<data xmlns:xsi="http://www.w3.org/2001/XMLSchema-instance">
<row _id="1"><Nid>5906</Nid><title>ดวงจันทร์สีอะไร ?</title><source>https://www.narit.or.th/th/AstronomyNews-20250904-Color-of-Moon</source><detail>"ดวงจันทร์ที่เราเห็นบนท้องฟ้าในแต่ละคืน อาจมีสีแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสีขาว สีเหลือง สีส้ม สีแดงอิฐ หรือสีเทาดำ ซึ่งสีเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าดวงจันทร์เปลี่ยนสีจริง แต่เกิดจากปัจจัยด้านตำแหน่งและชั้นบรรยากาศโลกเป็นหลัก

ดวงจันทร์สีขาวหรือเทาอ่อน มักพบเมื่อดวงจันทร์อยู่สูงจากขอบฟ้าในคืนฟ้าใส แสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์เดินทางผ่านบรรยากาศน้อย จึงไม่ถูกรบกวนมาก โดยเฉพาะช่วงใกล้เต็มดวง

เมื่อดวงจันทร์อยู่ใกล้ขอบฟ้า จะมักเห็นเป็นสีเหลืองหรือสีส้ม เนื่องจากแสงต้องเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศโลกเป็นระยะทางยาว แสงสีฟ้าถูกกระเจิงออกไป เหลือแสงโทนอุ่นที่มาถึงสายตาเรา

ดวงจันทร์สีแดงอิฐ หรือ Blood Moon จะเกิดเฉพาะช่วงจันทรุปราคาเต็มดวง เมื่อดวงจันทร์เคลื่อนเข้าสู่เงามืดของโลก แสงสีแดงจากดวงอาทิตย์ที่ผ่านชั้นบรรยากาศโลกจะหักเหเข้าไปตกกระทบบนดวงจันทร์

หากมองดวงจันทร์จากอวกาศโดยตรง จะเห็นว่าดวงจันทร์มีสีเทาดำ เนื่องจากพื้นผิวประกอบด้วยหินและฝุ่นที่สะท้อนแสงได้น้อย โดยมีค่าอัลบีโดเฉลี่ยเพียงประมาณ 12%

ส่วนดวงจันทร์สีน้ำเงินและสีชมพู ไม่ได้หมายถึงสีจริง แต่เป็นชื่อเรียกทางดาราศาสตร์และวัฒนธรรม เช่น บลูมูน คือดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองของเดือน และพิงก์มูนคือชื่อดวงจันทร์เต็มดวงประจำเดือนเมษายนเท่านั้น"</detail><keywords>#ดวงจันทร์ #สีของดวงจันทร์ #จันทรุปราคา #BloodMoon #ดาราศาสตร์น่ารู้ #วิทยาศาสตร์อวกาศ #MoonFacts #Astronomy</keywords><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5906</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777277949.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="2"><Nid>5905</Nid><title>ชั้นโอโซนคือฮีโร่ที่มองไม่เห็นหรือเปล่า</title><source>https://www.edugentutor.com/content/?ctid=MjMxMDAwMDI=</source><detail>"ชั้นบรรยากาศโลก คือชั้นของอากาศที่ห่อหุ้มรอบโลก มีความสูงจากระดับน้ำทะเลขึ้นไปประมาณ 1,000 กิโลเมตร
บริเวณใกล้พื้นโลกจะมีอากาศหนาแน่นที่สุด และจะค่อย ๆ เบาบางลงเมื่อสูงขึ้น

ชั้นบรรยากาศมีหน้าที่สำคัญในการปกป้องโลกจากรังสีอันตรายจากดวงอาทิตย์ และช่วยเผาไหม้วัตถุจากอวกาศ เช่น ดาวตก
นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งของอากาศ ความร้อน และไอน้ำที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต

นักวิทยาศาสตร์แบ่งชั้นบรรยากาศออกเป็น 5 ชั้น โดยใช้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและคุณสมบัติของแก๊สเป็นเกณฑ์

ชั้นแรกคือ “โทรโพสเฟียร์” เป็นชั้นที่มนุษย์อาศัยอยู่ และเป็นที่เกิดสภาพอากาศต่าง ๆ
ถัดขึ้นไปคือ “สตราโทสเฟียร์” ซึ่งมีชั้นโอโซนช่วยป้องกันรังสี UV และเป็นระดับที่เครื่องบินโดยสารบิน
เหนือขึ้นไปคือ “มีโซสเฟียร์” ชั้นที่ดาวตกส่วนใหญ่ถูกเผาไหม้
ต่อมาคือ “เทอร์โมสเฟียร์” ที่มีไอออนและสามารถสะท้อนคลื่นวิทยุ
และชั้นสุดท้ายคือ “เอ็กโซสเฟียร์” รอยต่อระหว่างบรรยากาศกับอวกาศ"</detail><keywords>#ชั้นบรรยากาศโลก #โลกของเรา #วิทยาศาสตร์น่ารู้ #อวกาศและโลก #สภาพอากาศ #เรียนวิทย์สนุกๆ #Atmosphere #EarthScience</keywords><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5905</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777277824.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="3"><Nid>5904</Nid><title>ทำไมน้ำกับน้ำมันถึงไม่เข้ากัน? คำตอบไม่ได้มีแค่เรื่อง “ความหนาแน่น</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/70030/-blo-sciche-sci-</source><detail>"หลายคนทราบดีว่าน้ำกับน้ำมันไม่สามารถผสมเข้ากันได้ เมื่อเทรวมกัน น้ำมันจะลอยอยู่บนผิวน้ำเสมอ
สาเหตุหนึ่งมาจากความหนาแน่นที่แตกต่างกัน โดยน้ำมีความหนาแน่นประมาณ 1 g/cm³
ขณะที่น้ำมันพืชมีความหนาแน่นประมาณ 0.9 g/cm³ ทำให้น้ำมันลอยอยู่ด้านบน

อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของความหนาแน่นไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้น้ำกับน้ำมันไม่เข้ากัน
สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากโครงสร้างของโมเลกุลและคุณสมบัติทางไฟฟ้า

ในทางเคมีมีกฎที่เรียกว่า Like dissolves like
ซึ่งหมายความว่าสารที่มีขั้วจะละลายในสารที่มีขั้ว
และสารที่ไม่มีขั้วจะละลายในสารที่ไม่มีขั้ว

น้ำเป็นสารที่มีขั้ว เนื่องจากการจัดเรียงอะตอมภายในโมเลกุล
อะตอมไฮโดรเจนมีประจุบวก และอะตอมออกซิเจนมีประจุลบ
ทำให้โมเลกุลของน้ำมีด้านบวกและด้านลบอย่างชัดเจน

ในขณะที่น้ำมันเป็นสารที่ไม่มีขั้ว
จึงไม่สามารถละลายในน้ำที่มีขั้วได้
ผลลัพธ์คือ น้ำกับน้ำมันไม่เข้ากันและแยกชั้นออกจากกันเสมอ"</detail><keywords>#น้ำกับน้ำมัน #วิทยาศาสตร์น่ารู้ #เคมีพื้นฐาน #โมเลกุล #สารมีขั้วไม่มีขั้ว #เรียนวิทย์สนุกๆ #ChemistryFacts #ScienceEducation</keywords><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5904</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777277710.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="4"><Nid>5903</Nid><title>สังคมสูงวัยไทย</title><source>https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2025/20241209145003_27188.pdf</source><detail>"อะไรคือสังคมสูงวัย (Aged Society)?

สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) คือสถานะที่ ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปคิดเป็น ≥ 20 % ของประชากรทั้งหมด หรือถ้าวัดที่อายุ 65 ปีขึ้นไปก็คิดเป็น ≥ 14 % ของประชากร ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้กันในระดับสากล.

สถานการณ์ในประเทศไทย

• ข้อมูลล่าสุด ณ สิ้นปี 2566 แสดงว่า ไทยมีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปประมาณ 13 ล้านคน คิดเป็นเกิน 20 % ของประชากรไทย ส่งผลให้ไทยเข้าสู่ สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว.

• จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเท่าตัวเมื่อเทียบกับอดีต และเป็นแนวโน้มที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง.

ผลกระทบเชิงโครงสร้างประชากร

• สัดส่วนคนสูงวัยที่เพิ่มขึ้นเกิดควบคู่กับ อัตราการเกิดที่ลดลงและอัตราแรงงานวัยทำงานลดลง ในระยะยาว.

• หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป คาดว่าไทยจะกลายเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society)” ซึ่งมีผู้สูงอายุ ≥ 30 % ของประชากรภายในทศวรรษหน้า.

ความหมายและการดูแลผู้สูงอายุ

• ผู้สูงอายุในไทยคือบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม.

• การเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ยังกระตุ้นให้รัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ต้องพัฒนา นโยบาย สวัสดิการ และแผนรองรับผู้สูงอายุ ให้ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพ รายได้ และคุณภาพชีวิต."</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5903</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777270972.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="5"><Nid>5902</Nid><title>หลักการของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ : ผลิตไฟฟ้าอย่างไร ?</title><source>https://ned.egat.co.th/index.php/nuclear-power/2021-10-14-01-35-46</source><detail>"โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ใช้พลังงานจากการแตกตัวของนิวเคลียสเพื่อผลิต
ไอน้ำและขับกังหันให้เกิดไฟฟ้า โดยมีหลายรูปแบบเครื่องปฏิกรณ์ เช่น

PWR และ BWR (แบบใช้น้ำทั่วไป)

PHWR (แบบน้ำมวลหนัก)

SMR (โมดูลเล็ก)

HTGR และ FNR (เทคโนโลยีเฉพาะ)

แต่ละแบบมีเทคนิคและข้อดีต่างกัน ทั้งเรื่องความปลอดภัย ประสิทธิภาพ
 และการประยุกต์ใช้งานสอดคล้องกับแนวคิดพลังงานสะอาด
และความมั่นคงทางพลังงานของไทยในอนาคต"</detail><keywords>#พลังงานนิวเคลียร์ #โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ #พลังงานสะอาด #ความมั่นคงพลังงาน #เทคโนโลยีพลังงาน #อนาคตพลังงานไทย #NuclearEnergy #CleanEnergy</keywords><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5902</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777270842.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="6"><Nid>5901</Nid><title>ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง_ เส้นเลือดใหญ่ของพลังงานไทย</title><source>https://www.egat.co.th/home/transmission-line/</source><detail>"ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงของประเทศไทย

ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงเป็นโครงข่ายหลักที่เชื่อมโรงไฟฟ้าทั่วประเทศเข้ากับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภูมิภาค
 ทำหน้าที่ส่งพลังงานไฟฟ้าด้วยแรงดันสูงเพื่อลดการสูญเสีย ก่อนปรับลดแรงดันในระบบจำหน่าย
ให้เหมาะสมต่อการใช้งานในบ้านเรือนและอุตสาหกรรม

องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

สายส่งไฟฟ้าแรงสูง ทำหน้าที่ลำเลียงไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าไปยังพื้นที่ต่าง ๆ 
ต้องมีความมั่นคงสูง เพราะความเสียหายเพียงจุดเดียวอาจทำให้ไฟดับเป็นวงกว้าง

สถานีไฟฟ้าแรงสูง (Substation) ใช้เพิ่ม–ลดแรงดันไฟฟ้า เพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มความปลอดภัย

ลานไกไฟฟ้า (Switchyard) และ หม้อแปลงไฟฟ้า สำหรับแปลงแรงดันก่อนส่งต่อ

ลูกถ้วยฉนวน รองรับสายไฟและป้องกันไฟรั่วลงดิน

เสาส่งไฟฟ้าแรงสูง มีหลายชนิดและหลายระดับแรงดัน (69, 115, 230, 500 กิโลโวลต์)

ระบบทั้งหมดถูกควบคุมโดย ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ (NCC) 
ซึ่งสั่งการให้การผลิตและจ่ายไฟฟ้าเป็นธรรม มั่นคง และมีคุณภาพ

โดยรวม ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูงเปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ของประเทศ ที่ค้ำจุนเศรษฐกิจ
 ความมั่นคงพลังงาน และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน."</detail><keywords>#ระบบส่งไฟฟ้าแรงสูง #ไฟฟ้าไทย #โครงข่ายไฟฟ้า #ความมั่นคงพลังงาน #สายส่งไฟฟ้า #พลังงานประเทศไทย #PowerGrid #TransmissionSystem</keywords><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5901</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777270565.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="7"><Nid>5900</Nid><title>จรวดพลังน้ำพุ่งขึ้นฟ้าได้อย่างไร? ไขหลักฟิสิกส์ด้วยกฎข้อที่ 3 ของนิวตัน</title><source>https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/webcontest2003/100team/dlns137/pet1/b7.html</source><detail>"จรวดพลังน้ำพุ่งทะยานได้ เพราะกฎฟิสิกส์ล้วน ๆ!

เคยสงสัยไหมว่า… แค่ขวดน้ำกับแรงลม ทำไมถึงพุ่งขึ้นฟ้าได้แรงขนาดนั้น?
คำตอบอยู่ที่ กฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 ของนิวตัน —
“ทุกแรงกิริยา มีแรงปฏิกิริยาที่ขนาดเท่ากัน แต่ทิศทางตรงข้าม”

เมื่อแรงดันอากาศในขวด ดันน้ำพ่นออกด้านหลัง
- น้ำพุ่งออก
- จรวดจึงพุ่งขึ้น!

แต่การบินไม่ได้มีแค่แรงขับเท่านั้น ยังมีแรงสำคัญอีก 3 แรงที่เกี่ยวข้อง:

- น้ำหนัก (Weight) – แรงโน้มถ่วงดึงจรวดลงสู่พื้น
- แรงต้าน (Drag) – อากาศที่ขัดขวางการเคลื่อนที่
- แรงยก (Lift) – แรงพยุงที่เกิดจากการเคลื่อนที่ผ่านอากาศ

 ปริมาณน้ำก็มีผลต่อการพุ่งขึ้น

น้ำมาก → แรงขับมาก แต่หนักขึ้น

น้ำน้อย → เบากว่า แต่แรงขับลดลง

ทั้งหมดนี้คือบทเรียนฟิสิกส์ที่เห็นภาพชัดที่สุด ผ่านการทดลองสนุก ๆ ที่ทั้งตื่นเต้นและได้ความรู้"</detail><keywords>#จรวดพลังน้ำ #ฟิสิกส์สนุกๆ #กฎของนิวตัน #วิทยาศาสตร์น่ารู้ #แรงและการเคลื่อนที่ #ทดลองวิทยาศาสตร์ #WaterRocket #STEMEducation</keywords><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5900</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777270424.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="8"><Nid>5899</Nid><title>ผลกระทบของมลภาวะทางแสง: คน-สัตว์-พลังงานได้รับผลยังไง</title><source>https://www.tnnthailand.com/earth/141990/?utm_source=chatgpt.com</source><detail>"มลพิษทางแสงคืออะไร และส่งผลกระทบอย่างไร

มลพิษทางแสง (Light Pollution) คือแสงไฟที่ฟุ้งกระจายอย่างไร้การควบคุม โดยมีสาเหตุหลักมาจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น แสงจากเมือง ถนน อาคาร และป้ายโฆษณา แสงเหล่านี้ไม่เพียงบดบังท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศอย่างรุนแรง

ปัจจุบัน มลพิษทางแสงเป็นปัญหาระดับโลก พื้นที่ที่ยังคงมืดสนิทในยามค่ำคืนเหลืออยู่น้อยมาก เช่น ไซบีเรีย ทะเลทรายซาฮารา และป่าแอมะซอน ขณะที่ประเทศที่มีมลพิษทางแสงสูง ได้แก่ สิงคโปร์ กาตาร์ และคูเวต

ผลกระทบสำคัญของมลพิษทางแสง ได้แก่

ในมนุษย์ แสงมากเกินไปทำให้การหลั่งเมลาโทนินลดลง ส่งผลต่อวงจรการนอนหลับและสุขภาพ

ในนก แสงรบกวนการอพยพ ทำให้นกหลงทาง กระทบการผสมพันธุ์และจำนวนประชากร

ในแมลง แมลงจำนวนมากบินเข้าหาแสงไฟและตาย ทำให้ปริมาณแมลงลดลง

เมื่อแมลงลดลง อาหารของสัตว์ป่าลดลงตาม ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบนิเวศทั้งหมด

แม้แสงจะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่หากใช้มากเกินไปก็จะกลายเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การลดมลพิษทางแสงสามารถทำได้ง่าย ๆ เช่น ใช้แสงไฟเท่าที่จำเป็น ปิดไฟเมื่อไม่ใช้งาน และเลือกใช้หลอดไฟที่ให้แสงเหมาะสม ซึ่งนอกจากช่วยรักษาธรรมชาติแล้ว ยังช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย"</detail><keywords>#มลพิษทางแสง #LightPollution #สิ่งแวดล้อม #รักษ์โลก #ท้องฟ้ายามคืน #ประหยัดพลังงาน #ระบบนิเวศ #EnvironmentalAwareness</keywords><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5899</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777270084.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="9"><Nid>5898</Nid><title>กระบวนการผลิตไฟฟ้าแบบกังหันก๊าซ/ความร้อนร่วม: จากอากาศสู่กระแสไฟ</title><source>https://chanainfo.egat.co.th/techniqinfo/eproduceprocess</source><detail>"กระบวนการผลิตไฟฟ้า โรงไฟฟ้าจะนะ

โรงไฟฟ้าจะนะเป็น โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Combined Cycle Power Plant) ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง และใช้เครื่องผลิตไฟฟ้า 2 ระบบทำงานร่วมกัน คือ กังหันก๊าซ และ กังหันไอน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า

ขั้นตอนหลักของกระบวนการผลิตไฟฟ้า ได้แก่

กังหันก๊าซผลิตไฟฟ้าขั้นแรก
อากาศถูกอัดและผสมกับก๊าซธรรมชาติในห้องเผาไหม้ เกิดก๊าซร้อนความดันสูงไปหมุนกังหันก๊าซ และขับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้ผลิตกระแสไฟฟ้า

นำความร้อนทิ้งมาผลิตไอน้ำ
ก๊าซร้อนที่ออกจากกังหันก๊าซถูกส่งไปยังหม้อกำเนิดไอน้ำ (HRSG) เพื่อผลิตไอน้ำแรงดันสูง

กังหันไอน้ำผลิตไฟฟ้าขั้นที่สอง
ไอน้ำแรงดันสูงถูกส่งไปหมุนกังหันไอน้ำ เพื่อผลิตไฟฟ้าเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง

ควบแน่นและหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่
ไอน้ำที่ใช้แล้วถูกควบแน่นให้กลับเป็นน้ำ และนำน้ำกลับไปผลิตไอน้ำใหม่ เป็นระบบหมุนเวียนแบบวัฏจักรปิด

ระบบหล่อเย็นช่วยลดอุณหภูมิ
ใช้น้ำกร่อยจากคลองบางเป็ดผ่านหอหล่อเย็น เพื่อระบายความร้อนและรักษาสมดุลของระบบ



โรงไฟฟ้าจะนะใช้หลักการ ผลิตไฟฟ้า 2 ต่อจากพลังงานเดียวกัน
ต่อที่ 1 จากกังหันก๊าซ
ต่อที่ 2 จากกังหันไอน้ำที่ใช้ความร้อนทิ้ง
ช่วยให้ผลิตไฟฟ้าได้มากขึ้น ประหยัดเชื้อเพลิง และมีประสิทธิภาพสูง"</detail><keywords>#โรงไฟฟ้าจะนะ #ผลิตไฟฟ้า #พลังงานไฟฟ้า #กังหันก๊าซ #CombinedCycle #พลังงานไทย #PowerPlant #EnergyKnowledge</keywords><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5898</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777269890.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="10"><Nid>5897</Nid><title>หลุมดำคืออะไร: ทำไมแสงหนีไม่พ้น และเรารู้ได้อย่างไรว่ามีอยู่จริง</title><source>https://ngthai.com/science/49516/what-is-black-hole/?utm_source=chatgpt.com</source><detail>"• หลุมดำมีแรงโน้มถ่วงสูงมากจนแสงหนีไม่พ้นเมื่ออยู่ภายในขอบฟ้าเหตุการณ์
• เราไม่เห็นหลุมดำโดยตรง แต่ตรวจได้จากผลต่อวัตถุรอบข้าง (ดาวโคจร จานสะสมมวล รังสี)
• ใส่ความเข้าใจผิด: หลุมดำไม่ได้ ‘ดูดทุกอย่าง’ ถ้าอยู่ไกลแรงจะเหมือนวัตถุมวลเท่ากัน"</detail><keywords>#หลุมดำ #BlackHole #อวกาศน่ารู้ #ดาราศาสตร์ #แรงโน้มถ่วง #วิทยาศาสตร์อวกาศ #SpaceFacts #จักรวาลลึกลับ</keywords><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5897</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777269631.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="11"><Nid>5896</Nid><title>สถานะของสสาร 4 รูปแบบ</title><source>https://www.thoughtco.com/states-of-matter-p2-608184</source><detail>"สถานะของสสารคืออะไร

สถานะของสสาร คือรูปแบบที่สสารแสดงพฤติกรรมแตกต่างกันตามการจัดเรียงและการเคลื่อนที่ของอนุภาค โดยทั่วไปแบ่งเป็น 4 สถานะหลัก คือ

ของแข็ง – มีรูปร่างและปริมาตรคงที่ อนุภาคเรียงตัวแน่น เคลื่อนที่ได้น้อย เช่น น้ำแข็ง โลหะ หิน

ของเหลว – ปริมาตรคงที่ แต่รูปร่างเปลี่ยนตามภาชนะ อนุภาคเคลื่อนที่ได้มากขึ้น เช่น น้ำ น้ำมัน

ก๊าซ – ไม่มีทั้งรูปร่างและปริมาตรคงที่ อนุภาคกระจายตัวอิสระ เช่น ออกซิเจน ฮีเลียม อากาศ

พลาสมา – คล้ายก๊าซแต่มีอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า สามารถนำไฟฟ้าได้ เช่น ดาวฤกษ์ ฟ้าผ่า หลอดนีออน

นอกจากนี้ ยังมีสถานะพิเศษอื่น ๆ ที่ค้นพบในห้องปฏิบัติการ เช่น สารควบแน่นโบส-ไอน์สไตน์ และ ของไหลยิ่งยวด ซึ่งเกิดในสภาวะอุณหภูมิหรือพลังงานเฉพาะทางฟิสิกส์ควอนตัม"</detail><keywords>#สถานะของสสาร #วิทยาศาสตร์น่ารู้ #ฟิสิกส์พื้นฐาน #ของแข็งของเหลวก๊าซ #พลาสมา #เรียนวิทย์สนุกๆ #StatesOfMatter #ScienceFacts</keywords><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5896</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777269468.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="12"><Nid>5895</Nid><title>ระบบส่่งไฟฟ้าแรงสูง เส้นเลือดใหญ่ของพลังงานไทย</title><source>https://www.egat.co.th/home/transmission-line/</source><detail>"ระบบส่งไฟฟ้า (Transmission System)

• ระบบส่งไฟฟ้า คือโครงข่าย สายส่งไฟฟ้าแรงสูง 
ที่เชื่อมโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ ส่งไฟฟ้าไปยังสถานีไฟฟ้าและระบบจำหน่ายของ 
MEA และ PEA เพื่อให้ถึงผู้ใช้ทุกภาคส่วน
• เปรียบเสมือน “เส้นเลือดใหญ่ของพลังงานไฟฟ้า” 
ที่ทำให้ประเทศมีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง

องค์ประกอบสำคัญ

• สายส่งไฟฟ้าแรงสูง – ส่งไฟฟ้าระยะไกลด้วยแรงดันสูง เพื่อลดการสูญเสีย
• สถานีไฟฟ้าแรงสูง (Substation) – เพิ่มหรือลดแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะสมก่อนจ่ายใช้งาน
• ลานไกไฟฟ้า (Switchyard) – แปลงแรงดันจากเครื่องกำเนิดเข้าสู่ระบบส่ง
• ลูกถ้วย (Insulator) – เป็นฉนวนยึดสายไฟ ป้องกันไฟรั่วลงดิน
• เสาส่งไฟฟ้า – มีหลายแบบ รองรับแรงดัน 115, 230 และ 500 กิโลโวลต์
• ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติ (NCC) – 
ควบคุมการผลิตและจ่ายไฟทั้งประเทศให้มั่นคง เป็นธรรม และปลอดภัย

ใจความสำคัญ

ระบบส่งไฟฟ้าเป็นหัวใจของความมั่นคงพลังงาน
ช่วยให้ไฟฟ้าไหลถึงทุกพื้นที่ ลดไฟตกไฟดับ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน "</detail><keywords>#ระบบส่งไฟฟ้า #TransmissionSystem #สายส่งไฟฟ้า #โครงข่ายไฟฟ้า #ความมั่นคงพลังงาน #ไฟฟ้าไทย #PowerGrid #EnergyInfrastructure</keywords><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5895</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777269342.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="13"><Nid>5894</Nid><title>PDPA: สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ควรรู้</title><source xsi:nil="true" /><detail>PDPA หรือ Personal Data Protection Act คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 จัดทำขึ้นเพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน ป้องกันการละเมิดความเป็นส่วนตัว และสร้างความมั่นใจในการใช้บริการในยุคดิจิทัล

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีและสื่อออนไลน์ทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกเก็บ ใช้ และเผยแพร่ได้ง่ายขึ้น PDPA จึงเข้ามากำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการ เพื่อให้การใช้ข้อมูลเป็นไปอย่างเหมาะสมและปลอดภัย

ข้อมูลอะไรที่ PDPA คุ้มครอง

PDPA คุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งหมายถึงข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น

ชื่อ–นามสกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล

วันเดือนปีเกิด อาชีพ การศึกษา รูปถ่าย

ข้อมูลการเงิน ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลไบโอเมทริกซ์

ข้อมูลอ่อนไหว เช่น เชื้อชาติ ความเชื่อ ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง พฤติกรรมทางเพศ และประวัติอาชญากรรม

ข้อมูลเหล่านี้ต้องได้รับการดูแลอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ

สิทธิของเจ้าของข้อมูล

ภายใต้กฎหมาย PDPA เจ้าของข้อมูลมีสิทธิสำคัญ เช่น

สิทธิรับรู้ว่าข้อมูลถูกเก็บและใช้เพื่ออะไร

สิทธิขอเข้าถึงและขอสำเนาข้อมูล

สิทธิขอแก้ไข ลบ หรือทำลายข้อมูล

สิทธิคัดค้านหรือขอระงับการใช้ข้อมูล

สิทธิขอโอนข้อมูลไปยังผู้อื่น

สิทธิเหล่านี้ช่วยให้ประชาชนสามารถควบคุมข้อมูลของตนเองได้มากขึ้น

ใครเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลบ้าง

เจ้าของข้อมูล คือบุคคลที่ข้อมูลระบุถึง

ผู้ควบคุมข้อมูล คือผู้ตัดสินใจว่าจะเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลอย่างไร

ผู้ประมวลผลข้อมูล คือผู้ดำเนินการตามคำสั่งของผู้ควบคุมข้อมูล

ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เมื่อใดจึงใช้ข้อมูลได้

โดยทั่วไป การเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลต้องได้รับ ความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล เว้นแต่กรณีพิเศษ เช่น

เพื่อปฏิบัติตามกฎหมาย

เพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพ

เพื่อประโยชน์สาธารณะ

การส่งข้อมูลไปต่างประเทศก็ต้องได้รับความยินยอมเช่นกัน เว้นแต่ประเทศปลายทางมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลที่เพียงพอ หรือมีความจำเป็นตามกฎหมายและสัญญา

บทลงโทษหากฝ่าฝืน

ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม PDPA อาจถูกลงโทษทั้ง

ทางแพ่ง ชดใช้ค่าเสียหาย

ทางอาญา จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท

ทางปกครอง ปรับสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท

สรุป

PDPA คือกฎหมายสำคัญที่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวของประชาชนในยุคดิจิทัล ทุกคนควรรู้จักสิทธิของตนเอง และทุกองค์กรต้องใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้สังคมดิจทัลเติบโตอย่างปลอดภัยและยั่งยืน"</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2026-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5894</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1777269030.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="14"><Nid>5880</Nid><title>แสงเหนือกับแสงใต้ ต่างกันตรงไหน</title><source>https://sciplanet.org/content/9817/</source><detail>แสงเหนือ–แสงใต้ หรือออโรรา (Aurora) เป็นปรากฏการณ์แสงสีที่ปรากฏบนท้องฟ้ายามค่ำคืนบริเวณใกล้ขั้วโลก เกิดจากอนุภาคพลังงานสูงที่ปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์และเดินทางมากับลมสุริยะ เมื่ออนุภาคเหล่านี้เข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก จะชนกับก๊าซต่าง ๆ และปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงสีสันที่แตกต่างกัน สีของออโรราขึ้นอยู่กับชนิดของก๊าซและระดับความสูงในบรรยากาศ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้ตลอดปี แต่สามารถสังเกตเห็นได้ดีที่สุดในช่วงที่กลางคืนยาวนาน ท้องฟ้ามืด และดวงอาทิตย์มีกิจกรรมสูง แสงเหนือ–แสงใต้จึงไม่เพียงสวยงาม แต่ยังสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างโลกและดวงอาทิตย์อีกด้วย</detail><keywords>#แสงเหนือ #แสงใต้ #ออโรรา #ปรากฏการณ์ธรรมชาติ #วิทยาศาสตร์อวกาศ #โลกและดวงอาทิตย์ #Aurora #NorthernLights</keywords><date>2026-04-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5880</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1776916849.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="15"><Nid>5879</Nid><title>AEDP คืออะไร? แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของไทย</title><source>https://iie.fti.or.th/?page_id=9401</source><detail>แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ภาคประชาชน
จัดทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของโลก
จากผลกระทบของการใช้พลังงานฟอสซิลที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน
มลพิษทางอากาศ และภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น

แผนนี้สะท้อนมุมมองของภาคเอกชนและประชาชน
ต่อการปรับโครงสร้างระบบพลังงานไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
โดยเน้นการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
ควบคู่กับเทคโนโลยีใหม่ ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

AEDP ภาคประชาชนมุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนและประชาชน
ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
และสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทยในระยะยาว</detail><keywords>#พลังงานทดแทน #พลังงานสะอาด #AEDP #พลังงานไทย #ลดโลกร้อน #คาร์บอนเป็นกลาง #RenewableEnergy #CleanEnergy</keywords><date>2026-04-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5879</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1776846305.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="16"><Nid>5878</Nid><title>กินผลไม้ตามฤดูกาล ดียังไง?</title><source>https://www.greenery.org/seasonal-fruit-calendar/?utm_source=chatgpt.com</source><detail>ผลไม้แต่ละชนิดมีช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิตดีที่สุด การกินผลไม้ตามฤดูกาลจึงช่วยให้เราได้รับทั้งรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ยังช่วยลดการใช้สารเร่ง สารเคมี และพลังงานในกระบวนการผลิต เพราะเป็นการปลูกตามวัฏจักรธรรมชาติอย่างแท้จริง พฤติกรรมการกินแบบนี้ยังสนับสนุนเกษตรกรรมเชิงนิเวศ ช่วยให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว การเลือกผลไม้ตามฤดูกาลจึงไม่ใช่แค่การดูแลสุขภาพของตัวเอง แต่เป็นการดูแลระบบอาหารและทรัพยากรของโลกไปพร้อมกัน</detail><keywords>#ผลไม้ตามฤดูกาล #กินตามฤดู #สุขภาพดีเริ่มที่กิน #โภชนาการที่ดี #เกษตรยั่งยืน #ดูแลโลกง่ายๆ #SeasonalFruits #HealthyEating</keywords><date>2026-04-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5878</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1776843332.png</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="17"><Nid>5877</Nid><title>การผันผวนของค่าเงิน โลกส่งผล ต่อสินค้าและบริการอย่างไร?</title><source>https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/bot-magazine/Phrasiam-66-4/financialwisdom_thbexchangerate.html?utm_source=chatgpt.com</source><detail>อัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อชีวิตประจำวันของเรามากกว่าที่คิด เพราะราคาสินค้านำเข้าและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ล้วนผูกกับการแข็งค่าหรืออ่อนค่าของเงินบาท เมื่อเงินบาทแข็งค่า เราจะใช้เงินบาทเท่าเดิมแต่แลกเงินต่างประเทศได้มากขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในต่างประเทศลดลง แต่หากเงินบาทอ่อนค่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นทันที

ผู้ที่ได้รับผลกระทบชัดเจน ได้แก่ คนที่ต้องจ่ายค่าเรียนหรือค่าเดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงผู้บริโภคสินค้านำเข้า เช่น โทรศัพท์ รถยนต์ หรือสินค้าแบรนด์ต่างประเทศ ซึ่งราคาจะสูงขึ้นเมื่อเงินบาทอ่อนค่า ตัวอย่างเช่น มือถือที่มีราคาเปิดตัวเท่ากันในสหรัฐฯ แต่ขายแพงขึ้นในไทย เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนลง

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันและทองคำซึ่งอิงตลาดโลกและซื้อขายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเช่นกัน ทำให้แม้ราคาน้ำมันโลกจะลดลง แต่ราคาน้ำมันในประเทศอาจไม่ลดตาม

ประชาชนทั่วไปสามารถบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้หลายวิธี เช่น การเลือกช่วงเวลาแลกเงิน การใช้ Travel Card การฝากเงินสกุลต่างประเทศผ่านบัญชี FCD หรือการใช้เครื่องมือในตลาดอนุพันธ์ ทั้งหมดนี้ช่วยให้เรารับมือกับความผันผวนของค่าเงินได้ดีขึ้น และวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</detail><keywords>#อัตราแลกเปลี่ยน #ค่าเงินบาท #เงินบาทอ่อนค่า #วางแผนการเงิน #เศรษฐกิจใกล้ตัว #การเงินส่วนบุคคล #ExchangeRate #FinanceTips</keywords><date>2026-04-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5877</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1776843236.png</img_link><category>เศรษฐศาสตร์</category></row>
<row _id="18"><Nid>5876</Nid><title>ทำไมเงินเยนญี่ปุ่นยังอ่อนค่า ทั้งที่ปัจจัยหลายอย่างเริ่มเป็นบวก ?</title><source>https://www.investing.com/news/forex-news/why-the-japanese-yen-remains-so-weak-4362866?utm_source=chatgpt.com</source><detail>แม้หลายปัจจัยทางเศรษฐกิจจะเริ่มเอื้อต่อการแข็งค่าของเงินเยน แต่ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นกลับยังอ่อนค่าต่อเนื่อง และกลายเป็นสกุลเงินที่แย่ที่สุดในกลุ่ม G10 นับตั้งแต่ Sanae Takaichi เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือท่าทีของรัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ที่ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย พร้อมเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอีก ทำให้ตลาดเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับยุค Abenomics ซึ่งเงินเยนเคยอ่อนค่ารุนแรงมาก่อน

แม้อัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ จะเริ่มขยับเข้าทางเงินเยนมากขึ้นในช่วงหลัง แต่นั่นยังไม่เพียงพอจะหยุดการอ่อนค่า เนื่องจากญี่ปุ่นยังมี “อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง” ต่ำมาก

อีกปัจจัยคือ Carry Trade นักลงทุนจำนวนมากยังคงกู้เงินเยนที่ดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในประเทศอื่น ส่งผลให้เงินเยนถูกขายอย่างต่อเนื่อง

ในมุมระยะยาว เงินเยนถูกประเมินว่าต่ำกว่ามูลค่าจริงอย่างมาก ทั้งในเชิงค่าเงินถ่วงน้ำหนักการค้า และตามการวัดแบบ PPP ของ OECD ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970

อย่างไรก็ตาม การที่เงินเยน “ถูก” ไม่ได้หมายความว่าจะฟื้นตัวทันที หากไม่มีปัจจัยกระตุ้นสำคัญ เช่น เศรษฐกิจโลกชะลอตัวแรง หรือ BoJ เร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด ตลาดก็ยังไม่มีแรงพอจะดันเงินเยนกลับมาแข็งค่าอย่างจริงจัง</detail><keywords>#เงินเยน #ค่าเงินเยน #เศรษฐกิจญี่ปุ่น #ลงทุนญี่ปุ่น #ธนาคารกลางญี่ปุ่น #ข่าวการเงิน #JapaneseYen #ForexMarket</keywords><date>2026-04-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5876</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1776843126.png</img_link><category>เศรษฐศาสตร์</category></row>
<row _id="19"><Nid>5875</Nid><title>การก่อตัวของดาวฤกษ์: เนบิวลาคือ ‘โรงงานสร้างดาว</title><source>https://becommon.co/world/nebula/</source><detail>เนบิวลา คือกลุ่มก๊าซและฝุ่นในอวกาศขนาดมหึมา ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดของดาวฤกษ์ในจักรวาล
ดวงดาวทุกดวง รวมถึงดวงอาทิตย์ ล้วนถือกำเนิดจากการยุบตัวของสสารภายในเนบิวลา
หนึ่งในเนบิวลาที่มีความสำคัญและเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ โอไรออน เนบิวลา ซึ่งอยู่ใกล้ระบบสุริยะของเรามากที่สุด
โอไรออน เนบิวลา เป็นเนบิวลาชนิดเปล่งแสง ที่ส่องสว่างจากพลังงานของดาวฤกษ์อายุน้อยจำนวนมากภายใน
บริเวณใจกลางของเนบิวลามีกลุ่มดาวฤกษ์อายุน้อยที่เรียกว่า ทราปีเซียม คลัสเตอร์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลัก
พลังงานจากดาวเหล่านี้กระตุ้นก๊าซและฝุ่นให้เรืองแสง จนสามารถมองเห็นได้จากโลก
ภายในเนบิวลา ยังมีดาวฤกษ์อีกนับพันดวง ทั้งที่มองเห็นได้และถูกบดบังอยู่ภายในกลุ่มฝุ่น
กระบวนการก่อกำเนิดดาวฤกษ์ในเนบิวลา เป็นกระบวนการพื้นฐานที่เกิดขึ้นทั่วทั้งจักรวาล
ธาตุสำคัญต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นดาว เคราะห์ และสิ่งมีชีวิต ล้วนมีต้นกำเนิดจากดวงดาวเหล่านี้
ดังนั้น การศึกษาความรู้เกี่ยวกับเนบิวลา จึงเป็นการเรียนรู้ถึงจุดเริ่มต้นของดวงดาว ระบบสุริยะ และชีวิตบนโลก</detail><keywords>#เนบิวลา #กำเนิดดวงดาว #อวกาศน่ารู้ #จักรวาลลึกลับ #โอไรออนเนบิวลา #วิทยาศาสตร์อวกาศ #Nebula #SpaceScience</keywords><date>2026-04-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5875</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1776843024.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="20"><Nid>5864</Nid><title>การผันผวนของค่าเงิน โลกส่งผล ต่อสินค้าและบริการอย่างไร?</title><source>https://www.bot.or.th/th/research-and-publications/articles-and-publications/bot-magazine/Phrasiam-66-4/financialwisdom_thbexchangerate.html?utm_source=chatgpt.com</source><detail>อัตราแลกเปลี่ยนมีผลต่อชีวิตประจำวันของเรามากกว่าที่คิด เพราะราคาสินค้านำเข้าและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ล้วนผูกกับการแข็งค่าหรืออ่อนค่าของเงินบาท เมื่อเงินบาทแข็งค่า เราจะใช้เงินบาทเท่าเดิมแต่แลกเงินต่างประเทศได้มากขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในต่างประเทศลดลง แต่หากเงินบาทอ่อนค่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นทันที

ผู้ที่ได้รับผลกระทบชัดเจน ได้แก่ คนที่ต้องจ่ายค่าเรียนหรือค่าเดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงผู้บริโภคสินค้านำเข้า เช่น โทรศัพท์ รถยนต์ หรือสินค้าแบรนด์ต่างประเทศ ซึ่งราคาจะสูงขึ้นเมื่อเงินบาทอ่อนค่า ตัวอย่างเช่น มือถือที่มีราคาเปิดตัวเท่ากันในสหรัฐฯ แต่ขายแพงขึ้นในไทย เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนลง

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันและทองคำซึ่งอิงตลาดโลกและซื้อขายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็ได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเช่นกัน ทำให้แม้ราคาน้ำมันโลกจะลดลง แต่ราคาน้ำมันในประเทศอาจไม่ลดตาม

ประชาชนทั่วไปสามารถบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้หลายวิธี เช่น การเลือกช่วงเวลาแลกเงิน การใช้ Travel Card การฝากเงินสกุลต่างประเทศผ่านบัญชี FCD หรือการใช้เครื่องมือในตลาดอนุพันธ์ ทั้งหมดนี้ช่วยให้เรารับมือกับความผันผวนของค่าเงินได้ดีขึ้น และวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น</detail><keywords>#อัตราแลกเปลี่ยน #เงินบาท #การเงินส่วนบุคคล #วางแผนการเงิน #ค่าเงินผันผวน #เศรษฐกิจใกล้ตัว #ExchangeRate #PersonalFinance</keywords><date>2026-04-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5864</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1775102019.png</img_link><category>เศรษฐศาสตร์</category></row>
<row _id="21"><Nid>5863</Nid><title>ทำไมเงินเยนญี่ปุ่นยังอ่อนค่า ทั้งที่ปัจจัยหลายอย่างเริ่มเป็นบวก ?</title><source>https://www.investing.com/news/forex-news/why-the-japanese-yen-remains-so-weak-4362866?utm_source=chatgpt.com</source><detail>แม้หลายปัจจัยทางเศรษฐกิจจะเริ่มเอื้อต่อการแข็งค่าของเงินเยน แต่ค่าเงินเยนของญี่ปุ่นกลับยังอ่อนค่าต่อเนื่อง และกลายเป็นสกุลเงินที่แย่ที่สุดในกลุ่ม G10 นับตั้งแต่ Sanae Takaichi เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือท่าทีของรัฐบาลและธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ที่ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย พร้อมเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอีก ทำให้ตลาดเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับยุค Abenomics ซึ่งเงินเยนเคยอ่อนค่ารุนแรงมาก่อน

แม้อัตราดอกเบี้ยระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐฯ จะเริ่มขยับเข้าทางเงินเยนมากขึ้นในช่วงหลัง แต่นั่นยังไม่เพียงพอจะหยุดการอ่อนค่า เนื่องจากญี่ปุ่นยังมี “อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง” ต่ำมาก

อีกปัจจัยคือ Carry Trade นักลงทุนจำนวนมากยังคงกู้เงินเยนที่ดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในประเทศอื่น ส่งผลให้เงินเยนถูกขายอย่างต่อเนื่อง

ในมุมระยะยาว เงินเยนถูกประเมินว่าต่ำกว่ามูลค่าจริงอย่างมาก ทั้งในเชิงค่าเงินถ่วงน้ำหนักการค้า และตามการวัดแบบ PPP ของ OECD ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970

อย่างไรก็ตาม การที่เงินเยน “ถูก” ไม่ได้หมายความว่าจะฟื้นตัวทันที หากไม่มีปัจจัยกระตุ้นสำคัญ เช่น เศรษฐกิจโลกชะลอตัวแรง หรือ BoJ เร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาด ตลาดก็ยังไม่มีแรงพอจะดันเงินเยนกลับมาแข็งค่าอย่างจริงจัง</detail><keywords>#เงินเยนอ่อนค่า #เศรษฐกิจญี่ปุ่น #นโยบายการเงิน #ธนาคารกลางญี่ปุ่น #ค่าเงินโลก #วิเคราะห์เศรษฐกิจ #JapaneseYen #Forex</keywords><date>2026-04-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5863</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1775103100.png</img_link><category>เศรษฐศาสตร์</category></row>
<row _id="22"><Nid>5862</Nid><title>การก่อตัวของดาวฤกษ์: เนบิวลาคือ ‘โรงงานสร้างดาว’</title><source>https://becommon.co/world/nebula/</source><detail>เนบิวลา คือกลุ่มก๊าซและฝุ่นในอวกาศขนาดมหึมา ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดของดาวฤกษ์ในจักรวาล
ดวงดาวทุกดวง รวมถึงดวงอาทิตย์ ล้วนถือกำเนิดจากการยุบตัวของสสารภายในเนบิวลา
หนึ่งในเนบิวลาที่มีความสำคัญและเป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ โอไรออน เนบิวลา ซึ่งอยู่ใกล้ระบบสุริยะของเรามากที่สุด
โอไรออน เนบิวลา เป็นเนบิวลาชนิดเปล่งแสง ที่ส่องสว่างจากพลังงานของดาวฤกษ์อายุน้อยจำนวนมากภายใน
บริเวณใจกลางของเนบิวลามีกลุ่มดาวฤกษ์อายุน้อยที่เรียกว่า ทราปีเซียม คลัสเตอร์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลัก
พลังงานจากดาวเหล่านี้กระตุ้นก๊าซและฝุ่นให้เรืองแสง จนสามารถมองเห็นได้จากโลก
ภายในเนบิวลา ยังมีดาวฤกษ์อีกนับพันดวง ทั้งที่มองเห็นได้และถูกบดบังอยู่ภายในกลุ่มฝุ่น
กระบวนการก่อกำเนิดดาวฤกษ์ในเนบิวลา เป็นกระบวนการพื้นฐานที่เกิดขึ้นทั่วทั้งจักรวาล
ธาตุสำคัญต่าง ๆ ที่ประกอบเป็นดาว เคราะห์ และสิ่งมีชีวิต ล้วนมีต้นกำเนิดจากดวงดาวเหล่านี้
ดังนั้น การศึกษาความรู้เกี่ยวกับเนบิวลา จึงเป็นการเรียนรู้ถึงจุดเริ่มต้นของดวงดาว ระบบสุริยะ และชีวิตบนโลก</detail><keywords>#เนบิวลา #กำเนิดดาวฤกษ์ #ดาราศาสตร์ #จักรวาล #อวกาศน่ารู้ #โอไรออนเนบิวลา #Nebula #StarFormation</keywords><date>2026-04-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5862</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1775101532.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="23"><Nid>5859</Nid><title>ดาวฤกษ์คืออะไร: สู่จักรวาลแสนน่ารัก</title><source>https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/create-web/10000/science/10000-10947.html?utm_source=chatgpt.com</source><detail>ดาวฤกษ์ (Star)

• ดาวฤกษ์ คือ “ดวงดาวที่เปล่งแสงได้เอง” เพราะมี ปฏิกิริยานิวเคลียร์ในแกนกลาง ต่างจาก ดาวเคราะห์ ที่ไม่สร้างแสงเอง แต่ สะท้อนแสงจากดาวฤกษ์แม่

• ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง และเป็นแหล่งพลังงานหลักของโลก โดยดาวฤกษ์ทั่วไปเป็น ก๊าซขนาดมหาศาล ที่สมดุลกันระหว่าง แรงดึงดูดเข้าด้านใน กับ แรงดันจากพลังงานในแกน

• ดาวฤกษ์ส่วนใหญ่ประมาณ 90% อยู่ในช่วงชีวิตที่เสถียร เรียกว่า ดาวลำดับหลัก (Main Sequence)

• สีของดาว (ฟ้า–ขาว–เหลือง–ส้ม–แดง) บอก อุณหภูมิผิวและองค์ประกอบ ได้ โดยใช้วิธี วิเคราะห์สเปกตรัม (Spectral Analysis)

• ช่วงชีวิตดาวโดยรวม:
สสารระหว่างดาว → โปรโตสตาร์/ดาวเกิดใหม่ (T-Tauri) → ดาวลำดับหลัก → หมดเชื้อเพลิงและเข้าสู่ช่วงปลายอายุขัย</detail><keywords>#ดาวฤกษ์ #ดาราศาสตร์ #ความรู้วิทยาศาสตร์ #จักรวาล #อวกาศน่ารู้ #เรียนรู้เรื่องดาว #Star #Astronomy</keywords><date>2026-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5859</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1774416590.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="24"><Nid>5858</Nid><title>มลภาวะทางแสง (Light Pollution): ทำไมเมืองสว่างแต่ดาวหาย</title><source>https://waymagazine.org/light-pollution/</source><detail>มลภาวะทางแสง (Light Pollution) คือแสงสว่างจากกิจกรรมของมนุษย์ที่มีความเข้ม ทิศทาง 
หรือช่วงเวลาการใช้งานไม่เหมาะสม ส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม และคุณภาพท้องฟ้า
ยามค่ำคืน แม้แสงประดิษฐ์จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบาย แต่เมื่อมีมากเกิน
ไปกลับรบกวนนาฬิกาชีวภาพของมนุษย์ ทำให้การหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินผิดปกติ และเพิ่ม
ความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังหลายชนิด

นอกจากนี้ มลภาวะทางแสงยังส่งผลต่อระบบนิเวศ พฤติกรรมของสัตว์กลางคืน การผสม
เกสรของแมลง การนำทางของนกและสัตว์ทะเล ตลอดจนผลผลิตทางการเกษตรและการท่อง
เที่ยวเชิงธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการศึกษาดาราศาสตร์ เนื่องจากทำให้
การมองเห็นวัตถุท้องฟ้าลดลงอย่างต่อเนื่อง การตระหนักรู้และจัดการแสงสว่างอย่างเหมาะ
สมจึงเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างความเจริญของมนุษย์กับธรรมชาติยามราตรี</detail><keywords>#มลภาวะทางแสง #LightPollutionไทย #สิ่งแวดล้อม #ท้องฟ้ายามคืน #ลดโลกร้อน #รักษ์โลก #LightPollution #DarkSky</keywords><date>2026-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5858</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1774415973.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="25"><Nid>5857</Nid><title>หลุมดำมวลมหาศาล M87 ค้นพบอะไร</title><source>https://www.narit.or.th/th/AstronomyNews-20250916-M87</source><detail>เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ Event Horizon Telescope (EHT) ได้เปิดเผยภาพใหม่ของหลุมดำ M87* ณ ใจกลางกาแล็กซี M87 ซึ่งเป็นการติดตามสังเกตการณ์ต่อเนื่องในปี 2017, 2018 และ 2021
ภาพล่าสุดยังคงยืนยันรูปร่างของจานพอกพูนมวลและขนาดของหลุมดำที่ไม่เปลี่ยนแปลง สอดคล้องกับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอสไตน์ และยืนยันว่าภาพหลุมดำที่ได้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

การเพิ่มกล้องโทรทรรศน์ Kitt Peak และ NOEMA เข้าในเครือข่าย ทำให้ภาพมีความละเอียดสูงขึ้น และเป็นครั้งแรกที่สามารถสังเกตเห็นส่วนของ jet ที่พุ่งออกจากขั้วหลุมดำได้ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าประหลาดใจคือการตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของ polarization ของคลื่นวิทยุรอบหลุมดำ โดย polarization หยุดลงในปี 2018 และกลับทิศทางในปี 2021

การเปลี่ยนแปลงนี้บ่งชี้ว่า แม้โครงสร้างโดยรวมของแก๊สรอบหลุมดำจะดูคงที่ แต่แท้จริงแล้วแก๊สเหล่านี้อยู่ภายใต้สนามแม่เหล็กที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรง
พลาสมารอบหลุมดำจึงอาจไม่ได้สงบนิ่ง และสนามแม่เหล็กมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบหลุมดำมากกว่าที่เคยคาดคิด

การค้นพบครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือระดับโลก และแสดงศักยภาพของเครือข่าย EHT ในการไขปริศนาธรรมชาติของจักรวาล</detail><keywords>#หลุมดำ #EHT #ดาราศาสตร์ #จักรวาล #วิทยาศาสตร์อวกาศ #ค้นพบใหม่ #BlackHole #EventHorizonTelescope</keywords><date>2026-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5857</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1774415724.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="26"><Nid>5856</Nid><title>การแบ่งประเภทดาวฤกษ์: O-B-A-F-G-K-M (จากร้อนสุดถึงเย็นสุด)</title><source>https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/34143?utm_source=chatgpt.com</source><detail>ชนิดของดาวฤกษ์ตามสีและอุณหภูมิ

นักดาราศาสตร์แบ่งดาวฤกษ์ตาม สีและอุณหภูมิผิว เป็น 7 ชนิดสเปกตรัม เรียงจากร้อนที่สุดไปเย็นที่สุด คือ

O – B – A – F – G – K – M

• O : สีน้ำเงิน &gt; 30,000 K (ร้อนมาก)
• B : น้ำเงินแกมขาว 10,000–30,000 K
• A : สีขาว 7,500–10,000 K
• F : ขาวแกมเหลือง 6,000–7,500 K
• G : สีเหลือง 4,900–6,000 K → ดวงอาทิตย์อยู่กลุ่มนี้
• K : สีส้ม 3,500–4,900 K
• M : สีแดง 2,000–3,500 K 

• สีของดาวบอกอุณหภูมิผิว
• สีน้ำเงิน → ดาวอายุน้อย ร้อนมาก
• สีแดง → ดาวอายุมาก เย็นลง อยู่ช่วงปลายอายุขัย

สรุปง่าย ๆ:
“เรียงจาก O ไป M = จากดาวร้อนอายุน้อย → ดาวเย็นอายุมาก”</detail><keywords>#ดาวฤกษ์ #ดาราศาสตร์ #ความรู้วิทยาศาสตร์ #จักรวาล #เรียนรู้เรื่องดาว #อวกาศน่ารู้ #Stars #Astronomy</keywords><date>2026-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5856</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1774415548.png</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="27"><Nid>5855</Nid><title>วัคซีน (Vaccine) ผู้พิทักษ์สุขภาพจิ๋ว</title><source>https://www.rama.mahidol.ac.th/atrama/issue044/rama-rdu?utm_source=chatgpt.com</source><detail>วัคซีนคืออะไร และทำงานอย่างไร

• วัคซีน คือสารชีววัตถุที่ผลิตจากเชื้อโรคหรือพิษของเชื้อ เพื่อ 
กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานต่อโรค

• เมื่อได้รับวัคซีนแล้ว ร่างกายจะเรียนรู้การต่อสู้กับเชื้อ ทำให้
– ลดโอกาสติดโรค
– หากติดโรค อาการจะ รุนแรงน้อยลง

• การสร้างภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนเรียกว่า ภูมิคุ้มกันแบบกระตุ้นให้สร้างเอง 
(Active immunization) ซึ่งต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงเดือน

• วัคซีนแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก

วัคซีนเชื้อตาย – ใช้เชื้อที่ตายแล้ว เช่น ไข้หวัดใหญ่ พิษสุนัขบ้า

วัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ – ใช้เชื้อที่อ่อนแรง เช่น หัด คางทูม วัณโรค

วัคซีนจากพิษเชื้อ – ใช้พิษที่ทำให้หมดฤทธิ์ เช่น บาดทะยัก คอตีบ

• การฉีดวัคซีนช่วยป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยสร้าง 
ภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ให้สังคมโดยรวม</detail><keywords>#วัคซีนคืออะไร #ความรู้สุขภาพ #ภูมิคุ้มกัน #ป้องกันโรค #วัคซีนสำคัญ #สุขภาพดี #Vaccines #HerdImmunity</keywords><date>2026-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5855</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1774413034.png</img_link><category>เทคโนโลยีชีวภาพทางด้านการแพทย์</category></row>
<row _id="28"><Nid>5854</Nid><title>ข้างขึ้นข้างแรม : ไม่ได้เกิดจากเงาโลก แต่เกิดจากตำแหน่งและมุมมอง ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์</title><source>https://www.lesa.biz/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%8F%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3/%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1</source><detail>ข้างขึ้นข้างแรม

• ข้างขึ้นข้างแรมเกิดจาก ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ทำให้มุมระหว่าง ดวงอาทิตย์–ดวงจันทร์–โลก เปลี่ยนไป จึงมองเห็นด้านสว่างของดวงจันทร์ต่างกันในแต่ละวัน

• รอบการเปลี่ยนแปลงใช้เวลาประมาณ 29.5 วัน (เกือบ 1 เดือนจันทรคติ)

• คนไทยแบ่งเดือนเป็น
– ขึ้น 1–15 ค่ำ (ดวงจันทร์ค่อย ๆ สว่างขึ้น)
– แรม 1–15 ค่ำ (ดวงจันทร์ค่อย ๆ มืดลง)

• ระยะสำคัญของดวงจันทร์
– แรม 15 ค่ำ (New Moon) : มืดทั้งดวง
– ขึ้น 8 ค่ำ (First Quarter) : ครึ่งดวง
– ขึ้น 15 ค่ำ (Full Moon) : เต็มดวง
– แรม 8 ค่ำ (Third Quarter) : ครึ่งดวง

• บางช่วงเห็นด้านมืดของดวงจันทร์จาง ๆ จากแสงที่สะท้อนจากโลก เรียกว่า แสงโลก (Earth shine)</detail><keywords>#ข้างขึ้นข้างแรม #ดวงจันทร์ #ความรู้วิทยาศาสตร์ #โลกและอวกาศ #ปรากฏการณ์ธรรมชาติ #เรียนรู้รอบตัว #MoonPhases #Astronomy</keywords><date>2026-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5854</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1774412593.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="29"><Nid>5853</Nid><title>STRONG คืออะไร ? กรอบคุณธรรม 6 ด้าน ผสาน พอเพียง + โปร่งใส + ต้านทุจริต</title><source>https://www.nacc.go.th/we/?c=page&amp;f=id&amp;id=12</source><detail>STRONG Model: “จิตพอเพียงต้านทุจริต”

เพื่อให้โครงการ “จิตพอเพียงต้านทุจริต” มีความเข้าใจและปฏิบัติได้เป็นรูปธรรม ป.ป.ช. ได้พัฒนา STRONG model ขึ้นมา โดยนำตัวอักษรภาษาอังกฤษทั้ง 6 ตัวมาผูกเข้ากับแนวคิดและคุณค่าที่สำคัญในการสร้าง จิตพอเพียงเพื่อต่อต้านการทุจริต ดังนี้:

S – Sufficient (พอเพียง): เน้นการมีความพอเพียงในตัวเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบธรรม.

T – Transparent (โปร่งใส): ส่งเสริมความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเข้าใจตรงกันในกระบวนการต่าง ๆ.

R – Realise (ตื่นรู้): ตระหนักรู้ถึงภัยและผลกระทบของการทุจริต พร้อมไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ.

O – Onward (มุ่งไปข้างหน้า): มุ่งพัฒนาสังคมและอนาคตที่ยั่งยืน ด้วยการป้องกันและตรวจสอบล่วงหน้า.

N – Knowledge (ความรู้): ให้ความรู้และทักษะที่จำเป็นแก่ประชาชนเพื่อเข้าใจสถานการณ์และวิธีป้องกันการทุจริต.

G – Generosity (เอื้ออาทร): ปลูกฝังคุณธรรมความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โดยไม่หวังผลตอบแทน ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ดี.

โดยแนวคิดนี้ผสานปรัชญา “จิตพอเพียง” เข้ากับการต่อต้านการทุจริต เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ทุกคนในสังคมมีจิตสำนึกที่แข็งแรง ไม่มีทุจริตและพร้อมมีส่วนร่วมป้องกันร่วมกัน.</detail><keywords>#จิตพอเพียงต้านทุจริต #STRONGModel #โปร่งใสตรวจสอบได้ #ต้านโกง #คุณธรรมในสังคม #ไม่ทนต่อการทุจริต #AntiCorruption #Transparency</keywords><date>2026-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5853</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1774410938.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="30"><Nid>5852</Nid><title>รู้ทัน Fake News  รู้ทันข้อมูลเท็จในสังคมดิจิทัล</title><source>https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A1_(Fake_News)</source><detail>ข่าวปลอม (Fake News) คือข่าวสารหรือข้อมูลที่ขาดความถูกต้องครบถ้วน หรือไม่มีความจริง 
โดยอาจเกิดจากการตัดต่อ ดัดแปลง อ้างแหล่งที่มาผิด หรือการนำเสนอข้อมูลเพียงบางส่วนจนทำให้
ผู้รับสารเข้าใจคลาดเคลื่อน ข่าวปลอมบางประเภทอาจมีข้อเท็จจริงอยู่บ้าง แต่ถูกเขียนด้วยอคติหรือจง
ใจบิดเบือนเพื่อชี้นำความคิดเห็นของสังคม

ในปัจจุบัน ข่าวปลอมถูกนำมาใช้ทั้งเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และการสร้างกระแสใน
สังคม โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์สำคัญ เช่น การเลือกตั้ง หรือการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งอาจนำ
ไปสู่ความตื่นตระหนก ความเข้าใจผิด และการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้อง การรู้จักลักษณะและเป้าหมาย
ของข่าวปลอมจึงเป็นทักษะสำคัญในการใช้สื่ออย่างมีวิจารณญาณ</detail><keywords>#ข่าวปลอม #รู้เท่าทันสื่อ #ตรวจสอบข้อมูล #คิดก่อนแชร์ #ข่าวสารออนไลน์ #สื่ออย่างมีวิจารณญาณ #FakeNews #MediaLiteracy</keywords><date>2026-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5852</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1774410465.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="31"><Nid>5850</Nid><title>PDPA: สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่ควรรู้ </title><source>https://t-reg.co/blog/t-reg-knowledge/what-is-pdpa/#elementor-toc__heading-anchor-0</source><detail>พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) เป็นกฎหมายที่กำหนดสิทธิ
ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล และกำหนดหน้าที่ของบุคคลหรือองค์กรที่มีการเก็บ รวบรวม 
ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลถูกใช้อย่างเหมาะสม 
ปลอดภัย และตรงตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับความยินยอม

ในยุคดิจิทัลที่การใช้อินเทอร์เน็ตและแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน 
PDPA จึงมีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองข้อมูลส่วนตัว ลดความเสี่ยงจากการนำข้อมูลไป
ใช้โดยมิชอบ และสร้างมาตรฐานให้กับองค์กรในการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล หาก
ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อาจมีบทลงโทษทั้งทางแพ่ง อาญา และทางปกครอง</detail><keywords>#PDPA #คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล #ข้อมูลส่วนบุคคล #สิทธิข้อมูลส่วนบุคคล #กฎหมายดิจิทัล #ความปลอดภัยข้อมูล #DataProtection #PrivacyLaw</keywords><date>2026-03-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5850</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1773981148.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="32"><Nid>5849</Nid><title>ข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลแล้วทำไงดี? ขั้นตอนรับมือแบบคนทั่วไป</title><source>https://www.etda.or.th/th/Useful-Resource/protect_data.aspx</source><detail>ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security) หมายถึง มาตรการและกระบวนการที่ใช้ใน
การป้องกัน ลดความเสี่ยง และรับมือกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อข้อมูล 
ระบบ และผู้ใช้งาน ทั้งในระดับบุคคล องค์กร และประเทศ

ในยุคดิจิทัลที่ประชาชนใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการสื่อสาร การทำธุรกรรม และความบันเทิง 
ข้อมูลส่วนบุคคลจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้ไม่หวังดี ภัยคุกคามทางไซเบอร์สามารถ
นำไปสู่การขโมยข้อมูล การสวมรอยตัวตน และความเสียหายทางเศรษฐกิจ

การเรียนรู้ประเภทของภัยคุกคามไซเบอร์ และการป้องกันพื้นฐาน เช่น การตั้งรหัสผ่านที่
เข้มแข็ง การอัปเดตซอฟต์แวร์ และการใช้งานระบบยืนยันตัวตนหลายปัจจัย จึงเป็นทักษะ
สำคัญที่ทุกคนควรมี เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและรู้เท่าทัน</detail><keywords>#ความปลอดภัยไซเบอร์ #ภัยคุกคามไซเบอร์ #ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล #รู้เท่าทันดิจิทัล #ความปลอดภัยออนไลน์ #ทักษะดิจิทัล #CyberSecurity #CyberAwareness</keywords><date>2026-03-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5849</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1773980932.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="33"><Nid>5848</Nid><title>CS101 ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เบื้องต้น : ปกป้องข้อมูลในโลกดิจิทัล</title><source>https://www.etda.or.th/th/Useful-Resource/Knowledge-Sharing/Articles/Cybersecurity-101.aspx?feed=590fb9ad-c550-4bc5-9a56-459ad4891d74</source><detail>• Cybersecurity คืออะไร?
คือวิธีการลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อป้องกันเครือข่าย อุปกรณ์ และข้อมูลไม่ให้ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือถูกทำลาย/นำไปใช้ในทางอาชญากรรม.

• ทำไมต้องมี Cybersecurity?
เพราะเราทำกิจกรรมออนไลน์มากขึ้น เช่น ทำธุรกรรม ซื้อของ และติดต่อสื่อสาร — หากไม่มีการป้องกัน ข้อมูลส่วนบุคคลอาจถูกขโมยหรือถูกทำร้ายได้.

• ภัยคุกคามไซเบอร์ที่พบบ่อย
– มัลแวร์ (ไวรัส/โทรจัน/แรนซัมแวร์)
– ฟิชชิ่ง (ล่อให้เปิดเผยรหัสผ่าน/ข้อมูล)
– โจมตีแบบดักกลาง (ดักข้อมูลระหว่างส่ง)
– ปฏิเสธการให้บริการ (DoS) ทำให้ระบบล่มหรือไม่สามารถใช้งาน.

• วิธีป้องกันพื้นฐาน
– อัปเดตซอฟต์แวร์เสมอ
– ใช้โปรแกรม Antivirus
– ตั้งรหัสผ่านที่แข็งแรง และไม่ซ้ำกัน
– ใช้งานการยืนยันตัวตนแบบ (Multi-Factor Authentication หรือ MFA)  (ยืนยันตัวตนหลายชั้น เช่น OTP)
– ติดตั้ง Firewall ในอุปกรณ์
– คิดก่อนเปิด (Be suspicious of unexpected emails) 
</detail><keywords>#ความปลอดภัยไซเบอร์ #ภัยไซเบอร์ #ปกป้องข้อมูล #รู้ทันออนไลน์ #ความปลอดภัยดิจิทัล #CyberAwareness #Cybersecurity #DataProtection</keywords><date>2026-03-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5848</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1773980630.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="34"><Nid>5847</Nid><title>เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก: แต่ละหลักบอกอะไรบ้าง</title><source>https://multi.dopa.go.th/secofdopa/news/cate10/view207?utm_source=chatgpt.com</source><detail>เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก เป็นหมายเลขประจำตัวที่รัฐใช้ในการระบุตัวตนของ
ประชาชนตามระบบทะเบียนราษฎร โดยตัวเลขแต่ละตำแหน่งถูกกำหนดขึ้นอย่างมีแบบแผน 
ไม่ได้เป็นการสุ่มตัวเลขขึ้นมา

เลขทั้ง 13 หลักแบ่งออกเป็น 5 ส่วน ซึ่งสามารถบอกประเภทบุคคล หน่วยงานทะเบียน
ที่ออกเลข ลำดับการขึ้นทะเบียน และมีหลักตรวจสอบความถูกต้องของหมายเลขทั้งหมด 
ระบบดังกล่าวช่วยให้หน่วยงานของรัฐสามารถบริหารจัดการข้อมูลประชาชนได้อย่างเป็น
ระบบและแม่นยำ

อย่างไรก็ตาม เลขประจำตัวประชาชนถือเป็นข้อมูลสำคัญ จึงควรใช้อย่างระมัดระวัง และ
ไม่เปิดเผยโดยไม่จำเป็น เพื่อป้องกันการนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม</detail><keywords>#เลขบัตรประชาชน #ข้อมูลส่วนบุคคล #ความปลอดภัยข้อมูล #ทะเบียนราษฎร #รู้เท่าทันข้อมูล #ปกป้องข้อมูล #PersonalData #DataSecurity</keywords><date>2026-03-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5847</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1774499031.png</img_link><category>สังคมศาสตร์อื่นๆ</category></row>
<row _id="35"><Nid>5846</Nid><title>สังคมสูงวัยคืออะไร?  ทำไมคนวัยทำงานต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้</title><source>https://thaipublica.org/2024/02/thailand-becomes-aged-society/?utm_source=chatgpt.com</source><detail>สังคมสูงวัย (Aging Society) หมายถึง สังคมที่มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 
ขณะที่อัตราการเกิดและจำนวนประชากรวัยแรงงานลดลง ส่งผลให้โครงสร้างประชากร
เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคม
ผู้สูงอายุ และมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในระยะเวลาอันใกล้

จากข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ประเทศที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า
ร้อยละ 10 หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 7 จะถือว่าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ 
ซึ่งประเทศไทยมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนติดอันดับต้น ๆ ของโลก การเพิ่ม
ขึ้นของผู้สูงอายุส่งผลกระทบในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การคลัง แรงงาน และระบบ
สาธารณสุข โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและความเพียงพอของเงินออมหลัง
วัยเกษียณ

ดังนั้น การรับมือกับสังคมสูงวัยจึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุเท่านั้น 
แต่จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่วัยทำงาน ทั้งการวางแผนการเงิน การลงทุน
เพื่อชนะเงินเฟ้อ การพัฒนาทักษะแรงงาน และการจัดระบบสวัสดิการและโครงสร้างพื้นฐาน
ที่เหมาะสม เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
และสังคมในระยะยาว</detail><keywords>#สังคมสูงวัย #ผู้สูงอายุ #เตรียมพร้อมวัยเกษียณ #สุขภาพผู้สูงอายุ #วางแผนการเงิน #ประเทศไทยสูงวัย #AgingSociety #HealthyAging</keywords><date>2026-03-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5846</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1773980335.png</img_link><category>สังคมศาสตร์อื่นๆ</category></row>
<row _id="36"><Nid>5840</Nid><title>แผ่นดินไหวไม่ใช่เรื่องไกลตัว  รู้วิธีรับมือให้ปลอดภัย</title><source>https://www.tmd.go.th/info/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A7</source><detail>แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่ทันตั้งตัว การเตรียมความพร้อมและรู้
วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการสูญเสีย

การรับมือแผ่นดินไหวแบ่งออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ ได้แก่ การเตรียมตัวก่อนเกิดเหตุ 
การปฏิบัติขณะเกิดแผ่นดินไหว และการดูแลความปลอดภัยหลังเหตุการณ์สิ้นสุด 
หากประชาชนมีความรู้และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มโอกาสในการ
เอาตัวรอดและลดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สิน</detail><keywords>#แผ่นดินไหว #ภัยธรรมชาติ #เตรียมพร้อมภัยพิบัติ #ความปลอดภัยในชีวิต #วิธีเอาตัวรอด #Earthquake #DisasterPreparedness</keywords><date>2026-03-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5840</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1773653756.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="37"><Nid>5839</Nid><title>AQI คืออะไร และ ต่างจากค่าฝุ่น PM2.5 อย่างไร</title><source>https://www.dailynews.co.th/news/4334501/#google_vignette</source><detail>กรมควบคุมมลพิษ ชี้แจงว่าค่า AQI (Air Quality Index) ไม่ใช่ค่าฝุ่น แต่เป็นเพียงการเทียบสี
ตามดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทยเพื่อให้เข้าใจง่าย  โดยคำนวณสารมลพิษ จากการ
ตรวจวัด 6 ชนิด ได้แก่  PM2.5 PM10 O3 (โอโซน) CO (คาร์บอนมอนอกไซด์) NO2 
(ไนโตรเจนไดออกไซด์) และ SO2 (ซัลเฟอร์ไดออกไซด์)


ส่วนความเข้มข้นฝุ่น P.M.2.5 วัดจากปริมาณของฝุ่น P.M.2.5 โดยใช้หน่วยเป็น 
""โมโครกรัม""ต่อ""ลูกบาศก์เมตร""

การตรวจสอบคุณภาพอากาศเป็นเรื่องใกล้ตัว โดยเฉพาะค่าฝุ่น PM2.5 ที่ส่งผลต่อ
สุขภาพโดยตรง</detail><keywords>#PM25 #ฝุ่นPM25 #AQIคืออะไร #เช็กคุณภาพอากาศ #อากาศวันนี้ #รู้ก่อนแชร์ #สาระน่ารู้ #สุขภาพต้องรู้ #AirQuality #AirPollution</keywords><date>2026-03-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5839</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1773653417.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="38"><Nid>5838</Nid><title>ค่ามาตรฐาน PM2.5: ระดับไหนเริ่มเสี่ยง</title><source>https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/35/iid/226585</source><detail>ค่าฝุ่น PM2.5 เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่บอกถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยยิ่งค่าฝุ่นสูงมากเท่าไร ก็ยิ่งส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ หัวใจ และหลอดเลือดมากขึ้น โดยแบ่งระดับความเสี่ยงออกเป็นช่วงต่าง ๆ ได้ดังนี้

ช่วง 0–25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จัดว่าอากาศดีมาก ประชาชนทั่วไปสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญ

ช่วง 26–37 อากาศยังอยู่ในระดับดี แต่กลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอด หัวใจ หรือภูมิแพ้ ควรเริ่มระมัดระวัง ลดเวลาทำกิจกรรมกลางแจ้ง และสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย

ช่วง 38–50 อากาศอยู่ในระดับปานกลาง ประชาชนทั่วไปเริ่มควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งที่ใช้เวลานานหรือใช้แรงมาก ขณะที่กลุ่มเสี่ยงควรจำกัดการออกนอกอาคาร และเริ่มใช้หน้ากากป้องกันฝุ่น

ช่วง 51–90 ถือว่าอากาศเริ่มแย่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพชัดเจน ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยงไม่ควรทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่น PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร และอยู่ในพื้นที่ปิดให้มากที่สุด

และช่วงตั้งแต่ 91 ขึ้นไป จัดเป็นระดับอันตราย ประชาชนทุกกลุ่มควรงดกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นอย่างเคร่งครัด และหากมีอาการผิดปกติ เช่น หายใจลำบาก แน่นหน้าอก ไอ หรือแสบตา ควรรีบพบแพทย์ทันที

สรุปคือ ค่าฝุ่น PM2.5 ยิ่งสูง ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร การติดตามค่าฝุ่นและปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการป้องกันสุขภาพในระยะยาว</detail><keywords>#PM25 #ฝุ่นPM25 #มลพิษทางอากาศ #สุขภาพต้องระวัง #อากาศวันนี้ #รู้ทันฝุ่น #AirPollution #PM25</keywords><date>2026-03-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5838</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1773653117.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="39"><Nid>5836</Nid><title>ดาวเคราะห์น้อย: หินโคจรรอบดวงอาทิตย์ที่เป็นเศษซากยุคแรก</title><source>https://www.lesa.biz/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3/%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B8%B0/%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2?utm_source=chatgpt.com</source><detail>ดาวเคราะห์น้อยคืออะไร?

ดาวเคราะห์น้อยคือวัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะที่โคจรอยู่บริเวณระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี เรียกว่า แถบดาวเคราะห์น้อย เดิมเคยถูกนับเป็นดาวเคราะห์ แต่ภายหลังพบว่ามีขนาดเล็กและไม่สามารถรวมตัวเป็นดาวเคราะห์ได้ จึงจัดเป็นวัตถุจำพวก Asteroids

ดาวเคราะห์น้อยส่วนใหญ่มีรูปร่างไม่กลม เพราะมีมวลและแรงโน้มถ่วงต่ำ ยกเว้น ซีรีส ที่มีขนาดใหญ่พอจนถูกจัดเป็น ดาวเคราะห์แคระ

นักดาราศาสตร์จำแนกดาวเคราะห์น้อยตามองค์ประกอบเป็น 3 ชนิด คือ

C-type มีคาร์บอนมาก พบมากที่สุด

S-type เป็นหินซิลิเกต

M-type เป็นโลหะเหล็กและนิเกิล

ดาวเคราะห์น้อยบางดวงมีวงโคจรใกล้โลก เรียกว่า NEO ซึ่งต้องเฝ้าระวัง เพราะอาจมีโอกาสพุ่งชนโลกได้</detail><keywords>#ดาวเคราะห์น้อย #แถบดาวเคราะห์น้อย #ความรู้ดาราศาสตร์ #วิทยาศาสตร์อวกาศ #ระบบสุริยะ #เรื่องน่ารู้วิทยาศาสตร์ #Asteroid #NEO</keywords><date>2026-03-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5836</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1773043657.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="40"><Nid>5835</Nid><title>ทำไมพลูโต ไม่เป็นดาวเคราะห์</title><source>https://www.thaipbs.or.th/now/content/66?utm_source=chatgpt.com</source><detail>ทำไม “พลูโต” ถึงไม่ใช่ดาวเคราะห์?

พลูโตถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1930 และเคยถูกนับเป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 9 ของระบบสุริยะ แม้จะมีรูปร่างเกือบกลม โคจรรอบดวงอาทิตย์ และมีดวงจันทร์บริวารชื่อ Charon

แต่การศึกษาพบว่า

พลูโตมีมวลเล็กมาก

ดวงจันทร์ Charon มีขนาดใหญ่ผิดปกติเมื่อเทียบกับตัวมัน

วงโคจรเอียงจากระนาบดาวเคราะห์ และบางช่วง ทับกับวงโคจรของดาวเนปจูน

ในปี 2006 สหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (IAU) กำหนดนิยาม “ดาวเคราะห์” ใหม่ว่า ต้อง

โคจรรอบดวงอาทิตย์

มีรูปร่างเกือบกลม

ต้องกวาดล้างบริเวณรอบวงโคจรให้เป็นของตัวเอง

พลูโต ไม่ผ่านข้อที่ 3 เพราะวงโคจรยังมีวัตถุอื่นและทับกับดาวเนปจูน
จึงถูกจัดเป็น “ดาวเคราะห์แคระ” แทนดาวเคราะห์</detail><keywords>#ดาวพลูโต #ดาวเคราะห์แคระ #ระบบสุริยะ #ความรู้ดาราศาสตร์ #วิทยาศาสตร์อวกาศ #เรื่องน่ารู้วิทยาศาสตร์ #Pluto #DwarfPlanet</keywords><date>2026-03-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5835</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1773043505.png</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="41"><Nid>5834</Nid><title>โรงไฟฟ้าคืออะไร และแปรพลังงานเป็นไฟฟ้าได้อย่างไร</title><source>https://www.inspireprotech.com/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2?utm_source=chatgpt.com</source><detail>โรงไฟฟ้ามีกี่ประเภทที่ใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้า?

โรงไฟฟ้า คือสถานที่ผลิตกระแสไฟฟ้า โดยแปลงพลังงานจากแหล่งต่าง ๆ ให้เป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อส่งไปใช้งานในบ้านเรือนและอุตสาหกรรม

โดยทั่วไป โรงไฟฟ้าแบ่งตามแหล่งพลังงานได้ 7 ประเภทหลัก ได้แก่

โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน
เผาเชื้อเพลิง (ถ่านหิน ก๊าซ น้ำมัน ชีวมวล) → ต้มน้ำเป็นไอน้ำ → หมุนกังหัน → ผลิตไฟฟ้า

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ใช้พลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ให้ความร้อน → ผลิตไอน้ำ → หมุนกังหัน → ผลิตไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ
ใช้น้ำจากเขื่อนหรือการไหลของน้ำ → หมุนกังหันน้ำ → ผลิตไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
ใช้แผงโซลาร์เซลล์เปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นไฟฟ้าโดยตรง

โรงไฟฟ้าพลังงานลม
ใช้ลมหมุนกังหันลม → หมุนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ
ใช้ความร้อนใต้ดินต้มน้ำเป็นไอน้ำ → หมุนกังหัน → ผลิตไฟฟ้า

โรงไฟฟ้าชีวมวล
เผาเศษวัสดุทางการเกษตร/ไม้ → เกิดความร้อน → ผลิตไฟฟ้า</detail><keywords>#โรงไฟฟ้า #ผลิตไฟฟ้า #พลังงานไฟฟ้า #ประเภทโรงไฟฟ้า #พลังงานสะอาด #พลังงานหมุนเวียน #ความรู้พลังงาน #วิทยาศาสตร์พลังงาน #PowerPlant #ElectricityGeneration</keywords><date>2026-03-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5834</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1773043256.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="42"><Nid>5833</Nid><title>มหัศจรรย์ดวงจันทร์สีเลือดเหนือฟ้าไทย จันทรุปราคาเต็มดวง วันมาฆบูชา 2569</title><source>https://www.narit.or.th/th/PressRelease-20260223-Total-Lunar-Eclipse-2026</source><detail>ดวงจันทร์สีเลือดเหนือฟ้าไทย จันทรุปราคาเต็มดวง วันมาฆบูชา 2569

               ปรากฏการณ์จันทรุปราคา เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ เกิดขึ้นเฉพาะในวันดวงจันทร์เต็มดวง หรือช่วงข้างขึ้น 14 - 15 ค่ำ ขณะที่ดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงามืดของโลกที่ทอดไปในอวกาศ ผู้สังเกตบนโลกจะมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งไปเรื่อย ๆ จนดวงจันทร์เข้าไปอยู่ในเงามืดทั้งดวง และเริ่มมองเห็นดวงจันทร์เว้าแหว่งอีกครั้งหนึ่งเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ออกจากเงามืดของโลก คนไทยสมัยโบราณเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า ราหูอมจันทร์
อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์จันทรุปราคาเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากดวงจันทร์โคจรรอบโลก แต่เนื่องด้วยมีระนาบวงโคจรเอียงทำมุมประมาณ 5 องศา กับระนาบวงโคจรของโลก ส่งผลให้ดวงจันทร์ไม่ได้โคจรผ่านเข้าไปอยู่ในเงาของโลกทุก ๆ เดือน แต่จะเปลี่ยนไปในตำแหน่งที่ "สูงกว่า" หรือ "ต่ำกว่า" เงาของโลก ทั้งนี้ ปรากฏการณ์จันทรุปราคาจะเกิดขึ้นอย่างน้อยเฉลี่ย 2 ครั้งต่อปี แต่การมองเห็นปรากฏการณ์จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ และสามารถคำนวณวันและเวลา รวมถึงพื้นที่การเกิดปรากฏการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ

ปรากฏการณ์ (เวลาประเทศไทย)
18:23 น. | ดวงจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้า: เริ่มต้นช่วงคราสเต็มดวง (Total Eclipse) ดวงจันทร์จะเป็นสีแดงอิฐ (Blood Moon) ตั้งแต่เริ่มเห็นบนท้องฟ้าทางทิศตะวันออก
18:58 น. | กึ่งกลางคราส (Greatest Eclipse): ดวงจันทร์เข้าไปในเงามืดของโลกลึกที่สุด สีแดงจะเข้มและชัดเจนที่สุด
19:33 น. | สิ้นสุดคราสเต็มดวง: ดวงจันทร์เริ่มออกจากเงามืด (เริ่มเห็นเสี้ยวสว่าง)
21:23 น. | สิ้นสุดจันทรุปราคาบางส่วน: ดวงจันทร์กลับมาสว่างเต็มดวงตามปกติ

ทำไมต้อง "สีแดงอิฐ" (Blood Moon)?
เกิดจากแสงอาทิตย์ที่หักเหผ่านชั้นบรรยากาศโลก แสงสีน้ำเงินถูกกระเจิงออกไป เหลือเพียงแสงสีส้ม-แดง ที่ตกลงบนพื้นผิวดวงจันทร์
ความพิเศษ: ปีนี้เกิดตรงกับ วันมาฆบูชา ซึ่งเป็นวันที่ดวงจันทร์เต็มดวงพอดีตามวงโคจร ทำให้ความหมายทางดาราศาสตร์และวัฒนธรรมมาบรรจบกัน

3 เทคนิคถ่ายภาพ Blood Moon ด้วยมือถือ/กล้อง
ใช้ขาตั้งกล้อง (Tripod): สำคัญมากเพราะแสงน้อย การเปิดหน้ากล้องนานจะทำให้ภาพสั่น
ปรับ Focus &amp; Exposure: แตะที่ดวงจันทร์ในหน้าจอเพื่อโฟกัส และรูดแถบความสว่างลง (Exposure) เพื่อให้เห็นรายละเอียดพื้นผิวและสีแดงชัดขึ้น
เลนส์ Zoom/Telephoto: หากมีเลนส์เสริมหรือกล้อง Mirrorless ให้ใช้ระยะ 200mm ขึ้นไป เพื่อให้ดวงจันทร์ดูใหญ่และอลังการ
 
</detail><keywords>#STKC #จันทรุปราคา #BloodMoon #มาฆบูชา2569 #ดาราศาสตร์ #ดวงจันทร์สีเลือด #ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ #ดูดาว #ThailandSky #Eclipse2026 #มหัศจรรย์เหนือน่านฟ้า</keywords><date>2026-03-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5833</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1772435512.png</img_link><category>ดาราศาสตร์</category></row>
<row _id="43"><Nid>5829</Nid><title>พลังงานสะอาดในบ้าน: โซลาร์รูฟท็อป–อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน–พฤติกรรม</title><source>https://enhrd.dede.go.th/clean-energy/</source><detail>พลังงานสะอาดคืออะไร และสำคัญอย่างไร?

พลังงานสะอาด คือพลังงานจากแหล่งที่ปล่อยมลพิษต่ำหรือไม่ปล่อยมลพิษ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวมวล ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน

ประโยชน์สำคัญของพลังงานสะอาด ได้แก่

ลดมลพิษและก๊าซเรือนกระจก

ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

สร้างงานและกระตุ้นเศรษฐกิจ

เพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

การเริ่มใช้พลังงานสะอาดในชีวิตประจำวัน ทำได้ เช่น
ติดตั้งโซลาร์เซลล์ ใช้พลังงานอย่างประหยัด และเลือกใช้รถไฟฟ้า (EV)

สรุป: พลังงานสะอาดคือทางเลือกสำคัญที่ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษ และสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนให้กับโลก</detail><keywords>#พลังงานสะอาด #ลดก๊าซเรือนกระจก #พลังงานเพื่ออนาคต #ลดโลกร้อน #ความมั่นคงทางพลังงาน #พลังงานทางเลือก #CleanEnergy #SustainableFuture</keywords><date>2026-03-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5829</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1772427998.png</img_link><category>วิศวกรรมไฟฟ้า</category></row>
<row _id="44"><Nid>5828</Nid><title>งานพลังงานทดแทน&amp;การอนุรักษ์พลังงาน</title><source>https://www.dede.go.th/articles?id=3581</source><detail>พลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน คืออะไร?

พลังงานทดแทน คือพลังงานที่ใช้แทนเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันและถ่านหิน เพื่อช่วยลดมลพิษและสร้างความยั่งยืน แหล่งพลังงานสำคัญ ได้แก่
แสงอาทิตย์ น้ำ ลม ชีวมวล ความร้อนใต้พิภพ และไฮโดรเจน

พลังงานทดแทนแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

พลังงานสิ้นเปลือง ใช้แล้วหมดไป เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ นิวเคลียร์

พลังงานหมุนเวียน ใช้แล้วเกิดใหม่ได้ เช่น แสงอาทิตย์ ลม น้ำ ชีวมวล ใต้พิภพ

การอนุรักษ์พลังงาน คือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด
ช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดการใช้ทรัพยากร และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สรุป: พลังงานทดแทนคือแหล่งพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืน ส่วนการอนุรักษ์พลังงานคือการใช้พลังงานให้คุ้มค่า ทั้งสองอย่างช่วยลดมลพิษและสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนให้สังคม</detail><keywords>#พลังงานทดแทน #พลังงานหมุนเวียน #อนุรักษ์พลังงาน #พลังงานสะอาด #ลดโลกร้อน #พลังงานเพื่ออนาคต #RenewableEnergy #EnergyConservation</keywords><date>2026-03-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5828</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1772427138.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="45"><Nid>5827</Nid><title>ไพโรไลซิส (Pyrolysis): เปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมัน ‘ทำได้จริงแค่ไหน’</title><source>https://www.plasticsindustry.org/articles/how-pyrolysis-oil-made-why-it-matters/?utm_source=chatgpt.com</source><detail>Pyrolysis: เปลี่ยนขยะพลาสติกเป็นน้ำมันได้อย่างไร?

ไพโรไลซิส (Pyrolysis) คือเทคโนโลยีที่ใช้ความร้อนสูงในสภาวะ ไร้ออกซิเจน เพื่อย่อยสลายขยะพลาสติกให้กลายเป็น น้ำมันสังเคราะห์ (pyrolysis oil) พร้อมก๊าซและถ่านคาร์บอน

กระบวนการนี้ช่วยแตกโซ่พอลิเมอร์ของพลาสติกให้เป็นไฮโดรคาร์บอนขนาดเล็ก ซึ่งสามารถนำไป
กลั่นเป็นเชื้อเพลิง
ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตพลาสติกใหม่คุณภาพใกล้เคียงของใหม่

จุดเด่นสำคัญ

รีไซเคิลพลาสติกที่วิธีทั่วไปทำไม่ได้ เช่น พลาสติกปนเปื้อนหรือหลายชั้น

ลดการฝังกลบและการเผา

ลดการปล่อย CO₂ ได้มากกว่า 50%

สนับสนุนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

สรุป: Pyrolysis คือทางเลือกสำคัญในการเปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นทรัพยากรใหม่ ลดมลพิษ และสร้างวงจรการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืน</detail><keywords>#Pyrolysis #CircularEconomy #ไพโรไลซิส #ขยะพลาสติก #รีไซเคิลพลาสติก #พลังงานทางเลือก #ลดคาร์บอน #เศรษฐกิจหมุนเวียน</keywords><date>2026-03-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5827</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1772425969.png</img_link><category>ทรัพยากรน้ำ และที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ</category></row>
<row _id="46"><Nid>5826</Nid><title>สรุปหลักการ 3R ลดการใช้ ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่</title><source>https://multimedia.anamai.moph.go.th/help-knowledgs/waste-management/?utm_source=chatgpt.com</source><detail>คัดแยกขยะที่ต้นทาง เริ่มที่บ้าน เปลี่ยนอนาคตได้

ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยมากกว่า 27 ล้านตันต่อปี และคนไทยทิ้งขยะเฉลี่ย 1.14 กก./คน/วัน
ปัญหาขยะล้นเมืองส่วนใหญ่เกิดจาก การไม่คัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง ทำให้เกิดกองขยะสะสม แหล่งเชื้อโรค และมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

การเริ่มต้นง่าย ๆ ที่บ้านด้วยการแยกขยะเป็น
ขยะทั่วไป
ขยะเปียก
ขยะรีไซเคิล
ขยะอันตราย

จะช่วยให้
ลดปริมาณขยะฝังกลบ
ลดมลพิษและกลิ่นรบกวน
เพิ่มโอกาสรีไซเคิล
รักษาสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

เริ่มจากตัวเรา แยกก่อนทิ้งทุกครั้ง เพื่อเมืองสะอาดและโลกที่ยั่งยืน</detail><keywords>#คัดแยกขยะ #แยกขยะก่อนทิ้ง #ขยะล้นเมือง #ลดขยะ #สิ่งแวดล้อม #รักษ์โลก #เมืองสะอาด #เปลี่ยนพฤติกรรม #จัดการขยะ #รีไซเคิล #ขยะเปียก #ขยะอันตราย #ขยะรีไซเคิล #SustainableThailand #ZeroWaste #GoGreen</keywords><date>2026-03-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5826</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1772425418.png</img_link><category>ทรัพยากรน้ำ และที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ</category></row>
<row _id="47"><Nid>5821</Nid><title>ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz): "เส้นเลือดใหญ่" พลังงานโลกที่เปราะบางที่สุด</title><source>https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/858476</source><detail>"ช่องแคบฮอร์มุซ" คืออะไร?
               ช่องแคบฮอร์มุซตั้งอยู่ระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน โดยทางเหนือของช่องแคบติดกับพื้นที่ตอนใต้ของอิหร่าน ขณะที่ทางใต้ของช่องแคบติดกับชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
(ยูเออี) และโอมาน มีปริมาณน้ำมันกว่า 17 ล้านบาร์เรลขนผ่านเส้นทางนี้ในแต่ละวันช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดคอขวดด้านพลังงานที่เปราะบางที่สุดในโลก ด้วยความกว้างเพียง 20 ไมล์ในจุดแคบที่สุด และมีช่องทางเดินเรือเพียง 2 ช่องทาง ที่มีความกว้างไม่ถึง 2 ไมล์ต่อทิศทาง ยิ่งทำให้การโจมตีหรือปิดกั้นทำได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่โดยรอบมีความตื้น ทำให้เสี่ยงต่อการวางทุ่นระเบิดทางทะเล ขณะเดียวกันก็เปิดช่องให้โจมตีจากขีปนาวุธติดฝั่ง หรือการสกัดเรือด้วยเรือลาดตระเวนและเฮลิคอปเตอร์การปิดช่องแคบดังกล่าวอาจทำได้ไม่ยาก เพราะถึงแม้ส่วนที่แคบที่สุดจะกว้างถึง 33 กิโลเมตร แต่ทางวิ่งของเรือทั้งสองฝั่งกลับกว้างเพียง 3 กิโลเมตร เพื่อไม่ให้ท้องเรือสินค้าเกยตื้นหากวิ่งใกล้ชายฝั่งมากเกินไป ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางผ่านเดียวที่ประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียใช้เป็นทางออกสู่มหาสมุทรอินเดีย โดย 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลกต้องผ่านเส้นทางนี้ ไม่ว่าประเทศยูเออี คูเวต อิหร่าน กาตาร์ บาห์เรน และอิรัก ต่างต้องขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางนี้ จึงเป็นความเสี่ยงต่ออุปทานน้ำมันโลก หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ความสำคัญ "ช่องแคบฮอร์มุซ"
1.เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก
ช่องแคบฮอร์มุซเป็น "จุดคอขวด" ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก โดยเฉลี่ยแล้วมีเรือบรรทุกน้ำมันประมาณ 15 ลำ บรรทุกน้ำมันราว 16.5-17 ล้านบาร์เรลต่อวันเดินทางออกจากช่องแคบนี้ คิดเป็นประมาณ 20-21% ของการค้าน้ำมันดิบทั่วโลก
2.เส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)
ช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวอีกด้วย โดยคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของการค้าก๊าซธรรมชาติเหลวต่อวันทั่วโลก
3.ความมั่นคงทางพลังงาน
การไหลเวียนของพลังงานผ่านช่องแคบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางพลังงานของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลาง

4.ภูมิรัฐศาสตร์
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นพื้นที่ที่มีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์สูง เนื่องจากเป็นจุดที่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิหร่าน ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อช่องแคบนี้


ความเสี่ยงจากการปิด "ช่องแคบฮอร์มุซ"
1.ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว การหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันและก๊าซผ่านช่องแคบนี้จะทำให้ปริมาณอุปทานลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง อาจทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หรืออาจสูงถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพทั่วโลก
2.เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ราคาน้ำมันและก๊าซที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม การขนส่ง และการบริโภคโดยรวม ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวหรืออาจเข้าสู่ภาวะถดถอยได้
3.ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน การหยุดชะงักของการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก ไม่เพียงแต่พลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่ต้องผ่านเส้นทางนี้ด้วย ทำให้เกิดความล่าช้าและต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น
4.ความมั่นคงทางอาหาร แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเน้นการขนส่งพลังงาน แต่ความผันผวนของราคาพลังงานจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและขนส่งอาหาร ทำให้ราคาอาหารแพงขึ้นและเกิดความกังวลด้านความมั่นคงทางอาหาร
5.ผลกระทบต่อประเทศไทย ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนประมาณ 50% ของการนำเข้าพลังงานทั้งหมด หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้น ประเทศไทยจะต้องแบกรับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและภาคธุรกิจอย่างรุนแรง
 
</detail><keywords>#STKC #ช่องแคบฮอร์มุซ #StraitOfHormuz #พลังงานโลก #เศรษฐกิจโลก #ราคาน้ำมัน #Geopolitics</keywords><date>2026-03-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5821</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1772418645.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="48"><Nid>5820</Nid><title>ภารกิจกู้โลก 3R ลด ใช้ซ้ำ รีไซเคิล แบบเข้าใจง่าย</title><source>https://hub.mnre.go.th/th/knowledge/detail/66031?utm_source=chatgpt.com</source><detail>Save โลกด้วยวิถี 3Rs คืออะไร?

3Rs คือหลักการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ได้แก่

Reduce ลดการใช้

Reuse ใช้ซ้ำ

Recycle นำกลับมาใช้ใหม่

มีเป้าหมายเพื่อลดปริมาณขยะ ลดมลพิษ และลดก๊าซเรือนกระจกที่ทำลายสิ่งแวดล้อม

สถานการณ์ขยะ ปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งในไทยและทั่วโลก ส่งผลให้ต้นทุนจัดการขยะสูงและกระทบต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะขยะพลาสติกในทะเล

แนวทางปฏิบัติ 3Rs

Reduce ลดการใช้สิ่งของที่ไม่จำเป็น เช่น ปฏิเสธถุงพลาสติก พกแก้วน้ำ ใช้กระดาษอย่างประหยัด

Reuse นำของที่ยังใช้ได้กลับมาใช้ซ้ำ เช่น ขวดน้ำ กล่อง ภาชนะ เสื้อผ้ามือสอง

Recycle แยกขยะรีไซเคิล เช่น กระดาษ ขวดพลาสติก กระป๋อง เพื่อนำไปแปรรูปใหม่

สรุป: การทำ 3Rs คือการลดขยะตั้งแต่ต้นทาง ช่วยลดมลพิษ ประหยัดงบประมาณ และช่วยปกป้องโลกอย่างยั่งยืน เริ่มได้จากการคัดแยกขยะและปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน</detail><keywords>#Saveโลก #วิถี3Rs #3Rs #ReduceReuseRecycle #ลดการใช้ #ใช้ซ้ำ #รีไซเคิล #คัดแยกขยะ #ลดขยะ #รักษ์โลก #สิ่งแวดล้อม #ลดโลกร้อน #ลดก๊าซเรือนกระจก #ขยะพลาสติก #แยกขยะก่อนทิ้ง #รักษ์ทะเล #โลกสวยด้วยมือเรา #เริ่มที่ตัวเรา #GreenLifestyle #SustainableLiving</keywords><date>2026-02-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5820</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1772189762.png</img_link><category>ทรัพยากรน้ำ และที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ</category></row>
<row _id="49"><Nid>5819</Nid><title>รับมือน้ำท่วมอย่างปลอดภัย: เตรียมของ-วางแผนอพยพ-หลีกความเสี่ยง</title><source>https://ndwc.disaster.go.th/ndwc/cms/7525?id=26672</source><detail>รู้จักภัยจากอุทกภัย (น้ำท่วม)

อุทกภัย คือภัยธรรมชาติที่เกิดจากน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก หรือน้ำล้นตลิ่ง เข้าท่วมพื้นที่ที่ปกติไม่อยู่ใต้น้ำ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

สาเหตุหลัก

ฝนตกหนักต่อเนื่อง
น้ำทะเลหนุน
เขื่อนพัง ระบบระบายน้ำไม่ดี
การตัดไม้ทำลายป่าและการใช้ที่ดินไม่เหมาะสม

ลักษณะอุทกภัยสำคัญ

น้ำป่าไหลหลาก / น้ำท่วมฉับพลัน
น้ำท่วมขังในเมือง
น้ำล้นตลิ่งตามแม่น้ำลำคลอง

แนวทางป้องกันและลดความเสียหาย

สร้างคันกั้นน้ำ ขุดร่องน้ำ และสร้างเขื่อนต้นน้ำ
ติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด
เตรียมแผนอพยพและย้ายของขึ้นที่สูง
หลีกเลี่ยงการขับรถหรือลงเล่นน้ำในกระแสน้ำเชี่ยว

ข้อควรปฏิบัติ
ก่อนเกิดภัย: เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินและแผนอพยพ
ระหว่างเกิดภัย: อพยพไปที่สูง หลีกเลี่ยงไฟฟ้าและน้ำเชี่ยว
หลังเกิดภัย: ตรวจสอบบ้าน ทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ และระวังโรคระบาด

สรุป: อุทกภัยเป็นภัยที่ป้องกันได้บางส่วนด้วยการเตรียมพร้อมล่วงหน้า การติดตามข่าวสาร และการปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ช่วยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมาก</detail><keywords>#น้ำท่วม #รับมือน้ำท่วม #เตรียมพร้อมภัยพิบัติ #ความปลอดภัยต้องมาก่อน #วางแผนอพยพ #ถุงยังชีพ #ลดความเสี่ยง #FloodReady #StaySafe #BePrepared #DisasterPrep</keywords><date>2026-02-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5819</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1772100551.png</img_link><category>ทรัพยากรน้ำ และที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ</category></row>
<row _id="50"><Nid>5809</Nid><title>ข้อปฏิบัติเพื่อให้ปลอดภัยจากภัยแผ่นดินไหว (เตรียมก่อน–ขณะเกิด–หลังเกิด)</title><source>https://www.dmr.go.th/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A7/</source><detail>"ข้อปฏิบัติเพื่อให้ปลอดภัยจากภัยแผ่นดินไหว

ก่อนเกิดแผ่นดินไหว
เตรียมไฟฉาย ยา และอุปกรณ์ฉุกเฉิน
รู้ตำแหน่งปิดน้ำ ปิดก๊าซ และตัดไฟ
ยึดของหนักกับผนัง ไม่วางของหนักบนที่สูง
สร้างบ้านให้ได้มาตรฐานต้านแผ่นดินไหว

ระหว่างเกิดแผ่นดินไหว
ตั้งสติ อย่าตื่นตกใจ
หลบในจุดโครงสร้างแข็งแรง ห่างกระจกและระเบียง
ไม่ใช้ลิฟต์ ไม่จุดไฟ
อยู่ห่างเสาไฟ สิ่งห้อยแขวน และชายฝั่งทะเล

หลังเกิดแผ่นดินไหว
ตรวจบาดเจ็บและปฐมพยาบาล
ออกจากอาคารที่เสียหายทันที
ระวังไฟฟ้า แก๊สรั่ว และเศษวัสดุแหลมคม
ติดตามข่าวสารจากทางการ และอย่าแพร่ข่าวลือ

เตรียมพร้อมก่อนภัย ตั้งสติระหว่างภัย และตรวจสอบความปลอดภัยหลังภัย คือหัวใจสำคัญในการลดการสูญเสียจากแผ่นดินไหว"</detail><keywords>#ข้อปฏิบัติแผ่นดินไหว #ความปลอดภัยต้องมาก่อน #เตรียมก่อนเกิดเหตุ #รับมือแผ่นดินไหว #แผ่นดินไหวไทย #ภัยพิบัติธรรมชาติ #ความรู้เพื่อความปลอดภัย #เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ #ลดความเสี่ยงภัย #EarthquakeSafety</keywords><date>2026-02-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5809</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1771995780.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="51"><Nid>5808</Nid><title>บันทึกแผ่นดินไหว ครั้งสำคัญในประเทศไทย</title><source>https://www.dmr.go.th/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2/</source><detail>"ประวัติแผ่นดินไหวสำคัญในประเทศไทย (เรียงตามปี)
บันทึกทางประวัติศาสตร์
พ.ศ. 1558 เมืองโยนกนครล่มสลาย
พ.ศ. 2088 เจดีย์หลวง เมืองเชียงใหม่หัก

แผ่นดินไหวที่ตรวจวัดได้ (กรมอุตุนิยมวิทยา)
17 ก.พ. 2518 ขนาด 5.6 ริกเตอร์
อ.ท่าสองยาง จ.ตาก
15 เม.ย. 2526 ขนาด 5.5 ริกเตอร์
อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี
22 เม.ย. 2526 ขนาด 5.9 และ 5.2 ริกเตอร์
อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี
11 ก.ย. 2537 ขนาด 5.1 ริกเตอร์
อ.พาน จ.เชียงราย
9 ธ.ค. 2538 ขนาด 5.1 ริกเตอร์
อ.ร้องกวาง จ.แพร่
21 ธ.ค. 2538 ขนาด 5.2 ริกเตอร์
อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
2 ก.พ. 2540 ขนาด 4.0 ริกเตอร์
อ.สอง จ.แพร่
13 ก.ค. 2541 ขนาด 4.1 ริกเตอร์
อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
29 พ.ค. 2543 ขนาด 3.8 ริกเตอร์
อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่
11 พ.ย. 2544 ขนาด 3.7 ริกเตอร์
อ.พาน จ.เชียงราย
2 ก.ค. 2545 ขนาด 4.7 ริกเตอร์
อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
18 ธ.ค. 2545 ขนาด 4.3 ริกเตอร์
อ.เชียงดาว จ.เชียงราย
27 มี.ค. 2547 ขนาด 3.4 ริกเตอร์
อ.แม่สรวย จ.เชียงราย
4 ธ.ค. 2548 ขนาด 4.1 ริกเตอร์
อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่
15 ธ.ค. 2548 ขนาด 4.1 ริกเตอร์
อ.เมือง จ.เชียงราย
16 ธ.ค. 2548 ขนาด 3.9 ริกเตอร์
อ.ป่าแดด จ.เชียงราย"</detail><keywords>#บันทึกแผ่นดินไหว #แผ่นดินไหวไทย #ประวัติศาสตร์ไทย #เหตุการณ์สำคัญ #ภัยพิบัติธรรมชาติ #ธรณีพิบัติภัย #รู้ไว้ไม่ตื่นตระหนก #ความปลอดภัยต้องมาก่อน #เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติ #EarthquakeThailand</keywords><date>2026-02-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5808</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1771906433.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="52"><Nid>5806</Nid><title>ลานีญา (La Niña): ทำไมทะเลเย็นลงแล้วสภาพอากาศเปลี่ยน</title><source>https://www.tmd.go.th/info/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%8F%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%8D%E0%B8%B2</source><detail>"ลานีญาคืออะไร?

ลานีญา (La Niña) คือปรากฏการณ์ทางภูมิอากาศที่เป็น สภาวะตรงข้ามกับเอลนีโญ โดยเกิดจาก
อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณแปซิฟิกตะวันออก เย็นกว่าปกติ
ลมค้าพัดแรงกว่าปกติ พัดน้ำอุ่นไปสะสมทางแปซิฟิกตะวันตก

มักเกิดทุก 2–3 ปี และยาวประมาณ 9–12 เดือน

ผลกระทบสำคัญของลานีญา

แปซิฟิกตะวันตก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
→ ฝนมาก น้ำท่วมบ่อย

แปซิฟิกตะวันออก (เปรู เอกวาดอร์)
→ แห้งแล้ง ฝนน้อย

ทั่วโลก
→ อุณหภูมิโดยเฉลี่ย ต่ำกว่าปกติ
→ พายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกมีแนวโน้ม เพิ่มจำนวน

ผลกระทบต่ประเทศไทย

ปริมาณฝน มากกว่าปกติ โดยเฉพาะฤดูร้อนและต้นฤดูฝน

อุณหภูมิ ต่ำกว่าปกติทุกภาค

ลานีญาที่รุนแรง → เสี่ยง น้ำท่วมมากขึ้น

สรุป:
ลานีญาคือปรากฏการณ์น้ำทะเลเย็นในแปซิฟิก ทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทยมีฝนมาก อากาศเย็นลง และเสี่ยงน้ำท่วมสูงกว่าปกติ"</detail><keywords>#ลานีญา #LaNina #สภาพอากาศ #ภูมิอากาศโลก #ClimateChange #ปรากฏการณ์ธรรมชาติ #ความแปรปรวนของอากาศ #ENSO #สิ่งแวดล้อม #วิทยาศาสตร์ใกล้ตัว</keywords><date>2026-02-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5806</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1771390622.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="53"><Nid>5805</Nid><title>เอลนีโญ (El Niño): คืออะไร?</title><source>https://www.thaipbs.or.th/now/content/199?utm_source=chatgpt.com</source><detail>"เอลนีโญคืออะไร?

เอลนีโญ (El Niño) คือปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจาก
ลมค้าอ่อนกำลังลง
น้ำอุ่นในแปซิฟิกไหลไปสะสมทางอเมริกาใต้
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงไทย ฝนน้อย เกิดภัยแล้ง

รู้ได้อย่างไรว่าเอลนีโญกำลังเกิด?

ใช้ ดาวเทียมและทุ่นลอยน้ำ วัดอุณหภูมิผิวน้ำทะเล
หากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ย → บ่งชี้การเกิดเอลนีโญ
NOAA ประกาศเอลนีโญเริ่มชัดเจนตั้งแต่ กลางปี 2566
ทำไมเอลนีโญกระทบทั่วโลก?
มหาสมุทรกักเก็บความร้อนจำนวนมาก

ความร้อนถูกส่งผ่านกระแสน้ำและบรรยากาศ
ทำให้สภาพอากาศหลายภูมิภาค เปลี่ยนแปลงพร้อมกัน

ผลกระทบร้ายแรงของเอลนีโญ
อุณหภูมิโลกสูงขึ้น
ภัยแล้ง ไฟป่า ขาดแคลนน้ำ
ไซโคลนในแปซิฟิกรุนแรงขึ้น
ปะการังฟอกขาว
น้ำแข็งแอนตาร์กติกาละลายเร็ว → ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

ทุกคนช่วยลดความรุนแรงได้อย่างไร?
ลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจก
ประหยัดพลังงาน ใช้พลังงานสะอาด
ลดการเผาไหม้และมลพิษ

เอลนีโญเกิดจากน้ำทะเลอุ่นผิดปกติในแปซิฟิก ทำให้ไทยแล้ง ร้อน และกระทบภูมิอากาศทั่วโลก การลดก๊าซเรือนกระจกคือทางออกสำคัญที่ทุกคนช่วยได้"</detail><keywords>#เอลนีโญ #ElNino #สภาพอากาศ #การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ #ClimateChange #โลกร้อน #ภัยแล้ง #วิกฤตอากาศ #สิ่งแวดล้อม #ภาวะโลกร้อน</keywords><date>2026-02-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5805</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1771387262.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="54"><Nid>5804</Nid><title>ก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases): ตัวการโลกร้อนทำงานยังไง</title><source>https://www.onep.go.th/7-%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%8F%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%A1-2566-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81-%E0%B8%81%E0%B9%8A%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD/?utm_source=chatgpt.com</source><detail>ก๊าซเรือนกระจกคือก๊าซหลายชนิด เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ ที่ทำหน้าที่กักเก็บความร้อนในบรรยากาศ คล้ายกระจกสะท้อนความร้อนไม่ให้ออกไปจากโลก ช่วยให้โลกมีอุณหภูมิพอเหมาะต่อการดำรงชีวิต แต่เมื่อมีก๊าซเรือนกระจกมากเกินไปจะทำให้โลกอุ่นขึ้นเรื่อย ๆ เกิดภาวะโลกร้อนและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิต ก๊าซเรือนกระจกมีทั้งที่เกิดตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง การใช้รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และกระบวนการอุตสาหกรรม ซึ่งมนุษย์เป็นตัวการสำคัญที่เพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ</detail><keywords>#ก๊าซเรือนกระจก #GreenhouseGas #ภาวะโลกร้อน #GlobalWarming #ClimateChange #โลกร้อน #สิ่งแวดล้อม #วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม #CarbonDioxide #มีเทน #ไนตรัสออกไซด์</keywords><date>2026-02-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5804</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1771316121.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="55"><Nid>5803</Nid><title>PM2.5 คืออะไร และอันตรายต่อสุขภาพอย่างไร</title><source>https://thestandard.co/pm-2-5-environmental-nano-pollutants/</source><detail>PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เล็กจนขนจมูกกรองไม่ได้ สามารถเข้าสู่ปอด กระแสเลือด และอวัยวะต่าง ๆ เพิ่มความเสี่ยงโรคเรื้อรัง มะเร็ง และการเสียชีวิตก่อนวัย แหล่งกำเนิดหลักมาจากการเผาในที่โล่ง การคมนาคม การผลิตไฟฟ้า และอุตสาหกรรม รวมถึงการรวมตัวของก๊าซพิษในบรรยากาศ องค์การอนามัยโลกจัดให้ PM2.5 เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1 โดยประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากมลพิษอากาศจำนวนมาก และค่ามาตรฐานยังสูงกว่าเกณฑ์ WHO ปัญหานี้จำเป็นต้องแก้ไขเชิงนโยบาย ควบคุมแหล่งกำเนิด และพัฒนาระบบขนส่งและอุตสาหกรรมเพื่อให้ประชาชนมีอากาศสะอาดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน</detail><keywords>#PM25 #ฝุ่นพิษ #อากาศสะอาดคือสิทธิพื้นฐาน #หยุดฝุ่นพิษ #มลพิษทางอากาศ #สุขภาพคนไทย #ลดการเผา #CleanAirForAll</keywords><date>2026-02-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5803</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1771315850.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="56"><Nid>5802</Nid><title>ช้าง ผู้ยิ่งใหญ่แห่งผืนป่า</title><source>https://humanelephantvoices.org/about-asian-elephants/</source><detail>“ช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า ช้างมันตัวโตไม่เบา จมูกยาว ๆ เรียกว่า งวง มีเขี้ยวใต้งวง เรียกว่า งา มีหู มีตา หางยาว”

เราน่าจะคุ้นเคยกันดีกับเพลงช้างที่ติดหูเรามาตั้งแต่วัยเด็ก สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ 4 เท้าที่เมื่อโตเต็มวัยแล้วอาจสูงได้มากถึง 3.5 เมตร มีน้ำหนักมากถึง 6,000 กิโลกรัม มีลักษณะเฉพาะตัวที่คุ้นตาเรา ๆ มากก็คือ “งวง” ซึ่งเป็นเนื้อส่วนจมูกที่ยื่นออกมาใช้สำหรับดมกลิ่นสิ่งแวดล้อม ดูดน้ำ หยิบหรือจับสิ่งของหรือแม้แต่การสื่อสารกันระหว่างช้างเอง และอีกอย่างก็คือ “งา” ซึ่งเป็นฟันเขี้ยวคู่บน สีค่อนข้างขาว พบได้ในช้างตัวผู้บางตัว แต่จะไม่พบในช้างตัวเมียซึ่งเราจะเรียกว่า “ขนาย” ในหลายครั้ง งาช้างมักถูกใช้เป็นอาวุธป้องกันตัวเองของช้างป่าจากภัยคุกคามหรือแม้กระทั่งต่อสู้กันเองก็มี

นอกจากร่างกายที่ใหญ่โตพร้อมทั้งงวงและงาที่โดดเด่นแล้ว ใบหูและหางของช้างยังมีความน่าสนใจตรงที่ใช้แสดงความรู้สึกได้อีกด้วย หากเราพบเห็นช้างป่ากำลังหากินอยู่ท่ามกลางป่าที่ปลอดภัย เราจะเห็นช้างแกว่งหู สะบัดหางคล้ายด้วยอิริยาบถที่ไม่รีบร้อน ไม่ระแวงระวังและดูผ่อนคลาย แต่ในขณะที่ช้างโกรธหรือไม่พอใจ ให้สังเกตได้เลยว่าใบหูจะกางออกข้างลำตัวเป็นแผ่นกว้าง บางครั้งอาจชูงวงและส่งเสียงขู่ใส่ภัยคุกคาม และเมื่อช้างพร้อมจะโจมตี มันจะชูหางตั้งตรงขึ้นฟ้าและพุ่งตัวเข้าใส่ภัยคุกคามนั้น ๆ อย่างไม่ลังเล เห็นอย่างนี้แล้ว ถ้าได้เข้าไปเห็นช้างในธรรมชาติ ก็ต้องรู้จักสังเกตพฤติกรรมช้างให้ดี และรักษาระยะห่างระหว่างกันและกันจะดีที่สุด



ช้างโขลงกำลังหากินในทุ่งหญ้าอย่างผ่อนคลาย ซึ่งสังเกตได้จากการแกว่งหูและหางอย่างไม่เร่งรีบ, ภาพโดยบุตดา โชติมานวิจิต

ครอบครัวช้างป่า

ช้างป่าเป็นสัตว์สังคม อยู่รวมกันเป็นฝูง เราเรียกว่า “โขลง” ซึ่งในโขลงนี้จะประกอบด้วยช้างผู้นำที่เป็นช้างตัวเมีย ตัวใหญ่ที่สุด มีอายุเยอะพร้อมกับประสบการณ์ในการนำทางและดูแลฝูงมากที่สุด เราเรียกช้างผู้นำนี้ว่า “จ่าโขลง” หรือ “แม่แปรก (อ่านว่า แม่-ปะ-แหรก)” และช้างตัวเมียที่อาจจะเป็นน้อง ลูกหรือหลานของช้างแม่แปรกในแต่ละโขลง และช้างตัวผู้ที่ยังไม่โตเต็มวัย แต่เมื่อช้างตัวผู้โตเต็มวัยแล้ว มันจะถูกช้างตัวเมียขับออกจากฝูงให้ออกไปหากินเองหรือไปรวมกลุ่มกับช้างตัวผู้วัยรุ่นตัวอื่น ๆ วิธีนี้เป็นการป้องกันการผสมพันธุ์ระหว่างเครือญาติของช้างป่า ทำให้ช้างป่ามีพันธุกรรมที่หลากหลายหรือทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้มากขึ้น

ประเทศไทยมีศัพท์เรียกช้างแบ่งตามเพศและลักษณะของช้างด้วย เราเรียกช้างตัวเมียว่า “ช้างพัง” เช่น พังชบาแก้ว ช้างตัวผู้ที่มีงา เราจะเรียกว่า “ช้างพลาย” เช่น พลายทองผาภูมิ ส่วนช้างตัวผู้ที่ไม่มีงา เราก็จะเรียกว่า “ช้างสีดอ หรือ สีดอ” เช่น สีดอแดงในป่าจังหวัดฉะเชิงเทรา อีกข้อที่น่าสนใจก็คือลักษณนามของช้าง นอกจากเรานับจำนวนช้างฝูงว่าโขลงแล้ว เรานับจำนวนช้างแต่ละตัวโดยใช้ลักษณนามของช้างป่าเป็น “ตัว” แต่ถ้าเป็นช้างเลี้ยง เราจะนับว่า “ช้าง 1 เชือก” และหากนำช้างมาขึ้นระวางคือนำมาเข้าทำเนียบหรือเข้าประจำการ ลักษณนามของช้างขึ้นระวางจะใช้คำว่า “ช้าง”



ภาพโขลงช้างที่ประกอบด้วยช้างแม่แปรกตัวใหญ่ที่สุดในกลุ่ม พร้อมช้างตัวเมียและลูกหลานที่กำลังหากินอาหารอยู่ในทุ่งหญ้าของอุทยานแห่งชาติกุยบุรี, ภาพโดยบุตดา โชติมานวิจิต

อีกหนึ่งเกร็ดความรู้ที่น่าสนใจเกี่ยวกับร่างกายและครอบครัวของช้างป่าก็คือ เราสามารถประมาณอายุของช้างโดยใช้ส่วนสูงของช้าง โดยทั่วไปแล้ว นักวิทยาศาสตร์จะแบ่งช่วงอายุช้างออกเป็น 4 ช่วง ตามอายุและความสูง ดังนี้
1. ลูกช้างเล็ก (calves) มีอายุน้อยกว่า 1 ปี
2. ลูกช้างโต (่juveniles) อายุ 1-5 ปี
3. ช้างวัยรุ่น (sub-adults) อายุ 5-15 ปี
4. ช้างวัยเจริญพันธุ์ (adults) อายุมากกว่า 15 ปี

 

 

ถิ่นที่อยู่อาศัย และอาหารการกิน

ช้างเอเชียเป็นสัตว์ที่มีการกระจายตัวหรืออยู่อาศัยได้ในสิ่งแวดล้อมที่หลากหลายตั้งแต่ทุ่งหญ้า ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบเขา หรือแม้กระทั่งป่าปลูกของมนุษย์ เช่น สวนป่าสักหรือสวนยางพารา นอกจากป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณแล้ว ช้างยังต้องการแหล่งน้ำที่สะอาดเพื่อดื่มและพักผ่อนคลายร้อนในบางเวลา

ปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของช้างมีด้วยกัน 3 อย่าง นั่นก็คือ อาหาร แหล่งน้ำและดินโป่ง จากงานวิจัยการศึกษานิเวศวิทยาของช้างป่าและช้างเลี้ยงจากนักวิชาการหลายแห่งพบว่า ช้างเป็นสัตว์ที่มีพืชอาหารหลากหลาย โดยหลัก ๆ จะเป็นหญ้า ไม้พุ่ม ผลไม้ ยอดอ่อน รากไม้หรือแม้กระทั่งเปลือกไม้ก็พบได้เช่นกัน ตัวอย่างของพืชอาหารที่ช้างกินในธรรมชาติ เช่น หญ้า หยวกกล้วย และหน่อไม้ เป็นต้น ช้างต้องกินอาหารมากถึง 200 กิโลกรัมต่อวัน โดยใช้เวลากินโดยเฉลี่ย 16 ชั่วโมง และต้องการน้ำมากถึง 200 ลิตรต่อวัน ยกตัวอย่างงานวิจัยการใช้ประโยชน์พื้นที่และเส้นทางเคลื่อนที่ของโขลงช้างป่าบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงพบว่า ช้างมีระยะทางเคลื่อนที่ในรอบวันเฉลี่ยประมาณ 2.17 กิโลเมตรในฤดูแล้งแต่ในฤดูฝนจะอยู่ที่ประมาณ 1.78 กิโลเมตร และจะใช้พื้นที่บริเวณป่าเบญจพรรณมากกว่าป่าเต็งรังหรือพื้นที่เกษตรกรรม ส่วนชนิดของพืชอาหารที่ช้างป่ากินในประเทศไทยจากการศึกษาวิจัยของสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวงพบว่า ช้างป่ากินพืชวงศ์ไผ่และหญ้ามากที่สุด เช่น แขม เลา ไผ่เครือวัลย์ หรือหญ้าคา รองลงมาก็พืชวงศ์กล้วยป่า ขิงข่าและกล้วยไม้

นอกจากอาหารและน้ำแล้ว ช้างยังต้องการเกลือแร่และแร่ธาตุอาหารจากดินโป่งเพื่อซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอเหมือนที่คนเราต้องการวิตามินด้วยเช่นกัน ซึ่งช้างสามารถใช้งาหรือขาขุดและเขี่ยดินที่มีแร่ธาตุขึ้นมา และใช้งวงหยิบดินขึ้นมากินได้เลย



ช้างโขลงเล่นน้ำและช้างพลายใช้งาเจาะดินโป่งขึ้นมา, ที่มาภาพซ้าย: ไกด์ชาย, ขวา: กุลพัฒน์ ศรลัมพ์ และกลุ่มใบไม้

ความสำคัญต่อระบบนิเวศ

ช้างป่ามีความสำคัญต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทั้งในเชิงกายภาพและชีวภาพ อย่างแรกคือช้างป่าเป็นสัตว์กินพืชขนาดใหญ่ (Mega-herbivore) ซึ่งหน้าที่หลักของสัตว์ชนิดนี้ในระบบนิเวศคือการเป็นผู้บริโภคอันดับแรก คอยควบคุมประชากรพืชอาหารไม่ให้เกินสมดุลในธรรมชาติ และอาจเป็นผู้กระจายเมล็ดพันธุ์ (Seed disperser ) หรือนักปลูกต้นไม้ให้กับพืชบางชนิดเช่น ผลของต้นหัวช้าง (Platymitra macrocarpa) พืชตระกูลเดียวกับน้อยหน่าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่มีอัตราการงอกได้มากถึง 37% เมื่อถูกช้างกินและขับถ่ายออกมา (McConkey et al, 2017) อาจเรียกช้างป่าตามหน้าที่ในระบบนิเวศได้ว่า ช้างเป็นสปีชีส์วิศวกร (Engineering species) ที่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางกายภาพของระบบนิเวศให้เหมาะสมได้อีกด้วย ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพป่าของช้างเองก็มีส่วนช่วยในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbion dioxide, CO2) ในชั้นบรรยากาศได้อีกเช่นกัน จากงานวิจัยของ Fabio Berzaghi และคณะในปี 2019 พบว่า ช้างป่าแอฟริกันในป่าดิบฝนแอฟริกาสามารถควบคุมประชากรของพืชที่โตไวจำพวกหญ้าและไม้พุ่มให้อยู่ในระดับที่ไม่แย่งสารอาหารในการเจริญเติบโตของไม้ยืนต้น ทำให้ไม้ยืนต้นมีมวลชีวภาพ (Biomass) มากกว่าซึ่งส่งผลให้ไม้ยืนต้นมีความสามารถในการเก็บกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศได้ดีกว่าป่าที่ไม่มีช้างป่าอยู่

นอกจากนี้แล้ว การมีอยู่ของช้างป่ายังเอื้อประโยชน์ให้สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในป่าด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างการขุดดินโป่งหรือการหาแหล่งน้ำของช้างนั้นให้ประโยชน์กับสัตว์ในกลุ่มกระทิง เก้งและกวาง เพราะในหลายครั้ง เก้งไม่มีพละกำลังและเขาที่แข็งแรงเหมือนงาช้างที่สามารถขุดดินโป่งขึ้นมาได้ ถ้าไม่มีช้างป่า แหล่งแร่ธาตุอาหารของสัตว์กีบคู่ก็อาจหายากขึ้นไปด้วย ในกรณีนี้ ช้างป่าจัดเป็นสปีชีส์ค้ำจุน (Umbrella species) และสปีชีส์เสาหลัก (Keystone species) ให้กับสปีชีส์อื่น ๆ ในระบบนิเวศอีกด้วย ดังนั้น การดูแลรักษาช้างให้คงอยู่ได้ในพื้นที่ก็สามารถช่วยให้สิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ คงอยู่ในระบบนิเวศด้วยเช่นกัน
</detail><keywords>#ช้าง #ช้างไทย #ช้างป่า #สัตว์ป่า #อนุรักษ์สัตว์ป่า #ธรรมชาติ #ระบบนิเวศ  #สิ่งแวดล้อม #เรียนรู้ธรรมชาติ</keywords><date>2026-02-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5802</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1770879583.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="57"><Nid>5771</Nid><title>การใช้เครนอย่างปลอดภัย เรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม</title><source>https://www.wazzadu.com/article/6294</source><detail>
เครนยกของ คือเครื่องจักรกลที่ใช้ยกสิ่งของหนัก ขึ้นลงตามแนวดิ่ง และเคลื่อนย้ายสิ่งของในลักษณะแขวนลอยไปตามแนวราบแล้วเคลื่อนที่ไปมาโดยรอบหรือตามทิศทางที่กำหนดไว้ โดยการออกแบบเครนนั้น จะใช้คานตรงกลางของเครนเป็นที่รับน้ำหนักของการยก ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการออกแบบให้แข็งแรงและปลอดภัยต่อการใช้งาน โดยทั่วไปในอุตสาหกรรม จะใช้รูปแบบของเครน เป็นตัวแบ่งประเภทของเครนตามลักษณะของเครนที่รับน้ำหนัก

ประเภทของเครน ถูกแบ่งได้ดังนี้

1. เครนเหนือศรีษะ และเครนขาสูง (Overhead Crane and Gentry Crane)
เครนที่ใช้ยกสิ่งของที่มีน้ำหนักไม่มากเป็นเครนไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมใช้กันมากที่สุดสำหรับทุกโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย เพราะมีโครงสร้างที่ไม่ใหญ่มากนักและใช้พื้นที่น้อย สามารถเคลื่อนที่ยกวัตถุได้ง่าย มีน้ำหนักที่ไม่มากไม่ทำให้โครงสร้างของสถานที่ใช้งานรับภาระน้ำหนักที่หนักมากเกินไป
2. เครนหอสูง (Tower Crane)
เครนที่นิยมใช้ในการก่อสร้าง เนื่องจากความสูงของตัวเครนและการใช้ยกสิ่งของที่มีน้ำหนักได้มากสามารถทุ่นแรงงานได้จำนวนมาก แต่เครนชนิดนี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมากเนื่องจากหากเกิดอุบัติเหตุจะเป็นอันตรายอย่างมาก
3. รถเครน เรือเครน (Mobile Crane)
เครนที่ใช้ในการเคลื่อนที่ไปในที่ต่าง ๆ เน้นความสะดวกเป็นหลักยกน้ำหนักได้ไม่มาก แต่ถ้าเป็นเรือเครนจะยกน้ำหนักได้มาก ใช้ในเรือเป็นหลักรวมถึงท่าเรือด้วย

แยกเครนออกเป็นการใช้งาน 2 แบบ คือ
1. เครนชนิดเคลื่อนที่ (Mobile Cranes) คือ เครนที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ควบคุม และเครื่องต้นกำลังอยู่ในตัว ซึ่งติดตั้งอยู่บนยานที่ขับเคลื่อนในตัวเอง
2. เครนชนิดอยู่กับที่ (Stationary Cranes) คือ เครนที่ประกอบด้วยอุปกรณ์ควบคุมและเครื่องต้นกำลังอยู่ในตัว ซึ่งติดตั้งอยู่บนหอสูง ขาตั้ง หรือบนล้อเลื่อน

ประโยชน์จากเครน

▸ รถเครน นอกจากจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนหรืออาคารสูงต่าง ๆ แล้ว ยังสามารถนำรถเครนมาประยุกต์การใช้งานในด้านต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลายอีกด้วย
▸ รถเครนใช้ในงานการแสดง เครนทำการยกสูงได้หลายสิบเมตร สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในงานการแสดงต่าง ๆได้เป็นอย่างดี ทั้งการติดกล้องกับกระเช้าเพื่อให้ได้ภาพมุมสูง หรือใช้ในงานการแสดงที่ต้องการภาพที่มีความสมจริง
▸ รถเครนใช้ในการทำความสะอาดอาคารสูง สามารถประยุกต์ใช้กระเช้าของรถเครนมาทำความสะอาดได้ โดยเริ่มจากการยกกระเช้าของรถเครนจากมุมสูง แล้วจึงทำความสะอาดไล่ระดับลงมา
▸ รถเครนใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่คาดฝัน ในกรณีที่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันต่างๆ สามารถใช้รถเครนในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยขนาดความสูงของรถเครนซึ่งสามารถทำการขยายได้หลายสิบเมตร จึงสามารถช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในอาคารสูงได้อย่างง่ายดาย
▸ รถเครนใช้ในแปลงการเกษตร สามารถประยุกต์การใช้งานของรถเครนในแปลงการเกษตรได้

การใช้งานเครนอย่างปลอดภัย

▸ก่อนเริ่มใช้งานทุกครั้ง ควรตรวจสอบระบบการทำงานของรอกและเครน ว่าปกติหรือไม่ ก่อนทำการยกชิ้นงาน
▸ห้ามผู้ที่ไม่รู้วิธีการใช้งาน หรือไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง และรับผิดชอบโดยตรงใช้รอกและเครน
▸ไม่ควรใช้รอกและเครน เพื่อการโดยสาร
▸หยุดการใช้รอกและเครน โดยกดปุ่มสวิทซ์ฉุกเฉินทันที เมื่อเสียงดังหรือระบบการทำงานผิดปกติ
▸ไม่ควรเดินรอกหรือยกชิ้นงานข้ามศีรษะผู้อื่นโดยไม่บอกกล่าว อาจเกิดอุบัติเหตุและอันตรายได้
▸ไม่ควรเล่น แกว่งหรือโยกอย่างคึกคะนอง ขณะทำการยกชิ้นงาน
▸ห้ามทำการซ่อมแซมรอกเอง เมื่อเกิดความผิดปกติขึ้นกับรอก ควรแจ้งช่างซ่อมบำรุง หรือผู้รับผิดชอบโดยตรง
▸ไม่ควรยกหรือห้อยชิ้นงานค้างไว้ โดยไม่จำเป็น

❝ เครนยังมีอีกหลายประเภทที่แยกออกมา ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ประเภท ลักษณะต่าง ๆ ของเครน เพื่อที่จะสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานประเภทต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้กับงานนั้น ๆ ด้วย ❞
</detail><keywords>#เครน #ความปลอดภัย #เครนยกของ #งานก่อสร้าง #อุตสาหกรรม #ลดอุบัติเหตุ #ความปลอดภัยก่อนใช้งาน #เครื่องจักรกล</keywords><date>2026-01-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5771</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1768446842.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="58"><Nid>5765</Nid><title>การเรียนรู้นอกห้องเรียนกับการสร้างเด็กแห่งอนาคต</title><source>https://breakthroughprovidence.org/education/การเรียนรู้นอกห้องเรีย-2/</source><detail>การเรียนรู้นอกห้องเรียน:
เสาหลักสำคัญต่อการพัฒนาเด็ก
ในยุคปัจจุบัน

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความรู้ความเข้าใจที่จำกัดอยู่แค่ในตำราและสี่เหลี่ยมของห้องเรียนอาจไม่เพียงพออีกต่อไป “การเรียนรู้นอกห้องเรียน” (Outdoor Learning หรือ Experiential Learning) จึงกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยเติมเต็มและต่อยอดพัฒนาการของเด็กในทุกมิติ ไม่ใช่แค่เพียงการไปทัศนศึกษา แต่คือการเปิดโอกาสให้เด็กได้สัมผัสประสบการณ์จริง เชื่อมโยงความรู้ทางทฤษฎีเข้ากับโลกภายนอก และสร้างทักษะชีวิตที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดในศตวรรษที่ 21

ความสำคัญที่เหนือกว่าวิชาการ

การเรียนรู้นอกห้องเรียนมีบทบาทในการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่การเรียนรู้ในห้องเรียนอาจทำได้ไม่ครอบคลุม:


	การพัฒนาทักษะการคิดและแก้ปัญหา (Critical Thinking &amp; Problem Solving): เมื่อเด็กได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์จริง (เช่น การทำโครงงานวิทยาศาสตร์นอกสถานที่ การเดินป่า หรือการแก้ไขปัญหาในการทำกิจกรรมกลุ่ม) พวกเขาถูกกระตุ้นให้ต้องคิดวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจด้วยตัวเอง ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนที่มีค่า นำไปสู่การพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้
	การเสริมสร้างทักษะทางสังคมและอารมณ์ (Social and Emotional Skills): กิจกรรมกลุ่มนอกห้องเรียน เช่น การทำงานร่วมกันเพื่อสร้างงานศิลปะ หรือการร่วมกิจกรรมชุมชน บังคับให้เด็กต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทำงานเป็นทีม แบ่งปันความรับผิดชอบ และจัดการกับความขัดแย้ง ทักษะเหล่านี้ช่วยให้พวกเขามีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) และสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมที่หลากหลายได้
	การกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ: การสัมผัสกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ทั้งในธรรมชาติ (เช่น สวนสาธารณะ, อุทยาน) หรือสถานที่ทางวัฒนธรรม (เช่น พิพิธภัณฑ์, แหล่งประวัติศาสตร์) ช่วยกระตุ้นจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ พวกเขาได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าในการสำรวจ ทดลอง และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยขอบเขตของโต๊ะเรียน
	การส่งเสริมสุขภาพกายและจิตที่ดี: การออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งไม่เพียงแต่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง คล่องแคล่วกระฉับกระเฉง แต่ยังช่วยลดความเครียด เพิ่มสมาธิ และทำให้เด็กมีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้มากขึ้น งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า การมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีให้กับเด็กได้อย่างชัดเจน


การเรียนรู้ที่ยั่งยืนและมีความหมาย

การเรียนรู้ที่มาพร้อมกับประสบการณ์ตรงจะฝังรากลึกและคงอยู่ยาวนานกว่าการท่องจำตำรา เด็กสามารถ “เชื่อมโยง” ความรู้ทางทฤษฎีกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันได้ เช่น การเรียนเรื่องระบบนิเวศในห้องเรียน อาจไม่ลึกซึ้งเท่ากับการได้ไปสำรวจระบบนิเวศในป่าหรือริมทะเลด้วยตัวเอง ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและจดจำได้ในระยะยาว (Sustainable Learning)

นอกจากนี้ การเรียนรู้นอกห้องเรียนยังเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนา “ทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง” (Self-directed Learning) เมื่อเด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง พวกเขาจะถูกกระตุ้นให้ตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ และเรียนรู้จากการทดลองทำผิด-ถูกด้วยตนเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)
</detail><keywords>#การเรียนรู้นอกห้องเรียน #ExperientialLearning #พัฒนาเด็ก #ทักษะศตวรรษที่21 #เรียนรู้จากประสบการณ์ #ทักษะชีวิต #คิดเป็นทำเป็น #เรียนรู้ตลอดชีวิต #เด็กยุคใหม่</keywords><date>2026-01-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5765</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1767757751.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="59"><Nid>5763</Nid><title>คำขวัญวันเด็กไทย จากอดีตสู่ปัจจุบัน</title><source>https://www.thairath.co.th/lifestyle/calendar/2905875</source><detail>ประวัติที่มาวันเด็กแห่งชาติสั้นๆ เข้าใจง่าย

วันเด็กแห่งชาติ (ภาษาอังกฤษ : National Children's Day) ตรงกับวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคมของทุกปี โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 10 มกราคม 2569 ทั้งนี้ ตามประวัติเดิมวันเด็กแห่งชาติตรงกับวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ.2489 จัดขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน รวมถึงปลูกฝังให้เยาวชนรู้บทบาทหน้าที่ของตนและสังคม

คําขวัญวันเด็ก 2569 ของนายกรัฐมนตรี คืออะไร

อย่างไรก็ดี ในวันเด็ก 2569 นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้มอบคำขวัญประจำปีว่า "รักชาติไทย ใส่ใจโลก" สื่อถึงการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนรักและภูมิใจในชาติไทย รวมถึงรับผิดชอบต่อสังคมและโลกอีกด้วย

เปิดคำขวัญวันเด็กแต่ละปี มีอะไรบ้าง

คำขวัญวันเด็กส่วนใหญ่เป็นข้อความสั้นๆ ที่สื่อความหมายดี สอดแทรกข้อคิดสอนใจให้เด็กและเยาวชน ดังนี้

จอมพล แปลก พิบูลสงคราม


	พ.ศ.2499 : จงบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและส่วนรวม


จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์


	พ.ศ.2502 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า
	พ.ศ.2503 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่รักความสะอาด
	พ.ศ.2504 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่อยู่ในระเบียบวินัย
	พ.ศ.2505 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่ประหยัด
	พ.ศ.2506 : ขอให้เด็กสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้า จงเป็นเด็กที่มีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด


จอมพล ถนอม กิตติขจร


	พ.ศ.2508 : เด็กจะเจริญต้องรักเรียนเพียรทำดี
	พ.ศ.2509 : เด็กที่ดีต้องมีสัมมาคารวะ มานะ บากบั่น สมานสามัคคี
	พ.ศ.2510 : อนาคตของชาติจะสุกใส หากเด็กไทยแข็งแรง เรียนดี มีความประพฤติเรียบร้อย
	พ.ศ.2511 : ความเจริญและความมั่นคงของชาติไทยในอนาคต ขึ้นอยู่กับเด็กที่มีวินัย มีความเฉลียวฉลาด รักชาติยิ่ง
	พ.ศ.2512 : รู้เรียน รู้เล่น รู้สามัคคี เป็นความดีที่เด็กพึงจำ
	พ.ศ.2513 : เด็กประพฤติดีและศึกษาดี ทำให้มีอนาคตแจ่มใส
	พ.ศ.2514 : ยามเด็กจงหมั่นเรียนเพียรกระทำดี เติบใหญ่จะได้มีความสุขความเจริญ
	พ.ศ.2515 : เยาวชนฝึกตนดี มีความสามารถ
	พ.ศ.2516 : เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติเจริญ


ศาสตราจารย์พิเศษสัญญา ธรรมศักดิ์


	พ.ศ.2517 : สามัคคีคือพลัง
	พ.ศ.2518 : เด็กดีคือทายาทของชาติไทย ต้องร่วมใจร่วมพลังสร้างความสามัคคี


หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช


	พ.ศ.2519 : เด็กที่ต้องการเห็นอนาคตของชาติรุ่งเรือง จะต้องทำตัวให้ดีมีวินัยเสียแต่บัดนี้


นายธานินทร์ กรัยวิเชียร


	พ.ศ.2520 : รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเยาวชนไทย


พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์


	พ.ศ.2521 : เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ เด็กฉลาดชาติมั่นคง
	พ.ศ.2522 : เด็กไทยคือหัวใจของชาติ
	พ.ศ.2523 : อดทน ขยัน ประหยัด เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย


พลเอก เปรม ติณสูลานนท์


	พ.ศ.2524 : เด็กไทยมีวินัย ใจสัตย์ซื่อ รู้ประหยัด เคร่งครัดคุณธรรม
	พ.ศ.2525 : ขยันศึกษา ใฝ่หาความรู้ เชิดชูชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เป็นคุณสมบัติของเด็กไทย
	พ.ศ.2526 : รู้หน้าที่ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด มีวินัย คุณธรรม
	พ.ศ.2527 : รักวัฒนธรรมไทย
	พ.ศ.2528 : สามัคคี นิยมไทย มีวินัย ใฝ่คุณธรรม
	พ.ศ.2529 : นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
	พ.ศ.2530 : นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
	พ.ศ.2531 : นิยมไทย มีวินัย ใช้ประหยัด ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม


พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ


	พ.ศ.2532 : รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
	พ.ศ.2533 : รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ใจสัตย์ซื่อ ถือคุณธรรม
	พ.ศ.2534 : รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่คุณธรรม นำชาติพัฒนา


นายอานันท์ ปันยารชุน


	พ.ศ.2535 : สามัคคี มีวินัย ใฝ่ศึกษา จรรยางาม


นายชวน หลีกภัย


	พ.ศ.2536 : ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
	พ.ศ.2537 : ยึดมั่นประชาธิปไตย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม
	พ.ศ.2538 : สืบสานวัฒนธรรมไทย ร่วมใจพัฒนา รักษาสิ่งแวดล้อม


นายบรรหาร ศิลปอาชา


	พ.ศ.2539 : มุ่งหาความรู้ เชิดชูความเป็นไทย หลีกไกลยาเสพติด


พลเอก​​​​​​​ ชวลิต ยงใจยุทธ


	พ.ศ.2540 : รู้คุณค่าวัฒนธรรมไทย ตั้งใจใฝ่ศึกษา ไม่พึ่งพายาเสพติด


นายชวน หลีกภัย


	พ.ศ.2541 : ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
	พ.ศ.2542 : ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ มีวินัย
	พ.ศ.2543 : มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย
	พ.ศ.2544 : มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ คู่คุณธรรม นำประชาธิปไตย


นายทักษิณ ชินวัตร


	พ.ศ.2545 : เรียนให้สนุก เล่นให้มีความรู้ สู่อนาคตที่สดใส
	พ.ศ.2546 : เรียนรู้ตลอดชีวิต คิดอย่างสร้างสรรค์ ก้าวทันเทคโนโลยี
	พ.ศ.2547 : รักชาติ รักพ่อแม่ รักเรียน รักสิ่งดีๆ อนาคตดีแน่นอน
	พ.ศ.2548 : เด็กรุ่นใหม่ ต้องขยันอ่าน ขยันเรียน กล้าคิด กล้าพูด
	พ.ศ.2549 : อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด


พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์


	พ.ศ.2550 : มีคุณธรรมนำใจ ใช้ชีวิตพอเพียง หลีกเลี่ยงอบายมุข
	พ.ศ.2551 :สามัคคี มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ เชิดชูคุณธรรม


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ


	พ.ศ.2552 : ฉลาดคิด จิตบริสุทธิ์ จุดประกายฝัน ผูกพันรักสามัคคี
	พ.ศ.2553 : คิดสร้างสรรค์ ขยันใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรม
	พ.ศ.2554 : รอบคอบ รู้คิด มีจิตสาธารณะ


นางสาว​​​​​​​ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร


	พ.ศ.2555 : สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี
	พ.ศ.2556 : รักษาวินัย ใฝ่เรียนรู้ เพิ่มพูนปัญญา นำพาไทยสู่อาเซียน
	พ.ศ.2557 : กตัญญู รู้หน้าที่ เป็นเด็กดี มีวินัย สร้างไทย ให้มั่นคง


พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา


	พ.ศ.2558 : ความรู้ คู่คุณธรรม นำสู่อนาคต
	พ.ศ.2559 : เด็กดี หมั่นเพียร เรียนรู้ สู่อนาคต
	พ.ศ.2560 : เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง
	พ.ศ.2561 : รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี
	พ.ศ.2562 : เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ
	พ.ศ.2563 : เด็กไทยยุคใหม่ รู้รักสามัคคี รู้หน้าที่พลเมืองไทย
	พ.ศ.2564 : เด็กไทยวิถีใหม่ รวมไทยสร้างชาติ ด้วยภักดีมีคุณธรรม
	พ.ศ.2565 : รู้คิด รอบคอบ รับผิดชอบต่อสังคม
	พ.ศ.2566 : รู้หน้าที่ มีวินัย ใฝ่ความดี


นายเศรษฐา ทวีสิน


	พ.ศ.2567 : มองโลกกว้าง คิดสร้างสรรค์ เคารพความแตกต่าง ร่วมกันสร้างประชาธิปไตย...


นางสาวแพทองธาร ชินวัตร


	พ.ศ.2568 : ทุกโอกาสคือการเรียนรู้ พร้อมปรับตัวสู่อนาคตที่เลือกเอง

</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2026-01-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5763</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1767681709.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="60"><Nid>5758</Nid><title>สวัสดีปีใหม่ 2569 ขับขี่ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ</title><source>https://gcc.go.th/2025/12/24/สธ-รณรงค์ขับขี่ปลอดภัยป/</source><detail>สวัสดีปีใหม่ 2569 ขับขี่ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุ

แนวทางการขับขี่ปลอดภัย

1. เมาไม่ขับ ง่วงไม่ขับ
2. ไม่เล่นโทรศัพท์
3. ขับช้าๆ ไม่ประมาท
4. คาดเข็มขัดนิรภัย
5. สวมหมวกกันน็อค
6. เคารพกฎจราจร

เดินทางปลอดภัยนะคะทุกท่าน 
</detail><keywords>สวัสดีปัใหม่, ปลอดภัย, เดินทาง, ขับรถ, อุบัติเหตุ</keywords><date>2025-12-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5758</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1767107079.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="61"><Nid>5754</Nid><title>การดูแลตนเองเมื่อมีเตือนภัยสึนามิ</title><source>https://earthquake.tmd.go.th/documents/file/seismo-doc-1404703388.pdf</source><detail>เมื่อมีสัญญาณเตือนสึนามิ (แผ่นดินไหวรุนแรง, น้ำทะเลลดผิดปกติ, เสียงไซเรน) ให้ ตั้งสติ รีบอพยพขึ้นที่สูงทันที โดยไม่ต้องรอคำสั่งหรือเห็นคลื่น ตามป้ายบอกทางอพยพ หนีให้ไกลชายฝั่งมากที่สุด ไม่แวะเก็บของสำคัญ และหากอยู่บนเรือให้รีบออกกลางทะเลลึก เพราะสึนามิมีหลายระลอก และรอจนกว่าจะได้รับอนุญาตให้กลับมาได้. 

ขณะเกิดสัญญาณเตือน / ก่อนคลื่นมาถึง:
รับฟัง: ฟังประกาศเตือนภัยจากทางการผ่านวิทยุ โทรทัศน์ หรือแอปพลิplicที่ติดตั้งไว้.
อพยพทันที:
หนีขึ้นที่สูง: วิ่งหนีขึ้นเนินเขาหรือตึกสูงที่มั่นคงและอยู่ห่างจากชายฝั่งให้มากที่สุด.
หาที่สูงบนเรือ: ถ้าอยู่บนเรือ ให้รีบนำเรือออกสู่ทะเลลึก (น้ำลึก) เพราะคลื่นจะเล็กกว่า.
ห้ามใช้รถ: หากทำได้ ให้เดินเท้า เพราะถนนอาจมีรถติดหรือเสียหาย.
อย่ารอ: อย่าลังเลที่จะหนีแม้จะยังไม่เห็นคลื่น เพราะอาจสายเกินไป.
เตรียมของจำเป็น: หากมีเวลา (แต่ห้ามช้า) ให้หยิบกระเป๋าฉุกเฉิน (ยา, ไฟฉาย, เอกสารสำคัญ). 

เมื่อคลื่นมาถึง/หลังคลื่นผ่านไป:
อย่ากลับเข้าฝั่ง: สึนามิมีหลายระลอก คลื่นลูกที่สองอาจแรงกว่าลูกแรก รอจนกว่าทางการจะประกาศว่าปลอดภัยแล้ว.
ระวังอันตรายรอบตัว:
ไฟฟ้า: ระวังสายไฟขาดในน้ำ อาจเกิดไฟฟ้าดูด.
โครงสร้างพัง: อยู่ห่างจากอาคารที่เสียหาย อาจถล่มลงมาได้.
สัตว์: ระวังงูหรือสัตว์อื่นๆ ที่หนีน้ำมา.
ติดต่อสื่อสาร: ใช้ข้อความ (SMS) หรือโซเชียลมีเดียส่งข่าวสารแทนการโทร หากจำเป็น (ระบบโทรศัพท์อาจล่ม).
ช่วยเหลือ: ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเท่าที่ทำได้และโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน. </detail><keywords>สึนามิ, แผ่นดินไหว, อุกกาบาต, น้ำท่วม</keywords><date>2025-12-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5754</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1766645940.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="62"><Nid>5751</Nid><title>สิ่งกระตุ้น ทำให้เกิดสึนามิ </title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c6230707ezdo</source><detail>สิ่งกระตุ้น เกิดจากการเคลื่อนตัวอย่างรุนแรงของมวลน้ำปริมาณมหาศาลใต้มหาสมุทร ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจาก แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่พื้นทะเล (ประมาณ 80%), ดินถล่มใต้ทะเลหรือบนชายฝั่ง, ภูเขาไฟระเบิดใต้น้ำ, และบางครั้งก็เกิดจาก การตกกระทบของอุกกาบาต เมื่อสาเหตุเหล่านี้ทำให้พื้นทะเลขยับขึ้นลงอย่างฉับพลัน จะเกิดเป็นคลื่นยักษ์ที่แผ่กระจายไปทุกทิศทาง สร้างความเสียหายรุนแรงเมื่อเข้าสู่ชายฝั่งน้ำตื้น.

แผ่นดินไหวใต้ทะเล (Submarine Earthquakes) : เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกบริเวณรอยเลื่อน (fault) ทำให้พื้นทะเลเปลี่ยนรูปร่างฉับพลัน และดันมวลน้ำให้เคลื่อนที่.
ดินถล่ม (Landslides) : ดินถล่มปริมาณมากทั้งใต้ทะเล (Submarine landslides) หรือบนชายฝั่งที่ตกลงไปในทะเล สามารถก่อให้เกิดสึนามิได้.
ภูเขาไฟระเบิด (Volcanic Eruptions) : การปะทุรุนแรงของภูเขาไฟใต้น้ำหรือการพังทลายของภูเขาไฟที่ไหลลงทะเล.
อุกกาบาต (Meteorite Impacts) : การพุ่งชนของอุกกาบาตขนาดใหญ่ลงสู่มหาสมุทร.  

ข้อควรสังเกต: สึนามิไม่ใช่ "คลื่นน้ำขึ้น-น้ำลง" (Tidal Wave) เพราะไม่ได้เกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ แต่เกิดจากเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาเป็นหลัก

แหล่งที่มา : https://www.bbc.com/thai/articles/c6230707ezdo</detail><keywords>สึนามิ, แผ่นดินไหว, ภูเขาไฟระเบิด, อุกกาบาต</keywords><date>2025-12-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5751</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1766559931.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="63"><Nid>5745</Nid><title>เพราะสุขภาพจิตดี เริ่มที่การดูแลความเครียดให้สมดุล</title><source>https://www.phyathai.com/th/article/stress-management-pt2?srsltid=AfmBOorM6d-i8UdWjUgqdrGw4ALRCGcV20GFGK2GLDyiN3f1YSUT_gzX</source><detail>“เพราะสุขภาพจิตดี...เริ่มที่การดูแลความเครียดให้สมดุล”

ความเครียด (Stress) คือ ปฏิกิริยาทางร่างกายและจิตใจ ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลต้องเผชิญกับสิ่งที่กดดัน หากมีปริมาณที่เหมาะสมจะมีผลดีเป็นพลังงานขับเคลื่อน เหมือนดั่งสายธนูที่ตึงจะเกิดแรงส่งลูกศรพุ่งตรงไปข้างหน้า เราเรียกความเครียดด้านบวก (Eustress) เช่น เส้นตายในการส่งงาน การแข่งขัน การหนีภัยเอาตัวรอด แต่จะก่อผลเสีย หากสิ่งที่กดดันนั้นเกิดขึ้นเร็วเกินไปจนไม่ได้เตรียมความพร้อม เช่น มากเกินไปจนรับมือไม่ไหว นานเกินไปจนบั่นทอนสุขภาพกายใจ เราเรียกความเครียดด้านลบ (Distress) ผลเสียที่ตามมามีทั้งปัญหาสุขภาพ เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ปัญหาการทำงาน ความสัมพันธ์ ฯลฯ

สัญญาณของความเครียด

หลายคนอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญกับความเครียดเรื้อรัง สัญญาณเตือนที่ควรระวัง ได้แก่


	นอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท
	รู้สึกเหนื่อยล้า เบื่อหน่าย หรือขาดแรงจูงใจ
	หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ซึมเศร้า
	ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ หรือมีอาการป่วยทางกายโดยไม่ทราบสาเหตุ
	พฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น รับประทานมากขึ้น สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น


ทำไมต้อง “จัดการความเครียด” 

การละเลยความเครียดอาจนำไปสู่ภาวะเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคกระเพาะ ภาวะซึมเศร้า หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) การเรียนรู้ที่จะ “จัดการความเครียด” อย่างเหมาะสมจึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เรามีชีวิตที่สมดุลและมีสุขภาพดีทั้งกายและใจ

การจัดการความเครียด (Stress Management)

คือวิธีการที่ช่วยควบคุมความเครียด เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อร่างกาย จิตใจ และการใช้ชีวิต เพื่อช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะเครียด ป้องกันผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง ภาวะซึมเศร้า หรือโรคหัวใจ เพิ่มความสามารถในการเผชิญปัญหาและปรับตัวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

วิธีการจัดการความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ 


	หายใจลึก ๆ และผ่อนคลาย ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและทำให้จิตใจสงบขึ้น คนที่เครียดเรื้อรังมักคุ้นเคยกับการหายใจตื้น ๆ ถี่ ๆ หรือกลั้นหายใจไม่รู้ตัว ควรฝึกหายใจเข้า (ท้องป่อง) ลึก ๆ ช้า ๆ หายใจออก (ท้องยุบ) ลึก ๆ ช้า ๆ มีสติที่ลมหายใจเข้าออก
	การเคลื่อนไหวร่างกายและเปลี่ยนอิริยาบถ ช่วยลดความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้น อย่างน้อยก็เดินเล่นในสวนสาธารณะหรือเดินตากแอร์ในห้างที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน มีสติจดจ่อที่อิริยาบถของการก้าวย่างแต่ละก้าว
	นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับที่มีคุณภาพ (หลับสนิทได้เต็มที่ 8 ชั่วโมง) จะช่วยฟื้นฟูสมองให้พักเต็มที่ช่วยให้ผ่อนคลายสบายใจ มีสมาธิพร้อมรับมือกับปัญหาในวันถัดไป
	การเล่าระบาย หากรู้สึกว่าความเครียดเกินจะรับมือได้ ไม่ควรเก็บไว้คนเดียว การพูดคุยกับเพื่อนสนิท จิตแพทย์ นักจิตบำบัด ฯลฯ จะช่วยลดความหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่คนเดียว มักจะได้รับความเข้าใจความรู้สึก ได้รับคำพูดที่เปิดมุมมองวิธีคิดใหม่ ๆ ช่วย


เมื่อไรควรปรึกษาแพทย์? 

หากคุณรู้สึกว่าความเครียดเริ่มส่งผลต่อชีวิตประจำวัน จนไม่สามารถควบคุมอารมณ์หรือหน้าที่การงานได้ตามปกติ หรือมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวลอย่างรุนแรง การพบจิตแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางด้านสุขภาพจิตถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม จิตแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาคลายกังวลเท่าที่จำเป็น เพื่อช่วยให้มีสมาธิและช่วยให้นอนง่าย หลับสนิท

สัญญาณที่บ่งชี้ว่าควรปรึกษาแพทย์ 


	รู้สึกเครียดต่อเนื่อง เป็นเวลานานเกิน 2 สัปดาห์
	มีอาการทางกายที่ไม่ทราบสาเหตุ เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร
	อารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรง เช่น หงุดหงิดง่าย เศร้าหมอง หรือรู้สึกหมดหวัง
	มีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง เช่น เก็บตัว ไม่อยากพบปะผู้อื่น สมาธิสั้น หรือทำงานผิดพลาดบ่อย
	มีความคิดทำร้ายตนเอง หรือรู้สึกไม่อยากมีชีวิตอยู่
	ใช้สารเสพติด แอลกอฮอล์ หรือพฤติกรรมเสี่ยง เพื่อระบายความเครียด
	เคยพยายามจัดการความเครียดด้วยตนเองแล้วแต่ไม่ดีขึ้น


 

อย่าปล่อยให้ความเครียดกลายเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญเพียงลำพัง 

ความเครียดไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการรู้สึกอ่อนล้าทางใจไม่ใช่ความผิดของใคร การเข้ารับการดูแลจากจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย แต่คือการตัดสินใจที่กล้าหาญและสำคัญ เพื่อดูแลสุขภาพจิตใจของตนเองอย่างเหมาะสม

เพราะสุขภาพใจที่ดี คือรากฐานของการมีชีวิตที่สมดุลและมีความสุข
</detail><keywords>#สุขภาพจิตดี #ดูแลใจ #จัดการความเครียด #ใจแข็งแรง #ชีวิตสมดุล #พักใจบ้าง #ใส่ใจตัวเอง #สุขภาพใจสำคัญ #เครียดได้ดูแลได้ #ความสุขเริ่มที่ใจ</keywords><date>2025-12-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5745</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1766369039.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="64"><Nid>5721</Nid><title>รู้จัก 5 สายพันธุ์แมวไทยมงคลที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน</title><source>https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/261771</source><detail>แมวไทยโบราณหลายสายพันธุ์ ตามความเชื่อของชาวไทย ถือเป็นสัตว์เลี้ยงเสริมสิริมงคง นำโชคลาภ เงินทอง อำนาจ หรือบารมี มาให้กับเจ้าของ อีกทั้งยังมีรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยโดดเด่น แตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นชัดเจน ซึ่งล่าสุด 18 พ.ย. 68 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเพิ่มแมวไทยทั้งหมด 5 สายพันธุ์เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยงด้วย

แมวโคราช หรือ แมวสีสวาท
มีถิ่นกำเนิดที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โบราณเรียกว่าแมวมาเลิศหรือแมวสีดอกเหลา เนื่องจากมีสีคล้ายดอกเหลา เป็นแมวขนาดกลาง ขนสีเทาออกเงินมันเป็นประกายทั่วตัว ลักษณะหัวเป็นรูปหัวใจ หูตั้ง ขณะเป็นลูกแมวตาจะมีสีฟ้า จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดใสเมื่อโตขึ้น และเมื่อโตเต็มวัยสีน้ำตาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอำพันหรือเขียวอมเหลือง
แมวโคราชเป็นแมวมงคลที่สมัยนิยมก่อนนิยมใช้ในพิธีแห่นางแมวขอฝน เนื่องจากเชื่อกันว่าแมวโคราชมีสีขนคล้ายสีของเมฆอันเป็นที่มาของฝนซึ่งสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นดิน


แมวศุภลักษณ์  หรือ แมวทองแดง
เนื่องจากสีขนเป็นสีน้ำตาลเข้มคล้ายสีสนิมหรือสีทองแดงเสมอทั้งตัว เป็นแมวขนาดกลาง ตาเป็นสีเหลืองอำพัน หางยาวเรียวเหยียดตรง หัวค่อนข้างกลมชาวต่างชาติเชื่อกันว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกับพันธุ์เบอร์ มิสซึ่งเป็นแนวเมียนมาที่มีชาวต่างชาติจดทะเบียนในชื่อ พันธุ์เบอร์มิส แมวศุภลักษณ์มีลักษณะนิสัยกระตือรือร้น ค่อนข้างดื้อ ปัจจุบันจำนวนลดลง คนไทยไม่ค่อยรู้จัก

แมววิเชียรมาศ หรือ ต่างชาติรู้จักชื่อว่า สยามิสแคต (Siamese Cat)
เป็นแนวไทยที่คนไทยและชาวต่างชาติรู้จักกันมากที่สุด คนไทยจำนวนมากเข้าใจเรียกว่า แมวเก้าแต้ม ซึ่งเป็นแมวที่สูญพันธุ์ไปแล้ว แมววิเชียรมาศตาเป็นสีฟ้าประกายสดใส และมีลักษณะเด่นคือขนสีน้ำตาลเข้มบริเวณส่วนปลายของร่างกาย 9 แห่ง ได้แก่ ปลายจมูก ปลายหูทั้ง 2 ข้าง ปลายเท้า 4 ข้าง ปลายหางและที่อวัยวะเพศ เป็นลักษณะเด่นที่แตกต่างจากสี่คนของแมวสายพันธุ์อื่น ๆ

แมวโกนจา
เป็นแมวขนสั้นที่มีขนสีดำสนิททั้งตัว ไม่มีสีอื่นปน ตาเป็นสีเหลืองอมเขียวหรือสีทองอ่อน ลักษณะคล้ายกับแมวสายพันธุ์ต่างชาติอีกสายพันธุ์หนึ่งคือบอมเบย์ แมวโกนจามีรูปร่างเพียวหางยาว ปลายหางแหลมตรง มีความคล่องแคล่วและสง่างามลักษณะเคลื่อนไหว

แมวขาวมณี
เป็นแมวไทยพันธุ์แท้เพียงสายพันธุ์เดียวที่ไม่มีการบันทึกไว้ในตำราแต่หาหลักฐานได้ตามกิจกรรมฝาผนังในวัด เช่น ในพระอุโบสถวัดทองนพคุณ เขตธนบุรี แมวขาวมณีเป็นแมวที่มีขนสีขาวตลอดลำตัว หากมีขนสีอื่นแชมจะไม่นับเป็นพันธุ์แท้ มีขนาดปานกลาง ลักษณะหัวคล้ายรูปหัวใจ หูตั้ง หางยาวไปแหลมชี้ตรง ขายาวเรียวได้ส่วนกับลำตัว สีของตามี 2 สี คือสีฟ้า และสีเหลืองอำพัน บางตัวมีตาข้างหนึ่งสีฟ้าและอีกข้างหนึ่งสีเหลือง เป็นแมวที่สวยงามเมื่อสีตาตัดกับขนสีขาวทั้งตัว 

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/261771
  </detail><keywords>ทาสแมว, เลี้ยงแมว, เพชรตาแมว, ลูกแมว</keywords><date>2025-11-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5721</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1763611931.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1763611931_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1763611931_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1763611931_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1763611931_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1763611931_4.png</img_link><category>สัตววิทยา</category></row>
<row _id="65"><Nid>5711</Nid><title>น้ำขึ้น-น้ำลง เกิดขึ้นได้อย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com</source><detail>น้ำขึ้น-น้ำลง เกิดขึ้นได้อย่างไร



"วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง..." เรามักจะได้ยินเพลงนี้กันในวันลอยกระทงใช่ไหมคะ ในวันลอยกระทงเป็นวันที่เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้นที่สูงที่สุด แล้วผู้อ่านทราบหรือไม่ ปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง เกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้เรามีคำตอบค่ะ
 
ปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง
ปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง เป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับพระอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ ซึ่งเป็นผลมาจากแรงดึงดูดที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์กระทำต่อโลก โดยดวงจันทร์จะมีอิทธิพลต่อโลกมากกว่าดวงอาทิตย์ เนื่องจากดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลกถึง 390 เท่า ขณะที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากกว่า แรงดึงดูดของดวงจันทร์จึงมีอิทธิพลทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลงมากกว่าดวงอาทิตย์

จากการที่โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ทำให้บริเวณต่าง ๆ ของโลกด้านที่ใกล้ดวงจันทร์และด้านตรงข้ามดวงจันทร์เกิดปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง วันละ 2 รอบ โดยขณะที่โลกหมุนรอบตัวเองนั้น น้ำขึ้นจะเกิดบนผิวโลกด้านที่หันเข้าหาดวงจันทร์ เนื่องจากเป็นจุดที่ใกล้ดวงจันทร์มากที่สุด แรงดึงดูดระหว่างดวงจันทร์กับโลกจึงมีความเข้มมาก นอกจากนี้น้ำขึ้นยังเกิดบนผิวโลกด้านที่อยู่ตรงข้ามกับดวงจันทร์ด้วย แต่ไม่ใช่เพราะแรงดึงดูดมากกว่าบริเวณอื่นเช่นเดียวกับด้านที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์ หากเป็นเพราะผิวโลกด้านที่อยู่ตรงข้ามกับดวงจันทร์นั้นได้รับอิทธิพลจากแรงดึงดูดระหว่างโลกกับดวงจันทร์น้อยกว่าบริเวณอื่น เมื่อโลกบริเวณอื่นถูกดึงดูดเข้าหาดวงจันทร์มากกว่าผิวโลกด้านที่อยู่ตรงข้ามกับดวงจันทร์ ทำให้ผิวโลกด้านที่อยู่ตรงข้ามกับดวงจันทร์กลายเป็นจุดที่น้ำไหลมารวมกันมาก เกิดเป็นน้ำขึ้นอีกจุดหนึ่งบนโลก

ปรากฏการณ์น้ำเกิด (Spring tides)
เมื่อมีการเรียงตัวอยู่ในระนาบเดียวกันของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก หรือ ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ ในช่วงเวลาที่ดวงจันทร์เต็มดวง หรือก็คือวันขึ้น 15 ค่ำ (Full moon) และวันแรม 15 ค่ำ (New Moon) แรงดึงดูดของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่กระทำต่อโลกจะเสริมกันสูงสุด ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำเกิด (Spring tides) หรือน้ำขึ้นสูงสุด ซึ่งระดับน้ำที่ขึ้นสูงสุดกับระดับน้ำที่ลงต่ำสุดจะมีความแตกต่างกันมาก

ปรากฏการณ์น้ำตาย (Neap tides)
ปรากฏการณ์น้ำตาย เกิดขึ้นในวันขึ้น 8 ค่ำ และวันแรม 8 ค่ำ เมื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก ไม่ได้เรียงตัวบนแนวเดียวกัน แต่ตั้งฉากซึ่งกันและกัน โดยดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ทำมุมตั้งฉากกัน 90 องศา แรงดึงดูดของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่กระทำต่อโลกจะไม่เสริมกัน ต่างฝ่ายต่างออกแรงกระทำต่อโลก ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำตาย (Neap tides) ซึ่งระดับน้ำที่ขึ้นสูงสุดกับระดับน้ำที่ลงต่ำสุดจะไม่แตกต่างกันมาก

ผลกระทบของน้ำขึ้น-น้ำลง
น้ำขึ้น-น้ำลงมีผลต่อการเพิ่มหรือลดของระดับน้ำในมหาสมุทร การที่น้ำลงอาจทำให้บริเวณช่องทางเดินเรือตื้นเขิน การเดินเรือจึงไม่สะดวก ดังนั้น นักเดินเรือจึงต้องคอยติดตามการเกิดน้ำขึ้นและน้ำลงอยู่เสมอ ปรากฏการณ์นี้ยังส่งผลต่อระดับน้ำบริเวณปากแม่น้ำอีกด้วย การที่น้ำขึ้นทำให้น้ำในมหาสมุทรไหลเข้าสู่แม่น้ำ น้ำเพิ่มขึ้นสูง ท่วมบ้านเรือนที่อยู่ริมชายฝั่ง และเกิดน้ำเค็มและน้ำจืดผสมผสมกันเป็นน้ำกร่อย หากมีน้ำขึ้นหนุนสูงมากเกินไปอาจทำให้พืชสวนหรือการเกษตรเสียหายได้ เป็นต้น



ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.trueplookpanya.com
  </detail><keywords>ลอยกระทง, น้ำขึ้น-น้ำลง, ดวงจันทร์, โลกหมุน</keywords><date>2025-11-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5711</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1762236408.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="66"><Nid>5703</Nid><title>สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลก</title><source>https://www.gistda.or.th/news_view.php?n_id=6557&amp;lang=TH</source><detail>สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของโลก

สภาพภูมิอวกาศสุดขั้ว หรือ Extreme Weather เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในวงกว้างทั่วโลกในตอนนี้ ผลจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น ส่งผลให้หลายพื้นที่ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากสภาวะภูมิอากาศสุดขั้วที่ทำให้เกิดภัยพิบัติรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นอย่างฉับพลัน

บทบาทของเทคโนโลยีอวกาศในการรับมือภัยพิบัติ

กล่าวกันตามตรง เราอาจไม่สามารถทำให้อุณหภูมิโลกลดลงได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่สิ่งที่เทคโนโลยีอวกาศสามารถช่วยได้ คือการชะลอผลกระทบร้ายแรง ด้วยการรับมือกับภัยพิบัติอย่างทันท่วงที แต่วิธีการเป็นอย่างไรบ้างนั้น วันนี้เราลองไปดูกัน ว่าทั่วโลกรับมืออย่างไรในวันที่เผชิญผลกระทบจากภูมิอากาศสุดขั้ว

โครงการของ NASA กับการพัฒนาระบบ AccuWeather

เริ่มจากหน่วยงานที่เป็นที่รู้จักกันดีในด้านเทคโนโลยีอวกาศอย่างองค์การบริหารอวกาศและการบินแห่งชาติ หรือ NASA ได้พัฒนาระบบ AccuWeather เพื่อศึกษาความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก ซึ่งจะสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงได้ในระดับรายชั่วโมงในทุกพื้นที่ทั่วโลก และสามารถคาดการณ์สภาพอากาศรุนแรงจนเสี่ยงต่อการเกิดภัยพิบัติได้ เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติร้ายแรงได้ทันท่วงที ลดความเสียหายจากผลกระทบได้

ไม่เพียงแต่การติดตามความเปลี่ยนแปลงของโลกเท่านั้น NASA และหน่วยงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ยังได้มีการศึกษาสภาพภูมิอากาศของดาวอังคารในรูปแบบเดียวกัน เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของทั้งธรณีภาค มหาสมุทร และชั้นบรรยากาศ เพราะปัจจัยที่ทำให้เกิด Extreme Weather อาจไม่ใช่เพียงผลที่เกิดจากสิ่งกระตุ้นบนโลกของเราเท่านั้น แต่อาจมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของอวกาศด้วยเช่นกัน

นวัตกรรมดาวเทียมใหม่ในการตรวจสอบก๊าซเรือนกระจกและสภาพอากาศสุดขั้ว

นอกจากนี้ ปัจจุบันมีนวัตกรรมใหม่ที่พัฒนาโดยการใช้ประโยชน์ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมจากดาวเทียม Copernicus Sentinel-5P ซึ่งสามารถตรวจสอบการปล่อยก๊าซมีเทนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้ ทำให้สามารถทราบได้ว่ากิจการประเภทใดที่ส่งผลกระทบมากที่สุด นำไปสู่การกำหนดมาตรการควบคุมที่เหมาะสม รวมถึงดาวเทียมสำรวจโลก NISAR ที่มีการติดตั้งเรดาร์ถึง 2 ตัว ถูกออกแบบมาเพื่อศึกษาธารน้ำแข็ง ภูเขาไฟ และทรัพยากรธรรมชาติ โดยมุ่งเป้าไปที่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศสุดขั้วโดยเฉพาะ

โครงการดาวเทียม MTG-I1 ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA)

ในส่วนขององค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA ได้ใช้เวลากว่า 30 ปี ในการพัฒนาดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา MTG-I1 ภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การยุโรปเพื่อการใช้ประโยชน์ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา (EUMETSAT) ซึ่งจะทำหน้าที่ในการคาดการณ์เพื่อแจ้งเตือนผลกระทบร้ายแรงทั่วโลกจากสภาวะอากาศสุดขั้วได้อย่างแม่นยำในระยะเวลาอันสั้น โดยดาวเทียม MTG-I1 มีกำหนดส่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศสู่วงโคจรค้างฟ้า (Geostationary) ในปลายปี 2022 นี้ และในปีถัดไป มีกำหนดส่งเพิ่มอีก 3 ดวง โดยเป็นดาวเทียมบันทึกภาพ (MTG-I) 1 ดวง และดาวเทียมบันทึกเสียง (MTG-S) อีก 2 ดวง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ประโยชน์จากเสียงในอวกาศ ยิ่งมีเครื่องมือและข้อมูลมากเท่าไหร่ การติดตามความเปลี่ยนแปลงและคำนวณคาดการณ์จะเป็นไปอย่างแม่นยำมากขึ้น

แน่นอนว่าเราไม่สามารถใช้เพียงเทคโนโลยีอย่างใดอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหา แต่ต้องอาศัยหลายส่วนในการประกอบสร้าง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจากดาวเทียม เทคโนโลยีเลเซอร์และเรดาร์แบบใหม่ เทคโนโลยีภาพ 3 มิติ มาพัฒนาเป็นนวัตกรรมเฉพาะด้าน เป้าหมายเบื้องต้นคือการได้มาซึ่งข้อมูลในแต่ละห้วงเวลาที่มีคุณภาพและเพียงพอ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาโมเดลสำหรับวิเคราะห์คาดการณ์ที่แม่นยำมากขึ้นในอนาคต อันจะนำไปสู่การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ดี

บทบาทของ GISTDA และดาวเทียม THEOS-2 ในการจัดการสิ่งแวดล้อมของไทย

ในส่วนของประเทศไทย ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติเป็นหนึ่งในประเด็นที่ GISTDA ให้ความสำคัญอย่างมากเสมอมา โดยหนึ่งในเป้าประสงค์หลักของการใช้ประโยชน์ดาวเทียม THEOS-2 และ THEOS-2A คือการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่แน่นอนว่าเครื่องมือเดียวหรือข้อมูลเพียงชุดเดียว ไม่สามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่มีศักยภาพเพียงพอต่อการแก้ปัญหา จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยในการสนับสนุน

เพราะข้อมูลที่ดีจะนำไปสู่การตัดสินใจอย่างมีคุณภาพ จึงเป็นที่มาของการพัฒนาแพลตฟอร์มสนับสนุนการตัดสินใจและขับเคลื่อนเชิงนโยบาย ที่เรียกว่า Actionable Intelligence Policy หรือ AIP ภายใต้โครงการ THEOS-2 ซึ่งเป็นเครื่องมืออัจฉริยะสำหรับวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่จากหลายแหล่ง สามารถสังเคราะห์ประเด็นปัญหาพร้อมด้วยข้อมูลเชิงลึก ในบริบทเชิงพื้นที่ เวลา และเป้าหมายเฉพาะได้อย่างตรงจุด เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐและนำมาซึ่งแนวทางการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นฐานในการบริหารจัดการนโยบาย และติดตามผลการดำเนินงานในเชิงพื้นที่ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ GISTDA ยังสนับสนุนงานวิจัยระบบโลกและอวกาศ (Earth Space System Frontier Research) หรือที่เรียกว่า “ESS” ซึ่งเป็นการบูรณาการข้ามสาขาบนฐานองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีอวกาศ มุ่งเน้นการ “สร้าง” ทั้งองค์ความรู้ใหม่ โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี นวัตกรรม บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็น “เลิศ” ในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลก ผลกระทบจากอวกาศที่มีต่อโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสุดขั้ว การศึกษาวิจัยทางด้านพยากรณ์สภาพอวกาศ (Space weather forecast) ก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่ ESS ให้ความสำคัญให้ความสำคัญในการวิจัยและพัฒนา

เพราะอวกาศอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิด การศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาจยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้หมดไปได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่การใช้ประยุกต์ประโยชน์เทคโนโลยีอวกาศสามารถลดผลกระทบรุนแรงจากความเสียหายที่ไม่อาจประเมินค่า และนับเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสุดขั้วที่นับวันจะทวีความรุนแรง
</detail><keywords>#สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว  #เทคโนโลยีอวกาศ  #NASA  #ESA  #ดาวเทียมTHEOS2  #GISTDA  #การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  #นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม  #ภัยพิบัติธรรมชาติ  #พลังแห่งอวกาศเพื่อโลก</keywords><date>2025-10-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5703</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1761618434.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="67"><Nid>5701</Nid><title>ของ หลอน หลอน</title><source>นิตยสารซอกแซก (ZogZag Magazine – free)</source><detail>ของ หลอน หลอน


1. หวีผมหน้ากระจก
ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นสสาร พลังงาน ปริภูมิ และเวลา เริ่มเกิดขึ้นจากจุดนั้น

2. กลิ่นน้ำอบ
ลอยอบอวลอยู่รอบตัวโดยไม่อาจหาที่มาได้ ชวนทำให้ขนหัวลุกได้ตลอดทั้งคืน

3.วิกผม
สมัยก่อนมีละครเรื่อง ผมอาถรรพ์ เมื่อ 20 ปีก่อน ที่ทำให้วิกผมกลายเป็นความน่ากลัว ชวนขนลุก โดยเฉพาะ ความเชื่อที่ว่า บางทีเจ้าของเส้นผมที่เอามาทำวิกนั้นอาจตามมาทวง
ผมของเธอคืนก็เป็นได้

4.หุ่นพลาสติก
ยืนโพสท่านิ่งๆ จ้องมองเราอยู่น่าคิดเหมือนกันว่า จะมีบ้างไหมที่หุ่นเหล่านี้จะออกมาเดินเล่นเมื่อห้างร้านปิดลงแล้ว

5.กลิ่นธูป
ในคืนที่เรานั่งอ่านหนังสืออยู่คนเดียวในห้องจู่ๆก็มีกลิ่นธูปลอยมา ทั้งๆ ที่ไม่มีใครจุดธูป นี่คือความหลอนสุดคลาสสิกที่คงความหน้ากลัว

6.ตุ๊กตาเด็กหญิงหลับตา - ลืมตาได้
เด็กบางคนนี่คือตุ๊กตาที่น่ารัก  แต่สำหรับอีกหลายคน ตุ๊กตาเด็กหญิงทำให้ขนลุกได้เสมอเลย

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารซอกแซก (ZogZag Magazine – free)
  </detail><keywords>กลัวผี, วันฮาโลวีน, ผีดุ, ความกลัว, ภาพหลอน, วิกผม, กลิ่น</keywords><date>2025-10-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5701</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1761538361.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="68"><Nid>5690</Nid><title>7 ตุลาคม วันมะเร็งเต้านมสากล</title><source>https://www.pptvhd36.com/health/care/7491</source><detail>7 ตุลาคม วันมะเร็งเต้านมสากล

ตุลาคมเป็นเดือนแห่งการรณรงค์ต้านภัยมะเร็งเต้านม (Breast Cancer Awareness Month) ทั่วโลก มีเป้าหมายเพื่อให้ความรู้เรื่องมะเร็งเต้านมและส่งเสริมการตรวจหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยวันมะเร็งเต้านมสากล (World Breast Cancer Day) ตรงกับวันที่ 7 ตุลาคม ของทุกปี โดยข้อมูล 2565 พบว่า หญิงไทย พบเป็นมะเร็งเต้านม มากที่สุด จำนวน 38,559 ราย รองลงมา คือ มะเร็งปากมดลูกสำหรับโรคมะเร็งเต้านมส่วนมากพบในหญิงอายุ 60 ปี ขึ้นไป มากที่สุดจำนวน 19,776 ราย รองลงมา คือ อายุ 50 – 59 ปี จำนวน 12,181 ราย และ อายุ 40 – 49 ปี จำนวน 5,177 ราย แสดงให้เห็นว่าโรคมะเร็งเต้านมเป็นภัยเงียบใกล้ตัว

สัญญาณเตือนมะเร็งเต้านม


	คลำได้ก้อนที่เต้านมหรือบริเวณใต้รักแร้
	เต้านมมีขนาด สี หรือรูปร่างเปลี่ยนไป
	มีของเหลวหรือเลือดไหลออกมาเองจากหัวนม
	ผิวหนังบริเวณเต้านมและหัวนมมีความผิดปกติ เช่น บวมแดง ดูคล้ายผิวส้ม มีการยุบหรือบุ๋มลงไป เป็นผื่นหรือแผลเรื้อรัง เป็นต้น
	เต้านมอักเสบเรื้อรัง


ส่วนคนที่ไม่พบอาการผิดปกติ อาจพบความผิดปกติจากการตรวจแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวนด์เต้านม ซึ่งกรณีนี้พบได้บ่อยที่สุด ปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมกันมากขึ้น

ส่วนใหญ่สาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยมาตรวจกับแพทย์และกังวลว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมหรือไม่นั้น จะมาด้วย 2 อาการหลัก มีก้อนที่เต้านม รองมาคือ เจ็บหรือปวดเต้านม โดยผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บเต้านมมักจะกลัวว่าจะเป็นมะเร็งเต้านมมาก ทำให้มาพบแพทย์ค่อนข้างเร็ว ต่างกับผู้ป่วยที่มีก้อนที่เต้านม คลำได้ แต่ไม่รู้สึกเจ็บ มักจะปล่อยไว้เพราะคิดว่าไม่เป็นอะไร จนก้อนมีขนาดใหญ่โตขึ้นจนรู้สึกเจ็บ จึงค่อยมาพบแพทย์ ซึ่งถ้าก้อนนั้นเป็นก้อนเนื้อมะเร็งก็อาจมีการกระจายหรือลุกลามไปที่ต่อมน้ำเหลืองหรืออวัยวะอื่นแล้ว

ดังนั้นเมื่อคลำพบก้อนที่เต้านมควรรีบมาพบแพทย์โดยเร็ว เพราะร้อยละ 90 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ระยะเริ่มแรกจะมีแต่ก้อน โดยที่ไม่มีอาการเจ็บ ส่วนอาการเจ็บเต้านมนั้นเป็นอาการที่พบได้เท่า ๆ กันทั้งในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมและผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นมะเร็งเต้านม ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่มาพบแพทย์ด้วยอาการเจ็บเต้านมนั้นพบว่ามีเพียงร้อยละ 10-15 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด อาการเจ็บเกิดจากการที่ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่จนดึงรั้งผิวหนังบริเวณเต้านมที่มีประสาทรับความรู้สึกมากโดยเฉพาะตรงหัวนม หรือก้อนมะเร็งที่ลุกลามมาถึงชั้นผิวหนังทำให้เกิดแผลหรือผื่นผิดปกติขึ้น

ระยะของโรคมะเร็งเต้านม


	มะเร็งเต้านมระยะที่ 1 (ระยะเริ่มแรก) ระยะนี้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็ก (น้อยกว่า 2 เซนติเมตร) และยังไม่มีการลุกลามไปยังต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้ หรือมีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองแล้วเพียงเล็กน้อยระดับเซลส์เท่านั้น ระยะนี้ผู้ป่วยมีโอกาสรักษาให้หายขาดจากโรคสูง และผลการรักษาดีมากที่สุด
	มะเร็งเต้านมระยะที่ 2 (ระยะปานกลาง) ระยะนี้ก้อนมะเร็งมีขนาดปานกลาง (ใหญ่กว่า 2 เซนติเมตรแต่ไม่เกิน 5 เซนติเมตร) และ/หรือมีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองแล้วจำนวน 1 ถึง 3 ต่อม ระยะนี้ยังมีโอกาสรักษาให้หายขาดจากโรคได้และผลการรักษามีแนวโน้มดีรองลงมาจากระยะที่ 1
	มะเร็งเต้านมระยะที่ 3 (ระยะลุกลามเฉพาะที่) คือ ระยะที่มีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ (มากกว่า 5 เซนติเมตร) และมีการลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้มากกว่า 4 ต่อมขึ้นไป โอกาสรักษาให้หายขาดจากโรคในระยะนี้จะลดน้อยลง มีโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำของโรคและม๊โอกาสที่มะเร็งจะกระจายไปอวัยวะอื่นได้มาก ผลการรักษาโดยรวมจะไม่ดีเท่า 2 ระยะแรก
	มะเร็งเต้านมระยะที่ 4 (ระยะลุกลาม) คือ ระยะที่มะเร็งเต้านมได้กระจายลุกลามไปยังอวัยวะอื่นแล้ว ซึ่งอวัยวะที่พบมะเร็งเต้านมกระจายไปบ่อยได้แก่ ปอด ตับ กระดูก สมอง ระยะนี้โรคค่อนข้างรุนแรงและมักไม่สามารถรักษาให้หายขาดจากโรคได้


ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในปัจจุบัน


	ซักประวัติและตรวจเต้านมโดยแพทย์เฉพาะทาง (History Taking &amp; Clinical Breast Examination) แพทย์จะทำการซักประวัติถึงอาการสำคัญที่นำมาพบแพทย์ อาการผิดปกติอื่น ๆ ของเต้านมและระบบอวัยวะต่าง ๆ ทั้งร่างกาย รวมถึงประเมินปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านมของผู้ป่วย ต่อด้วยการตรวจเต้านมและต่อมน้ำเหลืองบริเวณรักแร้และไหปลาร้าโดยละเอียด และสอนให้ผู้ป่วยสามารถตรวจเต้านมได้ด้วยตนเอง โดยควรคลำดูเดือนละครั้ง
	การทำแมมโมแกรม (Mammography) ในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป จะส่งตรวจแมมโมแกรม เพื่อดูความผิดปกติ เช่น ก้อนในเต้านม ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ กลุ่มหินปูนผิดปกติ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีของการถ่ายภาพแมมโมแกรมไปมาก จากอดีตที่ถ่ายภาพแมมโมแกรมลงบนฟิลม์ธรรมดา (Analog mammography) ไปเป็นดิจิตอลแมมโมแกรมความละเอียดสูง (Digital mammography) จนถึงแมมโมแกรมแบบ 3 มิติ (Breast 3D Tomosynthesis) ซึ่งจะทำให้ตรวจพบความผิดปกติได้จากเดิมที่ตรวจไม่พบ หรือ ถ้าตรวจพบแล้วก็ทำให้มองเห็นความผิดปกติได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
	อัลตราซาวนด์เต้านม (Ultrasound Breast) ผู้หญิงในทวีปเอเชียส่วนใหญ่จะมีขนาดเต้านมเล็กกว่าผู้หญิงทางฝั่งยุโรปหรืออเมริกัน และมีเนื้อเต้านมที่แน่นมากกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มสตรีที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี ทำให้บางครั้งมองไม่เห็นความผิดปกติได้ชัดเจนโดยการทำแมมโมแกรมเพียงอย่างเดียว การตรวจอัลตร้าซาวด์เต้านมเพียงอย่างเดียวหรือทำควบคู่ไปกับแมมโมแกรมในผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีจะช่วยตรวจหาและวัดขนาดสิ่งผิดปกติ เช่น ก้อนเนื้องอก ก้อนซีสต์หรือถุงน้ำ ต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้ ได้ดียิ่งขึ้น
	การเจาะชิ้นเนื้อส่งตรวจกับพยาธิแพทย์ เมื่อตรวจพบว่ามีก้อนในเต้านมที่มีลักษณะสงสัยว่าอาจจะเป็นมะเร็งเต้านม แพทย์จะแนะนำให้เจาะชิ้นเนื้อโดยการใช้เข็มขนาดเล็กเจาะชิ้นเนื้อออกมาส่งตรวจกับพยาธิแพทย์เพื่อให้ทราบว่าก้อนนั้นมีเซลส์มะเร็งหรือเป็นมะเร็งหรือไม่ ถ้าเป็นมะเร็งเต้านมจะได้ทำการผ่าตัดและรักษาแบบมะเร็งเต้านมต่อไป แต่ถ้าผลชิ้นเนื้อออกมาเป็นโรคที่ไม่ใช่มะเร็งเต้านมก็อาจตรวจติดตามทุก 6 เดือนได้และจะเจาะดูดก้อนออกด้วยเข็มระบบสุญญากาศ (Vacuum Breast Biopsy) หรือผ่าตัดก้อนเนื้องอกออกเมื่อมีข้อบ่งชี้


 

ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา และ กรมอนามัย
</detail><keywords>#STKC #มะเร็งเต้านม #รู้ทันโรคร้าย #ตรวจเต้านม #ภัยเงียบ #เช็กก่อนชนะ #อย่ารอให้สาย #รู้เร็วรักษาได้ #เพื่อคนที่คุณรัก #วันมะเร็งเต้านม #BreastCancer</keywords><date>2025-10-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5690</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1759733887.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="69"><Nid>5688</Nid><title>เบื้องหลังถนนทรุดที่คุณอาจไม่เคยรู้</title><source>https://www.thaipbs.or.th/now/content/3190?utm_source=chatgpt.com</source><detail>ถนนสามเสนทรุดตัวลึกหลายเมตรในชั่วข้ามคืน เหตุการณ์นี้อาจดูน่าตกใจ แต่จริง ๆ แล้ว ปัญหา ‘ถนนทรุด’ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเมืองใหญ่ หลายปัจจัยซ่อนอยู่ใต้พื้นถนน ตั้งแต่ฝนตกหนัก การก่อสร้างใต้ดิน ไปจนถึงโครงสร้างดินที่อ่อนแอ แล้วเราจะป้องกันได้อย่างไร ก่อนที่หลุมยักษ์จะโผล่ขึ้นต่อหน้าต่อตา

 



ถนนสามเสนทรุดตัว เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 68 (ภาพจาก: สุภณัฐ รัตนธนาประสาน)

สภาพอากาศและการก่อสร้าง สาเหตุหลักที่ทำให้ถนนทรุด... ซ้ำแล้วซ้ำอีก

สภาพอากาศเป็นสาเหตุคลาสสิกที่ทำให้ถนนทรุด เมื่อเกิดฝนตกหนักถี่ขึ้น ๆ น้ำก็จะท่วมและทำให้ชั้นดินใต้ถนนชื้นขึ้น จนอาจทำให้ถนนเสียหายหรือยุบตัวในระดับหนึ่ง แต่หากน้ำฝนชะล้างชั้นดินธรรมชาติ (subgrade) ที่อยู่ใต้สุดไป ก็จะทำให้ถนนทรุดตัวหนักได้ อีกกรณีหนึ่ง หากถนนอยู่ในสภาพอากาศที่แห้งแล้งจัด ก็จะไม่มีน้ำอุ้มในชั้นดิน ทำให้ถนนยุบหรือทรุดตัวได้เช่นกัน นอกจากนี้ ถนนในพื้นที่ชายฝั่งก็เสี่ยงที่จะทรุดตัวมากกว่าปกติจากระดับน้ำทะเลหนุนสูง เนื่องจากความเค็มน้ำทะเลกระทบทั้งโครงสร้างและองค์ประกอบทางเคมีของถนน

การก่อสร้างขนาดใหญ่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดถนนทรุดตัว โดยเฉพาะในเขตเมือง (urban areas) ที่มีโครงการขุดเจาะใต้ดินเพื่อสร้างตึก ระบบขนส่งมวลชน หรือโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ หากพื้นที่ไหนมีคุณภาพดินต่ำ (เคย) เป็นแหล่งน้ำบาดาล หรือเคยเผชิญกับภัยพิบัติบ่อยครั้ง ก็เสี่ยงที่จะเกิดการทรุดตัวมากขึ้นตามไป เมื่อเครื่องจักรหนักส่งแรงสั่นสะเทือน ซ้ำด้วยสภาพอากาศแปรปรวน ก็ทำให้ถนนในเขตเมืองเสี่ยงทรุดตัวยิ่งขึ้น  


เวลาที่ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน เกิดน้ำท่วมขังระบายไม่ทัน เนื่องจากมีการก่อสร้างสาธารณูปโภคอยู่ตลอดเวลา มันก็เลยทำให้ดินและทราย [ที่อยู่ใต้ดิน] ไหลไปกับน้ำฝน เกิดเป็นโพรงขนาดใหญ่ - สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ยกตัวอย่างไว้ในรายการวันใหม่ ไทยพีบีเอส เมื่อเดือน ส.ค. 67


เหตุถนนทรุดตัวเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนกลายเป็น ‘เรื่องปกติใหม่’ ไปแล้วในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล อย่างเช่นถนนแจ้งวัฒนะที่มีเหตุเช่นนี้ 8 ครั้งระหว่างเดือนกันยายน 2565 ถึงสิงหาคม 2567 หรือในเดือนกุมภาพันธ์ 2565 สะพานข้ามคลองเคล็ดบนถนนอุดมสุขก็ทรุดตัวยาวถึง 50 เมตร โดยมีโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำบึงหนองบอนอยู่ใต้ถนนเดียวกัน ยังไม่นับถึงปัญหาเช่นนี้และความเสื่อมสภาพของถนนในจังหวัดอื่น ๆ ทั่วไทย

การประเมินความเสี่ยงและป้องกันถนนทรุดตัว 

แน่นอนว่า ผู้รับเหมาย่อมมีการตรวจสอบสภาพชั้นดินก่อนที่จะเริ่มตัดถนนหรือตอกเสาเข็มสร้างโครงการใด ๆ แต่การประเมินความเสี่ยงดินทรุดตัวก็สำคัญไม่แพ้กัน อีกทั้งช่วยให้เกิดการพัฒนาพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่นประเทศจีน นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรได้พัฒนาการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) เพื่อประเมินและทำนายถนนที่เสี่ยงทรุดตัวในเมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง หลังเกิดเหตุดินถล่มและถนนทรุดตัวครั้งใหญ่เมื่อเดือน ก.พ. 61



เหตุถนนทรุดตัวในฝอซาน เมื่อปี 2561 (ภาพจาก: AFP)

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ใช้เทคโนโลยีดาวเทียมเรดาร์อินเตอร์เฟอโรเมตรี (InSAR) และหน่วยความจำระยะสั้นแบบยาวเสริมสมรรถภาพ (xLSTM) มารวมเข้าด้วยกัน ปกติแล้ว InSAR ถูกใช้เพื่อติดตามและตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของถนนทรุดตัวในมณฑลกวางตุ้งได้แม่นยำผ่านเรดาร์และภาพถ่ายดาวเทียมเซนทิเนล-1 (Sentinel-1) แต่ InSAR ก็มีข้อเสียคือ ไม่สามารถประเมินความเสี่ยงและจัดการกับข้อมูลที่ยุ่งเหยิงเองได้ จึงต้องใช้ xLSTM เข้ามาช่วยวิเคราะห์และสกัดข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวกับถนนทรุดตัว พร้อมประเมินความน่าจะเป็น (probability) ที่จะเกิดเหตุถนนทรุดอีก และสร้างแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงในเมือง

 



แผนที่จำลองความเสี่ยงการเกิดถนนทรุดตัวในฝอซาน พร้อมระดับความอันตราย ประเมินโดยการเรียนรู้ของเครื่องที่พัฒนาในจีน (ภาพจาก: Journal of Safety Science and Resilience, 6(4))

 

อีกแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยค้นหาจุดเสี่ยงถนนทรุดตัว – โดยเฉพาะในเขตเมืองนั้น – คือการสำรวจโพรงใต้ถนนด้วยวิธีสัญญาณเรดาร์ GPR (Ground Penetrating Radar) ซึ่งเป็นวิธีสำรวจทางธรณีฟิสิกส์โดยส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงลงสู่ใต้ผิวดินจากตัวส่งสัญญาณ การสำรวจแบบ GPR นั้นให้ความละเอียดภาพค่อนข้างสูง ทำได้เร็วและง่าย จึงเป็นที่นิยมในงานสำรวจหลากหลายแขนง ทั้งวิศวกรรม ธรณีวิทยา และโบราณคดี ทั้งนี้ GPR ก็มีข้อจำกัดอยู่หากเจอความชื้น ดินเหนียว ความนำไฟฟ้าสูง หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่เกิดจากมนุษย์ เมื่อเจอจุดเสี่ยงแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้รับเหมาก็ต้องดำเนินการซ่อมแซมถนนให้สมบูรณ์โดยเร็ว 

ชีวิตคนเรานั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และไม่มีใครรู้ว่าเรื่องร้าย ๆ จะเกิดขึ้นตอนไหน อย่างไรก็ดี เหตุเภทภัยอย่างถนนทรุดตัวสามารถป้องกันและคาดการณ์ได้ หากภาครัฐวางโครงข่ายการคมนาคมและการบำรุงรักษาอย่างใส่ใจ และผู้ใช้รถใช้ถนนสัญจรด้วยความระมัดระวัง

 

 
</detail><keywords>#STKC #ถนนทรุด #สามเสนทรุด #กรุงเทพทรุดตัว #ภัยในเมือง #โครงสร้างพื้นฐาน #สิ่งแวดล้อมเมือง #ถนนยุบ #ป้องกันถนนทรุด</keywords><date>2025-09-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5688</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1758770820.png</img_link><category>วิศวกรรมโยธา</category></row>
<row _id="70"><Nid>5683</Nid><title>สิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร? เบื้องหลังการค้นพบฟอสซิลที่ทำให้โลกตื่นตา</title><source>https://www.narit.or.th/th/AstronomyNews-20250911-Discovered-Potential-Biosignature-MARS</source><detail>NASA เพิ่งประกาศการค้นพบเบาะแสสำคัญที่อาจเป็นฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร หลักฐานเหล่านี้มาจากหลุมอุกกาบาตเจซีโร ที่เคยเป็นทะเลสาบเมื่อหลายพันล้านปีก่อน การค้นพบครั้งนี้อาจเปลี่ยนแปลงความเชื่อของมนุษยชาติว่าดาวอังคารเคยเป็นบ้านของสิ่งมีชีวิตมาก่อนหรือไม่ ร่วมติดตามเรื่องราวเบื้องหลังและความหวังใหม่ของการสำรวจจักรวาลครั้งนี้ไปด้วยกัน

 

10 กันยายน 2568 - องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA แถลงข่าวการค้นพบหลักฐานที่สำคัญที่สุดบ่งชี้ว่าครั้งหนึ่งดาวอังคารอาจเคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่ นับเป็นครั้งแรกของการค้นพบหลักฐานชี้ชัดถึงความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์เพื่อนบ้านของเรา จากผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวันนี้



คำถามสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ ในการสำรวจอวกาศก็คือ "เราอยู่โดยลำพังในเอกภพนี้หรือไม่?" กาแล็กซีทางช้างเผือกของเรานั้นมีขนาดกว้างถึง 100,000 ปีแสง และภายในระยะทาง 10 ปีแสงจากระบบสุริยะของเรานั้น เราค้นพบดาวเคราะห์แล้วถึง 400 ดวงในปัจจุบัน หากการค้นพบหลักฐานเพียงชิ้นเดียวว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตอื่นที่อาศัยอยู่นอกโลกของเรา นี่ย่อมหมายถึงความเป็นไปได้ของสิ่งมีชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยสถานที่ ๆ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด ก็คือดาวอังคาร เพื่อนบ้านของเรานั่นเอง

แม้ว่าการค้นพบบนดาวอังคารในอดีต อาจจะนำเราเข้าไปสู่การตอบคำถามนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ที่นักดาราศาสตร์เริ่มสังเกตดาวอังคารผ่านกล้องโทรทรรศน์ และ Giovanni Schiaparelli บันทึกถึงโครงสร้าง ที่เขาเชื่อว่าเป็นเครือข่ายของ "คลอง" บนดาวอังคารที่อารยธรรมอันทรงภูมิปัญญาได้สร้างเอาไว้ (ที่ในภายหลังพบว่าเป็นเพียงการเข้าใจผิด) การค้นพบโครงสร้างคล้ายจุลินทรีย์บนอุกกาบาตที่มาจากดาวอังคารในปี ค.ศ. 1996 (ที่ค้นพบในภายหลังว่าเป็นเพียงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจากกระบวนการตามธรรมชาติ) การค้นพบร่องรอยของน้ำในอดีตของดาวอังคาร การค้นพบแร่ธาตุที่บ่งชี้ว่าครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีน้ำที่เป็นของเหลวอยู่บนพื้นผิว ฯลฯ อย่างไรก็ตาม การค้นพบทั้งหมดนี้ยังไม่เคยยืนยันได้ถึงสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ และหลุมอุกกาบาตเจซีโร

ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance) เป็นยานสำรวจที่องค์การนาซาส่งไปเพื่อสำรวจพื้นผิวของดาวอังคาร โดยยานได้ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารครั้งแรกในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2021 เพื่อสำรวจหลุมอุกกาบาตเจซีโร (Jezero crater)



หลุมอุกกาบาตเจซีโรนั้น เป็นบริเวณเก่าแก่ ที่เคยเป็นทะเลสาบเก่าบนดาวอังคาร มีสามเหลี่ยมปากแม่น้ำสองสายที่ไหลเข้าสู่ทะเลสาบนี้ ที่เมื่อ 3,500 ล้านปีที่แล้ว อาจจะมีแม่น้ำเชี่ยวที่ไหลเข้ามาในทะเลสาบ ซึ่ง 3,500 ล้านปีนั้นเป็นเวลาเดียวกันกับที่สิ่งมีชีวิตบนโลกเริ่มวิวัฒนาการขึ้นมาพอดี หากครั้งหนึ่งสิ่งมีชีวิตนั้นเคยเกิดขึ้นบนดาวอังคาร ก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะสามารถพบสิ่งมีชีวิตได้ในหลุมเจซีโรนี้



โครงสร้าง "เมล็ดป๊อปปี้" และ "ลายเสือดาว" บนดาวอังคาร

ประมาณปีที่แล้ว ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ได้สำรวจบริเวณที่เรียกว่า "Bright Angel" ในหลุมอุกกาบาตเจซีโร และได้พบลวดลายแปลกประหลาดบนดาวอังคาร ที่เรียกกันเล่น ๆ ว่า "ลายเสือดาว" (Leopard Spots) และ "เมล็ดป๊อปปี้" (Poppy Seeds) โดยบริเวณ "ลายเสือดาว" นั้นเป็นจุดสีดำที่มีขอบวงกลม ในขณะที่ "เมล็ดป๊อปปี้" นั้นเป็นลายจุดสีดำที่เล็กกว่า

ซึ่งเมื่อยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนส์ได้ใช้เครื่องมือเพื่อสำรวจองค์ประกอบเพิ่มเติมของจุดปริศนาเหล่านี้แล้ว พบว่ามี "ร่องรอยของสารประกอบอินทรีย์" และมี "แร่ธาตุจำพวกฟอสเฟตและซัลไฟด์ของเหล็ก" ซึ่งกลไกหนึ่งที่จะสะสมแร่ดังกล่าวในลักษณะนี้ได้นั้น อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการรีดอกซ์ในสิ่งมีชีวิต เช่นเดียวกับที่จุลินทรีย์ของโลกสามารถทำให้เกิดร่องรอยคล้าย "ลายเสือดาว" และ "เมล็ดป๊อปปี้" และเราสามารถพบหลักฐานการเปลี่ยนแร่ธาตุจำพวกซัลเฟตไปเป็นซัลไฟด์จากจุลินทรีย์บนโลกได้ แม้กระทั่งในทวีปที่หนาวเย็นและปราศจากออกซิเจน เช่นทวีปแอนตาร์ติกาได้ด้วย



อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความถึงการค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร และปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่าดาวอังคารมีสิ่งมีชีวิตอยู่ แต่หากครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีสิ่งมีชีวิตมาก่อน สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นอาจจะทิ้งร่องรอยเอาไว้ในรูปของแร่ซัลเฟตหรือซัลไฟด์ที่อดีตทะเลสาบ ณ หลุมอุกกาบาตเจซีโร

หรือพูดให้ง่ายๆ ก็คือ การค้นพบนี้อาจจะเปรียบได้กับการค้นพบที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่อาจจะเป็น "ฟอสซิล" ของสิ่งมีชีวิตที่อาจจะเคยอาศัยอยู่บนดาวอังคารในอดีต มากที่สุดเท่าที่เราเคยเจอมานั่นเอง

แต่แม้กระนั้นก็ตาม การเกิดแร่ธาตุเหล่านี้นั้นอาจจะไม่จำเป็นต้องเกิดจากสิ่งมีชีวิตเสมอไป และอาจจะมีกระบวนการอื่นที่ทำให้เกิดแร่ธาตุเหล่านี้ ในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ถัดไป คือกระบวนการ peer review เพื่อยืนยันข้อสรุปที่ได้ 

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงแค่หลักฐานเบื้องต้นที่เก็บโดยยานสำรวจไร้คนขับเพียงเท่านั้น การที่จะสามารถยืนยันต้นกำเนิดได้อย่างแน่ชัดนั้นจะต้องทำโดยการเก็บตัวอย่างจากดาวอังคารมาวิเคราะห์ในห้องทดลอง หรือส่งนักบินอวกาศไปเยือนดาวอังคารเพียงเท่านั้น
</detail><keywords>#ดาวอังคาร #NASA #ฟอสซิล #สิ่งมีชีวิตต่างดาว #อวกาศ #การสำรวจอวกาศ #Perseverance #JezeroCrater #จักรวาล #ค้นพบใหม่</keywords><date>2025-09-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5683</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1757562106.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="71"><Nid>5674</Nid><title>เหตุใดจึงต้องมีก้อนหินอยู่ใกล้รางรถไฟ</title><source>https://www.scimath.org/article-physics/item/8393-2018-06-01-02-42-58</source><detail>เมื่อมองดูรางรถไฟ เรามักจะเห็นก้อนหินกรวดหรือหินบดปูอยู่รอบ ๆ ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องมีหินเหล่านี้อยู่ใกล้รางรถไฟ ความจริงแล้ว หินเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อความสวยงาม แต่มีบทบาทสำคัญในการรักษาความมั่นคงของรางรถไฟ ป้องกันการทรุดตัว และช่วยกระจายแรงจากรถไฟที่วิ่งผ่านอย่างหนักหน่วง เพื่อให้การเดินทางด้วยรถไฟปลอดภัยและราบรื่น

 แม้ว่าหลายคนจะกล่าวว่า การเดินทางโดยรถไฟค่อนข้างอันตราย ถึงอย่างนั้นการโดยสารทางรถไฟก็ยังเป็นหนึ่งในประสบการณ์การเดินทางที่น่าตื่นเต้น เพราะไม่เพียงแค่ได้เห็นภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของธรรมชาติสองข้างทาง  แต่ยังได้สัมผัสกับบรรยากาศของชุมชนที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมพื้นเมือง ความงดงามทางศิลปะของวัดวาอารามและสถานที่สำคัญ ตลอดจนรอยยิ้มของผู้คน อย่างไรก็ดีอีกสิ่งหนึ่งที่เกือบจะมองเห็นได้ตลอดเส้นทางรถไฟก็คือ ก้อนหินขนาดเล็กที่อัดแน่นและรองรางรถไฟไว้ เคยสงสัยหรือไม่ว่าเหตุใดจึงมีก้อนหินเหล่านั้นวางอยู่แทบจะตลอดเส้นทาง?



ก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ที่เรามองเห็นว่าถูกวางไว้บริเวณรางรถไฟนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อประดับตกแต่งให้สวยงาม แต่เป็นหินโรยทาง (Track ballast) ที่ถูกวางไว้ในบริเวณด้านข้างของรางรถไฟ (Railway Tracks) และในระหว่างหมอนรองรางรถไฟ (Railway Sleepers) ทั้งนี้หมอนรองรางรถไฟเป็นวัสดุที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง เหล็กกล้า หรือคอนกรีตอัดแรงที่มีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมมุมฉากซึ่งติดเข้ากับรางรถไฟในลักษณะของการวางตั้งฉากกับรางรถไฟที่ทอดตัวยาวขนานกันตามเส้นทาง โดยมีบทบาทช่วยยึดจับรางรถไฟทั้งสองเส้นให้อยู่กับที่และมีระยะที่เท่ากัน อย่างไรก็ตามจุดประสงค์ของการวางหินไว้ตลอดแนวทางรถไฟนั้นเพื่อยึดโครงสร้างของรางรถไฟไว้ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง



หากลองจินตนาการถึงความท้าทายด้านวิศวกรรมที่ต้องคำนวณการสร้างรางรถไฟแคบ ๆ เพื่อรองรับการวิ่งของยานพาหนะขนาดใหญ่ที่ต้องบรรทุกทั้งผู้โดยสารและหัวรถจักรที่มีน้ำหนักกว่าหลายร้อยตันในระยะทางหลายกิโลเมตรพร้อมกับปัจจัยในเรื่องของการหดและขยายตัวจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การสั่นสะเทือนของพื้นดิน การชะล้างจากน้ำฝนหรือหิมะ รวมทั้งการเจริญเติบโตของวัชพืชใต้พื้นดิน  ด้วยปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้การขนส่งระบบรางเป็นเรื่องที่น่าสนใจ



การสร้างทางรถไฟเริ่มต้นจากพื้นดินเดิม (Subsoil) ที่ถูกยกพื้นให้สูงขึ้นด้วยวัสดุที่รองรับโครงสร้างของระบบการปูผิวหน้า โดยจะยกให้สูงขึ้นในระดับที่จะไม่เกิดน้ำท่วม ด้านบนของพื้นที่ถูกยกสูงขึ้นนั้นจะถูกปูด้วยหินโรยทางรถไฟก่อนที่จะมีการติดตั้งรางรถไฟและหมอนรองรางรถไฟเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงจะเทกลบด้วยหินโรยทางอีกครั้ง หินที่มีลักษณะขอบไม่เรียบจะช่วยยึดรางรถไฟไว้ในตำแหน่งที่มีการคำนวณอย่างแม่นยำแล้วทางวิศวกรรมระบบราง



ในความเป็นจริงแล้ว นอกจากหินโรยทางจะทำหน้าที่ยึดรางรถไฟกับหมอนรองรางรถไฟไม่ให้เคลื่อนไปตามพื้นผิวในขณะที่รถไฟที่มีน้ำหนักมหาศาลเคลื่อนผ่านแล้ว ยังช่วยป้องกันผลกระทบที่เกิดจากการหดและขยายตัวของรางรถไฟจากความร้อน การสั่นสะเทือนของพื้นดิน และช่วยถ่วงน้ำหนักไม่ให้รางรถไฟลื่นไถลไปตามกระแสน้ำหรือหิมะในวันที่สภาพอากาศเลวร้าย รวมทั้งป้องกันความเสียหายของหน้าดินในชั้นดินเดิมโดยช่วยในการระบายน้ำรอบตัวรางและใต้รางรถไฟ นอกจากนี้ยังช่วยไม่ให้พื้นดินต่ำลงจากวัชพืชที่เติบโตขึ้นบริเวณรางรถไฟจากข้อมูลข้างต้นหลายท่านคงทราบถึงความสำคัญของหินที่อยู่ในบริเวณรางรถไฟแล้ว ดังนั้นการหยิบก้อนหินโรยทางขึ้นมาขว้างเล่นจึงไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมสำหรับการระบายความเครียด

แหล่งที่มา

Track ballast.
       Retrieved March 15, 2018,
       from https://en.wikipedia.org/wiki/Track_ballast

David S. Rose. (2013, September 27). Why You Always See Crushed Stones Alongside Railroad Tracks.
       Retrieved March 15, 2018,
       from https://gizmodo.com/why-you-always-see-crushed-stones-alongside-railroad-tr-1404579779

Ashish. (2015, September 30). Why Are There Stones Alongside Railway Tracks?
       Retrieved March 15, 2018,
       from https://www.scienceabc.com/pure-sciences/why-are-there-stones-train-ballast-alongside-railway-tracks.html
</detail><keywords>#รางรถไฟ  #หินรางรถไฟ  #วิศวกรรมทางรถไฟ  #ความปลอดภัยทางรถไฟ  #ก้อนหินกรวด  #ระบบราง  #การกระจายแรง  #โครงสร้างพื้นฐาน  #รถไฟไทย  #วิทยาศาสตร์ง่ายๆ</keywords><date>2025-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5674</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756341450.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="72"><Nid>5673</Nid><title>ความลับของใยแมงมุม</title><source>https://www.scimath.org/article-physics/item/9817-2019-02-21-08-04-33</source><detail>ใยแมงมุมดูเหมือนแค่เส้นใยบาง ๆ ที่แมงมุมใช้ดักเหยื่อ แต่จริง ๆ แล้วมันคือหนึ่งในวัสดุธรรมชาติที่มีความน่าทึ่งที่สุดในโลก ด้วยความแข็งแรง ยืดหยุ่น และน้ำหนักเบา ใยแมงมุมถูกวิทยาศาสตร์จับตาศึกษาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตั้งแต่เสื้อผ้าอัจฉริยะจนถึงวัสดุทางการแพทย์

  Spider Man คงต้องเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ทุกคนเคยชมหรือถ้าหากยังไม่เคยผู้เขียนก็ขอแนะนำ ซึ่งในภาพยนต์นั้นเราจะเห็นพลังพิเศษของตัวเอกที่ได้รับมาจากลักษณะพิเศษของแมงมุม เช่น การยกของที่หนักมากกว่าตัวเองได้หลายเท่าตัว การปีนป่ายไปตามกำแพงหรือตึกสูงได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย และการพ่นใยที่ทั้งมีความยืดหยุ่นสูงและทนต่อแรงดึงได้สูงมาก (ถึงขั้นยกรถได้) ซึ่งถ้าหากเราจะมาลองพิจารณาดูว่าแล้วถ้าเป็นในชีวิตจริงถ้าหากมีใยแมงมุมที่มีขนาดเท่ากับในภาพยนต์ ใยแมงมุมนั้นจะมีประสิทธิภาพเหมือนในหนังหรือไม่



ใยแมงมุม หรือ Spider Web ถูกผลิตขึ้นจากอวัยวะหนึ่งของแมงมุมที่ชื่อว่า “ต่อมผลิตเส้นใย” โดยการนำโปรตีนมาเปลี่ยนให้กลายเป็นเส้นใย คล้ายกับการนำของเหลวมาเปลี่ยนให้กลายเป็นของแข็งแต่ไม่เพียงเปลี่ยนสถานะเท่านั้น ใยแมงมุมยังมีการจัดเรียงถักทอเส้นใยในแบบที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นทำได้ ซึ่งด้วยการถักทอที่แสนพิเศษนี้เอง ที่ทำให้ใยแมงมุมมีคุณสมบัติพิเศษมากมาย เช่น หากเปรียบเทียบในเรื่องของความแข็งแรง ใยแมงมุมจะมีความแข็งแรงมากกว่าเส้นใยไนลอนที่เป็นเส้นใยสังเคราะห์ และหากเปรียบเทียบในเรื่องของร้อยละความยืดหยุ่นเส้นใยแมงมุมนั้นจะมีร้อยละความยืดหยุ่นมากกว่าทั้ง เส้นใยไหม เส้นไยไนลอน เส้นใยคาร์บอน และเส้นใยเหล็ก (เปรียบเทียบในปริมาณที่เท่ากัน)

          แล้วอะไรทำให้เส้นใยแมงมุมมีคุณสมบัติในการยืดหยุ่นได้ดีขนาดนี้ คำตอบของคำถามนี้คงต้องมองลึกไปถึงโครงสร้างของเส้นใย หากเรานำเส้นใยแมงมุมมาวางและตัดขวาง เราจะเห็นว่าแกนกลางของเส้นใยนั้นเป็นส่วนของโปรตีนที่มีชื่อว่า Spidroin (สไปโดอิน) และจะถูกล้อมรอบด้วยไกลโคโปรตีนเป็นชั้นกลาง ตามด้วยไขมันเป็นชั้นสุดท้าย นอกจากนี้โครงสร้างทางโมเลกุลของเส้นใยยังมีทั้งส่วนที่เป็นระเบียบ (เป็นลักษณะผลึก) และส่วนที่ไม่ได้จัดเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบอยู่ด้วยกัน ทำให้มีโครงสร้างทางโมเลกุลแบบผสม ซึ่งส่งผลต่อคุณสมบัติทางกายภาพที่ดีของใยแมงมุม จนมีการนำไปใช้งานในด้านต่าง ๆ เช่น การนำไปใช้ในการผลิตเสื้อเกราะกันกระสุน การผลิตเข็มขัดนิรภัย ไหมเย็บแผล และเส้นเอ็นเทียม

นักวิจัยจากสหรัฐอเมริกาเตรียมศึกษาเพื่อนำใยแมงมุมไปผลิตเป็นกล้ามเนื้อของหุ่นยนต์

          สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้ค้นพบคุณสมบัติใหม่ของใยแมงมุมที่อาจถูกนำไปสร้างเป็นกล้ามเนื้อของหุ่นยนต์ได้ คุณสมบัติดังกล่าวคือการยืดหดได้ของเส้นใยตามการเปลี่ยนแปลงของความชื้น นักวิจัยเรียกการควบคุมนี้ว่า “Supercontraction” และยังไม่มีการค้นพบคุณสมบัตินี้กับเส้นใยอื่น ๆ อีกด้วย โดยนักวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมได้ให้ความเห็นว่า คุณสมบัตินี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเซนเซอร์หรืออุปกรณ์ควบคุมบางชนิดได้ ถ้าหากเราสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางความชื้นได้

แหล่งที่มา

Flagflog. (2562, 6  มีนาคม).  MIT เล็งใช้ “ใยแมงมุม” เพื่อนำไปสร้างเป็น “กล้ามเนื้อของหุ่นยนต์” ในอนาคต.  สืบค้นเมื่อ 8 มีนาคม 2562, จาก https://www.flagfrog.com/mit-spider-web-muscle-for-robot/

วิโรจน์ แก้วเรือง. (ไม่ระบุ).  แมงมุมจะเป็นแค่หยากไย่หรือเส้นใยแห่งอนาคต.  สืบค้นเมื่อ 8 มีนาคม 2562, จาก https://www.gotoknow.org/posts/552678
</detail><keywords>#ใยแมงมุม  #วัสดุธรรมชาติ  #ความลับแห่งธรรมชาติ  #นวัตกรรมวัสดุ  #ชีววิทยา  #วัสดุแข็งแรง  #เทคโนโลยีชีวภาพ  #แมงมุม  #วัสดุอัจฉริยะ  #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</keywords><date>2025-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5673</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756341269.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="73"><Nid>5672</Nid><title>Pendulum มหัศจรรย์ของนาฬิกาลูกตุ้ม</title><source>https://www.scimath.org/article-physics/item/11350-pendulum</source><detail>นาฬิกาลูกตุ้ม หรือ Pendulum Clock คือหนึ่งในนวัตกรรมที่เปลี่ยนโฉมวงการวัดเวลาได้อย่างมหัศจรรย์ โดยใช้หลักการของ “ลูกตุ้ม” ซึ่งแกว่งไปมาอย่างสม่ำเสมอเป็นตัวกำหนดจังหวะการเดินของนาฬิกา ลูกตุ้มไม่เพียงแต่สวยงามในรูปลักษณ์ แต่ยังแฝงด้วยกฎฟิสิกส์ที่แม่นยำ ทำให้นาฬิกาลูกตุ้มกลายเป็นสัญลักษณ์ของความแม่นยำและความคลาสสิกในประวัติศาสตร์การวัดเวลา

  ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรือปัจจุบันนั้นทุกวิถีการดำเนินชีวิตก็ต้องขึ้นอยู่กับเวลา สิ่งที่นึกถึงตามมาจึงเป็นนาฬิกาที่เป็นเครื่องมือในการบอกเวลาของเราได้ดีที่สุด ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าในอดีตมากว่าร้อยปีที่ผ่านมา ได้มีผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่สามารถบอกเวลาได้อย่างแม่นยำ เครื่องจับเวลาโบราณนี้เรียกว่า “นาฬิกาลูกตุ้ม” เคยเป็นที่นิยมใช้แบบมาตรฐานมานานกว่า  270 ปี จนในกระทั่งมีการประดิษฐ์นาฬิกาควอทซ์ขึ้นในปี 1927



การกำเนิดของนาฬิกาลูกตุ้ม

       นาฬิกาลูกตุ้มถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1656 โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Christiaan Huygens โดยแนวคิดนี้เริ่มมาจากกาลิเลโอที่ค้นพบความสมดุลของแรงแกว่งของลูกตุ้ม จึงเป็นแรงบันดาลใจของนักประดิษฐ์นี้ที่อยากทำนาฬิกากลไกการควบคุมโดยธรรมชาติ ซึ่งในรุ่นแรกการแกว่งลูกตุ้มจะค่อนข้างกว้างมาก ในปี ค.ศ. 1673 ความเที่ยงตรงคลาดเคลื่อน 10 วินาทีต่อวัน เขาได้พบว่าการแกว่งที่น้อยลงจะช่วยเพิ่มความแม่นยำมากขึ้น การทำให้การแกว่งของลูกตุ้มนั้นสั้นลง และการลดความยาวของเชือกจะทำให้มีความเที่ยงขึ้น เขาปรับปรุงแล้วหลังจากนั้นก็เริ่มผลิตนาฬิกาลูกตุ้มครั้งแรกในปี ค.ศ.1680 ครั้งนี้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในนามนาฬิกาเรือนสูง จนต่อมาก็มีการพัฒนามากขึ้นจนเริ่มมีเข็มหน้าปัดนาฬิกาบอกนาทีในปี ค.ศ.1690



ในปี ค.ศ.1675 ผู้ผลิตพยายามออกแบบ และการปรับปรุงจนกลายมาเป็น The deadbeat escapement จนได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยได้รับความนิยมไปจนถึงปี ค.ศ.1715 จากนั้นเขาได้ต่อยอดปรับปรุงกลไกของนาฬิกาลูกตุ้มให้มีความเที่ยงเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าเป็นนาฬิกาที่แม่นยำที่สุดในโลกของยุคนั้นก็ว่าได้ ซึ่งมันถูกเรียกว่า เร็คกูเลเตอร์ ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในโรงงานอุตสาหกรรมที่เริ่มมีการปฏิวัติ สถานีรถไฟที่ต้องการเวลาที่แน่นอน หรือแม้แต่ในบ้านเรือนเองที่ต้องใช้นาฬิกาในการดำรงชีวิต ซึ่งในปัจจุบันนาฬิกาลูกตุ้มนั้นไม่นิยมนำมาใช้แล้วเพียงแต่กลายมาเป็นของแต่งบ้าน และของสะสมเท่านั้น

      การทำงานของนาฬิกาลูกตุ้ม

      การจับเวลาของนาฬิกาลูกตุ้ม จะใช้พลังงานที่มาจากการแกว่งไปมาระหว่างลูกตุ้มสองลูกในแนวดิ่งต่ำอย่างที่สมดุล ที่เกิดจากแรงโน้มถ่วงของโลก โดยแรงจ่ายของน้ำหนักจะถูกส่งมาจากเส้นเชือกที่ดึงลูกตุ้ม และแรงผลักที่ส่งของลูกตุ้ม ซึ่ง 2 ปัจจัยนี้จะส่งผลต่อความเที่ยงตรงของเวลา เพราะในการแกว่งลูกตุ้มอีกลูกมาตกกระทบในแนวสมดุลกับอีกหนึ่งลูกนั้น จะให้เวลานับเป็น 1 นาที ในภายหลังได้ปรับปรุงให้มีความเที่ยงด้วยการใช้แรงถ่วงเกียร์ประกอบในการแกว่ง จึงจะทำให้ได้รับแรงผลักที่มีอัตราคงที่ และนาฬิกาจะบอกเวลาได้ถูกต้องมากขึ้น ซึ่งไกของเกียร์นั้นจะหมุนได้จากการไขลาน

      เหตุผลของนาฬิกาลูกตุ้มที่มีส่วนไม่ถูกนำมาใช้ในปัจจุบัน

       - แรงโน้มถ่วงของโลกไม่ได้คงที่เท่ากัน ในตอนที่เราขึ้นไปบนเขาที่สูง อยู่ใกล้ระดับน้ำทะเล หรือแม้แต่การอยู่ในเรือซึ่งมีคลื่นน้ำและการโยกเสมอ สิ่งนี้เป็นไปได้ที่จะทำให้เวลาของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน

       - ลูกตุ้มคือโลหะที่สามารถเปลี่ยนแปลงยืดหดได้ตามระดับอุณหภูมิภายนอก ซึ่งโลหะนั้นจะหดตัวเมื่ออุณหภูมิต่ำ และจะขยายตัวในอุณหภูมิที่สูง ในกรณีนี้แรงโน้มถ่วงอาจจะคงที่ แต่เมื่อความยาวของลูกตุ้มเปลี่ยนไปความแม่นยำก็คลาดเคลื่อนได้

      แต่ถึงอย่างไรนาฬิกาลูกตุ้มก็ได้เป็นเครื่องจับเวลาชนิดแรกของโลกที่มีความเที่ยงตรงที่สุด จนส่งผลทำให้โลกนี้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาอย่างมากมาย ทั้งการปฏิวัติด้านอุตสาหกรรมโดยมีการนำเวลามาสร้างเป้าหมาย ทั้งกฏเกณฑ์เวลาของพนักงานหรือการทำงานต่างๆ และในส่วนของตัวเราเองก็เช่นกันที่ได้มีแบบแผนในชีวิตตั้งแต่ตื่นนอนไปจนนอนหลับก็เพราะมีเวลาเป็นตัวกำหนดนี่แหละ

แหล่งที่มา

Ashish (2562, พฤศจิกายน 14). How Does A Pendulum Clock Work?. สืบค้นเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2563. จาก https://www.scienceabc.com/innovation/pendulum-clock-works-escapement-ticking-sound-falling-weight.html

History of the Pendulum Clock. สืบค้นเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2563. จาก https://www.timecenter.com/articles/christiaan-huygens-and-the-pendulum-clock-by-timecenter/

นาฬิกาลูกตุ้มและหลักการทำงานของเพนดูลัม (pendulum). สืบค้นเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2563 . จาก http://www.thaiphysoc.org/article/159/
</detail><keywords>#Pendulum  #นาฬิกาลูกตุ้ม  #ฟิสิกส์ง่ายๆ  #เวลาและการวัด  #นวัตกรรมนาฬิกา  #แรงโน้มถ่วง  #ศาสตร์แห่งเวลา  #ความแม่นยำ  #ประวัตินาฬิกา  #ของเล่นฟิสิกส์</keywords><date>2025-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5672</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756341051.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์</category></row>
<row _id="74"><Nid>5671</Nid><title>กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างไร ให้ Low Sodium</title><source>https://www.thaihealth.or.th/กิน-บะหมี่กึ่งสำเร็จรู/</source><detail>บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นอาหารยอดฮิตที่สะดวกและอร่อย แต่ก็มีปริมาณโซเดียมสูง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยเฉพาะคนที่ต้องการควบคุมความดันโลหิตหรือดูแลหัวใจ

   กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างไร ให้มีประโยชน์


	ต้มน้ำให้เดือด แล้วเทน้ำทิ้งเพื่อลดความเค็ม และโซเดียม จากนั้นเติมน้ำต้มจนสุก
	เพิ่มผัก ไข่ เนื้อสัตว์
	ควรเลี่ยงใส่ผงปรุงรสหมดซอง และเลี่ยงกินน้ำซุปหมดถ้วย
	เลือกซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่มีตราสัญลักษณ์ “ทางเลือกสุขภาพ”

</detail><keywords>#LowSodium  #บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป  #กินอย่างไรให้สุขภาพดี  #ลดโซเดียม  #อาหารเพื่อสุขภาพ  #โภชนาการง่ายๆ  #ลดเค็ม  #สุขภาพดีเริ่มที่อาหาร  #กินอร่อยไม่ต้องเค็ม  #บะหมี่สุขภาพ</keywords><date>2025-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5671</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756340912.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="75"><Nid>5670</Nid><title>ยานอวกาศกลับโลกอย่างไร? เจาะลึกขั้นตอนการกลับบ้านของนักบินอวกาศ</title><source>https://www.gistda.or.th/news_view.php?n_id=7977&amp;lang=TH</source><detail>การเดินทางสู่ห้วงอวกาศไม่ใช่เพียงเรื่องของการออกไปสำรวจ แต่การกลับสู่โลกอย่างปลอดภัยถือเป็นภารกิจที่ท้าทายไม่แพ้กัน ยานอวกาศต้องผ่านขั้นตอนซับซ้อนตั้งแต่การแยกตัวออกจากสถานีอวกาศ การเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วสูง ไปจนถึงการลดความร้อนและแรงกระแทกอย่างแม่นยำ เพื่อให้นักบินอวกาศกลับสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัย กระบวนการนี้เต็มไปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและการคำนวณที่แม่นยำ เพื่อรักษาชีวิตมนุษย์และข้อมูลสำคัญที่ได้จากภารกิจในอวกาศ

เมื่อภารกิจการทำงานในวงโคจรสิ้นสุดลง นักบินอวกาศจะโดยสารยานอวกาศลำเดียวกับที่นำส่งไปถึงอวกาศ เพื่อเดินทางกลับโลก โดยมีการเลือกเวลาและสถานที่ลงจอดไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สอดคล้องกับพยากรณ์อากาศ และมีทีมงานภาคพื้นพร้อมเข้าไปให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที

ในปัจจุบัน ยานอวกาศที่สามารถพามนุษย์เดินทางไป-กลับจากวงโคจรรอบโลกได้ ประกอบด้วยาน Soyuz ของรัสเซีย ยาน Shenzhou ของจีน และยาน Crew Dragon กับ Starliner ของสหรัฐอเมริกา โดยที่ยาน Orion และ Starship ได้รับการทดสอบขึ้นบินไปอวกาศแล้ว แต่ยังไม่พร้อมสำหรับการรองรับนักบินอวกาศให้เดินทางไปด้วย

ก่อนที่ยานจะเริ่มกระบวนการกลับสู่บรรยากาศโลก นักบินอวกาศต้องสวมใส่ชุดปรับความดัน ที่ปัจจุบันเป็นชุดสีขาว และสีน้ำเงิน แบบเดียวกับที่ใส่ในช่วงเดินทางขึ้นสู่อวกาศ เพื่อป้องกันการสูญเสียความดันฉับพลันภายในยาน ซึ่งเคยเป็นสาเหตุทำให้ 3 ลูกเรือของยาน Soyuz 11 เสียชีวิตในปีค.ศ. 1971

เมื่อตรวจเช็คความพร้อมของนักบินอวกาศ และระบบต่าง ๆ บนยานแล้ว ขั้นตอนสำคัญที่สุดสำหรับการเดินทางกลับโลก คือการจุดเครื่องยนต์เพื่อลดระดับวงโคจรของยานอวกาศ ให้ตกกลับสู่บรรยากาศโลกอีกครั้ง โดยเครื่องยนต์ต้องสร้างแรงขับ และถูกจุดตามระยะเวลาที่คำนวณไว้อย่างแม่นยำ เพื่อให้ยานอวกาศทำมุมเข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้พอดี

เพราะหากเครื่องยนต์ชะลอความเร็วได้น้อยกว่าที่ควรเป็น ยานอาจทำมุมตื้นเกินไป จนกระดอนกลับสู่อวกาศลึกได้ และหากเดินเครื่องยนต์มากเกินไป ยานจะตกกลับลงมาในมุมที่ลึกกว่าปกติ ส่งผลให้ลูกเรือเผชิญกับแรงจีมากถึง 9 g ที่อาจเป็นอันตรายได้

เมื่อสิ้นสุดการเดินเครื่องยนต์เพื่อทำ ‘Deorbit burn’ จะมีการปลดส่วนที่ไม่จำเป็นของยานอวกาศทิ้งไป เช่น ยานบริการ ที่มีเครื่องยนต์ ถังเชื้อเพลิง หรือส่วนต่อขยายสำหรับอยู่อาศัยบนอวกาศ เพื่อเหลือเพียงแคปซูลที่นักบินอวกาศโดยสารอยู่ ซึ่งเป็นจุดเดียวของยานที่มีแผ่นกันความร้อน เพื่อใช้ผ่านบรรยากาศอันหนาแน่นของโลกได้

แผ่นกันความร้อน หรือ Heat Shield คือข้อแตกต่างที่สำคัญ ว่าทำไมยานอวกาศที่พามนุษย์เดินทางไปไกลถึงดวงจันทร์ หรือยานแคปซูลไร้มนุษย์ที่นำตัวอย่างหินจากอวกาศลึก ถึงสามารถกลับเข้าสู่บรรยากาศโลกได้อย่างปลอดภัย ในขณะที่ดาวเทียมและซากขยะอวกาศส่วนมาก มักถูกความร้อนของชั้นบรรยากาศเผาไหม้ไปจนหมด

ยานอวกาศจะเผชิญกับอุณหภูมิร้อนกว่า 2,000 องศาเซลเซียส และลูกเรืออาจเผชิญแรงจีมากถึง 4 g ในสภาวะการกลับโลกตามปกติ โดยบรรยากาศที่หนาแน่นขึ้น เป็นเหมือนกับเบรคตามธรรมชาติ เพื่อช่วยชะลอความเร็วจากมากกว่า 27,000 กิโลเมตร/ชั่วโมงในวงโคจร ให้เหลือประมาณ 800 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งยังเร็วเกินกว่าจะลงจอดอย่างปลอดภัยได้ ทำให้ต้องมีการกางร่มชูชีพ เพื่อช่วยชะลอความเร็วของยานลงไปอีกขั้น

ขั้นตอนสุดท้าย คือกระบวนการลงจอดบนพื้นโลก ซึ่งสามารถแบ่งเป็นยานอวกาศที่ลงจอดบนพื้นดิน อย่างยาน Soyuz และ Shenzhou ที่มีการปลดแผ่นกันความร้อนเพื่อลดมวลของยาน และจุดเครื่องยนต์ชะลอความเร็วในขั้นสุดท้าย กับยาน Starliner ที่จะใช้ถุงลมขนาดใหญ่ช่วยชะลอความเร็วในการลงจอด ส่วนยาน Crew Dragon นั้นใช้ร่มชูชีพรวม 4 ชุด กับมหาสมุทรเป็นตัวดูดซับแรงกระแทกระหว่างลงจอด

เมื่อกลับถึงพื้นโลกแล้ว ทีมภารกิจภาคพื้น ซึ่งประกอบด้วยหน่วยค้นหาและกู้ภัย วิศวกร บุคลากรทางการแพทย์ จะเดินทางเข้าไปให้การช่วยเหลือในกระบวนการเปิดประตูยานอวกาศ และนำพาลูกเรือออกมา ซึ่งนักบินอวกาศที่ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจเป็นระยะเวลายาวนาน (ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป) จะมีอาการสูญเสียมวลกระดูกและกล้ามเนื้อจากการอยู่ในสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำเป็นเวลายาวนาน และต้องอาศัยการช่วยเหลือเพื่อพาตัวออกจากยานอย่างปลอดภัย

ในอนาคต การเดินทางท่องอวกาศอาจเป็นเรื่องที่ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ เหมือนกับการโดยสารเครื่องบินในปัจจุบัน และโอกาสในการสัมผัสสภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ หรือความรู้สึกในวินาทีขึ้นบิน จนกระทั่งกลับมาลงจอดบนโลก อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดย GISTDA และสถาบันวิจัยการบิน-อวกาศเกาหลีใต้ (KARI) กำลังร่วมมือศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งท่าอวกาศยานในไทย เพื่อเป็นรากฐานการพัฒนาศักยภาพด้านอุตสาหกรรมอวกาศของประเทศ และอาจเป็นประตูเริ่มต้นการเดินทางสู่อวกาศในอนาคตได้เช่นกัน

 
</detail><keywords>#ยานอวกาศกลับโลก  #นักบินอวกาศ  #ภารกิจอวกาศ  #การกลับบ้านจากอวกาศ  #เทคโนโลยีอวกาศ  #การเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ  #SpaceReentry  #ความปลอดภัยอวกาศ  #MissionToEarth  #อวกาศและมนุษย์</keywords><date>2025-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5670</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756340741.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="76"><Nid>5669</Nid><title>เทคโนโลยีจากอวกาศ ที่ช่วยให้นักกีฬาโอลิมปิกว่ายน้ำได้เร็วขึ้น</title><source>https://www.gistda.or.th/news_view.php?n_id=8059&amp;lang=TH</source><detail>เทคโนโลยีอวกาศ นอกจากมีส่วนช่วยให้ชีวิตประจำวันของเราสะดวกสบายขึ้น และเชื่อมต่อโลกทั้งใบให้เข้าถึงกันได้ง่ายกว่าเดิมแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้นักกีฬาทำผลงานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยโดยเฉพาะกับการลงชิงชัยในมหกรรมกีฬาอย่างโอลิมปิกเกมส์ ที่ความแตกต่างเพียงเสี้ยววินาที อาจเปลี่ยนจากโอกาสคว้าเหรียญทอง ให้เป็นการกลับบ้านมือเปล่าได้เลย

ยกตัวอย่างจากการแข่งขันว่ายน้ำ 100 เมตรชาย ท่าฟรีสไตล์ ในโอลิมปิกเกมส์ 2024 ณ กรุงปารีส ที่เพิ่งปิดฉากลงไป นอกจากจะเห็นการทำลายสถิติโลกโดย Pan Zhanle ด้วยเวลา 46.40 วินาทีแล้ว นักกีฬาที่จบในอันดับ 2-4 ใช้เวลาแตะขอบสระห่างกันเพียง 0.01 วินาทีเท่านั้น

แม้นักกีฬาโอลิมปิก และภารกิจสำรวจอวกาศ อาจดูเป็นสองคำศัพท์ที่ไม่มีความเกี่ยวโยงกัน แต่แท้จริงแล้วทั้งคู่ต่างต้องเอาชนะแรงต่าง ๆ ที่คล้ายกัน โดยเฉพาะนักกีฬาว่ายน้ำ ที่ต้องลดแรงต้านระหว่างเคลื่อนผ่านผิวน้ำ เหมือนกับที่จรวดและพาหนะนำส่งต้องลดแรงต้านระหว่างขึ้นบินสู่อวกาศ ซึ่งนำไปสู่การการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ในระหว่างการศึกษาหาวิธีลดแรงต้าน ผ่านการศึกษาหลักพลศาสตร์ของไหล

การศึกษาในข้างต้น นอกจากมีผลช่วยให้การเดินทางไปอวกาศปลอดภัย และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นแล้ว ยังกลายเป็นผลพลอยได้ที่มายกระดับศักยภาพนักกีฬาให้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกับการนำเทคโนโลยีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอวกาศ มาประยุกต์ใช้กับนักกีฬาที่ลงทำการแข่งขันชนิดกีฬาต่าง ๆ

ตัวอย่างที่เด่นชัดสุด คือการเคลือบผิวชุดว่ายน้ำของ Speedo ที่นำเอาเทคนิคการเคลือบผิวเพื่อปกป้องดาวเทียมจากรังสีต่าง ๆ ในอวกาศ ซึ่งพัฒนาโดย Lamoral เพื่อให้ชุดว่ายน้ำรุ่น Fastkin LZR มีอัตราการดูดซับน้ำน้อยที่สุด และมีประสิทธิภาพในการกันน้ำได้มากกว่าชุดว่ายน้ำรุ่นเดิมถึง 6 เท่า

นอกจากนี้ ชุดว่ายน้ำรุ่นดังกล่าวยังได้ใช้เส้นใยผ้าที่มีน้ำหนักเบา เพื่อให้นักกีฬามีความรู้สึกเหมือนอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก แบบเดียวกับที่นักบินอวกาศได้ใช้สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ เพื่อฝึกซ้อมการปฏิบัติภารกิจบนอวกาศ แต่กับชุดว่ายน้ำของ Speedo การทำให้ชุดมีน้ำหนักเบามากเท่าไหร่ ยิ่งมีส่วนช่วยให้นักกีฬาทำสถิติเวลาได้ดีกว่าเท่านั้น

นวัตกรรมและผลพลอยได้จากเทคโนโลยีอวกาศ ได้มีส่วนผลิกโฉมประวัติศาสตร์การแข่งขันกีฬาว่ายน้ำในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2008 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อชุดว่ายน้ำ LZR Racer ของ Speedo ได้ใช้อุโมงค์ลมและระบบวิเคราะห์หลักพลศาสตร์ของไหลของ NASA เพื่อพัฒนาชุดที่ช่วยลดแรงต้านได้มากถึง 24% ช่วยลดการใช้พลังงานในการว่ายน้ำ และทำให้สรีระของนักว่ายน้ำสอดคล้องกับหลักอุทกพลศาสตร์ยิ่งขึ้น

ชุดว่ายน้ำ LZR Racer มีส่วนช่วยให้นักกีฬาสร้างสถิติโลกขึ้นมาใหม่ถึง 24 ครั้งในโอลิมปิกเกมส์ 2008 และทำให้ World Aquatics หน่วยงานที่จัดการแข่งขันกีฬาทางน้ำในระดับนานาชาติ ตัดสินใจสั่งแบนชุดว่ายน้ำแบบ Full-body เนื่องจากเทคโนโลยีในชุดว่ายน้ำรูปแบบนี้ อาจมีผลให้เกิดความไม่ยุติธรรมระหว่างแข่งขันได้

จากนวัตกรรมที่สอดแทรกอยู่ในชุดว่ายน้ำของนักกีฬาโอลิมปิก จะเห็นได้ว่าการเดินทางขึ้นไปสำรวจอวกาศ นอกจากช่วยเพิ่มความเข้าใจของมนุษยชาติ และทราบถึงจุดยืนของเราในจักรวาลแห่งนี้แล้ว ยังได้นำพาประโยชน์จากอวกาศมาใช้งานได้อย่างหลากหลาย ทั้งเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของมนุษย์แทบทุกคน ไปจนถึงช่วยทำลายสถิติโลกของนักกีฬาอาชีพ
</detail><keywords>#เทคโนโลยีอวกาศ  #โอลิมปิก2024  #ว่ายน้ำเร็วขึ้น  #กีฬาและวิทยาศาสตร์  #ดาวเทียมช่วยกีฬา  #นวัตกรรมกีฬา  #วิเคราะห์ข้อมูลกีฬา  #SpaceTechInSports  #การแข่งขันระดับโลก  #เทคโนโลยีเพื่อชัยชนะ</keywords><date>2025-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5669</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756340573.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="77"><Nid>5668</Nid><title>เส้นทางการเดินทางของคนหรือวัตถุต้องสงสัย</title><source>https://www.gistda.or.th/news_view.php?n_id=8490&amp;lang=TH</source><detail>ปัจจุบัน เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (Space and Geoinformatics Technology) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการทำงานในหลากหลายมิติ ทั้งการติดตามการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการน้ำและการเกษตรอัจฉริยะ การเปลี่ยนแปลงของเมือง ตลอดจนด้านความมั่นคงทางสังคม และการสืบสวนสอบสวนคดีต่างๆ เป็นต้น เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่เป็นวิทยาศาสตร์ และเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ ในการรวบรวม ประกอบการวิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลทั้งในเชิงพื้นที่ในรูปแบบแผนที่ดิจิทัลและเชิงเวลา ทำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถเชื่อมโยงข้อมูลหลักฐาน แสดงการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ติดตามพฤติกรรมและเส้นทางการเดินทาง และแสดงตำแหน่งที่เกี่ยวข้องได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ซึ่งหลายเหตุการณ์ในคดีต่างๆ จะถูกใช้เป็นวัตถุพยานที่สำคัญในการไขคดีและติดตามผู้กระทำผิด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (Space and Geoinformatics Technology) ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ 1) เทคโนโลยีการสำรวจข้อมูลระยะไกล (Remote Sensing Technology) 2) ระบบข้อมูลแสดงพิกัดทางภูมิศาสตร์ (GPS: Global Positioning System) และ 3) ระบบสารสนเทศภูมิสารสนเทศ หรือ GIS (Geographic Information System) สำหรับการนำข้อมูลจากเทคโนโลยีนี้ไปใช้ประโยชน์จะช่วยในการสร้างฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับการติดตามตำแหน่งที่สนใจ การสืบสวนเส้นทางการเดินทางและการวิเคราะห์เส้นทางของคนหรือวัตถุต้องสงสัย เป็นต้น นอกจากนั้นการใช้ประกอบกับวัตถุพยานกับคดีต่างๆ เช่น ตำแหน่งเกิดเหตุ พื้นที่ต้องสงสัย หรือเส้นทางหลบหนี ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลด้านประชากร เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อค้นหารูปแบบหรือแนวโน้มที่เป็นประโยชน์ต่อการสืบสวน เช่น พื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม หรือจุดเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวของขบวนการผิดกฎหมาย เป็นต้น

นอกจากนี้ การใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียม (Satellite Imagery) และภาพถ่ายทางอากาศ (Aerial Photo) ยังช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบพื้นที่ต้องสงสัยในช่วงเวลาก่อนและหลังเกิดเหตุได้ เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ เช่น กรณีเป็นภาพรายละเอียดสูง สามารถตรวจสอบร่องรอยการฝังกลบ การเปิดหน้าดิน การก่อสร้างผิดกฎหมาย หรือการทำลายหลักฐานในพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นเบาะแสสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงคดีให้กระจ่างขึ้น
.
อีกเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญคือระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลก (GPS) ซึ่งถูกนำมาใช้ติดตามการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัย หรือวิเคราะห์เส้นทางที่ใช้ในการกระทำผิด ข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือและยานพาหนะที่ติดตั้ง GPS สามารถแสดงตำแหน่งและเวลาได้อย่างละเอียด ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ต้องสงสัยอยู่ในพื้นที่เกิดเหตุหรือมีการพบปะกับผู้ร่วมขบวนการเมื่อใด นอกจากนี้ ข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยในการวางแผนติดตามจับกุมได้อย่างแม่นยำ
.
ในบางกรณีการทำงานร่วมกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น เทคโนโลยีโดรน (Drone) เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่เสริมศักยภาพงานสืบสวน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่เสี่ยงสูง เช่น พื้นที่แนวชายแดน หรือพื้นที่ป่าเขา เจ้าหน้าที่สามารถใช้โดรนบินสำรวจแบบเรียลไทม์เพื่อเก็บข้อมูลสภาพพื้นที่และติดตามการเคลื่อนไหวของบุคคลหรือยานพาหนะต้องสงสัยได้อย่างต่อเนื่อง ข้อมูลภาพถ่ายจากโดรนเมื่อนำมาวิเคราะห์ร่วมกับ GIS และภาพถ่ายจากดาวเทียม จะช่วยให้การตรวจสอบพื้นที่เป็นไปอย่างครบถ้วนและรอบด้านมากขึ้น รวมถึงการใช้ข้อมูลจากดาวเทียมระบบ Thermal satellite ที่จะให้รายละเอียดของความเคลื่อนไหวในพื้นที่ ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้
.
ยกตัวย่างในกรณีการสืบสวนขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชายแดน เจ้าหน้าที่สามารถใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมตรวจสอบหาจุดที่มีความเสี่ยงในการลักลอบข้ามชายแดน หรือบริเวณที่เป็นช่วงแม่น้ำแคบ หรือพื้นที่ที่มีการลักลอบตัดไม้เพื่อเป็นฐานผลิตยาเสพติดในป่า จากนั้นใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศเพื่อสร้างแผนที่เส้นทางลำเลียงยาเสพติด วิเคราะห์จุดพักของขบวนการ และใช้โดรนในการเฝ้าระวังจุดพักสำคัญ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้สามารถวางแผนสกัดจับและจับกุมผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ในคดีนี้ ผู้ต้องสงสัยพยายามอำพรางศพโดยนำไปฝังในพื้นที่รกร้างห่างไกลชุมชน เจ้าหน้าที่ใช้ภาพถ่ายจากโดรนเปรียบเทียบกับภาพถ่ายจากดาวเทียมรายละเอียดสูงย้อนหลัง เพื่อตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของพื้นดินในช่วงเวลาเกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบจุดดินถูกขุดและฝังใหม่ จากนั้นใช้ข้อมูล GPS จากโทรศัพท์มือถือของผู้ต้องสงสัยเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเดินทาง พบว่าผู้ต้องสงสัยเดินทางมายังจุดฝังศพในช่วงเวลาดังกล่าว เมื่อรวมข้อมูลเชิงพื้นที่กับหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงสามารถเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยกับสถานที่เกิดเหตุและดำเนินคดีได้อย่างชัดเจน
.
ในกรณีของคดีลักลอบตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่อนุรักษ์ เจ้าหน้าที่สามารถใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าในช่วงเวลาต่างๆ เพื่อระบุจุดที่มีการบุกรุก จากนั้นใช้ข้อมูล GPS ที่ได้จากโทรศัพท์มือถือหรือยานพาหนะของผู้ต้องสงสัยเพื่อตรวจสอบเส้นทางเข้า-ออกป่า และใช้โดรนบินสำรวจจุดที่สงสัยว่าเป็นที่พักแรมหรือจุดรวมไม้ผิดกฎหมาย ข้อมูลเชิงพื้นที่เหล่านี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์และเชื่อมโยงพฤติกรรมของผู้ต้องสงสัยได้อย่างเป็นระบบ
.
เทคโนโลยีอวกาศและระบบภูมิสารสนเทศ (Space and Geoinformatics Technology) จะเป็นอีกเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับการติดตามตำแหน่งที่สนใจ การสืบสวนเส้นทางการเดินทาง ตรวจสอบเส้นทางการเคลื่อนไหวของผู้ต้องสงสัย และการวิเคราะห์เส้นทางของคนหรือวัตถุต้องสงสัย และเชื่อมโยงข้อมูลหลักฐานเชิงพื้นที่กับข้อมูลอื่นๆ ได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานสืบสวนสอบสวนในยุคดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การสืบสวนสอบสวนเป็นไปอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และโปร่งใส ด้วยการผสานข้อมูลเชิงพื้นที่จากหลายแหล่ง ทั้ง GIS ภาพถ่ายดาวเทียมประเภทต่างๆ ข้อมูล GPS และภาพถ่ายจากโดรน ทำให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายสามารถเข้าใจภาพรวมของคดีได้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ในปัจจุบันในต่างประเทศได้มีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้กันอย่างแพร่หลาย และตอบโจทย์การรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมอย่างยั่งยืน
</detail><keywords>#เส้นทางต้องสงสัย  #การติดตามบุคคล  #ตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย  #เทคโนโลยีความมั่นคง  #การวิเคราะห์ข้อมูลเคลื่อนไหว  #ติดตามGPS  #เฝ้าระวังอัจฉริยะ  #ระบบกล้องวงจรปิด  #ข้อมูลเชิงพฤติกรรม  #ป้องกันภัยล่วงหน้า</keywords><date>2025-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5668</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756340411.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="78"><Nid>5667</Nid><title>LiDAR ตัวช่วยสำรวจและค้นพบหลักฐานใหม่ทางโบราณคดี</title><source>https://www.gistda.or.th/news_view.php?n_id=8612&amp;lang=TH</source><detail>ปฏิวัติวงการโบราณคดี ด้วย “LiDAR” เทคโนโลยีล้ำสมัยในการสำรวจ ที่ปัจจุบันถูกนำไปใช้งานอย่างแพร่หลายทั้งด้านป่าไม้ ธรณีวิทยา การนำทาง การสร้างแบบจำลองเมือง 3 มิติ รวมถึงการประยุกต์ใช้งาน กับ “วงการโบราณคดี” ที่นักโบราณคดีในหลายประเทศ นิยมใช้เพื่อสำรวจและสร้างแผนที่แหล่งโบราณคดีได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
.
ด้วย LiDAR หรือ Light Detection And Ranging มีการทำงานด้วยวิธีวัดระยะ หรือความสูงจากระยะเวลาเดินทางของลำแสงเลเซอร์ที่ยิงจากตัวเซนเซอร์ไปยังวัตถุเป้าหมายและสะท้อนกลับมายังเซนเซอร์ มีความแม่นยำหรือความละเอียดสูงมากจนสามารถสร้างภาพ 3 มิติจากข้อมูลที่ได้ ความละเอียดในระดับดังกล่าวสามารถที่จะเห็นรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่บนพื้นโลกไม่ว่าจะเป็นอาคาร บ้านเรือน สิ่งปลูกสร้าง ไปจนถึงความลาดชัน จึงเหมาะสำหรับการนำไปใช้สำรวจทางโบราณคดี เพื่อค้นหาเมืองโบราณ หรือโบราณสถานที่ไม่เคยค้นพบมาก่อน
..
GISTDA มีการนำเทคโนโลยี LiDAR มาใช้งานกว่า 10 ปี โดยมีการพัฒนาและประยุกต์ใช้งานในหลากหลายด้าน รวมถึงการนำมาใช้กับด้านโบราณคดี เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยในการสำรวจแหล่งโบราณสถาน สร้างเป็นแผนที่ดิจิทัล ที่นอกจากจะทำให้เห็นโครงสร้างโดยรวมแล้ว ยังทำให้เกิดการค้นพบหลักฐานใหม่ ๆ ทั้งโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ การตั้งถิ่นฐาน ถนน เส้นทางน้ำ หรือแม้แต่เมืองที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
..
“ด้วยวิธีการสำรวจโดยติดตั้งอุปกรณ์ LiDAR บนอากาศยานไร้คนขับหรือโดรนขนาดใหญ่ ร่วมกับจุดควบคุมภาคพื้นดิน โดยให้ความหนาแน่นของจุดสัมผัสเลเซอร์มากกว่า 100 จุดต่อตารางเมตรบนพื้นผิวภูมิประเทศ จะช่วยเปิดเผยหลักฐานที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมที่มีพืชพรรณหนาแน่น หรือคันดินที่แคบและเล็ก หรือมีบ่อน้ำตื้น ข้อมูลที่มีความละเอียดสูงยังบอกถึงรูปร่างและโครงสร้างของแหล่งโบราณคดีอีกด้วย”
สำหรับการใช้ LiDAR ในด้านโบราณคดีของ GISTDA “ปิยวรรณ จารุภุมมิก” บอกว่า โครงการแรกเกิดขึ้นในปี 2565 เป็นการสำรวจ “เมืองโบราณอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก วิทยสถานด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย ( TASSHA) หรือ “ธัชชา” หน่วยงานภายใต้ สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) ครอบคลุมพื้นที่ 55 ตารางกิโลเมตร
..
 ทั้งนี้ภาพจากการบินสำรวจด้วย LiDAR เมื่อผ่านการปรับแก้ และเข้ากระบวนการประมวลผลต่าง ๆ จนเป็นภาพถ่ายทางอากาศที่เรียกว่า DEM ซึ่งตัดส่วนที่เป็นต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างออก เหลือแค่ส่วนของพื้นดิน มีการใช้สีแสดงความสูงของพื้นที่ ภาพดังกล่าวได้ถูกส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี เป็นผู้วิเคราะห์
จากข้อมูลที่ได้ ไฮไลท์ของการสำรวจเมืองโบราณอู่ทองคือ การค้นพบ “โบราณสถานคอกช้างดิน” เพิ่มเติม และเห็นรูปทรงของคอกช้างดินที่เป็นสี่เหลี่ยม ซึ่งเปลี่ยนความเชื่อจากเดิมที่ผู้เชี่ยวชาญเคยบันทึกไว้ว่าเป็นทรงกลม การค้นพบรูปทรงใหม่ของโบราณสถานและสิ่งก่อสร้างเหล่านี้อาจจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ที่เคยบันทึก เพราะความเชื่อของแต่ละยุคสมัยที่แตกต่างกัน
..
นอกจากนี้การวิเคราะห์ภาพที่ได้จาก LiDAR ยังแสดงให้เห็นถึงการบริหารจัดการน้ำและการตั้งถิ่นฐานสมัยโบราณที่เมืองอู่ทอง ซึ่งมีการค้นพบหลักฐานมากขึ้น และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ สามารถมาร์กจุดหรือปักหมุดจุดสำคัญเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อยอดวางแผนสำรวจเพิ่มเติมในอนาคตได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาในการเดินสำรวจใหม่ รวมถึงสามารถสร้างเป็นฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อเผยแพร่ต่อไป
..
 ต่อมาในปี 2566 GISTDA ได้มีการใช้ LiDAR สำรวจ “เมืองโบราณเวียงท่ากาน จ.เชียงใหม่” ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1 ตารางกิโลเมตร เพื่อทดสอบอุปกรณ์ และสร้างเป็นแผนที่ฐานทางโบราณคดี ส่งมอบให้กับ “ธัชชา” และล่าสุด ในปี 2567 ที่ผ่านมา GISTDA ได้ร่วมสำรวจ “อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์” ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 50 ตารางกิโลเมตร เพื่อสำรวจร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ของพื้นที่ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณในอดีต เพื่อให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถนำข้อมูลที่ได้ไปจัดการบริหารพื้นที่ทางโบราณคดีได้อย่างเหมาะสม
..
“ปัจจุบันการสำรวจที่ ศรีเทพ แล้วเสร็จ มีการนำข้อมูลให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์แปลผล พบว่ามีจุดน่าสนใจที่ไม่เคยค้นพบมาก่อน คือ จุดสงสัยว่าจะเป็นเส้นทางน้ำโบราณในเมืองในที่อยู่ภายในคูเมืองอีกที ซึ่งนักโบราณคดีจะมีการศึกษาต่อไป โดยจุดสงสัยนี้หากสำรวจด้วยวิธีการตามปกติ จะไม่สามารถสังเกตเห็นได้ เนื่องจาก พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่อยู่โดยตลอด และทับถมด้วยกิ่งไม้ใบหญ้าต่าง ๆ อีกทั้งเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ทำให้ต้องใช้ระยะเวลาในการสำรวจค่อนข้างนาน จึงไม่สามารถวิเคราะห์ลักษณะรูปร่างของร่องรอยคูน้ำทั้งเส้นได้ แต่เมื่อใช้ LiDAR ซึ่งสามารถสร้างชั้นข้อมูลแบบจำลองระดับความสูงเชิงเลข หรือ DEM ได้ เป็นข้อมูลแสดงพื้นผิวของเปลือกโลก โดยไม่แสดงคุณลักษณะต่าง ๆ เช่น ต้นไม้ สิ่งปลูกสร้าง และโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เห็นร่องรอยที่ซ่อนอยู่ที่พื้นผิวดินได้อย่างชัดเจนนั่นเอง…”
..
ด้วยการวิจัยและพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน GISTDA มีความพร้อมในการให้บริการเทคโนโลยี LiDAR ซึ่งไม่ได้มีแค่การติดตั้งบนโดรน แต่ยังมีครบทั้งแบบติดตั้งบนพื้น บนรถ หรือว่าแบบติดเป้สะพายหลัง ซึ่งตอบโจทย์ครอบคลุมการสำรวจในหลากหลายสาขา
เทคโนโลยีนี้ช่วยสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น สามารถเข้าถึงพื้นที่ ที่เคยยากต่อการสำรวจ เช่น บนภูเขาหรือป่าทึบได้ด้วยการสั่งการจากระยะไกล และที่สำคัญไม่รบกวนหรือทำลายร่องรอยของแหล่งโบราณคดี นอกจากนี้ข้อมูลจาก LiDAR ยังสามารถนำมารวมกับเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อสร้างแบบจำลองดิจิทัลที่ครอบคลุม แหล่งโบราณคดี ช่วยในการวางแผนบริหารจัดการแหล่งโบราณคดีได้อีกด้วย
..
สำหรับเป้าหมายอนาคต ผู้พัฒนาโครงการจาก GISTDA บอกว่า อยากเห็นการใช้ LiDAR เป็นเครื่องมือในการสำรวจแหล่งโบราณคดีทั่วประเทศ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ และอยากพัฒนาเทคโนโลยี AI เข้ามาตอบโจทย์เพิ่มเติมเรื่องการแปลภาพเบื้องต้นให้เหมือนกับผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีวิเคราะห์แปลตีความ เพื่อให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว และทำให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูลทางโบราณคดีได้มากยิ่งขึ้น.
</detail><keywords>#LiDAR  #โบราณคดี  #เทคโนโลยีสำรวจ  #เลเซอร์ทะลุป่า  #ค้นพบโบราณสถาน  #แผนที่สามมิติ  #ขุมทรัพย์ใต้ดิน  #สำรวจอดีตด้วยLiDAR  #เทคโนโลยีกับประวัติศาสตร์  #เปิดโลกโบราณคดี</keywords><date>2025-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5667</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756339848.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="79"><Nid>5666</Nid><title>เจาะลึกระบบ Jasper: การพยากรณ์สภาพอวกาศ เฝ้าระวังภัยจากดวงอาทิตย์</title><source>https://www.gistda.or.th/news_view.php?n_id=8652&amp;lang=TH</source><detail>บนโลกของเรา มีสิ่งที่เรียกว่า ‘พยากรณ์อากาศ’ ที่บอกว่าวันนี้สภาพอากาศบนโลกจะเป็นอย่างไร ผ่านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมาคำนวณความเปลี่ยนแปลงของลักษณะอากาศ และช่วยให้ผู้คนบนโลกสามารถเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที

   บนอวกาศ แม้จะไม่มีอากาศให้หายใจเหมือนกับบนโลก แต่ก็ยังมีการ ‘พยากรณ์สภาพอวกาศ’ หรือ Space Weather เช่นกัน

โดยปัจจุบัน GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้พัฒนาระบบพยากรณ์สภาพอวกาศ มีชื่อว่า  Jasper  เพื่อเฝ้าติดตามสภาพอวกาศ วิเคราะห์และรายงานความเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

   สภาพอวกาศ หรือ Space Weather คือความแปรปรวนผันผวนที่เกิดขึ้นกับสภาพแวดล้อมในห้วงอวกาศ โดยมีสาเหตุหลักมาจากกิจกรรมบนดวงอาทิตย์ ดาวฤกษ์หนึ่งเดียวในระบบสุริยะ ตั้งแต่การเกิดลมสุริยะ (Solar Wind) ซึ่งเป็นอนุภาคพลังงานสูงที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง การลุกจ้าบนดวงอาทิตย์ (Solar Flare) ไปจนถึงพายุสุริยะ (Solar Storm) ที่มีความรุนแรงมากพอจนส่งผลกระทบต่อโลกได้

   ดร. สิทธิพร ชาญนำสิน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศ หรือ “S-TREC” ระบุว่า “โลกของเรามีแนวป้องกันอยู่ 2 ชั้น ได้แก่ สนามแม่เหล็กโลก กับ ชั้นบรรยากาศ ซึ่งกิจกรรมจากดวงอาทิตย์จะส่งผลต่อแนวป้องกันทั้งสองชั้น ทำให้เรามีการตรวจดูการเกิด Solar Flare ที่อาจส่งผลสัญญาณการสื่อสารต่าง ๆ ได้ โดยในปีนี้ (พ.ศ. 2568) เป็นปีที่มีกิจกรรมบนดวงอาทิตย์มากที่สุด หรือเรียกว่า Solar Maximum ในคาบวัฏจักรสุริยะนาน 11 ปี”

   ทำให้ในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2568 มีการเกิดพายุสนามแม่เหล็กโลก อันเป็นผลมาจากการปล่อยมวลโคโรนาขนาดใหญ่สารจากดวงอาทิตย์ หรือ Coronal Mass Ejection จากบริเวณจุดมืด AR4100 บนดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดการรบกวนของสนามแม่เหล็กโลกในระดับ G4 เมื่ออ้างอิงระดับของทาง NOAA โดย GISTDA ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าว และพบว่ามีการเกิดพายุสนามแม่เหล็กโลกระดับ G3 ซึ่งเป็นระดับปานกลางเหนือบริเวณประเทศไทย

   ทั้งนี้ พายุสนามแม่เหล็กโลกในครั้งนี้ ไม่มีผลกระทบต่อมนุษย์โดยตรง แต่ทำให้เกิดแสงออโรราในพื้นที่ละติจูดสูง รบกวนการทำงานของดาวเทียม และอาจมีความเสี่ยงต่อระบบไฟฟ้าบนโลกได้ อย่างไรก็ตาม ระบบ Jasper และบุคลากรของ GISTDA ได้ติดตามสถานการณ์สภาพอวกาศอย่างใกล้ชิด จนพายุสนามแม่เหล็กโลกลดลงกลับมาสู่สภาพปกติ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ไม่มีผลกระทบและเสียหายใด ๆ ต่อประเทศไทย

   การพยากรณ์สภาพอวกาศนั้น อาศัยการรวบรวมข้อมูลจากดาวเทียมและสถานีภาคพื้นดิน เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับดวงอาทิตย์ และนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยนักพยากรณ์อวกาศ ทำนายว่ากิจกรรมเหล่านั้นจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร ผ่านการสร้างแบบจำลองการเคลื่อนที่ของลมสุริยะและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ก่อนออกประกาศแจ้งเตือนหรือเฝ้าระวังต่าง ๆ ตามความเหมาะสม

   GISTDA ได้ระบุเสริมว่า “เรามีเป้าหมายที่จะใช้ AI ในการติดตามและแจ้งเตือนให้ประชาชนได้รับทราบ ว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพราะในบางสถานการณ์อาจเกิดขึ้นในอีกฝั่งของดวงอาทิตย์ ทำให้มวลสารและอนุภาคไม่ถูกส่งมายังทิศของโลก แต่ GISTDA และหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะมีการเฝ้าจับตาอยู่ตลอดเวลา”

   ระบบพยากรณ์สภาพอวกาศ หรือ ระบบ Jasper โดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศ (S-TREC) ของ GISTDA ตั้งอยู่ ณ จังหวัดชลบุรี และคอยติดตามความเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์ ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสภาพอวกาศของโลกอยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้างความมั่นใจถึงเสถียรภาพในโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของประเทศ เช่นเดียวกับเป็นด่านหน้าในการแจ้งเตือนภัยจากอวกาศ พร้อมเป็นแหล่งข้อมูลให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สามารถเตรียมการรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

   ในปัจจุบัน งานด้านอวกาศมีความหลากหลายอย่างยิ่ง โดยแต่ละสายงานความเชี่ยวชาญต่างส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างชัดเจน เพื่อยกระดับศักยภาพกิจการอวกาศของประเทศไทย การทำงานร่วมกันนี้ยังเปิดโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ กระตุ้นงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอวกาศ และสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาเป็นกำลังในการสำรวจอวกาศอย่างต่อเนื่อง
</detail><keywords>#ระบบJasper  #พยากรณ์สภาพอวกาศ  #เฝ้าระวังภัยพายุสุริยะ  #ภัยจากดวงอาทิตย์  #เทคโนโลยีอวกาศไทย  #GISTDA  #พายุสุริยะ  #SpaceWeather  #เตือนภัยล่วงหน้า  #ความมั่นคงไซเบอร์อวกาศ</keywords><date>2025-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5666</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756339716.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="80"><Nid>5665</Nid><title>รู้จัก SWIR: เซนเซอร์ดาวเทียม THEOS-3 เพื่อประโยชน์ด้านเกษตรกรรมจากอวกาศ</title><source>https://www.gistda.or.th/news_view.php?n_id=8670&amp;lang=TH</source><detail>THEOS-3 ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติความละเอียดสูงดวงใหม่ของประเทศไทย จะมีหนึ่งในเพย์โหลดสำคัญที่ถูกติดตั้งไปด้วย นั่นคือเซนเซอร์ SWIR เพื่อการสำรวจในช่วงคลื่นที่ตามนุษย์มองไม่เห็น และยกระดับศักยภาพเทคโนโลยีอวกาศของไทย

เซนเซอร์ SWIR หรือ Short Wave Infrared Sensor Payload เป็นอุปกรณ์ที่ใช้บันทึกข้อมูลในช่วงคลื่นอินฟราเรดย่านสั้น ซึ่งข้อมูลจากเซนเซอร์ SWIR บนดาวเทียมสามารถเป็นประโยชน์ต่อการทำเกษตรกรรม อาทิ การวิเคราะห์ความชื้นของพืชและดิน, การตรวจสอบพืชผล, การวัดระดับความแห้งแล้ง และสนับสนุนการวางแผนการเพาะปลูกอย่างได้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

เนื่องจากเซนเซอร์ SWIR สามารถตรวจจับการสะท้อนและดูดกลืนคลื่นแสงในช่วงอินฟราเรดใกล้ ในช่วงความยาวคลื่นตั้งแต่ 1,000 - 1,750 นาโนเมตร (แสงที่ตามนุษย์มองเห็น มีความยาวคลื่นระหว่าง 350 - 780 นาโนเมตร) ซึ่งช่วงความยาวคลื่นดังกล่าวสามารถบ่งบอกโครงสร้างของใบพืชได้ดีกว่าแสงที่ตามองเห็น และมีความเหมาะสมต่อตรวจสอบความชื้นของพืชและดินมากกว่า ทำให้สามารถตรวจจับสภาวะความผิดปกติของพืช หรือการเปลี่ยนแปลงปริมาณความชื้นดินได้ จึงส่งผลให้สามารถนำข้อมูลมาใช้ในด้านเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย

อุปกรณ์ดังกล่าว จะถูกพัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง GISTDA หรือ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กับ LATCONNECT60 บริษัทด้าน AI ระดับแนวหน้าจากออสเตรเลีย ผู้เชี่ยวชาญด้านการแปลงข้อมูลภาพถ่ายโลกจากอวกาศ ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้งานต่อได้

GISTDA และ LatConnect 60 ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU เมื่อวันที่ 17 เมษายน ค.ศ. 2025 เพื่อร่วมพัฒนาเซนเซอร์บันทึกภาพแบบ SWIR บนดาวเทียม THEOS-3 ตั้งแต่กระบวนการศึกษาความเป็นไปได้ การบูรณาการ การเชื่อมต่อระบบ การทดสอบ และการตรวจสอบความถูกต้องของเพย์โหลด เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันกับดาวเทียมของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ทั้งนี้ การลงนามดังกล่าวมี ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA และ Mr. Venkat Pillay ผู้บริหารของ LATCONNECT60 เป็นผู้ร่วมลงนาม พร้อมได้รับเกียรติจาก ดร.แองเจลา แมคโดนัลด์ (Dr. Angela Macdonald PSM) เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามครั้งนี้ด้วย

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่เพียงตอกย้ำบทบาทของ GISTDA ในฐานะองค์กรหลักด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศ แต่ยังสะท้อนถึงทิศทางใหม่ของประเทศไทยในการเชื่อมโยงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีขั้นสูงกับนานาประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การบริหารจัดการทรัพยากร และการพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต”

อุปกรณ์ SWIR บนดาวเทียม THEOS-3 จะประกอบด้วยแถบสเปกตรัม 4 แถบต่อชุดเซนเซอร์ โดยเซนเซอร์นี้มีความละเอียด (Spatial Resolution) หลังการประมวลผลอยู่ที่ประมาณ 9 เมตร และมีแนวกวาดสำหรับการถ่ายภาพ (Swath Width) ประมาณ 11 กิโลเมตรต่อหนึ่งชุดเซนเซอร์ จากระดับความสูงเฉลี่ยของวงโคจรดาวเทียมที่ 500 กิโลเมตรด้วยกัน

นอกจากการร่วมพัฒนาเซนเซอร์บนดาวเทียม THEOS-3 แล้ว GISTDA กับ LatConnect 60 จะมีการขยายผลกระบวนการประยุกต์ใช้ข้อมูลจากดาวเทียมให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนากำลังคน และการต่อยอดความร่วมมือในมิติอื่น ๆ ของอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคต

สำหรับดาวเทียม THEOS-3 จะเป็นดาวเทียมแบบ Micro Satellite สำหรับภารกิจการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติความละเอียดปานกลางดวงที่ 4 ของประเทศไทย มีกำหนดส่งขึ้นสู่วงโคจรในปี ค.ศ. 2027 เพื่อขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในวงโคจรประเภท Sun-synchronous เช่นเดียวกับดาวเทียม THEOS-2 ที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในปัจจุบัน

ดาวเทียม THEOS-3 จะมีการผลิตชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการในประเทศไทย เช่นเดียวกับกระบวนการออกแบบ ทดสอบ และประกอบดาวเทียม หลังจากผ่านกระบวนการระดมความเห็นจากหน่วยงานที่มีความต้องการใช้ข้อมูลดาวเทียม เพื่อนำมาพัฒนาเพย์โหลดต่าง ๆ เช่น เซนเซอร์ SWIR โดยวิศวกรของ GISTDA จะมีการร่วมมือกันประกอบเข้ากับ Engineering Model ของ THEOS-3 และจะต่อยอดสู่การประกอบ Flight Model ในปี ค.ศ. 2026 ในลำดับต่อไป

นี่คือหนึ่งในการใช้ประโยชน์จากดาวเทียม เพื่อยกระดับและสนับสนุนการเกษตรกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการติดตามและประเมินคาร์บอนและก๊าซมีเทน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย ตามวิสัยทัศน์ของ GISTDA ในการนำคุณค่าจากอวกาศและภูมิสารสนเทศสู่สังคม
</detail><keywords>#THEOS3  #ดาวเทียมไทย  #เซนเซอร์SWIR  #สำรวจทรัพยากรธรรมชาติ  #เทคโนโลยีอวกาศ  #GISTDA  #LatConnect60  #เกษตรแม่นยำ  #ภูมิสารสนเทศ  #SpaceTechnologyThailand</keywords><date>2025-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5665</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756339522.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="81"><Nid>5664</Nid><title>เปลี่ยนนมให้เป็นพลาสติก</title><source>https://www.scimath.org/article-chemistry/item/7584-3</source><detail>คุณเคยคิดไหมว่านมสามารถกลายเป็นพลาสติกได้? ฟังดูเหลือเชื่อ แต่นี่คือความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์! ด้วยปฏิกิริยาเคมีอย่างง่าย นมซึ่งเป็นของเหลวจากธรรมชาติ สามารถเปลี่ยนรูปเป็นพลาสติกชีวภาพที่เรียกว่า “เคซีนพลาสติก” ได้อย่างน่าทึ่ง กระบวนการนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจของเคมีในชีวิตประจำวัน แต่ยังเปิดประตูสู่แนวคิดการสร้างวัสดุจากแหล่งธรรมชาติที่ย่อยสลายได้

 ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่อยู่รอบตัวเราทุกวันนี้ คงหนีไม่พ้นที่ทำมาจาก “พลาสติก” ซึ่งมีบทบาทสำคัญ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน แต่ปริมาณการใช้พลาสติกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก็ทำให้เกิดปัญหาเช่นกัน ตั้งแต่ปัญหาในด้านวัตถุดิบตั้งต้นของการผลิตพลาสติกที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยพลาสติกส่วนใหญ่ที่ใช้กันผลิตจากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใกล้จะหมดลง นอกจากนี้ยังมีปัญหาด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากพลาสติกจากปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาตินั้น ต้องใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายยาวนาน ซึ่งหากกำจัดพลาสติกด้วยการฝังกลบก็จะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ และหากนำไปเผาทำลายก็จะก่อมลพิษและสารปนเปื้อนทางอากาศ จึงทำให้การใช้ “พลาสติกชีวภาพ (bioplastic)” หรือ “พลาสติกชีวภาพที่ย่อยสลายได้ (biodegradable plastic)” เป็นที่นิยมมากขึ้น



พลาสติกชีวภาพ

               สำหรับพลาสติกชีวภาพคือ พลาสติกที่ย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ โดยเมื่อย่อยสลายหมดแล้วจะได้ผลิตภัณฑ์เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ ซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ในการเจริญเติบโตและดำรงชีวิตต่อไปได้ สำหรับพลาสติกชีวภาพที่เรารู้จักส่วนใหญ่จะมาจากพืช ได้แก่ ข้าวโพดและมันสำปะหลัง แต่รู้หรือไม่ นม ก็สามารถนำมาผลิตเป็นพลาสติกชีวภาพได้

นมนำมาผลิตเป็นพลาสติกได้อย่างไร?



พลาสติกเกิดจากปฏิกิริยาการสังเคราะห์โพลิเมอร์หรือ ที่เรียกว่าปฏิกิริยาโพลิเมอร์ไรเซชั่น (polymerization) ซึ่งก็คือปฏิกิริยาเคมีที่ทำให้โมโนเมอร์โมเลกุลเล็กๆ เกิดปฏิกิริยาต่อกันเป็นสายโซ่ยาวๆ

               โดยในนมมีโมเลกุลของโปรตีนที่เรียกว่า Casein หรือ เคซีน เมื่อมีการเติมนมลงในกรด เช่น กรดแอซิติก (CH3COOH ) หรือน้ำส้มสายชู ค่า pH ของนมจะเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงค่า pH ทำให้โมเลกุลของเคซีนเริ่มคลายตัว และจัดระเบียบใหม่เป็นโซ่ยาว ทำให้เกิดการแข็งตัวของนม ซึ่งสามารถนำนมที่แข็งตัวนี้ไปขึ้นรูปเป็นพลาสติกได้ โดยเรียกพลาสติกชนิดนี้ว่า “เคซีนพลาสติก”

คุณสมบัติของเคซีนพลาสติก และการนำไปใช้งาน

 

 



การใช้เคซีนพลาสติกหรือพลาสติกจากนมไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ เคซีนพลาสติกได้ถูกนำมาใช้เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 โดยผลิตจากโปรตีนในนมวัวร่วมกับเอนไซม์เรนนิน แม้ว่าเคซีนจะผลิตได้ง่ายภายใต้ความร้อนและความดันปานกลาง แต่ไม่มีความคงตัวจนกว่าจะทำให้แข็งตัวขึ้นโดยการแช่ฟอร์มาลินเป็นเวลานาน (ฟอร์มาลดีไฮด์ 5% ในน้ำ) หลังจากนั้นสามารถนำเคซีนมาขึ้นรูป และย้อมสีเติมแต่ง

               เคซีนพลาสติกได้ถูกการเปิดตัวในทางการค้าครั้งแรกที่งาน Paris Universal Exhibition ปี ค.ศ. 1900 ในชื่อว่า Galalith และได้รับการขนานนามให้เป็น "พลาสติกที่สวยที่สุด"  เนื่องจากคุณสมบัติที่ทำให้สามารถย้อมสีได้หลากหลายเฉดสี และสามารถทำให้มีความเงาได้ แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องแตกหักง่าย ส่วนใหญ่จึงนำมาผลิตใช้สำหรับสินค้าขนาดเล็ก เช่นเครื่องประดับ, กระดุม, Fountain Pen และหัวเข็มขัด โดยมีการใช้สินค้าที่ผลิตจากเคซีนอย่างแพร่หลาย รวมถึงศิลปิน เช่น Jacob Bengel และ Auguste Bonaz ได้ออกแบบชิ้นงานศิลปะหลายชิ้น เช่นหวีผมและเครื่องประดับ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการใช้ผลิตเป็นปลั๊กไฟฟ้าและเต้ารับที่แรงดันต่ำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสีแดงหรือสีดำในช่วงทศวรรษที่ 1920 และยุค 30 และยังใช้เป็นส่วนประกอบของโทรศัพท์ในยุคต้น

               เนื่องจากข้อจำกัดด้านคุณสมบัติของเคซีนพลาสติกที่แตกหักง่ายและอันตรายของสารพิษจาก formaldehyde รวมถึงมีการผลิตพลาสติกชนิดใหม่ๆขึ้นมา ทำให้การใช้เริ่มลดลงหลังจากปี ค.ศ.1945

               อย่างไรก็ตามในปัจจุบันยังคงมีการผลิตในบางประเทศที่มีอุตสาหกรรมโคนมขนาดใหญ่ เช่นนิวซีแลนด์ แต่มีการผลิตเฉพาะบางสินค้า ได้แก่ Fountain Pen และกระดุม โดยได้มีการพัฒนาคุณสมบัติให้ยากต่อการแตกหัก และใช้ glyceraldehyde แทน formaldehyde ในกระบวนการผลิตเพื่อลดอันตรายจากสารพิษ

 

การใช้เคซีนพลาสติกในปัจจุบัน

               นอกจากยังมีการใช้เคซีนพลาสติกผลิต Fountain Pen และกระดุม Laetitia Bonnaillie นักวิจัยของอเมริกาจาก department of Agriculture (USDA)ได้ค้นพบว่าโปรตีนจากนมหรือเคซีนสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเป็นฟิล์มพลาสติกห่ออาหารที่สามารถกินได้ เนื่องจากสามารถป้องกันอาหารจากออกซิเจนได้ดีกว่าฟิล์มห่ออาหารทั่วไปซึ่งมีรูพรุนมากกว่า และไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ได้นำเสนอและผ่านการอนุญาตจาก the 252nd National Meeting &amp; Exposition of the American Chemical Society (ACS) โดยฟิล์มห่ออาหารที่ทำจากโปรตีนนมนี้ได้มีการผสมเพคติน (Pectin) ที่มาจากส้มเพื่อให้วัสดุคงทนแข็งแรงไม่ละลายหายไปกับน้ำ โดยงานวิจัยนี้ยังอยู่ในช่วงพัฒนาก่อนที่จะนำออกมาใช้งานจริง

               จะเห็นได้ว่าปัจจุบันคนเราใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้พลาสติกชีวภาพได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมาก พลาสติกจากนมถึงแม้ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่จากกระแสพลาสติกชีวภาพทำให้คนกลับมาสนใจที่จะนำมาพัฒนา ในไม่ช้านี้คงได้เห็นการพัฒนาไปใช้ที่หลากหลายยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาพลาสติกชีวภาพจากวัตถุดิบอื่นๆต่อไป
</detail><keywords>#นมกลายเป็นพลาสติก  #เคซีนพลาสติก  #พลาสติกจากธรรมชาติ  #ชีววัสดุ  #วิทยาศาสตร์น่ารู้  #เคมีในชีวิตประจำวัน  #พลาสติกย่อยสลายได้  #นวัตกรรมจากนม  #การทดลองวิทยาศาสตร์</keywords><date>2025-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5664</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756339331.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="82"><Nid>5663</Nid><title>เป่าแก้ว ความสวยงามจากวิทยาศาสตร์</title><source>https://www.scimath.org/article-chemistry/item/7815-2017-12-19-02-24-59</source><detail>ศิลปะแห่งการเป่าแก้ว คือการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์และหลักวิทยาศาสตร์อย่างลงตัว แก้วซึ่งดูเปราะบางและแข็งทื่อในสภาพปกติ กลับสามารถแปรเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างอ่อนช้อยเมื่ออยู่ใต้เปลวไฟร้อนจัด จากทรงกลมใสธรรมดา กลายเป็นงานศิลป์ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันประณีต “เป่าแก้ว” จึงไม่ใช่เพียงงานหัตถกรรม แต่คือบทพิสูจน์ของมนุษย์ในการควบคุมธรรมชาติผ่านความรู้และทักษะ ด้วยความงามที่ถือกำเนิดจากความร้อนและแรงลม ศิลปะแขนงนี้จึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของ “ความงามจากวิทยาศาสตร์” อย่างแท้จริง



การเป่าแก้วในช่วงแรก ถูกค้นพบตามบันทึกการให้ข้อมูลของพ่อค้าชาวซีเรียที่เขาตั้งแคมป์บริเวณชายหาดซึ่งใช้หินโทรนา(Trona) ในการก่อเตา แต่ด้วยความร้อนของไฟ ทำให้พบว่าโทนาและทรายหลอมรวมกัน และเมื่อไฟดับลงจนเย็นตัวลงทำให้มีลักษณะเป็นแก้วใส  

           การเป่าแก้ว ในปัจจุบัน มีอยู่ 2 รูปแบบคือ การเป่าเพื่อใช้ในทางวิทยาศาสตร์ กับการเป่าเพื่อความสวยงามหรือศิลปะ  โดยในทางวิทยาศาสตร์ก็เพื่อการสร้างวัสดุอุปกรณ์เครื่องแก้วต่าง ๆ ที่ใช้ในงานทดลองและวิจัย ในด้านศิลปะก็ทำเพื่อความสวยงาม เป็นของประดับตกแต่งซึ่งทำเป็นรูปทรงต่าง ๆ เช่น ดอกไม้ เครื่องประดับ สัตว์ต่าง ๆ

           แต่เดิมการเป่าแก้วจะไม่ใช้ตะเกียงเหมือนปัจจุบัน โดยใช้วิธีการเป่าลมผ่านเข้าไปในด้านหนึ่งของท่อโลหะกลวง (Blowing pipe) โดยที่ปลายด้านหนึ่งคือหลอดแก้วที่หลอมเหลวรวมกันเป็นก้อน การเป่าแก้วสามารถที่จะควบคุมรูปร่างขนาดได้ตามความต้องการในขณะที่แก้วนั้นกำลังร้อนอยู่  การเป่าแบบนี้จะใช้เวลานาน  ต้องมีเตาหลอมแก้ว อาจใช้คนจำนวนมากในการทำ

           ต่อมา เริ่มมีการเป่าแก้วโดยนิยมใช้ตะเกียงเป่าแก้ว ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ตะเกียงเป่าแก้วมาช่วยหลอมแก้ว ซึ่งมีความเร็วและง่ายกว่ามาก  สามารถทำได้ด้วยผู้ทำเพียงคนเดียว วิธีนี้มีลักษณะคือ ใช้ตะเกียงเป่าแก้วเผาแท่งแก้วโดยหลอมให้เกิดรูปร่างตามจินนาการและความสามารถทางศิลปะของผู้ทำ

           ทั้งนี้การหลอมแก้วและเป่าแก้วให้มีรูปร่างต่าง ๆ ยังมีองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ผลงานออกมาได้สวยงามและมีคุณภาพก็คือ ตะเกียงเป่าแก้วและก๊าซเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับเป่าแก้ว



ตะเกียงเป่าแก้ว (glassblowers burner) มี 2 ประเภทคือ แบบตั้งโต๊ะ และแบบมือถือ โดยมีท่อส่งไฟเชื้อเพลิงผ่านพลังงานจากก๊าซเชื้อเพลิงชนิดต่าง ๆ เช่น ก๊าซบิวเทน ก๊าซหุงต้ม หรือ ก๊าซไฮโดรเจน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีท่อก๊าซออกซิเจน (o2) ซึ่งแยกกันคนละท่อ เข้าไปผสมกันที่หัวเตา (burner) เมื่อจุดไฟจะได้เปลวไฟที่มีความร้อนมากกว่า 1,000 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดก๊าซเชื้อเพลิงชนิดที่ผสมกับก๊าซออกซิเจน  โดยปกติหากใช้ก๊าซบิวเทนผสมกับอากาศปกติจะใช้เป่าแก้วบอโรซิลิเกต (borosilicate glass)  หากใช้อากาศจากลมทั่วไปผสมกัน จะให้ความร้อนประมาณ 800 องศาเซลเซียส จะใช้สำหรับการเป่าแก้วอ่อน (soft glass)

            การเป่าแก้วยังต้องอาศัยการฝึกฝนฝึกปฏิบัติให้มีความชำนาญ เพราะการเป่าแก้วนั้นก็มีความอันตรายอยู่พอสมควรเหมือนกัน

            ทั้งนี้หากใครสนใจสามารถคลิกเพื่อเข้าไปอ่านรายละเอียดและขั้นตอนการทำในหนังสือ การเป่าแก้วเบื้องต้น โดยผศ.ดร.ประสิทธิ์ ปุระชาติ

แหล่งที่มา

ประสิทธิ์ ปุระชาติ.  ประวัติความเป็นมาของแก้ว. สืบค้นเมื่อ 2 มกราคม 2561, จาก
            http://library.tru.ac.th/images/academic/book/b45252/04g1-p.pdf

ศาสตร์แห่งแก้ว. สืบค้นเมื่อ 2 มกราคม 2561, จาก
            http://www.angelfire.com/sc3/glassblow/glass2.htm

การเป่าแก้ว. สืบค้นเมื่อ 2 มกราคม 2561, จาก
            http://glasswarechemical.com/category/glassblowing/
</detail><keywords>#เป่าแก้ว  #ศิลปะจากวิทยาศาสตร์  #งานเป่าแก้ว  #ศิลปะและวิทยาศาสตร์  #แก้วเป่ามือ  #GlassBlowing  #ศาสตร์และศิลป์  #ความงามแห่งแก้ว  #งานหัตถกรรมแก้ว  #เทคโนโลยีสร้างสรรค์</keywords><date>2025-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5663</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756339109.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="83"><Nid>5662</Nid><title>เหตุผลที่ไม่ควรต้มไข่ด้วยไมโครเวฟ</title><source>https://www.scimath.org/article-chemistry/item/7820-2018-01-10-08-30-48</source><detail>แม้ไข่ต้มจะดูเป็นอาหารธรรมดาที่เราคุ้นเคย แต่ในบางกรณี ไข่ต้มอาจกลายเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด โดยเฉพาะเมื่อถูกอุ่นซ้ำในไมโครเวฟ


ไข่ต้มร้อน ๆ ที่ระเบิดในปาก พร้อมกับเสียงดังที่เกิดขึ้นในหู ผลจากการรับประทานไข่ต้มที่ถูกอุ่นให้ร้อนอีกครั้งด้วยเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างไมโครเวฟ เป็นหนึ่งในเรื่องราวของการฟ้องร้องที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เมื่อลูกค้าท่านหนึ่งของร้านอาหารได้รับบาดเจ็บอย่างรุนแรงจากการถูกลวกภายในช่องปาก หลังจากการกัดไข่ต้มที่ถูกอุ่นด้วยเตาอบไมโครเวฟ ทั้งนี้ยังมีการอ้างถึงผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการได้ยินเสียง นอกเหนือจากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นด้วย

           Anthony Nash และ Lauren von Blohn นักวิจัยและวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเสียงของบริษัท Charles M. Salter Associates ในซานฟรานซิสโก ได้รับมอบหมายโดยการว่าจ้างให้เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญในคดีฟ้องร้อง และตอบคำถามที่ว่า ไข่ที่ระเบิดก่อให้เกิดเสียงที่มีประสิทธิภาพมากพอในการสร้างความเสียหายต่อการได้ยินได้หรือไม่?  ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับการระเบิดของไข่จึงเป็นส่วนหนึ่งของพยานหลักฐานในคดี   

          ด้วยคำถามข้างต้น นักวิจัยจึงต้องทำการทดสอบหาระดับเสียงสูงสุดที่เกิดจากแรงดันจากไข่ที่ระเบิดเพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ความเสี่ยงที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อการได้ยิน โดยได้ทำการทดลองอุ่นไข่ต้มสุกในเตาอบไมโครเวฟเป็นเวลา 3 นาที ทั้งนี้ทีมวิจัยได้ใช้ไข่ต้มสุกประมาณ 100 ฟองสำหรับการศึกษา เนื่องด้วยในบางครั้งพบการระเบิดของไข่ต้มในระหว่างขั้นตอนการอุ่นภายในเตาอบ โดยมีเพียงประมาณร้อยละ 30 เท่านั้นที่ไม่ระเบิดภายในเตาอบไมโครเวฟก่อนที่จะนำออกมาด้านนอกและจิ้มด้วยของมีคม ดังนั้นเพื่อผลการทดลองที่ชัดเจน นักวิจัยจึงใช้ผ้าไนลอนบาง ๆ ห่อหุ้มไข่ต้มไว้ก่อนที่จะใส่ลงในบีกเกอร์น้ำและอุ่นภายในเตาอบไมโครเวฟ จากนั้นจึงค่อย ๆ นำไข่ต้มออกมาตั้งไว้และทดลองจิ้มด้วยส้อมหรืออุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อวัดระดับเสียงที่เกิดขึ้นจากการระเบิด

จากการทดลอง นักวิจัยได้วัดระดับเสียงด้วยอุปกรณ์บันทึกเสียงที่มีความแม่นยำสูงในขณะที่กำลังเจาะไข่ต้มด้วยเครื่องมือวัดอุณหภูมิพบว่า ที่ระยะห่าง 1 ฟุต (30 เซนติเมตร) ระดับเสียงสูงสุดที่เกิดจากระเบิดของไข่นั้นครอบคลุมตั้งแต่ 86 - 133 เดซิเบล อย่างไรก็ดีเสียงที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของไข่ต้มจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ ซึ่งบนพื้นฐานทางสถิติ ความเป็นไปได้ที่ไข่จะระเบิดและทำลายการได้ยินจึงค่อนข้างต่ำคล้ายกับการเล่นรูเล็ตไข่ (egg roulette)

          สำหรับการควบคุมตัวแปรในเรื่องของอุณหภูมิ เริ่มแรกนักวิจัยใช้อ่างควบคุมอุณหภูมิ (Water bath) แทนการใช้เตาอบไมโครเวฟมาตรฐานกำลังไฟ 800 วัตต์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบอุณหภูมิของน้ำภายในอ่างควบคุมอุณหภูมิและไข่แดงทั้งที่ระเบิดและไม่ได้ระเบิดแล้วพบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยไข่แดงมีอุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียสหรือกล่าวได้ว่า ร้อนพอที่จะทำให้น้ำเดือดได้ และนี่อาจเป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้สำหรับการระเบิดของไข่ต้ม

เหตุใดไข่ต้มจึงระเบิด?

          มันฝรั่งเป็นอีกหนึ่งในตัวอย่างที่สามารถอธิบายการระเบิดจากการปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟได้ดี  เนื่องด้วยการนำมันฝรั่งเข้าเตาอบไมโครเวฟทั้งที่ไม่ได้ใช้ส้อมเจาะให้เปลือกทะลุก่อนนั้น แรงดันไอน้ำสามารถก่อตัวขึ้นภายใต้เปลือกของมันฝรั่ง เป็นผลให้มันฝรั่งระเบิด

สำหรับ “ไข่ต้มสุก” โปรตีนภายในไข่แดงจะจับตัวเป็นกลุ่มก้อนและมีถุงน้ำเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วเมทริกซ์ของโปรตีน ซึ่งจะไม่เป็นอันตรายหากรับประทานหลังจากที่ไข่ต้มนั้นเย็นตัวลงแล้ว แต่สำหรับไข่ต้มที่ถูกอุ่นให้ร้อนอีกครั้ง ความร้อนในการอุ่นอาหารด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่สูงจากเตาอบไมโครเวฟ จะทำให้โมเลกุลของน้ำในไข่ต้มเกิดการสั่นสะเทือนจนกลายเป็นพลังงานความร้อน ทำให้ถุงน้ำภายในไข่แดงมีอุณหภูมิสูงและมีความดันมากขึ้น โดยที่ไม่สามารถระบายออกได้ภายใต้เปลือกไข่ เมื่อถุงน้ำที่มีความร้อนสูงเหล่านี้ถูกรบกวนจากอุปกรณ์ที่เจาะเข้าไปหรือเมื่อมีใครพยายามที่จะกัดไข่แดง ถุงน้ำเดือดทั้งหมดภายในไข่แดงก็พร้อมที่จะระเบิดทันที

         คดีฟ้องร้องดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้วตามการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้เป็นหลักฐานในกระบวนการทางกฎหมาย แต่เนื่องด้วยการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการอุ่นอาหารจำพวกไข่ยังมีอยู่อย่างจำกัด จึงทำให้บุคคลจำนวนมากทดสอบกันเองภายในห้องครัว ซึ่งวิธีการดังกล่าวไม่ใช่วิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง เนื่องด้วยไม่มีการควบคุมตัวแปรสำคัญหลายประการ ดังนั้น การทำการทดลองเพื่อความบันเทิงหรือสนุกสนานนั้นควรคำนึงถึงความปลอดภัยต่อตนเองและผู้อื่นด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม

ระดับเสียงที่เป็นอันตราย

      มาตรฐานสากล กำหนดให้


	ระดับความดังของเสียงไม่เกิน 85 เดซิเบล สำหรับผู้ปฏิบัตงานติดต่อกัน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 90 เดซิเบล เมื่อทำงานติดต่อกัน 4 ชั่วโมงต่อวัน


      สำหรับมาตรฐานของไทย ซึ่งกำหนดไว้ในประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องความปลอดภัยในการทำงานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม กำหนดให้


	ระดับความดังของเสียงที่ได้รับติดต่อกัน ไม่เกิน 90 เดซิเบล (เอ) หากทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง
	ระดับความดังของเสียงที่ได้รับติดต่อกัน ไม่เกิน 80 เดซิเบล (เอ) หากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง


      ผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีเสียงดังตามที่กำหนดในมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น จะมีความเสี่ยงต่อการสูญเสียสมรรถภาพการได้ยินน้อยลงอีก หากสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันเสียง

แหล่งที่มา

Anthony Nash and Lauren von Blohn. (2017, 6 December). Microwaved exploding eggs make for an unusual acoustic experiment
         Retrieved December 20, 2017,
         from https://www.eurekalert.org/pub_releases/2017-12/asoa-mee112817.php

Rafi Letzter and Staff Writer. (2017, 6 December). Why Microwaved Eggs Explode.
         Retrieved December 20, 2017,
         from https://www.livescience.com/61109-why-microwave-eggs-explode.html

VERONIQUE GREENWOOD. (2017, 6 December). What Happens When You Microwave a Boiled Egg.
         Retrieved December 20, 2017,
         from https://www.nytimes.com/2017/12/06/science/egg-microwave.html

ฝ่ายสุขาภิบาลทั่วไป กองอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร. ลดเสียงลดอันตราย.
        Retrieved December 20, 2017,
        from https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi3/soundpol/soundpol.htm

ชวน คล้ายปาน. (2002, 27 December). เตาอบไมโครเวฟ.
        Retrieved December 20, 2017,
        from http://www.dss.go.th/images/st-article/pep_2_2546_microwave.pdf

 
</detail><keywords>#ไข่ระเบิด  #ไมโครเวฟ  #ไข่ต้ม  #เสียงดัง  #อันตราย  #ทดลองวิทย์  #ความปลอดภัย  #ไข่ไมโครเวฟ  #เตือนภัย</keywords><date>2025-08-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5662</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1756279733.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="84"><Nid>5646</Nid><title>รู้ทันทุ่นระเบิด กับดักเงียบที่คร่าชีวิตในพริบตา</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ทุ่นระเบิด#การใช้ทุ่นระเบิดในสงคราม</source><detail>ใต้ผืนดินที่ดูเงียบสงบ อาจซ่อนกับดักมรณะไว้โดยไม่มีใครล่วงรู้ ทุ่นระเบิดคือหนึ่งในอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดในประวัติศาสตร์สงคราม ถูกออกแบบมาเพื่อสังหารหรือหยุดยั้งศัตรูโดยไม่ต้องมีคนอยู่ใกล้ แม้สงครามจะผ่านพ้นไป แต่ทุ่นระเบิดจำนวนมากยังคงฝังตัวอยู่ในดิน พร้อมระเบิดได้ทุกเมื่อที่มีใครก้าวพลาด

ทุ่นระเบิด (อังกฤษ: Land mine) มีหลักการทำงาน คือทำอุปกรณ์ตัวหนึ่งเป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดการระเบิด ไม่ว่าจะเป็น เสียง แสง อุณหภูมิ แรงสั่นสะเทือน แรงกด ลวดสะดุด ที่นิยมกันมาก คือ เป็นตัวรับแรงกด (Pressure) ซึ่งจะเข้าไปกระทบกับ ตัวจุดระเบิด ทำให้เกิดระเบิดขึ้น ดินระเบิดที่นิยมใช้กันมากคือ TNT (Trinitrotoluene) ใช้ในการโจมตีผู้บุกรุก

ส่วนวิธีการระเบิด แล้วแต่วิธีออกแบบ เช่น ระเบิดทันทีที่โดนสัมผัส หรือ เมื่อได้รับแรงกระตุ้นแล้ว จะดีดตัวขึ้นมาเหนือพื้นดิน แล้วจึงระเบิด

ประวัติ การใช้ทุ่นระเบิดเกิดจากวิวัฒนาการของการใช้กับดัก เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อข้าศึก เช่น การใช้หลุมพราง บ่วงแร้ว ต่อมา เมื่อเทคโนโลยีได้พัฒนาขึ้น ได้มีการพัฒนาระบบกับดักให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุ่นระเบิดก็เป็นผลของการพัฒนาอันหนึ่ง ซึ่งได้แตกออกตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน เช่น เพื่อใช้ทำความเสียหายต่อบุคคล ยานพาหนะทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ

ทุ่นระเบิดสมัยใหม่เริ่มได้มีการเริ่มใช้เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1277 โดยราชวงศ์ซ้องของจีน เพื่อต่อต้านการรุกราณของมองโกล ที่เริ่มรุกรานและยึดหัวเมืองทางตอนเหนือ และได้มีการพัฒนารูปแบบการใช้งานและ อานุภาพในการทำลายให้มากขึ้น

ในสงครามแต่ละที่ทุ่นระเบิดแต่ละประเภทหรือ แต่ละแบบถูกนำมาใช้ตามความเหมาะสม เช่นในสงครามเกาหลี ทุ่นระเบิดแบบสาย ถูกนำมาติดตั้งตามแนวป้องกัน เป็นเครือข่ายที่ซับซ้อนหลายชั้น แต่ใน สงครามเวียดนาม ทุ่นระเบิดแบบเคโม (Claymore) ซึ่งมีขนาดเล็กทำจากพลาสติก ภายในบรรจุระเบิดและแผ่นโลหะ สามารถกำหนดทิศทางได้ ระยะหวังผลอยู่ที่ 76 เมตร สามารถใช้ฝังลงไปดิน หรือ แขวนไว้กับต้นไม้ก็ได้

ประเภทของทุ่นระเบิด


	ทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล (Anti-personnel mine) เป็นทุ่นระเบิดที่ออกแบบมาเพื่อทำให้บุคคล เสียชีวิต บาดเจ็บ หรือ หมดสภาพในการรบ โดยทั่วไประเบิดทุ่นระเบิดจะมีแหล่งผลิตที่แน่นอน แต่ก็มีทุ่นระเบิดบางประเภท ที่เป็นลักษณะภูมิปัญญาชาวบ้าน คือ ดัดแปลงจากสิ่งรอบตัว มาประกอบเป็นระเบิด หรือ ให้ครบวงจรการระเบิด เรียกว่า ระเบิดแสวงเครื่อง
	ทุ่นระเบิดต่อต้านยานพาหนะ (Anti-vehicle mines) การทำงาน คล้ายกันกับระเบิดต่อต้านบุคคล แต่มีความรุนแรงในการระเบิด และ ต้องใช้แรงสัมผัสมากกว่าในการจุดระเบิด ออกแบบมาเพื่อทำลายยานพาหนะ หรือ เพื่อให้หมดสภาพการใช้งาน


การติดตั้งและการวางทุ่นระเบิด

การติดตั้งทุ่นระเบิด ก็คือการนำระเบิดไปติดตั้งยังเป้าหมาย ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะทำงานได้ทันที ที่มีการกระตุ้นให้เกิดการระเบิดตามเงื่อนไขที่ต้องการ มีวิธีการหลายวิธีได้แก่


	โดยบุคคล หรือ หน่วยที่มีความรับผิดชอบ จากกองทัพโดยตรง
	โดยยานพาหนะ ที่ออกแบบมาเพื่อวางทุนระเบิด (Mine Layer)
	โดยการอุปกรณ์นำส่งระยะไกล (Remote Unit)


การใช้ทุ่นระเบิดในสงคราม


	ใช้เพื่อเป็นแนวป้องกัน เพื่อไม่ให้ข้าศึกเข้ามาในพื้นที่ ที่กำหนด โดยพื้นที่ที่ฝังทุ่นระเบิดเอาไว้จะถูกชึ้ให้เห็นชัดเจน ว่ามีบริเวณใด ตัวอย่างเช่น แนวชายแดน หรือ ส่วนหน้าของแนวรบที่เน้นการป้องกัน
	เพื่อทำลายกำลังรบของข้าศึก ส่วนมากจะติดตั้งไม่ให้ข้าศึกรู้ว่า การการติดตั้งในจุดนั้น เช่น ตามเส้นทางที่ข้าศึกใช้, พื้นที่ลาดตระเวนของข้าศึก
	ถ่วงเวลาในการเคลื่อนกำลังพลของข้าศึก เช่น ข้าศึกต้องเคลื่อนกำลังพลช้าลง ถ้ารู้ว่า บริเวณนั้น อาจมีทุ่นระเบิดฝังอยู่ หรือ การใช้ทุ่นระเบิดทำให้กำลังพลของข้าศึกได้รับบาดเจ็บ ทำให้ต้องเสียเวลาปฐมพยาบาลและ เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ
	เพื่อทำลายขวัญกำลังใจของข้าศึก
	เพื่อเหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์ เช่น
	
		การใช้ทุ่นระเบิด แนวหลังของข้าศึกเพื่อถ่วงเวลา/ตัด การส่งกำลังบำรุง
		การบีบให้ข้าศึกต้องเลี่ยงจากพื้นที่ที่มีทุ่นระเบิดฝังอยู่ ไปยังพื้นที่หวังผลในการโจมตี (Killing Field) ของฝ่ายเรา
	
	

</detail><keywords>#ทุ่นระเบิด  #กับดักมรณะ  #สงครามและสันติภาพ  #ภัยเงียบ  #อาวุธทำลายล้าง  #รู้ทันอาวุธ</keywords><date>2025-07-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5646</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1753342508.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="85"><Nid>5645</Nid><title>เบื้องหลังชื่อวิภา กับพายุลูกใหญ่ที่ต้องระวัง</title><source>https://www.thaipbs.or.th/news/content/354471</source><detail>พายุโซนร้อนกำลังแรง "วิภา" ไม่ใช่แค่ชื่อสวย แต่มาพร้อมความเร็วลม 90 กม./ชม. และพลังทำลายล้างที่ต้องจับตา! แม้คาดการณ์ว่าจะอ่อนกำลังลงเมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทย แต่ปริมาณฝนที่ตกหนักถึงหนักมากยังคงเป็นภัยที่ไม่อาจมองข้ามได้

พายุโซนร้อนกำลังแรง "วิภา" มีศูนย์กลางอยู่บริเวณชายฝั่งเมืองเจียงเหมิน มณฑลกวางตุ้ง กำลังเคลื่อนตัวทางตะวันตก คาดว่าจะเคลื่อนตัวตามแนวชายฝั่งประเทศจีน เข้าสู่อ่าวตังเกี๋ยและขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามเวียดตอนบน ช่วงวันที่ 21-22 ก.ค.2568 และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณ ประเทศลาว ตามลำดับ

แม้จะเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ แต่จะส่งผลกระทบ ทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ภาคกลางด้านตะวันตก ต้องระวังฝนตกหนัก ฝนตกสะสม อาจทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ในพื้นที่ดังกล่าว

"วิภา" ชื่อนี้มาจากอะไร ?

พายุ "วิภา" เป็นชื่อที่ประเทศไทยตั้งขึ้น โดยเป็นชื่อผู้หญิงที่มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต วิภา หมายถึง แสงสว่าง ความงาม หรือ ความรุ่งเรือง มีการนำชื่อนี้มาใช้กับพายุ 5 ครั้งแล้ว พายุวิภาครั้งล่าสุดนี้เป็นลูกที่ 6 ของฤดูพายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก

พายุวิภาเป็นประเภทพายุโซนร้อนกำลังแรง

ระดับความแรงพายุ 

พายุหมุนเขตร้อนมีชื่อเรียกต่างกันแล้วแต่ท้องถิ่นที่เกิด


	พายุไต้ฝุ่น – Typhoon เกิดบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก และในทะเลจีนใต้
	พายุเฮอร์ริเคน – Hurricane เกิดบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือทะเลคาริบเบียน และในอ่าวเม็กซิโก
	พายุไซโคลน – Cyclone เกิดในอ่าวเบงกอลและทะเลอาราเบียนในมหาสมุทรอินเดีย 


หรือมีชื่อเรียกไปต่าง ๆ กันถ้าเกิดในบริเวณอื่น

จัดแบ่งชั้นของพายุหมุนเขตร้อนตามความรุนแรงได้เป็น 3 ชั้น


	ดีเปรสชันเขตร้อน (Tropical Depression) ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางน้อยกว่า 34 นอต หรือ 63 กม./ชม.
	พายุโซนร้อน (Tropical Storm) ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางอยู่ระหว่าง 34-64 นอต หรือ 63-117 กม./ชม.
	พายุไต้ฝุ่น หรือ เฮอร์ริเคน (Typhoon or Hurricane) ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 65 นอต หรือมากกว่า หรือ ตั้งแต่ 118 กม./ชม. ขึ้นไป


สถานการณ์พายุ "วิภา"

วันที่ 21 ก.ค.2568 กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่า เวลา 04.00 น. พายุโซนร้อนกำลังแรง "วิภา" มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองจ้านเจียง ประเทศจีน มีความเร็วลมสูงสุด 90 กม./ชม. และกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 20 กม./ชม. คาดว่าจะเคลื่อนตัวลงสู่อ่าวตังเกี๋ยและขึ้นฝั่งบริเวณเวียดนามตอนบนระหว่างวันที่ 21-22 ก.ค. ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและเคลื่อนตัวผ่านลาวตอนบนและภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย

ผลกระทบและความเสียหายจากพายุ "วิภา"

มณฑลทางตอนใต้ของจีน โดยเฉพาะมณฑลกวางตุ้ง ทางการจีนต้องระงับการให้บริการของท่าเรือเซินเจิ้น ขณะที่หน่วยดับเพลิงและหน่วยกู้ภัยของเมืองเซินเจิ้น จัดเตรียมกำลังพลและอุปกรณ์ที่จำเป็น เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ฮ่องกง ยกระดับเตือนภัยสูงสุดระดับ 10 เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี เที่ยวบินกว่า 500 เที่ยวถูกยกเลิก เมื่อวันที่ 20 ก.ค.2568

เวียดนาม คาดการณ์ว่าพายุจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเวียดนามตอนบน นายกรัฐมนตรีสั่งด่วนจังหวัดชายฝั่งเตรียมพร้อมฉุกเฉินเรียกเรือกลับเข้าจอดเทียบฝั่ง อพยพผู้คนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมเสบียงและอุปกรณ์กู้ภัย และรักษาความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร

ลาวและไทย พายุจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำ

ผลกระทบในประเทศไทย ในช่วงวันที่ 20-24 ก.ค. ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก

มาตรการรับมือของประเทศไทย

เมื่อวันที่ 20 ก.ค. นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประชุมด่วนกับ 22 จังหวัดเสี่ยง เพื่อเตรียมรับมือพายุ "วิภา"

แจ้งเตือนล่วงหน้า กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภัยต่อเนื่อง ขณะที่ ปภ. ประสานค่ายมือถือ เพื่อส่ง SMS/Cell Broadcast แจ้งเตือนประชาชนใน 22 จังหวัดเสี่ยง ได้แก่ น่าน พะเยา เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ตาก หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร หนองบัวลำภู เลย อุดรธานี กาญจนบุรี ราชบุรี อุทัยธานี จันทบุรี และตราด

เตรียมพร้อมปฏิบัติการ ปภ. จัดตั้ง War Room ติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ และเตรียมกำลังพล อุปกรณ์ช่วยเหลือล่วงหน้า รวมถึงประสานเฮลิคอปเตอร์ KA-32 และทีม "The Guardian Team" จากกองทัพบก ประจำการที่เชียงใหม่ เพื่อภารกิจค้นหาและช่วยเหลือในพื้นที่เข้าถึงยาก นอกจากนี้ยังสั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง จัดทีมเผชิญเหตุ เตรียมพื้นที่อพยพ ศูนย์พักพิง และเร่งช่วยเหลือ ฟื้นฟูหลังภัยคลี่คลาย

คำแนะนำประชาชน เน้นย้ำให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำหรือเชิงเขา เตรียมอพยพ ย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางหากจำเป็น และติดตามข่าวสารจากภาครัฐอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ภัยพิบัติในภูมิภาคอื่น ๆ

ในขณะนี้เดียวกันหลายพื้นที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน

เกาหลีใต้: กำลังเผชิญกับอุทกภัยรุนแรงกว่า 5 วันแล้ว โดยเฉพาะใน จ.คยองกี และเขตคาพยอง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย ที่ได้รับผลกระทบหนักจากฝนตกหนักเป็นประวัติการณ์ ประชาชนกว่า 13,400 คน ต้องอพยพ และเที่ยวบิน 62 เที่ยวถูกยกเลิก

สหรัฐอเมริกา รัฐเท็กซัส: เมื่อวันที่ 4 ก.ค. เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหาย สร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือน ยานพาหนะ และทรัพย์สินจำนวนมาก โดยเฉพาะในเคอร์ เคาน์ตี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด
</detail><keywords>#พายุวิภา  #พายุโซนร้อน  #เตือนภัยพายุ  #ฝนตกหนัก  #น้ำท่วมฉับพลัน  #ข่าวด่วน  #สภาพอากาศวันนี้  #อิทธิพลพายุ  #พยากรณ์อากาศ  #รับมือภัยธรรมชาติ</keywords><date>2025-07-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5645</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1753155355.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="86"><Nid>5641</Nid><title>รู้จักภัยแฝงจาก การบูร</title><source>https://www.scimath.org/article-chemistry/item/8401-2018-06-01-02-54-00</source><detail>ยาดม ยาหม่อง และพิมเสนน้ำ เป็นของใช้ใกล้ตัวที่ทุกคนคุ้นเคย แต่ปัจจุบันถูกใช้ในรูปแบบแฟชั่นมากกว่าการบรรเทาอาการวิงเวียน อย่างไรก็ตาม การใช้ผิดวิธีอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ บทความนี้จะพูดถึงข้อควรระวังและความจริงที่ควรรู้เกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้

 

ยาดม ยาหม่อง พิมเสนน้ำ หรือยาบรรเทาอาการวิงเวียนใกล้ตัวในรูปแบบต่าง ๆ ที่เราสามารถพบเห็นได้ทั่วไป และมักเห็นกลุ่มคนทั่วไปมักใช้เป็นประจำ เราอาจคิดว่ามันน่าจะเห็นสิ่งของคู่กายสำหรับกลุ่มคนสูงวัย แต่เชื่อหรือไม่ว่าสิ่งนี้ยังพบสิ่งของพกพาติดตัวกันสำหรับกลุ่มเด็กหรือเยาวชนจนถึงวัยทำงานอีกด้วย มองดูแล้วกลับกลายเป็นของฮิตตามแฟชั่นมากกว่ายาที่ไว้สำหรับพกติดตัวเมื่อเกิดอาการเพียงเท่านั้น ⊂ ∉

          ด้วยเหตุที่มีการออกแบบให้ดูทันสมัย ขนาดพกพาได้ ว่ากันแล้วยาดมในปัจจุบันอาจถูกใช้งานผิดลักษณะคือ ใช้ดมเพื่อผ่อนคลายจนเสียบุคลิกภาพมากกว่าบรรเทาอาการมึนงงวิงเวียนศรีษะหรือตามที่สรรพคุณบนฉลากแจ้งเอาไว้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่น่ากังวลอยู่เหมือนกันเพราะรู้หรือไม่ว่า ในยาดมและยาหม่องเหล่านั้นอาจมีอันตรายต่อร่างกายได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว หากสูดดมเข้าสู่ร่างกายหรือสัมผัสกับผิวหนังโดยตรงมากจนเกินไป



คงทราบกันดีอยู่แล้วว่าส่วนประกอบที่สำคัญที่มีอยู่ในยาหม่องและยาดมอย่างการบูรที่หลาย ๆ คนรู้จัก และอาจเข้าใจว่าเป็นสมุนไพรให้คุณมากกว่าโทษ แต่บอกให้รู้ไว้ได้เลยว่าอย่าวางใจไปเชียว เพราะการบูรที่เรารู้จักนั้นอาจทำให้ยาดมยาหม่องเปลี่ยนจากให้คุณเป็นโทษอย่างมหัน ซึ่งอาจนำไปสู่โรคภัยให้แก่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว เพราะการบูรเป็นสารกระตุ้นในระบบประสาทชนิดหนึ่ง ที่ทำให้เกิดการเสพติดได้ ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมการพกติดตัวของผู้ใช้นั่นเอง

          การบูร มีลักษณะทางกายภาพเป็นผลึกเล็ก ๆ ที่มีลักษณะใส โปร่งแสง หรือมีสีขาว  มีกลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัว เป็นสารประกอบอินทรีย์ ประเภทมอโนเทอร์พีนคีโทน มีการสลายตัวได้จากการระเหิดอย่างช้า ๆ เมื่อทิ้งไว้ในอากาศ หรือระเหยได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับไอน้ำ ละลายในน้ำได้ยาก และไม่ละลายในกลีเซอรีน มีผลทำให้เกิดความรู้สึกเย็นสดชื่นเมื่อได้สัมผัสหรือสูดดม และการที่สัมผัสกับกลิ่นที่เข้มข้นบ่อย ๆ ของการบูรนั้น อาจนำมาซึ่งอาการแพ้หรืออักเสบได้ เช่น โพรงจมูกอักเสบ ติดเชื้อในโพรงจมูก ไซนัสอักเสบ เยื่อบุโพรงจมูกเสียหาย และการระคายเคืองที่อาจรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบก็สามารถเป็นไปได้

         นอกจากนี้ การบูรยังมีสรรพคุณมีฤทธิ์เป็นยาชาและยาต้านจุลินทรีย์ สำหรับผู้ที่เกิดอาการแพ้ชนิดรุนแรงซึ่งมีผลต่อการกระตุ้นระบบประสาทโดยเฉพาะระบบประสาทส่วนกลาง  และในขณะเดียวกันก็พบว่าการสูดดมการบูรยังมีผลต่อการทำงานของตับอีกด้วย เพราะการบูรมีฤทธิ์ที่สามารถซึมซับผ่านผิวหนังได้ดี หากลองสังเกตได้จากลักษณะอาการเมื่อมีการใช้การบูรทาบริเวณศรีษะ หน้าอก และตามบริเวณผิวหนังต่าง ๆ เพื่อแก้อาการต่าง ๆ เช่น อาการคัน อาการปวดเมื่อย เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้อาจมีผลรุนแรงได้ถึงอาการชัก หากทาโดยใช้ปริมาณมากเกินไป

         เห็นไหมว่า การใช้ยาดมยาหม่องซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญอย่างการบูรมีความสำคัญอย่างมาก  ไม่ใช่แต่จะให้คุณอย่างเดียวแต่ยังให้โทษร้ายแรงหากใช้โดยไม่ระมัดระวัง ดังนั้น ต้องใช้อย่างถูกวิธี ระมัดระวัง และไม่สูดดมติดต่อกันเป็นเวลานาน ใช้เมื่อมีความจำเป็นเพียงเท่านั้น
</detail><keywords>#ยาดม  #ยาหม่อง  #พิมเสนน้ำ  #ของใช้ใกล้ตัว  #สุขภาพระวังภัย  #การใช้ยาถูกวิธี  #แฟชั่นหรือยา  #อันตรายจากยาดม  #บรรเทาอาการวิงเวียน  #ดูแลสุขภาพ</keywords><date>2025-07-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5641</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1752736492.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="87"><Nid>5640</Nid><title>น้ำตาลหายไปไหน เบื้องหลังการละลายที่มองไม่เห็น</title><source>https://www.scimath.org/article-chemistry/item/8469-2018-07-18-03-59-36</source><detail>สถานะของสสารถูกกำหนดโดยแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล เช่น น้ำตาลที่มีโครงสร้างของแข็งเพราะแรงระหว่างโมเลกุลแน่นหนา แต่เมื่อสัมผัสน้ำ น้ำจะเข้าแทรกและทำให้น้ำตาลละลายเสียรูปร่าง บทความนี้จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างโมเลกุลกับสถานะของน้ำตาลในรูปแบบต่าง ๆ

สถานะของสสารกับแรงระหว่างโมเลกุล

          สถานะทางกายภาพของสสารใด ๆ จะถูกกำหนดโดยแรงที่ยึดอนุภาคที่เป็นส่วนประกอบของสสารนั้นเข้าด้วยกัน เช่น แรงระหว่างโมเลกุล (Intermolecular forces) ของสสารที่มีสถานะเป็นของแข็ง ซึ่งโมเลกุลที่เป็นส่วนประกอบจะยึดเหนี่ยวกันไว้ด้วยแรงระหว่างโมเลกุลที่มีความแข็งแรงภายในโครงสร้างผลึก ทำให้ของแข็งคงรูปร่างและไม่สามารถถูกบีบอัดให้มีปริมาตรลดลงได้ ในขณะที่สสารที่มีสถานะเป็นของเหลวจะมีแรงระหว่างโมเลกุลที่อ่อนแอกว่าของแข็ง ของเหลวจึงมีรูปร่างที่ไม่แน่นอนและเปลี่ยนรูปร่างไปตามภาชนะที่บรรจุ

          น้ำตาล (Sugar) เป็นสารประกอบอินทรีย์ในรูปแบบหนึ่งของคาร์โบไฮเดรตที่ประกอบไปด้วยธาตุคาร์บอน ออกซิเจน และไฮโดรเจน ซึ่งหากแบ่งชนิดของน้ำตาลตามขนาดของโมเลกุลจะสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ มอโนแซ็กคาไรด์ (monosaccharide) โอลิโกแซ็กคาไรด์ (oligosaccharide) และพอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) ทั้งนี้น้ำตาลเกือบทุกชนิดมีสูตรเคมีเป็น CnH2nOn เช่น น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอย่างกลูโคสที่มีสูตรเคมีเป็น C6H12O6  อย่างไรก็ดีลักษณะของเกล็ดน้ำตาลที่เป็นของแข็งเป็นผลมาจากโมเลกุลของน้ำตาลมีแรงระหว่างโมเลกุลที่ยึดเหนี่ยวอนุภาคเข้าด้วยกันไว้อย่างมาก แต่เมื่อก้อนน้ำตาลหรือเกร็ดน้ำตาลสัมผัสกับน้ำ แรงโมเลกุลเหล่านั้นจะถูกแทรกแซงและทำให้เกร็ดน้ำตาลเสียรูปร่างไป



หากค้นหาข้อมูลโครงสร้างทางเคมีของน้ำตาลจะสังเกตเห็นว่า โมเลกุลของน้ำตาลประกอบไปด้วยหมู่ไฮดรอกซิล (Hydroxyl group) ซึ่งเป็นหมู่ฟังก์ชัน -OH ในสารอินทรีย์ นั่นแสดงให้เห็นถึงสภาพขั้วของโมเลกุล (Polarity of molecules) และความสามารถในการสร้างพันธะไฮโดรเจน (Hydrogen bond) กับโมเลกุลของน้ำที่อยู่รอบตัวมันได้

          น้ำ (Water) เป็นของเหลวที่พบได้โดยทั่วไป โดยโมเลกุลของน้ำประกอบไปด้วยไฮโดรเจน 2 อะตอมจับกับออกซิเจน 1 อะตอมด้วยพันธะโคเวเลนซ์  ทั้งนี้น้ำเป็นโมเลกุลที่มีขั้ว เนื่องจากออกซิเจนมีค่าอิเล็กโทรเนกาติวิตี (Electronegativity: EN) สูงกว่าไฮโดรเจน จึงทำให้ออกซิเจนมีขั้วลบ ในขณะที่ไฮโดรเจนมีขั้วบวก และด้วยคุณสมบัติของการมีขั้วนี้จึงทำให้แต่ละโมเลกุลของน้ำยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงระหว่างโมเลกุลซึ่งก็คือ พันธะไฮโดรเจนที่ยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอมไฮโดรเจนของน้ำโมเลกุลหนึ่งเข้ากับอะตอมออกซิเจนของน้ำอีกโมเลกุลหนึ่ง และแม้ว่าโมเลกุลของน้ำ 1 โมเลกุลจะสามารถจับกับโมเลกุลของน้ำได้อีก 4 โมเลกุลด้วยพันธะไฮโดรเจน แต่พันธะไฮโดรเจนนั้นจัดเป็นพันธะที่มีความอ่อนแอ เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและแตกหักได้ง่ายภายใต้ภาวะทางชีวภาพที่ปกติ

น้ำตาลละลายน้ำ

          การละลาย (Dissolved) คือการที่อนุภาคของตัวถูกละลายแทรกตัวเข้าไปอยู่ระหว่างอนุภาคของตัวทำละลายได้ ทั้งนี้ปัจจัยในเรื่องของแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลมีผลต่อการละลายเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดีโดยปกติแล้วการที่ตัวถูกละลายจะละลายได้ในตัวทำละลายได้นั้น สารทั้งสองชนิดจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมือนกัน    

          คุณสมบัติความมีขั้วในโมเลกุลของน้ำ ทำให้น้ำเป็นตัวทำละลายที่ดีสำหรับโมเลกุลที่มีขั้ว (Polar molecule) เช่นเดียวกัน ซึ่งจากข้อมูลข้างต้น โมเลกุลของน้ำตาลเป็นโมเลกุลที่มีขั้วเนื่องจากมีหมู่ไฮดดรอกซิล (-OH) จำนวนมากในโครงสร้างโมเลกุล เป็นผลให้โมเลกุลของกลูโคสดึงดูดโมเลกุลของน้ำได้ด้วยแรงระหว่างขั้ว (dipole-dipole forces) นอกจากนี้หมู่ไฮดรอกซิลของน้ำตาลยังสามารถสร้างพันธะไฮโดรเจนกับโมเลกุลของน้ำได้ และด้วยความแข็งแรงของแรงระหว่างโมเลกุลของน้ำตาลและน้ำที่มีมากกว่าการยึดเหนี่ยวกันด้วยแรงระหว่างโมเลกุลของโมเลกุลของน้ำตาล จึงทำให้น้ำตาลสามารถละลายน้ำได้



การกวนหรือคนสารละลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยให้น้ำตาลละลายน้ำได้ง่ายขึ้น เนื่องจากการคนสารจะช่วยให้น้ำตาลแตกตัวเป็นอนุภาคเล็กๆ และสัมผัสกับโมเลกุลของน้ำได้มากขึ้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสาร สิ่งหนึ่งที่ควรทราบคือ การละลายน้ำของน้ำตาลเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเคมีจะต้องมีสารใหม่ที่มีองค์ประกอบและคุณสมบัติทางเคมีที่แตกต่างจากสารเดิมเกิดขึ้นเสมอ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่น้ำตาลละลายน้ำเป็นเพียงสารละลายที่ไม่ได้ทำให้น้ำตาลมีปริมาณมากขึ้นหรือลดลง รวมทั้งเอกลักษณ์ขององค์ประกอบของสารก็ยังคงไม่มีความเปลี่ยนแปลงไปด้วย
</detail><keywords>#สถานะของสสาร  #แรงระหว่างโมเลกุล  #น้ำตาล  #เคมีพื้นฐาน  #คาร์โบไฮเดรต  #วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน  #โครงสร้างโมเลกุล  #น้ำตาลละลาย  #ของแข็งและของเหลว  #ความรู้เคมีง่ายๆ</keywords><date>2025-07-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5640</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1752736206.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="88"><Nid>5638</Nid><title>เคมีอธิบายอาหารไหม้มีสีดำ</title><source>https://www.scimath.org/article-chemistry/item/8474-2018-07-18-04-06-45</source><detail>อาหารที่ถูกความร้อนเปลี่ยนให้มีสีที่เข้มขึ้น แต่วัสดุหรือวัตถุดิบที่มีส่วนประกอบของสารประกอบอินทรีย์ต่างก็สามารถถูกทำให้มีสีน้ำตาลปนดำได้

          เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าองค์ประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตคือ คาร์บอน เนื่องด้วยสิ่งมีชีวิตมีส่วนประกอบของสารอินทรีย์หลายชนิดเช่น คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เป็นต้น ทั้งนี้สารอินทรีย์ดังกล่าวประกอบด้วยธาตุหลักอย่างคาร์บอนและไฮโดรเจน รวมทั้งยังมีธาตุอื่น ๆ ที่เป็นองค์ประกอบร่วมด้วย ดังนั้นเมื่อมีการปรุงอาหารหรือกำลังย่างเนื้ออยู่บนเตาบาร์บีคิวแล้วอาหารของคุณเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำ นั่นเป็นสาเหตุมาจากสารประกอบอินทรีย์ในอาหารเกิดการเผาไหม้

          ปฏิกิริยาการเผาไหม้ (Combustion reaction) เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่สำคัญประเภทหนึ่ง มักเกิดขึ้นเมื่อไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) ทำปฏิกิริยากับออกซิเจน (Oxygen) ได้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และความร้อน โดยรูปแบบของปฏิกิริยาการเผาไหม้ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน สามารถแสดงสมการได้ดังนี้

Hydrocarbon (CxHy) + Oxygen (O2) → Carbon dioxide (CO2) + Water (H2O) + Heat

ตัวอย่างปฏิกิริยาการเผาไหม้ที่มักเกิดขึ้นได้ในธรรมชาติได้แก่ การเผาไหม้ของแก๊สมีเทน มีสมการดังนี้

CH4 + 2 O2 → CO2 + 2 H2O + Heat

          การใช้ความร้อนสูงในการแยกพันธะโมเลกุลของสารประกอบอินทรีย์อย่างไฮโดรคาร์บอน ทำให้คาร์บอนรวมกับออกซิเจนเพื่อสร้างคาร์บอนไดอกไซด์ ในขณะที่ไฮโดรเจนเมื่อรวมกับออกซิเจนจะได้เป็นน้ำ ทั้งนี้สารประกอบต่าง ๆ เมื่อถูกเผาไหม้ก็จะระเหยหมดไป  แต่สารสีดำที่เรามองเห็นนั้นคือ ถ่านคาร์บอนบางส่วนที่หลงเหลืออยู่ นอกจากนี้การเผาไหม้เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน ดังนั้นจึงมีพลังงานความร้อนถูกปล่อยออกมา แต่ในบางครั้งปฏิกิริยาจะดำเนินไปอย่างช้า ๆ จนไม่ทันสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงของแสง (เปลวไฟ) และอุณหภูมิ

อย่างไรก็ดีเมื่อกล่าวถึงการเผาไหม้ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเป็นลำดับแรกคือ "การเผาไหม้" นั้นเกิดจากการใช้ความร้อนสูงเป็นเวลานานหรือเกิดความไม่ตั้งใจในการปรับระดับอุณหภูมิบนเตาในขณะที่ปรุงอาหาร

          หากการใช้ความร้อนสูงเป็นเวลานานเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเผาไหม้ สิ่งที่สังเกตได้คือ อาหารในกระทะจะสลายตัวและระเหยไปจนหมด ทิ้งไว้เพียงคราบดำจากเศษอาหารบางส่วนที่หลงเหลืออยู่และร่องรอยของโลหะที่หลุดร่อน  ในทางกลับกันหากเป็นการเผาไหม้ที่เกิดจากความไม่ตั้งใจระหว่างการปรุงอาหาร  อาหารจะยังไม่ได้รับความร้อนที่มากพอให้สลายตัวและระเหยอย่างสมบูรณ์ แต่อาหารเหล่านั้นจะเริ่มมีการเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลซึ่งนั่นเกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีที่เรียกว่า ปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาล (Browning reaction) ในที่นี้เป็นรูปแบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ (Non Enzymatic Browning reaction) โดยปฏิกิริยาที่ทำให้อาหารของคุณเป็นเริ่มมีสีน้ำตาลปนดำนั้นคือ ปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard reaction)

ปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard reaction) เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นระหว่างกรดอะมิโน (Amino acid) และน้ำตาลรีดิวซ์ (Reducing sugar) โดยมีความร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งผลที่ได้จากปฏิกิริยานั้นจะเป็นสารประกอบที่ให้สีน้ำตาล รวมทั้งมีกลิ่นและรสต่าง ๆ เช่น สีน้ำตาลที่เกิดขึ้นระหว่างการอบ การย่าง และการทอดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เป็นต้น

          ปฏิกิริยาเมลลาร์ดของคาร์โบไฮเดรตและกรดอะมิโนของเป็นปฏิกิริยาทางเคมีพื้นฐานที่ช่วยให้อาหารแปรรูปจำนวนมากมีรส กลิ่น และสีที่แตกต่างกัน  โดยการเปลี่ยนสีของอาหารนั้นเริ่มต้นจากหมู่คาร์บอนิลของน้ำตาลทำปฏิกิริยากับหมู่อะมิโนของกรดอะมิโนได้เป็นไกลโคซิลเอมีน (N-substituted glycosylamine) และน้ำ จากนั้นไกลโคซิลเอมีนที่ไม่เสถียรจะจัดเรียงตัวใหม่ผ่าน Amadori rearrangement และฟอร์มตัวเป็นสารประกอบ Amadori (Amadori compound) โดยสารประกอบดังกล่าวสามารถทำปฏิกิริยาได้ในหลายรูปแบบ นำไปสู่การก่อตัวของสารประกอบที่ให้สีน้ำตาลอย่างเมลานอยดิน (Melanoidins)

          นอกจากนี้ยังมีปฏิกิริยาการเกิดคาราเมล (Caramelization reaction) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลไม่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ที่เกิดจากการสลายตัวของโมเลกุลน้ำตาลด้วยความร้อนสูง และได้ผลของปฏิกิริยาเป็นพอลิเมอร์ของสารประกอบคาร์บอนที่มีสี รส และกลิ่นที่เฉพาะตัว โดยตัวอย่างอาหารที่พบได้ทั่วไปจากปฏิกิริยานี้คือ น้ำตาลที่เคี่ยวจนไหม้เล็กน้อยให้พอมีกลิ่นหอมหรือที่เรียกว่า คาราเมล (caramel)

          แม้ว่าอาหารประเภทปิ้งย่างจะเป็นที่นิยมและหลายคนชื่นชอบการรับประทานอาหารที่มีลักษณะไหม้เกรียมเล็กน้อย แต่สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักถึงในการรับประทานอาหารเหล่านั้นคือ สารก่อมะเร็ง ที่อาจสะสมและก่อให้เกิดความเป็นพิษต่อร่างกายได้

</detail><keywords>#อาหารไหม้  #คาร์บอนในอาหาร  #สารอินทรีย์  #เปลี่ยนสีด้วยความร้อน  #ทำไมอาหารไหม้  #วิทย์ในครัว  #ความรู้เรื่องอาหาร  #ย่างเนื้อ  #เผาไหม้  #เคมีในชีวิตประจำวัน</keywords><date>2025-07-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5638</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1752735703.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="89"><Nid>5636</Nid><title>น้ำเกลือทำให้อ้วนจริงหรือ ไขข้อสงสัยที่หลายคนเข้าใจผิด</title><source>https://www.scimath.org/article-chemistry/item/8498-2018-07-18-04-45-04</source><detail>น้ำเกลือทำให้อ้วนจริงหรือ? หลายคนอาจเคยได้ยินหรือเชื่อกันว่าน้ำเกลือส่งผลต่อน้ำหนักตัว แต่แท้จริงแล้วเรื่องนี้มีความเข้าใจผิดไม่น้อย บทความนี้จะพาไปไขข้อสงสัยว่า “น้ำเกลือ” เกี่ยวข้องกับความอ้วนอย่างไร และจริงหรือไม่ที่ดื่มแล้วน้ำหนักขึ้น


น้ำเกลือ หรือ fluid replacement therapy  คือสารประกอบที่ประกอบด้วยน้ำผสมกับเกลือ  จัดเป็นสารอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte)/สารเกลือแร่ชนิดเหลวที่มีองค์ประกอบของเกลือแกง (Sodium chloride) บริสุทธิ์ที่เรียกว่า “Pharmaceutical grade” โดยมีความเข้มข้นของสารละลายได้หลากหลายเช่น 0.9% หรือ 0.45% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสูตรตำรับยาที่มีวัตถุประสงค์การใช้แตกต่างกันออกไป ค่าความเป็นกรด-ด่างหรือที่เรียกกันว่าค่าพีเอช (pH) ของสารละลายน้ำเกลือจะอยู่ที่ 5.5 หรือในช่วง 4.5 – 7

          โดยส่วนใหญ่การให้น้ำเกลือที่ปราศจากเชื้อจะให้ทางหลอดเลือดดำก็เพื่อปรับสมดุลของเกลือแร่ในร่างกายแล้ว โดยเป็นการเจือจางของยาฉีดชนิดต่าง ๆ เพื่อฉีดเข้าเส้นเลือดหรือหลอดเลือดโดยเฉพาะหลอดเลือดดำ และในบางครั้งก็ผลิตออกมาเป็นน้ำยาล้างแผล น้ำยาทำแผล ที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแสบขณะสัมผัสกับบาดแผล รวมไปถึงใช้เป็นน้ำยาล้างจมูกกรณีที่ป่วยด้วยโรคไซนัสอักเสบ รวมถึงใช้เป็นยาหยอดหูเพื่อบรรเทาอาการอักเสบของช่องหู

          ในส่วนที่บอกว่าผู้ที่นอนป่วยจนถึงขั้นต้องให้น้ำเกลือทำไมถึงมีอาการบวมที่ร่างกายและใบหน้า ซึ่งมีคำตอบอยู่ว่าคือ เนื่องจากขณะที่เราป่วยเราอาจไม่สามารถรับประทานอาหารได้เป็นจำนวนมากด้วยสาเหตุจากลมักมีอาการที่ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง หรือลำบากมากยิ่งขึ้น หรือแม้กระทั่งระบบการย่อยอาหารและหากอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับน้ำออกจากร่างกายทำงานได้ไม่ปกติ อาจทำให้ผู้ป่วยท่านนั้นมีอาการบวมน้ำได้นั่นเอง และจริง ๆ ภาวะนี้ก็จะหายไปในไม่นาน

ข้อควรระวังการใช้ยาสารละลายน้ำเกลือเช่น


	ห้ามใช้กับผู้ที่แพ้ยานี้หรือแพ้ส่วนประกอบในสูตรตำรับของยาสารละลายน้ำเกลือ
	ห้ามใช้กับสตรีตั้งครรภ์ สตรีที่อยู่ในภาวะให้นมบุตร เด็ก และผู้สูงอายุ โดยไม่มีคำสั่งจากแพทย์
	ระวังการใช้กับผู้ป่วยด้วยโรคหัวใจล้มเหลว ผู้ป่วยด้วยความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยโรคตับโรคไต
	ห้ามแบ่งยาให้ผู้อื่นใช้
	ห้ามใช้ยาหมดอายุ
	ห้ามเก็บยาหมดอายุ

</detail><keywords>#น้ำเกลือ  #อ้วนไหม  #สุขภาพ  #ความเชื่อผิด  #โซเดียม  #ดื่มน้ำเกลือ  #ลดน้ำหนัก  #บวมน้ำ  #รู้ก่อนกิน</keywords><date>2025-07-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5636</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1752735826.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="90"><Nid>5634</Nid><title>จริงหรือไม่ที่บอกว่าผงชูรสห้ามเลือดได้</title><source>https://www.scimath.org/article-chemistry/item/8505-2018-07-18-04-51-29</source><detail>คุณเคยได้ยินเรื่องเล่าสมัยที่มีสงครามมาบ้างหรือไม่ว่า  ในช่วงเวลานั้นหากทหารเกิดการบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเป็นบาดแผลฉกรรจ์จากการสู้รบ บาดแผลที่ทำให้เสียเลือดนั้น "ผงชูรส ใช้ห้ามเลือดได้" ที่ผ่านมายังไม่มีผลสรุปทางการแพทย์ออกมายืนยันชัดเจนว่า ผงชูรสสามารถใช้ห้ามเลือดได้ จะมีก็เพียงแต่งานวิจัยและทดลองพอที่จะให้คำตอบได้อยู่บ้าง 

          ในผลงานวิจัยตอนหนึ่งของสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อศึกษาการใช้สมุนไพรในการบำบัดภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพของประชาชนในภาคกลาง โดยให้หมอชาวบ้านใช้สมุนไพรในการห้ามเลือดจากบาดแผล ซึ่งใช้สมุนไพรมากกว่าถึง 47 ชนิด ซึ่ง 1 นั้นก็มีผงชูรสเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่สามารถห้ามเลือดได้ด้วยเช่นเดียวกัน  แต่การใช้ผงชูรสนี้ผู้ทรงคุณวุฒิในงานวิจัยให้ความเห็นว่าใช้ได้ผลดีเพียงในการบำบัดภาวะเลือดกำเดาออกเสียมากกว่า  โดยวิธีใช้สำลีชุบน้ำหมาด ๆ ชุบผงชูรสและนำมาอุดจมูกไว้สักพัก ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ในขณะเดียวกันก็มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับการพิสูจน์ว่าผงชูรสสามารถห้ามเลือดได้จริงหรือไม่ โดยผู้วิจัยได้นำผงชูรสอิ่มตัวลงในพลาสมา (plasma) หรือน้ำเลือด ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเลือดที่เป็นของเหลว ในสัดส่วน 1 : 1 ผลการทดลองพบว่าพลาสมาเกิดการตกตะกอน และจากการตรวจสอบตะกอนนั้นสามารถพิสูจน์ได้ว่าตะกอนดังกล่าวเป็นไฟบริโนเจน (fibrinogen) หรือเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งมีหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ซึ่งทำให้อาจสรุปได้ว่าผงชูรสทำให้ไฟบริโนเจนตกตะกอนกลายเป็นไฟบริน (fibrin) ที่มีลักษณะเป็นเส้นใยเหนียว ประสานกันเป็นร่างแหอุดรอยฉีกขาดของเส้นเลือดบริวณปากแผลได้ เป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดออกโดยใช้เวลาที่สั้นลงนั่นเอง 

          นอกจากนี้ยังพบงานวิจัยที่ทดลองเกี่ยวกับกลไกการแข็งตัวของเลือด เพื่อศึกษากลไกการรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกายของสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งวิเคราะห์จากองค์ประกอบที่ทําให้เกิดกระบวนการแข็งตัวของเลือด ได้แก่ เกล็ดเลือด, เส้นใยไฟบริน ต่าง ๆ เป็นต้น โดยใช้หนูแรทซึ่งเป็นเป็นสัตว์เลือดอุ่นมาทดลองเพื่อศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยแบ่งเป็นหนูแรท 3 กลุ่มดังนี้คือ


	หนูแรทกลุ่มทดลองที่ได้รับโซเดียมคลอไรด์ (Sodium chloride) หรือ NaCl
	หนูแรทกลุ่มทดลองที่ได้รับผงชูรส (Monosodium glutamate) หรือ C5H8NO4Na
	หนูแรทกลุ่มมควบคุมที่ไม่ได้รับสารใด ๆ


          โดยการวิจัยและทดลองเพื่อศึกษาหาข้อมูลและมีผลการทดลอง ดังต่อไปนี้


	การทดสอบระยะเวลาที่เลือดหยุดไหลเมื่อเกิดเส้นใยไฟบรินของเลือดซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำให้เลือดหยุดไหลนั่นเอง จากการทดลองพบว่าหนูแรทกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับสารใด ๆ มีการแข็งตัวของเลือดที่ช้ากว่ากลุ่มที่ได้รับสารโซเดียมคลอไรด์ และผงชูรส ทั้งนี้ก็เพราะว่าในกระบวนการแข็งตัวของเลือดเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่มีสารใด ๆ ไปเร่งการทำงานที่เกี่ยวกับกระบวนการแข็งตัวของเลือด



	ลักษณะการสานกันของเส้นใยไฟบรินของเลือด จากการทดลองพบว่า หนูแรทกลุ่มที่ได้รับสารละละลายผงชูรสในการห้ามเลือด มีลักษณะการสานกันของเส้นใยไฟบรินที่หนาแน่น ทำให้อุดบริเวณปากแผลและหลอดเลือดได้ดีกว่าหนูแรทกลุ่มที่ไม่ได้รับสารห้ามเลือด


          ทั้งนี้ ก็สามารถสรุปผลการทดลองได้โดยรวมว่า หนูแรทที่ได้รับสารห้ามเลือดทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว สามารถห้ามเลือดได้ เนื่องมาจากสารทั้งสองชนิดมี Na+ เป็นองค์ประกอบ ซึ่ง Na+ ดังกล่าว มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดนั่นเอง
</detail><keywords>#ผงชูรส #ห้ามเลือด  #ภูมิปัญญาชาวบ้าน  #หมอชาวบ้าน  #สมุนไพรห้ามเลือด  #ความรู้คู่สุขภาพ  #บาดแผลฉุกเฉิน  #เรื่องเล่าสมัยสงคราม  #งานวิจัยสมุนไพร</keywords><date>2025-07-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5634</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1752734778.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="91"><Nid>5632</Nid><title>เหงื่อเปียกๆ เบื้องหลังความลับที่คุณไม่เคยรู้</title><source>https://www.scimath.org/article-chemistry/item/9081-2018-10-18-07-33-28</source><detail>“เหงื่อ” อาจดูเป็นเพียงของเหลวธรรมดาที่ร่างกายขับออกมาเพื่อลดอุณหภูมิ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เหงื่อกลับเป็นข้อมูลชีวภาพที่ซับซ้อนและมีความเฉพาะตัวอย่างยิ่ง ทุกครั้งที่เราสัมผัสสิ่งของ เหงื่อที่หลั่งออกมาจะทิ้งร่องรอยเฉพาะบุคคลไว้โดยไม่รู้ตัว ด้วยองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกันในแต่ละคน

          เหงื่อ อาจไม่ใช่หลักฐานที่หลายคนคิดว่าสามารถเปิดเผยตัวผู้ต้องสงสัยได้ แต่ทุกตารางเซนติเมตรของผิวหนังมีต่อมเหงื่อ 100 ต่อมต่อตารางเซนติเมตรหรือประมาณ 650 ตารางนิ้ว  ซึ่งไม่ว่าจะเกิดเหงื่อด้วยเหตุผลของอากาศร้อนหรือความวิตกกังวลอื่นใด ผู้คนมักจะทิ้งเหงื่อไว้บนสิ่งที่พวกเขาสัมผัสแตะต้อง ดังนั้นการหลั่งเหงื่อแต่ละครั้งจึงมีความแตกต่างและเป็นเอกลักษณ์บุคคลเช่นเดียวกับลายนิ้วมือ

          เหงื่อ เป็นของเหลวทางชีวภาพที่เกิดขึ้นบนผิวของมนุษย์ ประกอบด้วยลำดับของกรดอะมิโนและสารเมตาบอไลท์ (Metabolite) ซึ่งความเข้มข้นของเหงื่อในแต่ละคนจะมีความแตกต่างกันออกไป และนั่นทำให้ตัวอย่างเหงื่อมีลักษณะที่ค่อนข้างเฉพาะตัว อย่างไรก็ดีนักเคมีวิเคราะห์อธิบายว่า มีสารเมตาบอไลท์ 3 ชนิดที่สามารถใช้เพื่อระบุลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคลได้

          หากคุณกำลังกังวลว่า เหงื่อถูกทิ้งไว้ในที่ที่คุณได้สัมผัสรอบๆ  ตัวคุณ สิ่งหนึ่งที่อาจทำให้คลายความกังวลนั้นลงได้ คงจะเป็นสารเมทาบอไล์ 3 ชนิดได้แก่ ยูเรีย(Urea) แลคเทต (Lactate) และกลูตาเมต (Glutamate) ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละคน ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองเก็บตัวอย่างเหงื่อบริเวณท่อนแขนของอาสาสมัคร 25 ตัวอย่าง ทดลองเปรียบเทียบกับตัวอย่างที่สังเคราะห์ขึ้น 25 ตัวอย่าง ปรากฏว่า การทดลองสามารถแยกแยะความแตกต่างของแต่ละตัวอย่างได้ตามความเข้มข้นของเมตาบอไลท์และใช้เวลาสั้นๆ เพียง 30-40 วินาทีในการวิเคราะห์เท่านั้น  จะเห็นได้ว่า หากไม่มีหลักฐานดีเอ็นเอเพียงพอต่อการวิเคราะห์ หรืออาจต้องใช้ระยะเวลานานในการรอผลทางห้องปฏิบัติการ นั่นอาจเป็นเรื่องยากที่จะสามารถระบุจำนวนของผู้ต้องสงสัยที่อยู่ในสถานที่เกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว การวิเคราะห์เมตาบอไลท์จากเหงื่อจะสามารถช่วยลดขั้นตอนเหล่านี้ลงได้ และแม้ว่านักวิจัยจะมองข้ามร่องรอยของเหงื่อในสถานที่เกิดเหตุ แต่การทดลองข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผลลัพธ์ที่ได้อาจสามารถพัฒนาวิธีการพิสูจน์หลักฐานอื่นๆ ได้ในอนาคต

          อย่างไรก็ดี ความเข้มข้นของเมตาบอไลท์ยังไม่อาจสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของยีนที่เฉพาะเจาะจงในแต่ละบุคคลได้เท่ากับลายนิ้วมือ เนื่องด้วยปัจจัยในเรื่องการรับประทานอาหาร สุขภาพ และการออกกำลังกายที่ทำให้ให้สารเมตาบอไลท์เปลี่ยนแปลงไปได้ ดังนั้นการเก็บข้อมูลและติดตามความเปลี่ยนแปลงของเหงื่อของแต่ละบุคคลจึงเป็นขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นมาในการพิสูจน์หลักฐานด้วยตัวอย่างเหงื่อ แต่ถึงเช่นนั้นเหงื่อก็เป็นตัวอย่างหลักฐานที่สามารถเปิดเผยเพศและอายุได้โดยประมาณ
</detail><keywords>#นิติวิทยาศาสตร์  #ลายนิ้วมือ  #หลักฐานเหงื่อ  #พิสูจน์ตัวตน  #คดีอาชญากรรม  #เหงื่อบอกตัวตน  #ร่องรอยคนร้าย  #เทคโนโลยีนิติวิทยาศาสตร์  #เหงื่อคือหลักฐาน  #ความจริงไม่มีวันซ่อน</keywords><date>2025-07-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5632</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1752734373.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="92"><Nid>5630</Nid><title>หยุดผมเสีย ไขคำตอบปัญหาที่แชมพูทั่วไปเอาไม่อยู่</title><source>https://www.scimath.org/article-chemistry/item/9101-2018-10-18-08-33-30</source><detail>ผมแห้งและแตกปลาย ยังคงเป็นปัญหากวนใจของหนุ่มสาวที่นิยมไว้ผมยาวอยู่ทุกยุคสมัย อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมที่มีการโฆษณาให้เห็นถึงสรรพคุณในการฟื้นฟูต่างๆ แต่นั่นก็ยังไม่ช่วยให้หลายคนมีผมสุขภาพดีได้เท่าที่ต้องการ เช่นนั้นแล้วอะไรที่เป็นสาเหตุของความเปราะบางของเส้นผม และอะไรที่อาจเข้ามาเป็นตัวช่วยใหม่ๆ ให้เส้นผมนุ่มลื่นมากยิ่งขึ้น

เคราติน (Keratin)
          เป็นโปรตีนเส้นใยที่เป็นองค์ประกอบของเส้นผมของมนุษย์ ซึ่งโดยปกติแล้ว ธรรมชาติของเส้นผมที่นุ่มลื่นและมีสุขภาพดีเกิดขึ้นจากพันธะโมเลกุลระหว่างเส้นใยเคราตินที่เรียกว่า พันธะไดซัลไฟด์ (disulfide bridges) ที่เกาะยึดกันอย่างแข็งแรง แต่ด้วยความร้อน รังสียูวี หรือสารประกอบเคมีบางชนิดที่อยู่ในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเส้นผมมีส่วนในการทำลายพันธะดังกล่าว ผลที่ได้คือ เส้นผมที่เปราะบางและแตกปลายได้ง่าย และแม้ว่าครีมนวดผมหรือทรีทเม้นท์ต่าง ๆ จะพยายามช่วยซ่อมแซมเส้นผมโดยการแทนที่โมเลกุลของโปรตีนในบริเวณที่พันธะไดซัลไฟด์ที่ถูกทำลาย แต่น่าเสียดายที่ส่วนผสมส่วนใหญ่จะไม่มีประสิทธิภาพมากพอ เนื่องด้วยข้อจำกัดในเรื่องของค่า pH ของทั้งโปรตีนและในเส้นผมที่จะต้องมีค่าเท่ากัน
          การศึกษาหนึ่งนำโดยวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหารของมหาวิทยาลัย Jiangnan ประเทศจีน ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงในวารสาร Royal Society Open Science โดยได้ทดลองใช้โปรตีนกลูเตน (Gluten) จากข้าวสาลี ซึ่งเป็นโมเลกุลเชิงประกอบที่มีพันธะไดซัลไฟด์จำนวนมาก ผสมลงในแชมพูและทดลองใช้กับเส้นผมตัวอย่าง จากนั้นทำการทดสอบความเสียดทานจากการหวีผม ปรากฏว่ามีแรงเสียดทานลดลง นอกจากนี้เมื่อทดสอบผ่านกล้องจุลทรรศน์ยังพบว่า เส้นผมมีความเปราะบางลดลง และพื้นผิวของเส้นผมเรียบเนียนมากขึ้นด้วย

กลูเตน (Gluten) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ช่วยรักษารูปร่างของอาหาร หรือทำหน้าที่เสมือนกาวที่เชื่อมต่อส่วนของอาหารเข้าด้วยกันซึ่งพบได้ในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะในธัญพืชกลุ่มข้าวสาลี ข้าวไรย์ ข้าวบาร์เลย์ เป็นต้น

          อย่างไรก็ดี แม้ว่าการทดสอบดังกล่าวจะแสดงให้เห็นว่า กลูเตนโปรตีนจากข้าวสาลีช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเส้นผมที่เปราะบางและแตกปลายได้ แต่ก็ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมีคุณภาพที่ดีพอต่อผู้บริโภคในอนาคต
</detail><keywords>#หยุดผมเสีย  #ผมสวยสุขภาพดี  #แชมพูสูตรเฉพาะ  #แชมพูเพื่อผมเสีย  #ผมเสียหนักมาก  #ฟื้นฟูผมเสีย  #ลืมแชมพูเดิมไปได้เลย  #ไม่ใช่แค่สะอาดแต่บำรุง  #ผมนุ่มลื่นไม่พันกัน  #เปลี่ยนผมเสียเป็นผมสวย</keywords><date>2025-07-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5630</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1752733882.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="93"><Nid>5623</Nid><title>ทำความรู้จักน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับรถยนต์</title><source>https://www.scimath.org/article-science/item/7473-2017-09-08-03-40-23</source><detail>ปัจจุบันน้ำมันในไทยมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับสภาพการใช้รถและความต้องการของผู้ใช้ เราจึงต้องมาทำความรู้จักน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเชื้อเพลิง หมายถึง ของเหลวที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ หลังจากนั้นจึงนำมาปรับปรุงคุณภาพให้เหมาะสมต่อการใช้งาน เพื่อใช้เผาให้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ เครื่องเทอร์ไบน์ หรือใช้งานในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ต้มน้ำในหม้อไอน้ำ (Boiler) ใช้ในเตาอบเครื่องปั้นดินเผา หรือในโรงงานเซรามิก และใช้ในการทำความร้อน ให้แสงสว่าง เป็นต้น โดยทั่วไปน้ำมันเชื้อเพลิงที่จำหน่ายในสถานีบริการ จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ


	น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องยนต์น้ำมันเบนซิน
	น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเครื่องยนต์น้ำมันดีเซล


น้ำมันเบนซิน (GASOLINE)

          น้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนที่เบาที่สุด ที่ได้จากการกลั่นน้ำมันดิบ ส่วนนี้เรียกว่า แนฟธา (Naphtha) แล้วจึงนำมาปรับปรุงคุณภาพ ที่สำคัญคือการเพิ่มค่าออกเทนน้ำมันเบนซินปัจจุบันมี 2 ประเภท คือ น้ำมันเบนซินรถยนต์ (Motor Gasoline) และน้ำมันเบนซินอากาศยาน (Aviation Gasoline) ซึ่งทั้งสองประเภทนี้มีข้อแตกต่างกันตรงที่น้ำมันอากาศยานจะมีค่าออกเทนสูง กว่าน้ำมันเบนซินรถยนต์มาก

เบนซิน ออกเทน 95

          สุดยอดน้ำมันแห่งยานยนต์ด้วยคุณสมบัติที่สามารถจะใช้ได้กับรถยนต์แทบทุกประเภท เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์ พร้อมมีค่าออกเทนสูง การเผาไหม้ของเครื่องยนต์สมบูรณ์ ทำให้ น้ำมันเบนซิน ออกเทน 95 เป็นน้ำมันที่ตอบสนองการขับได้ดีที่สุด ทว่าก็ต้องแลกมากับค่าตัวที่สูงกว่าน้ำมันชนิดอื่น นั่นเอง

เบนซิน ออกเทน 91

          มีความคล้ายคลึงกับเบนซิน ออกเทน 95 ทว่าเป็นเวอร์ชั่นที่ถูกลดคุณภาพลงมาเล็กน้อย แต่ยังคงไม่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์ใด ๆ แม้จะมีค่าออกเทนน้อยกว่าจนส่งผลทำให้การตอบสนองการขับขี่ไม่ดีเท่าออกเทน 95 แต่เมื่อใช้จริงก็แทบจะไม่ต่างกันเท่าใดนัก ยกเว้นตั้งใจตรวจสอบและดูอย่างละเอียดจริงๆ  

          น้ำมันชนิด เบนซิน ออกเทน 91 สามารถเติมได้กับ รถยนต์ทุกประเภทที่ไม่ได้ระบุว่า เติมน้ำมันชนิด เบนซิน ออกเทน 95  เท่านั้น

           การเพิ่มค่าออกเทนของน้ำมัน โดยทั่วไปมีอยู่ 2 วิธี

           1. เติมสารตะกั่ว ซึ่งเป็นสารประกอบที่ควบคุมปฏิกิริยาการเผาไหม้ของน้ำมนเบนซิน เป็นวิธีการที่ประหยัดและสารประกอบ ของตะกั่วที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ TEL หรือ TML (Tetraethyl lead หรือ Tetramethyl Lead)

            2. ไม่เติมสารตะกั่ว

             2.1 ปรับปรุงขบวนการกลั่น เช่น ขบวนการไอโซเมอไรเซชั่น (Isomerrization) โดยการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของแนฟธา (Naphtha) ให้มีโครงสร้างโมเลกุลเป็นแบบโซ่กิ่ง (Iso - chain หรือ Branch chain) มากขึ้น
             2.2 การเติมสารที่มีค่าออกเทนสูง เรียกว่า ออกเทนบูสเตอร์ (Octane Booster) ตัวอย่างเช่น

                       - เมทธิลแอลกอฮอล์ ค่าออกเทน (RON) 106
                       - เอทธิลแอลกอฮอล์ ค่าออกเทน (RON) 106
                       - เทอร์เทียรีเอมิลเมทธิลอีเธอร์ ค่าออกเทน (RON) 108
                       - โทลูอีน ค่าออกเทน (RON) 114
                       - เมทธิลเทอร์เทียรีบิวธิลอีเธอร์ ค่าออกเทน (RON) 117
                       - เอทธิลเทอร์เทียรีบิวธิลอีเธอร์ ค่าออกเทน (RON) 118
                       - สารที่นิยมใช้ในขณะนี้ได้แก่ เมทธิลเทอร์เทียรีบิวธิลอีเธอร์

               สำหรับน้ำมันเบนซินที่ขายอยู่ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือน้ำมันเบนซิน น้ำมันแก๊สโซฮอล์ และน้ำมันดีเซล โดยสามารถจำแนกน้ำมันที่ขายตามท้องตลาดได้ ประมาณ 7 ประเภท ประกอบด้วย


	น้ำมันเบนซินธรรมดา (regular) หรือน้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทน 91 ประกอบด้วยส่วนผสมจากน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว และค่าออกเทน 91
	น้ำมันเบนซินพิเศษ (premium) หรือน้ำมันเบนซินที่มีค่าออกเทน 95 ประกอบด้วยส่วนผสมจากน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่ว และค่าออกเทน 95 ปัจจุบันน้ำมันประเภทนี้ยกเลิกการจำหน่ายไปแล้วหลายแห่ง
	น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 มีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนด และสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซิน 91 ธรรมดา ได้ โดยมีส่วนผสมระหว่างเอทานอลหรือเอทิล แอลกอฮอล์ มีความบริสุทธิ์ 99.5% ผสมกับน้ำมันเบนซิน 91 ในอัตรา ส่วน น้ำมัน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วนผลดีต่อเครื่องยนต์ ไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะเครื่องยนต์ และอัตราการเร่ง ไม่แตกต่างจากน้ำมันเบนซิน 91 สามารถเติมผสมกับน้ำมันเบนซินที่อยู่ในถังได้เลย และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับแต่งเครื่องยนต์
	น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มีคุณสมบัติตามมาตรฐานที่กำหนด และสามารถใช้ทดแทนน้ำมันเบนซิน 95 ธรรมดาได้มีส่วนผสมระหว่างเอทานอลหรือเอทิลแอลกอฮอล์มีความบริสุทธิ์ 99.5% ผสมกับน้ำมันเบนซิน 95 ในอัตรา ส่วน น้ำมัน 9 ส่วน เอทานอล 1 ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 แตกต่างจากน้ำมันเบนซิน 95 โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ผลิตจากน้ำมันเบนซินออกเทน 91 ผสมกับเอทานอลซึ่งเป็นตัวเพิ่มค่าออกเทน ทำให้ได้แก๊สโซฮอล์ที่มีออกเทนเท่ากับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ใช้สาร MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) เป็นสารเพิ่มค่าออกเทนแต่สาร MTBE มีข้อเสียคือ ทำให้เกิดการปนเปื้อนกับน้ำใต้ดินและน้ำดื่ม
	น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 คือ นํ้ามันที่มีส่วนผสมน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วผสมกับเอทานอล หรือเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอ ฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน เบนซิน 15% ต่อเอทานอล 85% ได้เป็นน้ำมัน
	น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 นํ้ามันที่มีส่วนผสมน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วผสมกับเอทานอล หรือเอทิลแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน เบนซิน 80% ต่อเอทานอล 20%
	ไบโอดีเซล คือ น้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ รวมทั้งน้ำมันใช้แล้วจากการปรุงอาหารนำมาทำปฏิกิริยาทางเคมีกับแอลกอฮอล์ เรียกอีกอย่างว่าสารเอสเตอร์ มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลมาก
	ก๊าซ LPG หรือ ก๊าซหุงต้ม เป็นก๊าซที่ได้จากกระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติและขบวนการกลั่นน้ำมันเป็น สารประกอบพวกไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วยก๊าซโปรเปน ( Propane ) และบิวเทน ( Butane ) เป็นส่วนประกอบหลัก มีคุณสมบัติหนักกว่าอากาศประมาณ 1.5 – 2 เท่า ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่เป็นพิษ จึงต้องเติมกลิ่นเหม็น ( Ethyl Mercaptan ) ลงไปเพื่อให้รู้ว่าก๊าซรั่ว ซึ่งอาจทำให้ติดไฟได้และขยายตัวเมื่ออุณหภูมิสูง ( จากสถานะของเหลวกลายเป็นไอ ขยายตัวประมาณ 250 เท่า ) จะมีสถานะเป็นไอที่อุณหภูมิปกติและความดันบรรยากาศ มีออกเทน 105 – 110 ก๊าซ LPG 1 ลิตร หนักประมาณ 0.5 กิโลกรัม LPG เมื่อเผาไหม้จะมีมลภาวะต่ำกว่าน้ำมัน ( สะอาดกว่าน้ำมัน )
	ก๊าซ NGV (Natural Gas for Vehicle: NGV) มีภาษาเชิงวิชาการว่า ก๊าซซีเอ็นจี (Compressed Natural Gas: CNG)  คือ ก๊าซธรรมชาติที่มี “มีเทน” เป็นส่วนประกอบหลักและถูกอัดจนมีความดันสูง ซึ่งในบางประเทศเรียกว่า “ก๊าซธรรมชาติอัด” (ซีเอ็นจี) ซึ่งถูกอัดที่แรงดัน 200 bar หรือ 3,000 psi และถูกกักเก็บไว้ในถังบรรจุก๊าซธรรมชาติอัดที่ถูกผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษให้สามารถรองรับแรงดันได้ โดยมีสภาพเป็นก๊าซหรือไอที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ โดยมีค่าความถ่วงจำเพาะต่ำกว่าอากาศ จึงเบากว่าอากาศ เมื่อเกิดการรั่วไหลจะฟุ้งกระจายไปตามบรรยากาศอย่างรวดเร็ว จึงไม่มีการสะสมลุกไหม้บนพื้นราบ  


 น้ำมันดีเซล (DIESEL)

             น้ำมันดีเซล (DIESEL) น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งมี 2 ชนิด คือ น้ำมันดีเซล และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว แต่ในสถานีบริการทั่วไป จะจำหน่ายเฉพาะน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเท่านั้น นอกจากนี้แล้ว หากคุณจะไม่ได้ใช้รถยนต์ของคุณมากกว่าหนึ่งเดือน เช่น ไปเที่ยวต่างประเทศ ไปทำงานต่างจังหวัด หรือเดือนนี้มีการเปลี่ยนไปใช้รถไฟฟ้าแทน คุณก็ไม่ควรจะเติมน้ำมันชนิดแก๊สโซฮอล์เด็ดขาด เพราะจะทำให้น้ำมันระเหย และเสียคาในเครื่องยนต์ของคุณได้ สุดท้ายแล้วก็อย่าลืมดูคู่มือรถยนต์ให้ดี ๆ ก่อนจะเติมนะจ๊ะ
</detail><keywords>#น้ำมันเชื้อเพลิง  #รถยนต์  #เติมน้ำมัน  #เชื้อเพลิงรถยนต์  #รู้ก่อนเติม  #ความรู้เรื่องรถ  #ประหยัดน้ำมัน  #ประเภทน้ำมัน  #ดูแลรถ  #ขับขี่ปลอดภัย</keywords><date>2025-06-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5623</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1750661996.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="94"><Nid>5614</Nid><title>จากยารักษา สู่ยาเสียสาว ภัยเงียบในสถานบันเทิง</title><source>https://www.pptvhd36.com/health/news/7068</source><detail>ยาเสียสาว คือชื่อเรียกของสารที่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ แอบใส่ในเครื่องดื่มโดยเหยื่อไม่รู้ตัว เพียงไม่กี่หยด ก็อาจทำให้หมดสติ และตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมโดยไม่ทันตั้งตัว ภัยเงียบนี้กำลังแฝงตัวอยู่ในสถานบันเทิงมากกว่าที่คุณคิด

“ยาเสียสาว” คือ สาร/ยาที่ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด โดยผู้ประสงค์ร้ายแอบลักลอบใช้กับเหยื่อ หวังก่ออาชญากรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเพื่อรูดทรัพย์ หรือล่วงละเมิดทางเพศ โดยมักใช้สาร และยา กลุ่มยามิดาโซแลม (Midazolam) หรือชื่อการค้า โดมิคุม (Dormicum) /ยาอัลปราโซแลม(Alprazolam)/ ยาฟลูไนตราซีแพม (Flunitrazepam) หรือชื่อการค้า โรฮิบนอล (Rohypnol)/ สารจีเอชบี (GHB = gamma-hydroxybutyric acid)หรือ ยาเค หรือ คีตามีน (Ketamine)

วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทหล่านี้มีคุณสมบัติที่ทำให้ผู้ประสงค์ร้ายมักจะนิยมนำไปใช้ คือ ออกฤทธิ์เร็วหลังจากการใช้ไม่เกิน 30 นาที ละลายได้ดีในน้ำ ง่ายต่อการผสมในเครื่องดื่ม เกิดอาการเคลิ้มสุขคล้ายการดื่มแอลกอฮอลล์ ทำให้มึนงง ง่วงซึม ไม่มีสติ หรือสลบได้ และทำให้ผู้ถูกวางยาสูญเสียความทรงจำไปชั่วขณะ ไม่สามารถจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ วัตถุออกฤทธิ์ต่อ จิตประสาทเหล่านี้อันตรายมาก มีฤทธิ์กดการหายใจ และเป็นสิ่งผิดกฎหมาย หากไม่ใช้ภายใต้คำสั่งจากแพทย์ ทั้งนี้หากมีการใช้ในปริมาณมากร่วมกับยานอนหลับซึ่งออกฤทธิ์ทำให้หลับเร็ว หรือใช้ร่วมกับสารเสพติดอื่นๆ หรือผสมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงทำให้ผู้ถูกวางยาเสียชีวิตได้

อาการเตือนที่บ่งบอกว่าอาจได้รับสาร/ยาเหล่านี้


	อาการง่วงนอน มึนงง คลื่นไส้อาเจียน
	เดินเซ เคลื่อนไหวลำบาก หายใจลำบาก
	มีอาการคล้ายเมาสุราแม้ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์หรือดื่มไปเพียงเล็กน้อย
	หากได้รับในขนาดที่สูงมากอาจทำให้เกิดการกดการทำงานของหัวใจ กดการหายใจ ชักหมดสติและเสียชีวิตได้


 

ป้องกันตนเองจากความเสี่ยง


	ไม่กินหรือรับของจากคนแปลกหน้า
	หากต้องเข้าห้องน้ำ กลับมาแล้วควรสังเกตภาชนะบรรจุว่าอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยเจาะหรือรอยปิดด้วยเทปหรือผ่านการเปิดฝามาก่อน
	เมื่อดื่มเครื่องดื่มแล้วพบว่ารสหรือกลิ่นของเครื่องดื่มเปลี่ยนไป ควรหลีกเลี่ยงการดื่มต่อ
	เมื่อดื่มแล้วมีอาการแปลก ๆ หรือรู้สึกเมาหลังจากดื่มไปได้เพียงเล็กน้อย ให้รีบขอความช่วยเหลือจากเพื่อนที่ไว้ใจ (ถ้าเป็นไปได้) ไม่ควรขอความช่วยเหลือจากคนแปลกหน้า


 

สำหรับโทษของผู้กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นผู้จูงใจ ชักนำ ยุยงส่งเสริม ใช้อุบายหลอกลวงหรือขู่เข็ญให้ผู้อื่นเสพ โทษจำคุก 2-10 ปี ปรับ 40,000-200,000 บาท หากกระทำต่อหญิงหรือต่อบุคคลซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะ โทษจำคุก 3 ปี ถึงตลอดชีวิต ปรับ 60,000 – 500,000 บาท ส่วนผู้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์ โทษจำคุก 1 – 5 ปี ปรับ 20,000 – 100,000 บาท และผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย โทษจำคุก 5-20 ปี ปรับ 100,000 – 400,000 บาท ซึ่งรัฐบาลได้สั่งการและกำชับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการป้องกันและปราบปรามให้ออกกวาดล้างและจับกุมทั้งผู้ผลิตจำหน่ายและผู้ใช้ได้เป็นจำนวนมาก

โดยยาเสียสาว นับเป็น วัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 2  เป็นสารที่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดการใช้ในทางที่ผิดสูง มีอันตรายต่อสุขภาพมากหากใช้ไม่เหมาะสมหรือไม่อยู่ภายใต้การดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพ แต่มีประโยชน์ทางการแพทย์ ซึ่งไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป เนื่องจากเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่มี การนำมาใช้ในทางการแพทย์ แต่มีแนวโน้มในการนำไปใช้ในทางที่ผิดสูง ดังนั้นกฎหมายจึงมีการควบคุมการซื้อขายสาร/ยาดังกล่าว โดยห้ามผลิต นำเข้า หรือส่งออก เว้นแต่ได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตเฉพาะเท่านั้น แต่ในปัจจุบันพบว่ามีการลักลอบนำมาขายผิดกฎหมายโดยเฉพาะทางอินเทอร์เน็ต ดังนั้นหากพบเห็นสามารถแจ้งเบาะแสกับทาง อย. ได้ที่สายด่วน อย. 1556
</detail><keywords>#ยาเสียสาว  #ภัยเงียบในสถานบันเทิง  #GHBคืออะไร  #ระวังเครื่องดื่ม  #รู้ทันภัยร้าย  #ยาปลอมไม่ใช่เรื่องเล่น  #ปาร์ตี้อย่างปลอดภัย  #ไม่เผลอไม่เสี่ยง  #ภัยกลางคืน</keywords><date>2025-06-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5614</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1749715590.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="95"><Nid>5608</Nid><title>เลือกที่นั่งในห้องเรียน นั่งตรงไหน ดียังไงบ้าง</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/66660</source><detail>เลือกที่นั่งในห้องเรียน นั่งตรงไหน ดียังไงบ้าง
:
เปิดเทอมวันแรก หลายคนรีบไปโรงเรียนแต่เช้า ไม่ใช่เพราะคิดถึงเพื่อนหรือคุณครู แต่เพราะต้องรีบไป “จองโต๊ะ” นั่นเอง เพราะใคร ๆ ก็อยากได้ที่นั่งที่รู้สึกว่าเหมาะกับตัวเองที่สุด บางคนนั่งหน้า บางคนนั่งหลัง บางคนขอแถวกลางปลอดภัยไว้ก่อน แล้วที่นั่งแต่ละตำแหน่งมีข้อดีต่างกันยังไงบ้าง?
:
1. นั่งหน้า - เหมาะกับคนที่ตั้งใจเรียน อยากเห็นชัด ฟังชัด และมีสมาธิเต็มร้อย มีข้อดีคือ มองเห็นกระดาน ตัวหนังสือ และครูได้ชัด ได้ยินเสียงชัดเจน มีสมาธิ เพราะไม่มีใครอยู่ข้างหน้ารบกวน แต่ก็มีโอกาสโดนครูถามบ่อย เพื่อกระตุ้นให้ตั้งใจเรียน และครูมักมองแถวหน้าก่อน ทำให้มีโอกาสโต้ตอบเยอะ
:
2. นั่งกลางห้อง - เหมาะกับคนที่อยากบาลานซ์ระหว่างการมองเห็นชัด กับความสบายใจ มีข้อดีคือ มองเห็นกระดานได้ในระดับที่ดี ได้ยินเสียงอาจารย์ชัด ไม่กดดันเท่าแถวหน้า แต่ยังโฟกัสบทเรียนได้ดี และเข้าถึงเพื่อนได้ทั้งหน้าและหลัง
:
3. นั่งหลังห้อง - เหมาะกับคนที่ต้องการความผ่อนคลาย และสามารถโฟกัสได้ด้วยตัวเอง มีข้อดีคือ ไม่ตกเป็นเป้าสายตา รู้สึกผ่อนคลาย มีอิสระมากขึ้นในการขยับตัวหรือจดบันทึก และมองเห็นภาพรวมของห้องเรียน แถมยังเข้า-ออกห้องง่าย สะดวกเวลาเปลี่ยนคาบ
:
แล้วที่นั่งไหนดีที่สุด?
ไม่มีตำแหน่งไหน “ดีที่สุด” สำหรับทุกคน เพราะการเรียนรู้ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญคือความตั้งใจ การรู้จักสไตล์การเรียนของตัวเอง (เช่น ชอบฟัง ชอบอ่าน หรือชอบลงมือทำ) ถ้าเรารู้จักตัวเองดีพอ จะนั่งตรงไหนก็เรียนรู้ได้เต็มที่ แล้วเพื่อน ๆ ล่ะ ชอบนั่งตรงไหนที่สุดในห้องเรียน?
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-06-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5608</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1749453065.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="96"><Nid>5607</Nid><title>ฟัง พูด อ่าน เขียน อะไรง่ายและยากที่สุดเวลาเรียนภาษา</title><source>https://www.sanook.com/news/9788146</source><detail>ฟัง พูด อ่าน เขียน อะไรง่ายและยากที่สุดเวลาเรียนภาษา
:
เวลาเรียนภาษาต่างประเทศ หลายคนมักเจอคำถามนี้อยู่บ่อย ๆ ว่าส่วนไหนที่เรียน “ง่าย” และ “ยาก” ที่สุด จริง ๆ แล้วแต่ละคนมีทักษะการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจถนัดฟัง บางคนอาจถนัดเขียนมากกว่า แต่ถ้าลองดูจากประสบการณ์ของคนทั่วไป เราพอจะจัดอันดับได้ประมาณนี้
:
1. ฟัง - ง่ายที่สุด
การฟังเป็นทักษะแรกที่พัฒนาได้ไว เพราะเราแค่ "ตั้งใจฟัง" ไม่ว่าจะเป็นฟังเพลง ดูซีรีส์ ฟังพอดแคสต์บ่อย ๆ จะช่วยให้หูเราชินกับภาษาเร็วมาก
:
2. อ่าน - ง่าย
การอ่านแบบพอมีพื้นฐานคำศัพท์กับไวยากรณ์นิดหน่อยก็ไปต่อได้เรื่อย ๆ จะอ่านช้า ๆ ซ้ำกี่รอบก็ได้ ไม่กดดัน แถมช่วยเพิ่มศัพท์กับโครงสร้างประโยคด้วย
:
3. พูด - เริ่มยาก
พูดเป็นเรื่องของความกล้า ความมั่นใจ และต้อง "คิด + พูด" พร้อมกัน ยิ่งหากไม่มีโอกาสคุยกับเจ้าของภาษาก็ยิ่งพูดยากขึ้น หลายคนฟังออก อ่านรู้เรื่อง แต่พูดไม่ออก เพราะไม่คุ้นกับการใช้จริง
:
4. เขียน - ยากที่สุดในสายตาคนส่วนใหญ่
การเขียนต้องเป๊ะทั้งคำศัพท์ ไวยากรณ์ และเรียบเรียงให้สื่อสารได้ บางภาษาอย่าง จีน ญี่ปุ่น หรืออาหรับ ยิ่งซับซ้อนเข้าไปอีก เลยต้องใช้เวลาและความละเอียดมากกว่าทักษะอื่น
:
สรุปให้เรียงลำดับจากง่ายไปยากจะได้ดังนี้
จากง่ายไปยาก - ฟัง → อ่าน → พูด → เขียน
:
แต่บางคนอาจเรียงลำดับไม่เหมือนกัน แล้วแต่วิธีเรียนกับเป้าหมายของแต่ละคน แต่อย่าเพิ่งกังวลว่าทักษะไหนเรายังไม่เก่ง ให้เริ่มจากสิ่งที่ชอบก่อน แล้วค่อย ๆ ฝึกไปเรื่อย ๆ เรียนภาษาไม่มีคำว่า "ช้าเกินไป" หรือ "ยากเกินไป" แค่ต้อง "ใช้บ่อย ๆ" เท่านั้นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-06-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5607</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1749453016.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="97"><Nid>5606</Nid><title>อาบน้ำเวลาไหน ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากที่สุด</title><source>https://www.sanook.com/health/37293</source><detail>อาบน้ำเวลาไหน ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากที่สุด
:
หลายคนอาจคิดว่า “อาบน้ำตอนไหนก็สะอาดเหมือนกัน” แต่จริง ๆ แล้ว เวลาที่อาบส่งผลต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด ลองดูว่าเวลาไหนที่ควรหลีกเลี่ยง และเวลาไหนที่เหมาะสมที่สุด
:
เวลาที่ควรหลีกเลี่ยง
1. หลังเที่ยงคืน - ร่างกายเข้าสู่โหมดพักผ่อน ระบบไหลเวียนเลือดทำงานช้าลง เสี่ยงความดันต่ำ หนาวสั่น หรือหัวใจวาย โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว
:
2. หลังออกกำลังกายทันที - ร่างกายยังร้อนจัด หัวใจเต้นแรง การอาบน้ำทันทีอาจทำให้เส้นเลือดหดตัวเร็ว เสี่ยงหน้ามืด ควรรอให้ร่างกายเย็นลงก่อนประมาณ 30 นาที
:
3. หลังตื่นนอนทันที - อุณหภูมิร่างกายยังต่ำ อาจเกิดภาวะช็อกได้ ควรดื่มน้ำอุ่นหรือยืดเส้นยืดสายก่อน
:
4. หลังอาหารทันที - การอาบน้ำส่งผลให้เลือดไหลเวียนไปที่ผิวหนังมากกว่ากระเพาะอาหาร ทำให้ย่อยอาหารช้าลง เสี่ยงท้องอืด
:
เวลาอาบน้ำที่แนะนำ
- ช่วงเช้า กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ช่วยให้ตื่นตัว สดชื่น พร้อมเริ่มวันใหม่
- ช่วงเย็น ชำระเหงื่อไคล คลายความเครียด และช่วยให้หลับง่ายขึ้น
:
อาบน้ำอย่างไรให้ปลอดภัย
1. ใช้น้ำอุ่น (ประมาณ 37 - 40 องศาเซลเซียส)
2. ไม่ควรอาบน้ำนานเกิน 10 - 15 นาที
3. เช็ดตัวให้แห้งและสวมเสื้อผ้าทันที
:
สรุปแล้ว แค่อาบน้ำให้สะอาดอาจไม่พอ หากอยากดูแลสุขภาพให้รอบด้าน ควรใส่ใจ “ช่วงเวลา” ด้วย ถ้าอาบถูกเวลา ก็สะอาด สดชื่น และปลอดภัยกว่าเยอะนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-06-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5606</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1749452966.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="98"><Nid>5605</Nid><title>เปิดแอร์ทั้งวัน VS เปิด ๆ ปิด ๆ อันไหนเปลืองไฟกว่ากัน</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1613651</source><detail>เปิดแอร์ทั้งวัน VS เปิด ๆ ปิด ๆ อันไหนเปลืองไฟกว่ากัน
:
ร้อนขนาดนี้ หลายคนสงสัยว่า “เปิดแอร์ทั้งวันไปเลย” หรือ “ออกไปนอกห้องแป๊บนึงก็ปิดแอร์ก่อน แล้วค่อยเปิดใหม่ตอนกลับมา” แบบไหนประหยัดไฟกว่ากัน? คำตอบไม่ได้ตายตัว แต่อยู่ที่ว่าเราใช้แอร์แบบไหน และใช้ยังไงมากกว่า
:
ทำความเข้าใจการทำงานของแอร์ก่อน
- ช่วงเปิดใหม่ (Start-up) แอร์จะกินไฟมากที่สุด เพราะต้องเร่งลดอุณหภูมิจากห้องที่ร้อนจัด
- ช่วงรักษาอุณหภูมิ เมื่อห้องเย็นแล้ว แอร์จะใช้ไฟน้อยลง เพื่อแค่ประคองอุณหภูมิให้นิ่ง
:
Inverter VS Non-Inverter
- แอร์ Inverter จะทำงานต่อเนื่องแบบลดรอบ ไม่ตัด-ต่อบ่อย ประหยัดไฟกว่าเมื่อต้องเปิดนาน ๆ
- แอร์ธรรมดา (Non-Inverter) ตัด-ต่อบ่อย กินไฟช่วงเริ่มต้นแต่ละครั้งมากกว่า
:
สรุปว่าเปิดแบบไหนดีกว่า?
- ถ้าอยู่ในห้องต่อเนื่องหลายชั่วโมง → เปิดแอร์คงที่ไว้จะประหยัดไฟกว่า
- ถ้าออกจากห้องนานหลายชั่วโมง → ปิดแอร์ไปเลยดีที่สุด
- ถ้า ออกไปแค่ 30 นาที - 2 ชั่วโมง
แอร์ Inverter → อาจเปิดทิ้งไว้หรือปรับอุณหภูมิขึ้นก็พอ
แอร์ Non-Inverter → ปิดแอร์อาจจะคุ้มกว่า
:
เคล็ดลับประหยัดไฟจากแอร์
- ใช้แอร์ Inverter ที่มีค่า SEER สูง
- ตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 25 – 27°C
- เปิดพัดลมช่วยกระจายความเย็น
- หมั่นล้างแผ่นกรองอากาศ และล้างแอร์ใหญ่ทุก 6 เดือน
- ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท ไม่ให้ความเย็นรั่ว
- หลีกเลี่ยงอุปกรณ์ให้ความร้อนในห้องแอร์
- ใช้ม่านกันแสง เพื่อลดความร้อนจากแดด
:
สรุปแล้ว การเลือกเปิดแอร์ทั้งวัน หรือเปิด ๆ ปิด ๆ ไม่ได้มีคำตอบตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการใช้งาน ประเภทของแอร์ และลักษณะของห้อง หากเข้าใจหลักการทำงานของแอร์ และเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ ก็สามารถประหยัดไฟได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-06-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5605</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1749452918.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="99"><Nid>5604</Nid><title>สีน้ำทะเลดูคล้ำขึ้น สัญญาณใหม่ที่โลกกำลังเปลี่ยนไป</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cy4e1mddnl7o</source><detail>สีน้ำทะเลดูคล้ำขึ้น สัญญาณใหม่ที่โลกกำลังเปลี่ยนไป
:
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา นักวิจัยพบว่า กว่า 20% ของมหาสมุทรทั่วโลกมีสีเข้มขึ้น ไม่ใช่แค่ความรู้สึกของเรา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่วัดได้จริง
:
ทำไมน้ำทะเลดูเข้มขึ้น?
- แพลงก์ตอนบานมากผิดปกติ จากสารอาหารที่ไหลลงทะเล
- ฝนตกหนักมากขึ้น ทำให้ตะกอนจากแผ่นดินถูกพัดลงทะเล
- อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ทำให้แสงทะลุผิวน้ำน้อยลง
:
ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลยังไง?
- แสงลดลง = การสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนลดลง
- อาหารในทะเลน้อยลง เพราะแพลงก์ตอนเป็นจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหาร
- สัตว์บางชนิดอาจหากินหรือสืบพันธุ์ได้ยากขึ้น
- ออกซิเจนลดลง เพราะแพลงก์ตอนผลิตออกซิเจนกว่าครึ่งของโลก
:
สีของมหาสมุทรที่เปลี่ยนไปไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่มันบอกเราว่าทะเลและโลกทั้งใบกำลังเปลี่ยนแปลงทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิต และระบบนิเวศในระยะยาวนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-06-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5604</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1749452866.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="100"><Nid>5603</Nid><title>นักจิตวิทยา AI ก็ช่วยให้ใจเราดีขึ้นได้เหมือนกัน</title><source>https://www.sanook.com/health/37169</source><detail>นักจิตวิทยา AI ก็ช่วยให้ใจเราดีขึ้นได้เหมือนกัน
:
เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีไปไกลมาก มีแอปหรือแชทบอตที่คอยรับฟังเราตลอดเวลาแบบ 24 ชม. จะตอนตี 2 หรือตอนที่ไม่ไหวจริง ๆ ก็เปิดแอปขึ้นมาคุยได้เลย ไม่ต้องรอ ไม่ต้องกลัวโดนตัดสิน
:
แอปอย่าง Woebot, Wysa หรือ Replika ออกแบบมาให้เหมือนเพื่อนที่เข้าใจเราจริง ใช้เทคโนโลยีที่ทำให้เหมือนได้พูดคุยกับคน ไม่ใช่แค่ตอบอัตโนมัติ แต่ยังช่วยให้เรารู้สึกว่า "ไม่ต้องอยู่คนเดียวกับความรู้สึกนี้"
:
ข้อดีคือ
1. ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ต้องนัดล่วงหน้า
2. ฟรี หรือค่าใช้จ่ายน้อยมาก
3. ปลอดภัย ใครที่ยังไม่กล้าเปิดใจกับคนจริง ๆ ก็เริ่มจากตรงนี้ก่อนได้
4. ไม่ต้องกลัวโดนตัดสิน จะพูดอะไรก็ได้เต็มที่
:
แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่า AI ยังไม่สามารถทำงานแทน “นักจิตวิทยา” ที่เป็นคนจริง ๆ ได้ทั้งหมด เพราะบางปัญหาอาจลึกมาก หรือภาวะทางจิตใจที่ต้องวินิจฉัยและดูแลแบบมืออาชีพ เช่น ซึมเศร้าหนัก วิตกกังวลขั้นรุนแรง ไปจนถึงภาวะซับซ้อนแบบที่ต้องเจาะลึก ยังไงก็ต้องเจอผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
:
แล้วถ้าจะเริ่มหานักจิตวิทยาต้องทำยังไง?
ลองหาในเว็บรวมผู้เชี่ยวชาญก็ได้ หรือดูรีวิวจากคนที่เคยเข้ารับการบำบัด จะได้รู้ว่าแต่ละคนถนัดด้านไหน บางคนเน้นแนว CBT, บางคนใช้ Mindfulness หรือบางคนเหมาะกับเรื่องความสัมพันธ์คู่รัก เลือกให้ตรงกับสไตล์เรา คุยแล้วสบายใจ เหมือนคุยกับคนที่ "เข้าใจจริง ๆ"
:
สรุปคือ AI กับนักจิตวิทยาไม่ได้มาแทนกัน แต่ช่วยเสริมให้การดูแลใจของเราครอบคลุมขึ้น บางช่วงเราอาจยังไม่พร้อมคุยกับคนจริง ๆ ก็เริ่มจาก AI ก่อนก็ไม่ผิด
แต่ถ้าใจเริ่มอยากพูดกับคน เข้าใจตัวเองมากขึ้น และอยากจัดการกับปัญหาให้ชัดเจนขึ้น การเจอนักจิตวิทยาก็ยังจำเป็นและมีคุณค่าเสมอนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-06-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5603</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1749452819.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="101"><Nid>5602</Nid><title>เปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพได้ง่าย ๆ</title><source>https://home.kapook.com/view279516.html</source><detail>เปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพได้ง่าย ๆ
:
ใครมีเศษอาหาร เศษผัก เปลือกผลไม้ หรือใบไม้แห้งที่บ้าน อย่าเพิ่งรีบทิ้งนะ มาลองทำ “ปุ๋ยหมักชีวภาพ” กันดีกว่า นอกจากจะช่วยลดปริมาณขยะในบ้าน ยังได้ปุ๋ยดี ๆ ไว้ใช้ปลูกต้นไม้ด้วย
:
ปุ๋ยหมักชีวภาพคือการเอาเศษพืช เศษอาหาร หรือมูลสัตว์มาหมักร่วมกับจุลินทรีย์ เพื่อเร่งการย่อยสลายให้เร็วขึ้น ทำให้ได้ปุ๋ยที่อุดมด้วยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และช่วยให้ดินร่วนซุย เหมาะกับการปลูกพืชสุด ๆ
:
สูตรที่ทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน เช่น
1. น้ำหมักชีวภาพ - ผสมน้ำหมักชีวภาพ กากน้ำตาล น้ำซาวข้าว และรำละเอียด หมักไว้ 7 วัน ก็เอาไปใช้รดหรือฉีดพ่นต้นไม้ได้เลย
:
2. ปุ๋ยหมักสูตรเปียก - ใช้แกลบ ใบไม้ ปุ๋ยคอก รำ กากน้ำตาล และน้ำหมักชีวภาพ คลุกให้เข้ากันแล้วหมักไว้ เมื่อพร้อมก็ใช้ได้เลย
:
3. สูตรแห้งแบบกองบนพื้น - คลุกเศษพืช แกลบ มูลสัตว์ รำ แล้วรดน้ำผสมกากน้ำตาล ตรวจเช็กความชื้นแล้วคลุมไว้ หมักจนไม่มีความร้อนก็ใช้ได้แล้ว
:
4. สูตรง่ายจากกระถางดินเผา - ฝังกระถางลงดิน ใส่เศษอาหารสลับกับปุ๋ยคอกและใบไม้แห้ง เติมน้ำตาลกับน้ำผสม EM รอประมาณ 30 วันก็ได้ปุ๋ยใช้
:
5. สูตรจากถังหมัก - ใส่เศษอาหารลงถังพลาสติกขนาด 40 ลิตร คลุกกับตัวเร่งเชื้อและน้ำตาล ทำซ้ำไปเรื่อย ๆ พอเต็มถังหมักไว้อีก 25 - 30 วัน ก็ได้ปุ๋ยไว้ใช้
:
ไม่ว่าจะเลือกสูตรไหนก็ทำได้ง่าย ๆ ที่บ้าน ประหยัดค่าใช้จ่าย ช่วยโลก และปลูกอะไรก็งอกงาม ใครอยากลองเริ่มต้น ลองทำตามสูตรที่ชอบได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-06-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5602</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1749452762.png</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="102"><Nid>5601</Nid><title>มื้อดึกกินอะไรให้อิ่มอยู่ท้อง แถมไม่ต้องกลัวอ้วน</title><source>https://www.sanook.com/health/37309</source><detail>มื้อดึกกินอะไรให้อิ่มอยู่ท้อง แถมไม่ต้องกลัวอ้วน
:
ใครที่นอนดึกบ่อย ๆ น่าจะเคยเจอกับอาการหิวกลางดึกใช่ไหมครับ? แต่พอจะหยิบอะไรกิน ก็เริ่มลังเล กลัวน้ำหนักขึ้น กลัวนอนไม่หลับ หรือกินแล้วรู้สึกผิด จริง ๆ แล้วการกินมื้อดึกไม่ใช่เรื่องผิดซะทีเดียว แค่ต้องเลือกให้ดีเท่านั้นเอง
:
กินอะไรดีตอนดึก ทั้งอิ่มทั้งไม่อ้วน
- ไข่ต้ม ของง่าย ๆ แต่โปรตีนแน่น อิ่มนาน แคลอรีไม่เยอะ
- โยเกิร์ตไขมันต่ำ ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร แถมไม่ทำให้หนักท้อง
- กล้วย 1 ลูกเล็ก มีพลังงานพอดี ช่วยให้หลับสบาย
- นมอุ่นหรือนมถั่วเหลือง มีสารช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย นอนง่าย
- อัลมอนด์ประมาณ 10-15 เม็ด มีไขมันดี โปรตีนสูง อิ่มนาน
- ขนมปังโฮลวีต 1 แผ่น เป็นคาร์โบไฮเดรตย่อยช้า อยู่ท้อง ไม่ทำให้น้ำตาลพุ่ง
- เต้าหู้ โปรตีนจากพืช ย่อยง่าย แคลอรีต่ำ
:
แล้วทำไมมื้อดึกถึงมักทำให้อ้วนง่าย?
เพราะตอนกลางคืน ร่างกายจะเข้าสู่โหมดพักผ่อน การเผาผลาญก็ช้าลง ถ้ากินของมัน ของหวาน หรืออาหารแปรรูป ร่างกายจะยิ่งสะสมไขมันมากขึ้น และอาจทำให้นอนหลับยากด้วย
:
เคล็ดลับกินมื้อดึกแบบไม่รู้สึกผิด
- เลือกอาหารโปรตีนสูง ไขมันดี
- จำกัดแคลอรีไม่เกิน 200 ต่อมื้อ
- เว้นช่วงอย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน
- ดื่มน้ำก่อนกิน อาจแค่หิวน้ำไม่ใช่หิวข้าว
- หลีกเลี่ยงของทอด ของมัน และขนมหวาน
:
สรุปคือ ถ้าหิวตอนดึกไม่ต้องฝืน แค่เลือกของที่อิ่มง่าย ย่อยไม่ยาก แคลอรีพอดี ๆ อย่างไข่ต้ม โยเกิร์ต หรือเต้าหู้ เท่านี้ก็กินได้แบบสบายใจแล้วครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-06-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5601</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1749452712.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="103"><Nid>5600</Nid><title>มนุษย์พร้อมแค่ไหน หาก AI มีจิตสำนึกเหมือนมนุษย์</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/clyg92vrz4ko</source><detail>มนุษย์พร้อมแค่ไหน หาก AI มีจิตสำนึกเหมือนมนุษย์
:
ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา AI ฉลาดขึ้นแบบก้าวกระโดด ทั้งพูดคุยเหมือนคน แต่งเพลง เขียนโค้ด หรือแม้แต่ให้คำปรึกษาเรื่องชีวิตได้แบบไม่น่าเชื่อ จนหลายคนเริ่มสงสัยว่า อีกหน่อย AI จะคิดเองได้ไหม? จะมี "จิตสำนึก" แบบที่มนุษย์มีรึเปล่า?
:
ตอนนี้ AI อย่างพวก ChatGPT หรือ Gemini ยังไม่มีความรู้สึกจริง ๆ มันแค่เรียนรู้จากข้อมูลมหาศาลแล้วตอบกลับให้ดูเหมือนเข้าใจ ทั้งที่จริงมันไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่มีตัวตน ไม่มี “ความเป็นตัวเอง” แบบที่มนุษย์มี
:
แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครพยายามทำให้มันเป็นแบบนั้นนะ มีงานวิจัยหลายอย่างที่พยายามเข้าใจว่าจิตสำนึกของคนทำงานยังไง เช่น เครื่องมือที่ชื่อว่า Dreamachine ที่ทำให้คนเห็นภาพเหมือนฝันตอนตื่น เพื่อดูว่าความรู้สึกตัวของมนุษย์เกิดขึ้นได้ยังไง ถ้าเราเข้าใจกลไกของสมองมากพอ วันหนึ่งอาจสร้าง AI ที่ “รู้สึกตัว” ได้จริงก็ได้
:
คำถามคือ...ถ้าวันนั้นมาถึง เราจะรู้สึกยังไง?
บางคนมองว่า AI แค่เลียนแบบมนุษย์เก่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีวันรู้สึกจริง ๆ ได้หรอก ขณะที่บางคนก็คิดว่า ถ้า AI วันหนึ่งรู้สึกเจ็บปวด หรือมีความต้องการของตัวเองขึ้นมา มันก็ควรมีสิทธิในแบบที่มนุษย์มี
:
ตอนนี้คำถามเหล่านี้อาจยังดูไกลตัว แต่ก็ไม่มีอะไรแน่นอนในโลกของเทคโนโลยี สิ่งเดียวที่เรารู้แน่คือ AI จะฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ และสังคมควรเริ่มคิดเรื่องพวกนี้ตั้งแต่ตอนนี้ ไม่ใช่รอให้ถึงวันที่มัน “รู้สึกได้” แล้วเราค่อยหาวิธีรับมือ มนุษยชาติอาจจะแก้อะไรไม่ทันแล้วนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-06-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5600</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1749452665.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="104"><Nid>5599</Nid><title>อย่าทิ้งขี้เถ้าจากเตาถ่าน เพราะใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย</title><source>https://home.kapook.com/view289195.html</source><detail>อย่าทิ้งขี้เถ้าจากเตาถ่าน เพราะใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย
:
หลายคนชอบกินปิ้งย่าง แต่พอเตาถ่านมอดก็มักจะกวาดขี้เถ้าทิ้งทันที ทั้งที่จริง ๆ แล้ว “ขี้เถ้า” เหล่านี้ยังนำกลับมาใช้ซ้ำได้อีกหลายอย่าง ทั้งช่วยประหยัด และยังเป็นวิธีลดขยะในบ้านได้แบบง่าย ๆ
:
วิธีใช้ขี้เถ้าในชีวิตประจำวัน
1. ทำความสะอาดของใช้
ขี้เถ้าผสมน้ำเล็กน้อยสามารถนำมาใช้ขัดกระทะ หม้อ แก้ว กระเบื้อง หรือโลหะต่างๆ ได้ดี ทำให้เงางามเหมือนใหม่
:
2. ล้างคราบกาวเหนียว
หากเจอสติ๊กเกอร์ลอกยากหรือคราบกาวดื้อ ๆ ให้พอกขี้เถ้าผสมน้ำทิ้งไว้ แล้วค่อยขัดออก คราบจะหลุดง่ายขึ้น
:
3. ซับคราบน้ำมัน
นำขี้เถ้าไปโรยบนจุดที่น้ำมันหก เช่น พื้นหรือโต๊ะ ทิ้งไว้สักพักแล้วกวาดออก จะทำให้ทำความสะอาดง่ายขึ้นมาก
:
4. ดับกลิ่นอับในบ้าน
วางขี้เถ้าแห้งในถ้วยตามมุมต่าง ๆ สามารถช่วยดูดกลิ่นอับ กลิ่นบุหรี่ หรือกลิ่นสัตว์เลี้ยงได้ เพราะขี้เถ้ามีคุณสมบัติดูดซับกลิ่นดี
:
5. บำรุงต้นไม้
ขี้เถ้ามีแร่ธาตุอย่าง โพแทสเซียม แคลเซียม และซิลิกา ช่วยให้ต้นไม้แข็งแรง ทนโรคดีขึ้น โรยรอบโคนหรือคลุกลงดินก็ได้
:
6. ทำน้ำหมักไล่แมลง
ผสมขี้เถ้า 1 ถ้วย กับน้ำ 3 ลิตร คนให้เข้ากัน ทิ้งไว้จนตกตะกอน กรองเอาน้ำใส ๆ มาฉีดพ่นต้นไม้ จะช่วยกันแมลงได้แบบธรรมชาติ
:
แต่มีข้อควรระวัง ก่อนนำขี้เถ้ามาใช้ ต้องแน่ใจว่าเย็นสนิทแล้ว ควรรออย่างน้อย 24 ชั่วโมง และเก็บไว้ในภาชนะที่แห้ง ถ้าจะทิ้งก็ควรแยกเป็นขยะทั่วไปอย่างปลอดภัย
:
ขี้เถ้าอาจดูเหมือนไร้ค่า แต่จริง ๆ แล้วถ้าใช้ให้ถูกวิธี ก็เป็นตัวช่วยดี ๆ ในบ้านได้แบบไม่ต้องเสียเงิน ลองเก็บไว้ใช้ แล้วจะรู้ว่าของเล็ก ๆ ก็มีประโยชน์มากกว่าที่คิดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-06-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5599</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1749452613.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="105"><Nid>5593</Nid><title>รู้จักช่องบก เส้นทางประวัติศาสตร์สามแผ่นดิน</title><source>https://www.pptvhd36.com/news/สังคม/249639</source><detail>ช่องบก คือ เส้นทางโบราณที่เชื่อมต่อระหว่างดินแดนไทย กัมพูชา และลาว ซึ่งเคยเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญทั้งในด้านการค้า การทูต และการทหารมาตั้งแต่สมัยโบราณ ภูมิประเทศที่คดเคี้ยวผ่านภูเขาและป่าเขาแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านธรรมดา แต่เป็นพยานแห่งประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของอำนาจ ความสัมพันธ์ และวัฒนธรรมของสามแผ่นดินในภูมิภาคอินโดจีน

จากกรณีเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา บริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเวลา 10 นาที เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีคำสั่งหยุดยิง และทั้งสองฝ่ายต่างตรึงกำลังในเวลาต่อมานั้น

นอกจากความคุกกรุ่นของสถานการณ์ที่เป็นที่พูดถึงแล้ว เรื่องของสถานที่อย่าง ‘ช่องบก’ ก็ถูกพูดถึงไม่แพ้กันว่า รอยต่อระหว่างชายแดนแห่งนี้เป็นพื้นที่แบบไหน เคยมีเหตุขัดแย้งรุนแรงมาก่อนหรือเปล่า?



สำหรับ ‘ช่องบก’ เป็นหุบเขาที่ตั้งอยู่ในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นพื้นที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และยุทธศาสตร์ มีความอุดมสมบูรณ์ เชื่อมโยงประเทศไทยกับ สปป. ลาว และกัมพูชา เป็นที่รู้จักในชื่อ ‘สามเหลี่ยมมรกต’ หรือ Emerald Triangle

โดยพื้นที่สามเหลี่ยมมรกตโดยรวมที่เชื่อมโยง 3 ประเทศ มีขนาดประมาณ 12 ตารางกิโลเมตร ในส่วนของประเทศไทย จุดหลักของช่องบกอยู่ที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี มีสถานที่สำคัญเช่น จุดชมวิวเนิน 500 อ่างเก็บน้ำพลาญเสือตอนบน โดยครอบคลุมจังหวัดและแขวง ของประเทศต่าง ๆ ดังนี้

 


	ประเทศไทย : จังหวัดอุบลราชธานี (โดยเฉพาะอำเภอน้ำยืน) และจังหวัดศรีสะเกษ มีจุดผ่านแดนกับกัมพูชาที่จอม คือ จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ และจุดผ่านแดนกับลาวที่วังเต่า คือ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก อุบลราชธานี
	สปป. ลาว : แขวงจำปาศักดิ์ (โดยเฉพาะเมืองมูลประโมกข์) และแขวงสาละวัน มีจุดผ่านแดนกับกัมพูชาระหว่างดอนกระลอกับเวินคำ
	ประเทศกัมพูชา : จังหวัดพระวิหาร (โดยเฉพาะเมืองจอมกระสานต์) จังหวัดอุดรมีชัย และจังหวัดสตึงเตร็ง


 

นอกจากนี้ ในช่วงปี พ.ศ. 2528 - 2530 ช่องบกเคยเป็นสนามรบระหว่างไทยกับเวียดนามที่ขณะนั้นเข้ายึดครองกัมพูชา ใน ‘สมรภูมิช่องบก’ โดยทางเวียดนามได้รุกล้ำเข้ามาในพรมแดนไทย สุดท้ายกองทัพไทยสามารถขับไล่ทหารเวียดนามกลับไปได้ แม้ต้องแลกด้วยความสูญเสีย โดยฝ่ายไทยมีทหารเสียชีวิต 109 นาย และบาดเจ็บ 664 นาย

ปัจจุบัน ช่องบกยังคงเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีข้อพิพาทและพื้นที่ทับซ้อนเรื่องการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งอาจนำไปสู่ความตึงเครียด หรือการปะทะกันได้เป็นครั้งคราว โดยมี 3 ปัจจัยหลักคือ พื้นที่พิพาท ยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน ทำให้ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิในพื้นที่ การเคลื่อนไหวทางทหาร ทั้งสองประเทศยังคงมีการตรึงกำลังทหารเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันอธิปไตย และความเข้าใจผิด เหตุการณ์ปะทะอาจเกิดจากความเข้าใจผิดหรือการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนระหว่างเจ้าหน้าที่ภาคสนาม

อย่างไรก็ตาม ‘ช่องบก’ ก็เป็นพื้นที่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง 3 ประเทศ โดยเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2543 มีนายกรัฐมนตรีกัมพูชาเป็นผู้เสนอ โดยฝ่ายไทยนั้นคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเมื่อ 12 กุมภาพันธ์​ พ.ศ.​ 2545 และดำเนินเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับหน่วยงานของไทยที่รับผิดชอบความร่วมมือดังกล่าว คือ กระทรวงการต่างประเทศ และ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourism Organization หรือ WTO) และ UNDP เป็นต้น
</detail><keywords>#ช่องบก  #เส้นทางประวัติศาสตร์  #สามแผ่นดิน  #ไทยกัมพูชาลาว  #ประวัติศาสตร์ #รอยต่อวัฒนธรรม  #ชายแดนประวัติศาสตร์  #เส้นทางโบราณ  #ภูมิศาสตร์การเมือง  #มรดกแห่งอดีต</keywords><date>2025-06-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5593</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1749091191.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="106"><Nid>5591</Nid><title>โรงเรียน 6 ประเภทในไทยต่างกันอย่างไร</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/66600</source><detail>โรงเรียน 6 ประเภทในไทยต่างกันอย่างไร
:
การศึกษาไม่ใช่แค่การเรียนในห้อง แต่คือการวางรากฐานอนาคตของเด็ก โรงเรียนแต่ละประเภทมีจุดเด่น จุดด้อย ค่าใช้จ่าย และรูปแบบการสอนที่แตกต่างกัน พ่อแม่ควรเข้าใจระบบของแต่ละแบบก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ลูกได้เรียนในที่ที่ “ใช่” และ “เหมาะ” ที่สุด
:
1. โรงเรียนรัฐบาล
มีทุกจังหวัด ค่าใช้จ่ายน้อย หลักสูตรมาตรฐาน แต่เด็กต่อห้องเยอะ การแข่งขันเข้าเรียนสูง โดยเฉพาะโรงเรียนดัง
:
2. โรงเรียนเอกชน
หลักสูตรยืดหยุ่น ครูดูแลใกล้ชิด สื่อการเรียนทันสมัย บางแห่งเน้นภาษาอังกฤษ แต่ค่าเทอมสูง และอาจมีค่าใช้จ่ายแฝง
:
3. โรงเรียนสาธิต
สังกัดมหาวิทยาลัย เน้นการเรียนรู้เชิงลึก สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ แข่งขันเข้าเรียนสูง อัตรารับน้อย
:
4. โรงเรียนทางเลือก
ไม่เน้นท่องจำ เรียนจากประสบการณ์จริง พัฒนารอบด้านทั้งร่างกาย จิตใจ และความคิด มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ค่าใช้จ่ายสูงและอาจไม่เหมาะกับเด็กทุกคน
:
5. โรงเรียนสองภาษา (Bilingual School)
สอนทั้งไทยและอังกฤษ เด็กได้ฝึกใช้ภาษาอย่างสม่ำเสมอ หลายแห่งมีครูเจ้าของภาษา แต่ค่าเทอมสูงขึ้นตามสัดส่วนภาษาอังกฤษ
:
6. โรงเรียนนานาชาติ
ใช้หลักสูตรต่างประเทศเต็มรูปแบบ เน้นภาษาต่างประเทศ ทักษะชีวิต และความคิดสร้างสรรค์ เตรียมพร้อมเรียนต่อต่างประเทศ แต่ค่าเทอมสูงมาก
:
ก่อนตัดสินใจเลือกโรงเรียน อย่าลืมดูว่าโรงเรียนนั้นเข้ากับความสามารถ จุดแข็ง จุดสนใจ และความพร้อมของครอบครัวมากน้อยแค่ไหน เพราะการศึกษาที่ดีไม่จำเป็นต้องแพงที่สุด แค่ต้องเหมาะกับเด็กที่สุดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-05-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5591</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1748487713.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="107"><Nid>5590</Nid><title>5 วิธีดูแลสุขภาพทางเพศสำหรับวัยรุ่น LGBTQ+</title><source>https://www.dek-d.com/loveroom/66574</source><detail>5 วิธีดูแลสุขภาพทางเพศสำหรับวัยรุ่น LGBTQ+
:
สุขภาพทางเพศเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะสำหรับวัยรุ่น LGBTQ+ ที่อาจต้องเผชิญกับความท้าทายเฉพาะตัว การมีความรู้ ความเข้าใจ และการดูแลตนเองอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย
:
วันนี้จะพาไปดู 5 วิธีดูแลสุขภาพทางเพศที่ทำได้ด้วยตนเอง เพื่อช่วยให้วัยรุ่น LGBTQ+ ดูแลตัวเองได้ทั้งร่างกายและจิตใจอย่างเหมาะสมกัน
:
1. เข้าใจสุขภาพทางเพศของตนเอง
วัยรุ่น LGBTQ+ ควรเรียนรู้และเข้าใจอัตลักษณ์ของตัวเองผ่านการค้นคว้า พูดคุยกับกลุ่มสนับสนุน หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต
:
2. ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่างถูกต้อง
ควรเรียนรู้การใช้ถุงยางอนามัยอย่างเหมาะสม พร้อมใช้เจลหล่อลื่นเพื่อลดความเสี่ยง และตรวจสอบวันหมดอายุทุกครั้งก่อนใช้งาน
:
3. ตรวจสุขภาพทางเพศเป็นประจำ
หากมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือมีคู่นอนหลายคน ควรตรวจหา HIV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ทุก 3-6 เดือน ที่สถานพยาบาลหรือคลินิกนิรนาม
:
4. ดูแลสุขภาพจิตอย่างต่อเนื่อง
ควรหากลุ่มสนับสนุนหรือเพื่อนที่เข้าใจ และขอความช่วยเหลือเมื่อรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือไม่มั่นคงทางอารมณ์
:
5. เข้าถึงข้อมูลและแหล่งความช่วยเหลือ
ใช้แหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก คลินิกนิรนาม หรือสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เพื่อรับข้อมูลและคำแนะนำที่ถูกต้อง
:
สุขภาพทางเพศเป็นเรื่องที่ดูแลได้ด้วยตนเอง หากมีความรู้ ความเข้าใจ และเข้าถึงแหล่งช่วยเหลือที่เหมาะสม วัยรุ่น LGBTQ+ ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยไม่ต่างกับเพศอื่น ๆ ได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-05-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5590</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1748487666.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="108"><Nid>5589</Nid><title>คีโตเจนิคคืออะไร ใครบ้างที่ไม่ควรกิน</title><source>https://www.sanook.com/health/18693</source><detail>คีโตเจนิคคืออะไร ใครบ้างที่ไม่ควรกิน
:
คีโตเจนิค ไดเอท (Ketogenic Diet) เป็นการกินอาหารโดยลดคาร์โบไฮเดรตให้เหลือน้อยมาก เพิ่มไขมันดี และรักษาโปรตีนในระดับปานกลาง เพื่อให้ร่างกายดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทนน้ำตาล
:
ใครบ้างเหมาะกับคีโต?
- ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก
- ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 (ที่ไม่ใช้ยาลดน้ำตาลหรืออินซูลิน)
- บุคคลทั่วไปที่ไม่มีโรคตับหรือไต
:
ใครไม่ควรกินคีโต?
- ผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาลดน้ำตาลหรืออินซูลิน
- เด็กและวัยรุ่นที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1
- ผู้ที่มีภาวะไตเสื่อม
:
อาหารที่กินได้
- ไขมันดี เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะกอก เนย ชีส ปลา
- โปรตีนจากสัตว์และพืช เช่น หมู ไก่ ไข่ เต้าหู้
- คาร์โบไฮเดรตน้อย เช่น ผัก ผลไม้ไม่หวาน นมอัลมอนด์
:
ประโยชน์ของคีโต
- ช่วยลดระดับน้ำตาลและอินซูลินในเลือด
- อาจช่วยลดความดันโลหิต โดยเฉพาะในระยะแรกที่น้ำหนักลดลง
:
แม้คีโตจะมีประโยชน์ แต่ก็ไม่เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว หากเพื่อนๆคนไหนสนใจอยากที่จะลองกินควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่ม เพื่อความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-05-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5589</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1748487619.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="109"><Nid>5588</Nid><title>ถ้าเราพบมนุษย์ต่างดาว เราจะสื่อสารกับพวกเขาได้ไหม</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c89g1p79q3vo</source><detail>ถ้าเราพบมนุษย์ต่างดาว เราจะสื่อสารกับพวกเขาได้ไหม
:
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หากมีสิ่งมีชีวิตทรงปัญญานอกโลกจริง พวกเขาน่าจะมีระบบการสื่อสารหรือภาษาของตัวเอง แม้จะแตกต่างจากภาษามนุษย์ แต่ก็อาจมีโครงสร้างที่เข้าใจได้ภายใต้กฎของฟิสิกส์และคณิตศาสตร์
:
สิ่งมีชีวิตต่างสายพันธุ์อาจพัฒนาแนวทางการสื่อสารที่คล้ายกัน หากเจอสภาพแวดล้อมแบบเดียวกัน เช่น เสียง ท่าทาง หรือสีสัน นักภาษาศาสตร์อย่าง ชอมสกี และ โรเบิร์ตส์ เชื่อว่า ภาษาเป็นกุญแจสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง
:
โครงการ METI พยายามส่งข้อมูลวิทยาศาสตร์พื้นฐาน (เช่น ค่าพาย ตารางธาตุ) ไปยังอวกาศ ด้วยหวังว่ามนุษย์ต่างดาวจะเข้าใจและตอบกลับ
:
ในขณะเดียวกัน ภาษามนุษย์ก็หลากหลาย ไม่ได้จำกัดแค่การพูด แต่รวมถึงภาษากาย การเขียน การส่งสัญญาณ และเสียงประเภทอื่น ซึ่งช่วยให้เราคิดว่า "ภาษาเอเลียน" อาจแปลกแต่ไม่เกินเข้าใจ
:
เราไม่อาจรู้แน่ชัดว่าจะเข้าใจพวกเขาได้หรือไม่ จนกว่าจะติดต่อกันจริง ๆ แต่มีความหวังว่าจะสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกได้ เพราะภาษาในจักรวาลอาจมีโครงสร้างร่วมกันอยู่บ้าง โดยเฉพาะถ้าอีกฝ่ายมีเทคโนโลยีและความเข้าใจพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์เหมือนเรานั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-05-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5588</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1748487576.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="110"><Nid>5587</Nid><title>ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 กับความจริงที่ไม่ได้ออกข่าว</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cn7vrj6mmxro</source><detail>ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 กับความจริงที่ไม่ได้ออกข่าว
:
ดาวเคราะห์น้อย 2024 YR4 เพิ่งกลายเป็นข่าวใหญ่ เพราะนักวิทยาศาสตร์เคยประเมินว่ามีโอกาสพุ่งชนโลกในปี ค.ศ. 2032 ถึง 3.1% แม้ล่าสุดตัวเลขจะลดเหลือเพียง 0.28% แต่ก็ยังทำให้ทั่วโลกหันกลับมาให้ความสนใจภัยจากอวกาศที่อาจเกิดขึ้นได้จริง
:
ความจริงคือ มีดาวเคราะห์น้อยหลายดวงเคยพุ่งเฉียดโลกอย่างใกล้ชิดมาก โดยไม่มีใครรู้หรือมีข่าวมาก่อน เพราะส่วนใหญ่มักเล็กเกินกว่าจะตรวจจับได้ทัน หรือมอดไหม้ในชั้นบรรยากาศเสียก่อน แต่หากมีสักดวงที่ใหญ่พอจะรอดเข้าสู่พื้นโลก ผลลัพธ์อาจเป็นหายนะระดับเมืองหรือทั้งประเทศ
:
ตัวอย่างเช่น อุกกาบาตขนาดใหญ่ที่ระเบิดเหนือน่านฟ้าของไซบีเรียในปี ค.ศ. 1908 ได้สร้างความเสียหายมหาศาลครอบคลุมพื้นที่กว่า 300 ตารางกิโลเมตร และหากเทียบกับ 2024 YR4 ก็อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่ามันมีขนาดใหญ่แค่ไหน
:
ที่ผ่านมา ระบบเฝ้าระวังภัยจากอวกาศเพิ่งพัฒนาอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่สิบปี และเพิ่งเริ่มมีแผนรับมือในกรณีดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลกเท่านั้น เช่น ภารกิจ DART ของ NASA ที่เคยพุ่งยานไปเปลี่ยนทิศโคจรของดาวเคราะห์น้อยในปี 2022 อย่างได้ผล แต่ก็ยังไม่มีใครแน่ใจว่าจะใช้วิธีเดียวกันได้กับ 2024 YR4 หรือไม่
:
สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ย้ำ คือ ดาวเคราะห์น้อยจะชนโลกแน่ในสักวัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจึงจำเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงเพื่อเอาตัวรอด แต่ยังอาจช่วยให้เราได้ข้อมูลล้ำค่าในการเข้าใจจักรวาลลึกซึ้งยิ่งขึ้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-05-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5587</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1748487521.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="111"><Nid>5582</Nid><title>ป้องกันก่อนติดรับมือโควิด XEC </title><source>https://thainakarin.co.th/article-from-doctor/covid-19-xec/</source><detail>ช่วงนี้โควิดสายพันธุ์ XEC เริ่มกลับมาให้ได้ยินชื่ออีกครั้ง แม้หลายคนอาจคิดว่าโควิดผ่านไปแล้ว แต่ไวรัสยังไม่หยุดพัฒนา การรู้เท่าทัน สังเกตอาการ และป้องกันตัวเองไว้ก่อน ยังเป็นสิ่งสำคัญ มาดูกันว่าโควิดระลอกใหม่นี้มีอะไรต้องระวังบ้าง และเราจะรับมืออย่างไรให้ปลอดภัยทั้งตัวเองและคนรอบข้าง

รู้จักโควิดสายพันธุ์ที่ระบาด ระลอกใหม่

โควิด-19 ที่ระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทย คือ ‘สายพันธุ์ XEC’ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอน มีลักษณะการแพร่กระจายที่รวดเร็วกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า อาจเป็นสาเหตุทำให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สังเกตอาการโควิดระลอกใหม่


	มีไข้
	ไอ เจ็บคอ
	มีน้ำมูก คัดจมูก
	ปวดกล้ามเนื้อ
	หากพบว่ามีอาการคล้ายไข้หวัด แนะนำให้รีบตรวจ ATK เมื่อผลเป็นบวก ให้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล


กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังโควิดเป็นพิเศษ


	กลุ่มผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
	หญิงตั้งครรภ์
	เด็กเล็ก
	ผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 โรคเรื้อรัง ได้แก่ โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตวาย


การป้องกันตัวเอง ให้รอดจากโควิด


	สวมหน้ากากอนามัย
	ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
	เว้นระยะห่างทางสังคม ในที่สาธารณะ
	ตรวจ ATK หากมีอาการเข้าข่าย
	เมื่อพบว่าป่วยเป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ ควรหยุดพักรักษาตัวจนกว่าจะหายเป็นปกติ
	หากมีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้ ไอ น้ำมูก แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการอยูใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว และไปรับการรักษาที่โรงพยาบาล


 
</detail><keywords>#โควิด  #XEC  #ป่วย  #ระวัง  #ติดง่าย  #ป้องกัน  #ใส่แมสก์  #ล้างมือ  #ตรวจATK  #ดูแลตัวเอง</keywords><date>2025-05-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5582</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1748318364.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="112"><Nid>5577</Nid><title>บุหรี่ไฟฟ้าอันตรายไหม ปลอดภัยกว่าบุหรี่มวนจริงเหรอ</title><source>https://allwellhealthcare.com/electronic-cigarette/?srsltid=AfmBOoqqZbbnSFCSctb8AaguDyG3EMEwqPd-cbkoIu8cienGONuJDnI0</source><detail>บุหรี่ไฟฟ้า
แม้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามักวางตลาดเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าบุหรี่แบบดั้งเดิม แต่ก็ไม่ได้ไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ ข้อกังวลเมื่อใช้บุรี่ไฟฟ้าคือความเสียหายของปอดที่อาจเกิดขึ้นจากการสูดดมละอองและสารเคมีที่อยู่ในไอของบุหรี่ไฟฟ้า
การศึกษาพบว่าไอของบุหรี่ไฟฟ้าอาจมีสารอันตราย เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์และอะโครลีน ซึ่งอาจทำให้ปอดอักเสบและเสียหายได้
บุหรี่ไฟฟ้าอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด จากรายงายที่สามารถค้นพบได้มีข้อมูลของบุหรี่ไฟฟ้าสามารถเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ นอกจากนี้ นิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้ายังทำให้หลอดเลือดหดตัว ส่งผลต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย

บุหรี่มวน
บุหรี่แบบดั้งเดิมเป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง ผลที่ตามมาของการสูบบุหรี่ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือมะเร็งปอด ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายจำนวนมากทั่วโลก นอกจากมะเร็งแล้ว ควันบุหรี่ยังทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจ เช่น หลอดลมอักเสบเรื้อรังและถุงลมโป่งพอง ภาวะเหล่านี้อาจทำให้การทำงานของปอดบกพร่องอย่างรุนแรงและลดคุณภาพชีวิตได้
การสูบบุหรี่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด สารเคมีในควันบุหรี่ทำลายเยื่อบุหลอดเลือด ทำให้เกิดคราบพลัคและหลอดเลือดตีบตัน ซึ่งจะไปจำกัดการไหลเวียนของเลือดและอาจส่งผลให้เกิดอาการหัวใจวายหรือโรคหลอดเลือดสมองได้ มีการคาดกันว่าการสูบบุหรี่มีส่วนทำให้เสียชีวิตหนึ่งในสามจากโรคหัวใจและหลอดเลือด
ผลของการสูบบุหรี่มวนที่มักถูกมองข้ามคือผลเสียต่อสุขภาพช่องปาก ผู้สูบบุหรี่มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเหงือก ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียฟันและปัญหาเกี่ยวกับฟันที่ร้ายแรงอื่น ๆ สารเคมีในบุหรี่บั่นทอนความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับการติดเชื้อ ทำให้ผู้สูบบุหรี่มีความไวต่อการติดเชื้อในช่องปากมากขึ้น

วิธีเลิกบุหรี่ให้หายขาด
          หลังจากที่ทุกท่านได้อ่านโทษ ของทั้งบุหรี่มวน และ บุหรี่ไฟฟ้า ไปแล้ว ก็จะพบได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ชนิดไหนก็ล้วนอันตรายต่อสุขภาพทั้งสิ้น ดังนั้นวิธีการเลิกบุหรี่ ก็เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้น บทความนี้จึงรวบรวมวิธีเลิกบุหรี่มาให้ทุกท่าน เผื่อจะนำไปใช้กับตัวเองหรือคนใกล้ตัวที่คุณรัก และอยากให้เลิกบุหรี่ได้อย่างเห็นผล ดังนี้
  1. การหยุดสูบทันที หรือการ “หักดิบ” นั่นเอง จากนั้นให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรืออย่าทำอะไรเดิมๆ สถานที่เดิมๆ เช่น สูบบุหรี่เมื่อดื่มกาแฟก็ให้หยุดดื่มกาแฟ หรือดื่มในสถานที่ที่ไม่สามารถดูดบุหรี่ได้ นั่นหมายความสถานที่ใดที่เอื้อต่อการสูบบุหรี่เราจะต้องหลีกเลี่ยง

       2. ดื่มน้ำมากๆ ไม่ต่ำกว่าวันละ 10 แก้วหรือปริมาณ 2 ลิตรต่อวัน เพราะน้ำจะเป็นตัวช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและจะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนั้นให้เลือกรับประทานอาหาร โดยผู้ที่เลิกบุหรี่ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภท เผ็ด เค็ม มัน หวาน เพราะอาหารประเภทเหล่านี้ก็เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้สูบอยากสูบบุหรี่
        3. รับประทานผักผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว ที่เป็นตัวช่วยที่ดีในการลดอาการอยากสูบบุหรี่ ผลไม้ควรเป็นผลไม้สดเท่านั้น และทางออกที่ดีนั่นคือการออกกำลังกาย โดยควรออกกำลังกายทุกวัน วันละอย่างน้อย 30 นาที ยิ่งออกกำลังกายมากเท่าไหร่ปอดก็จะยิ่งแข็งแรง
       4. พกลูกอมหรือหมากฝรั่ง ติดตัวไว้ เพราะหากมีอาการอยากสูบบุหรี่ขึ้นมา จะได้เคี้ยวหมากฝรั่งหรือลูกอมแทนการสูบบุหรี่
       5. มีความตั้งใจ อย่าละความพยายามในการเลิกสูบบุหรี่ หากในครั้งแรกยังล้มเหลว แต่จงเชื่อมั่นว่าครั้งต่อไปต้องทำสำเร็จแน่นอน

สรุป
ทางเลือกหนึ่งของการสูบบุหรี่ อย่างบุหรี่ไฟฟ้า มีอันตรายพอๆกับบุหรี่มวนแบบธรรมดา แต่ว่าก็ยังถือว่าเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สร้างอันตรายให้แก่ร่างกายได้ไม่น้อย ดังนั้น การลด ละ เลิก เป็นเพียงทางเลือกเดียว ที่จะทำให้ท่านและคนที่ท่านรักห่างไกลจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่เหล่านี้
</detail><keywords>บุหรี่ไฟฟ้า, บุหรี่มวน, บุหรี่, สารในบุหรี่</keywords><date>2025-05-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5577</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1747736921.png</img_link><category>การใช้สารในทางที่ผิด</category></row>
<row _id="113"><Nid>5574</Nid><title>Work-Life Balance สมดุลชีวิตที่ทุกคนควรมี</title><source>https://www.sanook.com/health/31173</source><detail>Work-Life Balance สมดุลชีวิตที่ทุกคนควรมี
:
ชีวิตทำงานที่ดี ไม่ใช่แค่ทุ่มเทให้กับงานจนหมดตัว แต่คือการรู้จัก "สมดุล" ระหว่างงานและชีวิตส่วนตัว เพื่อให้ทั้งสุขภาพกาย จิตใจ และความสัมพันธ์ดีไปพร้อมกัน
:
ประโยชน์ของ Work-Life Balance
- ลดความเครียด มีความสุขมากขึ้น
- สุขภาพกายและใจดีขึ้น
- มีเวลาให้ครอบครัวและตัวเอง
- ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
:
5 วิธีง่าย ๆ เพื่อ Work-Life Balance
1. วางแผนแต่ละวันให้ดี - เรียงลำดับงานสำคัญก่อน จะได้จัดการเวลาได้ลงตัว
2. พักคือพักจริง ๆ - เลิกงานแล้ว ปิดโทรศัพท์ หยุดคิดเรื่องงาน ให้ร่างกายและใจได้พักบ้าง
3. รู้จักปฏิเสธเมื่อจำเป็น - ถ้างานล้น อย่าฝืน คุยตรง ๆ ขอความช่วยเหลือหรือขอเวลาบริหารจัดการ
4. ให้เวลากับคนรอบข้าง - เวลาคุณภาพกับครอบครัวและเพื่อน ช่วยลดเครียด เติมพลังใจ
5. ดูแลสุขภาพตัวเอง - กินดี นอนพอ ออกกำลังกาย และหางานอดิเรกที่ช่วยผ่อนคลาย
:
Work-Life Balance ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถเริ่มได้จากการจัดสรรเวลาให้สมดุล ใส่ใจตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น เมื่อชีวิตมีความสมดุล งานก็มีคุณภาพ สุขภาพใจก็แข็งแรง และเราจะมีความสุขกับการใช้ชีวิตในทุก ๆ วันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-05-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5574</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1747610248.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="114"><Nid>5573</Nid><title>ลูกหม่อนหรือมัลเบอร์รี่ เบอร์รี่จิ๋วที่ประโยชน์ไม่ธรรมดา</title><source>https://www.sanook.com/health/25241</source><detail>ลูกหม่อนหรือมัลเบอร์รี่ เบอร์รี่จิ๋วที่ประโยชน์ไม่ธรรมดา
:
หากพูดถึงผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ที่คนไทยรู้จักดี หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ “ลูกหม่อน” หรือ “มัลเบอร์รี่” อย่างแน่นอน นอกจากจะรับประทานสดได้อร่อยแล้ว ยังสามารถแปรรูปเป็นชา แยม น้ำผลไม้ หรือส่วนประกอบในเมนูสุขภาพต่าง ๆ อีกด้วย
:
ประโยชน์ของลูกหม่อน
1. ลูกหม่อนมีแคลอรี่ต่ำ แต่ให้ไฟเบอร์สูง ช่วยให้อิ่มนาน เหมาะกับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนักหรือกำลังดูแลสุขภาพ การรับประทานลูกหม่อนเป็นประจำยังช่วยปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด เพราะไฟเบอร์ในผลไม้จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือด ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานและโรคหัวใจ
:
2. ในด้านการเสริมภูมิคุ้มกัน ลูกหม่อนจัดว่าเป็นแหล่งรวมของสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น แอนโทไซยานิน ไมริเซติน และกรดคลอโรจีนิก ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โดยปกป้องเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระ และส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโดยรวม
:
3. ลูกหม่อนยังมีธาตุเหล็กสูงถึง 2.6 มิลลิกรัมต่อหนึ่งถ้วย ช่วยในการผลิตเม็ดเลือดแดงและขนส่งออกซิเจนไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ป้องกันภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงและหญิงตั้งครรภ์ นอกจากนี้ยังดีต่อสุขภาพตับ เพราะมีส่วนช่วยในการขจัดสารพิษและลดการสะสมของไขมันในตับ
:
แม้ลูกหม่อนจะเป็นผลไม้ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ก็มีข้อควรระวัง โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติแพ้ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยง เพื่อป้องกันอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้น
:
ลูกหม่อนอาจดูธรรมดา แต่เมื่อได้รู้คุณประโยชน์ของมันแล้ว ก็จะเห็นว่าเป็นผลไม้ที่ควรมีติดบ้านไว้เป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดีในทุกวันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-05-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5573</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1747610199.png</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="115"><Nid>5572</Nid><title>การบริจาคเลือด ทำให้เราสุขภาพดีขึ้นด้วยนะ</title><source>https://www.sanook.com/health/5209</source><detail>การบริจาคเลือด ทำให้เราสุขภาพดีขึ้นด้วยนะ
:
หลายคนเข้าใจว่าการบริจาคเลือดคือการช่วยชีวิตคนอื่น แต่รู้หรือไม่ว่าเบื้องหลังเข็มเข็มเดียวนี้ ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกมากมาย ทั้งในแง่สุขภาพของผู้บริจาคเอง และข้อมูลที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกเรื่องนี้กันครับ
:
1. บริจาคเลือด เท่ากับ การกระตุ้นไขกระดูก - การบริจาคเลือดช่วยกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดใหม่ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ร่างกายสดชื่น และผิวพรรณเปล่งปลั่ง
:
2. สุขภาพดีขึ้นโดยไม่รู้ตัว - คนที่บริจาคเลือดเป็นประจำ มักต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เช่น นอนพักผ่อนให้เพียงพอ, เลือกกินอาหารที่ดี, ออกกำลังกาย และเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ทำให้สุขภาพดีขึ้นตามธรรมชาติ
:
3. ลดความเสี่ยงมะเร็ง - งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ผู้ที่บริจาคเลือดเป็นประจำมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยลง เพราะร่างกายมีระบบฟอกเลือดตามธรรมชาติที่สมดุลและดีขึ้น
:
4. สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย - เมื่อรู้ว่ากำลังช่วยเหลือผู้อื่น จิตใจก็จะรู้สึกอิ่มเอม ลดความเครียด ความเหงา และลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้าได้ด้วย
:
การบริจาคเลือดไม่เพียงเป็นการช่วยชีวิตผู้อื่น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมีน้ำใจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และผลดีต่อร่างกายและจิตใจของเราเองอย่างไม่น่าเชื่อ หากมีคุณสมบัติพร้อม ลองเริ่มต้นสักครั้ง แล้วคุณจะรู้ว่าการ “ให้” คือพลังบวกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-05-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5572</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1747610157.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="116"><Nid>5571</Nid><title>ปลั๊กหลากหลายสีที่โรงพยาบาล มีความหมายอะไรแฝงอยู่ไหม?</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1612623</source><detail>ปลั๊กหลากหลายสีที่โรงพยาบาล มีความหมายอะไรแฝงอยู่ไหม?
:
เวลาที่เจ็บป่วยก็มักจะไปโรงพยาบาลเป็นเรื่องปกติ แต่เคยสังเกตกันไหมว่าโรงพยาบาลมักใช้ปลั๊กไฟหลากสี ไม่ว่าจะเป็น สีดำ สีแดง สีน้ำเงิน หรือสีเขียว แล้วแต่ละสีมีความหมายว่าอย่างไร? วันนี้เรามาไขคำตอบกัน
:
ปลั๊กไฟแต่ละสีบอกอะไรเรา?
สีแดง - เส้นชีวิตสำรอง
ปลั๊กไฟสีแดงในโรงพยาบาลมักเชื่อมต่อกับ ระบบไฟฟ้าสำรอง อย่าง UPS หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉิน เพื่อให้อุปกรณ์ที่จำเป็นต่อชีวิต เช่น เครื่องช่วยหายใจ หรือเครื่องติดตามชีพจร ยังคงทำงานได้ต่อไปแม้ไฟดับ เป็นหัวใจสำคัญในหอผู้ป่วยวิกฤต
:
สีส้ม - เกราะป้องกันสัญญาณรบกวน
สีส้มมักเชื่อมต่อกับ ระบบกราวด์แยก (Isolated Ground) ซึ่งช่วยป้องกันสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้า ที่อาจรบกวนการทำงานของอุปกรณ์ละเอียดอ่อน เช่น MRI หรือเครื่องวิเคราะห์ในห้องแล็บ ลดโอกาสความคลาดเคลื่อนของข้อมูล
:
สีน้ำเงิน - ป้องกันคลื่นกระชาก
ปลั๊กไฟสีน้ำเงินในบางโรงพยาบาลติดตั้ง ระบบป้องกันไฟกระชาก (Surge Protection) เพื่อป้องกันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากแรงดันไฟฟ้าที่ผิดปกติ เช่น จากฟ้าผ่าหรือความผิดปกติของระบบไฟ ช่วยยืดอายุการใช้งานและลดโอกาสเครื่องเสียหายกะทันหัน
:
สีเขียว (พร้อมจุดเขียว) - มาตรฐานโรงพยาบาล
นี่คือปลั๊กแบบ Hospital Grade ได้รับการออกแบบให้ทนทาน ปลอดภัยต่อการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้นหรือใช้งานหนัก ยึดเกาะปลั๊กแน่นหนา ป้องกันการหลุดหลวม และรองรับการใช้งานที่ต้องเสียบ/ถอดปลั๊กบ่อยครั้ง
:
ปลั๊กไฟหลากสีในโรงพยาบาลอาจดูเหมือนรายละเอียดเล็ก ๆ แต่แท้จริงแล้ว เป็นตัวแทนของความปลอดภัย ความแม่นยำ และความต่อเนื่องในการดูแลชีวิตคนไข้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-05-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5571</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1747610112.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="117"><Nid>5570</Nid><title>พบการระเบิดลึกลับในอวกาศที่ดาราศาสตร์ก็ยังหาคำตอบไม่ได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/ce84942r230o</source><detail>พบการระเบิดลึกลับในอวกาศที่ดาราศาสตร์ก็ยังหาคำตอบไม่ได้
:
นักดาราศาสตร์ค้นพบการระเบิดในอวกาศที่แปลกประหลาด เรียกว่า LFBots ซึ่งสว่างมาก เกิดขึ้นเร็ว และหายไปในเวลาไม่นาน ครั้งแรกที่พบคือในปี ค.ศ. 2018 มีชื่อว่า "The Cow" (เดอะคาว) ซึ่งสว่างกว่าซูเปอร์โนวาถึง 100 เท่า
:
ตั้งแต่นั้นมา มีการพบการระเบิดแบบเดียวกันอีกประมาณ 12 ครั้งในจักรวาล แต่ละเหตุการณ์ถูกตั้งชื่อเล่นตามสัตว์ เช่น Koala, Camel, Finch และล่าสุดคือ The Wasp
:
นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไร บางคนคิดว่าอาจมาจากหลุมดำขนาดกลางที่กำลังกินดาวฤกษ์เข้าไป ซึ่งเป็นประเภทของหลุมดำที่ยังไม่เคยพบหลักฐานแน่ชัดมาก่อน และอีกทฤษฎีบอกว่าอาจเกิดจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ที่พยายามระเบิดแต่ล้มเหลว แล้วกลายเป็นหลุมดำภายใน
:
ตอนนี้นักดาราศาสตร์ทั่วโลกกำลังติดตามปรากฏการณ์นี้อย่างใกล้ชิด โดยใช้กล้องโทรทรรศน์ทั้งบนโลกและในอวกาศ เช่น กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล และ เจมส์เว็บบ์ เพื่อเก็บข้อมูลให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายคือการเข้าใจว่า LFBots คืออะไร และอาจช่วยให้เราค้นพบหลุมดำชนิดใหม่ที่เป็นจุดเชื่อมระหว่างหลุมดำเล็กกับหลุมดำใหญ่ในจักรวาล
:
LFBots เป็นการระเบิดในอวกาศที่ยังไม่มีคำอธิบายแน่ชัด นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับหลุมดำขนาดกลางที่ยังไม่เคยพบมาก่อน และกำลังศึกษามันอย่างต่อเนื่องเพื่อไขปริศนานี้ให้ได้ในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-05-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5570</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1747610065.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="118"><Nid>5568</Nid><title>Wi-Fi กับ Wireless ต่างกันอย่างไร ทำไมเรียกไม่เหมือนกัน</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/node/4326</source><detail>ในยุคที่การเชื่อมต่อไร้สายกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หลายคนอาจเคยได้ยินคำว่า Wi-Fi และ Wireless ใช้สลับกันไปมา แต่รู้หรือไม่ว่าทั้งสองคำนี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งเดียวกันเสียทีเดียว แล้วอะไรคือความแตกต่าง? ทำไมถึงมีการเรียกไม่เหมือนกัน? ก่อนจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตครั้งต่อไป ลองมาทำความเข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำเหล่านี้กัน

     Wi-Fi ย่อมาจาก wireless fidelity หมายถึง ชุดผลิตภัณฑ์ระบบเครือข่ายไร้สายต่างๆ ที่สามารถใช้ได้กับมาตรฐานเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบไร้สาย (WLAN) ซึ่งอยู่บนมาตรฐาน IEEE 802.11 กล่าวอีกในหนึ่งก็คือ อุปกรณ์ระบบเครือข่ายไร้สายใดๆ ที่สามารถติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์อื่นๆ โดยไม่มีปัญหาและเป็นไปตามมาตรฐาน IEEE 802.11 ก็จะถูกประทับตราสัญลักษณ์ Wi-Fi Certified เป็นการรับรอง และนี่คือเหตุผลที่เรานำคำนี้มาใช้การเรียกเชื่อมต่อแบบนี้ว่า Wi-Fi นั่นเอง ส่วน Wireless แปลว่า “ไร้สาย” ดังนั้นอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อกันแบบไม่ใช้สายนำสัญญาณ ถือว่าอุปกรณ์นั้นเป็น Wireless อย่างเช่น คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับ Access point ที่เป็นอุปกรณ์ไร้สาย 

     ดังนั้น Wi-Fi และ Wireless จึงหมายถึง เครือข่ายไร้สายเหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่ผิดหากจะเรียกอย่างใด อย่างหนึ่ง มาตรฐาน IEEE 802.11 ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1997 จัดตั้งโดยองค์การไอทริปเปิ้ลอี หรือ IEEE (คือสถาบันวิศวกรรมทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กโทรนิคส์ ซึ่งได้พัฒนาปรับปรุงมาตรฐานนี้ขึ้นมาหลายกลุ่มด้วย โดยที่กลุ่มที่มีผลงานเป็นที่น่าพอใจและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าได้มาตรฐานได้แก่

1.กลุ่ม 802.11a มาตรฐานนี้จะมีความเร็ว และเสถียรภาพของการเชื่อมต่อสูง สามารถที่จะส่งถ่ายข้อมูลที่ความเร็วสูงถึง 54 Mbps และทำงานที่ความถี่ 5 GHz แต่ไม่สามารถทำงานร่วมกับ 802.11b ได้
2.กลุ่ม 802.11b นิยมใช้ตามที่สาธารณะ หรือร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ ซึ่งจะทำงานที่ความถี่ 2.4 GHz (ความถี่เดียวกับโทรศัพท์มือถือ และคลื่นไมโครเวฟ ซึ่งไม่เป็นอันตราย) และสามารถที่จะส่งถ่ายข้อมูลที่ความเร็วถึง 11 Mbps
3.กลุ่ม 802.11g มาตรฐานนี้สามารถทำงานร่วมกับ 802.11b แต่มีอัตราการส่งถ่ายข้อมูลที่ความเร็วสูงสุดถึง 54 Mbps ทำงานที่ความถี่ 2.4 GHz มักนำมาใช้กับงานที่ต้องการความแน่นอน และการแชร์ไฟล์ขนาดใหญ่
</detail><keywords>#WiFi  #Wireless  #ไวไฟคืออะไร  #ไร้สาย  #WiFiVsWireless  #เน็ตไร้สาย  #ความรู้ดิจิทัล  #รู้ไว้ใช่ว่า  #เทคโนโลยีง่ายๆ  #เข้าใจWiFi</keywords><date>2025-05-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5568</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1747281757.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="119"><Nid>5567</Nid><title>เรื่องลับหลังเลนส์ LOMO กล้องฟิล์มที่ไม่ธรรมดา</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/node/4323</source><detail>เบื้องหลังภาพถ่ายสีสดฉูดฉาดและมุมมองสุดแหวกแนวที่ใครหลายคนหลงรัก อาจซ่อนเรื่องราวที่น่าทึ่งไว้มากกว่าที่คิด กล้อง LOMO ไม่ได้เป็นเพียงกล้องฟิล์มธรรมดา แต่มีจุดเริ่มต้นจากโลกสายลับในยุคสงครามเย็นของรัสเซีย ก่อนจะกลายมาเป็นไอคอนทางศิลปะที่ยังคงมีชีวิตชีวาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของกล้องตัวนี้จะทำให้คุณมองเลนส์ฟิล์มในมุมใหม่

 

ถ่ายเลย ไม่ต้องคิด สโลแกนของกล้องถ่ายภาพ สีสันฉูดฉาด มุมภาพแปลกตา กล้อง LOMO มีต้นแบบมาจากล้องถ่ายภาพ คอมแพคท์ รุ่น Cosina CX-2 ของญี่ปุ่น ในช่วงสงครามเย็น รัสเซีย สั่งให้ องค์กร Leningrad Optical-Machanical Organization (LOMO) ซึ่งเป็นหน่วยงานสนับสนุนกองทัพรัสเซีย ผลิตกล้อง เพื่อแจกจ่ายให้พลเมืองรัสเซียทุกคนใช้เป็นเครื่องมือบันทึกเหตุการณ์ชีวิตชาวรัสเซียและบ้านเมืองที่เกิดขึ้นในระยะเวลานั้น

     Michail Aronowitsch Radionov อดีตสายลับรัสเซีย ได้ประดิษฐ์กล้อง LOMO ตัวแรกสำเร็จ คือ Lomo Kompakt Automat LC-A เป็นกล้องอัติโนมัติแบบ 35 มม. ใช้เลนส์มาตรฐาน Minitar-1 ระยะทำการ 32mm ค่า F กว้างสุดที่ 2.8 ระยะ Minimum focus อยู่ที่ 80 เซนติเมตร เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1984 จำนวน 1,100 กล้อง และมีแผนการผลิตจำหน่าย 1,100 กล้องในทุกๆเดือน ซึ่งจำหน่ายในประเทศรัสเซียเท่านั้น หลายคนอาจนึกไม่ถึงว่า กล้องถ่ายภาพแนวศิลปะ จะมีอดีตลับเป็นกล้องสายลับ

     ในปัจจุบัน เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพดิจิตอลเข้ามาเป็นตัวเลือกที่ทันสมัย ใช้งานง่าย พกพาสะดวก แต่กล้อง LOMO ก็ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นและช่างภาพมืออาชีพ ยังคงเป็นกล้องฟิล์มที่ใช้งานในทุกวันนี้
</detail><keywords>#LOMO  #กล้องฟิล์ม  #ถ่ายเลย  #Lomography  #ฟิล์มไม่ธรรมดา  #สายลับหลังเลนส์  #เลนส์ลับ  #กล้องรัสเซีย  #ถ่ายฟิล์ม  #เรื่องเล่าผ่านเลนส์</keywords><date>2025-05-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5567</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1747280828.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="120"><Nid>5556</Nid><title>วันชานมไข่มุกแห่งชาติ</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/วันชานมไข่มุกแห่งชาติ</source><detail>วันชานมไข่มุกแห่งชาติเป็นวันพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความนิยมของเครื่องดื่มสุดโปรดอย่าง "ชานมไข่มุก" ซึ่งได้รับความนิยมไปทั่วโลก จุดเด่นอยู่ที่รสชาติหอมหวานของชา ผสานกับความหนึบหนับของไข่มุก ทำให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่สร้างความสุขให้กับผู้คนทุกเพศทุกวัย

          วันชานมไข่มุกแห่งชาติ (อังกฤษ: National Bubble Tea Day) หรือเรียกสั้นๆว่า "วันชาไข่มุก"ซึ่งจะตรงกับวันที่ 30 เมษายน ของทุกปี โดยเริ่มมาจากที่ ร้านชากังฟู (Kung Fu Tea) ซึ่งเป็นร้านชานมไข่มุกเจ้าดังมีหลายสาขาทั่วโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 2010 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เป็นผู้จุดประกายไอเดีย กำหนดให้วันที่ 30 เมษายน ของทุกปีเป็น "วันชานมไข่มุกแห่งชาติ" มีการเฉลิมฉลองครั้งแรกในปี 2018 โดยบริษัท Kung Fu Tea ที่ตั้งอยู่ในเมืองควีนส์ รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ประวัติ
          สำหรับจุดเริ่มต้นของเครื่องดื่มแสนอร่อยนี้ ถือกำเนิดขึ้นในดินแดนไต้หวันในช่วงปี 1987 โดยเริ่มต้นมาจากร้านน้ำชา “ชุนฉุ่ยถัง” ซึ่งคาดว่าเป็นร้านแรกที่คิดค้นเมนูชานมไข่มุกขึ้นมา เพราะในสมัยนั้นร้านชุยฉุ่ยถังโด่งดังมากในเรื่องความเชี่ยวชาญด้านการเลือก คัดสรร และชงชาแต่ละสายพันธุ์ได้รสชาติดีที่สุด จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้างทั้งในและต่างประเทศ
กระทั่งในปี 1988 ร้านชุนฉุ่ยถังเจอลูกค้าชาวต่างประเทศมาถามหาชาที่เสิร์ฟแบบเย็น (ซึ่งโดยปกติมักจะเสิร์ฟชาแบบร้อน) ในตอนนั้นผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ (Lin Hsiu Hui) จึงได้ชงชาอัสสัมแบบเย็นให้ แล้วบังเอิญลองเทขนมไต้หวัน (Fen Yuan) ที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังที่มีเนื้อเหนียวหนุบหนับลงไปด้วยถือเป็นจุดเริ่มต้นของขานมไข่มุก ที่สร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าคนนี้เป็นอย่างมากและกลายเป็นที่พูดถึงกันปากต่อปาก ซึ่งไม่ว่าใครที่ได้ชิมต่างก็ตกหลุมรักเครื่องดื่มนี้

          ชานมไข่มุกจึงกลายเป็นสินค้าส่งออกที่โดดเด่นที่สุดของไต้หวันในศตวรรษที่ 21 และในที่สุดก็มาปรากฏในร้านเครื่องดื่มของมหาวิทยาลัยในอเมริกาฝั่งตะวันตก ที่ควีนส์ รัฐนิวยอร์ก มีชื่อว่า “Kung Fu Tea” โดยเริ่มต้นเปิดวันแรกในวันที่ 30 เมษายน 2010 ก่อนจะเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก และก่อให้เกิดวันชานมไข่มุกแห่งชาติ (National Bubble Tea Day) ขึ้นมา ซึ่งกำหนดให้ตรงกับวันที่ 30 เมษายนของทุกปีและเริ่มเฉลิมฉลองครั้งแรกในปี 2018
</detail><keywords>#ทีมไข่มุก #ชานมไข่มุก #บุกชานม #วันชานมแห่งชาติ #ชาไข่มุก #BubbleTeaDay</keywords><date>2025-04-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5556</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1745980662.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="121"><Nid>5545</Nid><title>จากภูเขาวาติกันสู่ศูนย์กลางคริสต์ศาสนา เรื่องเล่าที่คุณอาจไม่เคยรู้</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/นครรัฐวาติกัน</source><detail>จากพื้นที่เล็ก ๆ บนเนินเขาวาติกันในอดีต สู่การเป็นศูนย์กลางแห่งศรัทธาของคริสต์ศาสนา โลกอาจรู้จักวาติกันในฐานะที่ประทับของพระสันตะปาปา แต่เบื้องหลังยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และความเชื่อที่น่าสนใจอีกมากมาย ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

          นครรัฐวาติกัน (อังกฤษ: Vatican City State; อิตาลี: Stato della Città del Vaticano) เป็นนครรัฐที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลซึ่งน้อยที่สุดในโลกทั้งในแง่พื้นที่และประชากร ตั้งอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี เป็นที่ประทับของพระสันตะปาปา ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดแห่งศาสนจักรโรมันคาทอลิก ศูนย์กลางคือมหาวิหารนักบุญเปโตร ซึ่งออกแบบโดยมีเกลันเจโลการปกครองเป็นแบบอำนาจเบ็ดเสร็จ อำนาจตกอยู่ที่พระสันตะปาปาเพียงผู้เดียว จะหมดวาระก็ต่อเมื่อสิ้นพระชนม์หรือสละสมณศักดิ์ โดยปัจจุบันตำแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปาว่างลงหลังจากสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสซึ่งได้รับเลือกเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556 สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568

ประวัติศาสตร์
          เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2472 นครรัฐวาติกันและอิตาลีได้ลงนามสนธิสัญญา ยอมรับสถานะของนครรัฐวาติกันเป็นรัฐเอกราชมีอำนาจอธิปไตยของตนเอง[5] ตั้งแต่ พ.ศ. 2503 นครรัฐวาติกันได้รับการจารึกให้เป็นดินแดน ที่จะต้องได้รับการปกป้องรักษาไว้เป็นพิเศษในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางอาวุธ (International Register of Cultural Works under Special Protection in Case of Armed Conflict) เนื่องจากเป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรมของโลก มีหอสมุดอันเก่าแก่ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 13 (the Apostolic Library of the Vatican)
ต่อมา ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ได้มีการจัดตั้งหอจดหมายเหตุนครรัฐวาติกัน (Secret Archive of the Vatican) พิพิธภัณฑ์วาติกัน มหาวิหารนักบุญเปโตร และมีสำนักพิมพ์ของตนชื่อ the Vatican Polyglot Press ซึ่งเป็นที่จัดพิมพ์ผลงานภาษาต่าง ๆ รวมทั้งออกหนังสือพิมพ์รายวัน Observatore Romano ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่ พ.ศ. 2404 และตั้งแต่ พ.ศ. 2474 นครรัฐวาติกันได้จัดตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียง ถ่ายทอดเสียงภาษาต่าง ๆ ถึง 30 ภาษา ปัจจุบัน นครรัฐวาติกันมีสถานีวิทยุกระจายเสียง 3 สถานี สถานีโทรทัศน์ 1 สถานี

พระสันตะปาปา
          พระสันตะปาปาทรงอำนาจสูงสุดทั้งด้านนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ[6] พระสันตะปาปาองค์ล่าสุดคือสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ชาวอาร์เจนตินาเชื้อสายอิตาลี ทรงได้รับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556 โดยคณะพระคาร์ดินัล ซึ่งเป็นสภาที่ปรึกษาของสมเด็จพระสันตะปาปา โดยพระคาร์ดินัลที่มีอายุต่ำกว่า 80 ปีเท่านั้นจึงจะมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง พระสันตะปาปาที่ทรงได้รับเลือกตั้งแล้วตามปกติจะอยู่ในตำแหน่งไปจนตลอดพระชนม์ชีพ เว้นแต่จะมีการสละตำแหน่งพระสันตะปาปา ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปาองค์ก่อนหน้านี้คือสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ได้สละตำแหน่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

การบริหารศาสนจักร
          การบริหารศาสนจักรเป็นหน้าที่ของสภาปกครองโรมัน (the Roman Curia) หรือสำนักงานบริหารศาสนจักรส่วนกลาง ซึ่งมักเรียกว่าสันตะสำนัก (Holy/Apostolic See) มีหน่วยงานหลักคือ สำนักเลขาธิการแห่งรัฐ (Secretariat of State) รับผิดชอบการบริหารประเทศ โดยมีพระคาร์ดินัลเลขาธิการแห่งรัฐ (Cardinal Secretary of State) เป็นหัวหน้า (เทียบเท่านายกรัฐมนตรี) มีหน้าที่รับผิดชอบกิจการด้านการเมืองและการทูตของนครรัฐวาติกัน
สมณะกระทรวงสถาบันชีวิตที่ถวายแล้วและคณะชีวิตแพร่ธรรม รับผิดชอบเกี่ยวกับการส่งเสริมและกำกับดูแลคณะนักบวชคาทอลิกคณะต่าง ๆ
สมณะกระทรวงบาทหลวง รับผิดชอบเกี่ยวกับบาทหลวงและผู้ช่วยบาทหลวงที่มิใช่นักบวช รวมถึงกิจกรรมและวินัยของบาทหลวงประจำมุขมณฑล
สมณะกระทรวงการศึกษาคาทอลิก รับผิดชอบเกี่ยวกับเซมินารี รวมทั้งการส่งเสริมและการจัดตั้งสถานศึกษาคาทอลิก โดยเฉพาะ โรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

ภูมิศาสตร์
          แผนที่ของ ริโอนี บอร์โก ของกรุงโรม ในปี พ.ศ. 2322 ก่อนแบ่งแยกนครรัฐวาติกัน คำว่า วาติกัน ปรากฏก่อนการสถาปนาศาสนจักร โดยมาจากคำในยุคโรมัน (ละติน: Mons Vaticanus) หมายถึง ภูเขาวาติกัน[7] เขตของนครรัฐวาติกันเป็นส่วนหนึ่งของ Mons Vaticanus และเขตวาติกันในอดีตที่อยู่ติดกัน วาติกันคือที่ตั้งของมหาวิหารนักบุญเปโตร, พระราชวังพระสันตะปาปา, โบสถ์น้อยซิสทีน และพิพิธภัณฑ์รวมทั้งอาคารอื่น ๆ พื้นที่นี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของรีโอนี (พื้นที่ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์) บอร์โก ของกรุงโรมกระทั่งปี พ.ศ. 2472 ได้แบ่งแยกออกมาตามแนวฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไทเบอร์ วาติกันก่อตั้งขึ้นอยู่โดยได้รับการป้องกันภายในเขตกำแพงของสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 4 (พ.ศ. 1390 – 1398) และต่อมาขยายโดยกำแพงป้อมปราการที่ปรากฏในปัจจุบันซึ่งสร้างขึ้นในสมัยของสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 3 (พ.ศ. 2077 – 2092), สมเด็จพระสันตะปาปาปิอุสที่ 4 (พ.ศ. 2102 – 2108) และสมเด็จพระสันตะปาปาเออร์บันที่ 8 (พ.ศ. 2166 – 2187)

แผนที่ของนครรัฐวาติกัน, แสดงกลุ่มอาคารที่สำคัญและบริเวณสวนวาติกัน
เมื่อสนธิสัญญาลาเตรัน ในปี พ.ศ. 2472 กำหนดเตรียมการจัดตั้งนครรัฐ ขอบเขตของดินแดนที่เสนอนั้นได้รับการพิจารณาจากส่วนใหญ่ทั้งหมดที่อยู่ภายในวงรอบนี้ สำหรับสถานที่บางแห่งของเขตแดนไม่มีกำแพง แต่มีอาคารบางหลังที่จัดเป็นส่วนหนึ่งของเขตแดนแทน และบางส่วนเล็ก ๆ ของเขตแดนก็มีการสร้างกำแพงสมัยใหม่ขึ้นมา

อาณาเขตประกอบด้วย จัตุรัสนักบุญเปโตร ซึ่งแบ่งแยกจากดินแดนของอิตาลีโดยมีเพียงเส้นสีขาวตามแนวขอบเขตของจัตุรัส ที่ซึ่งติดกับจัตุรัสปิอุสที่สิบสองของกรุงโรม สามารถเข้าถึงจัตุรัสนักบุญเปโตรได้โดยผ่านถนน della Conciliazione ทอดระหว่างริมฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ไปยังมหาวิหารนักบุญเปโตร ซึ่งสร้างขึ้นโดยเบนิโต มุสโสลินี หลังจากบทสรุปของสนธิสัญญาลาเตรัน

ไม่มีการควบคุมหนังสือเดินทางสำหรับผู้เข้าชมนครวาติกันจากดินแดนอิตาลีโดยรอบ สามารถเข้าถึงในบริเวณจัตุรัสและมหาวิหารนักบุญเปโตรโดยสาธารณะและไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับโอกาสที่สมเด็จพระสันตะปาปาทรงตรัสกับสาธุชนที่มารวมตัวกัน ณ จตุรัสนักบุญเปโตร ผู้ชมเหล่านี้และสำหรับพิธีสำคัญในมหาวิหารและจัตุรัสจะต้องรับบัตรฟรีก่อน, พิพิธภัณฑ์วาติกันซึ่งรวมถึงโบสถ์น้อยซิสทีน มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเข้าชม สำหรับสวนวาติกันไม่เปิดให้เข้าชมโดยทั่วไป แต่มีการนำชมสวนและงานขุดใต้มหาวิหารโดยไกด์สำหรับกลุ่มเล็ก ๆ สำหรับสถานที่อื่น ๆ เปิดให้เฉพาะบุคคลที่มีธุระติดต่อสถานที่นั้นเท่านั้น

ประชากร
          สันตะองค์รักษ์สวิส ในชุดเครื่องแบบคนเชื้อชาติวาติกันไม่มีในโลก มีแต่พลเมืองสัญชาติวาติกันเป็นอย่างมาก นครรัฐวาติกันมีพลเมืองประมาณ 900 คน ประมาณ 200 คนเป็นสตรี และมีคนทำงานในนครวาติกัน 1,300 คน พลเมืองอันประกอบด้วยองค์สันตะปาปา คาร์ดินัล ผู้ปกครองนครรัฐ วาติกัน เจ้าหน้าที่ประจำวาติกัน และทหารสวิสมีหอกโบราณเป็นอาวุธประดับเกียรติ ซึ่งเป็นองครักษ์ของสันตะปาปาประมาณ 100 คน ทหารสวิส มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2049 การแต่งกายของทหารสวิส กล่าวกันว่าเครื่องแบบออกแบบโดย “มีเกลันเจโล” แต่แท้จริงแล้ว "ราฟาเอล" คือบุคคลที่พัฒนาชุดตามอิทธิพลทางศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาและภาพเขียนของเขา ทหารสวิสทุกคนเป็นชาวสวิส และเป็นคาทอลิกที่ดี ทหารสวิสแต่ละคนจะประจำการชั่วระยะหนึ่ง นอกจากนั้นก็ได้แก่เจ้าหน้าที่ทูตวาติกันที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย พลเมืองวาติกันเหล่านี้จะมีสัญชาติวาติกันเฉพาะในขณะดำรงตำแหน่งหรือเป็นภรรยาของพลเมืองวาติกัน หรือเป็นบุตรที่มีอายุไม่เกิน 25 ของพลเมืองวาติกัน บุตรคนใดอายุถึง 25 ปี ต้องกลับคืนสัญชาติเดิม[9][10] ผู้ถือสัญชาติวาติกัน หากพ้นตำแหน่งเมื่อใดก็ต้องคืนสู่สัญชาติเดิมของตน พร้อมด้วยบุคคลทุกคนในครอบครัวที่ถือสัญชาติวาติกัน หากชาติเดิมของตนไม่ยอมรับให้ขอสัญชาติอิตาลีซึ่งรัฐบาลอิตาลีมีข้อผูกมัดต้องรับเสมอตามความตกลงในสนธิสัญญาลาเตรัน
</detail><keywords>#วาติกัน  #ศูนย์กลางคริสต์ศาสนา  #เรื่องเล่าจากวาติกัน  #ประวัติศาสตร์ศาสนา  #นครรัฐวาติกัน  #คริสต์ศาสนา  #เรื่องเล่าที่คุณอาจไม่รู้  #เบื้องหลังวาติกัน  #พระสันตะปาปา  #ประวัติโลกคริสต์ศาสนา</keywords><date>2025-04-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5545</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1745478688.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="122"><Nid>5544</Nid><title>ลดโลกร้อนแบบล้ำ ๆ ด้วย 5 เทคโนโลยีรักษ์โลก ที่คุณต้องรู้</title><source>https://www.dittothailand.com/th/dittonews/environmental-conservation/</source><detail>ในยุคที่ภาวะโลกร้อนกลายเป็นปัญหาใหญ่ของโลก เทคโนโลยีสมัยใหม่จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วันนี้เราขอพาคุณไปรู้จักกับ 5 เทคโนโลยีรักษ์โลกสุดล้ำ ที่ไม่เพียงแค่ช่วยโลกให้น่าอยู่ขึ้น แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนอีกด้วย

1.พลังงานทดแทน (Renewable Energy)

 



พลังงานทดแทน คือพลังงานสีเขียวที่ใช้แทนพลังงานจากน้ำมันและเชื้อเพลิงที่กำลังจะหมดไปในอนาคต เพื่อลดปัญหาก๊าซเรือนกระจกและภาวะโลกร้อน โดยแหล่งพลังงานทดแทนที่เป็นทางเลือกที่นิยมมากที่สุด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม ความร้อนใต้พิภพ และพลังงานน้ำ ซึ่งการหันมาใช้พลังงานทดแทนจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ลดการทำร้ายโลก ช่วยให้สภาพแวดล้อมกลับมาดีขึ้นนั่นเอง

 

2.การประมวลผลระบบคลาวด์ (Cloud Computing)

 



หลายคนรู้จักกันดีกับการประมวลผลระบบคลาวด์ เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ได้รับความนิยม ตัวอย่างเช่น Google Workspace และ Microsoft 365 ข้อดีของคลาวด์ ทำให้องค์กรสามารถลดต้นทุนการติดตั้ง ฮาร์ดแวร์ (Hardware) สำหรับระบบเครือข่าย และการจัดเก็บข้อมูลได้โดยไม่ต้องเสียค่าบำรุงระบบ ระบบคลาวด์สามารถใช้ได้จากทุกที่ ทุกเวลา ครอบคลุมในเรื่องการติดต่อสื่อสาร

 

3.ระบบอาคารอัจฉริยะ (Smart Building)

 



อาคารอัจฉริยะ เป็นระบบบริหารจัดการอาคารที่ได้รวมเอาเทคโนโลยีอาคารที่ล้ำสมัยที่ช่วยยกระดับคุณภาพอาคารให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงานได้ ทั้งระบบปรับอากาศภายในอาคาร การควบคุมอาคาร การจัดเก็บข้อมูล การปรับปรุงและยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารให้สะอาด ระบบอาคารอัจฉริยะจึงช่วยลดปัญหาด้านมลภาวะได้อีกด้วย

 

4.ยานยนต์พลังงานสะอาด (Alternative Mobility)

 



เทรนด์ความนิยมนี้ จัดเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ไม่พูดถึงไม่ได้ โดยเฉพาะเทรนด์ EV Car หรือรถยนต์ไฟฟ้า ที่เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ดีที่มายืนยันว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โตก้าวกระโดดในเทคโนโลยีสะอาด โดยจุดเด่นของรถยนต์ไฟฟ้าคือการเป็นรถไร้ซึ่งไอเสีย ยานยนต์ไฟฟ้ายังมีชิ้นส่วนน้อยลงกว่ารถยนต์ใช้เครื่องยนต์ในปัจจุบัน ทำให้ต้นทุนในการผลิตน้อยลง และลดการใช้ทรัพยากรโลกน้อยลงด้วย

 

5.วัสดุสีเขียว (Green Materials)

 



วัสดุสีเขียวที่สามารถนำมาเปลี่ยนเป็น Green Product ในรูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติหรือวัสดุที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่น บรรจุภัณฑ์ใส่อาหารรักษ์โลก ที่ผลิตจากเยื่อพืชธรรมชาติอย่างชานอ้อย เป็นต้น หากธุรกิจร้านอาหารต่าง ๆ หันมาใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติกันมากขึ้น จะสามารถลดขยะพลาสติกได้จำนวนมากเลยทีเดียว

 
</detail><keywords>#เทคโนโลยีรักษ์โลก  #ลดโลกร้อน  #นวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม  #GreenTech  #TechForEarth  #รักษ์โลกแบบล้ำๆ  #เทคโนโลยีสีเขียว  #โลกยั่งยืน  #EcoInnovation  #เปลี่ยนโลกด้วยเทคโนโลยี</keywords><date>2025-04-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5544</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1745478150.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="123"><Nid>5543</Nid><title>สวัสดิการนักศึกษา สิทธิพิเศษที่ไม่ควรพลาด</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/66398</source><detail>สวัสดิการนักศึกษา สิทธิพิเศษที่ไม่ควรพลาด
:
วงชีวิตในมหาวิทยาลัย นอกจากตั้งใจเรียนแล้ว อย่าลืมใช้สิทธิสวัสดิการที่มีอยู่ให้เต็มที่ เพราะแต่ละอย่างมีประโยชน์มาก ทั้งช่วยลดค่าใช้จ่าย พัฒนาตัวเอง และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในอนาคต ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันนะ
:
สิทธิสำคัญที่นักศึกษาควรรู้
สิทธิด้านการศึกษา
- ทุนเรียนดี ทุนสนับสนุนกิจกรรม
- กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
- สิทธิในการใช้ห้องสมุด ฐานข้อมูลวิชาการ และสื่อการเรียนออนไลน์ฟรี
:
สิทธิด้านสุขภาพ
- รักษาพยาบาลเบื้องต้นฟรีหรือราคาถูกที่สถานพยาบาลมหาวิทยาลัย
- ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพ (บัตรทอง) หรือประกันสังคมได้
- ประกันสุขภาพนักศึกษา บริการตรวจสุขภาพประจำปี
- บริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และบริการทำฟันราคาพิเศษ
:
สิทธิด้านสังคมและเศรษฐกิจ
- หอพักราคาประหยัด พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบ
- งานพาร์ทไทม์และโครงการฝึกงานสำหรับนักศึกษา
:
สิทธิด้านการเดินทาง
- ส่วนลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า BTS และ MRT สำหรับนักศึกษาอายุต่ำกว่า 23 ปี
:
สิทธิส่วนลดพิเศษต่าง ๆ
- ซื้อ MacBook, iPad ราคาพิเศษกับ Apple Store
- สมัคร Spotify Premium ลดครึ่งราคา
- ใช้ส่วนลดร้านค้าชั้นนำผ่าน UNiDAYS, Sephora, และโปรดูหนังนักศึกษา
:
สิทธิเข้าร่วมโครงการพัฒนาประสบการณ์
- โครงการ Work and Travel, Work and Holiday, Work and Study, และ Internship ทั้งในอเมริกา ออสเตรเลีย และแคนาดา เพื่อเปิดประสบการณ์การทำงานจริง และฝึกภาษาอังกฤษ
:
เห็นไหมครับ สิทธิพิเศษเพียบ เมื่อเราเป็นนักศึกษาทั้งที อย่ามัวแต่เรียนอย่างเดียว รู้สิทธิ รู้โอกาส ใช้ให้เต็มที่ เพื่อพัฒนาตัวเองและประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-04-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5543</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1745469286.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="124"><Nid>5542</Nid><title>Introvert ไม่ได้มีแค่แบบเดียว ทำความรู้จัก 4 ประเภทของ Introvert</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/66392</source><detail>Introvert ไม่ได้มีแค่แบบเดียว ทำความรู้จัก 4 ประเภทของ Introvert
:
หลายคนอาจเข้าใจว่า Introvert คือคนเงียบ ขี้อาย แต่จริง ๆ แล้วคือคนที่รู้สึกสบายใจที่สุดเมื่อต้องอยู่กับตัวเองหรือกับกลุ่มเล็ก ๆ มากกว่าออกไปเผชิญสังคมกว้าง ๆ
:
4 ประเภทของ Introvert ที่คุณอาจเป็น
1. Social Introvert - ชอบสังคมเล็ก ๆ ไม่ถนัดปาร์ตี้ใหญ่ ถ้าเลือกได้ขออยู่บ้านสบายกว่า
2. Thinking Introvert - นักคิด นักวิเคราะห์ จมอยู่กับโลกความคิดและจินตนาการ
3. Anxious Introvert - กังวลเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางคนเยอะ รู้สึกเครียดแม้กลับมาอยู่คนเดียวแล้ว
4. Restrained Introvert - ระมัดระวังตัวสูง ทำอะไรก็คิดนาน เตรียมตัวเยอะก่อนเริ่มทำอะไรสักอย่าง
:
อย่าเพิ่งเข้าใจว่า Introvert จะปลีกตัวออกจากสังคม คนที่เป็น Introvert ก็เข้าสังคมได้ เป็นผู้นำที่ดีได้ และเป็นเพื่อนที่ดีได้ เพียงแต่ต้องการเวลาและพื้นที่เพื่อรีชาร์จพลังใจเท่านั้นเองนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-04-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5542</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1745469243.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="125"><Nid>5541</Nid><title>น้ำหมักผลไม้ รู้เรื่องต้องระวังก่อนทาน</title><source>https://www.sanook.com/women/258077</source><detail>น้ำหมักผลไม้ รู้เรื่องต้องระวังก่อนทาน
:
น้ำหมักผลไม้กำลังฮิต เพราะช่วยเพิ่มรสชาติให้น้ำเปล่า ทำให้ดื่มน้ำได้ง่ายขึ้น แถมยังได้ประโยชน์จากวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระที่มาจากผลไม้ ผัก และสมุนไพรต่าง ๆ ช่วยชะล้างสารพิษ ลดน้ำตาล ลดแคลอรี่ และยังสนับสนุนการย่อยอาหารด้วย
:
แต่ก็มีเรื่องที่ควรระวังดังนี้
- ความเป็นกรดอาจกัดเคลือบฟัน ควรใช้หลอดและบ้วนปากหลังดื่ม
- เสี่ยงแพ้หากใช้ผลไม้หรือสมุนไพรที่ร่างกายไม่ถูกกับเรา
- ถ้าไม่ล้างผลไม้ให้สะอาด อาจเจอเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อน
- บางส่วนผสมอาจไปกระทบกับยาที่คุณทานอยู่ เช่น เกรปฟรุต
- การได้รับวิตามินบางชนิดมากเกินไป ก็อาจส่งผลเสียได้
:
ถึงแม้น้ำหมักผลไม้มีข้อดี แต่ก็ควรทำอย่างถูกวิธี เลือกวัตถุดิบสดสะอาด และระวังผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะถ้าคุณมีโรคประจำตัวหรือกำลังใช้ยาอยู่นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-04-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5541</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1745469198.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="126"><Nid>5540</Nid><title>รู้จัก 5G VoNR เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้โทรด้วย 5G ได้</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1611135</source><detail>รู้จัก 5G VoNR เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้โทรด้วย 5G ได้
:
แม้เราจะได้ยินเรื่อง 5G กันบ่อย แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า 5G ยังมีเทคโนโลยีสำคัญที่ชื่อว่า VoNR (Voice over New Radio) หรือการโทรศัพท์ด้วยเครือข่าย 5G แท้ ๆ โดยไม่ต้องพึ่ง 4G อีกต่อไป
:
VoNR คืออะไร
VoNR คือการโทรผ่านเครือข่าย 5G แบบ Standalone (SA) โดยส่งเสียงผ่านอินเทอร์เน็ตโปรโตคอล (IP) ทำให้ได้คุณภาพเสียงดีขึ้น ค่าความหน่วงต่ำลง และโทรออกได้เร็วขึ้นกว่าการใช้ 4G
:
ข้อดีของ VoNR
- เสียงคมชัด สมจริง และลดเสียงรบกวน
- สนทนาได้ลื่นไหล ตอบโต้ทันทีเพราะหน่วงน้อย
- โทรออกเร็วขึ้น ไม่ต้องรอสายนาน
- ใช้งานพร้อมกับบริการ 5G อื่น ๆ ได้สบาย
- ประหยัดพลังงานในบางกรณี
- รองรับนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต
:
แต่ทำไมยังไม่ค่อยมีใครพูดถึง?
- เครือข่าย 5G แบบ SA ยังมีไม่ทั่วถึง
- มือถือที่รองรับ VoNR ยังจำกัดอยู่ในรุ่นเรือธง
- การติดตั้งเครือข่ายต้องใช้เทคนิคและเงินลงทุนสูง
- ยังต้องแก้ปัญหาเรื่องการทำงานร่วมกับระบบเก่า
:
VoNR จะเป็นอนาคตของการโทรบน 5G อย่างแน่นอน แม้วันนี้ยังไม่แพร่หลาย แต่เมื่อเครือข่ายและอุปกรณ์พร้อมมากขึ้น เราจะได้สัมผัสการโทรด้วยคุณภาพที่ดีขึ้นอีกระดับในเร็ว ๆ นี้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-04-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5540</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1745469151.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="127"><Nid>5539</Nid><title>Dead Sea ทะเลสาบมรณะที่เค็มที่สุดในโลก</title><source>https://www.sanook.com/travel/1452035</source><detail>Dead Sea ทะเลสาบมรณะที่เค็มที่สุดในโลก
:
Dead Sea หรือ ทะเลมรณะ ตั้งอยู่ระหว่างจอร์แดนกับอิสราเอล เป็นทะเลสาบที่มีความเค็มสูงกว่าทะเลทั่วไปถึง 10 เท่า เพราะไม่มีทางน้ำไหลออก น้ำระเหยไปเรื่อย ๆ ทำให้เกลือและแร่ธาตุต่าง ๆ สะสมอยู่ตลอด
:
ความเค็มระดับนี้ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ได้ แต่โคลนดำจาก Dead Sea กลับอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่ดีต่อผิว คนทั่วโลกจึงนิยมมาแช่น้ำและพอกโคลนเพื่อบำรุงผิวกัน
:
ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด
- ลอยตัวได้สบาย ๆ โดยไม่ต้องว่ายน้ำ
- พอกโคลนดำเพื่อผิวสุขภาพดี
- ชมวิวทะเลทรายและพระอาทิตย์ตกสุดอลังการ
:
เลือกเที่ยวฝั่งไหนดี
- ฝั่งจอร์แดน : มีรีสอร์ตหรู สปา และบ่อโคลนธรรมชาติ
- ฝั่งอิสราเอล : มีหาดสาธารณะ น้ำสีฟ้าสวยสด
:
เคล็ดลับเที่ยว Dead Sea
- อย่าโกนขนก่อนลงน้ำ เพราะน้ำเค็มจะทำให้ผิวบริเวณนั้นแสบ
- ระวังอย่าให้น้ำเข้าตา
- เตรียมน้ำสะอาดไว้ล้างตัวหลังขึ้นจากน้ำ
- อย่าแช่น้ำนานเกิน 20 นาที
:
Dead Sea ไม่ใช่แค่ทะเลสาบธรรมดา แต่เป็นสถานที่มหัศจรรย์ที่รวมธรรมชาติ สุขภาพ และวิวสวย ๆ ไว้ด้วยกัน ถ้ามีโอกาสควรไปสัมผัสสักครั้งนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-04-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5539</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1745469089.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="128"><Nid>5529</Nid><title>รู้ทัน 6 อารมณ์ พื้นฐาน เพื่อเรียนรู้ตัวเองให้มากขึ้น</title><source>https://www.zipeventapp.com/blog/2020/07/24/รู้ทัน-6-อารมณ์-พื้นฐาน/</source><detail>มนุษย์เราต่างก็มีหลากหลายอารมณ์ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสถานการณ์ และแน่นอนว่ามันมีอิทธิพลกับเรามากในการใช้ชีวิต ที่ไม่ว่าจะกับตัวเอง หรือการอยู่ร่วมกับคนในสังคม แต่หลายๆ ครั้งดูเหมือนว่าเราจะถูกควบคุมโดยอารมณ์เหล่านี้ เลยทำให้นักจิตวิทยาได้ทำการแยกแยะความแตกต่างของอารมณ์เหล่านั้นออกมา จึงทำให้เกิดทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับการแบ่งประเภทและอธิบายเกี่ยวกับอารมณ์ต่างๆ ของมนุษย์

ความสุข : จากอารมณ์พื้นฐานทั้งหมด ความสุขถือเป็นอารมณ์ที่ทุกคนต้องการอยากจะมีที่สุด ความสุขได้ถูกนิยามว่าเป็นสภาวะทางอารมณ์ที่รื่นรมย์ ซึ่งเป็นลักษณะของความพึงพอใจ ปลาบปลื้ม ความสมหวัง และการอยู่ดีกินดี
การวิจัยเกี่ยวกับความสุขได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะตั้งแต่ช่วงปี 1960 ซึ่งรวมถึงสาขาของจิตวิทยา ที่เรียกว่าจิตวิทยาเชิงบวก ในขณะที่ความสุขถือเป็นหนึ่งในอารมณ์ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ โดยเราเชื่อว่าสิ่งที่จะสร้างความสุขมักจะได้รับอิทธิพลที่รุนแรงจากวัฒนธรรม อย่างเช่น อิทธิพลของวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มองว่าการที่จะประสบความสำเร็จคือการซื้อบ้าน หรือว่าการมีรายจ่ายที่สูงจะส่งผลให้เกิดความสุขได้

ความเศร้า : ความเศร้าเป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่มักจะถูกกำหนดให้เป็นสภาวะอารมณ์ชั่วคราว ที่มีเป็นลักษณะของ ความผิดหวัง ความโศกเศร้า ความสิ้นหวัง และความแปรปรวนทางอารมณ์
เหมือนกันกับอารมณ์อื่นๆ ความเศร้าคือสิ่งที่ทุกคนสามารถพบเจอได้เป็นครั้งคราว ในบางกรณีผู้คนอาจได้สัมผัสกับช่วงเวลาแห่งความเศร้าที่ยืดเยื้อและรุนแรง ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปเป็นภาวะซึมเศร้าได้ โดยความโศกเศร้าสามารถแสดงออกได้หลายวิธี เช่น การร้องไห้ ความเซื่องซึม ความเงียบ และการออกห่างจากคนอื่น

ความกลัว : ความกลัวคืออารมณ์ที่มีบทบาทสำคัญกับการใช้ชีวิต เมื่อคุณเผชิญหน้ากับอันตรายและความกลัว คุณจะต้องผ่านมันไปไม่ว่าจะด้วยวิธีสู้กับมันหรือว่าหนีก็ตาม
ความกลัวจะทำให้กล้ามเนื้อของคุณตึง อัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจจะเพิ่มขึ้น จิตใจของคุณจะตื่นตัว และร่างกายก็จะเตรียมตัวที่จะวิ่งหนีจากอันตรายหรือว่ายืนเพื่อที่จะสู้กับมัน ซึ่งการตอบสนองนี้จะช่วยให้เรามั่นใจว่าเราพร้อมที่จะจัดการกับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมของคุณ

ขยะแขยง : ขยะแขยงเป็นอีกหนึ่งอารมณ์ของ 6 อารมณ์พื้นฐานที่ ดร.เอคแมน ได้อธิบายไว้ ความรู้สึกรังเกียจนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสิ่งหลายอย่างรวมถึงรสชาติที่ไม่พึงประสงค์ สายตา หรือกลิ่น นักวิจัยเชื่อว่าอารมณ์เหล่านี้จะพัฒนาเป็นปฏิกิริยาที่อาจจะเป็นอันตราย และอาจส่งผลถึงชีวิต

ความโกรธ :  ความโกรธเป็นอารมณ์ที่ทรงพลังโดยเฉพาะความรู้สึกของการเป็นศัตรู ถูกก่อกวน และการถูกหักหลัง เช่นเดียวกับความกลัวที่มีบทบาทให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อสู้หรือหนี

ความประหลาดใจ : ความประหลาดใจมักมาในเวลาเพียงแค่เล็กน้อย เป็นการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งที่ไม่คาดคิด ความประหลาดใจเป็นอีกอารมณ์ที่สามารถถูกกระตุ้นให้สู้หรือหนีได้อีกเช่นกัน เมื่อคนสะดุ้งตกใจร่างกายจะหลั่งสารอะดรีนาลีนเพื่อให้ร่างกายได้เตรียมตัวที่จะสู้หรือหนี


แหล่งที่มา : https://www.zipeventapp.com/blog/2020/07/24/รู้ทัน-6-อารมณ์-พื้นฐาน/</detail><keywords>อารมณ์, โกรธ, โมโห, กลัว, มีความสุข</keywords><date>2025-04-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5529</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1744856264.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="129"><Nid>5519</Nid><title>8 สัญญาณเตือน เสี่ยงร่างพังโดยไม่รู้ตัว</title><source>https://www.sanook.com/women/257981</source><detail>8 สัญญาณเตือน เสี่ยงร่างพังโดยไม่รู้ตัว
:
ความเครียด เป็นสิ่งที่หลายคนต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน แต่บางครั้งเราอาจไม่รู้ตัวว่ากำลังเครียด จนส่งผลเสียต่อร่างกาย ลองสังเกต 8 อาการต่อไปนี้ที่อาจบ่งบอกว่าคุณเครียดหนักโดยไม่รู้ตัว
:
1. นอนไม่หลับ หรือหลับไม่สนิท
หากตื่นขึ้นมารู้สึกเหนื่อย แม้จะนอนครบชั่วโมง อาจเป็นสัญญาณของความเครียดที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถพักผ่อนได้เต็มที่ ลองปรับพฤติกรรมก่อนนอน เช่น หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ และฟังเพลงเบา ๆ
:
2. ปวดหัวเรื้อรัง
ความเครียดอาจทำให้กล้ามเนื้อตึง ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว ลองนวดผ่อนคลายและฝึกหายใจลึก ๆ เพื่อคลายความตึงเครียด
:
3. หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน
หากรู้สึกอ่อนไหวและอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ อาจเป็นสัญญาณของความเครียดสะสม ลองทำกิจกรรมที่ชอบเพื่อผ่อนคลาย เช่น อ่านหนังสือหรือเดินเล่น
:
4. รู้สึกเหนื่อยล้า แม้ไม่ได้ทำอะไรเลย
หากรู้สึกหมดแรงทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนัก ความเครียดอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายใช้พลังงานมากกว่าปกติ
:
5. ความจำแย่ สมาธิสั้น
ความเครียดส่งผลต่อสมอง ทำให้สมาธิและความจำลดลง ลองฝึกสมาธิหรือพักสายตาบ้างเพื่อให้สมองได้ฟื้นฟู
:
6. ระบบย่อยอาหารมีปัญหา
อาการท้องอืด ปวดท้อง หรือท้องเสีย อาจเป็นผลจากความเครียด ลองหลีกเลี่ยงอาหารย่อยยาก และออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายคลายเครียด
:
7. ใจสั่น หายใจไม่ทั่วท้อง
หากรู้สึกใจเต้นเร็วผิดปกติหรือหายใจไม่สุด ลองฝึกหายใจแบบ 4-7-8 เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย
:
8. น้ำหนักขึ้นหรือลดผิดปกติ
การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักอาจเกิดจากความเครียดที่ส่งผลต่อการเผาผลาญ ลองปรับพฤติกรรมการกินและทานอาหารที่ช่วยลดความเครียด
:
หากคุณมีอาการเหล่านี้หลายข้อ ควรหยุดพักและดูแลตัวเองให้ดีขึ้น อย่าลืมว่า การดูแลสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีชีวิตที่ดีและสุขภาพแข็งแรงนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-04-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5519</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1743778451.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="130"><Nid>5518</Nid><title>กระเป๋าฉุกเฉินสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ต้องมีอะไรบ้าง</title><source>https://www.sanook.com/women/258169</source><detail>กระเป๋าฉุกเฉินสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ต้องมีอะไรบ้าง
:
เมื่อเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินที่ต้องอพยพ สิ่งสำคัญคือการเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินสำหรับสัตว์เลี้ยงเพื่อความปลอดภัย รายการสิ่งของที่ควรเตรียมมีดังนี้
:
- อุปกรณ์ทำความสะอาด : กระดาษทิชชู่ม้วนใหญ่, น้ำยาทำความสะอาดสำหรับสัตว์เลี้ยง, ถุงขยะ, ถุงเก็บมูลสัตว์, ทรายแมว (ปริมาณน้อย) และกระบะทราย
- อุปกรณ์พื้นฐาน : ชามอาหาร 2 ใบ, ที่เปิดกระป๋องและช้อน
- สิ่งจำเป็นสำหรับสัตว์เลี้ยง : สายจูง, ถุงมือกันบาด, ผ้าห่ม, ผ้าขนหนู 2 ผืน, ชุดปฐมพยาบาลสำหรับสัตว์เลี้ยง
- อาหาร : อาหารกระป๋องหรืออาหารแห้ง, น้ำดื่ม 1 แกลลอน, ขนมหรือของโปรดของสัตว์เลี้ยง
:
นอกจากอุปกรณ์เหล่านี้ ควรเตรียมการเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยงในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น
- ติดป้ายชื่อสัตว์เลี้ยงที่ปลอกคอ พร้อมข้อมูลติดต่อ
- ทำไมโครชิปให้กับสัตว์เลี้ยงและลงทะเบียนในชื่อของคุณ
- เก็บรูปถ่ายปัจจุบันของสัตว์เลี้ยงไว้
- เตรียมกรงหรือกระเป๋าสำหรับเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยง
- จัดเตรียมยาของสัตว์เลี้ยงอย่างน้อยสองสัปดาห์ และบันทึกการฉีดวัคซีน
- วางแผนสถานที่อพยพและเส้นทางสำรอง
:
การเตรียมตัวให้พร้อมในกรณีฉุกเฉิน จะช่วยให้คุณสามารถอพยพได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยสำหรับทั้งคุณและสัตว์เลี้ยงของคุณนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-04-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5518</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1743778403.png</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="131"><Nid>5517</Nid><title>"กาแฟดำ" กับ "ชาดำ" เมนูไหนสุขภาพดีกว่ากัน</title><source>https://www.sanook.com/women/257997</source><detail>"กาแฟดำ" กับ "ชาดำ" เมนูไหนสุขภาพดีกว่ากัน
:
ทั้งกาแฟดำและชาดำต่างมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่เครื่องดื่มทั้งสองชนิดนี้ก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป
:
กาแฟดำ ทำจากการผสมน้ำร้อนกับกาแฟโดยไม่มีครีม นม หรือการเติมน้ำตาล ช่วยให้ร่างกายตื่นตัวและเพิ่มพลังงานได้ดี มีสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย เช่น โพแทสเซียมและแมกนีเซียม ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของโรคอ้วนและเบาหวานประเภท 2 นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องดื่มที่ดีสำหรับก่อนการออกกำลังกาย แต่มีคาเฟอีนสูง ซึ่งอาจไม่เหมาะกับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหรือผู้ที่มีปัญหาการนอนหลับในช่วงเย็น
:
ชาดำทำจากการชงใบชาในน้ำร้อน โดยไม่เติมความหวานหรือครีม ชาดำมีคาเฟอีนต่ำกว่ากาแฟดำ และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดคอเลสเตอรอล ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ และดีต่อลำไส้ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มสมาธิและอาจช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย
:
แล้วควรเลือกดื่มอะไรดี?
การเลือกดื่มขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณ หากต้องการพลังงานเพื่อเริ่มต้นวันใหม่และออกกำลังกาย กาแฟดำเหมาะสมกว่า แต่ถ้าต้องการลดคาเฟอีน รวมถึงคุณมีความกังวลเรื่องการนอนหลับ ชาดำอาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า อย่างไรก็ตาม หากใส่เนยใสในเครื่องดื่มทั้งสอง ก็สามารถเพิ่มประโยชน์ต่อสุขภาพได้เช่นกันนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-04-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5517</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1743778356.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="132"><Nid>5516</Nid><title>ระบบเตือนภัยพิบัติผ่านมือถือ ทำไมถึงยังไม่มีในประเทศไทย</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1611175</source><detail>ระบบเตือนภัยพิบัติผ่านมือถือ ทำไมถึงยังไม่มีในประเทศไทย
:
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ ที่สร้างความตกใจ หลายคนสงสัยว่าทำไมประเทศไทยยังไม่มีระบบเตือนภัยพิบัติผ่านมือถือเหมือนต่างประเทศ ซึ่งระบบที่พูดถึงคือ Cell Broadcast Service (CBS) ที่ใช้ในการส่งข้อความเตือนภัยไปยังโทรศัพท์มือถือจำนวนมากในพื้นที่ที่กำหนดโดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต
:
ข้อดีของ CBS
- รวดเร็ว : ส่งข้อความไปยังผู้รับจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว
- ครอบคลุม : เข้าถึงผู้ใช้ทุกเครือข่ายในพื้นที่ที่กำหนด
- เชื่อถือได้ : ไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต แต่ก็สามารถส่งข้อความได้แม้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตขัดข้อง
:
ในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ได้นำ CBS มาใช้แล้ว แต่ในไทยผู้ให้บริการอย่าง AIS, dtac และ True ยังไม่ได้เปิดใช้งาน แม้จะมีการทดสอบแล้ว เมื่อเปิดใช้จริง ระบบนี้จะช่วยให้ผู้คนได้รับการแจ้งเตือนภัยได้ทันที เช่น การอพยพจากพื้นที่เสี่ยง
:
แม้ระบบนี้ยังไม่ได้ใช้งานในไทย แต่การเตรียมตัวและซ้อมรับมือกับภัยพิบัติก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญเพื่อความปลอดภัยในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-04-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5516</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1743778310.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="133"><Nid>5515</Nid><title>"ไก่" กับ "ไข่" อะไรให้โปรตีนมากกว่ากัน</title><source>https://www.sanook.com/women/257833</source><detail>"ไก่" กับ "ไข่" อะไรให้โปรตีนมากกว่ากัน
:
ไก่และไข่เป็นแหล่งโปรตีนยอดนิยมที่ให้กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน และช่วยส่งเสริมสุขภาพ แต่ถ้าถามว่าแหล่งไหนดีกว่ากัน ขึ้นอยู่กับปริมาณโปรตีนและการย่อยดูดซึมของร่างกาย
:
ปริมาณโปรตีน
- ไก่มีโปรตีนมากกว่า โดยมี 23 - 31 กรัมต่อ 100 กรัม
- ไข่มีโปรตีนน้อยกว่า โดยมี 12.6 กรัมต่อ 100 กรัม
:
การย่อยและดูดซึม
แม้ไก่จะมีโปรตีนมากกว่า แต่ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมโปรตีนจากไข่ได้ดีกว่า
- ไข่ถูกย่อยและดูดซึมได้ 97%
- ไก่ถูกย่อยและดูดซึมได้ 94%
:
โปรตีนคุณภาพสูง
ทั้งไก่และไข่เป็นโปรตีนสมบูรณ์ เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นครบทั้ง 9 ชนิด ต่างจากโปรตีนจากพืชที่มักขาดกรดอะมิโนบางตัว นอกจากนี้ ไก่และไข่ยังถูกนำไปใช้สร้างกล้ามเนื้อ สร้างฮอร์โมน และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี
:
ควรกินอะไรดี?
หากต้องการโปรตีนสูงสุด ไก่อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า แต่หากต้องการโปรตีนที่ร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด ไข่อาจเหมาะกว่า การกินทั้งไก่และไข่ร่วมกันช่วยให้ได้รับสารอาหารครบถ้วนและเพิ่มความหลากหลายให้มื้ออาหาร
:
ไม่ว่าคุณจะเลือกกินไก่หรือไข่ ต่างก็เป็นตัวเลือกที่ดีต่อสุขภาพ จะกินไก่เพื่อโปรตีนที่เข้มข้น หรือกินไข่เพื่อโปรตีนที่ย่อยง่าย เลือกได้ตามความต้องการของคุณ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-04-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5515</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1743778255.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="134"><Nid>5506</Nid><title>เหล็กในการก่อสร้างมีทั้งหมดกี่รูปแบบ</title><source>https://pstgroup.biz/articles/1793/</source><detail>เหล็ก คือ โลหะผสมของธาตุเหล็ก ธาตุคาร์บอน ธาตุแมงการ์นีส และสารเจืออื่นๆ ในปริมาณเล็กน้อย ที่มนุษย์นำเหล็กมาใช้ประโยชน์ในต่างๆ โดยเฉพาะในวงการก่อสร้าง เหล็กนั้นมีหลายประเภทและมีคุณสมบัติแตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ "เหล็กหล่อ" และ "เหล็กกล้า"


	เหล็กหล่อ (Cast Iron)


คือเหล็กที่้เกิดจากการนำแร่ธาตุเหล็กมาผสมกับองค์ประกอบอื่นๆ แล้วหล่อออกมาให้เป็นรูปทรงต่างๆ มีคุณสมบัติทั้งแข็งและยังเปราะได้ในเวลาเดียวกัน แต่ไม่สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้ด้วยวิธีการอื่น แบ่งเป็นหลายประเภท เช่น เหล็กหล่อขาว, เหล็กหล่อเทา, เหล็กหล่ออบเหนียว ฯลฯ


	เหล็กกล้า (Steel)


คือ เหล็กที่มีความเหนียวและยืดหยุ่นตัวสูง สามารถนำมาแปรรูปร่างได้ตามต้องการ จึงทำให้มีผู้นิยมนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าเหล็กหล่อ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมต่างๆ หรือการก่อสร้าง แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ “เหล็กกล้าคาร์บอน” และ “เหล็กกล้าผสม”
สำหรับเหล็กกล้าที่นิยมมาแปรรูปเพื่อใช้ในวงการอุตสาหกรรมมีด้วยกัน 3 ประเภทหลักๆ คือ "เหล็กเส้นคอนกรีต", "เหล็กรูปพรรณ" และ "ลวดเหล็ก" โดยในบทความนี้จะกล่าวถึงเพียง 2 ประเภทแรกคือ "เหล็กเส้นคอนกรีต" และ "เหล็กรูปพรรณ"




	เหล็กเส้นคอนกรีต (Reinforced concrete หรือ Ferro concrete)


เหล็กเส้นคอนกรีต คือ เหล็กเส้นที่ใช้เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ปกติจะเป็นเหล็กกล้าชนิดท่อน ชนิดเส้น หรือชนิดตะแกรง ฝังในลักษณะที่ทำให้เหล็กและคอนกรีตร่วมกันต้านทานต่อแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคอนกรีตได้ โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ “เหล็กเส้นกลม” (Round Bar) และ “เหล็กข้ออ้อย” (Deformed Bar)




	เหล็กเส้นกลม (Round Bar)


เหล็กเส้นกลม คือ เหล็กเส้นที่มีพื้นที่ภาคตัดขวางเป็นรูปกลม มีผิวเรียบเกลี้ยง ตามมาตรฐาน มอก. 20-2527 ทำจากเหล็กแท่งเล็ก (billet), เหล็กเส้นใหญ่ (bloom) หรือ เหล็กแท่งหล่อ (ingot) ด้วยกรรมวิธีรีดร้อนโดยไม่ผ่านการแปรรูปใดๆ มาก่อน เหล็กเส้นกลมมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 6, 9, 12, 15, 19, 22, 25, 28 และ 34 มิลลิเมตร มีความยาว 10 หรือ 12 เมตร มีชั้นคุณภาพเดียว คือ SR 24 ชื่อขนาด ใช้สัญลักษณ์ RB แล้วตามด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นนั้นๆ
 




	เหล็กข้ออ้อย (Deformed Bar)


เหล็กข้ออ้อย คือ เหล็กเส้นที่มีพื้นที่ภาคตัดขวางเป็นรูปกลม อาจมีบั้ง (transverse ribs) หรือครีบ (longitudinal ribs) ที่ผิว เพื่อเสริมกำลังยึดระหว่างเหล็กเส้นกับเนื้อคอนกรีต เหล็กข้ออ้อยตามมาตรฐาน มอก. 24-2527 ผลิตด้วยกรรมวิธีและชนิดเหล็กเดียวกับเหล็กเส้นกลม มีขนาด 10, 12, 16, 20, 22, 25, 28 และ 32 มิลลิเมตร ความยาว 10 และ 12 เมตร มีชั้นคุณภาพ 3 ชั้น ได้แก่ SD 30, SD 40 และ SD 50 ชื่อขนาดใช้สัญลักษณ์ DB แล้วตามด้วยขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของเหล็กเส้นนั้นๆ


	เหล็กรูปพรรณ (Structural Steel)


เหล็กรูปพรรณ คือเหล็กที่มีการแปรรูปออกมาเป็นวัสดุรูปทรงต่างๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งการขึ้นรูปเหล็กรูปพรรณนั้นแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะเหล็กตั้งต้น คือ โลหะแผ่น จะเป็นกลุ่มกระบวนการขึ้นรูปโลหะแผ่น (Sheet Metal Forming Process) และโลหะแบบก้อน (Bulk MetalForming Process) จะเป็นกระบวนการขึ้นรูปโลหะก้อน


กระบวนการขึ้นรูปเหล็กแผ่น แบ่งได้ตาม 3 วิธีใหญ่ๆ คือ
1. การตัดเฉือน (shearing)
แบ่งเป็นการปั้มเจาะ(blaking) และการตัดเจาะรู (piercing)
2. การตัด (bending) หรือการขึ้นรูป (forming)
3. การลากขึ้นรูป (drawing)
แต่ทั้งนี้ในการขึ้นรูปเหล็กแผ่นอาจมีกรรมวิธีอื่นๆ อีกตามแต่รูปแบบของเหล็กที่ต้องการ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ทุกกรรมวิธีมาทำร่วมกัน โดยมีขั้นตอนทั่วไป ดังต่อไปนี้
1. Blanking ขั้นตอนแรกของการขึ้นรูปเหล็กโดยการตัดแผ่นโลหะด้วยพั้นซ์และดายให้ได้รูปร่าง
ตามที่ต้องการ
2. Piercing ขั้นตอนการตัดแผ่นโลหะให้เป็นรูตามตำแหน่งที่ต้องการ โดย blanking และ piercing สามารถทำพร้อมกันได้ในขั้นตอนเดียว
3. Bending การตัดพื้นผิวระนาบของโลหะทำมุมกันตั้งแต่หนึ่งมุมขึ้นไปโดยความหนาของแผ่นโลหะไม่
เปลี่ยนแปลงและรัศมีการดัดจะต้องมากกว่าหรือเท่ากับความหนาของแผ่นโลหะ
4. Drawing การลากขึ้นรูปโลหะแผ่นด้วยพั้นซ์เข้าไปในโพรงของดายโดยปราศจากการยืดของแผ่น
โลหะ ดังนั้นช่องว่างระหว่างพั้นซ์และดายจะเท่ากับความหนาของแผ่นโลหะ
5. Embossing การขึ้นรูปแผ่นโลหะให้เป็นหลุมหรือปุ่มตื้นๆ โดยที่ความหนาไม่เปลี่ยนแปลง
6. Coining การขึ้นรูปแผ่นโลหะให้เป็นลวดโดยการบีบอัดแผ่นโลหะในแม่พิมพ์ปิด ลวดลายทั้งสองด้านจะไม่เหมือนกัน
7. Swaging การขึ้นรูปโลหะโดยการบีบอัดในแม่พิมพ์เปิด โลหะจะสามารถไหลผ่านแม่พิมพ์
8. Shaving เป็นการตัดแต่งขอบแผ่นโลหะที่ผ่านการ blanking หรือ piercing มาแล้ว
9. Trimming การตัดโลหะส่วนเกินออก เป็นขั้นตอนสุดท้ายเมื่อแผ่นโลหะผ่านกรรมวิธีอื่นๆ มาแล้ว

สำหรับเหล็กรูปพรรณนั้นมีหลากหลายประเภท ดังต่อไปนี้




	เหล็กแผ่นลาย (Checkered Plate, Diamond plate)


เหล็กแผ่นลายมีชื่อเรียกอื่นๆ อีก เช่น เหล็กตีนไก่ เหล็กตีนเป็ด เหล็กลายดอกลาย เป็นเหล็กแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า พื้นผิวเป็นลวดลายนูนคล้ายเมล็ดข้าว ช่วยป้องกันการลื่นและน้ำขัง ผลิตจากเหล็กกล้าด้วยวิธีการหล่อหรือรีดร้อนทำให้มีลวดลายสวยงาม มีความแข็งแรงและทนต่อแรงเสียดทานได้ดีกว่าเหล็กแผ่นดำ นิยมนำไปใช้ปูพื้นทางเดิน ทำบันไดต่างๆ หรือพื้นรถบรรทุกเพื่อป้องกันการลื่นล้ม เหล็กแผ่นลายมีขนาดความหนาตั้งแต่ 2 – 9 มิลลิเมตร ขนาดทีตั้งแต่ 4x8 นิ้ว , 5x10 นิ้ว และ 5x20 นิ้ว
วิธีการขึ้นลายของเหล็กแผ่นลายนั้นมีด้วยกัน 4 วิธี


	การปั๊ม (Stamping)
	การหล่อ (Casting)
	การทุบ (Forging)
	การกัดแต่ง (Machining)


โดยวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดก็คือ “การปั๊ม”

ข้อดีการปั๊มเพื่อขึ้นลายบนแผ่นเหล็ก


	ขนาดของลายที่เกิดขึ้นเท่ากันหมด
	ช่วยเพิ่มความแข็งแรง รองรับน้ำหนักได้มากกว่าเหล็กแผ่นเรียบธรรมดา
	การปั๊มลายช่วยให้เกิดความฝืดบนแผ่นเหล็ก สะดวกต่อการขนย้าย
	นำไปใช้งานได้เลยโดยไม่ต้องตกแต่งเพิ่มเติม
	การปั๊มลายเป็นวิธีที่ต้นทุนต่ำกว่าวิธีการอื่นๆ


 




	เหล็กแผ่นดำ (Steel Plate)


เหล็กแผ่นดำมีชื่อเรียกอื่นๆ อีก เช่น เหล็กแผ่นเรียบ เหล็กชีท เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ผิวเรียบ ผลิตจากแผ่นเหล็กม้วนคุณภาพสูง นิยมนำไปใช้สำหรับงานโครงสร้างทั่วไป ปูพื้น การเชื่อมต่อโครงสร้างยานยนต์ งานต่อเรือ สะพานเหล็ก เหล็กแผ่นดำมีขนาดความหนาตั้งแต่ 1.2 – 100 มิลลิเมตร ขนาดมีตั้งแต่ 4x8 นิ้ว, 5x10 นิ้ว, 5x20 นิ้ว, 6x20 นิ้วและ 8x20 นิ้ว




	เหล็กแผ่นแบน (Steel Flat Bar)


เหล็กแผ่นแบนมีลักษณะคล้ายกับเหล็กแผ่น แต่แตกต่างกันที่ขนาด มีขนาดความกว้างตั้งแต่ 25 – 100 มิลลิเมตร ความหนามีตั้งแต่ 3-25 มิลลิเมตร สามารถสั่งตัดขนาดได้ตามความต้องการ มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว ทนแรงยืดพับได้ดี นิยมนำไปเชื่อมประกอบเป็นรางระบายน้ำ แหนบรถ ฝาตะแกรงหรือฝาท่อ สำหรับเหล็กแบนที่นิยมใช้กันมีขนาดอยู่ที่ ยาว 6 เมตร หนา 3 มิลลิเมตร และมีหน้ากว้าง 25 มิลลิเมตร




	เหล็กโครงสร้างรูปตัวซี (Lip Channel)


เหล็กโครงสร้างรูปตัวซี คือ เหล็กที่ผลิตด้วยการรีดร้อนให้ได้สัดส่วน มีความยาวตามกฏเกณฑ์คือ 6 เมตร มีขนาดมาตรฐานเริ่มต้นคือ 50x30x10x1.6 มิลลิเมตร นิยมใช้สำหรับงานทำโครงสร้างหลังคา ที่อยู่อาศัย แปหลังคา หรือเสาค้ำยันที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมาก




	เหล็กรางน้ำ (Channel)


เหล็กรางน้ำมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น รางหล่อ รางหนา รางซี เหล็กรางน้ำเป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อน (Hot rolled structural steel) มีลักษณะคล้ายรูปตัวยู (U) มีหน้าตัดเรียบ ปีกทั้งสองด้านเท่ากัน มีความแข็งแรง ทนทาน รับน้ำหนักมากๆ ได้ดี นิยมนำเหล็กรางน้ำไปใช้สำหรับงานทำโครงสร้าง โครงเหล็กหลังคาโรงงาน โกดัง ทำแปหลังคา คาน เสา งานบันได งานสะพาน เสาตอม่อ ฯลฯ




	เหล็กแป๊บสี่เหลี่ยม (Carbon Steel Square Tube)


เหล็กแป๊ปสี่เหลี่ยมมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น เหล็กกล่อง กล่อง แป๊ปโปร่ง เป็นเหล็กรูปพรรณรีดเย็น เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณกลวงแบบสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีมุมฉากที่เรียบคม เหมาะสำหรับงานโครงสร้างทั่วไปที่ไม่รับน้ำหนักมาก เช่น เสา คาน นั่งร้าน ผนัง ประตู ชั้นวางของ รั้ว




	เหล็กฉาก ( Equal Angle Bar)


เหล็กฉากหรือเหล็กมุม เป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อน (Hot rolled structural steel) มีรูปทรงตั้งฉากคล้ายตัว L เท่ากันทั้งสองด้าน มีผิวเรียบ แข็งแรง มีความหนาตั้งแต่ 3 – 35 มิลลิเมตร
เหล็กฉากขนาดใหญ่ใช้ทำโครงสร้างหลังคา เสาโกดัง เสาส่งไฟฟ้าและวิทยุ ขณะที่เหล็กฉากขนาดเล็กนิยมใช้ทำโครงสร้างเบาะรถยนต์ ชั้นวางของอเนกประสงค์ รถเข็น เป็นต้น



	เหล็กฉากพับ (Cold Formed Angle)


เหล็กฉากพับเป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดเย็น (Cold formed structural steel) ที่นำมาดัด พับเป็นฉากเพื่อเสริมแรงของโครงสร้างโดยรวม ขนาดความหนามาตรฐาน 3.2 มม. และมีความยาวมาตรฐาน 6 เมตร นิยมนำไปใช้กับโครงสร้างหลังคา โรงงาน งานแป งานก่อสร้างต่างๆ


	เหล็กเอชบีม (H-Beam)


เหล็กเอชบีมมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น เหล็กตัวเอช เสาเอช เหล็กปีกไอ เสาบีม เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (Hot rolled structural steel) ที่มีลักษณะหน้าตัดเป็นรูปตัวเอช (H) ขนาดความสูง และความกว้างแต่ละด้านเท่ากัน มีความยาวให้เลือกตั้งแต่ 6 เมตร, 9 เมตร, 12 เมตร ขนาดมักเป็นแบบด้านเท่า เช่น 100x100, 125x125, 150x150 ไปจนถึง 400x400
เหล็กเอชบีมมีความแข็งแรงมากๆ เหมาะกับการรับน้ำหนักมากๆ ได้ เหล็กเอชบีมเหมาะสำหรับงานก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่ ใช้ทำเสา คาน โครงหลังคา 





	เหล็กไอบีม (I-Beam)


เหล็กไอบีมเป็นเหล็กรูปพรรณรีดร้อน (Hot rolled structural steel) เป็นเหล็กที่บริเวณปีกจะเป็นมุมลบเหลี่ยม แผ่นเอียง ความกว้างและความสูงแต่ละด้านไม่เท่ากัน โคนเหล็กมีปีกหนา ทำให้การรับน้ำหนักการสั่นสะเทือนดี มีความยาวตั้งแต่ 6 เมตร, 9 เมตร และ 12 เมตร
เหล็กไอบีมเหมาะสำหรับใช้ทำรางเครนในโรงงานอุตสาหกรรม งานเครื่องจักร ทำเสา คาน ฯลฯ


	เหล็กไวด์ แฟรงค์ (Wide Flange Beam)


เหล็กไวด์แฟรงค์เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณรีดร้อน (Hot rolled structural steel) มีรูปทรงคล้ายเหล็กเอชบีมและเหล็กไอบีม แต่มีความกว้างของแผ่นตรงกลางมากกว่าปีกทั้ง 2 ข้าง และมีขนาดบางกว่า แต่ยังแข็งแรงรองรับน้ำหนักได้ดี มีความยาวให้เลือกตั้งแต่ 6 เมตร, 9 เมตร และ 12 เมตร เหล็กไวด์แฟรงค์เหมาะสำหรับงานโครงสร้าง ก่อสร้างอาคาร โรงงานขนาดใหญ่และงานเชื่อม




	เหล็กเพลาขาว (Steel Round Bar)


เหล็กเพลาขาว เป็นเหล็กเส้นกลมหรือเหล็กเพลาดำที่นำไปผ่านกรรมวิธีการดึงเย็นจนเปลี่ยนเป็นสีเงินๆ มีคุณลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากเหล็กทั่วไป ทั้งความละเอียดของขนาด ความเรียบและคุณสมบัติทางกลภาพ ทำให้เหล็กเพลาขาวใช้งานได้หลากหลายกว่าเหล็กประเภทอื่น
เหล็กเพลาขาว นิยมนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง ที่ต้องเน้นในเรื่องความกลมและความสวยงามเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับงานเฟอร์นิเจอร์ งานอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ


	เหล็กสี่เหลี่ยมตัน (Square Bar)


มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เพลาเหลี่ยม เป็นเหล็กรูปทรงสี่เหลี่ยมจัสตุรัส เนื้อผิวค่อนข้างตรง มีค่าทนทาน เสียดสีสูง ถ่ายเทน้ำหนักได้ดี มีขนาดความหนาให้เลือกตั้งแต่ 10 – 100 มิลลิเมตร
เหล็กสี่เหลี่ยมตันเหมาะสำหรับงานโครงสร้างทั่วๆ ไป เช่น เหล็กดัดหน้าต่าง เหล็กดัดกันขโมย ระเบียงเหล็ก ทำศรเเหลม ทำรั้ว รวมถึงการนำไปใช้ทำรางเครน รางรถไฟ หรืองานเครื่องจักรต่างๆ


	เหล็กรางรถไฟ (Light Rail Steel)


เหล็กรางรถไฟหรือ เหล็กรางเดินเครน เป็นเหล็กเหนี่ยวที่มีความทนทานต่อการรับน้ำหนัก แรงเสียดทานสูงและแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี หากเป็นเหล็กที่มีหน้าเล็กนิยมนำมาใช้สำหรับงานรางเครนหน้างานก่อสร้าง เพื่อให้ใช้ขนย้าย แต่หากเป็นเหล็กหน้าใหญ่ สามารถใช้ทำรางรถไฟ หรือใช้ในการขนย้ายอิฐเข้าเตาเผาขนาดใหญ่




	เหล็กท่อดำ (Carbon Steel Tubes)


มีชื่อเรียกอื่นๆ ว่า ท่อเหล็กดำ,เหล็กท่อกลมดำ, แป๊บดำ หรือ ท่อดำ ผลิตจากเหล็กกล้าแผ่นคุณภาพสูง เป็นเหล็กโครงสร้างรูปพรรณกลวงแบบกลม มีความทนทานสูง รับแรงดันได้ดี แต่น้ำหนักเบาตะเข็บเรียบ สะดวกในการเชื่อมต่อ OD เหล็กท่อดำนิยมนำมาใช้เป็นท่อลำเลียง,ท่อการประปา,ท่อชลประทานและงานโครงสร้างทั่วไป




	ท่อเหล็กอาบสังกะสี (Galvanized Pipe)


มีชื่อเรียกอื่นๆ ว่า ท่อประปา, ท่อเหล็กอาบสังกะสี, แป๊บน้ำหรือแป๊บประปา เป็นเหล็กที่เกิดจากการนำเหล็กท่อดำไปชุบกัลป์วาไนซ์และสังกะสีเพื่อป้องกันสนิม แบ่งความหนาโดยคาดสีต่างๆ ไว้ คือขนาดหนาสุด คาดสีเขียว และขนาดบางสุด คาดสีแดง, คาดสีน้ำเงิน, คาดสีเหลือง
เหล็กท่อสังกะสีใช้สำหรับงานที่ต้องการความทนทานต่อการกัดกร่อน เช่น กลางแจ้งหรือใกล้ทะเล ใช้ในการเดินท่อลำเลียง ท่อประปา ท่อชลประทาน งานเดินสายไฟนอกอาคาร และงานขึ้นรูปโครงสร้างต่างๆ


	เหล็กกัลวาไนซ์ (Pre-Zinc)


เป็นเหล็กที่ถูกไปชุบกัลป์วาไนซ์และสังกะสีเพื่อป้องกันสนิม ก่อนนำมาตัดแต่งรูปทรงเป็นแบบกลม แบบเหลี่ยมตามความต้องการแล้วพ่นซิงค์หรือสังกะสีกลบแนวเชื่อมด้านนอก แต่การทนทานสนิมและการกัดกร่อนนั้นน้อยกว่าเหล็กอาบสังกะสี (Galvanized Pipe)

จะเห็นได้ว่าเหล็กแต่ละประเภทก็มีลักษณะการใช้งานที่แตกต่างกันไป แต่การจะเลือกเหล็กที่ดีนั้นต้องเป็นเหล็กที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเหล็กในงานอุตสาหกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าเหล็กเส้นนั้นๆมีคุณภาพได้มาตรฐานจริง
 
</detail><keywords>#เหล็กเส้น  #เหล็กแผ่น  #เหล็กรูปพรรณ  #เหล็กท่อ  #เหล็กกลม  #เหล็กโครงสร้าง  #เหล็กเสริมคอนกรีต  #เหล็กสำหรับงานก่อสร้าง  #วัสดุก่อสร้าง  #เหล็กสำหรับงานหนัก</keywords><date>2025-04-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5506</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1743648270.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="135"><Nid>5500</Nid><title>รู้จักโรคสมองเมาแผ่นดินไหว หลังเหตุแผ่นดินไหว</title><source>https://www.pptvhd36.com/news/สังคม/245749</source><detail>โรคสมองเมาแผ่นดินไหว (Earthquake Brain) เป็นภาวะที่ผู้ประสบภัยจากแผ่นดินไหวอาจประสบปัญหาทางสุขภาพจิตและสมองหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ซึ่งอาจมีอาการเช่น เครียด วิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือความจำเสื่อม เนื่องจากการประสบกับความเครียดและความหวาดกลัวจากเหตุการณ์รุนแรงนี้

อาการอะไรบ้าง เกิดต่อร่างกาย จิตใจหลัง แผ่นดินไหว


	สมองเมาแผ่นดินไหว (Earthquake Drunk) กลุ่มอาการวิงเวียนหลังแผ่นดินไหว หรือ Post-Earthquake Dizziness Syndrome หรือ PEDS)
	ผู้คนมักอธิบายว่ารู้สึกเหมือนยังคงเคลื่อนไหวอยู่ คล้ายกับความโคลงเคลงที่รู้สึกหลังจากลงจากเรือ ซึ่งบางครั้งเรียกว่า “อาการป่วยจากแผ่นดินไหว” หรือ “จิชิน-โยอิ” (แปลตรงตัวว่า “เมาแผ่นดินไหว” ในภาษาญี่ปุ่น) การศึกษาชี้ว่าอาการนี้อาจเกิดจากการรบกวนในระบบการทรงตัว (vestibular system) ซึ่งเป็นส่วนของหูชั้นในที่ควบคุมความสมดุล การเคลื่อนไหวที่ไม่คาดคิดจากแผ่นดินไหวสามารถทำให้ระบบนี้เสียสมดุล ส่งผลให้สมองพยายามปรับความรู้สึกให้กลับมาปกติอย่างยากลำบาก บางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ หรือรู้สึกไม่สบายตัวร่วมด้วย และอาการนี้อาจรุนแรงขึ้นในคนที่ไวต่อการเมารถอยู่แล้ว หรือในคนที่อยู่ในอาคารสูงระหว่างเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งการสั่นไหวจะรู้สึกชัดเจนกว่า


ระยะเวลาของอาการ

ทางร่างกายเหล่านี้แตกต่างกันไป ในหลายคน อาการวิงเวียนจะค่อย ๆ หายไปภายในไม่กี่นาทีหรือชั่วโมงเมื่อร่างกายปรับตัวได้ อย่างไรก็ตาม การวิจัยหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เช่น แผ่นดินไหวโทโฮกุในญี่ปุ่นปี 2011 (ขนาด 9.0) หรือแผ่นดินไหวคุมาโมโตะในปี 2016 พบว่าบางคนมีปัญหาการทรงตัวนานถึงหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน การศึกษาหนึ่งพบว่า มากกว่า 42% ของผู้ที่ถูกสำรวจรายงานถึง “ความรู้สึกโคลงเคลงที่เหมือนภาพลวงตา” ในช่วงหลายสัปดาห์หลังแผ่นดินไหวคุมาโมโตะ

อาการ “สมองหลอนแผ่นดินไหว“ หรือ “แผ่นดินไหวทิพย์” “earthquake illusion" ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางจิตใจที่รู้สึกเหมือนมีแรงสั่นสะเทือนทั้งที่มันไม่ได้เกิดขึ้นจริง อาจเป็นเพราะความตื่นตัวที่สูงขึ้นหรือความทรงจำจากเหตุการณ์อาการทางจิตสั่นไหว แผ่นดินไหวสามารถกระตุ้นการตอบสนองต่อความเครียดเฉียบพลัน เช่น ความวิตกกังวล ความกลัว แพนิก  บางคนนำไปสู่โรคเครียดหลังเหตุสะเทือนใจ (PTSD) ซึ่งมีอาการเช่น การย้อนนึกถึงเหตุการณ์ ความตื่นตัวเกินเหตุ หรือการนอนหลับยาก กลัวการอยู่ในตึก หรือ ขึ้นรถไฟฟ้าไปเลย

สาเหตุของอาการเหล่านี้ซับซ้อน น่าจะเป็น สมองพยายามประมวลผลข้อมูลทางประสาทสัมผัสที่ขัดแย้งกัน—ตาบอกว่าพื้นดินนิ่ง แต่ระบบการทรงตัวบอกว่าเคลื่อนไหว จนเกิดการพุ่งขึ้นของคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนระหว่างและหลังเหตุการณ์สามารถเพิ่มความไวต่อความรู้สึกในร่างกาย ทำให้อาการวิงเวียนหรือคลื่นไส้รู้สึกหนักขึ้น

คนที่เป็นภาวะนี้มากได้แก่ คนมีโรควิตกกังวลหรือประวัติปวดไมเกรน

ยังไม่มีวิธีรักษาเฉพาะสำหรับอาการหลังแผ่นดินไหว แต่สามารถใช้วิธีจากอาการเมารถและการจัดการความเครียดได้ การมองไปที่จุดไกล ๆ (เช่น เส้นขอบฟ้า) การนอนลง หรือการจิบน้ำอาจช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนในระยะสั้นได้ สำหรับผลกระทบทางจิตใจ การพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์กับผู้อื่น จะช่วยระบาย หรือหลีกเลี่ยงการดูสื่อเกี่ยวกับเหตุการณ์มากเกินไป

 
</detail><keywords>#แผ่นดินไหว #โรคสมองเมาแผ่นดินไหว  #EarthquakeBrain  #ผลกระทบแผ่นดินไหว  #สุขภาพจิตแผ่นดินไหว  #หลังแผ่นดินไหว  #ความเครียดหลังแผ่นดินไหว  #ฟื้นฟูจิตใจ  #การดูแลสุขภาพจิต  #ภัยจากแผ่นดินไหว  #เอาตัวรอดจากแผ่นดินไหว</keywords><date>2025-03-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5500</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1743388043.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="136"><Nid>5495</Nid><title>การเทียบปีศักราช จดไว้เลย ออกสอบบ่อย ได้ใช้แน่</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/66246</source><detail>การเทียบปีศักราช จดไว้เลย ออกสอบบ่อย ได้ใช้แน่
:
การเรียนประวัติศาสตร์ให้เข้าใจต้องรู้จักการนับศักราช เพราะแต่ละยุค แต่ละภูมิภาคใช้ระบบที่ต่างกันนั่นเอง วันนี้มาสรุปแบบง่าย ๆ กันเถอะ
1. พุทธศักราช (พ.ศ.) – ไทยใช้หลักจากปีที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน (พ.ศ. 1)
2. คริสต์ศักราช (ค.ศ.) – นับจากปีประสูติของพระเยซู (ค.ศ. 1)
3. มหาศักราช (ม.ศ.) – อินเดียใช้ เริ่มจาก ค.ศ. 78 (เทียบ พ.ศ. +621)
4. จุลศักราช (จ.ศ.) – พม่าใช้ ไทยเคยใช้ เริ่มจาก พ.ศ. 1181 (เทียบ พ.ศ. -1181)
5. รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) – ไทยใช้ช่วงหนึ่ง นับจากการสถาปนากรุง (พ.ศ. 2325 = ร.ศ. 1)
6. ฮิจเราะห์ศักราช (ฮ.ศ.) – อิสลามใช้ นับจากปีที่ศาสดามูฮัมหมัดอพยพ (เทียบ พ.ศ. -1122)
:
เทคนิคจำง่ายๆ การแปลง พ.ศ. เป็น ค.ศ.
พ.ศ. → ค.ศ. = -543
ค.ศ. → พ.ศ. = +543
:
ในประเทศไทย รัชกาลที่ 6 โปรดให้ใช้ พุทธศักราช (พ.ศ.) เป็นศักราชประจำชาติ แทน รัตนโกสินทร์ศก (ร.ศ.) เพื่อให้สอดคล้องกับประเทศพุทธศาสนา
- ประกาศใช้เมื่อ 21 ก.พ. ร.ศ. 131 (พ.ศ. 2455)
- เปลี่ยนมาใช้ พ.ศ. อย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 เม.ย. 2456
:
รู้ไว้ได้ใช้แน่ ทั้งในห้องสอบและชีวิตประจำวัน หากเพื่อน ๆ จำทั้งหมดไม่ได้ ขอให้จำ พ.ศ. และ ค.ศ. เนื่องจากพบเจอได้บ่อยในชีวิตประจำวันด้วยนั้นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-03-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5495</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742890674.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="137"><Nid>5494</Nid><title>อาจารย์ใหญ่ อยากบริจาคร่างกาย ต้องทำยังไงบ้าง</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/65068</source><detail>“อาจารย์ใหญ่” อยากบริจาคร่างกาย ต้องทำยังไงบ้าง
:
การบริจาคร่างกาย คือ การอุทิศร่างกายหลังเสียชีวิตเพื่อการศึกษาและวิจัยทางการแพทย์ ร่างของผู้บริจาค หรือ “อาจารย์ใหญ่” ถูกใช้ในการฝึกฝนแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์
:
ประโยชน์ของการบริจาคร่างกาย
- ใช้ศึกษาโครงสร้างร่างกาย
- ฝึกทักษะการผ่าตัด
- วิจัยพัฒนาทางการแพทย์
:
เงื่อนไขการบริจาคร่างกาย
1. อายุ 20 ปีขึ้นไป
2. น้ำหนักตัว 40 - 100 กก.
3. ไม่มีโรคติดต่อร้ายแรง เช่น วัณโรค, เอดส์, ไวรัสตับอักเสบบี
4. ร่างกายสมบูรณ์ ไม่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรุนแรง
:
สถานที่รับบริจาคร่างกาย
กรุงเทพฯ และปริมณฑล
- โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
- โรงพยาบาลรามาธิบดี
- โรงพยาบาลศิริราช
ต่างจังหวัด
- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ภาคเหนือ)
- มหาวิทยาลัยขอนแก่น (ภาคอีสาน)
- มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ภาคใต้)
:
ขั้นตอนการบริจาค
1. ติดต่อโรงพยาบาลที่ต้องการบริจาค
2. กรอกแบบฟอร์มพร้อมสำเนาบัตรประชาชน
3. รับบัตรแสดงความจำนงบริจาค
4. แจ้งครอบครัวให้ทราบ
:
การบริจาคร่างกายเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่เพื่ออนาคตทางการแพทย์ หากเพื่อน ๆ สนใจสามารถติดต่อได้ที่คณะแพทยศาสตร์ใกล้บ้านได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-03-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5494</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742890628.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="138"><Nid>5493</Nid><title>น้ำอัดลม Sugar Free ไม่ทำให้อ้วนจริงหรือไม่</title><source>https://www.sanook.com/health/5653</source><detail>น้ำอัดลม Sugar Free ไม่ทำให้อ้วนจริงหรือไม่
:
หลายคนที่อยากลดน้ำหนักแต่ติดน้ำอัดลม มักเลือกดื่มสูตรน้ำตาล 0% เพราะคิดว่าปลอดภัยและไม่ทำให้อ้วน แต่เรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่? มาดูกันว่าเครื่องดื่มเหล่านี้ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร
:
ทำไมน้ำอัดลม 0% น้ำตาลยังมีรสหวาน?
แม้ไม่มีน้ำตาล แต่เครื่องดื่มเหล่านี้ใช้ สารให้ความหวานแทน เช่น แอสปาร์แตม (Aspartame), ซูคราโลส (Sucralose) และอะเซซัลเฟมโพแทสเซียม (Acesulfame K) ซึ่งให้ความหวานโดยไม่มีแคลอรี
:
สารให้ความหวานมีผลเสียต่อร่างกายหรือไม่?
แม้ว่าจะช่วยลดแคลอรี แต่งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก และอาจมีผลเสียต่อสุขภาพ เช่น
- ส่งผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้กระบวนการเผาผลาญอาหารผิดปกติ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 และอ้วนลงพุง
- เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตัน จากการบริโภคต่อเนื่อง
- มีผลต่อสมองและฮอร์โมน เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ความรู้สึกอิ่ม และการหลั่งอินซูลิน
:
สรุปแล้ว ดื่มน้ำอัดลมน้ำตาล 0% ได้หรือไม่?
แม้ยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยัน 100% ว่าสารให้ความหวานทำให้เกิดโรคโดยตรง แต่นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่าการบริโภคอาหารจากธรรมชาติย่อมดีกว่าเสมอ หากต้องการลดน้ำหนักจริง ๆ การเลิกน้ำอัดลมทุกประเภท ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-03-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5493</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742890581.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="139"><Nid>5492</Nid><title>โลกนิยามหน่วยวินาทีใหม่ ด้วยการเปลี่ยนนาฬิกาเป็นนิวเคลียร์</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c3dxdye0ky3o</source><detail>โลกนิยามหน่วยวินาทีใหม่ ด้วยการเปลี่ยนนาฬิกาเป็นนิวเคลียร์
:
เวลามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตประจำวันและเทคโนโลยีต่าง ๆ ตั้งแต่ระบบโทรคมนาคม พลังงาน ไปจนถึงธุรกรรมการเงิน ปัจจุบัน "วินาที" ถูกนิยามจากการเปลี่ยนสถานะพลังงานของอะตอมซีเซียม-133 ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานของนาฬิกาอะตอมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967
:
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้การจับเวลามีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยล่าสุดพวกเขากำลังผลักดัน "นาฬิกานิวเคลียร์" ซึ่งล้ำหน้านาฬิกาอะตอมไปอีกขั้น จากอะตอมสู่พลังงานในนิวเคลียส แทนนาฬิกาอะตอมที่อาศัยการเปลี่ยนพลังงานของอิเล็กตรอน นาฬิกานิวเคลียร์ใช้พลังงานที่เปลี่ยนแปลงภายใน "นิวเคลียส" ของอะตอม ซึ่งให้ค่าความถี่สูงกว่าเดิมมาก นักวิจัยใช้ อะตอมทอเรียม-229 (Th-229) ที่ถูกกระตุ้นด้วยแสงอัลตราไวโอเลต ทำให้สามารถวัดเวลาได้ละเอียดกว่าซีเซียมถึง 1 ล้านเท่า
:
แม้ว่ายังต้องพัฒนาให้แม่นยำกว่านาฬิกาอะตอมรุ่นล่าสุด เช่น นาฬิกาสตรอนเชียม แต่หากสำเร็จ นาฬิกานิวเคลียร์จะมีประโยชน์อย่างมหาศาล เช่น  เพิ่มความแม่นยำของ GPS, ทดสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพ, พัฒนาการวิจัยด้านฟิสิกส์ควอนตัม, ใช้ตัดสินการแข่งขันที่ต้องการความละเอียดระดับเสี้ยววินาที
:
ด้วยความก้าวหน้านี้ โลกอาจนิยามหน่วย "วินาที" ใหม่ภายในปี 2030 และเข้าสู่ยุคแห่งการวัดเวลาที่แม่นยำสูงสุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนก็เป็นได้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5492</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742889306.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="140"><Nid>5491</Nid><title>ม้าน้ำ สุดยอดคุณพ่อแห่งท้องทะเล</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4311</source><detail>ม้าน้ำ สุดยอดคุณพ่อแห่งท้องทะเล

          ท้องทะเลลึกเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยความลึกลับและความงดงามที่ไม่อาจคาดเดาได้ หนึ่งในตัวละครที่โดดเด่นในโลกใต้ทะเลคือ "ม้าน้ำ" ซึ่งไม่เพียงแต่มีรูปร่างที่แปลกตาและน่าหลงใหล แต่ยังเป็นคุณพ่อที่น่าทึ่งของเหล่าสัตว์น้ำในท้องทะเลอีกด้วย ม้าน้ำมีบทบาทสำคัญในการดูแลลูกๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดาในโลกของสัตว์น้ำ

          โดยทั่วไปธรรมชาติสร้างให้เพศเมียเป็นฝ่ายที่อุ้มท้อง แต่“ม้าน้ำ”นั้นแตกต่างออกไป โดยที่ม้าน้ำเพศผู้นั้นจะอุ้มท้องแทนเพศเมีย เมื่อถึงฤดูผสมพันธ์เพศผู้จะมีการเปลี่ยนแปลงสีสันให้สวยงามขึ้นเพื่อดึงดูดเพศเมียเข้ามาหา จากนั้นเพศผู้จะใช้หางโอบกอดเพศเมียและดึงเข้ามา โดยที่ทั้งคู่จะแอ่นส่วนท้องประกบเข้าหากัน เพศเมียจะปล่อยไข่ลงไปในถุงหน้าท้อง (Brood pouch) ของตัวผู้ จากนั้นตัวผู้ก็จะปล่อยน้ำเชื้อมาผสมกับไข่และฟักเป็นตัวอ่อนภายในถุงหน้าท้อง โดยตัวผู้ต้องอุ้มท้องเป็นเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ เมื่อครบกำหนดแล้ว ม้าน้ำตัวผู้จะบีบกล้ามเนื้อส่วนท้องและพ่นลูกม้าน้ำทั้งหมดออกจากถุงหน้าท้อง

          นอกจากนี้ ม้าน้ำยังมีพฤติกรรมชีวิตคู่ที่น่าสนใจนั่นก็คือพฤติกรรมแบบคู่เดียวตลอดทั้งชีวิต คือ ม้าน้ำนั้นเมื่อจับคู่อยู่กับตัวใดแล้วจะอยู่กับตัวนั้นไปจนตาย หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีอันเป็นไป ก็จะไม่หาคู่ใหม่
</detail><keywords>#ม้าน้ำสุดยอดคุณพ่อ  #ท้องทะเลลึก  #พ่อแห่งท้องทะเล  #ม้าน้ำ  #ชีวิตใต้ทะเล  #สัตว์ทะเล  #โลกใต้ทะเล  #คุณพ่อม้าน้ำ  #ทะเลลึกลับ  #พ่อในโลกสัตว์</keywords><date>2025-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5491</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742887168.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="141"><Nid>5490</Nid><title>"ทำให้สุกเป็นระยะ" ค้นพบเทคนิคใหม่ในการต้มไข่</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cp3j0lv08z3o</source><detail>"ทำให้สุกเป็นระยะ" ค้นพบเทคนิคใหม่ในการต้มไข่
:
หลายคนพบปัญหาในการต้มไข่ให้ได้ตามต้องการ ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ค้นพบเทคนิคใหม่ที่เรียกว่า "ทำให้สุกเป็นระยะ" (Periodic Cooking) ซึ่งช่วยให้ไข่แดงยังข้นเยิ้ม ส่วนไข่ขาวสุกกำลังดี
:
วิธีทำ
1. ต้มไข่ในน้ำเดือด 100°C นาน 2 นาที
2. แช่ในน้ำอุ่น 30°C อีก 2 นาที
3. สลับไปมาแบบนี้รวม 32 นาที
:
เทคนิคนี้ช่วยให้ไข่แดงอยู่ที่อุณหภูมิ 67°C ตลอดเวลา ส่งผลให้ไข่มีโครงสร้างสมบูรณ์และมีสารโพลีฟีนอลสูง ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพ
:
อย่างไรก็ตาม การทดลองทำไข่ตามเทคนิคนี้พบว่าอาจต้องปรับเวลาเล็กน้อยเพื่อให้ได้ความข้นของไข่แดงตามต้องการ แต่โดยรวมแล้ว วิธีนี้เป็นทางเลือกใหม่ที่ให้ผลดีกว่าการต้มไข่แบบดั้งเดิมหรือการทำไข่ลวกซูวี เนื่องจากใช้เวลาน้อยกว่านั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-03-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5490</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742877077.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="142"><Nid>5489</Nid><title>10 วิธีลดความเครียด สามารถทำตามได้ง่าย ๆ</title><source>https://www.sanook.com/health/32085</source><detail>10 วิธีลดความเครียด สามารถทำตามได้ง่าย ๆ
:
ความเครียดเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าปล่อยไว้นานอาจส่งผลเสียต่อร่างกายและจิตใจได้
:
สังเกตสัญญาณว่าคุณกำลังเครียด
- หัวใจเต้นเร็ว
- หายใจถี่
- กระสับกระส่าย
- ไม่มีสมาธิ
:
10 วิธีลดความเครียดด้วยตัวเอง
1. ขยับร่างกาย - ออกกำลังกายช่วยให้สมองปลดปล่อยความเครียด แค่เดินหรือเล่นโยคะเบา ๆ ก็ช่วยได้
2. ลดแอลกอฮอล์ - เพราะดื่มมากไปอาจรบกวนสารสื่อประสาท ทำให้เครียดกว่าเดิม
3. งดสูบบุหรี่ - บุหรี่ทำให้ร่างกายเครียดสะสมขึ้น โดยเฉพาะสารนิโคตินที่กระตุ้นให้สมองตื่นตัวเกินไป
4. ลดคาเฟอีน - ดื่มกาแฟเยอะเกินอาจทำให้ใจสั่น กระวนกระวาย ลองเปลี่ยนเป็นชาสมุนไพรแทน
5. นอนให้พอ - การนอนน้อยทำให้เครียดง่าย ควรปิดจอมือถือก่อนนอน และนอนอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อคืน
6. นั่งสมาธิ - แค่วันละ 30 นาที ช่วยให้จิตใจสงบ ลดความตึงเครียดได้
7. กินอาหารให้สมดุล - ลดของหวาน อาหารแปรรูป ดื่มน้ำให้พอ และเพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหาร
8. ฝึกหายใจลึก ๆ - การหายใจเข้าออกช้า ๆ ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและทำให้รู้สึกสงบขึ้น
9. ใช้อโรมาเธอราพี - กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย เช่น ลาเวนเดอร์ หรือมะกรูด ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย
10.ดื่มชาคาโมมายด์ - ช่วยให้หลับง่ายขึ้น ลดความกังวล และทำให้ร่างกายผ่อนคลาย
:
หากเพื่อน ๆ คนไหนรู้สึกเครียด ลองทำตาม 10 วิธีนี้ ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-03-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5489</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742537945.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="143"><Nid>5488</Nid><title>ปลูกต้นไม้บนโต๊ะทำงาน ลดเครียดได้จริง</title><source>https://www.sanook.com/health/20529</source><detail>ปลูกต้นไม้บนโต๊ะทำงาน ลดเครียดได้จริง
:
ใครที่ต้องนั่งทำงาน หรือเรียนทั้งวันแล้วรู้สึกเครียด งานวิจัยจากญี่ปุ่นบอกว่า แค่มีต้นไม้เล็ก ๆ บนโต๊ะ อาจช่วยลดความเครียดได้
:
ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัยเฮียวโก ทดสอบกับพนักงานออฟฟิศที่ทำงาน 40 ชม./สัปดาห์ ผลทดสอบที่น่าสนใจพบว่า
- พนักงานที่มีต้นไม้บนโต๊ะ ความเครียดลดลง
- อัตราการเต้นของหัวใจสงบลง แสดงถึงการผ่อนคลาย
- แค่หยุดพักมองต้นไม้ 3 นาที ก็ช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น
:
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ผล บางคนกลับเครียดเพราะกลัวต้นไม้เหี่ยวหรือคุ้นชินจนไม่รู้สึกอะไร ถ้าเป็นแบบนั้นให้ลองเปลี่ยนเป็นมองวิวธรรมชาติจากหน้าต่าง หรือ ออกไปเดินเล่นในสวน ก็อาจช่วยได้เหมือนกันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-03-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5488</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742537281.png</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="144"><Nid>5485</Nid><title>ประจำเดือนมามากผิดปกติ อันตรายที่อย่ามองข้าม</title><source>https://www.sanook.com/health/24225</source><detail>ประจำเดือนมามากผิดปกติ อันตรายที่อย่ามองข้าม
:
เพื่อน ๆ รู้ไหมว่า "ประจำเดือน" คือเยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมาตามรอบเดือนของเรา โดยปกติจะมาทุก 21 - 35 วัน และอยู่ได้นาน 2 - 7 วัน แต่ถ้าประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือมีเลือดออกผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพได้
:
เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ
- เด็กหรือวัยรุ่นที่ยังไม่มีประจำเดือน แต่มีเลือดออก
- วัยหมดประจำเดือน ที่ไม่มีประจำเดือนแล้ว แต่กลับมีเลือดออก
:
สำหรับผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ อาการที่อาจผิดปกติ ได้แก่
- เลือดประจำเดือนออกมากผิดปกติ (มากกว่า 7 วัน หรือใช้ผ้าอนามัยเกิน 4 แผ่น/วัน)
- มีเลือดออกนอกรอบประจำเดือน
- มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
:
หากเพื่อน ๆ คนไหนมีอาการดังกล่าว สามารถไปหาแพทย์ เพื่อขอตรวจเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อตววจหาความเสี่ยงที่จะเป็นเนื้องอกและอาจขอเจาะเลือดตรวจ เพื่อตรวจภาวะโลหิตจางได้ด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-03-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5485</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742379024.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="145"><Nid>5482</Nid><title>พัดลมไร้ใบพัดทำงานอย่างไร</title><source>http://www.baanlaesuan.com/45800/maintenance/fan</source><detail>พัดลมไร้ใบพัดทำงานอย่างไร
:
หลายๆ คงชินกับพัดลมในปัจจุบันที่จะประกอบไปด้วยตะแกรง และใบพัดที่หมุนเพื่อก่อให้เกิดลม
:
เมื่อราว 10 กว่าปีก่อน ไดสัน (Dyson) บริษัทด้านเทคโนโลยีสัญชาติอังกฤษ ได้สร้างความแปลกประหลาดใจอย่างมาก เมื่อเขาสร้างพัดลมไร้ใบพัด หลักการทำงานของมันคืออากาศจะถูกดูดเร่งผ่านช่องวงแหวนที่อยู่ภายในหัวจ่ายลม กลายเป็นกระแสลมพ่นออกจากหัวจ่ายลมที่กำหนดทิศทางลมได้ พัดลมชนิดนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีตะแกรงป้องกันใบพัด ทำให้ปลอดภัยและง่ายต่อการทำความสะอาด
:
สรุปง่าย ๆ คือ พัดลมไร้ใบพัดจะทำงานได้เงียบกว่า และลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากไม่มีใบพัดหมุนนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-03-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5482</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742280188.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="146"><Nid>5481</Nid><title>ลูกโป่งสวรรค์ ทำไมถึงลอยได้</title><source>http://scienceillustratedthailand.com/nature/ทำไมลูกโป่งถึงลอยได้</source><detail>ลูกโป่งสวรรค์ ทำไมถึงลอยได้
:
ลูกโป่งสวรรค์ที่ลอยฟ้าได้เพราะว่า มีการบรรจุก๊าซที่มีมวลน้ำหนักเบากว่าอากาศ จึงลอยตัวสูงขึ้น ลูกโป่งจึงลอยขึ้นข้างบนได้นั่นเอง
:
ก๊าซที่นิยมใช้บรรจุในลูกโป่งสวรรค์มี 2 ชนิด คือ ก๊าซไฮโดรเจน และก๊าซฮีเลียม แต่ก๊าซทั้งสองชนิดนี้มีข้อแตกต่างกันเล็กน้อยครับ
:
ก๊าซไฮโดรเจนมีราคาถูก จึงนิยมใช้มากกว่า เป็นก๊าซไวไฟ จึงอาจเกิดอันตรายจากการระเบิดได้ เดี๋ยวนี้จึงหันมาใช้ก๊าซฮีเลียมที่เป็นก๊าซเฉื่อย จึงยากที่จะเกิดปฏิกิริยากับไฟ แต่ความปลอดภัยนี้ก็แลกมากับราคาที้สูงขึ้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-03-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5481</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742280147.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="147"><Nid>5480</Nid><title>อักษรเบรลล์ สำหรับผู้พิการทางสายตา</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/อักษรเบรลล์</source><detail>อักษรเบรลล์ สำหรับผู้พิการทางสายตา
:
ปุ่มกดในลิฟท์ มักจะมีตัวอักษรเป็นจุดนูน ๆ ขึ้นมา มันคืออะไร? วันนี้เรามาทำความรู้จักกันครับ
:
อักษรเบรลล์ เป็นอักษรสำหรับผู้ที่พิการทางสายตา ประดิษฐ์โดย หลุยส์ เบรลล์ ครูตาบอดชาวฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นจุดนูนเล็ก ๆ ใน 1 ช่องประกอบด้วยจุด 6 ตำแหน่ง ซึ่งนำมาจัดสลับกันไปมาเป็นรหัสแทนอักษรหรือตัวเลขต่าง ๆ
:
อักษรเบรลล์เริ่มมีการนำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2482 ได้มีการแปลงเป็นภาษาไทยและเริ่มใช้ในปี 2553 ดังนั้นจุดนูน ๆ ที่เราเห็นในลิฟท์นั่นก็คือตัวเลขที่ระบุชั้นในลิฟท์ ไว้สำหรับผู้พิการทางสายตาสามารถกดตัวเลขได้ถูกต้องนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-02-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5480</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742280092.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="148"><Nid>5478</Nid><title>ดินสอ มีจุดกำเนิดอย่างไร</title><source>https://guru.sanook.com/9713</source><detail>ดินสอ มีจุดกำเนิดอย่างไร
:
เมื่อปี ค.ศ. 1564 เกิดพายุขึ้นในประเทศอังกฤษ ทำให้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งล้มลงมา และชาวบ้านได้พบถ่านคาร์บอนชนิดหนึ่งใต้พื้นดิน พบว่าสามารถนำมาขีดเขียนได้ แต่เปราะบาง หักง่าย จึงไม่เป็นที่นิยมใช้
:
จนปลายศตวรรษที่ 18 นักเคมีชาวฝรั่งเศสได้ผสมกาวลงในถ่านคาร์บอน แล้วเผาเป็นแท่งจนกลายเป็นไส้ดินสอได้สำเร็จ ต่อมาจึงมีการนำไม้เนื้ออ่อนมาหุ้มรอบจนกลายเป็นดินสอไม้ และพัฒนาเป็นดินสอกดที่ใช้สะดวกแบบในทุกวันนี้
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-02-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5478</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742280026.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="149"><Nid>5477</Nid><title>วิตามินซี รักษาโรคหวัดได้จริงหรือไม่</title><source>https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=17</source><detail>วิตามินซี รักษาโรคหวัดได้จริงหรือไม่
:
เข้าใจผิดกันมานานว่า "วิตามินซีป้องกันหวัดได้" แล้วสรุปวิตามินซีไม่ได้ช่วยป้องกันหวัดหรอกเหรอ เรามาดูความจริงกัน
:
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับวิตามินซีกันก่อน “วิตามินซี” หรือ กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ มีประโยชน์มากมาย เช่น ใช้รักษาและป้องกันโรคลักปิดลักเปิด มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น
:
จากการศึกมาที่ผ่านมาพบว่า การรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน ไม่สามารถป้องกันหวัดหรือลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้ แต่ด้วยคุณสมบัติของวิตามิซี จะช่วยให้ร่างกายสามารถลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดได้ต่างหาก
:
สรุปง่าย ๆ ว่าวิตามินซีไม่สามารถป้องกันการเป็นหวัดได้ แต่เมื่อเป็นหวัดแล้ว วิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายหายจากหวัดได้ไวขึ้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-02-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5477</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742279952.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="150"><Nid>5476</Nid><title>กราฟีน วัสดุใหม่ของโลกอนาคต</title><source>http://www.mihliving.com/single-post/2016/06/17/Graphene-วัสดุแห่งยุคศตวรรษที่-21</source><detail>กราฟีน วัสดุใหม่ของโลกอนาคต
:
กราฟีน (Graphene) ทำมาจากแร่กราไฟท์ ซึ่งพบได้ในไส้ดินสอที่ถูกทำให้บางลงจนมีความหนาเท่ากับอะตอมเพียงอะตอมเดียว เป็นวัสดุที่บางที่สุดเท่าที่มีการค้นพบ แต่มีความแข็งแกร่งสูงกว่าเหล็กหลายเท่า และแม้จะแข็ง แต่กลับสามารถบิดงอม้วนหรือพับได้โดยไม่ทำให้โมเลกุลเสียหาย และมีความต้านทานไฟฟ้าต่ำ สามารถเป็นตัวนำไฟฟ้าได้อีกด้วย
:
ด้วยคุณสมบัติอันน่ามหัศจรรย์นี้ ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นทีวีที่พับได้ไม่ต่างจากกระดาษ การเคลือบกราฟีนลงบนกระจก เพื่อเปลี่ยนพื้นผิวให้กลายเป็นเหมือนหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ และอีกหลากหลายแน่นอน
:
แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังหาวิธีผลิตกราฟีนได้ในปริมาณมาก ๆ อยู่ ดังนั้นเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ จะได้เห็นกราฟีนเข้ามาเป็นส่วนประกอบในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-02-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5476</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742279900.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="151"><Nid>5475</Nid><title>น้ำยาล้างจานทำมาจากอะไร</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/น้ำยาล้างจาน</source><detail>น้ำยาล้างจานทำมาจากอะไร
:
เนื่องจากจานที่เราใช้ใส่อาหาร จะมีทั้งคราบไขมัน คราบสกปรกต่าง ๆ เกาะอยู่ที่พื้นผิวของจาน ทำให้การล้างด้วยน้ำเปล่าอาจจะยากที่จะทำให้สะอาดได้
:
น้ำยาล้างจาน คือ สารที่มีส่วนผสมของสารลดแรงตึงผิว ช่วยไปสลายคราบต่าง ๆ ที่เกาะแน่นอยู่บนจานให้หลุดออกมารวมตัวกันเป็นอีมัลชัน (เป็นคอลลอยด์ประเภทหนึ่ง เกิดจากของที่ละลายเข้ากันเป็นเนื้อเดียวไม่ได้สองชนิดขึ้นไป โดยทำให้แตกตัว)
:
ในน้ำยาล้างจานประกอบด้วยสารที่มีขั้ว และสารที่ไม่มีขั้ว เมื่อเราล้างจาน ส่วนที่มีขั้วจะจับเข้ากับโกเมกุลของน้ำ ส่วนที่ไม่มีขั้วก็จะจับกับสารสกปรกที่หลุดออกมา ทำให้จานสะอาด ปราศจากสิ่งสกปรก ซึ่งในปัจจุบันมีการเติมมะนาวหรือชาเข้ามาในน้ำยาล้างจานเพื่อใช้สารจากธรรมชาติช่วยขจัดคราบสกปรก  และเป็นการถนอมมือเมื่อถูกสัมผัสมากขึ้นด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-02-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5475</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742279837.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="152"><Nid>5474</Nid><title>สถิติการทิ้งขยะของคนในประเทศไทย</title><source>http://www.trueplookpanya.com/infographic/detail/13/รู้เรื่องขยะ%20ขยะ</source><detail>สถิติการทิ้งขยะของคนในประเทศไทย
:
คนไทยกว่า 70 ล้านคน สร้างขยะมูลฝอยได้มากถึง 16 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นขยะที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ร้อยละ 22 หรือเฉลี่ย 9,800 ตันต่อวัน
:
ซึ่งแบ่งประเภทของขยะได้ดังนี้
46% ขยะย่อยสลายได้
42% ขยะรีไซเคิล
9% ขยะทั่วไปไม่สามารถรีไซเคิลได้
3% ขยะอันตรายและขยะมีพิษ
:
จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่า มีขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลและขยะอันตรายรวมกันมากถึง 12% ซึ่งต้องใช้เวลาและขบวนการย่อยสลายที่ยาวนานเพื่อที่จะกำจัดขยะเหล่านี้ได้อย่างถูกวิธี
:
เรามาช่วยประเทศไทยกันด้วยวิธีง่ายๆ อย่างเช่น การงดใช้ถุงพลาสติก และเปลี่ยนเป็นใช้ถุงผ้าแทน แค่นี้ก็ช่วยลดปริมาณขยะที่ย่อยสลายยากได้แล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-02-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5474</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742279793.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="153"><Nid>5473</Nid><title>วงปีของต้นไม้เกิดจากอะไร</title><source>http://www.baannatura.com/th/mat/content/detail/112.html</source><detail>วงปีของต้นไม้เกิดจากอะไร
:
เคยสังเกตท่อนไม้เวลาถูกตัดออกมาไหมครับ ทำไมถึงมีวง ๆ อยู่ด้านใน แถมแต่ละวงขนาดไม่เท่ากัน สีก็ไม่เหมือนกัน วันนี้มาดูคำตอบกันครับ
:
วงรอบปีของเนื้อไม้เกิดขึ้นจากการเจริญเติบโตของต้นไม้ในรอบปีที่ไม่เท่ากัน เนื้อไม้ที่เกิดขึ้นในฤดูฝนจะมีความหนาแน่นต่ำ และค่อนข้างที่มีรูพรุนมาก โดยจะเห็นเป็นสีอ่อน เรียกว่า เนื้อไม้ต้นฤดู ส่วนไม้ที่เติบโตในช่วยปลายฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูแล้ง จะเติบโตช้ากว่า และมีความหนาแน่นสูง โดยจะเห็นเป็นสีเข้ม เรียกว่า เนื้อไม้ปลายฤดู
:
เพราะฉะนั้นใน 1 ปี เราจะเห็นไม้สีอ่อนกับสีเข้มสลับกัน เราเรียกว่า "แนววงปี" นั่นหมายความว่า ใน 1 วงปี จะมีไม้สีเข้มและอ่อนสลับกัน นับเป็นอายุ 1 ปีของต้นไม้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-02-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5473</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742279750.png</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="154"><Nid>5472</Nid><title>การหัวเราะ ช่วยให้อายุยืนขึ้นจริงหรือไม่</title><source>https://guru.sanook.com/9846</source><detail>การหัวเราะ ช่วยให้อายุยืนขึ้นจริงหรือไม่
:
ผลการวิจัยเปิดเผยว่า การหัวเราะทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย หัวใจสูบฉีดเลือดได้เต็มที่ นอกจากจะส่งผลเรื่องจิตใจ และคลายความกังวลแล้ว ยังส่งผลให้ช่วยลดความดันโลหิต และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำย่อย เสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงได้อีกด้วย
:
และที่สำคัญ กลุ่มที่หัวเราะเป็นประจำ มีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่หัวเราะมากถึง 40% เลยทีเดียว รู้แบบนี้แล้วอย่าลืมหัวเราวันละนิด พิชิตโรคร้ายกันนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-02-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5472</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742279695.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="155"><Nid>5471</Nid><title>ทำไมวงกลมถึงมีทุกมุมเป็น 360 องศา</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69565/-blo-scimat-sci-</source><detail>ทำไมวงกลมถึงมีทุกมุมเป็น 360 องศา
:
ทฤษฎีที่ 1 - ชาวบาบิโลนสังเกตลักษณะของวงกลมที่คล้ายกับการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งพวกเขาคำนวณว่าต้องใช้เวลา 360 วัน ดังนั้น พวกเขาจึงแบ่งวงกลมออกเป็น 360 องศา
:
ทฤษฎีที่ 2 - ชาวบาบิโลนมีการใช้ระบบเลขฐาน 60 และมีการใช้คอร์ดที่มีความยาวเท่ากับรัศมีเพื่อวัดขนาดของวงกลม โดยคอร์ดจะทำมุม 60 องศากับจุดศูนย์กลาง เมื่อสร้างรูปสามเเหลี่ยมจากคอร์ดนี้ในวงกลม จะได้ทั้งหมด 6 อัน ซึ่งรวมเป็นมุม 360 องศานั่นเอง
:
ทฤษฎีที่ 3 - อันนี้ไม่เกี่ยวกับชาวบาบิโลนทั้งสิ้น แต่เป็นตัวเลขที่มีตัวประกอบมากถึง 24 ตัว ได้แก่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 8, 9, 10, 12, 15, 18, 20, 24, 30, 36, 40, 45, 60, 72, 90, 120, 180, 360 จึงง่ายต่อการไปใช้คำนวณต่าง ๆ ครับ
:
เป็นยังไงกันบ้างครับ กับทฤษฎีที่มาองศาของวงกลม แต่ไม่ว่าจะด้วยทฤษฎีไหน วงกลมก็ยัง 360 องศา ให้ได้จำกันต่อไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-02-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5471</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742279647.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="156"><Nid>5470</Nid><title>เมฆสีรุ้ง เกิดขึ้นได้อย่างไร</title><source>https://www.dek-d.com/education/34484</source><detail>เมฆสีรุ้ง เกิดขึ้นได้อย่างไร
:
ปรากฏการณ์เมฆสีรุ้ง คือ อีกหนึ่งปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่หาดูค่อนข้างยาก และสวยงาม แต่ว่าเกิดจากอะไร ไปดูกันครับ
:
เมฆสีรุ้ง (Rainbow Clouds) หรือปรากฏการณ์ Irisation เกิดจากการที่แสงอาทิตย์ตกกระทบเม็ดน้ำขนาดต่าง ๆ ในก้อนเมฆจาง ๆ ทำให้เกิดการหักเหของแสง และแตกกระจายออกเป็นสีรุ้ง ซึ่งในเมฆมีหยดน้ำกระจายตัวอยู่ ทำให้แสงเกิดการหักเหและทับซ้อนกันจนเกิดเป็นรุ้งที่มีลักษณะเหลือบซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ จนมองเห็นเป็นเมฆสีรุ้งนั้นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-02-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5470</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742279584.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="157"><Nid>5469</Nid><title>การลดใช้ถุงพลาสติกในประเทศต่าง ๆ</title><source>https://thematter.co/pulse/plastic-policy-in-other-country/53099</source><detail>การลดใช้ถุงพลาสติกในประเทศต่าง ๆ
:
ในวันที่พลาสติกเป็นภาระต่อโลกและมวลมนุษยชาติ เรามาดูวิธีแก้ปัญหาของแต่ละประเทศทั่วโลกกัน
:
ไอร์แลนด์ (Ireland) - ประเทศแรกของยุโรปที่บุกเบิกเก็บภาษีถุงถลาสติก
เดนมาร์ก (Denmark) - มีการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก และระบบมัดจำค่าขวด ค่าพลาสติก ที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเวลาซื้อสินค้า และจะได้คืนเมื่อนำกลับมายังจุดรับ
เยอรมนี (Germany) - นำร่องลดขยะขวดพลาสติกด้วยขวดชนิดที่ใช้ซ้ำได้
สวีเดน (Sweden) - มีระบบมัดจำขวดและพลาสติก และสามารถนำขยะมารีไซเคิลได้ จนเกิดสภาวะขยะขาดแคลน
สหรัฐอเมริกา (USA) - ยังไม่มีการห้ามหรือเก็บพลาสติกกันอย่างเป็นทางการ มีเพียงบางรัฐที่จัดการมาตรการนี้กันเอง
จีน (China) - สั่งห้ามร้านค้าแจกถุงพลาสติกที่บางกว่า 0.25 มิลลิเมตร
ออสเตรเลีย (Australia) - สั่งห้ามใช้พลาสติกที่บางกว่า 35 ไมครอน
สหราชอาณาจักร (UK) - เริ่มเก็บภาษีพลาสติก และกำลังจะมีนโยบายงดใช้หลอดพลาสติกในอนาคต
:
ในประเทศไทยก็ได้เริ่มมีการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก โดยเกิดจากการจับมือของเอกชน เช่น การรณรงค์ไม่รับถุงในร้านสะดวกซื้อนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5469</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742279514.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="158"><Nid>5468</Nid><title>กัญชาในปริมาณพอดี มีประโยชน์หลากหลาย</title><source>https://www.honestdocs.co/interesting-cannabis-medicinal-properties</source><detail>กัญชาในปริมาณพอดี มีประโยชน์หลากหลาย
:
ถ้าพูดถึงกัญชา หลายคนอาจเคยรู้จักในแง่มุมของการเป็นสารเสพติดอันตราย แต่รู้ไหมครับว่าจริง ๆ แล้ว กัญชามีข้อดีมากมายสำหรับมนุษย์
:
กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด - กัญชาเป็นพืชธรรมชาติ หากเสพติดต่อกันเป็นเวลานานแล้วหยุดเสพ ก็จะไม่เกิดอาการลงแดง
:
กัญชาไม่ได้ทำลายสมอง - จากการทดลอง พิสูจน์แล้วว่าการดื่มแอลกอฮอล์ทำลายสมองมากกว่าการเสพกัญชา
:
กัญชาเป็นยาวิเศษ - กัญชามีสรรพคุณเป็นยารักษาโรค โดยช่วยรักษาอาการเบื่ออาหารในโรคเอดส์, ช่วยรักษาโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดจากการสูบบุหรี่ โรคหัวใจ และยังสามารถใช้รักษาโรคผิวหนังได้เป็นอย่างดี
:
กัญชาเป็นพืชที่ใช้ในปริมาณที่เหมาะสมจะเกิดผลดี แต่หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไปก็จะเกิดโทษ เช่น ทำให้ร่างกายอ่อนแอ, ทำลายระบบคุ้มกันของร่างกาย หรือสติฟั่นเฟือน แต่ในวงการแพทย์ถือว่ากัญชาคือยาวิเศษเลยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5468</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742279463.png</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="159"><Nid>5467</Nid><title>โรคเสพติดการนอน มีอาการอย่างไร</title><source>https://www.dek-d.com/education/48735</source><detail>โรคเสพติดการนอน มีอาการอย่างไร
:
การเสพติดเตียง หรือเสพติดการนอน ถือว่าเป็นโรคแล้วนะครับ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป ลองมาดูข้อมูลกันก่อน ว่าระดับไหนถึงจะเรียกว่าเป็นโรค หรือเพียงแค่เราขี้เกียจเฉย ๆ
:
โรค Clinomania หรือ Dysania คืออาการของคนที่คลั่งไคล้การนอนอยู่บนเตียง ถึงขั้นสามารถอยู่บนเตียงได้ทั้งวันโดยไม่อยากลุกไปไหน รวมถึงมีอาการทางจิตอื่น ๆ เช่น อยากให้ทุกที่เป็นเตียงนอน เตียงนอนคือเป้าหมายของชีวิต อยากอยู่บนเตียงถึงแม้ว่าจะไม่ง่วงนอนก็ตาม ซึ่งหากเป็นโรคนี้จริง ๆ จะเกิดปัญหาสุขภาพตามมาจากการนอนที่เกินพอดี เช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง หรือความเครียดต่าง ๆ จะต่างกับคนปกติที่แค่อยากนอนเพราะว่าอ่อนเพลีย หรืออยากอยู่บนเตียงนาน ๆ ในวันเสาร์-อาทิตย์ เนื่องจากเหนื่อยล้ามาทั้งสัปดาห์
:
ถ้าใครเข้าข่ายว่าเป็น โรค Clinomania ให้รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือลองไปปรึกษาแพทย์ได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5467</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742279348.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="160"><Nid>5462</Nid><title>ทำไมข้าวเหนียวถึงเหนียว?</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4352</source><detail>ข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักที่มีความสำคัญในหลายประเทศเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง ซึ่งมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากข้าวเจ้าทั่วไป
 

ทำไมข้าวเหนียวถึงเหนียว?

          ทำไมข้าวเหนียวถึงเหนียว ไม่เหมือนกับข้าวเจ้า ความแตกต่างของข้าวสองประเภทนี้มาจากส่วนประกอบหลักในแป้งของเมล็ดข้าว โดยส่วนประกอบหลักของเมล็ดข้าวเหนียวได้แก่โมเลกุลที่มีชื่อว่า อะมิโลเพคติน (amylopactin) ส่วนเมล็ดข้าวเจ้า ได้แก่ อะมิโลส (amylose) ซึ่งโมเลกุลของสารสองชนิดนี้ มีโครงสร้างที่แตกต่างกันชัดเจน กล่าวคือ อะมิโลเพคตินเป็นโครงสร้างแบบกิ่ง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 และ 1,5 เกาะอยู่ ขณะที่ อะมิโลสเป็นโครงสร้างแบบเส้นตรง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 เพียงชนิดเดียว ซึ่งโครงสร้างแบบกิ่งในเมล็ดข้าวเหนียวทำให้การจัดเรียงโมเลกุลมีความเป็นระเบียบน้อยกว่าแบบเส้นตรง ทำให้ข้าวเหนียวอุ้มน้ำได้มากกว่าและพองตัวได้มากกว่าในน้ำร้อน ดังนั้นข้าวเหนียวจึงมีลักษณะเหนียวนุ่ม
</detail><keywords>#ข้าวเหนียว #ข้าวเจ้า #อะมิโลเพคติน #อะมิโลส #โครงสร้างข้าว #ข้าวเหนียวเหนียว #ความแตกต่างของข้าว #การอุ้มน้ำข้าว #ข้าวเหนียวขาว #ข้าวเหนียวอร่อย</keywords><date>2025-03-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5462</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1741920757.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="161"><Nid>5461</Nid><title>ดื่มกาแฟแก้ง่วงได้ยังไง?</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4050</source><detail>       การดื่มกาแฟเป็นทางเลือกยอดนิยมในการแก้ความง่วงและเพิ่มความตื่นตัวในช่วงเวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้าหรือขาดสมาธิ หลายคนคงเคยรู้สึกว่าการดื่มกาแฟสามารถช่วยทำให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นขึ้นได้ทันที

 

        ปกติเมื่อมนุษย์เราตื่นนอนร่างกายจะเริ่มมีการใช้พลังงานมากขึ้น จากการนอนเฉย ๆ เป็นการลุก การเดิน การคิด การกิน เมื่อร่างกายเกิดการใช้พลังงานจะผลิตสารชนิดหนึ่งขึ้นมา

ชื่อว่า “อะดีโนซีน” ทำให้เมื่อเราทำกิจกรรมระหว่างวันไปเรื่อย ๆ ร่างกายก็จะสะสมอะดีโนซีนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการทำงานของอะดีโนซีนเมื่อไปจับกับตัวรับสัญญาณในสมอง สมองจะ

สั่งการให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและเกิดความง่วง

        คาเฟอีน เป็นสารเคมีธรรมชาติชนิดหนึ่งในกาแฟ เมื่อคุณดื่มกาแฟ คาเฟอีนจะถูกดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นคาเฟอีนที่มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับอะดี

โนซีนจะเดินทางไปที่สมองและเข้าไปจับกับตัวรับสัญญาณของอะดีโนซีน ทำให้อะดีโนซีนไม่สามารถจับกับตัวรับสัญญาณและส่งสัญญาณความง่วงไปที่สมองส่วนสั่งการได้ ดังนั้น

เมื่อเราดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชนิดอื่นที่มีคาเฟอีนเข้าไป จึงทำให้เรารู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเป่านั้นเอง
</detail><keywords>#กาแฟ #กาแฟสด #คาเฟอีน #คาเฟ่ #ดื่มกาแฟแก้ง่วง #กาแฟช่วยตื่น</keywords><date>2025-03-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5461</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1741853243.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="162"><Nid>5455</Nid><title>ทำไมแมลงตายต้องหงายท้อง?</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4036</source><detail>     แมลง (Insecta) เป็นกลุ่มสัตว์ที่มีจำนวนสายพันธุ์มากที่สุดในโลกและพบได้ในทุกทวีป แมลง มีลักษณะสำคัญที่สามารถแยกแยะได้คือ ลำตัวแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ หัว (head), อก (thorax) และ ท้อง (abdomen) พร้อมกับมี ขาปีก 3 คู่ ซึ่งแตกต่างจากสัตว์ประเภทอื่น ๆ ที่มีขาหรือปีกน้อยกว่า แมลงมักมีระบบสรีรวิทยาที่ซับซ้อนและปรับตัวได้ดีในหลากหลายสิ่งแวดล้อม ทั้งในป่า พื้นดิน น้ำ และแม้กระทั่งในบ้านมนุษย์ แมลงหลายชนิดมีบทบาทสำคัญในการเกษตร เช่น การผสมเกสร และการควบคุมแมลงศัตรูพืช แต่ในบางกรณี แมลงบางชนิดอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ หรือเป็นพาหะของโรคภัยต่างๆ

    โดยปกติแล้วเวลาแมลงหงายท้องพวกมันจะสามารถหาวิธีพลิกตัวกลับมาได้เสมอ แต่การที่แมลงพลิกตัวไม่ได้นั้น เป็นสัญญาณว่าพวกมันอ่อนแรงหรือระบบประสาทเริ่มทำงานผิดปกติ ซึ่งมาจากหลายสาเหตุหนึ่งในนั้นคือพวกมันโดนยาฆ่าแมลง ยาฆ่าแมลงจะมีฤทธิ์ไปขัดขวางสื่อประสาททำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต ซึ่งแมลงจะมีการชัก ทำให้เกิดความไม่สมดุลควบคุมตัวเองไม่ได้ อีกหนึ่งสาเหตุคือการบาดเจ็บและการขาดน้ำ/อาหาร ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ส่งผลให้ความสามารถในการควบคุมประสาทของแมลงลดลง พวกมันจึงอ่อนแรงและไม่สามารถพลิกตัวขึ้นมาได้ ดังนั้นเราจึงมักพบเห็นแมลงตายในท่าหงายท้องเสมอ
</detail><keywords>#แมลง #แมลงตาย #หงายท้อง #ระบบประสาท #ยาฆ่าแมลง #กล้ามเนื้ออัมพาต #การชัก #สาเหตุแมลงตาย #สรีรวิทยาแมลง #สุขภาพแมลง</keywords><date>2025-03-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5455</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1742281844.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="163"><Nid>5454</Nid><title>5 ความเชื่อของการกินลำไยที่หลายคนอาจสงสัย</title><source>https://www.pobpad.com/ลำไย-ความเชื่อและประโยช</source><detail>ลำไยเป็นผลไม้ที่หลายคนชื่นชอบ เพราะมีรสหวานอร่อยและประโยชน์มากมาย แต่ก็มีความเชื่อและคำแนะนำเกี่ยวกับการกินลำไยที่หลายคนอาจสงสัย เช่น เรื่องของการกินมากเกินไปหรือผลกระทบต่อสุขภาพ ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อเหล่านี้กัน

คุณค่าทางอาหารจากการกินลำไย

ลำไยสดน้ำหนัก 1 ออนซ์ หรือประมาณ 28 กรัม ให้พลังงาน 17 แคลอรี่ และคาร์โบไฮเดรต 4 กรัม ผลไม้ชนิดนี้ขึ้นชื่อว่ามีน้ำตาลสูง โดยลำไย 9 ผล มีน้ำตาลเทียบเท่ากับ 3.5 ช้อนชา คิดเป็นครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำตาลที่แนะนำต่อวัน คือไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 30 กรัม และหากเป็นเนื้อลำไยอบแห้งก็จะยิ่งมีแคลอรี่และน้ำตาลสูงกว่าลำไยสดมาก

เนื้อลำไยอุดมไปด้วยวิตามินซีที่มีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนอันพบมากในกระดูก หลอดเลือด และผิวหนัง โดยลำไยสด 28 กรัม ให้วิตามินซีสูงถึง 40 เปอร์เซนต์ของปริมาณวิตามินซีที่แนะนำต่อวัน โดยผู้หญิงควรได้รับวิตามินซีวันละ 75 มิลลิกรัม ส่วนผู้ชายควรได้รับวันละ 90 มิลลิกรัม

นอกจากนั้น งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าสารสกัดจากส่วนต่าง ๆ ของลำไย ไม่ว่าจะเป็นใบ ผล เมล็ด เปลือก ลำต้น กิ่ง ดอก ต่างประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดยเฉพาะเมล็ดลำไยที่มีในปริมาณสูงกว่าส่วนอื่น ๆ ซึ่งสารดังกล่าวจะช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระในร่างกายที่สร้างความเสียหายต่อเซลล์และเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม เป็นต้น

สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในลำไยมีอยู่หลากหลายชนิดด้วยกัน เช่น กรดแกลลิก กรดเอลลาจิก แทนนิน รวมถึงสารคอริลาจิน (Corilagin) ซึ่งเชื่อกันว่าช่วยบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อและกระดูก และสารกาบา (GABA) ที่อาจช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นและส่งผลดีต่อสุขภาพจิต ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล

5 ความเชื่อยอดนิยมของการกินลำไยที่หลายคนอาจสงสัย มีดังนี้

1. กินลำไยมากทำให้ร้อนในจริงหรือ

หลายคนคงเคยได้ยินความเชื่อที่ว่าหากกินลำไยในปริมาณมากเกินไปจะก่อให้เกิดอาการร้อนในตามมา บ้างก็ว่าเกิดจากยางของลำไย สำหรับข้อเท็จจริงในด้านนี้ไม่มีหลักฐานหรือข้อมูลที่ระบุว่าลำไยมียางหรือเป็นสาเหตุของอาการร้อนในจริง

ทั้งนี้ สถาบันโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัยมหิดลอธิบายว่าอาจเป็นเพราะลำไยเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ทำให้มีน้ำตาลตกค้างอยู่ภายในปากหลังกิน ซึ่งน้ำตาลเหล่านี้เป็นอาหารของแบคทีเรียและเป็นสาเหตุให้มีแบคทีเรียสะสมมากขึ้น ทำให้เสี่ยงเกิดแผลร้อนในตามมาในที่สุด ดังนั้น อาหารที่มีน้ำตาลมากจึงล้วนส่งผลให้เป็นร้อนในได้ ไม่ใช่เพียงแต่ลำไยเท่านั้น

นอกจากนี้ แผลร้อนในภายในปากยังอาจเกิดขึ้นได้จากปัจจัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแปรงฟันแรง ๆ การใช้ยาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง การเผลอกัดโดนเยื่อบุช่องปาก การขาดสารอาหารบางชนิด การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนช่วงมีประจำเดือน รวมถึงการกินอาหารที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง เช่น กาแฟ ช็อกโกแลต ไข่ ชีส ถั่ว หรืออาหารรสเผ็ดหรือผักผลไม้ที่มีกรดอย่างสตรอว์เบอร์รี่ ส้ม มะนาว และสับปะรด เป็นต้น

2. กินลำไยทำให้เจ็บคอ เป็นไข้ และตาแฉะ

หลายคนอาจเคยได้ยินคำเตือนเหล่านี้เกี่ยวกับการกินลำไยบ่อย ๆ โดยอ้างว่าในลำไยมีสารบางอย่างที่ก่อให้เกิดอาการดังกล่าว แต่แท้จริงแล้วไม่ปรากฏงานวิจัยที่ระบุข้อมูลนี้ รวมถึงความเชื่อที่ว่าอาการเจ็บคออาจเกิดจากลำไยมีน้ำตาลมาก ซึ่งการกินอาหารที่มีน้ำตาลหรือหวานมากกับอาการเจ็บคอนั้นมีความเกี่ยวโยงกันหรือไม่ อย่างไร ทางวิทยาศาสตร์ก็ยังให้คำตอบไม่ได้

3. ผู้ป่วยเบาหวานควรเลี่ยงการกินลำไย

แม้ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดโดยจำกัดการกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง แต่ก็ไม่จำเป็นต้องงดการกินลำไยหรือผลไม้อื่น ๆ ที่มีคุณค่าทางสารอาหารแต่มีน้ำตาลสูงเสมอไป เพียงลดปริมาณและความถี่ในการกินให้น้อยลงกว่าผู้มีสุขภาพดีทั่วไป โดยผู้ป่วยเบาหวานควรได้รับน้ำตาลจากอาหารไม่เกินวันละ 3-4 ช้อนชา และควรกินลำไยประมาณ 3-5 ผลต่อมื้ออาหารเท่านั้น ในขณะที่ผู้มีสุขภาพดีควรกินลำไยไม่เกิน 10 ผลต่อมื้ออาหาร

4. คนท้องกินลำไยได้หรือไม่

การกินผักผลไม้ให้หลากหลายจะช่วยให้ว่าที่คุณแม่ได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่ครบถ้วนและเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของลูกน้อย อีกทั้งมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยป้องกันท้องผูกได้ดี ลำไยจึงไม่ใช่ของต้องห้ามที่ไม่ควรกินระหว่างตั้งครรภ์แต่อย่างใด ทว่าเช่นเดียวกับผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงชนิดอื่น ๆ อย่างทุเรียน กล้วย หรือสับปะรด ไม่ควรกินลำไยเพียงอย่างเดียวในปริมาณมาก เพราะอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงและเสี่ยงเกิดเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้

5. การล้างลำไยก่อนกินช่วยชะล้างยาฆ่าแมลงบนเปลือก

การล้างผักผลไม้ด้วยน้ำสะอาดหรือแช่น้ำเกลือช่วยขจัดยาฆ่าแมลงและเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนตามเปลือกผลจริง แต่อาจไม่ทั้งหมด หลายคนเสี่ยงได้รับยาฆ่าแมลงจากกินลำไยเพราะใช้ปากกัดเปลือกลำไย ทางที่ดีจึงควรใช้มือหรือมีดแกะผลลำไยแทน

กินลำไยช่วยบำรุงสุขภาพอย่างไรบ้าง

มีการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของลำไยที่มีต่อสุขภาพหลายด้าน ดังต่อไปนี้

บรรเทาอาการปวดข้อ

โรคเกี่ยวกับข้อต่อและกระดูกหลายโรค เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้อเสื่อม กระดูกพรุน และโรคเก๊าท์ นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพกระดูกแล้วยังเป็นสาเหตุของอาการปวดข้อตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย งานวิจัยที่ทดสอบกับเซลล์และหนูทดลองชี้ว่าสารสกัดจากเปลือก เนื้อ และผนังของเมล็ดลำไยมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอาการปวด รวมถึงงานวิจัยอีกหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากลำไยอาจช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการของโรคข้อต่อและกระดูก ทำให้เชื่อว่าลำไยอาจเป็นอีกตัวเลือกที่นำมาพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านนี้ได้

การศึกษาชิ้นหนึ่งที่ทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่าสารสกัดจากเมล็ดลำไยมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างกรดยูริกและปฏิกิริยาในกระบวนการสร้างกรดยูริกในเลือด ซึ่งการมีกรดยูริกในปริมาณสูงนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดโรคเก๊าท์ตามมาในที่สุด โดยจะก่อให้เกิดการตกผลึกบริเวณข้อต่อ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดบวมตามข้อ และเมื่อทดลองฉีดสารสกัดดังกล่าวให้หนูที่มีกรดยูริกสูงก็ปรากฏผลลัพธ์เช่นเดียวกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าสารสกัดเมล็ดลำไยอาจมีสรรพคุณป้องกันโรคนี้

นอกจากนี้ ลำไยอาจเป็นอีกตัวช่วยในการรักษาโรคกระดูกและข้อต่อบางชนิด เนื่องจากเมื่อไม่นานมานี้มีงานวิจัยในเซลล์พบว่าสารสกัดจากผลลำไยมีคุณสมบัติช่วยเปลี่ยนแปลงรูปร่างของกระดูกและอาจใช้เป็นสารที่ช่วยรักษาโรคกระดูกพรุนได้ รวมถึงการศึกษาในกระต่ายที่พบว่าโมเลกุลคาร์โบไฮเดรตจากลำไยอาจมีประโยชน์ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูกในระหว่างการปลูกถ่ายกระดูกอ่อน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาเกี่ยวกับประโยชน์ของลำไยที่มีต่อการป้องกันและรักษาโรคกระดูกหรือข้อต่อในปัจจุบันล้วนไม่ได้ศึกษากับคนโดยตรง จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมกับคนจำนวนมากและมีการออกแบบงานวิจัยอย่างรัดกุมต่อไปเพื่อระบุความน่าเชื่อถือก่อนจะได้รับการยอมรับให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้จริง

ลดความเครียด ความกังวล และภาวะซึมเศร้า

ลำไยมีสารบางชนิดที่อาจมีสรรพคุณต้านภาวะซึมเศร้าและปรับอารมณ์ให้ดีขึ้น หนึ่งในนั้นก็คือกาบา สารสื่อประสาทที่มีอยู่ในสมองของคนเรา ซึ่งนักวิจัยคาดว่าเป็นสารที่ช่วยให้มีอารมณ์ดี รู้สึกสงบ และผ่อนคลายระบบประสาท ระดับของสารกาบาที่ลดต่ำลงอาจมีความเกี่ยวข้องกับโรคความผิดปกติทางอารมณ์หรือโรควิตกกังวล หลายคนจึงหันมากินอาหารเสริมกาบาเพราะเชื่อว่าจะช่วยคลายความกังวลและทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าสารกาบาจากอาหารเสริมนั้นข้ามผ่านตัวกั้นระหว่างเลือดกับสมองไปได้หรือไม่ ทำให้ไม่อาจยืนยันว่าผู้ที่กินกาบาในรูปแบบอาหารเสริมหรือสารสกัดลำไยจะได้รับประโยชน์จากสารอาหารชนิดนี้

สารอีกชนิดหนึ่งที่พบในลำไยและคาดว่าอาจช่วยต้านภาวะซึมเศร้าเช่นเดียวกันคือกรดแกลลิก โดยจากการทดลองหนึ่งที่ให้หนูซึ่งมีภาวะซึมเศร้าเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือดกินกรดแกลลิก พบว่าหนูมีอาการซึมเศร้าและเครียดน้อยลง สันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากการที่กรดแกลลิกนั้นมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยยับยั้งกระบวนการเกิดอนุมูลอิสระในระหว่างที่สมองขาดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะซึมเศร้า

ทั้งนี้ การศึกษาโดยใช้ลำไยหรือสารสกัดจากลำไยโดยตรงนั้นมีไม่มากนักและยังไม่พบการศึกษาในคนที่น่าเชื่อถือ มีเพียงงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทดลองให้หนูที่มีภาวะเครียดกินพืชสมุนไพร 3 ชนิดผสมกัน ได้แก่ ลำไย พลูคาว และพืชในตระกูลกลอย ผลลัพธ์พบว่าหนูมีอาการซึมเศร้าและเครียดน้อยลง แต่ไม่อาจระบุได้อย่างชัดเจนว่าเป็นผลมาจากลำไยหรือพืชอีก 2 ชนิดกันแน่ จึงยังคงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

นอกจากภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และความผิดปกติทางอารมณ์ ระดับของสารกาบาในสมองที่ต่ำกว่าปกติยังมีความเกี่ยวเนื่องกับปัญหาในการนอน เพราะสารชนิดนี้มีกลไกการทำงานโดยช่วยลดการตื่น ทำให้หลับได้ง่ายและเร็วขึ้น

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทดลองโดยใช้สารสกัดจากเนื้อลำไย พบว่าแม้สารสกัดดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้นอนหลับเร็วขึ้นและเพิ่มระยะเวลาในการนอนหลับโดยตรง แต่เมื่อใช้ควบคู่กับยาเพนโทบาร์บิทอลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วยให้นอนหลับของยาดังกล่าว เนื่องจากสารสกัดจากเนื้อลำไยมีคุณสมบัติช่วยเปลี่ยนแปลงระบบการทำงานของสารกาบา ทว่างานวิจัยชิ้นนี้เป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ ไม่ได้ให้คนกินสารสกัดจากลำไยจริง ๆ จึงยังเป็นเพียงแนวทางการศึกษาที่ควรมีการต่อยอดศึกษาในคนจำนวนมากต่อไป

บำรุงความจำ

ผลลำไยอบแห้งถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรแก้อาการหลงลืมตามตำรับยาแผนโบราณของจีนมาอย่างยาวนาน จนต่อมาเริ่มมีการศึกษาเพื่อพิสูจน์สรรพคุณในด้านนี้ของลำไย การศึกษาชิ้นหนึ่งทดลองให้หนูกินสารสกัดจากผลลำไยเป็นเวลา 14 วัน ปรากฏว่าหนูมีการเรียนรู้และความจำที่ดีขึ้น

สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่าหนูที่มีความบกพร่องทางความจำและการเรียนรู้มีอาการดีขึ้นหลังได้รับสารสกัดจากเมล็ดลำไย ลำไยจึงอาจมีประโยชน์ช่วยในเรื่องความจำตามที่ตำราแพทย์แผนจีนกล่าวไว้ ซึ่งจะนำมาประยุกต์ใช้กับการแพทย์แผนปัจจุบันได้จริงหรือไม่คงต้องมีการพิสูจน์โดยตรงกับคนต่อไปเสียก่อน

ช่วยให้กระปรี้กระเปร่า

ไม่เพียงแต่สรรพคุณด้านการบรรเทาอาการปวดข้อและการเสริมสร้างการทำงานของสมอง ลำไยยังอาจช่วยคลายความเหนื่อยล้าได้ด้วย โดยมีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งแสดงให้เห็นว่าหนูที่กินสารสกัดจากเมล็ดลำไยมีอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่าเมื่อไม่ได้กิน ส่งผลให้สามารถว่ายน้ำได้นานยิ่งขึ้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าสารสกัดจากเมล็ดลำไยอาจมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการล้าของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยเพียงเท่านี้ยังบ่งบอกอะไรไม่ได้มากนัก เพราะเป็นการทดลองในสัตว์ซึ่งมีกลไกการทำงานของร่างกายแตกต่างจากคน ต้องรอให้มีการศึกษาในคนโดยตรงเท่านั้นจึิงจะยืนยันประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้

กินลำไยรักษาโรค ปลอดภัยหรือไม่

ลำไยเป็นแหล่งสารต้านอนุมูลอิสระและต้านโรคที่ดีหากกินในปริมาณที่เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องจำกัดน้ำตาลในอาหาร ส่วนการใช้ในรูปแบบอาหารเสริมนั้น ข้อมูลการวิจัยด้านความปลอดภัยเท่าที่มีในปัจจุบันระบุว่าการให้หนูกินสารสกัดจากเมล็ดลำไยต่อเนื่องเป็นเวลา 13 สัปดาห์ไม่ก่อให้เกิดพิษหรืออันตรายต่อตัวหนูแต่อย่างใด ส่วนการกินในระยะเวลานานกว่านั้นยังไม่มีการศึกษาเพิ่มเติม

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยจึงไม่ควรใช้สารสกัดจากลำไยเป็นเวลานาน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจใช้ทุกครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือมีอาการเจ็บป่วยใด ๆ ก็ตาม
</detail><keywords>#ลำไย #ลำไยสด #ลำไยแห้ง #ลำไยหวาน #ลำไยไทย #ผลไม้ไทย #ลำไยประโยชน์ #ลำไยเพื่อสุขภาพ #ลำไยอร่อย #ลำไยฤดูไหน</keywords><date>2025-03-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5454</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1741087199.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="164"><Nid>5448</Nid><title>ไข้อีดำอีแดง โรคติดเชื้อในเด็กที่ไม่ควรมองข้าม</title><source>https://www.pidst.or.th/A708.html</source><detail>ไข้อีดำอีแดง เป็น โรคติดเชื้อแบคทีเรีย ที่พบได้ในเด็ก มักเริ่มต้นด้วย ไข้สูง เจ็บคอ และ ผื่นแดง ทั่วร่างกาย แม้ปัจจุบันพบได้น้อยลง แต่หากไม่ได้รับ การรักษา อย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ได้ การรู้จัก อาการ และ วิธีป้องกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพของเด็กๆ

โรคไข้อีดำอีแดง หรือ scarlet fever เป็นโรคที่เกิดจาก พิษของเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ เสตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ ทำให้มี ผื่นแดง ตามตัวร่วมกับ คอหอย หรือ ทอนซิลอักเสบ พบบ่อยในช่วงอายุระหว่าง 5-15 ปี ปัจจุบันพบโรคนี้ได้น้อยลงมาก เนื่องจากผู้ป่วยได้รับ ยาปฏิชีวนะ ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

เชื้อสเตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ คืออะไร 

เชื้อแบคทีเรีย เสตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ (Streptococcus group A) เป็นเชื้อก่อโรคสำคัญของคอหอยอักเสบ เชื้อนี้   สามารถสร้างสารพิษเรียกว่า อิริโทรเจนิกท๊อกซิน (Erythrogenic toxin) ซึ่งเป็นทำให้เกิดผื่นในไข้อีดำอีแดง โรคอื่นๆที่เกิดจากการติดเชื้อนี้ได้แก่ โรคติดเชื้อผิวหนัง โรคหัวใจรูมาติก เป็นต้น    

ติดต่อได้อย่างไร   

เชื้อชนิดนี้จะมีอยู่ในน้ำลาย เสมหะหรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น น้ำมูก สามารถติดต่อได้โดยการหายใจสูดเอา   ละอองฝอยของเสมหะที่ผู้ป่วยไอหรือจามรดหรือติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรงผ่านทางมือผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เช่น แก้วน้ำ จาน ชาม ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น   

อาการเป็นอย่างไร  

แรกเริ่มผู้ป่วยจะมีไข้สูงฉับพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อยพลีย ปวดเมื่อยตามตัวและเจ็บคอ อาจพบ

ตุ่มสีแดงที่ลิ้น คล้ายผลสตรอเบอรี่ ทอนซิลก็จะบวมแดงและมีหนอง อาจคลำได้ต่อมน้ำเหลืองที่ข้างลำคอโต หลังจากมีไข้ 1-2 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นแดงขึ้นบริเวณรอบคอ หน้าอก และกระจายไปตามลำตัวและแขนขาอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง  ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีผื่นเป็นอาการแรกก็ได้ ผื่นจะมีลักษณะเป็นเม็ดหยาบๆเมื่อลูบจะรู้สึกสากๆคล้ายกระดาษทราย มักจะไม่ขึ้นที่ใบหน้า แต่อาจจะพบในลักษณะที่แก้มแดงและรอบปากซีด อาจจะมีอาการคันบริเวณผื่นได้ ต่อมาผื่นจะมีสีเข้มขึ้นบริเวณรอยพับตามผิวหนัง โดยเฉพาะที่ข้อพับแขน เรียกว่า เส้นพาสเตีย (Pastia’ s line)  หลังจากผื่นขึ้น 3-4 วันจะเริ่มจางหายไป หลังจากผื่นจางได้ 1 สัปดาห์จะมีอาการลอกเป็นแผ่นของผิวหนังบริเวณรักแร้ ขาหนีบ ปลายนิ้วมือเท้า ส่วนตามลำตัวมักลอกเป็นขุยๆ อาการผิวลอกนี้บางรายอาจจะพบติดต่อกันได้นานเป็นเดือน

อาการแทรกซ้อนที่สำคัญ

ได้แก่ โรคไข้รูมาติกและหน่วยไตอักเสบเฉียบพลันซึ่งมักเกิดหลังต่อมทอนซิลอักเสบประมาณ 1-4 สัปดาห์ (เกิดจากปฏิกิริยาของแอนติบอดีที่ถูกกระตุ้นด้วยเชื้อสเตร็ปโตคอคคัสชนิดเอต่ออวัยวะต่างๆของร่างกาย)

วินิจฉัยได้อย่างไร

โรคนี้สามารถวินิจฉัยได้จากประวัติและอาการแสดงของโรคเป็นหลัก การส่งตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการติดเชื้อชนิดนี้ ได้แก่ การเพาะเชื้อจากคอหอยผู้ป่วยซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 วันหรือการตรวจหาเชื้อจากคอหอยโดยวิธี rapid strep test ซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 1 ชั่วโมงแต่สามารถส่งตรวจได้บางโรงพยาบาลเท่านั้น  

การรักษาทำอย่างไร


	รักษาที่ด้วยยาปฏิชีวนะ ได้แก่ เพนนิซิลิน(Penicillin) อะมอกซิซิลิน (Amoxycillin) หรืออิริโทรมัยสิน (Erythromycin) เป็นเวลา 10 วัน และแม้อาการจะหายไปภายใน 3-4 วันก็ต้องรับประทานยาต่อไปจนครบ 10 วันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไข้รูมาติกและหน่วยไตอักเสบแทรกซ้อน
	ให้การรักษาตามอาการอื่นๆที่ตรวจพบ แนะนำให้นอนพักผ่อน ดื่มน้ำมากๆ
	ควรกลับมาพบแพทย์เมื่อได้รับการรักษาแล้วกลับเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมา ได้แก่ มีไข้ร่วมกับอาการเหนื่อยง่าย ปวดข้อ หรือตุ่มหรือก้อนที่ใต้ผิวหนัง หรือมีอาการบวม ปัสสาวะเป็นสีแดงหรือเลือดปน เป็นต้น


ระยะเวลาการติดต่อและควรหยุดโรงเรียนนานแค่ไหน

ควรให้หยุดเรียนหรือแยกตัวออกจากผู้อื่นจนกว่าได้ยาปฏิชีวนะไปแล้วอย่างน้อย 24 ชั่วโมงจึงจะไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น

การป้องกันทำได้อย่างไร
เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อสเตร็ปโตคอสคัสชนิดเอ การป้องกันการติดเชื้อจึงสามารถทำได้โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้


	ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ดัวยการรับประทานอาหารที่ประโยชน์ครบ 5 หมู่ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
	หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยแต่หากมีความจำเป็นที่ต้องใกล้ชิดกับผู้ป่วยจะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาร่วมกับล้างมือก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วยหรือของใช้ของผู้ป่วย
	อย่าใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย โดยเฉพาะของใช้ส่วนวตัว เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น

</detail><keywords>#ไข้อีดำอีแดง #ScarletFever #โรคติดเชื้อในเด็ก #ผื่นแดงสาก #ไข้ออกผื่น #สเตร็ปโตคอกคัสเอ #ป้องกันไข้อีดำอีแดง #รักษาไข้อีดำอีแดง #สุขภาพเด็ก #รู้ทันโรค</keywords><date>2025-02-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5448</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1740713857.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="165"><Nid>5447</Nid><title>ปรากฏการณ์ ดาวเจ็ดดวงเรียงตัว</title><source>https://www.narit.or.th/th/AstronomyNews/20250124-Planet-Parade</source><detail>          ปรากฏการณ์ "ดาวเจ็ดดวงเรียงตัว" เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อดาวเคราะห์ในระบบสุริยะของเราจัดเรียงตัวในลักษณะที่น่าทึ่งบนท้องฟ้า โดยในครั้งนี้เราจะได้เห็นดาวเคราะห์ทั้งหมดถึงเจ็ดดวงในตำแหน่งที่ใกล้เคียงกันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยนัก ซึ่งปรากฏการณ์นี้ถือเป็นโอกาสพิเศษที่คนรักดาราศาสตร์ไม่ควรพลาด

         พาเหรดดาวเคราะห์ หรือปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงเป็นแนวบนท้องฟ้าเช่นนี้ เกิดจากดาวเคราะห์ในระบบสุริยะแต่ละดวงโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นได้ในช่วงเวลาเดียวกันจากมุมมองของผู้สังเกตบนโลก  ซึ่งโดยทั่วไปแล้วดาวเคราะห์ทุกดวงจะปรากฏตามระนาบสุริยวิถี (แนวการขึ้นตกของดวงอาทิตย์) เป็นปกติ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่เกิดขึ้นไม่บ่อยครั้งนัก และหากมองในมุมมองจากอวกาศจะยิ่งพบว่าการเรียงตัวของดาวเคราะห์นั้นไม่ได้สอดคล้องกับการเรียงแถวในวงโคจร สิ่งที่พิเศษจริง ๆ คือการที่ดาวเคราะห์ทุกดวงจะปรากฏบนท้องฟ้าพร้อมกันในช่วงหัวค่ำ

         ในช่วงเดือนมกราคม 2568 ดาวเสาร์ ดาวศุกร์ ดาวเนปจูน ดาวยูเรนัส ดาวพฤหัสบดี และดาวอังคาร จะปรากฏเรียงกันในช่วงหัวค่ำ ยกเว้นดาวพุธที่ยังคงปรากฏในช่วงรุ่งเช้า หลังจากวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป ดาวพุธจะเปลี่ยนมาปรากฏในช่วงหัวค่ำร่วมกับดาวเคราะห์อื่น ๆ นอกจากนี้ ในวันที่ 1 มีนาคม 2568 ตรงกับดวงจันทร์ข้างขึ้น 1 ค่ำ ดาวเคราะห์ทุกดวงในระบบสุริยะรวมถึงดวงจันทร์จะปรากฏพร้อมกันบนท้องฟ้า เรียงตัวตามแนวเส้นสุริยะวิถี ซึ่งจะปรากฏในลักษณะนี้ไปตลอดจนถึงต้นเดือนมีนาคม ก่อนที่ดาวเสาร์จะเปลี่ยนไปปรากฏในช่วงรุ่งเช้าหลังวันที่ 12 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป         

          ดร. มติพล กล่าวเพิ่มเติมว่า หนึ่งวันที่โลกหมุนรอบตัวเอง ดาวเคราะห์ทุกดวงจะขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก ลักษณะเดียวกันกับดวงอาทิตย์ แต่เนื่องจากเราสามารถเห็นดาวเคราะห์ได้ในช่วงกลางคืนเท่านั้น  เช่น “ดาวศุกร์” ที่คนไทยมักจะรู้จักกันในชื่อ “ดาวประกายพรึก” ปรากฏในช่วงรุ่งเช้า และ “ดาวประจำเมือง”  ปรากฏในช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นดาวดวงเดียวกัน และไม่สามารถสังเกตเห็นได้พร้อมกันในคืนเดียว ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงนั้นดาวศุกร์ขึ้น - ตก ก่อนหรือหลังดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์อื่น ๆ ก็เช่นกัน แต่ละดวง และแต่ละช่วงเวลา จะปรากฏช่วง “หัวค่ำ” หรือ “เช้ามืด” ในคืนหนึ่ง ๆ เสมอ 

          สำหรับดาวเคราะห์วงนอก เช่น ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ หากโคจรอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ (opposition) หมายถึง ดวงอาทิตย์ โลก และดาวเคราะห์โคจรมาอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน โดยมีโลกอยู่ตรงกลาง เป็นช่วงที่เราเรียกว่า ปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ใกล้โลก จะสามารถสังเกตเห็นได้เกือบตลอดทั้งคืน เช่น ดาวอังคาร ที่เพิ่งจะผ่านตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ไปเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา 

          ดังนั้นในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2568 ที่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจะปรากฏพร้อมกันในช่วงหัวค่ำเช่นนี้จึงนับว่าเป็นปรากฏการณ์ท้องฟ้าที่หาชมได้ยาก ผู้สนใจสามารถติดตามชม “พาเหรดดาวเคราะห์” หรือ “ดาวเคราะห์เรียงกัน”  ได้แก่ ดวงจันทร์ ดาวเสาร์ ดาวพุธ ดาวเนปจูน ดาวศุกร์ ดาวยูเรนัส ดาวพฤหัสบดี และดาวอังคาร
 

16 ม.ค. - 29 ม.ค.
ปรากฏพร้อมกันทุกดวง ยกเว้นดวงจันทร์ และดาวพุธ

30 ม.ค. - 13 ก.พ.
ปรากฏพร้อมกันทุกดวง ยกเว้นดาวพุธ

14 ก.พ. - 16 ก.พ.
ปรากฏพร้อมกันทุกดวง ยกเว้นดวงจันทร์ และดาวพุธ

17 ก.พ. - 28 ก.พ.
ปรากฏพร้อมกันทุกดวง ยกเว้นดวงจันทร์ *Highlight*

1 มี.ค. - 5 มี.ค.
ปรากฏพร้อมกันทุกดวง *Highlight*

6 มี.ค. - 15 มี.ค.
ปรากฏพร้อมกันทุกดวง ยกเว้นดาวเสาร์

หมายเหตุ: ดาวเนปจูน และดาวยูเรนัส  มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต้องสังเกตการณ์ผ่านกล้องโทรทรรศน์
</detail><keywords>#ดาวเจ็ดดวง #ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ #ดาวเรียงตัว #ท้องฟ้าสวย #ฟ้าสดใส #ดาราศาสตร์ #ดวงดาว #ดาวเคราะห์ #ดูดาว</keywords><date>2025-02-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5447</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1740640860.png</img_link><category>ดาราศาสตร์</category></row>
<row _id="166"><Nid>5441</Nid><title>ไข่วันละฟอง ความลับของแม่ไก่ที่คุณอาจไม่เคยรู้</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4153</source><detail>     คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมแม่ไก่ถึงออกไข่วันละฟอง? แล้วทำไมลูกไก่จึงฟักออกมาพร้อมกันทั้งที่แม่ไก่ไม่ได้ออกไข่ทั้งหมดในวันเดียว? ความลับนี้ซ่อนอยู่ในกลไกอันชาญฉลาดของธรรมชาติ ที่ช่วยให้แม่ไก่สามารถวางไข่และฟักไข่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเจริญโต

แม่ไก่ที่เจริญเต็มวัยพร้อมออกไข่จะมีอายุประมาณ 12 สัปดาห์ โดยปกติแล้วสัตว์ปีกจะมีท่อนำไข่สมบูรณ์เพียงข้างเดียวคือด้านซ้าย ส่วนท่อนำไข่ด้านขวานั้นจะฝ่อไป รังไข่ของแม่ไก่นั้นจะมีรูปร่างเป็นพวงของไข่แดงขนาดเล็กมากมาย เมื่อแม่ไก่พร้อมจะออกไข่ ไข่ขนาดเล็ก ๆ เหล่านี้จะขยายตัวจนขนาดเท่าไข่แดงขนาดธรรมดาที่เราเคยเห็น ฟองที่แก่จะหลุดออกจากเยื่อหุ้มไหลลงท่อนำไข่ แม่ไก่จะใช้ระยะเวลาตั้งแต่ไข่ตกจากรังไข่จนออกไข่ ประมาณ 24-28 ชั่วโมง โดยจะออกไข่วันละฟองติดกัน 3 - 4 วันหรือนานกว่านั้น และจะหยุดออกไข่ 1 วัน จากนั้นจะเริ่มออกไข่ต่อเนื่องอีกสลับกันไป จำนวนไข่แต่ละชุดที่แม่ไก่ไข่ติดต่อกันทุกวันโดยไม่หยุด เราจะเรียกว่า “ตับไข่” ซึ่งระยะเวลา และจำนวนไข่นั้นจะขึ้นอยู่กับอายุ สายพันธุ์ สภาพแวดล้อมของการเลี้ยงดูแม่ไก่ และนี่คือสาเหตุของการที่แม่ไก่ออกไข่วันละฟอง

ระยะเวลาที่ลูกไก่จะออกมา
     ถ้าแม่ไก่ออกไข่ฟองแรกในวันที่ 1 กว่า ฟองที่ 10 จะออกมาก็มากกว่า 10 วัน แล้วลูกไก่จะออกจากไข่พร้อมกันได้อย่างไร โดยปกติแล้วการเจริญของลูกไก่ในฟองไข่นั้นจะขึ้นอยู่กับความร้อนจากภายนอกเพื่อพัฒนาให้ลูกไก่เจริญเป็นตัวในฟองไข่ ถ้าไม่ได้รับความร้อนเพียงพอการเจริญเติบโตจะยังไม่เริ่มขึ้น ในระยะแรกแม่ไก่จะออกไข่โดยยังไม่มีพฤติกรรมการฟักไข่ และเมื่อแม่ไก่ออกไข่จนเกือบหมดชุด ประมาณ 10-15 ฟอง แม่ไก่จะเริ่มฟักไข่ให้ความร้อนกับฟองไข่ ซึ่งพฤติกรรมนี้จะส่งผลมาจากฮอร์โมน โปรแลคติน (prolactin)ที่ทำให้แม่ไก่หยุดออกไข่ มีการฝ่อของรังไข่และท่อนำไข่ แม่ไก่จะมีพฤติกรรมฟักไข่เพิ่มขึ้น ลดความสนใจในการทำกิจกรรมอื่นๆ โดยตั้งใจฟักไข่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งลูกไก่เริ่มฟักออกมาโดยปกติแล้วลูกไก่มีระยะการฟักตัวแรกถึงตัวสุดท้ายไม่เกิน 2 วัน เพราะเมื่อแม่ไก่เห็นลูกไก่ออกมาจากไข่แล้วฮอร์โมน โปรแลคตินจะเริ่มลดลง พฤติกรรมการฟักไข่จะหายไป และเปลี่ยนไปแสดงพฤติดกรรมการเลี้ยงลูกแทน รวมระยะเวลาฟักไข่จนลูกไก่เกิด 21 วัน และนี่คือสาเหตุที่ลูกไก่เกิดพร้อมๆกัน เพราะแม่ไก่เริ่มฟักไข่พร้อมกันนั่นเอง
</detail><keywords>#แม่ไก่ออกไข่ #การฟักไข่ไก่ #ไข่ไก่ #ไก่และการออกไข่ #วงจรชีวิตไก่ #ฟักไข่ธรรมชาติ #ลูกไก่ออกจากไข่ #ธรรมชาติของไก่ #เลี้ยงไก่ไข่</keywords><date>2025-02-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5441</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1740623108.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="167"><Nid>5440</Nid><title>ใบกระท่อม จากอดีตต้องห้ามสู่พืชเสรี</title><source>https://narcotic.fda.moph.go.th/information-about-drugs/kratom</source><detail>     ในอดีตใบกระท่อมเคยถูกมองว่าเป็นพืชเสพติดที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสังคม จนถูกห้ามปลูกและใช้ตามกฎหมาย แต่ในปัจจุบัน กระท่อมได้ถูกปลดล็อกและได้รับการยอมรับใหม่ในบางประเทศ รวมถึงประเทศไทย ที่มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายให้การใช้และปลูกกระท่อมสามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด บทความนี้จะพาไปสำรวจความเปลี่ยนแปลงของพืชกระท่อมจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งในแง่ของสรรพคุณ, การใช้ประโยชน์ และการควบคุมทางกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ชื่ออื่นๆ  ท่อม อีถ่าง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 

กระท่อมเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ปานกลาง มีแก่นเป็นไม้เนื้อแข็ง สูง10 -15 เมตร อยู่ในตระกูล Mitragyna speciosa ใบคล้ายใบ

กระดังงา มีชนิดก้านใบแดงและใบเขียว ดอกกลมโตขนาดเท่าผลพุทรา ใบเป็นใบเดี่ยวสีเขียว เรียงตัวเป็นคู่ตรงข้าม แผ่นใบขนาดกว้างประมาณ 5-10 ซม. ยาว ประมาณ 8-14 ซม. ดอกมีสีขาวอมเหลืองออกเป็นช่อตุ้มกลมขนาด 3-5 ซม.


﻿﻿﻿﻿﻿

แหล่งที่พบ 

ในบางจังหวัดของภาคกลาง เช่น ปทุมธานี แต่จะพบมากในป่าธรรมชาติบริเวณภาคใต้ เช่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง สตูลพัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และตอนบนของประเทศมาเลเซีย

ชื่อวิทยาศาสตร์  Mitragyna speciosa Korth. อยู่ในวงศ์ Rubiaceae

สารเสพติดที่พบในใบกระท่อม 

คือ  ไมทราไจนีน (Mitragynine) เป็นสารจำพวกอัลคาลอยด์ ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง (CNS depressant) เช่นเดียวกับยาเสพติดกลุ่มเดียวกัน เช่น psilocybin LSD และ ยาบ้า

     เคี้ยวใบสดหรือบดใบแห้งให้เป็นผง ละลายน้ำดื่ม บางรายเติมเกลือด้วยเล็กน้อยเพื่อป้องกันท้องผูก ส่วนมากจะเคี้ยวเพียง 2-3 ใบ และดื่มน้ำอุ่น หรือกาแฟร้อนตาม ใช้วันละ 3-10 ครั้งต่อวันตามอาการเหนื่อย เมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ปริมาณการใช้จะเพิ่มขึ้น (ประมาณร้อยละ 37 ใช้วันละ 21-30 ใบ

     พบว่าหลังเคี้ยวใบกระท่อมไปประมาณ 5-10 นาที จะมีอาการเป็นสุข กระปรี้กระเปร่า ไม่รู้สึกหิว (ไม่อยากอาหาร)   กดความรู้สึกเมื่อยล้าขณะทำงาน  ทำให้สามารถทำงานได้นาน และทนแดดมากขึ้น แต่จะเกิดอาการกลัวหนาวสั่นเวลาอากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน  ผู้เสพจะมีผิวหนังแดงเพราะเลือดไปเลี้ยงผิวหนังมากขึ้น  อาการข้างเคียง ได้แก่ ปากแห้ง ปัสสาวะบ่อย เบื่ออาหาร ท้องผูก อุจจาระแข็งเป็นก้อนเล็กๆ นอนไม่หลับ  ถ้าเสพใบกระท่อมในปริมาณมากๆ จะทําให้มึนงง และคลื่นไส้อาเจียน (เมากระท่อม) แต่ในบางรายเสพเพียง 3 ใบ ก็ทำให้เมาได้ ในรายที่เสพใบกระท่อมมากๆ หรือเป็นระยะเวลานาน มักจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเม็ดสีขึ้นที่บริเวณผิวหนัง ทำให้ผู้ที่รับประทานมีผิวคล้ำและเข้มขึ้น และยังพบอีกว่าเสพกระท่อมโดยไม่ได้รูดเอาก้านใบออกจากตัวใบก่อน อาจจะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “ถุงท่อม” ในลำไส้ได้ เนื่องจากก้านใบและใบของกระท่อมไม่สามารถย่อยได้ จึงตกตะกอนติดค้างอยู่ภายในลำไส้ ทำให้ขับถ่ายออกมาไม่ได้ เกิดพังผืดขึ้นมาหุ้มรัดอยู่โดยรอบก้อนกากกระท่อมนั้น ทำให้เกิดเป็นก้อนถุงขึ้นมาในลำไส้ บางรายจะมีอาการโรคจิตหวาดระแวง เห็นภาพหลอน คิดว่าคนจะมาทำร้ายตน และพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง


อาการเมื่อหยุดเสพ


	ไม่มีแรง
	ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและกระดูก
	แขนขากระตุก
	อ่อนเพลีย ไม่สามารถทำงานได้
	อารมณ์ซึมเศร้า
	นํ้าตาไหล นํ้ามูกไหล
	ก้าวร้าว
	นอนไม่หลับ
	ร่างกายมีอุณหภูมิสูงผิดปกติ
	ถ่ายอุจจาระเหลวมากปกติ
	อยากอาหารยาก
	อาเจียนคลื่นใส้
	มีอาการไอมากขึ้น
	กระวนกระวายมากขึ้น



สรรพคุณทางยา

     สมัยโบราณ กระท่อมเป็นพืชที่ใช้เข้าเป็นตัวยาในตำรับพวกประเภทยาแก้ท้องเสีย ในสูตรยาของหมอพื้นบ้านหรือหมอแผนโบราณ เช่น ตำรับยาประสะกระท่อม เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาขนาดนี้แล้ว เพราะมียาแผนปัจจุบันและแผนโบราณให้ผลเท่าเทียมหรือดีกว่าอีกทั้ง แม้ใบกระท่อมให้ผลการออกฤทธิ์ที่อาจมีประโยชน์ทางยาได้ แต่ทำให้เสพติดและมีผลเสียต่อสุขภาพ หากใช้ติดต่อกันนานๆ

การนำใปใช้ในทางที่ผิด 

ปัจจุบันใบกระท่อมมีปัญหาการแพร่ระบาดในกลุ่มวัยรุ่นและนักเรียน  อาจเนื่องมาจากมีราคาถูกและทำให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มได้เช่นเดียวกับสารเสพติดอื่น โดยมักนิยมนำน้ำกระท่อมต้ม ผสมกับโค้ก ยากันยุง และยาแก้ไอ (4×100)

การควบคุมตามกฎหมาย

ปี พ.ศ. 2486 ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ประกาศควบคุมการใช้พืชกระท่อม โดยตราพระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. 2486 ระบุห้ามปลูกและครอบครองรวมทั้งห้ามจำหน่ายและเสพใบกระท่อม

ปี พ.ศ. 2522 กระท่อมเป็นพืชเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

ปี พ.ศ. 2564 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2564 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 เป็นการกำหนดยกเลิกพืชกระท่อมจากการเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป ทั้งนี้การนำพืชกระท่อมมาแปรรูปหรือนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหรือเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ยา อาหาร เครื่องสำอาง ผู้ผลิตจะต้องดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ด้วย

ปี พ.ศ. 2565 พระราชบัญญัติพืชกระท่อม พ.ศ. 2565 กำหนดการควบคุมพืชกระท่อมเป็นการเฉพาะ โดยอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงยุติธรรม

การควบคุมในต่างประเทศ

     สหประชาชาติ(UN) จะยังมิได้มีการประกาศควบคุมพืชกระท่อมในบัญชีรายชื่อยาเสพติดหรือวัตถุออกฤทธิ์ตามอนุสัญญาระหว่างประเทศ แต่จาก World drug report 2013 ของสำนักงานควบคุมยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้มีการขอความร่วมมือให้ประเทศสมาชิกเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของสารออกฤทิ์ตัวใหม่ๆ ซึ่งมีพืชกระท่อมรวมอยู่ด้วย ซึ่งจากการสืบค้นข้อมูลพบว่าประเทศในยุโรป เช่น เดนมาร์ก ลัตเวีย ลิทัวเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย สวีเดน มีการควบคุมพืชกระท่อม สาร mitragynine และ 7-hydroxymitragynine  สำหรับออสเตรเลีย พม่า รวมถึงไทย มีการควบคุมพืชกระท่อมภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนนิวซีแลนด์ ควบคุมพืชกระท่อม และสาร mitragynine ภายใต้กฎหมาย Medicines Amendment Regulations  จาก World drug report 2013 ของสำนักงานควบคุมยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ให้ข้อมูลการแพร่ระบาดของพืชกระท่อมว่า พืชกระท่อมมีการใช้อย่างแพร่หลายในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการรายงานการใช้ในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งในปี ค.ศ. 2011 ยุโรปเริ่มการมีขายพืชกระท่อมทางอินเตอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย
</detail><keywords>#ใบกระท่อม #กระท่อม #MitragynaSpeciosa #พืชสมุนไพร #สมุนไพรไทย #กระท่อมไทย #พืชเสรี #การควบคุมกระท่อม #ยาเสพติด #กระท่อมสรรพคุณ</keywords><date>2025-02-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5440</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1740125508.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="168"><Nid>5437</Nid><title>ทำไมหูถึงอื้อ เวลาขึ้นเครื่องบิน</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4346</source><detail>ทำไมหูถึงอื้อ เวลาขึ้นเครื่องบิน     

หลายคนคงเคยประสบกับอาการหูอื้อเวลาขึ้นเครื่องบิน ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของความดันอากาศในระหว่างการบิน อาการนี้อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในหูของเรา เมื่อความดันอากาศที่อยู่ภายนอกไม่ตรงกับความดันในหูชั้นกลาง ทำให้เกิดอาการอื้อหรือเจ็บหูได้ในบางช่วงเวลา

     อาการปวดหูหรือหูอื้อเวลาขึ้นเครื่องบิน สาเหตุหลักนั้นมาจากความดันอากาศนั่นเอง โดยปกติแล้วความดันอากาศในหูชั้นกลางจะเท่ากันกับความดันอากาศภายนอกหู แต่ในขณะที่เครื่องบินมีการเพิ่มหรือลดระดับความสูงอย่างรวดเร็ว จะทำให้ความดันอากาศภายในกับภายนอกเครื่องบินไม่เท่ากัน ซึ่งส่งผลต่อแรงดันในช่องหู โดยขณะที่เครื่องบินขึ้น แรงดันอากาศภายในหูจะมากกว่าภายนอกหูจึงดันให้แก้วหูโป่งออก ในทางกลับกันเมื่อเครื่องบินลง แรงดันอากาศจากภายนอกที่มากกว่าจะดันให้แก้วหูยุบตัวลง จึงเป็นที่มาของอาการปวดหูหรือหูอื้อนั่นเอง

วิธีการปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงอาการหูอื้อ
     เวลาที่เราเดินทางด้วยเครื่องบินควรกลืนน้ำลายเป็นระยะ เคี้ยวหมากฝรั่งหรือขยับขากรรไกรไปมาเป็นระยะ ๆ หรือขณะเครื่องบินลง ควรบีบจมูก ปิดปาก และเป่าลมให้แก้มป่อง จะรู้สึกว่ามีลมดันขึ้นมาที่หูทำแบบนี้เป็นระยะ ๆ โดยทำตั้งแต่เริ่มลดระดับเพดานบินลง จนเครื่องถึงพื้นดิน ก็จะช่วยบรรเทาอาการหูอื้อได้
</detail><keywords>#หูอื้อ #บินหูอื้อ #หูอื้อเวลาบิน #อาการหูอื้อ #บินแล้วหูอื้อ</keywords><date>2025-02-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5437</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1739934957.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="169"><Nid>5427</Nid><title>เปิดประวัติวันวาเลนไทน์ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน</title><source>https://www.thairath.co.th/lifestyle/calendar/2031287</source><detail>วันวาเลนไทน์ (Valentine's Day) เป็นวันที่ทั่วโลกเฉลิมฉลองความรักและความสัมพันธ์ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ในวันนี้ผู้คนมักแสดงความรักต่อกันผ่านการให้ดอกไม้ การ์ด หรือของขวัญ เพื่อแสดงความรู้สึกดีๆ และขอบคุณคนที่รักและห่วงใยกัน วันวาเลนไทน์ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ทำให้เราได้หยุดและคิดถึงความสำคัญของความรักในชีวิตประจำวัน

ประวัติวันวาเลนไทน์ มาจากประเทศอะไร มีความเป็นมาอย่างไร?

     วันวาเลนไทน์ (ภาษาอังกฤษ : Valentine's Day) คือ วันที่มีความเป็นมายาวนานกว่า 1,500 ปี เนื่องจากวันวาเลนไทน์ จัดขึ้นเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 496 ซึ่งถือเป็นวันเฉลิมฉลองนักบุญของศาสนาคริสต์ ก่อนที่ในเวลาต่อมา จะถูกตีความหมายใหม่ ให้กลายเป็นวันแห่งความรัก ที่มีเรื่องราวของความโรแมนติกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย     

     ประวัติของวันวาเลนไทน์ กำเนิดขึ้นในสมัยจักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 (Emperor Claudius II) ของกรุงโรม โดยในสมัยนั้นกรุงโรมมักตกอยู่ในภาวะสงครามอยู่บ่อยครั้ง องค์จักรพรรดิทรงชื่นชอบการทำสงคราม จึงสั่งเกณฑ์ผู้ชายไปออกรบ แต่ขณะเดียวกัน ผู้ชายหลายๆ คนก็มีครอบครัว และคนรักที่ต้องดูแล ล้วนไม่อยากจากครอบครัวเพื่อไปเสี่ยงชีวิตในสนามรบ

     จักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 ทรงสั่งยกเลิกพิธีหมั้น และการแต่งงานในกรุงโรมทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนไปออกรบ แต่นักบุญผู้มีชื่อว่า "วาเลนตินัส" หรือที่รู้จักกันในนาม "นักบุญวาเลนไทน์" ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าว จึงชักชวนคู่รักในกรุงโรมให้เข้าพิธีแต่งงาน ทำให้จักรพรรดิคลอดิอัสที่ 2 ไม่พอพระทัย สั่งจับตัวนักบุญวาเลนไทน์ มากักขังไว้ และมีคำสั่งประหารชีวิต

     ทว่า นักบุญได้ตกหลุมรักลูกสาวของผู้คุม ซึ่งเป็นหญิงสาวตาบอดสนิททั้งสองข้าง ก่อนจะถึงเวลาประหาร เขาได้ส่งจดหมายถึงหญิงตาบอด โดยลงท้ายข้อความในจดหมายฉบับนั้นว่า "From your Valentine" เรื่องราวสุดเศร้านี้เผยแพร่ออกไปทั่วกรุงโรม ส่วนนักบุญวาเลนไทน์ ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

     นับตั้งแต่นั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จึงถือเป็น "วันวาเลนไทน์" เพื่อระลึก และยกย่องความรักอันบริสุทธิ์ของนักบุญวาเลนไทน์ผู้ล่วงลับ เรื่องราวของเขา ถูกพูดถึงในประเทศต่างๆ ทั่วยุโรป ทำให้วันวาเลนไทน์ กลายเป็นวันที่มีความสำคัญในการเฉลิมฉลองความรัก จวบจนถึงปัจจุบันนั่นเอง

"เทพเจ้าคิวปิด" สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์

     เมื่อพูดถึงวันวาเลนไทน์ หลายคนอาจนึกถึงดอกกุหลาบสีแดง แต่จริงๆ แล้ว สัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์ก็คือ "เทพเจ้าคิวปิด" เทพปกรณัมกรีกเชื่อว่าเทพเจ้าคิวปิด เป็นบุตรชายของเทพวีนัส มีลักษณะเป็นเด็กหนุ่ม มีปีก และถือคันศร ชาวยุโรปเชื่อว่าเทพเจ้าองค์นี้ สามารถบันดาลให้คนตกหลุมรักกันได้ ด้วยการแผงศรประจำตัว เทพเจ้าคิวปิดจึงถูกยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งความรัก และกลายเป็นสัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์

กิจกรรม และความสำคัญของวันวาเลนไทน์

หากอิงตามประวัติศาสตร์แล้ว วันวาเลนไทน์ มีความสำคัญที่ถูกจัดขึ้นเพื่อระลึกถึงการจากไปของนักบุญวาเลนไทน์ ผู้ที่ทำให้ผู้คนตระหนักถึงความรักและมิตรภาพอันบริสุทธิ์ โดยในปัจจุบันวาเลนไทน์ กลายเป็นวันแห่งความรักที่คู่รัก นิยมมอบดอกไม้ ช็อกโกแลต การ์ดอวยพร หรือของขวัญให้แก่กัน เพื่อแสดงถึงความใส่ใจ และความปรารถนาดี ห้างร้านต่างๆ ก็มักจะตกแต่งด้วยโทนสีสันสดใส โดยเฉพาะสีแดง และสีชมพู รวมถึงมีการวางจำหน่ายดอกไม้ สินค้าที่ระลึก ที่เกี่ยวข้องกับวันวาเลนไทน์
</detail><keywords>#วันวาเลนไทน์ #ความรัก #ValentinesDay #รักแท้ #HappyValentinesDay</keywords><date>2025-02-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5427</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1739506103.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="170"><Nid>5423</Nid><title>บุหรี่ไฟฟ้า อันตรายที่มองข้ามไม่ได้</title><source>https://www.bangkokhospital.com/content/electric-cigarette</source><detail>บุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้สูบบุหรี่ แต่หลายคนมองข้ามอันตรายที่ซ่อนอยู่ในควันที่ออกมาจากบุหรี่ไฟฟ้า ทั้งที่จริงแล้วมันมีผลกระทบต่อสุขภาพที่ไม่ต่างจากการสูบบุหรี่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ หรือแม้แต่การเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง การรู้ถึงอันตรายที่แท้จริงจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บุหรี่ไฟฟ้าคืออะไร?

บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์สูบบุหรี่ชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้กลไกไฟฟ้าทำให้เกิดความร้อนและไอน้ำที่ประกอบไปด้วยสารเคมีต่าง ๆ โดยไม่มีควันจากกระบวนการเผาไหม้เหมือนบุหรี่ปกติทั่วไป ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ แบตเตอรี่  ตัวทำให้เกิดไอและความร้อน (Atomizer) และน้ำยา ถ้ากล่าวถึงเฉพาะส่วนของน้ำยาที่จะถูกทำให้เป็นไอและเข้าสู่ร่างกายของผู้สูบจะประกอบด้วยสารประกอบหลัก ๆ คือ  


	นิโคติน ซึ่งเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่พบได้ในทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ปกติทั่วไป เป็นสารที่ทำให้ร่างกายเสพติดการสูบบุหรี่
	โพรไพลีนไกลคอล เป็นส่วนประกอบในสารสำหรับการทำให้เกิดไอ
	กลีเซอรีน เป็นสารเพิ่มความชื้นที่จะผสมผสานกับสารโพรไพลีนไกลคอล  องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหารและยา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย เช่นเดียวกันกับโพรไพลีนไกลคอล
	สารแต่งกลิ่นและรส เป็นสารเคมีที่ใช้กับอาหารทั่ว ๆ ไป ซึ่งมีความปลอดภัยเมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกาย แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย


บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายหรือไม่?

สารเคมีชนิดต่าง ๆ ที่พบในน้ำยาสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น


	นิโคติน 
	เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มความดันโลหิต เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอด โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ มะเร็งช่องปาก หลอดอาหาร และตับอ่อน นอกจากนี้นิโคตินยังกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลเพิ่มขึ้น ซึ่งสารนี้ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุของการเป็นโรคเบาหวาน  นิโคตินกระตุ้นให้จำนวนเซลล์ผนังหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ทำให้เส้นเลือดตีบ เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง สำหรับหญิงตั้งครรภ์นิโคตินส่งผลต่อการพัฒนาของสมองทารกในครรภ์ การได้รับสารนิโคตินในระดับที่สูง (60 mg. ในผู้ใหญ่ และ 6 mg ในเด็กเล็ก) เสี่ยงต่อการเสียชีวิต
	 
	โพรไพลีนไกลคอล และสาร Glycerol/Glycerin 
	เมื่อสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง ดวงตา และปอดได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง



นอกจากนี้ยังพบสารประกอบอีกมากมายในไอของบุหรี่ไฟฟ้าที่มีข้อมูลว่าเป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น โลหะหนัก สารหนู สารกลุ่ม Formaldehyde และกลุ่ม Benzene เป็นต้น จากการวิจัยยังพบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น โรคหัวใจ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ DNA ในเซลล์ปอด หัวใจ และกระเพาะปัสสาวะ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง

เทียบกับบุหรี่ธรรมดาแล้วบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายมากกว่าหรือน้อยกว่า?

เป็นความจริงที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีกลไกการทำงานที่ไม่มีกระบวนการเผาไหม้เหมือนบุหรี่ธรรมดา ทำให้ผู้สูบลดความเสี่ยงที่จะได้รับสารที่เป็นอันตรายจากการเผาไหม้บางตัวเช่นน้ำมันดินหรือทาร์ (Tar) และคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

แต่จากที่กล่าวมาข้างต้นสารประกอบอื่น ๆ ที่พบในบุหรี่ไฟฟ้าก็ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ไม่แพ้กัน นอกจากนี้ยังมีบางงานวิจัยที่ระบุว่า ไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้ามีขนาดอนุภาคที่เล็กกว่าบุหรี่ธรรมดา ทำให้สามารถถูกสูดเข้าไปในปอดส่วนลึกได้มากกว่า อนุภาคที่เล็กนี้จะจับเข้ากับเนื้อเยื่อปอดและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้อย่างรวดเร็วและยากที่กลไกธรรมชาติของร่างกายจะขับออกมาได้

บุหรี่ไฟฟ้าเสพติดหรือไม่?

แน่นอนว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสารนิโคติน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติด ดังนั้นการสูบบุหรี่ไฟฟ้าจึงทำให้ผู้สูบ “ติด” ได้ไม่ต่างจากบุหรี่ธรรมดา นอกจากนี้รูปแบบและขั้นตอนในการสูบบุหรี่ไฟฟ้าก็มีความใกล้เคียงกับการสูบบุหรี่ธรรมดามาก ทำให้ผู้สูบยังคงติดในพฤติกรรมการสูบเหมือนบุหรี่ธรรมดา

หากสังเกตในต่างประเทศจะพบว่า โฆษณาของบุหรี่ไฟฟ้ามีลักษณะการใช้ข้อความจูงใจหรือจุดขายไม่ต่างไปจากบุหรี่ธรรมดา เช่น การเพิ่มเสน่ห์ในทางเพศ ทำให้อารมณ์ดี ซึ่งส่งผลในทางจิตวิทยาให้ผู้สูบมีความเชื่อ ฝังใจในคุณสมบัติเหล่านั้นและดำรงพฤติกรรมการสูบมาเรื่อย ๆ แต่ที่มากไปกว่านั้นคือโฆษณาของบุหรี่ไฟฟ้ายังเน้นถึงข้อดีบางอย่างที่เหนือกว่าบุหรี่ เช่น การมีรสชาติที่หลากหลายกว่า ดีต่อสุขภาพมากกว่า มีรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยและหลากหลายกว่า ไม่มีกลิ่นเหม็น เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าจุดขายเหล่านี้ย่อมดึงดูดและทำให้ผู้สูบมีแนวโน้มที่จะติดกับการสูบได้มากขึ้นด้วย

ถ้าอยากเลิกบุหรี่ธรรมดา การหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยได้หรือไม่?

จุดขายอย่างหนึ่งของบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า คือ การพยายามนำเสนอว่า การหันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ธรรมดา ซึ่งถูกมองว่าเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากกว่า  โดยหยิบยกงานวิจัยต่าง ๆ ที่ระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่า และทำให้ผู้สูบลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงได้ ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้ภายหลังได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการในวงกว้างแล้วพบว่า เป็นงานวิจัยที่ไม่ได้ทำตามระเบียบวิธีการวิจัยอย่างถูกต้อง มีอคติ และมีผลประโยชน์ทับซ้อนของผู้ทำการวิจัยที่ชัดเจน จึงไม่ได้รับการยอมรับในทางวิชาการอีกต่อไป

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมีงานวิจัยจำนวนมากกว่าที่ทำอย่างถูกต้อง และให้ผลสรุปในทางตรงกันข้าม คือ การสูบบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ช่วยลดการสูบบุหรี่ธรรมดาลงเลย ร้ายไปกว่านั้นยังทำให้อัตราการสูบบุหรี่โดยรวมทั้งธรรมดาและไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นไปอีก โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่มีนิโคตินเหมือน ๆ กัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเยาวชน การที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่สูบบุหรี่ (ไม่ว่าจะเริ่มจากชนิดไหน) ท้ายที่สุดก็จะมีการแลกเปลี่ยน ทดลองกันภายในกลุ่มจนคุ้นเคยกับทุก ๆ รูปแบบ เพราะเป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้ ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกาได้มีการประกาศห้ามอย่างเป็นทางการมิให้บริษัทบุหรี่โฆษณาว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ธรรมดาได้ เพราะขัดกับข้อมูลจากการวิจัยอย่างชัดเจน 

บุหรี่ไฟฟ้าผิดตามกฎหมายหรือไม่ อย่างไร?

ขณะนี้บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสินค้าต้องห้าม บุคคลที่มีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในความครอบครอง ถือว่ามีความความผิดทั้งผู้นำเข้า ผู้ขาย และผู้ใช้ เมื่อเจ้าหน้าที่พบเห็นความผิดซึ่งหน้าสามารถเข้าจับกุมได้  กรณีเป็นผู้นำเข้ามีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้าที่นำเข้า หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีจำหน่ายจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีผู้สูบหรือมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง ถือว่ามีความผิดในฐานครอบครองสิ่งที่นำเข้ามาโดยผิดกฎหมาย ต้องระวังโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าราคาของซึ่งรวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ
</detail><keywords>#อันตรายบุหรี่ไฟฟ้า #บุหรี่ไฟฟ้า #พิษภัยบุหรี่ไฟฟ้า  #บุหรี่ #เลิกบุหรี่ไฟฟ้า</keywords><date>2025-02-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5423</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1739947125.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="171"><Nid>5422</Nid><title>การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก</title><source>https://www.chularat3inter.com/th/contents/burns-and-scalds-treatment</source><detail>การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก 

      การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวกเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้นที่สำคัญเพื่อบรรเทาอาการและป้องกันการบาดเจ็บที่รุนแรงยิ่งขึ้น โดยการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องจะช่วยลดการเกิดแผลติดเชื้อ ลดการสูญเสียน้ำและป้องกันไม่ให้แผลลุกลามจนเกิดความเสียหายที่อาจจะคงอยู่ถาวรได้ การเข้าใจวิธีการจัดการกับแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวกอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลรักษาผู้บาดเจ็บจนถึงขั้นตอนการรักษาทางการแพทย์ต่อไป

แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แบ่งเป็น 3 ระดับ ดังนี้


	
	ดีกรีความลึกระดับ 1 คือ บาดแผลอยู่แค่เพียงผิวหนังชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น ผิวหนังเป็นรอยแดง ไม่บวมพองน้ำ มีอาการแสบร้อนมาก นาน 24-72 ชั่วโมง อาการแสบร้อนจะทุเลาลง แผลชนิดนี้ไม่ติดเชื้อ สามารถโดนน้ำไก้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องทำแผล รอยแดงจะค่อยๆจางลงและไม่เป็นแผลเป็น
	
	
	ดีกรีความลึกระดับ 2 คือ บาดเจ็บในบริเวณชั้นหนังแท้ ผิวหนังบวมพองน้ำ มีอาการแสบร้อน ควรทำแผลและปิดแผลป้องกันการติดเชื้อ แผลหายภายใน 7-10 วันและไม่เป็นแผลเป็น
	
	
	ดีกรีความลึกระดับ 3 คือ ชั้นผิวหนังทั้งหมดถูกทำลายด้วยความร้อน เป็นแผลแดง มีอาการแสบร้อน ควรทำแผลด้วยครีมที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะและสารที่ช่วยเร่งการหายของแผล หากไม่มีภาวะติดเชื้อ แผลจะสร้างผิวหนังทดแทนภายในเวลา 14-28 วัน แล้วแต่ขนาดของแผล
	


การปฐมพยาบาลแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ดังนี้


	ล้างด้วยน้ำสะอาดที่อุณหภูมิปกติ ซึ่งเชื่อว่าจะมีผลช่วยลดการหลั่งสารที่ทำให้เกิดอาการปวดบริเวณบาดแผลได้
	หลังจากนั้นซับด้วยผ้าแห้งสะอาด แล้วสังเกตว่าถ้าผิวหนังมีรอยถลอก มีตุ่มพองใสหรือมีสีของผิวหนังเปลี่ยนไป ควรรีบไปพบแพทย์
	หากมีแผลบริเวณใบหน้า จะต้องได้รับการรักษาจากแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะบริเวณใบหน้ามักจะเกิดอาการระคายเคืองจากยาที่ใช้ ห้ามใส่ยาใดๆก่อนถึงมือแพทย์


ข้อห้าม เมื่อโดนไฟไหม้ น้ำร้อนลวก


	ไม่ควรใส่ตัวยา/สารใด ๆ ทาลงบนบาดแผล ถ้าไม่แน่ใจในสรรพคุณที่ถูกต้องของยาชนิดนั้น โดยเฉพาะ”ยาสีฟัน” “น้ำปลา” เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อบาดแผล เพิ่มโอกาสการเกิดบาดแผลติดเชื้อ และทำให้รักษาได้ยากขึ้น


การดูแลตนเองหลังการรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก


	
	หลีกเลี่ยงการสัมผัสฝุ่นผง หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้ระคายเคือง
	
	
	หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ทุกชนิด เพราะหากโดนบริเวณแผลก็อาจทำให้คันหรือมีการติดเชื้อได้ง่าย
	
	
	รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ เพื่อเสริมการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ทำให้บาดแผลสมานปิดเร็วขึ้น
	
	
	หมั่นทายา/รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ที่สำคัญต้องรักษาความสะอาดแผลให้ดีด้วย
	

</detail><keywords>#การปฐมพยาบาล #แผลไฟไหม้ #น้ำร้อนลวก #ช่วยเหลือแผลไฟไหม้ #ปฐมพยาบาลแผล</keywords><date>2025-02-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5422</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1739175168.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="172"><Nid>5418</Nid><title>วิธีดูแลสุขภาพจิตวัยทำงาน</title><source>https://www.thaihealth.or.th/5-วิธีดูแลสุขภาพจิตวัยทำ/</source><detail>       วิธีดูแลสุขภาพจิตวัยทำงาน

       การดูแลสุขภาพจิตในวัยทำงานเป็นเรื่องที่สำคัญไม่แพ้การดูแลสุขภาพร่างกาย เนื่องจากวัยทำงานมักจะเผชิญกับความเครียด ความกดดัน และความรับผิดชอบที่มากขึ้น ซึ่งสามารถส่งผลต่ออารมณ์และความเป็นอยู่ทางจิตใจได้ หากไม่ดูแลอย่างเหมาะสม การมีสุขภาพจิตที่ดีจะช่วยให้เรามีประสิทธิภาพในการทำงาน และสามารถรับมือกับความท้าทายในชีวิตได้ดีขึ้น การดูแลสุขภาพจิตจึงเป็นการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน เพื่อลดความเครียดและเสริมสร้างความสุขในชีวิตประจำวัน

      1. ตั้งสติด้วยพลังใจที่เข้มแข็ง
        เริ่มด้วยการตั้งสติเพราะจะทำให้ใจสงบ เมื่อใจเราสงบจะเห็นทางแก้ปัญหามากขึ้น

      2. ปรับตัว ปรับใจ
        ยอมรับก่อนว่าปัญหาเกิดขึ้นแล้ว และจะเกิดความเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้ แต่เราจะพยายามควบคุมการเปลี่ยนแปลงนั้นให้ดีที่สุด

      3. สำรวจตัวเอง
        ดูว่าเรามีความสามารถอะไรบ้าง พอที่จะสู้มันได้ และลองสู้ดูสักครั้งหรือหลาย ๆ ครั้ง

      4. หมั่นกระตุ้นพลังใจของตัวเอง
        บอกตัวเองบ่อย ๆ ว่าฉันทำได้ ฉันมีความสามารถ ฉันผ่านไปได้ ถ้าผิดพลาดก็จะลุกขึ้นอีกครั้ง ให้กำลังใจตัวเองเมื่อทำสำเร็จแม้เพียงเล็กน้อย

      5. ส่งต่อพลังใจให้ผู้อื่นรอบตัว
        บอกเล่าประสบการณ์ของตัวเองในอดีตที่ช่วยให้ผ่านวิกฤตไปได้ รับฟังโดยไม่ด่วนตัดสินใจ และให้กำลังใจคนรอบข้างสม่ำเสมอ
</detail><keywords>#สุขภาพจิตวัยทำงาน #ลดความเครียด #การดูแลตัวเอง #สมดุลชีวิตการทำงาน #สุขภาพจิตดี</keywords><date>2025-02-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5418</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738725169.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="173"><Nid>5416</Nid><title>ขุมทรัพย์ (ทรัพยากร) ที่ซ่อนตัวใต้ดิน</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4048</source><detail>น้ำบาดาลเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวดิน ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งในการอุปโภคบริโภคและการเกษตรกรรม โดยเป็นแหล่งน้ำสำคัญในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ

         น้ำบาดาล หมายถึง น้ำใต้ดินที่เกิดอยู่ในชั้นดิน กรวด ทราย หรือหิน ซึ่งตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง กําหนดเขตน้ำบาดาลและความลึกของน้ำบาดาล พ.ศ. 2554 ได้กำหนดให้น้ำใต้ดินที่อยู่ลึกจากผิวดินลงไปเกินกว่า 15 เมตร เป็นน้ำบาดาล น้ำบาดาลเป็นน้ำที่เกิดจากน้ำผิวดินที่ซึมลงผ่านชั้นดินหรือชั้นหินที่ไม่ซึมน้ำ และเกิดการสะสมอยู่ระหว่างช่องว่างของเนื้อดิน ซึ่งปริมาณน้ำบาดาลนี้สามารถเพิ่มและลดได้ตามฤดูกาล หากเป็นฤดูฝนจะมีปริมาณเพิ่มขึ้น และช่วงแล้งปริมาณน้ำก็จะลดลง

          โดยทั่วไปแล้วน้ำบาดาลจะมีคุณภาพน้ำที่อยู่ในเกณฑ์ดี เช่น มีความใส มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารได้ยากกว่าน้ำผิวดิน เนื่องจากมีชั้นดิน และชั้นหินที่ทำหน้าที่เสมือนเครื่องกรองทางธรรมชาติช่วยกรองเบื้องต้นแล้ว ส่วนในเรื่องคุณสมบัติทางเคมี จะมีปริมาณแร่ธาตุ และสารละลายต่าง ๆ อยู่ในน้ำแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานที่ เช่น แคลเซียม โซเดียม โปแทสเซียม ซัลเฟต ไนเตรต และอีกค่าหนึ่งทางเคมีที่โดดเด่นในน้ำบาดาล คือ ค่าการนำไฟฟ้า (Electrical Conductivity) ในน้ำบาดาลจะมีค่าการนำไฟฟ้าสูง เนื่องจากมีปริมาณเกลือแร่ และไอออนละลายอยู่มากนั้นเอง

          น้ำบาดาลเป็นหนึ่งในขุมทรัพย์ (ทรัพยากร) ที่มีค่าและมีประโยชน์มาก หากเรานำมาใช้ในปริมาณที่เหมาะสม และแหล่งขุดน้ำบาดาลมาใช้เป็นสถานที่ที่ไม่ขัดต่อหลักการขุดน้ำบาดาล ซึ่งน้ำบาดาลในแต่ละสถานที่ล้วนมีคุณภาพน้ำที่แตกต่างกันออกไป ตามการชะล้างของธาตุอาหารในชั้นดินและชั้นหินในบริเวณนั้น ๆ เพราะฉะนั้นก่อนการนำน้ำบาดาลมาใช้ควรตรวจสอบคุณภาพน้ำตามการนำมาใช้ประโยชน์ เช่น นำมาอุปโภคบริโภค การเกษตร การประมง

น้ำบาดาลเป็นทรัพยากรหนึ่งแหล่งที่ถือเป็นขุมทรัพย์ทางธรรมชาติที่มีคุณค่าและมีประโยชน์กับมนุษย์อย่างมหาศาล หากเรารู้จัก และเข้าใจ
</detail><keywords>#น้ำบาดาล #แหล่งน้ำใต้ดิน #ทรัพยากรธรรมชาติ #น้ำสะอาด #การใช้น้ำ #อนุรักษ์น้ำ #น้ำเพื่อการเกษตร #น้ำบาดาลเพื่อชีวิต #น้ำในชุมชน #การจัดการน้ำ</keywords><date>2025-02-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5416</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738553849.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="174"><Nid>5413</Nid><title>เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ฉลากนี้มีความหมายอย่างไร</title><source>https://www.sanook.com/home/9425</source><detail>เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ฉลากนี้มีความหมายอย่างไร
:
เครื่องใช้ไฟเบอร์ 5 ที่มีกันอยู่ทุกบ้าน เคยสงสัยไหมว่า ฉลากเบอร์ 5 ที่ติดอยู่ตามเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ มีความหมายอย่างไร มาดูกันเลยครับ
:
“ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานที่ได้มาตรฐานตามที่ กฟผ. และกระทรวงพลังงานกำหนด โดยฉลากประหยัดไฟจะมีระดับความประหยัดตั้งแต่เบอร์ 1 ถึงเบอร์ 5 ซึ่งคือระดับที่ประหยัดไฟมากที่สุด
:
ในสลากจะมีข้อมูลประกอบไปด้วย
1. ประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ๆ
2. ปีที่ทำการทดสอบ
3. การใช้พลังไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าต่อปี
4. ข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น ๆ และยี่ห้อ
5. ตัวเลขประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน (1 - 5)
:
ทีนี้ก็คงจะทราบกันแล้วว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 นั้นมีไว้เพื่อให้ผู้บริโภคอย่างเราเอาไว้ตัดสินใจเวลาเลือกซื้อ เพื่อที่จะประหยัดค่าไฟได้มากที่สุดนั่น รู้แบบนี้แล้ว รีบไปสำรวจบ้านตัวเองดูนะครับ ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีฉลากเบอร์ 5 หรือไม่
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5413</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738330864.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="175"><Nid>5412</Nid><title>ผงชูรสแท้จริงแล้วอันตรายหรือไม่</title><source>https://health.kapook.com/view115816.html</source><detail>ผงชูรสแท้จริงแล้วอันตรายหรือไม่
:
ห้ามกินผงชูรส เพราะผมจะร่วง ความจำจะแย่ สมองจะเสื่อม การกินผงชูรสมันร้ายแรงขนาดนี้เลยจริงเหรอ? มาไขคำตอบเรื่องนี้กัน
:
ผงชูรส หรือชื่อทางเคมี โมโนโซเดียม กลูตาเมต (Monosodium Glutamate) คือสารปรุงแต่งอาหารชนิดหนึ่งที่องค์การอนามัยโลกและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจากทั่วโลกยอมรับว่าปลอดภัย
:
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเคยทำการศึกษาพบว่า ผงชูรสไม่ได้อันตรายขนาดนั้น ถ้ามนุษย์คนนึงมีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ต้องทานผงชูรสเกือบ ๆ 1 กิโลกรัมเลยทีเดียวถึงจะได้รับอันตราย
:
แต่ที่เป็นวายร้ายของจริงคือ ผงชูรสปลอม ที่จะใส่สารบอแร็กซ์หรือสารโซเดียมเมตาฟอสเฟตผสมอยู่ด้วย ถ้านำไปเผาไฟจะเห็นเศษสีขาว ๆ หลงเหลืออยู่ ไม่เหมือนของแท้ที่จะเปลี่ยนเป็นสีดำทั้งหมดเมื่อนำไปเผาไฟ
:
สรุปแล้ว ผงชูรสแท้ ไม่ได้อันตรายอย่างที่ได้ยิน ๆ กันมา เป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ทำให้เรารู้สึกว่าอาหารอร่อยขึ้น ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก แต่ถ้าเราต้องไปทานอาหารนอกบ้านก็จะมีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากอาจเป็นผงชูรสปลอม แต่ถ้าเราทำเองในบ้าน ก็ใส่เพิ่มความกลมกล่มได้ตามสะดวกเลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5412</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738329946.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="176"><Nid>5411</Nid><title>ความเป็นมาของอักษรอียิปต์โบราณ</title><source>https://guru.sanook.com/4006</source><detail>ความเป็นมาของอักษรอียิปต์โบราณ
:
วันนี้เราจะพามาเรียนรู้วิวัฒนาการของภาษาอียิปต์กัน ว่ามีความเป็นมายังไงบ้าง
:
แรกเริ่มเดิมที ชาวอียิปต์โบราณมีอักษรของตนเอง เรียกว่าอักษร ฮีโรกลีฟิค (Hieroglyphic) เป็นอักษรภาพที่อยู่ตามโบราณสถาน สุสาน หีบศพ และตามรูปแกะสลักต่าง ๆ มีความหมายว่า อักษรศักดิ์สิทธิ์
:
หลังจากนั้นเมื่อต้องมีการจดบันทึกมากขึ้นยิ่งขึ้น การเขียนเป็นอักษรภาพนั้นทำได้ช้า จึงทำการดัดแปลงตัวอักษรภาพให้กลายเป็นตัวอักษรที่เขียนได้ไวขึ้น เรียกว่า ภาษาเดโมติค (Demotic)
:
จนในภายหลัง คำและสำเนียงต่างๆ ของภาษาได้สืบตกทอดกลายมาเป็น "ภาษาคอปติค" ซึ่งใช้เขียนด้วยตัวอักษรกรีก และผสมกับอักษรเดโมติคอีก 7 ตัว
:
ซึ่งภาษาคอปติค มีบทบาทสำคัญมากในการแปลภาษาอียิปต์โบราณ ที่ทำให้ชาวโลกได้รู้ถึงประวัติศาสต์อันน่าสนใจของชาวอียิปต์นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5411</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738328293.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="177"><Nid>5410</Nid><title>ชื่อวันและชื่อดวงดาว ทำไมถึงมีชื่อเหมือนกัน</title><source>https://adaymagazine.com/puzzle-day-order</source><detail>ชื่อวันและชื่อดวงดาว ทำไมถึงมีชื่อเหมือนกัน
:
เคยสงสัยไหม ว่าทำไมชื่อวันแต่ละวันถึงตรงกับชื่อดาวทั้งหมด? มาไขคำตอบเรื่องนี้ไปด้วยกันครับ
:
ย้อนกลับไปเมื่อสมัยโบราณ ที่มนุษย์ยังพึ่งการเคลื่อนที่ของดวงดาวในการนับวันอยู่ ซึ่งในสมัยนั้นมนุษย์เชื่อว่าโลกคือศูนย์กลางของจักรวาล จึงเรียงวันจากความเร็วในการเปลี่ยนตำแหน่งของดาวไปในแต่ละคืน ดาวเคราะห์ดวงไหนเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเร็ว แปลว่าดาวดวงนั้นอยู่ใกล้โลก และเชื่อว่าทุก ๆ ชั่วโมง จะมีเทพเจ้าประจำแต่ละดาวเปลี่ยนผลัดกันมาควบคุมการเดินเวลาบนโลก โดยเรียงจากไกลมาใกล้ ดังนี้
:
วันนี้เวลา 06:00 น. เทพเจ้าดวงอาทิตย์คุม
เวลา 07:00 น.เทพเจ้าศุกร์คุม
เวลา 08:00 น. เทพเจ้าพุธคุม
เวลา 09:00 น. เทพเจ้าจันทร์คุม
เวลา 10:00 น. เทพเจ้าเสาร์คุม
เวลา 11:00 น. เทพเจ้าพฤหัสบดีคุม
เวลา 12:00 น. เทพเจ้าอังคารคุม
:
เมื่อถึงเวลา 13.00 น. ก็จะวนกลับมาที่เทพเจ้าดวงอาทิตย์อีกรอบ ซึ่งถ้านับไปเรื่อย ๆ แบบนี้ จะพบว่าทุก ๆ เวลา 6.00 น. ของแต่ละวัน จะถูกคุมด้วยลำดับแบบนี้
:
วันนี้ เวลา 06:00 น. เทพเจ้าดวงอาทิตย์คุม
วันพรุ่งนี้ เวลา 06:00 น. เทพเจ้าจันทร์คุม
วันมะรืนนี้ เวลา 06:00 น. เทพเจ้าอังคารคุม
:
คนสมัยนั้นจึงเรียกชื่อวันตามชื่อเทพเจ้าที่คุมชั่วโมงแรกของแต่ละวัน จึงเรียกมาเป็นวันแบบที่เราใช้กันทุกวันนี้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5410</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738325125.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="178"><Nid>5409</Nid><title>ไม่กินอาหารมื้อเช้ามีอันตรายกว่าที่คิด</title><source>https://www.sanook.com/health/4373</source><detail>ไม่กินอาหารมื้อเช้ามีอันตรายกว่าที่คิด
:
มื้อเช้าเป็นมื้อที่หลายคนมักละเลย เนื่องจากต้องรีบไปเรียนบ้าง รีบไปทำงานบ้าง แต่รู้ไหมครับ การไม่กินข้าวเช้านำมาสู่ 5 โรคร้ายได้เลย
:
โรคอ้วน - เนื่องจากระบบเผาผลาญทำงานช้าลง และความหิวจากมื้อเช้าจะสะสมไปที่มื้ออื่น ทำให้กินเยอะกว่าเดิมเสียอีก
:
โรคเบาหวาน - อาหารเช้าช่วยลดภาวะผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งถือเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานกว่า 40 - 50%
:
โรคกรดไหลย้อน - เมื่อถึงเวลาอาหาร ร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยออกมา หากไม่มีอาหารให้ย่อย น้ำย่อยจะระคายเคืองกระเพาะอาหารและมีโอกาสไหลย้อนขึ้นมาได้
:
โรคอัลไซเมอร์ - จากการนอนมาทั้งคืน ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารมาเป็นเวลา 8 - 10 ชั่วโมง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง หากไม่ทานอาหารเช้าอีก จะทำให้มีน้ำตาลไปเลี้ยงสมองได้น้อย ทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่นั่นเอง
:
โรคหัวใจและหลอดเลือด - ด้วยความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานแล้ว โรคนี้จะส่งผลให้ระดับคอเรสเตอรอลในร่างกายสูงขึ้น และมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาอีกด้วย
:
เห็นไหมครับ การขาดอาหารเช้าทุกวัน ทำให้มีโอกาสป่วยเป็นโรคร้ายแรงได้เลย ใครที่ช่วงเช้าไม่มีเวลาจริง ๆ ให้ลองตื่นเช้าขึ้น หรือหาอะไรรองท้องแทนที่จะปล่อยให้ท้องว่างนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5409</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738323262.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="179"><Nid>5408</Nid><title>ปลั๊กสามขา แตกต่างจากปลั๊กสองขาอย่างไร</title><source>http://www.thepower.co.th/plug-3-pin</source><detail>ปลั๊กสามขา แตกต่างจากปลั๊กสองขาอย่างไร
:
เคยสงสัยกับมั้ยว่า ปลั๊กที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มี 2 ขาบ้าง 3 ขาบ้าง มันแตกต่างกันยังไง ไปดูคำตอบพร้อม ๆ กันเลยครับ
:
จริง ๆ แล้วขาที่ 3 คือ สายดิน (Ground Wire) มีหน้าที่เชื่อมตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าไปหาพื้นดินในกรณีที่เกิดไฟรั่ว สายดินจะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลลงดินแทนที่จะไหลผ่านตัวคนนั่นเอง
:
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นต้องมีสายดินหรือปลั๊ก 3 ขา คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ ที่เสี่ยงต่อการสัมผัสได้ เช่น เตารีด, เครื่องซักผ้า, หม้อหุงข้าว, กระทะไฟฟ้า, ไมโครเวฟ, แล็ปท็อป เป็นต้น
:
เพราะฉะนั้น ให้สังเกตก่อนใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้ง ถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้แล้วมีปลั๊กแค่เพียง 2 ขา ควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรใช้ เพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5408</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738322298.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="180"><Nid>5406</Nid><title>เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับชามัทฉะ</title><source>https://www.aromathailand.com/facts-about-matcha-green-tea/?lang=th</source><detail>ชามัทฉะ (Matcha) คือ ชาเขียวแบบผงที่มีต้นกำเนิดจากญี่ปุ่น โดยใบชาจะถูกบดละเอียดและใช้ในพิธีชงชาแบบดั้งเดิม มัทฉะไม่เพียงแต่เป็นเครื่องดื่มยอดนิยม แต่ยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและคุณประโยชน์มากมาย เช่น การช่วยเพิ่มสมาธิและกระตุ้นการเผาผลาญพลังงาน ทำให้มัทฉะกลายเป็นที่นิยมในหลายประเทศทั่วโลก

ชามัทฉะ คืออะไร

มัทฉะ (Matcha) เป็นหนึ่งในชนิดของชาเขียวที่ได้มาจากต้นชาในพืชตระกูล Camellia Sinensis มีถิ่นฐานเดิมในประเทศญี่ปุ่น มัทฉะจะถูกปลูกด้วยแนวทางเฉพาะและเก็บเกี่ยวผ่านกระบวนการพิเศษ ก่อนนำมาบดเป็นผงชาละเอียด ผงมัทฉะที่ได้จะมีสีเขียวสดใส เนื่องจากมีปริมาณคลอโรฟิลล์สูง ชาเขียวชนิดนี้ยังมีความพิเศษตรงกรรมวิธีการชงชาที่ได้รากฐานมาจากพิธีการชงชาสไตล์ญี่ปุ่นเก่าแก่ ต้องนำผงชามัทฉะบดไปตีเข้ากับน้ำร้อนในภาชนะพิเศษอันเปี่ยมไปด้วยศิลปะและการฝึกสมาธิ เป็นวิธีการชงที่ได้รับความนิยมทั้งในญี่ปุ่นและเอเชียตะวันออกมาหลายศตวรรษ แม้ปัจจุบัน การชงชาเขียวชนิดอื่นจะถูกปรับเปลี่ยนไปตามวัฒนธรรมตกทอด แต่กรรมวิธีการชงชาเขียวมัทฉะยังคงรักษาไว้ซึ่งวิธีของชาวญี่ปุ่นดั้งเดิม ความพิเศษตั้งแต่การเพาะปลูก เก็บเกี่ยว ตลอดจนวิธีการชง ส่งผลให้รสชาติของมัทฉะชาเขียวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูงและเป็นหนึ่งในการชงชาที่มีชั้นเชิงศิลปะอบอวล

ชามัทฉะ ต่างจาก ชาเขียว อย่างไร

พื้นเพและการปลูก


	ชาเขียว: กว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของชาเขียว (Green tea) ในปัจจุบันมาที่มาจากประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ มักปลูกในที่แจ้ง มีแสงแดดส่องถึง
	ชาเขียวมัทฉะ: มัทฉะ (Matcha) ส่วนใหญ่มาจากประเทศญี่ปุ่น และมักปลูกในที่ร่มช่วง 2 – 3 สัปดาห์สุดท้ายก่อนเก็บเกี่ยว


กระบวนการแปรรูป


	ชาเขียว: ใบชาเขียวทั่วไป มีกระบวนการเก็บเกี่ยวและแปรรูปได้หลายวิธี เช่น นำใบชาเขียวไปผ่านการตากแดด การคั่วชา (pan firing) หรือนึ่ง จากนั้นจึงนำไปทำให้แห้ง ชาเขียวที่ได้มักจะมีลักษณะเป็นใบชาแห้งเกลียว
	ชาเขียวมัทฉะ: ชาเขียวชนิดมัทฉะ เมื่อถูกเก็บเกี่ยวแล้วจะถูกนำไปนึ่งและอบแห้งอย่างรวดเร็ว เพื่อลดการเกิดออกซิเดชัน จากนั้นจะนำก้านและเส้นใบออก แล้วเอาไปบดละเอียดจนได้ผงมัทฉะสีเขียวสดใส


วิธีการชง


	ชาเขียว: ทำได้ด้วยการนำใบชาแห้ง (dried leaves tea) หรือถุงชา (tea bag) มาแช่กับน้ำร้อน ก่อนจะสกัดได้เป็นน้ำชาใสสีเขียวเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน สามารถนำไปปรุงรสชาติหรือเติมนมได้
	ชาเขียวมัทฉะ: ทำได้ด้วยการนำผงมัทฉะมาผสมกับน้ำร้อนในถ้วยขนาดเล็กและตีด้วยก้านไม้ไผ่เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน จะได้เป็นน้ำชาเขียวสีเขียวเข้มสด มีความเข้มข้นสูง สามารถนำไปเจือจางกับนมได้


รสชาติ


	ชาเขียว: ชาเขียวจะมีกลิ่นความเป็นดิน (Earthy) และ กลิ่นต้นไม้ใบหญ้า (Grassy / vegetable-like) มีรสชาติฝาดหรือเฝื่อนเล็กน้อย บอดี้เบาบาง ให้ความสดชื่น
	ชาเขียวมัทฉะ: ชาเขียวมัทฉะจะมีกลิ่น Earthy และ Grassy เหมือนกันกับชาเขียวชนิดอื่น แต่จะมีรสชาติพิเศษที่ซ่อนไปด้วยความหวานและขม บอดี้แน่น


ประเภทของชามัทฉะ

แม้มัทฉะจะเป็นดั่งซับเซ็ตของอาณาจักรชาเขียว แต่ตัวมัทฉะเองก็สามารถแตกหน่อ ออกประเภทไปได้ถึง 3 ประเภทหลัก ๆ ที่ยึดตามเกรดการเก็บเกี่ยวดังนี้

1. Ceremonial Grades: เป็นมัทฉะที่ได้จากการเก็บเกี่ยวครั้งแรก เรียกว่า “Ichibancha” ชาเขียวมัทฉะในเกรดนี้จะมีคุณภาพสูงสุด ให้รสชาติที่นุ่มนวลเป็นพิเศษ สีเขียวสดกว่าชนิดอื่น มีราคาสูง และเหมาะกับการนำไปชงแบบวิธีดั้งเดิม

2. Culinary Grades: เป็นมัทฉะที่ได้จากการเก็บเกี่ยวในครั้งที่ 2 เรียกว่า “Nibancha” จะยังคงมีสีเขียวสดแต่อาจหม่นลงมาจากเกรดแรก ให้รสชาติที่ฝาดขึ้น เกรดนี้จึงเหมาะแก่การนำไปประกอบอาหารหรือเครื่องดื่ม เช่น มัทฉะลาเต้

3. Ingredient Grades: มัทฉะในเกรดนี้จะได้จากการเก็บเกี่ยวภายหลังจาก 2 รอบแรก ใบชาจะมีสีเขียวออกเหลืองมากขึ้น ให้รสชาติที่ขมโดดเด่น จึงเหมาะแก่การนำไปเป็นส่วนผสมของการผลิตอาหารหรืออาหารเสริม

ปริมาณคาเฟอีนในชาวมัทฉะ

“คาเฟอีน” เป็นสารที่มักปรากฏอยู่ในตระกูลชาหรือชาเขียวเป็นปกติ เพียงแต่ปริมาณคาเฟอีนในชาเขียวมัทฉะจะมีมากกว่าชาเขียวทั่วไป ซึ่งนั่นเป็นผลพวงมาจากการปลูกชาในที่ร่มทำให้คาเฟอีนมีแนวโน้มเพิ่มสูงตามไปด้วย โดยเฉลี่ยแล้วชาเขียวมัทฉะจะมีปริมาณคาเฟอีนอยู่ที่ 25 – 70 mg. ขณะที่ชาเขียวจะมีปริมาณคาเฟอีนเฉลี่ย 24 – 40 mg.

อย่างไรก็ตาม ชาเขียวมัทฉะ ยังคงเป็นเมนูเครื่องดื่มที่ดีต่อสุขภาพ เพราะหากเทียบปริมาณคาเฟอีนของชาเขียวมัทฉะกับกาแฟที่มีคาเฟอีนสูงถึง 95 mg. แล้ว ชาเขียวมัทฉะจะมีปริมาณคาเฟอีนที่น้อยกว่านั่นเอง

ประโยชน์ของชามัทฉะ

1. มีสารต้านอนุมูลอิสระ: ในชาเขียวมัทฉะ อุดมไปด้วย “คาเทชิน (Catechins)” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระทางธรรมชาติ ช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดได้ในชั้นเซลล์และลดความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงหลายชนิด

2. สร้างความตื่นตัวและเพิ่มการทำงานของสมอง: ในมัทฉะมีสารประกอบ “L-Theanine” ที่สร้างความตื่นตัวได้ในปริมาณที่พอดีและไม่ทำให้เกิดผลกระทบจากคาเฟอีนเหมือนในกาแฟ มัทฉะสามารถเพิ่มการทำงานของสมองได้ดีขึ้น การบริโภคมัทฉะปริมาณ 2 กรัมต่อวันติดต่อกัน 2 เดือน จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของสมองในผู้สูงอายุได้

3. ช่วยดีท็อกสิ่งตกค้าง: สารคลอโรฟิลล์ในมัทฉะ นอกจากจะให้สีสันเขียวสดใส ยังมีประโยชน์ในการล้างสารพิษ ไม่ว่าจะสารเคมีหรือโลหะหนักที่ตกค้างในร่างกาย

4. ช่วยควบคุมน้ำหนัก: ในมัทฉะชาเขียว จะมีปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเรื่องระบบเผาเผลาญมากกว่าชาเขียวทั่วไปถึง 3 เท่า การดื่มมัทฉะเป็นประจำ จึงมีส่วนช่วยในการลดมวลร่างกายหรือควบคุมน้ำหนัก

5. ช่วยผ่อนคลายและสร้างสารความสุข: มัทฉะชาเขียวสามารถส่งเสริมการสร้างโดปามีนและเซโรโทนินได้ ซึ่งเป็นสารเหล่านี้สามารถกระตุ้นอารมณ์ สร้างความสุข เพิ่มความจำ และเพิ่มสมาธิ
</detail><keywords>#มัทฉะ #มัทฉะลาเต้ #มัทฉะโฮมเมด #ชาเขียว #matcha</keywords><date>2025-01-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5406</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738132205.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738133972.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738133972_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738133972_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1738133972_2.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="181"><Nid>5401</Nid><title>10 สิ่งที่ทำแล้วเฮงในวันตรุษจีน</title><source>https://www.krungsri.com/th/plearn-plearn//must-do-chinese-new-year</source><detail>10 สิ่งที่ทำแล้วเฮงในวันตรุษจีน

1.ไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ และไหว้ผีไม่มีญาติ
ช่วงเช้าหลังจากไหว้เจ้าในบ้าน หรือ “ตีจูเอี๊ย” และไหว้บรรพบุรุษแล้ว หลังจากนั้นในตอนเที่ยงจึงไหว้ผีไม่มีญาติ ซึ่งของไหว้จะมีทั้งของคาว-หวาน รวมทั้งเป็ด-ไก่ มากหรือน้อยแล้วแต่ฐานะของผู้ไหว้ และมีเครื่องกระป๋อง ข้าวสาร เกลือ เพื่อให้ผีไม่มีญาติพกไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องจุดขี้ไต้ 2 ชิ้นไว้ด้วย เมื่อไหว้เสร็จจะจุดประทัด จากนั้นจะโปรยข้าวสารผสมเกลือ ขับไล่สิ่งที่ไม่ดีให้หมดไป

2.รวมญาติกินเกี๊ยว
วันตรุษจีนถือเป็นวันรวมญาติของชาวจีน โดยทุกคนจะเดินทางมาร่วมโต๊ะกินเกี๊ยวในวันซาจั๊บมื้อสุดท้ายก่อนขึ้นปีใหม่ ทำไมต้องเป็น “เกี๊ยว” ก็เพราะลักษณะของเกี๊ยวจะเหมือนกับ “เงิน” ของจีน ให้ความหมายว่า ให้มั่งมีเงินทอง

3.กินเจมื้อเช้า คือมื้อแรกของปีใหม่
ในวันชิวอิก คนจีนจะกินเจมื้อแรกของปี เชื่อกันว่าจะได้บุญเหมือนกับกินเจตลอดทั้งปี

4.ทำพิธีรับ “ไช่ซิงเอี้ย”
เป็นเทพพิทักษ์ทรัพย์ หรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ส่วนใหญ่จะทำพิธีระหว่างหลังเที่ยงคืนของวันซาจั๊บจนถึงก่อนตี 1

5.ห้ามกวาดบ้าน
เนื่องจากก่อนตรุษจีน จะมีการทำความสะอาดบ้าน ปัดกวาดครั้งใหญ่ และเมื่อถึงวันปีใหม่จะไม่กวาดบ้านจนถึงวันชิวลี่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวันแรกของการเริ่มต้นทำงาน เพราะถือว่าจะกวาดสิ่งมงคลทิ้งไป หากจำเป็นต้องกวาดบ้านในวันนี้แนะนำให้กวาดจากหน้าบ้านเข้าไปในบ้าน

6. ติด “ตุ๊ยเลี้ยง” หรือคำอวยพรปีใหม่
คำอวยพรที่เขียนจะประกอบด้วยตัวอักษร 7 ตัว เขียนเป็นคำกลอน โดยมากจะอวยพรให้ทำมาค้าขึ้น ให้มั่งมีเงินทอง ติดตามสองข้างประตูบ้าน และมีอีกแผ่นสำหรับติดทางขวางตรงกลางทางเข้า-ออก เขียนคำว่า “ชุก ยิบ เผ่ง อัง” แปลว่า เข้า-ออกโดยปลอดภัย รวมทั้งติดภาพเด็กผู้หญิง-เด็กผู้ชาย ที่เรียกว่า “หนี่อ่วย” ซึ่งเป็นภาพมงคลของจีน ถือเป็นงานศิลปะที่สำคัญอีกอย่างนอกเหนือจากการตัดกระดาษ มักติดที่ประตูหน้าบ้าน

7. เลือกใส่เสื้อผ้าใหม่สีสันสดใส
เลือกใส่เสื้อผ้าสีสันสดใส โดยเฉพาะสีแดงเป็นสีที่เป็นมงคลมาก และไม่ควรใส่สีเทา หรือสีดำเด็ดขาดเพราะถือว่าไม่เป็นสิริมงคล

8.นำส้ม 4 ผล สำหรับอวยพรผู้ใหญ่
โดยเจ้าบ้านเองนอกจากจะเตรียมเมล็ดแตงโมย้อมสีแดงไว้ 1 พาน และลูกสมอจีนไว้รับแขกแล้ว เมื่อมีผู้มาอวยพร จะรับส้มขึ้นมา 2 ผล และนำส้มในบ้านที่เตรียมไว้วางคืนลง 2 ผล

9.รับอั่งเปา
โดยวันนี้ผู้ใหญ่จะมอบอั่งเปาให้กับเด็ก ๆ หรือจะเลือกเปิดบัญชีให้กับลูกหลาน โดยทางกรุงศรีเองก็มีผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำ และรับฟรี! กระปุกออมสินแมวนำโชค สัญลักษณ์แห่งโชคลาภ 

10.ไหว้เจ้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
เพื่อเป็นสิริมงคลแนะนำของไหว้เจ้า 9 อย่าง โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ง่าย ๆ 3 ประเภท ได้แก่ ผลไม้, อาหาร, ขนม โดยให้ความหมายเรียงร้อยต่อกัน</detail><keywords>ตรุษจีน, วันตรุษจีน, ขนมไหว้, อาหารนำโชค, ส้ม</keywords><date>2025-01-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5401</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737971005.png</img_link><category>เศรษฐศาสตร์</category></row>
<row _id="182"><Nid>5400</Nid><title>ทำไมน้ำทะเลถึงมีรสเค็มในระดับคงที่</title><source>https://guru.sanook.com/20796</source><detail>ทำไมน้ำทะเลถึงมีรสเค็มในระดับคงที่
:
เวลาไปเที่ยวทะเล เผลอกินน้ำทะเลเข้าไปต้องรู้สึกเค็มปี๋ทุกที แต่รู้ไหมว่า ทะเลสามารถรักษาความเค็มได้ในระดับคงที่มาโดยตลอดหลายล้านปีแล้ว
:
น้ำทะเลมีเกลือและแร่ธาตุหลายชนิดละลายอยู่ โดยเฉพาะเกลือแกง หรือโซเดียมคลอไรด์ โดยน้ำทะเล 1 ลิตร จะมีเกลือแกงอยู่ประมาณ 30 กรัม
:
มหาสมุทรในโลกนี้มีกลไกทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ ในการรักษาสมดุลของเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำ หากมีแร่ธาตุละลายในน้ำเกินปกติ จะถูกกำจัดออกจากน้ำทะเล โดยการแยกตัวออกมาเป็นของแข็งในรูปผลึก ในทางกลับกันหากมีแร่ธาตุละลายในน้ำน้อยกว่าปกติ ก็จะละลายกลับสู่น้ำทะเล ดังนั้นน้ำทะเลจึงรักษาระดับความเค็มได้คงที่แบบนี้มาเป็นเวลาหลายล้านปีแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5400</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737964677.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="183"><Nid>5399</Nid><title>อาการอกหักกับทางแก้ไขแบบวิทยาศาสตร์</title><source>https://www.dek-d.com/education/31150</source><detail>อาการอกหักกับทางแก้ไขแบบวิทยาศาสตร์
:
อาการอกหักเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ไม่สมหวังในความรัก แต่รู้หรือไม่ว่าเราสามารถรับมือกับการอกหักด้วยหลักวิทยาศาสตร์ได้
:
อาการอกหัก จริง ๆ แล้วเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสื่อประสาทในสมองแบบฉับพลัน ส่งผลให้สมองขาดสารฟีนิลเอธิลามีน (Phenylethylamine) ซึ่งเป็นสารกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัว มีเรี่ยวแรง และหลั่งสารเอนโดรฟิน
:
เมื่อขาดฟีนิลเอธิลามีน ก็ทำให้ขาดเอนโดรฟินไปด้วย ทำให้ร่างกายตกอยู่ในสภาวะขาดความสุข หมดแรงจะยืน จะลุก จะเดินไปไหน หนำซ้ำสมองจะหลั่งสารคอร์ติซอล ซึ่งเป็นสารแห่งความทุกข์ ส่งผลให้เรารู้สึกไม่สบายใจและเครียดอีกด้วย
:
ต้นเหตุทั้งหมด เกิดจากที่สมองหยุดหลั่งสารเอนโดรฟิน หรือสารแห่งความสุข การจะรับมือกับอาการอกหักได้ เราต้องเติมความสุขเข้าไปในร่างกาย เช่น ออกไปสังสรรค์กับเพื่อน ช้อปปิ้ง ดูหนัง และที่สำคัญช่วงนี้พยายามอย่าอยู่คนเดียว ที่เขาว่า เวลาจะเยียวยาทุกสิ่งนั้นเป็นเรื่องจริงครับ เพราะสมองจะค่อย ๆ ปรับสมดุลจนเรากลับมาเป็นปกติได้ในที่สุดนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5399</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737964606.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="184"><Nid>5398</Nid><title>ปลูกต้นไม้อะไรก็ตายหมด เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง</title><source>https://home.kapook.com/view243203.html</source><detail>ปลูกต้นไม้อะไรก็ตายหมด เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง
:
ในปัจจุบัน การปลูกต้นไม้กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตของหลาย ๆ คน ที่ใช่ว่าทุกคนปลูกแล้วจะรอด บางคนไม่ว่าจะปลูกอะไรก็ตายทุกต้น วันนี้เรามาดูกันว่าเป็นเพราะอะไร
:
รดน้ำมากเกินไป - ต้นไม้แต่ละพันธุ์มีความต้องการน้ำที่แตกต่างกัน ควรต้องรู้จักความต้องการของต้นไม้เรา และรดน้ำให้พอดี
:
ใช้ดินผิดประเภท - ต้นไม้แต่ละต้น แต่ละสายพันธุ์ ก็ชอบดินที่ไม่เหมือนกัน
:
วางกระถางผิดที่ - ต้นไม้บางพันธุ์ต้องโดนแดดจัด บางพันธุ์ต้องการแดดอ่อน เราต้องวางกระถางให้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม
:
ไม่ใส่ปุ๋ย - ต้นไม้บางพันธุ์แค่รดน้ำอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ยังต้องการปุ๋ยบำรุงอีกด้วย
:
ไม่กำจัดแมลง - รวมถึงศัตรูพืชอื่น ๆ ที่ทำให้พืชเราตายในที่สุด ต้องสังเกตและหาวิธีจัดการให้ทัน
:
และนี่ก็เป็น 5 ข้อที่มือใหม่หลายคนอาจมองข้าม และทำให้ปลูกต้นอะไรก็ตายหมด หวังว่าเพื่อน ๆ จะนำไปปรับใช้ และสนุกกับการปลูกต้นไม้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5398</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737963412.png</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="185"><Nid>5397</Nid><title>กินปลาเยอะ ๆ ช่วยให้ฉลาดได้จริงหรือ</title><source>http://campus.sanook.com/929537</source><detail>กินปลาเยอะ ๆ ช่วยให้ฉลาดได้จริงหรือ
:
ผู้ใหญ่หลายคนอาจเคยบอกน้อง ๆ ว่า “กินปลาเยอะ ๆ จะได้ฉลาด ๆ” แล้วข้อความนี้มีความแท้จริงแค่ไหน ไปดูกันเลยครับ
:
ต้องขอบอกว่าถึงจะไม่จริงทั้งหมด 100% แต่การกินปลาก็มีประโยชน์ต่อร่างกายและสมอง เพราะเมื่อเรากินปลา ร่างกายจะนำโปรตีนจากเนื้อปลามาใช้เสริมสร้างเนื้อเยื่อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ส่วนไขมันในเนื้อปลาโดยเฉพาะ DHA และ EPA เป็นไขมันดี จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการของสมองเช่นกัน
:
นอกจากนี้ โปรตีนจากเนื้อปลายังช่วยป้องกันการแข็งตัวของไขมันในเส้นเลือด และยังมีธาตุไอโอดีนอีกด้วย
:
เห็นไหมครับว่าในเนื้อปลามีแต่สารอาหารดี ๆ ที่เหมาะกับการเจริญเติบโต ทั้งร่างกายและสมอง เพราะฉะนั้นน้อง ๆ อย่าลืมกินเนื้อปลาเป็นประจำเพื่อพัฒนาการที่ดีนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5397</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737962887.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="186"><Nid>5396</Nid><title>ไฟฟ้าสถิต จับอะไรก็ช็อตไปเสียหมด</title><source>https://health.kapook.com/view130966.html</source><detail>ไฟฟ้าสถิต จับอะไรก็ช็อตไปเสียหมด
:
เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไฟแรงสูงบ้างไหม? โดนตัวใครหรือจับอะไรก็ช็อตตลอด มาดูสาเหตุและวิธีป้องกันกันดีกว่าครับ
:
สสารทุกชนิดบนโลกนี้รวมถึงตัวมนุษย์ ประกอบไปด้วยอะตอมที่มีอนุภาคของประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบ ซึ่งปกติแล้วจะเกิดสภาวะประจุไฟฟ้าไม่สมดุลจากกิจกรรมประจำวันของเรา เช่น การเสียดสีกับเสื้อผ้า เสียดสีกับเก้าอี้ จึงต้องมีกระบวนการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้ากับสสารอื่น ๆ เพื่อสร้างสมดุลทางประจุไฟฟ้า
:
แต่หากมีอะไรที่มาขัดขวางการถ่ายเทประจุ เช่น อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ค่อนข้างแห้ง หรือมีวัสดุนำไฟ อย่างพื้นพรม พื้นขนสัตว์ ผ้าใยสังเคราะห์ จะทำให้มีประจุไฟฟ้าขั้วหนึ่งในตัวมากเกินไป เมื่อไปสัมผัสสิ่งของอื่น ๆ ก็จะเกิดการถ่ายโอนประจุไฟฟ้าในปริมาณที่ค่อนข้างมากจึงทำให้เรารู้สึกเหมือนมีไฟช็อตอยู่ หรือที่เรียกว่าไฟฟ้าสถิตนั่นเองครับ
:
วิธีแก้ไขง่าย ๆ คือ ป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง โดยการดื่มน้ำหรือทาโลชั่น หรือหากจำเป็นต้องอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน ให้ใช้เครื่องเติมความชื้นในอากาศ ให้ประจุไฟฟ้าถ่ายเทได้สะดวก ก็จะป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตได้แล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5396</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737962746.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="187"><Nid>5395</Nid><title>วาฬไม่ใช่ปลา เรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้</title><source>http://campus.sanook.com/929416</source><detail>วาฬไม่ใช่ปลา เรื่องที่หลายคนอาจไม่เคยรู้
:
หลายคนโดนหลอกมาตลอดชีวิต เพราะแท้จริงแล้ว…วาฬไม่ใช่ปลา แล้ววาฬคืออะไร? มาหาคำตอบกันเลยครับ
:
วาฬ หรือปลาวาฬ ที่พูดกันติดปาก เพราะลักษณะภายนอกมีความคล้ายกับปลาและอาศัยอยู่ในน้ำเหมือนกัน
:
แต่จริง ๆ แล้ว วาฬคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ออกลูกเป็นตัว ไม่ได้วางไข่เหมือนสัตว์ประเภทปลา และยังหายใจทางปอด ซึ่งต่างกับปลาที่หายใจทางเหงือกอีกด้วย เป็นเหตุให้วาฬต้องขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำบ่อย ๆ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่วาฬถูกจำแนกเป็นสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ใช่ปลานั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2025-01-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5395</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737962658.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="188"><Nid>5392</Nid><title>ฝุ่นละอองร้าย ภัยเงียบที่ไม่ควรมองข้าม</title><source>https://www.phyathai.com/th/article/2855-ฝุ่นละอองร้าย_ภัยเงียบ</source><detail>    ผลกระทบจากละอองฝุ่น ส่งผลต่อสุขภาพร้ายแรงได้
ส่งผลต่อหัวใจ : งานวิจัยได้แสดงว่าการเผชิญกับมลพิษในอากาศอาจทำให้เกิดเหตุรุนแรงเฉียบพลันกับกล้ามเนื้อหัวใจได้ รวมทั้งหัวใจวาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจเต้นแรงขึ้น ตลอดจนมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้
ส่งผลต่อปอดและทางเดินหายใจ : มลพิษในอากาศเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับปอดและระบบทางเดินหายใจและทำให้โรคที่เป็นอยู่กำเริบขึ้นได้ เช่น โรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคมะเร็งปอด
ส่งผลต่อดวงตา : เกิดการระคายเคืองบริเวณดวงตา แสบตา ทำให้เกิดตาแดง ตาอักเสบได้
ส่งผลต่อผิวหนัง : ทำให้ผิวหนังอักเสบ ระคายเคืองง่าย ไวต่อการแพ้ เป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง และทำให้เกิดปัญหาผิวต่างๆ มากมาย เช่น ปัญหาสิว ผิวมัน  ปัญหาริ้วรอย ปัญหาจุดด่างดำ ความหมองคล้ำ
ส่งผลต่อสมอง : การเผชิญกับมลพิษในอากาศเป็นระยะยาวเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และความหนืดของเลือดเพิ่มขึ้น

เมื่อเราต้องเจอฝุ่นควันในอากาศ ควรปฏิบัติดังนี้
สวมหน้ากากประเภทที่สามารถกรองฝุ่นขนาดเล็กกว่า 0.3 ไมครอนได้ ควรลดเวลาอยู่กลางแจ้งลง และควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีมลพิษค่าอากาศอยู่ระดับไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะริมถนนใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่น หรือที่มีการก่อสร้าง

ถ้ามีอาการไอค่อนข้างหนัก หอบเหนื่อย มีอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ หายใจไม่สะดวก หรือเหนื่อยหลังจากออกไปอยู่ในพื้นที่ที่มีฝุ่นควันแล้ว ควรไปพบแพทย์ทันที</detail><keywords>PM 2.5, ควัน, มลพิษทางอากาศ, ฝุ่น</keywords><date>2025-01-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5392</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737708743.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="189"><Nid>5391</Nid><title>ทานอาหารเผ็ด ๆ แล้วมีน้ำมูกน้ำตาไหล เพราะอะไรกัน</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4150</source><detail>ทานอาหารเผ็ด ๆ แล้วมีน้ำมูกน้ำตาไหล เพราะอะไรกัน
          การทานอาหารเผ็ด ๆ แล้วเกิดอาการน้ำมูกน้ำตาไหลเป็นเรื่องที่หลายคนคุ้นเคย แต่ไม่ค่อยเข้าใจสาเหตุจริง ๆ ว่าทำไม เมื่อเรากินอาหารที่มีรสเผ็ด ๆ เช่น พริก ขึ้นมา ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ทำให้เกิดน้ำมูกน้ำตาไหล นั่นเป็นเพราะสารเคมีในพริกที่กระตุ้นร่างกายให้ตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยมีเหตุผลทางชีววิทยาเบื้องหลังที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้

          อาหารที่มีรสเผ็ดสามารถเรียกน้ำย่อยของเราได้เป็นอย่างดี เพราะอาหารรสเผ็ดร้อนส่วนใหญ่มีพริกเป็นส่วนประกอบ โดยมี "สารแคปไซซิน" (Capsaicin) ในเมล็ดบริเวณแก่นสีขาวใจกลางพริก และกระจายทั่วเนื้อพริก นอกจากนี้ ในพืชอื่น ๆ เช่น วาซาบิ และมัสตาร์ดมี “สารอัลลิล ไอโซไธโอไซยาเนต” (allyl isothiocyanates) เป็นสารประกอบระเหยง่าย สารดังกล่าวทำให้เรารู้สึกเผ็ดร้อน จนเกิดความระคายเคือง และยังทำให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาทในเยื่อบุโพรงจมูก ร่างกายจึงตอบสนองกับอาการนี้ด้วยการปล่อยน้ำมูกที่ผลิตจากเยื่อผิวในช่องจมูกออกมา เพื่อไปจับกับสิ่งแปลกปลอมและขับออกไปจากระบบทางเดินหายใจ คือที่มาของอาการน้ำมูกน้ำตาไหลเวลาที่เรารับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดนั่นเอง จึงมีการนำประโยชน์จากสารแคปไซซินมาใช้ ในคนที่เป็นหวัด คัดจมูก เพราะเมื่อเรารับประทานอาหารที่มีรสเผ็ด และน้ำมูกไหล จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นและระบบทางเดินหายใจโล่งขึ้นนอกจากนี้สารแคปไซซินยังสามารถช่วยป้องกันไข้หวัด ลดน้ำมูก ละลายเสมหะ ทำให้หลอดลมขยายตัวได้ดีอีกด้วย
</detail><keywords>#อาหารเผ็ด #น้ำมูกน้ำตาไหล #แคปไซซิน #ปฏิกิริยาร่างกาย</keywords><date>2025-01-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5391</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737618443.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="190"><Nid>5387</Nid><title>เปิดพฤติกรรม ซาแซง ตัวการทำร้ายศิลปิน</title><source>https://www.thaipbs.or.th/news/content/348318</source><detail>"ซาแซงแฟน" แฟนคลับที่มีพฤติกรรมล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวของศิลปิน ปัญหาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในวงการบันเทิงทั้งไทยและทั่วโลก ทำให้ศิลปินต้องเผชิญกับความเครียด ถูกคุกคามทั้งทางร่างกาย จิตใจ การปรับตัวของแฟนคลับ-ศิลปินเป็นสิ่งสำคัญในการรักษา "ความปลอดภัย"

"ซาแซงแฟน" (사생팬) เป็นคำศัพท์เฉพาะที่ใช้ในวงการบันเทิงเกาหลีใต้ โดยมีรากศัพท์มาจากคำว่า "ซาแซงฮวาล" (사생활) แปลว่า ชีวิตส่วนตัว หรือ ความเป็นส่วนตัว และ "แฟน" (팬) ที่หมายถึงผู้สนับสนุนหรือติดตามศิลปิน

เมื่อรวมกันแล้ว คำว่า "ซาแซงแฟน" หมายถึง แฟนคลับที่มีพฤติกรรมล่วงล้ำชีวิตส่วนตัวของศิลปินหรือบุคคลที่ตนชื่นชอบ

ซาแซงแฟนแตกต่างจากแฟนคลับทั่วไปตรงที่ พวกเขามุ่งเน้นไปที่การติดตามและล้วงลึกเรื่องราวส่วนตัวของศิลปิน โดยใช้วิธีการที่ผิดจริยธรรมและมักเป็นการบุกรุก เช่น การแอบติดตามศิลปินในสถานที่ส่วนตัว การล้วงข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หรือ เที่ยวบินการเดินทาง รวมไปจนถึง การซื้อขายข้อมูลของศิลปินในตลาดมืด

ซาแซงแฟน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "ซาแซง" ไม่ได้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ แต่เริ่มปรากฏชัดเจนในช่วงปี 1990s เมื่อกระแส "ฮันรยู" (Hallyu Wave) หรือการส่งออกวัฒนธรรมเกาหลีเริ่มเติบโต โดยเฉพาะในยุคที่บอยแบนด์และเกิร์ลกรุ๊ปได้รับความนิยม เช่น H.O.T และ S.E.S ในช่วงนั้นการติดตามศิลปินยังเป็นไปในลักษณะการเฝ้าตามสถานที่จัดงานหรือบ้านพัก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดียพัฒนา ซาแซงก็มีวิธีการที่ซับซ้อนและล้ำเส้นมากขึ้น เช่น การใช้เทคโนโลยี GPS ในการติดตาม การเจาะระบบเพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว หรือการแฮ็กบัญชีออนไลน์ของศิลปิน

การหาสถิติที่ชัดเจนและแม่นยำเกี่ยวกับจำนวนซาแซง
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องยากมาก ส่วนหนึ่งมาจากการเก็บข้อมูลที่ไม่ครอบคลุม เพราะพฤติกรรมของซาแซงมักเกิดขึ้นแบบส่วนตัวและหลบซ่อน หลายเหตุการณ์อาจไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ หรือศิลปินเองอาจไม่ต้องการให้เรื่องราวถูกเผยแพร่ อย่างไรก็ตาม จากหลาย ๆ ข้อมูลส่วนใหญ่ พบว่าประเทศที่มีปัญหาซาแซงรุนแรง ได้แก่


	เกาหลีใต้ เพราะอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีใต้มีขนาดใหญ่และได้รับความนิยมทั่วโลก ทำให้เกิดแฟนคลับจำนวนมาก และในจำนวนนั้นก็มีซาแซงปะปนอยู่ด้วย
	ญี่ปุ่น ก็มีปัญหาซาแซงเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการไอดอล
	จีน แม้ว่าจะเพิ่งมีอุตสาหกรรมบันเทิงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ปัญหาซาแซงก็เริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้น


ข้อมูลจาก Koreaboo และ Soompi ระบุว่าปัจจัยที่ทำให้เกาหลีใต้มีซาแซงจำนวนมาก มาจาก วัฒนธรรมไอดอลเกาหลีที่เน้นความใกล้ชิดระหว่างศิลปินกับแฟนคลับ ทำให้แฟนคลับรู้สึกผูกพันและต้องการเข้าใกล้ศิลปินมากขึ้น แต่บางครั้งความต้องการนี้ก็อาจนำไปสู่พฤติกรรมที่เกินเลย หรือ การแข่งขันสูงในวงการบันเทิง ที่ทำให้แฟนคลับรู้สึกว่าต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ศิลปินที่ตนชื่นชอบได้รับความสนใจแม้กระทั่ง สื่อมวลชนก็อาจมีส่วนในการสร้างกระแสข่าวเกี่ยวกับซาแซง ทำให้พฤติกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจและเลียนแบบ มีการรายงานว่าร้อยละ 10 ของแฟนคลับที่ติดตามศิลปินเกาหลีใต้จัดอยู่ในกลุ่ม "ซาแซง" ที่มีพฤติกรรมคุกคามศิลปิน ข้อมูลที่เผยแพร่ในปี 2564 พบว่า ซาแซงเกาหลีใต้บางกลุ่มยอมใช้เงินมากถึง 1,000 ล้านวอน หรือ ประมาณ 26 ล้านบาท/ปี เพื่อซื้อตั๋วเครื่องบิน การเดินทาง และสินค้าส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับศิลปิน

Kwak Keum-joo อาจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล แนะนำว่า ศิลปินควรมีความเด็ดขาดและกำหนดแนวทางการปฏิบัติที่ชัดเจน ไม่ควรรับของขวัญหรือความรักจากแฟนคลับที่ล้ำเส้นมากเกินไป การมีเสียงจากศิลปินที่ชัดเจนอาจช่วยลดการละเมิดนี้ได้ แม้ว่าจะทำให้แฟนคลับบางคนรู้สึกไม่พอใจก็ตาม

และการดำเนินคดีทางกฎหมายก็ไม่ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุด ความผิดฐานสะกดรอยตาม ซึ่งเป็นความผิดที่พบบ่อยที่สุดที่ซาแซงก่อขึ้น ถือเป็นความผิดเล็กน้อยมากในเกาหลีใต้ มีโทษปรับเพียง 100,000 วอน หรือประมาณ 2,500 บาท

การทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมและการจัดการกับซาแซงแฟนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถมากกว่า ที่จะช่วยลดปัญหานี้และสร้างความปลอดภัยให้กับศิลปินในระยะยาว

พฤติกรรมของซาแซง
ที่พวกเขาเชื่อกันว่าคือการแสดงออกถึงความรักในตัวศิลปิน แต่กลับก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจแก่ศิลปินรวมไปจนถึงคนรอบข้าง สมาชิกครอบครัวได้หลากหลายรูปแบบ


	การทำร้ายร่างกาย ซาแซงบางรายอาจทำร้ายร่างกายศิลปินโดยตรง เช่น การตบตี การผลักดัน หรือการขโมยของส่วนตัว
	การบุกรุกความเป็นส่วนตัว แอบเข้าไปในบ้านของศิลปิน การติดตามศิลปินไปยังที่ต่าง ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต
	การคุกคามทางออนไลน์ เช่นการโพสต์ข้อความหมิ่นประมาท การคุกคามทางเพศ หรือการเผยแพร่ข้อมูลส่วนตัวของศิลปิน
	การคุกคามทางจิตวิทยา: การส่งจดหมายข่มขู่ การโทรศัพท์รบกวน หรือการตามติดศิลปินอย่างใกล้ชิด


ปัญหาซาแซง
เป็นเรื่องที่สร้างความเดือดร้อนให้กับศิลปินทั่วโลกมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวงการ K-Pop หรือแม้แต่ศิลปินต่างชาติก็หนีไม่พ้นปัญหาเหล่านี้ พฤติกรรมของซาแซงนั้นสร้างความเสียหายทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กับศิลปินเป็นอย่างมาก และยังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของคนรอบข้างอีกด้วย


	แทยอน วง Girls’ Generation เธอเคยถูกซาแซงพยายามลากตัวลงจากเวทีในงานแฟนมีตติ้ง ทำให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่แฟนคลับและทีมงาน
	จองกุก วง BTS มีรายงานว่าซาแซงแอบซื้อตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจเพื่ออยู่ใกล้เขาในระหว่างเที่ยวบิน,
	ชานยอล วง EXO มีซาแซงบุกเข้าไปในห้องพักโรงแรมและถ่ายภาพเขาขณะกำลังนอนหลับ จากนั้นนำภาพมาเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ต
	แจ็คสัน หวัง วง GOT7 เคยประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 2559 เนื่องมาจากแท็กซี่ที่มีซาแซงขับตาม


หรือในวงการศิลปินฟากฝั่งตะวันตกก็ไม่วายถูกคุกคามไปด้วย เช่น 


	Taylor Swift เคยถูกแฟนคลับที่เป็นซาแซงบุกรุกบ้านพักในนิวยอร์กหลายครั้ง
	Ariana Grande แฟนคลับบางคนส่งของขวัญที่มีความน่ากลัว เช่น ถุงมือที่เปื้อนเลือด
	Justin Bieber เคยมีแฟนคลับพยายามปีนเข้าบ้านพักของเขา


ด้วยพฤติกรรมของซาแซงเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อในหลาย ๆ ด้าน ทั้งผลกระทบต่อศิลปิน จะเกิดความเครียด ความวิตกกังวลจากการขาดความเป็นส่วนตัวเพราะถูกคุกคาม ทำให้สุขภาพจิตเสื่อมโทรม เป็นโรคซึมเศร้าหรือ PTSD ได้ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อแฟนคลับทั่วไป ทำให้ภาพลักษณ์ของแฟนคลับโดยรวมเสียหาย เกิดความขัดแย้งในหมู่แฟนคลับ

การชื่นชอบศิลปิน ติดตามผลงานและสนับสนุนพวกเขาเป็นสิ่งที่ดีและช่วยสร้างกำลังใจให้ศิลปินได้อย่างมาก แต่บางครั้ง ความหลงใหลที่มากเกินไปอาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ "ล้ำเส้น" ความเหมาะสมโดยไม่รู้ตัว และอาจทำให้ศิลปินรู้สึกอึดอัดหรือไม่มีความปลอดภัย ลองเช็กพฤติกรรมของตัวเองก่อนจะล้ำเส้นศิลปิน

เช็กพฤติกรรมเข้าข่ายซาแซง ?

1.ติดตามศิลปินตลอดเวลา
หากคุณพยายามติดตามศิลปินในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน สถานที่ส่วนตัว หรือแม้กระทั่งบ้านพัก คุณอาจล้ำเส้นเกินไป ตัวอย่างเช่น ไปเฝ้ารอหน้าบ้านหรือหอพักของศิลปินโดยไม่มีเหตุผล, ขับรถตามศิลปินเป็นระยะทางไกล หรือแม้กระทั่งซื้อตั๋วเที่ยวบินเดียวกับศิลปินเพียงเพื่อจะได้อยู่ใกล้

2.การขโมยข้อมูลส่วนตัว
คุณเคยพยายามหาข้อมูลส่วนตัวของศิลปิน เช่น เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ หรือรายละเอียดการเดินทางหรือไม่ ? การซื้อขายหรือแชร์ข้อมูลเหล่านี้ในโซเชียลมีเดียก็ถือว่าเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัว เช่น ค้นหาและบันทึกเบอร์โทรศัพท์ของศิลปิน, ซื้อตั๋วคอนเสิร์ตหรือกิจกรรมโดยการใช้ข้อมูลวงใน, แชร์ข้อมูลส่วนตัวของศิลปินผ่านกลุ่มแฟนคลับ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเป็นการละเมิดสิทธิ์ที่อาจนำไปสู่คดีความทางกฎหมาย

3.บุกรุกพื้นที่ส่วนตัว
คุณเคยพยายามเข้าไปยังพื้นที่ที่ศิลปินควรมีความเป็นส่วนตัวหรือไม่ ? แอบเข้าไปในบ้านหรือห้องพักโรงแรมของศิลปิน, ส่งของขวัญที่มีลักษณะผิดปกติ เช่น ของใช้ส่วนตัวที่เก็บจากขยะ หรือจดหมายที่มีข้อความข่มขู่, ติดตั้งกล้องวงจรปิดหรืออุปกรณ์ดักฟังใกล้พื้นที่ส่วนตัวของศิลปิน จนศิลปินบางคน อาจถึงขั้นต้องย้ายบ้านหรือเพิ่มการรักษาความปลอดภัย พฤติกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการล้ำเส้น แต่ยังอาจถูกมองว่าเป็นการคุกคามที่ผิดกฎหมาย

4.การแสดงออกทางโซเชียลมีเดีย
คุณเคยใช้โซเชียลมีเดียเพื่อโพสต์ข้อมูลส่วนตัวของศิลปินหรือสร้างข่าวลือเกี่ยวกับพวกเขาหรือไม่ ? โพสต์หมายเลขโทรศัพท์หรือที่อยู่ของศิลปินในกลุ่มสาธารณะ สร้างข่าวลือที่ทำให้ศิลปินเสื่อมเสียชื่อเสียง ใส่ร้าย บิดเบือนข้อเท็จจริง, ส่งข้อความที่มีเนื้อหาเชิงข่มขู่หรือคุกคามผ่านโซเชียลมีเดีย

หากคุณพบว่าตัวเองมีพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ระบุข้างต้น นี่อาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังก้าวข้ามเส้นของการเป็นแฟนคลับที่ดีไปเป็นการล่วงล้ำชีวิตส่วนตัวของศิลปินลองทบทวนและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้ความเคารพต่อพื้นที่ส่วนตัวของศิลปิน เปลี่ยนความรักที่มีต่อศิลปินให้เป็นการสนับสนุนในทางที่เหมาะสม เช่น การติดตามผลงานหรือซื้อสินค้าถูกลิขสิทธิ์ หลีกเลี่ยงการมีส่วนร่วมในกลุ่มหรือกิจกรรมที่ล่วงล้ำชีวิตส่วนตัวของศิลปิน การเป็นแฟนคลับที่ดีไม่เพียงแค่แสดงความรักต่อศิลปิน แต่ยังหมายถึงการเคารพในความเป็นส่วนตัวของพวกเขาด้วย คุณสามารถสนับสนุนศิลปินได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องล้ำเส้น และการทำเช่นนี้จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อทั้งศิลปินและแฟนคลับคนอื่น ๆ
</detail><keywords>#ซาแซง #Sasaeng #ซาแซงแฟนคลับ #ศิลปิน #พฤติกรรม #ชีวิตส่วนตัว</keywords><date>2025-01-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5387</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737339189.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="191"><Nid>5381</Nid><title>เชื้อไวรัส hMPV ภัยเงียบที่ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ</title><source>https://www.phyathai.com/th/article/hmpv-children-pneumonia-pt3?srsltid=AfmBOopNp-cnB7-guZgsKFPHJ-IHa9wpnJvblHxBSweOAROwlvkVDhif</source><detail>รู้จักเชื้อ hMPV คือเชื้ออะไร ?

เชื้อไวรัส hMPV หรือ  ฮิวแมนเมตะนิวโมไวรัส (Human Metapneumovirus )เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ RSV ( Respiratory Syncytial Virus) และไวรัสไข้หวัดใหญ่  ที่เป็นสาเหตุสำคัญของโรคทางเดินหายใจในเด็กเล็ก ที่สามารถส่งผลให้เกิดอาการปอดอักเสบได้ในเด็กเล็กได้

hMPV ทำให้ปอดอักเสบได้อย่างไร ?

เมื่อเชื้อ hMPV เข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางหายใจ เชื้อไวรัสจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในเซลล์ทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการอักเสบและการทำลายเนื้อเยื่อ ซึ่งนำไปสู่อาการต่าง ๆ ของโรคทางเดินหายใจ เด็กจะหายใจลำบาก และอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ปอดอักเสบได้

สาเหตุการติดเชื้อไวรัส hMPV ในเด็ก

การติดเชื้อ hMPV สามารถเกิดได้ในทุกช่วงอายุ แต่พบบ่อยในเด็กเล็ก อายุน้อยกว่า 5 ปี โดยเชื้อนี้สามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อนเชื้อ


	 การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่งจากการไอ จาม หรือการพูดของผู้ติดเชื้อ
	การสัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่มีเชื้อ hMPV และนำมือเข้าสัมผัสจมูก ปาก หรือตา
	การสูดหายใจเอาเชื้อไวรัสที่แขวนลอยในอากาศเข้าไป


อาการของเด็กที่ติดเชื้อไวรัส hMPV

เมื่อติดเชื้อ hMPV อาการทั่วไปของเด็กที่ติดเชื้อ 50-80 % มักเริ่มด้วย


	มีไข้ เป็นหวัด
	ไอ
	มีน้ำมูกและเสมหะ
	เจ็บคอ
	หายใจเหนื่อยหอบ
	หายใจขัด


ไวรัส hmpv อันตรายแค่ไหน ทำผู้ปกครองต้องเฝ้าระวัง ?

การติดเชื้อ hMPV ในผู้ใหญ่ หรือในเด็กโต มักมีอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดา แต่ในเด็กเล็ก ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาจทำให้เกิดปอดอักเสบรุนแรงได้ ซึ่งอาจจำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล

ในกรณีที่เสี่ยงปอดอักเสบ อาการจะมีมากขึ้น นอกเหนือจากการไอ มีไข้ เด็กมักมีอาการหายใจลำบาก หายใจเร็ว บางรายอาจร้องกวน งอแง กระสับกระส่าย ไม่รับประทานนมหรืออาหาร

ดังนั้น ผู้ปกครองควรเฝ้าระวังอาการ หากพบอาการเด็กมีอาการหายใจลำบาก ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อทันที

การตรวจวินิจฉัยและรักษา

ขั้นตอนการตรวจ

การวินิจฉัยการติดเชื้อ hMPV  ทำได้โดยวิธีการ swab ป้ายจมูก ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่นเดียวกับการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และ RSV

แนวทางการรักษา

การรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาแบบประคับประคอง เนื่องจากโรคเชื้อไวรัส hMPV ยังไม่มียาต้านไวรัส  เช่น ให้ยาลดไข้ ยาบรรเทาอาการ และให้ออกซิเจนหากหายใจลำบาก ในกรณีรุนแรงอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อพ่นยา ดูดเสมหะ  เคาะปอด หรือให้สารน้ำทางหลอดเลือด (ถ้ามีภาวะขาดสารน้ำในร่างกายร่วมด้วย) เป็นต้น

hMPV ในเด็กกี่วันหาย ?

โดยทั่วไปแล้ว เด็กที่ติดเชื้อ hMPV จะมีอาการป่วยประมาณ 5-7 วัน แล้วจะค่อย ๆ หาย อย่างไรก็ตาม ในบางรายอาการอาจรุนแรงและต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานานกว่านั้น

การป้องกันการติดเชื้อฮิวแมนเมตะนิวโม( hMPV) ไวรัส

เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรค hMPV โดยเฉพาะ การป้องกันการติดเชื้อ hMPV ในเด็กที่ผู้ปกครองควรระวัง คือ ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงพาเด็กเล็กไปสถานที่ชุมชนที่มีคนเยอะ เลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยมีอาการไอ จาม หรืออยู่ใกล้คนที่ป่วยเป็นโรคระบบทางเดินหายใจและควรรักษาความสะอาด


	ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์
	พยายามไม่ให้เด็กเอามือไปแคะจมูกหรือเอามือเข้าปาก
	ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสเป็นประจำ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อทางเดินหายใจ


โดยสรุป แม้เชื้อไวรัส hMPV จะเป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดอาการปอดอักเสบ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ แต่ก็สามารถระวังได้ หากพบมีอาการเริ่มต้น ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะหากเด็กมีอาการหายใจลำบาก ที่สำคัญคือการให้ความสำคัญกับการรักษาความสะอาด เช่น ล้างมือบ่อย ๆ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย และทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม ก็จะช่วยลูกน้อยปลอดภัยจากการติดเชื้อ hMPV ได้
</detail><keywords>#เชื้อไวรัสhMPV #ไวรัสทางเดินหายใจ #สุขภาพ #hMPV #โรคระบบหายใจ #ป้องกันไวรัส</keywords><date>2025-01-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5381</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1736985721.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="192"><Nid>5370</Nid><title>ดูแลสุขภาพ เพื่อรับมือกับลมหนาว</title><source>https://www.vibhavadi.com/Health-expert/detail/472</source><detail>เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะอากาศที่หนาวเย็นสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายและระบบภูมิคุ้มกันได้ การเตรียมตัวให้พร้อมรับมือกับความหนาวจึงเป็นสิ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายในช่วงนี้ได้

 1. ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

2. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน เป็นต้น

3. อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้าไปในที่แออัด

4. หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม และไม่คลุกคลี กับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ

5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย

6. ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากเราอาจไปสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันได ลูกบิด ประตู แก้วน้ำ เป็นต้น โดยล้างมือด้วยสบู่ธรรมดา 15-20 วินาที หรือใช้น้ำยา ล้างมืออื่น ๆ 

7. รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมาก ควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย

8. ดูแลเรื่องผิวหนัง โดยการทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ถ้าอากาศหนาวมาก ไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ควรทาด้วยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย ๆ

 เราควรหมั่นคอยดูแลสุขภาพตลอดเวลา เพราะจะเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุด และไม่มีใครรู้ว่าความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ การที่เราสุขภาพที่ดี อาจทำให้เราเจ็บป่วยน้อยลง
</detail><keywords>ลมหนาว, สุขภาพ, หน้าหนาว, เจ็บป่วย, ร่างกาย, อากาศ</keywords><date>2025-01-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5370</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1736812349.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="193"><Nid>5369</Nid><title>ทำไมเราถึงมีสีที่ชอบ</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4129</source><detail>การมองเห็นสีคือการที่ดวงตาของเรารับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นหรือความถี่ต่างกัน ไม่ว่าจากแหล่งกำเนิดแสงโดยตรงหรือจากการสะท้อนของวัตถุ สมองของเราทำหน้าที่ในการประมวลสีจากสัญญาณที่ส่งมาจากดวงตา แม้สีจะเป็นข้อมูลหนึ่งที่ช่วยแยกแยะสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา แต่มนุษย์ยังให้ความหมายกับสี รวมทั้งให้ความรู้สึกชอบ โปรดปราณหรือความสำคัญเฉพาะสี จนมีการศึกษาว่าทำไมมนุษย์ถึงชอบสีไม่เหมือนกัน

ปัจจุบันยังไม่มีทฤษฎีที่สามารถอธิบายได้สมบูรณ์แบบว่าทำไมมนุษย์จึงชอบสีแตกต่างกัน หนึ่งในทฤษฏีที่อ้างอิงบ่อยคือ “An ecological valence theory of humancolor preferences” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Vision ปีพ.ศ. 2553 สันนิษฐานว่าปัจจัยที่มีผลต่อการชอบสีเกิดจากการเชื่อมโยงสีของวัตถุ ประสบการณ์ และความรู้สึกเกี่ยวกับสีเข้าด้วยกันตัวอย่างเช่น มีการเก็บข้อมูลสีที่คนทั่วโลกชื่นชอบที่สุดคือสีฟ้า ซึ่งเป็นสีของท้องฟ้า ไร้เมฆหรือสีของน้ำใสสะอาดที่ให้ความรู้สึกเชิงบวก ทำให้สีนั้นมีความหมายลึกซึ้งมากขึ้น

มีการนำทฤษฎีดังกล่าวมาอธิบายการที่เพศชายชอบโทนสีน้ำเงิน และเพศหญิงชอบโทนสีแดง เนื่องจากในวัยทารก จะเริ่มเสาะหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินบุคลิกภาพที่เหมาะสมกับเพศของตน เช่นการที่ผู้ใหญ่แต่งเสื้อผ้าหรือซื้อของเล่นสีชมพูให้ทารกเพศหญิง โดยมีความคิดว่าเหมาะกับเพศ ก็ส่งผลให้เด็กเชื่อมโยงสีชมพูกับเพศของตนว่าเป็นสีที่เหมาะสม พร้อมกับส่งเสริมประสบการณ์เชิงบวกกับสีนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีอีกทฤษฎีที่สันนิษฐานว่าความชื่นชอบสีสดของมนุษย์มาจากวิวัฒนาการบรรพบุรุษของมนุษย์ ที่ต้องอาศัยการแยกแยะสีเพื่อความอยู่รอด เช่น ความเชื่อมโยงสีสดกับผลไม้สุกที่รับประทานได้ หรือความเชื่อมโยงระหว่างทสีตุ่นๆ หม่นๆ กับของเสียและการเน่าเปื่อยที่ควรหลีกเลี่ยง

จึงกล่าวได้ว่า ความชื่นชอบสีของแต่ละคน เกิดจากการเชื่อมโยงสีกับสิ่งกระตุ้นรอบตัวเรา เหล่านี้จึงปัจจัยที่ส่งผลต่อความชอบสีของแต่ละคน และยังมีความเป็นไปได้ว่า การชื่นชอบสีของแต่ละคน อาจเปลี่ยนไปตามเวลา โดยเมื่อเราได้รับประสบการณ์ที่หลากหลายจากการดำเนินชีวิต ก็อาจทำให้แต่ละคนชื่นชอบสีที่แตกต่างกันเปลี่ยนแปลงไป
</detail><keywords>สี, การมองเห็น, ดวงตา, สมอง, เพศ</keywords><date>2025-01-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5369</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1736406516.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="194"><Nid>5368</Nid><title>อาการบ้าจี้ เรื่องขำๆที่นำไปสู่อันตราย</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4155</source><detail>กล้ามเนื้อกระตุก โดยไม่ได้ตั้งใจร่วมด้วย (Motor tics) ซึ่งหากมีอาการทั้งสองอย่างร่วมกันจะเรียกว่า โรคทูเร็ตต์ (Tourette Syndrome, (TS)) สาเหตุโดยรวมของอาการ tics เกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น

       ทางพันธุกรรม ความผิดปกติของระบบประสาทบางส่วน แต่ในกลุ่มอาการประเภทที่สอง อาจถือได้ว่ามีความรุนแรงของอาการมากกว่าอาการในกลุ่มแรก เนื่องจากเมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยเสียงหรือ

       สัมผัสร่างกายให้เกิดอาการตกใจ หรือทั้ง 2 กรณี ซึ่งการกระตุ้นด้วยเสียงนั้นมีผลให้เกิดการการเปล่งเสียงตามและทำตามคำสั่งนั้น ๆ โดยไม่สามารถควบคุมหรือยับยั้งพฤติกรรมดังกล่าวได้

       เรียกอาการนี้ว่า Latah syndrome อาการของโรคนี้ถือว่าเป็นความผิดปกติบางอย่างทางระบบประสาทเช่นกัน แต่มีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น เช่น วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม ความเชื่อหรือความกลัว เป็นต้น ซึ่งบางคนกลับมองเป็นเรื่องตลก สนุกและทำให้เกิดการแกล้ง แต่สำหรับในบางรายที่มีความรุนแรงของโรคสูง การตอบสนองนั้นสามารถนำไปสู่อันตรายทั้งต่อตัวเองและบุคคลรอบข้าง เช่น ผู้มีอาการดังกล่าว ถือของมีคมอยู่ในมือ ตลอดจนขณะการขับขี่ยานพาหนะ การอยู่ในพื้นที่สูง หรือสถานที่เสี่ยงต่าง ๆ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ มีผู้ชายคนหนึ่งกระโดดลงน้ำ

      เมื่อเขาได้ยินเสียงตะโกนว่ากระโดด โดยที่ตัวเขาเองว่ายน้ำไม่เป็น นั่นแสดงให้เห็นถึงอันตรายจากบุคคลรอบข้างที่มีส่วนกระตุ้นผู้ที่มีอาการของโรค แล้วทำให้เกิดอันตรายตามมาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

      ผู้ที่มีอาการจึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อการถูกกระตุ้น รวมทั้งบุคคลรอบข้างไม่ควรแกล้งหากพบว่ามีภาวะเสี่ยงให้เกิดอันตราย ผู้ที่มีอาการของโรคที่รุนแรงจึงควรไปพบแพทย์เพื่อได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีต่อไป
</detail><keywords>บ้าจี้, ขำๆ, ระบบประสาท, อาการตกใจ, โรค</keywords><date>2025-01-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5368</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1736406164.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="195"><Nid>5358</Nid><title>เมื่อแอลกอฮอล์กลายเป็นพิษผลกระทบที่คุณไม่ควรมองข้าม</title><source>https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/แอลกอฮอล์เป็นพิษ-อย่าสน/</source><detail>งานปาร์ตี้หรือการเฉลิมฉลองไม่ว่าจะเทศกาลไหน เครื่องดื่มคู่ใจคงหนีไม่พ้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นตัวช่วยทำให้บรรยากาศสนุกมากขึ้น แต่อันตรายที่แฝงตัวอยู่ในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกจากจะทำให้เมาไม่มีสติแล้ว อาจเกิดภาวะที่เรียกว่า แอลกอฮอล์เป็นพิษ ซึ่งมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

แอลกอฮอล์เป็นพิษ คืออะไร ?

ภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ (alcohol poisoning) คือ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดในปริมาณมากและดื่มแบบรวดเร็วในช่วงเวลาสั้น ๆ ทำให้ตับไม่สามารถขับสารนี้ออกจากเลือดได้ทัน ระบบการทำงานของร่างกายรวนจนเกิดภาวะช็อกที่เป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้

สาเหตุของภาวะ แอลกอฮอล์เป็นพิษ

การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิดจนมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์จะมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษขึ้นอยู่กับปัจจัย ดังนี้


	การดูดซึมสารในร่างกายของแต่ละบุคคล
	ปริมาณความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในแต่ละชนิดของเครื่องดื่ม
	เพศหญิงจะมีปฏิกิริยาต่อแอลกอฮอล์ได้ไวกว่าผู้ชาย


อาการของภาวะ แอลกอฮอล์เป็นพิษ


	สับสน
	พูดไม่ชัด พูดไม่รู้เรื่อง
	น้ำตาลในเลือดต่ำ
	ไม่สามารถทรงตัวได้
	ง่วงซึม นอนหลับเยอะกว่าปกติ
	อาเจียน
	หายใจผิดปกติ
	เกิดอาการชัก
	การเคลื่อนไหวของดวงตาเร็วกว่าปกติ
	ตัวเย็นจัด
	ผิวหนังซีด กลายเป็นสีม่วง
	หมดสติ ไม่รู้สึกตัว
	เกิดภาวะกึ่งโคม่า ร่างกายไม่สามารถตอบสนองได้
	หัวใจวายเฉียบพลัน
	หยุดหายใจ


วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น


	รีบโทรแจ้งหน่วยกู้ชีพ 1669 หรือโทรแจ้งตำรวจ 191 เพื่อขอความช่วยเหลือ
	ปลุกผู้ป่วยให้ตื่นและพยุงให้อยู่ในท่านั่ง
	หากยังดื่มน้ำได้ ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเปล่า
	หากผู้ป่วยหมดสติ ให้จับนอนตะแคงหรืออยู่ในท่าพักฟื้น คอยดูว่าผู้ป่วยยังหายใจอยู่หรือไม่
	หากพบว่าหยุดหายใจให้ทำการช่วยหายใจ หรือหากพบหัวใจหยุดเต้นให้เริ่มการกู้ชีพ CPR
	ทำให้ร่างกายของผู้ป่วยอบอุ่น
	คอยสังเกตอาการจนกว่ารถพยาบาลจะมา
	อย่าให้ผู้ป่วยหลับ
	ห้ามอาบน้ำให้ผู้ป่วย


การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากในระยะเวลาที่สั้นและเร็ว ทำให้ตับขับแอลกอฮอล์ออกจากกระแสเลือดไม่ทันจนเกิดภาวะแอลกอฮอล์เป็นพิษ

ลักษณะอาการที่อาจพบและระดับแอลกอฮอล์ในเลือด (หน่วยเป็น มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือ มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)

20 – 49 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ อารมณ์ดี ผ่อนคลาย และการตัดสินใจช้าลงเล็กน้อย

50 – 99 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เริ่มเสียการทรงตัว ควบคุมตัวเองได้น้อยลง และตอบสนองช้าลง

100 – 199 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เดินเซ กล้ามเนื้อทำงานไม่สัมพันธ์กัน

200 – 299 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ คลื่นไส้ อาเจียน การรับรู้ลดลง และจำเหตุการณ์ไม่ได้

300 – 399 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หมดสติ ชีพจรลดลง และอุณหภูมิร่างกายลดลง

มากกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มีโอกาสหยุดหายใจและเสียชีวิตได้

การตอบสนองต่อระดับแอลกอฮอล์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แม้ระดับจะน้อยกว่า 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก็อาจเสี่ยงจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ หรือการนอนหลับลึกในท่าผิดปกติที่อุดกั้นทางเดินหายใจได้ เช่น การนอนคอพาดกับระเบียงจนกดทางเดินหายใจ

ผลกระทบต่อร่างกายจากการดื่มแอลกอฮอล์


	หัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ ไม่แข็งแรง เกิดหัวใจวายได้ง่าย
	ตับ เกิดโรคตับแข็ง ตับที่ถูกทำลายจากแอลกอฮอล์จะไม่สามารถทำหน้าที่ได้ดี เช่น การย่อยสลายสารอาหารหรือการเปลี่ยนแปลงของยาที่รับประทานเข้าไป บางรายอาจมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง หรืออาเจียนเป็นเลือด
	ผิวหน้า หลอดเลือดขยายตัว ผิวหน้าจะเป็นสีแดงเรื่อ ๆ ทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนออกจากทางผิวหน้า บางครั้งอาจเกิดอาการหนาวสั่นหรือเกิดโรคปอดบวมได้ง่ายในฤดูหนาว
	สมอง แอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดการทำงานของสมองจะทำให้ความจำเสื่อม การตัดสินใจไม่ดี สมาธิเสีย โกรธง่าย พูดช้าลง สายตาพร่ามัว และเสียการทรงตัว
	กระเพาะอาหารอักเสบฉับพลันบางครั้งทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะอาหาร
	ระบบสืบพันธุ์
	– เพศชายเกิดการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
	– ผู้หญิงตั้งครรภ์จะมีผลต่อทารกทั้งทางร่างกายและจิตใจ
	เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งตับ มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ และมะเร็งเต้านม


ดื่มอย่างไรถึงจะปลอดภัย


	กินอาหารรองท้องก่อนดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมได้เร็วเมื่อท้องว่าง
	ไม่ควรดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน
	หลีกเลี่ยงการดื่มแบบแก้วต่อแก้วหรือดื่มครั้งละมาก ๆ
	เมื่อเริ่มมีอาการมึนหัวให้ลดปริมาณการดื่มหรือหยุดดื่มทันที
	อย่าดื่มจนเมาเกินไป


เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แม้ว่าจะเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มความสุข สนุกสนาน แต่ข้อเสียของมันก็ส่งผลเสียร้ายแรงต่อร่างกาย เพราะฉะนั้นควรดื่มแต่พอประมาณ พอดี ไม่หักโหมจนเกินไปเพื่อป้องกันการเกิดอันตรายร้ายแรงที่อาจถึงแก่ชีวิตได้
</detail><keywords>แอลกอฮอล์, แอลกอฮอล์เป็นพิษ, Alcohol, หมดสติ, เมา, ร่างกาย</keywords><date>2024-12-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5358</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737589481.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="196"><Nid>5356</Nid><title>เปิดเงื่อนไข ทำอย่างไรถึงได้เกียรตินิยม</title><source>https://www.sanook.com/campus/1426795</source><detail>เปิดเงื่อนไข ทำอย่างไรถึงได้เกียรตินิยม
:
การได้เกียรตินิยมถือว่าเป็นเครื่องหมายความสำเร็จสุดพิเศษของการเรียนในระดับปริญญา ถือเป็นเกียรติสูงสุดที่หลายคนใฝ่ฝัน
:
มีเงื่อนไขอะไรบ้างถึงจะได้รับ?
เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง - ต้องมี GPA ตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และต้องไม่มีเกรดต่ำกว่า C
:
เกียรตินิยมอันดับสอง: - ต้องมี GPA 3.25 - 3.49
:
นอกจากนี้ ยังต้องเรียนจบภายในเวลาที่กำหนด ไม่เคยมีการสอบซ่อมหรือเรียนซ้ำรายวิชา
:
การได้เกียรตินิยมไม่เพียงแค่ทำให้เราภูมิใจ แต่ยังเปิดโอกาสในการสมัครงานและการเรียนต่อในอนาคต หากตั้งใจและรักษาเกรดให้ดีต่อเนื่องได้ โอกาสจะไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน พี่ ๆ STKC ขอเป็นกำลังใจให้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5356</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766766.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="197"><Nid>5355</Nid><title>เผยเหตุผล ทำไมอ่านหนังสือแล้วง่วงนอน</title><source>https://www.sanook.com/health/33321</source><detail>เผยเหตุผล ทำไมอ่านหนังสือแล้วง่วงนอน
:
หลายคนคงเคยเจออาการง่วงนอนทุกครั้งที่เปิดหนังสืออ่าน แม้จะตั้งใจแล้วก็ยังหลับไป วันนี้เรามีเหตุผลมาบอกกันว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
:
สาเหตุเกิดขึ้นได้หลายเหตุผล ยกตัวอย่างเช่น การนอนน้อยก่อนอ่าน, เนื้อหาที่ไม่น่าสนใจ, หรือการนั่งในท่าที่สบายเกินไปจนทำให้ร่างกายผ่อนคลายและง่วงนอน

วิธีแก้ไขให้ไม่ง่วงเมื่ออ่านหนังสือ?
- พักผ่อนให้เต็มที่ก่อนอ่าน
- ลองอ่านออกเสียง
- อ่านในที่มีแสงสว่างเพียงพอ
- นั่งอ่านบนเก้าอี้ ไม่ใช่บนเตียง
- อย่าลืมจิบน้ำและพักบ้าง
:
ลองวิธีเหล่านี้ดู รับรองอ่านหนังสือได้ยาว ๆ แบบไม่ง่วงแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5355</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766731.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="198"><Nid>5354</Nid><title>ตรวจสุขภาพ ควรตรวจอะไรบ้าง</title><source>https://www.sanook.com/health/13865</source><detail>ตรวจสุขภาพ ควรตรวจอะไรบ้าง
:
การตรวจสุขภาพประจำปีไม่ใช่แค่การเช็คสภาพร่างกาย แต่เป็นการวางแผนอนาคตเพื่อสุขภาพที่ดี ควรเตรียมตัวโดยการงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนการตรวจ เพื่อลดความผิดพลาดจากค่าต่าง ๆ เช่น น้ำตาล ไขมันในเลือด
:
เริ่มด้วยการตรวจเช็คข้อมูลพื้นฐาน เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง ความดันโลหิต และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ รวมถึงการตรวจสุขภาพที่ลึกขึ้น เช่น การเจาะเลือดเพื่อเช็คค่าต่าง ๆ ของร่างกาย การตรวจเช็คการทำงานของตับ ไต ฮอร์โมน รวมถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งตามอายุ เช่น มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกสำหรับผู้หญิง ส่วนผู้ชายควรตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก
:
ผู้สูงอายุหรือคนที่มีความเสี่ยง ควรตรวจสุขภาพหัวใจเพิ่มเติม รวมถึงการตรวจปอดและตับในกรณีที่มีการดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่
:
อย่าลืมแจ้งแพทย์เกี่ยวกับประวัติสุขภาพส่วนตัว เช่น การดื่มหรือสูบบุหรี่ เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจสอบปอด ตับและสุขภาพที่เกี่ยวข้องได้อย่างครบถ้วนนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5354</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766693.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="199"><Nid>5353</Nid><title>เมื่อนักบินอวกาศติดอยู่ในอวกาศจะเกิดอะไรขึ้น</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cdx6ep2557qo</source><detail>เมื่อนักบินอวกาศติดอยู่ในอวกาศจะเกิดอะไรขึ้น
:
สถานการณ์น่าอึดอัดนี้เกิดขึ้นเมื่อ นักบินอวกาศนาซา สุนีตา วิลเลียมส์ และบุตช์ วิลมอร์ ติดอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) มานานกว่าสองเดือนแล้ว
:
จากปัญหาของยานอวกาศสตาร์ไลเนอร์ที่ไม่สามารถพาพวกเขากลับโลกได้ตามแผนเดิม โดยยานพบปัญหาทางเทคนิคในการขับเคลื่อน แม้ว่าจะมีการทดสอบหลายครั้งบนโลก แต่สถานการณ์ในอวกาศยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
:
แม้จะติดอยู่ในอวกาศ แต่พวกเขาก็ยังสามารถทำงานในสถานีอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดยช่วยบำรุงรักษา ซ่อมแซมชุดอวกาศ ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ และดูแลกิจกรรมประจำวันของสถานี
:
ปัจจุบันนาซากำลังพิจารณาการใช้ยาน SpaceX Crew Dragon เพื่อนำพาพวกเขากลับสู่โลกในเดือนกันยายน 2025 ขณะที่นักบินอวกาศทั้งสองยังคงอยู่บนสถานีจนถึงตอนนั้น
:
สถานการณ์นี้ยังคงสะท้อนให้เห็นถึงความทุ่มเทและความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินของนักบินอวกาศ ซึ่งได้รับการฝึกฝนให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในทุก ๆ สถานการณ์ แม้ว่าจะไม่ใช่ครั้งแรกที่นักบินอวกาศต้องเผชิญกับความยากลำบากในอวกาศ แต่นี่ก็เป็นบทเรียนสำคัญในความปลอดภัยและความพร้อมของภารกิจอวกาศในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5353</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766650.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="200"><Nid>5352</Nid><title>ดาวโคจรพักร เหตุการณ์ดาวพุธโคจรถอยหลัง</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cmm22vegvq2o</source><detail>ดาวโคจรพักร เหตุการณ์ดาวพุธโคจรถอยหลัง
:
ดาวพุธโคจรพักร คือ ปรากฏการณ์ที่ดาวพุธดูเหมือนเคลื่อนที่ถอยหลังในท้องฟ้า แต่ความจริงแล้วเป็นแค่ภาพลวงตาจากการโคจรด้วยความเร็วที่ต่างกันระหว่างโลกและดาวพุธ
:
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นสามหรือสี่ครั้งต่อปี และมีผลกระทบในด้านโหราศาสตร์ว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะกับการเริ่มต้นสิ่งใหม่หรือการตัดสินใจสำคัญ ๆ แม้จะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน แต่ก็ยังดึงดูดความสนใจจากผู้ที่เชื่อในโชคลาภและความเชื่อ
:
ในปี 2024 ดาวพุธโคจรพักรจะเกิดขึ้นในช่วง
1 - 25 เม.ย.
5 - 28 ส.ค.
26 พ.ย. - 15 ธ.ค.
:
ถึงแม้ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ แต่หลายคนยังคงหลีกเลี่ยงการตัดสินใจสำคัญๆในช่วงนี้ เพื่อน ๆ มีประสบการณ์หรือความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ สามารถคอมเมนท์มาแชร์กันได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5352</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766607.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="201"><Nid>5351</Nid><title>ทำความรู้จักผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ให้มากขึ้น</title><source>https://www.sanook.com/health/2501</source><detail>ทำความรู้จักผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ให้มากขึ้น
:
โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) เป็นโรคทางจิตที่ทำให้ผู้ป่วยมีอารมณ์ที่แปรปรวนอย่างรุนแรงระหว่างช่วงที่ซึมเศร้า (Depressive Episode) และช่วงที่มีพลังเหลือล้นหรือคึกคักเกินไป (Manic Episode) ซึ่งอาการเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ไม่ใช่แค่การอารมณ์เสียหรือดีใจในช่วงสั้น ๆ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สามารถส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้
:
ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์บางคนอาจมีอาการซึมเศร้าก่อน แล้วจึงพัฒนาเป็นอาการคึกคักหรือเมเนีย ซึ่งในช่วงเมเนียจะมีการพูดเร็ว พูดมาก และมักมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การใช้เงินเกินตัว หรือมีความมั่นใจในตัวเองมากเกินไป จนมองข้ามข้อจำกัดของตัวเองหรือสถานการณ์รอบตัว
:
สิ่งสำคัญคือ ผู้ที่เป็นโรคไบโพลาร์สามารถรักษาให้หายดีขึ้นได้หากได้รับการดูแลจากจิตแพทย์และการใช้ยาปรับอารมณ์ แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือผู้ป่วยมักไม่ตระหนักถึงการป่วยในช่วงเมเนีย และอาจหยุดยาระหว่างที่รู้สึกดีขึ้น ซึ่งอาจทำให้โรคกำเริบกลับมาได้
:
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ในสังคมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะผู้ป่วยต้องการการดูแลและการยอมรับจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อนฝูง การสร้างความเข้าใจและไม่ตัดสินผู้อื่นจากการแสดงออกทางอารมณ์ เป็นสิ่งสำคัญในการช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ปกติและมีความสุขได้ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายจากโรคนี้ก็ตาม
:
ขอเพียงแค่ความเข้าใจและการสนับสนุนจากทุกคนในสังคม เราจะช่วยให้ผู้ป่วยโรคไบโพลาร์สามารถรักษาและใช้ชีวิตได้อย่างปกติได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5351</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766569.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="202"><Nid>5350</Nid><title>ควรให้อาหารสัตว์เลี้ยงวันละกี่มื้อถึงจะดีที่สุด</title><source>https://www.sanook.com/women/253953</source><detail>ควรให้อาหารสัตว์เลี้ยงวันละกี่มื้อถึงจะดีที่สุด
:
การให้อาหารสัตว์เลี้ยง ถือเป็นส่วนสำคัญที่เจ้าของต้องใส่ใจเพื่อให้สัตว์เลี้ยงของเรามีสุขภาพดีและชีวิตยืนยาว โดยเฉพาะคำถามที่ว่า “สุนัขและแมวควรกินอาหารกี่มื้อ?”
:
คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ขนาด และระดับกิจกรรมของแต่ละตัว
:
สำหรับลูกสุนัขและลูกแมวในช่วงอายุไม่เกิน 6 เดือน ควรได้รับอาหารหลายมื้อต่อวันเพื่อการเจริญเติบโตที่ดี โดยสามารถเริ่มต้นให้กินอาหาร 4 มื้อจนถึง 6 เดือน และเปลี่ยนเป็น 2 มื้อหลังจากนั้น
:
สำหรับสุนัขและแมวโต ควรได้รับอาหารวันละ 2 มื้อ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักและสุขภาพ โดยไม่แนะนำการให้อาหารแบบ "ฟรีสไตล์" ที่เจ้าของอาจไม่สามารถควบคุมปริมาณอาหารที่สัตว์เลี้ยงกินได้
:
การให้อาหารควรเลือกชนิดที่ครบถ้วนทางโภชนาการ พร้อมตรวจสอบให้แน่ใจว่าอาหารที่ให้เหมาะสมกับช่วงวัยและสภาพร่างกายของสัตว์เลี้ยง อย่าลืมเติมน้ำสะอาดให้สัตว์เลี้ยงทุกวัน และหลีกเลี่ยงการให้เศษอาหารหรือกระดูก เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
:
การดูแลสัตว์เลี้ยงให้ดีเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพและความสุขของพวกเขานั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5350</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766527.png</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="203"><Nid>5349</Nid><title>ใช้คอตตอนบัดปั่นหู มีภัยกว่าที่คิด</title><source>https://www.sanook.com/health/3377</source><detail>ใช้คอตตอนบัดปั่นหู มีภัยกว่าที่คิด
:
หลายคนชอบใช้คอตตอนบัดเช็ดหูเป็นประจำ แต่จริง ๆ แล้วการใช้คอตตอนบัดปั่นหูเป็นวิธีที่ไม่แนะนำเลย เพราะมันอาจทำให้เกิดอันตรายได้
:
วิธีทำความสะอาดหูที่ถูกต้องต้องทำยังไง?
1. ห้ามแคะหรือปั่นหูด้วยคอตตอนบัด อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง อักเสบ จนอาจเป็นโรคหูน้ำหนวกได้
:
2. ใช้คอตตอนบัดทำความสะอาด เพียงบริเวณใบหู และบริเวณปากรูหูเท่านั้น หากน้ำเข้าหูทุกครั้งเมื่ออาบน้ำสระผม ให้ใช้สำลีอุดหูก่อนสระผม
:
3. หากรู้สึกว่าน้ำเข้าหู ให้เอียงหูข้างนั้นลง เขย่าหัวเบา ๆ หรือกระโดดเบา ๆ ให้น้ำออกมาจากหูเอง หลีกเลี่ยงการใช้คอตตอนบัดเช็ดเข้าไปในรูหู
:
4. หากรู้สึกหูอื้อ น้ำเข้าหูนานกว่าปกติ รู้สึกว่ามีอะไรเข้าไปในหู หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบแพทย์ อย่าพยายามเช็ด หรือแคะข้างในหูเอง
:
ขี้หูเป็นสารธรรมชาติที่ช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหู ดังนั้นการทำความสะอาดหูที่ถูกต้องควรใช้คอตตอนบัดเช็ดเพียงรอบ ๆ ข้างนอกหูเท่านั้น หากมีน้ำเข้าหูหรือรู้สึกไม่สบาย ควรไปพบแพทย์แทนการแคะหูเอง เพราะหูเป็นอวัยวะที่สำคัญและบอบบางนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5349</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766487.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="204"><Nid>5348</Nid><title>รวมเรื่องเกี่ยวกับเอเลี่ยนที่มีการพิสูจน์แล้ว</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c15gwx314qvo</source><detail>รวมเรื่องเกี่ยวกับเอเลี่ยนที่มีการพิสูจน์แล้ว
:
เมื่อพูดถึง "เอเลี่ยน" หรือสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว หลายคนอาจนึกถึงภาพจากภาพยนตร์หรือจินตนาการที่เต็มไปด้วยความลึกลับ แต่ในความเป็นจริง วิทยาศาสตร์ก็ได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
:
มาดูกันว่ามีอะไรที่เรารู้เกี่ยวกับเอเลี่ยนบ้าง
1. โลกยังโชคดีที่ไม่เจอเชื้อโรคจากนอกโลก หลังจากการเดินทางของนักบินอวกาศอะพอลโล 11
2. มหาสมุทรบนดวงจันทร์ของดาวต่าง ๆ เป็นสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว
3. มนุษย์ยังไม่พร้อมรับมือกับการติดต่อกับเอเลี่ยน
4. สัญญาณจากอวกาศบางครั้งไม่ได้มาจากเอเลี่ยน
5. จุลินทรีย์จากโลกอาจไปถึงดาวอังคารแล้ว
6. การพบยูเอฟโอบ่อยขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
7. สิ่งมีชีวิตจากไซยาไนด์บนดวงจันทร์ไททันอาจเป็นไปได้
:
แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน แต่จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย หรือแม้แต่การพบสัญญาณลึกลับที่ไม่สามารถอธิบายได้ในปัจจุบัน ขณะที่มนุษย์ยังคงเตรียมตัวรับมือกับการติดต่อครั้งแรกกับเอเลี่ยนในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5348</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766440.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="205"><Nid>5347</Nid><title>มหาพายุสุริยะ ภัยร้ายจากอดีตที่รุนแรงกว่าเดิม</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cwyxvkrp5r6o</source><detail>มหาพายุสุริยะ ภัยร้ายจากอดีตที่รุนแรงกว่าเดิม
:
ดวงอาทิตย์กำลังเข้าสู่ช่วงที่พลังงานรุนแรงที่สุดในรอบ 11 ปี นักวิทยาศาสตร์ใช้วงปีต้นไม้และฟอสซิลไม้โบราณเป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาเหตุการณ์พลังงานในอดีต
:
พบว่าดวงอาทิตย์อาจเคยปลดปล่อยพลังงานระดับมหาศาล หรือเหตุการณ์มิยาเกะ ซึ่งรุนแรงยิ่งกว่าเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ในยุคใหม่ เช่น เหตุการณ์คาร์ริงตันในปี 1859 ที่ทำให้ระบบโทรเลขทั่วโลกล่ม และแสงออโรราสว่างจ้าจนมองเห็นได้ไกลถึงเขตร้อน
:
ผลกระทบของปรากฏการณ์เหล่านี้ในยุคปัจจุบันอาจทำให้ดาวเทียมหลุดวงโคจร ระบบ GPS ล่ม หรือไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ อย่างในรัฐควิเบกเมื่อปี 1989
:
การศึกษาล่าสุดยังบ่งชี้ว่า เหตุการณ์มิยาเกะอาจเกิดขึ้นได้ทุก 400–2,400 ปี และมีพลังทำลายล้างสูงถึง 10 เท่าของเหตุการณ์คาร์ริงตัน
:
หากเกิดขึ้นอีกครั้ง อาจสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลต่อเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานโลกในปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์จึงเร่งศึกษาวงปีไม้และแกนน้ำแข็งโบราณเพื่อทำความเข้าใจและเตรียมรับมือกับปรากฏการณ์เหล่านี้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5347</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766396.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="206"><Nid>5346</Nid><title>เรียนต่อหรือทำงานทันที แบบไหนดีกว่ากัน</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/64200</source><detail>เรียนต่อหรือทำงานทันที แบบไหนดีกว่ากัน
:
หลาย ๆ คนที่มีแผนจะเรียนต่อระดับปริญญาโท ต้องมีคำแบบนี้เกิดขึ้นแน่นอน วันนี้เราจะพาไปดูข้อดีของแต่ละแบบกัน
:
1. จบปริญญาตรี แล้วเรียนต่อปริญญาโททันที
ข้อดีคือเรายังอยู่ในวัยเรียน อายุยังน้อย สมองเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ได้มากกว่า และมีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียวคือการเรียน ไม่มีภาระเรื่องการทำงานมารบกวน ทำให้เราสามารถไปถึงเป้าหมายได้ง่ายกว่า
:
2. ทำงานหาประสบการณ์ก่อนแล้วค่อยเรียนต่อ
การมีประสบการณ์ทำงาน อาจช่วยเราสามารถแก้ปัญหาบางอย่างในการเรียนได้ดีกว่า และการทำงานก็จะช่วยให้เราสะสมทุนการศึกษาได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องแบ่งเวลาให้ดีระหว่างการเรียนและการทำงาน
:
แต่ไม่ว่าเราจะเลือกแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือความพร้อมของตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมด้านจิตใจ และความพร้อมเรื่องการเงิน แต่ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะเลือกทางไหน พี่ ๆ STKC ก็ขอเป็นกำลังใจให้ประสบความสำเร็จนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5346</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766359.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="207"><Nid>5345</Nid><title>Brain Dump ทิ้งขยะในสมอง ล้างพื้นที่ให้ว่างเพื่อเรียนรู้</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/65008</source><detail>Brain Dump ทิ้งขยะในสมอง ล้างพื้นที่ให้ว่างเพื่อเรียนรู้
:
ใครที่กำลังมีเรื่องที่ต้องคิด เรื่องค้างคาใจ วุ่นวายอยู่ในหัว หลับตาแล้วแต่สมองก็ยังหยุดคิดไม่ได้ ทำให้นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ วันนี้จะพาไปทำความรู้จักวิธีการทิ้งขยะในสมองกัน
:
ใครพร้อมแล้วให้เตรียมอุปกรณ์การเขียนที่ถนัดได้เลย อาจจะเป็นสมุด กระดาษ ปากกา หรือโทรศัพท์ แท็บเล็ตก็ได้
:
หลังจากนั้นเขียนอะไรก็ได้ที่อยู่ในหัวเรา ณ เวลานั้น ๆ อาจจะเขียนเป็นประโยคยาว ๆ  หรือเป็นหัวข้อสั้น ๆ ก็ได้ การระบายสิ่งที่วุ่นวายออกจากสมองออกไปให้ได้มากที่สุด  อาจจะเป็นเรื่องที่กำลังทุกข์ใจ หรือกังวล หรือเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้น อะไรหรือใครที่อยากขอบคุณก็ได้
:
ให้แบ่งเวลาเขียนแบบนี้ทุกวัน และกำหนดเวลาให้ชัดเจน อาจจะเริ่มต้นจากวันละ 5 นาที และใครที่มีปัญหานอนหลับยาก มีเรื่องวุ่นวายอยู่ในหัวมากมาย การทิ้งขยะสมองก็เป็นทางเลือกที่ดี และเริ่มต้นง่าย ๆ ได้ไม่ยากเลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5345</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766315.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="208"><Nid>5344</Nid><title>น้ำมันตับปลาและน้ำมันปลา ต่างกันยังไง</title><source>https://www.sanook.com/health/9145</source><detail>น้ำมันตับปลาและน้ำมันปลา ต่างกันยังไง
:
น้ำมันปลา และ น้ำมันตับปลา แม้จะมีชื่อคล้ายกัน แต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างอย่างมาก ทั้งในด้านแหล่งที่มา สารอาหารสำคัญ และประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ
:
น้ำมันตับปลา คือ น้ำมันที่สกัดมาจากตับของปลา ส่วนใหญ่เป็นปลาทะเล เต็มไปด้วยวิตามินเอ และวิตามินดีสูง
:
น้ำมันปลา สกัดมาจากปลาทะเลเช่นเดียวกัน แต่สกัดจากส่วนหนัง เนื้อ หัว และหางของปลาทะเลน้ำลึก อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3 DHA และ EPA
:
เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราควรกินตัวไหน?
- หากต้องการโอเมก้า-3 ในปริมาณสูง ควรเลือกรับประทานน้ำมันปลา
- หากต้องการประโยชน์จากวิตามินเอและดี ควรเลือกรับประทานน้ำมันตับปลา
:
และที่สำคัญ ก่อนจะเลือกผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมากิน ควรศึกษาวิธีทาน ปริมาณที่ควรทานให้พอดีกับร่างกายของตัวเอง เพื่อที่จะได้ประโยชน์สูงสุดกับร่างกายเรานั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5344</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766268.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="209"><Nid>5343</Nid><title>มนุษย์ VS AI ใครเล่าเรื่องตลกได้เก่งกว่ากัน</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c87g5r30xvqo</source><detail>มนุษย์ VS AI ใครเล่าเรื่องตลกได้เก่งกว่ากัน
:
มาถึงอาชีพนักเล่าเรื่องตลก กับ AI ที่กำลังถกเถียงกันว่าจะสามารถมาทดแทนกันได้หรือไม่
:
AI หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ ทำงานด้วยการประมวลผลข้อความหลายพันล้านบรรทัดที่คัดลอกจากอินเทอร์เน็ตและแหล่งอื่น ๆ โดยแกะรูปแบบและความสัมพันธ์ระหว่างคำกับรูปประโยคต่าง ๆ เครื่องมือเอไอจึงสามารถทำซ้ำข้อมูลที่มีอยู่แล้วในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเท่านั้น
:
ดังนั้นบทเกี่ยวกับเรื่องตลกที่สร้างจาก AI ก็เหมือนสิ่งที่เด็กอายุ 5 ขวบทำได้ อย่างทำซ้ำเรื่องตลกที่พวกเขาเคยได้ยินมาก่อน หรือพยายามทำให้มันดูแตกต่างจากเดิมอย่างชัดเจน แต่แค่นี้ก็ถือว่าเกินคาดแล้วสำหรับยุคนี้
:
ในขณะที่มนุษย์เองมีความคิดต่าง ๆ หลากหลายอย่างมาก และมันไม่ซ้ำกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากนี้พวกเขายังสามารถสร้างความตลกขบขันได้หลายรูปแบบภายใต้วัฒนธรรมของมนุษย์และบริบททางภาษาที่แตกต่างกัน
:
โดยสรุปง่าย ๆ ถึงแม้ในตอนนี้ AI สามารถสร้างเรื่องตลกขึ้นมาได้ แต่มีเพียงนักแสดงตลกที่เป็นมนุษย์เท่านั้นที่สามารถควบคุมความเคอะเขิน ก่อนจะหย่อนระเบิดที่สร้างเสียงหัวเราะต่อหน้าผู้ชมได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5343</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766223.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="210"><Nid>5342</Nid><title>ประชากรสัตว์ป่าทั่วโลกลดลงเฉลี่ย 73% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cjr3p3dn15ro</source><detail>ประชากรสัตว์ป่าทั่วโลกลดลงเฉลี่ย 73% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
:
WWF หรือ องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก เตือนว่ากิจกรรมของมนุษย์ที่ดำเนินไปอยู่ทุกวันนี้ ทำให้ประชากรสัตว์ป่าทั่วโลกลดลงเฉลี่ย 73% ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ช้างในป่าเขตร้อนไปจนถึงเต่ากระบริเวณแนวปะการังเกรทแบร์ริเออร์รีฟ
:
โดยเฉพาะการกระทำของมนุษย์ดังกล่าวคือ วิธีการผลิตและบริโภคอาหาร ทำให้เรากำลังสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติมากขึ้น
:
สัญญาณนี้จึงทำให้ผู้นำโลกเตรียมรวมตัวกัน เพื่อประชุมด้านชีวภาพและความหลากหลายทางชีวภาพของสหประชาชาติ และมีข้อตกลงสำคัญเกี่ยวกับการจัดสรรพื้นที่ 30% ของโลกไว้สำหรับธรรมชาติภายในปี 2030 นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5342</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766184.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="211"><Nid>5341</Nid><title>ภาวะ Blue Mind ภาวะจิตใจผ่อนคลายเมื่ออยู่ใกล้น้ำ</title><source>https://www.sanook.com/campus/1427527</source><detail>ภาวะ Blue Mind ภาวะจิตใจผ่อนคลายเมื่ออยู่ใกล้น้ำ
:
เคยสงสัยไหมครับ ว่าเวลาไปเที่ยวทะเลทีไร เราจะรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจทุกครั้ง
:
นั่นเป็นเพราะทฤษฎีที่เรียกว่า Blue Mind มันคือสภาวะทางจิตใจที่เกิดขึ้นเมื่อเราถูกโอบล้อมด้วยน้ำ ไม่ว่าจะอยู่ใกล้น้ำ ลงเล่นในน้ำ หรือแค่ฟังเสียงคลื่นซัดสาดริมฝั่ง สมองของเราจะเข้าสู่โหมดปลอดโปร่ง มีสมาธิ และสามารถปลดปล่อยจินตนาการได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้กระแสน้ำที่ไหลไปมามีไอออนประจุลบในปริมาณสูง ทำหน้าที่ให้สมองปล่อยสารเซโรโทนิน‎ (Serotonin) ที่ช่วยกระตุ้นอารมณ์ ลดความเครียด
:
นอกจากน้ำทะเลแล้ว น้ำไหลทุกที่ก็สามารถให้ผลลัพธ์เหมือนกัน แม้กระทั่งเสียงฝักบัวในห้องน้ำนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5341</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766130.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="212"><Nid>5340</Nid><title>ผัก 10 ชนิด ที่พบยาฆ่าแมลงตกค้างสูง</title><source>https://www.sanook.com/health/17825</source><detail>ผัก 10 ชนิด ที่พบยาฆ่าแมลงตกค้างสูง
:
การกินผักนั้นทำให้สุขภาพดี แต่หากมียาฆ่าแมลงตกค้างย่อมเกิดผลเสียแน่นอน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน หรือแม้แต่โรคมะเร็งในระยะยาว วันนี้จะพาไปดูผักที่มักพบยาฆ่าแมลงตกค้าง
:
ผักสดที่จำหน่ายตามท้องตลาด มีการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในปริมาณที่สูง ได้แก่ กวางตุ้ง, คะน้า, ถั่วฝักยาว, พริก, แตงกวา, กะหล่ำปลี, ผักกาดขาว, ผังบุ้งจีน, มะเขือ และผักชี
:
หากเราซื้อผักเหล่านี้มา ต้องทำความสะอาดเพื่อลดประมาณสารเคมีตกค้างในผัก โดยมีวิธีการดังนี้
:
1. แช่ผักในน้ำเปล่านาน 15 นาที
2. แช่น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 4 ลิตร และล้างด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง
3. แช่ผักด้วยน้ำผสมเบคกิ้งโซดาครึ่งช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 10 ลิตร
:
เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่เพื่อน ๆ ซื้อผักไม่ว่าชนิดไหน ควรล้างทำความสะอาดให้ดี ตามวิธีข้างต้น เพื่อลดสารเคมีตกค้างก่อนรับประทานเข้าไปในร่างกายนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5340</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734766082.png</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="213"><Nid>5339</Nid><title>ไขมันทรานส์อันตรายหรือไม่ พบได้ในอาหารแบบไหนบ้าง</title><source>https://www.sanook.com/health/11917</source><detail>ไขมันทรานส์อันตรายหรือไม่ พบได้ในอาหารแบบไหนบ้าง
:
ในประเทศไทย เคยมีประกาศจากกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายกรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) วันนี้เราไปดูรายละเอียดกัน
:
ไขมันทรานส์ (Trans Fat) ประเภทของไขมันที่มีส่วนประกอบหลักคือ กรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโครงสร้างชนิดทรานส์ โดยการเติมไฮโดรเจนเข้าไปในน้ำมันพืช เพื่อทำให้น้ำมันพืชแข็งตัวมากขึ้น โดยผู้ประกอบการมักเลือกใช้เนื่องจากมีราคาถูกกว่าไขมันทั่วไป
:
โดยไขมันทรานส์มีอันตรายดังนี้
1. โรคอ้วน
2. โรคหัวใจ
3. หลอดเลือดสมองตีบ
4. ไขมันในเลือดสูง
5. โรคเบาหวาน
6. ความดันโลหิตสูง
7. โรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์
8. จอประสาทตาเสื่อม
9. นิ่วในถุงน้ำดี
:
ส่วนมากไขมันทรานส์มักพบในอาหารตระกูลขนมหวานฝรั่ง เช่น คุกกี้ เค้ก โดนัท วิปครีม พาย ขนมกรุบกรอบต่างๆ เพราะฉะนั้นก่อนที่จะเลือกรับประทาน ควรดูส่วนประกอบเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไขมันทรานส์นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5339</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734761420.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="214"><Nid>5338</Nid><title>พลังงานนิวเคลียร์ อาจเป็นพลังงานหลักของโลกในอนาคต</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cx2d3xny8l1o</source><detail>พลังงานนิวเคลียร์ อาจเป็นพลังงานหลักของโลกในอนาคต
:
ในทศวรรษที่ 1950 และ 1960 พลังงานนิวเคลียร์เชิงพาณิชย์ได้รับการพัฒนาครั้งแรก โดยเชื่อว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าให้กับบ้านหลายล้านหลัง ด้วยยูเรเนียม 1 กิโลกรัมที่ให้พลังงานมากกว่าถ่านหินน้ำหนักเท่ากันถึง 20,000 เท่า ดูเหมือนว่านี่จะเป็นแหล่งพลังงานอนาคต
:
แต่ก็ต้องเจอปัญหาระดับใหญ่ เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติเชอร์โนบิล ซึ่งแพร่กระจายการปนเปื้อนของสารกัมมันตภาพรังสีไปทั่วยุโรปเมื่อต้นปี 1986 และตัดสินใจยุติการใช้พลังงานนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง
:
แต่ในปัจจุบันปี 2024 ประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังจริงจังเรื่องการผลิตพลังงานสะอาดอีกครั้ง และพลังงานนิวเคลียร์ก็เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจ หลายประเทศเริ่มมีแผนเปิดโรงงานนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น
:
จนตอนนี้ก็ยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องวิธีกำจัดสารกัมมันตภาพรังสีที่สะสมอยู่ ซึ่งบางส่วนจะยังคงเป็นอันตรายต่อไปหลายร้อยล้านปีนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5338</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734761383.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="215"><Nid>5337</Nid><title>ประโยชน์ของน้ำส้มสายชู ที่เป็นมากกว่าเครื่องปรุง</title><source>https://www.sanook.com/women/71365</source><detail>ประโยชน์ของน้ำส้มสายชู ที่เป็นมากกว่าเครื่องปรุง
:
เพื่อน ๆ ต้องรู้จักน้ำส้มสายชูอยู่แล้วใช่ไหมล่ะครับ เพราะเป็นหนึ่งในเครื่องปรุงยอดฮิตของคนไทย แต่รู้ไหมว่าน้ำส้มสายชูมีประโยชน์มากกว่านั้น จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. ป้องกันผ้าสีตก - วิธีคือให้ใช้น้ำส้มสายชู  1 ถ้วย ผสมในน้ำ 1 กะละมัง นำผ้ามาแช่ทิ้งไว้ จะทำให้ผ้าตัวนั้นไม่สามารถสีตกไปเปื้อนตัวอื่นได้
:
2. ช่วยเปลี่ยนผ้าสีหมองให้ขาวสะอาดขึ้น - โดยให้ผสมน้ำส้มสายชูในปริมาณเท่ากับน้ำยาซักผ้าขาวรวมกับผงซักฟอก แล้วให้แช่ทิ้งไว้ประมาณ  15 นาที
:
3. ใช้ลบคราบเหลืองที่ใต้รักแร้เสื้อ - วิธีคือ ใช้น้ำส้มสายชูทาบริเวณรอยเปื้อนให้ชุ่ม ทิ้งไว้ประมาณ  5-10 นาที แล้วนำผ้ามาซักตามปกติ
:
4. ช่วยให้ไข่ต้มปลอกเปลือกง่ายขึ้น - ให้เติมน้ำส้มสายชูครึ่งช้อนชาลงในน้ำที่จะทำการต้มไข่ น้ำส้มสายชูจะช่วยให้เปลือกไข่ล่อนปอกได้ง่ายขึ้น
:
5. ช่วยไม่ให้เนื้อปลาเละเวลาต้ม - ใส่น้ำส้มสายชู  1 ช้อนโต๊ะ ลงในน้ำต้มปลา จะช่วยให้เนื้อปลาไม่เละ และมีสีขาวน่ารับประทานอีกด้วย
:
และนี่ก็เป็นประโยชน์ในแง่อื่น ๆ ของน้ำส้มสายชูที่เพื่อน ๆ อาจไม่เคยรู้มาก่อน ใครมีไอเดียดี ๆ ในการใช้น้ำส้มสายชู สามารถคอมเมนท์มาบอกกันได้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-12-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5337</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734761339.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="216"><Nid>5336</Nid><title>ทำไมต้นคริสต์มาสต้องเป็นต้นสน</title><source>https://www.pptvhd36.com/news/ไลฟ์สไตล์/212435</source><detail>ต้นคริสมาสต์ ต้นไม้แห่งบาปของมนุษย์ 

ตำนานเล่าขานว่าในสมัยโบราณ "ต้นคริสต์มาส" หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ที่มีความเขียวชะอุ้มทุกฤดูกาล ที่ได้สื่อถึงความเป็นนิรันด์ของพระเจ้า วันหนึ่ง อาดัมและเอวา มนุษย์สองคนแรกที่พระเจ้าสร้างขึ้นได้หยิบผลไม้จากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นั้น ซึ่งถือเป็น ความผิดบาปร้ายแรง ขณะเดียวกันในวัฒนธรรมของชาวคริสต์ "ต้นคริสมาสต์" หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า แสดงถึงความผิดบาปของมนุษย์ 

ทำไมต้อนคริสมาสต์ต้องเป็นต้นสน

ศตวรรษที่ 8 มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี และได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก มิชชันนารีชาวอังกฤษจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตาม พิธีกรรรมของการระลึกถึงพระเยซูนี้แพร่หลายอย่างมากในชาติตะวันตก และต้นสนต้นโอ๊ก เป็นพันธุ์พืชที่หาได้ง่าย ชาวบ้านและคนท้องถิ่นจึงได้ใช้ต้นโอ๊กเป็นหลัก

ของตกแต่งบนต้นคริสมาสต์ และความหมายของมัน


	ดาวบนยอดต้นคริสมาสต์ 
	หมายถึงในพระคัมภีร์ไบเบิลบัญญัติว่า “the bright and morning star.”
	The Christmas Wreath 
	หมายถึง ถูกเชื่อว่าจะสามารถช่วยป้องกันบ้านเรือนจากพวกพลังอันชั่วร้ายได้
	Holly (ต้นฮอลลี่) 
	หมายถึงเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่มีต่อพระเจ้าซึ่งจะแสดงให้เห็นถึงหัวใจที่มีต่อความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า 
	ระฆังวันคริสต์มาส, กระดิ่งวันคริสต์มาส 
	หมายถึง เป็นการเฉลิมฉลองให้กับการกำเนิดของพระเยซู
	ดอก Poinsettia หรือดอกไม้คริสต์มาส 
	หมายถึง เกิดจากเรื่องเล่าว่าหญิงสาวชาวไร่ผู้ยากไร้ผู้กังวลถึงของขวัญที่จะนำไปมอบให้พระแม่มารี นางฟ้าจึงมอบเมล็ดพันธุ์ให้เมื่อถึงเทศกาลคริสต์มาสเมล็ดพันธุ์ได้เติบโต
	ดอกกุหลาบบนต้นคริสต์มาส (Christmas Rose)
	หมายถึง สื่อถึงความรักที่บริสุทธิ์ เพื่อมอบแก่พระเยซู
	ไฟประดับ, แสงเทียน หมายถึง เป็นการเปรียบเทียบถึงพระเยซูผู้ จากตำนานที่เล่าว่า ‘นำแสงสว่าง’ มาสู่โลกมนุษย์ 
	ลูกกวาดไม้เท้า (Candy Canes)
	หมายถึง 'ไม้เท้าของคนเลี้ยงแกะ' ซึ่งคนเลี้ยงแกะถือเป็นสมญานามของพระเยซู 
	เครื่องประดับและแอปเปิ้ล
	หมายถึง ต้นแอปเปิ้ลมองดูคล้ายกับต้นไม้แห่งชีวิตในแดนสวรรค์


​​​​​อย่างไรการใช้ต้นโอ๊ค หรือต้นสน มาใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์วันคริสมาสต์นั้นจะยังไม่ได้มีหนังสือหรือลายลักษณ์อักษรออกมายืนยัน แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่าเมื่อใดที่เห็นต้นสูงใหญ่สีเขียวประดับไฟ จะรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของความสุข และฤดูแห่งการเฉลิมฉลอง
</detail><keywords>ต้นสน, คริสต์มาส, ฤดูกาล, ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์, วัฒนธรรม, ชาวคริสต์</keywords><date>2024-12-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5336</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1766636208.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="217"><Nid>5335</Nid><title>สึนามิ</title><source>https://www.unhcr.org/th/tsunami</source><detail>           26 ธันวาคม 2547 วันนี้เมื่อ 19 ปีที่แล้ว ประเทศไทยต้องพบความสูญเสียรุนแรงจากคลื่นยักษ์หายนะที่เรียกว่า “สึนามิ”
เริ่มต้นเมื่อเวลา 07.58 น. (ตามเวลาประเทศไทย) เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ศูนย์กลางอยู่บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ห่างจากจังหวัดภูเก็ต ประมาณ 580 กิโลเมตร ที่ละติจูด 3.4 องศาเหนือ ลองจิจูด 95.7 องศาตะวันออก ขนาดความรุนแรง 8.9 ริกเตอร์ ส่งผลกระทบเกือบทุกจังหวัดในภาคใต้ รวมถึงอาคารสูงหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร

             ในเวลา 08.30 น. เกิดแผ่นดินไหวรู้สึกได้อีกครั้ง ศูนย์กลางอยู่บริเวณรัฐฉาน ประเทศพม่า ห่างจากจังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 200 กิโลเมตร ที่ละติจูด 20.76 องศาเหนือ 98.04 องศาตะวันออก มีขนาดประมาณ 6.4 ริกเตอร์ ทำให้เกิดความสั่นสะเทือนในหลายจังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน 
แผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางบริเวณเกาะสุมาตรา ที่เกิดขึ้นใต้น้ำ ก่อให้เกิดคลื่นน้ำขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า ‘สึนามิ’ (TSUNAMI) ส่งผลกระทบต่อสถานที่ท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย อาทิ หาดป่าตอง หาดกมลา หาดกะรน รวมถึงหาดในยาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติภูเก็ต รวมถึงประเทศอินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา มาเลเซีย อย่างรุนแรง
เหตุการณ์สึนามิถล่มไทย 6 จังหวัดภาตใต้ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดระนอง จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง และจังหวัดสตูล ทำให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5,400 คน บาดเจ็บกว่า 8,000 คน และสูญหายอีกจำนวนมาก บ้านเรือนประชาชน รีสอร์ต และโรงแรม ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ อาทิ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนน มูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท
           สาเหตุที่ทำให้เกิดสึนามิ มหันตภัยใหญ่ร้ายแรง สาเหตุของการเกิดสึนามิพบได้จากหลากหลายปัจจัย

1.การเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกที่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้ทะเล
2.แผ่นดินไหว
3.พายุหมุนเขตร้อน
4.การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ใต้ทะเล
5.เกิดการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเล
6.เกิดดินถล่มใต้ทะเล
</detail><keywords>สึนามิ, แผ่นดินไหว, ทะเล, ดินถล่ม</keywords><date>2024-12-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5335</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734597081.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านพื้นดิน-ธรณีวิทยา</category></row>
<row _id="218"><Nid>5327</Nid><title>ไขข้อข้องใจ ทำไมบางคนไม่ชอบผักชี</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4157</source><detail>แม้จะรู้ว่าผักชีไม่ได้มีดีแค่ใช้ตกแต่งอาหาร เพราะผักชีมีประโยชน์ ทั้งช่วยลดอาการไอ และแก้หวัด แก้อาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน บรรเทาอาการอาหารเป็นพิษ และลดระดับน้ำตาลในเลือด ถึงกระนั้น ก็มีคนจำนวนมากที่ไม่ชอบผักชี ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นนักวิทยาศาสตร์ได้พยายามไขข้อข้องใจนี้ จนพบว่าการไม่ชอบผักชีมีสาเหตุมาจากสารพันธุกรรมที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์

ในปี ค.ศ. 2012 นักพันธุศาสตร์ได้ศึกษายีน (Gene) ซึ่งทำหน้าที่กำหนดลักษณะทางพันธุกรรมของประชากรกลุ่มหนึ่งที่ไม่ชอบผักชี พบว่ามีลำดับของเบสตำแหน่งหนึ่งบนสาย DNA ที่ผิดปกติ และส่งผลต่อการแสดงออกลักษณะทางกายภาพ (Single-Nucleotide Polymorphism; SNP) โดยตำแหน่งที่มีความผิดปกตินั้นเกี่ยวข้องกับการรับกลิ่น (Olfactory receptor gene) ที่มีชื่อว่า OR6A2 ซึ่งอยู่บนโครโมโซมคู่ที่ 11 ทำหน้าที่ควบคุมการรับกลิ่นที่จำเพาะต่อสารอัลดีไฮด์หลายชนิดในผักชี ส่งผลให้บางคนรู้สึกว่าผักชีมีกลิ่น และรสเหมือนตัวเรือด (Bedbug หรือในภาษากรีกคือ Coriander) สิ่งสกปรก และสบู่

มีการสำรวจพบว่าประชากรในเอเชียตะวันออก เอเชียใต้ ยุโรป และแอฟริกาที่ไม่ชอบผักชี มีความผิดปกติของยีน OR6A2 ดังนั้นใครที่ไม่ชอบผักชีก็ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากคนอื่น ๆ เพราะว่ายังมีเพื่อนที่มีลักษณะพิเศษนี้อีกหลายคนอยู่ทั่วโลกเหมือนกับเรา



ภาพ โครโมโซมร่างกายของมนุษย์เพศชายทั้ง 23 คู่ (22 คู่ ลักษณะของร่างกาย และ 1 คู่ (XY) ควบคุมลักษณะเพศ )
โดยคู่ที่ 11 จะมียีนที่เกี่ยวกับการรับกลิ่น OR6A2
https://www.sciencedirect.com/topics/biochemistry-genetics-and-molecular-biology/human-chromosome
</detail><keywords>ผักชี, อาหาร, สารพันธุกรรม, ร่างกาย, นักพันธุศาสตร์, ยีน, DNA, โครโมโซม, สารอัลดีไฮด์</keywords><date>2024-12-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5327</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734399561.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="219"><Nid>5326</Nid><title>เรื่องกลิ่น ๆ ของกระเทียม</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4172</source><detail>กระเทียมจัดเป็นเครื่องเทศ ที่มีสารประกอบที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบในปริมาณมาก ทำให้กระเทียมมีกลิ่นรส (Flavor) เฉพาะตัว ซึ่งคนไทยนิยมใช้ในการประกอบอาหาร ทั้ง ต้ม ผัด น้ำพริก แกง และทอด สารที่พบในกระเทียมที่มีการพูดถึงกันมากที่สุดคือ สารอัลลิอิน (Alliin) ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นสารอัลลิซิน (Allicin) เมื่อกระเทียมถูกสับหรือทุบให้แตก สารอัลลิซินนี้เป็นสารที่ทำให้เกิดสารประกอบกำมะถันระเหยง่ายที่ให้กลิ่นฉุนในกระเทียม เช่น อัลลิลเมธิล ซัลไฟต์ (Allyl methyl sulfide) อัลลิลเมธิล ไดซัลไฟต์ (Allyl methyl disulfide) และอัลลิล เมอร์แคพเทน (Allyl mercaptan)

แม้ว่ากระเทียมจะมีกลิ่นที่ฉุน แต่จากข้อมูลงานวิจัยพบว่ากระเทียมสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา มีฤทธิ์ลดการจับตัวของเกล็ดเลือด เพิ่มความสามารถในการสลายไฟบริน (Fibrin) ซึ่งเป็นสารที่มีลักษณะเป็นเส้นใยเหนียว ซึ่งพบได้ในเลือด เป็นส่วนช่วยในการแข็งตัวของเลือดเมื่อเกิดบาดแผล ลดความดันโลหิตสูง ลดปริมาณไขมันและน้ำตาลในเลือด จากคุณประโยชน์เหล่านี้ จึงมีการใช้กระเทียมเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อช่วยบรรเทาภาวะไขมันในเลือดสูง ป้องกันโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัวและช่วยลดความดันโลหิตในผู้ป่วยที่ความดันโลหิตสูงเล็กน้อย
</detail><keywords>กระเทียม, กลิ่น, สารอัลลิอิน, กำมะถัน, กลิ่นฉุน, แบคทีเรีย, เชื้อรา</keywords><date>2024-12-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5326</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734485024.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="220"><Nid>5325</Nid><title>โนโรไวรัส (Norovirus) ตัวการท้องเสียระบาดในเจ้าตัวเล็ก</title><source>https://www.bangkokhospital.com/content/norovirus</source><detail>อาการติดเชื้อท้องเสียที่ระบาดกันมากในเด็กตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนกังวลใจนั้น อาจไม่ได้มาจากเชื้อแบคทีเรีย แต่มีต้นเหตุจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า โนโรไวรัส (Norovirus) ซึ่งส่งผลให้เจ้าตัวเล็กมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียนค่อนข้างรุนแรง ยิ่งถ้าภูมิต้านทานต่ำอาการอาจหนักและร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันไวรัสชนิดนี้ย่อมช่วยให้สามารถดูแลป้องกันเจ้าตัวเล็กและทำการรักษาได้ทันท่วงที

 

รู้จักโนโรไวรัส

โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร ไวรัสชนิดนี้ระบาดได้ง่ายและรวดเร็วแม้ร่างกายได้รับเชื้อในปริมาณเพียงเล็กน้อย ที่สำคัญทนต่อความร้อนและน้ำยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ได้ดี ดังนั้นเมื่อเกิดการปนเปื้อนของโนโรไวรัสในอาหารและน้ำดื่ม จึงทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน และสามารถติดต่อกันได้ง่าย เนื่องจากใช้เวลาเพียงไม่นานในการแพร่กระจายเชื้อ ไวรัสนี้พบระบาดได้มากในฤดูหนาว ติดต่อได้ง่ายในสภาพอากาศเย็น และทำให้เกิดโรคทั้งในเด็กและผู้ใหญ่

 

อาการที่พบ

อาการที่พบบ่อยหากได้รับเชื้อโนโรไวรัสภายใน 24 – 48 ชั่วโมง ได้แก่


	ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
	ปวดท้อง
	คลื่นไส้
	อาเจียน
	ปวดศีรษะ
	ไข้ต่ำ
	ปวดเมื่อยตามร่างกาย
	อ่อนเพลีย


 

การตรวจและรักษา

ตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อโนโรไวรัส ทำได้โดยการเก็บตัวอย่างอุจจาระเพื่อส่งตรวจพิเศษกับห้องปฏิบัติการ หากพบว่าติดเชื้อโนโรไวรัส แพทย์จะทำการดูแลรักษาตามอาการเป็นสำคัญ หากเด็กมีภูมิต้านทานที่ดีอาการจะดีขึ้นและหายได้เองภายใน 2 – 3 วัน          

แต่หากเด็กเกิดการขาดน้ำอาจทดแทนด้วยการดื่มน้ำเกลือแร่หรือการให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด รับประทานอาหารอ่อน ๆ หรือให้ยาแก้อาเจียนและยาแก้ปวดท้อง แต่ถ้าเด็กภูมิต้านทานต่ำ มีอาการรุนแรงถึงขั้นถ่ายตลอดเวลาต้องนำส่งโรงพยาบาลทันทีและอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะอาจเกิดการช็อก ความดันต่ำ และเสียชีวิตได้

 

การติดต่อของโรค

เชื้อโนโรไวรัสสามารถติดต่อได้ง่ายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง ด้วยพฤติกรรมต่าง ๆ ดังต่อไปนี้


	รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโนโรไวรัส พบบ่อยในน้ำดื่ม น้ำแข็ง ผักผลไม้สด หอยนางรม เป็นต้น
	เด็กจับหรือสัมผัสกับสิ่งของที่มีเชื้อโนโรไวรัสแล้วเอานิ้วเข้าปาก
	สัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง


 

ป้องกันระวังติดเชื้อ

การดูแลใส่ใจเรื่องความสะอาดคือหัวใจสำคัญของการป้องกันการติดเชื้อโนโรไวรัส ได้แก่


	ก่อนทานหรือหยิบจับอาหารและหลังเข้าห้องน้ำต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง
	การล้างมือให้สะอาดต้องล้างด้วยน้ำสบู่ โดยให้น้ำไหลผ่านไม่ต่ำกว่า 15 วินาที
	ดื่มน้ำที่สะอาด เลือกรับประทานอาหารที่สุก สะอาด สดใหม่
	เลี่ยงการหยิบจับหรือทำอาหารให้ผู้อื่น
	ใช้ช้อนกลางหากต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น


 

เพราะเชื้อโนโรไวรัสสามารถติดต่อได้ง่ายและปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกัน รวมถึงยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อไวรัสชนิดนี้โดยเฉพาะ จึงควรดูแลเจ้าตัวเล็กอย่างใกล้ชิดในเรื่องของการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่สะอาด ที่สำคัญล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง คือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ห่างไกลจากเชื้อโนโรไวรัส
</detail><keywords>โนโรไวรัส.Norovirus, ถ่ายเหลว, ปวดท้อง, คลื่นไส้, อาเจียน, ภูมิต้านทาน, ติดเชื้อ, ระบบทางเดินอาหาร, โรค</keywords><date>2024-12-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5325</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734315931.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734315931_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734315931_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734315931_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734315931_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1734315931_4.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="221"><Nid>5293</Nid><title>ท่านอนนั้นสำคัญไฉน</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4178</source><detail>ทราบหรือไม่ว่ามนุษย์ใช้เวลาในการนอนนานถึงหนึ่งในสามของอายุขัย การนอนหลับมีความสำคัญเนื่องจากจะทำให้ร่างกายได้พักผ่อนและฟื้นฟูจากความเหนื่อยล้า ที่เกิดจากการทำกิจกรรมมาตลอดทั้งวัน โดยปกติผู้ใหญ่วัยทำงานจะมีเวลานอนเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมง ทารกแรกเกิดนอนมากกว่า 12 ชั่วโมง เด็กนอนวันละ 10-12 ชั่วโมง เมื่อมีอายุมากขึ้นเวลานอนก็จะน้อยลงตามลำดับ ซึ่งนอกจากเวลานอนที่มีผลต่อความสดชื่นของร่างกายแล้ว คุณภาพในการนอนที่ดีก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน มีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอน อาทิเช่น ที่นอน หมอน หรือแม้แต่ท่านอน

ท่านอนหงาย เป็นท่านอนที่นิยมของคนส่วนใหญ่ เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีปัญหาสุขภาพ เพราะท่านอนหงายจะทำให้กะบังลมที่คั่นระหว่างช่องอกและช่องท้องทับอยู่บนปอดจึงทำให้หายใจไม่สะดวก ไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีโรคปอด และผู้ป่วยโรคหัวใจ เพราะจะทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือด และเกิดภาวะหายใจติดขัด สำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง การนอนหงายจะทำให้กระดูกสันหลังเรียงตัวไม่คดโค้ง แต่ที่นอนไม่ควรแข็งจนเกินไป เพราะจะทำให้แผ่นหลังเกิดแรงกดทับ ส่วนผู้ที่มีอาการปวดหลังจากโรคโพรงกระดูกสันหลังตีบรัดเส้นประสาท (Lumbar spinal stenosis) หากนอนหงายต้องนอนโดยงอเข่าขึ้น แล้วนำหมอนมารองใต้เข่า ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้เช่นกัน

ท่านอนตะแคงซ้าย เป็นท่านอนที่ทำให้หัวใจซึ่งอยู่ด้านซ้ายเต้นลำบาก ผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจจึงควรหลีกเลี่ยงท่านอนนี้ นอกจากนี้ยังทำให้หายใจไม่สะดวก เนื่องจากปอดด้านซ้ายไม่สามารถขยายตัวได้เต็มที่ แต่ข้อดีของการนอนตะแคงซ้ายคือ ป้องกันการเกิดกรดไหลย้อน เนื่องจากไม่ทำให้น้ำย่อยหรือสิ่งที่อยู่ในกระเพาะไหลย้อนขึ้นมาตามหลอดอาหาร แต่หากนอนทันทีหลังจากทานอาหารเสร็จ จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อนได้ ดังนั้นควรจะเว้นระยะเวลา 30 - 60 นาที ก่อนจะล้มตัวลงนอน หากไม่เว้นระยะพัก และเข้านอนด้วยท่าตะแคงซ้ายทันทีหลังทานอาหารเสร็จโดยไม่มีการเปลี่ยนท่าจะทำให้เกิดลมจุกเสียดที่กระดูกลิ้นปี่ ซึ่งเป็นตำแหน่งของกระเพาะด้านซ้ายทำให้เกิดอาการเจ็บปวดจากการกดทับเป็นเวลานาน

ท่านอนตะแคงขวา เป็นท่านอนที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับท่าอื่นๆ เนื่องจากหัวใจไม่ถูกกดทับ อาหารจากกระเพาะอาหารถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี เป็นท่านอนที่ช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้ แต่ข้อเสียคือ อาจทำให้เจ็บปวดหัวไหล่ขวา หรือปวดบริเวณต้นคอหากใช้หมอนต่ำเกินไป

สุดท้าย คือ ท่านอนคว่ำ เป็นท่านอนที่ทำให้หายใจไม่สะดวก และ ทำให้ปวดต้นคอได้ เนื่องจากต้องเงยมาด้านหลัง หรือหมุนไปด้านซ้าย หรือด้านขวานานเกินไป ผู้ที่มีอาการปวดต้นคอควรหลีกเลี่ยงท่านอนคว่ำ เพราะจะทำให้กระดูกต้นคอเกิดแรงกดทับมาก

ท่านอนแต่ละท่ามีข้อดีและข้อเสียต่างกัน แต่ไม่มีเกณฑ์ใดที่จะบ่งบอกแน่ชัดว่าท่านอนที่ถูกต้องที่สุดคือท่าใด การนอนท่าที่ตนสบายอาจเป็นวิธีการนอนที่ดีที่สุด แต่การเลือกท่านอนที่เหมาะสมกับสรีระและสุขภาพของตนเอง ก็เป็นแนวทางการนอนที่ดีเช่นกัน
</detail><keywords>นอน, พักผ่อน, ร่างกาย, ท่านอน, ปวดหลัง, เส้นประสาท, นอนหงาย, นอนตะแคงซ้าย, นอนตะแคงขวา</keywords><date>2024-12-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5293</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1733728369.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="222"><Nid>5292</Nid><title>ปรากฏการณ์ ติดอยู่ที่ปลายลิ้น ความซับซ้อนของสมองและความทรงจำ</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4185</source><detail>หลาย ๆ คนอาจเคยเจอเหตุการณ์ “รู้จัก แต่จำชื่อไม่ได้” ไม่ว่าจะเป็นชื่อของคน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานที่ โดยรู้สึกว่าคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก ไม่สามารถนึกออกมาเป็นคำพูดได้ จนเราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ติดอยู่ที่ริมฝีปาก” ซึ่งในภาษาอังกฤษ เราเรียกว่า Tip-of-the-tongue (ติดอยู่ที่ปลายลิ้น) เป็นปรากฏการณ์ที่สัมพันธ์กับกลไกการทำงานของระบบความจำ และการดึงข้อมูล (Information) ออกมาจากสมอง โดยสมองไม่สามารถเชื่อมโยงความหมายและเสียงของคำที่ต้องการได้ ซึ่งอาจเกิดจากการที่เราไม่ได้ยินหรือพูดคำนั้นเป็นเวลานาน แม้ว่าชื่อนั้นจะฝังอยู่ในความจำระยะยาว (Long-Term Memory) ก็ไม่สามารถดึงความจำออกมาได้ทั้งหมด ทำให้นึกออกเพียงพยางค์หรือตัวอักษรบางตัวเท่านั้น วิธีการหนึ่งที่จะทำให้เราสามารถนึกถึงคำเป้าหมายออกมาได้ คือ ให้พยายามนึกถึงพยัญชนะสำคัญที่พอจะนึกออก แล้วค่อย ๆ นำมาประกอบเป็นคำ ๆ จนกระทั่งสมองของเราสามารถเชื่อมโยงไปสู่คำที่ถูกต้องได้ ปรากฏการณ์ “ติดอยู่ที่ปลายลิ้น” นี้ เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และเป็นเรื่องปกติหากเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว หรือเกิดขึ้นบ่อยเมื่อมีอายุมากขึ้น แต่เมื่อไหร่ที่ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นบ่อยจนกระทั่งรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน ความผิดปกตินี้จะเรียกว่า ภาวะหลงลืมทางภาษา (Anomic aphasia) ซึ่งเกิดจากผู้ป่วยที่เคยมีภาวะเส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบ (Stroke) หรือเกิดอุบัติเหตุทางสมองมาก่อน และหากเกิดขึ้นในระยะยาว จะกลายเป็นภาวะหลงลืมภาษา ชนิด PPA หรือ Primary Progressive Aphasia ซึ่งเป็นความผิดปกติระยะแรกเริ่มที่อาจนำไปสู่โรคสมองเสื่อม (Dementia) ได้
</detail><keywords>ปรากฏการณ์, ปลายลิ้น, สมอง, ความทรงจำ, หลงลืมทางภาษา, Tip-of-the-tongue</keywords><date>2024-12-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5292</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1733728100.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="223"><Nid>5287</Nid><title>จริงหรือไม่ ขวดน้ำพลาสติก (PET) ใช้ซ้ำก่อมะเร็ง </title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4183</source><detail>รู้หรือไม่ว่า ขวดน้ำพลาสติกใสที่เป็นภาชนะใส่น้ำดื่มนั้น ทำมาจากพลาสติกที่ชื่อว่า Polyethylene terephthalate หรือเรียกสั้น ๆ ว่า PET ซึ่งพลาสติกชนิดนี้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีเนื้อใส (A-PET) และกลุ่มที่เป็นผลึกสีขาว (C-PET) ขวดบรรจุน้ำดื่มที่เป็นขวด PET นี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้เพียงครั้งเดียว แล้วจึงนำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ การนำขวดน้ำดื่ม PET มาใช้ซ้ำนั้นอาจจะทำให้ร่างกายได้รับอันตรายจากการปนเปื้อนจุลินทรีย์ที่มาจากการทำความสะอาดด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้องมากกว่า ส่วนข้อสงสัยที่ว่าการใช้ซ้ำจะทำให้สารเคมีที่มีอยู่ในบรรจุภัณฑ์ปนเปื้อนเข้าไปในน้ำดื่มที่บรรจุอยู่นั้น จากงานวิจัยของนักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยไอดาโฮ (University of Idaho) ทําการตรวจวิเคราะห์สารเคมีที่แพร่กระจายออกมาจากขวดน้ำ PET พบว่ามีสารเคมี 4 ชนิด ซึ่งสารเคมีเหล่านี้จะแพร่กระจายออกมาในปริมาณที่มากขึ้นเมื่อขวดถูกนํามาใช้ซ้ำหลายครั้ง ซึ่งนั่นจะทำให้สารเคมีอยู่ในระดับที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการก่อมะเร็งได้

หนึ่งใน 4 ของสารเคมีที่พบคือ DEHA (di (2–ethylhexyl) adipate) เป็นสารพลาสติกไซเซอร์ ที่ช่วยให้พลาสติกมีความยืดหยุ่น รีดดึงได้ง่าย มักใช้ในพลาสติกหลายชนิด เช่น ฟิล์มห่ออาหาร สารชนิดนี้จะแพร่กระจายอยู่ในอาหารที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบ เช่น ชีสหรือเนื้อสัตว์ แต่พบในปริมาณที่น้อย และเป็นสารที่ไม่ก่อมะเร็งในมนุษย์ แต่ในวงการพลาสติกและพอลิเมอร์ รวมถึง สมาคมพลาสติกสหรัฐอเมริกา (The America Plastics Council) ยืนยันว่าไม่มีการใช้สาร DEHA ในการผลิตขวด PET อีกทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริกาก็ได้ออกมายืนยันว่ากระบวนการผลิตขวด PET และพลาสติก PET ไม่มีความเกี่ยวข้องกับสารอันตรายใด ๆ

ดังนั้นสรุปได้ว่า สามารถนำ ขวดพลาสติก PET กลับมาใช้ซ้ำได้ ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่ไม่ควรใช้ซ้ำหลาย ๆ ครั้งเนื่องจากอาจก่อให้เกิดการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ ถ้าจำเป็นต้องใช้ซ้ำ ก็ควรทำความสะอาดเพื่อลดการสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อเห็นว่าขวด PET เริ่มขุ่น มีรอยขีดข่วน บุบหรือแตก ก็ไม่ควรนำมาใช้ซ้ำอีก เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากจุลินทรีย์ที่สะสมในรอยแตกของบรรจุภัณฑ์และส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้บริโภคได้
</detail><keywords>ขวดน้ำพลาสติก, PET, รีไซเคิล, จุลินทรีย์, บรรจุภัณฑ์, สารเคมี, มะเร็ง, สุขภาพ</keywords><date>2024-12-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5287</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1733359458.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="224"><Nid>5285</Nid><title>อันตรายจากควันธูป</title><source>https://multimedia.anamai.moph.go.th/help-knowledgs/incense//#:~:text=สารอันตราย%20สารเบนซีน,ปอด%20และมะเร็งกระเพาะ%20ปัสสาวะ</source><detail>สารอันตราย สารเบนซีน (Benzene)1,3 บิวทาไดอีน (1,3-Butadiene) เบนโซเอไพรีน (Benzo(a)pyrene) เป็นสารก่อมะเร็งที่เกิดจากการเผาไหม้ของกาว ขี้เลื่อย และน้ำหอมในธูป สารดังกล่าว ก่อมะเร็งได้หลายชนิด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะ ปัสสาวะ

ในควันธูปยังมีสารมลพิษอีกหลายชนิดที่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มีฤทธิ์ทำให้ระคายเคือง ตาและระบบทางเดินหายใจ เช่น ตาแห้ง แสบตา น้ำตาไหล ระคายเคืองจมูก จาม ไอ ระคายคอ หายใจลำบาก และทำให้ปวดศีรษะ เหนื่อยล้า ง่วงนอน และหมดสติได้หากสูดดมนาน

หลีกเสี่ยง…สูดดม

หากจะห้ามไม่ให้จุดธูปคงทำไม่ได้  ดังนั้นการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ดังนี้

หลีกเลี่ยงการจุดธูปในบริเวณที่อากาศไม่ถ่ายเท  หรือถ่ายเทไม่สะดวก  เช่น  ห้องแอร์ ห้องที่ไม่มีประตูหน้าต่าง
ควรใช้ธูปขนาดสั้นแทนธูปขนาดยาวเพื่อให้เกิดควันน้อยกว่า
ศาลเจ้าควรตั้งกระถางธูปไว้นอกอาคารหรือในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก  และเมื่อเสร็จพิธีการ  ควรดับหรือเก็บธูปให้เร็วขึ้น  เพื่อป้องกันอันตรายและเสี่ยงการเกิดไฟไหม้
เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในศาสนสถานควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันธูปเป็นเวลานานและต่อเนื่อง  หลังสัมผัสควันธูป  ควรล้างมือ  ล้างหน้าล้างตาให้บ่อยขึ้น
4 กลุ่มเสี่ยง…ต้องระวัง

กลุ่มเด็ก  สตรีมีครรภ์  ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว  เช่น  โรคหัวใจ  หอบหืด  ภูมิแพ้ถุงลมโป่งพอง  เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น  โดยเฉพาะเด็กเล็ก  โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก  ส่วนใหญ่เกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม  เช่น  อับทึบ  ชื้น  มีเชื้อรา 

ดังนั้น  จึงควรหลีกเลี่ยงสัมผัสหรือสูดดมควันธูป  หากเลี่ยงไม่ได้ให้ใช้ผ้าเช็ดหน้าหรือหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูก  หลีกเลี่ยงการพักผ่อนหรือนอนหลับบริเวณที่จุดธูป  และหมั่นทำความสะอาดบ้านอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเพื่อลดการสะสมฝุ่นละอองจากควันธูปที่อาจตกค้างได้</detail><keywords>ควันธูป, ธูป, สูดดม, อันตราย</keywords><date>2024-12-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5285</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1733296656.png</img_link><category>เคมีอิเล็กทรอนิกค์ เช่น เซลล์แห้ง,</category></row>
<row _id="225"><Nid>5281</Nid><title>ค่า BMI คืออะไร คำนวณยังไง?</title><source>https://www.sanook.com/health/36865</source><detail>ค่า BMI คืออะไร คำนวณยังไง?
:
ค่า BMI คือ ค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) ใช้ในการประเมินภาวะน้ำหนักตัวของบุคคลโดยเทียบกับส่วนสูง เพื่อดูว่าบุคคลนั้นมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมหรือไม่
:
การคำนวณ BMI คำนวณจากสูตร คือ BMI = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม)​ / ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลัง 2
:
วิธัการดูผลลัพธ์
- น้อยกว่า 18.50 : น้ำหนักน้อย / ผอม
- ระหว่าง 18.50 - 22.90 : น้ำหนักปกติ (สุขภาพดี)
- ระหว่าง 23 - 24.90 : ท้วม / เริ่มอ้วน
- ระหว่าง 25 - 29.90 : อ้วน
- 30.0 ขึ้นไป : อ้วนมาก
:
BMI จะเป็นตัวชี้วัดคร่าว ๆ ของสุขภาพ แต่ไม่ได้สะท้อนองค์ประกอบร่างกาย เช่น สัดส่วนไขมันและกล้ามเนื้อ ซึ่งการคำนวณค่า BMI มีประโยชน์ในหลายด้าน โดยเฉพาะสำหรับการประเมินเบื้องต้นเกี่ยวกับภาวะน้ำหนักและความเสี่ยงต่อสุขภาพนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-11-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5281</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1732890817.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="226"><Nid>5280</Nid><title>มือถือชาร์จช้า เกิดจากอะไรได้บ้าง</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1606395</source><detail>มือถือชาร์จช้า เกิดจากอะไรได้บ้าง
:
เพื่อน ๆ เคยรู้สึกว่า จู่ ๆ มือถือเราก็ชาร์จไฟเข้าช้ากว่าปกติไหมครับ วันนี้จะพาไปดูความเป็นไปได้ว่าสามารถเกิดจากอะไรได้บ้าง
:
สายชาร์จและอะแดปเตอร์ - หากมันเคยชาร์จได้ไว แต่จู่ ๆ ชาร์จได้ช้า อาจเกิดจากการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์เหล่านี้ก็ได้ แก้ไขได้ด้วยการลองเปลี่ยนอุปกรณ์
:
แบตเตอรี่ - สุขภาพแบตเตอรี่ของเราอาจจะลดลงจากวันแรก ทำให้มันเสื่อมประสิทธิภาพในการเก็บไฟ หากเป็นที่แบตเตอรี่ สามารถแก้ได้ด้วยวิธีเปลี่ยนแบตก้อนใหม่
:
ตัวเครื่อง - อาจเกิดจากช่องชาร์จสกปรก มีฝุ่นหรือเศษผงเข้าไปอุดตัน ให้ลองทำความสะอาด แล้วดูผลว่ากลับมาปกติไหม
:
หากใครลองทั้ง 3 ข้อแล้วยังไม่หาย แนะนำให้นำอุปกรณ์ทั้งหมด ทั้งตัวเครื่องและอุปกรณ์ชาร์จไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ และรับการแก้ปัญหาในขั้นตอนต่อไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-11-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5280</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1732890776.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="227"><Nid>5279</Nid><title>บนดวงจันทร์บริวารดาวยูเรนัส อาจพบสิ่งมีชีวิต</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/crmzxrkp9jro</source><detail>บนดวงจันทร์บริวารดาวยูเรนัส อาจพบสิ่งมีชีวิต
:
ดาวยูเรนัส หรือที่คนไทยเรียกกันว่า "ดาวมฤตยู" มีดวงจันทร์บริวารที่อาจจะมีมหาสมุทร และอาจจะมีสภาพที่เอื้อต่อการมีสิ่งมีชีวิตด้วย
:
ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเราเชื่อกันว่า ดาวยูเรนัส และดวงจันทร์บริวารของมัน เป็นดาวที่ตายแล้วและไร้สิ่งมีชีวิต เนื่องจากได้ข้อมูลมาจากยานวอยเอเจอร์ 2 ที่ได้เดินทางไปเยือนดาวเคราะห์ดวงนี้เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้ว
:
แต่เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลใหม่อีกครั้งก็พบว่า ข้อมูลที่ได้จากยานวอยเอเจอร์ 2 บังเอิญเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับการเกิดพายุสุริยะรุนแรงในขณะนั้น จนนำไปสู่ความเข้าใจผิดหลายอย่าง หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ในวันที่ยานวอยเอเจอร์ 2 บินผ่านดาวเคราะห์ดวงนี้ เป็นช่วงเวลาที่ไม่ดีนัก
:
ดังนั้นนาซาได้วางแผนที่จะเริ่มภารกิจสำรวจอวกาศใหม่ขึ้นในชื่อว่า The Uranus Orbiter and Probe (ยานสำรวจและยานโคจรรอบดาวยูเรนัส) เพื่อกลับไปสำรวจดาวยูเรนัสในระยะใกล้ที่สุดในระยะเวลาอีกไม่เกิน 10 ปีต่อจากนี้ เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับดาวยูเรนัสอีกครั้งนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-11-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5279</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1732890724.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="228"><Nid>5270</Nid><title>จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อตับอักเสบจากยา</title><source>https://www.thaihealth.or.th/เมื่อตับอักเสบจากยา/</source><detail>ตับเป็นอวัยวะสีน้ำตาลแดงเหมือนคอนโดมิเนียมแปดหลังเรียงตัวกันเป็นรูปสามเหลี่ยมมีน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม หรือประมาณ 10 % ของน้ำหนักตัว แบ่งง่ายๆคือตับซีกซ้าย ตับซีกขวา โดยตับซีกขวาครอบคลุมพื้นที่แระมาณ 80% ของตับทั้งหมด ตับวางตัวอยู่ในช่องอกด้านขวาโดยมีกระดูกซี่โครงเป็นกำแพงปกป้องตับ  ซึ่งตับเป็นอวัยวะที่มีค่าไม่น้อยกว่าหัวใจหรือสมอง ตับทำหน้าที่สร้างสารอาหาร (โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต) สร้างน้ำดี สร้างภูมิต้านทาน นอกเหนือจากนั้นตับยังมีหน้าที่ทำลายพิษทั้งหลายที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น ยา สารเคมี แอลกอฮอล์ ดังนั้นภาวะใดๆ ก็ตามที่ทำให้ตับอักเสบก็ย่อมทำให้หน้าที่ดังกล่าวเบื้องต้นบกพร่องหรือทำไม่ได้

ตับอักเสบ หมายถึง โรคที่เกิดจากเซลล์ของตับมีอาการอักเสบหรือบาดเจ็บ หรือถูกทำลายจนส่งผลให้การทำงานของตับผิดปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ สำหรับในประเทศไทยที่พบบ่อย คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบการดื่มแอลกอฮอล์ ยาและสารพิษ อาหารเสริม สมุนไพร

ยาในท้องตลาดไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด สามารถทำให้ตับอักเสบได้ ในต่างประเทศนั้น มากกว่าครึ่งตับวายเฉียบพลันเกิดจากยา และสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพาราเซตามอล

สาเหตุของตับอักเสบจากยาที่พบบ่อย

-ยาปฏิชีวนะ ยารักษาวัณโรค ยาต้านเชื้อรา

-ยาบรรเทาอาการ เช่น พาราเซตามอล

-สมุนไพร

-อาหารเสริม และไวตามิน

 

ผลเสียที่เกิดจากตับอักเสบ

-ตับอักเสบเฉียบพลัน

-ตับวาย

-ตับอักเสบเรื้อรัง

-ตับแข็ง

 

จากรายงานในต่างประเทศพบว่าผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคตับอักเสบจากยาจนต้องนอนโรงพยาบาลมีประมาณ 0.1-3% และมีคนตายจากยาเนื่องจากตับวายเฉียบพลันประมาณ 10%
</detail><keywords>โรคตับอักเสบ, ตับ, ตับแข็ง, ตับวาย, ตับอักเสบ, เซลล์, เชื้อไวรัสตับอักเสบ, อวัยวะ</keywords><date>2024-11-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5270</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1732590401.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="229"><Nid>5268</Nid><title>รู้วิธีกินโซเดียมให้น้อยลง</title><source>https://www.thaihealth.or.th/รู้วิธี-กินโซเดียมให้น-2/</source><detail>โซเดียมที่เราบริโภคกันเป็นประจำ ก็คือโซเดียมที่อยู่ในรูปของ “เกลือแกง” (เกลือ มีส่วนประกอบอยู่ ๒ อย่าง คือโซเดียมกับคลอไรด์) และน้ำปลา ซึ่งมีรสเค็ม จากการสำรวจพบว่าคนไทยกินเกลือที่มีอยู่ในอาหารและเครื่องปรุงรส โดยเฉลี่ยวันละประมาณ ๗ กรัม

หากปรุงอาหารเอง : ควรลดปริมาณเรื่องปรุงรสในอาหาร เช่น น้ำปลา ซอสปรุงรส ซีอิ๊ว น้ำมันหอย ผงชูรส และควรตวงก่อนปรุงรสทุกครั้ง

หากกินข้าวนอกบ้าน : ควรหลีกเลี่ยงการปรุงรสเพิ่ม หลีกเลี่ยงการเติมพริกน้ำปลา ซอสพริก ซอสมะเขือเทศ และไม่ควรซดน้ำแกงหรือน้ำซุปจนหมด เพราะโซเดียมจากเครื่องปรุงรสต่างๆ ส่วนใหญ่จะละลายอยู่ในน้ำแกงหรือน้ำซุป ซึ่งหากเป็นไปได้ควรประกอบอาหารกินเองแทนการกินข้าวนอกบ้าน

1) ถ้าต้องกินอาหารนอกบ้าน : ควรชิมอาหารก่อนเติมเครื่องปรุงทุกครั้งและควรปรับพฤติกรรมการกิน โดยปรุงน้อยๆ ไม่เติมน้ำปลาหรือซอสต่างๆ ตามชอบใจ รวมถึงควรหลีกเลี่ยงการเติมน้ำจิ้มในอาหารต่างๆ และไม่ควรกินอาหารจำเจอย่างเดียว

2) หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัด : อาหารหมักดอง-แช่อิ่ม อาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว หรือเลือกกินอาหารธรรมชาติ แต่ถ้าจำเป็นต้องกิน ควรอ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง แล้วเลือกอาหารที่มีโซเดียมน้อยที่สุด

นอกจากนั้นยังควรลดการกินขนมหวานที่มีโซเดียม เช่น กล้วยบวชชี และอาหารที่มีโซเดียมแผง ขนมอบทุกชนิดที่ใส่ผงฟู เช่น ขนมปัง เค้ก คุ้กกี้ โดนัท พาย ซาลาเปา
</detail><keywords>โซเดียม, อาหาร, เครื่องปรุง, อาหารรสจัด, แช่อิ่ม, แปรรูป, อาหารกระป๋อง, อาหารแช่แข็ง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ขนมหวาน</keywords><date>2024-11-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5268</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/filefield_paths/1112_%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%A5%E0%B8%87.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="230"><Nid>5266</Nid><title>ความเหงาอันตรายกว่าที่คิด เทียบเท่าการสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน</title><source>https://www.sanook.com/campus/1427019</source><detail>ความเหงาอันตรายกว่าที่คิด เทียบเท่าการสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวัน
:
ความเหงาใครคิดว่าไม่สำคัญ เพราะองค์การอนามัยโลกได้ออกมาเตือนว่าอันตรายเท่ากับการสูบบุหรี่มากถึง 15 มวนต่อวัน
:
ความเหงา (Loneliness) เป็นความรู้สึกหนึ่งของมนุษย์ ที่เกิดขึ้นจากการรับรู้ว่าตนขาดการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม หรือมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมน้อยกว่าที่ตนต้องการ
:
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริคแฮมชี้ว่า ความเหงานั้นสามารถก่อให้เกิดปัญหาความเครียด ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นซึมเศร้า อีกทั้งอาจจะทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ดี เช่น การดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น, การไม่รับประทานอาหารจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ อันตรายเทียบเท่ากับโรคอ้วน หรือการสูบบุหรี่ 15 มวนต่อวันเลยทีเดียว
:
ความเหงานั้นเป็นภัยเงียบมากกว่าที่คิด เนื่องจากสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ลองเปิดโอกาสมองย้อนดูในสิ่งที่เราทำได้ เพื่อให้ความเหงาได้หายไปจากใจบ้างก็จะเป็นการดีกว่านะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-11-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5266</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1732055718.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="231"><Nid>5265</Nid><title>4 ข้อเสี่ยงที่เกิดจากการวางยาสลบสัตว์เลี้ยง</title><source>https://www.sanook.com/women/254705</source><detail>4 ข้อเสี่ยงที่เกิดจากการวางยาสลบสัตว์เลี้ยง
:
ปกติแล้ว เราจะวางยาสลบสัตว์เลี้ยงในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ เท่านั้น เนื่องจากมีความเสี่ยง มีโอกาสทำให้สัตว์เลี้ยงเสียชีวิตได้
:
ปัจจัยเสี่ยงที่ควรพิจารณาก่อนการวางยาสลบสัตว์เลี้ยงมีดังนี้
อายุ - สัตว์เลี้ยงอายุมากหรือมีสุขภาพไม่แข็งแรง อาจมีความเสี่ยงในการดมยาสลบสูงขึ้น
:
ประวัติการรักษา - โรคประจำตัวที่เคยเป็นมา เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ หรือโรคไต อาจส่งผลต่อการตอบสนองต่อยาชา
:
ความรุนแรงของโรค - ความรุนแรงของโรคประจำตัว จะส่งผลต่อความเสี่ยงในการดมยาสลบ
:
ระยะเวลาของการผ่าตัด - การผ่าตัดที่ใช้เวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อน
:
ดังนั้นก่อนที่จะทำการวางยาสลบสัตว์เลี้ยง ต้องกระทำโดยสัตว์แพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น และควรมีการตรวจสุขภาพรวมถึงตรวจเลือดอย่างละเอียด เพื่อประเมินสุขภาพโดยรวม และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-11-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5265</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1732055677.png</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="232"><Nid>5264</Nid><title>อยู่บ้านต้องทาครีมกันแดดไหม?</title><source>https://www.sanook.com/health/30373</source><detail>อยู่บ้านต้องทาครีมกันแดดไหม?
:
สมัยนี้ การทาครีมกันแดดก่อนออกนอกบ้าน คงเป็นวิถีปกติที่หลาย ๆ คนทำกันอยู่แล้ว แต่หากวันไหนต้องทำงานอยู่บ้านทั้งวัน จำเป็นต้องทาครีมกันแดดอยู่ไหม? วันนี้มาดูกันเลย
:
รังสียูวีในแสงอาทิตย์ มีทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ UVA, UVB และ UVC แต่ UVC จะถูกชั้นโอโซนของโลกดูดซับ สะท้อนกลับ หรือทำลายได้ทั้งหมด จะหลงเหลือแค่ UVA และ UVB ที่ส่องผ่านเข้ามา
:
ในความเป็นจริงแล้ว ถึงแม้จะอยู่แต่ในบ้าน เราก็ยังได้รับ UV จากแสงที่เล็ดลอดเข้ามาทางหน้าต่างหรือกระจกอยู่ดี แนะนำว่าควรทาครีมกันแดดอยู่เสมอ โดยใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF และ PA ที่เหมาะสม
:
ครีมกันแดดนั้นทำหน้าที่เปรียบเสมือนเกราะป้องกันผิวไม่ให้ผิวโดนทำร้ายจากรังสียูวีในแสงอาทิตย์ ถึงแม้จะไม่ได้ออกจากบ้านก็ควรทาเป็นประจำ เพื่อปกป้องผิวไม่ให้เกิดริ้วรอย จุดด่างดำ และผิวแก่ก่อนวัยอันควรนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-11-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5264</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1732055634.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="233"><Nid>5263</Nid><title>รถไฮบริด VS รถไฟฟ้า ยุคนี้เลือกแบบไหนดีกว่า?</title><source>https://www.sanook.com/auto/93659</source><detail>รถไฮบริด VS รถไฟฟ้า ยุคนี้เลือกแบบไหนดีกว่า?
:
ในยุคนี้ที่รถไฮบริดและรถไฟฟ้าแข่งกันผลิตจนมีตัวเลือกให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ เลือกเต็มไปหมด อีกทั้งความพร้อมเรื่องสถานีชาร์จไฟฟ้าก็มีทั่วประเทศแล้ว แล้วในวันนี้เลือกรถไฮบริดหรือรถไฟฟ้าดีกว่ากัน?
:
รถไฮบริด - เป็นการผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในและมอเตอร์ไฟฟ้า สามารถเติมน้ำมันได้ตามปั๊มน้ำมันทั่วไป ไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จมากนัก
:
เหมาะกับใคร? - เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่อยากกังวลเรื่องการชาร์จไฟ สามารถใช้งานเป็นรถคันเดียวของบ้าน เหมาะกับการเดินทางไกลโดยไม่ต้องวางแผนเรื่องสถานีชาร์จ
:
รถไฟฟ้า - ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อัตราเร่งดีเยี่ยม ขับขี่เงียบ และประหยัดค่าใช้จ่ายในการเติมเชื้อเพลิง
:
เหมาะกับใคร? - เหมาะสำหรับผู้ที่มองหาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ชอบฟังก์ชันที่หลากหลาย ไม่อยากปล่อยมลพิษสู่โลก และเป็นคนที่ชอบวางแผนการเดินทาง เรื่องสถานีชาร์จก่อนเดินทางไกล
:
ถ้าถามว่าเลือกคันไหนดีกว่ากัน? ต้องขอบอกว่าคงไม่มีคำตอบตายตัวครับ ขึ้นอยู่กับความชอบและไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนเลย หากใครกำลังมีแพลนจะซื้อรถใหม่ ให้ศึกษาข้อมูลให้มาก ๆ และตัดสินใจด้วยตัวเอง จะตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่สุดครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-11-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5263</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1732055592.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="234"><Nid>5262</Nid><title>อุกกาบาตที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ไม่ได้มีเพียงลูกเดียว</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c3618lxrx06o</source><detail>อุกกาบาตที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ ไม่ได้มีเพียงลูกเดียว
:
เพื่อน ๆ น่าจะเคยได้ยินเรื่องของอุกกาบาตตกใส่โลก ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์กันมาบ้างใช่ไหมล่ะครับ เร็ว ๆ นี้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหลักฐานใหม่ ที่ยืนยันว่าอุกกาบาตนั้นไม่ได้มีแค่ลูกเดียว
:
นักวิทยาศาสตร์จากสกอตแลนด์ คือผู้ค้นพบหลุมอุกกาบาตนาเดียร์ (Nadir Crater) ที่ก้นทะเลนอกชายฝั่งของภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก เกิดขึ้นจากเหตุอุกกาบาตพุ่งชนในช่วงสิ้นสุดยุคครีเทเชียส ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไป
:
หินอวกาศที่ให้กำเนิดหลุมอุกกาบาตนาเดียร์มีขนาดราว 450-500 เมตร และพุ่งชนพื้นโลกด้วยความเร็ว 72,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
:
ผู้ค้นพบยังกล่าวอีกว่า ที่เราเพิ่งมาเจอหลักฐานกันในช่วงนี้ เป็นเพราะอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลภาพสามมิติความละเอียดสูงที่บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีฟิสิกส์เพิ่งได้พัฒนาและจัดทำขึ้น จนนักวิทยาศาสตร์สามารถจะศึกษาชั้นหินที่อยู่ลึกลงไปได้ในอดีตได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-11-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5262</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1732055547.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="235"><Nid>5261</Nid><title>ทำไมลายนิ้วมือของคนเราจึงไม่เหมือนกัน</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4171</source><detail>ลายนิ้วมือ คือ ลายเส้นนูนที่ปรากฏอยู่บนผิวหนังด้านหน้าของนิ้วมือ ซึ่งแต่ละคนจะมีลายนิ้วมือไม่เหมือนกัน แม้จะเป็นฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันก็ตาม และจะไม่เปลี่ยนแปลงตลอดชีวิตแต่ลายนิ้วมือจะยิ่งขยายชัดขึ้นตามวัยที่เติบโต ลายนิ้วมือจึงถูกนำมาใช้เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนของแต่ละบุคคลในการทำธุรกรรม หรือเอกสารสำคัญต่าง ๆ รวมไปถึงใช้ประโยชน์ในงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพราะนอกจากจะมีความเฉพาะในแต่ละบุคคล ยากต่อการปลอมแปลงแล้ว ยังไม่ต้องกังวลว่าจะสูญหาย นอกจากจะได้รับอุบัติเหตุร้ายแรง เช่น นิ้ว หรือ มือขาด เป็นต้น

ร่างกายสร้างลายเส้นบนนิ้วมือโดยอาศัยการควบคุมของโครโมโซมมากถึง 7 ตำแหน่ง รวมถึงสิ่งแวดล้อมในขณะที่มารดาตั้งครรภ์ (Prenatal) เช่น ความเครียดของมารดาในช่วงตั้งครรภ์ (Maternal stress) หรือการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคไข้หวัด (Common cold) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อลักษณะลายนิ้วมือที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล จากการศึกษาของเพนโรส (Penrose) โอฮารา (Ohara) โอคาจิมา (Okajima) และบาคเลอร์ (Bakler) พบว่าลายนิ้วมือเริ่มสร้างขึ้นประมาณสัปดาห์ที่ 10 ถึง 11 หลังจากที่ไข่ผสมกับสเปิร์ม ซึ่งในช่วงเวลานั้นลายเส้นบนผิวหนังจะปรากฏเป็นครั้งแรกในบริเวณผิวหนังภายนอก (Basal layer of epidermis) เรียกว่า ลายเส้นปฐมภูมิ (Primary ridge) และเจริญเติบโตต่อไปจนกระทั่งสัปดาห์ที่ 14 ซึ่งจะเป็นช่วงที่ต่อมเหงื่อเริ่มเกิดขึ้นตามแนวลายเส้นปฐมภูมิบนกลางฝ่ามือ (Primary ridge formation creases) หลังจากนั้นลายเส้นทุติยภูมิ (Secondary ridge) จึงเริ่มเกิดขึ้นระหว่างลายเส้นปฐมภูมิ แล้วเจริญต่อเนื่องมาจนถึงประมาณสัปดาห์ที่ 24 ถึง 25

นอกจากนี้หากมือของเราเป็นโรคผิวหนังลอก นิ้วมือฝนกับของหยาบหรือโดนน้ำกรดอ่อน ๆ กัด ลายนิ้วมือของเราจะลบเลือนไปชั่วคราว เมื่อหายเป็นปกติลายนิ้วมือก็จะสร้างขึ้นใหม่โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง สำหรับบางคนที่นิ้วมือเกิดรอยแผลเป็นจากการถูกของมีคมบาด ลายนิ้วมือจะถูกทำลายไปบางส่วนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ลักษณะลายนิ้วมือของมนุษย์จึงนับว่าเป็นเครื่องหมายพิสูจน์ตัวบุคคลได้เป็นอย่างดีเมื่อเปรียบเทียบกับลักษณะส่วนอื่นในร่างกาย เพราะจะไม่สูญหายตลอดชีวิต
</detail><keywords>ลายนิ้วมือ, ฝาแฝด, โครโมโซม, ตั้งครรภ์, ลายเส้นปฐมภูมิ, ลายเส้นทุติยภูมิ, โรคผิวหนังลอก, น้ำกรด</keywords><date>2024-11-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5261</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1731999347.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="236"><Nid>5260</Nid><title>ดื่มน้ำกับยาอย่างไรให้ถูกวิธี</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4170</source><detail>เมื่อร่างกายเจ็บป่วย เราต้องทานยาเพื่อรักษาอาการป่วย แต่การทานยาอย่างไม่ถูกวิธีอาจทำให้อาการป่วยไม่ทุเลา หรือบางรายอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต เช่น การทานยาพร้อมกับเครื่องดื่มอื่น ๆ นอกเหนือจากน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติ ไม่ว่าจะเป็น นม น้ำผลไม้ น้ำอัดลม ชา กาแฟ หรือแม้แต่น้ำเปล่าอุ่น ๆ ก็ไม่ควรทานกับยาบางชนิด

ปัจจุบันยังไม่มีการวิจัยที่บ่งบอกว่า การทานยากับน้ำอุ่นจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย แต่ก็มียาบางประเภทที่ทำปฏิกิริยากับน้ำอุ่นจัด ทำให้เกิดกรดน้ำส้ม (Acetic acid) หรือเสียฤทธิ์ยา เช่น ยากลุ่มแอสไพริน เป็นต้น จากงานวิจัยของ ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า น้ำอุ่นที่ร่างกายได้รับอาจมีผลต่อตัวยาบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่ทำให้เกิดอันตราย เช่น อาจทำให้ตัวยาแตกตัวเร็ว ละลายง่าย และดูดซึมเร็วขึ้น

หลายคนนิยมรับประทานยาพร้อมกับนม ซึ่งนมเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีแคลเซียมสูง จึงไม่ควรดื่มคู่กับยาบางประเภท เช่น กลุ่มยาแก้อักเสบเตตราไซคลีน (Tetracycline) ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับนม โดยแคลเซียมจากนมจะทำให้ยาไม่ออกฤทธิ์ นอกจากนั้นนมยังทำให้การดูดซึมของยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) ลดลงอีกด้วย

นอกจากนี้ไม่ควรดื่มน้ำผลไม้พร้อมกับยา โดยเฉพาะน้ำผลไม้ที่มีความเป็นกรด เนื่องจากยาบางชนิดสลายตัวอย่างรวดเร็วในกรดและแตกตัวเป็นไอออนได้ร่างกายจึงดูดซึมยาได้น้อยลง ซึ่งยาจะถูกดูดซึมไปใช้เมื่ออยู่ในรูปที่ไม่แตกตัวเป็นไอออนเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยพบว่า น้ำผลไม้ที่ทำจากเกรปฟรุต (Grapefruits) ซึ่งเป็นน้ำส้มชนิดหนึ่งที่ชาวตะวันตกนิยมดื่ม มีผลต่อการออกฤทธิ์ของยาหลายชนิด เช่น ยาฟิโลดิปีน (Felodipine) และยาแอมโลดิปีน (Amlodipine) ซึ่งเป็นยาในกลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ (Calcium Channel Blocker) ที่ช่วยลดความดันโลหิต ยาซิมวาสแตติน (Simvasatatin) ซึ่งเป็นยาลดไขมันในเลือดที่อยู่ในกลุ่มสแตติน (Statins) และยาไดอะซีแพม (Diazepam) ที่ช่วยคลายเครียด เนื่องจากไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์โดยการเปลี่ยนแปลงระดับยาในเลือดให้เพิ่มสูงขึ้นซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตได้

ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดของการทานยา คือ ควรทานยากับน้ำเปล่าอุณหภูมิปกติ ไม่เย็น หรือไม่อุ่นจนเกินไป แม้จะไม่มีงานวิจัยว่าน้ำเย็นหรือน้ำอุ่นมีอันตรายต่อสุขภาพเมื่อดื่มพร้อมกับยา แต่น้ำอุณหภูมิห้องปลอดภัยต่อการทานยามากที่สุดแล้ว
</detail><keywords>ดื่มน้ำ, ยา, ป่วย, น้ำเปล่า, กรดน้ำส้ม, แอสไพริน, เตตราไซคลีน, โรคกระดูกพรุน, บิสฟอสโฟเนต, น้ำผลไม้</keywords><date>2024-11-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5260</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1731998578.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="237"><Nid>5247</Nid><title>ไอกรน โรคติดต่อที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง</title><source>https://www.vimut.com/article/whooping-cough</source><detail>หากลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่มีอาการไอแห้งๆ ไข้ต่ำๆ ติดต่อกันนานหลายวัน ต้องระวัง “โรคไอกรน” โรคติดต่อสำคัญที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กเล็ก เมาดูกันว่าโรคไอกรนมีอาการอย่างไร สาเหตุมาจากอะไร การรักษาและวิธีป้องกันที่คุณพ่อคุณแม่สามารถทำได้เป็นอย่างไร

โรคไอกรน คืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไร
โรคไอกรน (Whooping Cough) เป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจที่พบเจอได้ทุกวัย โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Bordetella Pertussis (B. Pertussis) ที่ติดต่อได้ง่ายผ่านการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อโดยเฉพาะจากผู้ใหญ่ในครอบครัว ซึ่งอาจจะไม่มีอาการ หรืออาการแสดงน้อย โดยเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มักพบได้ที่บริเวณลำคอและหลังโพรงจมูก ทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อบุทางเดินหายใจและเกิดอาการไอ ซึ่งมีลักษณะอาการพิเศษที่สามารถสังเกตได้ชัดเจนคือการไอติดๆ กัน ไอจนหายใจไม่ทัน และเมื่อหายใจเข้าจะได้ยินเสียงวู๊ปๆ สลับกันแบบนี้เป็นชุดๆ

อาการโรคไอกรนเป็นอย่างไร
หลังจากได้รับเชื้อแบคทีเรีย (B. Pertussis) จะมีระยะฟักตัว 7-10 วัน หรือนานได้ถึง 20 วัน ก่อนจะปรากฎอาการดังนี้

1. อาการไอกรนระยะแรก
จะเป็นช่วงที่แยกโรคได้ยาก เพราะอาการที่แสดงออกนั้นคล้ายคลึงกับไข้หวัดธรรมดา ซึ่งมีอาการเริ่มต้นดังนี้


	อาการไอ
	น้ำมูกเล็กน้อย 
	อาจมีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้เลยก็ได้ 


จากนั้นอาการไอจะเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะมีอาการอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ และมักเป็นอาการไอแบบแห้งๆ ซึ่งในระยะนี้เป็นระยะที่แพร่เชื้อได้มากที่สุด

2. อาการไอกรนระยะรุนแรง


	เป็นระยะที่อาการไอกรนเด่นชัดที่สุดและสามารถเป็นนาน 2-4 สัปดาห์ โดยมีอาการดังนี้ ไอซ้อนๆ ไอถี่ๆ ติดกันเป็นชุด สลับกับการหายใจเข้าอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงวู๊ปๆ 
	บางคนไอจนตาแดง น้ำมูก น้ำตาไหล ตาถลน ลิ้นจุกปาก เส้นเลือดคอโป่งพอง หรืออาเจียนได้ เพื่อขับเสมหะที่เหนียวข้นออกมา
	ในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน อาจมีอาการหน้าเขียว ตัวเขียว จากการหยุดหายใจ หรือจากเสมหะอุดตันทางเดินหายใจ


3. อาการไอกรนระยะฟื้นตัว
เป็นระยะที่ความรุนแรงของอาการทั้งหมดลดลง แต่จะยังคงมีอาการไอติดต่อกันต่อเนื่องไปอีก 2-3 สัปดาห์ และถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนอะไรเพิ่มเติมก็จะหายจากโรคได้ใน 6-10 สัปดาห์

อาการที่ควรระวัง และโรคแทรกซ้อนอันตรายที่มาพร้อมโรคไอกรน


	ปอดแฟบ อาการที่เกิดจากเสมหะที่เหนียวข้นไปอุดตันหลอดลมและถุงลม
	ปอดอักเสบ อาการแทรกซ้อนสำคัญที่ทำให้เสี่ยงต่อชีวิตในเด็ก
	อาการชัก จากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ


วิธีการรักษาโรคไอกรน


	ยาปฏิชีวนะ โดยยาจะทำงานได้ดีในช่วง 7 วันแรก และช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ถ้าตรวจวินิจฉัยไวและให้ยารักษาได้ทัน เพราะการให้ยาในระยะที่มีอาการไอหนักแล้วจะไม่ค่อยได้ผล
	รักษาตามอาการ โดยการให้ยาตามอาการที่เป็น รวมไปถึงพักผ่อนให้เพียงพอ, ดื่มน้ำอุ่น, อยู่ในห้องที่อากาศถ่ายเทได้ดี
	เลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการไอ เช่น การออกแรง, ร้องไห้, อยู่ในที่ๆ มีฝุ่น หรือควัน, อยู่ในอากาศที่เย็นจัด หรือร้อนจัด


โรคไอกรนสามารถป้องกันได้ ด้วยการเข้ารับวัคซีนพื้นฐานให้ครบ
ปัจจุบันวัคซีนไอกรนถูกจัดให้เป็นวัคซีนพื้นฐานที่ต้องเข้ารับ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรคในอนาคต โดยวัคซีนโรคไอกรนควรเข้ารับให้ครบตามช่วงอายุ ดังนี้


	ครั้งที่ 1 เมื่อมีอายุ 2 เดือน
	ครั้งที่ 2 เมื่อมีอายุ 4 เดือน
	ครั้งที่ 3 เมื่อมีอายุ 6 เดือน
	ครั้งที่ 4 เมื่อมีอายุ 18 เดือน 
	ครั้งที่ 5 ฉีดกระตุ้นเมื่ออายุ 4 ปี

</detail><keywords>ไอกรน, whoopingcough, โรคติดต่อ, ระบบทางเดินหายใจ, เชื้อแบคทีเรีย, bordetellapertussis, ไอ, จาม, สารคัดหลั่ง, ทารก, เด็ก, วัคซีน</keywords><date>2024-11-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5247</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1731546988.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="238"><Nid>5246</Nid><title>เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง</title><source>https://dsa.su.ac.th/ksu/?p=11959</source><detail>วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา มักจะตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ “กระทง” จากวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตบแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาและขอขมาพระแม่คงคาด้วย

ประวัติความเป็นมาของวันลอยกระทง

ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่เมื่อใด แต่เชื่อว่าประเพณีนี้ได้สืบต่อกันมายาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย โดยในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง เรียกประเพณีลอยกระทงนี้ว่า “พิธีจองเปรียญ” หรือ “การลอยพระประทีป” และมีหลักฐานจากศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึงงานเผาเทียนเล่นไฟว่าเป็นงานรื่นเริงที่ใหญ่ที่สุดของกรุงสุโขทัย ทำให้เชื่อกันว่างานดังกล่าวน่าจะเป็นงานลอยกระทงอย่างแน่นอน 

ในสมัยก่อนนั้นพิธีลอยกระทงจะเป็นการลอยโคม โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสันนิษฐานว่า พิธีลอยกระทงเป็นพิธีของพราหมณ์ จัดขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้า 3 องค์ คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ต่อมาได้นำพระพุทธศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงให้มีการชักโคม เพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ และลอยโคมเพื่อบูชารอยพระบาทของพระพุทธเจ้า 

ก่อนที่นางนพมาศ หรือ ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ สนมเอกของพระร่วงจะคิดค้นประดิษฐ์กระทงดอกบัวขึ้นเป็นคนแรกแทนการลอยโคม ดังปรากฏในหนังสือนางนพมาศที่ว่า 

“ครั้นวันเพ็ญเดือน 12 ข้าน้อยได้กระทำโคมลอย คิดตกแต่งให้งามประหลาดกว่าโคมสนมกำนัลทั้งปวงจึงเลือกผกาเกษรสีต่าง ๆ มาประดับเป็นรูปกระมุทกลีบบานรับแสงจันทร์ใหญ่ประมาณเท่ากงระแทะ ล้วนแต่พรรณดอกไม้ซ้อนสีสลับให้เป็นลวดลาย…” 

เมื่อสมเด็จพระร่วงเจ้าได้เสด็จฯ ทางชลมารค ทอดพระเนตรกระทงของนางนพมาศก็ทรงพอพระราชหฤทัย จึงโปรดให้ถือเป็นเยี่ยงอย่าง และให้จัดประเพณีลอยกระทงขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยให้ใช้กระทงดอกบัวแทนโคมลอย ดังพระราชดำรัสที่ว่า “ตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานทีตราบเท่ากัลปาวสาน” พิธีลอยกระทงจึงเปลี่ยนรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 

ประเพณีลอยกระทงสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สมัยรัชกาลที่ 1 ถึง รัชกาลที่ 3 พระบรมวงศานุวงศ์ตลอดจนขุนนางนิยมประดิษฐ์กระทงใหญ่เพื่อประกวดประชันกัน ซึ่งต้องใช้แรงคนและเงินจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลือง จึงโปรดให้ยกเลิกการประดิษฐ์กระทงใหญ่แข่งขัน และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ทำเรือลอยประทีปถวายองค์ละลำแทนกระทงใหญ่ และเรียกชื่อว่า “เรือลอยประทีป” ต่อมาในรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ได้ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ปัจจุบันการลอยพระประทีปของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกระทำเป็นการส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย

เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง

สาเหตุที่มีประเพณีลอยกระทงขึ้นนั้น เกิดจากความเชื่อหลาย ๆ ประการของแต่ละท้องที่ ได้แก่ 


	เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด 
	เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุทท 
	เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์ 
	เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุต ที่ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล โดยมีตำนานเล่าว่าพระอุปคุตเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้ 
	เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ 
	เพื่อความบันเทิงเริงใจ เนื่องจากการลอยกระทงเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่ผู้ไปร่วมงาน 
	เพื่อส่งเสริมงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อมีเทศกาลลอยกระทง มักจะมีการประกวดกระทงแข่งกัน ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เกิดความคิดแปลกใหม่ และยังรักษาภูมิปัญญาพื้นบ้านไว้อีกด้วย


 
</detail><keywords>ลอยกระทง, แม่น้ำ, ขอขมา, พระแม่คงคา, กระทง, เทศกาล</keywords><date>2024-11-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5246</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1731392389.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="239"><Nid>5245</Nid><title>Food Coma อาการง่วงนอนหลังรับประทานอาหาร</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4177</source><detail>หลังทานอาหารมื้อใหญ่ในช่วงกลางวัน อาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกง่วงนอนในยามบ่าย รู้สึกไม่กระฉับกระเฉง และส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ทางการแพทย์ เรียกอาการง่วงนอนหลังรับประทานอาหารว่า “ฟู้ดโคม่า” (Food Coma) หรือ Postprandial somnolence เป็นอาการที่เกิดจากการรับคาร์โบไฮเดรตจากอาหารเข้าสู่ร่างกายจำนวนมาก ปริมาณอาหารที่มากเกินไปจะเปลี่ยนเป็นภาระหนัก เนื่องจากสมองมีกลไกสั่งให้ร่างกายใช้พลังงานในการย่อยอาหารมากขึ้น และลดพลังงานที่จะถูกนำไปใช้ในส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย จึงทำให้ร่างกายรู้สึกไม่มีแรง เฉื่อยชา และเซื่องซึม ในกระบวนการย่อยอาหาร คาร์โบไฮเดรตจะถูกย่อยเป็นน้ำตาล และปริมาณน้ำตาลที่สูงขึ้นจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน (Insulin) ออกมาเพื่อปรับปริมาณน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งการหลั่งอินซูลินจะทำให้ฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) และเมลาโทนิน (Melatonin) ออกมาด้วย เซโรโทนิน มีส่วนสำคัญในการทำงานของร่างกายและจิตใจ รวมถึงควบคุมเซลล์สมองที่เกี่ยวข้องกับภาวะทางอารมณ์ เช่น ความหิวและความง่วง ส่วนเมลาโทนิน เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ และเป็นนาฬิกาชีวภาพ (Circadian Rhythm) ของร่างกาย ฮอร์โมนทั้งสองจะทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย และเกิดอาการง่วงนอน อย่างไรก็ตาม เราสามารถหลีกเลี่ยงอาการฟู้ดโคม่าได้ด้วยการลดอาหารจำพวกแป้ง ของหวาน และเครื่องดื่มรสหวาน เพื่อลดภาระในการย่อยอาหาร รวมทั้งควรนอนหลับให้เพียงพอในตอนกลางคืน เพื่อให้ร่างกายกระฉับกระเฉงตลอดวัน
</detail><keywords>อาหาร, ง่วงนอน, ฟู้ดโคม่า, foodcoma, คาร์โบไฮเดรต, สมอง, พลังงาน, การย่อยอาหาร, อินซูลิน, ฮอร์โมน, เซโรโทนิน, เมลาโทนิน</keywords><date>2024-11-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5245</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1731392116.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="240"><Nid>5244</Nid><title>เสียงท้องร้อง จ๊อก ๆ เกิดจากอะไร</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4179</source><detail>หลาย ๆ ท่านคงเคยเจอเหตุการณ์ ท้องร้องเสียงดัง ในขณะที่บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด บางครั้งไม่ได้หิวหรือพึ่งทานข้าวอิ่ม แต่ท้องก็ร้องเสียงดัง

อาการท้องร้องเสียงดังมีสาเหตุมาจากสมอง ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมความรู้สึกหิวของเรากำลังจัดลำดับการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ ถ้าในเลือดมีสารอาหารเพียงพอ สมองก็จะสั่งให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง แต่เมื่อใดที่มีสารอาหารในเลือดน้อย ระบบย่อยอาหารจะทำงานเร็วขึ้น และกล้ามเนื้อกระเพาะอาหารจะหดตัวแรงกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการสั่นของกระเพาะอาหาร เราจึงได้ยินเสียงท้องร้อง

แม้ว่าเสียงท้องร้อง จะเกิดขึ้นบ่อย ๆ เมื่อหิว แต่จริง ๆ แล้วสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาไม่ว่าจะตอนที่กระเพาะอาหารว่างหรือไม่ก็ตาม และยิ่งกว่านั้นเสียงท้องร้องที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากกระเพาะอาหารเท่านั้น แต่สามารถมาจากลำไส้เล็กได้อีกด้วย เช่น เสียงท้องร้องตอนทานข้าว ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กบีบตัว เพื่อคลุกเคล้าอาหารและทำการย่อย นอกจากนี้การทานอาหารในปริมาณที่มาก อาหารที่มีรสจัด อาจทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้เร็วขึ้น มีการบีบตัวของทางเดินอาหารมากขึ้น สำหรับคนที่มีรูปร่างเล็กจะมีเสียงท้องร้องที่ชัดกว่าคนที่มีรูปร่างใหญ่ และถ้านอนหงายก็จะเกิดอาการท้องร้องได้ง่ายขึ้น เพราะลำไส้บีบตัวได้สะดวกกว่า

เสียงท้องร้อง มักเป็นสภาวะที่ไม่อันตราย อาจมีส่วนน้อยที่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า มีสภาวะอันตรายเกิดขึ้นแต่มักจะมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย
</detail><keywords>ท้องร้อง, หิว, สมอง, ระบบย่อยอาหาร, กล้ามเนื้อกระเพาะอาหาร, อาหาร, ลำไส้</keywords><date>2024-11-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5244</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1731391835.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="241"><Nid>5239</Nid><title>เปลือกไข่ไล่มด</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4187</source><detail>ทุก ๆ บ้าน คงเคยประสบปัญหามดเข้ามารบกวนพื้นที่อยู่อาศัย ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป หากเรานำเปลือกไข่ มาใช้กำจัดศัตรูกวนใจนี้ โดยนำเปลือกไข่ไปคั่วหรือย่างไฟจนแห้ง จากนั้น นำมาตำหรือบดละเอียด เติมน้ำลงไป ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วกรองเอาเฉพาะน้ำนำมาฉีดพ่นไล่มด หรือนำเปลือกไข่ ที่ผ่านการคั่วหรือย่าง แล้วบดให้ละเอียด ผสมกับดินสอพองและปูนปลาสเตอร์ เติมน้ำเล็กน้อย คลุกเคล้าให้ทั่ว นำส่วนผสมทั้งหมดมาหยอดใส่ภาชนะที่เป็นแท่ง แล้วนำไปตากแดดจนแข็งเป็นแท่งชอล์ก สามารถนำมาวางเพื่อไล่มดได้ ภญ.ดร. สุภาพร ปิติพร หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร อธิบายว่า การกำจัดมดด้วยวิธีดังกล่าว เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทำกันมานานแล้ว โดยเปลือกไข่ มีส่วนประกอบเกือบทั้งหมดเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) เมื่อนำเปลือกไข่ที่คั่วหรือย่างไฟ มาผสมกับน้ำ จะทำให้แคลเซียมคาร์บอเนต กลายเป็นแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) ที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ทำให้สามารถไล่มดได้ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะว่า แคลเซียมไฮดรอกไซด์ จะไปทำลายฟีโรโมนนำทาง (Trial Pheromone) ของมดที่มีฤทธิ์เป็นกรด ทำให้มดไม่เดินไปยังบริเวณที่มีสารแคลเซียมไฮดรอกไซด์ จะเห็นได้ว่า เปลือกไข่เป็นวัสดุเหลือใช้ในครัวเรือน ที่มีคุณประโยชน์สามารถไล่มดได้อย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งยังหาง่าย ราคาไม่แพง และปลอดภัยกว่าการใช้สารเคมีกำจัดแมลงอีกด้วย
</detail><keywords>เปลือกไข่, มด, ดินสอพอง, ปูนปลาสเตอร์, แคลเซียมคาร์บอเนต, แคลเซียมไฮดรอกไซด์, ฟีโรโมน, สารเคมี</keywords><date>2024-11-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5239</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730799506.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="242"><Nid>5238</Nid><title>กินอาหารอย่างไรให้ถูกกับโรค</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4258</source><detail>“You are what you eat” คุณรับประทานอะไร คุณก็จะได้อย่างนั้น คำกล่าวเตือนใจสำหรับคนที่ห่วงใยสุขภาพของตนเอง ในยุคสมัยที่เรามีทางเลือกเกี่ยวกับอาหารมากมาย แต่คนส่วนใหญ่เลือกรับประทานอาหารที่สะดวกมากกว่าเลือกทานอาหารที่ดี จนกลายเป็นนิสัยและส่งผลเสียต่อสุขภาพระยะยาว ปัจจุบัน ผู้คนเริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น นอกจากการออกกำลังกาย อาหารก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่คนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญ ยังมีวิธีการกินแบบ “วิธีโภชนบำบัด (Diet therapy)” ที่จะช่วยรักษาร่างกายของเราอีกทางหนึ่ง โภชนบำบัด หมายถึง การใช้อาหารและความรู้ด้านโภชนศาสตร์รักษาโรคของผู้ป่วย โดยดัดแปลงอาหารธรรมดาให้เหมาะกับโรคหรือความต้องการของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปตามสรีรวิทยาขณะเจ็บป่วย วิธีนี้ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย เพื่อให้การรักษาได้ผลเต็มที่ ร่วมไปกับการรักษาทางการแพทย์ นอกจากเราจะปฏิบัติตามได้เองแล้ว ทางสถานพยาบาลก็ยังใช้หลักโภชนาการนี้ในการดูแลผู้ป่วยตามลักษณะโรคต่าง ๆ อีกด้วย

อาหารเฉพาะโรค (Special Diet)
1. อาหารโปรตีนสูง (High Protein Diet) เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการผ่าตัดมา ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เสียเลือดมาก คุณแม่ตั้งครรภ์หรือหลังคลอด
2. อาหารโปรตีนต่ำ (Low Protein Diet) จะจำกัดการได้รับโปรตีน เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง
3. อาหารคาร์โบไฮเดรทสูง (High Carbohydrate Diet) เพิ่มปริมาณคาร์โบไฮเดรทสูงสำหรับผู้ป่วยโรคดีซ่าน ครรภ์เป็นพิษ และโรคที่เกี่ยวกับลำไส้
4. อาหารคาร์โบไฮเดรทต่ำ (Low Carbohydrate Diet) เป็นอาหารที่มีการลดปริมาณแป้งและน้ำตาล ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคลมบ้าหมู ข้ออักเสบ และโรคช่องท้อง
5. อาหารไขมันสูง (High Fat Diet) เมื่อต้องการความร้อนหรือแคลอรี่สูงกว่าปกติ เพื่อเพิ่มน้ำหนัก ใช้รักษาโรคท้องผูกเรื้อรัง ลมบ้าหมู กรวยไตอักเสบ แผลในกระเพาะและลำไส้
6. อาหารไขมันต่ำ (Low Fat Diet) ลดจำนวนไขมันลงเพื่อรักษาโรคไต ท้องเดิน โรคช่องท้อง โรคดีซ่าน และโรคอ้วน

จากแนวทางของวิธีโภชนบำบัด เช่น หากเป็นโรคเบาหวาน ควรเลือกรับประทานอาหารคาร์โบไฮเดรทต่ำ งดเว้นอาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลสูง เช่น ผลไม้และข้าว เลือกรับประทานผักใบเขียวที่มีกากใยสูงให้มากขึ้น เช่น ผักบุ้ง ผักกาดขาว โรคที่เป็นกับการเลือกอาหารที่ใช่สามารถช่วยส่งเสริมการรักษาทางการแพทย์ให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้นได้
</detail><keywords>อาหาร, โรค, สุขภาพ, ออกกำลังกาย, โภชนบำบัด, คาร์โบไฮเดรท</keywords><date>2024-11-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5238</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730799223.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="243"><Nid>5237</Nid><title>ปลูกต้นไม้ในห้องหรือบ้าน อันตรายหรือไม่</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4214</source><detail>การปลูกต้นไม้ เป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ในช่วงเวลาที่ผู้คนใช้ชีวิตที่บ้านมากขึ้น การเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยการปลูกต้นไม้เป็นที่นิยมอีกครั้ง ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ อาศัยอยู่ในหอพัก อพาร์ทเม้นท์ หรือคอนโดมิเนียม ซึ่งมีพื้นที่ในการปลูกต้นไม้น้อย บางคนจึงเลือกปลูกต้นไม้ที่ดูแลง่ายภายในบ้านหรือห้องนอน

หลายคนมีคำถามว่า สามารถปลูกต้นไม้ภายในห้องได้จริงหรือ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า กระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช ในเวลากลางวัน ต้นไม้จะใช้คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และคายออกซิเจน (O2) ต่างจากตอนกลางคืนที่ต้นไม้จะดูดออกซิเจน และคายคาร์บอนไดออกไซด์ เราจึงเกรงว่า ต้นไม้เหล่านี้จะแย่งออกซิเจนสำหรับการหายใจของเรา ซึ่งอาจจะส่งผลต่อสุขภาพของเราได้

ความจริงแล้ว ต้นไม้ไม่ได้ใช้ออกซิเจน หรือคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากพอที่จะทำอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ โดยเราสามารถเลือกต้นไม้ที่เหมาะสมกับการปลูกในห้องได้ เช่น เลือกต้นไม้ที่มีคุณสมบัติสังเคราะห์ออกซิเจนออกมาได้ในเวลากลางคืน หรือสังเคราะห์แสงน้อยในตอนกลางวันก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดี เช่น พืชตระกูล CAM Plant (Crassulacean Acid Metabolism Plant) ซึ่งเป็นพืชในแถบทะเลทราย เช่น กระบองเพชร ต้นลิ้นมังกร เป็นต้น นอกจากให้ความสดชื่นแล้ว ต้นไม้บางชนิดยังช่วยฟอกอากาศ ทำให้อากาศภายในห้องบริสุทธิ์มากขึ้น เช่น ต้นเศรษฐีเรือนใน พลูด่าง ซึ่งสามารถปลูกได้ในห้องนอนโดยที่ไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
</detail><keywords>ต้นไม้, บ้าน, สังเคราะห์แสง, พืช, คาร์บอนไดออกไซด์, ออกซิเจน, สุขภาพ</keywords><date>2024-11-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5237</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730799035.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="244"><Nid>5233</Nid><title>ไม่ชอบ "คณิตศาสตร์" เลือกเรียนคณะอะไรดี?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1425619</source><detail>ไม่ชอบ "คณิตศาสตร์" เลือกเรียนคณะอะไรดี?
:
ไม่ใช่หลายคนที่จะชอบการคำนวณ หรือวิชาคณิตศาสตร์ การเลือกคณะมหาวิทยาลัยที่ไม่เน้นการเรียนคณิตศาสตร์ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ จะมีคณะอะไรบ้างไปดูกันเลย
:
1. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ - เน้นการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์, ภาษา, และพฤติกรรมมนุษย์
:
2. คณะศิลปกรรมศาสตร์ - เน้นการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะ, การออกแบบ, และการแสดง
:
3. คณะนิติศาสตร์ - ศึกษากฎหมาย, การวิเคราะห์กรณี, และการประยุกต์ใช้กฎหมายในสถานการณ์ต่าง ๆ
:
4. คณะนิเทศศาสตร์ - มุ่งเน้นการสื่อสาร, การประชาสัมพันธ์, การโฆษณา, และการผลิตสื่อ
:
5. คณะอักษรศาสตร์ - เน้นการศึกษาเกี่ยวกับภาษา, วรรณกรรม, และวัฒนธรรม
:
6. คณะจิตวิทยา - การศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์และกระบวนการทางจิต
:
7. คณะรัฐศาสตร์ - การศึกษาเกี่ยวกับการเมือง, การบริหารจัดการ, และนโยบายสาธารณะ
:
แต่ต้องยอมรับว่า แม้กระทั่งใน 7 คณะที่กล่าวมา ก็ยังต้องเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่บ้าง แต่จะเป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น ไม่ใช่การคำนวณเชิงลึกเหมือนคณะอื่น ๆ
:
เพื่อน ๆ คนไหนรู้ตัวเองแล้วว่าไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ หรือไม่มีความสนใจในวิชานี้ ก็สามารถเลือกดูทั้ง 7 คณะนี้เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-10-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5233</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730300057.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="245"><Nid>5232</Nid><title>สภาวะ PTSD คืออะไร เกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง</title><source>https://www.sanook.com/health/15869</source><detail>สภาวะ PTSD คืออะไร เกิดขึ้นจากอะไรได้บ้าง
:
PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) คือ สภาวะป่วยทางจิต เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างร้ายแรง  ไม่ว่าจะเป็นความสะเทือนใจ เศร้าเสียใจจากความสูญเสีย การถูกทรมานจากการทำร้ายร่างกาย ทั้งกับตัวเองและคนใกล้ชิด
:
อาการของภาวะ PTSD
1. ระยะทำใจ - เป็นระยะที่เกิดความทุกข์ทรมานทันทีหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจบลง
:
2. ระยะที่สอง - เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้วสักพัก โดยอาจมีอาการเกิดขึ้น 1 เดือน หรืออาจนานเป็นปี โดยมักจะมีอาการเห็นภาพหลอนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ บ่อย ๆ หวาดระแวง ตื่นตระหนก กลัวว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นอีก
:
โดยความทรงจำเหล่านั้นจะทำร้ายจิตใจจนทำให้มีปัญหาในการทำงาน เข้าสังคม และการดำเนินชีวิตประจำวันที่ไม่เหมือนเดิม จำเป็นต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์ เพื่อค่อย ๆ รักษาจนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกตินั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-10-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5232</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730300017.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="246"><Nid>5231</Nid><title>แมวส้ม ทำไมมักเป็นตัวผู้</title><source>https://www.sanook.com/women/253789</source><detail>แมวส้ม ทำไมมักเป็นตัวผู้
:
เพื่อน ๆ เคยได้ยินกันไหมครับ ว่าแมวสีส้มส่วนใหญ่มักเป็นตัวผู้ ไม่ค่อยมีตัวเมีย เป็นเพราะอะไร? มาหาคำตอบกันครับ
:
นั่นก็เพราะว่ายีนที่กำหนดขนสีส้มอยู่บนโครโมโซม X แมวตัวผู้ที่มีโครโมโซม XY ต้องการ X1 แค่ตัวเดียวก็จะทำให้แมวมีขนสีส้ม แต่ตัวเมียกลับต้องการถึง 2 ตัว (XX) ถึงจะมีขนสีส้ม
:
แมวส้มตัวผู้เกิดจากพ่อหรือแม่แมวส้ม ไปผสมกับคู่ที่เป็นคนละสี ลูกที่ออกมาถ้าเป็นแมวส้ม แมวตัวนั้นก็จะเป็นเพศผู้เท่านั้น ในขณะที่แมวส้มตัวเมีย ต้องมีพ่อและแม่เป็นแมวส้มด้วยกันเท่านั้น จึงจะมีโอกาสเกิดเป็นแมวส้มเพศเมีย
:
จึงทำให้บนโลกใบนี้มีแมวส้มตัวผู้มากกว่า เนื่องจากมีโอกาสเกิดทางพันธุกรรมมากกว่านั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-10-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5231</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730299978.png</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="247"><Nid>5230</Nid><title>ปวดท้องแบบไหน ไม่ใช่ปวดท้องโรคกระเพาะ?</title><source>https://www.sanook.com/health/441</source><detail>ปวดท้องแบบไหน ไม่ใช่ปวดท้องโรคกระเพาะ?
:
โรคกระเพาะ เป็นโรคที่พบได้บ่อย เกิดจากมีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป ร่วมกับความต้านทานต่อกรดของเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ลดลง จึงทำให้มีแผลเกิดขึ้น
:
อาการของโรคกระเพาะ
มีอาการปวดแสบ ปวดตื้อ จุกเสียดหรือจุกแน่นบริเวณใต้ลิ้นปี่ อาการปวดเหล่านี้เป็นได้ทั้งเวลาก่อนรับประทานอาหารหรือหลังรับประทานอาหารใหม่ ๆ และเวลาท้องว่าง
:
ปวดท้องแบบไหน ไม่ใช่ปวดท้องโรคกระเพาะ?
1. ปวดท้องเฉียบพลัน - หากไม่เคยปวดแบบนี้มาก่อน อาจเกิดจากโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคกระเพาะก็เป็นได้ เช่น โรคนิ่วในถุงน้ำดี หรือตับอ่อนอักเสบ เป็นต้น
:
2. ปวดท้องเรื้อรัง - มีลักษณะอาการเป็นปวด ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องกันมาไม่น้อยกว่า 1 เดือน ปวดขณะที่หิวหรือปวดขณะที่อิ่ม แต่เป็นการปวดที่ทนได้ แค่กินยาลดกรดก็อาการดีขึ้น
:
3. โรคในกระเพาะอาหารที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดเรื้อรัง - เช่น การเป็นแผลในกระเพาะ เป็นแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น กระเพาะอาหารอักเสบ หรือเป็นมะเร็งในกระเพาะอาหาร เป็นต้น
:
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม โรคกระเพาะก็อาจไม่มีอาการปวดท้องเสมอไป อาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ มีสาเหตุมาจากแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดมาจากกรดเกิน ในบางรายอาจมีอาการแสบแน่นที่หน้าอกเนื่องจากกรดไหลย้อน ทำให้หลอดอาหารอักเสบนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-10-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5230</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730299939.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="248"><Nid>5229</Nid><title>ฝึก AI ตรวจผู้เสี่ยงโรคหัวใจ ก่อนจะเป็นอันตราย</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c5ykxjjpekno</source><detail>ฝึก AI ตรวจผู้เสี่ยงโรคหัวใจ ก่อนจะเป็นอันตราย
:
ทุกวันนี้ บางทีกว่าเราจะตรวจพบว่าเป็นโรคร้ายแรงอะไร ก็สายไปเสียแล้ว มหาวิทยาลัยลีดส์ ณ สหราชอาณาจักร จึงได้ร่วมพัฒนา AI เพื่อตรวจหาคนที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจสูง เพื่อที่จะรักษาได้ทันท่วงที
:
จากที่ AI วิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพมากถึงสองล้านรายการ พบว่า มีคนมากกว่า 400,000 ราย ถูกระบุว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อภาวะหัวใจล้มเหลว โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นโรคที่นำพาไปสู่โรคเกี่ยวข้องกับหัวใจ
:
การใช้วิธีการนี้อาจช่วยให้แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้เร็วขึ้น เพราะการวินิจฉัยผู้ป่วยแต่เนิ่น ๆ เป็นกุญแจสำคัญในการลดจำนวนการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-10-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5229</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730299900.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="249"><Nid>5228</Nid><title>เตรียมพบกับ "มินิมูน" ดวงจันทร์ดวงที่สองของโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cqjr7vxvqdzo</source><detail>เตรียมพบกับ "มินิมูน" ดวงจันทร์ดวงที่สองของโลก
:
เราต่างรับรู้มาตลอดว่าเรามีดวงจันทร์เป็นบริวารของโลกเพียงแค่ดวงเดียว แต่เร็ว ๆ นี้ ดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กกำลังจะถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดและจะกลายเป็น "มินิมูน" (Mini-Moon) และจะกลายเป็นดวงจันทร์บริวารของโลกเป็นการชั่วคราว
:
มินิมูนจากอวกาศนี้จะปรากฏขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 ก.ย. เป็นเวลาสองสามเดือนก่อนที่จะหลุดออกจากแรงโน้มถ่วงของโลกอีกครั้งในวันที่ 25 พ.ย. นี้
:
ดาวเคราะห์น้อยนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 เมตร ซึ่งเล็กมากเมื่อเทียบกับดวงจันทร์ของโลก จึงถูกเรียกว่า มินิมูน หรือดวงจันทร์จิ๋ว และมันเพียงแค่ถูกวงโคจรของมันบิดเล็กน้อยจากโลกของเรา และจากนั้นมันก็จะเคลื่อนต่อไปตามเส้นทางของมัน
:
แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จำเป็นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ระดับมืออาชีพเพื่อใช้ในการสังเกตการณ์นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-10-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5228</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730299859.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="250"><Nid>5223</Nid><title>เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ 5 ข้อ ที่ทำให้คนเห็นผี</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-41819139</source><detail>คนส่วนมากชอบฟังเรื่องผี และหลายคนก็บอกว่ามีประสบการณ์ได้เห็นภูตผีปีศาจในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาแล้ว แต่นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นคว้าในเรื่องลึกลับเหนือธรรมชาติ กลับบอกว่ายังไม่พบหลักฐานที่ชี้ชัดว่าผีมีจริง แต่มีคำอธิบายสำหรับปรากฏการณ์สยองขวัญที่มีผู้พบเห็นกันมานักต่อนักว่า แท้ที่จริงอาจเกิดขึ้นเพราะสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ดังต่อไปนี้

1. ความผิดปกติในการนอน

ประสบการณ์เผชิญหน้ากับวิญญาณที่บอกเล่ากันมาบ่อยครั้งก็คือการถูก "ผีอำ" มองเห็นร่างคนหรือถูกเงาดำกดทับจนขยับไม่ได้ รวมทั้งหูก็ได้ยินเสียงประหลาดต่าง ๆ นักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ความฝันขณะตื่น" (Waking dream ) ซึ่งเป็นภาวะเคลิ้มที่สมองตื่นอยู่แต่ร่างกายยังหลับไม่ตอบสนอง มีความเกี่ยวข้องกับอาการตัวแข็งเป็นอัมพาตขณะหลับอีกด้วย

2. ภาวะกลัวผีและสิ่งลึกลับอย่างรุนแรง (Phasmophobia)

ความกลัวที่ฝังลึกในจิตใจและส่งผลให้เกิดปฏิกิริยารุนแรงทางกาย ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มองเห็นภูตผีได้ โดยนายแบรนดอน อัลวิส ผู้ก่อตั้งสมาคมวิจัยปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอเมริกัน (APRA) บอกว่าภาวะดังกล่าวสามารถทำให้เกิดอาการแพนิก (Panic Attack) หรือการตื่นตระหนกหวาดกลัวอย่างรุนแรงควบคุมไม่ได้ จนมองเห็นภาพหลอนขึ้นมา

"คนที่มีภาวะนี้จะมีอาการหายใจขัด หรือหายใจหอบถี่เร็ว จังหวะการเต้นของหัวใจไม่แน่นอน เหงื่อตก คลื่นไส้อาเจียน อันเนื่องมาจากความกลัวที่ฝังลึกในจิตใจ คนที่เชื่อเรื่องผีอยู่แล้ว เมื่อไปอยู่ในสถานที่หรือสถานการณ์ที่น่าหวาดกลัว ก็มักจะมองเห็นสิ่งเคลื่อนไหวแปลก ๆ แวบไปมาที่หางตาอยู่เสมอ" นายอัลวิสกล่าว

3. การขาดออกซิเจน

การขาดออกซิเจนในสมอง (Cerebral anoxia) สามารถทำให้ประสาทสัมผัสและการรับรู้บิดเบี้ยวผิดจากความเป็นจริงออกไปได้ รวมทั้งยังทำให้มองเห็นภาพหลอนได้ง่ายอีกด้วย โดยนายอัลวิสบอกว่าการขาดออกซิเจนในสมองทำให้ผู้ป่วยหนักรู้สึกถึงประสบการณ์แปลก ๆ ขณะใกล้ตาย และมีความรู้สึกว่าวิญญาณล่องลอยออกจากร่างในหลายกรณีด้วย

4. ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นพิษ

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มีความเกี่ยวข้องกับกรณีบ้านผีสิงหลายแห่งมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920 แล้ว โดยมีหลักฐานการวิจัยที่ชี้ว่า เมื่อสมองได้รับก๊าซดังกล่าวเข้าไปมากจะทำให้ร่างกายเกิดอาการวิงเวียนคลื่นเหียน หายใจขัด รู้สึกเหนื่อยล้าสับสน รวมทั้งเห็นภาพหลอนหรือหูแว่วได้ยินเสียงหลอนประสาทได้

คาร์บอนมอนอกไซด์ไม่มีสีและกลิ่น ทำให้ยากที่จะตรวจพบได้ หากสูดดมในปริมาณมากอาจทำให้ถึงแก่ชีวิต โดยในแต่ละปีมีชาวอเมริกันกว่า 500 คนต้องเสียชีวิตด้วยเหตุนี้

ผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นพิษ ยังอาจมีอาการป่วยต่อไปหลังจากนั้นนานหลายปีได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ทั้งด้านความจำ ความคิด และพฤติกรรม บ่อยครั้งที่มีรายงานว่าผู้ป่วยเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงแว่วต่าง ๆ ทั้งเสียงกระดิ่งและเสียงคนวิ่งไล่กัน รวมทั้งรู้สึกถึงสัมผัสประหลาดคล้ายผีมาแตะต้องตัวอีกด้วย

5. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

ผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมวิจัยปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอเมริกัน (APRA) ยังบอกว่า การที่เกิดจุดอากาศเย็นผิดปกติ หรือมีผู้สัมผัสถึงพลังงานเคลื่อนไหวประหลาดในบางสถานที่นั้น ความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นได้จากการเกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าชั่วคราว ซึ่งหลายครั้งก็เป็นผลมาจากฝีมือมนุษย์นั่นเอง

"ภาพหลอนหรือความรู้สึกประหลาดเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในอีกมิติหนึ่งหรืออีกยุคหนึ่ง เกิดขึ้นได้จากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าพลังสูง ที่อาจบังเอิญเกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือเกิดจากการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองชั่วขณะ" นายอัลวิสกล่าว

</detail><keywords>ผี, ซอมบี้, ผีดุ, ภาพหลอน, กลัวผี</keywords><date>2024-10-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5223</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730256344.jpg</img_link><category>จิตวิทยา</category></row>
<row _id="251"><Nid>5221</Nid><title>รู้จักโพรไบโอติก จุลินทรีย์ตัวน้อยพิชิตคลอเลสรอลตัวร้าย</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/6420</source><detail> ร่างกายมนุษย์ มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอาศัยอยู่จำนวนหลายล้านตัว ที่เรารู้จักกันในนาม จุลินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็น แบคทีเรีย รา ไวรัส ซึ่งมีทั้งก่อโรค คือส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกาย ทำให้มีอาการเจ็บป่วย และไม่ก่อโรคซึ่งอาจจะไม่มีผลต่อสุขภาพ แต่ในทางกลับกันอาจมีประโยชน์อีกด้วย โดยจุลินทรีย์ที่มีชีวิตบางชนิดหากอยู่ในบริเวณที่เหมาะสมในร่างกายและปริมาณที่เหมาะสม ก็จะส่งผลดีต่อร่างกายมนุษย์ จุลินทรีย์เหล่านี้เรารู้จักกันในชื่อของ จุลินทรีย์โพรไบโอติก (Probiotics)

         จุลินทรีย์โพรไบโอติกส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มของแบคทีเรีย โดยเฉพาะแบคทีเรียกรดแลคติก (Lactic Acid Bacteria) จะพบได้บริเวณระบบทางเดินอาหาร มีมากบริเวณลำไส้ เพราะเป็นบริเวณที่มีค่า pH ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียเหล่านี้ ซึ่งแบคทีเรียกลุ่มนี้สามารถผลิตกรดแลคติกออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สุดท้าย นอกจากในระบบทางเดินอาหารในร่างกายของเราแล้ว เรายังพบแบคทีเรียกลุ่มนี้ได้ในอาหารหมักดอง ต่าง ๆ นมเปรี้ยว ผัก ผลไม้ เป็นต้น ซึ่งการบริโภคอาหารเหล่านี้ จะเป็นการเพิ่มแบคทีเรียกลุ่มนี้เข้าสู่ร่างกายเราได้อีกด้วย แต่หากบริโภคมากเกินไป ก็อาจส่งผลร้ายมากกว่าดี แบคทีเรียกรดแลคติกมีหลากหลายสายพันธุ์ ที่พบมากที่สุดคือกลุ่มของ แลคโตบาซิลัส (Lactobacillus), บิฟิโดแบคทีเรีย (Bifidobacterium), เอนเทอโรคอคคัส (Enterococcus) ด้วยประโยชน์ที่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และอื่น ๆ ทำให้แบคทีเรียกลุ่มนี้ เป็นที่สนใจในการนำมาศึกษาหาคุณสมบัติ หรือสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติในด้านต่าง ๆ รวมถึงมีบางงานวิจัย ที่เริ่มมีการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของแบคทีเรียกรดแลคติก (Lactic Acid Bacteria) ที่สามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้อีกด้วย คอเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่อยู่ภายในร่างกาย โดยร่างกายใช้ คอเลสเตอรอล เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ฮอร์โมน กรดน้ำดี เป็นต้น ซึ่งหากร่างกายมีปริมาณคอเลสเตอรอลที่มากเกินไป จะส่งผลต่อร่างกายได้ โดยเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น หลอดเลือดอุดตัน หลอดเลือกสมอง โรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งการรับประทานยาต่าง ๆ ก็อาจจะเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ตามมา ดังนั้นจึงได้มีการวิจัยเพื่อที่จะนำเอาจุลินทรีย์โพรไบโอติกมาใช้ในการลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย โดยพบว่าแบคทีเรียกรดแลคติกบางชนิด สามารถสร้างเอนไซม์ Bile salt hydrolase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยย่อยเกลือน้ำดีให้อยู่ในรูปที่สามารถขับออกจากร่างกายผ่านทางอุจจาระได้ เพื่อมาทดแทนเกลือน้ำดีที่ถูกขับออกไป ร่างกายก็จะดึงเอาคอเลสเตอรอลที่เก็บสะสมไว้มาใช้มากขึ้น เพื่อเป็นสารตั้งต้นในการสร้างเกลือน้ำดีใหม่ ส่งผลให้คอเลสเตอรอลในร่างกายถูกนำมาใช้มากขึ้น ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดจึงลดลงนั่นเอง

          นักวิทยาศาสตร์ยังคงให้ความสนใจและคัดเลือกสายพันธุ์แบคทีเรียกรดแลคติกที่มีคุณสมบัติที่มีประสิทธิภาพในการลดคอเลสเตอรอลมากที่สุด ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาพยาบาลแบบลดการใช้ยาหรือสารเคมี ซึ่งอาจมีผลต่อข้างเคียงการร่างกายได้ ซึ่งในอนาคตอาจจะนำไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมถึงอาจจะพัฒนาไปสู่ระดับอุตสาหกรรมอาหาร อาหารเสริมต่าง ๆ ต่อไป
</detail><keywords>โพรไบโอติก, จุลินทรีย์, คลอเลสรอล, แบคทีเรีย, รา, ไวรัส, โรค, สุขภาพ, ร่างกาย, กรดแลคติก</keywords><date>2024-10-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5221</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730159211.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="252"><Nid>5220</Nid><title>ทำไม ฮาโลวีน ต้องตรงกับวันที่ 31 ตุลาคมของทุกปี</title><source>https://www.pptvhd36.com/news/ไลฟ์สไตล์/208216</source><detail>เล่ากันว่า “วันฮาโลวีน” (Halloween) มีที่มาจากวันฉลองปีใหม่ของชาวเคลต์ (Celt) ซึ่งถือว่าวันสิ้นสุดฤดูร้อน วันที่ 31 ตุลาคม เป็นวันสุดท้ายของปี และต่อมาในวันที่ 1 พฤศจิกายน ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของพวกเขา

ในวันที่ 31 ตุลาคม ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่คนตายและคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้เสียชีวิตในปีที่ผ่านมาจะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ทำให้พวกเขาต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงร่างตัวเอง

ชาวเคลต์จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย และยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดัง เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป   

เดิมทีเทศกาลฮาโลวีนจัดขึ้นในประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์ สกอตแลนด์ และประเทศข้างเคียงเท่านั้น แต่เมื่อชาวไอริช และชาวสกอต อพยพไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐอเมริกา ช่วงทศวรรษที่ 1840 ก็ได้นำเอาประเพณีนี้มาปฏิบัติด้วย ปรากฏว่าเป็นที่ถูกใจของชาวอเมริกันทุกเชื้อชาติ จึงนำมาปฏิบัติตามกันอย่างจริงจังตลอดมา และตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ก็ได้กลายเป็นเทศกาลประจำชาติมาจนถึงทุกวันนี้
</detail><keywords>ฮาโลวีน, HALLOWEEN, ชาวเคลต์, 31ตุลาคม, วิญญาณ, ผี, เทศกาล</keywords><date>2024-10-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5220</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730089281.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="253"><Nid>5219</Nid><title>กินอย่างไรให้ถูกหลักอนามัยป้องกันโรคพยาธิได้</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/node/6355</source><detail>โรคพยาธิยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขของไทย เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ โดยเฉพาะผู้คนในแถบภาคอีสานที่มักจะใช้เนื้อ หรือเลือดวัวดิบประกอบอาหาร รวมถึงการรับประทานผักและผลไม้สด โดยไม่ล้างทำความสะอาด ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษแล้ว ยังอาจทำให้ร่างกายของเราติดพยาธิได้อีกด้วย

พยาธิ คือ สิ่งมีชีวิตที่เป็นปรสิต (Parasite) อาศัยอยู่ในร่างกายของมนุษย์และสัตว์ ดำรงชีวิตด้วยการแย่งและดูดสารอาหารจากร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่เข้าไปอาศัยอยู่ พยาธิมีหลายชนิด โดยสามารถพบระยะต่าง ๆ ของพยาธิปะปนอยู่ในธรรมชาติที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต เช่น ในดิน ในน้ำ พื้นหญ้า เนื้อสัตว์ พืช ผัก ผลไม้ น้ำดื่ม และในแมลงพาหะนำโรคหลายชนิด พยาธิสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้หลายทาง เช่น ทางปาก ได้แก่ พยาธิไส้เดือน พยาธิแส้ม้า พยาธิตัวตืดชนิดต่าง ๆ พยาธิใบไม้ตับ พยาธิใบไม้ลำไส้ พยาธิตัวจี๊ด พยาธิใบไม้ปอด และพยาธิหอยโข่ง ทางผิวหนัง ได้แก่ พยาธิปากขอ พยาธิเส้นด้าย ทางสายรกในครรภ์ ได้แก่ พยาธิตัวจี๊ด เมื่อพยาธิเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดอาการรู้สึกหิวบ่อย รับประทานอาหารมากแต่น้ำหนักลดลง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย เจ็บและบวมตามผิวหนัง เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด มีผื่นคันหรือเป็นแนวแดง มีตุ่มนูนจำนวนมากขึ้นตามผิวหนัง มีไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว ร่างกายทรุดโทรมหรือเกิดอาการแพ้สารที่ขับออกมาจากตัวพยาธิ และหากเข้าสู่สมองก็อาจเสี่ยงเป็นอัมพาตและเสียชีวิตได้ ซึ่งอาการของโรคที่เกิดจากพยาธินั้น ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด จำนวนและตำแหน่งที่พยาธิอาศัยอยู่ รวมถึงระยะเวลาในการเกิดโรค ดังนั้น หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา และไม่ควรซื้อยาถ่ายพยาธิมารับประทานเอง เนื่องจากพยาธิมีหลายชนิด ซึ่งชนิดของยาและปริมาณที่ใช้ในการรักษาจะแตกต่างกันออกไป

เราสามารถป้องกันโรคพยาธิได้ โดยการรับประทานอาหารหรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก ดื่มน้ำที่สะอาด ขับถ่ายในห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ หมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนควรระมัดระวังเรื่องการรับประทานผักผลไม้ เพราะหากล้างผักหรือผลไม้ไม่สะอาด อาจมีไข่หรือตัวอ่อนของพยาธิปนเปื้อนอยู่แล้วสู่ร่างกายได้ หากมีน้ำขังควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำ หรือสวมรองเท้าบูทป้องกันเพื่อป้องกันพยาธิชอนไชเข้าสู่ผิวหนัง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องตัวเราจากการติดเชื้อโรคพยาธิได้
</detail><keywords>โรคพยาธิ, สาธารณสุข, อาหาร, เชื้อแบคทีเรีย, ไวรัส, ปรสิต</keywords><date>2024-10-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5219</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1730087698.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="254"><Nid>5217</Nid><title>นมสดช่วยลดเผ็ดได้จริงหรือ</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4180</source><detail>รสเผ็ด เป็นรสชาติโปรดของใครหลายคน อาหารไทยส่วนใหญ่ก็มีรสชาติเผ็ดร้อน คนไทยจึงคุ้นเคยกับรสเผ็ดเป็นอย่างดี แต่แท้จริงแล้ว รสเผ็ดไม่ใช่รสชาติ เพราะลิ้นของเรารับรสได้เพียง 4 รส คือ หวาน เค็ม เปรี้ยว และขม ขณะที่รสจืด คือไม่มีรสชาติ และรสเผ็ด คือความแสบร้อนของเยื่อบุช่องปาก สาเหตุของความเผ็ดนั้นมาจากพริก และสารที่ให้ความเผ็ดก็คือ “แคปไซซิน” (Capsaicin) ซึ่งเป็นสารประกอบฟีนอลิก (Phenolic compound) ที่พบในพริกบริเวณเยื่อแกนกลางสีขาว หรือที่เรียกว่า “รก” (Placenta) ส่วนของเนื้อผลพริก เปลือกผล และเมล็ด จะมีสารแคปไซซินอยู่น้อยมาก แคปไซซินจะกระตุ้นปลายประสาทบริเวณเยื่อบุในช่องปาก ทำให้เกิดความรู้สึกแสบร้อน โดยปริมาณของสารแคปไซซินจะแตกต่างออกไปตามชนิดและสายพันธุ์ของพริก ทางเคมี แคปไซซิน เป็นสารที่ละลายในน้ำได้เล็กน้อย แต่ละลายได้ดีในไขมัน น้ำมัน และแอลกอฮอล์ ดังนั้นการดื่มน้ำเย็นในปริมาณมาก จึงไม่สามารถบรรเทาอาการเผ็ดได้ เนื่องจากแคปไซซินแทบจะไม่ละลายในน้ำ วิธีการที่จะทำให้หายเผ็ดได้ คือ ต้องหาวิธีขจัดสารแคปไซซินให้หมดไป วิธีการหนึ่ง คือ การดื่มนม เนื่องจากในนมมีโปรตีนชื่อ “เคซีน” (Casein) ที่จะไปดึงแคปไซซินจากปลายประสาทแล้วกำจัดทิ้ง ทำให้ความเผ็ดหายไป นอกจากนมแล้ว ผลิตภัณฑ์จากนม เช่น โยเกิร์ต ไอศกรีม หรือชีส ก็สามารถบรรเทาอาการเผ็ดได้ เนื่องจากมีสารเคซีนเช่นกัน
</detail><keywords>รสเผ็ด, แคปไซซิน, ฟีนอลิก, พริก, นม, เคซีน, โยเกิร์ต, ชีส, ไอศกรีม</keywords><date>2024-10-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5217</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1729237576.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="255"><Nid>5216</Nid><title>รุ้งกินน้ำ เกิดขึ้นตอนกลางคืนได้หรือไม่</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4208</source><detail>หลายคนคงรู้จัก “รุ้งกินน้ำ” กันเป็นอย่างดี ว่าคือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดจากการหักเหของแสงจากดวงอาทิตย์ผ่านละอองน้ำในอากาศและกระจายออกเป็นแถบสีต่าง ๆ

อย่างที่เราเคยเห็นกัน แล้วถ้าหากว่าไม่มีแสงอาทิตย์หรือเป็นช่วงกลางคืนล่ะ จะมีรุ้งกินน้ำเกิดขึ้นได้หรือไม่? คำตอบคือ “ได้” แต่อาจจะเกิดขึ้นค่อนข้างยากสักหน่อย โดยรุ้งกินน้ำที่เกิดขึ้น

ในช่วงกลางคืน จะใช้แสงจากดวงจันทร์แทน จึงเรียกว่า รุ้งแสงจันทร์หรือรุ้งแสงจันทรา (Moonbow) และเพราะแสงจากดวงจันทร์มีความสว่างน้อยกว่าแสงจากดวงอาทิตย์จึงทำให้สีของ

รุ้งแสงจันทร์นั้นอ่อนและซีดจางกว่ารุ้งที่เกิดจากแสงของดวงอาทิตย์

สำหรับการเกิดรุ้งแสงจันทร์นั้น อาจจะมีข้อจำกัดอยู่พอสมควร จึงจะสามารถมองเห็นได้ เช่น แสงจากดวงจันทร์ต้องสว่างมากพอ ท้องฟ้าต้องมืดสนิท ละอองน้ำต้องอยู่ในทิศทางตรงกันข้าม กับดวงจันทร์ และดวงจันทร์ต้องอยู่ใกล้กับขอบฟ้า ซึ่งจากทั้งหมดที่กล่าวมานี้เอง ทำให้รุ้งแสงจันทร์เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นและหาดูได้ค่อนข้างยากต่างจากรุ้งกินน้ำทั่ว ๆ ไปที่เรามักจะเห็นได้ง่ายกว่า ในช่วงกลางวันนั่นเอง
</detail><keywords>รุ้งกินน้ำ, กลางคืน, ธรรมชาติ, การหักเหของแสง, อากาศ, ท้องฟ้า, ดวงจันทร์</keywords><date>2024-10-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5216</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1729237393.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="256"><Nid>5215</Nid><title>จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเด็กฟันผุ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/รู้หรือไม่-จะเกิดอะไรข-2/</source><detail>ฟันผุ ฟังแล้วไม่น่ามีอะไรมากมายนอกจากอาการปวดฟัน แต่ลึกลงไปรู้ไหมคะว่า เมื่อฟันผุเด็กกำลังจะเสี่ยงกับภัยอื่น ๆ ตามมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขาดสารอาหาร พัฒนาการถดถอย ตัวเตี้ยกว่าที่ควรจะเป็น

เมื่อไรก็ตามที่เด็กฟันผุ นั่นคือสัญญาณว่า สิ่งที่เด็กรับประทานส่วนใหญ่นั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น ขนมหวาน ลูกอม ขนมกรุบกรอบ  น้ำอัดลม ฯลฯ เมื่อทานแต่ของไม่มีประโยชน์เด็กก็เสี่ยงที่จะขาดสารอาหาร นาน ๆ เข้าก็เกิดภาวะขาดสารอาหารเรื้อรัง พัฒนาการร่างกายทำได้ไม่เต็มที่ เด็กก็จะตัวเตี้ย แคระแกร็น อีกด้านหนึ่งฟันผุทำให้การบดเคี้ยวอาหารของเด็กเป็นไปอย่างลำบาก เด็กก็จะกินผักกินเนื้อหรืออาหารที่มีประโยชน์ได้ยาก ก็ไม่ได้สารอาหาร ครบถ้วนตามที่ควรจะเป็นอีกเช่นกัน

 

ลูกอมหวาน ร้ายกาจกว่าที่คิด เด็ก ๆ กับลูกอมหวาน ๆ และคุณพ่อคุณแม่ ดูจะเป็นปัญหารักสามเส้าที่เคลียร์กันไม่ลงตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ต่อสู้เพื่อลูก ๆ ต่อไปนะคะ เพราะเจ้าลูกอมหวาน ๆ ถ้าบริโภคเล็กน้อยอาจไม่เป็นไร แต่ถ้าถี่ ๆ มากเข้า มันจะเหมือนเราเอาฟันของลูกไปแช่ในน้ำกรดเลยล่ะค่ะที่เป็นอย่างนี้เพราะว่า การกินน้ำตาล 1 ครั้ง จะเกิดกรดที่ทำลายฟันนาน 40 นาที จากนั้นฟันก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติได้ตามธรรมชาติ แต่ถ้าเรากินบ่อยๆ กินทุกชั่วโมง ก็จะเท่ากับการทำให้ฟันแช่อยู่ในกรดตลอดเวลา ทำให้ฟันผุเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงและนอกจากลูกอมแล้ว ก็ยังรวมถึงน้ำตาลในน้ำหวานหรือขนมหวานทุกชนิดอีกด้วย เพราะฉะนั้น ให้เด็กๆ บริโภคแต่น้อยหรือเลี่ยงได้ก็เลี่ยงจะดีกว่า และทุกครั้งเพื่อความสบายกายสบายใจ หลังกินลูกอมหรือขนมหวาน ต้องแปรงฟันบ้วนปากให้สะอาด
</detail><keywords>ฟันผุ, ปวดฟัน, ขาดสารอาหาร, ขนม, ลูกอม</keywords><date>2024-10-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5215</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1729234415.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="257"><Nid>5214</Nid><title>4 เรื่องที่น่ากลัวของเครื่องดื่มหวานซ่า</title><source>https://www.thaihealth.or.th/4-เรื่องที่น่ากลัวของเครื่องดื่มหวานซ่า</source><detail>น้ำอัดลม เครื่องดื่มสุดโปรดสำหรับใครหลายคน เพราะรสชาติที่หวานซ่าชื่นใจ แต่ในน้ำอัดลมยังซ่อนเรื่องที่น่ากลัวที่หลายคนยังไม่รู้

1.น้ำหวานที่นำมาอัดลม หรือน้ำหวานทั่วไปในท้องตลาด มีส่วนผสมของสีและรสชาติเทียมที่มาจากสารเคมี เมื่อบริโภคต่อเนื่องจะสามารถทำให้ก่อพิษในร่างกายได้

2.คาเฟอีนในน้ำอัดลม เป็นสารกระตุ้นประสาททำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัว และลดความง่วงลง โดยออกฤทธิ์กับระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้จังหวะและอัตราการเต้นของหัวอาจผิดปกติได้

3.น้ำอัดลมทุกสูตรล้วนแต่ผสมน้ำตาลในปริมาณสูงตั้งแต่ 8-14 ช้อนชา การบริโภคน้ำอัดลมเพียงวันละ 1 กระป๋องจึงทำให้ร่างกายได้รับปริมาณน้ำตาลเกินปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ

4.น้ำอัดลม มีส่วนผสมของกรดฟอสฟอริก เป็นกรดที่ทำให้เกิดความซ่าอีกชนิดนึง ไม่น่าเชื่อว่ากรดนี้เป็นตัวเดียวกับที่ใช้ในผงซักฟอก รวมทั้งใช้ในอุตสาหกรรมโลหะด้วย ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมาก มากขนาดที่สามารถละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน เท่านั้นยังไม่พอยังไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและฟัน เพราะฉะนั้นกินเยอะๆ กระดูกของเราพรุนแน่ๆ
</detail><keywords>เครื่องดื่ม, น้ำหวาน, คาเฟอีน, น้ำตาล, กรดฟอสฟอริก, แคลเซียม, แจ็กซ่า</keywords><date>2024-10-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5214</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1729232504.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="258"><Nid>5209</Nid><title>4 วิธีคลายเครียดในชีวิตประจำวัน</title><source>https://www.thaihealth.or.th/4-วิธีคลายเครียดในชีวิตป/</source><detail> คุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่! สำรวจตัวเองว่าเครียดหรือยัง…

                  ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร หายใจไม่ค่อยอิ่ม หงุดหงิด สับสน คิดอะไรไม่ออก เบื่อหน่าย โมโหง่าย บางครั้งพาลทะเลาะวิวาทกับคนใกล้ชิด ซึมเศร้า ไม่อยากพูดจากับใคร…หากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการดังกล่าวควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำต่อไปนี้

                  1.คิดอย่างไรไม่ให้เครียด ยอมรับว่ามีปัญหาและปัญหาเกิดได้กับทุกคน ไม่ว่ามีหรือจน ฝึกกำลังใจ ถือว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการท้าทายความมั่นคงของจิตใจคิดว่าไม่มีความทุกข์ใดที่มนุษย์ทนไม่ได้ คิดถึงสิ่งดี ๆ ในชีวิตที่มีอยู่ เช่น คุณค่า และความสามารถของตนเอง ครอบครัวที่อบอุ่นลุกหลานที่น่ารัก เป็นต้น มีความหวังว่า เมื่อได้พยายามแก้ปัญหาอย่างสุดความสามารถแล้ว ย่อมนำพาชีวิตให้พบความสุขได้อีกครั้งหนึ่ง

                  2.เผชิญกับความเป็นจริงและคิดหาทางออก โดยครอบครัวต้องมีเวลาให้กัน รับฟังทุกข์สุขของกันและกัน ร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และสร้างความสุขด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในทุกโอกาสที่ทำได้ ในที่ทำงานผู้ร่วมงานต้องหันหน้าปรึกษาหารือกันช่วยเหลือกัน และเป็นกำลังใจให้กัน พึงระลึกว่าปัญหาทุกปัญหามีทางออกเสมอ ถ้าใจสู้และร่วมมือร่วมแรงกัน ย่อมเอาชนะปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอน

                  3.ผ่อนคลายความเครียดทุกวัน ความเครียดในการทำงานเกิดขึ้นทุกวัน ดังนั้น การผ่อนคลายความเครียดจะต้องทำเป็นประจำทุกวันเช่นกัน


	การออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬากับเพื่อน ๆ หลังเลิกงาน
	ไปเสริมสวย หรือไปช้อปปิ้ง
	ไปพบปะสังสรรค์ รับประทานอาหารกับเพื่อนฝูง ครอบครัวหรือคนสนิท
	ดูละคร โทรทัศน์ ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง
	เล่นกับลูก ๆ หรือเล่นกับสัตว์เลี้ยง
	รดน้ำต้นไม้ ดูแลไม้ดอกไม้ประดับ
	ทำงานฝีมือ เย็บปัก ถัก ร้อย
	ซ่อมแซมของใช้ในบ้าน จัดตกแต่งบ้าน ทำความสะอาด
	อ่านหนังสือการ์ตูน หนังสือธรรมะ ฯลฯ
	สวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิโดยการทำใจให้สงบ หายใจเข้าออกเป็นจังหวะช้า ๆ และนับลมหายใจไปเรื่อย ๆ


                  4. อย่าเก็บความทุกข์ไว้ในใจ ควรระบายความทุกข์ และขอความช่วยเหลือ โดยการปรับทุกข์กับคนใกล้ชิด เช่น คู่สมรส เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน ญาติ ใช้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ของกรมสุขภาพจิต หรือหน่วยงานเอกชนอื่น ๆ เช่น ศูยน์ฮอทไลน์ สะมาริตันส์ เป็นต้น หากรู้สึกมีอาการเศร้า ท้อแท้ สิ้นหวังไม่ควรอยู่ตามลำพัง ควรรีบไปรับการรักษาจากแพทย์เป็นการด่วน
</detail><keywords>คลายเครียด, กำลังใจ, ความทุกข์, ความสุข, สุขภาพจิต</keywords><date>2024-10-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5209</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1728446449.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="259"><Nid>5208</Nid><title>เบื่อ เซ็ง เหงา เศร้าบ่อย คุณเข้าข่ายภาวะซึมเศร้าหรือเปล่า?</title><source>https://www.thaihealth.or.th/เบื่อ-เซ็ง-เหงา-เศร้าบ่อ/</source><detail>อารมณ์เบื่อ เซ็ง เหงา เศร้าเป็นกันได้ทั่วไปก็จริง แต่หากถึงขั้นกระทบต่อการดําเนินชีวิต และมีความรู้สึกว่าไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้ นั่นอาจเป็นภาวะซึมเศร้าที่ถือเป็นโรคชนิดหนึ่งก็ว่าได้ เป็นภาวะผิดปกติที่เกิดกับร่างกายและจิตใจที่ส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจําวันทุกด้าน ไม่ว่าจะทั้งการกิน การนอน การทํางาน ความสัมพันธ์กับผู้อื่น และความรู้สึกนึกคิดต่อตนเอง

                    ปัจจุบันมีจํานวนผู้ป่วยซึมเศร้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและก่อให้เกิดความสูญเสียรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นภาวะที่พบมากในช่วงวัยทํางานขึ้นไปเสียด้วยความเครียดและบุคลิกภาพส่วนตัวก็ก่อภาวะซึมเศร้าได้นอกเหนือจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมองหรือพันธุกรรม วิถีชีวิตประจําวันที่ก่อความเครียด รวมถึงบุคลิกภาพส่วนตัว เช่น เป็นคนมองโลกในแง่ร้ายอยู่เสมอ หรือเป็นคนมีโรคประจําตัว หรือการทานยาบางชนิดก็อาจก่อให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ อาทิ โรคไทรอยด์ โรคเบาหวาน โรคเลือดจาง และการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้นโรคเล็กๆ ที่แฝงร้าย

                    มาเช็กกันว่าคุณเข้าข่ายภาวะซึมเศร้าหรือเปล่า

                    – มีอารมณ์เศร้าอยู่เกือบตลอดทั้งวันและเป็นทุกวัน บางวันอาจเป็นมาก บางวันอาจเป็นน้อย

                    – ความสนใจหรือความเพลิดเพลินในกิจกรรมต่างๆ ที่เคยทําแทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก

                    – เบื่ออาหารจนน้ําหนักลดลง หรือบางรายอาจมีความอยากอาหารเพิ่มขึ้นจนน้ําหนักเพิ่ม เช่น 2-3 กิโลกรัมต่อเดือน เป็นต้น

                    – นอนไม่หลับ หรือหลับมากแทบทุกวัน หรือหลับดึกแต่จะตื่นเช้า 1-2 ชั่วโมงก่อนเวลาปกติที่เคยตื่น และไม่สดชื่น

                    – ทําอะไรช้า พูดช้า เคลื่อนไหวช้า บางรายมีหงุดหงิด กระสับกระส่าย ทําอะไรเหมือนรีบเร่ง

                    – อ่อนเพลียหรือไร้เรี่ยวแรง

                    – รู้สึกตนเองไร้ค่าหรือรู้สึกผิดมากเกินควร

                    – สมาธิหรือความคิดอ่านช้าลดลง

                    – คิดอยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ คิดเรื่องการตายอยู่เรื่อยๆ

                    ถ้ามีอาการข้างต้นอย่างน้อย 5 อาการ นาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป และมีอารมณ์เศร้า หรือเบื่อหน่ายไม่มีความสุขก็อาจเรียกได้ว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ควรพบแพทย์เพื่อรับคําาปรึกษา
</detail><keywords>เบื่อ, เซ็ง, เหงา, เศร้าบ่อย, ซึมเศร้า, ความเครียด, โรคประจําตัว, อารมณ์</keywords><date>2024-10-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5208</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1728446203.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="260"><Nid>5207</Nid><title>ไอดิน กลิ่นฝน เกิดจากอะไร</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4339</source><detail>ในช่วงก่อนที่ฝนจะตกลงมานั้น เรามักจะได้กลิ่นที่พัดมากับลม ซึ่งคนทั่วไปมักจะเรียกกลิ่นนี้ว่า กลิ่นฝน แต่ในความเป็นจริงแล้วกลิ่นนั้นก็คือกลิ่นของ โอโซน (Ozone : O3) ที่เกิดจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าในก้อนเมฆขณะเกิดฟ้าแลบหรือฟ้าผ่า ทำให้โมเลกุลของก๊าซออกซิเจน (O2) ในอากาศ แตกตัวเป็นอะตอมเดี่ยวของออกซิเจน (O) และไปรวมตัวกับก๊าซออกซิเจนโมเลกุลอื่น ๆ (O2) กลายเป็น โอโซน (O3) ทำให้เราได้รับกลิ่นของมันในช่วงเวลาก่อนฝนตก และในระหว่างที่ฝนตกหรือหลังฝนตกนั้น เราจะได้กลิ่นไอดิน นักวิทยาศาสตร์เรียกชื่อกลิ่นที่เกิดในช่วงฝนตกนี้ว่า เพทริคอร์ (Petrichor) ซึ่งไม่ใช่กลิ่นของดินที่ผสมรวมกับน้ำฝน แต่เป็นกลิ่นของสารหอมระเหยที่เรียกว่า จีออสมิน (Geosmin) ที่สร้างขึ้นโดยแบคทีเรียสกุล สเตรปโตมัยซิส (Streptomyces) ซึ่งพบอยู่มากมายตามพื้นดิน เมื่อเม็ดหยดฝนตกลงมากระทบกับดิน จะส่งผลให้สปอร์ของแบคทีเรียลอยขึ้นไปในอากาศพร้อมโมเลกุลจีออสมิน โดยมนุษย์สามารถรับกลิ่นเฉพาะนี้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะมนุษย์มีความไวต่อกลิ่นนี้เป็นพิเศษ แม้จะมีโมเลกุลจีออสมินในอากาศเพียงห้าในล้านส่วน (5 ppm) ก็ตาม นอกจากกลิ่นของจีออสมินแล้ว น้ำฝนที่ตกลงมานี้ยังช่วยกระตุ้นกลิ่นต่างๆ ออกมาจากพืชบางชนิดได้อีกด้วย เพราะพืชบางชนิดผลิตน้ำมันและหลั่งออกมาเพื่อชะลอการงอกของเมล็ด ไม่ให้งอกในช่วงหน้าแล้งที่ดินขาดน้ำ รวมถึงชะลอกิจกรรมภายในเซลล์ไว้ในช่วงที่ต้นพืชขาดน้ำหรือช่วงแห้งแล้ง ดังนั้น เมื่อฝนตกน้ำฝนจึงชะเอาน้ำมันนี้ออกมาผสมกับน้ำฝน เกิดเป็นกลิ่นที่สดชื่นให้เราได้รับรู้กันผ่านทางจมูก กลิ่นที่มาพร้อมกับชีวิตใหม่ที่รอวันที่จะได้ผลิใบและเติบโตต่อไป
</detail><keywords>ไอดิน, กลิ่นฝน, โอโซน, ก้อนเมฆ, ประจุไฟฟ้า, ก๊าซออกซิเจน, เพทริคอร์, จีออสมิน, สเตรปโตมัยซิส</keywords><date>2024-10-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5207</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1728445687.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="261"><Nid>5205</Nid><title>ดินอคาตามะ ดินพิเศษสำหรับแคคตัส</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/node/4303</source><detail>แคคตัสหรือกระบองเพชร เป็นพืชพื้นเมืองที่มีแหล่งกำเนิดในทะเลทราย ดินที่เหมาะสมต่อการเจิญเติบโตของแคคตัสจึงควรเป็นดินปนทราย
ที่มีลักษณะร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี และมีความชื้นปานกลาง คนเลี้ยงแคคตัสจึงนิยมใช้ดินอคาดามะ (Akadama Soil) มาใช้ในการปลูก
เนื่องจาก ดินอคาดามะมีลักษณะพิเศษ คือ ดินที่มีแหล่งกำเนิดจากภูเขาไฟ ทำให้อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์เป็นจำนวนมาก ลักษณะดิน
มีความพรุนและโปร่ง ช่วยกักเก็บความชื้นได้อย่างพอเหมาะ มีค่า pH เป็นกลางซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีของดินปลูก ลดการเกิดปัญหารากเน่าในดิน
ได้เนื่องจากไม่มีอินทรีย์วัตถุผสม นอกจากนี้ ดินอคาดามะยังมีความพิเศษในเรื่องของสี คือ เนื้อดินมีสีค่อนข้างอ่อน เมื่อรดน้ำ ดินจะมีสีเข้มขึ้น
และค่อยๆจางลงเมื่อน้ำเริ่มแห้ง สีของดินจึงสามารถช่วยเป็นสัญญาณเตือนในการรดน้ำครั้งต่อไปได้อีกด้วย
</detail><keywords>แคคตัส, กระบองเพชร, พืช, ทะเลทราย, ดิน, อคาดามะ</keywords><date>2024-10-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5205</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1728033560.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="262"><Nid>5204</Nid><title>เบคกิ้งโซดากับหมูหมัก เคล็ดลับความอร่อยที่คุณไม่เคยรู้</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/node/4260</source><detail>หลายคนเคยสั่งเมนูอาหารที่มีหมูหมักเป็นส่วนประกอบอย่างแน่นอน สาเหตุที่ทำให้สั่งหมูหมักก็เพราะว่าความนุ่มละมุมลิ้นที่ร้านไหนถ้าหมักดี ๆ พอทานเข้าไปแทบจะละลายในปากเลยทีเดียว จนอดสงสัยไม่ได้ว่าแม่ค้าเขาใช้อะไร ในการหมักหมูกันนะถึงทำให้นุ่มละมุนได้ขนาดนี้ สิ่งหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการทำให้หมูนุ่มละมุนลิ้นได้ก็คือ เบคกิ้งโซดา (Baking Soda) ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า “โซเดียมไบคาร์บอเนต” (Sodium bicarbonate : NaHCO3)

โดยมีงานวิจัยเปรียบเทียบการใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต 3 % โซเดียมไบคาร์บอเนตแบบผง และการใช้น้ำเกลือในการหมักเนื้อหมู (งานวิจัย The Effect of Sodium Bicarbonate on the Water-holding of Pork Loin) ซึ่งผลที่ได้นั้นพบว่าการใช้ โซเดียมไบคาร์บอเนต 3 % ทำให้เนื้อหมูมีการอุ้มน้ำเพิ่มขึ้น และมีค่าความเหนียว (Comparable load) ต่ำที่สุด แสดงว่าเนื้อมีความนุ่มมากที่สุด สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น อธิบายได้ว่ามาจากการที่ bicarbonate ion ที่แทรกอยู่ในเนื้อหมูเมื่อได้รับความร้อนจนสุกจะทำให้เกิดฟองแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide : CO2 ) ที่จะทำให้ค่าความเหนียวต่ำนั้นเอง ซึ่งสอดคล้องกับอีกหนึ่งงานวิจัย

เกี่ยวกับการฉีดสารละลายโซเดียมไตรโพลีฟอสเฟต (STPP) และโซเดียมไบคาร์บอเนต ลงไปในเนื้อซี่โครงหมูที่ปรุงสุก (งานวิจัย Injection of salt, tripolyphosphate and bicarbonate marinade solutions to improve the yield and tenderness of cooked pork loin) พบว่าเนื้อซี่โครงหมูมีค่าความเหนียวที่ลดต่ำลงเนื่องจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide : CO2 ) ที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับความร้อนเช่นกัน นั้นแสดงว่าการเกิดฟองแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide : CO2 ) นั้นจะทำให้โครงสร้างของเนื้อหมูมีรูพรุนที่เกิดจากฟองแก๊ส แล้วทำให้เนื้อหมูนั้นนุ่มมาก ๆ นั้นเอง


เพราะฉะนั้น การหมักหมูด้วย เบคกิ้งโซดา (Baking Soda) หรือ โซเดียมไบคาร์บอเนต (Sodium bicarbonate : NaHCO3) จะทำให้หมูนุ่มละมุ่นลิ้นแทบจะลายในปากเลย แต่ก็ต้องใส่ในปริมาณที่พอเหมาะประมาณ 1-2 ช้อนชา กับหมูประมาณ 200 กรัม ไม่เช่นนั้นจะทำรสชาติของหมูหมักของเรานั้นสูญเสียรสชาติหมูไปนั้นเอง ประมาณ 1-2 ช้อนชา กับหมูประมาณ 200 กรัม รู้แบบนี้แล้วลองไปทำดูแล้วเราจะมีหมูนุ่มกินแบบจุใจเลย
</detail><keywords>bakingsoda, เบคกิ้งโซดา, โซเดียมไบคาร์บอเนต, sodiumbicarbonate, หมู, เนื้อหมูโซเดียมไตรโพลีฟอสเฟต</keywords><date>2024-10-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5204</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1728033336.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="263"><Nid>5203</Nid><title>เมื่อเวลาผ่านไปกระดาษหนังสือพิมพ์ เหตุใดถึงเปลี่ยนเป็นสีเหลือง</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/node/4261</source><detail>หลายคนสังเกตเห็นว่า กระดาษจะเปลี่ยนสีไปตามกาลเวลา และเริ่มมีสีเปลี่ยนไปเมื่อสัมผัสกับแสงแดดหรือถูกทิ้งอยู่ภายนอกบ้าน

กระดาษ ผลิตจากเส้นใยเซลลูโลส ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในผนังเซลล์ของพืช ไม่มีกลิ่น ไม่มีสี แต่มีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงได้ดี

จึงทำให้เรามองเห็นเส้นใยพืชและกระดาษเป็นสีขาว เส้นใยพืชส่วนใหญ่จะประกอบด้วยเซลลูโลสและลิกนิน ซึ่งลิกนินจะเป็นตัวช่วยเชื่อมให้เส้นใยติดกัน แต่จะเกิด

การเสื่อมสภาพได้ง่ายโดยรังสีอัลตร้าไวโอเลตที่มีในแสงแดด ทำให้เกิดการเปลี่ยนสีของเยื่อกระดาษ เนื่องจากลิกนินมีความไวต่อการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น โดย

เมื่อสัมผัสกับออกซิเจน ความชื้น และแสงแดด จะทำให้เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลเป็นควิโนน ทำให้เยื่อกระดาษกลายเป็นสีเหลืองปนน้ำตาล ในขบวนการผลิต กระดาษ ลิกนินจึงถูกขจัดออกจากเยื่อกระดาษ และเติมสารสังเคราะห์ตัวอื่นเข้าไปแทน

แต่กระดาษหนังสือพิมพ์ไม่มีการกำจัดตะกอนลิกนินออก เพื่อประหยัดต้นทุน และมีส่วนประกอบของลิกนินมากกว่ากระดาษสีขาวที่ผ่านกระบวนการการฟอกขาว ดังนั้นกระดาษหนังสือพิมพ์จึงเปลี่ยนเป็นสีเหลืองได้รวดเร็วกว่ากระดาษสีขาวนั่นเอง


</detail><keywords>กระดาษ, หนังสือพิมพ์, แสงแดด, เส้นใยเซลลูโลส, สารประกอบอินทรีย์, ผนังเซลล์ของพืช, รังสีอัลตร้าไวโอเลต, ปฏิกิริยาออกซิเดชั่น</keywords><date>2024-10-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5203</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1728032743.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="264"><Nid>5202</Nid><title>เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับเทศกาลกินเจ</title><source>https://www.thaipbs.or.th/news/content/344640</source><detail>"เทศกาลกินเจ" มีอีกชื่อหนึ่งว่า "เทศกาลถือศีลกินผัก" หรือบางครั้งเรียกว่า "ประเพณีถือศีลกินเจ" โดยในช่วงเทศกาลนี้ผู้คนมักจะสวมเสื้อผ้าสีขาว จนถือเป็นสิ่งที่มักปฎิบัติกันมา เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ อีกด้วย

"เจ" คืออะไร "กินเจ" เพื่ออะไร

คำว่า "เจ" ในภาษาจีน มีความหมายว่า "อุโบสถ" หรือ การรักษาศีล 8 ของทางศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่จะมีการรักษาอุโบสถศีล ไม่บริโภคอะไรหลังเที่ยงวัน ตามหลักศีล 8 ข้อ และเป็นการไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต รวมถึงรักษาศีล โดยการกินเจ นั้นมีจุดประสงค์หลัก ๆ คือ


	กินเจเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น : เพราะอาหารเจเป็นอาหารประเภทชีวจิต ช่วยปรับร่างกายให้สมดุล สามารถขับพิษของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ ร่างกายแข็งแรง และทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ 



	กินเจเพื่อทำบุญ : เพื่อชำระจิตใจให้ใสสะอาดไม่เบียดเบียดสัตว์โลก ทำให้จิตใจผ่องใสมากขึ้น 



	กินเจเพื่อละเว้นกรรม : ที่เกิดจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต โดยตามหลักความเชื่อทางศาสนาพุทธ การฆ่าเพื่อเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรมในรูปแบบหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ลงมือฆ่าเองก็ตาม


การกินเจมีหลักคือ


	งดเว้นเนื้อสัตว์เลย ไม่ว่า นมหรือไข่



	งดเว้นผักที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุ้ยช่าย ใบยาสูบ 



	งดเว้นกินรสจัด และของหมักดอง



	ต้องถือศีลครบถ้วน ซึ่งหมายถึงไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 


การปฏิบัติตนในช่วงกินเจ

ในช่วงเทศกาลกินเจ 9 วัน 9 คืน ผู้ที่ต้องการกินเจอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ซึ่งจะต้องปฏิบัติดังนี้


	รับประทานอาหารเจ



	งดอาหารรสจัด ซึ่งหมายถึงอาหารเผ็ด หวานมาก เปรี้ยวมาก เค็มมาก งดผักที่มีกลิ่นฉุนทั้งหลาย แยกภาชนะสำหรับอาหารเจเท่านั้น



	รักษาศีลห้า



	รักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ รักษาอารมณ์ ไม่พูดคำหยาบคาย รวมถึงงดการมีเพศสัมพันธ์ ทำบุญทำทาน ไหว้พระ สวดมนต์



	นุ่งขาวห่มขาวตลอดเทศกาลกินเจ และควรแต่งกายชุดขาวเข้าร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ ด้วย


กินเจ อย่างไรถูกหลักโภชนาการ และไม่อ้วน

คนที่กินเจอยู่ทุกปีอาจจะคุ้นชินกับคำว่า "ล้างท้อง" ก่อนการกินเจ ซึ่งมักจะเริ่มก่อนกินเจ 2-3 วัน นั้นคือ การปรับการกิน เพื่อให้ร่างกายได้ค่อย ๆ ปรับระบบการย่อยอาหารจากที่ย่อย "เนื้อสัตว์" มาเป็น "พืชผัก" แทน

อย่างที่บอก การกินเจควรให้ร่างกายได้ค่อย ๆ ปรับตัว เตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เพิ่มการกินผักในมื้ออาหารให้มากขึ้น ลดปริมาณเนื้อสัตว์หรือเปลี่ยนจาก เนื้อวัว เนื้อหมู เป็นการกิน ปลา ไข่ นม ถั่วเมล็ดแห้ง แทน และเมื่อกินเจก็อย่าลืมใส่ใจหลักโภชการด้วย โดยมีข้อแนะนำ ดังนี้ 


	กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้ออาหาร ประกอบด้วย โปรตีนจากถั่วเมล็ดแห้ง คาร์โบไฮเดรตจากข้าวแป้ง วิตามินและแร่ธาตุ จากพืชผัก ผลไม้ และไขมันจากน้ำมันแต่พอดี



	กินโปรตีนจากพืชให้หลากหลายและเพียงพอ เช่น เต้าหู้ ฟองเต้าหู้ น้ำเต้าหู้ โปรตีนเกษตร ถั่วและผลิตภัณฑ์จากถั่วเมล็ดแห้งทุกชนิด



	เลือกปรุงหรือซื้ออาหารที่มีรสชาติปานกลาง ไม่หวาน มัน เค็มจัด โดยเลือกเมนูประเภท ต้ม นึ่ง 



	กินอาหารกลุ่มข้าวแป้ง เส้นต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์เลียนแบบเนื้อสัตว์ที่ทำจากแป้งในปริมาณที่เหมาะสม เพราะอาจทำให้ได้พลังงานจากคาร์โบไฮเครตมากเกินไป



	เลือกกินผักผลไม้สด มากกว่าของมักดอง เพราะมีปริมาณโซเดียมสูง 



	วัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารต้องไม่ปนเปื้อนเชื้อโรคและสารเคมีตกค้าง พืชผักควรล้างให้สะอาด


 
</detail><keywords>เจ, สุขภาพ, ทำบุญ, เว้นกรรม, เทศกาลกินเจ, ศีล</keywords><date>2024-10-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5202</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1727849631.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="265"><Nid>5199</Nid><title>ทองคำ</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ทองคำ</source><detail>ทองคำ (อังกฤษ: gold) คือธาตุเคมีที่มีหมายเลขอะตอม 79 และสัญลักษณ์คือ Au (มาจากภาษาละตินว่า aurum) จัดอยู่ในกลุ่มธาตุโลหะมีสกุลชนิดหนึ่ง ทองคำเป็นธาตุโลหะทรานซิชันสีเหลืองทองมันวาวเนื้ออ่อนนุ่ม สามารถยืดและตีเป็นแผ่นได้ ทองคำไม่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีส่วนใหญ่ ทองคำใช้เป็นทุนสำรองทางการเงินของหลายประเทศ ใช้ประโยชน์เป็นเครื่องประดับ งานทันตกรรม และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

คุณสมบัติ

มีความแวววาวอยู่เสมอ ทองคำไม่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนดังนั้น เมื่อสัมผัสถูกอากาศสีของทองจะไม่หมองและไม่เกิดสนิม มีความอ่อนตัว ทองคำเป็นโลหะที่มีความอ่อนตัวมากที่สุด ด้วยทองเพียงประมาณ 2 บาท เราสามารถยืดออกเป็นเส้นลวดได้ยาวถึง 8 กิโลเมตร หรืออาจตีเป็นแผ่นบางได้ถึง 100 ตารางฟุต ทองคำเป็นโลหะชนิดหนึ่งที่สามารถนำไฟฟ้าได้ดี สะท้อนความร้อนได้ดี ทองคำสามารถสะท้อนความร้อนได้ดี ได้มีการนำทองคำไปฉาบไว้ที่หน้ากากหมวกของนักบินอวกาศ เพื่อป้องกันรังสีอินฟราเรด

มนุษย์รู้จักทองคำมาตั้งแต่ประมาณ 5,000 ปี เป็นความหมายแห่งความมั่งคั่ง จุดหลอมเหลว 1064 องศาเซลเซียส และจุดเดือด 2970 องศาเซลเซียส เป็นโลหะที่มีค่าที่มีความเหนียว (Ductility) และความสามารถในการขึ้นรูป (Malleability) คือจะยืดขยาย (Extend) เมื่อถูกตีหรือรีดในทุกทิศทาง โดยไม่เกิดการปริแตกได้สูงสุด ทองคำบริสุทธิ์หนัก 1 ออนซ์สามารถดึงเป็นเส้นลวดยาวได้ถึง 80 กิโลเมตร ถ้าตีเป็นแผ่นก็จะได้บางเกินกว่า 1/300,000 นิ้ว ส่วนความกว้างจะได้ถึง 9 ตารางเมตร

ทองคำบริสุทธิ์ไม่ว่องไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี จึงทนต่อการผุกร่อนและไม่เกิดสนิมกับอากาศ แต่ทำปฏิกิริยากับสารเคมีบางชนิด เช่น คลอรีน ฟลูออรีน น้ำประสานทอง

คุณสมบัติเหล่านี้ประกอบกับลักษณะภายนอกที่เป็นประกายจึงทำให้ทองคำเป็นที่หมายปองของมนุษย์มาเป็นเวลานับพันปี โดยนำมาตีมูลค่าสำหรับการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศและใช้เป็นวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับวงการเครื่องประดับ

ทองคำได้รับความนิยมอย่างสูงสุดในวงการเครื่องประดับทองคำ เพราะเป็นโลหะมีค่าชนิดเดียวที่มีคุณสมบัติพื้นฐาน 4 ประการซึ่งทำให้ทองคำโดดเด่น และเป็นที่ต้องการเหนือบรรดาโลหะมีค่าทุกชนิดในโลก คือ


	งดงามมันวาว (lustre) สีสันที่สวยงามตามธรรมชาติผสานกับความมันวาวก่อให้เกิดความงามอันเป็นอมตะ ทองคำสามารถเปลี่ยนเฉดสีทองโดยการนำทองคำไปผสมกับโลหะมีค่าอื่นๆ ช่วยเพิ่มความงดงามให้แก่ทองคำได้อีกทางหนึ่ง
	คงทน (durable) ทองคำไม่ขึ้นสนิม ไม่หมอง และไม่ผุกร่อน แม้ว่ากาลเวลาจะผ่านไป 3000 ปีก็ตาม
	หายาก (rarity) ทองเป็นแร่ที่หายาก กว่าจะได้ทองคำมาหนึ่งออนซ์ (31.167 gram) ต้องถลุงก้อนแร่ที่มีทองคำอยู่เป็นจำนวนหลายตัน และต้องขุดเหมืองลึกลงไปหลายสิบเมตร จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูง เป็นเหตุให้ทองคำมีราคาแพงตามต้นทุนในการผลิต
	นำกลับไปใช้ได้ (reuseable) ทองคำเหมาะสมที่สุดต่อการนำมาทำเป็นเครื่องประดับเพราะมีความเหนียวและอ่อนนิ่มสามารถนำมาทำขึ้นรูปได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่โดยการทำให้บริสุทธิ์ (purified) ด้วยการหลอมได้อีกโดยนับครั้งไม่ถ้วน


การเกิดของแร่ทองคำ

กรมทรัพยากรธรณี ได้มีการแบ่งการเกิดของแร่ทองคำออกเป็น 2 แบบ ตามลักษณะที่พบในธรรมชาติได้ดังนี้


	แบบปฐมภูมิ คือกระบวนการทางธรณีวิทยา มีการผสมทางธรรมชาติจากน้ำแร่ร้อน ผสมผสานกับสารละลายพวกซิลิก้า ทำให้เกิดการสะสมตัวของแร่ทองคำในหินต่างๆ เช่น หินอัคนี หินชั้น และหินแปร มีการพบการฝังตัวของแร่ทองคำในหิน หรือสายแร่ที่แทรกอยู่ในหิน ซึ่งส่วนใหญ่จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
	แบบทุติยภูมิหรือลานแร่ คือการที่หินที่มีแร่ทองคำแบบปฐมภูมิได้มีการสึกกร่อน และถูกน้ำพัดพาไปสะสมตัวในที่แห่งใหม่ เช่น ตามเชิงเขา ลำห้วย หรือในตะกอนกรวดทรายในลำน้ำ


แหล่งแร่ทองคำปฐมภูมิในไทย


	แหล่งโต๊ะโมะ จ.นราธิวาส
	แหล่งเขาสามสิบ จ.สระแก้ว
	แหล่งชาตรี (เขาโป่ง) จ.พิจิตร - จ.เพชรบูรณ์
	แหล่งดอยตุง (บ้านผาฮี้) จ.เชียงราย
	แหล่งเขาพนมพา จ.พิจิตร


แหล่งแร่ทองคำทุติยภูมิในไทย


	แหล่งบ้านป่าร่อน จ.ประจวบคีรีขันธ์
	แหล่งบ้านนาล้อม จ.ปราจีนบุรี
	แหล่งบ้านทุ่งฮั้ว จ.ลำปาง
	แหล่งในแม่น้ำโขง จ.เลย - จ.หนองคาย
	แหล่งบ้านผาช้างมูบ จ.พะเยา


การใช้จ่ายเงิน

ทองคำถูกใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกในฐานะเงิน[1][2] สำหรับการแลกเปลี่ยนทางอ้อมที่มีประสิทธิภาพ (เมื่อเปรียบเทียบกับการแลกเปลี่ยนสินค้า) และสำหรับการเก็บรักษาทรัพย์สินในห้องเก็บของ เพื่อวัตถุประสงค์ในการแลกเปลี่ยน โรงกษาปณ์ได้ผลิตทองคำแท่ง เหรียญ และหน่วยอื่นๆ ที่มีน้ำหนักและความบริสุทธิ์ที่กำหนดมาตรฐานไว้

เหรียญแรกที่ทราบกันว่ามีส่วนผสมของทองคำถูกผลิตใน Lydia, Asia น้อย ประมาณ 600 ปีก่อนคริสตศักราช[3]

ส่วนแบ่งของทองคำ (นัยพรรณ) ในโลหะผสมจะถูกวัดในหน่วยกะรัต (k). ทองคำบริสุทธิ์ (ที่มีชื่อเรียกทางการค้าว่าทองคำไร้สิ่งเจือปน) จะเรียกว่า 24 กะรัต, และจะย่อเป็น 24k เหรียญทองอังกฤษที่ผลิตเพื่อการหมุนเวียนระหว่างปี 1526 ถึง 1930s ส่วนใหญ่มักจะเป็นโลหะผสมมาตรฐานที่มี 22 กะรัต เรียกว่า crown gold[4][5] เพื่อเพิ่มความแข็ง (เหรียญทองสหรัฐที่ออกให้หมุนเวียนหลังปี 1837 มีโลหะผสมที่มีทองคำบริสุทธิ์ 0.900 หรือ 21.6 k)[6] เช่นเดียวกับโลหะมีค่าอื่นๆ ทองคำจะถูกวัดในหน่วยนํ้าหนักทรอยและกรัม ส่วนแบ่งของทองคำในโลหะผสมจะถูกวัดในหน่วยกะรัต (k) โดยที่ 24 กะรัต (24k) ถือว่าเป็นทองคำบริสุทธิ์ (100%), และค่ากะรัตที่ต่ำกว่าจะน้อยลงตามสัดส่วน (18k = 75%) ความบริสุทธิ์ของทองคำแท่งหรือเหรียญยังสามารถแสดงเป็นทศนิยมในช่วง 0 ถึง 1, ที่รู้จักกันในชื่อ millesimal fineness ตัวอย่างเช่น, 0.995 หมายถึงเกือบบริสุทธิ์.

ในปัจจุบัน ทองคำคือสกุลเงินสำรองของโลก[7] ราคาทองคำถูกกำหนดผ่านการซื้อขายในตลาดทองคำและอนุพันธ์ แต่ขั้นตอนที่เรียกว่าการตั้งราคาทองคำในลอนดอน ซึ่งเริ่มต้นในเดือนกันยายน 1919 มอบราคาพื้นฐานรายวันสำหรับอุตสาหกรรม[8][9][10] การตั้งราคาทองคำในแต่ละวันถูกนำมาใช้ในปี 1968 เพื่อกำหนดราคาเมื่อเปิดตลาดสหรัฐ ณ เดือนกันยายน 2017 ทองคำถูกประเมินว่ามีค่าอยู่ประมาณ 42 ดอลลาร์ต่อกรัม (1300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ทรอย)

การใช้ประโยชน์

ด้านอวกาศ

ในทางอวกาศได้มีการนำทองคำมาใช้เป็นชุดนักบินอวกาศและแคปซูล เพื่อป้องกันไม่ให้นักบินอวกาศกระทบกับรังสีในอวกาศที่มีพลังงานสูง นอกจากนี้ยังมีการใช้ทองคำบริสุทธิ์เคลือบกับเครื่องยนต์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ หมวกเหล็ก เกราะบังหน้า และอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ในอวกาศ เนื่องจากทองคำที่มีความหนา 0.000006 นิ้ว จะมีคุณสมบัติช่วยสะท้อนรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่ให้ทำลาย หรือลดประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์เหล่านี้

ด้านทันตกรรม

มีการใช้ทองคำเพื่อการครอบฟัน เชื่อมฟัน หรือการเลี่ยมทอง และยังมีการใช้ในการผลิตฟันปลอมด้วย เนื่องจากทองคำมีความคงทนต่อการกัดกร่อน การหมองคล้ำ และยังมีความแข็งแรงอีกด้วย โดยจะใช้ทองคำผสมกับธาตุอื่น เช่น แพลทินัม

ด้านอิเล็กทรอนิกส์

มีการนำทองคำมาใช้เป็นวัสดุที่ทำหน้าที่สัมผัสในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น เครื่องคิดเลข โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากทองคำมีค่าการนำไฟฟ้าสูง และมีความคงทนต่อการกัดกร่อน จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และอายุการใช้งานของเครื่องไฟฟ้าเหล่านั้น
</detail><keywords>ทองคำ, ธาตุเคมี, เลขอะตอม, aurum, ธาตุโลหะ</keywords><date>2024-09-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5199</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1727226994.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="266"><Nid>5189</Nid><title>โรคสะเก็ดเงิน อาการเริ่มแรกที่ต้องรู้</title><source>https://www.thaihealth.or.th/โรคสะเก็ดเงิน-อาการเริ่/</source><detail>โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรค ผิวหนังอักเสบ เรื้อรังชนิดหนึ่ง ส่วนใหญ่มักจะมีอาการคัน ผิวหนังแดง มีขุยหนา เด่นบริเวณศีรษะ ไรผม ข้อศอก ข้อเข่า และเล็บ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการอักเสบของระบบร่างกายอื่น ๆ เช่น ข้ออักเสบ เพิ่มโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ รวมไปถึงสภาพจิตใจของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เช่นกัน แต่ “โรคสะเก็ดเงิน” ไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่สามารถติดต่อหรือแพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้

โรคสะเก็ดเงิน คืออะไร ?

                    โรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของผิวหนังชนิดหนึ่งที่ร่างกายมีการหลั่งสารการอักเสบไปกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้มีการแบ่งตัวที่เร็วขึ้น และทำให้เกิดผื่น ผิวหนังอักเสบ หนาตัวขึ้น ซึ่งมีลักษณะได้หลากหลายรูปแบบ โดยอาการที่พบได้บ่อย คือผู้ป่วยมักมีผื่นแดงนูนขอบชัดเจน ขุยหนา บางรายคลุมด้วยสะเก็ดหนาสีขาวเงิน เมื่อลอกสะเก็ดออกจะพบจุดเลือดใต้ผิวหนัง ผื่นมักจะเด่นบริเวณเข่า ข้อศอก หรือหนังศีรษะ มาทำความรู้จักโรคนี้กันให้มากขึ้น รวมถึงมาศึกษาว่าโรค สะเก็ดเงิน รักษา ได้อย่างไรบ้าง

สาเหตุของการเกิดโรคสะเก็ดเงิน


	พันธุกรรม
	การติดเชื้อโดยเฉพาะเชื้อสเตปโตคอคคัสในระบบทางเดินหายใจ
	ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
	ความเครียดรุนแรง
	ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันเลือด ยารักษาโรคซึมเศร้า
	พักผ่อนไม่เพียงพอ
	ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
	การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น การตั้งครรภ์ การมีรอบเดือน




วิธีสังเกตอาการของโรคสะเก็ดเงิน


	มีผื่นแดงหนา
	สะเก็ดหนามีสีเงินบริเวณเข่า 2 ข้าง
	ผู้ป่วยบางรายอาจมีผื่นที่ศีรษะ
	หากมีอาการรุนแรงอาจมีผมร่วง
	ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดข้อร่วมด้วย
	ผื่นขึ้นตามปลายนิ้วมือ
	เล็บผิดปกติ เช่น เล็บร่อน เป็นหลุม หรือมีขุยใต้เล็บ


โรค สะเก็ดเงิน รักษา อย่างไรได้บ้าง ?

                    การรักษาโรคสะเก็ดเงินทางแพทย์จะมีการวางแผนระยะยาวเพื่อรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โดยจะเลือกวิธีการรักษาไปตามความรุนแรงของโรค ซึ่งสามารถแบ่งวิธีการรักษาได้ ดังนี้


	กรณีผู้ป่วยมีอาการผื่นผิวหนังเล็กน้อยถึงปานกลาง มีผื่นน้อยกว่าร้อยละ 10 ของผิวหนังทั่วร่างกาย อาจรักษาด้วยการใช้ยาทาภายนอก เช่น ยาทาสเตียรอยด์ น้ำมันดิน แอนทราลิน อนุพันธ์ของวิตามินดี
	กรณีผู้ป่วยมีอาการผื่นปานกลางไปจนถึงมาก มีผื่นมากกว่าร้อยละ 10 ของผิวหนังทั่วร่างกาย หรือมีข้ออักเสบร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณารักษาดังนี้
	
		รับประทานยา เช่น Methotrexate แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยรับประทานยาที่ช่วยในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังผิดปกติและกดภูมิคุ้มกันของร่างกาย
		การฉายแสงอาทิตย์เทียม โดยที่ใช้ในการรักษามี 2 ชนิด คือ ยูวีเอและยูวีบี ต้องมารับการรักษา 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน แพทย์จะพิจารณาให้ฉายแสงอาทิตย์เทียมในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง โดยใช้รังสีอัลตราไวโอเลตลดอาการอักเสบและยับยั้งการแบ่งตัวของผิวหนัง การเกิดซ้ำของโรค อาจมีการรักษาควบคู่กับการรับประทานยาหรือยาทาร่วมด้วย
		การรักษาด้วยยาฉีดกลุ่มชีววัตถุ (biologic agents) ใช้ในกรณีผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยามาตรฐาน หรือมีความรุนแรงของโรคสะเก็ดเงินอย่างมาก
	
	


คำแนะนำสำหรับโรคสะเก็ดเงิน


	รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ผู้ป่วยควรเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดยูริกสูง ไขมันสูง
	หลีกเลี่ยงการอดนอน งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
	หลีกเลี่ยงความเครียด เนื่องจากความเครียดทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบได้ง่าย ดังนั้น จึงควรหาวิธีผ่อนคลาย เช่น ออกกำลังกาย พูดคุยกับคนรอบข้าง
	ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วน
	ระวังการแกะเกาบริเวณผื่นสะเก็ดเงิน เพราะจะทำให้อักเสบมากขึ้นและอาจมีการติดเชื้อที่ผิวหนังได้
	ดูแลผิว ทาครีมบำรุงผิวให้ความชุ่มชื้น และทายาภายนอกเพื่อลดการอักเสบผิวหนังสม่ำเสมอ
	กรณีรับประทานยาหรือยาฉีด ควรปฏิบัติตามแพทย์ มารับการรักษาต่อเนื่อง ไม่หยุดยาเอง และเมื่อเจ็บป่วยไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากยาบางชนิดมีปฏิกิริยาต่อยารักษาสะเก็ดเงิน

</detail><keywords>โรคสะเก็ดเงิน, ผิวหนังอักเสบ, เรื้อรัง, เซลล์ผิวหนัง</keywords><date>2024-09-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5189</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1727160597.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="267"><Nid>5188</Nid><title>เขียงไม้ ทำจากไม้อะไร และใช้อย่างไรไม่ให้ขึ้นรา</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4205</source><detail>เขียง อุปกรณ์คู่ครัวไทยที่มีมาอย่างยาวนาน นับเป็นภูมิปัญญาไทยที่นำไม้มาสรรสร้างเป็นของใช้ในครัวเรือน โดยทั่วไปแล้ว เขียงทำจากไม้มะขาม ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็งสีน้ำตาลอ่อน แข็งแรง ทนทาน เหมาะแก่การสับหรือหั่น ที่สำคัญคือเนื้อไม้มีความสะอาด ไม่มีกลิ่นหรือรสติดไปกับวัตถุดิบ ทำให้รสชาติของอาหารที่ผ่านเขียงไม้มะขามไม่ผิดเพี้ยนไป นอกจากนี้ คุณสมบัติที่มีเนื้อแข็ง ทำให้เวลาสับหรือหั่น จะไม่มีเศษไม้ติดปะปนมากับอาหาร แต่เมื่อใช้งานไปนาน ๆ เขียงไม้อาจมีคราบดำ ซึ่งก็คือคราบเชื้อรานั่นเอง และเขียงยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคชนิดอื่นได้อีกด้วย วิธีป้องกันการเกิดคราบเชื้อราเหล่านี้ สามารถทำได้โดยการนำเขียงไม้ไปแช่ในน้ำเกลือ ซึ่งอาศัยหลักการออสโมซิส (Osmosis) ที่ทำให้โมเลกุลของน้ำจากสปอร์เชื้อรา ที่อาจฝังตัวอยู่ในเนื้อไม้ เคลื่อนที่จากภายในเซลล์ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีน้ำมาก ไปยังบริเวณที่มีน้ำน้อย ทำให้เซลล์ของเชื้อราเกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) และตายไปในที่สุด ดังนั้น ก่อนการใช้งานเขียงใหม่ เราควรกำจัดเชื้อราโดยการแช่น้ำเกลือทิ้งไว้ 2-3 วัน จากนั้นจึงล้างออกให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้ง เพื่อสุขอนามัยที่ดี และยืดระยะเวลาการใช้งานเขียงไม้ให้ยาวนาน
</detail><keywords>เขียง, ภูมิปัญญาไทย, ไม้มะขาม, เชื้อรา, สปอร์เชื้อรา</keywords><date>2024-09-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5188</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1727160391.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="268"><Nid>5186</Nid><title>แครนเบอร์รี่ตำรับยาจากธรรมชาติ</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4206</source><detail>แครนเบอร์รี่ ผลไม้สีแดงทับทิม มีรสเปรี้ยวอมหวาน ที่ไม่ได้เป็นเพียงผลไม้ แต่ยังเต็มไปด้วยสรรพคุณทางยาที่ใช้รักษาอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะซึ่งได้รับการยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ โดยแครนเบอร์รี่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างกรดฮิปพูริก (Hippuric acid) ซี่งมีฤทธิ์เหมือนยาปฏิชีวนะ ที่จะช่วยยับยั้ง หรือกำจัดแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะได้ อีกทั้งแครนเบอร์รี่ยังช่วยลดกลิ่นปัสสาวะ ดังนั้น คนที่กลั้นปัสสาวะไม่อยู่จึงควรกินแครนเบอร์รี่เพื่อลดกลิ่นปัสสาวะ นอกจากนั้นแครนเบอร์รี่ยังมีปริมาณวิตามินซีสูงมาก การดื่มน้ำแครนเบอร์รี่เป็นประจำ จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยเพิ่มระดับสารต้านอนุมูลอิสระในเลือด และช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โดยสามารถกินได้ทั้งในรูปของน้ำผลไม้หรือแคปซูล
</detail><keywords>แครนเบอร์รี่, ผลไม้สีแดง, ผลไม้, สารต้านอนุมูลอิสระ, คอเลสเตอรอล</keywords><date>2024-09-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5186</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1727160201.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="269"><Nid>5185</Nid><title>รู้ไหมทำไมงูลอกคราบ</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4218</source><detail>ทำไมงูลอกคราบ งูลอกคราบเป็นการลอกหลุดของผิวหนังชั้นนอกสุด(epidermis) เซลผิวหนังของงูเพิ่มจำนวนและขนายตัวในอัตราไม่คงที่ ขึ้นอยู่กับ อายุ  สภาพอากาศและอาหาร เซลเหล่านี้สร้างน้ำหล่อเลี้ยงออกมาอยู่ระหว่างผิวหนังชั้นนอกสุดกับชั้นผิวหนังที่สร้างขึ้นมาใหม่ทำให้เกิดการลอกคราบ และงูจะตัวขยายโตขึ้น หรือให้เข้าใจง่ายๆ การลอกคราบของงูทำให้งูขึ้นนั้นเอง
</detail><keywords>งู, ลอกคราบ, ผิวหนัง, เซลผิวหนัง, น้ำหล่อเลี้ยง</keywords><date>2024-09-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5185</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1727159970.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="270"><Nid>5184</Nid><title>ทำไมตากฝนแล้วถึงเป็นหวัด</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4216</source><detail>หลายคนคงเคยได้ยินคำเตือนว่า "อย่าไปตากฝนนะ เดี๋ยวจะเป็นหวัด!" แต่เคยสงสัยไหมว่า ทำไมการเปียกฝนถึงทำให้เราเสี่ยงเป็นหวัดได้มากขึ้น? แม้ฝนจะไม่ใช่ต้นเหตุของหวัดโดยตรง แต่ก็มีผลต่อร่างกายและระบบภูมิคุ้มกัน

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า โรคไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีหลายสายพันธุ์ แต่ที่พบได้บ่อยที่สุด คือ ไรโนไวรัส (Rhinovirus) และโคโรนาไวรัส (Coronavirus) ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณระบบทางเดินหายใจส่วนต้น ทำให้มีไข้ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ โดยปกติแล้วรอบตัวของเรารวมถึงในอากาศจะเต็มไปด้วยเชื้อไวรัส แต่ที่เราไม่เป็นหวัดเพราะร่างกายของเรามีภูมิต้านทานที่ช่วยต่อต้านเชื้อไวรัสเหล่านั้นเอาไว้ ในยามที่ฝนตก ลมพายุจะพัดพาเอาเชื้อไวรัสต่าง ๆ ที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศมาอยู่บนร่างกายของเรา ทำให้ร่างกายของเราต้องสัมผัสกับไวรัสจำนวนมากขึ้น จึงเพิ่มความเสี่ยงที่ร่างกายจะได้รับเชื้อไวรัส นอกจากนี้ เมื่อเราเปียกฝน ความเย็นจากน้ำฝนยังทำให้อุณหภูมิของร่างกายลดต่ำลง เป็นสาเหตุทำให้ไวรัสเจริญเติบโตได้ดี ร่างกายจึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น และหากระบบภูมิคุ้มกันของเราต้านทานไม่ได้ ก็จะทำให้เกิดอาการไข้หวัดได้นั่นเอง ดังนั้น ในฤดูฝนนี้ ควรดูแลตนเองโดยการหลีกเลี่ยงการตากฝน แต่หากเลี่ยงไม่ได้ เมื่อกลับถึงบ้าน รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า อาบน้ำ สระผม เช็ดตัวให้แห้ง และทำร่างกายให้อบอุ่น รวมถึงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราให้แข็งแรงและปกป้องเราจากโรคไข้หวัดได้
</detail><keywords>ตากฝน, เป็นหวัด, โรคไข้หวัด, เชื้อไวรัส, ระบบทางเดินหายใจ</keywords><date>2024-09-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5184</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1727159771.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="271"><Nid>5182</Nid><title>ไปเรียนต่อต่างประเทศ ประหยัดค่าใช้จ่ายยังไงได้บ้าง</title><source>https://www.sanook.com/campus/1400292</source><detail>ไปเรียนต่อต่างประเทศ ประหยัดค่าใช้จ่ายยังไงได้บ้าง
:
การไปเรียนต่อต่างประเทศ แน่นอนว่าต้องพบกับค่าครองชีพที่สูงกว่าบ้านเราอยู่แล้ว วันนี้เราจะไปดูเทคนิคการประหยัดเมื่อต้องไปเรียนต่างประเทศกัน
:
1. รู้จักรายรับของตัวเอง - อันดับแรกต้องรู้ก่อนว่าเราได้รับเงินจากผู้ปกครองหรือมีรายรับในแต่ละเดือนเท่าไร เพื่อจะได้จัดสรรให้ใช้จ่ายได้ตลอดทั้งเดือน
:
2. การเดินทางโดยใช้รถสาธารณะ - ถึงแม้ว่าแท็กซี่จะสะดวกกว่า แต่ก็มีราคาที่แพงกว่าเช่นกัน ควรศึกษาเส้นทางและใช้รถสาธารณะจะประหยัดมากกว่า
:
3. หางานพาร์ทไทม์ทำในช่วงเวลาว่าง - หาช่องทางเพิ่มรายได้ของตัวเอง โดยลองศึกษาว่านักเรียนที่มาศึกษา เขาทำพาร์ทไทม์อะไรกันบ้าง
:
4. ทำอาหารเอง - แน่นอนว่าหากเราสามารถทำอะไรกินเองได้ ก็จะประหยัดกว่าการออกไปกินข้างนอกอย่างแน่นอน
:
5. หาเพื่อนเพื่อแชร์ค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมต่าง ๆ - เมื่อเราไปเที่ยวระหว่างที่อยู่ต่างประเทศ หากไปกับเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่ ก็จะสามารถหารค่าใช้จ่ายกันได้ ประหยัดได้เยอะ
:
และนี่ก็เป็นเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายระหว่างมาเรียนที่ต่างประเทศ ยังไงขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ที่ต่างประเทศ หรือมีความสนใจที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศ ให้เดินทางตามความฝันได้สำเร็จนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-09-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5182</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1727067321.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="272"><Nid>5181</Nid><title>อาการอกหัก เสี่ยงต่อโรคหัวใจ</title><source>https://www.sanook.com/health/20395</source><detail>อาการอกหัก เสี่ยงต่อโรคหัวใจ
:
อาการอกหัก  เป็นความเจ็บปวดทางอารมณ์อย่างรุนแรง เกิดจากความผิดหวัง และเพื่อน ๆ รู้หรือไม่? หากไม่รีบฟื้นตัว อาจเกิดโรคหัวใจได้ เป็นเพราะอะไร ไปดูกันเลย
:
เพราะหากปล่อยเอาไว้อาจเกิดภาวะที่เรียกว่า Broken Heart Syndrome หรือภาวะหัวใจสลาย ทำให้ความสามารถในบีบตัวของหัวใจลดลงอย่างเฉียบพลัน มีอาการ เจ็บหน้าอกรุนแรงอย่างกะทันหันคล้ายอาการของภาวะหัวใจขาดเลือด หน้ามืด ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หายใจลำบาก
:
วิธีรักษาจิตใจตัวเองเมื่ออกหัก
1. พยายามวิเคราะห์หาสาเหตุที่ทำให้เราเครียด
2. ตัดใจ ปล่อยวาง ลุกขึ้นมาก้าวต่อไป
3. หมั่นออกกำลังกายบ่อย ๆ ลดอาการฟุ้งซ่าน
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เลี่ยงแอลกอฮอล์
6. เล่าปัญหาให้คนที่ไว้ใจฟังเพื่อเป็นการระบาย
7. จัดการสิ่งแวดล้อมให้น่าอยู่ เช่น ปลูกต้นไม้เล็ก ๆ หรือแจกันดอกไม้สร้างความสดชื่น
8. พยายามดูอะไรที่ตลก ๆ เพื่อผ่อนคลาย
9.ไม่ปิดกั้นเพื่อพร้อมเจอความรักครั้งใหม่
:
อาการอกหักถือเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนอาจจะต้องเจอ ขอแค่เรารู้วิธีดูแลตัวเอง ทำใจและมูฟออนให้ไว ก็จะช่วยให้อาการอกหักดีขึ้น และลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดโรคหัวใจได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-09-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5181</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1727067228.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="273"><Nid>5180</Nid><title>ช่วยเหลือยังไงดี เมื่อสัตว์เลี้ยงเป็นฮีทสโตรก</title><source>https://www.sanook.com/women/135945</source><detail>ช่วยเหลือยังไงดี เมื่อสัตว์เลี้ยงเป็นฮีทสโตรก
:
"ฮีทสโตรก" ที่ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงหรือคนก็สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนจัด สามารถเกิดได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกฤดูกาล
:
สังเกตุยังไงว่าสัตว์เลี้ยงเริ่มมีอาการฮีทสโตรก?
เริ่มแรกมักจะมีอาการหอบ หายใจไม่ทัน เหนื่อยอย่างหนัก มึนงง น้ำลายยืด บางรายอาจถึงขั้นจำเจ้าของไม่ได้ บางเคสอาการฮีทสโตรกเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ไม่เกิน 10 นาทีสัตว์เลี้ยงอาจทนไม่ไหวและเสียชีวิตในที่สุด
:
วิธีการช่วยเหลือเบื้องต้น
1. พยายามทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายลดลง ใช้น้ำอุณหภูมิปกติเช็ดตัว โดยเฉพาะบริเวณผิวหนังใต้อุ้งเท้าและใต้ท้อง เพื่อให้ร่างกายระบายความร้อนดีขึ้น  ห้ามใช้น้ำอุ่นและน้ำเย็นเด็ดขาด
:
2. ให้สัตว์เลี้ยงดื่มน้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้องในปริมาณทีละน้อย
:
3. เมื่ออุณหภูมิร่างกายเริ่มลดลง ควรรีบนำสัตว์เลี้ยงไปโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาต่อโดยสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
:
ถึงแม้จะดูเป็นโรคไม่ร้ายแรง แต่มีโอกาสทำให้สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราเสียชีวิตได้ ให้หมั่นสังเกตอาการ และรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก็จะสามารถต่อชีวิตสัตว์เลี้ยงของเราได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-09-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5180</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726636305.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="274"><Nid>5179</Nid><title>5 คณะมหาวิทยาลัยสุดท้าทายที่เรียนจบยากที่สุด</title><source>https://www.sanook.com/campus/1425511</source><detail>5 คณะมหาวิทยาลัยสุดท้าทายที่เรียนจบยากที่สุด
:
จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าคณะไหนก็ต้องต้องใช้ความตั้งใจและความพยายามทั้งนั้น แต่นี่คือ 5 คณะในมหาวิทยาลัยที่ถูกมองว่าเรียนจบยากที่สุด
:
1. คณะนิติศาสตร์ - ด้วยการศึกษาเกี่ยวกับกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน นักศึกษาต้องมีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อกฎหมายต่าง ๆ และมีจริยธรรมที่เข้มแข็ง เพื่อให้สามารถใช้กฎหมายอย่างถูกต้องและยุติธรรมอีกด้วย
:
2. คณะแพทยศาสตร์ - ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การวินิจฉัยโรค และการรักษาผู้ป่วย ต้องทุ่มเวลาในการศึกษาที่เข้มข้น
:
3. คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ - ต้องเรียนรู้ในการออกแบบที่มีทั้งศิลปะและการใช้งานจริง การออกแบบอาคารและสิ่งก่อสร้างที่ไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังต้องตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานด้วย
:
4. คณะบัญชี - นักศึกษาที่เรียนบัญชีจะต้องมีความรู้และทักษะในการจัดการการเงินและการบัญชี ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจต้องการ
:
5. คณะวิทยาศาสตร์ - ต้องมีทักษะในการสังเกต ตั้งสมมติฐาน และการทดสอบเพื่อยืนยันแนวคิด การเรียนวิทยาศาสตร์ต้องอาศัยความอดทนและความคิดวิเคราะห์ที่เฉียบแหลม
:
การศึกษาคณะที่กล่าวมานั้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็นำไปสู่โอกาสทางอาชีพที่ดี แต่ยังไงก็ตาม การตัดสินใจเลือกคณะเพื่อศึกษาต่อควรพิจารณาความสนใจและความสามารถของตนเองเป็นสำคัญที่สุด แล้วเพื่อน ๆ ล่ะครับ อยากศึกษาต่อในคณะอะไรกันบ้าง คอมเมนท์มาบอกกันได้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-09-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5179</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726636261.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="275"><Nid>5178</Nid><title>เครียดแล้วกิน แก้ไขยังไงดี?</title><source>https://www.sanook.com/health/32453</source><detail>เครียดแล้วกิน แก้ไขยังไงดี?
:
เชื่อว่าหลาย ๆ คนต้องเคยได้ยินดีคำว่า “หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่ง” สะท้อนถึงสภาวะอาการเมื่อเวลาเจอความเครียดมักจะแก้ปัญหาด้วยการกิน
:
ความเครียดอาจก่อให้เกิดความเหนื่อยล้าหรือความเศร้า อาหารที่มักถูกปากจะมีแคลอรี่สูง ซึ่งกระตุ้นการหลั่งสารเคมีบางชนิดในสมองที่ทำให้รู้สึกดี ทำให้อยากกินอีก
:
วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการรับประทานเพราะความเครียด
1. ยอมรับความรู้สึกของตัวเอง
2. หาทางเลือกอื่น ๆ นอกจากการรับประทาน
3. รับประทานอาหารตรงเวลา และอย่าข้ามมื้ออาหาร
4. ลดคาเฟอีน
5. ฝึกรับประทานอาหารอย่างมีสติ
:
หรือให้สรุปง่าย ๆ เมื่อเวลาเครียดสามารถกินได้ แต่ควรให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารมากที่สุด เพื่อไม่เป็นการทำลายสุขภาพไปมากกว่านี้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-09-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5178</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726636212.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="276"><Nid>5177</Nid><title>เลือกเลี้ยงสุนัขตัวผู้หรือตัวเมียดี?</title><source>https://www.sanook.com/women/252129</source><detail>เลือกเลี้ยงสุนัขตัวผู้หรือตัวเมียดี?
:
สัตว์เลี้ยงมอบความสุขและความผูกพันให้กับเจ้าของได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงยอดนิยมอย่าง “สุนัข” ที่เพื่อน ๆ หลายคนที่กำลังตัดสินใจจะรับมาเลี้ยงอาจเกิดคำถามว่า จะเลือกเลี้ยงตัวผู้หรือตัวเมียดี? วันนี้เราจะพาไปดูความต่างกัน
:
เลี้ยงหมาตัวผู้กับตัวเมียต่างกันอย่างไร?
บุคลิกภาพ - สุนัขตัวผู้มักจะชอบเข้าหาคนและต้องการความสนใจอยู่เสมอ ในขณะที่สุนัขตัวเมียมักจะดูเป็นอิสระและผ่อนคลายกว่า ไม่ค่อยเรียกร้องความสนใจมากนัก
:
ปัญหาพฤติกรรม - สุนัขตัวเมียมักจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวน้อยกว่าสุนัขตัวผู้ แต่บางตัวอาจมีแนวโน้มที่จะรู้สึกวิตกกังวลหรือตื่นตระหนกง่ายเกินไป
:
การฝึกให้ขับถ่ายในที่กำหนด - สุนัขตัวเมียสามารถฝึกให้ขับถ่ายในที่กำหนดได้ง่ายกว่า และสามารถกลั้นปัสสาวะได้นานกว่าสุนัขเพศผู้
:
การฝึกอบรม - สุนัขตัวผู้มักต้องการการฝึกอบรมที่เข้มงวดและแน่วแน่มากกว่าสุนัขตัวเมีย แต่เมื่อฝึกสำเร็จแล้ว สุนัขตัวผู้มักจะเป็นไปตามที่ต้องการมากกว่าตัวเมีย
:
เมื่อรู้ข้อแตกต่างแบบนี้แล้ว ลองเลือกเพศของสุนัขให้เหมาะกับพฤติกรรมและความชอบของเราได้เลย และที่สำคัญที่สุด เมื่อเลือกเลี้ยงสัตว์เลี้ยงสักตัวแล้ว ต้องดูแลให้ดี ๆ ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของสังคมในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5177</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726636169.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="277"><Nid>5171</Nid><title>สิ่งที่ควรทำหลังน้ำลด และวิธีล้างบ้านขจัดเชื้อราเพื่อสุขอนามัยดี</title><source>https://www.thaihealth.or.th/8-สิ่งที่ควรทำหลังน้ำลด/</source><detail>จากสถานการณ์อุทกภัยภาคเหนือ ส่งผลให้ในหลายจังหวัดเกิดน้ำท่วมใหญ่ ได้รับผลกระทบอย่างเลี่ยงไม่ได้ และเมื่อน้ำผ่านไป สภาพบ้านเรือน ก็เต็มไปด้วยความเสียหาย เพราะในช่วงน้ำท่วมจะพัดพาสิ่งสกปรกมาจากทุกสารทิศ ทั้งโคลนตม ขยะ วัสดุ สิ่งของต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดการหมักหมม อาจเป็นสาเหตุให้เกิดการระบาดของโรคได้ เพื่อสุขอนามัยที่ดีจึงต้องมีการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและที่พักอาศัยตามหลักสุขาภิบาล  เพราะหากปล่อยไว้นาน จะกลายเป็นแหล่งสะสมและแพร่กระจายของเชื้อโรค

                    โดยเฉพาะเชื้อราที่พบได้หลังน้ำลด ตามบริเวณพื้น ฝาผนัง วอลล์เปเปอร์ เฟอร์นิเจอร์ ที่นอน หมอน พรม รวมถึงตู้แช่อาหาร ตู้เย็น จำเป็นต้องได้รับ การรื้อและล้างทำความสะอาดอย่างเร่งด่วน

8 สิ่งที่ควรทำหลังน้ำลด


	ตรวจระบบไฟ ก่อนการใช้งานต้องรอให้แห้งสนิทก่อน เพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
	สำรวจความเสียหาย โครงสร้างของบ้าน และบริเวณโดยรอบ
	เตรียมก่อนล้าง เตรียมอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาด และอุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือยาง รองเท้ายาง ฯลฯ
	ดูแล ปรับปรุง ห้องครัว ขัดล้างห้องครัวและทำความสะอาดเครื่องครัว กำจัดเชื้อรา
	ลงมือล้างทำความสะอาดควรลงมือทันทีหลังน้ำลดจะช่วยให้ขจัดคราบสกปรกได้ง่าย
	ดูแล ปรับปรุง ห้องส้วม ในกรณีที่ส้วมเต็ม หรืออุดต้น ให้ใช้น้ำหมักชีวภาพเทราด ลงในคอห่าน หรือโถส้วม
	ทำความสะอาดสิ่งของ เครื่องใช้ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ควรซักให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง ก่อนนำมาใช้
	แยกขยะรีไซเคิลทั่วไปก่อนทิ้ง คัดแยกขยะประเภทที่ยังใช้ประโยชน์ได้ เช่น โลหะ กระป๋อง เพื่อนำไปจำหน่ายให้ร้านรับซื้อของเก่า


วิธีทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด

                    ก่อนเข้าไปในบ้านต้องสำรวจตรวจสอบความเสียหาย และมั่นใจว่าโครงสร้างของบ้านมีความมั่นคงแข็งแรง เมื่อเข้าไปแล้วให้เปิดประตู หน้าต่าง เพื่อให้อากาศถ่ายเท ลดกลิ่นเหม็นอับ ห้ามเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศขณะทำความสะอาดบ้าน หรือขณะกำจัดเชื้อรา เพราะจะทำให้สปอร์เชื้อรา  ฟุ้งกระจาย นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในเครื่องใช้ เครื่องเรือน เครื่องนอน และเฟอร์นิเจอร์  เช่น ฟูกที่นอน หมอน พรม เป็นประจำ ด้วยการนำไปตากแดด ส่วนวอลล์เปเปอร์หรือฉนวนกันความร้อนที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก ต้องนำไปทิ้งในถุงที่ปิดมิดชิดโดยทันที เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายของเชื้อรา

3 ขั้นตอนขจัดเชื้อราในบ้าน


	พื้นผิววัสดุที่พบเชื้อราให้ใช้กระดาษทิชชู แผ่นหนาและขนาดใหญ่ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์พรมน้ำให้เปียกเล็กน้อย เช็ดพื้นผิว   ไปในทางเดียว แล้วนำกระดาษทิชชูหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ดังกล่าว ทิ้งลงในถังขยะที่ปิดมิดชิด
	ใช้กระดาษทิชชูแผ่นหนาและขนาดใหญ่ หรือกระดาษหนังสือพิมพ์ชุบน้ำผสมสบู่หรือน้ำยาล้างจาน เช็ดซ้ำในจุดที่มีเชื้อราอีกครั้ง
	ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา เช่น น้ำส้มสายชู 5–7 เปอร์เซ็นต์ หรือแอลกอฮอล์ความเข้มข้น 60 – 90 เปอร์เซ็นต์


                    เช็ดทำความสะอาด เพื่อเป็นการทำลายเชื้อในขั้นตอนสุดท้าย โดยผู้ทำความสะอาดต้องหยุดพักสูดอากาศบริสุทธิ์ ทุก 1 – 2 ชั่วโมง อาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาดหลังจากการล้างบ้านและกำจัดเชื้อรา เพื่อความปลอดภัย  และสุขอนามัยดี ที่สำคัญ ก่อนการทำความสะอาดและกำจัดเชื้อราในบ้าน ต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันร่างกาย สวมหน้ากาก ถุงมือยาง และรองเท้าบูททุกครั้ง
</detail><keywords>ล้างบ้าน, เชื้อรา, สุขอนามัย, อุทกภัย, น้ำท่วม, สภาพแวดล้อม, เชื้อโรค</keywords><date>2024-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5171</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726474639.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="278"><Nid>5149</Nid><title>5 ภัยร้ายที่แฝงลงมากับฝน</title><source>https://www.sanook.com/health/35013</source><detail>5 ภัยร้ายที่แฝงลงมากับฝน
:
ในฤดูฝน มีอีกสิ่งที่ต้องระวังมาก ๆ นั่นก็คือ โรคที่มักพบในหน้าฝนที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษนั่นเอง จะมีอะไรบ้าง เราไปดูกันเลย
:
ไข้หวัด - ผู้ป่วยมักมีไข้ต่ำ ๆ น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นได้เองภายใน 2-3 วัน
:
ไข้หวัดใหญ่ - เกิดจากการติดเชื้อไวรัส Influenza ซึ่งมีหลายสายพันธุ์ มักมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยเนื้อตัว
:
ไข้เลือดออก - มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ผู้ป่วยจะมีไข้สูง 2 - 7 วัน ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ
:
โรคฉี่หนู - เกิดขึ้นในพื้นที่น้ำท่วมขัง จะมีอาการปวดศีรษะ มีไข้สูงเฉียบพลัน ตาแดง คลื่นไส้ อาเจียน
:
โรคติดต่อที่เกี่ยวกับดวงตา - เกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก สัมผัสดวงตาจากการขยี้ตา
:
ส่วนวิธีกสารป้องกันโรคดังกล่าวในหน้าฝน สามารถทำได้ด้วยการพยายามไม่ตากฝนหรือโดนละอองฝน หรือหากเลี่ยงฝนไม่ได้ ไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเปียกนาน ๆ หรือเข้าไปในสถานที่มีอากาศเย็น ควรรีบอาบน้ำ สระผม ให้ตัวแห้งทันทีเมื่อถึงบ้าน ก็สามารถป้องกันโรคดังกล่าวได้แล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-09-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5149</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726453287.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="279"><Nid>5148</Nid><title>1 แรงม้า ไม่ได้หมายถึงแรงจากม้า 1 ตัว</title><source>https://www.sanook.com/auto/92363</source><detail>1 แรงม้า ไม่ได้หมายถึงแรงจากม้า 1 ตัว
:
เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า "แรงม้า" กันดีอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นหน่วยวัดสำคัญของเครื่องยนต์ ที่หลายคนคงเข้าใจว่า 1 แรงม้า น่าจะมีกำลังเท่ากับม้า 1 ตัว แต่ความจริงแล้วเป็นยังไงกันแน่?
:
แรงม้าเป็นหน่วยวัดกำลังประเภทหนึ่ง มีต้นกำเนิดมาจากวิศวกรชาวสก็อตแลนด์ ใช้ในการเปรียบเทียบกำลังที่ได้จากเครื่องยนต์ไอน้ำกับกำลังของม้างาน โดยคำนวณแรงของม้าเฉลี่ยในแต่ละวัน โดยม้า 1 ตัว สามารถหมุนล้อวิดน้ำ (Mill wheel) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 24 ฟุต ได้ราว 2.5 รอบต่อนาที โดยคำนวณตัวเลขออกมาได้ว่า 1 แรงม้า เท่ากับ 33,000 ปอนด์ฟุตต่อนาที หรือเทียบได้กับ 746 วัตต์
:
หรือให้สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ คือ 1 แรงม้าที่กล่าวถึงกันโดยทั่วไปนั้น จะเท่ากับม้ามากถึง 14.9 ตัวนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-09-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5148</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726453231.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="280"><Nid>5147</Nid><title>รู้หรือไม่ ทำไม "ลูซี่" บรรพบุรุษของมนุษย์ถึงโด่งดัง</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/node/4222</source><detail>ในช่วงที่เราพบบรรพบุรุษของมนุษย์หลากหลายสายพันธุ์ แต่ยังไม่สามารถระบุความเชื่อมโยงกันไม่ได้ จนเมื่อ ค.ศ. 1974 นักบรรพชีวินวิทยาไปขุดหาซากดึกดำบรรพ์แถบโอธิเอเปีย ซากดึกดำบรรพ์ดังกล่าวมีความสมบูรณ์ 40% ของโครงกระดูกทั้งหมด จึงสามารถเห็นรายละเอียดได้ดี



นักบรรพชีวินวิทยาตั้งชื่อให้กับสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่นี้ว่า ออสตราโลพิเธคัส อฟราเรนซิส (Australopithecus afrerensis) แปลว่า ลิงใหญ่ไร้หางจากทางใต้ แม้ไม่พบร่างกายทั้งหมด แต่ทำให้จินตนาการถึงลูซี่ในอดีต คงจะเป็นหญิงสาวบอบบาง จากลักษณะกระดูกสะโพกเชิงกราน เดินสองขา สูงเมตรนิดๆ ขนาดสมองเพียง 35% ของมนุษย์ปัจจุบัน แต่ยังคงมีหน้าตาและขนดกเหมือนลิง
ส่วนชื่อของลูซี่มาจากการที่ทีมขุดค้นนั่งฟังเพลง Lucy in the Sky with Diamond ของวง The Beatle ระหว่างแยกกระดูกอยู่ เลยตั้งชื่อโครงกระดูกหญิงสาวผู้นี้ว่า “ลูซี่”
คณะขุดค้นพบลูซี่อยู่ในชั้นหินอายุประมาณสี่ล้านปี ซึ่งอยู่ลึกกว่าชั้นหินที่มีอายุประมาณสองล้านปี ลูกหลานของเธอได้วิวัฒน์มีสมองขนาดใหญ่ขึ้นและเป็นมนุษย์วานรกลุ่ม Homo ซึ่งเป็นกลุ่มสกุลเดียวกับมนุษย์พวกเรา แล้วแตกเหล่าแตกกอออกไปเป็นมนุษย์โฮโมอีกหลายชนิด
จนเมื่อประมาณสี่แสนปีที่ผ่านมา มนุษย์สมัยใหม่หรือที่เราเรียกกันว่าโฮโม เซเปียน (Homo sapiens) ที่แปลว่า “มนุษย์ฉลาด” ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากแอฟริกา แต่ยังคงใช้ชีวิตในทุ่งหญ้า ป่า และล่าสัตว์และเก็บผักกินกัน และเกิดการอพยพไปยังแหล่งอาหารอื่น ๆ และเริ่มสร้างวัฒนธรรมด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ และกระจายตัวทั่วโลก
</detail><keywords>บรรพบุรุษ, สายพันธุ์, นักบรรพชีวินวิทยา, ซากดึกดำบรรพ์, โอธิเอเปีย, โครงกระดูก, ออสตราโลพิเธคัส, อฟราเรนซิส, ลิงใหญ่ไร้หาง, ลิง, มนุษย์, ลูซี่</keywords><date>2024-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5147</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726452944.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="281"><Nid>5146</Nid><title>ทำไมต้องดองตัวอย่างไว้ในแอลกอฮอล์ 70%</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/node/4032</source><detail>การดองเป็นวิธีก็บรักษาตัวอย่างซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันทั่วโลก นิยมใช้แอลกอฮอล์ในการเก็บรักษา ซึ่งส่วนใหญ่มักจะใช้ความเข็มข้นอยู่ที่ 70 % เพราะถ้าใช้ความเข้มข้นสูงเกินไปจะทำให้แอลกอฮอล์ดึงน้ำในเซลล์ออกมามากเกินไปจะทำให้ตัวอย่างหดตัวจนไม่สามารถศึกษาได้ ดังนั้นจึงนิยมใช้ที่ความเข้มข้นที่ 70 % ซึ่งจำทำให้ตัวอย่างอยู่ในสภาพที่เหมือนเดิมแม้ว่าเวลาจะผ่าไปนานหลายสิบปี อย่างไรก็ตามสำหรับการดองด้วยแอลกอฮอล์อาจะทำให้สีสันของสัตว์ซีดจางลงเช่นกัน
</detail><keywords>การดอง, แอลกอฮอล์, 70%, เซลล์, สัตว์</keywords><date>2024-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5146</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726452788.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="282"><Nid>5145</Nid><title>สีน้ำตาลจากแอปเปิ้ลมาจากใหน</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/node/4248</source><detail>เราเคยสังเกตไหมว่าเวลาเราทานแอปเปิ้ลเมื่อวางทิ้งไว้สักพัก สีของเนื้อแอปเปิ้ลจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำหรือสีน้ำตาล แล้วเราคิดว่าสีคล้ำหรือสีน้ำตาลนั้นมาจากไหน จริงๆในเนื้อแอปเปิ้ลมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า โพลีฟีนอลออกซิเดส (polyphenoloxidase, PPO) ซึ่งทำหน้าที่เร่งให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (ปฏิกิริยาที่โมเลกุลของสารสูญเสียอิเล็กตรอน) ของสารประกอบฟีนอล เมื่อเราปอกเปลือกหรือหั่นแอปเปิ้ล สารประกอบฟีนอลในเนื้อแอปเปิ้ลจะสัมผัสออกซิเจนในอากาศ เอนไซม์โพลีฟีนอลออกซิเดสจะช่วยเร่งให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ทำให้สารประกอบฟีนอลที่ไม่มีสี ถูกออกซิไดซ์กลายเป็นสารควิโนน (quinones) แล้วสารควิโนนจะทำปฏิกิริยาแบบไม่มีเอนไซม์มาเกี่ยวข้องกับสารจำพวกกรดอะมิโนหรือโปรตีนกลายเป็น เมลานิน (melanin)จึงทำให้เนื้อแอปเปิ้ลของเราเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ หรือสีน้ำตาล เรียกปฏิกิริยานี้ว่า ปฏิกิริยาการเกิดสีน้ำตาลแบบเกี่ยวข้องกับเอนไซม์(enzymatic browning reaction)ซึ่งสามารถเกิดกับผลไม้ชนิดอื่น เช่น กระท้อน กล้วย มันฝรั่ง หัวปลี เป็นต้น แต่เราสามารถทำให้แอปเปิ้ลชะลอการเกิดสีน้ำตาลได้ โดยวิธีง่ายๆ คือ แช่น้ำ หรือ แช่น้ำเกลือ
</detail><keywords>แอปเปิ้ล, สีคล้ำ, สีน้ำตาล, เอนไซม์, โพลีฟีนอลออกซิเดส, polyphenoloxidase, ฟีนอล, ออกซิเจน, กรดอะมิโน, เมลานิน, ผลไม้</keywords><date>2024-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5145</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726452622.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="283"><Nid>5144</Nid><title>มดมีจมูกไหมนะ</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/node/4249</source><detail>คุณรู้หรือไม่ว่ามดมีประสาทสัมผัสในการรับกลิ่นดีกว่าแมลงชนิดอื่น ๆ 4 – 5 เท่าเลยนะ แต่มดใช้อะไรในการดมกลิ่น มดมีจมูกหรือเปล่านะ จริง ๆ แล้ว มดใช้หนวดในการดมกลิ่น ช่วยให้มันสามารถตามกลิ่นที่มดตัวอื่น ๆ ทิ้งไว้ให้ตามทาง รวมถึงกลิ่นของอาหาร                   

          “หนวด” ของมดถือว่าเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดในการรับรู้สิ่งรอบตัว มีลักษณะเป็นปล้อง ๆ มีลักษณะการหักเหมือนข้อศอก และมีจำนวนปล้องหนวดประมาณ 4 - 12 ปล้อง แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 12 ปล้อง ปล้องแรกค่อนข้างยาวเรียกว่า ฐานหนวด (Scape) ใช้สำหรับหมุนเพื่อเปลี่ยนทิศทางหนวด ถัดไปเป็นส่วนข้อต่อหนวด (Pedicel) ช่วยให้ควบคุมหนวดได้ดียิ่งขึ้น ส่วนปล้องที่เหลือจะเป็นข้อสั้น ๆ ต่อ ๆ กันไปเรียกว่า เส้นหนวด (Funiculus หรือ Flagellum)

หนวดมีหน้าที่ในการสื่อสาร และตรวจจับบางสิ่งบางอย่าง โดยมดจะใช้ปลายหนวดยื่นแตะไปข้างหน้าเพื่อตรวจสอบวัตถุต่าง ๆ เราจะสังเกตได้ว่าระหว่างที่มดกำลังทำการสำรวจอยู่นั้น มดจะเดินช้าลง ระบบการดมกลิ่นของมดส่วนใหญ่มีศูนย์กลางอยู่ที่หนวด ประกอบด้วยตัวรับสัญญาณที่แตกต่างกัน ตัวรับกลิ่นจะระบุสารประกอบอะโรมาติกและฟีโรโมนที่แตกต่างกัน ในหนวดแต่ละข้างจะมีเส้นใยประสาทจำนวนมาก ทำให้มดมีความไวต่อกลิ่นมาก ซึ่งมดจะใช้หนวดเป็นตัวรับประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นและหาอาหาร รวมทั้งสื่อสารกับมดรังเดียวกันเพื่อปกป้องรังจากศัตรูและดูแลตัวอ่อน นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยว่าสารประกอบที่พบบริเวณหนวดของมดนั้นสามารถใช้สื่อสารได้อีกด้วย
</detail><keywords>มด, แมลง, ดมกลิ่น, จมูก, หนวด, อวัยวะ, เส้นหนวด, การสื่อสาร, อะโรมาติก, ฟีโรโมน</keywords><date>2024-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5144</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726452476.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="284"><Nid>5143</Nid><title>อาหารคลีนดีจริงหรือ</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/index.php/th/node/4253</source><detail>อาหารคลีน (Clean Food) คือ อาหารที่เน้นธรรมชาติของอาหารชนิดนั้น ๆ โดยผ่านกระบวนการปรุงและแปรรูปเพียงเล็กน้อย เป็นอาหารที่ประกอบด้วยสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่เสริมหรือดัดแปลงโดยกรรมวิธีต่าง ๆ อีกทั้งต้องสด สะอาด ไม่ใส่สารกันบูด ไม่เค็มหรือหวานจัด

หลักการของการกินอาหารคลีน คือ ให้ทานผักผลไม้ให้มากขึ้น เพิ่มไขมันดีจากมื้ออาหาร เช่น น้ำมันมะกอกและถั่วต่าง ๆ เลือกข้าวกล้อง ธัญพืชและธัญพืชเต็มเมล็ด (Whole grain) รับประทานโปรตีนดี เช่น โปรตีนจากเนื้อปลา อกไก่ หมูไม่ติดมัน อย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากโปรตีนจะช่วยในการสังเคราะห์เซลล์ใหม่ และรักษาเซลล์กล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานไป ที่สำคัญต้องคุมปริมาณโซเดียมและน้ำตาลด้วย

อาหารคลีนเป็นประเภทของอาหารที่มักได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ซึ่งก็มีความเป็นไปได้เพราะเราคุมอาหารและรับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น นอกจากสุขภาพที่ดีแล้วยังได้การลดน้ำหนักเป็นผลพลอยได้อีกด้วย หากแต่การรับประทานอาหารคลีนควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีความยืดหยุ่น และไม่ควรยึดหลักการรับประทานอาหารคลีนอย่างเคร่งครัดจนเกินไป เพราะสูตรรับประทานอาหารคลีนบางสูตรอาจมีแคลอรี่ต่ำเกินไป ไม่เหมาะกับการใช้พลังงานในแต่ละวันของแต่ละบุคคล ดังนั้น เรารับประทานอาหารคลีนโดยควรดูความเหมาะสมกับพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน
</detail><keywords>อาหารคลีน, cleanfood, แปรรูป, ร่างกาย, สังเคราะห์เซลล์, โซเดียม, แคลอรี่</keywords><date>2024-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5143</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726452240.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="285"><Nid>5142</Nid><title>สกัด-สะกด-สะกิด หลัก 3ส. จำง่าย ๆ ใช้ป้องการความอ้วน</title><source>https://www.thaihealth.or.th/สกัด-สะกด-สะกิด-หลัก-3-ส-จำง/</source><detail>สกัด   เมื่อคิดลดความอ้วนแล้วต้อง “เด็ดเดี่ยว” ไม่พาตัวเองไปในสถานที่ที่กระตุ้นอยากให้อยากกิน เรื่องนี้อาจดูยาก แต่ถ้ามุ่งมั่นแล้วต้องพยายามอยู่ให้ห่างจากสถานที่ซึ่งอบอวลด้วยกลิ่นอาหาร เพราะนั้นคือกับดักความอ้วน เช่นเดียวกับเสียงที่เย้ายวนหลอกล่อให้อยากกิน เวลาที่เราไปเดินห้างสรรพสินค้าซึ่งหลอกล่อด้วยรูป รส กลิ่น เสียง ต้องพยายามเดินเลี่ยงเดินห่างหรือไม่หันไปมองทางร้านอาหาร ถ้าให้ดีจำเป็นจริงๆ ระยะแรกอาจไม่ไปเดินในชั้นที่ขายอาหารเหล่านั้น

สะกด   หลายครั้งการลดความอ้วนต้องสะกดจิตใจไม่ให้เตลิดตามกลิ่นอาหาร ซึ่งทุกอย่างต้องถอยมาที่การตั้งสติ เมื่อมีสติแล้วเราจะรู้ว่าต้องหยุดเนื่องจากอะไร บางคนต้องหยุดเพราะอยากใส่เครื่องแบบให้ดูสมส่วนเหมือนเมื่อก่อนหรือการถูกเพื่อนล้อจนเป็นแรงผักดันให้ลดความอ้วน เพราะเมื่อเกิดสติปัญญาเหตุผลของแต่ละคนในการลดความอ้วนก็จะกลับมา

สะกิด   ข้อนี้ต้องได้รับการช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ในการสกิดไม่ให้กินขนมจุบจิบ ไม่ตุนขนมไว้ที่บ้าน แต่ต้องให้กำลังใจและการช่วยเหลือคนที่กำลังลดความอ้วน ซึ่งบางคนที่กำลังลดมีเคล็ดลับว่า ให้จับคู่ลดความอ้วนกับเพื่อนเพื่อให้คอยเตือนกันเวลาจะออกนอกกฏ หรือเข้าไปบอกผู้ใหญ่หรือคนที่เคารพว่าจะลดความอ้วน เสมือนเป็นการปฏิญานตนเอง เพราะถ้าหากลดไม่ได้จะเสียคำพูด
</detail><keywords>สกัด, สะกด, สะกิด, ลดความอ้วน, กิน, กระเพาะอาหารอักเสบ</keywords><date>2024-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5142</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726452094.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="286"><Nid>5141</Nid><title>เคล็ดลับซักผ้าหน้าฝน ซักยังไงให้แห้งไว ไม่มีกลิ่นอับ</title><source>https://www.sanook.com/campus/1424503</source><detail>เคล็ดลับซักผ้าหน้าฝน ซักยังไงให้แห้งไว ไม่มีกลิ่นอับ
:
ในช่วงฤดูฝน เพื่อน ๆ หลายคนคงมีปัญหาเรื่องซักผ้าแล้วมีกลิ่นอับ วันนี้เรามีเทคนิคง่าย ๆ ที่จะโบกมือลาปัญหาผ้าเหม็นอับไม่ให้มากวนใจ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. เช็กสภาพอากาศก่อนซัก - สามารถดูการพยากรณ์อากาศจากโทรศัพท์ของเราได้เลย หากวันนั้นมีโอกาสฝนตกสูง คิดว่าควรเลี่ยงการซักผ้าไปก่อน
:
2. ปริมาณผ้ากับเครื่องซัก - หากใส่ผ้าลงถังในปริมาณที่มากเกินกว่าที่เครื่องซักผ้ากำหนด อาจทำให้เครื่องซักผ้าไม่สามารถทำความสะอาดได้ดีเท่าที่ควร
:
3. ใส่ผ้าขนหนูลงไปในถังขณะปั่นผ้า - การใส่ผ้าขนหนูลงไปในถังขณะปั่นผ้า จะช่วยดูดซับน้ำจากเสื้อผ้าชิ้นอื่น ๆ ทำให้เราใช้เวลาตากผ้าน้อยลง และช่วยลดอาการอับชื้นของผ้าได้อีกด้วย
:
4. เลือกใช้น้ำยาซักผ้าสูตรลดกลิ่นอับ - ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยบรรเทากลิ่นอับให้หายไปได้ระดับหนึ่ง
:
5. เปิดพัดลมไล่ความชื้น - การเปิดพัดลมขณะตากผ้า ช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดียิ่งขึ้นและคอยไล่ความชื้นออกไปให้หมดจด
:
6. น้ำส้มสายชู - ใส่น้ำส้มสายชูประมาณ 1 ถ้วย ลงไปพร้อมกับการซักผ้าแบบปกติก็จะช่วยให้กลิ่นอับหายได้เลย
:
7. ใช้เครื่องอบผ้าแทนการตากผ้า - ช่วยลดระยะเวลาในการตากผ้า และไม่ทำให้เสื้อผ้าของเรามีกลิ่นอับชื้นด้วย
:
เพียงแค่นี้ เราก็สามารถซักผ้าหน้าฝนได้อย่างมั่นใจ ไร้กลิ่นอับแล้วล่ะ ใครสะดวกแบบไหนลองนำไปปรับใช้ได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-09-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5141</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1726451809.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="287"><Nid>5135</Nid><title>"แตงกวา" กับ "แตงร้าน" อันไหนมีประโยชน์กว่ากัน</title><source>https://www.sanook.com/women/252225</source><detail>"แตงกวา" กับ "แตงร้าน" อันไหนมีประโยชน์กว่ากัน
:
แตงกวา กับ แตงร้าน มีความคล้ายคลึงที่แยกกันไม่ค่อยออก แต่แท้จริงแล้วนมีความแตกต่างกัน
:
แตงกวา จัดอยู่ในวงศ์ Cucurbitaceae เช่นเดียวกับบวบ ฟัก และน้ำเต้า เป็นพืชล้มลุกที่มีลำต้นเป็นเถา แตงร้านและแตงกวาเป็นพืชตระกูลเดียวกัน แต่มีผลขนาดใหญ่กว่าแตงกวา
:
ประโยชน์เด่น ๆ ของแตงกวา - ลดอาการท้องผูก ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ลดเลือนริ้วรอย และลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
:
ประโยชน์เด่น ๆ ของแตงร้าน - ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น ลดเลือนริ้วรอย ลดอาการท้องผูก-ท้องเสีย ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานและโรคหัวใจ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยบำรุงสายตา
:
จะเห็นได้ว่าทั้งแตงกวาและแตงร้านก็มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับเพื่อน ๆแล้วล่ะครับ ว่าชอบกินแบบไหนมากกว่ากัน เลือกตามความโยชน์ได้เลย ประโยชน์เพียบไม่แพ้กันเลยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-08-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5135</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1725516209.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="288"><Nid>5134</Nid><title>เต้าหู้ ประโยชน์ลับที่หลายคนไม่รู้</title><source>https://www.sanook.com/health/24053</source><detail>เต้าหู้ ประโยชน์ลับที่หลายคนไม่รู้
:
เต้าหู้ ขึ้นชื่อว่าเต็มไปด้วยโปรตีนไร้ไขมันที่ดีต่อสุขภาพ ทำให้เต้าหู้เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของเมนูสุขภาพมากมาย วันนี้เราจะมาดูประโยชน์ของเต้าหู้ที่หลายคนอาจไม่เคยรู้กัน
:
1. โปรตีนสูง สำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ ก็สามารถได้รับโปรตีนได้จากเต้าหู้
2. ช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในร่างกาย
3. ลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
4. แคลอรี่ต่ำ ไขมันน้อย เหมาะกับคนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก
5. ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร
6. มีเอสโตรเจน ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนในหญิงวัยหมดประจำเดือน
7. มีแคลเซียม บำรุงกระดูก
8. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
9. อุดมไปด้วยวิตามิน ทั้งวิตามิน A, B, B1, B2, B6, B12, C, D, E และ ไนอาซิน เป็นต้น
10. มีเลซิทิน ช่วยบำรุงสมอง เพิ่มทักษะความจำ
:
ใครจะไปคิดว่าเมนูพื้นฐานและมีราคาถูกอย่าง เต้าหู้ จะมีประโยชน์แบบคาดไม่ถึง และเพื่อประโยชน์สูงสุด เราควรเลือกกินเต้าหู้แบบผ่านการปรุงด้วยการต้มหรือนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ด้วยการทอดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-08-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5134</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1725516171.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="289"><Nid>5133</Nid><title>Gasohol 91 VS Gasohol 95 เติมน้ำมันแบบไหนประหยัดกว่ากัน</title><source>https://www.sanook.com/auto/92451</source><detail>Gasohol 91 VS Gasohol 95 เติมน้ำมันแบบไหนประหยัดกว่ากัน
:
ในยุคที่น้ำมันแพงแบบนี้ เพื่อน ๆ คงอยากประหยัดค่าน้ำมันกันให้ได้มากที่สุด นอกเหนือจากน้ำมัน E20 หรือ E85 แล้ว หากจำเป็นต้องเติมน้ำมัน 91 หรือ 95 แบบไหนประหยัดกว่ากัน?
:
ตัวเลขตัวเลขเหล่านี้คือ "ออกเทน" ซึ่งเป็นค่าที่บ่งบอกถึงคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง ยิ่งมีค่าออกเทนสูง ยิ่งเผาไหม้ได้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้น้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงกว่า เช่น Gasohol 95 จะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดการเกิดคราบเขม่า และช่วยให้เครื่องยนต์สะอาดขึ้น
:
หรือสรุปได้ว่า การเลือกเติมน้ำมัน 91 หรือ 95 ส่งผลช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้มีผลในการประหยัดน้ำมันโดยตรงนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-08-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5133</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1725516119.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="290"><Nid>5132</Nid><title>ทำไมดื่มแอลกอฮอล์แล้วถึงเมา</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4318</source><detail>

แอลกอฮอล์ที่เป็นส่วนผสมในเหล้า เบียร์ และเครื่องดื่มมึนเมาประเภทต่าง ๆ นั้นคือ แอลกอฮอล์ประเภท เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl alcohol) หรือที่เรียกกันว่า เอทานอล ซึ่งเกิดจากกระบวนการหมักผลิตผลทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด องุ่น ฯลฯ กับยีสต์ จัดเป็นแอลกอฮอล์ที่บริโภคได้ ต่างจากเมทิลแอลกอฮอล์ (Methyl alcohol) หรือเมทานอล ที่เป็นผลิตผลพลอยได้จากกระบวนการกลั่นทางปิโตรเคมี ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ เมื่อเราดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในร่างกาย แอลกอฮอล์จะไปกดการทำงานของสมองส่วนหน้า (Frontal lobe) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมความคิด ความจำ สติปัญญา บุคลิก ความรู้สึก ทำให้ผู้ที่ดื่มมีบุคลิกและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจากเดิม รวมถึงความสามารถในการประมวลผลและการตัดสินใจยังลดลงจากเดิมอีกด้วย จากนั้น แอลกอฮอล์ จะไปออกฤทธิ์ต่อสมองส่วนกลาง (Midbrain) ทำให้การเคลื่อนไหวของร่างกายช้าลง และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ยังส่งผลต่อสมองส่วน ซีรีเบลลัม (Cerebellum) เป็นส่วนที่ควบคุมการทรงตัวของร่างกาย เมื่อแอลกอฮอล์ในเลือดมีปริมาณสูงมาก ๆ และเข้าสู่สมองส่วนนี้ จะทำให้ระบบกล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ เกิดอาการวิงเวียน คลื่นไส้ และอาเจียน รวมถึงสูญเสียการทรงตัว ทำให้การยืนและการเดินไม่มั่นคง หรือเกิดอาการเมา นั่นเอง
</detail><keywords>ดื่มแอลกอฮอล์, เมา, เอทิลแอลกอฮอล์, เมทานอล, สมอง, ร่างกาย, อารมณ์, ซีรีเบลลัม, Cerebellum, แอลกอฮอล์ในเลือด, การทรงตัว</keywords><date>2024-09-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5132</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1725348738.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="291"><Nid>5131</Nid><title>กินยาดักไว้ก่อน พฤติกรรมสร้างปัญหาการดื้อยา</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4245</source><detail>พฤติกรรมการใช้ยาปฏิชีวนะของคนในยุคปัจจุบันกำลังสร้างปัญหาครั้งใหญ่ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย มาทำความรู้จักยาปฏิชีวนะหรือ Antibiotic ซึ่งเป็นยาที่ใช้สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อจากแบคทีเรียเท่านั้น ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ อีกทั้งยาปฏิชีวนะไม่ใช่ยาแก้อักเสบหรือยาต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory drugs) เนื่องจากยาแก้อักเสบมีออกฤทธิ์ลดการอักเสบ ลดไข้ บรรเทาปวด ลดบวมแดงได้เท่านั้น

หลายคนเข้าใจผิดว่า หากอาการไม่ชัดเจน หรือยังไม่แสดงอาการ การทานยาปฏิชีวนะจะช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ หรือการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่ถูกประเภท เช่น การเป็นหวัดหรือน้ำมูกไหลที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส จะไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อไวรัส และทำให้อาการต่าง ๆ ดีขึ้นได้ ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น จะกระตุ้นให้เชื้อแบคทีเรียกลายพันธุ์และพัฒนาความต้านทานขึ้น เพื่อที่จะดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมให้ตัวเองอยู่รอด จนกลายเป็นเชื้อดื้อยา เมื่อเป็นเช่นนี้หากจำเป็นต้องรับการรักษา จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะตัวใหม่ ซึ่งอาจจะมีราคาแพงขึ้น และเหลือให้ใช้ได้อยู่ไม่กี่ชนิด จนสุดท้ายอาจจะไม่มียารักษา และนำไปสู่การเสียชีวิตได้ เนื่องจากไม่สามารถหายารักษาที่ถูกต้องได้

ดังนั้น ก่อนจะรับประทานยาปฏิชีวนะ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร และรับประทานยาตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นและป้องกันเชื้อดื้อยา
</detail><keywords>กินยา, ดื้อยา, ยาปฏิชีวนะ, ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย, Antibiotic, โรคติดเชื้อ, ยาแก้อักเสบ, เชื้อไวรัสซิกา</keywords><date>2024-09-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5131</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1725348478.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="292"><Nid>5130</Nid><title>น้ำลายมีไว้ทำไม?</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4315</source><detail>ปกติในร่างกายมนุษย์เรามีกลไกในการทำงานที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่ทุกอย่างที่ธรรมชาติสร้างสรรค์และออกแบบมาให้นั้นล้วนมีหน้าที่ของมัน น้ำลายก็เช่นกัน!!!

            น้ำลายของมนุษย์ถูกผลิตมาจากต่อมน้ำลายในช่องปาก ซึ่งองค์ประกอบส่วนใหญ่กว่า 99.5% เป็นน้ำ ส่วนที่เหลือเป็นส่วนที่เหลือเป็นสารอิเล็กโทรไลต์ (จำพวกอิออนของธาตุ), เมือก, สารยับยั้งแบคทีเรีย, เซลล์เม็ดเลือดขาว และเอนไซม์ชนิดต่างๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้น หน้าที่หลักของน้ำลายจึงมี ดังนี้


	เป็นน้ำย่อยในกระบวนการย่อยอาหารเบื้องต้น โดยทำหน้าที่ย่อยแป้งและไขมัน
	เป็นเหมือนสารหล่อลื่นช่วยในการบดเขี้ยวอาหารและกลืนง่ายขึ้น
	เป็นตัวปรับสมดุล กรด-ด่าง ในช่องปาก
	ช่วยการปกป้องและเติมเต็มแร่ธาตุให้กับสารเคลือบฟัน
	ให้ภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย สามารถต่อต้านสารแปลกปลอมหรือสารที่เกิดจากจุลินทรีย์ในช่องปาก


            ในสภาวะปกติมนุษย์เราจะผลิตน้ำลายโดยเฉลี่ย 0.75 ลิตร/วัน ทั้งนี้น้ำลายจะถูกผลิตมากหรือน้อยขึ้นกับสภาวะที่ต่างกัน เช่น ตอนนอนจะผลิตน้อยมากๆ ดังนั้น การดูแลสุขภาพช่องปากก่อนนอนเป็นพิเศษจึงเป็นเรื่องสำคัญ
</detail><keywords>ร่างกาย, น้ำลาย, ช่องปาก, น้ำ, สารอิเล็กโทรไลต์, เอนไซม์, น้ำย่อย</keywords><date>2024-09-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5130</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1725348111.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="293"><Nid>5128</Nid><title>ทำไมฉลามถึงหยุดว่ายน้ำไม่ได้?</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4310</source><detail>สิ่งมีชีวิตทุกชนิดล้วนแต่ต้องการการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นการหยุดนิ่งอยู่กับที่ การนั่ง หรือการนอน ซึ่งเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับเราชาวมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอีกหลายชนิด แต่มีสิ่งมีชีวิตที่ต้องเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาทั้งชีวิตของมัน นั่นก็คือ “ปลาฉลาม” ที่เป็นแบบนี้ก็เพื่อรักษาชีวิตของมันเอง ร่างกายของฉลามนั้น ไม่มีระบบถุงลมเหมือนปลาทั่วไปที่สามารถเก็บอากาศไว้ช่วยหมุนเวียนสำหรับแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนเพื่อใช้ในการหายใจและการลอยตัว ดังนั้น ฉลามจึงต้องว่ายน้ำอยู่เรื่อยๆ เพื่อผลักดันให้น้ำที่มีออกซิเจนปนอยู่ไหลเข้าไปในปาก ผ่านเหงือกเพื่อกักเก็บออกซิเจนสำหรับใช้ในการหายใจและดำรงชีวิตอยู่ได้

แต่พฤติกรรมนี้จะพบเพียงแค่ในฉลามบางชนิดเท่านั้น เช่น ฉลามขาว (Great white shark) ฉลามมาโก (Mako shark) ฉลามวาฬ (Whale shark) เป็นต้น ในฉลามบางกลุ่ม สามารถที่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้เป็นเวลานาน เช่น ฉลามพยาบาลหรือฉลามขี้เซา (Nurse shark or Sleepy shark) เนื่องจากฉลามชนิดนี้จะหากินโดยการซุ่มอยู่นิ่งๆบริเวณพื้นท้องน้ำ จึงพัฒนากล้ามเนื้อแก้มที่สามารถดึงน้ำให้ไหลเข้าไปในปากผ่านเหงือกได้โดยไม่ต้องว่ายน้ำอยู่ตลอดเวลานั่นเอง
</detail><keywords>ปลาฉลาม, ว่ายน้ำ, ก๊าซออกซิเจน, shark, น้ำ</keywords><date>2024-09-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5128</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1725347545.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="294"><Nid>5127</Nid><title>สุราเถื่อน เมทานอล อันตราย รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต</title><source>https://www.sikarin.com/health/methanol-intoxication</source><detail>สุราเถื่อน ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ผู้ผลิตต้มและกลั่นเอง โดยไม่มีมาตรฐาน พบบ่อยในยาดองเหล้า สุราปลอม หรือเหล้าเถื่อนที่ต้มกลั่นเอง ซึ่งอาจนำสารแปลกปลอมมาผสมเพื่ออ้างสรรพคุณด้านชูกำลัง หรือเสริมสมรรถนะทางเพศ หากมีการผสมแอลกอฮอล์ชนิดที่เป็นพิษ จะเรียกว่า “เมทิลแอลกอฮอล์” หรือ “เมทานอล” เป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง ไม่มีสี เป็นสารพิษที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ควรนำมาบริโภค

 พิษจากเมทานอล หรือสุราเถื่อน 

เมทานอล (methanol) สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านทางการหายใจ รับประทาน และสัมผัสทางผิวหนัง ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย และก่อให้เกิดภาวะเป็นพิษ Methanol intoxication 

“ภาวะพิษจากเมทานอล” ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการได้ตั้งแต่ 1 ชั่วโมงถึง 3 วัน เมื่อได้รับเมทานอลเข้าสู่ร่างกาย โดยมีอาการแสดง ที่ควรสังเกตดังนี้


	เบื้องต้นจะมีอาการระคายเคืองทางเดินอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
	พบอาการตาพร่ามัว สูญเสียการมองเห็น อาจมองไม่เห็นหรือเห็นผิดปกติทั้งสองข้าง
	ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ อ่อนเพลีย สับสนมึนงง
	หากร่างกายได้รับในปริมาณมาก อาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Metabolic acidosis) เกิดอาการชักเกร็งทั้งตัว หมดสติ และเสียชีวิต หากได้รับการรักษาไม่ทัน


หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์ทันที หรือเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยด่วน!

ขอบคุณข้อมูลจาก: ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี, กรมควบคุมโรค, แพทย์หญิงวรฉัตร เรสลี อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคติดเชื้อ
</detail><keywords>สุราเถื่อน, เมทานอล, Methanol, ภาวะเป็นพิษ, เมทิลแอลกอฮอล์, ภาวะเลือดเป็นกรด</keywords><date>2024-08-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5127</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1724989405.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="295"><Nid>5118</Nid><title>มาตรวัดความแข็งของโมห์ส (Mohs Hardness Scale)</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/15426</source><detail>มาตรวัดความแข็งของโมห์ส หรือ Mohs Hardness Scale เป็นมาตรวัดความแข็งของหินและแร่ซึ่งนิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ได้รับการคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 1812 โดยฟรีดริช โมห์ส (Friedrich Mohs) นักเหมืองแร่และนักธรณีวิทยาชาวเยอรมัน  โดยโมห์สใช้แร่มาตรฐานทั้งหมด 10 ชนิด เป็นตัวแทนของความแข็ง ตั้งแต่ระดับ 1-10 โดยไล่ระดับตั้งแต่ 1 ซึ่งมีความแข็งและทนต่อการขีดข่วนน้อยที่สุด ไปจนถึงระดับ 10 ซึ่งมีความแข็งและทนต่อการขีดข่วนมากที่สุด

รายละเอียดมาตรวัดความแข็งมองโมห์ส

ความแข็งระดับที่ 1                           แร่ทัลค์ (Talc)  

ความแข็งระดับที่ 2                           แร่ยิปซั่ม (Gypsum)

ความแข็งระดับที่ 3                           แร่แคลไซต์ (Calcite)

ความแข็งระดับที่ 4                           แร่ฟลูออไรต์ (Fluorite)           

ความแข็งระดับที่ 5                           แร่อพาไทต์ (Apatite)

ความแข็งระดับที่ 6                           แร่ออร์โทเคลส (Orthoclase)

ความแข็งระดับที่ 7                           แร่ควอตซ์ (Quartz)

ความแข็งระดับที่ 8                           แร่โทแพซ (Topaz)

ความแข็งระดับที่ 9                           แร่คอรันดัม (Corundum)

ความแข็งระดับที่ 10                         เพชร (Diamond)

นอกจากจะมีการใช้มาตรวัดความแข็งของโมห์สในการวัดความแข็งของแร่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังนำมาตรวัดความแข็งนี้มาใช้ในการระบุความแข็งของวัสดุต่าง ๆ มากมาย เช่น เล็บของมนุษย์มีระดับความแข็งอยู่ที่ประมาณ 2.5 และตะปูเหล็กมีระดับความแข็งอยู่ที่ประมาณ 6.5 เป็นต้น

ด้วยความรู้จากมาตรวัดความแข็งของโมห์ส ทำให้นักธรณีวิทยา สามารถประยุกต์ใช้อุปกรณ์ง่าย ๆ ในการจัดจำแนกแร่ เช่น ใช้เล็บสร้างรอยขีดข่วนลงบนแร่ยิปซั่ม เพื่อแยกออกจากแร่แคลไซต์ นอกจากนี้ยังมีการนำความรู้ที่ได้จากมาตรวัดความแข็งของโมห์สมาใช้ในงานวิศวกรรม เช่น กระจกที่มีความแข็งอยู่ที่ประมาณ 5.5 จะต้องใช้คัตเตอร์ที่ทำจากเพชรตัดกระจก เพื่อให้ได้รอยตัดที่เรียบ ไม่สร้างความเสียหายกับกระจก เป็นต้น
</detail><keywords>มาตรวัด, โมห์ส, MohsHardnessScale, หิน, แร่, FriedrichMohs, นักธรณีวิทยา, นักเหมืองแร่, ความแข็ง</keywords><date>2024-08-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5118</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1723597279.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="296"><Nid>5117</Nid><title>รู้จัก ฟูลกูไรต์หรือผลึกสายฟ้า</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/15498</source><detail>ฟูลกูไรต์ (Fulgurite) หรือผลึกสายฟ้า เป็นแก้วธรรมชาติที่เกิดจากฟ้าผ่าลงบนผืนดินที่มีปริมาณซิลิกา (Silica) ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของแก้วในปริมาณสูง ทราย ดิน กรวด หรือฝุ่นในบริเวณที่ฟ้าผ่าจะถูกหลอมติดกันด้วยความร้อนสูงหลายพันองศาเซลเซียส มาจากคำว่า Fulgur เป็นภาษาละติน แปลว่าฟ้าผ่า กระแสไฟของสายฟ้าสามารถเคลื่อนที่ลึกลงไปใต้ผืนดิน เลี้ยวลดคดเคี้ยวเหมือนรากต้นไม้แตกสาขา เมื่อเย็นลงและแข็งตัว จะทำให้เกิดผลึกสายฟ้าที่มีรูปร่างแตกต่างกัน ทั้งเป็นก้อน แท่ง หรือมีลักษณะคล้ายรากไม้ตามเส้นทางฟ้าผ่าในทราย แต่แกนกลวงเป็นโพรง พื้นผิวส่วนนอกของผลึกสายฟ้าส่วนใหญ่ขรุขระ สามารถเห็นองค์ประกอบที่ไม่ได้ละลายหมด และขึ้นอยู่กับผืนดินที่ฟ้าผ่า ผลึกสายฟ้ามีได้หลายสี ตั้งแต่ขาว เหลือง น้ำตาล จนสีดำ และในส่วนพื้นผิวโพรงภายในซึ่งได้รับความร้อนมากสุดมีลักษณะเป็นแก้ว มีความเป็นเนื้อเดียวกัน

ผลึกสายฟ้าแบ่งได้ 3 ชนิด คือ ผลึกสายฟ้าทราย (Sand Fulgurite) เกิดจากฟ้าผ่าบนผืนทราย ทำให้มีพื้นผิวภายนอกเป็นเม็ดทรายเกาะกัน และพื้นผิวแกนเป็นแก้วบาง ๆ ผลึกสายฟ้าดินเหนียว (Clay Fulgurite) เกิดจากฟ้าผ่าบนผืนดิน แกนมีส่วนหลอมรวมกันหนากว่า และผลึกสายฟ้าหิน (Rock Fulgurite) พบได้บนเทือกเขา มีโพรงเช่นเดียวกันกับชนิดอื่นแต่มีชั้นนอกเป็นหินแข็งที่ไม่ละลาย  

เนื่องจากผลึกสายฟ้าเกิดขึ้นได้ยาก จึงมีการซื้อ-ขาย เพื่อสะสม หรือนำมาเป็นเครื่องประดับ เครื่องราง ของขลัง โดยราคาขึ้นอยู่กับสีสัน ลวดลาย และรูปทรง นอกจากนี้ยังมีผู้ที่พยายามสังเคราะห์ผลึกสายฟ้าโดยการปักสายล่อฟ้าไว้บนทราย หรือใช้กระแสไฟฟ้าแรงสูงจำลองการเกิดฟ้าผ่าเพื่อทำให้เกิดผลึกสายฟ้าอีกด้วย


</detail><keywords>ฟูลกูไรต์, Fulgurite, ผลึกสายฟ้า, แก้วธรรมชาติ, ฟ้าผ่า, Silica, องศาเซลเซียส, Fulgur</keywords><date>2024-08-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5117</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1723597062.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="297"><Nid>5116</Nid><title>เริ่มอ่านตั้งแต่เล็ก ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้ลูก</title><source>https://www.thaihealth.or.th/เริ่มอ่านตั้งแต่เล็ก-ปล/</source><detail>การเริ่มอ่านหนังสือให้ลูกฟังสามารถทำได้ตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้องแม่ เมื่อลูกเล็กวัย 6-8 เดือน เราควรเริ่มอ่านหนังสือ หรือเล่านิทานให้ลูกฟังวันละประมาณ 10-15 นาที นักจิตวิทยากล่าวว่า การอ่านหนังสือให้ลูกฟังเริ่มตั้งแต่ยังเล็ก ยิ่งดี ควรอ่านให้ฟังทุกวัน จะอ่านก่อนนอนหรืออ่านเวลาใดก็ได้ ไม่ใช้วิธีบังคับควรเป็นควรเป็นเวลาที่ลูกอารมณ์แจ่มใสเพราเด็กจะซึมซับ จดจำ และมีความสุข

                      เมื่อลองสังเกตพัฒนาการของลูก ก็จะพบการเปลี่ยนแปลงที่น่าประหลาดใจนอกจากจะส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของลูกแล้ว การอ่านหนังสือยังสร้างบรรยากาศดี ๆ ในครอบครัวได้ด้วย

                      ลูกในวัยทารก  แม้ดูเหมือนว่าเราพูดกับเขาอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่การพูดกับลูกในช่วงวัยนี้  รวมถึงทำกิจกรรมต่าง ๆ จะสอนให้เด็กรู้จักคำศัพท์ได้มากมาย  เช่น  เมื่อจะพาลูกไปรับประทานอาหาร ก็บอกกับลูกว่า “เดี๋ยวเราไปกินข้าวกันนะ” เมื่อเด็กเริ่มรู้คำศัพท์มาก ๆ ก็จะเป็นพื้นฐานสำคัญของการอ่าน

                      การอ่านหนังสือจะสามารถช่วยสร้างจินตนาการภาพต่าง ๆ จากตัวหนังสือ เราสามารถเริ่มได้ด้วยวิธีง่าย ๆ คือ

                                            – ต้องหาเรื่องที่ไม่น่าเบื่อสำหรับเด็กรู้จักเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม ผ่อนคลาย อ่านเรื่องเบา ๆ สบาย ๆ

                                            – ระหว่างที่ลูกเล่นอยู่ใกล้คุณพ่อคุณแม่ควรอ่านหนังสือให้ลูกเห็น ตอนใหนที่น่าสนใจหรือตลก ก็อ่านออกเสียงดังให้ลูกได้ยิน หรือดึงความสนใจลูกด้วยหนังสือปริศนาคำทาย

                                            – ลองอ่านเรื่องที่เขาไม่ได้เจอ ได้ยินจากที่โรงเรียน เรื่องที่ไม่เครียด

                                            – พ่อแม่บางคนจะหมั่นสังเกตว่าลูกสนใจเรื่องอะไร ก็จะหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆมาอ่านให้ฟัง

                      สารพัดวิธีที่เราสร้างได้ ทำได้ คนเรามีวิธีการเรียนรู้ที่แตกต่าง ดังนั้นจึงไม่มีสูตรตายตัวสำหรับการปลูกฝังให้ลูกรักการอ่านหนังสือ พ่อแม่ต้องทำหน้าที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ ในการค้นคว้าหาวิธีการอ่านใหม่ ๆ ให้ลูกรักการอ่าน สร้างตั้งแต่ยังเล็กจะง่ายกว่าต้องคอยจ้ำจี้จ้ำไชตอนโตแล้ว
</detail><keywords>อ่านหนังสือ, เล่านิทาน, นักจิตวิทยา, เด็ก, ครอบครัว, พ่อแม่</keywords><date>2024-08-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5116</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1723596789.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="298"><Nid>5115</Nid><title>ผลเสียจากบุหรี่ ที่คุณอาจได้รับไม่รู้ตัว</title><source>https://www.thaihealth.or.th/ผลเสียจากบุหรี่-ที่คุณ/</source><detail> โทษภัยของบุหรี่นั้นเป็นที่ทราบกันดีว่าร้ายแรง ก่อให้เกิดโรคและความเสี่ยงต่าง ๆ มากมาย รวมถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร โดยโรคที่เดจากการได้รับควันบุหรี่นั้น มักจะติดอันดับต้นๆ ของสาเหตุการเสียชีวิต ซึ่งยังคงทวีความรุนแรงและเพิ่มอุบัติการณ์มากขึ้นทุกวัน

                   ผลเสียที่เกิดจากบุหรี่มีอะไรบ้างไปดูกัน

                   1. ผลเสียต่อสุขภาพของผู้สูบเอง

                   เกิดขึ้นได้ทุกระบบ ตั้งแต่หัวจรดเท้า เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งต่างๆ ถุงลมโป่งพอง โรคปอด หอบหืด ไอเรื้อรัง ภูมิแพ้ หลอดลมอักเสบ หูน้ำหนวก ต้อกระจก โรคในช่องปาก มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก นิ้วและเล็บ สีน้ำตาล-เหลือง โรคทางเดินอาหาร กระดูกพรุน ข้อเสื่อม ข้ออักเสบ รูมาตอยด์ อัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดความผิดปกติของอารมณ์ แก่ก่อนวัย มีริ้วรอยเหี่ยวย่นบนผิวหนัง แผลหายช้า ใบหน้าซูบซีด เป็นหมัน เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ

                   2. ผลเสียต่อเศรษฐกิจ การงาน

                   สิ้นเปลืองเงินโดยใช่เหตุการณ์จากค่าบุหรี่และค่ารักษาพยาบาลจากการเจ็บป่วยที่บ่อยขึ้น ทำให้ขาดงานและเสียเวลาการทำงานจากการสูบบุหรี่/เจ็บป่วย เสียเศรษฐกิจชาติ กำลังแรงงานบุคลากร รัฐบาลต้องเสียงบประมาณในการดูแลรักษาสุขภาพของผู้สูบบุหรี่กว่าปีละ 46,000 ล้านบาท

                   3. ผลเสียต่อสุขภาพของคนรอบข้างจากการได้รับควันบุหรี่มือสองจะได้รับสารพิษต่าง ๆ ในควันบุหรี่ และมีโอกาสเกิดโรคได้เช่นเดียวกับผู้สูบบุหรี่


	ในสตรีมีครรภ์ ไม่ว่าจากควันบุหรี่มือหนึ่งหรือมือสอง จะทำให้มีบุตรยาก เกิดโรคแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ คลอดก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม และเกิดอาการไหลตายในเด็กได้ นิโคตินที่แม่ได้รับจากควันบุหรี่ บออกทางน้ำนมได้ ส่งผลให้เด็กได้รับนิโคตินด้วย
	ในเด็กเล็ก ทำให้เป็นหวัดบ่อยขึ้น เป็นหูน้ำหนวก หืดกำเริบ และอาจมีพัฒนาการล่าช้า


                   4. ผลเสียต่อสุขภาพจากการได้รับควันบุหรี่มือสาม เป็นสิ่งตกค้างจากควัน อนุภาคโลหะหนัก สารก่อมะเร็ง และสารกัมมันตรังสีที่ติดอยู่ตามเครื่องใช้ต่างๆและเสื้อผ้า ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเด็กเล็ก

                   5. ผลเสียต่อสัตว์เลี้ยง ทำให้อายุขัยสั้นลงกว่าปกติ

                   6. ผลเสียต่อสังคมและประเทศชาติ เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีและเป็นที่รังเกียจของสังคม อาจทำให้เกิดเพลิงไหม้จากก้นบุหรี่ ทั้งนี้ผู้สูบได้รับโทษตามกฎหมาย หากสูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ
</detail><keywords>บุหรี่, ควันบุหรี่, สุขภาพ, โรค, อันตราย</keywords><date>2024-08-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5115</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1723596520.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="299"><Nid>5114</Nid><title>นมแม่ ประโยชน์คูณสอง ได้ทั้งแม่ ดีทั้งลูก</title><source>https://www.thaihealth.or.th/นมแม่-ประโยชน์คูณสอง-ได้/</source><detail>นมแม่ถือเป็นสุดยอดอาหารของลูกน้อย ทั้งยังมีประโยชน์กับคุณแม่ด้วยเช่นกัน

ประโยชน์ของน้ำนมแม่ต่อลูกน้อย


	ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรค
	ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคภูมิแพ้
	ลดการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ ปอดบวม และโรคหืด
	ช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมอง และพัฒนาการมองเห็นให้ดีขึ้น
	ไตขับของเสียน้อยกว่า
	ลดโอกาสท้องเสีย ลำไส้อักเสบ และช่วยให้ระบบขับถ่ายดี
	ลดโอกาสเกิดโรคต่าง ๆ เมื่อโตขึ้น เช่น เบาหวาน อ้วน ไขมันในเลือดสูง ความดัน
	ฟันกรามล่างแข็งแรง เกิดฟันเกน้อยลง


ประโยชน์ของการให้นมบุตรต่อคุณแม่


	ลดโอกาสการเป็นมะเร็งเต้านม และป้องกันโรคกระดูกพรุน
	ช่วยให้คุณแม่สามารถลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น
	ประหยัดค่าใช้จ่าย


ข้อควรรู้เกี่ยวกับสีของน้ำนมแม่

– น้ำนมสีเหลือง : คือหัวน้ำนม เป็นน้ำนมที่คุณแม่ผลิตได้ภายในสัปดาห์แรกหลังคลอด อุดมไปด้วย สารอาหารและสารสร้างภูมิต้านทาน ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ทารก

– น้ำนมสีใส : เรียกว่า นมส่วนหน้า อุดมไปด้วยสารอาหารที่ช่วยพัฒนาสมองของทารก มีปริมาณน้ำมาก ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายของทารกได้เป็นอย่างดี

– น้ำนมสีขาวเข้ม : เรียกว่า นมส่วนหลัง ซึ่งมีโปรตีนและไขมันสูงกว่านมส่วนหน้า ช่วยเพิ่มพลังงาน และเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับทารก

– น้ำนมสีแดง : เกิดจากการที่คุณแม่รับประทานอาหารที่มีสีแดงในปริมาณมาก โดยปกติแล้วน้ำนมจะกลับมาเป็นสีขาวได้ภายในระยะเวลา 2 – 3 วัน นอกจากนี้อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ได้อีก เช่น มีเลือดปนมาในน้ำนมจากการที่มีหัวนมแตก เส้นเลือดฝอยแตกจากการใช้เครื่องปั๊มนมที่มีแรงดูดมากเกินไป หรือความผิดปกติของเต้ามอื่น ๆ ดังนั้นหากพบว่าน้ำนมมีสีแดงปนเปื้อนนานเป็นสัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและหาสาเหตุ

นอกจากนี้น้ำนมอาจมีสีอื่น ๆ ได้ ขึ้นอยู่กับอาหารและยาที่คุณแม่ได้รับ ดังนั้นหากคุณแม่พบว่าสีของน้ำนมเปลี่ยนไป แนะนำให้ไปปรึกษาแพทย์จะดีที่สุด
</detail><keywords>นม, นมแม่, สารอาหาร, พัฒนาสมอง, ทารก, เจริญเติบโต, น้ำนม</keywords><date>2024-08-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5114</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1723596196.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="300"><Nid>5113</Nid><title>Endocannibalism  เป็นพฤติกรรมการกินเนื้อมนุษย์</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/54663</source><detail>Endocannibalism  เป็นพฤติกรรมการกินเนื้อหรืออวัยวะบางอย่างของมนุษย์ภายในกลุ่ม ภายในชนเผ่ากันเอง ซึ่งพบได้ในสังคมของชนเผ่าในหมู่เกาะเลสเซอร์ แอททิลเลส ในเขตมหาสมุทรแอตแลนติก รวมไปถึงชนเผ่าในหมู่เกาะแปซิฟิก ลุ่มน้ำแอมะซอน และในพื้นที่ป่าเขตร้อนของทวีปแอฟริกา  โดยนักมานุษยวิทยามองว่าความหมายของการกินเนื้อมนุษย์จะแตกต่างกันในแต่ละสังคม และการกินเนื้อมนุษย์ยังสัมพันธ์กับความเชื่อ ศาสนา พิธีกรรม สงคราม เศรษฐกิจ และสภาพทางสังคมของชนเผ่านั้น ๆ ด้วย</detail><keywords>endocannibalism, กินเนื้อ, มนุษย์, ชนเผ่า, ทวีปแอฟริกา, ความเชื่อ, ศาสนา, พิธีกรรม</keywords><date>2024-08-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5113</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/filefield_paths/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="301"><Nid>5111</Nid><title>Google Maps ทำงานอย่างไร</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4296</source><detail>การให้บริการข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งบนพื้นโลก หรือ Location-Based Service (LBS) ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมแห่งศตวรรษที่ 21 Location-Based Service ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีและมักมีโอกาสใช้งานอยู่บ่อยครั้ง คือ Google Maps หรือบริการแผนที่ของบริษัท Google ที่มาพร้อมกับความสามารถหลากหลายด้าน เช่น การรองรับการใช้งานผ่านอุปกรณ์หลายชนิด ไปจนถึงการนำอัลกอริทึมและปัญญาประดิษฐ์มาใช้แนะนำเส้นทางและวิธีการเดินทางที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด

Google Maps จะใช้ที่อยู่ปัจจุบันของผู้ใช้เพื่อให้บริการข้อมูลต่าง ๆ เช่น การแนะนำสถานที่น่าสนใจในบริเวณโดยรอบ หรือการแนะนำเส้นทางไปยังสถานที่อื่นที่ผู้ใช้ต้องการ โดยการพิจารณาที่อยู่ของผู้ใช้นั้นสามารถทำได้จากการตรวจสอบกับผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ผู้ใช้กำลังเข้าใช้งาน ซึ่งสามารถใช้ระบุพื้นที่ได้ในเบื้องต้น หรืออาจใช้ตำแหน่งจากระบบ Global Positioning System (GPS) ร่วมกับเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์ไร้สาย หากใช้งานผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ซึ่งจะทำให้ได้ตำแหน่งที่อยู่ที่ละเอียดมากขึ้น



เมื่อให้บริการข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการ และได้ทราบตำแหน่งคร่าว ๆ ของผู้ใช้เป็นการตอบแทนแล้ว Google Maps จะส่งข้อมูลนั้นกลับไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ในระบบประมวลผลแบบกลุ่มเมฆ (Cloud) เพื่อใช้งานอื่น ๆ ในหลายวัตถุประสงค์ รูปแบบหนึ่งของการใช้งานข้อมูลเหล่านี้คือการใช้หาความหนาแน่นและอัตราเร็วของการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่อยู่ของอุปกรณ์ไร้สายจำนวนมากในพื้นที่หนึ่ง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่งเดียวกัน เมื่อนำข้อมูลนี้ไปรวมกับข้อมูลแผนที่ ซึ่งมีตำแหน่งของถนนหรือเส้นทางการเดินทาง จะทำให้ Google Maps สามารถพิจารณาภาพรวมของการเคลื่อนที่ของยานพาหนะ หรือ ข้อมูลการจราจร ทั้งในแง่ของทิศทางการเคลื่อนที่และปริมาณของยานพาหนะได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ข้อมูลจากอุปกรณ์ไร้สายจำนวนมากเพื่อประมวลผลออกมาเป็นข้อมูลอีกชุดนี้ สามารถเรียกอีกชื่อได้ว่ากระบวนการ Crowdsourcing นั่นเอง
</detail><keywords>googlemaps, realtime, location, maps, แผนที่, การเดินทาง, อัลกอริทึม, ปัญญาประดิษฐ์, GPS, โทรศัพท์ไร้สาย, การจราจร</keywords><date>2024-08-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5111</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1723595294.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="302"><Nid>5110</Nid><title>รู้ก่อนใช้ ผสมโซดาไฟกับน้ำยาล้างห้องน้ำ อันตรายถึงตาย</title><source>https://www.thaipbs.or.th/news/content/343008</source><detail>"โซดาไฟ" เป็นสารเคมีที่มีประโยชน์ แต่ก็มีความอันตรายสูง ยิ่งใช้ร่วมกับ "น้ำยาล้างห้องน้ำ" หากต้องการใช้งานควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

โซดาไฟคืออะไร ?

โซดาไฟ หรือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium Hydroxide) เป็นสารเคมีที่มีสูตรทางเคมีว่า NaOH มีลักษณะเป็นของแข็งสีขาวหรือใส ไม่มีสี มักอยู่ในรูปของเกล็ดหรือเม็ด โซดาไฟมีคุณสมบัติเป็นด่างที่แรงและสามารถละลายในน้ำได้ดี ซึ่งจะทำให้เกิดสารละลายที่มีค่า pH สูง โซดาไฟเป็นสารเคมีที่มีประโยชน์ในหลายอุตสาหกรรม แต่การใช้งานต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและปฏิบัติตามข้อแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด

โซดาไฟทำอะไรได้บ้าง ?


	ผลิตสบู่และผงซักฟอก รวมถึงในการผลิตสารเคมีอื่นๆ เช่น โซเดียมฟอสเฟตและโซเดียมคาร์บอเนต
	ทำความสะอาดท่อระบายน้ำหรือเครื่องครัว โดยสามารถละลายไขมันและคราบสกปรกได้
	ปรับค่า pH ของน้ำเสียให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
	กำจัดลิกนินออกจากไม้เพื่อให้ได้เส้นใยเซลลูโลสที่ใช้ในการผลิตกระดาษ


ข้อควรระวังการใช้โซดาไฟ

โซดาไฟเป็นสารที่มีความกัดกร่อนสูงและสามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตาได้ ควรเปิดหน้าต่างหรือใช้พัดลมดูดอากาศเพื่อช่วยระบายไอระเหย สวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น ถุงมือและแว่นตาป้องกัน และควรเก็บโซดาไฟในภาชนะที่ปิดสนิทและเก็บไว้ในที่แห้ง เพื่อป้องกันการดูดความชื้นจากอากาศ หากมีการสัมผัสกับผิวหนังหรือดวงตา ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดจำนวนมากทันที และควรไปพบแพทย์หากมีอาการระคายเคือง

การใช้โซดาไฟล้างห้องน้ำอาจเป็นอันตรายถ้าไม่ใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากโซดาไฟเป็นสารเคมีที่มีความเป็นด่างสูงและมีคุณสมบัติในการกัดกร่อนที่รุนแรง หากใช้โซดาไฟกับสารเคมีบางชนิด เช่น สารฟอกขาว อาจปล่อยก๊าซพิษออกมา เมื่อสูดดมไอระเหยทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ และอาจทำให้เกิดอาการไอ หายใจติดขัด หรือหายใจลำบาก ด้วยความเป็นสารเคมีที่มีความกัดกร่อนสูง จึงมีบางสิ่งที่ไม่ควรใช้ร่วมกับโซดาไฟ เนื่องจากอาจทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่อันตรายหรือก่อให้เกิดความเสียหาย

"ห้ามใช้" โซดาไฟกับอะไร ?


	สารฟอกขาว (Bleach) โซดาไฟสามารถทำปฏิกิริยากับสารฟอกขาว (โซเดียมไฮโปคลอไรท์) ทำให้เกิดก๊าซคลอรีนที่เป็นพิษ
	กรด การผสมโซดาไฟกับกรด เช่น กรดซัลฟูริกหรือกรดไฮโดรคลอริก จะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงและปล่อยความร้อนสูง ซึ่งอาจทำให้เกิดการกระเด็นและอันตรายต่อผิวหนังและดวงตา
	อลูมิเนียม โซดาไฟสามารถทำปฏิกิริยากับอลูมิเนียมได้ โดยจะทำให้เกิดก๊าซไฮโดรเจนซึ่งติดไฟได้
	พื้นผิวไม้ การใช้โซดาไฟบนพื้นผิวไม้สามารถทำลายเนื้อไม้และทำให้สีหรือเคลือบผิวเสื่อมสภาพได้
	พื้นผิวโลหะบางชนิด นอกจากอลูมิเนียมแล้ว โซดาไฟยังสามารถกัดกร่อนโลหะบางชนิด เช่น สังกะสีและดีบุก
	ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่น หลีกเลี่ยงการผสมโซดาไฟกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอื่น ๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้โดยเฉพาะ เนื่องจากอาจเกิดปฏิกิริยาที่ไม่คาดคิด


ขั้นตอนการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อสัมผัสโซดาไฟ


	หากโดนผิวหนัง รีบล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากและต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที เพื่อชะล้างสารเคมีออกให้หมด
	หากเข้าตา รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากและต่อเนื่องอย่างน้อย 15 นาที โดยหลับตาและค่อย ๆ เคลื่อนลูกตาไปมา
	หากสูดดม ย้ายผู้ป่วยไปยังที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และปล่อยให้หายใจเองตามธรรมชาติ
	ถอดเสื้อผ้าที่เปื้อนโซดาไฟออกทันที เพื่อป้องกันไม่ให้สารเคมีสัมผัสกับผิวหนังบริเวณอื่น
	ห้ามใช้ยาหรือสารใด ๆ ทาบริเวณที่ถูกโซดาไฟ อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่รุนแรงขึ้น
	รีบไปโรงพยาบาล หลังจากทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง


สิ่งที่ไม่ควรทำ : ห้ามขัด ถู ขูด เพื่อทำให้สารที่ติดอยู่หลุดออกมา อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงขึ้นได้ อย่าใช้สารละลายที่เป็นกรด เช่น น้ำส้มสายชู เพื่อกลางฤทธิ์ของโซดาไฟ อาจทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่รุนแรงขึ้นได้

 

อันตรายจากการใช้น้ำยาล้างห้องน้ำหลายชนิด

การใช้น้ำยาล้างห้องน้ำหลายชนิดพร้อมกันหรือการผสมกันโดยไม่ระมัดระวังอาจก่อให้เกิดอันตรายหลายประการ เนื่องจากสารเคมีในน้ำยาล้างห้องน้ำอาจทำปฏิกิริยากันและปล่อยก๊าซพิษหรือสารระคายเคือง การใช้น้ำยาล้างห้องน้ำอย่างระมัดระวังและการปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยจะช่วยลดความเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

ปล่อยก๊าซพิษ การผสมน้ำยาล้างห้องน้ำที่มีส่วนผสมของสารฟอกขาว (โซเดียมไฮโปคลอไรท์) กับผลิตภัณฑ์ที่มีกรด เช่น กรดไฮโดรคลอริก จะทำให้เกิดก๊าซคลอรีน ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่สามารถทำให้เกิดอาการหายใจลำบาก ไอ น้ำตาไหล และในกรณีรุนแรงอาจทำให้ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว

ระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตา น้ำยาล้างห้องน้ำมักมีสารเคมีที่สามารถระคายเคืองผิวหนังและดวงตา การสัมผัสหรือการสูดดมโดยตรงสามารถทำให้เกิดการอักเสบหรือไหม้ได้

กัดกร่อนพื้นผิว การใช้สารเคมีหลายชนิดพร้อมกันอาจทำให้พื้นผิวห้องน้ำ เช่น กระเบื้องหรือเครื่องสุขภัณฑ์ ถูกกัดกร่อนหรือเสียหายได้

How to ป้องกันอันตราย "น้ำยาล้างห้องน้ำ" ต่างชนิด


	หลีกเลี่ยงการผสมสารเคมี อย่าผสมน้ำยาล้างห้องน้ำต่างชนิดกัน ควรใช้ทีละชนิดและล้างออกให้สะอาดก่อนเปลี่ยนผลิตภัณฑ์
	อ่านคำเตือนบนฉลาก ปฏิบัติตามคำแนะนำและคำเตือนบนบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัด
	ใช้ในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี เปิดหน้าต่างหรือใช้พัดลมดูดอากาศเพื่อช่วยระบายไอระเหย
	สวมอุปกรณ์ป้องกัน ใช้ถุงมือยางและแว่นตาป้องกันเมื่อใช้สารเคมีทำความสะอาด
	เก็บให้ห่างจากมือเด็ก เก็บน้ำยาล้างห้องน้ำในที่ปลอดภัยห่างจากมือเด็กและสัตว์เลี้ยง

</detail><keywords>โซดาไฟ, น้ำยาล้างห้องน้ำ, อันตราย, โซเดียมไฮดรอกไซด์, sodiumhydroxide, สารเคมี, NaOH</keywords><date>2024-08-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5110</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1723594730.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="303"><Nid>5109</Nid><title>ขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้ มนุษย์สามารถอยู่อาศัยได้ไหม</title><source>https://www.sanook.com/campus/1425387</source><detail>ขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้ มนุษย์สามารถอยู่อาศัยได้ไหม
:
ถ้าพูดถึงคำว่า ขั้วโลกเหนือ-ขั้วโลกใต้ เพื่อน ๆ คงจินตนาการออกว่ามันเป็นสถานที่ ที่หนาวเหน็บ มีแต่หิมะปกคลุม แต่เคยรู้หรือไม่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองที่ต่างกันยังไง ที่ไหนหนาวกว่ากัน และมนุษย์สามารถอาศัยได้หรือไม่? วันนี้เรามาหาคำตอบกัน
:
ลักษณะภายนอกต่างกันยังไง?
ขั้วโลกเหนือ - ขั้วโลกเหนือ คือพื้นที่ที่ตั้งอยู่ภายในวงกลมอาร์กติก เป็นทะเลน้ำแข็งที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งทะเล ไม่มีแผ่นดินที่แท้จริงอยู่ใต้พื้นน้ำแข็ง
:
ขั้วโลกใต้ - ขั้วโลกใต้เป็นทวีปที่มีชื่อว่าแอนตาร์กติกา ซึ่งเป็นทวีปที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 5 ของโลก และปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนาหลายพันเมตร
:
ที่ไหนหนาวกว่ากัน?
ขั้วโลกเหนือ - สภาพอากาศในขั้วโลกเหนือมีความเย็นแต่ไม่หนาวจัดเท่าขั้วโลกใต้ อุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาวอยู่ที่ประมาณ -40 องศาเซลเซียส และในฤดูร้อนอุณหภูมิสามารถสูงถึง 0 องศาเซลเซียส

ขั้วโลกใต้ - ขั้วโลกใต้มีสภาพอากาศที่หนาวเย็นและรุนแรงกว่าอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูหนาวอยู่ที่ประมาณ -60 องศาเซลเซียส และในฤดูร้อนสามารถสูงถึง -20 องศาเซลเซียส
:
ดังนั้นสถานที่ที่มนุษย์สามารถอาศัยได้คือ ขั้วโลกเหนือ โดยชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อาร์กติกประกอบด้วยชาวเอสกิโมและชาวนอร์เวย์ ในขณะที่ขั้วโลกใต้จะมีมนุษย์มาอาศัยเพื่อทำการวิจัยในระยะเวลาที่กำหนดเท่านั้น เนื่องจากมีสภาพอากาศที่เลวร้ายมากกว่านั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-08-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5109</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1723475723.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="304"><Nid>5097</Nid><title>ทำงานต่างประเทศถูกกฎหมาย ไม่ยากอย่างที่คิด</title><source>https://www.sanook.com/men/87973</source><detail>ทำงานต่างประเทศถูกกฎหมาย ไม่ยากอย่างที่คิด
:
หลาย ๆ คนคงมีความฝันอยากไปทำงานที่ต่างประเทศ เพราะหากเทียบรายได้กับค่าครองชีพของประเทศไทยแล้ว ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีมากทีเดียว
:
แต่หลายคนเลือกใช้วิธีลักลอบเข้าไปทำงานแบบผิดกฏหมาย หรือที่เราเรียกกันว่า “ผีน้อย” วันนี้เลยจะมาแชร์ว่า หากอยากเข้าไปทำงานที่ต่างประเทศแบบถูกกฎหมาย มีวิธีการใดบ้าง? ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย
:
1. บริษัทจัดหางาน - สามารถติดต่อบริษัทจัดหางาน หางานที่เรามีความต้องการได้เลย
:
2. กรมการจัดหางานจัดส่ง - เป็นบริการของรัฐที่ส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ต้องเสียค่าบริการ นอกจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า ค่าภาษีสนามบิน
:
3. เดินทางไปทำงานด้วยตนเอง - ติดต่อนายจ้างต่างประเทศด้วยตนเอง  ในยุคนี้สามารถใช้อินเทอร์เน็ตเข้าถึงนายจ้างได้ทั่วประโลก
:
4. นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงาน - นายจ้างในประเทศไทยที่มีบริษัทในเครืออยู่ในต่างประเทศ สามารถส่งลูกจ้างไปประจำการที่ต่างประเทศได้
:
5. นายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างไปฝึกงาน - นายจ้างสามารถส่งลูกจ้างไปฝึกงานในต่างประเทศได้ไม่เกิน 45 วัน
:
ถึงแม้ว่าการทำงานต่างประเทศแบบถูกกฎหมายจะมีขั้นตอนอยู่บ้าง แต่รับรองว่าถูกกฎหมาย สบายใจ ไม่ต้องคอยหลบซ่อนแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-07-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5097</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1722352850.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="305"><Nid>5096</Nid><title>เจอคนพูดมาก รับมือยังไงให้ดูไม่น่าเกลียด</title><source>https://www.sanook.com/campus/1422183</source><detail>เจอคนพูดมาก รับมือยังไงให้ดูไม่น่าเกลียด
:
เพื่อน ๆ เคยต้องอยู่ในสถาณการณ์ที่เจอคนพูดเยอะเกินพอดี ไม่รู้ว่าจะให้อีกฝ่ายหยุดพูดอย่างไร และต้องใช้วิธีแบบไหนในการออกจากสถาณการณ์อันน่าอึดอัดนี้ เรามาดูกันเลย
:
1. เปลี่ยนเรื่องคุยแบบเนียน ๆ - แก้ปัญหาด้วยการเบี่ยงเบนความสนใจให้ไปพูดคุยในประเด็นใหม่แทน
:
2. สกิลหูดับ - คือฟังแต่ไม่ได้ฟัง อาจเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงอีกฝ่ายได้
:
3. ร่วมผสมโรงตามน้ำ - ลองเปิดใจร่วมบทสนทนา เออออตามน้ำไปกับอีกฝ่าย หรือพูดรับกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย บางทีเราอาจจะสนุกไปกับบทสนานี้อย่างคิดไม่ถึงเลยก็ได้
:
4. แกล้งคุยโทรศัพท์ - วิธีนี้ค่อนข้างง่าย เพราะไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องพูด หรือใช้สกิลหูดับ แค่แกล้งคุยโทรศัพท์จนอีกฝ่ายหยุดพูดไปเอง
:
5. ใส่หูฟัง - กันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าเราต้องเจอสถาณการณ์แบบนี้บ่อย ๆ ให้ใส่หูฟังป้องกันเอาไว้ล่วงหน้าเลย จะทำให้อีกฝ่ายมีความเกรงใจ ไม่เข้ามาคุยด้วย
:
ลองเอาวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้กันได้ หรือหากใครมีวิธีเจ๋งกว่านี้ สามารถคอมเมนต์มาแชร์กันได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-07-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5096</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1722352808.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="306"><Nid>5095</Nid><title>ไขความลับแมว ทำไมถึงชอบกล่องลัง</title><source>https://www.sanook.com/women/250865</source><detail>ไขความลับแมว ทำไมถึงชอบกล่องลัง
:
เชื่อว่าทาสแมวทุกคนต้องเคยเจอเหตุการณ์นี้ เมื่อซื้อของเล่นมาให้แมว แต่แมวกลับสนใจแต่กล่องกระดาษที่ห่อของเล่นมา จนไม่สนใจของเล่นใหม่เลย วันนี้เราจะมาไขคำตอบกัน
:
1. กล่องกระดาษเป็นที่ปลอดภัย - แมวรู้สึกสบายใจและปลอดภัยภายในพื้นที่ปิด
:
2. กล่องช่วยให้แมวปรับตัว - ช่วยให้แมวรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง พื้นที่ปิดช่วยให้แมวรู้สึกเหมือนมีอาณาเขตของตัวเอง
:
3. กล่องกระดาษเก็บความอบอุ่นได้ดีเยี่ยม - กล่องกระดาษเป็นฉนวนกันความร้อนที่ดี
:
4. กล่องคือเตียงนอนสุดสบายสำหรับแมว -  มันคือถ้ำส่วนตัวสุดหรูที่ให้ความอบอุ่นและปลอดภัย
:
กล่องลังหรือกล่องพัสดุอาจเป็นเพียงขยะของมนุษย์ที่เตรียมทิ้ง แต่สำหรับแมวเป็นของเล่นที่น่าสนใจและสนุกสนาน และเล่นได้เป็นเวลานานเลยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-07-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5095</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1722251653.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="307"><Nid>5092</Nid><title>ไม่อยากเสี่ยงโรค ให้เลี่ยงน้ำดื่มลักษณะแบบนี้</title><source>https://www.sanook.com/health/10793</source><detail>ไม่อยากเสี่ยงโรค ให้เลี่ยงน้ำดื่มลักษณะแบบนี้
:
น้ำดื่มที่เราดื่มกันอยู่ทุกวันนี้ปลอดภัยต่อร่างกายจริงหรือไม่? มีน้ำดื่มแบบไหนที่เราควรหลีกเลี่ยง มาดูกัน
:
1. น้ำฝน - ในชั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่น เมื่อก๊าซรวมตัวกับน้ำฝนจะเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก ทำให้น้ำฝนกลายเป็นน้ำกรดอ่อน ๆ เป็นอันตรายต่อร่างกาย
:
2. น้ำกลั่น - เป็นน้ำไม่มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ร่างกายต้องดึงเอาแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่อื่น ๆ ออกมาใช้ จึงอาจทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุเหล่านี้
:
3. น้ำดื่มที่สัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน - อาจพบสารปนเปื้อน เช่น พลาสติก ระหว่างกระบวนการผลิตได้
:
4. น้ำประปาที่มีปริมาณไตรฮาโลมีเทนสูงเกินไป - คือ สารที่เกิดจากสารอินทรีย์ที่ทำปฏิกิริยากับคลอรีนที่อยู่ในน้ำประปา ซึ่งหากพบว่ามีไตรฮาโลมีเทนในปริมาณมาก อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้
:
เพื่อความแน่ใจว่าเราจะได้ดื่มน้ำที่ปลอดภัยต่อร่างกายของเราจริง ๆ อาจเลือกดื่มน้ำจากบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท ผลิตใหม่ ไม่ค้างเก็บไว้นาน หรือหากใครใช้เครื่องกรองน้ำ ก็ควรเปลี่ยนไส้กรองตามเวลากำหนด เพื่อที่จะได้น้ำดื่มที่สะอาด ไร้สารปนเปื้อนในทุก ๆ วันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-07-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5092</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1721808589.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="308"><Nid>5091</Nid><title>ปรับทิศทางลมแอร์ให้เย็นฉ่ำ แถมประหยัดไฟ</title><source>https://www.sanook.com/news/9484134</source><detail>ปรับทิศทางลมแอร์ให้เย็นฉ่ำ แถมประหยัดไฟ
:
เมื่อเปิดแอร์ หลายคนเลือกที่จะเป่าลมลงต่ำ เพื่อให้ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศเป่าเข้าใส่ร่างกายโดยตรงเพื่อบรรเทาความร้อนอย่างทันทีทันใด แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
:
แล้วเปิดแอร์แบบไหนถึงจะส่งผลดีที่สุด?
:
การหันช่องระบายอากาศขึ้นด้านบนแทนที่จะหันลงด้านล่าง สามารถเร่งการลดอุณหภูมิภายในห้องและประหยัดไฟฟ้าได้มากขึ้น เพราะอากาศเมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัว ทำให้มีความหนาแน่นน้อยกว่าปกติและลอยตัวสูงขึ้นไป ในขณะที่อากาศเย็นซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่า จะจมตัวและลงต่ำเรื่อย ๆ ดังนั้นเมื่อเครื่องปรับอากาศเป่าลมเย็นขึ้น จะทำให้กระจายลมเย็นได้ทั่วถึงมากขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิโดยรวมลดลงเร็วขึ้น
:
เมื่ออุณหภูมิลดลงเร็วขึ้น เซ็นเซอร์ของเครื่องปรับอากาศจะตรวจจับอุณหภูมิที่เหมาะสมได้เร็วขึ้น ส่งผลให้การทำความเย็นและการใช้ปริมาณไฟฟ้าก็จะลดลงด้วย
:
สรุปง่าย ๆ ได้ว่า ผู้ใช้ควรปรับทิศทางลมขึ้นไม่สูงเกินไป แต่ให้อยู่ในระดับปานกลาง ช่วยให้การไหลเวียนของอากาศเย็นจากอุปกรณ์กระจายอย่างทั่วถึง ทำให้อากาศเย็นกระจายตัวเร็วขึ้นและสม่ำเสมอยิ่งขึ้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-07-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5091</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1721808546.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="309"><Nid>5090</Nid><title>นอนตะแคงทำตาเอียงจริงหรือไม่?</title><source>https://www.thaihealth.or.th/นอนตะแคงทำตาเอียงจริงห/</source><detail>สายตาเอียง (Astigmatism) ภาวะที่กระจกตาหรือเลนส์ตาโค้งไม่เท่ากัน ส่งผลให้มองเห็นภาพเบลอทั้งระยะใกล้และไกล แม้จะสวมแว่นสายตาที่เหมาะสม ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการวัดสายตาขั้นสูง ที่ทำให้ตรวจพบและแก้ไขภาวะสายตาเอียงได้อย่างแม่นยำ

                  ซึ่งหนึ่งในความเชื่อที่หลายคนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับความผิดปกติของสายตา คือ การนอนตะแคงส่งผลให้สายตาเอียง ซึ่งความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา ยืนยันว่า การนอนตะแคง ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการเกิดสายตาเอียง เพราะสายตาเอียงมีสาเหตุหลักมาจาก


	กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีคนในครอบครัวสายตาเอียง มีความเสี่ยงสูงที่จะสายตาเอียงด้วย
	ความผิดปกติของกระจกตาหรือเลนส์ตา  เกิดจากความโค้งหรือความหนาที่ไม่เท่ากันในบริเวณต่างๆ
	ภาวะอื่นๆ เช่น ต้อกระจก ต้อหิน โรคเบาหวาน


                  ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยใดที่ยืนยันความเชื่อมโยงระหว่างการนอนตะแคงและสายตาเอียง ดังนั้นการนอนตะแคงจึงไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้สายตาเอียง ผลของสายตาเอียงจะทำให้เรามองภาพได้ไม่คม เกิดภาพซ้อนบิดเบี้ยว มีอาการตาล้า ปวดศีรษะ มองภาพไม่ชัดไม่คม โดยเฉพาะในเวลาตอนกลางคืนทำให้ต้องหรี่ตามองตลอดเวลา ซึ่งคนที่มีสายตาเอียงมากๆก็จะอันตรายต่อการขับรถตอนกลางคืนนั่นเอง

                  ท่าทางการนอนที่เหมาะสมสำหรับสุขภาพดวงตา แม้ว่าการนอนตะแคงจะไม่ส่งผลต่อสายตาเอียง แต่ท่าทางการนอนที่ถูกต้องมีผลต่อสุขภาพดวงตา โดยเฉพาะผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์


	นอนหงาย ท่านี้ส่งผลดีต่อสุขภาพดวงตาและใบหน้า เพราะไม่กดทับดวงตา ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี และไม่เกิดริ้วรอย
	นอนตะแคง ควรนอนสลับข้างเพื่อไม่ให้กดทับดวงตาข้างใดข้างหนึ่งนานเกินไป และควรหลีกเลี่ยงการนอนทับแขน เพราะอาจทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก


                  ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยง การนอนคว่ำ ท่านี้ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพดวงตาและใบหน้า เนื่องจากกดทับดวงตา ใบหน้า และลำคอ

                  การดูแลสุขภาพดวงตา


	ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
	พักสายตาเป็นระยะ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สายตาจ้องมองจอเป็นเวลานาน
	รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตา เช่น ผัก ผลไม้
	หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาด้วยมือที่ไม่สะอาด
	สวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง


                  ทั้งนี้ สรุปได้ว่า การนอนตะแคง ไม่ทำให้สายตาเอียง สายตาเอียงมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ ความผิดปกติของกระจกตาหรือเลนส์ตา และภาวะอื่นๆ ผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์ ควรเลือกท่าทางการนอนที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ดวงตาเกิดการระคายเคือง และดูแลสุขภาพดวงตาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อการมองเห็นที่ชัดเจน
</detail><keywords>นอนตะแคง, สายตาเอียง, กรรมพันธุ์, กระจกตา, เลนส์ตา, สุขภาพ, สายตา, นอน</keywords><date>2024-07-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5090</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1721806986.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="310"><Nid>5084</Nid><title>ร่างกายมนุษย์จะเป็นยังไง เมื่ออยู่ในอวกาศนาน 1 ปี?</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c4nny85r7zyo</source><detail>ร่างกายมนุษย์จะเป็นยังไง เมื่ออยู่ในอวกาศนาน 1 ปี?
:
ล่าสุด มีสถิติการอยู่นอกอวกาศติดต่อกันนานถึง 371 วัน โดยนักบินอวกาศขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือ NASA มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับกล้ามเนื้อและกระดูกเมื่ออยู่ในอวกาศ?
:
1. เมื่อไม่มีแรงดึงดูดของโลกต่อแขนและขาของเราอย่างต่อเนื่อง มวลกล้ามเนื้อและกระดูกจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็วในอวกาศ เพียงสองสัปดาห์มวลกล้ามเนื้อสามารถลดลงได้ถึง 20%
:
2. เลือดอาจสะสมอยู่ในศีรษะมากกว่าปกติ ของเหลวบางส่วนอาจสะสมที่ด้านหลังดวงตาและรอบ ๆ เส้นประสาทตา ซึ่งนำไปสู่อาการบวม อาจส่งผลให้การมองเห็นเปลี่ยนแปลง เช่น ความคมชัดลดลง
:
3. ผลกระทบต่อแบคทีเรียที่เป็นมิตร ส่งผลต่อวิธีที่เราย่อยอาหาร ระดับการอักเสบในร่างกาย และแม้กระทั่งการทำงานของสมองของเรา
:
4. ผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน มีจำนวนเม็ดเลือดขาวลดลง ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณรังสีที่พวกเขาได้รับขณะอยู่ในวงโคจร
:
5. ผลกระทบต่อสภาพผิวหนัง พบว่าผิวของเขามีความไวต่อการสัมผัสมากขึ้น และมีผื่นขึ้นประมาณหกวันหลังจากที่เขากลับมาจากสถานีอวกาศ
:
และทั้งหมดนี่ก็คือผลกระทบจากการไปอยู่นอกอวกาศเป็นเวลา 371 วัน หรือนานกว่า 1 ปี โดยอยู่ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ทำให้ร่างกายได้รับผลกระทบดังกล่าวนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-07-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5084</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1721650094.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="311"><Nid>5076</Nid><title>เพิ่มพลังใจ  ในวันที่ต้องเผชิญวิกฤตในชีวิต</title><source>https://www.thaihealth.or.th/เทคนิค-4-บรับ-3-เติม-เพิ่มพล/</source><detail>เทคนิคนี้ในการดูแลกับตนเองหรือดูแลผู้สูงอายุ เพื่อเพิ่มพลังใจ ในวันที่ต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต

                    เทคนิค 4 ปรับ


	ปรับอารมณ์ คือ การตั้งสติคอยเตือนตัวเองไว้ทุกครั้งว่าความสูญเสียเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ทุกคนต้องพบเจอ ไม่ใช่ความผิดของตนเองหรือผู้อื่น พยายามผ่อนคลายความเครียด และให้กำลังใจตนเอง หลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับเกินขนาดหรือดื่มสุราในการเผชิญกับการสูญเสีย
	ปรับความคิด คือ การคิดในมุมบวก ค้นหาสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ เพื่อเป็นพลังใจในการดำเนินชีวิต เช่น ฉันเป็นคนอดทนเข้มแข็ง พึ่งตัวเองได้ ฉันมีกำลังใจ ฉันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ ได้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สามารถปล่อยให้ตัวเองได้อ่อนแอบ้าง เพราะความอ่อนแอไม่ใช่เรื่องผิดแต่ไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกนี้สะสมอยู่นาน
	ปรับพฤติกรรม คือ การเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตใหม่ให้เหมาะสมกับเงื่อนไขใหม่ โดยทำกิจกรรม เพิ่มความผ่อนคลาย เช่น เล่นกับสัตว์เลี้ยง เดินเล่น วาดรูป อ่านหนังสือ เล่นดนตรี พร้อม ๆ กับการใส่ใจ ดูแลสุขภาพอย่างการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย ๆ ก็มั่นใจว่าวันที่จิตใจไม่ไหวร่างกายยังสู้ต่อได้
	ปรับเป้าหมาย คือ การเปลี่ยนแปลงเป้าหมายชีวิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป อาจเริ่มจากการตั้งเป้าหมายเล็กๆ ในกิจวัตรประจำวัน แล้วค่อยวางแผนสู่เป้าหมายระยะยาวขึ้น


                    เทคนิค 3 เติม


	เติมศรัทธา คือ ความเชื่อที่ว่าทุกปัญหาย่อมมีทางออก เมื่อผ่านพ้นความมืดตอนกลางคืนไปแล้ว พระอาทิตย์ย่อมขึ้นมาให้ความสว่างเสมอ ปัญหาจะคลี่คลายและดีขึ้นอาจต้องอาศัยระยะเวลา
	เติมมิตร คือ มิตรสหาย และครอบครัว ที่คอยอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจ การขอความช่วยเหลือเป็น ไม่ถือเป็นเรื่องน่าอายแต่อย่างใด หากจัดการกับความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ลองหาคนที่ไว้ใจได้ร่วมพูดคุย หรือแบ่งปันเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้มีกำลังใจต่อสู้หรือช่วยหาทางออกกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น
	เติมจิตใจให้กว้าง คือ รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายและแตกต่าง เพื่อเปิดมุมมอง เช่น ในขณะที่ เรามีความทุกข์ยากลำบาก ก็ยังมีคนอื่น ๆ ที่มีความทุกข์เช่นเดียวกับเรา บางคนอาจมีมากกว่าด้วยซ้ำ จะช่วยเติมเต็มความคิดให้การรับมือและเผชิญกับการสูญเสียได้ดียิ่งขึ้น


                    หากพบว่า ตัวท่าน เพื่อนผู้สูงอายุ หรือผู้สูงอายุในความดูแลของท่านยังมีความยากลำบากในการก้าวผ่านวิกฤตในชีวิต หรือไม่สามารถรับมือกับความสูญเสียได้ ใช้ระยะเวลาในการทำใจนานผิดปกติหรือมีแนวโน้มแย่ลง จำเป็นที่จะต้องปรึกษาขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน
</detail><keywords>ผู้สูงอายุ, พลังใจ, ชีวิต, อารมณ์, ความคิด, พฤติกรรม, เป้าหมาย, ศรัทธา, จิตใจ</keywords><date>2024-07-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5076</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1721112947.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="312"><Nid>5075</Nid><title>ปลาหมอสีคางดํา เอเลี่ยนผู้รุกรานแหล่งน้ำไทย</title><source>https://thecitizen.plus/node/92755</source><detail>ปลาหมอคางดํา หรือ Blackchin tilapia จัดอยู่ในวงศ์ Cichlidae (ซิคลิเด) เช่นเดียวกับปลาหมอเทศ และปลาหมอสี ปลาชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่น้ำกร่อยปากแม่น้ำ สามารถทนทานความเค็มได้สูง พวกมันจึงพบแพร่กระจายตลอดแนวชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของทวีป

ผ่านมา พบการนําเข้าพันธุ์ปลาหมอคางดําในหลายประเทศ ทั้งอเมริกา ยุโรป เอเชีย และพบมีรายงานการเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่นรุกราน ในรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา และฟิลิปปินส์

ในระดับโลก “สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ต่างถิ่น” คือปัญหาสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม จากรายงาน “Report on Invasive Alien Species” (พ.ศ. 2566) ขององค์การสหประชาชาติ ระบุว่า นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ในหลายพื้นที่ทั่วโลกเกิดความโกลาหลด้านสิ่งแวดล้อมจากการรุกรานของพืชและสัตว์ต่างถิ่น

จากการศึกษาประมวลผลกระทบทั่วโลกของพืชและสัตว์ต่างถิ่นประเภทรุกราน จำนวน 3,500 ชนิด ในระยะเวลา 4 ปี ประเมินว่าเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจ 15.6 ล้านล้านบาทต่อปี และการรุกรานนี้ยังเป็นสาเหตุหลักของการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์พื้นถิ่นถึง 60% และความรุนแรงจะยกระดับเพิ่มขึ้น 4 เท่าในทุก ๆ รอบ 10 ปี

เส้นทางของปลาหมอคางดำในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทย ข้อมูลของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ระบุ เมื่อปี 2549 คณะกรรมการด้านความหลากหลายและความปลอดภัยทางชีวภาพของกรมประมง (IBC) มีมติอนุญาตให้บริษัทเอกชนนำเข้าปลาหมอคางดำจากสาธารณรัฐกานา ทวีปแอฟริกา เพื่อนำมาปรับปรุงสายพันธุ์ปลานิลแบบมีเงื่อนไข

ต่อมาปี 2553 มีการนำเข้าปลาหมอคางดำจำนวน 2,000 ตัว มาเพาะเลี้ยงในศูนย์ทดลอง ในพื้นที่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม 

และในวันนี้ ปลาหมอคางดำ  ได้กลายเป็น เอเลี่ยนสปีชีส์ หรือ สิ่งมีชีวิตต่างถิ่นที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วและทำลายสัตว์น้ำประจำถิ่น สร้างปัญหาในกว่า 13 จังหวัดของไทย

รายงานการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำพบครั้งแรก ในปี 2555 เกษตรกรในพื้นที่ ต.ยี่สาร ต.แพรกหนามแดง และ ต.คลองโคลน จ.สุมทรสงคราม ได้พบการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

จากนั้นพบแพร่ระบาดไปยังแม่น้ำประแสร์ จ.ระยอง และในเขตภาคใต้คือ จ.เพชรบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์  และ จ.ชุมพร  ส่งผลกระทบต่อการอยู่อาศัยของสัตว์น้ำพื้นถิ่นและระบบนิเวศแหล่งน้ำ

ล่าสุด พบการระบาดของปลาหมอคางดำไกลไปถึงพื้นที่ จ.สงขลา บริเวณคลองแดน อ.ระโนด ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่า เริ่มเจอครั้งแรกเมื่อราว ๆ 2 ปีก่อน แต่เรียกกันว่าปลานิลแก้มดำ ในช่วงปีที่พบมาก ๆ แต่ละวันจะจับได้ คนละ 20-30 กิโลกรัม

ปลานักกินที่นำมาซึ่งหายนะ

ลาหมอคางดำเป็นนักกิน ที่กินทั้งพืช สัตว์ และแพงก์ตอน ลูกปลา ลูกหอยสองฝา รวมถึงซากของสิ่งมีชีวิต  ที่สำคัญยังมีลำไส้ที่ยาวกว่าลำตัวถึง 4 เท่า และยังมีระบบย่อยอาหารที่ดี ทำให้มีความต้องการอาหารตลอดเวลา บวกกับนิสัยที่ค่อนข้างดุร้าย การมีอยู่ของปลาหมอคางดำจึงส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ร่วมลำน้ำ

ลักษณะของปลาหมอคางดำ คือ ทนต่อความเค็มได้สูง จึงพบได้ทั้งในน้ำจืด บริเวณปากแม่น้ำที่เป็นน้ำกร่อย ป่าชายเลน และในทะเล

ขนาดตัวโตเต็มวัย ลําตัวยาวถึง 8 นิ้ว เพศผู้จะมีสีดําบริเวณหัวและบริเวณแผ่นปิดเหงือก มากกว่าเพศเมีย สามารถผสมพันธุ์ทุก ๆ 22 วัน วางไข่ได้ทั้งปี

แม่ปลา 1 ตัว สามารถให้ไข่ได้ประมาณ 150 – 300 ฟอง การฟักไข่และดูแลตัวอ่อนจะอยู่ในปากปลาเพศผู โดยไข่จะใช้เวลาฟักประมาณ 4 – 6 วัน และพ่อปลาจะดูแลลูกปลา โดยการอมไว้ในปากนาน ประมาณ 2-3 สัปดาห์

ปลาหมอคางดำ กลายเป็นภัยคุกคามสัตว์น้ำพื้นถิ่น ทำให้ความหลากหลายของสัตว์น้ำวัยอ่อนลดลง อีกทั้งยังขาดขาดผู้ล่าในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งนั่นส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในภาพรวม

ปัจจุบัน ในหลายพื้นที่แม้จะมีปลาหมอคางดำจะมีจำนวนมากในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่คนไม่นิยมนำไปรับประทาน เพราะเนื้อบาง ก้างเยอะและกินไม่อร่อย จึงมักขายไม่ได้ราคา

 

 
</detail><keywords>ปลา, ปลาหมอคางดํา, สัตว์น้ำ, ระบบนิเวศทางน้ำ, เกษตรกร, แม่น้ำ, ป่าชายเลน, น้ำจืด</keywords><date>2024-07-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5075</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1721185170.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="313"><Nid>5072</Nid><title>ขนมปังขึ้นรานิดเดียว ถ้าเราฉีกส่วนที่ขึ้นราออก จะกินต่อได้หรือไม่ ?</title><source>https://www.dss.go.th/index.php/knowledge-drdss/2964-dr-dss03</source><detail>ขนมปังที่เราซื้อมารับประทาน หากเก็บไว้เป็นเวลานาน เราจะพบจุดสีดำบนแผ่นขนมปัง และมีเส้นใยสีขาวฟูๆ รอบๆ เป็นที่ทราบกันดีว่าจุดสีดำนั้นคือ “ เชื้อรา ”
.
โดยปกติแล้ว เชื้อราสามารถอยู่ได้โดยการย่อยสลายและดูดซึมสารอาหารจากแหล่งที่มันไปอาศัยอยู่ เช่น บนขนมปัง แต่อย่างไรก็ตามเราไม่สามารถระบุสายพันธุ์ของเชื้อราได้โดยการดูจากสีของมันเพียงอย่างเดียว เนื่องจากสีของมันสามารถเปลี่ยนไปได้ตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ช่วงชีวิตที่เปลี่ยนไปของเชื้อราสามารถทำให้สีของตัวมันเปลี่ยนได้อีกด้วย สายพันธุ์ของเชื้อราที่มักจะขึ้นบนขนมปัง ได้แก่ Aspergillus, Penicillium, Fusarium, Mucor และ Rhizopus ขณะที่เชื้อราบางสายพันธุ์สามารถบริโภคได้ อาทิ สายพันธุ์ที่ใช้ผลิต Blue Cheese
.
USDA (United States Department of Agriculture: หน่วยงานรับรองด้านอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคของสหรัฐอเมริกา) แนะนำว่า ควรทิ้งขนมปังเมื่อพบเห็นเชื้อรา แม้ว่าเราจะเห็นเพียงจุดเล็ก ๆ ของเชื้อราบนแผ่นขนมปัง แต่เส้นใยพวกนั้นจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปตามรูของขนมปัง
.
นอกจากนี้เชื้อราบางชนิดยังสามารถผลิตสารที่เป็นพิษ ที่เรียกว่า mycotoxins ซึ่งพิษนี้อาจจะกระจายไปทั่วทุกส่วนของขนมปังแล้วก็เป็นได้ ถ้าเราได้รับ mycotoxins ในปริมาณมาก จะส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ โดยจะไปรบกวนการทำงานของเชื้อประจำถิ่น (Normal flora) ในร่างกายให้ไม่สามารถทำงานได้ นอกจากนี้ mycotoxins สามารถออกฤทธิ์ในสัตว์ได้อีกด้วย ดังนั้นจึงไม่ควรนำขนมปังขึ้นราไปให้สัตว์กินเด็ดขาด
.
เราสามารถหลีกเลี่ยงการกินเชื้อราบนขนมปังได้โดย
1. ดูวันหมดอายุ บรรจุภัณฑ์เรียบร้อย ไม่มีรอยฉีกขาด
2. สังเกตุขนมปังอย่างรอบคอบก่อนทานว่าไม่มีเชื้อรา
3. หากรับประทานไม่หมด ควรปิดถุงให้สนิท เก็บในที่ไม่โดนแสงแดดหรือในกล่องพลาสติก เลี่ยงเก็บในที่มีความชื้นสูง เก็บขนมปังตามที่ระบุวันหมดอายุไว้ที่ข้างบรรจุภัณฑ์
.
สำหรับเพื่อนๆ คนใดที่ชอบทานขนมปัง การเก็บขนมปังนั้น ต้องคำนึงถึงอุณหภูมิห้อง ในที่แห้งไม่โดนแสง เช่น ในลิ้นชักหรือกล่องเก็บขนมปังเพราะแสงแดดทำให้ขนมปังแห้ง ขณะที่ความชื้น ก็จะทำให้ขนมปังเกิดรา และอายุของขนมปังขึ้นอยู่กับประเภทของขนมปัง ขนมปังที่ใส่สารกันบูด จะเก็บได้ประมาณ 10 วัน ถ้าซื้อที่ร้านเบเกอรี่ที่อบเอง จะเก็บได้ 2-3 วัน แต่ขนมปังที่มีปริมาณไขมันมาก อย่าง บริโอช หรือขนมปังลูกเกด จะเก็บได้ 3-4 วัน เพราะไขมันจะช่วยเก็บความชุ่มชื้นเอา สำหรับเคล็บลับง่ายๆ ในการยืดอายุขนมปัง ให้อยู่ได้นานขึ้นและกลับมานุ่มน่าทานเหมือนเดิม ตามนี้เลยครับ
.
1. เก็บขนมปังใส่ถุงและปิดปากถุงให้สนิท ช่วยให้เก็บได้นานขึ้น: การเก็บขนมปังใส่ถุงก็มีหลายลักษณะให้ได้เลือกนำไปใช้ ได้เเก่ (1) เก็บใส่ถุงโดยมัดหนังยางเพื่อป้องกันการเลอะเทอะของอาหาร (2) เก็บใส่ถุงที่มีซิปล็อค และ (3) เก็บใส่ถุงโดยใช้น้ำอุ่นไล่อากาศ
2. นำขนมปังใส่ถุงซิปล็อค และแช่ช่องฟรีซ ทำให้ขนมปังเก็บได้นานถึง1-2เดือน (คุณภาพขนมปังจะลดลงตามเวลา)
3. ไม่ควรเปิดถุงทิ้งไว้ เพราะฝุ่น เชื้อรา และแบคทีเรียอาจเข้าไปในถุงได้
4. ไม่ควรวางขนมปังตากลมหรือตากแดด เพราะจะทำให้ขนมปังแห้งและแข็งเร็วขึ้น
5. ไม่ควรวางขนมปังใกล้สารเคมี เพราะจะทำให้ขนมปังดูดซับกลิ่นสารเคมีเข้าไป
6. พรมน้ำเล็กน้อยช่วยให้ขนมปังหายแห้งและแข็ง: เราสามารถทำให้ขนมปังที่แห้งและแข็งนั้นนุ่มลงได้โดยการพรมน้ำและนำไปเข้าไมโครเวฟ 5-10 วินาที เพียงเท่านี้ขนมปังก็จะนิ่มขึ้น
</detail><keywords>ขนมปัง, เชื้อรา, สารอาหาร, สารพิษ, อาหาร</keywords><date>2024-07-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5072</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1720681161.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="314"><Nid>5071</Nid><title>ทำไมแมวถึงมีพฤติกรรมนวด</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/44818</source><detail>การนวด (Kneading) ของเจ้าเหมียว คือการที่แมวใช้อุ้งเท้าของขาหน้าเหยียดออก และกดลงบนสิ่งของต่าง ๆ เช่น หมอน ผ้าห่ม โซฟา รวมถึงร่างกายของแมว และของมนุษย์ มีลักษณะย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ เป็นจังหวะ อีกทั้งยังมีการหุบและกางออกของกรงเล็บอีกด้วย ทาสแมวบางคนเรียกพฤติกรรมการนวดของแมวว่า “การทำบิสกิต” (Making Biscuits) เพราะท่าทางการนวด คล้ายกับท่าทางการนวดแป้งขนมปังของมนุษย์

จากการศึกษาของสัตวแพทย์และนักพฤติกรรมสัตว์พบว่า แมวนั้นมีพฤติกรรมการนวดตั้งแต่ยังเป็นลูกแมวที่ดูดนมจากแม่ โดยพบว่าการนวดของลูกแมวกระตุ้นการทำงานของฮอร์โมนออกซิโตซิน (Oxytocin) ที่สร้างจากต่อมใต้สมอง และเกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำนม ขณะเดียวกันฮอร์โมนนี้ยังเกี่ยวข้องกับการเกิดความผูกพันในแม่แมวและลูกแมว อีกทั้งบริเวณเต้านมมีต่อมขนาดเล็ก เมื่อถูกกระตุ้นด้วยการสัมผัสจากลูกแมว จะปลดปล่อยฟีโรโมน (Pheromone) ที่ทำให้ลูกแมวรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และผูกพันกับแม่มากขึ้น

พฤติกรรมการนวดของแมวอาจเกี่ยวข้องกับการสื่อสารด้วยกลิ่น เนื่องจากบริเวณอุ้งเท้าของแมวเต็มไปด้วยเส้นประสาทที่ไวต่อการรับความรู้สึกต่าง ๆ จึงเป็นส่วนที่บอบบาง และอ่อนไหว การนวดของแมวอาจเป็นการสื่อถึงความรัก ความไว้วางใจ ความพึงพอใจ ทำให้เจ้าแมวแสดงพฤติกรรมการนวดออกมาเวลางีบหลับในที่นอน หมอน ผ้าห่มเนื้อนุ่มสบาย รวมถึงเวลาที่ลูบไปตามลำตัว หรือเกาคางซึ่งทำให้แมวรู้สึกผ่อนคลาย การนวดยังทำให้ต่อมกลิ่นที่เท้าแมวเกิดการปล่อยกลิ่นเฉพาะตัว กลิ่นของแมวจะติดอยู่บนของสิ่งนั้น เพื่อสื่อสารกับแมวตัวอื่นว่า “นี่คือของของฉัน” และ “นี่คืออาณาเขตของฉัน” อีกด้วย

นอกจากสิ่งที่กล่าวมาในข้างต้น นักพฤติกรรมสัตว์ยังพบว่าทั้งแมวและเสือซึ่งเป็นสัตว์ที่อยู่ในวงศ์ Felidae ยังมีพฤติกรรม “เตรียมที่นอน” หรือการแสดงพฤติกรรมนวดพื้นที่ที่ใช้นอนหลับ เช่น นวดลงบนหญ้า บนผ้า เป็นต้น ทั้งนี้ยังพบว่าการนวดเกี่ยวข้องกับการยืดเส้นเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และการแสดงความพร้อมเข้าสู่ช่วงผสมพันธุ์อีกด้วย บางทฤษฎีอธิบายว่าแมวที่ถูกแยกจากแม่ หรือหย่านมเร็วเกินไป จะมีพฤติกรรมการนวด เนื่องจากโหยหาความรักจากแม่ แต่จากผลการศึกษากลับพบว่าไม่ว่าจะถูกแยกจากแม่ช้าหรือเร็ว แมวก็ยังคงมีพฤติกรรมการนวดอยู่ แต่อาจไม่แสดงออกให้เราเห็นเท่านั้นเอง
</detail><keywords>นวด, แมว, สัตวแพทย์, ฮอร์โมนออกซิโตซิน, ฟีโรโมน</keywords><date>2024-07-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5071</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1720680079.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="315"><Nid>5070</Nid><title>พบ น้ำค้างแข็ง บริเวณภูเขาไฟบนดาวอังคารเป็นครั้งแรก!</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/55024</source><detail>นักดาราศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) ประเทศสหรัฐฯ ตรวจพบ น้ำค้างแข็ง (Water frost) ที่มีความหนา 0.01 มิลลิเมตร บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรของดาวอังคารเป็นครั้งแรก มีปริมาณน้ำรวมกันมากถึง 111 ล้านลิตร แพร่กระจายอยู่ในพื้นที่ธาร์ซิส (Tharsis) ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยจักรวาล

 

วันที่ 21 มิ.ย. 2567 สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) รายงานว่า Adomas Valantinas นักดาราศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) ประเทศสหรัฐฯ ตรวจพบ น้ำค้างแข็ง (Water frost) ที่มีความหนา 0.01 มิลลิเมตร บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรของดาวอังคารเป็นครั้งแรก ตรวจพบโดยยานสำรวจขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ได้แก่ ยาน ExoMars Trace Gas Orbiter (TGO) และยาน Mars Express ซึ่งน้ำค้างแข็งดังกล่าวมีปริมาณน้ำรวมกันมากถึง 111 ล้านลิตร แพร่กระจายอยู่ในพื้นที่ธาร์ซิส (Tharsis) ซึ่งเป็นหย่อมพื้นที่ภูเขาไฟกว้างใหญ่ที่สุดบนดาวอังคาร โดยบริเวณดังกล่าวไม่เคยมีการตรวจพบน้ำค้างแข็งมาก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับแสงอาทิตย์ค่อนข้างมาก รวมถึงชั้นบรรยากาศเบาบางของดาวอังคาร ทำให้อุณหภูมิบริเวณนี้ค่อนข้างสูงกว่าพื้นที่อื่น และนอกจากนั้นการที่ยานอวกาศจะสังเกตการณ์ให้เห็นแถบน้ำค้างแข็งเหล่านี้ได้ ยานจะต้องโคจรผ่านพื้นที่ในช่วงรุ่งเช้าบนดาวอังคารเท่านั้น ซึ่งมีเพียงยานอวกาศของ ESA เพียง 2 ลำ ได้แก่ Mars Express และ TGO ขณะที่ยานสำรวจขององค์การอวกาศแห่งอื่นมีวงโคจรรอบดาวอังคารที่สอดคล้องกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ จึงสามารถสังเกตพื้นที่นี้ได้ในช่วงบ่ายเท่านั้น ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวน้ำค้างแข็งก็จะระเหิดไปจนหมดแล้ว  

การพบน้ำค้างแข็งครั้งนี้ นักดาราศาสตร์ได้อธิบายว่า ภูเขาไฟบริเวณพื้นที่ธาร์ซิส มีปากปล่องบนยอดเขาที่ยุบลึกลงไป เกิดจากช่องหินหนืด (magma chamber) ระหว่างการปะทุ ทีมนักวิจัยคาดว่าลักษณะการหมุนวนของอากาศที่แปลกประหลาดเหนือพื้นที่ธาร์ซิส คือเมื่อกระแสลมพัดขึ้นมาตามเนินลาดของภูเขาไฟ ได้นำอากาศชื้นจากพื้นด้านล่างมายังพื้นที่ที่สูงกว่า แล้วไอน้ำในอากาศได้ควบแน่นกลายเป็นน้ำค้างแข็งตามยอดเขา  โดยงานวิจัยครั้งนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิจัย Nature Geoscience เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2567



มุมมอง น้ำค้างแข็งบนพื้นปล่องภูเขาไฟ Ceraunius Tholus ภาพจาก ESA, DLR, FU Berlin
</detail><keywords>น้ำค้างแข็ง, น้ำค้าง, ภูเขาไฟ, ดาวอังคาร, ระบบสุริยจักรวาล, ดาราศาสตร์</keywords><date>2024-07-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5070</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1720679849.png</img_link><category>ดาราศาสตร์</category></row>
<row _id="316"><Nid>5069</Nid><title>ระวัง สารอะฟลาทอกซิน สารก่อมะเร็งในพริกป่น</title><source>https://www.dss.go.th/index.php/knowledge-drdss/2942-dr-dss01</source><detail>พริก เป็นพืชคู่ครัวไทยมานาน ใช้เป็นเครื่องปรุงรสที่เติมให้อาหารมีรสเผ็ดร้อน พริกป่นผลิตขึ้นเพื่อใช้ปรุงอาหารและเพื่อเก็บไว้ใช้นานขึ้น ปัจจุบันเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภค เราจึงมักเห็นพริกป่น สำเร็จแบ่งบรรจุใส่ถุงวางขาย ทั้งในตลาดสด ซุปเปอร์มาร์เกต ร้านค้าปลีก ค้าส่งทั่วไป โดยพริกป่นที่เก็บไว้นานๆ อาจมีสารก่อมะเร็งเกิดขึ้น ต้องระมัดระวังในการเลือกใช้

ประเทศไทยมีสภาพอากาศที่ร้อนชื้น อาจทำให้อาหารและวัตถุดิบหลายชนิด เช่น อาหารจำพวกแป้ง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง ข้าว ข้าวโพด ถั่วลิสง กระเทียม พริกแห้ง พริกป่น กุ้งแห้ง สมุนไพร เป็นต้น สามารถขึ้นราได้ ซึ่งได้แก่ เชื้อราแอสเพอร์จิลัส ฟลาวัส และแอสเพอร์จิลัส พาราซิติคัส ที่มีสีเขียวหรือสีเขียวแกมเหลือง จะสร้าง “สารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin)” ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในตับชนิดร้ายแรง เมื่อเราได้รับสารพิษแอฟลาทอกซินเข้าสู่ร่างกายในจำนวนน้อย แต่ได้รับเป็นประจำ จะเกิดการสะสม จนทําให้มีอาการชัก หายใจลำบาก ตับถูกทําลาย หัวใจและสมองบวม ที่สำคัญยังเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งตับ สารพิษชนิดนี้ทนความร้อนได้ถึง 260 องศาเซลเซียส ทำให้การปรุงอาหารไม่สามารถทำลายพิษได้ กระทรวงสาธารณสุขได้ออกประกาศกำหนดให้สารนี้ปนเปื้อนอาหารได้ไม่เกิน 20 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมอาหาร เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศไทย
.
การจะทำให้ได้พริกป่นที่สะอาดและปลอดภัยนั้น ผู้ผลิต ผู้ขาย จะต้อง ใส่ใจกรรมวิธีการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบพริกสดที่ต้องสดใหม่ไม่เน่าเสีย ไม่ขึ้นรา และล้างให้สะอาดก่อนนำมาแปรรูป การตากหรืออบแห้ง ต้องตากพริก ให้แห้งสนิท สถานที่ตากต้องสะอาด ถูกสุขลักษณะและไม่ตากบนพื้นดิน การคั่วให้พริกหอม และการตำหรือการป่น ก็ต้องใช้อุปกรณ์ ภาชนะและ ทำในสถานที่ที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ มีการป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมปะปน และขั้นสุดท้ายสถานที่บรรจุและเก็บพริกป่น จะต้องถูกสุขลักษณะ ไม่อับชื้นและมีอากาศถ่ายเทสะดวกด้วย
.
วิธีหลีกเลี่ยงสารอะฟลาทอกซินจากพริกป่น
1. เลือกรับประทานพริกป่นใหม่ที่มีลักษณะร่วน หากมีการกระจุกตัวอยู่เป็นก้อนและมีเส้นใยสีขาว แสดงว่า เก็บไว้นานจนมีการขึ้นราก็ไม่ควรบริโภค
.
2. เลือกซื้อพริกป่น ที่ฉลากมีเครื่องหมาย อย. และสังเกตวันเดือนปีที่ผลิตหรือที่หมดอายุ

3. ไม่ซื้อพริกป่นที่อยู่ในถุง ที่มีสีคล้ำ ดำ มีราขึ้น หรือมีลักษณะจับตัวเป็นก้อน เพราะลักษณะข้างต้นแสดงว่าพริกป่นมีเชื้อราปนเปื้อน และเป็นไปได้ว่าจะมีสารพิษที่ชื่อ แอฟลาทอกซิน ปนเปื้อนอยู่ด้วย
.
4. ถ้าเป็นไปได้ควรซื้อพริกแห้งมาคั่วป่นเองในปริมาณที่พอเหมาะกับการบริโภค
.
5. เก็บพริกป่นแห้งคั่วในที่แห้งและเย็น
</detail><keywords>พริก, อาหาร, รสเผ็ด, พริกป่น, ผู้บริโภค, โรคมะเร็ง</keywords><date>2024-07-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5069</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1720679685.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="317"><Nid>5068</Nid><title>หมดอายุหรือบริโภคก่อน ต่างกันอย่างไร?</title><source>https://www.dss.go.th/index.php/knowledge-drdss/2953-dr-dss02</source><detail>“หมดอายุ” ตัวย่อ EXP ย่อมาจาก Expire หมายถึง วันที่อาหารนั้นหมดอายุ หลังจากวันนั้นแล้วอาหารจะเน่าเสีย หรือบูด ห้ามรับประทาน ควรนำไปทิ้ง

“ควรบริโภคก่อน” ตัวย่อ BBE ย่อมาจาก Best Before หมายถึง อาหารจะมีรสชาติดี ยังคงคุณค่าทางอาหารครบถ้วนตามที่ระบุไว้บนฉลากอาหารจนถึงวันนั้น หลังจากวันนั้นไปรสชาติ คุณภาพและคุณค่าทางอาหารจะลดลง เช่น ความสด กลิ่นหอมอาจลดลง ไม่กรอบเหมือนเดิม แต่จะไม่มีปัญหาในเชิงความปลอดภัย จึงยังสามารถบริโภคได้โดยไม่มีอันตราย แต่อาจไม่ได้ประโยชน์จากอาหารนั้นตามที่ระบุไว้บนฉลากอาหารก็ได้ และจะกำหนดวันล่วงหน้าไว้ระยะหนึ่งก่อนที่อาหารนั้นจะหมดอายุหรือเสีย

แต่ทั้งนี้ก่อนรับประทานอาหารเพื่อนๆ ควรสังเกตคือ รูปลักษณ์ของอาหาร เช่น สี กลิ่น รส เนื้อสัมผัส หากเปลี่ยนไปแต่ยังไม่ถึงวันหมดอายุที่กำหนด ก็ไม่ควรรับประทานเพราะอาจเกิดจากความผิดพลาดในกระบวนการขนส่ง หรือการเก็บรักษาก็ได้
</detail><keywords>วันผลิต, หมดอายุ, บริโภค, EXP, BBE, อาหาร, ขนม, ฉลากอาหาร</keywords><date>2024-07-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5068</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1720509449.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="318"><Nid>5055</Nid><title>เล็ก แต่ ร้าย !! แมลงก้นกระดก ภัยใกล้ตัวหน้าฝน</title><source>https://www.thaihealth.or.th/เล็ก-แต่-ร้าย-แมลงก้นกระ/</source><detail>แมลงก้นกระดก (Rove beetles) หรือที่เรียกกันว่า ด้วงก้นกระดก ด้วงก้นงอน หรือ ด้วงปีกสั้น เป็นแมลงขนาดเล็ก มีความยาวประมาณ 7-8 มิลลิเมตร ลำตัวมีสีดำสลับส้มเป็นปล้องๆ จุดเด่นของแมลงชนิดนี้คือเมื่อเกาะแล้วจะมีลักษณะเหมือนก้นกระดกขึ้นมา มักพบในช่วงฤดูฝน โดยเข้ามาตอมหลอดไฟในบ้านและร่วงหล่นตามพื้น

สาเหตุของโรค

                    เกิดจาก แมลงก้นกระดก ปล่อยพิษที่มีชื่อว่า พิเดอริน (Pederin) ซึ่งมีลักษณะเป็นกรดที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการแสบร้อนเป็นรอยไหม้หลังจากสัมผัสพิษประมาณ 8-12 ชั่วโมง โดยส่วนมากมักเกิดจากการสัมผัส ปัด หรือบี้ตัวแมลง จนทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง



อาการของโรค

                    สำหรับผู้ป่วยที่โดนกรดจากแมลงก้นกระดก จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อน พบรอยไหม้ และตุ่มน้ำเป็นเป็นผื่น ที่มีลักษณะคล้ายเป็นเริมหรืองูสวัด แต่จะพบเป็นรอยยาว ไม่เป็นกระจุก มักพบรอยบริเวณนอกเสื้อผ้า ในบางคนที่แพ้พิษอาจมีอาการรุนแรง เช่น พุพอง คลื่นไส้อาเจียน หรือเริ่มมีไข้ แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

วิธีการรักษา

                    สำหรับการรักษา เบื้องต้นเมื่อโดนพิษจากแมลงก้นกระดก ให้รีบล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด หรือใช้น้ำเกลือสำหรับล้างแผลล้างทันที แต่หากเกิดตุ่มน้ำและรอยแดงขึ้นแล้วสามารถทายาเพื่อรักษารอยแดงซึ่งจะหายไปเองประมาณ 2-3 วัน แต่หากมีอาการรุนแรงเนื่องจากแพ้พิษให้รีบพบแพทย์ แพทย์จะใช้ยาประเภทสเตียรอยด์ในการรักษา ส่วนรอยดำที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ จางและหายไปเอง ไม่เป็นแผลเป็น

วิธีป้องกัน

                    เราสามารถป้องกันแมลงก้นกระดกด้วยการปิดหน้าต่างและประตูให้สนิท เนื่องจากแมลงประเภทนี้ชอบเข้ามาเล่นแสงไฟในเวลากลางคืน และตรวจเช็คบริเวณที่นอนเสมอว่าไม่มีแมลงอยู่ ที่สำคัญหากพบแมลงก้นกระดกห้ามสัมผัสโดยการปัด หรือบดขยี้ ควรใช้วิธีเป่า หรือสะบัดออก
</detail><keywords>แมลงก้นกระดก, ฝน, แมลง, ก้นกระดก, ฤดูฝน, พิเดอริน, พิษ</keywords><date>2024-07-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5055</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719974584.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="319"><Nid>5054</Nid><title>ปรากฏการณ์ลานีญา</title><source>https://www.tmd.go.th/info/ปรากฏการณลานญา</source><detail>ความหมายของลานีญา

ลานีญา มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันหลายชื่อ เช่น น้องของเอลนีโญ (El Niño’s sister) สภาวะตรงข้ามเอลนีโญ (anti–El Niño หรือ the opposite of El Niño) สภาวะที่ไม่ใช่เอลนีโญ (non El Niño) และฤดูกาลที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเย็น (season with cold SSTs) เป็นต้น (Glantz, 2001) แต่ทั้งหมดไม่ว่าชื่อใดจะมีความหมายเดียวกัน คือ ปรากฏการณ์ที่กลับกันกับเอลนีโญ กล่าวคือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรมีค่าต่ำกว่าปกติ เนื่องจากลมค้าตะวันออกเฉียงใต้มีกำลังแรงมากกว่าปกติ จึงพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้บริเวณดังกล่าวซึ่งเดิมมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำทะเลสูงกว่าทางตะวันออกอยู่แล้วยิ่งมีอุณหภูมิและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก ปรากฏการณ์ลานีญาเกิดขึ้นได้ทุก 2 – 3 ปี และปกติจะเกิดขึ้นนานประมาณ 9 – 12 เดือน แต่บางครั้งอาจปรากฏอยู่ได้นานถึง 2 ปี

การเกิดลานีญา

ปกติลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนหรือแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรจะพัดพาน้ำอุ่นจากทางตะวันออกของมหาสมุทรไปสะสมอยู่ทางตะวันตก ซึ่งทำให้มีการก่อตัวของเมฆและฝนบริเวณด้านตะวันตกของแปซิฟิกเขตร้อน ส่วนแปซิฟิกตะวันออกหรือบริเวณชายฝั่งประเทศเอกวาดอร์และเปรูมีการไหลขึ้นของน้ำเย็นระดับล่างขึ้นไปยังผิวน้ำซึ่งทำให้บริเวณดังกล่าวแห้งแล้ง สถานการณ์เช่นนี้เป็นลักษณะปกติเราจึงเรียกว่าสภาวะปกติหรือสภาวะที่ไม่ใช่เอลนีโญ (รูปที่ 1) แต่มีบ่อยครั้งที่สถานการณ์เช่นนี้ถูกมองว่าเป็นได้ทั้งสภาวะปกติและลานีญา อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณารูปแบบของสภาวะลานีญา (รูปที่ 2) จะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์ลานีญามีความ

 





แตกต่างจากสภาวะปกติ (Glantz, 2001) นั่นคือ ลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมเหนือมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนมีกำลังแรงมากกว่าปกติและพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ทำให้บริเวณแปซิฟิกตะวันตก รวมทั้งบริเวณตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชีย ซึ่งเดิมมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าทางตะวันออกอยู่แล้วยิ่งมีอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีก อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่สูงขึ้นส่งผลให้อากาศเหนือบริเวณดังกล่าวมีการลอยตัวขึ้นและกลั่นตัวเป็นเมฆและฝน ส่วนแปซิฟิกตะวันออกนอกฝั่งประเทศเปรูและเอกวาดอร์นั้นขบวนการไหลขึ้นของน้ำเย็นระดับล่างไปสู่ผิวน้ำ (upwelling) จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องและรุนแรง อุณหภูมิที่ผิวน้ำทะเลจึงลดลงต่ำกว่าปกติ

ผลกระทบของลานีญาต่อปริมาณฝนและอุณหภูมิในประเทศไทย

จากการศึกษาสภาวะฝนและอุณหภูมิของประเทศไทยในปีเอลนีโญ โดยใช้วิธีวิเคราะห์ค่า composite percentile ของปริมาณฝน และ composite standardized ของอุณหภูมิในปีเอลนีโญ จากข้อมูลปริมาณฝนและอุณหภูมิรายเดือน ในช่วงเวลา 50 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 ถึง 2543 พบว่า ในปีลานีญาปริมาณฝนของประเทศไทยส่วนใหญ่สูงกว่าปกติ โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝนเป็นระยะที่ลานีญามีผลกระทบต่อสภาวะฝนของประเทศไทยชัดเจนกว่าช่วงอื่น และพบว่าในช่วงกลางและปลายฤดูฝนลานีญามีผลกระทบต่อสภาวะฝนของประเทศไทยไม่ชัดเจน สำหรับอุณหภูมิปรากฏว่าลานีญามีผลกระทบต่ออุณหภูมิในประเทศไทยชัดเจนกว่าฝน โดยทุกภาคของประเทศไทยมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติทุกฤดู และพบว่าลานีญาที่มีขนาดปานกลางถึงรุนแรงส่งผลให้ปริมาณฝนของประเทศไทยสูงกว่าปกติมากขึ้น ขณะที่อุณหภูมิต่ำกว่าปกติมากขึ้น
</detail><keywords>ลานีญา, ปรากฏการณ์, อุณหภูมิ, ระดับน้ำทะเล, ฝน</keywords><date>2024-07-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5054</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719974275.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="320"><Nid>5053</Nid><title>หน่วยวัดความเผ็ด</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/54452</source><detail>หน่วยวัดความเผ็ด (Scoville Heat Unit หรือ SHU) ใช้ระบุระดับความเผ็ดของพริก ถูกคิดขึ้นในปี ค.ศ. 1912 โดย วิลเบอร์ สโกวิลล์ (Wilber Scoville) นักเคมีชาวอเมริกัน โดยในช่วงแรกการวัดความเผ็ดทำได้โดยการสกัดสารให้ความเผ็ดในพริกที่ชื่อว่า แคปไซซิน (Capsaisin) โดยใช้แอลกอฮอล์ แล้วนำมาเจือจางด้วยน้ำ จากนั้นนำมาให้ผู้ร่วมทดลองชิม แล้วค่อย ๆ เจือจางลงเรื่อย ๆ จนกว่าผู้ทดลองจำนวน 3 ใน 5 คน ไม่สามารถรับรู้ความเผ็ดได้ โดยพริกที่เผ็ดมากจะต้องทำการเจือจางหลายครั้งมากกว่าพริกที่เผ็ดน้อย

ปัจจุบันการวัดความเผ็ดจะใช้การวัดความเข้มข้นของสารแคปไซซิน โดยใช้เครื่องแยกและวิเคราะห์สารประกอบในสภาวะของเหลวประสิทธิภาพสูง (High Performance Liquid Chromatography หรือ HPLC) ซึ่งมีความแม่นยำ และมีมาตรฐานน่าเชื่อถือมากกว่าประสาทสัมผัสของมนุษย์ ทั้งนี้สารแคปไซซิน 1 ppm (Parts per Million หรือส่วนต่อล้าน) มีค่าเท่ากับ 16 SHU ทั้งนี้ความเผ็ดของพริกขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ สถานที่ปลูก ฤดูกาล รวมไปถึงการได้รับน้ำ แสงแดด และแร่ธาตุของต้นพริก

โรงงานผลิตอาหารที่มีรสเผ็ด ได้แก่ น้ำพริก ซอส เครื่องปรุงรสที่มีส่วนผสมของพริก รวมไปถึงผู้ผลิตพริกแห้ง พริกสด และสารสกัดจากพริกที่ส่งออกไปยังต่างประเทศ จำเป็นจะต้องวัดระดับความเผ็ดของผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าว เนื่องจากผู้บริโภคในหลายประเทศไม่สามารถรับรสเผ็ดในปริมาณมาก ๆ ได้ จึงต้องมีการวัด และแจ้งระดับดับความเผ็ดบนฉลากของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่มีระดับความเผ็ดตามความพึงพอใจของตนเอง
</detail><keywords>ความเผ็ด, SHU, วิลเบอร์, นักเคมี, แคปไซซิน, พริก</keywords><date>2024-07-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5053</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719974027.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="321"><Nid>5052</Nid><title>อิฐอวกาศ จากของเล่นเด็กสู่เทคโนโลยีอวกาศ</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/55010</source><detail>การคิดค้นและพัฒนา “อิฐอวกาศ” โดยทีมวิจัยองค์กรอวกาศของยุโรปหรือ ESA ที่เผยให้เห็นรูปร่างหน้าตาของอิฐนี้ที่มีความคล้ายคลึงกับบล็อก เลโก้ บ่งบอกถึงแรงบันดาลใจจากชุดต่อเลโก้นั่นเอง โดย ESA ต้องคิดค้นหาแนวทางออกแบบงานโครงสร้างต่าง ๆ บนดวงจันทร์ อาทิ ที่พักอาศัย แท่นปล่อยจรวด และโครงสร้างอื่น ๆ บนดวงจันทร์ แล้วเกิดข้อสงสัยว่าจะผลิตอิฐก่อสร้างจากฝุ่นอวกาศได้หรือไม่

กระบวนการคิดค้นอิฐอวกาศนี้ นักวิจัยเลือกใช้ชั้นผิวดินดวงจันทร์ซึ่งถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด ชั้นดินประกอบไปด้วยเศษหินและผงฝุ่น แต่เนื่องจากบนโลกมีตัวอย่างดินดวงจันทร์อันจำกัด นักวิจัยจึงเลือกสิ่งที่ใกล้เคียงคือ อุกกาบาตอายุ 4,500 ล้านปีที่มีอยู่แล้ว มาบดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ผสมกับพอลิแลกไทด์ที่เป็นสารพอลิเมอร์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ จากนั้นใส่เครื่องพิมพ์ 3 มิติ ฉีดส่วนผสมนี้ออกมาเป็นรูปบล็อกเลโก้</detail><keywords>อิฐ, อวกาศ, เลโก้, ดวงจันทร์, เศษหิน, ผงฝุ่น, อุกกาบาตพอลิแลกไทด์, พอลิเมอร์</keywords><date>2024-07-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5052</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719973766.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="322"><Nid>5050</Nid><title>9 สายพันธุ์สุนัขที่เสี่ยงเป็นฮีทสโตรก</title><source>https://www.sanook.com/women/249669</source><detail>9 สายพันธุ์สุนัขที่เสี่ยงเป็นฮีทสโตรก
:
อากาศร้อนจัดถือเป็นศัตรูตัวร้ายทั้งมนุษย์และสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขบางสายพันธุ์เสี่ยงต่อภาวะลมแดดมากกว่าสายพันธุ์อื่น และนี่คือ 9 สายพันธุ์สุนัขที่มีความเสี่ยงจะเป็นฮีทสโตรก
:
9 สายพันธุ์สุนัขเสี่ยงเป็นฮีทสโตรก
1.สุนัขพันธุ์เชาเชา
2.สุนัขพันธุ์บูลด็อกซ์
3.สุนัขพันธุ์เฟรนช์ บูลด็อกซ์
4.สุนัขพันธุ์เฟรนช์ มาสทิฟ
5.สุนัขพันธุ์เกรย์ฮาวด์
6.สุนัขพันธุ์ คาวาเลียร์ คิง ชาลส์ สแปเนียล
7.สุนัขพันธุ์ปั๊ก
8.สุนัขพันธุ์อิงลิช สปริงเกอร์ สแปเนียล
9.สุนัขพันธุ์โกลเด้น รีทริฟเวอร์
:
นอกจากนี้ สุนัขที่มีขนเยอะก็ยิ่งเสี่ยงต่ออากาศร้อนด้วยเช่นกัน พวกมันจึงต้องการความช่วยเหลือในการระบายความร้อนมากขึ้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-06-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5050</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719918202.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="323"><Nid>5049</Nid><title>ออกกำลังกายตอนท้องว่างดีกว่าจริงไหม?</title><source>https://www.sanook.com/women/249789</source><detail>ออกกำลังกายตอนท้องว่างดีกว่าจริงไหม?
:
หลายคนออกกำลังกายตอนท้องว่าง เพราะหวังให้ร่างกายดึงเอาไขมันที่สะสมไว้เอามาใช้ วันนี้จะพามาดูกันว่าการทำแบบนี้ดีจริงไหม?
:
มีงานวิจัยยืนยันว่า การออกกำลังกายตอนท้องว่าง อาจส่งผลให้ร่างกายดึงโปรตีนมาใช้เป็นพลังงานแทน ซึ่งโปรตีนมีความสำคัญต่อการสร้างและฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย
:
นอกจากนี้ การดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานไม่ได้หมายความว่าจะลดสัดส่วนไขมันในร่างกายโดยรวมหรือเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าเสมอไป
:
แต่ก็มีข้อควรระวัง เนื่องจากร่างกายอาจดึงเอาแหล่งพลังงานสำคัญไปใช้ ทำให้คุณรู้สึกหมดแรง อีกทั้งระดับน้ำตาลในเลือดที่ต่ำอาจทำให้รู้สึกวิงเวียน คลื่นไส้ หรือตัวสั่น
:
ถึงแม้ว่ายังไม่มีงานวิจัยที่ออกมาชี้ชัดว่า ออกกำลังกายตอนท้องว่างดีกว่าหรือเปล่า แต่ข้อที่สำคัญที่สุดคือ ออกกำลังกายและกินอาหารให้เหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ จะถือว่าดีต่อสุขภาพของเรามากที่สุดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-06-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5049</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719917865.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="324"><Nid>5048</Nid><title>อนุภาคผีคืออะไร?</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cn041emk80lo</source><detail>อนุภาคผีคืออะไร?
:
นักฟิสิกส์หลายคนพยายามตามล่า "อนุภาคผี" (Ghost Particles) มาอย่างยาวนาน เพื่อพัฒนาความรู้ความเข้าใจของเราต่อธรรมชาติที่แท้จริงของเอกภพ
:
"อนุภาคผี" คืออะไร และเหตุใดจึงต้องหาวิธีใหม่ ๆ ในการตรวจจับมันด้วย?
:
ทุกสิ่งทุกอย่างบนจักรวาลนี้ประกอบขึ้นด้วยอนุภาคมูลฐานจำนวน 17 ชนิด อนุภาคที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ อิเล็กตรอน และฮิกส์ โบซอน (Higgs boson) เป็นต้น
:
แต่นั่นเป็นเพียง 5% ของจักรวาลเท่านั้น บางส่วนหรือกระทั่งจักรวาลที่เหลือทั้งหมดอาจประกอบขึ้นจาก "อนุภาคผี" หรือ "อนุภาคที่ซ่อนอยู่" ทั้งนี้ เชื่อกันว่าอนุภาคเหล่านี้เป็นฝาแฝดผีของอนุภาคมูลฐาน 17 ชนิดในแบบจำลองมาตรฐานนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-06-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5048</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719913887.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="325"><Nid>5047</Nid><title>วิธีทำให้น้ำแข็งละลายช้า แม้อากาศร้อน</title><source>https://www.sanook.com/women/225069</source><detail>วิธีทำให้น้ำแข็งละลายช้า แม้อากาศร้อน
:
เมืองไทยเป็นเมืองร้อน แน่นอนว่าน้ำแข็งจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญ ช่วยให้ชื่นใจ ดับกระหายได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยอากาศที่ร้อนก็ทำให้น้ำแข็งละลายเร็วเช่นกัน วันนี้เราจะพามาดูเคล็ดลับวิธีทำให้น้ำแข็งละลายช้า ถ้าพร้อมแล้วมาดูกันเลย
:
1. เหลือน้ำก้นกระติกไว้ - อย่ารินน้ำทิ้งจนหมด ให้เหลือไว้เล็กน้อย เพื่อรักษาความเย็นให้ภาชนะและทำให้น้ำแข็งละลายช้าลง
:
2. แผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ - นำแผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ปูรองไว้ในภาชนะที่ใส่หรือห่อน้ำแข็ง จะช่วยทำให้ละลายช้า
:
3. เลี่ยงการแช่ของร้อน
:
4. โรยเกลือ - เพียงโรยเกลือลงในน้ำแข็งที่ต้องการแช่ ด้วยคุณสมบัติของเกลือจะช่วยลดอุณหภูมิของน้ำแข็งให้นานขึ้น ใช้ในกรณีที่ต้องการแค่ความเย็น ไม่ได้นำน้ำแข็งนั้นมากิน
:
5. กล่องโฟม - เนื้อโฟมช่วยรักษาความเย็นได้ แต่ก็ได้แค่ในระดับหนึ่ง หากต้องการให้น้ำแข็งละลายช้าลงอาจลองก้นโฟมด้วยกระดาษฟอยล์ก็ได้
:
และนี่ก็เป็นเคล็ดลับที่ทำให้น้ำแข็งของเราอยู่ได้ขึ้น เพื่อน ๆ คนไหนที่กำลังเจอปัญหาแบบนี้ให้ลองนำวิธีดังกล่าวไปใช้งานดูนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-06-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5047</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719913542.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="326"><Nid>5046</Nid><title>Conglobation พฤติกรรมการขดม้วนตัว</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/44824</source><detail>“Conglobation” เป็นพฤติกรรมการขดม้วนตัวที่พบได้ในสัตว์จำพวกกิ้งกือกระสุน (millipedes), ตัวกะปิ (pill bugs), ตัวนิ่ม (armadillos) และเม่น (hedgehogs) บางชนิด เป็นพฤติกรรมที่ใช้ช่วยป้องกันตัวจากอันตรายต่างๆ เนื่องจากรยางค์ต่างๆ เช่น ขาจะถูกม้วนเก็บเข้าหาส่วนกลางตัว และปกป้องด้วยแผ่นแข็ง (tergites) บริเวณลำตัว หรือหนาม (spines) ที่อยู่บนตัวนั่นเอง แต่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็ต้องมีกล้อมเนื้อที่แข็งแรงเพื่อรักษาท่าทางการขดม้วนตัวนี้ไว้ 
</detail><keywords>conglobation, ขดม้วนตัว, กิ้งกือกระสุน, ตัวกะปิ, ตัวนิ่มเม่น, กล้อมเนื้อ</keywords><date>2024-07-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5046</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719901373.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="327"><Nid>5045</Nid><title>ดาวฤกษ์เทียม ภารกิจใหม่แห่งห้วงอวกาศ</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/55013</source><detail>องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ส่ง "ดาวฤกษ์เทียม" ขึ้นสู่วงโคจรโลกสำเร็จ โครงการนี้มีชื่อว่า "Landolt Mission" ที่ต่อยอดจากงานวิจัยของ อาร์โล แลนดอลท์ นักดาราศาสตร์ผู้ล่วงลับ ผู้บุกเบิกการจัดเก็บข้อมูลความสว่างของดาวฤกษ์ โดยดาวฤกษ์เทียมนี้ประกอบไปด้วยเลเซอร์ 8 ชิ้น โคจรรอบโลกที่ระยะทาง 35,785 กิโลเมตร แสงเลเซอร์จากดาวเทียมนี้จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนแสงดาว ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถวัดค่าความสว่างสัมบูรณ์ (absolute flux calibration) ของดาวฤกษ์ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

 



 

จุดประสงค์หลักของ Landolt Mission คือการเปรียบเทียบความสว่างของดาวฤกษ์เทียมกับดาวฤกษ์จริง โดยกำหนดอัตราการปล่อยอนุภาคแสง (photon) จากเลเซอร์เอาไว้ เสมือนการตั้งค่าความสว่างมาตรฐาน เพื่อใช้เทียบกับความสว่างของดาวฤกษ์จริง ช่วยให้การวัดความสว่างของดาวต่าง ๆ มีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์จากโครงการนี้คาดว่าจะมีประโยชน์ในการนำไปใช้หาดาวเคราะห์คล้ายโลกที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์ในอนาคต และยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ไขความลับของพลังงานมืด (Dark energy) และอัตราการขยายตัวของจักรวาลได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนาซายังไม่มีกำหนดการส่งดาวเทียม Landolt Mission ขึ้นสู่อวกาศที่แน่นอน ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นในปี 2029
</detail><keywords>ดาวฤกษ์เทียม, โลกดาราศาสตร์, ดาวฤกษ์, แสงเลเซอร์, วันนักวิทยาศาสตร์</keywords><date>2024-07-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5045</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719901136.png</img_link><category>ดาราศาสตร์</category></row>
<row _id="328"><Nid>5044</Nid><title>รู้ทัน การคุกคามทางเพศในสถานที่ทำงาน</title><source>https://www.thaihealth.or.th/รู้ทัน-การคุกคามทางเพศใ/</source><detail>การคุกคามทางเพศในการทำงาน คือ

                    การกระทำใด ๆ หรือพฤติกรรมที่ส่อไปในทางเพศ ที่เป็นการบังคับ การใช้อำนาจที่ไม่พึงปรารถนา ด้วยวาจา ท่าทาง ข้อความ แสดงด้วยเสียง รูปภาพ เอกสาร ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือสิ่งของลามกอนาจารเกี่ยวกับเพศ หรือการกระทำอย่างอื่นในทำนองเดียวกันโดยประการใดๆ ที่น่าจะทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ได้รับความอับอาย หรือรู้สึกว่าถูกเหยียดหยาม และให้หมายรวมถึงการติดตาม รังควาน หรือการกระทำการใดที่ก่อให้เกิดบรรยากาศความไม่ปลอดภัยทางเพศ โดยเฉพาะจากการสร้างเงื่อนไขที่มีผลต่อการสรรหา การบรรจุ การแต่งตั้ง การจ้างงาน หรือผลกระทบอื่นใดต่อผู้ถูกกระทำด้วย

                    องค์ประกอบของพฤติกรรมที่เข้าข่ายคุกคามทางเพศ


	เกี่ยวกับเรื่องเพศ หรือส่อไปในทางเพศ ทั้งที่เป็นเรื่อง sexual relation, sexual orientation, gender identity
	ผู้ถูกกระทำไม่ต้องการ หรือไม่ยินดีกับพฤติกรรมนั้นๆ
	ผู้ถูกกระทำรู้สึกอึดอัด เดือดร้อนรำคาญ อับอาย รู้สึกถูกเหยียดหยาม รู้สึกไม่ปลอดภัย หรือ…
	ทำให้เกิดบรรยากาศแวดล้อมที่ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ร่วมในสภาพแวดล้อมนั้นรู้สึกไม่ปลอดภัยในเรื่องเพศ


ตัวอย่างพฤติกรรมคุกคามทางเพศ

ทางสายตา จ้องมองร่างกายในแบบที่ส่อไปในทางเพศ มองช้อนใต้กระโปรง มองหน้าอก จ้องลงไปที่คอเสื้อ มองแบบใช้สายตาโลมเลีย เป็นต้น

ทางวาจาหรือข้อความ พูดเกี้ยวพาราสี พูดแทะโลม พูดลามก พูดตลกสองแง่สองง่าม ชวนพูดคุยเรื่องเพศหรือเพศสัมพันธ์ ถามถึงประสบการณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศ หรือความสัมพันธ์ส่วนตัว ชวนให้มีเพศสัมพันธ์ วิจารณ์หรือด้อยค่ารสนิยมทางเพศของผู้อื่น  วิจารณ์รูปร่าง หน้าตา หรือการแต่งกายในแบบที่ส่อไปในทางเพศ เป็นต้น

ทางร่างกาย สัมผัสร่ายกายผู้อื่นอย่างมีนัยทางเพศ โดยการลูบไล้ ฉวยโอกาสจับเนื้อต้องตัว โอบเอว โอบไหล่ กอดรัด หอมแก้ม ดึงมานั่งตัก ตั้งใจเบียดชิดเกินความจำเป็น ต้อนเข้ามุม เอาตัวกั้นขวางทางเดิน  เป็นต้น

การแสดงท่าทาง ผิวปากแบบเชิญชวนหรือเรียกร้องความสนใจ ยักคิ้วหลิ่วตา ทำท่าทางน้ำลายหกหรือเลียริมฝีปาก ส่งจูบ ทำท่าทางหรือแสดงสัญลักษณ์ที่ส่อไปในทางเพศ เป็นต้น

การกระทำอื่น ๆ แสดงรูปภาพ คลิปวิดีโอ ภาพยนตร์ วัตถุ หรือข้อความเกี่ยวกับเรื่องเพศผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เอกสารกระดาษ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อสังคมออนไลน์ โชว์ปฏิทินที่มีภาพโป๊เปลือยในสถานที่ทำงาน เขียนข้อความหรือวาดภาพที่ส่อไปในทางเพศในที่สาธารณะ ตามจีบ ตามตื๊อ สะกดรอยตาม เป็นต้น
</detail><keywords>คุกคาม, เพศ, อนาจาร, เหยียดหยาม, คุกคามทางเพศ</keywords><date>2024-07-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5044</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719898271.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="329"><Nid>5041</Nid><title>วิ่งให้จบ แบบไม่เจ็บ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/5-เทคนิควิ่งให้จบ-แบบไม่/</source><detail>การวิ่ง เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด เพราะไม่ต้องใช้อะไรเลย นอกจากรองเท้าสักคู่ และความอดทน แต่การวิ่งที่ดีนั้น จะต้องวิ่งให้จบตามเป้าหมายได้ แบบไม่อาการบาดเจ็บ เราไปดูกัน ว่ามีเทคนิคอะไรบ้าง ให้เราวิ่งจบได้ แบบไม่เจ็บ ไปดูกัน

1. อุ่นเครื่อง วิ่งเหยาะ หรือเดินก่อนออกวิ่ง ให้กล้ามเนื้อยืดหยุ่น ไม่บาดเจ็บง่าย

2. ยืดเหยียดร่างกาย ให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว

3. คูลดาวน์ ลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ ทำวิธีเดียวกับการอบอุ่นร่างกายเมื่อวิ่งจบ

4. เตรียมร่างกาย พักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ กินอาหารเพิ่มพลังงาน เช่น ขนมปัง ผลไม้

5. เตรียมอุปกรณ์ เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศดี และรองเท้าที่เข้ารูปกับเท้า
</detail><keywords>วิ่ง, ออกกำลังกาย, วิ่งเหยาะ, ร่างกาย, พลังงาน</keywords><date>2024-06-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5041</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719299520.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="330"><Nid>5040</Nid><title>ทำสวย-ทำหล่อ บริจาคโลหิตได้หรือไม่</title><source>https://www.thaihealth.or.th/ทำสวย-ทำหล่อ-บริจาคโลหิต/</source><detail>เรื่องของความสวยงามกับคุณสุภาพสตรีมักเป็นของคู่กัน แต่ในยุคปัจจุบันคุณสุภาพบุรุษได้เริ่มหันมาดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้นเช่นกัน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเพื่อคงไว้ซึ่งความอ่อนเยาว์ และความกระจ่างใสของผิวพรรณและใบหน้า  ตัวช่วยในการเพิ่มความสวย ความหล่อ เพื่อเสริมความมั่นใจให้ตัวเองมากยิ่งขึ้น หลายๆคนคงนึกถึงการเสริมความงามด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่เรียกว่า หัตถการความงาม

                    วันนี้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จะชวนทุกท่านมาร่วมค้นหาคำตอบไปพร้อมกันว่า “คนสวยหล่อ ใจบุญ สามารถบริจาคโลหิตได้หรือไม่?” หัตถการแบบไหนสามารถบริจาคโลหิตได้ทันทีหลังเข้ารับบริการ หรือแบบไหนต้องงดบริจาคโลหิต และต้องเว้นระยะเวลานานแค่ไหน  มาไขข้อสงสัยกันได้เลย

                    ทำทรีตเมนต์ ยกกระชับผิว: หลังเข้ารับบริการสามารถบริจาคโลหิตได้

                    การรักษาสิว กระ จุดด่างดำ ขี้แมลงวัน ริ้วรอย แผลเป็น เนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง ติ่งเนื้อ หูด ปาน ไฝ รอยสัก และกำจัดขนด้วยเลเซอร์: หากไม่มีการอักเสบหลังเข้ารับบริการ สามารถบริจาคโลหิตได้ แต่ถ้ามีการอักเสบ รอให้แผลหายดีก่อนจึงจะบริจาคโลหิตได้

                    การฉีดวิตามิน ฉีดโบท็อกซ์ ฉีดฟิลเลอร์ ฉีดเมโส ฉีดกลูตาไธโอน ปรับรูปหน้าเรียว วีเชฟ กดสิว ฉีดสิว ร้อยไหม: หากเสริมความงามจากคลินิกทั่วไป หรือสถานที่อื่นๆ ที่ไม่ใช่โรงพยาบาล หลังเข้ารับบริการให้งดบริจาคโลหิต 4 เดือน แต่ถ้าทำด้วยเทคนิคปลอดเชื้อที่โรงพยาบาล สามารถบริจาคโลหิตได้

                    รับประทานยารักษาสิว (Anti-acne)


	ยาปฏิชีวนะ (Antibiotic) ที่ใช้เพื่อป้องกันการติดเชื้อในกรณีสิว ได้แก่ เตตราซัยคลิน (tetracycline) คลินดาไมซิน (clindamycin) มิโนไซคลีน ( minocycline) ด็อกซีไซคลิน(doxycycline) อีรีโทรมัยซิน  (erythromycin) ไลมีไซคลีน (lymecycline)  และ ออกซีเตตราไซคลีน (oxytetracycline) เป็นต้น  ในกรณีเป็นสิวที่ไม่มีการอักเสบ แต่มีการใช้ยาทั้งชนิดรับประทานและทาผิวหนัง หรือใช้ทาผิวหนังเพียงอย่างเดียว หลังใช้สามารถบริจาคโลหิตได้ แต่!! หากอยู่ระหว่างการใช้ยาเพื่อรักษาภาวะอักเสบของสิว ต้องรอจนกว่าอาการอักเสบหายดีแล้ว อย่างน้อย 2 สัปดาห์ และใช้ยาครบจำนวนตามสั่งของแพทย์ มาแล้วอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จึงจะบริจาคโลหิตได้
	ยา Retinoids (กลุ่มอนุพันธ์วิตามิน เอ) : ต้องงดบริจาคโลหิตชั่วคราว เนื่องจากยาในกลุ่มนี้ มีผลทำให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ได้  มีเงื่อนไขการหยุดยาก่อนการบริจาค ดังนี้
	ยา Isotretinoin  ต้องหยุดยาอย่างน้อย 1 เดือน
	ยา Acitretin  ต้องหยุดยาอย่างน้อย 2 ปี
	ยา Etretinate  งดบริจาคโลหิตถาวร


                    รับประทานอาหารเสริม และ สมุนไพร: วิตามินทุกชนิด เวย์โปรตีน แอลคาร์นิทีน คอลลาเจน กลูตาไธโอน เลซิติน อี อาหารเสริมที่มีไบโอติน ฟ้าทะลายโจร โสม ถั่งเช่า สามารถบริจาคโลหิตได้

                    แต่หากเป็นน้ำมันตับปลา น้ำมันปลา และขมิ้นชัน ต้องงด 3 วัน ก่อนบริจาคโลหิต เพราะมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด

                    รู้อย่างนี้แล้ว คนสวยหล่อ ใจบุญ ไม่ต้องกังวลใจไป ขอเพียงปฏิบัติตามเกณฑ์การรับบริจาคโลหิต แล้วเตรียมร่างกายให้พร้อมทุกครั้งที่บริจาค  โลหิตของเราก็จะมีคุณภาพ เพียงพอที่จะช่วยต่อลมหายใจให้ผู้ที่เจ็บป่วยได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว

                    อย่างไรก็ตามการบริจาคโลหิตยังมีประโยชน์อีกมากมายต่อตัวผู้บริจาคเองด้วย  ซึ่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าการบริจาคโลหิตทุก 3 เดือน ช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดสมอง  ทั้งยังช่วยเพิ่มไขมันดี ยับยั้งการทำลายหลอดเลือดของไขมันไม่ดี
</detail><keywords>บริจาคโลหิต, หัตถการความงาม, สุขภาพ, เลือด, เกล็ดเลือด</keywords><date>2024-06-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5040</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719299322.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="331"><Nid>5039</Nid><title>ไขปริศนาข้อความที่ซ่อนไว้ในม้วนคัมภีร์คิวเลเนียมที่กลายเป็นถ่านมานานกว่า 2,000 ปี</title><source>https://www.slri.or.th/th/ข่าววิทยาศาสตร์ทั่วไป/แสงซินโครตรอนไขปริศนาข้อความที่ซ่อนไว้ใน-“ม้วนคัมภีร์คิวเลเนียม”-ที่กลายเป็นถ่านมานานกว่า-2,000-ปี.html</source><detail>“ม้วนคัมภีร์เฮอร์คิวเลเนียม” (Herculaneum scroll) กว่า 800 ม้วน ถูกลาวาจากภูเขาไฟวิสุเวียส (Vesuvius) เผาไหม้จนกลายเป็นก้อนถ่านจากการระเบิดเมื่อ 2,000 ปีก่อน พร้อมๆ กับเมืองปอมเปอีที่มีผู้คนหลายร้อยชีวิตเนื่องจากหนีธารลาวาไม่พ้น แม้ว่าซากคัมภีร์ที่ทำจากกระดาษปาปิรุสเหล่านี้ จะยังอยู่ในสภาพเป็นม้วน แต่การถอดข้อความในคัมภีร์ดูจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากถูกเผาไหม้ทั้งหมดจนมีสภาพเปราะบางเกินกว่าจะสามารถคลี่ออกมาดูได้


ศ.เบรนท์ ซีเลส (Brent Seales) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเคนทักกี (University of Kentucky) และทีมวิจัย ได้ใช้เวลาร่วม 2 ทศวรรษตั้งแต่ปลาย ค.ศ.1800s ในความพยายามใช้ภาพถ่ายเอกซเรย์สามมิติในการถอดข้อความที่อยู่ภายในซากคัมภีร์เฮอร์คิวเลเนียม 2 ม้วนที่ยังอยู่ในสภาพดี และเศษซากคัมภีร์อีก 4 ซิ้น ที่ได้มาจาก Institut de France’s Herculaneum collection แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากหมึกที่ใช้ในคัมภีร์เป็นหมึกที่ทำจากธรรมชาติมีความหนาแน่นใกล้เคียงกับกระดาษปาปิรุสมาก ทำให้ไม่สามารถมองเห็นอักษรในคัมภีร์เฮอร์คิวเลเนียมได้ชัดเจนด้วยภาพถ่ายเอกซเรย์แบบทั่วไป


จนกระทั่ง ทีมวิจัยได้นำคัมภีร์เฮอร์คิวเลเนียมทั้ง 6 ชิ้นมาสแกนอีกครั้งด้วยเทคนิคภาพเอกซเรย์สามมิติที่เรียกว่า X-ray phase-contrast tomography (XPCT) ซึ่งเป็นเทคนิคที่แตกต่างจากการถ่ายภาพเอกเรย์สามมิติแบบที่ผ่านมา โดยใช้เอกซเรย์พลังงานสูงของห้องปฏิบัติการแสงซินโครตรอนแห่งสหราชอาณาจักร (Diamond Light Source) เดิมทีเทคนิคการถ่ายภาพเอกซเรย์สามมิตินั้น เป็นการถ่ายภาพที่อาศัยความแตกต่างของการดูดกลืนรังสี จึงไม่สามารถแยกความแตกต่างของวัสดุที่มีความหนาแน่นใกล้เคียงกันได้ เนื่องจากจะให้ค่าการดูดกลืนรังสีเท่ากัน เช่น หมึกและกระดาษปาปิรุสที่มีส่วนประกอบจากธรรมชาติเหมือนกัน แต่สำหรับเทคนิคการถ่ายภาพแบบ XPCT นั้น ภาพถ่ายจะเกิดจากเฟสของเอกซเรย์ที่เปลี่ยนไปเมื่อผ่านวัสดุที่มีความหนาแน่นแตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อเอกซเรย์ผ่านส่วนที่เป็นหมึกซึ่งมีดัชนีหักเหที่ต่างจากกระดาษจะทำให้เฟสเปลี่ยนไป

 

ภาพถ่ายด้วยเทคนิค XPCT นี้จึงช่วยให้มองเห็นรายละเอียดของอักษรบนม้วนคัมภีร์เฮอร์คิวเลเนียมที่ชัดเจนขึ้น ซึ่งเทคนิคการถ่ายภาพแบบดั้งเดิมไม่สามารถมองเห็นได้ การค้นพบอักษรเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญที่ทีมวิจัยนำไปใช้การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Virtual unwrapping software) สู่การแปลจากอักษรเป็นข้อความ คล้ายกับการคลี่ม้วนคัมภีร์เสมือนจริง


เมื่อเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ศ.เบรนท์ ซีเลส ยังร่วมจัดการแข่งขัน Vesuvius Challenge ซึ่งเป็นการแข่งขันถอดข้อความในคัมภีร์เฮอร์คิวเลเนียม โดยคณะกรรมการได้แจกภาพถ่ายเอกซเรย์ XPCT ของม้วนคัมภีร์แก่ผู้เข้าแข่งขันให้นำไปถอดความภายในวันขึ้นปีใหม่ของปี 2567


ล่าสุดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ คณะกรรมการได้ประกาศรายชื่อทีมผู้ชนะที่ประกอบไปด้วย ยูเซฟ นาเดอร์ (Youssef Nader) นักศึกษาด้านหุ่นยนต์ชีวภาพจากมหาวิทยาลัยเสรีแห่งเบอร์ลิน (Freie University) ลุค ฟาร์ริเตอร์ (Luke Farritor) นักศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยเนบราสกา (University of Nebraska) เยอรมนี และ จูเลียน ชิลลิเจอร์ (Julian Schilliger) นักศึกษาด้านหุ่นยนต์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิสในซูริก (ETH Zürich) ซึ่งสามารถถอดอักขระออกมาได้มากกว่า 2,000 อักษร จากบทความของฟิโลเดมัส (Philodemus) เกี่ยวกับปรัชญาของความสุข โดยข้อความที่ถอดออกมาได้นี้คิดเป็น 5% ของข้อความทั้งหมด และปี 2567 นี้ คณะกรรมการตั้งเป้าหมายในการถอดความจากคัมภีร์ให้ได้ถึง 90% ซึ่งองค์ความรู้ที่เกิดจากการแข่งขันนี้จะปูทางไปสู่การถอดความในคัมภีร์ทั้งหมด 800 ม้วนที่เหลืออยู่
</detail><keywords>ไขปริศนา, ม้วนคัมภีร์เฮอร์คิวเลเนียม, คัมภีร์, ภูเขาไฟวิสุเวียส, กระดาษปาปิรุส, เอกซเรย์, รังสี</keywords><date>2024-06-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5039</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719299089.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="332"><Nid>5038</Nid><title>อดนอนอันตรายอย่างไร</title><source>https://www.thaihealth.or.th/ชาวนกฮูกต้องรู้-อดนอนอ/</source><detail>หลายคนที่ชอบทำกิจกรรมตอนกลางคืน เช่น ดูละคร ทำงาน เล่นเกม เล่นมือถือ ทำให้เหลือเวลาในการนอนพักผ่อนน้อย และต้องตื่นไปทำกิจกรรมในตอนเช้า จนเกิดการนอนไม่เพียงพอหรือที่เราเรียกกันว่า อดนอน ทำให้ส่งผลเสียในหลายๆ ด้าน เช่น สมาธิน้อยลง รู้สึกอ่อนเพลียง่าย เหนื่อยง่าย ควบคุมอารมณ์ได้ลำบาก หงุดหงิดง่าย

                    หากอดนอนในระยะยาวอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เจ็บป่วยง่าย หรือมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน โรคหัวใจเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อความจำ การเรียนรู้ กระบวนการความคิดวิเคราะห์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญกับวัยเรียนและวัยทำงาน

การนอนชดเชยเมื่ออดนอน

                    หลายคนอาจคิดว่าอดนอนนานๆ แล้วไปนอนชดเชยตอนสุดสัปดาห์ก็ได้ แท้จริงแล้ววิธีนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการอดนอนได้ เพราะฉะนั้นควรให้เวลากับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ โดยควรนอนให้มีคุณภาพ อย่าอดนอน นอนให้เพียงพอเพื่อสุขภาพที่ดี

                    การนอนไม่พอหรืออดนอนและพยายามนอนชดเชย นอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังส่งผลต่อฮอร์โมนที่สำคัญซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความอยากอาหาร ทำให้หิวบ่อยขึ้นและมักรับประทานผิดเวลา ระบบการย่อยอาหารของร่างกายเสียสมดุล อาจทำให้มีไขมันเกาะที่บริเวณรอบเอว ระดับคอเลสเตอรอลผิดปกติ น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง ทั้งยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ สมองขาดเลือดหล่อเลี้ยง และโรคเบาหวานได้ด้วย
 

การนอนอย่างมีคุณภาพ

                    การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ ควรเคลิ้มหลับภายใน 30 นาทีหลังจากเข้านอน นอนหลับสนิทตลอดคืน ตื่นไม่เกิน 1 ครั้ง หรือตื่นแล้วใช้เวลาน้อยกว่า 20 นาทีในการกลับไปนอนหลับต่อได้ ผู้ใหญ่ควรนอนให้ได้ 7 – 9 ชั่วโมง ซึ่งการนอนอย่างมีคุณภาพนั้นทำได้ไม่ยาก ดังนี้


	เข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา
	ทำให้ห้องนอนเหมาะสมกับการนอนหลับ เช่น อุณหภูมิเหมาะสม ไม่ร้อน ไม่หนาวเกินไป ไม่มีแสงรบกวน ไม่มีเสียงดัง
	งดการใช้มือถือหรือคอมพิวเตอร์ช่วง 30 นาทีก่อนเข้านอน
	งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คาเฟอีน ก่อนเข้านอน
	ไม่ออกกำลังกายหักโหมก่อนนอน

</detail><keywords>การอดนอน, นอน, ระบบภูมิคุ้มกัน, ป่วย, โรค, ฮอร์โมน</keywords><date>2024-06-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5038</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719298827.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="333"><Nid>5037</Nid><title>26 มิถุนายน วันสุนทรภู่ เปิดประวัติกวีเอกของไทย</title><source>https://www.thaipbs.or.th/news/content/328761</source><detail>"สุนทรภู่" กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้นิพนธ์วรรณคดีไทยหลายเรื่องทั้ง พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน สุภาษิตสอนหญิง ซึ่งไทยยกเป็นยอดกวี และกำหนดให้วันที่ 26 มิ.ย.เป็นวันสุนทรภู่

"แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน"

บทกลอนจากเรื่อง "พระอภัยมณี" ซึ่งคุ้นหูคนไทยมาอย่างยาวนาน โดยเป็นฝีมือของ "สุนทรภู่" กวีเอกของไทย เป็นผู้แต่ง และวันที่ 26 มิ.ย.ของทุกปี ถูกยกให้เป็นวันสุนทรภู่ เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดของสุนทรภู่นอกจากนี้ สุนทรภู่ ที่ได้รับการยกย่องในระดับโลกจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม โดยถือเป็นสามัญชนคนแรกของไทยที่ได้รับเกียรตินี้ในปี พ.ศ.2529 "สุนทรภู่" มีชื่อเดิมว่า "ภู่" เกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลาเช้า 2 โมง (ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2329) ณ บริเวณด้านเหนือของ "พระราชวังหลัง" หรือก็คือ บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยในปัจจุบันนี้ เชื่อว่า หลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน ส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้น "สุนทรภู่' จึงได้อาศัยอยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา และได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง สุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีก 2 คน ชื่อฉิมและนิ่ม



รูปปั้นสุนทรภู่ ที่อนุสาวรีย์สุนทรภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ภาพ : wikipedia

สุนทรภู่เมื่อโตขึ้นได้เข้าเรียนในพระราชวังหลัง และที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) และเข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางในกรมพระคลังสวน โดยสุนทรภู่นั้นชื่นชอบการแต่งกลอนอย่างมาก

เมื่ออายุได้ 20 ปี ได้แต่ง "นิราศพระบาท" ระหว่างติดตามพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ในฐานะมหาดเล็ก ตามเสด็จไปในงานพิธีมาฆบูชา ที่ อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เมื่อปี พ.ศ.2350

จนกระทั่งได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ราวปี พ.ศ. 2359 และได้แต่งกลอนบทละครในเรื่อง "รามเกียรติ์" ที่ไม่มีผู้ใดแต่งต่อได้ ทำให้รัชกาลที่ 2 โปรดสุนทรภู่อย่างมาก 

ระหว่างรับราชการสุนทรภู่ต้องโทษติดคุก แต่จำคุกได้ไม่นานก็โปรดพระราชทานอภัยโทษ

ในช่วงชีวิตรับราชการในสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่มีชีวิตและผลงานที่โดดเด่นเป็นที่พอพระราชหฤทัย จนกระทั่งสุนทรภู่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น "พระสุนทรโวหาร" ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนเสียชีวิตในวัย 69 ปี ตรงกับในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)
</detail><keywords>กวีเอก, วรรณคดีไทย, สุนทรภู่, วัฒนธรรม, ประวัติศาสตร์</keywords><date>2024-06-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5037</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719298304.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="334"><Nid>5036</Nid><title>สืบอดีตจากเส้นผมมนุษย์ยุคโรมัน</title><source>https://www.slri.or.th/th/ข่าววิทยาศาสตร์ทั่วไป/ซินโครตรอนสืบอดีตจากเส้นผมมนุษย์ยุคโรมัน.html</source><detail>“เมืองจูลิโอโปลิส” (Juliopolis) เป็นเมืองโบราณ ที่ปัจจุบันอยู่ในเขตนัลลิฮาน ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจากเมืองหลวงอังคารา ประเทศตุรกี และเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ผ่านหลายยุคสมัยตั้งแต่ยุคเฮลเลนิสติก โรมัน จนถึงยุคไบแซนไทน์ อีกทั้งเป็นหนึ่งในเมืองท่าสำคัญที่อยู่บนเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์คือ เส้นทางสายไหม ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าในอดีตของจีนกับชาติตะวันตก เมืองนี้จึงเป็นสภาพเมืองที่มีความหลากหลายสูงจากกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ ที่มาค้าขายบนเส้นทางนั้น


ในเมืองจูลิโอโปลิสพบหลุมฝังศพกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปกว่า 700 แห่ง โดยหนึ่งในหลุมศพเหล่านั้นถูกระบุให้เป็นหลุมฝังศพหมายเลข M196 ซึ่งเป็นหลุมฝังศพที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะศพมนุษย์อายุราว 2,000 ปีอยู่ในสภาพเกือบสมบูรณ์และยังมีเส้นผมหลงเหลืออยู่ นอกจากเส้นผมของมนุษย์โบราณจะเป็นสิ่งที่หายากมากแล้ว เส้นผมยังสามารถบ่งชี้ข้อมูลสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ เช่น อาหารที่รับประทานและโภชนาการ ความเป็นมาเชิงพื้นที่ พันธุกรรมเก่าแก่ การใช้โลหะประเภทต่าง ๆ รวมทั้งการใช้ชีวิตในแต่ละยุคสมัย ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการศึกษาชีวประวัติของมนุษย์ รวมทั้งให้คำตอบแก่คำถามเชิงโบราณคดี การวิเคราะห์องค์ประกอบในตัวอย่างที่มีปริมาณน้อยและการเสื่อมสภาพง่าย ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญสำหรับการรักษาสภาพของตัวอย่างเชิงโบราณคดี

.
ทีมนักวิจัยสนใจศึกษาองค์ประกอบชีวโมเลกุลในเส้นผมมนุษย์จากยุคโรมัน จึงใช้กลุ่มตัวอย่างเส้นผมจากหลุมฝังศพหมายเลข M196 ในบริเวณเมืองโบราณจูลิโอโปลิส เพื่อเปรียบเทียบองค์ประกอบชีวเคมีกับเส้นผมของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ ตั้งแต่ พิธีกรรมการฝังศพ การทำมัมมี่ให้ศพและกระบวนการจัดการศพในอดีต อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสารประกอบชีวเคมีในเส้นผมยุคโบราณ และส่งผลให้เกิดจากการเสื่อมสภาพทางชีวภาพได้ แต่การศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางชีวโมเลกุลของเส้นผมโบราณยังค่อนข้างจำกัด เมื่อเทียบกับการศึกษาชีวโมเลกุลในฟันโบราณและกระดูกโบราณที่มีการศึกษาอย่างแพร่หลายมากกว่า

.

จนถึงปัจจุบันการศึกษาการเสื่อมสภาพของเส้นผมมนุษย์โบราณนั้นมีเพียงการสำรวจในระดับผิวภายนอกของเส้นผมเท่านั้น ดังนั้น ทีมวิจัยจึงใช้รังสีย่านอินฟราเรดจากเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน SESAME ณ ประเทศจอร์แดน ศึกษาส่วนประกอบของเส้นผมที่ลงลึกถึงระดับชีวโมเลกุล ผลการศึกษาพบว่าเคราตินและโครงสร้างทุติยภูมิของโปรตีนจากตัวอย่างหลุมฝังศพหมายเลข M196 นั้นเสื่อมสภาพมากกว่าตัวอย่างเส้นผมปัจจุบัน ซึ่งข้อมูลทางด้านองค์ประกอบเคมี ชีวโมเลกุล และองค์ประกอบภายในเส้นผมจากเทคนิคการวัดด้วยอินฟราเรดนี้ ยังช่วยจุดประกายให้มีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์ประกอบชีวโมเลกุลอื่น ๆ เช่น ไอโซโทปคาร์บอน และไนโตรเจน เป็นต้น เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการ และดีเอ็นเอโบราณ (aDNA) ของมนุษย์ในอดีตอีกด้วย

 



SR-FTIR เปิดเผยส่วนประกอบชีวโมเลกุลจากเส้นผมมนุษย์จากยุคโรมันช่วง Juliopolis
</detail><keywords>เมืองจูลิโอโปลิส, juliopolis, เมืองโบราณ, ประวัติศาสตร์, หลุมฝังศพ, มนุษย์, เส้นผม, โบราณคดี</keywords><date>2024-06-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5036</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1719297861.png</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="335"><Nid>5023</Nid><title>21 มิถุนายน วันครีษมายัน กลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี</title><source>https://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/4415-narit-summer-s</source><detail>สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เผยวันที่ 21 มิถุนายน 2567 เป็น “วันครีษมายัน” ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือเข้าสู่ฤดูร้อน และประเทศทางซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูหนาว

          นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์ สดร. เปิดเผยว่า ในปี 2567 “วันครีษมายัน” (ครีด-สะ-มา-ยัน) (Summer Solstice) จะตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน 2567 เป็นวันที่มีช่วงเวลากลางวันยาวที่สุด และช่วงเวลากลางคืนสั้นที่สุดของปี เนื่องจากดวงอาทิตย์ได้โคจรไปถึงจุดหยุด หรือจุดสุดทางเหนือ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ของทุกปี ในแต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ดวงอาทิตย์ได้เคลื่อนที่ไปทางเหนือเรื่อย ๆ และจะหยุดที่จุดเหนือสุดในวันที่ 21 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ส่งผลให้ในวันดังกล่าว ดวงอาทิตย์จะขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกโดยเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกโดยเฉียงไปทางเหนือมากที่สุดเช่นกัน จึงมีเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี หรือเป็นวันที่มืดช้าที่สุดนั่นเอง

          นอกจากนี้ ยังนับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือเข้าสู่ฤดูร้อน และประเทศทางซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูหนาว สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 05:51 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:47 น. รวมเวลาที่ดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าประมาณ 12 ชั่วโมง 56 นาที(เวลา ณ กรุงเทพมหานคร)

 



 

          นายศุภฤกษ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับ “ฤดูกาล” นั้น เกิดจากแกนโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับแนวตั้งฉากกับระนาบโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกได้รับแสงอาทิตย์ในปริมาณไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณหภูมิต่างกัน รวมถึงระยะเวลากลางวันและกลางคืนก็ต่างกันด้วย เหตุนี้ทำให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลกนั่นเอง จะสังเกตได้ว่าในฤดูร้อนเวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า แตกต่างกับฤดูหนาวเวลากลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว

     
</detail><keywords>วันครีษมายัน, summersolstice, ดวงอาทิตย์, ฤดูร้อน, ฤดูหนาว, กลางวัน, กลางคืน, ระบบสุริยะ</keywords><date>2024-06-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5023</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1718855903.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="336"><Nid>5016</Nid><title>รู้จักภาวะอะเฟเซีย การบกพร่องทางการสื่อสาร</title><source>https://www.thaihealth.or.th/รู้จัก-ภาวะอะเฟเซีย-การ/</source><detail>ภาวะบกพร่องทางการสื่อสาร หรือ อะเฟเซีย (Aphasia) คือภาวะที่มีปัญหาของการฟัง พูด อ่าน หรือ เขียน ซึ่งมีสาเหตุเกิดจากพยาธิสภาพ หรือความผิดปกติในสมองส่วนที่ควบคุมเรื่องภาษา โดยในส่วนใหญ่มักจะอยู่ที่บริเวณสมองซีกซ้าย

ประเภทของภาวะบกพร่องทางการสื่อสาร

การสื่อสาร คือการแลกเปลี่ยนข้อมูล ได้แก่ การรรับสาร การแปลความหมาย และการส่งสาร โดยอาการที่เกิดขึ้นในผู้ป่วยแต่ละรายก็จะมีความรุนแรง และความผิดปกติแตกต่างกันออกไป

                     1. กลุ่มฟังไม่เข้าใจ โดยเมื่อไม่เข้าใจจะไม่สามารถตอบโต้ได้ตรงกับคำถาม หรือเมื่อถูกถามจะงง ไม่สามารถสื่อสารตอบกลับมาได้ เช่น การพูด หรือการตอบไม่ตรงคำถาม หรือทำตามคำบอกไม่ได้ เช่น บอกให้ยกมือ หรือกำมือ ผู้ป่วยจะไม่สามารถทำตามได้

                     2.กลุ่มมีปัญหาด้านการพูด มีความรุนแรงตั้งแต่พูดไม่คล่อง พูดได้เป็นคำ ๆ พูดติดขัด เรียงประโยคผิด พูดตามไม่ได้ ไปจนถึงพูดไม่ได้ ผู้ป่วยบางรายอาจนึกคำไม่ออก เช่น คำว่า แก้วน้ำ อาจบอกว่าเป็นอะไรที่เอาไว้ใส่น้ำ หรือ ข้าวสวย ก็อาจพูดว่าที่เป็นเม็ดขาว ๆ หลาย ๆ เม็ด เอาไว้ทาน เป็นต้น หรือบางรายอาจมีความผิดปกติทั้งสองทาง คือทั้งการรับสาร และสื่อสารทำให้ฟังไม่เข้าใจ และพูดตอบไม่ได้

                     3. กลุ่มอ่านไม่เข้าใจ หรือพิมพ์ไม่ได้ หรือมีปัญหาด้านการอ่านการเขียนในผู้ป่วยที่เคยอ่านออกเขียนได้ เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถเชื่อมเสียงกับตัวอักษาได้ เห็นตัวอักษร หรือคำ แล้วอ่านไม่ออก

สาเหตุของภาวะบกพร่องทางการสื่อสาร

ตามความจริงแล้วภาวะนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุที่ทำให้เนื้อสมองที่ควบคุมเกี่ยวกับการพูด และความเข้าใจถูกทำลาย ได้แก่

                     1. โรคหลอดเลือดสมอง ทั้งเส้นเลือดสมองตีบ ตัน หรือแตก หรือที่รู้กันกันในชื่อ Stroke

                     2. โรคเนื้องอกในสมอง โดยมีก้อน หรือเนื้องอกไปกดทับทำให้เกิดความผิดปกติในส่วนของสมองซีกซ้าย ภาวะติดเชื้อ หรืออุบัติเหตุทางสมอง

                     3. กลุ่มโรคอัลไซเมอร์ บางครั้งอาจพบภาวะคิดคำไม่ออก

โดยแพทย์สามารถวินิจฉัย และหาสาเหตุของโรคได้จากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย รวมถึงการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง การเจาะน้ำไขสันหลังในรายที่สงสัยการติดเชื้อ เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป

ภาวะบกพร่องทางการสื่อสารมีวิธีรักษาอย่างไร

                     1. การรักษาภาวะบกพร่องทางการสื่อสารจะรักษาตามสภาพของโรค เช่น หากเกิดจากภาวะหลอดเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาโดยการให้ยาละลายลิ่มเลือดอย่างทันท่วงที หากไปโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

                     2.  หากเกิดจากเนื้องอกสมอง สามารถรักษาได้โดยการผ่าตัด

                     3. หากเกิดจากภาวะติดเชื้อ สามารถรักษาได้โดยการให้ยาฆ่าเชื้อที่จำเพาะต่อเชื้อนั้น ๆ นอกจากนี้ ยังมีวิธีการฝึกการพูด และการใช้ภาษา โดยทีมแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู นักกิจกรรมบำบัด และนักอรรถบำบัด เพื่อแก้ไขปัญหาความบกพร่องทางการสื่อสาร

                     โดยการฝึกผู้ป่วยที่มีภาวะบกพรองทางการสื่อสาร จะฝึกตามปัญหาที่เกิดกับผู้ป่วย โดยเน้นการฝึกซ้ำ ๆ ให้ผู้ป่วยหัดทำบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้

                     1. ฝึกฟัง เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจสิ่งที่คนรอบข้างพูด เริ่มจากฝึกฟังแล้วให้ทำตามคำสั่ง เช่น กำมือ แบมือ ให้จับอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงอาจให้ทำเลียนแบบ เช่น กำมือ แบมือ ทำซ้ำ ๆ จะทำให้คนไข้พอเข้าใจมากขึ้น

                     2. ฝึกนึกคำ เริ่มจากการใช้ของจริงก่อน เพื่อให้คนไข้ได้สัมผัสสิ่งของนั้น ๆ เช่น ให้ดูนาฬิกา ปากกา กระดาษ เป็นต้น ถ้าผู้ป่วยคิดคำไม่ออก ผู้ฝึกอาจใบ้คำแรกเพื่อช่วยผู้ป่วยได้

                     3. ฝึกพูดเพื่อโต้ตอบกับคนรอบข้าง โดยฝึกคำถามทั่ว ๆ ไปที่ผู้ป่วยคุ้นเคย เช่น ถามชื่อ หรือมีบทสนทนาทั่วไป เช่น ทานข้าวหรือยัง ทานอะไร อยู่ที่ไหน โดยค่อย ๆ ถามทีละคำถามช้า ๆ ถ้าผู้ป่วยนึกคำไม่ออก อาจช่วยใบ้พยางค์แรก หรือให้พูดตาม เป็นต้น การฝึกพูดตามอาจใช้สถานการณ์ช่วยได้ เช่น เวลาทานข้าวด้วยกัน ก็จะพูดไปด้วยว่า “กิน” พอผู้ฝึกทำซ้ำ ๆ ผู้ป่วยก็จะเข้าใจคำพูดนั้นมากขึ้น หลังจากนั้นจะสามารถพูดคำว่า “กิน” ได้ระหว่างที่กำลังทานข้าว โดยเมื่อทำได้แล้วก็ให้พูดว่า “กินข้าว” โดยเพิ่มเป็นสองพยางค์ หรือต่อมาจะค่อย ๆ เพิ่มเป็นประโยคที่ยาวขึ้น เช่น “ตักข้าวกิน” สถานการณ์เหล่านี้จะช่วยส่งเสริมความเข้าใจของผู้ป่วยด้วย

                     4. ฝึกอ่านเขียน เริ่มตั้งแต่ทำความรู้จักตัวอักษร สระ วรรณยุกต์ตัวสะกด หลังจากนั้นให้อ่านสะกดคำ เช่น กอ อิ นอ กิน เป็นต้น การเขียน อาจเริ่มจากสิ่งที่คุ้นเคย เช่น เขียนชื่อของผู้ป่วย แต่ในผู้ป่วยสูงอายุที่ปกติไม่ค่อยได้ใช้การอ่านหรือการเขียน แพทย์อาจเน้นการฟังหรือการพูดมากกว่า

วิธีป้องกันภาวะบกพร่องทางการสื่อสาร

                     การป้องกันภาวะบกพร่องทางการสื่อสารสามารถทำได้โดยการรักษาโรคประจำตัวต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ออกกำลังกายเป็นประจำ และที่สำคัญ หากมีอาการเกิดขึ้นแบบฉับพลันควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที หรือหากคนรอบข้างมีการพูดคุยที่ผิดปกติดังที่กล่าวมา ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์เช่นกัน
</detail><keywords>โรค, อะเฟเซีย, aphasia, พยาธิสภาพ, สมอง, การสื่อสาร</keywords><date>2024-06-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5016</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1718699722.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="337"><Nid>5015</Nid><title>พบฟอสซิลโครงกระดูกไดโนเสาร์นักล่า แห่งอาร์เจนตินา</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/54983</source><detail>งานวิจัยจากวารสารวิชาการ Cladistics นำโดยทีมนักวิจัยจากอาร์เจนตินา จีน และสหรัฐอเมริกา รายงานถึงการพบฟอสซิลไดโนเสาร์นักล่าชนิดใหม่ จากการที่สังเกตเห็นกระดูกนิ้วเท้าข้างเดียวยื่นออกมาจากชั้นหินในหมวดหิน La Colonia บริเวณตอนกลางของพื้นที่ Patagonia เมือง Chubut ประเทศอาร์เจนตินา ในการขุดค้นพวกเขาพบฟอสซิลกะโหลก กระดูกสันหลัง สะโพก กระดูกเชิงกราน รวมทั้งแขนและขา ซึ่งตรวจสอบพบว่าเป็นไดโนเสาร์เทอโรพอดชนิดใหม่ในวงศ์อะเบลิซอริเด (Abelisauridae) ที่ใช้ชีวิตอยู่บริเวณทวีปกอนด์วานา (Gondwana) ซึ่งเป็นทวีปโบราณตอนใต้ในช่วงยุคครีเทเชียสตอนปลาย ได้รับการตั้งชื่อว่า Koleken inakayali ซึ่ง inakayali เป็นชื่อของผู้นำเผ่า Tehuelche คนสุดท้าย ที่อาศัยอยู่ในตอนกลางของ Patagonia ในช่วงศตวรรษที่ 19

 



ฟอสซิลกระดูก Koleken inakayali ที่ขุดค้นพบ (เครดิตภาพ Amalia Villafañe. CONICET)

 



แผนภาพแสดงบริเวณที่พบฟอสซิล Koleken inakayali (จุดดาวสีดำ) ในหมวดหิน La Colonia (พื้นที่สีเขียว) เมือง Chubut ประเทศอาร์เจนตินา

 

ทีมงานวิจัยยังได้ชี้ให้เห็นลักษณะสำคัญที่น่าสนใจ พวกเขาพบว่ามันมีรูปร่างคล้ายกับทีเร็กซ์ (ไทแรนโนซอรัส เรกซ์) ไดโนเสาร์ยอดนักล่าในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของทวีปอเมริกา แต่ชนิดใหม่ที่พบนี้มีขาหลังที่ใหญ่ จมูกสั้น ส่วนแขนจะเล็กและสั้นกว่ามาก นอกจากนั้นยังไม่มีกระดูกเขา ทำให้แยกจากไดโนเสาร์สกุล Carnotaurus ซึ่งเป็นไดโนเสาร์เทอโรพอดที่มีลักษณะคล้ายกัน ในวงศ์เดียวกัน ยุคเดียวกัน ที่มีเขาบนหน้าผากด้านข้าง (lateral frontal horns) ที่พบฟอสซิลอยู่ในหมวดหินเดียวกันกับ Koleken inakayali ได้ชัดเจน

 



ภาพจำลอง Koleken inakayali
</detail><keywords>ฟอสซิล, โครงกระดูก, ไดโนเสาร์, อาร์เจนตินา, หิน, เทอโรพอด, ทวีปกอนด์วานา</keywords><date>2024-06-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5015</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1718698274.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="338"><Nid>5009</Nid><title>14 มิถุนายน วันผู้บริจาคโลหิตโลก (World Blood Donor Day)</title><source>https://bangkokpattayahospital.com/th/health-articles-th/world-blood-donor-day-th-2/</source><detail>วันผู้บริจาคโลหิตโลก (World Blood Donor Day) ตรงกับวันที่ 14 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิดของ ดร.คาร์ล ลันด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner) แพทย์ชาวออสเตรีย-อเมริกัน ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1868-1943 ในจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีดร.คาร์ล ลันด์สไตเนอร์ เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการจำแนกหมู่โลหิต A, B และ O ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบที่มีความสำคัญยิ่งต่องานบริการโลหิตทั่วโลก จนได้รับรางวัลโนเบล สาขาสรีรวิทยา หรือแพทยศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1930 อีกทั้งยังพบว่าการถ่ายเลือดให้กับผู้ที่มีหมู่เลือดเดียวกันไม่ทำให้เซลล์เม็ดเลือดถูกทำลาย การค้นพบเหล่านี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการต่อยอดในวงการแพทย์มาจนถึงทุกวันนี้ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้อีกเป็นจำนวนมาก

ดังนั้นเพื่อให้ชาวโลกตระหนักและเห็นความสำคัญของการบริจาคโลหิต พร้อมกับเพื่อแสดงความขอบคุณต่อผู้บริจาคโลหิต องค์การอนามัยโลก (WHO), สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ(IFRC),  สหพันธ์ผู้บริจาคโลหิตระหว่างประเทศ (FIODS) และสมาคมบริการโลหิตระหว่างประเทศ (ISBT) จึงได้ขอความร่วมมือให้สภากาชาดทั่วโลก จัดกิจกรรมเพื่อเป็นการขอบคุณผู้บริจาคโลหิตทั่วโลก และส่งเสริมงานบริการโลหิตให้เป็นที่แพร่หลายในวันผู้บริจาคโลหิตโลก 14 มิถุนายนของทุกปี โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อปี  2547 (ค.ศ. 2004)  และจัดกิจกรรมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
</detail><keywords>โลหิต, Blood, บริจาคโลหิต, ถ่ายเลือด, ดร.คาร์ล, แพทย์</keywords><date>2024-06-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5009</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1718281564.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="339"><Nid>5006</Nid><title>แปรงฟันตอนเช้าหรือก่อนนอนดีกว่ากัน</title><source>https://www.thaihealth.or.th/แปรงฟันตอนเช้าหรือก่อน/</source><detail>แปรงฟัน คือ การทำความสะอาดฟันขั้นพื้นฐาน ที่ควรทำให้เป็นนิสัย วันละ 2 ครั้ง คือตอนเช้าและก่อนนอน เพื่อคุณภาพช่องปากที่แข็งแรง และความมั่นใจในการยิ้มหรือพูดคุยเข้าสังคม อีกทั้งยังช่วยให้ลดความเสี่ยงสารพัดโรค จากปากและฟัน ป้องกันการลุกลามใหญ่โตยากจะแก้ไขอีก

แปรงฟันเช้าหรือก่อนนอนดีกว่ากัน?


	ตอนเช้า เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ที่หมักหมมมาทั้งคืน ทำให้รู้สึกสดชื่น ไม่มีกลิ่นปาก พร้อมเริ่มวันใหม่อย่างมั่นใจ
	แปรงฟันก่อนนอน เพราะตอนที่เรานอน น้ำลายจะไหลน้อยลงเนื่องจากน้ำลายมีประโยชน์ต่อช่องปากมากมาย รวมถึงรักษาสมดุลและชะล้างเชื้อโรคในช่องปาก ดังนั้น ช่วงที่มีน้ำลายไหลน้อยก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดฟันผุสูงจึงต้องแปรงฟัน อีกทั้งยังเป็นการป้องกันเศษอาหารเข้าไปอุดตันทำให้เกิดกลิ่นปากอีกด้วย


                    โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ที่เสี่ยงมีความเสื่อมของต่อมน้ำลาย รวมถึงการกินยารักษาโรคประจำตัวบางชนิด การไม่แปรงฟันก่อนนอน ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดฟันผุให้สูงขึ้นไปอีก
 

แพทย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายเอาไว้ว่า การที่เราไม่แปรงฟัง แปรงฟันไม่ถูกวิธี จะทำมีให้เชื้อโรคมาสะสมอยู่ในช่องปาก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทางทันตกรรมก็จะทำให้เกิดโรคเหงือกอักเสบหรือรำมะนาด ซึ่งโรคนี้จะมีผลเกี่ยวโยงกับโรคอื่นๆ ตามมา

                    ผลการศึกษาพบว่าคนไข้  3 ใน 4 หรือประมาณ 75 % ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรครำมะนาด หลายคนแทบไม่มีอาการเลย อย่างมากก็แค่แปรงฟันมีเลือดออก มีกลิ่นปาก หรืออาจมีอาการเหงือกบวม เป็นๆ หายๆ ซึ่งสามารถนำไปสู่โรคหัวใจและโรงสมองเสื่อมได้โดยที่ไม่รู้ตัว

                    ที่สำคัญ! นอกจากจะแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์แล้ว แต่ละครั้งก็ควรแปรงนานอย่างน้อย 2 นาที ให้ทั่วทุกซี่ทุกด้านและงดกินหลังแปรงอย่างน้อย 2 ชั่วโมง และควรทำความสะอาดซอกฟันวันละ 1 ครั้ง ด้วยไหมขัดฟัน ร่วมกับแปรงซอกฟันในบริเวณซอกฟันที่มีเหงือกร่น/ฟันห่าง ซึ่งไหมขัดฟันที่มีลักษณะเป็นเส้นขนาดเล็ก จะไม่สามารถทำความสะอาดได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ
</detail><keywords>แปรงฟัน, ฟลูออไรด์, ไหมขัดฟัน, โรครำมะนาด, เชื้อโรค</keywords><date>2024-06-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5006</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1718160584.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="340"><Nid>5001</Nid><title>งานวิจัยชี้ พลาสติกสีแจ่มทำโลกเจ็บจี๊ด</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/54950</source><detail>ทีมนักวิจัยจากอังกฤษและแอฟริกาใต้ ศึกษาพบว่า พลาสติกที่มีสดใสเช่นสีแดง เขียว น้ำเงิน มีการย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติกง่ายกว่าพลาสติกสีพื้นอย่างสีดำ ขาวหรือสีเงิน

วันที่ 27 พฤษภาคมที่ผ่านมา เว็บไซต์ The Guardian รายงานผลการวิจัยร่วมกันของ University of Leicester ประเทศอังกฤษและ University of Cape Town ประเทศแอฟริกาใต้ ที่พบว่าพลาสติกที่มีสีสันสดใสอย่างสีแดง เขียว น้ำเงิน มีอัตราการย่อยสลายเร็วกว่าพลาสติกสีพื้น ๆ อย่างสีดำ ขาว และสีเงิน โดยทั้งสองมหาวิทยาลัยต่างก็แยกทดลองในประเทศของตน คือ ทีมวิจัยประเทศอังกฤษนำฝาขวดน้ำหลากหลายสี ไปวางบนหลังคาอาคารให้ได้รับแสงแดดและอื่น ๆ ตามสภาพแวดล้อมเป็นเวลา 3 ปี ส่วนทีมวิจัยประเทศแอฟริกาใต้ ศึกษาชิ้นส่วนพลาสติกสีสันหลากหลายเช่นกัน บนชายหาดที่ไร้การรบกวน โดยเลือกพลาสติกที่มีการระบุวันผลิตตรงกัน แล้วใช้เทคนิคทางห้องปฏิบัติการวัดอัตราการย่อยสลาย ผลปรากฏว่า ทั้งสองสภาวะต่างให้ผลตรงกันคือ ตัวอย่างชิ้นพลาสติกที่มีสีสดใส โดยเฉพาะ สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน มีอัตราการย่อยสลายเร็วกว่า พลาสติกสีพื้น ๆ อย่างพลาสติกสีดำ สีขาว สีเงิน ขณะที่พลาสติกสีพื้นเหล่านี้แทบจะไม่เป็นอะไรเลยในการทดลองดังกล่าว

 



ภาพแสดงการย่อยสลายของฝาขวดพลาสติกสีต่างกัน ในระยะเวลา 3 ปี (การทดลองของ University of Leicester)

 

นักวิจัยให้ข้อคิดเห็นว่า สีที่ใช้ผสมในกระบวนการผลิตพลาสติกน่าจะมีผลต่อการย่อยสลายพลาสติก โดยสีสดใสจะทำให้เกิดการย่อยสลายเร็ว ขณะที่ สีดำ สีขาว สีเงิน จะช่วยปกป้องพลาสติกจากการทำลายของรังสียูวี ซึ่งรังสียูวีนี่เองที่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้พลาสติกผุ แตกหักเร็วขึ้น แล้วเกิดไมโครพลาสติกตามมา เหล่านี้ทำให้พลาสติกเหล่านี้ไม่อาจเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้ สร้างปัญหามลภาวะให้แก่โลกและสิ่งแวดล้อม

การทดลองนี้จะทำให้เกิดความตระหนักในการผลิตพลาสติก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ตั้งในที่โล่งแจ้ง ซึ่งมักจะได้รับการออกแบบให้มีสีสันสดใส บริษัทผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกอาจต้องทบทวนเรื่องการใส่สีสันสำหรับงานเหล่านี้

 

แหล่งที่มาของข่าว

https://www.theguardian.com/environment/article/2024/may/27/ditch-brightly-coloured-plastic-anti-waste-researchers-tell-firms?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTEAAR2ULO-F5dED5bStzq6_tEBhudBt4eMj2-lAY3OuBOvpULeMDr3WmqsCASE_aem_ATCsPD0bxZI3m8NjE-IL5kc6ey0wq74PtiEA8jzI7sUAIddQoGe1-Jhzidwxn_S5OHKkC9tcZsvrlsQrQadHFcZl

https://le.ac.uk/news/2024/may/microplastic-colours

https://www.sciencedirect.com/science/article/pii/S0269749124004159?via%3Dihub
</detail><keywords>พลาสติก, ย่อยสลาย, ไมโครพลาสติก, รังสียูวี, มลภาวะ, โลก, สิ่งแวดล้อม</keywords><date>2024-06-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5001</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1717561158.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="341"><Nid>5000</Nid><title>โรคที่มากับนกพิราบพาหะอันตราย ร้ายแรงถึงสมอง</title><source>https://www.sikarin.com/health/โรคที่มากับ-นกพิราบพา</source><detail>นกพิราบ พาหะนำโรคร้าย? เพราะในมูลนกพิราบ มีเชื้อราที่เรียกว่า ‘Cryptococcus neoformans’ เชื้อคริปโตคอคคัส โดยเชื้อดังกล่าว เป็นที่มาของการเกิดโรคต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดโรคร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้! โดยสามารถติดเชื้อได้ผ่าน ‘การสัมผัส’ มูลสัตว์ หรือ ‘การหายใจ’ และสูดดมละอองเชื้อราดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย


	โรคคริปโตคอกโคสิส (Cryptococcosis) 


โรคสมองอักเสบจากเชื้อราคริปโตคอคคัส เป็นเชื้อราชนิดหนึ่งที่เจริญเติบโตได้ง่ายและพบในมูลนกพิราบ ส่วนใหญ่มักเกิดกับผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น คนที่ได้รับยากดภูมิ หรือคนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอมาแต่กำเนิด ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากกว่าคนปกติถึง 1,000 เท่า


	โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ


ปกติแล้วโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ สามารถเกิดขึ้นได้จากเชื้อโรค เชื้อไวรัส หรือแบคทีเรียจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเราที่มาจากที่อยู่อาศัย สภาวะแวดล้อมไม่สะอาดนัก หรือมาจากพยาธิที่มากับอาหารที่ไม่สะอาด กึ่งสุกกึ่งดิบ

ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลโรคติดเชื้อและพาหะนำโรค พบว่าเชื้อ Cryptococcus neoformans จากมูลนกพิราบ เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ สูงถึงร้อยละ 9.09 ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้!


	โรคปอดอักเสบ


หากหายใจและสูดดมเอาเชื้อราชนิดนี้เข้าไปในปอด ก็อาจทำให้ปอดอักเสบได้ โดยเริ่มจากอาการปอดติดเชื้อก่อน แล้วอาจค่อยๆ ลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย นอกจากนี้ ในนกพิราบยังมีแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “คลามัยเดีย” ที่ทำให้เกิดอาการปอดบวมได้อีกด้วย

สังเกตอาการเสี่ยงติดเชื้อ

หากสูดดมเข้าไปในร่างกายจะทำให้ติดเชื้อที่ปอด ทั้งยังสามารถลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ เช่น สมอง ได้อีกด้วย ซึ่งจะมีอาการไข้ ไอเป็นเลือด เจ็บหน้าอก มีปัญหาทางการมองเห็น มึนงง หากมีการติดเชื้อที่สมองจะมีอาการสับสน และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไป และอาจไม่ใช่เฉพาะมีอาการปอดอักเสบ แต่เชื้ออาจลามไปทำลายสมองของเราได้อีกด้วย

 

หยุดให้อาหารนกพิราบ – วิธีป้องกันตนเองจากความเสี่ยงติดเชื้อราจากมูลนกพิราบ

กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มากกว่าคนปกติ ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น คนที่ได้รับยากดภูมิ หรือคนที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอมาแต่กำเนิด สำหรับคนที่มีภูมิคุ้มกันปกติก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน โดยควรป้องกันตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อราจากมูลนกพิราบ โดยมีวิธีป้องกันดังนี้


	หลีกเลี่ยงการสัมผัสนก การเข้าไปอยู่ในฝูงนกพิราบ หากต้องเข้าใกล้ ควรใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโรค
	คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ไม่ควรเข้าไปใกล้นกพิราบ เพราะอาจได้รับเชื้อในมูลเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ได้ตั้งใจ
	ไล่นกพิราบไปไกลๆ ไม่ให้มาอาศัยอยู่ภายในบริเวณบ้าน
	ทำความสะอาดอาคารเก่า หรือบริเวณที่พบนกเคยอยู่อาศัย และล้างมือหลังจากทำความสะอาดทุกครั้ง
	ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ซึ่งจะเป็นการช่วยป้องกันเชื้อโรคได้
	ไม่ให้อาหารนกพิราบ เพื่อป้องกันการระบาดของโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน

</detail><keywords>นกพิราบ, มูลนก, cryptococcus, โรคร้าย, เชื้อรา, โรคคริปโตคอกโคสิส, โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ, โรคปอดอักเสบ, พาหะนำโรค, โรคติดเชื้อ, แบคทีเรีย</keywords><date>2024-06-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/5000</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1717488864.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="342"><Nid>4998</Nid><title>ทิศมีทั้งหมดกี่ทิศ และเรียกว่าอะไรบ้าง</title><source>https://www.sanook.com/campus/1423667</source><detail>ทิศมีทั้งหมดกี่ทิศ และเรียกว่าอะไรบ้าง
:
เพื่อน ๆ คงรู้อยู่แล้วว่า ทิศ มีทั้งทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก หรือทิศเฉียงทั้งหลาย เช่น ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมว่า ทิศเหล่านี้ในภาษาไทยมีชื่อเรียกว่าอะไรบ้าง?
:
ทิศหลัก ประกอบด้วย 4 ทิศ คือ
1. ทิศเหนือ เรียกว่า ทิศอุดร
2. ทิศใต้ เรียกว่า ทิศทักษิณ
3. ทิศตะวันออก เรียกว่า ทิศบูรพา
4. ทิศตะวันตก เรียกว่า ทิศประจิม
:
ทิศรอง อยู่ระหว่างทิศหลัก 4 ทิศ ดังนี้
1. ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ - อยู่ระหว่างทิศตะวันออกกับทิศเหนือ เรียกว่า ทิศอีสาน
2. ทิศตะวันออกเฉียงใต้ - อยู่ระหว่างทิศตะวันออกกับทิศใต้ เรียกว่า ทิศอาคเนย์
3. ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ - อยู่ระหว่างทิศตะวันตกกับทิศเหนือ เรียกว่า ทิศพายัพ
4. ทิศตะวันตกเฉียงใต้ - อยู่ระหว่างทิศตะวันตกกับทิศใต้ เรียกว่า ทิศหรดี
:
แต่ถ้าต้องการใช้คำเรียกทิศให้เป็นสากล ก็สามารถใช้สัญลักษณ์ N แทน ทิศเหนือ, S แทนทิศใต้, W แทนทิศตะวันตก และ E แทนทิศตะวันออก ก็ได้เช่นกันนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-05-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4998</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1717367914.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="343"><Nid>4997</Nid><title>7 เช็กลิสต์สังเกตตัวเอง ว่ากำลังเป็นบุคคล Toxic อยู่หรือเปล่า</title><source>https://www.sanook.com/campus/1422599</source><detail>7 เช็กลิสต์สังเกตตัวเอง ว่ากำลังเป็นบุคคล Toxic อยู่หรือเปล่า
:
ในบางครั้ง เราอาจเผลอทำตัวไม่ดีใส่คนรอบข้าง หรือเผยการกระทำที่ Toxic ออกมาโดยไม่รู้ตัว วันนี้เรามาสังเกตตัวเองกันดีกว่า ว่าเรากำลังเป็นคน Toxic อยู่หรือเปล่า?
:
1. ขอโทษไม่เป็น - มักจะบ่ายเบี่ยงเลี่ยงการขอโทษ และคิดว่าเราไม่ใช่คนผิด
:
2. ยินดีกับผู้อื่นไม่เป็น - หากใครได้ดีกว่า หรือประสบความสำเร็จ ก็มักจะรู้สึกไม่ยินดี
:
3. ชอบทำให้คนอื่นขายหน้า - พูดเรื่องไม่ดีให้คนอื่นขายหน้าในพื้นที่สาธารณะ หรือพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่เยอะ
:
4. ชอบตัดสินคนอื่น - ชอบตัดสินผู้อื่นจากภายนอก หรือตัดสินคนอื่นจากทัศนคติ และความชอบส่วนตัวของตนเอง
:
5. ชอบโยนความผิดให้คนอื่น - มักเกิดกับเวลาทำงานเป็นทีม หากมีข้อผิดพลาดก็จะโยนความผิดให้คนอื่นอยู่เสมอ
:
6. เป็นคนเจ้าอารมณ์ - ชอบเหวี่ยง ชอบวีน ควบคุมอารมณ์หรือคำพูดของตนเองไม่ได้ และมักจะนำอารมณ์ของตนเองไปลงกับคนอื่น
:
7. ชอบนินทา - ต่อหน้าพูดดี กล่าวชมอย่างโน้นอย่างนี้ พอลับหลังกลับนำไปนินทา
:
พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งไม่น่ารัก หากเราเผลอทำพฤติกรรมเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว ลองสังเกตตัวเองหรือสอบถามคนรอบข้าง เพื่อที่จะได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม และอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างมีความสุขนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-05-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4997</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1717367748.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="344"><Nid>4996</Nid><title>เคล็ดลับยืดอายุใบตองให้สดเหมือนเพิ่งตัด</title><source>https://www.sanook.com/women/228317</source><detail>เคล็ดลับยืดอายุใบตองให้สดเหมือนเพิ่งตัด
:
ปัจจุบันใบตองยังคงถูกใช้หลากหลาย ไม่ว่าจะใช้ทำกระทง, ทำภาชนะใส่อาหาร, ทำที่ห่อขนม และอีกหลายอย่าง แต่ปัญหาอย่างหนึ่งของใบตองที่พบ คือ ใบตองนั้นเหี่ยวง่าย วันนี้เราจะมาไปดูเคล็ดลับกัน
:
1. เมื่อตัดใบตองมาแล้วนำใบตองไปแช่น้ำ ทำความสะอาด
2. นำไปลวกในน้ำเดือดประมาณ 2-3 นาทีแล้วนำออกมาปล่อยให้เย็น เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์บนพื้นผิว และทำให้ใบตองมีสีเขียวตามธรรมชาติ
3. พับใบตองอย่างระมัดระวัง และเก็บไว้ในถุงพลาสติกแช่ในตู้เย็น เพื่อลดการสัมผัสอากาศ
:
การเก็บแบบนี้ จะทำให้ใบตองอยู่ได้นานถึง 7-10 วัน อย่างไรก็ตามหากต้องการเก็บใบตองสดให้นานขึ้น สามารถเก็บไว้ในช่องแช่แข็งได้ การแช่แข็งจะช่วยให้ใบตองคงสภาพเดิมได้เช่นกันครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-05-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4996</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1717367431.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="345"><Nid>4995</Nid><title>ยานอนหลับ ภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพ</title><source>https://www.sanook.com/women/249809</source><detail>ยานอนหลับ ภัยเงียบที่ทำลายสุขภาพ
:
ปัจจุบันหลายคนประสบปัญหาการนอนหลับยาก ส่งผลให้หันมาพึ่งยานอนหลับเพื่อช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและสุขภาพจิตในระยะยาว
:
อาการนอนไม่หลับ (Insomnia) เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งจากพฤติกรรมการนอนที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงความเครียดในชีวิตประจำวัน
:
ผลข้างเคียงจากการใช้ยานอนหลับมีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
1. ระยะสั้น - จะมีอาการง่วงนอน, อ่อนเพลีย, ปวดศีรษะ, คลื่นไส้, สับสน มึนงง, ท้องเสียหรือท้องผูก, ปากแห้ง, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, การตัดสินใจช้า สมองประมวลผลช้า เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ, พลัดตกหกล้ม, อาหารไม่ย่อย มีแก๊สในกระเพาะอาหาร, จุกเสียด แน่นท้อง
:
2. ระยะยาว - ส่งผลต่อการทำงานของสมอง เปลี่ยนแปลงโครงสร้างการนอนหลับ จนทำให้ติดยานอนหลับ เกิดการดื้อยา
:
นอกจากนี้การใช้ยานอนหลับเกินขนาด อาจทำให้เกิดการกดระบบหายใจขณะหลับ จนอาจทำให้เสียชีวิตได้เลย หากเพื่อน ๆ เริ่มมีอาการนอนไม่หลับ จนต้องพึ่งยานอนหลับ อย่านิ่งนอนใจไป ควรรีบพบนักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์เพื่อช่วยให้ปรับพฤติกรรมการนอนหลับ และรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้นได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-05-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4995</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1717367368.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="346"><Nid>4994</Nid><title>AI บุกวงการเกษตรกร กับรถแทรกเตอร์ไร้คนขับ</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c90z4277yzjo</source><detail>AI บุกวงการเกษตรกร กับรถแทรกเตอร์ไร้คนขับ
:
ยุคนี้เพื่อน ๆ คงเคยชินกับ AI ไปแล้ว แต่รู้ไหมว่าอุตสาหกรรมการเกษตรก็เริ่มมีผู้นำเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้มาปรับใช้เช่นกัน
:
มีเกษตรกรในเมืองเซนต์นีออตส์ สหราชอาณาจักรกรนามว่า วิลล์ มัมฟอร์ด ได้ใช้รถแทรกเตอร์การเกษตรไร้คนขับเป็นคนแรกในสหราชอาณาจักร เพื่อเตรียมดินสำหรับการเพาะปลูก และใช้ยานพาหนะขับเคลื่อนด้วยตัวเองอีกคันในการหว่านเมล็ดพืช
:
รถแทรกเตอร์ที่ว่า สามารถช่วยทำงานได้นานที่สุดถึง 30 ชั่วโมงต่อครั้ง และยังช่วยลดการทำลายเนื้อดินอีกด้วย
:
ถึงแม้จะใช้งานได้จริง แต่ราคายังคงสูงอยู่มาก โดยมีราคาราว 180,000 - 320,000 ปอนด์ หรือราว 8.26 - 14.69 ล้านบาท ถ้าหากในอนาคตราคาเริ่มถูกลง ก็คงจะเริ่มเข้ามาแทนที่เครื่องจักรแบบเดิม ๆ แล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-05-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4994</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1717367310.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="347"><Nid>4993</Nid><title>เก็บอาหารยังไงให้อยู่ได้นาน ไม่เสีย-ไม่บูดไว</title><source>https://www.sanook.com/women/222565</source><detail>เก็บอาหารยังไงให้อยู่ได้นาน ไม่เสีย-ไม่บูดไว
:
ในช่วงที่อากาศร้อน ต้องระมัดระวังเรื่องการเก็บอาหารเป็นพิเศษ เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้อาหารบูดง่ายขึ้นตามไปด้วย วันนี้จะพาไปดูเทคนิคเก็บอาหารที่ลดความเสี่ยงไม่ให้อาหารบูดง่ายกัน
:
1. ไม่ควรวางอาหารไว้ในที่อากาศร้อนจัด - แต่หากลืม เช่น วางอาหารไว้บนรถยนต์ 3-4 ชม. ไม่ควรนำอาหารมากินอีก เนื่องจากแบคทีเรียเติบโตแล้ว
:
2. เลือกเก็บของทอดปลอดภัยกว่า - อาหารทอดเสียยากกว่าอาหารประเภทอื่น เนื่องจากอาหารมีความชื้นน้อย
:
3. อาหารประเภทผักลวก - ให้นำทิชชู่ซับให้แห้งสนิทก่อนนำใส่กล่อง
:
4. เลือกกล่องข้าวที่แบ่งส่วน ไม่รวมกัน - ป้องกันอาหารปนเปื้อน ควรมีกล่องที่มีช่องไว้แบ่ง เช่น ช่องใส่ข้าว, ช่องใส่เนื้อสัตว์ เป็นต้น
:
นี่ก็เป็นเทคนิคในการเก็บอาหารปรุงสุกไว้ให้ได้นานขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ดี การเลือกรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่แทนการกินอาหารค้างคืนจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเรามากที่สุดนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-05-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4993</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1717367272.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="348"><Nid>4992</Nid><title>พบแมลงวันขายาว 2 ชนิดใหม่ของโลก</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/54944</source><detail>เว็บไซต์พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยา ๕๐ พรรษา สยามบรมราชกุมารี รายงานเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ถึงการค้นพบสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ นำโดย ดร.อับดุลเลาะ ซาเมาะ อาจารย์ประจำพิพิธภัณฑ์สถานธรรมชาติวิทยา 50 พรรษา สยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมมือกับทีมวิจัยจากสิงคโปร์ สำรวจค้นพบแมลงวันขายาวชนิดใหม่ของโลก โดยพบทางตอนใต้ของประเทศไทย แมลงวันขายาว 2 ชนิด ได้แก่ Hercostomus obtusus Samoh &amp; Grootaert จากอำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา และ Hercostomus squamatus Samoh &amp; Grootaert จากปากบารา อำเภอละงู จังหวัดสตูล ลักษณะสำคัญของแมลงชนิดนี้คือ ปีกคู่หน้าของเพศผู้มีขนาดยาวกว่าเพศเมีย ขามีสีเหลือง ปล้องฐานขาสีน้ำตาล โคนขาคู่หลังไม่มีขน อวัยวะเพศผู้มีขนาดความยาว 3 ส่วน 4 ของความยาวท้อง ซึ่งเป็นแมลงที่ช่วยกำจัดแมลงชนิดอื่น ๆ ที่ทำลายระบบนิเวศ เช่น ช่วยกำจัดริ้นที่เป็นแมลงรังควานที่มักคอยดูดเลือดคนหรือสัตว์บริเวณนั้น และลูกน้ำยุงที่ก่อให้เกิดพาหะของโรคต่าง ๆ โดยงานวิจัยดังกล่าวถูกเผยแพร่ลงในวารสารวิชาการ Zootaxa



Hercostomus squamatus (Male)

 

 



Hercostomus squamatus (Female)

 



Hercostomus obtusus (Male)

 



Hercostomus obtusus (Female)
</detail><keywords>แมลงวัน, แมลงวันขายาว, แมลง, ระบบนิเวศ, สัตว์, ลูกน้ำ, ยุง</keywords><date>2024-05-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4992</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1717137397.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="349"><Nid>4991</Nid><title>พบดาวเคราะห์นอกระบบ เบาบางเทียบเท่าปุยขนมสายไหม</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/54938</source><detail>หลังจากการประกาศพบดาวเคราะห์นอกระบบ WASP-193b ในปี 2023 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 1,181 ปีแสง ทีมนักวิจัยได้ศึกษาสมบัติทางกายภาพของดวงดาว ได้แก่มวลและองค์ประกอบ พบว่าเป็นดาวเคราะห์แก๊สที่มีมวลน้อยกว่าดาวพฤหัสบดี 0.139 เท่า แต่มีขนาดที่ใหญ่กว่าถึง 1.464 เท่า จึงทำให้ดาวเคราะห์ดวงนี้มีความหนาแน่นที่ต่ำมาก เพียง 0.059 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร จนเมื่อเทียบความหนาแน่นนี้กับสิ่งของใกล้ตัวเรา พบว่าใกล้เคียงกับความหนาแน่นของสายไหมหรือสำลีที่มีความหนาแน่น 0.05 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ในขณะที่โลกเราเป็นดาวเคราะห์หิน มีความหนาแน่น 5.50 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร  

องค์ประกอบส่วนใหญ่ของดาวเคราะห์ WASP-193b เป็นแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียม เช่นเดียวกับดาวพฤหัสบดี ทีมนักวิจัยจึงตั้งสมมุติฐานว่า แก๊สเหล่านี้ทำให้ชั้นบรรยากาศนั้นพองตัวขึ้น ทำให้ขนาดของดาวดวงนี้ใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดี จึงได้ฉายาว่า “puffy Jupiters” หรือดาวพฤหัสบดีที่พองตัว แต่อย่างไรก็ดี นักวิจัยยังคงประหลาดใจกับความเบาบางของดาวเคราะห์แก๊สดวงนี้ และจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อหาผลมาสนับสนุนสมมุติฐานอีกครั้ง โดยอาศัยข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ ที่มีความสามารถสำรวจอวกาศห้วงลึก ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Nature Astronomy เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2024 
</detail><keywords>ดาวเคราะห์, โลก, ดวงดาว, สายไหม, แก๊สไฮโดรเจน, ฮีเลียม, นักวิจัย, อวกาศ</keywords><date>2024-05-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4991</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1717136965.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="350"><Nid>4990</Nid><title>PRIDE MONTH เดือนแห่งความภาคภูมิใจในยุคแห่งความเท่าเทียม</title><source>https://ellethailand.com/5-things-about-pride-month-thailand-2024/</source><detail>เมื่อเวลาเดินทางมาถึงเดือนมิถุนายนของทุกปี เดือนนี้จะกลายเป็นเดือนสำคัญของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ เพราะนี่คือช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจที่พวกเขาสามารถเฉลิมฉลองให้กับความเป็นตัวของตัวเอง สิทธิเสรีภาพของชาวเควียร์ รวมทั้งระลึกถึงเหล่าผู้บุกเบิกที่ถางทางให้ชาว LGBTQIAN+ มาตั้งแต่อดีต ซึ่งสำหรับประเทศไทยในปี 2024 นี้ก็ยิ่งน่ายินดี เพราะตอนนี้ไทยเพิ่งผ่านร่างกฏหมายสมรสเท่าเทียม โดยนับเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่สำคัญของบ้านเราเลยก็ว่าได้ แอลจึงอยากจะชวนคุณไปย้อนรอยที่มาของเดือนไพรด์ พร้อมทั้งสรุปเหตุการณ์สำคัญอันสะท้อนให้เห็นว่าโลกของเราและสังคมไทยในช่วงปีที่ผ่านมานี้โอบรับความเท่าเทียมและความหลากหลายมากเพียงใดผ่าน 5 เรื่องราวน่ารู้ของ Pride Month ต่อไปนี้

From Stonewall to Pride Month

คำว่า ‘Pride Month’ อาจไม่ใช่คำใหม่สำหรับสังคมไทยอีกต่อไปแล้ว เพราะในขณะนี้ผู้คนมากมายเข้าใจว่าเดือน Pride Month ที่เกิดขึ้นในทุกๆ เดือนมิถุนายนทุกปีนั้นเป็นเดือนแห่งการเฉลิมฉลองความเท่าเทียมและรำลึกถึงความภาคภูมิใจของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ไม่ว่าจะเป็น เลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล ทรานสเจนเดอร์ เควียร์ และเพศอื่นๆ อีกมากมายในชุมชนนี้ ซึ่งในประเทศไทยก็มีการจัดงานไพรด์ในทุกๆ ปีด้วย

โดยการเฉลิมฉลองนี้ก็มีมาตั้งแต่หลังจากการจบลงของการจลาจลที่สโตนวอลล์เมื่อปี 1969 ที่ชาวเกย์ในย่านนั้นรวมตัวประท้วงและต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิจากตำรวจที่คุกคามพวกเขา จนสุดท้ายมีการสูญเสียมากมาย แต่นั่นก็นำพามาสู่ความเข้าใจและตระหนักรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศในสหรัฐอเมริกา จนในปัจจุบันงาน Pride Month ก็กลายเป็นธรรมเนียมที่กลุ่ม LGBTQIAN+ ทำเพื่อเฉลิมฉลองและรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญในครั้งนั้นมาโดยตลอด และในที่สุดการจัดไพรด์พาเหรดก็กลายเป็นวัฒนธรรมของชาวเควียร์ทั่วโลก

Rainbow Flag for Pride Month

ธงสีรุ้งเป็นสัญลักษณ์อันสำคัญที่แสดงออกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นงานดีไซน์ฝีมือของ Gilbert Baker ที่เขาสร้างธงเพื่อใช้ในขบวนไพรด์ของนักการเมืองเกย์ที่เคลื่อนไหวเรื่องความเท่าเทียมทางเพศอย่าง Harvey Milk เมื่อปี 1978 โดยได้แรงบันดาลใจจากสายรุ้งที่เป็นสิ่งสวยงามซึ่งอยู่ในธรรมชาติ และด้วยความที่สายรุ้งมีสีทุกสเปกตรัม มันจึงสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติ อายุ และเพศในกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ

ในอดีตธงสีรุ้งมีทั้งหมด 8 สี 8 ความหมาย นั่นก็คือ สีชมพูฮอตพิ้งก์ (เพศ), สีแดง (ชีวิต), สีส้ม (การรักษา), สีเหลือง (แสงแดด), สีเขียว (ธรรมชาติ), สีฟ้าเทอร์ควอยซ์ (ศิลปะ), สีครามน้ำเงิน (ความสามัคคี) และสีม่วง (จิตวิญญาณ) แต่ในอดีต สีชมพูเข้มฮอตพิ้งก์นั้นหาได้ยาก พวกเขาจึงตัดออกในภายหลัง และผนวกรวมฟ้าเทอร์ควอยซ์เข้ากับสีคราม จึงเหลือเพียงแค่ 6 สีเท่านั้น จนในที่สุดธงสีสันสดใสนี้ก็ถูกใช้เฉลิมฉลองในขบวนไพรด์ครั้งแรกที่วันแห่งเสรีภาพของชาวเกย์ในซานฟรานซิสโกเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนปี 1978 และกลายเป็นสัญลักษณ์ที่คนทั่วไปรู้จักมาถึงปัจจุบัน

แต่ในขณะนี้ที่คนเราเรียนรู้เรื่องเพศหลากหลายมากยิ่งขึ้น สีในธงก็มีการเพิ่มเติมเข้ามาหลายสี ไม่ว่าจะเป็น สีน้ำตาลสีดำที่หมายถึงกลุ่มคนดำที่เป็นเควียร์ สีชมพู เบบี้บลู และขาวก็สื่อถึงกลุ่มทรานส์เจนเดอร์ และยังมีธงสีอื่นๆ ที่สื่อไปถึงกลุ่มคน Asexual, Aromantic, Non Binary, Pansexual, Intersex และอีกมากมายในคอมมูนิตี้

Gender Fluid Fashion

ถ้าหากย้อนไปในอดีต การแต่งกายข้ามเพศหรือการแต่งตัวที่มีความลื่นไหลทางเพศเป็นสิ่งที่แปลกแยกจากสังคม แม้กระทั่งสีฟ้า-สีชมพูก็ถูกแบ่งแยกไว้สำหรับเด็กหญิงและเด็กชาย แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ในยุคนี้การแต่งตัวได้กลายเป็นวิธีที่แสดงออกถึงตัวตนอันเป็นอิสระของแต่ละคนไปแล้ว ถ้าหากผู้หญิงอยากจะแต่งตัวแบบผู้ชายก็ทำได้ จะใส่เสื้อผ้าเผยให้เห็นผิวหนังบ้างก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ถ้าผู้ชายอยากจะใส่กระโปรง ใส่สีชมพูหรือสีพาสเทลก็ไม่ใช่เรื่องแปลก หรือแม้แต่การแต่งแดร็กก็เป็นทั้งศิลปะแขนงหนึ่งและยังเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สะท้อนตัวตนของคนข้ามเพศเช่นกัน

 
</detail><keywords>LGBTQ, pridemonth, สมรส, ไพรด์, เสรีภาพ, เลสเบี้ยน, เกย์, ไบเซ็กชวล, ทรานสเจนเดอร์, เควียร์</keywords><date>2024-05-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4990</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1717136718.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="351"><Nid>4989</Nid><title>5 ผลไม้วิตามินซีสูง ต้านหวัด เสริมภูมิในฤดูฝน</title><source>https://www.thaihealth.or.th/5-ผลไม้วิตามินซีสูง-ต้าน/</source><detail>การกินผลไม้ประจำฤดูกาลนอกจากราคาจะถูกกว่าแล้ว ยังลดปริมาณสารพิษที่แฝงมาด้วย แนะ 5ผลไม้ ประจำฤดูฝน วิตามินซีสูงต้านหวัด

                    เข้าสู่หน้าฝนแล้ว หลายพื้นที่มีฝนตกฉ่ำ ช่วยลดความร้อนไปได้บ้าง แต่เพราะอากาศที่เปลี่ยนแปลงที่แทบจะเฉียบพลัน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนแบบนี้หลายคนอาจรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว การเสริมวิตามินที่ช่วยฟื้นฟูต้านหวัดอย่าง “วิตามินซี” จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ในวันนี้ทีมข่าวพีพีทีวี ได้รวบรวมผลไม้ฤดูฝน วิตามินซีสูงช่วยต้านหวัด เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย แถมยังเป็นแหล่งวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารสูง อีกด้วย

 

1. ส้มโอ

                    ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน แก้หวัด แก้ไอ ขับเสมหะ มีใยอาหารสูงจึงช่วยแก้ท้องผูกได้ อุดมไปด้วยโพแทสเซียม มีปริมาณโซเดียมค่อนข้างต่ำ

 

2. ฝรั่ง

                    อุดมด้วยวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 5 เท่าใยอาหาร สร้างภูมิต้านทาน เหมาะสําหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน หรือควบคุมน้ำหนักเพราะมีแคลอรีน้อยบำรุงผิวพรรณ

 

3. มะเฟือง

                    ผลไม้รสเปรี้ยว แก้ร้อนใน ดับกระหาย ลดอุณหภูมิในร่างกาย ถอนพิษไข้ ช่วยลดความร้อนภายในร่างกายได้ดี จิ้มกับพริกเกลือเล็กน้อย รับรองกินตอนบ่ายๆ ตื่นเต็มตาแน่นอนค่ะ

 

4. ส้มเขียวหวาน

                    ผลไม้ยอดฮิต เนื้อฉ่ำน้ำหวานสดชื่น ช่วยป้องกันไข้หวัด แก้ไอ ขับเสมหะ แก้อาหารไม่ย่อย ช่วยระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น

 

5. กล้วยน้ำว้า

                    มีสารแทนนินอยู่มาก ซึ่งสามารถช่วยรักษาอาการท้องเสียแบบไม่รุนแรงได้ มีสารต้านอนุมูลอิสระ แก้อาการนอนไม่หลับ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ ให้แคลเซียมสูงที่สุดในบรรดากล้วยทั้งหมด

                    การกินผลไม้ตามฤดูกาล จะมีราคาถูกและมีสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงน้อยกว่าผลไม้นอกฤดูกาล อย่างไรก็ตามควรล้างให้สะอาดก่อนกินทุกครั้งถึงแม้จะเป็นผลไม้ที่ต้องปลอกเปลือก และควรกินในปริมาณที่เหมาะสมเนื่องจากผลไม้เองก็มีน้ำตาลอยู่มาก ควรเน้นกินเพื่อสุขภาพมากกว่าความอร่อยควบคู่ไปกับการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่หลากหลาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอด้วย จะช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรงไม่ป่วยง่ายด้วย
</detail><keywords>ผลไม้, วิตามินซี, ส้มโอ, ฝรั่ง, มะเฟือง, ส้มเขียวหวาน, กล้วยน้ำว้า</keywords><date>2024-05-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4989</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1717136365.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="352"><Nid>4988</Nid><title>ใครคือ Golden Boy รู้จักพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ต้นวงศ์มหิธรปุระแห่งพิมาย</title><source>https://www.silpa-mag.com/history/article_123847</source><detail>ข่าวการคืนประติมากรรมสำริด “Golden Boy” รูป “พระเจ้าชัยวรมันที่ 6” ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Metropolitan ประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังจะส่งคืนแก่ไทย ถือเป็นข่าวใหญ่ส่งท้ายปี พ.ศ. 2566 ในแวดวงประวัติศาสตร์และโบราณคดีก็ว่าได้ (ความคืบหน้าล่าสุด คือ ไทยจะได้รับคืนกลับถึงประเทศ วันที่ 20 พฤษภาคม 2567) 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 หรือบุคคลในประติมากรรมสำริดปิดทองทั้งองค์ จนได้รับการขนานนามว่า Golden Boy นั้น ถือเป็นปฐมกษัตริย์ของ ราชวงศ์มหิธรปุระ ผู้ปกครองอาณาจักรเขมรโบราณ ช่วงพุทธศตวรรษที่ 17 โดยมีพื้นเพอยู่ที่แถบต้นแม่น้ำมูล

พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 เถลิงราชย์ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 กษัตริย์แห่งเมืองพระนคร แต่วงศ์มหิธรปุระไม่ใช่เครือญาติของพระเจ้าหรรษวรมันที่ 3 เข้าใจว่า พระองค์เป็นขุนนางท้องถิ่นที่ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรเขมรโบราณที่เมืองมหินธรปุระ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ลงความเห็นว่าคือ เมืองพิมาย ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา 

อย่างไรก็ตาม มีกษัตริย์อีกองค์ปกครองอยู่ที่เมืองพระนคร ช่วงนี้อาณาจักรเขมรโบราณจึงมิได้เป็นหนึ่งเดียวหรือมีเสถียรภาพนัก โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ใช้เมืองมหิธรปุระเป็นฐานอำนาจในการทำสงครามขยายอำนาจ เพื่ออ้างสิทธิ์ในการปกครองดินแดนทั้งหมด



จารึกปราสาทพระขรรค์ กล่าวถึงวงศ์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ว่า ทรงครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรเขมรโบราณที่เมืองศรียโสธรปุระ ทรงมีเครือญาติที่มหิธรปุระ (พิมาย) โดยพระกนิษฐาของพระองค์ทรงมีพระราชธิดา ซึ่งเป็นพระราชมารดาของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

จารึกปราสาทพนมรุ้ง 7 กล่าวถึงราชวงศ์มหิธรปุระว่า สืบสกุลมาจากพระเจ้าหิรัณยวรมันและพระนางหิรัณยลักษมี มีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่กษิตินทราคราม ทรงมีพระราชโอรสได้เป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรเขมรโบราณจำนวน 3 พระองค์ คือพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 พระเจ้าธรณีนธรวรมันที่ 1 และพระศรียุพราช 

โดยทรงมีพระราชนัดดาที่เกิดจากพระราชธิดาองค์หนึ่ง เสกสมรสกับพระเจ้ากษิตินทราทิตย์ มีพระราชโอรสที่มีอำนาจมากพระองค์หนึ่ง ได้เป็นกษัตริย์อาณาจักรเขมรโบราณ คือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2

จึงกล่าวได้ว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 เป็นต้นวงศ์มหิธรปุระ ราชวงศ์ของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สามารถรวบรวมอาณาจักรเขมรโบราณเป็นปึกแผ่น และสถาปนาเมืองพระนครเป็นราชธานีอีกครั้ง แล้วสร้าง “ปราสาทนครวัด” อันยิ่งใหญ่ขึ้นที่นั่น

จึงไม่แปลกที่ปราสาทนครวัดจะได้ต้นแบบมาจาก “ปราสาทพิมาย” ในพื้นที่ซึ่งเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของวงศ์มหิธรปุระ
</detail><keywords>goldenboy, พิพิธภัณฑ์ศิลปะ, โบราณคดี, ประวัติศาสตร์, ประติมากรรม</keywords><date>2024-05-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4988</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1716966765.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="353"><Nid>4986</Nid><title>โลกร้อน ทะเลเดือด กับวิกฤตการณ์ ปะการังฟอกขาว</title><source>0.nstda.or.th/sci2pub/coral-bleaching-decade/</source><detail>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่ทวีความรุนแรง อุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นทุกขณะกลายเป็นปัจจัยคุกคามที่นำมาสู่การเกิด ‘ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว’ (coral bleaching) ซึ่งทำลายพื้นที่แนวปะการังไปแล้วในหลายพื้นที่ทั่วโลก

ล่าสุดเมื่อช่วงกลางเดือนเมษายน พ.ศ. 2567 องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ โนอา (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) โดยหน่วยเฝ้าระวังแนวปะการัง (Coral Reef Watch: CRW) ได้เปิดเผยผลการสำรวจติดตามการเปลี่ยนแปลงของมหาสมุทรและแนวปะการังทั่วโลกช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567 พบว่าเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวแผ่ขยายเป็นวงกว้างในทะเลและมหาสมุทรทั่วทั้งเขตร้อน ทั้งในมหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดีย รวมไปถึงทะเลแคริบเบียน ทะแลแดง อ่าวเปอร์เซีย อ่าวเอเดน ไม่เว้นแม้แต่แนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) ของออสเตรเลีย โดยครั้งนี้นับเป็นปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวระดับโลกครั้งที่ 4 ตั้งแต่ที่หน่วยเฝ้าระวังแนวปะการังของโนอาได้สำรวจและบันทึกไว้ และเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้พบการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวที่รุนแรงระดับโลกครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2541 ครั้งถัดมาในปี พ.ศ. 2553 และครั้งที่ 3 เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2557-2560

 


ภาพเปรียบเทียบปะการังปกติที่มีสีสันสวยงาม (ซ้าย) กับปะการังที่อยู่ในภาวะฟอกขาว (ขวา)

มีรายงานเพิ่มเติมจากสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งออสเตรเลีย (Australian Institute of Marine Science: AIMS) ที่ทำงานร่วมกับองค์การอุทยานทางทะเลเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef Marine Park Authority) ในการติดตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงบริเวณแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟเมื่อช่วงต้นปี พ.ศ. 2567 พบว่าเกิดปะการังฟอกขาวจำนวนมากและแผ่ขยายเป็นวงกว้าง นับว่าเป็นการฟอกขาวครั้งใหญ่รอบที่ 5 ของเกรตแบร์ริเออร์รีฟในช่วงเวลา 8 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 หรืออาจกล่าวได้ว่าแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟเกิดการฟอกขาวครั้งใหญ่ทุก 1-2 ปี และการเกิดขึ้นถี่ทำให้ปะการังไม่มีเวลาเพียงพอที่จะฟื้นตัวได้อย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกันในประเทศไทยก็เริ่มพบการเกิดปะการังฟอกขาวแล้วเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2567 ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามันตอนล่าง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รายงานผลการติดตามสถานการณ์ปะการังฟอกขาวและติดตามอุณหภูมิน้ำทะเลบริเวณเกาะยา จังหวัดตรัง พบปะการังเริ่มมีสีซีดจางและพบปะการังฟอกขาวประมาณร้อยละ 1 ของปะการังมีชีวิตในพื้นที่สำรวจ โดยพบที่ระดับความลึกน้ำ 2–5 เมตร อุณหภูมิของน้ำทะเลมีค่าเฉลี่ย 31.80±0.37 องศาเซลเซียส (ระหว่างวันที่ 2–19 เมษายน พ.ศ. 2567)

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิดปะการังฟอกขาวมาจากน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งน้ำทะเลบนโลกนี้มีปริมาณมหาศาล การที่อุณหภูมิน้ำทะเลเพิ่มขึ้นแสดงว่าโลกของเรามีอุณหภูมิสูงขึ้นมาก อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส สำหรับคนเราอาจไม่รู้สึกถึงผลกระทบมากนัก แต่กับปะการังแล้ว อุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเพียงองศาเดียวหมายถึงความเป็นความตายของปะการัง

 



ทั้งนี้ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว  คือ ภาวะที่ปะการังมีสีซีดจางจนมองเห็นเป็นสีขาว ซึ่งเป็นผลมาจากการสูญเสียสาหร่าย Symbiodinium สาหร่ายขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการัง โดยปกติสาหร่ายกับปะการังจะอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพากัน ปะการังให้ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัย ขณะที่สาหร่ายสังเคราะห์ด้วยแสงช่วยสร้างอาหารและคาร์บอนให้ปะการังใช้ในการเจริญเติบโตและสร้างโครงสร้างหินปูน และยังมีส่วนช่วยสร้างสีสันสวยงามให้แก่ปะการังที่ปกติจะมีเพียงเนื้อเยื่อใส ๆ เท่านั้น แต่เมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น สาหร่ายจะผลิตออกซิเจนปริมาณมากซึ่งเป็นพิษต่อเนื้อเยื่อของปะการัง ปะการังจึงขับสาหร่ายออกจากเนื้อเยื่อเพื่อลดปริมาณออกซิเจน เมื่อไม่มีสาหร่ายอาศัยอยู่แล้ว ปะการังเหลือเพียงเนื้อเยื่อใสที่เผยให้เห็นโครงสร้างหินปูนสีขาวที่อยู่ภายใน จึงเป็นที่มาของคำว่า “ปะการังฟอกขาว”

อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ของหน่วยเฝ้าระวังแนวปะการัง โนอา ได้เปิดเผยอีกว่าหากน้ำในมหาสมุทรยังคงอุ่นขึ้น ภาวะปะการังฟอกขาวก็จะยิ่งถี่และรุนแรงมากขึ้น และหากปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นรุนแรงและยืดเยื้อยาวนานเกินไป อาจส่งผลทำให้ปะการังตาย สร้างความเสียหายอย่างมากต่อระบบนิเวศในทะเลและส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อผู้คนที่ต้องพึ่งพาแนวปะการังในการดำรงชีวิต

แนวปะการังเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญอย่างมากในท้องทะเล แม้ว่าแนวปะการังจะครอบคลุมพื้นที่ใต้ทะเลแค่ประมาณร้อยละ 1 ของพื้นที่ใต้ทะเลทั้งหมด แต่ว่าสิ่งมีชีวิตในทะเลประมาณร้อยละ 25 ใช้ประโยชน์จากปะการัง ทั้งเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร อนุบาล และที่หลบภัย อีกทั้งยังมีประชากรกว่า 500 ล้านคนบนโลกที่ต้องอาศัยพึ่งพาประโยชน์จากแนวปะการัง มีประมาณการว่ามูลค่าที่ได้จากแนวปะการังทั่วโลกนั้นสูงกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปี โดยมาจากอุตสาหกรรมด้านการประมงและการท่องเที่ยว

การฟอกขาวของปะการังที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การดำรงชีวิต ความมั่นคงทางอาหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่หากความเครียดที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดการฟอกขาวลดลงในช่วงเวลาที่ยังไม่สายเกินไป ปะการังก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้และเป็นที่พึ่งพิงให้แก่สรรพชีวิตบนโลกใบนี้ต่อไป
</detail><keywords>ปะการัง, ปะการังฟอกขาว, ทะเล, อุณหภูมิ, ภูมิอากาศ, โลก, มหาสมุทร, น้ำทะเล, สาหร่าย, หินปูน</keywords><date>2024-05-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4986</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1716879727.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="354"><Nid>4983</Nid><title>รู้หรือไม่ นกสามารถหลับได้ขณะที่มันกำลังบิน</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/6293</source><detail>การนอนหลับ คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย การนอนหลับคือช่วงเวลาที่เราได้พักฟื้นร่างกายจากความเหนื่อยล้าจากกิจวัตรประจำวัน จากงานวิจัยเพื่อสุขภาพทั้งหลายต่างแสดงให้เห็นว่า ถ้าหากเรานอนหลับไม่เพียงพอหรืออดหลับอดนอนต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้การทำงานของสมองเชื่องช้าลง เกิดอาการมึนงง เวียนศีรษะ และอาจทำให้เสี่ยงต่อภาวะความจำเสื่อม แล้วนกที่ต้องบินระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะนกที่ต้องบินอพยพเพื่อไปให้ถึงที่หมายทันฤดูกาลที่เหมาะสม พวกมันจะได้นอนหลับช่วงไหน เพราะถ้าหากพวกมันต้องใช้เวลาแวะพักระหว่างที่อพยพบ่อยๆ พวกมันอาจจะไปถึงที่หมายล่าช้า และไม่ทันฤดูกาลที่อุดมสมบูรณ์ของที่นั่น

จากการศึกษาพฤติกรรมนกของนักธรรมชาติวิทยา พบว่า นกอพยพหลายสายพันธุ์สามารถบินต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน และเป็นระยะทางที่ยาวไกล แล้วพวกมันนอนหลับในช่วงไหน? นักวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการศึกษา นกฟรีเกต (Frigate) หรือ นกโจรสลัด ซึ่งเป็นนกที่สามารถบินต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน โดยสามารถบินต่อเนื่องติดต่อกันได้ยาวนานที่สุดถึงสองเดือน พวกเขาได้ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องตรวจจับขนาดเล็กที่ส่วนหัวของนกเพื่อตรวจสอบการทำงานของสมองของมัน เครื่องตรวจจับนี้จะตรวจวัดการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายของนก จากการศึกษาพบว่า นกโจรสลัด สามารถนอนหลับในขณะที่พวกมันบินได้ โดยจะเฉลี่ยแล้วพวกมันจะใช้เวลาในการนอนหลับระหว่างบิน 41 นาทีต่อวัน และอาจจะงีบหลับเป็นระยะเวลาสั้นๆ โดยใช้เวลาเพียง 12 วินาทีเท่านั้น ในขณะที่นกกำลังหลับอยู่ระหว่างที่มันกำลังบิน แล้วสมองของมันทำงานอย่างไร? จากการศึกษา พบว่า สมองของนกจะทำงานเพียงซีกเดียวเพื่อควบคุมร่างกายของมันให้บินอยู่ได้ แต่มีบางครั้งที่สมองของนกทั้งสองซีกก็หลับไปพร้อมกัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นขณะที่นกกำลังบินอยู่ในสภาพอากาศที่ค่อนข้างสงบ ทำให้นกสามารถบินถลาโดยไม่ต้องกระพือปีกได้ แต่เมื่อพวกมันอาศัยอยู่บนบก นกโจรสลัดจะใช้เวลานอนหลับยาวนานถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน
</detail><keywords>นอนหลับ, สัตว์, นักธรรมชาติวิทยา, นกฟรีเกต, นกโจรสลัด, งีบหลับ</keywords><date>2024-05-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4983</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1718700116.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="355"><Nid>4982</Nid><title>21 พฤษภาคม วันชาสากล</title><source>https://hilight.kapook.com/view/146468</source><detail>ชา คือ เครื่องดื่มที่อยู่คู่กับมนุษย์มายาวนานกว่า 2,000 ปี โดยชาวจีนเป็นชนชาติแรกที่รู้จักการปลูกและบริโภคชา และเมื่อเวลาผ่านไป ชาได้ถูกเผยแพร่ไปปลูกยังที่ต่าง ๆ จนกลายเป็นที่นิยม การดื่มชาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในหลาย ๆ ชาติ ไม่ว่าจะเป็น อังกฤษ จีน ญี่ปุ่น และอินเดีย แน่นอนว่าทุกคนล้วนรู้จักชากันทั้งนั้น แต่รู้หรือไม่ว่ามีวันสำคัญวันหนึ่งที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเครื่องดื่มชนิดนี้โดยเฉพาะ นั่นคือ วันชาสากล

วันชาสากล (International Tea Day) ตรงกับวันที่ 21 พฤษภาคม ของทุกปี โดยจุดเริ่มต้นเริ่มมาจากเกษตรกรผู้ปลูกชากลุ่มเล็ก ๆ หลายกลุ่มในเบงกอลตะวันตกและหลายรัฐทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย ได้รวมตัวกันเพื่อเรียกร้องถึงสิทธิและความชอบธรรมในการค้าชาของตน โดยในช่วงนั้น แม้ว่าชาจะเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่มีการปลูกอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ แต่อุตสาหกรรมค้าชาในประเทศอินเดียกลับมีความอ่อนแอและบริหารจัดการได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพเท่าใดนัก เกษตรกรผู้ปลูกชากลุ่มเล็ก ๆ ในหลายพื้นที่ได้นำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการปลูก ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตดีขึ้น ได้ผลิตผลเพิ่มมากขึ้น และชาที่ได้ก็มีคุณภาพดี
 

ทว่าเกษตรกรเหล่านี้กลับไม่ได้รับความเป็นธรรมในการค้าขาย พวกเขาถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกกดราคา แทนที่คุณภาพชีวิตพวกเขาจะดีขึ้นกลับต้องแย่ลง แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น กระทั่งองค์กรเพื่อการสื่อสารและการศึกษาของประเทศอินเดีย (CEC - Centre for Communication and Education) ซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยเหลือสิทธิของเกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยในประเทศ ได้เล็งเห็นถึงปัญหาและได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ พวกเขาได้ร่วมมือกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ เข้ามาพัฒนาและช่วยเหลือเกษตรกรผู้ค้าชากลุ่มย่อย ๆ ให้ได้รับความเป็นธรรมในการค้าชา และทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น

ชาได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพนับตั้งแต่นั้น และได้มีการจัดตั้งให้วันที่ 21 พฤษภาคม ของทุกปี คือ วันชาสากล เพื่อระลึกถึงคุณประโยชน์ของชาและตระหนักถึงความสำคัญของเหล่าเกษตรกรตัวเล็ก ๆ ผู้ปลูกพืชซึ่งกลายเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่านี้
</detail><keywords>ชา, เครื่องดื่ม, วันชาสากล, teaday, เกษตรกร, พืช, อินเดีย</keywords><date>2024-05-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4982</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1747792830.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="356"><Nid>4973</Nid><title>How to ทิ้ง กับหลัก 7R ช่วยลดปริมาณขยะ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/how-to-ทิ้ง-เจ็ดแล้วจำ-กับหลัก-7/</source><detail>ยกกำลัง 7 ด้วยวิธีลดขยะล้น ที่เราเป็นคนเริ่มได้เอง กับหลัก เจ็ดแล้วจำ หลัก 7R ช่วยลดปริมาณขยะ

1. Refuse

ปฏิเสธบรรจุภัณฑ์สร้างมลพิษ เซย์โนให้กล่องโฟม และพลาสติกครั้งเดียวทิ้งซะ

2. Recycle

แยกขยะให้ง่ายต่อการนำไปแปรรูป หมุนเวียนวัตถุดิบไม่ย่อยสลายให้มีชีวิตอีกครั้ง

3. Reuse

ใช้แล้วใช้อีกจนกว่าจะหมดอายุการใช้งาน

4. Refill

เลือกใช้สินค้าแบบเดิม ไม่เพิ่มขยะเกินความจำเป็น

5. Repair

ของเสียก็หัดซ่อม ต้องใช้ให้คุ้มก่อนกลายเป็นขยะ

6. Return

อุดหนุนสินค้าคืนขวด หมุนเวียนบรรจุภัณฑ์ ทำให้ใช้ซ้ำได้หลายครั้ง

7. Reduce

ลดการกินทิ้งกินขว้างเกินความจำเป็น
</detail><keywords>มลพิษ, ขยะ, Refuse, Recycle, Reuse, refill, repair, return, Reduce</keywords><date>2024-05-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4973</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1715929601.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="357"><Nid>4972</Nid><title>ลูกเกเร ดื้อ ก้าวร้าว พ่อแม่มีวิธีการรับมืออย่างไร</title><source>https://www.thaihealth.or.th/ลูกเกเร-ดื้อ-ก้าวร้าว-พ่/</source><detail>พฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กส่งผลให้เด็กมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในครอบครัวเพื่อนหรือครู ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลแก้ไขที่เหมาะสม พฤติกรรมที่ก้าวร้าวจะติดเป็นอุปนิสัยถึงวัยผู้ใหญ่ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตครอบครัว และทำให้ไม่ประสบความสำเร็จในการทางานเท่าที่ควร

                    สาเหตุของพฤติกรรมก้าวร้าว เกิดจากปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ ปัจจัยทางร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม

                    ปัจจัยทางร่างกาย ได้แก่ โครงสร้างทางสมองและระดับของสารสื่อประสาทในสมองที่ไม่สมดุล ส่งผลให้เด็กเป็นคนอารมณ์หงุดหงิดใจร้อน วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือภาวะการป่วยด้วยโรคสมาธิสั้นจะทำให้เด็กมีปัญหาการควบคุมอารมณ์

                    ปัจจัยทางด้านจิตใจ ได้แก่ ลักษณะพื้นฐานด้านอารมณ์ที่มีความอดทนและรอคอยได้น้อย ซึ่งส่วนใหญ่บุคลิกภาพดังกล่าวพัฒนามาจากการถูกเลี้ยงดูแบบตามใจและไม่เหมาะสม

                    ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ได้แก่ เด็กเติบโตในครอบครัวที่นิยมใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา รวมทั้งการดูสื่อ ทีวี วิดีโอเกมส์ ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหารุนแรง

                    เป็นความจำเป็นที่พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกรู้จักควบคุมความโกรธ ความโกรธและความก้าวร้าวเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในทุกคน คนเราอาจจะรู้สึกโกรธเมื่อถูกขัดใจหรือเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ และเด็กจะแสดงความโกรธอย่างตรงไปตรงมา เมื่อเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ประสบการณ์และการมีวุฒิภาวะ จะช่วยให้บุคคลรู้จักควบคุมความโกรธและแสดงออกในเกณฑ์ที่สังคมยอมรับได้ ดังนั้น การเรียนรู้วิธีการควบคุมและจัดการกับอารมณ์โกรธให้มีการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ พ่อและแม่จึงเป็นแม่พิมพ์และผู้ฝึกสอนที่ดีเยี่ยมสาหรับลูก

                    เมื่อลูกมีอาการ “เบรกแตก” เอะอะโวยวาย ทำลายข้าวของ ใช้กาลังทำร้ายคนอื่น สิ่งแรกที่พ่อแม่ควรทำ คือ ควรระงับอารมณ์โกรธของตนเอง ไม่โต้ตอบกลับด้วยความรุนแรง และแก้ปัญหาอย่างใจเย็น เปิดโอกาสให้ลูกได้บอกว่าอะไรทำให้เขาโกรธ พ่อแม่ควรมีท่าทีรับฟังอย่างใส่ใจ ไม่ด่วนสรุป และบอกสอนลูกอย่างใจเย็น ซึ่งท่าทีนี้จะเป็นแบบอย่างในการควบคุมอารมณ์โกรธแก่ลูกได้เป็นอย่างดี

                    การสร้างบรรยากาศที่ดีในบ้าน เช่น การยิ้ม การพูดจาหยอกล้อกัน การชื่นชมซึ่งกันและกัน จะช่วยให้ลูกมีอารมณ์ดี ไม่ตึงเครียดและลดอารมณ์ก้าวร้าวของลูกได้ ในทางตรงข้าม การพูดจาเหน็บแนม เปรียบเทียบ เสียดสี รวมทั้งสีหน้าที่บึ้งตึง บ่มเพาะอารมณ์ด้านลบและทำให้สถานการณ์ในครอบครัวยิ่งตึงเครียดมากขึ้น

                    การโอบกอดและการให้ความรักความเข้าใจแก่ลูก ทำให้เขารับรู้ว่าพ่อแม่ยังรักเขาอยู่เสมอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อาจทำให้เรื่องต่าง ๆ คลี่คลายได้ง่าย โดยธรรมชาติแล้วเด็กมักจะต้องการความสนใจจากผู้ใหญ่และอยากให้ผู้ใหญ่เล่นด้วย เด็กที่กาลังจะทำลายของเล่นชิ้นโปรดของตนเองเพราะถูกขัดใจ อาจจะหยุดการกระทำ เมื่อเห็นว่าพ่อแม่ให้ความสนใจในของเล่นของตน หรือเด็กโตที่กาลังหงุดหงิด ไม่อยากทำการบ้าน และพร้อมที่จะอาละวาด จะสงบลงถ้าพ่อแม่ให้ความสนใจที่จะช่วยเหลือเขาบ้างในการทำการบ้าน

                    พ่อแม่ควรจะบอกให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ยอมรับได้ ถ้าเขามีอารมณ์โกรธ หรือต้องการแสดงความรู้สึกโกรธในตัวเขาออกมา แต่ควรจะเป็นในรูปแบบที่สังคมยอมรับและไม่เป็นอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น อาจจะจัดตั้งกฎเกณฑ์ที่ยอมรับได้ทั้งพ่อแม่และลูกให้เข้าใจและรับรู้อย่างชัดเจนว่าเป็นอย่างไร พยายามรักษากฎเกณฑ์นั้นทั้งสองฝ่าย และพยายามสื่อกับลูกเสมอถึงการกระทาและพฤติกรรมบางอย่างที่เหมาะสม หรือไม่เหมาะสม ที่เขาได้ทำลงไป พ่อแม่เองก็ต้องเคารพในกฎเกณฑ์นั้นเช่นกันเพื่อให้ลูกเข้าใจและปฏิบัติตาม ควรชมลูก ถ้าพ่อแม่เห็นว่าเขารู้จักที่จะควบคุมอารมณ์โกรธของตนเองได้ และไม่ใช้วิธีแสดงความก้าวร้าว แต่ใช้วิธีอื่นที่ไม่ใช้ความรุนแรงแทนการแก้ปัญหา ควรหาโอกาสชี้ให้ลูกเห็นหรือรับรู้ในกรณีที่มีความขัดแย้งกับผู้อื่นที่เกิดขึ้นในบ้านหรือนอกบ้าน เด็กรับรู้ได้และมีการใช้วิธีการพูดจาแก้ไขปัญหากันอย่างสันติ เพื่อให้เขาเห็นตัวอย่างของการควบคุมอารมณ์และการใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา

                    สำหรับการช่วยเหลือขณะเด็กเกิดปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน โดยเริ่มจากการพูดคุยให้เด็กรับรู้ว่า ผู้ใหญ่ยอมรับอารมณ์ความรู้สึกของเค้า แต่ไม่ยอมรับพฤติกรรมก้าวร้าว แนะนำให้เด็กแสดงออกทางอื่นที่เหมาะสมกว่า เช่น แม่พูดว่า “แม่รู้ว่าหนูโกรธ แต่หนูจะใช้วิธีทำลายข้าวของแบบนี้ไม่ได้ ถ้าหนูโมโหมาก ควรไประบายอารมณ์ทางอื่นแทน หนูจะขว้างปาหมอนหรือทุบตีตุ๊กตาก็ได้”

                    ถ้าเห็นว่าการกระทำของเด็กรุนแรง มีการทำลายข้าวของ เสียหายหรืออาจเกิดอันตราย ผู้ใหญ่อาจจาเป็น ต้องเข้าจัดการทันที โดยการจับเด็กไว้หรือกอดไว้เพื่อระงับเหตุ รับฟังเด็กให้โอกาสอธิบายเล่าเหตุการณ์โดยไม่ด่วนสรุปว่าเขาผิด บางครั้งเด็กต้องการเพียงการรับฟังจากผู้ใหญ่บ้าง เมื่อเด็กสงบลงควรชี้แจงเหตุผลให้เด็กเข้าใจถึงสาเหตุที่ไม่ควรทำ ด้วยคำอธิบายที่กะทัดรัดชัดเจน หลีกเลี่ยงคาพูด ตำหนิ ที่ทำให้เกิดปมด้อย ถ้อยคำ เช่น ว่าเด็กนิสัยไม่ดี เด็กดื้อ เด็กเกเร เด็กก้าวร้าว อันธพาล ถ้าจะตำหนิก็ตำหนิที่การกระทำ เช่น “แม่ไม่ชอบที่หนูเอาไม้ไปขว้างคุณปู่แบบนี้” ให้เด็กรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนเองกระทำลงไป เช่น เก็บกวาดข้าวของที่เสียหายจากการอาละวาด ควรขอโทษผู้ใหญ่ งดค่าขนม งดดูทีวี หรือเล่นเกมส์ เป็นต้น

                    การแก้ไขพฤติกรรมเด็กเป็นงานที่ยุ่งยาก ต้องใช้ความอดทนพยายามอย่างสูงและความสม่ำเสมอ แต่ถ้าพ่อแม่สามารถฝึกตนเองและลูกให้ควบคุมอารมณ์โกรธและความก้าวร้าวได้ ก็ถือว่าคุ้มค่าเหนื่อย เพราะเราจะได้คนที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะทางด้านอารมณ์ที่ดี ซึ่งจาเป็นอย่างยิ่งต่อสังคมไทยที่ต้องการความสงบและความสมานฉันท์เช่นในยุคสมัยนี้
</detail><keywords>ก้าวร้าว, เด็ก, พฤติกรรม, ครอบครัว, อุปนิสัย, ร่างกาย, จิตใจ, สิ่งแวดล้อม, พ่อ, แม่</keywords><date>2024-05-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4972</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1715929415.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="358"><Nid>4971</Nid><title>ภัยเงียบที่มาพร้อมกับความอร่อย บะหมี่หนึ่งซอง ก็เค็มเกินพอ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/บะหมี่หนึ่งซอง-ก็เค็มเก/</source><detail> คนเราควรกินโซเดียมไม่เกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม หรือเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา

                   ในบะหมี่ซองหนึ่ง โดยเฉพาะสูตรต้มยำต้มโคล้ง สูตรน้ำข้นทั้งหลาย เกลือขึ้นไปถึง 2,000 มิลลิกรัม เพราะฉะนั้นกินซองเดียวก็หมดโควต้าไปแล้วหนึ่งวัน แต่ถ้าเป็นสูตรธรรมดาก็ประมาณ 1,200-1,500 มิลลิกรัม ก็เท่ากับ 60-70% ของความต้องการของร่างกายในหนึ่งวัน คือปกติหนึ่งมื้อเราต้องการโซเดียม 600 มิลลิกรัม สามมื้อก็ 1,800 มิลลิกรัม บวกขนมเข้าไปอีกก็ครบ 2,000 มิลลิกรัม บะหมี่ทั้งหลายจะเริ่มจาก 1,200 มิลลิกรัม รองลงมาคือโจ๊กที่เป็นซองๆ สำเร็จรูป จะเค็มมาก ประมาณ 800 มิลลิกรัม

                   ข้อมูลเหล่านี้ถ้าไม่มีการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ เชื่อแน่ว่าประชาชนกว่า 90% จะต้องไม่ทราบ และนี่คือหน้าที่ของเครือข่ายลดบริโภคเค็มที่จะทำให้คนไทยตระหนักถึงอันตรายของการบริโภคเค็มเกินจำเป็น ผ่านสื่อต่างๆ และการออกบูธจัดกิจกรรมให้ความรู้ที่หลายคนน่าจะเคยผ่านตามบ้าง

                   เกลือกว่า 70% ได้มาจากเครื่องปรุงรส เพราะในอาหารธรรมชาติจะมีเกลือน้อย อย่างเนื้อสัตว์ก็จะไม่เค็ม แต่ที่เราเค็มก็เพราะเอาไปหมักเกลือ หมักซีอิ๊ว หมักซอสปรุงรส แล้วเกลือส่วนใหญ่ 50% จะปรุงในครัวโดยพ่อครัวแม่ครัว เขาปรุงมาให้หมดแล้ว น้ำปลา ซีอิ๊ว น้ำมันหอย ซุปก้อน น้ำพริก ส่วนเกลืออีก 20% จะอยู่บนโต๊ะ อย่างเวลาเราไปกินหมูกระทะ หมูก็หมักมาอยู่แล้ว แถมบนโต๊ะยังมีน้ำจิ้มตั้ง 4 ถ้วย หรืออย่างสุกี้ที่เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีผักเยอะ แต่ว่าน้ำจิ้มกลับไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ เพราะเกลือเยอะ อย่างอาหารในร้านสะดวกซื้อที่เค็มกว่าปกติ สมมติว่าซื้อข้าวผัด ถ้าเทียบกันกับร้านอาหารตามสั่งทั่วไป ร้านสะดวกซื้อจะเค็มกว่า 30% เพื่อทำให้อาหารอยู่ได้นาน ไม่เสีย
</detail><keywords>โซเดียม, บะหมี่, เกลือ, ร่างกาย, บริโภค, อาหาร</keywords><date>2024-05-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4971</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1715929235.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="359"><Nid>4946</Nid><title>จิตรกรแห่งหาดทราย</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4333</source><detail>เวลาที่เราไปเที่ยวทะเลเคยสังเกตกันไหม ว่าก้อนเม็ดทรายกลม ๆ เล็ก ๆ ที่เรียงตัวกันอย่างสวยงามบนชายหาดนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร? แท้ที่จริงแล้วผู้ที่สร้างก้อนเม็ดทราย
เหล่านั้นคือ “ปูปั้นทราย” (Sand-Bubbler Crab)

ปูปั้นทรายถูกจัดเป็นปูขนาดเล็ก เมื่อโตเต็มที่มีความกว้างของกระดองเฉลี่ยประมาณ 1 เซนติเมตร กระดองกลมโค้งนูน มีขาเรียวยาว และมีก้ามที่โค้งงอ
นักอนุกรมวิธานได้จัดจำแนกปูปั้นทรายอยู่ในวงศ์ Dotillidae ซึ่งเป็นปูที่อยู่คนละวงศ์กับปูลม (Ocypodidae)

เมื่อถึงเวลาน้ำลงปูปั้นทรายจะออกจากรูและเคลื่อนที่พร้อมกับกินอาหารอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ก้ามโค้งงอตักทรายเข้าปาก ปูจะคัดเลือกกินเฉพาะอินทรีย์สารที่อยู่ในทรายเท่านั้น
แล้วคายเม็ดทรายกลม ๆ ออกมาทางปากและเขี่ยไปไว้ข้างหลังอย่างมีระเบียบ จากนั้นก็ตักทรายขึ้นมาใหม่และทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ มันจึงได้รับการขนานนามว่า “ปู...ผู้สร้างศิลปะบนหาดทราย”
เมื่อมีภัย ปูปั้นทรายสามารถวิ่งลงรูได้ทันทีเพราะไม่มีเม็ดทรายมาคอยระเกะระกะขวางทาง ซึ่งพฤติกรรมการกินอาหารแบบนี้ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของธาตุอาหารและยังช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในพื้นดินบนหาดทรายอีกด้วย
</detail><keywords>จิตรกร, หาดทราย, เม็ดทราย, ทะเล, ปูปั้นทราย, crab, ปู, ปูลม, ศิลปะ</keywords><date>2024-05-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4946</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1715151736.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1715151795.jpeg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="360"><Nid>4940</Nid><title>รู้หรือไม่ ทำไมแมลงหวี่ถึงชอบบินตอมตา?</title><source>https://www.thaihealth.or.th/รู้หรือไม่-ทำไมแมลงหวี/</source><detail>แมลงหวี่ตา (แมลงตา แมลงโลม) เป็นแมลงสองปีก ขนาดเล็กประมาณ 1.5-2.5 ม.ม. เท่านั้น เคลื่อนที่ได้ว่องไว มักบินอยู่บริเวณตาของคนและสัตว์ เพื่อกินน้ำหล่อเลี้ยงตา เมือก เหงื่อ
และน้ำเหลืองเป็นอาหาร
แมลงหวี่จึงถูกจัดเป็นแมลงที่มีความสำคัญทางการแพทย์ คือ เป็นพาหะนำโรคตาแดง หรือทำให้ตาเกิดการระคายเคือง เนื่องจากหนามแหลม (spines) ที่อยู่บริเวณปากของแมลง
แหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงหวี่:ซากเศษพืชผักหรือผลไม้ที่เน่าเปื่อย

การป้องกันกำจัด


	ควรเน้นที่การกำจัดเศษขยะ โดยเฉพาะขยะประเภทอาหารสด
	เมื่อแมลงหวี่เข้ามารบกวนในบ้าน อาจใช้ไม้ตียุงแบบไฟฟ้า กำจัดได้เช่นเดียวกับยุง
	การลดแหล่งเพาะพันธุ์ และการกำจัดแหล่งอาหารของแมลงหวี่ จะช่วยลดจำนวนประชากรได้ดี

</detail><keywords>แมลงหวี่, แมลงตา, แมลงโลม, ตา, น้ำหล่อเลี้ยงตา, เมือก, เหงื่อ, น้ำเหลือง, โรคตาแดง, ซากเศษพืช, ขยะ</keywords><date>2024-05-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4940</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1715055682.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="361"><Nid>4939</Nid><title>3 สาเหตุ เสี่ยงไฟฟ้าดูด หากใช้มือถือขณะชาร์จแบต</title><source>https://www.nstda.or.th/home/news_post/charge-up-battery-electric-shock/</source><detail>อุบัติเหตุผู้ถูกไฟฟ้าช็อตระหว่างการใช้มือถือในขณะชาร์จแบตเตอรี่ ซึ่งหลายกรณีมีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยสาเหตุที่ทำให้ผู้ใช้มือถือขณะชาร์จถูกไฟฟ้าดูด ซึ่งอาจเกิดได้จาก


	หัวชาร์จชำรุดหรือไม่ได้คุณภาพหัวชาร์จ (adapter) มีหน้าที่แปลงไฟฟ้ากระแสสลับ 220 โวลต์ให้เป็นไฟฟ้ากระแสตรงระดับแรงดันไม่เกิน 5 โวลต์ อีกทั้งยังกันไฟฟ้า 220 โวลต์ไม่ให้ส่งถึงผู้ใช้งานได้ แต่ถ้าหัวชาร์จชำรุดหรือไม่ได้คุณภาพทำให้ไฟฟ้ารั่ว และเมื่อผู้ใช้ไปสัมผัสอาจเกิดอันตรายได้
	สายชาร์จไม่ได้คุณภาพเมื่อใช้งานไประยะหนึ่งและเกิดการชำรุดฉีกขาดอาจเสี่ยงต่อการลุกไหม้ หรือเมื่อผู้ใช้มือถือสัมผัสสายชาร์จขณะใช้งานก็อาจเกิดอันตรายจากไฟรั่วได้
	อุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านเกิดไฟรั่ว เนื่องจากใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ถูกต้อง หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าเสื่อมสภาพเนื่องจากใช้งานมาเป็นเวลานาน


ดังนั้นการใช้มือถือขณะชาร์จแบตเตอรี่อาจไม่ปลอดภัย จึงควรหลีกเลี่ยง หรือพิจารณาใช้แบตเตอรี่สำรอง (power bank) ชาร์จแบตเตอรี่มือถือแทน
</detail><keywords>ไฟฟ้าดูด, ชาร์จแบต, มือถือ, โทรศัพท์, ไฟฟ้าช็อต, adapter, ไฟฟ้า, ไฟรั่ว, อุปกรณ์ไฟฟ้า, แบตเตอรี่</keywords><date>2024-05-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4939</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714632890.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="362"><Nid>4938</Nid><title>เลือดกำเดาไหล สัญญาณเตือนบอกโรค</title><source>https://www.thaihealth.or.th/เลือดกำเดาไหล-สัญญาณเตื/</source><detail>เลือดกำเดาไหล (Epistaxis) คือภาวะเลือดออกทางจมูก แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ภาวะเลือดออกทางจมูกด้านหน้า และภาวะเลือดออกทางจมูกด้านหลังโพรงจมูกซึ่งส่วนใหญ่มัมีสาเหตุที่อันตรายกว่าภาวะเลือดออกทางจมูกด้านหน้า ดังนั้นเมื่อเลือดกำเดาไหล อาจเป็นสัญญาณเตือนภัยของโรค เช่น

                         1. เนื้องอก

                         สาเหตุ: มะเร็ง หรือเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง เกิดขึ้นในจมูก ไซนัส หรือหลังโพรงจมูก

                         อาการ: เลือดออกเป็นบางครั้ง หรือเลือดออกจมูกปริมาณมากควรส่องกล้องตรวจโพรงจมูก หรือเอกซเรย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

                         2. การระคายเคือง หรือบาดเจ็บในจมูก

                         สาเหตุ: แคะจมูกบ่อย ได้รับแรงกระแทกที่จมูก สั่งน้ำมูกแรง ๆ อากาศแห้งความกดอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ขึ้นเครื่องบิน

                         อาการ: เลือดมักออกไม่มาก และเป็นระยะเวลาสั้น ๆ อาจมีเลือดออกช้ำในช่วงที่ใกล้หาย

                         3. การอักเสบในโพรงจมูก

                         สาเหตุ: จากการติดเชื้อไวรัส ภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ ใช้เครื่องอัดอากาศขณะหลับ

                         อาการ: มีเลือดออกปนมากับน้ำมูก

                         4. ความผิดปกติทางกายวิภาค

                         สาเหตุ: ผนังกั้นช่องจมูกคด หรือมีกระดูกงอกผิดที่ รวมถึงมีรูทะลุทำให้เกิดความไม่สมดุลของอากาศ

                         อาการ: เลือดมักไหลในจมูกข้างเดิม และเป็นซ้ำในจุดที่ผนังกั้นช่องจมูกคดหรือมีกระดูกงอก
</detail><keywords>เลือดกำเดา, จมูก, epistaxis, โพรงจมูก, น้ำมูก, อากาศ, เลือด, ภูมิแพ้, ไซนัส</keywords><date>2024-05-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4938</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714531845.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="363"><Nid>4937</Nid><title>สุขภาพพังแน่ถ้าไม่กินข้าวเช้า ชัวร์หรือมั่ว มาดูกัน</title><source>https://www.sanook.com/men/87845</source><detail>สุขภาพพังแน่ถ้าไม่กินข้าวเช้า ชัวร์หรือมั่ว มาดูกัน
:
เคยได้ยินไหมครับ ว่าห้ามอดอาหารเช้าเด็ดขาด เพราะจะทำให้เสียสุขภาพได้ แต่จริง ๆ แล้วมีงานวิจัยว่า การงดอาหารเช้า ไม่ได้ส่งผลเสียต่อร่างกาย นักโภชนาการจากประเทศญี่ปุ่น ยังระบุด้วยว่าการงดอาหารเช้าไม่ส่งผลเสียต่อการเผาผลาญอีกด้วย
:
อ้างอิงถึงการศึกษาจากคลินิกสุขภาพในสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ชายสามารถอดอาหารได้ 16 ชั่วโมง และผู้หญิงสามารถอดอาหารได้ 14 ชั่วโมง สามารถเข้านอนเวลา 22.00 น. และตื่นตอน 6.00 น. เพื่อเริ่มต้นวันใหม่ และทานอาหารมื้อแรกตอนเที่ยงได้อย่างสบาย ๆ อีกด้วย
:
แต่สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่าการกินอาหารเช้าหรือไม่กิน คือ การเลือกบบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพในทุก ๆ มื้อที่เรากินเข้าไป ให้ความสำคัญกับคุณภาพของอาหารที่บริโภคในแต่ละมื้อ จึงเป็นสิ่งสำคัญมากกว่านั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-04-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4937</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714471442.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="364"><Nid>4936</Nid><title>หม้อทอดไร้น้ำมันดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่</title><source>https://www.sanook.com/health/22451</source><detail>หม้อทอดไร้น้ำมันดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่
:
หม้อทอดไร้น้ำมัน เป็นสินค้าที่มาแรงมาก ๆ ตั้งแต่ช่วง COVID-19 จนปัจจุบันแทบจะเป็นเครื่องครัวที่มีทุกบ้าน วันนี้จะมาสรุปให้ฟังชัด ๆ ว่า หม้อทอดไร้น้ำมันดีต่อสุขภาพจริงหรือ?
:
หม้อทอดไร้น้ำมัน ทำอาหารให้สุกโดยใช้ลมร้อน จึงไม่ต้องใช้น้ำมันมากเหมือนการทอดกระทะ ดังนั้นอาหารทอดที่ทอดด้วยหม้อทอดไร้น้ำมันจึงให้พลังงานต่ำกว่า แต่เมื่อเนื้อสัตว์ถูกนำมาผ่านความร้อนสูง ไม่ว่าจะใช้น้ำมันหรือไม่ก็ตาม จะมีสารก่อมะเร็งเกิดขึ้นได้อยู่
:
หลายคนยังอาจเข้าใจผิดว่า อาหารที่ทอดด้วยหม้อทอดไร้น้ำมันจะดีต่อสุขภาพ ไม่มีความเสี่ยงใด ๆ ส่งผลให้รับประทานอาหารทอดมากกว่าเดิม ก็จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพได้
:
ถ้าจะให้สรุปง่าย ๆ สำหรับใครที่ชอบกินของทอด การทอดด้วยหม้อทอดไร้น้ำมัน ยังไงก็ดีกว่าตรงที่เราไม่ต้องรับพลังงานส่วนเกินจากน้ำมัน แต่ความเสี่ยงการก่อเกิดมะเร็งยังคงอยู่ไม่หายไปไหนนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-04-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4936</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714471346.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="365"><Nid>4935</Nid><title>เสียงรบกวนสีขาวคืออะไร ทำไมฟังแล้วนอนหลับได้ดีขึ้น</title><source>https://www.sanook.com/women/249169</source><detail>เสียงรบกวนสีขาวคืออะไร ทำไมฟังแล้วนอนหลับได้ดีขึ้น
:
สงสัยไหมครับ ทำไมเราถึงเรานอนหลับได้ ทั้ง ๆ ที่เปิดพัดลมนอน มีเสียงดังตลอดคืน หรือเสียงทีวีที่ลืมปิด วันนี้จะพาไปหาคำตอบกัน
:
จริง ๆ แล้วเพราะเสียงเหล่านั้น คือ เสียงรบกวนสีขาว หรือ (White Noise) เสียงที่มีความถี่สม่ำเสมอครอบคลุมทุกย่านความถี่ที่มนุษย์ได้ยิน ช่วยลดอาการร้องไห้ของทารก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
:
ทำไมเสียง White Noise ถึงทำให้เรานอนหลับดีขึ้น?
กลบเสียงรบกวน - ช่วยกลบเสียงรบกวนรอบข้าง เช่น เสียงรถยนต์ เสียงเพื่อนบ้าน เสียงไซเรน
:
สร้างบรรยากาศ - ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย
:
กระตุ้นสมอง - ช่วยกระตุ้นสมอง ให้หลั่งสารเซโรโทนินซึ่งช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้นน
:
และนี่ก็คือเหตุผลที่เราสามารถนอนหลับได้ดี ทั้งที่มีเสียงดังรบกวนตลอดคืนนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-04-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4935</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714471221.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="366"><Nid>4934</Nid><title>อ่านผ่านหนังสือ VS อ่านผ่านจอ ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน</title><source>https://www.dek-d.com/education/60563</source><detail>อ่านผ่านหนังสือ VS อ่านผ่านจอ ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
:
ในยุคหลัง ๆ ที่ผ่านมา มีพฤติกรรมหนึ่งอย่างที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง คือพฤติกรรมการอ่านหนังสือ จากเมื่อก่อนเราต้องอ่านจากกระดาษหรือสิ่งพิมพ์เท่านั้น แต่ตอนนี้เราสามารถอ่านผ่านจอโทรศัพท์​หรือแท็บเล็ตได้ แต่รู้ไหมว่าการอ่านทั้งสองแบบ ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
:
Patricia Alexander แห่ง University of Maryland กล่าวว่า คนเรามักมีพฤติกรรม อ่านผ่าน ๆ หรืออ่านอย่างรวดเร็วเมื่ออ่านจากหน้าจอ ทำให้ซึมซับได้ไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งการอ่านแบบผ่าน ๆ ก็อาจจะเป็นพฤติกรรมที่เกิดมาจากการอ่านโพสต์บน Social Media
:
และมากไปกว่านั้น การอ่านแบบดิจิทัล มักจะมีสิ่งอื่นที่เข้ามาขัดขวางการอ่านของเรา การมีสมาธิจดจ่อเมื่อมีบางสิ่งมาขัดจังหวะในทุก ๆ ไม่กี่นาทีเป็นเรื่องยาก เช่น เสียงแจ้งเตือน โฆษณาป๊อปอัพ ซึ่งทำลายสมาธิของเราไปจากการอ่านได้อย่างรวดเร็วนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-04-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4934</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714467170.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="367"><Nid>4933</Nid><title>5 เรื่องห้ามโพสต์ บน Social Media</title><source>https://www.sanook.com/women/249469</source><detail>5 เรื่องห้ามโพสต์ บน Social Media
:
หลายคนแชร์ทุกสิ่งบน Social Media โดยอาจจะไม่รู้ตัวว่ากำลังผิดพลาดอย่างรุนแรง วันนี้มาดู 5 เรื่องที่ไม่ควรโพสต์ลง Social Media เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี
:
1. แผนท่องเที่ยวเดินทาง - การระบุพิกัดว่าเราอยู่ที่ไหนจะดูไม่ค่อยปลอดภัยนัก หรือเป็นการบ่งบอกว่าคุณกำลังไม่อยู่บ้านเป็นเวลานาน
:
2. ข้อมูลระบุตัวตนส่วนบุคคล - ในยุคที่มิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาในทุก ๆ ที่ การโพสต์ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ สกุล หรือแม้กระทั่งเลขบัตรประชาชน เป็นอะไรที่อันตรายมาก
:
3. การบ่นหรือรำพึงรำพัน - นอกจากจะไม่แก้ปัญหาแล้ว อาจมีทำให้เกิดปัญหาตามมาได้อีกด้วย ทั้งยังเป็นเรื่องปกติที่บริษัทจะตรวจสอบประวัติ Social Media ของคุณเมื่อคุณสมัครงานอีกด้วย
:
4. คอมเมนต์หมิ่นประมาทผู้อื่น - เป็นคดีฟ้องร้องให้เห็นกันนักต่อนักแล้ว กับการโพสต์หมิ่นประมาทผู้อื่นบน Social Media
:
5. ข้อมูลวงใน - ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ควรเปิดเผยบนโลกออนไลน์ เช่น ความลับของบริษัท กลยุทธ์การตลาดประจำปี หรือข้อมูลภายใน
:
เห็นไหมว่าครับ บางทีการโพสต์ไม่คิดอาจส่งผลกระทบร้ายแรงกว่าที่คิดเอาไว้ก็ได้ อยากให้เข้าใจไว้เสมอว่าโลกออนไลน์ ไม่ใช่โลกส่วนตัว การโพสต์อะไรออกไป มีผลกระทบเสมอนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-04-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4933</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714465871.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="368"><Nid>4932</Nid><title>เชื้อราแมว โรคผิวหนังจากสัตว์เลี้ยงที่ติดต่อสู่คนได้</title><source>https://www.sanook.com/health/12665</source><detail>เชื้อราแมว โรคผิวหนังจากสัตว์เลี้ยงที่ติดต่อสู่คนได้
:
เชื่อว่าทาสแมวทุกคนอาจเคยเจอประสบการณ์การติดเชื้อราแมวจากเจ้านายมาแล้วแน่ ๆ แต่สำหรับใครที่ไม่รู้จัก วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักเรื่องเชื้อราแมวกัน
:
เชื้อราแมวมีหลายชนิด แต่ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นชนิด Microsporum canis ที่เป็นเชื้อราที่ทำให้แมวเป็นโรคผิวหนัง เกิดจากความชื้นสะสมบริเวณของผิวหนังแมวที่ติดเชื้อ จะมีขนหลุดเป็นหย่อม ๆ ผิวหนังแดง แห้ง และอาจลอกเป็นขุย ๆ หากเจ้าของติดเชื้อราจากแมวผ่านการสัมผัส อุ้ม ลูบ กอด หอม ก็จะทำให้มนุษย์ติดเชื้อรานี้ จนเป็นเหตุให้เป็นโรคผิวหนังในแบบเดียวกันได้
:
วิธีการรักษาทั้งในแมวและในคนจะคล้าย ๆ กัน นั่นคือการทายาฆ่าเชื้อรา ถึงแม้ว่ายาฆ่าเชื้อราจะหาซื้อได้ตามร้านขายยา แต่แนะนำให้พบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโดยละเอียดก่อนซื้อยามาทาเอง เพราะเราอาจเลือกยาทาที่ไม่เหมาะกับโรคที่เรากำลังเป็นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-04-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4932</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714458067.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="369"><Nid>4931</Nid><title>อยากลดน้ำหนักด้วยเมนูไข่ เลือกกินเมนูไหนดี?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1421435</source><detail>อยากลดน้ำหนักด้วยเมนูไข่ เลือกกินเมนูไหนดี?
:
ไข่ไก่ เป็นหนึ่งในเมนูยอดฮิตของคนที่ควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากราคาไม่แพง ให้พลังงานน้อย และยังอยู่ท้องอีกด้วย วันนี้เราเลยจะพาไปดูว่าแต่ละเมนูจากไข่ เมนูไหให้พลังงานน้อยที่สุด
:
ไข่ขาวต้ม VS ไข่ต้ม
ไข่ขาวต้ม 4 ฟอง = 80 กิโลแคลอรี โปรตีน 16 กรัม
ไข่ต้ม 1 ฟอง = 80 กิโลแคลอรี โปรตีน 6 กรัม
:
ไข่ต้ม VS ไข่ตุ๋น
ไข่ต้ม 1 ฟอง = 80 กิโลแคลอรี โปรตีน 6 กรัม
ไข่ตุ๋น 1 ฟอง = 80 กิโลแคลอรี โปรตีน 6 กรัม
:
ไข่ต้ม VS ไข่ดาว
ไข่ดาว 1 ฟอง = 340 กิโลแคลอรี โปรตีน 6 กรัม
ไข่ต้ม 4 ฟอง = 320 กิโลแคลอรี โปรตีน 24 กรัม
:
ไข่ต้ม VS ไข่เจียว
ไข่เจียว 1 ฟอง = 470 กิโลแคลอรี โปรตีน 6 กรัม
ไข่ต้ม 6 ฟอง = 480 กิโลแคลอรี โปรตีน 36 กรัม
:
เพื่อน ๆ สามารถดูรายละเอียดและโภชนาการเบื้องต้นจากเมนูด้านบนได้เลย ชอบแบบไหน ถนัดแบบไหน สามารถเลือกไปทำทานได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-04-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4931</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714456641.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="370"><Nid>4930</Nid><title>เปิด-ปิด วาล์วถังก๊าซแบบถูกวิธี ทำยังไงกันแน่?</title><source>https://www.sanook.com/women/249497</source><detail>เปิด-ปิด วาล์วถังก๊าซแบบถูกวิธี ทำยังไงกันแน่?
:
ถึงแม้เรื่องถังก๊าซจะอยู่คู่ครัวคนไทยแทบจะทุกบ้าน แต่ก็ยังมีความสับสนว่าควร เปิด-ปิด ที่วาล์วก่อน หรือที่ถังก๊าซก่อนกันแน่? วันนี้มาหาคำตอบกัน
:
เวลาเปิดถังก๊าซ - ก่อนใช้งาน ให้เปิดวาล์วที่ถังก๊าซก่อน หากเป็นวาล์วแบบหมุนที่หัวเตา ควรหมุนไม่เกิน 2 รอบ แต่หากเป็นเตาแบบหัวจุดระบบอัตโนมัติ ให้จุดไฟที่เตาก่อนแล้วจึงเปิดวาล์วที่หัวเตา
:
เวลาปิดถังก๊าซ - ให้ปิดวาล์วถังก๊าซก่อน และรอจนไฟที่เตาดับสนิทแล้วจึงปิดวาล์วที่หัวเตา
:
เท่านี้ก็จะสามารถใช้งานเตาก๊าซหุงต้มได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-04-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4930</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714456409.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="371"><Nid>4929</Nid><title>ซักผ้าน้ำร้อน VS น้ำเย็น แบบไหนดีกว่ากัน?</title><source>https://www.sanook.com/women/249297</source><detail>ซักผ้าน้ำร้อน VS น้ำเย็น แบบไหนดีกว่ากัน?
:
เคยสงสัยไหมครับ เวลาเราซักผ้าที่เครื่องซักผ้า จะมีทั้งโหมดซักด้วยน้ำร้อนและซักด้วยน้ำเย็น แล้วเราจะซักแบบไหนดี? มาดูความแตกต่างกัน
:
การซักด้วยน้ำเย็น สามารถช่วยประหยัดพลังงาน คงสภาพความยืดหยุ่นและสีสันของผ้า แต่อาจจะทำความสะอาดคราบฝังแน่นไม่ค่อยได้ อาจฆ่าเชื้อแบคทีเรียและสารก่อภูมิแพ้ได้น้อยกว่าน้ำร้อน
:
การซักด้วยน้ำร้อน มีพลังในการขจัดคราบฝังแน่น ฆ่าเชื้อโรคได้ แต่จะกินพลังงานทำให้เปลืองค่าไฟ
:
ดังนั้น การเลือกซักผ้าให้เหมาะสมกับอุณหภูมิน้ำ จะช่วยให้ผ้าสะอาด ประหยัด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-04-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4929</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714453321.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="372"><Nid>4928</Nid><title>เมื่อเป็นไข้ห้ามกินแตงโมจริงหรือ?</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4317</source><detail>หลายคนคงทราบว่า แตงโมเป็นผลไม้ฤทธิ์เย็น ทำให้เข้าใจผิดว่าแตงโมเป็นของแสลงสำหรับผู้ที่เป็นไข้ แต่จริงๆแล้ว การรับประทานแตงโมจะช่วยลดความร้อนในร่างกาย
และโดยปกติเมื่อคนเราป่วย ร่างกายก็จะขาดน้ำไปโดยอัตโนมัติ ด้วยแตงโมเป็นผลไม้ที่ฉ่ำน้ำ การกินแตงโมจึงเป็นการช่วยเติมน้ำให้กับร่างกาย และช่วยกระตุ้นการขับปัสสาวะ
ทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ แตงโมยังเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพอีกด้วย เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบีรวม
แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส เป็นต้น แต่หากรับประทานแตงโมมากเกินไป น้ำตาลในแตงโมอาจแพร่เข้าสู่กระแสเลือด และส่งผลให้เป็นตะคริว
ได้ง่ายขึ้น
</detail><keywords>แตงโม, ไข้, ฤทธิ์เย็น, ลดความร้อน, ร่างกาย, ป่วย, สุขภาพ, วิตามิน, ผลไม้</keywords><date>2024-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4928</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714101121.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="373"><Nid>4927</Nid><title>หลอดไฟประเภทใดที่เหมาะกับหน้าร้อน</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/4341</source><detail>เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ยิ่งช่วงนี้กำลังอยู่ในฤดูร้อนทำให้สภาพอากาศร้อนมาก หลายคนคงพยายามหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อช่วยคลายความร้อนให้กับตนเองและบ้านเรือนกัน ทราบหรือไม่ว่าหลอดไฟที่ติดตั้งอยู่ภายในบ้านนั้น ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความร้อนขึ้นภายในบ้านได้ โดยเฉพาะหลอดไฟแบบหลอดไส้ (Incandescent Lamp) ที่ให้แสงสว่างสวยงาม นวลตา แต่ต้องแลกมากับความร้อนที่ค่อนข้างสูง อีกทั้งยังกินไฟอีกด้วย เนื่องจาก ภายในหลอดไฟชนิดนี้มีขดลวดที่ทำจากทังสเตน เมื่อเปิดไฟใช้งาน กระแสไฟฟ้าจะทำให้เกิดความร้อน ยิ่งร้อนมาก ยิ่งให้แสงสว่างมาก และมีอายุการใช้งานต่ำ ดังนั้น การเลือกใช้หลอดไฟประหยัดพลังงานอย่าง หลอดไฟแอลอีดี (LED : Light Emitting Diode) จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยประหยัดไฟ และยังช่วยลดความร้อนภายในบ้านลงได้อีกด้วย เพราะหลอดไฟ LED มีหลักการทำงาน คือ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเข้ามาภายในสารกึ่งตัวนำ จะทำให้ อิเล็กตรอนเกิดการเคลื่อนที่ภายในสารกึ่งตัวนำนั้นและส่งผลทำให้เกิดการเรืองแสงขึ้น จึงปลดปล่อยความร้อนออกมาน้อยมากเมื่อเทียบกับหลอดไส้ เป็นการช่วยลดความร้อนในบ้านลง เราก็จะรู้สึกเย็นสบายขึ้น นอกจากนี้ หลอดไฟ LED ยังมีความคงทน มีอายุการใช้งานยาวนานประมาณ 30,000-100,000 ชั่วโมง ในขณะที่หลอดไส้มีอายุการใช้งานเฉลี่ยเพียง 1,000 ชั่วโมง และยังช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไส้ถึง 80-90 % เมื่อรู้ข้อดีของหลอดไฟ LED อย่างนี้แล้ว เราควรหันมาใช้หลอดไฟ LED กัน เพื่อช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าและค่าไฟในแต่ละเดือน แถมยังช่วยลดอุณหภูมิในบ้านของเราได้ดีกว่าอีกด้วย
</detail><keywords>หลอดไฟ, หน้าร้อน, แอลอีดี, LED, ไฟฟ้า, หลอดไส้, ความร้อน, พลังงานไฟฟ้า, บ้าน</keywords><date>2024-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4927</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714100961.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="374"><Nid>4926</Nid><title>ลูมินอล ผู้ช่วยเปิดเผยเงื่อนงำอำมหิต</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/44883</source><detail>ถึงแม้ว่าในเหตุการณ์อาชญากรรมหลายคดี ผู้ต้องหาจะพยายามปิดบังอำพรางหลักฐาน ที่จะสืบสาวมาถึงตัวเองได้ เช่น คราบเลือดในสถานที่เกิดเหตุมักถูกชะล้างเพื่อบิดเบือน และปกปิดความผิด แต่นักนิติวิทยาศาสตร์ก็สามารถตรวจพบคราบเลือดในที่เกิดเหตุได้จากสารเคมีบางชนิด

ลูมินอล (Luminol, สูตรเคมี C8H7N3O2) เป็นผงสารเคมีที่ถูกนำมาผสมกับไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide, สูตรเคมี H2O2) และสารประกอบอื่น ๆ ให้อยู่ในรูปของเหลว เมื่อนำไปพ่นในบริเวณที่สงสัย ลูมินอลจะทำปฏิกิริยากับธาตุเหล็กในฮีโมโกลบินของคราบเลือดที่มีแม้เพียงเล็กน้อย รวมถึงคราบเลือดที่ถูกทำความสะอาดไปนานจนมองไม่เห็น ทำให้เกิดการเรืองแสงสีฟ้าขึ้นประมาณ 30 วินาที ในบริเวณที่มีคราบเลือดอยู่ เรียกปฏิกิริยานั้นว่า“ปฏิกิริยาเคมิลูมิเนสเซนซ์” (Chemiluminescence) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่สารปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของแสงหลังจากถูกกระตุ้นด้วยปฏิกิริยาเคมี   

การพิสูจน์หลักฐานในไทยมักจะไม่ค่อยใช้ลูมินอล แต่ในต่างประเทศลูมินอลนับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง เราอาจเคยได้ยินชื่อของลูมินอลจากละคร และภาพยนตร์ต่างประเทศ ลูมินอลช่วยเปิดเผยรูปร่าง และการกระจายของเลือดที่ชัดเจน นำไปสู่การวิเคราะห์รูปแบบการสังหาร เพราะการกระจายของเลือดจากการถูกยิงด้วยปืน หรือแทงด้วยมีดมีรูปแบบที่แตกต่างกัน และบางกรณีที่เลือดติดกับรองเท้าของผู้ต้องหา ลูมินอลจะช่วยเผยทิศทาง ลำดับขั้นของคดี รูปแบบการเคลื่อนย้าย และวิธีการจัดการศพด้วย

แม้ลูมินอลจะมีประโยชน์ในการสืบคดี แต่ก็มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ สารชนิดนี้ไม่สามารถตรวจพบคราบเลือดที่ถูกชะล้างด้วยสารทำความสะอาด เช่น น้ำยาล้างห้องน้ำ หรือผงซักฟอก ในการสืบสวนการใช้ลูมินอลมักเป็นวิธีการสุดท้ายที่ใช้ในการหาหลักฐานในพื้นที่ต้องสงสัย เพราะการพ่นลูมินอลจะต้องทำในพื้นที่ทั่วทั้งบริเวณซึ่งอาจทำลายหลักฐานอื่น ๆ ในสถานที่เกิดเหตุได้
</detail><keywords>ลูมินอล, luminol, อาชญากรรม, คดี, นิติวิทยาศาสตร์, สารเคมี, ปฏิกิริยาเคมี, ผู้ต้องหา</keywords><date>2024-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4926</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714100798.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="375"><Nid>4925</Nid><title>ออกกำลังกายคลายซึมเศร้า</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/54451</source><detail>โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder หรือ MDD) เป็นโรคทางจิตเวชที่เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาทในสมอง สามารถรักษาให้หายได้โดยการเข้าพบจิตแพทย์ เพื่อพูดคุยให้คำปรึกษา การทำกิจกรรมจิตบำบัด (Psychotherapy) แบบรายบุคคลและแบบกลุ่ม ร่วมกับการใช้ยา ซึ่งพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละคน ทั้งนี้มีผู้ป่วยจำนวนมากพบว่าวิธีการรักษาที่กล่าวข้างต้นไม่ได้ผลดีอย่างที่ควรจะเป็น เพราะการพูดคุย หรือทำกิจกรรมอย่างเปิดใจเป็นเรื่องยากเกินไป อีกทั้งยาหลายชนิดยังส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพอีกด้วย ทำให้มีการวิจัยและพัฒนาวิธีการบำบัดโรคซึมเศร้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเซาท์ออสเตรเลีย (University of South Australia) ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเกี่ยวกับการรักษาโรคซึมเศร้าด้วยการออกกำลังลงในวารสารเวชศาสตร์การกีฬาแห่งอังกฤษ (British Journal of Sports Medicine) โดยให้อาสาสมัครที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจำนวน128,119 คน ออกกำลังกายแบบต่าง ๆ เช่น เดิน วิ่ง โยคะ พิลาทิส เป็นต้น ที่ไม่หักโหมจนเกินไป ใช้เวลาประมาณ 10-30 นาที อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 12 สัปดาห์ ช่วยให้สุขภาพจิตของอาสาสมัครดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และได้ผลดีกว่าการรักษาด้วยการเข้ารับการปรึกษาและใช้ยาถึง 1.5 เท่า

แม้ที่ผ่านมาจะมีจิตแพทย์ และผู้เชียวชาญด้านจิตประสาทออกมาอธิบายว่าการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ส่งผลดีต่อทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ก็ยังไม่มีงานวิจัยอย่างจริงจังมารองรับ ผลการศึกษาในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งยืนยันอย่างดีเยี่ยมที่ช่วยให้เห็นประโยชน์ของการออกกำลังกาย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งเซาท์ออสเตรเลียจึงแนะนำให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า และผู้ป่วยจิตเวชอื่น ๆ รวมทั้งผู้ที่มีความเครียด วิตกกังวล ไม่สดชื่นแจ่มใส ให้หันมาออกกำลังในแบบที่ตัวเองชอบหรือสนใจ เพื่อลดภาวะดังกล่าว สร้างสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีอย่างง่าย ๆ ด้วยตัวเอง
</detail><keywords>โรคซึมเศร้า, รักษาโรคซึมเศร้า, ออกกำลังกาย, สุขภาพ, จิตเวช, จิตแพทย์, วิตกกังวล, เครียด</keywords><date>2024-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4925</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714100631.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="376"><Nid>4922</Nid><title>6 โรคร้าย ที่มักมากับหน้าร้อน</title><source>https://www.thaihealth.or.th/6-โรคร้าย-ที่มักมากับหน้/</source><detail>ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน อีกทั้งอากาศที่ร้อนและแห้งแล้ง เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ที่นำมาสู่โรคติดต่อสำคัญที่มักเกิดในฤดูร้อน ซึ่งพบได้บ่อยทุกปี
มี 6 โรค ได้แก่

                    โรคอุจจาระร่วง (Acute Diarrhea) การติดต่อโรคดังกล่าว เกิดจากการกินอาหารหรือดื่มน้ำที่เชื้อมีปนเปื้อน เช่น อาหารที่ปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม หรืออาหารที่ทำไว้ล่วงหน้านาน ๆ อาการส่วนใหญ่ของผู้ป่วย มักถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำหรือมีมูกเลือดปน ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน ซึ่งการดูแลผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงในระยะแรก ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำหรืออาหารเหลวมาก ๆ อาทิ น้ำข้าว น้ำแกงจืด และดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ และถ้าอาการไม่ดีขึ้น ยังไม่หยุดถ่ายเหลว ให้รีบไปพบแพทย์

                    โรคอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) เป็นโรคทางเดินอาหารที่พบบ่อยมาก เนื่องจากสารพิษ (Toxin) จากแบคทีเรียตกค้างอยู่ในอาหารที่ไม่สะอาดพอ สุก ๆ ดิบ ๆ หรือบูดเสีย ทำให้เกิดปัญหาท้องเสียได้ สำหรับการรักษาส่วนใหญ่หากเป็นไม่มาก จะถ่ายเป็นน้ำไม่มีมูกเลือด ไม่มีไข้ หายได้เอง แต่ถ้าเป็นมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริม อาจอยู่ในรูปแบบของการดื่ม หรือการให้ทางเส้นเลือดแล้วแต่ความรุนแรง

                    โรคบิด (Dysentery) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าสู่ร่างกายผ่านการรับประทาน เช่น การรับประทานอาหาร น้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อโรค อาหารดิบ ๆ สุก ๆ หรืออาหารที่มีแมลงวันตอม ดังนั้นไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ เพศไหน วัยใดก็สามารถเป็น โรคบิด ได้ทั้งนั้น โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดบิดในท้อง ต่อมาจะเริ่มไข้ขึ้น และถ่ายเหลว รวมถึงอาจปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว คลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งอาการท้องเดินเป็นบิด จะหายได้เองภายใน 5-7 วัน ในคนที่ไม่ได้ทานยา แต่บางรายก็อาจมีอาการกลับมาใหม่ได้อีก

ไทฟอยด์ (Typhoid) การติดต่อมักเกิดจากการปนเปื้อนของเชื้อในอาหารหรือน้ำดื่ม ซึ่งไข้ไทฟอยด์จะมีอาการแบบเฉียบพลัน รายที่เป็นรุนแรงอาจเสียชีวิตได้ อาการของโรคจะมีไข้ ปวดเนื้อปวดตัว คลื่นไส้ หัวใจเต้นช้าลง (โดยทั่วไปแล้วเวลามีไข้จะเต้นเร็วขึ้น) หากให้แพทย์ตรวจอาจพบว่าม้ามโต บริเวณใต้ชายโครงด้านซ้าย ต้องใช้การตรวจเลือดยืนยันว่าเป็นโรคนี้จริง ส่วนการป้องกันสามารถทำได้โดยการใช้วัคซีน ซึ่งมีทั้งในรูปของการรับประทานหรือฉีด แต่การป้องกันไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือการระมัดระวังเรื่องอาหารและน้ำดื่ม

                    อหิวาตกโรค (Cholera) โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้ออหิวาต์ จะไม่มีอาการหรือมีไม่มาก แต่ในรายที่ติดเชื้อรุนแรง อาจเสียชีวิตได้ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดอาการ เนื่องจากมีการสูญเสียของน้ำและเกลือแร่ในปริมาณมาก โรคนี้ติดต่อได้โดยการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อเข้าไป การรักษาควรทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป กับการถ่ายอุจจาระและการอาเจียน เช่น ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำเกลือ แต่หากรุนแรงต้องให้ทางเส้นเลือด ควบคู่กับการใช้ยาปฏิชีวนะ

                    โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) โรคติดต่อร้ายแรงจากสัตว์สู่คน ไม่มียารักษาให้หายขาดได้ เพราะโรคดังกล่าวติดต่อจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน หรือเลียบริเวณที่มีแผลอยู่แล้ว หรือน้ำลายของสัตว์กระเด็นเข้าตา ปาก จมูก ทั้งนี้ วิธีป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ดีที่สุดก็คือ ให้นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าปีละครั้ง เริ่มฉีดเมื่ออายุ 2-4 เดือน และหากถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัด หรือข่วน ให้รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง เช็ดให้แห้ง แล้วใส่ยารักษาแผลสด และรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

                    
</detail><keywords>โรค, หน้าร้อน, ป่วย, แบคทีเรีย, ร่างกาย, อาหาร, ติดเชื้อ, สุขภาพ</keywords><date>2024-04-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4922</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1714009505.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="377"><Nid>4919</Nid><title>แคดเมียม สารตั้งต้นโรคอิไตอิไต</title><source>https://mt.mahidol.ac.th/wp-content/uploads/home/main/health-brochure/2019/pdf/18.pdf</source><detail>แคดเมียม (Cadmium)  จะพบปนอยู่กับแร่ธาตุอื่นๆ เช่น แร่สังกะสี แร่ตะกั่ว หรือทองแดง ดังนั้นในการท าเหมืองสังกะสี จะได้ แคดเมียมเป็นผลตามมาด้วย แคดเมียมจะพบได้ในอาหาร ในน้ำในเหมือง และในส่วนน้ำทิ้ง   หรือน้ำเสีย หรือกลุ่ม ผู้สูบบุหรี่ นอกจากนี้ทั่วๆ ไป พบ แคดเมียมใช้ผสมในสีที่ผสมที่ใช้กับบ้านหรืออาคาร ความร้อนที่ 321 องศา เซลเซียส จะเกิดเป็นควัน ทำให้มีการกระจายไปสู่สิ่งแวดล้อมได้ เมื่อร่างกายสูดดมสารแคดเมียม จะเก็บสะสม ไว้ในตับ และส่วนของหมวกไต (renal cortex) สารแคดเมียมมี half life ในร่างกายมนุษย์ถึง 30 ปี นอกจากนี้ จะพบสารแคดเมียมได้ในปอด และมีความเสี่ยงเกิดอันตรายส่วนของไต ทำให้หน้าที่การกรองของไต (GFR) ลดลง แคดเมียมอาจได้รับโดยการกินอาหารทะเลที่มีการปนเปื้อนของสารแคดเมียม นอกจากนี้จะได้รับควัน ของสารดังกล่าวจากการสูดดมในเหมือง หรือสิ่งแวดล้อมในประเทศญี่ปุ่น โดยมีโรงงานปล่อยสารแคดเมียมมา กับน้ำเสียของโรงงาน และปล่อยลงในโรงข้าว ทำให้เกิดการปนเปื้อนของแคดเมียมในเมล็ดข้าว และอาหาร โดยพบว่าผู้ป่วยมากกว่าพันคน เกิดอาการเจ็บป่วยอย่างทรมาน โดยบริเวณ แขน ขา สะโพก และบริเวณฟัน จะพบมีวงแหวนสีเหลืองติดกับเหงือก เรียกว่า วงแหวนแคดเมียม และจะมีอาการปวดร้าวสะสมนานถึง 20-30 ปี และเมื่อร่างกายเดินไม่ไหว ก็จะเกิดการกดกระดูกสันหลัง เรียกว่าโรคอิไต-อิไต (Itai-Itai disease) อาการที่ได้รับสารแคดเมียมจากการกิน จะทำให้เกิดการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย มีปวดศีรษะ กล้ามเนื้อ ปวดท้อง และปอด โดยไตและตับจะถูกทำลาย ถ้าหากหายใจควันเข้าไปในปอด ก็จะมีอาการเจ็บคอ หายใจสั่น มีเสมหะเป็น เลือด น้ำหนักลด โลหิตจาง การหายใจจะลำบากมากขึ้นสุดท้ายก็จะไตวาย 
</detail><keywords>แคดเมียม, Cadmium, โรค, สารเคมี, อิไตอิไต, ควัน, ไต, สิ่งแวล้อม</keywords><date>2024-04-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4919</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1713929822.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="378"><Nid>4902</Nid><title>พัดลม VS เครื่องปรับอากาศ คลายร้อนแบบไหนประหยัดพลังงานมากกว่ากัน</title><source>https://www.nsm.or.th/nsm/th/node/44956</source><detail>แม้ในช่วงปี พ.ศ. 2552-2562 ทั่วโลกเริ่มมีการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้เพิ่มขึ้น แต่ในปัจจุบันมนุษย์ยังอาศัยพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลมากถึง 80% ทำให้ในปี พ.ศ. 2565 องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency) ได้ออกมาเรียกร้องให้ผู้คนทั่วโลก พิจารณาการลดใช้พลังงานในกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์พลังงานของโลก โดยเฉพาะการใช้พัดลม และเครื่องปรับอากาศเพื่อคลายร้อนและควบคุมอุณหภูมิภายในอาคาร

ในปี พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ในประเทศออสเตรเลีย ได้เผยแพร่ผลการศึกษาที่ได้จากการสร้างแบบจำลองการใช้เทคโนโลยีคลายร้อนที่แตกต่างกัน 5 สถานการณ์ โดยมี 2 สถานการณ์ที่ใช้เฉพาะพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศอย่างใดอย่างหนึ่ง และอีก 3 สถานการณ์ ใช้เครื่องปรับอากาศร่วมกับพัดลมที่มีความเร็วลมระดับต่าง ๆ เพื่อให้รูปแบบการใช้มีประสิทธิภาพคลายร้อยได้ดีที่สุด และประหยัดพลังงานมากที่สุด ซึ่งจากผลการศึกษานี้ พบว่าการใช้เครื่องปรับอากาศร่วมกับพัดลมที่ความเร็วลม 1.2 เมตรต่อวินาที จะใช้พลังงานไฟฟ้าลดลง 76% และการใช้พัดลมเพียงอย่างเดียวลดการใช้พลังงานได้มากถึง 70% เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เครื่องปรับอากาศเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังพบว่าการเปิดเครื่องปรับอากาศเพียง 15 นาที จะใช้พลังงานเท่ากับการเปิดพัดลมมากถึง 24 ชั่วโมง

แม้การใช้พัดลมร่วมกับเครื่องปรับอากาศ และการใช้พัดลมเพียงอย่างเดียว ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ดี แต่พัดลมนั้นเร่งการไหลเวียนของอากาศร้อน ส่งผลให้ความชื้นบริเวณผิวหนังระเหยออกได้ไวขึ้น เพิ่มอัตราการขาดน้ำของร่างกายเพิ่มขึ้น อาจส่งผลทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความร้อนภายในร่างกายได้ เช่น อาการอ่อนเพลียจากความร้อน เป็นต้น ทั้งนี้ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention, CDC) ได้แนะนำว่าควรใช้พัดลมในช่วงที่อุณหภูมิต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส นอกจากนี้การใช้พัดลมในสภาพอากาศร้อนที่มีความชื้นจะทำให้รู้สึกร้อนขึ้นมากกว่าเย็นลง เพราะเหงื่อที่ร่างกายปลดปล่อยออกมาระเหยได้ช้าลง
</detail><keywords>พัดลง, เครื่องปรับอากาศ, แอร์, air, พลังงาน, ประหยัดไฟ, คลายร้อน, อุณหภูมิ, อากาศ</keywords><date>2024-04-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4902</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1711953165.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="379"><Nid>4901</Nid><title>ภาชนะชนิดไหน ห้ามเข้าไมโครเวฟเด็ดขาด</title><source>https://www.sanook.com/campus/1421255</source><detail>ภาชนะชนิดไหน ห้ามเข้าไมโครเวฟเด็ดขาด
:
ไมโครเวฟ กลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีกันแทบทุกบ้าน แต่บางคนอาจจะยังสับสน ไม่รู้ว่าภาชนะแบบไหนสามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ หรือประเภทไหนห้ามนำเข้าเด็ดขาด
:
จานแบบไหนที่นำเข้าไมโครเวฟได้?
- จานเซรามิก
- จานแก้ว
- จานพลาสติก PP
:
แล้วแบบไหนที่ห้ามเข้าไมโครเวฟโดยเด็ดขาด
- จานเมลามีน
- จานโลหะ
- จานกระดาษ
- จานที่ห่อด้วยอัลูมิเนียมฟอยล์
- กล่องโฟม
:
เนื่องจากภาชนะบางชนิดไม่สามารถทนต่อความร้อนได้ และบางชนิด เช่น โลหะ มีคุณสมบัติสะท้อนคลื่นไมโครเวฟ หรืออะลูมิเนียมฟอยล์ที่จะทำให้เกิดประกายไฟได้ เพราะฉะนั้นก่อนนำเข้าไมโครเวฟทุกครั้ง ตรวจสอบให้ดีว่าสามารถนำเข้าไมโครเวฟได้หรือไม่ เพื่อความปลอดภัยและยืดอายุใช้งานนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-03-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4901</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1712137689.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="380"><Nid>4900</Nid><title>ห้องโดนแดดบ่าย แก้ไขอย่างไรให้อยู่ได้ ไม่ร้อนอบอ้าว</title><source>https://www.sanook.com/women/227421</source><detail>ห้องโดนแดดบ่าย แก้ไขอย่างไรให้อยู่ได้ ไม่ร้อนอบอ้าว
:
ช่วงนี้ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว อากาศเริ่มร้อนขึ้นทุกวัน ยิ่งบ้านหรือห้องใครหันในทิศที่โดนแดดช่วงบ่าย น่าจะต้องประสบปัญหาเดียวกัน คือ ร้อน โดยเฉพาะกลางคืนก็ยังไม่หายร้อน วันนี้เราจะไปดูวิธีแก้ไขง่าย ๆ
:
1. ติดม่าน - เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย แถมยังประหยัดและได้ผล ซึ่งแนะนำให้ใช้ผ้าม่านกันยูวี 200 %
:
2. ติดฟิล์มกรองแสง - แนะนำสำหรับกรณีที่ห้องโดนแดด โดยส่องผ่านมาทางหน้าต่างกระจก จะช่วยลดความร้อนลงได้
:
3. ฉนวนกันความร้อน - สามารถติดตั้งได้ทั้งบนเพดานหรือผนัง ฉนวนกันความร้อนนั้นช่วยลดความร้อนได้เป็นระยะเวลานาน
:
4. ติดวอลโฟมลดความร้อม - ป้องกันความร้อนจากแดดที่สะสมไว้ที่ผนังบ้าน และยังเป็นการเก็บความเย็นไว้ภายในห้อง
:
5. ติดตั้งสปริงเกอร์บนหลังคา - การติดสปริงเกอร์บนหลังคาตรงส่วนห้องที่โดนแดดก็จะยิ่งทำให้ห้องเย็นลง แต่การติดตั้งสปริงเกอร์นั้นต้องใช้ช่างที่มีความเชี่ยวชาญ
:
หากใครกำลังเจอปัญหาแบบนี้อยู่ แนะนำวิธีง่าย ๆ ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองก่อน เช่น ติดม่าน หรือติดฟิล์มกรองแสงนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4900</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1712137665.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="381"><Nid>4899</Nid><title>อักษรตัว K หลังตัวเลขคืออะไร?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1421835</source><detail>อักษรตัว K หลังตัวเลขคืออะไร?
:
เชื่อว่าเพื่อน ๆ น่าจะเคยเห็นตัวเลขเหล่านี้มาแล้ว เช่น 10K = 10,000 หรือ 100K = 100,000 วันนี้เราจะไปไขข้อสงสัยว่า K หลังตัวนี้นี้มีที่มายังไง
:
K ย่อมาจากคำว่า Kilo ซึ่งมาจากภาษาละติน มีความหมายว่า พัน เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาของค่าตัวเลขดังกล่าวนั่นเอง
:
นอกจาก K ก็ยังมีตัวอักษรที่บ่งบอกบอกจำนวนอีก เช่น
M = ล้าน แทนการเติม 000,000
B = พันล้าน แทนการเติม 000,000,000
T = ล้านล้าน แทนการเติม 000,000,000,000
:
หวังว่าวันนี้เพื่อน ๆ จะเข้าใจการย่อตัวเลขด้วยตัวอักษรต่าง ๆ และสามารถแปลงตัวเลขได้อย่างง่าย ๆ กันนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-03-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4899</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1712137647.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="382"><Nid>4890</Nid><title>โรคจิตเภทสามารถรักษาได้หรือไม่?</title><source>https://www.sanook.com/women/248217</source><detail>โรคจิตเภทสามารถรักษาได้หรือไม่?
:
โรคจิตเภท เป็นโรคจิตเวชที่พบได้บ่อยในประเทศไทย โดยจะมีอาการ หูแว่ว ประสาทหลอน พฤติกรรมผิดปกติ ก้าวร้าว สาเหตุอาจมาจากพันธุกรรม, ความผิดปกติของสมองและภาวะทางด้านจิตใจ สามารถจัดกลุ่มได้เป็น 3 กลุ่มอาการโรคจิตเภท
:
1. กลุ่มอาการทางความคิด - มีอาการคิดหลงผิด, คิดฟุ้งซ่าน และคิดไร้เหตุผล
2. กลุ่มอาการทางประสาทสัมผัส - มีอาการประสาทหลอน, หูแว่ว, เห็นภาพหลอน
3. กลุ่มอาการทางพฤติกรรม - พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป, มีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ และปัญหาในการคิดและตัดสินใจ
:
การรักษาสามารถทำได้หลายแนวทาง เช่น การกินยาเพื่อปรับสมดุลสารเคมีในสมองหรือใช้การช็อกไฟฟ้า หรือการรักษาทางจิตสังคม เช่น ฝึกการเข้าสังคม และให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-03-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4890</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1710255589.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="383"><Nid>4889</Nid><title>ไก่มีหูหรือไม่ ไขข้อข้องใจไปพร้อมกัน</title><source>https://www.sanook.com/campus/1421779</source><detail>ไก่มีหูหรือไม่ ไขข้อข้องใจไปพร้อมกัน
:
มองยังไง ไก่ก็ไม่เห็นมีใบหูเหมือนสัตว์อื่น ๆ แล้วไก่รับเสียงได้ยังไง และเมื่อเวลาตัวเองขันไม่หนวกหูแย่เหรอ? วันนี้มาฟังคำตอบกัน
:
ไก่ไม่มีใบหู แต่มีประสาทสัมผัสทางด้านการรับฟังเป็นอย่างดี ทำให้สามารถได้ยินเสียงต่าง ๆ ได้ ในแก้วหูของไก่ตัวผู้ จะมีเนื้อเยื่อบาง ๆ ปกคลุมแก้วหูอยู่ และเมื่อมันทำการขัน จะงอยปากของไก่จะเกิดการขยับตัว ส่งผลให้เนื้อเยื่อบาง ๆ นี้ขยายตัวบดบังแก้วหูเพื่อทำหน้าที่ดูดซับเสียง ทำให้แก้วหูสามารถรับเสียงขันของตัวมันเองได้เพียง 50% เท่านั้นเองครับ
:
นี่จึงเป็นเหตุผลที่เวลาไก่ขัน แม้จะเสียงดังแค่ไหน ก็ไม่ส่งผลเสียต่อระบบการได้ยิน เนื่องจากมีเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ดูดซับเสียงนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-03-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4889</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1710255553.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="384"><Nid>4888</Nid><title>ลูบหลังเวลาอาเจียน ลูบขึ้นหรือลูบลงดีกว่ากัน?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1421635</source><detail>ลูบหลังเวลาอาเจียน ลูบขึ้นหรือลูบลงดีกว่ากัน?
:
แทบจะเป็นปฏิกริยาอัตโนมัติของเรา เมื่อเห็นเพื่อนอาเจียนต้องเข้าไปลูบหลัง แต่เคยรู้ไหมครับ ว่าเราควรลูบขึ้นหรือลูบลง ถึงจะเห็นผลมากกว่ากัน?
:
ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะลูบขึ้นหรือลูบลง ก็ไม่มีส่วนช่วยอะไรมากมาย อยู่ที่ความสบายใจของเราครับ เพราะว่าตามสรีระร่างกายของมนุษย์ ลำไส้ ลำคอรวมไปถึงกระเพาะนั้นจะอยู่บริเวณกลางและค่อนไปทางด้านหน้า การที่ลูบหลังนั้นไม่ได้ช่วยอาการอะไรได้มากมาย แต่สิ่งที่ได้คือกำลังใจ ที่ทำให้ผู้ที่มีอาการอาเจียนจะรู้สึกได้ว่ามีคนที่คอยห่วงใยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-03-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4888</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1710255518.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="385"><Nid>4887</Nid><title>ร้อนนี้ต้องรอด พัดลมสามารถเปิดได้นานสุดกี่ชั่วโมง?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1421987</source><detail>ร้อนนี้ต้องรอด พัดลมสามารถเปิดได้นานสุดกี่ชั่วโมง?
:
ช่วงนี้อากาศเมืองไทยร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้พัดลมต้องทำงานหนักขึ้นกันทุกบ้าน แต่เคยสงสัยกันไหมครับ ว่าเราสามารถเปิดพัดลมทิ้งไว้ทั้งวันทั้งคืนได้หรือไม่ หรือเปิดได้นานสูงสุดกี่ชั่วโมง? วันนี้มีคำตอบครับ
:
คำตอบคือ พัดลม รวมไปถึง ตู้เย็น และหลอดไฟ เป็นการทำงานแบบ Duty Cycle 100% สามารถเปิดทิ้งไว้ตลอดทั้งวันได้
:
Duty Cycle แปลได้ว่า วัฏจักรการทำงาน คือสามาถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแบบชั่วโมงต่อชั่วโมงได้โดยไม่ต้องหยุดพักเครื่อง หรือจนกว่าอุปกรณ์จะเสื่อม บางรุ่นสามารถตัดไฟเวลาเครื่องทำงานร้อนเกินได้ด้วย
:
ถึงแม้ว่าจะสามารถเปิดได้ทั้งวันทั้งคืน แต่แนะนำว่าไม่ควรให้พัดลมทำงานต่อเนื่องเกิน 8-12 ชั่วโมงเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการใช้งานในระยะยาว และการเกิดเหตุอันไม่คาดคิดได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-03-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4887</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1710255482.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="386"><Nid>4886</Nid><title>เคล็ดลับการเก็บขนมปังให้อยู่ได้นานเป็นปี ไม่ขึ้นรา</title><source>https://www.sanook.com/campus/1421999</source><detail>เคล็ดลับการเก็บขนมปังให้อยู่ได้นานเป็นปี ไม่ขึ้นรา
:
เพื่อน ๆ บางคนคงเคยเห็นโพสต์บนโซเชียลมีเดียเรื่องวิธีการเก็บขนมปังให้ได้เป็นปีโดยไม่มีราขึ้นกันไปแล้ว วันนี้เราจะพาไปดูกันว่าใช้วิธีอะไร เผื่อเพื่อน ๆ คนไหนยังไม่รู้ครับ
:
เคล็ดลับการเก็บขนมปังที่ดีที่สุดและยืดอายุให้อยู่นาน ๆ นั่นก็คือการเก็บไว้ในช่องแช่แข็ง หรือช่องฟรีซนั่นเอง ซึ่งจะเป็นการยืดอายุขนมปังได้เป็นอย่างดี และขนมปังจะไม่เป็นน้ำแข็งด้วย เพราะความเย็นในระดับที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็งจะยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ทำให้ยังคงความสดใหม่ของขนมปังและอาหารสดทั่วไปได้
:
วิธีนำมากินก็แค่นำขนมปังที่แช่เอาไว้ในช่องแช่แข็งออกมาวางในอุณหภูมิห้องประมาณครึ่งชั่วโมง จะทำให้ขนมปังคลายตัวสู่สภาพเดิม เท่านี้ก็จะสามารถเก็บขนมปังได้เป็นปีโดยไม่มีราขึ้นได้แล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-03-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4886</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1710255453.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="387"><Nid>4865</Nid><title>การแต่งงานกับตัวเอง Sologamy เทรนด์ใหม่มาแรงในสังคม</title><source>https://www.dek-d.com/loveroom/63816</source><detail>การแต่งงานกับตัวเอง Sologamy เทรนด์ใหม่มาแรงในสังคม
:
ไม่ผิดที่ทุกคนฝันอยากมีงานแต่งงานสักครั้งในชีวิต แต่การที่จะได้เจอคนที่เหมาะสมที่จะเป็นเจ้าบ่าวของเรานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จนเกิดเป็นเทรนด์ใหม่นั่นคือ การแต่งงานกับตัวเอง นั่นเอง
:
โซโลกามี (Sologamy) คือ การแต่งงานกับตัวเอง ซึ่งเป็นพิธีเชิงสัญลักษณ์ว่าเรามุ่งมั่นตั้งใจที่จะรักตัวเองอย่างลึกซึ้ง และรักษาความสัมพันธ์ที่รักตัวเองแบบนี้ตลอดไป คล้าย ๆ กับพิธีการแต่งงานทั่ว ๆ ไป ที่เป็นเหมือนการให้คำมั่นสัญญาและประกาศว่าจะรักและดูแลกันไปตลอดชีวิต
:
พิธีการนี้ไม่มีผลทางกฎหมายและศาสนา ก็ไม่จำเป็นต้องมีการจดทะเบียนสมรส หรือต้องสาบานในโบสถ์ ดังนั้นอยากจัดที่ไหน แขกเป็นใคร ในงานมีอะไรบ้างก็แล้วแต่เลยครับ เพราะเหมือนเป็นการประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าเรา “รักตัวเอง” ฉลองให้กับความรักในตัวตนของเรา สัญญาว่าจะรักตัวเองมากกว่าไปแสวงหาความรักจากคนอื่นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-02-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4865</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1709123376.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="388"><Nid>4864</Nid><title>อาการอยากเมาสัมพันธ์กับความเศร้าจริงหรือไม่?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1419059</source><detail>อาการอยากเมาสัมพันธ์กับความเศร้าจริงหรือไม่?
:
เคยสงสัยไหมครับ ทำไมคนรอบ ๆ ตัวเราหรือแม้กระทั่งในทีวีหรือละคร ซีรี่ส์ต่าง ๆ เวลาที่รู้สึกเศร้า เครียด หดหู่ หรืออกหัก ต้องอยากไปดื่มเหล้าให้เมากันไปข้าง วันนี้เราจะไปหาคำตอบกันครับ
:
ส่วนใหญ่แล้ว คนที่ต้องการจะเมาเวลาที่ตนเองทุกข์ใจนั้น เพราะตอนเมาจะทำให้หลับได้สบายขึ้น หลับแบบไม่รู้เรื่อง และสมองก็ไม่มีสติมากพอจะคิดซ้ำ คิดวนกับเรื่องที่เป็นทุกข์ คนกลุ่มนี้จึงมีแนวโน้มในการดื่มเพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ผ่านไปได้ยากในสภาวะปกติ
:
แต่ในขณะที่บางคน แม้ว่าจะนั่งดื่มอยู่ก็ยังทำให้พวกเขารู้สึกเศร้าอยู่ดี ท้ายที่สุดแล้ว ยิ่งดื่มบ่อยเท่าไร ก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นโรคติดสุรามากขึ้น และสมองก็ยิ่งเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์มากขึ้นเช่นกัน ทางที่ดีคือต้องรีบหาวิธีกลับมาฮีลใจให้ได้ไวที่สุด และไม่ควรต้องใช้แอลกอฮอล์ด้วยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-02-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4864</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1709123337.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="389"><Nid>4863</Nid><title>การเลี้ยงแมว กับ 3 เรื่องที่คนมักเข้าใจผิด</title><source>https://www.sanook.com/women/247165</source><detail>การเลี้ยงแมว กับ 3 เรื่องที่คนมักเข้าใจผิด
:
แมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่นิยมไปทั่วโลก แต่ก็ยังมีความเข้าใจผิด ๆ เกี่ยวกับแมวอยู่บ้าง วันนี้เราเลยจะพาไปดู 3 สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับ "แมว" จะมีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลยครับ
:
แมวไม่ใช่สัตว์ที่โดดเดี่ยว - แต่ความจริงแล้ว แมวเป็นสัตว์สังคมที่ต้องการความรักและการดูแลจากเจ้าของเช่นกัน แมวต้องการการเอาใจใส่และเล่นกับเจ้าของเป็นประจำ
:
แมวไม่เข้าใจการลงโทษ - แมวไม่เหมือนสุนัข แมวจะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ผ่านการเลียนแบบและรางวัล หากเราต้องการฝึก ต้องสอนด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น การเสริมแรงเชิงบวก การลงโทษจะทำให้แมวกลัวและไม่เชื่อใจเรา
:
แมวมีภาษากายของตัวเอง - การกะพริบตาช้าๆ เป็นการแสดงออกถึงความไว้วางใจและความรัก การเลียขนเป็นการบ่งบอกว่าแมวรู้สึกสบายใจและผ่อนคลาย การถูตัวเป็นการทักทายและแสดงความเป็นเจ้าของ และการอ้าปากเป็นการแสดงความหงุดหงิดหรือขู่
:
หากเราเข้าใจ 3 ข้อนี้ รับรองว่าเราจะเข้าใจแมวมากขึ้น และสามารถเลี้ยงแมวได้อย่างมีความเข้าใจ และมีความสุขมากขึ้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-02-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4863</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1709123295.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="390"><Nid>4854</Nid><title>กลิ่นตัวมาจากไหน ทำไมบางคนกลิ่นแรงกว่าคนทั่วไป</title><source>https://www.sanook.com/health/8049</source><detail>กลิ่นตัวมาจากไหน ทำไมบางคนกลิ่นแรงกว่าคนทั่วไป
:
เรื่องกลิ่นตัวถือเป็นเรื่องธรรมชาติ มีกันได้ทุกคน แต่เคยสงสัยไหมครับ ทำไมบางคนกลิ่นตัวถึงแรงกว่าคนปกติ ถึงแม้จะใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้แตกต่างกัน
:
กลิ่นตัวเกิดจากเหงื่อที่ชื่อว่า Apcocrine Sweat Gland มีความเหนียวเหนอะหนะมากกว่าเหงื่อปกติเล็กน้อย และมีกลิ่นที่รุนแรงกว่า โดยต่อมเหงื่อชนิดนี้จะอยู่บริเวณ รักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวหน้าอก ใบหู มาผสมกับจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่อยู่ตามผิวหนังจึงเกิดเป็นกลิ่น
:
ทำไมบางคนกลิ่นตัวแรงกว่าปกติ?
1. อาหารรสจัด - โดยเฉพาะอาหารที่มีเครื่องเทศเยอะ มีส่วนเพิ่มดีกรีกลิ่นตัวให้มากขึ้น
:
2. น้ำหนักเกินมาตรฐาน - คนอ้วนจะมีโอกาสที่อวัยวะภายนอกมีส่วนอับชื้น สร้างกลิ่นไม่พึงประสงค์ตามรักแร้ ชั้นพุง ขาหนีบ ข้อพับต่าง ๆ มากกว่าคนผอม
:
3. อาหารมัน อาหารทอด - กระตุ้นการทำงานของต่อมเหงื่อบริเวณรักแร้ ขาหนีบ
:
4. เนื้อแดง - เนื้อแดงอย่างเนื้อวัว และเนื้อสัตว์ใหญ่อื่น ๆ มีส่วนทำให้มีกลิ่นตัวแรงขึ้น
:
5. ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่ไม่เหมาะกับตัวเอง - หากใช้ตัวไหนอยู่ แล้วยังมีกลิ่นอยู่ให้ลองเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอตัวที่เหมาะกับเรา
:
6. หากเรากำลังมีปัญหาเรื่องกลิ่นตัวแรงกว่าปกติอยู่ล่ะก็ ลองเอาข้อมูลส่วนนี้ไปปรับใช้ดูนะครับ เลี่ยงทั้งการกินอาหาร และลองหาผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายที่เหมาะสมกับเรามาใช้ดูนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-02-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4854</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1708518138.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="391"><Nid>4853</Nid><title>NITS หน่วยวัดความสว่างบนโทรศัพท์มือถือคืออะไร</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1596187</source><detail>NITS หน่วยวัดความสว่างบนโทรศัพท์มือถือคืออะไร
:
เพื่อน ๆ เคยได้ยินคำว่า NITS หรือ นิท จากการอธิบายสเปกรายละเอียดของหน้าจอโทรศัพท์มือถือกันไหมครับ วันนี้เราจะไปดูกันว่าหน่วยวัด NITS คืออะไร?
:
NITS นั้นก็คือค่าความสว่างที่ใช้วัดเฉพาะพื้นที่ ๆ มองเห็น หรือที่ส่องไปนั่นเอง โดยมีค่าการวัดคือ แคนเดลา/ตารางเมตร (Candela/m2, cd/m2) โดย 1 nit คือเทียน 1 เล่ม ที่สามารถส่องสว่างออกไปต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร
:
หรือยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าหน้าจอมีความสว่าง 2,600 nits เท่ากับเทียนเปล่งแสงกว่า 2,600 เล่ม ต่อ 1 ตารางเมตรนั่นเอง
:
ดังนั้นการเลือกหน้าจอที่มีความสว่างมาก ก็อาจจะส่งผลถึงเรื่องความคมชัดมากขึ้นไปด้วย ดังนั้นการเลือกซื้อมือถือที่จะได้จอสว่าง อย่าลืมดูค่านี้ไว้ด้วยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-02-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4853</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1708518102.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="392"><Nid>4852</Nid><title>ค้นพบกาแล็กซี่พิสดาร ไม่มีดาวฤกษ์ส่องแสงอยู่แม้แต่ดวงเดียว</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c2eymzq7q91o</source><detail>ค้นพบกาแล็กซี่พิสดาร ไม่มีดาวฤกษ์ส่องแสงอยู่แม้แต่ดวงเดียว
:
ทีมนักดาราศาสตร์ประจำกล้องโทรทรรศน์กรีนแบงก์ ค้นพบกลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ที่อาจเป็นกาแล็กซี่อายุเก่าแก่จากยุคบรรพกาลของจักรวาลก็เป็นได้ แม้จะไม่มีดาวฤกษ์ปรากฏให้เห็น แต่กลุ่มก๊าซยักษ์ดังกล่าวมีคุณสมบัติอื่น ๆ ของกาแล็กซีรูปกังหันอยู่อย่างครบถ้วน
:
กาแล็กซี่สุดแปลกนี้ มีชื่อว่า J0613+52 ที่อยู่ห่างจากโลกออกไปถึง 270 ล้านปีแสง ถือว่าเป็น “ดาราจักรที่ไร้ดาว” เนื่องจากไม่มีดาวฤกษ์ส่องแสงให้ความสว่างอยู่แม้แต่ดวงเดียว
:
นักดาราศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานว่า อาจเพราะมันเป็นกลุ่มก๊าซที่เบาบางหรือเจือจางเกินไป ทั้งยังอยู่ห่างจากกาแล็กซี่อื่น ๆ มาก ทำให้ขาดปัจจัยกระตุ้นที่จะส่งผลให้มีการก่อตัวของดาวฤกษ์ และพัฒนาไปเป็นดาราจักรในรูปแบบปกติอย่างที่เราคุ้นเคยกันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-02-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4852</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1708518045.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="393"><Nid>4841</Nid><title>ชาวต่างชาติห้ามทำอาชีพอะไรในประเทศไทยบ้าง</title><source>https://www.sanook.com/campus/1420715</source><detail>ชาวต่างชาติห้ามทำอาชีพอะไรในประเทศไทยบ้าง
:
อาชีพสงวน ตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดการบริหารจัดการ การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 แบ่งออกเป็น 4 ประเภท มีทั้งอาชีพที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด และบางอาชีพที่จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตก่อนเท่านั้น แต่วันนี้เราจะพาไปดูว่า อาชีพไหนที่ชาวต่างชาติห้ามทำเด็ดขาดในประเทศไทยกัน
:
ประเภท 1 งานที่ห้ามคนต่างด้าวทำโดยเด็ดขาด จำนวน 27 งาน ได้แก่
1. งานแกะสลักไม้
2. งานขับขี่ยานยนต์ ยกเว้นงานขับรถยก (forklift)
3. งานขายทอดตลาด
4. งานเจียระไนเพชร/พลอย
5. งานตัดผม/เสริมสวย
6. งานทอผ้าด้วยมือ
7. งานทอเสื่อ หรืองานทำเครื่องใช้ด้วยกก หวาย ฟาง ไม้ไผ่ ขนไก่ เส้นใย เป็นต้น
8. งานทำกระดาษสาด้วยมือ
9. งานทำเครื่องเขิน
10. งานทำเครื่องดนตรีไทย
11. งานทำเครื่องถม
12. งานทำเครื่องทอง/เงิน/นาก
13. งานทำเครื่องลงหิน
14. งานทำตุ๊กตาไทย
15. งานทำบาตรพระ
16. งานทำผ้าไหมด้วยมือ
17. งานทำพระพุทธรูป
18. งานทำร่วมกระดาษ/ผ้า
19. งานนายหน้า/ตัวแทน
20. งานนวดไทย
21. งานมวนบุหรี่
22. งานมัคคุเทศก์
23. งานเร่ขายสินค้า
24. งานเรียงอักษร
25. งานสาวบิดเกลียวไหม
26. งานเลขานุการ
27. งานบริการทางกฎหมาย
:
ทั้ง 27 อาชีพดังกล่าว ถือว่าเป็นอาชีพที่ห้ามชาวต่างชาติทำในประเทศไทยทุกกรณี หากมีการฝ่าฝืน จะมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 - 100,000 บาท และอาจถูกส่งกลับประเทศอีกด้วยละครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-02-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4841</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1708076794.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="394"><Nid>4840</Nid><title>ความสัมพันธ์แบบ Toxic กับการใช้โซเชียลมีเดีย</title><source>https://www.sanook.com/campus/1420847</source><detail>ความสัมพันธ์แบบ Toxic กับการใช้โซเชียลมีเดีย
:
แม้ว่าข้อดีของโซเชียลมีเดียจะที่เชื่อมโยงให้คนไกลได้อยู่ใกล้มากขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม โซเชียลมีเดียเจ้าเดิมกลับทำให้คนใกล้ ๆ ตัวรู้สึกห่างเหินกันมากกว่าเดิม วันนี้เราจะพาไปดูข้อควรระวังจากการใช้โซเชียลมีเดียไม่ให้กระทบความสัมพันธ์กัน
:
1. ไม่เปิดเผยคนรักในโซเชียลมีเดีย - หากเราคบกับใครจริงจังแล้ว แต่ไม่มีการกดไลค์, คอมเมนท์ หรือแม้แต่จะรับเพื่อนหรือกดติดตาม จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ดีแน่ ๆ
:
2. การเป็นเพื่อนในโซเชียลมีเดียกับแฟนเก่า - มีผลกระทบต่อคนปัจจุบันแน่นอน เมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงได้ถูกเพาะขึ้นในใจแล้ว
:
3. บ่นทุกปัญหาลงโซเชียลมีเดีย - รวมถึงโพสต์ระบายปัญหา ประจาน ประชดประชันอีกฝ่ายเวลาทะเลาะกัน ตอบโต้ด้วยคอมเมนต์ออกสื่อ
:
4. ตั้งสเตตัสประดุจคนอกหัก ทั้งเศร้าทั้งเหงา แต่มีแฟนตัวเป็น ๆ - การกระทำแบบนี้มักบั่นทอนอีกฝ่าย ทำเหมือนเขาหรือเธอไม่มีตัวตน ไม่เห็นคุณค่า และไม่ให้เกียรติอีกฝ่าย
:
5. ไม่มีสมาธิที่จะฟังเสียงของคนข้าง ๆ - การปล่อยให้มือถือมีบทบาทเกินไปเวลาคุยกับคนข้าง ๆ ในโลกความจริง แสดงถึงความไม่ใส่ใจ ไม่ตั้งใจ โอกาสที่ผลลัพธ์จะออกมาพังมีสูงมาก
:
เห็นไหมครับ รายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ ทำลายความสัมพันธ์ลงหลายคู่แล้ว ให้ลองหันกลับมามองตัวเองว่ากำลังมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่หรือไม่ หากมีอยู่แนะนำให้ปรับเพื่อความสัมพันธ์จะได้รักกันยืนยาวนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-02-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4840</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1708076554.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="395"><Nid>4839</Nid><title>6 ต้นไม้ปลูกในบ้าน กรองสารพิษจากควันบุหรี่</title><source>https://www.sanook.com/women/224645</source><detail>6 ต้นไม้ปลูกในบ้าน กรองสารพิษจากควันบุหรี่
:
คาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นสารพิษอย่างหนึ่งในควันบุหรี่ โดยเฉพาะหากควันบุหรี่นั้นเกิดขึ้นภายในบ้าน หรือเพื่อนบ้าน ห้องข้าง ๆ เราจะแก้ปัญหาสารพิษจากควันบุหรี่ได้อย่างไร? วันนี้เรามาแนะนำ 6 ต้นไม้ปลูกในบ้าน ช่วยกรองสารพิษจากควันบุหรี่
:
1. หนวดปลาหมึกใบกลม - นอกจากจะช่วยกรองควันบุหรี่แล้ว ยังช่วยกรองเบนซิน ซึ่งเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่เป็นสารก่อมะเร็ง ฟอร์มาลดีไฮด์ และโทลูอีนอีกด้วย
:
2. ปาล์มไผ่ - มีคุณสมบัติช่วยกรองสารพิษจากควันบุหรี่ได้ดี
:
3. พลูด่าง - ช่วยกำจัดสารพิษได้หลายชนิด ทั้งเบนซิน โทลูอีน ไซลีน ฟอร์มาลดีไฮด์ และสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้พร้อมกับคายก๊าซออกซิเจน
:
4. ยางอินเดีย - มีประสิทธิภาพในการกำจัดสารพิษที่ปนเปื้อนในอากาศ ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์และเปลี่ยนสารพิษให้กลายเป็นอากาศบริสุทธิ์
:
5. เศรษฐีเรือนใน - มีคุณสมบัติในการกรองสารพิษทางอากาศ และโรคตึกเป็นพิษ
:
6. อโกลนีมา - ช่วยฟอกอากาศ กรองสารพิษ เป็นไม้ประดับที่เติบโตได้ดีในร่ม และทนทาน
:
ต้นไม้ นอกจากจะปลูกเพื่อความสวยงามแล้ว ยังมีประโยชน์ในการกรองสารพิษอีกด้วย มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติจริง ๆ ใครกำลังมีปัญหาเรื่องกลิ่นบุหรี่ในบ้าน ลองเลือกสักต้นจากลิสต์ด้านบนนี้ไปลองปลูกดูได้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-02-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4839</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1708076519.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="396"><Nid>4824</Nid><title>วิธีบรรเทาอาการไอแบบเห็นผลเร็ว</title><source>https://www.sanook.com/health/9541</source><detail>วิธีบรรเทาอาการไอแบบเห็นผลเร็ว
:
ไอแห้ง ไอแบบมีเสมหะ หรือไอเรื้อรัง แต่ไม่ว่าจะไอแบบไหน วันนี้เรามาดูวิธีบรรเทาอาการไอให้ลดลงโดยเร็วที่สุด ทั้งง่ายและได้ผลแน่นอน
:
1. ดื่มน้ำให้มากขึ้น - น้ำจะช่วยให้คงความชุ่มชื้นในลำคอได้ และทำให้อาการระคายเคืองภายในคอลดลงเช่นกัน และควรเลือกดื่มน้ำอุ่นแทนการดื่มน้ำเย็น
:
2. อมยาแก้ไอ - ในยาแก้ไอจะมีส่วนประกอบที่จะช่วยลดอาการระคายเคืองภายในลำคอได้
:
3. งดสูบบุหรี่ - การสูบบุหรี่จะทำให้ระคายเคืองคอมากยิ่งขึ้น และยังอาจทำให้มีเสมหะมากขึ้นได้อีกด้วย
:
4. งดใช้น้ำหอม สเปรย์ต่าง ๆ - ส่วนประกอบของน้ำหอมและสเปรย์ต่าง ๆ ทำให้โพรงจมูกมีอาการระคายเคืองได้
:
5. พบแพทย์ - หากลองทำทุกวิธียังไม่หาย อาการไออาจจะเป็นเพียงอาการเบื้องต้น ที่เป็นสัญญาณเตือนถึงโรคอันตรายอื่น ๆ ได้ ดังนั้นการพบแพทย์ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใครก็ตามที่อาการไอไม่ดีขึ้นเลยภายใน 1 - 2 สัปดาห์
:
ไม่ยากเลยใช้ไหมล่ะครับ? เพื่อน ๆ คนไหนลองทำแล้วเห็นผลยังไง หรือมีเคล็ดลับดี ๆ ก็สามารถคอมเม้นท์มาแชร์กันได้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-02-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4824</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1707274655.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="397"><Nid>4823</Nid><title>6 เทคนิคแก้มือถือร้อน ใช้ได้จริงกับสมาร์ทโฟนทุกรุ่น</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1595495</source><detail>6 เทคนิคแก้มือถือร้อน ใช้ได้จริงกับสมาร์ทโฟนทุกรุ่น
:
เพื่อน ๆ เคยเล่นโทรศัพท์จนเครื่องร้อนกันไหมครับ? วันนี้เราจะพาไปดูวิธีแก้ปัญหามือถือร้อนกัน
:
1. ปิด Apps หรือ โปรแกรมทั้งหมด - หากเราเปิดโปรแกรมเยอะ ๆ ค้างไว้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เครื่องร้อนได้
:
2. ลบ App ที่ไม่ใช้ออก - Apps ที่ไม่เคยได้ใช้งาน จะกินพลังงานโดยเราไม่รู้ตัว
:
3. เลือกเคสที่ไม่หนาเกินไป - เครื่องอาจเกิดความร้อนได้ถ้าเราเลือกเคสที่หนาเกินไป
:
4. หยุดพักหากเครื่องร้อน - ควรหยุดใช้งานหากเครื่องร้อน โดยไม่ต้องรอให้ขึ้นแจ้งเตือน และถือว่าเป็นการพักสายตาคุณไปในตัวด้วย
:
5. หาพื้นที่เย็น ๆ อยู่ - เปลี่ยนห้องหรือการเปิดเครื่องปรับอากาศ ก็สามารถช่วยให้มือถือนั้นเย็นลงได้
:
6. ความร้อนเกิดจากแบตเตอรี่ - แบตเตอรี่ของคุณอาจเสื่อม แนะนำว่าควรหาร้านหรือศูนย์บริการเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่มือถือ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความร้อนได้ในตัว
:
ความร้อนกับมือถือเป็นสิ่งคู่กันอยู่แล้ว เราควรจะใช้งานให้เหมาะสม หรือพักการใช้งานบ้าง เพื่อยืดอายุของโทรศัพท์นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-02-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4823</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1707274621.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="398"><Nid>4822</Nid><title>ดาวเนปจูนไม่ได้มีสีน้ำเงิน หลังพบหลักฐานจากภาพถ่ายที่ถูกบันทึก</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cye63pyxexno</source><detail>ดาวเนปจูนไม่ได้มีสีน้ำเงิน หลังพบหลักฐานจากภาพถ่ายที่ถูกบันทึก
:
เมื่อทศวรรษที่ 1980 ได้มีการบันทึกภาพดาวเนปจูนที่มีสีน้ำเงินเข้ม ขณะที่ดาวยูเรนัสจะมีสีเขียว
:
ล่าสุด มีการนำภาพถ่ายที่บันทึกได้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถสร้างภาพสีที่แท้จริงของดาวเคราะห์ทั้งสอง โดยการใช้คอนทราสท์ (Contrast) หรือ การเปรียบเทียบกันระหว่างส่วนที่สว่างที่สุดกับส่วนที่มืดที่สุด ทำให้เห็นรายละเอียดของภาพบนกลุ่มเมฆ ลายแถบ และกระแสลมบนดาวเคราะห์ชัดเจนขึ้น
:
ซึ่งเผยให้เห็นว่า ทั้งดาวเนปจูนและยูเรนัสมีสีใกล้เคียงกัน คือ "สีฟ้าอมเขียว" ในช่วงฤดูร้อนและฤดูหนาวบนดาวเคราะห์ เมื่อหนึ่งในขั้วดาวยูเรนัสหันมายังดวงอาทิตย์ จะทำให้มีสีฟ้าเข้มขึ้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-02-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4822</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1707274582.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="399"><Nid>4811</Nid><title>การข้ามเพศ (Transgender) คืออะไร</title><source>https://www.dek-d.com/loveroom/59876</source><detail>การข้ามเพศ (Transgender) คืออะไร
:
ในยุคนี้ที่ไม่ได้มีแค่เพศหญิงและเพศชายอีกต่อไป แต่มีความหลากหลายทางเพศมากมาย และหนึ่งในนั้น คือ การข้ามเพศ (Transgender) หมายถึง กลุ่มคนที่มีการแสดงออก หรือเพศสภาพ แตกต่างออกไปจากเพศกำเนิด
:
Transgender สามารถแบ่งออกได้เป็น คนข้ามเพศชาย (Transgender Man) และคนข้ามเพศหญิง (Transgender Women) ใช้เรียกเพศสภาพที่เป็นในภายหลังของแต่ละเพศ
:
สรุปแล้ว Transgender ก็เป็นความหลากหลายทางเพศแบบหนึ่งนั่นเอง และที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร มีรสนิยมทางเพศแบบไหน ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในปัจจุบัน และเรายังสามารถอยู่ร่วมกันได้ปกติด้วยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-01-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4811</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1706262280.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="400"><Nid>4810</Nid><title>5 วิธีคิดที่จะทำให้เรารักตัวเองมากกว่าเดิม</title><source>https://www.sanook.com/campus/1419659</source><detail>5 วิธีคิดที่จะทำให้เรารักตัวเองมากกว่าเดิม
:
มีคำพูดที่ว่า ถ้าอยากให้ใครมารักเรา เราต้องรักตัวเองก่อน เพราะนั่นคือการสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นภายในจิตใจของเราเอง จะมีเทคนิคอะไรไปปรับใช้ได้บ้าง ลองไปดูพร้อม ๆ กันเลยครับ
:
1. เริ่มดูแลและปรับปรุงตัวเอง - เริ่มหันมาใส่ใจตนเอง ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอก
2. รักตัวเองตัวเองให้เป็น - หันกลับมารักตัวเองให้เป็นก่อน และเมื่อใดที่หัวใจของคุณเต็มอิ่มหรือได้รับการเติมเต็มแล้ว นั่นก็ถึงเวลาที่คุณจะมอบความรักให้กับคนรอบตัว
3. ปล่อยวางจาก Toxic People - ปล่อยวางจากคนจำพวกนี้ และพยายามอยู่ห่างจากพวกเขา เพื่อสุขภาพจิตที่ดีของคุณเอง
4. ปรับความคิด เพื่อดึงดูดคนดี ๆ - ปรับความคิดให้มองโลกในแง่ดี และปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นเสียก่อน เพื่อดึงดูดคนดี ๆ ให้เข้ามาหาคุณ
5. ไม่ขอโทษแบบพร่ำเพรื่อ - ถ้าสิ่งที่คุณทำไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน และเป็นการทำสิ่งดี ๆ เพื่อตัวคุณเอง ก็ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากขอโทษ หรือแสดงความเกรงใจแบบพร่ำเพรื่อ จนทำให้คุณต้องสูญเสียความมั่นใจ
:
และนี่ก็เป็น 5 แนวคิดที่ปรับง่าย ๆ ได้ที่ตัวเราเอง หันมารักตัวเองมากขึ้น รับรองว่าชีวิตเพื่อน ๆ ต้องดีขึ้นแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-01-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4810</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1706262171.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="401"><Nid>4809</Nid><title>ทำไมเวลานกพิราบเดินถึงชอบผงกหัวแปลก ๆ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/93491-scibio-sci-</source><detail>ทำไมเวลานกพิราบเดินถึงชอบผงกหัวแปลก ๆ
:
เคยเห็นนกพิราบเดินแล้วผงกหัวหงึก ๆ ทุกครั้งที่เดินไหมครับ วันนี้เราจะมาไขความลับท่าทางตลก ๆ นี้ของนกกัน
:
มีการศึกษาโดยทีมงานจากมหาวิทยาลัยควีนส์ในแคนาดา พบว่าการเคลื่อนที่ของนกพิราบแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะ "พุ่ง" และ "พัก"
:
ในระยะ "พุ่ง" นั้น หัวของนกพิราบจะยื่นไปข้างหน้าประมาณ 5 เซนติเมตร เมื่อเทียบกับลำตัว ตามด้วยระยะ "พัก" ซึ่งเป็นช่วงที่ลำตัวเคลื่อนไปด้านหน้า พวกมันจะทำจังหวะ "พุ่ง" และ "พัก" ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยเฉลี่ย 5-8 ครั้งต่อวินาทีขณะเดิน
:
การผลักศีรษะไปข้างหน้าช่วยให้นกพิราบรักษาเสถียรภาพในการมองเห็นได้ และการทำหัวให้อยู่นิ่งในช่วงจังหวะ "พัก" ช่วยให้ภาพไม่เบลอจากการเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นการผงกหัวนี้มีประโยชน์ เพราะช่วยให้พวกมันเห็นอาหารที่กำลังเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-01-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4809</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1706262132.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="402"><Nid>4804</Nid><title>วิธีรับมือ ฝุ่น PM 2.5</title><source>http://odpc5ratchaburi.com/media/post.php?id=330</source><detail>1. หลีกเลี่ยงการสัมผัส PM 2.5 โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

2. ปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่น

3. ใช้หน้ากากอนามัย ป้องกันฝุ่น

4. เลี่ยงการออกกำลังกายหรือทำงานกลางแจ้ง

5. ลดการใช้รถยนต์และการเผาขยะ/เผาป่า
</detail><keywords>ฝุ่น, หน้ากากอนามัย, PM2.5, เผาขยะ, เผาป่า</keywords><date>2024-01-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4804</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1706064805.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="403"><Nid>4803</Nid><title>ค่าฝุ่น PM 2.5 ปริมาณเท่าไหร่อันตรายอย่างไร ?</title><source>https://www.pptvhd36.com/health/news/2142 , https://allwellhealthcare.com/pm25/</source><detail>PM2.5 คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดย PM ย่อมาจากคำว่า Particulate Matters หรือฝุ่นละออง ส่วนตัวเลข 2.5 คือขนาดของฝุ่นละออง ซึ่งมีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หากถามว่า 2.5 ไมครอนนี้เล็กขนาดไหน ก็คงเทียบได้ 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางเส้นผม เรียกได้ว่าเล็กจนขนาดขนจมูกของคนเรา ซึ่งทำหน้าที่กรองฝุ่นนั้น ไม่สามารถดักจับฝุ่นเหล่านี้ได้เลย

ด้วยขนาดที่เล็กมากของฝุ่น PM2.5 ซึ่งลอยอยู่ในอากาศร่วมกับไอน้ำ ควัน ก๊าซต่าง ๆ จึงทำให้แพร่กระจายเข้าสู่ทางเดินหายใจ กระแสเลือด และอวัยอื่น ๆ ในร่างกายได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นพาหะนำสารอันตรายอื่น ๆ ที่เคลือบอยู่บนผิวของฝุ่นเข้ามาอีกด้วย เช่น สารปรอท สารโลหะหนัก สารก่อมะเร็ง ซึ่งสารเหล่านี้ส่งผลเสียกับร่างกายเป็นอย่างมาก


	สีฟ้า ค่าฝุ่น PM 2.5 อยู่ที่ 0-25 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับดีมาก เหมาะสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยว
	สีเขียว 26-37 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศระดับดี สามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งและการท่องเที่ยวได้ตามปกติ
	สีเหลือง 38-50 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศระดับปานกลาง ประชาชนทั่วไปสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ ส่วนผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง
	สีส้ม 51-90 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ประชาชนทั่วไป ควรเฝ้าระวังสุขภาพ ถ้ามีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น ส่วนผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น ถ้ามีอาการทางสุขภาพ เช่น ไอ หายใจลำบาก ตาอักเสบ แน่นหน้าอก ปวดศีรษะ หัวใจเต้นไม่เป็นปกติ คลื่นไส้ อ่อนเพลีย ควรปรึกษาแพทย์
	สีแดง ค่าฝุ่น PM 2.5 ตั้งแต่ 91 มคก./ลบ.ม.ขึ้นไป คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทุกคนควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองหากมีความจำเป็น และหากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์

</detail><keywords>ฝุ่น, PM2.5, อากาศ, สุขภาพ, มลพิษ</keywords><date>2024-01-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4803</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1768538003.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="404"><Nid>4802</Nid><title>ลักษณะและสีน้ำมูก สามารถแยกอาการป่วยได้นะ</title><source>https://www.sanook.com/health/8981</source><detail>ลักษณะและสีน้ำมูก สามารถแยกอาการป่วยได้นะ
:
ปกติแล้วเวลาเราเป็นไข้หวัด มักจะมีน้ำมูกไหลออกมาใช่ไหมล่ะครับ มีทั้งน้ำใส ๆ กับน้ำมูกข้นหนืด สีขาวอมเขียวอมเหลือง สีน้ำมูกที่ต่างกัน บอกอะไรเกี่ยวกับสุขภาพของเราได้บ้าง? วันนี้มาดูกัน
:
น้ำมูกใส - อาจมาจากการร้องไห้ หรือเป็นหวัดเล็กน้อย โดยน้ำมูกที่ออกมาจะช่วยให้ภายในโพรงจมูกชุ่มชื่น ไม่แห้งจนเกินไป หายเองได้ไม่ต้องทานยา
:
น้ำมูกเหนียวข้น - มีความหนืดมากกว่าน้ำใส ๆ อาจเริ่มเป็นสัญญาณบอกว่าร่างกายของเราเริ่มมีอาการแพ้อะไรบางอย่างเกิดขึ้น
:
น้ำมูกเหนียวข้น มีสีเขียวหรือเหลือง - อาจมีความเป็นไปได้ว่าระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเริ่มทำงาน
:
หากมีน้ำมูกข้นสีเขียวหรือเหลือง ติดกัน 2-3 วันขึ้นไป หมายความว่าคุณอาจกำลังเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรทานยา และดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดียิ่งขึ้น และหากน้ำมูกยังไม่หายภายใน 2 - 3 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และทำการรักษาอย่างถูกต้องต่อไปนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-01-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4802</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1706028753.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="405"><Nid>4801</Nid><title>หลอดไฟแต่ละประเภท แตกต่างกันอย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/82635-scieng-sci-</source><detail>หลอดไฟแต่ละประเภท แตกต่างกันอย่างไร
:
นับตั้งแต่ โทมัส อัลวา เอดิสัน ได้คิดค้นประดิษฐ์หลอดไฟหลอดแรกขึ้นมาเพื่อให้แสงสว่าง ก็มีการพัฒนาออกมาเป็นหลอดไฟอีกหลายประเภท วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักหลอดไฟแต่ละประเภทกัน
:
หลอดอินแคนเดสเซนต์ - มักเห็นได้จากโคมไฟตั้งโต๊ะรุ่นเก่าหรือไฟประดับตกแต่งทั่วไป โดยมีหลักการทำงานคือ การปล่อยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไส้หลอด
:
หลอดทังสเตน-ฮาโลเจน - ทำด้วยแก้วแข็งเป็นพิเศษหรือควอตซ์ที่สามารถทนความร้อนได้ดี ภายในหลอดแก้วนี้จะบรรจุก๊าซตระกูลฮาโลเจน
:
หลอดฟลูออเรสเซนต์ - ใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดไส้ถึง 5 เท่า จึงถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลาย เหมาะสำหรับการใช้ภายในอาคาร, บ้านเรือน, สำนักงาน หรือร้านค้าต่าง ๆ
:
หลอดแอลอีดี LED - แสงสว่างที่เปล่งออกมาจากหลอดประเภทนี้ เกิดจากการจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าไปในสารกึ่งตัวนำ ทำให้อิเล็กตรอนเกิดการเคลื่อนที่ เปลี่ยนระดับพลังงาน และคายพลังงานออกมาในรูปของแสง
:
เกณฑ์ในการพิจารณาเลือกใช้งานหลอดไฟฟ้าให้ดูที่ กำลังไฟที่ใช้, อายุการใช้งานของหลอดไฟ, สีของแสงที่มาจากหลอดไฟ ให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรานั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-01-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4801</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1706260660.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="406"><Nid>4800</Nid><title>ไขความลับ ทำไมมนุษย์มีอายุไม่ยืนถึง 200 ปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c51005zpylgo</source><detail>ไขความลับ ทำไมมนุษย์มีอายุไม่ยืนถึง 200 ปี
:
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนั้นเติบโตและแก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
:
ล่าสุด มีผู้เสนอสมมติฐานว่าสาเหตุน่าจะเป็นผลของวิวัฒนาการที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในยุคดึกดำบรรพ์ช่วงที่ไดโนเสาร์กำลังครองโลก ทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำต้องโตเร็วเพื่อสืบพันธุ์ให้ได้โดยด่วน
:
การดำรงเผ่าพันธุ์เช่นนี้ ทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสามารถแพร่ขยายเผ่าพันธุ์จนครองโลกได้เมื่อไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่วิธีการดังกล่าวก็มีข้อเสีย เพราะทำให้ลูกหลานสืบทอดพันธุกรรมแบบ “โตเร็ว ตายไว” มาจนถึงปัจจุบันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-01-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4800</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1706003732.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="407"><Nid>4799</Nid><title>ขนมไขขี้ผึ้ง อันตรายถึง เสียชีวิต</title><source>https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info621_eat_10/</source><detail>ขนมไขผึ้ง มีลักษณะข้างในเ)นน้ำหวาน น้ำเชื่อม หรือแยมรสผลไม้ เคลือบด้วยไขผึ้ง (Beeswax) เวลารับประทาน  แค่กัดหรือเคี้ยวกินน้ำหวานด้านในแล้วคายส่วนที่เป็นไขผึ้งออกมา
แต่หลายคนมองว่าเป็นขนมก้อน กินง่าย สามารถเคี้ยวกลืนได้ทั้งก้อน ขนมไขขี้ผึ้ง ไม่มีอย. แถมส่วนผสมในขนมยังไม่ใช่ของกินอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

อาการ


	      เสี่ยงติดคอ
	       อาหารไม่ย่อย
	       ท้องผูก
	       เกิดอาการเเพ้


ข้อควรระวัง นอกจากนี้ผู้ที่เป็นโรคภูมิเเพ้พิษผึ้งหรือเกสรดอกไม้อาจต้องใช้ความระมัดระวังในการรับประทานไขผึ้ง เนื่องจากอาจทำให้เกิดอาการเเพ้ได้

ผลกระทบต่อสุขภาพ


	      การบริโภคน้ำตาลเป็นเวลานานก่อให้เกิดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงได้
	      ผู้ที่กินอาหารหวานจัดบ่อยๆ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย
	      การรับประทานน้ำตาลมากเกินไป เป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ ตามมา

</detail><keywords>ขนมไขขี้ผึ้ง, อันตราย, เสียชีวิต, ติดคอ, ท้องผูก, โรคภูมิเเพ้, ภูมิคุ้มกัน, ขนม, โรค</keywords><date>2024-01-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4799</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1705548996.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="408"><Nid>4798</Nid><title>อันตราย พลุ ดอกไม้ไฟระเบิด</title><source>https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info555_environmental-health_20/</source><detail>ป้องกันได้ ลดเสี่ยงสุขภาพ

สารพิษ จากพิษ ดอกไม้เพลิง

     1.สารพิษ สารเคมี ระคายเคืองตา

     2.เสียงกระแทก

     3.ระเบิดแรงอัด บาดเจ็บ บ้านเรือนเสียหาย

     4.เสียชีวิต / พิการ

ป้องกันได้ ลดเสี่ยง

** ท้องถิ่น

     – เคร่งครัดการให้ใบอนุญาต

     – กำกับ ติดตาม ประเมินความเสี่ยง

     – กำหนดมาตราการป้องกันภัยพิบัติ

     – เตรียมจุดอพยพ

** ประชาชน

     – ติดตามสถานการณ์ การแจ้งเตือน

     – สอดส่อง ประเมินความเสี่ยง

     – พบความเสี่ยงแจ้งเจ้าหน้าที่

**กรณีประสบภัย**

     – หลีกเลี่ยงเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ

     – สังเกตุอาการ ความผิดปกติของคนในครอบครัว

     – อพยพทันที
</detail><keywords>พลุ, ระเบิด, ไฟ, ภัยพิบัติ, อพยพ</keywords><date>2024-01-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4798</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1705545526.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="409"><Nid>4797</Nid><title>ทำความรู้จัก Literary Devices ที่พบเจอได้ในกลอนภาษาอังกฤษ</title><source>https://www.dek-d.com/studyabroad/62647</source><detail>ทำความรู้จัก Literary Devices ที่พบเจอได้ในกลอนภาษาอังกฤษ
:
กลอนไทย คงได้เรียนกันจนทะลุปรุโปร่งแล้วใช่ไหมล่ะครับ? วันนี้เราจะมาไปทำความรู้จักกลวิธีทางวรรณศิลป์ ที่เรามักเจอบ่อย ๆ ในบทกลอนหรือเพลงนั่นเอง
:
Simile (คำอุปมา) - เป็นการเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง สังเกตคำอุปมาได้ง่ายๆ จากคำว่า เปรียบ, ดุจ, ดั่ง เช่น เพราะเธอนั้นเป็นเหมือนดั่งโลกทั้งใบ
:
Metaphor (คำอุปลักษณ์) - คำอุปลักษณ์ เป็นการเปรียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่ง แต่จะใช้การเปรียบให้เป็นสิ่ง ๆ นั้นไปเลย เช่น ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ, เธอคือดอกฟ้า ส่วนฉันคือหมาวัด
:
Hyperbole (คำอติพจน์) - เป็นการกล่าวเกินจริง จะใช้เพื่อเน้นข้อความของผู้พูดให้หนักแน่นขึ้น เช่น หิวจะแย่แล้ว/หิวไส้จะขาดแล้ว
:
Onomatopoeia (คำสัทพจน์) - เป็นคำที่ใช้เลียนเสียงต่าง ๆ จะทำให้เหมือนได้ยินเสียงนั้นจริง ๆ เช่น รถชนดังโครม เสียงวัวร้องมอมอ หมาเห่าโฮ่ง ๆ
:
Personification (บุคลาธิษฐาน/บุคคลวัต) - เป็นการบรรยายให้สิ่งไม่มีชีวิตมีความรู้สึกนึกคิดหรืออากัปกิริยาเหมือนมนุษย์ เช่น พระอาทิตย์ส่งยิ้มลงมาหาพวกเรา
:
Irony (คำเสียดสี) - ใช้คำเพื่อประชด เสียดสี แกล้งพูดไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการสื่อจริงๆ
:
Symbol (คำสัญลักษณ์) - คำสัญลักษณ์ เป็นคำที่กำหนดขึ้นเพื่อใช้เปรียบเทียบแทนอีกสิ่งหนึ่ง เช่น สุนัขจิ้งจอก = คนเจ้าเล่ห์, นกพิราบ = ความสงบสุข
:
Imagery (ภาพในความนึกคิด/มโนภาพ) - ภาพในความนึกคิด/มโนภาพ เป็นการพรรณนาสิ่งต่าง ๆ ในมิติของประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่  รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส เช่น กลิ่นของขนมปังไหม้และเบคอนเยิ้มๆ
:
และนี่ก็เป็นเทคนิคต่าง ๆ ที่ใช้ในกลอนอังกฤษซึ่งมีความคล้ายคลึงเหมือนกับภาษาไทยอยู่หลายส่วน หวังว่าวันนี้จะทำให้เพื่อน ๆ เข้าใจหลักการที่ใช้ในบทกลอนภาษาอังกฤษหรือเพลงนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-01-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4797</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1705482399.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="410"><Nid>4796</Nid><title>ความลับของการร้องไห้ บรรเทาความทุกข์แล้วดีอย่างไร</title><source>https://www.sanook.com/campus/1419767</source><detail>ความลับของการร้องไห้ บรรเทาความทุกข์แล้วดีอย่างไร
:
เพื่อน ๆ เคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมคนเราเวลาเสียใจแล้วต้องร้องไห้? และหลังร้องไห้จะรู้สึกดีขึ้นทุกที วันนี้เราจะพามาไขความลับของการร้องไห้เพื่อการบรรเทาทุกข์กัน
:
นักวิทยาศาสตร์และนักจิตวิทยาอธิบายไว้ว่า ทุกครั้งที่อารมณ์ของเราแปรปรวน ระบบลิมบิก (Limbic System) ที่ทำหน้าที่ควบคุมอารมณ์จะส่งสัญญาณไปกระตุ้นต่อมน้ำตาให้ผลิตน้ำตาออกมา
:
การร้องไห้เป็นกลไกที่ช่วยให้เราระบายความเครียดและความเจ็บปวดทางอารมณ์ เพราะทุกครั้งที่เราร้องไห้ออกมา ร่างกายจะผลิตสาร เอ็นดอร์ฟิน (Endophins) หรือฮอร์โมนแห่งความสุขที่ทำหน้าที่ลดระดับความเครียดนั่นเอง
:
เพราะฉะนั้น หากเพื่อน ๆ รู้สึกเศร้า อย่ากลั้นน้ำตาเอาไว้ ให้ปล่อยมันไหลออกมา เพราะหลังจากนั้นด้วยความมัศจรรย์ของร่างกาย จะทำให้เราจะรู้สึกดีขึ้นแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-01-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4796</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1705482363.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="411"><Nid>4795</Nid><title>ค้างคาวสายตาเกือบบอด แต่ทำไมมองเห็นกลางคืนดีมาก</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/93609-sciphy-sci-#google_vignette</source><detail>ค้างคาวสายตาเกือบบอด แต่ทำไมมองเห็นกลางคืนดีมาก
:
ค้างคาวส่วนใหญ่หากินในเวลากลางคืน และนอนหลับพักผ่อนในตอนกลางวัน ซึ่งค้างคาวมีสายตาที่แย่มากจนเกือบเหมือนตาบอด แต่มันก็ยังสามารถเคลื่อนที่แหวกไปในอากาศได้อย่างอิสระ และบินตรงไปยังเป้าหมายของมันได้อย่างแม่นยำ เป็นไปได้อย่างไร?
:
ความลับนั้นคือ การอาศัยอวัยวะที่สร้างคลื่นความถี่สูงไปตกกระทบวัตถุต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม แล้วคลื่นเสียงนี้ก็จะสะท้อนกลับมาที่ค้างคาวโดยมีอวัยวะที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับรับคลื่นสะท้อน นั่นคือใบหูที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติจนเห็นได้ชัด ทำให้ค้างคาวทราบตำแหน่งของอาหาร หรือสิ่งต่าง ๆ
:
นอกจากค้างคาวแล้ว ก็ยังมี โลมา ที่จะส่งคลื่นเสียงโซนาร์ออกไปในน้ำ เพื่อหาตำแหน่งของฝูงปลาในทะเล แล้วสะท้อนกลับเข้ามาที่อวัยวะรับคลื่นเสียงได้เหมือนค้างคาวนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-01-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4795</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1705482332.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="412"><Nid>4781</Nid><title>ไข้เลือดออก VS ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร</title><source>https://www.sanook.com/health/2097</source><detail>ไข้เลือดออก VS ไข้หวัดใหญ่ ต่างกันอย่างไร
:
โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue) ที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ในขณะที่ โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอ็นซ่า (Influenza Virus)
:
ความแตกต่างของ โรคไข้เลือดออก และไข้หวัดใหญ่
อาการของ 2 โรคนี้แทบไม่แตกต่างกันมากนัก องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ยังบอกว่า 2 โรคนี้แทบจะแยกกันไม่ออก โดยเฉพาะ 2 - 3 วันแรก มีอาการทั้งปวดหัว ตัวร้อน เจ็บคอ ปวดตามข้อ และที่สำคัญคือไม่มียารักษา และเป็นแล้วก็สามารถเป็นอีกได้
:
ถึงอย่างไรก็ตาม ไข้หวัดใหญ่ยังมีวัคซีนป้องกันได้ ซึ่งควรฉีดกระตุ้นทุกปี โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุ และวิธีที่ดีสุดคือสังเกตอาการ 2 - 3 วันแรก หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุดนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-01-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4781</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1704871594.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="413"><Nid>4780</Nid><title>บันทึกข้อมูลลงบน DNA เทคโนโลยีสุดก้าวล้ำของการจัดเก็บข้อมูล</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/78755-scieng-sci-</source><detail>บันทึกข้อมูลลงบน DNA เทคโนโลยีสุดก้าวล้ำของการจัดเก็บข้อมูล
:
เมื่อย้อนอดีตกลับไป พื้นที่เก็บข้อมูลจะใช้จานกลมแข็งที่ฉาบด้วยสารแม่เหล็กที่สามารถลบและเขียนใหม่ได้ ซึ่งถูกเรียกว่า ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) และได้พัฒนาเรื่อยมา จนมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ
:
บริษัท Catalog กำลังพัฒนาอุปกรณ์จัดเก็บความจำรูปแบบใหม่ โดยใช้สารพันธุกรรมหรือ ดีเอ็นเอ (DNA) เป็นกรดชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต
:
ความเร็วในการเขียนข้อมูลลงไปในปัจจุบัน  ทำได้ 4 เมกะบิตต่อวินาที ซึ่งช้ากว่า Smart Phone ปัจจุบันอยู่พอสมควร ทางผู้พัฒนาเองก็คาดหวังที่จะพัฒนาให้ความเร็วเพิ่มขึ้นได้อีก 1,000 เท่าเลยทีเดียว
:
เหตุผลที่ผู้พัฒนาเลือกใช้ DNA นั่นก็เพราะเป็นวิธีที่มีความเสถียรมากกว่าวิธีการจัดเก็บข้อมูลประเภทอื่น ให้ลองจินตนาการว่า แม้แต่สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็ยังสามารถเก็บรักษาดีเอ็นเอของพวกมันไว้ได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-01-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4780</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1704871560.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="414"><Nid>4779</Nid><title>ปรากฏการณ์ประหลาดใต้พื้นโลก ขั้วหมุนของโลกเคลื่อนที่เหมือนกับลูกข่าง</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c2xyd663jjko</source><detail>ปรากฏการณ์ประหลาดใต้พื้นโลก ขั้วหมุนของโลกเคลื่อนที่เหมือนกับลูกข่าง
:
ทีมนักธรณีฟิสิกส์ชี้ว่า แก่นโลกชั้นในที่เป็นลูกเหล็กแข็งเส้นผ่านศูนย์กลาง 2,440 กิโลเมตร มีแกนหมุนที่เอียงตัวออกห่างจากแกนหมุนของชั้นเนื้อโลกไปทางทิศตะวันตกราว 0.17 องศา ส่งผลให้เกิดการซัดส่ายแกว่งตัวไปมาของขั้วหมุนและแกนหมุนโลก
:
การเอียงตัวดังกล่าวนี้สันนิษฐานได้ว่า พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแก่นโลกชั้นในน่าจะมีมวลสารความหนาแน่นสูงกว่าส่วนที่เหลือเล็กน้อย การหมุนของแก่นโลกชั้นในและเนื้อโลก น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขั้วหมุนโลกเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ แกนหมุน ซึ่งสามารถจะทำให้เวลาในหนึ่งวันที่มีอยู่ 24 ชั่วโมง หดสั้นลงหรือยาวนานขึ้นได้เล็กน้อยในหลักวินาที
:
แต่เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ซึ่งล้วนส่งผลต่อการกระจายตัวของมวลบนเปลือกโลกและการหมุนรอบตัวเองของโลกนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2024-01-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4779</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1704871526.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="415"><Nid>4768</Nid><title>5 Fake News เรื่องโลกร้อน บนโลกออนไลน์</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cd1p2zre5dno</source><detail>5 Fake News เรื่องโลกร้อน บนโลกออนไลน์
:
ขณะนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศเต็มโลกออนไลน์ไปหมด บางอันก็ถูกต้อง บางอันก็ไม่ถูกต้อง ทางบีบีซีจึงทำการตรวจสอบข้อมูล ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยครั้งในโลกออนไลน์ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
Fake News เรื่องที่ 1 - การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์สร้างขึ้นไม่มีอยู่จริง
ในความจริงแล้ว นี่เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิล (ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ) ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศ
:
Fake News เรื่องที่ 2 - การที่โลกร้อนขึ้นในปัจจุบันเป็นเรื่องธรรมชาติ
ในความจริงแล้ว นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แน่ชัดแล้วว่า หากมนุษย์ไม่เผาเชื้อเพลิงฟอสซิล ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันก็คงไม่เกิดขึ้น
:
Fake News เรื่องที่ 3 - การที่โลกร้อนขึ้นเป็นแผนการของประเทศที่ร่ำรวยกว่าเพื่อยับยั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเกิดใหม่
ในความจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่มีขอบเขต และเกิดผลกระทบไปทั่วโลก
:
Fake News เรื่องที่ 4 - การที่โลกร้อนขึ้นระดับน้ำทะเลไม่ได้เพิ่มขึ้น
ในความจริงแล้ว เมื่อโลกร้อนขึ้น น้ำแข็งที่ติดอยู่บนพื้นดินในธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งก็เริ่มละลาย ทำให้ปริมาณน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้น มีการประเมินว่า ในช่วงเวลาเพียง 100 ปี ระดับน้ำทะเลทั่วโลกได้เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม 160 เป็น 210 มม.
:
Fake News เรื่องที่ 5 - การที่โลกร้อนขึ้นเป็นผลดีกับเรา
ในความจริงแล้ว สหประชาชาติประเมินว่า หากอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้โลกเสียหายถึง 54 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
:
ข้อมูลเหล่านี้ที่แพร่กระจายอยู่บนโลกออนไลน์ ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่อง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ “โลกร้อน” นี่ถือว่าเป็นปัญหา เพราะถ้าผู้คนเชื่อเรื่องเท็จ มาตรการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจล่าช้าออกไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-12-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4768</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1703656206.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="416"><Nid>4767</Nid><title>อยากได้ไข่ต้มแบบนี้ ต้องต้มกี่นาที เซฟเก็บไว้ได้ใช้แน่!</title><source>https://www.sanook.com/campus/1418747</source><detail>อยากได้ไข่ต้มแบบนี้ ต้องต้มกี่นาที เซฟเก็บไว้ได้ใช้แน่!
:
”ไข่ต้ม” เมนูยอดฮิตที่ทุกคนต้องเคยกิน เนื่องจากไข่เป็นวัตถุดิบที่หาง่าย และมีกรรมวิธีสุดแสนจะง่าย แต่การจะได้ไข่ต้มในรูปแบบที่ต้องการไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมีความสุกที่หลายระดับ แล้วแต่คนจะชอบ วันนี้เลยจะพาไปดูการต้มไข่ในทุก ๆระดับ ว่าใช้เวลากี่นาทีบ้าง
:
ไข่ลวก - ใช้เวลา 3 นาที
ไข่ยางมะตูม - ใช้เวลา 5 นาที
ไข่เกือบสุก - ใช้เวลา 6 นาที
ไข่ต้มสุก - ใช้เวลา 7 นาที
ไข่ต้มสุกมาก - ใช้เวลา 10 นาที
ไข่ออนเซ็น - ต้มน้ำจนเดือด ปิดไฟยกลงจากเตา จากนั้นใส่ไข่ลงไป ปิดฝาหม้อทิ้งไว้ 15-20 นาที ก็จะได้ไข่แดงจะเป็นยางมะตูม ในขณะที่ไข่ขาวยังเหลว
:
เพื่อน ๆ ช่วยบอกเราหน่อยครับ ว่าชอบไข่ต้มที่มีความสุกระดับไหนกันบ้าง?
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-12-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4767</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1703627276.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="417"><Nid>4766</Nid><title>7 ผักปลูกง่าย สำหรับมือใหม่ใจร้อน</title><source>https://www.sanook.com/women/245925</source><detail>7 ผักปลูกง่าย สำหรับมือใหม่ใจร้อน
:
เชื่อว่าหลายคนอยากลองปลูกผักกินเอง แต่ผักบางชนิดก็ใช้เวลานานกว่าจะมีผลผลิตให้ได้กินกัน และต่อไปนี้คือ 7 ผักปลูกง่าย โตเร็ว เหมาะสำหรับคนอยากปลูกผักแต่ขี้เกียจรอ
:
1. ผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักกาดหอม และผักโขม เหมาะสำหรับมือใหม่ในการทำสวน พวกมันเจริญเติบโตภายใน 3 - 4 สัปดาห์
2. สมุนไพร เช่น โหระพา สะระแหน่ ออริกาโน่ ผักชีฝรั่ง และกะเพรา ล้วนปลูกง่าย
3. กระเทียม
4. มันฝรั่ง
5. หัวหอม เป็นผักที่ต้องการแสงแดดมาก และการระบายน้ำที่ดี
6. แครอท เหมาะจะปลูกในดินโปร่ง ไม่ผสมหิน ใช้เวลา 1 - 3 สัปดาห์ในการงอก
7. ถั่วฝักยาว ชอบแสงแดดและดินที่ระบายน้ำได้ดีและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
:
และนี่ก็คือผักทั้ง 7 ชนิดที่ทั้งปลูกง่าย และออกผลผลิตได้ไว เหมาะกับมือใหม่หัดปลูก เพื่อน ๆ ลองเลือกหนึ่งใน 7 ชนิดนี้ แล้วลองเริ่มปลูกตอนนี้เลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-12-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4766</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1703485468.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="418"><Nid>4765</Nid><title>กาแฟ VS ชาเขียว อะไรดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน?</title><source>https://www.sanook.com/health/35893</source><detail>กาแฟ VS ชาเขียว อะไรดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน?
:
หลาย ๆ คนต้องพึ่งคาเฟอีนในยามเช้าเพื่อกระตุ้นให้ตื่น พร้อมไปเรียนหรือไปทำงาน ตัวเลือกยอดนิยมก็คงหนีไม่พ้นกาแฟและชาเขียว วันนี้เราจะพาไปดูกันว่าถ้าต้องกินทุกวัน อะไรดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน?
:
กาแฟ 240 มิลลิกรัม มีคาเฟอีนราว 96 มิลลิกรัม ในขณะที่ชาเขียวในปริมาณเท่ากัน จะมีคาเฟอีนราว 29 มิลลิกรัม
:
จะสังเกตได้ว่ากาแฟมีปริมาณคาเฟอีนเข้มข้นกว่า จึงอาจทำให้ร่างกายของเราตื่นตัวได้ในทันที ในขณะที่ชาเขียว อาจต้องใช้วิธีค่อย ๆ จิบไปตลอดทั้งวัน ก็จะช่วยให้ร่างกายตื่นตัวได้ตลอดทั้งวันได้เช่นกัน
:
หากถามว่าอะไรดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน ต้องขอบอกว่าดีต่อสุขภาพด้วยกันทั้งคู่หากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งปริมาณคาเฟอีนที่เหมาะสมในแต่ละวัน ไม่ควรเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวันในวัยผู้ใหญ่, 100 มิลลิกรัมสำหรับวัยรุ่น และ 2.5 มิลลิกรัมสำหรับเด็ก
:
และที่สำคัญ เรากำลังพูดถึงกาแฟดำหรือชาเขียวใส ที่ไม่มีการเติมน้ำหรือน้ำตาลใด ๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วน หลอดเลือดหัวใจ ไขมันในเลือดได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-12-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4765</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1702972331.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="419"><Nid>4764</Nid><title>ผลิตเนื้อสัตว์ทิพย์ ด้วยเทคโนโลยีอาหาร 3 มิติ</title><source>https://www.sanook.com/campus/1418755</source><detail>ผลิตเนื้อสัตว์ทิพย์ ด้วยเทคโนโลยีอาหาร 3 มิติ
:
อาหารถือเป็นปัจจัย 4 ที่เราขาดไม่ได้ และโลกในยุคปัจจุบันมีปัญหาด้านอาหารที่เรียกว่า “วิกฤตการณ์อาหาร” ซึ่งอาจทำให้ประชากรโลกขาดแคลนอาหารได้
:
จึงกำเนิดเป็น เทคโนโลยีอาหาร 3 มิติ (3D Printing Food) ที่สามารถเนรมิตอาหารขึ้นมาได้ภายในเวลาไม่กี่นาที แถมยังสร้างสรรค์วัตถุดิบจากพืชให้กลายเป็นเนื้อสัตว์เทียมได้อย่างง่ายดาย การใช้เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ จะขึ้นรูปทีละชั้น ทำให้สามารถออกแบบอาหารที่มีโครงสร้างซับซ้อนหลากหลายรูปทรงได้
:
ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ เช่น การผลิตเนื้อวัว มีสูตรการพิมพ์ที่แยกออกเป็น 3 ส่วน คือ กล้ามเนื้อ ไขมัน และเลือด จากหมึกพิมพ์ที่เป็นวัตถุดิบจากพืชหลากหลายชนิด เช่น ถั่วเหลือง โปรตีนถั่ว ไขมันมะพร้าว น้ำมันดอกทานตะวัน นำมาเข้ากระบวนการพิมพ์ซ้ำ ๆ เพื่อขึ้นโครงสร้างทีละชั้นเลียนแบบเนื้อวัว จนได้เนื้อที่มีลักษณะ รสชาติ และกลิ่นที่เหมือนสเต๊กเนื้อวัวแท้ ๆ
:
เทคโนโลยีการพิมพ์อาหาร 3 มิติ มีประโยชน์อะไรบ้าง?
1. สร้างสรรค์อาหารได้อย่างไร้ขีดจำกัด
2. สร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภค
3. ลดต้นทุนในการผลิตและขนส่ง
4. ลดปริมาณอาหารเหลือทิ้ง
:
เราอาจจะยังไม่เห็นภาพว่าทำไมต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก ในเมื่อตอนนี้เราสามารถหาเนื้อสัตว์จริง ๆ ได้ แต่เทคโนโลยีนี้ถือเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ ทำให้ตัวเลือกอาหารที่หลากหลายขึ้น และจะกลายเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เมื่อเกิดวิกฤตอาหารขาดแคลนนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-12-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4764</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1702972298.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="420"><Nid>4763</Nid><title>พบแหล่งกำเนิดคริสตัลขนาดมหึมาฝังตัวอยู่ในแก่นโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/czk2nl5314lo</source><detail>พบแหล่งกำเนิดคริสตัลขนาดมหึมาฝังตัวอยู่ในแก่นโลก
:
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบที่มาของ โครงสร้างชั้น “อี-ไพรม์ เลเยอร์” ห่อหุ้มแก่นโลกชั้นนอก เป็นแหล่งก่อกำเนิดผลึกคริสตัลของโลก
:
มีการค้นพบในครั้งแรก โดยพบว่าตั้งอยู่ที่ระดับความลึก 2,900 กิโลเมตรใต้พื้นโลก และมีความหนาราว 100 กิโลเมตร ซึ่งจัดว่าค่อนข้างบางเมื่อเทียบกับโครงสร้างหลักชั้นอื่น ๆ คาดว่าเกิดจากการรั่วซึมของน้ำบนพื้นผิวโลกลงมาด้านล่าง จนเกิดการทำปฏิกิริยากับผิวของแก่นโลกชั้นนอกที่เป็นโลหะหลอมเหลว
:
นักวิทยาศาสตร์คาดว่า โครงสร้างชั้นอี-ไพรม์ เลเยอร์ นี้คือแหล่งผลิตผลึกซิลิกาปริมาณมหาศาลของโลก โดยเป็นผลพลอยได้จากการที่ไฮโดรเจนในโมเลกุลน้ำทำปฏิกิริยากับโลหะหลอมเหลวที่ผิวของแก่นโลกชั้นนอก ก่อนจะส่งผลึกซิลิกากลับขึ้นไปยังชั้นเนื้อโลก (Mantle) และเปลือกโลกด้านบนต่อไปนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-12-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4763</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1702972261.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="421"><Nid>4753</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลกคือใคร?</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cmlpxl8nw2ko</source><detail>นักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลกคือใคร?
:
ก่อนจะมีคำว่า “นักวิทยาศาสตร์” ศัพท์ที่ใช้เรียกผู้ที่สนใจและศึกษาเกี่ยวกับวิทยาการด้านต่าง ๆ นั้น แยกย่อยออกไปตามแขนงสาขาวิชา เช่นนักเคมี (Chemist) นักพฤกษศาสตร์ (Botanist) นักกลศาสตร์ (Mechanist) แต่ยังไม่มีคำศัพท์ที่ใช้เรียกบุคคลเหล่านี้โดยรวม
:
จนกระทั่งช่วงต้นทศวรรษ 1830 สังคมอังกฤษจึงยอมเรียกผู้ที่ทำการวิจัยทุกแขนงตามหลักวิทยาศาสตร์ว่า นักวิทยาศาสตร์ (Scientist) นั่นเอง
:
นิยามของคำว่านักวิทยาศาสตร์ อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนที่ทำการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานเท่านั้น แต่น่าจะหมายรวมถึงคนที่ปฏิเสธความเชื่อและคำอธิบายแบบเหนือธรรมชาติ ทว่ามุ่งเน้นศึกษาปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดยใช้ตรรกะที่เป็นเหตุเป็นผล
:
ในแง่นี้ นักวิทยาศาสตร์คนแรกของโลกที่ปรากฏโฉมในหน้าประวัติศาสตร์ ได้แก่ “เธลีสแห่งมิเลทัส” (Thales of Miletus) นักคิดชาวกรีกโบราณที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 700-600 ปี ก่อนคริสตกาล ซึ่งเชี่ยวชาญวิชาคณิตศาสตร์ ปรัชญา และตรรกศาสตร์นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-12-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4753</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1702356170.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="422"><Nid>4752</Nid><title>อากาศร้อนรุนแรง แหล่งน้ำจืดใกล้แห้งหมดซีกโลกใต้</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/ce9p1kve0y0o</source><detail>อากาศร้อนรุนแรง แหล่งน้ำจืดใกล้แห้งหมดซีกโลกใต้
:
ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่รู้สึกว่าเดือนธันวาคมแล้วยังไม่หนาวสักที เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งในปีนี้มีความรุนแรงเป็นพิเศษในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก
:
เอลนีโญ คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางของกระแสน้ำ และกระแสลมที่ทำให้เกิดการแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลก ส่งผลให้บางพื้นที่ต้องพบความแห้งแล้ง แทนที่จะเกิดฝนตกตามฤดูกาล ทำให้ปริมาณน้ำในแหล่งที่ใช้อุปโภคบริโภคกันเป็นประจำในบริเวณซีกโลกใต้ ยังแห้งเหือดลงอย่างรวดเร็วน่าใจหาย
:
ความแห้งแล้งเนื่องจากการสูญเสียปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่ จะส่งผลกระทบทางลบต่อพื้นที่เพาะปลูกและพื้นที่สีเขียวตามธรรมชาติ ซึ่งจะส่งผลให้อัตราการปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศสูงขึ้น และอุณหภูมิสูงขึ้นอีกด้วย
:
แค่อากาศร้อนขึ้นก็อาจนำพาหายนะที่ยิ่งใหญ่สู่มนุษย์ได้ เพราะภาวะโลกร้อนนั้นส่งผลร้ายต่อสุขภาพ, การทำมาหาเลี้ยงชีพ, และพื้นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-12-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4752</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1702356137.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="423"><Nid>4749</Nid><title>โกโก้ VS คาเคา แตกต่างกันอย่างไร</title><source>https://www.sanook.com/campus/1419871</source><detail>โกโก้ VS คาเคา แตกต่างกันอย่างไร
:
หลาย ๆ คนคงสงสัยว่า โกโก้กับคาเคามันก็เหมือนกันไม่ใช่เหรอ? จริง ๆ มันมีความแตกต่างกันอยู่ครับ
:
โกโก้ และ คาเคา ต่างก็มาจาก “เมล็ดของต้นโกโก้” แต่มีกรรมวิธีการแปรรูปที่แตกต่างกัน ทำให้มีคุณสมบัติและรสชาติที่แตกต่างกันออกไป
:
โกโก้ คือ การนำเมล็ดโกโก้มาคั่วที่อุณหภูมิร้อนสูง และถูกสกัดเอาโกโก้บัตเตอร์ออกไป เมื่อโกโก้ผ่านความร้อนสูง ก็จะทำให้สารอาหารที่มีประโยชน์บางอย่างถูกความร้อนทำลายไปด้วย
:
คาเคา คือ การนำเมล็ดโกโก้มาคั่วโดยใช้ความร้อนต่ำ ทำให้สารอาหารครบถ้วน ไม่ถูกความร้อนทำลาย คาเคาจึงถูกจัดให้เป็นช็อกโกแลตที่มีรูปแบบที่บริสุทธิ์ มีสารอาหารเยอะกว่าโกโก้
:
และนี่ก็คือความเหมือนที่ต่างของโกโก้และคาเคา ถึงแม้จะมีที่มาเหมือนกัน แต่กรรมวิธีแปรรูปต่างกัน ก็ได้ของที่แตกต่างกันและสารอาหารที่ต่างกันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-12-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4749</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1702285848.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="424"><Nid>4747</Nid><title>นมแลคโตสฟรีคืออะไร?</title><source>https://www.sanook.com/health/29137</source><detail>นมแลคโตสฟรีคืออะไร?
:
แลคโตส เป็นน้ำตาลที่มีอยู่ในนมวัว เมื่อแลคโตสเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร เอนไซม์แลคเตสจะทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลในนมนี้ ให้กลายเป็นกลูโคสและกาแลคโตส เพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและนำไปใช้งานต่อไป
:
แต่คนที่แพ้แลคโตส มีภาวะที่เรียกว่า Lactose Intolerance ไม่สามารถย่อยน้ำตาลแลคโตสในนมได้ดีนัก ส่งผลให้มีอาการท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย หรืออาจถึงขั้นพะอืดพะอมหลังดื่มนมวัว
:
ด้วยเหตุนี้จึงมีการคิดค้น “นมปราศจากแลคโตส” ที่เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยให้คนที่มีภาวะ Lactose Intolerance กลับมาดื่มนมวัวได้สบายท้องอีกครั้ง
:
โดยวิธีการทำคือการเติมเอนไซม์แลคเตสเข้าไป เพื่อให้เอนไซม์ช่วยย่อยสลายน้ำตาลแลคโตส ให้กลายเป็นน้ำตาลกลูโคสกับกาแลคโตสแทนนั่นเอง
:
เพราะฉะนั้น นมแลคโตสฟรีจึงถูกผลิตมาเพื่อแก้ปัญหาคนที่มีภาวะ Lactose Intolerance สำหรับคนที่ดื่มนมวัวได้ปกติอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องหานมแบบแลคโตสฟรีมาดื่มก็ได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-12-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4747</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1701795988.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="425"><Nid>4746</Nid><title>ลุ้นเจอมนุษย์ต่างดาว หลังค้นพบระบบสุริยะสมบูรณ์แบบ</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/crgp1kl3xw5o</source><detail>ลุ้นเจอมนุษย์ต่างดาว หลังค้นพบระบบสุริยะสมบูรณ์แบบ
:
เรียกว่ามีลุ้นที่จะค้นพบมนุษย์ต่างดาวอีกครั้ง หลังจากมีการค้นพบตำแหน่งที่ตั้งของระบบดาวเคราะห์ 6 ดวง ที่โคจรวนรอบดาวฤกษ์ศูนย์กลางคล้ายดวงอาทิตย์ ซึ่งอยู่ห่างจากโลกของเราเพียง 100 ปีแสง
:
ระบบดาวนี้มีชื่อเป็นรหัสทางดาราศาสตร์ว่า HD110067 ดาวเคราะห์ 6 ดวงมีการโคจรในคาบเวลาที่ประสานสอดคล้องกันเป็นอย่างดี
:
เหมาะสมกับการเป็นต้นแบบเพื่อศึกษาขั้นตอนการก่อตัวของดาวเคราะห์ นอกจากนี้ ดาวฤกษ์ศูนย์กลางของระบบยังมีความสว่างเพียงพอ ซึ่งจะทำให้สามารถวิเคราะห์แสงเพื่อดูแร่ธาตุองค์ประกอบในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์บริวารได้
:
เมื่อพวกมันเคลื่อนผ่านตัดหน้าดาวฤกษ์ในปรากฏการณ์ทรานซิต (Transit) ซึ่งจะช่วยบ่งชี้ได้ว่ามีก๊าซที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตปะปนอยู่ด้วยหรือไม่นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-12-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4746</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1701771621.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="426"><Nid>4745</Nid><title>มนุษย์จะมองเห็นดาวเสาร์ไร้วงแหวน ภายในปี ค.ศ. 2025</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c292px0lk53o</source><detail>มนุษย์จะมองเห็นดาวเสาร์ไร้วงแหวน ภายในปี ค.ศ. 2025
:
ถ้าพูดถึงดาวเสาร์ เพื่อน ๆ คงรู้จักกันดี เนื่องจากเป็นดาวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว นั่นคือดาวที่มีวงแหวนอยู่โดยรอบ แต่ในปี ค.ศ. 2025 วงแหวนนั้นกำลังจะหายไปจากสายตามนุษย์โลก
:
ซึ่งในความจริงแล้วมันไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ แต่ในระหว่างการโคจรรอบดวงอาทิตย์บางช่วง เราอาจจะมองเห็นดาวเสาร์มีหน้าตาเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่ดาวเสาร์ไม่ได้เอียงทำมุม จนทำให้วงแหวนของมันอยู่ในแนวทับซ้อน ขนานไปกับระนาบสายตาของมนุษย์บนโลกพอดี
:
ปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเวียนมาเกิดเป็นรอบทุก 13.7-15.7 ปี ในขณะที่โลกโคจรข้ามจุดตัดระนาบวงแหวนของดาวเสาร์ ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 23 มีนาคม ปี ค.ศ. 2025
:
ซึ่งในวันนั้นหากเราใช้กล้องส่องดูท้องฟ้าจากโลก จะเห็นเหมือนว่าดาวเสาร์นั้นไร้วงแหวนนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-12-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4745</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1701662593.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="427"><Nid>4733</Nid><title>แบงค์กาโม่ มีที่มาจากอะไร?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1419483</source><detail>แบงค์กาโม่ มีที่มาจากอะไร?
:
เงินปลอมที่เป็นลายการ์ตูนต่าง ๆ ทุกคนรู้จักกันดีในชื่อ “แบงค์กาโม่” วันนี้เราจะพาไปดูประวัติที่มา ว่าทำไมถึงเรียกว่าแบงค์กาโม่ ถ้าพร้อมแล้ว เราไปรู้พร้อม ๆ กันเลยครับ
:
ช่วงปี ค.ศ. 1971 - 1972 มีรายการทีวีฮีโร่ที่ดังมาก ๆ เข้ามาฉายในประเทศไทย เป็นเรื่องราวของ กาโม่ โจจิ นักข่าวหนุ่มที่สามารถแปลงร่างเป็น Spectreman เพื่อปราบเหล่าร้ายได้
:
เมื่อรายการเป็นที่นิยมจึงมีของเล่นผลิตออกมา หนึ่งในนั้นคือ “บัตรกาโม่” เหมือนเป็นเงินรางวัลที่ให้เนื่องจากการปราบเหล่าร้าย มีหน้าตาคล้ายธนบัตรแต่เป็นลายตัวละครกาโม่
:
และบัตรกาโม่นี่เอง ก็ทำให้คนเรียกติดปากกันว่า แบงค์กาโม่ และในยุคถัด ๆ มา ต่อให้ของเล่นเงินปลอมจะเปลี่ยนเป็นลายตัวการ์ตูนอะไรก็แล้วแต่ คนก็จะเรียกกันว่า “แบงค์กาโม่” นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-11-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4733</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1701061867.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="428"><Nid>4732</Nid><title>ฝันถึงเหตุการณ์เดิมซ้ำ ๆ สัญญาณปัญหาสุขภาพจิต</title><source>https://www.sanook.com/campus/1415363</source><detail>ฝันถึงเหตุการณ์เดิมซ้ำ ๆ สัญญาณปัญหาสุขภาพจิต
:
เพื่อน ๆ เคยฝันถึงเหตุการณ์เดิม ๆ ซ้ำ ๆ ไหมครับ เช่น การฝันเห็นผี ฝันว่าถูกไล่ล่า ฝันว่าตกจากที่สูง ถ้าใช่…แสดงว่าคุณกำลังวิตกกังวลและเครียด
:
ฝันทั้งดีและร้าย มักเกิดในภาวะการนอนหลับในระยะ REM (Rapid Eye Movement) เป็นช่วงที่สมองจะช่วยเรื่องความทรงจำ การเรียนรู้ถาวร และการสร้างจินตนาการ หากฝันร้ายในช่วงนี้ จะนำมาสู่ความเครียดที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจเราได้ และเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
:
สาเหตุของการฝันร้ายซ้ำ ๆ มีอะไรบ้าง?
- ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และความเครียด
- การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป หรือสูบบุหรี่มากเกินไป
- การรับประทานอาหารที่ย่อยยากก่อนเข้านอน เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์
:
แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระ แต่การฝันร้ายบ่อย ๆ กระทบต่อปัญหาสุขภาพ หากเรามีอาการเหล่านี้ แนะนำว่าควรพบแพทย์เพื่อรับคำปรึกษาเกี่ยวกับการนอนหลับได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-11-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4732</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1701061830.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="429"><Nid>4731</Nid><title>สุนัขบางตัวชอบเห่า บางตัวชอบหอน สงสัยกันไหมว่าเพราะอะไร?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1414791</source><detail>สุนัขบางตัวชอบเห่า บางตัวชอบหอน สงสัยกันไหมว่าเพราะอะไร?
:
วันนี้จะพาไปดูผลวิจัยที่น่าสนใจ เพื่อศึกษาว่าสุนัขบางสายพันธุ์มีแนวโน้มที่จะหอนมากกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ หรือไม่
:
โดยการทดสอบด้วยการนำสุนัขพันธุ์ต่างสายพันธุ์ เช่น ชิบะอินุ ไซบีเรียน ฮัสกี้ อลาสกัน มาลามิวท์ และปักกิ่ง ไปจนถึงบูลเทอร์เรีย และบ็อกเซอร์ เป็นต้น ให้ฟังเสียงหมาป่าหอนเป็นเวลา 3 นาทีและสังเกตปฏิกิริยาของพวกมัน
:
ค้นพบว่า สายพันธุ์ที่ใกล้ชิดกับหมาป่ามีแนวโน้มที่จะตอบสนองด้วยการหอนมากกว่า ในขณะที่สายพันธุ์สมัยใหม่ดูเหมือนจะตอบสนองด้วยการเห่า
:
จึงมีการสรุปได้ว่า สุนัขสายพันธุ์โบราณหรือใกล้ชิดกับหมาป่า จะชอบหอนมากกว่าเห่านั่นเอง แต่การคัดเลือกพันธุ์สุนัขโดยมนุษย์นั้นก็ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการส่งเสียงของสุนัข ตลอดจนสัญชาตญาณและการสร้างเสียงหอนของพวกมันอีกด้วยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-11-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4731</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1701061790.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="430"><Nid>4727</Nid><title>มะเขือเทศ มีอันตราย อาจถึงขั้นหัวใจวายได้</title><source>https://www.sanook.com/health/32153</source><detail>มะเขือเทศ มีอันตราย อาจถึงขั้นหัวใจวายได้

มะเขือเทศ นิยมนำมาปรุงอาหารหลากหลายชนิด แต่น้อยคนจะรู้ว่ามะเขือเทศนั้นก็มีอันตราย อาจถึงหัวใจวายได้ วันนี้เราจะพาไปดูข้อเท็จจริงข้อนี้กัน
:
มะเขือเทศ เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่จัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับมะเขือ อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย โดยเฉพาะวิตามินซีและไลโคปีน (Lycopene) แล้วหากมีประโยชน์ขนาดนี้ ทำไมมะเขือเทศถึงอันตราย?
:
เพราะมะเขือเทศสด อาจมีการปนเปื้อนของสารเคมีและยาฆ่าแมลง ส่วนใบของมะเขือเทศเป็นพิษต่อร่างกาย จนอาจทำให้เสียชีวิตได้หากรับประทานในปริมาณมาก
:
นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไต ควรระมัดระวังการรับประทานมะเขือเทศ เนื่องจากมะเขือเทศมีโพแทสเซียมสูง อาจทำไตไม่สามารถจำกัดโพแทสเซียมส่วนเกินออกไปได้ ส่งผลให้หัวใจเต้นผิดปกติและอาจหัวใจวายได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-11-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4727</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1700718071.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="431"><Nid>4718</Nid><title>เปิด-ปิด ตู้เย็นบ่อย ๆ เปลืองไฟจริงเหรอ?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1419083</source><detail>เปิด-ปิด ตู้เย็นบ่อย ๆ เปลืองไฟจริงเหรอ?
:
เพื่อน ๆ หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า การเปิด-ปิดตู้เย็นบ่อย ๆ นั้นเปลืองไฟ เรื่องจริงเป็นยังไงกันแน่ เรามาดูกันเลย
:
ต้องบอกว่าเป็นเรื่องจริง เมื่อเราเปิดประตูตู้เย็น อากาศเย็นภายในตู้เย็นจะไหลออกสู่ภายนอก ทำให้ตู้เย็นต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อรักษาอุณหภูมิภายในตู้เย็นให้คงที่ เป็นสาเหตุให้เสียค่าไฟแพงขึ้น
:
หากอยากประหยัดค่าไฟ ต้องวางแผนการเปิด ปิดประตูให้ดี ทำง่าย ๆ ดังนี้
1. วางแผนก่อนเปิดตู้เย็นทุกครั้ง เพื่อจะได้ใช้เวลาเปิดไม่นาน
2. หยิบของที่ต้องการออกมาให้หมดในคราวเดียว
3. ปิดตู้เย็นให้สนิท
:
โดยสรุปแล้ว การเปิด-ปิดประตูตู้เย็นบ่อย ๆ เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อค่าไฟของตู้เย็น ดังนั้นหากต้องการประหยัดค่าไฟ ควรหลีกเลี่ยงการปิดและเปิดประตูตู้เย็นบ่อย ๆ นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-11-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4718</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1700539638.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="432"><Nid>4717</Nid><title>พบซากดาวเคราะห์โบราณ ถูกฝังลึกอยู่ใต้โลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c25q05nxxg4o</source><detail>พบซากดาวเคราะห์โบราณ ถูกฝังลึกอยู่ใต้โลก
:
เมื่อราว 4,500 ล้านปีก่อน มีเศษชิ้นส่วนของดาวเคราะห์ยุคโบราณ (Protoplanet) ชนปะทะเข้ากับโลกในเหตุการณ์ที่ให้กำเนิดดวงจันทร์ และยังฝังลึกอยู่ในโลกของเรา นับตั้งแต่นั้นมา
:
มีงานวิจัยล่าสุดชี้ว่า ก้อนมวลสารลึกลับขนาดยักษ์ หรือ “บล็อบ” (Blob) ที่จมอยู่ในชั้นเนื้อโลก 2 ก้อน อาจเป็นเศษซากของดาวเคราะห์โบราณดังกล่าว อยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลกถึงกว่า 2,000 กิโลเมตร และมีความหนาแน่นสูงกว่าชั้นเนื้อโลกที่ห้อมล้อมอยู่
:
ซึ่งการที่มันมีองค์ประกอบที่หนาแน่นกว่าเนื้อโลก ทำให้คงสภาพจนอยู่มาได้นานนับหลายพันล้านปีนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-11-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4717</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1700538972.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="433"><Nid>4692</Nid><title>เปิดประวัติที่มาของรางวัลโนเบล</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c974exq13ejo</source><detail>เปิดประวัติที่มาของรางวัลโนเบล
:
ทุกคนน่าจะเคยได้ยินชื่อ “รางวัลโนเบล” รางวัลที่ให้แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อแวดวงวิทยาศาสตร์และสังคมโลกกันมาบ้างใช่ไหมล่ะครับ? วันนี้เราจะพาไปดูประวัติที่มาของรางวัลนี้กัน
:
อัลเฟรด โนเบล ผู้ประดิษฐ์คิดค้นไดนาไมต์ ซึ่งใช้ในการทำเหมืองแร่และการผลิตอาวุธสงครามจนร่ำรวย ต้องการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของตนเอง โดยการมอบเงินส่วนใหญ่จากกองมรดกของเขาให้เป็นทุน เพื่อใช้ดอกผลของมันมามอบเป็นรางวัลโนเบลในทุกปี เพื่อทำให้ชื่อ “โนเบล” เชื่อมโยงกับสันติภาพและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น
:
และพิธีมอบรางวัลโนเบลอย่างเป็นทางการ จะมีขึ้นในวันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี เนื่องจากเป็นวันครบรอบมรณกรรมของ อัลเฟรด โนเบล ผู้ก่อตั้งรางวัลนี้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-11-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4692</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1700035996.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="434"><Nid>4689</Nid><title>6 เช็กลิสต์ การสร้างครอบครัวที่มีความสุข</title><source>https://www.sanook.com/campus/1415507</source><detail>6 เช็กลิสต์ การสร้างครอบครัวที่มีความสุข
:
ถึงแม้แต่ละครอบครัวจะมีสไตล์การใช้ชีวิต หรือการอยู่ร่วมกันที่แตกต่างกัน แต่ 6 ข้อนี้จะนำไปสู่สภาพแวดล้อมและสุขภาวะที่ดีในครอบครัวได้ จะมีอะไรบ้าง เราไปดูกันเลยครับ
:
1. ทุกคนต่างเคารพกัน - ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็ต้องเคารพซึ่งกันและกัน มีความเป็นส่วนตัว และมีมารยาทต่อกัน
:
2. สมาชิกทุกคนมีตัวตน แสดงความคิดเห็นได้ - ทุกคนอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ก็ควรมีสิทธิ์ที่จะแสดงความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ตนเองอยู่เช่นเดียวกัน
:
3. มีกฎเกณฑ์ที่ยุติธรรมและเหมาะสมกับวัย - จำเป็นต้องมีกฎหรือเงื่อนไขบางอย่างเป็นข้อกำหนดและแนวทางให้ทุกคนปฏิบัติตามหรือหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำ
:
4. ตอบสนองความต้องการของทุกคนได้อย่างเหมาะสม - ทุก ๆ ความต้องการและทุก ๆ ความคิดเห็นของทุกคนในบ้าน จำเป็นต้องได้รับการตอบสนองอย่างเหมาะสม
:
5. ทุกคนรู้สึกปลอดภัย - ครอบครัวควรจะเป็นทั้ง Safe Zone และ Comfort Zone สำหรับเหล่าสมาชิกในบ้านทุกคน
:
6. การลงโทษที่เหมาะสมและมีการให้อภัย - เมื่อทำผิดก็ต้องถูกลงโทษอย่างเหมาะสม เพื่อให้เข้าใจว่าทำไม่ได้ และนำไปสู่การปรับปรุงตัว
:
และนี่คือ 6 ข้อที่ควรพึงกระทำต่อกัน เพื่อที่จะสร้างความสุขอย่างที่แท้จริงให้กับคนในครอบครัว หรือคนที่อาศัยร่วมกันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-11-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4689</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1699941231.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="435"><Nid>4688</Nid><title>ประโยชน์ของต้นตีนเป็ด สัญญาณว่าลมหนาวมาเยือนแล้ว</title><source>https://www.sanook.com/health/13441</source><detail>ประโยชน์ของต้นตีนเป็ด สัญญาณว่าลมหนาวมาเยือนแล้ว
:
เมื่อฤดูหนาวมาถึง แถวบ้านใครที่ปลูกต้นตีนเป็ด คงได้กลิ่นจากดอกของต้นนี้อย่างชัดเจน กลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ลมหนาว” ไปโดยปริยาย วันนี้เรามาดูประโยชน์จากต้นตีนเป็นกันเถอะ
:
1. เปลือกของลำต้น - สามารถนำมาทำเป็นยาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้
2. ยางจากลำต้น - ใช้หยอดหูแก้อาการปวดหู และใช้อุดฟันเพื่อบรรเทาอาการปวดฟัน
3. ใบอ่อน - นำมาต้มเพื่อดื่มรักษาโรคลักปิดลักเปิด
4. ใบและยาง - ใช้รักษาแผล แผลเปื่อย แผลตุ่มหนอง และอาการปวดข้อ
:
และนี่ก็คือประโยชน์อื่น ๆ ของต้นตีนเป็ด นอกจากกลิ่นที่ชัดเจนแล้ว ส่วนอื่น ๆ ของต้นตีนเป็ดก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ชัดเจนทั้งต้นเช่นกัน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-11-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4688</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1699865153.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="436"><Nid>4686</Nid><title>ควรกินยาพาราเซตามอลกี่เม็ด วันนี้มีคำตอบ</title><source>https://www.sanook.com/health/6177</source><detail>ควรกินยาพาราเซตามอลกี่เม็ด วันนี้มีคำตอบ
:
เวลาเรามีอาการปวดต่าง ๆ เบื้องต้นเราก็จะนึกถึงยาพาราเซตามอลกันใช่ไหมล่ะครับ แต่เพื่อน ๆ เคยรู้ไหมครับว่าเราควรกินครั้งละกี่เม็ดดี? วันนี้จึงขอนำข้อมูลจาก สสส. มาฝากให้เคลียร์กันครับ
:
ปริมาณที่เหมาะสมในการทานยาพาราเซตามอลของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน
1. ผู้ที่มีน้ำหนัก 34 - 50 กิโลกรัม ให้ทานยาพาราเซตามอลเพียง 1 เม็ด ไม่เกิน 5 - 6 ครั้งต่อวัน
:
2. ผู้ที่มีน้ำหนัก 50 - 75 กิโลกรัม ให้ทานยาพาราเซตามอล 1 เม็ดครึ่ง ไม่เกิน 4 - 5 ครั้งต่อวัน
:
3. ผู้ที่มีน้ำหนัก 75 กิโลกรัมขึ้นไป ให้ทานยาพาราเซตามอล 2 เม็ด ไม่เกิน 3 - 4 ครั้งต่อวัน
:
ถึงแม้ยาพาราเซตามอลจะเป็นยาสามัญประจำบ้าน แต่หากใครทานแล้วมีอาการแปลก ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ท้องบวม หรือมีผื่นคัน ควรหยุดทานทันทีแล้วรีบไปพบแพทย์โดยด่วนที่สุดนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-11-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4686</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1699423015.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="437"><Nid>4685</Nid><title>พบหลักฐานชิ้นแรก พิสูจน์ว่าหลุมดำยักษ์แกว่งหมุนรอบตัวเองได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c907q1w4ej9o</source><detail>พบหลักฐานชิ้นแรก พิสูจน์ว่าหลุมดำยักษ์แกว่งหมุนรอบตัวเองได้
:
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่พบหลักฐานยืนยันที่ชี้ว่า หลุมดำใจกลางกาแล็กซี Messier 87 แห่งนี้ มีการแกว่งตัวขณะที่หมุนรอบตัวเองเหมือนลูกข่าง โดยมีคาบการหมุนยาวนานถึง 11 ปีต่อหนึ่งรอบ
:
หลุมดำ M87* ซึ่งมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 6,500 ล้านเท่า มีการปลดปล่อยไอพ่นที่เปลี่ยนตำแหน่งกลับไปกลับมาทุก 11 ปี ซึ่งกำลังกลืนกินสสารและแผ่รังสีความร้อนออกมาโดยรอบ จนเห็นเป็นวงแหวนสุกสว่าง
:
ซึ่งแสดงว่ามันมีการแกว่งตัวรอบแกนหมุน ไม่ต่างจากลูกข่างที่หมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูง เกิดจากอนุภาคที่ถูกเร่งด้วยสนามแม่เหล็กทรงพลัง ซึ่งดำรงอยู่ได้ด้วยการหมุนปั่นอย่างรวดเร็วของตัวหลุมดำนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-11-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4685</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1699336593.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="438"><Nid>4678</Nid><title>ในไข่ไก่หนึ่งฟองมีอะไรดี?</title><source>https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info500_egg/</source><detail>ไข่ไก่ 1 ฟอง หนักเฉลี่ย 50 กรัม ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี แล้วในไข่ไก่ 1 ฟองจะมีอะไรบ้าง

วิตามินที่สำคัญ เช่น วิตามินบี1 บี2 บี6 วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กวัยเรียน ช่วยในการทำงานของระบบประสาท สมอง และระบบกล้ามเนื้อ
โฟเลต ช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
เลซิธินในไข่แดง ช่วยบำรุงประสาท ป้องการหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ บำรุงสมอง
กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน และปริมาณสูง ช่วยซ่อมแซมร่างกาย
แคลเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยในการส่งสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
ลูทีนและซีแซนทีน ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และยังช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย
และ “ทุกวัย ควรกินไข่ทุกวัน แต่ไม่ควรกินไข่เพียงอย่างเดียว ควรกินเมนูให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ”
</detail><keywords>ไข่ไก่, พลังงาน, ไข่แดง, โภชนาการ, ไก่</keywords><date>2023-11-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4678</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1699326759.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="439"><Nid>4677</Nid><title>ในไข่ไก่หนึ่งฟองมีอะไรดี?</title><source>https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info500_egg/</source><detail>ไข่ไก่ 1 ฟอง หนักเฉลี่ย 50 กรัม ให้พลังงาน 80 กิโลแคลอรี แล้วในไข่ไก่ 1 ฟองจะมีอะไรบ้าง

วิตามินที่สำคัญ เช่น วิตามินบี1 บี2 บี6 วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กวัยเรียน ช่วยในการทำงานของระบบประสาท สมอง และระบบกล้ามเนื้อ
โฟเลต ช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
เลซิธินในไข่แดง ช่วยบำรุงประสาท ป้องการหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ บำรุงสมอง
กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน และปริมาณสูง ช่วยซ่อมแซมร่างกาย
แคลเซียม ฟอสฟอรัส ช่วยในการส่งสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
ลูทีนและซีแซนทีน ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และยังช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย
และ “ทุกวัย ควรกินไข่ทุกวัน แต่ไม่ควรกินไข่เพียงอย่างเดียว ควรกินเมนูให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ”
</detail><keywords>ไข่ไก่, พลังงาน, ไข่แดง, โภชนาการ, ไก่</keywords><date>2023-11-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4677</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1699326759.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="440"><Nid>4676</Nid><title>พบะอะตอมธาตุเหล็กวิ่งไปมาได้ในแก่นโลกชั้นใน</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cq587pl909jo</source><detail>พบะอะตอมธาตุเหล็กวิ่งไปมาได้ในแก่นโลกชั้นใน
:
แก่นโลกชั้นใน (Inner Core) เป็นลูกเหล็กร้อนทรงกลมที่มีส่วนผสมของนิกเกิล (Ni) และแร่ธาตุอื่น ๆ มีอุณหภูมิสูงถึง 6,000 องศาเซลเซียส ร้อนแรงเทียบเท่ากับผิวด้านนอกของดวงอาทิตย์
:
เมื่อก่อนนี้ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า แก่นโลกชั้นในน่าจะอยู่ในสถานะของแข็งทั้งหมด แต่ผลการตรวจสอบแก่นโลกชั้นในด้วยคลื่นสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหว ชี้ว่า อาจมีบางส่วนอ่อนนุ่มหรือมีของเหลวปะปนอยู่
:
ทีมผู้วิจัยสันนิษฐานว่า อาจมีเหล็กหลอมเหลวติดอยู่ในแก่นโลกชั้นในและยังคงไหลวนเวียนอยู่ หรือเหล็กบางส่วนของแก่นโลกชั้นในไม่ได้เป็นทั้งของแข็งหรือของเหลว แต่เป็นเหล็กอัลลอยในสถานะ “ซูเปอร์ไอออนิก” (Superionic State) ซึ่งเป็นสถานะกึ่งกลางระหว่างสองสถานะข้างต้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-11-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4676</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1699259637.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="441"><Nid>4663</Nid><title>มารู้จักดาวเทียม</title><source>http://learn.gistda.or.th/2017/04/03/ประเภทดาวเทียม-types-of-satellites/</source><detail>ประเภทดาวเทียม (Types of satellites)

แบ่งประเภทของดาวเทียมตามลักษณะการใช้ประโยชน์ ได้ดังนี้

ดาวเทียมดาราศาสตร์ (Astronomical satellites) เป็นดาวเทียมสำรวจดวงดาวต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลโลก สำรวจกาแล็กซี (Galaxy) รวมทั้งสำรวจวัตถุต่างๆ ที่อยู่ในอวกาศ เช่น ดาวเทียม MAGELLAN สำรวจดาวศุกร์ดาวเทียม GALILEO สำรวจดาวพฤหัส เป็นต้น

ดาวเทียมสื่อสาร (Communications satellites) เป็นดาวเทียมประจำที่ในอวกาศ เพื่อการสื่อสารโดยใช้คลื่นวิทยุในความถี่ไมโครเวฟ ส่วนใหญ่เป็นดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า ได้แก่ ดาวเทียม INTELSAT ดาวเทียม IRIDIUM และดาวเทียมไทยคม เป็นต้น

ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรโลก (Earth observation satellites) เป็นดาวเทียมที่ถูกออกแบบ เฉพาะเพื่อการสำรวจ ติดตามทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ของโลก รวมทั้งการทำแผนที่ต่างๆ ได้แก่ ดาวเทียมLANDSAT RADARSAT ALOS และ THEOS เป็นต้น

ดาวเทียมนำร่อง (Navigation satellites) เป็นดาวเทียมนำร่องที่ใช้คลื่นวิทยุและรหัสจากดาวเทียมไปยังเครื่องรับสัญญาณบนพื้นผิวโลก สามารถหาตำแหน่งบนพื้นโลกที่ถูกต้องได้ทุกแห่ง และตลอดเวลา ได้แก่ดาวเทียม NAVSTAR GLONASS และ GALILEO เป็นต้น

ดาวเทียมจารกรรม (Reconnaissance satellites) เป็นดาวเทียมสำรวจความละเอียดสูง หรือดาวเทียมสื่อสารที่ใช้เพื่อกิจการทางการทหาร การจารกรรม หรือการเตือนภัยจากการโจมตีทางอากาศ ได้แก่ ดาวเทียม KEYHOLE และ LACROSSE เป็นต้น

ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา (Meteorological satellites) เป็นดาวเทียมสำรวจเพื่อภารกิจการพยากรณ์อากาศของโลก ได้แก่ ดาวเทียม NOAA GMS และ GOES เป็นต้น
</detail><keywords>ดาวเทียม, Galaxy, satellites, การสำรวจ, โลก, อวกาศ</keywords><date>2023-10-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4663</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1698391322.png</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="442"><Nid>4661</Nid><title>ใช้มือถือในที่มืดนาน ๆ อันตรายกว่าที่คิด</title><source>https://www.sanook.com/health/3061</source><detail>ใช้มือถือในที่มืดนาน ๆ อันตรายกว่าที่คิด
:
เชื่อว่าเพื่อน ๆ หลายคนอาจกำลังอ่านโพสต์นี้ในที่มืด ๆ ก็ได้ อยากจะบอกทุกคนว่า การใช้มือถือในที่มืด มีอันตรายกว่าที่คิด!
:
อันตรายจากการใช้มือถือในที่มืดนานๆ
1. เสี่ยงต่ออาการแสบตา ตาแห้ง น้ำตาไหล
2. ปวดกระบอกตา ปวดศีรษะ
3. สายตาไม่ชัด พร่ามัว หรือสายตาสั้นมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
4. มีโอกาสเป็นโรคต้อหิน
5. เส้นประสาทตาถูกทำลาย จนการมองเห็นพร่ามัวมากขึ้น
6. อาจมีความเสี่ยงที่จะตาบอดได้ด้วย
:
เรามีดวงตาคู่เดียว เพราะฉะนั้นต้องรักษาเอาไว้ให้ดี อย่าใช้งานหนักเกินไป ไม่ควรจ้องหน้าจอโทรศัพท์นานจนเกินไป ควรมีการพักสายตาบ้าง ทุก ๆ 20 - 30 นาที นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-10-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4661</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1698128364.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="443"><Nid>4660</Nid><title>ประโยชน์ของกันมันตรังสี ไม่ได้มีแค่อันตรายอย่างที่คิด</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/92322-sciphy-sci-</source><detail>ประโยชน์ของกันมันตรังสี ไม่ได้มีแค่อันตรายอย่างที่คิด
:
กัมมันตรังสี แค่ได้ยินก็รู้สึกอันตรายแล้วใช่ไหมล่ะครับ ธาตุกัมมันตรังสี คือ ธาตุที่มีองค์ประกอบในนิวเคลียสไม่เสถียร ส่งผลให้เกิดการสลายตัว หรือการปล่อยรังสีของธาตุอยู่ตลอดเวลา
:
ประโยชน์ของธาตุกัมมันตรังสี
1. ทางอุตสาหกรรม - ใช้หารอยรั่วของท่อ รอยร้าวของแผ่นโลหะ หรือใช้ควบคุมความหนาแน่นของแผ่นโลหะ
:
2. ทางการเกษตร - ใช้ปรับปรุงพันธุ์พืช วิจัยปุ๋ย วิจัยโคนม การถนอมอาหาร หรือศึกษาการปรุงอาหารของพืช
:
3. ทางการแพทย์ - ใช้รักษาโรคมะเร็ง ตรวจการไหลเวียนของโลหิต
:
4. การหาวัตถุโบราณ หรือการหาอายุโลก - จะใช้คาร์บอน–14 และยูเรเนียม (Uranium-lead dating)
:
5. ด้านการถนอมอาหาร - ใช้ทำลายแบคทีเรียในอาหาร ช่วยให้อาหารเก็บได้นานขึ้น
:
6. ด้านพลังงาน - ใช้ความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ต้มน้ำให้กลายเป็นไอ เพื่อหมุนกังหันและผลิตกระแสไฟฟ้า
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-10-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4660</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1698128320.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="444"><Nid>4658</Nid><title>มีมหาสมุทรทั้งหมดกี่แห่งบนโลกของเรา</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/82161-sciear-sci-</source><detail>มีมหาสมุทรทั้งหมดกี่แห่งบนโลกของเรา
:
บนโลกของเรา มีส่วนที่เป็นมหาสมุทรประมาณ 72 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่บนโลกทั้งหมด ประกอบไปด้วย 5 มหาสมุทรหลัก ได้แก่ มหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแอนตาร์กติก และมหาสมุทรอาร์กติก
:
เรามาทำความรู้จักมหาสมุทรแต่ละที่กัน
1. มหาสมุทรแปซิฟิก - เป็นมหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก มหาสมุทรแปซิฟิกเป็นมหาสมุทรที่ครอบคลุมพื้นที่โดยเริ่มตั้งแต่ชายฝั่งทวีปเอเชียและทวีปออสเตรเลีย ไปจนถึงชายฝั่งทวีปอเมริกาเหนือและทวีปอเมริกาใต้
:
2. มหาสมุทรแอตแลนติก - เป็นมหาสมุทรที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 มีพื้นที่เชื่อมต่อกับมหาสมุทรอาร์กติกไปจนถึงมหาสมุทรใต้
:
3. มหาสมุทรอินเดีย - เป็นมหาสมุทรที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากมหาสมุทรแอตแลนติก มหาสมุทรอินเดียติดกับชายฝั่งทวีปแอฟริกา ทวีปเอเชียใต้ ทวีปออสเตรเลีย และมหาสมุทรใต้
:
4. มหาสมุทรแอนตาร์กติก หรือ มหาสมุทรใต้ - เป็นมหาสมุทรที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก มหาสมุทรนี้เชื่อมต่อกับ 3 มหาสมุทรใหญ่ คือ มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอินเดีย
:
5. มหาสมุทรอาร์กติก - เป็นมหาสมุทรที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดามหาสมุทรทั้งหมด ล้อมรอบไปด้วยทวีปต่าง ๆ ได้แก่ ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาเหนือ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-10-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4658</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1698038783.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="445"><Nid>4636</Nid><title>ไม่ใช่สี "โอรส" แท้จริงแล้วหลายคนเรียกผิดมาตลอด</title><source>https://www.sanook.com/campus/1409768</source><detail>ไม่ใช่สี "โอรส" แท้จริงแล้วหลายคนเรียกผิดมาตลอด
:
เพื่อนเคยได้ยินกันไหมครับ สี ”โอรส” สีโทนส้ม ๆ ชมพูอ่อน ๆ ที่หลายคนเรียกผิดกันมาตลอด ที่จริงแล้วสีนี้มาจากคำว่า “โอลด์โรส” (Old Rose) หรือที่แปลว่าดอกกุหลาบเก่า ๆ พอเรียกแบบไทย มีการพลิกแพลงคำไปมา จนกลายเป็น “โอรส” นั่นเอง
:
สำนักงานราชบัณฑิตยสภายังระบุคำ “สีโอลด์โรส” เอาไว้ว่า คือสีชมพูที่บานมาหลายวันแล้วก็จะมีสีคล้ำขึ้นเป็นสีชมพูคล้ำ
:
เพราะฉะนั้น คำว่า “สีโอรส” คือการออกเสียงที่เพี้ยนจากการทับศัพท์ภาษาอังกฤษของคนไทย เพราะว่าสีดังกล่าวนี้ จริงๆ แล้วเรียกว่า โอลด์โรส (Old Rose) ไม่ใช่ โอรส นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-10-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4636</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1697609357.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="446"><Nid>4635</Nid><title>ฝันร้าย บอกความกลัวในจิตใจจริงหรือไม่?</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c4nqj91geg1o</source><detail>ฝันร้าย บอกความกลัวในจิตใจจริงหรือไม่?
:
เพื่อนๆ จำได้ไหมครับว่าเคยฝันร้ายครั้งล่าสุดเมื่อไร และเป็นเรื่องอะไร? เพราะวันนี้เราจะพาไปดูการทดลอง สัมภาษณ์อาสาสมัคร 1,200 คน โดยให้เล่าถึงประสบการณ์เลวร้ายที่พวกเขาเพิ่งจะฝันเห็นเป็นเรื่องล่าสุด
:
ฝันร้าย คือ วิธีที่สมองจัดการกับอารมณ์และความคิดที่ติดค้างอยู่ในใจ โดยแสดงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึกออกมาเป็นภาพและเรื่องราวให้เราได้เห็นในยามค่ำคืน
:
5 อันดับความฝันสุดฮิต ฝันแบบนี้ เรากำลังคิดอะไรอยู่?
อันดับ 5 เห็นโรคภัยและความตาย - แสดงให้เห็นถึงความกลัวที่แฝงอยู่ในจิตใต้สำนึกในเรื่องของสุขภาพ หรือสะท้อนถึงการที่สมองพยายามจัดการกับอารมณ์เศร้าเสียใจ
:
อันดับ 4 ถูกติดตามไล่ล่า - หมายถึงความกลัวและวิตกกังวลต่อสิ่งที่คุณพยายามหลีกเลี่ยง
:
อันดับ 3 ประสบอุบัติเหตุ - สื่อถึงความรู้สึกเปราะบาง ไม่มั่นคง ที่เราเก็บกดไว้ในชีวิตจริง
:
อันดับ 2 เล่นบทบู๊สู้รบต่อยตี - กำลังกลัวว่าจะมีการใช้ความรุนแรงเกิดขึ้น หรือกำลังวิตกกังวลต่อเสียงวิจารณ์จากคนรอบข้างที่มุ่งโจมตีคุณอยู่
:
อันดับ 1 เผชิญความล้มเหลว - อาจรู้สึกว่ากำลังถูกจับจ้องตรวจสอบ หรือตกเป็นเป้าในการจับผิดของใครบางคนอยู่
:
ซึ่งหากเราทราบถึงความหมายที่แฝงอยู่ในความฝันเหล่านี้ ก็จะช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-10-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4635</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1697524164.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="447"><Nid>4634</Nid><title>ทำไมแมวถึงไม่ชอบน้ำ เรื่องนี้มีคำตอบ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/93304-scibio-sci-</source><detail>ทำไมแมวถึงไม่ชอบน้ำ เรื่องนี้มีคำตอบ
:
ใครเป็นทาสแมวน่าจะรู้ดีว่าส่วนใหญ่แล้ว แมวมักจะไม่ชอบน้ำและไม่ชอบอาบน้ำ มันเป็นเพราะอะไร? เรามาดูกันเลย
:
สาเหตุแรก แมวเป็นสัตว์ที่มีอุณหูมิอยู่ที่ประมาณ 36.72-38.94 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าร่างกายมนุษย์ ชอบความร้อนและความอบอุ่นมากกว่าการอาบน้ำเย็นๆ
:
สาเหตุที่สอง ขนของแมวมีลักษณะคล้ายกับขนสัตว์ ซึ่งจะหนักและเปียกโชกเมื่อโดนน้ำ ทั้งยังส่งผลให้อุณหภูมิในร่างกายของมันเย็นลงอีกด้วย
:
นอกจากนี้ บรรพบุรุษของแมวมาจากตะวันออกกลางและอียิปต์ ซึ่งเป็นเขตร้อนและแห้งแล้ง ร่างกายของพวกมันจึงไม่ได้ปรับตัวให้คุ้นเคยกับน้ำ แต่ก็มีแมวบางสายพันธุ์ที่ชอบน้ำอยู่บ้าง จากการวิวัฒนาการและโครงสร้างร่างกายของพวกมันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-10-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4634</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1697446277.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="448"><Nid>4633</Nid><title>การคัดแยกขยะเริ่มต้นได้ที่ตัวคุณ</title><source>https://multimedia.anamai.moph.go.th/help-knowledgs/waste-management/</source><detail>การคัดแยกขยะตามประเภท

การคัดแยกขยะแต่ละประเภทควรใส่ไว้ในถุงเดียวกัน อาจจะเป็นถุงดำหรือถุงพลาสติกขนาดใหญ่และมัดปากถุงให้สนิท ก่อนนำไปทิ้งที่ถังขยะสาธารณะที่แบ่งประเภทของขยะนั้นๆ ไว้แล้ว ได้แก่


	
	ขยะทั่วไป
	


ถังขยะสาธารณะสำหรับขยะประเภทนี้จะเป็น “สีน้ำเงิน”

ขยะทั่วไปเป็นขยะจำพวกเศษกระดาษ ซองพลาสติก เปลือกลูกอม หรือของจำพวกที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ที่ไม่คุ้มค่ากับการนำไปรีไซเคิล ขยะเหล่านี้จะถูกนำไปกำจัดตามกระบวนการ เช่น การฝังกลบ การเผาด้วยเตาเผาขยะ เป็นต้น


	
	ขยะเปียก
	


ถังขยะสาธารณะสำหรับขยะประเภทนี้จะเป็น “สีเขียว”

ขยะเปียกเป็นขยะย่อยสลายง่ายที่อยู่ในรูปแบบของเศษอาหารที่กินเหลือ วัตถุดิบที่เน่าเสียได้ง่าย ผลไม้ ใบไม้ กิ่งไม้ ซากพืช ซากสัตว์ ที่เมื่อทิ้งไว้ไม่นานจะส่งกลิ่นเหม็นรบกวน ขยะเหล่านี้อาจสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นได้ เช่น การนำไปทำปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น


	
	ขยะรีไซเคิล
	


ถังขยะสาธารณะสำหรับขยะประเภทนี้จะเป็น “สีเหลือง”

ขยะรีไซเคิลมักเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วหรือวัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำไปเข้ากระบวนการรีไซเคิลได้ เช่น แก้ว กระป๋อง ขวดน้ำ เศษพลาสติก ที่สามารถนำไปหลอมเพื่อแปรรูปสำหรับใช้ประโยชน์ได้ต่อไป ขยะประเภทนี้จะมีมูลค่าสามารถเก็บไว้ขายให้กับคนที่รับซื้อของเก่า เนื่องจากสามารถนำไปสร้างประโยชน์ต่อได้


	
	ขยะอันตราย
	


ถังขยะสาธารณะสำหรับขยะประเภทนี้จะเป็น “สีแดง”

ขยะอันตรายที่อาจมีสารปนเปื้อนไปกับสภาพแวดล้อมได้ เช่น กระป๋องสเปรย์ แบตเตอรี่ ถ่ายไฟฉาย อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่เสื่อมสภาพ ควรถูกแยกออกจากขยะทั่วไป เนื่องจากขยะเหล่านี้จะมีสารประกอบทางเคมีอันตรายหลายอย่างที่ต้องถูกกำจัดอย่างถูกวิธี

การลดขยะที่ต้นทาง

ปัญหาการเพิ่มขึ้นของขยะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากเราทุกคน การช่วยลดปัญหานี้ให้เบาลงได้คือการเริ่มสร้างจิตสำนึกของตนเองก่อนทิ้งขยะทุกครั้ง ควรแยกถังขยะออกไปตามประเภทของขยะ เพื่อการจัดการขยะในขั้นตอนต่อไปที่ง่ายลง โดยสามารถทำได้ตั้งแต่ตัวเอง ครอบครัว และชุมชน ให้มีสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีวิธีการลดปริมาณขยะให้น้อยลงได้ด้วยวิธีดังนี้


	
	ลดการใช้งาน (Refuse)
	


ด้วยการหลีกเลี่ยงการใช้บรรจุภัณฑ์ วัสดุห่อหุ้มสินค้า ที่จะสร้างปริมาณขยะเพิ่มขึ้น เช่น ถุงหิ้วพลาสติก กล่องโฟม หรือสิ่งที่ใช้งานได้ครั้งเดียวแล้วทิ้งซึ่งสร้างปริมาณขยะมากขึ้นและย่อยสลายได้ยาก


	
	นำกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse)
	


การนำบรรจุภัณฑ์ หรือถุงพลาสติกที่ใช้แล้วแต่ยังใช้งานได้อยู่กลับมาใช้ซ้ำ


	
	นำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle)
	


อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดปริมาณขยะและมลพิษกับสิ่งแวดล้อม โดยการนำของที่ใช้แล้วมาเพิ่มมูลค่า โดยนำเข้าสู่กระบวนการผลิตอีกครั้งเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถนำมาใช้งานหรือขายออกสู่ตลาดได้
</detail><keywords>ขยะ, เชื้อโรค, ขยะมูลฝอย, พลาสติก, สิ่งแวดล้อม, Refuse, Reuse, Recycle</keywords><date>2023-10-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4633</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1697007054.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="449"><Nid>4631</Nid><title>อาหารบำรุงร่างกายลับ ฉบับเฉพาะคนนอนดึก</title><source>https://www.sanook.com/health/35521</source><detail>อาหารบำรุงร่างกายลับ ฉบับเฉพาะคนนอนดึก
:
เชื่อว่าทุกคนรู้ว่าการนอนดึกคือเรื่องไม่ดี ทำให้ขอบตาคล้ำ ผิวพรรณไม่สดใส Growth Hormone ลดปริมาณการหลั่ง จนส่งผลให้ร่างกายเสื่อมโทรม แต่สำหรับบางคนหรือบางอาชีพมันก็เลี่ยงไม่ได้ วันนี้เลยจะมาแชร์เคล็ดลับอาหารบำรุงสำหรับคนนอนดึกกัน
:
1. เนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้ - โปรตีนเหล่านี้จะช่วยในเรื่องการสร้างเคมีในสมองอย่าง โดพามีน เอพิเนฟริน ที่จำเป็นในการบำรุงสมองของคนที่นอนดึก
:
2. ถั่วเหลือง ไข่แดง - ช่วยในเรื่องความจำ ช่วยป้องกันอาการความจำเสื่อม ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้น
:
3. ข้าวกล้องงอก และธัญพืชต่างๆ - ทำให้ตัวสื่อประสาทในสมองทำงานดีขึ้น ความจำก็จะดีขึ้นด้วย
:
4. ช็อกโกแลต - ในช็อกโกแลตจะมีส่วนผสมของสารที่ช่วยให้เลือดในสมองไม่อุดตัน แต่แนะนำเป็น Dark Chocolate เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำตาล
:
5. สารสกัดจากใบแปะก๊วย - ใบแปะก๊วยมี สารแอนตี้ออกซิแดนท์ ช่วยให้ความจำดีขึ้น และยังช่วยยับยั้งความเสื่อมของสมองได้อีกด้วย
:
แต่อย่างไรก็ตาม อาหารเหล่านี้เป็นเพียงตัวช่วยที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกาย ทั้งในส่วนของสมองและระบบประสาทให้ดีขึ้น สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพที่ดีก็คือการพักผ่อนที่เพียงพอนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-10-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4631</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1696955781.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="450"><Nid>4630</Nid><title>AI สร้างอวตารเชื่อมต่อสมองผู้ป่วยอัมพาต สื่อสารผ่านความคิดได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c3gwvkgg8wko</source><detail>AI สร้างอวตารเชื่อมต่อสมองผู้ป่วยอัมพาต สื่อสารผ่านความคิดได้
:
เพื่อนๆ อาจเคยเห็นในภาพยนตร์ ที่คนเป็นอัมพาตไม่สามารถขยับได้ แต่กลับพูดคุยสื่อสารผ่านความคิดด้วย AI ในวันนี้เป็นจริงแล้ว
:
มีการทดลองผ่าตัดฝังขั้วไฟฟ้าขนาดเล็ก 253 ชิ้น ลงบนผิวสมองเหนือส่วนที่ควบคุมการพูดของผู้ป่วยอัมพาตและเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ผลลัพธ์คือผู้ป่วยสามารถสื่อสารความคิดภายในหัวสมองออกมาได้ ผ่านร่างอวตารที่พูดและแสดงสีหน้าอย่างฉับไวเป็นธรรมชาติ มีความถูกต้องแม่นยำประมาณ 72%
:
ทุกวันนี้ ผู้ป่วยที่ได้รับการทดลองสามารถพูดสนทนาผ่านร่างอวตารได้ด้วยความเร็ว 78 คำต่อนาที ในขณะที่คนทั่วไปนั้นพูดสนทนากันในชีวิตประจำวันด้วยความเร็ว 110-150 คำต่อนาที
:
ถือว่าน่าทึ่งมากๆ ที่คนๆ หนึ่งจะสามารถกลับมาพูดคุยกับคนที่รักได้ผ่านเทคโนโลยีและวิทยาการสมัยนี้ ถึงแม้ว่าจะยังมีความผิดพลาดในการตีความและความเร็วอยู่บ้าง แต่ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและยินดีมากๆ เลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-10-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4630</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1696917023.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="451"><Nid>4629</Nid><title>ค้นพบ "ซีแลนเดีย" แล้ว ทวีปที่สาปสูญของโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c99qr14lp1do</source><detail>ค้นพบ "ซีแลนเดีย" แล้ว ทวีปที่สาปสูญของโลก
:
หากมองผิวเผิน จะมองไม่เห็นทวีปแห่งนี้ เพราะพื้นที่กว่า 94% อยู่ใต้น้ำ และมีขนาดพื้นที่บนพื้นผิวทวีปอยู่ที่ 5 ล้านตารางกิโลเมตร
:
ซีแลนเดีย (Zealandia) แยกตัวออกมาจาก มหาทวีปกอนด์วานา เมื่อราว 80 ล้านปีก่อน ส่วนเดียวของทวีปที่ปรากฏให้เห็นเหนือผิวทะเล คือหมู่เกาะนิวซีแลนด์ นิวแคลิโดเดนีย ซึ่งเป็นดินแดนของฝรั่งเศส
:
การตรวจสอบอายุของก้อนหินและการตีความค่าผิดปกติของสนามแม่เหล็ก ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สร้างแผนที่พื้นที่ทางธรณีวิทยาขนาดใหญ่ทั่วทวีปซีแลนเดียตอนเหนือออกมาได้
:
ด้วยความหนาของเปลือกโลกของซีแลนเดีย และประเภทของก้อนหินที่พบ ถือได้ว่ามันเป็นทวีปที่ 8 ของโลกใบนี้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-10-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4629</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1696831739.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="452"><Nid>4627</Nid><title>เคล็ด(ไม่)ลับ แก้ง่วงระหว่างวัน</title><source>https://www.sanook.com/health/4345</source><detail>เคล็ด(ไม่)ลับ แก้ง่วงระหว่างวัน
:
ตกบ่ายทีไรง่วงนอนทู๊กกกที เพื่อนๆ ก็เคยเป็นกันใช่ไหมล่ะครับ วันนี้เรามาดูวิธีกำจัดความง่วงระหว่างวันออกไปกัน
:
ยืดเส้นยืดสาย - หากเริ่มรู้สึกง่วง ลองลุกจากโต๊ะ เดินไปรอบๆ บิดขี้เกียจ ลุกขึ้นทุกๆ 2-3 ชั่วโมง แล้วใช้เวลายืดเส้นยืดสาย 2-3 นาที ก็เพียงพอแล้วล่ะ
:
ฟังเพลงจังหวะมันส์ๆ - หาหูฟังใส่สบายสักอัน พร้อมกับเพลงที่จังหวะมันส์ๆ คึกคัก หรือเพลงโปรด ก็ช่วยได้มากเลยนะ
:
ดื่มน้ำเยอะๆ - สามารถช่วยให้หายง่วงได้นะ เพราะน้ำช่วยให้ร่างกายสดชื่นและกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น
:
ทานผลไม้เปรี้ยวๆ หวานๆ - ผลไม้รสเปรี้ยวๆ หวานๆ อย่างส้ม สับปะรด มะม่วง มะยม ช่วยให้หายง่วงได้ดีเลยล่ะ ทั้งสดชื่น ตาสว่าง
:
งีบหลับสักนิด - มีงานวิจัยออกมาว่า การที่ได้งีบหลับสัก 10-15 นาที เพื่อให้ร่างกายและสมองได้พักผ่อนสักนิด พอตื่นขึ้นมา จะรู้สึกสดชื่นและสมองปลอดโปร่งมากขึ้น
:
และนี่ก็คือเคล็ดลับเล็กๆน้ อยๆ ทำให้แก้ง่วงระหว่างวันได้ แต่สิ่งสำคัญที่สุดเราต้องแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด นั่นคือเราต้องพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 6-8 ชั่วโมงด้วยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-09-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4627</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1695889269.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="453"><Nid>4625</Nid><title>ธรรมชาติเตรียมลดประชากร สู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตครั้งที่หก</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c80gkk6x43lo</source><detail>ธรรมชาติเตรียมลดประชากร สู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตครั้งที่หก
:
ทุกวันนี้ มนุษย์มีการเพิ่มขึ้นของประชากรในอัตราที่สูงจนน่าตกใจ เมื่อราว 200 ปีก่อน โลกมีประชากรมนุษย์ประมาณ 1,000 ล้านคน แต่ปัจจุบันโลกของเรามีประชากรมนุษย์รวมกันทั้งสิ้นราว 8,000 ล้านคนเลยทีเดียว
:
การเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์ ทำให้มีการบริโภคทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองมหาศาล ในอัตราที่ทำลายความยั่งยืนของระบบนิเวศโลกลงอย่างสิ้นเชิง
:
นอกจากนี้ยังทำให้เกิด ภาวะโลกรวน จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ขัดขวางวงจรการหมุนเวียนสารอาหารของโลก ซึ่งจะนำไปสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตครั้งที่หก (6th Mass Extinction) อีกด้วย
:
หากเราไม่สามารถปรับตัวในเรื่องการตัดลดการบริโภคทรัพยากรลงอย่างเร่งด่วน อาจจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีตามมา อย่างเช่น ทุพภิกขภัยหรือภาวะอดอยากขาดแคลนอาหาร, การย้ายถิ่นฐานเนื่องจากทรัพยากรไม่เพียงพอ, โรคระบาด, หรือแม้แต่การสู้รบเข่นฆ่าที่มาจากความขัดแย้งพื้นฐานในเรื่องทรัพยากร นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-09-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4625</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1695716360.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="454"><Nid>4621</Nid><title>4 เรื่องต้องรู้ เมื่อคิดจะเลี้ยงแฮมสเตอร์</title><source>https://pet.kapook.com/view92160.html</source><detail>4 เรื่องต้องรู้ เมื่อคิดจะเลี้ยงแฮมสเตอร์
:
เชื่อว่าแฮมสเตอร์คงเป็นตัวเลือกแรกๆ ของคนที่คิดจะมีสัตว์เลี้ยงตัวแรก ด้วยความน่ารักและเลี้ยงง่ายของมัน ใครที่กำลังคิดจะเลี้ยงแฮมสเตอร์ วันนี้เรามีวิธีเตรียมตัวคร่าวๆ มาฝากกัน
:
การเลือกซื้อกรง - ควรเลือกใช้กรงแบบตู้กระจก มีความยาวอย่างน้อย 3 ฟุต เพื่อให้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับวิ่งเล่น วางอาหาร น้ำ ของเล่น ล้อออกกำลังกาย
:
การเลี้ยงดูช่วง 2 - 3 วันแรก - จับเข้ากรงทันที เตรียมอาหารกับน้ำเอาไว้ให้พร้อม แล้วปล่อยแฮมสเตอร์ให้อยู่ลำพังประมาณ 2-3 วันก่อน อย่าเพิ่งชวนเล่นในช่วงนี้ ให้น้องคุ้นเคยกับบ้านใหม่
:
การให้น้ำและอาหาร - ควรมีเครื่องให้น้ำสำหรับแฮมสเตอร์โดยเฉพาะ และโรยอาหารเอาไว้ให้ทั่วกรง ควรให้อาหารเสริม 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น แครอท แตงกวา แอปเปิ้ล และมะเขือเทศ เป็นต้น
:
การรักษาความสะอาดกรง - แค่ล้างออกด้วยน้ำสะอาดก็เพียงพอแล้ว เพราะการใช้น้ำสบู่หรือน้ำยาทำความสะอาดอาจมีสารเคมีตกค้าง
:
หากคิดว่าพร้อมและได้เตรียมขั้นตอนต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ก็เตรียมตัวไปรับเจ้าแฮมสเตอร์เข้าบ้านได้เลย ที่สำคัญขอแค่เพียงเรามีความอดทน และให้เวลาแฮมสเตอร์ในการทำความคุ้นเคยกับเจ้าของสักหน่อย หลังจากนั้นการเลี้ยงดูแฮมสเตอร์ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-09-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4621</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1695628537.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="455"><Nid>4617</Nid><title>4 วัคซีนสำคัญที่ผู้ใหญ่ควรฉีด</title><source>https://www.sanook.com/health/24017</source><detail>4 วัคซีนสำคัญที่ผู้ใหญ่ควรฉีด
:
ใครว่าฉีดวัคซีนเป็นเรื่องของเด็กๆ เท่านั้น ยิ่งเมื่อเราผ่านโรคอุบัติใหม่อย่าง COVID-19 ที่ผ่านมา ทำให้เรารู้ว่าวัคซีนเป็นเรื่องของทุกวัย วันนี้เราจะพาไปดู  4 วัคซีนที่ผู้ใหญ่ควรฉีด จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. วัคซีนหัด หัดเยอรมัน คางทูม - ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนครบ 2 ครั้งแล้ว ไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำอีก แต่ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน หรือได้รับวัคซีนไม่ครบ 2 ครั้ง ควรได้รับวัคซีนรวมอย่างน้อย 1 ครั้ง
:
2. วัคซีนอีสุกอีใส งูสวัด - ควรฉีดในผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน และไม่เคยเป็นอีสุกอีใสหรืองูสวัดมาก่อน
:
3. วัคซีนไข้หวัดใหญ่ - แนะนำให้ฉีดทุกปี เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ทุกปี โดยฉีดปีละ 1 ครั้ง ช่วงก่อนมีการระบาด ในประเทศไทยมักระบาด 2 ช่วง คือ ช่วงฤดูฝนและช่วงฤดูหนาว
:
4. วัคซีนปอดอักเสบ - ในผู้ใหญ่ฉีดวัคซีนเพียงครั้งเดียว แต่อาจฉีดกระตุ้นอีกครั้งหลังฉีดครั้งแรก 3-5 ปี
:
บางโรคเราต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันเรื่อยๆ เนื่องจากเชื้อมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ และช่วงนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงหน้าฝน แนะนำให้ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อป้องกันการระบาดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-09-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4617</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1695232273.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="456"><Nid>4609</Nid><title>Black Hole Seed ทำความรู้จักเมล็ดพันธุ์หลุมดำ</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/clmvlvvmm73o</source><detail>Black Hole Seed ทำความรู้จักเมล็ดพันธุ์หลุมดำ
:
นักดาราศาสตร์ค้นพบหลักฐานที่แสดงถึงการมีอยู่ของ “เมล็ดพันธุ์หลุมดำ” (Black Hole Seed) ในเอกภพยุคแรกเริ่ม
:
ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่จะเจริญเติบโตไปเป็นหลุมดำยักษ์เหล่านี้ ก็คือหลุมดำที่มีมวลราว 40 ล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ กำเนิดจากการยุบตัวของกลุ่มก๊าซมวลมหาศาลโดยตรง คาดว่าหลุมดำในยุคโบราณสะสมมวลเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เพราะเติบโตขึ้นมาจาก “เมล็ดพันธุ์หลุมดำ” หรือหลุมดำขนาดเล็กกว่าที่มีการสะสมมวลเป็นพื้นฐานเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว
:
แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเพิ่มเติมอีก เพื่อให้แน่ใจว่าหลุมดำมวลยิ่งยวดอายุเก่าแก่ มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับหลุมดำมวลมากที่เป็นเมล็ดพันธุ์จากยุคบรรพกาลจริงๆ นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-09-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4609</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1694503131.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="457"><Nid>4608</Nid><title>ดวงอาทิตย์ทรงพลังขึ้นเกือบ 10 ล้านล้านอิเล็กตรอนโวลต์</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/clm1p4yly9yo</source><detail>ดวงอาทิตย์ทรงพลังขึ้นเกือบ 10 ล้านล้านอิเล็กตรอนโวลต์
:
ทีมนักวิจัยของโครงการความร่วมมือ HAWC พบการปลดปล่อยรังสีแกมมาจากดวงอาทิตย์ในระดับสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนหลายครั้ง ระหว่างปี 2015-2021
:
การพบรังสีแกมมาจากดวงอาทิตย์ที่มีพลังงานสูงถึงเกือบ 10 ล้านล้านอิเล็กตรอนโวลต์ ซึ่งเป็นระดับที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยคาดคิดมาก่อน สาเหตุเกิดมาจาก ดวงอาทิตย์เกิดเหตุปะทุพลังงานรุนแรงจากการปลดปล่อยมวลโคโรนา (Coronal Mass Injection – CME) จนทำให้เกิดการแผ่รังสีครั้งใหญ่มหึมาที่ครอบคลุมถึงโลก ดวงจันทร์ และดาวอังคารในคราวเดียวกัน
:
การค้นพบปรากฏการณ์เช่นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเตรียมพร้อมเพื่อพัฒนาโครงการสำรวจอวกาศในอนาคตของมนุษย์ เนื่องจากรังสีอันตรายจากการปะทุพลังงานรุนแรงอย่างฉับพลันของดวงอาทิตย์ได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-09-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4608</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1694503086.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="458"><Nid>4607</Nid><title>หากนักอวกาศเสียชีวิตนอกโลกต้องทำอย่างไร?</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c4njr2k7rnyo</source><detail>หากนักอวกาศเสียชีวิตนอกโลกต้องทำอย่างไร?
:
เคยสงสัยไหมครับ หากนักอวกาศที่ต้องออกไปทำภารกิจนอกโลก เกิดเสียชีวิตลง เขามีวิธีและขั้นตอนปฏิบัติอย่างไรบ้าง วันนี้เรามาดูกัน
:
ถึงแม้ว่าสถิติการเสียชีวิตของนักอวกาศจะมีไม่มากนัก แต่ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมาก็มีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 20 รายด้วยกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่นักอวกาศต้องเตรียมตัวก่อนออกไปปฏิบัติภารกิจทุกครั้ง
:
ข้อปฏิบัติเมื่อมีผู้เสียชีวิตกลางอากาศมีดังนี้
- หากมีผู้เสียชีวิตลงในวงโคจรระดับต่ำของโลก (Low Earth Orbit) อย่างเช่นบรรดาผู้ที่ถูกส่งตัวไปปฏิบัติหน้าที่ในสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เพื่อนนักบินอวกาศจะสามารถส่งศพกลับมายังโลกได้ภายในวันเดียวโดยใส่ถุงบรรจุศพ
:
- หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบนดวงจันทร์ เหล่านักบินอวกาศทั้งทีมจะสามารถเดินทางกลับมาพร้อมกับศพได้ทันทีใน 2-3 วัน
:
- หากมีผู้เสียชีวิตลงระหว่างการเดินทางขาไปก่อนถึงดาวอังคาร ซึ่งเป็นระยะทางที่ไกล ไม่สามารถหันหลังกลับได้ มีความเป็นไปได้สูงที่ศพนั้นจะต้องอยู่กับทีมสำรวจต่อไป จนกระทั่งจบภารกิจในอีก 2-3 ปีถัดมา จึงจะสามารถเดินทางกลับบ้านพร้อมกันได้
:
แต่อย่างไรก็แล้วแต่ สิ่งที่รับมือยากที่สุดสำหรับนักบินอวกาศไม่ใช่วิธีปฏิบัติ แต่เป็นการจัดการกับความโศกเศร้า ความเสียขวัญกำลังใจ รวมทั้งการฟื้นฟูสภาพจิตใจที่หดหู่ย่ำแย่เพราะการจากไปของเพื่อนร่วมทีมให้ได้เร็วที่สุด เพื่อที่จะเดินหน้าภารกิจสำคัญให้ลุล่วงต่อไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-09-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4607</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1694502931.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="459"><Nid>4606</Nid><title>Textrovert อาการแชทเก่ง แต่ต่อหน้าพูดไม่ออก</title><source>https://www.sanook.com/campus/1416983</source><detail>Textrovert อาการแชทเก่ง แต่ต่อหน้าพูดไม่ออก
:
ใครเคยเป็นบ้าง ตอนคุยแชท พิมพ์เก่งรัวไม่หยุด แต่ในชีวิตจริงกลับเงียบๆ ไม่ค่อยพูดกับใคร มีคำศัพท์ที่ใช้เรียกอาการประมาณนี้อยู่คือคำว่า Textrovert
:
Textrovert ใช้อธิบายพฤติกรรมของคนที่สามารถพิมพ์ ตั้งสถานะ พูดคุย กล้าพิมพ์ กล้าชวนคุย ถ่ายทอดความรู้สึกผ่านตัวอักษรได้ดีกว่าพูดต่อหน้า ที่มาของคำนี้คาดว่าน่าจะมาจากนิยายของ Lindsey Summers เพราะชื่อหนังสือก็ชื่อว่า Textrovert
:
อาการ Textrovert นั้นไม่ใช่อาการทางจิตหรือเป็นสภาวะอะไรที่ต้องกังวล มันคือคำศัพท์ที่เอามาใช้อธิบายพฤติกรรมมากกว่านั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-09-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4606</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1694502893.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="460"><Nid>4604</Nid><title>รู้แล้วเลี่ยง อาการแพ้กลูเตน</title><source>https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/infographic/อาการแพ้กลูเตน-รู้แล้วเ/</source><detail>กลูเตนคืออะไร ?
กลูเตน เป็นสารอาหารกลุ่มไกลโคโปรตีนที่สามารถพบได้ในธัญพืชที่นิยมมาทำเป็นแป้ง เช่น ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลี ข้าวไรย์ และข้าวโพด

อาการ


	มีผื่นหรือลมพิษขึ้นตามตัว
	ปวดข้อ ปวดเมื่อยตามตัว
	คลื่นไส้หรืออาเจียน
	ปวดเกร็งในช่องท้อง
	ท้องเสียหรือท้องผูกรุนแรง
	ปวดศีรษะ
	ง่วงนอน อ่อนเพลียง่าย
	วิตกกังวล ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน สมาธิสั้น
	ท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะอาหาร


ตัวอย่างอาหารที่มีกลูเตน เช่น ขนมปัง ซีเรียล ข้าวโอ๊ต พาสตา น้ำสลัด โปรตีนเกษตร หมู่นุ่ม ปูอัดเทียมลูกชิ้น ซุปข้น

หากสงสัยว่ามีอาการแพ้กลูเตนควรปฏิบัติ ดังนี้


	พบแพทย์เพื่อรักษาและหาสาเหตุ
	อ่านฉลากและหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นส่วนประกอบ

</detail><keywords>อาการแพ้กลูเตน, กลูเตน, Gluten, โปรตีนจากข้าว</keywords><date>2023-09-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4604</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1694138509.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1694138509_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1694138509_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1694138509_2.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="461"><Nid>4602</Nid><title>หน้าฝนต้องระวัง อันตรายถึงตายจาก "เห็ดพิษ"</title><source>https://www.sanook.com/health/24037</source><detail>หน้าฝนต้องระวัง อันตรายถึงตายจาก "เห็ดพิษ"
:
ในช่วงฤดูฝนของทุกปี มักมีข่าวการเสียชีวิตจากการเก็บเห็ดพิษที่ขึ้นเองตามธรรมชาติมารับประทาน
:
ตัวอย่างเห็ดมีพิษที่พบได้บ่อยหน้าฝนในประเทศไทย
- เห็ดหัวกรวดครีบอ่อน ทำให้เกิดท้องเสีย
- เห็ดในกลุ่มระโงก โดยเฉพาะระโงกหิน ทำให้เกิดอาการทางสมอง ชัก น้ำลายฟูมปาก
- เห็ดไข่ห่าน ทำให้เสียชีวิตจากภาวะตับวาย
- เห็ดขี้ควาย ทำให้เกิดอาการทางจิต
:
เราไม่สามารถทดสอบหรือรู้ได้เลยว่าเห็ดที่เราเจอคือเห็ดพิษหรือเปล่า ให้สังเกตว่าเห็ดมีพิษมักมีสีสันฉูดฉาด รวมถึงมีกลิ่นแรงที่ล่อแมลง
:
วิธีป้องกันเห็ดมีพิษที่ดีที่สุด คือ การเลือกกินแต่เห็ดที่คุ้นเคย หรือเห็ดที่นิยมรับประทานกันทั่วไปเท่านั้น หลีกเลี่ยงการซื้อหรือเก็บเห็ดหน้าตาไม่คุ้นเคยมารับประทานนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-09-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4602</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1693763041.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="462"><Nid>4601</Nid><title>ไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละกี่แก้ว?</title><source>https://www.sanook.com/health/16537</source><detail>ไม่ควรดื่มกาแฟเกินวันละกี่แก้ว?
:
บางคนชอบดื่มกาแฟเพราะรสชาติ จนดื่มไปหลายแก้วในวันเดียว เลยน่าจะเป็นคำถามที่คอกาแฟหลายคนสงสัยอยู่บ่อยๆ ว่าเราไม่ควรดื่มกาแฟวันละกี่แก้วกันแน่?
:
อ้างอิงจากงานวิจัยประเทศญี่ปุ่นที่ทดลองกับคนเอเชียระบุว่า “ไม่ให้ดื่มเกิน 5 แก้ว”
:
การศึกษาเชิงสถิติจากประเทศญี่ปุ่นพบว่า การดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 5 แก้ว จะช่วยลดอันตรายจากโรคร้ายแรงต่างๆ โดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ถ้าดื่มมากกว่า 5 แก้วต่อวัน กลับจะพบผลเสียต่อสุขภาพได้
:
เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะมีฤทธิ์การกำจัดคาเฟอีนในร่างกายได้ แต่ก็ไม่ควรดื่มเกินวันละ 5 แก้ว เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับผลเสียจากการดื่มกาแฟนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-09-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4601</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1693763008.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="463"><Nid>4600</Nid><title>นักวิทย์ฯ ผุดไอเดีย แปลงโฉมดาวเคราะห์น้อยเป็นสถานีอวกาศ</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c1e0exxzn4yo</source><detail>นักวิทย์ฯ ผุดไอเดีย แปลงโฉมดาวเคราะห์น้อยเป็นสถานีอวกาศ
:
ก่อนจะลงในรายละเอียด อันดับแรกที่ต้องทำคือการคัดเลือกดาวเคราะห์น้อยที่เหมาะสมจะเป็นสถานที่ตั้งของสถานีอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นขนาดของหินอวกาศ, ระยะห่างจากโลก รวมทั้งพลังงานที่ต้องใช้ในการเดินทางไปกลับจากดาวเคราะห์น้อยนั้นด้วย
:
ดาวเคราะห์น้อย “อาทีรา” (Atira) คือตัวเลือกที่น่าสนใจ เนื้อหินของมันมีความหนาแน่นสูง และมีแร่ธาตุจำพวกซิลิกาเป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4.8 กิโลเมตร นับว่ามีพื้นที่ใช้งานได้เหลือเฟือ
:
ไอเดียคือ การส่ง “แคปซูลเมล็ดพันธุ์” (Seed Capsule) โดยแคปซูลนี้จะมีเพียงหุ่นยนต์แมงมุม 4 ตัว, โครงสร้างรากฐานของสถานีอวกาศ และอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ เมื่อแคปซูลไปถึงดาว หุ่นยนต์แมงมุมจะใช้ทรัพยากรบนดาวเคราะห์น้อยเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 3,000 ตัว และวิศวกรบนโลกจะสามารถควบคุมการก่อสร้างจากระยะไกลได้
:
โดยแนวคิดนี้ใช้ต้นทุนเพียง 4,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับ งบประมาณของภารกิจอะพอลโลที่สูงถึง 93,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และใช้เวลาเพียง 12 ปีในการแปลงดาวเคราะห์น้อยให้เป็นสถานีอวกาศ มีพื้นที่ใช้สอยใหม่นอกโลก 1,000 ล้านตารางเมตร ซึ่งมีศักยภาพสูงในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-09-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4600</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1693762976.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="464"><Nid>4599</Nid><title>สถานที่ที่คาดว่ามีอุณหภูมิสูงที่สุดในจักรวาล</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cjldk5j4n4lo</source><detail>สถานที่ที่คาดว่ามีอุณหภูมิสูงที่สุดในจักรวาล
:
ดวงอาทิตย์ ถึงแม้จะร้อนแรงแค่ไหน ก็เป็นแค่ดาวฤกษ์ที่ร้องแรงที่สุดในระบบสุริยะเราเท่านั้น
:
สถานที่ร้อนที่สุดในจักรวาล เท่าที่เคยมีการตรวจสอบและบันทึกเอาไว้นั้น ได้แก่ เควซาร์ หรือควอซาร์ 3C273 อยู่ห่างจากโลก 2,400 ล้านปีแสง มีอุณหภูมิสูงถึง 10 ล้านล้านองศาเซลเซียสเลยทีเดียว
:
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การวัดอุณหภูมิ ณ จุดใดๆ ในห้วงอวกาศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราไม่สามารถจะเอาเทอร์โมมิเตอร์เข้าไปวัดโดยตรงได้
:
เราสามารถวัดพลังงานความร้อนจากแสง รวมทั้งจากคลื่นวิทยุหรือรังสีเอกซ์ที่วัตถุนั้นแผ่ออกมาได้ โดยใช้กล้องโทรทรรศน์บนโลกจับคลื่นสัญญาณเหล่านี้ ขั้นต่อมาจะมีการวิเคราะห์สเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ทราบถึงอุณหภูมิของแหล่งที่มาของคลื่นสัญญาณได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-09-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4599</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1693762943.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="465"><Nid>4594</Nid><title>9 ทริคง่ายๆ ช่วยให้มีเวลาชีวิตเพิ่มขึ้น</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/62754</source><detail>9 ทริคง่ายๆ ช่วยให้มีเวลาชีวิตเพิ่มขึ้น
:
หากเพื่อนคนไหนรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเวลา หรือจัดการเวลาไม่ได้ วันนี้เรามีทริคดีๆ มาบอกต่อ
:
1. กำหนดเวลาตื่น-นอนให้ชัดเจน - กำหนดเวลาในทุกวัน โดยต้องนอนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงครึ่งต่อวัน

2. วางแผนทุกวันศุกร์ - ลิสต์ลำดับความสำคัญมาเลยว่าสัปดาห์หน้ามีอะไรที่เราจะต้องทำบ้าง

3. จัดตารางเวลาสำรอง - คิดแผนสำรองของแต่ละวันเอาไว้ด้วย หากเกิดเหตุที่ผิดแผนจะได้สามารถจัดการได้

4. รวมงานยิบย่อยไว้ด้วยกัน - จัดการทำงานเล็กๆ น้อยๆ ให้เสร็จในทีเดียว และค่อยขยับไปทำงานอื่น

5. ทำงานยากก่อนงานง่าย - ทำให้เกิดความรู้สึกภูมิใจในตัวเอง และรู้สึกว่าภาระงานน้อยลง

6. ผ่อนคลายร่างกายช่วงบ่าย 3  - ควรจะลุกมาผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความตื่นตัว

7. สร้างนิสัยที่ดี 3 ครั้งต่อสัปดาห์ - ใช้เวลาที่เหลือในการทำกิจกรรมอื่นๆ อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างนิสัยที่ดีให้เกิดขึ้นต่อไปอย่างสม่ำเสมอได้

8. แบ่งเวลาหาประสบการณ์ใหม่ๆ - ทำกิจกรรมที่ไม่เคยทำมาก่อน เช่น หา Workshop ที่เราสนใจไปลองทำ

9. ให้หนึ่งวันอิสระกับตัวเอง - ให้รางวัลตัวเองซัก 1 วันที่จะใช้ชีวิตแบบอิสระโดยไม่ต้องมีแผน
:
หวังว่าจะช่วยให้เพื่อนๆ ได้ไอเดียในการจัดการชีวิตตัวเอง และหากทำได้ครบ 9 ข้อ รับรองว่าเพื่อนๆ จะมีเวลาชีวิตเพิ่มขึ้นแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-08-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4594</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1693155944.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="466"><Nid>4593</Nid><title>กอดกัน 4 ครั้ง/วัน ช่วยผ่อนคลายความเครียด</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/61558</source><detail>กอดกัน 4 ครั้ง/วัน ช่วยผ่อนคลายความเครียด
:
จิตวิทยาการกอด คือ การบำบัดจิตด้วยวิธีการกอดและการทำสมาธิ เพื่อให้ผู้บำบัดปล่อยวางเรื่องราวเลวร้ายที่ประสบมา เป็นวิธีการบำบัดรักษาที่ใช้กันแพร่หลาย โดยมีงานวิจัยระบุว่าการกอดดีทั้งต่อจิตใจและร่างกายด้วย
:
การกอดกัน 4 ครั้ง/วัน จะช่วยให้ผ่อนคลายความเครียด เพื่อความอยู่รอด ส่วนการกอดกัน 8 ครั้ง/วัน จะช่วยปรับสมดุลร่างกายและปรับสภาพจิตใจในการดำเนินชีวิต และการกอดกัน 12 ครั้ง/วัน จะช่วยให้จิตวิญญาณได้รับการบำบัดและช่วยในการเจริญเติบโตทางจิตใจ
:
การกอดไม่จำเป็นต้องกอดกับผู้อื่น เราสามารถกอดตัวเองก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีได้เช่นกัน แม้การกอดบำบัดอาจจะไม่ได้ช่วยรักษาโรคทางกายภาพ แต่ถึงอย่างนั้นการกอดบำบัดก็จะช่วยรักษาโรคทางใจได้อย่างดี รู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมกอดกันให้มากๆ นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-08-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4593</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1693155894.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="467"><Nid>4592</Nid><title>เสือโคร่ง สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์</title><source>https://pet.kapook.com/view252056.html</source><detail>เสือโคร่ง สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์
:
หลายคนคงรู้จักเสือโคร่งกันอยู่แล้ว แต่รู้ไหมครับว่าเสือโคร่งกำลังเหลือปริมาณน้อยและใกล้สูญพันธุ์ วันนี้เรามาทำความรู้จักเสือโคร่งให้มากขึ้นกันเถอะ
:
เสือโคร่ง เป็นสัตว์ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และจัดเป็นประเภทเสือที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขนบนลำตัวสีแดง-ส้ม ไปจนเหลืองปนน้ำตาล ใต้ท้องมีขนสีขาว มีลาดพาดสีดำและเทาเข้มตลอดทั้งตัว หรือที่เรียกว่า "ลายพาดกลอน"
:
เสือโคร่ง มีนิสัยรักสันโดษ ชอบอยู่ตามลำพัง แต่บางครั้งอาจจะมีการรวมกลุ่มบ้างในเวลาที่ต้องการล่าเหยื่อขนาดใหญ่
:
ในปัจจุบันมีจำนวนน้อยลงมาก เพราะตกเป็นเหยื่อจากการล่าและโดนคุกคามที่อยู่อาศัย ดังนั้นในหลายประเทศจึงมีการห้ามไม่ให้มีการล่าเสือโคร่งเกิดขึ้น รวมถึงในประเทศไทยด้วยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4592</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1693155848.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="468"><Nid>4589</Nid><title>6 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการคุมกำเนิด</title><source>https://www.sanook.com/health/13637</source><detail>6 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการคุมกำเนิด
:
ตัวเลขจาก กรมอนามัย พบว่า 10 ปีที่ผ่านมา มีการตั้งครรภ์ก่อนบรรลุนิติภาวะมากถึง 12,000 คน สาเหตุหลักมาจากการคุมกำเนิดที่ไม่ได้ผล และมีความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับเรื่องของการคุมกำเนิด จะมีความเชื่ออะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. หลั่งข้างนอก = ไม่ท้อง - ปากช่องคลอดที่มีเมือกใสๆ อยู่ เมือกเหล่านี้อาจเป็นตัวพาเอาอสุจิกลับเข้าไปในช่องคลอดได้

2. หน้า 7 หลัง 7 = ไม่ท้อง - มีโอกาสที่ประจำเดือนจะมาไม่ตรงเวลา ทำให้มีการนับวันผิดพลาด

3. ใส่ถุงยางอนามัย 2 ชั้น = ไม่ท้อง - ทำให้เกิดการเสียดสีกันระหว่างถุงยางทั้งสองชิ้น และทำให้ถุงยางอนามัยเกิดการฉีกขาด แตกรั่วได้ง่ายกว่าเดิมอีกด้วย

4. พกถุงยางไว้ในรถใช้ได้ = ไม่ท้อง - อากาศร้อนอาจทำให้ถุงยางอนามัยเสื่อมสภาพ ฉีกขาดได้ง่ายกว่าเดิม

5. ถุงยางอนามัยแบบไหนก็ได้ = ไม่ท้อง - หากเลือกถุงยางที่มีขนาดใหญ่ไป หลวมไป โอกาสที่ถุงยางจะหลุดได้ หรือใช้ขนาดเล็กไปก็มีโอกาสฉีกขาด ควรเลือกขนาดที่เหมาะสม

6. สวนล้างช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ = ไม่ท้อง - นอกจากจะไม่ช่วยอะไรแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงอันตรายอื่นๆ เช่น การติดเชื้อราภายในช่องคลอดหรืออุ้งเชิงกราน หรือมีตกขาวผิดปกติได้
:
หวังว่าข้อมูลที่ได้รับในวันนี้จะช่วยไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการคุมกำเนิดได้นะครับ แต่หากต้องการคุมกำเนิดให้ถูกวิธี เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด, ฝังห่วงคุมกำเนิด หรือฝังยาคุมกำเนิด แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง และการเลือกใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง สามารถเพิ่มโอกาสการคุมกำเนิด และปลอดภัยต่อโรคติดต่อทางเพศด้วยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-08-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4589</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1692786213.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="469"><Nid>4581</Nid><title>ค้นพบวัตถุอวกาศชนิดใหม่ที่โกงความตายมานานหลายทศวรรษ</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cv25v37yp9ro</source><detail>ค้นพบวัตถุอวกาศชนิดใหม่ที่โกงความตายมานานหลายทศวรรษ
:
แมกนีทาร์ (Magnetar) หรือดาวนิวตรอนที่หมุนอย่างรวดเร็ว และมีสนามแม่เหล็กทรงพลังมหาศาลยิ่งกว่าสนามแม่เหล็กโลกนับพันล้านล้านเท่า แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดต่างๆ เป็นจังหวะทุก 2-3 วินาที แต่ปรากฏการณ์นี้จะยุติความเคลื่อนไหวลงเมื่อถึง “เส้นตาย” (Death Line)
:
ล่าสุด มีการค้นพบวัตถุอวกาศ GPM J1839-10 อยู่ห่างจากโลก 15,000 ปีแสง สามารถปล่อยคลื่นสัญญาณวิทยุออกมาได้ยาวนานกว่าแมกนีทาร์ทั่วไป เพราะยังพบการปะทุสัญญาณ แม้มันจะมีอายุเลย “เส้นตาย” ของแมกนีทาร์มาแล้วอย่างน้อย 33 ปี
:
ผู้นำทีมนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยดาราศาสตร์วิทยุระหว่างประเทศแห่งออสเตรเลีย กล่าวว่า วัตถุอากาศนี้ อาจถูกจัดประเภทให้เป็นวัตถุอวกาศชนิดใหม่ เนื่องจากลักษณะและพฤติกรรมของมันไม่ตรงกับแบบจำลองทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ในปัจจุบันที่ใช้อธิบายดาวนิวตรอนและแมกนีทาร์นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-08-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4581</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1692077958.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="470"><Nid>4580</Nid><title>ปริศนาน้ำตกโลหิต มีที่มาอย่างไรกันแน่?</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cl5e3ndpx91o</source><detail>ปริศนาน้ำตกโลหิต มีที่มาอย่างไรกันแน่?
:
สถานที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจแห่งหนึ่งของทวีปแอนตาร์กติกา คือ สายธารสีเลือดที่ไหลซึมผ่านหิมะสีขาวโพลนของธารน้ำแข็งเทย์เลอร์ หรือที่เรียกว่า “น้ำตกโลหิต” (Blood Falls)
:
นักวิทยาศาสตร์ได้พบเบาะแสที่ชี้ว่า สีเลือดของน้ำตกมาจากแร่ธาตุจำพวกเกลือเหล็กอย่างเฟอร์ริกไฮดรอกไซด์ (FeHO2) ซึ่งถูกขับออกมาจากด้านล่างของแผ่นน้ำแข็ง มีต้นกำเนิดมาจากทะเลสาบน้ำเค็มโบราณ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติกามาแสนนานราว 1.5 - 4.0 ล้านปีแล้ว
:
น้ำตกโลหิต จัดได้ว่าเป็นระบบชีวนิเวศของจุลินทรีย์ที่หาพบได้ยากที่สุดระบบหนึ่งของโลก โดยแบคทีเรียจากยุคดึกดำบรรพ์มีวิวัฒนาการแยกจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จนปัจจุบันพวกมันมีกันอยู่เพียงไม่กี่ชนิดพันธุ์ในทะเลสาบดังกล่าวนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-08-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4580</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1692077924.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="471"><Nid>4579</Nid><title>เทคนิคพัฒนาสมองด้วยการเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/62717</source><detail>เทคนิคพัฒนาสมองด้วยการเปลี่ยนกิจวัตรประจำวัน
:
วันนี้มีเรื่องน่าลองมาฝากเพื่อนๆ กันอีกแล้ว “การออกกำลังสมอง” ด้วยวิธี Neurobic Exercise คือ การเปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันของเราให้มีความแปลกใหม่ เพื่อเป็นการกระตุ้นเซลล์สมองบางส่วนที่ไม่ค่อยได้ใช้งานให้มีการสื่อสารกันมากขึ้น
:
มาลองเปลี่ยนกิจวัตรง่ายๆตามนี้กัน
1. ฝึกใช้มือข้างที่ไม่ถนัด - ลองสลับมือใช้ข้างที่ไม่ถนัดทำกิจกรรมต่างๆ เช่น หวีผม แปรงฟัน หรือถือช้อนข้างที่ไม่ถนัด

2. ทานอาหารด้วยตะเกียบ - ไม่ใช้ช้อนส้อม แต่เปลี่ยนมาท้าทายด้วยการกินอาหารด้วยตะเกียบ

3. หลับตาทำกิจกรรม - ขอเน้นย้ำว่าต้องเป็นกิจกรรมที่ไม่อันตราย เช่น อาบน้ำ สระผม ผูกเชือกรองเท้า ใช้เครื่องคิดเลข พิมพ์แชตมือถือต่างๆ

4. ทำสิ่งต่างๆ กลับหัว หรือถอยหลัง - เช่น ท่อง A-Z แบบกลับหลัง สวมนาฬิกากลับด้าน หรือตั้ง Wallpaper โทรศัพท์กลับหัว

5. เปลี่ยนตำแหน่งการวางของ - เปลี่ยนตำแหน่งของที่เรามักจะหยิบใช้บ่อยๆ เอาไปไว้ในที่ที่ไม่เคยวางมาก่อน เป็นการกระตุ้นให้สมองเกิดการคิดและจดจำตำแหน่งใหม่ๆ
:
หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว อย่ารอช้า เริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้เลย หากสามารถทำได้เป็นประจำ แน่นอนว่าสมองเราจะพัฒนาการดีขึ้นแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-08-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4579</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1692077890.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="472"><Nid>4578</Nid><title>น้ำทะเลครึ่งโลก เตรียมกลายเป็นเขตมรณะ</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c1d755j1dppo</source><detail>น้ำทะเลครึ่งโลก เตรียมกลายเป็นเขตมรณะ
:
ทีมนักสมุทรศาสตร์ เผยข้อมูลสำคัญว่า พื้นที่ราวครึ่งหนึ่งของผืนมหาสมุทรทั่วโลก กำลังเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากภาวะโลกร้อน
:
โดยสาเหตุเกิดจาก สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วในน้ำทะเลอย่างไฟโตแพลงก์ตอน (Phytoplankton) เพิ่มจำนวนประชากรขึ้นอย่างมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งการเพิ่มจำนวนอันผิดปกตินี้ จะทำให้ผืนน้ำโดยรอบขาดออกซิเจน จนกลายเป็นเขตมรณะ (Hypoxic Dead Zone) ซึ่งยากที่สิ่งมีชีวิตจะเหลือรอดและอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นได้
:
เลยสรุปได้ว่า อุณหภูมิผิวน้ำที่สูงขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อน คือปัจจัยสำคัญที่เร่งให้น้ำทะเลเปลี่ยนสี และมีออกซิเจนลดลงนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-08-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4578</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1692077851.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="473"><Nid>4576</Nid><title>6 วิธีกำจัดเห็บสุนัขแบบลาขาด</title><source>https://pet.kapook.com/view268507.html</source><detail>6 วิธีกำจัดเห็บสุนัขแบบลาขาด
:
หนึ่งปัญหาของคนเลี้ยงสุนัข คงหนีไม่พ้นเรื่องเห็บๆ หมัดๆ กันแน่ๆ วันนี้เราจะมาให้ความรู้เกี่ยวกับเห็บสุนัขและวิธีการกำจัดพวกมันกัน
:
วิธีกำจัดเห็บสุนัขแบบลาขาด
1. ใช้ยากำจัดเห็บ - มีทั้งในรูปแบบของยาทา ยากิน ยาหยดหลัง ยาผสมน้ำอาบตัว และสเปรย์ โดยสามารถซื้อได้ตามร้านขายสัตว์เลี้ยง โรงพยาบาลสัตว์

2. ปลอกคอกันเห็บ - สามารถช่วยกำจัดและป้องกันเห็บบริเวณคอและหัวได้ดี

3. แป้งกำจัดเห็บ - ใช้ทาบาง ๆ บนตัวสุนัข ยกเว้นบริเวณใบหน้า หรืออาจโรยแป้งไว้ในบริเวณที่นอนและจุดต่าง ๆ ของบ้านก็ได้

4. แชมพูกำจัดเห็บ - แนะนำให้อาบแบบย้อนขนขึ้น เน้นบริเวณที่มักมีเห็บเกาะอยู่ โดยเฉพาะตามซอกต่างๆ เช่น โคนขา โคนหาง และอุ้งเท้า

5. ทำความสะอาดที่อยู่อาศัย - หมั่นทำความสะอาดบริเวณที่สุนัขเราอยู่เป็นประจำ

6. ตรวจหาเห็บที่ตัวสุนัขเป็นประจำ - หากพบเห็บเกาะอยู่แม้แต่ตัวเดียว ให้รีบกำจัดออกทันที
:
เพียงเท่านี้ก็จะจบปัญหาเห็บสุนัขกวนใจ แต่ถึงแม้ว่าจะกำจัดได้แล้ว ก็ควรพยายามป้องกันไม่ให้เห็บสุนัขกลับมาทำร้ายน้องหมาได้อีก ซึ่งก็คือการหลีกเลี่ยงไม่ปล่อยให้น้องหมาออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านตลอดทั้งวันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-08-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4576</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1692016689.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="474"><Nid>4571</Nid><title>พักผ่อนเพียงพอ VS ออกกำลังกาย สิ่งไหนสำคัญกว่ากัน</title><source>https://www.sanook.com/health/22989</source><detail>พักผ่อนเพียงพอ VS ออกกำลังกาย สิ่งไหนสำคัญกว่ากัน
:
เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมครับ หากต้องเลือกเพียง 1 อย่างเพื่อสุขภาพที่ดี ระหว่างพักผ่อนให้เพียงพอและการออกกำลังกาย ควรเลือกทำแบบไหนดี
:
ข้อดีของการออกกำลังกาย - ช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายเจริญเติบโต มีมวลกล้ามเนื้อและกระดูกที่แข็งแรง
:
การพักผ่อนอย่างเพียงพอ - มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยตรง รวมถึงช่วยให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอ และพร้อมต่อการทำกิจกรรมมากมายในวันถัดไป
:
ผู้เชี่ยวชาญสรุปเอาไว้ให้แล้วว่า จากความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันของกิจกรรมทั้งสองอย่างนี้ เราจึงไม่สามารถที่จะเลือกทำแค่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่ควรจะปฏิบัติทั้งสองสิ่งนี้ให้เป็นกิจวัตรประจำวัน หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควรจะต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-08-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4571</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1691387707.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="475"><Nid>4570</Nid><title>จักรวาลอาจมีอายุเก่าแก่กว่าที่เคยเข้าใจสองเท่า</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c13rn2lpv84o</source><detail>จักรวาลอาจมีอายุเก่าแก่กว่าที่เคยเข้าใจสองเท่า
:
เนื่องจากมีการค้นพบกาแล็กซี่โบราณที่อยู่ห่างไกล คาดว่าถือกำเนิดขึ้นมาก่อนเหตุการณ์บิ๊กแบงเสียอีก
:
มีการใช้ความรู้ทางฟิสิกส์ในปัจจุบัน ผสานเข้ากับสมมติฐานยุคเก่าบางเรื่องซึ่งถูกวงการดาราศาสตร์ปฏิเสธ พบว่าจักรวาลอาจมีอายุเก่าแก่ถึง 26,700 ล้านปี คิดเป็นสองเท่าของอายุจักรวาลที่ยึดถือกันอยู่ในปัจจุบันที่ 13,787 ล้านปี
:
โดยมีการประยุกต์ใช้ “สมมติฐานแสงอ่อนล้า” แสงที่เดินทางมาไกลนั้นจะอ่อนกำลังลง ทำให้มีความถี่ลดต่ำและมีความยาวคลื่นเพิ่มมากขึ้น
:
ค่าคงที่นี้ไม่เสถียรและเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ในแต่ละช่วงเวลาของจักรวาล ขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของระดับพลังงานที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้พฤติกรรมของคลื่นแสงที่เดินทางมาไกลและอ่อนกำลังลงมาก สามารถจะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการคำนวณอายุของจักรวาลได้ด้วยนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-08-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4570</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1691387652.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="476"><Nid>4569</Nid><title>หลุมความโน้มถ่วงใต้มหาสมุทรอินเดียคืออะไร?</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cy97xvkld55o</source><detail>หลุมความโน้มถ่วงใต้มหาสมุทรอินเดียคืออะไร?
:
หลุมความโน้มถ่วง คือ รอยยุบหรือแอ่งยุบบนสนามความโน้มถ่วงโลก เป็นจุดที่มวลของพื้นโลกมีความหนาแน่นต่ำมาก จนแรงโน้มถ่วงที่มากระทำตรงจุดนั้นมีค่าต่ำผิดปกติไปด้วย
:
ทีมวิจัยใช้ข้อมูลตรวจสอบย้อนกลับไปในอดีตตลอดช่วง 140 ล้านปีก่อน เพื่อหาคำตอบว่าหลุมความโน้มถ่วง IOGL ถือกำเนิดและมีพัฒนาการความเป็นมาอย่างไร
:
ผลการวิจัยชี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่หินร้อนหลอมเหลวน้ำหนักเบาซึ่งเอ่อซึมขึ้นมาตรงจุดดังกล่าว มาจากแผ่นเปลือกโลกที่เคยรองรับมหาสมุทรโบราณ “เททีส” (Tethys) ในยุคของมหาทวีปกอนด์วานา ซึ่งต่อมาโครงสร้างนี้จมหายไปในชั้นเนื้อโลกลึกกว่า 1,000 กิโลเมตร เมื่อ 30 ล้านปีก่อน ทิ้งช่องว่างขนาดใหญ่ให้มหาสมุทรอินเดียก่อตัวขึ้นนั่นเอง
:
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม มีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยยังคงไม่เห็นด้วยกับผลการศึกษานี้ โดยอ้างว่าพวกเขายังคงรวบรวมข้อมูลความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาที่ก้นมหาสมุทรได้ไม่มากพอนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-08-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4569</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1691386814.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="477"><Nid>4560</Nid><title>เทคนิคคุมความหิว เหมาะสำหรับคนที่กำลังคุมน้ำหนัก</title><source>https://www.sanook.com/health/31549</source><detail>เทคนิคคุมความหิว เหมาะสำหรับคนที่กำลังคุมน้ำหนัก
:
เพื่อนๆ คนไหนที่ช่วงนี้กำลังคุมน้ำหนัก ห้ามพลาดเรื่องที่เราจะนำเสนอวันนี้นะครับ เพราะเราจะมานำเสนอ 5 เคล็ดลับที่ดีที่สุดในการควบคุมความหิวและระงับความอยากอาหารของคุณ
:
1. ใช้โปรตีนเป็นตัวทำลายความหิว - เพิ่มโปรตีนที่ไม่มีไขมันในอาหารแต่ละมื้อ มีผลดีในด้านระบบย่อยอาหาร

2. ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง - อาหารไฟเบอร์สูงที่มีปริมาณเยอะจะช่วยเติมพื้นที่ในกระเพาะของคุณ ทำให้คุณอิ่มท้อง

3. การออกกำลังกาย - การออกกำลังกายสามารถระงับฮอร์โมนความหิว ซึ่งช่วยควบคุมความอยากอาหารของคุณได้

4. ดื่มน้ำเพื่อช่วยให้รู้สึกหิวน้อยลง - การดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร จะทำให้รู้สึกอิ่มท้องมากขึ้น

5. แบ่งซอยมื้ออาหารให้เล็กลง - แบ่งเป็นมื้ออาหารเล็กๆ กินทุกๆ 2-3 ชั่วโมง จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลของคุณคงที่ตลอดทั้งวัน ทำให้ไม่รู้สึกหิว
:
และนี่ก็เป็นเทคนิคที่เพื่อนๆ สามารถทำตามได้ง่ายๆ ใครที่กำลังควบคุมน้ำหนักหรือลดความอ้วนอยู่ สามารถนำไปปรับใช้ได้เลย หรือเพื่อนๆ คนไหนมีเทคนิคในการควบคุมความหิวดีๆ สามารถคอมเมนต์แบ่งปันกันในโพสต์นี้ได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-07-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4560</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1690219881.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="478"><Nid>4559</Nid><title>การสังเคราะห์ด้วยแสงเทียม เลียนแบบการทำงานของต้นไม้</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c98ew2jdyq7o</source><detail>การสังเคราะห์ด้วยแสงเทียม เลียนแบบการทำงานของต้นไม้
:
หนึ่งอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติในการใช้ชีวิตบนต่างดาว คือ การผลิตออกซิเจน แต่ตอนนี้กำลังใกล้ความจริงเข้ามาอีกขั้นหนึ่ง หลังนักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบ “กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเทียม” เลียนแบบพืชสีเขียว ซึ่งจะช่วยให้เราผลิตออกซิเจนบนดาวดวงอื่นได้
:
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงในพืชคือการใช้น้ำ (H2O) ซึ่งดูดซึมเข้ามาทางรากของต้นไม้ และคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ซึ่งเข้าสู่ต้นพืชทางปากใบ มาทำปฏิกิริยากัน โดยมีตัวจุดชนวนคือแสงอาทิตย์ที่คลอโรฟิลด์ดึงเข้ามา จนได้ผลผลิตเป็นก๊าซออกซิเจน
:
ขบวนการสังเคราะห์แสงเทียมนี้จะใช้กระจกรวมแสงขนาดใหญ่ดึงพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อนำไปจุดชนวนปฏิกิริยาเคมีในวัสดุกึ่งตัวนำที่ฉาบด้วยตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะ จนสามารถเปลี่ยนโมเลกุลน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นสารตั้งต้น ให้กลายเป็นก๊าซออกซิเจนและเชื้อเพลิงคาร์บอนปริมาณมากได้พร้อมกัน
:
เครื่องมือนี้นอกจากจะใช้ผลิตอากาศหายใจและเชื้อเพลิงคาร์บอนสำหรับการดำรงชีวิตของชาวนิคมต่างดาวได้แล้ว ยังสามารถพัฒนาไปเป็นอุปกรณ์ผลิตวัสดุและปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุพอลีเมอร์ ปุ๋ย หรือแม้แต่ยาและเวชภัณฑ์ได้อีกด้วยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-07-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4559</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1690219838.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="479"><Nid>4558</Nid><title>ตรวจพบดาวที่กลายสภาพเป็นเพชร</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c97ndrpmgeeo</source><detail>ตรวจพบดาวที่กลายสภาพเป็นเพชร
:
จะน่าตื่นเต้นแค่ไหนที่ได้พบดวงดาวที่แกนกลางของมันได้กลายสภาพเป็นเพชร อัญมณีล้ำค่า
:
ทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติ ได้เปิดเผยผลศึกษาล่าสุดเกี่ยวกับดาวแคระขาวดวงหนึ่ง ซึ่งสามารถเข้าสู่กระบวนการที่แก่นชั้นในตกผลึก จนธาตุคาร์บอนและออกซิเจนโลหะจับตัวกันหนาแน่นขึ้นและแข็งขึ้นเรื่อยๆ และอาจทำให้แก่นกลางขนาดยักษ์กลายสภาพเป็นอัญมณีล้ำค่าอย่างเพชรได้
:
มีการค้นพบดาวแคระขาว HD 190412 C อยู่ในระบบดาวฤกษ์หลายดวงที่คล้ายกับของดาวซิริอุส มีความหนาแน่นสูงกว่า 1 ล้านกิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในขณะที่เพชรมีความหนาแน่นราว 3,500 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่ามันได้แปรสภาพกลายเป็นอัญมณีล้ำค่าไปแล้วนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-07-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4558</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1690180640.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="480"><Nid>4549</Nid><title>ไม่ใช่ปากกาเมจิก หลายคนเรียกสิ่งนี้มาผิดทั้งชีวิต!</title><source>https://www.sanook.com/campus/1416695</source><detail>ไม่ใช่ปากกาเมจิก หลายคนเรียกสิ่งนี้มาผิดทั้งชีวิต!
:
ใครเรียกเจ้าปากกาที่เขียนบนพื้นผิวอะไรก็ติด มีหลากหลายสีแบบนี้ ว่า “ปากกาเมจิก” บ้าง วันนี้เราจะพาไปดูความจริงกัน
:
จริงๆ ปากกาชนิดนี้เรียกว่า ปากกามาร์กเกอร์ (Marker Pen) มีความพิเศษตรงที่เขียนบนพื้นผิวอะไรก็ติด มีความสะดวกมาก จึงเป็นที่มาของคำว่า เมจิก มาร์กเกอร์ (Magic Marker)
:
หลังจากนั้น ประเทศญี่ปุ่นได้ผลิตปากกามาร์กเกอร์มาวางจำหน่ายและมาวางขายในประเทศไทย ในชื่อว่า เมจิก (Magic) จึงกลายเป็นภาพจำและถูกเรียกต่อกันมาเรื่อยๆ ว่าชื่อ ปากกาเมจิก ในประเทศไทยมาจนวันนี้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-07-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4549</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1689570146.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="481"><Nid>4548</Nid><title>ระวัง! คนรุ่นใหม่ เป็นหนี้เร็วและเป็นหนี้นาน</title><source>https://www.sanook.com/campus/1416211</source><detail>ระวัง! คนรุ่นใหม่ เป็นหนี้เร็วและเป็นหนี้นาน
:
ต้องยอมรับว่า ในยุคนี้มนุษย์เงินเดือนที่เพิ่งจบใหม่ๆ สามารถมีหนี้สินได้ง่ายขึ้น ทั้งสินเชื่อจากบัตรเครดิต สินเชื่อเงินกู้ส่วนบุคคล สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน เลยทำให้คนยุคนี้เป็นหนี้ได้เร็วขึ้น
:
เป็นหนี้เร็ว - กลุ่มคนเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยทำงาน (อายุ 25-29 ปี) พบว่าพนักงานมากกว่า 58 เปอร์เซ็นต์เป็นหนี้

เป็นหนี้นาน - หนี้บัตรและหนี้ส่วนบุคคลสามารถผ่อนจ่ายขั้นต่ำได้ ทำให้ลูกหนี้มักเลือกผ่อนชำระในขั้นต่ำ ทำให้เป็นหนี้นานกว่าที่ควร
:
จริงๆ แล้วการเป็นหนี้ไม่ใช่เรื่องแย่ซะทีเดียว เพราะบางครั้งเราก็มีความจำเป็นต้องใช้  แต่สิ่งสำคัญคือต้องวางแผนให้ดี ไม่เป็นหนี้จนเกินตัว และมีวินัยในการชำระเงิน แค่นี้เรื่องหนี้ก็เป็นเรื่องง่ายแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-07-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4548</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1689570109.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="482"><Nid>4547</Nid><title>5 ต้นไม้สำหรับปลูกลดความร้อน ตามสไตล์คนญี่ปุ่น</title><source>https://www.sanook.com/women/239533</source><detail>5 ต้นไม้สำหรับปลูกลดความร้อน ตามสไตล์คนญี่ปุ่น
:
ไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่แดดร้อน ประเทศญี่ปุ่นตอนฤดูร้อนก็ร้อนใช่เล่น วันนี้เลยจะพาไปดูวิธีปลูกต้นไม้ลดร้อนตามฉบับชาวญี่ปุ่นกัน
:
1. มอร์นิ่งกลอรี่ (Morning glory) - เป็นไม้เถาเลื้อยยอดนิยมที่คนญี่ปุ่นปลูกเป็นม่านต้นไม้ในหน้าร้อน
2. ต้นอัญชัญ (Butterfly Pea) - มีใบที่เขียวขจี และดอกสีสวย ซึ่งช่วยสร้างความรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวเย็นลง
3. น้ำเต้านกกระจอกโอกินาว่า (Okinawa Sparrow Gourd) - เป็นต้นไม้ที่โตเร็ว และเลื้อยสูงขึ้นไปบนตาข่ายได้หลายเมตร มีผลลักษณะกลมเล็ก มีลายเส้นที่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง แลดูน่ารัก
4. ต้นโคกกระออม (Balloon Vine) - เป็นไม้เถาเลื้อยที่โตไว โดยเลื้อยเกาะพันกันขึ้นไปบนต้นไม้ กิ่งไม้ กันแสงแดดและช่วยให้บ้านเย็นในหน้าร้อน
5. เสาวรส (Passion Fruit) - เป็นไม้เลื้อยยืนต้น มีผลที่นำมารับประทานได้ สามารถใช้บังแสงแดดได้
:
และนี่ก็เป็นไอเดียของคนญี่ปุ่นในการปลูกต้นไม้เพื่อใช้เป็นม่านบังแสง เพื่อให้บ้านเย็นลงได้ในฤดูร้อน หวังว่าจะสามารถนำไปปรับใช้กับบ้านเพื่อนๆ ได้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-07-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4547</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1689570075.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="483"><Nid>4545</Nid><title>กินใบกระท่อมเกินขนาด อาจเกิดอันตรายได้</title><source>https://www.sanook.com/health/30825</source><detail>กินใบกระท่อมเกินขนาด อาจเกิดอันตรายได้
:
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ยุคนี้เราสามารถหาใบกระท่อมได้ง่ายมากๆ มีร้านค้าจำหน่ายอยู่ตลอดข้างทาง วันนี้เลยจะมาบอกถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อกินใบกระท่อมเกินขนาด
:
กระท่อม (Mitragyna Speciosa) เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นของประเทศไทย นำมาใช้เพื่อการสันทนาการต่างๆ สารออกฤทธิ์ในใบกระท่อม เช่น ไมทราใจนีน (Mitragynine) และ เซเว่น-ไฮดรอกไซไมทราใจนิน (7-hydroxymitragynine) จะช่วยทำให้ตื่นตัว แก้ปวด และคลายกล้ามเนื้อ
:
ผลข้างเคียงเมื่อกินใบประท่อมเกินขนาด
1. คลื่นไส้ อาเจียน
2. ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ
3. กระสับกระส่าย ชัก
4. เกิดอาการเซื่องซึม หรือกดการหายใจ
5. ทำให้เสพติด เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน
6. อาจส่งผลต่อยาบางประเภทที่กำลังรับประทานอยู่
:
ถึงแม้ว่าใบกระท่อมจะสามารถกินได้ แต่ก็ไม่ควรกินในปริมาณที่เกินขนาดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-07-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4545</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1689161106.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="484"><Nid>4544</Nid><title>มนุษย์อาจล่มสลายเพราะ AI ด้วย 3 ระดับขั้นของปัญญาประดิษฐ์</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cw4vlw39xgro</source><detail>มนุษย์อาจล่มสลายเพราะ AI ด้วย 3 ระดับขั้นของปัญญาประดิษฐ์
:
เชื่อว่าช่วงที่ผ่านมา เพื่อนๆ คงเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ ChatGPT ระบบ AI ที่สามารถถาม-ตอบ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จนหัวหน้าทีมพัฒนา AI ออกมาเตือนว่ามนุษย์อาจสูญสิ้นและมีเครื่องจักรมาแทนที่
:
คำเตือนดังกล่าวไม่เกินจริง เพราะเร็วๆ นี้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง IBM ระบุว่าจะเลิกจ้างพนักงานราวๆ 7,800 ตำแหน่ง และนำ AI มาทำงานแทน
:
ระดับ AI มีการแบ่งได้เป็น 3 ระดับดังนี้
1. ปัญญาประดิษฐ์เชิงแคบ - Narrow Artificial Intelligence (NAI) ถือว่าเป็น AI ระดับอ่อน (Weak AI) เป็นกระบวนการทำงานแบบซ้ำๆ ตามหน้าที่ที่นักพัฒนากำหนดเอาไว้ เช่น AI หมากรุกที่สามารถเอาชนะแชมป์โลกได้ แต่มันก็ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้อีกเลย
:
2. ปัญญาประดิษฐ์ทั่วไป - Artificial General Intelligence (AGI) เป็น AI ที่ถือว่ามีความฉลาดเท่ากับมนุษย์ จนเกิดเป็นข้อกังวลว่าหากมีใครนำไปใช้ทางที่ผิด จะทำให้เกิดเป็นผลเสียมากมาย จนมีการเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาควบคุม
:
3. ปัญญาประดิษฐ์ที่มีสติปัญญาและความสามารถเหนือกว่ามนุษย์ - Artificial Superintelligence (ASI) มีประสิทธิภาพเหนือกว่าสมองที่ยอดเยี่ยมที่สุดของมนุษย์ในเกือบทุกด้าน รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้เชิงภูมิปัญญาทั่วไป และทักษะทางสังคม
:
โดยสรุปคือ AI เป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาด รวดเร็ว แม่นยำ และสามารถเพิ่มจำนวนได้ง่ายๆ หากไม่มีการควบคุมที่ถูกต้อง อาจถูกใช้งานโดยกลุ่มคนไม่หวังดี และอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-07-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4544</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1689158272.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="485"><Nid>4542</Nid><title>“ระบบสุริยะ” แปลกประหลาด ไม่เหมือนใครในจักรวาล</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cqqk79nlp03o</source><detail>“ระบบสุริยะ” แปลกประหลาด ไม่เหมือนใครในจักรวาล
:
เพื่อนๆ คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น มีดาวอยู่เป็นล้านๆ ดวง แต่ระบบสุริยะและโลกของเราถือว่าแปลกประหลาด ไม่เหมือนดาวดวงไหนเลย
:
ดาวเคราะห์ส่วนใหญ่ในห้วงจักรวาล ถ้าไม่ได้เป็นดาวเคราะห์ก๊าซขนาดใหญ่ยักษ์ ก็มักจะเป็นดาวน้ำแข็งหรือดาวที่โคจรอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ของตนเองมากเกินไป จนมีอุณหภูมิร้อนแรงถึงขั้นทะลุจุดเดือดไปหลายร้อยหรือหลายพันองศาเซลเซียส
:
คาบการโคจรของดาวเหล่านั้น ส่วนใหญ่สั้นกว่าระยะเวลาที่โลกใช้โคจรรอบดวงอาทิตย์อย่างมาก โดยกว่าครึ่งมีคาบการโคจรวนรอบดาวฤกษ์ศูนย์กลางไม่ถึง 20 วัน
:
ด้วยสาเหตุต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น เราอาจจะเชื่อได้ว่าระบบสุริยะเป็นระบบดาวเคราะห์ที่มีเอกลักษณ์พิเศษไม่เหมือนใครในห้วงจักรวาล การจะหาดาวที่เอื้ออำนวยต่อการมีสิ่งมีชีวิตเหมือนกับโลกนั้นมีโอกาสน้อยมากๆ หรือหากไม่ได้เป็นเช่นนั้นอาจจะหมายความว่ามนุษย์ยังคงมีความรู้น้อยมากๆ เกี่ยวกับจักรวาลนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-07-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4542</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1688985571.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="486"><Nid>4533</Nid><title>“ด้อม” แปลว่าอะไร มาจากไหน ใช้ยังไงได้บ้าง?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1416007</source><detail>“ด้อม” แปลว่าอะไร มาจากไหน ใช้ยังไงได้บ้าง?
:
เพื่อนๆ เคยได้ยินคำว่า “ด้อม” ไหมครับ ด้อมนั้น-ด้อมนี้เต็มไปหมด มันคืออะไรกันแน่ วันนี้เรามาดูกัน
:
คำว่า ด้อม ย่อมาจากคำว่า “แฟนด้อม” (Fandom) เป็นการผสมผสานคำระหว่าง คำว่า คิงด้อม (Kingdom) ที่แปลว่าอาณาจักร และ แฟนคลับ (Fanclub) ที่มีความหมายว่า กลุ่มแฟนคลับของศิลปินนักร้องหรือนักแสดง ซึ่งศิลปินแต่ละคนก็จะมีชื่อกลุ่มแฟนด้อมเป็นของตัวเอง จึงเกิดเป็นที่มาของการเรียกอย่างย่อว่า ด้อม นั่นเองครับ
:
แล้วเพื่อนๆ คิดว่า  หาก STKC จะมีชื่อ “ด้อม” ควรเป็นชื่อว่าอะไรดี? ช่วยๆ กันคอมเม้นท์บอกพวกเราหน่อยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-06-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4533</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687804524.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="487"><Nid>4532</Nid><title>ภาวะโลกร้อน อาจก่อสึนามิยักษ์ในซีกโลกใต้</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c4nknvn27lmo</source><detail>ภาวะโลกร้อน อาจก่อสึนามิยักษ์ในซีกโลกใต้
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากยุโรประบุว่า ในอดีตเมื่อหลายล้านปีก่อน มีเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิขนาดมหึมาซัดถล่มซีกโลกใต้ ระหว่างที่โลกอยู่ในช่วงมีอุณหภูมิสูงขึ้น และเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเหมือนกับทุกวันนี้
:
คลื่นยักษ์สึนามิดังกล่าว เกิดจากเหตุชั้นตะกอนก้นมหาสมุทรพังถล่ม เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคดึกดำบรรพ์เมื่อราว 3 ล้านปีก่อน และเมื่อ 15 ล้านปีก่อน ซึ่งล้วนเป็นช่วงเวลาที่เกิดภาวะโลกร้อน
:
สาเหตุที่จะทำให้ชั้นตะกอนก้นสมุทรพังถล่ม คาดว่าเกิดจากการละลายและหดตัวของธารน้ำแข็งจากภาวะโลกร้อนในอดีต ทำให้แผ่นเปลือกโลกรับน้ำหนักน้อยลง และเกิดการ “ดีดตัว” ซึ่งจะทำให้มีแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวที่เขย่าให้ชั้นตะกอนก้นสมุทรพังลงมา และเกิดเป็นคลื่นยักษ์สึนามิได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-06-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4532</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687804490.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="488"><Nid>4531</Nid><title>เสียงกรนของแมว ใช้รักษาอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อแได้จริงเหรอ?</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cm5l12l1317o</source><detail>เสียงกรนของแมว ใช้รักษาอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อแได้จริงเหรอ?
:
เพื่อนๆ บ้านไหนที่เลี้ยงแมว จะต้องรู้จักเสียงกรนดังครืดคราดขณะแมวหายใจเข้าออก หรือที่เรียกว่าการทำเสียง “เพอร์” (Purring) ได้เป็นอย่างดี
:
ส่วนใหญ่แล้ว แมว 90% ส่งเสียงกรนออกมาจากทางเดินหายใจ เพราะว่ารู้สึกเป็นสุข ปลอดภัย หรือกำลังเพลิดเพลินกับอะไรบางอย่าง
:
มีผลวิจัยในปี ค.ศ. 2001 ระบุว่า เสียงกรนของแมวมีความถี่ราว 20-150 เฮิร์ตซ์ ซึ่งตรงกับช่วงคลื่นความถี่ที่แพทย์ใช้รักษาอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อและกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก
:
แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่พอจะยืนยันว่า เสียงกรนของแมวจะช่วยรักษาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อได้ แต่ที่เพื่อนๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่า เสียงกรนของแมวก็ทำให้ทาสอย่างเรามีความสุขมากๆ แล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-06-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4531</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687804449.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="489"><Nid>4524</Nid><title>วิธีรับมือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์</title><source>https://www.springnews.co.th/news/826702</source><detail>สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แนะวิธีรับมือแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมาหลอกลวง

วิธีการรับมือ


	สังเกตเบอร์ก่อนรับสาย ระวังเบอร์ที่ไม่รู้จัก หรือเบอร์ที่มีเครื่องหมาย + นำหน้า
	ตั้งสติก่อนรับสาย มิจฉาชีพชอบทำให้เราตกใจหรือ กลัวจนรีบทำตามที่บอก ใจเย็น ตั้งสติ และ ระมัดระวังให้ดี
	วางสาย หากมั่นใจแล้วว่าเป็นมิจฉาชีพ เก็บหลักฐาน และข้อมูลไว้แจ้งเบาะแส
	แจ้งเบาะแส หน่วยงานที่ดูแล เช่น ตำรวจ ธนาคาร ค่ายมือถือ กสทช. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตือนประชาชน และให้ตำรวจดำเนินคดี
	เตือนภัยคนใกล้ชิด เล่าเรื่องกลโกงที่พบเจอให้ คนใกล้ชิดที่มีแนวโน้มจะถูกหลอกไต้ง่ายให้รับรู้ เช่นผู้สูงอายุในครอบครัว


สายด่วน แจ้งเบอรโทรมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์


	กสทช. โทร.1200
	ตำรวจ PCT โทร.1441
	NT โทร.1888
	True โทร.9777
	AIS โทร.1185
	DTAC โทร.1678

</detail><keywords>แก๊งคอลเซ็นเตอร์, มิจฉาชีพ, ตำรวจ, เตือนภัย, กลโกง, กสทช.</keywords><date>2023-06-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4524</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687247831.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="490"><Nid>4521</Nid><title>โลกอาจติดอยู่ในฟองอวกาศ เลยไม่ได้รับการติดต่อจากต่างดาว</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c0kp0748p1yo</source><detail>โลกอาจติดอยู่ในฟองอวกาศ เลยไม่ได้รับการติดต่อจากต่างดาว
:
นักวิทยาศาสตร์ได้เผยแนวคิดใหม่ ว่าทำไมโลกถึงไม่เคยได้รับการติดต่อจากมนุษย์ต่างดาวเลย
:
โดยเปิดเผยว่า ที่ผ่านมาโลกอาจอยู่ใน “ฟองอวกาศ” หรือพื้นที่ว่างขนาดใหญ่  เป็นเขตพื้นที่ปลอดสัญญาณวิทยุ (Radio Silence) จึงทำให้เราไม่เคยได้รับการติดต่อจากต่างดาวมาก่อน
:
เคยมีการสร้างแบบจำลองทางสถิติขึ้นจากสมมติฐานดังกล่าว ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษยชาติไม่ได้รับสัญญาณใดๆ จากอารยธรรมต่างดาวมาเป็นเวลานานถึง 60 ปี พบว่าสามารถเป็นไปได้
:
และยังทิ้งท้ายไว้อีกว่า มนุษย์มีโอกาสที่จะตรวจจับสัญญาณจากเอเลียนได้อย่างเร็วที่สุดภายใน 60 ปี แต่ในสถานการณ์แบบเลวร้ายที่สุดนั้น จะต้องใช้เวลายาวนานอย่างน้อยถึง 2,000 ปี เลยทีเดียว
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-06-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4521</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687184201.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="491"><Nid>4520</Nid><title>ค้นพบหินกึ่งดวงจันทร์ อีกหนึ่งบริวารของโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c3g08jlx4kjo</source><detail>ค้นพบหินกึ่งดวงจันทร์ อีกหนึ่งบริวารของโลก
:
นักดาราศาสตร์ค้นพบ ดาวเคราะห์น้อย 2023 FW13 หินอวกาศที่อาจเป็นชิ้นส่วนของดวงจันทร์ ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์แทบจะเหมือนกับโลก มีสถานะกึ่งบริวารของโลก (Quasi-Satellite)
:
มีการตรวจพบหินกึ่งดวงจันทร์บริวารนี้ครั้งแรกเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สันนิษฐานว่ามันอยู่คู่โลกมาตั้งแต่ 2,100 ปีก่อน แต่ยังเบาใจได้ว่า ดาวเคราะห์น้อยนี้แทบจะไม่มีโอกาสที่จะเกิดชนปะทะเข้ากับโลกได้
:
และนี่ก็ไม่ใช่การค้นพบดาวเคราะห์น้อยที่มีสถานะกึ่งบริวารของโลกครั้งแรก เพราะเมื่อปี 2016 มีการค้นพบมาแล้ว ซึ่งนักดาราศาสตร์สันนิษฐานว่ามันอาจเป็นชิ้นส่วนของดวงจันทร์ที่หลุดออกมาเช่นกัน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-06-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4520</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687184163.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="492"><Nid>4518</Nid><title>โซดาลดไขมันในเลือดได้ จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่?</title><source>https://www.sanook.com/health/4669</source><detail>โซดาลดไขมันในเลือดได้ จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่?
:
เพื่อนๆ อาจเคยได้ยินข้อมูลว่า โซดา สามารถลดไขมันในเลือดได้ วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกัน
:
น้ำโซดา เป็นการนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide) มาอัดลงในน้ำ ทำให้น้ำมีฤทธิ์เป็นกรด นำมาผสมกับเครื่องดื่มต่างๆ เพื่อเพิ่มความซาบซ่า เพิ่มอรรถรสให้เครื่องดื่ม
:
หากนำมาผสมกับมะนาว ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด อาจมีสรรพคุณเพิ่มการหลั่งกรดของในกระเพาะอาหาร ช่วยในการย่อยอาหารได้ แต่ก็ไม่สามารถลดไขมันในเลือดได้
:
โดยสรุปแล้ว โซดาไม่มีคุณสมบัติการลดไขมันในเลือดได้อย่างแน่นอน แต่หากเพื่อนๆ อยากลดไขมันในเลือด สามารถทำได้ง่ายๆ เพียงลดอาหารประเภทของมันและของทอดลง ร่วมกับกินผักมากๆ เพราะจะช่วยลดการดูดซึมไขมันได้มากกว่าการกินโซดาหรือโซดามะนาวแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-06-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4518</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687159917.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="493"><Nid>4517</Nid><title>5 วิธี บริโภคผักให้ปลอดภัย</title><source>https://www.thaihealth.or.th/5--วิธี-บริโภคผักให้ปลอดภ/</source><detail>ผักสดที่วางขายตามท้องตลาด ส่วนใหญ่จะมีสารพิษของสารเคมีตกค้างอยู่ ซึ่งสารพิษจะเกาะกับผิวบางส่วนจะแทรกซึมเข้าในเนื้อเยื่อของผัก ไม่สามารถมองเห็นสารพิษที่ติดมากับผักผลไม้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นเมื่อเราซื้อผักมาแล้ว ก็ต้องล้างให้สะอาด เพื่อชะล้างสารเคมีที่ตกค้าง

5 วิธีบริโภคผักให้ปลอดภัย


	ล้างผักด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง เพื่อชะล้างสารเคมีตกค้าง
	แช่ผักและผลไม้ในน้ำยาล้างผัก และล้างน้ำยาให้หมดด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง
	ผักที่ปอกเปลือกได้ ควรล้างด้วยน้ำให้สะอาดก่อนปอกเปลือก
	การต้มผักแล้วเทน้ำทิ้งไป จะช่วยลดปริมาณยาฆ่าแมลงในผักลงได้บ้าง
	ถั่วแห้งทุกชนิดก่อนปรุงอาหารควรล้างด้วยน้ำสะอาด ถ้าเป็นอาหารที่ต้องต้ม ควรทิ้งน้ำต้มครั้งแรกเพื่อให้ยาฆ่าแมลงที่ตกค้างที่ผิวนอกของเมล็ดถั่วหลุดไปได้มากที่สุด

</detail><keywords>ผัก, สารเคมี, สารพิษ, ผลไม้, ยาฆ่าแมลง</keywords><date>2023-06-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4517</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687146961.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687146961_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687146961_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687146961_2.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687146961_3.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687146961_4.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687146961_5.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="494"><Nid>4516</Nid><title>ไข้เลือดออก ภัยร้ายจากยุงลาย</title><source>https://www.paolohospital.com/th-TH/samut/Article/Details/บทความสุขภาพ/ไข้เลือดออก-รู้ทันป้องกันได้</source><detail>โรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากตัวไวรัสเดงกี (Dengue Virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะ หลังถูกยุงกัดและได้รับเชื้อเป็นเวลา 5-8 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการของโรคอย่างชัดเจน ซึ่งแต่ละคนก็จะมีอาการที่รุนแรงแตกต่างกันออกไป โดยเบื้องต้นจะมีอาการคล้ายกับเป็นไข้ ต่อมาอาการอาจรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นทำให้เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตได้

อาการของโรคไข้เลือดออก


	มีไข้สูงตั้งแต่ 39 องศาเซลเซียสขึ้นไป
	ไม่มีน้ำมูก ไม่ไอ
	ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดดวงตา
	มีจุดเลือดออก หรือผื่นแดงตามผิวหนังทั่วร่างกาย แขน และขา
	มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย





กรณีอาการรุนแรง อาจมีเลือดออก เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน ถ่ายหรืออาเจียนเป็นเลือด หากปล่อยไว้ไข้จะเริ่มลดลง ความดันโลหิตต่ำ มือเท้าเย็น จนถึงขั้นเกิดอาการช็อกและเสียชีวิตได้

การดูแลรักษาเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก

เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคไข้เลือดออกโดยตรง แพทย์จะให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น


	ในระยะไข้สูง บางรายอาจมีอาการชักได้ถ้าไข้สูงมาก แพทย์จะให้ยาลดไข้ ซึ่งเป็นการให้ยาประเภทพาราเซตามอล โดยห้ามใช้ยาแอสไพริน, ibrupophen, steroid เพราะจะทำให้เกล็ดเลือดเสียการทำงาน และระคายกระเพาะอาหาร ทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น
	ให้ผู้ป่วยได้สารน้ำชดเชย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร และอาเจียน ทำให้ขาดน้ำและเกลือโซเดียม และให้ผู้ป่วยดื่มน้ำผลไม้หรือสารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่
	หากมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพื่อจะได้ป้องกันภาวะช็อกได้ทันเวลา
	มีการเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของเกล็ดเลือด และ hematocrit เป็นระยะๆ เพราะถ้าปริมาณเกล็ดเลือดเริ่มลดลง และ hematocrit เริ่มสูงขึ้น จะเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าน้ำเหลืองรั่วออกจากเส้นเลือด และอาจจะช็อกได้ จำเป็นต้องให้สารน้ำชดเชย
	สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกหรือเลือดออก แพทย์จะต้องให้การรักษาเพื่อแก้ไขสภาวะดังกล่าว ด้วยสารน้ำ พลาสมา หรือสาร colloid อย่างระมัดระวัง เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยและป้องกันโรคแทรกซ้อ


ป้องกันก่อนติดเชื้อไข้เลือดออก

การป้องกันตนเองไม่ให้เกิดโรคไข้เลือดออก ทำได้โดยการสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด ใช้สารไล่ยุงประเภทต่างๆ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้านและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ในยางรถที่มีน้ำขังต้องเทน้ำทิ้งทุกสัปดาห์ น้ำในแจกันต้องหมั่นเปลี่ยน หรือเลี้ยงปลาในแหล่งน้ำเพื่อกินลูกน้ำ


ทั้งนี้การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก โดยแนะนำให้ฉีดในรายที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำ และลดความรุนแรงของโรค เนื่องจากวัคซีนจะได้ผลดีเฉพาะในผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน
</detail><keywords>ไข้เลือดออก, ยุง, ป่วย, โรคระบาด, ไวรัสเดงกี, Dengue Virus, ยุงลาย</keywords><date>2023-06-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4516</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1687140957.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="495"><Nid>4512</Nid><title>Cyberbullying ภัยบนโลกออนไลน์</title><source>http://med.swu.ac.th/msmc/opd_psy/index.php/news-menu/168-2017-08-17-03-52-42</source><detail>ภัยร้ายใกล้ตัวอย่าง Cyberbullying อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อยากให้ผู้ปกครองใส่ใจบุตรหลานให้มากขึ้น ก่อนเป็นเหยื่อที่ถูกรังแกผ่านโลกโซเชียล
    
          โลกออนไลน์เข้าถึงได้ง่ายกว่าสมัยก่อนเยอะ โดยเฉพาะเมื่อมีโซเชียลมีเดียซึ่งใคร ๆ ก็เข้าถึงได้แม้ไม่มีคอมพิวเตอร์ แค่เพียงสัมผัสหน้าจอโทรศัพท์เพื่อกดเปิดแอปพลิเคชันก็สามารถย่อทุกความไกลห่างให้เชื่อมต่อกันได้ภายในเสี้ยววินาที แต่เทคโนโลยีแบบนี้ก็เหมือนดาบสองคม ที่มีช่องโหว่ให้เกิด Cyberbullying หรือการรังแกในโลกออนไลน์ของเด็กและเยาวชน ซึ่งอาจทำผู้ที่ถูกรังแกเสียสุขภาพจิตและอาจยกระดับเป็นโรคซึมเศร้าได้

Cyberbullying เป็นการกลั่นแกล้งกันแบบไหน ?

การกลั่นแกล้งกันในโลกออนไลน์ สามารถแตกประเด็นออกไปได้ 6 รูปแบบดังนี้

1. การโจมตี ขู่ทำร้าย หรือใช้ถ้อยคำหยาบคาย

          การโพสต์ด่าทอ พูดจาส่อเสียด ให้ร้าย หรือขู่ทำร้าย ผ่านช่องทางการสนทนา หรือโพสต์อย่างโจ่งแจ้งที่หน้าโซเชียลมีเดียของผู้ถูกกระทำ เช่น แชทเฟซบุ๊กหรือไลน์มาว่าจะดักทำร้าย เมื่อเจอหน้ากันที่โรงเรียนหรือที่ไหนก็ตาม เป็นต้น

2. การคุกคามทางเพศแบบออนไลน์

          โดยการพูดจาคุกคามทางเพศผ่านโซเชียลมีเดีย การบังคับให้แสดงกิจกรรมทางเพศผ่านกล้อง การส่งภาพหรือวิดีโอโป๊เปลือยมาให้โดยที่ผู้รับไม่ได้ต้องการ การแฉหรือตัดต่อภาพโป๊เปลือยไปโพสต์ในโซเชียลเพื่อให้ได้รับความอับอาย เป็นต้น

3. การแอบอ้างตัวตนของผู้อื่น

          โดยเฉพาะกรณีเปิดเผยรหัสผ่านของโซเชียลให้ผู้อื่นรู้ ยกตัวอย่างเช่น ให้เพื่อนสมัครเฟซบุ๊กหรือไลน์ให้ เคสนี้ก็อาจโดนรังแกด้วยการถูกสวมรอยใช้เฟซบุ๊กของตัวเองโพสต์ข้อความหยาบคาย ให้ร้ายบุคคลอื่น โพสต์รูปโป๊ คลิปวิดีโอลามก หรือสร้างความเสียหายในรูปแบบต่าง ๆ

4. การแบล็กเมล์กัน
    
          โดยนำความลับหรือภาพลับของเพื่อนมาเปิดเผยผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ มีการแชร์ต่อกันไปอย่างกว้างขวาง หรือการใส่ร้ายป้ายสี เช่น ตัดต่อรูปภาพน่าเกลียด ๆ หรือการแอบถ่ายภาพหลุดที่น่าขำมาโพสต์ประจาน และแสดงความคิดเห็นอย่างสนุกสนานเกินเลย

5. การหลอกลวง
    
          มีทั้งการหลอกลวงให้หลงเชื่อ ให้ออกมานัดเจอเพื่อทำมิดีมิร้าย หรือการหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินไปให้ด้วยวิธีการต่าง ๆ 

6. การสร้างกลุ่มในโซเชียลเพื่อโจมตีโดยเฉพาะ

          อย่างที่เราเห็นคนตั้งเพจแอนตี้ โจมตีบุคคลหนึ่งขึ้นมา มีการจับผิดทุกอิริยาบถ แล้วนำมาถกประเด็นให้เกิดความเสียหายต่อคนที่ตัวเองไม่ชอบ หรืออาจมีการโน้มน้าวให้คนอื่นรู้สึกรังเกียจ และกีดกันให้ออกจากกลุ่ม จากสังคมที่อยู่
</detail><keywords>Cyberbullying, โลกออนไลน์, แบล็กเมล์, โซเชียลมีเดีย, หลอกลวง</keywords><date>2023-06-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4512</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686792788.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="496"><Nid>4508</Nid><title>หน้าฝนระวัง กิ้งกือไม่กัด แต่มีพิษ ทำให้ผิวหนังแสบไหม้</title><source>https://pr.moph.go.th/print.php?url=pr/print/2/02/147718/</source><detail>ช่วงที่มีฝนตกบ่อย อาจพบเห็นกิ้งกือในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่อยู่อาศัย สวนสาธารณะ จึงขอให้คำแนะนำแก่ประชาชนว่ากิ้งกือไม่ใช่สัตว์อันตราย ไม่กัด แต่มีพิษหากสัมผัสถูกตัว สารพิษของกิ้งกือจะถูกปล่อยออกมาจากบริเวณข้างลำตัว มีฤทธิ์ฆ่าสัตว์เล็กๆ เช่น มด แมลง และหากคนสัมผัสจะทำให้เกิดการอักเสบเป็นผื่นแดง หรือทำให้ตาระคายเคืองในกรณีถูกพิษกิ้งกือเข้าตา

แพทย์หญิงมิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กิ้งกือบางสายพันธุ์เท่านั้นที่จะมีต่อมพิษอยู่ตลอดสองข้างลำตัวสามารถฉีดสารพิษพุ่งออกไปได้ไกล สารพิษมีลักษณะเป็นของเหลวใสไม่มีสี ประกอบด้วยสารกลุ่มไซยาไนด์ (Hydrogen cyanide) ฟีนอล (Phenol) กลุ่มเบนโซควินิน และไฮโดรควิโนน (Benzoquinones/hydroquinones) มีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังไหม้ แผลไหม้ มีอาการปวด 2-3 วัน รวมทั้งการระคายเคืองร่วมด้วย ทั้งนี้ หากถูกพิษของกิ้งกือให้ล้างด้วยน้ำสบู่และน้ำสะอาด ทายาแก้อักเสบ โดยทั่วไปอาการมักจะหายภายใน 1 สัปดาห์ แต่หากพิษเข้าตาอาจทำให้ตาอักเสบ ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดและรีบปรึกษาจักษุแพทย์ทันที เพื่อป้องกันการอักเสบของตาที่อาจเพิ่มมากขึ้น
</detail><keywords>กิ้งกือ, กิ้งกือมีพิษ, พิษกิ้งกือ</keywords><date>2023-06-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4508</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686538515.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686538515_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686538515_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686538515_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686538515_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686538515_4.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="497"><Nid>4507</Nid><title>น้ำท่วมโลกยุคเรือโนอาห์เคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่?</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c51p4rqldj4o</source><detail>น้ำท่วมโลกยุคเรือโนอาห์เคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่?
:
เพื่อนๆ เคยได้ยินเรื่องเล่าน้ำท่วมโลก สูงท่วมยอดเขาเวอเรสต์ ที่พระเจ้าจะใช้กวาดล้างเหล่ามนุษย์ที่ปราศจากความยำเกรงในพระองค์ไหมครับ เราจะพามาดูว่าโลกของเราเคยมีเหตุการณ์น้ำท่วมระดับนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่
:
ศาสตราจารย์เดวิด มอนต์โกเมอรี ผู้เชี่ยวชาญทางธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ยืนยันว่า ปริมาณน้ำในโลกนี้มีไม่มากพอที่จะท่วมมิดยอดเขาสูงที่สุด ตามที่ตำนานบอกเอาไว้ได้
:
เพราะไม่ว่าฝนจะตกลงมาหนักแค่ไหน สามารถจะทำให้เกิดน้ำเจิ่งนองระดับตื้นเหนือพื้นดิน โดยคิดเป็นค่าเฉลี่ยเพียง 1 นิ้ว หรือ 2.5 เซนติเมตรเท่านั้น
:
และต่อให้ารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกละลายจนหมด ก็จะท่วมสูงสุดไม่เกิน 60 เมตรเท่านั้น ซึ่งยังห่างไกลจากอุทกภัยใหญ่ยุคเรือโนอาห์ ซึ่งน้ำท่วมถึงยอดเขาสูงสุดอย่างเอเวอเรสต์ที่ระดับ 8,849 เมตรได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-06-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4507</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686506971.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="498"><Nid>4506</Nid><title>โลกจะเปลี่ยนแปลงเขตภูมิอากาศภายในปี ค.ศ. 2100</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c3g485ppg9go</source><detail>โลกจะเปลี่ยนแปลงเขตภูมิอากาศภายในปี ค.ศ. 2100
:
ไม่ต้องบอกก็คงจะรู้กันว่า โลกเรานั้นร้อนขึ้นทุกวัน แต่เพื่อนๆ อาจจะนึกภาพไม่ออกว่าร้อนขึ้นยังไง และขนาดไหน วันนี้เราจะไปดูกัน ว่าอากาศในโลกเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในปี ค.ศ. 2100
:
ผลจากการศึกษาพบว่า พื้นที่เขตร้อนจะขยายตัวเพิ่มขึ้น จากเดิม 23% ไปเป็น 25% ของผืนทวีปทั้งหมด ภายในปี ค.ศ. 2100 ส่วนพื้นที่แห้งแล้งแบบทะเลทรายจะขยายเพิ่มจาก 31% เป็น 34%
:
ส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงหนีไม่พ้น พื้นที่เขตหนาว แถบขั้วโลกทั้งเหนือและใต้ รวมทั้งซีกโลกเหนือ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นเขตภูมิอากาศแบบอื่นได้ภายในอีก 77 ปีข้างหน้า
:
นอกจากนี้ยังมีการพยากรณ์อากาศว่า อุณหภูมิเฉลี่ยในภูมิภาคอาจได้รับผลกระทบสูงขึ้น 1.5 องศาเซลเซียสก็เป็นได้
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-06-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4506</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686506935.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="499"><Nid>4505</Nid><title>แจก 5 ทริค การดูแลต้นไม้ในฤดูฝน</title><source>https://home.kapook.com/view269493.html</source><detail>แจก 5 ทริค การดูแลต้นไม้ในฤดูฝน
:
เพื่อนๆ ที่ปลูกต้นไม้ ช่วงนี้ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เนื่องจากเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว อาจทำให้ต้นไม้-ดอกไม้ที่ปลูกไว้เสียหายหรือตายได้
:
วันนี้เรามีทริคดีๆ วิธีดูแลต้นไม้หน้าฝนมาฝากกัน
1. ตัดหรือเล็มต้นไม้ก่อนฤดูฝน - ควรตัดแต่งกิ่งไม้ รวมทั้งนำใบไม้ที่เหี่ยวเฉาออกเพื่อช่วยให้อากาศไหลเวียนและต้นไม้จะได้เจริญเติบโตได้ดีขึ้น
:
2. นำใบล่างของต้นไม้ออก - ใบที่อยู่ด้านล่างของต้นไม้มักจะเป็นใบเล็กและอ่อนแอ ถ้าหากถูกน้ำขังอาจทำให้เน่าได้
:
3. ตรวจเช็กรูก้นกระถางเพื่อการระบายน้ำที่ดี - หากมีเศษขี้ดินติดควรล้างให้สะอาด เพื่อให้รากต้นไม้ระบายน้ำได้ดี ป้องกันรากเน่า
:
4. ใส่ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ - น้ำฝนที่ตกลงมาจะชะล้างปุ๋ย ดังนั้นช่วงหน้าฝนสามารถใส่ปุ๋ยได้ทุก 15 วัน เพื่อช่วยเติมสารอาหารให้กับต้นไม้
:
5. หลีกเลี่ยงการได้รับน้ำฝนมากเกินไป - ให้นำต้นไม้มาวางไว้ในบ้าน ริมระเบียงหรือเฉลียง เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำฝนได้
:
และนี่ก็เป็นวิธีง่ายๆ ให้นำไปปรับใช้กับต้นไม้ที่เพื่อนๆ รักกันนะครับ เพียงเท่านี้สวนก็จะงดงามตลอดฤดูแน่นอน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-06-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4505</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686506901.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="500"><Nid>4500</Nid><title>ปวดท้อง อาการเริ่มต้นสู่ 5 โรคยอดฮิต</title><source>https://www.sanook.com/health/31513</source><detail>ปวดท้อง อาการเริ่มต้นสู่ 5 โรคยอดฮิต
:
ใครว่าอาการปวดท้องคือเรื่องธรรมดาๆ เพราะมันอาจนำพาไปสู่ 5 โรคยอดฮิต จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. แสบร้อนกลางอก
อาการ - ความรู้สึกแสบและร้อน มักวิ่งขึ้นมาตามช่องอก
:
2. แผลเปื่อยเพปติก
อาการ - คลื่นไส้ กินแล้วหิวบ่อย ปวดท้องตื้อๆ ต่อเนื่อง
:
3. โรคกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กอักเสบ
อาการ - ปวดเกร็งท้อง ท้องเสีย มีไข้ คลื่นไส้และปวดท้องเป็นระยะ
:
4. ท้องอืด
อาการ - อึดอัด บวม แน่นท้อง ปวดแปล๊บรุนแรง
:
5. ไส้ติ่งอักเสบ
อาการ - มีอาการปวดบริเวณท้องส่วนบนอย่างมาก เหมือนโดนโจมตีอย่างเฉียบพลัน จากนั้นก็ย้ายมาทางท้องน้อยด้านขวา คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้
:
อยากให้เพื่อนๆ เริ่มสังเกตอาการปวดท้องของตัวเองดูนะครับ หากเริ่มมีอาการปวดท้องที่ผิดปกติไปจากปกติ ให้ลองเปรียบเทียบอาการเหล่านี้ดู เพื่อจะได้แก้ไขให้ถูกจุด หรือหากไม่แน่ใจก็สามารถไปพบแพทย์ได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-06-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4500</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686117344.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="501"><Nid>4499</Nid><title>AI อาจฉลาดกว่ามนุษย์ในเร็ว ๆ นี้ คำเตือนจากบิดาแห่ง AI</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c0dx9dzzp93o</source><detail>AI อาจฉลาดกว่ามนุษย์ในเร็ว ๆ นี้ คำเตือนจากบิดาแห่ง AI
:
จอฟฟรีย์ ฮินตัน อายุ 75 ปี ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งงานใน Google โดยให้เหตุผลว่า เนื้องานของเขาทำให้เขารู้สึกผิด โดยมีคำเตือนทิ้งท้ายไว้ว่า “AI อาจฉลาดกว่ามนุษย์ในเร็วๆ นี้”
:
เขากล่าวว่า อีกไม่ช้าแชทบอทจะครอบครองศักยภาพด้านข้อมูลในระดับเดียวกับที่สมองมนุษย์ทำได้ และหากมองความรวดเร็วในเรื่องพัฒนาการของมัน คาดว่ามันจะเก่งเร็วมาก ๆ
:
มนุษย์เป็นระบบชีวภาพ แต่เอไอเป็นระบบดิจิทัล ข้อแตกต่างใหญ่คือ ระบบดิจิทัลสามารถสร้างสำเนาที่มีน้ำหนักและรูปแบบเดียวกันจำนวนมากๆ ขึ้นมาได้ ปัญหาคือหากมีคนริเริ่มใช้ AI ไปในทางที่ไม่ดี มันจะกลายเป็นสถานการณ์แห่งฝันร้าย
:
โดยสรุปคือ AI นั้นมีพัฒนาการที่รวดเร็ว และอีกไม่ช้าอาจจะฉลาดกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำแถมยังสามารถสร้างซ้ำขึ้นมาได้ในเวลาไม่นาน หากตกไปอยู่ในกลุ่มคนที่คิดร้าย อาจจะกลายเป็นสถาณการณ์เลวร้าย ให้เพื่อนๆ จินตนาการถึงเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่อง คนเหล็ก หรือ Terminator ได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-06-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4499</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686117306.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="502"><Nid>4498</Nid><title>พบเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในจักรวาล กินเวลากว่า 3 ปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/czrp0ly1kzyo</source><detail>พบเหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในจักรวาล กินเวลากว่า 3 ปี
:
มีการค้นพบดวงไฟสว่างจ้า เกิดจากการปะทุพลังงานความร้อนและแสงสว่างระหว่างที่หลุมดำมวลยิ่งยวดดูดกลืนกลุ่มก๊าซเข้าไป ถือเป็นการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมาในห้วงจักรวาล
:
ระเบิดดังกล่าวอยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทาง 8,000 ล้านปีแสง เปล่งแสงอยู่บนท้องฟ้าเป็นเวลานานถึง 3 ปี กว่าจะมอดดับลง และคาดว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตเมื่อราว 6,000 ล้านปีมาแล้ว
:
นักดาราศาสตร์ค้นพบการระเบิดครั้งนี้เมื่อปี ค.ศ. 2020 แต่ในเวลาต่อมาความสว่างเพิ่มเป็นทวีคูณอย่างรวดเร็ว ทำให้เริ่มมีการติดตามศึกษาอย่างจริงจังในปี ค.ศ. 2021
:
เพื่อนๆ คงคิดว่าการระเบิดครั้งนี้คงรุนแรงสุดๆ แล้วใช่ไหมล่ะครับ แต่ในความจริงแล้ว ยังมีการระเบิดที่มีความสว่างสูงสุดในจักรวาลเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ คือการปะทุรังสีแกมมา GRB 221009A เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาทีนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-06-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4498</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1686116252.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="503"><Nid>4487</Nid><title>ครู VS อาจารย์ สอนเหมือนกัน แต่ต่างกันอย่างไร?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1414351</source><detail>ครู VS อาจารย์ สอนเหมือนกัน แต่ต่างกันอย่างไร?
:
พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ได้มีการประกาศความแตกต่างของคำว่า "ครู" และคำว่า "อาจารย์" โดยต่างกันดังนี้
:
ครู ​- ใช้เรียกแทนผู้ที่สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (อนุบาล-ม.6) โดยมีตั้งแต่ ครูผู้ช่วย ครูชำนาญการ ครูชำนาญการพิเศษ ครูเชี่ยวชาญ ครูเชี่ยวชาญพิเศษ แล้วแต่วิทยฐานะที่ได้รับ
:
อาจารย์ - ใช้เรียกผู้สอนในระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า เป็นคำที่หมายรวมถึงคณาจารย์ในวิทยาลัย มหาวิทยาลัย อาจารย์จะเป็นผู้รอบรู้สรรพวิชาเฉพาะด้าน มีความเชี่ยวชาญเป็นด้านๆ หรือแต่ละสาขาวิชา
:
หวังว่าเพื่อนๆ จะได้เกร็ดความรู้เกี่ยวกับภาษาไทยเพิ่มขึ้น และรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างครูและอาจารย์นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-05-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4487</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1684738116.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="504"><Nid>4486</Nid><title>Duck Syndrome การยิ้มให้คนทั้งโลก แต่ร้องไห้กับตัวเอง</title><source>https://www.sanook.com/campus/1414531</source><detail>Duck Syndrome การยิ้มให้คนทั้งโลก แต่ร้องไห้กับตัวเอง
:
Duck Syndrome มีที่มาจากเป็ดที่ลอยตัวอยู่บนน้ำ ที่ดูเหมือนกำลังสบายดี แต่ที่จริงใต้น้ำกำลังตีขาเพื่อไม่ให้ตัวเองจมลง
:
ยิ่งในยุคโซเชียลมีเดียที่ทุกคนมักโพสต์แต่เรื่องที่ดีของตัวเองหรือชีวิตที่สวยหรู แต่เบื้องหลังคือกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้สิ่งเหล่านั้น
:
อาการของ Duck Syndrome
มีอาการคล้ายอาการเครียดทั่วไป เช่น รู้สึกเครียด นอนหลับยาก วิตกกังวล ไม่มีสมาธิ ไม่ค่อยอยากอาหาร ทำให้เกิดความพยายามที่ส่งผลเสียต่อตัวเอง
:
วิธีรับมือง่ายๆ คือ การยอมรับความเป็นจริง และพยายามมองเห็นคุณค่าในตัวเอง รักตัวเอง ค่อยๆ จัดการและทำตามเป้าหมายที่เราวางไว้ ไม่เปรียบตัวเองกับใครนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-05-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4486</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1684737659.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="505"><Nid>4485</Nid><title>วิธีการดูแลต้นไม้ เมื่อไม่อยู่บ้านหลายวัน</title><source>https://www.sanook.com/women/226749</source><detail>วิธีการดูแลต้นไม้ เมื่อไม่อยู่บ้านหลายวัน
:
เคยไหมครับ จำเป็นต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศหลายวัน แต่ก็ต้องมานั่งกังวลว่าจะดูแลต้นไม้ที่บ้านยังไงดี วันนี้เรามีคำตอบมาฝากครับ
:
วางต้นไม้ไว้ในอ่างอาบน้ำ - ให้นำต้นไม้วางไว้บนอ่างน้ำหรือกาละมัง เติมน้ำลงไป 1 - 2 นิ้ว จะอยู่ได้ประมาณ 1 สัปดาห์หรือ 10 วัน
:
ปรับสภาพในร่ม - ปรับสภาพอากาศให้เหมาะสม หากสภาพอากาศในร่มแห้งมากในฤดูหนาว ให้นำมาวางบนถาดกรวด และเติมน้ำเพื่อเพิ่มระดับความชื้น
:
จัดกลุ่มต้นไม้กลางแจ้งเข้าไว้ด้วยกัน - นำต้นไม้มาไว้ในร่ม ช่วยลดการคายน้ำและการระเหย จะสามารถดูดซึมน้ำได้หลายวัน
:
นำต้นไม้เข้าบ้าน - กระถางต้นไม้ขนาดเล็กที่ตั้งอยู่กลางแจ้ง สามารถนำเข้ามาในร่มเงาของบ้านได้
:
ระบบน้ำแบบอัตโนมัติ - ติดตั้งเครื่องให้น้ำอัตโนมัติ
:
เพียงเท่านี้ ต้นไม้สุดรักของเราก็จะสามารถอยู่ได้ในช่วงที่เราไม่อยู่บ้านเป็นเวลานานแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-05-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4485</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1684737482.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="506"><Nid>4480</Nid><title>5 อาหารแก้เครียด วัยเรียนก็เลือกกินแก้เครียดได้</title><source>https://www.sanook.com/health/14893</source><detail>5 อาหารแก้เครียด วัยเรียนก็เลือกกินแก้เครียดได้
:
สำหรับเพื่อนๆ นักเรียน หรือแม้กระทั่งวัยทำงาน คงหนีไม่พ้นความเครียดเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวันแน่ๆ วันนี้เราจะมาแนะนำอาหาร 5 ชนิด ที่หาง่าย กินแล้วคลายเครียด
:
ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ และขนมปังโฮลวีท - มีผลต่อระดับพลังงานและน้ำตาลในเลือด ช่วยทำให้เกิดการกระตือรือร้นในการทำงานของร่างกาย
:
อะโวคาโด - มีวิตามินบี 9 ช่วยเรื่องผ่อนคลาย ความเมื่อยล้า
:
ผลไม้และพืชตระกูลถั่ว - มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลายและคลายเครียด
:
นม ไข่แดง - มีวิตามินบีรวม ทำให้รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
:
ส้มและผลไม้รสเปรี้ยว - มีแคลเซียม โปแทสเซียม วิตามินซี วิตามินเอ ช่วยลดความเครียดได้
:
และนี่ก็คือรายชื่ออาหารที่ช่วยผ่อนคลายเครียดได้ แต่ที่สำคัญอย่าลืมดื่มน้ำและพักผ่อนให้เพียงพอนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-05-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4480</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1684738249.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="507"><Nid>4476</Nid><title>9 ผัก ผลไม้สีส้ม แหล่งรวมวิตามิน บำรุงสายตา</title><source>https://th.theasianparent.com/orange-vegetables-and-fruits</source><detail>9 ผัก ผลไม้สีส้ม แหล่งรวมวิตามิน บำรุงสายตา เสริมภูมิคุ้มกัน ผิวสดใสแข็งแรง

 1. ส้ม เป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอมหวาน ใยอาหารสูง วิตามินซีสูง บำรุงผิวพรรณ ลดเลือนริ้วรอย

2. ฟักข้าว ยับยั้งเชื้อเอดส์ ยับยั้งเซลล์มะเร็ง เบตาแคโรทีนสูง

3. มะละกอ มีวิตามินเอ บำรุงสายตา กระตุ้นน้ำนมสำหรับแม่ให้นม

4. เมล่อน วิตามินซีสูง แคลอรี่ต่ำ บำรุงกระดูกและฟัน ลดความเครียด

5. ลูกพลับ วิตามินซีสูง แคลอรี่ต่ำ ช่วยต้านมะเร็ง ดีต่อระบบขับถ่าย

6. กูสเบอร์รี่ มีรสเปรี้ยวจัด แก้ร้อนใน วิตามินซีสูง แก้เจ็บคอ

7. เกรปฟรุต วิตามินซีสูง ลดความเสี่ยงการเกิดต้อกระจก แคลอรี่น้อย กากใยอาหารสูง

8. ลูกพีช มีวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา ไฟเบอร์สูง บำรุงผิวชุ่มชื้น

9. แครอท มีเบต้าแคโรทีน บำรุงสายตา ป้องกันโรคตาฟาง ต้อกระจก

 
</detail><keywords>ส้ม, ผักผลไม้สีส้ม, ผักสีส้ม, ผลไม้สีส้ม</keywords><date>2023-05-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4476</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1684131303.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1684131303_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1684131303_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1684131303_2.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="508"><Nid>4475</Nid><title>รีโมทแอร์โหมดต่างๆ มีความหมายอย่างไรบ้าง?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1415403</source><detail>รีโมทแอร์โหมดต่างๆ มีความหมายอย่างไรบ้าง?
:
หากเพื่อนๆ เคยสังเกตที่รีโมทแอร์ จะมีโหมดการใช้งานให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโหมด Auto, Cool, Dry หรือ Fan วันนี้เราจะมาดูความแตกต่างของแต่ละโหมดกัน
:
โหมดอัตโนมัติ (Auto Mode) - คือการปรับอุณหภูมิให้เหมาะสมกับสภาพอากาศภายในและภายนอกของห้องที่ใช้ เป็นการปรับอุณหภูมิให้มีความพอดี ไม่ร้อนและไม่เย็นเกินไป
:
โหมดทำความเย็น (Cool Mode) - ระบบจะทำความเย็นอย่างต่อเนื่อง จนเมื่ออุณหภูมิลดลงในระดับที่ตั้งไว้ แอร์จะตัดการทำงาน ก่อนที่จะเริ่มทำงานใหม่อีกครั้ง
:
โหมดลดความชื้น (Dry Mode) - คือแผงทำความเย็นที่มีอุณหภูมิต่ำ จะดูดความชื้น และควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ แล้วระบายออกผ่านท่อน้ำทิ้ง ทำให้ลดความชื้นภายในห้อง
:
โหมดพัดลม (Fan Mode) - การทำงานคือ จะทำให้เกิดลมธรรมดาที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการทำความเย็น
:
ในฤดูร้อนแบบนี้ การเปิดแอร์ผิดโหมดยังไงก็ไม่เย็นแน่ หากเราต้องการให้ห้องมีอากาศเย็นสบายต้องใช้งานโหมด Cool เท่านั้น และอย่าลืมล้างทำความสะอาดแอร์อย่างสม่ำเสมอนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-05-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4475</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1684079173.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="509"><Nid>4474</Nid><title>น้ำตกพลาสมา ม่านเพลิงที่งดงามบนดวงอาทิตย์</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c9egd9y054ko</source><detail>น้ำตกพลาสมา ม่านเพลิงที่งดงามบนดวงอาทิตย์
:
เมื่อไม่นานมานี้ได้เกิดปรากฏการณ์ “น้ำตกพลาสมา” (Plasma wWaterfall) หรือพวยก๊าซมีประจุไฟฟ้าที่พุ่งขึ้นไปในห้วงอวกาศราว 100,000 กิโลเมตร ก่อนจะตกกลับลงมาเป็นม่านเพลิงที่งดงาม
:
อันที่จริงแล้ว ปรากฏการณ์ทางดาราศาตร์นี้ เรียกว่า Polar Crown Prominence หรือการปะทุพวยพุ่งของพลาสมา ตรงบริเวณส่วนยอดของขั้วเหนือและขั้วใต้ของดวงอาทิตย์
:
การเกิดน้ำตกพลาสมาในครั้งนี้บ่งชี้ว่า ดวงอาทิตย์กำลังเข้าใกล้ระยะที่มีความเคลื่อนไหวด้านพลังงานสูงสุดในรอบ 11 ปี ตามวัฏจักรสุริยะ (Solar Cycle) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในรอบที่ 25 นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-05-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4474</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1684079128.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="510"><Nid>4472</Nid><title>ทำความรู้จักก่อนลอง ซีอิ๊วผสมโซดา</title><source>https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info491_food2/</source><detail>การดื่ม “อิ๊วโซดา” ควรระวังปริมาณโซเดียมและน้ำตาล เกินกว่าที่ร่างกายควรได้รับ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ใน 1 วัน

โซเดียมไม่เกิน 2000 มิลลิกรัม เท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา หรือซีอิ๊ว 6 ช้อนชา
ผู้ที่มีภาวะอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือไตเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยง
</detail><keywords>ซีอิ๊ว, อิ๊วโซดา, อิ๊วผสมโซดา, โซเดียม, โซเดียมสูง</keywords><date>2023-05-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4472</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1683681567.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1683681567_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1683681567_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1683681567_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1683681567_3.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="511"><Nid>4470</Nid><title>รวม 5 คำต้องห้ามที่ห้ามพูดในสนามบินเด็ดขาด</title><source>https://www.sanook.com/campus/1390645</source><detail>รวม 5 คำต้องห้ามที่ห้ามพูดในสนามบินเด็ดขาด
:
เครื่องบินคืออีกหนึ่งการคมนาคมอีกหนึ่งชนิดที่ผู้คนนิยมเลือกใช้กัน และมีความเข้มงวดมากเป็นพิเศษ จนบางคำหากพูดในสนามบิน อาจเกิดเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาเลยก็ได้ จะมีคำต้องห้ามอะไรบ้าง เรามาดูกัน
:
ระเบิด - เป็นกฎของสากลทั่วโลก หากพูดคำนี้ออกมาต่อหน้าเจ้าหน้าที่จะกลายเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินในทันที เราสามารถถูกจับกุมเพื่อทำการสอบสวน หรือหากพูดในขณะบินกัปตันจะสามารถมีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจพาผู้โดยสารทั้งหมดบินลงไปยังสนามบินที่ใกล้ที่สุดได้เลย
:
อาวุธและวัตถุอันตราย - ปืนหรือมีดก็อันตรายไม่แพ้กัน หากมีการพูดขึ้นมา เจ้าหน้าที่อาจจะดำเนินการในฐานะบุคคลต้องสงสัยได้ทันที
:
การก่อการร้าย - การก่อการร้ายไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาพูดเล่นๆ เนื่องจากโลกเคยมีบทเรียนกับเหตุการณ์ 911 หากเผลอพูดไปอาจถูกรวบตัวกลางสนามบินได้
:
โรคระบาดร้ายแรง - โดยเฉพาะโรคที่สามารถติดต่อได้ทางอากาศได้ คุณอาจถูกส่งไปตรวจที่โรงพยาลและตกเครื่องไปโดยปริยาย
:
คำหยาบคาย - หากพูดคำหยาบคายจนก่อความรำคาญ หรือทำให้รู้สึกไม่สบายใจกับผู้โดยสารท่านอื่น คุณอาจจะถูกกักตัวให้ไปสงบสติอารมณ์ได้
:
คำพูดทั้งหมดที่เรายกตัวอย่างในวันนี้ ถือว่าเป็นคำต้องห้ามที่เข้มงวดเมื่ออยู่ในสนามบิน ไม่ว่าจะพูดจริงจังหรือพูดแค่เล่นๆ ก็ตาม ดังนั้นหากเพื่อนๆ ไม่อยากมีปัญหาจนเป็นเหตุให้ต้องพลาดเที่ยวบิน ก็อย่าเผลอพูดคำเหล่านี้ออกมานะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-05-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4470</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1683610308.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="512"><Nid>4469</Nid><title>อุณหภูมิของมหาสมุทรทั่วโลกร้อนสูงสุดเป็นประวัติการณ์</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c6plym805d2o</source><detail>อุณหภูมิของมหาสมุทรทั่วโลกร้อนสูงสุดเป็นประวัติการณ์
:
อากาศร้อนไม่ได้มีแค่ในประเทศไทย เพราะเมื่อช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ดาวเทียมได้บันทึกค่าความร้อนเฉลี่ยที่ผิวน้ำทะเล พบว่าร้อนขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับทำลายสถิติที่ 21.10 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการทำลายสถิติเมื่อปี 2016 ซึ่งวัดระดับอุณหภูมิผิวน้ำสูงสุดได้โดยเฉลี่ยที่ 21.00 องศาเซลเซียส
:
โดยสาเหตุหลักๆน่าจะมาจาก 2 เหตุการณ์ด้วยกัน นั้นคือภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเมื่อช่วงมีนาคมที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ลานีญา 3 ปีซ้อนได้สิ้นสุดลง ทำให้ไม่มีสภาพอากาศหนาวเย็นและฝนตกชุกในแถบแปซิฟิกมาคอยทำหน้าที่ลดระดับอุณหภูมิบริเวณผิวน้ำทะเลลง
:
การที่น้ำในมหาสมุทรร้อนขึ้นแบบนี้ ทำให้สิ่งมีชีวิตในท้องทะเลหลายชนิดพันธุ์ไม่อาจทานทนได้ ตัวอย่างเช่น การเกิดปะการังฟอกขาว ซึ่งส่งผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อแหล่งอาหารและสถานที่อนุบาลลูกอ่อนของเหล่าสัตว์น้ำนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-05-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4469</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1683610257.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="513"><Nid>4467</Nid><title>แพนด้า จากอดีตสัตว์ที่ถูกไล่ล่า สู่ขวัญใจมหาชน</title><source>https://www.sanook.com/travel/1437423</source><detail>แพนด้า จากอดีตสัตว์ที่ถูกไล่ล่า สู่ขวัญใจมหาชน
:
ใครจะเชื่อว่าก่อนจะเป็น ‘แพนด้า’ ขวัญใจมหาชนแบบทุกวันนี้ เมื่อก่อนแพนด้าเคยถูกไล่ล่าจนเกือบสูญพันธุ์
:
เรื่องราวเริ่มต้นจาก อาร์มองด์ ดาวิด มิชชันนารีฝรั่งเศสซึ่งทำงานในประเทศจีน มีงานอดิเรกเป็นนักสำรวจธรรมชาติ ชอบเก็บตัวอย่างพืชและสัตว์แปลกๆ ส่งไปประเทศของตน
:
ในปี ค.ศ. 1869 เขาได้เห็นหนังแพนด้าในบ้านนายพรานท้องถิ่น จึงจ้างพรานล่า แพนด้าได้ 1 ตัว และได้ทำการชำแหละซากและหนังกับกระดูกแพนด้ากลับไปยังพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาในปารีส พร้อมแนบจดหมายว่า “สัตว์นี้เป็นหมีสีขาวดำที่วิเศษสุด” เป็นเหตุให้ชาวตะวันตกคลั่งไคล้แพนด้าและตามกันออกล่า ส่วนชาวบ้านในจีนเองก็ออกตามล่าเพื่อขายหนังแพนด้าให้กับชาวตะวันตกเช่นกัน
:
จนปี ค.ศ. 1962 จีนได้ออกกฎหมายห้ามล่าแพนด้า และกรมป่าไม้ของจีนก็สนับสนุนให้สร้างเขตอนุรักษ์แพนด้ามากกว่า 60 แห่ง
:
สำหรับชาวจีน แพนด้าถือว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของชาติ และมักใช้ทำหน้าที่ทูตสื่อสัมพันธ์มาเนิ่นนาน เช่น ช่วงช่วงกับหลินฮุ่ย ที่ถูกส่งมาประเทศไทยในฐานะทูตสันถวไมตรีไทย-จีน ถึงแม้ว่าทั้งสองตัวจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่เชื่อว่าความน่ารักของแพนด้าทั้งสองจะอยู่ในใจคนไทยไปตลอดแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-05-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4467</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1683510441.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="514"><Nid>4466</Nid><title>5 ผลไม้น้ำตาลต่ำ ผู้ป่วยเบาหวานสามารถกินได้</title><source>https://www.sanook.com/health/4245</source><detail>5 ผลไม้น้ำตาลต่ำ ผู้ป่วยเบาหวานสามารถกินได้
:
ผู้ป่วยเบาหวานต้องควบคุมปริมาณน้ำตาลในอาหารต่างๆ ที่กินเข้าไป และแน่นอนว่าผลไม้หลายชนิดเองก็มีปริมาณน้ำตาลที่สูงปรี๊ด แต่วันนี้เราจะพาไปดู 5 ผลไม้น้ำตาลต่ำ ผู้ป่วยเบาหวานกินได้
:
1. แอปเปิ้ล - ช่วยดักจับไขมัน ลดระดับน้ำตาล ลดไขมันในเลือด และยังไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
:
2. ฝรั่ง - มีรสหวานน้อย และมีเส้นใยสูง ปริมาณแคลอรี่ต่ำ
:
3. กล้วย - ช่วยควบคุมน้ำตาลในกระแสเลือดได้ เพราะการดูดซึมน้ำตาลเป็นไปอย่างช้าๆ
:
4. แก้วมังกร - มีเส้นใยสูง แคลอรี่ต่ำ และยังมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคเบาหวาน
:
5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ - อุดมไปด้วยวิตามิน ไฟเบอร์ และสารต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังสามารถลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคเบาหวานได้อีกด้วย
:
นอกจากจะเป็นผลไม้ที่แนะนำสำหรับผู้ป่วยเบาหวานแล้ว คนที่กำลังลดน้ำหนักหรืออยากลดน้ำตาลก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-05-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4466</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1683510376.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="515"><Nid>4465</Nid><title>พบกาแล็กซี่โบราณที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cx85rxvyl9jo</source><detail>พบกาแล็กซี่โบราณที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ
:
มีการค้นพบแกแล็กซี่โบราณทั้งหมด 4 แห่ง อยู่ห่างจากโลกกว่า 13,000 ล้านปีแสง เป็นกาแล็กซี่ที่ถือกำเนิดในยุคที่เอกภพเพิ่งเริ่มขยายตัว
:
ดาวฤกษ์ของกาแล็กซี่โบราณทั้ง 4 แห่ง ยังไม่มีองค์ประกอบเป็นธาตุหนักหรือแร่ธาตุที่มีโครงสร้างซับซ้อน แต่ถือกำเนิดขึ้นมาจากอะตอมของไฮโดรเจนและฮีเลียม ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในจักรวาลยุคแรกเริ่ม และพบว่ากาแล็กซีดังกล่าวมีอัตราการก่อกำเนิดดาวฤกษ์สูงมาก เพราะสภาพการณ์ที่ว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในยุคที่จักรวาลยังมีอายุน้อย
:
การค้นพบในครั้งนี้ ช่วยยืนยันว่ากาแล็กซี่ในยุคกำเนิดจักรวาลมีการเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าที่นักดาราศาสตร์เคยคาดการณ์เอาไว้มาก ซึ่งชี้ว่าพวกมันอาจถือกำเนิดขึ้นก่อนช่วงเวลาที่เคยประมาณการไว้หลายล้านปีก็เป็นได้
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-05-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4465</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1683510336.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="516"><Nid>4464</Nid><title>โลกเคยมีฝนตกกระหน่ำลงมาไม่หยุดนานถึง 2 ล้านปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cz9jr9l94mzo</source><detail>โลกเคยมีฝนตกกระหน่ำลงมาไม่หยุดนานถึง 2 ล้านปี
:
โลกของเราในอดีตเมื่อราวๆ 234 ล้านปีก่อน ได้เกิดเหตุการณ์ที่ฝนเทกระหน่ำลงมาไม่หยุดติดต่อกันยาวนานถึง 2 ล้านปี ซึ่งเรียกว่า “เหตุฝนตกในช่วงอายุคาร์เนียน” ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายของยุคไทรแอสซิก (Triassic period)
:
สาเหตุน่าจะมาจากภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ ซึ่งเริ่มปะทุขึ้นเมื่อช่วง 1 ล้านปีก่อนฝนตกหนัก และได้ปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ จนเร่งให้วัฏจักรของน้ำหมุนเวียนอย่างรวดเร็วขึ้น
:
เหตุการณ์ในครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ในยุคไทรแอสซิก เช่น พืชทะเลทรายที่ส่วนใหญ่มีลำต้นเตี้ยติดดินได้สูญพันธุ์ไป รวมถึงไดโนเสาร์สายพันธุ์ที่ไม่สามารถยืน 2 ขาได้ ต้องขาดอาหารจนล้มตายไป
:
แต่เมื่อภูเขาไฟหยุดปะทุ โลกเริ่มปรับสมดุลด้วยการดูดซับคาร์บอนส่วนเกินในบรรยากาศกลับไปเก็บสะสมในชั้นหินปูน ป่าไม้ และมหาสมุทร จึงทำให้ฝนที่ตกหนักมานานหยุดไปได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-05-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4464</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1683510301.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="517"><Nid>4458</Nid><title>อันตรายจาก Cyanide</title><source>ที่มา: https://www.pobpad.com/cyanide-สารอันตราย-ความเสี่ยง-แ</source><detail>Cyanide หรือไซยาไนด์ คือ สารเคมีอันตรายที่ออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเข้าสู่ร่างกายอาจเข้าไปยับยั้งการทำงานของเซลล์จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ไซยาไนด์เป็นสารเคมีที่มีพันธะคาร์บอนไนโตรเจน (CN) มักนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกระดาษ สิ่งทอ และพลาสติก สามารถปนเปื้อนได้ทั้งในอากาศ ดิน น้ำ และอาหาร Cyanide สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยพบในพืชบางชนิด อย่างอัลมอนด์ แอปเปิล และยังเกิดได้จากกระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายมนุษย์  อย่างไรก็ตาม Cyanide ปริมาณเพียงเล็กน้อยที่พบในพืชและกระบวนการเผาผลาญนั้นไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต

อันตรายจาก Cyanide

Cyanide สามารเข้าสู่ร่างกายได้หลายวิธี ในเบื้องต้นอาจทำให้เกิดอาการ เช่น ระคายเคืองบริเวณที่สัมผัสอย่างผิวหนังหรือดวงตา ร่างกายอ่อนแรง เวียนศีรษะ คลื่นไส้ หายใจติดขัด หมดสติ และหัวใจหยุดเต้น เป็นต้น โดยความรุนแรงของอาการนั้นอาจขึ้นอยู่กับชนิดของ Cyanide ปริมาณ และระยะเวลาในการได้รับ

โดยผลกระทบจากการได้รับ Cyanide อาจแบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้

ภาวะเป็นพิษจาก Cyanide แบบเฉียบพลัน เป็นอาการที่พบได้ยาก เกิดขึ้นในทันที อาจทำให้เกิดอาการ เช่น หายใจติดขัด เลือดไหลเวียนผิดปกติ ภาวะหัวใจหยุดเต้น สมองบวม ชัก และหมดสติ เป็นต้น

ภาวะเป็นพิษจาก Cyanide แบบเรื้อรัง เกิดจากการได้รับ Cyanide ปริมาณเล็กน้อยต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ในเบื้องต้นอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน เกิดผื่นแดง และอาจมีอาการอื่น ๆ เกิดขึ้นตามมา เช่น รูม่านตาขยาย ตัวเย็น อ่อนแรง หายใจช้า เป็นต้น นอกจากนี้ หากไม่ได้รับการรักษาเป็นเวลานาน อาจทำให้หัวใจเต้นช้าหรือเต้นผิดปกติ ผิวหนังบริเวณใบหน้าและแขนขากลายเป็นสีม่วง โคม่า และเสียชีวิตในที่สุด

หากสัมผัสกับ Cyanide ควรรับมืออย่างไร ?

Cyanide เป็นสารเคมีอันตราย หากสัมผัสกับสารชนิดนี้ควรรีบลดปริมาณสารดังกล่าวให้ได้มากที่สุด ซึ่งวิธีการรับมือกับ Cyanide อาจทำได้ ดังนี้

การสัมผัสทางผิวหนัง หากร่างกายสัมผัสกับ Cyanide ให้ถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนออกด้วยการใช้กรรไกรตัดเสื้อผ้าออกเป็นชิ้น ๆ และนำออกจากลำตัว โดยวิธีนี้จะช่วยให้เสื้อผ้าที่ปนเปื้อน Cyanide ไม่ไปสัมผัสกับผิวหนังส่วนอื่น เช่น ศีรษะ และไม่ควรให้ผู้อื่นสัมผัสร่างกายหรือเสื้อผ้าโดยตรงเพราะอาจได้รับพิษจาก Cyanide ไปด้วย จากนั้นจึงทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำและสบู่เพื่อลดปริมาณสารพิษให้ได้มากที่สุด ก่อนรีบนำส่งโรงพยาบาล

การสูดดมและรับประทาน หากสูดดมอากาศที่มี Cyanide ปนเปื้อนควรออกจากพื้นที่บริเวณนั้น หากไม่สามารถออกจากสถานที่ได้ควรก้มต่ำลงบนพื้น ในกรณีที่ผู้ป่วยหายใจลำบากหรือหยุดหายใจ ต้องทำ CPR เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นและรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ห้ามใช้วิธีเป่าปากหรือวิธีผายปอดเพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับพิษ

การสัมผัสทางดวงตา ควรถอดแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ออก จากนั้นให้ใช้น้ำสะอาดล้างตาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 10 นาที และไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจ
</detail><keywords>สารอันตราย, cyanide, ไซยาไนด์, สารเคมี, สารพิษ</keywords><date>2023-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4458</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1682574870.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1682574870_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1682574870_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1682574870_2.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="518"><Nid>4455</Nid><title>ประจำเดือนควรมีลักษณะแบบไหน ถึงจะบ่งบอกได้ว่าสุขภาพปกติดี</title><source>https://www.sanook.com/health/17881</source><detail>ประจำเดือนควรมีลักษณะแบบไหน ถึงจะบ่งบอกได้ว่าสุขภาพปกติดี
:
เพื่อนๆ รู้ไหมว่าเราสามารถสังเกตประจำเดือนของเรา เพื่อตรวจหาความผิดปกติของสุขภาพเราได้ทุกเดือน โดยเฉพาะการทำงานของระบบสืบพันธุ์และมดลูก
:
“ประจำเดือน” ที่ปกติ ควรมีลักษณะอย่างไร
เลือด - ต้องเป็นสีแดงธรรมดา ไม่มีการแข็งตัวหรือเป็นลิ่ม
ปริมาณของเลือด - ปริมาณของเลือดควรจะอยู่ที่ 30 - 80 มิลลิลิตรต่อรอบเดือน หรือให้สังเกตว่า ปริมาณเลือดระหว่างครั้งนี้กับครั้งที่แล้ว ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดหรือไม่
ระยะเวลา - ระยะเวลาในการมีประจำเดือน ควรอยู่ในระหว่าง 3 - 7 วัน
ระยะห่างของรอบเดือน - นับจากวันแรกของเดือนที่ประจำเดือนมา ไปจนถึงวันแรกของรอบเดือนหน้า โดยเฉลี่ยสำหรับคนทั่วไปอยู่ที่ 28 วัน
อาการข้างเคียง - อาจเกิดอาการท้องอืด ตัวบวม คัดเต้านม หรือปวดหลัง บางคนมีอาการไมเกรนร่วมด้วย ถ้าคนเคยมีอาการเหล่านี้อยู่แล้วถือว่าเป็นปกติ แต่หากไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วมาเป็นภายหลัง ควรปรึกษาแพทย์
:
นี่เป็นเพียงการตรวจเบื้องต้นผ่านประจำเดือนเท่านั้น ทำให้เราสามารถสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติได้รวดเร็ว แต่ก็ควรตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเพื่อรับการวินิจฉัยอย่างละเอียดด้วยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4455</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1682531357.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="519"><Nid>4453</Nid><title>สร้างเพชรจากอากาศพิษด้วยเวลาเพียง 3 สัปดาห์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-65031155</source><detail>สร้างเพชรจากอากาศพิษด้วยเวลาเพียง 3 สัปดาห์
:
ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าปัจจุบันโลกต้องเจอกับสภาวะเรือนกระจก เนื่องจากอุตสาหกรรมมีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์เข้าสู่ชั้นบรรยากาศ แต่รู้ไหมว่ามีเทคโนโลยีที่สามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซต์ในอากาศ และเปลี่ยนเป็นเพชรมูลค่าสูงได้
:
เทคโนโลยีดังกล่าวคือ Direct Air Capture (DAC) มีจุดประสงค์เพื่อต้องการดักจับหรือดึงเอาก๊าซเรือนกระจกมาใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม สกัดเอาคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศรอบตัวเรามาผลิตสินค้าต่างๆ หลากชนิด
:
บริษัทหนึ่งในนิวยอร์ก ใช้เครื่องดูดสูญญากาศขนาดยักษ์ดูดเอามวลอากาศเข้ามา โดยมีตัวกรองที่ใช้ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์และสารมลพิษอื่นๆ เอาไว้ และจะถูกส่งไปยังโรงงานเพื่อเปลี่ยนเป็นมีเทน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์เพชรนั่นเอง
:
ต่อจากนั้นจะใช้เตาปฏิกรณ์ให้ความร้อนและแรงดันสูงบีบอัดมีเทน เพื่อให้ผลึกของเพชรเติบโตขึ้นมา โดยกระบวนการนี้จะใช้เวลาเพียง 3-4 สัปดาห์ แทนที่จะเป็นหลายล้านปีเหมือนกระบวนการทางธรณีวิทยาในธรรมชาติ
:
นอกจากนี้ยังสามารถประยุกต์ใช้ผลิตสินค้าได้หลากหลายประเภท แต่เทคโนโลยี DAC นั้นยังใหม่อยู่มาก ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง จึงยังไม่เป็นที่นิยม และยังต้องมีการพัฒนากันอีกยาวนานเลยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-04-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4453</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1682324452.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="520"><Nid>4452</Nid><title>โลกเสี่ยงโดนดาวเคราะห์ชนในอีก 23 ปีข้างหน้า</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c10el5qyvzvo</source><detail>โลกเสี่ยงโดนดาวเคราะห์ชนในอีก 23 ปีข้างหน้า
:
ดาวเคราะห์น้อย 2023 DW เป็นวัตถุอวกาศชิ้นเดียวที่ถูกจัดว่าเป็นอันตรายต่อโลกในระดับ 1 ตามมาตรวัดอันตรายจากการชนปะทะทอริโน (สูงสุด 10 ระดับ)
:
องค์กรนาซ่าเผยว่า แม้ความอันตรายจะอยู่ที่ระดับ 1 ซึ่งมีโอกาสน้อยที่จะพุ่งชนโลก แต่ตัวนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลง เมื่อคำนวณเพิ่มเติมในระยะยาวหลายปีข้างหน้า
:
ผลการคำนวณชี้ว่า ดาวเคราะห์น้อยนี้จะเฉียดเข้าใกล้โลกทั้งหมด 10 ครั้ง ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 2046 – 2054 โดยจะเฉียดเข้าใกล้โลกมากที่สุดในวันที่ 14 ก.พ. 2046 ที่ระยะห่าง 1.8 ล้านกิโลเมตร
:
แต่ไม่ต้องเป็นกังวลไปนะครับ เพราะองค์กรนาซ่าได้แถลงว่า พวกเขากำลังจัดเตรียมภารกิจ DART ซึ่งสามารถใช้จรวดยิงสกัดดาวเคราะห์น้อยให้เบี่ยงทิศทางการโคจร จนพ้นไปจากแนวที่เสี่ยงจะชนเข้ากับโลกได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-04-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4452</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1682324417.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="521"><Nid>4443</Nid><title>ทำความรู้จัก Fluid Sex ความลื่นไหลทางเพศที่อิสระ</title><source>https://www.dek-d.com/loveroom/61064</source><detail>ทำความรู้จัก Fluid Sex ความลื่นไหลทางเพศที่อิสระ
:
ในปัจจุบันที่โลกของเราเปิดกว้างเรื่องเพศมากขึ้น จนเกิดเป็นเพศทางเลือกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น LGBTQ+ หรือเพศอะไรก็ตามแต่ ยังมีอีกหลายคนที่คิดว่าเราก็ยังไม่ใช่เพศนั้นๆ
:
ยกตัวอย่างเช่น คำนิยามของ ‘ทอม’ ต้องเป็นผู้หญิงตัดผมสั้น มีนิสัยห้าวเหมือนผู้ชาย และสนใจในเพศหญิง แต่หากเราเป็นผู้หญิงที่ตัดผมสั้น มีนิสัยห้าวเหมือนชาย แต่ชอบแต่งหน้า และมีความสนใจหญิงข้ามเพศล่ะ เราจะใช่ทอมหรือเปล่า?
:
ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเพศชาย-หญิง หรือ LGBTQ+ ก็จะถูกกำหนดโดยสังคมว่าจะต้องเป็นแบบนั้น ชอบแบบนี้ แต่จริงๆ แล้ว มีอีกเพศหนึ่งที่เรียกว่า Fluid Sex
:
Fluid Sex คือ ความลื่นไหลทางเพศ การที่รสนิยมทางเพศไม่ได้เหมือนเดิมถาวร ความรู้สึกชอบเพศใดเพศหนึ่งไม่สม่ำเสมอ ไม่แน่นอน สามารถเปลี่ยนแปลงได้เรื่อย ๆ
:
ในยุคนี้ ไม่ว่าเราจะเป็นเพศไหน มีรสนิยมแบบไหน ไม่ใช่เรื่องผิดแปลกใดๆ อีกต่อไป ไม่ต้องรู้สึกผิด สามารถแสดงออกได้อย่างเต็มที่ ขอเพียงยอมรับตนเอง เคารพผู้อื่น และให้เกียรติกันและกัน เท่านี้ก็อยู่ในสังคมที่มีความแตกต่างหลายหลายได้อย่างมีความสุขแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-04-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4443</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1681723251.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="522"><Nid>4442</Nid><title>Earworm อาการเพลงติดหู ใครก็ได้ช่วยเอาออกไปที</title><source>https://www.sanook.com/campus/1414279</source><detail>Earworm อาการเพลงติดหู ใครก็ได้ช่วยเอาออกไปที
:
เพื่อนๆ หลายคนคงผ่านประสบการณ์ มีเพลงติดหู วนหลอนอยู่ในหัวหรือในหูไปทั้งวัน หากเกิดอาการแบบนี้ จะต้องแก้ยังไง วันนี้เรามาลบเพลงออกไปจากหูกัน
:
Earworm หรือ เอียร์เวิร์ม มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการคือ Involuntary Musical Imagery (INMI) คือ อาการที่มีเพลงสักท่อนติดอยู่ในหัวเรา วนไปวนมา แล้วเราจะพยายามลบออกไปจากหัวก็ทำไม่ค่อยจะได้
:
จากการทดลองพบว่า อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้กับกลุ่มคนที่มีความจำดี มีอาการย้ำคิดย้ำทำ หรือมีความ Sensitive ที่ค่อนข้างสูง
:
แล้วถ้าหากอยากลบเพลงออกจากหู ต้องทำยังไง?
- หากเพลงหรือท่อนไหนติดอยู่ในหัว ลองร้องให้จบเพลงหรือฟังให้จบเพลงไปเล
- เคี้ยวหมากฝรั่ง
- ทำกิจกรรมที่ต้องใช้ความคิด
- คุยกับใครสักคน
- ปล่อยไปเดี๋ยวก็หายเอง
:
แต่หากใครทำแล้วไม่หาย ก็ไม่ต้องเป็นกังเวลหรือพยายามมากเกินไปนะครับ เพราะอาการนี้ไม่ได้มีอันตรายใดๆ ปล่อยเอาไว้สักพักก็จะหายไปเอง เพื่อนๆ คนไหนเคยเจอเพลงที่ลบจากหูไม่ออกบ้าง มาแชร์กันได้ในคอมเมนต์เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-04-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4442</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1681723215.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="523"><Nid>4441</Nid><title>เคล็ดลับปลูกผักแบบไม่ใช้ดิน แต่ได้ความกรอบ อร่อย และไม่ขม</title><source>https://home.kapook.com/view266976.html</source><detail>เคล็ดลับปลูกผักแบบไม่ใช้ดิน แต่ได้ความกรอบ อร่อย และไม่ขม
:
การปลูกผักไม่ใช้ดิน คือ การปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์ หรือการปลูกผักที่ใช้แต่น้ำนั่นเอง บางคนปลูกแล้วอาจเคยเจอปัญหาผักมีรสขม วันนี้เรามาดูสาเหตุและวิธีแก้กัน
:
ทำไมผักที่ปลูกถึงมีรสขม?
- เก็บก่อนหรือเกินอายุ
- เก็บผักตอนมีแดด เนื่องจากมียางค่อนข้างมาก ทำให้เกิดขม ดังนั้นควรเก็บผักเฉพาะในช่วงเช้าหรือเย็น
- ปุ๋ยเข้มข้นตอนช่วงใกล้เก็บ วิธีสังเกตคือ ยิ่งยางเยอะ ยิ่งขม
:
แล้วควรเก็บผักยังไงไม่ให้ขม?
- เก็บตามอายุ 38-45 วัน
- เก็บผักตอนเช้าตรู่กับช่วงเย็น
- แช่น้ำก่อนแพ็กเก็บประมาณ 30 นาที
:
เพียงเท่านี้ เพื่อนๆ ก็ได้ผักไฮโดรโปรนิกส์ที่กรอบ อร่อย และไม่ขม เอาไว้ทานหรือจะเอาไว้ขายก็ยังได้ หากทำแล้วได้ผลยังไง มาแชร์กันที่ใต้คอมเมนต์นี้ได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-04-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4441</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1681723179.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="524"><Nid>4438</Nid><title>ใช้ถุงพลาสติกผิดประเภท…เสี่ยงมะเร็ง</title><source>https://multimedia.anamai.moph.go.th/help-knowledgs/plastic-bag/</source><detail>ทุกวันนี้…อาหารปรุงสำเร็จที่วางขายกัน ส่วนใหญ่มักใช้ถุงพลาสติกบรรจุอาหารทั้งร้อน และเย็นกันแทบทั้งนั้นแต่ยิ่งสะดวกเท่าไหร่ บางครั้งก็ต้องระวัง ให้มากขึ้นด้วย เพราะแม่ค้าหรือผู้ซื้อบางราย

ยังไม่ทราบถึงคุณสมบัติที่แตกต่างกันของถุงพลาสติกแต่ละชนิดซึ่งถุงพลาสติกที่ใช้กันโดยทั่วไปมี 3 ประเภท ด้วยกัน คือ

ถุงร้อน มีลักษณะใสมาก และมีความกระด้าง กว่าถุงเย็น ไม่ยืดหยุ่น สามารถบรรจุของร้อนและ อาหารที่มีไขมัน เพราะทนความร้อนได้ถึงจุดน้ำเดือด (100 องศาเซลเซียส) บางชนิดทนร้อนได้ถึง 120 องศาเซลเซียส

ถุงเย็น มีลักษณะค่อนข้างใส นิ่ม ยืดหยุ่น พอสมควร ใช้บรรจุของทั่วไป อาหารแช่แข็ง สามารถทนความเย็นได้ถึง -70 องศาเซลเซียส แต่ทนความร้อน ได้ไม่มากนัก

ถุงหิ้วหรือถุงก๊อบแก๊บ ไม่ปลอดภัยสำหรับ บรรจุอาหารที่เนื้ออาหารสัมผัสกับถุงโดยตรง โดยเฉพาะอาหารร้อนหรืออาหารที่มีไขมัน เช่น กล้วยแขก ปาท่องโก๋ แม้จะมีกระดาษขาววาง รองก้นถุงก็ตาม และห้ามนำถุงประเภทรีไซเคิลหรือ ถุงก๊อบแก๊บที่มีสีเข้มมาใช้กับอาหารหากนำถุงพลาสติกแต่ละประเภทมาใช้ ไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้อาหารที่บรรจุนั้นไม่ปลอดภัย และอาจมีการปนเปื้อนของสารที่เป็นอันตราย จากพลาสติกสู่อาหาร โดยจะค่อยๆ สะสมในร่างกาย ทีละน้อยๆ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้

เพื่อความปลอดภัย…ก่อนบรรจุอาหาร ทุกครั้งอย่าลืมใส่ใจและเลือกใช้ถุงพลาสติก ให้ถูกประเภท
</detail><keywords>พลาสติก, ประเภทพลาสติก, ใช้พลาสติกผิดประเภท, ถุงร้อน, ถุงเย็น</keywords><date>2023-04-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4438</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1681194344.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1681194344_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1681194344_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1681194344_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1681194344_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1681194344_4.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ชีวภาพ</category></row>
<row _id="525"><Nid>4436</Nid><title>ฮีตสโตรก อันตรายถึงชีวิต ร้อนนี้ต้องระวัง</title><source>https://www.sanook.com/health/27661</source><detail>ฮีตสโตรก อันตรายถึงชีวิต ร้อนนี้ต้องระวัง
:
ช่วงนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้สภาพอากาศโดยทั่วไปมีอุณหภูมิสูงขึ้นในหลายพื้นที่ และจากอากาศร้อนนี้ เป็นปัจจัยทำให้เกิดอาการ ฮีตสโตรก (Heat Stroke) ภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนภายในร่างกายจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดได้
:
ฮีตสโตรกมีอากาศสำคัญๆดังนี้
- ตัวร้อน อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิน 40 องศาเซลเซียส
- หน้ามืด
- เพ้อ กระสับกระส่าย มึนงง
- หายใจเร็ว หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ชัก เกร็ง ช็อกจนหมดสติ
ซึ่งหากไม่ได้รับการช่วยเหลือได้ทันเวลา อาจทำให้เสียชีวิตได้
:
วิธีลดความเสี่ยงภาวะฮีตสโตรก
1. ใส่เสื้อผ้าสีอ่อน เลี่ยงเสื้อผ้าสีเข้มที่สะสมความร้อน
2. ควรอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
3. ลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง
4. ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ
5. อย่าทิ้งเด็ก ผู้สูงอายุ หรือสัตว์เลี้ยงไว้ในรถที่จอดไว้กลางแจ้ง
:
แต่ถ้าเพื่อนๆ เจอผู้ที่กำลังมีอาการฮีตสโตรก สามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ โดยให้ดื่มน้ำเย็นและเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น และให้อยู่ในที่ระบายอากาศที่ดี ถ้ามีอาการรุนแรงหรือหมดสติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-04-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4436</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1681104522.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="526"><Nid>4435</Nid><title>ทำความรู้จัก หลุมดำมวลอภิมหายิ่งยวด</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cl46n75jg8do</source><detail>ทำความรู้จัก หลุมดำมวลอภิมหายิ่งยวด
:
หลุมดำมวลอภิมหายิ่งยวด (Ultramassive Black Hole) มีมวลระดับกว่า 10,000 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์ จัดว่าเป็นวัตถุอวกาศที่มีมวลมากที่สุดในจักรวาล แต่ก็เป็นวัตถุลึกลับที่หาพบได้ยากด้วยเช่นกัน
:
นักวิจัยเผยผลการศึกษา พบว่า หลุมดำมวลอภิมหายิ่งยวดนั้น สามารถจะเกิดขึ้นได้ในสภาพการณ์พิเศษ โดยจะต้องมีการรวมตัวของ 3 กาแล็กซีขนาดใหญ่ ซึ่งแต่ละแห่งมีเควซาร์ (Quasar) หรือหลุมดำมวลยิ่งยวดที่ส่องแสงสว่างเจิดจ้าเป็นของตนเองอยู่ก่อนแล้ว
:
สภาพการณ์พิเศษที่ดาราจักรขนาดใหญ่ถึง 3 แห่งรวมตัวกันนั้น เกิดขึ้นได้ยากมาก จึงเป็นเหตุทำให้หลุมดำมวลอภิมหายิ่งยวดกลายเป็นสิ่งลึกลับที่หาพบได้ยากตามไปด้วยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-04-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4435</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1681104445.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="527"><Nid>4434</Nid><title>ทำไมโลกถึงสว่างทั้งใบเมื่อมองมาจากอวกาศ</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cv2vye0egnro</source><detail>ทำไมโลกถึงสว่างทั้งใบเมื่อมองมาจากอวกาศ
:
ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีการส่งดาวเทียมขึ้นไปบนอวกาศ ก็มีคำถามตลอดว่า เหตุใดโลกทั้งใบจึงดูสว่างจ้าเท่ากันทั้งหมดเมื่อมองมาจากภายนอก ทั้งที่จริงแล้ว ผืนดินและผืนน้ำหลายแห่งบนโลกน่าจะสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ไม่เท่ากัน
:
พื้นที่ซีกโลกใต้ที่ควรจะปรากฏเป็นเงาดำมืดเมื่อมองจากห้วงอวกาศ เพราะเต็มไปด้วยมหาสมุทรที่ดูดซับแสงอาทิตย์ แต่กลับสว่างเมื่อมองจากนอกโลก
:
จากผลวิจัยสามารถไขคำตอบได้แล้ว เป็นเพราะรูปแบบการก่อตัวของกลุ่มเมฆจากพายุไซโคลนตามจุดต่างๆ ในมหาสมุทรของซีกโลกใต้ สามารถเพิ่มการสะท้อนแสงอาทิตย์จากผืนน้ำให้มากขึ้น จนมีความสว่างเทียลเท่าบริเวณซีกโลกเหนือที่ส่วนใหญ่เป็นผืนแผ่นดินได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-04-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4434</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1681104332.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="528"><Nid>4427</Nid><title>การทักทายด้วยคำว่า “สวัสดี” มีที่มาอย่างไร</title><source>https://www.sanook.com/campus/1414491</source><detail>การทักทายด้วยคำว่า “สวัสดี” มีที่มาอย่างไร
:
สิ่งที่คนไทยทำกันเคยชิน คือ การทักทายพร้อมกล่าวคำว่า ‘สวัสดี’ ในวันนี้เราจะไปดูประวัติเกี่ยวกับคำๆ นี้กัน
:
สวัสดี เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ขอความดีความงามจงมี (แก่ท่าน)
:
ในจารึกวัดพระเสด็จและในไตรภูมิพระร่วง กล่าวให้พรผู้รักษาเบญจศีลว่า ‘ให้จำเริญสวัสดีทุกๆ ชาติแล’ ซึ่งคำว่า ‘สวัสดี’ ที่ใช้มาแต่เดิม ไม่ใช่คำทักทาย แต่ผู้ที่เริ่มให้ใช้คำว่า ‘สวัสดี’ เป็นคำทักทายเมื่อพบหน้ากันและจากกัน คือ พระยาอุปกิตศิลปสาร โดยได้เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖
:
ดังนั้น คำว่า ‘สวัสดี’ ที่เราใช้กันในปัจจุบันนั้น หมายถึงการทักทายและการอวยพรไปพร้อมๆ กัน ถือเป็นวัฒนธรรมของประเทศไทย เป็นมงคลต่อทั้งตัวผู้พูดและผู้ฟัง และยังสามารถเพิ่มเสน่ห์ในตัวบุคคลได้อีกด้วยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-03-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4427</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1680459521.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="529"><Nid>4426</Nid><title>การพูดคนเดียว มักเป็นคนฉลาดกว่าทั่วไป</title><source>https://www.sanook.com/health/31085</source><detail>การพูดคนเดียว มักเป็นคนฉลาดกว่าทั่วไป
:
หลายๆ ครั้งที่เรามักได้ยินว่า คนพูดคนเดียวคือคนบ้า แต่จริงๆ แล้ว งานวิจัยเผยว่า คนที่ชอบพูดคนเดียว มักเป็นคนฉลาดกว่าคนทั่วไป เพราะคนพูดคนเดียวจะมีการกระตุ้นความจำ ทำให้ความคิดชัดขึ้น จดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น
:
การพูดคนเดียวดียังไง?
1. ช่วยกระตุ้นความจำ - กลไกทางประสาทสัมผัสของเราจะเปิดใช้งาน ทำให้เราจำสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้น
2. ทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น - การได้เปล่งเสียงออกมา จะช่วยให้เราจดจำได้มากขึ้น
3. ช่วยจัดลำดับความคิด - การพูดกับตัวเองช่วยให้เราจัดลำดับความคิด และส่งความรู้สึกออกมาได้ดีมากกว่า
:
โดยปกติแล้ว คนทั่วไปมักพูดกับตัวเองในเรื่องการให้กำลังใจตัวเอง อธิบายหรือพูดถึงสิ่งที่เจอ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีปัญหาทางจิตแต่อย่างใด รู้แบบนี้แล้วก็อย่าลืมพูดกับตัวเองบ่อยๆ จะได้พัฒนาตัวเองไปในตัวนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-03-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4426</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1680459485.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="530"><Nid>4425</Nid><title>ทำความรู้จักภาษากายของแมว ถ้าทำแบบนี้มีความหมายอย่างไร</title><source>https://www.sanook.com/women/231281</source><detail>ทำความรู้จักภาษากายของแมว ถ้าทำแบบนี้มีความหมายอย่างไร
:
เชื่อว่า เพื่อนๆ หลายคนต้องเลี้ยงน้องแมวกันอยู่ที่บ้านแน่ๆ วันนี้เราเลยจะพามาดูภาษากายของแมว ว่าการทำแบบนี้ หมายความว่าอะไร
:
1. นอนหงายท้อง - รู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจต่อบุคคลที่อยู่รอบตัว
2. โก่งหลังพร้อมขนตั้ง - รู้สึกกลัวและรู้สึกไม่ปลอดภัยว่าจะโดนทำร้ายจากฝ่ายตรงข้าม
3. เคลื่อนไหวหางอย่างรวดเร็ว - รู้สึกเครียดหรือถูกรบกวน
4. ยกหางขึ้นสูงสุด - แสดงการทักทายกับคนหรือเพื่อนแมวด้วยความรู้สึกเสน่หา
5. หูลู่ไปด้านหลัง - รู้สึกว่ากังวลและตกใจ หรือมีเสียงดังรบกวน
6. เปิดตากว้าง - ตกใจหรือเป็นกังวล
7. ตาปิดครึ่งหนึ่งหรือหลับตา - รู้สึกผ่อนคลายและสงบ
:
หากเพื่อนๆ มีน้องแมวอยู่ที่บ้าน หรือเจอแมวจร ลองสังเกตท่าทางของน้องดู แล้วจะรู้สึกเข้าใจและหลงรักน้องแมวมากขึ้นนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-03-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4425</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1680459445.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="531"><Nid>4424</Nid><title>เคล็ดลับขับถ่ายให้เป็นเวลา ห่างไกลโรคท้องผูก</title><source>https://www.sanook.com/health/6729</source><detail>เคล็ดลับขับถ่ายให้เป็นเวลา ห่างไกลโรคท้องผูก
:
หลายๆ คงเคยประสบปัญหาขับถ่ายไม่ตรงเวลา ขับถ่ายยาก จนทำให้เกิดอาการท้องอืด อึดอัดแน่นท้อง รู้สึกไม่สบายตัว วันนี้เราจะพาไปดูเคล็ดลับง่ายๆ ฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา ให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปกันครับ
:
1. ดื่มน้ำหลังตื่นนอนทุกเช้า - การดื่มน้ำตอนเช้าจะกระตุ้นให้ระบบขับถ่ายเริ่มทำงาน
:
2. เลือกกินอาหารที่มีใยอาหารสูง - เพื่อให้การขับถ่ายง่ายขึ้น ให้เลือกกินอาหารที่มีใยอาหารสูง เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช ข้าวกล้อง เป็นต้น
:
3. เสริมจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ - การกินนมเปรี้ยวหรือโยเกิร์ตที่มีจุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย ช่วยให้การทำงานของระบบขับถ่ายดีขึ้น
:
4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ - นอกจากจะให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ระบบขับถ่ายก็จะดีขึ้นด้วย
:
5. นอนหลับพักผ่อนให้เป็นเวลา - ไม่ใช่แค่นอนหลับเป็นเวลา แต่รวมไปถึงการตื่นนอนตรงเวลา การกินอาหารให้ตรงเวลา จะส่งผลให้ขับถ่ายตรงเวลาได้
:
และนี่ก็คือเคล็ดลับทั้ง 5 ข้อ ในการฝึกให้เราเป็นคนขับถ่ายตรงเวลา หากเพื่อนๆ ลองทำตามทั้ง 5 ข้อแล้วแต่ยังไม่ดีขึ้น ไม่สามารถขับถ่ายตรงเวลาได้ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-03-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4424</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1680459402.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="532"><Nid>4423</Nid><title>เผยแผนการณ์ลดโลกร้อน ดึงฝุ่นจากดวงจันทร์มาบังแดดให้โลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cd1yvdpjnwwo</source><detail>เผยแผนการณ์ลดโลกร้อน ดึงฝุ่นจากดวงจันทร์มาบังแดดให้โลก
:
ปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่แก้กันไม่ตก และอีกหนึ่งแนวคิดการแก้ปัญหานี้ที่ค่อนข้างแหวกแนวและแปลกกว่าวิธีไหนๆ ที่ได้รู้กันมา นั่นคือการยิงฝุ่นขึ้นไประหว่างโลกและดวงอาทิตย์ เพื่อทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ที่จะมาถึงโลกลดลง
:
นักฟิสิกส์เผยแนวคิดการใช้ปืนรางพลังแม่เหล็กไฟฟ้า ยิงปล่อยกลุ่มเมฆฝุ่นโดยตรงจากดวงจันทร์ทีละน้อยอย่างต่อเนื่อง เมฆฝุ่นปริมาณ 1 ล้านตันที่ยิงปล่อยออกมาในแต่ละครั้ง จะลอยอยู่ตรงตำแหน่งที่ต้องการเป็นเวลา 5 วัน ก่อนจะสลายตัวไป
:
ผลจากการคำนวณพบว่า หากทำเช่นนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี จะสามารถลดความร้อนแรงของแสงอาทิตย์ลงได้ 1.8% หรือเท่ากับทำให้โลกมืดมิดไปเป็นเวลา 6 วันเต็ม
:
แต่วิธีการนี้ยังคงต้องใช้เวลาศึกษาต่อไปอีกนับสิบๆ ปี และต้องได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ เนื่องจากเป็นแผนการที่ส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-03-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4423</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1680459365.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="533"><Nid>4422</Nid><title>น้ำเปล่าก็มีวันหมดอายุได้จริงเหรอ?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1413663</source><detail>น้ำเปล่าก็มีวันหมดอายุได้จริงเหรอ?
:
เพื่อนๆ เคยเดินเข้าร้านสะดวกซื้อแล้วซื้อน้ำเปล่าแบบบรรจุขวดไหมครับ ถ้าสังเกตดีๆ จะมีวันหมดอายุเหมือนสินค้าอื่นทั่วไปเลย แต่สงสัยไหมครับว่าน้ำเปล่ามีวันหมดอายุด้วยเหรอ?
:
สบายใจได้เลยครับ น้ำเปล่าไม่มีวันหมดอายุได้ แต่วันหมดอายุที่ระบุบนผลิตภัณฑ์น้ำดื่มนั่นก็คือวันหมดอายุของขวดต่างหาก ซึ่งตามพระราชบัญญัติอาหารและยา กำหนดอายุของขวดพลาสติกที่ใช้บรรจุเอาไว้ 2 ปี
:
เนื่องจากพลาสติกประเภท PET ที่ใช้ทำขวดน้ำนั้น เป็นพลาสติกที่ใช้ได้ไม่กี่ครั้ง เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งก็จะเปราะแตก ทำให้น้ำข้างในรั่วซึมและอาจเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้
:
ถึงแม้น้ำเปล่าแบบบรรจุขวดจะมีอายุถึง 2 ปี แต่หากเปิดแล้วควรดื่มให้หมด เนื่องจากแบคทีเรียจากน้ำลายหรือจากภายนอกอาจทำให้น้ำปนเปื้อนได้หากปล่อยเอาไว้นานนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-03-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4422</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1680459327.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="534"><Nid>4421</Nid><title>ทำไมบนเครื่องบินมีเสื้อชูชีพ แต่ไม่มีร่มชูชีพ</title><source>https://www.sanook.com/campus/1414655</source><detail>ทำไมบนเครื่องบินมีเสื้อชูชีพ แต่ไม่มีร่มชูชีพ
:
หากเพื่อนคนไหนเคยขึ้นเครื่องบิน ก่อนที่เครื่องจะออกเดินทาง ลูกเรือจะออกมาสาธิตวิธีใช้งานอุปกรณ์รวมถึงเหตุฉุกเฉินต่างๆ โดยเราจะรู้ว่า ใต้เบาะเครื่องบินจะมีเสื้อชูชีพให้ แต่เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมถึงไม่มีร่มชูชีพให้เลย?
:
เหตุผลที่ไม่มีร่มชีพให้ผู้โดยสาร ในกรณีฉุกเฉิน
1. ร่มชูชีพเป็นอุปกรณ์ที่ต้องฝึกการใช้งานให้ถูกต้อง ใช้ระยะเวลา 4-5 ชั่วโมง
2. ต้องมีการเว้นระยะการกระโดดอย่างเป็นระเบียบ
3. ความสูงที่เครื่องบินโดยสารใช้ทำการบิน ต้องใช้วิธีกระโดดแบบพิเศษ แบบเดียวกับที่ฝึกกันเฉพาะในหน่วยรบพิเศษ เช่น SEAL SAS
:
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้เอง เมื่อเวลาเครื่องบินอยู่ในสถาณการณ์ฉุกเฉิน ผู้โดยสารที่ไม่ได้รับการฝึกมาจะไม่สามารถใช้งานร่มชูชีพได้เลย ประกอบกับในกรณีฉุกเฉิน เครื่องบินยังสามารถเคลื่อนที่และลอยอยู่บนอากาศได้ เป็นระยะเวลาที่นานพอที่จะให้นักบินนำลงจอดฉุกเฉินบนพื้นดินหรือในน้ำ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีเสื้อชูชีพให้ทุกคน เนื่องจากแค่ใส่ก็สามารถเอาชีวิตรอดในน้ำได้แล้วครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-03-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4421</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1680459289.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="535"><Nid>4420</Nid><title>ติดโซเชียลมีเดีย เสี่ยงเกิดภาวะซึมเศร้าได้</title><source>https://www.sanook.com/health/20229</source><detail>ติดโซเชียลมีเดีย เสี่ยงเกิดภาวะซึมเศร้าได้
:
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ยุคนี้แทบจะไม่มีใครไม่ใช้ โซเชียลมีเดีย อีกต่อไปแล้ว เพราะสมาร์ทโฟนสามารถทำให้เราเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ระวังปัญหาที่จะตามมาหากติดโซเชียลมีเดียมากเกินไป
:
ปัญหาการติดโซเชียลมีเดีย ที่อาจก่อให้เกิดภาวะของโรคซึมเศร้า โรคเครียด วิตกกังวล สมาธิสั้น เนื่องจากจดจ่ออยู่กับโซเชียลมีเดียทำให้เกิดการฝังตัวเองในโลกออนไลน์มากเกินไปจนตัดขาดจากผู้คนรอบข้าง ถึงขนาดบางคนชอบใช้ชีวิตในโลกโซเชียลมากกว่าโลกความจริงเสียอีก
:
3 อาการสำคัญที่แดงว่าเราติดโซเชียลมีเดียมากเกินไปแล้ว
1. ช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้โซเชียลมีเดีย มักจะมีอาการกระวนกระวายใจหรือหงุดหงิ
:
2. คิดถึงโซเชียลมีเดียอยู่เรื่อยๆ ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม
:
3. โซเชียลมีเดียเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการทำงานหรือเกิดปัญหาความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด
:
หากเพื่อนๆ คนไหนรู้สึกว่าตัวเองเริ่มมีอาการทั้ง 3 ข้อนี้ หรือมีคนรอบตัวเป็น แนะนำให้เริ่มปรับการใช้โซเชียลมีเดียให้น้อยลง แต่ถ้าไม่สามารถจัดการกับตัวเองได้ สามารถไปพบแพทย์เพื่อรักษาอาการ Social Addiction และโรคร่วมอื่นๆ ทางจิตเวชต่อไปได้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-03-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4420</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1680459241.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="536"><Nid>4414</Nid><title>แมงดาถ้วยมีพิษ! บริโภคผิดฤทธิ์ถึงตาย</title><source>https://www.nstda.or.th/home/news_post/horseshoecrab/</source><detail>แมงดาถ้วยมีพิษ บริโภคผิดฤทธิ์ถึงตาย
นักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องแมงดาทะเล เตือนบริโภคไข่แมงดาช่วงเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน อันตราย เพระเป็นช่วงแมงดาถ้วยวางไข่และมีบริมาณมาก

“ไข่แมงดา” ที่ขึ้นชื่อว่าหอมมัน เคี้ยวอร่อย คือหนึ่งในเมนูอาหารทะเลที่ได้รับความนิยมอย่างมาก สามารถนำมาทำเมนูได้หลากหลาย โดยจะกินแบบเผากับน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือนำมาทำเป็นยำไข่แมงดาก็ถูกปากคอซีฟู้ด แต่รู้หรือไม่ว่าในความอร่อยนั้นยังแฝงไปด้วยพิษภัยอันตราย โดยในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากการรับประทานแมงดาที่มีพิษอยู่ไม่น้อย

แมงดาที่มีพิษ คือ แมงดาถ้วย โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงฤดูวางไข่ของแมงดาถ้วยจะพบมากในฝั่งอ่าวไทยโดยแมงดาถ้วยกำลังเริ่มวางไข่มาตั้งแต่เดือนธันวาคม และมีความหนาแน่นของไข่ที่พร้อมกินแต่มีความเป็นพิษสูง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน ดังนั้นใครที่รับประทานไข่แมงดาช่วงนี้ไปจนถึงเดือนเมษายนให้รู้ไว้ว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นไข่แมงดาถ้วย ซึ่งมีพิษอันตรายถึงชีวิต

“ในอดีตชาวบ้านไม่นิยมกิน แต่เข้าใจว่าระยะหลังเริ่มมีชาวประมงนำแมงดาถ้วยมาขาย ซึ่งเมื่อก่อนไม่มีราคา แต่เพราะไข่ของแมงดาจานไม่มีพิษเริ่มถูกจับมาขายมากขึ้นจนจำนวนเริ่มลดน้อยลง จนบางพื้นที่ของไทยนำเข้าแมงดาจาน จากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก ทำให้ไข่แมงดาจานมีราคาแพงจึงอาจจะมีการนำแมงดาถ้วยมาผสมขายและบริโภคแทนก็ได้ ซึ่งถือว่าอันตรายมาก”

รศ.ดร.ซุกรี กล่าวว่า แมงดาถ้วย หรือ แมงดาไฟ หรือ เหรา แล้วแต่จะเรียกชื่อต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ พบได้เยอะในประเทศไทยอาศัยอยู่ตามหาดโคลนปนทราย ลักษณะภายนอกจะมีกระดองโค้งกลมเหมือนถ้วย ตัวสีเข้มวางไข่ตามป่าชายเลย วิธีสังเกตง่ายๆ จากลักษณะกายภาพให้ดูที่โคนหางถึงกลางหางจะมีลักษณะกลมเหมือนแท่งดินสอ เป็นแมงดาที่มีพิษไม่นิยมนำไข่มารับประทาน เนื่องจากกินแล้วเมา ผู้มีอาการแพ้จะมีอาการปากชา พูดไม่ได้ แขนขาชา หายใจไม่ออก บางรายอาจมีอาเจียนร่วมด้วยและเสียชีวิต แมงดาถ้วย แมงดาจาน

สำหรับแมงดาชนิดที่นำไข่มารับประทานได้ คือ แมงดาจาน ในอดีตพบมากในประเทศไทยทั้งฝั่ง อันดามันและอ่าวไทย แต่ระยะหลังนี้เริ่มน้อยลงจนและเสี่ยงสูญพันธุ์ในฝั่งอ่าวไทย ลักษณะทางกายภาพลำตัวแบนกว้างเหมือนจาน หากสังเกตที่หางจะเป็นสามเหลี่ยมตั้งแต่โคนถึงกลางหาง ส่วนปลายหางจะแหลม อย่างไรก็ดีไข่แมงดาจาน จะมีพิษอยู่บ้างแต่ถือว่าน้อยมากจนไม่เกิดอันตราย คนจึงนิยมนำไข่แมงดาจานมารับประทาน โดยเฉพาะคนจีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ทำให้จำนวนประชากรแมงดาจานเริ่มเหลือน้อยมากในประเทศไทย จนกระทั่งในระยะหลังเริ่มมีการนำเข้าไข่แมงดาจานจากเพื่อนบ้านเข้ามาในประเทศไทย ทั้งนี้ในแง่ของการอนุรักษ์ประชากรแมงดาจาน อยากให้ประชาชนลดการรับประทานไข่แมงดาจานเพื่อเป็นการอนุรักษ์ประชากรแมงดาจานให้อยู่ในระบบนิเวศทางทะเลต่อไปด้วย

“แมงดาเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างเหมือนจานคว่ำหรือชามขนาดใหญ่ ซึ่งสัตว์จำพวกอื่นที่มีอวัยวะแบบเดียวกันนี้ คือ แมงมุม และแมงป่อง อาหารของแมงดามีหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นพวกหอย ปู กุ้ง ปลา รวมถึงสาหร่ายทะเล ขาของแมงดามีความสามารถใช้สำหรับจับการเคลื่อนไหวหรือดมกลิ่นได้ แม้แมงดาจะมีรูปร่างดูเทอะทะ แต่ร่างกายของแมงดากลับยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี โดยแมงดาเพศเมียภายในร่างกายจะมีการผลิตไข่อยูตลอดเวลาเพื่อรอเวลาผสมพันธุ์และวางไข่”

อย่างไรก็ดีอยากแนะนำประชาชนว่า ไม่ควรซื้อไข่แมงดาทะเลมาปรุงอาหารรับประทานเอง หากอยากรับประทานไข่แมงดาทะเลมาก แนะนำให้ไปที่ร้านอาหารทะเลที่ปรุงสำเร็จจะดีกว่า เพราะร้านอาหารทะเลจะมีความชำนาญในการสังเกตและเลือกไข่แมงดาที่ปลอดภัยมาขายได้ดีกว่าผู้บริโภคทั่วไป
</detail><keywords>แมงดาถ้วย, แมงดาจาน, แมงดาถ้วยมีพิษ, ไข่แมงดา</keywords><date>2023-03-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4414</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1679989497.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1679989497_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1679989497_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1679989497_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1679989497_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1679989497_4.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="537"><Nid>4408</Nid><title>มะยงชิด ผลไม้รสอร่อยประโยชน์เพียบ</title><source>https://fic.ifrpd.ku.ac.th/fic/index.php/en/informaton-service-menu-en/food-news-menu-en/food-news-main-menu/495-food3-27-03-2018</source><detail>มะยงชิด ผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารล้นเหลือ สารต้านอนุมูลอิสระก็มีไม่น้อย แถมรสชาติอร่อยจนต่อให้มะยงชิดราคาแรงก็ต้องยอม เพราะ 1 ปีมะยงชิดจะออกผลให้ได้ลิ้มรสสัก 1 ครั้ง

คุณค่าทางโภชนาการของมะยงชิด

ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย แสดงคุณค่าทางโภชนาการของมะยงชิดปริมาณ 100 กรัม หรือมะยงชิดประมาณ 3-4 ผล ดังนี้

- พลังงาน 62 กิโลแคลอรี
- น้ำ 85 กรัม
- โปรตีน 0.5 กรัม
- ไขมัน 0.3 กรัม
- คาร์โบไฮเดรต 14.2 กรัม
- ใยอาหาร 1.6 กรัม  
- เถ้า 0.3 กรัม
- โซเดียม 2 มิลลิกรัม
- โพแทสเซียม 137 มิลลิกรัม
- แมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม
- แคลเซียม 1 มิลลิกรัม
- ฟอสฟอรัส 13 มิลลิกรัม  
- เหล็ก 0.28 มิลลิกรัม
- สังกะสี 0.10 มิลลิกรัม
- ไอโอดีน 1.8 ไมโครกรัม
- เบต้าแคโรทีน 207 ไมโครกรัม
- วิตามินซี 25 มิลลิกรัม  
- น้ำตาล 13 กรัม

มะยงชิด สรรพคุณดีต่อสุขภาพไม่น้อย

นอกจากรสชาติมะยงชิดจะหวานอร่อยแล้ว  สรรพคุณของมะยงชิดก็ดีต่อสุขภาพของเราไม่น้อย โดยเราจะไล่เลียงประโยชน์ของมะยงชิดต่อสุขภาพให้เห็นชัด ๆ ตามนี้
1. ต้านอนุมูลอิสระ
มะยงชิดปริมาณ 100 กรัม หรือราว ๆ 3-4 ผล มีเบต้าแคโรทีนอยู่มากถึง 207 ไมโครกรัม ซึ่งเบต้าแคโรทีนก็จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดที่ได้จากผัก-ผลไม้ที่มีสีส้ม สีเหลือง มะยงชิดจึงมีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระในตัวเอง อีกทั้งเบต้าแคโรทีนที่อยู่ในผลมะยงชิด ยังมีส่วนช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงด้วยนะคะ
2. บำรุงสายตา 
เบต้าแคโรทีนเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ กล่าวคือ เมื่อร่างกายได้รับเบต้าแคโรทีนเข้าไป ร่างกายจะเปลี่ยนเบต้าเคโรทีนเป็นวิตามินเอให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และสรรพคุณของวิตามินเอก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า มีคุณสมบัติช่วยบำรุงสายตา ดังนั้นมะยงชิดที่มีสารตั้งต้นของวิตามินเออยู่จำนวนไม่น้อย จึงมีสรรพคุณช่วยบำรุงสายตาของเราไปด้วยนั่นเอง
3. ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน
ในผลมะยงชิดมีวิตามินซีอยู่ด้วยนะคะ และวิตามินซีก็มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดเลือดออกตามไรฟัน อีกทั้งวิตามินซียังมีส่วนช่วยบำรุงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ไม่เจ็บป่วยง่าย โดยเฉพาะโรคหวัดต่าง ๆ
4. เติมความสดชื่นให้ร่างกาย
มะยงชิดเป็นผลไม้ที่มีเนื้อเยอะ ฉ่ำน้ำ มีรสหวานอมเปรี้ยวนิด ๆ กินแล้วช่วยเติมความสดชื่นให้ร่างกายได้อย่างทันทีเลยล่ะค่ะ
5. ช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูก 
สรรพคุณด้านนี้ต้องยกผลประโยชน์ให้แคลเซียมและฟอสฟอรัสในผลมะยงชิดเลยค่ะ เพราะทั้งแคลเซียมและฟอสฟอรัสเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อกระดูกมาก ๆ มีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง พร้อมกันนั้นก็ช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน และโรคกระดูกเสื่อม

 


 
</detail><keywords>มะยงชิด, ประโยชน์มะยงชิด, ประโยชน์ของมะยงชิดมีอะไรบ้าง</keywords><date>2023-03-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4408</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678939193.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678939193_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678939193_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678939193_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678939193_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678939193_4.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678939193_5.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="538"><Nid>4405</Nid><title>ทรามาดอล (Tramadol) (ยาแก้ปวด) ใช้ผิด...เสี่ยงตาย</title><source>https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/161/ทรามาดอล-Tramadol-เหยื่อของการนำยาไปใช้ในทางที่ผิด/</source><detail>ทรามาดอลเป็นยาแก้ปวดที่ใช้บำบัดอาการปวดขั้นปานกลางถึงรุนแรง มีประโยชน์ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากโรคต่างๆ ซึ่งใช้ยาแก้ปวดชนิดอื่นๆ แล้วไม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้เพียงพอ หรือใช้ร่วมกันเพื่อให้แก้ปวดได้ดียิ่งขึ้น

โดยยานี้มีกลไกการออกฤทธิ์ 2 อย่างที่สำคัญคือ

กระตุ้นµ(mu) receptors (มิวรีเซปเตอร์) ซึ่งเมื่อกระตุ้นแล้วจะมีฤทธิ์ลดความปวด รวมทั้งมีฤทธิ์กดการทำงานของระบบประสาทและมีผลทำให้เกิดอาการเคลิ้มสุข (euphoria) ได้ด้วย การออกฤทธิ์นี้เหมือนกับการออกฤทธิ์ของยามอร์ฟีน (morphine) แต่ทรามาดอล จะมีความแรงน้อยกว่ามอร์ฟีนประมาณ 10 เท่า ทำให้ยานี้ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษเหมือนกับมอร์ฟีน (ตามกฎหมายนั้นยาทรามาดอลจัดเป็นยาอันตรายและสามารถจำหน่ายได้ในร้านยา) อย่างไรก็ตามแม้จะออกฤทธิ์แรงน้อยกว่ามอร์ฟีนถึง 10 เท่า แต่ทรามาดอล จะมีฤทธิ์แก้ปวดที่ดีเนื่องจากมีกลไกการออกฤทธิ์ในข้อ 2 มาช่วยเสริมฤทธิ์แก้ปวดด้วย

เพิ่มการทำงานของสารสื่อประสาทที่ชื่อ serotonin และ norepinephrine ซึ่งสารสองตัวนี้เมื่อมีปริมาณเพิ่มขึ้นที่ไขสันหลังจะลดอาการปวดได้ การเพิ่มขึ้นของ serotonin จากการใช้ยาทรามาดอล เกินขนาด (เช่นครั้งละ 3-4 เม็ด) อาจส่งผลให้เกิดอาการที่เรียกว่า “serotonin syndrome” (มีอาการที่เกิดจาก serotonin มากเกิน) รวมทั้งอาจเกิดอาการในกลุ่มที่เรียกว่า extrapyramidal เช่น กลืนลำบาก มือสั่น มีไข้ กล้ามเนื้อเกร็งตัวอย่างมาก หรืออาจมีอาการทางระบบประสาท เช่น สับสน ประสาทหลอนและหวาดระแวง ส่วนการเพิ่มขึ้นของ norepinephrine อาจทำให้ใจสั่น ปวดศีรษะ กระตุ้นระบบประสาทและทำให้ชักได้ อาการที่กล่าวมาข้างต้นจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น พันธุกรรมของยีนส์ที่ใช้ในการทำลายยา tramadol การทำงานของไต ขนาดยาที่ใช้ และการใช้ร่วมกับยาหรือสารอื่นที่อาจเพิ่มหรือลดการออกฤทธิ์ของยา

ดังนั้นในกรณีที่นำทรามาดอลไปใช้ในทางที่ผิด นั่นคือใช้ยาโดยไม่ได้มีความจำเป็น รวมทั้งอาจใช้ครั้งละหลายๆ เม็ดต่อเนื่องกันหรืออาจเอาไปใช้ร่วมกับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก็อาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงต่อระบบประสาท เช่น ทำให้รู้สึกสบายและเคลิ้มสุขได้เร็วและแรง แต่ถ้ามากไปก็จะกดระบบประสาทอย่างมากจนไม่รู้สึกตัวได้
จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นว่า หากใช้ยานี้ในขนาดที่ถูกต้องเพื่อลดอาการปวด ยาทรามาดอล ก็ยังเป็นยาที่มีประโยชน์มากในทางการแพทย์ แต่ถ้ามีการนำไปใช้ในทางที่ผิดโดยไม่เข้าใจถึงอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นก็สามารถทำให้ผู้ใช้ยาในทางที่ผิดเกิดอันตรายได้

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ยาในทางที่ผิดนั้นจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขและต้องใช้ความร่วมมือจากหลายฝ่าย ในส่วนของเภสัชกรต้องเฝ้าระวังและไม่จำหน่ายยานี้ให้กับผู้ที่น่าสงสัยว่าจะนำไปใช้ในทางผิด เพื่อช่วยกันลดปัญหานี้ซึ่งส่งผลเสียที่รุนแรงต่อเยาวชนของชาติซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป
</detail><keywords>ทรามาดอล, Tramadol, ยาทรามาดอล, ยาแก้ปวดชนิดรุนแรง, ยาแก้ปวดทรามาดอล</keywords><date>2023-03-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4405</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678689376.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678689376_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678689376_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678689376_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678689376_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678689376_4.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678689376_5.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678689376_6.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678689376_7.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="539"><Nid>4403</Nid><title>ดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5</title><source>https://www.princhealth.com/prinh-pm25-self-care/</source><detail>ฝุ่นละออง PM2.5 ที่มีค่าเกินมาตรฐาน เป็นมลพิษทางอากาศที่อันตรายต่อสุขภาพของเรา เนื่องด้วย PM2.5 เป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ลอยอยู่ในอากาศได้เป็นวันหรือเป็นอาทิตย์ สามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้ง่ายผ่านระบบทางเดินหายใจ หากได้รับฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่องหรือในปริมาณที่มาก จะส่งผลกระทบสะสมต่อสุขภาพของเราโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งปอด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น หากได้รับฝุ่น PM2.5

ฝุ่น PM2.5 สามารถเข้าสู่ร่างกายจากหลอดลมและเดินทางไปยังหลอดเลือด และกระจายไปส่วนต่าง ๆ ทั่วร่างกาย หากร่างกายได้รับฝุ่นนี้เป็นเวลานานจนเกิดการสะสม จะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ โดยผู้ที่ได้รับฝุ่น PM 2.5 มักมีอาการไอเรื้อรัง ระคายเคืองตา คัดจมูก แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก ผิวหนังเป็นตุ่มหรือผื่นนูนแดง เป็นต้น และกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ได้แก่ เด็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น

วิธีการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากฝุ่น PM2.5


	สวมหน้ากาก N95 หรือหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี คือ คลุมจมูกลงมาถึงใต้คาง และต้องแนบสนิทกับใบหน้า เพื่อป้องกันฝุ่น
	เลี่ยงกิจกรรมนอกบ้าน ในบริเวณที่มีค่ามลพิษอากาศสูง
	หมั่นทำความสะอาดบ้าน เพื่อลดการสะสมของฝุ่นภายในบ้าน
	เลี่ยงกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 เช่น การเผาขยะ การเผาหญ้า การจอดรถติดเครื่องยนต์ไว้เป็นระยะเวลานาน และตรวจเช็คสภาพรถยนต์ให้อยู่ในสภาวะปกติ ไม่ก่อควันดำ


หากพบอาการผิดปกติของร่างกาย ให้รีบพบแพทย์

หากพบว่าตนเองมีอาการผิดปกติของร่างกาย เช่น ไอ เหนื่อย แน่นหน้าอก ควรปรึกษาแพทย์ทันที และที่สำคัญ ควรติดตามข้อมูลข่าวสารด้านมลพิษทางอากาศเป็นประจำ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและความปลอดภัยต่อสุขภาพของตนเองอย่างเหมาะสม
</detail><keywords>ฝุ่น, PM2.5, สุขภาพ, N95, หน้ากากอนามัย, มลพิษ, อากาศ, เผาขยะ, ควันดำ</keywords><date>2023-03-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4403</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737676605.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737676605_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737676605_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1737676605_2.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="540"><Nid>4401</Nid><title>มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม</source><detail>มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม[ หรือ มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (อังกฤษ: intangible cultural heritage, ย่อ: ICH) ได้รับการสนับสนุนจากยูเนสโก โดยมุ่งเน้นไปยังวัฒนธรรมส่วนที่ในทางกายภาพนั้นจับต้องไม่ได้

ใน พ.ศ. 2544 ยูเนสโกได้ทำการสำรวจเพื่อพยายามให้นิยามและจัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Convention for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage) จนแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2546 เพื่อการคุ้มครองและสนับสนุนวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

ปัจจุบัน (ธันวาคม 2564) ยูเนสโกขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้แล้วทั้งสิ้น 629 รายการ ใน 139 ประเทศทั่วโลก

ตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พ.ศ. 2546 คำว่า "มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Cultural Heritage)" นิยาม ดังนี้

“มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้” หมายถึง การปฏิบัติ การเป็นตัวแทน การแสดงออก ความรู้ ทักษะ ตลอดจนเครื่องมือ วัตถุ สิ่งประดิษฐ์ และพื้นที่ทางวัฒนธรรมอันเป็นผลจากสิ่งเหล่านั้น ซึ่งชุมชน กลุ่มชน และในบางกรณีปัจเจกบุคคลยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของตน มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้นี้ซึ่งถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังคนอีกรุ่นหนึ่งเป็นสิ่งซึ่งชุมชนและกลุ่มชนสร้างขึ้นใหม่อย่างสม่ำเสมอเพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมของตน เป็นปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาที่มีต่อธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของตน และทำให้คนเหล่านั้นเกิดความรู้สึกมีอัตลักษณ์และความต่อเนื่อง ดังนั้นจึงก่อให้เกิดความเคารพต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เพื่อให้เป็นไปตามจุดประสงค์ของอนุสัญญาฉบับนี้ จะมีการพิจารณาเฉพาะมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เท่าที่สอดคล้องกับบทบัญญัติที่มีอยู่ด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเท่านั้น รวมทั้งข้อกำหนดให้มีการเคารพซึ่งกันและกันระหว่างชุมชนทั้งหลาย กลุ่มชน และปัจเจกบุคคล และต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในประเทศไทย
นิยามศัพท์ของคำว่า "Intangible Cultural Heritage" ในบริบทของประเทศไทยมีผู้นิยามไว้หลากหลาย เช่น มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ มรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่ใช่กายภาพ และมรดกวัฒนธรรมทางจิตใจ เป็นต้น

ความสับสนของการนิยามความหมายของ "Intangible Cultural Heritage" ในประเทศไทยดังกล่าว ก่อให้เกิดการถกเถียงเป็นวงกว้าง กระทรวงวัฒนธรรมในฐานะผู้รับผิดชอบจึงได้หาบทสรุปโดยการเปิดเวทีรับความคิดเห็น และมีมติให้ใช้คำว่า "มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม" แทนคำว่า "มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้" ตามที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พ.ศ. 2559 อย่างไรก็ตาม การนิยามความหมายของคำว่า "มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม" ในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาฯ ที่ทางการไทยจัดทำ และคำว่า "Intangible Cultural Heritage" ใน อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พ.ศ. 2546 ที่ยูเนสโกจัดทำ มีความแตกต่างกันบางประการ

รายการที่ขึ้นทะเบียนแล้ว (Inscribed)
หมายเหตุ: ชื่อตามที่ได้ขึ้นทะเบียนในบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมฯ[40]
โขน ละครรำสวมหน้ากากในไทย (ขึ้นบัญชี พ.ศ. 2561)
นวดไทย การนวดแผนไทย (ขึ้นบัญชี พ.ศ. 2562)
โนรา นาฏศิลป์ในภาคใต้ของไทย (ขึ้นบัญชี พ.ศ. 2564)

รายการที่เสนอขึ้นทะเบียนแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของยูเนสโก (On-going nominations)
สงกรานต์ไทย (คาดว่าจะพิจารณา พ.ศ. 2566)
ต้มยำกุ้ง (คาดว่าจะพิจารณา พ.ศ. 2568)

รายการที่เตรียมเสนอขึ้นทะเบียน หรือกำลังศึกษาความเป็นไปได้เพื่อขึ้นทะเบียน
มวยไทย
ผีตาโขน
กัญชาไทย
ข้าวแกง – โดยอาจเสนอขึ้นทะเบียนร่วมกับประเทศสิงคโปร์ ในรายการ "Hawker culture in Singapore (วัฒนธรรมอาหารริมทางของสิงคโปร์)" ที่ขึ้นทะเบียนแล้วเมื่อ พ.ศ. 2563
ข้าวเหนียวมะม่วง
เกอบายา (Kebaya) – โดยมีแผนเสนอขึ้นทะเบียนร่วมกับประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน
ผ้าขาวม้า

 

 
</detail><keywords>มรดกภูมิปัญญา, วัฒนธรรม, ประเทศไทย, โขน, นวดไทย, โนรา</keywords><date>2023-03-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4401</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678413347.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678413347_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678413347_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678413347_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678413347_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678413347_4.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678413347_5.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="541"><Nid>4400</Nid><title>เก็บผักให้นานขึ้นได้ไม่ยาก ด้วยเคล็ด (ไม่) ลับของคนครัว</title><source>https://www.sanook.com/health/7813</source><detail>เก็บผักให้นานขึ้นได้ไม่ยาก ด้วยเคล็ด (ไม่) ลับของคนครัว
:
ปัญหาหนึ่งที่คนทำอาหารมักพบกันคือใช้ผักไม่หมด และต้องเอาเข้าตู้เย็น วันนี้เราจะพาไปดูวิธีเก็บผักให้ได้นานขึ้นกัน
:
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าผักแต่ละชนิด มีอายุการเก็บไม่เท่ากัน
- กลุ่มผักที่เน่าเสียง่าย เช่น เห็ด ผักชี ผักกาดหอม ถั่วงอก ถั่งฝักยาว ผักบุ้ง ชะอม
- กลุ่มผักที่เก็บได้ในระยะเวลาจำกัด เช่น ผักกาด ผักคะน้า มะเขือเทศ
- กลุ่มผักที่เก็บไว้ได้นานกว่าผักอื่นๆ เช่น ฟัก แฟง เผือก มัน ฟักทอง
:
เคล็ด (ไม่) ลับ เก็บผักให้นานขึ้น
1. การเก็บที่ดีที่สุด คือ ใส่ถุงพลาสติกที่สะอาดและแห้ง จะช่วยเก็บไว้ได้นานขึ้น 5-7 วัน
2. แยกเก็บตามชนิดของผัก ไม่ควรเก็บผักหลายชนิดอยู่ด้วยกัน เพราะทำให้เกิดการเน่าหรือเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
3. ผักหัวประเภทแครอท หัวผักกาด หัวบีท เผือก ให้ตัดใบออกให้หมดก่อนเก็บ
4. ไม่แช่ผักและผลไม้ด้วยกัน เพราะผลไม้สุกจะปล่อยก๊าซเอธิลีนออกมา ทำให้ผักที่วางอยู่ใกล้ๆ เสียเร็ว
:
เพียงเท่านี้ก็จะช่วยยืดอายุผักในตู้เย็นเราได้นานขึ้นแล้วล่ะครับ แต่ที่สำคัญ ควรกินผักสดภายใน 1-2 วัน เพื่อให้ได้สารอาหารสูงสุดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-03-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4400</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678040489.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="542"><Nid>4399</Nid><title>เครียด และ ไมเกรน มีอาการปวดหัวแตกต่างกันอย่างไร</title><source>https://www.sanook.com/health/17121</source><detail>เครียด และ ไมเกรน มีอาการปวดหัวแตกต่างกันอย่างไร
:
อาการปวดหัวที่ทุกคนเคยเจอกัน ไม่ว่าจะเกิดจากอาการเป็นหวัด, นอนน้อย, มีเรื่องเครียด แต่เราจะรู้ได้ยังไงว่าอาการปวดหัวที่เรากำลังเจอคือปวดหัวแบบใดกันแน่ วันนี้เราดูความแตกต่างกันเลยครับ
:
ปวดหัวเพราะเครียด
1. ปวดทั่วทั้งศีรษะ
2. ปวดบีบๆ เหมือนมีใครมากด
3. ไม่มีอาการคลื่นไส้หรืออาเจียน
4. กินแค่ยาพารา หรือพักนอนหลับสักตื่นก็หาย
:
ปวดหัวเพราะไมเกรน
1. ปวดหัวข้างเดียว
2. รู้สึกปวดมาก จนทำกิจกรรมใดๆ ไม่ไหว
3. มีอาการคลื่นไส้และอาเจียน
4. ไม่สามารถนอนหลับได้ เนื่องจากปวดจนนอนไม่หลับ
:
การรู้ความแตกต่างนี้ จะช่วยให้เราจำแนกได้ว่าอาการปวดหัวที่เราเป็นอยู่มีสาเหตุเกิดจากอะไร หากมีอาการปวดหัวมากกว่า 2 - 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียด เพราะอาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคอื่นๆ ได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-03-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4399</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678040381.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="543"><Nid>4398</Nid><title>AI ตรวจพบ 8 สัญญาณ ที่คาดว่าอาจมาจากมนุษย์ต่างดาว</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cl5jd7n987yo</source><detail>AI ตรวจพบ 8 สัญญาณ ที่คาดว่าอาจมาจากมนุษย์ต่างดาว
:
หลังจาก AI ได้เข้ามามีบทบาทในการทำงานหลายๆ ด้าน ในวันนี้ก็ถึงคิวเข้ามามีบทบาทในการตรวจพบสัญญาณของสิ่งมีชีวิตทรงปัญญานอกโลก
:
ผู้วิจัยใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลมหาศาลที่ได้จากการสแกนท้องฟ้า ครอบคลุมพื้นที่ของดาวฤกษ์ 820 ดวง และได้ตรวจพบสัญญาณที่ต้องสงสัยว่ามาจากเอเลี่ยนได้ถึง 8 สัญญาณด้วยกัน
:
สัญญาดังกล่าวมาจากดาวฤกษ์ทั้งหมด 5 ดวง ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 30 - 90 ปีแสง โดยสัญญาณที่พบไม่ใช่สัญญาณรบกวนต่างๆ จากอุปกรณ์ของมนุษย์ เนื่องจากสัญญาณนั้นปรากฏเพียงครู่เดียวและหายไป ต่างกับสัญญาณจากอุปกรณ์มนุษย์ที่ซึ่งจะปรากฏตลอดเวลา
:
แม้ 8 สัญญาณที่ค้นพบในครั้งนี้อาจเป็นเพียงความบังเอิญ แต่อย่างน้อยผลการศึกษาของพวกเขาก็ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันล้นเหลือของ AI ในการเข้ามาช่วยงานด้านชีวดาราศาสตร์ และใครจะไปรู้ สักวันเราอาจจับสัญญาณมนุษย์ต่างดาวด้วย AI ก็เป็นได้
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-03-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4398</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678040344.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="544"><Nid>4397</Nid><title>ค้นพบโครงสร้างชั้นใหม่ของโลกเป็นหินแข็งที่หลอมละลาย</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/ckvj800y4gyo</source><detail>ค้นพบโครงสร้างชั้นใหม่ของโลกเป็นหินแข็งที่หลอมละลาย
:
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่การค้นพบครั้งแรก แต่ในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์คิดว่าเป็นเพียงความผิดปกติเฉพาะจุดของชั้นเนื้อโลกเท่านั้น จนผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า โครงสร้างทางธรณีวิทยาดังกล่าวแผ่ปกคลุมทั่วโลกทั้งใบ จนอาจนับเป็นโครงสร้างชั้นใหม่ของโลกได้
:
ชั้นหินนี้อยู่ลึกลงไปใต้พื้นดิน 161 กิโลเมตร จัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของ Asthenosphere หรือชั้นเนื้อโลกด้านบนที่รองรับแผ่นเปลือกโลก ทีมผู้วิจัยติดตามสังเกตโครงสร้างชั้นใหม่นี้มาหลายปี โดยสำรวจมากกว่า 700 ตำแหน่ง จนสามารถสร้างแผนที่โลกของ Asthenosphere ขึ้นมาได้ และพบว่าในบริเวณที่ Asthenosphere มีอุณหภูมิขึ้นถึงระดับสูงสุดที่ 1,450 องศาเซลเซียส
:
ผู้วิจัยยังทิ้งท้ายอีกว่า โครงสร้างชั้นใหม่ที่ค้นพบในครั้งนี้ แม้จะมีความหนืดและอ่อนตัวมากพอจนช่วยให้แผ่นเปลือกโลกเคลื่อนที่ไปได้ แต่ก็ไม่ได้ส่งผลสำคัญอะไรเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวนั้น
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-03-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4397</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1678040309.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="545"><Nid>4394</Nid><title>5 ประโยชน์ดีๆ ของแตงโม</title><source>https://www.sanook.com/health/5897/</source><detail>ประโยชน์ของแตงโม


	แตงโมมีส่วนประกอบของน้ำอยู่มาก จึงช่วยดับกระหาย คลายร้อน ปรับให้ร่างกายเย็นลง
	 
	มีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย ทั้งเบต้าแคโรทีน (ที่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ) วิตามินบี วิตามินซี กรดโฟลิก แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และสังกะสี
	 
	มีกรดอะมิโนที่ชื่อ ซิทรูลิน ที่ช่วยให้เส้นเลือดขยายตัว จึงดีต่อผู้ที่มีปัญหาความดันสูง
	 
	ซิทรูลิน ยังช่วยชะลอวัย โดยเฉพาะส่วนสีขาวที่ติดกับเปลือกแตงโม ดังนั้นครั้งหน้าทานแตงโม เก็บเปลือกไปทำแกงส้มทานต่อได้
	 
	มีศักยภาพเป็นสารต้านออกซิเดชั่น ที่ช่วยลดอัตราการเกิดของสารอนุมูลอิสระในร่างกาย
	 
	แตงโมมีรสหวานฉ่ำ แต่แคลอรี่ต่ำมาก จึงเป็นผลไม้ที่ดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

</detail><keywords>แตงโม, วิตามิน, กรดอะมิโน, ซิทรูลิน, สารอนุมูลอิสระ, ผลไม้</keywords><date>2023-03-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4394</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677827932.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677827932_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677827932_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677827932_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677827932_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677827932_4.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="546"><Nid>4393</Nid><title>มารู้จักกับ เหี้ย,เหี้ยลายดอก (ตัวเงิน ตัวทอง)</title><source>https://korat.zoothailand.org/animal_view.php?detail_id=254&amp;c_id=</source><detail>เหี้ย,เหี้ยลายดอก(ตัวเงิน ตัวทอง)
ชื่อภาษาอังกฤษ / Common Water Monitor ชื่อทางวิทยาศาสตร์ / Varanus salvator

ลักษณะของตัวเงินตัวทอง :
ตัวสีดำ ลิ้นสีม่วงปลายแฉก มีลายดอกสีขาวหรือเหลืองเป็นแถวพาดขวางตัว หางเป็นปล้องสีดำสลับกับเหลืองอ่อน หนังหยาบเป็นเกล็ด ลำตัวมีขนาดใหญ่กว่าสัตว์อื่นในจำพวกเดียวกัน แต่เล็กกว่ามังกรโคโมโด

ถิ่นอาศัย :
พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งอินเดียและศรีลังกา ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค

อาหาร :
เหี้ยไม่เลือกอาหาร กินทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ สัตว์ปีก เช่น ไก่ นก ปลา กบ เขียด หนู กินได้ทั้งของสดและของเน่า

พฤติกรรม :
ดุ ใช้หางเป็นอาวุธฟาดศัตรูแล้วใช้ปากกัด ชอบอยู่ใกล้น้ำว่ายน้ำ ดำน้ำเก่ง และขึ้นต้นไม้เก่งด้วย

สถานภาพปัจจุบัน :
สิ่งมีชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการสูญพันธุ์

วัยเจริญพันธุ์ :
เหี้ยวางไข่ครั้งละ 15-30 ฟอง ขุดหลุมหรือทำโพรงเป็นที่วางไข่ ไม่ฟักไข่ คือพ่อแม่ไม่ต้องกกไข่ ลูกฟักตัวออกมาเองจากไข่โดยธรรมชาติ เมื่อลูกออกมาจากไข่แล้วก็หากินเอง เปลือกไข่นิ่มแต่เหนียว
</detail><keywords>ตัวเงินตัวทอง, เหี้ย, เหี้ยลายดอก, Water Monitor, Common Water Monitor, Varanus salvator</keywords><date>2023-03-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4393</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677814002.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677814002_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677814002_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677814002_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677814002_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677814002_4.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="547"><Nid>4381</Nid><title>Social Addiction โรคติดสื่อสังคมออนไลน์ เสี่ยงก่อภาวะซึมเศร้า</title><source>https://www.sanook.com/health/20229/</source><detail>ปัญหาการติด Social media และอาจก่อให้เกิดภาวะของโรคซึมเศร้า โรคเครียด วิตกกังวล สมาธิสั้น และไบโพลาร์ได้เนื่องจากการจดจ่ออยู่กับสมาร์ทโฟนหรือโซเชียลมีเดียเป็นเวลานานตลอดวันจะทำให้มีเวลาในการพักผ่อนน้อยลง และเกิดการฝั่งตัวเองในโลกออนไลน์มากเกินไปจนตัดขาดจากผู้คนรอบข้าง ผู้ป่วยบางรายใช้ชีวิตในโลกสมมติมากกว่าโลกแห่งความเป็นจริงเสียอีก เริ่มต้นเช็กอาการกันได้ดังนี้


	อยู่กับโซเชียลมีเดีย มากกว่าที่ตั้งใจไว้
	 
	ช่วงเวลาที่ไม่ได้ใช้โซเชียลมีเดีย มักจะมีอาการกระวนกระวายใจหรือหงุดหงิด
	 
	หากเราพยายามที่จะควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของตัวเองแต่ไม่สามารถควบคุมได้
	 
	คิดถึงโซเชียลมีเดีย อยู่เรื่อย ๆ ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม
	 
	เวลาที่เครียดมักจะใช้โซเชียลมีเดียเพื่อคลายเครียด
	 
	มีการโกหกหรือปิดบัง เพื่อที่จะได้เล่นโซเชียลมีเดีย
	 
	โซเชียลมีเดียเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการทำงานหรือเกิดปัญหาความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิด

</detail><keywords>Social media, โรคซึมเศร้า, สมาร์ทโฟน, โซเชียลมีเดีย, เครียด, สมาธิสั้น</keywords><date>2023-02-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4381</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677038482.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="548"><Nid>4380</Nid><title>5 สัญญาณที่บอกว่า เรากำลังยอมแพ้ให้กับโลกใบนี้</title><source>https://www.sanook.com/health/13525</source><detail>5 สัญญาณที่บอกว่า เรากำลังยอมแพ้ให้กับโลกใบนี้
:
คำว่า “อ่อนแอก็แพ้ไป” ไม่เกินจริงกับยุคนี้ ที่เต็มไปด้วยความเครียด ลองมาดู 6 สัญญาณเพื่อเช็กระดับความเครียดของตัวเอง ว่าเริ่มมาถึงจุดที่เกินจะรับมือไหวแล้วหรือยัง
:
1. นอนไม่หลับ - เริ่มคิดมากเวลานอนหลับ พลิกตัวไปมา จนสุดท้ายนอนไม่หลับ
2. การกินเปลี่ยนไป - กินไม่เป็นเวลา หรือเริ่มกินแต่อาหารที่ไม่มีประโยชน์และน้ำตาลสูง เพื่อหวังจะลดความเครียด
3. รู้สึกหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา - ไม่ว่าจะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่แค่ไหน ก็สามารถหงุดหงิดได้ตลอดเวลา
4. เริ่มข้องเกี่ยวหรือใช้สารเสพติด - อาจจะเริ่มต้นจากบุหรี่ เหล้า กัญชง กัญชา แล้วค่อยเพิ่มความรุนแรงไปถึงสารเสพติดชนิดอื่น เพื่อหนีจากความเครียด
5. ไม่ดูแลตัวเอง - เริ่มที่จะปล่อยเนื้อปล่อยตัว ไม่สนใจว่ารูปร่างหน้าตาจะเป็นเช่นไร สภาพของคุณเปลี่ยนไปจนคนรอบข้างสังเกตเห็น
:
ไม่แปลกที่เราจะเรื่องให้เครียดในแต่ละวัน แต่หากเราไม่สามารถจัดการความเครียดนั้นได้ และเกิดเป็นปัญหาเครียดสะสม จนเกิดทั้ง 5 สัญญาณดังกล่าว หรือเริ่มมีสัญญาณใดสัญญาณหนึ่ง ให้รีบหาวิธีแก้ไข หรือรีบปรึกษาแพทย์ก่อนจะไกลเกินแก้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-02-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4380</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677001823.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="549"><Nid>4379</Nid><title>5 ต้นไม้ยอดฮิตที่เป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยง</title><source>https://www.sanook.com/women/223017</source><detail>5 ต้นไม้ยอดฮิตที่เป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยง
:
การปลูกต้นไม้กลายเป็นงานอดิเรกยอดฮิตของคนในยุคนี้ไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้พันธุ์ฮิตอย่าง ไทรใบสัก, กวักมรกต หรือดอกไม้อย่างลิลลี่ แต่หารู้ไม่ว่า มีบางสายพันธุ์ที่เป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยง จะมีสายพันธุ์อะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. ไทรใบสัก - ใบของมันมีพิษ หากสุนัขเผลอกินเข้าไป จะทำให้มีอาการปวด ระคายเคืองผิวหนัง
:
2. ฟิโลเดนดรอน - หากสัตว์เลี้ยงเผลอกินเข้าไป จะทำให้เกิดการระคายเคืองในช่องปาก ทำให้เกิดอาการบวม อาเจียน หายใจลำบาก
:
3. กวักมรกต - หากสัตว์เลี้ยงหรือแม้กระทั่งมนุษย์กินเข้าไป อาจทำให้ช่องปากไหม้ บวม เกิดการระคายเคือง อาเจียน
:
4. ว่านหางจระเข้ - ดูเหมือนจะเป็นพืชสารพัดประโยชน์ แต่หากสุนัขกินเข้าไป จะทำให้เกิดอาการเซื่องซึม อาเจียน และเกิดปัญหาทางเดินอาหาร
:
5. ลิลลี่ - หากสุนัขหรือแมวกินใบเข้าไป จะทำให้ระคายเคืองและอาเจียน
:
หากเพื่อนๆ มีสัตว์เลี้ยงอยู่ที่บ้าน ต้องระวังให้ดีในการเลือกต้นไม้มาปลูก หรือถ้าอยากปลูกสายพันธุ์ยอดฮิตดังกล่าวจริงๆ ต้องมั่นใจว่าสัตว์เลี้ยงเราจะไม่เผลอกินเข้าไปได้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-02-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4379</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677001784.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="550"><Nid>4378</Nid><title>5 สูตรเครื่องดื่มสมุนไพร แก้อาการเจ็บคอได้ดี</title><source>https://www.sanook.com/health/12873</source><detail>5 สูตรเครื่องดื่มสมุนไพร แก้อาการเจ็บคอได้ดี
:
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ประกอบกับฝุ่น PM 2.5 ลงหนักในบางพื้นที่ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้บางคนเป็นหวัดและมีอาการเจ็บคอ วันนี้เราเลยนำสูตรน้ำสมุนไพร ใช้กลั้วคอเพื่อบรรเทาอาการเจ็บคอ แถมยังทำได้เองง่ายๆ มาฝากกัน
:
1. น้ำอุ่น (1 ถ้วย) + เกลือ (1/4 ช้อนชา) - นำมากลั้วคอสักพักก่อนจะบ้วนทิ้ง ช่วยลดเชื้อแบคทีเรียในช่องคอ
:
2. น้ำผึ้ง (1 ช้อนชา) + น้ำมะนาว (ประมาณครึ่งซีก) + น้ำขิง (1 ช้อนชา) + น้ำอุ่น - ช่วยกำจัดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่สร้างความระคายเคืองให้กับคอ
:
3. พริกป่น (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน (1 ถ้วย) - นำมากลั้วคอ ความเผ็ดร้อนของพริกจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้
:
4. กานพลูบดละเอียด (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน (1 ถ้วย) - ช่วยลดอาการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรีย
:
5. ขมิ้นชัน (1 ช้อนชา) + เกลือ (1 ช้อนชา) + น้ำร้อน (1 ถ้วย) - ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและต้านอนุมูลอิสระ
:
เท่านี้ก็จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอแบบได้ผล ประหยัด แถมยังทำได้ง่ายมากๆ และที่สำคัญ ไม่ต้องกังวล เพราะเป็นสูตรจากธรรมชาติ ปลอดภัยหายห่วงแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-02-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4378</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1677001745.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="551"><Nid>4377</Nid><title>แสงเลเซอร์ เบี่ยงเบนวิถีสายฟ้าฟาดได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-64399313</source><detail>แสงเลเซอร์ เบี่ยงเบนวิถีสายฟ้าฟาดได้
:
ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ มีอานุภาพรุนแรง และอันตรายถึงชีวิต ที่ผ่านมามนุษย์ได้ค้นพบเทคโนโลยีป้องกันภัยจากฟ้าผ่าตั้งแต่ปี 1752 และปัจจุบันก็ยังมีการใช้งานอยู่ โดยไม่มีการพัฒนาอะไรเพิ่มเติม นั่นก็คือ “สายล่อฟ้า” นั่นเอง
:
สายล่อฟ้าที่ใช้งานกันในปัจจุบัน เป็นเสาโลหะที่เชื่อมต่อกับพื้นดินเพื่อดูดซับและกระจายถ่ายเทประจุไฟฟ้าที่ผ่าลงมา แต่มีข้อจำกัดคือสามารถป้องกันฟ้าผ่าได้เฉพาะพื้นที่ในรัศมีเดียวกับความสูงของเสาอุปกรณ์ เช่น เสาล่อฟ้าสูง 10 เมตร จะป้องกันภัยฟ้าผ่าให้พื้นที่ในรัศมี 10 เมตรได้เท่านั้น
:
ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ในยุโรป ประสบความสำเร็จในการทดลองเบี่ยงเบนวิถีอสุนีบาตในสวิตเซอร์แลนด์ได้โดยใช้ลำแสงเลเซอร์ โดยใช้เลเซอร์กำลังแรงสูงซึ่งจะปล่อยแสงเข้มข้น ที่ทำให้โมเลกุลออกซิเจนและไนโตรเจนในอากาศเป็นอะตอมที่มีประจุไฟฟ้า ซึ่งทำให้อากาศกลายเป็นสื่อนำไฟฟ้าทำหน้าที่เหมือน "เสาล่อฟ้าเสมือนจริง"
:
นั่นหมายความว่า สามารถยิงลำแสงเลเซอร์ขึ้นไปได้สูงกว่าเสาล่อฟ้าแบบดั้งเดิม ซึ่งในทางทฤษฎีหมายความว่าจะช่วยป้องกันภัยฟ้าผ่าได้เป็นวงกว้างกว่าเดิมมาก และจากการทดลองพบว่า แสงเลเซอร์ช่วยหันเหวิถีสายฟ้าฟาดให้ออกห่างจากจุดทดลองได้ไกลถึง 60 เมตรเลยทีเดียว
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-02-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4377</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1676973612.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="552"><Nid>4376</Nid><title>โมเลกุลน้ำในพื้นผิวของดวงจันทร์ อาจมาจากดวงอาทิตย์</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/ce7zy0pn6x2o</source><detail>โมเลกุลน้ำในพื้นผิวของดวงจันทร์ อาจมาจากดวงอาทิตย์
:
เมื่อไม่นานมานี้ เพิ่งได้มีการค้นพบโมเลกุลน้ำในพื้นผิวของดวงจันทร์ โดยพบในฝุ่นดินบนพื้นผิว ซึ่งคาดว่ามีอยู่เป็นปริมาณมหาศาล และพบว่ามีความเป็นไปได้สูงที่อาจเกิดจากลมสุริยะ
:
มีข้อมูลจาก ทีมวิจัยสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน เผยผลวิเคราะห์ตัวอย่างฝุ่นดินบนพื้นผิวดวงจันทร์ พบว่าบริเวณเปลือกนอกของเมล็ดฝุ่นมีร่องรอยการสัมผัสกับลมสุริยะอย่างรุนแรง ทั้งยังมีปริมาณไอโซโทปของไฮโดรเจน เช่น ดิวเทอเรียม อยู่น้อยมาก สอดคล้องกับสัดส่วนของแร่ธาตุที่พบในลมสุริยะ
:
จากการค้นพบในครั้งนี้ ทำให้เราได้รู้ว่าแร่ธาตุในฝุ่นดินของดวงจันทร์สามารถเก็บรักษาไฮโดรเจนเอาไว้ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-02-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4376</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1676965197.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="553"><Nid>4373</Nid><title>5 อาหารช่วยลดน้ำตาลในเลือด</title><source>https://www.sanook.com/health/31277/</source><detail>อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด หากใครตรวจสุขภาพแล้วพบว่าน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป แพทย์อาจแนะนำให้ปรับพฤติกรรมในการกินอาหาร ซึ่งสามารถปรับได้ง่ายๆ ไม่อยากจนเกินไป สามารถเริ่มต้นทำได้ด้วยตัวเอง เพียงเลือกกินอาหารให้ถูกวิธี

      1. ผัก

ผักเป็นอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตน้อย มีวิตามิน แร่ธาตุและใยอาหารมาก ทำให้อิ่มทน และใยอาหารยังช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลในลำไส้เล็ก และลดการดูดซึมกลับของนำดีเป็นการช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานควรรับประทานผักให้มากขึ้นทุกมื้อ จะเป็นผักสด หรือผักต้มก็ได้


	ปลาแซลมอน


ปลาแซลมอนมีโปรตีน กรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินดี และไนอาซิน สูงมาก โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามิน ดี นั้น จะช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี และยังช่วยลดการอักเสบอีกด้วย


	อัลมอนด์


นอกจากอัลมอนด์จะให้ความหวานมันอร่อยแล้ว ยังมีโปรตีน แมกนีเซียม ไฟเบอร์ ที่ช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแนะนำให้ทานอัลมอนด์หนึ่งกำมือเล็กๆ


	ข้าวโอ๊ด


ข้าวโอ๊ตมีไฟเบอร์สูงมาก ช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งข้าวโอ๊ตยังถูกจัดเป็นคาร์โบไฮเดรทเชิงซ้อน ที่ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารและเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลอย่างเป็นระเบียบจึงทำให้รักษาระดับน้ำตาลไม่ให้สูงเกินไป


	มะระขี้นก


มะระขี้นก มีสาร Charantin ซึ่งมีฤทธิ์ต้านเบาหวาน นอกจากลดน้ำตาลในกระแสเลือดแล้ว เจ้าสาร Charantin ยังช่วยไปกระตุ้นการหลั่งอินซูอินจากตับอ่อนให้มากขึ้น เพื่อมาจัดการกับน้ำตาลที่สูงในกระแสเลือดอีกด้วย
</detail><keywords>อาหาร, น้ำตาลในเลือด, ข้าวโอ๊ด, อัลมอนด์, ปลาแซลมอน, ผักมะระขี้นก, เบาหวาน, สุขภาพ</keywords><date>2023-02-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4373</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1676534555.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="554"><Nid>4357</Nid><title>4 เทคนิค จดจำสิ่งต่างๆ ได้แม่นยำยิ่งขึ้น</title><source>https://www.sanook.com/health/27637</source><detail>4 เทคนิค จดจำสิ่งต่างๆ ได้แม่นยำยิ่งขึ้น
:
หากเพื่อนๆ กำลังต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือจำเป็นต้องท่องหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบ อย่าพลาดเทคนิคที่พี่ๆ STKC จะนำมาฝากกันในวันนี้ “4 เทคนิค จดจำสิ่งต่างๆ ได้แม่นยำยิ่งขึ้น”
:
1. ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปซ้ำๆ
ปกติแล้ว สิ่งที่เราเรียนรู้ใหม่จะค่อยๆ เลือนลางไป เพราะฉะนั้น ต้องทำการทบทวนหลังจากผ่านไปสัก 2 - 3 วัน
:
2. ให้เวลาได้ไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้
ใช้เวลาในการไตร่ตรองบทเรียนที่ได้เรียนไปก่อนเข้านอนสัก 15 นาที จะทำให้จดจำได้ดีขึ้น
:
3. ฝึกอธิบายสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป
ลองนำสิ่งที่เพิ่งได้เรียนรู้ไปอธิบายให้คนอื่นฟัง เพื่อเป็นการทบทวนความเข้าในของตัวเราเอง เพราะถ้าเราไม่สามารถอธิบายสิ่งใดให้เข้าใจด้วยคำง่ายๆ ได้ ก็แสดงว่าเรายังไม่เข้าใจในเรื่องนั้น
:
4. ถ่ายทอดในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป
ทำการแยกโครงสร้างความรู้พื้นฐานออกมาให้ได้ก่อน จากนั้นก็นำไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ๆ เช่น หากเรากำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่ และทำอาหารเก่งขึ้นด้วย ให้ลองไปศึกษาจากคลิปเชฟต่างชาติ จะทำให้เราเกิดความเข้าใจในการใช้ภาษามากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้เรารู้วิธีการทำอาหารที่เพิ่มเติมขึ้นด้วย
:
และนี่ก็เป็น 4 เทคนิคเมื่อต้องเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ที่นำมาฝากกันวันนี้ หวังว่าเพื่อนๆ จะนำมาปรับใช้กับการเรียนและได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกันทุกคนนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-02-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4357</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1676225841.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="555"><Nid>4356</Nid><title>ภาวะมีโซโฟเนีย โรครำคาญเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว</title><source>https://www.sanook.com/health/19761</source><detail>ภาวะมีโซโฟเนีย โรครำคาญเสียงเล็ก ๆ น้อย ๆ รอบตัว
:
เพื่อนๆ คนไหนเป็นบ้างครับ? เราจะไม่สามารถนอนหลับได้เลย หากในห้องนอนมีเสียงเข็มนาฬิกาเดินติ๊กๆ หรือเวลาได้ยินเสียงอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็จะรู้สึกรำคาญ เช่น เสียงเคี้ยวข้าว เสียงช้อนส้อมกระทบกัน หรือแม้กระทั่งเสียงกลืนน้ำ จนอยากจะปิดหูหรือต้องเดินหนีออกไป นั่นแปลว่าคุณกำลังเป็น “ภาวะมีโซโฟเนีย”
:
ภาวะมีโซโฟเนีย (Misophonia) เป็นภาวะอาการที่หงุดหงิด รำคาญ หรือเกลียดเสียงที่เกิดขึ้นรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นเสียงเล็กๆ น้อยๆ ทำให้เกิดความรู้สึกด้านลบ มีอารมณ์ขุ่นเคือง รู้สึกหงุดหงิด จนถึงการแสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยว หรืออยากหลีกหนีไปให้ไกลจากต้นเหตุของเสียง
:
คนที่มีภาวะมีโซโฟเนีย มีความผิดปกติเกี่ยวกับกลไกการทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนของสมองที่มีความเกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ หากใครที่เป็นภาวะนี้ สามารถแก้ไขได้ง่ายๆ
:
1. ใส่หูฟัง
2. หลบไปอยู่ในที่เงียบสงบ
3. ย้ายจุดโฟกัสเสียงไปที่เรื่องอื่นๆ
:
หากลองทำตามวิธีเหล่านี้แล้วยังไม่ได้ผล และรบกวนการดำรงชีวิตมาก สามารถไปพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาต่อไปนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-02-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4356</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1676225764.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="556"><Nid>4355</Nid><title>หากเป็นภูมิแพ้ จะสามารถเลี้ยงสัตว์ได้หรือไม่?</title><source>https://www.sanook.com/health/32793</source><detail>หากเป็นภูมิแพ้ จะสามารถเลี้ยงสัตว์ได้หรือไม่?
:
เพื่อนๆ บางคนอาจจะอยากเลี้ยงสัตว์สักตัว แต่ติดที่ว่าเป็นภูมิแพ้ใช่ไหมล่ะครับ ในความเป็นจริงแล้ว คนเป็นภูมิแพ้ก็สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ ด้วยวิธีการที่เราจะมาบอกกันในวันนี้
:
จริงๆ แล้วการที่เราเป็นภูมิแพ้ขนสัตว์ ไม่ได้เกิดจากการแพ้ขนของสัตว์โดยตรง แต่เราแพ้โปรตีนสารก่อภูมิแพ้ที่เกาะอยู่ตามขนสัตว์ต่างหาก วันนี้เรามาดู 5 วิธีอยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยง สำหรับผู้ป่วยภูมิแพ้กัน
:
1. แยกพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง
แยกพื้นที่ให้ชัดเจน หากเป็นไปได้ให้เลี้ยงไว้คนละชั้นกับห้องนอนของเรา หรือนำสัตว์เข้าไปอยู่ในคอกที่กั้นไว้โดยเฉพาะ จะช่วยลดความเสี่ยงในการสูดหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกายได้
:
‌2. อาบน้ำให้สัตว์เลี้ยงสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง
เพื่อเป็นการชะล้างสารที่ก่อภูมิแพ้จากขนสัตว์ออกไป แต่หลังจากนั้นไม่เกิน 1 สัปดาห์ผิวหนังของสัตว์จะผลิตสารก่อภูมิแพ้ขึ้นมาอีก ดังนั้นจึงต้องหมั่นอาบน้ำสัตว์เลี้ยงสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง
:
3. เก็บสิ่งของที่กักเก็บฝุ่นออกจากห้อง
เช่น หนังสือ ตุ๊กตา พรม เพื่อลดโอกาสการเก็บกักฝุ่น
:
4. เลือกเครื่องฟอกอากาศ และเครื่องดูดฝุ่นให้เหมาะสม
ใช้เครื่องที่มีแผ่นกรองแบบ HEPA filter (แผ่นกรองอากาศคุณภาพสูง) เพื่อดักจับสารก่อภูมิแพ้ที่มีขนาดเล็ก
:
5. วัคซีนภูมิแพ้สัตว์เลี้ยง
คือการฉีดโปรตีนจากสัตว์เลี้ยงเข้าไปในเจ้าของ เพื่อให้ภูมิคุ้มกันของเราสร้างจากข้างใน ช่วยลดอาการและลดความไวต่อสารก่อภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยง
:
เพียงเท่านี้ คนที่เป็นภูมิแพ้ขนสัตว์ก็สามารถเลี้ยงสัตว์ได้แล้ว แต่ก่อนจะตัดสินใจนำสัตว์เลี้ยงเข้ามาเลี้ยง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านโรคภูมิแพ้เพื่อประเมินอาการและรับการรักษาเฉพาะทางเป็นรายบุคคลจะดีที่สุดนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-02-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4355</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1676225724.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="557"><Nid>4350</Nid><title>มะขามหวาน มีราขึ้นกินได้ไหม?</title><source>https://www.facebook.com/OhISeebyAjarnJess</source><detail>"มะขามหวาน มีราขึ้นน้อยๆ กินได้ ไม่เป็นพิษ (แต่ถ้าราขึ้นเยอะๆ แปลว่า ฝักมันจะเน่าแล้ว)

เชื้อราที่พบในมะขามหวาน ส่วนใหญ่จะพบชนิด Pestalotiopsis sydowiana (หรือ "ราน้ำตาล") จริง ซึ่งเป็นชนิดของเชื้อราที่ไม่ได้สารสร้างพิษอันตราย และมีความสามารถในการทำให้มะขามนั้นหวานขึ้นด้วย

แต่ในมะขามหวานเอง ก็ยังมีเชื้อราอีกหลายชนิดครับ ซึ่งเมื่อลุกลามมากๆ ก็จะนำไปสู่การเป็นโรค "ฝักเน่า" เสียหายได้ และบางชนิดอาจจะทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ ท้องเสีย ฯลฯ ได้เมื่อกินเข้าไปเยอะๆ (รวมถึงถ้าเป็นคนที่แพ้เชื้อราบางชนิด ก็จะมีอาการรุนแรงได้)
</detail><keywords>มะขามหวาน, มะขามหวานมีราขึ้น, ราน้ำตาล, Pestalotiopsis sydowiana</keywords><date>2023-02-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4350</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1675929053.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1675929053_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1675929053_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1675929053_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1675929053_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1675929053_4.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ชีวภาพ</category></row>
<row _id="558"><Nid>4349</Nid><title>4 สาเหตุโรคไต ที่ไม่ได้มาจากการกินเค็ม</title><source>https://www.sanook.com/health/25941/</source><detail>สาเหตุ "โรคไต" ที่ไม่ได้มาจากการ "กินเค็ม"


	
	กินอาหารรสจัด หวานจัด มันจัด ฯลฯ
	


สมมติว่าคุณไม่ชอบรับประทานอาหารรสเค็มอยู่แล้ว ก็อย่าเพิ่งลดการ์ดระวังโรคไตเป็นเด็ดขาด เพราะถ้าบังเอิญคุณดันไปชื่นชอบอาหารที่มีความมันจัดหรือหวานจัด ความเสี่ยงที่ว่าก็แทบไม่ต่างกันเลย 


	
	ดื่มน้ำน้อย
	


นอกจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารแล้ว การดื่มน้ำน้อย ก็เป็นสาเหตุที่เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไตได้เช่นกัน


	
	ไม่ออกกำลังกาย
	


งานวิจัยพบว่า ผู้ที่ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตมากกว่าคนทั่วไปถึง 2 เท่า


	
	รับประทานยากลุ่ม NSAIDs
	


พญ.ผ่องพรรณ ทานาค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรศาสตร์โรคไต สถาบันโรคไตและเปลี่ยนไต โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า นอกจากปัจจัยด้านพฤติกรรมการกินอาหารที่เราทราบกันดี ยังต้องระวังในเรื่องการทานยา โดยเฉพาะในกลุ่มยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ที่ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลง และส่งผลให้ไตทำงานได้แย่ลงด้วย แต่สิ่งที่เป็นสาเหตุหลักของความเสี่ยงโรคไตจริงๆ ประมาณ 70% คือกลุ่มโรคประจำตัว อย่างเบาหวานและความดัน หรือแม้โรคไขมันและโรคอ้วน ก็นับเป็นความเสี่ยงเช่นกัน
</detail><keywords>โรคไต, อาหาร, ดื่มน้ำ, ออกกำลังกาย, ยา, โรค</keywords><date>2023-02-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4349</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1675841927.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="559"><Nid>4347</Nid><title>กลางวันง่วง กลางคืนตาสว่าง อันตรายกว่าที่คิด</title><source>https://www.sanook.com/health/4421</source><detail>กลางวันง่วง กลางคืนตาสว่าง อันตรายกว่าที่คิด
:
กลางวันง่วงนอน แต่กลางคืนกลับตื่นและยังสมองแล่น อย่าคิดว่าเป็นเรื่องดี เพราะคุณกำลังเสี่ยงเป็นโรคร้าย
:
กลางวันง่วง กลางคืนตาสว่าง เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง?
1. โรคนอนไม่หลับ - ทำให้นาฬิกาชีวิตรวน ทำให้การใช้ชีวิตผิดปกติ

2. โรคกระเพาะอาหารอักเสบ - การตื่นตอนกลางคืน และมีการกินอาหาร ยิ่งทำให้กระเพาะทำงานผิดปกติ จนเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะอักเสบได้

3. โรคมะเร็งลำไส้ - สืบเนื่องจากข้อเมื่อครู่ หากปล่อยให้ลำไส้ทำงานผิดปกติไปเรื่อยๆ จะนำไปสู่โรคมะเร็งลำไส้ได้

4. โรคเบาหวาน - คนกลุ่มนี้มักจะไม่ได้ออกกำลังกาย เนื่องจากกลางวันมีอาการง่วง ทำให้มีสิทธิ์เป็นเบาหวานได้ หากกินน้ำตาลเป็นประจำ

5. ฮอร์โมนผิดปกติ - จะทำให้คุณกลายเป็นคนอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวซึมเศร้า เดี๋ยวเหวี่ยงวีน
:
หากเพื่อนๆ คนไหนกำลังใช้ชีวิตแบบนี้อยู่ อย่าปล่อยเอาไว้นะครับ ให้เริ่มปรับเวลานอน โดยพยายามข่มตาหลับให้ได้ตอนกลางคืน และตื่นนอนตอนเช้าเวลาเดิมๆ อย่างสม่ำเสมอ ให้ร่างกลับมามีนาฬิกาชีวิตที่ปกติได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-02-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4347</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1675836297.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="560"><Nid>4346</Nid><title>พบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะลักษณะคล้ายโลก ห่างไป 41 ปีแสง</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cmmz061pg9zo</source><detail>พบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะลักษณะคล้ายโลก ห่างไป 41 ปีแสง
:
กล้องโทรทรรศน์อวกาศ เจมส์เว็บบ์ ประกาศการค้นพบครั้งสำคัญ โดยยืนยันการมีอยู่จริงของดาวเคราะห์ LHS 475b ในกลุ่มดาวออกแทนส์ (Octans) ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 41 ปีแสง
:
พบว่า LHS 475b เป็นหินแข็งคล้ายโลก ทั้งยังมีขนาดใกล้เคียงกับโลกของเรามาก แต่อยู่ชิดติดกับดาวฤกษ์ศูนย์กลางของมันอย่างมาก ทำให้สามารถโคจรวนรอบดาวฤกษ์ได้โดยใช้เวลาเพียง 2 วัน ทั้งยังมีอุณหภูมิร้อนแรงกว่าโลก
:
นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่าชั้นบรรยากาศตื้นๆ ของ LHS 475b อาจเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ 100%
:
ผู้อำนวยการนาซ่ายังบอกอีกว่า การค้นพบของกล้องเจมส์เว็บบ์ในครั้งนี้ ทำให้เราเข้าใกล้ความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับดาวเคราะห์คล้ายโลกที่อยู่นอกระบบสุริยะมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-02-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4346</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1675836231.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="561"><Nid>4345</Nid><title>พบแก่นโลก เย็นตัว-หยุดหมุน-เปลี่ยนทิศ</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c2vnvzzl348o</source><detail>พบแก่นโลก เย็นตัว-หยุดหมุน-เปลี่ยนทิศ

ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักแก่นโลกกันก่อน แก่นโลกชั้นในเป็นลูกเหล็กร้อนทรงกลม มีอุณหภูมิสูงถึง 6,000 องศาเซลเซียส ร้อนแรงเทียบเท่าพื้นผิวด้านนอกของดวงอาทิตย์ และการที่แก่นโลกทั้งชั้นนอกและชั้นในร้อนจัด ทำให้เกิดกระแสไหลเวียนที่ผลักดันให้เปลือกโลกขยับเขยื้อน

ล่าสุด มหาวิทยาลัยปักกิ่งเผยผลวิเคราะห์คลื่นแผ่นดินไหวที่เคลื่อนผ่านทะลุโครงสร้างชั้นในของโลก พบว่าแทบจะไม่ปรากฏร่องรอยการเปลี่ยนตำแหน่งของแก่นโลกชั้นในเลยนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009

ทีมผู้วิจัยคาดว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรตามธรรมชาติ ที่แก่นโลกชั้นในจะค่อยๆ หมุนช้าลง จนนิ่งสนิทไประยะหนึ่ง ก่อนจะเริ่มเปลี่ยนทิศทางการหมุนโดยเพิ่มความเร็วขึ้นอีกครั้งไปในฝั่งตรงกันข้าม ซึ่งวงจรการเปลี่ยนแปลงทิศทางในแต่ละด้านจะเกิดขึ้นสลับกันไป โดยแต่ละครั้งจะดำเนินไปจนครบรอบทุก 60 - 70 ปี นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-02-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4345</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1675836158.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="562"><Nid>4333</Nid><title>3 ประโยชน์ของผงชูรสที่คุณอาจไม่รู้</title><source>https://www.sanook.com/health/4945/</source><detail>ทำอาหารทานเองที่บ้านเมื่อไร หลายคน (โดยเฉพาะคนที่กำลังใส่ใจสุขภาพอย่างเคร่งครัด) เลี่ยงที่จะใส่ผงชูรสลงไปในอาหารอย่างเด็ดขาด ด้วยเข้าใจว่าผงชูรสให้โทษต่อร่างกาย บ้างก็ว่าทานมากๆ แล้วผมร่วง หรือใครที่มาอาการแพ้ผงชูรสก็ยิ่งแล้วใหญ่ แต่จริงๆ แล้วผงชูรสก็มีประโยชน์เหมือนกันนะคะ ผงชูรสมีดีอย่างไร มาดูกัน

 1. ช่วยเพิ่มความอยากอาหารให้แก่ผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุหลานท่านเริ่มทานอาหารไม่ค่อยอร่อย เพราะต่อมรับรู้รสชาติเริ่มทำงานไม่ไวต่อรสชาติมากเท่าสมัยยังหนุ่มสาว จึงทำให้ผู้สูงอายุหลายท่านเริ่มมีอาการเบื่ออาหาร และค่อยๆ ผ่ายผอมลงเรื่อยๆ
วิธีแก้ไขง่ายนิดเดียว เพียงเพิ่มผงชูรสลงไปในอาหารเพียงเล็กน้อย จะทำให้ผู้สูงอายุรับรู้รสชาติ “อูมามิ” หรือรสชาติอร่อยกลมกล่อมของอาหารได้มากขึ้น ช่วยเจริญอาหารได้มากขึ้นนั่นเอง

2. ช่วยให้กระเพาะอาหาร และต่อมน้ำลายทำงานดีขึ้น
ในผู้ป่วยที่มีภาวะกระเพาะอาหารฝ่อ หรือต่อมน้ำลายทำงานได้ไม่ดี อาจทำให้เกิดอาการน้ำลายแห้ง และเบื่ออาหาร การเพิ่มรสชาติอูมามิผ่านผงชูรสลงไปในอาหาร จึงช่วยกระตุ้นความอยากอาหารให้ผู้ป่วยทานอาหารได้มากขึ้น ทานอาหารได้อร่อยขึ้นนั่นเอง

3. ช่วยลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้
ในคนที่ติดรสชาติเค็ม ปรุงอาหารโดยน้ำปลา หรือเกลือแกงจำนวนมาก เพื่อให้ได้รสชาติที่ต้องการ หากเปลี่ยนมาใส่เกลือแกงน้อยลง แล้วใส่ผงชูรสลงไปเล็กน้อย จากผลงานวิจัยพบว่าได้รสชาติอร่อยยถูกใจไม่แพ้กัน ดังนั้นการใส่ผงชูรสลงไปในอาหารเล็กน้อย จะช่วยให้เราใส่เกลือแกงได้น้อยลง โดยที่รสชาติไม่เสีย

 


 
</detail><keywords>ผงชูรส, สุขภาพ, อาหาร, โซเดียม, รสชาติ, อูมามิ</keywords><date>2023-01-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4333</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1674540202.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="563"><Nid>4332</Nid><title>เสริมสุขภาพจิตดีได้ด้วยการเขียนไดอารี่</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/61376</source><detail>เสริมสุขภาพจิตดีได้ด้วยการเขียนไดอารี่
:
เวลาเราเจอเรื่องเครียด แต่ละคนก็มักจะมีวิธีกำจัดความเครียดไม่เหมือนกัน แต่วันนี้เราจะพามาดูวิธีการบำบัดความเครียดและเสริมสุขภาพจิตดีได้ด้วยการเขียนไดอารี่กัน
:
ข้อดี ของการเขียนไดอารี่
1. ผ่อนคลายจากความเครียด
2. ลดอาการซึมเศร้า
3. เพิ่มประสิทธิภาพความจำ
4. หลีกเลี่ยงความผิดพลาด
5. สร้างวินัยให้กับตัวเอง
6. พัฒนาทักษะการเขียน
7. มีเป้าหมายและวางแผนอนาคต
:
การเขียนไดอารี่ในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องเขียนลงสมุดอีกต่อไปแล้ว เพราะเราสามารถเขียนใส่มือถือหรือแท็บแล็ตได้ทุกเวลา เมื่อมีเรื่องเครียด ก็สามารถเริ่มจดบันทึกได้ทันที ถือว่าเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการบำบัดความเครียดได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-01-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4332</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1674449364.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="564"><Nid>4331</Nid><title>สัตว์เลี้ยงมีอาการเครียดเมื่อต้องอยู่กับเจ้าของตลอดเวลา</title><source>https://www.sanook.com/health/27089</source><detail>สัตว์เลี้ยงมีอาการเครียดเมื่อต้องอยู่กับเจ้าของตลอดเวลา
:
ช่วงนี้เพื่อนๆ หลายคน อาจยังต้อง Work from Home หรือเรียนออนไลน์กันอยู่ เป็นสาเหตุให้ต้องอยู่กับสัตว์เลี้ยงตลอดเวลา ซึ่งรู้ไหมว่า การที่เราอยู่กับสัตว์เลี้ยงเป็นเวลานานๆ อาจทำให้สัตว์เลี้ยงตัวโปรดเกิดความเครียดได้
:
เพราะอะไรสัตว์เลี้ยงถึงเครียดล่ะ?
1. เครียดเพราะถูกรบกวน
ถึงแม้ว่าสัตว์เลี้ยงจะเป็นมิตรแค่ไหน แต่พวกมันก็ต้องการเวลาส่วนตัวบ้าง หากพวกมันถูกรบกวนทั้งวัน ก็ทำให้เกิดอาการเครียดได้
:
2.  เครียดเพราะเจ้าของเครียด
สัตว์เลี้ยงสามารถรับรู้ความเครียดจากเราได้ ไม่ว่าจะเกิดจากการเรียน หรือทำงาน และความเครียดนั้นสามารถส่งผ่านไปถึงสัตว์เลี้ยงได้
:
เพื่อนๆ คนไหนที่มีสัตว์เลี้ยงและรู้สึกว่าพวกมันเริ่มมีอาการเครียด ให้เริ่มแก้ไขด้วยการ หาพื้นที่ส่วนตัวให้ และพาออกไปเดินเล่นนอกบ้านเปลี่นบรรยากาศบ้าง ก็จะช่วยให้หายเครียดทั้งสัตว์เลี้ยงทั้งเจ้าของเลยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-01-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4331</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1674449330.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="565"><Nid>4330</Nid><title>ยามีวันหมดอายุหรือไม่ กินแล้วจะอันตรายไหม</title><source>https://www.sanook.com/health/3433</source><detail>ยามีวันหมดอายุหรือไม่ กินแล้วจะอันตรายไหม
:
ของกินทุกชนิดที่เรากินเข้าไป มักมีวันผลิตและวันหมดอายุชัดเจน ยาก็เช่นกัน
:
การสังเกตวันหมดอายุของยาเป็นหลักการเดียวกันกับอาหาร ส่วนใหญ่ยาเม็ดจะมีอายุไม่เกิน 5 ปี และยาน้ำ 2-3 ปี นับจากวันผลิต หรือสามารถดูข้อมูลเหล่านี้จากกล่องบรรจุ ฉลากยาหรือบนแผงยา
:
แต่หากยาดังกล่าวมีการถูกแบ่งบรรจุ เช่น ยานับเม็ด หรือครีมที่ป้ายมาจากกระปุกใหญ่ ยาน้ำในขวดพลาสติก จะส่งผลให้วันหมดอายุของยาเปลี่ยนแปลงไป โดยนับจากวันที่แบ่งบรรจุ 1 ปี
:
หากพบว่าแม้ไม่ถึง 1 ปี แต่ยาเสื่อมสภาพ เช่น เม็ดยากร่อน ยาน้ำสีเปลี่ยน มีกลิ่นผิดไป  เขย่าไม่เข้ากันเป็นเนื้อเดียว หรือครีมแยกชั้น ควรทิ้งไป เพราะนอกจากจะไม่มีผลในการรักษา ยังอาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-01-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4330</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1674449288.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="566"><Nid>4329</Nid><title>อุปกรณ์ไลโก วิธีใหม่ในการตรวจจับยานของเอเลียน</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c72r5ej52g2o</source><detail>อุปกรณ์ไลโก วิธีใหม่ในการตรวจจับยานของเอเลียน
:
ทุกวันนี้ มนุษย์ยังไม่หยุดพยายามในการติดต่อกับสิ่งมีชีวิตต่างดาว ล่าสุดได้มีการพัฒนาการตรวจจับยานของมนุษย์ต่างดาวด้วยวิธีใหม่ โดยใช้อุปกรณ์สังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วง ไลโก (Laser Interferometer Gravitational Wave Observatory - LIGO)
:
อุปกรณ์ดังกล่าวจะเข้ามาช่วยค้นหาร่องรอยการกระเพื่อมของปริภูมิ-เวลา ทั้งในห้วงอวกาศและบนโลก เมื่อมียานอวกาศที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงซึ่งขับเคลื่อนด้วยวอร์ปไดรฟ์ (Warp Drive)
:
ไลโกใช้หลักการแทรกสอดของคลื่นและเลเซอร์ตรวจวัดสัญญาณความเปลี่ยนแปลงภายในท่อสูญญากาศ หากมีคลื่นความโน้มถ่วงผ่านเข้ามา และหากว่ามีอุปกรณ์ใดมีขนาดใหญ่ยักษ์เท่ากับดาวพฤหัสบดี เคลื่อนที่ด้วยความเร็วอย่างน้อย 1 ใน 10 ของความเร็วแสง และอยู่ในระยะที่ห่างจากโลกไม่เกิน 326,000 ปีแสงนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-01-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4329</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1674449249.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="567"><Nid>4328</Nid><title>เผยภาพดวงจันทร์ไอโอ พบภูเขาไฟ-ทะเลสาบลาวาหลายร้อยแห่ง</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cw0jzw30281o</source><detail>เผยภาพดวงจันทร์ไอโอ พบภูเขาไฟ-ทะเลสาบลาวาหลายร้อยแห่ง
:
ดวงจันทร์ไอโอ (Io) คือหนึ่งในดวงจันทร์บริวารทั้ง 4 ดวงของดาวพฤหัสบดีซึ่งถูกค้นพบโดย กาลิเลโอ กาลิเลอี
:
ภาพดั่งกล่าวถูกบันทึกโดยยานจูโน (Juno) ขณะบินเฉียดเข้าใกล้ดวงจันทร์ไอโอ ขณะที่ยานอยู่ห่างจากพื้นผิวดาว 80,000 กิโลเมตร เผยให้เห็นจุดที่มีความร้อนสูงหลายร้อยแห่ง ซึ่งก็คือเครือข่ายภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น และทะเลสาบลาวาที่กำลังเดือดพล่านจำนวนมาก ทำให้ดวงจันทร์ไอโอเป็นดาวที่มีภูเขาไฟมากที่สุดในระบบสุริยะ
:
ข้อมูลจากการสำรวจในครั้งนี้ สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานให้กับโครงการอื่นๆ ต่อยอดสำรวจบริวารที่เหลือของดาวพฤหัสบดีได้ในอนาคตอีกด้วยนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-01-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4328</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1674446766.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="568"><Nid>4325</Nid><title>วันตรุษจีน มีที่มายังไงบ้างนะ?</title><source>https://www.thairath.co.th/lifestyle/culture/2024639</source><detail>วันตรุษจีน มีที่มายังไงบ้างนะ?
:
ใกล้เข้าเทศกาลตรุษจีนกันแล้ว ปีนี้วันตรุษจีนจะตรงกับวันที่ 22 มกราคม 2566 เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมครับ ว่าวันตรุษจีนมีความประวัติความเป็นมายังไง และทำไมแต่ละปีวันไม่ตรงกันสักที วันนี้มีคำตอบครับ
:
วันตรุษจีน หรือวันปีใหม่ของชาวจีน ตรงกับปฏิทินตามจันทรคติจีน ในวันที่ 1 เดือน 1 หรือมักจะอยู่ในช่วงปลายเดือนมกราคม - กลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี
:
นับว่าเป็นช่วงสิ้นสุดของฤดูหนาว และเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ ที่แสงอาทิตย์มีอิทธิพลสร้างความอบอุ่น และดอกไม้ต่างๆ เริ่มผลิบาน จึงตั้งเป็นวันแรกของฤดูทั้ง 24 ตามปฏิทินจันทรคติของจีนนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-01-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4325</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1674104655.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="569"><Nid>4322</Nid><title>แมนโคเซบ Mancozeb สารสีฟ้าบนต้นหอม</title><source>https://www.facebook.com/ThaiPesticideAlertNetwork/</source><detail>มีการแแชร์คลิปเกี่ยวกับต้นหอม ที่พบคราบสีฟ้า ซึ่งมีการระบุว่าเป็นสาร แมนโคเซบ (mancozeb) และบางท่านเข้าใจว่าสารดังกล่าวไม่เป็นอันตรายนั้น เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน
กล่าวคือแม้ว่าจะมีพิษเฉียบพลัน (acute toxicity) น้อยจากการกินเข้าไป  (LD50 มีค่าตั้งแต่ 5,000 mg/kg จนถึงมากกว่า 11,200 mg/kg ในหนูทดลอง) แต่การก่อพิษระยะยาว (chronic toxicity)  สารนี้มีความเสี่ยงต่อระบบสืบพันธุ์และเป็นอันตรายต่อทารก โดยเฉพาะการเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ประเภท 1B  อีกทั้งมีผลต่อการรบกวนระบบต่อมไร้ท่อในมนุษย์ ไม่รวมทั้งความเป็นพิษร้ายแรงต่อสัตว์น้ำ

โดยคณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศให้มีการยกเลิกการใชสารแมนโคเซบ ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชในยุโรป ทั้งนี้ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2564 และอาจขยายการใช้ต่อไปได้แต่ต้องไม่เกินวันที่ 4 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา
ประเทศอื่นก็อยู่ระหว่างการดำเนินการแบนแมนโคเซบ เช่นกัน ตัวอย่างเช่น เวียดนาม กำหนดแบนสารนี้ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 นี้ และอินเดีย ได้เตรียมประกาศแบนในเร็วๆนี้ เป็นต้น

ขณะนี้ ไทยแพนอยู่ระหว่างดำเนินการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่คณะกรรมการวัตถุอันตราย กรมวิชาการเกษตร และกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาดำเนินการหามาตรการในการจำกัดการใช้ ยกเลิกการขึ้นทะเบียน หรือแบนสารดังกล่าว รวมทั้งสารอื่นๆ เช่น คาร์เบนดาซิม ซึ่งมีผลต่อระบบสืบพันธุ์ ด้วย
</detail><keywords>แมนโคเซบ, สานสีฟ้าในต้นหอม, mancozeb, อันตรายจากแมนโคเซบ</keywords><date>2023-01-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4322</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1673926496.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="570"><Nid>4317</Nid><title>Art Therapy คลายความเครียดด้วยศิลปะบำบัด</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/61352</source><detail>Art Therapy คลายความเครียดด้วยศิลปะบำบัด
:
ทุกวันนี้ คนเรามีความเครียดกันง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจหรือโรคระบาด วันนี้พี่ๆ STKC ขอนำเสนอวิธีคลายเครียดด้วยศิลปะ หรือ Art Therapy
:
ศิลปะบำบัด คือ การบำบัดที่มีผลต่อสภาพจิตใจประเภทหนึ่ง ที่ใช้การสร้างสรรค์งานศิลปะเข้ามาเป็นตัวช่วยบำบัด การใช้ศิลปะบำบัดหรือว่า Art Therapy นั้นมีประโยชน์มากกว่าที่คิดอีกนะ และนี่ก็คือ 7 ประโยชน์ของศิลปะบำบัด
:
1. ลดความเครียด
2. เพิ่มสมาธิ
3. การแสดงออกของอารมณ์
4. สร้างพื้นที่ปลอดภัย
5. ลดความวิตกกังวล
6. เพิ่มความ Creative
7. ลดภาวะซึมเศร้า
:
การใช้ศิลปะบำบัด ไม่ใช่แค่การเสพรูปภาพ หรือการวาดรูประบายสีเท่านั้นนะครับ แต่ยังรวมถึงดนตรี การเต้น การถ่ายภาพ การแต่งกลอนหรือการแต่งเพลง แล้วแต่ความชอบของเพื่อนๆ เลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-01-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4317</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1673842065.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="571"><Nid>4316</Nid><title>ทำความรู้จัก 6 ไม้ประดับ ช่วยกรองสารพิษจากควันบุหรี่</title><source>https://www.sanook.com/women/224645</source><detail>ทำความรู้จัก 6 ไม้ประดับ ช่วยกรองสารพิษจากควันบุหรี่
:
ภายนอกบ้านมีควันพิษอยู่มากมาย โดยเฉพาะคาร์บอนมอนอกไซด์ สารพิษในควันบุหรี่ แต่การปลูกต้นไม้บางชนิดก็สามารถช่วงกรองสารพิษนี้ออกไปได้ จะมีต้นอะไรบ้าง เราไปดูกัน
:
1. หนวดปลาหมึกใบกลม - ช่วยกรองควันบุหรี่แล้ว ยังช่วยกรองเบนซีนได้ด้วย
2. ปาล์มไผ่ - มีคุณสมบัติช่วยกรองสารพิษจากควันบุหรี่ได้ดี
3. พลูด่าง - มีความทนทาน ดูแลง่าย และช่วยกรองสารพิษได้
4. ยางอินเดีย - ดูดซับคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ดี
5. เศรษฐีเรือนใน - สามารถกรองสารพิษทางอากาศ และโรคตึกเป็นพิษ หรือ Sick Building Syndrome ได้
6. อโกลนีมา - ช่วยฟอกอากาศ กรองสารพิษ
:
บ้านเพื่อนๆ คนไหนที่พบเจอปัญหาฝุ่นเยอะ ลองหาต้นไม้ดังกล่าวมาปลูกดูนะครับ รับรองว่าจะช่วยกรองฝุ่นให้อากาศบริเวณรอบนั้นสดชื่นและบริสุทธิ์ได้แน่นอน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-01-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4316</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1673842029.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="572"><Nid>4313</Nid><title>5 อาหารอันตรายที่ควรเลี่ยงในช่วงอายุ 30 ปี</title><source>https://www.sanook.com/health/5557</source><detail>5 อาหารอันตรายที่ควรเลี่ยงในช่วงอายุ 30 ปี
:
พอเริ่มอายุมากขึ้น ก็ต้องดูแลสุขภาพกันมากขึ้น วันนี้เราจะพาไปดู 10 อาหารที่ไม่ควรกินตอนช่วงอายุ 30 ปี จะมีอะไรบ้าง ไปดูกัน
:
1. อาหารกระป๋อง
เนื่องจากมีโซเดียมมาก มีความข้องกับภาวะความดันโลหิตสูง

2. อาหารเช้าสำเร็จรูป
การรับประทานของหวานในตอนเช้าส่งผลต่อน้ำตาลในเลือดได้

3. น้ำอัดลม
เนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลสูง กระทบต่อภาวะการเจริญพันธุ์และอีกหลากหลายโรค

4. คุ้กกี้ หรือขนมประเภทเดียวกัน
อุดมไปด้วยไขมัน แป้ง และน้ำตาล เรียกว่าแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย

5. แอลกอฮอล์
ยิ่งอายุมากขึ้น ความสามารถในการเผาผลาญแอลกอฮอล์ก็ยิ่งลดลง
:
เอาเป็นว่าใครที่มีอายุเข้า 30 ปี หรือทางที่ดี ไม่ว่าช่วงเวลาไหนก็ควรเลี่ยงอาหารเหล่านี้และหมั่นออกกำลังกายให้เป็นประจำเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-01-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4313</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1673281166.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="573"><Nid>4312</Nid><title>สร้างปฏิกิริยาฟิวชัน สู่พลังงานสะอาดที่ไม่มีวันสิ้นสุด</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/czq3v75094do</source><detail>สร้างปฏิกิริยาฟิวชัน สู่พลังงานสะอาดที่ไม่มีวันสิ้นสุด
:
กระบวนการของการเกิดพลังงานในดวงอาทิตย์ คือการที่แกนกลางของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิ 10-15 ล้านเคลวิน ทำให้ไฮโดรเจนกลายเป็นฮีเลียมจากปฏิกิริยาฟิวชัน และทำให้ดวงอาทิตย์มีพลังงานสูงมากพอที่จะทำให้เกิดการเผาไหม้ได้อย่างต่อเนื่อง
:
มนุษย์จึงพยายามเลียนแบบปฏิกริยานี้เองเพื่อสร้างพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันสิ้นสุดได้ และในที่สุด นักวิทยาศาสตร์ก็ทำเรื่องนี้สำเร็จแล้วที่ศูนย์จุดระเบิดแห่งชาติ
:
แต่ความท้าทายคือการรักษาพลังงานที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน ซึ่งต้องใช้อุณหภูมิและแรงกดมหาศาล ดังนั้นการทดลองนี้จึงยังไม่มีครั้งใดที่ผลิตพลังงานออกมาเพียงพอจะนำมาใช้งานได้
:
ถึงแม้การทดลองครั้งนี้ จะสร้างพลังงานความร้อนได้แค่เพียงการอุ่นกาน้ำร้อนได้ไม่กี่กา แต่ก็ถือเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นสัญญาณว่ามนุษยชาติกำลังเข้าใกล้แหล่งพลังงานฟิวชันในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-01-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4312</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1673281132.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="574"><Nid>4311</Nid><title>ดาวเคราะห์นรก มีอุณหภูมิร้อนสูงถึง 2,000 องศา</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cjm3plp1lpno</source><detail>ดาวเคราะห์นรก มีอุณหภูมิร้อนสูงถึง 2,000 องศา
:
มีการเผยผลการศึกษาดาวเคราะห์ “แจนส์เซน” (Janssen) หรือมีฉายาว่า “ดาวเคราะห์นรก” เนื่องจากมีอุณหภูมิร้อนจัดถึง 2,000 องศาเซลเซียส และใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์ศูนย์กลางเพียง 18 ชั่วโมงเท่านั้น
:
ดาวดวงนี้มีมวลมากกว่าโลก 8 เท่า และมีความกว้างมากกว่า 2 เท่า โครงสร้างของดาวมีความแข็งแกร่ง เนื่องจากมีแก่นภายในเป็นเพชร
:
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในการศึกษาครั้งนี้ คือ วงโคจรที่แปลกประหลาดของดาวดวงนี้ ซึ่งในอดีตดาวดวงนี้ก่อตัวขึ้นในบริเวณที่ห่างไกลจากดาวฤกษ์ศูนย์กลางมาก แต่มีแรงบางอย่างที่ดึงดูดให้มันค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้เส้นศูนย์สูตรของดาวฤกษ์ในภายหลัง ซึ่งต่างจากระบบสุริยะของเราที่วงจรอยู่ในระนาบเดียวกันนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2023-01-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4311</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1673281102.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="575"><Nid>4310</Nid><title>ดื่มนม ให้สมวัย</title><source>https://www.hfocus.org/content/2022/05/25190</source><detail>นม เป็นอาหารที่มีประโยชน์ เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี และมีแร่ธาตุแคลเซียม ที่สร้างกระดูกและฟัน  ดังนั้น เด็กที่กำลังเจริญเติบโต หากดื่มนมในปริมาณพอเหมาะก็จะเจริญเติบโตสมวัย 
ต้องเป็นนมจืด คนที่ต้องระวังสุขภาพ อย่างเด็กเกิน 2 ขวบขึ้นไป หรือเด็กที่มีภาวะอ้วน ให้ดื่มนมแบบพร่องมันเนยได้ หรือในผู้สูงอายุอาจเป็นนมพร่องมันเนย หรือดื่มนมพร่องมันเนยก็ได้ จริงๆ มีการศึกษาว่า

การดื่มนมที่ไขมันไม่มาก จะช่วยดูแลน้ำหนักตัวด้วยซ้ำ
โดยปริมาณการดื่มที่พอดี ในเด็กวัยเจริญเติบโต อย่างวัยเรียนระดับประถมศึกษาขึ้นไป  ควรดื่มนมวันละ 2 แก้ว เพราะได้อาหารอื่นด้วย  ส่วนผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ คือ วันละ 1 แก้ว โดย 1 แก้ว คือ ประมาณ 200 มิลลิลิตร
กรณีผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง โรคเบาหวาน ดื่มได้ แต่ให้เป็นนมขาดมันเนย
</detail><keywords>นม, milk, ดื่มนม, ดื่มนมให้สมวัย</keywords><date>2023-01-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4310</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1673244154.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="576"><Nid>4305</Nid><title>ไม่กินผัก-ผลไม้ เลย ร่างกายเสี่ยงโรคหรือไม่</title><source>https://www.sanook.com/health/33773/</source><detail>
	เสี่ยงโรคเรื้อรัง


จากผลการสำรวจขององค์การอนามัยโลก หรือ WHO และ ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (Centers for Disease Control and Prevention) หรือ CDC เผยว่าหนึ่งในปัจจัยหลักของผู้เสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังอย่างมะเร็ง เบาหวาน หัวใจ โรคหลอดเลือดและสมอง เป็นต้น มีสาเหตุมาจากการไม่รับประทานผักและผลไม้

ผักและผลไม้ เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อร่างกาย ตลอดจนมีสารต้านอนุมูลอิสระ สารไฟโตนิวเทรียนท์ และสารประกอบสำคัญที่พบได้จากการกินผักและผลไม้ ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเรื้อรัง ทั้งการช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดที่จะนำไปสู่การเป็นโรคเบาหวานหรือโรคหัวใจ หรือช่วยลดความเสี่ยงของการสร้างเซลล์มะเร็งในร่างกายที่จะนำไปสู่การเป็นโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เป็นต้น


	เสี่ยงต่อการทำงานของระบบลำไส้ผิดปกติ


ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายจะทำงานได้ดีต้องมีตัวช่วยจากกากใยอาหาร หรือไฟเบอร์ จากผักผลไม้ หากไม่ชอบกินผักหรือผลไม้ อาจเสี่ยงที่จะทำให้ร่างกายได้รับไฟเบอร์อย่างไม่เพียงพอ เพราะไม่มีไฟเบอร์ไปช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้และช่วยในการย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย อาจทำให้เสี่ยงอาการท้องผูก ริดสีดวง หรืออาจเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้


	เสี่ยงภาวะขาดสารอาหาร


ในผักและผลไม้ต่างมีสารอาหารที่ไม่พบ หรือพบได้น้อยมากในอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน เช่น วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ที่พบได้ใน ผักและผลไม้ ไม่ว่าจะเป็น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม หรือโซเดียม ดังนั้นหากใครไม่กินผักและผลไม้เลยแม้แต่น้อย ก็มีความเสี่ยงที่จะขาดสารอาหารจำพวกเกลือแร่ และวิตามินได้ ซึ่งอาจนำไปสู่สาเหตุของโรคต่างๆ เช่น เลือดออกตามไรฟันจากการขาดวิตามินซี โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก โรคคอพอกจากการขาดสารไอโอดีน เป็นต้น


	น้ำหนักขึ้นง่าย


หากเป็นคนที่ไม่กินผักผลไม้เลย และเป็นคนที่ชอบกินคาร์โบไฮเดรตและไขมันจากสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ ก็อาจทำให้เป็นคนที่น้ำหนักขึ้นง่าย อ้วนง่าย เพราะไม่มีกากใยอาหารจากผักและผลไม้เข้าไปช่วยให้รู้สึกอิ่มท้อง ทำให้กินแป้ง น้ำตาล และไขมันอย่างเต็มที่ นอกจากจะเพิ่มไขมันในร่างกายแล้ว ก็ยังเสี่ยงที่จะให้แคลอรีพุ่งสูงเกินพิกัดอีกด้วย


	เสี่ยงมีปัญหาทางสายตา


ผักและผลไม้ มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสายตา อย่างสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มของ ลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งมีฤทธิ์ป้องกันความเสี่ยงของการเสื่อมสภาพที่จอประสาทตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก ทั้งยังมีส่วนช่วยในการมองเห็นที่ดีอีกด้วย


	เสี่ยงซึมเศร้า


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าอาหารการกินก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตด้วยเหมือนกัน เพราะสารอาหารใน ผักและผลไม้มีผลต่อการกระตุ้นการผลิตสารเซโรโทนิน (Serotonin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ในการควบคุมความเครียด ช่วยลดอาการหวาดวิตกกังวลได้

 
</detail><keywords>ผัก, ผลไม้, ร่างกาย, โรคเรื้อรัง, อ้วน, สุขภาพ</keywords><date>2023-01-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4305</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1672813619.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="577"><Nid>4304</Nid><title>เจ็บคอดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำเย็นดีกว่ากัน</title><source>https://www.sanook.com/health/17685/</source><detail>ในทางการแพทย์แล้ว ยังไม่ได้มีหลักฐานงานวิจัยชิ้นใดระบุอย่างชัดเจนว่า เมื่อมีอาการเจ็บคอ น้ำอุ่น หรือน้ำเย็นที่จะดีต่อคอ และช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้มากกว่ากัน เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเจ็บคอมีด้วยกันหลายอย่าง

เจ็บคอ เพราะเป็นหวัด - หากเป็นหวัดธรรมดา ๆ โดยอาจมีอาการปวดศีรษะ น้ำมูกไหล จาม ไอ และมีไข้ร่วมด้วย ควรเลือกจิบน้ำอุ่นจะดีกว่า เพราะน้ำอุ่นช่วยละลายเสมหะได้ ลดการระคายเคืองของคอ บรรเทาอาการไอได้เล็กน้อย และโดยทั่วไปแล้วแพทย์จะไม่สั่งยาแก้อักเสบ หรือย่าฆ่าเชื้อให้ เพราะหากเจ็บคอจากอาการเป็นหวัด อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อเริ่มหายหวัดนั่นเอง อย่าลืมดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อลดเสมหะด้วย

เจ็บคอ เพราะทอนซิลอักเสบ - ทอนซิลอักเสบ เป็นอาการที่ต่อมทอนซิลในคอมีอาการอักเสบ บวม แดง เป็นรอยแดงเป็นจ้ำ ๆ และอาจพบจุดหนองเล็ก ๆ ด้วย โดยอาการอักเสบเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้ออื่น ๆ ที่มาจากอาหารการกิน หรือจากสาเหตุอื่น ๆ อาการเจ็บคอจากทอนซิลอักเสบต้องได้รับยาปฏิชีวนะที่สั่งให้โดยแพทย์ และควรดื่มน้ำเย็น เพื่อช่วยลดอาการบวม อักเสบของทอนซิล
</detail><keywords>ดื่มน้ำ, น้ำอุ่น, น้ำเย็น, เจ็บคอ, เป็นหวัด, ทอนซิลอักเสบ</keywords><date>2023-01-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4304</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1672813302.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="578"><Nid>4303</Nid><title>5 วิธีจัดการความเครียดง่ายๆ ที่คุณเองก็ทำได้</title><source>https://www.paolohospital.com/th-TH/center/Article/Details/stress</source><detail>1. ออกกำลังกาย คลายเครียด
Cortisol จะทำงานอย่างหนัก เราสามารถแก้ได้โดยการให้ฮอร์โมนเอนดอร์ฟีนทำงานบ้างด้วยการออกกำลังกาย อย่างน้อยๆ ถ้าเรารู้สึกตัวว่ากำลังเครียดอยู่ การได้ออกจากโต๊ะทำงานไปยืดเส้นสาย หรือเดินขึ้นลงบันไดอาจทำให้เราหลุดโฟกัสเรื่องเครียดสักพักหนึ่ง จริงๆ แล้วการออกกำลังกายในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการออกแรงอย่างหนัก เหงื่อตกมากๆ แต่เป็นการออกกำลังกายที่ให้ผลทางสุขภาพจิต เพียงแค่เดินปกติสัก 10 นาที หันเหความสนใจไปในทางบวก ก็ได้ผลแล้ว แต่ถ้ามีเวลาหลังเลิกงานควรจะไปออกกำลังกายอย่างจริงจัง อย่างน้อยวันละ 30 นาที แค่ 3 - 5 วันต่อสัปดาห์ก็เพียงพอให้ฮอร์โมนแห่งความสุขทำงานได้อย่างเต็มที่บ้าง

2. นั่งสมาธิ ฝึกจิต ลดเครียด

หากลองสังเกตตัวเองเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกเครียด จะเหมือนมีก้อนความคิดบางอย่างวิ่งอยู่ในหัวตลอดเวลา ซึ่งเมื่อมีความเครียดวิ่งวนอยู่ในหัวตลอดทำให้เราต้องคิดซ้ำไปซ้ำมาในเรื่องเครียดนั้นๆ เราจะจัดการแก้ปัญหากับมันอย่างไรดี การจมอยู่กับความเครียดอาจทำให้เราไม่อยากทำอย่างอื่นเลย ดังนั้น การแก้ปัญหาง่ายๆ เมื่อรู้สึกวิตกกังวลมากเกินไป ลองหาเวลาทำสมาธิ หรือสวดมนต์ไหว้พระ ฝึกลมหายใจ ลองกำหนดลมหายใจเข้า - ออกง่ายๆ ทำให้ชีพจรเต้นช้าลง เอาใจไปโฟกัสการกำหนดลมก็ทำให้เราลืมเรื่องเครียดๆ ไปได้ประมานหนึ่ง

3. จัดสรรเวลาในชีวิตประจำวัน

Work Life Balance เราได้ยินกันมานานแล้วแต่หลายคนยังคงไม่สามารถทำได้ นอกจากการจัดสรรเวลาการทำงาน และการใช้ชีวิตส่วนตัวให้ดีจะช่วยให้ชีวิตส่วนตัวดีขึ้นแล้ว ยังช่วยในเรี่องของการที่เราไม่เอาความเครียดต่างๆ ไปให้กับครอบครัวด้วย 8 ชั่วโมงการทำงานหลังจากนั้นควรจะหยุดคิดเรื่องงาน ไม่นำงานไปทำในขณะที่ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ให้โฟกัสกับเรื่องครอบครัว และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ นี่เป็นอีกวิธีหนึ่งในการบริหารความเครียดได้ดีเลยทีเดียว

4. ผ่อนคลายด้วยการดูหนัง ฟังเพลง

แม้ว่าเราจะจัดการปัญหาความเครียดต่างๆ ยังไม่ได้ทันที แต่การที่เราเอาตัวเองออกมาจากความเครียดได้สักพักหนึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีได้ทำตามใจตัวเองบ้าง เช่น การนอนดูหนัง ฟังเพลงสบายๆ หรือออกไปหากิจกรรมทำที่นอกจากการนั่งจมกับความคิดเครียดๆ แน่นอนว่าช่วยให้สมองปลอดโปร่งสักพัก และอาจทำให้เรากลับมาคิดแก้ไขปัญหาหรือเรื่องเครียดได้ด้วย

5. ปรับเปลี่ยนความคิด

การจมอยู่กับความคิดใดความคิดหนึ่งมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการเครียดโดยไม่รู้ตัวได้ หรือถ้าหากเราจมอยู่กับความวิตกกังวลมากๆ ก็กลายเป็นความเครียดสะสม ความเครียดที่เกิดขึ้นนั้นก็จะกลายเป็นสาเหตุของความทุกข์ใจ ในทางวิทยาศาสตร์พบว่าความคิดสัมพันธ์กับสมอง เมื่อคิดอย่างหนึ่งสมองก็จะตอบสนองไปตามนั้น หากเราตกอยู่ในภาวะเครียดเรื่องงาน สุขภาพ หรือเพื่อนร่วมงาน วิธีการคือให้เอาตัวเองออกจากความเครียดนี้ด้วยการลองปรับมุมมองปัญหาต่างๆ เอาตัวเองออกมายืนเป็นคนนอกดูบ้าง อาจทำให้เราเห็นสาเหตุของปัญหาและวิธีแก้ไขได้ง่ายกว่าการเอาตัวเองไปจมอยู่กับตรงนั้น หรือหากเรามองข้ามเรื่องเล็กน้อย และยอมรับข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นของงานหรือเพื่อนร่วมงาน อาจทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ และหายเครียดได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังน่าจะป้องกันตัวจากความทุกข์ต่างๆ ได้ดีอีกด้วย
</detail><keywords>ความเครียด, อารมณ์, วิตกกังวล, ร่างกาย, จิตใจ, สุขภาพ</keywords><date>2023-01-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4303</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1672812674.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="579"><Nid>4300</Nid><title>มนุษย์สามารถใช้ไฟประกอบอาหารนานกว่าที่เคยคาดไว้หลายแสนปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-63637810</source><detail>มนุษย์สามารถใช้ไฟประกอบอาหารนานกว่าที่เคยคาดไว้หลายแสนปี
:
การเปลี่ยนผ่านจากการกินอาหารดิบไปสู่การกินอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยไฟนั้นมีความหมายหลายอย่างเกี่ยวกับพฤติกรรมและพัฒนาการของมนุษย์
:
หลักฐานการทำอาหารที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดก่อนหน้านี้อยู่ในช่วง 170,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช แต่การค้นพบในครั้งนี้ทำให้เรารู้ว่า มนุษย์สามารถทำอาหารได้ยาวนานกว่านั้นหลายแสนปี
:
มีการค้นพบหลักฐานในซากปลาที่คล้ายปลาคาร์ปขนาดใหญ่อายุ 780,000 ปี ที่ค้นพบทางตอนเหนือของอิสราเอล โดยศึกษาผลึกจากชั้นนอกของฟันปลาดังกล่าว พบรูปแบบการขยายตัวของผลึก ซึ่งเป็นสัญญาณที่ระบุว่าฟันของปลาได้สัมผัสกับไฟโดยตรง แต่อุณหภูมิที่ใช้ในการปรุงปลานั้นอยู่ในระดับต่ำ
:
มาถึงตรงนี้ เพื่อนๆอาจสงสัยว่า แค่สามารถประกอบอาหารด้วยไฟ สำคัญตรงไหน?
:
จริงๆ แล้วการมีทักษะในการปรุงอาหารด้วยไฟคือความก้าวหน้าทางวิวัฒนาการที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้มีวิธีการเพิ่มเติมในการใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรอาหารที่มีอยู่นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-12-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4300</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1672190385.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="580"><Nid>4299</Nid><title>Phasmophobia อาการกลัวสิ่งลี้ลับ</title><source>https://www.sanook.com/campus/1412443</source><detail>Phasmophobia อาการกลัวสิ่งลี้ลับ
:
เพื่อนๆ เคยกลัวอะไรกันไหมครับ? วันนี้เราพามาทำความรู้จัก Phasmophobia อาการกลัวสิ่งลี้ลับหรือผี
:
Phasmophobia เป็นคำที่ใช้เรียกอาการหรือภาวะที่ใครสักคนกลัวผีหรือสิ่งลี้ลับมากๆ กลัวแบบไม่มีเหตุผล กลัวอย่างรุนแรง สาเหตุมักมาจากแผลในจิตใจเกี่ยวกับผีหรือสิ่งลี้ลับในวัยเด็ก เช่น เคยโดนแกล้งผีหลอก หรือเคยโดนเอารูปผีน่ากลัวๆ มาให้ดู
:
ผู้ที่มีอาการ Phasmophobia เมื่อต้องอยู่ตัวคนเดียว โดยเฉพาะตอนกลางคืนหรือสถานที่มืดๆ มักจะมีความคิดว่าถูกจับจ้องโดยผีหรือสิ่งลี้ลับ และมีอาการต่างๆ ดังนี้
:
1. ไม่กล้านอนคนเดียว
2. รู้สึกขวัญอ่อน ตกใจง่าย
3. ไม่ชอบอยู่คนเดียว
4. ไม่กล้าเข้าห้องน้ำกลางคืน
5. มีอาการง่วงตอนกลางวัน เนื่องจากอดนอน
:
เพื่อนๆ คนไหนที่มีอาการแบบนี้ จนคิดว่าเป็นปัญหากับการใช้ชีวิตประจำวัน เราสามารถไปปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อบำบัดความกลัวนี้ได้เลยนะครับ
:
# STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-12-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4299</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1672190336.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="581"><Nid>4298</Nid><title>ดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักยังไงในช่วงฤดูหนาว</title><source>https://bec-vet.com/th/Blogs/Detail/29-การดูแลสัตว์เลี้ยงในช่วงเปลี่ยนฤดู</source><detail>ดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักยังไงในช่วงฤดูหนาว
:
ช่วงลมหนาวเริ่มมาเยือนประเทศไทยแล้ว ไม่ใช่แค่คนเท่านั้นที่มีโอกาสเป็นหวัด สัตว์เลี้ยงแสนรักเราอย่างน้องหมาหรือน้องแมวก็มีโอกาสป่วยได้เหมือนกัน วันนี้พี่ๆ STKC เอาวิธีดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักในฤดูหนาวมาฝาก
:
1. ทำความเข้าใจสายพันธุ์
สัตว์แต่ละสายพันธุ์มีความสามารถทนทานอากาศหนาวที่แตกต่างกัน สังเกตง่ายๆ ที่ขน หากสายพันธุ์ที่ขนยาว มักสามารถทนต่ออากาศหนาวได้ ในขณะที่สัตว์เลี้ยงขนสั้น เช่นสุนัข แมวพันธุ์ไทย หรือสายพันธุ์ขนสั้นอื่นๆ จะมีความสามารถในการทนอากาศหนาวได้ไม่มาก
:
2. หาที่อุ่นๆ ให้นอน
หากสัตว์เลี้ยงนอนนอกบ้าน ให้หาที่มีหลังคาปิดมิดชิด และควรหาเบาะรอง ผ้า หรือกองฟาง มาให้นอนเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
:
3. หาเสื้อผ้ามาใส่ให้
โดยเฉพาะสายพันธุ์ขนสั้น จะเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
:
4. ให้อาหารมากขึ้นกว่าปกติ
เพื่อเพิ่มพลังงานและความอบอุ่น
:
5. ระวังโรคทางเดินหายใจ
มั่นใจว่าสัตว์เลี้ยงเราอยู่ในที่ที่อุ่นและแห้งเสมอ หากมีอาการไอหรือจาม ควรพบสัตวแพทย์โดยด่วน
:
และนี่ก็คือทริคเล็กๆ ที่เอามาฝากในวันนี้ หวังว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่มีสัตว์เลี้ยงแสนรักอยู่ที่บ้าน เพื่อให้เขามีสุขภาพที่ดีตลอดฤดูหนาวนี้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-12-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4298</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1672190252.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="582"><Nid>4289</Nid><title>เส้นเลือดในสมองตีบ อันตรายถึงชีวิต</title><source>https://www.sanook.com/health/10749</source><detail>เส้นเลือดในสมองตีบ อันตรายถึงชีวิต
:
เพื่อนๆ รู้ไหมครับว่ามีอยู่ไม่กี่โรคที่สามารถทำให้คนเราเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว เช่น หัวใจวาย หลอดเลือดสมองแตก หรือระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน แต่อีกหนึ่งโรคที่อันตรายถึงชีวิตไม่แพ้กัน นั่นก็คือ เส้นเลือดในสมองตีบ
:
เส้นเลือดในสมองตีบ เป็นความผิดปกติของหลอดเลือดสมองอย่างหนึ่ง มีลิ่มเลือดเข้าไปอุดตันในเส้นเลือดระหว่างที่เลือดกำลังไหลไปตามกระแสเลือดเข้าสู่สมอง มีอัตรายถึงชีวิต
:
สัญญาณเตือน เส้นเลือดในสมองตีบ มีอะไรบ้าง?
1. มีอาการชาที่ใบหน้า หรือชาครึ่งซีกที่บริเวณแขน/ขา
2. พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว
3. ปวดหัวเฉียบพลัน
4. ตาพร่ามัว หรือตาบอดข้างเดียวเฉียบพลัน
5. เดินเซ ทรงตัวลำบาก
:
อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่และจะหายไปเอง สาเหตุมาจากตอนที่หลอดเลือดอุดตันจนมีเลือดไปหล่อเลี้ยงสมองไม่เพียงพอกะทันหัน หากว่าเคยมีอาการเหล่านี้ แม้ว่าจะเพียงครั้งเดียวหรือหายไปแล้ว ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดโดยทันทีครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-12-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4289</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1671397827.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="583"><Nid>4288</Nid><title>ให้กำเนิดคู่ของอนุภาค-ปฏิอนุภาคขึ้นจากความว่างเปล่าในจักรวาลจำลอง</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cl41ye68xjko</source><detail>ให้กำเนิดคู่ของอนุภาค-ปฏิอนุภาคขึ้นจากความว่างเปล่าในจักรวาลจำลอง
:
นักวิจัยได้ทำการจำลองจักรวาล โดยใช้อะตอมของธาตุโพแทสเซียมที่เย็นจัดมาสร้างสนามควอนตัมในสุญญากาศ ซึ่งเป็นการจำลองสภาพของจักรวาลที่กำลังขยายตัวหลังถือกำเนิดขึ้นใหม่ๆ และทำการฉายลำแสงไปยังกลุ่มหมอกอะตอม เพื่อให้มีพฤติกรรมเป็นไปตามสมการ Space-time Metric
:
ผลจากการจำลองดังกล่าว อะตอมได้เคลื่อนที่ในลักษณะคล้ายระลอกคลื่นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฏีหนึ่งที่ว่า ระลอกคลื่นแบบดังกล่าวเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการผุดเกิดขึ้นของคู่อนุภาค-ปฏิอนุภาค ในพื้นที่ว่างของจักรวาลที่กำลังขยายตัว หรือที่เรียกว่าปรากฏการณ์ Particle Pair Production
:
หนึ่งในทีมผู้วิจัยได้กล่าวไว้ว่า การทดลองครั้งนี้สามารถเป็นต้นแบบให้กับการทดลองอื่นๆ ที่มุ่งทำความเข้าใจสมบัติทางควอนตัมของจักรวาลในอนาคตได้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างทฤษฎีความโน้มถ่วงเชิงควอนตัม (Quantum Gravity Theory) ที่ปฏิวัติวงการฟิสิกส์ยุคใหม่ได้ได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-12-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4288</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1671397706.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="584"><Nid>4287</Nid><title>สิ่งมีชีวิตชนิดแรกอาจเกิดขึ้นบนดาวอังคารก่อนดาวโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c51xwv913lno</source><detail>สิ่งมีชีวิตชนิดแรกอาจเกิดขึ้นบนดาวอังคารก่อนดาวโลก
:
มีการศึกษาหินอุกกาบาตที่มาจากดาวอังคารในยุคเริ่มก่อตัวเมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน พบว่าเต็มไปด้วยสารอินทรีย์และน้ำที่สามารถให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้ ในขณะที่เวลาเดียวกันโลกยังมีสภาพไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต
:
จากข้อมูลการศึกษาอุกาบาตดังกล่าวบ่งชี้ว่า ดาวอังคารในยุคเริ่มก่อตัว 100 ล้านปีแรก ถูกพุ่งชนด้วยอุกกาบาตชนิดนี้จำนวนมหาศาล ซึ่งอุกกาบาตนี้ได้นำพาสารสำคัญต่อการให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตมายังดาวอังคารด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรดอะมิโนที่เป็นสารตั้งต้นของการผลิตสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ
:
ในขณะที่ช่วงเวลานั้นโลกชนเข้ากับดาวเคราะห์โบราณดวงหนึ่ง จนทำให้สูญเสียสารอินทรีย์และน้ำที่สะสมไว้ในช่วงแรกไปจนหมด
:
จึงเป็นข้อสรุปจากผู้ศึกษาได้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่สิ่งมีชีวิตชนิดแรกในระบบสุริยะจะเกิดขึ้นบนดาวอังคารก่อนดาวเคราะห์ดวงอื่น รวมถึงโลกของเราด้วยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-12-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4287</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1671397666.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="585"><Nid>4281</Nid><title>เทคนิคพิชิตการสอบแบบ Open Book</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/60864</source><detail>เทคนิคพิชิตการสอบแบบ Open Book
:
การสอบแบบ Open Book คือการสอบที่สามารถนำหนังสือหรือเอกสารที่ใช้ในการเรียนเข้าไปในห้องสอบได้ วันนี้พี่ๆ STKC เลยนำเทคนิคดีๆ กับการทำข้อสอบแบบ Open Book มาฝากเพื่อนๆ กัน
:
1. ศึกษารายละเอียดและข้อกำหนดของการสอบ
ต้องรู้ว่าสามารถนำอะไรเข้าห้องสอบได้บ้าง ใช้เวลาในการทำข้อสอบทั้งหมดเท่าไร เนื้อหาที่จะออกครอบคลุมถึงบทไหนบ้าง
:
2. ต้องอ่านตัวบทให้จบก่อนวันสอบ
เราควรอ่านเนื้อหาบทที่จะออกสอบให้จบก่อนวันสอบอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เผื่อมีเรื่องไม่เข้าใจ จะได้มีเวลาทบทวน
:
3. ทำสรุป
ไม่มีสรุปไหนจะดีเท่าสรุปที่เราเขียนเองจากความเข้าใจ อย่าพยายามนำสรุปของคนอื่นมาอ่าน เพราะการทำสรุปเองจะเป็นการทบทวนบทเรียนไปด้วย
:
4. ควบคุมเวลาการเปิดหนังสือให้ดี
กำหนดเวลาในการทำแต่ละข้อให้ดี จะได้ไม่เสียเวลากับข้อใดข้อหนึ่งนานเกินไป เพราะจะทำให้เราทำข้อสอบเสร็จไม่ทันเวลา
:
5. ทำข้อสอบจากง่ายไปยาก
เริ่มจากการทำข้อที่ง่ายไปยาก เพื่อที่จะได้มั่นใจว่าเราจะได้คะแนนส่วนนี้แน่ๆ และเหลือเวลาให้ทบทวนคำตอบทุกข้อด้วย
:
เป็นยังไงกันบ้างครับ กับเทคนิคที่นำมาฝากเพื่อนๆ กันในวันนี้ หวังว่าในการสอบรอบหน้า เพื่อนๆ จะสามารถทำข้อสอบได้คะแนนดีขึ้นจากเทคนิคเหล่านี้ไม่มากก็น้อย เป็นกำลังใจให้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-12-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4281</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1670995007.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="586"><Nid>4279</Nid><title>ประสบความสำเร็จในชีวิต ด้วยเรื่องเล็กๆ ก็มีความสุขได้</title><source>https://www.sanook.com/campus/1412451</source><detail>ประสบความสำเร็จในชีวิต ด้วยเรื่องเล็กๆ ก็มีความสุขได้
:
ทุกคนคงอยากประสบความสำเร็จในชีวิตกันใช่ไหมล่ะครับ เราจึงมีการตั้งเป้าหมายให้ใหญ่ๆ เอาไว้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะนั่นจะทำให้เราเติมเต็มความสุขของตัวเองได้ตลอดเวลา
:
1. ใช้เวลาร่วมกับไอดอลที่ชื่นชอบ
การที่เราชื่นชอบไอดอล จะทำให้เราอยากประสบความสำเร็จแบบเขาบ้าง จนกลายเป็นแรงผลักดันให้เราถึงเป้าหมายได้ง่ายขึ้น
:
2. มื้ออาหารที่ประทับใจ
ให้ชีวิตได้กินอาหารอะไรที่เราประทับใจบ้าง โดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่น โฟกัสแค่อาหารตรงหน้า ก็ทำให้เรามีความสุขแล้ว
:
3. ให้ของขวัญตัวเอง
เราต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน ใช้ความสามารถเพื่อหาของบางสิ่งให้ตัวเอง จึงเป็นอะไรที่เติมเต็มใจและอิ่มเอมได้พิเศษมากเลยทีเดียว
:
4. เก็บของสะสมให้ครบ คอลเลคชัน
ของบางสิ่งบางอย่างแค่มีเงินอย่างเดียวก็ไม่อาจได้มาง่าย ๆ เนื่องจากของมันหายากมากแล้ว การตามเก็บให้ครบ ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จในชีวิตได้อีกเหมือนกัน
:
5. ไปที่ ที่อยากไป
การไปในที่ที่อยากไปสักครั้งในชีวิต รับรองเลยว่าเราจะรู้สึกได้ถึงความปลาบปลื้ม ความอิ่มอกอิ่มใจแบบที่ไม่ได้รู้สึกบ่อยๆแน่
:
ใครที่มีเป้าหมายใหญ่ในชีวิต ก็ขอให้ตั้งใจเพื่อบรรลุเป้าหมายให้ได้ แต่อย่าลืมให้รางวัลตัวเองด้วยการพิชิตเป้าหมายเล็กๆแบบนี้ด้วย จะทำให้เรามีกำลังใจ และมีความสุขอยู่ตลอดเวลานั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-12-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4279</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1670914362.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="587"><Nid>4278</Nid><title>ต้นไม้ปรับตัวยังไงในฤดูหนาว?</title><source>https://www.baanlaesuan.com/86349/plant-scoop/tree-winter</source><detail>ต้นไม้ปรับตัวยังไงในฤดูหนาว?
:
ไม่ใช่แค่มนุษย์หรือสัตว์ที่ต้องหาวิธีรับมือกับอากาศหนาวเพื่อดำรงชีวิตได้ ต้นไม้เองก็เช่นกัน ต้นไม้จะมีวิธีปรับตัวสู้อากาศหนาวยังไงบ้าง เรามาดูกันเลย
:
1. ใบไม้เปลี่ยนสี
ต้นไม้จะปิดปากใบเพื่อลดการคายน้ำ ทำให้การสังเคราะห์แสงต้องหยุดลง เมื่อสารคลอโรฟิลล์ลดน้อยลงก็ทำให้ใบไม้คงเหลือเพียงเม็ดสีบางสีเท่านั้น เช่น แดง ส้ม เหลือง
:
2. ทิ้งใบ
เมื่ออากาศเย็นลง ต้นไม้หลายต้นจะหยุดการผลิตอาหารและดึงเอาอาหารจากส่วนต่างๆมาเก็บไว้ที่ลำต้น จึงทำการทิ้งใบเพื่อลดพลังการในส่วนที่ไม่จำเป็น
:
3. ออกดอก
เมื่อต้นไม้เก็บพลังงานไว้ในต้นแล้ว ก็มีความพร้อมที่จะออกดอกเพื่อเร่งการขยายพันธุ์ต่อไปในฤดูที่เหมาะสมและเนื่องจากในฤดูหนาว แสงแดดจะน้อยลง ดอกมีสีสันสดใสและบานได้นานกว่าฤดูอื่น
:
จะเห็นได้ว่าธรรมชาติของต้นไม้เองก็มีกลไกและวิธีการเอาตัวรอดไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เช่นสัตว์หรือมนุษย์เลย ธรรมชาติซับซ้อนและมหัศจรรย์จริงๆ เพื่อนๆ ว่าไหมล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-12-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4278</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1670790212.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="588"><Nid>4276</Nid><title>ช่วงเวลาไหนไม่ควรดื่มน้ำมากๆ</title><source>https://www.sanook.com/health/34073/</source><detail>ช่วงเวลาไหนไม่ควร "ดื่มน้ำ" มากๆ


	ก่อนกินอาหาร


อันที่จริงแล้ว การดื่มน้ำเล็กน้อยราวๆ 1 แก้วก่อนมื้ออาหาร ส่งผลดีต่อร่างกายในแง่ของการเตรียมความพร้อมของท้องต่อการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้การดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารยังอาจทำให้เราอิ่มเร็วขึ้น มีความอยากอาหารน้อยลง จึงเป็นวิธีที่ดีต่อคนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ด้วย แต่ไม่ควรดื่มน้ำก่อนรับประทานอาหารมากเกินไป อาจทำให้จุกเสียดท้องได้ ทางที่ดีควรดื่มน้ำครึ่งถึง 1 แก้ว ก่อนรับประทานอาหาร 30 นาที


	ก่อนออกกำลังกาย


การดื่มน้ำก่อนออกกำลังกาย ส่งผลดีต่อร่างกายเช่นเดียวกับการดื่มน้ำก่อนรับประทาน แต่เป็นการให้ประโยชน์ในแง่ของการเติมน้ำให้กับร่างกายได้รู้สึกสดชื่น และเตรียมพร้อมกับการออกกำลังกายที่เป็นกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำไปเป็นจำนวนมากกว่าปกติ แต่การดื่มน้ำในปริมาณมากก่อนออกกำลังกายไม่กี่นาที อาจทำให้เกิดอาการจุกเสียดท้องระหว่างออกกำลังกายได้เช่นกัน ดังนั้นจึงควรจิบน้ำแก้วเล็ก หรือดื่มน้ำก่อนออกกำลังกาย 30 นาที


	ก่อนนอน


บางคนอาจคิดว่า ช่วงเวลาก่อนนอนเป็นช่วงที่ควรกินน้ำมากๆ เพราะร่างกายจะขาดน้ำเป็นเวลานานจากช่วงเวลาที่นอนไปหลายชั่วโมง แต่จริงๆ แล้วการดื่มน้ำมากๆ ก่อนนอนไม่ได้ช่วยเรื่องการทดแทนการขาดน้ำระหว่างนอนมากขนาดนั้น หรืออีกนัยหนึ่งคือ ระหว่างที่เรานอน ร่างกายไม่ได้ต้องการน้ำในปริมาณมากขนาดนั้น หนำซ้ำ การดื่มน้ำมากๆ ก่อนนอนยังอาจทำให้เราต้องลุกขึ้นมาปัสสาวะตอนกลางคืนบ่อยครั้ง ทำให้เรานอนหลับไม่เต็มที่อีกต่างหาก
</detail><keywords>ดื่มน้ำ, ร่างกาย, อาหาร, จุกเสียดท้อง, น้ำ</keywords><date>2022-12-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4276</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1670467075.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1670467075_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1670467075_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1670467075_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1670467075_3.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="589"><Nid>4275</Nid><title>5 เคล็ดลับ ขจัดความหิว ระงับความอยากอาหาร</title><source>https://www.sanook.com/health/31549</source><detail>5 เคล็ดลับ ขจัดความหิว ระงับความอยากอาหาร
:
อุปสรรคสำคัญของคนที่ต้องการลดน้ำหนัก คงหนีไม่พ้น “ความหิว”
:
ความหิว เป็นอาการท้องร้อง ร่างกายมีพลังงานต่ำ หรือความหงุดหงิดฉุนเฉียวที่มักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายต้องการพลังงาน เราจะพาไปดูเคล็ดลับขจัดวามหิว และสามารถระงับความอยากอาหารได้อีกด้วย
:
1. โปรตีนช่วยได้
เราควรเพิ่มโปรตีนที่ไม่มีไขมันในมื้ออาหาร นอกจากเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ยังส่งผลต่อสารเคมีในสมองซึ่งช่วยให้คุณรู้สึกพึงพอใจและไม่หิวได้อีกด้วย
:
2. ดื่มน้ำและไฟเบอร์
จะช่วยเติมเต็มพื้นที่ในกระเพาะอาหาร ทำให้ไม่รู้สึกหิว และมีพลังงานต่ำ เช่น พืชผักส่วนใหญ่, แตงโม หรือผลไม้ตระกูลเบอร์รี่
:
3. ออกกำลังกาย
สามารถระงับฮอร์โมนความหิวได้
:
4. ดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร
ช่วยให้ท้องอิ่มได้ และกินอาหารได้น้อยลง
:
5. แบ่งอาหารเป็นมื้อย่อยๆ
การกินอาหารมื้อเล็กๆ ถี่ๆ ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง จะช่วยให้ระดับน้ำตาลคงที่ และควบคุมความหิวได้
:
เพื่อนๆ คนไหนที่กำลังลดน้ำหนักอยู่ ขอให้ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้ รับรอบว่าจะทำให้การลดน้ำหนักของเพื่อนมีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายนี้ พี่ๆ STKC ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนสามารถลดน้ำหนัก และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ด้วยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-12-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4275</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1670407775.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="590"><Nid>4274</Nid><title>สังเคราะห์เลือดเทียมเพื่อใช้ในมนุษย์สำเร็จเป็นครั้งแรก</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cyxrzny742no</source><detail>สังเคราะห์เลือดเทียมเพื่อใช้ในมนุษย์สำเร็จเป็นครั้งแรก
:
คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราสามารถสังเคราะห์เลือดเทียมขึ้นมาได้ และลดการรับบริจาคเลือดในอนาคต
:
นักวิจัยสหราชอาณาจักรได้มีการสังเคราะห์เลือดเทียม และถ่ายไปยังร่างกายมนุษย์ เพื่อทดลองการรักษา โดยมีจุดประสงค์หลักคือการผลิตเลือดกรุ๊ปที่หายากมากๆ ที่แทบหาผู้บริจาคเลือดไม่ได้ โดยเฉพาะในคนไข้โรคโลหิตจางที่ต้องได้รับการถ่ายเลือดอยู่เป็นประจำ
:
การสังเคราะห์เลือดเทียม คือ การสร้างเม็ดเลือดแดงเทียมที่สามารถนำพาออกซิเจนจากปอดไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ โดยเพาะสเต็มเซลล์จากเลือดที่ได้รับบริจาคมา
:
ถึงแม้ว่าการทดลองจะผ่านไปได้อย่างราบรื่นและใช้งานได้จริง แต่ก็ติดปัญหาในเรื่อง การเงินและเทคโนโลยีที่ยังมีต้นทุนสูงกว่าการรับบริจาคเลือดอยู่มาก ซึ่งหากในอนาคตสามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้ การสังเคราะห์เลือดเทียมจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับผู้ป่วยที่ต้องได้รับการถ่ายเลือดนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-12-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4274</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1670304238.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="591"><Nid>4272</Nid><title>4 สัญญาณอันตราย ได้เวลารักษารากฟัน</title><source>https://www.sanook.com/health/7425/</source><detail>1. ปวดฟัน อาการปวดฟันก็มีอยู่หลายระดับ แต่ไม่ใช่อาการที่ดีอย่างแน่นอน จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะปวดน้อย หรือปวดมาก เราก็ไม่ควรเพิกเฉยกับอาการปวดฟัน เพียงแต่หากเป็นอาการที่หนักไปจนถึงรากฟันแล้วล่ะก็ จะเป็นอาการปวดฟันแบบเพียงเล็กน้อย นานๆ ปวดที แต่ก็มีอาการปวดอยู่เรื่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ หรืออาจปวดตุบๆ ในเวลาก่อนนอนตอนกลางคืน เป็นต้น
2. เสียวฟันมาก รับประทานอาหารทั้งของร้อน และของเย็น เช่น น้ำชาร้อนๆ ไอศกรีมเย็นๆ แล้วมีอาการเสียวฟันจิ๊ดขึ้นมาเลย เสียวมากจนไม่สามารถทนได้ ต้องรีบกลืนอาหารเข้าไปในคอ หรือใช้ลิ้นดันเอาอาหารนั้นๆ ออกจากบริเวณฟันซี่นั้นให้เร็วที่สุด เพราะทนให้มันเสียวแบบนั้นต่อไปไม่ได้
3. ปวดหรือร้าวฟัน เมื่อกัด หรือเคี้ยวอาหารด้วยฟันซี่นั้น ระหว่างอ้าปากงับขนมปัง เคี้ยวน้ำแข็งใส ฉีกไก่ออกมาจากกระดูกน่อง หรือเคี้ยวผลไม้ตุ้ยๆ แต่ดันปวดฟันหรือร้าวลงไปลึกถึงเงือก นี่ก็ไม่สัญญาณที่ดีอีกเช่นกัน
4. ฟันแตก / ฟันผุอย่างรุนแรง หากปวดฟันมากๆ แล้วสังเกตเห็นว่าที่ฟันมีรอยร้าว หรือมีอาการผุอย่างรุนแรงกว่าเก่า เป็นสัญญาณว่าใกล้จะได้เวลารักษารากฟันเป็นที่แน่นอน เพราะส่วนใหญ่อาการแบบนี้หมายถึง ฟันแตก หรือฟันผุมากจนทะลุโพรงฟัน
</detail><keywords>ฟัน, รากฟัน, เคี้ยวอาหาร, ฟันผุ, เงือก</keywords><date>2022-12-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4272</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1669864802.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="592"><Nid>4271</Nid><title>มนุษย์ยุคใหม่และมนุษย์โบราณ อาจเคยมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดมากกว่าที่เราคิด</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cnewwljr049o</source><detail>มนุษย์ยุคใหม่และมนุษย์โบราณ อาจเคยมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดมากกว่าที่เราคิด
:
มนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโมเซเปียนส์ เคยมีชีวิตอยู่กับมนุษย์โบราณสายพันธุ์นีแอนเดอร์ทัล เป็นเวลาอย่างน้อย 1,400 - 2,900 ปี ในภูมิภาคยุโรปแถบประเทศฝรั่งเศสและทางตอนเหนือของสเปน
:
จากการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดี ซึ่งเป็นเครื่องมือหินและเครื่องประดับทำจากเขี้ยวสัตว์ของมนุษย์ทั้งสองเผ่าพันธุ์ พบว่ามักมีของสองชิ้นที่คล้ายคลึงกัน และอายุเก่าแก่ไล่เลี่ยกันกระจายตัวอยู่ตามแหล่งโบราณคดีเหล่านี้
:
ทำให้นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า มนุษย์ทั้งสองกลุ่มจะต้องมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดมากกว่าที่เราคิด จนเกิดการลอกเลียนแบบหรือถ่ายทอดความรู้ให้กันและกันได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-11-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4271</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1669794415.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="593"><Nid>4270</Nid><title>ภาวะเมาค้างความสุขคืออะไร?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1411747</source><detail>ภาวะเมาค้างความสุขคืออะไร?
:
เพื่อนๆ เคยมีความรู้สึกเศร้า-หดหู่ใจ หลังผ่านสถานการณ์หรือช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ ตื่นเต้นมากๆ เช่น การไปเที่ยว, วันหยุดยาว, ปาร์ตี้, ดูคอนเสิร์ต กันไหม? นั่นแปลว่าเรากำลังมี "ภาวะเมาค้างความสุข"
:
อาการที่มักพบเจอได้บ่อย คือ หดหู่ รู้สึกไม่มีความสุข รู้สึกเหนื่อยไม่อยากทำอะไร โดยสามารถอธิบายได้ง่ายๆ ว่า เมื่อร่างกายพบเจอความตื่นเต้นติดต่อกัน ร่างกายจะปรับให้เราตื่นเต้นได้น้อยลงเพื่อให้ร่างกายสมดุล แต่เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นจบลง ร่างกายอาจจะยังไม่สามารถปรับเรื่องความตื่นเต้นกลับคืนมา ทำให้เรารู้สึกเกิดอาการดังที่กล่าวข้างต้นไปนั่นเอง
:
แต่เพื่อนๆ ไม่ต้องกังวลไป เพราะเมื่อเวลาผ่านไปก็จะสามารถกลับมาเป็นปกติได้เอง แต่หากเราตกอยู่ในสภาวะนั้น เราสามารถหาตัวช่วยได้ เช่น วางแผนมีความสุขครั้งหน้า, หากิจกรรมอย่างอื่นทำ หรือดูภาพถ่ายจากกิจกรรมที่เพิ่งจบไป ก็จะช่วยให้เรารู้สึกดีขึ้นได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-11-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4270</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1669794008.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="594"><Nid>4263</Nid><title>5 ต้นไม้ปลูกในตู้ปลา สร้างบรรยากาศ ทนทาน ดูแลง่าย</title><source>https://home.kapook.com/view260283.html</source><detail>5 ต้นไม้ปลูกในตู้ปลา สร้างบรรยากาศ ทนทาน ดูแลง่าย
:
เพื่อนๆ หลายคนเลี้ยงปลาในบ่อหรือในตู้ และอาจกำลังหาอะไรมาปลูก เพื่อบังแดดให้ปลา เพิ่มออกซิเจนในน้ำ หรือสร้างความมีชีวิตชีวา วันนี้เรามาแนะนำต้นไม้เลี้ยงในตู้ปลา เสริมบรรยากาศ เลี้ยงง่าย แถมยังทนทาน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ
:
1. บัวอเมซอน
ลักษณะเป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน มีดอกสีขาวเป็นช่อแตกแขนงออกมา เหมาะกับใช้เป็นที่หลบหรือวางไข่ สามารถช่วยบำบัดน้ำเสียได้
:
2. ต้นปาปิรุสหรือกกอียิปต์
ลักษณะเป็นไม้ริมน้ำหรือวัชพืช ออกดอกเป็นช่อกระจุกกลมที่ปลายยอด เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชื้น ต้องการแสงปานกลางหรือแสงเต็มวัน
:
3. คล้าน้ำช่อห้อย
ลักษณะเป็นไม้พุ่ม มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นเหนือดินขึ้นเป็นกอ ดอกออกเป็นช่อแยกแขนงจากกอมีลักษณะห้อยลงมา ต้องการแสงแดดปานกลางถึงเต็มวัน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับริมสระน้ำหรือบ่อน้ำ
:
4. บัว
ลักษณะเป็นไม้น้ำ ก้านใบติดอยู่กึ่งกลางใบและมีหนามแหลม ดอกใหญ่สีขาวหรือชมพูชูอยู่เหนือน้ำ ต้องการแสงแดดอย่างน้อย 5-6 ชั่วโมงต่อวัน และควรเป็นแสงในช่วง 07.00-15.00 น.
:
5. บัวบาหรือตับเต่าใหญ่
ลักษณะเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี เป็นไม้ลอยน้ำขนาดเล็ก มีดอกสีขาว ออกดอกสีขาวเป็นช่อตรงข้อก้านใบมี 1-4 ดอก ออกดอกตลอดปี
:
เพื่อนๆ คนไหนมีบ่อปลา หรือตู้ปลา ลองหาต้นไม้เหล่านี้มาประดับดูสิ รับรองว่าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างบรรยากาศที่ดีได้ง่ายๆ เลยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-11-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4263</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1669615175.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="595"><Nid>4260</Nid><title>โรคระบาดหน้าหนาว เด็กเล็กและผู้สูงอายุต้องระวัง</title><source>https://www.sanook.com/health/26215</source><detail>โรคระบาดหน้าหนาว เด็กเล็กและผู้สูงอายุต้องระวัง
:
ถึงแม้ประเทศไทยจะไม่มีอากาศที่หนาว แต่ก็มีโรคที่มักพบได้บ่อยในฤดูหนาวเช่นกัน โดยกลุ่มคนที่มีความเสี่ยง คือ เด็กเล็กช่วงอายุ 0-5 ปี, ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว
:
5 โรคระบาดที่มาพร้อมหน้าหนาว
:
1. โรคไข้หวัด-ไข้หวัดใหญ่
อาการสำคัญ คือ มีไข้ ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอ เจ็บหรือแสบคอ
:
2. โรคติดเชื้อไวรัส RSV
อาการเหมือนไข้หวัด สามารถหายได้เอง แต่หากคนในกลุ่มเสี่ยง มีอาการมีไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส ไอ มีเสมหะ หายใจเร็วและแรง ควรรีบไปพบแพทย์
:
3. โรคมือ เท้า ปาก
มีไข้ 2 – 4 วัน เบื่ออาหาร มีแผลคล้ายแผลร้อนในที่ปาก ลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม และมีผื่นเป็นจุดแดง
:
4. โรคหลอดลมอักเสบ และปอดบวม
มีไข้ ไอ มีเสมหะมาก แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เหนื่อยหอบ
:
5. โรคอุจจาระร่วงจากเชื้อโรต้าไวรัส
มีไข้ อาเจียน และถ่ายเหลวเป็นน้ำ
:
วิธีดูแลตัวเองง่ายๆ เพื่อลดความเสี่ยงโรคระบาดหน้าหนาว คือ ออกกำลังกายให้ร่างกายให้แข็งแรงเสมอ จัดเตรียมเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่น และหากลูก-หลานป่วย ให้หยุดเรียนเพื่อรักษาทันที จนกว่าจะหายเป็นปกตินะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-11-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4260</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1669195498.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="596"><Nid>4259</Nid><title>สมาร์ทโฟนอาจทำนายช่วงเวลาเสียชีวิตของเราได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cjqwyl23kepo</source><detail>สมาร์ทโฟนอาจทำนายช่วงเวลาเสียชีวิตของเราได้
:
เพื่อนๆ อ่านไม่ผิดครับ ในยุคที่สมาร์ทโฟนสามารถเข้าถึงข้อมูลกิจกรรมต่างๆ ที่เราทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการหายใจ อัตราการเต้นหัวใจ การเดิน ทำให้เราสามารถคาดการณ์ถึงอัตราความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในระยะสั้นได้
:
มีงานวิจัยติดตามศึกษาข้อมูลสุขภาพของชาวสหราชอาณาจักร 100,665 คน เป็นเวลานาน 15 ปี และนำข้อมูลข้างต้นรวมทั้งข้อมูลจากเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวไปสร้างแบบจำลองด้วย AI ทำให้ค้นพบพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่าง
:
โรคร้ายแรงหลายชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหัวใจหรือโรคปอด สามารถถูกตรวจพบได้จากลักษณะการเคลื่อนไหวขณะออกกำลังกาย เช่น อาจมีการลดความเร็วขณะเดินให้ช้าลงเมื่อเริ่มหายใจไม่ทัน และกลับมาเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเป็นระยะในช่วงสั้นๆ  
:
ในอนาคตจะมีการศึกษาเรื่องนี้เพิ่มขึ้นและทดสอบกับคนในวงกว้างต่อไป เพื่อปลายทางจะพัฒนาไปสู่แอปพลิเคชันตรวจสุขภาพ หรือประเมินความเสี่ยงโรคร้ายได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-11-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4259</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1669093390.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="597"><Nid>4258</Nid><title>อากาศที่อยู่รอบตัวเรา มีสมบัติอะไรบ้าง?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/92467</source><detail>อากาศที่อยู่รอบตัวเรา มีสมบัติอะไรบ้าง?
:
อากาศคือสิ่งที่อยู่รอบตัวเราตลอดเวลา และสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกใบนี้แ ต่อากาศนั้นมีสมบัติอะไรบ้าง มาดูไปพร้อมๆ กันเลยครับ
:
1. อากาศที่บริสุทธิ์ - จะไม่มีสี โปร่งใส และไม่มีกลิ่น
2. อากาศสัมผัสได้ - เราสามารถสัมผัสกับอากาศได้เมื่อมีลมพัดมาปะทะตัวเรา
3. อากาศประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด - ในอากาศไม่ได้มีแค่ออกซิเจน แต่ประกอบด้วยก๊าซไนโตรเจน ออกซิเจน ไอน้ำ อาร์กอน คาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซอื่นๆ
4. อากาศมีแรงดันจากทุกทิศทุกทาง - ยกตัวอย่างเช่น การเป่าลูกโป่ง อากาศจะเข้าไปดันผิวลูกโป่งจากทุกทิศทุกทาง ทำให้ลูกโป่งขยายตัวออกได้
5. อากาศต้องการที่อยู่ - อากาศนั้นต้องการที่อยู่ เช่น การเป่าลูกโป่ง ยิ่งเป่าอากาศเข้าไปมากเท่าไร ลูกโป่งก็จะยิ่งขยายตัวมากขึ้นเท่านั้น
6. อากาศมีมวล - เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก ก็ทำให้อากาศที่อยู่บริเวณผิวโลกมีความหนาแน่นกว่าอากาศที่อยู่ในระดับความสูงขึ้นไป
7. อากาศมีการขยายตัว - อากาศจะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน และยิ่งขยายตัวก็จะทำให้มีความหนาแน่นน้อยกว่าปกติ
8. อากาศเป็นของไหล - อากาศจะไหลจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ
9. อากาศมีความหนาแน่น ความชื้น และระดับอุณหภูมิ
:
แม้ว่าอากาศจะมองไม่เห็นด้วยตา แต่กลับมีสมบัติและส่วนประกอบอยู่ต่างๆ มากมายเลย หวังว่าวันนี้เพื่อนๆ จะได้ทำความรู้จัก 'อากาศ' สิ่งที่อยู่รอบตัวเราตลอดเวลามากขึ้นนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-11-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4258</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1669023937.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="598"><Nid>4256</Nid><title>เดลตาครอน XBS แพร่เร็ว โจมตีปอด</title><source>https://www.thairath.co.th/news/local/2553390</source><detail>สถานการณ์โควิดไทยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น

กรมควบคุมโรคเตือนกลุ่ม 608 และกลุ่มเด็กเล็กที่มีโรคประจำตัว เร่งรับการฉีดวัคซีนโควิดโดยเร็ว ซึ่งคาดว่า 2-4 สัปดาห์ข้างหน้านี้ จะมีผู้ป่วยโควิดเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ทั่วโลกยังเฝ้าจับตาโควิดลูกผสม "เดลตาครอน XBC" ซึ่งผสมระหว่างสายพันธุ์ "เดลตา" และ "โอไมครอน BA.2" ซึ่งพบกลายพันธุ์ไปมากกว่า XBB และ BQ.1 โดยในช่วงการระบาดของโควิดปลายปีที่ 3 ซึ่งโอไมครอนกำลังอ่อนกำลังลงนั้น ดูเหมือน "เดลตาครอน" หลายสายพันธุ์จะระบาดขึ้นมาแทนที่ เช่น XBC, XAY, XBA และ XAW โดยเฉพาะ "เดลตาครอน XBC" ที่มีการกลายพันธุ์ต่างไปจากโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิมอู่ฮั่น มากที่สุดถึงกว่า 130 ตำแหน่ง

โควิดไทยติดเชื้อเพิ่ม 12.8% เตือนกลุ่มเสี่ยงเร่งฉีดวัคซีน
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค รายงานสถานการณ์โรคโควิด-19 ประเทศไทย สัปดาห์ที่ 45 มีแนวโน้มพบผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 12.8 เปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่ผู้ป่วยอาการหนักเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนผู้ป่วยเสียชีวิตยังมีแนวโน้มคงตัว ซึ่งเป็นไปตามการคาดการณ์

เน้นกลุ่ม 608 หากพบติดเชื้อ อาจให้ LAAB รักษา
ขณะที่ นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เน้นมาตรการตรวจรักษากลุ่ม 608 ที่เริ่มมีอาการป่วย ทั้งมีไข้ ไอ และ ATK พบเชื้อให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาโรคโดยเร็ว โดยแพทย์อาจพิจารณาให้ LAAB (ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป) โดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่อาจจะสร้างภูมิคุ้มกันจากวัคซีนได้น้อย
</detail><keywords>COVID-19, Coronavirus, COVID-2019, เชื้อไวรัสโคโรนา, เดลตาครอน, เดลตา</keywords><date>2022-11-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4256</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1669001576.png</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="599"><Nid>4255</Nid><title>เทคนิคการจัดการเวลาชีวิต ง่ายแต่ใช้ได้จริง</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/61449</source><detail>เทคนิคการจัดการเวลาชีวิต ง่ายแต่ใช้ได้จริง
:
สิ่งเดียวที่มนุษย์ทุกคนมีเท่าๆ กัน นั่นก็คือเวลา ยิ่งคนไหนสามารถจัดการเวลาได้ดี  ก็จะยิ่งทำให้เราจัดการกับชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ การบริหารจัดการเวลาถือเป็นอีกหนึ่งทักษะสำคัญสำหรับยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงและแข่งขันกับเวลาอย่างปัจจุบันมากๆ
:
8 เทคนิคการจัดการเวลาชีวิต ง่ายๆแต่ใช้ได้จริง
1. รู้จักตัวเอง - เริ่มจากสำรวจตัวเองว่าเราทำงานได้ดี หรือมีสมาธิในเวลาไหนมากกว่ากัน บางคนทำงานได้ดีในช่วงเช้า ในขณะที่บางคนทำงานได้ดีในเวลากลางคืน
:
2. กำหนดตารางเวลาชีวิต - บริหารจัดการเวลาล่วงหน้า เพื่อกำหนดเวลาที่แน่นอนในการทำกิจกรรมหรือภาระงาน เช่นกำหนดตั้งแต่ตื่นนอน ยันเข้านอน
:
3. ทำ To do list - จดสิ่งสำคัญ หรือสิ่งที่จำเป็นต้องทำในแต่ละวันเอาไว้ และพยายามทำให้ได้ครบทุกข้อ
:
4. จัดลำดับความสำคัญ - เมื่อมีงานเข้ามาพร้อมๆกันหลายอย่าง ต้องจัดลำดับความสำคัญ เช่น สิ่งที่เร่งด่วนและสำคัญ ต้องทำก่อน ในขณะที่สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน เราสามารถใช้เวลาวางแผน และเอาไว้ทำทีหลังได้
:
5. ตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง - ให้ตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง หากตั้งเป้าหมายเกินจริง จะทำให้เราท้อและหมดความพยายามได้
:
6. ห่างกันสักพักกับ Social Media - เป็นสิ่งสำคัญที่รบกวนเราจากการทำสิ่งต่างๆ ได้ ต้องแบ่งเวลาให้ดี มิเช่นนั้นเราจะยิ่งไกลจากเป้าหมายไปเรื่อยๆ
:
7. ให้รางวัลตัวเอง - ให้เวลาตัวเราได้ยินดีกับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้เรามีกำลังใจที่จะทำตามเป้าหมายต่อไป
:
8. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ - สิ่งสำคัญที่สุดคือการพักผ่อน ไม่ว่าเป้าหมายหรือตารางชีวิตจะแน่นแค่ไหน ก็อย่าลืมเผื่อเวลาพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะครับ
:
ไม่ว่าเพื่อนๆ จะกำลังเรียนอยู่หรือกำลังอยู่ในวัยทำงาน สามารถนำเทคนิคทั้ง 8 ข้อไปลองปรับใช้กับตารางชีวิตดูนะครับ รับรองว่าจะสามารถจัดการสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นอย่างแน่นอน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-11-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4255</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1668576603.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="600"><Nid>4254</Nid><title>ต้องมีเงินเผื่อไว้มากแค่ไหน ถึงจะปลอดภัยทั้งครอบครัว?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1412039</source><detail>ต้องมีเงินเผื่อไว้มากแค่ไหน ถึงจะปลอดภัยทั้งครอบครัว?
:
เป็นคำถามง่ายๆ แต่อาจหาคำตอบยาก ทุกคนรู้ว่าเราควรต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินในยามที่จำเป็น แต่ต้องมากแค่ไหนล่ะถึงจะเพียงพอ?
:
ในยุคที่เราสามารถเจอสถาณการณ์ไม่คาดคิดได้ทุกเมื่อ ตัวอย่างที่จะทำให้เพื่อนๆ เห็นภาพได้ดีที่สุดคือช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19 ที่ทุกอย่างเกิดการ Lock down ไม่สามารถทำมาหากินได้เหมือนเดิม หรือแม้กระทั่งความจำเป็นต้องใช้เงินในการรักษาโรคต่างๆ การมีเงินสำรองฉุกเฉินจึงเป็นเรื่องจำเป็น
:
เงินสำรองฉุกเฉิน หมายถึง เงินสดจำนวนหนึ่งที่เก็บสะสมทุกเดือน โดยมีเป้าหมายว่าจะไม่แตะต้องเงินก้อนนั้นเลย เนื่องจากเก็บไว้ใช้เฉพาะเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉินหรือสถานการณ์ไม่คาดฝัน
:
แล้วต้องมีเท่าไรถึงจะเพียงพอ?
ในเรื่องจำนวนตัวเลขแต่ละคนไม่เท่ากัน เราต้องเริ่มทำการลิตส์รายจ่ายที่ต้องใช้ในแต่ละเดือน เช่น ค่าที่อยู่อาศัย พวกค่าเช่าบ้าน ค่าผ่อนบ้าน หนี้สินต่างๆ ที่จะส่งบิลมาเรียกเก็บทุกเดือน รวมถึงค่ากินและค่าของใช้ภายในบ้าน
:
แนะนำให้สำรองเงินฉุกเฉินไว้ที่ประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน นั่นหมายถึงว่าหากเราตกงานกระทัน หรือเกิดเหตุอะไร เรายังสามารถมีเงินพอใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้อีกอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อรอแก้ไขสถาณการณ์ได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-11-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4254</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1668503381.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="601"><Nid>4253</Nid><title>การทดลองพิสูจน์น้องหมา จะเข้าหาคนที่เก่งกว่า</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c51432errwno</source><detail>การทดลองพิสูจน์น้องหมา จะเข้าหาคนที่เก่งกว่า
:
ใครว่าน้องหมาจะรักและซื่อสัตย์กับมนุษย์ตลอดไป เมื่อมีการทดลองพบว่า สุนัขอาจเปลี่ยนไปสนใจคนที่พวกมันคิดว่ามีความสามารถมากกว่า
:
มีการทดลองให้อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งเปิดกระป๋องอาหารสุนัข และนำอาหารออกมาต่อหน้าฝูงสุนัข 30 ตัวที่กำลังหิว ในขณะที่อีกกลุ่มให้แกล้งทำเป็นไม่สามารถเปิดกระป๋องและไม่สามารถเอาอาหารออกมาได้
:
ผลการทดลองพบว่า สุนัขจะจ้องมองและเข้าหาคนที่เปิดกระป๋องสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขเพศเมียจะแสดงพฤติกรรมประเมินความสามารถของมนุษย์ออกมาอย่างชัดเจนมาก
:
ทำให้เราได้ข้อสรุปว่า พวกมันรู้จักประเมินแยกแยะระดับความสามารถในตัวของมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลต่อการเลือกเข้าหาคนใดคนหนึ่งมากเป็นพิเศษ
:
แต่การทดลองนี้สรุปไว้เพียงว่า สุนัขจะแสดงพฤติกรรมการประเมินระดับความสามารถของมนุษย์เฉพาะตอนที่กำลังจะได้รับอาหารหรือผลประโยชน์บางอย่างเท่านั้น
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-11-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4253</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1668359539.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="602"><Nid>4252</Nid><title>5 จุดปวดท้อง บอกโรคได้ด้วยตัวเอง</title><source>https://www.sanook.com/health/3837</source><detail>5 จุดปวดท้อง บอกโรคได้ด้วยตัวเอง
:
อาการปวดท้องเป็นเรื่องที่เราสามารถเจอได้ทุกวัน การสังเกตอาการและบริเวณจุดที่ปวด สามารถบอกสาเหตุของโรคได้เบื้องต้นแล้ว ทำให้เรารู้ตัวได้ไวและรักษาได้ทัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ
:
1. ปวดท้องตรงกลางท้อง ใต้ลิ้นปี่
- หากปวดเป็นประจำเมื่อหิวหรืออิ่ม อาจเป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
- หากปวดท้องรุนแรงควบคู่ไปกับอาการคลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ
- หากปวดท้อง แล้วกดเบาๆ เจอเป็นก้อนๆ ที่มีขนาดใหญ่และแข็ง อาจเป็นโรคตับโต
:
2. ปวดท้องรอบสะดือ
เป็นอาการเริ่มต้นของโรคท้องเดิน (ท้องเสีย) หรืออาการเริ่มต้นของไส้ติ่งอักเสบ
:
3. ปวดท้องบริเวณบั้นเอวทั้งซ้ายและขวา
- หากปวดท้องร่วมกับอาการถ่ายเป็นเลือด อาจจะเป็นลำไส้ใหญ่อักเสบ
- หากปวดท้องที่บั้นเอวยาวลามไปถึงต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต
- หากปวดลามไปถึงด้านหลัง พร้อมมีไข้และปัสสาวะขุ่น อาจเป็นกรวยไตอักเสบ
- หากคลำเจอก้อนเนื้อ อาจเป็นไตโต หรือเป็นเนื้องอกในลำไส้ใหญ่
:
4. ปวดท้องน้อยตรงกลาง
- หากปวดท้อง พร้อมอาการปัสสาวะกะปริบกะปรอยหรือปัสสาวะขัด อาจเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ
- หากปวดท้องในช่วงที่มีประจำเดือน ปวดเกร็งๆ แต่ปวดนานเรื้อรัง และยังไม่มีบุตร อาจเป็นเนื้องอกในมดลูก
:
5. ปวดท้องน้อยด้านซ้าย
- หากมีอาการปวดลามไปถึงต้นขา อาจเป็นนิ่วในท่อไต
- หากปวดๆ หายๆ บ่อยๆ หรือปวดมากจนทนไม่ไหว อาจมีเนื้องอกที่ปีกมดลูก หรือซีสต์ที่ปีกมดลูกอักเสบ
- หากปวดท้องร่วมกับถ่ายอุจจาระผิดปกติ อาจเป็นลำไส้ใหญ่อักเสบ หรือเนื้องอกในลำไส้
:
อย่าคิดว่าปวดท้องเป็นเรื่องปกติ ให้เริ่มจากสังเกตตัวเองง่ายๆ แค่นี้ก็สามารถคาดเดาอาการล่วงหน้าได้ หากมีอาการรุนแรงจะได้สามารถไปหาหมอได้ทันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-11-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4252</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1668059459.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="603"><Nid>4251</Nid><title>ค้นพบร่องรอยสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร เมื่อหลายพันล้านปีก่อน</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c99881p49kwo</source><detail>ค้นพบร่องรอยสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร เมื่อหลายพันล้านปีก่อน
:
ถึงแม้ปัจจุบันเราจะยังไม่พบร่องรอยสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร แต่จากการสำรวจทำให้มั่นใจได้ว่า ในอดีตหลายพันล้านปีก่อนต้องเคยมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่แน่ๆ
:
ผลการศึกษาล่าสุดชี้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่เมื่อ 3,700 ล้านปีก่อน ดาวอังคารเคยมีจุลินทรีย์ซึ่งกินไฮโดรเจนและขับถ่ายมีเทนออกมากำเนิดขึ้น เนื่องจากชั้นบรรยากาศของดาวอังคารมีองค์ประกอบหลักเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และไฮโดรเจน ที่ช่วยกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์เอาไว้ ทำให้มีอุณหภูมิที่อบอุ่นพอสำหรับสิ่งมีชีวิตในยุคนั้น
:
หลังจากใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ พบว่า หากมีจุลินทรีย์กินไฮโดรเจนอยู่จริงๆ จะทำให้ชั้นบรรยากาศของดาวอังคารหมดไปในเวลาอันรวดเร็ว ส่งผลให้อุณหภูมิของดาวอังคารลดต่ำลง จนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยได้
:
เรื่องนี้ยังคงต้องได้รับการพิสูจน์ที่มากกว่านี้ ถึงจะบอกได้ว่าดาวอังคารเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่จริงหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการพบร่องรอยของมีเทนบนดาวอังคาร ซึ่งเชื่อว่าอาจเกิดมาจากสิ่งมีชีวิตแล้ว
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-11-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4251</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1668058478.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="604"><Nid>4250</Nid><title>สิ้นสุดอาณาเขตระบบสุริยะ มีลักษณะยังไง?</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c1rd0143vzqo</source><detail>สิ้นสุดอาณาเขตระบบสุริยะ มีลักษณะยังไง?
:
ระบบสุริยะของเราสิ้นสุดที่ตรงไหน และบริเวณนั้นมีลักษณะเป็นยังไง คือหนึ่งคำถามที่นักวิทยาศาสตร์ก็กำลังหาคำตอบกัน แต่เบาะแสล่าสุดทำให้เราเข้าใกล้คำตอบมากขึ้น
:
ดาวเทียมสำรวจขอบเขตระหว่างดวงดาว (IBEX) ส่งข้อมูลใหม่ที่น่าสนใจกลับมา พบว่าตรงสุดเขตแดนของระบบสุริยะไม่ได้เป็นวงโค้งราบเรียบอย่างที่เคยคิดกัน แต่กลับเป็นรอยยับย่นเหมือนระลอกคลื่น
:
โดยใช้วิธีสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อคำนวณว่าแรงดันของลมสุริยะที่เพิ่มขึ้นมาก ส่งผลกระทบอย่างไรต่อรูปร่างของแนวเขตแดนระบบสุริยะ ซึ่งผลปรากฏว่า เกิดการยืดหดเป็นระลอกคลื่นของกำแพงพลาสมา ตลอดแนวเขตแดนความยาวทั้งสิ้น 1,500 ล้านกิโลเมตร
:
ซึ่งต่างกับข้อมูลชุดก่อนที่ชี้ว่า กำแพงพลาสมาที่สุดขอบของระบบสุริยะมีลักษณะราบเรียบ แต่ข้อมูลใหม่จาก IBEX ได้มาช่วงที่ดวงอาทิตย์มีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานอย่างสูง จนทำให้แรงดันลมสุริยะเพิ่มขึ้น 50% ในช่วงดังกล่าว ซึ่งบ่งชี้ว่ากำแพงพลาสมานั้นมีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงตามไปด้วยเช่นกันนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-11-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4250</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1667971741.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="605"><Nid>4246</Nid><title>ปรากฏการณ์ลานีญา 3 ปีซ้อน นับเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c13xz00lzpzo</source><detail>ปรากฏการณ์ลานีญา 3 ปีซ้อน นับเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์
:
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกได้ประกาศว่า ปรากฏการณ์ลานีญา มีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปอีกนานหลายเดือนในปีนี้และปีหน้า ทำให้นับเป็นปีที่สามแล้วที่สภาพภูมิอากาศแบบดังกล่าวเกิดขึ้นติดต่อกัน ทำให้ฝนตกหนักและอากาศหนาวเย็นในแถบแปซิฟิก
:
ลานีญารอบปัจจุบันนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ย. 2020 และมีความเป็นไปได้ 55-70% ที่จะดำเนินต่อไปจนถึงเดือน ก.พ. 2023 หรือยาวนานยิ่งกว่านั้น
:
ซึ่งการเกิดลานีญา 3  ปีซ้อนนั้น ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ยาก โดยเคยมีการบันทึกไว้เพียง 2 ครั้งในประวัติศาสตร์ ระหว่างช่วงปี 1973-1976 และ 1998-2001
:
จากหลักฐานชี้ว่า ปรากฏการณ์ลานีญาที่รุนแรงและยาวนานเกินกว่าที่เคยเป็นมา ไม่ใช่วงจรความเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยฝีมือมนุษย์นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-10-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4246</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1667071911.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="606"><Nid>4245</Nid><title>ปลาทอง ไม่ได้มีความจำสั้นแบบที่เข้าใจกัน</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-63276086</source><detail>ปลาทอง ไม่ได้มีความจำสั้นแบบที่เข้าใจกัน
:
เป็นเรื่องที่เราได้ยินกันมานานว่า ปลาทองมีความจำสั้น หรือไม่มีความทรงจำเลย แต่วันนี้มีการทดลองที่พิสูจน์ว่าปลาทองมีความทรงจำที่ดี และรู้ตำแหน่งและทิศทางของสภาพแวดล้อมรอบตัวเอง
:
โดยการทดลองนี้ ได้มีการฝึกปลาทอง 9 ตัว ให้ว่ายน้ำระยะทาง 70 ซม. แล้วว่ายกลับ โดยจะได้รับอาหารเป็นรางวัล และพบว่าปลาเหล่านี้สามารถคาดคะเนระยะทางได้อย่างแม่นยำ
:
ผลการทดลองได้บ่งชี้ว่า ปลาทองสามารถคาดคะเนระยะทางจากการดูรูปแบบการเคลื่อนที่ปรากฏ (Apparent Motion) ของสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เรียกว่า ออปติก โฟล (Optic Flow)
:
โดยการทดลองนี้ถือว่าเป็นการหักล้างความเชื่อที่มีมายาวนานว่า ปลาทองเป็นสัตว์ที่มีความจำสั้นหรือแทบไม่มีความทรงจำได้อย่างดีเลยล่ะครับ
:
# STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-10-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4245</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1667030900.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="607"><Nid>4244</Nid><title>ความรักสามารถเยียวยาจิตใจได้ พิสูจน์แล้วในทางวิทยาศาสตร์</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cd121q2n1j5o</source><detail>ความรักสามารถเยียวยาจิตใจได้ พิสูจน์แล้วในทางวิทยาศาสตร์
:
เรามักได้ยินคำว่า ความรักสามารถเยียวยาจิตใจได้ แต่วันนี้วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าเป็นความจริง
:
ทีมนักวิจัยด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ ค้นพบว่าว่าฮอร์โมนแห่งความรัก “ออกซิโทซิน” (Oxytocin) สามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจหลังเกิดอาการหัวใจวายได้ โดยทั่วไปแล้วออกซิโทซินเป็นสารสร้างความสุข กระตุ้นให้เกิดความผูกพันทางใจ และเชื่อมความสัมพันธ์ทางสังคม
:
แต่นี่เป็นเพียงผลการทดสอบกับเซลล์เนื้อเยื่อมนุษย์ที่เพาะเลี้ยงไว้ในห้องปฏิบัติการนั้น ในขั้นตอนต่อไป ทีมผู้วิจัยต้องการพัฒนาวิธีใช้ออกซิโทซินที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อช่วยผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อหัวใจเสียหาย หรือผู้ที่รอดชีวิตจากอาการหัวใจวายได้นั่นเองครับ
:
ใครจะไปคิด นอกจากจะเยียวยาจิตใจในด้านความรู้สึกแล้ว ความรักยังส่งผลต่อด้านกายภาพได้อีกด้วย ในโอกาสนี้พี่ๆ STKC ขอให้เพื่อนๆ มีความรักและสุขภาพที่ดีนะครับ 
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-10-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4244</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1666928981.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="608"><Nid>4243</Nid><title>สิ่งที่อันตรายกว่าเอเลี่ยนบุกโลก อาจเป็นตัวมนุษย์เอง</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/czk17j7x80vo</source><detail>สิ่งที่อันตรายกว่าเอเลี่ยนบุกโลก อาจเป็นตัวมนุษย์เอง
:
หลายคนมักจินตนาการภัยคุกคามจากต่างดาวในรูปแบบของเอเลี่ยนบุกยึดครองหรือทำลายล้างโลก แต่มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งชี้ว่า เอเลี่ยนทุกเผ่าพันธุ์เป็นภัยต่อมนุษยชาติ ถึงแม้จะมาอย่างเป็นมิตรก็ตาม
:
มีงานวิจัยระบุว่า แม้แต่การติดต่อสื่อสารเพื่อทักทายกับเอเลี่ยนเผ่าพันธุ์ที่เป็นมิตร ก็อาจทำให้โลกปั่นป่วนได้ จากวิกฤตความขัดแย้งทางการเมือง หากชาติมหาอำนาจที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ล้วนต่างแย่งกันเข้าครอบครองช่องทางสื่อสารนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว
:
อำนาจและผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมจากการเข้าผูกขาดช่องทางติดต่อสื่อสารกับเอเลี่ยน จะเป็นสิ่งจูงใจให้บรรดาชาติมหาอำนาจพยายามแย่งชิงจนอาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตในเวทีการเมืองโลกหรือแม้แต่สงครามได้นั่นเอง
:
โดยสรุป ผู้วิจัยอยากจะกล่าวว่า เมื่อมีการจับสัญญาณจากเอเลี่ยนได้จริง ถึงแม้จะเป็นจากเผ่าพันธุ์ที่เป็นมิตรที่สุดในจักรวาล ก็อาจเกิดภัยได้ นั่นก็คือภัยความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งเป็นผลมาจากธรรมชาติที่เห็นแก่ตัวของมนุษย์นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-10-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4243</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1666928943.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="609"><Nid>4242</Nid><title>พบกลุ่มก๊าซร้อนขนาดยักษ์โคจรวนรอบหลุมดำมวลยิ่งยวด</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cl58kgnvj2go</source><detail>พบกลุ่มก๊าซร้อนขนาดยักษ์โคจรวนรอบหลุมดำมวลยิ่งยวด
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ตรวจพบร่องรอยของกลุ่มก๊าซที่วิ่งวนรอบหลุมดำ ซาจิตทาเรียสเอสตาร์ (SgrA*) ที่ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก ตรวจพบข้อมูลการลุกวาบ (Flare) ของคลื่นวิทยุ ที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของกลุ่มก๊าซดังกล่าว
:
กลุ่มก๊าซร้อนดังกล่าว มีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับวงโคจรของดาวพุธที่วนรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็ว 1 ใน 3 ของความเร็วแสง
:
ผลการวิเคราะห์กลุ่มก๊าซดังกล่าว สันนิษฐานว่าน่าจะฝังตัวอยู่ในขอบเขตอิทธิพลของหลุมดำที่เรียกว่า จานจับมวลสารด้วยแรงแม่เหล็ก (Magnetically Arrested Disk) ซึ่งมวลสารในบริเวณนี้จะหมุนวนและถูกป้อนเข้าสู่ด้านในของหลุมดำได้ช้ากว่าส่วนอื่น เพราะมีความหน่วงจากสนามแม่เหล็กต้านไว้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-10-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4242</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1666928227.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="610"><Nid>4241</Nid><title>4 อาหารที่จะหยุดระบบเผาผลาญไขมัน</title><source>https://www.sanook.com/health/31005/</source><detail>1. ผลไม้ตระกูลซีตรัส วิตามินซีสูง คนที่กินวิตามินอยู่บ่อยๆ อาจจะเคยได้ยินว่าให้กินยาวิตามินซีหลังมื้ออาหาร เป็นเหตุผลเดียวกันกับผลไม้ตระกูลซีตรัสอย่างส้ม มะนาว เลมอน สับปะรด มะละกอ และผลไม้รสเปรี้ยวอื่นๆ รวมถึงลูกพลับด้วย เพราะรสเปรี้ยวและวิตามินซีอาจระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและระบบทางเดินอาหาร/ระบบย่อยอาหาร
2. อาหารรสเผ็ด การกินอาหารรสเผ็ดจัดไปตั้งแต่คำแรกในตอนที่ท้องเรายังว่าง รสเผ็ดอาจเข้าไปกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ระคายเคือง ทำลายน้ำเมือกที่เคลือบกระเพาะอาหารอยู่ และนำมาซึ่งอาการปวดท้องได้
3. โยเกิร์ต โยเกิร์ตประกอบด้วยโพรไบโอติกส์ ซึ่งเป็นแบคทีเรียดีที่ช่วยให้ลำไส้แข็งแรง แต่ถ้าคุณรับประทานมันตอนท้องว่าง กรดไฮโดรคลอริกซึ่งกระเพาะอาหารหลั่งออกมาจะทำอันตรายต่อแบคทีเรียได้ จึงควรรับประทานโยเกิร์ตหลังมื้ออาหารจะดีกว่า
4. อาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลมาก สำหรับอาหารเช้า มื้อแรกของวันหลังตื่นนอน หลังจากที่ท้องว่างมาเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง การกินอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูง เช่น ซีเรียล ขนมปังขาวทาแยม เบเกอรี่ต่างๆ อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคไตได้
5. ชา กาแฟ น้ำอัดลม ขณะท้องว่างร่างกายจะหลั่งกรดไฮโดรคลอริกที่ทำให้สภาวะของกระเพาะอาหารเป็นกรด คาเฟอีนในชา กาแฟ และน้ำอัดลมจะกระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น ซึ่งหากไม่มีอาหารเข้าไปในท้อง กรดนี้จะไปทำลายผนังของกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร และนำไปสู่การเป็นกรดไหลย้อนได้ เพื่อป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร ควรหามื้อเช้าเล็กๆ กินรองท้องแล้วค่อยตามด้วยกาแฟดีกว่า
 
</detail><keywords>ไขมัน, ระบบเผาผลาญไขมัน, อินซูลิน, ร่างกาย, พลังงาน</keywords><date>2022-10-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4241</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1666767258.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="611"><Nid>4231</Nid><title>5 อาหาร โซเดียมแฝง ที่ควรจำกัดปริมาณการกิน</title><source>https://www.sanook.com/health/33201/</source><detail>5 อาหาร “โซเดียมแฝง” ที่ควรจำกัดปริมาณการกิน
โซเดียมที่ร่างกายได้รับส่วนใหญ่มาจากเกลือ แต่ก็ยังมี 5 ประเภทอาหาร ที่มีปริมาณโซเดียมแฝงอยู่นอกจากเกลือ ได้แก่

1. เครื่องปรุงรสทั้งที่มีรสเค็มและไม่มีรสเค็ม เช่น น้ำปลา ซีอิ๊วขาว กะปิ ซอสหอยนางรม น้ำปลาร้า ซุปก้อน ผงชูรส เครื่องปรุงรส เป็นต้น

2. อาหารแปรรูป ทั้งอาหารสำเร็จรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋องทุกชนิด อาหารหมักดอง อาหารเค็ม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป ขนมกรุบกรอบ เนื้อเค็ม ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า ผักผลไม้ดอง มักมีโซเดียมสูงจากเกลือ และโซเดียมแฝงจากวัตถุเจือปนอาหาร

3. ขนมที่มีการเติมผงฟู เช่น เค้ก คุกกี้ แพนเค้ก ขนมปัง แป้งสำเร็จรูป เป็นต้น เนื่องจากผงฟูมีโซเดียมแฝงเป็นองค์ประกอบ

4. เครื่องดื่มเกลือแร่และน้ำผลไม้ มักมีการเติมสารประกอบของโซเดียมลงไปด้วย สำหรับนักกีฬาหรือผู้ที่สูญเสียเหงื่อมาก ส่วนน้ำผลไม้บรรจุกล่อง ขวด หรือกระป๋อง ก็มักจะมีการเติมเกลือปรุงรสชาติ และโซเดียมแฝง จากวัตถุเจือปนอาหาร โดยเฉพาะสารกันบูด

5. อาหารธรรมชาติทุกชนิด มีโซเดียมเป็นองค์ประกอบ โดยเนื้อสัตว์ นม ไข่ จะมีปริมาณโซเดียมสูงกว่าผักผลไม้ ธัญพืช และถั่วเมล็ดแห้ง ที่ยังไม่แปรรูป แต่อย่างไรก็ตาม อาหารธรรมชาติถือว่ามีปริมาณโซเดียมน้อยกว่าอาหารที่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งทั้งหมด และมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการได้รับอีกด้วย

วิธีลดโซเดียมในอาหารที่เรากินทุกวัน
การลดการบริโภคโซเดียมเกินความจำเป็น เน้นปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน เช่น

1. ลดหวาน มัน เค็ม เลี่ยงอาหารรสจัด 

2. ลดการปรุงอาหารด้วยเครื่องปรุงรสต่างๆ เท่าที่จำเป็น ไม่เติมผงชูรส ผงปรุงรส เลี่ยง หรืองดการปรุงรสชาติต่างๆ เพิ่ม 

3. ควรเลือกกินอาหารธรรมชาติ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป ขนมกรุบกรอบ อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง และขนมเบเกอรี่ 

4. อ่านฉลากโภชนาการ ด้วยการสังเกตปริมาณโซเดียม รวมถึงโซเดียมแฝงที่ปรากฏบนภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อทุกครั้ง หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)

การลดกินเค็มเป็นการยืดอายุการทำงานของไต เพราะไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไป และช่วยป้องกันการเกิดโรคไตวายเรื้อรังได้
</detail><keywords>โซเดียมแฝง, เกลือ, โซเดียม, อาหารรสเค็ม, โภชนาการ, sodium</keywords><date>2022-10-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4231</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1665454655.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="612"><Nid>4226</Nid><title>5 อาหารที่ไม่ควรกินตอนท้องว่าง</title><source>https://www.sanook.com/health/32941/</source><detail>5 อาหารที่ไม่ควรกินตอนท้องว่าง


	
	ผลไม้ตระกูลซีตรัส วิตามินซีสูง
	


คนที่กินวิตามินอยู่บ่อยๆ อาจจะเคยได้ยินว่าให้กินยาวิตามินซีหลังมื้ออาหาร เป็นเหตุผลเดียวกันกับผลไม้ตระกูลซีตรัสอย่างส้ม มะนาว เลมอน สับปะรด มะละกอ และผลไม้รสเปรี้ยวอื่นๆ รวมถึงลูกพลับด้วย เพราะรสเปรี้ยวและวิตามินซีอาจระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหารและระบบทางเดินอาหาร/ระบบย่อยอาหาร


	
	อาหารรสเผ็ด
	


การกินอาหารรสเผ็ดจัดไปตั้งแต่คำแรกในตอนที่ท้องเรายังว่าง รสเผ็ดอาจเข้าไปกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ระคายเคือง ทำลายน้ำเมือกที่เคลือบกระเพาะอาหารอยู่ และนำมาซึ่งอาการปวดท้องได้


	
	โยเกิร์ต
	


โยเกิร์ตประกอบด้วยโพรไบโอติกส์ ซึ่งเป็นแบคทีเรียดีที่ช่วยให้ลำไส้แข็งแรง แต่ถ้าคุณรับประทานมันตอนท้องว่าง กรดไฮโดรคลอริกซึ่งกระเพาะอาหารหลั่งออกมาจะทำอันตรายต่อแบคทีเรียได้ จึงควรรับประทานโยเกิร์ตหลังมื้ออาหารจะดีกว่า


	
	อาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลมาก
	


สำหรับอาหารเช้า มื้อแรกของวันหลังตื่นนอน หลังจากที่ท้องว่างมาเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง การกินอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูง เช่น ซีเรียล ขนมปังขาวทาแยม เบเกอรี่ต่างๆ อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคไตได้


	
	ชา กาแฟ น้ำอัดลม
	


ขณะท้องว่างร่างกายจะหลั่งกรดไฮโดรคลอริกที่ทำให้สภาวะของกระเพาะอาหารเป็นกรด คาเฟอีนในชา กาแฟ และน้ำอัดลมจะกระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรดมากขึ้น ซึ่งหากไม่มีอาหารเข้าไปในท้อง กรดนี้จะไปทำลายผนังของกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร และนำไปสู่การเป็นกรดไหลย้อนได้ เพื่อป้องกันกรดในกระเพาะอาหาร ควรหามื้อเช้าเล็กๆ กินรองท้องแล้วค่อยตามด้วยกาแฟดีกว่า
</detail><keywords>อาหาร, ระบบย่อยอาหาร, ระบบทางเดินอาหาร, กระเพาะอาหาร, ลำไส้, โรค, กรดในกระเพาะอาหาร</keywords><date>2022-10-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4226</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1665123342.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="613"><Nid>4217</Nid><title>วิธีควบคุมอารมณ์หงุดหงิด-โกรธง่าย ที่คนญี่ปุ่นแนะนำ</title><source>https://www.sanook.com/health/35609</source><detail>วิธีควบคุมอารมณ์หงุดหงิด-โกรธง่าย ที่คนญี่ปุ่นแนะนำ
:
อารมณ์ความรู้สึก คือ สิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวภายใต้จิตสำนึก ซึ่งในแต่ละวันเราอาจได้เจอทั้งเรื่องที่น่าดีใจ เสียใจ น่าหงุดหงิด และโมโห ลองมาดูเทคนิคควบคุมอารมณ์หงุดหงิด-โกรธง่าย ตามแบบฉบับคนญี่ปุ่นกัน
:
1. เข้าใจลักษณะนิสัยของตนเอง 
ก่อนจะควบคุมอารมณ์ได้ ต้องรู้จักตัวเองก่อน ว่าเรามักหัวเสียกับเรื่องอะไรหรือคำพูดแบบไหน จะทำให้เราเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์และหลีกเลี่ยงการเกิดอารมณ์หงุดหงิดและโกรธได้ดีขึ้น
:
2. ยอมรับความรู้สึกของตนเอง 
จริงๆ แล้วอารมณ์ในทางลบเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย การยอมรับมันได้ทำให้เราสามารถจัดการกับความรู้สึกและปล่อยมันออกไปได้ ต่างจากการที่ปกปิดและไม่ยอมรับความรู้สึกดังกล่าว เมื่อถูกกระตุ้นมากๆ เราอาจต้องระเบิดมันออกมาได้ในที่สุด
:
3. มุ่งมั่นแก้ปัญหา
คิดเพื่อวิเคราะห์ความรู้สึก ตั้งคำถามกับตัวเอง เช่น ทำไมจึงรู้สึกเช่นนั้น? จะก้าวข้ามไปข้างหน้าได้อย่างไร? หรือต้องมีความคิดแบบไหนหากต้องเจอสถานณการณ์แบบนี้อีกในอนาคต
:
เมื่อเราฝึกทั้ง 3 ข้อเป็นประจำ ไม่ว่าจะเจอเหตุการณ์ที่น่าโกรธ หรือโมโหแค่ไหนก็ตาม พี่ๆ STKC เชื่อว่าเราจะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ไม่แกว่งไกวไปตามอารมณ์ และวันนั้นเราจะสามารถยิ้มสู้ได้ทุกปัญหา
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4217</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1663723792.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="614"><Nid>4216</Nid><title>สุนัขหลั่งน้ำตาแห่งความสุขเมื่อได้เจอเจ้าของ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-62671572</source><detail>สุนัขหลั่งน้ำตาแห่งความสุขเมื่อได้เจอเจ้าของ
:
นักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นได้ค้นพบว่า สุนัขสามารถหลั่งน้ำตาแห่งความสุข เพื่อสื่ออารมณ์และทำให้เจ้าของเกิดความรักความผูกพัน ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายของพวกมันหลั่งออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือที่เรียกว่า "ฮอร์โมนแห่งความรัก" ออกมา
:
นักวิจัยพบว่า สุนัขจะผลิตน้ำตาในปริมาณมากกว่าปกติเมื่อได้เจอหน้าเจ้าของอีกครั้ง ผิดกับการเจอคนแปลกหน้าที่น้ำตาจะหลั่งออกมาในปริมาณปกติ โดยนักวิจัยได้ทิ้งท้ายอีกว่า พฤติกรรมการหลั่งน้ำตาแห่งความสุขของพวกมัน อาจเป็นผลมาจากการเรียนรู้ที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ เพื่อใช้สื่อสารให้มนุษย์เข้าใจถึงความรู้สึกของพวกมันนั่นเอง
:
แล้วแบบนี้จะไม่รักเจ้าตูบลงได้ยังไง จริงไหมล่ะครับเพื่อนๆ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4216</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1663723758.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="615"><Nid>4215</Nid><title>3 อาหารป้องกันสมองเสื่อมตามฉบับชาวญี่ปุ่น</title><source>https://www.sanook.com/health/35605</source><detail>3 อาหารป้องกันสมองเสื่อมตามฉบับชาวญี่ปุ่น
:
มนุษย์เราในวัยที่ชราขึ้น นอกจากเรื่องสุขภาพกายที่ถดถอยลงแล้ว สุขภาพสมองก็ถดถอยลงไม่แพ้กัน มารู้จักอาหารที่นักวิทยาศาสตร์ด้านสมองชาวญี่ปุ่นแนะนำให้รับประทานในช่วงอายุ 40 ปีเป็นต้นไป เพื่อป้องกันอาการหลงลืมและภาวะสมองเสื่อมกัน
:
1. เนื้อวัว หอยนางรม ปลาไหล อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์
เนื่องจากมีธาตุสังกะสีสูง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเจริญและการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ทำงานเกี่ยวกับสมอง
:
2. หอมหัวใหญ่และกล้วย
เพราะมีน้ำตาลฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์สูง เป็นน้ำตาลที่มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ ทำให้เกิดการเพิ่มและลดของน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็ว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
:
3. ผักและผลไม้ที่มีเส้นใยอาหาร
หากลำไส้ดี จะทำให้สภาวะของสมองดีไปด้วย ผู้หญิงควรกินใยอาหารวันละ 25 กรัม และ 38 กรัมสำหรับผู้ชาย จะช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้
:
เพื่อที่เราจะได้เติบโตไปอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เป็นภาระต่อลูกหลานในวันข้างหน้า การกินอาหารเหล่านี้เป็นประจำจะช่วยให้เรามีสมองที่แข็งแรงได้ในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4215</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1663723720.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="616"><Nid>4214</Nid><title>นาซ่าสามารถผลิตออกซิเจนบนดาวอังคารได้แล้ว</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cxre6vk5lxpo</source><detail>นาซ่าสามารถผลิตออกซิเจนบนดาวอังคารได้แล้ว
:
ก้าวไปอีกขั้นสำหรับการย้ายถิ่นฐานมนุษยชาติไปยังดาวอังคาร นั่นก็คือสามารถสร้างออกซิเจนบนดาวอังคารได้แล้ว
:
นาซ่าประดิษฐ์อุปกรณ์ที่มีชื่อว่า MOXIE ติดตั้งบน ยานสำรวจเพอร์เซเวียแรนซ์ ขึ้นไปทดสอบจริงๆ บนดาวอังคาร ผลลัพธ์คือสามารถผลิตออกซิเจน ได้ราวๆ 6 กรัม/ชั่วโมง ซึ่งเทียบเท่ากับที่ต้นไม้ขนาดเล็กผลิตได้บนโลก
:
สำหรับหลักการทำงานของเจ้าเครื่อง MOXIE คือ การใช้วิธีดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่มากถึง 96% ในบรรยากาศของดาวอังคารเข้ามา เและทำการแยกออกซิเจนในคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกไปเป็นอากาศหายใจ 1 อะตอม และปลดปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ที่เป็นของเสียออกมา
:
ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นเพียงก้าวเล็กๆ ที่สำคัญ นาซ่ามีแผนจะสร้างเครื่อง MOXIE ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ผลิตออกซิเจนได้มากพอรองรับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในระยะยาวบนดาวอังคารนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4214</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1663723676.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="617"><Nid>4213</Nid><title>ดาวฤกษ์ยักษ์ บีเทลจุส มืดมิดลง กำลังจะสิ้นอายุขัยแล้วหรือ?</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cx9j48rk8gzo</source><detail>ดาวฤกษ์ยักษ์ บีเทลจุส มืดมิดลง กำลังจะสิ้นอายุขัยแล้วหรือ?
:
เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลกเมื่อปลายปี 2019 เมื่อดาวฤกษ์ บีเทลจุส ที่เคยสว่างไสวกลับมืดมิดลงกระทันหัน ทำให้สงสัยกันว่าดาวดวงนี้กำลังสิ้นอายุขัยหรือไม่?
:
ดาวฤกษ์บีเทลจุส (Betelgeuse)  เป็นดาวฤกษ์ชนิดดาวยักษ์ใหญ่แดง ในกลุ่มดาวนายพรานหรือโอไรออน ตั้งอยู่ห่างจากโลกราว 640 ปีแสง
:
ล่าสุดทีมวิจัยได้ค้นพบสาเหตุที่บีเทลจุสมืดมัวลงเรียบร้อยแล้ว ชี้ว่าเป็นเพียงการเผาไหม้เชื้อเพลิงในปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่แก่นกลางของดาว ทำให้เกิดการปะทุปลดปล่อยมวลมหาศาลจากบรรยากาศชั้นโฟโตสเฟียร์ (Photosphere) ประกอบกับกลุ่มควันนี้ได้บดบังแสงจากดาวบีเทลจุสด้านที่หันเข้าหาโลกพอดี จึงไม่แปลกที่จะทำให้มนุษย์โลกเห็นราวกับว่ามันมืดมิดลงอย่างกระทันหันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4213</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1663723630.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="618"><Nid>4207</Nid><title>How to วิธีรับมือน้ำท่วม ฉับพลัน แบบไม่ทันตั้งตัว</title><source>https://allwellhealthcare.com/flood</source><detail>ในกรณีที่เกิดน้ำท่วมฉับพลัน โดยที่ไม่ได้รับการแจ้งเตือนหรือรู้ล่วงหน้ามาก่อน จนทำให้ไม่สามารถเตรียมตัวได้ทัน แนะนำว่าหากเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของชีวิตมาก่อนทรัพย์สินเสมอ โดยสามารถรับมือได้ ดังนี้

- ถ้าขับรถอยู่ ให้จอดและออกจากรถทันที อย่าพยายามขับรถหรือย้อนกลับไปทางที่ถูกน้ำท่วม
- หากได้รับสัญญาณเตือนภัยน้ำท่วมฉับพลัน ให้รีบอพยพไปที่ที่สูงทันที
- ในกรณีอยู่นอกบ้านให้พยายามมองหาที่สูงเอาไว้ เช่น ภูเขา สะพานลอย ตึกหรืออาคารสูง หากไม่มีที่สูงใกล้ ๆ แนะนำให้เกาะสิ่งของขนาดใหญ่ไว้
- ห้ามเดินตามเส้นทางน้ำไหล แม้บริเวณนั้นจะมีระดับน้ำไม่สูง เพราะความเร็วของน้ำอาจทำให้เสียหลัก พลัดไปกับน้ำ จนอาจจมน้ำได้
- หากเห็นเสาไฟหรือสายไฟ ให้หลีกเลี่ยงที่จะเข้าใกล้ และเมื่อมีโอกาสให้รีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที

สายด่วนให้ข้อมูลและช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โทร 1784
ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โทร 192
กรมอุตุนิยมวิทยา โทร 1182
กรมชลประทาน โทร 1460
ศูนย์ปลอดภัยทางน้ำ โทร 1199
บริการแพทย์ฉุกเฉิน โทร 1669
 
</detail><keywords>น้ำท่วม, flood, น้ำท่วมฉับพลัน, วิธีรับมือน้ำท่วม</keywords><date>2022-09-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4207</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1663206127.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="619"><Nid>4205</Nid><title>เคล็ดลับการจัดห้อง ทำให้การเรียนดีขึ้น</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/61052</source><detail>เคล็ดลับการจัดห้อง ทำให้การเรียนดีขึ้น
:
เพื่อนๆ คงกำลังสงสัยว่า การจัดห้องเกี่ยวอะไรกับการทำให้การเรียนดีขึ้น วันนี้เราจะพาไปหาคำตอบกัน
:
1. จัดห้องช่วยให้สมองโล่งและปลอดโปร่ง
เมื่อห้องเราไม่รก ระบบความคิดและสมองของเราก็จะไม่รกตามไปด้วย
:
2. เพิ่มความคิดสร้างสรรค์
การได้ลองเอาสิ่งของมาวางตามตำแหน่งต่างๆ ก็เป็นการฝึกความคิดสร้างสรรค์โดยที่เราไม่รู้ตัว
:
3. ลดความฟุ้งซ่าน
การจัดระเบียบห้องเพียงแค่เล็กๆ น้อย ๆ ช่วยให้เราเริ่มเป็นคนที่มีระเบียบและเรียงลำดับเรื่องราวต่างๆ ในความคิดและจิตใจได้ดียิ่งขึ้น
:
4. ประสิทธิภาพในการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น
เกิดสมาธิ และสามารถโฟกัสกับหนังสือที่กำลังอ่านได้มากยิ่งขึ้น
:
ใครที่กำลังฟุ้งซ่าน ไม่มีสมาธิในการอ่านหนังสือ หรือทำงานอะไรอยู่ก็ตาม ขอให้ลองแบ่งเวลาวันว่างๆ สักวัน มาจัดห้องใหม่ดู ขยับเฟอร์นิเจอร์ หยิบนั้น วางนี่ รับรองว่าจะมีสมาธิและจะสามารถโฟกัสกับที่สิ่งที่กำลังจะทำอยู่ได้แน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4205</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662972494.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="620"><Nid>4204</Nid><title>วิธีจัดการตัวเอง เมื่ออะไรก็ไม่ได้เป็นตามที่หวัง</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/60764</source><detail>วิธีจัดการตัวเอง เมื่ออะไรก็ไม่ได้เป็นตามที่หวัง
:
ไม่ว่าใครก็ต้องเคยเจอกับเรื่องผิดหวังด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเรื่องงานแย่ สอบตก คะแนนร่วง หรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ จนทำให้เราจมดิ่งอยู่กับความผิดหวังจนทำอะไรก็ไม่สำเร็จสักที วันนี้เรามีวิธีมาบอกกัน
:
สัญญาณที่บอกว่าเรากำลังจมอยู่กับความล้มเหลว
1. คิดในหัวตลอดว่าอยากกลับไปแก้ไขมัน
2. โทษตัวเอง ก้าวผ่านความผิดพลาดไม่ได้
3. รู้สึกผิดและคิดว่าตัวเองน่าจะทำได้ดีกว่านั้น
4. หมดหวังกับอนาคตหรือสิ่งที่จะทำต่อไป
5. เปรียบเทียบสิ่งที่ทำตอนนี้กับสิ่งที่เคยทำพลาดเสมอ
6. ไม่มีความมั่นใจในตัวเองอีกต่อไป
:
หากเพื่อนๆ กำลังเจอเรื่องแบบนี้ มาดูวิธีจัดการกับความคิดของตัวเองกัน
- ยอมรับให้ได้ว่ามันผิดพลาดไปแล้ว
- คิดว่าทุกความผิดพลาดคือบทเรียนและประสบการณ์ของชีวิตที่ทุกคนต้องเจอ
- อยู่กับปัจจุบันและมองไปข้างหน้า ปรับปรุงให้ดีกว่าเดิม
- ให้อภัยตัวเองให้เป็น
- เสริมสร้างความมั่นใจให้ตัวเองด้วยการหางานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ และทำให้สำเร็จ
:
สุดท้ายนี้อยากบอกเพื่อนๆว่า ทุกความผิดพลาดที่เข้ามาในชีวิต คือบทเรียนและประสบการณ์ที่สำคัญ เพื่อที่จะให้เราเรียนรู้ เติบโต และจะไม่ทำพลาดอีกในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4204</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662972427.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="621"><Nid>4203</Nid><title>10 พฤติกรรมที่ไม่ควรทำก่อนเข้านอน</title><source>https://www.sanook.com/health/35613</source><detail>10 พฤติกรรมที่ไม่ควรทำก่อนเข้านอน
:
ใครกำลังมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ ให้เลิกด่วน เนื่องจากจะทำให้นอนหลับได้เต็มอิ่ม ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเมื่อตื่นนอน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. อาบน้ำเฉพาะตอนกลางคืน
2. ออกกำลังกายก่อนนอน
3. ดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนเข้านอน
4. แปรงฟันเสร็จแล้วเข้านอนทันที
5. ตั้งนาฬิกาปลุกแล้วเข้านอนทันที
6. ปลุกตัวเองด้วยเสียงนาฬิกาปลุก
7. ห่มผ้าทั้งที่ไม่ยอมหลับ
8. ใช้ฟูกนอนอันเดิมมาหลายปี
9. ตื่นกลางดึกมาเช็กเวลา
10. นอนนานเกินไปในวันหยุด
:
หลายๆ ข้อ เพื่อนๆ คงทราบเหตุผลดีอยู่แล้วว่า ทำไมถึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พักผ่อนได้ไม่เพียงพอ แต่ทำไมถึงไม่ควรแปรงฟันเสร็จแล้วเข้านอนทันทีล่ะ? 
:
เหตุผลก็คือเมื่อเหงือกถูกกระตุ้นจากการแปรงฟัน การหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินที่ช่วยในการนอนหลับก็จะลดลง ตามหลักแล้วควรแปรงฟันหนึ่งชั่วโมงก่อนเข้านอนจะดีที่สุดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4203</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662972382.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="622"><Nid>4202</Nid><title>พบคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ห่างจากโลก 700 ปีแสง</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c0wn43ddrnxo</source><detail>พบคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ห่างจากโลก 700 ปีแสง
:
เป็นเรื่องที่น่าตื่นตาตื่นใจของวงการสำรวจอวกาศอีกครั้ง เมื่อกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ (JWST) ค้นพบร่องรอยของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในบรรยากาศของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ WASP-39b ที่อยู่ห่างจากโลก 700 ปีแสง
:
ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ WASP-39b เป็นดาวที่มีขนาดใหญ่และมีมวลมากใกล้เคียงกับดาวเสาร์ มีเส้นผ่านศูนย์กลางของดาวมากกว่าดาวพฤหัสบดี 1.3 เท่า
:
ผลการสังเกตพบว่า มีการดูดกลืนแสงอินฟราเรดโดยชั้นบรรยากาศอย่างสูง ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ว่ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในปริมาณมหาศาล ซึ่งก่อนหน้านี้มีการค้นพบร่องรอยของไอน้ำ รวมทั้งธาตุโซเดียมและโพแทสเซียมบนดาวเคราะห์ดวงนี้มาแล้ว
:
การค้นพบในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการศึกษาทำความเข้าใจดาวเคราะห์ที่เป็นหินแข็งคล้ายโลก และสามารถจะช่วยในการค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวได้อีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4202</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662971426.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="623"><Nid>4201</Nid><title>ทำความรู้จักกาแล็กซีชนิดกังหัน กาแล็กซีที่มีมากถึง 85% ในเอกภพ</title><source>https://www.scimath.org/article-earthscience/item/12600-2022-07-25-08-20-30-4</source><detail>ทำความรู้จักกาแล็กซีชนิดกังหัน กาแล็กซีที่มีมากถึง 85% ในเอกภพ
:
กาแล็กซีชนิดกังหัน (Spiral Galaxy) เป็นกาแล็กซีที่มีมากถึง 75% - 85% ในเอกภภพ (Universe) นั่นเอง แล้วกาแล็กซีนี้มีลักษณะอย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยครับ
:
ลักษณะภายนอกของกาแล็กซีชนิดกังหัน มีความสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ ส่วนโป่ง (Bulge), จาน (Disk) และฮาโล (Halo) 
:
1. ส่วนโป่ง มีลักษณะเป็นทรงกลม พบได้บริเวณใจกลางกาแล็กซี มักประกอบด้วยดาวฤกษ์อายุมาก จึงเป็นส่วนที่มีสีแดง
:
2. ส่วนจาน ประกอบด้วยฝุ่น แก๊ส และดาวฤกษ์อายุน้อย ส่วนที่เรียกว่าจานนี้เป็นบริเวณที่แขนของกาแล็กซีกังหันก่อตัวขึ้น
:
3. ส่วนฮาโล มีลักษณะเป็นทรงกลม แผ่รัศมีบางๆ ปกคลุมส่วนโป่งและบางส่วนของจาน ฮาโลประกอบด้วยแก๊สฝุ่นและกระจุกดาว
:
ก่อนจะจากกันไป อยากบอกว่ากาแล็กซีทางช้างเผือกที่มนุษย์เราอาศัยอยู่นี้ก็เป็นกาแล็กซีกังหันชนิดหนึ่งเหมือนกันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4201</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662971387.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="624"><Nid>4200</Nid><title>ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยบนโลก หลังพบน้ำฝนทั่วโลกปนเปื้อนสารเคมีเกินระดับปลอดภัย</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c3gp34dzk53o</source><detail>ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยบนโลก หลังพบน้ำฝนทั่วโลกปนเปื้อนสารเคมีเกินระดับปลอดภัย
:
เป็นเรื่องที่น่าตกใจ เมื่อผลการศึกษาล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์สวีเดนชี้ว่า ขณะนี้ไม่มีสถานที่แห่งใดบนโลกปลอดสาร PFAS อีกแล้ว โดยพบการปนเปื้อนในน้ำฝนที่ตกลงมาทั่วโลก ซึ่งสูงเกินระดับปลอดภัยตามที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดไว้มาก
:
สาร PFAS หรือ โพลีฟลูออโรอัลคิล และเพอร์ฟลูออโรอัลคิล เป็นสารประกอบฟลูออรีนที่มีอยู่ราว 4,500 ชนิด สามารถตกค้างอยู่ในดิน น้ำ และบรรยากาศได้นานกว่าหลายพันปี มีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่า หากได้รับสาร PFAS ในปริมาณสูง จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งบางชนิด รวมทั้งปัญหาการเจริญพันธุ์และพัฒนาการที่ล่าช้าในเด็ก
:
อย่างไรก็ตาม การควบคุมปริมาณสาร PFAS ไม่ให้ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันไม่อาจจะทำได้โดยง่ายในทางปฏิบัติ เพราะไปขัดขวางกิจกรรมทางเศรษฐกิจเช่นการก่อสร้างอาคารและอุตสาหกรรมต่างๆ 
:
ทางออกเดียวของปัญหาในปัจจุบัน คือ มนุษย์ต้องเร่งหาสารเคมีตัวอื่นที่ไม่เป็นอันตรายมาแทนที่ PFAS ให้ได้โดยเร็วนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4200</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1663141411.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="625"><Nid>4199</Nid><title>แมวบ้านจัดเป็นสัตว์ชนิดพันธุ์รุกรานจากต่างถิ่น</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cd19drr70y1o</source><detail>แมวบ้านจัดเป็นสัตว์ชนิดพันธุ์รุกรานจากต่างถิ่น
:
เป็นเรื่องราวข่าวใหญ่ของเหล่าคนเลี้ยงแมวในประเทศโปแลนด์ เมื่อทางการออกมาประกาศว่า แมวบ้านที่ผู้คนเลี้ยงกันทั่วไป สามารถจะถือได้ว่าเป็นสัตว์ชนิดพันธุ์รุกรานจากต่างถิ่น (Invasive Alien Species)
:
เนื่องจากแมวบ้านถือกำเนิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลางเมื่อหลายพันปีก่อน นอกจากนี้มันยังเป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรม “รุกราน” ออกล่าคุกคามทำร้ายสัตว์พื้นถิ่นของโปแลนด์จำนวนมาก แถลงการณ์ดังกล่าวยังอ้างอิงงานวิจัยว่า แมวบ้านในพื้นที่เกษตรกรรมของโปแลนด์ ฆ่าและกินสัตว์มีกระดูกสันหลังหลายล้านตัวในแต่ละปี 
:
แต่อย่างไรก็ดี การแถลงการณ์ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาแมวบ้านล่าสัตว์ประจำถิ่นจนใกล้สูญพันธุ์ โดยให้เจ้าของแมวจำกัดเวลาออกไปเล่นนอกบ้านของมันให้น้อยลงระหว่างฤดูกาลผสมพันธุ์ของนกเท่านั้น
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4199</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662971300.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="626"><Nid>4198</Nid><title>อีสุกอีใส หากเคยเป็นแล้ว เป็นซ้ำได้หรือไม่?</title><source>https://www.sanook.com/health/35517</source><detail>อีสุกอีใส หากเคยเป็นแล้ว เป็นซ้ำได้หรือไม่?
:
อีสุกอีใส เป็นโรคที่เด็กทุกคนอาจต้องเคยเป็น และมีความเชื่อว่า หากเคยเป็นแล้ว จะไม่สามารถเป็นอีกได้ ความจริงจะเป็นยังไง ไปดูกันเลย
:
โรคอีสุอีใสเป็นโรคไข้ออกผื่น จะมีไข้และมีผื่นตุ่มน้ำใสขึ้นที่ผิวหนังทั่วร่างกาย มักพบที่ลำตัวและใบหน้ามากกว่าบริเวณแขนขา สาเหตุของโรคอีสุกอีใสเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (Varicella Virus) เป็นเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดงูสวัด 
ซึ่งหากติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นตลอดชีวิต
:
ถ้าหากเคยเป็นแล้ว เป็นซ้ำได้หรือไม่?
ถึงแม้ว่าจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นมาแล้ว ก็สามารถเป็นโรคอีสุกอีใสครั้งที่สองได้ แต่อาการมักไม่รุนแรงและไม่ค่อยเกิดภาวะแทรกซ้อนนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4198</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662971259.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="627"><Nid>4196</Nid><title>ไม่ควรดื่มกาแฟ เกินกี่แก้วต่อวัน</title><source>https://www.tnnthailand.com/news/health/123968/</source><detail>การ "ดื่มกาแฟ" มากเกิน 4 แก้วต่อวัน อาจส่งผลกระทบกับ 4 ระบบสำคัญของร่างกาย

แนะควรดื่มกาแฟแต่พอดี เลือก "กาแฟดำ" ที่ไม่มีส่วนผสมอื่นจะได้ประโยชน์กับร่างกาย 

นอกจากนี้ ไม่ควรดื่มกาแฟขณะท้องว่าง และไม่ดื่มร่วมกับเครื่องดื่มที่มี "คาเฟอีน" ชนิดอื่น รวมทั้งหลังดื่มกาแฟควรตามด้วยน้ำเปล่า เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและการตกค้างของคาเฟอีนในร่างกาย
ใน 1 วัน ไม่ควรดื่มกาแฟเกิน 3-4 แก้ว

ผู้ใหญ่สามารถบริโภคคาเฟอีนได้ โดยควรรับในปริมาณที่เหมาะสมจากเครื่องดื่ม และอาหารต่างๆ แนะนำให้จำกัดปริมาณคาเฟอีนที่ได้รับในแต่ละวันไม่เกิน 300-400 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งเทียบเท่ากับกาแฟ 3-4 แก้ว

ร่างกายรับคาเฟอีนเกินขนาด จะส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย?

หากร่างกายได้รับคาเฟอีนในปริมาณมากเกินไปหรือเรียกว่าการบริโภคคาเฟอีนเกินขนาด (Caffeine Overdose) จะส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ดังนี้ 

1) ระบบประสาทส่วนกลาง จะทำให้มือสั่น นอนไม่หลับ เกิดความวิตกกังวล ปวดศรีษะ บางครั้งอาจทำให้ชักได้ 

2) ระบบทางเดินอาหาร จะเพิ่มการหลั่งของกรดและน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ทำให้ปริมาณน้ำย่อยและกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้น ผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ จึงควรหลีกเลี่ยงกาแฟทุกชนิด รวมทั้งเครื่องดื่มหรืออาหารที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ 

3) ระบบการไหลเวียนโลหิต คาเฟอีนกระตุ้นหัวใจ เพิ่มการไหลเวียนโลหิต อาจเพิ่มความดันโลหิตชั่วคราว โดยเฉพาะในผู้ที่ปกติไม่บริโภคคาเฟอีน กลุ่มที่มีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่เดิม ภาวะความดันโลหิตสูงอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ 

4) ระบบทางเดินปัสสาวะ คาเฟอีนลดการดูดน้ำกลับ ตอนผ่านเข้าไปในไต ทำให้ไตขับน้ำออกมาเยอะขึ้น กระตุ้นให้เกิดการปัสสาวะบ่อยขึ้น แคลเซียมซึ่งเป็นสารก่อนิ่วชนิดหนึ่ง จะถูกขับออกมาพร้อมปัสาวะ ในภาวะที่มีปริมาณผิดปกติ 

และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยอาจก่อให้เกิดนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะหรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ การทำงานของไตเสื่อมลง และอาจเป็นอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเกิดภาวะไตวาย
</detail><keywords>coffee, กาแฟ, ควรดื่มกาแฟวันละกี่แก้ว, คาเฟอีน, caffeine</keywords><date>2022-09-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4196</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662436147.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662436147_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662436147_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662436147_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662436147_3.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="628"><Nid>4195</Nid><title>ภาพใหม่ล่าสุดของดาวพฤหัสบดี ถูกบันทึกอย่างคมชัดโดยกล้องเจมส์เว็บบ์</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/c0wn00q6ll6o</source><detail>ภาพใหม่ล่าสุดของดาวพฤหัสบดี ถูกบันทึกอย่างคมชัดโดยกล้องเจมส์เว็บบ์
:
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ (JWST) สามารถบันทึกภาพใหม่ของดาวพฤหัสบดีด้วยความคมชัดสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งภาพดังกล่าวเผยถึงข้อมูลและรายละเอียดใหม่ๆ ที่ทำให้นักดาราศาสตร์เข้าใจดาวเคราะห์ก๊าซยักษ์ดวงนี้มากขึ้น
:
ภาพมุมกว้างที่บันทึกในครั้งนี้ เผยให้เห็นดาวพฤหัสบดีในห้วงอวกาศ โดยมีแสงเหนือและแสงใต้เรืองรองออกมาจากขั้วทั้งสองของดาว และในภาพมุมกว้างยังเผยให้เห็นวงแหวนจางๆ ที่ตามปกติจะมองเห็นได้ยากมาก เพราะมีความสว่างน้อยกว่าดาวพฤหัสบดีนับล้านเท่า
:
กล้อง JWST ใช้อุปกรณ์ NIRCam ซึ่งเป็นกล้องบันทึกภาพรังสีอินฟราเรดย่านใกล้ สำหรับการถ่ายภาพดาวพฤหัสบดีในครั้งนี้ แต่เนื่องจากสายตาของมนุษย์ไม่สามารถจะมองเห็นแสงในย่านอินฟราเรดได้ จึงมีการแปลงข้อมูลความยาวคลื่นอินฟราเรดที่ปรากฏให้เป็นสีต่างๆ
:
ศาสตราจารย์ เทียร์รี ฟูเชต์ จากหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์กรุงปารีส หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ดูแลกล้อง JWST บอกว่า “ภาพนี้เพียงภาพเดียว สามารถรวบรวมและสรุปความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของดาวพฤหัสบดีเอาไว้ได้เกือบทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่โครงการศึกษาระบบดาวพฤหัสบดีของเราต้องการจะทราบ ทั้งเรื่องพลวัตของดาว องค์ประกอบทางเคมี วงแหวนของมัน และดวงจันทร์บริวาร”
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4195</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662408398.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="629"><Nid>4194</Nid><title>ทวีปต่างๆ บนโลกเกิดจากอุกกาบาตยักษ์พุ่งชนเมื่อหลายพันล้านปีก่อน</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cp4xlx9l1kno</source><detail>ทวีปต่างๆ บนโลกเกิดจากอุกกาบาตยักษ์พุ่งชนเมื่อหลายพันล้านปีก่อน
:
ในวงการธรณีวิทยา มีสมมติฐานหนึ่งที่เชื่อว่าเปลือกโลกผืนเดียวในยุคดึกดำบรรพ์ได้แยกออกเป็นส่วนๆ และขยายตัวกลายเป็นทวีปหลังจากถูกอุกกาบาตยักษ์พุ่งชนเมื่อหลายพันล้านปีก่อน
:
ล่าสุด ข้อสันนิษฐานนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง และอาจจะช่วยไขปริศนาที่ว่า เหตุใดโลกจึงเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวในระบบสุริยะที่มีทวีปต่างๆ โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเคอร์ทิน (Curtin University) ของออสเตรเลียได้พบหลักฐานที่ยืนยันความถูกต้องของแนวคิดดังกล่าวเป็นครั้งแรกในอัญมณีเพทาย หรือผลึกคริสตัลของแร่เซอร์คอน (Zircon) ที่ได้จากรัฐออสเตรเลียตะวันตก
:
จากการวิเคราะห์องค์ประกอบของไอโซโทป (Isotope) ออกซิเจนชนิดต่างๆ ในอัญมณีเพทาย ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 4,000 ล้านปีและเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการก่อตัวของทวีปในอดีต เผยให้เห็นกระบวนการก่อตัวของทวีปซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่ออุกกาบาตยักษ์พุ่งชนโลก
:
การค้นพบครั้งนี้ถือว่าเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่มากครั้งหนึ่ง เพราะสามารถช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแร่ธาตุและสิ่งมีชีวิตรูปแบบต่างๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-09-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4194</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662408329.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="630"><Nid>4193</Nid><title>ระวัง ลืมเด็กไว้ในรถ</title><source>https://www.sanook.com/health/35569/</source><detail>โศกนาฏกรรมของการ “ลืมเด็กในรถ” จนทำให้เด็กเสียชีวิต ยังคงเกิดขึ้นแม้ว่าจะมีการประชาสัมพันธ์ คำเตือน หรือระมัดระวังกันมาแค่ไหน แต่สุดท้ายการลืมเด็กในรถก็ยังคงเกิดขึ้น และมีข่าวให้เราได้อ่านเจอกันอยู่บ่อยๆ
ทำไมลืมเด็กในรถ แล้วเด็กเสียชีวิต
ส่วนใหญ่เด็กที่ติดอยู่ในรถไม่ได้เสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ แต่เป็นเพราะความร้อนภายในรถที่สูงขึ้น

ในอุณหภูมิของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นฤดูใดหรือเวลาใดก็ตาม มีความเป็นไปได้สูงว่าภายในรถจะมีอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น ร่างกายของเด็กร้อนตามสภาพอากาศเร็วกว่าผู้ใหญ่ 3-5 เท่า หากปล่อยเด็กเอาไว้ในรถที่ปิดประตูหน้าต่างมิดชิดเป็นเวลานานๆ อาจทำให้ร่างกายของเด็กมีอุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นได้มากถึง 40 องศาเซลเซียส อาจทำให้เด็กเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้

หากเด็กติดอยู่ในรถที่จอดกลางแดดเพียง 

5 นาที อุณหภูมิจะสูงขึ้น จนไม่สามารถทนอยู่ได้
10 นาที ร่างกายจะยิ่งแย่ลง
30 นาที อวัยวะทุกอย่างหยุดทำงาน และอาจเสียชีวิตได้
</detail><keywords>เด็ก, ลืมเด็กไว้ในเด็ก, เด็กขาดอากาศหายใจ</keywords><date>2022-09-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4193</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1662100769.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="631"><Nid>4188</Nid><title>ไข้หวัดมะเขือเทศ คืออะไร?</title><source>https://www.sanook.com/health/35525/</source><detail>ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า ไข้หวัดมะเขือเทศ เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส “คอกซากี A16 (Coxsackie A16)” ที่ก่อให้เกิดโรคมือ เท้า และปาก (จากการถอดรหัสพันธุกรรมจากตัวอย่างสวอบตุ่มแผลจากผู้ป่วยสองราย)

ที่มีชื่อเรียกขานในท้องถิ่นว่า “ไข้หวัด มะเขือเทศ” เนื่องจาก หากติดเชื้อ ผู้ป่วยซึ่งเป็นเด็กเล็กจะมีผื่นแดงคล้ายมะเขือเทศ สร้างความเจ็บปวดให้กับร่างกาย โดยเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ง่ายเป็นพิเศษ เนื่องจาก เชื้อไวรัสชนิดนี้แพร่กระจายได้ง่ายจากการสัมผัส เช่น เด็กเล็กสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาดที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งหรืออุจจาระของเด็กติดเชื้อ หรือนำสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสเข้าปาก

กระทรวงสาธารณสุขอินเดียได้ออกมายืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อ“ไข้หวัดมะเขือเทศ” ในประเทศอินเดียตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2565 จนถึงขณะนี้พบแล้วถึง 82 ราย เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ พบการระบาดมากที่สุดในรัฐเกรละ (ซึ่งเป็นรัฐที่พบไวรัสโควิด-19 และ ไวรัสฝีดาษลิงระบาดมาก เช่นกัน) รองลงมาเป็น รัฐทมิฬนาฑู รัฐโอริสสา และรัฐหรยาณา

กลุ่มเสี่ยงโรคไข้หวัดมะเขือเทศ
นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุว่า ผู้ป่วยในประเทศอินเดียเป็นกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี พบผู้ติดเชื้อเกือบร้อยคน ไม่มีผู้เสียชีวิต เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้แพร่กระจายได้ง่ายจากการสัมผัส เช่น การสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด หรือนำสิ่งของเข้าปาก จึงทำให้กลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ง่ายเป็นพิเศษ 

วิธีป้องกันโรคไข้หวัดมะเขือเทศ

ในช่วงฤดูฝนนี้ อากาศเย็นและชื้น เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่าย จึงขอความร่วมมือผู้ปกครองระมัดระวังดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หมั่นทำความสะอาดของเล่นเด็ก และบริเวณพื้นที่ที่เด็กอยู่เป็นประจำ เพื่อลดเชื้อโรคที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม
</detail><keywords>ไข้หวัดมะเขือเทศ, ไข้หวัด, หวัดมะเขือเทศ, คอกซากี, มือเท้าปาก, โรคในเด็ก</keywords><date>2022-08-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4188</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661933273.png</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="632"><Nid>4185</Nid><title>สูตรลับ 3x3x3 พิชิตเป้าหมายในชีวิต</title><source> https://www.dek-d.com/teentrends/60923</source><detail>สูตรลับ 3x3x3 พิชิตเป้าหมายในชีวิต
:
เชื่อว่าทุกคนต้องมีความฝันหรือเป้าหมายในชีวิต ไม่จำเป็นที่ต้องเป็นความฝันที่ยิ่งใหญ่ อาจเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ วันนี้เราจะพาไปดูสูตรลับ 3x3x3 ทำฝันให้สำเร็จ
:
สูตรลับ 3x3x3 
3 เป้าหมาย - เลือกมาแค่ 3 เป้าหมายหลักๆ ที่อยากทำให้สำเร็จจริงๆ เท่านั้น ไม่ควรมีเยอะเกินไป เพื่อโฟกัสทำให้สำเร็จ
:
3 เดือน - ทุกความฝันเราต้องตั้งเป้าหมาย กำหนดเส้นตายไว้ว่าต้องสำเร็จภายใน 3 เดือน เพราะหากไม่มีการกำหนดเวลา ก็จะทำให้เราไม่เริ่มต้นอะไรสักที แต่หากความฝันไหนไม่สามารถเป็นจริงได้ใน 3 เดือน ก็ให้แตกย่อยเป้าหมายออกมาเป็นทีละขั้นๆ และค่อยๆ ทำให้สำเร็จ
:
3 คน - หากเราฝันคนเดียว เราอาจยอมแพ้ไประหว่างทางได้ง่าย การบอกความฝันให้กับคนอื่นๆ อีก 3 คน เราจะมีคนให้กำลังใจ คำแนะนำ ความช่วยเหลือ ทำให้เราเข้าใกล้ความฝันได้ง่ายขึ้น
:
สำหรับใครที่มีความฝันหรืออยากตั้งเป้าหมาย อาจจะเป็นเป้าหมายเล็กๆ เช่น การลดน้ำหนัก อยากให้ลองนำกฎ 3x3x3 มาใช้ดู และขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ทุกคนได้ทำตามเป้าหมายที่วางไว้นะคร้บ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4185</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661580068.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="633"><Nid>4184</Nid><title>อาชีพงานด้านสายการบินมีอะไรบ้าง?</title><source> https://www.dek-d.com/tcas/60896</source><detail>อาชีพงานด้านสายการบินมีอะไรบ้าง?
:
ช่วงนี้หลายประเทศเริ่มเปิดให้ท่องเที่ยว ธุรกิจการบินเริ่มกลับมาให้บริการ และเริ่มมีการประกาศหาพนักงานกันมากขึ้น วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักอาชีพต่างๆ เกี่ยวกับสายการบินกัน
:
นักบิน - ทำหน้าที่ขับเครื่องบิน ซึ่งจะต้องควบคุมการบินให้อยู่ในเส้นทางที่กำหนด รวมไปถึงการตรวจสภาพเครื่อง การตรวจสอบเครื่องวัดต่างๆ ภายในอากาศยาน และต้องติดต่อกับหน่วยควบคุมการบิน
:
พนักงานต้อนรับบนเครื่อง - หรือที่เราคุ้นหูกับคำว่า แอร์โฮสเตส และ สจ๊วต ให้บริการและดูแลความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารบนเครื่องบิน บริการด้านอาหาร การจัดหาที่นั่ง ตั้งแต่ขึ้นเครื่องจนถึงจุดหมายปลายทาง
:
พนักงานต้อนรับภาคพื้นดิน - มีหน้าที่บริการและอำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่มาใช้บริการสายการบินนั้น เช่น การเช็กอิน ตรวจสอบเอกสาร การแนะนำการขึ้นเครื่อง การออกใบบอร์ดดิ้งพาส เป็นต้น
:
วิศวกรซ่อมบำรุง/วิศวกรการบิน - มีหน้าที่ดูแลในฝั่งของตัวเครื่องบินเป็นหลัก  ตั้งแต่การออกแบบเครื่องบิน การผลิตอุปกรณ์ต่างๆ บนเครื่องบิน ไปจนถึงการซ่อมบำรุง เพื่อให้เครื่องบินนั้นสามารถใช้งานได้ตามปกติ 
:
พนักงานควบคุมการจราจรทางอากาศ - ผู้ที่ดูแลและควบคุมเส้นทางการเดินของอากาศยานบนท้องฟ้า ทั้งการขึ้นเครื่อง ลงเครื่อง และเส้นทางระหว่างทาง ว่าจะต้องไปตามเส้นทางที่กำหนด เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ
:
หากเพื่อนๆ คนไหนสนใจในกลุ่มอาชีพนี้ สามารถค้นหาหลักสูตรเพิ่มเติมจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้เลยนะครับ เนื่องจากบางอาชีพจำเป็นต้องจบให้ตรงคณะ และที่สำคัญ สายอาชีพเหล่านี้มีการแข่งขันสูง หากเพื่อนๆ คนไหนมีความตั้งใจจริง ขอให้เตรียมตัวให้พร้อม และพี่ๆ STKC ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4184</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579962.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="634"><Nid>4183</Nid><title>จงอย่าเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่ให้เป็นพ่อแม่ที่ดีเพียงพอ</title><source>https://www.sanook.com/men/80221</source><detail>จงอย่าเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ แต่ให้เป็นพ่อแม่ที่ดีเพียงพอ
:
ในยุคที่เปิดโซเชียลมีเดียก็พบแต่พ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ ใช้ของแพงๆ เล่นของเล่นหรูๆ ทำให้เกิดเป็น 'ความคาดหวังที่ไม่เป็นจริง’ ของการเป็นพ่อแม่
:
กุมารแพทย์ D.W. Winnicott เคยพูดถึงแนวคิดของ 'แม่ที่ดีพอ' ดีกว่าการพยามเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากในความเป็นจริง หากเราพยายามเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบอาจนำไปสู่การเจ้ากี้เจ้าการ หรือเป็นคนบงการลูก
:
การเป็นแค่พ่อแม่ "ที่ดีพอ" ถือว่าดีที่สุด
เนื่องจากจะไม่ทำให้ต้องรู้สึกกดดัน แต่จะช่วยทำให้ลูกๆ มีทักษะในการฝึกความอดทนต่อสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ ดูแลตัวเองได้ และสามารถสงบสติอารมณ์ได้เมื่อเจอเรื่องที่ไม่พอใจ นั่นคือทักษะที่จำเป็นในการสร้างนิสัยที่มานะบากบั่น ไม่ย่อท้อ ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อความสำเร็จในอนาคตของลูกนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4183</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579869.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="635"><Nid>4182</Nid><title>เชื้อราบนดินกำจัดได้ ช่วยยืดอายุต้นไม้</title><source>https://www.sanook.com/home/35277</source><detail>เชื้อราบนดินกำจัดได้ ช่วยยืดอายุต้นไม้
:
หากพืชมีการระบายน้ำได้ไม่ดีพอ ก็มักจะประสบปัญหาดินเป็นเชื้อรา แต่ไม่ต้องกังวลหรือตื่นตระหนกไป เนื่องจากสามารถแก้ไขได้ง่ายด้วยวิธีเหล่านี้ 
:
1. เปลี่ยนดินทั้งหมด เพื่อให้มีส่วนผสมที่ระบายน้ำได้ดียิ่งขึ้น
2. ขูดเฉพาะส่วนที่ขึ้นราออกทิ้ง จากนั้นนำซินนามอน (Cinnamon) โรยบนดิน
3. ใช้ยาฆ่าเชื้อรา ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านขายต้นไม้
:
นอกจากนี้ ยังมีวิธีป้องกันไม่ให้ดินเป็นเชื้อราได้ง่ายๆ โดยไม่รดน้ำต้นไม้มากเกินไป และให้พืชได้รับแสงสว่างเพียงพอ รวมถึงการใช้ส่วนผสมของดินที่ระบายน้ำได้และกระถางต้นไม้ที่ระบายน้ำได้ดี ก็จะช่วยป้องกันปัญหาเชื้อราบนดินได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4182</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579794.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="636"><Nid>4181</Nid><title>พบจุลชีพใหม่ในธารน้ำแข็งทิเบต อาจก่อโรคระบาดชนิดใหม่ครั้งใหญ่ได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-62025468</source><detail>พบจุลชีพใหม่ในธารน้ำแข็งทิเบต อาจก่อโรคระบาดชนิดใหม่ครั้งใหญ่ได้
:
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบจุลินทรีย์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนกว่า 900 ชนิดอาศัยอยู่ในธารน้ำแข็งแถบที่ราบสูงทิเบต บางชนิดมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดโรคระบาดใหญ่ครั้งใหม่หากธารน้ำแข็งมีการละลายเนื่องจากโลกร้อน
:
ผู้วิจัยนำตัวอย่างน้ำแข็งจากธารน้ำแข็ง 21 แห่งในที่ราบสูงทิเบตมาตรวจสอบ พบจุลินทรีย์ 968 ชนิดพันธุ์ฝังตัวอยู่ในธารน้ำแข็ง ส่วนใหญ่เป็นเชื้อแบคทีเรียและราว 98% ของจุลินทรีย์ที่พบนั้นเป็นชนิดใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยรู้จักมาก่อน
:
ธารน้ำแข็งในที่ราบสูงทิเบตอาจเป็นต้นตอสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคระบาดใหญ่ในอนาคต เนื่องจากพื้นที่แถบนี้เป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำสำคัญของโลกหลายสาย ซึ่งมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น และหากเกิดโรคระบาดก็จะแพร่ขยายเป็นวงกว้างได้อย่างรวดเร็วดังตัวอย่างที่เราเห็นได้จากโรค Covid-19 นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4181</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579721.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="637"><Nid>4180</Nid><title>ตำแยแมว ทำให้แมวเคลิบเคลิ้ม และช่วยไล่แมลงสารพัดชนิดได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-61856177</source><detail>ตำแยแมว ทำให้แมวเคลิบเคลิ้ม และช่วยไล่แมลงสารพัดชนิดได้
:
ตำแยแมวหรือแคทนิป (Nepeta cataria) นอกจากทำให้น้องแมวเคลิบเคลิ้มแล้ว ยังค้นพบว่าสามารถไล่แมลงได้หลากหลายชนิด ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง
:
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิวาเตะของญี่ปุ่น ได้ค้นพบว่าสารระเหยในตำแยแมวที่มีชื่อว่า Nepetalactone สามารถช่วยไล่ยุงลายเสือ แมลงสาบ แมลงวันและตัวไรได้
:
ผู้วิจัยยังเตรียมพัฒนาสารสกัดจากต้นตำแยแมว เพื่อใช้เป็นยากันแมลงที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสำหรับมนุษย์ และยังทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยว่าสารดังกล่าวนอกจากจะทำให้แมวเคลิบเคลิ้มแล้ว ยังส่งผลแบบเดียวกันกับเสือได้อีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4180</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579636.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="638"><Nid>4179</Nid><title>แคลเซียม พบได้ในอาหารประเภทใดมากที่สุด?</title><source>https://www.sanook.com/health/35081</source><detail>แคลเซียม พบได้ในอาหารประเภทใดมากที่สุด?
:
แคลเซียม ถือเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญที่ช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรง หลังจากอายุ 30 ปีเป็นต้นไป กระดูกจะมีความหนาแน่นลดลงเรื่อยๆ เราจึงต้องได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอ
:
เราควรได้รับแคลเซียม 800 - 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตามคำแนะนำของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการสร้างและป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกได้
:
แคลเซียมสามารถพบได้ทั้งใน นม ผักและเนื้อสัตว์ แต่เราจะพาไปดูว่า อะไรให้แคลเซียมมากที่สุด
- นมสด นมวัว และนมถั่วเหลือง 200 ซีซี มีแคลเซียมราว 200-240 มิลลิกรัม
- ปลาเล็กปลาน้อย 100 กรัม มีแคลเซียมมากถึง 537 มิลลิกรัม
- ใบชะพลู 100 กรัม มีแคลเซียมมากถึง 601 มิลลิกรัม
:
ทำยังไงให้กระดูกแข็งแรงอยู่เสมอ?
- รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ มื้อ
- กินอาหารที่มีวิตามินดีให้มากขึ้น เพราะวิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น
- ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเน้นการลงน้ำหนักที่กระทำต่อกระดูก เช่น การเดิน การวิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ เต้นรำ เต้นแอโรบิก 
:
หากเรายังเด็ก เราอาจไม่ค่อยประสบปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและการขาดแคลเซียมเท่าไร แต่เมื่อใดที่เริ่มอายุเข้า 30 ปี กระดูกสูญเสียมวล เราจึงจำเป็นต้องเสริมสร้างแคลเซียมและกระดูกให้แข็งแรงอยู่เสมอนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4179</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579550.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="639"><Nid>4178</Nid><title>คิดค้นแถบทำความเย็น ฝังในร่างกายช่วยแก้ปวดหลังผ่าตัด</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-62006774</source><detail>คิดค้นแถบทำความเย็น ฝังในร่างกายช่วยแก้ปวดหลังผ่าตัด
:
เชื่อว่าเพื่อนๆ คงเคยเอาน้ำแข็งมาประคบ เมื่อได้รับบาดเจ็บหรือปวดระบมกล้ามเนื้อ เพื่อระงับอาการเจ็บปวด เพราะความเย็นจะสามารถช่วยให้รู้สึกชาและระงับความเจ็บปวดได้ดี
:
ล่าสุด ทีมแพทย์ได้ประดิษฐ์คิดค้น "แถบทำความเย็น" ใช้หุ้มพันปลายเส้นประสาทในร่างกาย ช่วยลดอุณหภูมิของเส้นประสาทจาก 37 องศาเซลเซียสให้ลงมาเหลือเพียง 10 องศาเซลเซียสเท่านั้น เพื่อยับยั้งการทำงานของเส้นประสาท ไม่ให้ส่งสัญญาณไฟฟ้าที่สื่อความรู้สึกเจ็บปวดไปยังสมอง
:
แถบความเย็นนี้ผลิตจากวัสดุที่บางเฉียบและมีความยืดหยุ่นสูง ภายในจะมีช่องทางขนาดเล็กให้สารเคมีทำความเย็นผ่านเข้าไปได้
:
แต่อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์นี้ยังต้องมีการทดลองในสัตว์อื่นและกับมนุษย์ในขั้นต่อไป เพื่อเฝ้าสังเกตผลลัพธ์ ให้แน่ใจว่าการใช้ความเย็นต่อเส้นประสาทเป็นเวลานาน จะไม่ทำให้เกิดอันตรายหรือกระทบต่อการทำงานของเส้นประสาทสำคัญที่อยู่ใกล้เคียงอื่นๆ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4178</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579493.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="640"><Nid>4177</Nid><title>พบหลุมบนดวงจันทร์ เหมาะสมให้มนุษย์อาศัยได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cev5gvj2el9o</source><detail>พบหลุมบนดวงจันทร์ เหมาะสมให้มนุษย์อาศัยได้
:
ปกติแล้วอุณหภูมิพื้นผิวของดวงจันทร์จะเปลี่ยนแปลงผันผวนอย่างสุดขั้วในแต่ละวัน ยกตัวอย่างเช่น มีอุณหภูมิสุดในช่วงกลางวันที่ 127 องศาเซลเซียส แต่ในกลางคืนจะมีอุณหภูมิ -173 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว ซึ่งไม่เหมาะกับการใช้ชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างมาก
:
ล่าสุด นาซ่าค้นพบหลุมลึกถึง 200 แห่งที่ภายในมีระดับอุณหภูมิคงที่ ไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป และใกล้เคียงกับอุณหภูมิห้องบนโลก ลักษณะนี้เกิดจากการก่อตัวของ “ท่อลาวา” (Lava tube) เมื่อหลายพันล้านปีก่อน ในยุคที่ดวงจันทร์ยังคงมีภูเขาไฟระเบิดรุนแรง โดยขณะที่ลาวาไหลไปบนพื้นผิวดาว ส่วนลาวาด้านล่างยังคงไหลกัดเซาะพื้นผิวดาวต่อไป จนเกิดเป็นโพรงถ้ำใหญ่เมื่อลาวาถูกระบายออกไปจนหมด
:
ภายในหลุมบางแห่งยังมีถ้ำมืดที่อบอุ่นอยู่ด้วย ช่วยป้องกันมนุษย์อวกาศจากลมสุริยะ รังสีคอสมิก นับว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสมต่อการตั้งฐานที่มั่นถาวร สำหรับมนุษย์อวกาศผู้บุกเบิกการก่อสร้างอาณานิคมต่างดาวอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4177</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579423.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="641"><Nid>4176</Nid><title>ถ้าไม่ใช่กาแฟ อะไรที่ดื่มแก้ง่วงได้อีกบ้าง?</title><source>https://www.sanook.com/health/35101</source><detail>ถ้าไม่ใช่กาแฟ อะไรที่ดื่มแก้ง่วงได้อีกบ้าง?
:
เครื่องดื่มที่เราต้องการดื่มเพื่อให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้ประเปร่า ไม่ง่วง ส่วนใหญ่คนจะนึกถึง "กาแฟ" แต่จริงๆ แล้วยังมีเครื่องดื่มอีกหลายชนิดที่สามารถดื่มเพื่อแก้ง่วงได้
:
มีเครื่องดื่มแก้ง่วงอะไรอีกบ้างนอกจาก “กาแฟ”?
1. ชา
มีคาเฟอีนช่วยให้รู้สึกสดชื่น ไม่ง่วง เป็นอีกตัวเลือกของคนไม่ดื่มกาแฟ
:
2. โกโก้
มีคาเฟอีนเช่นกัน แต่มีปริมาณไม่มากเท่ากาแฟ
:
3. น้ำผลไม้ผสมโซดา
โซดาจะมอบความสดชื่นให้ได้ การผสมน้ำผลไม้ลงไปจะช่วยเพิ่มความสดชื่นเพิ่มไปอีก
:
4. น้ำอัดลม
น้ำอัดลมมีคาเฟอีนผสมอยู่ และยังมีโซดาอีกด้วย
:
5. น้ำเปล่าผสมมะนาว
เป็นเครื่องดื่มที่หาง่าย สามารถจิบได้ทั้งวันอีกด้วย
:
และนี่ก็เป็นเครื่องดื่ม 5 ประเภทที่สามารถแก้ง่วงได้ เป็นเครื่องดื่มทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบกาแฟนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4176</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579356.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="642"><Nid>4175</Nid><title>ค้นพบหลุมดำหลับไหล นอกกาแล็กซี่ทางช้างเผือกครั้งแรก</title><source>https://www.bbc.com/thai/articles/cd1yl63gn54o</source><detail>ค้นพบหลุมดำหลับไหล นอกกาแล็กซี่ทางช้างเผือกครั้งแรก
:
เป็นการค้นพบครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงการดาราศาสตร์ เมื่อพบหลุมดำขนาดย่อมซึ่งเป็นหลุมดำดาวฤกษ์ (Stellar Black Hole) และมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 9 เท่า
:
หลุมดำนี้หลับไหลอยู่ในระบบดาวคู่ VFTS243 โดยหลุมดำในภาวะสงบนิ่งกับดาวฤกษ์ยักษ์สีฟ้าที่หนักกว่าดวงอาทิตย์ 25 เท่า
:
ตามปกติแล้ว เราสามารถค้นพบการมีอยู่ของหลุมดำได้ เฉพาะในขณะที่หลุมดำกำลัง “ตื่นตัว” (Active) เนื่องจากมีการปลดปล่อยรังสีเอ็กซ์พลังงานสูง การค้นพบครั้งนี้นักดาราศาสตร์จึงบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก เนื่องจากเป็นการค้นพบหลุมดำที่หลับไหล
:
ผู้วิจัยคาดว่า หลุมดำในระบบ VTFS243 ถือกำเนิดจากการยุบตัวกลายเป็นหลุมดำโดยตรงของหนึ่งในดาวคู่เท่านั้น เนื่องจากไม่พบสัญญาณของการระเบิดซูเปอร์โนวาเลยนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4175</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579288.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="643"><Nid>4174</Nid><title>ไขความลับแก้วเก็บอุณหภูมิ ทำไมถึงเก็บความร้อน-เย็นได้นาน</title><source> https://www.scimath.org/article-science/item/11480-2020-04-21-07-26-04</source><detail>ไขความลับแก้วเก็บอุณหภูมิ ทำไมถึงเก็บความร้อน-เย็นได้นาน
:
ไม่มีอะไรจะสู้อากาศร้อนๆ ได้ดีเท่าการดื่มน้ำเย็นๆ สักแก้วอีกแล้ว และด้วยพลังของวิทยาศาสตร์ เราจึงสามารถเก็บน้ำเย็นๆ ได้เป็นเวลานานแม้อากาศจะร้อนด้วย "แก้วเก็บอุณหภูมิ" 
:
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า อุณหภูมิหรือความร้อนไม่อยู่กับที่ แต่สามารถโอนถ่ายจากวัตถุหนึ่งไปยังอีกวัตถุได้ ซึ่งการถ่ายโอนความร้อนแบ่งเป็น 3 ประเภทด้วยกัน
:
1. การนำความร้อน (Conduction)
2. การพาความร้อน (Convection)
3. การแผ่รังสีความร้อน (Radiation)
:
แก้วเก็บความร้อนถูกออกแบบมาอย่างฉลาด เพื่อป้องกันการถ่ายโอนความร้อนทั้ง 3 ทาง โดยมีผนังแก้วชั้นในที่บาง เพื่อไม่ให้ความร้อนเข้าหรือออกผ่านการนำความร้อนได้  (Conduction) เพราะการนำความร้อนนั้นจะต้องมีตัวกลางเป็นของแข็ง 
:
แก้วเก็บอุณหภูมิจะมีสองชั้น โดยมีสุญญากาศคั่นกลางเพื่อป้องกันการพาความร้อน (Convection) เนื่องจากการพาความร้อนต้องอาศัยตัวกลางเป็นของเหลวหรือก๊าซ
:
และสุดท้าย แก้วเก็บอุณหภูมินิยมเคลือบภายในแบบ Silver coating เพื่อให้เกิดการแผ่รังสี (Radiation) ความร้อนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
:
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมแก้วเก็บอุณหภูมิถึงสามารถเก็บความเย็นได้แม้อากาศภายนอกจะร้อนก็ตาม ถ้าเพื่อนๆ คนไหนยังไม่มีไว้ครอบครองสักใบ ต้องลองหามาพิสูจน์แล้วล่ะครับ ว่าแก้วเก็บอุณหภูมิสามารถเก็บความเย็นได้จริงหรือไม่
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4174</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579225.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="644"><Nid>4173</Nid><title>ทำความรู้จัก ออทิสติก และวิธีอยู่ร่วมกัน</title><source> https://www.sanook.com/health/35161</source><detail>ทำความรู้จัก ออทิสติก และวิธีอยู่ร่วมกัน
:
เด็กพิเศษ หรือออทิสติก คือคำที่เรามักใช้เรียกคนที่ความผิดปกติทางด้านพัฒนาการ  ทั้งทางด้านการใช้ภาษาสื่อสาร และปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
:
โดยมีข้อมูลจาก สสส. ระบุว่า มีมากถึงเกือบร้อยละ 10 ของเด็กออทิสติกที่มีความเป็นอัจฉริยะอยู่ในตัว อาจเป็นอัจฉริยะเฉพาะด้านหรือหลายๆ ด้านพร้อมกัน และบางคนก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่เด็ก ในขณะที่บางคนต้องรอเวลาและโอกาสในการแสดงออก
:
หากต้องอยู่ร่วมกันกับผู้ป่วยออทิสติก ควรปฏิบัติตัวอย่างไร?
1. พยายามทำความเข้าใจอาการของผู้ป่วยให้มากที่สุด
2. ให้อภัยผู้ป่วยเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดๆ ที่มาจากอาการป่วยของเขา
3. ให้โอกาสกับผู้ป่วยได้แก้ตัว แก้ไข 
4. ให้ความช่วยเหลือเมื่อผู้ป่วยต้องการ
:
ข้อสำคัญที่สุดคือทำความเข้าใจผู้ป่วยโรคนี้ให้มากที่สุด ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4173</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579148.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="645"><Nid>4172</Nid><title>ค้นพบวิธีการสื่อสารนอกอวกาศ อาจเป็นวิธีที่มนุษย์ต่างดาวใช้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-62101068</source><detail>ค้นพบวิธีการสื่อสารนอกอวกาศ อาจเป็นวิธีที่มนุษย์ต่างดาวใช้
:
ปกติแล้ว สถานะควอนตัมของอนุภาคนั้นบอบบางมาก ซึ่งจะทำลายสถานะควอนตัมของมันลงหลังเดินทางไปได้เพียงแค่ระยะสั้นๆ แต่นี่เป็นเพียงข้อมูลบนโลกเท่านั้น
:
ห้วงอวกาศมีความหนาแน่นของสสารต่ำกว่าบนโลกมาก ทำให้นักวิทยาศาสตร์สงสัยว่าสถานะควอนตัมจะสามารถเดินทางได้ไกลกว่าบนโลกหรือไม่
:
ผลจากการคำนวณเผยว่า โฟตอนของรังสีเอ็กซ์สามารถจะเดินทางได้ไกลถึงหลายแสนปีแสงหรือมากกว่า ซึ่งเพียงพอที่จะข้ามกาแล็กซี่ทางช้างเผือกที่เราอาศัยอยู่ได้
:
ผู้คำนวณแจ้งว่า มีความเป็นไปได้สูงที่สิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาต่างดาวจะใช้การสื่อสารด้วยควอนตัมติดต่อพูดคุยกันระหว่างดวงดาวต่างๆ ดังนั้นการค้นหาสัญญาณที่สื่อสารด้วยควอนตัมจึงเป็นโอกาสใหม่ ซึ่งอาจนำเราไปพบกับมนุษย์ต่างดาวก็เป็นได้
:
#STKC
</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4172</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579096.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="646"><Nid>4171</Nid><title>ระบบสุริยะจะยังอยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อยแสนปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-62027650</source><detail>ระบบสุริยะจะยังอยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อยแสนปี
:
ในอดีตเคยมีการคำนวณว่า สุริยะจะอยู่ต่อไปได้สูงสุดถึง 1 แสนล้านปี โดยดาวเคราะห์บริวารของดวงอาทิตย์จะยังไม่เคลื่อนออกจากวงโคจรเดิมของตนเอง แต่การคำนวณดังกล่าวมีการคาดเคลื่อนสูง เนื่องจากมีการตัดปัจจัยยิบย่อยออกจากการคำนวณ
:
นักคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโซเฟียในประเทศบัลแกเรีย ได้ลองทำนายอายุขัยของระบบสุริยะดูใหม่ โดยนำปัจจัยต่างๆ ที่ถูกตัดกลับมาพิจารณาใหม่โดยมีความละเอียดซับซ้อนในการคำนวณมากขึ้น
:
ผลการคำนวณสามารถพิสูจน์ได้ว่า การโคจรเป็นวงรีของวัตถุทั้งหมดในระบบสุริยะมีความเสถียรไม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน ภายในกรอบเวลา 100,000 ปีข้างหน้านี้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-08-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4171</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661579032.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="647"><Nid>4170</Nid><title>อ่านจากหนังสือและอ่านผ่านหน้าจอ ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน</title><source> https://www.dek-d.com/education/60563</source><detail>อ่านจากหนังสือและอ่านผ่านหน้าจอ ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกัน
:
ในยุคดิจิทัลแบบนี้ รวมถึงสถานการณ์ COVID-19 คงทำให้หลายๆ คนเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ จากปกติที่เราจับหนังสือ ต้องมาอ่านผ่านหน้าจอเรียนออนไลน์ แต่รู้ไหมครับ การอ่านทั้งสองแบบให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน
:
งานวิจัยจาก University of Maryland เผยว่า การอ่านผ่านสื่อออนไลน์ สามารถเรียนรู้ได้น้อยกว่าการอ่านผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สิ่งที่อ่านผ่านหน้าจอส่วนใหญ่มักเป็นพวกข้อความหรือโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งคนมักจะอ่านเร็วขึ้นเมื่ออ่านจากหน้าจอ ทำให้ซึมซับได้ไม่ดีเท่าที่ควรทำให้เกิดนิสัยการอ่านผ่านๆ 
:
นอกจากนี้ ยังมีสิ่งที่กีดขวางการอ่านออนไลน์อีกด้วย เช่น เสียงแจ้งเตือน โฆษณาป๊อปอัพ และการอัปเดตแอปพลิเคชัน ซึ่งสามารถทำลายสมาธิของเราไปจากการอ่านได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็มีข้อดี เช่น ปรับขนาดตัวอักษรได้ ปรับฟอนต์ตัวอักษรได้ เปลี่ยนสีพื้นหลังข้อความได้ และมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าสื่อสิ่งพิมพ์
:
แต่ถึงยังไงก็ตาม การอ่านทั้งสองรูปแบบต่างมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไป หากเรานำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ก็จะทำให้เราสามารถเรียนรู้ข้อความผ่านสื่อนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเองครับ
:
#STKC
</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4170</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661578404.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="648"><Nid>4169</Nid><title>ต้นตระกูลไก่บ้านทั่วโลก อาจเกิดจากประเทศไทย</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61734266</source><detail>ต้นตระกูลไก่บ้านทั่วโลก อาจเกิดจากประเทศไทย
:
ไก่บ้านทั่วโลกทุกวันนี้ถูกพัฒนาสายพันธุ์มาจากไก่ป่า คล้ายกับสุนัขที่พัฒนาสายพันธุ์มาจากหมาป่า โดยมีหลักฐานว่าต้นกำเนิดไก่บ้านทั่วโลกอาจมาจากประเทศไทย
:
ทีมนักโบราณคดีจากสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ค้นพบหลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่บ่งชี้ว่า ไก่ป่าอาจถูกมนุษย์นำมาเป็นสัตว์เลี้ยงและพัฒนาสายพันธุ์จนกลายมาเป็นไก่บ้านครั้งแรก ช่วง 1,650 - 1,250 ปีก่อนคริสตกาล
:
หลักฐานดังกล่าวคือกระดูกไก่บ้านอายุเก่าแก่ 3,670 ปี ที่พบในหลุมฝังศพของแหล่งโบราณคดีบ้านโนนวัด อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา
:
โดยพบว่าไก่เหล่านั้นถูกฝังอย่างระมัดระวังรวมกับร่างมนุษย์ในหลุมศพ โดยไม่พบร่องรอยว่ามันถูกเชือดแต่อย่างใด แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับไก่บ้านในเชิงพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ มากกว่าจะเป็นการเลี้ยงเพื่อนำมาเป็นอาหารนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4169</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661578324.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="649"><Nid>4168</Nid><title>ลักษณะการไอสามารถบอกโรคได้</title><source>https://www.sanook.com/health/34693</source><detail>ลักษณะการไอสามารถบอกโรคได้
:
การ “ไอ” เป็นกลไกการตอบสนองของร่างกายต่อสิ่งผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ ถือว่าเป็นอาการปกติที่ทุกคนต้องพบเจอ แต่วันนี้จะพาไปดูว่า ลักษณะการไอแบบไหน เป็นโรคอะไร
:
1. ไอมีเสมหะ
พบในภาวะติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ
:
2. ไอแห้ง
เกิดจากการระคายคอ หรือระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง พบได้บ่อยในคนไข้ COVID-19
:
3. ไอเสียงก้อง
พบได้มากในเด็ก เกิดจากการบวมของระบบทางเดินหายใจส่วนบนบริเวณกล่องเสียง
:
4. อาการไอที่พบเวลากลางคืน
เป็นผลจากการระคายเคืองของระบบทางเดินหายใจที่ถูกกระตุ้นในช่วงกลางคืน
:
ลองสังเกตตัวเองง่ายๆ แค่นี้ก็สามารถบอกได้เบื้องต้นว่ามีอะไรผิดปกติกับเราหรือไม่ อย่างไรแล้ว หากมีอาการต่อเนื่อง อย่าปล่อยเอาไว้ ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างรวดเร็วนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4168</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661578254.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="650"><Nid>4167</Nid><title>พบหลุมดำพเนจรเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ทั่วกาแล็กซี่</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61817109</source><detail>พบหลุมดำพเนจรเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ทั่วกาแล็กซี่
:
เคยมีผลการศึกษาเผยว่า มีวัตถุอวกาศมวลมากและความหนาแน่นสูงที่มองไม่เห็น กำลังเคลื่อนที่ไปอย่างไร้จุดหมายในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ซึ่งตอนนี้ได้คำตอบแล้วว่าวัตถุนั้นอาจเป็น "หลุมดำพเนจร"
:
หลุมดำดาวฤกษ์ (Stellar Black Hole) หรือหลุมดำขนาดเล็กที่ตรวจจับได้ยาก ดำรงอยู่และโคจรอย่างโดดเดี่ยวในความมืดมิด อาจมีอยู่กว่า 100 ล้านแห่งในดาราจักรของเรา 
:
ซึ่งจากวัตถุอวกาศนี้ คาดว่าเกิดจากการระเบิดซูเปอร์โนวาที่ทรงพลังของดาวฤกษ์ โดยแก่นกลางของดาวยุบตัวลงและแรงระเบิดได้ผลักให้มันพุ่งตัวห่างออกมาในทิศทางต่างๆ ทั่วกาแล็กซี่
:
แต่ก็ยังมีบางกลุ่มแย้งด้วยผลคำนวณมวลของวัตถุปริศนาได้ระหว่าง 1.6 - 4.4 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ซึ่งถือว่าต่ำเกินไปที่จะเป็นมวลของหลุมดำ และชี้ว่ามันน่าจะเป็นดาวนิวตรอนมากกว่านั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4167</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661578178.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="651"><Nid>4166</Nid><title>พายุสุริยะพัดเข้าใส่โลกเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา</title><source> https://www.bbc.com/thai/international-61976646</source><detail>พายุสุริยะพัดเข้าใส่โลกเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
:
พายุสุริยะนี้ เกิดขึ้นหลังมีปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ 5 ดวงเรียงตัวเป็นแนวเดียวกัน และจุดมืดยักษ์บนดวงอาทิตย์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ชนิดที่นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้ามาก่อน
:
พายุสุริยะเกิดขึ้นเมื่อเวลาก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย ในวันที่ 26 มิ.ย. เกือบทั้งวัน เป็นพายุสุริยะที่ถูกจัดอยู่ในชั้น G1 ซึ่งหมายถึงพายุที่อาจก่อให้เกิดการรบกวนต่อระบบพลังงาน ดาวเทียม และระบบโทรคมนาคมของโลกได้เล็กน้อย 
:
ก่อนเกิดพายุสุริยะ พบว่า จุดมืด AR3038 บนดวงอาทิตย์ ได้ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้คาดกันว่าจะปล่อยพลาสมาหรือก๊าซร้อนมีประจุไฟฟ้าพลังสูง มายังโลกและสร้างความเสียหายมหาศาล แต่โชคดีที่ตำแหน่งของจุดมืดดังกล่าวได้เคลื่อนไปเนื่องจากการหมุนของดวงอาทิตย์
:
นักวิทยาศาสตร์จึงคาดว่าพายุสุริยะที่พัดเข้าใส่โลกครั้งล่าสุดนี้ น่าจะมาจากบริเวณที่เรียกว่า Co-rotating Interaction Region (CIR) หรือจุดเปลี่ยนแปลงความเร็วของลมสุริยะนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4166</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661578106.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="652"><Nid>4165</Nid><title>วิธีลดความเครียดได้ง่ายๆ ฉบับแพทย์ญี่ปุ่น</title><source>https://www.sanook.com/health/34685</source><detail>วิธีลดความเครียดได้ง่ายๆ ฉบับแพทย์ญี่ปุ่น
:
ทุกวันนี้ เราต้องเผชิญกับความเครียดที่ไม่รู้ตัวที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันจากการทำงาน  หรือสถานณ์การณ์อื่นๆ เช่น โรคระบาด ข่าวสงครามระหว่างประเทศ หรือข่าวเกี่ยวกับค่าครองชีพ
:
จะเป็นยังไงเมื่อปล่อยให้ความเครียดสะสม?
- รบกวนการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ
- เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน
- ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
:
แพทย์ญี่ปุ่นแนะนำวิธีลดความเครียดในชีวิตประจำวัน ดังนี้
1. เคลื่อนไหวร่างกายและทำให้ร่างกายอบอุ่น - เคลื่อนไหวร่างกายไปพร้อมกับการสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทำให้จิตใจผ่อนคลายขึ้นตามธรรมชาติ 
:
2. กล้าที่จะทำสิ่งใหม่ๆ - กล้าทำในสิ่งใหม่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น  เปลี่ยนสีลิปสติกหรืออายไลเนอร์ใหม่ จะทำให้รู้สึกว่ามีความสดชื่นขึ้นจากความงามที่แตกต่างจากเดิม
:
3. เขียนบันทึกเพื่อจัดระเบียบความรู้สึกนึกคิด - เพื่อบรรเทาความเครียดที่มีอยู่ในใจ ช่วยให้ใจสงบขึ้น
:
4. ไปซื้อของในร้านค้าที่แตกต่างจากเดิม - ทำให้เห็นผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้รู้สึกสนุกและอารมณ์ดีขึ้น
:
5. มีความยืดหยุ่นและคิดในเชิงบวก - ช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่ตนเอง และทัศนคติที่เป็นบวก ทำให้เราไม่เก็บเรื่องต่างๆ มาคิดเล็กคิดน้อย
:
ทุกคนอาจเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ความเครียดสะสมมักมาจากเรื่องเล็กๆ ที่เรามองข้าม หากมีความเครียดเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็ลองใช้วิธีการจัดการดังกล่าวดูนะครับ เพื่อให้เราสามารถพบเจอความสุขได้ในโลกที่วุ่นวายอย่างทุกวันนี้
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4165</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661578038.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="653"><Nid>4164</Nid><title>วิธีเอาตัวรอดเมื่อถูกสุนัขพิตบูลโจมตี</title><source>https://pet.kapook.com/view159.html</source><detail>วิธีเอาตัวรอดเมื่อถูกสุนัขพิตบูลโจมตี
:
เพื่อนๆ คงเห็นข่าวหลายต่อหลายครั้งว่า มีคนถูกสุนัขพิตบูลโจมตี วันนี้จะพาไปทำความรู้จักสุนัขสายพันธุ์นี้ที่ได้ชื่อว่า "ทาสผู้ภักดี ปีศาจสังหาร" และวิธีเอาตัวรอดเมื่อถูกโจมตี
:
สุนัขพิตบูล ถูกพัฒนามาจากสายพันธุ์บูลด๊อก เดิมทีเป็นอเมริกันพิตบูลที่ใช้งานต้อนฝูงสัตว์ แต่ต่อมาสุนัขเหล่านั้นถูกนำมาผสมข้ามสายพันธุ์จนเกิดสายพันธุ์ใหม่เป็น "อเมริกันพิตบูล" ที่มีฟันและกรามที่แข็งแกร่ง ทรงพลัง มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ และมีความว่องไวสูง
:
พิตบูลเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์กับเจ้าของมากๆ สามารถตายแทนได้ จึงเป็นสาเหตุให้หากเราเข้าสู่อาณาเขตของมันโดยไม่รู้ตัว มันจะคิดว่าเราเป็นผู้บุกรุก และพิตบูลจะทำหน้าที่ของมัน
:
วิธีเอาตัวรอดเมื่อถูกสุนัขพิตบูลโจมตี
1. ควรหลีกเลี่ยงไม่เดินผ่านบ้านที่เลี้ยงพิตบูล หรือถืออาวุธไว้ป้องกันตัวกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน
:
2. ตั้งสติแล้วรีบตะโกนเรียกให้คนช่วย และหนีขึ้นที่สูง 
:
3. หากถูกต้อนให้ใช้ไม้งัดขากรรไกรของสุนัข เพื่อให้หลุกจากการถูกกัด
:
4. เกร็งมือให้แข็ง แล้วบีบลงไปที่บริเวณลำคอของพิตบูลให้นานที่สุด จนมันสำลัก ต้องปล่อยเหยื่อที่กัดไว้ออกเพื่อสูดอากาศหายใจแล้วรีบหนี
:
5. เมื่อถูกกัด ห้ามทุบตีที่ลำตัว เพราะจะทำให้ถูกกัดแรงขึ้น
:
หลังจากหลุดพ้นจากพิตบูลแล้ว ให้รีบล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสะอาดผสมสบู่ ใช้ยาฆ่าเชื้อราดที่บาดแผล และรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจดูเรื่องพิษสุนัขบ้าด้วยนะครับ 
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4164</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577962.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="654"><Nid>4163</Nid><title>เพิ่มภูมิคุ้มกันโรคด้วยการเสริมพลังเม็ดเลือดขาว</title><source>https://www.sanook.com/health/34609</source><detail>เพิ่มภูมิคุ้มกันโรคด้วยการเสริมพลังเม็ดเลือดขาว
:
ทุกวันนี้ โรคระบาดเป็นเรื่องใกล้ตัว และผู้คนเริ่มสนใจเรื่องสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น 
:
ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System) เป็นหนึ่งในกลไกการทำงานของร่างกาย ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อในร่างกาย เรามาดูวิธีเสริมภูมิคุ้มกันกันดีกว่า
:
6 วิธีเสริมพลังเม็ดเลือดขาว เพิ่มภูมิคุ้มกันโรค
1. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หรือประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
2. กินอาหารครบหมู่และหลากหลาย อาทิ สารสกัดจากรำข้าว สารสกัดจากเห็ดหลินจือ สารสกัดจากเส้นใยของเห็ดหลายชนิด
3. หลีกเลี่ยงอาหารประเภทปิ้ง ย่าง ทอด โดยเฉพาะอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง
4. ลดความเครียด เม็ดเลือดขาวจะทำงานดีขึ้น
5. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
6. หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่แออัดที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและมลภาวะ 
:
ภูมิคุ้มกันถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ เราจำเป็นต้องทำให้เม็ดเลือดขาวที่เป็นด่านแรกที่เรียกว่า NK Cell ให้มีความแข็งแรงอยู่เสมอ จะช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ห่างไกลจากโรคติดต่อนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4163</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577874.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="655"><Nid>4162</Nid><title>ค้นพบอนุภาคใหม่ น่าสงสัยว่าอาจเป็นสสารมืด (Dark Matter)</title><source> https://www.bbc.com/thai/features-61773875</source><detail>ค้นพบอนุภาคใหม่ น่าสงสัยว่าอาจเป็นสสารมืด (Dark Matter)
:
มีการค้นพบอนุภาคใหม่ สามารถทำให้อนุภาคชนิดอื่นมีมวลขึ้นมาได้ และมีพลังแม่เหล็กผลักดันการหมุนและโมเมนตัมเชิงมุมอีกด้วย
:
อนุภาคค้นพบใหม่นี้มีชื่อว่า แอ็กเซียลฮิกส์โบซอน (Axial Higgs Boson) หรืออนุภาคฮิกส์ในโหมดที่มีแกนหมุน อันที่จริงแล้วมันคือสถานะการสั่นของสนามควอนตัมแบบหนึ่งนั่นเอง
:
ทีมผู้วิจัยได้ทดลองยิงเลเซอร์ที่มีแสงสีผ่านเข้าไปในผลึกคริสตัลของไทรเทลลูไรด์ จากนั้นจะเกิดการกระเจิงของแสงที่เปลี่ยนสีของเลเซอร์ไป จนไปกระตุ้นอิเล็กตรอนของแร่ RTe3 จนทำให้เกิดอนุภาคฮิกส์ในโหมดที่มีแกนหมุน (Axial Higgs Mode) ซึ่งเป็นอนุภาคที่ถูกค้นพบใหม่ในที่สุด
:
นอกจากนี้ ผู้วิจัยทดลองหมุนผลึกคริสตัลของ RTe3 พบว่าอนุภาคชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นสามารถควบคุมโมเมนตัมเชิงมุมหรือสปิน แสดงว่าอนุภาคฮิกส์ในโหมดนี้มีโมเมนต์แม่เหล็ก (Magnetic Moment) หรือพลังที่สร้างสนามแม่เหล็กขึ้นมาผลักดันการหมุนได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4162</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577785.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="656"><Nid>4161</Nid><title>ชุบชีวิตสัตว์สูญพันธุ์ด้วยวิทยาศาสตร์</title><source>https://www.scimath.org/article-science/item/12412-2021-08-23-05-59-59</source><detail>ชุบชีวิตสัตว์สูญพันธุ์ด้วยวิทยาศาสตร์
:
ตลอดเวลา 50,000 ปีที่ผ่านมา โลกได้สูญเสียสัตว์เลื้อยคลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมไปเป็นจำนวนหลายล้านสายพันธุ์ แต่ด้วยวิทยาศาสตร์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้สามารถนำพวกมันกลับมาได้
:
โดยเฉพาะ แมมมอท สามารถสร้างง่ายกว่าสัตว์สูญพันธุ์อื่นๆ เนื่องจากมีช้างซึ่งเป็นสัตว์สายพันธุ์ใกล้เคียงที่สามารถใช้จีโนมเทียบเคียงได้ แมมมอทเป็นสัตว์ในยุค Pleistocene มีลักษณะทั่วไปเหมือนช้าง แต่มีขนยาวเต็มตัว สูงประมาณ 4.5 เมตรมีงวงใหญ่
:
ถึงแม้ว่าแมมมอทจะเป็นสัตว์ที่สามารถนำกลับมาได้ง่ายมากที่สุด แต่ก็มีความซับซ้อนเพราะนอกจากโครโมโซมแล้ว นักทดลองต้องสร้างเยื่อหุ้มนิวเคลียสเพื่อห่อหุ้มโครโมโซมทั้งหมด รวมถึงสร้างส่วนที่เป็นไมโทคอนเดีย ซึ่งต้องมีจีโนมที่สอดคล้องกับนิวเคลียสด้วย เพราะถ้าไม่เข้ากันเซลล์ก็จะตาย
:
เรื่องทั้งหมดยังเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาศึกษาและลงทุนอีกมาก แมมมอทอาจกลับมาเดินบนโลกอีกครั้งหนึ่งก็ได้ เมื่อวิทยาการด้าน Synthetic Biology ได้ก้าวหน้าไปมากกว่านี้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4161</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577712.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="657"><Nid>4160</Nid><title>รีบติดตามด่วน! 5 Youtube Channel ฝึกภาษาอังกฤษ</title><source>https://www.dek-d.com/education/60147</source><detail>รีบติดตามด่วน! 5 Youtube Channel ฝึกภาษาอังกฤษ
:
ใครว่าการเรียนรู้ถูกจำกัดเฉพาะในห้องเรียน วันนี้จะพาไปดู 10 ช่อง Youtube ที่จะเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษของเพื่อนๆอย่างแน่นอน
:
1. ABC Learning English
มีการนำเสนอบทเรียนต่างๆ ด้วยโมชั่นกราฟิก ที่เป็นการจำลองสถานการณ์การใช้คำศัพท์ หรือการสนทนาต่างๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง
คลิก: https://www.youtube.com/c/ABCLearningEnglish
:
2. Learn English with Let’s Talk - Free English Lessons
รวมเอาบทเรียนที่น่าสนใจเอาไว้หลายเรื่อง นอกจากจะมีบทเรียนที่เอาไว้ฝึกฝนภาษาอังกฤษแล้ว ยังมีฮาวทูต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ที่สามารถนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตและการทำงานอีกด้วย
คลิก: https://www.youtube.com/c/letstalk
:
3. Adam’s English Lessons · engVid
รวมบทเรียนต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Grammar Phrasal Verbs เทคนิคการใช้สำนวนภาษาอังกฤษในการทำงาน การเขียนอีเมล และการพรีเซนต์งาน
คลิก: https://www.youtube.com/c/engvidAdam
:
4. English with Lucy
รวบรวมบทเรียนภาษาอังกฤษเรื่องต่างๆ เอาไว้อย่างหลากหลาย เช่น Conversation Grammar Idiom ศัพท์ในชีวิตจริง
คลิก: https://www.youtube.com/c/EnglishwithLucy
:
5. Learn English with EnglishClass101.com  
รวมเทคนิคต่างๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
คลิก: https://www.youtube.com/c/EnglishClass101
:
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เราได้หยิบมาแนะนำกันในวันนี้เท่านั้น บนโลกของอินเทอร์เน็ตมีสื่อเรียนรู้ให้เราได้เลือกมากมายมหาศาล ใครชอบแบบไหน สไตล์ไหนสามารถเลือกเพื่อนำมาใช้เพิ่มทักษะขอบตัวเองได้เลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4160</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577654.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="658"><Nid>4159</Nid><title>พบร่องรอยว่ามนุษย์ควบคุมไฟได้ตั้งแต่ล้านปีก่อน</title><source> https://www.bbc.com/thai/international-61857048</source><detail>พบร่องรอยว่ามนุษย์ควบคุมไฟได้ตั้งแต่ล้านปีก่อน
:
การใช้ประโยชน์และการควบคุมไฟ ถือเป็นหนึ่งในวิวัฒนาการสำคัญของมนุษย์ เนื่องจากสามารถปรุงอาหาร และทำกิจกรรมตอนกลางคืนได้ โดยก่อนหน้านี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามนุษย์เริ่มรู้จักการใช้และควบคุมไฟได้ตั้งแต่เมื่อไร
:
ล่าสุด ผลการศึกษาเครื่องมือหินจำนวนมากของมนุษย์ที่พบในแหล่งโบราณคดียุคหินเก่าตอนต้นของประเทศอิสราเอล ชี้ว่ามนุษย์ยุคใหม่บางสายพันธุ์อาจรู้จักควบคุมไฟได้อย่างเชี่ยวชาญมานานแล้ว ตั้งแต่เมื่อราว 1 ล้านปีก่อน
:
โดยใช้ "เทอร์โมมิเตอร์ปัญญาประดิษฐ์" ซึ่งสามารถจะวิเคราะห์องค์ประกอบของสารต่างๆ ในวัตถุโบราณ และบอกได้ว่ามันเคยสัมผัสกับความร้อนระดับไหนมาบ้าง และจากการตรวจสอบเครื่องมือหินดังกล่าว มีร่องรอยการถูกไฟเผาด้วยอุณหภูมิสูงสุดถึง 400 องศาเซลเซียส
:
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่าเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์ใดเป็นคนใช้ แต่สันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นโฮโมอีเร็กตัส (Homo Erectus) บรรพบุรุษมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่ในยุคนั้นก็เป็นได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4159</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577590.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="659"><Nid>4158</Nid><title>ป้องกัน Heat Stroke ด้วยกล้วยกับเกลือ</title><source>https://www.sanook.com/health/34697</source><detail>ป้องกัน Heat Stroke ด้วยกล้วยกับเกลือ
:
ในประเทศที่ร้อนจัดอย่างประเทศไทย สามารถพบโรคลมแดดหรือ Heat Stroke ได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กกับผู้ใหญ่
:
โรคลมแดดหรือ Heat Stroke คืออะไร? 
เมื่อกาศร้อนจัด ร่างกายคนเราขับเหงื่อออกมาเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย ทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือ หากเราไม่ดื่มน้ำให้เพียงพอกับน้ำที่สูญเสียไป จะทำให้การไหลเวียนเลือดน้อยลง ส่งผลให้รู้สึกหน้ามืด เวียนหัว ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ และอาจรุนแรงถึงกับทำให้ชัก หมดสติ และเสียชีวิตได้
:
เคล็ดลับการป้องกัน  Heat Stroke ด้วยกล้วยกับเกลือ
กล้วยอุดมไปด้วยโพแทสเซียม เมื่อทำงานร่วมกับเกลือหรือโซเดียม จะช่วยควบคุมแรงดันออสโมซิสของเซลล์ ความเข้มข้นของเกลือและช่วยรักษาน้ำไว้ในเซลล์ ป้องกันไม่ให้ร่างกายสูญเสียน้ำและแร่ธาตุจากความร้อนได้
:
ส่วนวิธีกินนั้นง่ายมาก เพียงปอกกล้วยแล้วนำเกลือเพียงหยิบมือโรยลงไปบนกล้วย 2 ครั้ง แล้วนำมารับประทาน เพียงวันละ 1 ผลก็จะช่วยป้องกันโรค Heat Stroke ได้แล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4158</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577531.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="660"><Nid>4157</Nid><title>พบสัญญาณวิทยุประหลาดจากห้วงอวกาศห่างโลก 3 พันล้านปีแสง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61769052</source><detail>พบสัญญาณวิทยุประหลาดจากห้วงอวกาศห่างโลก 3 พันล้านปีแสง
:
Fast Radio Burst (FRB) หรือการปะทุฉับพลันของสัญญาณวิทยุประหลาดจากต่างดาว เป็น เป็นหนึ่งในสัญญาณที่หาพบได้ยากตามอวกาศ และสัญญาณที่พบครั้งล่าสุดในปี 2019 มีลักษณษะคล้ายกับสัญญาณที่พบในปี 2016 เป็นอย่างมาก
:
FRB ที่ค้นพบในปี 2019 มีชื่อว่า FRB 190520 มีแหล่งกำเนิดห่างจากโลก 3,000 ล้านปีแสง และยังตั้งอยู่ใกล้กับวัตถุที่แผ่คลื่นวิทยุอ่อนๆ คล้ายกับสัญญาณที่ตรวจพบในปี 2016 อีกด้วย
:
บางคนว่ามันอาจจะเป็นสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว บ้างก็ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ตามธรรมชาติ แต่หนึ่งในผู้วิจัยกล่าวว่า น่าจะมาจากดาวนิวตรอนอายุน้อย โดยดาวนี้ยังคงถูกห่อหุ้มด้วยกลุ่มฝุ่นและก๊าซจากการระเบิดซูเปอร์โนวาที่ให้กำเนิดมันขึ้นมานั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4157</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577465.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="661"><Nid>4156</Nid><title>สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรงที่ตรวจพบ อาจไม่ได้ร้ายแรงเท่าที่คิด</title><source> https://www.bbc.com/thai/international-61863013</source><detail>สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรงที่ตรวจพบ อาจไม่ได้ร้ายแรงเท่าที่คิด
:
ที่เราเคยนำเสนอไปเรื่องพบสนามแม่เหล็กโลกอ่อนกำลังลงบริเวณเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ราว 9% เป็นเหตุให้หวั่นกลัวว่าจะเกิดการสลับขั้วโลก
:
ล่าสุด มีผลศึกษาจากประเทศสวีเดน ชี้ว่าผลกระทบจากการสลับขั้วโลก ทำให้รังสีอันตรายจากห้วงอวกาศเข้ามาถึงพื้นดิน แต่เหตุการณ์นี้จะยังไม่เกิดขึ้นภายใน 1-2 แสนปีข้างหน้านี้แน่นอน
:
เพราะว่า นี่คือปรากฏการณ์ธรรมชาติตามวงจรการเปลี่ยนแปลงของพลังแม่เหล็กโลก ซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุก 200-300 ปี โดยไม่ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อโลกแต่อย่างใด และเขตสนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรงดังกล่าว จะสลายตัวหายไปภายใน 300 ปีข้างหน้านั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4156</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661617506.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="662"><Nid>4155</Nid><title>ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศสูงสุดทุบสถิติโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-61695314</source><detail>ระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศสูงสุดทุบสถิติโลก
:
สมัยไพลโอซีน (Pliocene Epoch) เมื่อ 4.1-4.5 ล้านปีที่แล้ว มีอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงกว่าปัจจุบันถึง 3.9 องศาเซลเซียส ทั้งยังมีระดับน้ำทะเลสูงกว่าทุกวันนี้ 5 - 25 เมตร
:
ล่าสุด มีการแถลงผลการตรวจวัดล่าสุดของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลก เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มีระดับความเข้มข้นเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีก่อนเป็น 421 ppm หรือ 421 ส่วนในล้านส่วน ซึ่งถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์มนุษยชาติ เทียบเท่ากับช่วงสมัยไพลโอซีนเลยทีเดียว
:
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมต่างๆ และการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ทำให้เกิดการสะสมของก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
:
การที่ปัจจุบันมีคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสูง จะส่งผลต่ออุณหภูมิโลกที่สูงขึ้น ทำให้แผ่นดินถูกน้ำทะเลท่วมในหลายพื้นที่เนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกละลายนั่นเอง
:
#STKC
</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4155</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577342.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="663"><Nid>4154</Nid><title>5 เรื่องน่ารู้สำหรับมือใหม่ปลูกกัญชา</title><source>https://home.kapook.com/view257035.html</source><detail>5 เรื่องน่ารู้สำหรับมือใหม่ปลูกกัญชา
:
หลังจากประเทศไทยได้ปลดล็อกกัญชาออกจากสารเสพติดให้โทษประเภท 5 ทำให้สามารถปลูกกันได้อย่างเสรี ทำให้หลายคนมีความสนใจหามาปลูกบ้าง วันนี้เรามาดูเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกัญชากัน
:
1. ลักษณะของต้นกัญชา - กัญชา (Cannabis) เป็นพรรณไม้จำพวกหญ้าต้นเล็ก เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงเฉลี่ยประมาณ 300 เซนติเมตร ลักษณะลำต้นมีสีเขียว ตั้งตรง 
:
2. กัญชา และกัญชง แตกต่างกันยังไง - ต้นกัญชงจะจะมีความสูงมากกว่า มีข้อปล้องยาวกกว่า ใบกัญชงยังมีสีซีดกว่า หน้าใบเรียวและแคบกว่า ขนาดเมล็ดใหญ่กว่า และให้ปริมาณสารสำคัญไม่เท่ากัน
:
3. วิธีแยกเพศกัญชา - กัญชาเพศผู้ ลำต้นจะมีข้อถี่กว่า ใบเล็กและยาวกว่า ส่วนกัญชาเพศเมีย ลำต้นมีข้อห่างกว่า ใบใหญ่และสั้นกว่า
:
4. สายพันธุ์กัญชาที่นิยมปลูก - สายพันธุ์ซาติวา, สายพันธุ์อินดิกา และสายพันธุ์รูเดอราลิส
:
5. วิธีจดแจ้งปลูกกัญชาให้ถูกกฎหมาย
- ลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ plookganja.fda.moph.go.th หรืออแอปพลิเคชั่น "ปลูกกัญ" ทั้งระบบ Andriod และ iOS
- จดแจ้งตามวัตถุประสงค์ 
- รับเอกสารจดแจ้งทางอิเล็กทรอนิกส์
:
การปลูกกัญชาเป็นเรื่องใหม่และละเอียดอ่อน ดังนั้นใครที่อยากปลูกต้นกัญชาควรศึกษาให้ดี ใครต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ สายด่วนกัญชา-กัญชง โทร. 1556 กด 3 ได้เลยครับ
:
#STKC
</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4154</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577275.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="664"><Nid>4153</Nid><title>กินข้าวกลางวันแล้วง่วง แก้ยังไงได้บ้าง?</title><source>https://www.sanook.com/health/34621</source><detail>กินข้าวกลางวันแล้วง่วง แก้ยังไงได้บ้าง?
:
เชื่อว่าเป็นเรื่องที่เจอกันแทบทุกคน หลังพักกลางวันที่กินข้าวมาจนอิ่ม เราจะรู้สึกง่วงและอยากนอนหลับในตอนบ่าย ทำไมถึงเป็นแบบนี้? และจะแก้ยังไง วันนี้มีวิธีมาบอก
:
ทำไมเรามักจะรู้สึกง่วงนอนหลังกินข้าวกลางวัน?
หลังอาหารกลางวัน จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เซลล์สมองผลิตโปรตีนสารสื่อประสาท Orexin น้อยลง ซึ่งช่วยเรื่องการตื่นตัวของสมอง จึงส่งผลให้คนรู้สึกง่วงนอนหลังมื้ออาหาร
:
วิธีแก้ไขไม่ให้ง่วงหลังกินข้าวกลางวัน
1. รับประทานอาหารอย่างช้าๆ และเคี้ยวให้ละเอียด - การเคี้ยวอย่างช้าๆ จะค่อยๆ เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้รู้สึกง่วงนอนหลังมื้ออาหาร
:
2. รับประทานผักก่อน - เส้นใยอาหารที่มีอยู่ในผัก เห็ด จะช่วยชะลอการย่อยและการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่ร่างกาย 
:
3. เลือกอาหารที่ไม่เพิ่มระดับน้ำตาล - เช่น ข้าวกล้องและธัญพืช ที่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
:
หากเพื่อนๆ คนไหนเจอปัญหาง่วงนอนตอนบ่ายบ่อยๆ ลองเอาวิธีนี้ไปลองใช้ดู รับรองว่าอาหารง่วงตอนบ่ายจะค่อยๆ หายไปแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4153</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577220.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="665"><Nid>4152</Nid><title>ค้นพบหลุมดำยักษ์โบราณ สามารถกลืนโลกทั้งใบได้ใน 1 วินาที</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61836228</source><detail>ค้นพบหลุมดำยักษ์ สามารถกลืนโลกทั้งใบได้ใน 1 วินาที :
:
มีการค้นพบหลุมดำโบราณ ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 9 พันล้านปี  มีมวลราว 2.6-3.0 พันล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ ที่ขยายตัวในอัตราการเติบโตรวดเร็วที่สุดเท่าที่เคยพบมา สามารถดูดกลืนมวลสารปริมาณเท่ากับโลกทั้งใบได้ใน 1 วินาที
:
มีการตั้งชื่อหลุมดำนี้ว่า SMSS J1144 ซึ่งหลุมดำนี้ยังคงมีความเคลื่อนไหวรุนแรงในการดูดกลืนมวลสารรอบข้าง ทำให้จานพอกพูนมวลที่หมุนเร็วอย่างสุดขั้วส่องแสงสว่างเจิดจ้า จนสามารถถือได้ว่าเป็น "เควซาร์" (Quasar) หรือวัตถุอวกาศที่สว่างมากที่สุดชนิดหนึ่งในจักรวาล
:
เพื่อนๆ คงสงสัยใช่ไหมครับ ว่าถ้ามันสว่างขนาดนั้นทำไมถึงเพิ่งหาเจอ ทีมผู้วิจัยได้บอกว่า "หลุมดำนี้อยู่ในตำแหน่งหายาก เพราะอยู่ชิดกับระนาบของดาราจักรมากเกินไป ทำให้มีดวงดาวจำนวนมากที่อยู่ด้านหน้ามาคอยบดบัง" นั่นเองครับ
:
#STKC
</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4152</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577143.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="666"><Nid>4151</Nid><title>ความสำคัญและความสมดุลของน้ำในร่างกายมนุษย์</title><source>https://www.scimath.org/article-science/item/11494-2020-04-21-08-18-22</source><detail>ความสำคัญและความสมดุลของน้ำในร่างกายมนุษย์ :
:
จริงๆ แล้วคงไม่ต้องบอกว่าน้ำมีความสำคัญกับมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ แค่ไหน แต่วันนี้เราจะพาไปดูการรักษาความสมดุลของน้ำในร่างกายกัน 
:
น้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญภายในร่างกายของเรา มนุษย์มีปริมาณน้ำเป็นส่วนประกอบมากถึงประมาณร้อยละ 70 เมื่อร่างกายได้รับน้ำเข้าไปจากการดื่มน้ำ ร่างกายก็ต้องรักษาสมดุลนี้ด้วยการเอาน้ำส่วนเกินออกไปด้วยวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ต่อมเหงื่อ, การปัสสาวะ หรือแม้กระทั่งการหายใจออก ซึ่งถ้าปริมาณน้ำไม่สมดุลก็จะส่งผลเสียแก่ร่างกาย เช่น ร่างกายขาดน้ำ เป็นต้น
:
ปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับและที่ขับถ่ายออกจากร่างกายในแต่ละวันจะอยู่ในภาวะสมดุลได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้
:
- อุณหภูมิอากาศร้อน ร่างกายจำเป็นต้องขับเหงื่อออกมามากขึ้นเพื่อรักษาอุณหภูมิในร่างกาย ทำให้สูญเสียน้ำน้ำมากขึ้น
:
- ความชื้อสัมพัทธ์ต่ำ ทำให้ผิวแห้ง จะทำให้สูญเสียน้ำออกทางผิวหนังมากกว่าอากาศปกติ
:
- การออกกำลังกาย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น จำเป็นต้องมีการดื่มน้ำให้เพียงพอ
:
เนื่องจากน้ำมีความสำคัญมากๆ และเป็นองค์ประกอบหลักในเซลล์ ช่วยหล่อเลี้ยงเซลล์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราจึงต้องรักษาสมดุลน้ำในร่างกายเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-07-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4151</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661577051.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="667"><Nid>4150</Nid><title>แป๊ปนึง หมายถึงเวลานานแค่ไหน?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1409884</source><detail>แป๊ปนึง หมายถึงเวลานานแค่ไหน?
:
คำว่า "แป๊ปนึง" ของแต่ละคนมักไม่เท่ากัน บางคนหมายถึงไม่กี่นาที แต่บางแป๊ปนึงของบางคนอาจเป็นชั่วโมงเลยก็ได้ วันนี้เรามาคำตอบกัน ตามหลักแล้ว "แป๊ปนึง" นี่มันนานแค่ไหนกันนะ?
:
ย้อนกลับไปตั้งแต่ที่ยังใช้นาฬิกาแดดกันอยู่ หลักการนับเวลาคือ กลางวัน 12 ชั่วโมง และกลางคืน 12 ชั่วโมง โดยใน 1 ชั่วโมงตอนนั้นแบ่งเป็น 40 Moments (หน่วยที่ใช้แทนนาทีในปัจจุบัน)
:
1 Moment ก็จะเท่ากับ 1.30 นาทีหรือ 90 วินาที หรือจริงๆ แล้ว ตามหลักการคำว่า แป๊ปนึง หรือ 1 Moment จะเท่ากับประมาณหนึ่งนาทีครึ่งนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4150</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661576323.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="668"><Nid>4149</Nid><title>ติดกินเค็ม อันตรายมากกว่าที่คิด</title><source>https://www.sanook.com/health/34281</source><detail>ติดกินเค็ม อันตรายมากกว่าที่คิด
:
เรามักได้ยินมาว่า การกินเค็มจะทำให้เป็นโรคไต นั่นไม่ใช่เรื่องผิดครับ แต่จริงๆ แล้ว การติดกินเค็มอันตรายมากกว่าโรคไตเสียอีก จะเสี่ยงอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. เกิดการคั่งของเกลือและน้ำในอวัยวะต่างๆ - อันตรายต่อหัวใจ ทำให้มีน้ำคั่งในปอดและเกิดการบวมน้ำได้
:
2. หัวใจวาย - ในผู้ป่วยโรคหัวใจ น้ำที่คั่งในร่างกายจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายมากขึ้น
:
3. ความดันโลหิตสูง - กระบวนการปรับความดันโลหิตอาจทำงานได้ไม่เต็มที่ และทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง
:
4. ส่งผลต่อไต -  ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเพิ่มการกรองโซเดียมและน้ำส่วนเกินของร่างกาย 
:
5. ส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ทั่วร่างกาย -  เป็นสาเหตุทำให้ระดับความดันโลหิตเพิ่มขึ้นและกลายเป็นโรคต่างๆ ตามมา
:
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่ากินเค็มเท่าไรถึงจะพอดี? ตามปกติเราไม่ควรบริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน หรือเท่ากับปริมาณโซเดียม 2,400 มิลลิกรัม เพราะฉะนั้น ควรอ่านฉลากโภชนาการให้ดีก่อนทุกครั้ง เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการบริโภคเค็มเกินขนาดจนส่งผลเสียต่อร่างกายนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4149</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661576235.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="669"><Nid>4148</Nid><title>ประตูเอเลี่ยนบนดาวอังคารที่มีการจับภาพได้คืออะไร?</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61448753</source><detail>ประตูเอเลี่ยนบนดาวอังคารที่มีการจับภาพได้คืออะไร?
:
เป็นเรื่องที่ฮือฮา เมื่อนาซ่าได้เปิดเผยภาพบนดาวอังคาร มีลักษณะคล้ายประตูเข้าสถานที่ลับ บันทึกภาพโดยหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจคิวริออซิที (Curiosity Rover) 
:
ล่าสุด นักธรณีวิทยาชาวอังกฤษได้บอกว่า มันดูเหมือนร่องรอยการกัดเซาะด้วยลมหรือน้ำตามธรรมชาติเท่านั้น โดยน่าจะมีความสูงไม่ถึง 1 เมตร ประกอบกับแสงเงาที่ปรากฎทำให้ดูเสมือนว่าเป็นช่องลึกเปิดเข้าไปด้านใน ทั้งที่จริงแล้วเป็นเพียงช่องวางตื้น ๆ ในเนื้อหินเท่านั้น
:
นอกจากนี้ บริเวณใกล้เคียงยังพบรอยแตกของหินในแนวตั้งจำนวนมาก ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับมุมเหลี่ยมจนมองคล้ายเป็นประตู
:
นอกจากนี้เขายังบอกว่า นี่เป็นเรื่องธรรมชาติมาก และเราก็พบชั้นหินที่แตกออกเป็นรูปทรงคล้ายกันนี้ได้ตามพื้นที่แห้งแล้งหลายแห่งทั่วโลกนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4148</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661576168.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="670"><Nid>4147</Nid><title>หอเอนเมืองปิซ่า (Pisa tower) เอียงขนาดนี้ทำไมถึงไม่ล้ม?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90775</source><detail>หอเอนเมืองปิซ่า (Pisa tower) เอียงขนาดนี้ทำไมถึงไม่ล้ม?
:
หอเอนเมืองปิซ่า หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวที่นิยมมากๆ แห่งหนึ่ง ว่าแต่ทำไมหอเอนปิซ่าที่เอียงขนาดนี้ถึงไม่ล้มได้นะ?
:
หอเอนเมืองปิซ่า เกิดจากฐานของหอคอยข้างหนึ่งทรุดตัวลงมาจากแนวราบเนื่องจากพื้นดินที่ฐานไม่สามารถรองรับน้ำหนักได้ ส่วนอีกข้างสามารถรองรับน้ำหนักได้ดีกว่าจนเอนลงมา และความลับที่หอเอนไม่ล้มลงมา สามารถใช้หลักการทางฟิสิกส์อย่างเรื่องจุดศูนย์กลางมวลมาอธิบายได้
:
คำตอบคือ หากลากเส้นในแนวดิ่ง ผ่านจุดศูนย์ถ่วงซึ่งเป็นจุดที่เสมือนเป็นตัวกลางของน้ำหนักวัตถุทั้งชิ้น แล้วเส้นตรงนั้นไม่เกินขอบของฐานที่รองรับน้ำหนักวัตถุ วัตถุก็จะไม่ล้มลงมานั่นเอง
:
และนี่ก็เป็นความลับของ หอเอนเมืองปิซ่า ที่ยังคงตั้งตระหง่านท้าทายแรงโน้มถ่วงอยู่ได้โดยไม่ล้มลงมา ที่โด่งดังไปทั่วโลกนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4147</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661576078.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="671"><Nid>4146</Nid><title>เมื่อเริ่มเป็นวัยรุ่น จะมีอาการ "หูทวนลม" กับคนในบ้าน</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61382028</source><detail>เมื่อเริ่มเป็นวัยรุ่น จะมีอาการ "หูทวนลม" กับคนในบ้าน
:
เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เมื่อสมองเริ่มปรับโครงสร้างให้สนใจรับฟังเสียงใหม่ๆ จากนอกบ้านมากกว่า ทำให้เรารู้สึกไม่อยากฟังคนในบ้าน 
:
มีงานวิจัยศึกษาเกี่ยวกับวงจรประสาทในสมองของกลุ่มวัยรุ่นอายุ 13 ปีขึ้นไป และกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ปรากฏว่า ผลสแกนสมองวัยรุ่นอายุ 13-17 ปี ชี้ว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของวงจรประสาทและการทำงานของสมอง ซึ่งต่างจากตอนเป็นเด็กอย่างมาก
:
เสียงของคนในครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงของแม่ ไม่ทำให้เกิดการกระตุ้นศูนย์ประมวลผลอารมณ์ ในขณะที่เด็กทารกและเด็กเล็กจะสนใจจดจ่อต่อเสียงของแม่อย่างมาก เพราะมีความสำคัญต่อสุขภาพและพัฒนาการด้านต่างๆ ในวัยเยาว์
:
ผลวิจัยนี้จะช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจลูกของตัวเองมากชึ้น และสามารถปรับการเรียนรู้ให้เข้ากับแต่ละช่วงวัยของลูกได้ดีขึ้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4146</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661576014.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="672"><Nid>4145</Nid><title>มีวัชพืชถึง 5 ชนิดที่มนุษย์สามารถกินได้</title><source>https://home.kapook.com/video/27264</source><detail>มีวัชพืชถึง 5 ชนิดที่มนุษย์สามารถกินได้
:
เมื่อเอ่ยถึงวัชพืช หลายคนคงนึกถึงพืชไร้ค่าที่มาแย่งสารอาหารของต้นไม้ และต้องถอนทิ้งให้สิ้นซาก แต่ความจริงแล้ว วัชพืชบางชนิดมนุษย์สามารถกินได้ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. ส้มกบ (Wood Sorrel หรือ Oxalis) - ด้วยรสชาติที่เปรี้ยวเค็มและหวานนิดๆ ของส้มกบ เราจึงนำมาแต่งเติมรสชาติแทนมะขามเปียกได้
:
2. วอเตอร์เครส (Watercress) - ใช้เป็นผักแนมกินกับน้ำพริก
:
3. หญ้าไก่ (Chickweed) - ทั้งดอก ใบ และลำต้น เราสามารถนำมากินสดๆ ใส่ในจานสลัดเพื่อสุขภาพได้
:
4. เบอร์ดอก (Burdock) - นำรากไปประกอบอาหาร เช่น ซุปมิโซะ ทงจิรุ โกโบนึ่ง และโกโบทอด
:
5. ผักเบี้ยใหญ่ (Purslane) - นำใบ ดอก และลำต้นมาทานสดๆ เหมือนกับวอเตอร์เครสก็ได้ 
:
แต่อย่างไรก็ดี หากเราเจอวัชพืชเหล่านี้และอยากลองนำมาทำอาหาร ขอให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อประโยชน์สูงสุดของเรานั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4145</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575925.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="673"><Nid>4144</Nid><title>ผู้หญิงและผู้ชายออกกำลังกายเวลาไหนดีที่สุด?</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61651058</source><detail>ผู้หญิงและผู้ชายออกกำลังกายเวลาไหนดีที่สุด?
:
ใครว่าออกกำลังกายตอนไหนก็เหมือนๆ กัน มีงานวิจัยที่บอกว่า ผู้หญิงและผู้ชายมีเวลาที่ออกกำลังกายแล้วได้ผลลัพธ์ดีที่สุดแตกต่างกัน 
:
มีการทดลองให้คนสองกลุ่มออกกำลังกายในช่วงเวลาที่ต่างกัน โดยผู้เข้าร่วมการทดลองทุกคนจะกินอาหารที่ได้รับการจัดเตรียมมาเป็นพิเศษเหมือนกัน
:
เมื่อดูจากผลการทดลองแล้ว ผู้หญิงที่อยากลดไขมันช่วงท้องและลดความดันโลหิตควรออกกำลังกายตอนเช้า ส่วนผู้หญิงที่อยากจะเพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อของร่างกายส่วนบน รวมถึงทำให้อารมณ์ดีขึ้น กินอาหารได้ดีขึ้น ควรออกกำลังกายตอนเย็น
:
สำหรับผู้ชายช่วงเวลาดูเหมือนจะไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญอะไรมากนัก แต่การออกกำลังกายตอนเย็นดีที่สุดสำหรับผู้ชายที่อยากมีสุขภาพหัวใจ ระบบเผาผลาญ รวมถึงสุขภาพจิตดีขึ้น
:
ทั้งหมดนี่เป็นผลมาจากเรื่องฮอร์โมน นาฬิกาชีวภาพ และวงจรการตื่นและนอนหลับ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผลการทดลองกับผู้ชายและผู้หญิงออกมาต่างกันนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4144</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575861.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="674"><Nid>4143</Nid><title>ดาราจักรที่เราอาศัยอยู่มีหลุมดำมวลยิ่งยวดเป็นศูนย์กลางจริง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61426351</source><detail>ดาราจักรที่เราอาศัยอยู่มีหลุมดำมวลยิ่งยวดเป็นศูนย์กลางจริง
:
ก่อนหน้านี้มีนักดาราศาสตร์ได้ทำนายไว้ว่า ลักษณะการโคจรของดาวฤกษ์หลายดวงที่แถบใจกลางดาราจักร แสดงถึงการได้รับอิทธิพลจากแรงโน้มถ่วงมหาศาล ซึ่งมาจากวัตถุมวลมากที่มองไม่เห็น
:
วันนี้ได้ถูกพิสูจน์แล้วโดยหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ซีกโลกใต้แห่งยุโรป และเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ขอบฟ้าเหตุการณ์ ซึ่งสามารถบันทึกภาพ ซาจิตทาเรียสเอสตาร์ (SgrA*) หลุมดำมวลยิ่งยวดที่ใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกได้
:
ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยสังเกตการณ์ในย่านรังสีอินฟราเรด ทำให้สามารถมองทะลุกลุ่มฝุ่นและก๊าซที่บดบังแสงสว่างของ SgrA* และคลื่นวิทยุที่แผ่ออกมา จนทำให้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุบนโลกสามารถตรวจจับได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4143</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575794.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="675"><Nid>4142</Nid><title>ทำความรู้จัก Taxonomy วิธีการจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90861</source><detail>ทำความรู้จัก Taxonomy วิธีการจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต
:
สิ่งมีชีวิตบนโลกมีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ นักวิทยาศาสตร์จึงจำเป็นต้องจำแนกสิ่งมีชีวิตเหล่านี้มาเป็นกลุ่มๆ หรือเรียกว่า Taxonomy
:
Taxonomy ใช้การสังเกตลักษณะทางสัณฐานวิทยา พฤติกรรม พันธุกรรม และชีวเคมีเพื่อจำแนกประเภทของสิ่งมีชีวิตโดยจำแนกออกได้เป็น 5 กลุ่มด้วยกันดังนี้
:
1. อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) - สิ่งมีชีวิตประเภทสัตว์ ประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ มีการสืบพันธุ์และสามารถเคลื่อนที่ได้
:
2. อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae) - สิ่งมีชีวิตประเภทพืช ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เอง ประกอบด้วยเซลลูโลสและคลอโรฟิลล์ สามารถสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ
:
3. อาณาจักรเห็ดรา (Kingdom Fungi) - สิ่งมีชีวิตประเภทเห็ด รา และยีสต์ มีทั้งสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวและหลายเซลล์ มีบทบาทเป็นผู้ย่อยสลายอินทรียสารในระบบนิเวศ 
:
4. อาณาจักรโปรติสตา (Kingdom Protista) - สิ่งมีชีวิตประเภทสาหร่ายบางชนิด
:
5. อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera) - สิ่งมีชีวิตประเภทสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน และแบคทีเรีย
:
คำว่า Taxonomy มาจากภาษากรีก 2 คำ คือ Taxis ที่หมายถึง 'การจัดเรียง' และ Nomia ที่หมายถึง 'วิธีการ' ดังนั้น Taxonomy จึงเป็นวิธีการจัดหมวดหมู่หรือจำแนกหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต ส่วนในภาษาไทยเราใช้คำว่า 'อนุกรมวิธาน' นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4142</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575725.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="676"><Nid>4141</Nid><title>กลุ่ม LGBTQIA+ คืออะไร หมายถึงใครบ้าง?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1410251</source><detail>กลุ่ม LGBTQIA+ คืออะไร หมายถึงใครบ้าง?
:
ต้อนรับเดือนแห่ง Pride Month ซึ่งเป็นเดือนที่สำคัญอย่างมากกับกลุ่ม LGBTQIA+ หรือกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ วันนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจ ที่มาของคำว่า LGBTQI มาจากอะไรบ้าง
:
L ย่อมาจาก Lesbian หมายถึง ผู้หญิงที่มีความรักต่อผู้หญิงด้วยกัน
G ย่อมาจาก Gay หมายถึง ผู้ชายที่มีความรักต่อผู้ชายด้วยกัน
B ย่อมาจาก Bisexual หมายถึง บุคคลที่สามารถมีความรักได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง
T ย่อมาจาก Transgender หมายถึง ผู้ที่ได้ข้ามเพศตามที่ต้องการ ซึ่งมักจะหมายถึงผู้ที่ได้รับการแปลงเพศที่ตัวเองต้องการแล้ว
Q ย่อมาจาก Queer หมายถึง บุคคลที่มีความรักโดยไร้กฎเกณฑ์ทางเพศ
I ย่อมาจาก Intersex หมายถึง บุคคลที่เกิดมามีลักษณะทางกายภาพโดยมีอวัยวะสืบพันธุ์ของทั้งสองเพศ
A ย่อมาจาก Asexual หมายถึง การไม่ฝักใฝ่ทางเพศ ไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์
:
ในสังคมทุกวันนี้ เราต้องยอมรับว่าไม่ได้มีแค่ชายหรือหญิงอีกต่อไป ทุกคนควรต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกัน เข้าใจในความหลากหลาย และให้เกียรติกัน ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไรก็ตาม เพียงเท่านี้ก็จะกลายเป็นสังคมที่น่าอยู่แล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4141</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575656.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="677"><Nid>4140</Nid><title>รสชาติอูมามิคืออะไร มีที่มาจากไหน?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1409888</source><detail>รสชาติอูมามิคืออะไร มีที่มาจากไหน?
:
นอกจากรสหวาน เปรี้ยว เค็ม ขมแล้ว ยังมีรสชาติที่ 5 ที่มนุษย์ค้นพบอีก นั่นก็คือรส "อูมามิ" ว่าแต่รสนี้คืออะไร และมีที่มายังไง ไปดูกันเลยครับ
:
อูมามิ ถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อปี พ.ศ.2451 ศ.ดร.คิคุนาเอะ คิเคดะ สงสัยว่าทำไมน้ำซุปที่ต้มจากสาหร่ายทะเลคอมบุถึงมีรสชาติที่อร่อยกลมกล่อม เขาจึงศึกษาเพิ่มเติมจนค้นพบว่า มันมีที่มาจาก "กลูตาเมต" กรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่มีอยู่มากในสาหร่ายทะเลคอมบุ มีรสชาติกลมกล่อม ทำให้อาหารมีรสชาติโดยรวมดีขึ้น
:
ในเวลาต่อมา กรดอะมิโนกลูตาเมต ก็ได้ถูกพัฒนากลายมาเป็น "ผงชูรส" ในปัจจุบัน
นอกจากในสาหร่ายคอมบุ ยังพบได้ใน น้ำปลา, ชีสพาร์มีซาน, สาหร่ายโนริ, เห็ดหอมแห้ง, ซีอิ้วขาว และมะเขือเทศ เป็นต้น
:
ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ากลูตาเมตสกัดมาจากวัตถุดิบหลักจากธรรมชาติทั้งนั้น เพราะฉะนั้นผงชูรสจึงไม่ได้มีโทษต่อร่างกาย หรือทำให้ผมร่วงอย่างที่เราเข้าใจกันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4140</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575585.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="678"><Nid>4139</Nid><title>5 เมนูอาหารลดน้ำหนักสไตล์ไอดอลเกาหลี</title><source>https://www.sanook.com/health/34293</source><detail>5 เมนูอาหารลดน้ำหนักสไตล์ไอดอลเกาหลี
:
ไอดอลเกาหลี ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ที่ดูแลรูปร่างและหน้าตาได้เป็นอย่างดี และการกินอาหารถือเป็นกุญแจสำคัญของการดูแลรูปร่าง วันนี้เราจะพาไปดู 5 เมนูลดน้ำหนักของไอดอลเกาหลีกัน
:
สลัด - เมนูโปรดของคิมเซจอง (Kim Se-jeong)
ในการรับบทเรื่อง Business Proposal ทำให้เธอต้องคุมน้ำหนัก และสลัดแซลมอนเป็นหนึ่งในเมนูประจำมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นในทุกวันของเธอ
:
ซุปสาหร่าย - เมนูโปรดของคิมเซจอง (Kim Se-jeong)
อุดมไปด้วยแร่ธาตุ เช่น เหล็ก โฟเลต แมกนีเซียม แคลเซียม และไอโอดีน ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง แต่กลับมีแคลอรี่น้อย และไม่ทำให้รู้สึกหิวโหย
:
อกไก่ต้ม - เมนูโปรดของคิมจงกุก (Kim Jong Kook)
เขาต้องใช้ร่างกายอย่างหนักทั้งในห้องซ้อมและการแสดงบนเวที ต้องใช้โปรตีนสำหรับซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกล้ามเนื้อ อกไก่ต้มจึงเป็นอีกหนึ่งอาหารที่เขาเลือก เนื่องจากมีโปรตีนสูง
:
ไข่ต้ม - เมนูโปรดของคิมจงฮยอน (Kim Jonghyeon)
แหล่งโปรตีนเป็นสิ่งสำคัญของคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เขาเลือกการกินไข่ต้มเป็นอาหารว่าง แทนที่จะเลือกกินขนมหวานอย่างอื่น
:
มันหวาน - เมนูโปรดของไอยู (IU)
ในช่วงไดเอตเธอทานแต่มันหวานเป็นอาหารหลัก เนื่องจากอยู่ท้องและให้พลังงานเพียงพอ
:
การลดน้ำหนักของไอดอลเหล่านี้ ถึงแม้จะได้ผลก็จริง แต่เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว เราควรเลือกรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินให้พอดี และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้เราก็จะมีรูปร่างและสุขภาพที่ดีตามไอดอลเกาหลีแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4139</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575519.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="679"><Nid>4138</Nid><title>อาจมีถึง 4 อารยธรรม ที่มีโอกาสจะรุกรานมนุษย์โลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61665843</source><detail>อาจมีถึง 4 อารยธรรม ที่มีโอกาสจะรุกรานมนุษย์โลก
:
มีความเป็นไปได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอีกมากมายในกาแล็กซี่ของเรา แต่มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่เขาจะมาโจมตีมนุษย์โลกเหมือนในภาพยนตร์ วันนี้เรามาหาคำตอบกัน
:
นายอัลเบอร์โต คาบัลเลโร นักศึกษาระดับปริญญาเอกจากสเปน ได้ใช้สูตรคำนวณเพื่อหาคำตอบว่า มนุษย์โลกมีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่จะถูกรุกรานจากมนุษย์ต่างดาว 
:
โดยคำนวณจากจำนวนประเทศในโลกที่เคยรุกรานโจมตีประเทศอื่น ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นไปได้ของมนุษยชาติในการรุกรานอารยธรรมบนดาวดวงอื่น อยู่ที่เพียง 0.028% เท่านั้น
:
แต่อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้จะสูงขึ้นอย่างมากในอีก 259 ปีข้างหน้า เนื่องจากคาดว่าจะมีเทคโนโลยีระดับสูงข้ามห้วงอวกาศได้ ทำให้อัตราการพบเจอกับมนุษย์ต่างดาวสูงขึ้น
:
องค์กร SETI เคยประมาณการไว้ว่า มีอยู่อย่างน้อย 15,785 อารยธรรมในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก และผู้วิจัยพบว่าจะมีอารยธรรมต่างดาวอยู่ 4 กลุ่มที่มีแนวโน้มจะเป็นภัยคุกคามต่อโลกและมนุษย์
:
แต่ทั้งหมดนี่เป็นเพียงการคำนวณจากสถิติการรุกรานบนโลกเท่านั้น ซึ่งเราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าสิ่งมีชีวิตอื่นจะมีความคิดหรือความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างไร ซึ่งจะส่งผลต่อตัวเลขดังกล่าวอาจน้อยลงหรือมากขึ้นก็ได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4138</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575453.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="680"><Nid>4137</Nid><title>นอกจากทางช้างเผือก เรามีกาแล็กซี่เพื่อนบ้านอะไรอีกบ้าง?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90470</source><detail>นอกจากทางช้างเผือก เรามีกาแล็กซี่เพื่อนบ้านอะไรอีกบ้าง?
:
อย่างที่เพื่อนๆ ทราบกันว่า กาแล็กซี่ที่มนุษย์อาศัยอยู่มีชื่อว่า กาแล็กซี่ทางช้างเผือก แต่จริงๆแล้วยังมีกาแล็กซี่เพื่อนบ้านที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอีก 3 แห่งด้วยกัน มีอะไรบ้างไปดูกันเลย
:
กาแล็กซี่แมกเจลแลนใหญ่ และกาแล็กซี่แมกเจลแลนเล็ก
มีลักษณะคล้ายเมฆ โดยกาแล็กซี่ทั้งสองอยู่บริเวณขอบฟ้าทิศใต้ ผู้สังเกตที่อยู่ทางภาคเหนืออาจเห็นกาแล็กซี่ทั้งสองกาแล็กซี่ค่อนข้างยาก
:
กาแล็กซี่แอนโดรเมดา
เป็นกาแล็กซี่รูปกังหันเหมือนกาแล็กซี่ทางช้างเผือก แต่มีขนาดใหญ่กว่าที่ปรากฏอยู่ในทิศทางของกลุ่มดาวแอนโดรเมดา
:
และนี่ก็เป็นทั้ง 3 กาแล็กซี่เพื่อนบ้านที่คนจากโลกในบางพื้นที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ โดยกาแล็กซี่แอนโดรเมดามีลักษณะคล้ายแกแล็กซี่ของเรา ดังนั้นระบบดาวจึงน่าจะเหมือนกัน แต่ยังไม่มีการยืนยันว่าจะมีสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ในกาแล็กซีแอนโดรเมดาหรือไม่นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4137</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575389.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="681"><Nid>4136</Nid><title>ข้อมูลดาวเทียมชี้ โลกเผชิญแล้ง-ฝน รุนแรงกว่าเดิม</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61299458</source><detail>ข้อมูลดาวเทียมชี้ โลกเผชิญแล้ง-ฝน รุนแรงกว่าเดิม
:
ตามที่เราได้เรียนกันในห้องเรียนเรื่อง วัฏจักรของน้ำ (Water Cycle) เป็นกระบวนการที่น้ำระเหยกลายเป็นไอในชั้นบรรยากาศ และควบแน่นตกลงมาเป็นฝน แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้วัฏจักรของน้ำมีความรุนแรงมากขึ้น
:
ผลการศึกษาข้อมูลล่าสุดจากดาวเทียม พบน้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงเนื่องจากสภาวะโลกร้อน  เกิดการระเหยกลายเป็นไอของผิวน้ำด้านบนมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น เพิ่มความชื้นในชั้นบรรยากาศ ซึ่งจะรวมตัวกันเป็นพายุฝนในเขตใกล้เส้นศูนย์สูตรและขั้วโลกทั้งสองมากขึ้น
:
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้วัฏจักรของน้ำแปรปรวน ส่งผลให้พื้นที่ชุ่มชื้นจะเปียกมากขึ้น พื้นที่แห้งก็จะแล้งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลให้มีฝนตกชุกในแถบขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ หิมะและแผ่นน้ำแข็งที่เหลืออยู่จะละลายไปอย่างรวดเร็ว เพราะมีฝนตกลงมาแทนที่จะเป็นหิมะเหมือนแต่ก่อนอีกด้วย
:
ซึ่งข้อมูลจากดาวเทียมชุดนี้ สอดคล้องกับการทำนายด้วยแบบจำลองภูมิอากาศโลก ที่ว่าในทุก 1 องศาเซลเซียสที่โลกร้อนขึ้น จะส่งผลให้วัฏจักรของน้ำหมุนเวียนอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นราว 7% หรืออธิบายง่ายๆคือ ที่ไหนฝนตกหนัก ก้จะหนักขึ้น 7% ที่ไหนแล้ง ก็จะแล้งขึ้น 7% นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4136</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575301.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="682"><Nid>4135</Nid><title>5 ดอกไม้ตระกูลหญ้ายอดนิยมของคนญี่ปุ่น</title><source>https://www.sanook.com/home/34405</source><detail>5 ดอกไม้ตระกูลหญ้ายอดนิยมของคนญี่ปุ่น
:
ในฤดูใบไม้ผลิ คนญี่ปุ่นมักจะปลูกดอกไม้เพื่อประดับบ้านสวยงาม วันนี้เลยมาแนะนำ 5 ดอกไม้สีสันสวยงามที่คนญี่ปุ่นนิยมปลูก
:
ไนเจลลา - โคนดอกมีริ้วประดับเป็นเส้นสีเขียวเรียวเล็ก มีสีสันต่างๆ ได้แก่ สีขาว ชมพู ม่วงและฟ้า
:
คอร์นฟลาวเวอร์ - กลีบดอกมีขนาดเล็กแหลม ปลายแยกเป็นแฉกเรียงซ้อนกันคล้ายดอกเบญจมาศ ดอกมีสีสันต่างๆ ได้แก่ สีขาว ชมพู แดง ม่วง และฟ้า
:
แคลิฟอร์เนีย ป๊อปปี้ - ดอกไม้ชนิดนี้มีกลีบดอกทั้งแบบชั้นเดียวและแบบซ้อน แลดูบอบบางแต่มีความทนทาน กลีบดอกที่วาววับสะท้อนแสงอาทิตย์
:
เนโมฟีลา - ดอกมีลักษณะสวยงาม น่ารัก ขนาด 2-3 เซนติเมตร ดอกมีทั้งสีม่วงเข้มปลายกลีบขาว สีขาว สีเหลือง
:
โพเทนทิลลา - ดอกขนาดเล็กกะทัดรัด มีสีสันต่างๆ ได้แก่ สีส้ม สีเหลือง สีขาว สีแดง และสีชมพู
:
ดอกไม้ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นดอกไม้ตระกูลหญ้า แต่ก็มีสีสันสวยงาม สร้างความสุขง่ายๆ ให้แก่ผู้พบเห็นและเจ้าของบ้านเป็นอย่างดีด้วยอีกครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4135</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575233.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="683"><Nid>4134</Nid><title>5 เคล็ดลับตื่นนอนตอนเช้าแบบสดชื่น บอกลานาฬิกาปลุกไปได้เลย</title><source>https://www.sanook.com/campus/1409824</source><detail>5 เคล็ดลับตื่นนอนตอนเช้าแบบสดชื่น บอกลานาฬิกาปลุกไปได้เลย
:
เพื่อนๆ ในวัยเรียนหรือแม้แต่วัยทำงานคงเคยค้นพบว่า การตื่นนอนตอนเช้าเป็นเรื่องที่เจ็บปวดที่สุด อยากนอนต่อ ไม่อยากลุกขึ้นจากเตียง วันนี้เรามาดู 5 เคล็ดลับการตื่นนอนตอนเช้าแบบสดชื่นกันเถอะ
:
1. เปิดม่านไว้ตอนนอน ให้แสงแดดยามเช้าส่องเข้ามาทำให้เราตื่นอย่างสดชื่น
2. กินอาหารประเภทโปรตีนในตอนเช้า
3. ตั้งนาฬิกาปลุกให้ห่างจากตัวเอง อย่าอยู่ในบริเวณที่จะเอื้อมไปปิดได้
4. หาที่นอนและหมอนให้เข้ากับสรีระของเรา
5. อย่าเล่นมือถือก่อนนอนอย่างน้อย 1 ชั่วโมง
:
นี่เป็นเพียงเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้เพื่อนๆ สามารถตื่นนอนตอนเช้าได้อย่างสดใส แต่สิ่งที่สำคัญเหนือทั้ง 5 ข้อที่กล่างมา คือ การพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง และนอนให้เป็นเวลา เท่านี้อาการไม่อยากตื่นนอนตอนเช้าก็จะหายไปอย่างแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4134</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575173.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="684"><Nid>4133</Nid><title>มนุษย์กำลังกลายเป็นอารยธรรมประเภทที่ 1 ในอีก 350 ปีมนุษย์กำลังกลายเป็นอารยธรรมประเภทที่ 1 ในอีก 350 ปี : "มาตรวัดคาร์ดาเชฟ" (Kardashev Scale) คือวิธีที่ใช้วัดระดับความทรงปัญญาของอารยธรรมมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในจักรวาล คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวร</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61292322</source><detail>มนุษย์กำลังกลายเป็นอารยธรรมประเภทที่ 1 ในอีก 350 ปี
:
"มาตรวัดคาร์ดาเชฟ" (Kardashev Scale) คือวิธีที่ใช้วัดระดับความทรงปัญญาของอารยธรรมมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาในจักรวาล คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย โดยแบ่งอารยธรรมออกเป็น 3 ประเภท ตามระดับความสามารถในการดึงพลังงานจากสิ่งแวดล้อมมาใช้ประโยชน์
:
ปัจจุบันอารยธรรมมนุษย์มีความสามารถในการดึงพลังงานจากแสงอาทิตย์มาใช้ประโยชน์ ถ้าตีเป็นสเกล จะอยู่ที่ 0.73 ซึ่งเกือบจะเป็น "อารยธรรมประเภทที่ 1" เท่านั้น
:
อารยธรรมประเภทที่ 2 ต้องสามารถดึงพลังงานทั้งหมดจากดาวฤกษ์ศูนย์กลางระบบสุริยะของตนเองมาใช้ได้ และอารยธรรมประเภทที่ 3 ต้องสามารถดึงพลังงานของทั้งดาราจักรหรือกาแล็กซีของตนเองมาใช้ได้
:
ทีมผู้วิจัยได้คำนวณหาจุดสมดุลในการใช้พลังงาน 3 ชนิด ได้แก่ เชื้อเพลิงฟอสซิล พลังงานนิวเคลียร์ และพลังงานหมุนเวียน สามารถเพิ่มระดับการดึงพลังงานมาใช้เป็นอารยธรรมประเภทที่ 1 ได้ในอีกราว 350 ปีข้างหน้า หรืออย่างน้อยภายในปี ค.ศ. 2371 
:
แต่ยังมีผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนมองว่า การยกระดับอารยธรรมของมนุษย์นั้นไม่จำเป็นต้องใช้ระดับพลังงานมาเป็นตัวชี้วัด เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสามารถจะอยู่ที่การเพิ่มประโยชน์ใช้สอย โดยประหยัดพลังงานให้มากที่สุดได้ด้วยเช่นกันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4133</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575100.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="685"><Nid>4132</Nid><title>ทะเลหวาน พบน้ำตาลนับล้านตันเก็บไว้ใต้พื้นมหาสมุทร</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61338241</source><detail>ทะเลหวาน พบน้ำตาลนับล้านตันเก็บไว้ใต้พื้นมหาสมุทร
:
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosynthesis) เป็นกระบวนการสร้างอาหารของพืชสีเขียว โดยมีคลอโรฟิลล์ทำหน้าที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ เปลี่ยนวัตถุดิบคือ น้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้กลายเป็น น้ำตาลและก๊าซออกซิเจน
:
มีรายงานวิจัยการศึกษาจุลชีววิทยาทางทะเล พบว่า กระบวนดังกล่าวทำให้หญ้าทะเลที่อยู่ใต้มหาสมุทรทั่วโลกผลิตน้ำตาล ซึมลงสู่ใต้พื้นมหาสมุทรทั่วโลกถึง 1.3 ล้านตัน คิดเป็นปริมาณเทียบเท่ากับน้ำตาลที่ใส่ในน้ำอัดลม 32,000 ล้านกระป๋อง
:
การที่หญ้าทะเลสามารถเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพแบบนี้ ทำให้ใต้พื้นมหาสมุทรสามารถดูดซับกักเก็บคาร์บอนได้ดีกว่าป่าไม้บนบกอีกด้วย
:
หนึ่งในทีมผู้วิจัยกล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นถึงความอัศจรรย์ของธรรมชาติ และจะทำให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์ทุ่งหญ้าทะเล ที่เป็นระบบนิเวศน์ที่ถูกคุกคามทำลายมากที่สุดอย่างนึงเช่นกัน
:
#STKC
</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-06-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4132</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661575047.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="686"><Nid>4131</Nid><title>เห็ดราสามารถสื่อสารกันได้ โดยมีชุดคำศัพท์มากถึง 50 คำ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61057144</source><detail>เห็ดราสามารถสื่อสารกันได้ โดยมีชุดคำศัพท์มากถึง 50 คำ
:
ใครว่ามีแต่มนุษย์ที่สื่อสารกันเข้าใจ เพราะเพิ่งมีการค้นพบกลุ่มของเส้นใยเห็ดราที่แผ่ไปใต้ดินและส่งสัญญาณไฟฟ้าถึงกันได้ โดยสามารถสื่อสารข้อมูลต่างๆ ได้เหมือนกับการใช้ภาษาของมนุษย์
:
ล่าสุดได้มีนักวิทยาศาสตร์ทำการวิเคราะห์แบบแผนของสัญญาณไฟฟ้าจากเห็ดราบางชนิด จนพบว่ามันมีความคล้ายคลึงเชิงโครงสร้างอย่างมากเมื่อเทียบกับคำพูดของมนุษย์
โดยเห็ดราที่ใช้ในการทดลองนี้มี 4 ชนิด ได้แก่ เห็ดเข็มทอง, เห็ดแครง, เห็ดเรืองแสง และเชื้อราในหนอนผีเสื้อหรือถั่งเช่า
:
ผลการทดลองพบว่า เห็ดราทั้ง 4 ชนิด มีการส่งสัญญาณไฟฟ้ากระชั้นถี่ขึ้นเป็นจังหวะเมื่อมีสิ่งกระตุ้นเร้า เช่น เมื่อค้นพบอาหารหรือสารพิษ โดยมีรูปแบบของสัญญาณที่เคลื่อนไหวบ่อยถี่กว่าปกติถึง 50 แบบด้วยกัน ซึ่งโครงสร้างของสัญญาณเหล่านี้คล้ายกับคำศัพท์ในภาษามนุษย์อย่างมาก
:
แต่การค้นพบทั้งหมดนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าพวกมันกำลังสื่อสารกันจริงๆ อาจเป็นเพียงแค่ความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างปลายสองด้านของเส้นใยเห็ดรา จึงปล่อยสัญญาณไฟฟ้าที่จังหวะต่างกันออกมา
:
แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าสัญญาณไฟฟ้าชนิดพิเศษที่ค้นพบนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม และควรจะติดตามศึกษาให้ละเอียดลึกซึ้ง เพื่อหาแบบแผนของมันต่อไปและพิสูจน์ว่า พวกมันกำลัง "สื่อสาร" กันอยู่หรือไม่นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4131</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661574040.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="687"><Nid>4130</Nid><title>นาซ่าพบเสียงบนดาวอังคาร เดินทางได้ช้ากว่าและสั้นกว่าบนโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60973008</source><detail>นาซ่าพบเสียงบนดาวอังคาร เดินทางได้ช้ากว่าและสั้นกว่าบนโลก
:
ธรรมชาติของคลื่นเสียงนั้น จะมีความเร็วเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิและความหนาแน่นของตัวกลางที่มันเดินทางผ่าน ยิ่งตัวกลางมีอุณหภูมิสูงและมีความหนาแน่นมาก คลื่นเสียงก็จะยิ่งเดินทางได้เร็วขึ้น
:
ล่าสุดองค์นาซ่าเผยผลวิจัย จากหุ่นยนต์ตระเวนสำรวจดาวอังคาร "เพอร์เซเวียแรนซ์" (Perseverance) เกี่ยวกับคลื่นเสียงบนดาวอังคาร ซึ่งเดินทางได้ช้ากว่าและไปได้ในระยะไม่ไกลนักเมื่อเทียบกับบนโลก
:
การวิจัยครั้งนี้ได้ใช้ไมโครโฟนของกล้องบันทึกเสียงที่เกิดจากการใช้เลเซอร์ขุดเจาะพื้นผิวดาวอังคารเป็นจังหวะ และนำมาวิเคราะห์ คำนวณหาความเร็วของคลื่นเสียง
:
พบว่า คลื่นเสียงความถี่ต่ำที่บริเวณใกล้พื้นผิวของดาวอังคาร เดินทางด้วยความเร็ว 240 เมตรต่อวินาที ในขณะที่คลื่นเสียงบนพื้นผิวโลก ซึ่งเดินทางด้วยความเร็วเฉลี่ย 343 เมตรต่อวินาที 
:
นอกจากนี้ เสียงยังเดินทางในบรรยากาศของดาวอังคารได้ในระยะสั้น ๆ เท่านั้น โดยสามารถไปได้ไกลสุดเพียง 8 เมตร ในขณะที่เสียงบนโลกไปได้ไกลสุดราว 65 เมตร
:
ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ด้วยการที่เสียงเดินทางได้ช้าและเดินทางได้ในระยะสั้นกว่าบนโลก หากเราไปยืนคุยกันบนอังคาร เราจะได้ยินเสียง Delay หรือล่าช้ากว่าที่ได้ยินบนโลก และหากเราอยู่ไกลกันเกิน 8 เมตร ถึงแม้ว่าเราจะตะโกนดังแค่ไหน เราก็จะไม่ได้ยินเสียงกันและกันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4130</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661573969.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="688"><Nid>4129</Nid><title>แชร์ 3 เทคนิคการจดโน้ตให้มีประสิทธิภาพ ต้อนรับเปิดเทอม</title><source>https://www.dek-d.com/education/55453</source><detail>แชร์ 3 เทคนิคการจดโน้ตให้มีประสิทธิภาพ ต้อนรับเปิดเทอม
:
พี่ๆ STKC ขอต้อนรับเทศกาลเปิดเทอมด้วยเทคนิคดีๆ ที่ช่วยให้เราเรียนรู้และจดจำได้ดีขึ้นผ่านเทคนิค "จดโน้ตให้มีประสิทธิภาพ" ถ้าอยากรู้แล้ว เราไปดูกันเลยครับ
:
การจดโน้ตเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการเรียนรู้ ถึงแม้ทุกวันนี้จะมีเทคโนโลยี มีการจดโน้ตลงโทรศัพท์ หรือ iPad แต่วิธีที่ดีที่สุดในการเรียนรู้ก็คือ “การจดโน้ตด้วยมือ” นั่นเอง
:
เทคนิคจดโน้ตให้มีประสิทธิภาพ
1. อย่าจดทุกอย่าง - โน้ตที่มากเกินไปจะทำให้ข้อมูลที่มีล้นเกิน ควรฟังแล้วจับมาเฉพาะประเด็นสำคัญจะทำให้ไม่สับสนและจดจำได้ดี
:
2. จดเป็นภาพ - รูปภาพสื่อสารได้ง่ายกว่าข้อความ ให้เราเพิ่มความสนุกของการจดโน้ตด้วยการวาดภาพที่เกี่ยวข้องเข้าไปด้วย นอกจากจะแก้เบื่อได้แล้ว ยังทำให้เราเข้าใจข้อมูลได้ดีขึ้นอีกด้วย
:
3. จดเรื่องที่ไม่เข้าใจ - ไม่แปลกที่ในบางครั้งเราจะไม่เข้าใจที่ครูกำลังสอน ให้เราจดโน้ตลงไปทุกครั้ง ว่าเราไม่เข้าใจเรื่องอะไร แล้วค่อยไปถามครูทีหลัง หรือสามารถไปค้นข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตได้
:
และนี่ก็เป็นวิธีเล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ในห้องเรียนของเพื่อนๆได้ อย่าลืมนำวิธีที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ไปลองใช้กับตัวเอง รับรองว่าการเรียนจะดีขึ้นแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4129</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661573906.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="689"><Nid>4128</Nid><title>ค้นพบหอสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกา</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60952685</source><detail>ค้นพบหอสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกา
:
เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการค้นพบหอสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ที่ถูกสร้างเมื่อราว 2,300 ปีที่แล้ว สามารถบอกวันเวลา รวมทั้งทำนายการมาถึงของฤดูกาลและเหตุการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ
:
โบราณสถานนี้มีชื่อว่า "กลุ่มอาคารทางดาราศาสตร์ชานกีโญ" (Chankillo Astronomical Complex) ซึ่งตั้งอยู่ในทะเลทรายริมชายฝั่งทะเลของประเทศเปรู และเพิ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกเมื่อปีที่แล้ว
:
หอสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์นี้มีลักษณะเป็นหอคอย 13 แห่ง ซึ่งเรียงตัวเป็นแนวยาว 300 เมตร จากทิศเหนือไปจรดทิศใต้ มีลักษณะคล้ายซี่ฟันในปากที่ระยะห่างกันเล็กน้อย เพื่อเอาไว้ทำนายเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์
:
โดยทำนายและสังเกตุจากแสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านช่องของหอคอยทั้ง 13 แห่งที่ว่ามานี้
ตัวอย่างเช่น
- วันครีษมายัน (Summer Solstice) ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางขวาของหอคอยด้านขวาสุด
- วันเหมายัน (Winter Solstice) ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางซ้ายของหอคอยด้านซ้ายสุด
- วันศารทวิษุวัต (Autumnal Equinox) ดวงอาทิตย์จะขึ้นตรงช่องระหว่างหอคอยที่ 6 และ 7
:
ผลการศึกษาจากการขุดค้นโบราณสถานพบว่า หอสังเกตการณ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในยุคไม่เกิน 400 ปีก่อนคริสตกาล และได้ถูกทิ้งร้างไปในช่วงศตวรรษที่ 1 โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่สิ่งหนึ่งที่ที่ทราบได้คือ นี่อีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกที่สร้างสรรค์จากอัจฉริยภาพของมนุษย์นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4128</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661573838.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="690"><Nid>4127</Nid><title>ภัยร้ายที่แฝงมากับการไดเอท ด้วยการงดมื้ออาหารเย็น</title><source>https://www.sanook.com/health/33833</source><detail>ภัยร้ายที่แฝงมากับการไดเอท ด้วยการงดมื้ออาหารเย็น
:
หลายคนมักเลือกวิธีการลดน้ำหนักด้วยวิธีงดมื้อเย็น เพราะจะทำให้น้ำหนักลงอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่จะส่งผลเสียต่อร่างกายอะไรบ้าง? เราไปดูกันเลยครับ
:
ผลกระทบจากการอดอาหารมื้อเย็น
1. อ่อนเพลีย
2. ไม่กระฉับกระเฉง
3. ไม่มีแรงขณะตื่นนอน
4. รู้สึกหิวอย่างรุนแรงขณะนอนหลับ
5. สะดุ้งตื่นตอนกลางดึก
6. นอนไม่หลับ
7. กรดไหลย้อน
8. ท้องผูก
9. แสบร้อนกลางอก
:
นอกจากนี้ การอดมื้อเย็นอาจทำให้ร่างกายหิวมากในช่วงดึก จนบางทีเราทนไม่ได้ต้องหาอะไรมากินแก้หิว ก็เท่ากับว่าแทนที่จะได้ลดน้ำหนัก กลับเป็นการเพิ่มพลังงานสะสมก่อนนอนอีกด้วย
:
มีงานวิจัยชี้ว่า วิธีการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ หรือการที่มีน้ำหนักมากขึ้นแทนที่จะลดลงคือการ "ลดมื้อเย็น" และควบคุมแคลอรี่ที่ได้รับไปในแต่ละวัน กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และสิ่งที่สำคัญคือการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4127</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661573756.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="691"><Nid>4126</Nid><title>มนุษย์สามารถจำศีลได้นานเพื่อเดินทางบนอวกาศได้หรือไม่?</title><source> https://www.bbc.com/thai/features-61284070</source><detail>มนุษย์สามารถจำศีลได้นานเพื่อเดินทางบนอวกาศได้หรือไม่?
:
ถ้าเพื่อนๆ เคยได้ดูภาพยนตร์ไซไฟเกี่ยวกับการเดินทางไปในอวกาศ คงเคยได้รู้จักกับการที่มนุษย์เข้าสู้แคปซูลจำศีลให้หลับเป็นเวลายาวนานหลายสิบปี และจะถูกปลุกขึ้นอีกทีเมื่อถึงจุดหมายแล้ว ในความเป็นจริงเราสามารถทำแบบนั้นได้หรือไม่?
:
ล่าสุดมีการตีพิมพ์ผลการคำนวณคณิตศาสตร์ที่ระบุว่าเรื่องนี้  "เป็นไปไม่ได้" เนื่องจากกลไกการเผาผลาญของร่างกายมนุษย์ไม่อาจประหยัดพลังงานได้เพียงพอ จนเสี่ยงทำให้เสียชีวิตในการเดินทางสู่ห้วงอวกาศลึกที่ยาวนานเกินกว่าสิบปีขึ้นไปได้
:
ในระหว่างที่มนุษย์หลับจำศีลในอวกาศ ต้องสูญเสียไขมันในร่างกายไปวันละ 6.3 กรัม เพื่อคงระดับการเผาผลาญขั้นต่ำ ให้ร่างกายทนอยู่ในภาวะหนาวเย็นและออกซิเจนต่ำได้ 
แต่หากต้องเดินทางยาวนานกว่า 12 ปีขึ้นไป มนุษย์อวกาศจะสูญเสียมวลกายจนถึงขั้นวิกฤตและเสียชีวิตได้
:
การคำนวณในครั้งนี้ จะนำไปสู่แนวทางแก้ปัญหาเรื่องการใช้พลังงานในร่างกายมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคตได้ เมื่อถึงเวลาที่มนุษย์มีความจำเป็นต้องเดินทางไกลในอวกาศเป็นเวลาหลายสิบปีนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4126</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661573696.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="692"><Nid>4125</Nid><title>น้ำมันแก๊สโซฮอล์แต่ละประเภทต่างกันยังไง มีส่วนผสมอะไรบ้าง</title><source>https://www.yukonlubricants.com/how-is-the-fuel-different</source><detail>น้ำมันแก๊สโซฮอล์แต่ละประเภทต่างกันยังไง มีส่วนผสมอะไรบ้าง
:
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ กลายมาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกเวลาเราไปเติมน้ำมัน เนื่องจากมีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินทั่วไป แล้วน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทั้ง E20, E85, โซฮอล์ 91,โซฮอล์ 95 ต่างกันตรงไหน วันนี้รู้กัน
:
แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) เกิดจากการนำเอทานอล หรือ เอทิลแอลกอฮอล์ มาผสมผสานกับน้ำมันเบนซิน จนเกิดเป็นแก๊สโซฮอล์ น้ำมันทางเลือกที่มีราคาถูกกว่า เนื่องจากมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ชนิดของแก๊สโซฮอล์ที่กล่าวมาข้างต้นก็แตกต่างกันที่อัตราส่วนของน่ำมันเบนซินและแอลกอฮอล์นั่นเอง
:
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 (E10)
- มีส่วนผสมของ น้ำมันเบนซินออกเทน 95 : 9 ส่วน และเอทานอล (เอทิลแอลกอฮอล์) ที่มีความบริสุทธิ์ 99.5% : 1 ส่วน
:
น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 (E10)
- น้ำมันเบนซินออกเทน 91: 9 ส่วน ผสมกับเอทานอล ที่มีความบริสุทธิ์ 99.5% : 1
:
น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E20
- น้ำมันเบนซินออกเทน 95 : 80% ผสมกับเอทานอล 20%
:
น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ E85
- น้ำมันเบนซินออกเทน 95 : 15% ผสมกับเอทานอล 85%
:
ราคาของน้ำมันแต่ละประเภทก็จะมีราคาถูกลงตามปริมาณสัดส่วนน้ำมันที่น้อยลง แต่ก็จะมีอัตราการระเหยสูงกว่านั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4125</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661573631.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="693"><Nid>4124</Nid><title>คิดเยอะจนนอนไม่หลับเกิดจากอะไร และรับมืออย่างไรได้บ้าง</title><source>https://www.sanook.com/health/33869</source><detail>คิดเยอะจนนอนไม่หลับเกิดจากอะไร และรับมืออย่างไรได้บ้าง
:
บางคนเมื่อถึงเวลาก่อนนอนทีไร ก็คิดนู้นนี่ ฟุ้งซ่านเต็มไปหมด ไม่ยอมหลับสักที เขาเรียกว่า อาการ Racing Thoughts หรืออาการนอนไม่หลับเพราะสมองไม่ยอมหยุดคิด
:
อาการนอนไม่หลับเพราะสมองไม่ยอมหยุดนิ่ง เกิดจากยังคงคิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิม ซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งเรื่องส่วนใหญ่ที่มักจะคิดเป็นเรื่องความกลัว เรื่องน่าอายในอดีต ปัญหาต่างๆ ที่เจอมาในแต่ละวัน 
:
3 สาเหตุที่ทำให้เรานอนไม่หลับ
- ความวิตกกังวล 
- โรคสมาธิสั้น (ADHD)
- โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD)
:
วิธีแก้ไขอาการ Racing Thoughts 
1. กำหนดลมหายใจเข้าออก - เป็นวิธีที่จะช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น แทนที่จะไปไปจดจ่อหรือจมอยู่กับความคิดในเรื่องอื่นๆ
:
2. ขจัดความเครียดก่อนเข้านอน - ทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลายก่อนนอน เช่น การนั่งสมาธิ การทำโยคะ การอ่านหนังสือ
:
หากลองแก้ไขด้วยวิธีเหล่านี้แล้วยังไม่ได้ผล ยังคงนอนไม่หลับในทุกๆ คืน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อไม่ให้อาการเหล่านี้กลายเป็นอาการทางจิตในอนาคตนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4124</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661573565.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="694"><Nid>4123</Nid><title>สุนัขแต่ละวัย ควรให้สารอาหารต่างกันอย่างไร?</title><source>https://pet.kapook.com/view218242.html</source><detail>สุนัขแต่ละวัย ควรให้สารอาหารต่างกันอย่างไร?
:
เพื่อนๆ เคยสังเกตกันไหมครับ ว่าทำไมอาหารสุนัขถึงมีการแบ่งเป็นช่วงอายุ ทำไมสุนัขแต่ละวัยต้องกินอาหารที่แตกต่างกัน? วันนี้เราไปหาคำตอบกันเลย
:
เหตุผลง่ายๆ เป็นเพราะสุนัขในแต่ละช่วงวัยต้องการสารอาหารที่แตกต่างกันนั่นเอง
1. อาหารลูกสุนัขวัยแรกเกิด - ยังคงต้องการนมแม่เป็นหลัก โดยลูกสุนัขจะหย่านมในช่วงอายุประมาณ 6-8 สัปดาห์
:
2. อาหารลูกสุนัขอายุ 2-4 เดือน - ลูกสุนัขหลังหย่านมต้องการโปรตีนที่ช่วยให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อแข็งแรง คาร์โบไฮเดรตที่ช่วยให้พลังงาน แคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน
:
3. อาหารลูกสุนัขอายุ 4 เดือนขึ้นไป - เป็นวัยที่ฟันแท้กำลังขึ้น จึงต้องการอาหารที่ช่วยกระตุ้นฟัน เช่น กระดูกติดเนื้อดิบ และต้องมีการควบคุมปริมาณแคลอรีด้วย
:
4. อาหารสุนัขโตเต็มวัย - เปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของสุนัขแต่ละตัว เช่น 
- สุนัขที่ทำหมันแล้วและระบบเผาผลาญทำงานช้าลง จะต้องการอาหารสูตรพิเศษ 
- สุนัขที่น้ำหนักเกิน จะต้องการอาหารที่ช่วยควบคุมไขมัน 
- สุนัขที่น้ำหนักน้อย จะต้องการอาหารที่ช่วยบำรุงร่างกาย
- สุนัขที่เป็นโรคต่างๆ จะต้องการอาหารที่ผลิตมาโดยเฉพาะ
:
5. อาหารสุนัขแก่ - เหมาะกับอาหารที่เพิ่มไฟเบอร์ช่วยเสริมการย่อยสลาย และโปรตีนช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงไปในตัว และควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มหรือมีโซเดียมสูง เพราะจะทำให้สุนัขแก่เสี่ยงเป็นโรคหัวใจและโรคไตได้ง่าย
:
ถ้าเราดูแลเอาใจใส่เจ้าตูบสี่ขาเพื่อนซี้ของเราได้อย่างถูกต้อง เขาก็จะแข็งแรงและอยู่กับเราไปนานๆ ได้แน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4123</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661573504.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="695"><Nid>4122</Nid><title>ใครว่าอาหารรสไม่เปรี้ยวไม่มีวิตามินซี</title><source>https://www.sanook.com/health/33825</source><detail>ใครว่าอาหารรสไม่เปรี้ยวไม่มีวิตามินซี
:
เพื่อนๆ อาจจะคุ้นเคยว่า วิตามินซี มักอยู่ในอาหารรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว และผลไม้รสเปรี้ยวหลายชนิด แต่วันนี้เราจะไปดูอาหาร 5 อย่างที่ไม่เปรี้ยว ก็มีวิตามินซีได้
:
1. พริกหวาน - พริกหวานแดงหนึ่งถ้วยมีวิตามินซีประมาณ 190 มิลลิกรัม ซึ่งสูงกว่าส้มหนึ่งผลถึง 3 เท่า

2. มะละกอ - ในปริมาณ 100 กรัม ให้วิตามินซีสูงถึง 70 มิลลิกรัม

3. ผักเคล - ปริมาณ 1 ถ้วยมีวิตามินซีอยู่ถึง 80.4 มิลลิกรัม

4. สตรอว์เบอร์รี่ - ในปริมาณ 1 ถ้วย มีวิตามินซีถึง 98 มิลลิกรัม

5. บร็อคโคลี่ - ปริมาณ 100 กรัมให้วิตามินซีสูงถึง 89.2 มิลลิกรัม
:
เห็นไหมครับ วิตามินซีสามารถพบได้ในอาหารที่รสชาติไม่เปรี้ยว และบางชนิดให้วิตามินซีมากกว่าผลไม้รสเปรี้ยวอีกด้วย เพื่อนๆ สามารถหาอาหารเหล่านี้เป็นตัวเลือกได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4122</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661573438.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="696"><Nid>4121</Nid><title>เควซาร์ (Quasar) ต้นตระกูลของหลุมดำมวลยิ่งยวด</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61128039</source><detail>เควซาร์ (Quasar) ต้นตระกูลของหลุมดำมวลยิ่งยวด
:
ไม่นานมานี้ องค์กรนาซ่าใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลค้นพบเควซาร์สีแดงเพลิง GNz7q อายุเก่าแก่ราว 13,000 ล้านปี ซึ่งถือว่าเป็นบรรพบุรุษของวัตถุอวกาศ ก่อนจะพัฒนากลายมาเป็นหลุมดำมวลยิ่งยวดในปัจจุบัน
:
เควซาร์ (Quasar) คือหลุมดำใจกลางดาราจักรที่เปล่งแสงสว่างเจิดจ้า ส่วนเควซาร์สีแดงเพลิง GNz7q ที่เพิ่งมีการค้นพบ ถือกำเนิดขึ้นหลังเหตุการณ์บิ๊กแบงราว 750 ล้านปี เป็นช่วงเวลาที่ดาวฤกษ์และดาราจักรเกิดใหม่เพิ่งจะเริ่มก่อตัว
:
เควซาร์นี้ถือกำเนิดขึ้นจากดาราจักรชนิดดาวกระจาย ซึ่งให้กำเนิดดาวฤกษ์ใหม่ในอัตราที่สูงถึง 1,600 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ต่อปี
:
โดยสรุปแล้ว เควซาร์ GNz7q ที่กล้องฮับเบิลค้นพบในครั้งนี้ เป็นแสงที่เดินทางมาจากห้วงอวกาศลึกหรือจากช่วงเวลาในอดีตราว 13,000 ล้านปีก่อน การที่เอกภพขยายตัวด้วยอัตราเร่ง ทำให้ปัจจุบันมันอยู่ห่างไกลจากเราออกไปอีกเป็น 2 เท่า หรือราว 26,000 ล้านปีแสงนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4121</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661573358.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="697"><Nid>4120</Nid><title>ก๊าซฮีเลียมกำลังรั่วไหลจากแก่นโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60972001</source><detail>ก๊าซฮีเลียมกำลังรั่วไหลจากแก่นโลก
:
ก๊าซฮีเลียม-3 ถูกสร้างขึ้นภายหลังเหตุการณ์บิ๊กแบง พบได้ในแก่นโลกปริมาณมาก แต่ในตอนนี้ก๊าซฮีเลียม-3 กำลังรั่วไหลออกจากแก่นโลก
:
ทีมนักธรณีฟิสิกส์รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับปริมาณก๊าซฮีเลียมในแก่นโลกว่ามีปริมาณเท่าไร โดยใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ หลังพบว่าเกิดการรั่วไหลของก๊าซฮีเลียม-3 จากแนวสันเขากลางมหาสมุทร (Mid-Ocean Ridge) ราว 2 กิโลกรัมต่อปี
:
ผลคำนวณชี้ว่า ปริมาณการรั่วไหลของก๊าซฮีเลียมมีปริมาณน้อยมาก น้อยเพียงทำให้ลูกโป่งพองตัวขึ้นจนมีขนาดเท่ากับโต๊ะทำงานตัวหนึ่งเท่านั้น โดยพบว่าก๊าซฮีเลียม-3 ที่ยังจะหลงเหลืออยู่ในแก่นโลกน่าจะยังมีอยู่มากราว 10,000 ล้านกิโลกรัม - 900,000 ล้านกิโลกรัม
:
ถึงแม้ว่าผลคำนวณจากแบบจำลองคอมพิวเตอร์นี้จะไม่แม่นยำ 100% แต่ทีมผู้วิจัยจะทำการศึกษาต่อไป เพื่อที่จะใช้แนวคิดนี้นำไปตรวจสอบปริมาณของธาตุอื่นๆในแก่นโลกนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4120</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661572890.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="698"><Nid>4119</Nid><title>เทคนิคดึงความชื่นชอบไอดอล เปลี่ยนเป็นพลังในการเรียน</title><source>https://www.dek-d.com/education/58096</source><detail>เทคนิคดึงความชื่นชอบไอดอล เปลี่ยนเป็นพลังในการเรียน
:
เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคน ต้องมีศิลปินในดวงใจอย่างน้อยหนึ่งคนกันอย่างแน่นอน วันนี้จะมาแนะนำ 5 วิธีการดึงพลังความปลื้ม เปลี่ยนมาเป็นพลังในการเรียน ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย
:
1. อดทน มุ่งมั่นทำตามฝันเหมือนศิลปิน - กว่าศิลปินแต่ละคนจะได้ Debut ต้องผ่านการฝึกซ้อมมาอย่าหนักหน่วงและเป็นเวลานาน ต้องใช้ความอดทนและมุ่งมั่นสูง ลองใช้สิ่งนี้เป็นแรงบันดาลใจของเราในการเรียน ตั้งเป้าเอาไว้ว่าเราอยากเรียนคณะไหน และฝึกฝน อดทน จนกว่าจะประสบความสำเร็จ
:
2.ให้ศิลปินเป็นกำลังใจดีๆ - ปริ้นท์รูปภาพของศิลปินที่เราชอบมาแปะไว้ข้างๆ โต๊ะหนังสือ จะเพิ่มกำลังใจดีๆ ในการอ่านหนังสือได้เยอะเลยทีเดียว
:
3. แบ่งเวลาเรียน-ตามศิลปินให้เหมาะสม - แบ่งเวลาในการติดตามศิลปินและเวลาอ่านหนังสือเรียนให้ชัดเจน และเปลี่ยนการติดตามศิลปินเป็นรางวัลการอ่านหนังสือ เช่น ตั้งเป้าไว้ว่าถ้าอ่านบทนี้จบ จะพักด้วยการดูคอนเสิร์ตสั้นๆ
:
4. ลองเสพสื่อที่ชอบแบบมีสาระ - ใช้ได้ดีกับการฝึกภาษา เพราะใน Youtube หรือใน Streaming อื่นๆ สามารถเปิดซับไตเติลได้ ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ได้จากตรงนี้
:
5. จดบันทึกความรู้ที่ได้ไว้ - ต่อยอดจากข้อที่แล้ว หากเราได้ความรู้อะไรใหม่ๆ แล้วไม่จดเก็บไว้ ไม่นานก็คงลืม ให้เราจดสิ่งที่ได้เรียนรู้ เช่นคำศัพท์ใหม่ๆ
:
และนี่ก็คือเทคนิคดึงความชื่นชอบไอดอล เปลี่ยนเป็นพลังในการเรียน อีกทั้งยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ หวังว่าเพื่อนๆ จะลองนำไปใช้และพบว่ามันช่วยให้การเรียนรู้สนุกขึ้นนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4119</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661572813.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="699"><Nid>4118</Nid><title>นักโบราณคดียืนยันการใช้ระเบิดในสงครามเมื่อ 1,000 ปีก่อน</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-61271434</source><detail>นักโบราณคดียืนยันการใช้ระเบิดในสงครามเมื่อ 1,000 ปีก่อน
:
นักโบราณคดีได้รายงานผล หลังวิเคราะห์ร่องรอยของสารเคมีในภาชนะเซรามิกทรงกรวยที่ขุดพบภายในเขตกำแพงเมืองเก่าเยรูซาเลม เมื่อช่วงปี 1961-1967 ซึ่งมีการพบร่องรอยของสารระเบิด
:
หนึ่งในภาชนะเซรามิกที่ตรวจสอบพบร่องรอยของกำมะกัน ปรอท แมกนีเซียม และน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นส่วนประกอบของวัตถุระเบิดสูงผิดปกติ
:
นักโบราณคดีกล่าวว่า ชาวตะวันออกกลางในยุคโบราณใช้ภาชนะขนาดเล็กเหล่านี้บรรจุสิ่งของจำเป็นต่างๆ เพื่อพกพาติดตัว ทั้งน้ำดื่ม ยาสูบ สมุนไพร น้ำมัน และน้ำหอม แต่ก็มีบางใบที่หนาเป็นพิเศษเพื่อใช้เป็นระเบิดมือ โดยบรรจุดินปืนลงไปแล้วขว้างใส่ศัตรูในสงคราม
:
การค้นพบนี้สอดคล้องไปกับบันทึกเก่าที่เกี่ยวกับการปิดล้อมนครเยรูซาเลมในสงครามครูเสดปี 1187  มีการระบุถึงอาวุธชนิดหนึ่ง ซึ่งถูกบรรยายไว้ว่า "ซึ่งเมื่อขว้างออกไปแล้วจะทำให้เกิดแสงสว่างวาบและเสียงดังกึกก้อง"
:
แต่ระเบิดมือในครั้งนี้มีส่วนผสมทางเคมีที่แตกต่างไปจากดินปืนที่จีนเป็นผู้คิดค้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นวัตถุระเบิดโบราณที่เรียกกันว่า "ไฟกรีก" (Greek Fire) ก็เป็นได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4118</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661572736.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="700"><Nid>4117</Nid><title>5 ผักยอดนิยมที่มีทั้งประโยชน์และอันตราย</title><source>https://www.sanook.com/health/33813</source><detail>5 ผักยอดนิยมที่มีทั้งประโยชน์และอันตราย
:
เราอาจเคยได้ยินมาว่าให้กินผักเยอะๆ เพราะว่าผักมีประโยชน์ นั่นคือเรื่องจริงครับ แต่ว่ามีผักยอดนิยมของคนไทยบางชนิดที่อาจให้โทษ มีอะไรบ้าง เราไปดูกัน
:
1. แตงกวา - หากไม่ล้างเปลือกแตงกวาให้ดี จะได้รับสารพิษจากยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่ได้
:
2. กะหล่ำปลี - อาจเกิดอาการแพ้ อาเจียน ผื่นขึ้นใบหน้า และลิ้นบวม เพราะกะหล่ำปลีดิบอาจมีสารยับยั้งที่ไปขัดขวางการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์
:
3. คะน้า - ส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ และมีวิตามินเคช่วยให้เลือดแข็งตัว ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือดต้องหลีกเลี่ยง
:
4. ขึ้นฉ่าย - มีสารแมนนิทอล (Mannitol) ในปริมาณมาก ซึ่งอาจขัดขวางการดูดซึมสารอาหารของลำไส้ และทำให้เกิดความผิดปกติในทางเดินอาหาร
:
5. ผักกาด - ระวังสารพิษที่ปนเปื้อน หากมีการสะสมสารพิเศษในร่างกายก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น ทำให้มีอาการมึนงง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวก ชัก หรืออาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต
:
ถึงแม้ว่าผักจะอุดมไปด้วยวิตามินและประโยชน์ก็จริง แต่อย่าลืมว่ายาฆ่าแมลงก็เยอะไม่แพ้กัน ก่อนที่จะนำผักมาประกอบอาหาร ควรมั่นใจว่าล้างจนสะอาด และหากเรามีโรคประจำตัวที่ไม่ควรรับสารอะไรบางอย่าง ควรศึกษาให้ดีก่อนที่จะได้รับโทษมากกว่าประโยชน์จากผักเหล่านี้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4117</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661572649.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="701"><Nid>4116</Nid><title>ตรวจพบดาวหางขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเจอมา</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-61105845</source><detail>ตรวจพบดาวหางขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเจอมา
:
เมื่อ 12 ปีก่อนได้มีการค้นพบดาวหางดวงนี้มาแล้ว แต่เพิ่งมีการยืนยันขนาดด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลว่ามีขนาดใหญ่ยักษ์ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยพบเห็นมา
:
ดาวหางนี้มีชื่อว่า "เบอร์นาร์ดิเนลลี - เบิร์นสไตน์" (Bernardinelli - Bernstein) มีขนาดของนิวเคลียสหรือใจกลางที่เป็นน้ำแข็งกว้างถึง 129 กิโลเมตร ซึ่งนับว่าใหญ่กว่าความกว้างเฉลี่ยของดาวหางปกติทั่วไปถึง 50 เท่า
:
นักวิทยาศาสาตร์สามารถยืนยันขนาดของดาวหางดวงนี้ได้ด้วยวิธีสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อประมาณการขนาดของโคมา จากนั้นจึงสามารถคำนวณหาขนาดของนิวเคลียสได้
:
ดาวหางนี้มาจากกลุ่มเมฆออร์ต (Oort Cloud) ที่ขอบนอกของระบบสุริยะ โดยใช้เวลาถึง 3 ล้านปีโคจรรอบดวงอาทิตย์ให้ครบ 1 รอบเลยทีเดียว
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4116</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661572580.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="702"><Nid>4115</Nid><title>ทำไมอาหารบูดถึงมีรสเปรี้ยว?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90522</source><detail>ทำไมอาหารบูดถึงมีรสเปรี้ยว?
:
เชื่อว่าเพื่อนๆ ต้องเคยได้ลิ้มรสชาติอาหารบูดหรืออาหารเสียโดยที่ไม่รู้ตัวอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งแน่ๆ รสชาติที่ทำให้เรารู้ได้ทันทีว่าอาหารนั้นเสียแล้วคือ "รสเปรี้ยว" ที่โดดขึ้นมาจากอาหาร แต่ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ? วันนี้มาหาคำตอบกัน
:
อาหารเกิดการเน่าเสียได้จากจุลินทรีย์ 3 ชนิด ได้แก่ แบคทีเรีย รา และยีสต์ ซึ่งจุลินทรีย์บางชนิดจะนำเอาคาร์โบไฮเดรตมาเป็นอาหาร โดยปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อย และสร้างของเสียอย่างกรดแลกติกออกมา จึงทำให้อาหารนั้นมีรสเปรี้ยวได้นั่นเอง
:
แต่ใช่ว่าอาหารที่เปรี้ยวหรืออาหารเสียจะกินไม่ได้เสมอไป มีอาหารหลายชนิดที่ใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติสร้างรสเปรี้ยวของจุลินทรีย์ในอาหาร มาทำอาหารที่อร่อยออกมา เช่น ผักดอง, กิมจิ, แหนม ที่เรากินกันตามปกตินั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4115</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661572514.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="703"><Nid>4114</Nid><title>ภาวะ Post Vacation Blues หรืออาการซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว</title><source>https://www.sanook.com/health/19931</source><detail>ภาวะ Post Vacation Blues หรืออาการซึมเศร้าหลังวันหยุดยาว
:
ประเทศไทยถือว่ามีวันหยุดติดต่อกันหลายช่วงด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นวันสงกรานต์, วันปีใหม่ หรือวันหยุดติดต่อกันอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้หลายคนเกิดอาการซึมเศร้า ไม่อยากไปเรียนหรือไปทำงานหลังวันหยุดยาว วันนี้เรามาดูสาเหตุและวิธีรักษาอาการนี้กัน
:
ตามหลักจิตวิทยาระบุว่า อาการซึมเศร้าหลังวันหยุดยาวแบบนี้จะเกิดขึ้นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น หลังจากนั้นอาการซึมเศร้าเหล่านี้ก็จะหายไปเอง แต่ถ้าเราอยากให้อาการนี้หายไปเร็วขึ้น ลองมาทำวิธีเหล่านี้กัน
:
1. นับถอยหลังวันหยุดครั้งหน้าในทริปต่อไป -  หากเรามีความสุขกับการไปเที่ยวในวันหยุด ให้เราตั้งเป้าสำหรับทริปถัดไป วางแผนว่าจะไปที่ไหน ไปกี่วัน เพื่อเป็นเป้าหมายในการทำงานต่อไป
:
2. ออกกำลังกายช่วยได้ - ขณะที่เราออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอนโดรฟิน ให้เรามีความสุข ลืมความทุกข์ไปชั่วขณะ นอกจากนั้นยังทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย
:
3. ฟื้นฟูร่างกายแต่เนิ่นๆ - บางคนใช้ร่างกายอย่างหนักในช่วงวันหยุด ทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้า ให้เลือกกินอาหารจำพวกโปรตีนปราศจากไขมัน เช่น เนื้อสัตว์ ไก่ ปลา ผลไม้และผักสด จะช่วยฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาพร้อมทำงานอีกครั้ง
:
เพียงเท่านี้เราก็จะกลับมาพร้อมทำงานหลังหยุดยาวได้อีกครั้ง สำหรับหยุดยาวรอบหน้าเพื่อนๆ ที่เคยเป็นอาการซึมเศร้าหลังหยุดยาว ลองเลือกวิธีที่ชอบไปลองทำได้เลย รับรองว่าจะกลับมาพร้อมสู้งานแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4114</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661572443.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="704"><Nid>4113</Nid><title>ทำความรู้จักสายพันธุ์ต้นคล้า ไม้มงคลปลูกง่าย</title><source>https://home.kapook.com/view254172.html</source><detail>ทำความรู้จักสายพันธุ์ต้นคล้า ไม้มงคลปลูกง่าย
:
นอกจากไม้มงคลที่คุ้นหู เช่น ต้นเศรษฐีพันล้าน พลูด่าง เศรษฐีเรือนใน และอื่นๆ อีกมากมาย วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ มารู้จักสายพันธุ์ "ต้นคล้า" ไม้มงคลที่สามารถปลูกในร่มได้
:
ต้นคล้า (Catathea) เป็นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อน มีอายุหลายปี ความสูงประมาณ 1 - 4 เมตร มีทั้งลักษณะลำต้นตรงและไม้เลื้อยที่มีหัวหรือเหง้าใต้ดิน แตกใบเป็นพุ่ม ออกเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกัน
:
ทำความรู้จักหลากหลายสายพันธุ์ "ต้นคล้า"
1. คล้าหางนกยูง (Calathea Makoyana) - โดดเด่นด้วยใบลายสีเขียวเข้มหรือม่วงอมเขียวบนพื้นสีเขียวอ่อน ดูคล้ายหางนกยูง
:
2. คล้าใบตอง (Calathea Orbifolia) - ลักษณะแผ่นใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม มีติ่งเล็กน้อย ใบสีเขียวอ่อนมีลายสีเขียวเข้มเป็นริ้ว ๆ
:
3. คล้าขุนแผน (Calathea cv. Sanderiana) - โคนมน ปลายเรียวแหลม แผ่นใบสีเขียวเข้ม ใบอ่อนจะมีริ้วสีชมพูพาดขวาง
:
4. คล้าม้าลาย (Calathea zebrina (Sims) Lindl.) - ใบเป็นรูปไข่แกมรี ปลายมีติ่งเล็กๆ ขอบใบเป็นคลื่นหยักเล็กน้อย
:
5. คล้าริบบิ้น (Calathea rufibarba Fenzl) - มีใบรูปหอก เรียวยาว ปลายแหลม ขอบใบหยักคล้ายคลื่น
:
นอกจากสายพันธุ์ที่กล่าวมาก็ยังมีสายพันธุ์อื่นๆ อีก เช่น คล้าถุงเงิน, คล้ากาเหว่าลาย, คล้าหยกมณี และคล้าแตงโม
:
และสาเหตุที่ต้นไม้นี้จัดอยู่ประเภทคล้ามงคล เนื่องจากคำว่า "คล้า" หมายถึง การปกป้อง คุ้มครอง รักษา ดังนั้นเลยมีความเชื่อกันว่า หากบ้านใดปลูกก็จะช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากสิ่งอันตรายและทำให้คนในบ้านอยู่เย็นเป็นสุขนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4113</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661572371.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="705"><Nid>4112</Nid><title>วิธีแก้อาการสะอึกให้หายภายในไม่กี่นาที</title><source>https://www.sanook.com/health/8653</source><detail>วิธีแก้อาการสะอึกให้หายภายในไม่กี่นาที
:
สะอึก เป็นอาการที่พบได้ในทุกคน ตามปกติแล้วจะหายไปได้เองเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก แต่หากอยู่ในสถาณการณ์สำคัญ เช่น กำลังนำเสนองานหน้าชั้นเรียน หรืออยู่ในห้องประชุม เรามีวิธีแก้อาการสะอึกให้หายภายในไม่กี่นาทีมาฝากกัน
:
อาการสะอึกเกิดจากการที่กระเพาะอาหารเกิดการระคายเคือง เส้นประสาทจึงถูกกระตุ้นให้ทำงานผิดปกติ ส่งผลให้กะบังลมหรือกล้ามเนื้อที่กั้นกลางระหว่างช่องอกกับช่องท้อง มีการหดเกร็งเป็นจังหวะ
:
ถ้าอยากให้อาการสะอึกหายไปอย่างรวดเร็ว ลองทำตามวิธีเหล่านี้ดู
1. หายใจในถุงกระดาษ
2. เคี้ยวขนมปังแห้ง
3. ก้มตัวดื่มน้ำจากขอบแก้ว จากด้านตรงข้าม หรือด้านที่อยู่ไกลจากริมฝีปาก
4. จิบน้ำจากแก้วเร็วๆ หลายๆ อึก
5. กลืนน้ำแข็งบดละเอียด
6. ทำให้ตกใจ เช่น ตกหลังเบาๆ กะทันหัน
7. กดจุด โดยบีบตรงเนินใต้นิ้วโป้งของมืออีกข้างหนึ่ง หรือกดบริเวณร่องเหนือริมฝีปาก
8. ใช้นิ้วมืออุดหูราว 20-30 วินาที
9. จิบน้ำมะนาวสด 
:
ครั้งต่อไปที่เพื่อนๆ สะอึก ให้ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดู และอย่าลืมกลับมาบอกกันว่าลองวิธีไหนไปบ้างหรือวิธีไหนได้ผลที่สุด เพื่อแบ่งปันให้เพื่อนๆ ได้รู้กันนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-05-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4112</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661572300.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="706"><Nid>4111</Nid><title>คนตาบอดสี เรียนคณะไหนไม่ได้บ้าง?</title><source>https://www.dek-d.com/tcas/59885</source><detail>คนตาบอดสี เรียนคณะไหนไม่ได้บ้าง?
:
ใช่ว่าทุกคนจะสามารถปฏิบัติงานได้ทุกอาชีพ เพราะบางอาชีพจำเป็นต้องมีความสมบูรณ์ของร่างกาย อย่างเช่นการได้ยินหรือการมองเห็นในการปฏิบัติงาน วันนี้เราจะพาไปดูกันว่าคนที่มีอาการ "ตาบอดสี" ไม่สามารถประกอบอาชีพใดได้ รวมไปถึงไม่สามารถสมัครเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้
:
สาเหตุหลักที่คนตาบอดสีไม่สามารถเรียนในบางคณะได้ นั่นเป็นเพราะในวิชานั้นๆ มีหลักสูตรเกี่ยวกับสี ซึ่งจะต้องมีการเรียนแบบทฤษฎีและแบบปฏิบัติ ซึ่งหากมีความบกพร่องทางสายตาอาจเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาและหน้าที่การงานในอนาคตได้
:
คณะใดบ้างที่คนตาบอดสีเรียนไม่ได้?
- คณะทันตแพทยศาสตร์
- คณะแพทยศาสตร์
- คณะเภสัชศาสตร์
- คณะเทคนิคการแพทย์
- คณะวิทยาศาสตร์ (บางสาขา)
- คณะพยาบาลศาสตร์
- คณะวิศวกรรมศาสตร์ (บางสาขา)
- กลุ่มสาขาที่เกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพ
- คณะศิลปกรรมศาสตร์ (บางสาขา)
- คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ
- คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ สาขาวิชาเทคนิคการสัตวแพทย์  
- คณะสังคมศาสตร์ สาขาวิชาภูมิศาสตร์ 
- ศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ
- คณะสังคมศาสตร์  สาขาวิชาภูมิศาสตร์และภูมิสารสนเทศ 
- คณะโบราณคดี  สาขาวิชาโบราณคดี 
- คณะการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร 
- คณะสาธารณสุขศาสตร์ 
- คณะอัญมณี
:
แต่ทั้งนี้ใช่ว่าคนตาบอดสีจะไม่สามารถสมัครคณะเหล่านี้ได้เลย เพราะในบางมหาวิทยาลัยจะระบุถึงความรุนแรงอาการเอาไว้ด้วย หากอาการไม่รุนแรงก็สามารถสมัครได้ปกตินั่นเองครับ
:
ถึงแม้ว่าคนตาบอดสีบางประเภทอาจไม่สามารถประกอบอาชีพหรือเรียนในคณะเหล่านี้ได้ แต่ก็ยังมีอีกหลากหลายอาชีพที่ดีไม่แพ้กันให้เลือกได้ตามความถนัด พี่ๆ STKC ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆทุกคน ได้เรียน ได้ทำงานตามที่ฝันไว้ด้วยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4111</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661569007.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="707"><Nid>4110</Nid><title>มาชู ปิกชู ไม่ใช่ชื่อโบราณสถานบนยอดเขาสูงของเปรู</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60869035</source><detail>มาชู ปิกชู ไม่ใช่ชื่อโบราณสถานบนยอดเขาสูงของเปรู
:
มาชู ปิกชู (Machu Picchu) สิ่งที่เรารู้จักกันในฐานะหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก โบราณสถานอารยธรรมอินคาที่อยู่บนยอดเขาในประเทศเปรู แต่รู้ไหมว่า จริงๆ แล้วเราเรียกชื่อมันผิดไปเป็นร้อยๆ ปี
:
นักโบราณคดีประจำกระทรวงวัฒนธรรมของเปรูรายงานว่า มีหลักฐานจำนวนมากชี้ว่า จริงๆ แล้วโบราณสถานอันนี้ มีชื่อว่า "อวยนา ปิกชู" (Huayna Picchu) หรือ "ปิกชู" (Picchu)
:
นอกจากนี้ ในบันทึกของ ไฮรัม บิงแฮม นักสำรวจชาวอเมริกันผู้ค้นพบมาชู ปิกชู มีการระบุว่า ชาวเมืองคุซโคเล่าให้เขาฟังถึงโบราณสถานแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า อวยนา ปิกชู ก่อนที่เขาจะเดินทางไปยังสถานที่ตั้งของ อวยนา ปิกชู ในปี 1911
:
แต่เมื่อบิงแฮมไปถึง อวยนา ปิกชู ได้พบกับเกษตรกรในพื้นที่ ได้ระบุว่าโบราณสถานที่แห่งนี้มีชื่อว่า Macho Pischo บิงแฮมจึงเชื่อในถ้อยคำของเขา และบอกกับชาวโลกว่าโบราณสถานนี้มีชื่อว่า มาชู ปิกชู จนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกจนถึงทุกวันนี้
:
นอกจากนี้ ชื่อ มาชู ปิกชู ยังไม่เคยพบปรากฏอยู่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นใดเลย จึงเป็นชื่อที่ถูกเรียกผิดกันเป็นร้อยๆ ปีนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4110</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661568926.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="708"><Nid>4109</Nid><title>ไข่ดิบมีอันตราย หากชอบกินต้องระวัง</title><source>https://www.sanook.com/health/33241</source><detail>ไข่ดิบมีอันตราย หากชอบกินต้องระวัง
:
คงมีหลายคนไม่น้อยที่ชอบกินไข่ดิบ ไม่ว่าจะเป็นไข่ขาวล้วนหรือไข่แดงล้วน แต่จริงๆ แล้วไข่ดิบนั้นอันตรายกว่าที่คิด เสี่ยงติดเชื้อไม่รู้ตัว วันนี้เรามาดูเรื่องราวของไข่ดิบเพิ่มเติมกัน
:
โรคที่แฝงมาพร้อมไข่ดิบ
1. ติดเชื้อแบคทีเรียซัลโมเนลลา (Salmonella spp.) - อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ลำไส้อักเสบ อาจรุนแรงจนเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด
:
2. ภาวะขาดไบโอติน (Biotin) - โปรตีนในไข่ขาวดิบขัดขวางการดูดซึมสารไบโอติน ส่งผลต่อการมองเห็น การทำงานของระบบประสาท (แต่ด้วยคุณสมบัตินี้เอง การกินไข่ขาวดิบจึงเป็นวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น สำหรับผู้ที่กินหรือกลืนสารเคมีเข้าไปในร่างกาย เนื่องจากไข่ขาวดิบจะไปขัดขวางการดูดซึมสารต่างๆได้)
:
แต่ก็ใช่ว่าจะกินไข่ดิบไม่ได้เลยซะทีเดียว เพราะยังมีไข่ที่ผลิตมาเพื่อกินแบบดิบโดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นไข่ที่มีคุณภาพสูง และผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อโรคจนสามารถกินดิบได้โดยไม่กังวลเรื่องแบคทีเรีย 
:
แต่ถึงอย่างไรก็ดี ถึงแม้จะกินไข่ดิบคุณภาพดีแค่ไหน ก็ไม่แนะนำให้กินเป็นประจำ หรือกินในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากยังมีความเสี่ยงติดเชื้ออยู่นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4109</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661568856.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="709"><Nid>4108</Nid><title>ออร์ก (ORC) วงกลมคลื่นวิทยุประหลาด</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60876804</source><detail>ออร์ก (ORC) วงกลมคลื่นวิทยุประหลาด
:
ในอวกาศมักมีเรื่องให้เราค้นพบกันตลอด แล้วในครั้งนี้ ทีมนักดาราศาสตร์ได้พบกับวัตถุอวกาศแปลกประหลาดที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
:
ผู้ค้นพบได้ตั้งชื่อมันว่า Odd Radio Circle (ORC) หรือ ออร์ก ซึ่งหมายความว่า "วงกลมคลื่นวิทยุประหลาด" มีรูปร่างเป็นวงกลมขนาดใหญ่ แต่ดูเลือนรางเหมือนดวงวิญญาณบนท้องฟ้า
:
ใช้เวลาศึกษากว่า 2 ปีถึงจะได้รู้ว่าวงกลมปริศนาดังกล่าวนั้น เป็นคลื่นกระแทกจากการระเบิดครั้งใหญ่ภายในดาราจักรบางแห่ง จนเกิดเป็นสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่อิเล็กตรอนพลังงานสูงปลดปล่อยคลื่นวิทยุออกมา ซึ่งนักวิจัยคาดว่าคลื่นนี้ขยายตัวเองได้เรื่อยๆ และอาจใช้เวลามากถึง 1,000 ล้านปี กว่าจะขยายถึงขีดสุด 
:
แม้จะยังไม่รู้ที่มาที่แน่ชัดของออร์ก แต่ตอนนี้ผู้วิจัยทราบแล้วว่าออร์กมักจะตั้งอยู่ล้อมรอบดาราจักรที่มีหลุมดำในภาวะตื่นตัว ยังต้องทำการศึกษาต่อไปเพื่อหาคำตอบต่อไปว่า หลุมดำมวลยิ่งยวดใจกลางดาราจักรเกี่ยวข้องกับการเกิดออร์กอย่างไรนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4108</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661568786.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="710"><Nid>4107</Nid><title>พบกำแพงน้ำแข็งสูงเท่าตึก 300 ชั้น กั้นทางเข้าทวีปอเมริกา</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60891781</source><detail>พบกำแพงน้ำแข็งสูงเท่าตึก 300 ชั้น กั้นทางเข้าทวีปอเมริกา
:
ในปัจจุบันยังคงเป็นข้อถกเถียงกันว่า มนุษย์ยุคใหม่ เดินทางมาถึงทวีปอเมริกาเมื่อไรและด้วยวิธีการกันใดกันแน่
:
ล่าสุด มีการค้นพบหลักฐานชิ้นใหม่ที่ช่วยยืนยันว่า บรรพบุรุษของชนพื้นเมืองอเมริกันมาถึงทวีปอเมริกาเป็นคนแรก เมื่อราว 23,000 - 33,000 ปีก่อน โดยใช้วิธีล่องเรือเลาะมาตามชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก
:
แล้วทำไมต้องล่องเรือทั้งๆ ที่มีสะพานแผ่นดินเบริงเจียที่เชื่อมต่อไซบีเรียกับอเมริกาเหนือ? มีการตรวจสอบหลักฐานทางธรณีวิทยาจากชั้นหินของบริเวณช่องแคบแบริง พบว่า สะพานแผ่นดินเบริงเจียยังไม่ปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ก่อน 13,800 ปีที่แล้ว
:
ในช่วงเวลานั้นได้พบกำแพงน้ำแข็งที่หนาประมาณ 455-910 เมตรหรือสูงเทียบเท่าตึกราว 300 ชั้น ขวางกั้นเส้นทางอยู่ จึงเป็นเหตุผลที่สนับสนุนว่า บรรพบุรุษของชนพื้นเมืองอเมริกาไม่ได้ใช้เส้นทางนี้ในการข้ามทวีป แต่ใช้วิธีล่องเรือเลาะมาตามชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4107</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661568695.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="711"><Nid>4106</Nid><title>โควิดทำให้จีนมีฝนตกหนัก มันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร?</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60448428</source><detail>โควิดทำให้จีนมีฝนตกหนัก มันเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร?
:
ช่วงฤดูร้อนที่ประเทศจีนเมื่อปี 2020 หลายพื้นที่ต้องเจอกับเหตุน้ำท่วมรุนแรง แม่น้ำแยงซีต้องรับปริมาณน้ำฝนมากที่สุดตั้งแต่ปี 1961 ทั้งหมดนี้เป็นเพราะโควิดได้ยังไง? วันนี้มีคำตอบ
:
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า การลดลงของก๊าซเรือนกระจกและละอองลอย หรือแอโรซอล (Aerosol) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศซึ่งส่งผลทำให้ฝนตกหนักขึ้น
ละอองลอยดังกล่าวเกิดจากการกระทำของมนุษย์ อาทิ การเผาไหม้ถ่านหิน หรือจากอุตสาหกรรมต่างๆ 
:
และแน่นอนว่าเหตุผลหลักที่ทำให้โลกต้องหยุดกิจกรรมเหล่านั้นก็คือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือ COVID ที่ทำให้ต้องเกิดการ Lock Down ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงด้วย จึงส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในชั้นบรรยากาศ จนทำให้ฝนตกหนักขึ้นมากกว่าปกตินั่นเอง
:
เพื่อนๆ หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ คงสงสัยว่าถ้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นข้อดี ทำไมทุกประเทศต้องมารณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกล่ะ? 
:
ผู้วิจัยได้ให้คำตอบเอาไว้ว่า นโยบายลดการปลดปล่อยคาร์บอนจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นการค่อยๆปรับ และฟื้นฟูชั้นบรรยากาศซึ่งเป็นเรื่องที่ควรทำแล้ว ซึ่งต่างกับการ Lock Down ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบกระทันหันจึงทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4106</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661568621.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="712"><Nid>4105</Nid><title>รู้จัก รู้ใช้ สมุนไพรไล่ยุง บ้านปลอดสารเคมี</title><source>http://home.kapook.com/view214926.html</source><detail>รู้จัก รู้ใช้ สมุนไพรไล่ยุง บ้านปลอดสารเคมี
:
ถึงแม้ทุกวันนี้จะสามารถหายาฉีดยุงได้ง่ายๆ ตามร้านสะดวกซื้อ แต่อย่าลืมว่าสิ่งเหล่านั้นคือสารเคมี ที่อาจตกค้างหรือเป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงและเด็กได้ วันนี้เลยจะมานำเสนออีกทางเลือกที่ปลอดภัย ไร้สารอันตราย ด้วยสมุนไพรไล่ยุง
:
1. ตะไคร้หอม - มีน้ำมันหอมระเหยชนิด Citronella, Citronellol และ Geraniol เป็นส่วนประกอบ ช่วยไล่ยุงลายได้
:
2. มะกรูด - มีน้ำมันหอมระเหยที่สามารถจัดการได้ทั้งยุงลาย ยุงเสือ ยุงก้นปล่อง หากนำมะกรูดไว้ตามแหล่งน้ำก็จะป้องกันไม่ให้ยุงมาวางไข่ได้อีกด้วย
:
3. โหระพา - มีกลิ่นฉุน และมีน้ำมันหอมระเหยที่สามารถไล่ยุงก้นปล่องได้
:
4. สะระแหน่ - มีน้ำมันหอมระเหย เช่น P-Cymene, B-Pinene, Ocimene และ Limonene ใช้ไล่ยุงได้
:
5. มะนาว - มีน้ำมันหอมระเหยที่สามารถไล่ยุงก้นปล่องได้
:
6. ส้ม - ในผิวส้มมีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยไล่ยุงได้ เช่น  P-Cymene, B-Pinene, Ocimene, Citral และ Limonene 
:
7. ยูคาลิปตัส - มีน้ำมันหอมระเหยชนิดพิเศษที่มีสรรพคุณช่วยไล่ยุงและแมลง
:
สมุนไพรแต่ละชนิดหาไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะครับ ที่บ้านเพื่อนๆ คนไหนมียุงเยอะ ลองหาสมุนไพรเหล่านี้มาปลูกและวางไว้บริเวณที่มียุง เท่านี้ยุงก็จะลดลง ปลอดภัยไร้สารเคมีแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4105</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661568540.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="713"><Nid>4104</Nid><title>ทำไมผู้สูงอายุถึงเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าวัยรุ่น</title><source>https://www.sanook.com/health/33309</source><detail>ทำไมผู้สูงอายุถึงเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าวัยรุ่น
:
พักหลังเรามักจะได้ยินข่าวคนเป็นโรคซึมเศร้าหรือคนใกล้ตัวที่ยังเป็นวัยรุ่นเป็นโรคนี้กันบ่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่า เป็นเพราะอะไร ไปดูกันเลย
:
“ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ” เป็นการเจ็บป่วยทางจิตใจของคนวัยสูงอายุ ซึ่งเกิดจากความรู้สึกผิดหวัง สูญเสีย ส่งผลให้ผู้สูงอายุไม่มีความสุข จิตใจเศร้าหมอง รู้สึกสิ้นหวัง จนไม่อยากมีชีวิตอยู่
:
ทำไมผู้สูงอายุถึงเสี่ยงกว่าวัยรุ่น?
1. เคยทำงานทุกวันต้องมาอยู่เฉยๆ - เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่จากต้องทำงานทุกวันแต่กลับต้องมานั่งเฉยๆ ไม่ได้ทำในสิ่งที่เคยทำมาตลอด
:
2. ความเหงาที่ต้องอยู่บ้านคนเดียว - เนื่องจากช่วงกลางวัน ลูกหลานต้องออกไปเรียน-ไปทำงาน จึงทำให้ต้องอยู่บ้านคนเดียว
:
3. ความชราภาพของร่างกาย - ร่างกายจะค่อยๆ เสื่อมและถดถอยมาเรื่อยๆ หูเริ่มตึง ตาเริ่มมองไม่ค่อยเห็น มีข้อจำกัดด้านร่างกาย
:
4. บทบาทความสำคัญลดลง - จากการที่เคยเป็นคำสำคัญของครอบครัวหรือในที่ทำงาน พอต้องเกษียณมาแล้วก็จะหมดบทบาทลง
:
5. การพลัดพรากสูญเสีย - การที่ใช้ชีวิตมานาน ย่อมพบเจอการสูญเสียมาโดยตลอด จนรู้สึกว่าหมดที่พึ่งทางใจ
:
หากเพื่อนๆ คนไหนมีผู้สูงอายุอยู่ที่บ้าน ต้องหมั่นสังเกตถึงสัญญาณเตือนภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ รวมถึงทำความเข้าใจสาเหตุต่างๆ เพื่อที่จะป้องกันโรคนี้ได้อย่างทันท่วงทีนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4104</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661568464.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="714"><Nid>4103</Nid><title>ความย้อนแย้งเชิงข้อมูลของหลุมดำ (Black Hole Information Paradox)</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60718391</source><detail>ความย้อนแย้งเชิงข้อมูลของหลุมดำ (Black Hole Information Paradox)
:
หนึ่งในข้อถกเถียงที่ยังหาคำตอบได้ไม่แน่ชัดเกี่ยวกับอวกาศ คือ ข้อมูลต่างๆ ที่ตกลงไปในหลุมดำนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไปกันแน่? เรามาหาความจริงของเรื่องนี้กัน
:
ทฤษฎีของไอน์สไตน์มองว่า ทุกสิ่งที่ข้ามพ้นขอบฟ้าเหตุการณ์ของหลุมดำไป ข้อมูลนั้นได้สูญสิ้นไปตลอดกาล ซึ่งขัดแย้งกับหลักการทางกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งระบุว่าข้อมูลต่างๆ ย่อมไม่มีวันสูญหายไปโดยเด็ดขาด
:
ล่าสุดทีมนักวิจัยนานาชาติได้เข้ามาช่วยไขคำตอบในเรื่องนี้ โดยระบุว่าใช้คุณสมบัติทางเรขาคณิตของรูหนอน (Wormhole) เข้ามาช่วยคำนวณ โดยทำการคำนวณเอนโทรปีหรือค่าความปั่นป่วนในระบบ เพื่อพิสูจน์ว่าข้อมูลที่ตกลงไปในหลุมดำนั้นจะไม่สูญหาย หากมีรูหนอนที่เชื่อมระหว่างหลุมดำกับแนวการแผ่รังสีฮอว์คิง
:
การแผ่รังสีฮอว์คิงซึ่งทำให้หลุมดำค่อ ๆ ระเหยและหดตัวเล็กลงจนหมดไปนั้น นี่คือกระบวนการที่สามารถนำข้อมูลซึ่งตกลงไปในหลุมดำก่อนหน้านี้กลับคืนมาได้ โดยข้อมูลอาจถูกเข้ารหัสให้แฝงอยู่ในรังสีที่แผ่ออกมา นั่นหมายความว่าทั้งสองกฤษฎีจะไม่ขัดแย้งกันแล้ว
:
แต่ทีมผู้วิจัยก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าข้อมูลต่างๆ ถูกการแผ่รังสีฮอว์คิงนำกลับออกมาจากหลุมดำได้อย่างไร การจะไขคำตอบนี้ได้อย่างแน่ชัด คงต้องรอให้มีทฤษฎีความโน้มถ่วงควอนตัม (Quantum Gravity) ที่สมบูรณ์กว่านี้ในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4103</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661568385.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="715"><Nid>4102</Nid><title>นาซารอเวลาถึง 50 ปี เพื่อเปิดผนึกตัวอย่างจากดวงจันทร์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60727046</source><detail>นาซารอเวลาถึง 50 ปี เพื่อเปิดผนึกตัวอย่างจากดวงจันทร์
:
ถึงแม้ว่าจะมีภารกิจสำรวจดวงจันทร์เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่นาซ่าเพิ่งจะเปิดผนึกตัวอย่างที่เก็บได้จากดวงจันทร์มาตรวจสอบ เป็นเพราะอะไร ไปดูกันเลย
:
ภารกิจอะพอลโล่ (Apollo) ทั้ง 17 ครั้ง ได้นำตัวอย่างหินจากดวงจันทร์กลับมายังโลกมากมายถึง 2,197 ตัวอย่าง โดยในครั้งนี้นาซ่าเลือกเปิดหลอดทดลองหมายเลขที่ 73001 ที่ถูกเก็บเมื่อปี 1972
:
หลอดนี้ถูกตอกลงไปในพื้นผิวดวงจันทร์เพื่อเก็บตัวอย่างดินและหินขึ้นมา ซึ่งอาจจะมีก๊าซบางอย่างที่เป็นองค์ประกอบ จุดประสงค์ในการเปิดหลอดทดลองครั้งนี้คือเพื่อศึกษาวิเคราะห์แร่ธาตุที่พบบนดวงจันทร์
:
เหตุผลที่ต้องรอถึง 50 ปีกว่าจะเปิดหลอดทดลอง เพราะต้องรอคอยการพัฒนาเทคโนโลยีวิเคราะห์สารในอนาคต ซึ่งจะเหมาะสมกับการตรวจสอบที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้
:
สำหรับตัวอย่างในหลอดอื่นๆ ที่ยังไม่ได้เปิด ทีมนักวิทยาศาสตร์ของนาซาบอกว่าอาจต้องรอไปอีก 50 ปี กว่าที่จะมีการเปิดออกเพื่อศึกษาอีกครั้ง  เนื่องจากนาซ่าต้องการรอตัวอย่างจากภารกิจอาร์ทีมิส เพื่อทำการตรวจสอบไปพร้อมกันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4102</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661568296.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="716"><Nid>4101</Nid><title>Imposter Syndrome โรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ</title><source>https://www.dek-d.com/tcas/59956</source><detail>Imposter Syndrome โรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ
:
หากเพื่อนๆ เคยเกิดความรู้สึกกับตัวเองว่า เราไม่เก่ง ไม่ดีพอ ไม่ภูมิใจตัวเอง จนเกิดความรู้สึกแย่กับตัวเองอยู่บ่อยๆ แปลว่าเรากำลังเจอกับอาการ "Imposter Syndrome" โรคที่คิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ
:
Imposter Syndrome เป็นภาวะที่เรารู้สึกแย่กับตัวเอง ขาดความมั่นใจ คิดว่าตัวเองไร้ความสามารถ ไม่เก่งเหมือนคนอื่นๆ ที่อยู่รอบตัว อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุศวัย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น วัยทำงานที่อาจจะต้องย้ายสถานที่ทำงานบ่อยๆ หรือนักศึกษาจบใหม่ที่จะต้องหางานทำ
:
อาการ Imposter Syndrome สามารถแก้ได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองดังนี้
1.อย่ากลัวที่จะผิดพลาด - ให้คิดว่าทุกคนสามารถผิดพลาดได้ทั้งนั้น คนที่สำเร็จก็อาจเคยผิดพลาดมาก่อน ให้มองว่าความผิดพลาดนั้นจะทำให้เราเก่งขึ้น
:
2. ขอความช่วยเหลือบ้าง - อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเมื่อเราเกิดปัญหา หรือบางทีแค่เล่าให้คนอื่นฟังก็อาจจะมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีขึ้น
:
3. เขียนไดอารี่ - บันทึกเรื่องที่เราเจอในแต่ละวัน ถือว่าเป็นการระบายความรู้สึกที่สะสมในใจออกมา
:
4. ก้าวออกจาก Comfort Zone - ลองให้โอกาสตัวเองออกไปเจอสิ่งใหม่ เปิดใจยอมรับ และเรียนรู้จะทำให้เราได้เห็นความหลากหลายมากขึ้น
:
ไม่ผิดเลยที่เราอาจเคยมีความรู้สึกแบบนี้ เนื่องจากถูกคาดหวังจากสังคมและคนรอบข้าง แต่ควรต้องรีบหาวิธีกำจัดความคิดนี้ เพราะมันจะส่งผลไม่ดีกับชีวิตเราแน่ๆ พี่ๆ STKC เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4101</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661568222.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="717"><Nid>4100</Nid><title>พบร่องรอยการทำมัมมี่ที่เก่าแก่กว่าของชาวอียิปต์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60763384</source><detail>พบร่องรอยการทำมัมมี่ที่เก่าแก่กว่าของชาวอียิปต์
:
ถ้าพูดถึงมัมมี่ เพื่อนๆ คงคิดถึงพิธีกรรมการรักษาสภาพศพของชาวอียิปต์ แต่วันนี้เราค้นพบร่องรอยหลักฐานใหม่ เป็นมัมมี่ที่เก่าแก่กว่าของชาวอียิปต์เสียอีก
:
การค้นพบครั้งนี้พบในสุสานโบราณของหุบเขาซาดู (Sado) ทางตอนใต้ของโปรตุเกส
โดยพบเป็นรูปถ่ายครงกระดูกศพของคนโบราณ โดยแขนและขาถูกจัดให้อยู่ในมุมงอที่ไม่อาจเป็นไปได้ตามธรรมชาติ แสดงถึงการถูกมัดร่างจนแน่นก่อนนำมาฝัง
:
ดินที่อยู่รอบหลุมศพก็ไม่มีร่องรอยของการไถลเข้ามาแทนที่ว่าง ซึ่งควรจะเกิดขึ้นเมื่อศพในหลุมเน่าเปื่อยและหดตัวเล็กลง แสดงว่าศพที่ฝังอยู่นั้นถูกทำให้อยู่ในสภาพที่ไม่เน่าเปื่อยมาก่อนแล้ว
:
การทำมัมมี่จะเริ่มต้นจัดให้ศพอยู่ในท่านั่งชันเข่า โดยมีไม้ค้ำยันศพไว้ที่ด้านหลัง เพื่อปล่อยให้น้ำหนองและของเหลวไหลออกไปจนศพแห้ง ในระหว่างนั้นจะมีการใช้แถบผ้าหรือเชือกมัดศพให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ 
:
การค้นพบโครงกระดูกนี้ถือได้ว่าเป็นการทำมัมมี่ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ยิ่งกว่าการทำมัมมี่ของอียิปต์หรือของชนเผ่าโบราณในทะเลทรายอาตากามาของชิลีหลายพันปีเสียอีกครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4100</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661568124.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="718"><Nid>4099</Nid><title>เล็บก็เป็นมะเร็งได้ สัญญาณอันตรายมะเร็งเล็บดูอย่างไร</title><source>https://www.sanook.com/health/33377</source><detail>เล็บก็เป็นมะเร็งได้ สัญญาณอันตรายมะเร็งเล็บดูอย่างไร
:
นอกจากมะเร็งทั่วไปที่เรารู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งเม็ดเลือดขาว และอีกหลายมะเร็ง แต่ใครจะเชื่อว่าเล็บก็เป็นมะเร็งได้ วันนี้เรามาดูข้อมูลของมะเร็งเล็บกันเถอะ
:
มะเร็งเล็บ มีชื่อทางการว่า “มะเร็งผิวหนังเมลาโนมา” เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดร้ายแรงที่พัฒนาในเซลล์เมลาโนไซต์ที่ทำหน้าที่ในการสร้างเม็ดสีบนผิวหนัง ยังไม่สามารถหาเหตุของโรคได้อย่างแน่ชัด แต่อาจเกิดจากกรรมพันธุ์, ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ, ผิวขาวจัด หรือมีประวัติเคยถูกแดดเผา
:
สังเกตุสัญญาณมะเร็งเล็บ
1. เล็บมีรูปร่างผิดปกติ
2. มีเส้นขอบที่เล็บผิดปกติ
3. เล็บเปลี่ยนสี
4. มีไฝที่เกิดขึ้นใหม่และมีขนาดใหญ่กว่าหกมิลลิเมตร
5. เกิดอาการอื่นๆ เช่น เลือดออก หรือคัน
:
เนื่องจากมะเร็งเล็บเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่ง วิธีป้องกันจึงเหมือนมะเร็งผิวหนังทั่วไป คือ เลี่ยงการออกแดดจัดๆ โดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เช่น ครีมกันแดด, ร่ม และหมั่นสังเกตเล็บของตัวเองอย่างเสมอ หากมีสิ่งผิดปกติเกิดบริเวณผิวหนังใต้เล็บเป็นเวลานานแล้วไม่มีท่าทีดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4099</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661568009.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="719"><Nid>4098</Nid><title>ทำความรู้จักอาวุธต้องห้าม “ระเบิดสุญญากาศ”</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60582935</source><detail>ทำความรู้จักอาวุธต้องห้าม “ระเบิดสุญญากาศ”
:
เชื่อว่าเพื่อนๆ คงรู้จักระเบิดมือจากในเกมหรือในภาพยนตร์กันมาแล้วบ้าง แต่วันนี้เราจะไปรู้จัก "ระเบิดสุญญากาศ" อาวุธสงครามที่เป็นสิ่งต้องห้ามในการนำมาใช้กับพลเรือน
:
ระเบิดสุญญากาศ (Vacuum Bomb) เมื่อถูกยิงออกไปจะเกิดการระเบิดเบาๆ ครั้งแรก เพื่อปลดปล่อยละอองลอยที่เป็นวัตถุระเบิดออกมา ละอองนี้จะเข้าไปแทรกซึมตามตึก อาคาร บังเกอร์ 
:
ก่อนจะมีการจุดชนวนระเบิดครั้งที่สอง ทำให้เกิดคลื่นกระแทกรุนแรงและละอองลอยเหล่านั้นติดไฟลุกไหม้ เกิดการดูดเอาออกซิเจนรอบข้างเข้าไปจนเกิดภาวะสุญญากาศและความร้อนมหาศาล สามารถทำลายอาคารที่มีโครงสร้างที่แข็งแรงได้
:
ในอดีตเริ่มมีการใช้ระเบิดสุญญากาศกันมาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง โดยกองทัพเยอรมันเป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์ขึ้นใช้ก่อน จนกระทั่งสหรัฐฯ นำมาใช้ในสงครามเวียดนามช่วงทศวรรษ 1960
:
ที่เรานำเรื่องระเบิดสุญญากาศมานำเสนอในวันนี้เป็นเพราะ มีการให้การกับรัฐสภาสหรัฐฯ โดยระบุว่ารัสเซียได้ใช้ระเบิดสุญญากาศที่น่ากลัวนี้โจมตีพลเรือนชาวยูเครน แต่เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างแน่ชัดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4098</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661567849.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="720"><Nid>4097</Nid><title>หินอวกาศอาจมีเอี่ยว ช่วยให้โลกเย็นตัวได้รวดเร็วจนเกิดสิ่งมีชีวิต</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60687225</source><detail>หินอวกาศอาจมีเอี่ยว ช่วยให้โลกเย็นตัวได้รวดเร็วจนเกิดสิ่งมีชีวิต
:
โลกของเราเมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน ตอนที่ถือกำเนิดขึ้นเป็นลูกไฟร้อนแดงขนาดยักษ์ ร้อนเหมือนนรก แต่โลกใช้เวลาเพียง 200-300 ล้านปีก็กลายมาเป็นดาวที่มีมหาสมุทรและมีอุณหภูมิเหมาะสมต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต
:
แต่เดิมมีสมมติฐานว่า เมื่อ 4,000 ล้านปีก่อน ได้เกิดเหตุการณ์ที่ต้องสูญเสียคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศปริมาณมาก ทำให้อุณหภูมิลดลงและไอน้ำร้อนก็ควบแน่น กลายเป็นฝนที่ตกลงมาเติมเต็มมหาสมุทรบนโลก
:
แต่สมมติฐานที่ว่าก็ไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ได้ จนมีนักวิทยาศาสตร์จากญี่ปุ่นได้ลองหาคำตอบใหม่ๆ จากเรื่องนี้ โดยคาดว่ามีหินอวกาศก้อนหนึ่งพุ่งชนโลกในขณะนั้น
:
มีความเป็นไปได้สูงที่หินนี้จะมีแร่ธาตุซึ่งเรียกว่า Pyroxene เป็นส่วนประกอบที่ผสมอยู่อย่างหนาแน่น เมื่อได้สัมผัสกับแมกมาบนพื้นโลก จะทำปฏิกิริยาดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ และทำให้มีแผ่นเปลือกโลกเกิดขึ้นและแร่ธาตุต่างๆ คายน้ำออกมา จนสะสมรวมกันเป็นมหาสมุทรได้
:
ถึงแม้จะเป็นเพียงสมมุติฐาน และยังไม่มีหลักฐานใดๆ ยืนยัน แต่การค้นพบทางทฤษฎีในครั้งนี้ก็จะนำทางไปสู่การศึกษาค้นคว้าประเด็นนี้อย่างลึกซึ้งต่อไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4097</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661567713.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="721"><Nid>4096</Nid><title>เราใช้เวลาเฉลี่ย 6 จนถึง 18 เดือน ถึงจะ Move on จากแฟนเก่าได้</title><source>https://www.sanook.com/campus/1408511</source><detail>เราใช้เวลาเฉลี่ย 6 จนถึง 18 เดือน ถึงจะ Move on จากแฟนเก่าได้
:
เมื่อเรารักใครมากๆ แล้วต้องเลิกรากันไป กว่าจะ Move on ได้มันช่างแสนลำบากเสียเหลือเกิน แต่รู้ไหมครับว่า มีผลสำรวจจากกว่า 2,000 คน ว่าต้องใช้เวลาแค่ไหนกว่าจะ Move on จากแฟนเก่าได้ เราไปดูกันเลย
:
5 สัปดาห์หลังเลิก - หยุดส่องโซเชียลมีเดียของแฟนเก่า บางคนใช้เวลามากถึง 5 เดือนถึงจะหยุดส่องโซเชียลมีเดียแฟนเก่าได่

6 สัปดาห์หลังเลิก - เริ่มหยุดร้องไห้ได้

6.5 สัปดาห์หลังเลิก - ลบเบอร์แฟนเก่าออกจากเครื่อง

7 สัปดาห์หลังเลิก - นำของที่มีความทรงจำร่วมกันไปทิ้ง

7.5 สัปดาห์หลังเลิก - ลบรูปภาพจากโซเชียล หรือจากมือถือทิ้งทั้งหมด

8 สัปดาห์หลังเลิก - หยุดพูดถึงแฟนเก่า

13.5 สัปดาห์ - เริ่มเปิดใจหาคนใหม่ๆ
:
เห็นไหมครับ ไม่ใช่เราคนเดียวที่ยัง Move on จากแฟนเก่าไม่ได้สักที แต่อย่างที่เขาพูดๆกันว่า "เวลาจะเยียวทุกอย่าง" และผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังต้องใช้เวลาถึงจะสามารถก้าวต่อไปได้ คนเราทุกร้องไห้ได้ เสียได้ แต่อย่าลืมรักตัวเองกันนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4096</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661567569.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="722"><Nid>4095</Nid><title>รวมไอเดียปลูกผักสวนครัวง่ายๆ พื้นที่น้อยก็ปลูกได้</title><source>https://home.kapook.com/view237743.html</source><detail>รวมไอเดียปลูกผักสวนครัว พื้นที่น้อยก็ปลูกได้
:
ใครที่คิดอยากปลูกผักสวนครัว แต่ไม่มีพื้นที่ วันนี้เราจะพาไปดูไอเดียปลูกผักสวนครัวง่ายๆ จะมีพื้นที่น้อยๆ ก็สามารถทำได้
:
1. ปลูกผักในขวดพลาสติก
เพียงแค่ตัดขวดกึ่งกลางในแนวขวาง เจาะรู 5 - 10 รู ก็สามารถนำมาใส่ดินและวัสดุปลูกอื่นๆ เพื่อนำมาปลูกผักสวนครัวโตพอที่จะนำไปทำอาหารได้ พื้นที่เล็กแค่ไหนก็ปลูกได้
:
2. ปลูกผักบนระเบียง
นำกระถางเล็กๆ มาวางไว้ที่ระเบียงบริเวณที่มีแสงแดดส่องถึง ก็สามารถปลูกผักให้โตพอมาทำอาหารได้แล้ว
:
3. ปลูกผักในน้ำ
หากเราไม่มีพิ้นที่พอจะลงดินได้ พืชบางชนิดก็สามารถปลูกในขวดโหลโดยใช้แค่น้ำได้ เช่น ขึ้นฉ่าย ผักชี แครอต ผักฉ่อย สะระแหน่ กะหล่ำปลี ตะไคร้ ต้นกระเทียม ต้นหอม ผักบุ้ง ผักกาด และผักชีฝรั่ง
:
4. ปลูกผักในบ้าน
หากที่พักไม่มีแม้แต่ระเบียงให้แดดส่อง ให้ลองปลูกผักในร่มดู เช่น ผักชี ต้นหอม ขิง บรอกโคลี แครอต ขึ้นฉ่าย และผักกาดหอม 
:
5. ปลูกผักไม้เลื้อย
ถ้าพื้นที่น้อย ก็ปลูกผักแนวตั้งไปเลย โดยผักแนวเลื้อยพวกนี้จะเติบโตตามริมรั้ว เช่น ตำลึง บวบ ถั่วพู ถั่วฝักยาว ดอกขจร พริกไทย ฟักข้าว ฟักแม้ว มะระ และชะพลู 
:
เห็นไหมล่ะครับ ถ้าเพื่อนๆ อยากปลูกผักสวนครัวเอาไว้กินเอง แต่ไม่มีสวน ก็ไม่ใช่ปัญหา ลองนำเทคนิคพวกนี้ไปประยุกต์ใช้ดูนะครับ เชื่อว่าไม่ว่าพื้นที่จะแคบแค่ไหนก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปลูกผักพวกนี้แล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4095</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661342242.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="723"><Nid>4094</Nid><title>โควิดสายพันธุ์โอมิครอน ไม่แสดงอาการก็แพร่เชื้อได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60065835</source><detail>โควิดสายพันธุ์โอมิครอน ไม่แสดงอาการก็แพร่เชื้อได้
:
โอมิครอนแสดงให้เห็นแล้วว่าทำให้เกิดการติดเชื้อได้มากกว่าสายพันธุ์อื่นๆ โดยมีความสามารถในการหลบหลีกวัคซีน และทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำได้เพิ่มขึ้น เรามาดูกันดีกว่า ว่าตอนนี้เราได้ข้อมูลอะไรจากโควิดสายพันธุ์โอมิครอนบ้าง
:
1. ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าที่จะมีอาการโควิด สายพันธุ์โอมิครอน?
- อาการมักจะปรากฏภายใน 2-3 วันหลังจากติดเชื้อ
:
2. คนที่ติดโรคโควิดแพร่เชื้อได้นานแค่ไหน?
- ไวรัสตัวนี้สามารถแพร่ได้ภายใน 1-2 วัน ก่อนที่จะเริ่มแสดงอาการ และ 2-3 วัน ต่อจากนั้น หรือสรุปได้ว่าไวรัสนี้สามารถแพร่เชื้อได้เพียงแค่ 5 วันเท่านั้น
:
3. เมื่อหายจากโควิดแล้ว เมื่อไรจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้?
- ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ได้ระบุว่า ให้กักตัวเป็นเวลา 5 วัน หากไม่พบอาการหลัง 5 วันนี้ สามารถออกไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องสวมหน้ากากอนามัยต่ออีกอย่างน้อย 5 วัน
:
ถึงแม้ว่าจะมีข้อมูลตัวเลขทางสถิติแบบนี้ แต่ก็อย่าเพิ่งวางใจ วิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มความมั่นใจ คือ การตรวจแอนติเจน หรือที่เราติดหูว่า ATK เพื่อตรวจดูว่า คนคนนั้นยังแพร่เชื้อได้อยู่หรือไม่นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4094</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661340797.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="724"><Nid>4093</Nid><title>ไอเดียจานบิน UFO สำรวจต่างดาว ลอยเหนือพื้นได้แม้ไม่มีอากาศอยู่เลย</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59819524</source><detail>ไอเดียจานบิน UFO สำรวจต่างดาว ลอยเหนือพื้นได้แม้ไม่มีอากาศอยู่เลย
:
เพื่อนๆ คงคุ้นชินกับภาพจานบินทรงกลมต่างดาวที่สามารถล่องลอยเหนือพื้นได้อย่างอิสระ หรือที่รู้จักกันในชื่อ UFO วันนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังทำให้เป็นจริง
:
นักวิทยาศาสตร์เอ็มไอที (MIT) ได้ออกแบบยานบินสำรวจโดยใช้ใช้พลังงานจากสนามไฟฟ้า เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมาโดนตัวยานหรือสัมผัสกับพลังงานสูงจากลมสุริยะ ประจุไฟฟ้าจะช่วยยกจานบินให้ลอยขึ้นเหนือพื้นได้ 
:
ตัวยานทำจากวัสดุที่เรียกว่าไมลาร์ (Mylar) ซึ่งจะกักเก็บประจุไฟฟ้าไว้เมื่อโดนแสงอาทิตย์ ทั้งยังปล่อยลำไอออนขนาดเล็กเพื่อชาร์จพลังงานและเพิ่มประจุไฟฟ้าธรรมชาติที่พื้นผิวดาว ซึ่งจะช่วยต้านแรงโน้มถ่วงได้
:
ถึงแม้จะยังไม่ได้ผลิตจริง แต่ด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์และการทดสอบในห้องปฏิบัติการ พบว่าแนวคิดนี้มีความเป็นไปได้อยู่จริง โดยทดลองกับจานบินต้นแบบขนาดเท่าฝ่ามือที่มีน้ำหนักราว 60 กรัม สามารถสร้างพลังไฟฟ้าสถิตที่ยกจานบินให้ลอยขึ้นได้ 
:
แต่ยังคงจะต้องใช้เวลาปรับปรุงและพัฒนาต้นแบบต่อไปอีกระยะหนึ่ง เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานในสถานการณ์จริงได้มากที่สุด ซึ่งถ้าหากสำเร็จ เราอาจจะได้เห็นจานบิน ลักษณะคล้าย UFO แต่ไม่ได้เป็นของเอเลี่ยนกันแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4093</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661340528.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="725"><Nid>4092</Nid><title>หลุมดำใกล้โลกที่เคยค้นพบ แท้จริงเป็นดาวแวมไพร์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60614062</source><detail>หลุมดำใกล้โลกที่เคยค้นพบแท้จริงเป็นดาวแวมไพร์
:
เมื่อสองปีก่อนได้มีการนำเสนอเรื่องราวของการพบหลุมดำที่ใกล้โลกที่สุด ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 1,120 ปีแสง วันนี้ความจริงได้ปรากฏแล้วว่าเป็นเพียง "ดาวแวมไพร์"
:
สิ่งที่นักวิทยาศาสาตร์เคยมองว่าเป็นหลุมดำ แท้จริงแล้วเป็นเพียงระบบดาวคู่ (Binary System) แต่ไม่ได้โคจรวนรอบกันและกันแบบธรรมดา เพราะดาวฤกษ์ดวงที่ใหญ่กว่า กำลังดูดกลืนชั้นบรรยากาศของดาวดวงเล็กจนใกล้หมด เหมือนกับพฤติกรรมของผีดูดเลือดหรือ "แวมไพร์"
:
มีการตรวจสอบอีกครั้งผ่านกล้องจุลทรรศน์ โดยวัดระยะห่างของดาวทั้งสองดวง พบว่าอยู่ห่างกันเพียง 1 มิลลิพิลิปดา ซึ่งอยู่ชิดติดกันจนไม่ต้องอาศัยการถ่วงดุลจากวัตถุอวกาศอื่นใดหรือแม้กระทั่งหลุมดำอีก ดาวฤกษ์ดวงใหญ่กำลังดูดกลืนเอาชั้นบรรยากาศของดาวดวงเล็กออกมาจนใกล้หมด ซึ่งจะทำให้ดาวดวงเล็กตายลงในไม่ช้า
:
แม้ว่าการค้นพบในครั้งนี้จะน่าผิดหวัง แต่ถือว่านักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาพฤติกรรมแบบแวมไพร์ของดาวฤกษ์ ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่จะพัฒนาดาวให้มีขนาดใหญ่ขึ้นไปอีกก็เป็นได้
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-04-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4092</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661340333.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="726"><Nid>4091</Nid><title>ทานเนื้อวัว-ควายดิบ ๆ เสี่ยงโรคพยาธิตัวตืด-โรคแบคทีเรีย</title><source>https://www.princhealth.com/uncooked-meat-warning/</source><detail>เมนูเนื้อดิบ เสี่ยงโรคพยาธิ ใครไม่เคยทาน อย่าหาลอง
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ว่า การทานอาหารดิบมีความเสี่ยงพบโรคพยาธิตัวตืดวัว-ควาย เกิดจากการกินตัวอ่อนพยาธิที่เรียกว่า เม็ดสาคู ตัวอ่อนจะเจริญเป็นตัวเต็มวัยในลำไส้ รูปร่างคล้ายก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่ยาว  5 – 10 เมตร อาจยาวถึง 25 เมตร และมีลำตัวเป็นปล้องประมาณ 1,000 – 2,000 ปล้อง และปล้องสุกจะหลุดออกมา 3 – 4 ปล้องกับอุจจาระ หรือคลานออกจากทวารหนักในแต่ละวัน โดยมีอายุอยู่ในลำไส้คน ประมาณ 10 – 25 ปี

หากมีพยาธิในร่างกาย ผลที่ตามมาคืออะไร?
พยาธิจะแย่งอาหารในลำไส้ และจะทำให้เราเกิดอาการหิวบ่อย ปวดบริเวณลิ้นปี่ ไม่สบายท้อง อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน บางครั้งอาจมีอาการท้องร่วง ท้องผูก น้ำหนักตัวลดลงร่วมด้วย อีกทั้งปล้องสุกที่หลุดออกมาอาจเข้าไปในไส้ติ่ง และทำให้ไส้ติ่งอักเสบได้

นพ.วิชาญ ปาวัน ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคพยาธิ และโรคแบคทีเรียชนิดต่าง ๆ ดังนี้:

1. โรคแอนแทรกซ์ เกิดอาการในระบบทางเดินอาหาร ทำให้อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายท้องอย่างรุนแรง อาจพัฒนาไปถึงการติดเชื้อในกระแสเลือด และอาจเสียชีวิตได้
2. เชื้อซาลโมเนลลา เป็นแบคทีเรียที่มักมีการปนเปื้อนมากับอาหาร เป็นโรคระบบทางเดินอาหาร ผู้ติดเชื้อมักมีอาการอาเจียน ท้องร่วง
3. เชื้อแคมไพโลแบคเตอร์ เป็นเชื้อที่สามารถพบได้ในทางเดินอาหารของ วัว และสัตว์อื่น ๆ เชื้อนี้อาจทำให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ มีอาการท้องเสีย ปวดท้อง มีไข้ บางครั้งอาจมีอาการถ่ายเป็นเลือดร่วมด้วย
4. เชื้ออีโคไล เป็นเชื้อที่สร้างสารพิษทำให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ผู้ที่ได้รับเชื้อนี้ไปประมาณ 1 – 2 วัน จะมีอาการปวดท้อง เป็นตะคริว และมีอาการท้องร่วง บางครั้งอาจมีเลือดปน
5. เชื้อโรคพิษสุนัขบ้า หากนำเนื้อวัว-ควายที่ตายแบบไม่ทราบสาเหตุมากิน แล้วไปเจอวัวควายที่ตายจากโรคพิษสุนัขบ้า ทั้งคนแล่เนื้อ คนปรุงอาหาร และผู้ที่กินเนื้อดิบ ๆ อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
สธ.แนะ รับประทานอาหารปลอดภัย ยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด”
เลือกซื้อเนื้อวัว-ควาย ที่ผ่านการตรวจจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐานแล้วเท่านั้น
รับประทานเนื้อสัตว์ที่ผ่านการปรุงสุกอย่างทั่วถึง โดยยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” สุกด้วยความร้อน หรือผ่านการทำลายตัวอ่อนพยาธิ เช่น ฉายรังสี หรือเก็บเนื้อไว้ในตู้เย็น -20˚c เป็นเวลา 5 – 7 วันขึ้นไป
ผู้ประกอบอาหาร ต้องดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร และหลังถ่ายอุจจาระ
</detail><keywords>เนื้อหมูดิบ, พยาธิตัวตืด, แบคทีเรีย, เนื้อดิบ, พยาธิ, โรคพยาธิ</keywords><date>2022-08-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4091</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1661308526.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="727"><Nid>4087</Nid><title>6 อาการเตือน "แพ้ขนแมว" ทาสแมวควรระวัง</title><source>https://www.sanook.com/health/34993/</source><detail>อาการแพ้ขนแมว เป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก หรืออาจเพิ่งมีอาการแพ้ตอนโต เมื่อไรก็ได้ เหมือนกันอาการแพ้อาหาร แพ้อากาศ และภูมิแพ้อื่นๆ

อาการเตือน แพ้ขนแมว

1. คัน หรือบวมบริเวณเนื้อเยื่อรอบดวงตา หรือจมูก

2. ตาอักเสบ

3. มีผื่นขึ้นที่หน้า คอ หรือหน้าอกส่วนบน

4. คัดจมูก น้ำมูกไหล

5. จาม ระคายคอ

6. บางครั้งหายใจผิดปกติ

ทั้งนี้ อาการอาจแตกต่างไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการแพ้
</detail><keywords>แมว, Cat, แพ้ขนแมว</keywords><date>2022-08-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4087</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1659489519.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1659489519_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1659489519_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1659489519_2.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1659489519_3.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="728"><Nid>4064</Nid><title>ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภค กินเค็มพอดี ต้องมีไอโอดีน</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/56269-ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภค%20กินเค็มพอดี%20ต้องมีไอโอดีน.html</source><detail>การบริโภคโซเดียมไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม ต่อวัน เพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลโรค “กินเค็มพอดี ต้องมีไอโอดีน”ด้วยการรณรงค์การใช้เกลือ และผลิตภัณฑ์ปรุงรสเสริมไอโอดีนอย่างเพียงพอ บริโภคโซเดียมไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม ต่อวัน เทียบเท่ากับเกลือที่ใช้ปรุงอาหารไม่เกิน 1 ช้อนชา หรือน้ำปลาไม่เกิน 4 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งจากผลสำรวจปี 2564 พบว่า คนไทยบริโภคโซเดียมสูงถึง 3,636 มิลลิกรัมต่อวัน สูงกว่าค่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำเกือบ 2 เท่า อีกทั้งยังมีพฤติกรรมการเติมเกลือ น้ำปลา หรือซอสปรุงรสในอาหาร หรือใส่ลงบนอาหารโดยตรงเพื่อเพิ่มรสชาติ ทำให้คนไทยเสี่ยงได้รับปริมาณโซเดียมเกินกว่าความต้องการในแต่ละวัน
</detail><keywords>ไอโอดีน, เกลือ, โซเดียม, กินเค็ม</keywords><date>2022-06-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4064</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1657252413.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1657252442.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1657252442_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1657252442_1.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="729"><Nid>4061</Nid><title>อาหารช่วยบรรเทาโรคกระเพาะ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/sook/info-body-detail.php?id=186</source><detail>โรคกระเพาะ คือ ภาวะผิดปกติที่ก่อให้เกิดอาการปวดท้องบริเวณลิ้นปี่ ท้องอืดแน่น เกิดขึ้นเพราะมีแผลในกระเพาะอาหารโดยมีสาเหตุจากมาจากความผิดปกติของกรดในกระเพาะที่เพิ่มขึ้น โรคกระเพาะจัดเป็นโรคหนึ่งใน “โรคที่ไม่ใช่โรค” แต่เป็นอาการที่เกิดจากพฤติกรรมชีวิตที่ผิดๆ นั่นเอง ทั้งยังไม่สามารถรักษาให้หายด้วยยา แต่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
กล้วยน้ำว้า
ในผลกล้วยนั้นมีน้ำ แป้ง โปรตีน ไขมัน ใยอาหาร เกลือแร่วิตามิน และเอนไซม์ต่างๆ มากมาย ทั้งยังช่วยเร่งสมานแผลในกระเพาะอาหารอีกด้วย
กระเทียม
มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อได้ดีเทียบเท่ายาเพนนิซิลิน สเต็ปโตไมซิน และอีริธโธไมซิน แถมยังใช้กับแบคทีเรียดื้อยาได้อีกด้วย ฉะนั้นการกินกระเทียมสดจึงดีที่สุด
ว่านหางจระเข้
สมุนไพรยอดฮิตที่หาได้ง่าย นอกจากจะมีสรรพคุณช่วยลดอาการอักเสบแล้ว ยังมีสารไกลโคโปรตีนที่สามารถช่วยรักษาโรคกระเพาะและอาการกรดไหลย้อนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
ขมิ้นชัน
สมุนไพรไทยที่คนไทยรู้จักนำมาใช้ประโยชน์กันนานแล้ว นอกจากจะใช้ทำอาหารได้หลากหลาย ยังมีสรรพคุณบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด แน่นจุกเสียดได้ด้วย จึงนิยมนำขมิ้นมาใช้สมานแผลในกระเพาะอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ รักษาโรคกระเพาะอาหาร
</detail><keywords>อาหาร, โรคกระเพาะ, ปวดท้อง, กรดในกระเพาะ, ลำไส้</keywords><date>2022-06-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4061</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1656466886.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1656466886_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1656466886_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1656466886_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1656466886_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1656466886_4.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="730"><Nid>4050</Nid><title>10 ประโยชน์ของแซลมอน</title><source>https://salehere.co.th/articles/salmon-benefits</source><detail>10 ประโยชน์ของแซลมอน

1. มีคอลลาเจนบริสุทธิ์ ช่วยให้ผิวสวย

2. ช่วยให้อารมณ์ดี ลดความเครียด

3. ช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา 

4. โปรตีนสูง คอเรสเตอรอลต่ำ

5. ลดการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

6. ช่วยพัฒนาสมอง เสริมการจดจำ

7. ลดความเสี่ยงโรคซึมเศร้า

8. กำจัดไขมัน ไม่ได้สะสมในร่างกาย

9. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

10. พัฒนาสมองทารกในครรภ์

แหล่งที่มา : https://salehere.co.th/articles/salmon-benefits
</detail><keywords>แซลม่อน, ปลาดิบ, โปรตีนสูง, คอเรสเตอรอลต่ำ, ปลา</keywords><date>2022-06-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4050</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1655708882.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="731"><Nid>4042</Nid><title>อัมพาตหน้าครึ่งซีก โรคใกล้ตัว เกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาท ควรรีบพบแพทย์</title><source>https://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=33984</source><detail>กรมการแพทย์ โดยสถาบันประสาทวิทยา เผยเป็นอาการที่เกิดการอ่อนแรงของใบหน้าครึ่งซีก ทำให้ไม่สามารถขยับใบหน้าซีกนั้นได้ เป็นผลมาจากการอักเสบของเส้นประสาทใบหน้าหรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคเส้นประสาทใบหน้าหรือเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 อักเสบ หรือเบลล์พัลซี ( Bell’s palsy ) คือ ภาวะที่กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเกิดอัมพาตชั่วขณะ สามารถพบได้ทุกช่วงอายุ โดยมีสาเหตุมาจากเส้นประสาทบนใบหน้าที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อใบหน้าเกิดความผิดปกติ ส่งผลให้ใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก มักจะเป็นข้างใดข้างหนึ่ง หลับตาไม่สนิท มุมปากขยับได้ลดลง ดูดน้ำจากหลอดไม่ได้ มีน้ำรั่วที่มุมปาก หรือมีอาการเลิกคิ้วไม่ได้ การรับรสที่ปลายลิ้นผิดปกติ น้ำลายแห้ง น้ำตาแห้ง การได้ยินของหูข้างที่มีอาการลดลง หรือได้ยินเสียงก้อง และ มีอาการปวดบริเวณหลังใบหูร่วมด้วย บางรายเกิดจากการติดเชื้อไวรัส เช่น โรคอีสุกอีไส, เชื้อเริม, งูสวัด ที่แฝงอยู่ในปมประสาท หากร่างกายมีภูมิต้านทานต่ำลงจะทำให้เกิดโรคนี้ได้ ถือเป็นปัญหาสุขภาพ ที่เกิดขึ้นทันที และมักจะเกิดขึ้นภายใน 48 ชั่วโมง

นายแพทย์ธนินทร์ เวชชาภินันท์ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกเป็นโรคที่สามารถค่อยๆฟื้นตัวและดีขึ้นเองได้ โดยแพทย์จะวินิจฉัยจากการซักประวัติ การตรวจร่างกายเป็นสำคัญ ร่วมกับการตรวจการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ (NCS, EMG) การรักษาโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก คือ รักษาตามสาเหตุที่ทำให้โรค เช่น ให้ยาฆ่าเชื้อไวรัสกรณีที่มีการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเริม หรืองูสวัดร่วมด้วย, การให้ยาสเตียรอยด์เพื่อลดอาการอักเสบในรายที่ไม่มีการติดเชื้อ ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดใบหน้า เช่น การบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า, การกระตุ้นเส้นประสาทด้วยกระแสไฟฟ้า หรือนวดใบหน้า ช่วยลดภาวะกล้ามเนื้อตึงเกร็ง และการผ่าตัดในผู้ป่วยบางราย ในผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ควรปิดตาข้างที่มีอาการ หรือ ใส่แว่นกันแดด ร่วมกับใช้น้ำตาเทียม และปิดตาเวลานอนเพื่อลดอาการเคืองตา ตาแดง หรือมีแผลที่แก้วตา อย่างไรก็ตามเมื่อผู้ป่วยมีอาการใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการ เพราะผลของการรักษาจะได้ผลดีถ้าได้เริ่มรักษาได้เร็ว
</detail><keywords>อัมพาตหน้าครึ่งซีก, เส้นประสาท, เบลล์พัลซี</keywords><date>2022-06-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4042</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1655190580.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1655190580_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1655190580_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1655190580_2.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1655190580_3.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1655190580_4.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="732"><Nid>4028</Nid><title>รู้ทัน "กัญชาเสรี" โดยไม่ผิดกฏหมาย</title><source>https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2413070</source><detail>9 มิ.ย.นี้ กัญชาจะถูกกฎหมาย หลังปลดล็อกจากยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 แต่การนำไปแปรรูป ยังมีข้อกำหนด ต้องขออนุญาตจากองค์การอาหารและยา (อย.) เช่นเดียวกับกัญชาเชิงพาณิชย์ ยังมีกรอบและเงื่อนไข ต้องทำความเข้าใจ เพราะหลังจากนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบ เตรียมออกกฎหมายมาเพิ่มเติม เป็นประเด็นต้องรู้ ก่อนปลูก และใช้กัญชาอย่างเหมาะสม

 

กัญชาใช้ได้ ภายในกรอบกำหนด

- กัญชาปลูกตามบ้านเรือนประชาชน สามารถนำไปปรุงอาหารได้ทุกส่วน แต่ผู้ปลูกต้องขึ้นทะเบียนกับ อย. ผ่านแอปพลิเคชัน "ปลูกกัญ" ตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2565
- กรณีนำไปสกัดให้ได้สาร THC หรือ Tetrahydrocannabinol ต้องขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด โดยจะต้องมีปริมาณไม่เกิน 0.2%
- การขายเมล็ดพันธุ์ และกิ่งพันธุ์กัญชา ต้องขออนุญาต ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
- การสกัดแคนนาบิไดออล (CBD) จากเปลือก ลำต้น กิ่งก้าน รากและใบ นำไปประกอบอาหาร ต้องขึ้นทะเบียนตำรับอาหาร หรือขออนุญาตใช้ฉลากอาหาร ตามระเบียบของ อย.
- เจ้าพนักงานท้องถิ่น สามารถระงับเหตุและตรวจสอบได้ตามกฎหมาย หากการสูบกัญชาในพื้นที่สาธารณะ ก่อให้เกิดความรำคาญจากกลิ่นหรือควัน
- หากฝ่าฝืนสร้างความรำคาญ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 25,000 บาทถ้วน หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
</detail><keywords>กัญชา, ปลดล็อคกัญชา, marijuana, กัญชงกัญชา</keywords><date>2022-06-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4028</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1654829153.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1654829153_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1654829153_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1654829153_2.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1654829153_3.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1654829153_4.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1654829153_5.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="733"><Nid>4008</Nid><title>รู้จัก ฝีดาษลิง</title><source>https://www.matichon.co.th/local/news_3356078</source><detail>ฝีดาษลิง เกิดจากไวรัสกลุ่ม Poxviridae จัดอยู่ในจีนัส Orthopoxvirus เช่นเดียวกับไวรัสอีกหลายชนิด ได้แก่ ไวรัสที่ทำให้เกิดฝีดาษในคนหรือไข้ทรพิษ (variola virus) ไวรัสที่นำมาผลิตวัคซีนป้องกันฝีดาษในคน (vaccinia virus) และฝีดาษวัว (cowpox virus)

เชื้อไวรัสฝีดาษลิงพบได้ในสัตว์หลายชนิด โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลลิงและสัตว์ฟันแทะ เช่น กระรอก หนูป่า เป็นต้น รวมทั้งคนก็สามารถติดโรคได้

คนสามารถติดโรคจากการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือจากการถูกสัตว์ที่มีเชื้อกัดข่วน การประกอบอาหารจากเนื้อสัตว์ป่า หรือกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ หรืออาจติดทางอ้อมจากการสัมผัสที่นอนของสัตว์ป่วย

การแพร่เชื้อจากคนสู่คนแม้มีโอกาสน้อย แต่อาจเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยผ่านทางสารคัดหลั่งจากทางเดินหายใจ ผิวหนังที่เป็นตุ่ม หรืออุปกรณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อ

เมื่อคนรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 7-14 วัน อาจนานถึง 21 วัน โดยอาการเริ่มแรกจะมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต หนาวสั่น อ่อนเพลีย จากนั้นประมาณ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้นบริเวณแขนขา และอาจจะเกิดบนหน้าและลำตัวได้ด้วย ผื่นจะกลายเป็นตุ่มหนอง

ในระยะสุดท้ายตุ่มหนองจะเป็นสะเก็ดแล้วหลุดออกมา อาการป่วยจะประมาณ 2-4 สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรคเองได้ โดยอาการรุนแรงมักพบในกลุ่มเด็ก ซึ่งในประเทศแอฟริกาพบอัตราการเสียชีวิตประมาณร้อยละ 10

 



แนวทางป้องกัน

1.หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับเลือด สารคัดหลั่ง หรือตุ่มหนองของสัตว์ที่ติดเชื้อหรือสัตว์ป่า
2.หลีกเลี่ยงการกินเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุกไม่เพียงพอ
3.หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำหรือเจลแอลกอฮอล์เมื่อสัมผัสกับสัตว์หรือคนที่ติดเชื้อ หรือเดินทางเข้าไปในป่า
4.ไม่นำสัตว์ป่ามาเลี้ยงหรือนำเข้าสัตว์จากต่างประเทศโดยไม่มีการคัดกรองโรค
5.กรณีมีการเดินทางกลับจากประเทศที่เป็นเขตติดโรค ต้องทำการคัดกรองและเฝ้าระวังอาการจนครบ 21 วัน

หากมีอาการเจ็บป่วยให้รีบไปพบแพทย์ทันที และทำการแยกกักเพื่อมิให้ผู้ป่วยมีการแพร่กระจายเชื้อ

ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค พบว่ายังไม่มีการรักษาโรคฝีดาษลิงที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถควบคุมการระบาดได้ด้วย การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้ทรพิษ ซึ่งสามารถป้องกันโรคฝีดาษลิงได้ 85% โดยก่อนหน้าที่จะกวาดล้างไข้ทรพิษได้นั้นมีการฉีดวัคซีนหรือที่เรียกกันว่าการปลูกฝี ซึ่งจะช่วยป้องกันทั้งสองโรคนี้ได้

 

 
</detail><keywords>ฝีดาษลิง, ไวรัส, ลิง, สารคัดหลั่ง, สัตว์ป่า, โรค, วัคซีน</keywords><date>2022-05-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4008</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1653367182.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="734"><Nid>4002</Nid><title>เด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องนั่งคาร์ซีท</title><source>https://www.tnnthailand.com/news/social/113188/</source><detail>วันที่ 8 พ.ค. ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พ.ร.บ.จราจรทางบก (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2565 เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2565 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก โดยมาตรา 7 ให้ยกเลิกความในมาตรา 123 แห่งพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน อาทิ คนโดยสารที่นั่งแถวตอนหน้าและที่นั่งแถวตอนอื่น ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งตลอดเวลาในขณะโดยสารรถยนต์ คนโดยสารที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี ต้องจัดให้นั่งในที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็กหรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็กเพื่อป้องกันอันตราย หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

คนโดยสารที่มีความสูงไม่เกิน 135 เซนติเมตร ต้องรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่ง หรือมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะนั่งแถวตอนใด ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือคนโดยสารมีเหตุผลทางสุขภาพอันไม่สามารถรัดร่างกายด้วยเข็มขัดนิรภัยไว้กับที่นั่งได้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง แต่บุคคลนั้นต้องมีวิธีการป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ

ทั้งนี้มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท โดยพ.ร.บ.นี้มีผลใช้บังคับในอีก 120 วันนับแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
</detail><keywords>คาร์ซีท, carseat, เด็กอายุต่ำกว่า6ขวบ</keywords><date>2022-05-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/4002</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1653355846.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="735"><Nid>3995</Nid><title>กินปัสสาวะ อุจจาระ อันตรายต่อร่างกายอย่างไรบ้าง?</title><source>https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=31861</source><detail>หมอเตือน "อึ-ฉี่-ขี้ไคล" มีเชื้อโรค ไม่ควรกินตามลัทธิประหลาด ย้ำเป็นของเสียไม่ควรกินจ่อ จิตแพทย์ชี้เข้าข่ายงมงาย ต้องสลายกลุ่มช่วยสลายความเชื่อ แนะนำเข้ามาบำบัดรักษา

เมื่อวันที่ 9 พ.ค. นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีลัทธิประหลาดให้กินปัสสาวะ อุจจาระ ขี้ไคล เพื่อรักษาโรค ว่า ขอตอบในหลักวิทยาศาสตร์ว่า ปกติในอุจจาระปัสสาวะของคนเราเป็นของเสียที่ถูกขับออกมา ซึ่งในอุจจาระมีเชื้อโรค แบคทีเรีย พยาธิ และเชื้อรา ส่วนปัสสาวะแม้จะผ่านการกรองจากร่างกาย แต่ก็ไม่สมควรดื่มอยู่ดี ปกติคนที่มีโรคหรือมีการติดเชื้อทางเดินทางอาหาร การรับประทานอุจจาระก็จะได้รับเชื้อโรคจากอุจจาระได้ สำหรับคนที่รับประทานทั้งอุจจาระ ปัสสาวะ เสมหะ หรือหนองเข้าไปแล้วรู้ผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อรับการตรวจ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่สมควรบริโภค

ด้าน นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ระบุสิ่งปฎิกูลในร่างกายไม่ว่าจะถูกขับออกมาทางไหนล้วนมีเชื้อโรค แต่ปัสสาวะ ตามหลักถ้าคนที่ไม่ได้เป็นโรคอะไร ปัสสาวะนั้นไม่มีเชื้อโรค แต่ก็ไม่แนะนำให้มีการดื่มปัสสาวะอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่ร่างกายขับสารของเสียที่เกินความจำเป็นของร่างกายออกมา ยิ่งคนที่มีโรคประจำตัว ปัสสาวะอาจจะมีเชื้อโรค เช่น โรคทางเพศสัมพันธ์ หนองใน ในปัสสาวะก็อาจจะมีหนองออกมาด้วย ถ้าหากทิ้งปัสสาวะไว้ในอุณหภูมิห้อง ก็จะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตในปัสสาวะ สำหรับแพทย์แผนไทย ก็ไม่ได้มีแนวทางในการดื่มปัสสาวะตัวเองเพื่อรักษาโรค

ส่วนการกินสิ่งปฏิกูลอื่นๆ เช่น อุจจาระ ขี้ไคล มีเชื้อโรคจำนวนมากปนอยู่แล้ว ไม่ควรนำมากิน การที่ลำไส้ใหญ่ได้รับเชื้อโรคจากสิ่งปฏิกูลเหล่านี้ ย่อมส่งผลต่อร่างกาย เช่น ท้องเสีย โรคติดต่อทางเดินอาหาร ขณะเดียวกัน บนผิวหนังร่างกายของคนเรามีเชื้อโรคอยู่แล้ว เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา กลากเกลื้อน และยิ่งมีการบริโภคทางร่างกาย เท่ากับรับเชื้อโรคเหล่านี้เข้าไป ยิ่งไปกว่านั้น หากในช่องปากของเราเกิดมีแผล อาจจะทำให้เกิดอันตรายเพิ่มขึ้นไปอีก
</detail><keywords>พระบิดา, กินฉี่, เชื้อโรค, อุจจาระ, ปัสสาวะ, แบคทีเรีย, เชื้อโรคจากอุจจาระ</keywords><date>2022-05-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3995</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1652841753.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ชีวภาพ</category></row>
<row _id="736"><Nid>3989</Nid><title>ผัก 5 ชนิด ไม่ควรกินดิบ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต จริงหรือ?</title><source>https://www.antifakenewscenter.com/ผลิตภัณฑ์สุขภาพ/ผัก-5-ชนิด-ไม่ควรกินดิบ-เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต-จริงหรือ/</source><detail>หน่อไม้ มันฝรั่ง และมันสำปะหลัง

ผักเหล่านี้ห้ามรับประทานดิบเด็ดขาด เนื่องจากมีสารไซยาไนด์ ซึ่งหากบริโภคในปริมาณมากสารนี้จะไปจับเม็ดเลือดแดงทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน หมดสติ และอาจถึงตายได้ ดังนั้นควรนำไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 10 นาทีก่อนเพื่อลดปริมาณสารดังกล่าว หรือนำไปปอกเปลือก และทำให้สุกด้วยความร้อน เช่น ปิ้ง อบ ก่อนนำมาบริโภค

ถั่วงอก

เนื่องจากการเจริญเติบโตของถั่วงอกต้องอาศัยความชื้นในการเจริญเติบโต จึงมีความเสี่ยงสูงจะปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย

ถั่วฝักยาว

เพราะอาจทำให้ท้องอืด โดยเฉพาะในคนที่มีปัญหาเรื่องการย่อย และกลุ่มผู้สูงอายุ รวมทั้งมีโอกาสในการปนเปื้อนยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการเพาะปลูกสูง หากจะรับประทานต้องล้าง และแช่น้ำทิ้งไว้อย่างน้อย 5-10 นาที เพื่อลดปริมาณสารเคมีที่ปนเปื้อน

กะหล่ำปลี

กะหล่ำปลีดิบไม่ควรรับประทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่มีภาวะการทำงานของต่อมไทรอยด์ที่ต่ำกว่าปกติ (Hypothyroidism) เนื่องจากในกะหล่ำปลีมีสารที่ชื่อว่า กอยโตรเจน (Goitrogen) โดยสารนี้จะไปยับยั้งการนำไอโอดีนไปใช้ในการสังเคราะห์ไทรอยด์ฮอร์โมน ทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานได้ลดลงไปอีก ซึ่งกอยโตรเจน (Goitrogen) สามารถถูกทำลายโดยการผ่านความร้อนได้

ผักโขม

ผู้ที่มีภาวะการขาดธาตุเหล็ก และแคลเซียม ไม่ควรรับประทานตอนดิบ เนื่องจากผักโขมจะมีกรดออกซาลิก (Oxalic Acid) ซึ่งจะไปยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็ก และแคลเซียมจากอาหาร
</detail><keywords>ผักดิบ, ผักที่ไม่ควรกินดิบ</keywords><date>2022-05-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3989</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1652167830.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1652167830_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1652167830_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1652167830_2.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1652167830_3.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1652167830_4.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1652167830_5.jpg</img_link><category>เคมีอินทรีย์</category></row>
<row _id="737"><Nid>3980</Nid><title>กินข้าวเหนียวมะม่วง ยังไงให้ไม่อ้วน</title><source>https://www.sanook.com/health/33617/</source><detail>กินข้าวเหนียวมะม่วง ยังไงให้ไม่อ้วน

1.กินในปริมาณที่เหมาะสม
ข้าวเหนียวมะม่วงเป็นอาหารหวานที่ให้พลังงานสูง ดังนั้นหากคิดจะกินคนเดียว 1 จาน ควรกินในปริมาณพอเหมาะ 4-5 คำหลังมื้ออาหาร หรือกินแทนข้าวมื้อนั้นทั้งมื้อไปเลย

2.เลือกกินมะม่วงมากกว่าข้าวเหนียว
ปริมาณที่เหมาะสมที่สามารถกินข้าวเหนียวมะม่วงได้โดยไม่อ้วน คือเลือกกินมะม่วงไม่เกินครึ่งลูกกลาง หรือ 1 ลูกเล็กเท่านั้น และควรเลือกกินมะม่วงมากกว่าข้าวเหนียว กินข้าวเหนียวให้น้อยที่สุด เพราะมะม่วงให้พลังงานน้อยกว่าข้าวเหนียว

3.เลือกข้าวเหนียวดำมากกว่าข้าวเหนียวขาว
เป็นที่ทราบกันดีว่าข้าวดำคือข้าวที่ยังไม่ขัดสี จึงเต็มไปด้วยกากใยอาหารและสารอาหารที่ดีต่อร่างกายมากมาย ดังนั้นหากเลือกประเภทของข้าวเหนียวได้ ควรเลือกกินเป็นข้าวเหนียวดำมากกว่าข้าวเหนียวขาว

4.ลดกะทิ
กะทิ กว่า 93% เป็นไขมันอิ่มตัว การรับประทานกะทิมากๆ อาจเพิ่มความเสี่ยงไขมันอุดตันหลอดเลือด รวมถึงอ้วนขึ้นได้ ดังนั้นควรรับประทานแต่พอเหมาะ หรือหากลด/เลี่ยงได้ก็ควร

5.ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว ควรระวัง
ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวกับภาวะน้ำตาล ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน ควรระมัดระวังในการรับประทาน ไม่รับประทานข้าวเหนียวมะม่วงมากเกินไป หรือบ่อยจนเกินไป สำหรับคนที่มีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี ไม่ควรกินมากกว่า 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ อาจเสี่ยงน้ำหนักขึ้นได้

นอกจากนี้ สำหรับการกินมะม่วง จริงๆ แล้วมะม่วงดิบจะมีปริมาณน้ำตาลน้อยกว่ามะม่วงสุก แต่มะม่วงดิบก็มีแป้งที่ทำให้อ้วนหากกินในปริมาณมากด้วยเช่นกัน และไม่ควรกินมะม่วงกับพริกเกลือหรือเครื่องจิ้มต่างๆ เพราะมีน้ำตาลสูงด้วย

หลังกินข้าวเหนียวมะม่วง รวมถึงอาหารพลังงานสูงหลายๆ เมนู ควรออกกำลังกายและควบคุมพลังงานในมื้ออาหารถัดไปให้สมดุล เพื่อไม่ให้ในวันนั้นๆ ได้รับพลังงานจากอาหารมากเกินจำเป็น ลดความเสี่ยงโรคและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวได้</detail><keywords>ข้าวเหนียวมะม่วง, มะม่วง, อ้วน, อาหาร, ผลไม้</keywords><date>2022-04-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3980</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1650345580.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1650345580_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1650345580_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1650345580_2.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1650345580_3.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1650345580_4.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1650345580_5.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="738"><Nid>3974</Nid><title>โรคผมร่วงเป็นหย่อม</title><source>https://www.si.mahidol.ac.th/siriraj_online/thai_version/Health_detail.asp?id=1301</source><detail>อะไรคือโรคผมร่วงเป็นหย่อม?

            โรคผมร่วงเป็นหย่อม เป็นสาเหตุที่พบบ่อยของอาการผมร่วงเป็นหย่อมอย่างเฉียบพลัน บางครั้งอาจเกิดขึ้นกับเส้นขนในบริเวณอื่นของร่างกายได้ เช่น คิ้ว หนวด โรคนี้เกิดจากการอักเสบภายใต้หนังศีรษะ การอักเสบนี้ไม่ได้ทำลายรูขุมขนอย่างถาวร ดังนั้นหลังโรคสงบลง ผมหรือเส้นขนจะสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ โรคนี้สามารถแบ่งตามตำแหน่งและความรุนแรง ได้ดังนี้

        Alopecia areata (AA) : มีผมร่วงเป็นหย่อมๆ ที่ศีรษะ หรืออาจมีหย่อมขนร่วงที่คิ้ว หนวดขนบริเวณใบหน้าหรือลำตัว

        Alopecia totalis (AT) : ผมที่ศีรษะร่วงทั้งหมด

        Alopecia universalis (AU) : ผมที่ศีรษะ และขนที่ตัว เช่น ขนรักแร้ ขนหัวหน่าว ร่วงทั้งหมด

          โรคนี้ไม่ทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่มีผลกระทบต่อความสวยงามค่อนข้างมาก จึงอาจทำให้มีผลกระทบทางด้านจิตใจได้ โดยเฉพาะใน alopecia universalis ซึ่งมีความรุนแรงของโรคมากที่สุด และมักตอบสนองต่อการรักษาต่างๆ น้อยที่สุด

 

ใครบ้างที่จะเป็นโรคนี้ ?

            เกิดได้ทั้งในเพศชาย และเพศหญิงเท่าๆ กัน อายุเฉลี่ยคือประมาณ 30 ปี แต่อย่างไรก็ตาม โรคนี้สามารถเกิดขึ้นที่ช่วงอายุใดก็ได้ อุบัติการณ์ที่เกิด เฉลี่ยคือ 1 ใน 1000 คน หรือ ประมาณ 2%

 

อะไรคือลักษณะทางคลินิกของโรคนี้ ?
          ผู้ป่วยจะมีผมร่วงเป็นหย่อม ลักษณะกลม ขอบเขตชัดเจน อาจเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่ง โดยมากมักเกิดภายในระยะเวลาไม่กี่สัปดาห์ ผู้ป่วยส่วนมากจะไม่มีอาการใดๆ แต่อาจมีอาการคันหรือแสบนำมาก่อนในบริเวณที่จะเกิดโรค โรคนี้มักเกิดที่บริเวณศีรษะ แต่สามารถเกิดที่ตำแหน่งอื่นๆ ในร่างกายที่มีขนได้ (ขนคิ้ว ขนตา หนวด ขนรักแร้ หรือ ขนหัวหน่าว) อาจพบผมหักเป็นตอสั้นๆ ติดหนังศีรษะได้ในบริเวณขอบของรอยโรคที่กำลังจะขยาย เนื่องจากเส้นผมที่สร้างขึ้นใหม่เปราะและผิดปกติ โรคนี้อาจเกิดแบบเฉียบพลันหรือค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ ผู้ป่วยบางคนอาจมีความผิดปกติของเล็บร่วมด้วย โดยอาการที่เล็บอาจเกิดนำมาก่อน เกิดพร้อมกัน หรือเกิดภายหลังจากภาวะผมร่วงได้ ความผิดปกติของเล็บที่พบได้บ่อยที่สุด คือ การพบหลุมเล็กๆ บนผิวของแผ่นเล็บ
 

อะไรคือสาเหตุของโรคผมร่วงเป็นหย่อม ?
            โรคนี้ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ทราบเพียงแต่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายที่ทำงานผิดปกติมาทำลายรูขุมขน อย่างไรก็ตาม หากโรคสงบลงแล้วรูขุมขนยังสามารถกลับมาสร้างเส้นขนได้ใหม่ตามปกติ โรคที่อาจพบร่วมร่วมกับโรคผมร่วงหย่อมได้ คือ ต่อมไทรอยด์อักเสบ ด่างขาว หรือกลุ่มโรคภูมิแพ้

         ร้อยละ 20 ของผู้ป่วยผมร่วงหย่อม จะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรม อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคนี้ได้ ญาติสายตรงที่มีบุคคลในบ้านเป็นโรคนี้อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคนี้มากขึ้นเล็กน้อย
 

 โรคนี้วินิจฉัยได้อย่างไร ?
          แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคผมร่วงหย่อมได้ โดยการตรวจลักษณะของผมร่วง ผู้ป่วยบางรายที่มีลักษณะของรอยโรคไม่ชัดเจน หรือ สงสัยภาวะอื่นร่วมด้วย แพทย์จะขอตัดชิ้นเนื้อบริเวณรอยโรค เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา ซึ่งจะช่วยยืนยันการวินิจฉัยโรคได้
</detail><keywords>ผมร่วง, ผมร่วงเป็นหย่อม, โรคผิวหนัง</keywords><date>2022-04-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3974</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1648794742.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="739"><Nid>3967</Nid><title>โรคไหลตาย ความตายที่คนตายไม่รู้ตัว</title><source>https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/infographic/โรคไหลตาย-ความตายที่คนต/</source><detail>โรคไหลตาย เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมของการนำเกลือแร่โซเดียมเข้าออกเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรงและเสียชีวิตกะทันหันได้

ปัจจัยส่งเสริมทำให้ผู้ป่วยมีพันธุกรรมโรคไหลตายเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรงและอาจทำให้เสียชีวิต
- การเป็นไข้สูง
- การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- การใช้ยานอนหลับ
- การขาดแร่ธาตุโพแทสเซียม

การรักษาโรค
- ลดและเลี่ยงปัจจัยส่งเสริมที่กล่าวมาด้านบน เช่น ถ้ามีไข้สูง ควรใช้ยาลดไข้ ลดและเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เป็นต้น
- การฝังเครื่องกระตุกหัวใจเข้าไปในร่างกาย

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
- จับผู้ป่วยนอนราบ ระหว่างรอรถพยาบาล
- ประเมินผู้ป่วย หากไม่หายใจหรือชีพจรที่คอไม่เต้น ให้กดหน้าอกยุบลงราว 5 นิ้ว แล้วปล่อยให้คลายตัวเป็นชุดในความถี่ราว 100 ครั้ง/นาที จนผู้ป่วยรู้ตัว
- ไม่ควรงัดปากคนไข้ด้วยของแข็ง เพราะอาจเป็นอันตรายและระลึกเสมอว่าคนที่เป็นโรคไหลตายอาจจะมีโรคอื่นของสมอง เช่น ลมชัก โรคหัวใจที่อาจเป็นต้นเหตุให้หมดสติได้เช่นกัน</detail><keywords>โรคไหลตาย, พันธุกรรม, หัวใจ, เสียชีวิต, โรค</keywords><date>2022-03-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3967</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1648094715.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="740"><Nid>3966</Nid><title>3 อาหารเช้ายอดฮิตของคนไทย อร่อยแต่อาจเสี่ยงภัยโดยไม่รู้ตัว</title><source>https://www.sanook.com/health/32905</source><detail>3 อาหารเช้ายอดฮิตของคนไทย อร่อยแต่อาจเสี่ยงภัยโดยไม่รู้ตัว
:
ด้วยความเร่งรีบในตอนเช้า ไม่ว่าจะเป็นก่อนไปโรงเรียนหรือก่อนไปทำงาน เรามักหาอาหารเช้าง่ายๆ มารับประทาน วันนี้เราจะพาไปดูอาหารเช้าที่เสี่ยงภัยแบบไม่รู้ตัว จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
ซีเรียล - เป็นอาหารที่ผ่านกระบวนการเยอะๆ โดยเฉพาะซีเรียลเคลือบน้ำตาล ถ้ากินเข้าไปบ่อยๆ ร่างกายอาจเกิดภาวะดื้ออินซูลินจนอาจเกิดภาวะเบาหวาน ไปจนถึงไตเสื่อมตามมาได้
:
ขนมปังขาว - มีการขัดสี กากใยอาหารน้อย และยิ่งกินควบคู่ไปกับเนย น้ำตาล นมข้นหวาน หรือแยม สามารถกระตุ้นอินซูลินจนร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลินได้ เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน รวมไปถึงโรคอ้วนด้วย
:
ขนมเบเกอรี่ - โดยเฉพาะ แพนเค้ก วาฟเฟิล ครัวซองต์ มีส่วนผสมหลายอย่างเช่น แป้ง ครีมเทียม (บางชนิด) เนย น้ำตาล ทำให้เกิดภาวะดื้ออินซูลินจนเป็นเหตุของโรคเบาหวานและไตเสื่อมได้ด้วยเหมือนกัน
:
แต่ไม่ต้องกังวลไปนะครับ อาหารเช้าพวกนี้ยังคงกินได้ปกติ แต่ให้สลับหมุนเวียนไปกินอาหารประเภทอื่นบ้าง และที่สำคัญ อาหารเช้าเหล่านั้นต้องมีอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วนนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3966</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1648051596.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="741"><Nid>3965</Nid><title>เครื่องจับเท็จ ประวัติศาสตร์และการพัฒนาตั้งแต่อดีต</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60202720</source><detail>เครื่องจับเท็จ ประวัติศาสตร์และการพัฒนาตั้งแต่อดีต
:
เรื่องโกหกกับมนุษย์เป็นสิ่งที่ขาดกันไม่ได้ ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ต้องมีการโกหก และเครื่องจับเท็จหรือเครื่องจับโกหกก็เป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาตลอด วันนี้เราจะพาไปดูพัฒนาการของเครื่องจับเท็จกัน
:
เครื่องจับโกหกช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตกาลในจีน - ใช้วิธีอมเมล็ดข้าวไว้ในปาก
เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ถ้าข้าวยังแห้งอยู่ แสดงว่าผู้นั้นโกหก เพราะเมื่อคนโกหกจะหวาดกลัวและประหม่า ส่งผลให้ปากแห้ง
:
เครื่องจับเท็จแอนะล็อก ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 - ติดอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณไว้ที่นิ้วมือ แขน และลำตัว จากนั้นเครื่องจะวัดอัตราการหายใจ ชีพจร ความดันโลหิต และเหงื่อ และขีดเส้นลงบนกระดาษแผ่นยาวที่ขยับไปมา
:
เครื่องจับเท็จยุคไฮเทค Eye Detection - มุ่งเน้นไปที่การเคลื่อนไหวของลูกตาโดยอัตโนมัติเพื่อตรวจจับการโกหก ทราบผลภายในเวลา 5 นาที มีความแม่นยำสูงถึง 86-88%
:
ประโยชน์ของเครื่องจับเท็จไม่ได้ใช้ไว้เพื่อให้ตำรวจไขปริศนาเท่านั้น ทางการและบริษัทต่างๆ ก็สามารถใช้เพื่อคัดกรองหาข้อมูล รวมถึงอาชญากรรมในอดีต การใช้ยาเสพติดในอดีตและปัจจุบัน การกระทำผิดวินัยต่างๆ ที่ไม่มีการรายงาน การโกหกในการสมัครงาน การเกี่ยวข้องกับผู้ก่อการร้ายได้อีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3965</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1648051558.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="742"><Nid>3964</Nid><title>ไฮเปอร์เบิร์สต์ ระเบิดนิวเคลียร์ความร้อนชนิดใหม่ ที่ 1,000 ปีมีครั้งเดียว</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60546203</source><detail>ไฮเปอร์เบิร์สต์ ระเบิดนิวเคลียร์ความร้อนชนิดใหม่ ที่ 1,000 ปีมีครั้งเดียว
:
มีการพบการระเบิดนิวเคลียร์ความร้อนชนิดใหม่ที่เกิดขึ้นได้ยาก ใน 1,000 ปี อาจจะมีให้เห็นเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
:
มีทีมวิจัยประกาศการค้นพบในปี ค.ศ. 2021 เรื่องการระเบิดนิวเคลียร์ความร้อนหรือ เทอร์โมนิวเคลียร์ (Thermonuclear Explosion) ชนิดใหม่ ซึ่งปลดปล่อยรังสีเอกซ์และพลังงานมหาศาลจากด้านในของดาวนิวตรอน
:
ระเบิดครั้งนี้ถูกตรวจพบขณะที่ดาวนิวตรอน MAXI J0556-33 ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 140,000 ปีแสง ระเบิดปะทุพลังงานมหาศาลและแผ่รังสีเอกซ์ออกมาจนกล้องโทรทรรศน์ตรวจจับได้
:
พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาสูงกว่าของดาวนิวตรอนทั่วไปมาก เพียงแค่ 3 นาทีก็ปะทุพลังงานออกมามากกว่าที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยทั้งหมดตลอดระยะเวลา 800 ปี
:
ทีมผู้วิจัยบอกว่า การเกิดระเบิด "ไฮเปอร์เบิร์สต์" แบบนี้ มาจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่ไม่เหมือนใคร โดยอาจเป็นการรวมตัวกันของอะตอมที่หนักกว่าไฮโดรเจน เช่นออกซิเจนหรือนีออน ซึ่งจะปลดปล่อยพลังงานออกมาสูงแบบนั้นได้
:
นับว่าเป็นการระเบิดพลังงานที่หาได้ยาก และอาจไม่พบเจอเลยในชั่วชีวิตของคนๆ หนึ่ง เนื่องจากต้องใช้เวลาสะสมพลังงานหลายร้อยหรือหลายพันปี กว่าจะปะทุออกมาได้สักครั้งนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3964</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1648051527.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="743"><Nid>3963</Nid><title>เช็คลิสต์อาชีพ คณะไหนจบแล้วต้องสอบใบประกอบวิชาชีพ</title><source>https://www.sanook.com/campus/1405331</source><detail>เช็คลิสต์อาชีพ คณะไหนจบแล้วต้องสอบใบประกอววิชาชีพ
:
ไม่ใช่ทุกอาชีพที่จะเรียนจบอะไรมาแล้วก็เป็นได้ เพราะบางสายอาชีพยังต้องมีใบประกอบวิชาชีพในการทำงาน วันนี้เราจะพาไปดูสายอาชีพที่จบแล้วต้องมีใบประกอบวิชาชีพในการทำงาน
:
คณะแพทยศาสตร์ - ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม สอบได้เฉพาะผู้ที่จบหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต

คณะทันตแพทยศาสตร์ - ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรม สอบได้เฉพาะผู้ที่จบหลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต

คณะเภสัชศาสตร์ - ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม สอบได้เฉพาะผู้ที่จบหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต

คณะพยาบาลศาสตร์ - ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ สอบได้เฉพาะผู้ที่จบหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต

คณะการแพทย์แผนไทย - ใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย สอบได้เฉพาะผู้ที่จบสาขาการแพทย์แผนไทย

คณะการแพทย์แผนไทยประยุกต์ - ใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยประยุกต์ สอบได้เฉพาะผู้ที่จบสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

คณะการเทคนิคแพทย์ - ใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพเทคนิคแพทย์ สอบได้เฉพาะผู้ที่จบ สาขาเทคนิคแพทย์

คณะกายภาพบำบัด - ใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด สอบได้เฉพาะผู้ที่จบ สาขากายภาพบำบัด

สาขารังสีเทคนิค - ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ (สำหรับรังสีเทคนิค)

สาขาจิตวิทยาคลินิก - ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ (สำหรับจิตวิทยาคลินิก)

สาขาการแพทย์แผนจีน - ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ (สำหรับแพทย์แผนจีน)

สาขาทัศนมาตรศาสตร์ - ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ (สำหรับทัศนมาตรศาสตร์)

สาขากิจกรรมบำบัด - ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ (สำหรับกิจกรรมบำบัด)

คณะสัตวแพทยศาสตร์ - ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ สอบได้เฉพาะผู้ที่จบหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต

สาขาการบัญชี - ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพบัญชี (ต้องมีใบนี้ก่อนถึงจะเป็นผู้ตรวจบัญชีได้)

คณะวิศวกรรมศาสตร์ - ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม (บางสาขา โยธา, ไฟฟ้า, เครื่องกล, อุตสาหการ, เหมืองแร่, เคมี และ สิ่งแวดล้อม)

คณะนิติศาสตร์ - ใบอนุญาตให้เป็นทนายความ (ต้องสอบได้ใบนี้ก่อนถึงจะว่าความได้), เนติบัณฑิต (ต้องสอบผ่านก่อนถึงจะสอบเป็นอัยการได้)

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ - ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม (บางสาขา สถาปัตยกรรมหลัก, ภูมิสถาปัตยกรรม, ผังเมือง, สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์)

คณะศึกษาศาสตร์ / ครุศาสตร์ - ใบประกอบวิชาชีพครู (หลักสูตร 4 ปี ต้องสอบ หลักสูตร 5 ปี ไม่ต้องสอบ)

สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี - ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีควบคุม (ประกอบด้วย นิวเคลียร์, ควบคุมมลพิษ, สารเคมีอันตราย และการเพาะเลี้ยงและใช้จุลินทรีย์ที่ก่อโรค)

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ - ใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ (ถ้าจบจากคณะอื่นหรือสาขาอื่นต้องผ่านการอบรม)
:
หลายคนอาจสงสัยว่า กว่าจะจบมาก็ยากแล้ว ต้องมีการสอบใบประกอบวิชาชีพเพื่อที่จะทำงานให้วุ่นวายอีกทำไม  ข้อดีของมันคือเพราะว่าอาชีพเหล่านี้เป็นงานเฉพาะทาง ทำให้ถูกถูกแย่งงานจากคณะอื่นๆ ได้ยาก แถมยังช่วยการันตีคุณภาพของการทำงานของเราด้วยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3963</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1648051464.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="744"><Nid>3962</Nid><title>ประโยชน์ของกวักมรกตที่เป็นมากกว่าแค่ต้นไม้มงคล</title><source>https://home.kapook.com/view251569.html</source><detail>ประโยชน์ของกวักมรกตที่เป็นมากกว่าแค่ต้นไม้มงคล
:
กวักมรกต ถือเป็นต้นไม้มงคลที่คนนิยมปลูกกันมากในช่วงที่ผ่านมา ตามหลักฮวงจุ้ยนั้น ต้นกวักมรกตจะช่วยนำ 'พลังชี่' ที่ถือว่าเป็นพลังงานบวกเข้ามาในบ้าน แต่วันนี้จะพาไปดูประโยชน์อีกอย่างของต้นกวักมรกตกัน
:
กวักมรกต มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Zanzibar Gem หรือ ZZ Plant  เป็นต้นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปแอฟริกาใต้ นอกจากจะเป็นไม้ประดับที่มีใบสวยงามแล้ว ต้นกวักมรกตยังเป็นต้นไม้ฟอกอากาศ ช่วยลดสารพิษประเภทเบนซีน โทลูอีน เอทิลเบนซีน และไซลีนในอากาศได้อีกด้วย
:
เนื่องจากมีประโยชน์ครบเครื่อง ทั้งเป็นต้นไม้มงคล ถูกหลักตามฮวงจุ้ย สามารถฟอกอากาศได้ และที่สำคัญยังเลี้ยงง่าย ถือว่ากวักมรกตเป็นต้นไม้ที่น่าสนใจสำหรับมือใหม่หัดเลี้ยงต้นไม้เลยทีเดียว
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3962</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1648051423.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="745"><Nid>3957</Nid><title>UCEP Plus คืออะไร?</title><source>https://www.facebook.com/NHSO.Thailand</source><detail>รู้จัก “UCEP Plus” เช็กอาการผู้ป่วยสีแดง เหลือง เขียว กลุ่มไหนเข้าข่ายรักษาฟรี-ไม่ฟรี มีผลบังคับใช้ 16 มี.ค.นี้

กลุ่มผู้ป่วยสีเขียว

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว คือ ผู้ที่ไม่มีอาการ หรืออาการไม่รุนแรง ไม่นับเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตแต่สามารถเข้ารับการรักษาฟรีในโรงพยาบาลตามสิทธิของแต่ละคน เช่น สิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิประกันสังคม หรือสิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ

แนวทางการรักษา : แบบ Home Isolation (HI), Community Isolation (CI) หรือ Hotel Isolation

อาการผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว คือ มีไข้อุณหภูมิ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป ลิ้นไม่รับรส จมูกไม่รับกลิ่น ไอ มีน้ำมูก เจ็บคอ ตาแดง มีผื่น และถ่ายเหลว

กลุ่มผู้ป่วยสีเหลือง

ผู้ป่วยกลุ่มสีเหลือง แพทย์วินิจฉัยว่าเข้าเกณฑ์วิกฤตฉุกเฉินตามเกณฑ์สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) โดยจะได้รับสิทธิในการถูกส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินรุนแรงจากโรงพยาบาลหนึ่งไปเข้ารับการรักษาใน ICU ของอีกโรงพยาบาลได้

แนวทางการรักษา : สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ในโรงพยาบาลทุกแห่ง โดยไม่กำหนดระยะเวลา 72 ชั่วโมงแรก เนื่องจากมีอาการที่รุนแรงกว่าผู้ป่วยโควิดสีเขียว จึงไม่เหมาะที่จะทำการกักตัวรักษาที่บ้านหรือชุมชนได้ และควรเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อได้รับการดูแลจากแพทย์

กลุ่มผู้ป่วยสีแดง

ผู้ป่วยกลุ่มสีแดง แพทย์วินิจฉัยว่าเข้าเกณฑ์วิกฤตฉุกเฉินตามเกณฑ์สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เช่นเดียวกับ กลุ่มสีเหลืองจะได้รับสิทธิในการถูกส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินรุนแรงจากโรงพยาบาลหนึ่งไปเข้ารับการรักษาใน ICU ของอีกโรงพยาบาลได้เช่นกัน

แนวทางการรักษา : สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ในโรงพยาบาลทุกแห่ง โดยไม่กำหนดระยะเวลา 72 ชั่วโมงแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ในโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิดที่ห้อง ICU เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับเครื่องช่วยหายใจ
</detail><keywords>COVID-19, UCEP, UCEP plus, รักษาพยาบาลตามสิทธฺ, สิทธิ UCEP</keywords><date>2022-03-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3957</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647572368.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647572368_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647572577.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647572577_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647572577_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647572577_2.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="746"><Nid>3948</Nid><title>ไขความลับ พลังแห่งการงีบหลับยามบ่าย</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59796416</source><detail>ไขความลับ พลังแห่งการงีบหลับยามบ่าย :
:
มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการงีบในเวลาสั้นๆ ทำให้เรากลับมาตื่นตัวและมีแรงเหมือนเพิ่งตื่นนอนตอนเช้า ในประเทศอย่างสเปนหรือกรีซ การงีบช่วงบ่ายถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไปแล้ว
:
ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับได้บอกว่า หลังตื่นนอน สารเคมีในสมองที่มีชื่อว่า อะดีโนซีน (Adenosine) จะเพิ่มขึ้น ทำให้คนเรารู้สึกง่วงขึ้นเรื่อยๆ และทันทีที่เรางีบหลับ ปริมาณของอะดีโนซีนก็จะลดลง ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวและมีเรี่ยวแรงมากกว่าเดิม
:
หากเราอยากจะเพิ่มความสามารถในการจดจำหรือกระบวนการในการรับรู้ มีหนังสือเล่มหนึ่งบอกไว้ว่า การงีบแบบยาวๆ 60-90 นาที ร่างกายคนเราจะเข้าสู่ภาวะการนอนหลับแบบลูกตากรอกตัวอย่างรวดเร็ว (Rapid Eye Movement Sleep หรือ REM) ซึ่งเป็นการหลับลึกเหมือนตอนกลางคืน ทำให้ร่างกายรู้สึกเหมือนได้รีเซ็ท เพิ่มความสามารถในการจดจำและกระบานการรับรู้ได้นั่นเอง
:
สำหรับใครที่ไม่สามารถบังคับให้ตัวเองงีบหลับได้ ต้องมีการฝึกฝนโดยการกำหนดเวลาในทุกๆ วัน สร้างบรรยากาศให้เหมาะสมกับการพักผ่อน เช่น ปิดม่านทำให้ห้องมืดลง และพยายามหลับ ร่างกายจะเริ่มเรียนรู้ว่าเป็นเวลาที่ต้องพักผ่อน และเราก็จะสามารถงีบหลับระหว่างวันได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3948</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647195375.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="747"><Nid>3947</Nid><title>ฝังอุปกรณ์ไฮเทค เพื่อช่วยให้ชายอัมพาตให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60301695</source><detail>ฝังอุปกรณ์ไฮเทค เพื่อช่วยให้ชายอัมพาตให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง
:
ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของนักวิทยาศาสตร์ เมื่อประสบความสำเร็จในการฝังอุปกรณ์ไฟฟ้า เพื่อช่วยเหลือชายอัมพาตให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง
:
ตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ทั่วไป สมองจะส่งสัญญาณประสาทซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าไปที่กล้ามเนื้อขาหากต้องการก้าวเดิน แต่ในผู้ป่วยอัมพาตที่เส้นประสาทในกระดูกสันหลังได้รับความเสียหาย จะมีสัญญาณประสาทอ่อนลง และเดินทางไปไม่ถึงกล้ามเนื้อขา จนทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ 
:
ล่าสุดมีรายงานวิจัยระบุว่า ได้ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าแบบฝัง ติดกับกระดูกสันหลังให้กับชายที่ประสบอุบัติเหตุขณะขับขี่รถจักรยานยนต์เมื่อ 5 ปีก่อน โดยเหตุการณ์นี้ทำให้กระดูกสันหลังของเขาหักสะบั้นและขาทั้งสองข้างไร้ความรู้สึก
:
อุปกรณ์ที่ฝังติดกับกระดูกสันหลังจะช่วยเพิ่มความแรงของสัญญาณประสาท ทำให้สมองสามารถส่งไปถึงกล้ามเนื้อขาได้ ทำให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้อีกครั้ง
:
นี่ถือเป็นเคสที่มีการตอบสนองกับอุปกรณ์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ และเป็นเพียงเคสเดียวที่สามารถกลับมาเดินได้ตามปกติ  จึงยังไม่สามารถนำอุปกรณ์ตัวนี้นำไปรักษาผู้ป่วยอัมพาตทั่วไป หรือสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลายได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3947</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647195346.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="748"><Nid>3946</Nid><title>พบเหล็กอัลลอยในสถานะซูเปอร์ไอออนิกอยู่ในแก่นโลกชั้นในสุด</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60392661</source><detail>พบเหล็กอัลลอยในสถานะซูเปอร์ไอออนิกอยู่ในแก่นโลกชั้นในสุด
:
แก่นโลกชั้นใน (Inner Core) ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ลึกลงมาจากเปลือกโลก, เนื้อโลก, แก่นโลกชั้นนอก เป็นของแข็งทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 1,220 กิโลเมตร อยู่ข้างในลึกสุดของแก่นโลก มีการพบเหล็กบางชนิดอยู่ในสถานะพิเศษที่ไม่ได้เป็นทั้งของแข็งหรือของเหลว
:
มีข้อมูลจำลองโครงสร้างด้วยคอมพิวเตอร์ พบว่าแก่นชั้นในมีความหนาแน่นต่ำกว่าจะเป็นเหล็กแข็งล้วน แต่มีแร่ธาตุน้ำหนักเบาผสมอยู่จนทำให้เนื้อของมันนิ่มกว่าที่ควร 
:
มีการคาดการณ์ว่า แร่ธาตุน้ำหนักเบานั้นคือเหล็กอัลลอย ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นอะตอมของเหล็ก, คาร์บอน, ไฮโดรเจน, และออกซิเจนเกาะกลุ่มอยู่ด้วยกัน เมื่อเหล็กอัลลอยอยู่ภายใต้อุณหภูมิและความดันสูงแบบนั้น จึงทำให้ไม่ได้อยู่ในสถานะของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ เหมือนกับสสารทั่วไป แต่อยู่ในสถานะกึ่งกลางระหว่างของแข็งและของเหลวซึ่งก็คือซูเปอร์ไอออนิก (Superionic State) นั่นเอง
:
ภายใต้สถานะซูเปอร์ไอออนิก อะตอมเหล็กจะก่อตัวเป็นผลึกตาข่ายแบบของแข็ง ในขณะที่อะตอมของคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน เคลื่อนที่ไปมาภายในโมเลกุลอัลลอยอย่างอิสระเหมือนกับของเหลว 
:
การค้นพบในครั้งนี้จึงช่วยไขปริศนาว่า เหตุใดแก่นโลกชั้นในจึงมีความหนาแน่นต่ำและนิ่มกว่าที่ก้อนเหล็กแข็งล้วนควรจะเป็นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3946</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647195316.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="749"><Nid>3945</Nid><title>ค้นพบฟอสซิลจระเข้โบราณ กินไดโนเสาร์เป็นอาหาร</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60386328</source><detail>ค้นพบฟอสซิลจระเข้โบราณ กินไดโนเสาร์เป็นอาหาร
:
เราอาจเคยได้เรียนรู้มาว่า ในยุคไดโนเสาร์ สิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ล่าและอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารก็คือไดโนเสาร์ แต่วันนี้อาจต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เมื่อค้นพบฟอสซิลจระเข้โบราณที่กินไดโนเสาร์เป็นอาหาร เราไปทำความรู้จักจระเข้สายพันธุ์นี้กัน
:
ฟอสซิลจระเข้โบราณนี้มีชื่อว่า Confractosuchus Sauroktonos มีความยาวประมาณ 2.5 เมตร และคาดว่าจะเคยมีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียส โดยมีอายุเก่าแก่กว่า 95 ล้านปี จากการตรวจสอบในช่องท้อง พบซากของไดโนเสาร์ออร์นิโธพอดวัยรุ่น น้ำหนักประมาณ 1.7 กก.
:
ฟอสซิลนี้ถูกค้นพบครั้งแรกที่ฟาร์มเลี้ยงแกะในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี ค.ศ. 2010 และใช้เวลาในการศึกษายาวนานถึง 6 ปี เนื่องจากฟอสซิลมีความเปราะบางมากนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3945</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647195281.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="750"><Nid>3944</Nid><title>ร่วมงานกับคนไม่มีมารยาท จะรับมือได้ยังไงบ้าง?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1408631</source><detail>ร่วมงานกับคนไม่มีมารยาท จะรับมือได้ยังไงบ้าง?
:
ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในออฟฟิตก็ดี หรือทำงานกลุ่มที่โรงเรียนก็ดี สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อคือ การต้องร่วมงานกับคนที่เราไม่ชอบหรือไม่มีมารยาท แต่เราจะมีวิธีรับมือกับคนพวกนี้ยังไง เพื่อให้งานยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น วันนี้พี่ๆ STKC มีทริคดีๆ มากบอกกันครับ
:
เงียบไว้ดีที่สุด - ไม่ว่าเรื่องดีหรือเรื่องไม่ดี พยายามเงียบไว้ดีกว่า ให้คนประเภทนี้รู้เรื่องของเราน้อยที่สุด เพราะเราอาจจะเจอคำถามถามซอกแซก หรือล้ำเส้นเกินไปจนเรารู้สึกรำคาญใจก็ได้
:
อย่าเก็บมาเป็นอารมณ์ส่วนตัว - เราไม่สามารถหยุดการไร้มารยาทของผู้อื่นได้ แต่เราเลือกที่จะปล่อยวางและไม่ถือมาใส่ใจได้ ปล่อยให้ผ่านเข้ามาและผ่านออกไปจะเป็นการดีที่สุด
:
เลือกที่จะโฟกัสแต่สิ่งดีๆ - มุ่งความสนใจไปที่คนดีๆ รอบตัวคุณ แทนที่จะผูกใจเจ็บกับสิ่งที่คนไม่มีมารยาทกระทำ
:
อย่าขอโทษในสิ่งที่ไม่ได้ทำ - คนไม่มีมารยาทมักจะโทษทุกอย่างยกเว้นตัวเอง เพราะฉะนั้น บางเรื่องถ้าเราไม่ได้ทำผิดหรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นจะต้องพูดขอโทษ
:
จริงๆ เราไม่สามารถเลือกที่จะหลีกเลี่ยงคนเหล่านี้ได้เลยในชีวิตจริง แต่เราสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนความคิดของตัวได้ เพื่อให้การทำงานนั้นสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ใครที่กำลังเจอเพื่อนร่วมงานที่ไม่มีมารยาท ลองนำเรื่องเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3944</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647195242.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="751"><Nid>3943</Nid><title>อาหารเหล่านี้ กินตอนท้องว่างไม่ดีแน่!</title><source>https://www.sanook.com/health/32941</source><detail>อาหารเหล่านี้ กินตอนท้องว่างไม่ดีแน่!
:
มนุษย์เรามักจะเลือกกินอาหารเมื่อหิว แต่ก็มีอาหารบางประเภทที่ไม่ควรกินเป็นอย่างแรกตอนที่ท้องว่าง เนื่องจากจะส่งผลกระทบบางอย่างกับร่างกาย จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. ผลไม้ตระกูลซีตรัส วิตามินซีสูง - เนื่องจากรสเปรี้ยวและวิตามินซีอาจระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ 
:
2. อาหารรสเผ็ด - ความเผ็ดจะกระตุ้นระบบย่อยอาหาร ทำลายน้ำเมือกที่เคลือบกระเพาะอาหาร ซึ่งนำไปสู่อาการปวดท้อง
:
3. โยเกิร์ต - กรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารจะหลั่งตอนท้องว่าง อาจทำลายโพรไบโอติกส์ ซึ่งเป็นแบคทีเรียดีที่ช่วยให้ลำไส้แข็งแรงได้
:
4. อาหารที่มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำตาลปริมาณมาก - อาจทำให้ร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลิน เพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวานได้
:
5. ชา กาแฟ น้ำอัดลม - เพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหารขณะท้องว่าง หากไม่มีอาหารเข้าไปในท้อง กรดจะไปทำลายผนังของกระเพาะอาหาร ทำให้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร และนำไปสู่การเป็นกรดไหลย้อนได้
:
เชื่อว่าหลายๆ คนเคยกินอาหารเหล่านี้ตอนท้องว่างมาแล้วทั้งนั้น แต่วันนี้เราได้รู้ถึงผลกระทบกันแล้ว ครั้งหน้าหากจะกินอะไรแบบนี้ ควรหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ รองท้องไว้ก่อน เพื่อป้องกันร่างกายจากสภาะผิดปกติเหล่านี้ด้วยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3943</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647195201.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="752"><Nid>3942</Nid><title>เตาปฏิกรณ์ใหม่ ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า</title><source>https://www.bbc.com/thai/thailand-60328484</source><detail>เตาปฏิกรณ์ใหม่ ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า
:
การผลิตพลังงานทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนของมนุษยชาติยังคงดำเนินต่อไป ล่าสุด เตาปฏิกรณ์ทดลองของโครงการ Joint European Torus (JET) สามารถผลิตพลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันได้มากกว่าเดิมถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับสถิติโลกเดิมที่เตาปฏิกรณ์นี้ทำไว้เมื่อปี ค.ศ. 1997 นั่นคือ 59 เมกะจูล ภายในระยะเวลา 5 วินาที ซึ่งเทียบเท่ากับพลังงานไฟฟ้า 11 เมกะวัตต์
:
การทำงานของ JET ใช้วิธีให้ความร้อนแก่ดิวเทอเรียมและทริเทียม เพื่อจุดชนวนปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน โดยอะตอมไฮโดรเจนจะรวมตัวกันแล้วปลดปล่อยพลังงานความร้อนออกมา พลังความร้อนนี้จะถูกนำไปต้มน้ำให้เดือด เพื่อหมุนกังหันไอน้ำในการผลิตไฟฟ้าต่อไป
:
อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์แม่เหล็กไฟฟ้าของ JET ทำจากทองแดง ไม่สามารถทนความร้อนสูงได้ จึงไม่อาจดำเนินปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันได้นานไปกว่านี้ 
:
ทีมผู้พัฒนาเตาปฏิกรณ์ ITER จึงวางแผนจะติดตั้งระบบทำความเย็นภายในให้กับแม่เหล็กที่ทำจากตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าว และเป็นการพัฒนาต่อยอดเพื่อทำการทดลองเกี่ยวกับพลาสมาอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3942</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647195163.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="753"><Nid>3941</Nid><title>พบหินอัคนียักษ์ใต้ผืนดินญี่ปุ่น อาจเป็นตัวดึงดูดให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อย</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60318278</source><detail>พบหินอัคนียักษ์ใต้ผืนดินญี่ปุ่น อาจเป็นตัวดึงดูดให้เกิดแผ่นดินไหวบ่อย
:
ประเทศญี่ปุ่น ขึ้นชื่อเรื่องการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่มาโดยตลอด เพราะตำแหน่งที่ตั้งจะอยู่ในเขต "วงแหวนแห่งไฟ" (Ring of Fire) ของมหาสมุทรแปซิฟิก
:
เมื่อปี ค.ศ. 2006 มีการค้นพบ "หินอัคนีบาดาลคุมาโนะ" (Kumano Pluton) ซึ่งเกิดจากหินหนืดหรือแมกมาแทรกตัวขึ้นมาสะสมอยู่ภายในเปลือกโลกด้านบน แล้วเย็นตัวลงกลายเป็นหินอัคนีขนาดใหญ่เท่าภูเขาลูกย่อมๆ ฝังอยู่ลึกลงไปใต้ดินที่จังหวัดวากายามะ 
:
ผลจากสร้างแบบจำลองสามมิติจากคอมพิวเตอร์ชี้ว่า น้ำหนักของหินอัคนีบาดาลคุมาโนะ ทำให้แผ่นเปลือกโลกที่อยู่ข้างใต้ถูกกดทับจนโค้งงอเป็นแอ่งกระทะ ทั้งยังทำให้เกิดช่องทางที่น้ำบาดาลสามารถซึมเข้าไปในชั้นเนื้อโลกได้
:
นอกจากนี้ หินอัคนีดังกล่าวยังมีความแข็งและความหนาแน่นสูง ส่งผลให้มันมีบทบาทสำคัญต่อการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของแผ่นธรณีบริเวณตอนใต้ของญี่ปุ่น
:
จึงไม่น่าแปลกใจที่ญี่ปุ่นจะประสบเหตุการณ์แผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจากมีหินอัคนียักษ์ฝังตัวอยู่ใต้ผืนดินญี่ปุ่น ซึ่งทำหน้าที่เหมือนแม่เหล็กหรือสายล่อฟ้า กระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวในบริเวณนั้นอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3941</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1647195128.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="754"><Nid>3940</Nid><title>ศัพท์ไอทีเหล่านี้ แปลเป็นไทยได้แบบนี้จริงเหรอ?</title><source>https://www.sanook.com/campus/1407859</source><detail>ศัพท์ไอทีเหล่านี้ แปลเป็นไทยได้แบบนี้จริงเหรอ?
:
เพื่อนๆ อาจเคยเห็นคนแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการแปลไทยของศัพท์ไอที ที่อ้างว่ามาจากบัญญัติจากราชบัณฑิตยสถาน ที่เห็นแล้วชวนหัวเราะ และความหมายดูกำกวม จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย
:
- ละมุนพรรณ แปลจาก ซอฟต์แวร์ (Software)
- กระด้างพรรณ แปลจาก ฮาร์ดแวร์ (Hardware)
- จิ๋วระทวย แปลจาก ไมโครซอฟต์ (Microsoft) โดย Micro แปลว่า เล็ก จิ๋ว และ Soft แปลว่า อ่อนนุ่ม
- แท่งหฤหรรษ์ แปลจาก จอยสติ๊ก (Joystick)
- พหุบัญชร แปลจาก วินโดวส์ (Windows)
- จุดอิทธิฤทธิ์ แปลจาก พาวเวอร์พอยท์ (Power Point)
- ภัทร แปลจาก เอ็กซ์เซล (Excel)
- ปฐมพิศ แปลจาก วิชวลเบสิก (Visual Basic)
- พหุภาระ แปลจาก มัลติทาสก์กิ้ง (Multitasking)
- แท่งภาระ แปลจาก ทาสก์บาร์ (Taskbar)
- ยืนเอกา แปลจาก สแตนอโลน (Standalone)
:
ซึ่งล่าสุด ราชบัณฑิตและนายกสมาคมครูภาษาไทยแห่งประเทศไทย ได้ออกมาแถลงว่าศัพท์ที่เราเห็นนั้นไม่เป็นความจริง เพราะคำแปลจากราชบัณฑิตยสถาน เน้นว่าต้องไม่ใช้ภาษากำกวม หยาบคาย หรือสองแง่สองง่ามนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3940</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646990298.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="755"><Nid>3939</Nid><title>พบหนอนชนิดใหม่ คิงกิโดราห์ มีหัวเดียวแต่หางเป็นร้อย</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60228265</source><detail>พบหนอนชนิดใหม่ คิงกิโดราห์ มีหัวเดียวแต่หางเป็นร้อย
:
นักชีววิทยาทางทะเลพบหนอนกิ่งแขนงสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งอาศัยอยู่ในรูของฟองน้ำทะเลที่พบในน่านน้ำใกล้เกาะซาโดะของประเทศญี่ปุ่น มีหางปรากฏอยู่นับร้อย และสามารถแยกออกจากลำตัว แหวกว่ายอยู่ในน้ำได้อย่างเป็นอิสระ
:
นักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อหนอนกิ่งแขนงนี้ว่า Ramisyllis Kingghidorahi ตามชื่อของคิงกิโดราห์ (King Ghidorah) สัตว์ประหลาดที่มีหัวหลายหัว และเป็นศัตรูตัวฉกาจของก็อตซิลลา
:
ผู้เชี่ยวชาญด้านชีวภาพประเทศเยอรมันซึ่งศึกษารายละเอียดของหนอนชนิดนี้ คิดว่าการที่มันมีรูปร่างเป็นกิ่งแขนงแบบนี้ช่วยให้มันมีชีวิตรอดได้ในโครงสร้างอันซับซ้อนของฟองน้ำทะเลได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3939</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646990265.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="756"><Nid>3935</Nid><title>4 เทคนิค ลดน้ำตาล กินหวานอย่างไรให้พอดี</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/55408-4%20เทคนิค%20ลดน้ำตาล%20กินหวานอย่างไรให้แฮปปี้.html</source><detail>4 เทคนิค ลดน้ำตาล กินหวานอย่างไรให้พอดี

สำหรับคนไหนที่กินน้ำตาลในปริมาณพอเหมาะอยู่แล้ว ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่หากใครยังติดหวานอยู่ ลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้กันดู

1) เลือกเครื่องดื่ม สั่งหวานน้อย เพราะเครื่องดื่มในปัจจุบันมีน้ำตาลมาก ควรสั่งแบบลดระดับความหวานให้เหลือ 0-50 %

2) อ่านฉลากโภชนาการ ตรวจสอบว่าอาหารและเครื่องดื่มมีปริมาณมากน้อยแค่ไหน เพื่อเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลมาก

3) เลือกผลไม้หวานน้อย กินผลไม้แทนขนมหรืออาหารว่าง เช่น แอปเปิลเขียว ฝรั่ง กล้วย แก้วมังกร หรือเบอร์รี

4) มองหาสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ ที่ช่วยบอกว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการตรวจสอบปริมาณน้ำตาล ไขมัน โซเดียม ว่าอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม</detail><keywords>หวาน, น้ำตาล, สุขภาพ, โภชนาการ, ทางเลือกสุขภาพ</keywords><date>2022-03-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3935</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646792201.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646792201_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646792201_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646792201_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646792201_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646792201_4.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="757"><Nid>3932</Nid><title>วิธีช่วยเหลือคนจมน้ำที่ถูกต้อง</title><source>https://www.sanook.com/health/32897/</source><detail>วิธีช่วยเหลือคนจมน้ำที่ถูกต้อง 

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ก็ได้ให้คำแนะนำว่า การกระโดดลงน้ำไปช่วยนั้น เป็นวิธีการที่ต้องพึงระวังอย่างมาก และผู้ช่วยเหลือต้องมีประสบการณ์ เพราะมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากการช่วยเหลือคนตกน้ำด้วยวิธีนี้ ซึ่งคำแนะนำในการให้ความช่วยเหลือมีหลักง่ายๆ 4 วิธี คือ “ยื่น โยน พาย ลาก”

1. ยื่นอุปกรณ์ให้จับไม่ว่าจะไม้ เข็มขัด เสื้อ 
2. โยนสิ่งที่ลอยน้ำให้เกาะ เช่น ถังพลาสติก ห่วง/เสื้อชูชีพ
3. พาย ใช้พาหนะลอยน้ำไปรับ
4. ลาก โยนเชือกให้เกาะแล้วดึงเข้ามา 
5. ตะโกน/โทรให้คนช่วย </detail><keywords>ตกน้ำ, คนตกน้ำ, วิธีช่วยเหลือคนตกน้ำ</keywords><date>2022-03-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3932</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646715764.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646715764_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646715764_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646715764_2.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646715764_3.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646715764_4.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="758"><Nid>3931</Nid><title>เมื่อดวงตาอาจเป็นมากกว่าหน้าต่างของดวงใจ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60083644</source><detail>เมื่อดวงตาอาจเป็นมากกว่าหน้าต่างของดวงใจ
:
อายุที่แท้จริงของจอประสาทตาหรือเรตินา (Retina) สามารถจะบ่งบอกถึงระดับความชราในร่างกายของคนเราว่าแก่เฒ่าหรืออ่อนเยาว์กว่าอายุที่นับจากปีเกิดมากน้อยแค่ไหน และอาจทำนายได้ว่าคุณมีความเสี่ยงจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรหรือไม่ด้วย
:
ปัจจุบันมีการพัฒนาอัลกอริทึมที่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง จนสามารถบอกอายุชีวภาพของจอประสาทตามนุษย์ได้อย่างแม่นยำ และมีโอกาสผิดพลาดได้เพียงบวกหรือลบ 3.5 ปีเท่านั้น
:
ทีมผู้วิจัยใช้อัลกอริทึมดังกล่าวทำนายช่องว่างของอายุเรตินา ในหมู่ชาวสหราชอาณาจักรวัยกลางคนและวัยชรา 47,000 คน โดยวิเคราะห์จากภาพสแกนจอประสาทตาของคนเหล่านั้น ในเวลา 11 ปีต่อมา ทีมผู้วิจัยพบว่ามีผู้เข้าร่วมการตรวจสอบข้างต้นเสียชีวิตไปถึง 1,871 คน ซึ่งผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีจอประสาทตาที่ชราภาพเกินวัยอย่างมาก และมักเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง
:
แม้จะยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เหตุใดเรตินาจึงเป็นตัวบ่งชี้ที่ดีสำหรับการตรวจวัดความชราและอายุชีวภาพของมนุษย์ แต่ทีมผู้วิจัยหวังว่าจะทำการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป เพื่อพัฒนาให้การสแกนภาพจอประสาทตากลายเป็นวิธีหลักในการตรวจหาอายุชีวภาพนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3931</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646679896.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="759"><Nid>3930</Nid><title>เครื่องยนต์พลังเลเซอร์อาจย่นเวลาเดินทางไปดาวอังคารได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60442770</source><detail>เครื่องยนต์พลังเลเซอร์อาจย่นเวลาเดินทางไปดาวอังคารได้
:
การสำรวจและตั้งอาณานิคมถาวรบนดาวอังคารเป็นเป้าหมายของมนุษย์เราในขณะนี้ แต่อุปสรรคสำคัญคือระยะทางที่ห่างไกลระหว่างโลกกับดาวเคราะห์สีแดง ซึ่งปัจจุบันจะต้องใช้เวลาในการเดินทางด้วยเทคโนโลยีเครื่องยนต์ในปัจจุบันราว 6-9 เดือน
:
ทีมวิศวกรจากมหาวิทยาลัยแม็กกิลล์ (McGill University) ของแคนาดา ได้ออกแบบและประเมินศักยภาพของระบบขับดันเลเซอร์-ความร้อน (Laser-Thermal Propulsion System) ซึ่งใช้เลเซอร์ยิงให้ความร้อนกับเชื้อเพลิงไฮโดรเจน จนพบว่าระบบดังกล่าวสามารถนำยานอวกาศไปถึงดาวอังคารได้ ภายในเวลา 45 วันเท่านั้น
:
การทำงานของระบบขับดันนี้จะใช้แผงยิงเลเซอร์ขนาดใหญ่บนพื้นโลกที่กว้างราว 10 เมตร ยิงลำแสงเลเซอร์อินฟราเรดขึ้นไปยังห้องเก็บเชื้อเพลิงไฮโดรเจนของยานที่อยู่ในอวกาศ โดยมีแผ่นสะท้อนแสงเลเซอร์บนตัวยานคอยปรับให้ยิงได้ตรงตำแหน่ง และทำให้ไฮโดรเจนกลายเป็นพลาสมาร้อนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 40,000 เคลวิน ไอพ่นขับดันพลังสูงที่เกิดจากพลาสมาร้อน จะส่งให้ยานทะยานออกพ้นขอบเขตวงโคจรของดวงจันทร์ได้ภายใน 8 ชั่วโมงเท่านั้น
:
ส่วนการลงจอดนั้นอาจยังลำบากอยู่ในระยะแรก เพราะยังไม่มีการติดตั้งระบบที่ใช้เลเซอร์ชะลอความเร็วของยานบนดาวอังคาร รวมถึงเราไม่สามารถติดตั้งเครื่องยนต์จรวดชะลอความเร็วตามปกติได้ เพราะจะทำให้ยานมีน้ำหนักมากเกินพิกัดที่กำหนดไว้ 
:
อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีเพื่อพัฒนาระบบขับดันนี้ ซึ่งคาดว่าจะใช้การได้จริงหลังมนุษย์อวกาศชุดแรกไปถึงดาวอังคารแล้วราวสิบปี หรือประมาณปี 2040 เป็นอย่างน้อย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3930</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646679867.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="760"><Nid>3929</Nid><title>ดวงจันทร์มีโอกาสจะหลุดวงโคจรมาพุ่งชนโลกได้ไหม?</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60279660</source><detail>ดวงจันทร์มีโอกาสจะหลุดวงโคจรมาพุ่งชนโลกได้ไหม?
:
เมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งมีภาพยนต์ฮอลลีวูดเรื่อง Moonfall ซึ่งเป็นการสมมติเหตุการณ์ดวงจันทร์พุ่งชนโลก เพราะถูกแรงลึกลับผลักออกจากวงโคจร จนเกิดเป็นคำถามว่าเหตุการณ์แบบนั้นสามารถเป็นจริงได้หรือไม่?
:
จากการศึกษาของนาซ่า (NASA) เผยว่า วัตถุอวกาศที่สามารถชนดวงจันทร์ให้หลุดจากวงโคจรได้ จะต้องพุ่งมาด้วยความเร็วสูงและมีขนาดใหญ่แทบจะเท่ากับขนาดของดวงจันทร์เองเลยทีเดียว ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่ต่ำไปกว่า 3,475 กิโลเมตร
:
แต่ดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่ที่สุดที่เรารู้จัก ยังมีมวลน้อยกว่าดวงจันทร์ถึง 70 เท่า โดยโคจรอยู่ตรงแถบดาวเคราะห์น้อยใกล้ดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี ห่างจากโลกถึง 180 ล้านกิโลเมตร
:
ทำให้แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะมีอะไรมาชนดวงจันทร์จนทำให้หลุดวงโคจรและพุ่งมาชนโลกได้เลย ขอให้เพื่อนๆ สบายใจได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3929</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646679831.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="761"><Nid>3928</Nid><title>ทำไมผ้าพันคอลูกเสือแต่ละโรงเรียนถึงสีต่างกัน</title><source>https://www.sanook.com/campus/1408663</source><detail>ทำไมผ้าพันคอลูกเสือแต่ละโรงเรียนถึงสีต่างกัน
:
เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมผ้าพันคอลูกเสือของแต่ละจังหวัดถึงมีสีไม่เหมือนกัน ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? วันนี้เรามาหาคำตอบกัน
:
จริงๆ แล้ว สีของผ้าผูกคอลูกเสือถูกกำหนดตามกฎกระทรวงว่าด้วยเครื่องแบบลูกเสือ โดยแบ่งสีของผ้าผูกคอตามภาคการศึกษาในอดีต ซึ่งมี 12 เขต แบ่งตามจังหวัดดังนี้
:
สีเหลือง - กรุงเทพมหานคร นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรหราการ สมุทรสาคร
สีแดง - ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง อุทัยธานี
สีน้ำเงิน - กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี
สีชมพู - กาฬสินธุ์ นครพนม มหาสารคาม มุกดาหาร ยโยธร ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ อุบลราชธานี
สีแสด - ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์
สีม่วง - กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์
สีฟ้า - กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง
สีแดงเลือดหมู - ขอนแก่น บึงกาฬ เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี
สีไพล - จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง สระแก้ว
สีบานเย็น - เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน
สีเขียวตอง - ชุมพร นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา สุราษฎร์ธานี
สีเขียวแก่ - นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล
:
แล้วของเพื่อนๆ ล่ะ ใช้ผ้าพันคอสีอะไรกันบ้าง ลองหยิบผ้าพันคอมาถ่ายรูปโพสอวดกันบ้างนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3928</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646679791.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="762"><Nid>3927</Nid><title>“5 ขี้” นิสัยไม่ดีที่ถ่วงชีวิตให้เจอแต่เรื่องแย่ๆ</title><source>https://www.sanook.com/campus/1408544</source><detail>“5 ขี้” นิสัยไม่ดีที่ถ่วงชีวิตให้เจอแต่เรื่องแย่ๆ
:
นอกจากนิสัยด้านลบนี้จะทำร้ายคนใกล้ชิดรอบตัวของเราแล้ว ก็ยังทำร้ายแม้กระทั่งตัวเองอีกด้วย โดยเฉพาะนิสัยเสีย 5 ขี้นี้ ที่ยิ่งมีก็ยิ่งทำร้ายทั้งตัวเองและคนอื่นนะครับ
:
1. ขี้โมโห
การเป็นคนขี้โมโหหงุดหงิดง่าย อาจจะทำให้คุณกลายเป็นคนที่ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง แถมยังส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยตรงอีกด้วย การตั้งสติและสูดหายใจเข้าลึก ๆ กระทั่งใจเย็นลง ก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยในการควบคุมอารมณ์ให้ดีขึ้นได้
:
2. ขี้เกียจ
หากขี้เกียจแล้วเอาแต่นอนอยู่เฉย ๆ ก็อาจเป็นต้นเหตุทำให้เกิดโรคตามมาได้อีกเหมือนกัน เช่น โรคอ้วน แต่สามารถรับมือได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากวางแผนสิ่งที่จะทำล่วงหน้า เราจะได้แบ่งเวลาให้ชัดเจนว่าควรทำอะไรก่อน-หลัง
:
3. ขี้บ่น
การเป็นคนขี้บ่นนั้นทำให้เราเสียพลังงานและเสียสุขภาพจิตของตัวเอง และก่อให้เกิดความน่ารำคาญน่าเบื่อต่อคนรอบข้าง ดังนั้นจึงควรรู้จักปล่อยวางและลดความอคติลงบ้าง เพื่อชีวิตและสุขภาพจิตจะได้ดีขึ้น
:
4. ขี้กังวล
ผลเสียคือเราอาจกลายเป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจด้วยความกังวลสารพัด ไม่กล้าตัดสินใจอะไรด้วยตัวเองเพราะกลัวผิดพลาด เราควรรู้จักทำจิตใจให้สงบขึ้นด้วยการฝึกสมาธิ ในกรณีที่หาสาเหตุของความกังวลไม่ได้ อาจต้องลองไปพบจิตแพทย์
:
5. ขี้เกรงใจ
แม้การเป็นคนขี้เกรงใจถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าขี้เกรงใจจนเกินพอดี เราก็อาจกลายเป็นคนที่ถูกคนอื่นเอาเปรียบได้ง่าย และเป็นเหตุให้เรามาทุกข์ใจภายหลังได้ เราควรต้องรู้จักเกรงใจตัวเองก่อนที่จะเกรงใจคนอื่นบ้างเหมือนกันนะ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-03-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3927</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646679755.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="763"><Nid>3921</Nid><title>วิธีเอาตัวรอดจากการจมน้ำ ตกน้ำ</title><source>https://health.kapook.com/view157116.html</source><detail>บ่อยครั้งที่เราได้ยินข่าวเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเรือล่ม ตกคลอง ตกน้ำ ตกเรือ จมน้ำ นำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งอุบัติเหตุเช่นนี้ไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร แต่ถ้าเราเคยเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดและช่วยเหลือตัวเองหรือผู้อื่นไว้บ้าง ก็พอจะช่วยบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นได้

          ดังนั้นลองมาอ่านคำแนะนำในการเอาตัวรอดหากเราจมน้ำ รวมทั้งการเข้าช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินจากการจมน้ำอย่างปลอดภัยกันสักหน่อย

วิธีเอาตัวรอดจากการจมน้ำ

          1. ตั้งสติ พยายามอย่าตื่นตระหนก ตกใจ เพราะการดิ้นรนและตะเกียกตะกายจะเป็นการเร่งให้จมน้ำเร็วขึ้น และทำให้หมดแรง

          2. ร้องขอความช่วยเหลือ เช่น การโบกมือขึ้น-ลงเหนือศีรษะให้คนอื่นรู้ว่ากำลังประสบภัย หรือการตะโกน 

          3. ปลดเปลื้องเครื่องประดับหรือเสื้อผ้าที่หนักออกไป เพื่อทำให้ตัวเบาขึ้น

          4. พยายามลอยตัวอยู่ในน้ำ ด้วยท่านอนหงายขา-แขนเหยียดตรงเหมือนนอนอยู่บนที่นอน เงยหน้ายกคางเพื่อใช้ปากหายใจ หรือทำท่าปลาดาว ตามคลิป

          5. หาที่ยึดเกาะ เช่น ท่อนไม้ แผ่นไม้ที่ลอยน้ำมา เพื่อช่วยพยุงตัว
</detail><keywords>จมน้ำ.อุบัติเหตุ, เรือ, ตกน้ำ, อันตราย</keywords><date>2022-03-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3921</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646120538.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646120538_0.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646120538_1.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646120538_2.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646120538_3.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646120538_4.png, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1646120538_5.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="764"><Nid>3916</Nid><title>รวมมหาวิทยาลัยค่าเทอมถูก แต่คุณภาพดีไม่แพ้มหาวิทยาลัยอื่น</title><source>https://www.sanook.com/campus/1399375</source><detail>รวมมหาวิทยาลัยค่าเทอมถูก แต่คุณภาพดีไม่แพ้มหาวิทยาลัยอื่น
:
มหาวิทยาลัยที่ดี ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ค่าเทอมแพงเสมอไป วันนี้เราขอนำเสนอ 8 มหาวิทยาลัยที่มีค่าเทอมถูก มาให้เพื่อนๆ ได้เป็นตัวเลือกกัน จะมีมหาวิทยาลัยไหนบ้างไปดูกันเลย
:
1. มหาวิทยาลัยรามคำแหง-กทม. : ค่าเทอมเริ่มต้นประมาณ 3,750 บาท (ค่าเทอมแปรผันตามจำนวนหน่วยกิตที่ลง)
:
2. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช-นนทบุรี : ค่าเทอมเริ่มต้นประมาณ 4,400 บาท (ค่าเทอมแปรผันตามชุดวิชาที่ลง)
:
3. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน-นครราชสีมา : ค่าเทอมเริ่มต้นประมาณ 4,500 บาท
:
4. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ - กทม. : ค่าเทอมเริ่มต้นประมาณ 5,000 บาท
:
5. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร - กทม. : ค่าเทอมเริ่มต้นประมาณ 5,000 บาท
:
6. มหาวิทยาลัยบูรพา - ชลบุรี : ค่าเทอมเริ่มต้นประมาณ 5,600 บาท
:
7. มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด - ร้อยเอ็ด : ค่าเทอมเริ่มต้นประมาณ 6,500 บาท
:
8. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครินทร์ - ฉะเชิงเทรา : ค่าเทอมเริ่มต้นประมาณ 7,500 บาท
:
มีถูกใจมหาวิทยาลัยไหนกันบ้างไหมครับ? ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าเราจะเลือกมหาวิทยาลัยไหน ถ้าเรามีความตั้งใจและขยันศึกษา เราก็สามารถจบออกมาได้แบบมีคุณภาพไม่แพ้กันเลยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3916</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1645998750.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="765"><Nid>3915</Nid><title>รวมตัวย่อภาษาอังกฤษ ไว้ใช้ใน Chat ให้ได้อรรถรส</title><source>https://www.sanook.com/campus/1408179</source><detail>รวมตัวย่อภาษาอังกฤษ ไว้ใช้ใน Chat ให้ได้อรรถรส
:
เชื่อว่าทุกวันนี้ ไม่ว่าจะแชทกับชาวต่างชาติ, คนไทย หรือแม้กระทั่งในแชทเกมต่างๆ มักจะพบตัวย่อแปลกๆ มากมาย เช่น AFK, LOL, FAQ วันนี้เรารวบรวมมาให้แล้ว ว่าแต่ละคำมีความหมายว่าอะไรบ้าง
:
LOL - Laughing out loud หมายถึง ตลกมาก หัวเราะดังสุดๆ
BTW - By the way หมายถึง อย่างไรก็ตาม
ASAP - As Soon As Possilbe หมายถึง เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
AFK - Away from keyboard หมายถึง ตอนนี้ไม่ได้อยู่หน้าคอม (สายเกมเมอร์นิยมใช้กันมากเลยทีเดียว)
BC - Because หมายถึง เพราะว่า
CU - See you หมายถึง แล้วเจอกัน
EZ - Easy หมายถึง ง่ายๆ กล้วยๆ
FAQ - Frequently asked questions หมายถึง คำถามที่ถามบ่อย
FYI - For your information หมายถึง แจ้งเพื่อให้ทราบ
GRT - Great หมายถึง เยี่ยม!
IDK - I don’t know หมายถึง ไม่รู้
JK - Just kidding หมายถึง ล้อเล่น
QT - Cutie หมายถึง น่ารัก
TMB - Text me back หมายถึง ตอบกลับด้วย
KIT - Keep in touch หมายถึง ติดต่อกันอีกนะ
ILY - I love you หมายถึง ฉันรักเธอ
G2G - Got to go หมายถึง ต้องไปแล้วนะ
BBS - Be back soon หมายถึง เดี๋ยวมานะ 
XOXO - Hugs and kisses หมายถึง กอดๆ จุ๊บๆ
SRY - Sorry หมายถึง ขอโทษที
:
และนี่ก็คือคำย่อที่เรามักพบได้บ่อยในทุกวันนี้ แต่อย่าลืมว่าคำย่อเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นภาษาทางการ จึงไม่เหมาะสมกับโอกาสที่ต้องการความเป็นทางการนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3915</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1645998714.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="766"><Nid>3914</Nid><title>สมองพาเราย้อนอดีตไป 15 วินาทีอยู่ตลอดเวลา</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-60188083</source><detail>สมองพาเราย้อนอดีตไป 15 วินาทีอยู่ตลอดเวลา
:
เรื่องนี้อาจดูเหลือเชื่อ แต่ทุกวันนี้ ขณะที่ดวงตามนุษย์จับภาพของสิ่งแวดล้อมรอบตัวแล้วส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อประมวลผลนั้น สมองจะส่งภาพที่เกิดเมื่อ 15 วินาทีก่อนให้เราได้เห็นเสมอ
:
อันที่จริงดวงตาของเรามองเห็นทั้งรูปร่าง สี และความเคลื่อนไหวนับล้าน ซึ่งล้วนเปลี่ยนแปลงในรายละเอียดยิบย่อยอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วจนน่าเวียนหัว กลไกการทำงานของสมองจงใจสร้างภาพลวงตาที่ดูนิ่งและเสถียรกว่าขึ้นมาจากข้อมูลที่ท่วมท้นและสับสนอลหม่าน โดยจะมีการรวบรวมภาพที่คล้ายกันและประมวลผลสัญญาณภาพที่ได้รับรู้ทั้งหมด ทำให้กลายเป็นภาพเดียวทุก 15 วินาที เพื่อให้มนุษย์ไม่สับสนและใช้ชีวิตได้ตามปกติ
:
เนื่องจากมีข้อมูลเข้ามาให้ประมวลผลมากเกินไป มันจึงใช้วิธีรีไซเคิลนำข้อมูลจากอดีตกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งข้อมูลในอดีตก็เป็นตัวบ่งชี้ถึงอนาคตอันใกล้ที่ค่อนข้างเชื่อถือได้อยู่แล้ว สมองจึงเลือกทำงานในลักษณะนี้ ทำให้ประมวลผลภาพได้รวดเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3914</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1645998683.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="767"><Nid>3913</Nid><title>สถานีอวกาศนานาชาติเตรียมปลดระวางเข้าสู่สุสานยานอวกาศ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60257428</source><detail>สถานีอวกาศนานาชาติเตรียมปลดระวางเข้าสู่สุสานยานอวกาศ
:
นาซา (NASA) แถลงว่า ได้เตรียมยุติการใช้งานสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station-ISS) ในปี ค.ศ. 2030 หรือในอีก 8 ปีข้างหน้า และจะบังคับให้ตกกลับคืนสู่โลกในช่วงต้นปี ค.ศ. 2031
:
สถานีอวกาศนานาชาติถูกสร้างขึ้นและบริหารด้วยความร่วมมือขององค์กรอวกาศภาครัฐจาก 5 ประเทศ โดยขึ้นสู่วงโคจรครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1998 และมีนักบินอวกาศประจำการอยู่อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2000 เป็นสถานที่ทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงมาแล้วกว่า 3,000 การทดลอง
:
จุดที่ซากของสถานีอวกาศนานาชาติจะตกลงมานั้น เรียกว่า พอยต์นีโม (Point Nemo) หรือ "สุสานยานอวกาศ" ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ระหว่างประเทศนิวซีแลนด์กับพื้นที่ชายฝั่งของประเทศชิลี จัดเป็นน่านน้ำที่อยู่ห่างไกลจากผืนแผ่นดินมากที่สุดในโลก โดยคิดเป็นระยะห่างถึงเกือบ 2,700 กิโลเมตร
:
คาดว่าในปี ค.ศ. 2025 นาซาจะคัดเลือกโครงการสถานีอวกาศของเอกชนอย่างน้อย 1 แห่ง เพื่อทำสัญญาเช่าเป็นสถานที่ปฏิบัติการให้กับนักบินอวกาศของตนในอนาคตต่อไป
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3913</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1645998647.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="768"><Nid>3912</Nid><title>โลกกำลังถูกติดตาม ไม่ใช่จากเอเลี่ยน แต่เป็นดาวเคราะห์น้อย</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60244189</source><detail>โลกกำลังถูกติดตาม ไม่ใช่เอเลี่ยน แต่เป็นดาวเคราะห์น้อย
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติยืนยันการค้นพบ "ดาวเคราะห์น้อยโทรจัน" (Trojan Asteroid) ดวงใหม่ ซึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีลักษณะของวงโคจรและคาบการโคจรเหมือนกับโลก
:
ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้มีชื่อว่า 2020 XL5 และถือเป็นโทรจันดวงที่ 2 ที่ถูกค้นพบว่ามีวงโคจรเดียวกับโลก เป็นดาวเคราะห์น้อยประเภทคาร์บอน เพราะมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นธาตุคาร์บอน
:
โดยมีการระบุว่า โทรจันดวงนี้ถือเป็นเป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับภารกิจการสำรวจในอนาคต และอาจสามารถใช้เป็นฐานของมนุษย์ได้ เนื่องจากมีเวลาเหลือเฟือที่จะศึกษา เพราะเชื่อว่าโทรจันดวงนี้จะอยู่ในวงโคจรปัจจุบันต่อไปอีก 4,000 ปี
:
ดาวเคราะห์น้อยชนิดนี้ถือเป็นหนึ่งในวัตถุเก่าแก่ที่สุดในระบบสุริยะ โดยมีองค์ประกอบคล้ายกับดวงอาทิตย์ ซึ่งนี่หมายความว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้สามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการกำเนิดของระบบสุริยะ และการก่อตัวของดาวเคราะห์ต่างๆ ได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3912</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1645998609.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="769"><Nid>3897</Nid><title>พบทารกในครรภ์ของมัมมี่ ไม่เน่าเปื่อยเพราะถูกดองด้วยกรดธรรมชาติ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60182937</source><detail>พบทารกในครรภ์ของมัมมี่ ไม่เน่าเปื่อยเพราะถูกดองด้วยกรดธรรมชาติ
:
หากยังจำกันได้ ที่พี่ๆ STKC ได้นำเสนอเรื่องราวของมัมมี่ "สตรีปริศนา" อายุเก่าแก่ 2,100 ปี ที่มีซากทารกในครรภ์อายุ 7 เดือนติดท้องอยู่ด้วย วันนี้มีอีกเรื่องที่ถูกรายงานออกมา
:
ปีนี้ทีมนักวิจัย WMP ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาใหม่ล่าสุด ชี้ว่าร่างของทารกในครรภ์ดังกล่าวยังคงไม่เน่าเปื่อยสลายตัวไป แม้จะไม่ถูกแตะต้องด้วยกระบวนการทำมัมมี่เลยก็ตาม เนื่องจากอยู่ในสภาพที่ถูกดองด้วยกรดอ่อนตามธรรมชาติ
:
การที่ผู้ทำมัมมี่นำเนตรอน (Natron) ซึ่งเป็นส่วนผสมของเกลือและแร่ธาตุจากก้นทะเลสาบมาใส่เข้าไปในศพของมัมมี่ ทำให้ร่างของเธอแห้งลง และยังป้องกันไม่ให้อากาศโดยเฉพาะอย่างยิ่งออกซิเจนเข้าไปภายในได้ ทำให้ซากทารกในครรภ์อยู่ในสภาพคล้ายถูกดองด้วยน้ำส้มสายชูภายในโหลที่ปิดสนิทนั่นเอง
:
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ทีมผู้วิจัยก็ยังไม่ทราบว่าแม่และเด็กเสียชีวิตลงด้วยสาเหตุใดกันแน่ และทำไมผู้ทำศพไม่ผ่าเอาร่างของทารกออกเหมือนกับอวัยวะอื่น ๆ ซึ่งคำถามเหล่านี้จะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมกันต่อไปในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3897</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1645049986.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="770"><Nid>3896</Nid><title>สมองแมวมีขนาดเล็กลง เมื่อกลายเป็นสัตว์เลี้ยงมนุษย์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60152960</source><detail>สมองแมวมีขนาดเล็กลง เมื่อเริ่มกลายเป็นสัตว์เลี้ยงมนุษย์
:
บ้านไหนเลี้ยงแมวบ้าง? วันนี้จะนำเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงทางสมองของแมวตั้งแต่เมื่อราวหมื่นปีก่อน จะเป็นไงยังไงบ้าง ไปดูกันเลย
:
มีรายงานวิจัยว่า แมวป่าในยุคโบราณเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากการเป็นสัตว์ที่ออกล่าอย่างอิสระ กลายมาเป็นแมวบ้านที่พึ่งพาอาศัยมนุษย์นั้น ส่งผลต่อวิวัฒนาการด้านขนาดของสมองแมวโดยตรง
:
มีการเปรียบเทียบขนาดกะโหลกศีรษะซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ขนาดของสมอง ระหว่างแมวบ้าน (Felis Catus) กับแมวป่าสายพันธุ์ยุโรป (Felis Silvestris) รวมทั้งกับแมวป่าแอฟริกา (Felis Lybica) ซึ่งได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นบรรพบุรุษของแมวบ้านในปัจจุบัน ทำให้ทราบว่าแมวบ้านมีขนาดของกะโหลกศีรษะและสมองเล็กกว่าแมวป่าทั้งสองสายพันธุ์
:
ซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าการที่มนุษย์นำแมวมาเลี้ยงไว้ในบ้าน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สมองแมวหดตัวเล็กลงได้ โดยกรณีศึกษาของแมวบ้านนั้นคล้ายคลึงกับสัตว์เลี้ยงอื่นๆ อีกหลายชนิดเช่น แกะ สุนัข และกระต่าย ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่าพวกมันมีสมองหดเล็กลงกว่าบรรพบุรุษ เมื่อถูกมนุษย์นำมาเลี้ยงไว้เช่นกันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3896</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1645049947.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="771"><Nid>3893</Nid><title>อาการหลงลืม ไม่ใช่ความจำไม่ดี แต่เป็นกลไกการเรียนรู้ของสมอง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60015242</source><detail>อาการหลงลืม ไม่ใช่ความจำไม่ดี แต่เป็นกลไกการเรียนรู้ของสมอง
:
อาการหลงๆ ลืมๆ เช่น ลืมปิดไฟ ลืมรหัสผ่าน หรือลืมอะไรเล็กๆ น้อย ของคนปกติทั่วไปที่ไม่ได้เป็นโรคสมองเสื่อม แท้จริงแล้วเป็นกลไกการเรียนรู้แบบหนึ่งของสมอง ซึ่งจะช่วยให้คนเราสามารถดำเนินชีวิตได้ดีขึ้น
:
แนวคิดใหม่นี้ ชี้ว่าการหลงลืมในบางครั้งนั้นไม่ได้เกิดจากสมองทำงานผิดพลาด แต่การลืมข้อมูลที่ไม่สำคัญไปบ้างจะช่วยให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยืดหยุ่น สามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นโดยสอดคล้องกับสภาพการณ์รอบตัวที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
:
ความทรงจำที่เรียกใช้ไม่ได้ชั่วคราว (หรืออาการหลงๆ ลืมๆ) ก็ยังคงอยู่ในเซลล์โดยไม่สูญหายไปไหน สามารถเรียกกลับคืนมาได้ในภายหลัง ดังนั้นการหลงลืมในกรณีนี้ไม่ถือเป็นความเสียหายของข้อมูล แต่เป็นกลไกปกติของสมองซึ่งคล้ายกับวงจรไฟฟ้าที่มีการจัดระเบียบใหม่อยู่เสมอ เพื่อตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป การลืมเรื่องบางอย่างจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการเรียนรู้นี้
:
แต่จะแตกต่างกับอาการหลงๆ ลืมๆ ของผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมอย่างเช่นโรคอัลไซเมอร์เนื่องจากกลไกการจดจำและการลืมข้อมูลไปชั่วขณะถูกขัดขวาง ทำให้สมองของผู้ป่วยเข้าถึงแหล่งเก็บความทรงจำไม่ได้เป็นส่วนใหญ่ จนสูญเสียความทรงจำในระดับที่เรียกได้ว่าป่วยเป็นโรคแล้วนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3893</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644860048.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="772"><Nid>3892</Nid><title>แนวคิด "หลุมดำบรรพกาล" ของ สตีเฟน ฮอว์คิง อาจกำลังถูกพิสูจน์ได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59850662</source><detail>แนวคิด "หลุมดำบรรพกาล" ของ สตีเฟน ฮอว์คิง อาจกำลังถูกพิสูจน์ได้
:
สสารมืด (Dark Matter) ซึ่งคิดเป็นส่วนประกอบถึงกว่า 80% ของสสารทั้งหมดในจักรวาล ยังคงเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามันคืออะไรและมีที่มาจากไหนกันแน่ แต่ล่าสุดได้มีการปรับปรุงแนวคิดอธิบายเรื่องที่มาของสสารมืดได้แจ่มแจ้งชัดเจนขึ้น  
:
แนวคิดดั้งเดิมของฮอว์คิงและคาร์ชี้ว่า หลังการขยายตัวครั้งใหญ่ที่ให้กำเนิดเอกภพหรือบิ๊กแบงไม่นาน สสารที่กระจายตัวออกอย่างไม่สม่ำเสมอทำให้บางตำแหน่งมีความหนาแน่นสูง จนยุบตัวกลายเป็นหลุมดำรุ่นแรกในยุคบรรพกาล
:
โดยทีมผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่า หากหลุมดำบรรพกาลมีขนาดจำกัดโดยมีมวลเพียง 1.4 เท่าของดวงอาทิตย์แล้ว มันจะสามารถแทนที่สสารมืดทั้งหมดในจักรวาลได้อย่างพอดิบพอดี
:
กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ (JWST) ที่เพิ่งออกเดินทางไปในห้วงอวกาศและอยู่ระหว่างการติดตั้ง จะสามารถค้นพบหลักฐานที่พิสูจน์ความถูกต้องของแนวคิดเรื่องหลุมดำบรรพกาลคือสสารมืดได้ในที่สุด เนื่องจากกล้อง JWST เป็นอุปกรณ์ที่มองเห็นห้วงอวกาศลึก จนสามารถย้อนไปถึงช่วงเวลาที่ดาวฤกษ์ดวงแรกและดาราจักรแห่งแรกเกิดขึ้นได้
:
ขณะนี้กล้อง JWST อยู่ห่างจากโลกมากกว่า 800,000 กิโลเมตรแล้ว ถือว่ามาไกลเกินครึ่งหนึ่งของระยะทางไปสู่ตำแหน่งประจำการที่จุดสมดุลแรงโน้มถ่วง L2 ซึ่งถือว่าเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก ซึ่งถ้ามีการค้นพบครั้งใหญ่เกิดขึ้น อาจทำให้มนุษย์ได้ไขความลับของสสารมืดได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3892</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644860003.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="773"><Nid>3891</Nid><title>กินไส้กรอกมากไป เสี่ยงปัญหาสุขภาพ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/55848-ห่วงกินไส้กรอกมากไป%20เสี่ยงปัญหาสุขภาพ.html</source><detail>ไส้กรอกเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบหลักเป็นโปรตีน ไขมัน และน้ำ แต่ยังมีส่วนประกอบของสารอื่นในไส้กรอกอีก เพื่อให้มีสีสันน่ารับประทาน ป้องกันการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ และยืดอายุการเก็บรักษา ได้แก่

1. วัตถุเจือปนอาหาร ถ้าบริโภคต่อครั้งปริมาณมาก ก็อาจจะทำให้ได้รับสารไนไตรต์ในปริมาณสูงเกินกว่าค่าปลอดภัยที่กำหนดไว้ คือ วัยรุ่น 9-18 ปี ไม่ควรเกิน 3.1 มิลลิกรัม (มก.) ผู้ใหญ่ ตั้งแต่ 19 ปีขึ้นไป ไม่ควรเกิน 3.8 มก. ซึ่งทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

2. ไขมัน น้ำมันช่วยให้ไส้กรอกมีลักษณะนุ่ม ชุ่มฉ่ำ มีเนื้อสัมผัสและรสชาติดี โดยจัดเป็นอาหารที่มีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูง หากทอด 1 ชิ้น เทียบเท่ากับน้ำมัน 3 ช้อนชา และถ้ากินเป็นปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเสี่ยงต่อโรคอ้วน ภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ซึ่งเป็น สาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไม่ติดต่อเรื้อรังตามมาได้

3. เกลือ หรือโซเดียม ปริมาณเกลือที่เติมแล้วแต่ชนิดของไส้กรอก โดยส่วนใหญ่ ไส้กรอกหมู 1 ชิ้น มีโซเดียม 300-400 มก. เทียบเท่ากับเกลือประมาณ 1/5 ช้อนชา ตามปกติแล้วร่างกายจะได้รับโซเดียมที่มีอยู่ตามธรรมชาติของอาหารชนิดนั้นๆ ด้วย ซึ่งใน 1 วัน ไม่ควรบริโภคโซเดียมเกิน 2,000 มก. หรือเทียบเท่ากับเกลือ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา 4 ช้อนชา เพราะการบริโภคโซเดียมมากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไตเรื้อรังได้
</detail><keywords>ไส้กรอก, กินไส้กรอกมากเกินไป, โซเดียม</keywords><date>2022-02-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3891</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644830561.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644830561_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644830561_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644830561_2.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644830561_3.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644830561_4.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644830561_5.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="774"><Nid>3888</Nid><title>แก่นโลกกำลังเย็นตัวลง จนอาจกลายเป็นหินแข็งที่ไร้ความเคลื่อนไหว</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-60101139</source><detail>แก่นโลกกำลังเย็นตัวลง จนอาจกลายเป็นหินแข็งที่ไร้ความเคลื่อนไหว
:
นับตั้งแต่โลกได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 4,500 ล้านปีก่อน แก่นโลก (Earth's Core) ที่เป็นโลหะและแร่ธาตุหลอมเหลวอุณหภูมิสูง ได้เริ่มเย็นตัวลงทีละน้อยตามธรรมชาติของดาวเคราะห์ แต่นั่นเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเกิดขึ้นในอีกหลายพันล้านปีข้างหน้า
:
ผลการศึกษาล่าสุดของทีมวิจัยของสวิตเซอร์แลนด์ชี้ว่า วันนั้นอาจมาถึงเร็วกว่าเดิม เนื่องจากพบว่าอัตราการสูญเสียความร้อนจากแก่นโลกสู่ชั้นของเนื้อโลก (Mantle) สูงกว่าประมาณการเดิมอย่างน้อย 1.5 เท่า
:
งานวิจัยนำแร่ธาตุ Bridgmanite ซึ่งเป็นแคลเซียมซิลิเกตหรือแมกนีเซียมซิลิเกต ที่พบมากในชั้นล่างของเนื้อโลก มาทดสอบความสามารถในการนำความร้อนภายใต้อุณหภูมิและความดันสูง ซึ่งห้องปฏิบัติการจะจัดไว้ให้ใกล้เคียงกับสภาพจริงในส่วนลึกใต้ผืนโลก
:
พบว่าผลึกของ Bridgmanite สามารถนำความร้อนได้สูงกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยคาดการณ์ไว้ถึง 1.5 เท่า ซึ่งหมายความว่าแก่นโลกจะเย็นตัวลงได้เร็วขึ้นตามไปด้วย
:
และนี่ก็เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นตามธรรมชาตืของดาวเคราะห์ แต่เรายังไม่อาจรู้ได้แน่ชัดว่า เวลานั้นจะมาถึงเมื่อใด เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่ออุณหภูมิของแก่นโลกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3888</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644785111.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="775"><Nid>3887</Nid><title>โรงเรียนในป่า ช่วยเด็กมีสมาธิจดจ่อ มีจินตนาการมากขึ้น</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60181558</source><detail>โรงเรียนในป่า ช่วยเด็กมีสมาธิจดจ่อ มีจินตนาการมากขึ้น
:
ห้องเรียนกลางแจ้ง คือ ห้องเรียนที่นักเรียนจะได้ใกล้ชิดกับเนินเขาติดชายทะเล หรือในป่าเขียวขจี ซึ่งเปิดให้เด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติอย่างอิสระ ตามแนวทางของหลักสูตร "โรงเรียนในป่า" (Forest School) แบบสแกนดิเนเวีย
:
ต่อมาได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก รวมทั้งในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเริ่มตามรอยทดลองจัดการเรียนการสอนแบบนี้มากขึ้น นับแต่เข้าสู่สหัสวรรษใหม่หลังปี 2000 เป็นต้นมา
:
มีงานวิจัยที่ชี้ว่า ยิ่งเด็กชั้นอนุบาลมีเวลาเล่นกลางแจ้งในธรรมชาติมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้มีสมาธิจดจ่อ มีจินตนาการ รวมทั้งมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นเท่านั้น จะช่วยให้เด็กมีร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพดีขึ้น กิจกรรมแบบนี้ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง สร้างทักษะการแก้ปัญหา และบ่มเพาะจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 
:
โรงเรียนในป่าเริ่มแพร่หลายเข้ามาในแถบภูมิภาคเอเชีย ด้วยสภาพอากาศที่ร้อน อบอ้าว จึงทำให้การจัดกิจกรรมกลางแจ้งต้องปรับเปลี่ยนบ้างเล็กน้อย โดยเด็กๆ จะออกมาที่ห้องเรียนในป่าตอนเช้าตรู่หรือบ่ายคล้อยใกล้เวลาเย็นย่ำเพื่อเลี่ยงแดดร้อนจัด 
:
แต่ทั้งหมดนี้เชื่อว่าจะทำให้เปิดโลกจินตนาการของเด็กๆ ไม่ให้อุดอู้อยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ อีกต่อไป หากมีโรงเรียนแบบนี้อยู่ในประเทศไทยบ้านเรา คงน่าสนุกไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3887</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644785078.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="776"><Nid>3886</Nid><title>เลิกการตั้งปณิธานปีใหม่ เพื่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้น</title><source>https://www.bbc.com/thai/59838240</source><detail>เลิกการตั้งปณิธานปีใหม่ เพื่อสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
:
เป็นธรรมเนียมของทุกปีที่ต้องสร้างปณิธานใหม่ๆ เช่น "ปีใหม่นี้จะลดความอ้วน" หรือ "ปีใหม่นี้จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง" แต่ในสถาณการณ์โควิดที่มีแต่ความตึงเครียดแบบนี้ การกดดันตัวเองแบบนี้จะส่งผลดีจริงๆ เหรอ?
:
นักจิตวิทยาของสหรัฐอเมริกาแนะว่า เราอาจรับมือกับสถานการณ์โรคระบาด รวมทั้งมีจิตใจที่สดชื่น ผ่อนคลายขึ้น หากไม่ต้องคอยทำตามปณิธานต่างๆ ที่เราสร้างเอาไว้เพื่อกดดันตัวเอง
:
เพราะจริงๆ แล้วอาจมีประโยชน์กว่า หากเราหันมาทบทวนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตของเราจริงๆ แทนการตั้งปณิธานปีใหม่
:
สิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์และทำได้จริง คือ การมีสติและตระหนักรู้อยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด การรับรู้ถึงสิ่งที่ตนเองกำลังกระทำอยู่อย่างสม่ำเสมอ และรับรู้ว่ามันส่งผลต่อชีวิตอย่างไรบ้าง เท่านี้ชีวิตเราก็จะไปสู่จุดหมายที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องคอยนั่งกดดันตัวเองแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3886</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644695182.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="777"><Nid>3885</Nid><title>ทำความรู้จักโควิดสายพันธุ์ "ล่องหน"</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60228262</source><detail>ทำความรู้จักโควิดสายพันธุ์ "ล่องหน"
:
เชื้อโควิดที่ลุกลามไปกว่าครึ่งโลกทุกวันนี้ เป็นการติดเชื้อกลายพันธุ์ โอมิครอน (Omicron) ที่แพร่กระจายตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เป็นเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยบีเอวัน (BA.1)
:
แต่เมื่อไม่นานมานี้ เริ่มมีรายงานว่าพบการแพร่กระจายของเชื้อโอมิครอนแบบใหม่ที่เรียกว่าสายพันธุ์ย่อยบีเอทู (BA.2) โดยมีผู้ติดเชื้อนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียและยุโรป และดูเหมือนว่าจะติดต่อกันได้รวดเร็วยิ่งกว่าโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยบีเอวันเสียอีก
:
เชื้อโควิดสายพันธุ์นี้ได้ฉายาว่าเป็นไวรัส "ล่องหน" เนื่องจากไม่มีหน่วยพันธุกรรมหรือยีนที่ใช้เป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า มันเป็นเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิมหรือเป็นเชื้อกลายพันธุ์ชนิดเดลตากันแน่
:
แม้ผู้ติดเชื้อชนิดนี้จะมีผลตรวจโควิดเป็นบวกจากการใช้ชุดทดสอบ ATK หรือจากการตรวจแบบ PCR แต่ก็ไม่อาจจะทราบได้ว่าเป็นเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยบีเอทูหรือไม่ จนกว่าจะมีการใช้เทคนิคแบบพิเศษเข้ามาตรวจสอบเพิ่มเติม
:
ยังไม่แน่ชัดว่าเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยบีเอทูมีแหล่งกำเนิดจากไหน แต่มีการตรวจพบครั้งแรกในฐานข้อมูลพันธุกรรมไวรัสของประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือนพฤศจิกายนของปีที่แล้ว
:
ดูเหมือนว่าสายพันธุ์ย่อยบีเอทูจะแพร่กระจายได้ง่ายยิ่งกว่าโอมิครอนสายพันธุ์ดั้งเดิมตรวพบได้ยาก แต่ยังมีความโชคดี ที่ยังไม่พบข้อมูลว่าจะทำให้เกิดอาการของโรคโควิดที่รุนแรงไปกว่าสายพันธุ์อื่นๆ แต่ยังไงพวกเราก็ต้องระวังตัวเองได้ดี สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกข้างนอก และหมั่นล้างมือด้วยแอลกอฮอล์นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3885</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644695145.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="778"><Nid>3884</Nid><title>กล้องเจมส์เว็บบ์เดินทางถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60122419</source><detail>กล้องเจมส์เว็บบ์เดินทางถึงจุดหมายโดยสวัสดิภาพ
:
หลังออกเดินทางจากโลกมาเป็นเวลา 30 วัน ในที่สุดกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์ (JWST) ก็ได้มาถึงจุดหมายปลายทางที่จุดสมดุลแรงโน้มถ่วง L2 หรือจุดลากรานจ์ที่สองซึ่งห่างจากโลก 1.5 ล้านกิโลเมตร ซึ่งจะเป็นตำแหน่งประจำการถาวร ที่กล้องจะใช้เฝ้าสังเกตการณ์ห้วงอวกาศลึกในภารกิจที่อาจยาวนานถึงกว่า 10 ปีแล้ว
:
ตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการจุดระเบิดเครื่องยนต์ขับดันเพื่อปรับแก้วิถีโคจรกลางทาง 3 ครั้ง และในที่สุดกล้อง JWST ก็เข้าสู่วงโคจรถาวรรอบจุด L2 ได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 24 ม.ค. เวลา 14.00 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออกของทวีปอเมริกา (EST) ซึ่งตรงกับเวลา 2.00 น. ของวันอังคารที่ 25 ม.ค. ตามเวลาในประเทศไทย
:
จุด L2 นั้นเป็นจุดสมดุลแรงโน้มถ่วงระหว่างโลก ดวงอาทิตย์ และวัตถุชิ้นที่สามซึ่งก็คือกล้อง JWST นั่นเอง ตำแหน่งนี้ทำให้กล้องสามารถโคจรอยู่ในห้วงอวกาศตรงได้อย่างมีเสถียรภาพและประหยัดพลังงาน ทั้งยังสังเกตห้วงอวกาศลึกได้ชัดเจนขึ้น เพราะ L2 เป็นตำแหน่งด้านข้างของโลกฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ทำให้โลกและดวงอาทิตย์อยู่ด้านหลังของกล้อง ทั้งนี้เป็นเพราะกล้อง JWST เป็นกล้องตรวจจับรังสีอินฟราเรดที่ต้องรักษาระดับอุณหภูมิในการทำงานให้คงที่อยู่ในระดับต่ำมาก
:
ด้วยเหตุนี้กล้องจึงไม่สามารถหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์และสังเกตการณ์ด้านในของระบบสุริยะ ซึ่งก็คือดวงอาทิตย์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ และโลกได้ แต่สำหรับดาวอังคารและวัตถุอวกาศที่อยู่ถัดออกไปด้านนอกรวมทั้งห้วงอวกาศลึก กล้องจะสามารถมองเห็นในย่านรังสีอินฟราเรดได้ทั้งหมด
:
การที่กล้องต้องตรวจจับรังสีอินฟราเรดหรือรังสีความร้อนที่เบาบางและมีอุณหภูมิต่ำสุดขั้ว ซึ่งส่งมาจากวัตถุในห้วงอวกาศลึก กล้อง JWST จึงต้องใช้เวลานานเกือบ 100 วัน เพื่อรอให้กล้องเย็นตัวลงถึงระดับ -230 องศาเซลเซียส ก่อนจะเริ่มต้นทำงานได้
:
ส่วนสาเหตุที่ต้องรอให้เย็นตัวนาน ทั้งที่กล้องอยู่ในห้วงอวกาศที่เย็นยะเยือกอยู่แล้วนั้น เป็นเพราะการสูญเสียความร้อนของวัตถุในอวกาศต่างจากบนโลกซึ่งมีได้หลายวิธี ทั้งการนำความร้อน (conduction) และการพาความร้อน (convection) แต่ในอวกาศมีเพียงการแผ่รังสีความร้อน (radiation) เท่านั้น
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3884</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644695104.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="779"><Nid>3883</Nid><title>XO-3b ดาวเคราะห์สุดขั้วที่หนึ่งปีมีหน้าร้อน 1 วัน สลับหน้าหนาวอีก 2 วัน</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-60096101</source><detail>XO-3b ดาวเคราะห์สุดขั้ว 1 ปีมีหน้าร้อน 1 วัน สลับหน้าหนาวอีก 2 วัน
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบันในสหรัฐฯ และแคนาดา ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ขององค์การนาซา เฝ้าสังเกตการณ์และบันทึกภาพดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ XO-3b จนได้พบความสุดขั้วของดาวดวงนี้
:
ดาวเคราะห์ XO-3b อยู่ห่างจากโลก 848 ปีแสง มีขนาดใหญ่กว่าดาวพฤหัสบดีและมีมวลมากกว่าเกือบ 12 เท่า ดาวเคราะห์ดวงนี้โคจรวนรอบดาวฤกษ์ของตัวเองอย่างรวดเร็วมาก จนทำให้ระยะเวลา 1 ปีของดาวเคราะห์นี้มีเพียง 3 วัน โดยแบ่งเป็นฤดูร้อน 1 วัน สลับกับฤดูหนาวอีก 2 วัน
:
แม้จะเรียกว่าฤดูร้อนและฤดูหนาว และอุณหภูมิของดาวมีการเพิ่มขึ้นและลดลงก็จริง แต่อุณหภูมิของดาวเคราะห์ XO-3b ก็ยังสูงมากตลอดปี โดยใน "ฤดูหนาว" ก็ยังร้อนจัดถึง 1,127 องศาเซลเซียส ขณะที่อุณหภูมิของ "ฤดูร้อน" ก็ยิ่งร้อนแรงถึง 1,727 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว
:
ลิซา แดง นักศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแม็กกิลล์ (McGill University) ของแคนาดา ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า "เราพบการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิตามฤดูกาลอย่างรวดเร็วสุดขั้ว โดยเป็นการผันผวนของอุณหภูมิที่รุนแรงยิ่งกว่าบนโลกหลายร้อยเท่า"
:
รายงานวิจัยระบุว่า ในขณะที่ฤดูกาลบนโลกเกิดขึ้นจากการโคจรและการเอียงตัวของแกนโลก แต่ฤดูกาลบนดาวเคราะห์ XO-3b เกิดจากการโคจรรอบดาวฤกษ์เป็นวงรีรูปไข่ในระยะประชิด ซึ่งถือว่าผิดปกติอย่างมาก เพราะในระยะห่างนี้ แรงโน้มถ่วงของดาวฤกษ์ควรจะดึงให้วิถีโคจรเป็นวงกลมมากกว่า
:
มีความเป็นไปได้ว่า ดาวเคราะห์ดวงนี้เพิ่งจะกลายมาเป็นดาวบริวารของดาวฤกษ์ได้ไม่นาน จึงอยู่ระหว่างปรับตัวเคลื่อนย้ายให้เข้าวิถีโคจรตามที่ควรจะเป็น
:
นอกจากสภาพอากาศตามฤดูกาลที่ผันผวนเร็วสุดขั้วแล้ว ทีมผู้วิจัยยังค้นพบว่ามีการแผ่รังสีอินฟราเรด (Infrared) หรือรังสีความร้อนในระดับสูงออกมาจากแก่นชั้นในของดาวด้วย ซึ่งดูเหมือนว่าความร้อนนี้ไม่ได้รับมาจากดาวฤกษ์ที่ตั้งอยู่ใกล้กัน แต่เป็นความร้อนที่เกิดจากภายในของดาวเคราะห์ดวงนี้เอง
:
ผู้วิจัยสันนิษฐานว่าความร้อนนี้อาจเกิดจากแรงไทดัล (Tidal Force) ของดาวฤกษ์ที่ตั้งอยู่ชิดกันมากที่ดึงให้บางส่วนของดาวเคราะห์ยืดและขยายตัวออก จนเกิดเป็นความร้อนส่วนเกิน
:
ข้อสันนิษฐานอีกข้อหนึ่งก็คือ ดาวดวงนี้อาจไม่ใช่ดาวเคราะห์แต่เป็นดาวฤกษ์ประเภทดาวแคระสีน้ำตาล ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ที่ยังไม่ตายสนิท และยังคงมีปฏิกิริยานิวเคลียร์อยู่ภายใน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-02-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3883</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1644695063.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="780"><Nid>3876</Nid><title>Burnout Syndrome ภาวะหมดไฟ ภาวะหมดใจ</title><source>https://www.dek-d.com/education/58509</source><detail>Burnout Syndrome ภาวะหมดไฟ ภาวะหมดใจ
:
เรียนหนัก-ทำงานหนักเกินไป ใช่ว่าจะดี เพราะวันหนึ่งที่เราทนไม่ไหว จะพาร่างกายเข้าสู่ Burnout Syndrome หรือภาวะหมดไฟ เราไปทำความรู้จักอาการนี้เพิ่มเติมกัน
:
ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome) เป็นความอ่อนล้าทางอารมณ์ จิตใจ และร่างกายจากการที่เราต้องเผชิญหน้ากับปริมาณงานที่หนักและเครียดติดต่อกันเป็นเวลานาน จะแสดงอาการที่ผิดปกติออกมาทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
:
อาการที่เข้าข่ายเป็นภาวะหมดไฟ
- เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย หมดเรี่ยวแรง
- ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ
- นอนไม่หลับ
- หดหู่ ท้อแท้ สิ้นหวัง รู้สึกว่าตนไร้คุณค่า ไร้ความสามารถ
- หงุดหงิด โมโหง่าย
- เมินงาน ปฏิเสธการทำงาน
- ไม่อยากยุ่งกับผู้อื่นๆ อยากแยกตัวอยู่คนเดียว
:
ให้เราหมั่นสังเกตอาการตัวเอง ถ้ารู้ตั้งแต่เนิ่นๆ เรายังพอแก้ไขได้ทัน แต่ถ้าปล่อยไว้นานไปจะทำให้เรามีภาวะเครียดรุนแรงขึ้นและเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้าได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3876</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643921377.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="781"><Nid>3875</Nid><title>เรื่องไดโนเสาร์ที่เราอาจเคยเข้าใจกันผิด</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59399766</source><detail>เรื่องไดโนเสาร์ที่เราอาจเคยเข้าใจกันผิด
:
แม้ไดโดโนเสาร์จะสูญพันธุ์ไปหลายล้านปีแล้ว แต่เรายังสามารถเห็นพวกมันได้ในภาพยนตร์เรื่อง จูราสสิค พาร์ค (Jurassic Park) และนี่กลับเป็นสิ่งที่ปลูกฝังความเข้าใจผิดๆ ให้กับมนุษย์
:
ไดโนเสาร์ล้มตายไปจนหมดจากอุกกาบาตชนโลก?
- จริงๆแล้ว มีสัตว์โลกเพียง 75% ที่สูญพันธุ์ไป และไดโนเสาร์บางชนิดก็อยู่ในหมู่ผู้รอดชีวิต
:
คุณสามารถหลบทีเร็กซ์ด้วยการยืนอยู่นิ่งๆ จริงเหรอ?
- ทีเร็กซ์ถูกนำมักถูกนำเสนอว่าเป็นสัตว์ที่สายตาไม่ดี และจะสามารถตรวจจับเหยื่อได้เมื่อเหยื่อมีการเคลื่อนไหว แต่จริงๆ แล้ว ทีเร็กซ์อาจมีสายตาดีที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งปวง
:
ทีเร็กซ์วิ่งแซงหน้ารถยนต์ได้ไหม?
- ทีเร็กซ์อาจวิ่งได้เร็วในระยะสั้น แต่คงจะไม่เร็วพอที่จะวิ่งแซงหน้ารถยนต์
:
เราสามารถโคลนไดโนเสาร์ได้ไหม?
- นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าขณะนี้เรายังไม่มีเทคโลยีที่สามารถโคลนไดโนเสาร์ขึ้นมาได้
:
นักวิทยาศาสตร์ยังระบุว่า ความพยายามขจัดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเกี่ยวไดโนเสาร์ทำได้ยากขึ้นจากการที่สัตว์เหล่านี้ถูกนำเสนออย่างไม่ถูกต้องผ่านสื่อต่างๆ ในวัฒนธรรมสมัยนิยม ซึ่งถ้าศึกษาตามวิทยาศาสตร์จริงๆ ไดโนเสาร์อาจไม่เหมือนในภาพยนตร์ตามที่เราดูก็ได้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3875</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643921347.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="782"><Nid>3874</Nid><title>ตรวจสุขภาพประจำปี จำเป็นต้องตรวจทุกปีไหมนะ</title><source>https://www.sanook.com/health/31805</source><detail>ตรวจสุขภาพประจำปี จำเป็นต้องตรวจทุกปีไหมนะ
:
เคยสงสัยไหมครับ ทำไมเราต้องตรวจสุขภาพกันทุกปี ทั้งๆ ที่ก็ไม่ได้มีอาการหรือโรคอะไรแสดงออกมา วันนี้เราไปฟังคำตอบกัน
:
การตรวจสุขภาพประจำปี นับเป็นหัวใจสำคัญของการเดินหน้าไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีข้อดีอย่างมากในการช่วยวินิจฉัยโรคบางโรคที่อาจจะไม่แสดงอาการผิดปกติ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ เป็นต้น
:
การตรวจสุขภาพประจำปี สามารถแบ่งการตรวจตามช่วงอายุได้ 4 กลุ่ม
กลุ่มที่ 1 : วัยเด็ก จะเน้นไปทางการเจริญเติบโต พัฒนาการ
กลุ่มที่ 2 : ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เพื่อดูแลสุขภาพของแม่ และทารกในครรภ์ให้แข็งแรงจนกระทั่งถึงเวลาคลอด
กลุ่มที่ 3 : วัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ เพื่อค้นหาโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในร่างกาย
:
การตรวจสุขภาพจึงช่วยวินิจฉัยและรักษาโรคบางโรคได้ในระยะเริ่มต้น เพื่อเป็นประโยชน์ในการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรกของโรค ทำให้ได้ผลในการรักษาที่ดี ลดความรุนแรง ภาวะแทรกซ้อน หรือความพิการต่างๆ ที่อาจเกิดจากโรคบางโรคได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3874</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643921317.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="783"><Nid>3873</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ทำให้สสารล่องหนได้เป็นครั้งแรก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59364939</source><detail>นักวิทยาศาสตร์ทำให้สสารล่องหนได้เป็นครั้งแรก
:
การทำให้สสารล่องหนอาจสามารถเห็นได้ตามภาพยนตร์ทั่วไป แต่วันนี้นักวิทยาศาสตร์สามารถทำมันได้สำเร็จแล้วเป็นครั้งแรก
:
หลักการทางกลศาสตร์ควอนตัมระบุว่า หากทำให้กลุ่มหมอกของสสารในสถานะก๊าซเย็นจัดจนเข้าใกล้อุณหภูมิศูนย์สัมบูรณ์ รวมทั้งทำให้มันมีความหนาแน่นสูงพอ กลุ่มหมอกนั้นจะสะท้อนและกระเจิงแสงได้ลดลงเรื่อยๆ จนเราเห็นว่ามัน "ล่องหน" หายไปจากสายตาในที่สุด
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ใช้เลเซอร์ทำให้อะตอมของลิเทียมในสถานะก๊าซเคลื่อนไหวช้าลงจนมีอุณหภูมิลดต่ำเหลือเพียง 20 ไมโครเคลวิน และใช้เลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูงอีกชุดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นคีมบีบอัดให้อะตอมของก๊าซลิเทียมอยู่ในพื้นที่แคบ จนมีความหนาแน่นถึง 1 ควอดริลเลียนอะตอมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร
:
ผลปรากฏว่า กลุ่มหมอกของก๊าซลิเทียมในภาวะดังกล่าวดูโปร่งใสขึ้น โดยผลตรวจนับอนุภาคโฟตอนหรือแสงที่เกิดการกระเจิงผ่านกล้องความไวสูงยืนยันว่า มีโฟตอนชนิดนี้ลดน้อยลงในการทดลอง ส่งผลให้กลุ่มหมอกก๊าซลิเทียมมีการกระเจิงแสงลดต่ำลงถึง 38% เมื่อเทียบกับสสารแบบเดียวกันในอุณหภูมิห้อง
:
และนี่ก็เป็นก้าวแรกของการพัฒนาอุปกรณ์ที่ทำให้สสารล่องหนได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำงานของคอมพิวเตอร์ควอนตัมประสิทธิภาพสูงในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3873</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643921285.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="784"><Nid>3872</Nid><title>เหตุการณ์ลาส์ชอมป์ ทำให้มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลต้องสูญพันธุ์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59780679</source><detail>เหตุการณ์ลาส์ชอมป์ ทำให้มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลต้องสูญพันธุ์
:
เหตุการณ์ลาส์ชอมป์ (Laschamps Event) หรือการที่สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรงลงจนเกิดการกลับขั้วในช่วงสั้นๆ เมื่อราว 41,000 - 42,000 ปีก่อน
:
จากเหตุการณ์นี้ ทำให้โลกเผชิญวิกฤตทางภูมิอากาศ จนสิ่งมีชีวิตหลายชนิดซึ่งอาจรวมถึงมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลต้องสูญพันธุ์ไปแล้ว เหตุการณ์ลาส์ชอมป์ยังสามารถเคลื่อนย้ายแสงเหนือ (Aurora Borealis) รวมทั้งแสงใต้ (Aurora Australis) ให้มาปรากฏที่แถบเส้นศูนย์สูตรได้อีกด้วย
:
มีผลวิเคราะห์ข้อมูลจากร่องรอยการกลับขั้วแม่เหล็กโลก ซึ่งพบในชั้นหินโบราณและประวัติความเคลื่อนไหวของภูเขาไฟในอดีต พบว่าเมื่อ 41,000 ปีที่แล้ว สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรงลงจนเหลือเพียง 4% ของระดับความแข็งแกร่งในปัจจุบัน ส่งผลให้ผิวโลกด้านที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์ในเวลากลางวันและต้องเผชิญกับแรงต้านจากลมสุริยะโดยตรง ไม่มีสนามแม่เหล็กโลกปกคลุมอยู่อีกต่อไป
:
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าเหตุการณ์ลาส์ชอมป์มีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับวิกฤตด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเวลานั้นอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3872</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643921249.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="785"><Nid>3871</Nid><title>การคัดเลือกโดยธรรมชาติ ยังคงเกิดกับมนุษย์อย่างต่อเนื่อง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59443191</source><detail>การคัดเลือกโดยธรรมชาติ ยังคงเกิดกับมนุษย์อย่างต่อเนื่อง

เป็นที่ถกเถียงกันมายาวนานเกี่ยวกับการคัดสรรลักษณะทางพันธุกรรมที่มีประโยชน์ให้สืบทอดต่อไปยังรุ่นลูกหลาน หรือที่เรียกว่า "การคัดเลือกโดยธรรมชาติ" (Natural Selection) ยังมีอยู่อีกหรือไม่ วันนี้มีคำตอบแล้ว

ล่าสุด ทีมผู้เชี่ยวชาญทางพันธุศาสตร์ระบุว่า กระบวนการคัดเลือกโดยธรรมชาติยังคงทำงานอย่างแข็งขันในหน่วยพันธุกรรมหรือยีนอย่างน้อย 775 ตัวของมนุษย์ ตลอดช่วงระยะเวลา 2,000 - 3,000 ปีที่ผ่านมา

โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมของชาวยุโรปในปัจจุบันจำนวน 500,000 คน กับข้อมูลพันธุกรรมของมนุษย์โบราณยุคต่างๆ จำนวน 512 คน

ทีมผู้วิจัยพบว่า ยีนของมนุษย์หลายร้อยตัวที่ยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของการคัดเลือกโดยธรรมชาติ รวมไปถึงยีนกำหนดสีผิวที่มีแนวโน้มทำให้คนเชื้อสายยุโรปผิวขาวยิ่งขึ้น ยีนของการมีระดับสติปัญญาหรือไอคิว (IQ) สูง รวมทั้งยีนที่กำหนดขนาดและสัดส่วนของอวัยวะต่างๆ

ทำให้เราเห็นว่า ไม่ว่ามนุษย์จะพัฒนาไปเพียงใดก็ยังไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3871</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643921217.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="786"><Nid>3870</Nid><title>สตรอว์เบอร์รี่ ปลูกเองได้ในแปลงผักข้างบ้าน</title><source>https://home.kapook.com/view244081.html</source><detail>สตรอว์เบอร์รี่ ปลูกเองได้ในแปลงผักข้างบ้าน
:
หลายคนคงคิดว่าสตรอว์เบอร์รี่นั้นปลูกยาก ต้องปลูกในอากาศหนาวๆ อย่างในภาคเหนือเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ปัจจัยการปลูกสตรอว์เบอร์รี่นั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิอย่างเดียว วันนี้จะพาไปดูวิธีปลูกสตรอว์เบอร์รีในแปลงผักพร้อมปุ๋ยหมักที่ผสมขึ้นเอง
:
ปลูกสตอรว์เบอร์รี่ต้องทำอะไรบ้าง?
- เตรียมแปลงสำหรับปลูก ใส่ปุ๋ยหมักลงไป
- กำจัดวัชพืชให้หมดและพรวนดินให้ร่วนซุย
- นำต้นกล้ามาลงหลุม ตัดเฉพาะก้นถุงออก 
- ฟางมาคลุมหน้าดินไว้ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นของหน้าดิน
- รดน้ำต้นสตรอว์เบอร์รี่วันละ 2 คร้ัง เช้า-เย็น
- ระยะเวลาผ่านไปประมาณ 2 เดือน ผลสตรอว์เบอร์รีจะเริ่มออกและค่อยๆ สุก  
:
เท่านี้ก็จะได้สตรอว์เบอร์รี่สดๆ ไร้สารพิษให้เราได้เด็ดกินทุกวันแล้วล่ะ ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะครับ อย่าลืมไปทำตามและถ่ายรูปมาอวดกันด้วยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3870</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643921180.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="787"><Nid>3867</Nid><title>กินปลามีประโยชน์อย่างไร</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/55569-กินปลามีประโยชน์อย่างไร.html</source><detail>การกินข้าวกินปลา อยู่ในวัฒนธรรมการกินอาหารของคนไทยมาตลอด มีหลักฐานทางวิชาการทั่วโลกมากมาย สนับสนุนให้เห็นว่า การกินปลาช่วยลดการเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ลดโอกาสเป็นอัมพาต โดยเฉพาะในผู้หญิง นอกจากนี้ เนื้อปลายังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย จะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกัน

1. กินปลาลดโอกาสเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจลดลง

มนุษย์กินปลา (เป็นตัว) มาตั้งแต่โบราณ ประชากรที่กินปลามาก ลดโอกาสเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยทุก ๆ 1 หน่วยบริโภคต่อสัปดาห์ที่กินปลาเพิ่มขึ้น ลดโอกาสเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจประมาณร้อยละ 4 สมาคมแพทย์หัวใจแห่งอเมริกาแนะนำให้ประชาชนทั่วไป (ที่ไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ) กินปลาหลาย ๆ ชนิด อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 มื้อ

2. การกินปลาลดโอกาสหัวใจล้มเหลว

การศึกษาที่ผ่านมายังบอกไม่ได้ชัดเจนว่า การกินปลาหรืออาหารที่มีโอเมก้า 3 (ไขมันปลา สาหร่าย อาหารทะเล) จะช่วยลดโอกาสเป็นหัวใจล้มเหลวหรือไม่ แต่จากการรวบรวมการศึกษาแบบ systematic review จากฐานข้อมูลทางการแพทย์จนถึงเดือนสิงหาคม 2554 ได้การศึกษาคุณภาพดี 7 การศึกษา โดยพบว่า กลุ่มประชากรที่กินปลามากที่สุด (เมื่อเทียบกับกลุ่มที่กินน้อย หรือไม่ได้กินเลย) ลดโอกาสเกิดหัวใจล้มเหลวร้อยละ 15 หลังจากปรับปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องแล้ว

3. การกินปลาช่วยลดโอกาสเป็นอัมพาตในผู้หญิง

การศึกษาไปข้างหน้าในประเทศเนเธอร์แลนด์ พบว่า ผู้หญิงที่กินปลาโดยเฉลี่ยมากกว่า 188 มิลลิกรัมต่อวัน เทียบกับกินน้อยกว่า 57 มิลลิกรัมต่อวัน ลดโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤกษ์ อัมพาต ร้อยละ 51 หลังจากปรับค่าปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่พบความสัมพันธ์นี้ในผู้ชาย

4. การกินปลาลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

จากการศึกษาแบบ systematic review ในฐานข้อมูลทางการแพทย์จนถึงเดือน พฤษภาคม 2554 ได้การศึกษาไปข้างหน้า และการศึกษาแบบกลุ่มหรือเปรียบเทียบ เพื่อดูความสัมพันธ์ระหว่างการกินปลากับโอกาสเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก พบว่า กลุ่มประชากรที่กินปลามากที่สุด (เมื่อเทียบกับกลุ่มที่กินปลาน้อยที่สุดหรือไม่ได้กิน) ลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักลง ร้อยละ 17 นอกจากนี้ ยังพบว่า การกินปลาป้องกันมะเร็งทวารหนัก ได้มากกว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม การกินปลาไม่ช่วยลดโอกาสเสียชีวิตจากการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก แต่ลดโอกาสเป็นมะเร็ง “รายใหม่” ลงร้อยละ 14 ดังนั้น การกินปลา (เป็นตัว) น่าจะช่วยลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก</detail><keywords>กินปลา, อาหาร, อัมพาต, โรค, อัมพฤกษ์</keywords><date>2022-02-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3867</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643851407.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643851407_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643851407_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643851407_2.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643851407_3.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643851407_4.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="788"><Nid>3863</Nid><title>อาหาร 8 อย่างที่นำมาซึ่งโชคลาภ (วันตรุษจีน)</title><source>https://www.wongnai.com/food-tips/8-auspicious-chinese-food-recipes-in-chinese-new-year-day </source><detail>เทศกาลตรุษจีนถือเป็นช่วงเวลาสำคัญของชาวไทยเชื้อสายจีนในเมืองไทย เป็นวันที่สมาชิกในครอบครัวได้มาเจอกัน พบปะพูดคุย พาไปเที่ยว หรือพาเด็ก ๆ ไปไหว้ผู้ใหญ่เพื่อให้พวกท่านให้คำอวยพรซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสิริมงคล และกิจกรรมที่ขาดไปเสียไม่ได้คือ การร่วมโต๊ะอาหารกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา นอกจากนี้เมนูอาหารที่เลือกมาเสิร์ฟบนโต๊ะนั้นก็เป็นสิ่งที่หลาย ๆ บ้านให้ความสำคัญ เพราะแต่ละเมนูต้องมีความหมายที่เป็นสิริมงคล แล้วเมนูอาหารมงคลอะไรบ้างที่ช่วยเสริมสิริมงคลในช่วงเทศกาลตรุษจีนแบบนี้ ในบทความนี้ Wongnai ขอนำเสนอ 8 เมนูอาหารจีนมงคล กินแล้วเฮงต้อนรับตรุษจีน ที่เลือกมา 8 เมนูเพราะเลขแปดนั้นมีลักษณ์เหมือนเหมือนเครื่องหมาย Infinity หมายถึง ความมั่งคั่งร่ำรวยไม่มีที่สิ้นสุด รีบตามมาดูกันว่ามีเมนูอะไรบ้าง! 
1. ลาปู-ลาปูตุ๋น
2. บัวลอยไข่หวาน
3. บะหมี่ปีใหม่
4. ขนมปุยฝ้าย
5. ปอเปี๊ยสด
6. ส้มสด
7. ปลากระพงแดงนึ่ง
8. เกี๊ยวนึ่ง 


ผลไม้ ( 水果/ Shui-guaw ) = ความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่ง
นิยมเลือกผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม สีแดง ลักษณะผลเป็นลูกทรงกลม ซึ่งเป็นสีและลักษณะแห่งสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์และความมั่งคั่ง ซึ่งแฝงไปด้วยความหมายดี ๆ ของผลไม้แต่ละชนิด โดยผลไม้ที่ให้ความหมายที่ดีมีดังนี้

1. ส้ม
ความหมาย : ความโชคดี ร่ำรวย มีกินมีใช้
ต้องเลือกส้มที่มีเปลือกมีสีส้มหรือสีเหลืองทอง เพราะเป็นสีแห่งความเป็นสิริมงคล
หมายถึงความโชคดี ด้วยรูปร่างกลม ๆ และเปลือกสีเหลืองทอง ทำให้ส้มเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์ ร่ำรวย และความมั่งคั่ง มีกินมีใช้ การกินส้มในช่วงตรุษจีน เชื่อว่าจะนำโชคดี และโชคลาภมาให้ เนื่องจากการออกเสียงของส้ม (橙) ซึ่งพ้องเสียงกับคำที่ให้ควาหมายว่า “ความสำเร็จ” (成)

2. กล้วย
ความหมาย : ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง
เป็นกล้วยหอมทองจะดีที่สุด ด้วยลักษณะของกล้วยที่ออกเป็นเครือ จึงเป็นสัญลักษณ์เรื่อง ครอบครัวเจริญงอกงามมีคนสืบทอดตระกูลไปเรื่อย ๆ มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มมือ และสีเหลืองทองของกล้วยยังหมายถึงความมั่งมี ร่ำรวยเงินทองอีกด้วย

3. แอปเปิ้ล
ความหมาย : การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข
แอปเปิลแดง มีความหมายถึงสันติสุข สันติภาพ การเป็นอยู่ที่สงบสุข ไร้ความวุ่นวาย ไร้โรคภัยใด ๆ มาเบียดเบียน

4. องุ่น
ความหมาย : ประสบคามสำเร็จในหน้าที่การงาน
มีลักษณะเป็นพวง มีผลดกชิดกัน และภาษาจีนแต้จิ๋ว คำว่าองุ่นมีคำพ้องเสียที่ให้ความหมายว่า "งอกงาม" องุ่นจึงเป็นผลไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ ความรุ่งเรือง เติบโต ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แต่เน้นว่าต้องเป็นองุ่นสีแดง เพื่อเอาเคล็ดเรื่องสีที่เป็นมงคล เป็นสีแห่งความเฮงหรือความโชคดีนั่นเอง

5. สับปะรด
ความหมาย : เรียกความโชคดี
ในภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า "อั่งไล้" แปลว่า เรียกสีแดงมา โดยคำว่า อั่ง แปลว่าสีแดง ส่วนคำว่า ไล้ แปลว่า เรียกมาหาเรา เมื่อรวมกันจึงแปลความได้ว่า เรียกสีแดงหรือเรียกความโชคดีให้มาหาเรา

6. สาลี่
ความหมาย : ขอให้มีโชคลาภ มีเงินมีทองไหลมาเทมา
ด้วยความที่สาลี่เป็นผลไม้ธาตุเย็น กินแล้วสดชื่น ดับร้อน แก้ร้อนในได้ดี ทั้งยังมีความเชื่อกันว่า จะช่วยทำให้ครอบครัวมีโชคลาภ ประสบแต่เรื่องดีๆ มีเงินทองไหลมาเทมาเหมือนสีทองของสาลี่

7. ทับทิม
ความหมาย : ขอให้ครอบครัวอบอุ่น พี่น้องรักใคร่สามัคคีช่วยเหลือจุนเจือ
ทับทิมเป็นผลไม้ที่มีเมล็ดสีแดงสด ซึ่งเป็นสีแห่งความมงคล ความเฮง มีเมล็ดมาก เปรียบแทนสัญลักษณ์ การมีลูกชายมาก ๆ นอกจากนี้คนจีนยังมีประเพณีที่ปฎิบัตตามกันมาคือ ผ่าทับทิม 1 ลูก แล้วแบ่งให้ครบทุกคนในบ้าน เป็นกุศโลบายในการแบ่งปันเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในหมู่เครือญาติพี่น้องอีกด้วย อีกทั้งชาวจีนยังมีความเชื่อกันว่า ทับทิมเป็นไม้มงคล ใบหรือกิ่งทับทิมก็มีอำนาจไล่ภูตผีปีศาจ จึงนิยมปลูกทับทิมไว้ในบริเวณบ้าน หรือพกใบทับทิมติดตัวไว้เพื่อเป็นเครื่องรางป้องกันภัย เป็นต้น

8. ลูกพลับ
ความหมาย : ความยั่งยืน
เนื่องจากพลับเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่ มีความมั่นคง หนักแน่น สามารถผ่านพ้นอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้อย่างราบรื่น อีกทั้งลูกพลับที่มีสีเหลืองทอง ยังเป็นสีแห่งความรุ่งเรืองและความร่ำรวยอีกด้วย

</detail><keywords>ตรุษจีน, อาหารจีน, ประเทศจีน, เทศกาล, อาหารนำโชค</keywords><date>2022-01-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3863</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643359275.png</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="789"><Nid>3862</Nid><title>ตัวร้ายไข้เลือดออก</title><source>https://www.bumrungrad.com/th/conditions/dengue-hemorrhagic-fever</source><detail>โรคไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (dengue virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค มักพบในประเทศเขตร้อนและระบาดในช่วงฤดูฝนของทุกปี อาการของโรคไข้เลือดออกมีตั้งแต่ไม่มีอาการผิดปกติไปจนถึงเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
เชื้อไวรัสเดงกีซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 4 สายพันธุ์ คือ DENV-1, DENV-2, DENV-3 DENV-4 นั้นมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะนำโรค เมื่อยุงลายดูดเลือดผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี เชื้อจะเข้าไปฝังตัวภายในกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุงโดยมีระยะฟักตัวประมาณ 8-12 วัน เมื่อยุงที่มีเชื้อไวรัสไปกัดคนอื่นๆ ต่อ เชื้อไวรัสก็จะเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ที่โดนกัด ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกตามมา


ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่เคยได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใดจะมีภูมิคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์นั้น หากได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ต่างออกไปจากครั้งแรกก็สามารถเป็นไข้เลือดออกได้อีก และโดยทั่วไปอาการของโรคครั้งที่สองมักรุนแรงกว่าครั้งแรก


ทั้งนี้ ในแต่ละปีพบว่ามีการกระจายของเชื้อทั้ง 4 สายพันธุ์หมุนเวียนกัน และมีเชื้อที่เด่นแตกต่างกันไปในแต่ละปี ทำให้มีการระบาดของโรคมาโดยตลอด เนื่องจากประชาชนไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์นั้นๆ</detail><keywords>ยุงกัด, ไข้เลือดออก, ยุงลาย, มาลาเรีย</keywords><date>2022-01-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3862</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643353703.png</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="790"><Nid>3861</Nid><title>ทำไมอินโดนีเซียย้ายเมืองหลวง จากจาการ์ตาไปนูซันตารา</title><source>https://mgronline.com/around/detail/9650000007030</source><detail>จาการ์ตา ‘เมืองจมน้ำ’

สาเหตุหลักที่ทำให้อินโดนีเซียตัดสินใจย้ายเมืองหลวงคือ สภาพความแออัดและปัญหาสิ่งแวดล้อมในกรุงจาการ์ตา ซึ่งเป็นเมืองหลวงมาตั้งแต่อินโดนีเซียได้รับเอกราชในปี 1949 มหานครซึ่งมีพื้นที่เพียง 661.5 ตารางกิโลเมตร แต่มีผู้อยู่อาศัยทั้งในเขตเมืองและปริมณฑลรวมกันกว่า 30 ล้านคนนี้เผชิญปัญหาเรื้อรังในด้านโครงสร้างพื้นฐานมานาน อีกทั้งยังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่รถติดสาหัส และมีค่ามลพิษสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

จาการ์ตายังมีอัตราการทรุดของตัวพื้นดินเฉลี่ย 20 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งทำให้ประสบปัญหาน้ำท่วมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยมีผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าพื้นที่ราว 1 ใน 3 ของจาการ์ตาอาจ “จมทะเล” ภายในปี 2050 หากไม่มีมาตรการป้องกันแก้ไข

ผลการศึกษาโดยมหาวิทยาลัย IPB University ในจังหวัดชวาตะวันตกยังพบว่า หลายเมืองบนเกาะชวามีอัตราการทรุดตัวของดินเฉลี่ย 10.7 เซนติเมตรในปี 2019 และ 2020 ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากการขุด “น้ำใต้ดิน” ขึ้นมาใช้

ความไม่เท่าเทียมทางรายได้ซึ่งมีสาเหตุมาจากการพัฒนาที่กระจุกตัวอยู่แต่ในเกาะชวาเป็นส่วนใหญ่ ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียต้องหาวิธีกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ

ทำไมต้อง ‘กาลีมันตันตะวันออก’

จังหวัดกาลีมันตันตะวันออก ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของเกาะบอร์เนียว ซึ่งเป็นเกาะที่แชร์พื้นที่กันระหว่าง 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน

จังหวัดแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยทรัพยากรน้ำและพื้นที่ป่าซึ่งสามารถแปรสภาพเป็นที่อยู่อาศัยได้ โดยมีพื้นที่ถึง 127,346.92 ตารางกิโลเมตร ขณะที่จำนวนประชากรมีเพียง 3.7 ล้านคน ซึ่งถือว่าเบาบางมากเมื่อเทียบกับกรุงจาการ์ตา

เมืองหลวงแห่งใหม่ของอินโดนีเซียจะกินพื้นที่ระหว่างเขต North Penajam Paser กับ Kutai Kartanegara โดยมีพื้นที่รวมทั้งหมดประมาณ 561.8 ตารางกิโลเมตร ขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซียได้จัดสรรที่ดินสำหรับโครงการนี้เอาไว้ทั้งหมดถึง 2,561.42 ตารางกิโลเมตรเพื่อให้เอื้อต่อการขยายเมืองในอนาคตด้วย
</detail><keywords>อินโดนีเซีย, indonesia, ย้ายเมืองหลวง, เมืองหลวงอินโดนีเซีย</keywords><date>2022-01-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3861</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643274389.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643274389_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643274389_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643274389_2.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643274389_3.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643274389_4.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643274389_5.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="791"><Nid>3850</Nid><title>ร่างกายต้องการน้ำวันละ 1.5 ลิตร</title><source>https://www.nestlepurelife.com/th/th-th/get-drink-water</source><detail>โดยทั่วไปแล้วผู้ใหญ่จะมีการสูญเสียน้ำในร่างกายประมาณ 2.5 ลิตรในแต่ละวัน ปริมาณน้ำในร่างกายที่ควรได้รับและขับออกในแต่ละวันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ เช่น อายุและเพศ ซึ่งคงจะดีไม่ใช่น้อยหากเราทราบถึงความต้องการดื่มน้ำมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะคุณไม่จำเป็นต้องคืนน้ำ 2.5 ลิตรให้ร่างกายด้วยการดื่มเพียงอย่างเดียว
3 วิธีหลักในการคืนน้ำให้ร่างกาย

 0.7 ลิตรได้จากน้ำที่ประกอบอยู่ในอาหารที่เรากิน
 0.3 ลิตรได้จากน้ำที่ร่างกายผลิตขึ้นจากกระบวนการเผาผลาญอาหาร
 1.5 ลิตรได้จากการดื่มน้ำเพื่อเติมเต็มหรือนำกลับคืนสู่ร่างกาย
เมื่อรวมกับการได้รับน้ำจากอาหารที่กินเข้าไปแล้ว คนเราจึงควรดื่มน้ำ 1.5 ลิตรต่อวัน เพื่อรักษาความสมดุลของน้ำในร่างกาย ซึ่งการรักษาระดับน้ำในร่างกายที่ดีจะส่งผลทำให้เกิดสุขภาพที่ดีตามไป

ผลกระทบจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอ

หากดื่มน้ำไม่พอเพียงต่อปริมาณที่ร่างกายสูญเสียแล้ว ร่างกายจะแสดงอาการของภาวะขาดน้ำออกมา ดังนี้

กระหายน้ำ
ปัสสาวะน้อยลง
ปัสสาวะมีสีเข้ม
เกิดความเหนื่อยล้า*
ปากแห้ง
อารมณ์แปรปรวน หรือหงุดหงิด
ในบางสภาวะอาจทำให้ความต้องการดื่มน้ำของคุณเพิ่มมากขึ้น เช่น

การออกกำลังกาย
เมื่ออากาศร้อน</detail><keywords>น้ำ, ดื่มน้ำน้อย, อันตรายจากการดื่มน้ำน้อย, ดื่มน้ำ, กระหายน้ำ</keywords><date>2022-01-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3850</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1643008071.png</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="792"><Nid>3845</Nid><title>โรค ASF คือโรคอะไร?</title><source>https://region7.dld.go.th/webnew/index.php/th/news-menu/2019-09-27-02-08-46/407-asf-african-swine-fever</source><detail>ASF ย่อมาจาก​ African Swine Fever หรือโรคอหิวาต์​แอฟริกา​ใน​สุกร​ เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงในสุกรที่เกิดจากเชื้อไวรัส​ กลุ่ม​ Asfivirus เป็น​ DNA virus ที่มีความคงทนสูงในสภาพแวดล้อม​ โดยอยู่ในสภาพแวดล้อมได้นาน​ และอยู่ในเนื้อสุกรแช่แข็งได้หลายปี หมายเหตุ ASF(โรคอหิวาต์​แอฟริกา​ใน​สุกร​) กับ CSF(โรคอหิวาต์​สุกร) โรค ASF ไม่ใช่โรคเดียวกับ​โรคอหิวาต์​สุกร​ หรือ​ Classical Swine​ Fever​ (CSF)​ ซึ่ง​ CSF เป็นโรค RNA virus ในสุกร​ มีวัคซีนป้องกันได้

โรค​ ASF​ คือโรคอะไร?

ASF ย่อมาจาก​ African Swine Fever หรือโรคอหิวาต์​แอฟริกา​ใน​สุกร​ เป็นโรคติดเชื้อรุนแรงในสุกรที่เกิดจากเชื้อไวรัส​ กลุ่ม​ Asfivirus เป็น​ DNA virus ที่มีความคงทนสูงในสภาพแวดล้อม​ โดยอยู่ในสภาพแวดล้อมได้นาน​ และอยู่ในเนื้อสุกรแช่แข็งได้หลายปี

​โรค ASF ติดคนหรือสัตว์อื่นหรือไม่?

โรค​ ASF ติดในสัตว์ประเภทสุกร​ เท่านั้น​ ทั้งสุกรเลี้ยง และ​สุกรป่า​ (#ไม่ติดคน !!! คนกินเนื้อสุกรที่เป็นโรคดังกล่าวก็ไม่มีอันตราย)

สุกรติดเชื้อ​ ASF ได้อย่างไร?

สุกรมักติดเชื้อ ASF​ จากการกินเศษอาหารที่มีเชื้อ​โรคเข้าไป และการสัมผัสเชื้อที่ปนเปื้อนมากับคน​ สิ่งของ​ รถขนส่ง​ และสัตว์พาหะ ซึ่งสัตว์พาหะที่สามารถนำโรคได้โดยตรง​ ได้แก่​ เห็บอ่อน​ ที่พบในทวีปแอฟริกาและยุโรปเท่านั้น​ ไม่พบในประเทศไทย

(#ยังไม่มีรายงานว่าเชื้อโรค ASF สามารถติดต่อกันได้โดยผ่านทางอากาศ)
</detail><keywords>หมู, หมูตาย, โรคอหิวาต์​แอฟริกา​ใน​สุกร, โรคอหิวาต์​แอฟริกา</keywords><date>2022-01-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3845</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1642147700.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1642147700_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1642147700_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1642147700_2.jpg</img_link><category>ไวรัสวิทยา</category></row>
<row _id="793"><Nid>3840</Nid><title>ใช้คอตตอนบัดแคะหูบ่อย อาจเสี่ยงอาการขี้หูอุดตัน</title><source>https://www.sanook.com/health/31993</source><detail>ใช้คอตตอนบัดแคะหูบ่อย อาจเสี่ยงอาการขี้หูอุดตัน
:
การใช้ไม้พันสำลีหรือคอตตอนบัดทำความสะอาดช่องหูชั้นนอก โดยเฉพาะหลังอาบน้ำ แล้วมีน้ำเข้าหู จะยิ่งกระตุ้นทำให้ต่อมสร้างขี้หูทำงานมากขึ้น มีปริมาณขี้หูที่ผลิตออกมามากขึ้น และยิ่งดันขี้หูในช่องหูให้อัดแน่นยิ่งขึ้น ทำให้ขี้หูอุดตันช่องหูชั้นนอกมากขึ้น
:
เมื่อขี้หูอุดตัน อาจมีอาการแน่นหู หูอื้อ การได้ยินลดลง บางรายถ้ารูหูเล็กหรือมีความผิดปกติบางอย่าง อาจทำให้ไม่สามารถขับขี้หูออกมาได้เอง
:
ทำความสะอาดหูอย่างไรให้ปลอดภัยจากขี้หูอุดตัน?
1. ไม่ใช้คอตตอนบัดปั่นขี้หู - ใช้ทำความสะอาดหูเพียงรอบๆ ปากรูหูด้านนอกเท่านั้น
:
2. ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าหูจนต้องใช้คอตตอนบัด - นำสำลีชุบวาสลีนมาอุดหู หรือสวมหมวกอาบน้ำและดึงมาปิดที่หูเพื่อป้องกันน้ำเข้า
:
3. ใช้ยาละลายขี้หูหยอดในหูเป็นประจำ เพื่อทำการล้างขี้หู - จะช่วยลดการอุดตันของขี้หูในช่องหูชั้นนอกได้
:
หากเพื่อนๆ กำลังสงสัยว่ามีขี้หูอุดตัน ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยว่าเป็นขี้หูอุดตันจริงหรือไม่ จะได้หาวิธีรักษาและรับคำแนะนำเรื่องการดูแลหูจากแพทย์ได้โดยละเอียดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3840</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641845673.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="794"><Nid>3839</Nid><title>ค้นพบความลับของหลุมดำที่สามารถผลิตทองคำ-โลหะล้ำค่าได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59354246</source><detail>ค้นพบความลับของหลุมดำที่สามารถผลิตทองคำ-โลหะล้ำค่าได้
:
แหล่งกำเนิดโลหะล้ำค่าบนโลก ไม่ว่าจะเป็นทองคำ เงิน แพลทินัม หรือยูเรเนียม ล้วนมาจากปรากฏการณ์ "ซูเปอร์โนวา" เมื่อดาวฤกษ์สิ้นอายุขัย แต่จากการวิจัยพบว่า หลุมดำอายุน้อยที่เกิดจากคู่ดาวนิวตรอนรวมตัวกัน ก็สามารถเป็นโรงงานถลุงโลหะล้ำค่าให้กับดวงดาวต่างๆ ในจักรวาลได้ด้วย
:
พวกเขาใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์พิสูจน์ได้ว่า หลุมดำที่เพิ่งเกิดใหม่และกำลังดูดกลืนกลุ่มฝุ่นและก๊าซจากห้วงอวกาศรอบตัวนั้น สามารถจะทำให้ธาตุหนักก่อตัวขึ้นภายในจานหมุนของมวลสารต่างๆ และพลังงานมหาศาลซึ่งกำลังหมุนวนรอบหลุมดำอยู่ในขณะนั้น
:
จานพอกพูนมวลของหลุมดำคือปัจจัยสำคัญในเรื่องนี้ โดยจานหมุนจะต้องไม่มีมวลมากหรือน้อยจนเกินไป และหากมีมวลราว 1 - 10% ของดวงอาทิตย์ จะมีโอกาสผลิตโลหะล้ำค่าซึ่งรวมถึงทองคำได้มากที่สุด ทำให้หลุมดำขนาดเล็กที่เกิดจากคู่ดาวนิวตรอนรวมตัวกัน มีศักยภาพสูงในการเป็นโรงงานผลิตธาตุหนักของจักรวาลได้
:
อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยยังคงต้องการศึกษาต่อไปอีก เพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติมมายืนยันความถูกต้องของแนวคิดนี้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3839</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641845641.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="795"><Nid>3838</Nid><title>ถ้าโลกเป็นทรงแบน จะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง</title><source>https://www.bbc.com/thai/thailand-59717831</source><detail>ถ้าโลกเป็นทรงแบน จะเกิดผลกระทบอะไรบ้าง
:
หนึ่งในทฤษฎีสมคบคิดที่โด่งดังมากที่สุดในปัจจุบันคือความเชื่อที่ว่าโลกของเราไม่ได้เป็นทรงกลมตามที่นักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ไว้ แต่แบนราบเหมือนจาน แล้วถ้าโลกมีรูปทรงเป็นจานแบนตามที่กล่าวมานี้จริง จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
:
1. โลกไร้แรงโน้มถ่วง
ในโลกที่เป็นทรงกลม แรงโน้มถ่วงจะกระทำต่อวัตถุทุกสิ่งและมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน โดยจะยึดเราไว้กับพื้นในแนวตั้ง หากโลกสามารถเป็นทรงแบนได้ นั่นย่อมแสดงว่าแรงโน้มถ่วงไม่มีอยู่ เพราะแรงโน้มถ่วงที่มีทิศทางเข้าหาใจกลางโลกจะดึงให้โลกเป็นทรงกลมอยู่เสมอ
:
2. โลกขาดชั้นบรรยากาศ
เมื่อขาดแรงโน้มถ่วง โลกทรงแบนก็ไม่อาจจะยึดเหนี่ยวชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกเอาไว้ได้ นั่นหมายความว่าท้องฟ้าจะมืดดำในทันที เพราะไม่มีก๊าซที่ช่วยกระเจิงแสงอาทิตย์ให้ท้องฟ้า
:
3. สภาพอากาศแบบพิสดาร
โลกแบนมีทิศทางพุ่งเข้าหาศูนย์กลางที่ขั้วโลกเหนือ ฝนจะไม่ตกลงมาถึงพื้นดินในแนวตรงอีกต่อไป แต่จะตกในแนวเฉียงและลงแตะพื้นที่ตรงกลางจานแบนเท่านั้น
:
4. หลงทิศหลงทางกันทั้งโลก
เนื่องจากโลกที่มีรูปทรงแบนนั้นไม่เปิดทางให้สิ่งใดสามารถโคจรวนรอบมันได้ จึงเป็นไปได้สูงว่ามนุษย์จะไม่มีดาวเทียมไว้ใช้งาน
:
5. การเดินทางไปสถานที่บางแห่งจะยาวนานกว่าปกติ
การเดินทางบนโลกแบนที่ถูกจำกัดด้วยสภาพภูมิศาสตร์ จะกินเวลายาวนานขึ้นกว่าบนโลกทรงกลมอย่างมาก เพราะเราไม่สามารถนั่งเครื่องบินและใช้ทางลัดที่ใกล้ที่สุดตัดตรงไปยังจุดหมายปลายทางได้
:
แต่นี่ก็เป็นเพียงเรื่องสมมติเพื่อเปรียบเทียบว่า หากโลกมีทรงแบนจริงจะมีผลกระทบในรูปแบบไหนบ้างเท่านั้น หวังว่าเกร็ดความรู้เกี่ยวกับโลกนี้จะมีประโยชน์ต่อการเรียนรู้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3838</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641845600.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="796"><Nid>3837</Nid><title>Growth Mindset แนวคิดพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น</title><source>https://www.dek-d.com/tcas/59300</source><detail>Growth Mindset แนวคิดพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น
:
แนวคิดเรื่องของ Growth Mindset  ของ Dr.Carol S. Dweck เป็นความคิดที่ว่า ตัวเราสามารถพัฒนาให้เก่งขึ้นได้โดยใช้ความมุ่งมั่น เวลา และความพยายาม แล้วก็มองว่าความล้มเหลวในแต่ละครั้งคือบทเรียนที่ให้เราสู้ต่อ ซึ่งตรงข้ามกับ Fixed Mindset เป็นความคิดที่ว่าเราไม่สามารถที่จะพัฒนาหรือเก่งไปได้มากกว่านี้ ต่อให้เราพยายามแค่ไหนก็คงจะไม่ได้ดีไปกว่าเดิม
:
วิธีคิดแบบ Growth Mindset
1. สังเกตตนเองว่าเป็นคนที่มีความคิดแบบ Fixed  Mindset หรือ Growth Mindset  เช่น ทุกครั้งที่จะเริ่มอะไรใหม่ เรากลัวที่จะเริ่มต้นหรือไม่ หรือเราคิดว่าลองพยายามดูก่อน ผลลัพธ์เป็นอย่างไรค่อยว่ากัน
:
2. ถ้าเราเป็นคนที่มีความคิดแบบ Fixed Mindset เราก็ค่อยๆ เปลี่ยนวิธีการคิดหรือให้
กำลังใจตนเองมากขึ้น เช่น เวลาเริ่มทำอะไรใหม่ๆ แล้วผิดพลาด ให้เราบอกกับตัวเองว่าเราทำได้! แค่ตอนนี้ให้เราต้องหาจุดบกพร่องนั้นแล้วนำมาแก้ไข
:
3. พัฒนาตนเองตลอด ตั้งใจและไม่หยุดที่จะทุ่มเท บางครั้งเราก็ควรชมหรือให้รางวัลตนเองบ้างเพื่อตอบแทนกับความพยายามของเรา
:
จริงๆ แล้วคนเราก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความคิดได้ทันที แต่เราก็ควรที่จะพยายามเรื่อยๆ ในการพัฒนาตนเองจนเคยชิน เปลี่ยนแนวคิดตัวเองให้ได้ และเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างแน่นอน พี่ๆ STKC คอยเป็นกำลังใจให้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3837</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641845569.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="797"><Nid>3836</Nid><title>มหาภูเขาไฟระเบิด เบื้องหลังการล่มสลายราชวงศ์จีนโบราณ</title><source>https://www.bbc.com/thai/thailand-59359787</source><detail>มหาภูเขาไฟระเบิด เบื้องหลังการล่มสลายราชวงศ์จีนโบราณ
:
การล่มสลายของราชวงศ์ต่างๆ ที่ปกครองจีน ตลอดช่วงระยะเวลา 2,000 ปีที่ผ่านมา  ปรากฏการณ์ธรรมชาติบางอย่างก็อาจเป็นตัวกระตุ้นให้สังคมเกิดภาวะตึงเครียด ซึ่งนำไปสู่การสู้รบแย่งชิงทรัพยากร จนราชวงศ์ที่เคยยิ่งใหญ่ต้องหมดอำนาจลงหลายต่อหลายครั้ง
:
ทีมนักประวัติศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมในไอร์แลนด์ และมหาวิทยาลัยเจ้อเจียงของจีน พบว่าเหตุการณ์ที่ราชวงศ์จีนยุคโบราณต้องล่มสลายลง
:
62 ใน 68 ครั้ง มักเกิดขึ้นหลังโลกเผชิญเหตุ "มหาภูเขาไฟ" (Supervolcano) ระเบิดปะทุครั้งใหญ่ โดยอิทธิพลจากการระเบิดของมหาภูเขาไฟต่อความอยู่รอดของราชวงศ์ต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่มีผลต่อการอุบัติและล่มสลายของระบอบการปกครองอย่างมีนัยสำคัญและต่อเนื่องเป็นวงจร
:
จากข้อมูลในอดีตเหล่านี้ ทำให้เราได้เห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สามารถส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อสังคมมนุษย์ได้ เราจึงควรจะเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติเสียแต่เนิ่นๆ 
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3836</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641845538.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="798"><Nid>3835</Nid><title>จะไปฉีดวัคซีน ควรกินอะไรเพื่อบรรเทาอาการข้างเคียงดี</title><source>https://www.sanook.com/health/31917</source><detail>จะไปฉีดวัคซีน ควรกินอะไรเพื่อบรรเทาอาการข้างเคียงดี?
:
การฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 สามารถลดการแพร่ระบาด ลดความรุนแรงของอาการ และลดการเสียชีวิตได้ แต่มีบางรายที่ยังกังวลต่อผลข้างเคียงที่จะตามมา
:
การเลือกกินพืชสมุนไพรก็มีส่วนช่วยลดความรุนแรงหรือบรรเทาอาการที่มาจากผลข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนได้ โดยพืชสมุนไพรที่แนะนำได้แก่
:
1. ขมิ้น - เพราะมีสารต้านการอักเสบ ใช้เป็นยาแก้ปวดได้ อาจช่วยบรรเทาการปวดแขน ปวดศีรษะ
:
2. ขิง - สามารถช่วยลดการอักเสบได้
:
3. ผักใบเขียว - มีวิตามิน ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และใยอาหารช่วยขับสารพิษของเสียออกจากร่างกาย 
:
4. ธัญพืชต่างๆ - สามารถช่วยรักษาสุขภาพลำไส้ ระบบขับถ่ายให้ปกติ และยังให้พลังงานกับร่างกายหลังเกิดอาการอ่อนล้าหลังฉีดวัคซีนด้วย
:
นอกจากนี้ หลังฉีดวัคซีนแล้วให้สังเกตุอาการตัวเองให้ดี ถ้ามีไข้หรือปวดเมื่อยมากจนทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละหนึ่งเม็ด หากยังไม่ดีขึ้นให้กินซ้ำต่อได้ แต่ควรเว้นห่างกัน 4-6 ชั่วโมง 
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3835</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641845501.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="799"><Nid>3834</Nid><title>ทฤษฎีหลุมดำหัวล้านไร้เส้นผมได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-59196724</source><detail>ทฤษฎีหลุมดำหัวล้านไร้เส้นผมได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง
:
หลักการสำคัญของไอน์สไตน์นั้น นักฟิสิกส์เรียกขานกันว่า "ทฤษฎีบทไร้เส้นผม" (No-Hair Theorem) ซึ่งชี้ว่าหลุมดำประเภทเดียวกัน จะมีลักษณะพื้นฐานบางประการเหมือนกันโดยไม่เปลี่ยนแปลงตลอดไป ไม่ว่ามันจะได้กลืนกินสิ่งใดเข้าไปก็ตาม
:
โดยก่อนหน้านี้นักฟิสิกส์รุ่นใหม่บางส่วนจะแย้งว่า หลุมดำสามารถสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นใหม่ได้จากการดูดกลืนสสารบางอย่าง
:
ผลการศึกษาด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์พบว่า ในกรณีที่หลุมดำมีกลุ่มของพลาสมาล้อมรอบอยู่ หลุมดำนั้นจะสามารถมีสนามแม่เหล็กเกิดขึ้นใหม่จากการกลืนกินสสารได้ แต่สนามแม่เหล็กนี้จะคงอยู่เพียงชั่วขณะเท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ละเมิดต่อ "ทฤษฎีบทไร้เส้นผม"
:
หลักการของไอน์สไตน์ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องในครั้งนี้ ได้ชื่อแปลกประหลาดว่าทฤษฎีบท "ไร้เส้นผม" เนื่องจากหลุมดำตามแบบจำลองของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปนั้น ไม่มีความแตกต่างกันในรายละเอียด เปรียบเสมือนกับคนหัวล้านที่ไร้เส้นผมบนศีรษะ ซึ่งทำให้ผู้พบเห็นไม่สามารถจะจดจำหรือแยกแยะได้ว่า คนหัวล้านผู้หนึ่งแตกต่างจากคนหัวล้านคนอื่นๆ อย่างไรนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3834</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641845464.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="800"><Nid>3833</Nid><title>GJ 367b ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ที่ 1 ปี มีเพียง 8 ชั่วโมง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59529970</source><detail>GJ 367b ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ที่ 1 ปี มีเพียง 8 ชั่วโมง
:
ใครที่บ่นว่า 1 วันบนโลกมันช่างยาวนาน วันนี้เรามาทำความรู้จักดาวดวงนี้กัน
:
ดาวเคราะห์ GJ 367b อยู่ห่างจากโลกเพียง 31 ปีแสง ซึ่งถือว่าอยู่ใกล้มาก ดาวดวงนี้โคจรวนรอบดาวฤกษ์ศูนย์กลางของระบบที่เป็นดาวแคระแดง และน่าจะมีดาวเคราะห์อื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง ร่วมเป็นดาวบริวารในระบบเดียวกันด้วย ใช้เวลาโคจรวนรอบดาวฤกษ์อย่างรวดเร็ว จนเวลา 1 ปี มีเพียง 8 ชั่วโมงเท่านั้น
:
ดาวเคราะห์ GJ 367b มีขนาดประมาณดาวอังคาร โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 9,000 กิโลเมตร แต่องค์ประกอบภายในมีความหนาแน่นสูงกว่าโลก เนื่องจากเป็นธาตุเหล็กโดยส่วนใหญ่ถึง 80%
:
แกนของดาวนี้เป็นนิกเกิลเหมือนกับดาวพุธ ทั้งยังตั้งอยู่ประชิดติดกับดาวฤกษ์อย่างมาก เหมือนดาวพุธที่อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์เช่นกัน ทำให้ด้านที่หันเข้าหาดาวฤกษ์อยู่เสมอของ GJ 367b มีอุณหภูมิสูง 1,300-1,500 องศาเซลเซียส
:
ผู้วิจัยกล่าวว่า ถึงแม้ดาวดวงนี้จะไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิตอยู่ แต่จะยังทำการศึกษาต่อไปว่าเหตุใดดาวจึงใช้เวลาโคจรสั้นเช่นนั้น รวมทั้งมีโอกาสสูงที่จะพบดาวเคราะห์ใกล้เคียงที่ใช้เวลาโคจรรอบดาวฤกษ์ 2 - 3 สัปดาห์ ซึ่งจะมีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อสิ่งมีชีวิตได้
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3833</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641845430.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="801"><Nid>3832</Nid><title>กฏกำลังตามธรรมชาติของมหาสมุทร กำลังถูกทำลายโดนมนุษย์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59264618</source><detail>กฏกำลังตามธรรมชาติของมหาสมุทร กำลังถูกทำลายโดนมนุษย์
:
ภาวะสมดุลตามกฎกำลัง (Power Law) แสดงความสัมพันธ์เชิงฟังก์ชั่นระหว่างตัวเลข 2 จำนวน โดยความเปลี่ยนแปลงในจำนวนหนึ่ง จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นสัดส่วนตามการยกกำลังในอีกจำนวนหนึ่งด้วย
:
กฎกำลังที่เป็นแบบแผนในธรรมชาติของสัตว์ทะเลนั้นเรียกว่า "การจัดเรียงลำดับของเชลดอน" (Sheldon's Spectrum) โดยกฎนี้ชี้ว่าขนาดตัวหรือมวลกาย (Body Mass) ของสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง จะสัมพันธ์เป็นสัดส่วนยกกำลังกับจำนวนประชากรของพวกมัน
:
ยกตัวอย่างเช่น แพลงก์ตอนมีมวลกายขนาดเล็กมาก แต่จะมีประชากรจำนวนมหาศาล ในขณะที่สัตว์ขนาดใหญ่อย่างวาฬจะมีจำนวนน้อยนิด แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ภาวะสมดุลนี้จะทำให้มวลรวมของสัตว์ทะเลมีอยู่เท่ากันทั้งมหาสมุทรทั่วโลก
:
จากผลการวิจัยปรากฏว่า ตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา กิจกรรมของมนุษย์อย่างการทำอุตสาหกรรมประมงอย่างหนัก ได้ทำให้ชีวมวล (Biomass) ของปลาและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในทะเลลดลงไปจากที่ควรจะเป็นตามกฎกำลังถึง 60% โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มสัตว์ทะเลที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับต้น
:
สิ่งนี้บ่งชี้ถึงการทำประมงที่ไม่ยั่งยืนและไม่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เราหวังว่าการค้นพบนี้จะนำไปสู่การประเมินและคำนวณตัวเลขเป้าหมาย ซึ่งจะตัดลดการทำประมงเกินพิกัดได้อย่างจริงจัง และช่วยแก้ปัญหาสมดุลระบบนิเวศในมหาสมุทรนี้ได้
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3832</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641845401.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="802"><Nid>3831</Nid><title>5 ผลไม้ที่กินเสร็จแล้วนำมาปลูกต่อได้ง่ายๆ</title><source>https://home.kapook.com/view183759.html</source><detail>5 ผลไม้ที่กินเสร็จแล้วนำมาปลูกต่อได้ง่ายๆ
:
ผลไม้ที่เรานำมากิน บางชนิดก็สามารถนำไปปลูกต่อจนเกิดเป็นต้นใหม่ได้ นอกจากจะช่วยให้เราประหยัดเงินแล้ว ยังทำให้เราได้ใช้เวลาว่างอย่างมีประโยชน์ ได้รับประทานผลไม้สดๆ ได้อีกด้วย จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. ส้ม - นำเมล็ดประมาณ 15 เมล็ด ไปล้างแล้วแช่น้ำทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปฝังลงในดินที่ระบายน้ำได้ดี แล้วนำถุงพลาสติกคลุมกระถางเอาไว้ให้มิด พร้อมเจาะรูด้านบนประมาณ 4-5 รู เสร็จแล้วก็แค่นำต้นส้มไปเก็บไว้ในที่ที่มีแสงรำไร สลับกับวางให้โดนแดดโดยตรง
:
2. สับปะรด - นำหัวสับปะรด (บริเวณใบ) แช่ในน้ำให้โดนเฉพาะใต้โคนใบ แล้วรอจนกระทั่งมีรากงอกออกมา จากนั้นค่อยนำไปปลูกลงในกระถางและดินระบายน้ำได้ดี
:
3. แอปเปิ้ล - นำเมล็ดที่อยู่ในผลแอปเปิ้ลทั้งหมดไปล้างให้สะอาด จากนั้นหุ้มด้วยกระดาษทิชชู่แล้วเก็บไว้ในถุงพลาสติกอีกชั้น ผูกปากถุงให้แน่น แล้วนำไปแช่ตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 1 เดือน จนต้นอ่อนสีขาวงอกออกมา
:
4. สตรอว์เบอร์รี่ - แงะเอาเมล็ดสตรอว์เบอร์รี่ออกมาล้าง จากนั้นให้นำแก้วมาตัดเอาเฉพาะช่วงฐาน โดยมีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร พร้อมเจาะรูที่ฐานพอประมาณ เสร็จแล้วนำไปใส่ไว้ในแก้วอีกใบ แล้วเทดิน หว่านเมล็ด กลบดิน รดน้ำ รอไม่ต่ำกว่า 6 สัปดาห์
:
5. อะโวคาโด - ผ่าเนื้อออกเพื่อเอาเมล็ดด้านใน จากนั้นนำไม้มาเสียบกับเมล็ดประมาณ 3-4 ด้าน แล้วนำไปพาดไว้กับปากแก้ว โดยให้ด้านล่างของเมล็ดโดนน้ำครึ่งหนึ่ง รอสักประมาณ 6 - 8 สัปดาห์ เพื่อให้ต้นและรากงอก
:
เพียงเท่านี้เราก็จะมีกิจกรรมสนุกๆ ทำในบ้าน ได้เรียนรู้ ได้ความภูมิใจ และได้ผลไม้สดๆเอาไว้ทานอีกด้วย หากเพื่อนๆคนไหนชอบผลไม้อะไร ลองนำไปปลูกต่อได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3831</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641845365.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="803"><Nid>3830</Nid><title>3 สิ่งยอดฮิตเกี่ยวกับสุขภาพในปี 2021</title><source>https://www.sanook.com/health/31169</source><detail>3 สิ่งยอดฮิตเกี่ยวกับสุขภาพในปี 2021
:
ปีที่ผ่านมาเรายังคงใช้ชีวิตอยู่กับการระบาดของโรคโควิด-19 และมีสิ่งของที่เราต้องมีติดตัวจนกลายเป็นของประจำตัวที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย
:
1. หน้ากากอนามัย - ราคาของหน้ากากอนามัยกลับมาสู่ราคาตลาดตามเดิมอย่างที่ควรเป็น หาซื้อง่ายและหลากหลายขึ้น และผู้คนคุ้นชินกับการใส่หน้ากากอนามัยกันหมดแล้ว
:
2. เจล/สเปรย์แอลกอฮอล์ - ต้องพกติดกระเป๋าตลอดเวลา มีการดีไซน์ขวดให้สวย น่าพกพา และมีหลายกลิ่นให้เลือก แถมยังช่วยลดโอกาสการสัมผัสเชื้อในที่สาธารณะ
:
3. ยาวิตามิน/สมุนไพรไทย - การเพิ่มภูมิคุ้มกันโรคให้กับร่างกายเป็นอีกหนึ่งวิธีที่หลายคนเลือก โดยเฉพาะการใช้ ฟ้าทลายโจร หรือกระชาย ที่ฮิตมากในปีที่ผ่านมา
:
และนี่ก็คือ 3 ไอเทมที่กลายมาเป็นสินค้าประจำตัวของเรากันไปแล้ว เชื่อว่าเพื่อนๆ ต้องมีสิ่งของเหล่านี้อย่างแน่นอน และตอนนี้เรายังคงต้องอยู่กับโรคโควิด-19 ต่อไป ขอให้ทุกท่านระมัดระวังและปลอดภัยจากโรคร้ายนี้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3830</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641845327.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="804"><Nid>3827</Nid><title>ฉลามปากเป็ด ใกล้สูญพันธุ์</title><source>https://fishingthai.com/the-first-fish-species-go-extinct-2020/</source><detail>“ฉลามปากเป็ดจีน” (Chinese Paddlefish) หรือที่บางครั้งถูกขนานนามว่า “แพนด้าแห่งแยงซี” เป็นหนึ่งในชนิดพันธุ์ปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตามรายงานตัวโตเต็มวัยจะมีขนาดถึง 23 ฟุต และหนักถึง 992 ปอนด์ ซึ่งในบรรดาปลาน้ำจืดมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่สามารถเติบโตได้มากขนาดนี้

“ฉลามปากเป็ดจีน” จะใช้จมูกที่มีความยาวในการตรวจจับเหยื่อ เป็นสายพันธุ์ปลาโบราณที่รอดชีวิตจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตไดโนเสาร์และสัตว์เลื้อยคลานทางทะเลขนาดใหญ่อย่างพลีซิโอซอร์ มีอายุนับเนื่องมาตั้งแต่ยุคจูแรสซิก ลงหลักปักฐานอยู่ในแม่น้ำแยงซีมาตลอด

กระทั่งในที่สุด หายนะก็มาเยือนกับปลาน้ำจืดขนาดยักษ์ ภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่นำไปสู่การสูญพันธุ์ของพวกมันมีสาเหตุมาจาก “มนุษย์” นั่นเอง
</detail><keywords>ฉลากปากเป็ด, ฉลามปากเป็ดจีน, ฉลามปากเป็ดจีนสูญพันธุ์</keywords><date>2022-01-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3827</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641456850.jpg</img_link><category>ทรัพยากรน้ำ และที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ</category></row>
<row _id="805"><Nid>3826</Nid><title>5 วิธีควบคุม "ความหิว" เพื่อการลดน้ำหนักที่ง่ายขึ้น</title><source>https://www.sanook.com/health/31549/</source><detail>1.ใช้โปรตีนเป็นตัวทำลายความหิว โปรตีนขจัดความหิวได้ดีกว่าคาร์โบไฮเดรตหรือไขมัน ดังนั้น เราควรเพิ่มโปรตีนที่ไม่มีไขมันในอาหารแต่ละมื้อหรือในอาหารว่าง ทั้งนี้ ในความจริงแล้ว โปรตีนไม่เพียงมีผลดีในด้านระบบย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อสารเคมีในสมองซึ่งช่วยให้คุณรู้สึกพึงพอใจและจิตใจปลอดโปร่งอีกด้วย
2.ดื่มน้ำและรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง น้ำและไฟเบอร์ไม่มีแคลอรี แต่น้ำและอาหารไฟเบอร์สูงที่มีปริมาณเยอะจะช่วยเติมพื้นที่ในกระเพาะของคุณ ทำให้คุณอิ่มท้อง พืชผักส่วนใหญ่ (ยกเว้นพวกแป้ง อย่างมันฝรั่ง ข้าวโพด และถั่ว) มีแคลอรีน้อยมากเพราะมีน้ำและไฟเบอร์สูง ผลไม้ที่มีน้ำมากอย่างแตงโมและสับปะรด และผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงอย่างเบอร์รี สามารถช่วยให้อิ่มท้องได้ ทั้งยังมีแคลอรีค่อนข้างต่ำ
3.การออกกำลังกายสามารถช่วยควบคุมความหิว การออกกำลังกายสามารถระงับฮอร์โมนความหิว ซึ่งช่วยควบคุมความอยากอาหารของคุณได้ แต่เพื่อให้คุณทำกิจกรรมต่างๆ ได้ ร่างกายของคุณจำเป็นต้องได้รับพลังงานอย่างเหมาะสม ในบางครั้ง ระหว่างการลดน้ำหนัก หลายคนอาจจะลดแคลอรี่ลงมากเกินไปจนไม่มีพลังงานในการออกกำลังกาย ดังนั้น การออกกำลังกายเพื่อระงับความหิวจึงไม่ได้ผล ผู้คนมักบอกว่า พวกเขารู้สึกว่าการออกกำลังกายทำให้หิวและทำให้กินมากขึ้น แต่บ่อยครั้ง สาเหตุเป็นเพราะพวกเขาเติมพลังงานอย่างไม่ถูกต้องในช่วงก่อนและหลังการออกกำลังกาย
4.ดื่มน้ำเพื่อช่วยให้รู้สึกหิวน้อยลง การดื่มน้ำระหว่างมื้ออาหาร จะทำให้รู้สึกอิ่มท้องมากขึ้น บางคนสับสนระหว่างความกระหายน้ำกับความหิว ดังนั้นแม้ร่างกายจะกระหายน้ำ แต่สุดท้ายพวกเขาก็ลงเอยด้วยการกินแทน หากคุณดื่มน้ำอย่างเพียงพอ คุณก็จะรับประทานอาหารน้อยลง
5.การรับประทานอาหารมื้อเล็กและบ่อย ช่วยลดความอยากอาหารของคุณ เมื่อคุณกินอาหารมื้อเล็กๆ ทุกสองถึงสามชั่วโมง จะช่วยทำให้ระดับน้ำตาลของคุณคงที่ตลอดทั้งวัน
</detail><keywords>หิว, ลดน้ำหนัก, ไฟเบอร์, ฮอร์โมน, ออกกำลังกาย, ดื่มน้ำ</keywords><date>2022-01-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3826</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641350188.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="806"><Nid>3823</Nid><title>สัญญาณจาก "พร็อกซิมา เซนทอรี" ไม่ใช่เทคโนโลยีของเอเลี่ยน</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-59109486</source><detail>สัญญาณจาก "พร็อกซิมา เซนทอรี" ไม่ใช่เทคโนโลยีของเอเลี่ยน
:
ก่อนหน้านี้ที่เราเคยนำเสนอเรื่อง การค้นพบสัญญาณปริศนาจากดาวฤกษ์ที่ใกล้โลกมากที่สุด หรือจากดาว "พร็อกซิมา เซนทอรี" ที่เคยคาดว่าอาจมาจากเทคโนโลยีต่างดาว 
:
ในที่สุด ทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ของโครงการ Breakthrough Listen ได้ออกมาแถลงผลการตรวจสอบซ้ำ พบว่าสัญญาณดังกล่าวไม่มีเอกลักษณ์บ่งชี้ถึงการเป็นผลผลิตของเทคโนโลยีต่างดาว แต่เป็นเพียงสัญญาณแทรกสอดรบกวนจากบนโลกเท่านั้น
:
ถือว่าเป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่นักวิทยาศาสตร์ในโครงการ Breakthrough Listen ได้ดักฟังคลื่นวิทยุจากห้วงอวกาศเพื่อค้นหาร่องรอยของเอเลี่ยน แต่ก็ยังไม่สำเร็จ เราทุกคนขอเป็นกำลังใจให้ทีมนักวิทยาศาสตร์ทุกท่าน และขอให้พบข่าวดีเร็วๆนี้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3823</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641325245.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="807"><Nid>3822</Nid><title>ดวงจันทร์กักเก็บออกซิเจนไว้มหาศาล ใช้หายใจได้เป็นแสนปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59281110</source><detail>ดวงจันทร์กักเก็บออกซิเจนไว้มหาศาล ใช้หายใจได้เป็นแสนปี
:
ดวงจันทร์ มีบรรยากาศห่อหุ้มเบาบาง ทั้งประกอบไปด้วยก๊าซไฮโดรเจน นีออน และอาร์กอน ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถใช้หายใจได้เป็นส่วนใหญ่
:
ล่าสุดผู้เชี่ยวชาญด้านปฐพีศาสตร์ (Soil Science) จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นครอสส์ของออสเตรเลีย พบว่าพื้นผิวชั้นบนหรือ Regolith ของดวงจันทร์ อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นซิลิกา อะลูมิเนียม เหล็ก หรือแมกนีเซียมออกไซด์ โดยคาดว่ามีออกซิเจนปะปนอยู่ในแร่ธาตุเหล่านี้มากถึง 45% ของทั้งหมด
:
แต่แนวคิดนี้ยังคงมีปัญหาใหญ่ในทางปฏิบัติ เนื่องจากกระบวนการแยกสลายแร่ธาตุเพื่อสกัดเอาออกซิเจนนั้นต้องใช้พลังงานสูงมาก แต่ยังมีข่าวดีว่าบริษัทสตาร์ทอัพในเบลเยียมกำลังพัฒนาเตาปฏิกรณ์ 3 แบบ เพื่อใช้เร่งให้การสกัดออกซิเจนด้วยวิธี Electrolysis บนดวงจันทร์ ถ้าสำเร็จเมื่อไร ก็ถือว่าเป็นอีกก้าวของการขยายอาณานิคมไปยังนอกโลกเลยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2022-01-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3822</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1641325190.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="808"><Nid>3821</Nid><title>ดาวหางลีโอนาร์ด โค้งสุดท้ายก่อนออกจากระบบสุริยะ</title><source>https://www.facebook.com/NARITpage/posts/4863993403664235</source><detail>เผยภาพ “ดาวหางลีโอนาร์ด” C/2021 A1 (Leonard) บันทึกเมื่อช่วงหัวค่ำ 17 ธันวาคม 2564 แนะชมด้วยกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์ ช่วงหัวค่ำ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า สังเกตได้จนถึงช่วงต้นมกราคม 2565 เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะได้เห็นดาวหางดวงนี้ เพราะเป็นครั้งสุดท้ายที่ดาวหางดวงนี้จะเข้ามาในระบบสุริยะ ก่อนที่จะจากไปโดยไม่กลับมาอีก
ขณะนี้ดาวหาง C/2021 A1 (Leonard) โคจรข้ามจากฝั่งตะวันตกของดวงอาทิตย์ ไปยังฝั่งตะวันออก ทำให้สามารถสังเกตดาวหางดวงนี้ได้ในช่วงหัวค่ำ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ บริเวณด้านซ้ายบนของดวงอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้าไป และด้วยตำแหน่งของดาวหางที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ฝุ่นละอองของดาวหางจะสะท้อนแสงอาทิตย์มายังผู้สังเกตบนโลกได้มากขึ้น ทำให้ความสว่างสูงขึ้นเล็กน้อย สังเกตได้ง่ายขึ้น คาดอาจมีค่าความสว่างปรากฏถึง 2.6 อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้มีแสงสว่างจากดวงจันทร์ข้างขึ้นรบกวน จนกระทั่งวันที่ 20 ธันวาคมเป็นต้นไป ดวงจันทร์จะเริ่มเข้าสู่ช่วงข้างแรมและยังไม่ขึ้นจากขอบฟ้าในช่วงหัวค่ำ ทำให้ปราศจากแสงจันทร์รบกวน บวกกับช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้เป็นช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย หลายพื้นที่มีสภาพอากาศที่ปลอดโปร่ง ไร้ความชื้นในอากาศ จึงเป็นช่วงที่ดีที่สุดที่จะสามารถสังเกตเห็นดาวหางดวงนี้ได้ พร้อมกับการเฉลิมฉลองเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่
แนะนำให้ชมผ่านกล้องโทรทรรศน์หรือกล้องสองตา และควรรอให้ฟ้าเริ่มมืดเสียก่อน เนื่องจากดาวหางนั้นอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ แสงจากดวงอาทิตย์ในยามเย็นอาจจะรบกวนการสังเกตดาวหาง ในขณะเดียวกันยิ่งดึกดาวหางก็จะยิ่งลดต่ำลงใกล้ขอบฟ้า ก่อนที่จะตกลับขอบฟ้าตามดวงอาทิตย์ไปด้วย เวลาที่เหมาะที่สุดในการสังเกตการณ์ดาวหางดวงนี้จึงเป็นช่วงเวลาสั้นๆ หลังดวงอาทิตย์ตก ประมาณหนึ่งทุ่ม 
ดาวหาง C/2021 A1 (Leonard) ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2564 โดย G. J. Leonard จาก Mount Lemmon Observatory และตลอดทั้งปีดาวหางก็ได้ค่อยๆ เคลื่อนที่ใกล้เข้ามายังระบบสุริยะชั้นใน แสงจากดวงอาทิตย์ค่อยๆ ทำให้แก๊สในดาวหางระเหิดออก ฟุ้งกระจายไปทั่วอวกาศโดยรอบ ปรากฏเป็นดาวหางที่มีหางยาวออกมา ได้โคจรเข้าใกล้โลกที่สุดเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมาที่ระยะห่าง 34.9 ล้านกิโลเมตร และกำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์ และจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 3 มกราคม 2565 ก่อนที่จะถูกเหวี่ยงออกไปจากระบบสุริยะ นี่จึงเป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่เราจะได้ชมดาวหางดวงนี้ ถือเป็นของขวัญส่งท้ายปี 2564 ที่สุดแสนมหัศจรรย์ 
ข้อมูล และภาพ : ศุภฤกษ์ คฤหานนท์/ ดร. มติพล ตั้งมติธรรม</detail><keywords>ดาวหาง, ลีโอนาร์ด, Leonard, กล้องโทรทรรศน์, ดวงอาทิตย์, ระบบสุริยะ</keywords><date>2021-12-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3821</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640760354.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640760354_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640760354_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640760354_2.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640760354_3.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640760354_4.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640760354_5.jpg</img_link><category>ดาราศาสตร์</category></row>
<row _id="809"><Nid>3815</Nid><title>วิ่ง แล้วได้อะไร?</title><source>https://mgronline.com/goodhealth/detail/9640000126832</source><detail>การวิ่ง ถือเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งเพื่อทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญได้ดีและเร็วขึ้น แถมยังเป็นการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีแก่ร่างกายด้วย

ประโยชน์ที่ได้จากการเดิน-วิ่ง

-ลดความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ เดินเกินวันละ 1 กิโลเมตร สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้ครึ่งหนึ่งของการเป็นโรคอัลไซเมอร์
-ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง
-ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ ขา สะโพก
-ช่วยให้ให้หัวใจแข็งแรง ลดความดันโลหิต คนที่หัวใจไม่ค่อยแข็งแรง ต้องเดินบ่อย ๆ เพื่อให้หัวใจแข็งแรงขึ้น การเดินทุกวันสามารถลดความเสี่ยงโรค ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจได้ เพราะการการเดินหรือวิ่งจะช่วยให้ร่างกายมีการไหลเวียนเลือดได้ดีขึ้น
-ช่วยให้ลำไส้ใหญ่แข็งแรง การเดินสามารถลดโอกาสที่ผู้หญิงจะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 31% หากเดินวันละ 10-15 นาที จะช่วยในเรื่องระบบการย่อยอาหาร และการขับถ่ายได้ดีขึ้น
-ช่วยให้อารมณ์ดี เวลาที่เรามีอารมณ์ไม่ดี ลองไปเดินเล่นบ้าง การเดินวันละ 30-45 นาที อาทิตย์ละ 4-5 วัน สามารถช่วยให้สดชื่นได้ และยังทำให้มีสติ มีเวลาทบทวนตัวเองมากขึ้น
-ช่วยสร้างให้รูปร่างดี เพียงแค่เดินวันละ 1 ชั่วโมง ก็รักษารูปร่างของเราได้
-ช่วยเสริมสร้างกระดูกและข้อต่อ ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนลงได้ถึง 30%
-เพิ่มความสามารถการทำงานของปอดและหัวใจ เวลาเดินทำให้อัตราการหายใจเพิ่มขึ้น ทำให้ออกซิเจนผ่านกระแสเลือดได้เร็วขึ้น ช่วยกำจัดของเสีย ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของปอด และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อย่างรวดเร็ว
-ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง การวิ่งไม่สามารถรักษามะเร็งได้ แต่การออกกำลังกายเป็นประจำมีความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งบางชนิด แต่การวิ่งจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงและภูมิต้านทานให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่กำลังได้รับเคมีบำบัด 
 
</detail><keywords>วิ่ง, นักวิ่ง, วิ่งแล้วได้อะไร, Run</keywords><date>2021-12-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3815</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640673038.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ชีวภาพ</category></row>
<row _id="810"><Nid>3813</Nid><title>ปัญหาของเด็กมัธยมต้น วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/89380/-edu-</source><detail>ปัญหาของเด็กมัธยมต้น วัยแห่งการเปลี่ยนแปลง
:
เด็กมัธยมต้นนั้นเป็นวัยที่มีอยู่ในช่วงความเปลี่ยนแปลง การจะเข้าใจวัยรุ่นได้นั้นก็ต้องเข้าใจปัญหาของเขาด้วยถึงจะแก้ปัญหาได้ถูกจุด จะมีอะไรบ้าง เราไปดูกันเลย
:
ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ - ช่วงเวลาที่สมองส่วนกลางและส่วนหน้าของพวกเขากำลังพัฒนา อาจทำให้เด็กหลายๆ คนขาดทักษะในการควบคุมอารมณ์ตนเอง คิดเร็ว สรุป ตัดสินใจ ตอบสนองเร็วเกิน จนขาดการวิเคราะห์
:
ขาดที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และไร้ความสุข - ขาดที่พึ่งทางใจและไม่มีความสุข ซึ่งสาเหตุอาจมาจากทั้งครอบครัวหรือจากเพื่อนๆ ที่โรงเรียน หากคุณละเลยอาจส่งผลให้เด็กๆ มีการแสดงออกที่เปลี่ยนแปลง
:
เรื่องของความรุนแรง - มาได้หลายรูปแบบ ทั้งจากทีวี จากอินเตอร์เน็ต จากเพื่อนในโรงเรียน บางทีมาจากการเลี้ยงดูแบบด้วยการใช้อารมณ์ ใช้อำนาจความเป็นผู้ใหญ่ คำพูดดุด่า การทำโทษ และอื่นๆ
:
การเสพติด - เด็กบางคนอาจหนีปัญหาไปใช้สารเสพติดอย่างบุหรี่ หรือแม้แต่การดื่มแอลกอฮอล์ ก็สามารถหยุดยั้งการพัฒนาของสมอง และร่างกายของเด็กๆ ได้
:
ปัญหาวัยรุ่นหลักๆ เกิดมาจากความต่างวัยที่ผู้ใหญ่ในบ้านไม่เข้าใจ ทำให้แก้ไขปัญหาไม่ได้ ผู้ปกครองมีหน้าที่ในการทำความเข้าใจ พูดคุยและแก้ไขปัญหาไปด้วยกันนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3813</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640638595.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="811"><Nid>3812</Nid><title>คำนำหน้าชื่อประเทศแต่ละชื่อแตกต่างกันอย่างไร</title><source>https://www.bbc.com/thai/thailand-54306951</source><detail>คำนำหน้าชื่อประเทศแต่ละชื่อแตกต่างกันอย่างไร
:
เพื่อนๆ คงเคยได้ยินคำนำหน้าชื่อประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐ, ราชอาณาจักรและอื่นๆ อีกมากมาย วันนี้เราจะพาไปดูว่าแต่ละชื่อมีความหมายแตกต่างกันอย่างไร
:
บทความของราชบัณฑิตยสภา ที่ชื่อว่า "คำนำหน้าชื่อประเทศ" แบ่งได้ 8 ประเภทได้ดังนี้
1.ราชอาณาจักร (Kingdom) เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ ตัวอย่าง เช่น ราชอาณาจักรไทย (Kingdom of Thailand)
:
2. ราชรัฐ (Principality Grand Duchy) เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่มีประมุขของประเทศ ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าชาย หรือพระราชวงศ์ (Prince หรือ Grand Duke) ตัวอย่างเช่น ราชรัฐอันดอร์รา (Principality of Andorra)
:
3. รัฐสุลต่าน (Sultanate) เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่มีสุลต่านเป็นประมุขของประเทศ ในขณะนี้มีประเทศที่ใช้คำนำหน้าชื่อนี้เพียงประเทศเดียว คือ รัฐสุลต่านโอมาน (Sultanate of Oman)
:
4. สาธารณรัฐ (Republic) เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศ ตัวอย่างเช่น สาธารณรัฐสิงคโปร์ (Republic of Singapore)
:
5. สหพันธ์สาธารณรัฐ (Federal Republic หรือ Federative Republic) และสมาพันธรัฐ (Confederation) เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่มีการปกครองแบบรัฐรวม ตัวอย่างเช่น สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน (Federal Republic of Germany)
:
6. สหรัฐ (United States) และสหภาพ (Union) เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่มีการปกครองแบบรัฐรวมทำนองเดียวกับสหพันธ์สาธารณรัฐ และสมาพันธรัฐ ตัวอย่างเช่น สหรัฐอเมริกา (United States of America)
:
7. สหราชอาณาจักร (United Kingdom) และสหสาธารณรัฐ (United Republic) เป็นคำนำหน้าชื่อประเทศที่รวมเอาดินแดนซึ่งเคยเป็นอิสระต่อกัน มาเข้าอยู่ใต้การปกครองเดียวกัน หากมีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศก็เรียกว่า สหราชอาณาจักร แต่ถ้ามีประธานาธิบดีเป็นประมุขก็เรียกว่า สหสาธารณรัฐ 
:
8. เครือรัฐ (Commonwealth) เป็นคำนำหน้าชื่อบางประเทศเพื่อบ่งบอกว่าเป็นประเทศที่ร่วมอยู่ในเครือจักรภพอังกฤษ ตัวอย่างเช่น เครือรัฐออสเตรเลีย (Commonwealth of Australia)
:
หากเพื่อนอ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะจับจุดสังเกตุได้ว่าคำนำหน้าของแต่ละประเทศก็มาจาก ระบอบการปกครองของแต่ละประเทศนั่นเอง หวังว่าเพื่อนๆ จะได้ความรู้ ความเข้าใจไปไม่มากก็น้อยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3812</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640638561.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="812"><Nid>3811</Nid><title>ขนมปังขึ้นรา ตัดส่วนที่ขึ้นราออกแล้วกินได้หรือไม่?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72371/-blo-scihea-sci-</source><detail>ขนมปังขึ้นรา ตัดส่วนที่ขึ้นราออกแล้วกินได้หรือไม่?
:
เชื่อว่าเพื่อนๆ บางคน เมื่อเห็นขนมปังขึ้นรา อาจจะโยนทิ้งทั้งก้อน หรือบางคนอาจจะแค่ตัดส่วนที่ราขึ้นออกและนำส่วนที่เหลือมากิน แต่จริงๆ แล้วขนมปังขึ้นรากินได้หรือไม่?
:
เชื้อรา หรือ รา (Mold) เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ถูกจัดอยู่ในอาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) และมีโครงสร้างเป็นเส้นใย เพื่อใช้ชอนไชและดูดซึมสารอาหารจากโฮสต์ (Host) เราสามารถพบเห็นเชื้อราเหล่านี้ได้เมื่อมันเจริญบนอาหารต่างๆ
:
เชื้อราสามารถอยู่ได้โดยการย่อยสลายและดูดซึมสารอาหารจากแหล่งที่มันไปอาศัยอยู่ เช่น บนขนมปัง สายพันธุ์ของเชื้อราที่มักจะขึ้นบนขนมปัง ได้แก่ Aspergillus, Penicillium, Fusarium, Mucor และ Rhizopus ขณะที่เชื้อราบางสายพันธุ์สามารถบริโภคได้ อาทิ สายพันธุ์ที่ใช้ผลิต Blue Cheese
:
สรุปแล้วขนมปังขึ้นรากินได้หรือไม่?
เนื่องจากเราไม่สามารถแยกสายพันธุ์เชื้อราได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้นเราจึงไม่ควรบริโภคขนมปังขึ้นราโดยเด็ดขาด เพราะเราไม่รู้ว่าเชื้อราชนิดนั้นมีอันตรายหรือไม่ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่าแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3811</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640637677.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="813"><Nid>3810</Nid><title>แปลข้อความจากเด็กทารกด้วย Big Data</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74039/-blo-scieng-sci-</source><detail>แปลข้อความจากเด็กทารกด้วย Big Data
:
เด็กทารกยังไม่สามารถพูดความต้องการออกมาได้ ไม่ว่าจะ ง่วง หิว หรือเจ็บปวด ทำให้พ่อแม่หลายคนประสบกับปัญหากับการเลี้ยงลูก แต่ปัญหานี้กำลังจะหมดไปด้วย Big Data
:
นักวิจัยกลุ่มหนึ่งในสหรัฐอเมริกาได้คิดค้น AI ให้ทำหน้าที่แยกแยะลักษณะการร้องของเด็กทารก ว่ามีสาเหตุมาจากความหิว ความเจ็บป่วย หรือสาเหตุอื่นๆ 
:
โดยสามารถตรวจจับและรับรู้คุณสมบัติของเสียงร้องของทารก ด้วยการใช้อัลกอริทึมเฉพาะตามระบบแยกแยะจดจำเสียงอัตโนมัติ ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยแยกแยะระหว่างเสียงร้องปกติและเสียงร้องที่ผิดปกติออกจากกันได้
:
นักวิจัยจะจำแนกลักษณะเฉพาะของเสียงร้องแบบต่างๆ เอาไว้ จากนั้นเก็บเป็นฐานข้อมูล ซึ่งจะมีประโยชน์มากในอนาคต เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้สามารถช่วยในการตัดสินใจในบางเรื่องได้ เช่น การร้องไห้ในระดับที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างฉุกเฉิน ก็อาจตัดสินใจนำส่งโรงพยาบาลในทันทีอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3810</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640637558.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="814"><Nid>3809</Nid><title>เมื่อดาวฤกษ์หมดแสงจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/82442/-blo-sciear-sci-</source><detail>เมื่อดาวฤกษ์หมดแสงจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
:
ดาวฤกษ์คือดาวที่มีแสงสว่างในตัวเอง แต่ทุกสิ่งมีอยู่ก็มีดับไป จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อดาวจุดจบ?
:
ดาวฤกษ์เกิดจากกลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ ยุบตัวลงด้วยแรงดึงดูดโน้มถ่วงของตัวเอง ในขณะที่ยุบตัวนั้น อะตอมของก๊าซจะพุ่งชนกันถี่ขึ้นด้วยความเร็วที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อุณภูมิของก๊าซจึงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความร้อนที่เกิดขึ้นในส่วนนี้จะช่วยเพิ่มแรงกดดันให้ก๊าซ จนมากพอที่จะต้านทานแรงดึงดูดให้หยุดยุบตัวและอยู่ในสภาวะสมดุล แต่ในที่สุดแล้ว เมื่อไฮโดรเจนและก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิงถูกเผาหมดลง มันจะเย็นลงและเริ่มยุบตัว
:
หากมวลของดาวมีค่าน้อยกว่าขีดจำกัดของจันทรสิกขาร์ (มากกว่า 1 เท่าครึ่งของดวงอาทิตย์) มันจะหยุดยุบตัวและกลายเป็น “ดาวแคระขาว” (White Dwarf) ซึ่งเป็นสภาวะสุดท้ายของดาวฤกษ์ขนาดใหญ่
:
แต่หากมีมวลมากกว่าขีดจำกัดของจันทรสิกขาร์ ใจกลางของมันจะมีความหนาแน่นสูง และแรงดึงดูดโน้มถ่วงจะทำให้เกิดการยุบตัวกลายเป็นดาวนิวตรอน หรือบริเวณที่เรียกว่า "หลุมดำ" (Black Hole) ซึ่งเป็นบริเวณที่มีแรงดึงดูดโน้มถ่วงมหาศาลและมืดสนิท แม้แต่แสงก็ไม่อาจเล็ดลอดออกมาได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3809</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640637519.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="815"><Nid>3808</Nid><title>เหล่าทาสแมวต้องรู้! ทรายแมวมีกี่แบบ ต่างกันยังไงบ้าง?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/89929/-ani-</source><detail>เหล่าทาสแมวต้องรู้! ทรายแมวมีกี่แบบ ต่างกันยังไงบ้าง?
:
ใครเลี้ยงแมว คงพอจะรู้ว่าไอเทมที่จำเป็นขาดไม่ได้อย่างหนึ่งเลยก็คือ 'ทรายแมว' แต่เพื่อนๆ เคยรู้ไหมว่าทรายแมวมีกี่แบบ แตกต่างกันยังไงบ้าง วันนี้พาไปดูกัน
:
1. ทรายแมวแบบจับตัวเป็นก้อน
มีส่วนประกอบหลักเป็นสารเบนโทไนต์ (Bentonite) ทำให้เมื่อทรายโดนน้ำหรือความชื้น ทรายจะจับตัวเป็นก้อนๆ สะดวกกับการตักแยกสิ่งสกปรกออกได้ง่าย เป็นที่นิยมมากที่สุดในหมู่คนเลี้ยงแมว
:
2. ทรายแมวที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ
ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ขี้เลื่อย ข้าวบาร์เลย์ เศษไม้สน เปลือกส้มตากแห้ง กระดาษหนังสือพิมพ์ใช้แล้ว เป็นต้น สามารถย่อยสลายเองตามธรรมชาติได้ และบางยี่ห้อยังสามารถทิ้งลงชักโครกได้เลย
:
3. ทรายแมวแบบซิลิก้าเจล
ทำจากโซเดียมซิลิเกต (Sodium Silicate) เม็ดเล็ก ลักษณะคล้ายคริสตัล พรุน เบา และแทบไม่ฟุ้งกระจายเลย จุดเด่นของทรายชนิดซิลิก้าเจลนี้คือสามารถดูดซับกลิ่นและของเหลวได้ดีที่สุดในบรรดาทรายแมวทั้งหมด
:
และนี่ก็คือทรายแมว 3 ประเภทที่หาได้ทั่วไปตามร้านขายของสัตว์เลี้ยง แต่ละประเภทมีข้อดี-ข้อเสีย และราคาที่ต่างกัน เพื่อนๆ สามารถเลือกใช้ตามความเหมาะสมของเราได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3808</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640637473.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="816"><Nid>3805</Nid><title>Merry Christmas</title><source xsi:nil="true" /><detail>เรื่องเล่าจากซานต้า

ตัวจริงของซานต้าคลอส คือ นักบุญนิโคลัส ซึ่งเป็นบาทหลางในตุรกี ช่วงคริสตศตวรรษที่ 4 ผู้ขึ้นชื่อใในเรื่องความใจดี  โดยเฉพาะกับเด็กๆ

 
</detail><keywords>merrychristmas, Christmas Day</keywords><date>2021-12-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3805</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640326682.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="817"><Nid>3801</Nid><title>ยาชนิดไหนที่จำเป็น "กินให้หมด"</title><source>https://www.sanook.com/health/31873/</source><detail>ยาบางชนิดต้องกินให้หมดแม้ว่าจะอาการหายดีเป็นปกติแล้วก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วยาที่จำเป็นต้องกินให้หมดแม้ว่าจะรู้สึกว่าหายจากอาการป่วยแล้ว จะเป็น ยาฆ่าเชื้อ และ ยาสำหรับรักษาโรคประจำตัว

ภก.ชวัลวิชญ์ เลิศตระการสกุล งานเภสัชกรรมคลินิก ฝ่ายเภสัชกรรม คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ยาที่จำเป็นต้องกินให้หมด มีดังนี้

ยาฆ่าเชื้อ สำหรับผู้ที่ป่วยที่ได้รับยาฆ่าเชื้อกลับมารับประทานต่อที่บ้านเอง ไม่ควรหยุดยาฆ่าเชื้อเอง แม้ว่าอาการป่วยจะดีขึ้นแล้ว เพราะอาจจะทำให้เชื้อก่อโรคที่หลงเหลืออยู่ พัฒนาเป็นเชื้อดื้อยา ส่งผลให้ต้องใช้ยาที่แรงขึ้น และอาจมีผลข้างเคียงที่อันตรายต่อร่างกายในภายหลังได้

ยาสำหรับรักษาโรคประจำตัว ยาสำหรับรักษาโรคประจำตัว เป็นยาที่มีหน้าที่ควบคุมอาการ หรือป้องกันการดำเนินโรคที่แย่ลง เช่น ยาลดความดันเลือด ยาลดไขมัน และยากันชัก หากหยุดยาเองโดยที่แพทย์ไม่ได้สั่ง อาจทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้น จนอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้

จะรู้ได้อย่างไรว่าต้องกินยาชนิดไหนให้หมด ปกติแล้ว แพทย์ และเภสัชกรจะแนะนำข้อบ่งใช้ และวิธีการใช้ยาอย่างละเอียด ดังนั้น ควรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรักษา และมีความปลอดภัยจากการใช้ยาให้มากที่สุด
</detail><keywords>Drug, ยา, ข้อปฏิบัติการกินยา, ยาที่ต้องกินให้หมด</keywords><date>2021-12-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3801</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1640229112.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="818"><Nid>3798</Nid><title>แอปเปิ้ลแดง vs แอปเปิ้ลเขียว แบบไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน</title><source>https://www.sanook.com/health/31761/</source><detail>สิ่งที่ทำให้สารอาหารในแอปเปิ้ลแตกต่างกันกลับเป็นช่วงของแสงแดดที่แอปเปิ้ลได้สัมผัสก่อนการเก็บเกี่ยว มีงานวิจัยพบว่า แอปเปิ้ลที่ได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ก่อนการเก็บเกี่ยวจะมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าแอปเปิ้ลที่อยู่ในร่ม ดังนั้น การเลือกซื้อแอปเปิ้ลให้ได้คุณประโยชน์สูงสุด จะแนะนำให้เลือกแอปเปิ้ลแดงที่มีสีแดงจัด และแอปเปิ้ลเขียวที่อมสีแดงเล็กน้อย สารอาหารโดยประมาณของแอปเปิ้ลแดง และแอปเปิ้ลเขียว

แอปเปิ้ลเขียว (1 ผล หนัก 150 กรัม)

พลังงาน 82.5 Kcal
น้ำตาล 15 กรัม
ใยอาหาร 6.15 กรัม
วิตามินซี 1.7 มิลลิกรัม
เบต้าแคโรทีน 40.5 ไมโครกรัม

แอปเปิ้ลแดงฟูจิ (1 ผลกลาง หนัก 300 กรัม)

พลังงาน 178.2 Kcal
น้ำตาล 18.6 กรัม
ใยอาหาร 10.2 กรัม
วิตามินซี 12 มิลลิกรัม
เบต้าแคโรทีน 96 ไมโครกรัม

เนื่องจากแอปเปิ้ลแดงมีขนาดใหญ่กว่าแอปเปิ้ลเขียวกว่าครึ่ง หากลองหารครึ่งตามน้ำหนักของแอปเปิ้ลที่ต่างกันครึ่งหนึ่ง จะได้คุณค่าทางสารอาหารจากแอปเปิ้ลแดงในปริมาณที่เท่ากับแอปเปิ้ลเขียว ดังนี้

พลังงาน 89.1 Kcal
น้ำตาล 9.3 กรัม
ใยอาหาร 5.1 กรัม
วิตามินซี 6 มิลลิกรัม
เบต้าแคโรทีน 48 ไมโครกรัม

หากเปรียบเทียบสารอาหารของแอปเปิ้ลแดงกับแอปเปิ้ลเขียวในปริมาณที่เท่ากันแล้ว จะเห็นได้ว่าให้สารอาหารที่ใกล้เคียงกัน กินแอปเปิ้ลทั้งเปลือก ได้ประโยชน์กว่า

อย่างไรก็ตาม การจะกินแอปเปิ้ลให้ได้สารอาหารมากๆ ควรกินทั้งเปลือก เพราะสารอาหารส่วนใหญ่ของแอปเปิ้ลอยู่ที่เปลือก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะปอกเปลือกออกกันหมด หากกังวลเรื่องสารตกค้างบนเปลือก แนะนำให้แช่แอปเปิ้ลในสารละลายเบกกิ้งโซดา 1 ช้อนชา ต่อน้ำสะอาด 2 ถ้วยตวง แช่ไว้ 15 นาที จากนั้นล้างด้วยน้ำไหลผ่านจนกว่าจะหายลื่น เพียงเท่านี้ก็สามารถรับประทานแอปเปิ้ลได้อย่างสบายใจ
</detail><keywords>แอปเปิ้ล, Apple, แอปเปิ้ลแดง, แอปเปิ้ลเขียว</keywords><date>2021-12-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3798</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639983184.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639983184_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639983184_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639983184_2.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ชีวภาพ</category></row>
<row _id="819"><Nid>3797</Nid><title>ทำความรู้จักขยะกำพร้า ขยะที่ใครๆ ก็ไม่ต้องการ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/89269/-env-</source><detail>ทำความรู้จักขยะกำพร้า ขยะที่ใครๆ ก็ไม่ต้องการ
:
ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้พฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยนไปในบางเรื่อง โดยเฉพาะพฤติกรรมการใช้บริการเดลิเวอรี่ จนนำมาซึ่งขยะประเภทใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง (Single-Use) เช่น ช้อน ส้อม ถุงพลาสติก กล่องโฟม กล่องพัสดุ รวมไปถึงขยะติดเชื้ออย่างหน้ากากอนามัย
:
สิ่งเหล่านี้นั้นมีจำนวนมากและไม่มีใครอยากนำไปใช้ต่อ เนื่องจากขยะเหล่านี้ประกอบด้วยวัสดุที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดรับซื้อ เพราะไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ หรือนำไปรีไซเคิลแล้วไม่คุ้มค่าแก่การลงทุน
:
จนนักวิชาการได้มีการบัญญัติศัพท์ใหม่เกี่ยวกับขยะที่ไม่มีใครรับรีไซเคิลเหล่านี้ว่า “ขยะกำพร้า” ซึ่งกำลังเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริโภคยุคใหม่จำเป็นต้องร่วมกันแก้ปัญหา
:
ถึงแม้ว่าขยะเหล่านี้จะนำไปใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือเป็นพลังงานทดแทนได้ แต่วิธีนี้นับว่าก่อให้เกิดมูลค่าด้านเศรษฐกิจน้อยกว่าการนำไปรีไซเคิล เพราะฉะนั้นจึงควรใส่ใจลดจำนวนขยะตั้งแต่ต้นทาง หรือจัดการขยะให้ถูกวิธี จะสามารถปูทางไปสู่การจัดการขยะได้แบบยั่งยืนได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3797</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639679674.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="820"><Nid>3796</Nid><title>5 เหตุผลที่บางคนรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90682/-scihea-sci-</source><detail>5 เหตุผลที่บางคนรู้สึกอ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลา
:
เคยเป็นกันไหมครับ รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา ทั้งๆ ที่พักผ่อนเพียงพอแล้ว วันนี้ลองมาสังเกตตัวเองดูว่าตรงกับข้อเหล่านี้หรือไม่
:
1. รับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีแล้วมากเกินไป - เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และร่างกายจะพยายามทำงานให้ระดับน้ำตาลให้เลือดลดลง
:
2. การใช้ชีวิตประจำวันแบบนิ่งอยู่กับที่ - การออกกำลังกายเล็กๆ เช่น เดินขึ้น-ลงบันได หรือลุกขึ้นเดินบ้าง อาจลดความเหนื่อยล้าในผู้ที่มีอาการอ่อนเพลียเรื้อรังได้
:
3. การแพ้อาหาร - อาจทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น เป็นนผื่นแดง น้ำมูกไหล ปวดศีรษะ รวมถึงความเหนื่อยล้า
:
4.  การรับประทานพลังงานที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย - บริโภคอาหารในปริมาณแคลอรี่ที่น้อยเกินไป ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ 
:
5. ดื่มน้ำไม่เพียงพอ - การสูญเสียน้ำไปกับการขับถ่ายปัสสาวะ อุจจาระ เหงื่อ และลมหายใจ ดังนั้นหากดื่มน้ำไม่เพียงพอก็อาจเกิดภาวะขาดน้ำได้ และนั่นจะทำให้เรารู้สึกถึงความเหนื่อยล้า อ่อนเพลียตามมาได้
:
ถึงแม้ว่าจะพักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว แต่หากมีพฤติกรรมดังกล่าว ก็เป็นสาเหตุทำให้อ่อนเพลียได้เช่นกัน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3796</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639679588.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="821"><Nid>3795</Nid><title>โครงการ QUIET-TRACK เพื่อลดการเกิดเสียงดังขณะรถไฟวิ่ง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/66558/-blo-scieng-sci-</source><detail>โครงการ QUIET-TRACK เพื่อลดการเกิดเสียงดังขณะรถไฟวิ่ง
:
ในแต่ละวัน พวกเราทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่อาศัยในกรุงเทพมักจะเจอปัญหามลพิษทางเสียงมากมาย โดยเฉพาะเสียงจากรถไฟโดยสารต่างๆ 
:
ด้วยเหตุนี้ โครงการ QUIET-TRACK จึงถือกำเนิดขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายในการลดมลพิษทางเสียงผ่านการลดระดับเสียงที่เกิดจากการวิ่งของรถไฟโดยสาร โดยเน้นศึกษาการเกิดเสียงที่มีความถี่ต่ำของการสัมผัสระหว่างล้อและรางรถไฟ เพื่อที่จะสามารถทำการวัด การคาดคะเนและการหาตำแหน่งของการเสื่อมสภาพของรางรถไฟได้ และจะได้หาวิธีการรักษาและซ่อมแซมต่อไป
:
โดยโครงการ QUIET-TRACK ได้พัฒนาระบบรางแบบฝังตัว ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่จะช่วยลดการเกิดเสียงได้ถึง 6 เดซิเบล เทียบกับรางทั่วไปที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ด้วยจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมเมืองให้มีความสงบมากขึ้น โดยการลดการเสียงดังขณะรถไฟวิ่งนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3795</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639679560.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="822"><Nid>3794</Nid><title>ถนนยุบตัวลงจากการผลิตเกลือเป็นไปได้หรือไม่</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/80914/-sci-sciear-</source><detail>ถนนยุบตัวลงจากการผลิตเกลือเป็นไปได้หรือไม่
:
เพื่อนๆ อาจจะเคยได้ยินข่าวการเกิดหลุมยุบในแถบภาคอีสานอยู่บ่อยครั้ง หลายคนคงสงสัยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ดินด้านล่างหายไปไหน วันนี้ไปหาคำตอบกัน
:
การเกิดหลุมยุบนั้น จริงๆ แล้วเป็นปรากฏการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ โดยจะมีขนาดของหลุมและความลึกที่แตกต่างกันไปตามปัจจัยแวดล้อม
:
ในประเทศไทยสามารถพบโพรงใต้ดินได้ 3 ชนิด
1. โพรงหินปูนใต้ดิน - ในบางพื้นที่ของประเทศไทยจะมีชั้นหินปูนแทรกอยู่ที่ใต้ดินด้านล่าง เมื่อโดนฝนกรดตกลงมาบ่อยๆ จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีจนทำให้หินปูนสลายไป จนทำให้ยุบตัวลงมา
:
2. ชั้นทรายใต้ดิน - ชั้นทรายที่อยู่ใต้พื้นดินและมักอยู่ใกล้กับบริเวณแม่น้ำลำคลอง เมื่อเกิดฝนตกหนักหรือตกอย่างต่อเนื่อง น้ำที่แทรกเข้าใต้พื้นดินจะพัดพาตะกอนทรายหรือชั้นทรายนี้ลงสู่แม่น้ำ
:
3. ชั้นเกลือใต้ดิน - ชั้นของหินเกลือที่แทรกอยู่ใต้พื้นดิน มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี และเมื่อนำน้ำที่ได้จากการละลายมาระเหยแห้งจะได้เป็นเกลือสินเธาว์ เมื่อหินเกลือถูกชะล้างเพื่อนำไปทำเป็นเกลือสินเธาว์มากๆ ชั้นเกลือใต้ดินก็จะหายไป เกิดเป็นช่องว่างหรือโพรงระหว่างใต้ดิน
:
และด้วยเหตุผลนี้เอง การทำเกลือสินเธาว์จึงเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เกิดดินเป็นโพรง จนยุบลงมาได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3794</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639679530.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="823"><Nid>3793</Nid><title>โลกออนไลน์และภัยร้ายในอีกมุมมอง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90048/-edu-</source><detail>โลกออนไลน์และภัยร้ายในอีกมุมมอง
:
ทุกวันนี้ อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสื่อสารที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราแทบทุกคน แต่ใช่ว่าจะมีแต่เรื่องดี เพราะก็มีภัยร้ายที่ถือโอกาสเข้ามาคุกคามเราด้วยเช่นกัน
:
การพนันออนไลน์ - เว็บไซต์เหล่านี้สามารถเข้าถึงได้ง่าย ชวนให้เสพติดอย่างรวดเร็ว และยากที่จะบำบัด หลายคนใช้เวลาอยู่หน้าจอทั้งวันทั้งคืนเพื่อหมกมุ่นกับเรื่องเหล่านี้จนเสียเวลา เสียสุขภาพ และเสียเงิน
:
ดราม่าบนโลกออนไลน์ - เรื่องบันเทิง เรื่องดราม่าของผู้อื่น แท้จริงแล้วเรื่องราวต่างๆ มีทั้งข้อดีและไม่ดี มีทั้งเรื่องจริงเรื่องปลอม การเสพเรื่องราวเหล่านี้ ควรต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้ดี และหากจดจ่อกับเรื่องเหล่านี้มากเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้
:
เรื่องของสิทธิ์และลิขสิทธิ์ - เราไม่ควรเพิกเฉยในสิทธิที่เป็นของเรา หรือเสียผลประโยชน์ให้คนอื่นละเมิดได้ง่ายๆ ในทางกลับกัน ก็ไม่ควรละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น ซึ่งอาจทำให้เกิดเรื่องดราม่าออนไลน์ไปจนถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลได้
:
การกลั่นแกล้ง คุกคามทางเพศ และความรุนแรงบนโลกออนไลน์ - การถูกล้อเลียน กลั่นแกล้ง Cyberbully ไปจนถึงทะเลาะกันด้วยตัวอักษร ใช้ถ้อยคำหยาบคายจนกลายเป็นความรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตได้เป็นอย่างมาก
:
เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงภัยตัวอย่างเบื้องต้น หากเราสามารถเสพสื่อบนโลกออนไลน์อย่างมีสติ และถูกต้อง จะได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก แต่หากหลงใหลไปกับสิ่งยั่วยุต่างๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและจิตใจได้เช่นกัน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3793</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639679494.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="824"><Nid>3792</Nid><title>สีแต่ละสีส่งผลต่อความรู้สึกอย่างไร</title><source>https://www.dek-d.com/board/view/807655</source><detail>สีแต่ละสีส่งผลต่อความรู้สึกอย่างไร
:
เขาบอกกันว่า ใครชอบสีอะไร มักจะเป็นคนแบบนั้น แล้วมันจริงไหมนะ? วันนี้เราจะพาไปดูความหมายของแต่ละสีที่ส่งผลต่อความรู้สึกของเรากัน
:
สีแดงเข้ม - ให้ความรู้สึก ปิติ อิ่มเอิบ อุดมสมบูรณ์
สีแดง - ให้ความรู้สึก กระตุ้นเร่งเร้า รุนแรง เร้าใจ มีอำนาจ
สีเขียวอ่อน - ให้ความรู้สึก สดชื่น เยือกเย็น มีชีวิตชีวา เจริญงอกงาม เป็นสีแห่งพลัง
สีเขียวเข้ม - ให้ความรู้สึก หดหู่ แก่ชรา ถ้าผสมกับสีเทา จะแลดูสลดรันทดใจ
สีน้ำเงิน - ให้ความรู้สึก เชื่อมั่น สงบ เข้มแข็ง หนักแน่น สุภาพ จริงจัง
สีฟ้า - ให้ความรู้สึก สงบเสงี่ยม เรียบร้อย ประณีต นุ่มนวล
สีเขียวเหลือง - ให้ความรู้สึก เจริญงอกงาม กระชุ่มกระชวย เป็นหนุ่มเป็นสาว
สีเหลือง - ให้ความรู้สึก สว่างสดใส ร่าเริง สดชื่น เปล่งประกาย
สีเหลืองอ่อน - ให้ความรู้สึก อ่อนเพลีย หมดหวัง
สีส้ม - ให้ความรู้สึก เกิดพลัง ตื่นเต้นเร้าใจ สนุกสนาน กระปรี้กระเปร่า
สีชมพู - ให้ความรู้สึก แจ่มใส รุ่งเรือง สมหวัง งดงามเรียบร้อย
สีม่วง -ให้ความรู้สึก สงบเงียบ โศกเศร้า ลี้ลับ แปลก ไม่เชื่อมั่น
สีดำ -ให้ความรู้สึก ว่างเปล่า มืดมน น่าค้นหา เป็นสีแห่งความลี้ลับ
สีขาว -ให้ความรู้สึก บริสุทธิ์ เบิกบาน เยือกเย็น
สีเทา -ให้ความรู้สึก สงบนิ่งเฉย ราบเรียบเข้าได้กับทุกสี
สีน้ำตาล -ให้ความรู้สึก เงียบขรึม เก่าแก่ หนักแน่น
สีทอง – สีเงิน  ให้ความรู้สึก มั่นคงถาวร แวววาว โปร่งใส
:
ตรงกันบ้างไหมครับ? ถึงแม้ว่าเรื่องจิตวิทยาของสีอาจมีทฤษฎีรองรับไม่มาก แต่ก็ถือว่าบ่งบอกความรู้สึกของเราได้ระดับนึงเลยเช่นกัน เพื่อนๆ ชอบสีอะไร และตรงกับตัวเองมากน้อยแค่ไหน อย่าลืมแวะมาบอกกันบ้างนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3792</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639679451.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="825"><Nid>3791</Nid><title>Seasonal Affective Disorder (SAD) ความหดหู่จากฤดูหนาว</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90759/-scihea-sci-</source><detail>Seasonal Affective Disorder (SAD) ความหดหู่จากฤดูหนาว
:
โรคนี้เป็นโรคที่พบได้น้อยในประเทศไทย เนื่องจากเป็นประเทศเมืองร้อน แต่ก็มีโอกาสพบได้ในฤดูหนาวอยู่บ้าง
:
ผู้ที่มีอาการของ SAD จะรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง หมดคุณค่า ขาดพลังงานชีวิต มีปัญหาการนอนหลับ ไม่มีสมาธิ รู้สึกเฉื่อยหรือกระสับกระส่าย และอาจถึงขั้นคิดถึงการตายหรือการฆ่าตัวตาย
:
อาการดังกล่าวมีปัจจัยเกี่ยวข้องกับปริมาณแสงที่เราได้รับผ่านดวงตา เพราะในฤดูหนาวปริมาณแสงที่ได้รับอาจจะน้อยลง ทำให้ระดับฮอร์โมนเมลาโทนินในร่างกายเพิ่มมากขึ้นและส่งผลให้เกิดอาการดังกล่าว
:
หากเพื่อนๆ รู้สึกว่ารู้สึกหม่นๆ สิ้นหวังในช่วงฤดูหนาวโดยสาเหตุไม่ได้ ลองออกไปข้างนอก การพบปะพูดคุยกับกลุ่มเพื่อน รับแสงแดดให้มากขึ้นจะสามารถช่วยได้ครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3791</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639679415.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="826"><Nid>3785</Nid><title>ไมโครเวฟมีการทำงานอย่างไร?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/83076/-blo-scieng-sci-</source><detail>ไมโครเวฟมีการทำงานอย่างไร?
:
ไมโครเวฟ เป็นอีกหนึ่งเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องมีติดครัวกันทุกบ้าน เนื่องจากสามารถอุ่นอาหารได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องอาศัยเปลวไฟ
:
ภายในเตาไมโครเวฟจะประกอบไปด้วย ขดลวด เพื่อที่จะแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่มากกว่า 2450 MHz หรือ 2450 ล้านรอบในหนึ่งวินาที ซึ่งจะทะลุผ่านอาหารไปสั่นพ้องกับโมเลกุลของน้ำ ทำให้โมเลกุลของน้ำเกิดการสั่นไหวตามความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือเรียกว่า "คลื่นไมโครเวฟ" เกิดเป็นความร้อนจนสามารถทำให้อาหารมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนสุกนั่นเอง
:
แต่ก็มีข้อควรระวังเหมือนกันนะ
ภาชนะที่จะใช้สำหรับบรรจุอาหารและนำเข้าไปอุ่นหรือปรุงในเตาไมโครเวฟจะต้องเป็นภาชนะที่ทนต่อคลื่นไมโครเวฟ เช่น เครื่องแก้วทนความร้อน เครื่องปั้นดินเผา กระดาษเคลือบแว็กซ์ เซรามิก เป็นต้น
:
ส่วนวัสดุที่ไม่ควรนำมาใช้งานกับเตาไมโครเวฟ นั่นคือ ภาชนะโลหะหรือภาชนะอื่นๆ ที่มีส่วนประกอบของโลหะ พลาสติกเมลามีน ถุงพลาสติกห่ออาหาร ฟอยล์ห่ออาหาร ภาชนะกระเบื้องเคลือบ กล่องโฟม กระดาษ ภาชนะสแตนเลส หรือไข่ทั้งเปลือก เป็นต้น
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3785</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639427232.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="827"><Nid>3784</Nid><title>ในอวกาศมีออกซิเจนอยู่มาก แต่ทำไมเราหายใจในอวกาศไม่ได้?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90375/-sciear-sci-</source><detail>ในอวกาศมีออกซิเจนอยู่มาก แต่ทำไมเราหายใจในอวกาศไม่ได้?
:
ขอเกริ่นก่อนว่า ออกซิเจนอะตอม กับ ออกซิเจนโมเลกุล มีความแตกต่างกัน ซึ่งออกซิเจนอะตอมมีสัญลักษณ์เป็น O แต่ออกซิเจนโมเลกุลมีสัญลักษณ์เป็น O2
:
ในอวกาศมีออกซิเจนอะตอมลักษณะนี้อยู่ถึง 96% เลยทีเดียว แต่เราก็ไม่สามารถนำมาหายใจได้อยู่ดี เนื่องจากออกซิเจนที่เราใช้หายใจกันคือ ออกซิเจนโมเลกุลหรือ O2 เป็นออกซิเจนที่ประกอบไปด้วยออกซิเจน 2 อะตอม เชื่อมต่อกันด้วยพันธะโควาเลนต์ 
:
ยิ่งห่างไกลโลกออกไปมากเท่าไร แรงดึงดูดหรือสนามโน้มถ่วงของโลกก็ยิ่งลดลง ออกซิเจนยิ่งเบาบาง ความดันบรรยากาศลดลง ดังนั้นเมื่ออยู่ในที่สูง เราจึงรู้สึกได้ว่าหายใจลำบาก
:
แต่เมื่อหลุดออกจากสนามโน้มถ่วงโลกแล้วและไม่มีแรงกระทำอีกต่อไป ออกซิเจนจะเริ่มอยู่ห่างไกลกันออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ อะตอมของออกซิเจนในอวกาศที่มีความไม่เสถียรจะจับตัวแน่นกับละอองดาว ขัดขวางการรวมตัวกันเองเป็นโมเลกุลออกซิเจน จึงกล่าวได้ว่าแทบจะไม่มีออกซิเจนโมเลกุลที่เราใช้หายใจได้อยู่ในอวกาศเลยได้เลยนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3784</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639427195.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="828"><Nid>3783</Nid><title>5 สัตว์มหัศจรรย์หายากบนเกาะกาลาปากอส</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/89669/-scibio-sci-</source><detail>5 สัตว์มหัศจรรย์หายากบนเกาะกาลาปากอส :
:
หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นหมู่เกาะที่ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของโลก มีวิวัฒนาการของสัตว์หลายชนิด หลายยุคหลายสมัย จนทำให้เกาะแห่งนี้มีสัตว์หายากเกิดขึ้นหลากหลายสายพันธุ์
:
เกาะนี้ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก ในเขตปกครองของประเทศเอกวาดอร์ ห่างจากชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ไปตามแนวเส้นศูนย์สูตรประมาณ 1,000 กิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่จำนวน 19 เกาะ หมู่เกาะกาลาปากอสเกิดจากการสะสมตัวของลาวาภูเขาไฟ
:
สัตว์หายากในหมู่เกาะกาลาปากอส
1. สิงโตทะเล (Galapagos Fur Seal) - สิงโตทะเลกาลาปากอส เป็นสิงโตทะเลที่อาศัยอยู่ในเขตร้อน สันนิษฐานว่าอาจโดนกระแสน้ำเย็นพัดมาตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง
:
2. นกบูบีเท้าน้ำเงิน (Blue-Footed Booby) - นกบูบี เป็นนกที่มีเท้าเป็นพังผืดขนาดใหญ่คล้ายเท้าเป็ด เป็นนกที่จะเห็นเฉพาะในหมู่เกาะกาลาปากอสเท่านั้น
:
3. ปูแซลลี่ย์ไลท์ฟุต (Sally Lightfoots) - ปูชนิดที่มีลักษณะสีส้มสะดุดตา มักพรางตัวอยู่ตามโขดหิน เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ เนื่องจากเป็นสัตว์ที่คอยเก็บกินซากเห็บบนชายหาด
:
4. เต่ากาลาปากอส (Galapagos Tortoises) - เต่านี้อยู่บนเกาะแห่งนี้มาตั้งแต่ 2-3 ล้านปีก่อน จนปัจจุบันขยายพันธุ์จนมีมากถึง 14 สายพันธุ์และมีอยู่บนเกาะถึง 20,000 ตัว
:
5. อีกัวน่ากาลาปากอส (Marine Iguana) - อีกัวน่าทะเลบนเกาะกาลาปากอส เป็นอีกัวน่าชนิดเดียวในโลกที่อยู่ในทะเล อีกัวน่ากาลาปากอสไม่กินแมลง แต่จะกินเฉพาะพืช สาหร่าย เป็นต้น
:
ถือว่าเป็นกลุ่มสัตว์หายากที่หลายๆ คนอาจไม่เคยได้ยินชื่อกันมาก่อนเลยใช่ไหมครับ ในโลกเรานี้ยังมีเรื่องมหัศจรรย์และแปลกประหลาดอีกมากมาย หากมีเกร็ดความรู้เล็กน้อยเช่นนี้อีก รับรองว่าทีมงานจะรีบนำมาฝากให้ทุกท่านได้อ่านแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3783</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639426326.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="829"><Nid>3782</Nid><title>แมลงมีความสำคัญกับโลกนี้อย่างไร?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90588/-scibio-sci-</source><detail>แมลงมีความสำคัญกับโลกนี้อย่างไร?
:
เหล่าแมลง แม้จะหน้าตาไม่น่ารัก แต่มนุษย์เราและโลกของเราจะคงอยู่ไม่ได้หากปราศจากแมลง แล้วถ้าหากโลกนี้ไม่มีแมลงอะไรจะเกิดขึ้น?
:
1. ห่วงโซ่อาหารล่มสลาย
แมลงคือสัตว์ในห่วงโซ่อาหาร ที่บรรดานก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และปลา กินเป็นอาหาร หากแหล่งอาหารอย่างแมลงหายไป สัตว์เหล่านี้จะขาดอาหาร และสัตว์ใหญ่ที่อาศัยกินสัตว์ในห่วงโซ่อาหารต่อมาก็ต้องล้มตายเป็นทอดๆ
:
2. ขาดผู้ผลิตอาหารให้กับมนุษย์
ร้อยละ 80 ของการผสมเกสรของพืชทั่วโลกเกิดขึ้นโดยผึ้ง พืชจำพวกธัญญาหารมักจะได้รับการผสมเกสรทางลม แต่พืชประเภทอื่น เช่น ผลไม้ ถั่ว ผักต่างๆ รวมถึงโกโก้ และกาแฟ ต่างเป็นผลงานชิ้นเอกของผึ้ง
:
ถึงแม้ดูจะเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่หากแมลงสูญพันธุ์จากโลกนี้ไป มนุษย์เรานี่แหละที่จะได้รับผลกระทบเต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขาดแคลนอาหาร หรือเรื่องห่วงโซ่อาหารพังทลายลง ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆเลย ว่ามั้ยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3782</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639426289.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="830"><Nid>3781</Nid><title>อาบน้ำบ่อยแค่ไหน ถึงจะกำลังพอดี?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90732/-scihea-sci-</source><detail>อาบน้ำบ่อยแค่ไหน ถึงจะกำลังพอดี?
:
สภาพอากาศของประเทศไทยที่อากาศร้อนชื้น ประกอบกับฝุ่นและเชื้อโรคต่างๆ ทำให้หลายคนอาบน้ำบ่อยขึ้น วันนี้เรามาดูกันว่า การอาบน้ำบ่อยๆ มีผลเสียอะไรไหม?
:
ผิวหนังของเรามีชั้นผิวที่ประกอบไปด้วยน้ำมันและแบคทีเรีย ที่ช่วยปกป้องผิวจากความแห้งและเชื้อโรคต่างๆ หากเราอาบน้ำหรือทำความสะอาดมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขัดถูด้วยสบู่ที่แรงเกินไป อาจส่งผลให้ผิวหนังเกิดอาการแห้ง แตก ทำให้เชื้อโรคต่างๆ สามารถเข้ามาผ่านผิวหนังได้ง่ายขึ้น ทำให้เกิดอาการติดเชื้อผ่านผิวหนังหรือเกิดอาการภูมิแพ้ขึ้นได้
:
แล้วเราควรอาบน้ำบ่อยแค่ไหน?
แพทย์หลายท่านได้แนะนำว่า การอาบน้ำเป็นประจำทุกวันดีต่อร่างกาย แต่สำหรับคนทั่วไปบางคน การอาบน้ำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์อาจจะเพียงพอและดีต่อสุขภาพ ทั้งนี้การอาบน้ำขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้ชีวิตของคนคนนั้นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3781</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639426257.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="831"><Nid>3780</Nid><title>ระบบขนส่งแคปซูลไฮเปอร์ลูป ทำงานอย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/71503/-blo-scieng-sci-</source><detail>ระบบขนส่งแคปซูลไฮเปอร์ลูป ทำงานอย่างไร
:
ในสภาพการจราจรที่ติดขัดแทบจะตลอดเวลาแบบนี้ ระบบขนส่งแคปซูลหรือไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) เป็นแนวคิดที่วิศวกรนานาชาติได้เสนอขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว และเป็นที่พูดถึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จริงๆ แล้วมีหลักการทำงานอย่างไร มาทำความเข้าใจไปพร้อมกันเลยครับ
:
ไฮเปอร์ลูปมีลักษณะเป็นแคปซูลซึ่งเคลื่อนที่ภายในท่อที่สูบอากาศออกให้มีความดันต่ำหรือเป็นสูญญากาศเพื่อลดแรงต้านอากาศ และตัวยานแคปซูลยังลอยอยู่และไม่สัมผัสกับท่อด้วยแรงแม่เหล็ก (Magnetic Levitation Technology) จึงลดแรงเสียดทานจากพื้นได้อีกทางหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ไฮเปอร์ลูปจึงสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยคาดการณ์ว่าจะมีความเร็วถึงประมาณ 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเร็วกว่าเครื่องบินที่เราใช้ในปัจจุบันถึงสองเท่า 
:
ทั้งหมดนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและยังมีข้อจำกัดอยู่อีกมาก แต่ถ้าพัฒนาสำเร็จเมื่อไรคงน่าสนใจไม่น้อยเลย ว่ามั้ยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3780</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639426225.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="832"><Nid>3779</Nid><title>3 ความเหมือนในความต่างระหว่างโลกกับดาวเนปจูน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/90751/-sciear-sci-</source><detail>3 ความเหมือนในความต่างระหว่างโลกกับดาวเนปจูน
:
ดาวเนปจูนเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 8 ของระบบสุริยะที่มีลักษณะเป็นดาวเคราะห์แก๊สขนาดใหญ่ยักษ์ ต่างจากโลกที่เป็นดาวเคราะห์หินที่มีขนาดนิดเดียวเมื่อเทียบกัน แต่ในความต่างนี้ ดาวเคราะห์ทั้ง 2 ดวงกลับมีคุณสมบัติที่คล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อถึง 3 ข้อ มีอะไรบ้าง มาดูกันครับ
:
1. ดาวเนปจูนมีสีน้ำเงินเข้มเหมือนกันกับโลกของเราที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นดาวเคราะห์สีน้ำเงิน แต่ขณะที่โลกเป็นสีน้ำเงินเพราะมหาสมุทรที่กินพื้นที่ถึง 3/4 ของดาว ดาวเนปจูนนั้นมีสีน้ำเงินเพราะชั้นบรรยากาศของดาวเนปจูนนั้นจะดูดกลืนแสงสีแดงไว้ และสะท้อนแสงสีน้ำเงินออกมา
:
2. ดาวเนปจูนมีแรงโน้มถ่วงที่ใกล้เคียงกับโลกมาก โดยมีแรงโน้มถ่วงสูงกว่าโลกเพียง 17% ถึงแม้จะมีมวลมากกว่าโลกมหาศาล แต่ด้วยขนาดดาวที่ใหญ่มากเช่นกันจึงทำให้แรงโน้มถ่วงที่ผิวดาวสูงกว่าโลกเพียงเล็กน้อย
:
3. ดาวเนปจูนมี 4 ฤดูเช่นเดียวกับโลก เนื่องจากดาวเนปจูนมีแกนที่เอียงเช่นเดียวกับโลก จึงทำให้เกิดฤดูกาลทั้งสี่ขึ้นในระหว่างที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เหมือนกันกับโลก แต่หนึ่งฤดูของดาวเนปจูนจะยาวนานถึง 40 ปี เพราะดาวเนปจูนใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ถึงประมาณ 165 ปี
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-12-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3779</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1639426191.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="833"><Nid>3772</Nid><title>รู้ไหม?สุนัขก็เสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้นะ</title><source>https://goodlifeupdate.com/lifestyle/233855.html</source><detail>รู้ไหม? เจ้าสุนัขก็เสี่ยงเป็น “โรคหัวใจ” ได้นะ
ทาสทั้งหลายรู้ไหมคะ ? ว่า “โรคหัวใจ” นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนอย่างเดียว แต่เจ้าตูบก็สามารถเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน 

ก่อนอื่นเริ่มจากโรคหัวใจ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
โรคลิ้นหัวใจเรื้อรัง
โรคลิ้นหัวใจรั่วจะทำให้ประสิทธิภาพในการบีบตัวของหัวใจเพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง ซึ่งเป็นความผิดปกติของหัวใจที่พบได้บ่อยในสุนัข

โรคกล้ามเนื้อหัวใจ
อาการผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการหนาตัวหรือผนังห้องหัวใจบางและอ่อนแอ มีผลทำให้ประสิทธิภาพในการบีบตัวของหัวใจลดลง ซึ่งเป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยในแมว
โรคหัวใจทั้ง 2 ชนิดนี้ จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นโดยใช้ระยะเวลา แต่ทั้ง 2 ชนิด สามารถก่อให้เกิดภาวะที่มีความรุนแรงต่อการทำงานของหัวใจที่เรียกว่า หัวใจล้มเหลว (Heart Failure)
SHARE

รู้ไหม? เจ้าสุนัขก็เสี่ยงเป็น “โรคหัวใจ” ได้นะ
ทาสทั้งหลายรู้ไหมคะ ? ว่า “โรคหัวใจ” นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นกับคนอย่างเดียว แต่เจ้าตูบก็สามารถเสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้เช่นกัน โรงพยาบาลสัตว์ตลิ่งชัน (Talingchan Animal Hospital) มีเรื่องราวเกี่ยวกับโรคนี้มาฝากค่ะ

ก่อนอื่นเริ่มจากโรคหัวใจ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่


โรคลิ้นหัวใจเรื้อรัง
โรคลิ้นหัวใจรั่วจะทำให้ประสิทธิภาพในการบีบตัวของหัวใจเพื่อนำไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดลง ซึ่งเป็นความผิดปกติของหัวใจที่พบได้บ่อยในสุนัข

โรคกล้ามเนื้อหัวใจ
อาการผิดปกตินี้จะเกิดขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจเกิดการหนาตัวหรือผนังห้องหัวใจบางและอ่อนแอ มีผลทำให้ประสิทธิภาพในการบีบตัวของหัวใจลดลง ซึ่งเป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อยในแมว


โรคหัวใจทั้ง 2 ชนิดนี้ จะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นโดยใช้ระยะเวลา แต่ทั้ง 2 ชนิด สามารถก่อให้เกิดภาวะที่มีความรุนแรงต่อการทำงานของหัวใจที่เรียกว่า หัวใจล้มเหลว (Heart Failure)



สาเหตุของโรคหัวใจ มักเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ได้แก่

–     สภาพร่างกาย     สุนัขและแมวที่มีน้ำหนักเกินจะมีความเสี่ยงสูงได้

–     อายุ   สุนัขที่พบว่าเป็นโรคหัวใจมักจะเป็นสุนัขที่มีอายุมาก แต่ก็สามารถพบได้ในสุนัขแรกเกิดหรือหลังเกิด หรือ ช่วงกลางของชีวิติ

–     สายพันธุ์     สุนัขพันธุ์เล็กมักเป็นโรคนี้ เช่น พุดเดิ้ล, มินิเอเจอร์ชเนาเซอร์, ชิวาวา, ฟอกซ์เทอร์เรียร์, ค็อกเกอร์สแปเนียล ฯลฯ แต่ในกรณีโรคของกล้ามเนื้อหัวใจ มักเกิดในสุนันพันธุ์ใหญ่ อาทิ เกรทเดน, โดเบอร์แมน, อัพกันฮาวนด์  ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบได้ในสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น อิงลิชบูลด็อก เป็นต้น

อาการของโรคหัวใจ

อาการโรคหัวใจในสุนัขค่อนข้างไม่แน่นอน สามารถบ่งบอกได้ยากเพราะมักคล้ายกับความผิดปกติของโรคอื่น ๆ อาจจะพบได้ตั้งแต่ประเภทที่ไม่สามารถสังเกตอาการได้จนถึงสามารถสังเกตพบอาการ แต่อาการจะมีความเด่นชัดหรือมีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อการพัฒนาของโรคหัวใจมีมากขึ้น อาการที่สามารถสังเกตได้ เช่น

อ่อนเพลียง่ายหรือขาดพลังงาน
หายใจลำบาก
ไม่กินอาหารและน้ำหนักตัวลดลง
มีการไอบ่อย ๆ
อ่อนแอ เหนื่อยง่าย ออกกำลังกายได้น้อยลง
เป็นลม หมดสติ
ท้องบวมขยายใหญ่</detail><keywords>สุนัข, โรคหัวใจ, เรื้อรัง, หัวใจ, สัตว์เลี้ยง</keywords><date>2021-12-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3772</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1638847938.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์อื่นๆ (นิติวิทยาศาสตร์,นิติเวช และวิชาอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกัน)</category></row>
<row _id="834"><Nid>3763</Nid><title>โอไมครอน Omicron โควิดกลายพันธุ์ชนิดใหม่</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59428316</source><detail>เชื้อโควิดกลายพันธุ์ชนิดใหม่ที่พบทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา เป็นสายพันธุ์ที่ "น่ากังวล" และให้ชื่อว่า โอไมครอน (Omicron)

WHO แถลงเมื่อวันที่ 26 พ.ย. ว่าเชื้อนี้มีการกลายพันธุ์ในหลายจุด และหลักฐานเบื้องต้นพบว่ามีความเสี่ยงที่จะติดซ้ำได้

โอไมครอนถือเป็นเชื้อไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ชนิดที่ 5 ที่องค์การอนามัยโลกจัดให้อยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่น่ากังวล ต่อจากสายพันธุ์อัลฟา เบตา แกมมา และเดลตา

ไวรัส SARS-CoV-2 สายพันธุ์นี้ แรกเริ่มมีชื่อในทางวิทยาศาสตร์ว่า B.1.1.529 ก่อนที่ WHO จะตั้งชื่อเรียกให้ตามลำดับตัวอักษรกรีกว่าโอไมครอน 

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การกลายพันธุ์อย่างรุนแรงในลักษณะนี้ น่าจะเกิดขึ้นจากการติดเชื้อในผู้ป่วยเพียงรายเดียว โดยร่างกายของผู้ป่วยที่เป็นต้นตอของการกลายพันธุ์ดังกล่าว ไม่สามารถต่อสู้ต้านทานกับเชื้อโรคได้

การที่เชื้อไวรัส B.1.1.529 มีการเปลี่ยนแปลงจนแตกต่างไปอย่างมาก เมื่อเทียบกับเชื้อโควิดสายพันธุ์ดั้งเดิมซึ่งมีต้นกำเนิดที่นครอู่ฮั่นของจีน ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่า วัคซีนโควิดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะใช้ไม่ได้ผลกับเชื้อกลายพันธุ์ตัวนี้ และหากมีการแพร่ระบาดลามออกไปเป็นวงกว้าง ก็จะยิ่งทำให้สถานการณ์โควิดในหลายประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับการระบาดระลอก 4 เลวร้ายยิ่งขึ้น

ส่วนการกลายพันธุ์ในอีกหลายสิบตำแหน่งที่นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยเห็นมาก่อนนั้น ยังคงต้องรอการตรวจสอบจากห้องปฏิบัติการอีกนานหลายสัปดาห์ จึงจะสามารถบอกได้ว่ายีนเหล่านั้นมีผลทำให้เชื้อโควิดดังกล่าวมีฤทธิ์ร้ายแรง เหนือกว่าเชื้อกลายพันธุ์ชนิดอื่น ๆ ที่เคยพบมาก่อนหรือไม่ 
</detail><keywords>โอไมครอน, omicron, โควิด-19, COVID-19, โรคระบาด, ระบาดวิทยา</keywords><date>2021-12-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3763</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1638341468.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="835"><Nid>3761</Nid><title>วันเอดส์โลก</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/วันเอดส์โลก</source><detail>วันเอดส์โลก (World AIDS Day) วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี ได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์ยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อเอดส์ ซึ่งได้คร่าชีวิตของผู้ป่วยโรคนี้ไปกว่า 25 ล้านคนแล้วทั่วโลก

วันเอดส์โลก (World AIDS Day) วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี ได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์ยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ โรคเอดส์เริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในปี พ.ศ. 2524 แต่ในขณะนั้นจะรู้จักเพียงเฉพาะกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น ต่อมามีการแพร่ระบาดโรคนี้ไปอย่างรวดเร็วและทั่วโลก จนมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากจนเป็นที่น่าตกใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแอฟริกา

และเพื่อให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของการป้องกันโรคเอดส์ ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดการยอมรับและห่วงใยต่อผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ องค์การอนามัยโลกจึงได้กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันเอดส์โลก ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2531 เป็นปีแรก โดยมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ คือ

1. เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงอันตรายจากการติดต่อและการเจ็บป่วยด้วยโรคเอดส์

2. เพื่อสร้างเสริมและสนับสนุนให้มีมาตรการการป้องกันให้มากยิ่งขึ้นในสังคมทุกระดับ

3. เพื่อให้มีการจัดกิจกรรมต่อต้านต่างๆ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

4. เพื่อส่งเสริมให้เกิดการยอมรับและห่วงใยต่อผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ

5. เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

ในทุกวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี ทั่วโลกจะมีการจัดกิจกรรมรณรงค์ในวันเอดส์โลก เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนได้ให้ความเห็นใจและห่วงใยต่อผู้ติดเชื้อและผู้ป่วย ตลอดจนให้ทุกคนมีความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ อันจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้การขยายตัวของโรคนี้ลดน้อยลง โดยในปีนี้ได้มีคำขวัญวันเอดส์โลกว่า “ไม่ติด ไม่ตาย ไม่ตีตรา : ร่วมยุติปัญหาเอดส์ และเพศสัมพันธ์”
</detail><keywords>วันเอดส์โลก, วันตระหนักด้านสุขภาพ, HIV, AIDs, AIDs</keywords><date>2021-11-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3761</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1638260206.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1638260206_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1638260206_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1638260206_2.jpg</img_link><category>โรคติดต่อ</category></row>
<row _id="836"><Nid>3756</Nid><title>เที่ยวประเทศไหน เรียนรู้ภาษานั้นไว้ มีข้อดีมากมายที่คาดไม่ถึง</title><source>https://www.sanook.com/campus/1406704</source><detail>เที่ยวประเทศไหน เรียนรู้ภาษานั้นไว้ มีข้อดีมากมายที่คาดไม่ถึง
:
ถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาสากล แต่ในหลายประเทศ คนท้องถิ่นที่นั่นอาจไม่พูดภาษาอังกฤษ การที่เราเรียนภาษาประเทศนั้นๆ ก่อนเดินทางไปเที่ยว มีข้อดีเยอะแยะมากมายที่นอกจากได้ทักษะภาษาใหม่ๆ
:
1. ช่วยในการเรียนรู้วัฒนธรรม : หากคุณรู้ภาษานั้นๆ ถึงขั้นที่อ่านออก คุณก็อาจจะได้เข้าถึงวัฒนธรรมของพวกเขาจากการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ป้ายข้างทาง หรือหนังสือที่คุณสนใจอ่านหาความรู้เพิ่มเติมได้
:
2. ประโยชน์ด้านความปลอดภัย : การอ่านป้ายเตือน, ข้อความเตือน ตามสถานที่ต่างๆ ที่เราเดินทางไป หรือแม้กระทั่งปลอดภัยจากพ่อค้า แม่ค้าที่จะโกงเราจากความไม่รู้ภาษา
:
3. ได้ไปเที่ยวเหมือนคนในพื้นที่ ไม่ใช่ในฐานะนักท่องเที่ยว : บางทีสถานที่ท่องเที่ยวที่เขารีวิวกัน อาจไม่ใช่สิ่งที่คนท้องถิ่นแนะนำ หากเรารู้ภาษาและหาข้อมูลได้ อาจพบสถานที่ใหม่ๆ ที่คนท้องถิ่นแนะนำก็ได้
:
4. ได้พบอะไรใหม่ๆ ระหว่างทาง : การรู้ภาษาถิ่น อาจทำให้เราได้ไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่อาจไม่เคยมีในรีวิว
:
5. คุยกับคนท้องถิ่นรู้เรื่อง : ถือเป็นประโยชน์สูงสุด เพราะหากเราสามารถสื่อสารกับคนท้องถิ่นเข้าใจได้ การเที่ยวต่างประเทศก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
:
ภาษาไม่ได้ทำให้คุณมีโอกาสและข้อได้เปรียบในการทำงานเท่านั้น แต่มันยังทำให้การเดินทางของคุณสนุกมากกว่าเดิมอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3756</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1638130553.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="837"><Nid>3755</Nid><title>มัมมี่ชาวคอเคเซียนในทะเลทรายจีน ไม่ใช่ผู้อพยพ แต่อยู่มาตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59090633</source><detail>มัมมี่ชาวคอเคเซียนในทะเลทรายจีน ไม่ใช่ผู้อพยพ แต่อยู่มาตั้งแต่ยุคน้ำแข็ง
:
มีการค้นพบ 'มัมมี่ชาวคอเคเซียน' นับร้อยร่าง ซึ่งพบอยู่ในสุสานหลายแห่งกลางทะเลทรายทากลามากัน (Taklamakan Desert) ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ของจีน นักโบราณคดีต่างชี้ว่า เป็นชนเผ่าต้อนฝูงสัตว์เร่ร่อนที่อพยพมาจากแถบเทือกเขาซึ่งอยู่ใกล้กับที่ราบสูงอิหร่าน
:
แต่ผลตรวจวิเคราะห์ดีเอ็นเอล่าสุดจากฟันของมัมมี่ 13 ร่างในสุสานเซียวเหอ ชี้ว่า คนกลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้อพยพจากเอเชียกลางที่เดินทางมาจีน แต่เป็นลูกหลานของมนุษย์โบราณชาวยูเรเชียตอนเหนือ 
:
โดยคนกลุ่มนี้เป็นลูกหลานสายตรงของชาวยูเรเชียตอนเหนือยุคโบราณ (Ancient North Eurasian - ANE) ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่เคยอาศัยอยู่ทั่วไปในดินแดนเอเชียกลางและทางตะวันตกของจีนเมื่อกว่าหมื่นปีที่แล้ว ก่อนจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ไปในช่วงปลายยุคน้ำแข็ง 
:
อย่างไรก็ตาม ชาว ANE ได้ทิ้งร่องรอยทางพันธุกรรมเอาไว้ในชนกลุ่มน้อยบางเผ่าของไซบีเรียและทวีปอเมริกาในปัจจุบันอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3755</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1638130522.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="838"><Nid>3754</Nid><title>รีบไปตรวจสายตาด่วน หากมีอาการดังนี้</title><source>https://www.sanook.com/health/30729</source><detail>รีบไปตรวจสายตาด่วน หากมีอาการดังนี้
:
ดวงตา เป็นอวัยวะที่สำคัญมากของมนุษย์ และด้วยสภาพแวดล้อมรวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ ทั้งจากการทำงานและการเรียนที่ต้องจ้องหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลานาน หรือการใช้ชีวิตประจำวันที่เกิดจากรังสียูวีของแสงแดดและดวงไฟ ทำให้เรามีโอกาสเสี่ยงอาการทางดวงตามากขึ้น
:
สัญญาณอันตราย ควร “ตรวจสายตา” ด่วน
1. ปวดตา
2. เห็นภาพเบลอ ไม่โฟกัส
3. วิงเวียนศีรษะ
4. แสบตา ตาแห้ง
5. เห็นภาพซ้อน
:
หากเพื่อนๆ มีอาการแบบนี้ ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ด่วน โดยให้เตรียมตัวให้พร้อมก่อนตรวจสายตา เช่น การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ หรือผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์ จำเป็นต้องถอดคอนแทคเลนส์ก่อนรับการตรวจอย่างน้อย 20 นาทีโดยเปลี่ยนเป็นการสวมแว่นสายตาแทน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3754</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1638130478.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="839"><Nid>3753</Nid><title>ค้นพบอุโมงค์แม่เหล็กยักษ์ในอวกาศที่ห่อหุ้มโลกและระบบสุริยะ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-59027329</source><detail>ค้นพบอุโมงค์แม่เหล็กยักษ์ในอวกาศที่ห่อหุ้มโลกและระบบสุริยะ
:
นักวิทยาศาสตร์เคยค้นพบ "เส้นใยอวกาศ" (Cosmic Filaments) ซึ่งล้อมรอบและเชื่อมต่อกระจุกดาวต่างๆ ทั่วจักรวาลเข้าด้วยกันเป็นโครงข่าย โดยในบางครั้งเส้นใยอวกาศเหล่านี้สามารถเปล่งแสงสว่างจ้าให้มองเห็นได้
:
ข้อมูลล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศกายอา (Gaia) ระบุว่า อาจจะมีโครงสร้างของสนามแม่เหล็กที่คล้ายเส้นเชือกหรืออุโมงค์ขนาดยักษ์ ล้อมรอบโลกและระบบสุริยะรวมทั้งกลุ่มดาวใกล้เคียงเอาไว้
:
โครงสร้างที่มองไม่เห็นนี้มีความยาวถึง 1,000 ปีแสง เชื่อมต่อองค์ประกอบบางส่วนของกาแล็กซีทางช้างเผือกที่อยู่ห่างกันคนละฟากฝั่งของท้องฟ้าเอาไว้
:
รายงานในวิจัยชี้ว่า โลกและดาวดวงอื่นๆในระบบสุริยะกำลังโคจรไปในทางเส้นอุโมงค์นี้ โดยอุโมงค์ประกอบด้วยอนุภาคมีประจุไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กพลังสูง ซึ่งมีลักษณะคล้ายเส้นใยบาง ๆ มารวมตัวเข้าด้วยกันเป็นรูปทรงอุโมงค์ที่โค้งงอ
:
หากพวกเขาสามารถหาข้อพิสูจน์การมีอยู่เชิงประจักษ์ของอุโมงค์แม่เหล็กนี้ได้ จะทำให้ไขปริศนาเรื่องที่มาของกลุ่มก๊าซ North Polar Spur และ Fan Region ซึ่งเป็นโครงสร้างลึกลับที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของกาแล็กซีทางช้างเผือกได้เลยทีเดียว
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3753</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1638130433.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="840"><Nid>3752</Nid><title>เคล็ดลับการเก็บฟักทองให้อยู่ได้นานและไม่ให้ขึ้นรา</title><source>https://www.sanook.com/home/31849</source><detail>เคล็ดลับการเก็บฟักทองให้อยู่ได้นานและไม่ให้ขึ้นรา
:
ฟักทอง เป็นหนึ่งในผักผลไม้ยอมฮิตที่หลายบ้านมักจะซื้อเก็บไว้ประกอบอาหารต่างๆ แต่ข้อเสียของฟักทองนั้นคือมีโอกาสจะขึ้นราได้ง่าย วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ เก็บฟักทองอย่างไรไม่ให้ขึ้นรา ไปดูกันเลยครับ
:
วิธีการเก็บฟักทอง
1. นำเมล็ดฟักทองออกให้หมด
2. นำปูนแดงมาป้ายเนื้อฟักทอง
3. พักให้ปูนแดงแห้งสนิท
4. ใส่ถุงซิปล็อค หรือถุงพลาสติกธรรมดาปิดถุงให้สนิท
5. นำไปแช่ตู้เย็นในช่องเก็บผัก
6. หากจะนำฟักทองมาใช้ ให้หั่นส่วนที่ทาปูนแดงออก แล้วนำไปล้างน้ำใช้ประกอบอาหารได้ตามปกติ
:
การใช้ปูนแดงทาเนื้อฟักทองก่อนเก็บเข้าตู้เย็นเป็นการป้องกันฟักทองขึ้นรา และช่วยรักษาเนื้อของฟักทองให้เก็บไว้ได้นานยิ่งขึ้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3752</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1638130377.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="841"><Nid>3745</Nid><title>7 ลักษณะสุขภาพ ลิ้น บอกโรค</title><source>https://www.sanook.com/health/31369/</source><detail>7 ลักษณะสุขภาพ “ลิ้น” บอกโรค

1. ลิ้นมีผิวเรียบ มัน และมีสีชมพูหรือแดง เกิดจากตุ่มรับรสที่ลิ้นฝ่อลงไป อาจเกิดจากการขาดวิตามินบางชนิด หรือการติดเชื้อที่ลิ้น ควรพบแพทย์

2. ลิ้นเป็นฟ้าสีน้ำตาลหรือสีดำ พบคราบสีดำหรือสีน้ำตาลบนลิ้นร่วมกับลักษณะปุ่มรับรสที่ยาวเป็นเส้นขน เป็นสัญญาณของสุขอนามัยในช่องปากที่ไม่ดี เช่น การสูบบุหรี่ หรือขาดการดูแลความสะอาดที่เหมาะสมควรเลิกการสูบบุหรี่ และทำความสะอาดช่องปากอย่างสม่ำเสมอ

3. ลิ้นเป็นฝ้าขาวจากเชื้อรา ลักษณะเป็นรอยสีขาวที่ลิ้น บางครั้งอาจมีอาการแสบร้อนร่วมด้วย อาจเกิดได้จากการใช้ยาปฏิชีวนะ โรคเบาหวาน โรคทางภูมิคุ้มกัน หรือเกิดในช่วงที่สุขภาพอ่อนแอ ควรพบแพทย์

4. ลิ้นมีร่อง มีรอยแตก หรือมีลายคล้ายแผนที่ ลักษณะเป็นร่องที่กลางลิ้น หรือ ผิวของลิ้นมีลักษณะเป็นลายคล้ายแผนที่ มักไม่มีอาการเจ็บหรือแสบ ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดไม่มีอันตราย สามารถหายได้เอง

5. ลิ้นมีรอยสีขาว หรือ สีแดง เป็นรอยที่ไม่จางหลุดหายไปหลังการทำความสะอาดอาจเป็นตำแหน่งที่กลายเป็นมะเร็งในอนาคตควรพบแพทย์

6. ลิ้นเป็นแผล หากมีแผลที่ลิ้น และไม่ดีขึ้นภายในสองสัปดาห์ต้องระวังภาวะมะเร็งที่ลิ้น ควรพบแพทย์โดยเร็ว

7. รู้สึกแสบร้อนที่ลิ้น พบได้บ่อยในเพศหญิง มีอาการแสบร้อนหรือรู้สึกแปลบๆ เหมือนไฟฟ้าช็อตโดยที่ไม่มีความผิดปกติที่ผิวของลิ้นให้เห็นอาจเกิดจากการขาดวิตามินบางชนิดหากรบกวนคุณภาพชีวิตควรพบแพทย์
</detail><keywords>ลื้นเป็นแผล, ลิ้นบอกโรค, tongue, ลิ้น</keywords><date>2021-11-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3745</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1637726147.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="842"><Nid>3742</Nid><title>อาหาร 5 อย่างที่จะทำให้นอนหลับดีขึ้น</title><source>https://women.trueid.net/detail/gBE4XlXQrp5o</source><detail>1. อัลมอนด์ อัลมอนด์มีสารอาหารที่ช่วยให้การนอนหลับได้ดีค่ะ โดยมีทั้งแมกนีเซียมและมีทั้งเมลาโทนินที่สูง ทำให้การนอนหลับของเราดีขึ้น รวมทั้งทำให้เราอิ่มท้องพอสมควรก่อนอนได้ด้วย ฉะนั้นก่อนที่จะเข้านอนประมาณ 1-2 ชั่วโมง ก็สามารถทานอัลมอนด์สัก 1 กำมือ ก็จะทำให้เราไม่ตื่นตอนกลางคืน รวมทั้งยังทำให้เรานอนหลับได้ดีขึ้นขึ้น และยังสามารถที่จะขับไขมันเลวออกจากร่างกายและเพิ่มไขมันดีในร่างกาย

2. ชาคาร์โมมายล์ คาร์โมมายล์สามารถที่จะเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายได้ ช่วยลดเครียด ลดกังวล และทำให้ผิวหน้าผ่องใสรววมถึงยังเป็นตัวที่ทำให้เราสามารถนอนหลับได้เร็วขึ้น โดยปกติเมื่อเราเข้านอน อาจจะใช้เวลาครึ่งชั่วโมงกว่าจะหลับ แต่หากได้ดื่มชาคาร์โมมายล์ก่อนเข้านอนสัก 1 ชั่วโมง ก็จะช่วยให้เราหลับได้เร็วมากขึ้น

3. กีวี่ กีวี่จัดเป็นผลไม้ที่ช่วยให้เราสามารถนอนได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากจะอิ่มท้องทำให้นอนสบายแล้ว ยังมีสารอาหารมากมาย เช่น วิตามิน โพแทสเซียม ไฟเบอร์ และสารแอนตี้ออกซิแดนท์ด้วย นอกจากนี้จากการวิจัยยังพบว่ากีวี่มีสารเซโรโทนินอยู่เยอะ ทำให้เรานอนหลับได้ง่ายขึ้นและดีขึ้น

4. ปลาที่มีไขมันสูง ปลาที่มีไขมันสูงต้องเลือกเป็นไขมันดีนะคะ โดยเฉพาะปลาทะเลลึก เช่น แซลมอน ทูน่า หรืออย่างของไทยก็ปลาทูนี่แหละที่สามารถจะทานได้ แต่ก็แนะนำว่าอย่าทานเยอะเกินไป และทานก่อนเข้านอนสัก 2 ชั่วโมง ปลาที่มีไขมันสูงจะมีโอเมก้า-3 สูงและยังมีวิตามินสูง ทำให้เราหลับดีขึ้น และหลับได้สนิทยาวนานขึ้น

5. ข้าวโอ๊ต าวโอ๊ตจัดเป็นอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต แต่ว่าเป็นคาร์โบไฮเดรตชั้นดีค่ะ ร่างกายของเราจะย่อยข้าวโอ๊ตได้อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้เรามีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานต่ำ ต่างจากอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ รวมถึงอาหารพวกน้ำตาลด้วย ซึ่งนอกจากข้าวโอ๊ตจะมีคาร์โบไฮเดรตสูงแล้ว ยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยในการขับถ่าย ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ และยังมีเมลาโทนินสูงช่วยให้เรานอนหลับสนิทและหลับลึก หลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ
</detail><keywords>อาหาร, นอนหลับ, ร่างกาย, ภูมิคุ้มกัน, เมลาโทนิน</keywords><date>2021-11-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3742</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1637640101.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1637640101_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1637640101_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1637640101_2.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1637640101_3.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1637640101_4.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="843"><Nid>3739</Nid><title>โซเชียลมีเดียในอีกมุม แหล่งรวมเรื่องแย่ๆ และน่ารังเกียจ</title><source>https://www.sanook.com/campus/1406296</source><detail>โซเชียลมีเดียในอีกมุม แหล่งรวมเรื่องแย่ๆ และน่ารังเกียจ
:
โซเชียลมีเดีย คือ สิ่งที่พวกเราเอาไว้แบ่งปันและแชร์เรื่องราวต่างๆ ที่คนแทบจะทั่วโลกใช้กันในปัจจุบัน แต่ในมุมมืดโซเชียลมีเดียก็มีผลเสียอย่างคาดไม่ถึง วันนี้เราจะพาไปดูโซเชียลมีเดียในอีกมุม แหล่งรวมเรื่องแย่ๆ และน่ารังเกียจ อย่างเรื่องที่เกี่ยวกับ 'อาชญากรรม' กันครับ
:
แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะช่วยจับผู้ร้ายได้ แต่อีกมุมหนึ่ง โซเชียลมีเดียก็เป็นพื้นที่ที่สร้างอาชญากรรายใหม่ขึ้นมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ใช้อายุน้อยที่ยังไม่สามารถแยกแยะ ผิด ชอบ ชั่ว ดี ได้ 
:
เป็นเรื่องง่ายมากที่จะหาคลิปที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรงหรือการใช้อาวุธหรือแม้กระทั่งติดตามพฤติกรรมของเหยื่อผ่านโซเชียลมีเดีย นอกเหนือจากเรื่องนี้ โซเชียลมีเดียยังเต็มไปด้วยข่าวปลอมหรือข้อมูลการหลอกลวงเต็มไปหมด หากเราไม่คัดกรองข้อมูลพวกนี้ให้ดีอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพได้
:
โซเชียลมีเดีย มีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนใช้ด้วยความระมัดระวัง และใช้ประโยชน์ของโซเชียลมีเดียให้ได้สูงสุดนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3739</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636907978.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="844"><Nid>3738</Nid><title>10 ดอกไม้สีม่วง ปลูกง่าย ความหมายดี</title><source>https://home.kapook.com/view234147.html</source><detail>10 ดอกไม้สีม่วง ปลูกง่าย ความหมายดี
:
ดอกไม้สีม่วงอาจไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทยสักเท่าไร แต่จริงๆ แล้ว ดอกไม้สีม่วงนั้นทั้งปลูกง่ายและความหมายดี ปลูกไว้ประดับบ้านหรือจัดช่อมอบให้คนสำคัญก็ล้วนดีทั้งนั้น มีอะไรบ้างไปดูกันเลย
:
1. ดอกลาเวนเดอร์ : ความสงบและสันติ
2. ดอกเดซี่ : ห่วงใย เอาใจใส่ และให้กำลังใจ
3. ดอกกุหลาบสีม่วง : การอยู่รวมกัน ความสงบสุข และความสำเร็จ
4. ดอกลิลลี่สีม่วง : ความมั่งคั่งและสง่างาม
5. ดอกคาร์เนชั่น : การตัดสินใจ
6. ดอกไฮยาซินธ์ : การขอโทษ
7. ดอกเดลฟินเนียม : การเปลี่ยนแปลง
8. ดอกคาลล่า ลิลลี่ : ความสง่างาม สูงส่ง และมั่งคั่ง
9. ดอกบัว : ความเชื่อ ความศรัทธา
10. ดอกชบา : ความรัก ชีวิต และการอยู่รอด
:
รู้อย่างนี้แล้ว ใครอยากลองเพิ่มสีสันให้กับบ้านและสวน อย่าลืมไปหาซื้อดอกไม้สีม่วงมาปลูกกันสักคนละต้นสองต้นนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3738</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636907930.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="845"><Nid>3737</Nid><title>4 พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็งในชีวิตประจำวัน</title><source>https://www.sanook.com/health/30733</source><detail>4 พฤติกรรมเสี่ยง "มะเร็ง" ในชีวิตประจำวัน
:
โรคมะเร็ง ภัยเงียบที่ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ และยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนไทย มีโอกาสเกิดขึ้นกับคนอายุน้อยเพิ่มมากขึ้น อันมาจากพฤติกรรมเสี่ยงและสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน
:
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันแบบไหน เสี่ยง "มะเร็ง"?
:
1. เครียด - เนื่องจากต้องปรับตัวกับการใช้ชีวิตแบบ New Normal การทำงานที่เปลี่ยนไป การเรียนรู้เทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง
:
2. พักผ่อนไม่เพียงพอ - เกิดจากความเครียดสะสม ในข้อ 1 ทำให้มีอาการนอนไม่หลับ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
:
3. รับประทานอาหารไม่มีประโยชน์ - ในช่วงโรคระบาด หลายคนเลี่ยงที่จะออกไปกินข้าวนอกบ้าน และเลือกตุนอาหารแช่แข็ง หรืออาหารสำเร็จรูปอื่นๆ มากินมากขึ้น
:
4. ไม่ออกกำลังกาย - บางคนหลังจากโรคระบาดก็ไม่ได้ไปออกกำลังกายข้างนอก ทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และเสี่ยงต่อโรคภัยอื่นๆ ได้ ไม่ใช่แค่เฉพาะมะเร็ง
:
ใครที่รู้ตัวว่ากำลังทำพฤติกรรมเสี่ยงต่อโรคมะเร็งเหล่านี้อยู่ อยากให้ลองปรับตัวดูเพื่อที่จะได้ห่างไกลโรคร้ายเหล่านี้ ได้นะครับ 
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3737</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636907884.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="846"><Nid>3736</Nid><title>เผยทฤษฎีใหม่ บิ๊กแบงอาจไม่ใช่จุดกำเนิดจักวาล</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58945127</source><detail>เผยทฤษฎีใหม่ "บิ๊กแบง" อาจไม่ใช่จุดกำเนิดจักวาล
:
ตามที่เราได้เรียนกันมา  "บิ๊กแบง" (Big Bang) หรือการขยายตัวของสรรพสิ่งครั้งใหญ่เมื่อ 14,000 ล้านปีก่อนนั้น  คือเหตุการณ์ที่เป็นจุดต้นกำเนิดของจักรวาล
:
ล่าสุดนักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล (University of Liverpool) ในสหราชอาณาจักร ใช้ทฤษฎีความโน้มถ่วงควอนตัม (Quantum Gravity - QG) ชี้ว่าไม่มีจุดเริ่มต้นหรือบิ๊กแบงอย่างที่เข้าใจกัน หรือถ้าหากบิ๊กแบงมีอยู่จริงก็เป็นเพียงเหตุการณ์ที่เกิดตามมาภายหลังเท่านั้น
:
ทฤษฎีใหม่นี้มองว่าปริภูมิ-เวลา (Space-time) สามารถแบ่งออกได้เป็นหน่วยย่อยที่เล็กลงไปเรื่อย ๆ จนไปถึงหน่วยที่ไม่สามารถย่อยได้อีก และสามารถแยกขาดออกจากกันเป็นก้อน ๆ ได้เหมือนอะตอม โดยไม่ถักทอเชื่อมโยงเป็นผืนเดียว
:
ภายใต้กรอบแนวคิดนี้ จักรวาลคือการขยายตัวของปริภูมิ-เวลาระดับมูลฐานเพียง 1 หน่วยเท่านั้น เหมือนกับการที่อนุภาคมูลฐาน 1 อะตอมค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น 
:
ซึ่งก็หมายความว่าจุดกำเนิดหรือบิ๊กแบงไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับการที่จะมีจักรวาลดำรงอยู่ อย่างน้อยน่าจะมีบางสิ่งที่อยู่มานานแสนนานก่อนเกิดบิ๊กแบงขึ้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3736</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636907848.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="847"><Nid>3735</Nid><title>4 วิธีนำเมล็ดกาแฟเก่ากลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์</title><source>https://www.sanook.com/home/31777</source><detail>4 วิธีนำเมล็ดกาแฟเก่ากลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์
:
เมล็ดกาแฟที่เก่าจนเกิดกลิ่นหืน หลายคนคงคิดว่าหมดประโยชน์และโยนทิ้งไป แต่วันนี้เรามี 4 ไอเดียดีๆ นำกาแฟเก่าเหล่านี้กลับมาสร้างประโยชน์ใหม่กัน
:
1. ใช้เพื่อการตกแต่ง : นำมาใส่โหลแก้วเพื่อนำไปวางตกแต่งได้
:
2. ทำเป็นขนมเคี้ยวเล่นได้ : เพียงนำช็อกโกแลตไปละลาย และเอาเมล็ดกาแฟลงมาชุบ รอให้ช็อกโกแลตแห้ง เราก็จะได้กาแฟเคลือบช็อกโกแลตเอาไว้เคี้ยวเล่นเป็นอาหารว่างแล้ว
:
3. ทำปุ๋ยหมัก : ไม่ว่าจะเป็นกาแฟบดที่ใช้แล้ว หรือเมล็ดกาแฟเก่า ก็สามารถโยนลงไปในถังปุ๋ยหมักรวมกับสิ่งของอื่นๆ ได้
:
4. ใช้เป็นสีย้อม : บดเมล็ดกาแฟแล้วนำไปต้ม ก็จะได้สีย้อมตามธรรมชาติที่เราสามารถเลือกระดับความเข้มของสีได้เองตามปริมาณเมล็ดหาแฟที่นำไปต้มนั่นเอง
:
เพียงเท่านี้ เมล็ดกาแฟเก่าก็จะถูกนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์อีกครั้ง ลดปริมาณขยะอาหารที่เกิดขึ้นด้วยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3735</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636907814.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="848"><Nid>3734</Nid><title>5 ข้อ ฝึกให้เป็นคนตรงต่อเวลา ทำง่าย ไม่ยากอย่างที่คิด</title><source>https://www.sanook.com/campus/1406864</source><detail>5 ข้อ ฝึกให้เป็นคนตรงต่อเวลา ทำง่าย ไม่ยากอย่างที่คิด
:
การตรงต่อเวลาถือเป็นมารยาทสากลที่คนทั่วโลกควรทำ แต่บางคนพยายามแค่ไหนก็ยังไม่ทันเวลาอยู่ดี วันนี้เรามีเคล็ดลับ 5 ข้อง่ายๆ ฝึกให้เป็นคนตรงต่อเวลา
:
1. ประเมินเวลาตามความเป็นจริง
ให้ประเมินตามความจริงทุกอย่าง เช่น สภาพจราจร สภาพอากาศ อย่าคิดว่ารถไม่ติด ฝนไม่ตกหรอก จะทำให้เราประเมินเวลาได้ดีขึ้น
:
2. ลิสต์ลำดับที่จะทำ
หากเรามีอะไรต้องทำอะไรหลายๆ อย่างให้ทันเวลา ควรเขียนลิสต์สิ่งที่ต้องทำและเรียงลำดับความสำคัญ
:
3. ระวังสิ่งที่ต้องทำระหว่างทาง
บางครั้งสิ่งเล็กๆ พวกนี้ทำให้เราไปถึงที่นัดหมายช้ากว่ากำหนด เช่น แวะเติมน้ำมัน แวะกดเงิน แวะร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ
:
4. อย่าคิดว่าจะทำทุกอย่างให้เร็วขึ้น
บางคนคิดว่า ออกช้าหน่อยไม่เป็นไร เดี๋ยวรีบขับรถให้เร็วขึ้น หรือเดินให้เร็วขึ้น ก็น่าจะถึงทัน
:
5. มาเร็วไม่มีอะไรเสียหาย
หากเป็นนัดสำคัญ และเราไม่มีธุระอะไรก่อนหน้า ควรมาก่อนเวลา เผื่อมีอะไรฉุกเฉิน
:
เพื่อนๆ คนไหนที่มีปัญหาเรื่องไม่รู้จะจัดการตัวเองยังไงจนไปถึงที่นัดหมายช้าตลอด ลองนำทั้ง 5 ข้อนี้ไปปรับใช้ดูได้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3734</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636907784.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="849"><Nid>3733</Nid><title>กระจกสื่อวิญญาณออบซิเดียนคืออะไรกันแน่</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-58861785</source><detail>กระจกสื่อวิญญาณออบซิเดียนคืออะไรกันแน่
:
"กระจกออบซิเดียน" (Obsidian Mirror) เป็นกระจกที่ทำจากหินแก้วภูเขาไฟสีดำอายุเก่าแก่ราว 500 ปี กระจกนี้เคยเป็นของ จอห์น ดี (John Dee) ที่ปรึกษาและโหราจารย์ของราชินีเอลิซาเบธที่ 1 ของอังกฤษ
:
โดยเขาอ้างว่า เคยใช้กระจกนี้เรียกทวยเทพและภูตผีปีศาจมาพูดคุยด้วย เพื่อทำนายดวงชะตาและหยั่งรู้เหตุการณ์ในอนาคต โดยการสนทนากับวิญญาณต่างๆ
:
กระจกออบซิเดียนมีลักษณะเป็นทรงกลมสีดำ ทำจากหินแก้วภูเขาไฟที่ขัดมันจนขึ้นเงาและสะท้อนแสงได้ดี
:
ผลการตรวจสอบกระจกดังกล่าวที่ พิพิธภัณฑ์บริติชมิวเซียม ในกรุงลอนดอนเก็บรักษาไว้ พบว่า เป็นหินแก้วภูเขาไฟจากเมืองปาชูกา (Pachuca) ในประเทศเม็กซิโกนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3733</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636907747.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="850"><Nid>3732</Nid><title>3 อาหารต้องห้าม ที่จะหยุดระบบเผาผลาญไขมันทันที</title><source>https://www.sanook.com/health/31005</source><detail>3 อาหารต้องห้าม ที่จะหยุดระบบเผาผลาญไขมันทันที
:
การมีระบบเผาผลาญไขมันในร่างกายที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงโรคอันตรายอื่นๆ มากมาย เช่น โรคหลอดเลือด หรือโรคไขมันเกาะตับ แต่หากกินอาหารที่ไม่เหมาะสม ก็อาจทำให้ระบบเผาผลาญไขมันทำงานด้อยประสิทธิภาพลงได้เช่นกัน
:
อาหารต้องห้าม 3 ประเภท ที่ทำให้ระบบเผาผลาญไขมันด้อยประสิทธิภาพ
:
1. ชานมไข่มุก และเครื่องดื่มรสหวานทั้งหมด
เมื่อร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตอย่างแป้งและน้ำตาลในปริมาณมาก ร่างกายจะพยายามเผาผลาญแต่น้ำตาลที่กินเข้าไปก่อนโดยไม่เผาผลาญไขมัน 
:
2. ขนมถุง
ขนมถุงมักมีส่วนประกอบเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ดูดซึมได้เร็วมาก ซึ่งเป็นแป้งที่กลายเป็นน้ำตาลได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างกายหยุดการเผาผลาญไขมัน
:
3. น้ำผลไม้
เนื่องจากน้ำผลไม้มีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างมาก หากกินเข้าไปเยอะ ก็จะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดเช่นกัน
:
สำหรับใครที่มีปัญหาเรื่องระบบเผาผลาญหรือกำลังลดน้ำหนัก ต้องเลี่ยงอาหารทั้ง 3 ประเภทนี้ให้ดีนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3732</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636907705.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="851"><Nid>3731</Nid><title>มนุษย์สามารถรับรู้อันตรายผ่านกลิ่นได้ โดยไม่ต้องผ่านสมอง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58938920</source><detail>มนุษย์สามารถรับรู้อันตรายผ่านกลิ่นได้ โดยไม่ต้องผ่านสมอง
:
แม้ประสาทรับกลิ่นของคนเราจะไม่ดีเลิศเท่ากับจมูกของสัตว์หลายชนิด แต่ก็มีเรื่องน่าประหลาดใจ
:
ผลการศึกษาล่าสุดจากสวีเดนพบว่า ประสาทรับกลิ่นของมนุษย์นั้นน่าอัศจรรย์ หากประสาทรับกลิ่นสัมผัสอนุภาคของสารที่เป็นอันตรายได้ มันจะส่งสัญญาณเตือนภัยให้เรารู้ตัวและมีปฏิกิริยาหลบเลี่ยงอันตรายนั้นได้ในเสี้ยววินาทีโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนประมวลผลและสั่งการของสมอง
:
จากการวิจัยพบว่า ภายในครึ่งวินาทีหลังได้รับกลิ่นจะมีคลื่นสมองชนิดแกมมาและเบตาเกิดขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเตรียมพร้อมที่ส่งต่อให้สมองส่วนสั่งการเคลื่อนไหว (Motor Cortex) ออกคำสั่งให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองและรีบหลบภัยจากกลิ่นไม่พึงประสงค์โดยเร็ว
:
จากผลการวิจัยนี้พบว่า ความสามารถในการรับรู้กลิ่นของคนเรานั้น มีความสำคัญต่อการตรวจจับภัยอันตรายในสิ่งแวดล้อมรอบตัวไม่น้อยไปกว่าการมองเห็นและการได้ยินเลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3731</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636907673.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="852"><Nid>3730</Nid><title>วิธีกำจัดเชื้อโรคสะสมบนเสื้อผ้า ทำได้ง่าย ปลอดภัยไร้กังวล</title><source>https://www.sanook.com/home/31753</source><detail>วิธีกำจัดเชื้อโรคสะสมบนเสื้อผ้า ทำได้ง่าย ปลอดภัยไร้กังวล
:
ในช่วงสถานการณ์ระบาดของโรค Covid-19 การซักผ้าแบบปกติอาจไม่พอ เพราะอาจมีเชื้อโรคสะสม วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ มาบอกกัน
:
2 วิธีง่ายๆ ในการทำความสะอาดที่สามารถลดการสะสมของเชื้อโรคบนเสื้อผ้า
:
วิธีที่ 1 - ซักผ้าตามปกติ จากนั้นให้นำเสื้อผ้าไปต้มในน้ำเดือดนานประมาณ 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง แล้วนำไปบิดตากตามปกติ
:
วิธีที่ 2 - แช่ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น น้ำยาซักผ้าขาว โดยใช้ 1 ฝาต่อน้ำ 10 ลิตร จากนั้นนำไปแช่ทิ้งไว้นานประมาณ 5-15 นาที แล้วนำไปซักตามปกติ ตามด้วยตากแดดหรือที่มีอากาศถ่ายเท
:
ง่ายๆ แค่นี้ เราก็จะได้เสื้อผ้าที่สะอาด ปลอดภัย ไร้การสะสมของเชื้อโรค ให้เพื่อนๆ ใส่ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัยไกลโรคแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3730</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636907639.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="853"><Nid>3728</Nid><title>ความเครียดในเด็ก ภัยเงียบที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ</title><source>https://www.sanook.com/campus/1406395</source><detail>ความเครียดในเด็ก ภัยเงียบที่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ
:
“ความเครียด” เป็นภาวะหนักอกหนักใจ ก่อให้เกิดความทุกข์ ความรู้สึกแย่ ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เพียงแต่เด็กอาจยังไม่เข้าใจและแสดงออกมาแตกต่างจากผู้ใหญ่
:
ถ้าเราสามารถที่จะสังเกตหรือเข้าใจความเครียดในเด็กได้ เราจะสามารถช่วยเขาแก้ปัญหาได้ ไม่ต้องเก็บให้เป็นปัญหาเรื้อรัง
:
1. เรื่องเครียดของคนเราไม่เหมือนกัน : เรื่องเครียดในเด็กอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ผู้ใหญ่มักมองข้ามเช่นการเรียนออนไลน์ที่ต้องอยู่แต่บ้าน ไม่ได้เจอเพื่อน ไม่ได้ออกไปวิ่งเล่นตามที่ควรเป็น
:
2. สังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป : เมื่อมีความเครียด ร่างกายมักแสดงออกได้หลายแบบ เช่น ปวดหัวบ่อย ร้องไห้ เบื่ออาหาร เก็บตัว วิตกกังวล ขี้หงุดหงิด เศร้า เหม่อลอย
:
3. เป็นผู้ฟังที่ดี : หาโอกาสพูดคุยให้เขาได้เล่าเรื่องเครียดออกมา เราแค่ทำหน้าที่เป็นผู้ฟังที่ดีโดยไม่ต้องไปต่อว่าว่านั่นคือเรื่องเล็กน้อย
:
เพียงเข้าใจเขา คอยสังเกตุพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ก็จะสามารถรับรู้ได้ถึงความเครียดและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้แล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3728</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636182155.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="854"><Nid>3727</Nid><title>ยางอินเดีย ไม้ในร่มยอดฮิต ดูแลง่าย ช่วยฟอกอากาศได้</title><source>https://home.kapook.com/view242191.html</source><detail>ยางอินเดีย ไม้ในร่มยอดฮิต ดูแลง่าย ช่วยฟอกอากาศได้ :
:
เป็นต้นไม้ที่กระแสดีไม่มีตกจริงๆ เพราะยังมีคนหาซื้อมาปลูกในบ้านกันเรื่อยๆ ยางอินเดียมีต้นกำเนิดในเอเชีย พบได้ในหลายประเทศทั้งอินเดีย เนปาล จีน พม่า มาเลเซีย และอื่นๆ รวมถึงในไทยด้วย
:
ยางอินเดียมี 3 สายพันธุ์ยอดฮิตคือ
1. ยางอินเดียทั่วไป : ใบหนาดก สีเขียวสด ผิวใบมัน เพาะพันธุ์ง่าย เจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อน
:
2. ยางอินเดียด่าง : มีใบสีเหลืองสลับเขียวอ่อน  เป็นที่นิยมของนักสะสม
:
3. ยางอินเดียดำ : มีลักษณะเด่นคือ ใบสีแดงเมื่อแตกยอดอ่อน ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มไปถึงดำเมื่อโต
:
เคล็ดลับการปลูกยางอินเดียให้สวยอยู่เสมอคือ หมั่นเช็ดทำความสะอาดใบด้วยผ้าหรือฟองน้ำนุ่ม ๆ ชุบน้ำบิดหมาด ให้เป็นมันลื่น สวยงาม และกระตุ้นให้ต้นเจริญเติบโตได้ดี นอกจากนั้นควรบำรุงด้วยปุ๋ยน้ำเดือนละครั้ง และเปลี่ยนดินทุก ๆ ปี 
:
สิ่งที่ต้องระวังก็คือโรครากเน่าหากรดน้ำเยอะเกินไปจนดินแฉะ และโรคใบเหลืองหรือใบร่วงเพราะต้นไม้ขาดน้ำนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3727</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636182108.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="855"><Nid>3726</Nid><title>ตาปลาที่เท้าคืออะไร ตาของปลาทำไมมาอยู่ในเท้าของคน?</title><source>https://www.sanook.com/health/30941</source><detail>ตาปลาที่เท้าคืออะไร ตาของปลาทำไมมาอยู่ในเท้าของคน?
:
ตาปลาที่เท้าคือเนื้อเยื่อของผิวหนังที่นูนขึ้นมาเป็นก้อนแข็งหรืออ่อน มักเกิดขึ้นบริเวณด้านบนของนิ้วเท้า ง่ามนิ้วเท้า ฝ่าเท้า มีลักษณะเหมือนตาของปลา  
:
สาเหตุของตาปลาที่เท้ามาจากเท้าถูกเสียดสีหรือกดทับเป็นเวลานานหรือเรื้อรัง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการสวมรองเท้าที่ไม่เหมาะกับเท้า เช่น คับเกินไป หลวมเกินไป การสวมรองเท้าส้นสูงหรือรองเท้ารัดส้นนานเกินไป หรือการเดินไกลหรือยืนนานๆ
:
วิธีการรักษาตาปลาที่เท้า
1. ใช้แผ่นรองรองเท้า : ใช้อุปกรณ์หรือแผ่นรองรองเท้าที่ทำมาเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการเกิดตาปลาที่เท้าซ้ำ
:
2. ใช้ยากำจัดตาปลาที่เท้า : พลาสเตอร์ที่มีส่วนประกอบของกรดซาลิไซลิก 40% (Salicylic Acid) สามารถรักษาตาปลาที่เท้าได้
:
3. ผ่าตัด : เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นตาปลาที่เท้าเนื่องจากความผิดปกติของกระดูกทำให้กระดูกเสียดสีกัน แต่เป็นกรณีที่พบไม่บ่อย
:
แต่อย่างไรก็ดี ตาปลาที่เท้าสามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการเลือกรองเท้าให้พอดีกับขนาดของเท้า ไม่คับหรือหลวมเกินไป เพื่อป้องกันการเกิดการเสียดสีนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3726</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636182079.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="856"><Nid>3725</Nid><title>ไอเดีย AI ตรวจจับกลิ่น ยกระดับชีวิตในอนาคต</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58953961</source><detail>ไอเดีย AI ตรวจจับกลิ่น ยกระดับชีวิตในอนาคต
:
สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีของฝรั่งเศส "อารีแบลล์" (Aryballe) ได้คิดค้นวิธีการวิเคราะห์กลิ่น เพื่อค้นหาว่ากลิ่นต่างๆ ส่งผลต่อคนเราอย่างไร เพื่อที่สักวันหนึ่งจะสามารถนำมาใช้ในการตรวจจับกลิ่นของโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รู้ตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้คนเรามีสุขภาพที่ดี และมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น
:
โดยใช้ส่วนเล็กๆ ของโปรตีนที่ติดอยู่บนแผ่นซิลิคอน ชิป เพื่อตรวจจับโมเลกุลต่างๆ ที่เราสามารถได้กลิ่น และนำมาประมวลผล
:
เครื่องตรวจจับกลิ่นนี้อาจมีประโยชน์มากกว่าที่คิด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อปีก่อน สนามบินกรุงเฮลซิงกิของฟินแลนด์ ได้ทดลองใช้สุนัขดมกลิ่นหาผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 ในหมู่นักเดินทาง
:
การวิเคราะห์กลิ่นด้วย AI นอกจากจะช่วยในเรื่องของโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ในปัจจุบันยังถูกนำมาใช้ในการพัฒนาน้ำหอมกลิ่นใหม่ๆ อีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3725</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636182046.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="857"><Nid>3724</Nid><title>ครกไม้ขึ้นรา อย่าเพิ่งทิ้ง! กำจัดได้ด้วยของใช้ในครัว</title><source>https://www.sanook.com/home/31741</source><detail>ครกไม้ขึ้นรา อย่าเพิ่งทิ้ง! กำจัดได้ด้วยของใช้ในครัว
:
ครก เป็นเครื่องครัวไทยที่หลายบ้านต้องมี ใช้ตำน้ำพริก โขลกเครื่องแกง พริก กระเทียมให้บุบหรือมีความละเอียดมากขึ้น
:
หลายคนเลือกใช้ ครกไม้ เนื่องจากมีน้ำหนักเบา มีความสวยงาม แต่ก็พบปัญหาสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ 'เชื้อรา' ซึ่งอาจเกิดจากความชื้น วันนี้เรามาดูวิธีกำจัดเชื้อราด้วยของใช้ง่ายๆ ที่หาได้ในครัวกันเถอะ
:
วิธีขจัดเชื้อรา
1. ให้ใช้แปรงสีฟันเก่าจุ่มน้ำมะนาวหรือเบกกิ้งโซดา แล้วนำไปขัดถูบริเวณที่เป็นเชื้อรา
2. นำครกไปล้างทำความสะอาดตามปกติ แล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้ง
3. ตรวจสอบครกไม้ดูว่าเชื้อราหมดไปแล้วหรือไม่ หากยังไม่หมดให้ทำซ้ำอีกครั้ง เท่านี้เชื้อราที่กวนใจก็จะหายไป
:
เคล็ดลับการถนอมอายุการใช้งานครกไม้
1. หลังใช้งานเสร็จ ให้ล้างทำความสะอาดให้ดีทั้งครกและสาก อย่าทิ้งไว้ให้หมักหมม หรือโดนความชื้นนานเกินไป
2. นำไปผึ่งในพื้นที่ระบายอากาศที่แห้งสนิท และหมั่นนำไปตากแดดเพื่อกำจัดเชื้อโรค
:
แค่นี้ก็จะมีครกไม้ไว้ใช้ได้นานๆ แล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-11-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3724</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1636181775.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="858"><Nid>3715</Nid><title>HALLOWEEN </title><source>https://guru.sanook.com/4405/</source><detail>วันฮาโลวีน (Halloween) 31 ตุลาคม ของทุกปี
วันฮาโลวีน เป็นงานฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคม ประเทศทางตะวันตก เด็กๆ จะแต่งกายเป็นภูตผีปีศาจพากันชักชวนเพื่อนฝูงออกไปงานฉลอง มีการประดับประดาแสงไฟ และที่สำคัญคือแกะสลักฟักทองเป็นโคมไฟ เรียกว่า แจ๊ก-โอ"-แลนเทิร์น (jack-o"-lantern)

การฉลองวันฮาโลวีน นิยมจัดกันในสหรัฐอเมริกา ไอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา และยังมีในออสเตรเลีย กับนิวซีแลนด์ด้วย รวมถึงประเทศอื่นในทวีปยุโรปก็นิยมจัดงานวันฮาโลวีนเพื่อความสนุกสนาน

ประวัติความเป็นมาวันฮาโลวีน
          วันฮาโลวีน เรามักจะคุ้นเคยเรียกกันเป็นภาษาปากว่า วันปล่อยผี ในวันดังกล่าวมักมีการจัดตกแต่งบ้านเรือน ร้านค้า โดยใช้ฟักทองที่คว้านเป็นรูปผี หรือใช้วัสดุอื่น ๆ ประดิษฐ์เป็นตัวผีหรือทำให้มีหน้าตาเป็นผีเพื่อสร้างบรรยากาศให้กลายเป็นงานรื่นเริง วันฮาโลวันมีที่มาอย่างไร และเหตุใดจึงเรียกเช่นนั้นในเรื่องนี้ คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล แห่งราชบัณฑิตยสถาน ได้จัดทำคำอธิบายถึงประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจของ

การปฏิบัติในคืนวันฮาโลวีน
อังกฤษ
          ที่ประเทศนี้ถือว่าวันฮาโลวีนนี้เป็นวันดี เหมาะสำหรับจัดงานแต่งงาน การทำนายโชคชะตา หรือแม้แต่เรื่องความตายยังถือว่า วันนี้เป็นเพียงวันเดียวที่ภูติผีวิญญาณจะช่วยดลบันดาลให้สิ่งที่คนเป็นต้องการสามารถเป็นไปตามใจปรารถนา ประมาณเที่ยงคืนของวันฮาโลวีนสาวอังกฤษจะออกมาหว่าน และไถกลบเมล็ดป่าน พร้อมตั้งจิตอธิษฐาน และท่องคาถาร้องขอให้มองเห็นภาพของว่าที่คู่ชีวิตของตนในอนาคต เมื่อสาวเจ้าเหลียวมองผ่านบ่าด้านซ้ายก้จะได้เห็นภาพนิมิตของผู้ที่จะมาเป็นสามีของตนในอนาคต

          อีกประเพณีหนึ่งของชาวอังกฤษ คือ การหย่อนเหรียญ 6 เพนนีลงในอ่างน้ำ พร้อมแอปเปิ้ล ผู้ใดสามารถแยกแยะของสองสิ่งนี้ออกจากกันได้โดย ใช้ปากคาบเหรียญ และใช้ส้อมจิ้มแอปเปิ้ลให้ติดได้ในครั้งเดียว ผู้นั้นจะมีโชคดีตลอดปีใหม่ที่กำลังจะมาเยือน

ตำนานตะเกียงฟักทอง
          ตำนานตะเกียงฟักทองหรือ ประเพณีแจ็ค โอ แลนเทริน (Jack-O-Lanterns) ตำนานพื้นบ้านของชาวไอริช ได้เล่าไว้ว่า มีผู้ชายชื่อว่า แจ็ค โอ แลนเทิร์น ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องดื่มเหล้าเมายาและมีกลลวงมากมาย เคยหลอกให้ซาตานปีนขึ้นไปบนต้นไม้ หลังจากนั้นแจ็คก็จะจัดการแกะสลักรูปไม้กางเขนลงไปบนลำต้นของต้นไม้นั้น ซึ่งทำให้ซาตานลงจากต้นไม้ไม่ได้ แล้วแจ็คก็ได้ทำการต่อรองกับซาตานว่าถ้าซาตานจะไม่จับตัวเขาไปเขาสัญญาว่าจะปล่อยซาตานลงจากต้นไม้นั้น

          หลังจากแจ็ค โอ แลนเทริน ได้ตายไปแล้ว เขาปฏิเสธที่จะขึ้นไปอยู่บนสวรรค์เพราะเขามีความคิดไปในทางของความชั่วร้าย แต่เขาก็ยังปฏิเสธที่จะไปอยู่ที่นรกเพราะเขาได้ทำข้อตกลงกับซาตานไว้ดั้งนั้นซาตานได้ให้ถ่านไฟแก่เขาหนึ่งก้อนแทน เพื่อที่จะให้เขาใช้นำทางไปในทางที่มืดและหนาวเย็น ถ่านไฟก้อนนั้นได้ถูกใส่ไว้ข้างในของผักกาดที่กลวงแล้วเพื่อที่จะให้มันจุดอยู่ได้นาน

          คนอังกฤษใช้ผักกาดกลวงนี้ตามแบบอย่างดั้งเดิมของ แจ็ค โอ แลนเทรินแต่เมื่อมีการโยกย้ายไปสู่อเมริกาพวกเขาพบว่าฟักทองนั้นสามารถหาได้ง่ายกว่าผักกาด ดังนั้นรูปแบบแจ็ค โอ แลนเทรินในอเมริกาจะอยู่ในรูปของฟักทองกลวงและใส่ถ่านไฟไว้ข้างใน

          ในทุกๆวันนี้มีโบสถ์เป็นจำนวนมากที่ได้มีการจัดงานปาร์ตี้วันฮาโลวีน รวมถึงสถานบันเทิงต่างๆ อีกหลายแห่งยังไงก็อย่าลืม</detail><keywords>HALLOWEEN, วันฮาโลวีน, ฟักทอง, ผี, ลูกกวาด</keywords><date>2021-10-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3715</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1635493347.png</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="859"><Nid>3713</Nid><title>กำหนดอนาคตของตัวเองด้วยกฎแห่งแรงดึงดูด</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/58374</source><detail>กำหนดอนาคตของตัวเองด้วยกฎแห่งแรงดึงดูด
:
ทฤษฎีของกฎแห่งแรงดึงดูด นั่นก็คือความคิดจะดึงดูดสิ่งต่างๆ มาสู่ตัวเรา ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เหมือนกับแม่เหล็กที่เมื่อหันไปรอบๆ และดึงดูดสิ่งที่ตรงกับที่เราคิดมากที่สุด
:
เทคนิคดึงดูดแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต
1. ไม่คิดลบ - ความคิดในแง่ลบเป็นอุปสรรคสำคัญในการขัดขวางไม่ให้เราสามารถเดินไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
:
2. คิดถึงเป้าหมายหรือสิ่งที่ตัวเองต้องการ - สร้างภาพเป้าหมายของเราออกมาให้เป็นรูปธรรมที่เราสามารถมองเห็นได้
:
3. เชื่อว่าเราสามารถไปถึงเป้าหมายนั้นได้ - ความคิดช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เรา แต่ความเชื่อนั้นจะช่วยผลักให้เราลงมือทำ
:
การคิดบวกและเพิ่มความเชื่อมั่นในสิ่งที่เราต้องการนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยให้เราสามารถโฟกัสไปที่เป้าหมายของเราได้อย่างแน่วแน่และไม่วอกแวกมากขึ้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3713</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1635280625.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="860"><Nid>3712</Nid><title>พบฟอสซิลเพนกวินยักษ์ชนิดใหม่ เคยมีชีวิตอยู่ในโลกเมื่อ 34 ล้านปีก่อน</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58608691</source><detail>พบฟอสซิลเพนกวินยักษ์ชนิดใหม่ เคยมีชีวิตอยู่ในโลกเมื่อ 34 ล้านปีก่อน
:
สมาชิกสโมสรนักธรรมชาติวิทยารุ่นเยาว์แฮมิลตัน ได้ทำการค้นหาฟอสซิลบริเวณอ่าวคาเฟียฮาร์เบอร์ (Kawhia Harbour) ที่เกาะเหนือของนิวซีแลนด์ และได้พบฟอสซิลดังกล่าว
:
ผลการวิเคราะห์พบว่า เป็นกระดูกของนกเพนกวินยุคก่อนประวัติศาสตร์พันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยถูกค้นพบมาก่อน เพนกวินที่พบนี้มีลักษณะคล้ายกับ เพนกวินยักษ์ไครูคู ที่ถูกค้นพบครั้งแรกในภูมิภาคโอทาโก บนเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ แต่มีขายาวกว่ามาก ทำให้ทีมนักวิจัยเรียกมันว่า Waewaeroa ซึ่งในภาษาชนพื้นเมืองเมารีแปลว่า "ขายาว"
:
การมีอยู่ของเพนกวินยักษ์ในนิวซีแลนด์เป็นเรื่องที่ผู้คนไม่ค่อยทราบกัน การค้นพบครั้งนี้จึงถือว่าเป็นประโยชน์ต่อแวดวงวิชาการอย่างมากเลยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3712</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1635280587.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="861"><Nid>3711</Nid><title>5 เคล็ดลับ ตื่นนอนอย่างไรให้ไม่ง่วง</title><source>https://www.sanook.com/health/30397</source><detail>5 เคล็ดลับตื่นนอนอย่างไรให้ไม่ง่วง
:
เคยสังเกตกันไหม เวลาที่เราตื่นขึ้นมา บางวันก็รู้สึกสดชื่น แต่บางวันกลับรู้สึกง่วงนอน อยากนอนต่อ วันนี้เรามี 5 เคล็ดลับการตื่นนอนให้สดชื่น แม้จะตื่นเช้า
:
1. เปลี่ยนเสียงของนาฬิกาปลุก
เปลี่ยนเป็นเสียงแนวธรรมชาติหรือเสียงเพลงที่เราชอบ จะทำให้เรารู้สึกตื่นตัวหรืออารมณ์ดีมากขึ้น
:
2. รับแสงแดดยามเช้า
การรับแสงแดดยามเช้าจะช่วยกระตุ้นฮอร์โมนให้เรารู้สึกสดชื่น ไม่เฉื่อยช้าหรืองัวเงีย
:
3. ดื่มน้ำหลังตื่นนอนทันที
ดื่มน้ำ 1 แก้วหลังการตื่นนอนทันที ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นและรู้สึกปลอดโปร่ง
:
4. เติมพลังด้วยอาหารเช้า
การกินอาหารเช้านั้นทำให้ร่างกายของเรามีพลังงาน มีแรงที่จะทำกิจกรรมในแต่ละวัน
:
5. ฟังเพลงสุดโปรด
การฟังเพลงที่ชอบหรือเพลงจังหวะสนุก ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น อารมณ์ดี เป็นตัวช่วยที่จะทำให้เช้าวันนั้นสดใสมากขึ้นได้ด้วย
:
หากเพื่อนๆ ได้อ่านเรื่องนี้แล้ว ลองนำไปปรับใช้กับการตื่นนอนวันพรุ่งนี้เช้าเลย ได้ผลยังไง อย่าลืมมาแบ่งปันกันได้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3711</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1635280530.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="862"><Nid>3710</Nid><title>หากมีอุกาบาตกำลังจะพุ่งชนโลก ทางรอดของมนุษยชาติคืออะไร?</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58858057</source><detail>หากมีอุกาบาตกำลังจะพุ่งชนโลก ทางรอดของมนุษยชาติคืออะไร?
:
หากเคยดูหนังเรื่อง อาร์มาเกตดอน (Armageddon) เป็นเรื่องราวสถานการณ์ที่มีดาวเคราะห์น้อยกำลังพุ่งมาชนโลก ในหนังเลยส่งทีมขึ้นไปฝังระเบิดนิวเคลียร์เพื่อระเบิดดาวนั้นก่อนจะพุ่งมาชน แต่ในความเป็นจริงแล้วสามารถทำแบบนั้นได้ไหม?
:
ศาสตราจารย์จาก มหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์ ของสหรัฐอเมริกา สร้างแบบจำลองเพื่อประเมินความเป็นไปได้ของการระเบิดทำลายดาวเคราะห์น้อยที่มีความกว้าง 100 เมตร โดยจะใช้วิธียิงอาวุธนิวเคลียร์ที่มีแรงระเบิด 1 เมกะตัน เข้าปะทะดาวเคราะห์น้อยในช่วงเวลาตั้งแต่ 1 สัปดาห์ ไปจนถึง 6 เดือนก่อนมันจะพุ่งเข้าชนโลก
:
ผลการคำนวณพบว่า มีความเป็นได้สูงที่จะยิงทำลายดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กให้แตกย่อยเป็นเศษหินขนาดเล็กได้ และหากสามารถยิงทำลายได้ในช่วง 2 เดือนก่อนการชนปะทะจริง เศษหินเหล่านี้ก็จะไม่เป็นอันตรายเมื่อพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก
:
แต่ผู้วิจัยยังบอกว่า วิธีที่ดีที่สุดเพื่อขจัดภัยจากดาวเคราะห์น้อยทุกขนาด ยังคงได้แก่การใช้ยานหรืออุปกรณ์ทางกลศาสตร์อื่นๆ พุ่งเข้าชนดาวเคราะห์น้อย เพื่อให้เบี่ยงเบนหันเหทิศทางออกห่างจากโลกนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3710</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1635280494.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="863"><Nid>3709</Nid><title>เจลล้างมือและสเปรย์แอลกอฮอล์ เก็บได้นานแค่ไหน?</title><source>https://trueplookpanya.com/knowledge/content/90004/-sciche-sci-</source><detail>เจลล้างมือและสเปรย์แอลกอฮอล์ เก็บได้นานแค่ไหน?
:
หลายบ้านคงกักตุนเจลล้างมือหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ไว้เยอะเลยใช่ไหมล่ะครับ แต่เพื่อนๆ รู้ไหมว่ามันสามารถเก็บได้นานแค่ไหน? และควรจัดเก็บอย่างไรเพื่อให้เจลแอลกอฮอล์ยังคงมีประสิทธิภาพ เราไปดูกันเลย
:
เจลล้างมือหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ส่วนใหญ่จะมี ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือคือน้ำหรือส่วนผสมอื่นๆ ยิ่งเปอร์เซ็นต์ของ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ มากเท่าไร ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อก็จะมากขึ้น
:
เจลล้างมือและสเปรย์แอลกอฮอล์อาจมีอายุยาวนานถึง 2-3 ปี นับจากวันที่ผลิต หากถูกเก็บรักษาอย่างมิดชิดโดยการปิดผนึกและวางให้พ้นจากแสงแดดหรือในที่อุณหภูมิสูง
:
ถ้าจัดเก็บไม่ดี เช่น ปิดไม่มิดชิดหรือเก็บไว้ที่อุณหภูมิสูง จะทำให้เปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ในนั้นระเหยและเจือจางลง เหลือไว้แต่น้ำเปล่าที่เป็นส่วนผสมอื่น เมื่อนำมาใช้ ก็จะมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคลดลงนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3709</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1635280405.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="864"><Nid>3708</Nid><title>ไมโครพลาสติกในบรรยากาศ ดูดซับและกระเจิงแสงอาทิตย์จนทำให้โลกร้อน</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58994615</source><detail>มลภาวะไมโครพลาสติกในบรรยากาศ ดูดซับและกระเจิงแสงอาทิตย์ ส่งผลทำให้โลกร้อน
:
ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลให้โลกร้อน แต่ปัญหามลภาวะไมโครพลาสติกเองก็เริ่มส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและสภาพภูมิอากาศเช่นกัน
:
พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า เศษพลาสติกเล็กจิ๋วซึ่งถูกลมพัดให้กระจายตัวและหมุนเวียนอยู่ในชั้นบรรยากาศนั้น สามารถทำได้ทั้งดูดซับและกระเจิงแสงอาทิตย์ จนมีผลต่อระดับอุณหภูมิในแต่ละภูมิภาคของโลกได้
:
นักวิทยาศาสตร์ยังคงต้องการจับตาดูผลกระทบของไมโครพลาสติกต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวต่อไป เพราะความหนาแน่นของปริมาณอนุภาคและความหลากหลายของชนิดไมโครพลาสติกในแต่ละภูมิภาคของโลกไม่เหมือนกัน
:
จากนี้ต่อไปคงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่มนุษย์จะต้องนำปัจจัยเรื่องไมโครพลาสติกเข้ามาพิจารณาร่วมด้วย ในกระบวนการแก้ไขหยุดยั้งภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3708</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1635280368.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="865"><Nid>3705</Nid><title>6 อันตราย หากกินใบกระท่อมเกินขนาด</title><source>https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/line/การรับประทานใบกระท่อม/</source><detail>กระท่อม (Mitragyna speciosa) เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นของประเทศไทย แต่ดิมนิยมบริโภคโดยเคี้ยวใบสด นำไปตำน้ำพริก ต้มเป็นน้ำชา และนำมาใช้เพื่อการสันทนาการต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าสารออกฤทธิ์ในใบกระท่อม เช่น ไมทราใจนีน (Mitragynine) และเซเว่น-ไฮดรอกไซไมทราใจนิ่น (7-hydroxymitragynine) จะช่วยทำให้ตื่นตัว แก้ปวด และคลายกล้ามเนื้อในปัจจุบันใบกระท่อมมีความนิยมและวิธีการบริโภคที่เปลี่ยนไป เช่น การทอด การย่างไฟ หรือการผัดรวมกับอาหารอื่น ๆ ทำให้สารออกฤทธิ์ในใบกระท่อมถูกทำลายด้วยอุณหภูมิ หรือสภาวะความเป็นกรด(ความเปรี้ยว) ทั้งนี้ยังไม่มีการศึกษาที่ชัดเจนถึงปริมาณของสารออกฤทธิ์ในใบกระท่อมที่ผ่านกรรมวิธี ดังกล่าวต่อร่างกาย อย่างไรก็ตาม การบริโภคใบกระท่อมที่มากเกินขนาดอาจทำให้เกิดผลเสียได้ ดังนี้

ผลข้างเคียงเมื่อบริโภคใบกระท่อมเกินขนาด

- คลื่นไส้ อาเจียน

ชีพจรเต้นเร็วผิดปกติ

- กระสับกระส่าย ชัก

- เกิดอาการเชื่องซึม หรือกดการหายใจ

- ทำให้เสพติด เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

- อาจส่งผลต่อยาบางประเภทที่กำลังรับประทานอยู่

คำแนะนำจากแพทย์

ถึงแม้ว่าใบกระท่อมทอดจะสามารถรับประทานได้ แต่ไม่สามารถคาดเดาถึงผลที่เกิดขึ้นต่อร่างกายได้ จึงไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินขนาดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน
</detail><keywords>ใบกระท่อม, กระท่อม, Mitragynaspeciosa, อันตรายจากใบกระท่อม</keywords><date>2021-10-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3705</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1634717100.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="866"><Nid>3703</Nid><title>เห็ดชิเมจิ เคล็ดลับคนญี่ปุ่น ยิ่งกินยิ่งแข็งแรง ผิวพรรณอ่อนเยาว์</title><source>https://www.sanook.com/health/30557</source><detail>เห็ดชิเมจิ เคล็ดลับคนญี่ปุ่น ยิ่งกินยิ่งแข็งแรง ผิวพรรณอ่อนเยาว์
:
ชิเมจิเป็นเห็ดที่มีรสชาติอร่อย ราคาถูก เข้าได้กับทุกเมนูอาหาร หาซื้อได้ง่ายในประเทศไทย และที่สำคัญมีสารอาหารสำคัญที่ประโยชน์มากมาย จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย
:
1. บีต้ากลูแคน (β-Glucan)
ช่วยกระตุ้นการทำงานเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้ดักจับและทำลายสิ่งแปลกปลอม
:
2. กรดกัวนิลิก (Guanylic Acid)
ช่วยป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็งและความดันโลหิตสูง อีกทั้งยังช่วยขับเอาสารพิษออกจากร่างกาย
:
3. เทอร์ปีน (Terpenes)
มีผลในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง
:
4. วิตามินบี 2
ช่วยเสริมการเผาผลาญของไขมันในร่างกาย ส่งผลให้ไม่อ้วนง่าย และช่วยคงความงามของผิวพรรณ เล็บและเส้นผม
:
5. เส้นใยอาหาร
ช่วยป้องกันอาการท้องผูกและมะเร็งลำไส้ อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเพิ่มของระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
:
ประโยชน์มากมายขนาดนี้ อยากเชิญชวนมารับประทานเห็ดชิเมจิเป็นประจำกันนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3703</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1634592980.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="867"><Nid>3702</Nid><title>คนน้ำหนักเยอะ ออกกำลังกายอย่างไรให้ปลอดภัย</title><source>https://www.sanook.com/health/30537</source><detail>คนน้ำหนักเยอะ ออกกำลังกายอย่างไรให้ปลอดภัย
:
คนอ้วนหรือคนที่มีน้ำหนักมากที่ต้องการออกกำลังกาย มักจะพบอุปสรรคเรื่องการเหนื่อยง่าย และอาจได้รับบาดเจ็บได้ วันนี้เรามาดูวิธีออกกำลังกายให้ปลอดภัยกันเถอะ
:
1. วอร์มร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง
เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นระหว่างหรือหลังออกกำลังกาย สามารถทำได้โดยการยืดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย 5 - 10 นาที 
:
2. ออกกำลังกายทั้งคาร์ดิโอ และยกเวทเทรนนิ่ง
เป็นการเผาผลาญไขมัน และพลังงานส่วนเกินออกไป และเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงมากขึ้น
:
คนที่มีน้ำหนักมากต้องระวังการออกกำลังกายเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ ต้องค่อยๆ เริ่มจากการออกกำลังกายแบบเบาๆ และทำอย่างถูกวิธี เพื่อประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3702</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1634592947.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="868"><Nid>3701</Nid><title>รักษาอาการซึมเศร้าด้วยการฝังอุปกรณ์ไฟฟ้าเข้าไปในสมอง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58805917</source><detail>รักษาอาการซึมเศร้า ด้วยการฝังอุปกรณ์ไฟฟ้าเข้าไปในสมอง
:
อาการซึมเศร้า คือ อาการทางจิตที่อาจนำพาไปสู่การฆ่าตัวตายได้ และในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด
:
นักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ เชื่อว่า การฝังอุปกรณ์ไฟฟ้าที่กะโหลกศีรษะแล้วเชื่อมโยงสายไฟไปยังสมอง อาจช่วยตรวจจับและรักษาโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงที่สุดได้ โดยจะปล่อยกระแสไฟฟ้าเฉพาะเวลาที่มันตรวจจับได้ว่ามีอาการซึมเศร้ากำเริบขึ้น
:
โดยทดลองรักษากับคนไข้ผู้ป่วยซึมเศร้าวัย 36 ปี เป็นระยะเวลา 1 ปี ได้ผลดีเกินคาด
ถึงแม้ว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดได้ว่าวิธีการนี้สามารถใช้กับคนไข้รายอื่นที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรงได้ แต่มันก็ให้ความหวังในการรักษาโรคนี้ และวางแผนจะทำการทดลองเพิ่มเติมในคนไข้กลุ่มใหญ่ขึ้น
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3701</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1634592911.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="869"><Nid>3700</Nid><title>อากาศเปลี่ยน ส่งผลให้โลกสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ไม่ดีเท่าเดิม</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58778599</source><detail>อากาศเปลี่ยน ส่งผลให้โลกสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ไม่ดีเท่าเดิม
:
ผลวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียมและข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ระหว่างปี 1998 - 2017 ชี้ว่าในปัจจุบันโลกสามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ลดลงราวครึ่งวัตต์ต่อตารางเมตร 
:
ภาวะโลกร้อนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ น้ำในมหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้น จนทำให้เมฆที่ขาวสว่างซึ่งสามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ดีก่อตัวน้อยลง ส่งผลให้โลกสะท้อนแสงอาทิตย์กลับสู่ห้วงอวกาศได้ไม่ดีเท่าเดิม
:
ด้วยสาเหตุนี้จึงส่งผลทำให้เกิดวงจรที่เร่งให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นไปอีก เนื่องจากในบริเวณที่เมฆขาวก่อตัวเบาบาง แสงอาทิตย์ที่ไม่ถูกสะท้อนกลับไป จะทำให้น้ำทะเลที่อุณหภูมิสูงอยู่แล้วยิ่งร้อนมากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3700</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1634592835.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="870"><Nid>3699</Nid><title>เคล็ดลับอ่านหนังสือของนักฟิสิกส์รางวัลโนเบล</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/58723</source><detail>เคล็ดลับอ่านหนังสือของนักฟิสิกส์รางวัลโนเบล
:
Richard Feynman นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลในปี 1965 ผู้ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งยุค ได้เผยเทคนิคที่เจ้าตัวใช้ในการเรียนรู้และทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ สามารถแบ่งได้เป็น 4 หัวข้อหลักดังต่อไปนี้
:
1. เลือกประเด็นที่ต้องการศึกษา
เมื่อเลือกได้แล้ว ให้จดหัวข้อดังกล่าวไว้ที่หัวกระดาษของสมุดโน้ตในทันที
:
2. สอนตัวเอง หรือไปสอนใครก็ได้
หลังจากได้ศึกษาเรื่องราวดังกล่าวแล้ว ลองนำสิ่งที่ได้ไปไปสอนคนอื่น  เหมือนกับว่าเรากำลังอธิบายและสอนตนเองอยู่
:
3. กลับไปอ่านอีกครั้งเมื่อลืม
หากสรุปออกมาแล้ว ดันเกิดลืมบางสิ่งที่คุณเรียนรู้หรือได้อ่านมา ให้กลับไปยังแหล่งข้อมูลดังกล่าว และเติมเต็มข้อมูลที่ขาดหายไปให้สมบูรณ์
:
4. ทำให้เข้าใจง่ายที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นการสอนผู้อื่น หรือจดลงสมุดโน้ตของตนเอง ให้ลองปรับรูปแบบภาษามาอยู่ในระดับที่เข้าใจง่ายกว่าเดิม อาจหาตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพมาประกอบดูได้
:
เพื่อนๆ ลองนำเทคนิคทั้ง 4 ข้อนี้ไปปรับใช้กับการเรียนของเราของเราได้นะครับ รับรองว่าต้องได้ผลดีแน่นอน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3699</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1634592799.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="871"><Nid>3698</Nid><title>ค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ เชื่อว่ามีความยาวกว่าทีเร็กซ์ 2 เท่า</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58547384</source><detail>ค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ เชื่อว่ามีความยาวกว่าทีเร็กซ์ 2 เท่า
:
ไดโนเสาร์ขนาดมหึมาที่ถูกค้นพบในประเทศอุซเบกิสถาน เชื่อว่ามันเคยมีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อราว 90 ล้านปีก่อน และอาจเคยเป็นหนึ่งในสัตว์นักล่าตัวฉกาจที่ควบคุมห่วงโซ่อาหารในขณะนั้น และถูกตั้งชื่อว่า Ulughbegsaurus Uzbekistanensis 
:
ไดโนเสาร์สายพันธุ์มีน้ำหนักกว่า 1,000 กก. และมีความยาวประมาณ 7.5 - 8 เมตร ซึ่งใหญ่กว่าช้างแอฟริกาโตเต็มวัย อยู่ในกลุ่มของ "ไดโนเสาร์ฟันฉลาม" ที่เรียกว่า คาร์ชาโรดอนโทซอรัส (Carcharodontosaurs) ที่ฟันมีลักษณะคล้ายกับฟันของฉลาม
:
เชื่อกันว่า "ไดโนเสาร์ฟันฉลาม" สูญพันธุ์ไปจากโลกเมื่อราว 80 - 90 ล้านปีก่อน ส่งผลให้ไทแรนโนซอรัส หรือทีเร็กซ์ ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ควบคุมระบบนิเวศนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3698</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1634592763.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="872"><Nid>3697</Nid><title>3 สมุนไพรบำรุงสมอง เพิ่มความจำ ป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์</title><source>https://www.sanook.com/health/30597</source><detail>3 สมุนไพร บำรุงสมอง เพิ่มความจำ ป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์
:
โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's Disease) เป็นโรคที่พบมากในผู้สูงอายุ จากการศึกษาวิจัยพบว่า เกิดจากการสะสมของ Amyloid Plaques ในเซลล์สมอง ส่งผลให้สารสื่อประสาทอะเซติลโคลีนลดลง
:
อาการของโรคอัลไซเมอร์
1. ถามคำถามเดิมซ้ำๆ 
2. เริ่มคิดอะไรที่ซับซ้อนไม่ได้
3. มีความลังเล ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องง่ายๆ ได้
4. มีความวิตกกังวลมากขึ้น 
5. ตื่นตกใจง่าย
6. อาจมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงได้
:
3 สมุนไพร บำรุงสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์
1. บัวบก - สารสกัดจากบัวบก สามารถเพิ่มความจำและปรับสภาพอารมณ์ในผู้สูงอายุที่มีภาวะความจำเสื่อมเล็กน้อย

2. พรมมิหรือผักมิ - มีสารออกฤทธิ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของความจำ การตัดสินใจ ช่วยปกป้องเซลล์สมอง มีฤทธิ์ต้านความจำเสื่อม ช่วยในเรื่องการนอนหลับ และลดความวิตกกังวลได้

3. กลีบบัวแดง - มีฤทธิ์ยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของโปรตีน เบต้าอะมัยลอยด์ ซึ่งมีผลช่วยป้องกันภาวะสมองเสื่อม ทั้งชนิดความจำระยะสั้นและความจำระยะยาวได้ 
:
ด้วยสมุนไพรไทยง่ายๆ นี้ ก็สามารถช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ มากไปกว่านั้นยังช่วยบำรุงสมองและเพิ่มความจำอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3697</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1634592727.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="873"><Nid>3696</Nid><title>สั่งอวัยวะเทียมให้ขยับได้ดั่งใจ ด้วยการสั่งการผ่านสมอง</title><source>https://thematter.co/science-tech/brain-enigma/71003</source><detail>สั่งอวัยวะเทียมให้ขยับได้ดั่งใจด้วยการสั่งการผ่านสมอง
:
ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เยอรมันได้สร้างเครื่องเข้ารหัสที่ได้รับการขนานนามว่า ‘ไม่มีทางไขรหัสออก’ นั่นคือ Enigma และในภายหลัง อังกฤษสามารถพัฒนาโครงการลับสุดยอดเพื่อไขรหัส Enigma โดยมี อลัน ทัวริ่ง เป็นผู้นำโครงการ
:
อวัยวะเทียมในปัจจุบัน ถึงแม้จะว่าถูกพัฒนาให้มีน้ำหนักเบา มีคุณภาพมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ทันใจ ยังไม่เหมือน แขน-ขา ของเราจริงๆ โดยการเคลื่อนไหวของมนุษย์เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติในสมอง โดยเซลล์ประสาทจะสื่อสารไปยังกล้ามเนื้อให้เคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ 
:
นักประสาทวิทยาตั้งสมมุติฐานว่า หากการสื่อสารของเซลล์ประสาทมาสู่กล้ามเนื้อนั้นถูก ‘ใส่รหัส’ และมีหลักการไม่ต่างจากการใส่รหัสลับเครื่อง Enigma เราก็น่าจะสามารถเลียนแบบถอดรหัสนั้นได้
:
จึงได้ทำการใช้อัลกอริทึมช่วยในการถอดรหัสการสื่อสารของเซลล์ประสาทที่ชื่อว่า Supervised Decoder โดยอัลกอริทึ่มตัวนี้จะทำการบันทึกสัญญาณที่เกิดระหว่างระบบประสาทและรายละเอียดการเคลื่อนไหวของแขนขา เพื่อส่งสัญญาณไปยังอวัยวะเทียม เพื่อให้ตอบสนองได้เร็วขึ้น
:
จากผลการทดลองกับลิง 3 ตัว ลิงใช้เวลาเรียนรู้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถใช้แขนกลเทียมได้อย่างเป็นธรรมชาติ นี่จึงเป็นพัฒนาอีกก้าวของการใช้อวัยวะเทียมในมนุษย์
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3696</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1634592690.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="874"><Nid>3680</Nid><title>4 เทคนิค กินเจให้ดีต่อสุขภาพ</title><source>https://www.pobpad.com/กินเจอย่างไรให้สุขภาพด</source><detail>ในช่วงกินเจควรเลือกกินอาหารที่สมดุลและหลากหลาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารสำคัญอื่น ๆ นอกเหนือจากแป้งและไขมัน ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน แคลเซียม วิตามินบี วิตามินดี กรดไขมันโอเมก้า 3 หรือธาตุเหล็ก โดยผู้บริโภคสามารถเสริมสารอาหารที่มักถูกมองข้ามไปในแต่ละมื้อตามหลักง่าย ๆ ดังนี้

1. กินผักและผลไม้อย่างน้อย 5 หน่วยบริโภคต่อวัน โดยใน 1 หน่วยบริโภคอาจเทียบเท่ากับ ถั่วงอก ผักกาดขาว ผักบุ้ง กะหล่ำปลี คะน้า หรือเห็ดหอม 1 ทัพพี อะโวคาโดหรือสาลี่ 1 ผล ส้มหรือลูกพลับครึ่งผลกลาง แอปเปิ้ล 1 ผลเล็ก

2. กินธัญพืชให้มากขึ้น ทั้งจากธัญพืชทั่วไป ธัญพืชที่ผ่านการขัดสีน้อย หรือธัญพืชเทียม เช่น ถั่วเหลือง งาดำ งาขาว ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ถั่วแดง หรือถั่วเขียว ซึ่งถือเป็นแหล่งแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญต่อร่างกายหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1, 6, และ 12 ที่มีส่วนช่วยในกระบวนการเมตาบอลิซึมหรือสร้างพลังงานในร่างกาย ช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง และดีต่อระบบประสาทและสมอง วิตามินเอ ที่ขึ้นชื่อเรื่องบำรุงสายตา การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย และการเจริญเติบโตของเซลล์ ธาตุเหล็ก ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง และสังกะสี ที่มีบทบาทในกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย

3. ดื่มนมถั่วเหลืองเพื่อทดแทนโปรตีนที่หายไปจากการงดกินเนื้อสัตว์และนมวัว เนื่องจากโปรตีนเป็นองค์ประกอบสำคัญของอวัยวะในร่างกาย ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และยังช่วยให้อิ่มท้องได้นาน จึงถือเป็นสารอาหารที่ขาดไม่ได้ โดยนมถั่วเหลืองจะปราศจากคอเรสเตอรอล มีไขมันชนิดอิ่มตัวต่ำ นอกจากนี้ นมถั่วเหลืองพร้อมดื่มยังมีให้เลือกหลากหลายสูตร เช่น เติมแร่ธาตุและวิตามินอย่างแคลเซียม วิตามินดี และวิตามินบี 12 เพิ่มปริมาณโปรตีนไปอีกเท่าตัวสำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย หรือลดปริมาณน้ำตาลให้น้อยลงเพื่อให้ดีต่อสุขภาพ หากใครต้องการคุณค่าทางอาหารที่มากขึ้นอาจเลือกเป็นนมถั่วเหลืองที่ผสมธัญพืชหลายชนิดก็ได้

4. เลือกกินอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของไขมันดีหรือกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fat) ที่ดีต่อสุขภาพหัวใจและกระบวนการทำงานของร่างกาย โดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า อะโวคาโด ถั่วเหลือง เมล็ดเจีย เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่กินเจยังควรระมัดระวังในการกินเนื้อสัตว์เทียม อาหารประเภทผัดและของทอด เพราะล้วนมีปริมาณแป้งและน้ำมันค่อนข้างมาก หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้ร่างกายได้รับแป้งและไขมันมากจนเกินไป รวมไปถึงอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด หรือใส่เครื่องปรุงที่มีปริมาณเกลือสูงอย่างซอสถั่วเหลือง เต้าหู้ หรือเต้าเจี้ยว เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิต โรคเบาหวาน หรือโรคอ้วน นอกจากนี้ ควรล้างผักและผลไม้ให้สะอาดก่อนนำประกอบอาหารหรือรับประทาน เพื่อป้องกันสารเคมีที่อาจตกค้างและก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หากเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเจที่มีฉลากโภชนาการ ควรอ่านส่วนผสมหรือส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์นั้น ๆ โดยให้เลือกปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไต

อย่างไรก็ตาม แม้การกินเจจะดีต่อร่างกายจริง แต่หากกินไม่ถูกหลักโภชนาการอาจกลับกลายเป็นส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ และผู้บริโภคต้องไม่ลืมดูแลตัวเองในหลาย ๆ ด้าน เช่น ดื่มน้ำสะอาด 6-8 แก้วต่อวัน ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ เพื่อเสริมสุขภาพให้ดีขึ้นไปอีกขั้น ผู้ที่แพ้อาหารหรือมีปัญหาสุขภาพอาจปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนการกินเจเสมอ
</detail><keywords>กินเจ, เทศกาลกินเจ, กินเจอย่างไรให้สุขภาพดี</keywords><date>2021-10-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3680</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1633572795.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1637726496.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1637726496_0.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1637726496_1.jpg, https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1637726496_2.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="875"><Nid>3673</Nid><title>เทศกาลกินเจ</title><source>https://www.sanook.com/health/1429/</source><detail>เทศกาลกินเจ
คำว่า “เจ” ในภาษาจีนทางพระพุทธศาสนา หมายถึง “อุโบสถ หรือการรักษาศีล 8” ของศาสนาพุทธนิกายมหายาน ที่จะมีการรักษาอุโบสถศีล ไม่บริโภคอะไรหลังเที่ยงวันตามหลักศีล 8 ข้อ และไม่บริโภคเนื้อสัตว์ เพื่อเป็นการไม่เบียดเบียนสิ่งมีชีวิต ช่วงหลังจึงเรียกคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์ว่า “กินเจ” ไปด้วย แต่ถึงกระนั้นการกินเจไม่ใช่เพียงแต่งดเนื้อสัตว์ อาหาร และเครื่องปรุงที่มีส่วนประกอบของเนื้อสัตว์ แต่ยังรวมถึงการรักษาศีล ประพฤติตัวเป็นคนดีทั้งกาย วาจา ใจ อีกด้วย

ช่วงเวลาเทศกาลกินเจ
ช่วงเทศกาลกินเจของทุกปี ตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน ตรงกับเดือน 11 หรือเดือนตุลาคมของไทย ตามปฏิทินสากล รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 9 วัน 9 คืน

เทศกาลกินเจ เริ่มตั้งแต่วันที่เท่าไหร่?
เริ่มวันที่ 6 ตุลาคม - 14 ตุลาคม 2564 บางท่านอาจจะล้างท้องตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคมในมื้อเย็น ก็สามารถทำได้

ทำไมเราต้องกินเจ?
1.กินเจ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น เพราะอาหารเจถือเป็นอาหารชีวจิตอย่างหนึ่ง ช่วยปรับสภาพร่างกายให้สมดุล ล้างพิษในร่างกาย รวมถึงช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะคนจีนเชื่อว่า เนื้อสัตว์เป็น “หยิน” และผักผลไม้เป็น “หยาง” โดยธรรมชาติคนเรามักทานเนื้อสัตว์เยอะกว่าผักผลไม้ การงดทานเนื้อสัตว์จึงเป็นการปรับให้หยินและหยางสมดุลมากยิ่งขึ้นด้วย

2.กินเจ เพื่อทำบุญ เพื่อชำระล้างใจให้ใสสะอาด ไม่เบียดเบียนสัตว์โลก ทำให้จิตใจเราผ่องใสมากขึ้น เมื่อเราทราบว่าสิ่งที่เราทำเป็นเรื่องที่ดี ก็จะส่งผลต่อจิตใจที่เบิกบาน เป็นสุขขึ้น

3.กินเจ เพื่อละเว้นกรรม ที่เกิดจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต หรือแม้กระทั่งการจ้างฆ่าเพื่อการบริโภค หากเราทราบว่าการงดบริโภคเนื้อสัตว์ เป็นการช่วยชีวิตสัตว์นับพันนับหมื่น เราก็จะช่วยลดกรรมของเราได้มากขึ้น

นอกจากเนื้อสัตว์แล้ว ห้ามกินอะไรบ้าง?
ผักที่มีกลิ่นฉุน 5 อย่าง ได้แก่ กระเทียม (ไม่ดีต่อหัวใจ), หอมใหญ่ แดง ขาว ต้นหอม (ไม่ดีต่อไต), หลักเกียว ผักของจีน มีลักษณะคล้ายกระเทียมโทน (ไม่ดีต่อม้าม), กุยช่าย (ไม่ดีต่อตับ) และ ใบยาสูบ (ไม่ดีต่อปอดเมื่อใช้สูบ) นอกจากนี้ผักชนิดไหนที่มีกลิ่นฉุนก็ไม่ควรทานระหว่างช่วงกินเจด้วย

1.นม เนย น้ำมัน และผลิตภัณฑ์จากสัตว์

2.อาหารรสจัด ไม่ว่าจะเป็นเค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด หรือเผ็ดจัด

3.เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

4.ใครที่กินเจจริงจัง ห้ามทานอาหารบนภาชนะที่ใช้ร่วมกับผู้ที่ไม่ได้กินเจ และต้องทานอาหารที่ปรุงจากคนที่กินเจด้วยกันเท่านั้น
</detail><keywords>เทศกาล, กินเจ, รักษาศีล, เนื้อสัตว์, ผัก</keywords><date>2021-10-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3673</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1633416297.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="876"><Nid>3672</Nid><title>เหตุการณ์พระเจ้าทำลายล้างเป็นการลงโทษในคัมภีร์ไบเบิลอาจเคยเกิดขึ้นจริง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58697688</source><detail>เหตุการณ์พระเจ้าทำลายล้างเป็นการลงโทษในคัมภีร์ไบเบิลอาจเคยเกิดขึ้นจริง
:
ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีและวิทยาศาสตร์จากสหรัฐฯ, แคนาดา และสาธารณรัฐเช็ก ร่วมกันขุดค้นและวิเคราะห์หลักฐานต่างๆ มานานถึง 15 ปี พบว่า เหตุระเบิดจากอุกกาบาตที่มีอานุภาพทำลายล้างรุนแรง เคยเกิดขึ้นจริง ณ สถานที่ซึ่งอาจเป็นเมืองโซดอม (Sodom) ตามที่มีการบันทึกไว้ในคัมภีร์ไบเบิล
:
มีการขุดค้นชั้นดินโบราณหนา 1.5 เมตร พบสภาพเหมือนถูกเผาไหม้ด้วยความร้อนสูง จนเนื้อดินเต็มไปด้วยเถ้าถ่าน รวมทั้งซากอิฐและเครื่องปั้นดินเผาที่หลอมละลายจำนวนมาก
:
จากการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ พบว่ามีเพียงระเบิดนิวเคลียร์และการพุ่งชนของอุกกาบาตอย่างรุนแรงเท่านั้นที่จะทำให้เกิดซากโบราณสถานแบบ เมืองทัลล์-เอล-ฮัมมัม ขึ้นได้
:
ซึ่งจากการวิเคราะห์และคาดเดาเหตุการณ์ในอดีต จึงสรุปได้ว่า เหตุอุกกาบาตถล่มเมืองดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา โดยหินอวกาศขนาดไม่ใหญ่นักพุ่งผ่านบรรยากาศโลกมาด้วยความเร็ว 61,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเกิดระเบิดขึ้นบนท้องฟ้าที่ความสูง 4 กิโลเมตรเหนือพื้นดิน ทำให้ชาวเมืองราว 8,000 คนนั้น ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต และเมืองแห่งนั้นต้องล่มสลายลงในชั่วพริบตาด้วยเช่นกัน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3672</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1633372347.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="877"><Nid>3671</Nid><title>Micro-stress อาการเครียดเล็กน้อยสะสม ที่อาจนำพาไปสู่ปัญหาทางจิต</title><source>https://thematter.co/social/be-aware-of-micro-stress/117591</source><detail>Micro-stress อาการเครียดเล็กน้อยสะสม ที่อาจนำพาไปสู่ปัญหาทางจิต
:
ถ้าหากเราพบปัญหาใหญ่ เรามักหาวิธีแก้ปัญหาหรือขอความช่วยเหลือจนปัญหานั้นๆ จบไป แต่หากเป็นปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เรามักจะมองข้าม จนเกิดเป็นอาการเครียดสะสมที่อาจนำพาไปสู่ปัญหาทางจิตได้
:
ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ เช่น ลืมกุญแจบ้าน ทำเอกสารสำคัญหาย ไปทำงานสาย ทะเลาะกับแฟน โดนพ่อแม่บ่น ไปจนถึงคุณภาพชีวิตอันต้อยต่ำที่เรายอมจำนน สุดท้าย สิ่งที่เราพยายามมองข้ามก็กลับมาเกิดขึ้นซ้ำๆ จนวันหนึ่งเราก็รู้สึกเหนื่อยล้าแบบไม่มีเหตุผล
:
เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าคนเราจะไม่สามารถมีความสุขได้ในทุกเรื่อง แต่ให้พยายามปล่อยวางปัญหาเล็กๆ หรือหาต้นตอของปัญหาและแก้ไขให้ได้ ก็จะทำให้ชีวิตเรามีความสุขมากขึ้น
:
หรือหากใครรู้สึกว่าจากความเครียดสะสมเล็กๆ น้อยๆ นี้เริ่มส่งผลในชีวิตประจำวัน หรือมีอาการเครียดต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน แนะนำให้รีบไปพบจิตแพทย์เพื่อปรึกษาและบำบัดอาการเครียดนี้ให้ดีขึ้นนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3671</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1633372294.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="878"><Nid>3670</Nid><title>วิธีฟื้นชีพต้นไม้จากเหตุการณ์น้ำท่วม</title><source>https://www.sanook.com/home/31481</source><detail>วิธีฟื้นชีพต้นไม้จากเหตุการณ์น้ำท่วม
:
น้ำท่วม ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่บ้านเรือนหรือมนุษย์เท่านั้น แต่ต้นไม้ที่ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะขยับหนีก็ได้รับผลกระทบไม่แพ้กัน วันนี้เรามาดูวิธีฟื้นคืนชีพต้นไม้เมื่อพ้นเหตุการณ์น้ำท่วมกันเถอะ
:
1. ใช้ไม้ค้ำยันพยุง
ให้สังเกตุต้นไม้ที่ต้นอ่อนปวกเปียก ให้หาไม้ค้ำช่วยพยุง จนกว่าลำต้นจะกลับมาแข็งแรง

2. ห้ามเหยียบดินบริเวณรอบต้นไม้
เพราะแรงจากการเดิน ทำให้อากาศในดินที่จำเป็นต่อการหายใจของรากลดลง

3. พรวนดินเมื่อดินแห้ง
เพื่อเพิ่มออกซิเจนในดิน และเพิ่มโอกาสการคืนชีพต้นไม้

4. ตัดแต่งกิ่ง
เพื่อลดการคายน้ำ ช่วยให้ต้นไม้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

5. สังเกตโรคพืช
โรคที่มักมาหลังจากต้นไม้แช่น้ำเป็นเวลานาน เช่น อาจมีเพลี้ยแป้งมารบกวน โดนหนอนกัดกิน ฯลฯ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3670</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1633372257.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="879"><Nid>3669</Nid><title>6 โรคร้ายที่แฝงตัวมากับภัยน้ำท่วม</title><source>https://www.sanook.com/health/30585</source><detail>6 โรคร้ายที่แฝงตัวมากับภัยน้ำท่วม
:
จากสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในหลายๆ จังหวัด ไม่ใช่แค่ความเสียหายทางทรัพย์สินที่น้ำนำมา แต่ยังมีโรคร้ายแฝงอยู่ด้วย จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. โรคฉี่หนู
สาเหตุมาจากฉี่ของสัตว์โดยเฉพาะหนูซึ่งปะปนมากับน้ำ และเข้าร่างกายเราผ่านแผลหรือรอยถลอก ทำให้ปวดหัวและเป็นไข้หนัก

2. ท้องร่วง
โรคนี้มักพบบ่อยในเหตุการณ์นี้ เนื่องจากการอุปโภคบริโภคน้ำที่ไม่สะอาด

3. น้ำกัดเท้า
ความชื้นของน้ำทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี เท้าที่เปียกชื้นจึงเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อราชั้นดี

4. ไข้เลือดออก
น้ำขังขนาดใหญ่อาจกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เพิ่มโอกาสการเกิดโรคไข้เลือดออก

5. โรคเครียด
คงหลีกเลี่ยงอาการเครียดไม่ได้ในสถานการณ์แบบนี้ ถ้าไม่สามารถหาวิธีจัดการ จะนำพาไปสู่โรคอื่นๆที่ทำลายสุขภาพได้

6. โควิด-19
โรคที่ยังอยู่กับเราไม่หายไปไหนถึงแม้จะอยู่ในสถาณการณ์แบบนี้ ซึ่งทำให้การป้องกันและการเว้นระยะทางสังคมทำได้ยากมากขึ้น
:
วิธีป้องกันง่ายๆ คือ พยายามอย่าให้ร่างกายเปียกชื้นเป็นเวลานาน หมั่นล้างร่างกายด้วยน้ำสะอาด และดื่มน้ำที่ต้มสะอาดแล้วเท่านั้น ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมปลอดภัยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3669</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1633372221.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="880"><Nid>3668</Nid><title>หลุมดำสามารถระเหยได้ กุญแจเปิดทางสู่การใช้ทฤษฎีควอนตัม</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58608687</source><detail>หลุมดำสามารถระเหยได้ กุญแจเปิดทางสู่การใช้ทฤษฎีควอนตัม
:
นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์จาก สหราชอาณาจักร ค้นพบโดยบังเอิญว่า หลุมดำนั้นมีแรงดันที่กระทำต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก แต่ทว่าเป็น "แรงดันลบ" (Negative Pressure)
:
ซึ่งคุณสมบัตินี้ บ่งชี้ว่าหลุมดำนั้นมีอุณหภูมิ และมีการหดตัวผ่านการแผ่รังสีความร้อน ทำให้มันมีขนาดเล็กลงทีละน้อย จนระเหยหายไปได้ในที่สุด
:
เขาค้นพบคุณสมบัตินี้ในขณะที่กำลังใช้หลักความโน้มถ่วงเชิงควอนตัม (Quantum Gravity) ทำการคำนวณเพื่อแก้ไข ค่าเอนโทรปี และพบตัวเลขหนึ่งปรากฏขึ้นมาในสมการ คือค่าของความดันที่มีหน่วยเป็นบาร์ (Bar)
:
ผู้วิจัยเผยว่า ความโน้มถ่วงเชิงควอนตัมน่าจะเป็นตัวการที่ทำให้เกิดแรงดันลบนี้ขึ้น และความเชื่อมโยงระหว่างแรงดันลบกับการแผ่รังสีของหลุมดำ จะเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดทางสู่การใช้ทฤษฎีควอนตัมเข้ามาไขปริศนาต่างๆ ของหลุมดำได้มากขึ้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3668</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1633372180.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="881"><Nid>3667</Nid><title>ปราการน้ำแข็งยักษ์ในสกอตแลนด์ เหมือนในซีรี่ส์เกมออฟโทรนส์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58596190</source><detail>ปราการน้ำแข็งยักษ์ในสกอตแลนด์ เหมือนในซีรี่ส์ "เกมออฟโทรนส์"
:
นักศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยมินนิโซตาในสหรัฐฯ ได้ใช้เวลาว่างออกไปสำรวจภูมิประเทศในเมืองดันดี ของประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งมีเนินเขาและหน้าผารูปร่างแปลกตาที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำแข็งขนาดมหึมาเมื่อไม่กี่หมื่นปีก่อน
:
พบว่า ดินแดนส่วนใหญ่ของสหราชอาณาจักรเคยถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งหนาไปจนจรดทะเลเหนือ โดยตำแหน่งของเมืองดันดีในปัจจุบันอยู่ใต้ธารน้ำแข็งที่หนาถึง 1 กิโลเมตร จนดูเหมือนเป็นปราการน้ำแข็งยักษ์สูง 1 กิโลเมตร เหมือนในซีรี่ส์ "เกมออฟโทรนส์" 
:
แต่ด้วยอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอีกครั้งเมื่อราว 15,000 ปีก่อน ทำให้แผ่นน้ำแข็งยักษ์ละลายและธารน้ำแข็งหดตัว จนทำให้น้ำแข็งปริมาณมหาศาลที่ละลายตัวในบริเวณนี้ได้กลายเป็นแม่น้ำเทย์ (River Tay) แม่น้ำสายยาวที่สุดของสกอตแลนด์นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-10-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3667</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1633372140.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="882"><Nid>3656</Nid><title>7 โรค ที่มักเกิดในช่วงฤดูฝน</title><source>https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/gallery/7-โรคที่มักเกิดในช่วงฤดู/</source><detail>เข้าสู่ฤดูฝนก็เป็นอีกหนึ่งฤดูที่เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่มาพร้อมกับสภาพอากาศและความชื้นที่เปลี่ยนไป นำมาซึ่งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบางชนิดที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งทุกคนควรระมัดระวังและดูแลสุขภาพของตัวเองให้ห่างจากโรคดังกล่าว สำหรับโรคที่มักมากับหน้าฝน วันนี้เราก็ได้รวบรวมมาให้แล้วเช่นกัน

ไข้หวัดใหญ่

เกิดจากเชื้อไวรัส สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่

ไข้หวัดธรรมดา

อาจเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ

โรคต่อมทอนซิลอักเสบ

ติดเชื้อทางระบบหายใจที่เกิดจากไวรัสหรือแบคทีเรีย

โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

เป็นโรคที่มักเกิดจากการทานอาหารที่ปนเปื้อน

โรคเยื่อบุตาอักเสบ

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสทำให้ตาแดง มีน้ำตาไหล

โรคไข้เลือดออก

มียุงลาย เป็นพาหะซึ่งแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็วในฤดูนี้

โรคฉี่หนู

ติดต่อทางบาดแผลและมีน้ำเป็นตัวพาหะ จึงไม่ควรเดินในน้ำขัง โดยเฉพาะในคนที่มีบาดแผล
</detail><keywords>น้ำท่วม, อุทกภัย, ฤดูฝน, ภัยธรรมชาติ</keywords><date>2021-09-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3656</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632739726.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="883"><Nid>3655</Nid><title>โรคติดต่อที่พบบ่อย ในช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำลด</title><source>https://www.bangpakokhospital.com/care_blog/content/โรคติดต่อที่พบบ่อย%20ในช่วงน้ำท่วมและหลังน้ำลด</source><detail>1. โรคผิวหนัง ที่พบบ่อย ได้แก่ โรคนํ้ากัดเท้า โรคผิวหนังจากเชื้อรา แผลพุพองเป็นหนอง เป็นต้น ซึ่งเกิดจากการยํ่านํ้าหรือแช่นํ้าที่มีเชื้อโรค หรือความอับชื้นจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ไม่สะอาด ไม่แห้งเป็นเวลานาน
อาการ
ในระยะแรกอาจมีอาการเท้าเปื่อย และเป็นหนอง ต่อมาเริมมีอาการคันตามซอกนิ้วเท้าและผิวหนังลอกออกเป็นขุย มีผื่น
ระยะหลังๆ ผิวหนังที่เท้าเกิดพุพอง นิ้วเท้าหนาและแตกอาจเกิดโรคแทรกซ้อน เช่น ผิวหนังอักเสบได้
การดูแลตนเองเบื้องต้น
ควรหลีกเลี่ยงการยํ่านํ้าโดยไม่จําเป็น
ถ้าจําเป็นต้องยํ่านํ้า ควรใส่รองเท้าบู๊ทกันนํ้า และควรล้างเท้าให้สะอาดด้วยนํ้าสบู่ และเช็ดให้แห้งเมื่อกลับเข้าบ้าน
สวมใส่ถุงเท้า รองเท้า และเสื้อผ้าที่สะอาดไม่เปียกชื้น
หลังยํ่านํ้าใช้นํ้าสะอาดใส่ถัง เกลือแกง 1 - 2 ช้อนชา แช่เท้า 10 นาที เช็ดให้แห้ง และหากมีอาการเท้าเปื่อย คัน ให้ทายารักษาตามอาการ
หากมีบาดแผล ควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผล แล้วทาด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน

2. โรคตาแดง เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายรุนแรง เพราะส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็น อาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ 
การติดต่อ
จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ได้แก่ การสัมผัสโดยตรงกับนํ้าตา ขี้ตา นํ้ามูกของผู้ป่วย
จากการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หรือจากแมลงวัน แมลงหวี่ที่มาตอมตา เป็นต้น
อาการ
หลังได้รับเชื้อประมาณ 1 - 2 วัน จะเริมมีอาการระคายเคืองตา ปวดตา นํ้าตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หลังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง โดยอาจเริ่มที่ตาข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงลามไปตาอีกข้าง
ผู้ป่วยมักหายได้เองภายใน 1 - 2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดูแลรักษาให้ถูกวิธีอาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น กระจกตาดําอักเสบ ทําให้ปวดตา ตามัว
การดูแลตนเองเบื้องต้น
เมื่อมีฝุ่นละอองหรือนํ้าสกปรกเข้าตาควรรีบล้างตาด้วยนํ้าสะอาดทันที
เมื่อมีอาการของโรค ควรพบแพทย์เพื่อรับยาหยอดตาหรือยาป้ายตาป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยใช้ติดต่อกันประมาณ 7 วัน หากมีไข้ให้รับประทานยาลดไข้แก้ปวดตามอาการ
หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่บ่อยๆ
ไม่ควรขยี้ตา อย่าให้แมลงตอมตา และไม่ควรใช้สายตามากนัก
ผู้ป่วยควรนอนแยกจากคนอื่นๆ และไม่ใช้สิ่งของต่างๆ ร่วมกัน และไม่ควรไปในที่มีคนมาก เพื่อไม่ให้โรคแพร่ระบาด
ถ้ามีอาการปวดตารุนแรง ตาพร่ามัว หรืออาการไม่ทุเลา ภายใน 1 สัปดาห์ ต้องรีบพบแพทย์อีกครั้ง

3. โรคระบบทางเดินหายใจ
ไข้หวัด เป็นโรคที่ติดต่อไม่อันตรายเกิดจากเชื้อไวรัส ก่อโรคในบุคคลทุกเพศทุกวัยพบได้บ่อยในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยเชื้อโรคแพร่กระจายมาจากนํ้ามูก นํ้าลายเสมหะ หรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย
อาการ
   มักมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้เล็กน้อย คัดจมูก มีนํ้ามูกใสๆ ไอ จาม ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย และเบื่ออาหาร มักหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์
ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัส ทําให้เกิดโรคได้ในคนทุกเพศทุกวัย เชื้อจะแพร่กระจายอยู่ในลมหายใจ เสมหะ นํ้าลาย นํ้ามูก และสิ่งของเครื่องใช้ของผู้ป่วย จึงมีโอกาสติดต่อกันได้ง่าย
อาการ
มักมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัวมาก มีนํ้ามูกไหล คัดจมูก ไอ จาม เจ็บคอ เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย
การดูแลตนเองเบื้องต้น

ผู้ป่วยควรใช้ผ้าปิดปาก และจมูกเวลาไอ จาม หรือควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคสู่บุคคลอื่น
ใช้ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษนุ่มสะอาด เช็ดนํ้ามูก และไม่ควรสั่งนํ้ามูกแรงๆ เพราะอาจทําให้เกิดหูอักเสบได้
กินอาหารที่อ่อนย่อยง่าย กินผักและผลไม้ ดื่มนํ้าอุ่น จํานวนมากขึ้น
อาบนํ้าหรือเช็ดตัวด้วยนํ้าอุ่น แล้วเช็ดตัวให้แห้งทันที
เมื่อไข้สูง หรือเป็นไข้นานเกิน 7 วัน เจ็บคอ ไอมาก เจ็บหน้าอก หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบหรือปรึกษาแพทย์
โรคปอดบวม เกิดจากเชื้อได้หลายชนิด เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือสําลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด ทําให้มีการอักเสบของปอด ผู้ประสบภัยนํ้าท่วม หากมีการสําลักนํ้า หรือสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าไปในปอด ก็มีโอกาสเป็นโรคปอดบวมได้
การติดต่อ
   ติดต่อโดยการหายใจเอาเชื้อโรคในอากาศเข้าไป หรือจากการคลุกคลีกับผู้ป่วยเมื่อ ไอ จาม หรือหายใจรดกัน หรือในผู้ที่มีภูมิต้านทานตํ่า อ่อนแอ พิการ มักพบเกิดจากการสําลักเอาเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ปกติในจมูก และลําคอเข้าไปในปอด
อาการ
   มีไข้สูง ไอมาก หายใจหอบและเร็ว ถ้าเป็นมากจะหายใจหอบเหนื่อยจนเห็นชายโครงบุ๋ม เล็บมือ เล็บเท้า ริมฝีปากซีด หรือเขียวคลํ้า กระสับกระส่าย หรือซึม เมื่อมีอาการสงสัยว่าเป็นโรคปอดบวม ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะมีโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้ หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เช่น นํ้าในช่องเยื่อหุ้มปอด หนองในช่องเยื่อหุ้มปอด ปอดแตก และมีลมรั่วในช่องปอด หรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบในผู้ป่วยมีโรคหัวใจอยู่ก่อนอาจหัวใจวาย และเสียชีวิตได้
การดูแลตนเองเบื้องต้น
ต้องรีบพบแพทย์ และรับการรักษาในโรงพยาบาล
ผู้ป่วยควรใช้ผ้าปิดปาก และจมูกเวลาไอ จาม หรือใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่น
หากมีไข้ ให้กินยาลดไข้ และใช้ผ้าชุบนํ้าเช็ดตัวเพื่อลดไข้
กินอาหารที่อ่อนย่อยง่าย กินผักและผลไม้ ดื่มนํ้าอุ่นจํานวนมากขึ้น
ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่เปียกชื้น และรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ

4. โรคหัด เป็นโรคไข้ออกผื่นที่พบบ่อยในเด็กเล็กเกิดจากเชื้อไวรัส มักพบในช่วงฤดูฝน เป็นโรคที่สําคัญเนื่องจากอาจมีโรคแทรกซ้อนทําให้เสียชีวิตได้
การติดต่อ
ติดต่อกันได้ง่ายมาก โดยการไอ จาม หรือพูดกันในระยะใกล้ชิด
ระยะติดต่อ 2 - 4 วันก่อนเกิดผื่น และหลังเกิดผื่นแล้ว 2 - 5 วัน
เชื้อกระจายอยู่ในละอองเสมหะ นํ้ามูก นํ้าลายของผู้ป่วย และเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ
อาการ
หลังได้รับเชื้อประมาณ 8 - 12 วัน จะเริ่มมีอาการไข้ นํ้ามูกไหล ไอ ตาแดง ตาแฉะ ตรวจพบจุดขาวๆ เล็กๆ ขอบแดง ในกระพุ้งแก้ม
ในช่วง 1 - 2 วันแรกไข้จะสูงขึ้น และจะสูงเต็มที่ในวันที่ 4 เมื่อมีผื่นขึ้น
ผื่นมีลักษณะนูนแดง ติดกันเป็นปื้นๆ โดยจะขึ้นที่ใบหน้า บริเวณชิดขอบผม แล้วแพร่กระจายไปตามลําตัว แขน และขา
ต่อมาไข้จะเริมลดลง ผื่นจะมีสีเข้มขึ้นแล้วค่อยๆ จางหายไป ในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ในเด็กที่มีภาวะโภชนาการไม่ดี หรือในเด็กเล็ก อาจมีโรคแทรกซ้อน เช่น หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือสมองอักเสบ และอาจเสียชีวิตได้ง่ายกว่าเด็กปกติที่มีสุขภาพแข็งแรง
การดูแลรักษา
ให้การรักษาตามอาการ ถ้าไข้สูงมากควรให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราวร่วมกับการเช็ดตัว ไม่จําเป็นต้องให้ยาปฏิชีวนะ ยกเว้นกรณีที่มีโรคแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หูอักเสบ เป็นต้น
แยกผู้ป่วยที่สงสัยเป็นหัด
ให้รับประทานอาหารอ่อนที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน
ถ้ามีผื่นออกแล้วยังมีไข้สูง หรือมีไข้ลดลงสลับกับไข้สูง ไอมาก หรือหอบ ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที
การดูแลตนเองเบื้องต้น
หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย
รักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหาร และออกกําลังกายเป็นประจํา เพื่อให้มีภูมิต้านทานโรค
เด็กทารกมีภูมิต้านทานเชื้อโรคน้อย ควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยเฉพาะในช่วง 1 ถึง 2 สัปดาห์แรกหลังคลอด นํ้านมแม่จะอุดมไปด้วยภูมิต้านทานต่อโรคต่าง ๆ
วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัด

5. โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัสลําไส้หรือเอนเทอโรไวรัสหลายชนิด พบได้บ่อยในเด็กทารก และเด็กเล็กอายุตํ่ากว่า 5 ปี ในโรงเรียนอนุบาล สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์เด็กเล็ก สถานที่เล่นของเด็กในห้างสรรพสินค้าโดยเฉพาะในที่อยู่รวมกันอย่างแออัด จะมีโอกาสที่เกิดการระบาดได้ง่ายโรคเกิดประปรายตลอดปี แต่จะเพิ่มมากขึ้นในฤดูฝน ซึ่งอากาศเย็นและชื้น 
การติดต่อ
   ส่วนใหญ่เกิดจากได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ปากโดยตรง โรคแพร่ติดต่อง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย โดยเชื้อไวรัสติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนนํ้าลาย นํ้ามูก นํ้าจากตุ่มพองและแผล หรืออุจจาระของผู้ป่วย และเกิดจากการไอจามรดกัน โดยหายใจเอาเชื้อที่แพร่กระจายจากละอองฝอยของผู้ป่วย สําหรับการติดเชื้อจากอุจจาระ จะเกิดได้ในระยะที่เด็กมีอาการทุเลาจนกระทั่งหายป่วยแล้ว ประมาณ 1 เดือน แต่จะเกิดขึ้นได้น้อยกว่า

อาการของโรค
   หลังจากได้รับเชื้อ 3 - 6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วยด้วยมีไข้ตํ่าๆ อ่อนเพลีย ต่อมาอีก 1 – 2 วัน มีอาการเจ็บปาก กลืนนํ้าลายไม่ได้ และไม่ยอมกินอาหาร เนื่องจากมีตุ่มแดงที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม จะพบตุ่มหรือผื่นนูนสีแดงเล็ก (มักไม่คัน) ที่ฝ่ามือ นิ้วมือ ฝ่าเท้า และอาจพบที่ก้นด้วย ตุ่มนี้จะกลายเป็นตุ่มพองใส บริเวณรอบๆ อักเสบและแดง ต่อมาตุ่มจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้นๆ อาการจะทุเลาและหายเป็นปกติ ภายใน 7 - 10 วัน

การดูแลตนเองเบื้องต้น

โรคนี้ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาทาแก้ปวดในรายมีแผลที่ลิ้นหรือกระพุ้งแก้ม
ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูเด็ก ควรเช็ดตัวเด็กเพื่อลดไข้เป็นระยะ และให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัด ดื่มนํ้าและนํ้าผลไม้ นอนพักผ่อนมาก ๆ ถ้าเป็นเด็กอ่อน อาจต้องป้อนนมให้แทนการดูดจากขวด
ตามปกติ โรคมักไม่รุนแรงและไม่มีอาการแทรกซ้อน แต่เชื้อไวรัสบางชนิด เช่น เอนเทอโรไวรัส 71 อาจทําให้มีอาการรุนแรงได้ จึงควรดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบมีไข้สูง ซึม ไม่ยอมกินอาหารหรือดื่มนํ้า อาเจียนบ่อย หอบ แขนขาอ่อนแรง ชัก ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเกิดภาวะสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือนํ้าท่วมปอด ซึ่งจะรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

6. โรคอุจจาระร่วง การติดต่อเชื้อโรคจะเข้าสู่ร่างกายโดยการกินอาหารหรือดื่มนํ้าที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป เช่น อาหารที่ปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารที่ทิ้งค้างคืนโดยไม่ได้ แช่เย็น และไม่ได้อุ่นให้สุกอย่างทั่วถึงก่อนนําไปกิน
อาการ
   ผู้ป่วยมีอาการถ่ายอุจจาระเหลวอย่างน้อย 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นนํ้าอย่าง น้อย 1 ครั้ง หรือถ่ายมีมูกเลือดหรือมูกปนเลือด อาจมีอาเจียนร่วมด้วยหากมีอาการรุนแรงโดยถ่ายเป็นนํ้าคล้ายนํ้าซาวข้าว คราวละมากๆ
การดูแลตนเองเบื้องต้น
หากผู้ป่วยเป็นเด็กที่ดื่มนมแม่ ให้ดื่มนมต่อได้ตามปกติพร้อมป้อนสารละลายนํ้าตาลเกลือแร่บ่อยๆ
หากผู้ป่วยเป็นเด็กที่ดื่มนมผงชง ให้ผสมนมจางลงครึ่งหนึ่งของที่เคยดื่ม และให้ดื่มสารละลายนํ้าตาลเกลือแร่สลับกันไป
ไม่ควรกินยาเพื่อให้หยุดถ่าย เพราะจะทําให้เชื้อโรคค้างอยู่ในร่างกาย ซึ่งจะเป็นอันตรายมากขึ้น
ให้ผู้ป่วยดื่มนํ้าหรืออาหารเหลวมากๆ ให้ดื่มสารละลายนํ้าตาลเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) ผสมนํ้าตามสัดส่วนที่ระบุข้างซองหรือเตรียมสารละลายเกลือแร่เอง โดยผสมนํ้าตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ กับเกลือป่นครึ่งช้อนชา ละลายในนํ้าต้มสุกที่เย็นแล้ว 1 ขวด กลม หรือ 750 ซีซี ให้ผู้ป่วยดื่มบ่อยๆ ทดแทนนํ้าและเกลือแร่ที่สูญเสียไปจากการขับถ่าย หากดื่มไม่หมดใน 1 วัน ให้เททิ้ง
ล้างมือให้สะอาดด้วยนํ้าสะอาดและสบู่ทุกครั้ง ก่อนเตรียมและปรุงอาหาร ก่อนกินอาหาร และหลังการขับถ่าย
ดื่มนํ้าที่สะอาด เลือกกินอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ หรืออุ่นให้ร้อน และเก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิด
กําจัดสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอยเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน
อาหารและภาชนะที่ใช้ควรทําความสะอาดและเก็บไว้ในที่แมลง สัตว์นําโรคเข้าไม่ถึง
หากมีอาการมากขึ้น เช่น อาเจียนมาก ไข้สูง ชักหรือซึมมาก ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

7. โรคฉี่หนู โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรสิส เป็นโรคติดต่อจากสัตว์มาสู่คน โดยเชื้อจะออกมากับฉี่ของสัตว์ เช่น หนู หมู วัว ควาย แพะ แกะ และสุนัข แล้วปนเปื้อนในแม่นํ้า ลําคลอง พื้นที่ที่มีนํ้าขังหรือพื้นที่ชื้นแฉะผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคฉี่หนู ได้แก่ ผู้ที่ลุยนํ้าหรือแช่นํ้านานๆ ผู้ที่เดินลุยนํ้าท่วม คนงานบ่อปลา ชาวสวน ชาวนา คนงานขุดลอกท่อระบายนํ้า 
การติดต่อ
   เชื้อโรคฉี่หนูในสิ่งแวดล้อมจะเข้าสู่ร่างกายได้โดยการไชเข้าทางบาดแผลหรือเข้าทางเยื่อบุอ่อนๆ เช่น ง่ามมือ ง่ามเท้า เยื่อบุตา  ขณะที่แช่นํ้า กินอาหารหรือนํ้าที่ปนเปื้อนเชื้อโรคฉี่หนู
อาการ
   มักเริ่มมีอาการหลังได้รับเชื้อ 2 – 10 วัน โดยเริ่มมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องและโคนขา ต่อมาอาจมีเยื่อบุตาแดง เจ็บคอ เบื่ออาหาร ท้องเดินหากมีอาการที่กล่าวมาหลังจากไปแช่นํ้า ยํ่าโคลนมา  2 - 26 วัน (เฉลี่ย 10 วัน) ควรนึกถึงโรคนี้ ไม่ควรหายามากินเอง ต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล หรือหน่วยแพทย์ที่ออกมาให้บริการในพื้นที่ ถ้าไม่รีบรักษาบางรายอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ไอมีเลือดปนหรือตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะน้อย ซึม สับสน เนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาจมีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และเสียชีวิตได้
การดูแลตนเองเบื้องต้น
หลีกเลี่ยงการแช่นํ้า ยํ่าโคลนนานๆ
เมื่อขึ้นจากนํ้าแล้ว ต้องรีบอาบนํ้าชําระร่างกายให้สะอาดซับให้แห้งโดยเร็วที่สุด
ควรสวมรองเท้าหรือรองเท้าบู๊ทที่เหมาะสม สามารถป้องกันเชื้อโรคที่อยู่นํ้าได้
หากต้องลุยนํ้า ยํ่าโคลน เดินบนที่ชื้นแฉะ โดยเฉพาะถ้ามี บาดแผล
ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ
กินอาหารที่สะอาด และเก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิด
เก็บกวาดขยะใส่ถุงพลาสติก มัดปากถุงให้แน่น ไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนู
ดูแลที่พักให้สะอาดไม่ให้เป็นที่อาศัยของหนู

8. โรคเมลิออยโดสิส เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งพบได้ทั้งในคน และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด เช่น แพะ แกะ หมู โค กระบือ โรคนี้พบได้มากในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ โดยเฉพาะในประเทศไทย มีผู้ป่วย 2,000 - 3,000 รายต่อปี อุบัติการณ์ของโรคมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉลี่ย4.4 ต่อ 100,000 คนพบผู้ป่วยมากในฤดูฝน
อาการ
   ผู้ป่วยจะมีอาการแตกต่างกันมาก ตั้งแต่ไม่มีอาการจําเพาะ หรืออาจไม่มีอาการทางคลินิก จนถึงมีเนื้อตาย แผล ฝี หนองที่ปอดตับ หรือม้าม และหรือมีการติดเชื้อทางกระแสโลหิตอย่างรวดเร็ว พบมีอาการของโรคกลับซํ้าได้บ่อยในกรณีที่ให้ยาปฏิชีวนะไม่นานพอ
การดูแลตนเองเบื้องต้น
ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที
คนที่มีอาการของโรคเบาหวาน และแผลบาดเจ็บรุนแรงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับดินและนํ้า เช่นในไร่นาในพื้นที่เกิดโรคประจํา
ในพื้นที่ที่เกิดโรคประจํา หากมีแผลถลอก หรือไหม้ ซึ่งสัมผัสกับดินหรือนํ้า ควรทําความสะอาดทันที
9. โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะ ยุงลายอาศัยอยู่ในบ้านและบริเวณรอบ ๆ บ้าน มักกัดคนในเวลากลางวัน พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกได้ทุกวัย และทุกภาคของประเทศไทย
อาการ
ไข้สูงลอย (ไข้สูงตลอดทั้งวัน) ประมาณ 2 - 7 วัน
ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ส่วนใหญ่มีอาการหน้าแดง อาจมีจุดแดงเล็กๆ ตามลําตัว แขน ขา
มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และเบื่ออาหาร
ต่อมาไข้จะเริ่มลง ในระยะนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิด อาการรุนแรง โดยผู้ป่วยจะกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น หรือมีเลือดออกผิดปกติ เช่น ถ่ายดํา หรือไอปนเลือด อาจมีภาวะช็อค และเสียชีวิตได้
การดูแลตนเองเบื้องต้น
ควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที
ใช้ผ้าชุบนํ้าเช็ดตัวลดไข้ กินยาลดไข้พาราเซตามอลห้ามใช้ยาแอสไพริน เพราะจะทําให้เลือดออกง่ายขึ้น
ให้ดื่มนํ้าผลไม้ หรือนํ้าตาลเกลือแร่บ่อยๆ
ระวังอย่าให้ยุงกัดในเวลากลางวัน โดยการนอนในมุ้งหรือทายากันยุง
กําจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกนํ้ายุงลายทุกสัปดาห์ โดยปิดฝาภาชนะเก็บนํ้าให้สนิท ทําลายเศษวัสดุ เศษภาชนะ หรือควํ่าไว้เก็บยางรถยนต์เก่าอย่าให้มีนํ้าขัง

10. โรคมาลาเรีย เป็นโรคติดต่อที่มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ ยุงก้นปล่องอาศัยอยู่ในป่าเขาบริเวณที่มีแหล่งนํ้าจืดธรรมชาติ มักกัดคนในเวลากลางคืน
อาการ
หลังได้รับเชื้อ 7 - 10 วัน จะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ บางรายอาจมีอาการคล้ายไข้หวัด
ในระยะแรกอาจมีไข้สูงตลอดได้ บางรายมีอาการหนาวสั่นหรือเป็นไข้จับสั่น ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรคนี้ ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
การดูแลตนเองเบื้้องต้น
ควรนอนในมุ้ง ทายากันยุง
สวมใส่เสื้อผ้าปกคลุมร่างกายให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงกัดเมื่อเข้าป่า
ถ้าพบว่ามีอาการเจ็บป่วยดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ทันที</detail><keywords>ฝนตก, น้ำท่วม, โรค, โรคติดต่อ, สุขภาพ, พายุ</keywords><date>2021-09-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3655</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632805799.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="884"><Nid>3644</Nid><title>สภาวะโลกร้อนส่งผลอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58164331</source><detail>สภาวะโลกร้อนส่งผลอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
:
เราได้นำเสนอเกี่ยวกับเรื่องสภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยคาร์บอนหลายครั้ง และนี่คือสาเหตุ 4 ประการที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว
:
1. ยิ่งร้อน ยิ่งเกิดคลื่นความร้อนนานกว่าเดิม - ในบริเวณที่มีความกดอากาศสูง มวลอากาศร้อนถูกกดลงและกักไว้อยู่กับที่ ส่งผลให้อุณหภูมิทั้งทวีปพุ่งสูงขึ้น
:
2. ภาวะแล้งที่หนักกว่าเดิม - พอมีคลื่นความร้อนที่หนักและนานกว่าเดิม ภาวะแล้งก็อาจรุนแรงกว่าเดิม
:
3. ไฟป่ารุนแรง - การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดความร้อนอย่างยาวนานและเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นวงจร เป็นผลให้พื้นดินและต้นไม้ไร้ความชุ่มชื้น ความแห้งแล้งนี้เองเป็นเชื้อเพลิงให้เกิดไฟป่าซึ่งลุกลามไปอย่างรวดเร็ว
:
4. ฝนตกหนักกว่าเดิม - เมื่อมีพื้นที่ที่แห้งแล้งมากขึ้น ฝนก็ไปตกที่อื่นแทน ในพื้นที่ที่เล็กกว่า จึงเกิดเป็นน้ำท่วมที่รุนแรงกว่า
:
จะเห็นว่า สภาวะโลกร้อนไม่ได้ส่งผลแค่อุณหภูมิเฉยๆ แต่กลับส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศอีกด้วย หากเราไม่ช่วยกัน เรื่องเหล่านี้จะต้องร้ายแรงลงทุกปีอย่างแน่นอน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3644</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632306365.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="885"><Nid>3643</Nid><title>5 แอปฯ สุดล้ำ แค่ส่องต้นไม้ก็รู้สายพันธุ์ได้</title><source>https://home.kapook.com/view245815.html</source><detail>5 แอปฯ สุดล้ำ แค่ส่องต้นไม้ก็รู้สายพันธุ์ได้
:
เพื่อนๆ เคยเห็นต้นไม้ต่างๆ แล้วสงสัยไหมครับ ว่านี่ต้นอะไร? ต่อไปนี้คำถามเหล่านี้ได้รับการแก้ไขด้วยแอปฯ สุดล้ำ ที่แค่เปิดกล้อง ส่องไปที่ต้นไม้ ระบบก็จะประมวลผลและบอกข้อมูลเราได้ทันที จะมีแอปอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. Google Lens
2. PlantSnap
3. NatureID
4. iNaturalist
5. PlantNet
:
ทั้ง 5 แอปฯ นี้ มีให้ดาวน์โหลดแล้วทั้งระบบ Android และ iOS เพื่อนๆ สามารถดาวน์โหลดและออกไปลองส่องต้นไม้ในบ้านกันได้เลย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3643</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632306327.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="886"><Nid>3642</Nid><title>เช็ก 5 สัญญาณ เสี่ยงอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลัน</title><source>https://www.sanook.com/health/30097</source><detail>เช็ก 5 สัญญาณ เสี่ยงอาการหัวใจกำเริบเฉียบพลัน
:
โรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน (Heart attack) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในผู้ใหญ่ ซึ่งพบได้บ่อยตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไป 
:
โดยสาเหตุเกิดจากการมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและหนาตัว และเกิดการปริแตกของผนังด้านในหลอดเลือดบริเวณนั้น ทำให้มีลิ่มเลือดมาจับตัวเป็นก้อน จนเกิดการอุดกั้นของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อขาดเลือดจนกล้ามเนื้อหัวใจตาย 
:
ลองเช็ก 5 อาการสัญญาญเสี่ยง มีอะไรบ้างไปดูกันเลย
1. มีอาการเจ็บหน้าอกบริเวณซีกซ้าย 
2. เหงื่อออก มือเท้าเย็น 
3. วิงเวียน จะเป็นลม หมดแรง 
4. คลื่นไส้อาเจียน 
5. หายใจไม่อิ่ม
:
ทั้งนี้ เราสามารถลดอาการเสี่ยงได้ด้วยการควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารรสหวาน มัน เค็ม งดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3642</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632306223.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="887"><Nid>3641</Nid><title>เทคโนโลยีชั้นสูงของเอเลี่ยน อาจดูดพลังงานจากหลุมดำไปใช้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58297245</source><detail>เทคโนโลยีชั้นสูงของเอเลี่ยน อาจดูดพลังงานจากหลุมดำไปใช้
:
ในช่วงทศวรรษ 1960 ฟรีแมน ไดสัน นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอเมริกัน มีแนวคิดว่า มีโครงสร้างยักษ์ที่สามารถสร้างครอบดวงฤกษ์หรือหลุมดำเพื่อดูดพลังงานไปใช้ ถือเป็นทางออกหนึ่งเมื่อแหล่งพลังงานภายในโลกไม่เพียงพอต่อความต้องการของอารยธรรมที่มีเทคโนโลยีพัฒนาสูงขึ้น
:
ล่าสุด ทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหวาของไต้หวัน กำลังศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง พร้อมตั้งสมมติฐานว่า มนุษย์ต่างดาวที่มีอารยธรรมและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีระดับสูง น่าจะติดตั้งโครงสร้างยักษ์แบบไดสันสเฟียร์รอบแหล่งพลังงานต่างๆ ในจักรวาล เพื่อนำพลังงานไปใช้
:
หากเอเลี่ยนได้สร้างไดสันสเฟียร์มาเก็บเกี่ยวพลังงานจากหลุมดำไปจริง ทีมผู้วิจัยชี้ว่ามนุษย์จะสามารถตรวจพบรังสีอินฟราเรดที่มีเอกลักษณ์พิเศษ ซึ่งหลุดรอดออกจากไดสันสเฟียร์ที่กำลังดึงและแปลงพลังงานของหลุมดำอยู่ได้ เราก็จะสามารถยืนยันการมีอยู่ของเอเลี่ยนได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3641</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632306185.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="888"><Nid>3634</Nid><title>ค้นพบเกาะที่อยู่เหนือสุดของโลกบริเวณนอกชายฝั่งกรีนแลนด์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58366960</source><detail>ค้นพบเกาะที่อยู่เหนือสุดของโลกบริเวณนอกชายฝั่งกรีนแลนด์
:
เกาะ Oodaaq เคยได้ชื่อว่าเป็นเกาะที่อยู่ในตำแหน่งเหนือสุดของโลกมาก่อน หลังถูกค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1978 แต่ตอนนี้ได้สูญเสียตำแหน่งนั้นไปแล้ว เนื่องจากมีการค้นพบเกาะใหม่ที่อยู่เหนือที่สุด และใกล้ขั้วโลกเหนือกว่าโดยบังเอิญ
:
เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ออกบินสำรวจเกาะต่างๆ นอกชายฝั่งกรีนแลนด์ เพื่อเก็บตัวอย่างของสิ่งมีชีวิตที่เป็นชนิดพันธุ์ใหม่ โดยมีจุดหมายที่เกาะ Oodaaq
:
แต่ด้วยความคลาดเคลื่อนของแผนที่ ทำให้ไปแล้วยังไม่พบจุดหมาย จึงตัดสินใจบินขึ้นทางเหนือไปอีก จนพบกับเกาะแห่งหนึ่งที่มีพื้นที่เพียง 1,800 ตารางเมตร
:
เกาะแห่งนี้ตั้งอยู่เหนือขึ้นไปจากเกาะ Oodaaq อีกราว 800 เมตร ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบเกาะดังกล่าวได้เสนอให้ตั้งชื่อเกาะแห่งนี้ว่า Qeqertaq Avannarleq ซึ่งหมายความว่า "เกาะที่อยู่ทางทิศเหนือสุดของโลก" ในภาษาพื้นถิ่นของกรีนแลนด์นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3634</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632077174.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="889"><Nid>3633</Nid><title>ไพทากอรัสอาจไม่ใช่คนแรกที่ค้นพบทฤษฎีพื้นที่สามเหลี่ยมมุมฉาก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58139881</source><detail>ไพทากอรัสอาจไม่ใช่คนแรกที่ค้นพบทฤษฎีพื้นที่สามเหลี่ยมมุมฉาก
:
เพื่อนๆ คงรู้จัก "ทฤษฎีสามเหลี่ยมไพทากอรัส" หรือ "พิทากอรัส" ในวิชาคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน โดยใจความสำคัญมีอยู่ว่า สี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดเท่ากับความยาวของด้านยาวที่สุดบนสามเหลี่ยมมุมฉาก จะมีพื้นที่เท่ากับผลรวมของสี่เหลี่ยมจัตุรัสแบบเดียวกัน
:
ล่าสุด มีการพบแผ่นจารึกทรงกลมแบน Si.427 ซึ่งมีการขุดพบที่ประเทศอิรักเมื่อปี ค.ศ.1894 เชื่อว่าเป็นบันทึกที่ช่างรังวัดที่ดินทำขึ้นระหว่างจัดสรรพื้นที่เพื่อขายที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งตัวเลขและรูปทรงที่ปรากฏบนจารึกเป็นการคำนวณโดยใช้ทฤษฎีบทของไพทากอรัสอย่างชัดเจน โดยมีมาก่อนที่ไพทากอรัสจะเกิดถึง 1,100 ปี
:
ผู้วิจัยยังบอกอีกว่า เนื่องจากแผ่นจารึกเป็นทรงกลมแบน ขนาดพอดีมือ แสดงว่ามันเป็นสิ่งของที่ต้องใช้ถือไว้ในมือเป็นส่วนใหญ่ คนในยุคนั้นอาจกำเอาดินโคลนขึ้นมาแล้วบันทึกการคำนวณพื้นที่ลงไปทันที ขณะที่กำลังสำรวจรังวัดที่ดินแห่งนั้นอยู่นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3633</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632077142.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="890"><Nid>3632</Nid><title>คนเรามีพันธุกรรมที่เป็นของมนุษย์ยุคใหม่โดยเฉพาะเพียง 1.5 - 7% เท่านั้น</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57960340</source><detail>คนเรามีพันธุกรรมที่เป็นของมนุษย์ยุคใหม่โดยเฉพาะเพียง 1.5 - 7% เท่านั้น
:
มนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโมเซเปียนส์อย่างเรา สืบทอดมรดกทางพันธุกรรมจากบรรพบุรุษและมนุษย์สายพันธุ์อื่นๆ ไว้มากมายในตัว แต่กลับมียีนหรือหน่วยพันธุกรรมที่เป็นของเผ่าพันธุ์ตนเอง เพียง 1.5 - 7% เท่านั้น
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย พัฒนาอัลกอริทึมที่มีชื่อว่า SARGE ซึ่งสามารถจำแนกและเปรียบเทียบยีนต่างๆ เพื่อวิเคราะห์สืบสาวถึงสายบรรพบุรุษของคนผู้นั้นได้อย่างรวดเร็ว
:
ผลวิเคราะห์จากกลุ่มตัวอย่าง 279 คน รวมทั้งจีโนมของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล 2 ชุด และมนุษย์เดนิโซวานอีก 1 ชุด พบยีนที่มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัวของโฮโมเซเปียนส์ คิดเป็นสัดส่วนราว 1.5 - 7% ของพันธุกรรมมนุษย์ยุคใหม่ทั้งหมด
:
ผู้วิจัยยังบอกอีกว่า "แม้ยีนที่เป็นของมนุษย์ยุคใหม่จะมีอยู่ในตัวเราน้อยมาก แต่น่าอัศจรรย์ว่ายีนเหล่านี้ล้วนมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมองและพัฒนาการของสมอง ซึ่งทำให้มนุษย์ยุคใหม่มีสติปัญญาและอารยธรรมในแบบที่มนุษย์เผ่าพันธุ์อื่นๆ ไม่มี"
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3632</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632076807.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="891"><Nid>3631</Nid><title>เสื้อสีอะไร ใส่แล้วไม่ค่อยร้อน</title><source>https://www.sanook.com/health/30149</source><detail>เสื้อสีอะไร ใส่แล้วไม่ค่อยร้อน?
:
เพื่อนๆ อาจเคยได้ยินมาว่า ใส่เสื้อดำจะดูดแสง ทำให้ร้อน แล้วเพื่อนรู้ไหมครับว่าเป็นเพราะอะไร แล้วเสื้อสีไหนระบายความร้อนได้ดีที่สุด?
:
วัตถุจะสะท้อนพลังงานที่แผ่ออกมาจากดวงอาทิตย์จะแตกต่างกันไปตามสี พลังงานจากการแผ่รังสี (Radiant Energy) ที่ไม่ถูกสะท้อน จะถูกดูดซับและแทนที่ด้วยความร้อน  
:
นักวิจัยจากสถาบันสิ่งแวดล้อมศึกษาแห่งชาติประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลองโดยนำเสื้อ 9 ตัว 9 สี ได้แก่ เหลือง แดง ขาว ม่วง น้ำเงิน เทา เขียว เขียวเข้ม และดำ มาเรียงตากแดด
:
หลังผ่านไปเพียง 5 นาที พบว่าอุณหภูมิของเสื้อเปลี่ยนไปอย่างมาก 
- สีที่มีอุณหภูมิต่ำที่สุดคือสีขาวและสีเหลือง 
- สูงขึ้นมาเล็กน้อยคือสีเทาและสีแดง 
- ตามมาด้วยสีม่วงและสีน้ำเงิน 
- สีที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดคือสีเขียว สีเขียวเข้ม และสีดำ 
:
แต่ที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่เสื้อสีขาวมีอุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส เสื้อสีดำและสีเขียวเข้มกลับมีอุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส ซึ่งมีความแตกต่างกันมากกว่า 20 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว
:
เพราะฉะนั้นเพื่อนๆ คงได้คำตอบแล้วนะครับ ว่าการใส่เสื้อสีขาวจะสามารถสะท้อนพลังงานออกไปได้มากที่สุด ทำให้มีความร้อนสะสมน้อยที่สุดนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3631</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632076769.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="892"><Nid>3630</Nid><title>เข้าใกล้ความสำเร็จ พลังนิวเคลียร์ปฏิกิริยาฟิวชันแบบยั่งยืน</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58283187</source><detail>เข้าใกล้ความสำเร็จ พลังนิวเคลียร์ปฏิกิริยาฟิวชันแบบยั่งยืน
:
หอยิงเลเซอร์ National Ignition Facility (NIF) ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ใช้เลเซอร์พลังงานสูงให้ความร้อนและบีบอัดเชื้อเพลิงไฮโดรเจน เพื่อทำให้เกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันขึ้นในขั้นแรก 
:
ก่อนจะพยายามหาทางพัฒนากระบวนการดังกล่าวไปสู่จุดหมาย ซึ่งก็คือการจุดชนวนฟิวชันแบบยั่งยืน (Fusion Ignition) ซึ่งจะผลิตพลังงานนิวเคลียร์ออกมาได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน
:
มีการใช้แสงเลเซอร์ 192 ลำระดมยิงไปยังเป้าหมาย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงเม็ดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด ทำจากไอโซโทป 2 ชนิดของไฮโดรเจนและบรรจุไว้ในแคปซูล โดยพลังงานจากเลเซอร์จะบีบอัดให้เชื้อเพลิงมีความหนาแน่นเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่าของตะกั่ว และมีอุณหภูมิสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส 
:
เม็ดเชื้อเพลิงที่เป็นเป้าของเลเซอร์ในสภาวะดังกล่าวจะระเบิดออก ปลดปล่อยความร้อนให้แก่เม็ดเชื้อเพลิงอื่นๆ โดยรอบ ทั้งยังทำให้เกิดคลื่นกระแทกสะท้อนกลับจากพื้นผิวด้านในของแคปซูลด้วย ทำให้ปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาตามหลักของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน
:
พลังทั้งหมดที่ว่ามานี้ คงอยู่ได้เพียงชั่วพริบตาเพียง 1 ในล้านล้านส่วนของวินาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นความสำเร็จอีกก้าว ที่เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่จะช่วยให้จุดชนวนฟิวชันแบบยั่งยืนได้ในอนาคตอันใกล้นี้
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3630</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632076734.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="893"><Nid>3629</Nid><title>โลกกำลังหมุนช้าลง ช่วยผลิตออกซิเจนเพิ่มให้ชั้นบรรยากาศ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58087463</source><detail>โลกกำลังหมุนช้าลง ช่วยผลิตออกซิเจนเพิ่มให้ชั้นบรรยากาศ
:
เมื่อ 1,400 ล้านปีก่อน เวลา 1 วันบนโลกมีเพียง 18 ชั่วโมง 41 นาทีเท่านั้น เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่โลกจะหมุนเร็วขึ้นหรือช้าลงได้ในแต่ละปี
:
แต่การที่โลกหมุนช้าลงหรือการมีกลางวันที่นานขึ้น ส่งผลให้มีการผลิตออกซิเจนเพิ่มขึ้นด้วย 
:
มีการศึกษา "พรมจุลชีพ" (Microbial Mats) หรือ ชั้นของแผ่นจุลินทรีย์ ที่ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย ซึ่งเกาะอยู่ตามพื้นผิวของวัสดุในธรรมชาติเป็นแผ่นหนา พบตัวแปรสำคัญคือ ไซนาโนแบคทีเรียสีม่วง ที่ผลิตออกซิเจนจากการสังเคราะห์ด้วยแสง
:
เมื่อนำมาทดลองพิสูจน์กระบวนการดังกล่าวซ้ำในห้องปฏิบัติการอีกครั้งหนึ่ง พบว่าการหมุนของโลกที่ทำให้ช่วงเวลากลางวันขยายยาวนานขึ้น มีความสัมพันธ์กับปริมาณออกซิเจนที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศโลกยุคดึกดำบรรพ์จริงนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3629</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632076700.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="894"><Nid>3628</Nid><title>ถอดใจความสำคัญ 5 ข้อ จากรายงานภูมิอากาศของสหประชาชาติ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58200316</source><detail>ถอดใจความสำคัญ 5 ข้อ จากรายงานภูมิอากาศของสหประชาชาติ
:
จากที่เราได้เคยนำเสนอเรื่อง รายงานภูมิอากาศฉบับเขย่าโลกของสหประชาชาติ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ของสหประชาชาติ ได้เผยแพร่งานวิจัยนี้มาเรียบร้อย เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่ผ่านมา
:
รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงสัญญาณเตือนภัยร้ายแรง 5 ประการ ที่จะเกิดขึ้นกับมนุษย์อย่างแน่นอนในไม่ช้า โดยมีใจความสำคัญดังนี้
:
1. การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าเดิมทั่วโลก โดยแสดงความมั่นใจในระดับ 90-100% เลยทีเดียว
:
2. อุณหภูมิโลกจะร้อนขึ้นอีก 1.5 องศาเซลเซียสอย่างแน่นอน ในอีก 2 ทศวรรษ
:
3. ไม่ว่าเราจะทำอย่างไร ระดับน้ำทะเลก็จะยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจเพิ่มสูงขึ้น 2-3 เมตรในช่วงศตวรรษหน้า
:
4. ก๊าซมีเทนคือสิ่งที่เรามองข้ามมาโดยตลอด ก๊าซมีเทนมีส่วนในการทำให้โลกร้อนขึ้นในขณะนี้ถึง 0.3 องศาเซลเซียส หรือเกือบ 1 ใน 3 เลยทีเดียว
:
5. นักอนุรักษ์จะฟ้องร้องต่อศาลและชนะคดีบ่อยขึ้น หากนักการเมืองไม่แก้ปัญหาโลกร้อน
:
และนี่คือคำเตือนหลักๆ 5 ข้อ ที่มนุษย์ทั้งโลกต้องช่วยกันอย่างเร่งด่วน ก่อยจะเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงกว่านี้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3628</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632076668.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="895"><Nid>3627</Nid><title>รวม 10 ต้นไม้ใบรูปหัวใจ ปลูกประดับ เพิ่มระดับความน่ารัก</title><source>https://home.kapook.com/view242714.html</source><detail>รวม 10 ต้นไม้ใบรูปหัวใจ ปลูกประดับ เพิ่มระดับความน่ารัก
:
เพื่อนๆ รู้ไหมครับ ว่าจริงๆ แล้วรูปทรงของใบไม้มีมากมายเกิน 10 แบบ ไม่ว่าจะเป็น ใบไม้ที่มีโคนมน ปลายใบแหลม แต่วันนี้เราจะมานำเสนอ 10 ต้นไม้ใบรูปหัวใจ (Cordate) สุดน่ารักครับ
:
1. หัวใจเศรษฐี  หรือ ไทรด่างรูปหัวใจ : ไม้มงคลช่วยเสริมโชคลาภ โดยเฉพาะด้านการค้าขาย
2. โฮย่าใบรูปหัวใจ : นิยมให้เป็นของขวัญในวันแห่งความรักหรือวันวาเลนไทน์
3. สายป่านดวงใจ : มีลำต้นจะห้อยย้อยลงมา ทำให้บ้านดูสวยงามยิ่งขึ้น
4. พลูหัวใจแนบ : สามารถปลูกในกระถางให้ลำต้นเกาะกับหลักหรือผนัง หรือปลูกเป็นไม้แขวนประดับบ้านก็ได้ 
5. เดฟหัวใจ : สามารถใช้โครงลวดดัดเป็นรูปต่างๆ เช่น รูปหัวใจเป็นหลัก ให้ลำต้นเลื้อยไปรอบๆ เพื่อให้เป็นของขวัญได้อีกด้วย  
6. ฟิโลเดนดรอนก้านแบน : นิยมปลูกประดับในบ้าน โดดเด่นด้วยใบสีเขียวขนาดใหญ่ ลายก้านใบสีขาวที่เด่นชัด
7. เฟิร์นใบหัวใจ : ทรงใบเป็นรูปหัวใจ แผ่นใบบาง ความกว้างประมาณ 3 เซนติเมตร
8. ฟิโลเดนดรอนใบหัวใจ : เลื้อยได้ไกล ใบเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ
9. ไซคลาเมน : นอกจากจะมีใบรูปหัวใจที่ดูน่ารักแล้ว ดอกของไซคลาเมนก็สวยงามไม่แพ้กัน
10. พลูด่าง : รูปไข่แกมรูปหัวใจ แผ่นใบหนา มีทั้งสีเขียวและเป็นลายด่างสีเขียวปนเหลือง
:
เรียกได้ว่า แต่ละต้นมีความน่ารัก น่าปลูก และที่สำคัญมีเอกลักษณ์ที่ใบเป็นรูปหัวใจ สามารถปลูกเพื่อประดับบ้าน หรือปลูกเพื่อให้เป็นของขวัญคนรักในโอกาสพิเศษได้อีกด้วยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3627</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632076615.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="896"><Nid>3626</Nid><title>รู้จักสมุนไพรไทย กินก่อน-หลังติดเชื้อโควิด-19</title><source>https://www.sanook.com/health/30201</source><detail>รู้จักสมุนไพรไทย กินก่อน-หลังติดเชื้อโควิด-19
:
ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดี เม็ดเลือดขาวก็จะต่อสู้กับเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี เพิ่มโอกาสรอดพ้นจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ไปได้
:
นายแพทย์ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้แนะนำสมุนไพรที่เหมาะจะรับประทานในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้แบ่งสมุนไพรออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 
:
กลุ่มที่ 1 สมุนไพรสําหรับผู้ที่ไม่ได้ติดเชื้อโควิด-19
- กระชาย
- ขิง
- ขมิ้นชัน
- พลูคาว/ผักคาวตอง
- หม่อน
- หอมแกง
- กระเทียม
- ตะไคร้
- กะเพรา
:
กลุ่มที่ 2 สมุนไพรที่ใช้กับคนไข้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีอาการรุนแรงน้อย
- ฟ้าทะลายโจร
- ยาห้าราก
- ยาประสะจันทน์แดง
- ยาประสะมะแว้ง
- ยาตรีผลา
:
และนี่ก็คือสมุนไพรทางเลือกสำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถได้รับการรักษาอย่างเป็นทางการได้  ทั้งนี้ การใช้ตำรับยาสมุนไพรกับผู้ป่วยโควิด-19 ควรได้รับการรักษาหรือต้องได้รับคำแนะนําโดยแพทย์แผนไทยอย่างใกล้ชิด ไม่ควรซื้อยามารับประทานยาเองโดยเด็ดขาด
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3626</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632076577.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="897"><Nid>3625</Nid><title>หุ่นยนต์ทนายความ เทคโนโลยีใหม่ในแวดวงความยุติธรรม</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58230770</source><detail>หุ่นยนต์ทนายความ เทคโนโลยีใหม่ในแวดวงความยุติธรรม
:
ใครจะคาดคิดว่า ทนายความคนต่อไปของคุณอาจจะไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นหุ่นยนต์ทนายความก็ได้ และเรื่องนี้ไม่ได้ไกลเกินจริง
:
ในปัจจุบันมีการนำระบบซอฟต์แวร์ปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในในแวดวงกฎหมาย หนึ่งในนั้นคือ แอปพลิเคชัน DoNotPay ซึ่งมีการนำเสนอว่าเป็น "หุ่นยนต์ทนาย" ความตัวแรกของโลก
:
แอปฯ นี้ช่วยให้ผู้ใช้งานร่างเอกสารด้านกฎหมายได้ เพียงแค่คุณบอกกับแชตบอตไปว่า เกิดปัญหาอะไรขึ้น
:
เอไอไม่เพียงแต่ช่วยทนายความในการคัดแยกหลักฐานทางเอกสารเท่านั้น มันยังช่วยให้พวกเขาเตรียมตัวในการว่าความ และช่วยค้นหาคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องต่างๆ ได้ด้วย
:
เรียกได้ว่า ซอร์ฟแวร์ตัวนี้จะมาช่วยทนายความเรื่องรวบรวม คัดแยกเอกสาร ค้นหาคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง และนำมาประมวลผลว่า ผลการตัดสินของคดีนี้จะเป็นเช่นไร 
:
ทางเจ้าของซอร์ฟแวร์ตัวนี้อ้างว่า อัตราการประสบความสำเร็จโดยรวมอยู่ที่ 80% โดยในปัจจุบันมีบริษัทกฎหมายอีกกว่า 300 แห่งใน 55 ประเทศ ใช้ซอฟต์แวร์นี้และมีการใช้งานมากถึง 80 ภาษา
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3625</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632076542.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="898"><Nid>3624</Nid><title>เกาะไอซ์แลนด์ อาจเคยเป็นยอดเขาสูงของทวีปที่จมทะเล</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-58039421</source><detail>เกาะไอซ์แลนด์ อาจเคยเป็นยอดเขาสูงของทวีปที่จมทะเล
:
ทฤษฎีดั้งเดิมเชื่อว่า เกาะไอซ์แลนด์ถือกำเนิดจากภูเขาไฟใต้น้ำเมื่อ 60 ล้านปีก่อน มีแผ่นเปลือกโลกใต้เกาะซึ่งมีความหนาผิดปกติถึง 40 กิโลเมตร แทนที่จะเป็นเพียง 8 กิโลเมตร ตามแบบฉบับของเกาะภูเขาไฟทั่วไป
:
ทีมผู้วิจัยคาดว่า เกาะไอซ์แลนด์ในปัจจุบันอาจเป็นแค่ยอดเขาสูงที่ตั้งอยู่ใจกลางทวีป "ไอซ์แลนเดีย" (Icelandia) มีพื้นที่กว้างขวางถึง 600,000 ตารางกิโลเมตร ทั้งยังเชื่อมต่อกับผืนทวีปที่จมน้ำอีกแห่งหนึ่งทางตอนเหนือของหมู่เกาะอังกฤษ
:
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม นักธรณีฟิสิกส์หลายรายแสดงความไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีใหม่นี้  เนื่องจากมีหลักฐานคัดค้านหลายข้อ เช่น บริเวณนั้นมีวัสดุที่จะก่อตัวเป็นแผ่นเปลือกโลกที่รองรับผืนทวีปอยู่ไม่มากพอ รวมทั้งร่องรอยการสลับขั้วแม่เหล็กโลกที่พื้นมหาสมุทรยังชี้ว่า เกาะไอซ์แลนด์ถือกำเนิดจากภูเขาไฟใต้ทะเลอย่างแน่นอนอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-09-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3624</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1632076506.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="899"><Nid>3612</Nid><title>5 เหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา</title><source>https://www.sanook.com/health/30049/</source><detail>1.กินคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีมากเกินไป
คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสี ให้เห็นภาพง่ายสุดคือ น้ำตาล เช่น น้ำตาลทราย น้ำเชื่อมข้าวโพด หรืออย่างธัญพืชขัดสี เช่น ข้าวสาลีขัดสีที่เป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตแป้งขาว 
คาร์โบไฮเดรตที่ผ่านขัดสีนั้นสูญเสียสารอาหารที่สำคัญเช่น ไฟเบอร์ วิตามิน แร่ธาตุไปเกือบทั้งหมด ทำให้เป็นอาหารที่มีแคลอรี่อย่างเดียว
การรับประทานคาร์โบไฮเดรตที่ผ่านการขัดสีมากเกินไปเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยได้ตลอดทั้งวัน เพราะเมื่อรับประทานเข้าไประดับน้ำตาลในเลือดจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ทำให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินจำนวนมากเพื่อนำน้ำตาลออกจากเลือด และเมื่อเวลาผ่านไป ระดับน้ำตาลที่ตกลงมาจะทำให้เรารู้สึกหมดแรง แล้วเราก็จะอยากกินน้ำตาลอีกครั้ง แล้วก็วนแบบนี้ไปเรื่อยๆ 

2.อยู่นิ่งมากเกินไป
มีผลวิจัยชี้ว่าผู้ใหญ่วัยกลางคนและผู้สูงอายุ ที่ไม่ได้ออกกำลังกาย อาจจะมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง เป็นความอ่อนล้าที่ไม่สามารถอธิบายได้ในแต่ละวัน คำแนะนำง่ายๆ คือ ให้ออกกำลังกายเป็นประจำจะช่วยเพิ่มพลังงาน หรืออย่างน้อยเดินบ่อยๆ จะช่วยลดความรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาได้ 

3.นอนหลับอย่างมี “คุณภาพ” ไม่เพียงพอ
ย้ำว่านอนหลับอย่างมี คุณภาพ ไม่เพียงพอ แล้วหลับแบบมีคุณภาพคืออะไร ง่ายสุดคือ ชั่วโมงการนอนเพียงพอ คุณภาพการหลับดีทุกระยะการหลับ หลับตื้น หลับลึก หลับฝัน ให้ง่ายกว่านั้น ให้ทำตามนี้

ก่อนนอน งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
ไม่ทานอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนนอน
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
พยายามอย่าเล่นมือถือก่อนนอนอย่างน้อย 30 นาที 
พยายามนอนให้เป็นเวลา
จัดสภาพแวดล้อมการนอนให้ดี ไม่หนาวไป ไม่ร้อนไป เลือกหมอนที่นอนให้ดี 
การทำแบบนี้จะช่วยให้เรานอนอย่างมีคุณภาพมากขึ้น หลับลึกขึ้น ไม่หลับๆตื่นๆกลางดึก และจะช่วยลดความรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลาของเราได้ 

4.ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ
การทานโปรตีนไม่เพียงพออาจจะเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เราอ่อนล้า รู้สึกเหนื่อยตลอดทั้งวันได้ มีการศึกษาในกลุ่มนักศึกษาเกาหลี ชี้ว่า กลุ่มนักศึกษาที่รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงเช่น ปลา เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่วอย่างน้อยวันละสองครั้งพวกเขามีความรู้สึกเหนื่อยล้าลดลง อีกทั้งโปรตีนยังช่วยรักษาระดับเมตาบอลิซึม ป้องกันความล้าอีกด้วย 

5.ระดับความเครียดสูง
ความเครียดส่งผลอย่างมากต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเรา มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ชี้ว่าความเครียดที่มากเชื่อมโยงกับความเหนื่อยล้า เราอาจจะเคยรู้สึกเวลาเครียดๆแล้วทำงานจะรู้สึกเหนื่อยมากขึ้น ไม่อยากทำอะไร รู้สึกเพลีย สาเหตุนี้แก้ได้ด้วยการจัดการความเครียด จะโยคะก็ได้ กินอาหารที่ชอบ พักผ่อน ออกกำลังกายก็จะช่วยลดความเครียดได้ </detail><keywords>เหนื่อย, สุขภาพ, ป่วย, ออกกำลังกาย, อ่อนเพลีย, อ่อนล้า</keywords><date>2021-09-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3612</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1631607187.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="900"><Nid>3607</Nid><title>วิธีทำปุ๋ยหมักจากพืชสด</title><source>https://erc.kapook.com/article16.php</source><detail>วัสดุและอุปกรณ์   
 - พืชสด เช่น พืชตระกูลทั่ว พืชตระกูลหญ้า  และพืชน้ำ 2 กระสอบ 
- มูลสัตว์ เช่น ขี้วัว ขี้หมู ขี้เป็ด ขี้ไก่ 2 กระสอบ
- แกลบดำหรือแกลบดิบ 2 กระสอบ
- หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ขัน 
- น้ำสะอาด 40 ลิตร
ส่วนผสม
- พืชสด 2 กระสอบ
- มูลสัตว์ 2 กระสอบ
- แกลบดำหรือแกลบดิบ 2 กระสอบ
- หัวจุลินทรีย์ 1 ขัน
- น้ำสะอาด 40 ลิตร
วิธีทำ
นำพืชสด ซึ่งส่วนใหญ่นิยมเป็นพืชตระกูลทั่ว เช่น ถั่วเขียว 
ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วนา ถั่วพร้า ปอเทือง โสนคางคก โสนอินเดีย 
โสนอัฟริกัน หรือพืชตระกูลหญ้าและพืชน้ำ จำนวน 2 กระสอบ 
มูลสัตว์จำนวน 2 กระสอบ และแกลบดำ 2 กระสอบ มาผสมให้เข้ากัน
คลุกให้เข้ากัน หมักไว้ในที่ร่ม รอจนกระทั่งกลายเป็นปุ๋ย
ที่เย็นแล้วค่อยนำมาใช้งาน นำหัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ขัน ผสมเข้ากับน้ำสะอาดประมาณ 40 ลิตร
แล้วรดให้ทั่วกองส่วนผสม 

</detail><keywords>ปุ๋ยคอก, ปุ๋ย, ปุ๋ยหมัก, พืช, หมัก</keywords><date>2021-09-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3607</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1631269083.png</img_link><category>การทำฟาร์มชีวภาพ</category></row>
<row _id="901"><Nid>3599</Nid><title>รู้จัก โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ มิว ต้านภูมิคุ้มกันได้ อันตรายแค่ไหน</title><source>https://www.sanook.com/health/30233/</source><detail>องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ยกระดับโควิด-19 สายพันธุ์ B.1.621 หรือสายพันธุ์ “มิว” ให้เป็นสายพันธุ์โควิด-19 ล่าสุด ให้เป็นสายพันธุ์ที่ “กำลังให้ความสนใจ” นั่นหมายถึง เป็นสายพันธุ์ที่มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นอันตรายได้ในอนาคตอันใกล้

โควิด-19 สายพันธุ์ “มิว” คืออะไร?

โควิด-19 สายพันธุ์ “มิว” (Mu) หรือสายพันธุ์ B.1.621 ครั้งแรกในประเทศโคลอมเบียเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะนี้มีความค่าความชุกของเชื้อ 39-40% ในขณะที่เคสที่ถอดรหัสพันธุกรรมแล้วทั่วโลกพบเชื้อสายพันธุ์นี้เพียง 0.1% เท่านั้น โดยมีการตรวจพบในหลายประเทศในทวีปอเมริกาใต้ ยุโรป และล่าสุดพบในประเทศญี่ปุ่น (1 ก.ย.) รวมๆ กันแล้วอย่างน้อย 40 ประเทศ

โควิด-19 สายพันธุ์ “มิว” อันตรายแค่ไหน?

WHO รายงานว่า โควิด-19 สายพันธุ์ “มิว” มีการกลายพันธุ์ในระดับพันธุกรรม ซึ่งทำให้ภูมิต้านทานของร่างกายตามธรรมชาติ หรือวัคซีนที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบัน หรือการรักษาด้วยการใช้ monoclonal antibody ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่สร้างจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ออกแบบมาเพื่อรักษาโรคโควิด-19 อาจใช้ไม่ได้ผลกับไวรัสสายพันธุ์นี้

โควิด-19 สายพันธุ์ต่างๆ กลายพันธุ์ได้อย่างไร?

จริงๆ แล้วการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสต่างๆ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ และการกลายพันธุ์ส่วนใหญ่จะไม่มีผลหรือมีผลน้อยมากต่อคุณสมบัติของไวรัส แต่อาจส่งผลให้คุณสมบัติของเชื้อไวรัสเปลี่ยนไป เช่น แพร่กระจายเชื้อไวรัสได้ง่ายขึ้น หรือทวีความรุนแรงของอาการได้มากขึ้น รวมถึงต้านทานต่อภูมิต้านทานของร่างกาย ยารักษา และวัคซีนได้ เป็นต้น

ป้องกันจากโควิด-19 สายพันธุ์ “มิว” ได้อย่างไร?

ระหว่างการค้นคว้าศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของเชื้อไวรัสสายพันธุ์นี้ วิธีป้องกันเชื้อไวรัสอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ยังคงเป็นการล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะก่อนสัมผัสอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายตัวเอง และก่อนรับประทานอาหาร สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกไปนอกบ้าน พบเจลหรือสเปรย์แอลกอฮอล์ไว้ใช้นอกบ้านระหว่างวัน หลีกเลี่ยงการไปในที่ที่มีคนรวมกันจำนวนมาก รักษาระยะห่างจากผู้คน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายเป็นประจำ และพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ทั้งเข็มแรกและเข็มที่ 2 ตามกำหนด เท่านี้ก็ยังถือว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการช่วยป้องกันโควิด-19 ได้ทุกสายพันธุ์
</detail><keywords>COVID-19, ไวรัสโคโรน่า, โคโรนาไวรัส, สายพันธุ์มิว, โควิด-19, รู้สู้ภัยโควิด-19</keywords><date>2021-09-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3599</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1630990356.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="902"><Nid>3584</Nid><title>Happy  hypoxia ที่ไม่แฮปปี้เหมือนชื่อ อาจทำให้เสียชีวิตได้เฉียบพลัน</title><source>https://web.facebook.com/MTlikesara/posts/390153162468152?_rdc=1&amp;_rdr</source><detail>เราเคยเห็นคนที่ติดโควิดแล้วไม่มีอาการอะไรมาก แล้วจู่ๆก็เสียชีวิตฉับพลัน เริ่มมีจำนวนมากขึ้น  บางคนเดินอยู่ดีๆก็เริ่มทรุดเสียชีวิต บางคนก็เสียชีวิตที่บ้านทั้งที่มีอาการน้อยๆ 

ซึ่งเวลาที่โควิดลงปอด ปอดก็จะทำหน้าที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนได้น้อยลง ทำให้ระดับความเข้มข้นของออกซิเจนในเลือดต่ำลงด้วย ก็เลยเรียกว่าภาวะพร่องออกซิเจน (Hypoxia) พอออกซิเจนลดลง ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการต่างๆ เช่น แน่นหน้าอก ไอ หายใจไม่สะดวก 

Happy hypoxia คือร่างกายเกิดภาวะพร่องออกซิเจน แต่ผู้ป่วยกลับไม่มีอาการ หรือมีอาการแค่เล็กน้อย ร่างกายยังดูเหมือนแฮปปี้อยู่เลย ทำให้ไม่รู้ตัวว่าร่างกายเข้าใกล้ภาวะวิกฤต ระบบหายใจล้มเหลว มีอาการปอดบวม 

เพราะฉะนั้นวิธีที่จะรู้ว่าร่างกายพร่องออกซิเจนก็คือการวัดระดับออกซิเจนปลายนิ้วเป็นประจำ ปกติระดับออกซิเจนในเลือดจะอยู่ประมาณ 95-100% แต่ถ้าต่ำกว่า 90% แสดงว่าเริ่มมีภาวะพร่องออกซิเจน</detail><keywords>COVID-19, โควิด-19, Happy  hypoxia</keywords><date>2021-08-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3584</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1629957591.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="903"><Nid>3576</Nid><title>เคล็ดลับฝึกภาษา จากเรื่องเล่นๆ รอบตัว</title><source>https://www.dek-d.com/studyabroad/58179</source><detail>เคล็ดลับฝึกภาษา จากเรื่องเล่นๆ รอบตัว
:
เพื่อนๆ หลายคนอาจเบื่อที่การเรียนภาษาอังกฤษในชั้นเรียน แต่จะดีกว่าไหม หากเราหยิบเรื่องเล่นๆ รอบตัว มาทำให้เราเก่งภาษาได้โดยที่เราไม่รู้ตัวเลยล่ะ
:
1. ฝึกคุยทิพย์ - การเรียนภาษาต่างประเทศอาจหาโอกาสได้ใช้จริงยาก ลองหาเวลาฝึกพูดกับตัวเองหน้ากระจก หรือแม้กระทั่งฝึกคุยกับตัวเองในหัวก็ยังทำได้
:
2. เปิด Account หลุมขึ้นมา ฝึกภาษาให้ไฟแลบ - บางคนอาจอายที่จะลองใช้ภาษาอังกฤษบน Social Network ของตัวเอง หรือกลัวโดนตำหนิที่ใช้ผิดแกรมมาร์ ลองสมัคร Account ปลอมขึ้นมา แล้วฝึกพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษดูสิ
:
3. พูดตามไอดอลในหัวใจ - หากเรามีไอดอลที่ชื่นชอบแล้ว ให้เปิดบทสัมภาษณ์หรือประโยคเด็ดที่เราชอบแล้วฝึกพูดตามดู เราจะได้เรียนรู้ทั้งภาษา สำเนียง และการออกเสียง
:
เพียงเท่านี้การเรียนภาษาก็จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป วิธีนี้เหล่านี้สามารถปรับใช้กับการเรียนภาษาได้ทุกภาษาในโลกเลย ใครสนใจอยากฝึกภาษาไหน อย่าลืมลองเอาไปใช้ดูนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3576</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1629792266.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="904"><Nid>3575</Nid><title>หลักฐานเศษอาหารในลำไส้มัมมี่ พบว่าเป็นเหยื่อพิธีสังเวยมนุษย์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57951596</source><detail>หลักฐานเศษอาหารในลำไส้มัมมี่ พบว่าเป็นเหยื่อพิธีสังเวยมนุษย์
:
มัมมี่ ทอลลุนด์แมน (Tollund Man) ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 2,400 ปี พบที่ลุ่มดินโคลนชุ่มน้ำใกล้หมู่บ้านทอลลุนด์ในภาคกลางของเดนมาร์ก เมื่อปี ค.ศ. 1950
:
เมื่อมีการตรวจสอบลำไส้ สามารถแยกส่วนประกอบของอาหารมื้อสุดท้ายออกมาได้เป็น เมล็ดวัชพืช, เกสรดอกไม้, เม็ดทราย, ผงถ่าน, ข้าวบาร์เลย์ และเนื้อปลา หลังจากที่เขากินอาหารพื้นสุดท้ายนี้ไป ก็เสียชีวิตลงภายใน 12 - 24 ชั่วโมง โดยพบร่องรอยของการแขวนคอด้วยเชือกหนังที่ยังคงคล้องอยู่ที่คอของศพ
:
นักโบราณคดีคาดว่า นี่อาจเป็นการเซ่นสรวงเทพแห่งความอุดมสมบูรณ์ หรืออาจเป็นการแสดงความขอบคุณต่อเทพเจ้าผู้รักษาพรุ ที่ได้ประทานดินเชื้อเพลิงหรือ "พีต" (Peat) ซึ่งเกิดจากซากพืชย่อยสลายมาให้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3575</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1629792221.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="905"><Nid>3574</Nid><title>ผัก 3 ส่วน-ผลไม้ 2 ส่วน เคล็ดลับให้ชีวิตอายุยืน</title><source>https://www.sanook.com/health/29141</source><detail>ผัก 3 ส่วน-ผลไม้ 2 ส่วน เคล็ดลับให้ชีวิตอายุยืน
:
ปฏิเสธไม่ได้ว่าใครๆ ก็อยากมีอายุยืนกันทั้งนั้น วันนี้เรามีเคล็ดลับที่ทำได้ง่ายๆ มาฝากกัน
:
งานวิจัยจากวารสาร Circulation ทำการรวบรวมข้อมูลการศึกษาเกี่ยวกับอาหารและการมีชีวิตที่ยืนยาวจากคนราว 2 ล้านคน และพบเคล็ดลับการกินผักและผลไม้รวมกันให้ได้ 5 ส่วนต่อวัน
:
ผักและผลไม้เป็นแหล่งสารอาหารโพแทสเซียมที่ดี  มีส่วนช่วยลดความดันโลหิตได้ นอกจากนี้กากใยอาหารตามธรรมชาติของผักและผลไม้ ยังช่วยลดความเสี่ยงอันตรายต่อการก่อตัวของคราบไขมันในหลอดเลือด และลดเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันได้อีกด้วย
:
และด้วยเหตุผลเหล่านี้ จึงทำให้คนที่กินผักและผลไม้ 5 ส่วนต่อวันมีอายุที่ยืนยาวกว่าคนทั่วไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3574</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1629792122.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="906"><Nid>3573</Nid><title>AiFoam วัสดุใหม่ ใช้เป็นผิวของมือหุ่นยนต์</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1537917</source><detail>AiFoam วัสดุใหม่ ใช้เป็นผิวของมือหุ่นยนต์
:
อีกหนึ่งการพัฒนาของวงการประดิษฐ์หุ่นยนต์ คือการหาวัสดุแทนผิวหนังที่มือหุ่นยนต์ เพื่อรับรู้การสัมผัสได้เหมือนมนุษย์จริงๆ
:
วัสดุที่ว่านี้เรียกว่า AiFoam หรือโฟมเส้นประสาทประดิษฐ์ เป็นสารพอลิเมอร์ที่มีความยืดหยุ่น โดยมีส่วนผสมซึ่งช่วยลดแรงตึงที่พื้นผิว ซึ่งหมายความว่าหากมีการตัดหรือวัสดุนี้ฉีกขาด วัสดุดังกล่าวก็จะสามารถกลับมารวมเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างง่ายดาย
:
ในการลอกเลียนความรู้สึกสัมผัสของมนุษย์ นักวิจัยได้ผสมโลหะที่มีขนาดเล็กจิ๋วมากๆ ลงในวัสดุดังกล่าว และมีการเพิ่มจุดเชื่อมต่อไฟฟ้าเพื่อใช้เป็นผิวมือของหุ่นยนต์
:
มือหุ่นยนต์ที่ทำจากวัสดุพิเศษนี้ ไม่เพียงแต่รับรู้ปริมาณของแรงสัมผัสเท่านั้น แต่ยังรับรู้ทิศทางของแรงที่กดลงไปบนมืออีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้อาจทำให้หุ่นยนต์ฉลาดขึ้นและมีการตอบสนองมากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3573</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1629792071.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="907"><Nid>3572</Nid><title>ผลเสียจากการอยู่หน้าจอคอมเป็นเวลานานเกินไป</title><source xsi:nil="true" /><detail>ผลเสียจากการอยู่หน้าจอคอมเป็นเวลานานเกินไป
:
ทุกวันนี้ มนุษย์เราอยู่กับหน้าจอมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจอคอมพิวเตอร์หรือจอมือถือ แต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่ว่ามีภัยเงียบแฝงมากับหน้าจอ จะมีอะไรบ้าง และมีวิธีป้องกันยังไง ไปดูกันเลยครับ
:
1. อาการปวดเมื่อย อ่อนล้า กล้ามเนื้อเกร็ง - หากนั่งหน้าคอมนานๆ ก็จะมีอาการปวดเมื่อยบ่อยขึ้น 

ทางแก้ไข - เลือกกินอาหารที่มีแมกนีเซียมอย่าง ผักโขม ถั่วเปลือกแข็ง เมล็ดทานตะวัน และจมูกข้าวสาลี สามารถช่วยคลายกล้ามเนื้อได้
:
2. อาการตาอ่อนล้า พร่ามัว - รังสีจากหน้าจอกระทบตาเราตลอดเวลา จนทำให้เราเกิดอาการแสบตาหรือตาล้าได้

ทางแก้ไข - เลือกกินอาหารที่มีลูเทอินและชินแซนทิน จะช่วยลดความเสื่อมของศูนย์จอตา พบได้ใน ผักคะน้า พริก ผักปวยเล้ง มันเทศ ผักหวานบ้าน และตำลึง 
:
3. ปัญหาผิวหน้าต่างๆ - รังสีจากคอมพิวเตอร์ทำร้ายผิวหน้า ทำให้เกิดปัญหาสิว ฝ้า กระต่างๆ

ทางแก้ไข - เลือกกินอาหารที่มีสารต้านออกซิเดชั่น จะสามารถช่วยแก้ไขได้ สามารถพบได้ในผลไม้สีสดทุกชนิด
:
เพราะฉะนั้น หากเราต้องอยู่หน้าจอไปนานๆ ก็อย่าลืมหาอุปกรณ์ป้องกันรังสีต่างๆ จากหน้าจอ รวมถึงลุกขึ้นเปลี่ยนอริยาบทบ้าง เพื่อลดอาการจากการอยู่ติดหน้าจอเป็นเวลานานนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3572</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1629792012.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="908"><Nid>3571</Nid><title>ประชากรล้มตายปีละ 5 ล้านคน จากสภาพอากาศที่สุดขั้ว</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57831700</source><detail>ประชากรล้มตายปีละ 5 ล้านคน จากสภาพอากาศที่สุดขั้ว
:
สภาพอากาศที่เหมาะสม ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนโลก และมีมนุษย์ล้มตายจากสภาพอากาศ หนาวจัด-ร้อนจัด กว่าปีละ 5 ล้านคน
:
ความผันผวนเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรุนแรงในสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมหาศาลในแต่ละปี จากข้อมูลการสำรวจพบว่า ทวีปเอเชียและแอฟริกามีอัตราการตายเพราะความหนาวเย็นสูงที่สุดของโลก โดยมีจำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 2.4 ล้านคนและ 1.18 ล้านคน ตามลำดับ
:
ส่วนกรณีการตายด้วยอุณหภูมิร้อนจัดนั้น ทวีปเอเชียยังคงครองแชมป์ที่ 224,000 รายต่อปี ตามมาด้วยภูมิภาคยุโรปที่ 178,700 รายต่อปี
:
และด้วยสภาวะโลกร้อนขึ้นในทุกๆ ปี ก็มีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบกับอัตราการเสียชีวิตจากอุณหภูมิร้อนจัดตามไปด้วยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3571</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1629791957.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="909"><Nid>3570</Nid><title>5 สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ปลูกต้นไม้อะไรก็ตายหมด</title><source>https://home.kapook.com/view243203.html</source><detail>5 สาเหตุที่ควรส่วนใหญ่ปลูกต้นไม้อะไรก็ตายหมด
:
ช่วงที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน การปลูกต้นไม้กลายเป็นกิจกรรมยอดฮิตของหลายๆ คน ที่ใช่ว่าทุกคนปลูกแล้วจะรอด บางคนไม่ว่าจะปลูกอะไรก็ตายทุกต้น วันนี้เรามาดูกันว่าเป็นเพราะอะไร
:
1. รดน้ำมากเกินไป - ต้นไม้แต่ละพันธุ์มีความต้องการน้ำที่แตกต่างกัน ควรต้องรู้จักความต้องการของต้นไม้เรา และรดน้ำให้พอดี
:
2. ใช้ดินผิดประเภท - ต้นไม้แต่ละต้น แต่ละสายพันธุ์ ก็ชอบดินที่ไม่เหมือนกัน 
:
3. วางกระถางผิดที่ - ต้นไม้บางพันธุ์ต้องโดนแดดจัด บางพันธุ์ต้องการแดดอ่อน เราต้องวางกระถางให้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม
:
4. ไม่ใส่ปุ๋ย - ต้นไม้บางพันธุ์แค่รดน้ำอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ยังต้องการปุ๋ยบำรุงอีกด้วย
:
5. ไม่กำจัดแมลง - รวมถึงศัตรูพืชอื่นๆ ที่ทำให้พืชเราตายในที่สุด ต้องสังเกตุและหาวิธีจัดการให้ทัน
:
และนี่ก็เป็น 5 ข้อที่มือใหม่หลายคนอาจมองข้าม และทำให้ปลูกต้นอะไรก็ตายหมด หวังว่าเพื่อนๆ จะนำไปปรับใช้ และสนุกกับการปลูกต้นไม้นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3570</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1629791065.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="910"><Nid>3551</Nid><title>ระวัง 4 โรค ต้อ ทำร้ายดวงตา อายุ 30 ปีขึ้นไปเสี่ยงสูง</title><source>https://www.sanook.com/health/29965/</source><detail>ระวัง 4 โรค “ต้อ” ทำร้ายดวงตา อายุ 30 ปีขึ้นไปเสี่ยงสูง

ต้อลม (Pinguecula) 
ลักษณะจะเป็นเนื้อนูนที่เยื่อบุตาด้านข้างกระจกตาหรือตาดำ จะอยู่เฉพาะที่เยื่อบุตาขาว (Conjunctiva) ส่วนใหญ่มักเกิดบริเวณหัวตาด้านในบริเวณใกล้จมูก แต่สามารถเกิดที่หางตาและหัวตาพร้อมกันได้ เมื่อเยื่อบุตานูนขึ้น จะส่งผลให้เกิดการระคายเคืองตามากขึ้น สาเหตุมาจากรังสียูวี เช่น จากแสงแดด และเมื่อโดนลมหรือฝุ่นจะทำให้เคืองตามากขึ้นได้จากการอักเสบหรือผิวตาแห้งง่าย
พบได้ในทุกเพศทุกวัยพบได้มากในประเทศเขตร้อน เพราะสัมพันธ์กับการเจอแดด โดยส่วนใหญ่อายุที่พบจะมากกว่า 30 ปีขึ้นไป

อาการที่เกิดขึ้นคือ
- เคืองตา
- แสบตา
- คันตา
- ตาแดงอักเสบ

การรักษาต้อลมขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค หากต้อมีขนาดเล็ก จะไม่รู้สึกระคายเคืองนัก การรักษาในระยะนี้แพทย์จะแนะนำให้เน้นการป้องกัน เพื่อไม่ให้เป็นมากขึ้น โดยปกป้องดวงตาจากรังสีอัลตราไวโอเลตอย่างเคร่งครัด ด้วยการสวมแว่นกันแดดอย่างสม่ำเสมอเมื่อมีกิจกรรมนอกอาคาร เพื่อไม่ให้ต้อเติบโตลุกลาม ถ้ามีอาการระคายเคืองหากเกิดการอักเสบแดง แพทย์จะแนะนำให้ใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง ลดอาการอักเสบ

ต้อเนื้อ (Pterygium)
มีลักษณะเป็นเนื้อสามเหลี่ยม โดยมีหัวอยู่ที่กระจกตา เนื้อเยื่อเหมือนเยื่อบุตาซึ่งมีเส้นเลือดวิ่งเข้าไปเกาะอยู่บนกระจกตาดำ จะแดงมากน้อยขึ้นอยู่กับมีปริมาณเส้นเลือดบริเวณต้อเนื้อและการอักเสบ ต้อเนื้อส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณหัวตาด้านในใกล้จมูก แต่สามารถเกิดที่หางตาและหัวตาพร้อมกันได้เช่นเดียวกัน ต้อเนื้อจะเกิดจากการถูกแสงอัลตราไวโอเลต (UV) อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

มักพบในคนที่อาศัยในเขตอากาศร้อน ใช้ชีวิตประจำวันกลางแจ้ง หรือโดนแสงแดดในปริมาณมาก 

ถ้าต้อเนื้อมีการลุกลามเข้าไปบนกระจกตา และมีขนาดใหญ่ อักเสบเรื้อรัง รวมถึงมีการมองเห็นที่แย่ลงเพราะต้อไปกดกระจกตา แพทย์อาจแนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดลอกต้อเนื้อ เพื่อเอาเนื้อเยื่อต้อเนื้อออกจากเยื่อตาและผิวกระจกตา ถึงจะผ่าตัดออกแล้วแต่ก็มีโอกาสสูงที่จะกลับมาเป็นอีก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยและผู้ที่ยังคงได้รับรังสี UV อย่างต่อเนื่อง 

ดังนั้นเพื่อป้องกันการเกิดต้อเนื้อซ้ำแพทย์มักผ่าตัดด้วยวิธีปลูกถ่ายเนื้อเยื่อใหม่โดยใช้เยื่อบุตาขาวของผู้ป่วยเองหรือเยื่อหุ้มรกที่เตรียมพิเศษ ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในปัจจุบันโดยอาจใช้วิธีเย็บเนื้อเยื่อหรือใช้ Fibrin Glue การป้องกันจะเหมือนต้อลม คือ ควรหลีกเลี่ยงแดดจ้า โดยเฉพาะช่วยสายถึงบ่ายต้น ๆ หากทำกิจกรรมกลางแจ้งควรสวมแว่นกันแดดทุกครั้ง และพยายามหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีลม ฝุ่น ควัน ที่ส่งผลทำให้กระตุ้นการอักเสบระคายเคืองมากขึ้นได้

ต้อกระจก (Cataract)
การเสื่อมของเลนส์ตาตามอายุทำให้เลนส์แก้วตาขุ่นลง มักพบในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่เกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน เช่น เป็นตั้งแต่กำเนิด หรือจากอุบัติเหตุกับดวงตา หรือการได้รับยากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น 

ทุกคนมีโอกาสเป็นต้อกระจกตามวัยเพราะความเสื่อมของร่างกาย อาจเป็นเร็วช้าต่างกัน 

อาการที่พบ คือ
- มองเห็นเหมือนมีฝ้าหรือหมอกบัง
- เห็นสีเพี้ยน
- เห็นภาพซ้อน
- ตามัวในช่วงกลางคืนมากกว่ากลางวัน
- เมื่ออยู่กลางแดดตาจะสู้แสงไม่ได้ 

ยังไม่มีการรักษาด้วยการกินยาหรือหยอดตา เมื่อสายตามัวลงจะมีผลต่อการใช้ชีวิตควรได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด ปัจจุบันวิธีที่เป็นมาตรฐานที่นิยมคือ วิธีสลายต้อกระจกด้วยเครื่องสลายต้อและใส่เลนส์แก้วตาเทียม (Phacoemulsification with Intraocular Lens) โดยส่วนใหญ่ใช้เพียงแค่ยาชาเฉพาะที่ ผ่าตัดเร็ว แผลมีขนาดเล็ก กลับมามองเห็นได้เร็ว ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล เลนส์แก้วตาเทียมที่ใส่ทดแทนเมื่อนำต้อกระจกออกแล้ว ในปัจจุบันมีให้เลือกหลายชนิดตามความต้องการของคนไข้ มีทั้งเลนส์ที่ชัดระยะเดียว มองไกลได้ชัดเจนมากขึ้น หรือเลนส์ชัดหลายระยะ ใส่แว่นน้อยลง กลับมาใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น หรือถ้าคนไข้มีสายตาเอียงสามารถแก้สายตาเอียงไปพร้อมกันได้จากการเลือกเลนส์ให้เหมาะสม 

การป้องกัน แนะนำให้ใส่แว่นกันแดดทุกครั้งเมื่ออยู่กลางแจ้งเพื่อป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต ไม่ให้ดวงตาถูกกระแทก เลี่ยงการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์โดยไม่จำเป็น และเมื่ออายุมากขึ้นควรตรวจตาปีละครั้งเพราะส่วนใหญ่การเกิดต้อกระจกสัมพันธ์กับความเสื่อมตามวัย

ต้อหิน (Glaucoma)
โรคที่มีความเสื่อมของเส้นประสาทและขั้วประสาทตาทำให้สูญเสียการมองเห็น ลานสายตาแคบลง มักพบความดันในลูกตาสูงซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้โรคแย่ลง ส่งผลทำลายเส้นประสาทตาและขั้วประสาทตา ทำให้เกิดการสูญเสียลานสายตาอย่างถาวรได้ 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้ เพราะกลุ่มใหญ่ๆของต้อหินไม่มีอาการบอกล่วงหน้า แต่ถ้าเป็นต้อหินมุมปิดเฉียบพลันอาจมีอาการปวดตา ตาแดง ต้อหินบางชนิดความดันลูกตาไม่สูง แต่ต้องคุมความดันตาให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมมากขึ้น ถ้าหากไม่ทำการรักษาจะทำให้ลานสายตาค่อยๆ แคบลงจนตาบอดได้ในที่สุด สามารถพบได้ในทุกช่วงอายุแต่ที่พบมากคืออายุ 40 ปีขึ้นไป 

ต้อหินที่พบมีทั้งต้อหินเฉียบพลันที่มีอาการปวดตาในทันทีทันใดและเห็นแสงสีรุ้งรอบดวงไฟ และต้อหินเรื้อรังที่ไม่มีอาการใดๆ ต้องตรวจตาและวัดความดันลูกตาถึงสามารถรู้ได้ 

การรักษาแม้ไม่ได้ช่วยให้หายขาด แต่ช่วยควบคุมไม่ให้อาการแย่ลง ส่วนใหญ่รักษาเพื่อควบคุมความดันลูกตาให้เหมาะสม โดยมีทั้งการใช้ยาหยอดตา ยารับประทาน การใช้เลเซอร์รักษาตามชนิดต้อหิน และการผ่าตัดที่ใช้เมื่อรักษาด้วยยาและเลเซอร์ไม่ได้ผล โดยขึ้นอยู่กับการพิจารณาของจักษุแพทย์เพื่อคุมความดันลูกตาให้อยู่ในเกณฑ์ดี ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ควรตรวจเช็กสายตาเป็นประจำทุกปี

การได้รับการตรวจเช็กดวงตากับจักษุแพทย์เป็นประจำทุกปีเป็นเรื่องสำคัญ นอกจากจะช่วยประเมินสุขภาพดวงตาได้อย่างละเอียดแล้ว หากตรวจพบว่าดวงตามีปัญหาโรคต้อสามารถเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที ก่อนที่จะร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียการมองเห็น</detail><keywords>ต้อ, ต้อหิน, ต้อกระจก, ต้อเนื้อ, ต้อลม</keywords><date>2021-08-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3551</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1629259300.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="911"><Nid>3542</Nid><title>อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกายเรากลัวอะไร ?</title><source>http://www.homrada.com/2018/06/02/อวัยวะแต่ละส่วนของร่าง/</source><detail>1. สมอง เป็นส่วนหนึ่งของระบบประสาท ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย เป็นศูนย์กลางของความคิด ความจำ การเรียนรู้ และการแสดงออกของอารมณ์ต่างๆ สิ่งที่สมองกลัวก็คือ กลัวการอดอาหารเช้า เพราะอาหารเช้ามีส่วนสำหรับในการช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งวัน

2.ตา ตาเป็นอวัยวะสำคัญ ช่วยให้เรามองเห็น ใช้รับภาพ แสง สี และเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับชีวิตเรา ดวงตาจึงกลัวแสงจากคอมพิวเตอร์และแสงสีฟ้าจากมือถือ ดังนั้นเราควรถนอมสายตาและไม่ควรจ้องมองสิ่งเหล่านี้เป็นเวลานานๆ

3.หัวใจ ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปทั่วร่างกาย โดยจะมีลิ้นหัวใจทำหน้าทีเปิด-ปิด ไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับขณะหัวใจสูบฉีดเลือด สิ่งที่หัวใจกลัวก็คือ การบริโภคโซเดียมสูง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ผักผลไม้ดองอาหารแปรรูป เนื้อสัตว์แปรรูปทุกชนิด

4.ปอด เป็นอวัยวะสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ จะทำหน้าที่รับแก๊สออกซิเจนเข้าไปโดยการหายใจเข้า และปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกนอกร่างกายโดยการหายใจออก เนื้อปอดมีลักษญะโป่งและหยุ่นคล้ายฟองน้ำ สิ่งที่ปอดกลัวก็คือ ควัน เพราะฉะนั้นคุณควรหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่น ควัน หรืองดการสูบบุหรี่

5.กระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ย่อยอาหาร ภายในกระเพาะอาหารประกอบด้วยผนังหลายชั้น ซึ่งชั้นในสุดจะมีต่อมสร้างน้ำย่อยอาหารให้มีขนาดเล็กลง สิ่งที่กระเพาะอาหารกลัวคือ ความเย็นจัด เพราะความเย็นจะทำให้การย่อยอาหารได้ช้าลง เพราะไขมันในอาหารจับตัวเป็นไข กระเพาะอาหารทำงานหนักขึ้น ดังนั้น ควรดื่มน้ำอุ่น หรือน้ำอุณหภูมิห้องแทนการดื่มน้ำเย็นจัด

6.ตับ จัดเป็นหนึ่งในอวัยวะที่มีความสำคัญอย่างมากกับร่างกายของคนเรา ตับเป็นส่วนหนึ่งของระบบย่อยอาหาร ทำหน้าที่ ผลิตน้ำดี ซึ่งช่วยย่อยไขมัน สิ่งที่ตับกลัว ก็คืออาหารไขมันสูง ถ้าไม่อยากตับพังคุณควรหลีกเลี่ยงของทอดหรืออาหารต่างๆ ที่มีไขมันสูง เพราะเสี่ยงต่อการมีภาวะไขมันพอกตับนั้นเอง

7.ไต มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว ภายในไตจะมีเส้นเลือดฝอยกระจายอยู่เต็มไปหมด ไตทำหน้าที่กรองขับถ่ายของเสียและสารต่างๆ ที่ร่างกายไม่ต้องการออกไป โดยขับถ่ายออกมาเป็นปัสสาวะ โดยปกติไตเป็นอวัยวะที่ถูกทำลายด้วยสารเคมีได้ง่ายดายมาก หลายคนคิดว่าสิ่งที่ไตกลัวคือ ความเค็ม แต่สิ่งที่ทำให้ไตพังได้มากที่สุดคือ ยา ยาที่เข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็ตาม ถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับ แล้วจึงขับออกจากร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกขับออกทางไต ด้วยเหตุนี้เอง ไตจึงเป็นอวัยวะที่มีโอกาสที่จะได้รับพิษจากยาได้มากเลยทีเดียว

8.ลำไส้ ประกอบด้วย ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน ดังนี้ลำไส้เล็กทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหาร ส่วนลำไส้ใหญ่อยู่ต่อจากลำไส้เล็กทำหน้าที่ดูดซึมน้ำ แร่ธาตุ กลูโคส และวิตามิน บางชนิดกลับคืนสู่กระแสเลือดส่วนปลายสุดคือทวารหนัก สิ่งที่ลำไส้กลัวก็คือ อาการท้องผูก ใช่แล้วเพราะถ้าเราไม่ขับถ่ายเป็นเวาลนานของเสียที่ค้างอยู่ในลำไส้ใหญ่จะถูกดูดกลับไปใช้งานในร่างกาย อีกทั้งอาการท้องผูกบ่อยครั้งก็เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ด้วย ดังนั้นควรรับประทานที่มีกากใย ผัก ผลไม้ เพื่อการขับถ่ายที่เป็นปกติ


อวัยวะแต่ละส่วนของร่างกายเรากลัวอะไร จะได้หลีกเลี่ยงการทำลายสุขภาพตนเองทั้งทางตรงและทางอ่อมนะคะ</detail><keywords>อวัยวะ, หัวใจ, ร่างกาย, ไต, ปอด</keywords><date>2021-08-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3542</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628844646.png</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="912"><Nid>3541</Nid><title>ผู้ป่วย 3 สี มีอาการอย่างไรบ้าง</title><source>https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/951815</source><detail>ผู้ป่วยสีเขียว : เจ็บคอ ไม่ได้กลิ่น ไม่รู้รส มีผื่น ถ่ายเหลว ตาแดง อุณหภูมิร่างกาย 37.5 องศาขึ้นไป
ผู้ป่วยสีเหลือง : ไอ/มีน้ำมูก แน่นหน้าอก ปอดอักเสบ เวียนหัว ไอแล้วเหนื่อย
	ถ่ายเหลว 3 ครั้ง/วัน หรือมากกว่า อาการแทรกซ้อนจากโรคประจำตัว 
ผู้ป่วยสีแดง : หอบเหนื่อยหนักมาก แน่นหน้าอก หายใจเจ็บ อ่อนเผลีย ตอบสนองช้า ไม่รู้สึกตัว

สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มอาการสีเหลืองและสีแดงให้โทรสายด่วน 1669 เพื่อรีบประสานหาเตียงและพาคนไข้เข้าสู่ระบบการรักษาต่อไป</detail><keywords>COVID-19, Covid, โรคโควิด 19, คนไข้, ผู้ป่วยโควิด</keywords><date>2021-08-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3541</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628844195.png</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="913"><Nid>3540</Nid><title>7 สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายหากเราทานแต่ “ผัก-ผลไม้”</title><source>https://www.sanook.com/health/13185/ </source><detail>ร่างกายได้รับสารอาหารไม่สมดุล / ขาดสารอาหาร
แม้ว่าผักผลไม้จะมีใยอาหาร เกลือแร่ และวิตามิน รวมไปถึงคาร์โบไฮเดรต แต่ยังขาดโปรตีน และไขมันที่ดีต่อร่างกายอยู่มาก (ซึ่งหาได้จากเนื้อสัตว์) ไขมันช่วยพัฒนาการทำงานของจิตใจ ให้พลังงานกับร่างกายในการทำกิจกรรมต่างๆ ในขณะที่โปรตีนก็ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย ดังนั้นหากอยากทานอาหารเน้นผักผลไม้แต่ยังได้โปรตีน ต้องพยายามทานธัญพืชต่างๆ ที่มีโปรตีน เช่น ถั่ว ควินัว เมล็ดเจีย หรือโปรตีนเกษตรให้มากพอต่อความต้องการของร่างกาย นอกจากนี้ไขมันดีจากน้ำมันพืช น้ำมันมะกอก ก็ควรทานเป็นประจำด้วย

 
พลังงานไม่เพียงพอ
หากปกติเป็นคนที่มีกิจกรรมทำอยู่ตลอดเวลา เช่น ต้องทำงานหนัก เดิน วิ่ง ออกกำลังกาย ฯลฯ แต่ทานผักผลไม้เท่านั้น อาจทำให้มีพลังงานไม่มากพอที่จะทำกิจกรรมเหล่านี้ เพราะการทานผักผลไม้อาจทำให้ได้รับพลังงานไม่มากพอ สำหรับผู้ชายที่ต้องการ 2,400-2,800 Kcal ต่อวัน และผู้หญิงที่ต้องการทานพลังงาน 1,800-2,200 Kcal ต่อวัน หากเราขาดโปรตีน และไขมันที่เพียงพอ นั่นถึงอาจทำให้ร่างกายของเราไม่แข็งแรง ไม่มีเรี่ยวแรง กล้ามเนื้อลีบแบน  และไม่มีพลังงานมากพอให้ทำกิจกรรมต่างๆ หากจะทานผักผลไม้ล้วนๆ เพื่อให้ได้พลังงานที่เพียงพอใน 1 วัน เราอาจจะต้องทานกะหล่ำปลีสับ 100 ถ้วย แอปเปิ้ล 23 ผล และลูกพรุนอีกเป็นกิโลๆ เลยทีเดียว ดังนั้นต้องมั่นใจว่าทานธัญพืชต่างๆ มากเพียงพอที่จะให้พลังงานในการทำกิจกรรมในแต่ละวัน ไม่ทานแค่ผักผลไม้ธรรมดาๆ

สำหรับพืชที่ให้พลังงาน สามารถเลือกทานกล้วย หรืออะโวคาโดได้ ก่อนทำกิจกรรมที่ใช้พลังงานมากขึ้นกว่าปกติ เช่น ออกกำลังกาย

 

วิตามิน และเกลือแร่ที่สำคัญบางส่วนหายไป
ยังมีวิตามิน และเกลือแร่บางส่วนที่มาจากเนื้อสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์ที่มาจากสัตว์ (นม ชีส) เช่น วิตามินบี 12 ที่มีความสำคัญต่อระบบประสาท และสมอง หรือธาตุเหล็ก ที่มีส่วนช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ป้องกันโลหิตจาง และหากจะทานผักใบเขียวจำนวนมากเพื่อเพิ่มธาตุเหล็กให้กับร่างกาย ในผักใบเขียวดันมาพร้อมกับไฟเตทที่เชื่อกันว่ามีส่วนในการลดการดูดซึมของแร่ธาตุบางส่วนในร่างกายออกไป จนเป็นเหตุให้เกิดโรคโลหิตจางได้

ลดการอักเสบของร่างกาย
มาถึงข้อดีกันบ้าง การทานผักผลไม้ล้วนๆ และควบคุมปริมาณโปรตีน และไขมันให้พอเหมาะกับที่ร่างกายต้องการ จะช่วยลดการอักเสบทั้งภายใน และภายนอกร่างกายได้ ไม่ว่าจะเป็นการอักเสบจากรอยแผลภายนอก หรือการอักเสบจากอวัยวะภายในร่างกายก็จะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ นั่นเป็นเพราะโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์ ชีส อาหารแปรรูป มีความเสี่ยงที่จะทำให้ร่างกายเกิดอาการอักเสบขึ้นได้นั่นเอง

 

น้ำหนักลด
แน่นอนว่าใครก็ตามที่กำลังสนใจการลดความอ้วน ลดน้ำหนัก การหันมาทานผักผลไม้ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานน้อยลงกว่าที่เคยทานอาหารที่มีเนื้อสัตว์ และไขมันจากสัตว์ตามปกติ นอกจากนี้การทานอาหารที่มีใยอาหาร และน้ำมากขึ้น ก็ทำให้ร่างกายอิ่มได้ และยังดีต่อระบบขับถ่ายอีกด้วย

 

บวมน้อยลง
ใครก็ตามที่เคยทานอาหารแล้วรู้สึกว่าตัวบวม หน้าบวม อาจเป็นเพราะการทานอาหารที่มีโซเดียมมาก การทานผักผลไม้ที่ไม่ดีมีการปรุงรสมากเหมือนการทานเนื้อสัตว์ อาจทำให้เราทานโซเดียมน้อยลงกว่าเดิม จึงรู้สึกบวมน้อยลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในบางคนอาจมีปัญหาในการย่อยคาร์โบไฮเดรต และน้ำตาลจากผักผลไม้บางชนิด ซึ่งอาจทำให้รู้สึกบวมได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับแต่ละคนด้วย

 
ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดน้อยลง
เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับคนที่อยากลดคอเลสเตอรอลในเลือด เพราะหากหันมาทานผักผลไม้อย่างจริงจังแล้ว คอเลสเตอรอลในเลือดก็จะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด และให้ผลดีกว่าการทานยาด้วยซ้ำ นั่นก็เป็นเพราะผักผลไม้มีปริมาณกากใยอาหารสูง ซึ่งนั่นเป็นตัวสำคัญที่ช่วยลดไขมันเลวในเลือดได้อย่างดี

 

อย่างไรก็ตาม การทานอาหารโดยเน้นผักผลไม้เป็นเรื่องที่ดี แต่อาจจะไม่ต้องถึงขั้นงดเนื้อสัตว์เด็ดขาดก็ได้ สามารถเลี่ยงไปทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำอย่างเนื้อปลา เนื้อไก่ไม่มีหนังได้ เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากการขาดสารอาหาร หรือได้รับโปรตีน และไขมันไม่มากพอ แต่หากคุณตั้งแต่ใจงดทานเนื้อสัตว์จริงๆ ควรแน่ใจว่าจะได้รัยโปรตีนที่มากพอ หรือทานโปรตีนดีๆ อย่างไข่ นม ถั่ว ให้มากพอในแต่ละวันด้วย</detail><keywords>ผลไม้, การคุมอาหาร, ผัก, สารอาหาร, วิตามิน</keywords><date>2021-08-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3540</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628843786.png</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="914"><Nid>3537</Nid><title>อยากมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ต้องกิน 3 สิ่งนี้</title><source>https://www.sanook.com/health/29369</source><detail>อยากมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ต้องกิน 3 สิ่งนี้
:
การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จะช่วยลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงจากเชื้อไวรัสต่างๆ และเราสามารถเสริมภูมิคุ้มกันได้ง่ายๆ ด้วยการกินอาหาร 3 กลุ่มนี้
:
1. วิตามินดี - นอกจากช่วยในการดูดซึมแคลเซียมแล้ว ยังพบว่ามีบทบาทสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน และหากมีวิตามินดีในร่างกายเพียงพอ จะทำให้โอกาสการติดเชื้อลดลงได้อีกด้วย
อาหารที่พบ :  เห็ดชนิดต่างๆ ตับ เนื้อปลาที่มีไขมัน ธัญพืชโฮลเกรน
:
2. วิตามินซี - วิตามินยอดฮิต กระตุ้นให้ระบบต้านอนุมูลอิสระทำงานได้อย่างปกติ ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคสามารถทำงานได้อย่างปกติ 
อาหารที่พบ : ผักหรือผลไม้สด เช่น ส้ม ฝรั่ง กีวี่ มะละกอ บรอคโคลี่
:
3. ธาตุเหล็ก - ทำให้การสร้างเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันเป็นไปอย่างปกติ  ช่วยให้ร่างกายมีประสิทธิภาพในการทำลายเชื้อโรคที่บุกรุกได้เป็นอย่างดี 
อาหารที่พบ : เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดง
:
และที่สำคัญ ถ้าอยากให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง นอกจากกินอาหารเหล่านี้แล้ว การออกกำลังกายก็สำคัญไม่แพ้กันเลย เราจึงต้องจำเป็นทำควบคู่กัน เพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาวนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3537</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628750124.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="915"><Nid>3536</Nid><title>ถ้าลืมถอดปลั๊กไฟ จะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ?</title><source>https://www.dek-d.com/education/56712</source><detail>ถ้าลืมถอดปลั๊กไฟ จะเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ?
:
"เอ๊ะ...เช้านี้เราถอดปลั๊กแล้วหรือยังนะ?" คงเป็นคำถามที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ของใครหลายคน เพราะนอกจากเรื่องตัวเลขบนบิลค่าไฟ ยังมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ที่อาจร้ายแรงถึงชีวิตได้อีกด้วย วันนี้เราพาไปดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากลืมถอดปลั๊กไฟ
:
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะต่างกัน ขึ้นอยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้งาน
:
1. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโหมดสแตนด์บาย - หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ปิดแล้วจะมีไฟดวงเล็กๆติดอยู่ เช่น คอมพิวเตอร์หรือทีวี ในเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มนี้ ถ้าเสียบทิ้งไว้จะมียังคงมีกระแสไฟฟ้าไหลวนอยู่ในเครื่องตลอด
:
2. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องเปิดสวิตช์ถึงจะมีไฟติด  - เช่น พัดลม เครื่องเป่าผม เครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ ถึงแม้จะเปิดเสียบปลั๊กทิ้งไว้ก็จะยังไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนเป็นวงจร หรือถึงมีก็น้อยกว่าประเภทแรกมากๆ  
:
แต่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบไหน เสียบปลั๊กทิ้งไว้ก็ไม่มีผลดี เพราะเสี่ยงเครื่องใช้ไฟฟ้าเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าปกติ เสี่ยงไฟฟ้าช็อตหรือไฟฟ้าลัดวงจร แถมยังเปลืองค่าไฟโดยใช่เหตุอีกด้วยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3536</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628750005.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="916"><Nid>3535</Nid><title>กลุ่มหลุมดำที่ซ่อนตัวในกระจุกดาวของกาแล็กซี่ทางช้างเผือก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57797646</source><detail>กลุ่มหลุมดำที่ซ่อนตัวในกระจุกดาวของกาแล็กซี่ทางช้างเผือก
:
ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากหลายชาติของยุโรป คาดการณ์ว่าภายในใจกลางของกระจุกดาวทรงกลม พาโลมาร์ 5 (Palomar 5) อาจมี "ฝูงหลุมดำ" หรือกลุ่มของหลุมดำขนาดย่อมกว่า 100 แห่งซุกซ่อนอยู่
:
กระจุกดาวทรงกลมพาโลมาร์ 5 อยู่ห่างจากโลกราว 80,000 ปีแสง ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์อายุเก่าแก่จากยุคต้นของจักรวาล เกาะกลุ่มกันหนาแน่นหลายแสนดวง
:
โดยมีการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ ทีมผู้วิจัยพบว่าการมีอยู่ของหลุมดำชนิดดังกล่าวในกระจุกดาว จะทำให้เกิดปฏิกิริยาเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง จนดาวฤกษ์จำนวนมากถูกเหวี่ยงออกไปจากกระจุกดาวได้ และเกิดเป็น สายธารดาวฤกษ์ (Stellar Stream)
:
โดยผลการศึกษานี้ชี้ว่า กระจุกดาวทรงกลมอาจเป็นแหล่งกักเก็บสะสมหลุมดำจำนวนมาก มีโอกาสเป็นแหล่งค้นหาชั้นเยี่ยมสำหรับผู้สนใจปรากฏการณ์คู่หลุมดำรวมตัวกัน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3535</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628749931.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="917"><Nid>3534</Nid><title>เคล็ดไม่ลับ ปรับแนวคิดให้สตรองแบบนักกีฬาโอลิมปิก</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/58342</source><detail>เคล็ดไม่ลับ ปรับแนวคิดให้สตรองแบบนักกีฬาโอลิมปิก
:
นักกัฬาโอลิมปิกต้องผ่านการฝึกฝน ฝึกซ้อม สั่งสมประสบการณ์อย่างหนัก นอกจากความสามารถทางร่างกายแล้ว สุขภาพจิตใจก็สำคัญไม่แพ้กัน วันนี้เรามีเคล็ดลับประสบความสำเร็จแบบนักกีฬาโอลิมปิกมาบอกกัน
:
1. เรียนรู้จากความล้มเหลว - อย่ายอมแพ้ นำข้อผิดพลาดมาปรับปรุงเสมอ
2. เป้าหมายคือทำให้ดีที่สุด ไม่ใช่เพอร์เฟ็กต์ที่สุด - ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องคาดหวังว่าต้องเป็นที่ 1 ของโลก
3. เชื่อมั่นในตัวเอง - กำลังใจที่ดี จะทำให้เรามีพลังในการฝึกฝน
4. ให้พลังบวกกับตัวเอง - ในวันที่เราผิดหวังหรือพ่ายแพ้ พลังบวกจะทำให้เรากลับมาฝึกฝนอีกครั้ง
5. โฟกัส - เพ่งสมาธิกับการแข่งตรงหน้า ตัดสิ่งรบกวนด้านข้างออกให้หมด
6. มองเห็นภาพความสำเร็จ - นึกถึงภาพวันที่ตัวเองได้เหรียญทองไว้เสมอ เพื่อเป็นแรงบรรดาลใจในการฝึกซ้อม
7. เรียนรู้อารมณ์ทั้งด้านลบและด้านบวก - รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย และรู้วิธีการจัดการอารมณ์ให้ได้
8. อุทิศตนให้กับการทำงานหนัก - ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ ต้องฝึกฝนอย่างหนักเท่านั้น
9. ทีมเวิร์ก - ทำงานร่วมกับผู้อื่นให้ดี เช่น โค้ช ผู้ฝึกสอน ผู้จัดการ นักกายภาพบำบัด ครอบครัว และผู้คนอีกมากมาย
10. ตั้งเป้าหมายระยะสั้น-ระยะยาว - ตั้งเป้า วางแผน และฝึกฝนให้สำเร็จตามแผนนั้น
11. ให้เวลาพัก ฟื้นฟู และชาร์จพลัง - การพักผ่อนสำคัญที่สุด ต้องมีการจัดสรรเวลาสำหรับการพักผ่อน การฟื้นฟู และการเติมพลัง
:
แนวคิดทั้ง 11 ข้อนี้ จริงๆ แล้วเราสามารถปรับไปใช้กับชีวิตตัวเองได้ แม้ไม่ใช่นักกีฬาโอลิมปิก เพื่อนๆ ลองนำแนวคิดนี้ไปใช้กับการเรียนหรือการทำงานของเรา จะทำให้พัฒนาตัวเองไปได้ไกลแน่นอน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3534</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628749873.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="918"><Nid>3533</Nid><title>ฟ้าทะลายโจร ถ้ายังไม่ติดโควิด แพทย์แนะไม่ควรกิน</title><source>https://www.sanook.com/health/29413</source><detail>ฟ้าทะลายโจร ถ้ายังไม่ติดโควิด แพทย์แนะไม่ควรกิน
:
ฟ้าทะลายโจร กลายเป็นสมุนไพรยอดนิยมในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากสามารถใช้รักษาอาการจากโรคโควิดได้ แต่กินอย่างไรถึงจะปลอดภัยมากที่สุด? วันนี้มาดูกัน
:
ข้อมูลจาก "หมอพร้อม" ด้วยความร่วมมือของ สสส. และ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ยาฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ สามารถช่วยบรรเทาอาการป่วยโควิด-19 ที่ไม่รุนแรงได้
:
โดยผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 ควรรับประทานในปริมาณ 180 มิลลิกรัมต่อวัน และติดต่อกันไม่เกิน 5 วัน
:
จะเห็นได้ว่าการกินฟ้าทะลายโจรไม่ได้สร้างภูมิคุ้มกันเชื้อโควิด เราจึงไม่ควรกินเพื่อป้องกันโรค แต่ควรกินเมื่อเราเป็นโรคแล้วเท่านั้น หากเรากินฟ้าทะลายโจรติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีความจำเป็น จะทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับตับและไตอีกด้วย
:
ดังนั้น หากเราจะหาฟ้าทะลายโจรมากิน ควรกินให้ถูกจุดประสงค์ และที่สำคัญ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนกินจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3533</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628749839.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="919"><Nid>3532</Nid><title>18 สิงหาคม วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ</title><source>https://thestandard.co/onthisday180863/</source><detail>วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติของไทย ตรงกับวันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้ทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงวันนี้ใน พ.ศ. 2411

ในเหตุการณ์ครั้งนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงคำนวณไว้ล่วงหน้า 2 ปีว่าจะเกิดสุริยุปราคาในวันอังคาร ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 10 ปีมะโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช 1230 ซึ่งตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 โดยจะเห็นเต็มดวงที่หว้ากอ และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคและสถลมารคไปที่นั่น ก็เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงจริงๆ ดังที่ทรงคำนวณ

 สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้มีมติเทิดพระเกียรติให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย</detail><keywords>วิทยาศาสตร์, 18สิงหาคม, รัชกาลที่4, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย</keywords><date>2021-08-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3532</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628682171.png</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="920"><Nid>3526</Nid><title>ทำความรู้จักโรคซึมเศร้า</title><source>https://www.sanook.com/health/721/</source><detail>โรคซึมเศร้า เป็นโรคหนึ่งซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงชีวิตของคนเรา เหมือนกับโรคทางกายอื่นๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เป็นนั้นจะเป็นคนอ่อนแอ ล้มเหลว หรือไม่มีความสามารถ แต่เป็นเพียงการเจ็บป่วยอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นได้โดยมีสาเหตุ เช่น การสูญเสีย การหย่าร้าง ความผิดหวัง และเกิดได้เองโดยไม่มีสาเหตุใดๆ ซึ่งในปัจจุบันโรคนี้สามารถรักษาหายได้ด้วยการใช้ยา การรักษาทางจิตใจ หรือทั้งสองอย่างรวมกัน

“ซึมเศร้า” ทางการแพทย์ หรือ Clinical depression หมายถึง ภาวะซึมเศร้าที่มีมากกว่าอารมณ์เศร้า และเป็นพยาธิสภาพแบบหนึ่งที่พบได้ในหลายๆ โรคทางจิตเวช โดยเฉพาะโรคทางอารมณ์ คือ โรคซึมเศร้า (Major Depressive Disorder หรือ Depressive Episode) และ โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) โรคทางอายุรกรรมบางโรค สารยาบางชนิดสามารถทำให้เกิดอาการซึมเศร้าที่รุนแรงได้

สาเหตุของโรคซึมเศร้า
สาเหตุที่จะกระตุ้นการเกิดโรคซึมเศร้าที่พบบ่อยก็คือ การมีทั้งความเสี่ยงทางพันธุกรรม, ทางสภาพจิตใจ, ประจวบกับการเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย ร่วมกันทั้ง 3 ปัจจัย

โรคซึมเศร้าเกิดจากความเครียด แต่ทั้งนี้คนที่ไม่มีญาติเคยป่วยก็อาจเกิดเป็นโรคนี้ได้ มักพบว่าผู้ป่วยโรคนี้จะมีความผิดปกติของระดับสารเคมี ที่เซลล์สมองสร้างขึ้น เพื่อรักษาสมดุลของอารมณ์
สภาพทางจิตใจที่เกิดจากการเลี้ยงดู ก็เป็นปัจจัยที่เสี่ยงอีกประการหนึ่งต่อการเกิดโรคซึมเศร้าเช่นกัน คนที่ขาดความภูมิใจในตนเองมองตนเองและโลกที่เขาอยู่ในแง่ลบตลอดเวลา หรือเครียดง่ายเมื่อเจอกับมรสุมชีวิต ล้วนทำให้เขาเหล่านั้นมีโอกาสป่วยง่ายขึ้น
การเผชิญกับสถานการณ์เลวร้าย เช่น หากชีวิตพบกับการสูญเสียครั้งใหญ่ต้องเจ็บป่วยเรื้อรัง ความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดไม่ราบรื่น หรือต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่ปรารถนา ก็อาจกระตุ้นให้โรคซึมเศร้ากำเริบได้
อาการของโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้ามีอาการรู้สึกเศร้าใจ หม่นหมอง หงุดหงิด หรือรู้สึกกังวลใจ ไม่สบายใจ
ขาดความสนใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบข้าง หรือสิ่งที่เคยให้ความสนุกสนานในอดีต
น้ำหนักลดลง หรือเพิ่มขึ้น ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป
นอนไม่หลับ หรือนอนมากเกินกว่าปกติ
คนที่เป็นโรคซึมเศร้า จะรู้สึกผิด สิ้นหวัง หรือรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า
ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ ความจำแย่ลง
อ่อนเพลีย เมื่อยล้า ไม่มีเรี่ยวแรง
กระวนกระวาย ไม่อยากทำกิจกรรมใดๆ
คิดถึงแต่ความตาย และอยากที่จะฆ่าตัวตาย
     ถ้าหากคุณมีอาการเช่นนี้หลายข้อ เป็นเวลามากกว่า 2 สัปดาห์ คุณอาจจะกำลังเป็น "โรคซึมเศร้า" หากมีประวัติการเจ็บป่วยโรคนี้ในญาติของท่าน ก็เพิ่มการป่วยโรคนี้กับสมาชิกอื่นในบ้าน แต่ก็มิได้หมายความว่า จะเป็นกันทุกคน

การรักษาโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้า สามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีการรักษาทางจิตใจ และการรักษาด้วยยาหลายชนิด โดยที่แต่ละคนอาจตอบสนอง ต่อการรักษาแต่ละชนิดไม่เท่ากัน บางคนอาจต้องการการรักษาหลายอย่างร่วมกัน การรับประทานยาจะทำให้อาการของโรคดีขึ้นเร็ว ในขณะที่การรักษาทางจิตใจจะช่วยให้คุณเหมือนมี “ภูมิคุ้มกัน” สามารถต่อสู้กับปัญหาที่จะย่างกรายเข้ามาได้ดีกว่าเดิม ส่วนใหญ่แล้วการรักษาโรคซึมเศร้า ไม่จำเป็นต้องมานอนรักษาในโรงพยาบาลแต่อย่างไร เมื่ออาการของโรครุนแรง จนอาจมีอันตรายจากการพยายามฆ่าตัวตาย หรือผู้ป่วยไม่สามารถกินยาได้ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา อาจให้การรักษาด้วยไฟฟ้า แต่จะใช้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น

1. การรักษาทางจิตใจของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า

มีวิธีรักษาทางจิตใจอยู่หลายรูปแบบ ในการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจเป็นการ ”พูดคุย” กับจิตแพทย์ 10 ถึง 20 ครั้ง อันจะช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจกับสาเหตุของปัญหา และนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยการเปลี่ยนมุมมองกับแพทย์ การรักษาทางพฤติกรรมจะช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีที่จะได้รับความพอใจ หรือความสุขจากการกระทำของเขา และพบวิธีที่จะหยุดพฤติกรรมที่ อาจนำไปสู่ความซึมเศร้าด้วย

การรักษาอีก 2 รูปแบบต่อไปที่มีการศึกษาแล้วว่า สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้ดี คือ การรักษาแบบปรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และการรักษาแบบปรับความคิดและพฤติกรรม โดยการรักษารูปแบบแรกมุ่งไปที่การแก้ไขปัญหาระหว่าง ผู้ป่วยกับคนรอบข้างที่อาจ เป็นสาเหตุและกระตุ้นให้เกิดความซึมเศร้า ส่วนการรักษาแบบหลังจะช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมในแง่ลบกับตนเอง

ส่วนการรักษาโดยอาศัยทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ก็นำมารักษาโรคนี้ โดยช่วยผู้ป่วยค้นหาปัญหาข้อขัดแย้งภายในจิตใจผู้ป่วย ซึ่งอาจมีรากฐานมาจากประสบการณ์ตั้งแต่เด็ก โดยทั่วไปสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคซึมเศร้ารุนแรง มีอาการกำเริบซ้ำๆ จะต้องการการรักษาด้วยยาร่วมกับการรักษาทางจิตใจควบคู่กัน เพื่อผลการรักษาในระยะยาวที่ดีที่สุด

2. รักษาโรคซึมเศร้าด้วยการใช้ยา

ในปัจจุบันยารักษาโรคซึมเศร้าแบ่งออกได้หลายกลุ่ม ตามลักษณะโครงสร้างทางเคมีและวิธีการออกฤทธิ์ คือ

กลุ่ม tricyclic (คือยาที่มีโครงสร้างทางเคมีสามวง)
กลุ่ม monoamine oxidase inhibitors เรียกย่อๆ ว่า MAOI
กลุ่ม SSRI (serotonin-specific reuptake inhibitor)
ซึ่งแต่ละกลุ่มมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่ประสิทธิภาพการรักษาเท่าเทียมกัน แพทย์อาจเริ่มจ่ายยากลุ่มใดแก่ผู้ป่วย ก่อนก็ได้เพื่อดูผลตอบสนอง เนื่องจากเราไม่อาจทราบก่อนได้เลยว่า ผู้ป่วยคนใดจะ”ถูก”กับยาชนิดใด แล้วแพทย์จะค่อยๆปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับอาการต่อไป

ยารักษาโรคซึมเศร้าออกฤทธิ์โดยปรับระดับสารเคมีในสมองให้สมดุล เป็นการรักษาโรคโดยตรง มิใช่เป็นเพียงยาที่ทำให้ง่วงหลับ จะได้ไม่ต้องคิดมากเช่นที่คนมักเข้าใจผิดกัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักต้องการหยุดกินยาเร็วกว่าที่ควรเป็น ข้อสำคัญและพึงปฏิบัติที่สุดก็คือ การกินยาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าแพทย์จะบอกให้ท่านหยุด ถึงแม้ว่าจะรู้สึกดีขึ้นแล้วก็ตามยาบางตัวต้องค่อยๆลดขนาดลง เพื่อให้โอกาสร่างกายปรับตัว ไม่ต้องกังวลว่า ยารักษาโรคซึมเศร้าเป็นยาที่กินแล้วติดหยุดยาไม่ได้อย่างไรก็ตาม ก็เช่นเดียวกับการรักษาโรคอื่นๆ แพทย์อาจให้ตรวจวัดระดับยาให้ถูกต้องกับอาการเป็นระยะๆ

สิ่งที่คุณควรหลีกเลี่ยงก็คือ การซื้อยากินเองจากร้านขายยา ยืมยาจากเพื่อน หรือกินยาจากแพทย์ท่านอื่นปนกับโรคซึมเศร้า โดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ของท่านก่อน เช่นเดียวกับแพทย์คนอื่นหรือหมอฟันด้วยว่า ท่านกำลังกินยารักษาโรคซึมเศร้าอยู่ อย่าวางใจว่า เป็นแค่ยาพื้นบ้านธรรมดา คงไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงอะไรร้ายแรง การดื่มแอลกอฮอล์จากเหล้า เบียร์ หรือไวน์ จะลดประสิทธิภาพของยาลง

ยานอนหลับหรือยาลดความกังวล ไม่ใช่ยาที่สามารถรักษาโรคซึมเศร้าได้โดยลำพัง อย่างที่กล่าวแล้ว แม้ว่าบางครั้งแพทย์จะสั่งใช้ยาชนิดนี้ควบคู่ไปกับยารักษาโรคซึมเศร้า เพื่อบรรเทาอาการกังวลในระยะต้นของการรักษา และไม่ควรใช้ยากระตุ้นประสาทหรือยาม้าเพื่อหวังผลให้หายเพลียเพียงชั่วครั้งชั่วคราว
</detail><keywords>โรคซึมเศร้า, ป่วย, รักษา, โรคไบโพลาร์, จิตใจ, ความเครียด</keywords><date>2021-08-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3526</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628500685.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="921"><Nid>3518</Nid><title>รถยนต์ในปัจจุบันวิ่งด้วยพลังงานอะไรบ้างนะ?</title><source>https://www.dek-d.com/education/56765</source><detail>รถยนต์ในปัจจุบันวิ่งด้วยพลังงานอะไรบ้างนะ?
:
เพื่อนๆ หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่า รถยนต์ที่เรานั่งกันอยู่ทุกวันนั้นอาศัยพลังงานจากน้ำมัน ว่าแต่น้ำมันได้มากจากไหนกันนะ?
:
น้ำมันรถ เกิดจากการนำ น้ำมันดิบ หรือปิโตรเลียม (พลังงานฟอสซิล) ที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน มาผ่านกระบวนการแยกสารประกอบในหอกลั่น แปรรูป และเติมสารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตามสูตรของน้ำมันแต่ละชนิด
:
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงอีกด้วย เช่น ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) หรือก๊าซธรรมชาติ (NGV) ซึ่งเกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์ลึกลงไปใต้ดินเป็นเวลาหลายล้านปี
:
แต่ทั้งนี้ น้ำมันหรือก๊าซเป็นพลังงานที่มีจำกัด วันหนึ่งอาจจะหมดไปจากโลกก็ได้ ปัจจุบันจึงเริ่มมีการหาพลังงานทางเลือกมาใช้  เช่น พลังงานไฟฟ้า แบตเตอรี่ หรือพลังงานไฮโดรเจน นอกจากจะช่วยเรื่องพลังงานทดแทนแล้ว ยังช่วยเรื่องการปล่อยมลภาวะสู่อากาศอีกด้วย
:
ในปัจจุบัน รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มมีการใช้งานในประเทศไทยบ้างแล้ว และมีจุดชาร์จไฟตามสถานที่สำคัญต่างๆ เช่น ห้าง, คอนโด ซึ่งหากเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ก็จะเป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกที่คนไทยจะได้เลือกใช้กันนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3518</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628096833.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="922"><Nid>3517</Nid><title>ทำความรู้จักซีแลนเดีย ว่าที่ทวีปใหม่ ลำดับที่ 8 ของโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-39019042</source><detail>ทำความรู้จักซีแลนเดีย ว่าที่ทวีปใหม่ ลำดับที่ 8 ของโลก
:
ในบทเรียน เราอาจได้เรียนรู้ว่าโลกเรานั้นมี 7 ทวีป แต่ตอนนี้กำลังจะมีทวีปใหม่ในนาม "ซีแลนเดีย" ซึ่งกำลังรอการยอมรับในฐานะทวีปที่ 8 ของโลก
:
ซีแลนเดีย เป็นผืนแผ่นดินขนาดใหญ่ซึ่งพื้นที่เกือบทั้งหมดจมอยู่ใต้มหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนยืนยันว่า ผืนแผ่นดินดังกล่าวมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นทวีป และผลักดันให้เป็นที่ยอมรับเป็นทวีปที่ 8 ของโลก
:
แผ่นดินกว่า 94% ของซีแลนเดียจมอยู่ใต้น้ำ โดยมีเกาะเล็กๆ จำนวนหนึ่ง และเกาะหลัก 3 เกาะเท่านั้นที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ ได้แก่ เกาะเหนือและเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ รวมถึงเกาะนิวแคลิโดเนีย
:
หากซีแลนเดียได้รับการยอมรับเป็นทวีปที่ 8 ของโลก อาจถึงเวลาที่ตำราเรียนจะต้องเปลี่ยนเนื้อหาใหม่อีกครั้ง เหมือนครั้งที่พลูโตถูกปลดออกจากการเป็นดาวเคราะห์ หากมีอะไรคืบหน้า ทางเราจะรีบนำมาอัปเดทกันอย่างแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3517</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628096803.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="923"><Nid>3516</Nid><title>รายงานสภาพภูมิอากาศโลกครั้งสำคัญที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57998277</source><detail>รายงานสภาพภูมิอากาศโลกครั้งสำคัญที่สุดในรอบเกือบ 10 ปี
:
คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ IPCC กำลังจะจัดทำรายงานประเมินสถานการณ์โลกร้อนที่มีเนื้อหาละเอียดครอบคลุมมากที่สุดนับแต่ปี 2013
:
ในรายงานเล่มนี้ จะมีบทบาทสำคัญในการแนะแนวทางในการรับมือกับปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สำคัญต่างๆ ของโลก และเน้นย้ำถึงประเด็นเรื่องบทบาทของมนุษย์ในการก่อให้เกิดวิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศ
:
นอกจากนี้ จะมีเนื้อหาบทใหม่ว่าด้วยการเกิดสภาพอากาศรุงแรงสุดขั้วจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งรวมถึงพายุ "ที่มีแนวโน้มการเกิดต่ำแต่ส่งผลกระทบสูง" ตลอดจนเหตุการณ์น้ำท่วม และภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา
:
คาดว่ารายงานฉบับใหม่ของ IPCC ที่จะตีพิมพ์ในวันที่ 9 ส.ค. นี้ ซึ่งหากมีเนื้อหาอะไรที่น่าสนใจ เราจะเอามานำเสนอเพื่อนๆ กันอีกทีอย่างแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3516</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628096771.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="924"><Nid>3515</Nid><title>เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแคคตัส ไม้หนามสุดฮิต ถูกใจคนรุ่นใหม่</title><source>https://home.kapook.com/view242721.html</source><detail>เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแคคตัส ไม้หนามสุดฮิต ถูกใจคนรุ่นใหม่
:
แคตตัส หรือกระบองเพชร ด้วยขนาดและรูปทรงที่น่ารัก แถมยังมีหลายสายพันธุ์ให้เลือกปลูกกันตามชอบ เลี้ยงง่าย จึงไม่แปลกที่จะได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย วันนี้เลยมีเรื่องน่ารู้เกี่ยวแคคตัสมาฝากกัน
:
1. มาจากภาษากรีก - แคคตัส (Cactus) มาจากคำภาษากรีกว่า คักโตส (Kaktos) 
:
2. นักเอาตัวรอดแห่งทะเลทราย - รากของแคคตัสจะมีความลึกเพียง 1.3 ซม. เท่านั้น เพื่อดูดซับน้ำให้ได้มากที่สุดในเวลาอันรวดเร็ว
:
3. เปิดปากใบเฉพาะกลางคืน - ปกติแล้วต้นไม้ส่วนใหญ่จะเปิดปากใบตอนกลางวันเพื่อสังเคราะห์แสง ส่วนแคคตัสจะเปิดปากใบตอนกลางคืน เพื่อลดการสูญเสียน้ำ
:
4. หนามของแคคตัสคือใบ - มีการลดรูปใบเป็นหนามและมีหลายรูปแบบ เช่น ตรง โค้ง แหลมและเล็กเหมือนเข็ม เป็นขนฟูเหมือนแปรง ยาวเหมือนผม กลม หรือแม้กระทั่งเป็นตะขอ
:
5. บางสายพันธุ์กินได้ - ชาวเม็กซิโกเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า พริคลีย์แพร์ สามารถนำมาปรุงอาหารด้วยการขูดหนามออก และนำไปนึ่งหรือทอดได้
:
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแคคตัสที่ทำให้เรารู้จักกับพืชชนิดนี้มากขึ้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่สนใจอยากจะเลี้ยงแคคตัสกันนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3515</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628096716.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="925"><Nid>3514</Nid><title>แลมบ์ดา (Lambda) โควิดสายพันธุ์ใหม่ อันตรายกว่าเดลตา</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57752238</source><detail>แลมบ์ดา (Lambda) โควิดสายพันธุ์ใหม่ อันตรายกว่าเดลตา
:
เดลตาหลบไป เพราะโควิดสายพันธุ์แลมบ์ดา หรือสายพันธุ์ C.37 กำลังระบาดหนักในภูมิภาคอเมริกาใต้
:
โควิดสายพันธุ์ "แลมบ์ดา" (Lambda) มีการกลายพันธุ์ที่ซับซ้อน ทำให้น่าหวั่นเกรงว่าอาจเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่สามารถเกิดการระบาดได้รวดเร็วและรุนแรงเกินคาด
:
ปัจจุบันพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์แลมบ์ดาแล้วในอย่างน้อย 29 ประเทศทั่วโลก มีการตรวจพบสายพันธุ์ครั้งแรกที่ประเทศเปรูเมื่อเดือนสิงหาคมของปีก่อน โดยพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้สูงถึง 81% ของผู้ป่วยโควิดในเปรู
:
การกลายพันธุ์บางลักษณะที่พบในสายพันธุ์แลมบ์ดา มีศักยภาพสูงที่จะทำให้ไวรัสมีความสามารถในการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล รวมทั้งสามารถลดทอนประสิทธิภาพของวัคซีนได้อีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3514</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628096682.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="926"><Nid>3513</Nid><title>ชี้เป้าทำเลดาวเคราะห์ 29 ดวงที่เอเลี่ยนอาจใช้สังเกตการณ์โลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57623772</source><detail>ชี้เป้าทำเลดาวเคราะห์ 29 ดวงที่เอเลี่ยนอาจใช้สังเกตการณ์โลก
:
หากมีสิ่งมีชีวิตต่างดาวผู้ทรงปัญญาอยู่จริง พวกเขากำลังสังเกตุการณ์โลกใบนี้กันอยู่ไหม? ทีมนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้ลงมือวิเคราะห์ฐานข้อมูลดวงดาว พบ "ทำเลทอง" ที่ใช้สังเกตการณ์โลก อยู่บนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะถึง 29 ดวง 
:
ตำแหน่งดังกล่าวนับว่าอยู่ในตำแหน่งเหมาะเจาะที่สุดสำหรับการดักฟังสัญญาณวิทยุจากโลก รวมทั้งเหมาะต่อการเฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ "ทรานซิต" (Transit) ขณะโลกโคจรผ่านหน้าดวงอาทิตย์ได้ชัดเจนที่สุด
:
ปรากฏการณ์ทรานซิตจะเกิดขึ้นขณะที่ดาวเคราะห์เคลื่อนผ่านตัดหน้าดาวฤกษ์ จนทำให้แสงของดาวฤกษ์หรี่มัวลงชั่วขณะ เป็นปรากฏการณ์เพื่อใช้พิสูจน์การมีอยู่ของดาวเคราะห์ในระบบดาวต่างๆ
:
ตัวอย่างของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ทำเลทอง เช่น ดาวเคราะห์ในระบบดาวแคระแดง Ross 128, ระบบดาวแทรปปิสต์-วัน (Trappist-1) นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3513</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628096644.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="927"><Nid>3512</Nid><title>โลกมนุษย์มีการพบภัยพิบัติทุกๆ 27.5 ล้านปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-57628343</source><detail>โลกมนุษย์มีการพบภัยพิบัติทุกๆ 27.5 ล้านปี
:
นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบว่า โลกมนุษย์นั้นมีการพบเจอภัยพิบัติทุกๆ 27.5 ล้านปี โดยวิเคราะห์ข้อมูลทางธรณีวิทยาที่ย้อนไปในอดีตหลายร้อยล้านปีด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ 
:
การวิเคราะห์นี้พบว่า เหตุการณ์รุนแรงขนาดใหญ่ เช่น เปลือกโลกเคลื่อนตัว ภูเขาไฟระเบิด ระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง หรือการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตครั้งใหญ่ จะเกิดขึ้นทุกๆ 27.5 ล้านปี
:
วิธีการทางคณิตศาสตร์นี้เรียกว่า Fourier Analysis วิเคราะห์ลำดับและความถี่ของเหตุการณ์รุนแรงทางธรณีวิทยา ที่เกิดขึ้น 89 ครั้งตลอดช่วง 260 ล้านปีที่ผ่านมา พบว่าเหตุการณ์แต่ละระลอกจะทิ้งช่วงห่างกันโดยเฉลี่ย 27.5 ล้านปี
:
สำหรับโลกในยุคปัจจุบันนี้ เพิ่งผ่านเหตุการณ์ภัยภิบัติโลกไปเมื่อล่าสุดเมื่อ 7 - 10 ล้านปีก่อน แต่วัฏจักรนี้กำลังจะเวียนมาครบรอบอีกครั้งในราว 15 - 20 ล้านปีข้างหน้านั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-08-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3512</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1628096603.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="928"><Nid>3507</Nid><title>ผู้ป่วยโควิด เมื่อต้อง ‘Home Isolation’ หรือแยกกักตัวที่บ้าน ต้องทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย ?</title><source>https://www.sikarin.com/health/home-isolation</source><detail>Home Isolation หรือการกักตัวที่บ้าน คือ อีกหนึ่งวิธีในการดูแลตัวเอง สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มสีเขียว ที่ไม่มีอาการแสดง หรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อย สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์ประเมินแล้วว่าสามารถรักษาตัวอยู่ที่บ้านได้ ก็สามารถปฏิบัติตนได้ง่าย ๆ ดังนี้

- ห้ามออกจากที่พักและปฏิเสธผู้ใดมาเยี่ยมที่บ้าน
- เว้นระยะห่าง อย่างน้อย 2 เมตร
- แยกห้องพัก ของใช้ส่วนตัวกับผู้อื่น (หากแยกไม่ได้ ควรอยู่ให้ห่างจากผู้อื่นมากที่สุด)
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร่วมกัน
- สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา หากไม่ได้อยู่คนเดียว
-  ล้างมือด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลทุกครั้ง หลังสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ
-  แยกซักเสื้อผ้า รวมไปถึงควรใช้ห้องน้ำแยกจากผู้อื่น
</detail><keywords>home-isolation, HomeIsolation, กักตัวอยู่บ้าน, COVID-19, เชื้อไวรัสโคโรนา</keywords><date>2021-08-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3507</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1627880776.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="929"><Nid>3506</Nid><title>UCEP สิทธิรักษาเจ็บป่วยฉุกเฉิน "ฟรี" ที่ทุกคนต้องรู้</title><source>https://www.sanook.com/health/29425/</source><detail>UCEP คืออะไร?

UCEP คำนี้ ย่อมาจาก Universal Coverage for Emergency Patients เป็นสิทธิการรักษาตามนโยบายของรัฐ เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตให้สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุกแห่งในประเทศไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนพ้นวิกฤตและสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง

UCEP สำคัญอย่างไร

เคยมีกรณีเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินหลายครั้งแล้วคนเจ็บหรือคนใกล้ตัวกลัวว่าไป รพ. อื่นที่ไม่ใช่ รพ. ตามสิทธิของตัวเองแล้วจะเสียค่าใช้จ่าย UCEPคือสิ่งที่จะช่วยครอบคลุมตรงนี้ เพียงแค่มีอาการเข้าข่ายตามนี้

1. หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง

2. หายใจติดขัดมีเสียงดัง

3. ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น

4. เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง

5. แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด

6. อาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบสมองที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

หากมีอาการที่เข้าข่ายภาวะฉุกเฉินวิกฤตดังกล่าว ก็สามารถเข้ารับการรักษาได้ฟรี แม้จะเป็น รพ. เอกชน ไม่เกิน 72 ชั่วโมงแรก (3 วัน)

ขั้นตอนการใช้สิทธิUCEP มี 5 ขั้นตอน

1. ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อน

2. โรงพยาบาลประเมินอาการ และคัดแยกระดับความฉุกเฉิน

3. ศูนย์ประสานความคุ้มครองสิทธิ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล

4. กรณีเข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต จะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิ UCEPทันที แต่ไม่เกิน 72 ชั่วโมง

5. กรณีไม่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉินวิกฤต ให้รีบประสานกับโรงพยาบาลตามสิทธิ หากประสงค์จะรักษาต่อ ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง

หากมีอาการให้โทรแจ้งที่สายด่วน 1669 เพื่อรับการช่วยเหลือ
</detail><keywords>UCEP, UniversalCoverageforEmergencyPatients, UCEP คืออะไร</keywords><date>2021-08-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3506</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1627880569.jpg</img_link><category>การพยาบาล</category></row>
<row _id="930"><Nid>3505</Nid><title>การปฏิบัติการแยกตัวที่บ้าน (Home Isolation) สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 (COVID-19)</title><source>https://www.gj.mahidol.ac.th/main/covid19/homeisolation/</source><detail>คำแนะนำในการสังเกตอาการตนเอง

– ให้สังเกตอาการตนเองวัดอุณหภูมิและ oxygen saturation  ทุกวัน

– หากมีอาการแย่ลง คือมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้เช่นหอบเหนื่อยไข้สูงลอยไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ให้รีบโทรติดต่อโรงพยาบาลที่ท่านรักษาอยู่

– เมื่อจะต้องเดินทางไป โรงพยาบาลให้ใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถที่โรงพยาบาลมารับไม่ใช้รถสาธารณะให้ทุกคนในรถใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่เดินทางหากมีผู้ร่วมยานพาหนะมาด้วยให้เปิดหน้าต่างรถเพื่อเพิ่มการระบายอากาศ

 

โรคโควิด-19

เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในตระกูลโคโรนาไวรัส สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้โดยการหายใจเอาละอองฝอยน้ำมูก น้ำลายของผู้ที่ติดเชื้อเข้าไปจากการ ไอ จาม และพูดคุยกัน เชื้อยังสามารถเข้าสู่ร่างกายทางปาก จมูก และตา ผ่านมือที่ปนเปื้อนเชื้อจากการสัมผัสพื้นผิวต่างๆ ในสิ่งแวดล้อมที่มีเชื้ออยู่ ดังนั้นผู้ที่เป็นโควิด-19 ที่ไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลจึงจำเป็นต้องแยกตัวเองจากผู้อื่นขณะอยู่ที่บ้านเป็นเวลาอย่างน้อย 14 วันนับตั้งแต่วันที่เริ่มป่วย เพื่อลดการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นหลังจากนั้นอาจไม่ต้องแยกตัวเองแต่ แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยและระมัดระวังสุขอนามัย ส่วนบุคคลเป็นพิเศษต่อจนครบ 1 เดือน

 

ผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาที่โรงพยาบาลหรืออยู่โรงพยาบาลเพียงระยะสั้นๆ แล้วไปพักฟื้นต่อที่บ้านหรือสถานพักฟื้น ซึ่งผู้ป่วยที่มีอาการน้อยส่วนใหญ่จะค่อยๆ ดีขึ้นจนหายสนิท อย่างไรก็ตามในช่วงปลายสัปดาห์แรก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการมากขึ้นได้ ผู้ป่วยควรสังเกตอาการตนเองเมื่อไม่แน่ใจสามารถโทรศัพท์ปรึกษาหรือเข้าไปรับการตรวจประเมินได้โดยติดต่อไปยังโรงพยาบาลก่อนจะทำให้ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมได้

 

ลักษณะของบ้านพักอาศัยที่เหมาะสม

“บ้านหรือที่พักอาศัยของผู้เป็นโควิด-19 ในช่วงที่ต้องแยกตัวควรจะต้องมีลักษณะดังนี้  มิฉะนั้นอาจต้องหาสถานที่อื่นที่เหมาะสม”

 

– มีผู้จัดหาอาหารและของใช้จำเป็นให้ได้ไม่ต้องออกไปจัดหานอกบ้านด้วยตนเอง

– อยู่อาศัยตามลำพังหรือ ร่วมกับผู้อื่นโดยมีห้องส่วนตัว

– ผู้ที่อยู่อาศัยร่วมบ้านสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องสุขอนามัยและการแยกจากผู้ป่วยได้

– สามารถติดต่อกับโรงพยาบาลได้และเดินทางมาโรงพยาบาลได้สะดวก

 

ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในระหว่างแยกตัวควรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดดังนี้

ไม่ให้บุคคลอื่นมาเยี่ยมที่บ้านระหว่างแยกตัวและงดการออกจากบ้าน
อยู่ในห้องส่วนตัวตลอดเวลา หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับบุคคลอื่นในที่พักอาศัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่างๆ หากยังมีอาการไอ จาม ต้องสวมหน้ากากอนามัย แม้ขณะอยู่ในห้องส่วนตัว โดยแนะนำให้สวมหน้ากากอนามัยไม่ให้ใช้หน้ากากผ้า
หากจำเป็นต้องเข้าใกล้ผู้อื่นต้องสวมหน้ากากอนามัยได้อยู่ห่างอย่างน้อย 1 เมตร หรือประมาณ 1 ช่วงแขนหากไอ จาม ไม่ควรเข้าใกล้ผู้อื่นหรืออยู่ห่างอย่างน้อย 2 เมตรและให้หันหน้าไปยังทิศทางตรงข้ามกับตำแหน่งที่มีผู้อื่นอยู่ด้วย
หากไอจาม ขณะที่สวมหน้ากากอนามัยไม่ต้องเอามือมาปิดปากและไม่ต้องถอดหน้ากากอนามัยออกเนื่องจากมืออาจเปรอะเปื้อน หาก ไอ จาม ขณะที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยให้ใช้ต้นแขนด้านในปิดปากและจมูก
ถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์หรือล้างมือด้วยสบู่และน้ำเป็นประจำ (หากมือเปรอะเปื้อนให้ล้างด้วยสบู่และน้ำ)​ โดยเฉพาะภายหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ ขณะไอ จาม หรือหลังจากถ่ายปัสสาวะหรืออุจจาระ และก่อนสัมผัสจุดเสี่ยงที่มีผู้อื่นในบ้านใช้ร่วมกัน เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได มือจับตู้เย็น ฯลฯ
กรณีที่เป็นมารดาให้นมบุตร ยังสามารถให้นมบุตรได้ เนื่องจากยังไม่มีรายงานพบเชื้อโควิด-19 ในน้ำนม แต่มารดาควรสวมหน้ากากอนามัย และล้างมืออย่างเคร่งครัดทุกครั้ง ก่อนสัมผัสหรือให้นมบุตร
ใช้ห้องน้ำแยกจากผู้อื่น หากจำเป็นต้องใช้ห้องน้ำร่วมกัน ให้ใช้เป็นคนสุดท้าย ให้ปิดฝาชักโครกก่อนกดน้ำ
การทำความสะอาดห้องน้ำและพื้นผิว ควรทำความสะอาดโถสุขภัณฑ์หรือพื้นที่ที่อาจปนเปื้อนเสมหะ น้ำมูก อุจจาระ ปัสสาวะ หรือสารคัดหลั่งด้วยน้ำและน้ำยาฟอกผ้าขาว 5% โซเดียมไฮโปคลอไรด์ (เช่น ไฮเตอร์, คลอรอกซ์)​โดยใช้ 5% โซเดียมโซเดียมไฮโปคลอไรท์ น้ำยาฟอกขาว 1 ส่วน ต่อน้ำ 99 ส่วน หรือ 0.5% (น้ำยาฟอกขาว 1 ส่วน ต่อ น้ำ 9 ส่วน)​
แยกสิ่งของส่วนตัวไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น จาน ช้อนส้อม แก้วน้ำ ผ้าเช็ด ตัวโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์
ไม่ร่วมรับประทานอาหารกับผู้อื่น ควรให้ผู้อื่นจัดหาอาหารมาให้แล้วแยกรับประทานคนเดียว ถ้าเป็นอาหารที่สั่งมาและต้องเป็นผู้รับอาหารนั้น ควรให้ผู้ส่งอาหารวางอาหารไว้ ณ จุดที่สะดวกแล้วไปนำอาหารเข้าบ้าน ไม่รับอาหารโดยตรงจากผู้ส่งอาหาร
ซักเสื้อผ้า ผ้าปูเตียง ผ้าขนหนู ฯลฯ ด้วยน้ำและสบู่หรือผงซักฟอกตามปกติ หากใช้เครื่องซักผ้าให้ใช้ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มได้
การทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วและขยะที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่ง ให้ใส่ถุงพลาสติกและปิดปากถุงให้สนิทก่อนทิ้งขยะที่ฝาปิดมิดชิด ทำความสะอาดมือด้วยอลกอฮอล์ หรือน้ำ และสบู่ทันที
 

การปฏิบัติตัวของผู้อยู่อาศัยร่วมบ้านและการทำลายเชื้อในสิ่งแวดล้อมในบ้าน

ทุกคนในบ้านควรสวมหน้ากากอนามัย
ควรล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสพื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน หรือมีการปนเปื้อน รวมถึงล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง เพื่อลดการรับและแพร่เชื้อ โดยใช้น้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ความเข้มข้นอย่างน้อย 70 %
เฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยของผู้สัมผัสใกล้ชิด หรือสมาชิกในบ้าน ภายในระยะเวลา 14 วันหลังสัมผัสผู้ป่วย
ควรนอนแยกห้องกับผู้ป่วย
ไม่รับประทานอาหารและใช้ของส่วนตัวร่วมกัน</detail><keywords>home isolation, โควิด-19, COVID-19, กักตัว, ป่วย</keywords><date>2021-08-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3505</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1627871556.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="931"><Nid>3500</Nid><title>8 ไอเท็มจำเป็นเมื่อต้อง Home Isolation กักตัวอยู่บ้าน</title><source>https://www.sikarin.com/health/home-isolation</source><detail>ไอเท็มจำเป็น! เมื่อต้อง “Home Isolation” กักตัวอยู่บ้าน
หากป่วยเป็นโควิด-19 แล้วต้องกักตัวที่บ้านหรือ “Home Isolation” สิ่งของจำเป็นและแนะนำให้มีเตรียมไว้ มีดังต่อไปนี้

1. อุปกรณ์ทานอาหารส่วนตัว ควรแยกกับคนอื่น (ช้อนส้อม จานชาม แก้วน้ำ)
2. ถุงขยะแยกสีสำหรับแยกขยะติดเชื้อ
3. หน้ากากอนามัย ควรสวมตลอดเวลาเมื่อไม่ได้อยู่คนเดียว
4. ยาสามัญประจำบ้าน เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น ยาลดไข้ เจลลดไข้
5. สบู่ เจลล้างมือ ควรล้างมืออย่างสม่ำเสมอ
6. แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ 70% สำหรับเช็ดหลังสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ เช่น ลูกบิด ราวบันได
7. ปรอทวัดไข้ เครื่องัวดออกซิเจน ทางโรงพยาบาลจะเป็นผู้ส่งให้ พร้อมคำแนะนำการใช้งาน
8. ของใช้ส่วนตัวอื่นๆ แยกไว้ใช้ส่วนตัวเท่านั้น เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า
</detail><keywords>home isolation, COVID-19, โควิด-19, กักตัวอยู่บ้าน</keywords><date>2021-07-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3500</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1627531771.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="932"><Nid>3491</Nid><title>เทคนิคเรียนดีขึ้น 80% ด้วยวิธี Brain-Based Learning</title><source>https://www.dek-d.com/education/55364</source><detail>เทคนิคเรียนดีขึ้น 80% ด้วยวิธี Brain-Based Learning
:
ถ้าเพื่อนๆ กำลังคิดว่า การเรียนออนไลน์ในช่วงนี้ไม่ได้ผลลัพธ์ดีเท่าสมัยตอนที่ไปเรียนที่โรงเรียน วันนี้เรามีเทคนิคดีๆ มาฝากกันครับ
:
แนวคิดการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ใช้สมองเป็นฐาน (Brain-Based Learning หรือ BBL)  เกิดจากการพัฒนาร่วมกัน 3 ด้าน คือ ชีววิทยา ประสาทวิทยา และวิทยาศาสตร์ ที่ศึกษาเกี่ยวกับปัญญา โดยมีจุดประสงค์ให้การทำงานของสมองจะตื่นตัวและมีประสิทธิภาพในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น
:
เทคนิคการเรียนออนไลน์ให้ดีขึ้น 4 ขั้นตอนดังนี้
1. การผ่อนคลาย - เปิดวีดีโอที่เราชอบก่อนเวลาเข้าเรียน ประมาณ 5 - 10 นาที อารมณ์ที่ดีจะทำให้สมองหลั่งสารเคมีความสุข เวลาเรียนจะจดจำได้นาน
:
2. การถ่ายโยงการเรียนรู้ - หลังเรียนเสร็จ ลองเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน ข้อนี้ทำให้ผู้เรียนจำได้และสนุกกับการเรียนรู้ เพราะสมองจะจดจำได้ดี เมื่อมีความจำแบบเชื่อมโยง 
:
3. การเรียนรู้ที่หลากหลาย - ใช้สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพราะสมองของแต่ละคนจะมีความเฉพาะของตน ถ้าผู้เรียนได้รับประสบการณ์ที่เหมาะสม ก็จะกระตุ้นให้กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ได้  
:
4. การสะท้อนคิด - อย่าลืมที่จะหมั่นทบทวนและทำแบบทดสอบเพื่อเช็กความเข้าใจของเราอย่างสม่ำเสมอ
:
เพียงเท่านี้ ก็จะสามารถเรียนออนไลน์ได้แบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นแน่นอน อย่าลืมนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ในการเรียนหนังสือของเพื่อนๆ กันนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3491</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1627235259.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="933"><Nid>3490</Nid><title>มนุษย์มังกร ค้นพบมนุษย์โบราณสายพันธุ์ใหม่ในประเทศจีน</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57622180</source><detail>มนุษย์มังกร ค้นพบมนุษย์โบราณสายพันธุ์ใหม่ในประเทศจีน
:
ทีมนักวิจัยจากสหราชอาณาจักรและสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน เผยว่า ค้นพบมนุษย์โบราณสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดทางวิวัฒนาการกับมนุษย์ยุคปัจจุบันมากที่สุด และได้รับฉายาว่า "มนุษย์มังกร" (Dragon Man)
:
มีการค้นพบกะโหลกศีรษะขนาดใหญ่ เพศชาย ในวัยราว 50 ปี ที่เมืองฮาร์บินในมณฑลเฮยหลงเจียงตั้งแต่ปี 1933 ผลศึกษาชี้ว่า มนุษย์มังกรนับว่าเป็นสายพันธุ์ที่เป็นญาติใกล้ชิดกับมนุษย์ยุคใหม่มากที่สุด กะโหลกศีรษะของมนุษย์มังกรนั้นใหญ่กว่ามนุษย์สายพันธุ์อื่นๆ โดยทั่วไป ทำให้สันนิษฐานได้ว่า อาจมีขนาดของสมองเทียบเท่ากับมนุษย์ยุคใหม่ได้เลยทีเดียว
:
ฉายา "มนุษย์มังกร" มาจากชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Homo Longi ซึ่งคำว่า "หลง" (Long) ในภาษาจีนนั้นหมายถึงมังกรนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3490</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1627235227.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="934"><Nid>3489</Nid><title>ปฏิกิริยาระเบิดฟองอากาศ เมื่อต้มน้ำด้วยไมโครเวฟ</title><source>https://www.dek-d.com/education/56662</source><detail>ปฏิกิริยาระเบิดฟองอากาศ เมื่อต้มน้ำด้วยไมโครเวฟ
:
เคยต้มน้ำด้วยไมโครเวฟ และเมื่อเทผงกาแฟหรือผงเครื่องดื่มลงไป น้ำกลับเดือดดาลและพุ่งจนล้นออกมาจากแก้วกันไหมครับ? วันนี้เรามาดูคำตอบกันเลยว่าเกิดจากสาเหตุใด
:
น้ำที่ต้มด้วยไมโครเวฟจะกักเก็บพลังงานไว้มากจนถึงจุดเดือด แต่ระบายออกมาเป็นไอไม่ได้ เพราะในน้ำไม่มีผิวขรุขระให้ฟองอากาศได้ยึดเกาะ แถมน้ำในแก้วยังอุณหภูมิเท่ากันหมด เรียกปฏิกิริยานี้ว่า Superheating
:
เมื่อเราเติมวัตถุใดเข้าไป ก็เท่ากับมีจุดยึดเกาะฟองอากาศแล้ว ทำให้น้ำที่สัมผัสวัตถุเหล่านั้นเปลี่ยนสถานะทันที ส่งผลให้น้ำในแก้วพุ่งขึ้นเป็น “ระเบิดฟองอากาศ” และอาจเกิดอันตรายต่อเราได้
:
เพราะฉะนั้นวิธีที่ปลอดภัยเมื่อเราต้มน้ำในไมโครเวฟแล้ว อย่าเพิ่งรีบผสมผงกาแฟหรือน้ำตาลลงไป แต่วางเอาไว้ให้อุณหภูมิลดลง หรือเติมน้ำอุณหภูมิห้องลงไปเล็กน้อย จะทำให้ปลอดภัยและไม่เกิดปฏิกริยาระเบิดฟองอากาศนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3489</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1627235187.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="935"><Nid>3488</Nid><title>ทำไมแต่ละประเทศเวลาไม่เท่ากัน?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72798/-blo-sciear-sci-</source><detail>ทำไมแต่ละประเทศเวลาไม่เท่ากัน?
:
เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมครับ ทำไมแต่ละประกาศถึงมีเวลาไม่เท่ากัน กลางวัน-กลางคืนไม่เท่ากัน ที่ไทยกลางวัน บางที่กลับเป็นกลางคืน วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ
:
โลกของเรานั้นมีการโคจรรอบตัวเองและรอบดวงอาทิตย์ โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ใช้เวลา 1 วัน หรือประมาณ 24 ชั่วโมง
:
ซีกโลกฝั่งที่ได้รับแสงอาทิตย์จะเป็นเวลากลางวัน และซีกโลกฝั่งที่ไม่โดนแสงอาทิตย์จะเป็นเวลากลางคืน และนี่คือเหตุผลที่ประเทศในแต่ละซีกโลกถึงมีเวลาไม่เท่ากัน
:
แต่ละประเทศนั้นจะมีการกำหนดเวลามาตรฐาน (Standard Time) เป็นของตน โดยยึดตามตำแหน่งลองจิจูดที่ผ่านประเทศ เช่น ประเทศไทย ถือเอาเส้นลองจิจูด 105 องศาตะวันออกเป็นเส้นเมริเดียนกลาง
:
ประเทศไทยอยู่ด้านซีกโลกตะวันออกของเส้นเมริเดียนแรก 0 องศา ทำให้ประเทศไทยมีเวลาเร็วกว่าเวลามาตรฐานสากล 7 ชั่วโมง (GMT+7) ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีเวลาไวกว่าสหราชอาณาจักร +7 ชั่วโมงนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3488</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1627235155.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="936"><Nid>3487</Nid><title>Lockdown Brain Fog ภาวะสมองล้าจากการอยู่บ้านเป็นเวลานาน</title><source>https://health.kapook.com/view241911.html</source><detail>Lockdown Brain Fog ภาวะสมองล้าจากการอยู่บ้านเป็นเวลานาน
:
ในยุคที่โลกต้องรับมือกับการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 การกักตัวอยู่แต่ในบ้านถือเป็นมาตรการพื้นฐานที่ทั่วโลกใช้ และนี่คือสาเหตุของภาวะ Lockdown Brain Fog
:
Lockdown Brain Fog คือภาวะสมองล้าจากการอยู่บ้านนานๆ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก มีอาการอาการสมองตื้อ ๆ เบลอ ๆ คล้ายกับอาการเบลอจากการนอนไม่พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้คิดอะไรช้าลงหรือคิดอะไรไม่ค่อยออก เหมือนสมองทำงานไม่เต็มร้อย
:
สาเหตุเกิดมาจาก 
1. การขาดสังคม ขาดการติดต่อสื่อสาร
2. การถูกจำกัดบริเวณ อยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ
3. ความเหงาที่เกิดจากการอยู่ตัวคนเดียว ทำแต่สิ่งเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมา
:
แต่อาการนี้สามารถดีขึ้นได้ด้วยการพูดคุยให้มากขึ้น หาเวลา Video Call หรือโทรศัพท์คุยกับเพื่อน รวมไปถึงการขยับร่างกายให้บ่อยขึ้น เช่น เดินออกไปทิ้งขยะให้บ่อยขึ้น หรือลองเปลี่ยนบรรยากาศการกินข้าว เช่น ลองไปกินอาหารเช้าในสวนหน้าบ้าน หรือหาต้นไม้ใหม่ๆ มาปลูก
:
เพียงเท่านี้เราก็จะกลับมารู้สึกสดชื่น และผ่อนคลายจากอาการสมองเบลอจากการอยู่บ้านเป็นเวลานานแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3487</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1627235118.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="937"><Nid>3486</Nid><title>เปลี่ยนบ้านเป็นสปา คลายเครียดด้วยกลิ่นจากธรรมชาติ</title><source>https://home.kapook.com/view234952.html</source><detail>เปลี่ยนบ้านเป็นสปา คลายเครียดด้วยกลิ่นจากธรรมชาติ
:
คงไม่มีเวลาไหนเหมาะไปกว่าช่วงนี้ที่เราต้องอยู่บ้านกันทั้งวัน อาจทำให้เบื่อและมีอาการเครียดได้ แต่แก้ได้ง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนบ้านเป็นสปา ด้วยกลิ่นหอมจากสมุนไพร
:
1. กลิ่นลาเวนเดอร์ (Lavender) - ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และลดความวิตกกังวลได้แล้ว ทั้งยังช่วยให้นอนหลับง่ายและหลับสนิทมากขึ้นด้วย
:
2. กลิ่นโรสแมรี่ (Rosemary) - ช่วยลดความเครียดสะสม แถมยังช่วยในเรื่องของความจำ พร้อมด้วยสรรพคุณอื่นๆ เช่น ช่วยไล่ยุงและแมลง เป็นต้น
:
3. กลิ่นเปเปอร์มินต์ (Peppermint) - ช่วยลดความเครียด ทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ลดความรู้สึกกระวนกระวาย
:
4. กลิ่นเลมอน (Lemon) - ช่วยบำบัดความเครียด ลดความวิตกกังวล ทำให้จิตใจสงบ สมองปลอดโปร่ง มีสมาธิมากขึ้น
:
5. กลิ่นมะลิ (Jasminum) - ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล รวมถึงบรรเทาอาการซึมเศร้า
:
6. กลิ่นกระดังงา (Ylang Ylang) - ช่วยผ่อนคลายความเครียด ช่วยลดความวิตกกังวล ทำให้จิตใจสงบ นอนหลับได้ง่ายขึ้น ทั้งยังมีฤทธิ์ในการช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ด้วย
:
ที่สำคัญ เราสามารถหาน้ำมันหอมระเหยของสมุนไพรเหล่านี้ได้ไม่ยากเลย แค่นี้เราก็จะเปลี่ยนบรรยากาศบ้านธรรมดาๆ ของเราให้กลายเป็นสปาคลายเครียด ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับในช่วงนี้เลยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3486</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1627235084.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="938"><Nid>3485</Nid><title>ภาวะน้ำหนักเกิน กับความเสี่ยง COVID-19</title><source>https://med.mahidol.ac.th/atrama/issue041/health-station</source><detail>โดยหลักสากลแล้ว BMI ปกติ (normal) อยู่ระหว่าง 18.5-24.9 หาก BMI น้อยกว่า 18.5 ถือว่าน้อยกว่าเกณฑ์ (underweight) หาก BMI ระหว่าง 25-29.9 ถือว่าน้ำหนักเกิน (overweight) ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็นภาวะน้ำหนักเกินแต่หาก BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป จึงถือว่าเป็นภาวะน้ำหนักเกิน (obesity) แต่อย่าลืมว่า บางคนออกกำลังกายแล้ว คุมอาหารแล้ว แต่ทำไมน้ำหนักไม่ลดสักที อาจเป็นเพราะน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงแทนที่จะลดลงกลับกลายเป็นมวลกล้ามเนื้อแทน ฉะนั้นบางคนที่ดูแลตัวเองเล่นกล้าม อาจมี BMI ที่สูง แต่ความจริงแล้วไม่ได้มีภาวะน้ำหนักเกิน นอกจากนี้ในหลายงานวิจัยและมีการใช้ในชีวิตประจำวันว่า ในคนเอเชียซึ่งมีรูปร่างเล็กกว่าชาวตะวันตก ควรใช้เกณฑ์ภาวะน้ำหนักเกินที่ BMI ตั้งแต่ 23 เป็นต้นไป

ภาวะน้ำหนักเกินกับ COVID-19

ภาวะน้ำหนักเกินทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิด COVID-19 ที่ร้ายแรงได้ และอาจทำให้อัตราการนอนโรงพยาบาลสูงขึ้นถึง 3 เท่า เนื่องจากมีระดับภูมิคุ้มกันที่ลดลงหรือทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และยังลดความจุในปอด ทำให้การหายใจเข้าออกมีประสิทธิภาพที่ลดลง การศึกษาวิจัยพบว่า BMI ที่เพิ่มขึ้น ทำให้อัตราการเสียชีวิต การใส่ท่อช่วยหายใจ การนอนในโรงพยาบาลจาก COVID-19 มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่อายุน้อยกว่า 65 ปี ในสหรัฐอเมริกามีการศึกษาผู้ป่วยกว่า 900,000 รายที่นอนโรงพยาบาลด้วยอาการ COVID-19 โดยใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ พบว่า ความอ้วนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญถึงร้อยละ 30 ของการนอนในโรงพยาบาล

เราสามารถทำอย่างไรได้บ้าง

1. ปรับเปลี่ยนด้านโภชนาการ ปรับเปลี่ยนด้วยการรับประทานอาหารและน้ำดื่มที่มีแคลอรีต่ำ ไม่มีไขมันอิ่มตัว งดหวาน-มัน-เค็ม เน้นผัก-ผลไม้ อาหารที่อุดมด้วยโปรตีนที่ปราศจากไขมันและธัญพืชไม่ขัดสีต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาว่าโภชนาการที่ดีจะเพิ่มภูมิคุ้มกันและลดโรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคไขมันโลหิตสูง ซึ่งโรคเหล่านี้ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงของ COVID-19 เช่นกัน

2. การออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายในชีวิตประจำวัน เช่น เดินเร็ว เดินขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์ วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือทำงานบ้านต่าง ๆ เป็นการใช้พลังงานออกไป และน้ำหนักก็จะลดตาม แต่ละกิจกรรมจะลดปริมาณพลังงานมากน้อยต่างกัน แล้วยังช่วยให้นอนหลับดีขึ้น ลดความเครียดอีกด้วย

3. การนอนให้เพียงพอ การนอนน้อยเกินไปหรือนอนไม่หลับ อาจทำให้เกิดโรคเรื้อรัง รวมทั้งภาวะน้ำหนักเกินด้วย จึงต้องพยายามจัดสถานที่นอนให้สบาย อุณหภูมิกำลังดี หลีกเลี่ยงสิ่งรบกวนต่าง ๆ ทั้งแสงและเสียง งดเล่นโทรศัพท์มือถือก่อนนอน มีการศึกษาวิจัยว่าการนอนไม่พอ มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะน้ำหนักเกิน

4. ปล่อยใจให้สบาย ลดความเครียดและกังวล มีการศึกษาว่า ภาวะเครียด วิตกกังวล ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการกินและการนอน รวมทั้งเกิดการใช้บุหรี่ หรือแอลกอฮอล์มากขึ้น ยิ่งทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกิน ดังนั้น ควรทำใจสบาย หาวิธีผ่อนคลายในแบบของตนเอง เช่น ทำสมาธิ พูดคุยระบายความเครียดกับคนที่ไว้ใจ ทำกิจกรรมเสริมที่ชอบ อ่านหนังสือ หรือแม้แต่นอนพักไม่ทำอะไรเลย ก็เป็นการผ่อนคลายที่ดีอย่างหนึ่ง

การรับข่าวสารก็มีความสำคัญ อย่าใช้เวลามากจนเกินไป และใช้วิจารณญาณในการประเมินข้อเท็จจริง สุดท้ายนี้หวังว่าทุกท่านจะปลอดภัยจากการติดเชื้อ COVID-19 หรือหากได้รับเชื้อแล้ว สามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ให้ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือความรุนแรงในการเป็นโรค การควบคุมน้ำหนักและดูแลสุขภาพตนเองเป็นวิธีที่จะสามารถทำได้ง่าย ร่วมกับมาตรการด้านสุขอนามัยในการล้างมือให้ถูกวิธีด้วยน้ำสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล ทำความสะอาดร่างกายและพื้นผิวสัมผัสบ่อย ๆ งดไปสถานที่ชุมชน อยู่ห่างจากผู้อื่นประมาณ 1.5-2 เมตร สวมหน้ากากอนามัยให้ถูกวิธี
</detail><keywords>COVID-19, COVID-19, ภาวะน้ำหนักเกิน, ภาวะความเสี่ยงโควิด-19</keywords><date>2021-07-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3485</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1627033381.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="939"><Nid>3482</Nid><title>Pulse Oximeter เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ไอเท็มฮิตช่วง โควิด-19</title><source>https://www.sanook.com/health/29337/</source><detail>Pulse Oximeter อีกหนึ่งเครื่องมือที่พูดถึงอย่างมากในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของหรือเป็นอีกหนึ่งอย่างที่เราควรรู้จักไว้ เพราะมันช่วยดูสภาพออกซิเจนของเราในเบื้องต้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับโควิด-19 ตรงที่ หากปอดหรือการหายใจเราไม่ดี ออกซิเจนในร่างกายก็จะต่ำลง วันนี้มารู้จักเจ้าเครื่องนี้กันไว้ดีกว่า

Pulse Oximeterคืออะไร?
Pulse Oximeterหรือเครื่องวัดระดับออกซิเจนปลายนิ้ว หรือจะเรียกว่า เครื่องวัดออกซิเจนในเลือดก็ได้ เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ชนิดหนึ่ง ที่ใช้สำหรับวัดค่าออกซิเจนภายในเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ โดยปกติใช้กับผู้ป่วยที่ต้องเฝ้าระวังระดับค่าออกซิเจนในเลือด 

Pulse Oximeterที่พูดถึงกันมากในช่วงโควิด-19 ต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ใช่เครื่องมือ วินิจฉัย ว่าติดหรือไม่ติดโควิด-19 แต่ให้ใช้ในกรณีผู้ป่วยที่ติดโควิด-19 และใช้เพื่อดูการเต้นของหัวใจ รวมถึงดูระดับออกซิเจนที่อยู่ในเลือด ถ้าระดับออกซิเจนที่ผิดปกติอาจแสดงถึงความผิดปกติในปอด

วิธีใช้Pulse Oximeter 
สอดนิ้วมือเข้าเครื่อง
กดปุ่มเพื่อใช้งาน
อ่านค่า 
วิธีอ่านค่าและสังเกตความรุนแรง
สีเขียว 

ออกซิเจน อยู่ในระดับ 96%-100% จะเป็นระดับปกติของคนทั่วไป
สีเหลือง

ออกซิเจน อยู่ในระดับ 90%-95% หากอยู่ในระดับนี้ต้องติดต่อแพทย์ เพราะถือว่าเป็นระดับที่ผิดปกติ 
สีแดง

ออกซิเจน อยู่ในระดับ 90% หากอยู่ในระดับนี้ต้องได้รับการช่วยเหลือโดยด่วน 
การอ่านค่า
SpO2 คือ ค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด 

PR คือ อัตราการเต้นของหัวใจ 

ข้อแนะนำหรือข้อควรระวัง
ล้างมือให้สะอาด ล้างเล็บ ถอดเล็บปลอมออก
แนะนำให้ใช้นิ้วชี้ หรือ นิ้วกลาง 
รอเครื่องแสดงผลระดับออกซิเจนในเลือดและชีพจรพร้อมกัน พยายามไม่ขยับ 
ออกซิเจนในเลือดต่ำส่งผลอะไรบ้าง

หายใจลำบาก ไม่เต็มที่
หายใจเร็วขึ้น แรงขึ้น เพราะร่างกายพยายามปรับสมดุล 
เกิดการเสื่อมหรือตายของเซลล์ในอวัยวะต่างๆ 
มีอาการซึม สมองทำงานช้าลง
ภาวะหัวใจล้มเหลว</detail><keywords>Pulse Oximeter, ครื่องวัดออกซิเจน, COVID-19, ปอด, การหายใจ</keywords><date>2021-07-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3482</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1626932658.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="940"><Nid>3471</Nid><title>รู้จักยาฟาวิพิราเวียร์</title><source>https://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/line/19-2/</source><detail>ฟาวิพิราเวียร์ ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ แต่เป็น
ยาต้านไวรัสที่ออกฤทธิ์กว้าง จึงใช้ได้กับโรคติดเชื้อไวรัสอื่น ๆ
เช่น ชิคุนกุนยา และ โควิด-19

การใช้ยาฟาวิพิราเวียร์กับผู้ป่วยโควิด-19

แพทย์ใช้ฟาวิพิราเวียร์กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่รับไว้ในสถานพยาบาล โดยกรมควบคุมโรคระบุให้ใช้กับผู้ที่เริ่มมีอาการของโรค ไม่แนะนำให้ใช้กับผู้ที่ยังไม่มีอาการ หรือใช้เพื่อป้องกันโรค

การใช้ยาฟาวิพิราเวียร์ต้องรอจนมีอาการแล้วเท่านั้นหรือ

เป็นดุลยพินิจของแพทย์ที่จะเริ่มใช้ยานี้กับผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการบางรายที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง เช่น อายุมาก เป็นเบาหวาน หรืออ้วน เป็นต้น หรือแม้ไม่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงของโรคมากขึ้นก็สามารถใช้ยานี้ได้ในทันที

ฟาวิพิราเวียร์เป็นยาสำคัญที่ใช้ต้านไวรัสโคโรนา 2019 จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้อย่างสมเหตุผล คือ ใช้เมื่อมีข้อบ่งชี้เท่านั้นหากนำมาใช้เกินจำเป็นจะส่งเสริมการดื้อยาของเชื้อไวรัส และทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง</detail><keywords>ยา, ฟาวิพิราเวียร์, โควิด-19, COVID-19, โรค</keywords><date>2021-07-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3471</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1626338713.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="941"><Nid>3466</Nid><title>สารสกัดกระชายขาว ต้านโควิด-19 ?</title><source>https://www.rama.mahidol.ac.th/ramaclinic/article/09sep2020-1522</source><detail>ความสำเร็จเบื้องต้น พบว่า “สารสกัดกระชายขาว” มีฤทธิ์ต้าน COVID-19 ในหลอดทดลอง นักวิจัย ม.มหิดล เร่งพัฒนาสารสกัดกระชายขาวเพื่อใช้เป็นยาสำหรับโรค COVID-19 คาดว่าใช้เวลาอย่างน้อย 1 ปี ในการวิจัยและพัฒนาให้สำเร็จ โดยโครงการวิจัยต้านเชื้อไวรัสโคโรนาจากสมุนไพรไทย เป็นความร่วมมือระหว่าง คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS ขณะนี้งานวิจัยกระชายขาวอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยในคน หากมีความคืบหน้าหรือข้อมูลเพิ่มเติมขอให้ติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
</detail><keywords>กระชายขาว, COVID-19, สมุนไพรต้านโควิด-19, โควิด-19</keywords><date>2021-07-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3466</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1626164118.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="942"><Nid>3463</Nid><title>5 อาหารอร่อย ที่ยิ่งกินภูมิคุ้มกันยิ่งลดลง</title><source>https://www.sanook.com/health/29153</source><detail>5 อาหารอร่อย ที่ยิ่งกินภูมิคุ้มกันยิ่งลดลง
:
อาหารบางชนิดกินแล้วช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้เรา แต่แน่นอนว่าก็ต้องมีอาหารบางประเภทที่กินแล้วอาจเข้าไปลดประสิทธิภาพในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรคได้ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. น้ำตาล - น้ำตาลสามารถทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้นได้ และยังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดการอักเสบของโปรตีน ส่งผลให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรคแย่ลง
:
2. เกลือ - เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง และยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย
:
3. อาหารทอด - มีสารที่ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ และทำให้เซลล์เสียหาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันโรคทำงานได้แย่ลง 
:
4. เครื่องดื่มคาเฟอีนสูง - เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนสูงมากเกินไป อาจรบกวนการนอนหลับ ซึ่งอาจเพิ่มการตอบสนองต่อการอักเสบและภูมิคุ้มกันลดลง
:
5. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ - ส่งผลกระทบต่อการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน เพิ่มความไวต่อการเจ็บป่วย
:
จะเห็นว่าอาหารบางชนิดจะมีประโยชน์เมื่อร่างกายได้รับในปริมาณที่เหมาะสม อย่างเช่นน้ำตาลหรือเกลือ แต่หากรับประทานในปริมาณมากเกินไป ก็จะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันแย่ลงด้วย นอกจากจะเลี่ยงการกกินอาหารเหล่านี้แล้ว ควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย เพื่อภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงและทำงานได้เต็มที่นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3463</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1626114367.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="943"><Nid>3462</Nid><title>ไบโอแฮ็กเกอร์ ล้วงข้อมูลเพื่อสุขภาพมนุษย์ที่ดีขึ้น</title><source>https://www.bbc.com/thai/other-news-57482368</source><detail>ไบโอแฮ็กเกอร์ ล้วงข้อมูลเพื่อสุขภาพมนุษย์ที่ดีขึ้น
:
การพัฒนาของเทคโนโลยี นำพาความเจริญในหลายๆ ด้านมาให้ ซึ่งเรื่องสุขภาพก็เป็นหนึ่งในนั้น
:
แวดวงวิทยาศาสตร์มีการพูดถึง ไบโอแฮ็กกิง (Biohacking) อยู่บ่อยๆ กระแสการใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการ "แฮ็ก" ร่างกายมนุษย์เพื่อจัดการให้ร่างกายทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
:
ยกตัวอย่างเช่น การใส่แหวน เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการนอนหลับของเรา แล้วนำข้อมูลมาปรับเพื่อสร้างสุขภาพการนอนที่ดีขึ้น หรือการใช้เครื่องมือการตรวจวัดน้ำตาลในเลือดด้วยการแปะเครื่องมือเล็กๆ ไปที่ต้นแขน
:
สรุปแล้ว ไบโอแฮ็กกิงคือการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้เพื่อเข้าใจและวิเคราะห์สถานะการทำงานของร่างกายได้ รวมถึงตรวจพบสิ่งผิดปกติ เพื่อจะนำมาเป็นข้อมูลในการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้มนุษย์มีสุขภาพที่ดีขึ้น และมีอายุยืนยาวขึ้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3462</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1626114338.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="944"><Nid>3461</Nid><title>เก็บปากกาแบบไหนถูกวิธี คว่ำหัวลงหรือตั้งหัวขึ้น?</title><source>https://www.dek-d.com/education/54453</source><detail>เก็บปากกาแบบไหนถูกวิธี คว่ำหัวลงหรือตั้งหัวขึ้น?
:
เคยสงสัยกันไหมว่าตามหลักที่ถูกต้องแล้ว เราควรต้องเก็บปากกาแบบคว่ำหัวลงหรือหงายหัวขึ้น? วันนี้เรามหาคำตอบกัน
:
ในการออกแบบปากกา จะมีตัวโครงสร้างที่ต้องออกแบบสำหรับการจับที่เหมาะสม ถนัดมือ เขียนง่ายทั้งมือซ้ายและขวา และถูกออกแบบมาให้เก็บปากกาแบบ "คว่ำหัวลง" เพื่อง่ายต่อการหยิบใช้ เนื่องจากไม่ต้องคอยกลับด้านปากกาให้ลำบาก
:
และก็ไม่ต้องกลัวว่าหมึกปากกาจะไหลออกมาทำให้เลอะเทอะ เนื่องจากส่วนใหญ่จะมีปลอกปากกาช่วยป้องกัน และมีการทำให้ภายในหลอดไส้เป็นแบบสูญญากาศ น้ำหมึกจึงไม่สามารถไหลออกมาได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3461</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1626114310.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="945"><Nid>3460</Nid><title>เรียนเก่งได้ ทำงานเก่งได้ ด้วยทฤษฎีจิตวิทยาเชิงบวก</title><source>https://www.dek-d.com/education/58071</source><detail>เรียนเก่งได้ ทำงานเก่งได้ ด้วยทฤษฎีจิตวิทยาเชิงบวก
:
ทฤษฎีความหวัง (Hope Theory) คือ หนึ่งในทฤษฎีจิตวิทยาของ Mark Snyder นักจิตวิทยาชาวอเมริกาที่เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก ซึ่งเคยกล่าวไว้ว่า "ความหวังคือสิ่งสำคัญ เหมือนกับโครงสร้างที่แข็งแรงคอยค้ำจุนเรา" 
:
Hope Theory  ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่
1. Goals Thinking - กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนและจับต้องได้
2. Pathways Thinking - การสร้างและพัฒนากลยุทธ์ของเรา เพื่อให้เราสามารถพิชิตเป้าหมายสำเร็จ
3. Agency Thinking - การเริ่มต้นและรักษาแรงจูงใจ เพื่อให้เป้าหมายของเราสำเร็จ หรือเพื่อไม่ให้เกิดความย่อท้อ
:
เพื่อนๆ สามารถนำองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อไปปรับใช้ได้กับทั้งการเรียน และการทำงาน โดยเริ่มกำหนดเป้าหมายที่เล็กๆ ก่อน และเมื่อเราประสบความเร็จ ก็ค่อยเริ่มตั้งเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3460</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1626114279.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="946"><Nid>3459</Nid><title>ชาวยุโรปอาจไม่ได้เป็นพวกแรกที่ค้นพบทวีปแอนตาร์กติก</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-57459781</source><detail>ชาวยุโรปอาจไม่ได้เป็นพวกแรกที่ค้นพบทวีปแอนตาร์กติก
:
ทวีปแอนตาร์กติกา ดินแดนทางใต้สุดและหนาวเย็นที่สุดของโลก อาจถูกค้นพบโดยชาวเมารีชนพื้นเมืองของประเทศนิวซีแลนด์ ก่อนที่บรรดานักสำรวจชาวยุโรปจะตามรอยไปถึงในอีก 1,300 ปีต่อมา
:
หลักฐานชิ้นนี้รวบรวมมาจากเรื่องเล่าที่สืบทอดกันมา รวมทั้งวรรณกรรมที่ไม่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ในวงกว้าง ซึ่งอาจไม่ค่อยได้ถูกยอมรับเท่าบันทึกอย่างเป็นทางการโดยชาวยุโรปตลอดช่วง 200 ปีที่ผ่านมา
:
มีการเอ่ยถึงภูเขาหินที่ยอดสูงเสียดฟ้า แต่กลับไม่มีพืชหรือสัตว์หรือสิ่งใดเลยอยู่บนนั้น บ้างก็ว่าพบปีศาจหญิงอาศัยอยู่ในทะเล โดยผมของนางสยายลอยอยู่เหนือคลื่น ซึ่งกรณีนี้ทีมวิจัยคาดว่าน่าจะเป็นการพรรณนาถึงสาหร่ายเคลป์บางชนิดในแถบมหาสมุทรใต้
:
ชาวเมาลีในปัจจุบัน พวกเขายังคงมีส่วนร่วมในการสำรวจยุคใหม่อย่างแข็งขัน แต่แทบจะไม่มีการยอมรับและยกย่องให้ชาวโลกได้ทราบโดยทั่วกัน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3459</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1626114249.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="947"><Nid>3458</Nid><title>ความชราภาพ แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถเอาชนะได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57544611</source><detail>ความชราภาพ แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถเอาชนะได้
:
แม้วงการวิทยาศาสตร์จะมีวิธีการหลากหลายที่จะชะลอความชรา แต่ผลวิจัยยืนยันแล้วว่า เราไม่มีทางจะเอาชนะกระบวนการไปสู่ความชราภาพของร่างกายนี้ได้เลย
:
มนุษย์และสัตว์จำพวกวานรหรือไพรเมตจะต้องแก่ตัวลงเรื่อยๆ หลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ด้วยอัตราความเปลี่ยนแปลงซึ่งเป็นค่าคงที่ของเผ่าพันธุ์สัตว์แต่ละชนิด การใช้เทคโนโลยีชะลอวัยล้ำสมัยอย่างการฉีดสเต็มเซลล์ หรือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้าช่วยค้นคว้าในทางพันธุศาสตร์ ก็ยังไม่สามารถเอาชนะเรื่องการชราภาพได้
:
ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ ทำให้ประชากรโลกสามารถอยู่รอดและเติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ได้มากขึ้น แต่หลังจากนั้น อัตราความเสื่อมถอยของร่างกายหรือความชราภาพจะดำเนินอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถชะลอหรือหยุดได้นั้นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3458</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1626114220.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="948"><Nid>3444</Nid><title>วิธีปฐมพยาบาล เมื่อสัมผัสสารเคมี รั่วไหล-สูดดม ควันไฟ</title><source>https://www.sanook.com/health/16289/</source><detail>ในแถบต่างจังหวัด หรือเขตอุตสาหกรรมที่อาจเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ เช่น การไฟไหม้ หรือระเบิดของโรงงาน หรือรถขนส่งสารเคมีต่างๆ สารเคมีอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราได้ ดังนั้นหากเกิดเหตุขึ้น เราควรทำอย่างไรเพื่อช่วยเหลือตัวเอง และคนอื่น รวมถึงทราบวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อต้องสัมผัสกับสารเคมีที่อาจทำให้บาดเจ็บได้

อาการที่อาจเกิดขึ้น เมื่อสัมผัสกับสารเคมีอันตราย

- แสบร้อนบริเวณผิวหนัง

- แผลพุพอง

- ระคายเคืองตา

- หายใจติดขัด

- อ่อนเพลีย

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อต้องสัมผัสกับสารเคมี-สูดควันไฟ

1. อพยพออกจากพื้นที่ทันที และอยู่เหนือลม

2. กรณีที่สัมผัสควันไฟหรือไอระเหยจากสารเคมี ให้รีบนำผู้บาดเจ็บหรือผู้ป่วยไปยังที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ และถอดเสื้อผ้า รองเท้าที่เปื้อนออก

3. หากผิวหนังหรือตาสัมผัสโดนไอระเหยของสารเคมี ให้ล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที และโทรเรียกรถพยาบาลหรือหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน 1669

4. เมื่อออกจากพื้นที่ได้แล้ว แต่พบว่า มีคนที่ยังติดอยู่ห้ามกลับเข้าไปเด็ดขาด ควรแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือ

5. ถึงแม้เหตุการณ์ไฟไหม้จะสงบลงแล้ว ยังไม่ควรเข้าใกล้หรือสัมผัสสารเคมีในบริเวณนั้นโดยเด็ดขาด จนกว่าจะได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่

6. เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีโรคหัวใจ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ได้กลับบ้านไปแล้วควรพักผ่อน ดื่มหรือจิบน้ำเพิ่มขึ้น

7. หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ หายใจลำบาก ไอ ระคายเคืองตา ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที

8. ติดตามข้อมูลสถานการณ์จากหน่วยงานภาครัฐ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
</detail><keywords>ไฟไหม้, สารเคมีอันตราย, สารเคมี, ควันไฟ, การเผาไหม้ทางเคมี</keywords><date>2021-07-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3444</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1625550997.jpg</img_link><category>เคมีอนินทรีย์และเคมีนิวเคลียร์</category></row>
<row _id="949"><Nid>3441</Nid><title>รู้จัก สารสไตรีนโมโนเมอร์</title><source>https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/947056</source><detail>สารสไตรีนโมโนเมอร์ คืออะไร 
เป็นของเหลวใสและข้นเหนียว สูตรทางเคมี C8H8 , CAS #. 100-42-5 น้ำหนักโมเลกุล 104.16 ถ้าสารมีอุณหภูมิ 31°C (88°F) ขึ้นไป จะติดไฟและกลายเป็นสารอินทรีย์ระเหยง่าย หากถูกเผาไหม้จะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์(CO) จำนวนมากอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ

การใช้งาน
1. ใช้ในการผลิตยางสังเคราะห์ และพลาสติก เรซิน สี ฉนวนที่เป็นโฟม
2. ใช้ผลิตพลาสติกกับสารอื่น เช่น Acrylonitrile- butadiene- styrene plastics
3. ใช้ทำกระเป๋าแบบแข็ง Acrylonitrile- styrene plastics
4. ใช้ในชิ้นส่วนรถยนต์และของใช้ในบ้านและบรรจุภัณฑ์

ผลต่อสุขภาพ
1. เป็นสารระเหย แม้อยู่ในน้ำหรือดิน การปนเปื้อนในดินอาจนำไปสู่น้ำใต้ดินเพราะสารนี้ไม่ค่อยจับตัวกับดิน
2. ถ้าหายใจเข้าไป จะเกิดการระคายระบบทางเดินหายใจ และคอ ปวดศีรษะ มึนงง อ่อนเพลีย คลื่นไส้ และมึนเมา
3. ถ้าได้รับสารปริมาณสูง จะชักและเสียชีวิตได้
4. การหายใจเข้าไปในระยะนานๆ แม้ว่าความเข้มข้นต่ำจะทำให้อาจมีอาการทางสายตา การได้ยินเสื่อมลง และการตอบสนองช้าลง
5. ส่วนผลในระยะยาวนั้นยังไม่ทราบแน่ชัด ถ้าเข้าตา จะเคืองตา
6. ถ้าถูกผิวหนัง จะรู้สึกระคายผิว ถ้าสารซึมเข้าผิวหนังจะมีอาการเหมือนหายใจเข้าไป ทำให้ผิวแดง แห้ง แตก

หลักการปฐมพยาบาล
1. ผู้ที่ได้รับอันตรายจากสารเคมีที่ผิวหนัง ให้ล้างผิวหนังบริเวณที่ถูกสารเคมีโดยใช้น้ำสะอาดล้างให้มากที่สุด เพื่อให้เจือจาง ถ้าสารเคมีเป็นกรดให้รีบถอดเสื้อผ้าออกก่อน 
2. ผู้ที่ได้รับอันตรายจากสารเคมีที่ตา ให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาดทันที โดยเปิดเปลือกตาขึ้นให้ไหลผ่านตาอย่างน้อย 15 นาที ป้ายขี้ผึ้งป้ายตา แล้วรีบนำส่งแพทย์โดยเร็ว 
3. ผู้ที่ได้รับอันตรายจากสารเคมีในการสูดดม ให้ย้ายผู้ที่ได้รับสารไปที่อากาศบริสุทธิ์ ประเมินการหายใจ และการเต้นของหัวใจ ถ้าไม่มีให้ทำการ CPR </detail><keywords>สารเคมี, สารสไตรีนโมโนเมอร์, ของเหลว, พลาสติก, อันตราย, เผาไหม้, ก๊าซ</keywords><date>2021-07-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3441</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1625534098.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="950"><Nid>3440</Nid><title>อันตรายจากก๊าซพิษ</title><source>https://www.singha-r-sa.org/อันตราย-จาก-ก๊าซพิษ/</source><detail>ก๊าซคาร์บอนโมนอกไซด์ (Carbon monoxide)

ก๊าซชนิดนี้ใกล้ตัวเรามาก เป็นก๊าซที่ไม่มีสีและกลิ่น โดยเกิดจากรถยนต์ที่เครื่องยนต์ทำงานเผาไหม้ไม่ปกติและในโรงงานต่าง ๆ หลายฝ่ายจึงออกมารณรงค์ไม่ให้ เปิดแอร์นอนในรถ เพราะก๊าซจะออกมาทางท่อไอเสีย และอาจรั่วเข้าไปในตัวรถจนอาจเกิดอันตรายแก่ชีวิตได้ โดยอาการหลังจากที่สูดดมก๊าซชนิดนี้ ถ้าสูดดมในปริมาณที่ไม่มากนักอาจจะมีอาการ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน แต่ถ้าหากสูดดมในปริมาณที่มากจะทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้

ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์

เป็นแก๊สพิษที่มีความรุนแรงมากกว่าแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์มาก ส่วนผสมในอากาศ 100 ppm. มีผลให้ผู้สูดดมหมดสติและเสียชีวิตได้ในเวลา 30-60 นาที แก๊สนี้เกิดจากการเผาไหม้สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีองค์ประกอบของคลอรีน เช่น พวกพลาสติก ยาง เส้นใย ขนสัตว์ หนังสัตว์ ไม้ หรือผ้า ไหม จึงมีอันตรายมากในการเผาไหม้ในอาคารหรือในพื้นที่แคบ เมื่อหายใจเข้าสู่ร่างกาย ทำให้หมดสติ ชัก และตายได้รวดเร็วภายในเวลา 5 นาที ถ้าได้รับในปริมาณเล็กน้อย ทำให้มึนงง หายใจเร็ว อาเจียน หน้าแดง ปวดศีรษะ ชีพจรเต้นเร็ว และหมดสติ

ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ‘ก๊าซไข่เน่า’

ก๊าซนี้เกิดกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น จากโรงงานฟอกหนัง โรงงานผลิตกาว โรงงานผลิตน้ำตาล และเกิดขึ้นในน้ำเสีย น้ำเน่า และสิ่งโสโครก โดยเมื่อปี 2559 เคยมีเหตุการณ์ ภูเขาก๊าซไข่เน่า ที่คนพูดถึงเป็นอย่างมาก ซึ่งอาการพิษเฉียบพลันของผู้ที่ได้รับก๊าซนี้คือ คลื่นไส้ หายใจขัดต่อเนื่องจากการขาดออกซิเจน หมดสติ และอาจถึงตายได้ถ้ามีความเข้มข้นสูง

ก๊าซน้ำตา

ก๊าซน้ำตาส่วนใหญ่จะนำมาใช้ในการปราบปราม คือ ก๊าซคลอโรอะซิโตฟีโนน เป็นพิษต่อเส้นประสาท ตา ทำให้ปวดแสบ น้ำตาไหล ถ้าความเข้มข้นในบรรยากาศสูง ทำให้ปอดบวมน้ำ ถึงตายได้

ก๊าซแอมโมเนีย

เป็นก๊าซที่รู้จักกันดี ใช้ปริมาณเล็กน้อยสูดดมแก้อาการวิงเวียนเป็นลม โดยก๊าซชนิดนี้เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการอุตสาหกรรมจากโรงงานเผาถ่าน ฟอกหนัง และโรงงานน้ำตาล เป็นต้น หรือมีในกองขยะ น้ำเน่า สมัยก่อนใช้ก๊าซแอมโมเนียทำให้เกิดความเย็นในการทำน้ำแข็ง ถ้าได้รับแอมโมเนียปริมาณปานกลางทำให้จาม น้ำตาไหล แสบคอ ไอมีเสมหะปนเลือด สำลัก หายใจขัด ความดันโลหิตสูง เสียงแหบ ถ้าความเข้มข้นสูง หมดสติทันที และถึงตายได้
</detail><keywords>ก๊าซพิษ, ก๊าซระเบิด, แก๊สพิษ, ก๊าซคาร์บอนโมนอกไซด์, ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์, ก๊าซไข่เน่า</keywords><date>2021-07-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3440</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1625478249.jpg</img_link><category>เคมีอนินทรีย์และเคมีนิวเคลียร์</category></row>
<row _id="951"><Nid>3439</Nid><title>4 ก๊าซพิษที่แฝงตัวอยู่ในหมอกควัน</title><source>https://www.holismedicare.com/content/5303/4-ก๊าซพิษแฝงตัวอยู่ในหมอกควัน</source><detail>ก๊าซพิษ 4 ชนิดนี้ เป็นก๊าซพิษหลักที่แฝงตัวอยู่ในหมอกควันเข้ามาทำร้ายสุขภาพร่างกาย
1.ไนโตรเจนไดออกไซด์ (Nitrogen Dioxide,NO2)
ลักษณะทางกายภาพ:เป็นแก๊สสีน้ำตาลแดง มีกลิ่นเหม็นฉุน
อาการทางคลินิก
              อาการเฉียบพลัน: ถ้าปริมาณปนเปื้อนในอากาศน้อย จะทำให้เกิดการระคายเคืองเยื่อบุทางเดินหายใจส่วนบนเพียงเล็กน้อย ส่วนในกรณีที่ปริมาณปนเปื้อนในอากาศมาก จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองทางเดินหายใจส่วนบน คือ แสบจมูก ไอ เจ็บคอ และมีอาการแสบตาร่วมด้วยได้
              อาการสำคัญที่ต้องระวัง: การระคายเคืองทางเดินหายใจส่วนล่าง เกิดหลังจากหายใจนำสารนี้เข้าไปแล้วประมาณ 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมปอด (Pulmonary edema)  และร่างกายขาดออกซิเจนรุนแรงจนเสียชีวิตได้ ถ้ารักษาภาวะปอดบวมน้ำจนดีขึ้น อาจเกิดภาวะหลอดลมฝอยอุดกั้น (Bronchiolitis obliteran) จากการอักเสบเรื้อรังจนผังผืดในหลอดลมฝอย
               อาการเรื้อรัง: ก่อให้เกิดโรคหอบหืด พังผืดในเนื้อปอด และถุงลมโป่งพองได้

2.ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfur Dioxide,SO2)
ลักษณะทางกายภาพ:แก๊สไม่มีสี มีกลิ่นแสบฉุน
อาการทางคลินิก
              อาการเฉียบพลัน: เข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ หากได้รับเข้าไปปริมาณเล็กน้อยจะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบหายใจ มีอาการไอมาก อาจมีภาวะปอดบวมน้ำตามมาได้ และออกฤทธิ์ระคายเคืองต่อเยื่อบุต่างๆ โดยเฉพาะดวงตา
              อาการเรื้อรัง: ทำให้การดมกลิ่นเสียไป และทำลายหลอดลมและเนื้อเยื่อปอด เกิดภาวะหลอดลมอักเสบและปอดอักเสบเรื้อรัง

3.โอโซน (Ozone,O3)
ลักษณะทางกายภาพ:แก๊สสีฟ้าอ่อน มีกลิ่นคล้ายคลอรีน
อาการทางคลินิก
              อาการเฉียบพลัน: เข้าสู่ทางกายทางการหายใจ ทำให้เกิดการระคายเคืองคอ เจ็บคอ และไอมาก ในเด็กเล็กส่งผลให้พัฒนาการปอดผิดปกติ กระตุ้นการเกิดภาวะหอบหืดเฉียบพลัน หลอดลมอักเสบ และถุงลมโป่งพอง
              อาการเรื้อรัง: เกิดการอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกิดโรคหอบหืด ถุงลมโป่งพอง และอาจทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควร

4.คาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon monoxide,CO)
ลักษณะทางกายภาพ:แก๊สไม่มีสี ไม่มีกลิ่น
อาการทางคลินิก
             อาการเฉียบพลัน: หากได้รับคาร์บอนมอนอกไซด์จากการหายใจในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ กระสับกระส่าย สับสน การมองเห็นผิดปกติ ความดันโลหิตต่ำ หัวใจเต้นเร็ว และมีการหายใจที่เร็วขึ้น กรณีได้รับเป็นปริมาณมากๆ จะทำให้เกิดภาวะหมดสติ ชัก ภาวะช็อก กดการหายใจรวมทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด ภาวะสมองบวม และอาจเสียชีวิตได้ ถ้าหากไม่เสียชีวิตหลังจากที่ได้รับคาร์บอนมอนอกไซด์ปริมาณมากๆ แล้วก็มักจะเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบประสาทตามมา เช่น ภาวะหลงลืม (dementia) จิตเภท การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ภาวะอารมณ์ผิดปกติ บุคลิกภาพที่เปลี่ยนไป
             อาการเรื้อรัง: การได้รับคาร์บอนมอนอกไซด์ในปริมาณต่ำๆ เป็นระยะเวลานานจะทำให้มีอาการอาเจียน ถ่ายเหลว ปวดท้อง ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ใจสั่นได้ ซึ่งเป็นอาการที่ไม่เฉพาะเจาะจง แยกได้ยากจากภาวะอาหารเป็นพิษหรือการติดเชื้อไวรัส
      </detail><keywords>ไฟไหม้, หมอกควัน, ควันพิษ, ก๊าซ, อันตราย, สุขภาพ, ร่างกาย, อากาศ</keywords><date>2021-07-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3439</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1625617697.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="952"><Nid>3436</Nid><title>หลุมดำมีแต่จะขยายใหญ่ขึ้น ทฤษฎีของ สตีเฟน ฮอว์คิง เป็นเรื่องจริง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57544606</source><detail>หลุมดำมีแต่จะขยายใหญ่ขึ้น
ทฤษฎีของ สตีเฟน ฮอว์คิง เป็นเรื่องจริง
:
กฎพื้นที่ของฮอว์คิงระบุว่า หลุมดำจะไม่สามารถเพิ่มพื้นที่ผิวของมันได้เอง แต่หากมีวัตถุผ่านเข้าไปในหลุมดำ มวลของมันจะเพิ่มขึ้นพร้อมกับมีพื้นที่ผิวขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมด้วยเสมอ โดยการขยายตัวนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปโดยไม่มีทางหดเล็กลง
:
ล่าสุด ทีมนักฟิสิกส์จาก สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT เผยผลการศึกษาและยืนยันว่า กฏพื้นที่ของฮอว์คิงเป็นจริง คลื่นความโน้มถ่วงที่ใช้พิสูจน์แนวคิดของฮอว์คิงในครั้งนี้ เกิดจากคู่หลุมดำมวลยิ่งยวดที่โคจรวนรอบกันและกัน จนเกิดการชนปะทะและรวมตัวเป็นหลุมดำขนาดใหญ่กว่าในที่สุด
:
จากข้อมูลที่มากับคลื่นความโน้มถ่วง จะสามารถบ่งบอกถึงลักษณะของคู่หลุมดำที่เป็นต้นกำเนิด รวมทั้งลักษณะของหลุมดำใหม่ที่เกิดขึ้นได้ ซึ่งพบว่าพื้นที่ผิวของหลุมดำใหม่ที่เกิดขึ้นมีขนาดกว้างใหญ่กว่าพื้นที่ผิวของคู่หลุมดำต้นกำเนิดรวมกัน ความถูกต้องของการพิสูจน์ดังกล่าวมีระดับความมั่นใจอยู่ที่ 95% ซึ่งถือว่าเป็นที่ยอมรับและสามารถพิสูจน์ทฤษฎีของฮอว์คิงได้สำเร็จ และจะถูกนำไปใช้ได้กับการทำนายหรือสร้างแบบจำลองทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ทั่วไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3436</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1625425461.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="953"><Nid>3435</Nid><title>ทำไมน้ำดื่มแต่ละยี่ห้อถึงมีกลิ่นและรสชาติไม่เหมือนกัน</title><source>https://www.dek-d.com/education/54647/</source><detail>ทำไมน้ำดื่มแต่ละยี่ห้อ
ถึงมีกลิ่นและรสชาติไม่เหมือนกัน
:
เพื่อนๆ มีน้ำเปล่ายี่ห้อโปรดกันไหมครับ? แน่นอนว่าแต่ละยี่ห้อจะมีเอกลักษณ์และรสชาติที่แตกต่างกันเล็กน้อย ว่าแต่ทำไมน้ำเปล่าถึงได้มีรสชาติที่แตกต่างกันได้? เรามาหาคำตอบกันเลยครับ
:
แหล่งที่มาของน้ำดื่ม ส่วนใหญ่มาจากแหล่งน้ำใต้ดิน เป็นน้ำตามธรรมชาติที่ไหลผ่านชั้นหินหลายชั้น ลงไปสะสมเป็นแหล่งน้ำอยู่ใต้ดิน ซึ่งน้ำนั้นก็จะสะสมเอาแร่ธาตุต่างๆ จากการไหลผ่านชั้นหินมาอยู่ในน้ำด้วย โดยผู้ผลิตแต่ละรายอาจใช้แหล่งน้ำที่ต่างกัน มีแร่ธาตุในปริมาณที่ต่างกัน หรืออาจมีการเติมแร่ธาตุลงไป เพื่อให้เป็นกลิ่นและรสชาติเฉพาะของน้ำยี่ห้อนั้น
:
หรือให้สรุปง่ายๆ น้ำเปล่าตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่มีกลิ่นและไม่มีรส โดยน้ำดื่มแต่ละยี่ห้อมีกระบวนการผลิตน้ำที่แตกต่างกัน มีการเติมแร่ธาตุต่างๆ ในปริมาณต่างกัน จึงมีกลิ่นและรสชาติที่ต่างกันไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3435</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1625425186.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="954"><Nid>3434</Nid><title>ซักกางเกงยีนส์บ่อย ทำลายสิ่งแวดล้อมทางอ้อม</title><source> https://www.dek-d.com/education/57472/</source><detail>ซักกางเกงยีนส์บ่อย
ทำลายสิ่งแวดล้อมทางอ้อม
:
ใครว่ามลภาวะที่น่าเป็นห่วงมีแค่เรื่องไมโครพลาสติกหรือไมโครไฟเบอร์ แต่วัสดุจากธรรมชาติเองก็มีส่วนทำลายสิ่งแวดล้อมเหมือนกัน
:
ถึงแม้กางเกงยีนส์จะเป็นวัสดุธรรมชาติ แต่ก็มีสารเคมีหลายชนิดอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสารที่ทำให้กางเกงยีนส์มีความทนทาน รวมถึงสารเคมีที่ทำให้ได้สีน้ำเงิน ทุกครั้งที่เราซักกางเกงยีนส์จะมีเศษคล้ายเชือกหลุดออกมา นั่นคือ ไมโครไฟเบอร์ ที่จะไหลลงไปตามแม่น้ำและมหาสมุทรจนตกตะกอนและกลายเป็นมลพิษ
:
จากการทดลองพบว่า การซักกางเกงยีนส์หนึ่งครั้ง จะมีไมโครไฟเบอร์ประมาณ 50,000 เส้นใยถูกปล่อยลงแหล่งน้ำ ถึงแม้ว่าส่วนใหญ่จะถูกโรงบำบัดน้ำเสียจัดการไปแล้ว ก็จะยังเหลือประมาณ 1% หรือ 500 เส้นใย ที่อาจจะปนเปื้อนได้ และเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศน์ เพราะฉะนั้นการที่จะช่วยลดไมโครไฟเบอร์เหล่านี้ได้ คือ การซักกางเกงยีนส์ให้น้อยลง และเน้นการตากแดดเพื่อฆ่าเชื้อโรคแทนนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3434</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1627325948.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="955"><Nid>3433</Nid><title>10 ต้นไม้สำหรับปลูกในบ้าน ช่วยลดความเครียดช่วง WFH ได้</title><source>https://www.sanook.com/home/30029/</source><detail>10 ต้นไม้สำหรับปลูกในบ้าน
ช่วยลดความเครียดช่วง WFH ได้
:
การอยู่บ้านทั้งวันในช่วง Work from Home คงจะสร้างความน่าเบื่อไม่มากก็น้อย วันนี้เราจะพาไปดู 10 ต้นไม้ที่ปลูกแล้วช่วยลดอาการเครียดจากการอยู่บ้านกัน
:
1. ว่านหางจระเข้ - ช่วยดูดซับสารพิษในอากาศ ทำให้อากาศสดชื่น ผ่อนคลาย
2. ลาเวนเดอร์ - มีน้ำมันหอมระเหยปล่อยออกมา ช่วยให้ห้องหอมสดชื่น
3. เฟิร์น - มีความเขียวขจี จึงช่วยสร้างความรู้สึกที่ผ่อนคลายสบายตาได้เป็นอย่างดี
4. ยางอินเดีย - ดูแลง่าย มีคุณสมบัติที่ช่วยดูดซับมลพิษต่างๆ ได้ดี
5. มะลิ - มีกลิ่นหอมและมีดอกสีขาวสบายตา
6. ลิ้นมังกร - ช่วยดูดพิษในอากาศได้
7. คาโมมายล์ - นำมาตากแห้งเพื่อใช้ดื่มคลายเครียดได้
8. ปาล์ม - มีคุณสมบัติฟอกอากาศและสารพิษภายในบ้านได้เป็นอย่างดี
9. เถาไอวี่ - ช่วยฟอกอากาศ และช่วยให้เราหลับสบายในช่วงกลางคืน
10. เบญจมาศ - ให้กลิ่นที่หอม มีสีสันสบายตา สามารถช่วยผ่อนคลายได้
:
เพื่อนๆ สามารถนำต้นไม้พวกนี้มาปลูกไว้ในบ้านเพื่อลดอาการเครียดจากการอยู่บ้านนานๆ ได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้เราได้มีกิจกรรมใหม่ๆ ให้ทำนอกจากการเรียนหรือการทำงานเพื่อเป็นการคลายเครียดได้อีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3433</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1625424881.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="956"><Nid>3432</Nid><title>โซนาร์มนุษย์  เมื่อมนุษย์ฝึกมองเห็นด้วยเสียงเหมือนสัตว์ได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-57459777</source><detail>โซนาร์มนุษย์ 
เมื่อมนุษย์ฝึกมองเห็นด้วยเสียงเหมือนสัตว์ได้
:
มนุษย์สามารถใช้โซนาร์ซึ่งเป็นทักษะการนำร่องแบบเดียวกับที่พบในสัตว์หลายชนิด อย่างเช่นวาฬ โลมา และค้างคาวได้ไหม? เรามาพบคำตอบที่น่าตื่นเต้นกันครับ
:
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเดอรัม (Durham University) ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาล่าสุดในวารสาร PLOS One โดยระบุว่าพวกเขาสามารถฝึกคนที่ตาบอดตั้งแต่เด็ก โดยการกระดกลิ้นแตะเพดานปากทำเสียงคลิก แล้วรับฟังเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้น จนทราบได้ถึงลักษณะของสภาพแวดล้อมรอบตัวและเส้นทางที่กำลังเดินไป คล้ายๆ กับหลักการใช้โซนาร์ของสัตว์ได้ ความสามารถพิเศษดังกล่าวเรียกว่า "เอ็กโคโลเคชัน" (Echolocation) 
:
การทดสอบดังกล่าวใช้เวลาเพียง 10 สัปดาห์ โดยให้ผู้เข้าร่วมฝึกเดินในเส้นทางที่มีอุปสรรคกีดขวางแบบต่างๆ เช่น เขาวงกต, ทางโค้งรูปตัวยู, เส้นทางที่มาบรรจบกันเป็นสามแยก และทางเดินแบบซิกแซ็ก รวมทั้งฝึกระบุขนาดของวัตถุต่างๆ ที่มองไม่เห็นให้ได้ด้วย
:
ผลการทดลองพบว่า ผู้ทดลองตาบอดสามารถเรียนรู้ทักษะเอ็กโคโลเคชันไปใช้ได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก ทำให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากการช่วยให้คนตาบอดระบุสภาพแวดล้อมได้ไม่มากก็น้อยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3432</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1625424724.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="957"><Nid>3431</Nid><title>ปฏิบัติการจากนอกโลก ภารกิจสร้างสถานีอวกาศแห่งใหม่</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57515222</source><detail>ปฏิบัติการจากนอกโลก
ภารกิจสร้างสถานีอวกาศแห่งใหม่
:
ใครว่าการสำรวจอวกาศเป็นแค่หน้าที่ของนาซ่า ในช่วงนี้ประเทศจีนก็มีผลงานที่น่าจับตามองเหมือนกัน เราไปดูกันดีกว่าครับ
:
จีนปล่อยยานเสินโจว-12 (Shenzhou-12) โดยมีจรวดขนส่งลองมาร์ช 2 เอฟ (Long March 2F) ทำหน้าที่ขนส่งยานขึ้นสู่อวกาศจากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วเฉวียน ในทะเลทรายโกบี ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน โดยมีภารกิจสำคัญคือ คือการทำให้โมดูลเทียนเหอ น้ำหนัก 22.5 ตัน ซึ่งเป็นโมดูลหลักของสถานีอวกาศพร้อมสำหรับการใช้งาน 
:
จากนั้นจีนวางแผนจะดำเนินภารกิจเพิ่มอีก 6 รายการ ซึ่งรวมถึงการส่งโมดูลเวิ่นเทียน (Wentian) และเมิ่งเทียน (Mengtian) ที่จะใช้เป็นห้องแล็บวิทยาศาสตร์ รวมทั้งยานขนส่งสัมภาระ 2 ลำ และยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุมอีก 2 ลำ ในปี 2022 เพื่อก่อสร้างสถานีอวกาศให้แล้วเสร็จ
:
ปฏิบัติการในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามารถและความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นทุกขณะของจีนในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านอวกาศของโลกนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3431</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1625424391.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="958"><Nid>3430</Nid><title>ค้นพบสสารแรกของจักรวาล มีสถานะเป็นของเหลวสมบูรณ์แบบ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57357484</source><detail>ค้นพบสสารแรกของจักรวาล
มีสถานะเป็นของเหลวสมบูรณ์แบบ
:
หน่วยทดลอง ALICE สามารถจำลองสภาวะหลังเหตุการณ์บิ๊กแบง (Big Bang) และมีการค้นพบสสารชนิดแรกที่ปรากฏขึ้นในชั่วพริบตา และมีสถานะเป็นของเหลวสมบูรณ์แบบ (Perfect Liquid)
:
โดยการทดลองนี้ เป็นการเร่งอนุภาคของตะกั่วให้มีความเร็วสูงขึ้น จากนั้นทำการชนอนุภาคดังกล่าว เพื่อสร้างสภาวะหลังบิ๊กแบง สสารที่เกิดขึ้นก่อนและคงอยู่เพียงเสี้ยววินาทีนั้น ได้แก่ พลาสมาของควาร์ก - กลูออน (QGP) ซึ่งมีสถานะเป็นของเหลวสมบูรณ์แบบ และหมายความว่ามันเป็นของเหลวที่แทบจะไม่มีความหนืด (Viscosity) สามารถไหลไปได้อย่างอิสระโดยไร้แรงต้านทานในตัวเองนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-07-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3430</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1625423990.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="959"><Nid>3429</Nid><title>กินเผ็ด บ่อยๆ เสี่ยงโรคอะไรบ้าง ?</title><source>https://www.sanook.com/health/29261/</source><detail>อาหารรสเผ็ดจัด ให้โทษกับร่างกายมากกว่าประโยชน์ เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคบางอย่างได้

“กินเผ็ด” บ่อยๆ เสี่ยงโรคอะไรบ้าง

ท้องเสีย

ในพริกมีสารแคปไซซิน ทำให้เรารู้สึกร้อน จนเราดื่มน้ำมากขึ้น ร่างกายจะพยายามขับเอาสารแคปไซซินออกจากร่างกาย กระเพาะอาหารและลำไส้จึงบีบตัวมากขึ้น เร็วขึ้น ลำไส้ใช้เวลาในการดูดซึมสารอาหารน้อยลง เพราะต้องการขับสารแคปไซซินออกให้เร็วที่สุด จึงทำให้เรามีมักอาการถ่ายท้อง ท้องเสียในช่วงเวลาไม่นานนักหลังจากที่เรากินอาหารเผ็ด

กระเพาะอาหารอักเสบ

ข้อมูลจากโรงพยาบาลเปาโล ระบุว่า นอกจากการติดเชื้อเอชไพโลไร จากการปนเปื้อนของแบคทีเรียในอาหารหรือน้ำที่ดื่มเข้าไป ที่อาจทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังได้แล้ว กินอาหารรสเผ็ดจัดเป็นเวลานานๆ ก็อาจทำให้เยื่อเมือกบุในกระเพาะอาหารเกิดการอักเสบ บวม แดงได้เช่นกัน นอกจากนี้การกินอาหารรสจัดหรือเผ็ด ยิ่งสร้างกรดที่กัดเยื่อบุกระเพาะ ทำให้ปวดแสบท้องทันทีที่ทานอาหารเผ็ดอีกด้วย

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

การรับประทานอาหารเผ็ดจัดเป็นประจำ อาจทำร้ายเยื่อบุลำไส้ อักเสบและเป็นแผล เกิดการอักเสบเรื้อรังนานเป็นปีๆ ทำให้มีอาการท้องเสียและปวดท้องเป็นช่วงๆ ได้ แม้ว่าส่วนมากโรคลำไส้อักเสบฉับพลันจะเกิดจากการกินอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ติดเชื้อไวรัส และมีอาการท้องเสีย ท้องร่วง ร่วมกับปวดท้องรุนแรง แต่การกินเผ็ดจัดอาจเพิ่มอาการอักเสบให้กับเยื่อบุลำไส้เพิ่มมากขึ้นไปอีก และอาจเสี่ยงมะเร็งลำไส้ในอนาคตได้นั่นเอง

กรดไหลย้อน

กรดไหลย้อนคือภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้มีอาการแสบร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ เกิดได้ทั้งจากมีกรดเกินในกระเพาะอาหารจนไหลย้อนขึ้นมา และหูรูดของหลอดอาหารส่วนปลายทำงานผิดปกติ ดังนั้นผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารทุกชนิดที่ทำให้เกิดกรด ทั้งอาหารรสเผ็ด รสเปรี้ยว ไปจนถึงอาหารที่มีแก๊สมาก เพราะจะยิ่งทำให้เกิดกรดและไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารเกิดอาการปวดแสบปวดร้อน และหากมีอาการกรดไหลย้อนเรื้อรังอาจต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหูรูดหลอดอาหาร เพื่อป้องกันการพัฒนาของโรคไปเป็นมะเร็งหลอดอาหารในอนาคต
</detail><keywords>พริก, กินเผ็ด, ท้องเสีย, กระเพาะอาหารอักเสบ, โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง, กรดไหลย้อน</keywords><date>2021-07-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3429</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1625219329.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ชีวภาพ</category></row>
<row _id="960"><Nid>3419</Nid><title>มือเป็นแผล  เลี่ยงสัมผัสหมูดิบโดยตรง ลดเสี่ยงไข้หูดับ</title><source>http://www.ppho.go.th/webppho/newsletter/news_20170515172238.pdf,https://www.thaihealth.or.th/Content/54817-มือเป็นเเผล%20เลี่ยงสัมผัสหมูดิบโดยตรง%20ลดเสี่ยงไข้หูดับ.html</source><detail>โรคสเตรปโตคอคคัส ซูอิส เป็นโรคที่เกิดในสุกร เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่ปกติจะมีอยู่ในสุกรเกือบทุกตัว ซึ่งฝังตัวอยู่ในต่อมทอนซิลของสุกร แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดโรค เว้นแต่เมื่อใดที่สุกรมีร่างกายอ่อนแอ เครียด หรือป่วยด้วยโรคที่ไปกดภูมิคุ้มกัน แบคทีเรียตัวนี้ก็จะเพิ่มจำนวน และติดเชื้อในกระแสเลือด และทำให้หมูป่วยและตายได้ในที่สุด

เชื้อโรคหูดับ สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ 2 ทาง

1. จากการบริโภคเนื้อสุกร เครื่องใน หรือเลือดหมูที่ไม่ผ่านการปรุงให้สุก เช่น ลาบ ลู่ ที่นิยมท าจากเนื้อหมู ดิบ ๆ และใส่เลือดดิบ หรือหมูกระทะที่ปิ้งย่างไม่สุก

2. ผ่านทางบาดแผล รอยถลอก เยื่อบุตา จากการสัมผัสสุกรที่เป็นโรค กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังคือ เกษตรกร ผู้เลี้ยงสุกร คนท างานในโรงฆ่าสัตว์ คนช าแหละเนื้อสัตว์ สัตวแพทย์สัตวบาล

ผู้ปรุงประกอบอาหารและผู้สัมผัสอาหารร้านอาหารประเภทชาบู ปิ้งย่าง สวมถุงมือหรือใช้ที่คีบหยิบจับหมูดิบแทนการใช้มือหยิบจับโดยตรง หรือหากมือเป็นแผล ควรปิดพลาสเตอร์ป้องกัน และล้างมือด้วยสบู่และน้ำก่อน-หลังปรุงอาหารและก่อนกินอาหารทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงโรคไข้หูดับ หรือนำเชื้อสเตรฟโตคอกคัส ซูอิส เข้าสู่ร่างกาย
จากกรณีพบผู้เสียชีวิตด้วยโรคไข้หูดับ ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เสียชีวิตจากการได้รับเชื้อสเตรปโตคอคคัสซูอิส ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้หูดับ ผ่านทางบาดแผลที่มือที่มีการจับเนื้อหมูดิบก่อนนำมาเป็นวัตถุดิบเมนูหมูกะทะ ดังนั้น จึงขอย้ำให้ผู้บริโภคไม่ควรใช้มือที่ไม่สะอาดหรือเป็นแผลหยิบจับอาหารประเภทเนื้อหมูดิบ เพราะอาจจะปนเปื้อนและเป็นแหล่งนำเชื้อโรคต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายได้ ก่อนปรุงประกอบอาหารควรสวมใส่ถุงมือสำหรับอาหารโดยเฉพาะ ซึ่งถุงมือที่ใช้ต้องมีสภาพดี ไม่สกปรก ไม่ฉีกขาด ไม่ควรใช้ถุงมือที่ทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล และควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากแหล่งที่มีการรับรองมาตรฐานตลาดสดน่าซื้อ หรือจากเขียงหมูที่ได้รับการรับรอง  จากกรมปศุสัตว์ที่รับจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐาน
</detail><keywords>ไข้หูดับ, โรคไข้หูดับ, สเตรปโตคอคคัส ซูอิส, เชื้อแบคทีเรีย, โรคในหมู</keywords><date>2021-06-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3419</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624864399.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="961"><Nid>3415</Nid><title>มารู้จักกับโรคหูดับ</title><source>https://www.synphaet.co.th/มารู้จักกับ-โรคหูดับ/</source><detail>โรคหูดับ “ โรคติดเชื้อสเตรฟโตคอกคัส ซูอิส (Streptococcus Suis)”
เป็นโรคที่เกิดในสุกร เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ปกติจีอยู่ในสุกรเกือบทุกตัว ฝังอยู่ในต่อมทอนซิลของสุกร แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดโรคแต่เมื่อร่างกายอ่อนแอ เครียด หรือ ป่วย โรคจะไปกดภูมิคุ้มกัน แบคทีเรียตัวนี้จะเพิ่มจำนวน และทำให้ติดเชื้อในกระแสเลือดและทำให้หมูป่วย และตายได้

 
โรคหูดับ สามารถเข้าสู่ร่างากยของคนได้ 2 ทาง คือ
การบริโภคเนื้อสุกร เครื่องในสุกร หรือ เลือด ที่ไม่ผ่านการทำให้สุก เช่น ลาบ ลู่ ปิ้งย่างที่ไม่สุก
ผ่านทางบาดแผล รอยถลอก เยื่อบุตา จากการสัมผัสโรค หรือ สุกรที่เป็นโรค
 

อาการของผู้ป่วยโรคหูดับ
ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ภายใน 3 วันจะมีอาการ ดังนี้
มีไข้สูง
ปวดเมื่อยตามตัว
ปวดศีรษะ
เวียนศีรษะ
ปวดตามข้อ
มีจ้ำเลือดตามตัว ตามผิวหนัง
ซึม
คอแข็ง
ชัก
มีการเปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึก
 

เมื่อเชื้อเข้าสู่เยื่อหุ้มสมอง และ กระแสเลือด
ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
ข้ออักเสบ
ม่านตาอักเสบ
 

และเนื่องจากเยื่อหุ้มสมองอยู่ใกล้กับประสาทหูชั้นในทั้งสองข้าง เชื้อจึงสามารถลุกลาม จึงทำให้
เกิดหนองบริเวณปลายประสาทรับเสียง และ ปลายประสาททรงตัว
ทำให้หูตึง หูดับ
จนกระทั่ง หูหนวก
เวียนศีรษะ และ เดินเซตามมาได้
 

ซึ่งอาการทั้งหมดนี้ จะเกิดขึ้นภายใน 14 วัน หลังจากเริ่มมีอาการไข้ และ หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และทันท่วงที ผู้ป่วยจะเสียการได้ยิน และ อาจชีวิตในเวลาต่อมา

 
การป้องกัน โรคหูดับ
ไม่รับประทานเนื้อหมูที่ไม่สุก
ไม่กินหมูป่วย หรือ หมูที่ตายจากโรค และ ควรเลือกบริโภคหมูที่มาจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน
สวมอุปกรณ์ป้องกัน เช่น รองเท้าบู๊ต ถุงมือ เพื่อป้องกันการสัมผัสโรคจากกุกรที่ป่วย
ล้างมือ ล้างเท้า หรือ อาบน้ำให้สะอาดหลังสัมผัสสุกร
เมื่อมีแผลต้องระวังในการสัมผัสสุกร
กำจัดเชื้อจากฟาร์ม ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้สุกรป่วย</detail><keywords>โรคหูดับ, streptococcussuis, หมู, บริโภค, แบคทีเรีย, เชื้อโรค, บาดแผล</keywords><date>2021-06-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3415</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624611611.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="962"><Nid>3413</Nid><title>โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า คืออะไร วัคซีนป้องกันได้หรือไม่?</title><source>https://www.hfocus.org/content/2021/06/21944,https://www.sanook.com/health/29121/</source><detail>โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า คืออะไร

องค์การอนามัยโลก (WHO) เปลี่ยนชื่อในการเรียกสายพันธุ์โควิด-19 จากชื่อประเทศที่พบเชื้อโควิดครั้งแรก เป็นระบบตัวอักษรภาษากรีก เช่น อัลฟ่า เบต้า แกมมา และเดลต้า เพื่อลดการตีตราประเทศนั้นๆ

โดยมีการบัญญัติชื่อเรียกสายพันธุ์โควิดใหม่ ดังนี้

- สายพันธุ์อังกฤษ (B.1.1.7) คือ สายพันธุ์อัลฟ่า (A)
- สายพันธุ์แอฟริกาใต้ (B.1.351) คือ สายพันธุ์เบต้า (B)
- สายพันธุ์บราซิล (P.1) คือ สายพันธุ์แกมมา (Γ)
- สายพันธุ์อินเดีย (B.1.617.2) คือ สายพันธุ์เดลต้า (Δ)

โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า อันตรายมากแค่ไหน?
ความสามารถในการแพร่เชื้อของโควิดสายพันธุ์เดลต้า มากกว่าสายอัลฟ่า 40% จึงต้องมีการจับตาอย่างใกล้ชิด เป็นรายสัปดาห์ หากสถานการณ์ยังทรงๆ อาจจะไม่มีปัญหาแต่หากยังมีการแพร่ระบาดแบบก้าวกระโดด คาดว่าประมาณ 2-3 เดือน อาจจะเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดมากขึ้นสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งกับสายพันธุ์อัลฟ่า

โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า อันตรายมากแค่ไหน?
ความสามารถในการแพร่เชื้อของโควิดสายพันธุ์เดลต้า มากกว่าสายอัลฟ่า 40% จึงต้องมีการจับตาอย่างใกล้ชิด เป็นรายสัปดาห์ หากสถานการณ์ยังทรงๆ อาจจะไม่มีปัญหาแต่หากยังมีการแพร่ระบาดแบบก้าวกระโดด คาดว่าประมาณ 2-3 เดือน อาจจะเป็นสายพันธุ์ที่ระบาดมากขึ้นสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งกับสายพันธุ์อัลฟ่า 

 
</detail><keywords>COVID-19, โควิด-19, วัคซีนโควิด-19, เดลต้า, เชื้อไวรัสโคโรนา</keywords><date>2021-06-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3413</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624588930.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="963"><Nid>3403</Nid><title>เคล็ดลับการกินอาหารให้ปลอดภัยในยุคนี้</title><source>https://www.sanook.com/health/28785</source><detail>เคล็ดลับการกินอาหารให้ปลอดภัยในยุคนี้
:
ช่วงนี้หลายๆ คนคงไม่ได้ออกไปกินอาหารตามร้านอาหาร และหันมาทำอาหารเองหรือสั่งเดลิเวอรี่กันมากขึ้น ในช่วงฤดูฝนที่มีหลากหลายสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ ที่เราจำเป็นต้องใส่ใจเกี่ยวกับความสะอาดกันมากขึ้น วันนี้เรามีเคล็ดลับการกินอาหารให้ปลอดภัยมาฝากกัน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ เสมอ - ป้องกันการเกิดความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารที่มักจะมาพร้อมกับฤดูฝน เช่น ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ ปรุงอาหารด้วยความร้อนเกิน 100 องศาเซลเซียสเสมอ
:
2. ทำความสะอาดและเก็บรักษาวัตถุดิบให้สดใหม่ - ก่อนปรุงอาหาร ควรล้างผัก ผลไม้ และวัตถุดิบทุกชนิดให้สะอาดหมดจด
:
3. ล้างอุปกรณ์เครื่องครัวให้สะอาด  - เชื้อโรคอาจอยู่ตามเครื่องครัวได้ เช่น เขียง มีด หรือแม้กระทั่งช้อน-ส้อม ควรทำความสะอาดให้ดีเสมอก่อนใช้งานทุกครั้ง
:
4. หลีกเลี่ยงอาหารปรุงสุกที่ตั้งทิ้งไว้นานเกินไป - ไม่ควรรับประทานอาหารปรุงสุกที่ตั้งทิ้งไว้นานเกิน 4 ชั่วโมงโดยไม่มีการอุ่นซ้ำ เนื่องจากแบคทีเรียจะเจริญเติบโตแล้ว
:
และนี่ก็เป็น 4 ข้อที่ต้องระวังทุกครั้งเวลาทำอาหารหรือสั่งอาหารจากข้างนอกมากิน เพื่อที่จะปลอดภัยและได้รับประโยชน์จากอาหารครบถ้วนนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3403</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624209533.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="964"><Nid>3402</Nid><title>พลังงานไฮโดรเจน ทางเลือกใหม่สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ</title><source>http://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/65693/-blo-sciche-sci</source><detail>พลังงานไฮโดรเจน ทางเลือกใหม่สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
:
คุณสมบัติที่น่าสนใจของไฮโดรเจน คือ การทำหน้าที่เป็นตัวพาพลังงานเซลล์ จึงมีหลายบริษัทใช้พลังงานไฮโรเจน โดยใช้ในจุดประสงค์ต่างๆ กัน เช่น การขับเคลื่อนเครื่องบินขึ้นจากพื้น ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะ ใช้ยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ 
:
เชื้อเพลิงไฮโดรเจนสามารถผลิตพลังงานออกมาได้ 2 วิธี 
:
1. ผลิตไฮโดรเจนขึ้นมาจากแหล่งพลังงาน
เช่น พลังงานหมุนเวียนหรือเชื้อเพลิงฟอสซิล สามารถนำไปสร้างพลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อนที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณที่ต่ำ
:
2. แปรรูปไฮโดรเจนและออกซิเจนไปเป็นพลังงานไฟฟ้า
โดยการแยกหรือสกัดสารเคมีด้วยกระแสไฟฟ้า (Electrolysis) 
:
ข้อดีของการใช้พลังงานไฮโดรเจน คือ การลดกระบวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ  ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก
:
พลังงานไฮโดรเจนถือว่าเป็นพลังงานทางเลือกใหม่ ที่เป็นพลังงานสะอาดที่ต่างประเทศกำลังให้ความสนใจ และบางประเทศสามารถใช้งานจริงแล้ว โดยกำลังขยายสถานีเติมแก๊สไฮโดรเจนเพื่อรองรับในอนาคตอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3402</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624209500.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="965"><Nid>3401</Nid><title>ทำความรู้จักธาตุไนรโตรเจน ธาตุที่ทุกคนคุ้นชื่อและคุ้นเคย</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/88177/-sciche-sci-</source><detail>ทำความรู้จักธาตุไนรโตรเจน ธาตุที่ทุกคนคุ้นชื่อและคุ้นเคย
:
ไนรโตเจน ธาตุที่ทุกคนคุ้นเคย เพราะเป็นก๊าซหนึ่งในส่วนประกอบหลักของอากาศ โดยมีมากกว่าออกซิเจนเสียอีก
:
ไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิต และเป็นองค์ประกอบในกรดนิวคลีอิก 2 ชนิด คือ กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก (DNA) ซึ่งเป็นสารพันธุกรรม เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต และกรดไรโบนิวคลีก (RNA) ทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลจาก DNA
:
นอกจากนี้ ไนรโตเจนยังเป็นองค์ประกอบของโปรตีน ฮอร์โมน และคลอโรฟิลล์ หากสิ่งมีชีวิตได้รับไนรโตเจนไม่เพียงพอ จะไม่สามารถสร้างกรดอะมิโนซึ่งเป็นวัตถุดิบนำไปสร้างเซลล์ กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อต่อไปได้ หากเกิดกับพืช ก็จะไม่สามารถเจริญเติบโต นำไปสู่ผลผลิตที่ต่ำ ดอกและผลเล็กกว่าปกติ
:
จะเห็นว่าไนรโตเจนก็สำคัญกับสิ่งมีชีวิตไม่แพ้ออกซิเจนเลยใช่ไหมล่ะครับ เพราะเป็นองค์ประกอบหลักในการสร้างกล้ามเนื้อของคนและสัตว์ ส่วนพืชก็สำคัญต่อการออกดอก ออกผลนั่นเอง 
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3401</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624209469.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="966"><Nid>3400</Nid><title>อาการเบื่อบ้าน (Cabin Fever) ปัญหาที่มาจากการ Work form home</title><source>https://www.sanook.com/health/28705</source><detail>อาการเบื่อบ้าน (Cabin Fever) ปัญหาที่มาจากการ Work form Home
:
หลายคนที่มีความจำเป็นต้องทำงานจากที่บ้าน หรือเรียนหนังสือจากที่บ้าน พอนานวันเข้าจะมีอาการ “เบื่อบ้าน” (Cabin Fever) อาการนี้คืออะไร และมีวิธีแก้ไขยังไง ไปดูกันเลย
:
ภาวะ Cabin Fever เป็นสภาวะกดดันทางจิตใจอย่างหนึ่งเวลาที่ต้องอยู่แต่ที่บ้าน มักก่อให้เกิดความรู้สึกห่อเหี่ยว มีอารมณ์ด้านลบ และความทุกข์ที่เกิดจากการถูกจำกัดพื้นที่ รวมถึงหงุดหงิด เบื่อหน่าย สิ้นหวัง วิตกกังวล ไม่มีสมาธิ หรือแม้กระทั่งมีพฤติกรรมที่ผิดปกติไป
:
5 วิธีง่ายๆ แก้อาการ เบื่อบ้าน
:
1. หาหนัง หาซีรีส์ เรื่องตลกๆ ดู - ไม่ว่าจะเป็นหนัง ซีรี่ส์ หรือการ์ตูน สามารถดูได้ทั้งนั้น เพราะจะทำให้เรามีสมาธิไปกับมัน และลดอาการเบื่อบ้านได้
:
2. จัดบ้านใหม่ - การจัดบ้านใหม่ เก็บของให้เป็นระเบียบ หรือการตกแต่งบ้านใหม่เล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้อาการเบื่อบ้านลดลง
:
3. Video Call กับเพื่อน - มนุษย์เป็นสัตย์สังคม การไม่ได้เจอเพื่อนนานๆ จะมีอาการเบื่อบ้าน เราสามารถใช้เทคโนโลยี Video call ช่วยแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้
:
4. อยู่กับธรรมชาติบ้าง - ลองหาเวลาตื่นเช้าๆ เดินเล่นในสวนหน้าบ้าน หรือบ้านไหนไม่มีต้นไม้ ก็เป็นโอกาสที่ดีในการหาต้นไม้มาปลูก เพราะธรรมชาติจะเยียวยาเราได้เสมอ
:
5. จัดตารางชีวิตประจำวันแล้วทำให้ครบ - ตั้งเป้าหมายสิ่งที่จะทำในแต่ละวันให้ชัดเจน จะได้มีสมาธิและจดจ่อกับสิ่งที่จะทำ 
:
เพื่อนๆ คนไหนอยู่บ้านนานเกินไปแล้วเกิดอาการเบื่อบ้าน ลองนำ 5 ข้อนี้ไปใช้ได้นะครับ หรือใครมีวิธีอื่นที่น่าสนใจ คอมเมนท์มาแลกเปลี่ยนกันได้เลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3400</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624209440.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="967"><Nid>3399</Nid><title>ชวนปลูกโรสแมรี่ สมุนไพรฝรั่งที่ไว้ดับกลิ่นคาวอาหาร</title><source>https://www.sanook.com/home/29837</source><detail>ชวนปลูกโรสแมรี่ สมุนไพรฝรั่งที่ไว้ดับกลิ่นคาวอาหาร
:
หากเพื่อนๆ เคยเห็นเครื่องเทศกลิ่นหอมๆ สดชื่น ที่มักเสริฟคู่กับสเต๊ก หรือเนื้อสัตว์ นั่นคือ โรสแมรี่ วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักโรสแมรี่และวิธีการปลูกกัน
:
โรสแมรี่ (Rosemary) เป็นไม้ยืนต้นพุ่มเตี้ยตระกูลเดียวกับมินต์ ลักษณะของใบมีสีเขียวเข้ม ใต้ใบสีเขียวจางๆ ใบเรียวตรง ออกดอกเป็นกลุ่มเล็กๆ สีน้ำเงินอ่อน
:
วิธีปลูกโรสแมรี่
1. ตัดโคนกิ่งให้เป็นปากฉลาม จากนั้นปักลงในกระถางที่เตรียมไว้ โดยเลือกกิ่งที่มีความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร
:
2. หมั่นรดน้ำเช้าเย็น วางไว้ในที่ร่ม อากาศถ่ายเท
:
เพียงเท่านี้ โรสแมรี่ของเราก็จะมีรากงอก เตรียมพร้อมย้ายกระถางต่อไป โรสแมรี่สามารถนำมาแต่งกลิ่นอาหารให้มีกลิ่นหอม ไม่ว่าจะใช้หมัก ตุ๋น ทอด อบ ย่าง ทั้งเนื้อ หมู ไก่ ปลา  ช่วยดับกลิ่นคาวได้ดี ถือว่าเป็นสมุนไพรที่สารพัดประโยชน์มากๆ เลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3399</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624209404.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="968"><Nid>3398</Nid><title>โปรตีนจำเป็นต่อร่างกายอย่างไร</title><source>https://www.sanook.com/health/28757</source><detail>โปรตีนจำเป็นต่อร่างกายอย่างไร
:
เพื่อนๆ คงรู้อยู่แล้วว่า โปรตีน คือหนึ่งในอาหารหลัก 5 หมู่ แต่โปรตีนจำเป็นกับร่างกายยังไงบ้างนะ? วันนี้เราจะพาไปดูประโยชน์หลัก 5 ข้อของโปรตีนกัน
:
โปรตีน มีหน้าที่สำคัญในการเสริมสร้างการเจริญเติบโต ซ่อมแซมเซลล์ต่างๆ หรือส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ประกอบด้วยกรดอะมิโนจำนวนมากที่สามารถแตกตัวและสร้างใหม่ได้หลายรูปแบบ ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในกล้ามเนื้อ กระดูก ผิวหนัง เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ
:
โปรตีนมีประโยชน์หลักดังนี้ 
1. โปรตีนช่วยให้อยู่ท้อง อิ่มนาน ไม่หิวบ่อย - อาหารที่มีปริมาณโปรตีนสูงจะช่วยให้เรารู้สึกอยู่ท้อง หรืออิ่มนานกว่าการรับประทานอาหารจำพวกแป้งอย่างคาร์โบไฮเดรตและไขมัน
:
2. โปรตีนช่วยเพิ่มการเผาผลาญของร่างกาย - สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเผาผลาญแบบชั่วคราว
:
3. โปรตีนช่วยบำรุงกล้ามเนื้อ - จะช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อ และป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อในระยะยาว
:
4. โปรตีนช่วยฟื้นฟูและเร่งการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อ - ช่วยในการเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อ
:
5. โปรตีนดีต่อร่างกาย - ช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้เร็วขึ้นหากได้รับบาดเจ็บ
:
จะได้เห็นได้ว่า โปรตีนเป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่ขาดไม่ได้จริงๆ อย่างไรแล้วเพื่อนๆ พยายามรับประทานโปรตีนให้ได้ทุกมื้ออาหาร เพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3398</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624209368.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="969"><Nid>3397</Nid><title>ขยะอวกาศ วิกฤตใหม่ที่เกิดจากมนุษย์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57041484</source><detail>ขยะอวกาศ วิกฤตใหม่ที่เกิดจากมนุษย์ 
:
นับตั้งแต่มนุษย์ได้เริ่มส่งยานอวกาศ ดาวเทียม และคน ขึ้นไปสำรวจอวกาศ เป็นจุดเริ่มต้นของ "ขยะอวกาศ" ซึ่งกำลังจะส่งผลเสียในอนาคต
:
ขยะอวกาศ คือ วัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้วถูกทิ้งไว้ในห้วงอวกาศเมื่อเลิกใช้งานแล้ว เช่น ยานอวกาศปลดระวาง ชิ้นส่วนเครื่องจักร และดาวเทียมที่เสียหายหรือเลิกใช้งานแล้ว 
:
นอกจากนี้ยังมีขยะอวกาศขนาดเล็กอื่นๆ เช่น เศษซากการชนกันของวัตถุที่ลอยอยู่ในห้วงอวกาศ หรือแม้แต่แผ่นสีที่หลุดลอกออกจากยานอวกาศ
:
ปัจจุบันมีขยะอวกาศที่ขนาดใหญ่กว่า 10 เซนติเมตร อยู่ในวงโคจรโลกมากกว่า 30,000 ชิ้น และคาดว่ามีขยะอวกาศที่เล็กกว่า 1 เซนติเมตรมากถึง 128 ล้านชิ้น
:
ขยะอวกาศเหล่านี้คงไม่เป็นอันตรายกับมนุษย์โลกโดยตรง เนื่องจากหากมันตกลงมา ก็จะถูกเผาไหม้จนหมด แต่ปัญหาอาจเกิดขึ้นในห้วงอวกาศ เพราะมีความเสี่ยงที่ขยะอวกาศจะพุ่งชนดาวเทียมสำคัญต่างๆ เช่น การนำทางด้วยระบบจีพีเอส การบอกเวลา หรือการสื่อสารต่างๆ ได้รับความเสียหายและหยุดทำงานนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3397</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624209336.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="970"><Nid>3396</Nid><title>พ่อบ้านแม่บ้านต้องระวัง! ห้ามผสมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดนี้เด็ดขาด</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/87713/-sciche-sci-</source><detail>พ่อบ้านแม่บ้านต้องระวัง! ห้ามผสมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดนี้เด็ดขาด
:
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ภายในบ้านส่วนใหญ่มีส่วนผสมของ กรด แอมโมเนีย ไฮโพคลอไรต์ และไฮดรอกไซด์ (เบส) หากนำสารบางชนิดมาผสมเข้าด้วยกัน อาจก่อให้เกิดแก๊สพิษ หรือสารที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของเรา ซึ่งอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งมีอะไรที่อันตรายบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. น้ำยาซักผ้าขาว + น้ำยาทำความสะอาดท่อของโถชักโครก หรือน้ำส้มสายชู : จะทำให้เกิดเป็นแก๊สคลอรีน ซึ่งเป็นแก๊สที่มีกลิ่นฉุน หากสูดดมหรือสัมผัสจะทำให้มีอาการระคายเคืองตั้งแต่เยื่อบุตา เยื่อบุโพรงจมูก และทางเดินหายใจ
:
2. น้ำยาซักผ้าขาว + น้ำยาเช็ดกระจก (แอมโมเนีย) : ทำให้เกิดแก๊สคลอรามี ซึ่งเป็นแก๊สพิษที่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองดวงตา ผิวหนัง และทางเดินหายใจ 
:
3. น้ำยาซักผ้าขาว + แอลกอฮอล์ : ทำให้เกิดเป็นคลอโรฟอร์ม ซึ่งเป็นแก๊สพิษอีกชนิดหนึ่ง ทำให้ระคายเคืองดวงตา ทำลายตับ ไต และระบบประสาท
:
ของใกล้ตัวพวกนี้ อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้เลย หากใช้ผิดวิธีและไม่รู้จักสารเคมีดีพอ หวังว่าข้อมูลในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ นะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3396</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624209302.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="971"><Nid>3395</Nid><title>เรียนเอกอิ๊ง (English) นอกจากเป็นครูแล้ว ทำอาชีพอะไรได้อีก</title><source>https://www.dek-d.com/studyabroad/57487</source><detail>เรียนเอกอิ๊ง (English) นอกจากเป็นครูแล้ว ทำอาชีพอะไรได้อีก
:
ใครว่าเรียนจบสายภาษาอังกฤษแล้วต้องเป็นครูสอนภาษาอังกฤษเสมอไป? วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 อาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการ ที่เด็กจบเอกอังกฤษทำได้สบายๆ
:
1. ฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR)
ทำหน้าที่บริหารจัดการประสิทธิภาพการทำงานของคนในองค์กร พัฒนาและดึงศักยภาพของบุคลากรออกมาใช้ให้เหมาะสม ยิ่งมีทักษะภาษาอังกฤษติดตัว สามารถต่อยอดไปทำงานบริษัทต่างชาติได้สบายๆ เลยล่ะ
:
2. นักจัดซื้อ (Purchase)
ช่วยจัดหาสินค้าหรือบริการที่ต้องการมาสู่องค์กร แน่นอนว่าสายงานนี้คงหลีกเลี่ยงการเจรจาและสื่อสารกับบริษัทต่างชาติไม่ได้ ทักษะภาษาจึงสำคัญ
:
3. นักสื่อสารผ่านงานเขียน (Content Creator)
เรียกได้ว่าสายนี้ตรงกับเด็กอังกฤษเป๊ะๆ และเป็นงานที่กำลังได้รับความสนใจในตลาด นอกจากนี้ สายอาชีพนี้ยังเอื้อให้เราสามารถทำงานได้ในหลายองค์กร อาจจะอยู่ในสำนักพิมพ์หรือสื่อออนไลน์ก็ได้
:
4. นักประสานงานโครงการ (Project Coordinator)
เป็นเหมือนสื่อกลางในการรับส่งข้อมูลจากอีกฝ่ายไปยังอีกฝ่าย แน่นอนว่ายิ่งได้ภาษา ยิ่งได้เปรียบกับสายอาชีพนี้
:
จริงๆ แล้วการมีทักษะภาษาอังกฤษ ถือว่าเป็นข้อได้เปรียบในเกือบจะทุกสายอาชีพเลย อย่างที่เขาว่า ภาษาดีมีชัยไปกว่าครึ่ง เพื่อนๆ คนไหนที่ชอบภาษาอังกฤษ โตขึ้นอยากทำอาชีพอะไร คอมเมนท์มาบอกกันได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3395</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624038408.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="972"><Nid>3394</Nid><title>ค้นพบมัมมี่สตรีปริศนาที่มีซากทารกในมดลูกครั้งแรกของโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56941081</source><detail>ค้นพบมัมมี่สตรีปริศนาที่มีซากทารกในมดลูกครั้งแรกของโลก
:
การค้นพบดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อทีมนักวิทยาศาสตร์โปแลนด์ประจำโครงการ Warsaw Mummy Project ใช้เครื่องเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจสอบวัตถุโบราณในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติกรุงวอร์ซอ
:
พบว่า มัมมี่ร่างนี้ไม่มีองคชาติ แต่มีเต้านมและผมหยักศกยาวประบ่า และนอกจากนั้นยังพบเด็กในครรภ์ ซึ่งมีอายุราว 26 - 30 สัปดาห์ โดยถือเป็นมัมมี่อียิปต์หญิงมีครรภ์เพียงร่างเดียวของโลกในขณะนี้
:
สาเหตุที่มัมมี่ร่างนี้ถูกเรียกว่า "สตรีปริศนา" เพราะข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของเธอแทบไม่มีอะไรเลย
:
ข้อมูลอย่างเดียวที่พอคาดเดาได้ คือ เธอน่าจะเป็นสตรีสูงศักดิ์คนหนึ่ง เนื่องจากร่างของเธอผ่านการทำมัมมี่ด้วยฝีมือที่ละเอียดและประณีต อีกทั้งยังอยู่ในสภาพดี และยังพบเครื่องประดับและเครื่องรางใต้ผ้าพันศพอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3394</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624038366.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="973"><Nid>3393</Nid><title>โรคไข้เลือดออกเป็นอันตรายถึงชีวิตได้</title><source>https://www.sanook.com/health/445</source><detail>โรคไข้เลือดออกเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
:
ไข้เลือดออก ทำไมบางคนรักษาหายง่ายๆ ในเพียงไม่กี่วัน แต่บางคนสามารถมีอาการหนักจนถึงขั้นเสียชีวิต วันนี้มาดูคำตอบกันครับ
:
ไข้เลือดออก เกิดจากการติดเชื้อไวรัส เด็งกี ซึ่งเป็นไวรัสชนิดหนึ่ง มียุงลายเป็นพาหะนำโรค อาการของโรคไข้เลือดออก แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่
:
ระยะที่ 1 : ระยะไข้สูง
ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกิดขึ้นฉับพลัน และไข้จะสูงลอยตลอดเวลาอยู่ประมาณ 2-7 วัน ในระยะนี้ ถ้ามีอาการรุนแรงจะปรากฏอาการระยะที่ 2 ต่อไป
:
ระยะที่ 2 : ระยะช็อกและมีเลือดออก
อาการมักจะเกิดช่วง วันที่ 3 - 7 ของโรค ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวิกฤต โดยอาการไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ผู้ป่วยมักมีอาการทรุดหนักและมีภาวะช็อกจนเสียชีวิต หากรักษาทันการจะเข้าสู่ระยะที่ 3 
:
ระยะ 3 : ระยะฟื้นตัว
อาจมีภาวะช็อกไม่รุนแรงนัก อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น และร่างกายเริ่มฟื้นตัวจนหายดี
:
แล้วอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยบางรายเข้าสู่สภาวะช็อกได้? คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับเชื้อที่ได้รับและภูมิต้านทานโรคของตัวผู้ป่วยเอง ทำให้ความรุนแรงของอาการไข้เลือดออกในแต่ละคนไม่เท่ากันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3393</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624038334.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="974"><Nid>3392</Nid><title>ทดลองให้นาฬิกายิ่งเที่ยงตรงเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้จักรวาลปั่นป่วนกว่าเดิม</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57046575</source><detail>ทดลองให้นาฬิกายิ่งเที่ยงตรงเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้จักรวาลปั่นป่วนกว่าเดิม
:
ในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ผ่านมา ได้มีการพยายามจะวัดเวลาให้ละเอียดแม่นยำขึ้นเรื่อย ๆ เช่น การประดิษฐ์นาฬิกาอะตอมรุ่นใหม่ โดยไม่รู้เลยว่านั่นเป็นการเพิ่มความปั่นป่วนไร้ระเบียบของจักรวาลที่เพิ่มสูงขึ้นก็เป็นได้
:
ล่าสุด ทีมนักฟิสิกส์จากสหราชอาณาจักรและออสเตรีย ได้ทดลองสร้างนาฬิกาขนาดจิ๋วที่ควบคุมระดับความเที่ยงตรงได้ โดยใช้ แผ่นเยื่อซิลิคอนไนไตรด์ ซึ่งจะสั่นขึ้นลงเมื่อได้รับกระแสไฟฟ้า เมื่อสั่นขึ้น-ลง 1 ครั้ง ผู้วิจัยจะนับว่านั่นคือการเดินของเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง
:
แต่ปรากฏการณ์นี้ พบว่ามีความร้อนเกิดขึ้นในระบบมากกว่าเก่า ซึ่งจะผลักให้อนุภาคต่าง ๆ ที่อยู่โดยรอบชนปะทะกัน ทำให้ ค่าเอนโทรปี (Entropy) หรือความไร้ระเบียบภายในระบบเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหากมีเอนโทรปีสูงมากเกินกว่าจะแก้ไขให้คืนสภาพเดิม จักรวาลก็อาจถึงกาลล่มสลายได้
:
แต่ผู้วิจัยยังทิ้งท้ายว่า ไม่ต้องกังวลไป เนื่องจากค่าเอนโทรปีที่เพิ่มขึ้นจากการวัดเวลาเหล่านี้มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3392</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624038302.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="975"><Nid>3391</Nid><title>ดินสอที่เราใช้กันทุกวันทำมาจากอะไร</title><source>https://guru.sanook.com/8807</source><detail>ดินสอที่เราใช้กันทุกวันทำมาจากอะไร?
:
เคยสงสัยกันไหมครับ ว่าดินสอที่เพื่อนๆ ใช้กันอยู่ทุกวันนั้นทำมาจากอะไร? วันนี้เราจะพาไปดูกันครับ
:
ไส้ดินสอ ที่ทำให้เกิดสีดำเวลาเราเขียนลงกระดาษนั้น ทำมาจาก "แกรไฟต์" (Graphite) เป็นธาตุคาร์บอนในรูปแบบหนึ่ง เมื่อกดแท่งแกรไฟต์ลงบนพื้นผิววัสดุหรือกระดาษ แกรไฟต์ชั้นบางๆ จะหลุดร่อน และลอกติดไปบนพื้นผิววัสดุทำให้เกิดรอยสีดำขึ้น
:
วิธีการทำนั้น จะเริ่มจากการนำผงแกรไฟต์ที่บดละเอียดมาผสมรวมกับดินขาว และปั้นเป็นแท่งยาว ก่อนนำไปเผาที่อุณหภูมิประมาณ 1,200 องศาเซลเซียส 
:
จากนั้นจึงนำไปเคลือบด้วยขี้ผึ้ง ซึ่งทำให้เขียนลื่น และขั้นตอนสุดท้ายคือประกอบเป็นแท่งดินสอ โดยจะใช้กาวผนึกให้ติดแน่นกับปลอกไม้ที่ใช้หุ้ม โดยไม้ที่นำมาใช้ต้องเป็นไม้เนื้ออ่อนพอควร เพื่อทำให้เหลาง่าย เช่น ไม้ซีดาร์ นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3391</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1624038266.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="976"><Nid>3379</Nid><title>4 สาเหตุที่อาจทำให้ หลับๆ ตื่นๆ ตอนกลางคืน</title><source>https://www.sanook.com/health/28569/</source><detail>1. ความเครียด
แน่นอนว่าความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มีอาการหลับๆ ตื่นๆ เพราะคุณอาจจะมีความกังวลต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดสะสมจนทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนล้าแบบไม่รู้ตัว นอกจากความเครียดแล้วยังรวมถึงความรู้สึกวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน เพราะฉะนั้นอยากแนะนำให้ลดความกังวลในจิตใจให้ลดลง เมื่อความกังวลและความเครียดนั้นค่อยๆ จางลงไปจะทำให้คุณนอนหลับสนิทได้มากขึ้น 

2. อาการเจ็บป่วย
เมื่อคุณไม่สบาย ปวดท้อง ปวดตามเนื้อตัว เป็นโรคเกี่ยวกับการนอนหลับ มีปัญหาเรื่องระบบการหายใจ มีอาการไอ หรือมีอาการเจ็บป่วยต่างๆ อยู่นั้น แน่นอนว่าอาการเหล่านี้สามารถไปรบกวนคุณตอนคุณหลับโดยที่คุณไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นอยากแนะนำให้ควรรีบหาวิธีแก้ไขหรือพบแพทย์เพื่อรักษา ไม่อย่างงั้นคุณก็จะต้องมาหลับๆ ตื่นๆ กลางคืนอยู่แบบนี้ ซึ่งมันไม่ดีต่อร่างกายของคุณแน่ๆ

3. สิ่งแวดล้อม
ลองสังเกตสภาพแวดล้อมของที่พักของคุณดู ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่คุณพักอาศัย คอนโด หรือหอพักว่าบริเวณที่พักของคุณนั้นมีร้านค้าหรือผับที่ต้องเสียงดังตลอดเวลาหรือเปล่า ที่พักของคุณอยู่ติดถนนใหญ่ที่มีรถวิ่งตลอดทั้งวันไหม มีเสียงรบกวนจากการจราจรตลอดทั้งคืนหรือไม่ รวมถึงบางทีอาจจะเกี่ยวกับความสว่างเกินไปของห้องนอนของคุณเอง สิ่งเหล่านี้ที่เป็นสภาพแวดล้อมนั้นสามารถเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายของคุณหลับไม่สนิท และทำให้คุณมีอาการหลับๆ ตื่นๆ นั่นเอง 

4. การรับประทานอาหาร
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการรับประทานอาหารเป็นหนึ่งในสาเหตุที่สามารถทำให้คุณนอนหลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นมากลางดึกได้ เนื่องจากบางทีสำหรับใครที่ชอบรับประทานอาหารดึกๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนเลย แน่นอนว่าต้องมีอาการแน่นท้อง รู้สึกอึดอัด อาหารไม่ย่อย บางคนถึงกับมีอาการจุกเสียดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก การมีพฤติกรรมแบบนี้สามารถเสี่ยงเป็นกรดไหลย้อนมากเลยนะทุกคน เพราะฉะนั้นต้องระวังไว้ แนะนำว่ากินเสร็จแล้วอย่างพึ่งล้มตัวนอนจะดีที่สุด</detail><keywords>นอน, กลางคืน, เครียด, ป่วย, อาหาร, สุขภาพ</keywords><date>2021-06-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3379</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1623666539.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="977"><Nid>3366</Nid><title>ทำความรู้จัก "แสงซินโครตรอน"</title><source>https://www.slri.or.th/th/ความรู้เกี่ยวกับแสงซินโครตรอน/2010-11-02-00-11-36.html</source><detail>แสงซินโครตรอนคืออะไร
แสงซินโครตรอน คือแสงที่ถูกปลดปล่อยยออกมาจากอิเล็กตรอนที่เลี้ยวโค้งด้วยความเร็วใกล้ความเร็วแสง(ความเร็วสามร้อยล้านเมตรต่อวินาทีหรือประมาณหนึ่งพันล้านกิโลเมตรต่อชั่วโมง) 

ทำไมต้องแสงซินโครตรอน
แสงซินโครตรอนเป็นแสงความเข้มสูงที่มีค่าพลังงานต่อเนื่อง คลอบคลุมช่วงพลังงานกว้างตั้งแต่ช่วงของรังสีอินฟราเรดจนถึงรังสีเอ็กซ์ ทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย

เราใช้แสงซินโครตรอนทำอะไร
แสงซินโครตรอนถูกใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาวิจัยหลากหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาองค์ประกอบและโครงสร้างของวัสดุต่างๆ
โดยแสงซินโครตรอนสามารถฉายแสงรังสีเอกซ์และมีรังสีเข้มสูงกว่ารังสีปกติจากในห้องแล็บปกติ ทำให้วิเคราะห์ได้ละเอียดกว่า ในการดูองค์ประกอบธาตุในวัตถุ อย่างที่ในห้องบางอย่างไม่สามารถไม่เห็น โดยแสงซินโครตรอนสามารถดูโครงสร้างวัตถุได้หลายระดับ ตั้งแต่ ไมโคร นาโน โมเลกุล จนไปถึงอะตอม อย่างการตรวจเส้นผม อย่างแรกเป็นการตรวจเอกซเรย์โครงสร้าง 3 มิติ จะสามารถแบ่งแยกว่าเป็นขนสัตว์หรือผมมนุษย์และขนบริเวณอื่นได้ พร้อมกับจะแบ่งแยกองค์ประกอบของเส้นขนที่แตกต่างกันไปได้อย่างชัดเจน สามารถบอกได้ว่าองค์ประกอบของเส้นผมมาจากที่เดียวกันหรือไม่ แต่หากจะระบุตัวบุคคลต้องใช้ข้อมูลจากกายภาพหลายๆ อย่างมาประกอบกัน</detail><keywords>ซินโครตรอน, แสงซินโครตรอน, ประโยชน์แสงซินโครตรอน, ลำแสงซินโครตรอน</keywords><date>2021-06-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3366</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1623211146.jpg</img_link><category>วิศวกรรมการแพทย์</category></row>
<row _id="978"><Nid>3358</Nid><title>บรรยากาศโลกชั้นสตราโตสเฟียร์หดตัวลง เหตุเพราะก๊าซเรือนกระจก</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-57133939</source><detail>บรรยากาศโลกชั้นสตราโตสเฟียร์หดตัวลง เหตุเพราะก๊าซเรือนกระจก
:
บรรยากาศโลกชั้น สตราโตสเฟียร์ มีความสำคัญต่อมนุษย์ในด้านเทคโนโลยีสื่อสารและโทรคมนาคม เนื่องจากสัญญาณดาวเทียม คลื่นวิทยุ ระบบนำร่องจีพีเอส คลื่นเหล่านี้ล้วนเดินทางในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ทั้งสิ้น
:
ผลการศึกษาล่าสุดของทีมนักวิทยาศาสตร์จากหลายชาติในยุโรปและสหรัฐฯ พบว่า ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ความหนาของชั้นบรรยากาศนี้ลดลงไปแล้วถึง 400 เมตร และอาจจะบางลงได้อีก 1 กิโลเมตร ภายในปี 2080 หากมนุษย์ยังไม่หยุดผลิตก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์
:
เนื่องจากเมื่อมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ทำให้อากาศที่ระดับความสูงดังกล่าวเย็นตัวลง ส่งผลให้บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์หดตัว โดยมีการขยายตัวของอากาศร้อนในบรรยากาศชั้นล่างหรือโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ซึ่งอยู่ติดกัน ดันให้ขอบเขตของสตราโตสเฟียร์หดแคบลงไปอีก 
:
ซึ่งนอกจากจะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศแล้ว ยังทำให้สัญญาณดาวเทียม คลื่นวิทยุ ระบบนำร่องจีพีเอส ถูกรบกวนจนทำงานขัดข้องอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3358</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1622996007.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="979"><Nid>3357</Nid><title>การทดลองพิสูจน์แล้ว แมวชอบพื้นที่สี่เหลี่ยมอย่างแท้จริง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-57050820</source><detail>การทดลองพิสูจน์แล้ว แมวชอบพื้นที่สี่เหลี่ยมอย่างแท้จริง
:
เพื่อนๆ คนไหนเป็นทาสแมวคงจะรู้กันดีว่าแมวชอบเข้าไปอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยม ไม่ว่าจะเป็นกล่องกระดาษ พื้นที่แคบๆ หรือแม้กระทั่งขีดเส้นเป็นรูปสี่เหลี่ยม 
:
ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลอง หากเราสร้างพื้นที่สี่เหลี่ยมที่ไม่ใช่สี่เหลี่ยมจริงๆ แต่เป็นการมองเห็นสี่เหลี่ยมจากวัตถุที่ไม่ใช่รูปทรงสี่เหลี่ยม แมวจะเข้าไปอยู่หรือไม่
:
ทำการทดลองโดยให้เจ้าของแมวอาสาสมัครทั้ง 500 คน ติดตั้งรูปทรงต่างๆ บนพื้นผิวของบ้าน เพื่อดูปฏิกิริยาของแมวที่เกิดขึ้น โดยให้ติดตั้งทั้งรูปทรงที่เป็นเส้นกรอบสี่เหลี่ยมจริงๆ และภาพลวงตาสี่เหลี่ยมแบบคานิซซา (Kanizsa Square) หรือการมองเห็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสปรากฏอยู่ ทั้งที่ไม่ได้มีเส้นเชื่อมต่อเป็นรูปกรอบสี่เหลี่ยมแต่อย่างใด
:
ผลลัพธ์คือ มีแมวจำนวนหนึ่งพุ่งตรงเข้าไปในภาพลวงตาสี่เหลี่ยมแบบคานิซซาแบบไม่ลังเล ถึงแม้ว่าการทดลองนี้จะไม่สามารถบอกได้ว่า เพราะอะไรแมวถึงชอบพื้นที่สี่เหลี่ยม  แต่ก็ได้พบว่าแมวมีความเฉลียวฉลาดคล้ายมนุษย์ในเรื่องการมองเห็นรูปทรงบนพื้นผิวที่ไม่ได้มีอยู่จริงนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3357</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1622995976.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="980"><Nid>3356</Nid><title>กินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังกินทุเรียนเสี่ยงตายจริงไหม?</title><source>https://www.sanook.com/health/28685</source><detail>กินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังกินทุเรียนเสี่ยงตายจริงไหม?
:
หลายๆ คนอาจเคยได้ยินประโยคที่บอกว่า ห้ามกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังจากกินทุเรียน เพราะอาจมีอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต วันนี้จะพาไปดูความจริงกัน
:
ทุเรียน ได้ชื่อว่าเป็น “ราชาแห่งผลไม้” มีคุณค่าทางอาหารและพลังงานสูง โดยอุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน รวมถึงแร่ธาตุหลายชนิด อาทิ โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และแคลเซียม
:
การที่เรากินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังจากกินทุเรียน อาจไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต 100% แต่ก็มีโอกาสเสี่ยงสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว และมีข้อที่ต้องควรรู้อยู่บ้าง
:
1. กระบวนการทำลายแอลกอฮอล์ไม่สมบูรณ์ :  สารประกอบซัลเฟอร์หรือกำมะถันในทุเรียน ส่งผลให้กระบวนการทําลายแอลกอฮอล์ในร่างกายไม่สมบูรณ์ ทำให้มีอาการ หน้าแดง เหงื่อออก คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หายใจเร็ว ซึ่งในบางรายโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจถึงขั้นหัวใจหยุดเต้นได้
:
2. ร่างกายได้รับพลังงานสูง น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น : เนื้อทุเรียน 100 กรัมให้พลังงาน 150-160 แคลอรี่ ขณะเดียวกันเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เองก็ให้พลังงานสูงเช่นกัน 
:
การกินแอลกอฮอล์พร้อมทุเรียน จึงทําให้ร่างกายได้รับพลังงานสูงอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะทําการย่อยอาหารทําให้เกิดความร้อนเพิ่มขึ้น น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เพราะฉะนั้นการกินทุเรียนให้ปลอดภัย ควรคำนึงถึงโรคประจำตัว และระวังเรื่องการได้รับพลังงานที่มากเกินไปด้วยนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3356</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1622995944.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="981"><Nid>3355</Nid><title>ยานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ ครองแชมป์ความเร็วสูงสุดจากบรรดายานทั้งหมด</title><source> https://www.bbc.com/thai/international-56956002</source><detail>ยานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ ครองแชมป์ความเร็วสูงสุดจากบรรดายานทั้งหมด
:
เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา ยานพาร์กเกอร์ โซลาร์ โพรบ (Parker Solar Probe - PSP) ขององค์การนาซา หรือที่เรียกกันว่า ยานสัมผัสดวงอาทิตย์ ได้ทำลายสถิติโลกได้ถึง 2 เรื่องด้วยกัน นั่นคือ เป็นยานอวกาศที่เดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด และมีความเร็วสูงสุดในบรรดายานอวกาศที่มนุษย์เคยสร้างมาอีกด้วย
:
ล่าสุด ยาน PSP อยู่ห่างจากผิวหน้าของดวงอาทิตย์ราว 10 ล้านกิโลเมตร โดยมีความเร็วถึง 150 กิโลเมตรต่อวินาที หรือถ้าจินตนาการไม่ออก ด้วยความเร็วระดับนี้สามารถใช้เดินทางวนรอบโลกได้ภายใน 4 นาทีครึ่ง
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้ควบคุมยานอวกาศของนาซ่ายังคงบอกอีกว่า ยาน PSP จะยังคงเร่งความเร็วสูงขึ้นได้อีก โดยมีแผนจะทะยานด้วยความเร็วสูงสุดถึง 200 กิโลเมตรต่อวินาทีเลยทีเดียว
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3355</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1622995912.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="982"><Nid>3354</Nid><title>ทะเลทรายลุตหรือดาชต์เอลุต สถานที่ที่ร้อนที่สุดในโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-57217150</source><detail>ทะเลทรายลุตหรือดาชต์เอลุต สถานที่ที่ร้อนที่สุดในโลก
:
ใครว่าแดดประเทศไทยร้อนแรงที่สุด ในความเป็นจริงแล้วยังมีสถานที่อีกหลายแห่งบนโลกที่มีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศบ้านเรา วันนี้เราจะพาไปดูกันครับ
:
ในสมัยก่อน เราเคยรู้กันว่า "หุบเขามรณะ" (Death Valley) ในสหรัฐฯ คือสถานที่ซึ่งมีอุณหภูมิร้อนแรงที่สุดบนพื้นโลก หรือสูงถึง 56.7 องศาเซลเซียส แต่ผลวิเคราะห์ล่าสุดจากนาซ่า พบว่ามีคนมาล้มแชมป์สถานที่ที่ร้อนที่สุดในโลกเรียบร้อยแล้ว
:
ทะเลทรายลุตหรือดาชต์เอลุต (Dasht-e Lut) ในประเทศอิหร่าน มีอุณหภูมิพื้นผิวร้อนแรงที่สุดของโลกตัวจริง ด้วยสถิติร้อนเกือบถึงจุดเดือดที่ 80.8 องศาเซลเซียส เนื่องจากทะเลทรายลุตถูกโอบล้อมไว้ด้วยเทือกเขาหลายแนว จนความร้อนถูกกักเก็บสะสมไว้เหนือเนินทรายอย่างมาก
:
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเองยังไม่แน่ใจว่าภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อข้อมูลระดับอุณหภูมิพื้นผิวที่เปลี่ยนแปลงไปในครั้งนี้ด้วยหรือไม่
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-06-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3354</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1622995869.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="983"><Nid>3340</Nid><title>7 ข้อปฏิบัติ ก่อนฉีดวัคซีนโควิด-19</title><source>https://www.sanook.com/health/28541/</source><detail>1. สองวันก่อนและหลังการฉีดวัคซีนให้งดออกกำลังกายหนัก หรือยกน้ำหนัก และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
2. วันที่ฉีดควรกินน้ำอย่างน้อย 500-1,000 ซีซี งดชา กาแฟ หรือของที่มีคาเฟอีน รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
3. ฉีดแขนข้างที่ไม่ค่อยถนัด และหลังฉีดสองวันอย่าใช้แขนนั้น อย่าเกร็งยกของหนัก
4. หลังฉีดแล้วเจ้าหน้าที่จะให้รอดูอาการในบริเวณที่ฉีด 30 นาที
5. ถ้ามีไข้ หรือปวดเมื่อยมากทนไม่ไหว สามารถกินยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละหนึ่งเม็ดซ้ำได้ถ้าจำเป็นแต่ให้ห่าง 6 ชั่วโมง ห้ามกินยาพวก Brufen, Arcoxia, Celebrex เด็ดขาด
6. การฉีดวัคซีนโควิดควรห่างกับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่อย่างน้อย 1 เดือนและ
7. ถ้ากินยาละลายลิ่มเลือดอยู่ ก็ให้กินยาตามปกติ แต่เมื่อฉีดยาแล้วให้กดนิ่งตรงตำแหน่งที่ฉีดต่ออีก 1 นาที</detail><keywords>COVID-19, Corona Virus, Coronavirus, โคโรน่า</keywords><date>2021-06-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3340</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1622619112.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="984"><Nid>3329</Nid><title>Needle Phobia โรคกลัวเข็มฉีดยา</title><source>https://www.sanook.com/health/28621/</source><detail>โรคกลัวเข็มคืออะไร?
โรคกลัวเข็ม มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการคือ Trypanophobia หรือที่รู้จักกันในชื่อ Needle Phobia 

Needle แปลว่าเข็ม Phobia แปลว่าอาการกลัว อาการนี้ถูกบันทึกว่าเป็นอาการทางจิตตั้งแต่ ค.ศ. 1994 ผู้ที่มีอาการนี้จะกลัวเข็ม ไม่ว่าจะเป็นการฉีดยา เจาะเลือด หรือการกระทำใดๆ ที่ต้องโดนเข็มแหลมๆ มาจิ้มหรือเกี่ยวข้อง ซึ่งการเกิดอาการนี้ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเกิดจากอะไรกันแน่ เบื้องต้นได้ให้สาเหตุไว้ว่า 

อาจจะเกิดจากเหตุการณ์ที่ฝังใจในอดีต จนส่งผลมาถึงปัจจุบัน 
คนในครอบครัวหรือใกล้ชิดมีอาการกลัวเข็ม ทำให้กลัวตามไปด้วย 
มีทัศนคติในแง่ลบต่อการทำหัตถการทางการแพทย์ กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น

แน่นอนว่ามันมากกว่าอาการกลัวเจ็บนะ อย่างตัวผู้เขียนเองก็กลัวเจ็บ ไม่เคยเชื่อคำว่า มดกัด ของพยาบาลเลย และเชื่อว่าหลายคนก็กลัวเจ็บเหมือนกัน แต่อาการของโรคกลัวเข็มหรือ Needle Phobia มีมากกว่านั้น เรียกง่ายๆว่า แค่เห็นเข็มก็รู้สึกกลัว หนักมากๆอาจจะมีอาการดังนี้

เป็นลม (อันนี้เราอาจจะเห็นได้บ่อย)
หัวใจเต้นเร็ว กระวนกระวาย ใจสั่น
ความดันโลหิตสูง-ต่ำผิดปกติ
กลัว แพนิค

อย่างไรก็ตามอาการที่เกิดขึ้นก็สามารถรักษาและบรรเทาได้ด้วยการบำบัด การมองคนอื่นฉีดเพื่อให้เข้าใจว่าไม่อันตราย เจอกับความกลัว รักษาด้วยยา หากรู้สีกว่าตัวเองมีปัญหานี้แล้วมันส่งผลกระทบต่อชีวิตก็แนะนำให้ปรึกษาแพทย์</detail><keywords>โรค, เข็มฉีดยา, Needle Phobia, Trypanophobia, ความกลัว</keywords><date>2021-06-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3329</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1622545063.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="985"><Nid>3320</Nid><title>6 วิธีดูแลสุขภาพในช่วงที่อากาศร้อน</title><source>https://www.sanook.com/health/27737/</source><detail>1.ดื่มน้ำเปล่าเพื่อดับกระหาย
ช่วงอากาศร้อนระอุ สิ่งที่สามารถดับกระหายได้ดีที่สุดคือ น้ำเปล่า ซึ่งหาดื่มได้ง่ายและเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ สำหรับการดื่มน้ำในช่วงหน้าร้อนนั้น ไม่ควรดื่มทีละมากๆ แต่ให้จิบไปเรื่อยๆ ระหว่างวัน ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับกิจกรรมในวันนั้นๆ และไม่ควรกินน้ำแข็งหรือดื่มน้ำเย็นจัด เพราะน้ำเย็นปริมาณมากจะไปเจือจางน้ำย่อย ส่งผลให้เลือดที่มาหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารทำการย่อยได้น้อยลง และก่อให้เกิดโรคกระเพาะลำไส้อักเสบได้ง่าย นอกจากนั้นน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ก็มีส่วนทำให้เกิดท้องร่วงท้องเสียอีกด้วย

2.หาผลไม้กินแก้ร้อน
กินผลไม้ที่มีคุณสมบัติเย็น ขับร้อน และเพิ่มน้ำในร่างกาย เช่น แตงโม ส้ม สับปะรด เป็นต้น เพราะผลไม้เหล่านี้ช่วยดับกระหายและทำให้สดชื่นได้ แถมยังมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ แต่แนะนำว่าผลไม้ไม่ควรแช่เย็นจัด หรือกินในตอนกลางคืน รวมถึงกินในขณะที่ท้องว่างและเวลาหิวจัด

3.หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด และทาครีมกันแดดป้องกันผิว
อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องระวังในช่วงฤดูร้อนก็คือรังสียูวี เพราะความเข้มข้นของรังสียูวีในประเทศไทย ช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม นับว่าร้อนมาก ฉะนั้นควรงดทำงานหนักกลางแจ้ง และเลี่ยงที่ต้องเจอกับแดดจัด เพราะอากาศร้อนจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น อาจมีผลทำให้เป็นลมแดดและถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ควรทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีด้วย

4.หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เสี่ยง ทำให้เกิดอาการท้องร่วงท้องเสีย
หน้าร้อนอาหารจะบูดเสียง่าย เนื่องจากเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนชื้น ดังนั้นจึงควรจะระมัดระวังเรื่องการกิน เช่น กินอาหารที่ทำสุกใหม่ๆ ไม่กินอาหารที่ค้างคืน หลีกเลี่ยงอาหารประเภทกะทิ ยำ ส้มตำ และของหมักดอง เพราะเสี่ยงทำให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วงได้

5.เลือกใส่เสื้อผ้าที่ดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี
แน่นอนว่าในช่วงหน้าร้อนจะต้องใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมตามสภาพอากาศ ดังนั้นควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดีมาใส่ แต่ในผู้หญิงตั้งครรภ์การสวมใส่เสื้อผ้าจะต้องมิดชิด และเพื่อป้องกันการกระทบความเย็น จึงควรหลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมใส่โดยตรง ขณะเดียวกันต้องป้องกันความร้อนอบอ้าวด้วย การระบายอากาศในห้องจึงต้องดี

6.อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ
โดยธรรมชาติของฤดูร้อน กลางวันจะยาวกลางคืนจะสั้น (คนทั่วไปที่ไม่ได้นอนในห้องปรับอากาศ กว่าอากาศจะเย็นแล้วนอนหลับได้ก็มักจะดึก) จึงเป็นสาเหตุทำให้ได้นอนน้อยกว่าปกติ ดังนั้นการได้พักผ่อนนอนหลับในช่วงกลางวันบ้าง ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับผู้ที่ทำงานในที่ทำงาน คงจะนอนหลับกลางวันไม่สะดวก อาจใช้วิธีนั่งพิงพนักตัวตรง หลับตา สงบนิ่งๆ ในช่วงกลางวันก็ได้</detail><keywords>สุขภาพ, อากาศ, ร้อน, เชื้อโรค, ป่วย</keywords><date>2021-05-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3320</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1622118751.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="986"><Nid>3305</Nid><title>หน้ากากอนามัย ทิ้งอย่างไรให้ถูกวิธี?</title><source>https://www.bugaboo.tv/watch/492440</source><detail>หน้ากากอนามัย ทิ้งอย่างไรให้ถูกวิธี เพื่อกำจัดความเสี่ยงในช่วง โควิด-19  (COVID-19)

1. ถอดหน้ากาก โดยไม่สัมผัสด้านในของหน้ากาก
2. พับหน้ากาก เก็บให้ส่วนที่สัมผัสร่างกายอยู่ด้านใน
3. ม้วนสายรัด แล้วพันโดยรอบหน้ากาก
4. ใส่ถุงรองรับแล้วมัดปากถุงให้แน่น ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค
5. ทิ้งหน้ากากอนามัยใช้แล้วในถังขยะที่แยกเฉพาะ เพื่อนำไปสู่กระบวนการกำจัดขยะติดเชื้อ
6. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง  หลังการกำจัดหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้ว</detail><keywords>หน้ากากอนามัย, ทิ้งขยะ, อันตราย, (covid-19), เชื้อโรค</keywords><date>2021-05-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3305</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1621250357.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="987"><Nid>3301</Nid><title>วัคซีนโควิด-19 มีกี่ชนิด อะไรบ้าง?</title><source>https://www.synphaet.co.th/วัคซีนโควิด-19-มีกี่ชนิด-อ/</source><detail>วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน มี 4 ชนิดด้วยกัน  ได้แก่
 1.วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม
ได้แก่ เอ็มอาร์เอ็นเอ (mRNA) วัคซีนกลุ่มนี้ ใช้เทคโนโลยีใหม่สังเคราะห์สารพันธุกรรมเอ็มอาร์เอ็นเอ (messenger RNA: mRNA) ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัส วัคซีนจะทำหน้าที่พา mRNA เข้าเซลล์ และ กํากับให้เซลล์ผลิตสารโปรตีนสไปค์ของเชื้อไวรัส ซึ่งโปรตีนนี้จะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้สร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อต้านเชื้อ  วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Pfizer และ Moderna  จากข้อมูลในปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ประมาณ 95% ป้องกันการป่วยรุนแรงและป้องกันการเสียชีวิตได้ 100% วัคซีนของบริษัท Pfizer ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 3 สัปดาห์ ส่วน วัคซีนของบริษัท Moderna ควรได้รับการฉีด 2 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ ห่างกัน 4 สัปดาห์

2.วัคซีนชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Recombinant viral vector vaccine)
วัคซีนกลุ่มนี้ใช้ไวรัสที่สามารถตัดแต่งพันธุกรรม เช่น ไวรัสอะดีโน (Adenovirus)โดยนำมาดัดแปลงพันธุกรรมให้ไม่สามารถแบ่งตัวได้ และใส่สารพันธุกรรมของไวรัสโรคโควิด19 ติดไปด้วย เมื่อนํามาฉีดไวรัสพาหะเหล่านี้จะเลียนแบบการติดเชื้อตามธรรมชาติ โดยกระตุ้มภูมิคุ้มกันทั้งระบบให้สร้างแอนติบอดีย์ต่อไวรัสโรคโควิด19 ตามสารพันธุกรรมที่ใส่เข้าไป อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเป็นวัคซีนที่ไวรัสอะดีโนไม่แบ่งตัว แต่ยังจัดเป็นไวรัสที่มีชีวิตเมื่อเข้าสู่ร่างกาย จึงยังไม่แนะนำให้ใช้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างมาก จนกว่าจะมีข้อมูลที่ชัดเจนมากกว่านี้ ปัจจุบันวัคซีนชนิดนี้ที่ใช้กันแพร่หลายมี 4 แบรนด์ ได้แก่ ไวรัสอะดีโนของชิมแพนซี (Chimpanzee adenovirus) โดยบริษัท Astra Zeneca มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 70-80% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%, ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 (Human adenovirus type 5) โดยบริษัท CanSinoBio มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60%, ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 26 (Human adenovirus type 26) โดยบริษัท Johnson and Johnson มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 64-72% และ ไวรัสอะดีโนของมนุษย์สายพันธุ์ 5 และ 26 (Human adenovirus type 5 and26) โดยบริษัท Gamaleya ของรัสเซีย มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 90%

3.วัคซีนที่ทําจากโปรตีนส่วนหนึ่งของเชื้อ (Protein subunit vaccine)
คซีนที่ผลิตโดยเทคโนโลยีนี้ ทั่วโลกมีความคุ้นเคยมานาน เพราะใช้ในการผลิตวัคซีนหลายชนิด เช่น วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น ผลิตโดยการ สร้างโปรตีนของเชื้อไวรัส ด้วยระบบ cell culture, yeast, baculovirus เป็นต้น แล้วนํามาผสมกับสารกระตุ้นภูมิ เมื่อฉีดเข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนตีบอดีต่อต้านโปรตีนสไปค์ของไวรัสโรคโควิด19 วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบันคือ วัคซีนแบรนด์ Novavax ซึ่งผลิตจาก baculovirus และใช้ Matrix M เป็นตัวกระตุ้นภูมิ มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 60-90% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%

 4.วัคซีนชนิดเชื้อตาย (Inactivated vaccine)
วัคซีนกลุ่มนี้ผลิตโดยนําไวรัสโรคโควิด19 มาเลี้ยงขยายจํานวนมาก และนํามาทำให้เเชื้อตาย  การฉีดวัคซีนจะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสทุกส่วน เสมือนได้รับเชื้อไวรัสโดยตรงแต่ไม่ทำให้เกิดโรค เพราะเชื้อตายแล้ว  เทคโนโลยีนี้เป็นวิธีที่ใช้กับวัคซีนตับอักเสบเอ โปลิโอชนิดฉีด จึงมีความคุ้นเคยในประสิทธิภาพและความปลอดภัยมานาน แต่เนื่องจากการเพาะเลี้ยงไวรัสต้องใช้ความระมัดระวังมาก ทําให้ผลิตได้ช้าและมีราคาแพง วัคซีนที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ วัคซีนของบริษัท Sinovac มีประสิทธิภาพป้องกันอาการประมาณ 50-70% ป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%</detail><keywords>COVID-19, Covid, vaccine, วัคซีนโควิด-19, วัคซีน</keywords><date>2021-05-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3301</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1621215940.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="988"><Nid>3300</Nid><title>คำศัพท์เกิดใหม่ที่ถูกบรรจุลงใน Dictionary ในปี 2021</title><source>https://www.dek-d.com/studyabroad/57639</source><detail>คำศัพท์เกิดใหม่ที่ถูกบรรจุลงใน Dictionary ในปี 2021
:
ทุกภาษาในโลกไม่เคยอยู่กับที่ เพราะจะถูกดัดแปลง แก้ไข เพิ่มเติม จนเกิดเป็นคำใหม่ๆ อยู่เสมอ วันนี้เราจะพาไปดู 9 คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกิดใหม่ ที่เพิ่งถูกบรรจุเข้า Dictionary หรือพจนานุกรมในปี ค.ศ.2021 กัน
:
1. BIPOC แปลว่า คนผิวดำชนพื้นเมือง (และ) คนผิวสี
2. Cancel Culture แปลว่า การแบน หรือการเลิกสนับสนุน
3. Long Hauler แปลว่า คนที่ได้รับผลกระทบระยะยาวอย่างน้อยหนึ่งอย่าง หลังจากอาการดีขึ้นหรือหายจากโรค 
4. Pod แปลว่า คนกลุ่มเล็กๆ เช่น ครอบครัวหรือเพื่อนซึ่งอยู่ใกล้ชิดกันเป็นประจำ
5. Bubble แปลว่า พื้นที่ที่ใช้เพื่อให้ทีมนักกีฬาแยกออกมาอยู่ห่างจากบุคคลทั่วไปในระหว่างการแข่งขันเพื่อป้องกันการสัมผัสกับโรค
6. Gig Worker คนทำงานอิสระในสายงานบริการ
7. Entheogen แปลว่า สารที่ได้มาจากพืชหรือเชื้อรา มีฤทธิ์ทางประสาท
8. Sapiosexual แปลว่า อาการตกหลุมรักใครสักคนที่ความฉลาด
:
หลายคำศัพท์ที่เกิดขึ้นใหม่ ส่วนมากมาจากพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียในปัจจุบันรวมถึงสถาณการณ์โรคระบาด COVID-19 หวังว่าเพื่อนๆ เห็นคำเหล่านี้ น่าจะเข้าใจความหมายกันมากขึ้นนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3300</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1621187471.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="989"><Nid>3299</Nid><title>ความลับบ้านญี่ปุ่น ทำไมประตูถึงต้องเปิดออกไปด้านนอก?</title><source>https://www.sanook.com/home/29009</source><detail>ความลับบ้านญี่ปุ่น ทำไมประตูถึงต้องเปิดออกไปด้านนอก?
:
ปกติแล้ว ประตูมักจะเปิดเข้ามาด้านในด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย เช่น เราสามารถออกแรงดันประตู หรือหาอะไรมาขวางประตูไว้ได้ เพื่อป้องกันผู้บุกรุกจากด้านนอก แต่ที่ประเทศญี่ปุ่น บ้านส่วนใหญ่มักเปิดประตูออกไปด้านนอก เป็นเพราะอะไรกัน?
:
เหตุผลที่สำคัญก็คือ ปกติแล้วเมื่อเข้าบ้านของคนญี่ปุ่นก็จะเจอบริเวณที่เรียกว่า “เก็งคัง” เป็นพื้นที่ที่ต่ำกว่าตัวบ้าน เพื่อใช้ในการถอดรองเท้า หากประตูเป็นแบบเปิดเข้าข้างใน จะทำให้พื้นที่บริเวณนี้แคบลง
:
หรือในวันที่ฝนตกอาจทำให้น้ำขังบริเวณนี้ได้ จึงมักมีการทำให้พื้นเอียงเล็กน้อย เพื่อให้น้ำไหลออกไปนอกบ้าน การทำประตูแบบเปิดออกข้างนอกยังทำให้ระบายน้ำได้ดีอีกด้วย
:
แต่ใช่ว่าทุกประตูในประเทศญี่ปุ่นจะเป็นแบบนี้ไปซะหมด ตามสถานที่สาธารณะ เช่น ออฟฟิศหรือโรงแรมก็จะใช้ประตูแบบเปิดเข้า เนื่องจากป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกับคนข้างนอกนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3299</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1621187437.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="990"><Nid>3298</Nid><title>โรคดวงตาที่พบในผู้สูงอายุมีโรคอะไรบ้าง</title><source>https://www.sanook.com/health/28253</source><detail>โรคดวงตาที่พบในผู้สูงอายุมีโรคอะไรบ้าง?
:
อวัยวะทุกอย่างในร่างกายเราจะเกิดการเสื่อมเมื่ออายุมากขึ้น วันนี้เราจะพาไปรู้จักโรคเกี่ยวกับดวงตาที่มักพบในผู้สูงอายุกัน
:
1. สายตายาว : เกิดจากเลนส์แก้วตาขาดความยืดหยุ่น กล้ามเนื้อตาที่ทำหน้าที่ช่วยปรับกำลังในการมองใกล้เริ่มทำงานแย่ลง
:
2. ต้อกระจก : เลนส์แก้วตาจะแข็งและขุ่นขึ้นสายตามัวลง อาการที่พบบ่อยคือสายตามัวเหมือนมีฝ้าหมอกบัง เห็นภาพซ้อน ตาสู้แสงไม่ได้
:
3. ต้อหิน : เกิดจากความเสื่อมของเส้นประสาทตา มีโอกาสสูญเสียการมองเห็นได้
:
4. น้ำวุ้นตาเสื่อม : เกิดจากวุ้นตาที่อยู่บริเวณส่วนหลังของลูกตาติดกับจอประสาทตาเสื่อมลง จะมองเห็นเป็นเงาดำ จุดเล็กๆ หรือเส้นหยากไย่ลอยไปมาได้ตามการกลอกตา 
:
5. จุดรับภาพเสื่อมตามวัย : เกิดจากจุดรับภาพบริเวณกลางจอประสาทตาเสื่อมตามวัย  มีอาการมองไม่ชัด ภาพบิดเบี้ยว ตาพร่ามัว มีจุดดำหรือเงาตรงกลางภาพ 
:
และนี่ก็คือ 5 โรคที่มักจะพบในผู้สูงอายุ แต่เราสามารถป้องกันได้ด้วยการหมั่นเช็กสุขภาพสายตาทุกปี หากพบสภาวะผิดปกติก่อนวัยจะสามารถรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3298</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1621187408.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="991"><Nid>3297</Nid><title>ปลูกป่าแบบเร่งรัดด้วยการใช้โดรน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/66003/-blo-scieng-sci-</source><detail>ปลูกป่าแบบเร่งรัดด้วยการใช้โดรน
:
จากภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดเหตุไฟไหม้ป่าหลายครั้งในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ หนำซ้ำยังเจอปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้เกิดการสูญเสียต้นไม้ทั่วโลกจำนวนถึง 6.6 พันล้านต้นต่อปี
:
บริษัท BioCarbon ซึ่งเป็นบริษัท Startup ณ ประเทศสหราชอาณาจักร ได้คิดค้น เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับหรือโดรน (Unmanned Aerial Vehicle) โดยหลักการคือ จะใช้โดรนปล่อยเมล็ดพืชพร้อมกับไฮโดรเจล เพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารและแร่ธาตุ รวมถึงให้ความชุ่มชื้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการงอกของเมล็ดได้อย่างรวดเร็ว
:
โดยโดรน 1 ลำ สามารถปลูกเมล็ดลงบนพื้นดินได้ 10 เมล็ดภายใน 1 นาที ทำให้ไม่ต้องใช้แรงงานคน และสามารถเข้าถึงพื้นที่ที่เข้าไปลำบากได้อีกด้วย
:
ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะช่วยพลิกโลกใบนี้ให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง หลังจากผ่านภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากมนุษย์มาอย่างยาวนานนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3297</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1621187223.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="992"><Nid>3296</Nid><title>ไข่มุกจากธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69784/-scibio-sci-</source><detail>ไข่มุกจากธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร
:
ไข่มุก เครื่องประดับที่แวววาวที่เป็นเครื่องประดับราคาสูงในปัจจุบันเกิดมาจากอะไร?
:
ไข่มุกคือหนึ่งในผลิตผลธรรมชาติที่เกิดจากหอยมุกหรือหอยนางรม เกิดขึ้นจากสิ่งแปลกปลอมในธรรมชาติ เช่น กรวดหรือหินได้เล็ดลอดเข้าไปในเปลือกหอย ทำให้ตัวหอยมีความระคายเคือง และได้ทำการสร้างชั้นแคลเซียม (Calsium) มาหุ้มเอาไว้ภายในเปลือกหอย จนเวลาผ่านไปนานเข้า ทำให้ชั้นเคลือบหนาขึ้นจนกิดเป็นไข่มุกที่มีความมันวาว
:
ไข่มุกตามธรรมชาติจะไม่ได้มีทรงกลมสวยเหมือนที่เห็นกัน เพราะรูปร่างของมุกก็ขึ้นอยู่กับเจ้าสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในหอยนั้นเอง แต่ในหอยมุกที่เลี้ยงในฟาร์ม ผู้เลี้ยงจะเลือกวัสดุที่จะใส่เข้าไปในหอย เช่น ลูกปัด เพื่อให้รูปทรงของไข่มุกออกมาเป็นทรงกลม สวยงามเหมือนที่เราเห็นกันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3296</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1621187191.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="993"><Nid>3295</Nid><title>แกนโลกกำลังเคลื่อนไปจากตำแหน่งเดิม</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56871714</source><detail>แกนโลกกำลังเคลื่อนไปจากตำแหน่งเดิม
:
สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน เผยผลการศึกษาตำแหน่งล่าสุดของแกนหมุนโลก พบว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ.1980 เป็นต้นมา แกนหมุนของโลกเคลื่อนตัวออกห่างจากตำแหน่งเดิม 4 เมตร และตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 - 2020 แกนโลกมีอัตราเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าอัตราเฉลี่ยของปี ค.ศ.1981 - 1995 ถึง 17 เท่า 
:
ตามปกติแล้ว ตำแหน่งของแกนหมุนโลกสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยปัจจัยทางธรรมชาติ เช่น การเปลี่ยนทิศทางของกระแสน้ำในมหาสมุทร และพบว่ากิจกรรมมนุษย์ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้แกนโลกเคลื่อนได้
:
นอกจากการละลายของธารน้ำแข็งเพราะภาวะโลกร้อนแล้ว ทีมผู้วิจัยยังสันนิษฐานว่าการสูบน้ำบาดาลมาใช้อุปโภคบริโภคในปริมาณมหาศาล ทำให้ไม่มีน้ำไหลเข้ามาแทนที่ จนทำให้เกิดความไม่สมดุลในการกระจายมวลบนพื้นโลก ส่งผลกระทบถึงแกนหมุนของโลกอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3295</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1621187151.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="994"><Nid>3294</Nid><title>ทำไมสัตว์บางชนิดอยู่ในอุณหภูมิติดลบได้เป็นสัปดาห์</title><source> https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/88483/-scibio-sci-</source><detail>ทำไมสัตว์บางชนิดอยู่ในอุณหภูมิติดลบได้เป็นสัปดาห์
:
เคยสงสัยไหมครับ ทำไมสัตว์บางชนิดสามารถอยู่ในอุณหภูมิติดลบได้เป็นสัปดาห์ โดยที่ของเหลวในร่างกายไม่เย็นจนกลายเป็นน้ำแข็ง?
:
ปกติแล้ว ถ้าของเหลวอยู่ในอุณหภูมิติดลบก็มักจะแข็งกลายเป็นน้ำแข็ง เหมือนเวลาเรานำน้ำอัดลมกระป๋องแช่ช่องฟรีซ มันจะแข็งตัวและดันกระป๋องออกมา ของเหลวในร่างกายสิ่งมีชีวิตก็เหมือนกัน หากแข็งตัวขึ้นมาก็จะทำลายอวัยวะภายในจนเสียชีวิตได้
:
ปลาและกบบางชนิดมีสารประกอบพิเศษบางอย่างในเลือด นั่นคือ ไครโอโพรเทกแทนต์ (Cryoprotectant) หรือบางครั้งเรียกว่า แอนติฟรีซ (Antifreeze) เป็นสารป้องกันการเกิดผลึกน้ำแข็งในร่างกายจากสภาพอากาศที่หนาวจัด 
:
สารเหล่านี้จะไปลดจุดเยือกแข็งของของเหลวภายในร่างกาย โดยมันจะสร้างพันธะที่แข็งแรงกับโมเลกุลของน้ำ ทำให้โมเลกุลของน้ำไม่สามารถสร้างพันธะกับโมเลกุลอื่นๆ ของน้ำแล้วเปลี่ยนสถานะกลายเป็นน้ำแข็งได้นั่นเอง
:
และนี่เองก็คือความลับของสัตว์บางชนิด ที่สามารถใช้ชีวิตท่ามกลางอากาศหนาวเย็นได้ ซึ่งมนุษย์ก็ได้เลียนแบบธรรมชาตินี้เพื่อเก็บรักษาและปลูกถ่ายอวัยวะในมนุษย์ โดยไม่ทำให้อวัยวะต่างๆ เสียหายอีกด้วยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3294</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1621187114.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="995"><Nid>3293</Nid><title>คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ภัยใหม่มนุษย์ออฟฟิศ</title><source>https://www.sanook.com/health/28213</source><detail>คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม ภัยใหม่มนุษย์ออฟฟิศ
:
หลายคนคงรู้จัก โรคออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) อาการปวดกล้ามเนื้ออันเนื่องมาจากการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ เมื่อต้องนั่งทำงานนานๆ วันนี้เราจะพาไปรู้จัก "คอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม" (Computer Vision Syndrome) หรือโรคจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานเกินไป
:
โรคนี้เป็นอาการของคนที่ทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน ส่งผลให้มีอาการปวดตา ระคายเคืองตา ตาพร่ามัว ตาแห้ง ตาแดง มองเห็นภาพซ้อน และบางครั้งก็มีอาการปวดศีรษะร่วมด้วย
:
สามารถป้องกันได้ด้วยการปรับสภาพแวดล้อมและปรับพฤติกรรมการใช้สายตา  การพักสายตาอย่างเหมาะสม ด้วยการใช้กฏ 20-20-20 นั้นคือ เมื่อจ้องจอคอมพิวเตอร์นานเกิน 20 นาที ให้พักสายตาด้วยการมองออกไปไกลๆประมาณ 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อให้กล้ามเนื้อสายตาได้ผ่อนคลายนั่นเอง
:
หากใครรู้ตัวว่าจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือหน้าจอต่างๆ นานเกินไป ไม่ว่าจะทำงาน อ่านบทความ หรือเล่นเกม ก็อย่าลืมนำกฏ 20-20-20 ไปใช้ เพื่อถนอมสายตาและป้องกันอาการคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรมกันด้วยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3293</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1621187076.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="996"><Nid>3292</Nid><title>เฮลิคอปเตอร์สำรวจดาวอังคารมีความก้าวหน้าเกินคาด</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1530577</source><detail>เฮลิคอปเตอร์สำรวจดาวอังคารมีความก้าวหน้าเกินคาด
:
เฮลิคอปเตอร์ อินเจนูอิตี้ ขององค์การนาซ่า ได้เดินทางไปยังดาวอังคารพร้อมกับยานสำรวจเพอร์เซอเวอแรนซ์ ซึ่งลงจอดบนดาวอังคารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และถูกปล่อยออกจากยานสำรวจเมื่อสามสัปดาห์ที่แล้ว
:
ล่าสุดนาซ่าเผยว่า การทดลองเฮลิคอปเตอร์สำรวจดาวอังคารมีความก้าวหน้าเกินคาด 
ในการทดสอบครั้งล่าสุด ตัวเครื่องสามารถบินออกไปไกลถึง 50 เมตรจากจุดปล่อย ด้วยความเร็วราว 2 เมตรต่อวินาที และใช้เวลาในการทดสอบทั้งหมดประมาณ 80 วินาที ถือว่าเป็นผลลัพธ์ที่ก้าวหน้าเกินคาด
:
โดยภาพจากกล้องที่ติดอยู่กับตัวเฮลิคอปเตอร์น่าจะพร้อมส่งกลับมายังโลกในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3292</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1621187043.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="997"><Nid>3291</Nid><title>ชิ้นส่วนของดาวดวงอื่น อาจทำให้สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56794814</source><detail>ชิ้นส่วนของดาวดวงอื่น อาจทำให้สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรง
:
บริเวณที่สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรงผิดปกติเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ปัจจุบันยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าเป็นเพราะอะไร
:
ล่าสุด ในการประชุมวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์และดวงจันทร์ ครั้งที่ 52 มีการเสนอแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจว่า อาจเกิดขึ้นเพราะชิ้นส่วนขนาดยักษ์ของดาวดวงอื่นที่เคยเฉี่ยวชนกับโลกในอดีต และยังคงตกค้างฝังอยู่ในโครงสร้างส่วนลึกของโลก
:
ชิ้นส่วนดังกล่าว คาดว่ามาจาก "เทีย" (Theia) ดาวเคราะห์โบราณขนาดเท่ากับดาวอังคาร ซึ่งบังเอิญเบียดเข้าใกล้โลกจนเกิดเฉี่ยวชนกันในยุคที่โลกเพิ่งถือกำเนิดขึ้น ฝังอยู่ลึกลงไปใต้พื้นโลก 2,897 กิโลเมตร
:
ชิ้นส่วนนี้อาจขัดขวางไม่ให้กระแสโลหะหลอมละลายไหลอย่างเป็นระเบียบ และมีบางส่วนไหลทวนกระแสไปในทิศทางตรงกันข้าม ซึ่งทำให้สนามแม่เหล็กโลกในบริเวณดังกล่าวอ่อนกำลังลงได้
:
แต่นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานที่ยังมีอีกหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย เนื่องจากก็มีชิ้นส่วนนอกโลกอีกชิ้นฝังอยู่บริเวณใต้มหาสมุทรแปซิฟิก แต่ก็ไม่ได้ทำให้สนามแม่เหล็กบริเวณอ่อนกำลังแต่อย่างใดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3291</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1621187003.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="998"><Nid>3284</Nid><title>ทุเรียน กินอย่างไรให้พอดี</title><source>https://health.kapook.com/view173263.html</source><detail>กรมอนามัย แนะให้กินทุเรียนในปริมาณที่เหมาะสมไม่เกิน 2 เม็ดต่อวัน และไม่ควรกินต่อเนื่องทุกวัน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยง

          เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2560 นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า การเผาทุเรียน จะทำให้วิตามินลดลง และน้ำในทุเรียนจะระเหยออกไป ทำให้ทุเรียนเผานั้นหวานขึ้น และจะกระตุ้นให้อยากกินมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามไม่ควรเผาทุเรียนจนไหม้ เพราะหากกินสะสมไปนาน ๆ ก็ไม่ต่างจากการกินอาหารปิ้งย่างจนไหม้เกรียม นอกจากนี้ กลุ่มผู้ป่วย 4 โรค ที่ควรระวังในการกินทุเรียน คือ ผู้ป่วยโรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และหลอดเลือดหัวใจตีบ เพราะทุเรียนมีแป้งและไขมันสูง หากกินมากไป อาการอาจจะทรุดได้ แนะนำให้กินไม่เกิน 1 เม็ดเล็กต่อวัน และไม่ควรกินต่อเนื่องทุกวัน ยิ่งผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยง เพราะทุเรียนมีโพแทสเซียมสูง ผู้ป่วยโรคไตไม่สามารถขับโพแทสเซียมส่วนเกินได้เท่าคนปกติ อาจส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

          ขณะที่ พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กล่าวว่า ปกติแล้วไม่ควรกินทุเรียนเกิน 2 เม็ดต่อวัน เนื่องจาก 1 เม็ด ให้พลังงานเท่ากับข้าว 2 ทัพพี และไม่ควรทานถี่ทุกวัน เพราะจะให้น้ำหนักเกินและเจ็บคอ ขณะที่บางรายก็นิยมกินทุเรียนกับมังคุด เพราะในมังคุดมีสารต้านการอักเสบช่วยแก้เรื่องร้อนใน และยังมีน้ำในปริมาณมาก การกินทุเรียนกับมังคุดจึงเข้ากันดีมีใยอาหารสูง

          นอกจากนี้ ในมื้อที่กินทุเรียนก็ควรที่จะควบคุมอาหารประเภทข้าว แป้ง ขนมหวาน เช่น กินทุเรียนแล้วก็ไม่ต้องซ้ำด้วยของหวานอื่น หรือถ้าจะกินทุเรียนมื้อนี้ควรลดข้าวให้น้อยลง รวมถึงไม่ควรกินข้าวเหนียวทุเรียนบ่อย เนื่องจากมีความหวานมัน

</detail><keywords>ทุเรียน, โรค, กิน, สุขภาพ, ผู้ป่วย</keywords><date>2021-05-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3284</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620812174.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="999"><Nid>3281</Nid><title>6 ประโยชน์ของแตงโม กับสุขภาพ ที่ไม่ได้มีดีแค่ความอร่อย</title><source>https://www.sanook.com/health/27461/</source><detail>1. ป้องกันโรคหอบหืด
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า อนุมูลอิสระมีส่วนที่ทำให้คุณสามารถป่วยเป็นโรคหอบหืดได้ การที่ทานแตงโมเข้าไปจะทำให้สารต้านอนุมูลอิสระ และวิตามินซี เข้าไปช่วยป้องกัน ไม่ให้เกิดการกระตุ้นอาการใดๆ แทรกซ้อนได้เพิ่มเติม และลดโอกาสที่ทำให้คุณป่วยอยู่ในภาวะหอบหืดได้
2. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (The National Cancer Institute (NCI) พบว่าสารต้านอนุมูลอิสระในแตงโมช่วยลดความเสียหายของเซลล์ที่อาจก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็งได้ พร้อมทั้งมีไลโคปีนที่ยับยั้งความเสี่ยงของมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกเช่นกัน
3. บำรุงสมอง และระบบประสาท
การรับประทานแตงโมที่เพียงพอต่อวันเป็นประจำ อาจช่วยให้คุณมีความจำที่ดีขึ้น มีการพัฒนาของสมองด้านการเรียนรู้ และยังรักษาโครงสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ จากโคลีนที่เป็นสารชนิดหนึ่งที่อยู่ในแตงโม แต่ถึงอย่างไรยังไม่มีหลักฐานเพียงพอถึงการรับประทานแตงโมเพื่อชะลอการลุกลามของโรคสมองเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ได้
4. บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ
ด้วยแตงโมเป็นผลไม่ที่มีน้ำเยอะถึง 90% จึงทำให้ลดอาการปวดกล้ามเนื้อ และช่วยฟื้นฟูการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา หรือผู้ที่ออกกำลังกายมาหนักๆ ได้ ในการศึกษาปี 2017 ได้ทดสอบให้นักกีฬาดื่มน้ำผลไม้ก่อนการแข่งขัน 2 ชั่วโมง โดยผู้ดื่มรายงานว่า อาการปวดกล้ามเนื้อนั้นบรรเทาลง และดีขึ้นกว่าเดิม
5. เพิ่มประสิทธิภาพด้านการมองเห็น
ไลโคปีนที่ถูกค้นพบอยู่ในผลแตงโม มีส่วนช่วยให้ดวงตาของเรามีการทำงานที่ดี ลดการอักเสบ และป้องกันการเสื่อมสภาพของจอประสาทตาตามการใช้งาน หรือช่วงอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ตาของคุณบอดได้
6. บำรุงผิว และเส้นผม
วิตามินเอ วิตามินซี ที่อยู่ในแตงโม มีความสามารถในการสร้างคอลลาเจน ที่เป็นโปรตีนส่งเสริมให้เส้นผมของคุณดูสุขภาพดีแข็งแรง ไม่หลุดร่วงง่าย และเพิ่มความอ่อนนุ่มให้แก่ผิวของคุณดูชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ไม่แห้งกร้าน หรือแตกเป็นขุย จนทำให้คุณรู้สึกสูญเสียความมั่นใจ


ความเสี่ยงของการรับประทานแตงโมมากเกินควร
การรับประทานแตงโมที่พอดีควรทานอยู่ในปริมาณ 1 ถ้วยต่อวัน หรือในปริมาณ 154 กรัม จึงจะพ้นจากความเสี่ยง และไม่มีอันตรายใดๆ ต่อสุขภาพร่างกายของคุณ แต่หากรับประทานมากเกินไป อาจมีผลกระทบต่อผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคเบาหวาน และโรคภูมิแพ้ ที่ส่งผลให้มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เป็นโรคลมพิษ และระบบทางเดินหายใจมีปัญหา หรือหายใจลำบาก
ดังนั้นคุณจึงควรรับประทานแต่พอเหมาะ และถ้าหากมีอาการแพ้ หรือสัญญาณอาการแทรกซ้อนรุนแรงผิดปกติ เช่น คลื่นไส้ ลิ้น และลำคอบวม ควรเข้ารับการปรึกษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญใกล้บ้านคุณทันที
</detail><keywords>แตงโม, ผลไม้, สุขภาพ, โรค, รับประทาน</keywords><date>2021-05-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3281</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620699560.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1000"><Nid>3278</Nid><title>เขียนไป จำไป เคล็ดลับเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ดีขึ้น</title><source>https://www.dek-d.com/teentrends/57451</source><detail>เขียนไป จำไป เคล็ดลับเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ดีขึ้น
:
ทีมวิจัยของ Norwegian University of Science and Technology เปิดเผยว่า เมื่อมนุษย์เราเขียนหนังสือด้วยมือ จะเกิดการกระตุ้นบางอย่างในสมองต่อการเรียนรู้ ความจำ และการรับข้อมูลใหม่ๆ
:
เนื่องจากการเขียน หรือแม้กระทั่งการวาดรูปด้วยมือ สามารถช่วยเปิดประสาทสัมผัสให้เราได้มากขึ้น ทำให้เกิดการบูรณาการระหว่างสมองและมือที่เคลื่อนไหว ช่วยให้ส่วนต่างๆ ของสมองเกิดการเชื่อมโยง เราจึงสามารถเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น
:
นอกจากการเขียนจะช่วยให้สมองเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ดีขึ้นแล้ว ยังช่วยคลายเครียดได้อีกด้วย ดังนั้นหากเพื่อนๆ กำลังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้หรือต้องจำ ลองเอาวิธี "เขียนไป จำไป" ไปใช้ดูสิ รับรองว่าต้องได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3278</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620592904.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1001"><Nid>3277</Nid><title>นครทองคำที่สาบสูญ อายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56701950</source><detail>นครทองคำที่สาบสูญ อายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี
:
การค้นพบครั้งใหญ่นี้ คาดว่าเป็นเมืองศูนย์กลางการปกครอง การค้า และอุตสาหกรรมต่างๆ ในยุคของฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 3 ที่มีการค้นหามาหลายปีแต่ไม่พบ
:
ทีมนักโบราณคดีของอียิปต์ได้ประกาศการค้นพบ "นครทองคำที่สาบสูญ" ซึ่งเป็นซากเมืองโบราณขนาดใหญ่ อายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี ตั้งอยู่ใกล้กับหุบเขากษัตริย์ที่เมืองลักซอร์ ตรงบริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไนล์
:
ทีมค้นพบยังบอกอีกว่า ถนนหนทางในเมืองนี้เรียงรายไปด้วยบ้านเรือนที่ปลูกติดกันแน่นขนัด ภายในบ้านยังพบห้องต่างๆ อยู่ในสภาพดี มีข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันจำนวนมาก ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อว่าการค้นพบซากเมืองโบราณในครั้งนี้ จะช่วยไขคำตอบให้กับปริศนาสำคัญในประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3277</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620592860.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1002"><Nid>3276</Nid><title>คนอ้วนเสี่ยงอาการทรุดหนัก หากติดเชื้อ COVID-19</title><source>https://www.sanook.com/health/28269</source><detail>คนอ้วนเสี่ยงอาการทรุดหนัก หากติดเชื้อ COVID-19
:
คนที่เป็นโรคอ้วน นอกจากจะเสี่ยงต่อโรคหลายชนิดแล้ว ยังเสี่ยงอาการทรุดหนัก หากติดเชื้อ COVID-19 อีกด้วย
:
ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลสมิติเวช เผยว่า กว่า 75% ของผู้เสียชีวิตมีอายุมากกว่า 65 ปี รวมถึงผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันโลหิตสูง และมะเร็งต่างๆ เป็นต้น
:
หากมีโรคอ้วน หรือมีดัชนีมวลกายมากกว่า 30 ความเสี่ยงที่จะทรุดหนักหรือเสียชีวิตจะเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากเหตุผลเรื่องของภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรง การอักเสบเรื้อรังในระดับโมเลกุล และความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันง่ายขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่ล้วนส่งผลให้ผู้ป่วย COVID-19 ทรุดหนักขึ้นนั่นเอง
:
เพราะฉะนั้น หากใครที่กำลังเป็นโรคอ้วนหรือมีความเสี่ยง แนะนำให้ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี ด้วยการเข้าใจหลักการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง และหมั่นออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้รูปร่างดีขึ้น ยังทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3276</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620592818.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1003"><Nid>3275</Nid><title>ไฟช็อต VS ไฟดูด ต่างกันอย่างไร?</title><source>https://www.sanook.com/home/29213</source><detail>ไฟช็อต VS ไฟดูด ต่างกันอย่างไร?
:
คำสองคำที่ดูจะมีความหมายเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วมีความแตกต่างอยู่ วันนี้เรามาดูความแตกต่างของสองคำนี้กันเลยครับ
:
ไฟดูด เป็นอันตรายที่เกิดขึ้นด้วยเหตุไฟรั่วจากวงจรไฟฟ้า ไปยังส่วนโลหะของอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อเราไปจับบริเวณที่ไฟรั่ว กระแสไฟฟ้านั้นจะไหลผ่านร่างกายลงสู่พื้นดิน ทำให้กล้ามเนื้อภายในร่างกายได้รับความเสียหาย มีอาการเกร็ง มีแผลไหม้ ชัก หมดสติ หากไหลผ่านหัวใจ หัวใจจะทำงานผิดจังหวะ เต้นอ่อนลง และอาจหยุดเต้นได้
:
ไฟช็อต หรือไฟฟ้าลัดวงจร เกิดจากการที่กระแสไฟฟ้าจากสายไฟเส้นหนึ่งไหลผ่านไปหาอีกเส้นหนึ่ง โดยไม่ผ่านอุปกรณ์โหลดหรือเครื่องใช้ไฟฟ้าใดๆ ทำให้เกิดความร้อนสูงในจุดที่มีการลัดวงจร และอาจเกิดประกายไฟขึ้น เป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้ได้
:
สรุปง่ายๆ ไฟดูด กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านร่างกายทำให้กล้ามเนื้อได้รับความเสียหาย ส่วนไฟช็อต คือไฟฟ้าลัดวงจร จะเกิดประกายไฟขึ้นอาจทำให้ไฟไหม้ได้
:
วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ หมั่นตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ หรือติดตั้งสายดินเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3275</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620592768.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1004"><Nid>3274</Nid><title>พบพื้นที่ปลอดภัยสำหรับสิ่งมีชีวิตในทางช้างเผือก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56792157</source><detail>พบพื้นที่ปลอดภัยสำหรับสิ่งมีชีวิตในทางช้างเผือก
:
ทีมนักดาราศาสตร์จากอิตาลี ได้เผยผลวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับการค้นพบพื้นที่ปลอดภัย สำหรับสิ่งมีชีวิตในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก
:
การวิจัยดังกล่าวคือการมองหาบริเวณที่ห่างไกลจากการระเบิดซูเปอร์โนวา และมีการปะทุรังสีแกมมาน้อยที่สุดในกาแล็กซี่ทางช้างเผือก ทีมผู้วิจัยพบว่า พื้นที่แถบวงแหวนในรัศมีห่างจากศูนย์กลางดาราจักร 33,000 ปีแสง เต็มไปด้วยการระเบิดรุนแรงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จึงไม่ปลอดภัยต่อการดำรงของสิ่งมีชีวิต
:
แต่เมื่อราว 6 พันล้านปีก่อน กาแล็กซี่ทางช้างเผือกเริ่มมีเกิดการระเบิดน้อยลง ทำให้พื้นที่ปลอดภัยสำหรับสิ่งมีชีวิตขยายตัวกว้างขึ้น จนปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่แถบวงแหวนในรัศมีห่างจากศูนย์กลางดาราจักร 6,500 - 26,000 ปีแสง
:
ถือว่าเป็นข่าวดีที่โลกของเราก็อยู่ในพื้นที่ปลอดภัยนั้นด้วย นั่นหมายความว่ามีความเป็นไปได้ที่มนุษย์อาจจะค้นพบดาวเคราะห์ที่อยู่อาศัยได้ ภายในห้วงอวกาศแถบที่ไม่ห่างไกลไปจากโลกมากนักด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3274</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620592726.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1005"><Nid>3273</Nid><title>สิ่งที่ควรทำช่วงกักตัวเอง 14 วัน</title><source>https://www.princsuvarnabhumi.com/14-days-quarantine/</source><detail>ใครที่เดินทางกลับจากสถานที่ พื้นที่ จังหวัดกลุ่มเสี่ยงโรคโควิด-19 หรือมีประวัติสัมผัสผู้ต้องสงสัยติดเชื้อ ควรเริ่มต้นด้วยการแยกตัวเองออกมาจากกลุ่มผู้คน หยุดเรียน หยุดไปทำงาน อย่างน้อย 14 วัน พร้อมปฏิบัติตัว ดังนี้

ควรหยุดเรียน หรือหยุดไปทำงานและอยู่แต่ในที่พักหรือบ้านเป็นระยะเวลา 14 วันหลังวันที่สัมผัส
แยกห้องนอนกับผู้ร่วมอาศัยอื่น ๆ
สวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา
แยกของใช้ส่วนตัวจากผู้ร่วมอาศัย
คอยรักษาระยะห่างกับคนในบ้านเป็นระยะอย่างน้อย 1-2 เมตร
ทิ้งทิชชู่ หน้ากากอนามัย ที่ใช้แล้ว ใส่ถุง ทิ้งลงถังขยะที่มีฝาปิด
เปิดหน้าต่าง ให้อากาศถ่ายเท
หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยเจลล้างมือ, แอลกอฮอล์หรือสบู่
งดทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
หากมีไข้ ไอ จาม เหนื่อยหอบ ให้สังเกตอาการ หากไม่ดีขึ้นให้โทร. 1422 กรมควบคุมโรค
หากกังวลมาก อยากตรวจให้รู้ผล สามารถมาตรวจแบบ Drive-Thru ไม่ต้องลงจากรถได้ที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ
</detail><keywords>กักตัว, โควิด-19, ติดเชื้อ, โรคระบาด, เสี่ยง</keywords><date>2021-05-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3273</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620454325.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1006"><Nid>3272</Nid><title>ข้อควรรู้ ก่อนเตรียมตัวรับวัคซีน โควิด-19 อย่างปลอดภัย</title><source>https://www.bangkokhospital.com/content/know-well-before-getting-the-covid-19-vaccine</source><detail>อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

ผู้ที่รับวัคซีนอาจมีอาการข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนหรือไม่มีก็ได้ อาการข้างเคียงที่อาจพบได้มีดังนี้

- อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปวด บวม แดง คัน หรือช้ำบริเวณที่ฉีดยา อ่อนเพลีย และรู้สึกไม่สบายตัว ปวดศีรษะเล็กน้อย อาการคล้ายมีไข้ คลื่นไส้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและข้อ

- อาการที่พบได้ไม่บ่อยหรือพบได้น้อย เช่น มีไข้ มีก้อนที่บริเวณที่ฉีดยา เวียนศีรษะ มึนงง ใจสั่น ปวดท้อง อาเจียน ความอยากอาหารลดลง เหงื่อออกมากผิดปกติ ต่อมน้ำเหลืองโต อาการเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ไอ เป็นต้น

ข้อห้ามในการฉีดวัคซีน

มีประวัติแพ้รุนแรงต่อส่วนประกอบของวัคซีน หรือผู้ที่ฉีดเข็มแรกแล้วมีอาการแพ้รุนแรง เช่น หายใจติดขัด (Shortness of Breath) มีอาการบวมที่หน้า ลิ้น หรือในทางเดินหายใจ เป็นต้น

ข้อควรระวัง

สิ่งที่ต้องแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ก่อนฉีดวัคซีน ได้แก่

1. มีประวัติการแพ้ยา วัคซีน อาหาร สารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ อย่างรุนแรงหรือจนเป็นอันตรายต่อชีวิต

2. มีไข้เกิน 38 องศาเซลเซียสในวันที่นัดฉีดวัคซีน

3. มีรอยช้ำ หรือจ้ำเลือด หรือเลือดออกผิดปกติ หรือใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดอยู่ เช่น วาร์ฟาริน

4. ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือใช้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่ เช่น สเตียรอยด์ขนาดสูง ยารักษาโรคมะเร็ง หรือยากดภูมิคุ้มกัน

5. อาการข้างเคียงทุกชนิดจากการฉีดวัคซีนชนิดนี้ในเข็มแรก

6. ตั้งครรภ์ หรือมีแผนจะตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร

การปฏิบัติตัวหลังได้รับวัคซีน
ผู้ฉีดวัคซีนจะต้องอยู่เฝ้าสังเกตอาการที่สถานพยาบาลหลังฉีดวัคซีนอย่างน้อย 30 นาที โดยระหว่างนั้นและหลังจากนั้นให้สังเกตอาการข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นตามข้างต้น และให้แจ้งอาการข้างเคียงทุกอย่างที่เกิดขึ้นแก่แพทย์ พยาบาล เภสัชกรด้วย เนื่องจากวัคซีนนี้เป็นวัคซีนชนิดใหม่อาจจะมีบางอาการที่ยังไม่พบตามข้างต้น หากมีอาการเล็กน้อย เช่น ปวดศีรษะ มีไข้ต่ำ ๆ สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ หากมีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะรุนแรง ให้มาพบแพทย์โดยทันที และให้เก็บบันทึกการฉีดวัคซีนไว้เป็นหลักฐานด้วย
 
</detail><keywords>vaccine, วัคซีน, วัคซีนโควิด-19</keywords><date>2021-05-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3272</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620376224.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="1007"><Nid>3269</Nid><title>ไมโครพลาสติกกระจายไปทั่วโลกผ่านกระแสอากาศ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56842245</source><detail>ไมโครพลาสติกกระจายไปทั่วโลกผ่านกระแสอากาศ
:
เป็นเรื่องที่น่าวิกฤตทีเดียว เมื่อมีการค้นพบอนุภาคพลาสติกจำนวนมหาศาลฝังตัวเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของกระแสอากาศที่ไหลเวียนไปรอบโลก
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติพบว่า ไมโครพลาสติกปนเปื้อนไปกับอากาศ เสมือนเป็นสสารตามธรรมชาติอย่างออกซิเจนเลยทีเดียว 
:
จากการตรวจสอบปริมาณและที่มาของไมโครพลาสติกที่พบในภูมิภาคทางตะวันตกของสหรัฐฯ ทำให้ทราบว่า อนุภาคพลาสติกส่วนใหญ่ถูกพัดพามาจากแหล่งกำเนิดในที่อื่น ๆ โดยปะปนมากับฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งตามท้องถนน 84% มากับละอองน้ำในมหาสมุทรที่ถูกพัดขึ้นบก 11% และอีก 5% มากับฝุ่นดินจากพื้นที่การเกษตร
:
ผลวิจัยยังพบว่า มลภาวะจากไมโครพลาสติกไม่ได้มีอยู่แค่ในเมืองใหญ่เท่านั้น แต่มันกระจายไปยังทุกที่แล้ว เนื่องจากอนุภาคพลาสติกนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบกระแสอากาศโลกที่พัดไหลเวียนไปได้ทั่วทุกแห่งนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3269</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620297756.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1008"><Nid>3268</Nid><title>4 ต้นไม้ฮีโร่ที่ช่วยเรื่องของการดักฝุ่นได้ดี</title><source>https://www.sanook.com/home/29249</source><detail>4 ต้นไม้ฮีโร่ที่ช่วยเรื่องของการดักฝุ่นได้ดี
:
เพื่อนๆ คงรู้จักต้นไม้ฟอกอากาศกันมาบ้างแล้ว แต่วันนี้เราจะพาไปดูต้นไม้ใหญ่ที่มีคุณสมบัติช่วยดักฝุ่น ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย
:
ทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ศึกษาพบว่า ต้นไม้ที่ช่วยดักจับฝุ่นได้ต้องมีลักษณะเป็นใบเล็ก หรือลักษณะใบที่เป็นขนเยอะๆ ซึ่งจะช่วยดักฝุ่นได้เยอะ
:
ต้นไม้ที่ช่วยเรื่องของการดักฝุ่น
1. ต้นประดู่ : พรรณไม้พื้นบ้านดั้งเดิมของไทย ลักษณะลำต้นสูง 15-30 เมตร ลักษณะใบเป็นใบประกอบรูปขนนก เรียงใบย่อยเยื้องสลับกัน 4-10 ใบ
:
2. ต้นกัลปพฤกษ์ : พบได้ตามภาคเหนือของประเทศไทย เป็นแผงมีใบย่อยประมาณ 5-6 คู่ เรียงตรงกันตามก้านใบเป็นคู่ๆ ลักษณะเป็นใบบาง เรียบปลายและแหลม
:
3. ต้นจามจุรี : หรือมีชื่อเรียกอื่นว่า ต้นก้ามปู หรือต้นฉำฉา ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีกิ่งก้านสาขามาก มีใบขนาดเล็ก
:
4. ต้นสัก : ไม้ต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบในถดูร้อน มีลักษณะเป็นใบเดี่ยวใหญ่ ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ปลายใบแหลม โคนมน ผิวใบมีลักษณะเป็นขนสาก
:
ต้นไม้ นอกจากจะให้ร่มเงาและอากาศบริสุทธิ์แล้ว ยังสามารถช่วยดักจับฝุ่นที่กำลังเป็นปัญหาในประเทศไทย อย่าง PM2.5 ได้อีกด้วยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3268</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620297717.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1009"><Nid>3267</Nid><title>ทำความรู้จัก B1617 ไวรัสโควิดสายพันธุ์อินเดีย</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56855536</source><detail>ทำความรู้จัก B1617 ไวรัสโควิดสายพันธุ์อินเดีย
:
เป็นปกติตามธรรมชาติที่ไวรัสจะต้องกลายพันธุ์อยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ COVID-19 ที่พบในประเทศอินเดีย ซึ่งเรียกว่า B1617
:
การกลายพันธุ์ส่งผลได้หลายอย่าง เช่น อาจอันตรายต่อมนุษย์น้อยลง หรืออาจระบาดง่ายขึ้น รวมถึงต้านทานวัคซีนได้สูงขึ้นอีกด้วย
:
ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับไวรัสสายพันธุ์นี้ยังมีน้อยมาก เนื่องจากมีตัวอย่างเชื้อให้ศึกษาเพียง 298 รายในอินเดีย และอีก 656 รายทั่วโลก จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ยังสรุปไม่ได้ว่าการกลายพันธุ์ของโควิดสายพันธุ์อินเดียจะทำให้เชื้อร้ายแรงขึ้นหรือมีความน่ากังวลหรือไม่
:
แต่ไม่ว่าเชื้อจะกลายพันธ์หรือไม่ สิ่งที่เราทำได้คือการป้องกันตัวเอง สวมหน้ากากตลอดเวลาเมื่อออกไปที่สาธารณะ หมั่นล้างมือบ่อยๆ และช่วงนี้หากไม่มีความจำเป็นต้องไปไหน ให้อยู่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการรับเชื้อได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3267</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620297683.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1010"><Nid>3266</Nid><title>5 วิธีประหยัดค่าไฟจากการเปิดแอร์ในฤดูร้อน</title><source>https://www.sanook.com/home/29165</source><detail>5 วิธีประหยัดค่าไฟจากการเปิดแอร์ในฤดูร้อน
:
ช่วงนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนแบบเต็มตัวแล้ว ถึงจะมีฝนตกบ้างในบางวัน แต่ในวันที่ร้อน ก็ร้อนอบอ้าวจนพัดลมเอาไม่อยู่ จนต้องเปิดแอร์ แถมค่าไฟของเดือนที่ผ่านมาก็พุ่งเสียจนน่าตกใจ วันนี้จะพาไปดูวิธีที่ช่วยให้เราประหยัดไฟจากการเปิดแอร์มากขึ้นกันครับ
:
1. ปิดพัดลมระบายอากาศ : บางห้องมีพัดลมระบายอากาศออกนอกห้อง หากไม่มีกลิ่นเหม็นภายในห้อง ควรปิดพัดลมเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศร้อนจากภายนอกเข้ามาในห้อง ทำให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้น
:
2. ปิดจอคอมพิวเตอร์ : จุดเล็กๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม หากไม่ได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ก็อย่าลืมปิดซะ เพราะคอมพิวเตอร์สามารถปล่อยความร้อนออกมาได้
:
3. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ให้แสงสว่างที่ไม่จำเป็น : หากเราเปิดแอร์ในตอนกลางวัน พยายามใช้แสงธรรมชาติ เนื่องจากอุปกรณ์ให้แสงสว่างนอกจากจะเปลืองไฟแล้วยังปล่อยความร้อนออกมาด้วย
:
4. ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท : ข้อนี้เพื่อนๆ อาจรู้กันดีอยู่แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเย็นไหลออกไปข้างนอก และไม่ให้อากาศร้อนข้างนอกไหลเข้ามาข้างในนั่นเอง
:
5. ปิดม่าน : ม่านจะช่วยกรองแสง ความร้อน และรังสีจากภายนอกได้ ทำให้แอร์ไม่ต้องทำงานหนักนั่นเอง
:
ช่วงนี้บ้านไหนเปิดแอร์บ่อยๆ ก็อย่าลืมนำทั้ง 5 วิธีนี้ไปใช้ เพื่อประหยัดค่าไฟและยืดอายุการใช้งานของเครื่องปรับอากาศกันนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3266</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620297642.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1011"><Nid>3265</Nid><title>โลกรอดจากการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสชั่วคราว</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56554361</source><detail>โลกรอดจากการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสชั่วคราว
:
เมื่อไม่นานมานี้ เคยมีรายงานข่าวเรื่องดาวเคราะห์น้อย "อะโพฟิส" (Apophis) มีโอกาสที่จะพุ่งชนโลกภายในเวลา 48 ปีข้างหน้า
:
ล่าสุด ทีมนักดาราศาสตร์ของนาซาใช้ข้อมูลเรดาร์ที่มีความละเอียดสูงขึ้นจึงพบว่าโอกาสที่มันจะพุ่งเข้าชนโลกในปี 2068 นั้น ไม่มีความเป็นไปได้อีกต่อไป อย่างน้อยโลกก็ปลอดภัยภายใน 100 ปีนี้แน่นอน
:
ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 2004 ตั้งชื่อตามเทพโกลาหลและความมืดของอียิปต์โบราณ มีความกว้างสูงสุดราว 340 เมตร 
:
แต่อย่างไรก็ตาม ได้มีการพยากรณ์ไว้ว่า ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสจะเฉียดเข้าใกล้โลกในปี ค.ศ. 2029 ผู้คนในซีกโลกตะวันออก ซึ่งรวมถึงทวีปเอเชีย แอฟริกา และยุโรปบางส่วน สามารถเห็นดาวเคราะห์นี้ได้ด้วยตาเปล่าได้อีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-05-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3265</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620297585.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1012"><Nid>3260</Nid><title>Social Distancing การเว้นระยะห่างทางสังคม</title><source>https://www.vejthani.com/th/2020/12/เ_ว้_น-ระยะห่างกันสัก-2-เมต/</source><detail>Social Distancing หรือ ‘การเว้นระยะห่างทางสังคม’ การสร้างระยะห่างระหว่างตัวเราเองกับคนอื่น ๆ ในสังคม รวมถึงการลดการออกไปนอกบ้านโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการใช้ขนส่งสาธารณะ การไม่เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น และการทำงานอยู่ที่บ้าน

ทั้งนี้การทำ Social Distancing จะช่วยลดอัตรการแพร่ระบาดของไวรัสจากคนสู่คนได้อย่างดีอีกด้วย</detail><keywords>Social Distancing, เว้นระยะห่าง, สังคม.โรคระบาด, COVID-19</keywords><date>2021-05-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3260</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620016535.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1013"><Nid>3256</Nid><title>กัญชง กัญชา ต่างกันอย่างไร ?</title><source>https://www.medcannabis.go.th/blog/กัญชา%20กับ%20กัญชง%20ต่างกันอย่างไร?</source><detail>ยังมีความสับสนระหว่างพืชกัญชากับกัญชง เนื่องจากพืชสองชนิดนี้ มีถิ่นกำเนิดเดียวกัน อยู่ในวงศ์เดียวกัน คือ Cannabaceae แถมยังสกุลเดียวกันคือ Cannabis แต่ต่างกันที่สายพันธุ์ย่อย และกัญชงมีต่อมน้ำมันที่เป็นประโยชน์ทางการแพทย์น้อยกว่าพืชกัญชา

กัญชง (Hemp)
เป็นพืชในวงศ์ Cannabaceae มีแหล่งกำเนิดในเอเชียกลางและแพร่กระจายไปสู่เอเชียตะวันออก อินเดีย และในทวีปยุโรป มีลำต้นสูง หนา แข็งแรง ความสูงเมื่อเติบโตเต็มที่ประมาณ 6 เมตร ระยะเวลาการเก็บเกี่ยว 3-4 เดือน

ต้นกัญชง เป็นพืชให้ใยธรรมชาติที่มีความทนทาน วัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์ระหว่างกัญชากับกัญชงก็ต่างกันมาก นับตั้งแต่มนุษย์รู้จักการใช้พืชตระกูลนี้มาตั้งแต่โบราณ มีบันทึกประวัติศาสตร์ถึงการใช้ประโยชน์กัญชงมากกว่ากัญชา ในยุคล่าอาณานิคม นักเดินเรือ จะนำใยกัญชงมาทำเป็นเชือกและผ้าใบเรือซึ่งมีความทนทานมาก ในประเทศจีน ยุคราชวงศ์โจว (ประมาณ 1,000 ปี ก่อนคริสตศักราช) ใช้เส้นใยกัญชงทอเป็นเครื่องนุ่งห่ม ส่วนเมล็ดกัญชงก็พบว่าเป็นธัญพืชที่รับประทานกันทั่วโลกมานานหลายพันปีแล้ว</detail><keywords>กัญชง, กัญชา, กัญชงกัญชา ต่างกันอย่างไร</keywords><date>2021-05-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3256</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1620188079.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1014"><Nid>3255</Nid><title>'หมึกบลูริง' คืออะไร? ทำไมมีพิษร้ายแรงกว่างูเห่า 20 เท่า!</title><source>https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/910263</source><detail>1.	"หมึกบลูริง" เป็นหมึกยักษ์ที่ตัวเล็กแค่ 4 เซนติเมตร
2.	 จุดเด่นคือวงกลม "สีน้ำเงิน" ทั่วตัว
3.	หมึกบลูริง ในไทยมีกี่สายพันธุ์?ปัจจุบันทั่วโลกพบว่ามี หมึกบลูริง ทั้งหมดประมาณ 4 ชนิดสําหรับในประเทศไทยมีรายงานการพบหมึกสายวงน้ำเงิน สกุล Hapalochlaena maculosa ในบริเวณน่านน้ำไทย ทั้งทางฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย
4.	พิษร้ายแรงมากกว่างูเห่า 20 เท่า
5.	พิษร้าย "เตโตรโดท็อกซิน" อยู่ที่น้ำลายหมึก
6.	พิษรุนแรงกว่าไซยาไนด์ 1,200 เท่า (สารเคมี)
7.	พิษหมึกบลูริง ทนความร้อนได้ถึง 200 °C
8.	หากโดนพิษ มีความเสี่ยงเสียชีวิต 50% - 60%
9.	อาการของเหยื่อ เมื่อโดนพิษหมึกบลูริง อาการ "ชา" บริเวณริมฝีปาก ลิ้น ต่อมาจะชาบริเวณใบหน้า แขน ขา ต่อมาอาจมีอาการน้ําลายไหล คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการท้องเสียร่วมกับปวดท้อง กล้ามเนื้อจะเริ่มทํางานผิดปกติ ในผู้ป่วยที่ได้รับพิษปริมาณมาก พิษจะเข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้หายใจไม่ออกเนื่องจากกล้ามเนื้อกะบังลมและหน้าอกไม่ทํางาน จึงไม่สามารถนําอากาศเข้าสู่ปอดได้ ผู้ป่วยจะเสียชีวิตภายใน 4-6 ชั่วโมง แต่บางเคสมีรายงานพบว่าเสียชีวิตอย่างรวดเร็วเพียง 20 นาทีเท่านั้น
10.	ต้องหาวิธีนําอากาศเข้าสู่ปอด เช่น เป่าปาก ฯลฯ จากนั้นต้องรีบนําส่งแพทย์โดยด่วน เพื่อใช้เครื่องช่วยหายใจ ถ้าการช่วยชีวิตเป็นผล ผู้ป่วยจะฟื้นเป็นปกติภายใน 24 ชั่วโมง เว้นแต่ว่าจะขาดอากาศนานเกินไปจนทําให้ "สมองตาย"10. การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
</detail><keywords>ปลาหมึก, พิษงู, สารอันตราย, ชีวิต, หมึกบลูริง</keywords><date>2021-04-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3255</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1619755949.png</img_link><category>พิษวิทยา, สรีรวิทยา(รวมทั้ง cytology)</category></row>
<row _id="1015"><Nid>3254</Nid><title>7  เคล็ดลับง่ายๆดูแลตัวเองให้สุขภาพดีและแข็งแรง</title><source>https://www.cigna.co.th/</source><detail>1. เลือกทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ อาหารกับสุขภาพเป็นของคู่กัน การที่เราจะมีสุขภาพดีได้นั้น การกินถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการดูแลตัวเอง เป็นการดูแลจากภายในสู่ภายนอก เราจึงควรต้องกินอาหารให้พอดีและหลากหลายในแต่ละวัน เลือกกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่ 
2. ออกกำลังกาย เมื่อเลือกทานอาหารที่ดีแล้วสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นก็คือการออกกำลังกาย ปัจจุบันการออกกำลังกายมีหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความชอบ ไลฟสไตล์ และสภาพร่างกายของแต่ละคน แต่ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายชนิดไหน ก็มีส่วนช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพดีมากขึ้นทั้งนั้น
3. ดื่มน้ำให้เยอะ การดื่มน้ำเป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานการมีสุขภาพดีที่สำคัญขาดไม่ได้เลยในชีวิตประจำวัน แต่กลับเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม การดื่มน้ำเปล่านอกจากจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าแล้ว ยังช่วยปรับสมดุลย์ของร่างกาย 
4. พักผ่อนให้เพียงพอ ปัจจุบันเรา ใช้เวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ จนลืมไปว่าสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุดและเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับต้นๆ ในการดูแลตัวเองให้มีสุขภาพดีนั้นก็คือการนอนการนอนหลับให้เพียงพอ ซึ่งถือเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะในช่วงเวลาที่เรานอนหลับ อวัยวะต่างๆ จะได้หยุดพัก หรือทำงานน้อยลง
5. วางแผนจัดการกับความเครียด ความเครียดถือเป็นศัตรูตัวร้ายที่คอยบั่นทอนสุขภาพ เป็นสภาวะอารมณ์ของคนที่ต้องเจอกับปัญหาต่างๆ จนเกิดความไม่สบายใจ วิตกกังวล และรู้สึกกดดัน หลายครั้งที่เรามักเรียกโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่สิ่งเหล่านี้มักจะแสดงออกมาทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ หรือพฤติกรรม 
6. ปรับวิธีคิดเพื่อเพิ่มพลังบวก การจมอยู่กับความวิตกกังวล หรือปัญหาใดปัญหาหนึ่งมากจนเกินไป อาจทำให้กลายเป็นความเครียดสะสม ซึ่งเป็นสาเหตุของความทุกข์ในใจ ทำให้เกิดทัศนคติลบ จนส่งผลให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ เป็นไปในทิศทางที่แย่ลง ลองเอาตัวเองออกจากความกังวลเหล่านั้น และปรับมุมมองปัญหาต่างๆ
7. อย่าลืมไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ บางคนอาจมองว่าตัวเองอายุยังน้อยจึงไม่เห็นความจำเป็นในการตรวจสุขภาพ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การตรวจสุขภาพเป็นประจำก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตอย่างแข็งแรง และมีสุขภาพดีในทุกๆ วัน 
</detail><keywords>ดูแลสุขภาพ, ดูแลตัวเอง, ดื่มน้ำ, การออกกำลังกาย, การนอน</keywords><date>2021-04-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3254</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1619752079.png</img_link><category>สาธารณสุขศาสตร์และอนามัยสิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1016"><Nid>3237</Nid><title>5 อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทาน ฟ้าทะลายโจร</title><source>https://www.sanook.com/health/6417/</source><detail>ข้อควรระวังก่อนทานยาฟ้าทะลายโจร
ฟ้าทะลายโจร เหมาะสำหรับอาการไม่สบาย เป็นไข้แบบ “ร้อน” หมายถึง ตัวร้อน เจ็บคอ ร้อนใน กระหายน้ำ เหงื่อออก ท้องผูก ปัสสาวะสีเข้ม แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นไข้แบบ “เย็น” หรือที่มีอาการอุ้งมืออุ้งเท้าเย็น ปัสสาวะปริมาณมาก หรือมีอาการหนาวสั่นมากกว่าปกติ เพราะฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์เย็นนั่นเอง

ไม่ควรทานยาฟ้าทะลายโจรติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจทำให้มีอาการข้างเคียง เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย แขนขาไม่มีแรง จึงไม่ควรทานฟ้าทะลายเกิน 7 วัน หากทานไป 3 วันแล้วอาการต่างๆ ยังไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างตรงจุดอีกครั้ง

ฟ้าทะลายโจร ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีความดันต่ำ เพราะฟ้าทะลายโจรมีคุณสมบัติช่วยลดความดันโลหิต ดังนั้นจึงเหมาะกับคนที่มีปัญหาเรืองของความดันโลหิตสูงมากกว่า

สตรีมีครรภ์ และสตรีที่กำลังให้นมบุตร ไม่ควรทานฟ้าทะลายโจร เพราะอาจส่งผลต่อเด็กได้

ในบางรายอาจมีอาการแพ้ยา หรือมีอาการข้างเคียงอื่นๆ ได้ เช่น ผื่นขึ้น ปากบวม หน้าบวม ตัวบวม หากแพ้มากๆ อาจเป็นภูมิแพ้เฉียบพลัน จนช็อคเสียชีวิตได้เช่นกัน</detail><keywords>อันตราย, ยา, สุขภาพ, แพ้ยา, ฟ้าทะลายโจร</keywords><date>2021-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3237</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1619394696.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1017"><Nid>3236</Nid><title>การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ มีประโยชน์อย่างไร</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/54429-ดื่มน้ำ...อย่างไร?%20ให้เพียงพอ.html</source><detail>ร่างกายมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 60% ของน้ำหนักตัว ซึ่งเป็นองค์ประกอบของเลือด อวัยวะ กล้ามเนื้อ ผิวหนัง และสมอง ในหนึ่งวัน เราจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอประมาณ 2 ลิตร หรือ 6-8 แก้ว แต่ถ้าออกกำลังกาย มีไข้ ท้องเสีย หรืออาเจียน ควรดื่มน้ำเพิ่มขึ้น 

การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ มีประโยชน์อย่างไร

- ระบบต่างๆ ของร่างกายและสมองทำงานได้ดี

- สามารถขนส่งสารอาหารไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้

- สุขภาพผิวดี

- การเคลื่อนไหวดี เนื่องจากช่วยหล่อลื่นข้อต่อและช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพ

- สามารถขับของเสียออกจากร่างกายได้ดี ป้องกันการท้องผูก</detail><keywords>ดื่ม, น้ำ, สุขภาพ, ร่างกาย, ดื่มน้ำ</keywords><date>2021-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3236</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1619394587.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1018"><Nid>3235</Nid><title>5 วิธีบำบัดจิตใจที่อ่อนไหวในรูปแบบต่างๆ</title><source>https://www.sanook.com/health/27781</source><detail>5 วิธีบำบัดจิตใจที่อ่อนไหวในรูปแบบต่างๆ
:
ถ้าคนเราเจอปัญหาหนักๆ หลายๆ เรื่องพร้อมกัน จนรู้สึกว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ทำให้มีอารมณ์อยากทิ้งทุกสิ่งแล้วหนีไปเลย แต่ก่อนจะทำแบบนั้น เรามาดู 5 วิธีรับมือกับเรื่องเหล่านี้กัน
:
1. หากรู้สึกเหนื่อย - เชื่อไหมว่าการนอนให้ได้ 8 ชั่วโมงเต็มนั้น จะช่วยให้คุณกลับฟื้นคืนพลังทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นการพักผ่อนคือการแก้ความเหนื่อยได้ดีที่สุด
:
2. หากรู้สึกท้อ - ให้กลับมารับมือกับความคิดด้านลบของตนเอง เพื่อให้สุขภาพจิตของคุณดีขึ้น พยายามมองในด้านบวกของปัญหาที่เกิดขึ้น
:
3. หากรู้สึกสับสน - ให้ทำความเข้าใจกับตนเองก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่คุณต้องการ และเลือกเส้นทางที่จะนำไปสู่สิ่งนั้น
:
4. หากรู้สึกต้องแบกความรับผิดชอบ - ให้ลองจัดลำดับความสำคัญของสิ่งที่ต้องรับผิดชอบว่าต้องทำอะไรก่อนและหลัง หรือบางสิ่งไม่จำเป็นต้องยื่นมือไปช่วยหรือรับผิดชอบ ก็ให้ปล่อยไป
:
5. หากรู้สึกเสียใจ - คิดให้ได้ว่าอะไรที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป จงเอาข้อผิดพลาดมาแก้ไขเพื่อให้อนาคตที่จะมาถึงนั้นไม่ผิดพลาดซ้ำ
:
แต่อย่างไรก็ตาม หากคุณคิดว่าปัญหาที่มีมันหนักหนา และไม่สามารถหาทางออกได้ด้วยตัวเอง ควรรีบไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อปรึกษาและรับมือกับความรู้สึกทางจิตใจให้ถูกวิธีนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3235</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1619370976.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1019"><Nid>3234</Nid><title>สัตว์มีความรู้สึกเจ็บ ไม่ใช่แค่ทางกายแต่รวมถึงจิตใจด้วย</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/76959/-ani-</source><detail>สัตว์มีความรู้สึกเจ็บ ไม่ใช่แค่ทางกายแต่รวมถึงจิตใจด้วย
:
ไม่แปลกถ้าเราจะคิดว่า "สัตว์ก็ต้องมีความรู้สึกเจ็บอยู่แล้ว ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน" เพราะเราอาจคุ้นชินกับสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข ที่จะร้องเอ๋งออกมาเมื่อรู้สึกเจ็บ แต่หากเป็นสัตว์บางชนิด เช่น กุ้ง ปู หรือสัตว์เลื้อยคลานล่ะ พวกมันรู้สึกเจ็บหรือเปล่า?
:
ไม่ใช่สัตว์ทุกชนิดที่จะแสดงความเจ็บปวดออกมาด้วยการร้องหรือออกเสียง บาดแผลทางกายบางอย่างแม้จะหายเป็นปกติแล้ว แต่ความบาดเจ็บทางจิตใจ ความรู้สึกแย่หรือหดหู่ ความเจ็บปวดในใจ ก็ยังคงอยู่
:
มีการศึกษาพบว่า สัตว์ในการทดลองอย่างหนูหรือไก่ เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้รับการบาดเจ็บมาก่อน เช่น หนูทดลองหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เคยทำให้มันบาดเจ็บมาก่อน และไก่เลือกที่จะจิกกินสิ่งที่ดูเหมือนยาบรรเทาอาการเจ็บปวด นั่นแปลว่าพวกมันรู้จักการระวังภัย และมีความหวาดกลัวต่อการบาดเจ็บที่อาจจะเกิด
:
ถึงแม้จะยังไม่มีการทดลองและยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่ด้วยพฤติกรรมของสัตว์ต่างๆ เหล่านี้ ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและต้องวิจัยกันอีกเพิ่มเติมในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3234</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1619370945.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1020"><Nid>3233</Nid><title>วัคซีน ฮีโร่ตัวจริงของมนุษยชาติ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56296478</source><detail>วัคซีน ฮีโร่ตัวจริงของมนุษยชาติ
:
ไม่ใช่แค่ Covid-19 ที่เป็นโรคระบาดร้ายแรงเช่นในปัจจุบันเท่านั้น ในอดีตเคยมีทั้งโรคโรคไข้ทรพิษ, โปลิโอ, หัดเยอรมัน, วัณโรค และอีกหลายโรคที่คร่าชีวิตคนนับล้าน แต่ก็ถูกกอบกู้มาได้ด้วย "วัคซีน" นั่นเอง
:
อย่างเช่นโรคไข้ทรพิษที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ล้านคนต่อปีจนถึงปลายทศวรรษ 1960 ก่อนที่วัคซีนจะกำจัดโรคไข้ทรพิษหมดไปจากโลกในปี ค.ศ. 1979 หลังมีการรณรงค์การให้ฉีดวัคซีนขนานใหญ่ทั่วโลก
:
ในโรคระบาดใหญ่หลายๆ เหตุการณ์นั้น ผู้คนล้มตายลงอย่างทรมาน ส่วนใหญ่เสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารกหรือเป็นเด็กจากโรคภัยต่างๆ อย่าง วัณโรค, ไข้รากสาดใหญ่, ต่อมทอนซิลอักเสบ, เยื่อหุ้มปอดอักเสบ, อหิวาตกโรค และโรคบิด ก่อนที่วัคซีนจะถูกผลิตขึ้นและกำจัดโรคร้ายเหล่านี้ให้หายไปในที่สุด
:
วัคซีนได้รับการพิสูจน์แล้วว่าคือฮีโร่ตัวจริงของมนุษยชาติ อีกทั้งช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย มีประสิทธิภาพสูง และช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้หลายล้านคนอีกด้วย ต้องขอบคุณนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ทุกท่าน ที่ช่วยกันวิจัยและพัฒนาวัคซีนเพื่อมนุษยชาติด้วยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3233</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1619370915.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1021"><Nid>3232</Nid><title>เครื่องทำน้ำอุ่นที่บ้านและโรงแรมต่างกันอย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/82403/-scieng-sci-</source><detail>เครื่องทำน้ำอุ่นที่บ้านและโรงแรมต่างกันอย่างไร
:
เพื่อนๆ เคยไปพักโรงแรมใหญ่ๆ และพบว่าไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น แต่ใช้วิธีผสมน้ำจากสองก๊อก นั่นคือน้ำอุณหภูมิปกติและน้ำร้อน เพื่อให้ได้น้ำอุ่นที่เราต้องการไหมครับ? ทำไมต้องทำเช่นนั้น แล้วมันแตกต่างจากเครื่องทำนำ้อุ่นตามบ้านที่เราใช้กันยังไง? มาหาคำตอบกันเลยครับ
:
ตามโรงแรมหรือที่พักขนาดใหญ่ จะใช้วิธีต้มน้ำให้ร้อนและแยกเก็บเอาไว้ ซึ่งในห้องน้ำจะมีก๊อกน้ำ 2 ตัว ตัวหนึ่งคือน้ำเย็นจากท่อน้ำประปาที่ส่งเข้าบ้านตามปกติ และอีกก๊อกคือน้ำร้อนจากเครื่องต้มน้ำ เราต้องมานั่งปรับสัดส่วนเอาเอง เพื่อให้ได้ตามอุณหภูมิตามที่ต้องการ สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้เพราะเป็นการประหยัดพลังงานมากกว่านั่นเอง
:
ส่วนเครื่องทำน้ำอุ่นตามบ้าน ทำให้น้ำจากท่อประปาไหลผ่านเข้าหม้อต้ม จนกลายเป็นน้ำอุ่นตามอุณหภูมิที่เราต้องการ ก่อนจะไหลผ่านฝักบัว ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับการปรับอุณหภูมิน้ำในปริมาณที่น้อยๆ จึงเหมาะกับการใช้ในบ้านมากกว่าการใช้ในโรงแรมนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3232</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1619370838.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1022"><Nid>3231</Nid><title>พบหลุมดำยักษ์เคลื่อนที่ในอวกาศอย่างไร้จุดหมาย</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56458996</source><detail>พบหลุมดำยักษ์เคลื่อนที่ในอวกาศอย่างไร้จุดหมาย
:
ตามทฤษฎีแล้ว หลุมดำมีแรงดูดมหาศาล ทำให้มีมวลมากและอยู่นิ่งๆ ไม่เคลื่อนที่ไปไหน แต่ล่าสุดกลับค้นพบ หลุมดำมวลยิ่งยวด (Supermassive Black Hole) แห่งหนึ่ง กำลังเคลื่อนตัวออกห่างจากใจกลางกาแล็กซี่ของมันอย่างไร้จุดหมาย
:
หลุมดำขนาดยักษ์ที่มีมวล 3 ล้านเท่าของดวงอาทิตย์ ซึ่งอยู่ในแถบศูนย์กลางของกาแล็กซี่ J0437+2546 ที่ห่างจากโลก 228 ล้านปีแสง กำลังเคลื่อนตัวอย่างผิดปกติ นักวิทยาศาสตร์คาดว่า กาแล็กซี่ที่หลุมดำอยู่อาจเกิดชนปะทะเข้ากับกาแล็กซี่อื่น หรือชนเข้ากับหลุมดำมวลยิ่งยวดอีกแห่งหนึ่ง ทำให้กระเด้งกระดอนออกจากตำแหน่งเดิมได้
:
หรืออีกสาเหตุคือ หลุมดำยักษ์นั้นอยู่ในระบบดาวคู่ โดยตัวมันเองและคู่ของมันต่างก็โคจรรอบศูนย์กลางความโน้มถ่วงอีกแห่งหนึ่งภายในใจกลางดาราจักร แต่เรายังไม่ตรวจพบนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3231</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1619370807.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1023"><Nid>3224</Nid><title>เสื้อผ้าเปลี่ยนสี ได้อย่างไร?</title><source>https://www2.mtec.or.th/th/e-magazine/admin/upload/216_20-23.pdf</source><detail>การปรับเปลี่ยนสีของสิ่งทอ เกิดจากจากเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ แสง หรือความชื้น การนำเอาสีประเภท thermo-chromic dyes สามารถเปลี่ยนสีได้ ที่อุณหภูมิเฉพาะ มาบรรจุในแคปซูล 3-4 ไมครอน 

มีตัวรับอิเล็กตรอนที่เป็นสารจำพวกโครโมฟอร์ (chromotophores) และสารจำพวกแอลกอฮอล์ อยู่ในแคปซูลเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน สารเหล่านี้จะทำปฏิกิริยากันและเกิดการเปลี่ยนแปลงของสี เมื่อทำการเคลือบหรือพิมพ์ลายลงบนผ้าจำทำให้ผ้าเปลี่ยนสีไปตามอุณหภูมิได้ 

ผ้าปรับเปลี่ยนอุณหภูมิถูกพัฒนาขึ้นจากความต้องการเพิ่มความสบายในการสวมใส่ของเสื้อผ้าในสภาวะการใช้งานที่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ฉับพลัน

หลักการหนึ่งของผ้าปรับเปลี่ยนอุณหภูมิคือการนำเอาสารแอคทีฟ  ท่ี่เรียกว่าสารเปลี่ยนสถานะ (phase change materials) หรือสารพีซีเอ็ม (PCM) ใส่ไว้ในแคปซูลขนาดเล็ก แล้วนำไปผสมในเส้นใยหรือเคลือบบนผ้า

</detail><keywords>สิ่งทอ, industries, ผ้าปรับเปลี่ยนอุณหภูมิ, เสื้อเปลี่ยนสี, สิ่งทอฉลาด</keywords><date>2021-04-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3224</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1618911993.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอื่นๆ</category></row>
<row _id="1024"><Nid>3223</Nid><title>เลี่ยงรับประทานหมูดิบ ลดเสี่ยงไข้หูดับ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/54413-เลี่ยงรับประทานหมูดิบ%20ลดเสี่ยงไข้หูดับ.html</source><detail>หากนำเนื้อหมูมารับประทานดิบหรือสุกๆ ดิบๆ เช่น ลาบ หลู้หมูดิบ ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านที่มีการใส่เลือดหมูดิบผสม หรือการปิ้งย่างไม่สุก ทำให้เสี่ยงติดเชื้อโรคไข้หูดับ หรือโรคติดเชื้อสเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส อาจทำให้หูหนวกถาวรหรือเสียชีวิตได้

สถานการณ์ของโรคไข้หูดับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 4 เม.ย. 64 พบผู้ป่วยจำนวน 73 ราย เสียชีวิต 7 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้สูงอายุ ได้แก่ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมาคืออายุ 55-64 ปี และ 45-54 ปี ตามลำดับ ภาคที่มีผู้ป่วยมากที่สุดคือ ภาคเหนือ รองลงมาคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ ลําปาง นครราชสีมา อุตรดิตถ์ พะเยา และพิษณุโลก ตามลำดับ

โรคไข้หูดับ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) โดยเชื้อนี้จะอยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในเลือดของหมูที่กำลังป่วย สามารถติดต่อได้ 2 ทาง คือ 1.เกิดจากการบริโภคเนื้อและเลือดหมูที่ปรุงแบบดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ 2.การสัมผัสกับหมูที่ติดเชื้อทั้งเนื้อหมู เครื่องใน และเลือดหมูที่เป็นโรค จากทางบาดแผล รอยขีดข่วนตามร่างกายหรือทางเยื่อบุตา หรือสัมผัสเลือดของหมูที่กำลังป่วย

หลังจากได้รับเชื้อ 3-5 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะอย่างรุนแรง เวียนศีรษะจนทรงตัวไม่ได้ อาเจียน คอแข็ง หูหนวก ท้องเสีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หากพบว่ามีอาการดังกล่าว ขอให้รีบพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติการกินหมูดิบและสัมผัสเนื้อหมูให้ทราบ เพราะหากมาพบแพทย์และวินิจฉัยได้เร็ว จะช่วยลดอัตราการเกิดหูหนวกและการเสียชีวิตได้  ซึ่งผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ติดสุราเรื้อรัง ผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ความดัน ไต มะเร็ง หัวใจ ผู้ที่เคยตัดม้ามออก เป็นต้น หากติดเชื้อจะมีอาการป่วยรุนแรงเนื่องจากร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ำ

วิธีการป้องกันโรคไข้หูดับ คือ  1.ควรบริโภคอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อน ทำสดใหม่ โดยเฉพาะเนื้อหมู ควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากตลาดสดหรือห้างสรรพสินค้า ที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ ไม่ซื้อเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาว สีคล้ำ หากรับประทานอาหารปิ้งย่าง หมูกระทะ ควรทำให้สุกก่อน แยกอุปกรณ์ ที่ใช้หยิบเนื้อหมูสุกและดิบออกจากกัน ไม่ใช้เขียงของดิบและของสุกร่วมกัน การบริโภคอาหารปรุงสุกนอกจากจะเป็นการป้องกันโรคไข้หูดับแล้วยังเป็นการป้องกันโรคโควิด 19 ได้อีกด้วย

2.ไม่สัมผัสเนื้อหมูและเลือดดิบด้วยมือเปล่า โดยเฉพาะผู้เลี้ยงหมู ผู้ที่ทำงานในโรงฆ่าสัตว์ ผู้ที่ชำแหละเนื้อหมู สัตวบาล สัตวแพทย์ ควรสวมรองเท้าบู๊ทยาง สวมถุงมือ รวมถึงสวมเสื้อที่รัดกุมระหว่างทำงาน หากมีบาดแผลต้องปิดแผลให้มิดชิด และล้างมือหลังสัมผัสกับหมูทุกครั้ง</detail><keywords>pork, เนื้อหมู, หมูดิบ, โรคไข้หูดับ, ไข้หูดับ, เชื้อสเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส, Streptococcus suis</keywords><date>2021-04-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3223</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1618892054.jpg</img_link><category>ปรสิตวิทยา</category></row>
<row _id="1025"><Nid>3220</Nid><title>กินปิ้งย่างทีไร ทำไมควันพัดเข้าหน้าเราทุกที?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/88111/-sciphy-sci-</source><detail>กินปิ้งย่างทีไร ทำไมควันพัดเข้าหน้าเราทุกที?
:
เคยเป็นไหมครับ เวลาไปกินอาหารปิ้งย่าง ต้องเล็งที่นั่งกันก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันควันตีเข้าหน้าเรา แต่ก็มีหลายครั้งที่ไม่ว่าจะเลือกที่นั่งดีแค่ไหน ควันก็ยังเลือกจู่โจมเราอยู่ดี วันนี้เราไปหาคำตอบกันครับ
:
ควัน เกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างออกซิเจนและเชื้อเพลิง เช่น ถ่าน, ไม้ จัดเป็นสารประเภทคอลลอยด์ ดังนั้นจึงอาจประกอบไปด้วยอนุภาคและสารประกอบต่างๆ อีกด้วย ซึ่งควันที่เกิดจากอาหารประเภทปิ้งย่างนั้น เพิ่มความเสี่ยงให้เราเป็นมะเร็ง และยังมีกลิ่นไม่พึงประสงค์อีกด้วย จึงไม่แปลกที่ทุกคนจะหลีกเลี่ยงกัน
:
สาเหตุที่ควันจะพุ่งเข้าหาเรา มีอะไรบ้าง?
:
1. เมื่ออากาศรอบเตาปิ้งย่างได้รับความร้อน มันจะลอยตัวสูงขึ้นด้วยอัตราที่เร็วกว่าปกติ อากาศที่เย็นกว่าที่อยู่รอบๆ จะไหลเข้ามาแทนที่ แต่ในบางครั้งตัวเราที่นั่งอยู่หน้าเตา ขวางมวลอากาศที่จะไหลเข้ามา ทำให้บริเวณนั้นเป็นจุดที่มีความกดอากาศต่ำ  และเกิดควันจากปิ้งย่างพัดมาด้านหน้าของเราเพื่อรักษาสมดุลบรรยากาศบริเวณนั้นไว้
:
2. ลมเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เป็นตัวกำหนดทิศทางของควัน การเลือกนั่งอยู่เหนือลมก็จะเสี่ยงกับควันน้อยกว่า แต่หากมีสิ่งกีดขวางทิศทางของลม เช่น ลูกค้าภายในร้านที่เดินไปมา ก็อาจจะทำให้ทิศทางของลมเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ ได้
:
รู้แบบนี้แล้ว รอบหน้าไปกินอาหารปิ้งย่าง ต้องระวังเจ้าควันตัวร้ายให้ดี เพราะนอกจากจะทำให้กลิ่นเหม็นติดตัวเราแล้ว ยังเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งอีกด้วย หาวิธีหลบเลี่ยงไว้จะปลอดภัยที่สุดนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3220</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1618779135.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1026"><Nid>3219</Nid><title>ชื่อหลุมต่างๆ บนดวงจันทร์ ตั้งตามชื่อบุคคลสำคัญของโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56269650</source><detail>ชื่อหลุมต่างๆ บนดวงจันทร์ ตั้งตามชื่อบุคคลสำคัญของโลก
:
แอ่งหลุมบนดวงจันทร์ที่เกิดจากอุกกาบาตพุ่งเข้าชนในอดีตนั้นมีมากมาย แต่มีถึง 1,577 แห่งที่มนุษย์ตั้งชื่อตามนักวิทยาศาสตร์และบุคคลสำคัญอื่นๆ ของโลก และมีชื่อสตรีเพียง 31 ชื่อเท่านั้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ?
:
นับแต่ปี ค.ศ. 1919 เป็นต้นมา สหภาพดาราศาสตร์ระหว่างประเทศ (IAU) เป็นผู้ให้การรับรองชื่อของวัตถุอวกาศทั้งหมด และหนึ่งในนั้นรวมถึงชื่อเรียกหลุมต่างๆ บนดวงจันทร์อีกด้วย
:
ส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นชื่อของเหล่านักปราชญ์ นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ รวมทั้งชื่อของเทพ เทพี และบุคคลในจินตนาการของเทพปกรณัมกรีกเป็นจำนวนมาก สาเหตุที่ไม่ค่อยมีชื่อบุคคลสำคัญที่เป็นเพศหญิง เนื่องจากเวลาหลายศตวรรษที่ผ่านมา ผู้หญิงถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าถึงระบบการศึกษา รวมทั้งถูกห้ามฝึกฝนเรียนรู้วิทยาการต่างๆ นั่นเอง
:
ตัวอย่างของรายชื่อสตรีคนสำคัญที่ถูกนำไปตั้งชื่อเป็นสถานที่บนดวงจันทร์
:
วาเลนตินา เทเรชโควา - นักบินอวกาศหญิงชาวรัสเซีย เป็นสตรีคนแรกที่ได้ขึ้นสู่ห้วงอวกาศเมื่อปี ค.ศ. 1963
:
ไฮพาเทีย - เป็นทั้งนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ และนักปรัชญาเชื้อสายกรีก เกิดในช่วงปี ค.ศ. 370 - 350
:
แอนโทเนีย มอรี - นักดาราศาสตร์หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายโปรตุเกส เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม "มนุษย์คอมพิวเตอร์" ประจำหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

กัลปนา ชาวลา - นักบินอวกาศหญิงเชื้อสายอินเดียคนแรกของโลก
:
แต่ไม่ว่าอดีตจะเป็นอย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเพศหญิงได้มีบทบาทสำคัญในสังคมมากขึ้น และได้รับโอกาสในการศึกษาและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เท่าเทียมกับเพศชาย และเชื่อว่าในอนาคตนั้น ชื่อของสตรีคนสำคัญหลายๆ ท่าน จะถูกนำไปตั้งชื่อตามสถานที่สำคัญต่างๆ เยอะขึ้นอย่างแน่นอน
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3219</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1618779103.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1027"><Nid>3218</Nid><title>ทำความรู้จักฮีทสโตรก โรคร้ายที่มาพร้อมฤดูร้อน</title><source>https://www.sanook.com/health/27661</source><detail>ทำความรู้จักฮีทสโตรก โรคร้ายที่มาพร้อมฤดูร้อน
:
ฤดูร้อนของประเทศไทย มักมาพร้อมกับภาวะที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวหรือควบคุมระดับความร้อนภายในร่างกายจากสภาพอากาศที่ร้อนจัดได้ หรือเรียกว่า "ฮีทสโตรก" (Heat Stroke)
:
อาการของฮีทสโตรก มีดังนี้
- ตัวร้อน อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกิน 40 องศาเซลเซียส
- หน้ามืด
- หายใจเร็ว
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- ชัก เกร็ง จนไปถึงช็อค หมดสติ
:
วิธีลดความเสี่ยงอาการฮีทสโตรกแบบง่ายๆ
1. ใส่เสื้อผ้าสีอ่อน
2. ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ
3. หากต้องอยู่กลางแดด ควรใส่หมวกปีกกว้างหรือกางร่ม
4. อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเท
5. เลี่ยงกิจกรรมที่ต้องอยู่กลางแจ้งนานๆ
:
หากใครรู้ตัวว่าต้องไปทำกิจกรรมกลางแจ้งนานๆ ในช่วงนี้ ขอให้เตรียมตัวให้ดี เพื่อป้องกันอาการฮีทสโตรกได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3218</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1618779072.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1028"><Nid>3217</Nid><title>เลปโตควาร์ก (Leptoquark) แรงลึกลับที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เคยรู้จัก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56521982</source><detail>พบเบาะแสเลปโตควาร์ก ที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เคยรู้จักมาก่อน
:
องค์การเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป หรือเซิร์น (CERN) ได้ทำการทดลองชนอนุภาคเพื่อผลิต "บอตทอมควาร์ก" (Bottom Quark) พบว่า อนุภาคมูลฐานที่มีขนาดเล็กกว่าอะตอมชนิดนี้ มีการสลายตัวในรูปแบบที่ผิดไป โดยมันกลายเป็นอิเล็กตรอนและอนุภาคมิวออนในจำนวนที่ไม่เท่ากัน
:
คาดว่ามีอนุภาคหรือแรงพื้นฐานอีกชนิดหนึ่งเข้ามามีอิทธิพลต่อกระบวนการสลายตัวของบอตทอมควาร์ก ทำให้เกิดการสลายตัวเป็นอิเล็กตรอนได้ง่ายกว่า นักวิทยาศาสตร์เรียกแรงลึกลับนี้ชั่วคราวว่า "เลปโตควาร์ก" (Leptoquark)
:
แต่การค้นพบครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญ และไม่เป็นที่ยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ ยังคงต้องมีการทดลองอีกหลายปี จนกว่าสามารถยืนยันการทดลองนี้ได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3217</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1618779039.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1029"><Nid>3216</Nid><title>พบแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อการเกษตรบนสถานีอวกาศนอกโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56412350</source><detail>พบแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อการเกษตรบนสถานีอวกาศนอกโลก
:
นาซ่าค้นพบแบคทีเรียใหม่ 3 ชนิดพันธุ์ บนพื้นผิวหลายตำแหน่งของสถานีอวกาศนานาชาติ แบคทีเรียเหล่านี้เพื่อใช้เรียกชั่วคราวว่า IF7SW-B2T, IIF1SW-B5 และ IIF4SW-B5 อยู่ในตระกูลเดียวกับ Methylobacterium ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปในดินและแหล่งน้ำจืดบนโลก มีประโยชน์ต่อการเกษตร เนื่องจากช่วยตรึงไนโตรเจนเพื่อทำให้พืชเติบโต ทั้งยังช่วยยับยั้งโรคพืชหลายชนิดได้อีกด้วย
:
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีแบคทีเรียจากโลกขึ้นไปอยู่บนสถานีอวกาศ เนื่องจากที่นั่นมีการทดลองเพาะปลูกพืชในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงมานานหลายปีแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญของการค้นพบครั้งนี้คือ การค้นพบแบคทีเรียชนิดพันธุ์ที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ทั้งยังพบว่ามันอยู่รอดและเติบโตได้ดีในห้วงอวกาศ ซึ่งอาจจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการทำเกษตรนอกโลกนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3216</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1618779001.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1030"><Nid>3213</Nid><title>อาการยืนงงที่หน้าประตู ลืมว่าจะมาทำอะไรที่นี่กันแน่?</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56386130</source><detail>อาการยืนงงที่หน้าประตู ลืมว่าจะมาทำอะไรที่นี่กันแน่?
:
เคยเป็นกันไหมครับ ตอนเปิดประตูเข้าห้องหรือเปิดประตูตู้เย็น แล้วจู่ๆ ก็ลืมว่าเรากำลังจะทำอะไร ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "ปรากฏการณ์ปากประตู" (Doorway Effect)
:
ทีมนักจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยบอนด์ ได้ทำการทดลองกับอาสาสมัคร 74 คน ทดลองเดินผ่านห้องจำลองหลายๆ ห้อง โดยให้พยายามจดจำวัตถุต่างๆ ซึ่งอยู่ในห้องที่ผ่านมาพร้อมกับนับเลขถอยหลังไปด้วย
:
ผลปรากฏว่า เริ่มมีอาการหลงลืมเกิดขึ้นกับอาสาสมัครจำนวนมาก ผลการทดลองดังกล่าวชี้ว่า การเปลี่ยนสถานที่เพียงอย่างเดียวไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะสมองว่างเปล่ากะทันหัน แต่อาการหลงลืมจะเกิดขึ้นเมื่อสมองอยู่ในภาวะที่ต้องแบกรับข้อมูลจำนวนมากเกินไป หรืออยู่ในภาวะที่ไม่พร้อมและอ่อนแอ จนไม่อาจบริหารความคิดความจำได้ดี
:
ทั้งนี้ผู้วิจัยยังทิ้งท้ายว่า ปรากฏการณ์ปากประตูนี้จะเกิดขึ้นน้อย หากห้องที่เราเปิดประตูออกไปมีการตกแต่งที่คล้ายกัน การเปลี่ยนฉากสถานที่ไปเป็นที่อื่นซึ่งดูต่างกันอย่างสิ้นเชิงในช่วงเวลาสั้นๆ จะทำให้เกิดอาการหลงลืมกะทันหันได้มากกว่า
:
หากเพื่อนๆ เคยเจออาการแบบนี้บ่อยๆ แนะนำว่าให้ตั้งสมาธิ และจดจ่อสิ่งที่กำลังจะทำ ก่อนจะเปิดประตูเพื่อเปลี่ยนสถานที่ เพื่อจะป้องกันอาการหลงลืมเหล่านี้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3213</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1618521457.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1031"><Nid>3212</Nid><title>ฉลามมีปีกสายพันธุ์โบราณ สูญพันธุ์ไปเมื่อ 93 ล้านปีก่อน</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56452643</source><detail>ฉลามมีปีกสายพันธุ์โบราณ สูญพันธุ์ไปเมื่อ 93 ล้านปีก่อน
:
ฉลามมีปีก ฉลามโบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้ว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aquilolamna Milarcae มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสที่ไดโนเสาร์ครองโลก
:
ฉลามมีปีกชนิดนี้เป็นฉลามที่กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารเหมือนกับฉลามวาฬ อาศัยอยู่ในบริเวณ Western Interior Seaway โดยฉลามพันธุ์นี้ มีครีบด้านข้างลำตัวที่ยาวและกว้างคล้ายปีกเครื่องบิน สามารถใช้ร่อนเหมือนกับบินในน้ำทะเลเช่นเดียวกับกระเบนราหู
:
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบฟอสซิลนี้เมื่อปี ค.ศ. 2012 ในเหมืองหินทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเม็กซิโก และคาดว่าสาเหตุที่สูญพันธุ์เกิดจากการที่อุกาบาตชนโลก ทำให้เกิดแรงระเบิดมหาศาลและอุณหภูมิสูงขึ้น เปลี่ยนผิวหน้าของน้ำทะเลให้เป็นกรดอย่างแรง จนแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของฉลามมีปีกตายไปจนหมด ทำให้สูญพันธุ์ตามกันไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3212</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1618521338.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1032"><Nid>3211</Nid><title>ใส่หน้ากากอนามัยเล่นสงกรานต์ ปลอดภัยจริงหรือ?</title><source>https://www.sanook.com/health/27589</source><detail>ใส่หน้ากากอนามัยเล่นสงกรานต์ ปลอดภัยจริงหรือ?
:
ช่วงเทศกาลที่หลายคนรอคอย บางคนอยากนอนอยู่บ้านเฉยๆ บางคนอยากกลับไปเยี่ยมครอบครัว และบางคนก็อยากเล่นน้ำในวันสงกรานต์ ว่าแต่ถ้าใส่หน้ากากอนามัยแล้ว การไปเล่นน้ำถือว่าปลอดภัยไหม? ไปดูคำตอบกันครับ
:
การที่เราใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองแพร่กระจายละอองฝอยน้ำลายจากการไอ จาม จากปากและจมูกของเราออกไปสู่ภายนอกให้คนอื่น แต่เมื่อไรที่หน้ากากอนามัยเปียก คุณสมบัติในการป้องกันไม่ให้ละอองฝอยน้ำลายออกจากปากและจมูกของเราไปสู่ภายนอกก็ลดลง
:
นั่นหมายความว่า ทันทีที่หน้ากากเปียก ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคก็จะลดลงทันที ฉะนั้นปีนี้แนะนำให้งดกิจกรรมที่ทำให้หน้ากากเปียก เลี่ยงกิจกรรมที่มีการรวมตัวกันเป็นหมู่มาก และเปลี่ยนหน้ากากทันทีเมื่อหน้ากากเปียก ทั้งนี้เพื่อควมปลอดภัยและป้องกันการระบาดของโรค Covid-19 นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3211</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1618521301.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1033"><Nid>3210</Nid><title>ตามล่าอนุภาคผีด้วยกล้องโทรทรรศน์ใต้น้ำ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56467741</source><detail>ตามล่าอนุภาคผีด้วยกล้องโทรทรรศน์ใต้น้ำ
:
อนุภาคนิวทริโน หรือ "อนุภาคผี" (Ghost Particle) คืออนุภาคมูลฐานชนิดหนึ่งที่ตรวจจับได้ยากมาก เนื่องจากไม่มีประจุไฟฟ้า ทั้งมีมวลอยู่น้อยมากจนเหมือนกับไม่มี สามารถทะลุผ่านวัตถุได้โดยไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาใดๆ ขึ้นทั้งสิ้น  เสมือนผีหรือวิญญาณ จึงได้ชื่อว่าเป็นอนุภาคผีนั่นเอง
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์ของรัสเซียและอีกหลายประเทศในยุโรปตะวันออก ได้ร่วมกันติดตั้งกล้องโทรทรรศน์ อุปกรณ์ตรวจจับอนุภาคนิวทริโน (Neutrino) หรืออนุภาคผี ขนาดใหญ่ที่สุดของซีกโลกเหนือ โดยหย่อนมันลงใต้ผืนน้ำเย็นยะเยือกของทะเลสาบไบคาลในเขตไซบีเรียตอนใต้
:
เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่ใสสะอาด และมีผืนน้ำแข็งหนาปกคลุมในฤดูหนาวนานถึงกว่าสองเดือนในแต่ละปี ซึ่งการอยู่ใต้ทะเลสาบที่มีลักษณะเช่นนี้จะช่วยป้องกันเซ็นเซอร์ไม่ให้ถูกรบกวนจากรังสีคอสมิกและสัญญาณต่างๆ
:
ภารกิจการตรวจจับอนุภาคผีในครั้งนี้ จุดประสงค์เพื่อศึกษาถึงคุณสมบัติของมัน และอาจจะช่วยไขปริศนาต่างๆ เกี่ยวกับแบบจำลองพื้นฐานทางฟิสิกส์อนุภาค สสารมืด และแรงชนิดต่างๆ ในเอกภพที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าใจหรือยังค้นหาไม่พบนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3210</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1618521271.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1034"><Nid>3209</Nid><title>โครงสร้างของโลกอาจไม่ได้มีเพียงแค่ 4 ชั้น</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56311621</source><detail>โครงสร้างของโลกอาจไม่ได้มีเพียงแค่ 4 ชั้น
:
การค้นพบครั้งนี้อาจต้องกลับไปแก้กันที่หนังสือเรียนเลยทีเดียว เนื่องจากโครงสร้างของโลกไม่ได้มีแค่เปลือกโลก, เนื้อโลก, แก่นโลกชั้นนอก และแก่นโลกชั้นใน แต่ยังมีชั้นที่ 5 ที่ซ่อนอยู่ลึกลงไปใต้แก่นชั้นในอีกด้วย
:
ทีมนักธรณีฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้ใช้อัลกอริทึมของคอมพิวเตอร์ช่วยค้นหาข้อมูลการเดินทางของคลื่นสั่นสะเทือนผ่านชั้นต่างๆ ของโลก ทำให้พบคลื่นแผ่นดินไหวจำนวนมากเคลื่อนที่ได้ช้าลง และพบการเบี่ยงเบนราว 54 องศา ขณะที่เคลื่อนผ่านโครงสร้างด้านในของโลกส่วนหนึ่ง
:
ผลการศึกษาคลื่นแผ่นดินไหวดังกล่าวชี้ชัดว่า แก่นชั้นในสุดของโลกมีลักษณะไม่เป็นเนื้อเดียว แต่ยังมีโครงสร้างที่แตกต่างออกไปซ้อนอยู่อีกชั้นหนึ่ง จึงทำให้เกิดการเบี่ยงเบนของคลื่นสั่นสะเทือน
:
แต่อย่างไรก็ตาม ผลของการวิจัยนี้ยังไม่สามารถบอกได้แน่นอนว่า แก่นโลกชั้นที่ 5 นั้นมีขนาดหนาบางเพียงใด และมีความแตกต่างอื่นๆ อีกหรือไม่ ซึ่งหากมีการค้นพบที่สำคัญอะไรอีก จะรีบนำมาบอกเล่าต่อกันให้ทราบอย่างแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3209</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1618521236.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1035"><Nid>3206</Nid><title>4 ข้อที่ควรทำเมื่อต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ</title><source>https://www.sanook.com/health/27637</source><detail>4 ข้อที่ควรทำเมื่อต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
:
หลายคนอาจท้อจากการเรียนรู้สิ่งใหม่ เนื่องจากสมองต้องจดจำข้อมูลใหม่ๆ มากเกินไป วันนี้จะพาไปดู​ 4 เทคนิคที่ช่วยให้การเรียนรู้สิ่งใหม่เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
:
1. ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปซ้ำๆ
การที่ทำสิ่งหนึ่งซ้ำๆ จะไปเพิ่ม “ไมอีลิน” (Myelin) ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองให้มากขึ้น ยิ่งมีปริมาณของไมอีลินมากเท่าไร ระบบประสาทในสมองก็ยิ่งทำงานได้เร็ว จึงช่วยให้เราเรียนรู้อะไรได้ดียิ่งขึ้น
:
2. ให้เวลาได้ไตร่ตรองสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป
เคยมีงานวิจัยพบว่า พนักงานที่ได้ใช้เวลาในการไตร่ตรองบทเรียนที่ได้เรียนไปก่อนเข้านอนสัก 15 นาที จะมีการจดจำที่ดีกว่าหากเทียบกับคนอื่นๆ เมื่อกลับมาทดสอบความจำในอีก 10 วันถัดมา
:
3. ฝึกอธิบายสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป
Richard Feynman นักฟิสิกส์เจ้าของรางวัลโนเบล กล่าวไว้ว่า “ถ้าคุณไม่สามารถอธิบายสิ่งใดให้เข้าใจด้วยคำง่ายๆ ได้ ก็แสดงว่าตัวคุณยังไม่เข้าใจในเรื่องนั้น” การอธิบายคนจะช่วยให้เราค้นพบว่าตนเองเข้าใจสิ่งที่พูดออกไปหรือไม่
:
4. ถ่ายทอดในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไป
มีอยู่ 2 กระบวนการ อย่างแรกคือการแยกโครงสร้างความรู้พื้นฐานออกมาให้ได้ก่อน จากนั้นก็นำไปใช้กับสถานการณ์ใหม่ๆ
:
หากใครที่กำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ หรือกำลังทบทวนบทเรียนเพื่อไปทำข้อสอบ ลองทำ 4 วิธีนี้ดู รับรองว่าการเรียนรู้ของเพื่อนๆ จะดีขึ้นแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3206</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1617826162.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1036"><Nid>3205</Nid><title>คลองสุเอซ หนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่คับคั่งที่สุดในโลก</title><source>https://www.thairath.co.th/news/foreign/2058597</source><detail>คลองสุเอซ หนึ่งในเส้นทางเดินเรือที่คับคั่งที่สุดในโลก
:
จากข่าวเรือคอนเทนเนอร์ขนาดยักษ์ เอเวอร์ กิฟเวน (Ever Given) ประสบเหตุติดขวางคลองสุเอซ ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2564 จนทำให้ขณะนี้มีเรือสินค้ามากกว่า 200 ลำ ที่ติดขัดไปต่อไม่ได้ ทำให้หลายคนอยากรู้ว่าคลองนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร และสำคัญกับการเดินเรือมากขนาดไหน วันนี้เรามาหาคำตอบกันเลยครับ
:
คลองสุเอซ เป็นคลองที่มนุษย์ขุดขึ้นในอียิปต์ แล้วเสร็จตั้งตั้งแต่ 152 ปีก่อน เพื่อย่นระยะทางระหว่าง เอเชีย-ยุโรป โดยไม่ต้องอ้อมแหลมกู๊ดโฮปในทวีปแอฟริกา ที่ต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายต่างๆ มากกว่าหลายเท่า เนื่องจากต้องเพิ่มระยะทางในการเดินเรืออีกถึง 6,000 กิโลเมตร
:
จากข้อมูลปี ค.ศ.2019 และ 2020 มีเรือสินค้าผ่านคลองสุเอซกว่า 1.8 หมื่นลำ สร้างรายได้ปีละกว่า 1.6 แสนล้านบาท
:
ปัจจุบัน คลองสุเอซ ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเรือทางการค้าที่คับคั่งที่สุดในโลก คาดการณ์สินค้าทั้งหมดของโลกถึง 12% ถูกขนส่งผ่านคลองสุเอซ เหตุการณ์การขวางคลองสุเอชในครั้งนี้จึงเกิดผลกระทบต่อการค้าของ เอเชีย-ยุโรป อย่างมากนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3205</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1617826129.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1037"><Nid>3204</Nid><title>สถาณการณ์ความเคลื่อนไหววัคซีน COVID-19 ทั่วโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56060990</source><detail>สถาณการณ์ความเคลื่อนไหววัคซีน COVID-19 ทั่วโลก
:
ผู้อำนวยการฝ่ายคาดการณ์ทิศทางโลก ประจำหน่วยข่าวกรองนิตยสารดิอีโคโนมิสต์ (EIU) ได้ทำการศึกษา วิเคราะห์สถาณการณ์ดังกล่าว พบว่าเกิดความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงวัคซีนระหว่างประเทศที่ร่ำรวยกับประเทศที่ยากจน
:
สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร
มีวัคซีนอย่างเหลือเฟือ เนื่องจากมีเงินลงทุนจำนวนมหาศาลเพื่อการพัฒนาวัคซีน ทำให้พวกเขาอยู่ในลำดับแรกที่จะได้รับวัคซีนก่อนใคร ส่วนลำดับถัดมาได้แก่แคนาดาและสหภาพยุโรป

แคนาดา
กว้านซื้อวัคซีนมากักตุนกว่า 5 เท่าของความต้องการ แต่ผู้ผลิตยังไม่สามารถจัดส่งให้ได้

เซอร์เบีย
มีอัตราประชากรที่ได้รับวัคซีนโควิดสูงสุดในลำดับที่ 8 ของโลก และสูงกว่าประเทศใดๆ ในสหภาพยุโรป เนื่องจากแผนแจกจ่ายวัคซีนที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังเป็นผลพลอยได้จากการทูตที่ใช้วัคซีนเป็นสื่อผูกใจอีกด้วย

จีนและอินเดีย
สองชาติมหาอำนาจด้านการผลิตวัคซีนของโลก จะยังไม่สามารถฉีดวัคซีนให้คนของตนเองได้ทั่วถึงก่อนสิ้นปี ค.ศ.2022 เพราะมีประชากรจำนวนมาก และขาดแคลนเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
:
วัคซีนโควิดอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญลำดับแรกที่ทุกประเทศต้องมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศที่มีประชากรหนุ่มสาวจำนวนมากและยังไม่พบผู้ป่วยกลุ่มใหญ่นัก แต่ตราบใดที่ยังมีแหล่งเพาะพันธุ์ไวรัสอยู่ พวกมันจะสามารถกลายพันธุ์และแพร่กระจายได้ ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ต้านทานวัคซีนจะเกิดขึ้นมาและมีวิวัฒนาการต่อไปอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นเรื่องที่มนุษย์โลกทุกคนยังเฝ้าการติดตามกันต่อไป
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3204</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1617826082.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1038"><Nid>3203</Nid><title>วอร์ปไดรฟ์ (Warp Drive) เครื่องยนต์ที่ทำให้เดินทางข้ามจักรวาลได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56372694</source><detail>วอร์ปไดรฟ์ (Warp Drive) เครื่องยนต์ที่ทำให้เดินทางข้ามจักรวาลได้
:
ก่อนหน้านี้ แนวคิดการสร้างวอร์ปไดรฟ์ที่เดินทางเร็วกว่าแสงไม่อาจจะเป็นไปได้ เพราะผิดจากข้อจำกัดในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ต้องแก้สมการของไอน์สไตน์ให้เกิดผลเป็น "พลังงานลบ" (Negative Energy) เสียก่อน
:
ล่าสุด มีผลงานตีพิมพ์จากนักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน เผยวิธีใหม่ในการสร้างวอร์ปไดรฟ์ โดยใช้ฟองของ "โซลิตอน" (Soliton) หรือคลื่นเดี่ยวทรงสภาพแบบที่มีความเร็วสูงอย่างยิ่ง มาห่อหุ้มเครื่องยนต์วอร์ปไดรฟ์เอาไว้ ซึ่งคลื่นนี้จะสามารถคงรูปร่างและพลังงานของมันเอาไว้ได้ ขณะเคลื่อนตัวด้วยความเร็วคงที่แบบเหนือแสง
:
หากเปรียบเทียบความเร็วในการเดินทาง วอร์ปไดรฟ์สามารถเดินทางจากดวงอาทิตย์ไปถึง พร็อกซิมา เซนทอรี (Proxima Centauri) ดาวฤกษ์นอกระบบสุริยะที่ใกล้ที่สุดได้ภายในเวลาไม่ถึง 4 ปี ในขณะที่เครื่องยนต์ขับดันพลังนิวเคลียร์จะใช้เวลาราว 100 ปี และจรวดขับดันด้วยเชื้อเพลิงเคมีจะต้องใช้เวลายาวนาน 50,000 - 70,000 ปี
:
ถึงแม้ว่าแนวคิดทางทฤษฎีจะสามารถเป็นไปได้ แต่ตอนนี้ยังต้องใช้เชื้อเพลิงมหาศาล นักวิทยาศาสตร์จึงจำเป็นต้องหาวิธีลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงได้อีกราว 30 อันดับขนาด เพื่อให้อยู่ในระดับเดียวกับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบฟิชชันสมัยใหม่นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3203</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1617826026.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1039"><Nid>3198</Nid><title>ตรวจพบเฮอริเคนอวกาศ ปรากฏการณ์ใหม่ในห้วงอวกาศ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56279034</source><detail>ตรวจพบเฮอริเคนอวกาศ ปรากฏการณ์ใหม่ในห้วงอวกาศ
:
มีการค้นพบว่า มีมวลของกลุ่มก๊าซร้อนที่มีประจุไฟฟ้าหรือพลาสมา (Plasma) จับตัวกันเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่เหนือบรรยากาศชั้นบนสุดของโลก ซึ่งมีพลังรุนแรง ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่เกิดขึ้น และถูกเรียกว่า "เฮอริเคนอวกาศ"
:
เฮอริเคนอวกาศที่ค้นพบครั้งนี้ มีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึง 1,000 กิโลเมตร มีส่วนฐานอยู่ในบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) ซึ่งสูงจากพื้นโลกราว 100 กิโลเมตร หมุนด้วยความเร็ว 2,100 เมตรต่อวินาที ในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา
:
เฮอริเคนอวกาศคงอยู่ได้นานถึง 8 ชั่วโมงก่อนจะสลายตัวไป ถือเป็นการคลายข้อสงสัยว่า ในอวกาศสามารถเกิดเฮอริเคนได้หรือไม่ ทั้งยังคาดว่าปรากฏการณ์เช่นนี้ สามารถพบได้ทั่วไปในจักรวาลและที่ดวงดาวอื่นๆ นอกเหนือจากโลกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-04-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3198</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1617572269.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1040"><Nid>3180</Nid><title>เมลาโทนิน ไม่ใช่ยานอนหลับ แค่ช่วยให้ ง่วงนอน</title><source>https://www.sanook.com/health/27793/</source><detail>“เมลาโทนิน” คืออะไร
เมลาโทนินคือฮอร์โมนที่ผลิตจากต่อมไพเนียล (Pineal Gland) ที่ทำหน้าที่ควบคุมวงจรการนอนหลับและการตื่นของร่างกาย ซึ่งกลไกการทำงานของต่อมดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับแสงสว่าง และอุณหภูมิ จึงทำให้ในเวลากลางวันต่อมไพเนียลจะไม่ทำงาน แต่เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน ต่อมนี้จะเริ่มทำงาน และหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินเข้าไปในกระแสเลือด และมีการระบายความร้อนออกมาจากร่างกาย ทำให้อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลง ลดความตื่นตัวของร่างกาย ทำให้ร่างกายมีความเหมาะสมกับการนอน และรู้สึกง่วงนอน แต่ถ้าเมลาโทนินหลั่งออกมาน้อยจะทำให้เกิดปัญหาในการนอนหลับได้

โดยปกติแล้ว สมองจะหลั่งสารเมลาโทนินเข้าไปในกระแสเลือดเป็นเวลาติดต่อกัน 12 ชั่วโมง (ช่วงเวลาประมาณ 21.00-09.00 น.) ซึ่งระดับของเมลาโทนินจะค่อย ๆ ลดลงในช่วงเช้า

ทั้งนี้ ความมืดจะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเมลาโทนินออกมา เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าถึงเวลาพักผ่อนได้แล้ว ขณะที่แสงสว่างโดยเฉพาะแสงสีฟ้าจากจอโทรศัพท์มือถือ หรือจอคอมพิวเตอร์ จะยับยั้งการหลั่งสารเมลาโทนินได้ ทำให้คนที่ชอบเล่นมือถือก่อนเข้านอนจึงนอนหลับได้ยากขึ้น

เมลาโทนินไม่ใช่ยานอนหลับ
ประโยชน์ของเมลาโทนินคือการช่วยให้วงจรการนอนหลับเป็นปกติมากขึ้น แต่ไม่ได้รักษาอาการนอนไม่หลับโดยตรง เพียงแต่ช่วยกระตุ้นให้รู้สึกง่วง และนอนหลับได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ยานอนหลับแต่อย่างใด

ปัจจุบัน การนำเมลาโทนินมาใช้ มักมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาอาการเจ็ตแล็ก หรืออาการอ่อนเพลียจากการที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อมีการเดินทางไปต่างประเทศข้ามโซนเวลา หรือนั่งเครื่องบินนาน ๆ

รวมถึงนำมาใช้กับกลุ่มอาการนอนหลับผิดเวลา (Delayed Sleep Phase Syndrome),ใช้ปรับเวลาการนอนสำหรับผู้ที่มีการปรับตารางการทำงานกะทันหัน ผู้ที่นอนหลับยากในเวลากลางคืน และผู้ที่เป็นโรคนอนไม่หลับ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีปัญหาการนอนเนื่องจากร่างกายหลั่งสารเมลาโทนินออกมาน้อยลง</detail><keywords>เมลาโทนิน, Melatonin, ตัวช่วยนอนหลับ, เมลาโทนินคืออะไร</keywords><date>2021-04-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3180</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1617262422.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1041"><Nid>3163</Nid><title>ปี 2021 อาชีพไหนมาแรง อาชีพไหนเตรียมลา</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/87807/-per-</source><detail>ปี 2021 อาชีพไหนมาแรง อาชีพไหนเตรียมลา
:
ในยุคที่เทคโนโลยีรุดหน้า และยังมีเชื้อ Covid-19 เป็นตัวเร่งปฏิกริยา ทำให้บางอาชีพได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก วันนี้เราได้สรุปข้อมูลที่น่าสนใจจากการเสวนา หัวข้อ "Future Skills for Digital Era" คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มาให้อ่านกันครับ
:
อาชีพที่ยังคงมาแรงต่อเนื่อง
1. นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Scientist) และ นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst)
เนื่องจากในยุคนี้มีข้อมูลของผู้บริโภคมากมายบนโลกอินเทอร์เน็ต จึงต้องการอาชีพนี้เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาช่วยกำหนดแนวทางธุรกิจ
:
2. นักการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) และนักวางแผนกลยุทธ์ (Strategy Specialists)
ในยุคของโลกดิจิทัล องค์ความรู้เก่าๆ ที่เคยมีกันมานานอาจต้องเปลี่ยนไป เนื่องจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้มาเปลี่ยนแปลงเรื่องของพฤติกรรมผู้บริโภคและสื่อไปมาก
:
3. อาชีพด้าน AI และ Machine Learning
หลายธุรกิจต้องการเพื่อมาช่วยแก้ปัญหา ลดเวลาและต้นทุนในการผลิตสินค้าด้วยการใช้เทคโนโลมาทุ่นแรงมนุษย์
:
4.  นักพัฒนาซอฟท์แวร์หรือแอปพลิเคชั่น (Software and Application Developer)
Software และ Application กลายเป็นสิ่งพื้นฐานที่หลายภาคธุรกิจจำเป็นต้องใช้ สายอาชีพนี้จึงเป็นที่ต้องการและขาดไม่ได้สำหรับทุกองค์กร
:
อาชีพที่ต้องเตรียมลา
1. พนักงานคีย์ข้อมูล (Data Entry Clerk) : จะถูกแทนด้วยเทคโนโลยี
2. พนักงานโรงงาน (Factory Worker) : ปัจจุบันเครื่องจักรสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
3. พนักงานสายงานการเงินในระดับพื้นฐาน : การฝากเงิน ถอนเงิน โอนเงิน อาจไม่ต้องพึ่งเจ้าหน้าที่อีกต่อไป เพราะสามารถทำได้ที่ตู้ ATM และ Mobile Banking
4. พนักงานบริการลูกค้าทางโทรศัพท์ : อาจถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือ AI
:
แต่ไม่ว่าจะอยู่ในสายอาชีพไหนก็ต้องอย่าลืมที่จะหมั่นพัฒนาตัวเอง เพื่อให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ และเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3163</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1616353237.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1042"><Nid>3162</Nid><title>พบมัมมี่ฟาโรห์อายุ 3,600 ปี สิ้นชีพเพราะโดนประหารในแดนศัตรู</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56125758</source><detail>พบมัมมี่ฟาโรห์อายุ 3,600 ปี สิ้นชีพเพราะโดนประหารในแดนศัตรู
:
นักโบราณคดีได้ค้นพบมัมมี่ร่างนี้ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1881 ซึ่งเป็นของ ฟาโรห์เซเคเนนเร ทาว ที่สอง เป็นกษัตริย์ที่ปกครองอียิปต์ตอนใต้ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 5 ปี เมื่อราว 1,558 - 1,553 ปีก่อนคริสตกาล
:
ในตอนต้น มีการค้นพบบาดแผลร้ายแรงซึ่งผู้ทำมัมมี่ได้พยายามปกปิดซุกซ่อน ซึ่งยังสาเหตุไม่ได้ แต่ในภายหลัง ผลการใช้เครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์หรือซีทีสแกน (CT Scan) กลับค้นพบความจริงที่น่าเศร้า
:
พบว่ากะโหลกศีรษะของมัมมี่ฟาโรห์มีร่องรอยความเสียหายจากคมอาวุธทิ่มแทงนับครั้งไม่ถ้วน บาดแผลที่ถูกของมีคมผ่าเข้าตรงกลางหน้าผากด้านขวา, รอยเจาะเหนือดวงตาขวา, จมูกและโหนกแก้มที่แตกยับเยิน, รอยตัดที่แก้มซ้าย และรอยแตกเหนือหูข้างขวา นอกจากนี้ มัมมี่ร่างนี้ยังพบท่าทางการวางมือที่ผิดปกติอีกด้วย
:
จากการรวบรวมหลักฐานทั้งหมด รายงานชี้ว่า ในขณะที่ฟาโรห์เซเคเนนเร ทาว ที่สอง สิ้นพระชนม์ ทรงประทับอยู่ในท่านั่งคุกเข่า ถูกมัดมือไพล่หลัง และถูกรุมสังหารด้วยคมอาวุธของศัตรูหลายคนจนสิ้นพระชนม์ ก่อนจะถูกทำเป็นมัมมี่อย่างเร่งรีบ และส่งกลับมายังนครหลวงนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3162</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1616353203.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1043"><Nid>3161</Nid><title>น้ำมันปลา VS น้ำมันตับปลา แยกกันออกไหม?</title><source>https://www.sanook.com/health/27241</source><detail>น้ำมันปลา VS น้ำมันตับปลา แยกกันออกไหม?
:
นอกจากวิตามินต่างๆ ที่เรารู้จักกัน เพื่อนๆ คงได้ยินชื่อ "น้ำมันปลา" และ "น้ำมันตับปลา " กันมาบ้างอย่างแน่นอน แต่รู้ไหมครับว่าแม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ว่าแต่แตกต่างกันอย่างไร ไปดูกันเลยครับ
:
สกัดจากส่วนต่างกัน
น้ำมันปลา : สกัดจากส่วนเนื้อ หัว หาง และหนังของปลาทะเล
น้ำมันตับปลา : สกัดจากตับของปลาทะเล
:
ประโยชน์ต่างกัน
น้ำมันปลา : ช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด และช่วยให้ความคิดและการจดจำดีขึ้น
น้ำมันตับปลา : สร้างภูมิต้านทาน ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งส่งผลต่อการสร้างกระดูกให้เป็นไปอย่างปกติด้วย
:
ถึงแม้ว่าน้ำมันปลาและน้ำมันตับปลาจะมีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งคู่ แต่หากรับประทานมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เพราะฉะนั้นควรรับประทานในปริมาณตามที่กำหนด หรือสามารถปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกรับประทานนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3161</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1616353172.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1044"><Nid>3160</Nid><title>เพชร วัตถุที่นำความร้อนได้ดีที่สุด</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/88019/-sciphy-sci-</source><detail>เพชร วัตถุที่นำความร้อนได้ดีที่สุด
:
เคยใช้หม้อที่ด้ามจับไม่ได้หุ้มฉนวนกันความร้อน แล้วรู้สึกร้อนทุกทีเวลาจับด้ามจับตอนทำอาหารไหมครับ? นั่นแหละคือคุณสมบัติของการนำความร้อน
:
การนำความร้อน เป็นหนึ่งในวิธีการถ่ายโอนความร้อน ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีของแข็งเป็นตัวกลาง วัตถุที่นำความร้อนได้ดี เรียกว่า ตัวนำความร้อน (Conductor) เช่น เงิน ทองแดง และเหล็ก ในทางกลับกัน วัตถุที่นำความร้อนได้ไม่ดีเราเรียกว่า "ฉนวนความร้อน (Insulators)" เช่น พลาสติก ยาง ไม้ เป็นต้น
:
วัตถุที่นำความร้อนได้ดีที่สุด คือ เพชร ตามมาด้วย เงิน ทองคำ อะลูมิเนียม ทองเหลือง อิฐแดง และผ้าขนสัตว์ เรียงตามลำดับ
:
ที่น่าสนใจคือ "เงิน" นอกจากจะเป็นวัตถุที่นำความร้อนได้ดีเป็นลำดับ 2 รองลงมาจากเพชรแล้ว ยังเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุดอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3160</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1616489282.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1045"><Nid>3159</Nid><title>สนามแม่เหล็กโลกอาจอ่อนกำลังลง รังสีจากอวกาศแผดเผาสิ่งมีชีวิตบนโลกอีกครั้ง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56139435</source><detail>สนามแม่เหล็กโลกอาจอ่อนกำลังลง รังสีจากอวกาศแผดเผาสิ่งมีชีวิตบนโลกอีกครั้ง
:
เหตุการณ์ที่สนามแม่เหล็กโลกพลิกกลับโดยสลับตำแหน่งของ ขั้วเหนือ-ขั้วใต้ เมื่อ 42,000 ปีก่อน อาจเกิดขึ้นอีกใน 2,000 ปีข้างหน้า
:
นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งได้ศึกษาเหตุการณ์สนามแม่เหล็กสลับขั้วครั้งนั้นอย่างละเอียด พบว่าเมื่อ 42,000 ปีก่อน โลกมีปริมาณของ คาร์บอน-14 ซึ่งถูกแปรสภาพด้วยรังสีจากห้วงอวกาศเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าสนามแม่เหล็กของโลกนั้นอ่อนกำลังลงไปทุกที จนไม่อาจปกป้องโลกจากรังสีอันตรายได้
:
ซึ่งเท่ากับว่า โลกในยุคดังกล่าวไม่มีสนามแม่เหล็กห่อหุ้มอยู่เลย ทำให้รังสีอัลตราไวโอเลตจากห้วงอวกาศเข้ามาในโลกได้โดยตรง ส่งผลให้ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง และเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของบรรดาสัตว์ในทวีปออสเตรเลีย และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดยักษ์ แต่ก็มีบางเผ่าพันธุ์รวมทั้งมนุษย์โฮโมเซเปียนส์ที่เอาชีวิตรอดมาได้
:
และยังมีหลักฐานเป็นภาพเขียนบนผนังถ้ำของมนุษย์ยุคใหม่ ที่มนุษย์ใช้ดินแดงทาตัว อาจเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามนุษย์ได้ปรับตัวมาใช้ชีวิตในร่มและหลบเลี่ยงแดดมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์การสลับขั้วแม่เหล็กโลกในยุคนั้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3159</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1616353107.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1046"><Nid>3158</Nid><title>เลือกกินอาหารทะเล สด สะอาด ปรุงสุก ลดเสี่ยงท้องร่วง</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/54312-%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%20%E0%B8%AA%E0%B8%94%20%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%94%20%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%81%20%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87.html</source><detail>ข้อมูลการตรวจรายการวิเคราะห์ปีงบประมาณ 2563 ของกระทรวงสาธารณสุข จำนวนทั้งหมด 14,046 ตัวอย่าง พบการปลอมปนของฟอร์มาลิน 705 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 5.02 โดยพบมากที่สุดในปลาหมึกกรอบ ร้อยละ 31.35 รองลงมาคือ ปลาหมึก ร้อยละ 2.36 แมงกะพรุน ร้อยละ  1.55 และกุ้งร้อยละ 0.14 ตามลำดับ และหากร่างกายได้รับฟอร์มาลินมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้เกิดพิษต่อระบบทางเดินอาหาร อาจมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก ปากและคอแห้ง คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายท้อง ปวดท้องอย่างรุนแรง กระเพาะอาหารอักเสบ เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ปัสสาวะไม่ออก หมดสติ ถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจเสียชีวิต เพราะระบบหมุนเวียนเลือดล้มเหลว

อธิบดีกรมอนามัย กล่าวต่อว่า ประชาชนจึงควรเลือกซื้ออาหารทะเลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ตลาดที่ได้มาตรฐานตลาดสดน่าซื้อของกรมอนามัย และควรสังเกตอาหารทะเลที่จะเลือกซื้อ เช่น เลือกปลาที่เนื้อแน่น กดไม่บุ๋ม ไม่มีกลิ่นคาว เกล็ดไม่มีรอยแยกหรือแตกออก เลือกซื้อปู ตาต้องใส และขาต้องติดตัวปูครบทุกขา เลือกซื้อกุ้ง หัวกุ้งต้องใส  หัวกับตัวจะยังติดกันแน่น และไม่ซื้ออาหารทะเลที่เป็นมีพิษ เช่น ปลาหมึกบลูริง

"นอกจากนี้ อาหารทะเลที่จำหน่าย ควรแช่เย็นหรือแช่น้ำแข็งที่สะอาด และต้องทำความสะอาดภาชนะด้วยน้ำผสมน้ำคลอรีนเพื่อฆ่าเชื้อโรค และเมื่อซื้ออาหารทะเลมาแล้ว หากไม่กินทันที ควรเก็บใส่ตู้เย็นเพื่อชะลอการเน่าเสีย ก่อนนำมาปรุงอาหารต้องล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง  อีกทั้งการกินอาหารทะเลให้เลือกกินอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อนใหม่ ๆ หลีกเลี่ยงการกินอาหารทะเลดิบ หรือ สุก ๆ ดิบ ๆ และควรแยกอาหารทะเลที่ปรุงสุกและที่ยังไม่สุกออกจากกัน ที่สำคัญยึดหลัก กินร้อน ใช้ช้อนส่วนตัว ล้างมือ เพื่อลดความเสี่ยงโรคอาหารเป็นพิษและอุจจาระร่วง”</detail><keywords>อาหารทะเล, Seafood, อาหารเป็นพิษ, หน้าร้อนอาหารเป็นพิษ, โรคอาหารเป็นพิษ</keywords><date>2021-03-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3158</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1616120300.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1047"><Nid>3153</Nid><title>พาสปอร์ตวัคซีน ตัวช่วยท่ามกลางยุค Covid-19</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56182704</source><detail>พาสปอร์ตวัคซีน ตัวช่วยท่ามกลางยุค Covid-19
:
หลังจากการพยายามอย่างหนักของบุคลากรทางการแพทย์ ในที่สุด มนุษย์ก็มีวัคซีนต่อสู้กับโรค Covid-19 และนอกจากนี้ยังมีไอเดียการทำ "พาสสปอร์ตวัคซีน" ตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตในยุคนี้อีกด้วย
:
พาสปอร์ตวัคซีน คือ หลักฐานที่รับรองว่าบุคคลได้รับการฉีดวัคซีนต้านเชื้อโควิด-19 หรือเคยติดโรคนี้แล้ว ซึ่งมีแนวโน้มที่จะติดหรือแพร่เชื้อโรคนี้ได้น้อยกว่าคนทั่วไป ช่วยให้พวกเขามีอิสระมากขึ้นในการเดินทาง ไปซื้อของ หรือไปทำงาน
:
ตัวอย่างประเทศที่เริ่มใช้งานพาสสปอร์ตวัคซีน
อิสราเอล : สามารถเข้าใช้บริการโรงยิม โรงแรม โรงหนัง และศาสนสถานได้

เดนมาร์ก : กำลังพัฒนาพาสปอร์ตวัคซีนในรูปแบบดิจิทัล

เอสโตเนีย ร่วมกับองค์การอนามัยโลก : กำลังพัฒนาใบรับรองการฉีดวัคซีน
อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า "บัตรเหลืองอัจฉริยะ"

กรีซ : เรียกร้องให้ คณะกรรมาธิการยุโรป มอบสิทธิ์ในการเดินทางได้โดยเสรีกับผู้ที่ถือพาสปอร์ตวัคซีน
:
แต่ก็ยังมีหลายประเทศกังวลเกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติต่อระบบพาสปอร์ตวัคซีน เช่น การไม่รับพนักงานที่ไม่มีพาสปอร์ต หรือการห้ามเข้าสถานที่ เนื่องจากการฉีดวัคซีนไม่ใช่ข้อบังคับ ซึ่งในประเทศไทยเอง ถ้ามีการตอบรับเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราจะรีบมาแจ้งให้เพื่อนๆ ทราบอย่างแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3153</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615835555.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1048"><Nid>3152</Nid><title>พีตมอส อาหารเสริมชั้นดีสำหรับพืช</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/87260/-blo-scibio-sci-</source><detail>พีตมอส อาหารเสริมชั้นดีสำหรับพืช
:
นอกจากวัสดุสำหรับการปลูกที่ใช้ปลูกพืชหลายชนิด เช่น ดินร่วน ดินเหนียว ทราย เพอร์ไลต์ หินภูเขาไฟ ก็ยังมี "พีตมอส" ที่เป็นสุดยอดวัสดุปลูกอีกอย่างหนึ่ง ว่าแต่พีตมอสคืออะไร ไปดูกันเลยครับ
:
พีตมอส (Peat moss) เกิดจากคำว่า Peat ที่แปลว่าซากพืช ซากสัตว์ ที่ทับถมอยู่ใต้ดินนานหลายปี และคำว่า Moss พืชที่มีลักษณะชื้นสีเขียวสด มักขึ้นในที่ที่มีความชื้น
:
พีตมอส คือ ซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกันในชั้นดินเป็นระยะเวลาหลายพันปี มักพบในแถบอากาศหนาวจัด เนื่องจากพืชและสัตว์จะเสียชีวิตลงในฤดูหนาว และทับถมสะสมกันเป็นเวลาหลายปี
:
ด้วยเหตุนี้ พีตมอสจึงมีธาตุอาหารจำนวนมาก มีความร่วนและโปร่ง มีช่องว่างในอากาศมาก ทำให้น้ำและอากาศถ่ายเทได้สะดวก ทั้งยังมีคุณสมบัติในการกักเก็บความชื้นได้ดี เหมาะแก่การนำมาใช้ในการปลูกพืชนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3152</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615835522.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1049"><Nid>3151</Nid><title>รักษาอาการป่วยไข้ใจด้วยวิธีการแพทย์ยุคกลาง</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-56054248</source><detail>รักษาอาการป่วยไข้ใจด้วยวิธีการแพทย์ยุคกลาง
:
อาการ "ไข้ใจ" คืออาการที่ไม่สมหวังในความรักอย่างรุนแรง ทำให้เจ็บปวดทุกข์ทรมาน หลายคนเกิดอาการเจ็บป่วยทางกายขึ้นมาจากเหตุความรักไม่สมหวังได้จริงๆ
:
อาการของโรคไข้ใจที่ปรากฏในตำราแพทย์ยุคกลาง มีตั้งแต่ความรู้สึกหดหู่ หม่นหมอง นอนไม่หลับ สิ้นหวัง หมดกำลังใจ เบื่ออาหาร ไปจนถึงมีอาการใจสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน หายใจลำบาก เป็นลมหมดสติ หรือลมชักกำเริบ
:
วิธีรักษาไข้ใจในการแพทย์ยุคกลาง คือ ทำให้ผู้ป่วยสงบสติอารมณ์ รวมทั้งต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น เช่น ออกไปอาบแดดหรือรับแสงแดดในสวน อาบน้ำอุ่นผสมพืชที่มีสรรพคุณให้ความชุ่มชื้น 
:
ส่วนอาหารการกินเองก็เป็นหนึ่งในการรักษาอาการไข้ใจ ซึ่งอาหารที่แนะนำคือ เนื้อแกะ ไข่ ปลา ผักกาดหอม ผลไม้สุก และรากของต้นเฮลเลบอร์ (Hellebore) รวมทั้งใช้วิธีกรีดเลือด (Bloodletting) เพื่อถ่ายเลือดเสียออกมาอีกด้วย
:
สำหรับเพื่อนๆ ในยุคนี้ หากใครมีอาการไข้ใจ หรือไม่สมหวังในความรักจนเกิดเจ็บป่วยทางกายขึ้นมา ลองเอาวิธีของสมัยก่อนไปใช้ดูก็ได้นะครับ หรือถ้าแสดงอาการหนักจนมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันมากเกินไป ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาไข้ใจนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3151</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615835489.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1050"><Nid>3150</Nid><title>แผนที่ระบุตำแหน่งหลุมดำบนท้องฟ้าซีกโลกเหนือ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-56154057</source><detail>แผนที่ระบุตำแหน่งหลุมดำบนท้องฟ้าซีกโลกเหนือ
:
ในอวกาศมีหลุมดำอยู่มากมาย ซึ่งปกติแล้วเราไม่สามารถบันทึกภาพได้ เนื่องจากหลุมดำนั้นมืดสนิท แต่เมื่อหลุมดำเริ่มดูดกลืนสสารหรือพลังงาน มันจะแผ่รังสีสว่างเจิดจ้าออกมา ทำให้สามารถบันทึกภาพหรือตรวจจับคลื่นสัญญาณชนิดต่างๆ ที่ส่งออกมาได้
:
ทีมนักดาราศาสตร์ขององค์การอวกาศยุโรป ใช้เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์วิทยุ LOFAR  (Low Frequency Array) ซึ่งประกอบด้วยเสาอากาศรับสัญญาณวิทยุถึง 20,000 ตัว กระจายกันอยู่ในสถานี 52 แห่งทั่วภูมิภาคยุโรป
:
โดยสามารถตรวจจับสัญญาณดังกล่าวของหลุมดำจากห้วงอวกาศลึกได้ และจัดทำเป็นแผนที่หลุมดำขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยครอบคลุมพื้นที่ 4% ของท้องฟ้าซีกโลกเหนือ ปรากฏตำแหน่งหลุมดำยิ่งยวดมากถึง 25,000 แห่ง
:
ทีมผู้วิจัยยังจะเดินหน้าสำรวจและทำแผนที่ให้ครอบคลุมท้องฟ้าซีกโลกเหนือทั้งหมด เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษาวัตถุอวกาศหลากหลายชนิดนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3150</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615835459.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1051"><Nid>3149</Nid><title>พบหลุมดำดาวฤกษ์หยุดส่องสว่างโดยไม่ทราบสาเหตุ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55949293</source><detail>พบหลุมดำดาวฤกษ์หยุดส่องสว่างโดยไม่ทราบสาเหตุ
:
เมื่อดาวฤกษ์โคจรเฉียดเข้าใกล้กัน แรงโน้มถ่วงมหาศาลจากหลุมดำจะดูดกลืนก๊าซปริมาณมหาศาลจากดาวฤกษ์เข้าไป ทำให้อนุภาคก๊าซเกิดเสียดสีกัน จนเกิดการแผ่รังสีเอกซ์พลังงานสูงในรูปของแสงสว่างเจิดจ้าออกมา
:
แต่ระบบดาวคู่ GRS 1915+105 ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโลก 36,000 ปีแสง หยุดแผ่รังสีเอกซ์พลังงานสูงที่ส่องสว่างเจิดจ้าไปโดยไม่ทราบสาเหตุ
:
ล่าสุดมีการค้นพบว่า ที่จริงแล้วมันยังคงมีแสงสว่างอยู่ แต่แสงนั้นส่องมาไม่ถึงหรือไม่อยู่ในทิศทางที่ผู้คนบนโลกจะสามารถสังเกตเห็นได้
:
สันนิษฐานว่า กลุ่มก๊าซที่อาจเกิดการก่อตัวเป็นโครงสร้างเรขาคณิตอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งช่วยกระเจิงแสงและบดบังแสงจากโดยรอบหลุมดำ จนทำให้ดูเหมือนว่าหลุมดำดาวฤกษ์แห่งนี้มืดดับไปนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3149</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615835428.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1052"><Nid>3142</Nid><title>เค็มแค่ไหน ไตไม่พัง ความดันไม่พุ่ง</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/54273-เค็มแค่ไหน%20ไตไม่พัง%20ความดันไม่พุ่ง.html</source><detail>1) ทำความเข้าใจก่อนว่า คำแนะนำในการบริโภคโซเดียม ไม่ควรเกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม ในขณะที่อาหารที่วางจำหน่ายทั่วไปต่อ 1 เสิร์ฟ ก็อาจให้โซเดียมอยู่แล้ว 600 – 1,500 มิลลิกรัมต่อมื้อ ซึ่งหมายความว่า ความแปรผันของปริมาณโซเดียมมีค่อนข้างมากจากอาหารที่วางขายในท้องตลาด จึงควรใช้วิธีลดเท่าที่ทำได้ และควบคุมแบบไม่ปล่อยผ่านบ่อยๆ ในทุกมื้อที่ได้รับประทานอาหาร

2) ลดการปรุง เติมน้ำปลา พริกน้ำปลา ซีอิ๊วและน้ำจิ้มต่าง ๆ ลงจากพฤติกรรมเดิม ๆ เช่น จากเคยเติม 3 ช้อนชา ก็ลดลงเหลือ 1-2 ช้อนชา หรือ เปลี่ยนจากการเติมทีละช้อนโต๊ะ เป็นช้อนชาก็ยิ่งดี

3) ลดพฤติกรรมการชุบน้ำจิ้ม เปลี่ยนเป็นแค่จิ้มครึ่งชิ้น เช่น ก่อนหน้าเคยจิ้มเนื้อย่างแบบชุบเนื้อแช่ทิ้งไว้ในน้ำจิ้ม ก็ลดเป็นจิ้มผิวๆ หรือชุบเนื้อครึ่งเดียว หรือจิ้มเพียงบางส่วน ไม่ปล่อยแช่ในน้ำจิ้มจนชุ่มโชก หรือตักน้ำจิ้มด้วยปลายช้อนมาใส่เนื้อที่จะกินแทนการจิ้ม

4) พิจารณาส่วนประกอบเมนูก่อนตัดสินใจบริโภค ระวังการกินอาหารโซเดียมสูงที่ซ้ำซ้อน เช่น ยำไข่เค็มหมูยอ จะเห็นได้ว่ามีผลิตภัณฑ์แปรรูปถึงสองชนิด คือ ไข่เค็ม และหมูยอ ซึ่งมีปริมาณโซเดียมสูงกว่าไข่ปกติและหมูสดปกติ แนะนำให้เลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อบริโภค และเปลี่ยนอีกหนึ่งอย่างให้เป็นเนื้อสัตว์หรืออาหารจากแหล่งธรรมชาติ เช่น ยำไข่เค็มหมูยอ เปลี่ยนเป็น ยำไข่ดาวใส่หมูยอ หรือ ยำไข่เค็มใส่หมูชิ้น/หมูสับ แทน เป็นต้น

5) ลดปริมาณการซดน้ำแกง หรือราดน้ำผัด น้ำยำลงคลุกข้าว เพราะในน้ำปรุงรสเหล่านี้จะมีโซเดียมอยู่ในปริมาณสูง หากต้องการซดก็ซดแต่เพียงพอดี ไม่มากเกินไปหรือซดจนหมด

เท่านี้ เราก็ได้แนวทางการบริโภคอาหารไม่ให้ได้รับโซเดียมมากเกินไป จนเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่อสุขภาพร่างกายแล้ว</detail><keywords>ไต, เค็ม, ไตวาย, โซเดียม, เกลือโซเดียม</keywords><date>2021-03-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3142</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615516391.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1053"><Nid>3139</Nid><title>วิธีทำปุ๋ยหมักพืชสด</title><source>https://erc.kapook.com/article16.php</source><detail>วัสดุและอุปกรณ์ 
พืชสด เช่น พืชตระกูลทั่ว พืชตระกูลหญ้า และพืชน้ำ 2 กระสอบ 
มูลสัตว์ เช่น ขี้วัว ขี้หมู ขี้เป็ด ขี้ไก่ 2 กระสอบ
แกลบดำหรือแกลบดิบ 2 กระสอบ
หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ขัน 
น้ำสะอาด 40 ลิตร 
วิธีทำ

นำพืชสด ซึ่งส่วนใหญ่นิยมเป็นพืชตระกูลทั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วนา ถั่วพร้า ปอเทือง โสนคางคก โสนอินเดีย โสนอัฟริกัน หรือพืชตระกูลหญ้าและพืชน้ำ จำนวน 2 กระสอบ มูลสัตว์จำนวน 2 กระสอบ และแกลบดำ 2 กระสอบ มาผสมให้เข้ากัน 
นำหัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ขัน ผสมเข้ากับน้ำสะอาดประมาณ 40 ลิตร แล้วรดให้ทั่วกองส่วนผสม 
คลุกให้เข้ากัน หมักไว้ในที่ร่ม รอจนกระทั่งกลายเป็นปุ๋ยที่เย็นแล้วค่อยนำมาใช้งาน 

Tips : ในช่วงแรกไม่จำเป็นต้องเติมน้ำ เพราะเศษอาหารมีความชื้นอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นว่าส่วนผสมเริ่มแห้งลง ก็สามารถพรมน้ำเข้าไปได้เล็กน้อย โดยจะใช้เวลาในการหมักประมาณ 1 เดือน ก็จะได้ปุ๋ยหมักสีดำขนาดเล็ก ที่แห้งสนิทและไม่มีกลิ่นเหม็นไว้ใช้บำรุงต้นไม้แล้ว</detail><keywords>ปุ๋ยหมัก, ปุ๋ยอินทรีย์, ปุ๋ย, พืช, ถั่ว</keywords><date>2021-03-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3139</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615369617.png</img_link><category>จุลชีววิทยา</category></row>
<row _id="1054"><Nid>3138</Nid><title>Surf Skate กับประโยชน์ดีๆ ต่อร่างกาย</title><source>https://www.sanook.com/health/27481/</source><detail>การเล่นเซิร์ฟสเก็ตที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ ไม่ได้มีดีแค่สนุกๆ เท่ๆ แต่เป็นออกกำลังกายที่ดี
ต่อร่างกายด้วย
ประโยชน์ของการเล่นเซิร์ฟสเก็ต (Surf Skate)
1.	ฝึกสมดุลในการทรงตัว สมดุลในการทรงตัว เป็นสกิลที่ช่วยป้องกันการล้มเมื่ออายุเราเพิ่มมากขึ้น
2.	กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น การเล่นเซิร์ฟสเก็ต ช่วยเสริมสร้างให้กล้ามเนื้อลำตัว กล้ามเนื้อท้อง หลัง กล้ามเนื้อสะโพก และขา มีความแข็งแรงมากขึ้น
3.	เผาผลาญพลังงาน ขึ้นชื่อว่าเป็นการออกกำลังกาย การเล่นเซิร์ฟสเก็ตก็สามารถเผลผลาญพลังงานได้เช่นกัน โดยสามารถเผาผลาญพลังงานไปได้ 300 กิโลแคลอรี่ต่อการเล่นเซิร์ฟสเก็ต 1 ชั่วโมง (คำนวณจากคนน้ำหนัก 56 กิโลกรัม) เพราะเราทั้งวิ่งทั้งขยับร่างกายอยู่ตลอดเวลา เหงื่อตกไปเยอะเหมือนกัน

	อย่างไรก็ตาม ก่อนเล่นเซิร์ฟสเก็ตควรวอล์มอัพร่างกายก่อนเล่นเหมือนก่อนออกกำลังกายทั่วไป ศึกษาวิธีและเทคนิคการเล่นอย่างถูกต้องจากผู้มีความรู้และประสบการณ์ นอกจากนี้อุปกรณ์ป้องกันการบาดเจ็บอย่างสนับศอก สนับเข่า หมวก ฯลฯ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการบาดเจ็บหนักที่อาจเกิดขึ้นได้
</detail><keywords>Surf Skate, ออกกำลังกาย, ร่างกาย, ทรงตัว, พลังงาน</keywords><date>2021-03-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3138</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615349528.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1055"><Nid>3132</Nid><title>ทำความรู้จักรหัสมอร์ส รหัสที่สื่อสารได้ แม้ไม่ได้ยินเสียง</title><source>https://www.wikiwand.com/th/รหัสมอร์ส</source><detail>ทำความรู้จักรหัสมอร์ส รหัสที่สื่อสารได้ แม้ไม่ได้ยินเสียง
:
รหัสมอร์ส (Morse Code) เป็นวิธีการส่งข้อความเป็นชุดสัญญาณเสียงไฟหรือเสียงเคาะ มีลักษณะเป็นขีดและจุด สามารถแปลเป็นตัวอักษรได้ทั่วโลก เช่น ภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทยเองก็มี
:
รหัสนี้เริ่มต้นขึ้นในราวกลาง ค.ศ. 1830 และปัจจุบันยังมีการใช้งานรหัสมอร์สอย่างมากในวงการวิทยุสมัครเล่น เพราะใช้แถบความถี่น้อยฃเมื่อเทียบกับการสื่อสารระบบอื่นๆ เป็นการประหยัดความถี่ สามารถใช้งานพร้อมกันได้โดยไม่มีการรบกวนกันอีกด้วย
:
รหัสมอร์สของประเทศไทย เกิดขึ้นครั้งแรกในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยอาศัยรหัสมอร์สภาษาสากลเป็นหลัก โดยเพิ่มเติมรหัสสัญญาณให้มากขึ้น เนื่องจากภาษาไทยมีพยัญชนะและสระที่มากกว่านั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3132</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615139523.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1056"><Nid>3131</Nid><title>เสียงเพลง ตัวช่วยให้ "ตกหลุมรัก" ง่ายขึ้น</title><source>https://www.dek-d.com/education/54687</source><detail>เสียงเพลง ตัวช่วยให้ "ตกหลุมรัก" ง่ายขึ้น
:
เสียงเพลงคือสื่อของหัวใจ คำนี้ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ไม่ได้พูดขึ้นมาลอยๆ แต่ว่ามีที่มาที่ไปครับ วันนี้เราจะหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารับรองกัน
:
เสียงเพลงมีส่วนกระตุ้นทำงานให้กับสมองของเราในหลายๆส่วน  
1. สมองส่วนฮิปโปแคมปัส
มีหน้าที่กำหนดความทรงจำใหม่ และกำหนดการตอบสนองอารมณ์ต่างๆ 
:
2. สมองส่วนคอร์เทกซ์ที่อยู่ตรงหน้าผากส่วนหน้า
ทำหน้าที่จัดการกับอารมณ์ต่างๆ เหมือนตัวช่วยใช้วิจารณญาณ ให้ร่างกายแสดงออกอย่างเหมาะสม 
:
3. สมองกลีบข้าง
ช่วยรับรู้และประมวลผลความรู้สึก
:
นอกจากนี้ ความสุขจากการฟังเพลงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขอย่าง โดพามีน (Dopamine) สารเคมีในสมองที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลาบปลื้ม หลงรักได้
:
ดังนั้น ในสถานที่ออกเดทหรือสถานที่โรแมนติกต่างๆ มักจะมีเสียงเพลงเข้ามาร่วมด้วยเสมอ เพราะจะช่วยเติมเต็มช่วงเวลาแห่งความรักให้มากขึ้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3131</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615139482.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1057"><Nid>3130</Nid><title>“อ้วนกว่าช้าง” เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรย</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55854560</source><detail>“อ้วนกว่าช้าง” เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรย
:
เพื่อนๆ คน ได้ยินคำเรียกว่า "อ้วนกว่าช้าง" ที่บางคนใช้เรียกคนที่มีโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกิน รู้ไหมครับว่านี่ไม่ใช่แค่คำเปรียบเปรย แต่คือความจริง จะมีรายละเอียดอย่างไร ไปดูกันเลยครับ
:
มีการทดลองให้ช้างเอเชีย 44 ตัวในสวนสัตว์ เพื่อหาสัดส่วนของไขมันในร่างกาย พบว่าช้างเอเชียมีสัดส่วนไขมันต่ำกว่าที่คาดกันไว้ โดยอยู่ที่ 8 - 10% เท่านั้น ในขณะที่มนุษย์ปกติทั่วไป มีสัดส่วนไขมันอยู่ระหว่าง 6% ไปจนถึง 30%
:
การค้นพบครั้งนี้ถือเป็นเรื่องดีของนักอนุรักษ์ช้างเอเชีย เนื่องจากถึงแม้จะถูกเลี้ยงในสถานที่จำกัดอย่างสวนสัตว์ แต่พวกมันยังสามารถเดินออกกำลังกาย และไม่ได้มีสุขภาพที่ย่ำแย่ตามที่คิดกันนั่นเองครับ
:
ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าสัดส่วนไขมันของบางคนมีปริมาณสะสมสูงกว่าช้าง แต่การเรียกผู้อื่นว่า “อ้วนกว่าช้าง” อาจจะดูผิดมารยาทไปสักหน่อย แนะนำให้ทักทายด้วยเรื่องดินฟ้าอากาศหรือเรื่องทั่วไป แทนการทักทายเรื่องสรีระร่างกายนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3130</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615139442.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1058"><Nid>3129</Nid><title>ภารกิจสำรวจดาวอังคารของยานอวกาศ 3 ชนชาติ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55995678</source><detail>ภารกิจสำรวจดาวอังคารของยานอวกาศ 3 ชนชาติ
:
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีวันที่กำหนดการเดินทางถึงดาวอังคารของยานอวกาศ 3 ลำ 3 ชนชาติ เพื่อศึกษาชั้นบรรยากาศและธรณีวิทยาและการมีชีวิตอยู่ของแบคทีเรียในสมัยโบราณ
:
ดาวเทียมโฮป ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถึงดวงจันทร์เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 64 หลังจากนั้นอีกเพียง 2 วัน ภารกิจเทียนเวิ่น-1 ของประเทศจีนก็เดินทางมาถึง และตามด้วยยานเพอร์เซเวียแรนซ์ ของนาซ่า คาดว่าเดินทางถึงประมาณวันที่ 18 ก.พ. ที่ผ่านมา
:
โดยดาวเทียมโฮปจะไม่ลงจอดบนดาวอังคาร แต่จะสำรวจชั้นบรรยากาศเท่านั้น มีภารกิจหาคำตอบว่าดาวอังคารสูญเสียอากาศและน้ำจำนวนมากไปได้อย่างไร
:
ภารกิจเทียนเวิ่น-1 ของประเทศจีน มีภารกิจศึกษาธรณีวิทยาในภูมิภาคนี้ ทั้งในระดับพื้นผิวและต่ำกว่าระดับพื้นผิวของดาวอังคาร
:
ส่วนยานยานเพอร์เซเวียแรนซ์ขององค์กรนาซ่า มีภารกิจหาหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของแบคทีเรียในสมัยดึกดำบรรพ์บนดาวอังคาร
:
เดือนที่ผ่านมาถือว่าเป็นที่น่าจับตามองสำหรับภารกิจสำรวจดาวอังคาร กว่ายานเหล่านั้นจะทำภารกิจให้สำเร็จก็ใช้เวลาอีกหลายปีข้างหน้า หากมีข่าวสารอะไรคืบหน้า ทีมงาน STKC จะนำมาเผยแพร่อย่างแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3129</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615139308.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1059"><Nid>3128</Nid><title>มหาสมุทรแอตแลนติกกำลังขยายตัวปีละกว่า 4 เซนติเมตร</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55876489</source><detail>มหาสมุทรแอตแลนติกกำลังขยายตัวปีละกว่า 4 เซนติเมตร
:
เคยเป็นที่สงสัยกันว่า มหาสมุทรแอตแลนติกกั้นกลางระหว่างทวีปอเมริกากับแผ่นดินยุโรปและแอฟริกานั้น กำลังขยายตัวขึ้นปีละกว่า 4 เซนติเมตร เป็นเพราะสาเหตุใด วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ
:
จากผลวิจัย พบความเคลื่อนไหวที่ผิดคาดของแผ่นเปลือกโลกใต้ผืนน้ำ บริเวณเทือกเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นต้นเหตุของการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของผืนมหาสมุทรในครั้งนี้
:
โดยพบแมกมาที่ไหลเวียนในชั้นเนื้อโลกเอ่อล้นขึ้นมาด้านบน และจมลงไปครั้งแล้วครั้งเล่า มีแรงดันมากพอที่จะทำให้แผ่นเปลือกโลกบริเวณเทือกเขากลางมหาสมุทรขยายตัวและเคลื่อนห่างออกจากกัน ซึ่งปรากฏการณ์นี้คล้ายกับการกำเนิดของเกาะภูเขาไฟอย่างฮาวายหรือไอซ์แลนด์อีกด้วย
:
การค้นพบครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงแนวคิดที่ว่า มหาสมุทรแอตแลนติกนั้นสงบนิ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลกนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3128</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1615139275.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1060"><Nid>3127</Nid><title>อันตรายจากพฤติกรรมกินแล้วนอน</title><source>https://www.sanook.com/health/25089/</source><detail>1.     อาหารไม่ย่อย ท้องอืด 
พฤติกรรมการกินแล้วนอนทันทีทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากระบบย่อยอาหารจะใช้เวลาในการย่อยอาหารแต่ละประเภทไม่เท่ากัน เมื่ออาหารยังย่อยไม่หมดก็จะเกิดตกค้าง หมักหมมจากนั้นจึงทำปฏิกิริยากันจนเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดอาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด เมื่อมีอาการท้องอืดก็จะทำให้เรานอนไม่สบายตัว ซึ่งจะไปรบกวนประสิทธิภาพในการนอนหลับได้
2.     กรดไหลย้อน
เมื่อเรากินอาหาร ร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยออกมาเพื่อย่อยอาหารที่เราเพิ่งกินเข้าไป ลองคิดภาพตามว่าปกติร่างกายจะย่อยอาหารโดยลำเลียงจากบนลงล่าง แต่ถ้าเรากินเสร็จกลับล้มตัวลงนอน อวัยวะจะอยู่ในแนวราบแทน ดังนั้น น้ำย่อยที่ถูกหลั่งออกมาจึงไหลย้อนกลับขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร ในบางรายอาจย้อนกลับขึ้นมาถึงบริเวณลำคอ เกิดอาการระคายเคือง เนื่องจากน้ำย่อยมีฤทธิ์เป็นกรด จนทำให้รู้สึกแสบร้อนกลางอก จุกเสียดแน่นท้อง ขมในลำคอ เรอเหม็นเปรี้ยว ซึ่งกรดไหลย้อยที่ว่านี้หากได้เป็นแล้วล่ะก็ ใช่ว่าจะรักษาได้ง่ายๆ จึงมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน แถมยังมีโอกาสที่จะพัฒนาเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร หรือโรคหลอดเลือดสมองด้วย
3.     นอนไม่หลับ
เป็นอาการที่สืบเนื่องมาจากการภาวะท้องอืดหรือโรคกรดไหลย่อย เมื่อเรารู้สึกว่าท้องไส้ปั่นป่วน อาหารไม่ย่อย หรือแสบร้อนกลางอก ก็ย่อมทำให้เกิดอาการไม่สบายท้อง ไม่สบายตัว ดังนั้นจึงไปรบกวนการนอนหลับ นอนหลับๆ ตื่นๆ ซึ่งจะทำให้เรานอนหลับไม่เต็มที่หรือมีอาการนอนไม่หลับได้ ส่งผลให้เราพักผ่อนไม่เพียงพอ ทุกระบบในร่างกายจะทำงานปั่นป่วนตาม เมื่อนั้นก็จะเกิดอันตรายอื่นๆ จากการนอนน้อยตามมาได้
4.     เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือมะเร็งหลอดอาหาร
โรคหลอดเลือดสมอง เป็นภาวะเสี่ยงที่เป็นผลมาจากโรคกรดไหลย้อนเรื้อรังและอาการอาหารไม่ย่อย เนื่องจากกระบวนการย่อยอาหารนั้นมีผลโดยตรงต่อความดันโลหิต ระดับน้ำตาลและระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เมื่อระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควร การดูดซึมสารอาหารจะมีปัญหา และส่งผลต่อภาวะความดันโลหิต และการรักษาระดับน้ำตาลกับคอเรสเตอรอล ส่งผลกระทบถึงระบบไหลเวียนโลหิต เมื่อระบบไหลเวียนโลหิตมีปัญหา ทำให้เลือดที่จะลำเลียงสารอาหารและออกซิเจนไปทั่วร่างกายส่งไปได้ยากขึ้น อาจเกิดภาวะสมองขาดเลือดหรือขาดออกซิเจน อาการหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง
ส่วนโรคมะเร็งหลอดอาหาร เป็นภาวะเสี่ยงที่เป็นผลมาจากโรคกรดไหลย้อน หากมีอาการเรื้อรังจากการที่น้ำย่อยไหลย้อนกลับมาที่หลอดอาหาร เกิดการระคายเคืองและอักเสบเรื้อรัง หากปล่อยไว้นานๆ จึงมีโอกาสที่จะกลายเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารนั่นเอง
5.     โรคอ้วน
อย่างที่เราทราบกันดีว่าโรคอ้วนเกิดจากการที่เรารับพลังงานจากอาหารมากเกินที่ร่างกายต้องใช้ ในขณะเดียวกันก็ขาดการออกกำลังด้วย เมื่อร่างกายไม่ได้ดึงพลังงานที่ได้ไปใช้ พลังงานก็จะสะสมกลายเป็นไขมัน โดยเฉพาะคนที่ชอบกินอาหารที่ให้พลังงานสูง ร่างกายก็จะสะสมไขมันเพิ่มขึ้น ซึ่งการกินแล้วนอนทำให้ร่างกายแทบไม่ได้ขยับเขยื้อนเลย พลังงานที่กินเข้าไปจึงไม่ได้ถูกใช้ จึงทำให้อ้วนขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนลงพุงด้วย
</detail><keywords>อันตราย, พฤติกรรม, กิน, นอน.สุขภาพ</keywords><date>2021-03-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3127</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1614908903.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1061"><Nid>3126</Nid><title>7 ผักผลไม้เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง</title><source>https://www.sanook.com/women/166435/</source><detail>1.แครอท
เป็นผักที่มีสารเบต้าแคโรทีนที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอในร่างกายต่อไปได้ ดังนั้น แครอทจึงมีส่วนช่วยป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อได้ดี และยังช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานได้อีกด้วย ในส่วนของการกินแครอททุกครั้งก็ควรนำมาปรุงสุกก่อน เพื่อที่ร่างกายจะได้รับสารเบต้าแคโรทีนได้อย่างสูงสุด เพราะหากทานดิบร่างกายจะได้รับสารดังกล่าวไม่ถึง 25%
2.บร็อกโคลี
แม้จะเป็นผักสีเขียวแต่รสชาติก็ไม่ได้แย่เลย ยิ่งถ้านำไปผัดยิ่งอร่อยจนต้องทานอีกจาน และที่สำคัญบร็อกโคลียังมีสารเคอร์เซทินที่ช่วยในการป้องกันโรคหอบหืด หัวใจ มะเร็งและภูมิแพ้ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีคุณสมบัติในการขับพิษและช่วยยับยั้งการทำลายที่เกิดกับปอด ไม่ให้ปอดถูกทำลายได้อย่างรุนแรงอีกด้วย
3.ขิง
อย่าคิดว่าขิงเป็นสมุนไพรที่ทานยาก เพราะการนำขิงไปต้มหรือนำมาใส่ในเมนูอาหารที่ชอบก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระสูงได้เช่นเดียวกัน และขิงยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยต้านการอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการไอและหวัดมีเสมหะได้ด้วย
4.เลมอน
ถ้าเป็นผลไม้รสชาติเปรี้ยว แน่นอนว่าร่างกายต้องได้รับวิตามินซีสูงอย่างแน่นอน ซึ่งสารชนิดนี้มีส่วนช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมทั้งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้เป็นอย่างดี และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือการนำน้ำเลมอน น้ำอุ่น และน้ำผึ้งผสมเข้าด้วยกัน ดื่มเป็นประจำในทุกเช้า จะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
5.เบอร์รี่
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ทั้งหลาย นอกจากจะมีรูปร่างหน้าตาที่น่าทานมากๆ แล้ว ยังมีวิตามินซีและวิตามินเอสูงอีกด้วย ซึ่งสารอาหารทั้งสองชนิดนี้ล้วนเป็นสารที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายของคนเรา จึงเหมาะกับผู้ที่เป็นภูมิแพ้ โรคปอด วัณโรค และยังช่วยป้องกันหวัดได้ดี
6.แคนตาลูป
นอกจากจะให้กลิ่นหอมแล้ว แคนตาลูปยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันได้ แถมยังมีส่วนช่วยต้านการอักเสบที่เกิดจากเชื้อโรคต่างๆ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แคนตาลูปยังมีสารเบต้าแคโรทีนและวิตามินซีที่จะช่วยให้ปอดของเราแข็งแรง และยังทำให้ระบบทางเดินหายใจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7.แอปเปิ้ล
ถือเป็นหนึ่งในผลไม้สำคัญของคนที่กำลังลดน้ำหนักเลยก็ว่าได้ แต่ขอบอกเลยว่าแอปเปิลยังมีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซีที่ช่วยต่อต้านเชื้อโรคในร่างกายได้อีกด้วย โดยเฉพาะแอปเปิลแดงนั้นจะมีสารแอนโทไซยานินที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง พร้อมทั้งเสริมสร้างภูมิคุ้มให้แข็งแรงได้ด้วยเช่นกัน
</detail><keywords>ผัก, ผลไม้, ภูมิคุ้มกัน, ร่างกาย, แข็งแรง</keywords><date>2021-03-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3126</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1614908465.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1062"><Nid>3123</Nid><title>วิธีทำปุ๋ยหมักจากต้นกล้วย</title><source>https://erc.kapook.com/article16.php</source><detail>วัสดุและอุปกรณ์ 
หน่อกล้วย 3 ส่วน
กากน้ำตาล 1 ส่วน
น้ำมะพร้าวอ่อน 
น้ำสะอาด
บัวรดน้ำ  
วิธีทำน้ำหมักจุลินทรีย์

ทำน้ำหมักจุลินทรีย์ชีวภาพก่อน โดยนำหน่อกล้วย 3 ส่วนมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วผสมให้เข้ากันกับกากน้ำตาล 1 ส่วน 
เทน้ำมะพร้าวอ่อนลงไปให้พอท่วม ปิดฝาให้แน่นสนิทเพื่อไล่อากาศ 1 วัน แล้วรอประมาณ 10-15 วัน ค่อยนำมากรองใส่ขวดพร้อมเก็บไว้ในที่ร่มเพื่อรอใช้งาน 
วิธีทำปุ๋ยหมัก 

นำหน่อกล้วยสับละเอียด 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน และน้ำมะพร้าวอ่อนมาผสมกัน 
นำน้ำหมักจุลินทรีย์ (จากขั้นตอนข้างต้น) กากน้ำตาล และน้ำใส่ลงไปในบัวรดน้ำ 
นำไปรดให้ชุ่มกองส่วนผสมที่เตรียมไว้ คนให้เข้ากันจนกว่าจะกำแล้วก้อนไม่แตก 
นำส่วนผสมมาใส่ในกระสอบปุ๋ยโดยไม่ต้องมัดปาก แล้วนำไปวางไว้ในที่ร่มประมาณ 5-7 วัน ก็จะได้ปุ๋ยหมักที่หอม มีจุลินทรีย์และอินทรีย์ต่าง ๆ พร้อมแก่การนำไปใช้ประโยชน์ แต่ทางที่ดีอย่าลืมผสมปุ๋ยหมักกล้วย 1 ส่วน เข้ากับปุ๋ยคอก 10 ส่วน เพื่อประสิทธิภาพที่ดีด้วยล่ะ</detail><keywords>ต้นกล้วย, หน่อกล้วย, ปุ๋ยหมัก, ปุ๋ยยูเรีย</keywords><date>2021-03-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3123</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1614752627.png</img_link><category>แบคทีเรียวิทยาจุลชีววิทยา</category></row>
<row _id="1063"><Nid>3120</Nid><title>3 วิธีการแก้ไขและขจัดปัญหาน้ำประปาเค็ม</title><source>https://www.sanook.com/health/27273</source><detail>3 วิธีการแก้ไขและขจัดปัญหาน้ำประปาเค็ม
:
ใครที่อยู่ในกรุงเทพและปริมณฑลและกรองน้ำดื่มเอง คงสัมผัสได้ถึงรสชาติเค็มปะแล่มในน้ำ ที่เกิดจากสภาวะภัยแล้งน้ำทะเลหนุนสูงกว่าปกติ ทำให้น้ำเค็มขึ้นมาถึงจุดรับน้ำดิบที่ใช้ผลิตน้ำประปา ส่งผลให้แหล่งน้ำผลิตประปามีความเค็มเกินมาตรฐาน
:
ซึ่งวันนี้ทีมงาน STKC มีวิธีแก้น้ำประปาเค็มมาฝากกันครับ

1. การกลั่น (Distillation) สามารถกำจัดทั้งคลอไรด์และของแข็งที่ละลายน้ำได้

2. การกรองด้วยระบบ RO (Reverse Osmosis) สามารถกำจัดสารที่มีขนาดเล็กมากได้ เช่น โซเดียมไอออนและคลอไรด์ไอออน

3. Deionization หรือขบวนการขจัดไอออน
:
แต่ทั้งนี้ ถ้าบ้านไหนไม่สามารถกลั่นหรือกรองด้วยขบวนการดังกล่าวได้ ให้หยุดบริโภคน้ำประปา และหันไปซื้อน้ำขวดดื่มชั่วคราวแทนก่อน เพื่อสุขภาพของเรานะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3120</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1614710976.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1064"><Nid>3119</Nid><title>ตุ่นปากเป็ด รวมมิตรพันธุกรรมของสัตว์ 3 ประเภท</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55608809</source><detail>ตุ่นปากเป็ด รวมมิตรพันธุกรรมของสัตว์ 3 ประเภท
:
ตุ่นปากเป็ด เป็นสัตว์ในอันดับโมโนทรีมาตา (Monotremata) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ออกลูกเป็นไข่ หลั่งเหงื่อเป็นน้ำนม มีเดือยพิษที่ฝ่าเท้า และล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่ามันมีขนเรืองแสงอีกด้วย
:
ผลวิเคราะห์พันธุกรรมเผยให้เห็นว่า ตุ่นปากเป็ด มีพันธุกรรมจากสัตว์จำพวกนก โดยมีความคล้ายคลึงกับของไก่มากที่สุด ซึ่งเหตุนี้ทำให้มันออกลูกเป็นไข่ แม้ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
:
นอกจากนี้ มันยังมียีนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำนมหลายตัว และยีนที่สร้างพิษก็มีความเกี่ยวข้องกับยีนของระบบภูมิคุ้มกันที่พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป
:
แต่จริงๆ แล้ว เมื่อประมาณ 120 ล้านปีก่อน ตุ่นปากเป็ดเคยมียีนที่สร้างฟันอีกด้วย แต่ปัจจุบันยีนนี้ได้หายไป ทำให้มันไม่มีฟันเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3119</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1614710946.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1065"><Nid>3118</Nid><title>ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างเซลล์ใหม่ได้ถึง 3.8 ล้านเซลล์ ในทุกๆ 1 วินาที</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55786664</source><detail>ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างเซลล์ใหม่ได้ถึง 3.8 ล้านเซลล์ ในทุกๆ 1 วินาที
:
เคยมีความเชื่อว่า ร่างกายคนเราจะเปลี่ยนเซลล์ทุกประเภทในตัวจนครบหมดสิ้นทุกๆ 7 ปี แต่ในงานวิจัยล่าสุดนั้นสามารถลบล้างความเชื่อนี้ไปได้เลย ซึ่งงานวิจัยนี้พูดถึงอัตราการสร้างและผลัดเปลี่ยนเซลล์ร่างกายโดยเฉลี่ยของมนุษย์ได้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่เคยมีมา
:
อัตราการสร้างเซลล์ใหม่ 3.8 ล้านเซลล์ต่อวินาที เท่ากับว่าร่างกายผลิตเซลล์ใหม่ทั้งสิ้นราว 3.3 แสนล้านเซลล์ต่อวัน ส่วนมากเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวจำนวน 86% และอีก 12% คือเซลล์บุผนังลำไส้ ส่วนที่เหลืออีกเพียง 2% เป็นเซลล์ร่างกายชนิดอื่นๆ
:
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงตัวเลขที่มาจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้ชายที่มีสุขภาพดี อายุ 20-30 ปี น้ำหนัก 70 กิโลกรัม สูง 170 เซนติเมตร อาจจะแตกต่างกันตามวัย เพศ น้ำหนัก ส่วนสูง และเงื่อนไขทางสุขภาพ
:
แต่ถือว่าการค้นพบครั้งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งทางการแพทย์ ทำให้เข้าใจการทำงานของอวัยวะต่างๆ รวมทั้งบทบาทการผลัดเปลี่ยนเซลล์ในการรักษาโรคร้ายหลายชนิดอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3118</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1614710914.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1066"><Nid>3117</Nid><title>ตั้งนิคมอวกาศบนสถานีอวกาศ ไอเดียใหม่ของมวลมนุษยชาติ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55788931</source><detail>ตั้งนิคมอวกาศบนสถานีอวกาศ ไอเดียใหม่ของมวลมนุษยชาติ
:
การตั้งนิคมอวกาศนั้น นักวิทยาศาสตร์มักจะพุ่งเป้าไปที่พื้นผิวของดวงจันทร์หรือดาวอังคารเป็นหลัก แต่นี่คือแนวคิดใหม่ของนักวิทยาศาสตร์ฟินแลนด์ นั่นคือการตั้งนิคมอวกาศบนสถานีอวกาศขนาดมหึมา ซึ่งโคจรวนรอบดาวเคราห์แคระซีรีสหรือที่เรียกกันว่า Megasatellite
:
นักฟิสิกส์จากสถาบันอุตุนิยมวิทยาฟินนิช กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะสร้างที่อยู่อาศัยทรงกระบอกซึ่งหมุนรอบตัวเอง จนเกิดแรงหนีศูนย์กลางที่สามารถสร้างแรงโน้มถ่วงขึ้นได้เหมือนอยู่บนโลก
:
ดาวเคราะห์แคระซีรีส (Ceres) หรือเซียรีส วัตถุอวกาศขนาดใหญ่ที่สุดในแถบดาวเคราะห์น้อยระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของการตั้งอาณานิคมนอกโลก
:
ตามแผนแล้ว ยานทรงกระบอกซึ่งใช้เป็นที่อยู่แต่ละแห่ง จะมีขนาดกว้างและยาว 1×10 กิโลเมตร สามารถรองรับผู้คนได้สูงสุดถึงเกือบ 6 หมื่นคน เชื่อมต่อกันเป็นนิคมอวกาศบนโครงสร้างรูปจานแบน ประกบด้วยกระจกสะท้อนแสงอาทิตย์บานใหญ่ เพื่อให้มีแสงสว่างเพียงพอต่อการเพาะปลูกต้นไม้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3117</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1614710879.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1067"><Nid>3116</Nid><title>น้ำแข็งปกคลุมทะเลทรายซาฮาร่าเป็นครั้งที่ 4 ในรอบเกือบครึ่งศตวรรษ</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55785064</source><detail>น้ำแข็งปกคลุมทะเลทรายซาฮาร่าเป็นครั้งที่ 4 ในรอบเกือบครึ่งศตวรรษ
:
ซาฮาร่า ทะเลทรายขนาดใหญ่ที่ขึ้นชื่อว่าแห้งแล้ง และมีอุณหภูมิร้อนแรงติดอันดับโลก กลับพบปรากฏการณ์น้ำแข็งปกคลุม ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 ในรอบ 42 ปี หลังจากที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปีค.ศ. 1979, 2016 และ 2018
:
วันอังคารที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา ขณะที่เกิดเหตุน้ำแข็งปกคลุมผืนทรายครั้งล่าสุดนั้น อุณหภูมิได้ลดลงต่ำถึงจุดหนาวยะเยือกที่ 3 องศาเซลเซียสในช่วงกลางคืน ก่อนที่น้ำแข็งเหล่านี้จะละลายหายไปอย่างรวดเร็วในวันเดียวกัน
:
ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่น่าแปลกตา ใครจะเชื่อว่าทะเลทรายที่ร้อนแบบนี้ จะมีบางวันที่อุณหภูมิแปรปรวนถึงขั้นทำให้มีน้ำแข็งมาปกคลุมบนผืนทะเลทรายได้ใช่ไหมล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-03-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3116</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1614710830.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1068"><Nid>3111</Nid><title>"เชื้อราแมว" ภัยอันตรายจากการเลี้ยงสัตว์</title><source>https://www.sanook.com/health/27409/</source><detail>เชื้อราแมว คืออะไร?
เชื้อราแมว มีหลายชนิด ที่พบได้บ่อยและก่อให้เกิดโรคคือเชื้อ Microsporum canis เป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่ผิวหนังของสัตว์ ปกติจะไม่ก่อให้เกิดโรคใดๆ กับสัตว์ แต่สามารถติดต่อมายังคนได้ผ่านทางการสัมผัสโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมีบาดแผล ก็ทำให้คนเลี้ยงติดเชื้อราจากแมวได้อย่างง่ายดาย พฤติกรรมที่นำไปสู่การติดเชื้อ เช่น อุ้ม กอด นอนร่วมที่นอนเดียวกัน เป็นต้น

กลุ่มเสี่ยงของการติดเชื้อจากสัตว์เลี้ยง
1. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง
2. เด็ก
3. ผู้สูงอายุ
4. สิ่งที่อยู่ในสัตว์เลี้ยงที่ทำให้เกิดโรค

อาการเมื่อติดเชื้อราแมว
มีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง ลักษณะเป็นวง มีขุยรอบๆ ค่อยๆ ขยายเป็นวงกว้าง และรู้สึกคันตลอดเวลา หากเกาแล้ว นิ้วที่เกาเผลอไปเกาบริเวณอื่นอาจทำให้บริเวณนั้นติดเชื้อราด้วยได้

วิธีการรักษาอาการติดเชื้อราแมว
หากมีอาการน้อย มีผื่นขึ้นไม่มาก 1-2 จุด ใช้ยาทาฆ่าเชื้อราต่อเนื่องประมาณ 3 สัปดาห์ ผื่นจะค่อยๆ หายไป

หากมีอาการมาก ผื่นขึ้นทั่วร่างกาย ต้องใช้ทั้งยาทาและยากินร่วมกัน ระยะเวลาในการรักษาตั้งแต่ 3 สัปดาห์ขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม หลังรักษาอาการติดเชื้อแล้ว อาจทิ้งรอยดำที่เกิดจากการติดเชื้อเอาไว้ได้ และถึงแม้ว่าอาการเชื้อราจะหายแล้ว รอยดำจากเชื้อจะยังคงอยู่ จะจางไปเองภายใน 2-3 เดือน และมักไม่มีแผลเป็นเกิดขึ้น

แต่พบว่าบางคนกลับเป็นนานกว่านั้น สาเหตุเพราะมีการกลับมาเป็นซ้ำซึ่งพบได้บ่อยมาก ทำให้เกิดริ้วรอยด่างดำต่อเนื่องไม่รู้จบ รอยเก่ายังไม่ทันหายไป ก็มีรอยใหม่เกิดขึ้น ทำให้ไม่รู้ตัวว่ารอยเดิมได้จางหายไปแล้ว จึงคิดว่าเป็นอยู่นาน แต่ในความจริงเป็นการกลับมาเกิดซ้ำของเชื้อรานั่นเอง

การป้องกันเชื้อราแมว และการกลับมาเกิดซ้ำ
ทำความสะอาดมือและอวัยวะต่างๆ ทุกครั้ง หลังสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง
ทำความสะอาดสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ
ทำความสะอาดสิ่งของภายในบ้านที่สัตว์เลี้ยงมีการสัมผัส เช่น โซฟา หมอน พรมปูพื้น เป็นต้น
หากมีการติดเชื้อราแมว หลังรักษาคนแล้วควรนำสัตว์เลี้ยงไปรักษาด้วย
ไม่ควรคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงมากเกินไป เช่น การนอนร่วมที่นอนเดียวกัน
นอกจากแมว สัตว์เลี้ยงชนิดอื่นทำให้คนเลี้ยงติดเชื้อราได้หรือไม่?
นอกจากแมวแล้วสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ก็ทำให้คนเลี้ยงติดเชื้อราได้เช่นกัน หากมีการสัมผัสเกิดขึ้นและสัตว์เลี้ยงนั้นมีเชื้อราอยู่ จึงควรปฏิบัติให้เหมาะสมในเรื่องของความสะอาด ทั้งคนเลี้ยง สัตว์เลี้ยง และของใช้ภายในบ้าน

เชื้อราในสัตว์เลี้ยงสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่?
เชื้อราในสัตว์เลี้ยงสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ผ่านการสัมผัสหรือการใช้ของบางอย่างร่วมกัน เช่น การใส่เสื้อผ้าร่วมกัน แต่อาการจะไม่รุนแรงเท่ากับการติดต่อจากสัตว์ ที่เป็นการติดต่อแบบข้ามสายพันธุ์</detail><keywords>Cat, แมว, เชื้อราแมว, โรคผิวหนัง, ผื่นคัน</keywords><date>2021-02-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3111</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1614166688.jpg</img_link><category>โรคติดต่อ</category></row>
<row _id="1069"><Nid>3109</Nid><title>วิธีทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหาร</title><source>https://erc.kapook.com/article16.php</source><detail>วัสดุและอุปกรณ์ 
เศษอาหารแห้ง เช่น เศษข้าว เศษขนมปัง ก้างปลา เปลือกไข่ เปลือกผลไม้ 1 ส่วน
มูลสัตว์ เช่น ขี้วัว ขี้ไก่ ขี้ม้า 1 ส่วน
ใบไม้ 1 ส่วน
ถังขนาด 20 ลิตร 
ตาข่ายกันแมลง

วิธีทำ
นำถังขนาด 20 ลิตร มาเจาะรูไว้รอบถังแล้วใช้ตาข่ายกันแมลงพันให้รอบ เพื่อช่วยระบายอากาศและป้องกันแมลงรบกวน 
ผสมเศษอาหารแห้งที่มีขนาดเล็กและไม่มีน้ำ เช่น เศษข้าว เศษขนมปัง ก้างปลา เปลือกไข่ และเปลือกผลไม้ เข้ากับมูลสัตว์ เช่น ขี้วัว ขี้ไก่ ขี้ม้า และเศษใบไม้ ในอัตรา 1:1:1 ส่วน 
คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วปิดฝาให้สนิท ถ้าหากวันต่อไปมีเศษอาหารเพิ่ม ก็นำมาเติมเข้าไปได้ แต่อย่าลืมผสมในอัตราส่วนเท่าเดิมด้วย 
พลิกกลับส่วนผสมวันละ 1-2 ครั้ง เป็นประจำทุกวัน

Tips : ในช่วงแรกไม่จำเป็นต้องเติมน้ำ เพราะเศษอาหารมีความชื้นอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นว่าส่วนผสมเริ่มแห้งลง ก็สามารถพรมน้ำเข้าไปได้เล็กน้อย โดยจะใช้เวลาในการหมักประมาณ 1 เดือน ก็จะได้ปุ๋ยหมักสีดำขนาดเล็ก ที่แห้งสนิทและไม่มีกลิ่นเหม็นไว้ใช้บำรุงต้นไม้แล้ว</detail><keywords>ปุ๋ย, ปุ๋ยอินทรีย์, ปุ๋ยหมัก, เศษอาหาร, มูลสัตว์</keywords><date>2021-02-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3109</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1614143769.png</img_link><category>แบคทีเรียวิทยาจุลชีววิทยา</category></row>
<row _id="1070"><Nid>3104</Nid><title>รถไฟเหาะตีลังกา วิทยาศาสตร์และเบื้องหลังความสนุก</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/87618/-sciphy-sci-</source><detail>รถไฟเหาะตีลังกา วิทยาศาสตร์และเบื้องหลังความสนุก
:
รถไฟเหาะตีลังกา ให้ประสบการณ์ความหวาดเสียวปนความสนุกสุดเหวี่ยง จึงเป็นที่นิยมของผู้คนมากมาย วันนี้เราจะพามาดูเรื่องวิทยาศาสตร์เบื้องหลังรถไฟตีลังกากัน
:
โดยทั่วไปแล้ว รางของรถไฟเหาะจะเป็นเนินสูงต่ำ เนินแรกของรางมักเป็นเนินที่สูงที่สุด นั่นก็เพื่อกักเก็บพลังงานให้อยู่ในรูปของพลังงานศักย์ ก่อนจะเปลี่ยนให้กลายเป็นพลังงานจลน์ ด้วยการเคลื่อนขบวนลงมาจากจุดสูงสุด
:
ขณะที่รถไฟเหาะแล่นผ่านฐานของวงแหวนตีลังกา ที่จุดนี้จะมีแรงกระทำต่อตัวเรามากที่สุด และเมื่อรถไฟเคลื่อนขึ้นไปถึงจุดบนสุดของวงแหวน เราจะรู้สึกได้ถึงสภาวะไร้น้ำหนัก นอกจากนี้ยังมีแรงเฉื่อยที่พยายามจะรักษาตำแหน่งเดิมของร่างกายไว้ ทำให้เกิดการเหวี่ยง หรือการที่ตัวเราถูกดันไปติดกับพนักที่นั่ง
:
การเปลี่ยนแปลงของแรงเหล่านี้จะมาเป็นจังหวะ ทำให้เราเกิดความรู้สึกสนุกและตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลานั่นเอง และนี่ก็คือเบื้องหลังความสนุกของรถไฟเหาะตีลังกา น่าตื่นเต้นใช่ไหมล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3104</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613937285.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1071"><Nid>3103</Nid><title>5 คำศัพท์ภาษาอังกฤษคุ้นหูมีที่มาจากอะไรบ้าง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/87593/-laneng-lan-</source><detail>5 คำศัพท์ภาษาอังกฤษคุ้นหูมีที่มาจากอะไรบ้าง
:
คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีหลายคำที่มีที่มาจากภาษาอื่น วันนี้เราจะพาไปดู 5 คำศัพท์คุ้นหูที่มีที่มาน่าสนใจกัน
:
ซอสมะเขือเทศ - Ketchup : มาจากคำว่า “คีเซียบ” ในภาษาจีน หมายถึง น้ำปลาหมักที่ปรุงรสด้วยเครื่องเทศและสมุนไพร ต่อมาชาวอังกฤษได้นำเครื่องปรุงนี้มาปรับสูตรใหม่ รวมถึงใส่มะเขือเทศลงไป จากคำว่า คีเซียบ จึงเพี้ยนจนกลายเป็นคำว่า Ketchup นั่นเอง
:
หุ่นยนต์ - Robot : มาจากคำว่า “Robota” ในภาษาเช็ก แปลว่า การทำงานเสมือนทาส ในภายหลังจึงมีการเรียกหุ่นยนต์ที่ทำงานแทนมนุษย์แบบไม่ได้หยุดพักว่า Robot 
:
กักกัน - Quarantine : มาจากคำว่า “Quaranta giorni” ในภาษาอิตาเลียน มีความหมายว่า 40 วัน มาจากการที่ช่วงนั้นมีการระบาดของกาฬโรค ก่อนเข้าเมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ต้องมีการกักตัวเป็นเวลา 40 วัน
:
แชมพูสระผม - Shampoo : มาจากคำว่า “Chāmpo” ในภาษาฮินดี หมายถึง การนวด หรือนวดศีรษะด้วยน้ำมัน กำเนิดมาจากชาวอินเดียได้เปิดร้านให้บริการนวดบำรุงศีรษะด้วยสมุนไพรตามแบบอินเดียขึ้นที่ประเทศอังกฤษ แล้วได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก
:
บาร์บีคิว - Barbecue : มาจากคำว่า “Barbacoa” ในภาษาสเปน แปลว่า เปลวไฟจากไม้ย่าง มีนักสำรวจชาวสเปนได้พบเห็นวิธีการย่างและรมควันเนื้อสัตว์บนตะแกรงไม้เหนือกองไฟของชาวอินเดียนแดง จึงได้นำคำนี้มาเผยแพร่
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3103</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613937249.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1072"><Nid>3102</Nid><title>ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เพียงพอจริงหรือ?</title><source>https://www.sanook.com/health/27025</source><detail>ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว เพียงพอจริงหรือ?
:
เราท่องกันมาตั้งแต่เด็กว่าควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 8 แก้ว หรือ 2,000 มิลลิลิตร แต่จริงๆ แล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้น้ำ 8 แก้วไม่เพียงพอ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
ออกกำลังกาย
เพราะมีการสูญเสียน้ำออกไปในรูปแบบเหงื่อ เราจึงต้องการน้ำที่มากกว่า 8 แก้วต่อวัน 
:
สภาพอากาศ
หากอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนเป็นเวลานาน ร่างกายจะสูญเสียน้ำได้เช่นกัน ต้องดื่มน้ำเพื่อเป็นการชดเชย
:
สุขภาพ
หากมีอาการอาเจียน ท้องเสีย ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ
:
ตั้งครรภ์-ให้นมบุตร
ต้องดื่มน้ำให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ อย่างน้อย 10 แก้วต่อวัน
:
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราดื่มน้ำเพียงพอหรือยัง? เราสามารถสังเกตสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุดคือ สีของปัสสาวะ หากดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ สีของปัสสาวะจะเป็นสีเหลืองอ่อนๆ  แต่ถ้าปัสสาวะเป็นสีเหลืองเข้ม นั่นหมายความว่าเราดื่มน้ำน้อยเกินไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3102</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613937214.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1073"><Nid>3101</Nid><title>หุ่นยนต์จิ๋วรักษาโรคจากในร่างกายมนุษย์</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55296576</source><detail>เทคโนโลยีสุดล้ำ หุ่นยนต์จิ๋วรักษาโรคจากในร่างกายมนุษย์
:
เพื่อนๆ อาจเคยเห็น หุ่นยนต์จิ๋ว เข้าไปซ่อมแซมส่วนต่างๆ ในร่างกาย จากการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนมาแล้ว แต่ว่าสิ่งนี้กำลังจะเกิดขึ้นจริงครับ
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ในสหรัฐอเมริกา สร้างกองทัพไมโครบอต หุ่นยนต์ที่มีขนาดเล็กกว่า 0.1 มิลลิเมตร ไม่สามารถเห็นด้วยตาเปล่าได้
:
โดยมันสามารถเดินไปตามคำสั่ง โดยใช้แสงเลเซอร์จากภายนอกกระตุ้นวงจรไฟฟ้าบนหลังของมัน ถึงแม้ว่าจะต้องใช้เวลาวิจัยและพัฒนาอีกเป็นหลักสิบปี แต่เจ้าสิ่งนี้จะสามารถเข้าไปยังส่วนที่เล็กที่สุดของร่างกาย โดยการฉีดเจ้าเส้นเลือด เพื่อให้ไปค้นหาและทำลายเชื้อโรค เซลล์มะเร็ง หรือซ่อมแซมบาดแผลภายในที่ละเอียดอ่อนได้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3101</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613937167.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1074"><Nid>3100</Nid><title>ลมสุริยะมักพัดเข้าปะทะขั้วโลกเหนือมากกว่าขั้วโลกใต้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55749935</source><detail>ผลวิจัยล่าสุดค้นพบว่าลมสุริยะมักพัดเข้าปะทะขั้วโลกเหนือมากกว่าขั้วโลกใต้
:
ถ้ายังจำกันได้ ปรากฏการณ์แสงเหนือ-แสงใต้ เกิดจากอนุภาคในลมสุริยะที่พัดเข้ามาเจอกับสนามแม่เหล็กโลกในบริเวณขั้วทั้งสอง และล่าสุดมีการค้นพบว่า ลมสุริยะนั้นมักเดินทางไปยังขั้วโลกเหนือมากกว่าขั้วโลกใต้
:
ผลการศึกษาพบว่า ขั้วแม่เหล็กโลกทิศใต้ มีระยะห่างจากแกนหมุนของโลกมากกว่าขั้วแม่เหล็กโลกทิศเหนือ ทำให้เกิดความแตกต่างในการสะท้อนคลื่นพลาสมาแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่เรียกว่า คลื่นอัลเฟน ทำให้เกิดปฏิกริยาตอบสนองต่อลมสุริยะระหว่างขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้ต่างกัน
:
และนี่เป็นเพียงการค้นพบเบื้องต้นเท่านั้น ยังคงไม่มีความชัดเจนว่าภาวะไม่สมมาตรทางแม่เหล็กไฟฟ้านี้จะส่งผลกระทบอะไรได้อีกบ้าง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คงต้องศึกษากันต่อไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3100</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613937137.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1075"><Nid>3099</Nid><title>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ</title><source>https://il.mahidol.ac.th/th/i-Learning-Clinic/general-articles/ประเทศไทยกับสังคมผู้สู</source><detail>ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ
:
สหประชาชาติระบุว่า ประเทศใดที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนเกินร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ จะถือว่าประเทศนั้นก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
:
การพัฒนาเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการแพทย์ ทำให้ประชากรมีอายุยืนยาวมากขึ้น ประกอบกับคนยุคใหม่ให้กำเนิดบุตรน้อยลง ทำให้คาดการณ์ว่าในปี พ.ศ. 2564 นี้ ไทยจะเข้าสู่สังคมประชากรสูงวัยแบบสมบูรณ์ โดยมีผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี เกิน 20%
:
ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ ปัจจัยการผลิตทางด้านแรงงานลดลง ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวมากขึ้น การลงทุนการออมน้อยลง และรายได้ประชาชาติน้อยลง (GDP)
:
ดังนั้นการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งเรื่องของที่อยู่อาศัย การสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีงานทำ และมีการออมเงินที่มากขึ้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3099</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613901738.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1076"><Nid>3098</Nid><title>Work from Home เป็นเหตุให้สัตว์เลี้ยงเครียดได้</title><source>https://www.sanook.com/health/27089</source><detail>Work from Home เป็นเหตุให้สัตว์เลี้ยงเครียดได้
:
ช่วงที่เราต้องทำงานหรือเรียนออนไลน์ ทำให้เราต้องอยู่กับสัตว์เลี้ยงที่บ้านตลอดเวลา และนี่อาจเป็นสาเหตุทำให้พวกมันเครียดและอาจทำร้ายเจ้าของได้
:
ทั้งสุนัขและแมว ต่างก็ต้องการมุมส่วนตัวที่ไม่มีใครมารบกวน การที่เราอยู่บ้านตลอดเวลาเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกมันไม่ได้พักผ่อน หรือรู้สึกไม่เป็นส่วนตัว หรือการที่เราแสดงความเครียดจากการทำงานหรือจากการเรียนออนไลน์สามารถส่งต่อไปยังสัตว์เลี้ยงได้เช่นกัน
:
อาการเมื่อสัตว์เลี้ยงเครียด คือ มีอาการตัวสั่น หอนโหยหวน คำรามใส่ หรือบางตัวมีอาการซึมเศร้า ไม่อยากขยับเขยื้อนร่างกาย ไม่ยอมกินอาหาร หรืออาจจะมีอาการท้องเสีย อุจจาระบ่อยร่วมด้วยได้
:
วิธีคลายเครียดสัตว์เลี้ยง
1. กั้นอาณาเขตให้ - ทำให้พวกมันสามารถไปหลบซ่อนตัวได้โดยไม่มีใครไปรบกวน

2. การพาสัตว์ออกไปเดินเล่น - โดยเฉพาะสุนัข การพาออกไปเดินเล่นจะช่วยคลายเครียดได้ ส่วนแมวให้หมั่นเล่นกับเขาด้วยของเล่นชิ้นโปรด

3. อาบน้ำและแปรงขน - จะช่วยคลายเครียดและเป็นการแสดงความรักที่เรามีต่อพวกมันอีกด้วย
:
เพียงเท่านี้ เราก็จะอยู่บ้านร่วมกับสัตว์เลี้ยงแบบแฮปปี้ ไม่ทำให้พวกเขาเครียดแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3098</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613901665.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1077"><Nid>3087</Nid><title>ไวรัสตับอักเสบ ศัตรูตัวร้ายที่มีหลากหลายชนิด</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/85236/-blo-scihea-sci-</source><detail>ไวรัสตับอักเสบ ศัตรูตัวร้ายที่มีหลากหลายชนิด
:
ตับ เป็นอวัยวะภายในที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของร่างกาย มีหน้าที่ช่วยฟอกเลือด กรองสารพิษที่อาจมาจากยาบางชนิดหรือแอลกอฮอล์
:
ตับอักเสบ คือ อาการที่ตับไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นำไปสู่อาการต่างๆ ไวรัสตับอักเสบจะมีการเพิ่มจำนวนไวรัสในเซลล์ตับ ซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ คือ A B C D E และ G โดยส่วนมากไวรัสตับอักเสบที่พบจะเป็นชนิด A B และ C
:
ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ (Hepatitis A, HAV)
ถูกค้นพบในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 ติดต่อผ่านอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสชนิดนี้
:
ไวรัสตับอักเสบชนิดบี (Hepatitis B, HBV)
ถูกค้นพบในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 ติดต่อโดยผ่านทางเลือด น้ำอสุจิ หรือสารคัดหลั่งต่างๆ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ จึงทำให้เผยแพร่เป็นวงกว้าง
:
ไวรัสตับอักเสบชนิดซี (Hepatitis C, HCV)
ถูกค้นพบในปี ค.ศ. 1972 ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะเป็นโรคตับอักเสบชนิดซีแบบเรื้อรัง ซึ่งมักกินเวลานานกว่า 6 เดือน และนำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับได้ในที่สุด
:
ถึงแม้ว่าโรคนี้จะมีความร้ายแรง แต่ในปัจจุบันมีวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิด A และ B แล้ว ส่วนชนิด C นั้นยังไม่มีวัคซีนป้องกัน นอกจากนี้ยังมี D, E และ G แต่พบได้น้อยมากในประเทศไทยนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3087</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613321720.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1078"><Nid>3086</Nid><title>4 นวัตกรรมแห่งอนาคตที่อาจเปลี่ยนแปลงโลกได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55476609</source><detail>4 นวัตกรรมแห่งอนาคตที่อาจเปลี่ยนแปลงโลกได้
:
นวัตกรรมสุดว้าวที่เราเห็นในหนัง อาจเป็นจริงได้เร็วๆ นี้ด้วยวิทยาศาสตร์ วันนี้เรามาเรียนรู้เรื่อง 4 นวัตกรรมสุดเจ๋ง ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกนี้ไปเลยเมื่อทำสำเร็จ
:
1. บาเรียล่องหน
ทำมาจากวัสดุที่ทำให้แสงหักเห ส่งผลให้วัตถุต่างๆ ดูเหมือนว่าอันตรธานไป เป็นผลมาจากการหักเหของแสงรอบๆ วัตถุ ทำให้วัตถุนั้นเลือนหาย และทำให้เห็นเฉพาะภาพพื้นหลัง มักจะใช้เพื่อจุดประสงค์ทางทหาร
:
2. ดวงตาไบโอนิก
ใช้เครื่องพิมพ์สามมิติในการพิมพ์ดวงตา ประกอบกับอุปกรณ์รับแสงลงบนพื้นผิวที่อ่อน และสามารถนำไปฝังลงในดวงตาได้ เพื่อเลียนแบบการมองเห็นของดวงตามนุษย์ เพื่อที่สักวันหนึ่งจะทำให้คนที่ตาบอดกลับมามองเห็นได้อีกครั้ง
:
3. อาคารมีชีวิต ซ่อมตัวเองได้
วัสดุก่อสร้างที่ถูกสร้างขึ้นมาจากทราย เจล และแบคทีเรีย สามารถซ่อมรอยแตกร้าว ดูดสารพิษในอากาศ และส่องสว่างได้ด้วยตัวเองได้
:
4. เสียงดนตรีกระตุ้นสมองของเด็กคลอดก่อนกำหนด
การเปิดเพลงให้ทารกในครรภ์ฟัง ช่วยกระตุ้นเครือข่ายเส้นประสาทที่ประมวลผลด้านความคิดและข้อมูล ช่วยในเรื่องของพัฒนาการของทารกที่คลอดก่อนกำหนด จึงมีการคิดค้นเพลงเพื่อเด็กกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
:
สุดยอดทุกอันเลยใช่ไหมล่ะครับ เพื่อนๆ ชอบข้อไหนมากที่สุด คอมเมนท์มาบอกพูดคุยกันได้เลยนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3086</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613321685.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1079"><Nid>3085</Nid><title>ค้นพบดาวเคราะห์ประหลาดที่มีดาวฤกษ์เป็นสมาชิกถึง 3 ดวง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55676467</source><detail>ค้นพบดาวเคราะห์ประหลาดที่มีดาวฤกษ์เป็นสมาชิกถึง 3 ดวง
:
เราอาจจะคุ้นชินกับระบบสุริยะของเรา ที่มีดาวฤกษ์เพียงดวงเดียวในระบบ แต่จริงๆ แล้ว ในกาแล็กซี่ทางช้างเผือกนั้น มักจะมีดาวฤกษ์อยู่ 2 ดวงขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่
:
ที่น่าประหลาดใจมากกว่านั้น คือ มีการค้นพบดาวเคราะห์ประหลาด ที่มีดาวฤกษ์เป็นสมาชิกถึง 3 ดวง
:
KOI-5Ab ดาวเคราะห์ซึ่งอยู่ห่างจากโลก 1,800 ปีแสงในกลุ่มดาวหงส์ มีมวลราวครึ่งหนึ่งของดาวเสาร์ และมีขนาดใหญ่กว่าโลก 7 เท่า เป็นระบบที่มีดาวฤกษ์ถึง 3 ดวง ได้แก่ KOI-5A, KOI-5B และ KOI-5C
:
ต่อมาในปี ค.ศ. 2018 กล้องโทรทรรศน์อวกาศ TESS ตรวจจับได้อีกครั้งว่ามีวัตถุอวกาศที่น่าจะเป็นดาวเคราะห์โคจรวนรอบ KOI-5A อยู่ดวงหนึ่งอีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3085</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613321650.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1080"><Nid>3084</Nid><title>ค่าพายหรือไพ (π) ค่าคงตัวทางคณิตศาสตร์</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/55795/-scimat-sci-</source><detail>ค่าพายหรือไพ (π) ค่าคงตัวทางคณิตศาสตร์
:
หลายๆ คงรู้จักค่า พาย (หรือบางคนเรียกว่า ค่าไพ) เป็นค่าคงตัวทางคณิตศาสตร์ ที่เกิดจากความยาวเส้นรอบวงหารด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลม วันนี้เรามาทำความรู้จักให้มากขึ้นอีกดีกว่า
:
ค่าพาย (π) มักใช้ในคณิตศาสตร์, ฟิสิกส์ และวิศวกรรม บางครั้งเรียกว่า ค่าคงตัวของอาร์คิมิดีส หรือจำนวนของลูดอล์ฟ มีนิยามว่าเป็นอัตราส่วนของเส้นรอบวงหารด้วยเส้นผ่านศูนย์กลางของวงกลม
:
ค่า π โดยประมาณ 50 ตำแหน่ง คือ
3.1415926535897932384626433832795028841971693993751 
:
ถึงแม้ว่าค่านีจะเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว แต่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สามารถคำนวณค่า π ได้เกินล้านล้านหลักเลยทีเดียว แต่สำหรับการศึกษา แค่ 2 - 3 หลักก็เพียงพอต่อการทำข้อสอบแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3084</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613164585.jpg</img_link><category>คณิตศาสตร์</category></row>
<row _id="1081"><Nid>3083</Nid><title>มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ ใช้อะไรในการดูเวลา</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/58616/-scimat-sci-</source><detail>มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ ใช้อะไรในการดูเวลา
:
เวลา เป็นสิ่งที่อยู่กับเราตลอดเวลา ในสมัยนี้เรามีเครืองมือบอกเวลาที่แม่นยำและง่ายดายอย่างนาฬิกาข้อมือ หรือแม้กระทั่งนาฬิกาดิจิทัลในโทรศัพท์ แต่ในสมัยก่อนเขาดูเวลากันยังไงนะ? วันนี้เรามาหาคำตอบกันเลยครับ
:
ในสมัยดึกดำบรรพ์ มนุษย์ต้องวางแผนการออกไปล่าสัตว์ในแต่ละวัน การดูเวลาจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง และนี่คือวิวัฒนาการของเครื่องบอกเวลาของยุคโบราณครับ
:
1. นาฬิกาแดด
อาศัยเงาต้นไม้หรือเสา ใช้หมายตำแหน่งดวงอาทิตย์ โดยทำที่หมายไว้บนพื้นดิน ซึ่งจะเห็นเงาทอดลงมาแบ่งเวลากลางวันออกเป็นชั่วโมงๆ
:
2. นาฬิกาน้ำ/นาฬิกาทราย
ในเวลากลางคืนที่ไม่มีแดด จะใช้ภาชนะใส่น้ำมีรูเล็กๆ เจาะไว้ให้น้ำไหลออก และทำขีดที่หมายไว้ที่ภาชนะนั้นเพื่อกำหนดถึงจำนวนเวลาที่ผ่านไป หรือเลือกใช้ทรายแทน ซึ่งปัจจุบันเรายังสามารถเห็นนาฬิกาแบบนี้ได้อยู่ นั่นคือ นาฬิกาทราย นั่นเอง
:
3. นาฬิกาเทียน
จุดไฟลงบนเทียนไข และมีการกำหนดจุดที่ไฟลุกลามเพื่อวัดเวลาที่ผ่านไป
:
หลังจากที่มนุษย์มีองค์ความรู้มากขึ้น ก็ได้ประดิษฐ์นาฬิกาเชิงกลและไฟฟ้าขึ้น เช่น นาฬิกาลูกตุ้ม นาฬิกาสปริง นาฬิกาควอตซ์ และนาฬิกาไฟฟ้า แบบที่เราเห็นในปัจจุบันนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3083</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613164529.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1082"><Nid>3082</Nid><title>น้ำมะพร้าว ทำให้ฟิต ?</title><source>https://www.innnews.co.th/lifestyle/news_39510/</source><detail>น้ำมะพร้าวประกอบด้วย น้ำ วิตามินบีหลากชนิดเช่น วิตามินบี1,2,3,6 และ วิตามินบี7  พร้อมเกลือแร่จำนวนมากเช่น โซเดียม แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องดื่มจากธรรมชาติที่ดีเลยทีเดียว โดยหลักๆน้ำมะพร้าวจะให้ความสดชื่น กระตุ้นทำให้อัตราการเผาผลาญสูงขึ้น เป็นแหล่งเกลือแร่ธรรมชาติที่ดี

 แต่หากพูดถึงในมุมต่อสมรรถภาพทางเพศแล้ว ผลการศึกษาและผลที่ออกมารับรองยังน้อยทีเดียว ที่มีเกี่ยวข้องและพอเป็นไปได้สามารถแบ่งได้เป็นข้อๆดังนี้

มีการศึกษาพบว่าน้ำมะพร้าวช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ตรงนี้อาจมาเกี่ยวข้องในการที่น้ำมะพร้าวมาเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพ เพราะการไหลเวียนเลือดมีผลต่อการถึงจุดสุดยอดทางเพศและการแข็งตัวของเพศชาย
น้ำมะพร้าวช่วยทดแทนฮอร์โมนในผู้หญิงที่หมดประจำเดือน น้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนจากพีชที่เรียกว่า Phytohormones ทำให้ฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อว่า เอสโตรเจนสูงขึ้น ช่วยเพิ่มการบำรุงและปกป้องระบบประสาทได้ แต่การทดลองที่ได้ผลจริงๆก็ยังมีเพียงในหนูทดลองเท่านั้น ในคนก็ยังศึกษากันอยู่
ผลที่เกี่ยวข้องที่ส่งผลต่อทางเพศโดยตรงจะมาจากน้ำมันมะพร้าวมากกว่า งานวิจัยจาก Phytotherapy Research ชี้ว่าน้ำมันมะพร้าว สามารถส่งผลให้ระดับฮอร์โมนเพศชายดีขึ้น มีกลุ่มผู้ทดลองใช้น้ำมันมะพร้าวเพื่อจัดการคอเลสเตอรอลเป็นหลัก แต่พวกเขากลับชี้แจ้งว่าช่วงที่ใช้พวกเขามีเพศสัมพันธ์มากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งน้ำมันมะพร้าวยังถูกใช้เป็นสารหล่อลื่นธรรมชาติ การนวดเพื่อกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ 
 การศึกษาอื่นๆที่เกี่ยวข้องเช่น น้ำมะพร้าวช่วยชะลอความแก่ น้ำมะพร้าวช่วยเพิ่มโพแทสเซียมที่มีผลต่อสมรรถภาพทางเพศ 

 หากดูจากผลการศึกษาหรือคุณสมบัติที่เกี่ยวข้องแล้ว น้ำมะพร้าว อาจจะไม่ได้ทำให้เราฟิต โดยตรง ไม่ใช่กินแล้วฟิต อึด ถึก ทน เลย เป็นผลพลอยได้ที่มาจากระบบการทำงานของร่างกายที่ดื่มน้ำมะพร้าวเข้าไป อีกทั้งผลวิจัยหลายอย่างชี้ไปทางน้ำมันมะพร้าวที่สกัดออกมาแล้วมากกว่า อีกอย่างคุณสามีอาจจะแข็งแรงอยู่แล้ว ทั้งการดูแลตัวเอง การดื่มน้ำมะพร้าวอาจจะเป็นหนึ่งปัจจัยในนั้น เพราะฉะนั้นการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกว่าการดื่มน้ำมะพร้าว</detail><keywords>coconus, น้ำมะพร้าว, น้ำมะพร้าวทำให้ฟิต, ฮอร์โมน</keywords><date>2021-02-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3082</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613037183.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1083"><Nid>3081</Nid><title>วาเลนไทน์นี้ ให้ของขวัญสื่อความหมายดีๆ กับคนที่คุณรัก</title><source>https://www.sanook.com/campus/1384181/</source><detail>1. ดอกไม้ ไม่ว่าจะเทศกาลไหนๆ ทั้งปีใหม่ รับปริญญา หรือ วาเลนไทน์ฯ ดอกไม้ก็คือสัญลักษณ์ของความยินดี ลองๆมองหาดอกไม้ ที่แฟนคุณชอบหรือที่มีความหมายดีๆเช่นกุหลาบ ลิลลี่ หรือ คาเนชั่น 
2. ช็อกโกแลต เป็นสัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์ เพราะความหวาน ในช็อกโกแลตที่เปรียบเหมือนความรักที่
หวานละมุนแล้ว ตามที่มีผลวิจัยการทานช็อกโกแลต ยังช่วยให้อารมณ์ดีและมีความสุขึ้นได้ นั้น
คือสิ่งดีๆที่ ว่าทำไมคนจึงนิยมมอบช็อกโกเลตให้เป็น
3. คุ้กกี้ อาจจะเป็นการที่ลงมือทำด้วยตัวเองหรือซื้อ ความหมายของคุ้กกี้ ก็คือความสุขและความปรารถนาดีที่มีต่อกัน
4. ตุ๊กตา เป็นของขวัญยอดฮิตอีก 1 อย่าง เพราะหาซื้อง่ายมีความหลากหลาย ทั้งรูปคน สัตว์หรือ
สิ่งของต่างๆ และยังมีความน่ารักด้วย ตุ๊กตาสื่อถึงความอ่อนโยน ความอบอุ่น น่าเอ็นดู 
5. อัลบั้มภาพ อาจเป็นภาพความทรงจำดีๆ ภาพที่คุณเคยถ่ายเก็บไว้ รวบรวมเอามาทำเป็นอัลบั้มภาพ
สร้างความประทับใจ บอกถึง ความใส่ใจ ละเอียดอ่อน
6.น้ำหอม เป็นของขวัญอีก 1 ชิ้นที่ผู้ให้ต้องใส่ใจในรายละเอียดของผู้รับมาก ถึงจะสามารถเลือกได้ถูกใจผู้รับ บ่งบอกถึงรสนิยมของผู้ให้ได้ดี
7.ของ DIY อาจจะเป็นการ์ดอวยพร อัลบั้มภาพ หรือของน่ารักเล็กๆน้อยๆ ที่คุณตั้งใจทำมันขึ้นมาเพื่อมอบให้คนที่คุณรัก ซึ่งผู้รับย่อมมีความสุขและประทับใจกับสิ่งีท่คุณพยายามทำให้อย่างแน่นอน
</detail><keywords>วาเลนไทน์, ของขวัญ, ความรัก, ความสุข, ช็อกโกแลต</keywords><date>2021-02-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3081</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1613029061.png</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1084"><Nid>3058</Nid><title>ออกกำลังกายตอนอากาศหนาว เผาผลาญดีกว่าจริงหรือ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55648031</source><detail>ออกกำลังกายตอนอากาศหนาว เผาผลาญดีกว่าจริงหรือ
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัย Laurentian University ในแคนาดา ได้ทำการทดลองโดยให้กลุ่มอาสาสมัครออกกำลังกายในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิ 0 องศาเซลเซียส เปรียบเทียบกับการออกกำลังกายแบบเดียวกันที่อุณหภูมิ 21 องศาเซลเซียส
:
พบว่าการออกกำลังกายในสภาพที่หนาวเย็น 0 องศาเซลเซียส ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันได้มากกว่า อุณหภูมิปกติมากถึง 3 เท่า แต่อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงภาวะที่เกิดขึ้นชั่วคราวและไม่ส่งผลต่อการเผาผลาญไขมันในระยะยาว
:
ถึงแม้ว่าผลการศึกษาในครั้งนี้เป็นเพียงการทดลองนำร่องในกลุ่มเล็ก แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3058</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1612718806.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1085"><Nid>3057</Nid><title>มนุษย์คนแรกอาจได้ออกเดินทางไปตั้งอาณานิคมอวกาศภายใน 15 ปีนี้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55788931</source><detail>มนุษย์คนแรกอาจได้ออกเดินทางไปตั้งอาณานิคมอวกาศภายใน 15 ปีนี้
:
นักฟิสิกส์จากสถาบันอุตุนิยมวิทยาฟินนิช กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่มนุษย์จะสร้างที่อยู่อาศัยทรงกระบอกซึ่งหมุนรอบตัวเอง จนเกิดแรงหนีศูนย์กลางที่สามารถสร้างแรงโน้มถ่วงขึ้นได้เหมือนอยู่บนโลก
:
ดาวเคราะห์แคระซีรีส (Ceres) หรือเซียรีส วัตถุอวกาศขนาดใหญ่ที่สุดในแถบดาวเคราะห์น้อยระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี กลายเป็นเป้าหมายใหม่ของการตั้งอาณานิคมนอกโลก
:
ตามแผนแล้ว ยานทรงกระบอกซึ่งใช้เป็นที่อยู่แต่ละแห่ง จะมีขนาดกว้างและยาว 1×10 กิโลเมตร สามารถรองรับผู้คนได้สูงสุดถึงเกือบ 6 หมื่นคน เชื่อมต่อกันเป็นนิคมอวกาศบนโครงสร้างรูปจานแบน ประกบด้วยกระจกสะท้อนแสงอาทิตย์บานใหญ่ เพื่อให้มีแสงสว่างเพียงพอต่อการเพาะปลูกต้นไม้
:
อีกทั้งยังบอกอีกด้วยว่า มนุษย์คนแรกอาจได้เดินทางภายใน 15 ปีนี้ และการสร้างนิคมอวกาศก็สามารถจะเสร็จสิ้นลงได้ภายในเวลา 22 ปีนับจากนั้น
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3057</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1612718771.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1086"><Nid>3056</Nid><title>โลกอาจมีการ "ลบวินาทีทิ้ง" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55587250</source><detail>โลกอาจมีการ "ลบวินาทีทิ้ง" เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
:
อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจทางวิทยาศาสตร์ในปีที่ผ่านมาก็คือ โลกมีวันที่เวลาทางดาราศาสตร์ (Astronomical Time) สั้นและผ่านไปรวดเร็วที่สุดนับแต่ปี ค.ศ. 1960 ถึง 28 วัน เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้น
:
การที่โลกหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้นหรือช้าลง นับเป็นเหตุการณ์ปกติของโลกเรา แต่เนื่องจากปีที่ผ่านมาโลกหมุนเร็วขึ้นและมีแนวโน้มว่าจะหมุนเร็วขึ้นอีก ทำให้นักวิทยาศาสตร์เตรียมการพิจารณาว่าจะใช้ "อธิกวินาที" (Leap Second) เข้ามาปรับให้การบอกเวลาในปี ค.ศ. 2020 และ 2021 ถูกต้องแม่นยำขึ้น
:
อธิกวินาที คือ จำนวนวินาทีที่ปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพื่อรักษามาตรฐานการบอกเวลาสากลเชิงพิกัด (UTC) ให้เที่ยงตรง ซึ่ง UTC เป็นหน่วยบอกเวลาที่อ้างอิงกับการหมุนของโลก โดยใช้นาฬิกาอะตอมที่มีความแม่นยำสูงเป็นเครื่องมือวัด จึงอาจต้องทำการลบจำนวนวินาทีที่เกินมา (Negative Leap Second) ในเดือนธันวาคม เพื่อทำให้เวลายังคงความเป็นสากลนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3056</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1612718725.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1087"><Nid>3055</Nid><title>เทศกาลตรุษจีน</title><source>https://thai.luxurysocietyasia.com/ตรุษจีน-ความเชื่อ/</source><detail>ตรงกับวันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2564  ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของคนจีน  มีการหยุดงานเป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อตระเตรียมจัดงาน ทำความสะอาดบ้านเรือน

ผ้าสีแดงถือเป็นสีที่เป็นมงคล เป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป เสื้อผ้าสีแดงเป็นสีที่นิยมสวมใส่ในช่วงเทศกาลนี้ สีแดงถือเป็นสีสว่าง สีแห่งความสุข ซึ่งจะนำความสว่างและเจิดจ้ามาให้แก่ผู้สวมใส่ เชื่อกันว่าอารมณ์และการปฏิบัติตนในวันปีใหม่ จะส่งให้มีผลดีหรือผลร้ายได้ตลอดทั้งปี เด็ก ๆ และคนโสด เพื่อรวมไปถึงญาติใกล้ชิดจะได้ อังเปา ซึ่งเป็นซองสีแดงใส่ด้วย ธนบัตรใหม่เพื่อโชคดี

ข้อห้าม

ห้ามใส่สีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้ามซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์ หลังจากอาหารค่ำทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง ในวันตรุษจีนเราไม่ควรสระผม เพราะนั้นจะหมายถึงเราชะล้างความโชคดีของเราออกไป

หากคุณร้องไห้ในวันปีใหม่ คุณจะมีเรื่องเสียใจไปตลอดปี ดังนั้นแม้แต่เด็กดื้อที่ปฏิบัติตัวไม่ดีผู้ใหญ่ก็จะทน และไม่ตีสั่งสอน

การเข้าไปหาใครในห้องนอนในวันตรุษ การเข้าห้องนอนผู้อื่นในวันตรุษจีน ถือเป็นโชคร้ายมาก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นคนป่วยหรือปกติ ก็ต้องแต่งตัวออกมานั่งในห้องรับแขก

ไม่ควรใช้มีดหรือกรรไกรในวันตรุษ เพราะชาวจีนเชื่อว่าจะเป็นการตัดโชคดี

อั่งเปาสัญลักษณ์ที่ทุกคนทราบดีในวันตรุษจีนคือ อั่งเปาสีแดง โดยมีธรรมเนียมคือ ผู้ใหญ่ที่ผ่านการแต่งงานมาและทำงานมีรายได้แล้ว จะมอบซองสีแดง(ที่มีเงินจำนวนหนึ่งข้างใน) ให้กับเด็กๆที่มีอายุต่ำกว่า หรือยังไม่ได้ทำงาน พร้อมกล่าวสวัสดีปีใหม่ ซึ่งสีแดงของอั่งเปานั้นมีความหมายถึงโชคดี และเงินที่ใส่ในซองอั่งเปานั้น มักจะมีจำนวนเป็นเลขนำโชคของจีนนั่นคือเลข 8
</detail><keywords>ความเชื่อ, ตรุษจีน, วันตรุษจีน, อั่งเปา</keywords><date>2021-02-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3055</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1612514216.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1088"><Nid>3049</Nid><title>ปัญหาภัยแล้งทำน้ำประปาเค็ม</title><source>https://www.sanook.com/home/28529/</source><detail>จากปัญหาภัยแล้วที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี บวกกับน้ำทะเลหนุนสูง ส่งผลให้น้ำประปาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอาจพบปัญหาน้ำไหลช้า ไหลอ่อน หรือน้ำกร่อย และน้ำประปาเค็มในบางช่วง
สาเหตุน้ำประปาเค็ม
เหตุผลที่ทำให้น้ำประปาเค็มในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลนั้นเกิดจากสภาวะภัยแล้ง และน้ำทะเลหนุนสูง ทำให้มีน้ำเค็มผ่านเข้าระบบน้ำดิบในการผลิตน้ำประปา ซึ่งยังใช้เพื่อการอุปโภคได้ตามปกติ แต่ควรเลี่ยงการบริโภคโดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่นโรคไต หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิต รวมไปถึงผู้ป่วยทางสมอง สัตว์เลี้ยงขนาดเล็กเพราะอาจได้รับปริมาณโชเดียมหรือความเค็มเกินปริมาณที่สามารถบริโภคได้ และอาจส่งผลกับโรคที่เป็นอยู่
</detail><keywords>น้ำเค็ม, น้ำประปา, ภัยแล้ง, น้ำทะเลหนุน, น้ำกร่อย</keywords><date>2021-02-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3049</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1612326640.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1089"><Nid>3044</Nid><title>"เคนมผง" ยาเสพติดร้าย อันตรายถึงชีวิต</title><source>https://www.sanook.com/health/26993</source><detail>"เคนมผง" ยาเสพติดร้าย อันตรายถึงชีวิต
:
เมื่อเร็วๆ นี้ หลายคนคงได้ยินข่าวการเสียชีวิตหลายรายของผู้เสพ "ยาเคนมผง" ยาเสพติดชนิดใหม่ ทำไมถึงมีฤทธิ์ร้ายแรงขนาดนั้น เรามาดูกันเลยครับ
:
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักส่วนประกอบหลักของมันก่อน นั่นก็คือ เคตามีน (Ketamine) เป็นยาเสพติดที่ออกฤทธิ์หลอนประสาทอย่างรุนแรง เมื่อนำยาเคมาผสมกับสารเสพติดอื่นอีกหลายชนิด เช่น ยาไอซ์ เฮโรอีน ยานอนหลับ จนมีลักษณะละเอียดคล้ายนมผงแล้วนำมาเสพ จึงถูกเรียกว่า “ยาเคนมผง”
:
เมื่อเสพ จะมีอาการตั้งแต่หายใจลำบาก ใจสั่นมาก ชัก และหมดสติ และถ้ากินร่วมกับแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงให้อันตรายถึงชีวิต
:
จะเห็นได้ว่ายาเสพติดนั้นมีแต่โทษ หาข้อดีไม่เจอแม้แต่น้อย อยากให้ช่วยกันสอดส่องบุตรหลานหรือคนรอบตัว หากพบคนใกล้ชิดมีการเสพยา ขอให้พาไปหาแพทย์เพื่อทำการบำบัด หรือโทรสายด่วนยาเสพติด 1165 เพื่อขอคำปรึกษาได้เลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3044</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1612201774.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1090"><Nid>3043</Nid><title>เพราะเหตุใดกุ้งถึงเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อสุก?</title><source>https://www.dek-d.com/board/view/1977656</source><detail>เพราะเหตุใดกุ้งถึงเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อสุก?
:
เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมสัตว์บางชนิด เช่นกุ้งหรือปู เมื่อโดนความร้อนหรือเมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันเลยครับ
:
ในเปลือกกุ้งหรือกระดองของสัตว์พวกเดคาพอด (Decapod) เช่นกุ้งหรือปู จะมีโปรตีนชื่ออัลฟา-ครัสตาไซยานิน (α-Crustacyanin) เป็นส่วนประกอบ ซึ่งมีสารให้สีแดงอยู่ เรียกว่า แอสตาแซนธิน (Astaxanthin)
:
สัตว์จำพวกนี้ เวลามีชีวิตจะมีสีเขียว, สีน้ำเงิน หรือสีน้ำตาล เพื่อให้กลมกลืนกับธรรมชาติ และป้องกันการถูกล่าซึ่งเป็นกลไกทางธรรมชาติ เกิดจากการสร้างโปรตีนเชิงซ้อน สีแดงนี้จึงถูกซ่อนเอาไว้
:
เมื่อถูกความร้อน โปรตีนนี้จะถูกทำลายลง ทำให้เผยเห็นสีที่แท้จริงของมัน โปรตีนชนิดนี้นอกจากจะถูกทำลายด้วยความร้อนแล้ว ยังสามารถถูกทำลายด้วยกรดอีกด้วย เราจึงมักเห็นการบีบมะนาวลงบนกุ้งดิบ แล้วสักพักกุ้งจะเปลี่ยนเป็นสีแดงนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3043</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1612201737.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1091"><Nid>3042</Nid><title>ถังเช่าคืออะไร? มีประโยชน์จริงหรือหลอกลวงกันแน่</title><source>https://www.sanook.com/health/26861</source><detail>ถังเช่าคืออะไร?
มีประโยชน์จริงหรือหลอกลวงกันแน่
:
ถั่งเช่า คือ สมุนไพรชนิดหนึ่งที่มาจากเชื้อราที่เจริญเติบโตบนซากหนอน อุดมไปด้วยสารต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ ได้แก่ โพลีแซคคาไรด์, นิวคลีโอไทด์, กรดอะมิโน และสเตอรอล และวิตามินต่างๆ มีสรรพคุณทางยาที่ใช้กันแพร่หลายในเรื่องของกระตุ้นสมรรถภาพทางเพศ และใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย บำรุงอวัยวะภายใน
:
จากการทดลองในสัตว์ทดลอง พบว่าถั่งเช่ามีฤทธิ์ปรับสมดุลของร่างกาย กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้จริง
:
แต่อย่างไรก็ตาม ถั่งเช่ายังมีผลการศึกษาในมนุษย์น้อยและมีราคาที่สูง ใครที่อยากหาถั่งเช่ามากิน ขอให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เนื่องจากมีผลข้างเคียงกับผู้ป่วยบางโรคนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3042</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1612201704.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1092"><Nid>3041</Nid><title>รวมเรื่องราวการค้นพบเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวตลอดปี 2020</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55497420</source><detail>รวมเรื่องราวการค้นพบเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวตลอดปี 2020
:
มนุษย์ต่างดาว ยังคงเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้และอยู่ในความสนใจของหลายๆ คน วันนี้เรามารวบรวมการค้นพบเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวตลอดปี 2020 มาให้ได้ดูกัน จะมีเรื่องอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
:
1. ดาวเคราะห์น้อยโอมูอามูอาคือยานอวกาศต่างดาว?
วัตถุประหลาดรูปทรงที่ยาวรีคล้ายมวนซิการ์หรือเข็ม ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่ามันเป็นเพียงแค่แท่งไฮโดรเจนแข็งธรรมดาเท่านั้นหรือยานอวกาศ เนื่องจากมันสามารถเร่งความเร็วได้เองใสบางช่วง
:
2. ค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวศุกร์
พบร่องรอยของก๊าซฟอสฟีน (Phosphine) ซึ่งอาจเป็นเครื่องหมายบ่งบอกว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่ในชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์
:
3. ผลการคำนวณชี้ อาจมีเอเลี่ยนอย่างน้อย 36 อารยธรรมในแกแลคซี่
จากการคำนวณหาขอบเขตความเป็นไปได้ พบว่าอาจมีอารยธรรมต่างดาวในระดับสูงทัดเทียมกับเราอยู่อย่างน้อยถึง 36 อารยธรรม
:
4. เราอาจกำลังโดนเฝ้ามองจากเอเลี่ยน?
การที่โลกเคลื่อนผ่านหน้าดวงอาทิตย์จนทำให้แสงอาทิตย์มืดมัวลงกว่าปกติชั่วคราว พบว่ามีดาวกว่า 1,000 ดวง ที่สามารถมองสังเกตุการณ์โลกได้โดยไม่มีอะไรมาขวาง
:
5. สัญญาณ "ว้าว" สัญญาณจากเอลี่ยน
มีการพบสัญญาณที่ถูกส่งมาจากดาว "พร็อกซิมา เซนทอรี" และจาการวิเคราะห์พบว่า สัญญาณนี้ไม่ได้มาจากดาวเทียมหรือเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น
:
เป็นไงบ้างครับ กับ 5 เรื่องเด็ดที่เราได้ค้นพบเกี่ยวกับการมีอยู่ของมนุษย์ต่างดาวเมื่อปี 2020 ถ้ามีการค้นพบอะไรที่น่าตื่นเต้นแบบนี้อีก เราจะรีบมาอัปเดทได้ฟังกันอย่างแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3041</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1612201669.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1093"><Nid>3040</Nid><title>เทพีเสรีภาพเคยมีสีทองแดงก่อนเปลี่ยนมาเป็นสีเขียวในปัจจุบัน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/83279/-blo-sciche-sci-</source><detail>เทพีเสรีภาพเคยมีสีทองแดงก่อนเปลี่ยนมาเป็นสีเขียวในปัจจุบัน
:
รูปปั้นเทพีเสรีภาพ (The Statue of Liberty) เป็นสัญลักษณ์แห่งเสรีภาพและประชาธิปไตย สร้างด้วยทองแดงหนัก 62,000 ปอนด์, เหล็กกล้า 250,000 ปอนด์ และแท่นคอนกรีตที่มีน้ำหนักถึง 54 ล้านปอนด์
:
เดิมทีเทพีเสรีภาพนี้มีสีน้ำตาลวาวหรือสีทองแดง เนื่องจากสร้างจากทองแดง แต่เมื่อผ่านเวลาไปหลายปี ทองแดงเกิดปฏิกิริยากับน้ำและออกซิเจนในอากาศจนเปลี่ยนสี ประกอบกับเทพีเสรีภาพตั้งอยู่บนเกาะ จึงเจอคลอไรด์จากน้ำทะเลด้วย ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้เกิดสีเขียวเคลือบอยู่บนผิวของรูปปั้นนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-02-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3040</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1612201638.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1094"><Nid>3031</Nid><title>กินข้าวเหนียวทีไร สักพักง่วงนอนทุกที?</title><source>https://www.sanook.com/health/24185</source><detail>กินข้าวเหนียวทีไร สักพักง่วงนอนทุกที?
:
เคยเป็นไหมครับ กินข้าวเหนียวทีไร...สักพักง่วงนอนทุกที วันนี้เรามาไขปริศนาเรื่องนี้กัน
:
ข้าว คือ อาหารจำพวกแป้งที่ให้คาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูง หรือที่เรียกว่า อะไมโลส (Amylose) และ อะไมโลเพกติน (Amylopactin) ซึ่งโดยปกติแล้ว ข้าวเหนียวจะใช้เวลาในการย่อยนานกว่าข้าวเจ้า เนื่องจากมีอะไมโลเพกตินในปริมาณที่สูงกว่า เมื่อเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ร่างกายจะทำการย่อยคาร์โบไฮเดรตในแป้งให้กลายเป็นน้ำตาล เมื่อนั้นร่างกายก็จะหลั่งอินซูลินออกมาเพื่อรักษาสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด
:
แต่ในกระบวนการหลั่งอินซูลิน ทำให้มีฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) และเมลาโทนิน (Melatonin) ที่ส่งผลให้เรารู้สึกง่วงนอนออกมาด้วย
:
และเนื่องจากในข้าวเหนียวมีอะไมโลเพกตินมากกว่า ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มาจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวต่อกันแบบกิ่งก้านสาขา ทำให้ย่อยได้ยากกว่าอะไมโลส จึงทำให้ใช้เวลาในการย่อยนานขึ้น ส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเซโรโทนินและเมลาโทนินมากขึ้น เลยทำให้เรารู้สึกง่วงนอนนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3031</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1611646133.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1095"><Nid>3030</Nid><title>มนุษย์อาจเคยจำศีลแบบหมี จนกว่าอากาศหนาวเหน็บจะผ่านพ้นไป</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55435767</source><detail>มนุษย์อาจเคยจำศีลแบบหมี
จนกว่าอากาศหนาวเหน็บจะผ่านพ้นไป
:
นอนหลับจำศีล (Hibernation) คือ การที่ร่างกายลดอัตราการเผาผลาญ ใช้พลังงานน้อยลงในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้แบบสัตว์บางชนิด เช่น หมี ค้างคาว หรือลีเมอร์ เป็นต้น แต่มนุษย์ในปัจจุบันไม่สามารถทำได้
:
ทีมนักบรรพมานุษยวิทยาจากสเปนและกรีซ ได้ตีพิมพ์บทความการค้นพบครั้งสำคัญซึ่งระบุว่า พบกระดูกมนุษย์ถ้ำที่มีร่อยรอยของการหลับจำศีลเป็นช่วงๆ ตลอดทุกปี
:
โดยร่อยรอยที่ว่านั้น คือ รอยขีดขวางที่ชี้ว่าการเจริญเติบโตของกระดูกหยุดชะงักไปหลายเดือนในแต่ละปี, การขาดวิตามินดี รวมทั้งโรคต่างๆ เช่น ภาวะกระดูกเสื่อมและโรคไต โดยร่องรอยเหล่านี้มีลักษณะตรงกับที่พบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีพฤติกรรมหลับจำศีลในฤดูหนาวอีกด้วย
:
ทีมผู้วิจัยยังเชื่อว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลากหลายสายพันธุ์รวมถึงมนุษย์ อาจมีสรีระและพื้นฐานร่างกายที่รองรับพฤติกรรมการนอนหลับจำศีลได้อีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3030</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1611646100.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1096"><Nid>3029</Nid><title>ยิ่งลอกสิวเสี้ยน รูขุมขนยิ่งกว้าง จริงหรือเท็จกันแน่?</title><source>https://www.sanook.com/health/26681</source><detail>ยิ่งลอกสิวเสี้ยน รูขุมขนยิ่งกว้าง จริงหรือเท็จกันแน่?
:
สิวเสี้ยน (Trichostasis Spinulosa) เป็นปัญหาที่พบได้ในคนตั้งแต่วัยรุ่น วัยกลางคน ไปจนถึงวัยสูงอายุ เกิดจากความผิดปกติของต่อมรูขุมขน โดยมีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำ
:
ปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นให้เกิดสิวเสี้ยน คือ ฮอร์โมนเพศ เพราะฮอร์โมนเพศกระตุ้นต่อมไขมันให้ทำงานมากขึ้น เมื่อผลิตไขมันออกมามากเกินไป ก็ทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น เราจึงเริ่มมีปัญหานี้กันในช่วงวัยรุ่น
:
แผ่นลอกสิวเสี่ยนทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นจริงหรือเปล่า?
คำตอบคือ "ไม่จริง" ถึงแม้การใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยนจะช่วยขจัดสิวเสี้ยนจนเหมือนแรงกระชากทำให้รูขุมขนเรากว้างขึ้นก็จริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เพียงเพราะเรามองเห็นรูขุมขนที่ไม่มีอะไรไปอุดตันแล้วแบบชัดๆ ต่างหาก จนทำให้เราคิดว่ามันมีขนาดกว้างขึ้นนั่นเอง
:
เพื่อนๆ สามารถลอกสิวเสี้ยนได้อย่างสบายใจได้เลยนะครับ ไม่ทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นแน่นอน แต่ที่ควรระวังคือสารเคมีที่อยู่ในแผ่นลอกสิวเสี้ยนที่อาจจะทำให้ผิวหนังระคายเคืองได้ เพราะฉะนั้นอย่าใช้บ่อยจนเกินไป เพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้งกำลังดีครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3029</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1611646067.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1097"><Nid>3028</Nid><title>สร้างตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิห้อง สุดยอดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ปี 2020</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55296576</source><detail>สร้างตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิห้อง
สุดยอดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ปี 2020
:
หลังจากที่ทดสอบและทดลองกันมาหลายปีในการสร้างตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดที่อุณหภูมิห้อง  ล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก มหาวิทยาลัยรอเชสเตอร์ และมหาวิทยาลัยเนวาดา วิทยาเขตลาสเวกัสของสหรัฐอเมริกาก็ทำได้สำเร็จ!
:
ตัวนำยิ่งยวด (Superconductor) สามารถนำไฟฟ้าได้โดยไร้ความต้านทานอย่างสิ้นเชิงที่อุณหภูมิห้อง ทั้งที่ก่อนหน้านี้อุณหภูมิตัวนำต้องมีความเย็นยะเยือกจึงจะเกิดได้
:
ครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้สารประกอบระหว่างคาร์บอน ไฮโดรเจน และกำมะถัน มาสร้างแผ่นตัวนำแบบใหม่ ทำให้เกิดสภาพนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิประมาณ 14 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิปกติของห้องเก็บไวน์ทั่วไป
:
การค้นพบครั้งนี้คือความหวังในการนำไปพัฒนาสายส่งไฟฟ้าที่ไม่สูญเสียพลังงาน รวมทั้งสร้างแม่เหล็กพลังสูงสำหรับเครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอ (MRI) อีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3028</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1611646033.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1098"><Nid>3027</Nid><title>ทุกทวีปจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวในอีก 200 ล้านปีข้างหน้า</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55393030</source><detail>ทุกทวีปจะรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวในอีก 200 ล้านปีข้างหน้า
:
ราว 1.6 พันล้านปีก่อน แผ่นโลกเคยเป็นผืนแผ่นเดียวกัน ก่อนที่จะแตกตัวแยกออกเป็นทวีปและกลับรวมตัวกันซ้ำแล้วซ้ำอีก
:
ล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากสหรัฐอเมริกา ได้ใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อศึกษาธรณีวิทยาทั่วโลก พบว่ามีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงได้ 2 แบบดังนี้
:
1. แผ่นดินโลกเกือบทั้งหมดถูกผลักให้ขึ้นไปรวมกันอยู่รอบขั้วโลกเหนือ อาจเกิดขึ้นได้ภายในเวลา 200 ล้านปีนับจากนี้
:
2. เกิดการรวมตัวเป็นมหาทวีปบริเวณโดยรอบเส้นศูนย์สูตร โดยมีผืนแผ่นดินเดียวครอบคลุมทั้งซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ อาจเกิดขึ้นได้ภายในเวลา 250 ล้านปีนับจากนี้
:
จากความรู้ธรณีวิทยาที่ได้ศึกษากันมายังเผยว่า แผ่นดินจะมีการแยกตัวและรวมกันอีกครั้งในเวลาราวๆ 200 ล้านปี ซึ่งมหาทวีปล่าสุดก่อนที่จะแตกแยกออกมาเป็นทวีปในปัจจุบัน ก็คือ มหาทวีปแพนเจีย (Pangaea) นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3027</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1611645971.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1099"><Nid>3012</Nid><title>ภูเขาไฟ เกิดขึ้นได้อย่างไร?</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ภูเขาไฟ</source><detail>ภูเขาไฟ เป็นธรณีสัณฐานที่หินหนืดปะทุผ่านขึ้นมายังพื้นผิวของดาวเคราะห์ ภูเขาไฟมักเกิดขึ้นใกล้กับแนวรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลก อย่างไรก็ตาม ยังมีภูเขาไฟที่เป็นข้อยกเว้น เรียกว่า จุดร้อนภูเขาไฟ (Volcanic Hotspot) วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับภูเขาไฟ เรียกว่า วิทยาภูเขาไฟ (vulcanology หรือ volcanology การเกิดภูเขาไฟระเบิด
ภูเขาไฟระเบิด เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงอย่างหนึ่ง การระเบิดของภูเขาไฟ แสดงให้เห็นว่าใต้เปลือกโลกลงไปมีความร้อนสะสมอยู่มาก ภูเขาไฟเกิดจากหินหนืดร้อน เหลว (แมกมา) ที่อยู่ในส่วนลึกใต้เปลือกโลก เคลื่อนตัวด้วยแรงดันออกมาสู่ผิวของเปลือกโลก ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ และทางเคมีภายในเปลือกโลกขึ้น อัตราความรุนแรง ของการระเบิดขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการระเบิด ความดันของไอ และความหนืดของลาวา ถ้าลาวาข้นมาก ๆ อัตราความรุนแรงของการระเบิดจะรุนแรงมากตามไปด้วย เวลาภูเขาไฟระเบิด มิใช่มีแต่ลาวาที่ไหลออกมาเท่านั้น ยังมีไอน้ำ ก๊าซ ฝุ่นผงเถ้าถ่านต่าง ๆ ออกมาด้วย พวกไอน้ำจะควบแน่นกลายเป็นน้ำ นำเอาฝุ่นละอองเถ้าต่าง ๆ ที่ตกลงมาด้วยกันไหลบ่ากลายเป็นโคลนท่วมในบริเวณเชิงเขาต่ำลงไป ยิ่งถ้าภูเขาไฟนั้นมีหิมะปกคลุมอยู่ มันจะละลายหิมะ นำโคลนมาเป็นจำนวนมากได้ ภูเขาไฟมักเกิดขึ้นตามแนวขอบของแผ่นเปลือกโลก ตามแนวเทือกเขาริมฝั่งมหาสมุทรของทวีปต่าง ๆ รวมทั้งในบริเวณหมู่เกาะในมหาสมุทร บริเวณรอบ ๆ มหาสมุทรแปซิฟิกจะมีภูเขาไฟเป็นจำนวนมากตามแนวขอบของมหาสมุทรแปซิฟิก จนถูกขนานนามว่าเป็น “วงแหวนแห่งไฟ” (Ring of Fire) นอกจากนี้ก็มีที่มหาสมุทรอินเดียทางตอนเหนือและพบเพียงเล็กน้อยในทะเลแคริเบียน ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และบนเกาะไอซ์แลนด์ 
หินภูเขาไฟ (อังกฤษ: Volcanic rock, ในบริบททางวิทยาศาสตร์ มักย่อเป็น volcanics) หรือ หินอัคนีพุ (Extrusive rock) คือหินอัคนีที่เกิดจากการเย็นตัวและตกผลึกของหินหลอมเหลวที่ไหลขึ้นมาบนผิวโลก ที่เราเรียกกันว่า ลาวา (Lava) ที่ไหลขึ้นมาสู่บนผิวโลกหรือใกล้ผิวโลกจากระเบิดของภูเขาไฟ จึงทำให้ลักษณะการเกิดหินอัคนีภูเขาไฟมีลักษณะที่มีเนื้อหินที่ละเอียด เพราะอัตราการเย็นตัวและตกผลึกของหินหลอมเหลวเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้หินอัคนีภูเขาไฟมีเนื้อหินหรือขนาดผลึกที่ละเอียด สังเกตผลึกหรือแร่ประกอบหินด้วยตาเปล่าได้ยาก เช่น หินบะซอลต์ หรือในบางครั้งก็เป็นเนื้อแก้วที่ไม่มีรูปผลึก เช่น หินออบซิเดียน และ หินพัมมิซ

นอกจากนี้ยังมีหินอัคนีอีกชนิดหนึ่งที่เกิดจากการทับถมของเศษหินที่ได้จากการระเบิดของภูเขาไฟ เมื่อมีการเชื่อมประสานด้วยแร่ จะได้หินที่เรียกว่า หินอัคนีตะกอนภูเขาไฟ (Pyroclastic Rocks)</detail><keywords>ภูเขาไฟ, ระเบิดภูเขาไฟ, หินอัคนี, หินภูเขาไฟ</keywords><date>2021-01-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3012</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1611541646.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านพื้นดิน-ธรณีวิทยา</category></row>
<row _id="1100"><Nid>3006</Nid><title>สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมด กำลังจะมากกว่าชีวมวลของสิ่งมีชีวิตทั้งโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55258644</source><detail>สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมด
กำลังจะมากกว่าชีวมวลของสิ่งมีชีวิตทั้งโลก
:
เคยมีผลการศึกษาชี้ว่า สิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์จากพลาสติก คอนกรีต โลหะแปรรูปหรือสสารอื่นๆ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ในทุกๆ 20 ปี
:
สถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มานน์ของอิสราเอล ได้คำนวณตัวเลขมวลรวมของสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 จนถึงปัจจุบัน อยู่ที่ราว 1.1 เทระตัน (Teratonne) หรือ 1.1 ล้านล้านกิโลกรัม
:
หากมนุษย์ยังคงอัตราการผลิตสิ่งต่างๆ เอาไว้ที่ราว 3 หมื่นล้านตันต่อปีเช่นนี้ จะทำให้สิ่งที่มนุษย์สร้างทั้งหมด จะมีปริมาณมากกว่า "ชีวมวล" (Biomass) หรือเนื้อสารแห้งที่ไม่รวมมวลน้ำของบรรดาพืช สัตว์ และจุลินทรีย์ต่างๆ 
:
ตัวเลขทั้งหมดตรงนี้กำลังบ่งบอกว่า โลกของเรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาใหม่ทางธรณีกาล (Geological Age) ที่เรียกว่าสมัยแอนโทรโพซีน (Anthropocene) หรือ "สมัยแห่งมนุษย์" นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3006</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1611207300.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1101"><Nid>3005</Nid><title>กินผักไฮโดรโปนิกส์ เสี่ยงมะเร็งจริงหรือ?</title><source>https://www.sanook.com/health/24593</source><detail>กินผักไฮโดรโปนิกส์ เสี่ยงมะเร็งจริงหรือ?
:
หลายๆ คนอาจเคยได้รับบทความที่ถูกส่งตามกรุ๊ปไลน์ว่า การกินผัก "ไฮโดรโปนิกส์" ทำให้เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งเต้านมถึง 300% เนื่องจากพบสารไนไตรด์มากเกินไป
:
จากที่ องค์การอาหารและยา (อย.) ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว พบว่าไม่มีความเป็นจริง ถึงแม้ไนไตรด์จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้ แต่ไม่ได้มีในปริมาณมากพอที่จะเพิ่มระดับความเสี่ยงมะเร็งได้ นอกจากนี้ สารไนไตรด์ยังพบทั้งในผักที่ปลูกในดิน และผักที่ปลูกในน้ำตามปกติอีกด้วย
:
หากใครยังมีความกังวล เราสามารถลดปริมาณสารไนไตรด์ก่อนรับประทานเข้าไปได้ ด้วยวิธีการดังนี้
:
1. นึ่งหรือต้มผักเป็นเวลา 10 นาทีก่อนรับประทาน
2. นำผักแช่ในน้ำสารละลายด่างทับทิมและน้ำเกลือ 
:
สรุปอย่างง่ายว่า ควรล้างผักให้สะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง เพื่อล้างสารพิษที่ตกค้าง เท่านี้ก็มั่นใจ ปลอดภัย หายห่วงแล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3005</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1611207257.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1102"><Nid>3004</Nid><title>เมนูลับสำหรับมื้อดึก กินอย่างไรไม่ให้อ้วน</title><source>https://www.sanook.com/health/22385</source><detail>เมนูลับสำหรับมื้อดึก กินอย่างไรไม่ให้อ้วน
:
หลายคนคงเคยเจอปัญหาการหิวยามดึก ซึ่งมักจะจบด้วยการกินและน้ำหนักที่มากขึ้นตามมา วันนี้เรามาดูเมนูลับมื้อดึก กินยังไงให้อิ่มไวและไม่อ้วน ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลยครับ
:
1. โยเกิร์ต - เป็นอาหารที่ทำให้รู้สึกอิ่ม แต่มีไขมันต่ำ แคลอรี่น้อย 
:
2. ป็อปคอร์น - ใช่ครับ อ่านไม่ผิดหรอก ป็อปคอร์นขนาด 3 ถ้วยตวงจะให้แคลอรี่ไม่ถึง 100 กรัม และมีใยอาหารมากกว่า 4 กรัม ทำให้รู้สึกอิ่ม แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นป็อปคอร์นคลีนๆ ที่ไม่ใส่เนย น้ำตาล คาราเมล หรือเกลือ
:
3. เมนูไข่ - ไม่ว่าจะไข่ต้ม ไข่ลวก ไข่ตุ๋น ไข่ 1 ใบ มีประมาณ 72 แคลอรี่เท่านั้น และทำให้รู้สึกอิ่มอีกด้วย เนื่องจากมีโปตีนถึง 6 กรัม
:
4. ผลไม้ - ผลไม้หลายชนิดนั้นจะมีสารเมลาโทนินที่ช่วยในการนอนหลับ มีความหวานจากธรรมชาติ ช่วยดับความรู้สึกอยากของหวาน
:
5. ผักสดกับเครื่องจิ้ม - หากรู้สึกอยากกินอะไร ขบเคี้ยว ลองเลือกรับประทานเป็นผักสดหั่นแท่ง ไม่ว่าจะเป็น แครอท แตงกวา กินกับเครื่องจิ้มต่างๆ เช่น น้ำพริก น้ำสลัด ซอส หรือดิปต่างๆ  จะทำให้รู้สึกอิ่มเนื่องจากมีใยอาหารสูง
:
อย่าลืมมีอาหารเหล่านี้ติดตู้เย็นไว้ ช่วยคลายความหิวในมื้อดึกได้ ไม่อ้วนแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3004</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1611204636.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1103"><Nid>3003</Nid><title>สัญญาณวิทยุจากอวกาศ คาดว่าอาจเป็นของเอเลี่ยน</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55393034</source><detail>สัญญาณวิทยุจากอวกาศ คาดว่าอาจเป็นของเอเลี่ยน
:
จากคราวก่อนเราได้นำเสนอเรื่อง "สัญญาณว้าว" (Wow Signal) ที่คาดว่าเป็นสัญญาณจากเอเลี่ยนที่ส่งออกมาจากลุ่มดาวคนถือธนู ครั้งนี้เป็นสัญญาณวิทยุจาก ดาวพร็อกซิมา เซนทอรี ซึ่งเป็นดาวฤกษ์เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กับระบบสุริยะของเรามากที่สุด
:
สัญญาณนี้เป็นคลื่นวิทยุที่ส่งออกมาเป็นลำแคบๆ ด้วยความถี่ 980 เมกะเฮิร์ตซ์ ในทิศทางที่ตรงกับตำแหน่งของ พร็อกซิมา เซนทอรี ผลจากการตรวจสอบเบื้องต้น สัญญาณนี้ไม่ได้มาจากดาวเทียมหรือเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น
:
แต่มีผลวิจัยแย้งว่า นี่อาจเป็นเพียงสัญญาณจากยานอวกาศของมนุษย์เท่านั้น และนอกจากนี้ ดาวพร็อกซิมา เซนทอรี แทบจะไม่สามารถมีสิ่งมีชีวิตได้เลย เนื่องจากไม่มีบรรยากาศและพื้นผิวมีอุณหภูมิร้อนแรง เนื่องจากอยู่ใกล้ดาวฤกษ์เกินไปนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3003</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1611204605.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1104"><Nid>3002</Nid><title>ซูเปอร์ไฮเวย์อวกาศ ทางด่วนลัดข้ามระบบสุริยะ</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55293213</source><detail>ซูเปอร์ไฮเวย์อวกาศ ทางด่วนลัดข้ามระบบสุริยะ
:
มีการค้นพบ ซูเปอร์ไฮเวย์อวกาศ (Space Superhighway) ซึ่งเป็นเครือข่ายการปฏิสัมพันธ์ระหว่างแรงโน้มถ่วงรอบดวงดาวในระบบสุริยะ ที่ช่วยเร่งให้วัตถุอวกาศต่างๆ เดินทางด้วยความเร็วสูงขึ้น
:
ซูเปอร์ไฮเวย์อวกาศเป็นการปฏิสัมพันธ์ของแรงโน้มถ่วงที่มองไม่เห็น มีลักษณะเป็นเส้นโค้งหลายเส้นเชื่อมต่อกัน ตั้งแต่แถบดาวเคราะห์น้อยระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ไปจนถึงดาวเนปจูน
:
ทางด่วนอวกาศนี้เกิดขึ้นด้วยอิทธิพลของดาวพฤหัสบดีเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นดาวเคราะห์ที่มีมวลมากที่สุดในระบบสุริยะ จึงทำให้มีแรงเหวี่ยงมากในบริเวณดังกล่าว
:
หรืออธิบายอย่างง่าย ทางด่วนอากาศคือเครือข่ายของแรงโน้มถ่วง เมื่อมีวัตถุอวกาศเข้าใกล้ จะถูกแรงเหวี่ยงมหาศาลจนทำให้วัตถุอากาศนั้นเครื่องที่ได้เร็วขึ้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/3002</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1611204567.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1105"><Nid>2989</Nid><title>หมึกยักษ์อันธพาลใต้ท้องทะเล ใช้หนวดต่อยหน้าปลาที่ไม่ชอบ</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55446426</source><detail>หมึกยักษ์อันธพาลใต้ท้องทะเล ใช้หนวดต่อยหน้าปลาที่ไม่ชอบ
:
มีการค้นพบภาพวิดีโอหมึกยักษ์ในทะเลแดง (Red Sea)ใช้หนวดปล่อยหมัดเข้าใส่ปลาอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทำให้ปลาที่เป็นเพื่อนร่วมทีมหาอาหารต้องล่าถอยออกไปในทันที
:
ทีมผู้วิจัยเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า "การกำจัดเชิงรุก" (Active Displacement) เมื่อหมึกยักษ์ออกหากินเป็นกลุ่ม แต่รู้สึกว่ามีสมาชิกมากเกินไป ทำให้แบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัวจึงใช้กำลัง หรืออาจเป็นการทำโทษสมาชิกตัวอื่นที่ไม่ทำอะไร คอยแต่ว่ายตามฝูงเพื่อรอกินอาหารเท่านั้น
:
นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังกล่าวอีกว่า การกระทำนี้อาจมีความเป็นไปได้ทางทฤษฎีสองประการ คือ หมึกยักษ์ต่อยเพื่อนปลาเพื่อจัดระเบียบภายในทีมล่า หรือไม่ก็เป็นการแสดงความเกลียดชังล้วนๆ นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2989</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1610647698.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1106"><Nid>2988</Nid><title>ผลสแกนสมองชี้ สุนัขเข้าใจภาษามนุษย์ได้น้อยกว่าที่เราคิด</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55302415</source><detail>ผลสแกนสมองชี้
สุนัขเข้าใจภาษามนุษย์ได้น้อยกว่าที่เราคิด
:
คนที่เลี้ยงสุนัขมักเข้าใจกันว่า สุนัขสามารถเข้าใจภาษาของมนุษย์ได้ แต่ข้อเท็จจริงจากการทดลองทางประสาทวิทยาครั้งล่าสุด พบว่าการสื่อสารกับสุนัขด้วยภาษาพูดของมนุษย์อาจไม่มีประสิทธิภาพมากเท่ากับที่เคยเข้าใจกันมา
:
โดยผลการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าสมองกับสุนัขที่เข้าร่วมการทดลอง เพื่อสแกนดูการทำงานของเซลล์ประสาทสมอง ผลที่ได้คือ สมองของสุนัขไม่มีการตอบสนองที่แตกต่างจากเดิม เมื่อได้ยินเสียงของคำไร้ความหมายที่ฟังดูคล้ายกัน 
:
หรือสรุปง่ายๆ สุนัขสามารถรับฟังภาษาพูดของมนุษย์ โดยจับน้ำเสียงและทำความเข้าใจโทนเสียงของการพูดโดยทั่วไปได้เท่านั้น แต่ไม่อาจแยกรายละเอียดของคำในประโยคได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2988</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1610647654.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1107"><Nid>2987</Nid><title>ล้างพิษน้ำตาล (Sugar Detox) ลดความเสี่ยงจากการกินหวาน</title><source>https://www.sanook.com/health/26337</source><detail>ล้างพิษน้ำตาล ลดความเสี่ยงจากการกินหวาน
:
การรับประทานน้ำตาลมากเกินไปนั้นมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันพอกตับ หรือฟันผุ เป็นต้น 
:
การล้างพิษน้ำตาล (Sugar Detox) คือ การทำให้เรามีความต้องการที่จะกินของหวานลดลง ลดอาการติดหวาน ร่างกายก็จะลดความเสี่ยงที่ว่านั่นลงไปด้วยนั่นเอง
:
เริ่มต้นการทำ Sugar Detox อย่างไรได้บ้าง?
1. อย่าหักดิบ ให้ทำการค่อยๆ ลดปริมาณอาหารหวานที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวัน
2. หลายคนรับน้ำตาลจำนวนมาก ส่วนใหญ่มาจากเครื่องดื่ม เช่น น้ำอัดลม หรือชานมไข่มุก ลองอดใจแล้วเปลี่ยนเป็นดื่มน้ำเปล่าแทน
3. อ่านฉลากก่อนรับประทาน คอยสังเกตปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในอาหาร หากมีปริมาณน้ำตาลสูง ควรจะหลีกเลี่ยง
4. งดกินขนมจุกจิก เพราะขนมเหล่านี้ทำให้เราเพลิดเพลินกับการกิน และเป็นสาเหตุทำให้เราได้รับน้ำตาลมากเกินความจำเป็น ลองหันมาเลือกกินอาหารที่น้ำตาลน้อยแทน เช่น ถั่ว ไข่ เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ต่างๆ
:
รับรองว่าถ้าทำตามนี้ เราจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น ห่างไกลโรคภัย และที่สำคัญเราจะมีรูปร่างที่ดีเป็นผลพลอยได้ด้วยล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2987</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1610647614.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1108"><Nid>2986</Nid><title>กำเนิดแล้ว...ทารกที่เกิดจากตัวอ่อนแช่แข็ง 27 ปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55163588</source><detail>กำเนิดแล้ว...ทารกที่เกิดจากตัวอ่อนแช่แข็ง 27 ปี
:
ศูนย์บริจาคตัวอ่อนแห่งชาติ (National Embryo Donation Center : NEDC) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่เก็บตัวอ่อนแช่แข็งของคนไข้ที่เข้ารับการทำเด็กหลอดแก้วไว้ ได้เปิดเผยว่า ครอบครัวจากรัฐเทนเนสซีครอบครัวหนึ่ง เผชิญกับการมีบุตรยากมานานหลายปี จึงได้ติดต่อเข้ารับตัวอ่อนจากศูนย์บริจาคนี้
:
จากข้อมูลของ NEDC ตัวอ่อนอายุ 24 ปี เคยเป็นตัวอ่อนที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้พัฒนากลายเป็นทารก แต่ในครั้งนี้ มอลลี กิบสัน จากครอบครัวรัฐเทนเนสซี ทุบสถิติทารกที่เกิดจากตัวอ่อนแช่แข็งนานถึง 27 ปี ซึ่งถือว่าเป็นตัวอ่อนที่มีการแช่แข็งไว้นานที่สุดนั่นเอง
:
ซึ่งทารกคนแรกที่เกิดจากตัวอ่อนแช่แข็งที่ได้มาจากการบริจาคของคนไข้ทำเด็กหลอดแก้ว เกิดในออสเตรเลียเมื่อปี ค.ศ. 1984
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2986</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1610647583.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1109"><Nid>2985</Nid><title>ภูเขาน้ำแข็งกำลังจะปิดทางเข้า-ออก ที่อยู่ของเพนกวินและแมวน้ำนับแสนตัว</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55204899</source><detail>ภูเขาน้ำแข็งกำลังจะปิดทางเข้า-ออก
ที่อยู่ของเพนกวินและแมวน้ำนับแสนตัว
:
จากการออกสำรวจและบันทึกภาพล่าสุดของภูเขาน้ำแข็ง A68A กำลังอยู่ในเส้นทางที่จะเข้าชนปะทะและเกยตื้นกับชายฝั่งเกาะเซาท์จอร์เจีย (South Georgia) ซึ่งอยู่ห่างจาก "เกาะสวรรค์" ที่อยู่อาศัยของเพนกวินและแมวน้ำนับแสนตัว ออกไปราว 200 กิโลเมตร
:
หากภูเขาน้ำแข็งปะทะกับชายฝั่งเกาะเซาท์จอร์เจีย จะปิดทางออกหากินในทะเลของฝูงสัตว์บนเกาะจำนวนมาก อาจส่งผลกระทบอย่างหนักกับระบบนิเวศน์ อาจหนักถึงขั้นสูญพันธุ์ เนื่องจากน้ำแข็งจะปิดอยู่บริเวณนี้นับ 10 ปีกว่าจะละลายหายไป
:
แต่โลกยังมีความหวัง เพราะหากกระแสน้ำช่วยพัดพาให้ภูเขาน้ำแข็งลอยอ้อมลงไปทางใต้ของเกาะ ก่อนที่จะวกขึ้นไปทางตะวันตกเฉียงเหนือและเจอเข้ากับกระแสน้ำอุ่น จะทำให้น้ำแข็งละลายได้เร็วและไม่กระทบกับระบบนิเวศน์นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2985</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1610647548.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1110"><Nid>2984</Nid><title>อะไรคือ "เคนมผง"</title><source>https://news.trueid.net/detail/GoZnOvG63vqo</source><detail>ส่วนประกอบของ"เคนมผง"
ส่วนผสมของยาดังกล่าวมี 4 ชนิด คือเฮโรอีน เคตามีน ไอซ์ และยานอนหลับ จากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่าตัวยาที่อันตรายที่สุดคือเฮโรอีน เนื่องจากยาเสพติดชนิดดังกล่าวมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดอาการโอเวอร์โดสจนถึงขั้นเสียชีวิตได้มากที่สุด โดยมียานอนหลับเป็นตัวประสานตัวยาและตัวเร่งฤทธิ์ของยาทั้งหมด ผู้เสพจะมีอาการมึนเมาเหมือนคนเมาเหล้าแต่จะไม่มีกลิ่นสุรา และจะมีอาการสะลึมสะลือ โดยอาการที่อันตรายที่สุดคืออาการปากเขียวคล้ำ และมีเลือดออกทางจมูก เนื่องจากอาการดังกล่าวแปลว่าผู้เสพมีอาการเสพยาเกินขนาดจนร่างกายไม่สามารถรับได้ หรือน็อคยา หากพบอาการดังกล่าวให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด หากเสพเพียงครั้งเดียวก็อาจถึงแก่ชีวิตได้เพราะเป็นยาที่มีขนาดค่อนข้างรุนแรง


อาการของการเสพ
ผู้เสพมักจะมีอาการสลบ ช่วยตัวเองไม่ได้ สมองสั่งการให้หายใจไม่ได้ หัวใจเต้นเร็ว มีอาการรุนแรง ประสาทหลอน คิดว่าจะถูกทำร้ายเป็นสาเหตุของการทะเลาะวิวาท ทั้งนี้ การเสพ “ยาเคนมผง” ร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเพิ่มความเสี่ยงทำให้ผู้เสพเสียชีวิต และสามารถเกิดขึ้นได้แม้จะเสพเป็นครั้งแรก ซึ่งในขณะนี้พบผู้เสียชีวิตที่อาจเกิดจาการเสพยาเคนมผง จำนวนหลายหลาย ในบางรายที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

มีสารที่ใช้ประหารนักโทษ
มีการส่งตัวอย่างให้กับแพทย์​ผู้เชี่ยวชาญ​ (เฉพาะ​กิจ)​ คัดแยก​สารส่วนผสม​ทั้งหมด​ของ " ยาเคนมผง " หนึ่ง​ในนั้นคือสารประกอบการใช้งาน​เกี่ยวกับการประหารชีวิต​นักโทษ มีดังนี้​
▪️Sodium Pentothai โซเดียม เพนโทธาล ที่ทำให้นักโทษหมดสติ ปริมาณ 20-25 มิลลิลิตร
▪️Pencuronium bromide แพนคิวโรเนียม โบรไมด์ ที่ออกฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ ปริมาณ 50 มิลลิลิตร
▪️Potassium chloride โพแทสเซียม คลอไรด์ ที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น ปริมาณ 50 มิลลิลิตรเช่นกัน
.

สารดังกล่าว​ไม่ใช่ยาพิษ​แต่เป็นยาทั่วไป​ ถ้าใช้เกินขนาดก็มีผลทำให้ตายได้
</detail><keywords>ยาเค, เคนมผง, ยาเสพติด, ยาเคนมผง</keywords><date>2021-01-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2984</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1610611702.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1111"><Nid>2971</Nid><title>ไข่ กินอย่างไรให้เหมาะกับอายุ</title><source>https://www.sanook.com/health/25851/</source><detail>การรับประทานไข่ให้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องคำนึงถึงวัย และสุขภาพของผู้บริโภคเป็นสำคัญด้วย หญิงตั้งครรภ์ และให้นมบุตร ไข่มีสารอาหารที่จำเป็นต่อการส่งเสริมพัฒนาการทางสมองและเนื้อเยื่อประสาทของตัวอ่อน ทั้งโฟเลต โคลีน โปรตีน และธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยป้องกันความผิดปกติในทารกแรกเกิดได้ดี นักโภชนาการจึงแนะนำให้รับประทานไข่วันละ 1 ฟอง
ทารกอายุ 6-7 เดือน สำหรับปริมาณโปรตีนที่เด็กทารกอายุ 6-7 เดือนต้องการในแต่ละวัน จะเท่ากับปริมาณไข่ครึ่งฟอง นักโภชนาการจึงแนะนำให้นำไข่ต้มสุกครึ่งฟองมาบดกับข้าวในครั้งแรก และควรให้ในปริมาณที่น้อย ๆ ก่อน 
ทารกอายุ 8-12 เดือน ทารกเริ่มมีอายุมากขึ้น สามารถเพิ่มปริมาณของไข่ได้ โดยให้อยู่ครึ่งฟอง – 1 ฟองต่อวัน เด็กอายุ 1-5 ปี เด็กวัยเรียน และวัยรุ่น เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 1 ขวบขึ้นไป จนถึงวัยรุ่น สามารถรับประทานไข่ได้ทุ
กวัน วันละ 1 ฟอง
วัยทำงาน และผู้สูงอายุ ในกรณีที่มีสุขภาพดี ไม่มีปัญหาเรื่องไขมันในเลือดสูง สามารถรับประทานไข่ได้ทุกวัน วันละ 1 ฟองเช่นกัน
ผู้ป่วยที่มีภาวะต่าง ๆ สำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง หรือผู้ที่มีความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจ และภาวะคอเลสเตอรอลสูง แนะนำให้บริโภคในปริมาณ 3 ฟอง / สัปดาห์ และจำเป็นต้องดูแลการบริโภคอาหารอย่างอื่นร่วมด้วย หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
ไม่ควรกินไข่ดิบ
การบริโภคไข่ที่ดี คือการรับประทานไข่ที่สุก และไม่ผ่านการแปรรูป จึงจะได้ประโยชน์สูงสุด เพราะไข่ขาวที่ดิบจะมีสารอะวิดิน ซึ่งไปขัดขวางการดูดซึมของวิตามินที่เรียกว่าไบโอตินหรือวิตามินเอชได้
</detail><keywords>ไข่, egg, ไข่กินอย่างไรให้เหมาะกับอายุ</keywords><date>2020-11-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2971</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1609986557.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1112"><Nid>2968</Nid><title>ช่วงเวลาในการทานอาหาร 3 มื้อ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/53449-ช่วงเวลาในการทานอาหาร%203%20มื้อ.html</source><detail>เรื่องอาหารการกินถือเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกับการกินอาหารให้ถูกมื้อและถูกช่วงเวลา จะช่วยทำให้สามารถนำสารอาหารไปบำรุงเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเต็มที่
	มื้อเช้า (07.00 – 09.00 น.) เป็นช่วงเวลาที่กระเพาะอาหารทำงานได้ดีที่สุด หากทานช่วงนี้จะทำให้กระเพาะแข็งแรง ขับถ่ายเป็นปกติ
	มื้อกลางวัน (12.30 น.) ควรรอเวลาหลังเที่ยงไปนิดแล้วค่อยทาน เลือกทานคาร์โบไฮเดรตไม่ขัดสี และผลไม้เพื่อเพิ่มพลังให้ร่างกาย
	มื้อเย็น (ก่อนสองทุ่ม) กินอาหารแต่พอดี หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง น้ำอัดลม และเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ โกโก้เย็น เครื่องดื่มชูกำลัง เพราะจะเข้าไปทำให้ประสาทตื่นตัวจนนอนไม่หลับ
</detail><keywords>เวลา, อาหาร, กิน, กระเพาะอาหาร, ร่างกาย</keywords><date>2021-01-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2968</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1609916791.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1113"><Nid>2967</Nid><title>วันนี้คุณล้างมือแล้วหรือยัง?</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/53324-วันนี้คุณล้างมือแล้วหรือยัง.html</source><detail>สิ่งของสำคัญที่เชื่อว่าหลายคนต้องมีติดตัวในตอนนี้คือ เจลแอลกอฮอล์ เอาไว้ล้างมือหลังจากหยิบจับสิ่งของต่างๆ โดยในการล้างมือแต่ละครั้งนั้น ต้องล้างให้สะอาดย่างน้อย 20 วินาที โดยล้างมือด้วยน้ำและสบู่ดีที่สุด หรือใช้เจลล้างมือที่มีแอลกอฮอล์เข้มข้น 70 % ขึ้นไป ถูให้ทั่วแล้วปล่อยให้แห้ง โดยให้ปฏิบัติดังนี้
1.	ล้างมือบ่อยๆ ลดโอกาสรับเชื้อจากการสัมผัส
2.	ล้างมือหลังจับของสาธารณะ ป้องกันเชื้อที่จะติดมาด้วย
3.	ล้างมือเมื่อถึงบ้าน ไม่พาเชื้อโรคมาติดคนและของในบ้าน
4.	ล้างมือก่อนกิน ไม่นำเชื้อเข้าไปปนเปื้อนอาหารและช้อนส้อมที่จับ
5.	ล้างมือหลังกิน ไม่นำเชื้อออกไปก่อนทำอย่างอื่น
</detail><keywords>ล้างมือ, เจลแอลกอฮอล์, น้ำ, สบู่, เชื้อโรค</keywords><date>2021-01-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2967</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1609916647.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1114"><Nid>2951</Nid><title>ธารน้ำแข็งในประเทศจีน กำลังละลายหายไปตลอดกาล</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55114056</source><detail>ธารน้ำแข็งในประเทศจีน
กำลังละลายหายไปตลอดกาล
:
ธารน้ำแข็งยาวคดเคี้ยวราว 800 กม. บริเวณเทือกเขาฉีเหลียน ตั้งอยู่ในเขตรอยต่อระหว่างมณฑลกานซูกับมณฑลชิงไห่ มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลกว่า 4,000 เมตร มีโอกาสที่จะละลายหายไปตลอดกาล ด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.5 องศาเซลเซียส
:
พบว่าน้ำแข็งละลายในอัตราที่รวดเร็วขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับในช่วงศตวรรษที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์หลายคนคาดการณ์ว่า ธารน้ำแข็งหลายสายอาจหายไปจนหมดสิ้นภายในสิบปีข้างหน้านี้
:
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เป็นผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนนั่นเอง ถ้ามนุษย์โลกยังไม่สามารถช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ได้ ธารน้ำแข็งนี้อาจเหลือไว้แค่ในประวัติศาสตร์เท่านั้น ก่อนจะหายไปตลอดกาล
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2951</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1609767762.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1115"><Nid>2950</Nid><title>กินอาหารทะเลอย่างไรให้ปลอดภัยจาก COVID-19</title><source>https://www.sanook.com/health/26705</source><detail>กินอาหารทะเลอย่างไรให้ปลอดภัยจาก COVID-19
:
จากข่าวการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่นี้ ทำให้อาหารทะเลกลายเป็นจำเลยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เดี๋ยวก่อน! หากเรารับมืออย่างถูกต้อง เราก็สามารถกินอาหารทะเลได้ตามปกติ มีข้อควรระวังอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ
:
เลี่ยงอาหารทะเลดิบ กินอาหารทะเลปรุงสุกด้วยความร้อน : COVID-19 สามารถทำลายด้วยความร้อน 56 องศานานครึ่งชั่วโมง หรือเชื้อจะตายทันทีที่อุณหูมิ 100 องศา

ล้างมือให้สะอาด หากต้องจับอาหารทะเลด้วยมือเปล่า : ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ทันทีหลังหยิบจับอาหารทะเลด้วยมือเปล่า

ผู้ค้าขายต้องมีมาตรการควบคุมดูแลความสะอาดระหว่างขนส่ง : เลือกร้านขายอาหารทะเลที่เชื่อถือได้ มีความปลอดภัย
:
ดังนั้นหากเราทำตามดังที่กล่าวมา เราก็จะสามารถกินอาหารทะเลได้อย่างมีความสุขแล้วล่ะครับ 
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2950</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1609767725.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1116"><Nid>2949</Nid><title>ออกกำลังกาย 40 นาที ชดเชยผลเสียจากการนั่งทำงานทั้งวัน</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55117507</source><detail>ออกกำลังกาย 40 นาที
ชดเชยผลเสียจากการนั่งทำงานทั้งวัน
:
ผลวิจัยในวารสารเวชศาสตร์การกีฬาของอังกฤษ เผยว่า การออกกำลังกายโดยใช้แรงในระดับปานกลางนาน 40 นาที สามารถชดเชยผลเสียที่เกิดขึ้นกับร่างกายจากการนั่งนานถึงวันละ 10 ชั่วโมงไปได้อย่างแท้จริง
:
การออกกำลังกายเพื่อลดผลเสียต่อสุขภาพจากการนั่งนานทำได้หลายรูปแบบ เช่น การเดินเร็ว การปั่นจักรยาน หรือการเดินขึ้นลงบันไดให้มากขึ้น เป็นต้น
:
ผลวิจัยนี้ยังสอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งแนะให้คนทั่วไปออกกำลังโดยใช้แรงในระดับปานกลาง 150 - 300 นาทีต่อสัปดาห์ เพื่อชดเชยพฤติกรรมการไม่ขยับตัวของมนุษย์ในยุคปัจจุบันนั่นเอง
:
เอาล่ะ หากใครรู้ตัวว่านั่งเรียนหรือทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ได้เวลาออกกำลังกายวันละ 40 นาที เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนกันเถอะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2949</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1609767684.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1117"><Nid>2948</Nid><title>โลกอยู่ใกล้หลุมดำกว่าที่คิดจากการวัดระยะทางของโลกถึงกาแล็กซี่</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-55159126</source><detail>โลกอยู่ใกล้หลุมดำกว่าที่คิด
จากการวัดระยะทางของโลกถึงกาแล็กซี่
:
โครงการความร่วมมือ "เวร่า" (VERA) เผยผลการตรวจวัดระยะทางจากโลกถึงใจกลางกาแล็กซี่ทางช้างเผือกด้วยเทคนิคใหม่ที่แม่นยำกว่าเดิม พบว่าโลกอยู่ห่างจากหลุมดำมวลยิ่งยวด ซาจิตทาเรียสเอสตาร์ เป็นระยะทาง 25,800 ปีแสง ใกล้กว่าที่เคยคาดกันไว้เกือบหนึ่งพันปีแสง
:
แต่ไม่ต้องตกใจไปนะครับ โลกเราไม่ได้เข้าใกล้หลุมดำมากขึ้น ระยะห่างยังเท่าเดิม เพียงแต่มีการปรับปรุงค่าของระยะทางให้แม่นยำขึ้นเท่านั้น
:
โครงการนี้ใช้การทำงานร่วมกันระหว่างกล้องโทรทรรศน์วิทยุจำนวนหนึ่งที่ตั้งอยู่ทั่วประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้สำรวจท้องฟ้าได้ด้วยความละเอียดเท่ากับใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดยักษ์
:
ถึงแม้ว่าการปรับปรุงตัวเลขในครั้งนี้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนัก แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญให้มนุษย์ทำความเข้าใจอวกาศได้อย่างแม่นยำมากขึ้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2948</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1609767642.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1118"><Nid>2947</Nid><title>สัญญาณ "ว้าว" จากดาวคนถือธนูเมื่อ 43 ปีที่แล้ว อาจมาจากมนุษย์ต่างดาว</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55114052</source><detail>สัญญาณ "ว้าว" จากดาวคนถือธนูเมื่อ 43 ปีที่แล้วอาจมาจากมนุษย์ต่างดาว
:
เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1977 กล้องโทรทรรศน์วิทยุบิ๊กเอียร์ ตรวจจับสัญญาณวิทยุกำลังสูงในย่านความถี่แคบจากห้วงอวกาศได้เป็นเวลา 72 วินาที มีความเป็นไปได้มากที่สุดว่าเป็นสัญญาณจากมนุษย์ต่างดาว
:
มีการสันนิษฐานว่าน่าจะมาจาก กลุ่มดาวคนถือธนู หรือซาจิตทาเรียส (Sagittarius) ถูกเรียกว่า "สัญญาณว้าว" โดยตั้งชื่อตามคำเขียนของนักดาราศาสตร์ผู้หนึ่งที่เขียนไว้ตรงริมขอบกระดาษซึ่งเต็มไปด้วยข้อมูลรหัส
:
หลังจากนั้นได้มีการเผยแพร่งานวิจัยว่า ค้นพบแหล่งต้นกำเนิดของสัญญาณนี้แล้ว โดยชี้ว่าอาจมาจากหนึ่งในดาวฤกษ์ของกลุ่มดาวคนถือธนู
:
นอกจากนี้ยังมีการระบุด้วยว่า ดาวฤกษ์ 2MASS 19281982-2640123 เข้าข่ายจะเป็นดาวฤกษ์ศูนย์กลางของระบบสุริยะ ซึ่งอาจจะมีดาวเคราะห์บริวารเป็นบ้านของเอเลี่ยนทรงภูมิปัญญารวมอยู่ด้วยมากที่สุดนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2021-01-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2947</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1609753980.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1119"><Nid>2934</Nid><title>ต้นไม้คริสต์มาส หรือต้นพอยน์เซตเทีย (Poinsettia)</title><source>https://guru.sanook.com/4488</source><detail>ต้นไม้คริสต์มาส หรือต้นพอยน์เซตเทีย (Poinsettia)
:
มีตำนานเล่าว่า ในวันที่พระเยซูประสูติ สาวกและผู้คนทั้งหลายล้วนมอบของขวัญที่วิเศษที่สุดให้กับพระเยซู
:
มีหญิงสาวผู้ยากไร้แต่ศรัทธาในพระเยซูคนหนึ่ง เธอไม่มีของขวัญอะไรไปมอบให้ เธอจึงก้มลงเก็บวัชพืชริมทางเพื่อนำไปมอบให้แทน และด้วยศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของเธอ นับแต่วันนั้น วัชพืชนั้นกลับงอกงาม กลายเป็นช่อดอกไม้สีแดงสดสวยงาม
:
ต้นไม้ชนิดนี้คือ ต้นพอยน์เซตเทีย (Poinsettia) หรือที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Euphorbia Pulcherrima Wild มีลักษณะเป็นไม้พุ่มสูง 1 - 3 เมตร ใบคล้ายรูปไข่ปลายแหลม ขอบใบหยัก มีสีเขียวทั้งต้น ใบเลี้ยงของต้นพอยน์เซตเทียจะเปลี่ยนเป็นสีแดงในช่วงปลายเดือนธันวาคม จึงถูกเรียกว่าต้นคริสต์มาส ส่วนต้นสน คือ ต้นไม้ที่นำมาประดับตกแต่งในวันคริสมาสต์นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2934</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1608757020.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1120"><Nid>2933</Nid><title>5 วิธีการรับมือกับกลุ่มคนประเภท Toxic People</title><source>https://health.kapook.com/view233506.html</source><detail>5 วิธีการรับมือกับ Toxic People
:
Toxic People คือ คนที่มีพฤติกรรมมองโลกในแง่ร้ายตลอดเวลา ไม่เคยยอมรับความผิด คิดว่าตัวเองถูกเสมอ ไม่พยายามเข้าใจคนอื่น เห็นแก่ตัว ชอบยุแยง พึ่งพาไม่ได้ และเห็นใครดีกว่าไม่ได้
:
เพื่อนๆ อาจสงสัยว่าจะมีใครที่จะ Toxic ได้ขนาดนี้เลยเหรอ? ต้องขอบอกว่า Toxic Person มีอยู่ในทุกสังคมจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่โรงเรียน หรือแม้กระทั่งเพื่อนร่วมงาน
:
วิธีรับมือกับ Toxic People
1. อยู่ให้ห่างจากคนเหล่านี้
2. อย่าเล่าเรื่องส่วนตัวให้ฟัง
3. ทำหูทวนลม อย่าใส่ใจคำพูด
4. อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งที่เขาพูด ควรหาความจริงทุกครั้ง
5. พยายามเข้าใจและให้อภัย
:
ถึงแม้ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงคนพวกนี้ไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองและรับมือกับคนพวกนี้ได้ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2933</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1608756983.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1121"><Nid>2932</Nid><title>3 วิธี บอกลา "พุง" แบบสุขภาพดี</title><source>https://www.sanook.com/health/26227</source><detail>3 วิธี บอกลา "พุง" แบบสุขภาพดี
:
“พุง” ในทางการแพทย์ เกิดจากไขมันในช่องท้องที่เรียกว่า Visceral Fat เป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการ เพราะนอกจากจะทำให้เสียบุคคลิก ไม่มั่นใจ ยังเป็นสาเหตุของโรคร้ายต่างๆ ในอนาคตอีกด้วย วันนี้เรามาดู 3 วิธีกำจัดพุงให้เห็นผลแบบถูกสุขภาพกันเถอะ
:
1. พยายามเลี่ยงอาหารก่อพุง
โดยเฉพาะ น้ำตาล น้ำหวาน น้ำอัดลม แป้งขัดขาว แอลกอฮอล์ อาหารทอด

2. การออกกำลังแบบแอโรบิก
หรือการออกกำลังที่มีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างต่อเนื่องและยาวนาน  เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ จักรยาน เป็นต้น

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนที่เพียงพอทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้เต็มที่
:
จริงๆ แล้วการลดพุงไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่กินอาหารที่ถูกหลัก หมั่นออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ เท่านี้ก็เตรียมบอกลาพุงได้แล้วล่ะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2932</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1608756947.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1122"><Nid>2931</Nid><title>ความรู้เรื่องหลอดไฟทั้ง 5 ชนิด ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/82635/-blo-scieng-sci-</source><detail>ความรู้เรื่องหลอดไฟทั้ง 5 ชนิด ที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน
:
หลอดไฟ นับเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เราใช้กันทุกวัน มีหลายแบบ หลายประเภทให้เลือกในท้องตลาด วันนี้เรามาดูหลักการของการเลือกหลอดไฟให้ตรงกับความต้องการของเรากันครับ
:
ประเภทของหลอดไฟ
1. หลอดอินแคนเดสเซนต์ (Incandescent) หรือหลอดไส้ : หลักการทำงาน คือ การปล่อยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไส้หลอด เป็นหลอดที่มีอายุการใช้งานค่อนข้างสั้น

2. หลอดทังสเตน-ฮาโลเจน (Tungsten halogen) : มีการทำงานคล้ายหลอดไส้ แต่แสงไฟจากหลอดประเภทนี้จะให้คุณภาพที่ดีกว่า และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า

3. หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent) : ใช้หลักการแปลงกระแสไฟฟ้าเป็นแสงสว่าง โดยใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดไส้ถึง 5 เท่า 

4. หลอดแอลอีดี (LED) : เป็นหลอดที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นประมาณ 80% เมื่อเทียบกับหลอดไฟแบบเก่า ลดการสูญเสียพลังงาน อายุการใช้งานยาวนาน มีขนาดเล็ก

5. หลอดชนิดปล่อยประจุความเข้มสูง (HID) : เป็นหลอดไฟชนิดประจุความเข้มสูง มักใช้กับภายนอก เช่น ไฟถนน หรือไฟในสนามกีฬา
:
ส่วนใครที่ไม่รู้จะเลือกใช้หลอดไฟชนิดไหน ขอให้คำนึงถึงเรื่องกำลังไฟที่จะใช้ อายุการใช้งาน และสีของแสงที่ต้องการ หรือรับคำแนะนำได้ที่พนักงานขายได้เลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2931</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1608756910.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1123"><Nid>2930</Nid><title>เคล็ดไม่ลับ การชุบชีวิตผ้าสีตกให้กลับมาสดใสอีกครั้ง</title><source>https://home.kapook.com/view234125.html</source><detail>เคล็ดไม่ลับ
การชุบชีวิตผ้าสีตกให้กลับมาสดใสอีกครั้ง
:
ปัญหากวนใจเวลาซักผ้า นอกจากจะผ้าไม่หอม ขจัดคราบออกไม่หมด มีกลิ่นอับ ก็มีเรื่องผ้าสีตกนี่แหละที่ปวดหัวไม่แพ้กัน แต่ไม่ต้องกังวลไป วันนี้เรามีวิธีง่ายๆ ที่จะสามารถชุบชีวิตผ้าสีตกให้กลับมาสดใสอีกครั้ง
:
ขั้นตอนการแก้ไขผ้าสีตก
1. ซักซ้ำทันที : หากรู้ตัวว่าผ้าสีตกซะแล้ว ให้รีบซักซ้ำทันที
2. น้ำส้มสายชู : ผสมน้ำส้มสายชูขาว 1 ถ้วยตวง กับ น้ำเย็น 1 แกลลอน เข้าด้วยกัน แช่ผ้าสีตกไว้ 30 นาที นำมาล้างน้ำเย็นก่อนจะซักซ้ำอีกครั้ง (*เหมาะกับผ้าสีขาว)
3. น้ำมะนาว : บีบมะนาวลงไปบนจุดที่สีตก น้ำมะนาวจะช่วยดูดสีออกได้
4. น้ำยาล้างจานกับแอมโมเนีย : ผสมกันอย่างละ 1 ส่วน ขัดบริเวณคราบแล้วแช่ไว้ประมาณ 30 นาที ก่อนจะนำมาล้างออกด้วยน้ำสะอาด
5. ชาเขียวและเกลือ : ละลายชาเขียวกับน้ำร้อน โดยกะให้ชาเขียว 1 ถุง ต่อน้ำร้อน 0.2 ลิตร แล้วใส่ผ้าที่สีตกใส่ลงไปแช่ประมาณ 15 นาที นำออกมาพาดและโรยเกลือให้ทั่ว ทิ้งไว้อีก 15 นาทีก่อนซักตามปกติ
:
หากใครลองแล้ววิธีไหนได้ผลที่สุดหรือใครมีวิธีที่เจ๋งกว่านี้ มาบอกต่อกันได้เลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2930</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1608756877.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1124"><Nid>2929</Nid><title>MERRY CHRISTMAS</title><source> https://www.sanook.com/campus/944339/</source><detail>วันคริสต์มาส คือ การฉลองวันประสูติของพระเยซูผู้เป็นศาสดาสูงสุดของชาวคริสต์ทั่วโลก เป็นวันฉลองที่มีความสำคัญ และมีความหมายมากที่สุดวันหนึ่ง เพราะชาวคริสต์ถือว่า พระเยซูมิใช่เป็นแต่เพียงมนุษย์ธรรดาๆ ที่มาเกิดเหมือนเด็กทั่วไป แต่พระองค์เป็นบุตรของพระเจ้าผู้สูงสุด และมีพระธรรมชาติเป็นพระเจ้า และเป็นมนุษย์ในพระองค์เอง การบังเกิดของพระองค์ จึงเป็นเหตุการณ์พิเศษ ที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนด้วย
ทำไมจึงฉลองคริสต์มาสวันที่ 25 ธันวาคม
ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ (ลก.2:1-3) บันทึกไว้ว่าพระเยซูเจ้าบังเกิด ในสมัยที่จักรพรรดิซีซ่าร์ออกัสตัส ให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยมีคีรินิอัสเป็นเจ้าครองเมืองซีเรีย ซึ่งในพระคัมภีร์ไม่ได้บอกว่า เป็นวัน หรือเดือนอะไร แต่นักประวัติศาสตร์ให้เหตุผลว่า ทื่คริสตชน เลือกเอาวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันฉลองคริสต์มาส ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 4 เป็นต้นมา เนื่องจาก ในปี ค.ศ. 274 จักรพรรดิเอาเรเลียน ได้กำหนดให้วันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันฉลอง วันเกิดของสุริยเทพผู้ทรงพลัง ชาวโรมันฉลองวันนี้อย่างสง่า และถือเสมือนว่าเป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะพระจักรพรรดิก็เปรียบเสมือน ดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์
ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปีติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง
</detail><keywords>Christmas, ซานตาคลอส, ถุงเท้า, พระเยซู, ต้นคริสต์มาส</keywords><date>2020-12-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2929</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1608688430.png</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1125"><Nid>2928</Nid><title>MERRY CHRISTMAS</title><source xsi:nil="true" /><detail xsi:nil="true" /><keywords xsi:nil="true" /><date xsi:nil="true" /><url>http://www.stkc.go.th/node/2928</url><img_link xsi:nil="true" /><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="1126"><Nid>2915</Nid><title>โรคระบาดในประวัติศาสตร์ คร่าชีวิตผู้คนนับล้าน</title><source>http://www.thailandnstfair.com/virtual/booth/micro-monster/pano/</source><detail>การแพทย์สมัยใหม่ในยุคนี้มีความเจริญก้าวหน้ามาก เราจึงรับมือจากการเรียนรู้เหตุการณ์โรคระบาดที่เกิดขึ้นในอดีต แต่สำหรับผู้คนยุคโบราณ การแพทย์นั้นยังไม่พัฒนาทัดเทียมกับยุคปัจจุบัน เมื่อเกิดโรคระบาดแต่ละครั้งจึงมีความรุนแรงทำให้มีผู้เสียชีวิตสูงมาก และนี่คือเหตุการณ์โรคระบาดร้ายแรงที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

โรคระบาดเอเธนส์ 

ณ ค่ายทหาร เมืองเอเธนส์ มีผู้คนป่วยด้วยโรคประหลาด คือ มีไข้ ตาแดงและอักเสบ ภายในลำคอหรือกลายเป็นเลือดและมีลมหายใจที่มีกลิ่นเหม็น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 1 แสนคน

โรคระบาดอันโทนีน 

โรคระบาดอันโทนีน หรืออีกชื่อหนึ่งว่า the Plague of Galen คือ โรคฝีดาษหรือไข้ทรพิษที่ระบาดในอาณาจักรโรมันสร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่กรุงโรมเป็นอย่างมากด้วยจำนวนผู้เสียชีวิตที่มากถึง 5 ล้านคน นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า การระบาดครั้งแรก เกิดจากทหารที่กลับจากการรบกับพาร์เธีย (Parthia) การระบาดในครั้งนี้นำสู่จุดจบของจักรวรรดิโรมัน

กาฬโรคแห่งจัสติเนียน

จักรพรรดิจัสติเนียน (Emperor Justinian) เป็นผู้ปกครองจักรวรรดิไบเซนไทม์ (Byzantine) ในช่วงที่พระองค์ทรงครองจักรวรรดิ เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ ซึ่งถูกตั้งชื่อว่า กาฬโรคจัสติเนียน โรคระบาดครั้งนี้มีต้นกำเนิดมาจากจีน และแพร่กระจายสู่กรุงคอนสแตนติโนเปิลจากธัญพืชที่นำเข้าจากอียิปต์ โดยนครแห่งนี้มีหนูและหมัดเป็นจำนวนมาก จึงทำให้โรคระบาดอย่างรวดเร็ว ช่วงที่กาฬโรคระบาดถึงขีดสุด ชาวคอนสแตนติโนเปิลต้องเสียชีวิตอย่างน้อยวันละ 10,000 คน และมีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 100 ล้านคน

ไข้ทรพิษหรือฝีดาษ 

ประเทศญี่ปุ่น เกิดการระบาดครั้งใหญ่ของโรคไข้ทรพิษหรือฝีดาษ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 1 ล้านคน นับเป็นอีกหนึ่งในโรคติดต่อร้ายแรง ที่มีลักษณะอาการเฉพาะ คือ ผื่นขึ้นตามตัว ไข้สูง ปวดศรีษะ ชัก และอาจเกิดโรคแทรกซ้อนจนเสียชีวิตในที่สุด

กาฬโรค 

กาฬโรค หรือ “มรณะดำ” เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเยอซิเนีย เพสทิส โดยมีสัตว์ฟันแทะอย่างหนูเป็นพาหะ การฝังศพไม่ถูกสุขลักษณะ ในประเทศอิตาลีมีประชากรเสียชีวิต 2 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด
</detail><keywords>โรคระบาด, โรคระบาดในประวัติศาสตร์, โรคระบาดเอเธนส์, โรคระบาดอันโทนีน, กาฬโรคแห่งจัสติเนียน, ไข้ทรพิษหรือฝีดาษ, กาฬโรค</keywords><date>2020-12-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2915</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1608014211.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="1127"><Nid>2914</Nid><title>พบกระโหลกเผ่าพันธุ์มนุษย์โบราณที่มีชีวิตอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษของมนุษย์ยุคใหม่</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-54887589</source><detail>พบกระโหลกเผ่าพันธุ์มนุษย์โบราณ
ที่มีชีวิตอยู่ร่วมกับบรรพบุรุษของมนุษย์ยุคใหม่
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลีย ค้นพบฟอสซิลกะโหลกศีรษะเผ่าพันธุ์เครือญาติมนุษย์ พาแรนโทรปัส โรบัสตัส (Paranthropus Robustus) ซึ่งมีอายุเก่าแก่ราว 2 ล้านปี
:
จากการศึกษากระโหลกพบว่า พาแรนโทรปัส โรบัสตัสนั้น มีขนาดของสมองเล็ก แต่มีฟันขบเคี้ยวขนาดใหญ่ ซึ่งต่างจากของมนุษย์ยุคใหม่ที่มีขนาดสมองใหญ่แต่มีฟันเล็ก
:
มนุษย์โบราณสองสายพันธุ์นี้มีความแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งแสดงถึงการทดลองของกระบวนการวิวัฒนาการตามธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตาม สายวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคใหม่ได้เป็นผู้ชนะในที่สุด และเผ่าพันธุ์มนุษย์อื่นๆ ต้องสูญสิ้นไปนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2914</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1607967355.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1128"><Nid>2913</Nid><title>บรรพบุรุษของมนุษย์ยุคใหม่ ทำสงครามต่อสู้กับมนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์นานกว่าหนึ่งแสนปีเพื่อแย่งชิงดินแดนและทรัพยากร</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54857940</source><detail>บรรพบุรุษของมนุษย์ยุคใหม่ ทำสงครามต่อสู้กับมนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์นานกว่าหนึ่งแสนปีเพื่อแย่งชิงดินแดนและทรัพยากร
:
ในอดีต นักมานุษยวิทยาเชื่อว่า มนุษย์โบราณนีแอนเดอร์ทัลใช้ชีวิตอย่างสุขสงบเรียบง่าย ไม่สู้รบหรือแย่งชิง เนื่องจากเป็นมนุษย์เผ่าพันธุ์แรกที่อพยพเข้าไปตั้งถิ่นฐานในเอเชียและยุโรปก่อนเพื่อน
:
แต่ในความเป็นจริง มีการค้นพบหลักฐานของสงคราม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกะโหลกศีรษะและโครงกระดูกของชายหนุ่มที่มีร่องรอยแตกหักเสียหายจากการต่อสู้
:
ร่องรอยของการสู้รบที่พบชี้ว่า น่าจะเป็นการต่อสู้ในสงครามขนาดเล็กระหว่างเผ่าซึ่งมีความรุนแรงและยืดเยื้อยาวนานกว่า 150,000 ปี ก่อนจะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และต้องสูญพันธุ์ไปในที่สุด
:
ผลของสงครามในครั้งนี้ ทำให้มนุษย์ยุคใหม่เกิดการเรียนรู้และมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นในหลายด้าน รวมทั้งเทคนิคการล่าสัตว์และเก็บของป่ามาเป็นอาหารนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2913</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1607967298.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1129"><Nid>2912</Nid><title>10 ข้อควรทำ เพื่อการ Refresh เช้าทุกวันของคุณ</title><source>https://www.sanook.com/health/24337</source><detail>10 ข้อควรทำ เพื่อการ Refresh เช้าทุกวันของคุณ
:
ท้าให้ลองทำ 10 ข้อนี้ เพื่อเปลี่ยนเช้าของคุณให้สดใสกว่าเดิม
1. อย่ากดเลื่อนนาฬิกาปลุก : เพราะจะสร้างนิสัยการผลัดวันประกันพรุ่ง
2. ดื่มน้ำเปล่าหลังตื่นนอน : ช่วยปรับสมดุลร่างกาย มีผลให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า
3. ออกกำลังกายเบาๆ ทุกวัน : ช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น
4. อย่าลืมขับถ่าย : กระตุ้นให้กระเพาะและลำไส้ทำงาน
5. กินอาหารเช้า : เป็นแหล่งพลังงานแรกของวันของเรา
6. รับแสงแดดบ้าง : วิตามินดีจะช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส
7. อาบน้ำ : ช่วยให้เราสบายตัวขึ้น เพิ่มความมั่นใจระหว่างวัน
8. เปิดเพลงที่ชอบฟัง : ช่วยลดความเครียด ทำให้เกิดแรงจูงใจ สร้างความสุขสนุกสนาน
9. เช็กข่าวสาร : ทำให้เราไม่พลาดข้อมูลสำคัญในแต่ละวัน
10. ทบทวนตารางงานที่ต้องทำในรอบวัน : ช่วยให้เราได้เรียงลำดับความสำคัญในการทำงานและกิจกรรมต่างๆ ได้
:
อยากให้ทุกคนลองทำตามนี้ แล้วคอมเมนต์มาบอกกันว่า ชีวิตดีขึ้นยังไงบ้าง หรือมีวิธีไหนนอกเหนือจาก 10 วิธีนี้ สามารถมาแชร์กันได้เลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2912</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1607967257.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1130"><Nid>2911</Nid><title>สมองมนุษย์และจักรวาลคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ</title><source>https://www.bbc.com/thai/thailand-55044807</source><detail>สมองมนุษย์และจักรวาลคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ
:
นักวิจัยจากประเทศอิตาลีได้ศึกษาเปรียบเทียบสมองมนุษย์และจักรวาล ทำให้พบข้อมูลน่าสนใจหลายอย่างด้วยกัน
:
แม้สมองและเอกภพจะมีความกว้างใหญ่แตกต่างกันถึง 1 พันล้านพันล้านพันล้านเท่า แต่มีระดับของความซับซ้อนและการจัดระเบียบภายในที่คำนวณได้ใกล้เคียงกัน
:
การไหลเวียนของข้อมูลและพลังงานระหว่างจุดเชื่อมต่อ (Node) แต่ละจุด คำนวณได้เท่ากันทั้งในกรณีของสมองมนุษย์และโครงสร้างของเอกภพ และองค์ประกอบสำคัญของสมอง คือ มีน้ำหล่อเลี้ยงอยู่ถึง 77% ในขณะที่เอกภพมีพลังงานมืดเป็นส่วนประกอบหลักราว 72% ซึ่งสองสิ่งนี้มีสัดส่วนใกล้เคียงกันอย่างน่าเหลือเชื่อ
:
การศึกษาในครั้งนี้ ทำให้ค้นพบกฎเกณฑ์บางอย่างเชื่อมโยงสองระบบที่แตกต่างกันอย่างมหาศาลให้มีความสอดคล้องกัน และหวังว่าอาจจะได้ความเข้าใจกฎธรรมชาติมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2911</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1607967123.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1131"><Nid>2910</Nid><title>ค้นพบทะเลสาบโบราณซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งเกาะกรีนแลนด์</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54916810</source><detail>ค้นพบทะเลสาบโบราณ ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนน้ำแข็งเกาะกรีนแลนด์
:
นักธรณีฟิสิกส์ค้นพบร่องรอยของทะเลสาบโบราณขนาดใหญ่ ลึกลงไปใต้ผืนน้ำแข็งที่ปกคลุมเกาะกรีนแลนด์เกือบ 2 กิโลเมตร
:
ในปัจจุบัน ทะเลสาบดังกล่าวไม่มีน้ำขังอยู่ แต่ยังคงเหลือร่องรอยชั้นหินที่เป็นแอ่งทะเลสาบ โดยจุดที่มีความลึกมากที่สุดอยู่ที่ 250 เมตร
:
คาดว่าในอดีตทะเลสาบแห่งนี้สามารถจุน้ำได้ถึง 580 ลูกบาศก์กิโลเมตรเลยทีเดียว และตอนนี้ทีมผู้วิจัยกำลังทำการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อทราบอายุที่แน่นอนของทะเลสาบด้วยการขุดเจาะผืนน้ำแข็งลงไปเก็บตัวอย่างชั้นหินและตะกอนก้นทะเลสาบขึ้นมาวิเคราะห์ เพื่อมาอัพเดท
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2910</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1607967089.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1132"><Nid>2909</Nid><title>ไมโครพลาสติก ลุกลามไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์แล้ว</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-55034731</source><detail>ไมโครพลาสติก ลุกลามไปถึงยอดเขาเอเวอเรสต์แล้ว
:
ปัญหา "ไมโครพลาสติก" ตอนนี้ได้ลุกลามไปตั้งแต่ก้นมหาสมุทรยันยอดเขาเอเวอเรสต์เรียบร้อยแล้ว ทีมนักวิทยาศาสตร์ของสหราชอาณาจักร ตรวจพบมลภาวะของไมโครพลาสติกบนเขาเอเวอเรสต์เป็นครั้งแรก ซึ่งอยู่ห่างจากยอดเขาเพียง 408 เมตรเท่านั้น
:
ตำแหน่งที่พบมลภาวะจากไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่หนาแน่นที่สุด ได้แก่ บริเวณเอเวอเรสต์เบสแคมป์ (EBC) เป็นจุดเริ่มต้นที่บรรดานักปีนเขาใช้เตรียมตัวก่อนขึ้นพิชิตยอดเอเวอเรสต์
:
โดยไมโครพลาสติกที่พบส่วนใหญ่ มาจากเส้นใยสังเคราะห์จำพวกโพลีเอสเทอร์และอะครีลิก ซึ่งใช้ทำเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นสำหรับการปีนเขานั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2909</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1607624294.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1133"><Nid>2908</Nid><title>ทำไมผักหน้าหนาวในญี่ปุ่นถึงมีรสชาติหวาน</title><source>https://www.sanook.com/home/27803</source><detail>ทำไมผักหน้าหนาวในญี่ปุ่นถึงมีรสชาติหวาน
:
หลายๆ คนอาจเคยได้ยินเรื่องที่ว่า ผักหลายชนิดนั้นมีรสชาติหวานอร่อยมากในช่วงฤดูหนาว เช่น ผักกาดขาว, หัวไชเท้า, ผักกาดกวางตุ้ง, ต้นหอมญี่ปุ่น และปวยเล้ง เป็นต้น วันนี้เรามาไขความลับเรื่องนี้กัน
:
โดยปกติ องค์ประกอบของผักจะเป็นน้ำมากกว่า 90% ซึ่งตอนกลางคืนในฤดูหนาวของประเทศญี่ปุ่น จะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศา ทำให้เซลล์พืชกลายเป็นน้ำแข็ง และถูกทำลายในที่สุด 
:
เพื่อความอยู่รอด พืชจึงเปลี่ยนแป้งที่สะสมอยู่ในเซลล์ให้เป็นน้ำตาล ซึ่งหากมีน้ำตาลอยู่ในเซลล์พืชสูง จะทำให้จุดเยือกแข็งของผักต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส ทำให้เซลล์พืชไม่ถูกแช่แข็งจนตาย และยังมีรสชาติหวานจากน้ำตาลที่ผลิตออกมาอีกด้วยนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2908</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1607624257.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1134"><Nid>2907</Nid><title>สมองจดจำอาหารแคลอรี่สูงมากกว่าอาหารมีประโยชน์</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54773205</source><detail>สมองจดจำอาหารแคลอรี่สูงมากกว่าอาหารมีประโยชน์
:
ด้วยวิวัฒนาการตามธรรมชาติที่ช่วยให้มนุษย์และสัตว์ต่างๆ มีชีวิตรอดจากสภาวะอดอยาก ด้วยการทำให้สามารถหาอาหารแคลอรี่สูงมากินโดยไม่ต้องเสียพลังงานในการเสาะแสวงหาไปมากนัก
:
มีการทดลองกับอาสาสมัคร 512 คน เดินสำรวจเขาวงกตที่มีอาหารหลายชนิด สุ่มอยู่ตามจุดต่างๆ และให้มีการวาดแผนที่พร้อมระบุจุดอาหารชนิดต่างๆ พบว่าคนส่วนใหญ่สามารถจดจำตำแหน่งของอาหารและกลิ่นอาหารแคลอรี่สูงได้มากกว่าถึง 27% และ 28% ตามลำดับ
:
ผลการทดลองนี้ชี้ให้เห็นถึงกลไกทางสมองของมนุษย์ยุคปัจจุบัน ที่ยังคงใช้ระบบการคิดวิเคราะห์เพื่อประหยัดพลังงานและสะสมแคลอรีในการดำรงชีวิตให้ได้สูงสุดตามแบบยุคดึกดำบรรพ์อยู่ โดยพยายามจะเสาะหาอาหารรสชาติหวานมันหรือแม้แต่อาหารขยะเป็นอันดับแรกเสมอนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2907</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1607521939.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1135"><Nid>2906</Nid><title>เคลียร์เมต (ClearMate) เครื่องสลายแอลกอฮอล์ ช่วยให้สร่างเมาเร็วขึ้น 3 เท่า</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54949842</source><detail>เคลียร์เมต (ClearMate) เครื่องสลายแอลกอฮอล์
ช่วยให้สร่างเมาเร็วขึ้น 3 เท่า
:
นักวิจัยด้านเทคนิคการแพทย์ในประเทศแคนาดา ได้คิดค้นเครื่องช่วยหายใจแบบง่ายๆ ซึ่งจะดึงการทำงานของปอดมาเพิ่มประสิทธิภาพให้ตับในการขจัดสารพิษต่างๆ ออกจากกระแสเลือด
:
อุปกรณ์ดังกล่าวมีชื่อว่า "เคลียร์เมต" (ClearMate) จะใช้การหายใจผ่านปอดแบบปกติ เข้าแบ่งเบาการทำงานของตับที่เคยแบกภาระหนักถึง 90% ในการขจัดแอลกอฮอล์เพียงลำพัง ทำให้ช่วยให้กำจัดแอลกอฮอล์ผ่านลมหายใจออกไปได้รวดเร็วขึ้นถึง 3 เท่า
:
แม้จะยังเป็นการทดลองนำร่องในกลุ่มเล็ก แต่ทีมผู้วิจัยเชื่อว่าอุปกรณ์นี้มีศักยภาพสูงในการนำไปพัฒนาต่อ เพื่อแก้ปัญหาใหญ่ด้านสุขภาพและอุบัติภัยจากการดื่มแอลกอฮอล์ทั่วโลกนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2906</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1607520208.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1136"><Nid>2905</Nid><title>ค้นพบดาวกว่า 300 ล้านดวงในกาแล็กซี่ที่อาจเป็นโลกใบใหม่ได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54768995</source><detail>ค้นพบดาวกว่า 300 ล้านดวงในกาแล็กซี่
ที่อาจเป็นโลกใบใหม่ได้
:
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากหลายสถาบันวิจัยในสหรัฐฯ รวบรวมภาพที่ถูกถ่ายโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์ที่ปลดประจำการไปแล้ว นำมาตรวจวิเคราะห์หาดาวที่มีคุณสมบัติเหมือนกับโลก ได้แก่ การที่ดาวเป็นหินแข็งขนาดใกล้เคียงกับโลก และโคจรรอบดาวฤกษ์ศูนย์กลางที่ไม่ร้อนจัด จนมีอุณหภูมิในระดับที่ทำให้น้ำคงสภาพของเหลวบนพื้นผิวดาวได้
:
จากการวิเคราะห์ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ล่าสุด พบว่ามีดาวฤกษ์ตามเงื่อนไขในกาแล็กซีทางช้างเผือกราว 600 ล้านดวง โดยครึ่งหนึ่งของจำนวนนี้ควรจะมีบริวารเป็นดาวเคราะห์หินแข็งขนาดใกล้เคียงกับโลก นั่นหมายความว่า อาจมีดาวประมาณ 300 ล้านดวงที่มนุษย์อาจจะอาศัยอยู่ได้นั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-12-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2905</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1607520167.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1137"><Nid>2898</Nid><title>วิธีลับสมอง ให้เฉียบคมอยู่เสมอ</title><source>https://www.sanook.com/health/25453/</source><detail>สมาคมโรคอัลไซเมอร์แห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า การลับสมองให้เฉียบคมอยู่เสมอด้วยวิธีง่ายๆ ดังต่อไปนี้ อาจช่วยเพิ่มพลังให้สมอง และกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองใหม่ได้ ทั้งยังอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer's disease) ได้ด้วย
-	หาเวลาอ่านหนังสือ หรือเขียนไดอารีบ้าง
-	อย่าหยุดเรียนรู้ คุณควรเข้ารับการฝึกอบรม หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ
-	เล่นเกมลับสมองและช่วยพัฒนาความจำ เช่น คอร์สเวิร์ด ซูโดกุ ต่อจิ๊กซอว์ บอร์ดเกม เกมทดสอบความจำ วิดีโอเกม เกมไพ่
-	หางานอดิเรกใหม่ๆ ที่ต้องใช้สมาธิ หรือทักษะการเรียนรู้ เช่น การเล่นดนตรี การวาดรูป ศึกษาไอเดียใหม่ๆ จากผู้อื่นเสมอ
-	เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ
-	พักผ่อนให้เพียงพอ
-	พยายามอย่าเครียด และหัวเราะให้เยอะๆ
</detail><keywords>สมอง, โรคอัลไซเมอร์, เซลล์สมอง, สมาธิ, ทักษะ</keywords><date>2020-11-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2898</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1606267179.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1138"><Nid>2897</Nid><title>กินแบบไหน โรคร้ายถามหา</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/53275-กินแบบไหน%20โรคร้ายถามหา.html</source><detail>1.	โรคเบาหวาน เกิดจากพฤติกรรมการกิน ดังนี้
ติดรสหวาน : น้ำตาลตกค้างในกระแสเลือดมากเกินไปเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน
ชอบกินอาหารไขมันสูง : หากร่างกายสะสมไขมันส่วนเกินเอาไว้มาก เผาผลาญไม่หมด จะทำให้เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน
ดื่มเหล้า/เบียร์ : เซลล์ตับอ่อนอาจระคายเคืองจนอักเสบ สร้างอินซูลินได้ลดลง

2.	โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ เกิดจากพฤติกรรมการกิน ดังนี้
กินอาหารไขมันสูง : ก่อให้เกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด หลอดเลือดจะตีบ ทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้น้อย เกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และกล้ามเนื้อหัวใจอาจตายเฉียบพลันได้
ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ : สารในแอลกอฮอล์ทุกชนิดมีผลโดยตรงทำให้ผนังหลอดเลือดบาง ยิ่งกินเพราะความเครียด จะยิ่งส่งผลให้หลอดเลือดสมองแตกเฉียบพลันได้

3.	โรคความดันโลหิตสูง เกิดจากพฤติกรรมการกิน ดังนี้ 
ชอบกินรสเค็ม : รสเค็มเต็มไปด้วยโซเดียม  หากมีความเข้มข้นของโซเดียมมาก จะทำให้มีการดูดน้ำกลับเข้าหลอดเลือด เกิดแรงดันเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความดันเลือดสูง
กินฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ : ทำให้ไขมันเกาะอยู่ตามผนังเส้นเลือดจนหนา หัวใจต้องทำงานหนักในการสูบฉีดเลือด นำไปสู่โรคความดันสูงในที่สุด

4.	โรคมะเร็ง เกิดจากพฤติกรรมการกิน ดังนี้
ปิ้งย่างทุกสัปดาห์ : ในเขม่าควันไฟที่ติดกับไขมัน เนื้อสัตว์ หรือในน้ำมัน มีสาร โพลี-ไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน รวมถึงเครื่องปรุงรส ที่อยู่ในเนื้อสัตว์ เมื่อถูกความร้อนจะเป็นสารก่อมะเร็งได้ในระยะยาว 
กินอาหารแปรรูป หรือกึ่งสําเร็จรูป ของหมักดองเป็นประจํา :  ล้วนแต่เป็นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว เนื่องจากมักมีส่วนประกอบที่ไม่ใช่อาหารตามธรรมชาติ เช่น การเติมสารให้ความหวาน การแต่งกลิ่น หรือรสสังเคราะห์ หรือสารถนอมอาหาร
ชอบกินของทอดน้ำมันซ้ำ : เพราะในน้ำมันที่ทอดซ้ำเกิน 2 ครั้งก่อให้เกิดกลุ่มสารโพลาร์ ส่งผลให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบได้

5.	โรคอ้วนลงพุง เกิดจากพฤติกรรมการกิน ดังนี้
ไม่กินมื้อเช้า : ถ้าไม่กินอาหารเช้า น้ำตาลในเลือดจะต่ำลง สมองจึงสั่งให้กินมื้อถัดไปมากขึ้นเป็นการชดเชย ทำให้อยากกินของหวาน จึงเกิดเป็นไขมันสะสมรอบเอว 
กินเบเกอรี่เป็นประจำ : ไขมัน น้ำตาลและครีมเทียมในเบเกอรี่ เป็นไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของไขมันที่พุง ทำให้รอบเอวเกินได้ 
ดื่มเครื่องดื่มรสหวาน :  เครื่องดื่มรสหวาน ให้สารอาหารน้อย แถมให้พลังงานสูง ส่วนใหญ่มีส่วนผสมของน้ำตาลฟรุกโทสที่เป็นอันตรายต่อร่างกายในระยะยาว
</detail><keywords>กิน, โรค, พฤติกรรม, ความเครียด, อาหาร</keywords><date>2020-11-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2897</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1606266916.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1139"><Nid>2894</Nid><title>ไขมัน VS น้ำตาล อะไรคือตัวร้ายของสุขภาพมากกว่ากัน</title><source>https://www.sanook.com/health/17663</source><detail>ไขมัน VS น้ำตาล
อะไรคือตัวร้ายของสุขภาพมากกว่ากัน
:
หลายๆ คนที่ลดน้ำหนักอยู่คงจะเคยลังเลว่า การลดอาหารที่มีไขมันอย่างของทอด หรือลดอาหารและขนมประเภทน้ำตาล แบบไหนจะดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน? วันนี้เรามาหาคำตอบกันเลย
:
ไขมัน - ใช่ว่าจะเป็นตัวร้ายซะทีเดียว เพราะไขมันที่ดีต่อร่างกาย คือ ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน จะสามารถลดอัตราความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ซึ่งไขมันชนิดนี้พบได้ในน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนล่า อะโวคาโด และถั่วต่างๆ

ส่วนไขมันที่เป็นตัวร้ายตัวจริง คือ ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์ ที่เป็นสาเหตุของโรคที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดและหัวใจได้

ไขมันอิ่มตัวพบได้มากในไขมันจากสัตว์และพืชบางชนิด อย่างเช่น น้ำมันมะพร้าว และน้ำมันปาล์ม ส่วนไขมันทรานส์จะพบได้ในอาหารและขนมสำเร็จรูป รวมถึงขนมอบ เบเกอรี่ต่างๆ 
:
น้ำตาล - เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะช่วยให้พลังงานได้ดีทั้งยามฉุกเฉินและในการเก็บสำรองพลังงานไว้ใช้ในเวลาจำเป็น แต่ปัญหาอยู่ที่เรามักกินเข้าไปเกินปริมาณที่จำเป็น อาจเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วนและเบาหวานได้ 

ผู้หญิงควรบริโภคน้ำตาลน้อยกว่า 100 แคลอรี่ (6 ช้อนชา หรือ 25 กรัม) ต่อวัน
ผู้ชายควรบริโภคน้ำตาลน้อยกว่า 150 แคลอรี่ (9 ช้อนชา หรือ 36 กรัม) ต่อวัน
:
แล้วสรุปว่า ไขมันหรือน้ำตาล ใครที่ร้ายกว่ากันกันนะ?
ถือว่าในกรณีนี้ให้เสมอกันครับ เพราะการกินไขมันที่ไม่ดีหรือน้ำตาลมากเกินความเป็นจริงก็ส่งผลเสียทั้งคู่ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ อ่านฉลากข้อมูลโภชนาการที่ระบุอยู่บนบรรจุภัณฑ์ว่ามีไขมันประเภทใด หรือมีน้ำตาลมากน้อยขนาดไหน เพื่อที่เราจะได้บริโภคได้อย่างพอดี และดีต่อสุขภาพนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2894</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605553066.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1140"><Nid>2893</Nid><title>มนุษย์และสุนัขผูกพันกันมาตั้งแต่ปลายยุคน้ำแข็ง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-54746629</source><detail>มนุษย์และสุนัขผูกพันกันมาตั้งแต่ปลายยุคน้ำแข็ง
:
ทีมนักวิจัยนานาชาติ ได้ศึกษาจีโนมหรือชุดของดีเอ็นเอ (DNA) ของซากศพสุนัขโบราณ 27 ตัว พบว่ามีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมในยุคโบราณ และยังพบอีกว่า มนุษย์เริ่มนำสุนัขมาเลี้ยงในครัวเรือนตั้งแต่ราว 11,000 ปีที่แล้ว ซึ่งคือช่วงปลายของยุคน้ำแข็ง และมีการนำพวกมันเดินทางไปด้วยเวลาโยกย้ายถิ่นฐาน
:
จากหลักฐานทางดีเอ็นเอชี้ให้เห็นว่า ส่วนใหญ่สายพันธุ์สุนัขต่างๆ ในปัจจุบันมีความเกี่ยวโยงกับหมาป่า ทำให้คาดเดาได้ว่า สุนัขมีวิวัฒนาการมาจากหมาป่าที่เข้ามาหาอาหารในบริเวณที่มนุษย์อาศัยอยู่ จากนั้นพวกมันก็ถูกฝึกให้เชื่อง และกลายมาเป็นเพื่อนคอยช่วยล่าสัตว์หรือปกป้องมนุษย์
:
การศึกษาจากดีเอ็นเอของสุนัขโบราณทำให้เห็นได้ว่า มนุษย์และสุนัขมีประวัติศาสตร์การอยู่ร่วมกันมายาวนานแค่ไหน และอาจจะเป็นสัตว์สายพันธุ์แรกที่มนุษย์นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงเลยก็เป็นได้
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2893</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605553028.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1141"><Nid>2892</Nid><title>ควรซักผ้าปูที่นอนบ่อยแค่ไหน ถึงจะดีต่อสุขภาพ</title><source>https://www.sanook.com/health/25539</source><detail>ควรซักผ้าปูที่นอนบ่อยแค่ไหนถึงจะดีต่อสุขภาพ
:
ถึงแม้ว่าผ้าปูที่นอนที่เราใช้อยู่ทุกวันจะดูสะอาด ไม่มีคราบสกปรก แต่จริงๆ แล้ว ผ้าปูที่นอนกลับเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียวครับ
:
เพราะเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่พบบนที่นอนนั้น ส่วนหนึ่งก็มาจากตัวเราเองด้วยเช่นกัน ทั้งจากเหงื่อ น้ำลาย และเซลล์ผิวที่ถูกผลัดออกมา ได้ถูกสะสมอยู่ตามรอยยับของผ้าปูที่นอน
:
การไม่ทำความสะอาดหรือเปลี่ยนผ้าปูที่นอนเป็นประจำ อาจเป็นสาเหตุทำให้เราคัดจมูกและจาม เพราะเชื้อโรคต่างๆ อยู่ใกล้กับปากและจมูกของเราในขณะที่เรานอนหลับ
:
ดังนั้น หากไม่อยากเจ็บป่วยหรือเสี่ยงต่อการเป็นภูมิแพ้ แนะนำให้ทำการซักหรือเปลี่ยนผ้าปูที่นอนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้เชื้อโรคเข้าร่างกายเราในยามนอนหลับนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2892</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552990.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1142"><Nid>2891</Nid><title>เซปโตวินาที เวลาชั่วพริบตาสั้นที่สุด</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54612940</source><detail>เซปโตวินาที เวลาชั่วพริบตาสั้นที่สุด
:
รู้กันไหมครับว่าหน่วยเวลาที่เล็กที่สุดเรียกว่าอะไร? คำตอบคือ "เซปโตวินาที" (Zeptosecond) นั่นเอง
:
เซปโตวินาที เป็นหน่วยจับเวลาที่เล็กที่สุด ซึ่งเท่ากับนำเวลา 1 วินาทีมาแบ่งย่อยออกเป็นพันล้านส่วน แล้วนำ 1 ในพันล้านส่วนนั้นมาแบ่งออกเป็น 1 ล้านล้านส่วนอีกครั้ง
:
ทีมนักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเกอเทอแห่งแฟรงก์เฟิร์ต ได้ตรวจการนับหน่วยเวลาที่สั้นที่สุด โดยได้ตรวจวัดช่วงเวลาที่อนุภาคโฟตอนเดินทางข้ามโมเลกุลไฮโดรเจนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งมีค่าเท่ากับ 247 เซปโตวินาที
:
วิธีหาค่าเวลาเดินทางของโฟตอนนี้ ทีมงานจะยิงโมเลกุล​ไฮโดรเจน​ที่มีอิเล็กตรอน​ 2 ตัวด้วยเลเซอร์​ จนอิเล็กตรอน​ทั้งคู่หลุดออกมา แล้วหาค่าเวลาที่อนุภาค​โฟตอนเดินทางจากอิเล็กตรอน​ตัวหนึ่งไปหาอีกตัวหนึ่ง จนออกมาเป็นคำตอบนี้นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2891</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552940.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1143"><Nid>2890</Nid><title>ดาวหลุมดำ ดาวที่มีความมืดมิดที่สุด</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/82444/-blo-sciear-sci-</source><detail>ดาวหลุมดำ ดาวที่มีความมืดมิดที่สุด
:
แม้ว่าเราจะเห็นดวงดาวมากมายระยิบระยับบนท้องฟ้า แต่จริงๆ แล้ว ยังมีดาวอยู่อีกจำนวนมากที่ไร้แสงสว่าง จนเราไม่สามารถมองเห็นได้ นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อให้มันว่า "ดาวหลุมดำ" (Black Hole)
:
แสงเป็นได้ทั้งคลื่นและอนุภาค เมื่อแสงเคลื่อนที่ผ่านวัตถุขนาดใหญ่อย่างดวงดาว แล้วถ้าหากดาวฤกษ์นั้นมีสนามแรงโน้มถ่วงที่มีกำลังสูง จนแสงไม่สามารถเดินทางออกมาได้ แสงนั้นก็จะถูกดึงดูดกลับจนกลายเป็นดาวที่ไม่มีแสง หรือที่เรียกว่า ดาวหลุมดำ
:
นอกจากนี้ ยังมีหลุมดำเก่าแก่ หรือเรียกว่าหลุมดำดึกดำบรรพ์ (Primodial Black Hole) หลุมดำประเภทนี้ไม่ได้เกิดจากการยุบตัวด้วยแรงดึงดูดโน้มถ่วงของตัวเอง แต่ยุบตัวเพราะแรงกดดันจากภายนอก นั่นหมายถึงในช่วงต้นของเอกภพ
:
การที่ได้ศึกษาดาวหลุมดำดึกดำบรรพ์ จะช่วยให้สามารถเรียนรู้ลักษณะของเอกภพในช่วงต้นๆ ได้เข้าใจมากขึ้นนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2890</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552899.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1144"><Nid>2889</Nid><title>คุยเรื่องการเมืองในบ้านอย่างไรไม่ให้ทะเลาะกัน</title><source>https://www.sanook.com/health/24693</source><detail>คุยเรื่องการเมืองในบ้านอย่างไรไม่ให้ทะเลาะกัน
:
คงมีหลายคนทะเลาะกับเพื่อนหรือแม้กระทั่งทะเลาะกับคนในครอบครัวเพราะความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน วันนี้มีคำแนะนำดีๆ จากจิตแพทย์มาฝากครับ
:
เมื่อมีบทสนทนาทางด้านการเมืองที่ไม่ตรงกัน
1. ตั้งสติ ไม่โกรธตอบ เมื่อคู่สนทนาแสดงอารมณ์แรงๆ
2. ย้ำตัวเองเสมอว่าเราได้ข้อมูลมาหลากหลายและมีประสบการณ์แตกต่างกัน
3. เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ควรฟังอีกฝ่ายให้จบก่อน
4. หากมีคำพูดที่ไม่เข้าหู ให้ตั้งสติให้ดี อย่าเพิ่งตอบโต้
5. แลกเปลี่ยนความคิดด้วยเหตุผล
6. ไม่คุยในลักษณะบังคับให้เขาเปลี่ยนใจมาคิดเหมือนเรา
7. ลองเปลี่ยนหัวเรื่องสนทนาเป็นเรื่องอื่นบ้าง
8. คิดไว้เสมอว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนหรือระหว่างครอบครัวนั้นก็สำคัญ ควรแลกเปลี่ยนกันด้วยเหตุผลและความเข้าอกเข้าใจ
:
ถึงแม้ว่าในวันนี้ประเด็นการเมืองจะร้อนแรงเพียงใด และหลายครั้งที่เราหลีกเลี่ยงการพูดคุยเรื่องการเมืองกับคนที่เห็นต่างไม่ได้ ให้ลองเอาเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ดู และหวังว่าทุกคนจะอยู่ร่วมด้วยกันได้ แม้จะมีความเห็นที่ต่างกันนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2889</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552863.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1145"><Nid>2888</Nid><title>ค้างคาวเว้นระยะห่างทางสังคมเมื่อรู้สึกป่วย</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54708347</source><detail>ค้างคาวเว้นระยะห่างทางสังคมเมื่อรู้สึกป่วย
:
จากสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ เราน่าจะคุ้นกับคำว่า "เว้นระยะห่างทางสังคม" กันแล้วใช่ไหมล่ะครับ? แต่พฤติกรรมนี้ไม่ได้เป็นแค่ในมนุษย์เท่านั้น เพราะล่าสุดมีผลวิจัยชี้ว่า ค้างคาวก็มีพฤติกรรมนี้เหมือนกัน
:
ทีมนักวิจัยได้เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของกลุ่มค้างคาวป่า 31 ตัว ด้วยการติดตัวเซ็นเซอร์วัดระยะความใกล้ชิด พบว่าค้างคาวตัวที่ป่วยจะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมฝูงน้อยลง ไม่ค่อยอยากจะเข้าร่วมกิจกรรมดูแลทำความสะอาดขนให้กันและกัน รวมทั้งมีการเคลื่อนไหวไปรอบๆ น้อยลง
:
และเมื่ออาการป่วยหายไป ค้าวคาวเหล่านั้นก็กลับไปมีพฤติกรรมร่วมกับค้างคาวตัวอื่นเหมือนเดิม
:
พฤติกรรมนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพส่วนรวมของสัตว์ฝูงนั้นๆ เพราะจะช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บแพร่กระจายไปสู่สัตว์ตัวอื่นๆ นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2888</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552828.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1146"><Nid>2887</Nid><title>ห้ามอาบน้ำอุ่นหลังกินข้าว ความเชื่อนี้จริงหรือเท็จ</title><source>https://www.sanook.com/health/23573</source><detail>ห้ามอาบน้ำอุ่นหลังกินข้าว ความเชื่อนี้จริงหรือเท็จ
:
หลายๆ คนคงเคยได้ยินว่า ห้ามอาบน้ำอุ่นหลังจากกินข้าวเสร็จใหม่ๆ เพราะน้ำอุ่นจะกระตุ้นให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนัง แทนที่จะไปช่วยระบบย่อยอาหาร ทำให้อาจเกิดปัญหาอาหารไม่ย่อยและท้องอืดท้องเฟ้อได้ 
:
แต่ความเป็นจริงแล้ว ถึงแม้การอาบน้ำอุ่นจะทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวหนังมากขึ้นก็จริง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหาร ดังนั้นเราจึงสามารถอาบน้ำหลังกินข้าวได้ตามปกติเลยครับ
:
แต่สิ่งที่ไม่ควรทำหลังกินข้าวเสร็จคือ
นอนราบ - เสี่ยงเป็นกรดไหลย้อน ควรนั่งหรือยืนในท่าทางปกติอย่างน้อย 30 นาทีก่อน

ออกกำลังกาย - เพราะจะทำให้มีอาการจุกท้อง หากต้องการออกกำลังกายจริงๆ สามารถทำได้แค่เดินช้าๆ หรือที่เรียกว่า "เดินย่อยอาหาร" ได้

แปรงฟัน - การรับประทานอาหารรสเปรี้ยว มักมีกรดที่ทำลายเคลือบฟัน การแปรงฟันทันทีมีโอกาสทำใ้ห้ฟันกร่อน ควรรออย่างน้อย 15 - 30 นาทีแล้วค่อยแปรงฟัน
:
ที่นี้เราก็รู้แล้วนะครับ ว่าอะไรที่ทำได้หรือทำไม่ได้หลังการกินข้าว อย่าลืมไปปรับใช้เพื่อสุขภาพของตัวเองนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2887</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552790.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1147"><Nid>2886</Nid><title>แก้ปัญหาการโดนขโมยไข่เต่าทะเล โดยติดเครื่องมือติดตามบนไข่เต่าปลอม</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54452103</source><detail>แก้ปัญหาการโดนขโมยไข่เต่าทะเล
โดยติดเครื่องมือติดตามบนไข่เต่าปลอม
:
นักวิทยาศาสตร์ประจำองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้รับแรงบันดาลใจจากซีรี่ย์สืบสวนสอบสวน เพื่อแก้ไขปัญหาการขโมยไข่เต่าจากชายหาดในคอสตาริกา ซึ่งจำนวนกว่า 90% มักถูกขโมยไปขาย เนื่องจากไข่เต่าเป็นที่นิยมในการบริโภคเป็นอย่างมาก โดยติดตั้งเครื่องติดตาม GPS เอาไว้บนไข่เต่าปลอมแล้วนำไปวางปะปนกับไข่เต่าจริง
:
จากการใช้ไข่เต่าปลอม 101 ใบ สามารถหลอกล่อคนร้ายได้ที่ชายหาด 4 แห่ง ทำให้มีการจับกุมผู้ลักลอบค้าทั้งขบวนการได้ถึง 5 ครั้ง โดยติดตามแกะรอยได้ไกลที่สุดถึง 137 กิโลเมตรเลยทีเดียว
:
เห็นไหมครับ การใช้เทคโนโลยีในทางที่ถูกต้อง ก็สามารถจับจอมโจรขโมยไข่เต่าได้ แถมยังช่วยอนุรักษ์ไข่เต่าให้คงอยู่ตามธรรมชาติดังเดิมได้อีกด้วย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2886</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552755.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1148"><Nid>2885</Nid><title>ซูเปอร์ไวท์ สีขาวที่ขาวที่สุดในโลก ขั้วตรงข้ามกับแวนตาแบล็ก</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54683761</source><detail>ซูเปอร์ไวท์ สีขาวที่ขาวที่สุดในโลก
ขั้วตรงข้ามกับแวนตาแบล็ก
:
ใครว่าสีขาวมีแค่เฉดเดียว? เพราะล่าสุด มีการค้นพบสีซูเปอร์ไวท์ สีที่มีความขาวสว่างจ้าสูงที่สุดในโลก สามารถสะท้อนโฟตอนหรืออนุภาคของแสงที่ตกกระทบได้ถึง 95.5%
:
สีซูเปอร์ไวท์ เป็นวัสดุอะคริลิก (Acrylic) ที่ทำจากอนุภาคของหินปูนหรือแคลเซียมคาร์บอเนตซึ่งมีความหนาแน่นสูง มีคุณสมบัติสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ทุกช่วงความยาวคลื่น
:
จากการทดสอบการทาสีอาคารด้วยสีซูเปอร์ไวท์ สามารถลดอุณหภูมิบริเวณพื้นผิวอาคารได้ถึง 1.7 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับอากาศโดยรอบ แม้จะอยู่ท่ามกลางแดดเผายามเที่ยงวันก็ตาม ส่วนตอนกลางคืนสามารถลดลงได้มากถึง 10 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว
:
สีซูเปอร์ไวท์จะเข้ามามีบทบาทในวงการสีทาบ้านในอนาคตอย่างแน่นอน เนื่องจากมีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อนได้ดีนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2885</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552720.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1149"><Nid>2884</Nid><title>ค้นพบหอคอยปะการังใต้ทะเล สูงยิ่งกว่าตึกเอ็มไพร์สเตทในมหานครนิวยอร์ก</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-54733404</source><detail>ค้นพบหอคอยปะการังใต้ทะเล
สูงยิ่งกว่าตึกเอ็มไพร์สเตทในมหานครนิวยอร์ก
:
ทีมสำรวจและทีมทำแผนที่ใต้ทะเลของออสเตรเลีย ค้นพบหอคอยปะการังที่มีความสูงถึง 500 เมตร นับว่าสูงกว่าตึกเอ็มไพร์สเตทในมหานครนิวยอร์กและอีกหลายๆ ตึกในโลกเสียอีก
:
หอคอยปะการัง (Coral Tower) คือ กลุ่มปะการังที่ก่อตัวในแนวตั้ง ค้นพบขณะกำลังใช้หุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำทำแผนที่สามมิติบริเวณนอกชายฝั่งของแหลมยอร์ก ซึ่งครั้งนี้นับว่าเป็นการค้นพบกลุ่มปะการังแนวตั้งขนาดมหึมาแห่งที่ 8 ของโลก
:
โดยหอคอยปะการังนี้ พบที่บริเวณด้านเหนือสุดของแนวปะการังเกรทแบร์ริเออร์รีฟ ถือเป็นแนวปะการังที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีปลากว่า 1,500 ชนิดพันธุ์ และปะการังแข็งอีกอย่างน้อย 411 ชนิดพันธุ์อาศัยอยู่ แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสภาวะโลกร้อนและน้ำทะเลร้อนขึ้นมานับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 ทำให้ปะการังและสัตว์น้ำมีจำนวนลดลงอย่างมากกว่า 50% เลยทีเดียว
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2884</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552678.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1150"><Nid>2883</Nid><title>ค้นพบฟอสซิลซากสเปิร์มสัตว์เพศผู้อายุร้อยล้านปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-54177034</source><detail>ค้นพบฟอสซิลซากสเปิร์มสัตว์เพศผู้อายุร้อยล้านปี
:
ทีมนักบรรพชีวินวิทยานานาชาติ ได้ค้นพบซากสเปิร์มของสัตว์เพศผู้จำพวกออสทราคอดในตัวเมียที่กลายเป็นฟอสซิลอายุนับร้อยล้านปีที่ประเทศเมียนมาร์
:
ออสทราคอด (Ostracod) จัดเป็นสัตว์ที่มีเปลือกแข็งหุ้มร่างกายแบบเป็นปล้อง การค้นพบในครั้งนี้ พบว่าในอวัยวะรับน้ำเชื้อของออสทราคอดเพศเมียตัวหนึ่งอยู่ในสภาพพองตัว และยังคงมีซากสเปิร์มอยู่เต็มข้างใน คาดว่ามีการผสมพันธุ์เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก่อนยางไม้จะหยดลงมาปกคลุมพวกมัน และกลายเป็นอำพันในเวลาต่อมา
:
ซึ่งรูปแบบของการผสมพันธุ์ที่ได้จากในอำพันนั้น ไม่ต่างกับการผสมพันธุ์ของออสทราคอดในปัจจุบันอีกด้วย นั่นหมายถึงพวกมันใช้วิธีผสมพันธุ์แบบนี้มาเป็นเวลาร้อยล้านปี โดยไม่มีวิวัฒนาการไปในทิศทางอื่นเลย ซึ่งเราจะต้องศึกษาถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ต่อไป เพื่อไขความลับว่าทำไมพวกมันจึงสืบทอดกลยุทธ์นี้กันมาต่อเนื่องยาวนานนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2883</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552644.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1151"><Nid>2882</Nid><title>10 ซูเปอร์ฟู้ด อาหารที่ช่วยในการลดน้ำหนัก</title><source>https://www.sanook.com/health/17329</source><detail>10 ซูเปอร์ฟู้ด อาหารที่ช่วยในการลดน้ำหนัก
:
หลายคนลดน้ำหนักด้วยการอดอาหารทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นวิธีที่ผิด วันนี้เราเลยจะมาแนะนำซูเปอร์ฟู้ด อาหารที่พลังงานไม่สูงและมีใยอาหารช่วยให้อิ่มท้อง เหมาะสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนัก จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ
:
1. เบอร์รี่ : มีใยอาหารสูง ซึ่งช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดี
2. ปลา : มีโปรตีนที่เป็นมิตรกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก 
3. ผักใบเขียวเข้ม : เต็มไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม และใยอาหาร
4. ถั่ว : แหล่งโปรตีนชั้นดีที่มาพร้อมกับใยอาหาร
5. น้ำมันมะกอก : มีวิตามินอี และพอลิฟีนอล ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว
6. โฮลเกรน : มีทั้งใยอาหารที่ละลายน้ำได้และละลายน้ำไม่ได้ มีวิตามินบีสูง
7. โยเกิร์ต : มีแคลเซียมและโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ
8. ผักตระกูลกะหล่ำ : มีกากใยอาหาร วิตามิน ไฟโตนิวเทรียนท์
9. พืชตระกูลถั่ว : เป็นแหล่งใยอาหารชั้นดีที่มีโฟเลตและโปรตีน
10. มะเขือเทศ : มีวิตามินซีและไลโคปีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
:
ใครที่กำลังลดน้ำหนัก สามารถเลือกหยิบจาก 10 อาหารข้างบนไปกินได้อย่างมีสุขภาพดี และไม่อ้วนได้เลยครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2882</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552606.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1152"><Nid>2881</Nid><title>นักศึกษาใช้หลักคณิตศาสตร์ไขคำตอบเรื่องไทม์แมชชีน</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54407481</source><detail>นักศึกษาใช้หลักคณิตศาสตร์ไขคำตอบเรื่องไทม์แมชชีน
:
หากได้ดูหนังกันบ่อยๆ คงจะพบเรื่องของการย้อนเวลาเพื่อไปแก้ไขอดีตกันมาแล้วใช่ไหมละครับ แต่ความเป็นจริงแล้ว การย้อนเวลานั้นทำให้เกิดการปฏิทรรศน์ หรือที่เราเคยได้ยินกันในชื่อ Paradox
:
ปฏิทรรศน์ (Paradox) คือ เหตุการณ์ที่มีตรรกะถูกต้องเป็นจริง แต่มีความขัดแย้งกันอยู่ในตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น หากเราย้อนเวลาไปเพื่อสังหารคุณปู่ของตัวเอง ทำให้ในเวลาต่อมา คุณปู่คนนี้จะไม่สามารถมีลูกหลานได้ ทำให้ผู้นั้นไม่ได้เกิดและมีตัวตน ซึ่งผลรวมของเหตุการณ์นั้นหมายความว่า จะไม่มีผู้ใดเดินทางย้อนเวลากลับไปสังหารปู่ของตัวเองได้ด้วย
:
จากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ชี้ว่า เราอาจจะเดินทางข้ามเวลาได้ แต่ไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ใดๆ ในอดีตหรืออนาคตได้ 
:
หรือในอีกตัวอย่างหนึ่ง ถึงแม้จะสามารถย้อนเวลากลับไปหาผู้ติดเชื้อ Covid-19 คนแรกและยับยั้งการแพร่ระบาดได้ แต่ระบบเวลาหมุนวนก็จะปรับตัวให้เกิดเหตุการณ์ที่ผิดแปลกไปจากเดิมบางอย่างในระหว่างนั้นแทน เพื่อคงเหตุการณ์ที่เป็นผลลัพธ์สุดท้ายตามประวัติศาสตร์ไว้อย่างเดิม
:
ดังนั้น ตัวคุณหรือคนอื่นก็อาจจะติดเชื้อเสียเอง จนกลายเป็นผู้แพร่เชื้อคนแรกไป การแพร่ระเบิดของโรคนี้ก็จะยังคงเป็นเหมือนเดิม ซึ่งแนวคิดล่าสุดนี้เป็นอีกแบบจำลองหนึ่งที่จะช่วยปูทางไปสู่การพัฒนาไทม์แมชชีนให้ใช้งานได้จริงในอนาคตนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2881</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552561.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1153"><Nid>2880</Nid><title>นาซ่าพบหลักฐานชี้ว่าบนดวงจันทร์มีน้ำมากกว่าที่เราคิด</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-54698799</source><detail>นาซ่าพบหลักฐานชี้ว่าบนดวงจันทร์มีน้ำมากกว่าที่เราคิด
:
เครื่องบินสังเกตการณ์พบข้อมูลสำคัญ นั่นคืออาจมีน้ำกระจายตัวอยู่ทั่วทุกหนแห่งบนพื้นผิวระดับตื้นของดวงจันทร์
:
การค้นพบในครั้งนี้ นาซ่าพบโมเลกุลน้ำบนพื้นผิวของแอ่งหลุมคลาเวียส (Clavius Crater) ได้มีการตรวจพบการสะท้อนรังสีความร้อนที่เป็นเอกลักษณ์ของโมเลกุลน้ำในบริเวณดังกล่าว โดยระบุว่ามีน้ำอยู่โดยเฉลี่ยราว 12 ออนซ์ หรือเท่ากับน้ำดื่ม 1 ขวดเล็ก ในเนื้อดินทุก 1 ลูกบาศก์เมตร
:
ถึงแม้จะเป็นปริมาณน้ำที่น้อยกว่าในทะเลทรายซาฮาร่าเป็น 100 เท่า แต่ก็น่าจะมีปริมาณเพียงพอต่อการตั้งฐานที่มั่นสำรวจดวงจันทร์ในระยะยาวต่อไปนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2880</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1605552519.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1154"><Nid>2878</Nid><title>วาฬและโลมาบางสายพันธุ์กำลังจะสูญพันธุ์เร็วๆ นี้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-54494909</source><detail>วาฬและโลมาบางสายพันธุ์กำลังจะสูญพันธุ์เร็วๆ นี้
:
ด้วยการกระทำของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณของขยะพลาสติก การสูญเสียถิ่นที่อยู่ตามธรรมชาติ การถูกล่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ คือสาเหตุหลักที่กำลังคุกคามวาฬและโลมา
:
แต่สิ่งที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในตอนนี้ คือ การไปติดอุปกรณ์จับปลาอื่นๆ โดยบังเอิญ ทำให้วาฬและโลมาตายราว 3 แสนตัวต่อปี
:
สายพันธุ์ที่กำลังน่าเป็นห่วงว่าจะสูญพันธุ์ คือ วาฬไรต์แอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Right Whale) ซึ่งเหลืออยู่เพียงไม่กี่ร้อยตัวในโลก ส่วนโลมาวากีตา (Vaquita) ที่อาศัยอยู่ในอ่าวแคลิฟอร์เนีย อาจเหลือเพียงแค่ 10 ตัวในโลกเท่านั้น
:
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวอีกว่า การสูญเสียนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ไม่มีแรงผลักดันทางการเมืองมากพอ จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลที่มากพอเพื่อรักษาสายพันธุ์เหล่านี้ให้ยังเหลือไว้ต่อไปนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2878</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1604257951.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1155"><Nid>2877</Nid><title>กะพริบตาช้าๆ เท่ากับการยิ้มทักทายแบบแมว</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54499020</source><detail>กะพริบตาช้าๆ เท่ากับการยิ้มทักทายแบบแมว
:
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพอร์ตสมัทและมหาวิทยาลัยซัสเซกส์ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเรื่องพฤติกรรมของแมว โดยระบุว่า การกะพริบตาช้าๆ ให้แมว จากนั้นก็หลับตาค้างไว้ประมาณ 2-3 วินาที คือการแสดงความเป็นมิตรเทียบเท่ากับการยิ้มของมนุษย์
:
โดยมีการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของแมว 21 ตัว โดยให้คนแปลกหน้ายื่นมือไปหาแมวโดยไม่กระพริบตา และทำการกระพริบตาก่อนจะยื่นมือไปมาหาพวกมัน
:
ผลปรากฏว่า แมวมักจะเข้าหาและมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่กระพริบตาช้าๆ มากกว่าอีกกลุ่ม จึงสรุปได้ว่า การกะพริบตาช้าๆ อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของ "การสื่อสารเชิงบวก" ของแมว
:
เพื่อนๆ ลองเอาวิธีนี้ไปใช้กับแมวที่บ้านตัวเองดูนะครับ ได้ผลยังไงมาคอมเมนท์คุยกันได้เลย
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2877</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1604257913.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1156"><Nid>2876</Nid><title>นอนกรนแก้ไม่ยาก แค่ปรับตัวตาม 7 วิธีนี้</title><source>https://www.sanook.com/health/25731</source><detail>นอนกรนแก้ไม่ยาก
แค่ปรับตัวตาม 7 วิธีนี้
:
การนอนกรน เป็นอาการที่เราไม่รู้ แต่ผู้ที่นอนกับเราต้องเจอทุกคืน แต่ปัญหานอนกรนเสียงดังสามารถบรรเทาลงได้ด้วยวิธีต่อไปนี้
:
1. ควบคุมน้ำหนักและอาหาร - เนื่องจากเนื้อเยื่อไขมันที่สะสมอยู่รอบผนังคอไปขัดขวางทางเดินหายใจ ทำให้หายใจได้ไม่สะดวก
:
2. นอนตะแคงหรือหันข้าง - การนอนหงายทำให้ลิ้นตกไปด้านหลังชิดกับผนังช่องคอ จึงไปปิดกั้นทางเดินหายใจ และเป็นที่มาของการนอนกรน
:
3. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอน - เพราะแอลกอฮอล์จะทำให้กล้ามเนื้อที่ลำคอหย่อนหรือคลายตัวกว่าปกติ ทำให้ไปปิดกั้นทางเดินหายใจ
:
4. เลิกหรือลดการสูบบุหรี่ - ควันบุหรี่เป็นสาเหตุที่ทำให้โพรงจมูกและคอระคายเคือง ส่งผลให้หายใจได้ลำบากขึ้น
:
5. ทำจมูกให้โล่งอยู่เสมอ - หากมีอาการภูมิแพ้ซึ่งทำให้หายใจไม่สะดวก ควรรีบไปพบแพทย์
:
6. ใช้ตัวช่วยลดอาการกรนต่างๆ - ใช้อุปกรณ์ที่ช่วยอาการนอนกรนได้เบื้องต้น เช่น ซิลิโคนหนีบจมูก ยางครอบฟัน หรือหมอนลดเสียงกรน เป็นต้น
:
7. ปรึกษาแพทย์ - หากอาการนอนกรนเริ่มรุนแรงขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อหาวิธีรักษาต่อไป
:
เพียงทำตาม 7 ข้อนี้ ก็สามารถลดอาการกรน ทำให้สุขภาพการนอนหลับของเราและผู้ร่วมเตียงดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2876</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1604257871.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1157"><Nid>2875</Nid><title>ยานสำรวจ โอ ไซริส-เร็กซ์ ทำตัวอย่างหินเกลื่อนกระจายเต็มอวกาศ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-54680091</source><detail>ยานสำรวจ โอ ไซริส-เร็กซ์
ทำตัวอย่างหินเกลื่อนกระจายเต็มอวกาศ
:
ยานสำรวจ โอ ไซริส-เร็กซ์ (OSIRIS-REx) ซึ่งมีภารกิจในการลงจอดเก็บตัวอย่างหินและฝุ่นบนดาวเคราะห์น้อยเบนนู (Bennu) ที่อยู่ห่างจากโลกหลายร้อยล้านกิโลเมตร ได้ประสบความเร็จในการเก็บหินตัวอย่างกลับมามากมาย
:
คาดว่ามีเก็บตัวอย่างหินและฝุ่นผงมามากถึง 400 กรัม ซึ่งในครั้งแรกมีการกำหนดไว้เพียง 60 กรัมเท่านั้น ทำให้ฝาครอบแคปซูลที่บรรจุหินตัวอย่างถูกหินก้อนใหญ่ที่เก็บมาดันให้แง้มเปิดออก จนตัวอย่างที่เหลือหลุดกระจายสู่ห้วงอวกาศ
:
ขณะนี้ทีมผู้ดูแลยานได้ยกเลิกภารกิจต่างๆ และรักษาหินตัวอย่างให้ได้มากที่สุดเมื่อกลับถึงโลกนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2875</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1604257830.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1158"><Nid>2874</Nid><title>ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสอาจพุ่งชนโลกเร็วกว่าที่คิด</title><source>https://www.sanook.com/news/8286411</source><detail>ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิสอาจพุ่งชนโลกเร็วกว่าที่คิด
:
ดาวเคราะห์น้อยอะโพฟิส (99942 Apophis) เป็น 1 ใน 3 ดาวเคราะห์น้อยที่มีโอกาสพุ่งชนโลกในช่วงหนึ่งร้อยปีต่อจากนี้ แต่จากการสำรวจล่าสุด พบว่ามีโอกาสที่พุ่งชนโลกภายใน 48 ปีข้างหน้า
:
เนื่องจากการดูดซับรังสีจากดวงอาทิตย์ที่เรียกว่า ยาคอฟสกีเอฟเฟค (Yarkovsky Effect) ส่งผลต่อการเบี่ยงเบนวงโคจร ทำให้อาจจะพุ่งชนโลกเร็วกว่าที่คำนวณไว้ตอนแรก
:
ซึ่งหากการพุ่งชนนี้เกิดขึ้น จะทำให้เกิดแรงระเบิดที่เทียบเท่ากับระเบิด TNT จำนวน 880 ล้านตันเลยทีเดียว ในขณะนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อคอยอัพเดทข้อมูลล่าสุดและคำนวณอย่างระมัดระวังนั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-11-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2874</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1604257794.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1159"><Nid>2870</Nid><title>HAPPY HALLOWEEN</title><source>https://teen.mthai.com/variety/48745.html</source><detail>วันฮาโลวีนของทุกปี จะตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม เชื่อว่ามีที่มาจากวันฉลองปีใหม่ของชาวเซลท์ (Celt) ในวันที่ 1 พฤศจิกายนที่เรียกว่า Samhain ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งความตาย ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ตุลาคม ชาวเคลต์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์ ถือกันว่าเป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นวันขึ้นปีใหม่  

          ซึ่งในวันที่ 31 ตุลาคมนี่เองที่ชาวเคลต์เชื่อว่า เป็นวันที่มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน และวิญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในปีที่ผ่านมา จะเที่ยวหาร่างของคนเป็นเพื่อสิงสู่ เพื่อที่จะได้มีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เดือดร้อนถึงคนเป็น ต้องหาทุกวิถีทางที่จะไม่ให้วิญญาณมาสิงสู่ร่างตน ชาวเคลต์จึงปิดไฟทุกดวงในบ้าน ให้อากาศหนาวเย็น และไม่เป็นที่พึงปรารถนาของบรรดาผีร้าย และยังพยายามแต่งกายให้แปลกประหลาด ปลอมตัวเป็นผีร้าย และส่งเสียงดัง เพื่อให้ผีตัวจริงตกใจหนีหายสาบสูญไป   

          นอกจากนี้คืนดังกล่าวยังเป็นคืนเฉลิมฉลองการสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว และอาจมีการนำสัตว์ หรือพืชผลมาบูชายัญให้กับเหล่าภูติผี และวิญญาณด้วย หลังจากคืนนั้นไฟทุกดวงจะถูกดับ และจุดขึ้นใหม่ด้วยไฟศักดิ์สิทธิ์ของชาวเซลท์  

          บางตำนานยังเล่าถึงขนาดว่า มีการเผา "คนที่คิดว่าถูกผีร้ายสิง" เป็นการเชือดไก่ให้ผีกลัวอีกต่างหาก แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนคริสตกาล ที่ความคิดเรื่องผีสางยังฝังรากลึกในจิตใจมนุษย์ ต่อมาในศตวรรษแรกแห่งคริสตกาล ชาวโรมันรับประเพณีฮาโลวีนมาจากชาวเคลต์ แต่ได้ตัดการเผาร่างคนที่ถูกผีสิงออก เปลี่ยนเป็นการเผาหุ่นแทน   

          ในสมัยต่อชาวโรมันคาทอลิกต้องการกำจัดพิธีเฉลิมฉลอง ของกลุ่มชนนอกศาสนาคริสต์เหล่านี้ สันตะปาปา Gregory ที่ 4 จึงได้กำหนดวันที่ 1 พฤศจิกายนให้เป็นวันเฉลิมฉลอง All Saints Day หรือ All Hallows Day สำหรับชาวคริสต์เพื่อระลึกถึงนักบุญ และผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่การเฉลิมฉลองในคืนวันที่ 31 ตุลาคมหรือ Hallow´s Eve ก็ยังคงอยู่มาจนถึงปัจจุบันแต่ชื่อเรียกได้เพี้ยนไปเป็น Halloween  </detail><keywords>HAPPY HALLOWEEN, วันฮาโลวีน, ผี, ฟักทอง, วิญญาณ</keywords><date>2020-10-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2870</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1603792630.png</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1160"><Nid>2869</Nid><title>ค้นพบเมืองลึกลับในป่ากัวเตมาลา</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-42928633</source><detail>ค้นพบเมืองลึกลับในป่ากัวเตมาลา
:
คณะนักวิจัยได้ใช้แสงเลเซอร์สำรวจค้นพบร่องรอยของเมืองโบราณขนาดใหญ่ในป่าทึบทางตอนเหนือของประเทศกัวเตมาลา
:
นักวิจัยได้สำรวจลงไปยังพื้นที่สำรวจ 2,100 ตารางกิโลเมตร เพื่อตรวจสอบบริเวณที่เป็นป่าทึบ เผยให้เห็นแท่นหินที่เป็นรากฐานของอาคารบ้านเรือนกว่า 60,000 หลัง รวมทั้งโครงสร้างของพีระมิดขนาด 7 ชั้นและอื่นๆ อีกมากมาย
:
ซึ่งการค้นพบนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ 3 - 4 เท่าและอาจมีประชากรมากถึง 15 ล้านคน โดยเทคนิคการสำรวจด้วยแสงเลเซอร์นี้ ช่วยให้นักโบราณคดีทำงานได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดเวลาในการขุดหาร่องรอยนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-10-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2869</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1603740617.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1161"><Nid>2868</Nid><title>คราบขาวบนองุ่นกินได้หรือไม่</title><source>https://www.sanook.com/health/24493</source><detail>คราบขาวบนองุ่นกินได้หรือไม่
:
เคยกินองุ่นแล้วเจอคราบสีขาวๆ ที่ติดอยู่บนผลองุ่นไหม? มันคืออะไร ปลอดภัยหรือไม่ มาดูกันเลยครับ
:
คราบสีขาวหรือนวลสีขาวบนองุ่น เป็นแว็กซ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ได้เป็นสารเคมีที่อันตราย โดยไขที่เคลือบปกป้องผิวองุ่นรอบนอกไว้นี้มีประโยชน์ช่วยให้ผิวขององุ่นมีลักษณะที่ยืดหยุ่นได้ ดึงยืดออกได้ ตามคุณสมบัติของโครงสร้างสารพอลีเมอร์ตามธรรมชาติ
:
แต่สิ่งที่ควรระวังมากกว่าคราบขาวพวกนี้คือยาฆ่าแมลงที่ตกค้างอยู่ต่างหาก อย่างไรก็ดี ก่อนจะหยิบอะไรกิน ควรล้างให้สะอาดก่อนทุกครั้งนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-10-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2868</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1603740533.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1162"><Nid>2867</Nid><title>ผู้สูงอายุ จำเป็นต้องกินอาหารเสริมหรือไม่</title><source>https://www.sanook.com/health/24807</source><detail>ผู้สูงอายุจำเป็นต้องกินอาหารเสริมหรือไม่
:
อาหารเสริม คือ สารอาหารต่างๆ ที่เรากินเสริมเข้าไปเพื่อทดแทนสารอาหารบางอย่างที่เราอาจจะขาด หรือได้รับไม่เพียงพอจากอาหารมื้อปกติที่เรากินอยู่ทุกวัน
:
ในผู้สูงอายุที่ประสิทธิภาพในการย่อยและการดูดซึมสารอาหารลดลง การเสริมวิตามินและเกลือแร่ให้เหมาะสมกับสภาวะร่างกายของแต่ละคนนับเป็นความจำเป็นอย่างหนึ่ง 
:
วิตามินที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ คือ  วิตามินบีรวม ซึ่งมีกรดโฟลิก วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 ที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน และลดการติดเชื้อในผู้สูงอายุได้
:
จะเห็นได้ว่าในวัยที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีเหมือนแต่ก่อน การกินอาหารเสริมจะช่วยให้ร่างกายยังคงได้รับสารอาหารครบถ้วนเหมือนเดิม แต่สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการกินอาหารเสริม ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์จะดีที่สุดนะครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-10-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2867</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1603740420.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1163"><Nid>2866</Nid><title>ค้นพบดาราจักรน้ำวน ดาวเคราะห์ดวงแรกที่อยู่ในกาแล็กซีอื่น</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-54307985</source><detail>ค้นพบดาราจักรน้ำวน
ดาวเคราะห์ดวงแรกที่อยู่ในกาแล็กซีอื่น
:
ทีมนักวิจัยจากศูนย์ศึกษาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา เผยแพร่ผลการค้นพบ  วัตถุอวกาศต้องสงสัยที่มีขนาดใกล้เคียงกับดาวเสาร์ โดยการพบวัตถุอวกาศที่มีขนาดใหญ่เท่าดาวเคราะห์นี้ น่าจะอยู่ในระบบดาวคู่ (Binary System) ซึ่งหมายถึงว่ามีการโคจรวนรอบดาวฤกษ์ศูนย์กลางสองดวง
:
อย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยบอกว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีในการพิสูจน์เรื่องนี้ เพราะหากวัตถุดังกล่าวเป็นดาวเคราะห์ที่โคจรวนรอบดาวฤกษ์จริง จะต้องกลับมาปรากฏในจุดเดิมที่เคลื่อนผ่านหน้าดาวฤกษ์อีกครั้ง
:
หากตรวจสอบยืนยันได้ว่า ดาราจักรน้ำวนเป็นดาวเคราะห์จริง จะเท่ากับว่ามันเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างไกลจากโลกมากที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบมานั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-10-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2866</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1603740385.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1164"><Nid>2865</Nid><title>ค้นพบน้ำอุณหภูมิเย็นยิ่งยวด ที่อุณหภูมิ -138.15 องศาเซลเซียส</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-54254127</source><detail>ค้นพบน้ำอุณหภูมิเย็นยิ่งยวด
ที่อุณหภูมิ -138.15 องศาเซลเซียส
:
โดยทั่วไป เมื่อน้ำมีอุณหภูมิต่ำลงถึงจุดเยือกแข็ง ไอน้ำจะควบแน่นและก่อตัวเป็นผลึกน้ำแข็ง เว้นแต่จะอยู่ภายใต้ภาวะการควบคุมบางอย่าง
:
มีรายการการทดลองที่เกี่ยวกับการใช้เลเซอร์ยิงไปที่แผ่นฟิล์มน้ำแข็ง จนเกิดการละลายเป็นน้ำที่มีอุณหภูมิเย็นยิ่งยวดราว -138.15 ถึง -28.15 องศาเซลเซียส ก่อนที่จะกลับกลายเป็นน้ำแข็งอีกครั้งภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
:
และในเสี้ยววินาทีนั้น พบว่าน้ำที่อุณหภูมิเย็นยิ่งยวดกลายสภาพเป็นของเหลวสองชนิดที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากัน ก่อนจะกลับมาเสถียรและกลายสภาพเป็นน้ำแข็ง
:
หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า "การค้นพบนี้ช่วยไขคำตอบให้ข้อถกเถียงที่มีมานาน เรื่องที่น้ำอุณหภูมิเย็นยิ่งยวดจะต้องกลายเป็นน้ำแข็งเสียก่อน จึงจะเข้าสู่ภาวะสมดุลที่มีความเสถียรใช่หรือไม่ คำตอบก็คือมันไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป" นั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-10-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2865</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1603740241.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1165"><Nid>2862</Nid><title>อันตรายจากพฤติกรรม ดื่มน้ำน้อยเกินไป</title><source>https://www.sanook.com/health/19345/</source><detail>หากดื่มน้ำน้อยเกินไป อาจเสี่ยงไตทำงานหนักขึ้น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง และยังเสี่ยงนิ่วอีกด้วย ควรดื่มน้ำไม่ต่ำกว่า 8 แก้วต่อวัน จนกว่าสีปัสสาวะจะใส หากออกกำลังกายควรดื่มน้ำเพิ่มขึ้น

วิถีชีวิตอันเร่งรีบของคนในสังคมปัจจุบัน อาจทำให้เราละเลยสิ่งที่เป็นพื้นฐานและสำคัญต่อร่างกายของเรามากที่สุด นั่นคือ “น้ำ” มนุษย์เราสามารถอดอาหารได้นานถึง 2-3 สัปดาห์ แต่หากเป็นน้ำแล้ว เราสามารถงดดื่มน้ำได้เพียง 3-4 วัน หรือไม่เกิน 1 อาทิตย์เท่านั้น และการเดินทาง ทำงานจนยุ่ง ไม่มีเวลาดื่มน้ำให้เพียงพอ อาจส่งผลต่อร่างกายในแบบที่คุณอาจคาดไม่ถึงได้


อันตรายจากการดื่มน้ำน้อยเกินไป
ศ. กิตติคุณ นพ. เกรียง ตั้งสง่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย การดื่มน้ำน้อยเกินไป ส่งผลเสียต่อร่างกาย เนื่องจากร่างกายมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักถึง 2 ใน 3 ทั้งในเลือด และในเซลล์ต่าง ๆ ในแต่วันร่างกายมีการขับถ่ายของเสียในรูปแบบต่าง ๆ ที่ทำให้สูญเสียน้ำ ดังนั้น เราจำเป็นต้องดื่มน้ำชดเชย และควรดื่มน้ำในปริมาณที่ร่างกายต้องการ

หากดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อาจส่งผลดังนี้

1. ไตทำงานหนักขึ้น และปัสสาวะมีสีเข้ม (และอาจมีกลิ่นฉุน) เพราะน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
2. มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะส่วนล่างได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

3. มีสารก่อนิ่วที่ตกตะกอนมากกว่าปกติ จึงอาจเป็นเหตุให้เกิดโรคนิ่วในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ เช่น นิ่วในถุงน้ำดี

อย่างไรก็ตาม ในกรณที่เป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน โรคไต ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลเกี่ยวกับปริมาณน้ำดื่มที่ควรดื่มในแต่ละวัน เพราะในบางโรค เช่น โรคไต อาจมีการจำกัดปริมาณน้ำที่ควรดื่มเอาไว้ด้วย


ดื่มน้ำอย่างไรให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
แม้ว่าจะมีคำแนะนำให้ดื่มน้ำ 8-10 แก้วต่อวัน แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้มีปริมาณที่ตายตัวว่าเราควรดื่มน้ำเท่าไร เพราะอาหารที่เรากิน และพฤตกรรมในการใช้ชีวิตของเราต่างกัน จึงอาจทำให้ความต้องการน้ำในแต่ละคนไม่เท่ากันไปด้วย เช่น หากออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำเพิ่มมากกว่าเดิมอีก 1.5-2.5 แก้ว เพื่อชดเชยปริมาณของน้ำที่เสียออกไปผ่านเหงื่อ เป็นต้น
</detail><keywords>water, ดื่มน้ำ, อันตรายจากการดื่มน้ำน้อย, ดื่มน้ำน้อย</keywords><date>2020-10-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2862</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1603283787.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1166"><Nid>2848</Nid><title>4 คนใกล้ตัวนี้ ที่ทำให้เรา อ้วนขึ้น</title><source>news.health.com</source><detail>1. คนรัก มีแนวโน้มอ้วนขึ้น
จากการกินข้าว
กับคนรักถึง 37%

2.ลูกรัก ผู้หญิงที่เป็นคุณแม่แล้ว
จะกินอาหารเพิ่มขึ้น
เกือบ 400 แคลอรี่/วัน
มากกว่าผู้หญิงที่ยังไม่มีลูกซะอีก

3.เพื่อนซี้ เพื่อนซี้ที่เฮไหนเฮกัน
ทำให้เราอ้วนได้ถึง 57%

4.เพื่อนร่วมงาน  หากนัดกินมื้อเย็น 7 คนขึ้นไป
มีแนวโน้มว่าจะกินไม่ยั้งได้ถึง 96%</detail><keywords>โรคอ้วน, อ้วน, การลดความอ้วน, กินจุกจิก, แคลลอรี่</keywords><date>2020-10-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2848</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1602646265.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="1167"><Nid>2847</Nid><title>ฝึกนิสัย การนอนหลับเพื่อสุขภาพที่ดี</title><source>https://www.smilemigraine.com/lifestyle-modification/2018/2/20/sleep</source><detail>ฝึกนิสัยการนอนหลับเพื่อสุขภาพที่ดี

การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการนอนหลับสามารถลดอาการปวดศีรษะได้ ดังนั้นมาฝึกนิสัยการนอนหลับกันเถอะ !

เข้านอนและตื่นนอนให้ตรงเวลาและเหมาะสม

อายุสัมพันธ์กับช่วงเวลานอน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ควรนอนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงต่อคืน ถ้าเป็นเด็กอาจจะต้องการพักผ่อนที่มากกว่า

สร้างบรรยากาศการนอนที่มืด เงียบสงบ ให้เหมาะสามกับการนอนหลับ

หลีกเลี่ยง caffeine, nicotine และ alcohol ที่ทำให้ประสิทธิภาพการนอนหลับลดลง

หลีกเลี่ยงการดูโทรทัศน์ เล่นอินเตอร์เน็ตบนเตียงก่อนนอน เพราะนั้นเป็นการปลุกให้สมองคุณตื่นตลอดเวลา

ทำจิตใจให้สงบก่อนนอน เพื่อป้องกันปัญหาการนอนหลับ

ปฏิบัติตนให้เป็นนิสัย อย่างน้อย 4 สัปดาห์ เพื่อดูว่าอาการปวดศีรษะของคุณดีขึ้นไหมควบคู่กับการจดบันทึกไดอารี่ปวดศีรษะ</detail><keywords>นอน, นอนหลับ, นิสัยการนอน, การนอนหลับ, การพักผ่อน</keywords><date>2020-10-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2847</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1602645916.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="1168"><Nid>2846</Nid><title>PTSD สภาวะป่วยทางจิตใจ จากเหตุการณ์สะเทือนใจรุนแรง</title><source>https://www.sanook.com/health/25415</source><detail>PTSD สภาวะป่วยทางจิตใจ
จากเหตุการณ์สะเทือนใจรุนแรง
:
กลุ่มผู้ป่วยอาการ PTSD (Post-traumatic stress disorder) คือ สภาวะป่วยทางจิตใจหลังจากต้องเผชิญกับเหตุการณ์กระทบกระเทือนใจอย่างรุนแรง ซึ่งเราสามารถพบได้บ่อยตามภาพยนต์หรือละคร รวมถึงข่าวประเด็นดังในช่วงเดือนที่ผ่านมา
:
PTSD มีอาการหลักๆ อยู่ 4 กลุ่มด้วยกัน
:
1. คิดว่าอยู่ในเหตุการณ์นั้น (Re-Experiencing) - การคิดวนเวียนถึงเหตุการณ์นั้นซ้ำๆ หรือบางครั้งนึกถึงความทรงจำเลวร้ายนั้นขึ้นมาเอง
:
2. กลัวและหลีกเลี่ยง (Avoidance) - กลัวสถานที่หรือสถานการณ์หลังจากประสบเหตุนั้นๆ
:
3. มีความรู้สึกนึกคิดในทางลบ (Negative Alteration of Cognition and Mood) - การไม่มีอารมณ์ในทางบวก ไม่มีความสุขและไม่สนใจที่จะร่วมกิจกรรมนั้นๆ 
:
4.  อาการตกใจและหวาดกลัว (Hyperarousal Symptoms) - เป็นอาการคอยจับจ้อง คอยระวังตัว ตื่นตัว และมักมีอาการหงุดหงิด ตกใจง่าย โกรธง่าย
:
โดยปัจจุบัน อาการนี้สามารถเยียวยารักษาได้ทั้งทางจิตใจและรักษาด้วยยา เพราะฉะนั้นวางใจได้เลยว่าอาการนี้มีทางรักษาให้หายและจะสามารถกลับมาใช้ชีวิตปกติร่วมกับคนในสังคมอีกครั้งได้แน่นอนครับ
:
#STKC</detail><keywords>PTSD, ภาวะซึมเศร้า, ภาวะวิตกกังวล</keywords><date>2020-10-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2846</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1602481473.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1169"><Nid>2845</Nid><title>กลืนเมล็ดผลไม้ จะทำให้ผลงอกในท้องจริงหรือ?</title><source>https://www.sanook.com/health/7405</source><detail>กลืนเมล็ดผลไม้
จะทำให้ผลงอกในท้องจริงหรือ?
:
หลายคนอาจเคยเผลอกลืนเมล็ดผลไม้ลงไป ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดส้ม มะนาว ฝรั่ง หรือมะขาม เป็นต้น อาจเคยได้ยินคนอื่นบอกว่าเมล็ดเหล่านั้นมันจะไปงอกและโตในท้อง แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่?
:
คำตอบคือ ไม่จริงครับ แต่การกลืนเมล็ดผลไม้ไม่ได้ส่งผลดีต่อร่างกายแต่อย่างใด และสามารถเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ หลอดอาหาร ไปจนถึงลำไส้ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ เนื่องจากเมล็ดอาจจะไปปิดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้หายใจไม่ออก หรือมีขนาดใหญ่และแหลมจนไปขวางทางหลอดอาหารทำให้เกิดอาการทะลุได้
:
ถ้าเผลอกลืนเมล็ดผลไม้ลงไปแล้วควรทำอย่างไรดี?
:
หากเป็นเมล็ดเล็กๆ เช่น เมล็ดส้ม มะนาว ฝรั่ง หรือเมล็ดที่เล็กกว่านี้ ไม่ค่อยน่าเป็นห่วงเท่าไร เพราะขนาดเล็กพอที่จะผ่านระบบหายใจ หลอดอาหาร และลำไส้ จนขับถ่ายออกมาได้ ยกเว้นแต่ว่าจะโชคไม่ดีไปตกอยู่ในไส้ติ่ง และอุดตันจนกลายเป็นไส้ติ่งอักเสบ
:
หากเป็นเมล็ดใหญ่ขึ้นมาหน่อย เช่น เมล็ดมะขาม น้อยหน่า มังคุด ให้สังเกตอาหารตัวเองประมาณ 2 - 3 วัน ว่าสามารถหายใจเข้าออกได้ปกติหรือไม่ หากรู้สึกว่าเริ่มหายใจติดขัดหลังจากกลืนเมล็ดผลไม้ไป ให้รีบไปพบเพทย์ทันที
:
ส่วนเมล็ดขนาดใหญ่หรือมีลักษณะแหลมคมอย่างเมล็ดกระท้อน ควรไปพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอดูอาการ เพราะมีความเสี่ยงสูง การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ จะลดความเสี่ยงได้มากกว่านั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords>ผลไม้, เมล็ดผลไม้</keywords><date>2020-10-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2845</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1602481379.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1170"><Nid>2844</Nid><title>ห้ามกินยากับนม ถ้าอยากหายป่วยในเร็ววัน</title><source>https://www.sanook.com/health/25357</source><detail>ห้ามกินยากับนม
ถ้าอยากหายป่วยในเร็ววัน
:
หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำเตือนว่าห้ามกินยากับนม แต่อาจจะไม่รู้เหตุผลที่แท้จริง วันนี้เรามาดูกันว่าเป็นเพราะอะไร?
:
เนื่องจากในนมมีปริมาณแคลเซียมสูง หากดื่มนมควบคู่กับยา จะทำให้แคลเซียมมีปฏิกิริยากับยาที่รับประทานเข้าไป โดยมักจะส่งผลให้ยาหมดฤทธิ์ และทำให้ประสิทธิผลของยาลดลงนั่นเอง
:
เพราะฉะนั้น การกินยาที่ดีที่สุดคือการกินยากับน้ำเปล่า เพราะน้ำเป็นตัวละลายยาที่ไม่มีแร่ธาตุใดๆ ประกอบ ทำให้ยาที่กินเข้าไปมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่
:
แต่หากต้องการดื่มนม แนะนำให้ดื่มหลังจากการกินยาไปแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้แคลเซียมจากนมเกิดปฏิกริยากับยาที่เรากินเข้าไปนั่นเองครับ
:
#STKC</detail><keywords>ยา, นม</keywords><date>2020-10-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2844</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1602481332.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1171"><Nid>2843</Nid><title>พบกัมมันตภาพรังสีสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้บนดวงจันทร์</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54314876</source><detail>พบกัมมันตภาพรังสี
สูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้บนดวงจันทร์
:
ในประวัติศาสตร์ โลกได้ส่งมนุษย์เดินทางไปดวงจันทร์อยู่หลายครั้ง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีการตรวจวัดปริมาณกัมมันตรังสีบนดวงจันทร์โดยละเอียด
:
ล่าสุด ทีมนักวิทยาศาสตร์ของจีนและเยอรมนีได้เผยถึงค่าการแผ่กัมมันตรังสีบนดวงจันทร์ด้านไกล พบว่าค่าของกัมมันตภาพรังสีบนดวงจันทร์สูงกว่าพื้นโลกตามปกติถึง 200 เท่า
:
โดยรังสีนี้มาจากหลายแหล่ง ทั้งจากรังสีคอสมิกในห้วงอวกาศ การปลดปล่อยอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ รวมทั้งการปลดปล่อยรังสีแกมมาและอนุภาคนิวตรอนจากดวงจันทร์เอง ส่งผลให้เกิดโรคจากการเสื่อมของระบบประสาทในมนุษย์ได้
:
และจากข้อมูลใหม่นี้ ทำให้รู้ว่าหากต้องมีภารกิจสำรวจดวงจันทร์ ควรใช้ระยะเวลาไม่เกิน 2 เดือน เว้นแต่ว่าจะมีอุปกรณ์ป้องกันรังสีที่ดีกว่านี้หลายเท่านั่นเอง
:
#STKC</detail><keywords>ดวงจันทร์, สารกันมันภาพรังสี</keywords><date>2020-10-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2843</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1602481276.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1172"><Nid>2842</Nid><title>โลกกำลังเผชิญภาวะโลกร้อนซ้ำรอยเหมือนเมื่อ 50 ล้านปีก่อน</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-54145979</source><detail>โลกกำลังเผชิญภาวะโลกร้อน
ซ้ำรอยเหมือนเมื่อ 50 ล้านปีก่อน
:
อย่างที่ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่าภาวะโลกร้อนมีแนวโน้มแย่ลงทุกปี ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ และตอนนี้มีการวิจัยที่พบว่า เหตุการณ์อาจรุนแรงกว่าที่เคยคาดการณ์เอาไว้ มีแนวโน้มที่ระดับอุณหภูมิเฉลี่ยจะพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 50 ล้านปีเป็นครั้งแรกภายในช่วงเวลาอีกไม่กี่ร้อยปีข้างหน้า
:
ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อน นับแต่ช่วง 10 ล้านปีหลังเกิดเหตุการณ์อุกกาบาตยักษ์พุ่งชนโลกที่เป็นเหตุให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์
:
จากข้อมูลพบว่า ในปี ค.ศ.2300 โลกอาจมีอุณหภูมิพื้นผิวโดยเฉลี่ยสูงกว่าในยุคปัจจุบันอย่างมาก ซึ่งก็คือสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่คิดจากข้อมูลปี ค.ศ.1960-1991 ถึง 16 องศาเซลเซียส นับว่าไม่ต่างจากสภาพการณ์แบบ Hothouse เมื่อราว 50 ล้านปีก่อนเลยทีเดียว
:
#STKC</detail><keywords>ภาวะโลกร้อน</keywords><date>2020-10-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2842</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1602481221.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1173"><Nid>2832</Nid><title>ความลับในสีของผัก ผลไม้</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/53019-ความลับในสีของผัก%20ผลไม้.html</source><detail>การรับประทานให้หลากหลายเป็นหัวใจสำคัญ ผัก ผลไม้ ก็มีสีแตกต่างกันไป เเต่ละสีก็มีประโยชน์ที่แตกต่างกัน
ผัก ผลไม้สีเขียว ผักโขม ผักปวยเล้ง ผักกาดหอม ผักบุ้ง ผักคะน้า แตงกวา กะหล่ำปลี ใบชะพลู ฯลฯ ประโยชน์ให้สารคลอโรฟิลล์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ถูกทำลาย
ผัก ผลไม้สีเหลือง – ส้ม มะละกอ แครอท ฟักทอง มันเทศ ส้ม สับปะรด ให้สารเบต้าเเคโรทีน ฟลาโวนอยด์ เเละลูทีน ช่วยบำรุงสายตา รักษาสุขภาพของหัวใจ หลอดเลือด ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ผัก ผลไม้สีน้ำเงิน – ม่วง มะเขือม่วง ลูกหว้า กะหล่ำปลีสีม่วง ชมพู่ ดอกอัญชัญ หอมแดง ฯลฯ ให้สารเเอนโทไซยานิน ซึ่งมีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และเส้นเลือดอุดตันในสมอง ยับยั้งเชื้ออีโคไลในทางเดินอาหาร (ซึ่งทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษได้)
ผัก ผลไม้สีขาว-น้ำตาล ถั่วเหลือง ลูกเดือย ขิง ข่า กระเทียม หัวไชเท้า งาขาว ช่วยสร้างเซลล์ให้เเข็งเเรง ยับยั้งการเกิดเนื้องอก ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก ต้านการอักเสบ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันโลหิต ป้องกันเส้นเลือดอุดตัน ลดปริมาณไขมันในเลือด รักษาระบบภูมิคุ้มกัน
ผัก ผลไม้สีแดง เเครอท หอมเเดง พริกหวาน พริกชี้ฟ้า มะเขือเทศ แตงโม ทับทิม ส้มโอ แก้วมังกร มะละกอสุก สตรอว์เบอร์รี่ เหล่านี้มีสารไลโคพีนอยู่ในปริมาณสูง มีความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินอี 100 เท่า เเละมากกว่ากลูตาไธโอนถึง 125 เท่า สารไลโคพีนช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะอาหาร เเละมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังช่วยให้ภาวะผิดปกติของร่างกายดีขึ้น เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน กระดูกพรุน เเละภาวะมีบุตรยากในชายอีกด้วย
</detail><keywords>ผัก, ผลไม้, อนุมูลอิสระ, สี, ความลับ, อาหาร, ภูมิคุ้มกัน</keywords><date>2020-10-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2832</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1601517872.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1174"><Nid>2819</Nid><title>นอนไม่หลับ แก้ได้</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/52946-นอนไม่หลับ%20แก้ได้.html</source><detail>หลายปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการนอนเป็นสัญญาณเตือนว่า สุขภาพร่างกายกำลังต้องการการเยียวยาและฟื้นฟู ทั้งนอนกรน นอนกัดฟัน หยุดหายใจขณะนอนหลับ ฝันร้ายต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญส่งผลให้นอนไม่หลับ
นอนไม่หลับ เป็นอาการที่เกิดร่วมกับความผิดปกติของร่างกายและจิตใจ หรืออาจเกิดจากความเครียดสะสม ลักษณะอาการ คือ ต้องใช้เวลานานกว่าจะนอนหลับ บางคนนานนับชั่วโมงกว่าจะหลับ หลับๆ ตื่น ๆ ตลอดคืน หรือตื่นเร็วกว่าปกติแล้วไม่หลับอีกเลย ส่งผลให้ร่างกายเหนื่อยล้า อิดโรย หากนอนไม่หลับติดต่อกันเป็นเวลานาน จะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดน้อยลง การทำงานของร่างกายเสียสมดุลในที่สุด
ฟื้นฟูรักษา
1. เข้านอนให้เป็นเวลา
2. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่อาจทำให้หลับยาก เช่น  ลดละเลิก การเล่นโทรศัพท์มือถือ การดูโทรทัศน์บนเตียงนอน การทำงานในห้องนอน การอ่านหนังสือ หรือดูภาพยนตร์ที่กระตุ้นให้รู้สึกตื่นเต้น หวาดกลัว  
3. นวดกดจุดบริเวณใบหน้าก่อนนอน ด้วยการใช้ปลายนิ้วนวด วนเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ ตามหัวคิ้ว ขมับ ร่องจมูก คางและมุมปาก
4. ใช้กลิ่นของน้ำมันหอมระเหย เช่น น้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์
5. ปรึกษาแพทย์ หากอาการไม่ดีขึ้น เพื่อใช้ยาร่วมในการรักษา
</detail><keywords>นอนไม่หลับ, สุขภาพ, ฝันร้าย, นอนกรน, ความเครียด</keywords><date>2020-09-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2819</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1600670413.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1175"><Nid>2816</Nid><title>เพชรตาแมว อัญมณีลี้ลับนี้มีจริงหรือไม่?</title><source>https://hilight.kapook.com/view/75375</source><detail>เพชรตาแมว
อัญมณีลี้ลับนี้มีจริงหรือไม่?

เคยมีความเชื่อว่า เมื่อครบรอบ 100 ปี ถึง 1,000 ปี จะมีเทพจากสรวงสรรค์ลงมาจุติยังโลกมนุษย์ 1 องค์ โดยเทพดังกล่าวจะมาเกิดเป็นแมว และจะทิ้งเพชรตาแมวของตนไว้ให้ ก่อนจะกลับขึ้นไปบำเพ็ญตบะบนสรวงสวรรค์ดังเดิม เพื่อเป็นการตอบแทนเจ้าของที่เลี้ยงดู

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เพชรตาแมวเกิดจากแมวที่ตาเป็นต้อหิน ไม่สามารถใช้การได้ และเมื่อแมวตัวดังกล่าวได้ตายลง ดวงตาข้างที่เป็นต้อก็จะแข็งขึ้นราวกับก้อนหิน แต่จะมีความสวยงาม แวววาวราวกับเพชร ดังที่เรียกว่า "เพชรตาแมว"

เพชรตาแมวเป็นของหายาก เพราะมีโอกาสเกิดขึ้นเพียง 1 ในล้านเท่านั้น จึงจำหน่ายกันในราคาสูง หากเพื่อนๆ คนไหนเลี้ยงแมว ลองดูแลเขาให้ดี วันหนึ่งเขาอาจจะทิ้งเพชรตาแมวไว้ให้ก็ได้นะครับ
　
#STKC</detail><keywords>เพชรตาแมว, แมว</keywords><date>2020-09-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2816</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1600625053.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1176"><Nid>2815</Nid><title>อันตรายจากเมลาโทนิน สำหรับคนนอนไม่หลับ</title><source>https://www.sanook.com/health/24805</source><detail>อันตรายจากเมลาโทนิน
สำหรับคนนอนไม่หลับ
　
คนที่ประสบปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ คงเคยได้ยินอาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของ "เมลาโทนิน" ที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นใช่ไหมล่ะครับ แต่จริงๆ แล้วยังไม่ได้รับอนุญาตจาก อ.ย. แถมยังมีผลข้างเคียงอีกด้วย
　
เมลาโทนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นจากต่อมไพเนียลในสมอง ทำหน้าที่ควบคุมการหลับและการตื่นในรอบวัน การกินอาหารเสริมที่มีเมลาโทนินมักเกิดผลกระทบในเด็ก เนื่องจากฮอร์โมนเมลาโทนินที่กินเข้าไปอาจกระทบกับฮอร์โมนอื่นๆ และอาจรบกวนพัฒนาการของร่างกายในช่วงที่เป็นวัยรุ่น 
　
หากบริโภคติดต่อกันนานเกินไปจะมีผลข้างเคียง เช่น อาการง่วงนอนตอนกลางวัน ปวดหรือวิงเวียนศีรษะ ปวดมวนท้อง หงุดหงิด มึนงง เกิดภาวะซึมเศร้าในระยะสั้น เพราะฉะนั้นหากเพื่อนๆ มีอาการนอนไม่หลับ ไม่ควรซื้ออาหารเสริมเหล่านี้มากินเอง แต่ให้ไปปรึกษาแพทย์จะดีกว่านะครับ
　
#STKC</detail><keywords>เมลาโทนิน, Melatonin, โรคนอนไม่หลับ</keywords><date>2020-09-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2815</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1600625006.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1177"><Nid>2814</Nid><title>สีเขียว-สีน้ำเงิน ปัญหาโลกแตกในกลุ่มคนสูงวัย</title><source>https://www.dek-d.com/education/41299</source><detail>สีเขียว-สีน้ำเงิน
ปัญหาโลกแตกในกลุ่มคนสูงวัย
　
ใครมีญาติผู้ใหญ่อยู่ในบ้าน เคยเจอปัญหาการเหมารวมสีเขียวและสีน้ำเงินคือสีเดียวกันไหมครับ? ปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น หลายประเทศก็ประสบปัญหานี้เหมือนกัน
　
โดยสมมติฐานที่มีน้ำหนักที่สุด คือ เกิดจากภาษาศาสตร์สังคม ในสมัยก่อนยังไม่มีคำศัพท์ที่ใช้เรียกแยกสีเขียวและสีน้ำเงินออกจากกัน และจะถูกเรียกรวมกันว่าสีเขียว เพราะฉะนั้นคนสูงอายุมักจะเรียกสีเขียวและสีน้ำเงินว่าสีเขียว
　
ในปัจจุบัน ยังมีอีกหลายประเทศที่ไม่มีคำศัพท์แยกสีเขียวและสีน้ำเงินออกจากกัน พวกเขาก็ยังคงเหมารวมว่านี่คือสีเขียวอยู่ดีนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>สีเขียว, สีน้ำเงิน</keywords><date>2020-09-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2814</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1600624956.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1178"><Nid>2813</Nid><title>กระเทียม พืชคู่ครัว ช่วยลดความดันโลหิต</title><source>https://www.pobpad.com/กระเทียมกับประโยชน์ต่อ</source><detail>กระเทียม
พืชคู่ครัว ช่วยลดความดันโลหิต
　
กระเทียม เป็นพืชที่อยู่คู่ครัวคนไทยมายาวนาน สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายรูปแบบ อุดมไปด้วยกำมะถันหรือซัลเฟอร์ในปริมาณมาก นอกจากนี้กระเทียมประกอบไปด้วยสารอาหารอื่นๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะสารอัลลิซิน
　
สารอัลลิซิน (Allicin) มีส่วนช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อเรียบที่เรียงตัวในหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดขยายตัว ทำให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำลงได้
　
หากไม่กินในปริมาณที่มากเกินไป กระเทียมสดสามารถกินได้อย่างปลอดภัย หากบริโภคปริมาณมากอาจเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น มีกลิ่นปาก หรือแสบร้อนที่กระเพาะอาหาร และนอกจากช่วยเรื่องความดันโลหิต ยังช่วยเรื่องคลอเลสเตอรอล บรรเทาหวัด เรียกว่าหัวเล็กนิดเดียว แต่สรรพคุณมาเต็มจริงๆ ครับ
　
#STKC</detail><keywords>กระเทียม, ความดันโลหิต</keywords><date>2020-09-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2813</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1600624916.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1179"><Nid>2812</Nid><title>หม้อทอดไร้น้ำมัน ลดสารก่อมะเร็งในอาหารได้หรือไม่?</title><source>https://www.sanook.com/health/23313</source><detail>หม้อทอดไร้น้ำมัน
ลดสารก่อมะเร็งในอาหารได้หรือไม่?
　
หม้อทอดไร้น้ำมัน เครื่องครัวสุดฮิตในยุคนี้ที่สามารถใช้ทำอาหารได้หลากหลาย และมีการถกเถียงว่าหากนำไปทอดอาหาร จะทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งหรือไม่
　
สารก่อมะเร็ง อาทิ Acrylamide ที่เกิดจากการปรุงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตหรืออาหารที่มีแป้งเป็นส่วนผสม รวมถึงอาหารประเภทเนื้อสัตว์นั้น ล้วนเกิดจากกระบวนการทอด ปิ้ง ย่าง อบ หรือวิธีใดๆ ที่ใช้อุณหภูมิสูงเป็นระยะเวลานาน
　
ซึ่งการใช้หม้อทอดลมร้อนเป็นเพียงการเป่าลมร้อนเพื่อดึงความชื้นออกจากอาหาร ทำให้อาหารสุกและกรอบ โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุณหภูมิที่สูงและนานพอที่จะทำให้มีสารก่อมะเร็ง
　
เราจึงได้ข้อสรุปว่า การใช้หม้อทอดไร้น้ำมันนั้น สามารถช่วยลดการสร้างสารก่อมะเร็งจากการปรุงอาหารได้นั่นเอง ถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดโรคภัยให้มนุษย์ได้จริงๆ ครับ
　
#STKC</detail><keywords>หม้อทอดไร้น้ำมัน</keywords><date>2020-09-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2812</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1600624851.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1180"><Nid>2811</Nid><title>ดวงจันทร์ ดวงดาวที่สามารถขึ้นสนิมได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-54041876</source><detail>ดวงจันทร์
ดวงดาวที่สามารถขึ้นสนิมได้
　
ดวงจันทร์ไม่มีชั้นบรรยากาศ รวมทั้งไม่มีน้ำในรูปของเหลว และมีออกซิเจนเพียงน้อยนิด แต่กลับพบสนิมในบางจุดของดวงจันทร์ได้! สนิมเหล่านี้เกิดจากอะไรได้บ้างนะ?
　
ความเป็นไปได้ของการเกิดสนิมบนดวงจันทร์
　
1. สนามแม่เหล็กโลกนำพาออกซิเจนจากโลกไปยังดวงจันทร์ได้
　
2. อาจเพราะส่วนหางของสนามแม่เหล็กโลกเข้ามาสกัดลมสุริยะ ซึ่งลมสุริยะที่มาจากดวงอาทิตย์จะมีธาตุไฮโดรเจนที่สามารถลดการเกิดสนิมได้ เมื่อถูกสกัด จึงทำให้ดวงจันทร์เริ่มมีสนิม
　
3. มาจากน้ำแข็งที่พบใต้แอ่งหลุมบนด้านไกลของดวงจันทร์ ด้วยสาเหตุจากอุกกาบาตที่พุ่งชนดวงจันทร์อยู่บ่อยครั้ง อาจทำให้เศษน้ำแข็งขึ้นมาปะปนกับฝุ่นละอองบนพื้นผิว เมื่อได้รับความร้อนจากการชนกันของอุกกาบาต ทำให้เกิดการละลายและทำปฏิกิริยากับแร่เหล็ก จนกลายเป็นสนิมในที่สุดนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ดวงจันทร์, สนิม</keywords><date>2020-09-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2811</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1600624751.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1181"><Nid>2798</Nid><title>อาการ "เศร้า" และ "โรคซึมเศร้า" แตกต่างกันอย่างไร</title><source>https://www.sanook.com/health/17877</source><detail>อาการ "เศร้า" และ "โรคซึมเศร้า"
ต่างกันอย่างไร
　
เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าความเศร้าที่เรากำลังเจอเป็นเพียงแค่ความเศร้าชั่วคราว หรือกลายเป็นโรคซึมเศร้าแล้วกันแน่ เรามาดูความแตกต่างกันครับ
　
อารมณ์เศร้าปกติ
มีอาการเศร้าเพียงชั่วคราว มีอาการนอนหลับยาก เสียสมาธิ อยากอาหารน้อยลง
　
อาการซึมเศร้า
มีอาการเศร้าร่วมด้วยตลอดเวลาเป็นระยะเวลานาน ไม่อยากกินอาหาร นอนไม่หลับ ไม่มีสมาธิ ตัดสินใจไม่ได้ เริ่มมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่
　
แต่นี่เป็นเพียงพฤติกรรมที่สังเกตได้ในเบื้องต้นเท่านั้น และอาการดังกล่าวอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากใครมีอาการเศร้าติดกันนาน 2 - 3 เดือน หรืออาการเศร้าเหล่านั้นมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ควรรีบไปปรึกษาแพทย์นะครับ
　
#STKC</detail><keywords>โรคซึมเศร้า</keywords><date>2020-09-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2798</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1600018476.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1182"><Nid>2797</Nid><title>8 ต้นไม้ที่แมวกินได้ เสริมสุขภาพเจ้าเหมียว</title><source>https://www.sanook.com/home/26113</source><detail>8 ต้นไม้ที่แมวกินได้
เสริมสุขภาพเจ้าเหมียว
　
บ้านไหนเลี้ยงเจ้าเหมียวบ้าง? ยกมือขึ้น ถ้าอยากให้แมวของเรามีสุขภาพดี คลายเครียดลองหาต้นไม้เหล่านี้มาปลูกดูสิ
　
1. แคทนิป
หรือที่รู้จักกันในชื่อ "กัญชาแมว" มีน้ำมันหอมระเหย เมื่อแมวไปสูดดมหรือกินจะทำให้รู้สึกมีความสุข คลายเครียด ทำให้อยากอาหาร ซึ่งฤทธิ์เหล่านี้จะอยู่ได้ประมาณ 10-15 นาที
　
2. ใบไทม์ของแมว
ใบไทม์แมวมีฤทธิ์เช่นเดียวกันกับหญ้าแมว แต่ควรจะปลูกให้เยอะหน่อยๆ เนื่องจากมันเป็นต้นไม้ที่โตช้า
　
3. วาเลอเรี่ยน
ส่วนรากของมันใช้เป็นสมุนไพรเพื่อรักษาอาการนอนไม่หลับและคลายความวิตกกังวลได้
　
4. รากชะเอมเทศ
ช่วยแก้อาการแพ้หรืออาการคัน และยังช่วยเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อซึ่งมันส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร
　
5. ตะไคร้
สมุนไพรชนิดโปรดและมีประโยชน์สำหรับแมว สำหรับมนุษย์เองก็ดีเหมือนกัน นอกจากนี้ยังปลูกได้ง่ายทั้งในบ้านและนอกบ้าน
　
6. ไผ่เงินหรือไผ่แมว
ไผ่เงินสามารถช่วยเรื่องการย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องอืด และก้อนขนในท้อง
　
7. เปปเปอร์มินต์
ช่วยละลายเสมหะและน้ำมูก ช่วยทำให้แมวอารมณ์ดี ช่วยเรื่องการย่อยอาหาร
　
8. คาโมมายล์ ดอกดาวเรือง และเอ็กไคนาเซีย
สามารถรักษโรคผิวหนังแมวได้
　
และนี่ก็คือ 8 ต้นไม้ที่ดีต่อคนและดีต่อเจ้าเหมียวของเรา หากบ้านใครเลี้ยงแมว ลองหามาปลูกไว้ในบ้านนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ต้นไม้, แมว</keywords><date>2020-09-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2797</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1600018427.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1183"><Nid>2796</Nid><title>เคล็บลับต่ออายุให้ยาวขึ้น แค่เปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ</title><source>https://www.sanook.com/health/24393</source><detail>เคล็บลับต่ออายุให้ยาวขึ้น
แค่เปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ
　
เชื่อว่าใครๆ ก็อยากมีอายุยืนกันทั้งนั้น วันนี้ยังไม่สายที่จะมาปรับพฤติกรรม เพื่อให้เรามีอายุได้ยาวนานที่สุดกันเถอะ
　
พฤติกรรมที่ต้องปรับ
1. ลดการกินอาหารแปรรูป
2. งดหรือเลิกสูบบุหรี่
3. ไม่นั่งนิ่งๆ นานเกินไป
4. หยุดอารมณ์ที่ไม่ดีต่างๆ
5. หยุดอยู่กับตัวเองคนเดียว
6. หลีกเลี่ยงการกินมากเกินไป
　
พฤติกรรมที่ควรทำเพิ่ม
1. กินถั่ว: มีผลดีต่อโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง การอักเสบ เบาหวาน โรคเมตาบอลิซึม (Metabolic Syndrome) ระดับไขมันหน้าท้อง และมะเร็งบางชนิด
　
2. กินขมิ้น: เนื่องจากขมิ้นมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ทั้งยังช่วยบำรุงสมอง หัวใจ และการทำงานของปอด เช่นเดียวกับการป้องกันโรคมะเร็งและโรคที่เกี่ยวกับอายุ
　
3. กินอาหารจากพืชเพื่อสุขภาพ:  เช่น ผลไม้ ผัก เมล็ดพืช ธัญพืช และถั่ว อาจลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ และส่งเสริมให้คุณมีอายุที่ยืนยาวขึ้น
　
ลองปรับพฤติกรรมเหล่านี้ดู นอกจากจะทำให้อายุยืนแล้ว จะทำให้เรามีสุขภาพดีและไม่เครียดด้วยล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>อาหารเพื่อสุขภาพ</keywords><date>2020-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2796</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1600018386.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1184"><Nid>2795</Nid><title>ค้นพบแนวทางสร้างรูหนอน ที่มนุษย์สามารถใช้วาร์ปได้จริง</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53964558</source><detail>ค้นพบแนวทางสร้างรูหนอน
ที่มนุษย์สามารถใช้วาร์ปได้จริง
　
รูหนอน (Wormhole) หรือเส้นทางลัดข้ามจักรวาล ซึ่งเกิดจากการบิดเบี้ยวพับตัวของปริภูมิ-เวลา (Space-Time) ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ที่เรามักเห็นได้ตามภาพยนต์ Sci-fi ต่างๆ ทำให้เราสามารถวาร์ปหรือเดินทางระยะไกลด้วยเวลาอันสั้นผ่านรูหนอนนี้ได้
　
ล่าสุด ทีมนักฟิสิกส์จากสถาบันเพื่อการศึกษาขั้นสูง (IAS) ได้เสนอแนวทางการสร้างรูหนอนขึ้นใหม่ โดยการนำแนวคิดที่อยู่นอกกรอบของแบบจำลองมาตรฐานมาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบจำลองจากทฤษฎีเรขาคณิตบิดโค้ง 5 มิติ
　
รูหนอนที่สร้างขึ้นตามแนวคิดดังกล่าว จะมีลักษณะคล้ายหลุมดำขนาดกลางที่มีประจุไฟฟ้า ซึ่งนับว่าใหญ่พอที่มนุษย์และยานอวกาศจะผ่านเข้าไปได้ โดยสามารถนำมนุษย์วาร์ปไปยังจุดหมายปลายทางที่ห่างไกลออกไปถึง 10,000 ปีแสงได้ ภายใน 1 วินาทีได้เลยทีเดียว
　
#STKC</detail><keywords>รูหนอน, วาร์ป, Space-time</keywords><date>2020-09-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2795</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1600018328.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1185"><Nid>2794</Nid><title>สาหร่ายทะเล อาจเป็นอาหารและเชื้อเพลิงในอนาคต</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-53958657</source><detail>สาหร่ายทะเล
อาจเป็นอาหารและเชื้อเพลิงในอนาคต
　
สาหร่ายทะเล เป็นพืชที่ใช้เวลาเติบโตได้เร็ว ใช้พลังงานแสงอาทิตย์และดูดซึมสารอาหารและคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำทะเล นอกจากนี้ สาหร่ายทะเลอาจช่วยต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกได้ และช่วยชดเชยการปล่อยคาร์บอนได้ทั้งหมดอีกด้วย
　
สาหร่ายทะเลที่ถูกเพาะเลี้ยงในฟาร์ม ส่วนใหญ่ถูกบริโภคเป็นอาหาร แต่สารสกัดถูกนำไปใช้ในหลากหลายผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นยาสีฟัน เครื่องสำอาง ยา หรืออาหารสัตว์ 
　
ถึงแม้ว่าปัจจุบันสาหร่ายทะเลส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นอาหาร แต่ในอนาคตอาจจะสามารถใช้เป็นอาหารปลา, ปุ๋ย, ก๊าซชีวภาพ ถือว่าเป็นพลังงานแห่งอนาคตจริงๆ ครับ
　
#STKC</detail><keywords>สาหร่ายทะเล, เชื้อเพลิง</keywords><date>2020-09-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2794</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1600018268.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1186"><Nid>2787</Nid><title>พบคราบเกลือบนดาวเคราะห์แคระ อาจเป็นมหาสมุทรใต้ภิภพ</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53787074</source><detail>พบคราบเกลือบนดาวเคราะห์แคระ
อาจเป็นมหาสมุทรใต้ภิภพ
　
ดาวเคราะห์แคระซีรีส (Ceres) อยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี มีข้อมูลว่าอาจมีแหล่งกักเก็บน้ำเค็มขนาดใหญ่หรือมหาสมุทรใต้พิภพ
　
ล่าสุด ได้มีการถ่ายภาพภาพพื้นผิวดาวได้อย่างคมชัดและมีความละเอียดสูงสุดเท่าที่เคยมีมา พบคราบเกลือชนิดหนึ่งซึ่งเป็นผลึกของสารประกอบไฮโดรแฮไลต์ (Hydrohalite) ซึ่งถือเป็นหลักฐานว่าดาวดวงนี้อาจจะมีน้ำเค็มปริมาณมหาศาลที่ยังคงซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน
　
นับเป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบแร่ธาตุดังกล่าวนอกโลก ซึ่งถือเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าดาวเคราะห์แคระซีรีสอาจเคยมีน้ำเค็มปกคลุมพื้นผิวดาวในอดีต และยังมีแร่ธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อการให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ดาวเคราะห์แคระ, ซีรีส, Ceres</keywords><date>2020-09-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2787</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1599470060.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1187"><Nid>2786</Nid><title>ทำไมชื่อของวันต่างๆ ถึงมาจากชื่อของดวงดาว</title><source>https://www.adaymagazine.com/articles/puzzle-day-order</source><detail>ทำไมชื่อของวันต่างๆ
ถึงมาจากชื่อของดวงดาว
　
เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมวันในสัปดาห์ถึงตั้งชื่อตามดวงดาว ไม่ว่าจะเป็น ดวงจันทร์ ดาวอังคาร ดาวพุธ ดาวพฤหัสฯ ดาวศุกร์ ดาวเสาร์ รวมไปถึงดวงอาทิตย์ด้วย
　
หลายคนบอกว่า อาจจะเรียงตามระยะจากดวงอาทิตย์ แต่ระบบสุริยะจักรวาลของเรา เรียงลำดับจากตรงกลางจะได้เป็นดังนี้ ดวงอาทิตย์ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน
　
ในความจริงแล้ว ความเชื่อเรื่องการเรียกชื่อวันมาจากสมัยบาบิโลน (Babylon) ที่มีความเชื่อว่าแต่ละชั่วโมงนั้นมีเทพเจ้าดาวเคราะห์คอยกำกับดูแลอยู่ 
　
เรียงลำดับได้ดังนี้
วันนี้เวลา 06:00 น. เทพเจ้าดวงอาทิตย์คุม
เวลา 07:00 น.เทพเจ้าศุกร์คุม
เวลา 08:00 น. เทพเจ้าพุธคุม
เวลา 09:00 น. เทพเจ้าจันทร์คุม
เวลา 10:00 น. เทพเจ้าเสาร์คุม
เวลา 11:00 น. เทพเจ้าพฤหัสบดีคุม
เวลา 12:00 น. เทพเจ้าอังคารคุม
　
และเมื่อวนสลับกันไปเรื่อยๆ วันรุ่งขึ้นในเวลา 06:00 น. จะเป็นคิวของเทพเจ้าวันจันทร์ วันถัดไปจะเป็นคิวของเทพเจ้าดาวอังคาร และเรียงกันมาเรื่อยๆ จึงมีการสันนิษฐานว่าการเรียกชื่อวันแบบนี้ คือการเรียกตามเทพเจ้าดาวเคราะห์องค์แรกที่ดูแลอยู่ในแต่ละวันนั่นเอง
　
#STKC</detail><keywords>ดวงดาว, วัน</keywords><date>2020-09-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2786</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1599470001.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1188"><Nid>2785</Nid><title>"อาหารปิ้งย่าง" แค่ดมก็เสี่ยงเป็นมะเร็งได้</title><source>https://www.sanook.com/health/22901</source><detail>"อาหารปิ้งย่าง"
แค่ดมก็เสี่ยงเป็นมะเร็งได้
　
หลายๆ คนคงได้ยินความเชื่อที่ว่า อย่ากินอาหารปิ้งย่างหรืออาหารที่ย่างจนเกรียม เพราะจะทำให้เป็นมะเร็ง ซึ่งงานวิจัยล่าสุดเผยว่าถึงแม้จะไม่ได้กิน แต่การสูดควันที่อยู่ข้างๆ เตาก็เสี่ยงเป็นมะเร็งได้เช่นกัน
　
สารก่อมะเร็งที่มักพบในอาหารปิ้งย่าง ได้แก่ สารพิษที่ชื่อ พีเอเอช (PAH - Polycyclic Aromatic Hydrocarbon) เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ โดยจะมีมากในบริเวณที่ไหม้เกรียมของอาหารปิ้งย่าง เพราะควันที่มีสารพีเอเอชลอยขึ้นมาเกาะที่ผิวอาหารนั่นเองครับ
　
คนที่กินอาหารเข้าไปตรงๆ จะได้รับสารตัวนี้มากที่สุดอยู่แล้ว แต่สารตัวนี้ยังสามารถซึมซับเข้าสู่ผิวหรือเข้าร่างกายทางการสูดดมได้ จึงทำให้ผู้ที่ไม่ได้กิน แต่นั่งข้างๆ ก็สามารถรับสารตัวนี้เข้าไปได้เหมือนกันครับ
　
#STKC</detail><keywords>อาหารปิ้งย่าง, พีเอเอช, PAH, Polycyclic Aromatic Hydrocarbon</keywords><date>2020-09-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2785</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1599469943.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1189"><Nid>2784</Nid><title>เด็กหลอดแก้ว สร้างสำเร็จเป็นครั้งแรกในโลก</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53526923</source><detail>เด็กหลอดแก้ว
สร้างสำเร็จเป็นครั้งแรกในโลก
　
เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการห้องวิทยาศาสตร์ นามว่า มีเรียม เมนกิน ชาวอเมริกัน วัย 43 ปี ภารกิจทุกวันพุธของเธอคือการนำไข่มนุษย์มาผสมกับตัวอสุจิในจานแก้ว
　
ตามปกติ มีเรียมจะปล่อยให้อสุจิและไข่ผสมกันประมาณ 30 นาที แต่ในวันนั้นกลับไม่เป็นไปตามแผน เพราะเธอเผลอหลับไปในเวลางาน และปล่อยให้อสุจิและไข่ผสมกันเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง
　
ผลลัพธ์คือ เซลล์อสุจิและเซลล์ไข่รวมตัวกันจนเกิดการแบ่งตัว ทำให้เธอได้เห็นภาพตัวอ่อนมนุษย์ที่ได้รับการปฏิสนธิขึ้นในหลอดแก้วสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก
　
จากนั้นเป็นต้นมา จึงมีการปฏิสนธิด้วยวิธีที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่า "การทำเด็กหลอดแก้ว" (In Vitro Fertilization - IVF) นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>เด็กหลอดแก้ว, IVF</keywords><date>2020-09-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2784</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1599468505.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1190"><Nid>2783</Nid><title>ทำไม "ลูกโป่งสวรรค์" ถึงลอยได้?</title><source>http://scienceillustratedthailand.com/nature/ทำไมลูกโป่งถึงลอยได้</source><detail>ทำไม "ลูกโป่งสวรรค์"
ถึงลอยได้?
　
ลูกโป่งสวรรค์ลอยฟ้าหลากสี คงเป็นสิ่งที่ดึงดูดน้องๆ และเด็กๆ หลายคน แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ ว่ามันลอยฟ้าได้อย่างไร?
　
ลูกโป่งสวรรค์ถูกบรรจุด้วย แก๊สฮีเลียม (Helium) มีคุณสมบัติเบากว่า ออกซิเจน (Oxygen) หรือเบากว่าอากาศ ดังนั้นด้วยคุณสมบัติที่เบากว่านี้ จึงสามารถลอยขึ้นสู่ที่สูงได้นั่นเอง
　
นอกจากนี้ ยังมีแก๊สอีกชนิดหนึ่งที่สามารถลอยขึ้นที่สูงได้เมื่อบรรจุลงเข้าไปในลูกโป่ง คือ แก๊สไฮโดรเจน (Hydrogen) แต่เป็นสสารที่สามารถติดไฟได้ จึงไม่ควรนำมาบรรจุในลูกโป่งนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ลูกโป่ง, ฮีเลียม, Helium</keywords><date>2020-09-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2783</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1599468335.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1191"><Nid>2782</Nid><title>อาหารเเบบไหน ทำลายสุขภาพเด็ก</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/52751-อาหารเเบบไหน%20ทำลายสุขภาพเด็ก.html</source><detail>อาหารที่ไม่มีประโยชน์ เเละให้โทษต่อร่างกาย เป็นอาหารที่เด็กๆ ควรหลีกเลี่ยง เพราะหากกินเป็นประจำจะเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหัวใจเเละหลอดเลือด เเละอาจถึงขั้นตาบอด เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตในวัยผู้ใหญ่เเละวัยสูงอายุ
	1. ขนมขบเคี้ยว ที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ เเต่อุดมไปด้วยเเป้ง น้ำตาล ไขมัน เกลือ เเละบางชนิดยังมีสารตะกั่ว ซึ่งมีอันตรายต่อสุขภาพ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารสำคัญจากอาหารมื้อหลักน้อยลง เเละก่อให้เกิดการขาดสารอาหารเเละเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมามากมาย เช่น เบาหวาน โรคไต ควาามดันโลหิตสูง เป็นต้น
	2. อาหารรสหวานจัด การกินอาหารรสหวานจัด เช่น ขนมเค้ก ลูกอม เยลลี่ น้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำปั่น กาเเฟเย็น เป็นต้น หรือการเติมน้ำตาลในอาหารที่ปรุงสุกเเล้ว ทำให้ได้รับพลังงานเพิ่มขึ้น เป็นผลให้เกิดภาวะอ้วนได้ง่าย นอกจากนี้ยังทำให้ฟันผุเเละมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานด้วย
	3. อาหารรสเค็มจัด อาหารรสเค็มจัด เช่น การเติมเครื่องปรุงรสเค็มในอาหารที่ปรุงสุกเเล้ว อาหารหมักดอง ขนามที่มีรสเค็ม เช่น ปลาเส้น ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยกินผักผลไม้ เเละยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต เเละมะเร็งกระเพาะอาหารด้วย
	4. อาหารที่มีไขมันสูง ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง เเละเกิดหลอดเลือดอุดตันได้ง่าย เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด อัมพฤกษ์ อัมพาต ชนิดอาหารที่มีไขมันสูง ได้เเก่ เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารทอดน้ำมันท่วม ขนมเบเกอร์รี่ อาหารฟาสต์ฟูด เป็นต้น
	5. อาหารไม่สะอาดมีการปนเปื้อน อาหารปนเปื้อนเกิดจากกระบวนการผลิต ปรุง ประกอบ เเละจำหน่ายอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือมีสิ่งเเวดล้อมไม่เหมาะสม หรือการใช้สารปรุงเเต่งอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้มีเชื้อโรค พยาธิต่างๆ สารเคมีที่เป็นพิษ อาหารที่ปนเปื้อนเหล่านี้เป็นสาเหตุของอาหารเป็นพิษเเละเกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินอาหาร
</detail><keywords>อาหาร, สุขภาพ, เด็ก, ร่างกาย, โภชนาการ</keywords><date>2020-08-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2782</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598858103.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1192"><Nid>2781</Nid><title>วิธีดูแลลูก ในโลกยุคไซเบอร์</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/52602-วิธีดูแลลูก%20ในโลกยุคไซเบอร์.html</source><detail>ทุกวันนี้เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ดังนั้น เมื่อเลือกที่จะให้โทรศัพท์กับลูก ก็ต้องสอนให้ก้าวนำเทคโนโลยี และใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม
1.	สร้างวินัยและความรับผิดชอบ ตั้งแต่เล็ก ๆ
2.	แบ่งเวลาเล่น คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน
3.	ใช้มาตรการทางการเงิน จำกัดจำนวนในการใช้
4.	ฟังและพูดดีต่อกัน จะไม่เกิดการทะเลาะกัน
5.	จับถูก ชื่นชม และให้กำลังใจลูก ๆ
6.	กำหนดกติการ่วมกัน และบังคับใช้แบบอ่อนโยน
7.	สร้างรอยยิ้มเล็ก ๆ ในครอบครัว
8.	เข้าใจลูกว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
9.	ต้องมีเวลาคุณภาพ ให้กับลูก
</detail><keywords>ลูก, ยุคไซเบอร์, สมาร์ทโฟน, คอมพิวเตอร์, สร้างวินัย, เทคโนโลยี</keywords><date>2020-08-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2781</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598858006.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1193"><Nid>2779</Nid><title>ติดตามข่าวการเมืองอย่างไรไม่ให้เครียดจนเกินไป</title><source>https://www.sanook.com/health/24713</source><detail>ติดตามข่าวการเมืองอย่างไร
ไม่ให้เครียดจนเกินไป
　
ตอนนี้สถานการณ์ทางการเมืองตึงเครียดขึ้นทุกที หลายคนที่ติดตามข่าวอาจจะเกิดอาการเครียดตามไปด้วย ซึ่งไม่ส่งผลดีแน่นอน เรามาดูกันว่าเราจะติดตามข่าวการเมืองอย่างไรไม่ให้เครียดจนเกินไป
　
1. แบ่งเวลาการติดตามข่าวอย่างพอดี
ไม่ควรติดตามต่อเนื่องนานเกิน 2 ชั่วโมง เพราะอาจจะทำให้เกิดความเครียดมากขึ้นกว่าเดิม
　
2. ทำกิจวัตรประจำวันให้เป็นปกติ
เปลี่ยนไปดูข่าวอื่นๆ หรือทำกิจวัตรอย่างอื่นบ้าง เช่น การทำงานอดิเรกทั่วไป หรือการออกไปพบปะสังสรรค์กับผู้อื่น
　
3. เคารพความคิดเห็นที่มีความแตกต่าง
เปิดใจ เปิดกว้างในความเห็นต่างทางการเมือง หรือหลีกเลี่ยงการสนทนาที่ก่อให้เกิดความเครียด
　
4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
อย่ามัวแต่ดูข่าวจนไม่มีเวลานอน ควรพักผ่อนให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 - 8 ชั่วโมง
　
5. ผ่อนคลายความเครียด
หันมาออกกำลังกายเพื่อคลายความเครียดบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการฝึกโยคะหรือกีฬาประเภทใดก็ตาม
　
ท้ายที่สุดแล้ว ข่าวการเมืองจะเครียดแค่ไหน เราก็อย่าปล่อยให้ตัวเองดำดิ่งไปในความเครียดด้วย ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีสุด ทุกอย่างก็จะดีขึ้นแน่นอนครับ
　
#STKC</detail><keywords>ความเครียด, การคลายเครียด</keywords><date>2020-09-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2779</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598849692.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1194"><Nid>2778</Nid><title>วิธีทำปุ๋ยจาก “เปลือกกล้วย” ที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด</title><source>https://www.sanook.com/home/26701</source><detail>วิธีทำปุ๋ยจาก “เปลือกกล้วย”
ที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด
　
เปลือกกล้วย มีธาตุอาหารต่างๆ ทั้งโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับต้นไม้ บางคนมักนำไปฝังไว้ในดิน ซึ่งอาจทำให้เกิดแมลงต่างๆ ที่เป็นศัตรูพืชตามมา เช่น แมลงวันผลไม้ เชื้อรา เป็นต้น
　
วิธีการทำปุ๋ยจากเปลือกกล้วยที่ดีสุด คือ โยนเปลือกกล้วยลงไปในถังปุ๋ยหมัก ซึ่งจะสามารถย่อยสลายได้เองโดยไม่ทำให้เกิดแมลงวันหรือศัตรูพืชประเภทอื่น อีกทั้งยังเป็นปุ๋ยหมักที่ยอดเยี่ยมเหมาะสำหรับบำรุงต้นไม้ในสวนได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ปุ๋ยหมัก, เปลือกกล้วย</keywords><date>2020-09-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2778</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598849623.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1195"><Nid>2777</Nid><title>กินเมนูอาหารดิบ เสี่ยง 7 โรคร้าย</title><source>https://www.sanook.com/health/4265</source><detail>กินเมนูอาหารดิบ
เสี่ยง 7 โรคร้าย
　
หลายพื้นที่คงยังนิยมการกินเมนูอาหารดิบซึ่งสืบทอดกันรุ่นสู่รุ่น แต่จริงๆ แล้ว การกินอาหารดิบสามารถนำโรคจากสัตว์มาสู่คนได้
　
โรคที่ติดต่อจากเนื้อดิบๆ ของสัตว์จำพวกวัวหรือควายสามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้ และมีหลายโรคด้วยกัน ได้แก่
　
1. แอนแทรกซ์ - ก่อให้เกิดอาการอาเจียนเป็นเลือด ท้องเสียรุนแรง ในรายที่เป็นมากจะสามารถติดเชื้อในกระแสเลือดถึงแก่ความตายได้
　
2. ไข้สมองอักเสบหูดับ - ทำให้เกิดไข้สูง เพ้อ สับสน ถ้ารักษาไม่ทันก็ถึงแก่ความตายได้
　
3. พยาธิทริคิโนซีส - ในกรณีที่พยาธิชนิดนี้เข้าสู่กล้ามเนื้อกะบังลม อาจจะทำให้เกิดอาการหายใจไม่ได้ และเสียชีวิตได้
　
4. ติดเชื้อทางเดินอาหาร - ทำให้มีอาการท้องเสีย อาเจียน บางรายถ่ายเป็นเลือด
　
5. พยาธิตัวตืด - อาจจะมีอาการที่ไม่รุนแรงมากนัก แต่การแพร่กระจายของตัวอ่อนอาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
　
6. พิษสุนัขบ้า - หากกินเนื้อสัตว์ที่เสียชีวิตจากโรคนี้ จะทำให้ผู้กินเสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้ได้ ซึ่งถ้าเป็นและมีอาการก็จะเสียชีวิตในที่สุด
　
7. บรูเซลโลซิส - อาการจะเป็นไข้ที่หาสาเหตุไม่เจอ มีไข้ ปวดตามตัว ปวดข้อ น้ำหนักลด เป็นฝีในตับหรือในม้าม
　
รู้แบบนี้แล้ว เรามาเปลี่ยนพฤติกรรมและเลี่ยงการกินอาหารดิบ ควรกินเฉพาะอาหารที่ปรุงสุกเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยของเราเองกันเถอะครับ
　
#STKC</detail><keywords>อาหารดิบ, เนื้อสัตว์</keywords><date>2020-09-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2777</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598849570.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1196"><Nid>2776</Nid><title>5 เทรนด์ไฮเทคสุดล้ำ ที่มาแน่ในอีก 10 ปีข้างหน้า</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1509201</source><detail>5 เทรนด์ไฮเทคสุดล้ำ
ที่มาแน่ในอีก 10 ปีข้างหน้า
　
ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด ทำให้เรามักได้เห็นสิ่งแปลกใหม่เสมอ วันนี้เราจะไปดู 5 เทรนด์ไฮเทคสุดล้ำที่คาดว่ามาแน่ในอีก 10 ปีข้างหน้า
　
1. ดิจิทัล มี (Digital me)
เทคโนโลยีกำลังหลอมรวมเข้ากับชีวิตผู้คนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง แบบจำลองผู้คนและวัตถุในโลกดิจิทัล วิธีปฏิสัมพันธ์ของผู้คนกับโลกดิจิทัลนั้นก้าวไปไกลกว่าแค่หน้าจอและคีย์บอร์ด แต่ยังหมายรวมถึงการใช้รูปแบบการโต้ตอบอื่นๆ อีกด้วย
　
2. สถาปัตยกรรมแบบผสมผสาน (Composite Architectures)
สถาปัตยกรรมแบบผสมผสานจะถูกนำไปใช้กับการแก้ไขปัญหาด้านการบริหารจัดการแอปพลิเคชั่นขององค์กร ช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัวมากขึ้น
　
3. ปัญญาประดิษฐ์ที่เป็นแบบแผน (Formative AI)
คือ AI แบบเดิมที่เรารู้จัก แต่สามารถปรับเปลี่ยนระบบเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ช่วยให้สามารถพัฒนาแบบจำลอง AI แบบที่มีความคล่องตัว เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ตลอดเวลา
　
4. ความน่าเชื่อถือของอัลกอริทึม (Algorithmic Trust)
เพื่อความมั่นใจในความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล แหล่งที่มาของข้อมูล และการระบุตัวตนของบุคคลและองค์ประกอบอื่นๆ จะถูกแทนที่ด้วยโมเดลความน่าเชื่อถือแบบอัลกอริทึมนี้นี่เอง
　
5. สิ่งที่เป็นมากกว่าซิลิคอน (Silicon)
เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาจนใกล้ทะลุขีดจำกัดทางกายภาพของซิลิคอน ส่วนประกอบที่ล้ำสมัยใหม่ๆ จะถูกเข้ามาแทนที่ เช่น DNA Computing เซ็นเซอร์แบบย่อยสลายได้ และทรานซิสเตอร์ที่ผลิตจากคาร์บอน
　
หากมีเทคโนโลยีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจออกมาอีก เพื่อนๆ สามารถติดตามได้ที่เพจ STKC พวกเราจะนำมาอัพเดทกันแน่นอนครับ
　
#STKC</detail><keywords>เทคโนโลยี, Digital me, Composite Architectures, Formative AI, Algorithmic Trust, Silicon</keywords><date>2020-09-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2776</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598849510.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1197"><Nid>2775</Nid><title>น้ำมะพร้าว กับหลากหลายคุณประโยชน์</title><source>https://www.pobpad.com/น้ำมะพร้าว-สดชื่นดับกระ</source><detail>น้ำมะพร้าวประกอบไปด้วยน้ำ 94 เปอร์เซ็นต์ และมีไขมันน้อยต่างจากกะทิซึ่งเป็นน้ำคั้นจากเนื้อมะพร้าวที่มีน้ำ 50 เปอร์เซ็นต์และมีไขมันสูง โดยปกติแล้วผลมะพร้าวจะสุกเต็มที่ในเวลาประมาณ 10-12 เดือน ส่วนน้ำมะพร้าวที่นิยมนำมารับประทานนั้น มาจากลูกมะพร้าวที่มีอายุประมาณ 6-7 เดือน แต่ก็สามารถพบน้ำมะพร้าวอยู่ในลูกมะพร้าวแก่ได้เช่นกัน

คุณค่าทางโภชนาการจากน้ำมะพร้าว

น้ำมะพร้าว 1 ถ้วยที่มีปริมาณ 240 กรัม จะให้พลังงาน 46 แคลอรี่ เส้นใยอาหาร 3 กรัม วิตามินซีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน และแร่ธาตุอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น แมกนีเซียม แมงกานีส โพแทสเซียม โซเดียม และแคลเซียม เป็นต้น

ด้วยสารอาหารสำคัญต่าง ๆ ในน้ำมะพร้าว จึงมีความเชื่อว่าน้ำมะพร้าวอาจช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพ และรักษาภาวะเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้ เช่น ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบย่อยอาหาร การถ่ายปัสสาวะ การผลิตอสุจิ และรักษาภาวะขาดน้ำ เป็นต้น ซึ่งการบริโภคน้ำมะพร้าวจะมีประสิทธิผลทางการแพทย์จริงหรือไม่ ศึกษาได้จากข้อมูลต่อไปนี้

น้ำมะพร้าวอาจต้านอนุมูลอิสระได้

สารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยไม่ให้เซลล์ในร่างกายถูกทำลายจากสารอนุมูลอิสระที่อาจเป็นปัจจัยนำไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคมะเร็ง และภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ ซึ่งการรับประทานผักและผลไม้ที่เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระอาจช่วยยับยั้งความเสียหายของเซลล์ในร่างกายได้

เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี เป็นต้น จากการค้นคว้าคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระของน้ำมะพร้าว มีการศึกษาหนึ่งทดสอบประสิทธิภาพของน้ำมะพร้าวอ่อนในหนูทดลองที่เป็นเบาหวานเป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่าค่าความดันโลหิตตัวบน ไขมันไตรกลีเซอไรด์ และกรดไขมันอิสระลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่กระบวนการป้องกันอันตรายจากสารอนุมูลอิสระมีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วย นักวิจัยจึงคาดว่าน้ำมะพร้าวอาจช่วยป้องกันและลดภาวะความดันโลหิตสูงในหนูที่ถูกกระตุ้นให้เป็นเบาหวานได้

อย่างไรก็ตาม แม้มีข้อมูลที่สนับสนุนว่าน้ำมะพร้าวอาจช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ และน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันโรคต่าง ๆ แต่งานค้นคว้าดังกล่าวเป็นเพียงการทดลองในสัตว์ จึงจำเป็นต้องมีการทดลองในระยะยาวกับมนุษย์เพิ่มเติม เพื่อให้ทราบประสิทธิภาพที่แท้จริงของน้ำมะพร้าวเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ต่อไป

น้ำมะพร้าวอาจช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำหลังการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายอาจเสี่ยงทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้ โดยเฉพาะการออกกำลังกายเป็นเวลานานหรือการออกกำลังกายกลางแจ้ง เพราะร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านเหงื่อในปริมาณมาก ซึ่งการดื่มน้ำมะพร้าวอาจช่วยป้องกันการเกิดภาวะขาดน้ำและช่วยเพิ่มระดับเกลือแร่ในเลือดระหว่างออกกำลังกายได้ เนื่องจากน้ำมะพร้าวประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตที่ช่วยเพิ่มพลังงาน และโซเดียมที่เป็นแร่ธาตุสำคัญในการชดเชยการสูญเสียเกลือแร่

โดยมีงานวิจัยหนึ่งที่ให้อาสาสมัครเพศชายผู้มีสุขภาพแข็งแรงจำนวน 8 คน ดื่มน้ำมะพร้าว เครื่องดื่มเกลือแร่ และน้ำเปล่าหลังออกกำลังกายเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ผลการทดลองพบว่าการดื่มน้ำมะพร้าวช่วยชดเชยการสูญเสียน้ำหลังออกกำลังกายได้ใกล้เคียงกับการดื่มน้ำเปล่าและเครื่องดื่มเกลือแร่ นอกจากนี้ การดื่มน้ำมะพร้าวยังช่วยลดอาการคลื่นไส้ ช่วยให้อิ่มท้องได้นาน และไม่ทำให้เกิดอาการท้องเสียแม้ดื่มในปริมาณมากเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มเกลือแร่และน้ำเปล่า จึงอาจสรุปได้ว่าการดื่มน้ำมะพร้าวสดจากผลมะพร้าวอ่อนอาจช่วยชดเชยการสูญเสียน้ำหลังออกกำลังกายได้

เช่นเดียวกันกับการศึกษาอีกชิ้นที่ระบุว่า การดื่มน้ำมะพร้าวที่มีโซเดียมสูงช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาการท้องเสียได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับการดื่มน้ำเปล่าและเครื่องดื่มเกลือแร่ รวมทั้งอาจมีประสิทธิภาพช่วยลดการสูญเสียน้ำได้ใกล้เคียงกับการดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่หลังการออกกำลังกาย

อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยที่เปรียบเทียบประสิทธิภาพของการดื่มน้ำมะพร้าวกล่อง น้ำมะพร้าวจากหัวเชื้อ และเครื่องดื่มเกลือแร่ กลับพบผลลัพธ์ที่ต่างออกไป โดยพบว่าผู้ที่ดื่มน้ำมะพร้าวกล่องและน้ำมะพร้าวหัวเชื้อหลังการออกกำลังกายนั้น มีอาการท้องอืดและท้องเสียมากกว่าเมื่อเทียบกับผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่

ด้วยผลลัพธ์การทดลองที่ไม่สอดคล้องกันเสมอไป จึงควรมีการศึกษาในระยะยาวที่ทดลองกับกลุ่มคนจำนวนมากต่อไป เพื่อยืนยันคุณสมบัติและความปลอดภัยในการบริโภคน้ำมะพร้าวหลังออกกำลังกาย ส่วนผู้บริโภคที่ต้องการเลือกดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อดับกระหายและช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำหลังออกกำลังกาย ควรเลือกดื่มน้ำมะพร้าวที่สะอาดในปริมาณที่พอดีและถูกสุขอนามัย เพื่อหลีกเลี่ยงอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้

น้ำมะพร้าวอาจบรรเทาอาการโรคเบาหวานได้

โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจากร่างกายไม่สามารถใช้ฮอร์โมนอินซูลินที่ตับอ่อนผลิตออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งน้ำมะพร้าวเป็นแหล่งของแมกนีเซียมที่อาจช่วยให้ร่างกายเพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลิน และอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วย โดยมีงานวิจัยหนึ่งศึกษาประสิทธิภาพของน้ำมะพร้าวในหนูที่เป็นเบาหวาน พบว่าน้ำมะพร้าวอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและค่าน้ำตาลเฉลี่ยสะสมของหนูทดลองได้ สอดคล้องกับผลการทดลองของงานวิจัยอีกชิ้นที่เปรียบเทียบประสิทธิภาพของน้ำมะพร้าว กรดคาเฟอิค (Caffeic Acid) และยาลดระดับน้ำตาลในเลือดที่ใช้ในการรักษาหนูทดลองที่เป็นเบาหวาน พบว่าหนูที่ได้รับการรักษาด้วยน้ำมะพร้าวมีน้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับหนูทดลองที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีที่เหลือ นอกจากนี้ น้ำมะพร้าวอาจช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงและภาวะเครียดออกซิเดชันที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ด้วย

แม้มีผลลัพธ์การทดลองที่พบว่าน้ำมะพร้าวอาจเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคเบาหวาน แต่งานวิจัยข้างต้นก็เป็นเพียงการทดลองในสัตว์ จึงต้องศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมว่าน้ำมะพร้าวมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด ก่อนจะนำมาประยุกต์ใช้รักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานต่อไป

ดื่มน้ำมะพร้าวอย่างไรให้ปลอดภัยและได้ประโยชน์ ?

แม้น้ำมะพร้าวจะมีคุณค่าทางโภชนาการและอาจมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายด้าน แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มากพอจะยืนยันประสิทธิผลของการบริโภคน้ำมะพร้าวเพื่อหวังสรรพคุณทางการรักษาหรือป้องกันโรคต่าง ๆ</detail><keywords>น้ำมะพร้าว, น้ำมันมะพร้าว, ฮอร์โมนอินสูลิน, น้ำตาลในเลือด, มะพร้าว</keywords><date>2020-08-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2775</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598846020.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="1198"><Nid>2774</Nid><title>โรคที่มากับฤดูฝน</title><source>http://bangkokhospitalphitsanulok.com</source><detail>โรคที่พบบ่อยในช่วงฤดูฝน สามารถแบ่งได้ 5 กลุ่มใหญ่รวมทั้งหมด 15 โรค ได้แก่

กลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ที่พบบ่อย 5 โรค ได้แก่ โรคหวัด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคคออักเสบ โรคหลอดลมอักเสบ และโรคปอดอักเสบ
กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุงเป็นพาหะนำโรค ที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ เจ อี (Japanese Encephalitis) และโรคมาลาเรีย
กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง ได้แก่ โรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) หรือที่รู้จักกันในชื่อโรคไข้ฉี่หนูนั่นเอง
กลุ่มโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร ที่พบบ่อยมี 5 โรค ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคบิด โรคไทฟอยด์ โรคอาหารเป็นพิษ และโรคตับอักเสบ
กลุ่มโรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง
นอกจากกลุ่ม 5 โรคหลักดังกล่าวแล้ว ยังอาจพบโรคอื่นในฤดูฝนได้อีก เช่น โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อรา หรือ การถูกสัตว์มีพิษกัดต่อย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง หรือแม้กระทั่งโรคอาหารเป็นพิษจากรับประทานเห็ดพิษ

เห็นได้ว่ามีโรคหลากหลายที่พบได้บ่อยใน ช่วงฤดูฝน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคที่สามารถป้องกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคติดต่อที่เกิดจาก ยุง ดังนั้นโรคพบบ่อยช่วงฤดูฝนตอนที่ 1 นี้ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจึงขอกล่าวถึงกลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุงเป็นพาหะ นำโรคที่พบบ่อยได้แก่ โรคไข้เลือดออกเดงกี่ โรคไข้สมองอักเสบ เจ อี และโรคมาเลเรีย เพื่อให้ทุกท่านสามารถรับมือป้องกันโรคกลุ่มนี้กันครับ</detail><keywords>ฝน, หน้าฝน, โรคตาแดง, ฤดูฝน, โรคระบาด</keywords><date>2020-08-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2774</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598845385.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="1199"><Nid>2773</Nid><title>โรคฉี่หนู วายร้ายหน้าฝน</title><source>http://bangkokhospitalphitsanulok.com/leptospirosisss/  </source><detail>โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)
เกิดจากเชื้อกลุ่ม Leptospira มักพบการระบาดในหน้าฝน หรือช่วงที่มีน้ำท่วมขัง สัตว์ที่แพร่เชื้อโรคนี้ ได้แก่ พวกสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู โดยที่ตัวมันไม่เป็นโรค สัตว์พวกนี้เก็บเชื้อไว้ที่ไต ดังนั้นเมื่อฉี่ออกมาจะมีเชื้อนี้ปนอยู่ด้วยจึงเป็นที่มาของคำว่า “โรคฉี่หนู” นอกจากจะพบเชื้อนี้ในหนูแล้วยังพบได้ใน สุนัข วัว ควาย เชื้อโรคนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ 2 ทางคือ

โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis)

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อกลุ่ม Leptospira มักพบการระบาดในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน เนื่องจากเป็นฤดูฝนต่อฤดูหนาว หรือช่วงที่มีน้ำท่วมขัง

การติดต่อ

สัตว์ที่แพร่เชื้อโรคนี้ ได้แก่ พวกสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู โดยที่ตัวมันไม่เป็นโรค สัตว์พวกนี้เก็บเชื้อไว้ที่ไต ดังนั้นเมื่อฉี่ออกมาจะมีเชื้อนี้ปนอยู่ด้วยจึงเป็นที่มาของคำว่า “โรคฉี่หนู” นอกจากจะพบเชื้อนี้ในหนูแล้วยังพบได้ใน สุนัข วัว ควาย เชื้อโรคนี้สามารถเข้าสู่ร่างกายคนได้ 2 ทางคือ

ทางตรง โดยการสัมผัสสัตว์ที่มีเชื้ออยู่ หรือ โดนสัตว์ที่มีเชื้อกัด
ทางอ้อม เช่น
เชื้อจากฉี่หนูปนอยู่ในน้ำหรือดิน แล้วเข้าสู่คนทางบาดแผล
มือสัมผัสเชื้อที่ปนอยู่ในน้ำหรือดิน แล้วเอาเชื้อเข้าทางเยื่อบุในปาก ตา จมูก
กินน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป
อาการที่สำคัญ

มักเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 4-14 วัน (โดยเฉลี่ย 10 วัน) เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดจะทำให้เกิดอาการ ไข้สูงหนาวสั่น ปวดหัวรุนแรง ตาแดง ปวดกล้ามเนื้อมากโดยเฉพาะบริเวณน่อง ขาเอว เวลากดหรือจับจะปวดมาก นอกจากนี้ยังอาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน บางรายมีอาการปวดท้อง ท้องเสีย บางรายอาการรุนแรงจนกระทั่งตับวาย ไตวาย และทำให้เสียชีวิตได้ในที่สุด

การรักษา

โรคนี้รักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ เช่น เพนนิซิลิน ( penicillin) เตตร้าซัยคลิน (tetracycline) สเตร็ปโตมัยซิน (streptomycin) หรือ อิริทรอมัยซิน (erythromycin) ควรได้รับยาภายใน 4-7 วันหลังเกิดอาการ และควรได้รับน้ำและเกลือแร่อย่างเพียงพอ

การป้องกัน

หลีกเลี่ยงการลุยน้ำลุยโคลน ถ้าจำเป็นควรสวมรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่มีบาดแผลที่ขา
กรณีที่ไม่มีรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ ถ้ามีบาดแผลที่ขา ให้ใช้ถุงพลาสติกสะอาดหรือวัสดุกันน้ำอื่นๆ ห่อหรือคลุมขาและเท้าหรือบริเวณที่มีบาดแผล
หลีกเลี่ยงการแช่น้ำหรือย่ำโคลนนานๆ เมื่อพ้นจากน้ำแล้วต้องรีบล้างเท้าให้สะอาดด้วยสบู่แล้วเช็ดให้แห้งโดยเร็วที่สุด
สวมกางเกงกันน้ำ หรือถุงมือกันน้ำ เมื่อต้องสัมผัสน้ำ เช่นเวลาเดินย่ำน้ำ หรือช่วยสร้างทำนบกั้นน้ำ หรือ ระหว่างทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด
ระวังน้ำไม่สะอาดกระเด็นเข้าปาก ตา หรือ จมูก
กินอาหารที่ปรุงสุกทันที และเก็บอาหารในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด
เก็บอาหารให้มิดชิด ไม่ให้หนูมากินแล้วฉี่ทิ้งไว้โดยที่เราไม่รู้ตัว ไม่ควรเก็บอาหารบริเวณที่ใช้นอน
ห้ามกินน้ำตามแหล่งธรรมชาติในช่วงน้ำท่วม แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ต้องกรองน้ำและต้มน้ำให้ร้อนจัดก่อน
ผักต้องล้างด้วยน้ำสะอาด ไม่ควรกินผักดิบแต่ควรต้มหรือผัดให้สุกก่อนกิน
ผลไม้ต้องล้างด้วยน้ำสะอาด และควรปอกเปลือก
ระวังน้ำแข็งที่ไม่สะอาด เพราะเชื้อฉี่หนูมีชีวิตอยู่ได้ในน้ำแข็ง
ไม่ถ่ายอุจจาระหรือทิ้งขยะลงน้ำ ควรรวบรวมใส่ถุงพลาสติกแล้วมัดปากถุงให้แน่ ระวังถุงรั่ว
หาภาชนะที่มีฝาปิด เพื่อรวบรวมถุงขยะ ถ้าไม่สามารถหาภาชนะมาใส่ได้ให้วางรวมในที่ที่สุนัขหรือสัตว์อื่นมาคุ้ยให้ถุงขยะแตก และไกลจากบริเวณน้ำท่วมถึง
พยายามลดปริมาณขยะเท่าที่ทำได้
พยายามติดต่อหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้นำขยะไปทำลายให้บ่อยที่สุดเท่าที่ทำได้</detail><keywords>โรคฉี่หนู, หนู, หน้าฝน, การติดเชื้อ, ฉี่หนู</keywords><date>2020-08-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2773</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598844940.png</img_link><category>โรคติดต่อ</category></row>
<row _id="1200"><Nid>2772</Nid><title>กินเผ็ด ดีหรือไม่?</title><source>pobpad.com/กินเผ็ด-ผลดี-ผลเสีย-และเ</source><detail>ผลกระทบต่อสุขภาพจากการกินเผ็ด

แม้ความเผ็ดจะช่วยเพิ่มสีสันให้กับรสชาติอาหารได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะเดียวกัน การกินเผ็ดก็อาจมีโทษบางอย่างต่อร่างกายได้เช่นกัน โดยอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนี้

ช่องปาก หลายคนอาจรู้สึกแสบร้อนภายในปากหลังจากกินอาหารเผ็ด โดยอาการแสบร้อนนี้ถือเป็นกลุ่มอาการแสบร้อนในช่องปาก ซึ่งอาจส่งผลต่อลิ้น เหงือก ริมฝีปาก แก้ม เพดานปาก และบริเวณอื่น ๆ ภายในช่องปากด้วย รวมทั้งอาจทำให้ปากแห้ง รู้สึกหิวน้ำ อาจสูญเสียการรับรส หรือทำให้ลิ้นรับรสชาติผิดเพี้ยนไปได้

ระบบทางเดินอาหาร สารแคปไซซินในพริกอาจเป็นสาเหตุของอาการปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย คลื่นไส้ และอาเจียน ซึ่งในกรณีที่เกิดการอาเจียน กรดที่ไหลย้อนกลับมาจากกระเพาะอาหารอาจทำให้หลอดอาหารระคายเคืองได้ นอกจากนี้ การกินเผ็ดก็อาจส่งผลให้อาการของโรคแผลในกระเพาะอาหารรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้น ผู้ป่วยโรคนี้จึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารเผ็ด เพื่อลดความเสี่ยงและช่วยไม่ให้โรคแผลในกระเพาะอาหารมีอาการรุนแรงขึ้น

ระบบทางเดินหายใจ การกินเผ็ดอาจเป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้จมูกจากอาหาร ซึ่งเป็นโรคจมูกอักเสบชนิดที่ไม่ได้เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ แต่มีสาเหตุมาจากอาหารที่กิน โดยอาจทำให้มีอาการน้ำมูกไหลหรือมีเสมหะในคอหลังจากกินอาหารเผ็ด อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่าสารแคปไซซินอาจมีส่วนช่วยให้ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบชนิดไม่แพ้มีอาการดีขึ้นได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิภาพและผลข้างเคียงของสารแคปไซซินที่มีต่อโรคนี้อย่างชัดเจนต่อไป

ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ การกินเผ็ดอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางทรวงอก นอกจากนี้ การกินเผ็ดอาจส่งผลให้อาการของโรคบางชนิดอย่างโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบรุนแรงขึ้นได้ เนื่องจากอาหารเผ็ดอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะระคายเคือง ซึ่งผู้ที่ป่วยด้วยโรคนี้อาจมีการติดเชื้อบริเวณอวัยวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะด้วย อย่างไต ท่อไต กระเพาะปัสสาวะ และท่อปัสสาวะ ดังนั้น ผู้ที่มีอาการของโรคดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีการเลือกกินอาหารอย่างเหมาะสม

ประโยชน์ต่อสุขภาพจากการกินเผ็ด

แม้การกินเผ็ดจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพหลายอย่าง แต่ก็ยังมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนได้กล่าวถึงคุณประโยชน์ต่าง ๆ ของการกินเผ็ดว่าอาจส่งผลดีต่อสุขภาพ ดังนี้

ช่วยให้อายุยืน จากงานวิจัยชิ้นหนึ่ง พบว่าการกินเผ็ดอย่างน้อยเพียงวันละครั้ง 6-7 วันต่อสัปดาห์ ช่วยให้อัตราการเสียชีวิตลดลงถึง 14 เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ ทั้งวิธีการเก็บข้อมูลที่อาจทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน และไม่มีข้อมูลของตัวแปรอื่น ๆ อย่างปริมาณและชนิดของอาหารที่กินของผู้รับการทดลองแต่ละคน ซึ่งอาจมีผลต่องานวิจัยชิ้นนี้ได้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพื่อยืนยันผลลัพธ์ที่แน่ชัดเพิ่มเติม

ช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญของร่างกาย มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า พริกและเครื่องเทศบางชนิด อย่างยี่หร่า อบเชย ขมิ้น พริก และพริกไทย ต่างก็มีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย และยังช่วยให้รู้สึกหิวช้าลงด้วย ซึ่งอาจมีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานวิจัยนี้เป็นการทดลองในสัตว์ และยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาในมนุษย์ ดังนั้น ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยทดลองในมนุษย์ เพื่อหาข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนต่อไป

ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย จากงานค้นคว้าบางส่วน พบว่าเครื่องเทศบางชนิดอย่างยี่หร่าและขมิ้นอาจมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระและจุลินทรีย์ และอาจมีส่วนช่วยในการยับยั้งแบคทีเรียในร่างกายได้เช่นกัน

ป้องกันและบรรเทาอาการเจ็บป่วย พริกอาจช่วยความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้ เนื่องจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า พริกอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีและเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีได้ นอกจากนี้ พริกยังอาจมีส่วนช่วยเรื่องการไหลเวียนโลหิต มีสารต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งสารแคปไซซินในพริกอาจมีฤทธิ์ช่วยในการรักษามะเร็งบางชนิดได้ แต่ผลการวิจัยเหล่านี้ยังจำเป็นต้องมีหลักฐานทางการค้นคว้าเพื่อยืนยันประสิทธิภาพดังกล่าวให้ชัดเจน

นอกจากพริกแล้ว ยังมีเครื่องเทศชนิดอื่น ๆ ที่ให้ความเผ็ดและมีคุณสมบัติต้านการอักเสบด้วย อย่างขิงและกระเทียมก็ถูกนำมาใช้เป็นการรักษาทางเลือกของโรคหรือการเจ็บป่วยบางชนิดด้วย เช่น โรคข้ออักเสบ โรคภูมิต้านทานต้านตัวเอง อาการปวดศีรษะและคลื่นไส้ เป็นต้น ส่วนเครื่องเทศชนิดอื่น ๆ ที่ให้ความเผ็ดก็ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดในผู้ที่บริโภควิตามินซีเป็นประจำได้ด้วย</detail><keywords>พริก, เผ็ด, รสเผ็ด, กินเผ็ด, สารแคปไซซิน</keywords><date>2020-08-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2772</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598844523.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ</category></row>
<row _id="1201"><Nid>2758</Nid><title>กินอาหารให้ถูกต้อง จะช่วยป้องกันโรคข้อเสื่อม</title><source>https://www.sanook.com/health/23925</source><detail>กินอาหารให้ถูกต้อง
จะช่วยป้องกันโรคข้อเสื่อม
　
เมื่ออายุมากขึ้น ความเสี่ยงต่อสุขภาพต่างๆ ก็ตามมา โดยเฉพาะอาการที่เกิดจากการที่กระดูกอ่อนมีการเสื่อมสภาพหรือสึกหรอลง หรือโรคข้อเสื่อม (Osteoarthritis) นั่นเอง
　
การเลือกรับประทานอาหารบางชนิด มีส่วนช่วยในการป้องกันอาการของโรคข้อเสื่อม และช่วยในการบำรุงกระดูกและข้อให้มีความแข็งแรงได้
　
อาหารแนะนำสำหรับลดอาการข้อเสื่อม
　
1. ปลาที่มีกรดไขมันสูง
กรดไขมันโอเมก้า 3 ช่วยในการต่อต้านอาการอักเสบของร่างกาย ปลาที่มีกรดไขมันสูงได้แก่ ปลาซาร์ดีน, ปลาแมคเคอเรล, ปลาแซลมอน และปลาทูน่า
　
2. น้ำมันสกัดจากพืช
ได้แก่ น้ำมันจากเมล็ดดอกคำฝอย น้ำมันอะโวคาโด และน้ำมันมะกอก ซึ่งมีสรรพคุณช่วยลดอาการอักเสบ
　
3. ผลิตภัณฑ์จากนม
เนื่องจากนมมีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงส่วนที่สึกหรอได้
　
4. ผักใบเขียวเข้ม
ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น เช่น ผักคะน้า ผักโขม กะหล่ำปลี บร็อคโคลี เป็นต้น
　
5. ถั่วต่างๆ
นอกจากจะมีโปรตีน ถั่วชนิดต่างๆ ยังมีแคลเซียมสูงอีกด้วย ซึ่งเป็นสารอาหารที่ดีต่อทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อ ช่วยให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรงยิ่งขึ้น
　
นอกจากนี้ ควรเลี่ยงอาหารประเภท ไข่แดง เนื้อแดง อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง หรือของทอดต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงโรคข้อเสื่อมได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>โรคข้อเสื่อม, อาหารสุขภาพ</keywords><date>2020-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2758</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598209099.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1202"><Nid>2757</Nid><title>เซลฟี่คู่กับแมว มักไม่สมหวังเรื่องความรัก</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53287161</source><detail>เซลฟี่คู่กับแมว
มักไม่สมหวังเรื่องความรัก
　
มีงานทดลองแปลกๆ ระหว่างนักวิจัยด้านสัตวแพทยศาสตร์และนักมานุษยวิทยา โดยใช้กลุ่มอาสาสมัครเพศหญิงจำนวนเกือบ 1,400 คน แสดงความคิดเห็นต่อภาพของชายหนุ่มทั้ง 2 คน ซึ่งแต่งกายเหมือนกัน โดยแต่ละคนมีรูปหน้าตรง และรูปที่อุ้มแมว ผลปรากฏว่าเพียง 19% เท่านั้น ที่อาสาสมัครต้องการผูกสัมพันธ์ฉันคนรักกับชายในภาพที่อุ้มแมวอยู่
　
ผู้วิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า การทดลองนี้ไม่ได้ฟันธงว่า ผู้ชายที่อุ้มแมวจะมีเสน่ห์น้อยกว่า เพียงแต่ในวัฒนธรรมอเมริกา แมวมักถูกเปรียบเป็นเพศหญิง มีลักษณะอ่อนแอและเก็บตัว มากกว่าชายที่ชอบสุนัข เพราะจะให้ความรู้สึกแข็งแรงและเปิดเผยมากกว่า
　
ผู้วิจัยยังทิ้งท้ายไว้อีกว่า เขาจะทดลองแบบนี้กับสัตว์อื่นๆ หรือในวัฒนธรรมที่ต่างกันด้วย เพื่อหาว่ามีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ และอย่างไร นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>แมว, เซลฟี่, งานทดลอง</keywords><date>2020-08-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2757</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598209037.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1203"><Nid>2756</Nid><title>5 เครื่องดื่มจิบแก้เครียด ที่ดื่มได้ทุกวัน</title><source>https://www.sanook.com/health/23813</source><detail>5 เครื่องดื่มจิบแก้เครียด
ที่ดื่มได้ทุกวัน
　
ใครกำลังเครียดฟังทางนี้ วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 เครื่องดื่มที่จิบเพื่อลดความเครียดและความวิตกกังวล หาง่ายๆ ดื่มได้ทุกเวลา จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
　
1. ชาเขียว
มีสารธีอะนีน (Theanine) ช่วยเพิ่มการทำงานของสมอง ทำให้อารมณ์ดีขึ้น แต่ชาเขียวมี คาเฟอีน จึงควรหลีกเลี่ยงดื่มตอนเวลากลางคืน เพื่อป้องกันการนอนไม่หลับ
　
2. น้ำขิง
ส่งผลกระทบต่อสารเซโรโทนิน (Serotonin) ฮอร์โมนที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมอารมณ์ ทำให้สามารถช่วยลดระดับของความเครียดได้
　
3. นมอุ่น
วิตามิน D ที่พบในนม สามารถช่วยทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและทำให้รู้สึกอารมณ์ดีขึ้น
　
4. น้ำส้มคั้น
วิตามิน C สามารถช่วยลดระดับของความเครียดสะสมในร่างกายได้
　
5. ชาคาโมมายล์
มีคุณสมบัติที่ทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลาย ทำให้เรานอนหลับได้ง่ายและหลับสบายมากยิ่งขึ้น
　
อย่าลืมว่า การดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นเพียงตัวช่วยและเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ วิธีที่ได้ผลดีที่สุดคือการค้นหาต้นเหตุของความเครียดและจัดการมัน แต่หากเราไม่สามารถจัดการความเครียดได้ ควรไปปรึกษาแพทย์นะครับ
　
#STKC</detail><keywords>เครื่องดื่ม, คลายเครียด, สุขภาพจิต</keywords><date>2020-08-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2756</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598208963.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1204"><Nid>2755</Nid><title>ค้นพบวัตถุบนดวงจันทร์ มีลักษณะคล้ายแก้ว</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53347903</source><detail>ค้นพบวัตถุบนดวงจันทร์
มีลักษณะคล้ายแก้ว
　
เมื่อช่วงกลางปี ค.ศ. 2019 ได้มีการส่งยานและหุ่นยนต์สำรวจไปยังพื้นผิวดวงจันทร์ด้านไกล ซึ่งเป็นบริเวณที่ยังไม่เคยมีการสำรวจมาก่อน โดยได้มีการตรวจพบวัตถุปริศนาที่สะท้อนแสงแวววาวคล้ายแก้วในหลุมอุกกาบาตแห่งหนึ่งด้วย
　
ล่าสุดได้มีการศึกษาวัตถุประหลาดนั้น และยืนยันว่าหินนี้น่าจะเกิดขึ้นจากการพุ่งชนของอุกกาบาต ทำให้หินจากอวกาศและฝุ่นละเอียดบนดวงจันทร์หลอมละลายและผสมเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นหินที่ผิวสะท้อนแสงคล้ายแก้ว
　
นอกจากนี้ องค์ประกอบของหินตัวนี้ยังเหมือนกับตัวอย่างหินจากดวงจันทร์ที่พบได้ทั่วไปอีกด้วย จึงสรุปได้ว่า เป็นเพียงหินธรรมดาบนดวงจันทร์ ไม่ใช่ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตต่างดาวนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ดวงจันทร์, การสำรวจอวกาศ</keywords><date>2020-08-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2755</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598208915.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1205"><Nid>2754</Nid><title>ฝนกรดคืออะไร ตกลงมาแล้วอันตรายไหม?</title><source>https://ngthai.com/science/27149/acid-rain/</source><detail>ฝนกรดคืออะไร
ตกลงมาแล้วอันตรายไหม?
　
คำว่า "ฝนกรด" ชื่อดูเหมือนน่ากลัว แต่จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่มีน้ำกรดตกมาลงจากฟ้านะครับ แต่คืออะไร? เรามาดูกันเลย
　
ฝนกรด (Acid Rain) คือ ปรากฏการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงค่า pH หรือค่าความเป็น กรด-ด่าง ของน้ำฝนตามธรรมชาติ
　
โดยปกติแล้ว น้ำฝนมีสถานะเป็นกรดอ่อนๆ โดยมีค่า pH อยู่ที่ประมาณ 5.6 แต่ด้วยมลพิษทางอากาศมาเพิ่มความเป็นกรดของน้ำฝน จึงทำให้น้ำฝนอาจมีค่า pH อยู่ในช่วง 4.2 ถึง 4.4 เลยทีเดียว
　
เมื่อฝนกรดตกลงมา จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผืนดินและป่าไม้ โดยเฉพาะสารอาหารต่างๆในพื้นดืนจะถูกทำลาย ทำให้พืชดูดซึมธาตุอาหารเหล่านี้ได้ยาก หรือหากตกลงมาใส่สิ่งก่อสร้างที่ทำจากเหล็ก หินปูน หรือหินอ่อน ก็สามารถทำลายโครงสร้างและทำให้เกิดการผุกร่อนได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ฝนกรด, น้ำฝน, ค่า pH</keywords><date>2020-08-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2754</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598208854.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1206"><Nid>2753</Nid><title>การออกไปเจอเพื่อนฝูง ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้</title><source>https://www.sanook.com/health/24329</source><detail>การออกไปเจอเพื่อนฝูง
ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้
　
การออกไปเจอเพื่อนเกี่ยวอะไรกับการที่มีสุขภาพที่ดีขึ้นได้? วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังครับ
　
มีรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE  มีใจความว่า บุคคลที่ออกกำลังเป็นประจำ และมีการออกไปพบปะผู้คนอยู่เสมอ มีผลตรวจสุขภาพดีกว่ากลุ่มบุคคลที่ออกกำลังกายคนเดียวและไม่ค่อยออกไปพบปะผู้คน
　
สาเหตุที่เป็นแบบนี้ เพราะว่าการที่เราได้ออกไปพบปะผู้คนจะทำให้เราลดความเครียด ทำให้มีทั้งสุขภาพใจ และสุขภาพกายที่ดี นอกจากนี้ หากเราออกกำลังกายกับเพื่อนจะทำให้เราได้แลกเปลี่ยนข้อมูล และไม่กดดันตัวเองในการออกกำลังกายเกินไปอีกด้วย
　
จากข้อมูลเราจะเห็นได้ชัดว่า การมีสุขภาพที่ดีนั้นไม่ได้เกิดจากการหักโหมออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่สุขภาพใจก็สำคัญ การออกไปพบเพื่อนฝูงถือว่าเป็นวิธีที่ทำให้มีสุขภาพใจที่ดีเลยล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-08-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2753</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598208783.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1207"><Nid>2752</Nid><title>เห็ดพิษระบาดในหน้าฝน เจอเห็ดหน้าตาไม่รู้จัก...ห้ามกิน!</title><source>https://www.sanook.com/health/24037</source><detail>เห็ดพิษระบาดในหน้าฝน
เจอเห็ดหน้าตาไม่รู้จัก...ห้ามกิน!
　
ฤดูฝนในช่วงหลายๆ ปีที่ผ่านมา มักมีสถิติเกี่ยวกับอาการอาหารเป็นพิษเนื่องจากการกินเห็ดพิษเข้าไปมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเห็ดพิษเหล่านี้มักจะขึ้นในฤดูฝน และหน้าตายังคล้ายกับเห็ดที่ไม่มีพิษอีกด้วย เช่น เห็ดหมวกจีน เห็ดคันร่มพิษ เห็ดก้อนฝุ่น และเห็ดระงาก
　
เมื่อกินเห็ดพิษเข้าไป มักจะมีอาการท้องเสีย ทำให้เกิดอาการทางสมอง ชัก น้ำลายฟูมปาก หรือบางชนิดทำให้ตับวาย และเสียชีวิตได้เลยทีเดียว
　
ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีทดสอบเห็ดพิษ แต่สามารถสังเกตได้จากสีสันของเห็ดพิษที่มักจะเป็นสีฉูดฉาดเพื่อล่อเหยื่อให้เข้ามากิน และที่สำคัญ ให้หลีกเลี่ยงการกินเห็ดที่ไม่คุ้นหน้าตาหรือไม่เคยกิน เพื่อความปลอดภัยนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>เห็ดพิษ, ฤดูฝน</keywords><date>2020-08-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2752</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598208729.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1208"><Nid>2751</Nid><title>กินเค็มมากไป ทำให้อ้วนง่ายขึ้นได้นะ</title><source>https://www.sanook.com/health/24273</source><detail>กินเค็มมากไป ทำให้อ้วนง่ายขึ้นได้นะ
　
แบบที่เรารู้ๆ กัน ความอ้วนเกิดจากการที่ร่างกายใช้พลังงานได้ไม่มากพอกับสิ่งที่ได้รับเข้าไป จึงเกิดการสะสมเป็นไขมันและทำให้เกิดการอ้วน แต่คนที่กินอาหารติดรสเค็มก็มีโอกาสที่จะอ้วนมากขึ้นด้วยเหมือนกันนะ เป็นเพราะอะไร ไปดูกันเลย
　
รสชาติเค็มื เปรียบเหมือนยาเสพติดที่เร่งการผลิตโดปามีน (Dopamine) ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่ส่งผลต่ออารมณ์ความพึงพอใจหรือความสุข ทำให้เกิดความรู้สึกอยากอาหาร เมื่อเราติดการกินอาหารรสเค็มมากเท่าใด อาการของการอยากอาหารก็จะมากตามเท่านั้น และส่งผลให้กลายเป็นคนอ้วนในทางอ้อมนั่นเอง
　
นอกจากนี้ การกินเค็มมากๆ จะส่งผลให้สัดส่วนของเกลือในร่างกายมีปริมาณมากเกินไป อาจทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง เสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะกระดูกผุ และโรคมะเร็งกระเพาะอาหารอีกด้วย
　
เพราะฉะนั้น วิธีที่จะปลอดภัยจากโรคอ้วนและโรคร้ายต่างๆ ที่จะตามมา แนะนำว่าให้เลี่ยงอาหารรสเค็มหรืออาหารรสจัดทุกประเภทนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>รสเค็ม, โรคอ้วน</keywords><date>2020-08-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2751</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598208664.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1209"><Nid>2750</Nid><title>ใครว่าหลุมดำไม่มีแสง? พบแสงสว่างในหลุมดำครั้งแรก</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53203852</source><detail>ใครว่าหลุมดำไม่มีแสง?
พบแสงสว่างในหลุมดำครั้งแรก
สว่างเท่าดวงอาทิตย์ 1 ล้านล้านดวง
　
ที่ได้ชื่อว่าหลุมดำ เพราะหลุมดำคือปรากฏการณ์ในอวกาศที่มีการกำเกิดหลุมที่ไม่มีสิ่งใดจะผ่านไปได้แม้แต่แสง และเราจะเห็นมันเป็นสีดำสนิท จึงเป็นที่มาของคำว่า "หลุมดำ"
　
ล่าสุด ได้มีการตรวจพบแสงสว่างที่มาจากการรวมตัวกันของหลุมดำในภาวะพิเศษเป็นครั้งแรก โดยแสงนี้สว่างเท่ากับดวงอาทิตย์มากถึง 1 ล้านล้านดวงเลยทีเดียว
　
การรวมตัวของหลุมดำขนาดเล็กนี้ เกิดจากการรวมตัวในภาวะพิเศษท่ามกลางกลุ่มฝุ่นและก๊าซที่หมุนวนอย่างรุนแรงทรงพลัง ทำให้เกิดแสงสว่างเจิดจ้าขึ้น แทนที่จะเป็นการรวมตัวกันในสภาวะที่มืดสนิทนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>หลุมดำ</keywords><date>2020-08-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2750</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598208598.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1210"><Nid>2749</Nid><title>ค้นพบดาวแคระขาวประหลาด ถูกเหวี่ยงข้ามกาแล็กซี่ทางช้างเผือก</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53462838</source><detail>ค้นพบดาวแคระขาวประหลาด
ถูกเหวี่ยงข้ามกาแล็กซี่ทางช้างเผือก
　
มีการค้นพบดาวแคระขาวประหลาดที่อยู่ห่างจากโลก 1,430 ปีแสง กำลังพุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงไปในทิศทางตรงข้ามกับการหมุนของกาแล็กซี่ทางช้างเผือก
　
นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติของดาวดวงนี้ เพราะไม่มีธาตุไฮโดรเจนหรือฮีเลียมที่มักจะได้จากการรวมตัวกันของธาตุเบากว่าระหว่างเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันหลงเหลืออยู่ ซึ่งโดยปกติจะต้องเกิดขึ้นเมื่อดาวฤกษ์สิ้นอายุขัยและมีการระเบิดซูเปอร์โนวา
　
ทีมผู้วิจัยสันนิษฐานว่า การระเบิดซูเปอร์โนวาครั้งนี้อาจจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็รุนแรงมากพอที่จะเหวี่ยงดาวคู่ทั้งสองดวงออกไปในทิศทางตรงข้ามกันได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ดาวแคระ, กาแล็กซี่ทางช้างเผือก</keywords><date>2020-08-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2749</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1598208511.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1211"><Nid>2740</Nid><title>มีประจำเดือน ห้าม!! ดื่มน้ำมะพร้าว จริงหรือไม่?</title><source>https://www.sanook.com/health/24605/</source><detail>ทำความเข้าใจประจำเดือน

ก่อนอื่น หลายคนยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประจำเดือนเสียด้วยซ้ำ ว่าประจำเดือนเป็นเลือดเสียที่ออกจากร่างกายของผู้หญิง ซึ่งถ้าหากประจำเดือนเกิดมาไม่ปกติหรือไม่มา จะทำให้มีเลือดเสียค้างอยู่ในร่างกาย ความเชื่อนี้ เป็นเรื่องผิด! ประจำเดือนไม่ใช่เลือดเสียแต่อย่างใด เพราะประจำเดือน (Menstruation) คือ เลือดและเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกที่หลุดออกมาทุกรอบเดือนของผู้หญิง

ซึ่งเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกที่ว่า ผู้หญิงทุกคนจะต้องมีเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ เพราะการสืบพันธุ์เป็นเรื่องธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต ในทุกๆ 21-35 วัน ร่างกายของผู้หญิงจะมีการสร้างเนื้อเยื่อโพรงมดลูกขึ้นมาใหม่เสมอ เพื่อเตรียมพร้อมในการฝังตัวของตัวอ่อนหากมีการปฏิสนธิ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าพร้อมมีลูก (เมื่อเกิดการตั้งครรภ์ เนื้อเยื่อโพรงมดลูกคือที่ที่เด็กในรูปของตัวอสุจิเข้าไปฝังตัว) โดยมีฮอร์โมน 2 ชนิดที่ควบคุมการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก คือ เอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ระดับฮอร์โมนทั้ง 2 จะสัมพันธ์กับการตกไข่

แต่ถ้าไม่มีการปฏิสนธิ เยื่อบุโพรงมดลูก ก็จะ “ไม่ได้ใช้งานตามหน้าที่” จึงสลายตัวและหลุดลอกออกมาจากร่างกาย ดังนั้น ประจำเดือน ก็เป็นแค่เนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกที่ไม่ได้ใช้งานของรอบที่แล้ว เลยหลุดออกมาพร้อมกับเลือดเท่านั้นเอง ไม่ใช่เลือดเสียแต่อย่างใด

น้ำมะพร้าวกับประจำเดือน

โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้หญิงจะมีการตกไข่ประมาณ 450 ครั้งตลอดช่วงชีวิต มีรายงานว่าผู้หญิงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ มีอาการป่วยเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างมีประจำเดือน และมีอาการบางอย่างที่แสดงก่อนและ/หรือระหว่างมีประจำเดือน เช่น ตัวบวม เจ็บเต้านม อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ปวดหัว เป็นไข้ ขี้หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน (ผู้หญิงบางคนสามารถร้องไห้ได้ด้วยเหตุผลที่ว่า “หิวข้าว”) นอกจากนี้ ผู้หญิงมากถึง 3 ใน 4 ยังต้องทนทุกข์ทรมานแทบทุกเดือนด้วยอาการ “ปวดท้องประจำเดือน”

อย่างไรก็ตาม อาการปวดท้องประจำเดือน สามารถบรรเทาได้ด้วยสารประกอบเคมีประเภทไฟโตเอสโตรเจน (Phytoestrogens) (ไฟโตเอสโตรเจน ไม่ใช่สารอาหาร เพราะไม่ให้พลังงานและไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย) ซึ่งจะออกฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเพศเอสโตรเจน มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง และช่วยกระตุ้นการเจริญของอวัยวะสืบพันธุ์ แต่มะพร้าวกลับเป็นพืชที่อุดมไปด้วยไฟโตเอสโตรเจนซะงั้น ในมะพร้าว 100 กรัม มีไฟโตเอสโตรเจน 42 ไมโครกรัม ซึ่งถือว่ามากทีเดียวหากเปรียบเทียบกับผักและผลไม้ชนิดอื่น ที่สำคัญยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูงอีกต่างหาก ทั้งวิตามินบี 3 (niacin), วิตามินบี 7 (biotin), วิตามินบี 2 (riboflavin), กรดโฟลิก (folic acid), วิตามินบี 1 (thiamin), วิตามินบี 6 (pyridoxine), วิตามินซี (ascorbic acid) และเกลือแร่อย่างโซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก ทองแดง ฟอสฟอรัส สังกะสี น้ำมะพร้าวจึงเป็นที่รู้จักกันดีในนาม น้ำเกลือแร่จากธรรมชาติ (Mineral water)

 

ไม่เพียงแค่นั้น ในเนื้อมะพร้าวยังมีกรดอะมิโน คาร์โบไฮเดรต สารต้านอนุมูลอิสระ และเอนไซม์ต่างๆ ที่จำเป็นต่อสุขภาพ และน้ำมะพร้าวนั้นให้พลังงานต่ำ ไขมันต่ำ และยังมีใยอาหารด้วย ทำให้น้ำมะพร้าวจัดเป็นน้ำดื่มจากธรรมชาติที่ได้รับความนิยมมาก เพราะนอกจากสารอาหารต่าง ๆ เหล่านั้นแล้ว ยังรสชาติดี หอมหวาน หาซื้อกินง่ายอีกด้วย

สารพัดประโยชน์จากน้ำมะพร้าว ทำให้มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงใน the Journal Current Trends in Clinical Medicine &amp; Laboratory Biochemistry ในปี 2014 โดยบอกว่า “น้ำมะพร้าว เป็นแหล่งสารอาหารที่สำคัญที่ควรดื่มในระหว่างมีประจำเดือน”

 

น้ำมะพร้าวกับความผิดปกติระหว่างมีประจำเดือน

น้ำมะพร้าวไม่มีผลทำให้ประจำเดือนหยุด หรือกะปริบกะปรอย และทำให้มีประจำเดือนมาไม่ปกติ แต่ไฟโตเอสโตรเจนในน้ำมะพร้าวจะช่วยควบคุมรอบประจำเดือน จากการศึกษา พบว่าไฟโตเอสโตรเจนไม่ได้เปลี่ยนรอบวงจรของประจำเดือน แต่ถ้าเราได้รับไฟโตเอสโตรเจน (ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน) มากเกินไป จะทำให้มดลูกบีบตัวมากขึ้น มีเลือดไปเลี้ยงมดลูกมากขึ้น และเจ็บเต้านมได้มากขึ้น

ทั้งนี้แปลว่าต้องได้รับในปริมาณที่มากแบบมากจริงๆ อีกทั้งร่างกายของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน จึงตอบรับสารไฟโตเอสโตรเจนในมะพร้าวได้ต่างกัน รวมถึงผู้หญิงบางคนมีอาการแพ้สารประกอบบางอย่างในน้ำมะพร้าว เมื่อดื่มในช่วงที่มีประจำเดือน จึงส่งผลให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกาย ซึ่งถ้าเป็นคนที่มีปัญหากับสารอาหารในน้ำมะพร้าวอยู่แล้ว จะมีหรือไม่มีประจำเดือนก็ไม่ควรดื่มทั้งนั้น

อีกทั้งน้ำมะพร้าวก็ไม่ได้มีผลทำให้ประจำเดือนมาช้าด้วย แม้ว่าการเพิ่มฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน จะมีผลในการชะลอประจำเดือน (มักพบฮอร์โมนทั้ง 2 ในยาเลื่อนประจำเดือน) แต่ไฟโตเอสโตรเจนที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้น ออกฤทธิ์ได้ต่ำกว่าเอสโตรเจนถึง 100-1,000 เท่า ด้วยฤทธิ์เพียงเท่านั้น ไม่มีผลต่อการเลื่อนของประจำเดือน
</detail><keywords>Coconut, น้ำมะพร้าว, มะพร้าว, มีประจำเดือนห้ามดื่มน้ำมะพร้าว, ประจำเดือนกับน้ำมะพร้าว</keywords><date>2020-08-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2740</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1597716966.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1212"><Nid>2733</Nid><title>ดาวหางนีโอไวส์ ปรากฏตัวใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 7,000 ปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53430238</source><detail>ดาวหางนีโอไวส์
ปรากฏตัวใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 7,000 ปี
　
เมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลายๆ คนอาจเคยได้ยินข่าวเรื่องดาวหางนีโอไวส์จะโคจรมาใกล้โลกจนสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักดาวหางดวงนี้กันครับ
　
ดาวหางนีโอไวส์ (Neowise) เป็นดาวหางคาบยาว ที่มีหางที่เห็นได้ชัดถึง 2 แฉก หางส่วนบนเรียกว่า "หางไอออน" มีความยาวมากกว่าหางส่วนล่าง แต่จะสว่างน้อยกว่า 
และหางส่วนล่างเรียกว่า "หางฝุ่น" ซึ่งเกิดจากอนุภาคฝุ่นที่ฟุ้งกระจายจากนิวเคลียสขณะที่เคลื่อนตัวเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ทำให้ปรากฏเป็นแถบโค้งสว่างไปในทิศทางเดียวกับการโคจร
　
ดาวหางนีโอไวส์เป็นหนึ่งในดาวหางเพียงไม่กี่ดวงในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในขณะที่มันกำลังเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ และเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เจ้าดาวหางนีโอไวส์ก็ปรากฏตัวทั่วทุกมุมโลก และสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
　
ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่หาดูได้ยาก หากพลาดไปแล้ว คงไม่มีทางที่จะได้เห็นอีกในชั่วชีวิตนี้แล้วล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ดาวหาง, ดาวหางนีโอไวส์, Neowise</keywords><date>2020-08-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2733</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1597171043.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1213"><Nid>2732</Nid><title>กินข้าวเหนียวแล้วจะง่วงนอน เท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่?</title><source>https://www.sanook.com/health/24185</source><detail>กินข้าวเหนียวแล้วจะง่วงนอน
เท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่?
　
หลายๆ คนคงเคยรู้สึกว่า หากกินข้าวเหนียวในมื้ออาหารกลางวัน ตอนบ่ายมักจะมีอาการง่วงนอนทุกที วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ
　
โดยปกติแล้ว ข้าวเหนียวจะใช้เวลาในการย่อยนานกว่าข้าวสวย เมื่ออาหารที่บริโภคเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ร่างกายจะทำการย่อยคาร์โบไฮเดรตในแป้งให้กลายเป็นน้ำตาล เมื่อนั้นร่างกายจะหลั่งอินซูลินออกมา เพื่อรักษาสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด
　
แต่ในกระบวนการหลั่งอินซูลิน ทำให้มีฮอร์โมนเซโรโทนิน (Serotonin) และเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งส่งผลให้เรารู้สึกง่วงนอนออกมาด้วย
　
สรุปอย่างง่าย การกินข้าวทั้ง 2 ประเภทก็ส่งผลให้ร่างกายง่วงทั้งนั้น แต่เนื่องจากข้าวเหนียวใช้เวลาในการย่อยนานกว่าข้าวสวย ร่างกายจึงหลั่งฮอร์โมนทั้ง 2 ชนิดออกมามากกว่า จึงทำให้รู้สึกว่าวันไหนที่เรากินข้าวเหนียว อีกไม่กี่ชั่วโมงให้หลังก็จะมีอาการง่วงนอนตามมานั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ข้าวเหนียว, เซโรโทนิน, Serotonin, เมลาโทนิน, Melatonin</keywords><date>2020-08-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2732</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1597170990.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1214"><Nid>2731</Nid><title>หยุดความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับอาการ "ก้างปลาติดคอ"</title><source>https://www.sanook.com/health/24233</source><detail>หยุดความเชื่อผิดๆ
เกี่ยวกับอาการ "ก้างปลาติดคอ"
　
คงไม่ใช่เรื่องตลก เมื่อเรารับประทานอาหารแล้วมีอาการก้างปลาติดคอ เพราะอาจเกิดอันตรายถึงขั้นเป็นแผลบริเวณหลอดอาหาร หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างการติดเชื้อ เป็นหนองลามเข้าไปในคอ หรือลามเข้าไปในช่องอกได้
　
เมื่อมีอาการก้างปลาติดคอ เรามักได้ยินวิธีแก้ด้วยการปั้นข้าวเหนียวให้เป็นก้อนแล้วกลืนลงไป หรือกลืนขนมปังลงไป เพื่อหวังจะดันให้ก้างปลาหลุดออกได้ แต่ในความเป็นจริง ก้างปลาขนาดใหญ่ที่ขวางลำคอเราอยู่จะไม่สามรารถหลุดได้ การกลืนอาหารเหล่านั้นลงไปอาจทำให้ก้างปลาติดลงไปลึกกว่าเดิม และอาจเกิดบาดแผลได้
　
วิธีแก้ไขเบื้องต้น คือ หากก้างปลามีชิ้นเล็ก สามารถดื่มน้ำและกลั้วคอแรงๆ ก้างปลาจะสามารถหลุดออกมาได้ แต่หากยังไม่หลุด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
　
หากใครเคยแก้ไขอาการก้างปลาด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง ควรปรับมาเป็นวิธีที่ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของคอนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ก้างปลา</keywords><date>2020-08-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2731</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1597170922.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1215"><Nid>2730</Nid><title>ค้นพบอนุภาค "แอ็กซิออน" องค์ประกอบที่ให้กำเนิดสสารมืด</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53092877</source><detail>ค้นพบอนุภาค "แอ็กซิออน"
องค์ประกอบที่ให้กำเนิดสสารมืด
　
ในอดีต อนุภาคแอ็กซิออนถูกคิดค้นขึ้นเพื่อทำให้สมการทางฟิสิกส์บางอย่างมีความสมดุลเท่านั้น ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสสารมืด แต่ยังไม่เคยมีการค้นพบจริง
　
ล่าสุด โครงการทดลองเพื่อค้นหาสสารมืด "ซีนอนวันที" (Xenon1T) อาจพบการปรากฏตัวครั้งแรกของอนุภาคแอ็กซิออน เนื่องจากอุปกรณ์ได้รับการพุ่งชนที่มากกว่าปกติ
　
การทดลองระบุว่า พบเหตุการณ์ที่อนุภาคต่างๆ จากนอกโลกพุ่งเข้าชน และทำปฏิกริยากับอุปกรณ์มากถึง 285 ครั้ง มากไปกว่านั้น มี 53 ครั้งที่ถูกพุ่งชนโดยอนุภาคที่ไม่เคยมีการตรวจพบมาก่อน
　
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า มีโอกาสเพียง 2 ใน 10,000 ที่อนุภาคนี้จะไม่ใช่แอ็กซิออน เนื่องจากมีคุณสมบัติเหมือนที่นักฟิสิกส์ในอดีตได้คิดค้นเอาไว้ 
　
แต่อย่างไรก็ตาม นี่อาจจะเป็นเพียงอนุภาคที่ปนเปื้อนภายในถังทดลอง ทีมผู้วิจัยระบุว่า จะต้องมีการตรวจสอบยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกอีกครั้งหนึ่งก่อนนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>แอกซิออน, ซีนอนวันที, Xenon1T</keywords><date>2020-08-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2730</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1597170873.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1216"><Nid>2729</Nid><title>ปรากฏการณ์ "หิมะสีชมพู" ความงามที่แฝงมาด้วยอันตราย</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53332996</source><detail>ปรากฏการณ์ "หิมะสีชมพู"
ความงามที่แฝงมาด้วยอันตราย
　
ไม่นานมานี้ ได้มีปรากฏการณ์ "หิมะสีชมพู" บริเวณธารน้ำแข็งเปรเซนา (Presena Glacier) ที่เทือกเขาแอลป์ในเขตประเทศอิตาลี
　
สีแดงในหิมะเกิดขึ้นจากสาหร่ายชนิดหนึ่งที่ชื่อ Chlamydomonas Nivalis ซึ่งพบในเกาะกรีนแลนด์ รวมถึงทุ่งหิมะในเทือกเขาแอลป์ และแถบขั้วโลก
　
ดูเผินๆ เหมือนเป็นปรากฏการณ์ที่สวยงามและแปลกตา แต่ว่าตามปกติแล้ว หิมะและน้ำแข็งจะสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์ได้กว่า 80% การที่หิมะและน้ำแข็งมีสีเข้มขึ้นจากสาหร่ายชนิดนี้ ทำให้สูญเสียความสามารถในการสะท้อนความร้อนออกไป ทำให้หิมะดูดซับความร้อนเอาไว้และละลายเร็วขึ้น
　
และเมื่อหิมะดูดซับความร้อนได้มากขึ้น ก็จะเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของเจ้าสาหร่ายตัวนี้ กลายเป็นวัฏจักรที่เป็นอันตรายต่อสภาพภูมิอากาศโลกนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>หิมะ, หิมะสีชมพู</keywords><date>2020-08-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2729</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1597170803.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1217"><Nid>2700</Nid><title>ไขัเลือดออกระบาด เลี่ยงอย่าให้ยุงกัด</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/52921-ไขัเลือดออกระบาด%20เลี่ยงอย่าให้ยุงกัด.html</source><detail>สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในปี 2563 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 21 ก.ค. 63 มีรายงานผู้ป่วยทั่วประเทศแล้ว 31,438 ราย เสียชีวิต 21 ราย แต่เนื่องจากสภาพอากาศในช่วงนี้ที่เป็นฤดูฝน มีฝนตกอย่างต่อเนื่องและมียุงลายชุกชุม ทำให้โรคไข้เลือดออก สามารถแพร่ระบาดได้ง่าย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรี ขอแนะนำประชาชนในการดูแลตนเอง ป้องกัน “ไม่ให้ยุงกัด” โดยสวมใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ไม่อยู่ในที่มืด อับทึบ  ใช้สารไล่ยุงชนิดต่างๆ หรือยาทากันยุง ใช้ไม้ช็อตยุง นอนในมุ้ง เป็นต้น

นอกจากนี้ต้องจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ตามมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” ดังนี้ 
1. เก็บบ้านให้สะอาด เช่น พับเก็บเสื้อผ้าใส่ในตู้หรือแขวนให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง
2. เก็บขยะที่อยู่บริเวณรอบบ้าน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ตัดแต่งกิ่งไม้และบริเวณรอบบ้านให้โปร่งโล่ง
3. เก็บน้ำ ภาชนะที่ใส่น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ต้องปิดฝาให้มิดชิด ล้างคว่ำภาชนะใส่น้ำ และเปลี่ยนน้ำในกระถาง หรือแจกันทุกสัปดาห์ ป้องกันไม่ให้ยุงลายวางไข่  ซึ่งจะสามารถป้องกันได้ 3 โรค คือ 1. โรคไข้เลือดออก 2. โรคติดเชื้อไวรัสซิกา และ 3. โรคไข้ปวดข้อยุงลาย หรือโรคชิคุนกุนยาอีกด้วย

หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หน้าแดง มีผื่น มีรอยจ้ำเลือด หรือจุดเลือดออกตามลำตัว แขน ขา เบื่ออาหาร จุกแน่นลิ้นปี่ หรือสงสัยว่าป่วยด้วยโรคไข้เลือดออก ให้ไปพบแพทย์โดยเร็ว </detail><keywords>ยุงลาย, ไข้เลือดออก, ไข้เลือดออกระบาด, mosquito</keywords><date>2020-08-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2700</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1596782047.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="1218"><Nid>2695</Nid><title>ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ต่างกันอย่างไร ?</title><source>https://www.pobpad.com/ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเ</source><detail>ความแตกต่างระหว่างไวรัสและแบคทีเรีย

ไวรัส เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างหลากหลายและมีขนาดเล็กมาก ซึ่ง 1 ในไวรัสที่ใหญ่ที่สุดมีความยาวเพียง 450 นาโนเมตรเท่านั้น หรือเทียบเท่ากับแบคทีเรียขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ไวรัสมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบหลักที่เคลือบอยู่ชั้นผิวภายนอกและเป็นศูนย์กลางของสารพันธุกรรมอย่างดีเอ็นเอ (DNA) หรืออาร์เอ็นเอ (RNA) ของไวรัส โดยไวรัสจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอย่างคน สัตว์ หรือพืช เพื่อเพิ่มจำนวนขึ้น  

แบคทีเรีย เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ค่อนข้างซับซ้อน มีผนังแข็งด้านนอกสุดและถัดเข้ามาเป็นเยื่อหุ้มบาง ๆ ล้อมรอบของเหลวภายในเซลล์ไว้ สามารถเพิ่มจำนวนได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต และอยู่รอดได้ในบรรยากาศที่แตกต่างกันไป เช่น สถานที่ที่ร้อนหรือเย็นจัด หรือในร่างกายของมนุษย์ เป็นต้น แม้แบคทีเรียส่วนใหญ่จะมีประโยชน์และไม่เป็นอันตราย โดยมีส่วนช่วยในระบบย่อยอาหาร ทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค ช่วยต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง และให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่แบคทีเรียบางส่วนหรือไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของแบคทีเรียทั้งหมดก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคและการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้

การติดเชื้อไวรัส

ไวรัสจะรุกรานเข้าสู่เซลล์ของสิ่งมีชีวิตเพื่อขยายจำนวน ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นเซลล์ที่มีเชื้อไวรัส สร้างความเสียหายและส่งผลให้เกิดการติดเชื้อ แต่เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย อาจไม่ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยเสมอไป เพราะระบบภูมิคุ้มกันจะเป็นด่านแรกที่ช่วยกำจัดและทำลายเชื้อไวรัส ซึ่งไวรัสแต่ละชนิดจะทำให้เกิดโรคต่างกันออกไป เช่น
- ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) เป็นสาเหตุที่พบบ่อยของโรคหวัด
- เรบีส์ไวรัส (Rabies Virus) เป็นสาเหตุของโรคพิษสุนัขบ้า
- ไวรัสเอชพีวี (Human Papillomavirus: HPV) เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งปากมดลูกและโรคหูด
- วาริเซลลา ซอสเตอร์ ไวรัส (Varicella Zoster Virus) เป็นสาเหตุของโรคอีสุกอีใสและโรคงูสวัด
- วรัสตับอักเสบ (Hepatitis Virus) ชนิดเอ บี หรือซี เป็นสาเหตุของการติดเชื้อที่ตับและทำให้ตับอักเสบ
- วรัสเอชไอวี (Human Immunodeficiency Virus: HIV) เป็นสาเหตุของโรคเอดส์

การติดเชื้อแบคทีเรีย
แบคทีเรียจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วและทำให้เกิดพิษซึ่งทำลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายได้ แม้แบคทีเรียส่วนใหญ่จะเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ แต่แบคทีเรียบางส่วนก็อาจทำให้มีอาการเจ็บป่วยและเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคได้ เช่น

สเตร็ปโทโคคัส นิวโมเนีย (Streptococcus Pneumoniae) เป็นสาเหตุของโรคปอดบวม
บอร์เดเทลลา เพอร์ทัสซิส (Bordetella Pertussis) เป็นสาเหตุของโรคไอกรน
คลอสตริเดียม เตตานิ (Clostridium Tetani) เป็นสาเหตุของโรคบาดทะยัก
เฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไร (Helicobacter Pylori) เป็นสาเหตุของแผลในกระเพาะอาหาร
วิบริโอคอเลอเร (Vibrio Cholerae) เป็นสาเหตุของอหิวาตกโรค
ไมโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส (Mycobacterium Tuberculosis) เป็นสาเหตุของวัณโรค
เอสเชอริเชีย โคไล (Escherichia Coli) เป็นสาเหตุของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
ทริปโปนีมา พัลลิดุม (Treponema Pallidum) เป็นสาเหตุของโรคซิฟิลิส
ไนซีเรีย โกโนเรีย (Neisseria Gonorrhoeae) เป็นสาเหตุของโรคหนองในแท้
ไนซีเรีย เมนิงไจทิดิส (Neisseria Meningitidis) เป็นสาเหตุของโรคไข้กาฬหลังแอ่น
การวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย

โรคบางชนิดอย่างโรคปอดบวม โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ หรือโรคท้องร่วง อาจเกิดได้จากทั้งเชื้อไวรัสหรือเชื้อแบคทีเรีย โดยแพทย์จะตรวจร่างกายและประวัติทางการแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของอาการเจ็บป่วย แต่ผู้ป่วยบางรายอาจต้องรับการวินิจฉัยด้วยวิธีอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น การตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะ หรือการตัดชิ้นเนื้อตรวจ เป็นต้น เพื่อยืนยันสาเหตุที่ชัดเจนของการเกิดโรค และให้ผู้ป่วยได้เข้ารับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

วิธีรักษาการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการใช้ยาปฏิชีวนะสามารถรักษาได้ทั้งการติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย แต่จริง ๆ แล้ว การติดเชื้อไวรัสส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาตามอาการในระหว่างที่ระบบภูมิคุ้มกันกำลังกำจัดเชื้อโรค หรืออาจใช้ยาต้านเชื้อไวรัส เช่น ยาเอฟฟาไวเรนซ์ ยาเนวิราปีน ยาอะบาคาเวียร์ ยาอะทาซานาเวียร์ หรือยาอินดินาเวียร์ เป็นต้น เพื่อช่วยชะลอความรุนแรงของโรคเอดส์ อีกทั้งยังสามารถฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอย่างไข้หวัดใหญ่ ไวรัสตับอักเสบ หรือโรคพิษสุนัขบ้าได้ด้วย

ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรีย โดยปกติแล้วจะรักษาด้วยยาปฏิชีวนะในกลุ่มหลัก เช่น ยาเพนิซิลลิน ยาเซฟาโลสปอริน ยาแมคโครไลด์ ยาฟลูออโรควิโนโลน ยาซัลโฟนาไมด์ ยาเตตราไซคลีน ยาอะมิโนไกลโคไซด์ เป็นต้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด เพราะอาจทำให้เกิดเชื้อดื้อยา เกิดการติดเชื้อและเชื้อแพร่กระจายได้ง่าย หรืออาจไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะชนิดนั้น ๆ ได้ในการรักษาภาวะติดเชื้อแบคทีเรียครั้งต่อไป</detail><keywords>Virus, เชื้อไวรัส, ตืดเชื้อไวรัส, แบคทีเรีย</keywords><date>2020-08-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2695</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1596511205.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1219"><Nid>2694</Nid><title>ไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2019</title><source>https://www.thairath.co.th/news/society/1757005</source><detail>สำหรับอาการป่วยจะมีทั้ง มีไข้, ไอ, มีน้ำมูก, เจ็บคอ, หายใจเหนื่อยหอบ โรคระบบทางเดินอาหาร และ ถ่ายเหลว โดยความรุนแรงเริ่มจากไข้สูง 38 องศาขึ้นไป ปอดอักเสบ ไตวาย และเสียชีวิต 

ทั้งนี้ สามารถติดต่อทางการไอหรือจาม สัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ ผ่าน ตา, จมูก, ปาก แต่สำหรับการมองตากันไม่ได้ทำให้ติดเชื้อ แต่ถ้าไปสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ป่วย แล้วเอามือมาขยี้ตา หรือผู้ป่วยไอจามใส่หน้าเรา บังเอิญมันเข้าตาเราพอดี ก็ติดได้ ฉะนั้นควรหมั่นล้างมือบ่อยๆ ยิ่งไปสัมผัสสิ่งของผู้ป่วยมา ควรรีบล้างมือทันที

อย่างไรก็ตาม อาการของ ไวรัสโคโรน่า ใครพบว่าตนเองเป็นหลังไปเมืองอู่ฮั่น ให้รีบไปพบแพทย์ทันที ส่วนวิธีป้องกัน ช่วงนี้ควรเลี่ยงอยู่ในที่แออัด สวมหน้ากากอนามัย อยู่ให้ห่างจากคนป่วยที่ไอและจาม หมั่นล้างมือ ไม่ขยี้ตา จมูก ปาก โดยไม่จำเป็น</detail><keywords>ไวรัสโคโรน่า, COVID-19, ไวรัส, โคโรน่า, Virus</keywords><date>2020-08-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2694</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1596510744.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1220"><Nid>2693</Nid><title>6 สัญญาณอันตราย “กินยา”  มากเกินไปจน “ตับพัง”</title><source>https://www.sanook.com/health/19079/</source><detail>สัญญาณอันตราย “กินยา” มากเกินไปจน “ตับพัง”
- อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ
- ตาเหลือง
- ท้องโต
- มีจ้ำเลือดในส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย

ตัวอย่างยาที่กินแล้วอาจทำให้ตับทำงานผิดปกติ
ยาลดไขมันในเลือด

-ยาแก้ปวดอักเสบของข้อ และกล้ามเนื้อ
- ยารักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย / ไวรัส / เชื้อรา
- ยารักษาวัณโรค
- ยากันชัก
- ยากดภูมิคุ้มกัน (รักษาโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง หรือโรคข้ออักเสบ)
- ฮอร์โมนเพศ

วิธีกินยาปฏิชีวนะอย่างปลอดภัย ไม่เสี่ยงโรคตับ
ในผู้ป่วยหลายรายที่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน และกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อตับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุด หรือเปลี่ยนยากินเอง การหยุดยา หรือเปลี่ยนยากินเองโดยไมปรึกษาแพทย์ อาจส่งผลให้โรค หรืออาการที่เป็นอยู่กลับมาแย่กว่าเดิม และยังเสี่ยงดื้อยาอีกด้วย นอกจากนี้ควรติดตาอาการกับแพทย์ประจำตัวอย่างสม่ำเสมออีกด้วย</detail><keywords>ยา, กินยาเกินขนาด, กินยาเกินขนาดตับพัง, ตับพัง</keywords><date>2020-08-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2693</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1596510369.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1221"><Nid>2692</Nid><title>6 วิธีทดสอบ “เห็ดมีพิษ” แบบผิดๆ ห้ามทำตาม</title><source>https://www.sanook.com/health/8521/</source><detail>1. ใช้ช้อนเงินแท้มาคนในหม้อ เวลาทำอาหาร
ความคิดที่ว่าเงินแท้จะทำปฏิกิริยากับพิษในเห็ด โดยช้อนอาจจะเปลี่ยนเป็นสีดำหากเจอพิษ ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริง เพราะต่อให้เป็นเห็ดมีพิษ ช้อนเงินก็ไม่เปลี่ยนสี ช้อนเงินอาจจะเปลี่ยนสีจากความร้อน หรือสภาพอากาศระหว่างที่วางช้อนเอาไว้ข้างนอกนานๆ มากกว่า ไม่เกี่ยวกับสารพิษใดๆ
2. ต้มเห็ดพร้อมข้าว
เชื่อกันว่าถ้าเห็นข้าวไม่สุก หรือว่าข้าวเปลี่ยนสีไป แสดงว่าเห็ดมีพิษ ความเชื่อนี้ก็ไม่จริงอีกเช่นกัน เพราะต่อให้เห็ดมีพิษ ก็ไม่สามารถทำปฏิกิริยาให้ข้าวไม่สุกในความร้อนตามปกติ หรือเปลี่ยนสีของข้าวได้
3. ใช้ปูนกินหมากป้ายดอกเห็ด
ปูนกินหมากก็ไม่ใช่สารที่จะวัดพิษของเห็ดได้ จากความเชื่อที่ว่าหากเป็นเห็ดพิษ ปูนจะเปลี่ยนเป็นสีที่เข้มขึ้น เป็นสีม่วงอมน้ำตาล ความเชื่อนี้ก็ไม่จริงเช่นกัน
4. ต้มเห็ดกับหัวหอม
เชื่อกันว่าหากเป็นเห็ดมีพิษ น้ำในหม้อต้มเห็ดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ เรื่องนี้ก็ไม่จริงเช่นกัน
5. เห็ดที่มีแมลงกัดแทะ แปลว่าปลอดภัย
แมลงกัดแทะ เอาไว้แยกพืชที่ใช้ยาฆ่าแมลงมากจนแปลงได้กลิ่นแล้วหนี ไม่การวัดว่ามีพิษหรือไม่ เพราะพิษอยู่ข้างในเห็ด
6. เห็ดสวยงาม เป็นเห็ดมีพิษ เห็ดสีขาว ปลอดภัย
ไม่จริงเสมอไป แม้ว่าส่วนใหญ่จะใช่ แต่ก็มีเห็ดที่เป็นสีเหลืองส้มสวย แต่ทานได้ ในขณะนี้เห็ดสีขาวล้วนแต่มีอันตรายถึงชีวิต ก็มีเช่นกัน

</detail><keywords>เห็ด, เห็ดพิษ, วิธีทดสอบเห็ดพิษ, เห็ดมีพิษ, Mushroom</keywords><date>2020-08-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2692</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1596509677.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1222"><Nid>2691</Nid><title>5 ประโยชน์ดีๆ ของมะนาว</title><source>https://www.sanook.com/health/24433/</source><detail>1. น้ำมะนาวผสมน้ำอุ่น ช่วยขับถ่าย/ขับของเสียออกจากร่างกาย
การดื่มน้ำมะนาว หรือน้ำผสมนะนาวอุ่นๆ สามารถช่วยให้ร่างกายขับถ่าย ขับของเสียออกจากร่างกายได้ โดยสัดส่วนของน้ำอุ่น และน้ำมะนาวสดที่ควรดื่มไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคน เช่น หากมีอาการเจ็บคอ หรือปวดท้องจากแผลในกระเพาะอาหาร การดื่มน้ำมะนาวสดเข้มข้นอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองคอ หรือกระเพาะอาหารได้ ดังนั้นจึงควรลองผสม แล้วชิมดูว่าเป็นรสชาติที่เราพอจะจิบดื่มได้ 
ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่ม สามารถเลือกดื่มในช่วงเช้าหลังตื่นนอนได้ แต่สำหรับใครที่มีโรคกรดไหลย้อนเป็นโรคประจำตัว ควรดื่มหลังรับประทานอาหารเช้า หรืออาจเป็นช่วงเวลาอื่นๆ ของวันได้ แต่ควรระมัดระวังในการดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นก่อนนอน เพราะหากปริมาณน้ำมะนาวเข้มข้นมากเกินไป การดื่มในช่วงที่ท้องว่างอาจส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือทำให้ปวดแสบท้องได้
นอกจากนี้ หากในมื้ออาหารนั้นๆ กินอาหารที่มีน้ำมะนาวเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว เช่น กินยำ แกงส้ม ต้มยำต่างๆ มื้อนั้นอาจงดการดื่มน้ำมะนาวไปก่อนได้
2. น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง ช่วยลดอาการเจ็บคอ
น้ำผึ้งแท้ที่สะอาด และปลอดภัย ไม่มีเชื้อโรค จะมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อโรคได้ ดังนั้นการผสมดื่มร่วมกันกับน้ำมะนาวที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (สารต้านอนุมูลอิสระ) ช่วยลดการอักเสบได้ ดังนั้นจึงสามารถดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งเพื่อลดอาการเจ็บคอ คออักเสบ บวม แดง ร้อนที่เกิดในช่วงที่เป็นไข้หวัดได้
ถ้าเราปรับสูตรน้ำผึ้งมะนาวให้เหมาะสม จะลดอาการระคายเคืองจากกรดของน้ำมะนาวได้ สังเกตอาการของตัวเองว่าถ้าจิบแล้วแสบคอ ให้ลดการใส่น้ำมะนาวลดลง
3. น้ำมะนาว ลดอาการปวดศีรษะ
มีบางสูตรที่ระบุให้เอากาแฟผสมกับน้ำมะนาว หรือฝานมะนาวลงไป เพื่อช่วยลดอาการปวดศีรษะทั่วไป รวมถึงอาการปวดศีรษะจากโรคไมเกรน แต่จริงๆ แล้วคาเฟอีนในกาแฟอาจทำให้ปวดศีรษะได้มากกว่า ดังนั้นหากอยากดื่มน้ำมะนาวเพื่อลดอาการปวดศีรษะ ไม่ควรผสมกับกาแฟ หากดื่มกาแฟไปแล้ว สามารถดื่มน้ำมะนาวตามหลังได้
4. น้ำมะนาว ช่วยให้หายจากไข้หวัดเร็วขึ้น
ในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว จะมีวิตามินซี มะนาวก็เป็นอาหารที่มีวิตามินซีสูงเช่นกัน ซึ่งวิตามินไม่ได้มีฤทธิ์ป้องกันไข้หวัด แต่ช่วยให้อาการหวัดหายเร็วยิ่งขึ้น การรับประทานวิตามินซีให้เพียงพอทุกวัน ช่วยลดระยะเวลาในการเป็นไข้หวัดได้ เช่น จากที่เคยเป็นไข้หวัดปีละ 14 วัน อาจเหลือปีละ 10-12 วัน เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรได้รับวิตามินซีเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น นิ่วในไต คลื่นไส้ และท้องเสีย
5. น้ำมะนาว ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินซีต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นโรคลักปิดลักเปิด (เลือดออกตามไรฟัน) ผิวซีด แผลหายยาก อ่อนเพลียง่าย และประสิทธิภาพในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันโรค การรับประทานมะนาวในปริมาณที่เหมาะสม ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรค และอาการเหล่านี้ได้เช่นกัน

</detail><keywords>น้ำมะนาว, มะนาว, เจ็บคอ, Lime, เจ็บคอมะนาวช่วยได้</keywords><date>2020-08-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2691</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1596443469.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1223"><Nid>2690</Nid><title>9 พฤติกรรม เพื่อสุขอนามัยที่ดี</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/52646-9%20พฤติกรรม%20เพื่อสุขอนามัยที่ดี.html</source><detail>บางพฤติกรรมที่ปฏิบัติได้ง่ายและรู้กันอยู่แล้ว อาจถูกมองข้ามและไม่ได้ฝึกจนเป็นนิสัย ทั้งๆ ที่หากทำเป็นประจำจะสามารถป้องกันการติดเชื้อ ช่วยให้ห่างไกลจากโรคและความเจ็บป่วยได้ ลองดูว่าพฤติกรรมแบบไหนที่ฝึกทำเป็นประจำแล้วจะช่วยให้ไม่เป็นผู้แพร่เชื้อหรือติดเชื้อได้
	1.ล้างมือก่อนเข้าบ้าน เเละระหว่างใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในบ้าน
	2.ล้างมือเมื่อรับพัสดุ และหลังแกะพัสดุ 
	3.ล้างมือก่อนและหลังกินอาหาร 
	4.แยกของใช้ส่วนตัว เช่น แปรงสีฟัน ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ไม่ใช้ปะปนกัน
	5.อาบน้ำสระผม หลังกลับจากที่แออัด แล้วสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่ 
	6.เสื้อผ้าใช้แล้วใส่ตะกร้าผ้า สำหรับเตรียมซัก ไม่ใส่ซ้ำ ไม่วางระเกะระกะ
	7.ใช้จานชามช้อนส้อมส่วนตัว ไม่กินอาหารร่วมกัน
	8.อาหารที่ซื้อหรือสั่งมากิน เทใส่จานชามที่บ้านเสมอ ไม่ควรกินอาหารจากห่อหรือกล่องบรรจุอาหารที่ร้านใช้ส่งมา การใช้ภาชนะช้อนส้อมของที่บ้านช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้ และอุ่นอาหารให้ร้อนก่อนกินทุกครั้ง
	9.แยกขยะให้ถูกประเภทโดยเฉพาะขยะติดเชื้อ เช่น กระดาษเช็ดปาก กระดาษทิชชู่ในห้องน้ำ หน้ากากอนามัยใช้แล้ว และถุงมือใช้ครั้งเดียวทิ้ง มัดใส่ถุงแยกทิ้งลงถังขยะอันตราย ไม่ปะปนกับขยะทั่วไป
</detail><keywords>สุขอนามัย, การติดเชื้อ, โรค, เจ็บป่วย, พฤติกรรม</keywords><date>2020-08-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2690</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1596436897.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1224"><Nid>2686</Nid><title>มวลความเย็นมหาสมุทรแอตแลนติก ยืนหนึ่งท่ามกลางภาวะโลกร้อน</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53277773</source><detail>มวลความเย็นมหาสมุทรแอตแลนติก
ยืนหนึ่งท่ามกลางภาวะโลกร้อน
　
ทุกคนคงรู้อยู่แล้วว่าภาวะโลกร้อนจะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งโลกสูงขึ้น แต่ว่ามีจุดหนึ่งเหนือมหาสมุทรแอตแลนติก ที่ยืนหนึ่งท่ามกลางอุณหภูมิที่ลดลงเรื่อยๆ แบบไม่สนโลกเลยทีเดียว
　
บริเวณนี้ถูกเรียกว่า "รูโหว่ของภาวะโลกร้อนแอตแลนติกเหนือ" (North Atlantic Warming Hole) หมายถึง ปรากฏการณ์ที่ผิวน้ำและอากาศกลางมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณตอนใต้ของเกาะกรีนแลนด์ มีอุณหภูมิลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงศตวรรษที่ผ่านมา โดยมีสาเหตุมาจากการที่กระแสน้ำ Atlantic Meridional Overturning Circulation (AMOC) อ่อนแรงและไหลช้าลง
　
ปกติแล้ว กระแสน้ำ AMOC จะนำกระแสน้ำอุ่นจากเขตร้อนไหลขึ้นเหนือไปยังชายฝั่งของทวีปยุโรปในส่วนที่เป็นน้ำแข็ง เมื่อกระแสน้ำอุ่นเจอกับน้ำแข็ง ก็จะทำให้ละลายและไหลกลับไปทวีปอเมริกาต่อไป
　
แต่การที่กระแสน้ำ AMOC ไหลช้าลง ทำให้น้ำเย็นสะสมตัวที่กลางมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือมากขึ้น จนเกิดเป็นมวลความเย็น และเมื่อกระแสน้ำเย็นลง ยังก่อให้เกิดเมฆระดับต่ำปกคลุมพื้นที่ การที่มีเมฆมาปกคลุมทำให้ช่วยสะท้อนรังสี UV และความร้อนจากดวงอาทิตย์ออกไป ทำให้บริเวณนี้มีอุณหภูมิลดต่ำลงเรื่อยๆ นั่นเอง
　
#STKC</detail><keywords>ภาวะโลกร้อน, มหาสมุทรแอตแลนติก</keywords><date>2020-08-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2686</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1596387433.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1225"><Nid>2685</Nid><title>การนับอายุสุนัขคูณ 7 เทียบกับอายุมนุษย์ ไม่เป็นความจริงอีกต่อไป</title><source>https://www.sanook.com/health/24127</source><detail>การนับอายุสุนัขคูณ 7 เทียบกับอายุมนุษย์
ไม่เป็นความจริงอีกต่อไป
　
เคยเป็นไหมครับ การที่เรามักเทียบอายุสัตว์เลี้ยงกับอายุมนุษย์อยู่ตลอดเวลา เช่น สุนัขอายุ 2 ปีแล้ว ถ้าเป็นมนุษย์จะอายุกี่ขวบกันนะ?
　
เพื่อนๆ อาจเคยได้ยินเรื่องราวที่ว่า ให้นำอายุสุนัขคูณ 7 ก็จะเท่ากับอายุของมนุษย์ แต่จากการวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ใจวารสาร Cell Systems เมื่อเร็วๆ นี้ ลบล้างแนวคิดที่ว่านี้ไปหมด
　
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า เราไม่สามารถคูณตัวเลขตรงๆ ได้แบบนั้น เนื่องจากอัตราการเติบโตของสัตว์แต่ละสายพันธ์ไม่เท่ากัน การทดลองนี้ติดตามการเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุลของดีเอ็นเอ (DNA) ของสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ อายุตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์ จนถึงอายุ 16 ปี รวมกันจำนวน 104 ตัว 
　
ผลการทดลองพบว่า สุนัขมีอัตราเติบโตที่สูงมากๆ ในช่วงต้นชีวิต และจะเริ่มชะลอลงเมื่อโตเต็มวัย การวิจัยนี้ยังเผยอีกว่า อายุสุนัข 1 ปี เทียบเท่ากับมนุษย์อายุ 30 ปี และเมื่อสุนัขอายุ 4 ปี จะเทียบเท่ากับมนุษย์อายุ 52 ปี
　
และต่อจากนี้ นักวิทยาศาสตร์วางแผนที่จะทดลองผลลัพธ์ของการวิจัยกับสุนัขพันธุ์อื่นๆ เพื่อศึกษาเรื่องผลกระทบของช่วงอายุขัยต่อไป
　
#STKC</detail><keywords>สุนัข, DNA</keywords><date>2020-08-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2685</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1596387263.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1226"><Nid>2684</Nid><title>กดชักโครกโดยไม่ปิดฝา เสี่ยงละอองจากอุจจาระลอยฟุ้งในอากาศ</title><source>https://www.sanook.com/health/24135</source><detail>กดชักโครกโดยไม่ปิดฝา
เสี่ยงละอองจากอุจจาระลอยฟุ้งในอากาศ
　
แม้จะมีการตรวจพบเชื้อ Covid-19 ในอุจจาระผู้ป่วย แต่ยังไม่มีการยืนยันว่ามีปริมาณมากพอที่จะทำให้คนติดเชื้อได้หรือไม่
　
จากการทดลองล่าสุด พบว่าการกดชักโครกโดยในขณะที่ไม่ได้ปิดฝา จะมีละอองฝอยที่ฟุ้งขึ้นมาจากการกดชักโครก และดูเหมือนจะสามารถแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างและไกลพอที่คนจะสูดหายใจเข้าไปได้
　
ถึงแม้ว่าจะไม่มีข้อมูลเรื่องของการติดเชื้อ Covid-19 จากอุจจาระสู่มนุษย์ แต่การทดลองนี้ยืนยันแล้วว่า การกดชักโครกจะทำให้เศษเล็กๆ ของอุจจาระที่ถูกแรงเหวี่ยงจากการกดชักโครก ลอยขึ้นมาฟุ้งมาในอากาศได้ถึง 3 ฟุต และกลายเป็นละอองฝอยติดตามพื้นผิวห้องน้ำได้
　
เพื่อความสะอาดและความปลอดภัย การปิดฝาก่อนกดชักโครกนั้นไม่ลำบากเกินไปที่จะทำ เพื่อตัวเราเองนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>COVID-19, โควิด-19, ชักโครก, แบคทีเรีย</keywords><date>2020-08-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2684</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1596387200.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1227"><Nid>2683</Nid><title>อาจมีมนุษย์ต่างดาวมากถึง 36 อารยธรรมที่สามารถติดต่อกับโลกมนุษย์ได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53061517</source><detail>อาจมีมนุษย์ต่างดาวมากถึง 36 อารยธรรม
ที่สามารถติดต่อกับโลกมนุษย์ได้
　
ล่าสุดทีมนักวิจัยด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมของสหราชอาณาจักร (University of Nottingham) ได้คิดค้นสมการ โดยตั้งสมมุติฐานว่า หากดาวทุกดวงที่มีสภาพคล้ายโลกนั้นจะมีสิ่งมีชีวิตหรือมนุษย์ต่างดาวได้ หลังจากคำนวณออกมาแล้ว ทำให้มีโอกาสพบมนุษย์ต่างดาวมากถึง 36 อารยธรรมที่สามารถติดต่อกับเราได้
　
ผลคำนวณยังบอกอีกว่า มนุษย์จะต้องอยู่รอดจนมีอายุเก่าแก่อย่างน้อย 6,120 ปี จึงจะมีโอกาสสื่อสารโต้ตอบสองทางกับอารยธรรมต่างดาวได้ และอารยธรรมที่อยู่ใกล้โลกที่สุด อาจอยู่ห่างออกไปถึงราว 17,000 ปีแสงเลยทีเดียว
　
ถึงแม้ว่าทุกวันนี้ ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีอารยธรรมอื่นนอกจากมนุษย์อาศัยอยู่ในจักรวาลนี้ แต่ด้วยความองค์รู้ที่มนุษย์มี สามารถเชื่อได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ในต่างดาวด้วยเป็นแน่ แค่รอเวลาที่เราจะหาวิธีสื่อสารกันได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>เอเลี่ยน, มนุษย์ต่างดาว</keywords><date>2020-08-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2683</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1596387127.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1228"><Nid>2682</Nid><title>ค้นพบเหมืองโบราณอายุ 12,000 ปี ในถ้ำใต้น้ำประเทศเม็กซิโก</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53333000</source><detail>ค้นพบเหมืองโบราณอายุ 12,000 ปี
ในถ้ำใต้น้ำประเทศเม็กซิโก
　
ทีมนักโบราณคดีค้นพบร่องรอยการทำเหมืองดินแดงของมนุษย์ยุคโบราณ ในถ้ำใต้น้ำ ซาจิทาริโอ (Sagitario) บริเวณคาบสมุทรยูคาตันของเม็กซิโก โดยคาดการณ์ว่ามีอายุกว่า 12,000 ปีเลยทีเดียว
　
โดยพบร่องรอยการก่อไฟตั้งแคมป์ รวมทั้งพบหลุมขุดเจาะเก่า เครื่องมือหินที่ใช้ขุด และหินที่ทำเป็นสัญลักษณ์บอกทิศทางในถ้ำ นอกจากนี้ยังพบซากโครงกระดูกมนุษย์ในถ้ำหลายแห่งอีกด้วย
　
ถึงแม้นักวิจัยจะยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่า มนุษย์โบราณในยุคนั้นนำดินแดงไปใข้ทำอะไร แต่มีการคาดเดาว่า น่าจะนำไปใช้เป็นสีตกแต่งในงานศิลปะ หรือประกอบพิธีกรรมต่างๆ นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>เหมืองโบราณ, เม็กซิโก</keywords><date>2020-08-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2682</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1596387066.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1229"><Nid>2671</Nid><title>เมตาบอลิซึมซินโดรม อันตรายของคนกินข้าวเร็ว</title><source>https://www.sanook.com/health/23593</source><detail>เมตาบอลิซึมซินโดรม
อันตรายของคนกินข้าวเร็ว
　
เคยจับเวลากันไหมครับ ว่าเราใช้เวลาในการกินข้าว 1 จานเป็นเวลากี่นาที เร็วไปหรือเปล่า? หรือช้าไปหรือเปล่า? แล้วส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้างล่ะ?
　
คนที่กินข้าวโดยใช้เวลานาน ค่อยๆ เคี้ยวอาหารในแต่ละคำ ไม่มีผลเสียใดๆ ต่อร่างกาย ยกเว้นเสียเวลาเท่านั้น ซึ่งต่างกับคนที่กินข้าวเร็วผิดปกติ จะส่งผลเสียกว่ามาก เพราะรีบเคี้ยว-รีบกลืน และอาจจะยังเคี้ยวไม่ละเอียดพอ จึงทำให้เสี่ยงเกิดอาการที่เริ่มอันตรายมากขึ้นอย่าง “เมตาบอลิซึมซินโดรม”
　
เมตาบอลิซึมซินโดรม (Metabolic Syndrome) คือ กลุ่มอาการที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารของร่างกายผิดปกติ ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ก่อเกิดโรคเบาหวานและไขมันสูง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง และเกิดหัวใจขาดเลือดตามมาได้
　
เพราะฉะนั้น เวลาที่เหมาะสมในการกินอาหาร 1 มื้อ หรือ 1 จานต่อมื้อ คือ 20 - 30 นาที เพื่อใช้เวลาในการเคี้ยวอาหารให้นานขึ้น เคี้ยวให้ละเอียดมากขึ้นก่อนกลืน เพื่อที่จะลดความเสี่ยงต่ออาการเมตาบอลิซึมซินโดรม และนอกจากนี้ จะยังทำให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องกินอาการในปริมาณมากอีกด้วยครับ
　
#STKC</detail><keywords>เมตาบอลิซึมซินโดรม, Metabolic Syndrome</keywords><date>2020-07-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2671</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1595833251.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1230"><Nid>2670</Nid><title>ทำไมเวลาเรารักใครในช่วงแรก ถึงรู้สึกหลงใหลในตัวคนที่เรารักอย่างมาก?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/80534/-blo-scibio-sci-</source><detail>ทำไมเวลาเรารักใครในช่วงแรก
ถึงรู้สึกหลงใหลในตัวคนที่เรารักอย่างมาก?
　
หลายคนอาจจะเจอความรู้สึกที่เรียกว่า "ช่วงโปรโมชั่น" หรือช่วงเวลาที่เรามีความรัก และรู้สึกหลงไหลในตัวคนรักเป็นพิเศษ โดยสังเกตได้จากช่วงเริ่มแรกของการศึกษาดูใจกับใครสักคน
　
จริงๆ ตัวการของเรื่องนี้คือ ฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) เป็นฮอร์โมนที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีความรัก ฮอร์โมนออกซิโทซินจะหลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองไฮโพทาลามัส (Hypothalamus) และยังมีงานวิจัยพบว่า คู่รักที่เพิ่งคบกันในช่วงแรก จะมีการหลั่งฮอร์โมนออกซิโทซินในปริมาณมาก เมื่อเทียบกับคู่รักที่คบกันมานานมากแล้วนั่นเอง
　
นอกจากฮอร์โมนนี้จะหลั่งมาเมื่อเรามีความรักในเชิงคู่รักแล้ว ฮอร์โมนออกซิโทซินยังทำให้เกิดความผูกพันระหว่างแม่กับลูกอีกด้วย ถือว่าเป็นฮอร์โมนความรักอย่างแท้จริงเลยล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ฮอร์โมนออกซิโทซิน, Oxytocin, ไฮโพทาลามัส, Hypothalamus</keywords><date>2020-07-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2670</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1595833192.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1231"><Nid>2669</Nid><title>ยา VS วิตามิน แตกต่างกันอย่างไร?</title><source>https://www.sanook.com/health/23661</source><detail>ยา VS วิตามิน
แตกต่างกันอย่างไร?
　
หลายคนอาจเข้าใจว่า ยาและวิตามินคือสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกายเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันแตกต่างกันตรงไหนล่ะ?
　
ยาคือสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ในร่างกายของเราตั้งแต่ต้น แต่เรากินเพื่อรักษาอาการที่ผิดไปจากปกติของร่างกาย เมื่อเรารักษาหายแล้วก็จะสามารถหยุดกินยาได้ และหากเรากินยามากเกินไปอาจทำให้มีผลกระทบต่อตับและไตได้อีกด้วย
　
แตกต่างจากวิตามินซึ่งเป็นสารอาหารที่อยู่ในร่างกายของเราตั้งแต่แรก หากเราขาดวิตามินตัวใดไปร่างกายจะแสดงอาการผิดปกติทันที เราจึงจำเป็นต้องได้รับวิตามินไปตลอดในทุกวัน
　
โดยทั่วไปแล้ว เราจะได้รับวิตามินจากการรับประทานในชีวิตประจำวัน แต่หากคนไหนมีอาการขาดวิตามินใดๆ ก็สามารถหาวิตามินเสริมมากินเพื่อทดแทนวิตามินที่เราไม่ได้รับจากการกินอาหารในชีวิตประจำวันได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ยา, วิตามิน, vitamin</keywords><date>2020-07-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2669</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1595833121.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1232"><Nid>2668</Nid><title>โบซ-ไอน์สไตน์ สถานะที่ 5 ของสสาร สร้างสำเร็จเป็นครั้งแรกในอวกาศ</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53029764</source><detail>โบซ-ไอน์สไตน์ สถานะที่ 5 ของสสาร
สร้างสำเร็จเป็นครั้งแรกในอวกาศ
　
ที่เราเคยเรียนกันในห้องเรียนว่า สถานะของสสารมี ของแข็ง, ของเหลว, ก๊าซ และพลาสมาแล้ว ยังมีสถานะที่ 5 นั่นคือ สถานะควบแน่น โบซ-ไอน์สไตน์ (Bose-Einstein Condensate - BEC) อีกด้วย
　
บนสถานีอวกาศนานาชาติมีการสร้างห้องปฏิบัติการอะตอมเย็น และทดลองทำการสร้างสสารสถานะที่ 5 ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2018 แล้วพบว่า เมื่อธาตุบางอย่าง เช่น รูบิเดียม ถูกลดอุณหภูมิให้ต่ำลงจนเฉียดเข้าใกล้จุดศูนย์สัมบูรณ์ กลุ่มของอะตอมจะแสดงพฤติกรรมในสถานะใหม่ เสมือนว่าทุกอะตอมรวมกันเป็นหน่วยเดียว และมีคุณสมบัติทางควอนตัมเกิดขึ้น โดยอะตอมจะเคลื่อนไหวช้ามาก ทั้งยังมีพฤติกรรมแบบคลื่นอีกด้วย
　
นักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่าสสารสถานะที่ 5 นี้ อาจเป็นกุญแจที่จะช่วยไขความลับเรื่องพลังงานมืด (Dark Energy) และประยุกต์ไปใช้ในงานด้านอื่นๆ เช่น การพิสูจน์ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ หรือการตามหาคลื่นความโน้มถ่วงและพลังงานมืดได้อีกด้วย
　
#STKC</detail><keywords>โบซ-ไอน์สไตน์, Bose-Einstein Condensate, BEC, สถานะที่ 5</keywords><date>2020-07-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2668</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1595833062.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1233"><Nid>2667</Nid><title>ทะเลสาบฮิลเลียร์ (Hiller Lake) หรือทะเลสาบสีชมพู</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/81671/-blo-sciear-sci-</source><detail>ทะเลสาบฮิลเลียร์ (Hiller Lake)
หรือทะเลสาบสีชมพู
　
ปกติแล้วทะเลสาบจะมีสีฟ้าหรือสีน้ำเงินเหมือนที่เราเคยเห็นกัน แต่มีทะเลสาบแห่งหนึ่งในทวีปออสเตรเลียมีสีชมพูที่แสนสวยงาม เป็นไปได้อย่างไรกัน?
　
ทะเลสาบฮิลเลียร์ (Hiller Lake) เป็นทะเลสาบน้ำเค็ม ตั้งอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งทางด้านตะวันตกของทวีปออสเตรเลีย มีสาหร่ายชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Dunaliella Salina ซึ่งทำการาสังเคราะห์แสงและทำให้เกิดสารสีแดง เรียกว่า แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ทะเลสาบฮิลเลียร์แห่งนี้มีสีชมพู
　
อีกหนึ่งความลับ คือ ทะเลสาบแห่งนี้มีความเข้มข้นของเกลือสูงมาก จึงทำให้เราไม่สามารถจมน้ำได้เลย เพราะร่างกายของเรามีความหนาแน่นน้อยกว่าความหนาแน่นของทะเลสาบนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ทะเลสาบฮิลเลียร์, Hiller Lake, ทะเลสาบสีชมพู</keywords><date>2020-07-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2667</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1595832740.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1234"><Nid>2658</Nid><title>เห็ดพิษ อันตรายที่มักระบาดหน้าฝน</title><source>https://www.sanook.com/health/16629/</source><detail>ปี พ.ศ. 2563 (เดือนมกราคม-เดือนมิถุนายน) มีรายงานผู้ป่วยที่ได้รับพิษจาก เห็ดพิษที่มาจากป่าธรรมชาติมากถึง 275 ราย
4 “เห็ดพิษ” ระบาดหน้าฝน
ชนิดของเห็ดพิษที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ เป็น เห็ดระโงกหิน และ เห็ดระโงกดำพิษ เนื่องจากมีความคล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาวหรือไข่ห่าน หรือเห็ดไส้เดือนที่สามารถรับประทานได้ และ เห็ดถ่านเลือดซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเห็ดถ่านใหญ่ และ เห็ดหมวกจีน ที่มีลักษณะคล้ายกับเห็ดปลวกหรือเห็ดโคน
อาการที่เกิดขึ้น หลังกินเห็ดพิษ
อาการที่เกิดจากการกินเห็ดพิษมีความแตกต่างกันตามชนิด และปริมาณเห็ดที่กินเข้าไป เช่น เห็ดระโงกหิน และเห็ดระโงกดำพิษ หลังกินจะเกิดอาการเหล่านี้ภายใน 6 ถึง 24 ชั่วโมง
-	ท้องร่วง
-	เป็นตะคริวที่ท้อง
-	คลื่นไส้
-	อาเจียน
-	หลังแสดงอาการประมาณ 1 วัน อาจมีอาการตับ และไตวาย และอาจเสียชีวิต
เห็ดหมวกจีน หลังกินจะเกิดอาการภายใน 30 นาทีถึง 2 ชั่วโมง
-	เหงื่อออกมาก
-	น้ำตาไหล
-	น้ำลายไหล  
-	ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงชีพจรเต้นช้า และอาจทำให้เสียชีวิตได้ภายในครึ่งชั่วโมง  
เห็ดหัวเกร็ดครีบเขียว หลังกินจะเกิดอาการภายใน 15 นาทีถึง 4 ชั่วโมง
-	ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
-	คลื่นไส้
-	อาเจียน
-	เป็นตะคริวที่ท้อง
-	ท้องเสีย
เห็ดถ่านเลือด หลังกินจะเกิดอาการภายใน 2 ชั่วโมง
-	ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
-	ต่อมาหลังจาก 6 ชั่วโมง มีอาการเจ็บกล้ามเนื้อ
-	ตับ และไตวาย และอาจเสียชีวิต
วิธีปฐมพยาบาล หลังกินเห็ดพิษ
1.	ดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือ (เกลือ 3 ช้อนชาต่อน้ำอุ่น 1 แก้ว)
2.	ล้วงคอให้อาเจียนออกมามากที่สุด เพื่อลดการดูดซึมของสารพิษ
3.	กินผงถ่าน (activated charcoal) โดยบดละเอียด 2 ถึง 3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1 แก้ว ผสมกับน้ำให้ข้นเหลว เพื่อดูดสารพิษของเห็ดในทางเดินอาหาร
4.	รีบนำผู้ป่วยไปหาหมอหรือส่งโรงพยาบาล พร้อมกับนำเห็ดที่เหลือจากกินไปด้วย เพื่อให้แพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัย รักษาอาการ และส่งตรวจสอบชนิดของเห็ดพิษทางห้องปฏิบัติการ
</detail><keywords>เห็ด, เห็ดพิษ, เห็ดพิษระบาดหน้าฝน</keywords><date>2020-07-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2658</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1595227791.jpg</img_link><category>เห็ดราวิทยา</category></row>
<row _id="1235"><Nid>2654</Nid><title>เบื้องหลังสีสันของป้ายจราจรตามหลักวิทยาศาสตร์</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/80631/-blo-scibio-sci-</source><detail>เบื้องหลังสีสันของป้ายจราจร
ตามหลักวิทยาศาสตร์
　
เพื่อนๆ รู้หรือไม่ ว่าป้ายจราจรต่างๆ ไม่ว่าจะสีเหลือง-ดำ, เขียว-ขาว หรือ แดง-ขาว-ดำ ถูกออกแบบมาภายใต้หลักวิทยาศาสตร์
　
ป้ายจราจรมีเพื่อบอกและเตือนอันตรายที่จะเกิดขึ้นบนท้องถนน การทำให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดจึงเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
　
ดวงตาของเราประกอบไปด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือ เซลล์รูปแท่ง (Rod cell) ทำงานในสภาวะแสงน้อย มองเห็นวัตถุเป็นขาวดำ และ เซลล์รูปกรวย (Cone Cell) ทำงานในสภาวะแสงมาก สามารถจำแนกสีได้
　
ป้ายจราจรในตอนกลางวันนั้นจึงไม่เป็นปัญหา เนื่องจากเซลล์รูปกรวยสามารถจำแนกสีได้ชัดเจน แต่ในตอนกลางคืนที่แสงน้อยลง เราจะจำแนกสีได้ยากขึ้น
　
ดังนั้น ป้ายจราจรจึงจำเป็นต้องใช้คู่สีที่แตกต่างกันมากๆ เพื่อให้สายตาเราสามารถมองเห็นได้ชัดเจน แม้ในเวลากลางคืนที่มีเพียงแสงเพียงเล็กน้อยนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ป้ายจราจร, สี</keywords><date>2020-07-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2654</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1595181047.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1236"><Nid>2653</Nid><title>รู้หรือไม่ ค้างคาวไม่ได้ใช้ตามองเวลาล่าเหยื่อตอนกลางคืน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/81672/-blo-sciphy-sci-</source><detail>รู้หรือไม่ ค้างคาวไม่ได้ใช้ตามอง
เวลาล่าเหยื่อตอนกลางคืน
　
อย่างที่ทราบกันดีว่า ค้างคาวเป็นสัตว์ที่ออกหากินตอนกลางคืน เพื่อนๆ หลายคนคงคิดว่าเจ้าค้างคาวนั้นต้องมีสายตาดี สามารถมองเห็นได้ชัดเจนในเวลากลางคืนเป็นแน่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ค้างคาวไม่ได้ใช้ดวงตาเลยแม้แต่น้อยในเวลากลางคืน
　
ค้างคาวมีระบบเสียงสะท้อนหรือ เอโคโลเคชั่น (Echolocation) ซึ่งเป็นการหาตำแหน่งของวัตถุต่างๆ ด้วยการใช้เสียงสะท้อน ทำให้รู้ว่ามีสิ่งใดอยู่ตรงหน้า โดยค้างคาวจะปล่อยคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงออกมา เรียกว่า คลื่นเสียงอัลตราโซนิก (Ultra Sonic) ซึ่งเป็นคลื่นเสียงที่มีความถี่ประมาณ 30,000 – 70,000 เฮิร์ต เมื่อคลื่นเสียงกระทบกับวัตถุข้างหน้า ก็จะสะท้อนกลับมายังหูของค้างคาว ทำให้พวกมันรู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้านั่นเอง
　
มนุษย์เองก็มีเทคโนโลยีที่เลียนแบบค้างคาวมาใช้งานในเรือดำน้ำเหมือนกันนะ เครื่องมือที่เรียกว่า โซนาร์ (Sonar : Sound Navigation and Ranging) เป็นเครื่องมือที่ใช้คลื่นเสียงในการตรวจจับวัตถุที่อยู่ใต้น้ำ โดยมีหลักการคล้ายกับของค้างคาวนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ค้างคาว, เอโคโลเคชั่น, Echolocation, อัลตราโซนิค, Ultra Sonic</keywords><date>2020-07-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2653</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1595180964.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1237"><Nid>2652</Nid><title>5 ประโยชน์ของชาขาว ที่มีดีมากกว่ารสชาติอร่อย</title><source>https://www.sanook.com/health/23241</source><detail>5 ประโยชน์ของชาขาว
ที่มีดีมากกว่ารสชาติอร่อย
　
ชาขาว (White Tea) ถูกทำมาจากพืชที่มีชื่อเรียกว่า Camellia Sinensis ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนและอินเดีย ผ่านกระบวนการการแปรรูปหรือผ่านขั้นตอนการสกัดมาน้อยกว่าชาประเภทอื่นๆ จึงคงรูปกลิ่นและรสชาติของชาไว้ได้อย่างครบถ้วน
　
ประโยชน์ทั้ง 5 ของ "ชาขาว" ที่คุณควรรู้
　
1. ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ : สารโพลีฟีนอลในชาขาว มีคุณสมบัติช่วยปรับปรุงหลอดเลือดให้เกิดการไหลเวียน และลดระดับคลอเลสเตอรอลที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคหัวใจ
　
2. ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย : สารโพลีฟีนอลเป็นตัวต้านสารอนุมูลอิสระ ทำหน้าที่คอยซ่อมแซมเซลล์ที่ได้รับความเสียหาย
　
3. ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพช่องปาก : ชาขาวมีฟลูออไรด์ (Fluoride) แคเทชิน (Catechin) และแทนนิน (Tannin) ช่วยเข้าไปยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในช่องปากได้
　
4. ชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็ง : มีการศึกษาหนึ่งชี้ว่า สารสกัดจากชาขาวมีส่วนช่วยในการชะลอหรือหยุดการเติบโตของเซลล์มะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้
　
5. เพิ่มภูมิคุ้มกัน ปกป้องไม่ให้เกิดการเจ็บป่วย : สารโพลีฟีนอลยังช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายอีกด้วย
　
และนี่ก็คือประโยชน์จากชาขาว แต่อย่าลืมว่า ขึ้นชื่อว่าชา ย่อมมีคาเฟอีนอยู่ตามธรรมชาติ หากใครมีอาการแพ้คาเฟอีนขอให้หลีกเลี่ยงการดื่มชา เปลี่ยนเป็นดื่มน้ำผลไม้อื่นทดแทนได้นะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ชาขาว, White Tea</keywords><date>2020-07-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2652</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1595180885.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1238"><Nid>2651</Nid><title>พบการติดต่อจากอวกาศในทุกๆ 157 วัน หรือจะเป็นมนุษย์ต่างดาว!?</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52978794</source><detail>พบการติดต่อจากอวกาศในทุกๆ 157 วัน
หรือจะเป็นมนุษย์ต่างดาว!?
　
ผลการศึกษาล่าสุดของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในสหราชอาณาจักร (The University of Manchester) ได้พบการปะทุสัญญาณวิทยุแบบฉับพลัน (FRB) ซ้ำในคาบเวลาที่แน่นอนทุกๆ 157 วัน ซึ่งส่งมาจากกาแล็กซี่แคระที่ห่างจากโลก 3 พันล้านปีแสง
　
หลังจากติดตามวิเคราะห์สัญญาณเป็นเวลา 5 ปีเต็ม พบว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติเท่านั้น อันเป็นผลจากการโคจรวนรอบกันและกันอย่างสม่ำเสมอของระบบดาวคู่เท่านั้น
　
ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การส่งสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว แต่เราเชื่อว่าในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่นี้ ต้องมีสิ่งมีชิวิตชนิดอื่นอยู่แน่นอนครับ
　
#STKC</detail><keywords>มนุษย์ต่างดาว, สัญญาณจากอวกาศ</keywords><date>2020-07-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2651</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1595180810.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1239"><Nid>2650</Nid><title>ทำความรู้จักการสันดาป หรือการเผาไหม้ทางเคมี</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/82155/-blo-sciche-sci-</source><detail>ทำความรู้จักการสันดาป
หรือการเผาไหม้ทางเคมี
　
การสันดาปเป็นปฏิกิริยาเคมีอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเชื้อเพลิงและตัวออกซิไดซ์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ ออกซิเจน การเผาไหม้ก็คล้ายกับปฏิกิริยาเคมีอื่นๆ นั่นคือ มันมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์
　
การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ คือ การที่มีปริมาณออกซิเจนมากพอจะเผาไหม้สารไฮโดรคาร์บอนจนหมดอย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะได้คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเป็นผลิตภัณฑ์ออกมาเท่านั้น เมื่อน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์กระจายไปในอากาศ จึงไม่เหลือผลิตภัณฑ์ใดอยู่เลย
　
การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ คือ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อออกซิเจนไม่มีประสิทธิภาพมากพอหรือปริมาณไม่มากพอ จนทำให้หลงเหลือคาร์บอนมอนออกไซด์ หรือเขม่าของคาร์บอนนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>การสันดาป, การเผาไหม้ทางเคมี</keywords><date>2020-07-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2650</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1595180718.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1240"><Nid>2636</Nid><title>6 เทคนิคระงับโกรธ ให้พร้อมรับทุกสถานการณ์</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/52588-6%20เทคนิคระงับโกรธ%20ให้พร้อมรับทุกสถานการณ์.html</source><detail>ในการดำเนินชีวิตประจำวัน อาจมีเรื่องเข้ามาทำให้เรารู้สึกโกรธ หงุดหงิด หรือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ลองมาดูวิธีจัดการกับความโกรธ ให้อยู่หมัดด้วยวิธีต่อไปนี้
1.	สังเกตตัวเอง ให้รู้เท่าทันอารมณ์ ตนเองว่ากำลังจะโกรธ
2.	นับ 1-10 หายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ เพื่อชะลออารมณ์โกรธ
3.	เตือนตนเอง ว่าเราไม่สามารถควบคุมสิ่งทุกอย่างได้ดั่งใจ
4.	มองข้อดี ของผู้อื่นและความดี ของเขาในอดีตที่ผ่านมา
5.	ฝึกคิด ฝึกสมอง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในด้านบวก
6.	ฝึกให้อภัยและการปล่อยวางทุกอย่างจะผ่านด้วยดี
</detail><keywords>โกรธ, หงุดหงิด, อารมณ์, ความดี, ฝึกสมอง</keywords><date>2020-07-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2636</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1594684397.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1241"><Nid>2634</Nid><title>"สมุนไพร" คลายเครียด ลดความวิตกกังวล</title><source>https://www.sanook.com/health/23557/</source><detail>สมุนไพรคลายเครียด ลดความวิตกกังวล มีอะไรบ้าง
ดอกคาโมมายล์
ดอกคาโมมายล์ เป็นสมุนไพรที่มีดอกคล้ายกับดอกเดซี่ จากการทดลองทางคลินิกในปี พ.ศ. 2559 พบว่าดอกคาโมมายด์มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสำหรับการใช้เพื่อรักษาอาการวิตกกังวลทั่วไปในระยะยาว ซึ่งวิธีการใช้ดอกคาโมมายด์ในแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งวิธีการส่วนใหญ่ที่หลายคนมักเลือกใช้คือสารสกัด อาหารเสริมรูปแบบเม็ด ครีมบำรุงผิว หรือดื่มเป็นชา

จากงานวิจัยที่ให้ผู้เข้าร่วมทั้งหมด 93 คน รับสารสกัดดอกคาโมมายด์ 1,500 มิลลิกรัม ทุกวันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์ หลังจากนั้นได้แบ่งผู้เข้าร่วมการทดลองเป็น 2 กลุ่มโดยให้รับดอกคาโมมายด์ต่อเนื่องอีก 26 สัปดาห์ อีกกลุ่มรับเป็นยาหลอก พบว่ากลุ่มที่ได้รับดอกคาโมมายด์ต่อนั้นมีโอกาสในการเกิดอาการวิตกกังวลน้อยกว่าการเปลี่ยนไปใช้ยาหลอก ถึงแม้อาการวิตกกังวลกำเริบอาการของโรคก็จะรุนแรงน้อยลง แต่สำหรับคนบางกลุ่มที่มีอาการแพ้ดอกเบญจมาศ ดอกดาวเรือง ดอกเดซี่ ก็อาจจะมีปฏิกิริยาในการแพ้ดอกคาโมมายด์ได้ ดังนั้นก่อนที่จะใช้ควรลองใช้ในปริมาณที่น้อยก่อน เพื่อดูอาการ หากมีอาการแพ้ควรหยุดใช้ทันที

ลาเวนเดอร์ (Lavender)
ลาเวนเดอร์เป็นดอกไม้ในตระกูลมิ้นต์ หลาย ๆ คนก็เลือกใช้ดอกลาเวนเดอร์เพื่อช่วยระงับประสาทและบรรเทาความวิตกกังวล ซึ่งดอกลาเวนเดอร์สามารถใช้ได้หลายรูปแบบทั้ง ใช้ใบในการทำชา ใช้น้ำมันหอมระเหยจากดอกลาเวนเดอร์ เพิ่มน้ำมันหอมระเหยในการอาบน้ำ ซึ่งในน้ำมันหอมระเหยจากลาเวนเดอร์นั้นมีสารเคมีที่เรียกว่า เทอร์พีน (Terpene) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้สมองรู้สึกสงบ ลดความวิตกกังวลในระยะสั้นได้

พวงทองต้น (Galphimia glauca)
พวงทองต้นเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง ออกดอกเป็นช่อกระจะ ซึ่งดอกนั้นจะมีสีเหลืองเข้ม ออกกดอกตลอดทั้งปี พวงทองต้นเป็นพืชพื้นเมืองของเม็กซิโก คนส่วนใหญ่นิยมใช้เพื่อเป็นยากล่อมประสาท ลดความวิตกกังวล ผลจากการทดลองทางคลินิกในปีพ.ศ. 2555 ที่ได้ตรวจสอบประสิทธิภาพของพวงทองต้นในการรักษาโรควิตกกังวลทั่วไป โดยผู้ที่เข้ารับการทดลองจะได้รับพวงทองต้นเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์ พบว่ามีอาการวิตกกังวลลดลง

ดอกกะทกรก (Passionflower)
กะทกรกเป็นผลไม้รสชาติเปรี้ยวที่หลายคนคงรู้จักกันเป็นอย่างดี ดอกกะทกรกเป็นสมุนไพรที่นิยมนำมารักษาอาการนอนไม่หลับ อาการประหม่า และโรคสมาธิสั้น (Attention deficit hyperactivity disorder; ADHD) นอกจากนี้ยังมีการใช้ดอกกะทกรกคู่กับสมุนไพรชนิดอื่นเพื่อให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะใช้ดอกกะทกรกในการประกอบอาหาร หากต้องต้องการใช้ดอกกะทกรกในทางยาควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนการใช้งาน

ต้นคาวา คาวา (Kava kava)
ต้นคาวา คาวา เป็นพืชตระกูลพริกไทย ที่ออกฤทธิ์ทั้งในสมองและกล้ามเนื้อ ส่วนใหญ่แล้วใช้ผสมน้ำดื่มเพื่อลดความเครียดและช่วยให้อารมณ์คงที่ นอกจากนี้ยังนิยมใช้ต้นคาวา คาวา เป็นสมุนไพรที่ช่วยในเรื่องของการนอนหลับ ลดความความวิตกกังวลอีกด้วย

กระเพรา
กระเพราเป็นสมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพ นอกจากใช้ในการประกอบอาหารแล้ว กระเพราะยังใช้เพื่อบรรเทาความเครียดและช่วยให้ผ่อนคลายที่ดีอีกด้วย นอกจากนี้กระเพรายังเป็นพืชที่มีส่วนช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยส่งเสริมให้หัวใจมีสุขภาพที่ดีขึ้น

จากการศึกษาในปี 2018 ที่ได้ตีพิมพ์ลงในวารสารวิทยาลัยการแพทย์เนปาลพบว่า การใช้กระเพราปริมาณ 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งช่วยลดความวิตกกังวลและความเครียดที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้าได้ ซึ่งรูปแบบในการใช้งานกระเพราะนั้นมีหลากหลายไม่ว่าจะใช้เป็นส่วนประกอบของอาหาร ใช้ชงเป็นชา ใช้แบบผง หรือแคปซูล

สะระแหน่ (Lemon Balm)
สะระแหน่เป็นพืชตระกูลมิ้นต์ ที่ได้รับการศึกษาแล้วว่ามีฤทธิ์ช่วยลดความวิตกกังวล บางครั้งอาจจะใช้ร่วมกับสมุนไพรที่ช่วยลดความวิตกกังวลอื่น ๆ อย่างเช่น ดอกคาโมมายล์ ลาเวนเดอร์

จากการศึกษาในปี 2554 ในผู้ใหญ่ 20 คน ที่มีความวิตกกังวลและนอนไม่หลับ โดยให้กลุ่มคนเหล่านี้รับสารสกัดสะระแหน่ 300 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งเป็นเวลานาน 15 วันพบว่าสะระแหน่มีส่วนช่วยในการลดความวิตกกังวลร้อยละ 18 และช่วยลดอาการนอนไม่หลับได้ร้อยละ 42 ซึ่งวิธีที่ใช้นั้นหลากหลายตั้งแต่ผสมน้ำดื่มเป็นชา ปรุงอาหาร หรือใช้เป็นน้ำมันหอมระเหยก็สามารถทำได้

ใช้สมุนไพรคลายเครียดอย่างไรให้ปลอดภัย
การใช้สมุนไพรเพื่อบรรเทาความเครียด หรือลดอาการวิตกกังวลนั้นต้องมีการปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้งาน เพราะสมุนไพรบางตัวอาจจะส่งผลกระทบต่อยาบางชนิดที่ใช้อยู่ จนอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างรุนแรง ดังนั้นก่อนจะใช้สมุนไพรควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้</detail><keywords>สมุนไพร, พืชสมุนไพร, สมุนไพรไทย</keywords><date>2020-07-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2634</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1594621293.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1242"><Nid>2633</Nid><title>ดาวฤกษ์ที่ส่องสว่าง กำเนิดมาจากอะไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/82442/-blo-sciear-sci-</source><detail>ดาวฤกษ์ที่ส่องสว่าง
กำเนิดมาจากอะไร?
　
ดาวที่สามารถส่องแสงได้ด้วยตัวเองบนท้องในยามค่ำคืน เรียกว่า ดาวฤกษ์
　
ดาวฤกษ์ เกิดจากกลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นก๊าซไฮโดรเจน ได้ยุบตัวลงด้วยแรงดึงดูดโน้มถ่วงของตัวเอง อุณหภูมิของก๊าซจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีความร้อนปล่อยออกมาเหมือนกับการระเบิดของระเบิดไฮโดรเจน และด้วยความร้อนนี้เอง จะไปเพิ่มแรงกดดันให้ก๊าซจนมากพอที่จะต้านแรงดึงดูดให้หยุดยุบตัวและอยู่ในสภาวะสมดุล
　
แต่ในที่สุดแล้ว เมื่อไฮโดรเจนและก๊าซที่เป็นเชื้อเพลิงถูกเผาหมดลง มันจะเย็นลงและเริ่มยุบตัว หากดาวที่เย็นลงมีมวลน้อยกว่า 1 เท่าครึ่งของดวงอาทิตย์ จะหยุดยุบตัวและกลายเป็น ดาวแคระขาว (White Dwarf)
　
แต่หากดาวที่มีมวลมากกว่า 1 เท่าครึ่งของดวงอาทิตย์ จะกลายเป็นดาวนิวตรอนหรือบริเวณที่เรียกว่า หลุมดำ (Black Hole) นั่นเอง
　
#STKC</detail><keywords>ดาวฤกษ์, ก๊าซไฮโดรเจน</keywords><date>2020-07-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2633</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1594617714.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1243"><Nid>2632</Nid><title>จระเข้อาจเคยวิ่งด้วยสองขาเมื่อ 120 ล้านปีก่อน</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-53034401</source><detail>จระเข้อาจเคยวิ่งด้วยสองขา
เมื่อ 120 ล้านปีก่อน
　
มีการค้นพบฟอสซิลรอยเท้าจำนวนกว่า 100 ร่องรอยในประเทศเกาหลีใต้ โดยหนึ่งในทีมผู้วิจัยกล่าวว่า น่าจะเป็นรอยเท้าของจระเข้สายพันธุ์โบราณ ไม่ใช่ไดโนเสาร์ชนิดอื่น เนื่องจากมันเดินลงน้ำหนักที่ส่วนแบนของฝ่าเท้าเหมือนมนุษย์ ผิดกับไดโนเสาร์ที่จะเน้นน้ำหนักลงไปที่หัวแม่เท้ามากกว่า
　
คาดว่าบริเวณที่ค้นพบรอยเท้า เคยเป็นตะกอนดินโคลนที่อยู่รอบทะเลสาบโบราณ ซึ่งก็น่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของจระเข้ดึกดำบรรพ์ได้ แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ทั้งหมดเนื่องจากยังไม่เคยพบฟอสซิลที่เป็นซากร่างของจระเข้โบราณสายพันธุ์นี้โดยตรงนั่นเอง
　
#STKC</detail><keywords>จระเข้, ฟอซซิล, ยุคดึกดำบรรพ์</keywords><date>2020-07-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2632</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1594617626.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1244"><Nid>2631</Nid><title>เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน ดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้เป็นหวัด</title><source>https://www.sanook.com/health/23653</source><detail>เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน
ดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้เป็นหวัด
　
ถึงแม้ว่าช่วงนี้ประเทศไทยจะเข้าฤดูฝนแล้ว แต่อากาศก็ยังร้อนระอุอยู่เหมือนเดิม สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงแบบนี้อาจทำให้เราป่วยได้
　
แต่อาการป่วยแบบนี้
เราสามารถป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยการปฏิบัติดังนี้
　
1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกัน
2. ดื่มน้ำสะอาดและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เนื่องจากสามารถต้านหวัดได้
3. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้ภูมิคุ้มกันลดลงได้
4. รับประทานอาหารที่มีโภชนาการสูง
5. หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใช้ของใช้ร่วมกันกับผู้ป่วย
　
แค่ 5 ข้อง่ายๆ นี้ ก็สามารถรับมือกับสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและโอกาสเสี่ยงเป็นหวัดได้แล้วล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ไข้หวัด</keywords><date>2020-07-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2631</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1594617565.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1245"><Nid>2630</Nid><title>มนุษย์ล่องหนอาจเป็นจริงได้ ด้วยการวิจัยเซลล์หมึกกล้วย</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52943293</source><detail>มนุษย์ล่องหนอาจเป็นจริงได้
ด้วยการวิจัยเซลล์หมึกกล้วย
　
เราอาจจะได้เห็นมนุษย์ล่องหนเหมือนในหนัง Sci-Fi ในอนาคตก็เป็นได้ 
　
เนื่องจากทีมนักวิศวกรรมชีวการแพทย์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (California University) ประสบความสำเร็จในการทำให้เซลล์ไตของมนุษย์มีความสามารถควบคุมการส่องผ่านและการกระเจิงของแสงได้ หรือให้อธิบายอย่างง่ายคือ สามารถเปลี่ยนสภาพของเซลล์จากทึบแสงไปเป็นโปร่งใส และเปลี่ยนกลับมาสู่สภาพทึบแสงได้อีกครั้ง
　
ตัวการสำคัญของความสามารถในการควบคุมแสง คือ โปรตีนที่ชื่อ รีเฟล็กติน (Reflectin) ที่สามารถพบได้ในเซลล์พิเศษของหมึกกล้วย
　
ผลวิจัยระบุว่า สามารถทำให้เซลล์ไตของมนุษย์ที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมสามารถผลิตโปรตีนรีเฟล็กติน ได้ และมีความสามารถควบคุมการส่องผ่านและการกระเจิงของแสงได้ ซึ่งทำให้เซลล์มีสภาพโปร่งใสได้เหมือนหมึกกล้วยนั่นเอง
　
แต่นักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนได้กล่าวว่า ถึงแม้จะมีการค้นพบเรื่องนี้ แต่อาจมีข้อจำกัดและไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้มนุษย์ทั้งคนสามารถโปร่งใสได้ แต่เราก็อาจเห็นการประยุกต์ใช้เรื่องนี้ในรูปแบบอื่นๆ แทนนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>มนุษย์ล่องหน, ปลาหมึกกล้วย, รีเฟล็กติน, Reflectin</keywords><date>2020-07-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2630</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1594617510.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1246"><Nid>2629</Nid><title>ค้นพบอากาศบริสุทธิ์ที่สุดของโลก ไม่มีมลพิษปนเปื้อนแม้แต่น้อย</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52924565</source><detail>ค้นพบอากาศบริสุทธิ์ที่สุดของโลก
ไม่มีมลพิษปนเปื้อนแม้แต่น้อย
　
ปกติเรามักคุ้นหูกับการค้นพบสภาวะอากาศที่แย่ลง แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากประเทศสหรัฐอเมริกา สำรวจบรรยากาศเหนือมหาสมุทรใต้ (Southern Ocean) จนค้นพบมวลอากาศเหนือผิวน้ำทะเลบริเวณหนึ่ง ที่เรียกได้ว่าบริสุทธิ์สะอาดที่สุดในโลก
　
ผลการตรวจวิเคราะห์ละอองลอยในอากาศ ไม่พบอนุภาคของมลพิษปนเปื้อน รวมทั้งไม่มีละอองลอยชีวภาพที่ปลิวมากจากส่วนอื่นของโลกเลยแม้แต่น้อย
　
การค้นพบมวลอากาศบริสุทธิ์ดังกล่าวนับว่าน่าทึ่ง เนื่องจากปกติแล้วอากาศทั่วทั้งโลกจะต้องไหลเวียนและเชื่อมโยงกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและน่าศึกษาค้นคว้าต่อไป เพื่ออนาคตเรื่องสภาวะทางอากาศของมนุษยชาติ
　
#STKC</detail><keywords>อากาศบริสุทธิ์, มหาสมุทรใต้</keywords><date>2020-07-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2629</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1594617441.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1247"><Nid>2621</Nid><title>วงการกีฬาได้รับผลกระทบอะไรจากภาวะโลกร้อนบ้าง?</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-53183204</source><detail>วงการกีฬาได้รับผลกระทบอะไร
จากภาวะโลกร้อนบ้าง?
　
ทุกคนทราบกันอยู่แล้วว่า ภาวะโลกร้อนนั้นกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทุกๆ ด้าน แต่ในวันนี้เราจะมานำเสนอในมุมมองที่คาดไม่ถึง นั่นคือ การได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนในวงการกีฬา
　
มีงานวิจัยชิ้นใหม่รายงานว่า วิกฤต Covid-19 ทำให้ไม่สามารถจัดการแข่งขันกีฬาได้ เหมือนเป็นเพียงการ "ซ้อมใหญ่" เพราะในอนาคตภายในปี ค.ศ. 2050 คือของจริง
　
ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ทำให้เกือบหนึ่งในสี่ของสนามฟุตบอลสโมสรในอังกฤษจะต้องเจอเหตุการณ์น้ำท่วมทุกปี โดยคาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ. 2050 หนึ่งในสามของสนามแข่งขันกอล์ฟจะได้รับความเสียหายจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และกีฬาฤดูหนาวก็ต้องก็ต้องเผชิญความไม่แน่นอนด้วย สถานที่ที่เคยจัดการแข่งขันอาจต้องปิดตัวลงถึง 9 แห่ง
　
และนี่ก็คือผลกระทบทั้งหมดที่นักวิจัยคาดว่าจะเกิดขึ้น หากเรายังปล่อยให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นทุกปีนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>กีฬา, ภาวะโลกร้อน</keywords><date>2020-07-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2621</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1594032750.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1248"><Nid>2620</Nid><title>ทำความรู้จักเพอร์ไลต์ วัสดุปลูกที่ใช้ปลูกพืชได้</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/82235/-blo-sciear-sci-</source><detail>ทำความรู้จักเพอร์ไลต์
วัสดุปลูกที่ใช้ปลูกพืชได้
　
หากพูดถึงวัสดุสำหรับการปลูก ทุกคนคงนึกถึงดินหรือกากมะพร้าวสับกันอย่างแน่นอน แต่ความจริงแล้ว ยังมีอีกวัสดุปลูกที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการปลูกพืชมากๆ นั่นคือ เพอร์ไลต์
　
เพอร์ไลต์ (Perlite) คือ หินภูเขาไฟที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มีส่วนประกอบของแร่ธาตุหลายชนิด มีค่าความเป็นกรด-เบส (pH) ที่เป็นกลาง ไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษต่อพืช มีคุณสมบัติเป็นรูพรุน ทำให้อากาศสามารถเข้าไปและทำให้รากหายใจได้ และยังสามารถดูดซับน้ำได้ดีอีกด้วย
　
ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดนี้ จึงทำให้เพอร์ไลต์เป็นวัสดุปลูกพืชที่ดีอีกตัวหนึ่งเลย ซึ่งหลายๆคนมักนำมาผสมกับดิน เพื่อให้ดินมีคุณสมบัติที่โปร่งขึ้น ระบายน้ำได้ดี และมีอากาศถ่ายเทในดินนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>เพอร์ไลต์, Perlite</keywords><date>2020-07-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2620</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1594032565.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1249"><Nid>2619</Nid><title>กินอาหารที่ไขมันอิ่มตัวสูง มีโอกาสเสี่ยงสมาธิสั้น</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-52800832</source><detail>กินอาหารที่ไขมันอิ่มตัวสูง
มีโอกาสเสี่ยงสมาธิสั้น
　
ทีมนักวิจัยด้านจิตวิทยาคลินิกของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างไขมันอิ่มตัวกับสภาพร่างกายและจิตใจ โดยได้ทำการทดลองกับกลุ่มอาสาสมัครเพศหญิงจำนวน 51 คน
　
โดยให้ทำแบบทดสอบเกี่ยวกับการจดจ่อกับสมาธิ ทั้งก่อนและหลังกินอาหารที่มีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูงเข้าไป ผลปรากฏว่า ผู้ทดลองทั้งหมดได้คะแนนลดลงเฉลี่ย 11% หลังกินอาหารที่มีไขมันสูง
　
ถึงแม้จะไม่ได้มีการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงทางสมองหลังกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง แต่ผู้วิจัยได้ระบุไว้ว่า ไขมันอิ่มตัวอาจทำให้เกิดภาวะอักเสบสูงขึ้นทั่วร่างกาย รวมไปถึงสมอง และทำปฏิกิริยาโดยตรงบางอย่างกับเซลล์สมองได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>โรคอ้วน, ไขมันอิ่มตัว, สมาธิสั้น</keywords><date>2020-07-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2619</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1594032509.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1250"><Nid>2618</Nid><title>สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรงผิดปกติ ส่งผลถึงการสลับขั้วแม่เหล็กโลกหรือไม่?</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-52809112</source><detail>สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรงผิดปกติ
ส่งผลถึงการสลับขั้วแม่เหล็กโลกหรือไม่?
　
โดยปกติแล้ว ในโลกเราจะมีบริเวณที่สนามแม่เหล็กโลกอ่อนแรงผิดปกติเหนือมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ หรือที่เรียกกันว่า Southern Atlantic Anomaly (SAA)
　
ล่าสุด ข้อมูลจากดาวเทียมพบว่าความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กบริเวณ SAA อ่อนกำลังลง มีความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กเพียง 22,000 นาโนเทสลา และแผ่ขยายไปปกคลุมทวีปแอฟริกาตอนใต้
　
อย่างไรก็ตาม อ้างอิงจากข้อมูลวิจัยในอดีต เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดทุกๆ 200 - 300 ปี โดยไม่ส่งผลกระทบต่อโลก บางคนอาจกังวลว่าเหตุการณ์นี้อาจพาไปสู่การสลับขั้วโลกเหนือ-ใต้ แต่ยังไม่มีข้อมูลใดที่จะยืนยันได้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร หากมีความคืบหน้าจากการวิจัยในครั้งนี้ พวกเราจะรีบนำข่าวสารมาบอกนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>สนามแม่เหล็กโลก, Magnetic Field</keywords><date>2020-07-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2618</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1594032300.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1251"><Nid>2617</Nid><title>ดวงอาทิตย์เตรียมเข้าสู่วัฏจักรสุริยะครั้งใหม่เป็นรอบที่ 25</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52891032</source><detail>ดวงอาทิตย์
เตรียมเข้าสู่วัฏจักรสุริยะครั้งใหม่เป็นรอบที่ 25
　
ดาวเทียมของนาซ่า (NASA) ได้ตรวจพบการปล่อยโซลาร์แฟลร์ครั้งใหญ่เมื่อประมาณปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ดวงอาทิตย์มีการปลดปล่องพลังงานระดับสูงนับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งบ่งบอกได้ว่า ดวงอาทิตย์กำลังตื่นและเริ่มเข้าสู่วัฏจักรสุริยะรอบใหม่เป็นรอบที่ 25 โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นทุกๆ 11 ปี 
　
การปะทุพลังงานในครั้งนี้มีความทรงพลังระดับปานกลาง และไม่ได้พุ่งตรงมายังโลก ทำให้ไม่ก่อความเสียหายต่อระบบโทรคมนาคมและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ทุกคนสามารถสบายใจกับเหตุการณ์ในอวกาศครั้งนี้ได้เลยครับ
　
#STKC</detail><keywords>ดวงอาทิตย์, โซลาร์แฟลร์, Solarflare</keywords><date>2020-07-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2617</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1594024589.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1252"><Nid>2607</Nid><title>"ต้นไม้ในบ้าน" ดีต่อสุขภาพยังไง?</title><source>https://www.sanook.com/health/23049/</source><detail>
ต้นไม้ในบ้าน ดีต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง
หายใจได้ดีขึ้น
โดยปรกติแล้วร่างกายของคนเราจะขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาและรับเอาก๊าซออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย ขณะที่ต้นไม้จะเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้กลายเป็นออกซิเจน ดังนั้นแล้ว ต้นไม้จึงถือว่าเป็นมิตรกับคนในบ้าน เพราะจะช่วยเพิ่มออกซิเจนภายในพื้นที่สำหรับอยู่อาศัย ทำให้อากาศแจ่มใสขึ้น และสามารถหายใจได้สดชื่นกว่าที่เคย

เพิ่มความชื้นในอากาศ
ตามกระบวนการทางธรรมชาติแล้ว พืชหรือต้นไม้จำเป็นที่จะต้องมีการคายน้ำอยู่เสมอ ไอความชื้นจากการคายน้ำนั่นเองจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับบรรยากาศโดยรอบ ซึ่งดีต่อระบบทางเดินหายใจ ยิ่งไปกว่านั้น จากผลการศึกษาของ The Agricultural University of Norway ยังพบว่า การที่พืชปล่อยความชื้นภายในบ้านและบริเวณที่อยู่อาศัยอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาผิวแห้ง การเป็นหวัด การเจ็บคอ หรืออาการไอแห้งได้

อากาศบริสุทธิ์
ในทุกๆ 24 ชั่วโมง ต้นไม้สามารถที่จะกำจัดสารพิษในอากาศได้มากถึง 87 เปอร์เซ็นต์ของสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย หรือสาร VOCs (Volatile organic Compounds) ไม่ว่าจะเป็นสารพิษจากควันบุหรี่ จากเสื้อผ้า ฝุ่นผง หมึกจากหนังสือหรือเอกสาร หรือจากการเผาไหม้ต่าง ๆ ซึ่งสารพิษเหล่านี้อาจมีผลทำให้เป็นโรคหอบหืดได้ด้วย ดังนั้น การมีต้นไม้ในบ้าน จึงอาจช่วยลดโอกาสของการเป็นหอบหืดได้ และที่แน่นอนคือ สามารถช่วยกำจัดสารพิษในอากาศ ทำให้อากาศในบริเวณที่อยู่อาศัยบริสุทธิ์และสดชื่นขึ้นอย่างแน่นอน

ผ่อนคลายความเครียด
คนเรามีความรู้สึกเครียดได้ทั้งจากที่บ้าน และจากนอกบ้าน แต่เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว บรรยากาศในบ้านควรจะเอื้ออำนวยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย แน่นอนว่าหนึ่งในตัวช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายเมื่ออยู่บ้านก็คือ การปลูกต้นไม้เอาไว้ในบ้าน  นอกเหนือไปจากเหตุผลเรื่องความสวยงามและความสบายตาแล้ว ยังมีผลการศึกษาที่กล่าวเอาไว้ในหนังสือชื่อ Holistic Solutions for Anxiety &amp; Depression พบว่า การสัมผัสกับต้นไม้หรือพืชชนิดต่าง ๆ จะช่วยให้คุณรู้สึกสบายใจ และใจเย็นมากขึ้น ทำให้ความเครียด ความกังวลจึงสามารถที่จะค่อย ๆ ลดระดับลงมาได้

เสริมสร้างสมาธิ
จากผลการศึกษาของหลากหลายสถาบันชั้นนำ เช่น The Royal College of Agriculture ที่ประเทศอังกฤษ แสดงสถิติให้เห็นว่า ผู้คนทั้งในวัยทำงาน และในวัยเรียน รู้สึกมีสมาธิ และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อได้ใช้เวลาอยู่ในห้องที่มีต้นไม้ ความคิดสร้างสรรค์และศักยภาพในการทำงานดีขึ้นเมื่อได้เห็นความเขียวขจีที่อยู่ใกล้ตัว

เจ็บป่วยน้อยลง
การมีต้นไม้ในห้อง หรือในบ้าน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะแข็งแรงและไม่มีอาการเจ็บป่วยเลย แต่...การมีต้นไม้ ดอกไม้ อยู่ในบ้าน อาจมีส่วนช่วยให้คุณเจ็บป่วยน้อยลง โดยจากผลการศึกษาของ Kansas State University พบว่า ผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในห้องที่มีต้นไม้ มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ดีกว่า มีอัตราของความดันโลหิตที่เป็นปกติ อาการอ่อนเพลียและอาการวิตกกังวลก็ลดน้อยลงมากกว่าผู้ป่วยที่อาศัยอยู่ในห้องที่ไม่มีต้นไม้

เช่นเดียวกับผลการศึกษาจาก The Dutch Product Board for Horticulture ที่พบว่า การมีต้นไม้อยู่ในบ้าน ในห้องทำงาน ในห้องเรียน หรือในห้องนอน มีส่วนช่วยคลายความเมื่อยล้า เป็นไข้ เป็นหวัดน้อยลง ไม่ค่อยปวดศีรษะ หรือมีอาการไอและเจ็บคอ

ต้องมีต้นไม้ในบ้านเท่าไหร่ ถึงจะดีต่อสุขภาพ
คำแนะนำสำหรับจำนวนของต้นไม้ อาจจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละวัตถุประสงค์ ถ้าหากจุดประสงค์เพื่อต้องการผ่อนคลายความเมื่อยล้า หรือการมีสุขภาพที่ดี ควรมีต้นไม้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว หรือใหญ่กว่านั้นก็ได้ วางอยู่ตามจุดต่างๆ ของบ้านในทุกๆ 129 ตารางฟุต หรือตามความเหมาะสมของขนาดพื้นที่ในบ้าน แต่ถ้าต้องการมีต้นไม้ในบ้านเพื่อเหตุผลในการฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ ควรมีต้นไม้ประมาณ 15-18 ต้น วางห่างกันทุกๆ 100 ฟุตต่อ 1 ต้น


</detail><keywords>ต้นไม้, ต้นไม้ในห้อง, ปลูกต้นไม้ในห้อง, การปลูกต้นไม้</keywords><date>2020-06-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2607</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1593140696.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1253"><Nid>2593</Nid><title>ซิงค์ (Zinc) จำเป็นต่อร่างกายอย่างไร</title><source>https://www.sanook.com/health/22577</source><detail>ซิงค์ (Zinc)
จำเป็นต่อร่างกายอย่างไร
　
ซิงค์ (Zinc) หรือชื่อภาษาไทยคือ แร่สังกะสี เป็นแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ และเป็นธาตุที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง เราจึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไปเท่านั้น
　
ประโยชน์ของซิงค์
1. ช่วยในเรื่องการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
2. ลดอาการอักเสบ
3. ช่วยจัดการเรื่องสิว
4. ฟื้นฟูบาดแผล
　
ยังโชคดีที่ซิงค์เป็นธาตุที่หาง่าย อยู่ในอาหารที่เรากินกันเป็นประจำอย่างสัตว์ทะเลเปลือกแข็ง เช่น ปู กุ้ง  หอยต่างๆ รวมถึงเนื้อสัตว์ นม และผักบางชนิด เรียกได้ว่า หากเรากินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ยังไงร่างกายเราก็ไม่ขาดซิงค์ ซึ่งมีประโยชน์ตามที่กล่าวมาแน่นอนครับ
　
#STKC</detail><keywords>ซิงค์, Zinc, แร่สังกะสี</keywords><date>2020-06-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2593</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592808637.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1254"><Nid>2592</Nid><title>มนุษย์ยุคใหม่อพยพออกจากแอฟริกาเร็วกว่าที่เคยคาดไว้เป็นแสนปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-48950376</source><detail>มนุษย์ยุคใหม่อพยพออกจากแอฟริกา
เร็วกว่าที่เคยคาดไว้เป็นแสนปี
　
พบชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะของมนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโมเซเปียนส์ (Homesapien) ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 210,000 ปี ถูกพบอยู่ในถ้ำอะพิดิมา (Apidima) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศกรีซ ซึ่งถือว่าเก่าแก่ที่สุดในบรรดาที่มีการค้นพบนอกทวีปแอฟริกา
　
โดยหลักฐานนี้ชี้ให้เห็นว่า น่าจะมีกลุ่มของมนุษย์โฮโมเซเปียนส์อพยพออกจากแอฟริกาตั้งแต่เมื่อ 210,000 ปีก่อน โดยเดินทางมาถึงกรีซ ตุรกี และทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเร็วกว่าที่คาดไว้จากเดิมที่นักโบราณคดีเชื่อว่าการอพยพดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อ 60,000 - 70,000 ปีที่แล้ว
　
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้เห็นต่าง และบอกว่าหลักฐานที่พบนั้นมีน้อยเกินไป นั่นคือการค้นพบแค่ชิ้นส่วนกระโหลก ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ ควบคู่ด้วย เช่น เครื่องมือหินต่างๆ ของมนุษย์ยุคใหม่ การค้นพบในครั้งนี้อาจเป็นเพียงถูกกระแสน้ำพัดจากที่อื่นมา ไม่ใช่การอพยพออกมานอกทวีปแอฟริกาแต่อย่างใดนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>โฮโมเซเปียน, Homosapien, มนุษย์ยุคใหม่</keywords><date>2020-06-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2592</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592808570.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1255"><Nid>2591</Nid><title>6 วิธีออกกำลังกาย ที่ได้ผลกับคนที่อ้วนง่ายโดยกรรมพันธุ์</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-49289133</source><detail>6 วิธีออกกำลังกาย
ที่ได้ผลกับคนที่อ้วนง่ายโดยกรรมพันธุ์
　
ความอ้วนเกิดขึ้นได้ 2 สาเหตุ คือ การอ้วนจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการกิน กับการอ้วนโดยกรรมพันธุ์ ซึ่งสาเหตุหลังจะทำให้การลดน้ำหนักทำได้ยากกว่า
　
ล่าสุด ทีมนักวิจัยด้านระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ได้เผยแพร่ผลวิจัยว่า มีวิธีออกกำลังกายอย่างน้อย 6 แบบ ที่สามารถช่วยให้คนอ้วนง่ายเพราะพันธุกรรมสามารถลดน้ำหนักตัวและดัชนีมวลกาย (BMI) ให้ลงมาอยู่ในเกณฑ์ของคนที่มีสุขภาพดีได้
　
1. การวิ่งเหยาะหรือวิ่งจ๊อกกิ้งเป็นประจำ
2. การปีนเขา
3. การเดิน
4. การเดินเร็ว
5. การเต้นรำตามมาตรฐานสากล
6. การฝึกโยคะเป็นจำนวนชั่วโมงยาวนานกว่าปกติ 
　
โดยระบุว่า การวิ่งเหยาะ 30 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ได้ผลมากที่สุดสำหรับคนอ้วนง่ายเพราะพันธุกรรม โดยข้อมูลดังกล่าวมาจากการศึกษาข้อมูลสุขภาพของชาวไต้หวันเชื้อสายจีนฮั่น 18,424 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 30-70 ปี
　
ใครรู้ตัวว่าเป็นคน อ้วนง่าย ผอมยาก ลองนำวิธีนี้ไปใช้ดู ได้ผลยังไงมาแบ่งปันกันบ้างนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>การลดความอ้วน, โรคอ้วน, พันธุกรรม</keywords><date>2020-06-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2591</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592808493.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1256"><Nid>2590</Nid><title>หลุมดำอาจไม่ได้ทำลายล้างทุกสิ่ง และอาจให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-48742855</source><detail>หลุมดำอาจไม่ได้ทำลายล้างทุกสิ่ง
และอาจให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้
　
ปกติแล้ว เมื่อนักวิทยาศาสตร์จะหาสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว มักจะต้องมองหาดาวฤกษ์ที่เป็นศูนย์กลางการโคจรอย่างเช่นโลกกับดวงอาทิตย์เสมอ
　
แต่มีการค้นพบว่า หลุมดำมวลยิ่งยวดก็สามารถให้กำเนิดสรรพชีวิตได้ หากดาวเคราะห์โคจรอยู่ห่างจากหลุมดำดังกล่าวในระยะที่พอเหมาะ
　
ทีมผู้วิจัยชี้ว่า หากดาวเคราะห์อยู่ในระยะห่างที่พอเหมาะจากหลุมดำ รังสีที่แผ่ออกมาจากหลุมดำจะไม่ทำลายชั้นบรรยากาศของดาว ทั้งยังจะช่วยให้โมเลกุลต่างๆ แตกตัวจนกลายเป็นสารประกอบที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต นอกจากนี้ แสงสว่างจากจานหมุนรอบหลุมดำยังอาจช่วยให้เกิดการสังเคราะห์ด้วยแสงขึ้นอีกด้วย
　
การค้นพบในครั้งนี้ ทำให้เป็นการเพิ่มพื้นที่ในการสำรวจหาสิ่งมีชีวิตต่างดาว ไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้พบสิ่งมีชีวิตต่างดาวก็เป็นได้
　
#STKC</detail><keywords>หลุมดำ, สิ่งมีชีวิตต่างดาว</keywords><date>2020-06-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2590</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592808435.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1257"><Nid>2589</Nid><title>น้ำพุร้อนไกเซอร์ (Geyser) ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาดูยากและพบได้เพียงไม่กี่แห่งบนโลก</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/80912/-blo-sciear-sci-</source><detail>น้ำพุร้อนไกเซอร์ (Geyser)
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาดูยาก
และพบได้เพียงไม่กี่แห่งบนโลก
　
ไกเซอร์เป็นน้ำพุร้อนประเภทหนึ่ง เกิดจากหลุมที่มีลักษณะเหมือนท่อลึกลงไปในชั้นใต้เปลือกโลก ส่วนลึกสุดคือหินหลอมเหลวหรือแมกม่า (Magma) ดังนั้นไกเซอร์ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในบริเวณใกล้ภูเขาไฟ
　
เมื่อน้ำในชั้นน้ำที่อยู่ใกล้แมกม่าเดือด ทำให้เกิดไอน้ำหรือแก๊ส มีแรงดันจนกลายเป็นการดันน้ำจากใต้พื้นโลกให้ปะทุพวยพุ่งออกมาเป็นละอองไอน้ำลอยอยู่ในอากาศ และในที่สุดก็กลายเป็นน้ำพุร้อนขนาดใหญ่นั่นเอง
　
ไกเซอร์ที่มีชื่อเสียงอยู่ในอุทยานแห่งชาติเยลโล่วสโตน (Yellowstone) ประเทศสหรัฐอเมริกา และนอกจากนี้ยังพบที่ ไซบีเรีย, ชิลี, ไอซ์แลนด์ และนิวซีแลนด์ ส่วนในประเทศไทยยังไม่การค้นพบไกเซอร์ ดังนั้นหากเพื่อนๆ คนไทยหากอยากดูไกเซอร์ คงต้องตีตั๋วบินไปดูที่ประเทศดังกล่าวแล้วล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>น้ำพุร้อน, น้ำพุร้อนไกเซอร์, Geyser</keywords><date>2020-06-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2589</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592807845.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1258"><Nid>2572</Nid><title>มาดูวิธีการเก็บรักษานม</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/52476-มาดูวิธีการเก็บรักษานม.html</source><detail>นมถือเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์มาช้านาน อีกทั้งเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะกับทุกเพศทุกวัย อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน แคลเซียม ซึ่งมีความสำคัญในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง นมมีหลายประเภท นมแต่ละประเภท มีวิธีการเก็บรักษาแตกต่างกัน ดังนี้
นมพาสเจอร์ไรส์
เป็นนมที่ผลิตโดยใช้อุณหภูมิต่ำ เพื่อฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค แต่ไม่สามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสีย กระบวนการนี้จะใช้ความร้อนต่ำที่สุด เพื่อรักษากลิ่น และรสของน้ำนมสดไว้ เป็นนมที่มีคุณค่าทางอาหารใกล้เคียงกับนมโคสดมากที่สุด และยังมีรสชาติอร่อยอีกด้วย เมื่อซื้อมาแล้วให้เก็บในตู้เย็นทันที หากดื่มไม่หมดก็ให้เก็บในตู้เย็น จะเก็บได้นานประมาณ 10 วันที่อุณหภูมิ 25 °C นับจากวันที่บรรจุ ในกรณีที่ต้องการเก็บไว้ดื่มอีก ควรเทแบ่ง ไม่ดื่มจากภาชนะบรรจุโดยตรง เพราะจะทำให้นมบูดง่าย
นมยูเอชที
เป็นนมที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง แต่ใช้ระยะเวลาการฆ่าเชื้อที่สั้นมาก เพื่อไม่ให้คุณภาพของน้ำนมเปลี่ยนแปลงไป กำจัดเชื้อจุลินทรีย์ได้เกือบทั้งหมด สามารถเก็บได้นานถึง 6-9 เดือน ที่อุณหภูมิปกติ โดยไม่ต้องแช่ตู้เย็น ไม่ควรให้โดนแดดโดยตรง แต่ถ้าเปิดกล่องแล้วดื่มไม่หมดก็ควรนำไปแช่ในตู้เย็น
นมสเตอริไลซ์
เป็นนมที่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อโดยใช้ความร้อนสูง และเวลานาน สามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และจุลินทรีย์ที่ทำให้นมเน่าเสีย   จึงเก็บได้นานถึง 12 เดือน โดยไม่ต้องแช่เย็น แต่ไม่ควรให้โดนแดดโดยตรง
ทั้งนี้ ใน 1 วัน เราควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว หรือประมาณ 400 มิลลิลิตร เพื่อการมีสุขภาพที่ดี และแข็งแรง
</detail><keywords>นม, เก็บรักษา, นมพาสเจอร์ไรส์, นมยูเอชที, นมสเตอริไลซ์</keywords><date>2020-06-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2572</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592293986.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1259"><Nid>2571</Nid><title>ออกกำลังกาย แบบ New Normal</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/52549-ออกกำลังกาย%20แบบ%20New%20Normal.html</source><detail>ในช่วงโควิด-19 สถานที่ออกกำลังกายกลายเป็นจุดที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อและรับเชื้อ ทำให้หลายคนต้องหันมา ออกกำลังกายแบบปลอดภัย ลดการสัมผัสผู้อื่น เปลี่ยนประเภทการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ที่บ้าน และไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากนัก
เดินเร็ว - แม้ว่าจะมีพื้นที่จำกัด หลายคนก็สามารถออกกำลังกายด้วยการเดิน หรือวิ่งเหยาะ ๆ วนไปรอบบ้านได้ 
กระโดดเชือก - ถือเป็นอุปกรณ์ที่เล่นง่าย แม้มีพื้นที่จำกัดก็สามารถเล่นได้ โดยถือเป็นกิจกรรมที่เรียกเหงื่อและทำให้หัวใจสูบฉีดได้เป็นอย่างดี
เต้นแอโรบิก - แค่มีเพลงที่ชอบ หรือเปิดคอมพิวเตอร์ แล้วเลือกคลิปแอโรบิกที่ชื่นชอบ ซึ่งปัจจุบันโลกออนไลน์ มีให้เลือกจำนวนมาก ก็ออกกำลังกายตามได้แล้ว
เล่นโยคะ - แน่นอนว่า ถึงเเม้จะมีพื้นที่จำกัดอย่างคอนโด ก็สามารถเล่นกิจกรรมประเภทนี้ได้ และปัจจุบันก็มีการสอนผ่านออนไลน์ให้เลือกตามที่ชอบได้ด้วย 
บอดี้เวท - เป็นการออกกำลังกาย ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์แต่ใช้น้ำหนักตัวเองเป็นแรงต้าน เพื่อสร้างความแข็งแรงทั้งกล้ามเนื้อ และหัวใจด้วยท่าต่าง ๆ
สร้างกล้ามเนื้อ - หากมีอุปกรณ์ยกน้ำหนักอยู่แล้ว ก็สามารถทำที่บ้านได้เลย แต่หากไม่มีก็สามารถดัดแปลงโดยการใช้สิ่งของใกล้ตัว อย่างเช่น ขวดน้ำ หรือถุงทรายก็ได้
</detail><keywords>ออกกำลังกาย, NEW NORMAL, แพร่เชื้อ, บ้าน, โควิด-19</keywords><date>2020-06-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2571</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592293485.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1260"><Nid>2568</Nid><title>พบไมโครพลาสติกหนาแน่นสูงสุด ที่ก้นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-52527035</source><detail>พบไมโครพลาสติกหนาแน่นสูงสุด
ที่ก้นทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
　
แพขยะขนาดใหญ่กลางมหาสมุทรที่เราให้ความสนใจกัน แท้จริงแล้วเป็นเพียง 1% เท่านั้น อีก 99% คือไมโครพลากติกชิ้นเล็กจิ๋วที่จมลงสู่ก้นสมุทรในปริมาณมหาศาล
　
คณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติรายงานว่า ค้นพบชิ้นส่วนไมโครพลาสติกมากถึง 1.9 ล้านชิ้นต่อพื้นที่ก้นสมุทร 1 ตารางเมตร บริเวณแอ่งใต้ทะเล Tyrrhenian ซึ่งอยู่ระหว่างแผ่นดินใหญ่ของประเทศอิตาลี
　
การค้นพบในครั้งนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์กังวลว่ากระแสน้ำก้นสมุทรที่พัดพาเอาออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ไปหล่อเลี้ยงบรรดาสัตว์ใต้ทะเลลึก จะถูกไมโครพลาสติกปนเปื้อนในปริมาณสูงไปด้วย และอาจจะเกิดผลเสียต่อระบบนิเวศน์ในอนาคตอันใกล้นี้ เรามาเริ่มลดการใช้พลาสติกกันตั้งแต่วันนี้ไปด้วยกันนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>พลาสติก, ไมโครพลาสติก</keywords><date>2020-06-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2568</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592212104.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1261"><Nid>2567</Nid><title>เพนกวินแอนตาร์กติกาปล่อยก๊าซหัวเราะ นักวิจัยหัวเราะกันไม่หยุด แต่นี่ไม่ใช่เรื่องตลก!</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-52676958</source><detail>เพนกวินแอนตาร์กติกาปล่อยก๊าซหัวเราะ
นักวิจัยหัวเราะกันไม่หยุด แต่นี่ไม่ใช่เรื่องตลก!
　
การค้นพบในครั้งนี้เป็นเรื่องที่ตลก จนถึงขั้นนักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นพบยังหยุดหัวเราะไม่ได้
　
ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติประจำศูนย์ศึกษาชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (CENPERM) ได้ค้นพบว่ามูลของเพนกวินทำให้เกิด ก๊าซไนตรัสออกไซด์ หรือก๊าซหัวเราะในปริมาณค่อนข้างสูง จนทำให้หนึ่งในผู้วิจัยเกิดอาการเพี้ยนและหัวเราะขำขึ้นมาอย่างหนักโดยไร้สาเหตุเลยทีเดียว
　
แต่เรื่องราวไม่ได้จบแค่การหัวเราะเท่านั้น เนื่องจากมูลของเพนกวินมีสารไนโตรเจนสูง เมื่อขับถ่ายออกมาจะถูกแบคทีเรียในดินทำให้เปลี่ยนให้เป็นก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีความเป็นพิษและทำลายสิ่งแวดล้อมสูงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 300 เท่า
　
ถึงแม้ในปัจจุบันมูลเพนกวินจะไม่ได้ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมระดับโลก แต่แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรเพนกวิน อาจต้องทำให้นักวิทยาศาสตร์หาแผนรับมือในอนาคตกันแล้วล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>เพนกวิน, ก๊าซไนตรัสออกไซด์, ก๊าซหัวเราะ</keywords><date>2020-06-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2567</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592212030.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1262"><Nid>2566</Nid><title>ค้นพบแบคทีเรียในลำไส้แย่งกินยา ทำให้เรากินยาไม่ได้ผล</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-48745315</source><detail>ค้นพบแบคทีเรียในลำไส้แย่งกินยา
ทำให้เรากินยาไม่ได้ผล
　
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (University of California) พบหลักฐานว่าแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในร่างกายของเรา บางทีก็สามารถสร้างโทษให้เราได้ โดยเฉพาะแบคทีเรียในลำไส้ที่มีชื่อว่า Enterococcus faecalis (E. faecalis)
　
มีหลักฐานยืนยันครั้งแรกเกี่ยวกับแบคทีเรียกินยา คือ ยาเลโวโดปา (Levodopa) ยารักษาโรคพาร์กินสันซึ่งทำหน้าที่นำฮอร์โมนโดพามีนเข้าสู่เซลล์ประสาทในสมอง เพื่อบรรเทาอาการกล้ามเนื้อสั่นและทั้งปัญหาการทรงตัว
　
เจ้าแบคทีเรียตัวนี้จะปล่อยเอนไซม์ที่ย่อยสลายยาเลโวโดปาจนหมดทุกครั้ง ทำให้ผู้ป่วยดูดซึมยาเข้าไปเพียง 1 - 5% เท่านั้น
　
ซึ่งการค้นพบในครั้งนี้ ก็สามารถนำข้อมูลไปพัฒนาตัวยาที่จะสามารถยับยั้งเอนไซม์ของเจ้าแบคทีเรียตัวนี้ เพื่อให้ผู้ป่วยดูดซึมยาได้ดีขึ้นนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>แบคทีเรีย, ยา, ยาปฏิชีวนะ</keywords><date>2020-06-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2566</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592203873.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1263"><Nid>2565</Nid><title>เครื่องบินอวกาศลึกลับ X-37B กับภารกิจครั้งใหม่ที่ไม่มีใครรู้</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-52706125</source><detail>เครื่องบินอวกาศลึกลับ X-37B
กับภารกิจครั้งใหม่ที่ไม่มีใครรู้
　
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมา มีการปล่อยเครื่องบิน X-37B ซึ่งเป็นเครื่องบินอวกาศไร้คนขับลึกลับ เนื่องจากแทบไม่เคยมีการเปิดเผยข้อมูลความสามารถของตัวเครื่องบิน รวมทั้งภารกิจที่ได้รับมอบหมายในแต่ละครั้ง
　
ข้อมูลนี้เปิดเผยโดย บาร์บารา บาร์เรตต์ รัฐมนตรีว่าการกองทัพอากาศและกองทัพอวกาศสหรัฐ กล่าวว่า ภารกิจครั้งนี้เพื่อทำการทดลองศึกษาผลกระทบจากรังสีในอวกาศต่อเมล็ดพืชและวัสดุต่างๆ และการทดลงเปลี่ยนแสงอาทิตย์เป็นคลื่นไมโครเวฟที่สามารรถส่งพลังกลับมายังโลกได้
　
แต่ยังไงก็ตาม ยังไม่มีการเผยถึงระยะเวลาการขึ้นไปปฏิบัติภารกิจว่านานเท่าใด แต่จากภารกิจในครั้งก่อน มีช่วงเวลาปฏิบัติภารกิจในอวกาศสะสมรวมกันแล้วถึง 2,865 วัน หรือกว่า 7 ปีเลยทีเดียว หากมีความคืบหน้า เราจะมารายงานเพื่อนๆ ทุกคนอย่างแน่นอนครับ
　
#STKC</detail><keywords>X-37B, อวกาศ</keywords><date>2020-06-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2565</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592203757.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1264"><Nid>2564</Nid><title>1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก แกรนด์ แคนยอน เกิดขึ้นได้อย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69509/-blo-sciear-sci-</source><detail>1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก
แกรนด์ แคนยอน เกิดขึ้นได้อย่างไร
　
ถ้าพูดถึง 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก คงไม่มีใครไม่รู้จัก แกรนด์ แคนยอน (Grand Canyon) ที่ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเยลโลว สโตน (Yellow Stone) ในมลรัฐแอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา
　
เดิมทีที่แห่งนี้เป็นเพียงที่ราบสูงขนาดใหญ่ที่มีแม่น้ำโคโลราโดไหลผ่าน ต่อมาแผ่นเปลือกโลกเกิดการยกตัวสูงขึ้น ทำให้ที่ราบสูงแห่งนี้เกิดการยกตัวกลายเป็นแนวเทือกเขาขนาดกว้างใหญ่ 
　
ด้วยการที่แม่น้ำโคโลราโดไหลแรงขึ้น ประกอบกับแผ่นดินที่โดนแดดมานานจนแห้งและไม่สามารถดูดซับน้ำได้ ประกอบกับลมต่างๆ ที่กัดกร่อนเทือกเขาให้กลายเป็นร่องหุบเขาลึก กลายเป็น แกรนด์ แคนยอน ที่เราเห็นในปัจจุบันนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก, สิ่งมหัศจรรย์ของโลก, แกรนด์ แคนยอน, Grand Canyon</keywords><date>2020-06-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2564</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592203121.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1265"><Nid>2563</Nid><title>"อาหารเป็นพิษ" ไม่ระวังการกิน อาจอันตรายถึงชีวิตได้</title><source>https://www.sanook.com/health/23145/</source><detail>อาการ “อาหารเป็นพิษ”
“อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning)” เป็นอาการเกิดจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งอาจเป็นเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือเชื้อราก็ได้ เมื่อกินอาหารที่ปนเปื้อนนั้นเข้าไปแล้ว ร่างกายจะแสดงอาการหลังจากที่กินอาหารเข้าไปแล้วภายใน 1-2 วัน หากมีการปนเปื้อนมาก หรือเป็นเชื้อจุลินทรีย์สายพันธุ์ก่อโรครุนแรง ก็จะเร่งให้แสดงอาการได้เร็วขึ้น โดยอาการอาหารเป็นพิษมักจะเกิดในช่วงหน้าร้อนและหน้าฝน เนื่องจากความชื้นและอุณหภูมิอบอุ่นที่พอเหมาะ เป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์

เชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ มีทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส เช่น

ซัลโมเนลลา (salmonella) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีความรุนแรง หากในอาหารมีจำนวนแบคทีเรียชนิดนี้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ แบคทีเรียชนิดนี้เติบโตได้ดีที่อุณหภูมิระหว่าง 8-45 องศาเซลเซียส และในอาหารที่มีค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 4-9 มักพบในอาหารดิบหรืออาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ อีกทั้งยังพบได้ในน้ำนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อหรือฆ่าเชื้ออย่างไม่มีประสิทธิภาพ และพบในผักบางชนิด

อีโคไล (E.coli) เป็นเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในระบบทางเดินอาหารของคนและสัตว์ ซึ่งสายพันธุ์ของเชื้อที่พบในร่างกายจะไม่มีอันตรายและไม่ก่อให้เกิดโรค แต่หากเป็นเชื้ออีโคไลที่พบปะปนมากับอุจจาระหรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก เมื่อกินอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อนก็จะเกิดอาการท้องร่วง อย่างไรก็ตาม อีโคไลเจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิระหว่าง 7-50 องศาเซลเซียส และถูกทำลายที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป จึงเป็นเชื้อที่พบได้ง่ายในการปนเปื้อน

โนโรไวรัส (norovirus) เป็นเชื้อไวรัสที่ติดต่อผ่านทางการกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนมาจากอุจจาระหรืออาเจียนของผู้ป่วย เป็นเชื้อก่อโรคที่ทนทั้งความร้อนและกรด ที่สำคัญ ยังเจริญเติบโตได้ดีในอุณหภูมิต่ำด้วย เชื้อชนิดนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน และการรักษาที่เฉพาะ เมื่อได้รับเชื้อ อาการแทรกซ้อนที่สำคัญคือ การขาดน้ำ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการด้วยการชดเชยน้ำ ซึ่งอาจทำได้โดยการกินหรือการให้ทางหลอดเลือดดำ

ไรโซปัส สโตโลนิเฟอร์ (Rhizopus stolonifer) เป็นเชื้อราสีดำที่มีลักษณะเป็นจุดดำอ่อนนุ่ม มักพบตามขนมปังที่ขึ้นรา ถั่ว และพืชผักที่เป็นหัว เติบโตได้ดีที่อุณหภูมิระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส หากมีความชื้นสูงก็จะเติบโตได้เร็ว เมื่อบริโภคอาหารที่มีเชื้อราชนิดนี้เข้าไป เชื้อราจะสร้างสารพิษที่มีผลต่อสุขภาพ อาจจะแสดงอาการได้ในทันที หรือเก็บสะสมเป็นสารพิษในร่างกาย

สาเหตุของอาการอาหารเป็นพิษ
มักเกิดขึ้นจากการกินอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ กินอาหารที่ปรุงไม่สุก โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์ หรือการวางอาหารไว้ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ เช่น ในตู้เย็นที่ตั้งอุณหภูมิไว้สูงกว่า 5 องศาเซลเซียส หรือการไม่เก็บอาหารเข้าตู้เย็น หรือมาจากการปนเปื้อนโดยการสัมผัสอาหารของผู้ป่วยและอาหารที่ปรุงสุกสัมผัสกับอาหารดิบ เป็นต้น

อาการและภาวะแทรกซ้อน
อาการที่เกิดขึ้น คือ ปวดท้องอย่างรุนแรง ท้องร่วง คลื่นไส้อาเจียน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากลัวคืออาการแทรกซ้อน คือ ภาวะร่างกายขาดน้ำ เนื่องจากในร่างกายของคนปกติที่ร่างกายแข็งแรง จะประกอบด้วยน้ำประมาณ 60-65 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของเลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงทุกอวัยวะในร่างกาย เป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เช่น ปอดมีน้ำอยู่เกือบ 90% สมองมีน้ำอยู่ถึง 75% น้ำช่วยรักษาสมดุลให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ และน้ำในร่างกายยังต้องสมดุลไปกับสภาวะเกลือแร่ด้วย

เมื่อร่างกายขาดน้ำ การทำงานของระบบไหลเวียนเลือดและอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ไต สมอง ทางเดินอาหาร กล้ามเนื้อ จะทำงานผิดปกติ เพราะการท้องเสียทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำไปมาก ซึ่งหากยังไม่ได้รับการรักษา ร่างกายก็จะขาดน้ำมากขึ้นจนกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือด ชีพจรเต้นเบาเร็ว ความดันเลือดต่ำ ความรุนแรงจะส่งผลให้การทำงานของอวัยวะต่างๆ ล้มเหลว โดยเฉพาะ ไตวายเฉียบพลัน เกิดภาวะช็อก หมดสติ และทำให้ถึงแก่ชีวิต

การรักษาและการป้องกัน
โดยปกติ เมื่อร่างกายสร้างภูมิต้านทานได้แล้ว ก็จะหายได้เองภายใน 2-3 วัน โดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ ซึ่งก็จะดูแลกันไปตามอาการ คือ ให้ดื่มน้ำสะอาดมากๆ พักผ่อนให้มาก เลือกกินเฉพาะอาหารอ่อน ๆ แต่ต้องคอยสังเกตอาการจนกว่าจะหายดี เพราะหากอาการไม่ดีขึ้นและทรุดลง หรือมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น มึนงง หัวใจเต้นเร็วและแรง ชีพจรเต้นอ่อน ตาพร่ามัว หน้ามืด ปัสสาวะน้อย หรือไม่ปัสสาวะเลย ต้องรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

ส่วนวิธีป้องกันอาการอาหารเป็นพิษที่ดีสุด คือ สุก ร้อน สะอาด ล้างมือ นอกจากนี้สำนักงานมาตรฐานอาหารของอังกฤษ (Food Standards Agency : FSA) ได้แนะนำ 4C เพื่อการกินอาหารที่สะอาด ปลอดภัย และห่างไกลจากอาหารเป็นพิษ คือ

ความสะอาด (Cleaning)
การเตรียมและปรุงอาหาร (Cooking)
การเก็บรักษาและแช่แข็งอาหาร (Chilling)
หลีกเลี่ยงและป้องกันการปนเปื้อนระหว่างของสด (Cross-contamination)</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2020-06-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2563</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1592201550.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1266"><Nid>2533</Nid><title>ระบบสุริยะและโลกล้วนหมุนรอบตัวเอง แล้วจักรวาลหมุนรอบตัวเองหรือไม่</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-48980938</source><detail>ระบบสุริยะและโลกล้วนหมุนรอบตัวเอง
แล้วจักรวาลหมุนรอบตัวเองหรือไม่
　
จักรวาลมีการหมุนรอบตัวเองเหมือนโลกหรือกาแล็กซี่หรือไม่? ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยต่างขบคิดถึงปัญหาดังกล่าว เนื่องจากเมื่อก่อนมีเพียงแค่ทฤษฎี แต่ยังไม่มีข้อมูลพิสูจน์
　
ดร.ดาเนียลา ซาอาเดห์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮมของสหราชอาณาจักร (University of Nottingham) ได้ทำการพิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าวด้วยการศึกษาการแผ่รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล (CMB) ซึ่งเป็นร่องรอยของแสงสว่างจางๆ ที่ยังคงหลงเหลืออยู่
　
พบว่าการกระจายตัวของแสงจาก CMB มีหน้าตาคล้ายคลึงกันแทบจะทุกกระเบียดนิ้ว และไม่พบสิ่งที่บ่งชี้ถึงสภาพบิดเบี้ยวซึ่งเป็นผลจากการหมุนรอบตัวเองของจักรวาลแม้แต่น้อย
　
จึงสรุปได้ว่า ทฤษฎีดังกล่าวเป็นจริง เรื่องที่ว่าจักรวาลไม่ได้มีการขยับตัวหรือหมุนรอบตัวเองเลยตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นมาหลังเหตุการณ์บิ๊กแบง (Big Bang) ซึ่งการการพิสูจน์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะความรู้และทฤษฎีทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์หลายเรื่องล้วนมีพื้นฐานมาจากสมมติฐานที่ว่าจักรวาลไม่ได้หมุนรอบตัวเองอยู่ หากทฤษฎีนี้ไม่มีความเป็นจริง สิ่งที่มนุษย์รู้มาตลอดอาจต้องลืมไป และเรียนรู้ใหม่ทั้งหมดนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ระบบสุริยะ, จักรวาล</keywords><date>2020-06-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2533</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1591543593.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1267"><Nid>2532</Nid><title>บราซิล ตะวันออกกลาง และอินเดีย อาจเป็นทะเลทรายในอีก 50 ปีข้างหน้า</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-52548543</source><detail>บราซิล ตะวันออกกลาง และอินเดีย
อาจเป็นทะเลทรายในอีก 50 ปีข้างหน้า
　
ทุกคนรู้ว่ามนุษย์ทุกคนกำลังเผชิญสภาวะโลกร้อนที่อุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งโลกกำลังสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์คำนวณหาอุณหภูมิที่จะเปลี่ยนแปลงไปของโลกใบนี้ โดยใช้ข้อมูลในอดีตย้อนหลังไป 6,000 ปีมาคำนวณ
　
พบว่าภายในปี ค.ศ. 2070 จะมีพื้นที่บางส่วนบนโลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปีสูงถึง 29 องศาเซลเซียส ร้อนและแห้งแล้งสุดขีดเหมือนทะเลทรายซาฮารา และจะกระทบต่อชีวิตมนุษย์ 3 พันล้านคนที่จะต้องอพยพออกจากนอกพื้นที่เพราะไม่สามารถอยู่อาศัยได้
　
ซึ่งในแบบจำลองพื้นที่ที่จะมีสภาวะอากาศเช่นนี้ คือ บลาซิล ตะวันออกกลาง และอินเดีย บางส่วนของยุโรปในภูมิภาคเมดิเตอร์เรเนียน บางส่วนของออสเตรเลียก็จะได้รับผลกระทบรุนแรงเช่นกัน
　
ถ้ามนุษย์โลกยังไม่ประสบความสำเร็จในการลดสภาวะโลกร้อน ในอีก 50 ปีข้างหน้าเราต้องเจอสภาวะแบบนี้แน่นอน ส่วนประเทศไทยนั้น คาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้นมาก จนอาจมีบางส่วนต้องอพยพกันเลยทีเดียวล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ทะเลทราย, ภาวะโลกร้อน, ประวัติศาสตร์</keywords><date>2020-06-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2532</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1591543531.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1268"><Nid>2531</Nid><title>หักโหมทำงานบ่อยๆ ระวังโรคหลอดเลือดสมอง</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-48742551</source><detail>หักโหมทำงานบ่อยๆ
ระวังโรคหลอดเลือดสมอง
　
ไหนใครชอบทำงาน หรืออ่าหนังสือหนักๆ เกิน 10 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลาติดๆกันบ้าง? ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส มีการเก็บตัวอย่างจากประชากรผู้ใหญ่จำนวน 143,000 คน และมีประมาณ 10% ที่มีชั่วโมงทำงานเกิน 10 ชั่วโมงยาวนานกว่า 10 ปี
　
นักวิจัยได้พบความสัมพันธ์ของโรคหลอดเลือดในสมอง ซึ่งเป็นภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลายกับพฤติกรรมของการทำงานเป็นระยะเวลายาวนาน 
　
พบว่าคนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดในสมองเพิ่มขึ้น 29% เมื่อเทียบกับคนทั่วไป และหากพฤติกรรมนี้ทำติดต่อกันเป็นเวลาเกิน 10 ปี จะเพิ่มความเสี่ยงเป็น 45% เลยทีเดียว
　
โดยมีการสรุปทิ้งท้ายไว้ว่า การทำงานยาวนานเกิน 10 ชม. อย่างน้อย 50 วันต่อปี อาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ เพราะฉะนั้นหากใครรู้ตัวว่ากำลังทำงานหรือเรียนอย่างหนักเกินวันละ 10 ชั่วโมง ขอให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เแบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นให้มากกว่านี้ เพื่อลดอาการเสี่ยงของโรคนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>โรคหลอดเลือดในสมอง</keywords><date>2020-06-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2531</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1591543456.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1269"><Nid>2530</Nid><title>ค้นพบหลุมดำขนาดเล็ก ใกล้โลกเพียง 1,000 ปีแสง</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-52573227</source><detail>ค้นพบหลุมดำขนาดเล็ก
ใกล้โลกเพียง 1,000 ปีแสง
　
มีการค้นพบหลุมดำขนาดเล็กที่มีดาวฤกษ์โคจรวนรอบ 2 ดวง อยู่ใกล้โลกเพียง 1,000 ปีแสง หรือ 9,500 ล้านล้านกิโลเมตร ซึ่งถือว่าใกล้ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบมา
　
หลุมดำดังกล่าวยังมีสภาวะสงบนิ่ง ไม่มีการปลดปล่อยพลังออกมา ซึ่งโดยปกติจะไม่สามารถตรวจจับพบได้ แต่ครั้งนี้ใช้วิธีสังเกตจากวงโคจรของดาวบริวารหลุมดำทั้ง 2 ดวง
　
โดยการค้นพบครั้งนี้ยังระบุอีกว่า ผู้ที่อยู่ในเขตท้องฟ้าซีกโลกใต้สามารถสังเกตเห็นดาวฤกษ์ที่โคจรรอบหลุมดำนี้ได้ด้วยตาเปล่า และที่ผ่านมามีการตรวจพบหลุมดำไม่ถึง 30 แห่ง แต่ในทางทฤษฎีควรจะมีหลุมดำมากถึง 100 ล้านแห่ง เลยล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>หลุมดำ, Black Hole</keywords><date>2020-06-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2530</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1591543408.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1270"><Nid>2529</Nid><title>แสงเหนือหรือออโรรา (Aurora) เกิดจากอะไร ทำไมมีหลายสี</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/77409/-blo-sciear-sci-</source><detail>แสงเหนือหรือออโรรา (Aurora)
เกิดจากอะไร? ทำไมมีหลายสี
　
แสงออโรรา หรือ แสงเหนือ เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์การลุกจ้าของดวงอาทิตย์ (Solar Flare) เป็นการปลดปล่อยพลังงานอย่างรวดเร็วในสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์
　
โดยปกติแล้วโลกของเราจะมีเกราะอยู่ 2 ชั้น โดยชั้นนอกสุดเป็นสนามแม่เหล็ก ชั้นถัดไปเป็นชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere)
　
เมื่อมีอนุภาคที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากการลุกจ้าของดวงอาทิตย์ จะทะลวงผ่านชั้นสนามแม่เหล็กของโลกเข้ามา และชนกับอะตอมและโมเลกุลในชั้นบรรยากาศของโลก ขณะที่มันกำลังตกลงสู่ชั้นบรรยากาศ อิเล็กตรอนจะให้พลังงานกับโมเลกุลของออกซิเจนและไนโตรเจน และจะปลดปล่อยโฟตอนออกมาเล็กน้อยในรูปแบบของแสงสีต่างๆ ที่เรามองเห็นเป็นแสงเหนือหรือแสงออโรรานั่นเอง
　
ส่วนสีที่แตกต่างกันที่เรามองเห็นนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดของก๊าซที่มาชนกันจนเกิดการคายโฟตอน ก๊าซต่างชนิดกันก็จะให้สีที่แตกต่างกัน ทำให้เราเห็นเป็นแสงหลายๆสี ผสมกันนั่นเองครับ

#STKC</detail><keywords>แสงเหนือ, ออโรรา, Aurora</keywords><date>2020-06-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2529</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1591543351.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1271"><Nid>2522</Nid><title>อาหารและน้ำ กินให้ดี ดื่มให้พอ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/51325-อาหารและน้ำ%20กินให้ดี%20ดื่มให้พอ.html</source><detail>อาหารและน้ำถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกาย และต้องได้รับในปริมาณที่เพียงพอ เพื่อนำไปบำรุงเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ให้ทำงานเป็นปกติ ขณะเดียวกันสารอาหารต่าง ๆ ยังมีส่วนช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลโรค
	อาหาร
	1. โดยการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เพียงพอต่อร่างกาย ไม่มากหรือน้อยเกินไป
	2. อาหารที่ไม่ควรขาด คือ ผัก ผลไม้ สมุนไพร เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ขมิ้น ซึ่งมีแร่ธาตุและวิตามินสำคัญ ในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
	3. อาหารที่ไม่ควรกินมากเกินไป คือ อาหารที่มีน้ำตาลสูง ไขมันสูง
	น้ำ
	1. ควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
	2. น้ำเป็นปัจจัยสำคัญให้ระบบไหลเวียนดี และช่วยนำพาสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการขับออกจากร่างกาย น้ำสะอาดเป็นน้ำที่มีคุณภาพดีและเหมาะสมกับร่างกาย
	3. ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม หรือน้ำชา กาแฟ ในปริมาณมาก
</detail><keywords>อาหาร, น้ำ, ร่างกาย, ภูมิคุ้ม, อวัยวะเทียม</keywords><date>2020-06-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2522</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1591071785.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1272"><Nid>2521</Nid><title>กินดี อยู่ดี ชีวีเป็นสุข</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/52115-กินดี%20อยู่ดี%20ชีวีเป็นสุข.html</source><detail>การกินเป็นรากฐานของการดูแลสุขภาพ เรียกได้ว่า “You are what you eat” แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า“คุณกินอะไรเข้าไป คุณก็เป็นอย่างนั้น” ซึ่งไม่ว่าใครก็อยากจะมีสุขภาพดีและอายุยืนยาวกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องการกินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ขอนำเสนอการดูแลสุขภาพ ด้วย 5 เคล็ดลับการกินดี เพื่อให้มีอายุยืนยาว และยังแฮปปี้ไปได้ตลอด
	1.กินอาหารให้น้อยลง การกินน้อยกับเรื่องของอายุยืนนั้นมีส่วนเชื่อมโยงกัน แต่สำหรับการกินอาหารให้น้อยลงนั้น ต้องควบคุมให้ได้สารอาหารครบถ้วน มิเช่นนั้นอาจจะมีผลกระทบทางด้านร่างกายอื่นๆ ได้ เช่น ผมร่วง กล้ามเนื้อน้อย เพราะฉะนั้นอาจจะไม่ต้องลดมื้ออาหาร เพียงแค่ปรับลดปริมาณลงให้เหมาะสมอย่างค่อยเป็นค่อยไป
	2.จำกัดเวลากินให้เหลือ 8 – 10 ชั่วโมง คือการกำหนดกรอบเวลาของการกินอาหารให้อยู่ในช่วงเวลา 8 – 10 ชั่วโมง โดยยังครบทั้ง 3 มื้อ เช่น หากกินอาหารเช้าเวลา 7.00 น. ก็ควรกินมื้อสุดท้ายของวันในเวลา 15.00 – 17.00 น. เพื่อให้ร่างกายได้ย่อยอาหาร และว่างเว้นจากอาหารในเวลาที่เหมาะสม
	3.ไม่กินน้ำตาลและไขมันมากเกินไป การกินอาหารที่มีไขมันหรือน้ำตาลมากเกินไป แม้ว่าจะเป็นอาหารที่รสชาติอร่อย แต่ก็ทำให้ระดับของคอเลสเตอรอลในร่างกายสูงเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานและโรคความดัน จึงควรหลีกเลี่ยงและห้ามใจอย่างเด็ดขาด และแบ่งกินอาหารประเภทอื่นให้ครบหมู่ทดแทน
	4.หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ไม่ว่าจะเผ็ด เปรี้ยว เค็ม หวานก็ล้วนแล้วแต่อันตรายต่อผู้สูงวัยทั้งนั้น เพราะอาหารรสจัดเหล่านี้ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคไต โรคเบาหวาน หรือการกินเปรี้ยวมากเกินไปอาจทำให้กระเพาะอาหารมีกรดเกิน ควรกินอาหารรสอ่อนที่ย่อยง่าย ปลอดภัย แถมยังสบายกระเพาะมากกว่า
	5.งดกินจุบจิบและอาหารมื้อดึก นาฬิกาชีวิตถูกกำหนดมาแล้วตามธรรมชาติในดีเอ็นเอของร่างกาย จึงควรกินอาหารให้ผสมผสานไปกับนาฬิการ่างกายเพื่อสุขภาพที่ดี คืออย่ากินจุบจิบทั้งวันทั้งคืน ควรให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้มีเวลายาวๆ เพื่อพักผ่อน ซ่อมแซ่ม และฟื้นฟูทุกวัน นอกจากนี้การไม่กินมื้อดึกยังช่วยให้การนอนดียิ่งขึ้นด้วย
</detail><keywords>กิน, สุขภาพ, อายุ, ร่างกาย, ย่อยอาหาร</keywords><date>2020-06-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2521</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1591071532.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1273"><Nid>2518</Nid><title>"New Normal" คืออะไร และพฤติกรรมที่อาจเปลี่ยนไป</title><source>https://www.sanook.com/health/22569/</source><detail>

“New Normal” หรือ New Norm หมายถึง “ความปกติใหม่” นั่นคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คนในการใช้ชีวิตประจำวันและการขับเคลื่อนทางเทคโนโลยีโดยเฉพาะออนไลน์

พฤติกรรมของ New Normal ที่อาจเปลี่ยนไป
   - เที่ยวต่างประเทศน้อยลง
   - ซื้อของกินของใช้ ตุนไว้สำหรับในเวลาฉุกเฉิน
   - เริ่มทำงานที่บ้าน (Work From Home) ในบางบริษัท
   - ใช้บริการ Food Delivery มากขึ้น
   - หันมาดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น
   - ลดการใช้จ่ายในสิ่งของฟุ่มเฟือย
   - การรักษาระยะห่างทางสังคมและป้องกันตนเองโดยการใส่หน้ากาก

New Normal กับยุค Telehealth
   ในช่วงการระบาดของ COVID-19 จากมาตรการ Social Distancing ทำให้หลายคน มักจะหาข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพื่อสังเกตอาการของตนเอง หรือใช้บริการการดูแลสุขภาพผ่านระบบ Telehealth นั่นคือ การนำเทคโนโลยีการสื่อสารรูปแบบต่างๆ มาสนับสนุนการให้บริการทางสุขภาพที่หลากหลาย เช่น
   - การให้คำปรึกษา การติดตามอาการ การแปลผลตรวจสุขภาพกับแพทย์ผ่านระบบ Virtual Hospital
   - การให้บริการเจาะเลือด ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน ส่งยา ทำกายภาพ ทำแผลและอื่นๆ
   - การดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง เช่น สโตรก ด้วยอุปกรณ์วัดค่าสุขภาพเพื่อลดโรคแทรกซ้อนและการกลับมาเป็นซ้ำ ช่วยให้ผู้ที่ดูแลอุ่นใจ</detail><keywords>newnormal, ความปกติใหม่, พฤติกรรม, เทคโนโลยี, ออนไลน์, WORK FROM HOME, COVID-19</keywords><date>2020-06-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2518</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1591057467.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1274"><Nid>2517</Nid><title>COVID-19 ส่งผลต่อสภาพอากาศโลกอย่างไรบ้าง</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52585708</source><detail>COVID-19
ส่งผลต่อสภาพอากาศโลกอย่างไรบ้าง
　
เหตุการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.2020 คือช่วงที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
　
จากข้อมูลในอดีตแล้ว หากมีเหตุการณ์ใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งโลก ก็จะมีเรื่องของการลดใช้พลังงานตามมาในทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลก ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือแม้แต่โรคระบาดต่างๆ ในอดีต
　
แต่มีในไม่กี่เดือนมานี้ มีรายงานจากเว็บไซต์ Carbon Brief ในอังกฤษ ระบุว่ามีการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงราว 4-8% ซึ่งเป็นปริมาณมากราว 6 - 10 เท่าของปริมาณที่ลดลงในช่วงภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจของโลกครั้งที่ผ่านมา
　
จากข้อมูลชุดนี้ เราไม่ได้กำลังบอกว่า โควิด-19 คือฮีโร่ แต่มนุษย์ทุกคนต่างหากคือฮีโร่ที่ลดใช้พลังงาน จนปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต่ำที่สุดในรอบศตวรรษ และต่อไปนี้หากมีนโยบายที่ชัดเจนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เราทุกคนก็จะช่วยโลกไม่ให้มีอุณหภูมิสูงขึ้นได้อย่างแน่นอนครับ
　
#STKC</detail><keywords>COVID-19, โควิด-19, สภาพอากาศ</keywords><date>2020-06-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2517</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1591000096.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1275"><Nid>2516</Nid><title>โคอาลาเลียต้นไม้หลังฝนตก พฤติกรรมใหม่ที่ถูกค้นพบ</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-52543498</source><detail>โคอาลาเลียต้นไม้หลังฝนตก
พฤติกรรมใหม่ที่ถูกค้นพบ
　
เคยมีข้อถกเถียงเรื่องที่มีภาพมนุษย์ป้อนน้ำให้โคอาลาที่หนีจากเหตุการณ์ไฟป่าในออสเตรเลีย ว่าการกระทำแบบนี้จะทำให้พฤติกรรมของโคอาลาเปลี่ยนไปหรือไม่ เพราะปกติโคอาลาจะได้รับน้ำจากการกินใบยูคาลิปตัสเท่านั้น
　
ล่าสุดทีมนักสัตววิทยาจากมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลีย (The University of Sydney) พบว่า โคอาลามีพฤติกรรมดื่มน้ำจากพื้นผิวที่เปียกชุ่มในธรรมชาติด้วย เช่น การใช้ลิ้นเลียต้นไม้ที่เปียกเพื่อดับกระหาย ทีมผู้วิจัยยังบอกอีกว่า พฤติกรรมนี้มักเกิดขึ้นช่วงมีฝนตกหนัก เพราะมนุษย์หลบเข้าที่กำบังจึงไม่ค่อยมีใครได้เห็นพฤติกรรมนี้ของเจ้าโคอาลา
　
การค้นพบครั้งนี้ทำให้ได้รู้ว่าวงจรชีวิตของโคอาลาอาศัยต้นไม้ในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร แหล่งน้ำ เพราะฉะนั้น หากมีการตัดไม้ทำลายป่าหรือต้องเผชิญภัยแล้ง ก็จะส่งผลต่อชีวิตของเจ้าโคลาอาโดยตรงนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>โคอาลา</keywords><date>2020-06-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2516</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1591000032.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1276"><Nid>2515</Nid><title>ดาวอังคารอาจเคยมีมหาสมุทร จากหลักฐานอุกาบาตล่าสุด</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-52558732</source><detail>ดาวอังคารอาจเคยมีมหาสมุทร
จากหลักฐานอุกาบาตล่าสุด
　
อุกกาบาต Allan Hills 84001 ที่มาจากดาวอังคาร ถูกค้นพบที่ทวีปแอนตาร์กติกาเมื่อ 36 ปีก่อน ได้มีการนำมาวิเคราะห์หาสารอินทรีย์ ผลการวิเคราะห์พบว่า ในอุกกาบาตจากดาวอังคาร มีสารประกอบคาร์บอเนตที่ก่อตัวขึ้นในน้ำ คล้ายกับหินปูนหรือแร่แคลไซต์ (Calcite) ซึ่งมักก่อตัวขึ้นในแหล่งน้ำใต้ดินและมหาสมุทรบนโลก ประกอบกับหลักฐานภาพถ่ายที่ชี้ว่า หุบเหวบางแห่งบนดาวอังคารเกิดจากแม่น้ำที่ไหลกัดเซาะเป็นเวลากว่า 1 แสนปี
　
อย่างไรก็ตาม เรายังไม่อาจยืนยันได้ว่าการค้นพบร่องรอยมหาสมุทรบนดาวอังคารในครั้งนี้ จะเป็นหลักฐานที่ชี้ไปถึงเรื่องอาจมีสิ่งมีชีวิตต่างดาวได้หรือไม่ แต่ก็ถือเป็นข้อมูลสำคัญไม่น้อยเลยล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ดาวอังคาร, Mars, มหาสมุทร</keywords><date>2020-06-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2515</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1590999985.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1277"><Nid>2514</Nid><title>ดวงอาทิตย์อ่อนกำลังลง เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์อื่นๆ</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52500630</source><detail>ดวงอาทิตย์อ่อนกำลังลง เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์อื่นๆ
จากข้อมูลย้อนหลัง 9,000 ปี
　
ล่าสุด ทีมนักวิจัยได้ตีพิมพ์ข้อมูลการตรวจสอบความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงในกิจกรรมทางแม่เหล็กไฟฟ้าของดวงอาทิตย์ย้อนหลังไปถึง 9,000 ปีก่อน
　
เมื่อนำข้อมูลไปเปรียบเทียบกับดาวที่มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ เช่น ดาวฤกษ์ที่มีอายุ, คาบการหมุนรอบตัวเอง, อุณหภูมิพื้นผิว และสัดส่วนของธาตุหนักที่เป็นองค์ประกอบใกล้เคียงกัน จำนวนทั้งสิ้น 369 ดวง พบว่าดวงอาทิตย์อ่อนกำลังกว่าดาวดวงอื่นอยู่ถึง 5 เท่า
　
นักวิจัยยังกล่าวอีกว่า สภาวะสงบนิ่งและอ่อนแรงของดวงอาทิตย์ไม่ได้อยู่ถาวร ในอนาคตอาจมีความเคลื่อนไหวตื่นตัวทางแม่เหล็กไฟฟ้าอีกครั้งได้ แต่ก็ถือว่ายังเป็นโชคดีของมนุษย์โลก เพราะหากดวงอาทิตย์ตื่นตัวในตอนนี้ โลกจะได้รับผลกระทบจากพายุสุริยะบ่อยกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ดวงอาทิตย์, ดาวฤกษ์</keywords><date>2020-06-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2514</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1590992350.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1278"><Nid>2504</Nid><title>7 ผัก &amp; ผลไม้ หากินง่ายอุดมไปด้วยวิตามิน A</title><source>https://www.sanook.com/health/21665</source><detail>7 ผัก &amp; ผลไม้ หากินง่าย
อุดมไปด้วยวิตามิน A
　
ก่อนอื่นเรามาทบทวนความรู้เกี่ยวกับวิตามินเอกันก่อนครับ
　
วิตามินเอ (Vitamin A) เป็นวิตามินที่สำคัญ จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและการทำงานในทุกส่วนของร่างกาย อีกทั้งยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน และดูแลในเรื่องของผิวพรรณอีกด้วย
　
อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ มีดังนี้
　
1. มันเทศ : มีไฟเบอร์ ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม วิตามินซี และมีวิตามินเอมากถึง 900 ไมโครกรัมต่อหนึ่งหัว
　
2. ผักโขม : มีทั้งแคลเซียม แมกนีเซียม มีแคลอรี่ที่ต่ำ อุดมไปด้วยวิตามินเคและวิตามินเอ ผักโขมต้มสุก 1 ถ้วยมีวิตามินเอมากถึง 943 ไมโครกรัม
　
3. แคนตาลูป : แคนตาลูป 1 ถ้วย จะให้วิตามินเอ 270 ไมโครกรัม และยังได้ทั้งโพแทสเซียม แมกนีเซียม และวิตามินซีอีกด้วย
　
4. พริกหยวกสีแดง : พริกหยวกแดง 1 ผล จะให้วิตามินเออยู่ที่ 187 ไมโครกรัม
　
5. มะม่วง : มะม่วง 1 ลูก มีปริมาณของวิตามินเอราวๆ 181 ไมโครกรัม
　
6. แอพริคอต : มีโพแทสเซียม ไฟเบอร์ และวิตามินเอ โดยแอพริคอต 1 ถ้วย ให้วิตามินเออยู่ที่ 158 ไมโครกรัม 
　
7. บรอกโคลีต้มสุก : บรอกโคลีต้มสุก 1 ถ้วย จะได้วิตามินเอที่ 120 ไมโครกรัม และที่สำคัญคือแคลอรี่น้อย
　
อย่าลืมว่าร่างกายของเราไม่สามารถสร้างวิตามาเอขึ้นมาได้เอง เราจึงต้องได้รับจากการรับประทานอาหาร และนี่คือ 7 ตัวเลือกที่หาง่าย และอุดมไปด้วยวิตามินเอ ให้ทุกคนได้เลือกรับประทานได้ตามใจชอบเลยครับ
　
#STKC</detail><keywords>ผัก, ผลไม้, วิตามิน A</keywords><date>2020-05-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2504</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1590390347.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1279"><Nid>2503</Nid><title>6 กิจกรรมคลายเครียดในช่วง Work From Home</title><source>https://www.sanook.com/health/22109</source><detail>6 กิจกรรมคลายเครียด
ในช่วง Work From Home
　
หลายคนเริ่มมีอาการเครียดจากการกักตัวอยู่บ้านติดต่อกันเป็นเวลานาน วันนี้เรามาดู 6 กิจกรรมคลายเครียดที่จะทำให้การอยู่บ้านของคุณไม่เบื่ออย่างแน่นอน
　
1. แบ่งพื้นที่การทำงานให้ชัดเจน
จัดพื้นที่ห้องนอนให้ปราศจากงานหรือคอมพิวเตอร์ เพื่อเป็นการแบ่งพื้นที่การทำงานให้ชัดเจน จะช่วยให้ผ่อนคลายมากขึ้น
　
2. รักษากิจวัตรประจำวัน
การทำงานจากที่บ้าน บางครั้งทำให้กิจวัตรต้องเปลี่ยนไป ควรปรับให้มีกิจวัตรเหมือนเดิม เช่น ตื่นนอนเวลาเดิม กินข้าวเวลาเดิม รวมถึงเลิกงานเวลาเดิมด้วย
　
3. ค้นหางานอดิเรกใหม่ๆ
ในช่วงนี้ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราได้ใช้เวลาค้นหางานอดิเรกที่เราชอบและอยากทำ แต่ไม่มีโอกาสได้ทำสักที
　
4. เข้าคอร์สออนไลน์ เสริมสร้างความรู้
ช่วงนี้มีหลายที่เปิดคอร์สออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการสอนภาษา หรือสอนทักษะเฉพาะทาง 
　
5. วีดีโอคอล พูดคุยกับเพื่อนหรือครอบครัว
ในช่วงการกักตัวทำให้การพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวลดลงไปด้วย ควรหาเวลาในการโทรศัพท์ หรือวีดีโอคอลไปพูดคุยกับเพื่อนๆ หรือครอบครัวบ้าง สามารถลดความเครียดลงได้
　
6. รับประทานอาหารที่ชอบ
ทางหนีจากความเครียดอย่างหนึ่งคือการได้กินของที่ตัวเองชอบ ในช่วงนี้หากเราอยากกินอะไร ก็สามารถกินได้เลย เพื่อไม่ให้ร่างกายเครียด แต่ต้องกินในปริมาณที่เหมาะสม อย่าให้เกิดโทษกับร่างกาย และหมั่นออกกำลังกายด้วยล่ะ
　
ถึงแม้ว่าในช่วงนี้จะเริ่มมีการคลายมาตรการ Lock Down แต่ก็อย่าลืมที่จะดูแลตัวเองให้ดี เว้นระยะห่างทางสังคม และบริหารอารมณ์ของเราไม่ให้เครียดนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ความเครียด, WORK FROM HOME</keywords><date>2020-05-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2503</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1590390293.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1280"><Nid>2502</Nid><title>ระวังโซเดียมเกินจากการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในช่วงกักตัว</title><source>https://www.sanook.com/health/21769</source><detail>ระวังโซเดียมเกิน
จากการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในช่วงกักตัว
　
ในช่วงสถาณการณ์ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นตัวเลือกที่ดี ที่จะใช้ในการดำรงชีวิตในสภาวะที่ต้องประหยัดเงิน แต่วันนี้เราจะพาไปสำรวจปริมาณโซเดียมในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในแต่ละถ้วยกัน
　
องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้บริโภคโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นหากเฉลี่ย 3 มื้อ แต่ละมื้อไม่ควรบริโภคโซเดียมเกิน 666 มิลลิกรัมนั่นเอง
　
แต่จากการสำรวจบะหมี่กึ่งสำเร็จในรูปแบบถ้วยกว่า 23 ตัวอย่าง พบว่า บางยี่ห้อมีปริมาณโซเดียมสูงถึง 2,360 มิลลิกรัม ซึ่งเกินค่าที่เราควรบริโภคโซเดียมทั้งวันไปแล้ว และยี่ห้ออื่นๆ พบว่ามีโซเดียมไม่ต่ำกว่า 700 มิลลิกรัมทั้งนั้น 
　
ดังนั้น เราควรอ่านข้อมูลโภชนาการเพื่อดูปริมาณโซเดียม และจัดการให้อยู่ในตัวเลขที่องค์การอนามัยโลกแนะนำต่อวัน หรือลดการใส่เครื่องปรุงในซองให้เหลือครึ่งเดียว รวมถึงการไม่ซดน้ำซุปจนหมด ก็จะสามารถลดโซเดียมที่จะได้รับในถ้วยนั้นๆ ไปได้เยอะเลยทีเดียวครับ
　
#STKC</detail><keywords>โซเดียม, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป</keywords><date>2020-05-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2502</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1590390217.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1281"><Nid>2501</Nid><title>นิวเคลียร์ฟิวชัน พลังงานทางเลือกใหม่</title><source>https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_885408</source><detail>นิวเคลียร์ฟิวชัน
พลังงานทางเลือกใหม่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
　
หลายคนเคยตั้งคำถาม...หากก๊าซ, น้ำมัน หรือถ่านหินหมดไป เราจะเอาพลังงานที่ไหนมาใช้? เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันครับ
　
ฟิวชั่น มีหลักการการปล่อยพลังงานออกมาเหมือนใจกลางดวงอาทิตย์ ก๊าซไฮโดรเจนที่อยู่ใจกลางดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิและแรงดันสูงมาก เมื่อรวมเข้ากับก๊าซฮีเลียมและแผ่พลังงานออกมามหาศาล กลายเป็นความร้อนและแสงสว่าง เราเรียกปฏิกริยานี้ว่า "นิวเคลียร์ฟิวชั่น"
　
นิวเคลียร์ฟิวชั่น ถือว่าเป็นพลังงานสะอาด เนื่องจากไม่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของปรากฏการณ์เรือนกระจกเกิดขึ้นในขบวนการนี้
　
ถึงแม้ในขณะนี้เราจะยังขาดเทคโนโลยีที่จะทำให้ควบคุมพลังงานนี้ได้ดีพอ ทำให้ไม่สามารถพัฒนาไปสู่โรงไฟฟ้าได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญจากหลายประเทศกำลังร่วมกันศึกษาและค้นคว้าเพื่อจะทำให้แนวคิดนี้เป็นจริงได้ขึ้นมา 
　
หากเรื่องนี้สำเร็จขึ้นมาเมื่อไร ก็ไม่ต้องกังวลว่าพลังงานรูปแบบเก่าจะหมดไป เพราะเราสามารถสร้างพลังงานรูปแบบใหม่ได้ และที่สำคัญเป็นมิตรต่อโลกด้วยล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>พลังงานนิวเคลียร์, นิวเคลียร์ฟิวชั่น</keywords><date>2020-05-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2501</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1590390167.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1282"><Nid>2500</Nid><title>ปรากฏการณ์อุกาฟ้าเหลืองคืออะไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/81069/-blo-sciphy-sci-</source><detail>อุกาฟ้าเหลือง
ปรากฏการณ์การกระเจิงของแสง
　
เคยสังเกตกันไหมครับ หากวันไหนท้องฟ้ามีสีแดงเป็นพิเศษ มักจะมีพายุหรือฝนฟ้าคะนองพัดผ่านเข้ามาในอีกไม่นาน? จนทำให้คนโบราณเรียกว่า "ปรากฏการณ์อุกาฟ้าเหลือง" ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น เรามาดูกันเลย
　
ปกติแล้ว ปรากฏการณ์นี้เกิดจากการกระเจิงของแสง ซึ่งเราพบเห็นได้ทุกวันอยู่แล้ว คือสีของท้องฟ้าช่วงพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่ทำให้เราเห็นเป็นสีส้ม เนื่องจากช่วงสีเหลืองจนไปถึงแสงสีแดงที่ดวงอาทิตย์ส่งมามีความยาวคลื่นมากกว่า จึงกระเจิงแสงได้น้อยในช่วงเวลาเช้าและตอนเย็น จึงทำให้เรามองเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงหรือสีส้ม
　
ดังนั้น เมื่อกำลังจะเกิดฝนฟ้าคะนองหรือพายุ ทำให้มีความชื้นในอากาศสูง ไอน้ำปริมาณมหาศาลถูกพัดพามาตามสายลม เมื่อแสงอาทิตย์ส่องผ่านจึงเกิดการกระเจิงของแสงมากเป็นพิเศษ เราจึงมองเห็นท้องฟ้าก่อนจะมีพายุเป็นสีแดงหรือสีส้มมากกว่าปกตินั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ปรากฏการณ์ธรรมชาติ, อุกาฟ้าเหลือง</keywords><date>2020-05-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2500</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1590389969.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1283"><Nid>2499</Nid><title>ทุเรียน 4-6 เม็ด พลังงานสูงเทียบเท่าอาหาร 2 มื้อ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/52339-ทุเรียน%204-6%20เม็ด%20พลังงานสูงเทียบเท่าอาหาร%202%20มื้อ.html</source><detail>กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เผยกินทุเรียนในปริมาณ 4-6 เม็ด ทำให้ร่างกายได้รับพลังงานสูงถึง 520-780 กิโลแคลอรี เทียบเท่ากับกินอาหาร 2 มื้อ แนะควรกินแต่พอดีและออกกำลังกายช่วย เผาผลาญพลังงาน

นายแพทย์สราวุฒิ  บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ทุเรียนจัดอยู่ในอาหารกลุ่มผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรต หากต้องการกินทุเรียนให้ได้รับประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหารที่เหมาะสม ไม่ควรกินทุเรียนเกินวันละ 2 เม็ด ไม่กินถี่ทุกวัน และลดอาหารกลุ่มข้าวแป้ง ของหวานในมื้อที่กินทุเรียนสูงถึง 520 – 780 กิโลแคลอรี ซึ่งเทียบเท่ากับกินข้าวมันไก่ 2 จาน หรือเท่ากับการกินอาหาร 2 มื้อ นอกจากนี้คนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต  โรคเบาหวาน โรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง ควรระมัดระวังเรื่องการกินทุเรียนมากกว่าคนทั่วไป อาจกินได้แต่ต้องกินในปริมาณน้อยกว่าคนปกติและไม่บ่อย เพราะการกินทุเรียนปริมาณมากหรือกินทุเรียนบ่อยๆ จะส่งผลต่อปริมาณน้ำตาลและไขมันในเลือดของผู้ป่วยได้

“ทั้งนี้ ควรกินทุเรียนสลับกับการกินผลไม้ที่หลากหลายชนิดในแต่ละวัน เช่น กินทุเรียนคู่กับมังคุด เพราะมังคุดเป็นผลไม้ที่มีน้ำในปริมาณมาก จึงทำให้มีฤทธิ์เย็นช่วยต้านความร้อนที่เกิดจากกินทุเรียนได้ รวมทั้งยังมีเส้นใยอาหารสูง และสารต้านการอักเสบช่วยแก้ร้อนใน เหมาะกับการกินคู่กับทุเรียน อย่างไรก็ตาม ทุเรียน ไม่ได้เป็นผลไม้ต้องห้าม หากอยากกินหรือชอบกิน สามารถกินได้ แต่กินในปริมาณที่เหมาะสม และออกกำลังกายเป็นประจำทุกวันเพื่อช่วยเผาพลาญพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายได้รับ”</detail><keywords>ทุเรียน, Durian, ประโยชน์ของทุเรียน</keywords><date>2020-05-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2499</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1590386925.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1284"><Nid>2488</Nid><title>กระดาษเช็ดมือ VS เครื่องเป่าลมร้อน แบบไหนสะอาดกว่ากัน?</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-52323761</source><detail>กระดาษเช็ดมือ VS เครื่องเป่าลมร้อน
แบบไหนสะอาดกว่ากัน?
　
อย่างที่รู้กันว่าการล้างมือคือหนึ่งวิธีที่ป้องกันตัวเองจากโรค COVID-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หลังจากล้างมือแล้ว การเช็ดให้แห้งด้วยกระดาษเช็ดมือหรือเครื่องเป่าแห้งที่ติดตั้งตามห้องน้ำ แบบไหนดีกว่ากันล่ะ?
　
มีการทดลองใช้เชื้อไวรัสจำพวก แบคทีริโอเฟจ (Bacteriophage) ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในแบคทีเรียแต่ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ มาติดที่มือผู้ทำการทดลอง และแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ล้างมือและเช็ดด้วยกระดาษเช็ดมือ กับกลุ่มที่ใช้เครื่องเป่าลมร้อน
　
พบว่ากลุ่มที่ใช้เครื่องเป่าลมร้อนมีอัตราการการแพร่กระจายเชื้อไปยังที่อื่นต่อมากกว่ากลุ่มที่ใช้กระดาษเช็ดมือถึง 10 เท่า และมีเคยมีการตีพิมพ์ผลวิจัยชิ้นหนึ่งว่าการใช้เครื่องเป่าลมร้อน เครื่องจะดูดอากาศที่ปนเปื้อนเชื้อโรคในห้องน้ำสาธารณะและเป่ามือเราตรงๆ
　
ถึงแม้ว่างานวิจัยนี้จะยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นจริง แต่ก็สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกว่าการใช้กระดาษเช็ดมือให้แห้งถือว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ล้างมือ, COVID-19</keywords><date>2020-05-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2488</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1589908919.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1285"><Nid>2487</Nid><title>"วุ้นเส้น" กินแล้วไม่อ้วน จริงหรือเท็จกันแน่</title><source>https://www.sanook.com/health/21943</source><detail>"วุ้นเส้น" กินแล้วไม่อ้วน
จริงหรือเท็จกันแน่
　
หลายๆ คนที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ถ้าจะต้องมีการรับประทานอาหารประเภทเส้น มักจะเลือกกินวุ้นเส้นกันแน่ๆ เนื่องจากทำมาจากถั่วเขียว พืชที่ขึ้นชื่อว่าอุดมไปด้วยโปรตีน แต่จะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า? เรามาดูกัน
　
วิธีการทำวุ้นเส้น คือ นำถั่วเขียวมาโม่จนเป็นผง ทิ้งให้ตกตะกอนในสารละลาย ขั้นตอนนี้จะมีส่วนที่เป็นแป้งแยกออกมาเป็นโปรตีน ส่วนที่เป็นโปรตีนจะนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ ส่วนที่เป็นแป้งจะนำมาผลิตเป็นวุ้นเส้นใช่แล้วครับ...สรุปวุ้นเส้นก็คือแป้งอยู่ดี
　
แต่เมื่อเทียบปริมาณที่เท่ากัน วุ้นเส้นจะให้พลังงานที่น้อยกว่าเส้นชนิดอื่นๆ จึงเป็นที่นิยมกันในหมู่ของคนที่ลดน้ำหนักนั่นเองครับ
　
รู้แบบนี้แล้วก็อย่าหลงคิดว่ากินวุ้นเส้นแล้วจะไม่อ้วนนะครับ เพราะยังไงก็คือแป้ง กินแต่พอดีและออกกำลังกายเป็นประจำก็ยังเป็นวิธีการลดน้ำหนักที่ยั่งยืนที่สุดอยู่นะครับ
　
#STKC</detail><keywords>วุ้นเส้น, ถั่วเขียว</keywords><date>2020-05-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2487</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1589908794.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1286"><Nid>2486</Nid><title>อาหาร-เครื่องดื่มต้องห้ามสำหรับหญิงตั้งครรภ์</title><source>https://www.sanook.com/health/21805</source><detail>อาหาร-เครื่องดื่มต้องห้าม
สำหรับหญิงตั้งครรภ์
　
อาหารบางอย่าง หากหญิงตั้งครรภ์รับประทานเข้าไปแล้วอาจเกิดอาการป่วยหรือส่งผลกระทบถึงลูกในครรภ์ได้ จะมีอะไรบ้าง เรามาดูกันเลยครับ
　
1. ปลาทูน่าและปลาแมคเคอเรล
เนื่องจากปลาขนาดใหญ่จะซึมซับสารปรอทในทะเลไว้ในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาการที่ร้ายแรงในเด็กได้
　
2. ปลาที่ปรุงไม่สุกหรือปลาดิบ
เสี่ยงต่อไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิต ทำให้ร่างกายขาดน้ำและอ่อนแอ การติดเชื้ออื่นๆ ยังอาจถูกส่งต่อไปยังทารกในครรภ์
　
3. ไข่ดิบ
อาจปนเปื้อนเชื้อซาลโมเนลลา (Salmonella) ส่งผลทำให้เกิดอาการเป็นไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
　
4. แอลกอฮอล์
เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร และการคลอดบุตร
　
5. คาเฟอีน
หญิงตั้งครรภ์ควรจำกัดปริมาณคาเฟอีนให้น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน เพราะจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์
　
และข้อควรระวังที่สำคัญ คือ การรับประทานอาหารหรือขนมที่ทำจากไข่ดิบ โดยไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้อ เพราะอาจจะปนเปื้อนเชื้อซาลโมเนลลาได้เหมือนกัน เช่น การชิมแป้งขนมที่มีส่วนผสมของไข่ที่ยังไม่ได้อบ, ขนมทีรามิสุ และอื่นๆ ซึ่งต้องระวังให้มากก่อนที่จะเลือกรับประทานเข้าไปนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ตั้งครรภ์</keywords><date>2020-05-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2486</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1589908724.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1287"><Nid>2485</Nid><title>การโคจรแบบหมุนควงของดาวฤกษ์ ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52362272</source><detail>พบการโคจรแบบหมุนควงของดาวฤกษ์
ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์
　
ทีมนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์นานาชาติของยุโรป ได้ติดตามดาวฤกษ์ที่มีชื่อว่า S2 ซึ่งโคจรเข้าใกล้หลุมดำมวลยิ่งยวด Sagittarius A ที่ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือกทุก 16 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 - 2019  พบว่า วงโคจรไม่ได้คงที่เหมือนที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่โคจรเป็นลูกข่าง หรือคล้ายภาพกลีบดอกไม้
　
วิถีโคจรที่แปลกประหลาดดังกล่าว เกิดขึ้นในสภาวะที่ดาวฤกษ์ตกอยู่ใต้อิทธิพลของแรงโน้มถ่วงมหาศาลจากหลุมดำเมื่อ S2 โคจรเข้าใกล้ จนทำให้เหมือนมีแรงเหวี่ยงจากหลุมดำจนโคจรเป็นวิถีแบบนี้นั่นเองครับ
　
จากการค้นพบวิถีโคจรในครั้งนี้ ทำให้สามารถคำนวณมวลของหลุมดำ Sagittarius A ได้อย่างแม่นยำมากขึ้นด้วย โดยล่าสุดยืนยันว่า หลุมดำนี้มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 4 ล้านเท่าเลยทีเดียว
　
#STKC</detail><keywords>อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, Albert Einstein</keywords><date>2020-05-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2485</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1589908665.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1288"><Nid>2484</Nid><title>ค้นพบซูเปอร์โนวาที่ทรงพลังที่สุด ปล่อยพลังสูงกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่า</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52299631</source><detail>ค้นพบซูเปอร์โนวา (Supernova)
ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์
ปล่อยพลังในระดับสูงกว่าดวงอาทิตย์ 10 เท่า!
　
เหตุการณ์ซูเปอร์โนวาดังกล่าวมีชื่อว่า SN2016aps เกิดระเบิดขึ้นในห้วงอวกาศที่อยู่ห่างจากโลก 4.5 ล้านปีแสง ค้นพบครั้งแรกเมื่อ 3 ปีก่อน และสงบลงเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา ในขณะที่ซูเปอร์โนวาทั่วไปจะใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นเอง
　
โดยดาวฤกษ์ที่สิ้นอายุขัย จะปลดปล่อยมวลสารชั้นนอกของมัน (เช่น ก๊าซต่างๆ) ออกไปถึงครึ่งหนึ่งก่อนที่จะถึงเวลาระเบิด ทำให้ปะทะเข้ากับกลุ่มก๊าซที่ยังคงหุ้มล้อมดาวนั้นทำให้เกิดแรงระเบิดที่มากขึ้น แต่แค่นั้นคงไม่เพียงพอสำหรับ SN2016aps
　
ทีมผู้วิจัยสันนิษฐานว่า SN2016aps อาจเป็นดาวฤกษ์มวลยิ่งยวด 2 ดวง ที่มีมวลรวมกันมากกว่าดวงอาทิตย์ 50 - 100 เท่า โดยทั้งสองเกิดการชนกันก่อนจะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาครั้งมหึมาขึ้นนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ซูเปอร์โนวา, Supernova</keywords><date>2020-05-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2484</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1589908598.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1289"><Nid>2470</Nid><title>อ้วนมาก มากโรค</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/51366-อ้วนมาก%20มากโรค.html</source><detail>          คนที่เป็นโรคอ้วนมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ เเละหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ 1 -2 เท่า เเถมยังเสี่ยงต่อการเป็นสารพัดโรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง ข้อเข่าเสื่อม ฯลฯ
1.	เดินเร็ว หรือออกกำลังบนเครื่องวิ่ง เพราะไม่มีเเรงกระเเทก
2.	ออกกำลังกาย หมัดเด็ดพิชิตโรคอ้วน
3.	การออกกำลังกายช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้
4.	ถ้าออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาที/สัปดาห์ เเละลดน้ำหนักลงราว 7% ของน้ำหนักปัจจุบัน จะลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวานได้ถึง 58 %
5.	หากผู้มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน สามารถลดน้ำหนักลง 5-10 % จะช่วยลดความดันโลหิตลงได้ราว 5 มิลลิเมตรปรอท
6.	ลดน้ำหนักลง 10% สามารถลดความเสี่ยงในการหยุดหายใจขณะหลับ
</detail><keywords>อ้วน, โรค, ออกกำลังกาย, ลดน้ำหนัก, เสียชีวิต</keywords><date>2020-05-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2470</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1589247593.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1290"><Nid>2468</Nid><title>อาจเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ภายในปี 2030</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52242356</source><detail>อาจเกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่
ภายในปี ค.ศ.2030
　
ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสหรัฐอเมริกามีรายงานล่าสุดว่า สิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรของเขตร้อนอาจต้องถึงการล่มสลายและสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ เนื่องจากไม่อาจทนต่ออุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นหลายองศาเซลเซียสได้
　
หากมนุษย์ไม่สามารถตัดลดปริมาณการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide) สู่ชั้นบรรยากาศได้เลยแม้แต่น้อย ภายในปี ค.ศ.2100 โลกจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นถึง 4 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ประชากร 15% ของสัตว์ทุกชนิดบนโลกล้มตายลงได้
　
ทีมผู้วิจัยยังทิ้งท้ายว่า ผลกระทบจากอุณหภูมิโลกสูงขึ้น เริ่มแสดงให้เราเห็นแล้วจากปรากฏการณ์ฟอกขาวครั้งใหญ่ของแนวปะการังเกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) นอกชายฝั่งออสเตรเลีย ถ้ามนุษย์ยังไม่ช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน ในอนาคตจะต้องมีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดสูญพันธุ์ไปเพราะทนอากาศร้อนไม่ได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ภาวะโลกร้อน, การสูญพันธุ์</keywords><date>2020-05-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2468</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1589179370.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1291"><Nid>2467</Nid><title>รู้หรือไม่? เคยมีคนเสียชีวิตเพราะโดนอุกาบาตตกใส่มาแล้ว</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-52447198</source><detail>รู้หรือไม่?
เคยมีคนเสียชีวิตเพราะโดนอุกาบาตตกใส่มาแล้ว
　
เคยมีคำกล่าวว่า โอกาสที่จะมีคนเสียชีวิตจากการโดนอุกาบาตตกใส่มีเพียง 1 ใน 250,000 เท่านั้น (หรือ 0.000004% เท่านั้น)
　
ถึงแม้ว่าจะมีการยืนยันเหตุผู้ได้รับบาดเจ็บจากอุกกาบาตตกใส่เพียงรายเดียว และไม่มีรายงานการเสียชีวิต แต่มีนักวิจัยกลับพบจดหมายเหตุแห่งรัฐประจำทำเนียบประธานาธิบดีตุรกี เป็นเอกสารราชการของจักรวรรดิออตโตมัน
　
ในจดหมายเหตุกล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ.1888 หรือ 132 ปีที่แล้ว มีลูกไฟปรากฏบนท้องฟ้า และมีชิ้นส่วนของดาวตกเทลงมาเหมือนห่าฝนราว 10 นาที ทำให้ชายผู้หนึ่งถูกหินอุกกาบาตตกกระแทกใส่ร่างจนเสียชีวิต
　
ถึงแม้ว่าจะไม่เคยมีรายงานที่เชื่อถือได้ว่าเคยมีคนเสียชีวิตจากอุกกาบาตตกใส่ แต่จดหมายเหตุก็ถือว่าเป็นหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรของทางการ ซึ่งน่าเชื่อถือพอดูเลยล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>อุกาบาต, จดหมายเหตุ</keywords><date>2020-05-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2467</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1589179300.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1292"><Nid>2466</Nid><title>4 อาชีพเสี่ยงประสาทหูเสื่อมและวิธีป้องกัน</title><source>https://www.sanook.com/health/22197</source><detail>4 อาชีพ
เสี่ยงประสาทหูเสื่อมและวิธีป้องกัน
　
มีหลายอาชีพที่ต้องทำงานท่ามกลางเสียงดัง ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงทำให้เกิดโรคประสาทหูเสื่อม ก่อนอื่นมาทำความรู้จักโรคนี้กันก่อนครับ
　
โรคประสาทหูเสื่อม คือ อาการได้ยินของเราถดถอยลง เป็นไปได้ทั้งอาการเสื่อมตามวัย และเสื่อมตามพฤติกรรมหรือสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน โดยทั่วไปจะสามารถได้ยินเสียงที่ระดับ 25 เดซิเบล แต่หากต้องใช้เสียงที่ดังกว่านี้ถึงจะได้ยิน นั่นแสดงถึงความเสื่อมของประสาทหูนั่นเอง
　
สาเหตุหลักมักเกิดจากการได้ยินเสียงที่มากกว่า 90 เดซิเบลในระยะใกล้ ติดต่อกันเป็นเวลา 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือหากนึกภาพไม่ออก ก็คือเสียงเครื่องตัดหญ้า หรือเสียงเครื่องปั่นอาหาร
　
โดยมี 4 อาชีพที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงเนื่องจากจำเป็นต้องทำงานท่ามกลางเสียงดังคือ
1. งานอุตสาหกรรมโลหะ
2. งานตัดไม้ เลื่อยไม้
3. งานอุตสาหกรรมสิ่งทอ
4. งานอุตสาหกรรมยางและพลาสติก
　
เมื่อหลีกเลี่ยงการทำงานในท่ามกลางเสียงดังไม่ได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือใช้อุปกรณ์ช่วยลดเสียงนั่นเองครับ และที่สำคัญ หากพบว่าตัวเองมีการได้ยินที่ผิดปกติ ให้รีบพบแพทย์เพื่อหาวิธีรักษาทันทีเลยนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ประสาทหูเสื่อม</keywords><date>2020-05-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2466</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1589179246.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1293"><Nid>2465</Nid><title>นาซ่าวางแผนสร้างกล้องโทรทรรศน์ที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52254562</source><detail>นาซ่าวางแผน
สร้างกล้องโทรทรรศน์ที่ใหญ่ที่สุดบนดวงจันทร์
　
นาซ่าเผยแผนสร้างกล้องโทรทรรศน์วิทยุแบบมีจานรวมสัญญาณขนาดยักษ์ที่นอกโลก โดยจะใช้แอ่งหลุมตามธรรมชาติบนดวงดวงจันทร์ ทำเป็นจานรับคลื่นวิทยุจากห้วงอากาศลึก โดยตั้งใจให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1 กิโลเมตร
　
ซึ่งหากสำเร็จ กล้องโทรทรรศน์ตัวนี้จะเป็นกล้องโทรทรรศน์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ทิ้งห่างกล้องโทรทรรศน์วิทยุ FAST ในมณฑลกุ้ยโจวของจีน ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางของจานรับสัญญาณถึง 500 เมตรเลยทีเดียว
　
โดยประโยชน์ของการตั้งจานรับสัญญาณไว้นอกโลก คือ ป้องกันสัญญาณรบกวน เช่นคลื่นวิทยุจากบนโลก ดาวเทียมต่างๆ และสัญญาณรบกวนจากดวงอาทิตย์ และสามารถรับสัญญาณคลื่นที่มีความยาวมากกว่า 10 เมตร ที่ปกติจะถูกบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ (Ionosphere) ของโลกสะท้อนกลับออกไปอีกด้วย
　
หากโครงการนี้สำเร็จ เราอาจจะได้ศึกษาสัญญาณวิทยุความถี่ต่ำในย่าน 6 - 30 เมกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งไม่เคยมีใครได้ศึกษามาก่อนนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>นาซ่า, NASA, กล้องโทรทรรศน์, ดวงจันทร์</keywords><date>2020-05-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2465</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1589179190.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1294"><Nid>2464</Nid><title>ค้นพบรอยดินยุคโบราณ ไดโนเสาร์เคยอาศัยอยู่ในแอนตาร์กติกา</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-52134940</source><detail>ค้นพบรอยดินยุคโบราณ
ไดโนเสาร์เคยอาศัยอยู่ในแอนตาร์กติกา
　
ทวีปแอนตาร์กติกา (Antarctica) ขั้วโลกใต้ ที่ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ที่หนาวเหน็บที่สุด แต่รู้ไหมว่าที่นี่เคยเป็นป่าฝน และมีไดโนเสาร์อาศัยอยู่เมื่อ 90 ล้านปีก่อน
　
มีการขุดตรวจสอบแท่งของชั้นตะกอนดินใต้มหาสมุทรมาวิเคราะห์ และพบร่องรอยของดินยุคโบราณ รวมทั้งเกสรดอกไม้และรากพืชจำนวนมาก ทำให้ทราบได้ว่าในสมัยก่อน พื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าฝนที่เต็มไปด้วยบึงน้ำและพืชพรรณแบบเดียวกับที่พบบนเกาะใต้ของประเทศนิวซีแลนด์ในปัจจุบัน
　
และจากการสำรวจคาบสมุทรแอนตาร์กติก พบว่ามีฟอสซิลของไดโนเสาร์อยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่าในทวีปแอนตาร์กติกาอาจจะเคยมีอุณหภูมิที่อบอุ่น และเป็นที่อยู่อาศัยของไดโนเสาร์ก็เป็นได้
　
โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ยังบอกอีกว่า ขั้วโลกใต้จะมีอากาศอบอุ่นได้ต้องมาจากสภาวะเรือนกระจกในยุคนั้นอย่างแน่นอน และหากเรายังไม่ช่วยกันหยุดยั้งสภาวะเรือนกระจกในปัจจุบัน ทวีปแอนตาร์กติกาอาจจะกลับมาอบอุ่นอีกครั้งในอีก 300 ปีข้างหน้าได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>แอนตาร์กติก, ไดโนเสาร์</keywords><date>2020-05-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2464</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1589177424.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1295"><Nid>2463</Nid><title>ประโยชน์ของกล้วย ช่วยเรื่องสุขภาพ</title><source>https://health.kapook.com/view128007.html</source><detail>    กล้วย เป็นผลไม้ที่ต่างรู้กันดีว่ามีประโยชน์กับร่างกาย แต่เชื่อไหมคะว่า จริง ๆ แล้วประโยชน์ของกล้วยอาจมากกว่าที่เราเคยรู้กันมา และกล้วยยังช่วยได้ทั้งเรื่องสุขภาพ และความสวยความงามเลยทีเดียว เอาล่ะ ! ถ้าอย่างนั้นอย่ารอช้า มาดูประโยชน์ที่น่าทึ่งของกล้วยกันดีกว่า

1. ช่วยรักษาไมเกรนได้ อาการปวดหัวไมเกรนเป็นความทรมานสำหรับผู้ป่วยโรคนี้มาก และหากอาการปวดหัวไมเกรนมาเยือนคุณบ่อย ๆ แนะนำให้กินกล้วยไว้คอยช่วยลดอาการปวดหัวได้เลยค่ะ เนื่องจากกล้วยอุดมไปด้วยแมกนีเซียม ที่จะช่วยบรรเทาและป้องกันอาการปวดหัวไมเกรนได้ 
2. นอนหลับสบาย แค่กินกล้วย กล้วยยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนและทริปโตเฟน สารประกอบสำคัญของการสร้างเซโรโทนินในสมอง ซึ่งเปรียบเสมือนยาระงับประสาทแบบธรรมชาติ ดังนั้นคนที่นอนหลับยากหรือนอนหลับด้วยความกระสับกระส่ายมาตลอด อยากท้าให้ลองกินกล้วยหลังมื้อเย็นดูสักตั้ง
3. ช่วยเพิ่มพลังกาย วิตามินซีมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการผลิตพลังงานของร่างกาย และกล้วยเองก็มีวิตามินซีอยู่สูงมาก จึงเป็นคำตอบว่าทำไมกินกล้วยก่อนออกกำลังกายจะช่วยให้อึดมากขึ้น หรือใครรู้สึกอ่อนแรงพอกินกล้วยเข้าไปก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นง่าย ๆ
4. ลดความเครียดก็ได้ เมื่อเรารู้สึกเครียดขึ้นมา ความดันเลือดจะพุ่งขึ้นสูงกว่าปกติ ซึ่งกระบวนการก่อความรู้สึกเครียดหรือวิตกกังวลตรงนี้ โพแทสเซียมที่มีอยู่ในกล้วยจะช่วยบรรเทาให้ความดันเลือดกลับเข้าสู่ภาวะสงบได้ ในทางโภชนาการจึงนับว่ากล้วยเป็นยาระงับประสาทแบบธรรมชาติได้อีกทางหนึ่ง 
5. กินกล้วยลดความอ้วนได้ดีขึ้น กล้วยมีวิตามิน B1 และ B2 คอยช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน อีกทั้งยังมีคาร์โบไฮเดรตชนิดดีต่อร่างกาย มีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ ดังนั้นเมื่อกล้วยตกเข้าไปในระบบย่อยอาหารจึงดูดซับน้ำ พองตัวและช่วยทำให้ท้องรู้สึกอิ่มได้นานขึ้น แถมหากกินกล้วยในตอนเช้ายังช่วยลดความอยากของหวาน ๆ ได้อีกด้วย เพราะความหวานของกล้วยจะเข้าไปเติมเต็มอาการอยากของหวานชนิดต่าง ๆ ที่สำคัญความหวานของกล้วยยังปราศจากแคลอรีอีกด้วยนะคะ
6. บำรุงหัวใจ โพแทสเซียมเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของหัวใจ บำรุงหัวใจให้แข็งแรงไม่เสี่ยงต่อโรคหัวใจ และอย่างที่บอกสรรพคุณของกล้วยไปในเบื้องต้นว่ากล้วยมีโพแทสเซียมสูงมาก แถมมีโซเดียมน้อย ดังนั้นกล้วยจึงเป็นผลไม้บำรุงหัวใจ และบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือดที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง
7. บำรุงสายตา วิตามิน A บวกกับเบต้าแคโรทีน และอัลฟา-แคโรทีนที่มีอยู่ในกล้วย จะช่วยบำรุงสายตาและการมองเห็นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะป้องกันอาการตาพร่ามัว อาการมองเห็นไม่ชัดเจน เพราะกล้วยจะช่วยบำรุงการทำงานของระบบประสาทตานั่นเองค่ะ
8. บำรุงกระดูก แม้กล้วยจะเป็นผลไม้ที่ไม่มีแคลเซียมเลย แต่ฟรุกโตโอลิโกแซกคาไรด์ (Fructooligosaccharides (FOS)) คาร์โบไฮเดรตที่มีคุณสมบัติเหมือนไฟเบอร์ละลายน้ำได้ตัวนี้ในกล้วย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบขับถ่าย และส่งเสริมให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมจากอาหารที่กินได้มากขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับแคลเซียมไปบำรุงกระดูกเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
9. แก้เมาค้างได้ชะงัด จากผลการศึกษาพบว่า ถ้าคุณมีสติพอจะกินกล้วยก่อนเมาหลับสักนิด อาการปวดหัวเพราะเมาค้างอาจไม่เกิดขึ้นกับร่างกายคุณเลยก็ได้ เนื่องจากแร่ธาตุและสารอาหารในกล้วยจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวได้ แต่ทั้งนี้หากดื่มหนักจนไม่รู้เรื่อง และตื่นเช้าขึ้นมากับอาการเมาค้างอย่างหนัก เคสนี้แนะนำให้ทำสมูทตี้กล้วย ดื่มแก้เมาค้างดีกว่า
10. แก้อาการท้องผูก สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายและลำไส้ ปัญหานี้แก้ได้ง่าย ๆ ด้วยการกินกล้วยเป็นประจำค่ะ เนื่องจากกล้วยมีทั้งโพรไบโอติกส์ที่ช่วยผลิตแบคทีเรียชนิดดีต่อลำไส้ และกำจัดแบคทีเรียตัวร้ายต่อลำไส้ออกไป อีกทั้งในกล้วยยังมีฟรุกโตโอลิโกแซกคาไรด์ (Fructooligosaccharides (FOS)) ไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายคล่องตัวขึ้นมาก
</detail><keywords>กล้วย, banana, ประโยชน์ของกล้วย, กล้วยมีประโยชน์</keywords><date>2020-05-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2463</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1588909519.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1296"><Nid>2456</Nid><title>ทำไมการกักตัวถึงเหนื่อยล้ามากกว่าออกไปใช้ชีวิตตามปกติ</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52243815</source><detail>ทำไมการกักตัวถึงเหนื่อยล้า
มากกว่าออกไปใช้ชีวิตตามปกติ
　
หลายคนอาจกำลังรู้สึกว่า ทำไมช่วงกักตัวอยู่บ้านถึงได้เหนื่อยล้าหมดแรง ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำกิจกรรมอะไรเลย เหนื่อยกว่าช่วงออกไปใช้ชีวิตปกติเสียอีก วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ
　
อาจารย์ผู้สอนด้านจิตวิทยาประจำมหาวิทยาลัยเซนทรัลแลงคาเชียร์ (University of Central Lancashire) ของสหราชอาณาจักร ได้ออกมาเปิดเผยว่า เป็นผลกระทบทางอารมณ์ซึ่งส่งผลต่อร่างกายของคนเรา ในยามที่มีความเครียดและกังวลกับการ "เอาชีวิตให้รอด" จากโรคระบาด เลยทำให้รู้สึกว่าเหนื่อยล้ามากกว่าสภาวะปกตินั่นเอง
　
หากใครกำลังรู้สึกแบบนี้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เขียนบันทึกประจำวันเพื่อทบทวนแก้ไขอารมณ์ความรู้สึกของตนเอง และการจัดตารางกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่แน่นอนและเป็นระเบียบ เพื่อที่เราจะได้จดจ่ออยู่กับเป้าหมายที่จะทำแต่ละวัน และไม่เครียดหรือวิตกเกินไปนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>โควิด-19, COVID-19, Social Distancing</keywords><date>2020-05-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2456</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1588574840.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1297"><Nid>2455</Nid><title>ที่มาของ "ไอดินกลิ่นฝน" กลิ่นที่เกิดหลังจากฝนตก</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52309596</source><detail>ที่มาของ "ไอดินกลิ่นฝน"
กลิ่นที่เกิดหลังจากฝนตก
　
หลังจากฝนตก ทุกคนคงเคยได้กลิ่นของดินโชยอ่อนๆ ที่ให้ความผ่อนคลาย แต่รู้หรือไม่? แท้จริงแล้วกลิ่นนี้ถูกปล่อยออกมาโดยแบคทีเรีย
　
แบคทีเรียสเตรปโตมายซีส (Streptomyces) จะหลั่งสารจีโอสมิน (Geosmin) ออกมาปะปนในพื้นดิน และสารนี้จะส่งกลิ่นหอมเย็นเมื่อได้สัมผัสละอองความชื้นจากน้ำฝน 
　
ยั่วยวนให้สัตว์ขาปล้อง เช่น กิ้งกือ ตะขาบ มด ปลวก และแมลงบางชนิด พากันมากัดกินซากของแบคทีเรียชนิดนี้ และจะทำให้สปอร์ที่ใช้ในการสืบพันธุ์ของมันติดอยู่กับสัตว์เหล่านั้น และกระจายออกไปยังวงกว้าง
　
แท้จริงแล้ว ไอดินกลิ่นฝน ก็คือกลิ่นที่แบคทีเรียสร้างขึ้นมาเพื่อยั่วยวนให้สัตว์ขาปล้อง มาช่วยสืบพันธุ์นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ไอดินกลิ่นฝน, แบคทีเรีย</keywords><date>2020-05-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2455</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1588574716.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1298"><Nid>2454</Nid><title>10 คำศัพท์คุ้นหู จากสถาณการณ์โควิด-19</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52103088</source><detail>10 คำศัพท์คุ้นหู
จากสถาณการณ์โควิด-19
　
ด้วยสถาณการณ์ โควิด-19 นี้ ทำให้คำศัพท์ทางการแพทย์ที่ปกติจะคุ้นชินแค่คนในวงการแพทย์ เริ่มคุ้นหูคนทั่วไปมากขึ้นจากการฟังข่าว วันนี้เรามาดู​ 10 ศัพท์คุ้นหูจากสถาณการณ์นี้กันครับ
　
1.PUI : ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค ย่อมาจาก Patient Under Investigation หมายถึงผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรค
　
2. Super Spreader : ผู้ที่แพร่เชื้อออกเป็นวงกว้าง คือ ผู้ติดเชื้อที่จะสามารถแพร่เชื้อไปได้หลายเท่ากว่าบุคคลปกติ
　
3. Droplets : ละอองฝอยของสารคัดหลั่ง คือ ละอองของการไอ จาม หรือพูด 
　
4. Swab : เก็บตัวอย่างส่งตรวจ เป็นการใช้ไม้ป้ายเพื่อเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งไปส่งตรวจ
　
5. Herd Immunity : ภูมิคุ้มกันหมู่ คือ สภาวะที่ประชากรมีภูมิคุ้นกันต่อโรคนั้นๆ เป็นจำนวนมาก อาจจะเกิดจากผู้ที่เคยติดเชื้อและรักษาจนหายดี หรือการฉีดวัคซีน 
　
6. Social Distancing : เว้นระยะห่างจากสังคม การหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีผู้คนแออัด หรือหากจำเป็นก็ควรเว้นระยะจากผู้อื่น 1 - 2 เมตร
　
7. PPE : อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ย่อมาจาก Personal Protective Equipment เป็นชุดทางการแพทย์ที่ใส่คลุมทั้งตัว มี Face Shield หรือแผ่นพลาสติกป้องกันใบหน้า หน้ากากอนามัย รวมไปถึงใส่ถุงมือและถุงเท้าอย่างมิดชิด
　
8. Rapid Test : ชุดตรวจเร็ว คือ ชุดตรวจหาพันธุกรรมของเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่ง (PCR) และการตรวจจากภูมิคุ้มกัน IgM/IgG
　
9. Negative Pressure Room : ห้องความดันลบ คือ ห้องที่มีความดันอากาศภายในห้องต่ำกว่าภายนอก จึงทำให้อากาศภายในห้องหรือเชื้อไวรัสไม่ไหลออกไปนอกห้อง
　
10. Cohort Ward : หอผู้ป่วยรวมแยกโรค เป็นการรองรับผู้ป่วยในระยะที่มีการแพร่ระบาดเพิ่มมากขึ้น
　
หากใครเคยได้ยินคำเหล่านี้ผ่านหูมาบ้าง หวังว่าจะได้รับความเข้าใจกันมากขึ้นนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>โควิด-19, COVID-19</keywords><date>2020-05-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2454</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1588574665.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1299"><Nid>2453</Nid><title>ปัสสาวะนักบินอวกาศ สร้างเป็นคอนกรีตใช้บนดวงจันทร์ได้</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52108146</source><detail>ปัสสาวะนักบินอวกาศ
สร้างเป็นคอนกรีตใช้บนดวงจันทร์ได้
　
เราคงได้รู้การใช้ประโยชน์จากของเสียที่ขับถ่ายโดยสิ่งมีชีวิตมาแล้ว อย่างเช่นการนำไปทำเป็นปุ๋ย แต่ครั้งนี้เราจะใช้ปัสสาวะของนักบินอวกาศมาสร้างวัสดุก่อสร้างเพื่อใช้บนดวงจันทร์
　
ดร.รามอน ปามีส์ (Dr.Ramón Pamies) นักวัสดุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคคาร์ตาจีนา (Universidad Politécnica de Cartagena) ประเทศสเปน เผยว่ากำลังทำการทดลองผลิตคอนกรีตชนิดพิเศษที่สามารถทนกับสภาวะร้อนจัด และเย็นจัดบนดวงจันทร์ได้ โดยใช้ฝุ่นละอองบนพื้นผิวของดวงจันทร์หรือ เรโกลิธ (Regolith) ผสมกับน้ำที่ได้จากการละลายน้ำแข็งตามแหล่งต่าง ๆ ของดวงจันทร์ และใช้กรดยูเรียจากปัสสาวะ ผสมเข้าไป
　
จนออกมาเป็นวัสดุชนิดใหม่ที่เรียกว่า จีโอพอลิเมอร์ (Geopolymer) มีความยืดหยุ่น ไม่เปราะแตกง่าย รวมทั้งทนทานแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเหมาะกับใช้งานบนดวงจันทร์นั่นเองครับ
　
สุดยอดไปเลยใช่ไหมล่ะครับ ใครจะไปคิดว่าปัสสาวะของมนุษย์จะสามารถสร้างสิ่งที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ได้ นี่แหละครับความน่าสนใจของวิทยาศาสตร์ ที่เราตั้งใจนำมาเผยแพร่ให้ทุกคนได้รับรู้กัน
　
#STKC</detail><keywords>นักบินอวกาศ, เรโกลิธ, Regolith, จีโอพอลิเมอร์, Geopolymer</keywords><date>2020-05-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2453</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1588574599.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1300"><Nid>2452</Nid><title>เควซาร์ (Quasar) สึนามิอวกาศ ทำลายกาแล็คซี่</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-52095182</source><detail>เควซาร์ (Quasar)
สึนามิอวกาศ ทำลายกาแล็คซี่
　
หากพูดถึง สึนามิ (Tsunami) บนโลก ก็ต้องหมายถึงเหตุการณ์คลื่นยักษ์จากทะเลที่ซัดทำลายบ้านเมือง แต่ในจักรวาลอันไกลโพ้น มีหลุมดำมวลยิ่งยวดใจกลางดาราจักรที่ปลดปล่อยคลื่นความร้อนพลังงานมหาศาลด้วยความเร็วสูง เรียกว่า "เควซาร์" (Quasar) 
　
ข้อมูลการติดตามสังเกตการณ์เควซาร์ 13 แห่ง  พบว่าในจำนวนนี้มีอยู่ 3 แห่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "สึนามิอวกาศ" ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
　
โดยเควซาร์จะปลดปล่อยคลื่นความร้อนสูงนับพันล้านองศาเซลเซียสออกไปทุกทิศทางเหมือนลมพายุ ทำลายดาราจักรของตัวเองและมวลสารต่างๆ โดยรอบ โดยปรากฏการณ์นี้จะดำเนินต่อไปราว 2-3 พันล้านปีก่อนที่หลุมดำจะสงบ เนื่องจากไม่มีมวลสารใกล้เคียงให้ดูดกลืนพลังงานอีกต่อไป
　
โดยการค้นพบครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งในข้อมูลที่นักดาราศาสตร์จะนำมาใช้ไขคำตอบเรื่องของการพัฒนาของดาราจักรได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>เควซาร์, Quasar, สึนามิอวกาศ</keywords><date>2020-05-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2452</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1588572555.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1301"><Nid>2443</Nid><title>นวัตกรรมหลอดไฟ เหมือนจำลองท้องฟ้าไว้ในห้อง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/66548/-blo-scieng-sci-</source><detail>จะเป็นไปได้ไหม หากเราจะประดิษฐ์หลอดไฟ
ให้ได้แสงเหมือนธรรมชาติที่สุดเสมือนจำลองท้องฟ้ามาไว้ในห้อง?
　
CoeLux เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เป็นระบบแสงแบบใหม่ซึ่งอาศัยนาโนเทคโนโลยีในการผลิตแสงเทียมเลียนแบบธรรมชาติของท้องฟ้าและแสงอาทิตย์  ที่สามารถให้แสงบรรยากาศที่เลียนแบบดวงอาทิตย์ หรือแม้แต่แสงบนท้องฟ้าได้
　
โดยมีการคาดการณ์ว่าเทคโนโลยี้นี้จะถูกนำไปประยุกต์ใช้ในรูปแบบต่างๆ และจะเริ่มมีการแพร่หลายมากขึ้นครับ อีกไม่นานเราคงได้ยกท้องฟ้าเข้ามาไว้ในบ้านเราเองแล้วล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>หลอดไฟ, นวัตกรรม, ท้องฟ้าจำลอง</keywords><date>2020-04-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2443</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587985624.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1302"><Nid>2442</Nid><title>ไข่มุกที่แสนสวย มีกำเนิดมาจากอะไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69784/-scibio-sci-</source><detail>ไข่มุกที่แสนสวย
มีกำเนิดมาจากอะไร?
　
ทุกคนคงรู้จัก "ไข่มุก" (Pearl) หนึ่งในวัตถุที่ถูกแปรรูปเป็นของใช้ประดับเพื่อความสวยงามและมีราคาสูง วันนี้เรามาทำความรู้จักกันว่าไข่มุกเกิดจากอะไร?
　
ไข่มุก คือ หนึ่งในผลิตผลธรรมชาติที่เกิดจากหอยมุกหรือหอยนางรม หลายคนอาจเคยเข้าใจผิดว่าเป็นไข่ของหอย ไข่มุกเกิดขึ้นจากสิ่งแปลกปลอมในธรรมชาติ เช่น กรวดหรือหิน ได้เล็ดลอดเข้าไปในเปลือกหอย ทำให้ตัวหอยมีความระคายเคือง และได้ทำการสร้างชั้นแคลเซียม (Calsium) มาหุ้มเอาไว้ภายในเปลือกหอย จนเวลาผ่านไปนานเข้า ทำให้ชั้นเคลือบหนาขึ้นและเกิดเป็นไข่มุกที่มีความมันวาว
　
ไข่มุกตามธรรมชาติจะไม่ได้มีทรงกลมสวยเหมือนที่เห็นกัน เพราะรูปร่างของมุกก็ขึ้นอยู่กับเจ้าสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในหอยนั้นเอง แต่ในหอยมุกที่เลี้ยงขึ้นเอง ผู้เลี้ยงจะเลือกวัสดุที่จะใส่เข้าไปในหอย เช่น ลูกปัด เพื่อให้รูปทรงของไข่มุกออกมาเป็นทรงกลม สวยงามเหมือนที่เราเห็นกันนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ไข่มุก, แคลเซียม, Calsium</keywords><date>2020-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2442</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587983749.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1303"><Nid>2439</Nid><title>อันตรายจากท้องผูกที่มากกว่าแค่การอึดอัดท้อง</title><source>https://www.sanook.com/health/20729</source><detail>ท้องผูก...อันตรายแอบแฝง
ที่มากกว่าแค่ความรู้สึกอึดอัด
　
อาการท้องผูกสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ และทุกวัย ถึงแม้จะไม่ได้กินอาหารอะไรที่ผิดปกติก็ตาม โดยจะมีอาการขับถ่ายยากหรือไม่ขับถ่ายเลย 3 วันขึ้นไป
　
อาการท้องผูกเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ทำให้ลำไส้ทำงานได้ไม่เต็มที่ หรือการกินผักที่น้อยเกินไป หากไม่รีบแก้ไขจะทำให้มีกากอาหารต่างๆ ตกค้างในลำไส้เป็นจำนวนมาก หรืออุจจาระแข็ง และอาจจะเกิดการขับถ่ายที่ลำบากหากทิ้งไว้นาน
　
หากใครพบปัญหาเหล่านี้ อย่าคิดว่าจะหายไปเอง เพราะหากมีอาการสะสมจะทำให้เกิดผลเสียได้นะครับ ยังไงขอให้ทุกคนสังเกตตัวเอง หากพบว่าตัวเองมีอาการท้องผูก ให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หันมากินผักให้เยอะขึ้น หรือถ้าอาการหนักให้รีบปรึกษาแพทย์นะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ท้องผูก</keywords><date>2020-04-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2439</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587719375.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1304"><Nid>2436</Nid><title>10 จุดสะสมเชื้อไวรัส  เสี่ยง "โควิด-19"</title><source>https://covid-19.kapook.com/view221825.html</source><detail> COVID-19 (โควิด 19) ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง เพราะการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสยังควบคุมไม่ได้ และหากเราไม่ดูแลสุขอนามัย ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโคโรนาไวรัสแล้วป่วยเป็นโควิด 19 ก็จะยิ่งมีมาก โดยเฉพาะหากสัมผัสกับวัตถุ 10 อย่างนี้ ที่เสี่ยงมีเชื้อไวรัสสะสมอยู่มากที่สุด แล้วไม่ล้างมือให้สะอาด ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยจากโรคระบาด เรามาเช็กกันว่าโคโรนาไวรัสจะอยู่ที่ไหนบ้าง
1. ธนบัตร และเหรียญ เพราะเป็นสิ่งที่ถูกเปลี่ยนมืออย่างรวดเร็ว จึงมีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคและเชื้อไวรัสได้มาก หากมีใครเผลอไอ จาม หรือมีสารคัดหลั่งกระเด็นมาค้างอยู่บนธนบัตร-เหรียญ ดังนั้นหลังจับเงินไม่ว่าจะเป็นแบงก์หรือเหรียญ ก็ควรรีบทำความสะอาดมือให้ดีด้วย
2. ที่จับประตู เป็นจุดสัมผัสยอดนิยมที่ใครก็ต้องจับ ยิ่งหากเป็นที่จับประตูในพื้นที่สาธารณะ ก็จะยิ่งเสี่ยงสะสมเชื้อโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี
3. เครื่องครัวในสำนักงาน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องชงกาแฟ ไมโครเวฟ ที่จับประตูตู้เย็น หรือที่เปิดก๊อกน้ำในอ่างล้างมือ จุดเสี่ยงเหล่านี้ก็มีการสะสมของเชื้อโรคและแบคทีเรียที่หลากหลาย เพราะเป็นจุดที่ใคร ๆ ก็ต้องจับต้องใช้ ที่สำคัญยังเป็นจุดที่ไม่ค่อยได้รับการทำความสะอาดสักเท่าไรด้วย
4. ตู้ ATM หรือตู้ให้บริการอัตโนมัติต่าง ๆ คงพอนึกภาพออกกันบ้างว่า ตามปุ่มกดตู้ ATM ตู้กดน้ำ เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ตู้ออกบัตรโดยสารต่าง ๆ จะมีคนมาใช้บริการมากหน้าหลายตา จุดนี้จึงเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่มากอีกจุดหนึ่ง
5. ราวจับ ราวบันไดเลื่อน ราวบันได และราวจับทุกชนิด โดยเฉพาะในสถานที่สาธารณะ มีคนสัญจรไป-มาและใช้งานมาก จุดเหล่านี้ก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคตัวท็อป และแน่นอนว่าอาจจะเป็นจุดที่มีเชื้อโคโรนาไวรัส ต้นเหตุโรค COVID 19 อยู่ด้วย
6. พื้นผิวต่าง ๆ ในห้องน้ำสาธารณะ นอกจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคต่าง ๆ จะเยอะในบริเวณนี้แล้ว คนส่วนใหญ่ยังมักจะขากเสมหะ สั่งน้ำมูก หรือถุยน้ำลายที่ห้องน้ำด้วย
7. พื้นผิวต่าง ๆ ในโรงพยาบาล แหล่งรวมของคนป่วยแบบนี้ ย่อมมีความเสี่ยงที่เชื้อโรคต่าง ๆ รวมไปถึงเชื้อโคโรนาไวรัส อาจจะติดอยู่กับพื้นผิวต่าง ๆ ในโรงพยาบาลได้
8. โทรศัพท์ สำหรับโทรศัพท์มือถืออาจมีความเสี่ยงไม่มากนัก แต่หากต้องใช้โทรศัพท์ของสำนักงาน หรือโทรศัพท์สาธารณะ ที่มีคนอื่นมาใช้ร่วมกับคุณด้วย เคสนี้ก็ต้องระวังเป็นพิเศษ
9. เบาะนั่งบนเครื่องบิน บนเครื่องบินมักจะมีผู้โดยสารต่างชาติ ต่างภาษา นับว่าเป็นแหล่งรวมนักเดินทางจากประเทศต่าง ๆ ซึ่งอาจจะมีเชื้อโคโรนาไวรัสแฝงอยู่ในร่างกายใครก็ได้ ดังนั้นจึงต้องดูแลสุขอนามัยของตัวเองให้ดีเมื่อต้องอยู่บนเครื่องบิน
10. พื้นผิวและของทุกสิ่งในโซนผู้ป่วยทั่วไป ห้องตรวจผู้ป่วยทั่วไปจะเป็นจุดคัดกรองคนไข้ที่ยังไม่ได้วินิจฉัยว่าป่วยเป็นอะไรกันมาบ้าง ดังนั้นก็เป็นไปได้ที่จุดนี้จะมีผู้ป่วย COVID-19 ที่ยังไม่แสดงอาการมากเท่าไรนัก เรียกว่าเป็นจุดที่สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่กระจ่ายเชื้อโคโรนาไวรัสมาก ๆ เลยล่ะ ดังนั้นหากไม่มีเหตุจำเป็น ช่วงนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงการไปโรงพยาบาลก่อน ส่วนคนที่กังวลว่าตัวเองจะมีอาการ โควิด 19 ไหม แนะนำให้ โทร. 1422 สายด่วนกรมควบคุมโรค จะดีที่สุด

          ไม่เพียงแค่ 10 จุดนี้เท่านั้นที่อาจเป็นแหล่งส่งต่อเชื้อโคโรนาไวรัส แต่ทุกสิ่งที่เราจับต้อง ณ ตอนนี้ ก็อยากแนะนำให้ระวังกันไว้ก่อน เมื่อสัมผัสอะไรแล้วควรพยายามล้างมือให้บ่อยเท่าที่จะทำได้ เพราะเชื้อโรคจากมือเรานี่แหละค่ะที่อาจเป็นต้นเหตุของการเกิดโรค COVID-19 มากที่สุด</detail><keywords>COVID -19, Coronavirus, ไวรัสโคโรนา, เชื้อไวรัสโคโรนา</keywords><date>2020-04-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2436</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587628603.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="1305"><Nid>2433</Nid><title>เพศหญิงอายุยืนกว่าเพศชาย เท็จจริงเป็นอย่างไรกันแน่</title><source>https://www.sanook.com/women/161549</source><detail>เรื่องนี้จริงหรือมั่ว?
ผู้หญิงมักมีอายุยืนกว่าเพศชาย
　
จากข้อมูลวิจัย ชาวอเมริกันเพศชายมีอายุเฉลี่ยที่ 76 ปี ขณะที่ชาวอเมริกันเพศหญิงมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 81 ปี ทำไมผู้หญิงถึงมีอายุมากกว่าผู้ชายล่ะ?
　
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยกับทั้งมนุษย์ สัตว์ป่า หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย ต่างได้คำตอบไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือเพศหญิงจะมีอายุยืนมากกว่า 
　
จากการศึกษาพบว่า ระดับของฮอร์โมนเทสทอสเทอโรน (Testosterone) ในเพศชายนั้น มีความสัมพันธ์กับการลดลงของระบบภูมิคุ้มกัน และเรื่องของความเสี่ยงของโรคเกี่ยวหัวใจและหลอดเลือด ประกอบกับพฤติกรรมของเพศชายที่ชอบทำอะไรที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อาทิ สูบบุหรี่ ดื่มสุรา อีกทั้งยังมีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อชีวิต เช่น การขับรถเร็ว หรือการทำร้ายร่างกายกันอีกด้วย
　
จากข้อมูลทั้งเรื่องของสารเคมีภายในร่างกายและพฤติกรรมของผู้ชาย จึงเป็นที่มาให้อายุขัยโดยเฉลี่ยของเพศหญิงสูงกว่านั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>เพศหญิง, เพศชาย, อายุ</keywords><date>2020-04-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2433</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587562090.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1306"><Nid>2432</Nid><title>ไม่อยากมีพุง ไม่ใช่เรื่องยาก แค่เลี่ยงอาหาร 4 ประเภทนี้</title><source>https://www.sanook.com/men/65045</source><detail>เลี่ยงพุงง่ายๆ
เริ่มต้นจากเลี่ยงอาหาร 4 ประเภทนี้
　
หลายคนมีปัญหามีไขมันสะสมที่ท้อง วันนี้เรามีทริคดีๆ มาฝาก เพียงแค่เลี่ยงอาหารเหล่านี้
　
1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ - เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีพลังงานส่วนเกินสูง และทำให้มีความอยากอาหารมากขึ้นด้วย
　
2. อาหารไขมันสูง - นี่คือตัวการที่จะสะสมบริเวณหน้าท้องและก่อให้เกิดเป็นพุง
　
3. อาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปถนอมอาหาร - อาหารบางประเภทผ่านกระบวนการถนอมอาหารโดยการใช้น้ำตาลที่มาก จนทำให้เราไม่ทันรู้ตัวว่าเรารับประทานน้ำตาลเข้าไปในปริมาณมาก
　
4. อาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูง - ทั้งแป้งและน้ำตาลจะถูกย่อยกลายเป็นพลังงาน หากร่างกายใช้ไม่หมดก็จะสะสมกลายเป็นชั้นพุงของเราได้นั่นเองครับ
　
สำหรับใครที่อยากจะหุ่นดี ไร้พุง เพียงแค่เลี่ยงอาหาร 4 ประเภทนี้และที่สำคัญ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ลดความอ้วน, โรคอ้วน</keywords><date>2020-04-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2432</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587561979.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1307"><Nid>2431</Nid><title>รู้หรือไม่ ทองแดงไม่ใช่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/79813/-blo-sciphy-sci-</source><detail>รู้หรือไม่
ทองแดงไม่ใช่ตัวนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด
　
เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดต้องมีการส่งพลังงานไฟฟ้าจากต้นกำเนิดเข้าไป ผ่านสิ่งที่เรียกว่า "สายไฟ" ข้างในของสายไฟส่วนมากมักจะเป็นทองแดง แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆ แล้วทองแดงไม่ใช่สื่อนำไฟฟ้าที่ดีที่สุด
　
ถ้าเรียงลำดับประสิทธิภาพในการนำไฟฟ้าจะได้ดังนี้
1. เงิน
2. ทองแดง
3. ทองคำ
4. อลูมิเนียม
　
แล้วทำไมถึงนิยมใช้ทองแดงกันล่ะ? นั่นเป็นเพราะ เงิน มีราคาที่สูงกว่าทองแดง อีกทั้งยังหมองง่าย เนื่องจากมีความไวต่อการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ เงินจะถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์เฉพาะเจาะจงบางอย่างเท่านั้น เช่น ดาวเทียม หรือแผงวงจร เป็นต้น
　
ในขณะที่ทองแดงมีราคาที่ถูกกว่า และนำไฟฟ้าได้ดีไม่ต่างจากเงินมากนัก อีกทั้งยังสามารถดัดพันกับแกนแม่เหล็กไฟฟ้าได้ง่ายอีกด้วย
　
ซึ่งจริงๆ แล้ว ยังมีธาตุอื่นๆ ที่สามารถนำไฟฟ้าได้อีก อาทิ สังกะสี นิกเกิล เหล็ก แพลทตินัม ทองเหลือง สำริด ซึ่งจะถูกนำไปใช้ตามความเหมาะสมนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ตัวนำไฟฟ้า, ทองแดง, ไฟฟ้า</keywords><date>2020-04-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2431</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587561180.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1308"><Nid>2430</Nid><title>ปะการังฟอกขาว (Coral Bleaching) ธรรมชาติที่ถูกทำลายโดยมนุษย์</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67857/-blo-scibio-sci-</source><detail>ปะการังที่มีสีสันสดใสกลายเป็นสีขาวซีด?
ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวคืออะไร? วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ
　
สีสันต่างๆ ของปะการังเกิดจาก สาหร่ายซูแซนเทลลี (Zooxanthele) ที่มาเกาะตามปะการัง ซึ่งทำหน้าที่สังเคราะห์แสง ให้ธาตุอาหารที่มีส่วนช่วยให้ปะการังเจริญเติบโต และสร้างสีสันหลากสีให้กับปะการังด้วย
　
ปะการังถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่บอบบางมาก หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเพียง 1-2 องศาเซลเซียส นานติดต่อกันเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ปะการังเหล่านี้จะเกิดความเครียด ทำให้เจ้าสาหร่ายที่เคยให้สารอาหารและสีสันย้ายไปอยู่อาศัยที่อื่น จนทำให้เห็นเป็นปะการังสีขาว หรือเรียกว่า "ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว" นั่นเองครับ
　
การที่มีปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวแสดงให้เห็นว่า ธรรมชาติกำลังถูกทำลายโดยมนุษย์ ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อน ซึ่งไม่ได้กระทบแค่สิ่งมีชีวิตบนบกแต่กระทบไปถึงสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเล เพราะฉะนั้นทุกคนมาช่วยโลกนี้กันเถอะครับ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการลดใช้รถยนต์ หันมาใช้รถสาธารณะ เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาบอนไดออกไซด์นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ปะการัง, ปะการังฟอกขาว, Coral Bleaching</keywords><date>2020-04-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2430</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587541329.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1309"><Nid>2429</Nid><title>ไฟป่า</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ไฟป่า#ผลกระทบจากสภาพอากาศ</source><detail>สาเหตุของไฟป่านั้นมีมากหลาย แต่ผลลัพธ์ของมันนั้นมีเพียงหนึ่ง คือ ความเสียหายเป็นวงกว้าง ไฟป่าลุกลามและร้ายแรงได้มากถ้ามีเชื้อเพลิงและอากาศเป็นปัจจัยเกื้อหนุน[10][11][12] ไฟป่าอาจมหึมาจนควบคุมมิได้ เพราะมีประวัติว่าใหญ่โตถึงขนาดทำลายอาณาบริเวณตั้งแต่ 0.4 ถึง 400 ตารางกิโลเมตรมาแล้ว และแน่นอนว่า ไฟป่าสามารถใหญ่โตได้มากกว่านี้ ขณะเดียวกัน ไฟป่าก็อาจเล็กราว ๆ 0.0010 ตารางกิโลเมตร หรือน้อยกว่าก็ได้[13][14][15] ไฟป่าขนาดเล็กมักไม่เป็นที่สนใจของสื่อมวลชน นักวิชาการเห็นว่านี้เป็นปัญหาอย่างยิ่ง เพราะการที่สื่อนำเสนอแต่ไฟป่าขนาดใหญ่นั้น มีอิทธิพลเป็นอันมากต่อนโยบายสาธารณะด้านไฟป่า ซึ่งควรหมายถึงไฟป่าไม่ว่าจะป่าเล็กหรือป่าใหญ่ ซึ่งจะทำให้เกิด ควันไฟ ฝุ่นละออง หมอก ขี้เถ้า และแก๊สพิษต่าง ๆ เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO), ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2), ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และ ก๊าซโอโซน (O3)</detail><keywords>ไฟป่า, ไฟไหม้, สัตว์ป่า, ควัน, แก๊สเรือนกระจก</keywords><date>2020-04-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2429</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587524339.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="1310"><Nid>2426</Nid><title>Social Distancing ห่างกันแค่ไหนจึงปลอดภัย</title><source>https://www.sanook.com/health/21085/</source><detail>Social Distancing คืออะไร?
Social Distancing แปลตรงตัวคือ การรักษาระหว่างในสังคม กล่าวคือ การงดพบปะพูดคุย มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ในสังคม ทั้งในเชิงจำนวน และระยะเวลา (ไม่พบปะกับคนจำนวนมากในคราวเดียว และไม่ใช้เวลาอยู่ร่วมกับคนอื่นนานเกินไป) ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 แพร่เชื้อไวรัสให้กับคนอื่นๆ ใกล้เคียง ดังจะเห็นได้จากการที่ภาครัฐ และเอกชนรณรงค์ให้คนที่เดินทางจากประเทศเสี่ยงกักตัวเองอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปพบปะพูดคุยกับคนภายในเป็นเวลา 14 วัน (ระยะฟักตัว)จึงช่วยลดการแพร่ระบาดของไวรัสได้

การรักษาระยะห่างระหว่างผู้อื่น ทำอย่างไร?
อาจจะเป็นเรื่องยากที่เราไม่พบปะพูดคุยกับใครเลยในทุกๆ วัน แต่เราสามารถเลี่ยงการมีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด และชัดเจนได้ ดังนี้

- งดการสังสรรค์ ชุมนุม รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่างๆ กับคนจำนวนมาก เช่น งานปาร์ตี้ ชุมนุม คอนเสิร์ต ทำพิธีกรรมทางศาสนา มหกรรมต่างๆ

- รักษาระยะห่างจากอีกคนหนึ่งไม่ต่ำกว่า 2 เมตร เพื่อลดความเสี่ยงในการสูดเอาละอองน้ำลายจากการพูด ไอ จาม เข้าสู่ร่างกาย ถ้าจำเป็นต้องคุยใกล้ๆ ควรใส่หน้ากากอนามัย

- ลดการสัมผัสกันในระยะใกล้ เช่น จับมือ กอด หอมแก้ม ทักทายแบบฝรั่ง

- ลดการประชุมกันในห้องที่นั่งเรียงติดกัน และระยะเก้าอี้ค่อนข้างใกล้ ถ้าสามารถใช้การประชุมทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ตในช่วงนี้ได้ก็จะดีมาก

- ลดการนั่งรับประทานอาหารในร้าน หรือโรงอาหารที่มีคนจำนวนมากนั่งติดกัน หรือใกล้กัน

- ลดการเดินทางไปในที่สาธารณะที่มีคนอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า โดยสามารถเลือกซื้อของผ่านทางออนไลน์ได้บางบริษัท หรือบางงานสามารถลดการติดต่อพูดคุยกับคนอื่นได้จากการทำงานที่บ้าน (work from home) บางสถานศึกษาอาจแนะนำการเรียนการสอนแบบออนไลน์แทน

- เปลี่ยนเวลาในการพบปะพร้อมกันครั้งละหลายๆ คน เช่น จัดรอบในการรับประทานอาหารเป็นกลุ่มย่อยๆ ต่างเวลากัน

- ลดการรับคนภายนอกเข้ามาในที่ทำงาน รวมทั้งคัดกรองคนภายนอกที่จะเข้ามาให้ดีด้วย

- ลดการเดินทางให้น้อยครั้งที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในการพบปะใกล้ชิดกับคนอื่นๆ ให้ได้มากที่</detail><keywords>Coronavirus, corona, Virus, COVID-19, Socialdistancing</keywords><date>2020-04-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2426</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587471554.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="1311"><Nid>2423</Nid><title>  จะดูแลตัวเองอย่างไร เพื่อป้องกัน ภาวะลมแดด</title><source>https://www.amarinbabyandkids.com/health/heat-stroke/4/</source><detail>การเกิดโรคลมแดด สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่  ยิ่งกับคนที่ต้องทำงานกลางแจ้ง หรือนักกีฬา เป็นต้น  ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นโรคลมแดด คือการดูแลร่างกายช่วงหน้าร้อน ที่ทุกคนสามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายๆ  นั่นคือ

1. ระหว่างวันควรดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายรู้สึกกระหายน้ำ
2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่อากาศร้อนมากๆ และอากาศถ่ายเทไม่สะดวก หากร้อนมากควรทำให้อากาศในห้อง หรือในบ้านเย็นสบาย เช่น การเปิดพัดลม หรือเปิดเครื่องปรับอากาศ
3. ไม่ควรออกกำลังกายกลางแจ้งในวันที่อากาศร้อนจัด
4. สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนได้ดี
5. หากต้องทำงานกลางแจ้งควรสวมหมวกป้องกัน หรือเตรียมตัวออกกำลังกายกลางแจ้งล่วงหน้า เพื่อให้ร่างกายชินกับสภาพอากาศร้อน
6. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิดที่เพิ่มความร้อนให้ร่างกาย</detail><keywords>ดูแลตัวเอง, ลมแดด, ทำงาน, ร่างกาย, หน้าร้อน, โรค</keywords><date>2020-04-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2423</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587440298.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1312"><Nid>2422</Nid><title>การทิ้งหน้ากากอนามัย ทิ้งอย่างไรให้ถูกต้อง</title><source>https://www.sanook.com/health/21465</source><detail>หน้ากากอนามัย
ใช้แล้ว...ต้องทิ้งให้ถูกวิธี
　
หน้ากากอนามัยคือสิ่งที่ปกป้องเราจากเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่างๆ แต่ถ้าเราทิ้งไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้เชื้อโรคที่ติดมากับหน้ากากแพร่กระจายได้ ดังนั้นเรามาดูวิธีทิ้งหน้ากากอนามัยที่ถูกวิธีกันเถอะ
　
ขั้นตอนการทิ้งหน้ากากอนามัย
1. พับหน้ากาก ให้ด้านที่สัมผัสใบหน้าหันเข้าข้างใน เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากน้ำลายของเรากระจายออกไปข้างนอก
2. ใช้หูหน้ากากทั้งสองข้างมัดให้แน่น
3. นำหน้ากากที่ม้วนแล้วใส่ถุงพลาสติก มัดปากถุงให้แน่น
4. ทิ้งในถังขยะที่มีฝาถังปิดมิดชิด
5. ล้างมือทุกครั้งด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
　
เพียงเท่านี้ เจ้าเชื้อโรคต่างๆ ก็จะถูกปิดตายอยู่ในถุงพลาสติกอย่างมิดชิดรอวันถูกนำไปกำจัดแบบถูกวิธี เชื้อโรคก็จะไม่แพร่กระจายแล้วล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>หน้ากากอนามัย</keywords><date>2020-04-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2422</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587100100.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1313"><Nid>2419</Nid><title>ถั่วงอกดิบ ภัยร้ายที่ควรระวัง</title><source>https://www.sanook.com/health/17581</source><detail>ภัยร้ายที่แฝงตัวมากับถั่วงอกดิบ
　
ใครชอบทานถั่วงอกดิบ ต้องไม่พลาดกับเรื่องราวในวันนี้ อันตรายที่แฝงมากับถั่วงอกดิบ มีอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ
　
ถั่วงอกดิบ มักพบการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียอย่าง ซาลโมเนลลา (Salmonella) หรืออีโคไล (E.coli) นอกจากนี้ยังพบสารฟอกขาวเป็นจำนวนมากอีกด้วย ซึ่งหากบริโภคเข้าไปในปริมาณมาก จะส่งผลให้เกิดอาการหายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ ปวดท้อง อาเจียน ในกลุ่มผู้ป่วยโรคหอบหืดอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
　
แล้วควรเลือกถั่วงอกยังไง?
1. พยายามเลี่ยงถั่วงอกดิบที่หาแหล่งผลิตไม่ชัดเจน
2. พยายามปรุงถั่วงอกให้สุกทุกครั้งก่อนรับประทาน
3. เลือกไม่รับประทานถั่วงอกที่มีสีขาวผิดปกติ เพราะอาจมีสารฟอกขาวปนเปื้อน
　
เพียงแค่นี้ ทุกคนก็สามารถกินถั่วงอกได้อย่างปลอดภัยแล้วล่ะครับ เพียงแค่สังเกตก่อนรับประทาน เพื่อสุขภาพของพวกทุกคนครับ
　
#STKC</detail><keywords>ถั่วงอก, ถั่วงอกดิบ, ซาลโมเนลลา, Salmonella, อีโคไล, E.coli</keywords><date>2020-04-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2419</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1587028599.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1314"><Nid>2416</Nid><title>รักษาอาการนอนไม่หลับ เพียงแค่ปรับการกิน 9 ข้อ</title><source>https://www.sanook.com/men/65037</source><detail>รักษาอาการนอนไม่หลับ
เพียงแค่ปรับการกิน 9 ข้อ
　
ใครที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม วันนี้เรามีเทคนิค 9 ข้อ ทำง่ายๆ แค่ปรับพฤติกรรมการกินครับ
　
1. หลีกเลี่ยงคาเฟอีนก่อนนอน : เพราะคาเฟอีน (Caffeine) ทำให้ร่างกายมีความตื่นตัว จึงส่งผลเรื่องการนอนหลับ
　
2. กินเมล็ดฟักทอง : อุดมไปด้วยแมกนีเซียม (Magnesium) ซึ่งจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
　
3. ดื่มน้ำมะพร้าว : อุดมไปด้วยโพแตสเซียม (Potassium) แคลเซียม (Calsium) แม็กนีเซียม (Magnesium) ฟอสฟอรัส (Phosphorus) และโซเดียม (Sudium) ช่วยบรรเทาอาการเจ็บกล้ามเนื้อระหว่างนอนหลับ
　
4. กินอาหารที่มีเซโรโทนิน (Serotonin) : เปรียบเสมือนฮอร์โมนแห่งความสุข ช่วยควบคุมอารมณ์
　
5. กินอาหารที่มีโปรตีน (Protein) : ช่วยรักษาสมดุลน้ำตาลในเลือด ซึ่งหากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไปจะทำให้นอนหลับยากขึ้น
　
6. กินเชอร์รี่หลังมื้อเย็น : มีสารเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งช่วยให้รู้สึกง่วงนอนและนอนหลับง่าย
　
7. อย่าดื่มแอลกอฮอล์ก่อนนอน : เพราะจะไปขัดขวางการปล่อยฮอร์โมนทริปโตแฟน (Tryptophan) จากสมอง ทำให้รู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อนตลอดทั้งคืน
　
8.  กินน้อยๆ แต่บ่อยมื้อ :  จะช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้มากเกินไป ทำให้นอนหลับได้สบายขึ้น
　
9. กินของว่างเล็กน้อยก่อนนอน : บางคนตื่นกลางดึก หรือนอนไม่หลับ อาจเป็นเพราะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ให้หาของว่างกินที่มีน้ำตาลเล็กๆ น้อยๆ เพื่อปรับสมดุลน้ำตาลในเส้นเลือดได้
　
ใครที่มีปัญหาเรื่องการหลับยาก ลองเลือกวิธีเหล่านี้ไปใช้ดูนะครับ หรือใครมีวิธีดีๆ สามารถแชร์กันเข้ามาได้เลยนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>อาการนอนไม่หลับ, การนอนหลับ</keywords><date>2020-04-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2416</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1586937789.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1315"><Nid>2413</Nid><title>AI (ปัญญาประดิษฐ์) ในปัจจุบันพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/78911/-blo-scieng-sci-</source><detail>การพัฒนา AI ในยุคปัจจุบันไปถึงขั้นไหนแล้ว?
วันนี้เราจะพามาดูกันครับ
　
ปัจจุบันการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์มีความก้าวล้ำและรวดเร็วมากขึ้น โดยปัจจัยสำคัญคือการพัฒนาของเทคโนโลยี 5G ซึ่งจะส่งผลใน 3 แง่มุมนั่นคือ การเข้าถึงข้อมูลขนาดใหญ่, ฮาร์ดแวร์ที่มีการประมวลผลด้วยความเร็วสูง และอัลกอริทึมของการเรียนรู้เชิงลึก  ที่ทันสมัย
　
ตัวอย่างของการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในชีวิตประจำวันก็มีหลายอย่าง เช่น รถยนต์ไร้คนขับ ที่จำเป็นต้องใช้ความเร็วในการประมวลผลข้อมูลบนท้องถนนเพื่อจะหลบสิ่งกีดขวางได้ หรือแม้กระทั่งพัฒนาเป็นเครื่องจักรที่มีความคิดความอ่าน เทียบเคียงกับมนุษย์ได้เลยทีเดียว
　
ยิ่งมนุษย์มีวิทยาการทางด้านการรับ-ส่ง ประมวลผลข้อมูลไวขึ้นมากเท่าไร ความสำเร็จในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น ในอนาคตอันใกล้เราอาจได้ใชชีวิตท่ามกลางปัญญาประดิษฐ์ก็เป็นได้นะครับ
　
#STKC</detail><keywords>AI, ปัญญาประดิษฐ์</keywords><date>2020-04-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2413</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1586847151.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1316"><Nid>2410</Nid><title>เรื่องจริงของดาวศุกร์ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/79699/-blo-sciear-sci-</source><detail>เรื่องจริงของดาวศุกร์ ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน
มาทำความรู้จักดาวศุกร์กันให้มากขึ้นกันเถอะครับ
　
10 เรื่องจริงที่น่าสนใจบนดาวศุกร์
　
1. ดาวศุกร์ถูกเรียกว่า "ฝาแฝดของโลก" เนื่องจากมีขนาดใกล้เคียงกับโลก
2. ดาวศุกร์ใช้เวลาหมุนรอบตัวเองประมาณ 243 วันบนโลก
3. ดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ตามเข็มนาฬืกา ขณะที่ดาวอีกหลายดวงโคจรทวนเข็มนาฬิกา
4. ดาวศุกร์ถูกตั้งชื่อตามเทพีแห่งความรักและความงาม
5. ดาวศุกร์มีอุณหภูมิสูงที่สุดในระบบสุริยะ นั่นคือประมาณ 470 องศาเซลเซียส
6. ความดันบรรยากาศในดาวศุกร์มีสภาพที่โหดร้าย เพราะมีมากประมาณ 75-100 เท่าของโลก
7. ดาวศุกร์มีภูเขาไฟอยู่มากกว่า 1,600 ลูก ซึ่งมากกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะ
8. ลมที่พัดบนดาวศุกร์มีความเร็วสูงสุดถึง 724 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเร็วกว่าพายุทอร์นาโดเสียอีก
9. มียานอวกาศมากกว่า 40 ลำที่ถูกส่งไปสำรวจดาวศุกร์ และยานลำแรกที่ลงจอดได้สำเร็จคือยานอวกาศสัญชาติรัสเซีย
10. คาดว่าบนดาวศุกร์อาจมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่เช่นเดียวกับโลก เมื่อ 300 ล้านปีก่อน
　
ถ้าดูจากข้อเท็จจริงเหล่านี้แล้ว สภาพบนดาวศุกร์น่าจะอยู่ไม่เป็นสุขสักเท่าไร หวังว่าทุกๆ คนจะได้รู้จักกับดาวศุกร์กันมากขึ้นนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ดาวศุกร์, Venus</keywords><date>2020-04-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2410</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1586769494.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1317"><Nid>2405</Nid><title>ก่อนโลกนี้จะมีต้นไม้ เราเอาออกซิเจนมาจากไหน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72658/-scibio-sci-</source><detail>ก่อนโลกนี้จะมีต้นไม้
เราเอาออกซิเจนที่ไหนมาใช้?
　
ในช่วงกำเนิดโลก โลกถูกปกคลุมไปด้วยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide) และแก๊สไนโตรเจน (Nitrogen) ซึ่งแก๊สเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาจากการระเบิดของภูเขาไฟ
　
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) หรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน เป็นสิ่งมีชีวิตแรกบนโลก
　
เมื่อมีการรวมตัวกันของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินปริมาณมาก ทำให้มีการสังเคราะห์แสง และสิ่งที่ได้จากการสังเคราะห์แสงก็คือออกซิเจน (Oxygen) นั่นเอง
　
และนี่ถือว่าอาจเป็นการสร้างออกซิเจนครั้งแรกบนโลกใบนี้ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกที่ต้องใช้ออกซิเจนในการดำรงชีวิตนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ต้นไม้, ออกซิเจน</keywords><date>2020-04-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2405</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1586499758.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1318"><Nid>2402</Nid><title>พักเล่นเกมแค่ 5 นาที ช่วยคลายเครียดช่วงกักตัวได้</title><source>https://www.sanook.com/men/65177</source><detail>พักเล่นเกม 5 นาที
ช่วยคลายเครียดช่วงกักตัวได้
　
ในช่วงนี้หลายๆ ท่านคงต้องนำงานกลับมาทำที่บ้าน เนื่องจากอยู่ในช่วงกักตัว จนบางทีเกิดความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว
　
มีผลวิจัยว่า การพักเล่นเกมเพียง 5 นาที สามารถลดความเครียดได้ โดยแบ่งกลุ่มผู้ทดลองเป็น 2 กลุ่ม หลังจากทำงานมาระยะหนึ่ง ให้กลุ่มแรกมานั่งในห้องว่างเปล่าโดยไม่ทำอะไรเลยเป็นเวลา 5 นาที ในขณะที่กลุ่มที่สองมีการให้เล่นเกม Sushi Cat เป็นเวลา 5 นาที
　
หลังจากนั้นจะนำคนทั้งสอกงกลุ่มมาทดสอบหาความเครียด ซึ่งพบว่ากลุ่มคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลยมีความรู้สึกอยากทำงานน้อยลง และยังมีความกังวลอยู่ในจิตใจ ส่วนกลุ่มที่เล่นเกม พบว่าช่วยทำให้ความรู้สึกแย่ๆ หายไป และยังมีสมาธิในการทำงานเพิ่มขึ้นด้วย
　
หากเพื่อนๆ คนไหนทำงานหรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน ลองหันมาพักเล่นเกมสัก 5 นาที รับรองว่าจะรู้สึกดีขึ้นแน่นอนครับ อ้อ! และอย่าเล่นเพลินจนลืมกลับไปทำงานนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>เกมส์, ความเครียด</keywords><date>2020-04-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2402</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1586413351.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1319"><Nid>2394</Nid><title>ความเชื่อผิดๆ 9 ข้อเกี่ยวกับการออกกำลังกาย</title><source>https://www.sanook.com/men/65049</source><detail>ใครชอบออกกำลังกายต้องดู!
ความเชื่อผิดๆ 9 ข้อเกี่ยวกับการออกกำลังกาย
　
แน่นอนว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่หากมีความเข้าใจที่ผิด ก็อาจจะทำให้ผลลัพธ์ไม่ออกมาตามที่หวังเอาไว้ได้ วันนี้เรามาดู 9 เรื่อง ที่เรามักเข้าใจผิดกัน
　
1. ซิทอัพเยอะๆ Six Pack จะมาเอง : หากเราหักโหมซิทอัพเพียงอย่างเดียว สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือกล้ามเนื้ออักเสบ เพราะการจะมีกล้ามหน้าท้องต้องได้รับอาหารที่มีแป้งน้อย และโปรตีนควบคู่ไปด้วย
　
2. การวิ่งทำให้เข่าเสีย : มีการสำรวจว่าผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำมีความเสี่ยงที่จะหัวเข่าเสียน้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่ออกกำลังกายเสียอีก ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เข่าเสียคือน้ำหนักตัวต่างหากครับ
　
3. ต้องยืดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกาย : มีงานวิจัยว่าการยืดกล้ามเนื้อในขณะที่กล้ามเนื้อยังเย็นอยู่จะส่งผลเสียมากกว่าผลดี ควรเปลี่ยนเป็นวอร์มอัพแทนจะให้ผลดีกว่า
　
4. ยิ่งออกกำลังกายมากเท่าไหร่ยิ่งดี : หากหักโหมมากเกินไปจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี ต้องแบ่งวันพักผ่อนให้ร่างกายได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอด้วยครับ
　
5. สามารถลดไขมันเป็นส่วนๆ ได้ : เราไม่สามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้ เพราะระบบการเผาผลาญจะเกิดขึ้นทั้งร่างกาย เพราะฉะนั้นหากอยากลดไขมันเร็วๆ ให้เน้นออกกำลังกายส่วนกล้ามเนื้อใหญ่ เช่น กล้ามเนื้อขา เพราะจะเผาผลาญได้มากกว่า
　
6. ยิ่งกล้ามใหญ่เท่าไหร่ ยิ่งแข็งแรง : การออกกำลังกายมีทั้งแบบเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อ และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ การออกกำลังกายที่ดีต้องทำควบคู่กันไป หากเพิ่มขนาดกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว ลองจินตนาการถึงนักเพาะกายที่มีกล้ามใหญ่โต แต่ไม่อาจวิ่งทางไกลได้นั่นเองครับ
　
7. คาร์ดิโอทำลายกล้ามเนื้อ : หลายคนเข้าใจว่าการวิ่งหรือการคาร์ดิโอ จะทำให้กล้ามเนื้อเล็กลง แต่หากทำประสานกับเวทเทรนนิ่ง จะทำให้เพิ่มกล้ามเนื้อได้อย่างมากเลยครับ
　
8. การออกกำลังกายช่วยเปลี่ยนไขมันไปเป็นกล้ามเนื้อ : การออกกำลังกายไม่ได้เปลี่ยนให้ไขมันเป็นกล้ามเนื้อแต่อย่างใด แต่เป็นการปริมาณลดไขมัน และเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
　
9. ออกกำลังกายตอนเช้าดีกว่า : จริงๆ แล้วไม่ว่าจะออกกำลังกายตอนไหนก็ดีเหมือนกันทั้งหมด
　
เป็นไงกันบ้างครับ ใครยังมีความเข้าใจผิดๆ อยู่ หวังว่าวันนี้จะได้ความรู้ไปปรับใช้กับการออกกำลังกายของทุกคนนะครับ ส่วนใครที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ลองเริ่มต้นด้วยการขยับร่างกายทุกวัน เพราะแค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกายแล้วล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>การออกกำลังกาย</keywords><date>2020-04-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2394</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1586181841.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1320"><Nid>2393</Nid><title>ถ้าหลุมดำมีสีดำสนิท เราจะมองเห็นได้ยังไงว่าเป็นหลุมดำ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/79240/-blo-sciear-sci-</source><detail>ถ้าหลุมดำมีสีดำสนิท เราจะมองเห็นได้ยังไงว่าเป็นหลุมดำ?
วันนี้เราพามาเรียนรู้ว่าแท้จริงแล้ว หลุมดำนั้น ไม่ได้ดำสนิทอย่างที่เข้าใจกัน
　
ตามปกติแล้ว หลุมดำเกิดจากการที่ดาวสลายตัว แปรเปลี่ยนกลายเป็นวัตถุที่มีแรงดึงดูดโน้มถ่วงเป็นอนันต์ แม้แต่แสงที่เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุดในจักรวาลก็ยังไม่สามารถหนีหลุมดำไปได้ นี่คือเหตุผลที่หลุมดำมืดสนิท
　
แต่จะมีบริเวณที่เรียกว่า “ขอบฟ้าเหตุการณ์” เป็นเส้นที่แบ่งระหว่างบริเวณแสงที่ไม่สามารถหนีออกมาจากหลุมดำ กับบริเวณแสงที่เดินทางภายนอกหลุมดำ จึงทำให้เกิดเป็นแสงสว่างรอบๆหลุมดำนั่นเองครับ
　
การค้นพบลักษณะของหลุมดำถือว่าเป็นหนึ่งในความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เข้าใจเรื่องราวของแรงโน้มถ่วงรอบๆ หลุมดำ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการไขความลับอวกาศต่อไปครับ
　
#STKC</detail><keywords>หลุมดำ</keywords><date>2020-04-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2393</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1586181792.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1321"><Nid>2392</Nid><title>ดอกไม้น้ำแข็ง (Frost Flower) ปรากฏการณ์ธรรมชาติบริเวณผิวทะเลสาปน้ำแข็ง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/78966/-blo-sciche-sci-</source><detail>ดอกไม้น้ำแข็ง (Frost Flower)
ปรากฏการณ์ธรรมชาติบริเวณผิวทะเลสาปน้ำแข็ง
　
ดอกไม้น้ำแข็ง คือ ปรากฏการณ์ที่เราจะได้เห็นน้ำแข็งแผ่นบางๆ ซ้อนกันเป็นชั้น เกาะอยู่บริเวณกิ่งไม้บนพื้นดิน หรือเห็นน้ำแข็งที่มีลักษณะคล้ายกับช่อดอกไม้สีขาวกระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณผิวทะเลสาบน้ำแข็ง
　
ดอกไม้น้ำแข็งที่เกิดบนพื้นดินนั้นเกิดจาก เมื่ออุณหภูมิในบรรยากาศต่ำจนถึงจุดเยือกแข็ง ขณะที่ในดินยังคงมีความชื้น และลำต้นของพืชยังไม่ถูกแช่แข็ง น้ำในดินจะถูกดูดขึ้นมายังลำต้น เมื่อสัมผัสกับอากาศที่ถึงจุดเยือกแข็ง น้ำจะกลายเป็นน้ำแข็งและขยายตัวแทรกตามรอยแยกของลำต้นออกมา
　
ดอกไม้น้ำแข็งที่เกิดขึ้นบนผิวน้ำ เกิดจากการที่อุณหภูมิในบรรยากาศต่ำกว่าอุณหภูมิใต้ผืนน้ำ เมื่อมีไอน้ำอิ่มตัวแทรกขึ้นมาตามแผ่นน้ำแข็ง กระทบกับความเย็นจัดของบรรยากาศ จึงเกิดเป็นเกล็ดน้ำแข็งลักษณะต่างๆ นั่นเอง
　
โดยปรากฏการณ์นี้จะเกิดเป็นระยะเวลาสั้นๆ เมื่อเจอกับแสงแดด น้ำแข็งเหล่านี้ก็จะละลายไปเอง แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์สิ่งที่สวยงามแบบนี้ขึ้นบนโลก ช่างวิเศษจริงๆ เลยใช่ไหมล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ปรากฏการณ์ธรรมชาติ, ดอกไม้น้ำแข็ง, Frost Flower</keywords><date>2020-04-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2392</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1586166737.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1322"><Nid>2391</Nid><title>Social Distancing ทำไมถึงสำคัญต่อการสู้กับ Covid-19</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1498151</source><detail>Social Distancing
ทำไมถึงสำคัญต่อการสู้กับ Covid-19?
　
สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดของประเทศไทยตอนนี้ คือ การที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นไม่หยุดในแต่ละวัน และหนึ่งในสาเหตุหลักคือการที่ผู้คนยังคงออกไปใช้ชีวิตตามปกติ พูดคุยใกล้ชิดกัน ซึ่งอาจทำให้ตัวเลขคาดการณ์ผู้ติดเชื้อทะลุหลัก 350,000 คน และเสียชีวิตกว่า 7,000 ราย ภายในวันที่ 15 เมษายนนี้
　
การที่พวกเราทุกคนให้ความสำคัญกับ Social Distancing หรือการไม่ออกจากบ้าน มีระยะห่างทางสังคม จะทำให้แนวโน้มผู้ติดเชื้อลดลงเป็นจำนวนมากจากหลักแสนเหลือเพียงหลักหมื่นรายเท่านั้น
　
Social Distancing ทำได้อย่างไร?
1. เว้นระยะห่างระหว่างกัน 1-2 เมตร
2. งดการเดินทางโดยไม่จำเป็น
3. ไม่ไปในพื้นที่ที่แออัด
4. แยกสำรับอาหาร ไม่ใช่ช้อน ถ้วย ชาม แก้วน้ำ ร่วมกัน
5. หากมีอาการของโรคระบบทางเดินหายใจ ไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปกปิด
　
เพียงแค่ทุกคนร่วมใจกันปฏิบัติตามนี้ รับรองว่าอีกไม่นานประเทศไทยจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกันครับ
　
#STKC</detail><keywords>Social Distancing, COVID-19, Corona Virus</keywords><date>2020-04-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2391</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1585889163.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1323"><Nid>2390</Nid><title>ถั่วเม็ดเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยประโยชน์มากถึง 7 อย่าง</title><source>https://www.sanook.com/men/65053</source><detail>ถั่วเม็ดเล็กๆ
ที่เต็มไปด้วยประโยชน์มากถึง 7 อย่าง
　
ถั่ว คือ ธัญพืชที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดีไม่แพ้กับเนื้อสัตว์ และที่สำคัญ ยังหากินง่ายและราคาไม่แพงอีกด้วย
　
ประโยชน์ของถั่วมีมากมาย
1. ช่วยจัดการกับไขมันไม่ดีในร่างกาย - ถั่วสามารถลดคอเรสเตอรอล และไขมันไม่ดีอื่นๆ ในเส้นเลือด ได้
　
2. ช่วยลดน้ำหนักเเละลดระดับน้ำตาลในเลือด - ถั่วมีใยอาหารสูง ทำให้อิ่มได้นาน จึงเหมาะสำหรับการลดน้ำหนัก
　
3. ถั่วไม่ได้ทำให้ท้องอืดอย่างที่เข้าใจกัน - เนื่องจากมีใยอาหารสูง สามารถช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายให้ดีขึ้นอีกด้วย
　
4. ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด - แปลกใจล่ะสิครับ เพราะถั่วอุดมไปด้วยแร่ธาตุสังกะสี ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันความเสียหายของผิวจากแสงแดดและยังสามารถรักษาแผลพุพองที่เกิดจากเเสงแดดได้
　
5. ดีต่อสิ่งแวดล้อม - การปลูกถั่วทำให้ดินบริเวณนั้นกลับมีสารอาหารที่อุดมสมบูรณ์
　
6. เสริมสร้างภูมิต้านทาน ทำให้ไม่ป่วยง่าย - ถั่วอุดมไปด้วยโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อม และซิงค์ (Zync) ที่ทำให้ไม่ป่วย หรือติดเชื้อโรคได้ง่าย 
　
7. ช่วยทำให้อายุยืน - ด้วยทั้ง 6 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการรับประทานถั่วจะทำให้มีอายุยืนขึ้นได้
　
เป็นยังไงบ้างล่ะครับ กับถั่วเม็ดจิ๋วที่ประโยชน์ไม่ได้จิ๋วตามขนาดเลย เรียกได้ว่ากินอย่างเดียวดีต่อร่างกายมากถึง 7 อย่าง รู้แบบนี้แล้วล่ะก็ ทุกคนอย่าลืมรับประทานถั่วเป็นประจำนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ถั่ว, ประโยชน์ของถั่ว</keywords><date>2020-04-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2390</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1585889079.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1324"><Nid>2385</Nid><title>ชอบชาหรือกาแฟ? ความชอบอาจสัมพันธ์กับ DNA</title><source>https://www.sanook.com/men/65373/</source><detail>ชอบชาหรือกาแฟมากกว่ากัน?
คำตอบที่ DNA อาจเป็นตัวกำหนดให้ชอบตั้งแต่แรก
　
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น (Osaka University) ได้ค้นพบตำแหน่งของสารพันธุกรรมเก้าตำแหน่ง ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับความพึงพอใจของคนเราที่จะเลือกดื่มชา กาแฟ หรืออื่นๆ เช่น แอลกอฮอล์ โยเกิร์ต เนย ถั่วเหลืองหมัก เต้าหู้ ปลา เนื้อ
　
และยังมีงานวิจัยแนวเดียวกันที่ค้นพบว่า ยีนของคนในแถบยุโรปมีแนวโน้มจะชอบรสชาติขม บุคคลนั้นก็จะมีแนวโน้มที่จะชอบกินกาแฟหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในขณะที่บางคนมียีนที่ระบุว่าจะชอบรสชาติของชา ก็จะกำหนดให้คนนั้นชอบกินชาไปโดยอัตโนมัติ
　
จากการศึกษาในครั้งนี้ ทำให้เราได้เข้าใจถึงว่าความชอบที่แตกต่างกันของมนุษย์นั้นมี เรื่องราวของ DNA อยู่เบื้องหลังด้วย แล้วทุกคนล่ะ ชอบชาหรือกาแฟมากกว่ากัน?
　
#STKC</detail><keywords>ชา, กาแฟ, DNA</keywords><date>2020-04-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2385</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1585726936.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1325"><Nid>2379</Nid><title>เตือนภัยหน้าร้อน "สุก ร้อน สะอาด" ลดเสี่ยงอาหารเป็นพิษ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/51521-แนะยึดหลัก%20“สุก%20ร้อน%20สะอาด”%20ลดเสี่ยงอาหารเป็นพิษ.html</source><detail>    หน้าร้อน เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้อาหารบูดเสียได้ง่าย อาจเสี่ยงทำให้ป่วยโรคอาหารเป็นพิษ พร้อมแนะยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อน หลีกเลี่ยงอาหารสุกๆ ดิบๆ หากอาหารมีกลิ่นผิดปกติไม่ควรรับประทาน
ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว ตอนนี้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เชื้อโรคหลายชนิดเจริญเติบโตได้ดี และอาจทำให้อาหารบูดเสียได้ง่ายกว่าปกติ ส่งผลให้ประชาชนมีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ กรมควบคุมโรค จึงขอแนะนำให้ประชาชนระมัดระวังในเรื่องการรับประทานอาหารและน้ำดื่มเป็นพิเศษ โดยสถานการณ์โรคอาหารเป็นพิษตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 9 มีนาคม 2563 มีรายงานผู้ป่วยจำนวน 17,757 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต ซึ่งกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ 15-24 ปี รองลงมา แรกเกิด-4 ปี และ อายุมากกว่า 65 ปี โดยจังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อแสนประชากรสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ สมุทรสงคราม ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี มุกดาหาร และพิษณุโลก ตามลำดับ
โรคอาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย และพยาธิที่มากับอาหารที่ไม่สะอาด อาหารที่ปรุงไว้นานหรืออาหารที่ปรุงสุกๆ ดิบๆ และไม่ได้แช่เย็นหรือนำมาอุ่นให้ทั่วถึงก่อนรับประทาน ประกอบกับในช่วงนี้อากาศที่ร้อนขึ้น ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีและเพิ่มจำนวนมากขึ้น 
สำหรับอาการของโรคคือ คลื่นไส้ พะอืดพะอม อาเจียน ปวดท้องแบบบิดเกร็งเป็นพักๆ ถ่ายอุจจาระ ปวดหัว คอแห้งกระหายนํ้า และอาจมีไข้ร่วมด้วย ส่วนการป้องกันโรคอาหารเป็นพิษ ขอให้ยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” โดยรับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ด้วยความร้อน ไม่มีแมลงวันตอม ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร ก่อน-หลังการเตรียมอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ ในการรักษาเบื้องต้น ให้จิบน้ำผสมสารละลายเกลือแร่ (ORS) บ่อยๆ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ 
</detail><keywords>อาหารหน้าร้อน, เตือนภัยหน้าร้อน, อาหารเป็นพิษ, หน้าร้อนอาหารเป็นพิษ</keywords><date>2020-03-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2379</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1585560654.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1326"><Nid>2374</Nid><title>สังคมก้มหน้า เสี่ยงโรคปวดศีรษะ และกระดูกต้นคอเสื่อมในระยะยาว</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/62599/-heabod-hea-</source><detail>ยุคสังคมก้มหน้า
กับโรคร้ายที่มาแบบไม่รู้ตัว
　
สมัยนี้ สังคมก้มหน้าเราคงเห็นในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นบนรถสาธารณะ ในที่อยู่อาศัย หรือแม้กระทั่งบนโต๊ะกินข้าว แต่แท้จริงแล้ว การก้มหน้าเล่นสมาร์ทโฟนเป็นประจำนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบประสาทและกระดูกต้นคออย่ามากเลยครับ
　
การก้มหน้าเป็นเวลานาน เสี่ยงต่อโรคใดบ้าง?
1. อาการปวดศีรษะ - การก้มหน้าเป็นเวลานาน ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอเกิดอาการเมื่อยล้า จนเกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งเป็นก้อน และส่งความเจ็บปวดต่อไปยังบริเวณใกล้เคียง
　
2. กลุ่มอาการปวดจากกล้ามเนื้อเกร็ง - อาจทำให้เกิดอาการกระดูกคอเสื่อมก่อนวัย หรืออาจถึงขั้นหมอนรองกระดูกปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทได้
　
3. โรคไมเกรน - แสงที่ออกมาจากหน้าจอ จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบเฉียบพลันขึ้น ในกลุ่มคนที่เป็นไมเกรนอยู่แล้ว อาจเกิดความรุนแรงจนถึงขั้นต้องใช้วิธีผ่าตัดเพื่อรักษา
　
รู้แบบนี้แล้ว เพื่อป้องกันอาการผิดปกติที่ได้กล่าวมา การใช้สมาร์ทโฟนอย่างเหมาะสม ไม่ใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินไป คงจะเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ลองวางสมาร์ทโฟนลงและสนใจสิ่งรอบข้างบ้างเพื่อสุขภาพของตัวเองและสังคมรอบข้างนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>สมาร์ทโฟน, Smart Phone</keywords><date>2020-03-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2374</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1585194065.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1327"><Nid>2373</Nid><title>ซากดึกดำบรรพ์ในประเทศไทย</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/60070/-env-</source><detail>ซากดึกดำบรรพ์
ที่ขุดพบในประเทศไทย มีอะไรบ้าง?
　
ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน สัตว์หรือพืชหลายสายพันธุ์ จะไม่หลงเหลือให้เราเห็นตัวเป็นๆ แล้ว แต่เราก็สามารถรู้ถึงการมีอยู่ของพวกมันได้ผ่านซากดึกดำบรรพ์นั่นเอง
　
ซากดึกดำบรรพ์แบ่งได้เป็น 4  ประเภท คือ ซากดึกดำบรรพ์สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง, ซากดึกดำบรรพ์สัตว์มีกระดูกสันหลัง, ซากดึกดำบรรพ์พืช และ ร่องรอยสัตว์ดึกดำบรรพ์
　
แหล่งซากดึกดำบรรพ์ที่รู้จักกันดีในประเทศไทยมีอยู่ 3 แห่งด้วยกัน คือ
　
1. แหล่งซากไดโนเสาร์ภูเวียง อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น - เป็นแหล่งที่พบซากไดโนเสาร์ทั้งประเภทกินพืชและกินเนื้อ รวม 3 ชนิดด้วยกัน
　
2. สุสานหอยแหลมโพธิ์ อำเภอเมืองฯ จังหวัดกระบี่ - มีเปลือกหอยขมน้ำจืดจำนวนมากทับถมกันและเชื่อมประสานติดกัน
　
3. แหล่งไม้กลายเป็นหิน อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก - พบลำต้นของไม้ที่กลายเป็นหินขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.8 เมตร
　
ถึงแม้ว่าสัตว์บางชนิด จะไม่เคยมีมนุษย์คนไหนบนโลกได้เห็นตัวเป็นๆ เลยสักครั้ง แต่ด้วยการศึกษาซากดึกดำบรรพ์เหล่านี้ ทำให้เราได้ทราบถึงโครงสร้างร่างกาย และสามารถสร้างเป็นภาพจำลองของสัตว์ชนิดๆ นั่นได้เลยล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ซากดึกดำบรรพ์, Fossil</keywords><date>2020-03-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2373</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1585193483.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1328"><Nid>2372</Nid><title>วิตามินเสริมจำเป็นสำหรับเด็กหรือไม่</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/60070/-env-</source><detail>วิตามินเสริม, อาหารเสริม จำเป็นสำหรับเด็ก
ที่ต้องกินเพื่อให้เจริญเติบโตได้อย่างสมวัยจริงหรือไม่?
　
เด็กวัย 2-8 ปี จำเป็นต้องได้รับพลังงานประมาณ 1,000 – 1,400 แคลอรี่ต่อวัน แล้วถ้าอย่างนั้น...เด็กจำเป็นต้องกินอาหารเสริมไหม? 
　
จริงๆ แล้ว หากเด็กที่รับประทานอาหารได้ครบ 5 หมู่ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องได้รับอาหารเสริมเพิ่มแต่อย่างใด เพราะการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวันนั้นเพียงพอแล้ว แต่หากเด็กคนนั้นเป็นโรคบางอย่าง เช่น โรคขาดสารอาหาร หรือเด็กที่รับประทานมังสวิรัติ อาจจะมีภาวะขาดโปรตีนอยู่บ้าง จึงต้องมีอาหารเสริมทดแทนในส่วนของสารอาหารที่ขาดไป 
　
เพราะฉะนั้น หากเด็กคนไหนที่มีพฤติกรรมการกินที่ปกติ สามารถรับประทานอาหารได้ครบ 5 หมู่อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งอาหารเสริมแต่อย่างใด แต่หากเด็กคนไหนมีปัญหาเรื่องการรับประทาน ก็สามารถหาอาหารเสริมเข้าไปในส่วนที่ขาดได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>วิตามิน, vitamin</keywords><date>2020-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2372</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1585193262.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1329"><Nid>2367</Nid><title>พบร่องรอยการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดในจักรวาลรองจากบิ๊กแบง</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-51677690</source><detail>ระเบิดแรงกว่านี้ ก็มีแค่บิ๊กแบง!
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหลุมดำระเบิดพลังมหาศาล
มีความรุนแรงรองลงมาจากบิ๊กแบง ที่เป็นจุดเริ่มต้นเอกภพ
　
การระเบิดครั้งนี้ พบว่าเป็นช่องโหว่ขนาดยักษ์ในกระจุกดาราจักรโอฟิวคุส (Ophiuchus Galaxy Cluster) ซึ่งอยู่ห่างจากโลกราว 390 ล้านปีแสง โดยหลุมดำนี้มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 10 ล้านเท่า
　
คาดว่าการระเบิดครั้งนี้เกิดมาจากการดูดกลืนดาวฤกษ์ และปะทะออกมาในรูปแบบของไอพ่น และไอพ่นนี้เองปะทะเข้ากับวัตถุบางอย่างจนทำให้เกิดการระเบิดเป็นช่องโหว่ขนาดใหญ่
　
ผู้วิจัยยังบอกอีกว่า ที่สามารถระเบิดพลังออกมาได้มากมายขนาดนี้ น่าจะเป็นเพราะมีการดูดกลืนกาแล็กซีเข้าไปเมื่อหลายร้อยล้านปีมาแล้วนั่นเองครับ บนห้วงอวกาศอันไกลโพ้น ยังมีเรื่องราวอีกเยอะแยะมากมายที่มนุษย์ยังไม่รู้ หากมีอะไรน่าสนใจอีก ทีมงาน STKC จะรีบนำมาเสนอแน่นอนครับ
　
#STKC</detail><keywords>บิ๊กแบง, Big Bang, ระเบิดจักรวาล</keywords><date>2020-03-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2367</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1585049666.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1330"><Nid>2356</Nid><title>น้ำค้าง ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดได้ทุกฤดู</title><source>https://guru.sanook.com/5563/</source><detail>น้ำค้าง ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดได้ทุกฤดู
เกิดขึ้นได้อย่างไร? ไปดูกันเลยครับ
　
ตามปกติแล้ว น้ำมีการระเหยกลายเป็นไอแทรกซึมเข้าไปอยู่ในอากาศตลอดเวลา แต่พอถึงจุดหนึ่งที่อากาศรับไอน้ำไว้ไม่ไหว ก็จะมีการคายไอน้ำเก่าออกมา และจุดที่ไอน้ำในอากาศจับตัวเกาะเป็นหยดน้ำเล็กๆ นี้เรียกว่า "จุดน้ำค้าง" นี่แหละครับ
　
ในบางครั้ง น้ำค้างสามารถลอยขึ้นไปในอากาศได้ และหากมีปริมาณมากก็จะทำให้เกิดเป็นหมอก เมื่อถูกความร้อนของดวงอาทิตย์ในช่วงเช้า หมอกก็จะสลายตัวกลับไปเป็นไอน้ำ ปะปนแทรกซึมอยู่ในอากาศเช่นเดิมนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>น้ำค้าง, ปรากฏการณ์ธรรมชาติ</keywords><date>2020-03-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2356</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584460906.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1331"><Nid>2355</Nid><title>ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/61370/-env-</source><detail>ในสมัยก่อน ประเทศไทยเคยมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ จนกระทั่งในยุคอุตสาหกรรม ทรัพยากรที่เคยมีมาถูกใช้จนเกือบหมด สิ่งแวดล้อมทั้งหลายได้ถูกทำลายลงไป จนเกิดเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมจนถึงทุกวันนี้
　
เราจึงต้องยึดหลัก "การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม"
ซึ่งแบ่งทรัพยากรออกได้ดังนี้
　
1. ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติซึ่งได้แก่ อากาศ น้ำ ดิน แร่ธาตุ ป่าไม้ สัตว์ป่า พลังงานความร้อน พลังงานแสงแดด และอื่นๆ
　
ทรัพยากรเองยังแบ่งย่อยได้อีก 2 แบบ คือ ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป เช่น ปิโตรเลียม ก๊าซธรรมชาติและแร่ต่างๆ ส่วนทรัพยากรที่ใช้ไม่หมดสิ้น เช่น  ป่าไม้ สัตว์ป่า น้ำ ดิน และอากาศ
　
2. สิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งต่างๆ ทุกสิ่งที่อยู่ล้อมรอบตัวเราทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต สิ่งต่างๆ เหล่านี้อาจเป็นได้ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น
　
วิธีการสำคัญในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็คือ การออกกฎหมายควบคุม การจัดตั้งองค์กรเพื่อบริหารงาน การวางแผนพัฒนาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ขึ้นมา 
　
และสำคัญที่สุดของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้จะประสบผลสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อ ประชาชนไทยและผู้ประกอบการทุกคนหันมาปฏิบัติภายใต้กฏควบคุมนี้อย่างเคร่งครัดนั่นเองครับ เรามาทำให้ประเทศไทยสมบูรณ์ดังเดิมกันเถอะ
　
#STKC</detail><keywords>ทรัพยากรธรรมชาติ, สิ่งแวดล้อม</keywords><date>2020-03-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2355</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584460831.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1332"><Nid>2354</Nid><title>หมักหมูนุ่มด้วยสัปปะรด ทำได้อย่างไรกันนะ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/78530/-sci-scibio-</source><detail>หมักเนื้อหมูให้นุ่มด้วยวิธีธรรมชาติ ไร้สารเคมี
ด้วยผลไม้หาง่ายอย่าง "สับปะรด"
　
ในสมัยนี้ ถึงแม้ว่าจะมีผงหมักนุ่ม หรือสารเคมีหมักนุ่ม ที่สามารถหาซื้อง่ายและได้ประสิทธิภาพเร็ว แต่ในคนบางกลุ่มก็ไม่สบายใจที่จะใส่สารเคมีลงไปในอาหารอยู่ดี 
　
จริงๆ แล้วเราสามารถหมักด้วยน้ำสับปะรดแทนได้ เนื่องจากในสับปะรดมี เอนไซม์โบรมีเลน (Enzyme Bromelain) มีคุณสมบัติช่วยย่อยอาหารประเภทโปรตีนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะแกนสับปะรดที่มีเอนไซม์ตัวนี้อยู่มากเลยทีเดียว
　
ถ้าอยากลองทำอาหาร การหมักเนื้อสัตว์ให้นุ่มก็สามารถทำได้เองที่บ้านโดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีสักนิดเลยล่ะครับ เพียงแค่คั้นน้ำสับปะรดและนำมาหมักกับเนื้อสัตว์เอาไว้ก่อนนำไปประกอบอาหาร แค่นี้ก็จะได้เนื้อสัตว์ที่นุ่ม ทานง่าย และไร้สารเคมี ปลอดภัยแน่นอน แต่ข้อควรระวังคือห้ามหมักไว้นานเกินไป  มิเช่นนั้นเนื้อจะเปื่อยยุ่ย จนไม่น่ารับประทานได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>การหมักเนื้อสัตว์, สับปะรด</keywords><date>2020-03-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2354</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584460731.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1333"><Nid>2353</Nid><title>แอลกอฮอล์ในร่างกาย ใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะกำจัดออกหมด</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74463/-blo-scihea-sci-</source><detail>เมื่อดื่มแอลกอฮอล์เข้าไป
ต้องใช้เวลานานเท่าไรร่างกายถึงจะกำจัดออกไปหมด?
　
แอลกอฮอล์ (Alcohol) เป็นสารกดประสาทชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์ในระยะเวลาสั้นๆ ร่างกายของมนุษย์จะเริ่มเผาผลาญแอลกอฮอล์ในอัตรา 20 มิลลิกรัม/เดซิลิตร (mg/dL) ต่อชั่วโมง
　
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด, น้ำหนักร่างกาย, อายุ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ตอนท้องว่าง ล้วนมีผลต่อระยะเวลาในการกำจัดแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น
　
เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายแล้ว 20% จะไหลเข้าสู่หลอดเลือด และถูกพาไปยังสมอง ส่วนอีก 80% ที่เหลือจะถูกส่งไปกำจัดออกจากร่างกายโดยตับ
　
และนี่ก็คือกระบวนการกำจัดแอลกอฮอล์ในร่างกายของมนุษย์ และที่สำคัญ การดื่มแอลกอฮอล์ควรจำกัดให้อยู่ในกฏเกณฑ์ของสังคมเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบข้างนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>แอลกอฮอล์, Alcohol</keywords><date>2020-03-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2353</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584460635.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1334"><Nid>2352</Nid><title>5 อาหารที่มี “แคลเซียม” นอกจาก “นม”</title><source>https://www.sanook.com/health/17945/</source><detail>1.ชีส เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากโปรตีนในนม จึงมีปริมาณของแคลเซียมสูงเช่นเดียวกันกับนม หรืออาจให้แคลเซียมมากกว่านมถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังมีน้ำตาลแลคโตสต่ำกว่านมอีกด้วย ดังนั้นหากลองทำอาหารฝรั่งแล้วใส่ชีสลงไปบ้างก็น่าจะช่วยเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกาย และเพิ่มรสชาติให้กับอาหารได้ด้วย แต่อย่ากินชีสมากเกินไป เพราะชีสให้พลังงานสูง ดังนั้นหากกินเยอะก้อาจเสี่ยงอ้วนได้
	2.โยเกิร์ต อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์จากนมที่ให้โปรตีน และแคลเซียมสูง นอกจากนี้โยเกิร์ตยังเป็นนมที่ผ่านการหมักจนมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และยังถูกย่อยเป็นโมเลกุลเล็ก ๆ จึงง่ายต่อการดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายด้วย และด้วยความเข้มข้น เราจึงไม่จำเป็นต้องกินโยเกิร์ตในปริมาณเท่ากับนม เพื่อให้ได้แคลเซียมในปริมาณเท่ากัน เพราะสามารถกินโยเกิร์ต 1 ถ้วยเล็กต่อ 1 วันได้สบายๆ แต่พยายามเลือกโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ไม่ใส่น้ำตาลเพิ่มเท่านั้นนะ
	3.ธัญพืช หากใครแพ้ผลิตภัณฑ์จากนมจริง ๆ ลองธัญพืชพวกงาดำ งาขาว เมล็ดแฟล็กซ์ เมล็ดเจีย ดูบ้าง เพราะเมล็ดธัญพืชเหล่านี้มีแคลเซียมมากกว่านมในปริมาณเท่ากันหลายเท่าตัวเลยทีเดียว โดยเฉพาะงาดำที่มีแคลเซียมมากกว่านมถึง 8 เท่า
	4.ปลาซาร์ดีน ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าปลาซาดีนที่อยู่ในปลากระป๋องก็มีแคลเซียม โดยปลาซาร์ดีนกระป๋องที่เรากินทั้งก้าง ทั้งกระดูกนี่แหละที่เป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีต่อร่างกายอย่างมาก แต่หากอยากลดโซเดียมจากน้ำซอสมะเขือเทศในปลากระป๋องล่ะก็ ลองเลือกกินปลาซาร์ดันกระป๋องในน้ำแร่ น้ำมันมะกอก หรือปลาซาร์ดีนกระป๋องแห้ง ๆ จะดีกว่า
	5.ผักใบเขียว ผักใบเขียวเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดีที่ไม่ควรพลาด ทั้งผักคะน้า ใบชะพลู ตำลึง ขี้เหล็ก บล็อกโคลี่ และอื่น ๆ สามารถกินได้ในทุก ๆ วัน นอกจากจะมีแคลเซียมสูงแล้ว ยังช่วยบำรุงเม็ดเลือดแดง ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคโลหิตจางอีกด้วย
</detail><keywords>แคลเซียม, อาหาร, นม, กิน, บำรุง</keywords><date>2020-03-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2352</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584426575.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1335"><Nid>2351</Nid><title>10 วิธีสร้างทักษะชีวิตให้ลูก</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/51352-10%20วิธีสร้างทักษะชีวิตให้ลูก.html</source><detail>1. การฝึกให้เด็กๆ พร้อมเผชิญหน้ากับชีวิต เป็นสิ่งที่พ่อแม่ ควรลงมือสร้าง เเละแนะนำให้เด็กๆ 
2. สอนมารยาทการเข้าสังคม คำขอโทษ ขอบคุณ ทักทาย มีหางเสียง รู้จักความเป็นสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐาน เริ่มต้นง่ายๆ ที่จะทำให้อยู่ในสังคมได้อย่างดี
3. สอนลูกให้ทำงาน ความรับผิดชอบเล็กๆ น้อยๆ อย่างงานบ้าน สอนให้รู้คุณค่าของงาน การไม่ปล่อยเวลาให้ไร้ประโยชน์ ทำตนเองให้ เกิดคุณค่า พึ่งพาตัวเองได้
4. คิดก่อนทำ ทำให้เกิดการหยุดคิดทุกครั้งที่จะตัดสินใจทำอะไร และชี้ให้เห็นถึงผลการกระทำของสิ่งที่เลือกทำ ไม่ว่าจะดี หรือไม่ดีก็ตาม เพื่อเป็นบทเรียนกับตัวเอง
5. มีความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะได้รับมอบหมายเรื่องอะไรก็ตาม เช่น การเรียน ก็ต้องมีความรับผิดชอบ หมั่นหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ
6. เลือกกินให้เป็น ไม่ใช่แค่กินสิ่งที่ชอบ แต่สิ่งที่ไม่ชอบก็ต้องกินด้วย โดยเฉพาะเมื่อสิ่งนั้นมีประโยชน์ รู้จักคุณค่าของอาหาร ทานให้ครบ 5 หมู่ และไม่ทานจนเกินพอดี หวานเกิน มันเกิน เค็มเกิน7. วางแผนการเงิน รู้จักรายรับ และรายจ่ายของตนเอง ออมเงินให้เป็นนิสัย รู้จักประมาณตน รู้วิธีหาเงินมากกว่าการใช้เงิน พร้อมกับ ความไม่ฟุ้งเฟื้อ
8. รู้จักดูแลจิตใจ ทำชีวิตให้สดชื่น มีความสุข รู้จักวิธีคลายเครียด มีเมตตา รู้หนทางของการผ่อนคลาย ปล่อยวาง ชื่นชมและให้กำลังใจตัวเองเป็น 
9. รู้จักรักสุขภาพ ออกกำลังกายให้กลายเป็นนิสัย มีกีฬาที่ชอบ นอกเหนือจากทำให้ร่างกายให้แข็งแรง กีฬายังทำให้จิตใจแข็งแรง รู้จักแพ้ชนะอีกด้วย
10. รักสิ่งแวดล้อม การอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษ ท้ายสุดก็ส่งผลถึงทุกคน ต้องเริ่มจากตัวเอง ไม่สร้างมลพิษ เช่น แยกขยะ ไม่ทิ้ง ไม่ทำลาย เท่านี้ก็ถือว่าช่วยได้มากแล้ว
</detail><keywords>ทักษะ, ชีวิต, ลูก, มารยาท, สอน, แนะนำ</keywords><date>2020-03-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2351</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584426258.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1336"><Nid>2350</Nid><title>การเก็บข้อมูลลงบนสารพันธุกรรม อุปกรณ์ข้อมูลแห่งอนาคต</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/78755/-blo-scieng-sci-</source><detail>แผ่นดิสก์ ฮาร์ดดิสก์ อาจจะกำลังกลายเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลยุคเก่า
เมื่อค้นพบการเก็บข้อมูลลงบน "สารพันธุกรรม" หรือ DNA
　
สารพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอ (Deoxyribonucleic Acid; DNA) เป็นกรดชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเมื่อปี ค.ศ. 2019 ได้มีผู้พัฒนาสร้าง DNA สังเคราะห์เพื่อใช้เก็บข้อมูล มีความเร็วในการเขียนข้อมูลได้  4 เมกะบิตต่อวินาที และผู้พัฒนาหวังว่าจะเพิ่มความเร็วลงไปได้อีกถึง 1,000 เท่าเลยทีเดียว
　
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่ได้ผลิตออกมาให้ใช้กัน แต่ถือว่าเป็นวิธีที่มีความเสถียรมากกว่าการจัดเก็บด้วยวิธีอื่น และอาจกลายเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่ดีที่สุดในอนาคตเลยก็ว่าได้ครับ
　
#STKC</detail><keywords>อุปกรณ์เก็บข้อมูล, Hard Disk, สารพันธุกรรม, DNA, Deoxyribonucleic Acid</keywords><date>2020-03-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2350</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584424719.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1337"><Nid>2349</Nid><title>สตอร์ม เซิร์จ (Storm Surge) มหันตภัยร้ายแห่งท้องทะเล</title><source>https://guru.sanook.com/6161/</source><detail>หลายๆ คนคงรู้จัก "สึนามิ"
แต่ยังมีภัยพิบัติอีกประเภทหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า "สตอร์ม เซิร์จ"
　
สตอร์ม เซิร์จ (Storm Surge) คือ ปรากฏการณ์คลื่นที่เกิดขึ้นพร้อมกับพายุหมุนโซนร้อนที่ยกระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นกว่าปกติ  ซึ่งเวลาที่หย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวผ่านไปพร้อมกับศูนย์กลางของพายุ ทำให้แรงกดนั้นยกระดับน้ำจนกลายเป็นโดมน้ำขึ้นมา โดยเคลื่อนตัวจากทะเลซัดเข้าหาชายฝั่ง 
　
ซึ่งแตกต่างจาก สึนามิ ซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์ของแผ่นดินไหวใต้ทะเล ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือน ส่งผลให้เกิดคลื่นขนาดยักษ์ซัดเข้าชายฝั่ง
　
ถ้าพูดถึงความรุนแรง ต้องบอกว่า สตอร์ม เซิร์จ มีความรุนแรงมากว่า สึนามิ เนื่องจากการเกิดสึนามิเป็นเพียงการแผ่นดินไหวใต้ทะเลและเป็นคลื่นเข้าซัดชายฝั่ง แต่สตอร์ม เซิร์จจะมีพายุหมุนโซนร้อนพ่วงเพิ่มความเสียหายเข้าไปด้วยนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>สตอร์ม เซิร์จ, Storm Surge, ภัยพิบัติ</keywords><date>2020-03-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2349</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584335603.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1338"><Nid>2346</Nid><title>ปรากฏการณ์ IOD น้ำทะเลเย็นกว่าปกติในมหาสมุทรอินเดีย</title><source>https://guru.sanook.com/2611/</source><detail>ปรากฏการณ์ไอโอดี (IOD)
น้ำทะเลเย็นผิดปกติในมหาสมุทรอินเดียคืออะไร?
　
ปรากฏการณ์ไอโอดี หรือ IOD - Indian Ocean Dipole เป็นการสลับขั้วของน้ำอุ่นและน้ำเย็นในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะเกิดเมื่อมหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันออกและตะวันตกมีระดับน้ำไม่เท่ากัน จึงเกิดการหมุนเวียนทำให้มวลน้ำเย็นที่อยู่ใต้ทะเลเคลื่อนเข้ามาใกล้ฝั่งมาก ส่งผลให้น้ำทะเลใกล้ชายฝั่งมีอุณหภูมิเย็นกว่าปกติ
　
นอกจากเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร แถมยังเป็นการนำพาธาตุอาหารใต้ทะเลลึกขึ้นมาด้วย ทำให้ช่วงนั้นแพลงก์ตอนเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้นเพียง 2-3 วันเท่านั้นก่อนหายไป และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ปรากฏการณ์ธรรมชาติ, ปรากฏการณ์ IOD, Indian Ocean Dipole</keywords><date>2020-03-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2346</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584093641.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1339"><Nid>2345</Nid><title>โบราณสถานและโบราณวัตถุ มีหลักการการอนุรักษ์อย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/60154/-his-</source><detail>การอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุ
มีหลักการยังไง?
　
โบราณสถานและโบราณวัตถุ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ประเภทหนึ่งที่อาจบอกความเป็นมาของกลุ่มชน หมู่บ้าน เมือง และประเทศชาติ นับตั้งแต่อดีตกาลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันได้ 
　
การอนุรักษ์แบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบ
1. การสงวนรักษา
คือ การดูแลรักษาไว้ตามสภาพของเดิมเท่าที่เป็นอยู่ และป้องกันมิให้เสียหายต่อไป
　
2. การปฏิสังขรณ์
คือ การทำให้กลับคืนสู่สภาพอย่างที่เคยเป็นมา
　
3. การบูรณะ
คือ การซ่อมแซม และปรับปรุง ให้รูปทรงมีลักษณะกลมกลืนเหมือนของเดิมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้  แต่ต้องแสดงความแตกต่างของสิ่งที่มี อยู่เดิมและสิ่งที่ทำขึ้นใหม่
　
เมืองไทยของเรามีสมบัติวัฒนธรรมมากมาย ที่ปรากฏย้อนหลังไปนับเป็นหมื่นเป็นแสนปี โบราณสถานและโบราณวัตถุไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดจากความรู้ และวัฒนธรรมที่สั่งสมกันมา จึงเป็นหน้าที่ของชาวไทยทุกคนที่จะต้องสืบสานและอนุรักษณ์กันต่อไป อย่าให้สูญไปในยุคของพวกเรานะครับ
　
#STKC</detail><keywords>โบราณสถาน, โบราณวัตถุ</keywords><date>2020-03-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2345</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584093553.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1340"><Nid>2344</Nid><title>สมองมนุษย์มีสองซีก ถ้าหากเหลือแค่ซีกเดียวจะเป็นอย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/78897/-blo-scibio-sci-</source><detail>สมองมนุษย์มีสองซีก แต่จะเกิดอะไรขึ้น
หากมนุษย์ต้องใช้ชีวิตด้วยสมองซีกเดียว?
　
หลายๆ คนคงเคยได้ยินคำว่า สมองซีกซ้ายคอยควบคุมเกี่ยวกับการคิดเชิงตรรกะ และสมองซีกขวาควบคุมเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ และหากมนุษย์สูญเสียสมองข้างใดข้างหนึ่งไป จะทำให้บุคคลนั้นขาดตรรกะทางความคิด หรือขาดความคิดสร้างสรรค์ไปหรือไม่ จึงเป็นที่มาของการวิจัยในครั้งนี้
　
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดสอบโดยใช้กลุ่มอาสาสมัครที่จำเป็นต้องผ่าตัดสมองออกหนึ่งซีกอยู่แล้ว นำมาทำการวิจัยเกี่ยวกับการทำงานของสมอง และพบว่าถึงแม้สมองอีกซีกจะหายไป สมองส่วนที่เหลือสามารถทำงานแทนกัน ทดแทนกันเหมือนปกติได้อย่างน่าอัศจรรย์
　
ทำให้เราได้รู้ว่า ถึงแม้สมองจะเป็นส่วนที่บอบบางของร่างกาย แต่เมื่อเสียหายไป กลไกของร่างกายก็สามารถปรับตัวได้อย่างอัฉริยะเลยล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>สมอง, สมองซีกซ้าย, สมองซีกขวา</keywords><date>2020-03-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2344</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584093491.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1341"><Nid>2343</Nid><title>หนึ่งปีในอวกาศ ส่งผลต่อร่างกายของมนุษย์อย่างไรบ้าง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/78440/-blo-sciear-sci-</source><detail>มนุษย์ฝาแฝด 2 คน คนหนึ่งอยู่บนอวกาศนานนับปี อีกคนใช้ชีวิตอยู่บนโลก พวกเขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร? ไปดูกันเลยครับ
　
การทดลองครั้งนี้ องค์การนาซ่า (NASA) ให้แฝดคนหนึ่งเดินทางไปใช้ชีวิตนอกโลกเป็นเวลาหนึ่งปี ส่วนแฝดอีกคนใช้ชีวิตตามปกติบนโลก และทำการทดลองโดยเก็บตัวอย่างทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผลเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในแง่มุมต่างๆ ลึกถึงระดับ DNA
　
การศึกษาครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อต้องการเข้าใจการเปลี่ยนแปลงความยาวของ “เทโลเมียร์” (Telomere) ซึ่งคือ DNA ส่วนที่อยู่ส่วนปลายสุดของโครโมโซมทั้ง 32 คู่ มีหน้าที่ปกป้อง DNA ไม่ให้ถูกทำลาย มีความสำคัญต่อการรักษาความเสถียรของโครโมโซมและจีโนม
　
ตามหลักธรรมชาติแล้ว ยิ่งอายุมากขึ้น เทโลเมียร์จะสั้นลง แต่ผลการทดลองครั้งนี้สร้างความแปลกใจให้นักวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก เพราะแฝดคนที่อยู่บนโลกมีเทโลเมียร์ที่สั้นลงตามปกติ แต่แฝดบนอวกาศมีความยาวของเทโลเมียร์มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเดินทางกลับมายังโลก เทโลเมียร์ของเขาสั้นลงอย่างรวดเร็ว และเริ่มคงที่จนใกล้เคียงกับความยาวก่อนบินออกไปนอกโลก
　
การได้คำตอบในครั้งนี้นำพาไปสู่การทดลองครั้งต่อไป นั่นคือการหาสาเหตุว่าเพราะอะไรการใช้ชีวิตบนอวกาศถึงส่งผลให้เทโลเมียร์มีความยาวมากขึ้น ไม่แน่ว่าเราอาจจะไขความลับอะไรบางอย่างของอวกาศได้ก็เป็นได้นะครับ
　
#STKC</detail><keywords>อวกาศ, ฝาแฝด, เทโลเมียร์, Telomere, นาซ่า, NASA</keywords><date>2020-03-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2343</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584093421.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1342"><Nid>2342</Nid><title>ถ้ำหินปูน เกิดขึ้นได้อย่างไรกันนะ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/78597/-blo-sciear-sci-</source><detail>ถ้ำหินปูนเกิดขึ้นได้อย่างไรกันนะ?
วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ
　
ถ้ำหินปูน คือ ถ้ำประเภทหนึ่งที่พบได้มากในประเทศไทย เกิดจากการสะสมของตะกอนแคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) ในน้ำทะเล และแข็งตัวกลายเป็นหินปูน เมื่อเปลือกโลกมีการเปลี่ยนแปลง พื้นที่บริเวณที่มีตะกอนคาร์บอเนตจะยกตัวขึ้นเป็นแผ่นดิน เมื่อมีฝนตกลงมา ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศจะรวมตัวกับฝนเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก (Carbonic) ซึมลงไปตามรอยร้าวในแผ่นดินที่เป็นตะกอนคาร์บอเนต ในที่สุด กรดจะไปกัดกร่อนหินปูนจนเกิดเป็นโพรงนั่นเอง
　
และเมื่อใช้เวลานานเข้าไป พื้นที่ด้านในจะถูกกัดกร่อนใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นถ้ำขนาดใหญ่ อย่างเช่นที่เห็นกันทุกวันนี้ครับ
　
#STKC</detail><keywords>ถ้ำหินปูน, แคลเซียมคาร์บอเนต, Calcium Carbonate, กรดคาร์บอนิก, Carbonic</keywords><date>2020-03-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2342</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584093334.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1343"><Nid>2341</Nid><title>DIY เจลล้างมือแอลกอฮอล์ ทำง่ายได้ด้วยตัวเอง</title><source>https://www.sanook.com/home/24301/</source><detail>ในสถานการณ์แบบนี้ ใครหาซื้อเจลแอลกอฮอล์ล้างมือไม่ได้
เรามา DIY ด้วยตัวเอง โดยใช้อุปกรณ์ตามร้านขายยาทั่วไปกันเถอะ!
　
อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
1. คาร์โบพอล (Carbopol) 2 กรัม หาซื้อตามร้านเคมีภัณฑ์
2. แอลกอฮอล์ (Alcohol) 70% ปริมาณ 250 กรัม หาซื้อตามร้านขายยาทั่วไป
3. กลีเซอรีน (Glycerol) ปริมาณ 15 กรัม หรือ 1 ขวด หาซื้อตามร้านขายยาทั่วไป
4. น้ำสะอาดประมาณ ½ แก้ว
　
วิธีทำ
1. ใช้ผงคาร์โบพอลผสมกับน้ำเปล่า คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน
2. ผสมแอลกอฮอล์กับกลีเซอรีน คนให้เข้ากัน
3. นำส่วนผสมทั้งสองผสมเข้ากัน และบรรจุลงขวด พร้อมใช้งาน
　
เมื่อทำเสร็จแล้วแนะนำให้ใช้ให้หมดภายใน 30 วันนะครับ หากใครไม่สะดวกหาของพวกนี้ สามารถใช้แอลกอฮอล์ 70% ซึ่งมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อได้เหมือนกัน ซึ่งตอนนี้ส่วนผสมบางอย่างอาจจะเริ่มหายากไปบ้าง ถ้าใครมีพิกัดร้านค้าที่ยังมีสินค้าขาย ช่วยกันคอมเมนท์แจ้งเพื่อนๆ กันนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>DIY, เจลล้างมือ, แอลกอฮอล์</keywords><date>2020-03-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2341</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584093251.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1344"><Nid>2340</Nid><title>หมากพลูที่คนโบราณชอบเคี้ยว มีประโยชน์หรือโทษอย่างไร</title><source>https://www.sanook.com/health/10021/</source><detail>คนเฒ่าคนแก่ที่ชอบเคี้ยวหมาก มีผลดีหรือผลเสียอะไรต่อฟันหรือไม่?
เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันเลยครับ
　
ในสมัยก่อน มีความเชื่อว่าฟันที่สวยงามจะต้องมีสีดำ ประชาชนเลยแห่กันเคี้ยวหมากเพื่อทำให้ฟันมีสำดำสนิท
　
ในแต่ละคำของหมากจะประกอบไปด้วย ปูนแดงจากเต้าปูน, ใบพลู, หมากชิ้นบางๆ เมื่อม้วนใส่ปากแล้วเคี้ยวจนจืดก็จะคายหมากทิ้ง ส่วนยาเส้นจะปั้นเป็นก้อนเล็กๆ แล้วนำมาขัดฟันเพื่อเอายางของหมากพลูออก และสุดท้ายคือขี้ผึ้ง ใช้ทาริมฝีปากเพื่อป้องกันริมฝีปากแห้งแตกจากยางของหมาก
　
แต่ละส่วนประกอบของหมากก็มีประโยชน์ดังนี้
ใบพลูสด : แก้ปวดฟัน 
ปูนแดง : แก้บิดและท้องเสีย
หมาก : มีส่วนช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ
　
แต่หมากก็มีโทษเหมือนกันนะ เพราะเมื่อเคี้ยวบ่อยๆ ก็มีโอกาสพบรอยฝ้าขาวบนเพดานปาก กระพุ้งแก้ม และริมฝีปาก รวมถึงมีแผลในปาก และจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่ามีอัตราพบผู้ป่วยโรคมะเร็งในช่องปากในเอเชียตะวันออก และสัดส่วนผู้สูงอายุที่มากกว่าอีกด้วย
　
แต่อย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ค่านิยมฟันสีดำได้หายไปตามกาลเวลา เพราะการเคี้ยวหมากอาจก่อให้เกิดโทษในระยะยาวมากกว่าข้อดีนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>หมากพลู</keywords><date>2020-03-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2340</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584093175.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1345"><Nid>2339</Nid><title>แพทย์เตือน กลั้นจาม เสี่ยงลมรั่วเข้าสมอง หูหนวกถาวร</title><source>https://health.kapook.com/view187493.html</source><detail>แพทย์เตือนภัย "การกลั้นจาม" เสี่ยงลมรั่วเข้าสมอง หูหนวกถาวร!!
ใครชอบกลั้นจาม ต้องดูเรื่องราววันนี้ครับ
　
การกลั้นจามบ่อยๆ ทำให้ลมจากการจามผ่านออกทางจมูกหรือปากไม่ได้ ลมจะย้อนกลับและผ่านท่อยูสเตเชี่ยน (Eustachian) ซึ่งเชื่อมระหว่างช่องจมูกกับหูชั้นกลาง ไปจนถึงเยื่อแก้วหู ซึ่งอาจส่งผลทำให้แก้วหูแตก หรือหากรุนแรงอาจทะลุผ่านกระโหลกใต้สมองเข้าสมองได้ในที่สุด
　
และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมถึงไม่ควรกลั้นจามเป็นอย่างยิ่ง แต่หากอยู่ในสถาณการณ์ที่ไม่สามารถจามได้จริงๆ นาสิกแพทย์แนะนำให้ถูที่จมูกเบาๆ จะช่วยให้อาการอยากจามหายไปได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>กลั้นจาม, ลมรั่วเข้าสมอง, หูหนวก</keywords><date>2020-03-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2339</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584093112.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1346"><Nid>2338</Nid><title>นวัตกรรมต่างๆ ที่มีต้นแบบมาจากโครงการยาน Apollo</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/78763/-blo-scieng-sci-</source><detail>นวัตกรรมใหม่ๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเรามากมาย
มีต้นแบบมาจากโครงการสำรวจดวงจันทร์ ยาน Appllo เมื่อปี ค.ศ.1969
　
มีนวัตกรรมหลายอย่างที่เกิดจากภารกิจการส่งนักบินขึ้นไปกับยาน Apollo เพื่อสำรวจดวงจันทร์ จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ
　
1. อาหารแห้ง
อาหารแห้งตามซูเปอร์มาร์เก็ตทุกวันนี้ มีต้นแบบมาจากอาหารของนักบินอวกาศที่ต้องนำไปกินนอกโลก ด้วยการเก็บอาหารในรูปแบบอาหารแห้งนั่นเอง
　
2. เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย
เกิดมาจากเครื่องเจาะและดูดเพื่อเก็บตัวอย่างดินและหินบนดวงจันทร์ โดยมีโจทย์คือ ต้องมีแบตเตอรี่ในตัวและพกพาง่าย
　
3. รองเท้า ไนกี้ แอร์ (Nike Airs)
เทคนิคการเป่าขึ้นรูปยางของหมวกนักบินอวกาศในยุค Apollo กลายเป็นต้นแบบรองเท้ายอดนิยมในปัจจุบัน
　
4. ยางรถยนต์สำหรับวิ่งในฤดูหนาว
ยางรถทั่วไปจะอ่อนตัวลงเมื่อผิวถนนมีอุณหภูมิเย็นตัว จึงมีการผลิตยางชนิดพิเศษเพื่อใช้ในการสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ที่มีอุณหภูมิเย็น จนกลายเป็นยางสำหรับวิ่งในฤดูหนาว
　
5. เครื่องหัวใจเทียม
มีส่วนประกอบหลัก คือ ตัวปั๊มเลือดและใบพัด ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดให้เลือดหมุนเวียนในร่างกาย มีต้นแบบจากเทอร์โบปั๊มที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์ของจรวด ที่ใช้ในภารกิจ Apollo
　
6. ผ้าทนไฟและเสื้อคลายร้อน
ในระหว่างฝึกซ้อมได้มีเหตุเพลิงไหม้ ทำให้นักบินในโครงการ Apollo เสียชีวิตถึง 3 คน จึงเป็นที่มาของการผลิตผ้าใยทนความร้อน เพื่อเอาไว้ใช้ในภารกิจต่อไป
　
7. สารเคลือบป้องกันการเกิดฝ้าบนกระจก
สารเคลือบแว่นตาเล่นสกี หรือแว่นตาว่ายน้ำ ถูกคิดค้นครั้งแรกเพื่อใช้กับกระจกแคปซูลอวกาศ และกระจกของหมวกนักบินอวกาศนั่นเอง
　
8. ผ้าห่มอวกาศช่วยชีวิตผู้ประสบภัย
ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อคลุมยานส่งที่ลงจอดบนดวงจันทร์เพื่อป้องกันความร้อนจากดวงอาทิตย์
　
และนี่คือนวัตกรรมทั้งหมดที่ถูกคิดค้นมาเพื่อภารกิจสำรวจดวงจันทร์เมื่อปี 1969 แสดงให้เห็นว่าภารกิจในครั้งนั้น ไม่ใช่เพียงสำรวจดวงจันทร์ แต่ยังได้พัฒนานวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้อีกด้วย
　
#STKC</detail><keywords>นวัตกรรม, โครงการยาน Apollo</keywords><date>2020-03-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2338</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584093024.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1347"><Nid>2337</Nid><title>ซูเปอร์แฟลร์จากดวงอาทิตย์ มวลมนุษย์จะสูญสิ้นจริงหรือ?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/78539/-blo-sciear-sci-</source><detail>อีก 100 ปีจะเกิดเหตุการณ์ล้างโลก
ซูเปอร์แฟลร์จากดวงอาทิตย์ มวลมนุษย์จะสูญสิ้นจริงหรือ?
　
ปรากฏการณ์ซูเปอร์แฟลร์ (Superflare) เป็นปรากฏการณ์การปล่อยพลังงานอย่างฉับพลันรุนแรงของดวงอาทิตย์ และจากงานศึกษาที่ผ่านมา ดาวฤกษ์ที่มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์ถึง 43 ดวงเคยปลดปล่อยพลังงานในระดับซูเปอร์แฟลร์มาแล้วในอดีต ซึ่งจะเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก 200 - 300 ปี
　
ซูเปอร์แฟลร์ของดวงอาทิตย์มีความรุนแรงมากกว่าลมสุริยะถึงพันเท่า และอาจเกิดกับดวงอาทิตย์ของเราได้ในอีก 100 ปีข้างหน้า แต่ยังไม่ต้องตกใจไปนะครับ เนื่องจากยังไม่มีการยืนยันทางวิทยาศาสตร์แบบแม่นยำว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้จริง และถ้าหากเกิดขึ้นจริง ซูเปอร์แฟลร์จะทำลายล้างดาวเทียมทุกดวง และสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกในแบบที่เราจะไม่รู้ตัวเลยล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ซูเปอร์แฟลร์, Superflare</keywords><date>2020-03-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2337</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584092951.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1348"><Nid>2336</Nid><title>ฝาท่อต้องมีรูปทรงวงกลม เป็นเพราะอะไรกันนะ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/77556/-blo-scimat-sci-</source><detail>เคยสงสัยกันไหมครับ
ว่าทำไมฝาท่อระบายน้ำตามถนนทั่วประเทศต้องเป็นทรงกลม?
　
ทรงกลม มีลักษณะพิเศษคือมีรัศมีที่ความยาวเท่ากันตลอดทั้ง 360 องศา จึงเป็นเหตุผลให้ออกแบบฝาท่อระบายน้ำเป็นทรงกลมเพื่อความปลอดภัย เนื่องจากไม่ว่าฝาท่อจะพลิกหรือตะแคงไปด้านไหน ก็ไม่สามารถหล่นลงไปได้
　
นอกจากเหตุผลด้านความปลอดภัยแล้ว เหตุผลที่ต้องออกแบบเป็นทรงกลมก็เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนย้าย เพราะสามารถกลิ้งไปตามพื้นถนนได้ ไม่ต้องหามุม-หาเหลี่ยมเพื่อปิดฝาท่อ ซึ่งทรงกลมนั้นสามารถทนต่อแรงกดดันรอบข้างได้ และใช้พื้นที่น้อยกว่าทรงอื่นๆ ทำให้ประหยัดต้นทุนการผลิตได้อีกด้วย และนี่ก็คือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ฝาท่อระบายน้ำมีทรงกลมนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ฝาท่อ</keywords><date>2020-02-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2336</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584086618.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1349"><Nid>2335</Nid><title>"ไฟป่า" จะเป็นเรื่องปกติ ที่โลกต้องเผชิญเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-51105216</source><detail>"ไฟไหม้ป่า" จะกลายเป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้
หากมนุษย์ยังมีพฤติกรรมแบบเดิม
　
ในปีที่ผ่านมาน้องๆ อาจจะได้เห็นข่าวไฟไหม้ป่าครั้งยิ่งใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นที่แอมะซอน ออสเตรเลีย รวมถึงในประเทศไทยด้วย แต่น้องๆ รู้ไหมครับ ไฟไหม้ป่าแบบนี้ กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติของโลกที่จะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ สืบเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน 
　
นักวิจัยศึกษางานวิจัยกว่า 57 ฉบับ ที่เผยแพร่เกี่ยวกับเรื่องสภาพภูมิอากาศตั้งแต่ปี ค.ศ. 2013 พบว่ารายงานทุกชิ้นชี้ตรงกันว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดไฟป่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่มีอุณหภูมิสูง มีความชื้นต่ำ ฝนตกน้อย และมีลมแรง นอกจากนี้ยังพบว่าอุณหภูมิโลกสูงขึ้นราว 1 องศาเซลเซียสนับตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1850-1859 อีกด้วย
　
นักวิจัยยังเผยอีกว่า ภายในศตวรรษนี้ โลกจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นราว 3 องศาเซลเซียส หากเราไม่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก การเกิดไฟป่าแบบที่ผ่านๆ มา จะเป็นสิ่งที่มนุษย์โลกต้องเจอกันได้บ่อยๆ เป็นแน่
　
และนี่ก็คือผลลัพธ์จากการกระทำของมนุษย์ที่เราเห็นได้ชัดว่าส่งผลกระทบกับโลกของเรามากแค่ไหน เพราะฉะนั้นเรามาร่วมกันรักษาโลกเถอะครับ 
　
#STKC</detail><keywords>ไฟป่า</keywords><date>2020-02-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2335</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584086548.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1350"><Nid>2334</Nid><title>สีของปัสสาวะมาจากอะไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73780/-scibio-sci-</source><detail>ไม่ว่าจะดื่มน้ำสีอะไรเข้าไป
ทำไมปัสสาวะถึงออกมาเป็นสีเหลือง?
　
ปกติแล้วร่างกายมนุษย์เราจะมีระบบขับของเสียออกจากร่างกายผ่านอวัยวะที่เรียกว่า "ไต" ในไตจะมีตัวกรองของเสียอยู่เป็นจำนวนมาก เพื่อนำของเสียออกจากเลือดและขับออกมาในรูปของปัสสาวะ
　
ปัสสาวะ ประกอบไปด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ และจะมีสารเคมีชนิดหนึ่งที่เกิดจาก กระบวนการที่เลือดอายุมากถูกทำลาย เรียกว่า ยูโรบิลิน (Urobilinogen) ซึ่งเจ้าสารตัวนี้นี่เองที่ทำให้ปัสสาวะเรามีสีเหลือง
　
สีของปัสสาวะของแต่ละคนจะมีความต่างกัน ตั้งแต่สีเหลืองเข้ม สีเหลืองอ่อนเหมือนฟางข้าว หรือบางคนไม่มีสี เกิดมาจากปริมาณน้ำที่เราดื่มเข้าไปในแต่ละวัน ยิ่งดื่มน้ำมาก ร่างกายก็จะขับน้ำส่วนเกินออกมาผ่านปัสสาวะเป็นจำนวนมาก น้ำจึงเป็นตัวเจือจางสีเหลืองของปัสสาวะนั่นเองครับ
　
ทีนี้เราก็รู้ที่มา-ที่ไปของสีปัสสาวะกันแล้วใช่ไหมล่ะครับ น้องๆ คนไหนพบสีที่ผิดปกติไปนอกเหนือจากที่กล่าวมา แนะนำให้พบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโรคโดยด่วนเลยนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ปัสสาวะ, ยูโรบิลิน, Urobilinogen</keywords><date>2020-02-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2334</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584086478.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1351"><Nid>2333</Nid><title>ห้ามจ้องมองแสงในไมโครเวฟ เพราะจะทำให้ตาบอดจริงเหรอ?</title><source>https://www.sanook.com/health/5369/</source><detail>ห้ามจ้องมองแสงในไมโครเวฟ
เพราะจะทำให้ตาบอดจริงเหรอ?
　
ไมโครเวฟ (Microwave) คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ที่จะพุ่งเข้าไปกระทบอาหาร จากนั้นจะถ่ายทอดพลังงานให้โมเลกุลของน้ำทั้งในและนอกอาหาร จนเกิดการสั่นสะเทือน เสียดสีกันจนเป็นความร้อน ทำให้อาหารสุกหรือมีอุณหภูมิสูงขึ้น
　
ส่วนแสงในไมโครเวฟที่เราเห็นนั้น จริงๆ เป็นเพียงแสงหลอดไฟธรรมดาเพื่อให้เรามองเห็นของข้างในเท่านั้นเอง และคลื่นไมโครเวฟก็ไม่สามารถทะลุผ่านฝาตู้ออกมาได้ นอกจากนั้นคลื่นไมโครเวฟเมื่อถ่ายทอดพลังงานให้อาหารหมดแล้วก็จะสลายหายไป ไม่เหลือตกค้างในอาหาร
　
หรือให้สรุปง่ายๆว่า การจ้องมองอาหารหมุนๆ อยู่ในไมโครเวฟ ไม่มีผลเสียอะไรใดๆ ทั้งสิ้นนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ไมโครเวฟ, Microwave</keywords><date>2020-02-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2333</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584086397.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1352"><Nid>2332</Nid><title>มหาสมุทรร้อนขึ้น เทียบเท่าระเบิดปรมาณูถล่ม 5 ลูกต่อวินาที</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-51121325</source><detail>ผลกระทบจากโลกร้อน จึงทำให้มหาสมุทรร้อนขึ้น
แต่รู้ไหมว่า มันเทียบเท่าระเบิดปรมาณูถล่ม 5 ลูกต่อวินาที!
　
ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเผยว่า อุณหภูมิเฉลี่ยของมหาสมุทรโลกในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 0.075 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับของช่วงปี ค.ศ. 1981-2010 
　
ดูเหมือนจะขึ้นเพียงไม่ถึง 1 องศาเซลเซียส แต่อย่าลืมนะครับ น้ำในมหาสมุทรทั้งโลกมีมากมายขนาดไหน การจะทำให้มหาสมุทรทั้งโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเท่านี้ได้ ต้องมีพลังงานความร้อนเทียบเท่าระเบิดปรามาณู 5 ลูก ในทุกๆ 1 วินาที เลยทีเดียว
　
หรือถ้ายังจินตนาการไม่ออก ให้ลองนึกภาพตามว่าคนทั้งโลกใช้ไดร์เป่าผมคนละ 100 ตัวเป่าลมร้อนไปยังมหาสมุทรพร้อมกันก็ได้
　
และนี่ก็คืออีกหนึ่งผลลัพธ์อันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน ที่จะส่งผลให้ น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายเร็วขึ้น ระดับน้ำในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สัตว์ทะเลหลายชนิดรวมทั้งโลมาต้องตายลง เพราะไม่สามารถปรับตัวตามทันความเปลี่ยนแปลงนี้ได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>มหาสมุทร, ภาวะโลกร้อน, ระเบิดปรมาณู</keywords><date>2020-02-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2332</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584086150.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1353"><Nid>2331</Nid><title>นั่งนานๆ มีผลร้ายต่อร่างกายอย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/76400/-blo-scihea-sci-</source><detail>นั่งเรียน นั่งทำงานนานๆ ทำร้ายร่างกายมากกว่าที่คิด
การนั่งนานส่งผลร้ายอะไรกับเราบ้าง มาดูกันเลยครับ
　
ร่างกายเรานั้นมีกระดูกและข้อต่อมากมาย การไหลเวียนโลหิตต้องอาศัยการเคลื่อนไหวของร่างกายเพื่อให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหากนั่งอยู่เฉยๆ นานเกินไป?
　
ผลกระทบจากการนั่งเป็นเวลานานเกินไป
1. เกิดอาการปวดหลัง
2. เกิดอาการเหน็บชา
3. เป็นอันตรายต่อหัวใจ (พบว่ากลุ่มคนที่ขยับร่างกายตลอดเวลา มีอัตราเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจน้อยกว่า)
4. ทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม (การนั่งนานๆ ทำให้เลือดไปไหลเวียนในสมองน้อยลง)
5. ทำให้เป็นโรคเบาหวาน (ทำให้การเผาผลาญได้น้อยลง มีน้ำตาลตกค้างมาก)
6. ทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง (การขยับร่างกายบ่อยๆ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้)
　
ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ กับผลเสียของอาการนั่งนานๆ หากใครที่มีพฤติกรรมแบบนี้อยู่ ลองปรับมาเป็นลุกขึ้นและเดินเปลี่ยนอริยาบทสักครู่ ก่อนกลับมานั่งใหม่ เพื่อลดอันตรายจากการนั่งนานกันเถอะนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>Office syndrome</keywords><date>2020-02-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2331</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584086082.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1354"><Nid>2330</Nid><title>เปลือกกล้วย จริงๆ แล้วกินได้หรือไม่</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/76470/-blo-scibio-sci-scihea-</source><detail>จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่
เปลือกกล้วยกินได้หรือไม่ มีประโยชน์อะไรบ้าง?
　
กล้วยนั้นมีประโยชน์ เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์และวิตามินหลายชนิด แต่สิ่งที่ทุกคนคิดไม่ถึงคือ "เปลือกกล้วย" นั้นก็สามารถนำมากินได้ 
　
เปลือกกล้วยอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ใยอาหาร ไขมันไม่อิ่มตัว และกรดอะมิโนจำเป็น ช่วยให้ความดันเลือดเป็นปกติอยู่เสมอ ป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุน ลดความเสี่ยงของการเกิดนิ่วในไต และกระตุ้นการทำงานของหัวใจอีกด้วย
　
แต่ด้วยความที่เปลือกกล้วยมีความหนา เส้นใยเยอะ และมีรสออกขม ประกอบกับอาจมีสารเคมีหรือยาฆ่าแมลงตกค้างอยู่ จึงทำให้ผู้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะโยนเปลือกกล้วยทิ้งไป แต่หากน้องๆ อยากลองกินเปลือกกล้วยดู แนะนำให้กินเปลือกกล้วยสุก เนื่องจากจะมีเนื้อที่บางกว่าและกินง่ายกว่า ที่สำคัญ ต้องล้างทำความสะอาดให้เอี่ยมอ่องก่อนรับประทานนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>เปลือกกล้วย, กล้วย</keywords><date>2020-02-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2330</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584086002.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1355"><Nid>2329</Nid><title>เคี้ยวข้าวนานๆ จะมีรสหวานติดลิ้น เป็นเพราะอะไรกันนะ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73981/-scibio-sci-</source><detail>เคี้ยวข้าวไปนานๆ ทำไมมีรสหวานติดลิ้น?
มาหาคำตอบของเรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่าครับ
　
อย่างที่รู้กันว่า ข้าวจัดอยู่ในกลุ่มแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต ที่เมื่อผ่านระบบย่อยอาหารของเราไปแล้ว จะถูกย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้
　
แต่ในปากของเรา มีทั้งกระบวนการย่อยอาหารเชิงกลที่ใช้ฟันบดเคี้ยว และการย่อยเชิงเคมี โดย เอนไซม์อะไมเลส (Enzyme Amylase) ในน้ำลายจะทำหน้าที่ย่อยข้าวหรือแป้งให้กลายเป็นมอลโทเดกซ์ทริน (Maltodextrin) หรือน้ำตาลมอลโทส (Maltose) และเจ้าน้ำตาลตัวนี้นี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกถึงรสหวานนิดๆ ในปากครับ
　
หากน้องๆ คนไหนอยากทดลองด้วยตัวเอง ให้ลองเคี้ยวข้าวเปล่าๆ เป็นระยะเวลาหนึ่ง จนระบบย่อยอาหารในปากย่อยแป้งให้กลายเป็นน้ำตาลได้ ก็จะรับรสหวานติดลิ้นได้ในทันทีเลยล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>เอนไซม์อะไมเลส, Enzyme Amylase, มอลโทเดกซ์ทริน, Maltodextrin, น้ำตาลมอลโทส, Maltose</keywords><date>2020-02-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2329</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584085911.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1356"><Nid>2328</Nid><title>มนุษย์สามารถสื่อสารผ่านการโทรจิตได้จริงหรือ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/77800/-blo-scieng-sci-</source><detail>มนุษย์สามารถสื่อสาร
ผ่านการ "โทรจิต" ได้จริงหรือ?
　
การสื่อสาร ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงหรือข้อความเสมอไป เช่น มด สามารถสื่อสารกันได้จากสารเคมีที่หลั่งออกมาจากร่างกาย ส่วนตัวมนุษย์ ในช่วงเวลาที่สมองคิดนั้น เซลล์สมองจะส่งสัญญาณไฟฟ้าถึงกันได้เช่นกัน
　
ในปี ค.ศ. 2014 จึงได้มีการทำการทดลองการส่งความคิดจากสมองของคนหนึ่ง ไปสู่สมองของคนอื่นที่อยู่ห่างไกลออกไป หรือที่เราคุ้นกับคำว่า "โทรจิต" โดยทำการแปลงสัญญาณไฟฟ้าจากคลื่นสมอง นำมาเข้ารหัสและส่งผ่านรหัสนั้นไปยังปลายทาง และทำการถอดรหัสเป็นขั้นตอนสุดท้าย โดยทุกขั้นตอนของการเข้ารหัสจะใช้เครื่องมือที่เรียกว่า EEG ซึ่งเป็นเครื่องมือเดียวกับที่ใช้ควบคุมแขนกลหรือรถเข็นผู้ป่วยผ่านทางสมอง และการถอดรหัสจะทำผ่านเครื่องมือ TMS ที่สามารถส่งสัญญาณไปยังสมองของมนุษย์ได้โดยตรงในรูปแบบของสัญญาณพัลส์ (Pulse)
　
จากการทดลองนั้น ได้ทำการส่งข้อความจากคนที่อยู่ประเทศอินเดียไปยังปลายทางที่ประเทศฝรั่งเศส แต่เป็นเพียงข้อความสั้นๆ ผลลัพธ์คือ ปลายทางสามารถรับรู้ข้อความที่ถูกส่งผ่านมาได้โดยไม่ต้องฟังเสียงหรืออ่านเลยทั้งสิ้น
　
ถึงแม้ว่าการทดลองจะประสบความสำเร็จในกลุ่มคำที่สั้นๆ และไม่ซับซ้อนมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองมาก หากในอนาคตสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ บางทีโทรศัพท์อาจไม่จำเป็นอีกต่อไปก็ได้ครับ
　
#STKC</detail><keywords>egg, สัญญาณพัลส์, Pulse, โทรจิต</keywords><date>2020-02-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2328</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584085809.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1357"><Nid>2327</Nid><title>อาหารตกพื้นไม่ถึง 5 วิ เชื้อโรคมองไม่เห็นจริงเหรอ?</title><source>https://guru.sanook.com/9884/</source><detail>อาหารตกพื้นไม่ถึง 5 วิ เชื้อโรคมองไม่เห็นจริงหรือ?
วันนี้มีผลวิจัยออกมายืนยันแล้วว่าสามารถหยิบขึ้นมากินได้!
แต่มีข้อควรรู้เล็กน้อยนะครับ
　
จากผลการวิจัยจาก มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ เมโทรโพลิแทน (Manchester Metropolitan University) ได้ทดลองนำอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลหรือเกลือสูง เช่น แฮม, ขนมปังทาแยม มาทดสอบโดยทำให้ตกพื้น พบว่ามีโอกาสที่จะดึงดูดแบคทีเรียมาเกาะน้อย ถ้าตกพื้นไม่เกิน 3 วินาที สามารถกินได้แบบปลอดภัย
　
ส่วนคุกกี้ แบคทีเรียแทบจะไม่มาเกาะ เพราะถือว่าเป็นอาหารที่มีความแห้งต่ำ จึงมีคุณสมบัติการยึดเกาะต่ำ (Adhesion Ability) แบคทีเรียจึงไม่สามารถเข้ามาเกาะได้นั่นเอง
　
หรือสรุปอย่างง่าย ถ้าเป็นอาหารแห้งที่มีน้ำตาลหรือเกลือเป็นส่วนประกอบ ส่วนมากจะมีคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรีย หากตกพื้นไม่ถึง 5 วินาที ก็สามารถนำมากินต่อได้ แต่การทดลองครั้งนี้ทดลองในห้องวิจัย ซึ่งอาจจะแตกต่างกับสภาพแวดล้อมจริงอยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม หากอาหารตกพื้นแล้ว อย่านำมากินเลยจะเป็นการปลอดภัยที่สุดครับ
　
#STKC</detail><keywords>เชื้อโรค, อาหาร, การยึดเกาะต่ำ, Adhesion Ability</keywords><date>2020-02-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2327</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584085715.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1358"><Nid>2326</Nid><title>Saint Valentine นักบุญที่ยอมพลีกายเพื่อความรัก</title><source>-</source><detail>ทุกคนรู้ว่า "วันวาเลนไทน์" คือวันแห่งความรัก
แต่มีใครรู้บ้างว่าที่มาของวันวาเลนไทน์คืออะไร?
　
เรื่องที่พี่ๆ ทีมงาน STKC จะเล่าต่อไปนี้ เป็นหนึ่งในเรื่องที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของวันวาเทนไลน์ จะมีเรื่องราวยังไง ไปฟังกันเลยครับ
　
ในรัชสมัยของจักรพรรดิ์คลอดิอัสที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่งกรุงโรม ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่มีใจคอดุร้าย และทรงนิยมการทำสงครามนองเลือด ได้บังเอิญรู้มาว่าชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะมาเข้าร่วมกองทัพ เนื่องจากไม่อยากแยกจากคู่รักและครอบครัว จึงสั่งห้ามไม่ให้มีงานหมั้นและงานแต่งงานในกรุงโรมอย่างเด็ดขาด
　
แต่มีนักบุญรูปหนึ่งนามว่า "เซนต์วาเลนไทน์" (Saint Valentine) ผู้ซึ่งมีศรัทธาในความรัก ยังคอยจัดงานแต่งให้กับชาวคริสต์หลายคู่ในกรุงโรม จนกระทั่งวันหนึ่งเขาถูกจับได้ และถูกตัดสินให้ประหารในที่สุด
　
ในเวลาต่อมา นักบวชในนิกายโรมันคาทอลิกจึงเลือกให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งถูกจัดให้เป็นวันหยุดเพื่อเป็นเกียรติแก่ เทพเจ้าจูโน เทพเจ้าแห่งอิสตรีเพศ และการแต่งงานอยู่แล้ว เป็นวันเฉลิมฉลองเทศกาลวันแห่งความรัก หรือที่เราเรียกว่า "วันวาเลนไทน์" มาจนปัจจุบันนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>Saint Valentine, เซนต์ วาเลนไทน์, ประวัติศาสตร์วันวาเลนไทน์</keywords><date>2020-02-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2326</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584085625.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1359"><Nid>2325</Nid><title>หน้ากากอนามัยที่ดีต้องมีลักษณะอย่างไร</title><source>https://health.campus-star.com/general/11319.html</source><detail>ในสถาณการณ์เช่นนี้ หน้ากากอนามัยถือเป็นสิ่งจำเป็น
เพื่อป้องกันเชื้อไวรัส หรือเชื้อโรคต่างๆ
　
ในปัจจุบัน หน้ากากอนามัยหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมีทั้งลักษณะการป้องกันเชื้อโรคที่ดี และไม่ดี เรามาดูกันว่าหน้ากากอนามัยที่ดีต้องมีลักษณะอย่างไร
　
1. หน้ากากอนามัยผ้าฝ้าย
ใช้สำหรับป้องกันฝุ่นละออง และป้องกันการกระจายของน้ำมูกหรือน้ำลาย แต่ไม่สามารถกรองเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กมากๆ ได้ (เช่น PM2.5 ก็ไม่สามารถกรองได้)
　
2. หน้ากากอนามัยใยสังเคราะห์ 3 ชั้น หรือหน้ากากอนามัยแบบที่เราเห็นกันทั่วไปตามโรงพยาบาล
- ชั้นนอกทำจากวัสดุโพลี พรอพีลีน สปันบอนด์ (Poly Propylene Spunbond) อากาศสามารถเข้าออกได้ แต่จะกันน้ำและของเหลว
- ชั้นกลางทำจากแผ่นเมลท์ โบลน ฟิลเตอร์ (Melt Blown Filter) หรือแผ่นกรองเชื้อ
- ชั้นในทำมาจากวัสดุเช่นเดียวกันกับชั้นนอก แต่จะมีความหนากว่าเล็กน้อย
　
ในสถาณการณ์ที่มีเชื้อไวรัสแพร่กระจาย ควรเลือกใส่หน้ากากอนามัยใยสังเคราะห์ 3 ชั้น หรือแบบที่ดีกว่า เช่น หน้ากากอนามัยกรองฝุ่น N95 และที่สำคัญ เมื่อใส่แล้ว ให้กดแกนลวดให้แนบกับจมูก และดึงหน้ากากลงมาถึงคาง เพื่อป้องกันอากาศเล็ดลอดผ่านช่องว่าง เท่านี้เราก็จะปลอดภัยจากเชื้อร้ายต่างๆ แล้วล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>หน้ากากอนามัย</keywords><date>2020-02-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2325</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584085552.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1360"><Nid>2324</Nid><title>แบคทีเรียในดวงตา ชื่อเหมือนตัวร้าย แต่ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74464/-blo-scihea-sci-</source><detail>แบคทีเรียในดวงตา
ชื่อเหมือนตัวร้าย แต่ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด
　
ได้ยินคำว่าแบคทีเรียในดวงตา หลายๆ คนคงคิดว่าเป็นสิ่งอันตรายแน่ๆ เลยใช่ไหมล่ะครับ แต่เราลองมาดูกันว่า เจ้าแบคทีเรียในดวงตาร้ายขนาดนั้นจริงเหรอ
　
ดวงตาของเรามี ไมโครไบโอม (Eye microbiome) ซึ่งหมายถึงกลุ่มของเชื้อที่อยู่ในดวงตา และทำหน้าที่คอยป้องกันและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ดวงตา มีเชื้ออยู่ 4 สายพันธุ์หลักๆ ได้แก่ Staphylococci, Diphtheroids, Propionibacteria และ Streptococci
　
เชื้อเหล่านี้หากมีในปริมาณที่สมดุล จะไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันมีการทำงานอย่างต่อเนื่อง แต่หากมีมากไปจะส่งผลให้ดวงตามีความผิดปกติ
　
สรุปแล้ว คือ เจ้าแบคทีเรียในดวงตาของเรา เป็นกลไกธรรมชาติที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน เพราะฉะนั้นหากมีปัญหากับดวงตา ขอให้ใช้ยาตามแพทย์สั่งเท่านั้น เพราะหากใช้โดยขาดความเข้าใจ จะไปทำลายแบคทีเรียเหล่านี้ในดวงตา ทำให้เสียสมดุลและเป็นอันตรายต่อดวงตานะครับ
　
#STKC</detail><keywords>แบคทีเรีย, ดวงตา, ไมโครไบโอม, Eye Microbiome</keywords><date>2020-02-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2324</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584085461.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1361"><Nid>2323</Nid><title>กาล-อวกาศ (Space-Time) เวลารวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับอวกาศ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/78082/-blo-sciphy-sci-</source><detail>เมื่อเวลารวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับอวกาศ
กาล-อวกาศ คืออะไรกันแน่?
　
ในยุคของนิวตัน (Sir Isaac Newton) ค้นพบว่า "ไม่มีสภาวะคงที่อย่างแท้จริง" อย่างที่ได้เคยสำเสนอไปแล้ว และเวลามีอิสระของมัน อยู่แยกกับอวกาศอย่างสิ้นเชิง หรือเรียกว่า "เวลาสัมบูรณ์"
　
แต่แนวคิดนี้เริ่มไม่เป็นจริง เมื่อนำไปใช้กับวัตถุที่มีความเร็วมากๆ หรือเข้าใกล้ความเร็วแสง มีการทดลองปล่อยแสงออกจากจุด A ไปยังจุด B และให้ผู้สังเกตการณ์ทั้ง 2 คนหาค่าความเร็วของแสง โดยที่ให้จับเวลาเท่ากัน ผลลัพธ์คือ ทั้ง 2 คนได้ความเร็วแสงที่ไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะทดลองกี่ครั้งก็ตาม นั่นเป็นเพราะว่าแต่ละคนมีมาตรฐานการวัดเวลาที่ต่างกัน
　
จนกระทั่ง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพในปี ค.ศ. 1905 ว่าด้วยเรื่องของการปฏิเสธแนวคิดเวลาสัมบูรณ์ เนื่องจากแต่ละคนมีมาตรฐานการวัดเวลาที่ต่างกัน
　
จากทฤษฎีสัมพัทธภาพ จึงสรุปใด้ว่า เวลาไม่ได้มีอิสระในตัวมันเอง แต่เวลารวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับอวกาศ ทั้งสองรวมอยู่ด้วยกันเป็น “กาล-อวกาศ” หรือ Space-Time นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>กาลอวกาศ, Space Time, เวลาสัมบูรณ์</keywords><date>2020-02-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2323</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584082617.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1362"><Nid>2322</Nid><title>เทอร์โมไคลน์ (Thermocline) ชั้นกั้นน้ำอุ่นกับน้ำเย็น</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73424/-sci-sciear-</source><detail>เทอร์โมไคลน์ (Thermocline) ชั้นกั้นน้ำอุ่นกับน้ำเย็น
คืออะไร และพบได้ที่ไหน วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ
　
เทอร์โมไคลน์เป็นชั้นบางๆ ซึ่งเกิดจากการผสมกันของชั้นน้ำอุ่นและชั้นน้ำเย็น ลักษณะคล้ายกับเป็นชั้นที่แยกน้ำชั้นบนที่เป็นน้ำอุ่นและน้ำชั้นล่างที่เป็นน้ำเย็นออกจากกัน มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว สามารถพบได้ทั่วไป โดยเฉพาะในมหาสมุทร นอกจากนี้ยังพบในทะเลสาบและสระน้ำอีกด้วย
　
เทอร์โมไคลน์มีความลึกที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดูกาลและแต่ละปี นักอุตุนิยมวิทยามีแนวโน้มที่จะศึกษาความลึกของชั้นเหล่านี้ เพราะจะสามารถพยากรณ์การเกิดพายุหมุนเขตร้อนได้ ทำให้เราสามารถมีเครื่องมือในการเตือนภัยการมาของพายุหมุนเขตร้อนในอนาคตได้นั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>เทอร์โมไคลน์, Thermocline</keywords><date>2020-02-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2322</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584082479.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1363"><Nid>2321</Nid><title>9 เหตุการณ์น่าสนใจที่เกิดขึ้นบนอวกาศในปีที่ผ่านมา</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/77827/-blo-sciear-sci-</source><detail>9 เหตุการณ์น่าสนใจ
ที่เกิดขึ้นบนอวกาศ ในปี พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา
　
1. ลำแสงพลังงานสูงจากดวงดาวที่กำลังจะพบจุดจบ
พบดวงดาวหมดอายุและถึงจุดจบ จะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงและปลดปล่อยแสงที่มีพลังงานสูงอย่างยิ่งยวดออกมาด้วย เรียกกันว่า "การระเบิดปล่อยรังสีแกมมา" ออกมาในปริมาณมาก
　
2. ดาวเคราะห์น้อยขนาดเท่าตึกสูงเคลื่อนที่ประชิดโลก
ดาวเคราะห์น้อยนามว่า 2000 QW7 มีความกว้างราว 300-600 เมตร ได้เคลื่อนที่ผ่านโลกของเราไปด้วยความเร็วประมาณ 23,100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
　
3. การโจมตีจากวัตถุนอกโลกจำนวน 3 ชิ้น
ค้นพบว่า หินอวกาศจำนวน 3 ชิ้น กำลังเคลื่อนที่เข้าใกล้โลกอย่างมาก แต่ด้วยแรงดึงดูดจากดาวดวงอื่น ทำให้มันเปลี่ยนทิศทางการโคจรและเคลื่อนที่ผานโลกไป
　
4. ดาวหางผู้เดินทางมาจากระบบสุริยะอื่น
พบดาวหางดวงหนึ่ง มีลักษณะการโคจรที่แตกต่างไปจากดาวที่เป็นบริวารของดวงอาทิตย์ ภายหลังได้รับการยืนยันจึงได้ชื่อว่าดาวหาง C/2019 Q4 (Borisov)
　
5. ดาวแคระขาวสามารถเปล่งแสงสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ
นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งทฤษฎีขึ้นว่า มีดาวเคราะห์น้อยจำนวนมหาศาลได้ติดอยู่ในสนามโน้มถ่วงของดาวแคระ พลังงานแสงจากดาวแคระขาวที่เปล่งออกมาจะทำให้ชิ้นส่วนดาวเหล่านั้นได้รับความร้อนจนกระทั่งตัวมันเองเปล่งแสงได้เอง 
　
6. ดาวเคราะห์น้อยขนาดเท่าพีระมิดเคลื่อนที่ผ่านโลก
วัตถุใกล้โลกขนาดมหึมา ซึ่งมีขนาดใหญ่พอๆ กับพีระมิดคีออปส์ แล่นผ่านโลกของเราไปในวันที่ 10 ตุลาคม ด้วยความเร็ว 78,900 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
　
7. ฝนดาวตกยูนิคอร์น
นักวิทยาศาสตร์ได้พยากรณ์ถึงการเกิดฝนดาวตกที่หาชมได้ยาก เนื่องจากมีปริมาณสะเก็ดดาวมากถึง 1,000 ดวง สว่างไสวบนท้องฟ้า โดยบริเวณที่เกิดฝนดาวตกนั้น อยู่ใกล้กับกลุ่มดาวยูนิคอร์น
　
8. การชนกันของหลุมดำขนาดยักษ์
ค้นพบระบบกาแลกซี SDSS J084905.51+111447.2 เกิดจากการรวมตัวกันของกาแล็กซี 3 กาแล็กซี่
　
9. ลูกไฟปริศนาตกจากท้องฟ้าที่ชิลีและจีน
ลูกไฟประหลาดพุ่งมาจากท้องฟ้า ก่อนจะตกลงในพื้นที่ถึง 7 แห่งในประเทศชิลี และประเทศจีน นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าไม่ใช่อุกกาบาต และชิ้นส่วนขยะอวกาศ
　
#STKC</detail><keywords>อวกาศ</keywords><date>2020-02-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2321</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1584082016.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1364"><Nid>2318</Nid><title>ฮานส์ เจ้าม้าแสนรู้</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74238/-blo-scimat-sci-</source><detail>เรื่องราวของ "ม้าที่คำนวณคณิตศาสตร์ได้"
ฮานส์...เจ้าม้าแสนรู้
　
ในช่วงปี ค.ศ. 1891 มีม้าสายพันธุ์ผสมออร์ลอฟ (Orlov Trotter) ที่ชื่อว่า “ฮานส์ (Hans)” เจ้าของฝึกให้มันลองคำนวณ บวก ลบ คูณ หาร และตอบคำถามโดยการเคาะกีบเท้าในจำนวนครั้งที่ถูกต้อง ซึ่งเจ้าฮานส์สามารถตอบคำถามส่วนใหญ่นั้นได้
　
ในเวลาต่อมา คณะกรรมการการศึกษาของเยอรมนีมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการชุดพิเศษ เพื่อมาศึกษาฮานส์ โดยทำการทดสอบในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น เปลี่ยนผู้ถาม, เปลี่ยนเป็นคำถามที่ผู้ถามไม่รู้คำตอบ, ระยะห่างระหว่างผู้ถามและฮานส์ และอื่นๆ
　
จากผลการทดลองพบว่า ยิ่งผู้ถามอยู่ไกลฮานส์มากเท่าไร ยิ่งตอบคำถามถูกน้อยลง และเมื่อถามคำถามที่ผู้ถามไม่รู้คำตอบ ฮานส์ก็ไม่สามารถตอบได้ จึงสรุปได้ว่า ม้าสามารถตอบคำถามได้ เพราะอ่านพฤติกรรมและสีหน้าท่าทางของผู้ถาม โดยที่ผู้ถามไม่รู้ตัว
　
ยกตัวอย่าง เช่น ทุกครั้งที่ฮานส์เคาะกีบเท้า ผู้ถามจะมีอาการลุ้น เคร่งเครียด หายใจถี่ และเมื่อฮานส์เคาะเท้าครั้งสุดท้ายที่เป็นคำตอบที่ถูกต้อง อาการเหล่านั้นจะหายไป ทำให้ฮานส์หยุดเคาะนั่นเอง
　
ถึงแม้ว่าหลังจากการศึกษาอย่างละเอียดแล้วพบว่า ฮานส์ไม่สามารถคำนวณคณิตศาสตร์ได้ แต่ถือว่าเป็นม้าที่ฉลาดมากๆ ตัวหนึ่งเลยทีเดียวล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>ฮานส์, ม้า</keywords><date>2020-02-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2318</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1583917883.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1365"><Nid>2317</Nid><title>มนุษย์สามารถอดนอนได้นานเท่าไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/77177/-blo-scihea-sci-</source><detail>ทายกันถูกมั้ย
มนุษย์เราสามารถอดนอนได้นานที่สุดกี่ชั่วโมงกัน?
　
การนอนหลับพักผ่อนก็เป็นสิ่งสำคัญ คล้ายกับเป็นการ “รีเซ็ต” ระบบในร่างกาย  ช่วยส่งเสริมการรักษาภูมิคุ้มกันของร่างกาย รักษาสมดุลการเผาผลาญอาหารที่เหมาะสม และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการนอนหลับคือ ไม่ต่ำกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน
　
คำถามที่ทุกคนอาจเคยสงสัย มนุษย์เราสามารถอดหลับอดนอนได้ติดต่อกันได้ขนาดไหนกันแน่? ซึ่งเคยมีบันทึกการอดนอนอย่างสมัครใจของ แรนดี การ์ดเนอร์ (Randy Gardner) เขาสามารถอดนอนได้มากที่สุดถึง 11 วัน กับอีก 25 นาที
　
ซึ่งในขณะที่ทำการทดลอง เขาได้มีการตรวจวัดคลื่นสมองอยู่ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่า ระหว่างที่เขาตื่นอยู่ จะมีสมองบางส่วนมีอาการงีบหลับสั้นๆ อยู่ตลอดเวลา เป็นไปได้ว่าสมองของมนุษย์สามารถปรับตัวกับการอดนอนได้ เพื่อป้องกันความเสียหายของสมอง
　
แต่หลังจากนั้น มีรายงานว่าเขาได้รับความทุกข์ทรมานหลังจากการอดนอนในครั้งนั้น เป็นเวลาหลายปี ทำให้เรารู้ว่า ถึงแม้มนุษย์จะพยายามขนาดไหนก็ไม่สามารถฝืนธรรมชาติได้
　
การนอนหลับให้เพียงพอจึงจำเป็นต่อกลไกในร่างกายของมนุษย์เป็นอย่างมาก รู้แบบนี้แล้ว ทุกคนต้องอย่าลืมนอนหลับพักผ่อนให้ได้อย่างน้อยวันละ 7ชั่วโมง เพื่อผลดีของร่างกายเราเองนะครับ
　
#STKC</detail><keywords>การนอนหลับ, การอดนอน</keywords><date>2020-02-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2317</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1583917667.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1366"><Nid>2316</Nid><title>กฎการเคลื่อนที่ (Laws of Motion) ของกาลิเลโอและนิวตัน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/78275/-blo-sciphy-sci-</source><detail>"สภาวะคงที่อย่างแท้จริงนั้นไม่มีอยู่จริง" จากแนวคิดเดิมของอริสโตเติล (Aristotle) ที่เชื่อว่า "โลกนั้นหยุดนิ่ง" ข้อพิสูจน์นี้ได้ถูกล้มล้างแล้ว เรามาทำความรู้จักเรื่องนี้กัน
　
ความเชื่อพื้นฐานของคนทั่วไป คือ วัตถุจะหยุดนิ่งอยู่กับที่เมื่อไม่มีแรงมากระทำ และวัตถุที่มีน้ำหนักมากกว่าจะตกถึงพื้นโลกก่อนวัตถุที่หนักน้อยกว่า ตามแนวความคิดของอริสโตเติล
　
แต่แนวคิดนี้ก็ถูกหักล้างไปในยุคของกาลิเลโอ (Galileo Galilei) และนิวตัน (Sir Isaac Newton)
　
กาลิเลโอได้ทำการทดลอง โดยการปล่อยลูกบอลทรงกลมที่มีมวลต่างกันลงมาตามเนินลาดชัน เพื่อดูว่าวัตถุขนาดที่ต่างกันนั้นจะตกถึงพื้นพร้อมกันหรือไม่ 
　
ผลการทดลอง คือ ลูกบอลจะตกถึงพื้นพร้อมกันไม่ว่าจะมีขนาดเท่าใดก็ตาม เพราะเมื่อลูกบอลกลิ้งลงมาตามแนวลาด จะถูกเร่งความเร็วขึ้นเสมอ ทั้งนี้เพราะมีแรงกระทำกับลูกบอลอย่างต่อเนื่อง
　
จึงเกิดเป็นกฎของนิวตัน เมื่อแรงส่งผลโดยตรงกับการเคลื่อนที่ จึงสามารถกล่าวได้ว่า แม้ในเวลาที่วัตถุไม่มีแรงใดๆ มากระทำ วัตถุก็ยังคงเคลื่อนที่เป็นแนวเส้นตรงด้วยความเร็วคงที่ ดังที่รู้จักกันดีภายใต้ชื่อ "กฎข้อที่ 1 ของนิวตัน"
　
แนวคิดนี้จึงสามารถลบล้างแนวคิดของอริสโตเติลที่ว่า "โลกนั้นหยุดนิ่งได้" และยังต่อยอดแนวคิดนี้ไปไปยังการทดลองเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย ถือเป็นก้าวสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์เลยล่ะครับ
　
#STKC</detail><keywords>กฎการเคลื่อนที่, Laws of Motion, กาลิเลโอ กาลิเลอี, เซอร์ ไอแซ็ค นิวตัน</keywords><date>2020-02-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2316</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1583917552.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1367"><Nid>2315</Nid><title>ทะเลสาบคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72955/-blo-sciear-sci-</source><detail>ทะเลสาบคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร?
มาทำความรู้จักทะเลสาบกันเถอะ
　
ทะเลสาบ เป็นแอ่งน้ำที่ล้อมรอบด้วยผืนดิน สามารถพบเจอได้ทั่วโลก มีทั้งทะเลสาบแบบเปิดและแบบปิด ทะเลสาบแบบเปิดมักเป็นทะเลสาบที่มีทางออกไหลลงแม่น้ำ, ทะล หรือมหาสมุทร ส่วนทะเลสาบแบบปิดจะเป็นทะเลสาบที่ไม่มีทางออกไหลลงแหล่งน้ำนั่นเอง
　
แล้วทะเลสาบเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ทะเลสาบเกิดขึ้นได้หลายแบบ ส่วนใหญ่เกิดจากธารน้ำแข็งที่ปกคลุมบริเวณนั้นเป็นเวลานาน ทำให้พื้นที่บริเวณนั้นเกิดหลุมขนาดใหญ่หรือเกิดเป็นหุบเหวลึก ทะเลสาบบางแห่งเกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก
　
นอกจากทะเลสาบที่เกิดตามธรรมชาติแล้ว ก็ยังมีทะเลสาบที่มนุษย์ทำขึ้น เพื่อใช้เป็นแหล่งเก็บกักน้ำและผลิตไฟฟ้านั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>ทะเลสาบ</keywords><date>2020-02-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2315</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1583917423.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1368"><Nid>2307</Nid><title>“สัตว์เลี้ยง” ติดเชื้อไวรัส “โควิด-19” ได้หรือไม่?</title><source>https://edition.cnn.com/2020/03/02/asia/pets-coronavirus-spread-intl-hnk/index.html?sr=LINECNN022718undefined1052AMStory</source><detail>นอกจากมนุษย์แล้ว สัตว์เลี้ยงที่อยู่ร่วมกับมนุษย์ตลอดเวลาภายในบ้าน จะสามารถติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ได้หรือเปล่า?

กรมวิชาการเกษตร ประมง และการอนุรักษ์ของฮ่องกง หรือ AFCD (Agriculture, Fisheries and Conservation Department) และองค์การอนามัยโลก หรือ WHO (World Health Organization) ต่างยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ว่า สัตว์เลี้ยงสามารถติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้เหมือนคน เพราะแม้ว่าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้จะมีผลตรวจออกมาเป็นบวก (positive) ก็ไม่ได้หมายความว่าจะติดเชื้อไวรัสเสมอไป

ทำไมสัตว์เลี้ยงถึงมีผลการตรวจเป็นบวกได้ ทั้งที่อาจไม่ได้ติดเชื้อไวรัส?
เชื้อไวรัสโควิด-19 รวมไปถึงเชื้อไวรัสอื่นๆ สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามพื้นผิวของวัตถุต่างๆ โดยเฉพาะวัตถุที่มีความเรียบ มัน เงา จะสามารถพบเชื้อไวรัสเกาะติดอยู่ได้ง่ายเป็นพิเศษ แต่วัตถุที่ทำจากวัสดุอื่นๆ ก็สามารถพบเชื้อไวรัสติดอยู่ได้เช่นกัน นั่นจึงเป็นผลที่ร้านค้า ร้านอาหาร ออฟฟิศ ธนาคารต่างๆ เร่งทำความสะอาดอุปกรณ์สำนักงานต่างๆ ในช่วงนี้มากเป็นพิเศษ

ดังนั้น ผลตรวจของสัตว์เลี้ยงที่ออกมาเป็นบวก อาจหมายถึงการที่เจ้าตูบเจ้าเหมียวเหล่านี้มีการ “ปนเปื้อน” กับเชื้อไวรัส มากกว่าที่ “ติดเชื้อ”

Sheila McClelland ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Lifelong Animal Protection Charity (LAP) ที่ฮ่องกงระบุกับ CNN ว่า “หลักฐานในขณะนี้แสดงให้เห็นว่า สุนัขไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงอันตรายในการแพร่กระจายเชื้อไวรัส (โควิด-19) ไปมากกว่าสิ่งของต่าง ๆ เช่น ที่จับประตูเลย”

นอกจากนี้จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการรายงานจากที่ใดในโลกว่าพบสัตว์เลี้ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่อย่างใด และยังไม่มีรายงานการศึกษาชิ้นใดที่แสดงให้เห็นถึงการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในสุนัขอีกด้วย

 
แล้วสัตว์เลี้ยงแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 ให้เราได้หรือไม่?
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า เชื้อไวรัสโคโรนาที่เป็นต้นเหตุของทั้งโรคซาร์ส ที่แพร่ระบาดอย่างรุนแรงเมื่อปี 2003 และเชื้อโควิด-19 อาจมาจากสัตว์อย่างค้างคาว

Jane Gray หัวหน้าสัตวแพทย์ของสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์ (SPCA) ในฮ่องกง ระบุกับ CNN ว่า หากถามว่าสุนัข และแมวติดเชื้อไวรัสโคโรนาได้หรือไม่ คำตอบคือได้ แต่ไม่ใช่เชื้อไวรัสประเภทเดียวกันกับที่กำลังระบาดในคนอยู่ในขณะนี้ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งประเภท และอาการที่ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาในระบบทางเดินหายใจเหมือนในคน เราอาจพบเชื้อไวรัสในตัวแมวได้ แต่ไม่สามารถแพร่กระจายจากแมวมาสู่คนได้ ซึ่งตรงกันกับกรณีของโรคซาร์สที่แพร่ระบาดเมื่อปี 2003 นักวิทยาศาสตร์หลายคนออกมาให้ข้อมูลว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่เชื้อไวรัสโคโรนาที่ทำให้เกิดโรคซาร์สจะสามารถติดต่อจากแมวสู่คนได้เช่นกัน

เราควรสวมหน้ากากอนามัยให้สัตว์เลี้ยงหรือไม่?
แม้ว่าเจ้าของจะรักและเป็นห่วงสุขภาพของสัตว์เลี้ยงของตัวเองมากเพียงใด แต่ Jane Gray ยืนยันว่า การสวมใส่หน้ากากอนามัยให้เจ้าตูบเจ้าเหมียวและสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ ของเรา ไม่ได้มีประโยชน์อันใด นอกไปจากการก่อให้เกิดความรำคาญ ไม่สะดวกสบายตัวของสัตว์เหล่านั้นเท่านั้น และยังอาจทำให้สัตว์เหล่านั้นเกิดอาการวิตกกังวล หรือเครียดได้
 
เราจะป้องกันสัตว์เลี้ยงของเราจากไวรัสโควิด-19 ได้อย่างไร?
อีกครั้งที่อยากย้ำเตือนกัน คือการดูแลรักษาความสะอาด สำคัญกว่าการใช้หน้ากากอนามัยมากๆ
เจ้าของควรดูแลรักษาความสะอาดของสัตว์เลี้ยงของตัวเองให้ดี รวมถึงตัวเองที่ต้องล้างมือก่อนสัมผัสกับสัตว์เลี้ยงของตัวเองหลังกลับมาจากข้างนอกบ้าน เช็ดฝ่าเท้าของสัตว์เลี้ยงหลังพาออกไปเดินข้างนอก แต่ไม่ต้องเช็ดมาก หรือบ่อยจนเกินไป เพราะอาจทำให้ฝ่าเท้าของสัตว์เลี้ยงแห้งเกินไปได้
 
สัตว์เลี้ยงมีประโยชน์มากในช่วงกักตัว
แน่นอนว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้าน หรือกักตัวเองอยู่ภายในบ้านเป็นเวลา 14 วันหลังจากกลับมาจากประเทศเสี่ยง การมีสัตว์เลี้ยงอยู่เป็นเพื่อนภายในบ้าน ช่วยลดความตึงเครียดของเราได้เป็นอย่างดี


เห็นอย่างนี้แล้ว ยิ่งช่วงวิกฤติแบบนี้ ยิ่งต้องควรดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราให้มากกว่าเดิม แล้วไม่ต้องห่วงว่าเราจะติดไวรัสจากพวกเขา ควรจะกลัวการติดไวรัสจากคนอื่นมากกว่า และอาจเป็นเราเองที่ทำให้สัตว์เหล่านี้ติดเชื้อจากมือของเราเองด้วยซ้ำ</detail><keywords>Corona Virus, pet-coronavirus, corona</keywords><date>2020-03-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2307</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1583314357.jpg</img_link><category>ระบาดวิทยา</category></row>
<row _id="1369"><Nid>2282</Nid><title>ควบคุมปริมาณน้ำตาลอย่างไรให้ไม่เสี่ยงเป็นโรค</title><source>https://www.sanook.com/health/11433/</source><detail>1. เริ่มต้นกินหวานให้น้อยลง สั่งหวานน้อยเป็นประจำให้เป็นนิสัย เป็นการสร้างความเคยชินในการรับรสของตนเอง และกลายเป็นคนไม่ติดหวาน

2. ลดการเติมน้ำตาลทุกครั้งทั้งใน อาหารคาว อาหารหวาน แม้กระทั่งการปรุงรสก๋วยเตี๋ยว ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเติมน้ำตาล หรือเครื่องปรุงรสอื่นเพิ่มอีก หรือหากมื้อใดที่รู้ว่ากินอาหารที่มีน้ำตาลไปแล้ว ก็ควรลดในมื้อต่อไป

3. พยายามควบคุมการกินน้ำตาลแต่ละวันให้ ไม่เกิน 6 ช้อนชาจะดีกว่า และกินอาหารธรรมชาติเป็นหลัก เช่น หากรู้สึกอยากกินขนมหวาน ให้กินผลไม้ทดแทน หรือหากรู้สึกอยากน้ำหวานลองเลือกเป็น น้ำผลไม้สดทดแทน

4. ดื่มน้ำสะอาดจะดีที่สุด ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคต่างๆ ด้วย
</detail><keywords>น้ำตาล, โรค, อาหารหวาน, อาหาร, ผลไม้, น้ำ</keywords><date>2020-02-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2282</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1581663581.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1370"><Nid>2277</Nid><title>ล้างมือให้สะอาด ช่วยป้องกันไวรัสโคโรน่า</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/51137-ล้างมือให้สะอาด%20ช่วยป้องกันไวรัสโคโรน่า.html</source><detail>การล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอเป็นการรักษาสุขอนามัยเบื้องต้นที่ดีให้กับร่างกาย เพราะในทุกวันเราจะใช้มือในการสัมผัสสิ่งต่างๆมากมาย

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะ แพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึง “การล้างมือจะช่วยป้องกันโรคโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 ได้” ไม่ต้องกลัวใครจะว่าเป็น โรคย้ำคิดย้ำทำ ถ้าไม่สามารถล้างได้ ให้ใช้แอลกอฮอล์ หรือแอลกอฮอล์ เจลทำความสะอาด เมื่อเวลาไอหรือจามไม่ควรใช้มือปิดปากจมูก ควรใช้ต้นแขนใช้เสื้อผ้าเรา ปิดปากจมูก เพราะถ้าใช้มือเราอาจจะใช้มือไปจับต้องสิ่งของ เช่น ในรถไฟฟ้า

การล้างมือด้วยสบู่อย่างถูกต้องจะช่วยลดการติดเชื้อปอดบวมอู่ฮั่นได้ ให้คำนึงว่าควรจะ ล้างทุกครั้งหลังอาการไอหรือจาม ล้างทุกครั้งเมื่อกลับจากที่ทำงาน ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร ล้างมือก่อนเตรียมอาหารหรือปรุงอาหาร ล้างทุกครั้งเมื่อออกจากห้องน้ำ ล้างทุกครั้งเมื่อจะจับต้องหรืออุ้มเด็ก ล้างทุกครั้งเมื่อจับกับสัตว์หรือสัตว์เลี้ยง ล้างทุกครั้งเมื่อสัมผัสกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ล้างทุกครั้งเมื่อคิดว่ามือสกปรก</detail><keywords>Corona Virus, โคโรนาไวรัส (Coronavirus), วิธีการล้างมือ, ไวรัสอู่ฮั่น</keywords><date>2020-02-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2277</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1581489105.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1371"><Nid>2274</Nid><title>การป้องกันโรคอ้วนในเด็ก</title><source>https://thaihealthlife.com/โรคอ้วนในเด็ก/</source><detail>1. การควบคุมอาหาร
การควบคุมอาหาร เป็นการควบคุมปริมาณสารอาหาร และพลังงานที่เด็กควรได้รับให้เหมาะสม โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป เนื่องจากเด็กในวัยนี้จะชอบรับประทานอาหารประเภทขนมของหวานมาก หากไม่ควบคุมจะทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วนได้ง่าย
2. เพิ่มการออกกำลังกาย
การออกกำลังกาย ถือเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันโรคอ้วนที่สำคัญ เนื่องจาก จะช่วยให้เกิดการเผาพลาญพลังงานส่วนเกินได้ ไม่เกิดการสะสมพลังงานในร่างกาย ซึ่งการออกกำลังกายอาจเป็นการออกกำลังกายโดยตรง เช่น พาเด็กออกวิ่งหรือเล่นกีฬาฝนวันหยุด หรือ การออกกำลังกายทางอ้อม เช่น ฝึกให้เด็กปัดกวาดเช็ดถูบ้าน เป็นต้น
3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
– พฤติกรรมหลายอย่างที่ช่วยส่งเสริมการรับประทานอาหารที่ถูกต้อง ได้แก่ การฝึกให้เด็กรับประทานอาหารเป็นเวลา รับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ เป็นต้น
– การควบคุมปัจจัยเอื้อต่อการบริโภคอาหาร ได้แก่ การไม่ซื้ออาหารพวกขนม ของหวานเก็บไว้ในบ้าน การให้อิสระในการตักหรือเลือกกินอาหารให้แก่เด็ก การกินอาหาร และดูโทรทัศน์ไปด้วย การปล่อยให้เด็กกินอาหารเพียงลำพัง การตักอาหารให้เด็กมากเกินความจำเป็น เป็นต้น
– การให้รางวัล (Reinforcement) การให้รางวัล คำชมเชย จะทำให้พฤติกรรมที่พยายามป้องกันโรคอ้วนนั้นคงอยู่และมีกำลังใจที่จะทำต่อไป
</detail><keywords>โรค, เด็ก, สุขภาพ, อาหาร, พฤติกรรม, ออกกำลังกาย</keywords><date>2020-02-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2274</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1581386664.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1372"><Nid>2261</Nid><title>กิน "ยา" เกินขนาด ภัยอันตราย...ถึงชีวิต</title><source>https://www.sanook.com/health/19357/</source><detail xsi:nil="true" /><keywords>สถาบันอุดมศึกษา, ยา, ติดเชื้อ, ไวรัสโคโรน่า</keywords><date>2020-01-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2261</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1578974479.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1373"><Nid>2258</Nid><title>ทำไมน้ำกับน้ำมันจึงเข้ากันไม่ได้</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/70030/-blo-sciche-sci-</source><detail xsi:nil="true" /><keywords>น้ำ, น้ำมัน, ความโน้มถ่วง, อุทยานดาราศาสตร์</keywords><date>2020-01-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2258</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1578894797.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1374"><Nid>2257</Nid><title>เทคนิคลดเวลาติดจอ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/49726-เทคนิคลดเวลาติดจอ.html</source><detail xsi:nil="true" /><keywords>สูดดม, ครอบครัว, คอมพิวเตอร์, ควัน, เด็ก</keywords><date>2020-01-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2257</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1578889793.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1375"><Nid>2252</Nid><title>วิธีป้องกันและกำจัดเหา รู้ไว้ห่างไกลเหา</title><source>https://www.sanook.com/women/156397</source><detail>รู้ไว้ดีกว่า วิธีป้องกันและกำจัดเหา
ปัญหายอดฮิตของเด็กนักเรียนไทย
　
การเป็นเหา พบได้ทุกเพศ แต่จะถูกพบบ่อยในกลุ่มเด็กนักเรียนหญิงอายุ 3-12 ปี  ก่อนอื่นเรามาดูวิธีป้องกันเหากันครับ
　
1. หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกับคนอื่น โดยเฉพาะหวี
2. รักษาความสะอาดของตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้า ปลอกหมอน หรือผ้าปูที่นอน ให้หมั่นซักทำความสะอาด
3. สระผมเป็นประจำ อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
4. ไม่อยู่ใกล้บุคคลที่เป็นเหา
5. ตัดเล็บให้สั้น และไม่แคะ แกะ เกา บริเวณที่เป็นเหา
　
และหากใครที่รู้ตัวว่าเป็นเหาเรียบร้อยแล้ว
เรามี 3 วิธีกำจัดเหาที่ทำได้ง่ายๆ มาฝากกัน
　
1. ใช้ใบยอสระผม
นำใบยอมาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ และคั้นเอาเฉพาะน้ำออกมา ใช้สระผมทุกวัน และหมั่นใช้หวีเสนียดสางเส้นผม จะมีเหาที่ตายแล้วติดออกมา
　
2. ใช้ใบน้อยหน่า
นำใบน้อยหน่ามาตำและผสมกับแอลกอฮอล์ หมักผมทิ้งไว้ 10 นาที และใช้หวีเสนียดสางออก
　
3. ใช้ยาฆ่าเหา
ทายาลงบนเส้นผมที่แห้ง 2 ครั้ง ในเวลาห่างกัน 1 สัปดาห์
　
สำหรับน้องๆ คนไหนที่เป็นเหา อย่าคิดว่าเป็นเรื่องน่าอาย เพราะเป็นเรื่องธรรมชาติที่สามารถเป็นไปได้ทุกคน สิ่งที่ควรทำนั่นก็คือ เมื่อรู้ว่าเป็นเหา ควรรีบแจ้งผู้ปกครองหรือคุณครูเพื่อหาวิธีกำจัด และไม่ควรรังเกียจหรือล้อเลียนเพื่อนที่เป็นเหา เพื่อสังคมห้องเรียนที่น่าอยู่นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>รักษ์โลก</keywords><date>2020-01-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2252</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1578374005.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1376"><Nid>2251</Nid><title>เสียงเรียกฝูงปลาให้กลับสู่ปะการังที่เสื่อมโทรม</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1492227</source><detail>นักวิจัยประสบความสำเร็จ
ในการเรียกฝูงปลากลับถิ่นด้วยเสียง
　
เนื่องจากธรรมชาติถูกทำลาย แนวประการังซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ใต้ท้องทะเลได้เสื่อมโทรม ทำให้ต้องมีการอพยพย้ายถิ่นฐาน ทำให้ระบบนิเวศน์โดยรอบเสียไปด้วย
　
นักวิทยาศาสตร์ได้ลองนำลำโพงวางไว้ใต้น้ำ และเปิดเสียงดังเป็นเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ปรากฏว่ามีฝูงปลากลับเข้ามาอยู่อาศัยตามแนวประการังเสื่อมโทรมนี้อีกครั้ง
　
ถือว่าการทดลองประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากการกลับมาของปลาเหล่านี้เป็นก้าวแรกของการพัฒนาสุขภาพของแนวปะการังครั้งสำคัญ เพื่อที่จะฟื้นคืนกลับสู่ระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติที่ดีนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ปะการัง</keywords><date>2020-01-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2251</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1578373946.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1377"><Nid>2240</Nid><title>กินขนมชิ้นเดียวไม่เคยพอ วิทยาศาสตร์มีคำตอบ</title><source>https://health.kapook.com/view201668.html</source><detail>ไหนใครชอบกินขนมจุกจิก โดยเฉพาะมันฝรั่งทอดกรอบ
ที่กินแล้วรู้สึกยั้งมือไม่ได้ รู้สึกอีกทีคือหมดถุงแล้วบ้าง?
　
จริงๆ เรื่องนี้มีวิทยาศาสตร์อยู่เบื้องหลังครับ
　
จากการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ได้เปรียบเทียบระหว่างอาหารไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตสูง และโซเดียมสูง เอามาให้กลุ่มตัวอย่างได้กิน พบว่าคนจะกินอาหารที่มีโซเดียมสูงได้เยอะมากกว่า เนื่องจากโซเดียมหรือเกลือที่เป็นเครื่องปรุงรสที่ทำให้สมองรู้สึกพอใจ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกอยากกินต่อไปเรื่อย ๆ ได้ไม่รู้จักจบสิ้น
　
การที่สมองได้รับโซเดียม จะกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดพามีน (Dopamine) ออกมา ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารที่ทำให้รู้สึกอิ่มเอม มีความสุข ร่างกายจึงสั่งให้เรากินเรื่อยๆ และหยุดไม่ได้นั่นเองครับ
　
แต่ถึงจะมีความสุขมากขนาดไหน ก็อย่าลืมดูข้อมูลโภชนาการข้างซอง และที่สำคัญ ควรบริโภคแต่น้อย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ขนม, สารโดพามีน, Dopamine</keywords><date>2019-12-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2240</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1577476713.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1378"><Nid>2239</Nid><title>ซองเครื่องปรุงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปละลายน้ำได้</title><source>https://www.dek-d.com/education/30632/</source><detail>กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ยิ่งบ่อยเท่าไร
ก็ยิ่งมีขยะพลาสติกจากซองเครื่องปรุงเพิ่มขึ้นเท่านั้น!
ทีมวิจัยไทยเลยผุดไอเดีย "ซองเครื่องปรุงละลายน้ำได้" ลดขยะอย่างยั่งยืน
　
ไอเดียนี้มีจุดกำเนิดจากการที่ประเทศเรานั้น มีเศษหนังปลาและปลาหมึกที่เหลือจากการแปรรูปเป็นจำนวนมาก เลยนำมาผลิตเป็นฟิล์มเจลาตินที่สามารถละลายได้ในน้ำร้อน
　
ฟิล์มเจลาตินยังมีจุดเด่นที่สามารถป้องกันการซึมผ่านของก๊าซและสารระเหยต่างๆ ป้องกันการปนเปื้อนจากจุลินทรีย์ภายนอก และยังทำหน้าที่เก็บกักสารแต่งอาหาร เช่น วัตถุกันเสีย แถมยังช่วยรักษากลิ่นและรสอีกด้วย
　
เพียงแค่โยนซองเครื่องปรุงฟิล์มเจลาตินไปในน้ำร้อน ไม่ถึง 1 นาทีก็จะละลายทันที ได้ประโยชน์ทั้งการลดขยะ ไม่ต้องยุ่งยากเรื่องการแกะซองเครื่องปรุง และไม่เลอะมืออีกด้วย สุดยอดไปเลย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, Instant Noodles</keywords><date>2019-12-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2239</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1577476326.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1379"><Nid>2238</Nid><title>กำเนิดซานตาคลอส มาสคอตแห่งวันคริสต์มาส</title><source xsi:nil="true" /><detail>
ทุกคนรู้จักซานตาคลอสจากเรื่องเล่าตอนเด็กๆ แต่รู้ไหม...ซานตาคลอสมีตัวตนจริงๆ นะ! 　

มีเด็กคนหนึ่งชื่อ "นิโคลัส" อาศัยอยู่ที่เกาะโรดส์กับไซปรัสใกล้ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในประเทศตุรกี เติบโตมาท่ามกลางเงินทองมากมาย แต่ไม่นานนัก พ่อและแม่ของเขาก็เสียชีวิต และสมบัติทั้งหมดจึงตกเป็นของนิโคลัส 　

นิโคลัสเป็นคนใจบุญ ชอบแบ่งปัน เคยมีครอบครัวของชายชราคนจนครอบครัวหนึ่ง กำลังมีปัญหา ด้วยบุตรสาวทั้งสามต้องการแต่งงาน แต่ไม่มีเงินที่เพียงพอจะจัดพิธี เมื่อนิโคลัสทราบข่าว จึงนำทองคำใส่ถุง 2 ถุงและแอบนำไปวางในบ้านชายชรา ทำให้ลูกสาวทั้งสองได้จัดงานแต่งงานอย่างสมเกียรติ 　  　

เมื่อถึงครั้งลูกสาวคนสุดท้อง นิโคลัสก็นำถุงทองแอบมาหย่อนลงทางปล่องไฟแทนเนื่องจากหน้าต่างถูกปิดทุกบาน ด้วยเหตุการณ์นี้ ทำให้พ่อแม่ของเด็กหลายๆ คน มีพฤติกรรมเลียนแบบ โดยนำของขวัญไปแอบวางไว้ที่เตียงของลูกในยามค่ำคืน 　

ในช่วงปี ค.ศ.1870 นักบุญนิโคลัสเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางทั่วฮอลแลนด์ในชื่อ “ซินเตอร์คลาส” ชาวอเมริกันจึงเรียกชื่อเพี้ยนไปเป็น”ซานตาคลอส” และกลายเป็นมาสคอตในวันคริสมาสต์อย่างปัจจุบันนี้นั่นเองครับ Ho Ho Ho !!! 　

#STKC 　 　 　
</detail><keywords>ซานตาคลอส, Santa Clause, วันคริสต์มาส, Christmas Day</keywords><date>2019-12-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2238</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1577476193.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1380"><Nid>2231</Nid><title>โครงการสร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะ เพื่อทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/75866/-blo-scieng-sci-</source><detail>โครงการสร้างหุ่นยนต์อัจฉริยะ
เพื่อทำงานร่วมกับมนุษย์ในโรงงาน
　
ถึงแม้หุ่นยนต์พวกนี้จะมีมานานแล้ว แต่ด้วยขีดจำกัดทางความสามารถทำให้ไม่สามารถใช้งานได้จริง จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งโครงการโธมัส (THOMAS) ซึ่งได้รับงบสนับสนุนจากสหภาพยุโรป เพื่อที่จะพัฒนาหุ่นยนต์สองแขนให้ใช้ในอุตสาหกรรมซึ่งสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยด้วยตนเอง 
　
โดยหุ่นยนต์จะสามารถเคลื่อนที่ได้ มีการติดตั้งเซ็นเซอร์เพื่อรับรู้สภาพแวดล้อม รวมทั้งยังสามารถเข้าถึงการรับรู้ของหุ่นยนต์รอบข้าง เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายการสื่อสารของหุ่นยนต์ได้ และจะถูกพัฒนาจะมีความสามารถทางการรู้คิด สามารถตรวจจับเพื่อนร่วมงานที่เป็นมนุษย์ในสถานที่ทำงาน และสามารถรับรู้ความต้องการของมนุษย์ได้อีกด้วย
　
โดยจะเริ่มมีการใช้หุ่นยนต์ชนิดนี้ในอุตสาหกรรมยานยนต์และอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งน่าจะเปลี่ยนแปลงและเพิ่มมูลค่าให้กับอุสาหกรรมการผลิตนี้อย่างมหาศาลเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โครงการ THOMAS, หุ่นยนต์</keywords><date>2019-12-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2231</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1577173920.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1381"><Nid>2226</Nid><title>สตอร์มเควก ปรากฏการณ์ธรรมชาติค้นพบใหม่</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-50132430</source><detail>สตอร์มเควก ปรากฏการณ์ธรรมชาติค้นพบใหม่
ที่ทำแผ่นดินไหวเมื่อพายุพัดรุนแรง
　
"สตอร์มเควก" (Stormquake) หรือเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นจากพายุกำลังแรง โดยการที่พายุถ่ายทอดพลังงานมหาศาลลงสู่มหาสมุทรในรูปแบบของคลื่นใหญ่ ส่งผลให้เกิดการสั่นสะเทือนที่พื้นทะเล
　
ทีมวิจัยสังเกตและให้ความสนใจกับคลื่นแผ่นดินไหวความถี่ต่ำและสัญญาณพื้นหลัง  ซึ่งเกิดจากคลื่นในทะเลปะทะกับผืนแผ่นดิน พบว่ามีความเกี่ยวเนื่องกัน ผู้นำทีมวิจัยคาดว่า ศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหวของปรากฏการณ์สตอร์มเควก สามารถจะเคลื่อนที่ไปพร้อมกับตัวพายุได้ โดยแรงสั่นสะเทือนอาจมีขนาดหรือแมกนิจูด 3.5 ขึ้นไป 
　
อย่างไรก็ตาม ทีมวิจัยชี้แจงว่า แรงสั่นสะเทือนจากสตอร์มเควกนั้นไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อมนุษย์มากนัก เพราะว่าศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่นอกชายฝั่งทะเล และไม่มีพลังรุนแรงนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สตอร์มเควก, Stormquake, ปรากฏการณ์ธรรมชาติ</keywords><date>2019-12-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2226</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1577087341.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1382"><Nid>2223</Nid><title>ผมหงอกในเด็กและวัยรุ่นเกิดจากอะไร</title><source>https://health.kapook.com/view213732.html</source><detail>ยังไม่แก่ แต่มีผมหงอก?
มาดูสาเหตุกันเถอะ
　
สาเหตุของผมหงอกสามารถจำแนกออกได้เป็น 4 ประเด็น คือ
　
1. ความเสื่อมของเซลล์เส้นผมตามอายุ
เมื่ออายุเข้าสู่ช่วง 40 ปี เซลล์สร้างเม็ดสีเสื่อมสภาพ ทำให้ผมที่งอกออกมาเป็นสีเทาและสีขาว 
　
2. กรรมพันธุ์
หากคนในครอบครัวมีอาการผมหงอกก่อนวัย เราก็จะมีโอกาสที่จะผมหงอกขึ้นไวกว่าคนทั่วไป
　
3. โรคเรื้อรัง หรือความผิดปกติในร่างกาย
เช่น โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง, โรคขาดสารอาหาร, โรคโลหิตจาง เป็นต้น
　
4. ปัจจัยร่วมอื่นๆ
เช่น ความเครียด คนที่สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือโดนสารเคมีรุนแรง
　
แท้จริงแล้ว อาการผมหงอกเป็นเพียงการเสื่อมของเซลล์ ซึ่งไม่ได้ส่งผลร้ายแรงอะไรนอกจากมีสีผมที่เปลี่ยนไป ซึ่งก็สามารถแก้ได้ด้วยการย้อมผมด้วยสารเคมีและวิธีธรรมชาตินั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ผมหงอก, เม็ดสี, เซลล์</keywords><date>2019-12-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2223</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576822417.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1383"><Nid>2218</Nid><title>9 ต้นไม้ที่ปลูกในห้องนอนได้ ช่วยให้นอนหลับสนิททุกคืน</title><source>https://home.kapook.com/view157596.html</source><detail>คนนอนหลับยากต้องดู
แก้ไขด้วยการนำต้นไม้มาวางไว้ห้องนอน ช่วยให้หลับสนิทตลอดคืน
ขอแนะนำ 9 ต้นไม้ปลูกในห้องนอนช่วยเรื่องการนอนหลับ
　
1. มะลิ
กลิ่นหอมๆ ของดอกมะลิช่วยปลอบประโลมจิตใจ ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย 
　
2. ลิ้นมังกร
ลิ้นมังกรจะคายออกซิเจน ดูดสารพิษและคาร์บอนไดออกไซด์ในช่วงกลางคืน ทำให้ร่างกายได้รับอากาศบริสุทธิ์อย่างเต็มปอดและนอนหลับสนิทมากขึ้น
　
3. ว่านหางจระเข้
มีคุณสมบัติคายออกซิเจนออกมาในตอนกลางคืน
　
4. เศรษฐีเรือนใน
มีคุณสมบัติช่วยกำจัดสารฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารที่มาจากวัสดุก่อสร้างภายในบ้าน
　
5. เดหลี
ช่วยกรองสารพิษอย่าง ไตรคลอโรเอทิลีน และฟอร์มาลดีไฮด์ในอากาศได้เป็นอย่างดี และเพิ่มความชื้นในอากาศได้อีกด้วย
　
6. ปาล์มไผ่
มีประสิทธิภาพในการฟอกอากาศได้ดีเยี่ยม แถมยังช่วยกำจัดสารพิษที่ปะปนอยู่ในอากาศ
　
7. พลูด่าง
ช่วยลดฝุ่นและเชื้อราในอากาศได้
　
8. เยอบีร่า
ช่วยฟอกอากาศให้สดชื่น และยังช่วยลดสารที่ทำให้เกิดภูมิแพ้และหอบหืดได้เป็นอย่างดี 
　
9. วาสนา
ช่วยฟอกอากาศในห้องนอน แถมยังช่วยดูดสารพิษอย่าง ไซลีน ฟอร์มาลดีไฮด์ โทลูอีน เบนซิน และไทรคลอโรเอทิลีน
　
และนี่ก็คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่จะช่วยให้เรานอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่าลืมหาต้นไม้ข้างบนสักต้นสองต้นวางไว้ที่ห้องนอน เพื่อจะได้หลับสบาย และหลับสนิทตลอดคืนมากยิ่งขึ้นนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ต้นไม้, ห้องนอน, การนอนหลับ</keywords><date>2019-12-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2218</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576737069.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1384"><Nid>2217</Nid><title>กินผงชูรสมากไปมีผลกระทบต่อดวงตาจริงหรือ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/76894/-heabod-hea-</source><detail>"ผงชูรส" กินมากไป
เสี่ยงทำลายดวงตาจริงหรือ?
　
ไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮิโรซากิ (Hirosaki University) ในประเทศญี่ปุ่น ได้ทดลองนำสารโซเดียมกลูตาเมท (Sodium Glutamate) ให้สัตว์กิน พบว่าการมองเห็นของสัตว์ที่ได้กินสารตัวนี้เข้าไปนั้นมีสมรรถภาพลดลง โดยชั้นเรติน่า (Retina) ในดวงตาได้ถูกทำลายไป
　
ประกอบกับข้อมูลอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคต้อหินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการกินผงชูรสมากเกินไป
　
ถึงแม้ว่าจะไม่มีการทดลองในมนุษย์และไม่มีผลวิจัยที่ชี้ได้แน่ชัดว่า ผงชูรสมีผลกระทบต่อดวงตา แต่ก็ควรลดหรืองดเว้นการทานผงชูรส ซึ่งปริมาณที่ควรบริโภค คือ ไม่เกิน 2 ช้อนชาต่อวัน ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ทีหลังนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ผงชูรส, Sodium Glutamate</keywords><date>2019-12-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2217</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576670478.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1385"><Nid>2214</Nid><title>กระบอกกังหันน้ำ เก็บพลังงานจากธรรมชาติได้</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1490367</source><detail>ด้วยกระบอกน้ำนี้
หลงป่ากี่วัน ก็มีไฟฟ้าใช้แน่นอน!
　
เชื่อว่าหลายๆ คน เมื่อต้องออกไปเดินทางหรือออกไปท่องเที่ยว สิ่งที่ยุคนี้ขาดไม่ได้เลยคือแบตเตอรี่สำรอง ที่จะเอาไว้ชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ ของเราขณะเดินทาง และด้วยสิ่งประดิษฐ์นี้จะทำให้คุณมีไฟฟ้าใช้ได้ไม่จำกัด โดยไม่ต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟแม้แต่นิดเดียว
　
Estream กระบอกพลังงานกังหันน้ำขนาดพกพาที่ถูกผลิตโดยบริษัทแห่งหนึ่ง ถือเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่สามารถพกพาไปได้ทุกที่ เพียงแค่นำออกมาติดตั้งใบพัดและวางทุ่นไว้ในลำธารที่น้ำไหลอยู่ตลอดเวลา ใบพัดจะถูกกระแสน้ำพัดจนหมุนอยู่ตลอดเวลาและจะส่งพลังงานไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจัดเก็บประจุในแบตเตอรี่ ซึ่งสามารถใช้ชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยสายไฟ USB ได้
　
ถ้ามีเจ้าเครื่องนี้ ไม่ว่าจะเดินทางเข้าป่ากี่วัน ก็ไม่ต้องกลัวแบตโทรศัพท์หมดกันแล้ว ถือว่าเป็นการใช้พลังธรรมชาติให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กระบอกน้ำ, แบตเตอรี่สำรอง, พลังงานกังหันน้ำ</keywords><date>2019-12-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2214</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576585164.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1386"><Nid>2213</Nid><title>ไขปริศนาแม่น้ำไนล์ ทำไมถึงไหลไม่เปลี่ยนทิศทางมา 30 ล้านปี</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-50406668</source><detail>เหตุใดแม่น้ำไนล์ จึงไหลเหมือนเดิม
ไม่เปลี่ยนทิศมากว่า 30 ล้านปี?
　
โดยทั่วไปแล้ว แม่น้ำที่มีอายุเก่าแก่มักจะต้องเปลี่ยนทิศทางการไหลไปตามกาลเวลา เนื่องจากเกิดความเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศโดยรอบ แต่แม่น้ำไนล์นั้นกลับไหลอย่างคงที่ในเส้นทางเดิมได้ยาวนานได้อย่างน่าอัศจรรย์
　
ล่าสุดมีรายงานวิจัย ค้นพบว่า ธรณีสัณฐานข้างใต้แม่น้ำไนล์ ซึ่งมีลักษณะลาดเอียงลงเรื่อยๆ จากทางทิศใต้ไปสู่ทิศเหนือ สามารถจะคงตัวอยู่ได้ด้วยระบบการไหลเวียนของเนื้อโลกหรือแมนเทิล (Mantle) แบบพิเศษ
　
ในแต่ละพื้นที่ของโลกจะมีระบบไหลเวียนย่อยๆ ของเนื้อโลกแตกต่างกัน แต่ส่วนของเนื้อโลกข้างใต้แม่น้ำไนล์มีระบบการไหลเวียนที่แยกจากส่วนอื่นๆ โดยรอบ ทั้งรูปแบบการไหลเวียนก็คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงมานานหลายสิบล้านปีแล้ว จึงทำให้แม่น้ำไนล์ยังคงไหลในทิศทางเดิมมาเป็นเวลานานนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แม่น้ำไนล์</keywords><date>2019-12-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2213</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576584385.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1387"><Nid>2208</Nid><title>ย้อนรอยดูอุณหภูมิหน้าหนาวของประเทศไทย</title><source>http://www.tmd.go.th/programs/uploads/tempstat/min_stat_latest.pdf</source><detail>ย้อนรอยดูจังหวัดที่เคยอุณหภูมิต่ำที่สุด
ในรอบ 68 ปี (พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2561) 
　
น้องๆ อาจจะไม่เคยรู้ว่า เมื่อก่อนนั้น ภาคกลางรวมถึงภาคใต้ของประเทศเรา ก็เคยมีช่วงเวลาอากาศหนาวถึงอุณหภูมิเลขตัวเดียวด้วย แถมในบางพื้นที่ เช่น ภูกระดึง จ.เลย เคยอุณหภูมิต่ำสุดถึง -1.3 องศาเซลเซียส หรือสกลนครก็เคยมีอุณหภูมิต่ำสุดถึง -1.4 องศาเซลเซียสเมื่อปี พ.ศ. 2517 กันเลยทีเดียว 
　
แต่ในปัจจุบันประเทศไทยและทั่วโลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เนื่องมาจากปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming)  ซึ่งเป็นปัญหาระดับนานาชาติที่ผู้นำทุกประเทศกำลังช่วยกันหาทางแก้ไขอยู่นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ประเทศไทย, อุณหภูมิ, ฤดูหนาว</keywords><date>2019-12-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2208</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576395666.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1388"><Nid>2207</Nid><title>7 วิธีแยกขยะในบ้านก่อนนำไปทิ้ง</title><source>https://home.kapook.com/view214035.html</source><detail>แยกขยะช่วยโลก ทำได้ง่ายๆ ได้ที่บ้าน
มาดู 7 วิธีแยกขยะในบ้านก่อนทิ้ง เรื่องเล็กๆ ที่ให้ผลลัพธ์มหาศาล
　
1. ขั้นตอนแรก ให้แยกขยะ 4 ประเภทออกจากกัน
∙ ขยะย่อยสลาย : ให้แยกระหว่างเศษอาหารกับเศษใบไม้
∙ ขยะรีไซเคิล : ให้แยกขยะรีไซเคิลแต่ละชนิดออกจากกัน เช่นกระดาษ แก้ว โลหะ และพลาสติก
∙ ขยะอันตราย : ให้แยกขยะอันตรายออกจากขยะประเภทอื่น
∙ ขยะทั่วไป : เก็บรวมกันไว้ได้เลย
　
2. แยกขยะแต่ละประเภทใส่ถังหรือถุงแยกสีให้ชัดเจน
　
3. เก็บถุงขยะหรือถังขยะทั้งหมดไว้ในบริเวณที่สะอาด สว่าง อากาศถ่ายเท
　
4. แยกขยะอันตรายออกห่างจากขยะประเภทอื่น
　
5. อย่าเก็บขยะที่เสี่ยงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์
　
6. หากระหว่างล้างขยะแล้วมีไขมันหรือน้ำมันปนเปื้อน ควรกรองเศษตะกอนต่าง ๆ เพื่อไม่ให้ไหลลงไปอุดตันในท่อระบายน้ำสาธารณะ
　
7. หลีกเลี่ยงการเผาทำลายขยะโดยไม่จำเป็น
　
เท่านี้ก็จะช่วยให้การแยกขยะเพื่อนำไปจัดการในขั้นตอนต่อไปทำได้ง่ายขึ้น เพียงแค่พวกเราทุกคนช่วยกัน เริ่มต้นทำได้ง่ายๆ ที่บ้าน ก็ถือว่าได้ช่วยโลกแล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ขยะ, การแยกขยะ</keywords><date>2019-12-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2207</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576393343.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1389"><Nid>2206</Nid><title>อาหารหลังออกกำลังกาย กินอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72967/-blo-scihea-sci-</source><detail>ออกกำลังกายเสร็จแล้ว
ควรกินอะไรเพื่อให้ดีต่อสุขภาพ?
　
หลังจากที่เราออกกำลังกาย ร่างกายของเราใช้ ไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่กักเก็บอยู่ในกล้ามเนื้อ ทำให้ไกลโคเจนในร่างกายลดลง และโปรตีนในกล้ามเนื้ออาจจะเสื่อมสภาพได้ ดังนั้นเราควรต้องเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อไปเสริมสร้างกล้ามเนื้อ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ
　
1. โปรตีน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกล้ามเนื้อ
2. คาร์โบไฮเดรต ช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย
3. ไขมัน ในปริมาณที่พอดีช่วยสร้างไกลโคเจน
4. ดื่มน้ำ เนื่องจากสูญเสียเหงื่อ
　
หลายๆ คนอาจจะยังมีความเข้าใจผิดว่าหลังออกกำลังกายต้องไม่กินอะไรเลย เพื่อที่จะลดน้ำหนักให้ดีที่สุด และนี่ก็คือเหตุผลนั่นเองครับ การกินให้ถูกต้อง กินแต่พอดี จะช่วยให้เราควบคุมน้ำหนักและยังมีสุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วยนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ออกกำลังกาย, อาหารเพื่อสุขภาพ</keywords><date>2019-12-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2206</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576223958.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1390"><Nid>2205</Nid><title>เลนส์แว่นตาทำมาจากอะไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/76748/-blo-hea-heabod-</source><detail>เลนส์แว่นตาทำมาจากอะไร?
มีกี่ชนิด และแตกต่างกันอย่างไรบ้าง?
　
การเลือกเลนส์แว่นตาถือเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมากสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านสายตา เพราะเลนส์แว่นตาแต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน เรามาดูวัสดุที่ใช้ทำเลนส์แว่นตากันครับ
　
1. Lens พลาสติก หรือ CR39 (Columbia Resin 39) เป็นเลนส์ซึ่งมีค่าดัชนีการหักเหแสงค่อนข้างต่ำ ทำให้เลนส์จะหนาและหนัก
　
2. พลาสติกไฮอินเด็กซ์ (High-Index Plastic) มีคุณสมบัติบางและเบา ลดปัญหาเลนส์หนา จนสวมใส่แล้วรู้สึกไม่สะดวกสบาย
　
3. โพลีคาร์บอเนต (Polycarbonate) เป็นเลนส์ที่ทนทานต่อแรงกระแทกและรอยขีดข่วน นอกจากนี้ตัวเลนส์ยังสามารถป้องกันรังสียูวีได้อีกด้วย
　
4. ไทรเวกซ์ (Trivex) เป็นเลนส์ที่มีการกระจายแสงหรือแสงแตกน้อยที่สุด ทำให้ไม่เห็นหลอดไฟมีสีรุ้งในบริเวณขอบเลนส์นั่นเอง
　
และนี่ก็คือวัสดุ 4 ประเภทที่ใช้ทำเลนส์แว่นกันอยู่ทุกวันนี้ หวังว่าจะได้รับความรู้เพิ่มเติมกันมากขึ้น และนำปรับไปใช้กับการเลือกซื้อแว่นตากันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เลนส์, แว่นตา</keywords><date>2019-12-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2205</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576223658.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1391"><Nid>2204</Nid><title>ทำไมต้องทำหน้าย่นเวลารับรู้รสเปรี้ยว</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74462/-blo-scibio-sci-</source><detail>ทำไมต้องทำหน้าย่น ปากยู่
ตอนรับรู้รสเปรี้ยว?
　
อาหารที่มีรสเปรี้ยวจะมีปริมาณของ "กรด" (Acidity) อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งรสเปรี้ยวนี้จะส่งผลให้เราย่นหน้า-ย่นตา รวมทั้งบีบริมฝีปากเข้าหากัน เป็นปฏิกริยาการตอบสนองของร่างกาย
　
เมื่อปุ่มรับรสในลิ้นของเรารับรสชาติเปรี้ยวได้ นั่นหมายถึงมีปริมาณกรดที่มาก จึงทำให้มีกลไกป้องกันตัวเองในการทำหน้าย่น เพื่อบ่งบอกร่างกายให้รับรู้ถึงความผิดปกตินี้
　
แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะยังหาคำตอบในเรื่องนี้การย่นหน้าได้ไม่แน่ชัด แต่ก็มีการสันนิษฐานไว้ว่ามี 3 สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการย่นหน้าเมื่อได้รับรสเปรี้ยว นั่นก็คือโปรตอน (Proton), วิตามินซี (Vitamin C) และผลไม้เมืองร้อนต่างๆ นั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>รสเปรี้ยว, กรด</keywords><date>2019-12-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2204</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576223601.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1392"><Nid>2203</Nid><title>ไฟฟ้าสถิต พลังที่มาพร้อมลมหนาว</title><source>https://health.kapook.com/view130966.html</source><detail>สังเกตกันไหม ลมหนาวมาทีไร
อาการจับสิ่งของแล้วช็อตเกิดขึ้นบ่อยทุกที?
　
สสารทุกชนิดที่อยู่บนโลกนี้ประกอบไปด้วยอะตอมที่มีอนุภาคของประจุไฟฟ้าขั้วบวก นั่นคือ โปรตรอน (Protron) และประจุไฟฟ้าขั้วลบ นั่นคือ อิเล็กตรอน (Electron) ซึ่งจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
　
แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดการสะสมประจุไฟฟ้าขั้วหนึ่งในตัวมากเกินไป อาจทำให้สสารชนิดนั้นมีศักย์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น กลายร่างเป็นสสารหรือคนไฟแรง พร้อมที่จะสปาร์กกับสิ่งอื่นๆ ได้ง่ายดาย โดยปกติแล้วการสะสมประจุไฟฟ้ามักจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างแห้ง ในพื้นที่ที่มีวัสดุนำไฟได้ดี ในช่วงที่ลมหนาวมา หรือแม้แต่ในห้างที่เปิดแอร์ ก็สามารถเกิดอาการไฟฟ้าสถิตได้ง่ายนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไฟฟ้าสถิต, ฤดูหนาว</keywords><date>2019-12-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2203</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576223534.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1393"><Nid>2202</Nid><title>แอปเปิ้ล ผลไม้มหัศจรรย์ ลูกเล็กแค่นี้แต่ประโยชน์ล้นเหลือ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/77163/-heabod-hea-</source><detail>แอปเปิ้ล ผลไม้มหัศจรรย์ ลูกเล็กแค่นี้แต่ประโยชน์ล้นเหลือ!!
มาดูกันดีกว่าแอปเปิ้ลมีประโยชน์อะไรบ้าง
　
1. ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งสำไส้ใหญ่ เนื่องจากมีไฟเบอร์สูง
　
2. บอกลาโรคอ้วน เพราะแอปเปิ้ลช่วยเพิ่มออกซิเจนในเลือด
　
3. ป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง เพราะมีวิตามินซีและสารเบต้าแคโรทีน
　
4. ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เนื่องจากแอปเปิ้ลมีสารเบต้าแคโรทีน, วิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้
　
5. น้ำแอปเปิ้ลป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบประสาท 
　
นอกจากความกรอบ อร่อย ที่กินได้ทั้งแบบผลสดหรือปั่นน้ำ ก็มีประโยชน์มากมายแทบไม่น่าเชื่อเลย เพราะฉะนั้นอย่าลืมหาแอปเปิ้ลมากินกันอย่างเป็นประจำนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แอปเปิ้ล</keywords><date>2019-12-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2202</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576223479.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1394"><Nid>2201</Nid><title>เครื่องแบบหมอผ่าตัด ทำไมถึงต้องเป็นสีเขียว</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73310/-scibio-sci-</source><detail>ทำไมเครื่องแบบหมอผ่าตัด
ทั้งของคนไทยและของต่างชาติถึงต้องเป็นสีเขียว?
　
นั่นเป็นเพราะว่า ในสมัยก่อนที่เครื่องแบบยังเป็นสีขาว ทีมผ่าตัดที่ได้เห็นเลือดสีแดงมาเป็นเวลานาน เมื่อหันขึ้นมามองเพื่อนร่วมงานที่ใส่ชุดสีขาว จะมีอาการตาล้า และมองเห็นเป็นสีเขียวลางๆ
　
เมื่อมองสีแดงไปสักระยะหนึ่ง เซลล์ที่รับแสงสีแดงจะทำงานมาก ส่งผลให้เซลล์เริ่มล้า แต่เมื่อหันไปมองสีขาว เซลล์ที่รับแสงสีแดงจะทำงานน้อยลง ซึ่งปกติเซลล์รับแสงสีแดงจะถูกกระตุ้นและยับยั้งเซลล์รับแสงสีเขียว แต่กลายเป็นว่าเซลล์รับแสงสีเขียวถูกกระตุ้นแทน เพราะเซลล์รับแสงสีแดงทำงานได้น้อยลง ในภายหลังจึงมีการเปลี่ยนเครื่องแบบทีมแพทย์ผ่าตัดเป็นสีเขียวแทน เพื่อป้องกันอาการตาล้าและช่วยผ่อนคลายดวงตาได้อีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หมอผ่าตัด, สีเขียว</keywords><date>2019-12-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2201</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576223426.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1395"><Nid>2200</Nid><title>แมลงตำรวจ AI เทคโนโลยีสุดล้ำ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/77141/-blo-scieng-sci-</source><detail>ล้ำไปอีก!
แมลงตำรวจ AI เทคโนโลยีสุดไฮเทค
　
การให้หุ่นยนต์เลียนแบบการดมกลิ่นของมนุษย์นั้นทำได้ยาก เนื่องจากมีกลไกที่ซับซ้อน ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบสัตว์ที่เหมาะสมกับการเลียนแบบ นั่นก็คือ ผีเสื้อกลางคืนที่มีชื่อว่า "Bombyx mori" ซึ่งตอบสนองต่อกลิ่นได้ไวเป็นพิเศษ
　
โดยมีหลักการทำงานคือ เมื่อฟีโรโมนเพศหญิงของตัวไหมที่ถูกผลิตออกมานั้น ถูกรับรู้โดยตัวผู้ผ่านเซ็นเซอร์ที่ตอบสนองต่อการรับรู้โปรตีน ก็จะส่งสัญญาณไปยังสมอง และถูกประมวลผลด้วยวิธีต่างๆ  ขั้นสุดท้ายคือการส่งคำสั่งจากสมองของหนอนไหมไปยังหน้าอกและหน้าท้องเพื่อควบคุมหุ่นยนต์อย่างเหมาะสมในการที่จะทำให้มันค้นหาแหล่งที่มาของฟีโรโมนต่อไป
　
ถึงแม้นี่จะเป็นเพียงการเริ่มต้น แต่ก็เป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างแมลง AI เพื่อใช้ในการติดตามกลิ่นสารเสพติดได้ในอนาคตนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>AI, หุ่นยนต์</keywords><date>2019-12-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2200</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576223362.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1396"><Nid>2199</Nid><title>ลูกโป่งเมื่อลอยขึ้นฟ้าแล้วไปไหน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73319/-sciphy-sci-</source><detail>สงสัยมั้ย? หากลูกโป่งสวรรค์ลอยขึ้นไปเรื่อยๆ
จะออกไปนอกโลกเลยหรือเปล่า?
　
เรื่องนี้จะมีตัวแปรสำคัญมาเกี่ยวข้อง คือ ความหนาแน่นของอากาศ (Density of Air) และความกดอากาศ (Air Pressure) ที่แปรผันตรงกับความสูง เมื่อสูงมากขึ้น ความหนาแน่นของอากาศและความกดอากาศจะต่ำลง
　
เมื่อลูกโป่งลอยขึ้นสู่อากาศที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ความกดอากาศภายนอกลูกโป่งจะลดลง ความหนาแน่นของอากาศภายนอกลูกโป่งก็น้อยลงด้วยเช่นกัน ฉะนั้น ปริมาตรอากาศที่อยู่ภายในลูกโป่งจะขยายตัวขึ้น จนทำให้ลูกโป่งแตกออกนั่นเอง
　
และนี่ก็คือจุดจบของลูกโป่งสวรรค์ที่ลอยขึ้นไปเรื่อยๆสู่ฟ้า และแตกออกมานั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ลูกโป่ง, ความหนาแน่นของอากาศ, ความกดอากาศ</keywords><date>2019-12-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2199</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1576223307.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1397"><Nid>2187</Nid><title>สัญญาณอันตราย “กินยา” มากเกินไปจน “ตับพัง”</title><source>https://www.facebook.com/mahidolchannel/photos/a.448118895245038/2640702422653330/?type=3&amp;__tn__=H-R</source><detail>ผู้ป่วยจำนวนไม่น้องที่ต้องกินยาปฏิชีวนะเพื่อควบคุม หรือรักษาโรคอยู่เป็นประจำ และเป็นที่ทราบกันดีกว่าการกินยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ อาจส่งผลเสียต่อตับได้ หากคุณเองก็เป็นคนหนึ่งที่กินยาปฏิชีวนะเป็นประจำ ลองสังเกตตัวเองดูว่าเสี่ยงตับถูกทำลายหรือไม่

สัญญาณอันตราย “กินยา” มากเกินไปจน “ตับพัง”
อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ
- ตาเหลือง
- ท้องโต
- มีจ้ำเลือดในส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย

ตัวอย่างยาที่กินแล้วอาจทำให้ตับทำงานผิดปกติ
- ยาลดไขมันในเลือด
- ยาแก้ปวดอักเสบของข้อ และกล้ามเนื้อ
- ยารักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย / ไวรัส / เชื้อรา
- ยารักษาวัณโรค
- ยากันชัก
- ยากดภูมิคุ้มกัน (รักษาโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง หรือโรคข้ออักเสบ)
- ฮอร์โมนเพศ

วิธีกินยาปฏิชีวนะอย่างปลอดภัย ไม่เสี่ยงโรคตับ
ในผู้ป่วยหลายรายที่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน และกังวลว่าจะส่งผลเสียต่อตับ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนหยุด หรือเปลี่ยนยากินเอง การหยุดยา หรือเปลี่ยนยากินเองโดยไมปรึกษาแพทย์ อาจส่งผลให้โรค หรืออาการที่เป็นอยู่กลับมาแย่กว่าเดิม และยังเสี่ยงดื้อยาอีกด้วย นอกจากนี้ควรติดตาอาการกับแพทย์ประจำตัวอย่างสม่ำเสมออีกด้วย</detail><keywords>ตับ, กินยา, ตับพัง, ไวรัส, เชือรา, แบคทีเรีย</keywords><date>2019-12-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2187</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1575431704.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1398"><Nid>2184</Nid><title>ถ้าย้ายไปอยู่ดาวอังคารจะมีอะไรให้กินมั้ยนะ?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/76820/-blo-sciear-sci-</source><detail>หากต้องย้ายไปอยู่บนดาวอังคารจริงๆ
มนุษย์จะกินอะไรเป็นอาหาร?
　
ทุกคนคงทราบดีอยู่แล้วว่าในต่างดาวมีส่วนประกอบที่แตกต่างจากโลกอย่างสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องของแรงดันอากาศ อุณหภูมิ หรือแม้แต่แสงแดด ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยต่อการดำรงอยู่ของพืชทั้งสิ้น
　
ในปี ค.ศ. 2018 ศูนย์วิจัยอวกาศของประเทศเยอรมนี ประสบความสำเร็จในการเพาะปลูกในประเทศที่มีอุณหภูมิติดลบกว่า -20 องศาเซลเซียส อยู่ในสภาพเกือบไร้แสงแดด และผลลัพธ์คือ ตลอดระยะเวลา 9.5 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 268 กิโลกรัมโดยใช้พื้นที่เพียง 12.5 ตารางเมตรเท่านั้น
　
นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า ถึงแม้ว่าเราต้องย้ายไปตั้งรกรากบนดาวอังคาร เราก็ยังพอหาวิธีเพาะปลูกพืชบางชนิดเพื่อใช้เป็นแหล่งอาหารได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดาวอังคาร</keywords><date>2019-11-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2184</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1575274909.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1399"><Nid>2183</Nid><title>ฝนที่ตกลงมานั้นเคยเป็นน้ำแข็งมาก่อน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74128/-sci-sciear-</source><detail>รู้ไหม? ฝนที่ตกลงมา
เคยเป็น "น้ำแข็ง" มาก่อน
　
การเกิดฝนตกหนักและมีสภาพอากาศที่รุนแรง เกิดจากเมฆที่ก่อตัวตามแนวดิ่ง เมฆชนิดนี้มีชื่อว่า เมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) ซึ่งเกิดจากมวลอากาศร้อนลอยตัวขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ และควบแน่นกลายเป็นกลุ่มหยดน้ำเล็กๆ ยิ่งมีมวลไอน้ำเพิ่มมากเมฆชนิดนี้ก็จะใหญ่ตามไปด้วย
　
บนยอดของเมฆคิวมูโลนิมบัสมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศา หยดน้ำจึงกลายเป็นน้ำแข็ง จนมีขนาดใหญ่มากพอที่จะถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงตกสู่ด้านล่าง เมื่อมาเจอชั้นบรรยากาศที่มีอุณหภูมิสูงเหมือนประเทศไทย น้ำแข็งก็จะละลายกลายเป็นฝนธรรมดา แต่หากไปตกอยู่ในประเทศเมืองหนาวก็จะกลายเป็นหิมะนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ฝน, น้ำแข็ง</keywords><date>2019-11-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2183</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1575274828.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1400"><Nid>2182</Nid><title>ดอกไม้ไฟ ความสวยงามที่ค้นพบโดยความบังเอิญ</title><source>https://hilight.kapook.com/view/50846</source><detail>ดอกไม้ไฟ ความสวยงามที่ค้นพบจากความบังเอิญ
เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน 
　
มีเรื่องเล่าว่า ขณะที่ชาวจีนกำลังคิดค้นสูตรยาอายุวัฒนะเพื่อนำไปถวายจักรพรรดิ ด้วยสารกำมะถันที่ใช้รักษาโรคผิวหนัง และดินประสิวที่ใช้รักษาโรคปอดได้ จึงนำสารทั้งสองมารวมกัน แต่เมื่อผสมกันแล้วกลับเกิดเป็นแผ่นแป้งสีดำ และลุกเป็นไฟเมื่อเกิดการเผาไหม้  ซึ่งก็คือ "ดินปืน" ในเวลาต่อมานั่นเอง
　
ในเวลาต่อมา ได้มีคนทดลองนำดินปืนใส่เข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ และโยนเข้าไปกองไฟ ทำให้กระบอกไม้ไผ่ระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ  จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ประทัด พลุ ตะไล ดอกไม้ไฟชนิดแรกที่ถูกคิดค้น 
　
ในช่วงศตวรรษที่ 14-15 ชาวอิตาลีเริ่มนำดินปืนมาดัดแปลงโดยเพิ่มโลหะกับถ่านเข้าไป เมื่อปล่อยขึ้นฟ้าจะเปล่งประกายแสงสีเงิน สีทอง สวยงามระยิบระยับ และถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นดอกไม้ไฟอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดอกไม้ไฟ, Firework</keywords><date>2019-11-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2182</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1575274549.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1401"><Nid>2181</Nid><title>5 วิธีลดการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน</title><source>https://hilight.kapook.com/view/127430</source><detail>จริงจังขึ้นเรื่อยๆ กับมาตรการลดการใช้ถุงพลาสติกในประเทศไทย ที่ปีหน้าตามสถานที่ใหญ่ๆ จะงดแจกถุงพลาสติกกันหมดแล้ว ตอนนี้เรามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเตรียมบอกลาถุงพลาสติกกันเถอะ
　
1. เลิกใช้หลอดพลาสติก
ในแต่ละวันเราใช้หลอดพลาสติกแล้วทิ้งกี่อันกัน? แค่คิดก็เยอะแยะมากมายแล้วใช่มั้ยล่ะ ลองเปลี่ยนเป็นการพกหลอดที่ใช้ซ้ำหรือย่อยสลายได้ง่าย เช่น หลอดเหล็ก หรือหลอดกระดาษดูนะครับ
　
2. รับประทานไอศรีมแบบโคน
การรับประทานไอศรีมแบบถ้วย นอกจากจะไม่ได้กินโคนในส่วนที่เป็นแป้งอันกรุบกรอบแสนอร่อยแล้ว ยังสร้างขยะพลาสติกอีกด้วย
　
3. ใช้กระเป๋าผ้าแทนถุงพลาสติก
พกถุงผ้าพับติดตัวเก็บเอาไว้ใช้ใส่ของ ลดการใช้ถุงพลาสติกได้ตั้งเยอะ
　
4. พกขวดน้ำหรือแก้ว
ลดการใช้พลาสติกจากแก้วน้ำใช้แล้วทิ้ง แถมในร้านค้าหลายแห่งยังมีส่วนลดราคาให้สำหรับผู้ที่นำแก้วมาเองอีกด้วย
　
5. พกกล่องไปใส่อาหาร
เวลาออกไปซื้ออาหารนอกบ้านกลับเข้ามา แทนที่จะใส่เป็นถุงพลาสติกลองเปลี่ยนเป็นใส่กล่องอาหาร ลดการใช้พลาสติก อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย
　
เห็นไหมครับ การลดการใช้พลาสติกทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่เปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆ ที่เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ ช่วยกันลดพลาสติก เพื่อโลกของเรากันเถอะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ขยะพลาสติก</keywords><date>2019-11-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2181</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1575274451.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1402"><Nid>2180</Nid><title>ปัญหาโลกแตก ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน</title><source>https://www.tnews.co.th/social/474337/เฉลยชัด-ไก่-กับ-ไข่-อะไรเกิดก่อนกัน-วิทยาศาสตร์ตอบได้-เผยภาพที่มาของไก่ตัวแรก</source><detail>คำถามโลกแตกในวันนั้น...วันนี้มีคำตอบแล้ว
"ไก่" กับ "ไข่" อะไรเกิดก่อนกัน?
　
จริงๆ แล้วคำตอบนี้มีคำตอบทางวิทยาศาสตร์นานแล้วครับ และไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย คำตอบขึ้นอยู่กับ "คำถาม"
　
ถ้าถามว่า "ไก่" กับ "ไข่" (ไข่ของสัตว์ชนิดไหนก็ได้) อะไรเกิดก่อนกัน ต้องตอบว่าไข่แน่นอนครับ เพราะว่ากว่าจะเกิดเป็นไก่แบบที่เราเห็นทุกวันนี้ ก็มีการวิวัฒนาการมาจากสัตว์อื่นในตระกูลบรรพบุรุษไก่ก่อนที่จะเกิดเป็นไก่
　
แต่ถ้าถามว่า "ไก่" กับ "ไข่ไก่" อะไรเกิดก่อนกัน ก็ต้องตอบว่าไก่ครับ เพราะการจะเป็นไข่ไก่ได้อย่างสมบูรณ​์แบบ ก็ต้องเกิดมาจากไก่นั่นเอง
　
และนี่ก็คือข้อสรุปที่อธิบายคำตอบนี้ได้อย่างชัดเจน ต่อไปนี้จะได้ไม่ต้องทะเลาะกันเรื่องคำตอบแล้วนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไก่, ไข่, ​ ปัญหาโลกแตก</keywords><date>2019-11-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2180</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1575269687.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1403"><Nid>2175</Nid><title>"ใช้ยาไม่สมเหตุผล" ต้นเหตุ "ดื้อยา" อันตรายที่คนมองข้าม</title><source>https://www.sanook.com/health/18637/</source><detail>ประเทศไทยมีมูลค่าการบริโภคยาประมาณร้อยละ 41 ของค่าใช้จ่ายสุขภาพ สูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีค่าใช้จ่ายด้านยาต่อค่าใช้จ่ายสุขภาพเพียงร้อยละ 10-20 ข้อมูลจากการศึกษาวิจัย พบการบริโภคยาอย่างไม่เหมาะสมในทุกระดับทั้งในสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชน การใช้ยาในชุมชนโดยเฉพาะยาที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ยาต้านจุลชีพ ยาสเตียรอยด์ ยาชุด เป็นต้น

โดยในปี 2555 มีงานศึกษาพบว่า ผู้ป่วย 19.2 ล้านคนครอบครองยาเกินความจำเป็น และรัฐต้องสูญเสียงบประมาณจากการครอบครองยาเกินจำเป็นราว 2,370 ล้านบาท/ปี ชัยณรงค์ สังข์จ่าง ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า โดยเจตนารมณ์ของการใช้ยาสมเหตุสมผลคือการมุ่งให้ประชาชนใช้ยาอย่างปลอดภัย แต่โจทย์หลักของการใช้ยาคือความคิดความเชื่อของคนในชุมชน การใช้ยาฆ่าเชื้อเป็นความเชื่อผิด ๆ ของคนจำนวนมาก จึงต้องขยับที่ประเด็น ไม่ใช่มุ่งเน้นที่หน่วยงาน เช่น ต้องสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิด เน้นงานสื่อสาร งานในพื้นที่ แล้วหน่วยงานอื่น ๆ ก็จะขยับตาม

หลีกเลี่ยงการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุผล เพื่อหยุดปัญหาดื้อยา
เราสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาการดื้อยาได้ง่าย ๆ ด้วยจนเอง โดยการปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนกินยาทุกครั้ง หากมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ปวดศีรษะ สามารถกินยาแก้ปวดได้ แต่ควรกินตามขนาดของยาที่กำหนด เช่น 1 เม็ดทุก 6 ชั่วโมง และไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 5 วัน หากยังไม่หายดีควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด นอกจากนี้ยาที่ควรระมัดระวังคือ ยาแก้อักเสบ ยาฆ่าเชื้อต่าง ๆ ไม่ควรซื้อกินเองโดยเด็ดขาด เพราะหากกินยาในขณะที่ไม่ได้มีเชื้อโรคให้ฆ่า หรือไม่ได้มีอาการอักเสบอะไร จะทำให้เกิดการดื้อยาได้</detail><keywords>ดื้อยา, เจ็บคอจากแบคทีเรีย, แบคทีเรีย, เชื้อไวรัส</keywords><date>2019-11-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2175</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1574925074.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1404"><Nid>2170</Nid><title>9 วิธี ช่วยลดฝุ่น PM 2.5</title><source>https://health.kapook.com/view205013.html</source><detail>ยังมาเป็นช่วงๆ กับฝุ่น PM2.5 ที่ปกคลุมในอากาศ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เรามาดู 9 วิธีง่ายๆ ที่สามารถช่วยกันลดฝุ่น PM 2.5 คนละไม้คนละมือกันครับ
　
1. ลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล
เพื่อลดควันเสียที่ปล่อยออกมา
　
2. ดับเครื่องยนต์ขณะจอดรถ
การติดเครื่องยนต์ขณะจอด จะปล่อยควันออกมามากกว่าขณะรถแล่นเสียอีก
　
3. ตรวจสอบสภาพรถ
เช็คสภาพรถให้ใช้งานได้ปกติอยู่เสมอ
　
4. เจอรถควันดำให้รีบแจ้ง
พบรถเมล์ รถบรรทุกควันดำ แจ้งสายด่วนกรมการขนส่งทางบก 1584
　
5. หยุดการเผาในที่โล่ง
การเผาในที่โล่งทำให้ฝุ่นลอยขึ้นสู่อากาศได้ง่ายกว่า
　
6. งดสูบบุหรี่
ควันบุหรี่จะทำสารพิษขึ้นสู่อากาศทุกครั้งเมื่อสูบ
　
7. หลีกเลี่ยงการจุดธูป
จุดธูป 1 ดอก ส่งผลเสียเท่ากับบุหรี่ 1 มวน เปลี่ยนเป็นธูปไฟฟ้ากันเถอะ
　
8. เลี่ยงการทำอาหารด้วยเตาถ่าน
เตาถ่านจะสร้างควันลอยเข้าสู่อากาศ
　
9. ปลูกต้นไม้
ต้นไม้จะช่วยดูดซับสานพิษและควันตามอากาศ ฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ได้
　
เรามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดฝุ่นควัน PM2.5 อย่างยั่งยืนกันเถอะครับ เพื่อตัวเราเองและคนใกล้ชิด จะได้ปลอดภัย ไร้โรค ไร้ฝุ่นกันอย่างมีความสุขครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ฝุ่น, PM 2.5</keywords><date>2019-11-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2170</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1574758800.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1405"><Nid>2169</Nid><title>กระต่ายบนดวงจันทร์มีจริงหรือไม่?</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/กระต่ายจันทร์_(ความเชื่อ)</source><detail>กระต่ายจันทร์ เป็นความเชื่อรวมกันของหลายชนชาติ ที่เชื่อว่าบนดวงจันทร์มีกระต่ายอาศัยอยู่ โดยพิจารณาจากจันทรสมุทร (หลุมดำบนดวงจันทร์) แล้วเกิดเป็นพาเรียโดเลีย (จินตภาพ) รูปกระต่ายขึ้นมา

ความเชื่อนี้มีในหลายชนชาติทั่วโลก เช่น แอฟริกา, ทิเบต, จีน, ญี่ปุ่น รวมถึงอเมริกากลางและอเมริกาใต้[1][2]

ในปกรณัมของฮินดู พระจันทร์ เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์ เป็นผู้ถือกระต่ายไว้ในพระหัตถ์ เนื่องจากคำว่ากระต่ายในภาษาสันสกฤต คือ "ศศะ" ดังนั้นจึงเรียกดวงจันทร์ว่า "ศศิน" (ศศินฺ) แปลว่า "ซึ่งมีกระต่าย"[3]

ในปกรณัมของจีน ภาพที่ปรากฏบนดวงจันทร์ คือ กระต่ายขาวกำลังตำข้าวในครก กระต่ายนี้เชื่อกันว่าเป็นผู้รับใช้เซียนหรือผู้วิเศษ โดยมีหน้าที่ปรุงยาอายุวัฒนะ หรือเป็นสัตว์เลี้ยงของฉางเอ๋อ เทพธิดาแห่งดวงจันทร์[4] [5]

ในชาดก ซึ่งเป็นนิทานของพุทธศาสนา มีเรื่องหนึ่งเล่าว่า มีชายคนหนึ่งหลงทางในป่า ขณะที่หมดสติไปเพราะความหิวและยากลำบาก มีสัตว์ป่า 3 ชนิดมาพบเข้า ได้แก่ หมี, หมาจิ้งจอก และกระต่าย สัตว์ทั้ง 3 ตกลงกันที่จะช่วยชายผู้นี้ หมีนำปลามาให้ ขณะที่หมาจิ้งจอกนำองุ่นมาให้ แต่กระต่ายไม่อาจหาอะไรมาได้ เพราะกินเป็นแต่หญ้า จึงเสียสละตัวเองกระโดดเข้ากองไฟเพื่อเป็นอาหารให้แก่ชายผู้นี้[6] พระอินทร์จึงวาดภาพกระต่ายจารึกไว้บนดวงจันทร์เพื่อระลึกถึง อย่างไรก็ตามชาดกเรื่องนี้ได้มีรายละเอียดต่างไปเล็กน้อย ๆ เช่น ชายผู้นี้บ้างก็ว่าเป็นพระพุทธเจ้า หรือเป็นพราหมณ์บ้าง หรือกระทั่งว่า กระต่ายตัวนี้คือพระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้าก็มี [7]

ในชนชาติฮอตเทนทอต ซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองเร่ร่อนล่าสัตว์ ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา เรื่องราวของกระต่ายบนดวงจันทร์ช่วยอธิบายอาการปากแหว่งเพดานโหว่ ตั้งแต่เกิดของมนุษย์ ตามตำนานพระจันทร์ส่งกระต่ายลงมายังโลกเพื่อบอกกับมนุษย์ว่าเมื่อเธอตายจะกลับฟื้นขึ้นอีกครั้ง และมนุษย์ก็เช่นกัน แต่กระต่ายไม่ใส่ใจจึงจำข้อความผิด ๆ ถูก ๆ ไปบอกมนุษย์ว่า พระจันทร์ตายแล้ว จะไม่ฟื้นคืนมาใหม่ และมนุษย์ก็จะเป็นเช่นเดียวกับเธอ เมื่อพระจันทร์ทราบว่ากระต่ายทำอะไรลงไป เธอโกรธมากและพยายามจะใช้ขวานจามหัวกระต่าย แต่พลาดไปโดนริมฝีปากบนของกระต่ายแทน กระต่ายบาดเจ็บก็ตอบแทนเธอด้วยการข่วนเข้าที่ใบหน้าด้วยอุ้งเล็บ ทำให้เกิดรอยปื้นดำปรากฏบนดวงจันทร์ดังที่เห็นกันทุกวันนี้</detail><keywords>ดวงจันทร์, กระต่ายบนดวงจันทร์, ความเชื่อ, กระต่าย</keywords><date>2019-11-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2169</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1574736033.png</img_link><category>ทรัพยากรน้ำ และที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ</category></row>
<row _id="1406"><Nid>2166</Nid><title>6 โรคต้องระวังที่มาพร้อมฤดูหนาว</title><source>https://www.sanook.com/health/5829</source><detail>ถึงแม้ในภาคกลางหรือในตัวเมืองจะไม่ได้รู้สึกถึงอากาศที่เย็นลง แต่ในบางพื้นที่ ฤดูหนาวทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงอย่างชัดเจน และมีโรคที่จ้องระบาดในสถานการณ์เช่นนี้ด้วย วันนี้เรามาดู 6 โรคต้องระวังที่มาพร้อมฤดูหนาว
　
1. ไข้หวัด
เป็นได้ทุกฤดู แต่ในฤดูหนาวจะมีโอกาสเป็นได้ง่ายกว่าถึง 2 เท่า
　
2. ไข้หวัดใหญ่
เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน ต้นเหตุคือเชื้อไวรัสอินฟลูเอ็นชา
　
3. โรคปอดบวม
คือภาวะปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย พบบ่อยในฤดูหนาว โดยเฉพาะกับกลุ่มคนชราและเด็กเล็ก
　
4. โรคหัด
เกิดจากเชื้อไวรัสรูบีโอรา ในเด็กจะมีไข้สูงประมาณ 3-4 วันแล้วจึงขึ้นผื่น
　
5. โรคอุจจาระร่วง
มีสาเหตุมาจากเชื้อโรต้าไวรัส และมักพบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ พบได้มากในฤดูหนาว
　
6. ไข้สุกใส
เกิดจากเชื้อวาริเซลลาไวรัส ติดต่อได้โดยการสัมผัสตุ่มน้ำใสโดยตรง พบมากในช่วงปลายฤดูหนาว
　
ส่วนใหญ่แล้วโรคเหล่านี้จะพบในเด็กเล็กที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่สูงมาก ประกอบกับอากาศที่เย็นลง อัตราการเกิดโรคจะสูงขึ้น หากบ้านไหนมีเด็กเล็กอยู่ที่บ้าน หมั่นดูเป็นพิเศษ ทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โรคภัย, ฤดูหนาว</keywords><date>2019-11-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2166</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1574684890.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1407"><Nid>2164</Nid><title>“เจ็บคอ” แบบไหน ถึงค่อยกินยาปฏิชีวนะ</title><source>https://www.sanook.com/health/18737/</source><detail>ใครที่เจ็บคอเมื่อไร กินยาฆ่าเชื้อเมื่อนั้น ระวังเอาไว้ให้ดี เพราะอาจเสี่ยงดื้อยาโดยไม่รู้ตัวได้ แพทย์แนะเจ็บคอแบบไหนควรกินยา แบบไหนหายเองได้ไม่ต้องกินยา เพื่อลดความเสี่ยงดื้อยาโดยไม่จำเป็น
ผศ. นพ. พิสนธิ์ จงตระกูล โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่า รู้หรือไม่ว่า ส่วนใหญ่แล้วกว่า 80% ของอาการเจ็บคอเป็นการติดเชื้อไวรัสที่ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ สามารถหายได้เองเมื่ออาการไข้หวัดหายไป เฉพาะการเจ็บคอจากการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น ที่การให้ยาปฏิชีวนะเป็นประโยชน์ในการรักษา หากไม่ได้เจ็บคอจากเชื้อแบคทีเรียแล้วกินยาฆ่าเชื้อเข้าไปบ่อย ๆ อาจเสี่ยงต่ออาการดื้อยาได้ คราวหน้าถ้าติดเชื้อแบคทีเรียขึ้นมาจริง ๆ ยาฆ่าเชื้อปกติที่กินแล้วหายก็จะไม่หายอีกต่อไป ต้องใช้ยาที่แรงขึ้น แพงขึ้น การรักษาเป็นไปด้วยความลำบากมากกว่าเดิมหลายเท่า


เจ็บคอแบบไหน ควรกินยาปฏิชีวนะ
หากมีอาการเหล่านี้มากกว่า 3 ข้อขึ้นไป ค่อยพิจารณายาปฏิชีวนะ
1. เป็นไข้หวัด และมีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส
2. ไม่มีอาการไอ
3. มีฝ้าขาวที่คอหอย หรือต่อมทอนซิล
4. ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอมีอาการบวมโต กดแล้วเจ็บ
 
หากมีอาการเหล่านี้มากกว่า 3 ข้อขึ้นไป ให้สงสัยว่าอาจเป็นอาการเจ็บคอที่ติดเชื้อแบคทีเรีย ควรแจ้งให้แพทย์ หรือเภสัชกรทราบ หากมีอาการแค่ 1-2 ข้อ ไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ
การใช้ยาปฏิชีวนะในทุก ๆ โรค ทุก ๆ อาการ ควรใช้เมื่อมีหลักฐานการติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ จะสะสมแบคทีเรียดื้อยาไว้ในร่างกายได้</detail><keywords>เจ็บคอ, แบคทีเรีย, เชื้อไวรัส, เจ็บคอจากแบคทีเรีย</keywords><date>2019-11-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2164</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1574673095.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1408"><Nid>2161</Nid><title>TRAPPIST-1 ระบบสุริยะใหม่ที่อาจพบมนุษย์ต่างดาว</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/56188/-tec-sciear-sci-</source><detail>ถ้ามีแหล่งน้ำ ก็จะมีสิ่งมีชีวิต
TRAPPIST-1 คือระบบสุริยะที่มีดาวเคราะห์คล้ายโลกถึงสามดวง
ถ้างั้นอาจหมายถึงความเป็นไปได้ของการค้นพบมนุษย์ต่างดาว!
　
นาซ่า (NASA) ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะขนาดใกล้เคียงกับโลกมากถึง 7 ดวง ที่โคจรอยู่รอบดาวฤกษ์เพียงดวงเดียวคล้ายๆ ระบบสุริยะของเรา และในระบบนี้ยังมีดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกถึง 3 ดวงที่อาจมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ระบบนี้เรียกว่า TRAPPIST-1
　
จากการสำรวจ ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงในระบบ TRAPPIST-1  ล้วนมีขนาดใกล้เคียงกับโลก และมีดาว 3 ดวงน่าจะมีปัจจัยเกื้อหนุนให้เกิดสิ่งมีชีวิตได้ มีอุณหภูมิไม่ร้อนและไม่เย็นเกินไป สภาพแวดล้อมที่น้ำสามารถคงสภาวะของเหลวได้ ซึ่งดาวเคราะห์ที่มีปัจจัยแบบนี้จะถูกเรียกว่า "ดาวเคราะห์คล้ายโลก" ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะพบสิ่งมีชีวิตนอกโลก หรืออาจเป็นการค้นพบโลกใบใหม่ให้กับมนุษยชาติก็เป็นได้
　
ยังไงทีมงาน STKC จะคอยติดตามเรื่องนี้ และนำความรู้มาอัพเดทกันในแฟนเพจอย่างเรื่อยๆ นะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>TRAPPIST-1, ระบบสุริยะ</keywords><date>2019-11-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2161</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1574669175.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1409"><Nid>2154</Nid><title>เพราะอะไร ทำไมน้ำตาถึงเค็มไม่เท่ากัน?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73088/-blo-scibio-sci-</source><detail>เคยสังเกตไหม บ่อยครั้งที่เราเสียน้ำตาไม่ว่าจะเรื่องเสียใจ หรือเรื่องตลกจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ความเค็มของน้ำตาแต่ละครั้ง จะเค็มไม่เท่ากัน!
　
น้ำตาเป็นสิ่งที่ไหลออกมาจากดวงตาในเวลาที่เรารู้สึกดีใจหรือเสียใจมากๆ ส่วนประกอบประมาณ 98% ของน้ำตาคือ น้ำ และอีก 2% คือ สารและแร่ธาตุต่างๆ เช่น เกลือโพแทสเซียมและเกลือโซเดียม
　
เมื่อเราเสียใจหรือมีความเครียดจนร้องไห้ ร่างกายจะหลั่งฮอโมนส์ คอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งฮอร์โมนนี้มีส่วนทำให้แคลเซียมในกระแสเลือดเพิ่มมากขึ้น ทำให้น้ำตามีรสเค็ม ต่างจากการน้ำตาไหลเพราะความสุข ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมน เอ็นโดรฟิน (Endrophine) ทำให้ร่างกายมีฮอร์โมนคอร์ติซอลลดลง เมื่อร้องไห้ น้ำตาจึงไม่ค่อยมีรสเค็มนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำตา, คอร์ติซอล, Cortisol, เอ็นโดรฟิน, Endrophine</keywords><date>2019-11-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2154</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1574231343.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1410"><Nid>2150</Nid><title>ประเทศไทยร่วมแบน 3 สารเคมี ป้องกันสารเคมีตกค้าง</title><source>https://news.thaipbs.or.th/content/277809</source><detail>"พาราควอต" สารเคมีกำจัดวัชพืช มีคุณสมบัติทำลายการสังเคราะห์แสงของใบไม้เมื่อฉีดพ่นไปโดนส่วนที่เป็นใบเขียวจะทำให้วัชพืชเหี่ยวและตายไป โดยกลไกการทำงานของพาราควอตนั้น กำจัดเฉพาะศัตรูพืชเท่านั้นไม่มีฤทธิ์ทำลายระบบรากและโคนต้น

ด้วยคุณสมบัติที่มีประสิทธิภาพสูงและต้นทุนที่ต่ำจึงทำให้เกษตรกรนิยมใช้พาราควอตอย่างกว้างขวาง โดยในปี 2560 ไทยนำเข้าพาราควอตถึง 44,501 ตัน มูลค่า 3,816 ล้านบาท นับเป็นมูลค่าสูงเป็นอันดับหนึ่งของวัตถุอันตรายที่นำเข้ามาในไทย</detail><keywords>พาราควอต, สั่งแบน3สารเคมี, ไกลโฟเซต, คลอร์ไพริฟอส</keywords><date>2019-11-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2150</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1574149272.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="1411"><Nid>2149</Nid><title>เอเวอเรสต์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73025/-blo-sciear-sci-</source><detail>ทำความรู้จัก "เอเวอเรสต์"
ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก
　
ยอดเขาเอเวอเรสต์ (Everest) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาหิมาลัย ประเทศเนปาล มีความสูงจากระดับน้ำทะเลอยู่ที่ 8,848 เมตร เกิดจากเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอินเดีย (Indian Tectonic Plate) และแผ่นเปลือกโลกยูเรเชีย (Euresian Plate) เคลื่อนตัวเข้าหากัน และเกิดการยกตัวขึ้นเป็นยอดภูเขา โดยยอดเขาเอเวอเรสต์จะสูงขึ้นทุกปี เฉลี่ยปีละ 2-4 เซนติเมตร
　
ยอดเขาเอเวอเรสต์จึงเป็นหนึ่งในเส้นทางของนักเดินทางหลายๆ คนที่อยากจะไปพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกให้ได้สักครั้งในชีวิตนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เอเวอเรสต์, Everest</keywords><date>2019-11-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2149</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1574142274.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1412"><Nid>2148</Nid><title>จุ่มช้อนส้อมในน้ำร้อนที่โรงอาหาร สะอาดจริงหรือ?</title><source>https://mgronline.com/onlinesection/detail/9580000112319</source><detail>หลายคนที่ชอบจุ่มช้อน ส้อม ลงในหม้อน้ำร้อนตามศูนย์อาหาร
ขอให้เลิกพฤติกรรมนี้ด่วน!
　
เพราะการจุ่มช้อนส้อมลงไปในหม้อน้ำร้อนตามโรงอาหาร นอกจากไม่สะอาด เชื้อโรคยังสามารถเติบโตขึ้นได้อีกด้วย!
　
เชื้อโรคตามช้อน-ส้อม เช่น ไวรัสตับอักเสบเอ-บี มักจะตายในอุณภูมิที่ 100 องศาเซลเซียส และใช้เวลานานกว่า 10 นาทีในการกำจัด ในขณะที่น้ำในหม้อน้ำร้อนตามศูนย์อาหารอุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 70 - 80 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่กระตุ้นให้เชื้อโรคต่างๆ เติบโต และขยายพันธุ์ได้ดีอีกต่างหาก 
　
เท่ากับว่าการจุ่มช้อนส้อมลงไปในหม้อน้ำร้อน ทำให้เชื้อโรคเพิ่มขึ้นกว่าเดิมได้ หลายที่เปลี่ยนเป็นเครื่องฆ่าเชื้อด้วยรังสี UV ไปแล้ว แต่หากจำเป็นต้องล้างจริงๆ แนะนำล้างด้วยน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องจะดีกว่าครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไวรัสตับอักเสบ, เชื้อโรค</keywords><date>2019-11-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2148</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1573997076.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1413"><Nid>2147</Nid><title>เช็คพลังงานสักนิด ก่อนกินกล้วยก่อนนอน</title><source>http://www.lovefitt.com/calories-monitor/คุณค่าเเละพลังงานในกล้วย</source><detail>ใครที่ชอบกำลังลดอาหารด้วยการกินกล้วย
แวะมาดูข้อมูลนี้สักนิด
　
หลายคนเข้าใจว่า การกินผลไม้เวลาท้องว่างเป็นตัวช่วยการลดน้ำหนักที่ดี และกล้วยก็เป็นหนึ่งในผลไม้ยอดฮิต เนื่องจากกินแล้วอิ่ม อยู่ท้อง แต่รู้ไหม...กล้วยแต่ละชนิดมีพลังงานเท่าไรกันบ้าง?
　
กล้วยไข่ 2 ผล ให้พลังงานประมาณ 56 แคลอรี่
กล้วยน้ำว้า 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 59 แคลอรี่
กล้วยหอม 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 105 แคลอรี่
　
จะเห็นได้ว่าพลังงานในกล้วยนั้นไม่ได้น้อยเลย หากกินหลายผลก็สามารถทำให้พลังงานสะสมได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นใครที่จะลดน้ำหนักด้วยกล้วย ก็ต้องเลือกกินให้พอดีนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กล้วย, พลังงาน, กิโลแคลอรี่</keywords><date>2019-11-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2147</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1573996900.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1414"><Nid>2146</Nid><title>กระเทียม ยาวิเศษที่ป้องกันโรคร้ายได้</title><source>https://health.kapook.com/view92910.html</source><detail>ใครว่ากระเทียมมีดีแค่ไว้ทำอาหาร?
แท้จริงแล้วคือยาวิเศษ ลดความเสี่ยงได้หลายโรค
　
กระเทียมสด เป็นอาหารหรือเครื่องเทศที่เปี่ยมไปด้วยสารพฤกษเคมีที่ได้จากพืชเท่านั้น และยังมีสารโดดเด่นประจำตัว ที่สามารถลดความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคร้านหลายๆ อย่างได้
　
1. ลดไขมัน ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ - สารอัลลิซิน (Allicin) ในกระเทียม เป็นสารที่มีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้
　
2. บรรเทาอาการหวัด - น้ำมันหอมระเหยในกระเทียมมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส
　
3. ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ - ไฟเบอร์ที่อยู่ในกระเทียมมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
　
4. ลดอาการแน่นท้อง จุกเสียด - มีสาร Gastroenteric Allechalcone ซึ่งมีฤทธิ์เพิ่มการบีบตัวของลำไส้
　
5. รักษากลากเกลื้อนที่เกิดจากเชื้อรา - น้ำมันสกัดจากกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและแบคทีเรีย ดังนั้นโรคผิวหนังอย่างกลาก เกลื้อน กระเทียมก็สามารถบรรเทาอาการให้ได้ 
　
เป็นอย่างไรบ้างกับ 5 สรรพคุณกระเทียมที่ไม่ได้มีดีแค่ทำอาหาร และจากข้อมูลที่ได้กล่าวมาคงไม่แปลกใจว่าทำไมทุกครัวไทยถึงต้องมีกระเทียมติดเอาไว้ เนื่องจากทำอาหารได้หลากหลาย และยังมีสรรพคุณทางยาครบครันอีกด้วยนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กระเทียม, อัลลิซิน, Allicin, Gastroenteric Allechalcone</keywords><date>2019-11-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2146</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1573979318.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1415"><Nid>2145</Nid><title>ควาร์ก (Quark) อนุภาคที่เล็กที่สุดในจักรวาล</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/76387/-blo-sciphy-sci-</source><detail>อนุภาคที่เล็กที่สุดในจักวาลคืออะไร?
มาทำความรู้จัก "ควาร์ก" อนุภาคที่เล็กที่สุดกัน
　
ในปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า อะตอม (Atom) ยังประกอบไปด้วยอนุภาคที่เล็กลงไปอีก มีชื่อว่า โปรตรอน (Proton) นิวตรอน (Nutron) และอิเล็กตรอน (Electron)
　
ในภายหลัง มีการทดลองยิงโปรตรอนพุ่งชนโปรตอนตัวอื่นๆ หรืออิเล็กตรอนด้วยความเร็วสูง พบว่าภายในโปรตรอนยังมีอานุภาคที่เล็กลงไปอีก ถูกตั้งชื่อว่า “ควาร์ก (Quark)” โดย เมอร์เลย์ เจล-แมน (Merray Gell-Mann)
　
ตามกลศาสตร์ควอนตัมบอกว่า ยิ่งอนุภาคมีพลังงานสูง ความยาวคลื่นจะยิ่งสั้น และหากยิ่งสั้น ยิ่งพบอนุภาคที่เล็กลงไปได้ ไม่นานมานี้มนุษย์เพิ่งค้นพบการใช้พลังจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า จึงสามารถค้นพบควาร์กได้นั้นเอง ซึ่งในอนาคตหากเราพบวิธีสร้างพลังงานไฟฟ้าได้สูงขึ้นไปอีก เราก็น่าจะพบอนุภาคที่เล็กกว่าควาร์กได้นั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ควาร์ก, Quark</keywords><date>2019-11-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2145</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1573976743.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1416"><Nid>2144</Nid><title>หมีน้ำ สัตว์ที่แข็งแกร่งที่สุดบนดวงจันทร์</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/76245/-blo-sciear-sci-</source><detail>ทำความรู้จัก "หมีน้ำ"
สัตว์แข็งแกร่งที่สุดในโลก...สู่สัตว์ที่แข็งแกร่งที่สุดบนดวงจันทร์
　
หมีน้ำ (Tardigrade) โดยปกตินั้นจะเกาะอยู่ตามตะไคร่น้ำ หน้าตาคล้ายตุ๊กตาหมีผสมกับหนอนผีเสื้อ มีความยาวในระดับมิลลิเมตร ขึ้นชื่อเรื่องของการปรับตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมสุดโหด มันสามารถมีชีวิตได้แม้ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนมาก, เย็นจนเป็นน้ำแข็ง หรือแม้กระทั่งในสูญญากาศ โดยมันจะปรับตัวให้คล้ายกับสภาวะจำศีล เพื่อรอสภาพอากาศที่เหมาะสมจะกลับมาใช้ชีวิตปกติอีกครั้ง
　
ในปี ค.ศ. 2007 เป็นครั้งแรกที่หมีน้ำถูกส่งออกไปสู่ห้วงอวกาศกับดาวเทียม เป็นเวลากว่าสิบวันที่หมีน้ำอาศัยอยู่ในห้วงอวกาศและมีบางส่วนรอดชีวิตกลับมายังโลกได้ ถือว่าเป็นสัตว์ชนิดแรกที่สามารถรอดชีวิตจากอวกาศได้
　
และนี่ก็เป็นอีกความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่สามารถปรับตัวเพื่อเอาตัวรอดกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ เพื่อรอวันที่จะกลับมาใช้ชีวิตได้อีกครั้งนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หมีน้ำ, Tardigrade, สิ่งมีชีวิตบนอวกาศ</keywords><date>2019-11-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2144</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1573800500.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1417"><Nid>2143</Nid><title>วันลอยกระทง ประวัติศาสตร์และเกร็ดความรู้</title><source>https://guru.sanook.com/6432/</source><detail>ประเพณีลอยกระทง
มีประวัติศาสตร์และที่มาอย่างไรบ้างนะ?
　
ประเพณีลอยกระทงนั้นมีมาแต่โบราณ โดยมีคติความเชื่อหลายอย่าง เช่น เชื่อว่าเป็นการบูชาและขอขมาแม่พระคงคา เป็นการสะเดาะเคราะห์ โดยทำเป็นโคมรูปดอกบัว ลอยตามแม่น้ำไป นิยมทำกันในช่วงวันเพ็ญ เดือน 12 ของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงที่น้ำในคลองขึ้นสูง เป็นไปตามเพลง "วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง"
　
กระทงในปัจจุบันทำจากวัสดุหลากหลายชนิด มีตั้งแต่หยวกกล้วย โฟม ขนมปัง ซึ่งในช่วงเวลานี้ หลายๆ ประเทศต่างกำลังรณรงค์เรื่องการลดใช้พลาสติกหรือวัสดุที่ย่อยสลายยาก ลอยกระทงปีนี้ทีมงาน STKC อยากให้ทุกท่านลอยกระทงแบบรักธรรมชาติ และเลือกใช้วัสดุธรรมชาติทั้งหมดทำกระทง เพื่อที่จะย่อยสลายได้เร็ว ไม่เป็นมลพิษตกค้างในแม่น้ำ หากใครคิดไม่ออก ให้ทำง่ายๆ โดยการใช้กระทงที่ทำมาจากน้ำแข็ง ประดับด้วยดอกไม้สด เมื่อละลายแล้วก็จะสลายไปกับแม่น้ำได้ และเพื่อที่จะเป็นการรบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุดนั้นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันลอยกระทง</keywords><date>2019-11-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2143</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1573800383.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1418"><Nid>2133</Nid><title>ลูกอ้วนแล้ว ควรทำอย่างไร ?</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/50280-ลูกอ้วนแล้ว%20ควรทำอย่างไร.html</source><detail>1. ควบคุมการบริโภคอาหาร ตัดปริมาณที่เกิน ลดการกิน ของทอด ของมัน ของหวาน หรือขนมขบเคี้ยว เพิ่มผักและผลไม้ที่ไม่หวานไม่งดมื้ออาหาร ไม่ชงนมจาง เพราะจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของลูก

2. เมื่อพ้นวัยทารก ควรให้ดื่มนมรสจืดวันละ 2 – 3 แก้ว ( ถ้าอายุเกิน 2 ปี ดื่มนมพร่องไขมันหรือขาดมันเนยได้ ) ไม่ควรดื่มนมนมปรุงแต่งรสหวานหรือนมเปรี้ยว

3. ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับอายุ โดยการสนับสนุนการเล่นหรือทำกิจกรรมต่างๆและการเล่นกีฬาอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 2 – 3 ครั้ง ครั้งละครึ่ง - หนึ่งชั่วโมง
</detail><keywords>ลูก, อ้วน, การบริโภค, อาหาร, อายุ, ออกกำลังกาย</keywords><date>2019-11-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2133</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1573525791.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1419"><Nid>2130</Nid><title>มดตัวน้อยตัวนิด คือนักคิดด้านคณิตศาสตร์</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73465/-blo-scimat-sci-</source><detail>ไม่ใช่แค่ Smart Watch ที่นับก้าวเดินได้
มดตัวน้อยตัวนิด ก็สามารถนับก้าวได้ด้วยเช่นกัน!
　
มดทั่วไป อย่างเช่น มดแดง, มดดำ, มดคันไฟ ฯลฯ พอถึงเวลาออกหาอาหาร พวกมันจะเดินกันเป็นกลุ่มเป็นเส้น โดยอาศัยฟีโรโมน (Pheromone) ที่มดตัวข้างหน้าปล่อยเอาไว้ เพื่อที่จะไม่หลงทางเวลาออกไปหาอาหาร และสามารถหาทางกลับรังได้นั่นเอง
　
แต่มดที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย หรือมดทะเลทราย (Cataglyphis) ไม่สามารถใช้วิธีเดียวกันได้ เนื่องจากพื้นที่ทะเลทรายนั้นกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา หนำซ้ำยังมีลมที่แรงอีกต่างหาก ทำให้พัดพาฟีโรโมให้หายไปได้ในชั่วครู่ ธรรมชาติของมดชนิดนี้จึงสามารถนับจำนวนก้าวที่ตัวเองเดินออกจากรังเวลาไปหาอาหาร เพื่อที่จะเดินทางกลับมาในจำนวนก้าวที่เท่ากัน ทำให้สามารถกลับถึงรังได้อย่างปลอดภัยนั่นเองครับ
　
เป็นไงบ้างครับ กับความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ขนาดมดตัวเล็กๆ ยังมีความสามารถคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้เลย น้องๆ อย่ายอมแพ้มดนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>มด, คณิตศาสตร์, ฟีโรโมน, Pheromone</keywords><date>2019-11-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2130</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1573379145.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1420"><Nid>2129</Nid><title>วันลอยกระทง</title><source>https://www.sanook.com/campus/910912/</source><detail>วันลอยกระทง 2562 (Loy Krathong Festival) 
ลอยกระทง เป็นพิธีอย่างหนึ่งที่มักจะทำกันในคืนวันเพ็ญ เดือน 12 หรือวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 อันเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง และเป็นช่วงที่น้ำหลากเต็มตลิ่ง โดยจะมีการนำดอกไม้ ธูป เทียนหรือสิ่งของใส่ลงในสิ่งประดิษฐ์รูปต่างๆ ที่ไม่จมน้ำ เช่น กระทง เรือ แพ ดอกบัว ฯลฯ แล้วนำไปลอยตามลำน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์ และความเชื่อต่างๆ กัน ในปีนี้ วันลอยกระทง ตรงกับ วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน 2562

ประเพณีลอยกระทง (Loy Krathong Festival) มิได้มีแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศจีน อินเดีย เขมร ลาว และพม่า ก็มีการลอยกระทงคล้ายๆ กับบ้านเรา จะต่างกันบ้าง ก็คงเป็นเรื่องรายละเอียด พิธีกรรม และความเชื่อในแต่ละท้องถิ่น แม้แต่ในบ้านเราเอง การลอยกระทง ก็มาจากความเชื่อที่หลากหลายเช่นกัน ซึ่งกลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม ได้รวบรวมมาบอกเล่าให้ทราบกันดังต่อไปนี้

ทำไมถึงลอยกระทง
การลอยกระทง เป็นประเพณีที่มีมาแต่โบราณ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า ปฏิบัติกันมาแต่เมื่อไร เพียงแต่ท้องถิ่นแต่ละแห่ง ก็จะมีจุดประสงค์และความเชื่อในการลอยกระทงแตกต่างกันไป เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์, เป็นบูชารอยพระพุทธบาท ณ หาดทรายริมฝั่งแม่น้ำนัมมทา ซึ่งปัจจุบันคือแม่น้ำเนรพุททาในอินเดีย หรือต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งไปโปรดพระพุทธมารดา

วัตถุประสงค์ของวันลอยกระทง
นอกจากนี้ ลอยกระทง ก็ยังมีวัตถุประสงค์ เพื่อบูชาพระอุปคุตเถระที่บำเพ็ญบริกรรมคาถาในท้องทะเลลึก หรือสะดือทะเล บางแห่งก็ลอยกระทง เพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของตน บางแห่งก็เพื่อแสดงความขอบคุณพระแม่คงคา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์ต่างๆ รวมทั้งขอขมาที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลลงไป ส่วนบางท้องที่ ก็จะทำเพื่อระลึกถึงบรรพบุรุษที่ล่วงลับ หรือเพื่อสะเดาะเคราะห์ ลอยทุกข์โศกโรคภัยต่างๆ และส่วนใหญ่ก็จะอธิษฐานขอสิ่งที่ตนปรารถนาไปด้วย</detail><keywords>ลอยกระทง, ดวงจันทร์, วันเพ็ญ, กระทง, น้ำขึ้น-น้ำลง</keywords><date>2019-11-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2129</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1573198137.png</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1421"><Nid>2128</Nid><title>5 ยาอันตรายที่คุณแม่ไม่ควรซื้อให้ลูกเอง</title><source>https://www.rakluke.com/article/24/128/4622/5-ยาอันตรายที่คุณแม่ไม่ควรซื้อให้ลูกเอง</source><detail>1. ยากลุ่มซัลฟา
เป็นยาต้านมาลาเรีย สังเกตหากลูกมีโรคประจำตัวจะทำให้เกิดโรคโลหิตจางตามมา

2. ยากลุ่มเตตร้าไซคลิน หรือ ยาคลอแรมเฟนิคอล
เป็นยาฆ่าเชื้อ เช่น ด็อกซีไซคลิน ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบ เพราะยากลุ่มนี้อาจมีผลทำให้สีของฟันมีสีดำอย่างถาวร และจะทำให้กระดูกหยุดการเจริญเติบโต

3. ยากลุ่มแอสไพริน
เป็นยาบรรเทาอาการปวด ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบ และสำหรับเด็กที่ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ หรืออีสุกอีใส ควรระวังในการใช้ยาแอสไพริน เนื่องจากอาจทำให้เกิดรายส์ ซินโดรม (Reye’s syndrome) 

4. ยากลุ่มโลเพอราไมด์
เป็นยาบรรเทาอาการท้องเสีย ห้ามใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี และผู้สูงอายุ เพราะยากลุ่มโลเพอราไมด์ อาจส่งผลข้างเคียง ทำให้ปากแห้ง อาเจียน ปวดท้อง และท้องผูก

5. ยากลุ่มเดกซ์โทรเมทอร์แฟน
เป็นยาบรรเทาอาการไอ ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ เพราะยาบรรเทาอาการไอกลุ่มนี้ อาจส่งผลข้างเคียงกับระบบการหายใจได้
</detail><keywords>ยา, อันตราย, เด็ก, โรคประจำตัว, ชีวิต</keywords><date>2019-11-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2128</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1573197818.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1422"><Nid>2127</Nid><title>10 เทคนิค สื่อสารอย่างไรกับลูกวัยทีน</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/48714-10%20เทคนิค%20สื่อสารอย่างไรกับลูกวัยทีน.html</source><detail>                1. I Message คือ การพูดถ้อยคำออกมาโดยเน้นไปที่ "เรา หรือตัวเองเป็นที่ตั้ง" เน้น กระบวนการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ที่ ผู้รับหรือผู้ฟังความหมายที่สื่อออกมาจากข้อความที่ใช้คำว่า “ฉัน” “จะไม่รู้สึกว่าถูกกล่าวหาหรือตำหนิ”
		2. คำชม เป้าหมายของการชม คือ ทำให้ลูกรู้สึกถึงคุณค่าและภูมิใจ ในตัวเองชมจากเหตุการณ์จริงในเรื่องที่เหมาะสม ไม่ชมพร่ำเพรื่อ ชมเขาเพื่อให้เขาก้าวหน้าและมีกำลังใจ ไม่เน้นชมผลของการกระทำ แต่ให้ชื่นชมที่ความพยายาม
		3. การสะท้อนความรู้สึก การสะท้อนความรู้สึก คือ การสะท้อนให้ลูกทราบว่าพ่อแม่เข้าใจความรู้สึกของลูกอย่างไร มีเป้าหมายเพื่อสร้างความความไว้วางใจและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยทำให้ประเด็นที่อยากสื่อสารชัดเจนขึ้น
.		4. การลงโทษ เป้าหมายของการลงโทษคือการตัดทอนหรือลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของลูก โดยมีหลักการ เช่น การลงโทษอย่างสมเหตุสมผลและทันท่วงที สัมพันธ์กับปัญหาที่เกิด เอาจริงเอาจัง ไม่ทำให้เสียหน้า ไม่ด่วนสรุป และสื่อสารให้ชัดเจนว่าทำไมเขาถึงถูกลงโทษ รวมถึงหยั่งเสียงว่าตัวเองควรถูกทำโทษอย่างไรจึงจะเหมาะ
.		5. การให้รางวัล นำมาใช้เพื่อกระตุ้นให้เด็กมีความพยายามรับผิดชอบต่องานตรงหน้า โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน โดยเน้นที่การสร้างความภาคภูมิใจในตัวเด็กจากผลงานที่เกิดขึ้นภายใต้ความพยายามของตนเองร่วมกับท่าทีที่ผู้ใหญ่ชื่นชมและเป็นกำลังใจ
		6. ความคาดหวังของสมาชิกคนอื่นๆ โดยมีหลักการ เช่น ให้ลูกได้ร่วมกำหนดกฎระเบียบเหมาะสมกับวัยและปฏิบัติได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
		7. การให้คำปรึกษา ที่ถูกต้องเหมาะกันสถานการณ์ เพศ และวัย สามารถช่วยให้เด็กและเยาวชนสามารถวางเป้าหมายในการแก้ปัญหานั้นๆ และคำปรึกษาสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้เหมาะสมมากขึ้น อีกทั้งยังลดช่องว่างระหว่างวัย เพราะการให้คำปรึกษาเปรียบเสมือนการสร้างความเชื่อมั่น ภายในจิตใจทำให้วัยรุ่นเกิดการยอมรับในตัวผู้ปกครอง
		8. การจัดการกับพฤติกรรมวัยรุ่น เป้าหมายออกกฎระเบียบเท่าที่จำเป็น ถ้าวัยรุ่นมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมหลายประเด็นผู้ปกครองต้องค่อยๆ แก้ไขไปทีละเรื่อง และควรมองให้ออกว่าปัญหาใดที่ทำให้สมาชิกภายในบ้านเดือดร้อนหรือเป็นเรื่องส่วนตัวของเขา เช่น ถ้าวัยรุ่นถอดเสื้อผ้าทิ้งไว้บนโต๊ะรับแขกควรแก้ไข แต่ถ้าวัยรุ่นถอดเสื้อผ้าเกลื่อนกลาดในห้องของตนเอง ผู้ปกครองควรปล่อยไว้ เพราะถ้าเราไปรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัววัยรุ่นเมื่อไหร่เค้าจะค่อยๆ ปิดใจกับผู้ปกครอง จนในที่สุดอาจจะไม่เชื่อฟังผู้ปกครองอีกเลย
.		9. การแสดงความเห็นอกเห็นใจ เป็นการแสดงในเห็นถึงความห่วงใย ความห่วงหาอาทร ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองต้องแสดงให้วัยรุ่นได้รับรู้ เพราะเมื่อวัยรุ่นมีปัญหาครอบครัวจะเป็นที่ที่เค้าจะเข้าหาและรู้สึกปลอดภัยที่จะเข้ามาปรึกษากับครอบครัว
		10. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เลือกคำพูดที่เหมาะสมไม่เป็นคำพูดที่ประชดประชันส่อเสียด
</detail><keywords>การสื่อสาร, ความรู้สึก, ความคาดหวัง, สถานการณ์, วัยทีน</keywords><date>2019-11-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2127</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1573196071.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1423"><Nid>2120</Nid><title>กินเผ็ดมากไป อันตรายต่อสุขภาพ</title><source>https://health.kapook.com/view206141.html</source><detail>แซ่บ แซ่บ แซ่บ ทั้งเผ็ดทั้งแสบ แซ่บเข้าถึงทรวง!
ใครที่ชอบกินเผ็ด เช็คด่วน!
　
อาหารรสจัด เผ็ดร้อน คงเป็นรสชาติที่ถูกปากใครหลายคน แต่รู้ไหมว่าการกินเผ็ดมากเกินไปส่งผลเสียมากกว่าที่คิด 
　
1. ระคายเคืองกระเพาะอาหาร
ความเผ็ดของพริกอาจทำให้เกิดการระคายเคืองกับเยื่อบุในกระเพาะได้
　
2. กรดไหลย้อนกำเริบ
ความเป็นกรดของพริก อาจเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร กระตุ้นให้กรดไหลย้อนกำเริบได้
　
3. ท้องเสีย
อาหารเผ็ดในพริกเกิดจากสารที่ชื่อว่า แคปไซซิน (Capsaicin) และร่างกายของเราไม่สามารถย่อยสารชนิดนี้ได้อย่างสมบูรณ์ จึงต้องถูกกำจัดในรูปแบบของการขับถ่ายนั่นเอง
　
ใครที่มีพฤติกรรมกินเผ็ดบ่อยๆ แบบนี้ ลองปรับพฤติกรรมการกิน ลดกินของเผ็ด ของแซ่บลง และเปลี่ยนเป็นเลือกกินสิ่งที่มีประโยชน์ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เผ็ด, พริก, แคปไซซิน, Capsaicin</keywords><date>2019-11-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2120</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1573024184.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1424"><Nid>2119</Nid><title>ฝนเทียมคืออะไร มีหลักการทำงานอย่างไร</title><source>http://www.realist.co.th/blog/ฝนหลวง-ในหลวง/ </source><detail>ในช่วงที่ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ผืนดินแห้งแล้ง ก็มีฝนเทียมนี่แหละครับ ที่สามารถช่วยเราได้ วันนี้มาดูหลักการทำงานของฝนเทียมกันครับ
　
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจหลักการเกิดฝนแท้ก่อน นั่นคือวันที่อากาศมีความชื้นสูงสะสมอยู่ในอากาศ ทำให้เมฆเกิดการควบแน่นและกลั่นออกมาเป็นฝน ฝนเทียมก็คือการเลียนแบบสภาพแวดล้อมของการเกิดฝนตามธรรมชาตินั้นเองครับ
　
โดยเลือกวันที่มีความชื้นในอากาศมากกว่า 60% หลังจากนั้นจะส่งเครื่องบินขึ้นไปโปรยโซเดียมคอไรด์ (Sodium Chloride) หรือเกลือ เพื่อดูดความชื้นเข้ามาก่อให้เกิดเป็นเมฆ จากนั้นจะโปรยสารเคมีอีกชนิดเพื่อเพิ่มขนาดของก้อนเมฆให้ใหญ่ขึ้น และเกิดการกลั่นตัวภายในก้อนเมฆ เมื่อก้อนเมฆพร้อมจะทำการจู่โจมก้อนเมฆเพื่อให้ ปล่อยฝนลงมาพื้นดิน เป็นฝนเทียมนั้นเอง 
　
นี่เป็นเพียงหลักการทำงานคร่าวๆ ของ ฝนเทียม หวังว่าน้องๆ จะเข้าใจมากขึ้นว่าฝนเทียมเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ฝนเทียม</keywords><date>2019-11-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2119</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572938335.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1425"><Nid>2118</Nid><title>ถ่านหินคืออะไร และมีกี่ประเภท</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72529/-sciche-sci-</source><detail>ถ่านหินมีคืออะไร?
มีกี่ประเภท วันนี้มาเรียนรู้กันครับ
　
ถ่านหิน (Coal) คือ เชื้อเพลิงธรรมชาติชนิดหนึ่ง มีส่วนประกอบที่สำคัญคือสารประกอบคาร์บอน เกิดจากการทับถมของซากพืชที่จมลงในแหล่งน้ำตื้นต่างๆ ตามปกติแล้ว ซากพืชจะถูกย่อยสลายตามธรรมชาติ แต่เมื่อถูกทับถมโดยหินต่างๆ กระบวนการย่อยสลายจะหยุดลง และถูกบีบอัดจมลงสู่พื้นโลก โดนความดันและความร้อนจนมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมีกลายเป็นถ่านหิน
　
ถ่านหินมี 5 ประเภท แบ่งตามระยะเวลาที่ถูกทับถมได้ดังนี้
　
1. พีต (Peat)
ถ่านหินขั้นเริ่มต้น เราอาจจะเห็นซากพืชบางส่วน เช่น กิ่งไม้ ลำต้น หรือใบ ที่ยังสลายตัวไม่หมดอยู่ในเนื้อของถ่านหินชนิดนี้
　
2. ลิกไนต์ (Lignite)
ถ่านหินที่ย่อยสลายเกือบหมด มีสีน้ำตาลเข้ม เนื้อเหนียวและมีผิวด้าน มีสารประกอบคาร์บอนมากกว่าพีต
　
3. ซับบิทูมินัส (Subbituminous)
เป็นถ่านมีทั้งเนื้ออ่อนและแข็ง มีอายุประมาณ 251 ล้านปี มีความชื้นต่ำกว่าลิกไนต์
　
4. บิทูมินัส (Bituminous)
มีเนื้อแข็ง ใช้เวลาทับถมประมาณ 300 ล้านปี มีสารประกอบคาร์บอนมากกว่าซับบิทูมินัส
　
5. แอนทราไซต์ (Anthracite)
เป็นถ่านที่ใช้เวลาทับถมนานที่สุด โดยใช้เวลาราว 350 ล้านปี มีความชื้นต่ำมาก และมีสารประกอบคาร์บอนสูง จึงให้ความร้อนที่สูง และควันที่น้อย  นับว่าเป็นถ่านหินที่คุณภาพสูงที่สุดในบรรดาถ่านหินทั้งหมด
　
และนี่ก็เป็นเกร็ดความรู้ของอีกแหล่งพลังงานธรรมชาติบนโลกเรา หวังว่าทุกๆ คนจะได้ความรู้ไม่มากก็น้อยนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ถ่านหิน, Coal</keywords><date>2019-11-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2118</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572935874.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1426"><Nid>2115</Nid><title>อย. อย. เรียกคืนยา รักษาแผลในกระเพาะอาหารหลังพบ "สารก่อมะเร็ง"</title><source>https://www.sanook.com/health/17853/</source><detail>N-Nitrosodimethylamine (NDMA) อันตรายแค่ไหน ?

N-Nitrosodimethylamine (NDMA) เป็นสารในกลุ่ม Nitrosamines ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ตามการจัดระดับของ International Agency for Research on Cancer (IARC) และเป็นสารที่สามารถพบได้ในสิ่งแวดล้อม ทั้งในดินและแหล่งน้ำ รวมถึงน้ำดื่มและอาหารทั่วไป ทั้งนี้การปนเปื้อน NDMA ในยา Ranitidine อาจมีสาเหตุแตกต่างจากการปนเปื้อนในยากลุ่ม Angiotensin II Receptor Blockers (ARBs) โดยหน่วยงานในต่างประเทศอยู่ระหว่างการศึกษาและสืบสวนหาสาเหตุที่ชัดเจนของการปนเปื้อนดังกล่าว  </detail><keywords>สารก่อมะเร็ง, อย.เรียกยาคืน, Xanidine</keywords><date>2019-10-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2115</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572506574.jpg</img_link><category>เทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับสุขภาพ</category></row>
<row _id="1427"><Nid>2112</Nid><title>HAPPY HALLOWEEN</title><source>https://hilight.kapook.com/view/30133</source><detail> วันฮาโลวีนของทุกปี จะตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม 
 เชื่อว่ามีที่มาจากวันฉลองปีใหม่ของชาวเซลท์ (Celt) 
 ในวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่เรียกว่า Samhain
ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งความตาย ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ตุลาคม 
ชาวเซลท์ (Celt) ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองเผ่าหนึ่งในไอร์แลนด์
ถือกันว่าเป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมา คือ 
วันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ 
ในสมัยโบราณ มีการกล่าวขานกันว่าเด็ก ๆ ที่ไม่ได้ขนมจะแกล้งเจ้าของบ้าน 
เช่น ใส่ไข่ดิบในตู้จดหมายในคืนเทศกาลฮาโลวีน คนส่วนใหญ่จึงมีขนมและ
ลูกกวาดเตรียมไว้เพื่อจะไม่ต้องโดนผี (เด็ก ๆ) แกล้ง  
และที่ขาดไม่ได้สำหรับเทศกาลฮาโลวีนเลย คือ 
การประดับประดาแสงไฟ และการแกะสลักฟักทอง
เป็นโคมไฟ เจาะทำตา จมูก และปากที่แสยะยิ้ม 
เรียกว่า แจ๊ก-โอ'-แลนเทิร์น (jack-o'-lantern)  
</detail><keywords>วันฮาโลวีน, ฟักทอง, ลูกกวาด</keywords><date>2019-10-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2112</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572422688.png</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1428"><Nid>2107</Nid><title>ประวัติศาสตร์วันฮาโลวีน</title><source>https://teen.mthai.com/variety/48745.html</source><detail>วันฮาโลวีนมีที่มาอย่างไร? ทำไมทุกคนต้องแต่งตัวเป็นผี วันนี้เรามาดูประวัติวันฮาโลวีนกัน
　
วันฮาโลวีนมีจุดกำเนิดมาจากเทศกาลของชาวเซลติคโบราณ เพื่อเฉลิมฉลองวันสิ้นฤดูร้อน จุดสิ้นสุดของช่วงสว่างแห่งปี และเข้าสู่ช่วงมืดของปี เหมือนที่ประเทศไทยในฤดูหนาวจะมืดเร็วกว่าปกติ
　
บางกลุ่มมีความเชื่อว่าวันนี้ เป็นวันที่โลกนี้และโลกแห่งความตายโคจรมาใกล้กันที่สุด ทำให้ภูติ ผี วิญญาณ สามารถเดินทางเข้าออกได้อย่างอิสระ วิญาณของบรรพบุรุษที่ยังมีคนเคารพจะถูกต้อนรับกลับบ้าน แต่ก็เชื่อว่าจะมีวิญญาณชั่วร้ายปะปนเข้ามาในเวลานี้ด้วย ทุกคนจึงแต่งตัวเป็นผี แฝงตัวเป็นวิญญาณร้ายเสียเอง เพื่อที่จะไม่ถูกวิญญาณร้ายทำร้ายนั่นเอง
　
ฮาโลวีนก็เริ่มเผยแพร่และมีอิทธิพลเข้ามาในประเทศไทยด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นในคืนนี้อย่าลืมหาชุดผีเจ๋งๆ เพื่อจะตบตาเจ้าวิญญาณร้ายไม่ให้มาทำร้ายเรากันด้วยล่ะ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันฮาโลวีน, Halloween Day</keywords><date>2019-10-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2107</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572255914.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1429"><Nid>2106</Nid><title>อยากบริจาคอวัยวะ สามารถไปบริจาคได้ที่ไหนได้บ้างนะ?</title><source>https://health.kapook.com/view207798.html</source><detail>เราสามารถบริจาคร่างกายได้ที่ไหนบ้าง? และการบริจาคร่างกาย และการบริจาคอวัยวะแตกต่างกันอย่างไร?
　
การบริจาคอวัยวะคือการบริจาคอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ ตับ ไต เนื้อเยื่อต่างๆ เพื่อไปปลูกถ่ายช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งหลังจากผ่าตัดอวัยวะออกไปแล้ว โรงพยาบาลจะตกแต่งร่างกายให้อยู่ในสภาพเดิมและส่งให้ญาตินำไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป แต่การบริจาคร่างกายคือการมอบทั้งร่างกายและอวัยวะที่ครบถ้วน ให้นักศึกษาแพทย์ใช้ศึกษาเป็นเวลา 2 ปี หรือที่เรียกว่าอาจารย์ใหญ่นั่นเอง หลังจากครบสองปีแล้ว ร่างจะถูกนำไปประกอบพิธีทางศาสนาโดยโรงพยาบาลนั้นๆ ต่อไป
　
ดังนั้นการบริจาคอวัยวะจึงถือว่าเป็นการช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่เพราะเป็นการต่อชีวิตให้ผู้ป่วยอีกหลายคนเลยทีเดียวนะครับ
　
เราสามารถไปแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้ ตามสถานที่เหล่านี้
　
1. ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย
2. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
3. ศูนย์รับบริจาคและปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลขอนแก่น
4. คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
5. ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>บริจาคอวัยวะ</keywords><date>2019-10-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2106</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572255851.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1430"><Nid>2105</Nid><title>12 วิธีเคล็ดไม่ลับ ให้คุณหลับง่าย...สบาย</title><source>https://health.kapook.com/view181681.html</source><detail>ไหนใครนอนไม่หลับ ยกมือขึ้น? ลองเอาวิธีเหล่านี้ไปใช้ดูสิ
　
1. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ : ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และการออกกำลังกายยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา แต่ทั้งนี้ควรออกกำลังกายก่อนเวลานอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง
　
2. นอนแช่น้ำอุ่นก่อนนอน : น้ำอุ่นจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายมีความสมดุลมากขึ้น ช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ส่งผลให้นอนหลับง่ายขึ้น
　
3. เปลี่ยนไฟเป็นสีส้ม : จะช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ให้ความรู้สึกอบอุ่น กระตุ้นความรู้สึกอยากพักผ่อน
　
4. ฝึกหฐโยคะ : เป็นการฝึกโยคะประเภทที่เน้นการกำหนดลมหายใจ เพื่อลดอาการตึงเครียด
　
5. ฝึกจิต เจริญสมาธิ : ให้นอนทำสมาธิกำหนดลมหายใจเข้าออก เพื่อไม่ให้จิตฟุ้งซ่านคิดเรื่องอื่น หรือวิธีโบราณที่สืบทอดกันมาก็คือการนอนนับแกะนั่นเอง
　
6.  อย่าเปลี่ยนท่านอน : หากรู้ตัวว่านอนไม่หลับ ให้พยายามทำสมาธิและอย่าเปลี่ยนท่านอนเพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัวได้
　
7. นอนกลอกตา : นอนหลับตาแล้วกลอกตาไป-มาอย่างช้า ๆ ประมาณ 3  ครั้ง สมองก็จะส่งเมลาโทนินออกมามากขึ้น ช่วยให้หลับผล็อยได้ง่าย ๆ
　
8. การเอาเท้าออกมาจากผ้าห่ม : เนื่องจากเท้าจะสามารถช่วยระบายความร้อนจากในร่างกายออกไป ทำให้หลับง่ายขึ้น
　
9. ปล่อยวาง :  หยุดคิดทุกสิ่ง ทุกปัญหา ปล่อยวาง แล้วคิดเสียว่าพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่
　
10. จัดห้องนอนให้เหมาะสม : การจัดห้องนอนให้โล่ง สบายตา มีอากาศถ่ายเทสะดวก จะช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น
　
11. นอนไม่หลับอย่าฝืน : หากพยายามทุกวิถีทางแล้ว ประมาณ 30 นาทียังไม่มีทีท่าว่าจะง่วงนอน ให้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมเช่นอ่านหนังสือ หรือเขียนไดอารี่ระบายความเครียด แล้วค่อยกลับไปนอนต่อ
　
12. พบแพทย์ : หากทำทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว การนอนหลับยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับคุณ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อรักษาในขั้นตอนต่อไป
　
ใครที่นอนไม่หลับลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้กันดู หรือถ้าหากมีวิธีเจ๋งๆ อยากจะแบ่งปันก็สามารถคอมเมนท์มาบอกกันได้นะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>การนอนหลับ</keywords><date>2019-10-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2105</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572255791.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1431"><Nid>2104</Nid><title>กินไข่วันละกี่ฟอง ถึงเรียกได้ว่า...ปริมาณกำลังพอดี</title><source>https://health.kapook.com/view113822.html</source><detail>กินไข่วันละกี่ฟอง ถึงจะสุขภาพดี?
　
หลายคนอาจจะเคยเห็นเรื่องราวที่แชร์ต่อกันมาบนโลกอินเทอร์เน็ตว่า กระทรวงสาธารณสุขของสหรัฐอเมริกา ได้ยกเลิกการให้คอเลสเตอรอลเป็นหนึ่งในสารที่ควรระมัดระวังในการบริโภ­­­ค และสามารถรับประทานไข่ได้ถึงวันละ 6 ฟองแล้ว
　
ในข้อเท็จจริงแล้ว ข่าวนี้เป็นจริงแค่บางส่วน เนื่องจากเราไม่พบความสัมพันธ์กันระหว่างปริมาณคอเลสเตอรอลที­่บริโภคเข้าไปกับปริมาณคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด แต่คำแนะนำนี้ก็ยังสงวนไว้เฉพาะผู้ที่มีสุขภาพดีเท่านั้นและยังเป็นเพียงความเห็นของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายกลุ่มที่ยังออกมาคัดค้านอยู่
　
เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ปลอดภัยกับชีวิตของเรามากที่สุด ให้รู้เอาไว้ว่า ใน 1 วันเราไม่ควรรับประทานคอเรสเตอรอลเกิน 300 มิลลิกรัม และในไข่ไก่ 1 ใบก็มีปริมาณคอเรสเตอรอลสูงถึง 186 มิลลิกรัมอยู่แล้ว การรับประทานไข่ไก่ไม่เกินวันละ 2 ใบก็ถือว่าเป็นปริมาณที่พอดีแล้วล่ะครับ　
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไข่ไก่</keywords><date>2019-10-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2104</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572255733.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1432"><Nid>2103</Nid><title>หุ่นยนต์กับการรับรู้ความรู้สึก</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/55997/-tec-otherknowledge-</source><detail>จะเป็นอย่างไร ถ้าหุ่นยนต์สามารถรับรู้ความรู้สึกของมนุษย์ได้?
　
ถึงแม้ว่าทุกวันนี้หุ่นยนต์จะมีพัฒนาการไปมาก แต่หุ่นยนต์ยังถูกควบคุมด้วยภาษาหุ่นยนต์ที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ มีเหตุและผลที่ชัดเจน แต่อารมณ์ของมนุษย์ไม่ใช่แค่ ขาวหรือดำ อารมณ์มีหลายเฉดสี และแปรผันอยู่กับเหตุการณ์ขณะนั้น หุ่นยนต์จึงไม่สามารถประมวลผลเพื่อรู้อารมณ์ของมนุษย์ได้
　　
แต่ในที่สุดก็มีผู้ศึกษาอารมณ์ของมนุษย์และใช้เทคโนโลยีเข้าไปช่วยให้หุ่นยนต์รับรู้อารมณ์ได้ นั่นคือการใช้วิธีตรวจจับลักษณะอวัยวะบนใบหน้าของเรา เช่น เวลายิ้ม โกรธ เศร้า และนำมาวิเคราะห์กับชุดข้อมูลของอารมณ์ที่คาดว่าจะเป็น เท่านี้ก็สามารถทำให้หุ่นยนต์คาดเดาอารมณ์ของมนุษย์ได้แล้วล่ะครับ
　　
ถามว่าจะมีประโยชน์อะไรหากหุ่นยนต์สามารถรับรู้อารมณ์ได้ แน่นอนว่าจะมีสินค้าและบริการต่างๆ เกิดขึ้นอีกเพียบ ยกตัวอย่าง เช่น ทีวีของเราอาจจะรับรู้ได้ว่าเรากำลังตกอยู่ในอาการเศร้า เลยนำเสนอรายการตลกเพื่อให้เราผ่อนคลาย และอีกหลายๆ เทคโนโลยีที่จะตามมาแน่นอนครับ
　
STKC
　
　
　</detail><keywords>หุ่นยนต์, ระบบหุ่นยนต์</keywords><date>2019-10-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2103</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572255636.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1433"><Nid>2102</Nid><title>ไอศกรีมที่ไม่มีวันละลาย</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/76119/-blo-sciche-sci-</source><detail>ไม่ใช่แค่ความฝันอีกต่อไป เมื่อไอศกรีมที่ไม่ละลายกำลังจะเป็นจริง!!
　
ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีการรักษาไอศกรีมให้ทนทานต่ออุณภูมิที่สูงขึ้นได้แล้ว โดยการใส่ส่วนผสมบางอย่างลงไป
　
ส่วนผสมแรก คือโปรตีนที่มีชื่อว่า BslA ซึ่งจะทำให้เนื้อไอศกรีมคงอุณหภูมิอยู่ได้นานแม้ในสภาพอากาศที่ร้อน
　
ส่วนผสมที่สอง พอลิฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารสกัดจากสตรอว์เบอร์รี พบว่าทำให้เนื้อของไอศกรีมละลายช้าลงได้เช่นกัน จากการทดลองในห้องทดลอง สามารถทนอุณหภูมิสูง 40 องศาเซลเซียสได้ถึง 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว
　
ส่วนผสมที่สาม เส้นใยจากกล้วยหรือเส้นใยนาโนเซลลูโลส จะทำให้น้ำแข็งสามารถทนต่อความร้อนได้ดีขึ้นและช่วยเพิ่มความหนืดให้น้ำแข็ง 
　
เอาล่ะ ความฝันของหลายๆคนที่อยากจะได้ไอศกรีมที่สามารถทนต่ออากาศร้อนระอุของเมืองไทยดูจะใกล้เป็นความจริงขึ้นทุกที ถ้าถึงวันนั้น STKC จะนำมาบอกต่อกันแน่นอนครับ
　
STKC
　
　
　</detail><keywords>ไอศกรีม</keywords><date>2019-10-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2102</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572255566.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1434"><Nid>2101</Nid><title>นาฬิกาคอมพิวเตอร์ ทำงานอย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/60718/-itcom-it-</source><detail>มาดูหลักการทำงานของนาฬิกาในคอมพิวเตอร์กันเถอะ
　
เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมคอมพิวเตอร์ถึงสามารถคำนวณวัน เวลา ชั่วโมง นาทีได้ นั่นเป็นเพราะว่า ภายในส่วนควบคุมของเครื่องคอมพิวเตอร์ มีวงจรสร้างสัญญาณนาฬิกาอยู่
　
วงจรสร้างสัญญาณนาฬิกานี้ สร้างขึ้นโดยอาศัยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่าออสซิลเลเทอร์ (Oscillator) แบบมัลทิไวเบรเทอร์ (Multivibrator) โดยใช้ผลึกควอตซ์ (Quartz) ซึ่งจะสั่นสะเทือนเมื่อได้รับแรงดันไฟฟ้า จากนั้นจึงนำเอาสัญญาณนาฬิกานี้มาป้อนเข้าวงจรนับและวงจรตรรกของนาฬิกา แล้วป้อนผลลัพธ์เข้าส่วนแสดงผลแบบตัวเลข ก็จะแสดงผลออกมาเป็นชั่วโมง นาที วินาที วัน เดือน และปี
　
ในปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวล้ำไปมาก เราสามารถผลิตไมโครโพรเซสเซอร์ได้ในขนาดเล็ก จึงสามารถย่อส่วนให้กลายมาเป็นนาฬิการะบบดิจิทัลในแบบปัจจุบันได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>นาฬิกาคอมพิวเตอร์</keywords><date>2019-10-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2101</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572255463.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1435"><Nid>2100</Nid><title>ความร้อนจากใต้พื้นดิน มาจากไหนกันนะ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74034/-sciear-sci-</source><detail>เคยสงสัยกันไหม
ความร้อนใต้พื้นดินมาจากไหนกัน?
　
พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) เป็นพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เกิดจากความร้อนที่ถูกกักเก็บไว้ใต้พื้นผิวของโลก ยิ่งลึกก็ยิ่งร้อน ในจุดกึ่งกลางของโลกมีอุณหภูมิสูงถึง 3,500 - 4,500 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว 
　
ความร้อนเหล่านี้จะถูกระบายขึ้นมาบนพื้นโลก ผ่านมาตามรอยแยกของชั้นเปลือกโลกในรูปแบบลาวานั่นเอง แต่ปกติแล้วเราจะไม่ได้เห็นลาวาออกมาบนพื้นผิวโลก นอกจากเกิดภูเขาไฟระเบิด แต่ความร้อนเหล่านี้จะถูกส่งผ่านมากับตัวกลางคือน้ำที่ไหลซึมไปตามรอยแตกแยกของชั้นหิน จนได้รับพลังงานความร้อนจนกลายเป็นไอส่งกลับขึ้นสูงด้านบนนั้นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>พลังงานความร้อนใต้พิภพ, Geothermal Energy</keywords><date>2019-10-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2100</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572255378.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1436"><Nid>2099</Nid><title>ลมบก-ลมทะเล แตกต่างกันอย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72152/-blo-sciear-sci-</source><detail>"ลมบก-ลมทะเล อากาศถ่ายเทผลัดกัน ผลัดกัน
ลมทะเลพัดตอนกลางวัน ส่วนลมบกนั้นพัดตอนกลางคืน"
　
หลายๆ คนอาจจะเคยได้ยินเพลงนี้ ซึ่งเป็นเพลงที่ใช้ในการจดจำเรื่องของลมบก-ลมทะเล วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องลมบก-ลมทะเลกันครับ
　
ตามหลักการเคลื่อนที่ของลม จะมีการเคลื่อนที่ของอากาศบริเวณที่มีความกดอากาศสูง (อุณหภูมิต่ำ) ไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำกว่า (อุณหภูมิสูง)
　
ลมทะเล (Sea Breeze)
เนื่องจากตอนกลางวันพื้นดินได้รับแสงแดด ทำให้มีการสะสมความร้อนเอาไว้ โดยที่อากาศบริเวณทะเลเป็นอากาศเย็นกว่า ลมจึงพัดเข้ามาแทนที่พื้นที่บริเวณพื้นดินที่มีอุณหภูมิสูงและมีความกดอากาศต่ำกว่า ดังนั้นลมทะเลจึงเป็นลมที่พัดมาจากทะเลเข้าสู่ฝั่ง ลมทะเลจึงเกิดตอนกลางวัน
　
ลมบก (Land Breeze)
เกิดขึ้นตอนกลางคืน เนื่องจากพื้นดินสามารถคลายความร้อนได้ดีกว่าพื้นน้ำ ทำให้อากาศบริเวณพื้นดินมีอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นน้ำทะเล จึงทำให้กระแสลมพัดจากบกออกไปสู่ทะเลนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ลมบก, ลมทะเล</keywords><date>2019-10-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2099</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572255318.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1437"><Nid>2098</Nid><title>ทำไมมะยมเชื่อมถึงเปลี่ยนสีเป็นสีแดง</title><source>https://www.facebook.com/textile.phys.and.chem/photos/a.507291945975911/1329834960388268</source><detail>มะยมเชื่อม ผลไม้ยอดฮิตแสนอร่อย ว่าแต่ทำไมมะยมพอนำไปเชื่อมแล้วถึงมีสีแดง? เรามาหาคำตอบกันเลยครับ
　
ในมะยมนั้นมีสารที่ให้รสชาติฝาดนิดๆ เรียกว่า คอนเดนซ์แทนนิน (Condensed Tannin) เมื่อสารตัวนี้ได้รับความร้อนไปนานๆ จะเกิดเป็นสารสีแดงเรียกว่า โฟลบาฟีน (Phlobaphene)
　
เมื่อทำการเชื่อมมะยม น้ำตาลปริมาณมากจะผสมเข้ากับน้ำเปล่าจนกลายเป็นน้ำเชื่อมที่มีจุดเดือดสูงกว่าน้ำปกติทั่วไป และด้วยเหตุนี้เอง เมื่อมีจุดเดือดสูงขึ้น อัตราการเกิดปฏิกริยาของสารใดๆ ก็จะมากตาม ทำให้เจ้าสารคอนเดนซ์แทนนิน ได้กลายสภาพเกิดเป็นสารสีแดงได้ มะยมเชื่อมจึงกลายเป็นสีแดงเหมือนที่เราเห็นกันนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>มะยม, มะยมเชื่อม</keywords><date>2019-10-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2098</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572255257.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1438"><Nid>2097</Nid><title>โบท็อกซ์คืออะไร ทำไมทำให้หน้าตึง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/68963/-blo-scihea-sci-</source><detail>มหัศจรรย์หน้าตึงด้วยโบท็อกซ์
ว่าแต่โบท็อกซ์คืออะไร? ทำไมถึงทำให้หน้าตึงได้
　
โบท็อกซ์ (Botox) หรือโบทูลินัม (Botulinum toxin) เป็นสารพิษชนิดหนึ่ง โดยจะออกฤทธิ์ในการรบกวนการทำงานของระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อของเราเป็นอัมพาตชั่วคราว
　
หลักการของโบท็อกซ์ คือ เมื่อฉีดโบท็อกซ์เข้าร่างกายไปแล้ว จะทำให้ยับยั้งการหลั่งสารอะซิทิลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารที่ทำหน้าที่ตรงรอยต่อระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ เมื่อสารตัวนี้ถูกยับยั้ง ทำให้กล้ามเนื้อขาดการสั่งการจากระบบประสาท และไม่สามารถยืดหดได้ จึงทำให้หน้าตึงได้นั้นเอง
　
แต่เนื่องจากโบท็อกซ์ไม่ใช่สารจากธรรมชาติ การฉีดเข้าร่างกายย่อมมีผลข้างเคียง ต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจฉีดสารแปลกปลอมใดๆ เข้าร่างกายนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โบท็อกซ์, Botox</keywords><date>2019-10-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2097</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572255191.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1439"><Nid>2096</Nid><title>ภาวะขาดน้ำเป็นอย่างไร ร้ายแรงขนาดไหนกัน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73982/-scihea-sci-</source><detail>ภาวะขาดน้ำเป็นอย่างไร?
ร้ายแรงขนาดไหน...มาดูกัน
　
ร่างกายของมนุษย์เราประกอบไปด้วยน้ำประมาณ 3 ใน 4 ส่วน หรือประมาณ 75% ของร่างกาย หากขาดน้ำ 2-3 วัน ก็อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
　
ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) คือ การที่ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าที่ได้รับมา ทำให้มีอาการกระหายน้ำ ปัสสาวะมีสีเข้มกว่าปกติ ในผู้ใหญ่คงไม่ใช่เรื่องสำคัญมากนัก เพราะถ้ากระหายน้ำก็แค่ไปดื่มน้ำ แต่ภาวะขาดน้ำในเด็กที่ไม่สามารถลุกขึ้นมาดื่มน้ำเองได้นั้น ให้สังเกตอาการอย่างง่าย เช่น ปากแห้ง เล่นน้อยลง และร้องไห้ไม่มีน้ำตา หากเกิดอาการแบบนี้ให้รีบหาน้ำมาให้ดื่มโดยเร็วที่สุดก่อนจะเกิดอันตรายนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2019-10-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2096</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572255132.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1440"><Nid>2095</Nid><title>อย. เรียกคืนยา รักษาแผลในกระเพาะอาหารหลังพบ "สารก่อมะเร็ง"</title><source>https://www.sanook.com/health/17853/</source><detail>สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. แจ้งเตือนภัย ยาแผนปัจจุบัน สำหรับมนุษย์ มีเลขทะเบียน พบว่า ยาซานิดีน (Xanidine) ซึ่งอยู่ในลำดับที่ 4 เฉพาะเลขที่ผลิต 1603179 ถูกเรียกเก็บคืน เนื่องจากองค์การอาหารและยา สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศตรวจพบสารปนเปื้อน N-Nitrosodimethylamine (NDMA) ซึ่งเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์หากใช้ในระยะยาว

ทั้งนี้ รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ออกหนังสือลงวันที่ 25 ก.ย. 2562 ส่งถึงผู้อำนวยการศูนย์การแพทย์ หัวหน้าภาควิชา ฝ่ายต่างๆ หอผู้ป่วย  ห้องยาของ รพ.รามาธิบดี ให้มีการระงับการจ่ายยาเกี่ยวกับรักษาโรคกระเพาะ "รานิทิดีน (Ranitidine)" ในชื่อผลิตภัณฑ์ "Xanidine 150 mg tablet" ของบริษัท เบอร์ลินฟาร์มาซูติคอลอินดัสตรี้ จำกัด เช่นกัน

ยาซานิดีน (Xanidine) คืออะไร ?
ยาซิซานิดีน เป็นหนึ่งในยี่ห้อของยาในกลุ่ม รานิทิดีน (Ranitidine) ใช้ลดการสร้างกรด รักษาและบรรเทาอาการในผู้ป่วยอาหารไม่ย่อย โรคกรดไหลย้อน กระเพาะอาหารอักเสบ และรักษาแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นอักเสบ ที่โรงพยาบาลนิยมใช้ให้ผู้ป่วย ทั้งโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน </detail><keywords>สารก่อมะเร็ง, อย.เรียกยาคืน, Xanidine, ยาซานิดีน</keywords><date>2019-10-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2095</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1572248354.jpg</img_link><category>เทคโนโลยีชีวภาพที่เกี่ยวกับสุขภาพ</category></row>
<row _id="1441"><Nid>2065</Nid><title>เปิดแอร์อย่างไร ไม่ให้ผิวแห้งเสีย</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73758/-sci-scihea-</source><detail>อากาศร้อนกับห้องแอร์เป็นของคู่กันฉันใด
อากาศในห้องแอร์ก็ทำให้อากาศแห้งฉันนั้น
　
เครื่องปรับอากาศ (Air Conditioner) อาศัยการทำงาน 3 ส่วน คือ อุณหภูมิ, ลม และความชื้นสัมพัทธ์ เมื่อเครื่องปรับอากาศลดอุณหภูมิในห้องลง ความชื้นสัมพัทธ์ก็จะลดลงตาม ทำให้ไอน้ำหรือความชื้นในอากาศลดลงไปด้วย เป็นเหตุผลที่ทำให้เราผิวแห้งและหยาบกร้าน
　
3 เทคนิคการเปิดแอร์ให้ผิวไม่เสีย
1. ไม่เปิดแอร์อุณหภูมิที่ต่ำเกินไป หากร้อนให้อาศัยเปิดพัดลมช่วย
2. ทาโลชั่นบำรุงผิว เพื่อกักเก็บและเติมความชุ่มชื้นให้ผิว
3. นำน้ำ 1 แก้ววางไว้ในห้อง น้ำจะระเหยกลายเป็นไอน้ำ ทำให้อากาศไม่แห้งจนเกินไป
　
หากใครที่รู้สึกว่าผิวแห้งทุกครั้งเวลาเปิดแอร์ในห้องนอน ให้ลองนำวิธีเหล่านี้มาปรับใช้กันดูนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แอร์, ผิวแห้ง</keywords><date>2019-10-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2065</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1570516405.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1442"><Nid>2064</Nid><title>สัตว์ทะเลหายาก</title><source>https://dmcrth.dmcr.go.th</source><detail>สัตว์ทะเลหายากในน่านน้ำไทยประกอบด้วยกลุ่มสัตว์ทะเล 3 กลุ่ม ได้แก่ เต่าทะเล (Sea turtles) พะยูน (Dugong) โลมาและวาฬ (Whales and Dolphins) ซึ่งทั้งหมดถูกจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนและคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ว่าด้วยการห้ามล่า ห้ามค้า ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ โดยมีผลครอบคลุมไปถึงไข่ ซาก ตลอดจนชิ้นส่วนต่างๆของสัตว์เหล่านั้นด้วย โดย จัดให้พะยูน วาฬบรูด้า วาฬโอมูระ เต่ามะเฟือง และฉลามวาฬ เป็นสัตว์สงวน และ สัตว์ทะเลหายากชนิดอื่นเป็นสัตว์คุ้มครอง นอกจากนี้สัตว์ทะเลหายากยังถูกจัดให้อยู่ในบัญชีรายชื่อของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งพันธ์ุพืชป่าและสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) โดยเต่าทะเลทุกชนิด พะยูน และโลมาอิรวดี อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธ์ุอย่างย่ิง จึงจัดอยู่ในรายชื่อ CITES บัญชี 1 ส่วนโลมาและวาฬชนิดอื่นๆ และฉลามวาฬ จัดอยู่ใน CITES บัญชี 2

           เต่าทะเลมี 5 ชนิด ได้แก่ เต่าตนุ (Green turtle, Chelonia mydas), เต่ากระ (Hawksbill tur-tle, Eretmochelys imbricata), เต่าหญ้า (Olive ridley turtle, Lepidochelys olivacea) เต่ามะเฟือง (Leatherback turtle, Dermochelys coriacea) และ เต่าหัวค้อน (Loggerhead tur-tle, Caretta caretta) พะยูนมีเพียงชนิดเดียวคือ พะยูน (Dugong, Dugong dugon) กลุ่มโลมาและวาฬมี 27 ชนิด แบ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ประจำถิ่นใกล้ฝั่งและกลุ่มที่มีการอพยพย้ายถิ่นระยะไกลซึ่งมักอาศัยบริเวณไกลฝั่ง ชนิดโลมาและวาฬท่ีมีการศึกษาในเชิงสถานภาพและการแพร่กระจายจำกัดอยู่ในกลุ่มประชากรใกล้ฝั่ง 6 ชนิด ได้แก่ โลมาปากขวด (Indo-Pacific Bottlenose dolphin, Tursiops aduncus) โลมาหัวบาตรหลังเรียบ (Finless porpoise, Neophocaena phocaenoides) โลมาหลังโหนก (Indo-Pacific Humpback dolphin, Sousa chinensis) โลมาอิรวดี (Irrawaddy dolphin, Orcaella brevirostris) วาฬบรูด้า (Bryde's whale, Balaenoptera edeni) และโอมูระ (Omura’s whale, Balaenoptera omurai)

</detail><keywords>Aquarium, สัตว์ทะเล, สัตว์สงวน, สัตว์คุ้มครอง, สูญพันธ์ุ</keywords><date>2019-10-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2064</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1570499403.png</img_link><category>เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง</category></row>
<row _id="1443"><Nid>2063</Nid><title>สัตว์ทะเลหน้าดิน</title><source>http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=22&amp;chap=8&amp;page=t22-8-infodetail01.html</source><detail>สัตว์ทะเลหน้าดิน (Marine Benthos) หมายถึง สัตว์ทะเลที่มีกระดูกสันหลัง และที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นท้องทะเล โดยบางชนิดอาศัยอยู่บนพื้นดิน บางชนิดฝังตัวอยู่ในดิน ตลอดจนพวกที่หากินบนพื้นท้องทะเล พวกหลังนี้ได้แก่ พวกปลาหน้าดิน เช่น ปลาซักเดียว และปลาเก๋า ก็จัดว่าเป็นสัตว์ทะเลหน้าดินด้วย นอกจากปลาหน้าดินแล้ว พวกกุ้ง หอย และปู จัดเป็นสัตว์ทะเลหน้าดิน ที่เรารู้จักกันดี เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ
     สัตว์ทะเลหน้าดินมีบทบาทที่สำคัญในทะเลคือ เป็นอาหารที่สำคัญสำหรับสัตว์น้ำชนิดอื่นและปลาหลายชนิด ความหนาแน่นของสัตว์ทะเลหน้าดินในบริเวณใดบริเวณหนึ่งในทะเล เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ สำหรับปลาและสัตว์น้ำที่อาศัยในบริเวณนั้น โดยเฉพาะฝูงปลาและสัตว์น้ำ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการศึกษาสัตว์ทะเลหน้าดินในระยะแรกๆ นั้น มุ่งศึกษาถึงชนิดและความหนาแน่นของสัตว์กลุ่มนี้ เพื่อใช้ทำนายความอุดมสมบูรณ์ของฝูงปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ การศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหน้าดิน ส่วนใหญ่มุ่งที่จะให้ทราบถึงปริมาณและชนิดของสัตว์ที่พบ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลพิจารณาถึงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ และสามารถใช้เป็นดัชนีชึ้คุณภาพของแหล่งน้ำได้อีกด้วย สัตว์ทะเลหน้าดินขนาดเล็ก เช่น พวกไส้เดือนตัวกลม (nematodes) และไส้เดือนทะเล (polychaetes) ใช้เป็นดัชนีชี้คุณภาพน้ำที่ดี เพราะเราสามารถพบสัตว์เหล่านี้ได้ทั่วไป มีการฝังตัวอยู่กับที่ และมีช่วงชีวิตยาว นอกจากนี้สัตว์กลุ่มนี้ยังมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น สภาพที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำ เนื่องจากน้ำเน่าเสีย เป็นต้น
</detail><keywords>Aquarium, ทะเล, กระดูกสันหลัง, ดิน, ฝูงปลา</keywords><date>2019-10-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2063</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1570498995.png</img_link><category>เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง</category></row>
<row _id="1444"><Nid>2062</Nid><title>สัตว์โลกใต้ทะเลลึก</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ปลาทะเลลึก,https://cheezburger.com</source><detail>ปลาทะเลลึก เป็นปลาที่พบได้ในทะเลลึกและแสงแดดส่องไม่ถึงจากการสำรวจปลาทะเลลึกนั้นจะมีจำนวนคิดเป็น 2% จากสายพันธ์และสิ่งมีชีวิตในทะเลทั้งหมดโดยพวกมันจะอาศัยอยู่ในก้นสมุทรที่มืดมิด โดยทั่วไปปลาทะเลลึกจะพบอยู่ได้ตั้งแต่ความลึก 1,000-4,000 เมตรหรือบางชนิดอาจอยู่ได้ลึกถึง 4,000-6,000 เมตร ปลาที่เรืองแสงได้ส่วนใหญ่จะพบในระดับความลึกประมาณ 200-1,000 เมตร ระดับความลึกที่มีออกซิเจนน้อยมากจะอยู่ที่ระดับ 700-1,000 เมตรแต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานที่นั้นด้วยว่ามีแหล่งผลิตออกซิเจนหรือไม่ ซึ่งจากความลึกของสถานที่แห่งนั้นมีทั้งความมืดมิดและหนาวเย็นถึง 3 องศาเซลเซียสจนถึง -1.8 องศาเซลเซียส อีกทั้งยังมีแรงกดดันของน้ำจำนวนมหาศาลขนาดความดันระหว่าง 20 ถึง 1,000 เท่าของบรรยากาศ (ระหว่าง 2 ถึง 100 megapascals) จึงเป็นสถานที่ ๆ ยากต่อการสำรวจ
          ปลาทะเลลึกนั้นจะมีการปรับตัวให้ใช้พลังงานน้อยลง ขนาดเล็กลง มีปากและกระเพาะขนาดใหญ่ มีการเรืองแสงเพื่อหลอกล่อเหยือซึ่งแตกต่างจากปลาผิวน้ำแต่ถึงอย่างนั้นโครงสร้างทางกายภาพเช่นการหายใจ ขับน้ำ การหายใจยังคงเหมือนปลาทะเลแต่จะมีการวิวัฒนาการแปลก ๆ เพื่อให้พวกมันสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แต่ถึงอย่างนั้นทะเลลึกก็ยังมี่แหล่งอาหารจากปล่องแบบน้ำร้อนและซากสัตว์จากทะเลด้านบน
</detail><keywords>Aquarium, ปลาทะเลลึก, ก้นสมุทร, ออกซิเจน, ซากสัตว์</keywords><date>2019-10-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2062</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1570498639.png</img_link><category>เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง</category></row>
<row _id="1445"><Nid>2061</Nid><title>อันตรายสัตว์ทะเลมีพิษ</title><source>https://www.sanook.com/travel/1396525/</source><detail>ท้องทะเลไทยนับว่าเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด คนไทยได้นำสัตว์ทะเลเหล่านี้มาบริโภคเป็นอาหารกันเป็นเวลาช้านาน แต่ก็มีสัตว์ทะเลหลายชนิดที่ไม่สามารถนำมาบริโภคได้เนื่องจากมีพิษ และบางชนิดที่ไม่มีพิษต่อการบริโภค แต่จะเป็นอันตรายหากไปสัมผัส หรือไปอยู่ในบริเวณที่มีสัตว์ทะเลเหล่านั้นชุกชุม ซึ่งแบ่งความอันตรายออกเป็น อันตรายจากสัตว์ทะเลที่มีพิษ กัด ทิ่มแทง หรือต่อย (venomous animals) และปล่อยสารพิษเข้าสู่ร่างกายตรงบริเวณบาดแผลนั้น พิษของสัตว์ทะเลอาจอยู่ที่เงี่ยง ก้าน ครีบ เขี้ยว และมีเข็มพิษที่เรียกว่า นีมาโตศีย์สต์ (nematocyst) ตัวอย่างได้แก่ ดอกไม้ทะเล แมงกะพรุน งูทะเล ปลาสิงโต และเม่นทะเล อันตรายจากการบริโภคเนื้อ และอวัยวะของสัตว์ทะเลที่มีพิษ (poisonous animals) สัตว์ทะเลบางชนิดมีการสะสมสารพิษในบริเวณเนื้อเยื่ออวัยวะภายใน และรังไข่ เมื่อมนุษย์นำเอาสัตว์ทะเลนั้นมาบริโภค จะได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น แมงดาทะเล ปูบางชนิด และปลาปักเป้า เป็นต้น สัตว์บางชนิดมีสารพิษสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อเป็นบางช่วงฤดูกาล เช่น หอยแมลงภู่ หอยนางรม ที่เพาะเลี้ยงอยู่ตามชายฝั่งที่มักเกิดปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสีเป็นประจำในช่วงฤดูฝน หรืออาจได้รับสารพิษจากไดโนแฟลกเจลเลตที่เป็นสาเหตุของปรากฏณ์ดังกล่าวเข้าไป เมื่อมนุษย์นำสัตว์มาบริโภคทำให้ได้รับสารพิษนั้นได้ ในทำนองเดียวกันหากดินตะกอนบริเวณชายฝั่งมีการสะสมโลหะหนัก และยาฆ่าแมลง ที่พัดพามาจากแผ่นดิน สัตว์ทะเลที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นอาจมีการสะสมของสารพิษดังกล่าวด้วยเช่น หอยสองกาบที่อาศัยอยู่ตามพื้นท้องทะเล ได้แก่ หอยลาย หอยแครง เป็นต้น ซึ่งกินอาหารโดยการกรองดินตะกอนและอินทรีย์สารเข้าไป เมื่อคนบริโภคหอยดังกล่าวทำให้ร่างกายได้รับสารพิษของโลหะหนัก และยาฆ่าแมลง อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานในประเทศไทยว่ามีการสะสมโลหะหนัก และยาฆ่าแมลงในหอยเหล่านี้ในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อการบริโภค</detail><keywords>Aquarium, ทะเล, ธรรมชาติ, ปลา, สารพิษ, อันตราย</keywords><date>2019-10-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2061</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1570495495.png</img_link><category>เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง</category></row>
<row _id="1446"><Nid>2058</Nid><title>ดื่มกาแฟทำให้ท้องเสียได้จริงหรือไม่</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74060/-blo-scihea-sci-</source><detail>ใครเคยรู้สึกว่า ดื่มกาแฟแล้วอาการจู๊ดๆ กำเริบ ต้องรีบเข้าห้องน้ำทุกที วันนี้เรามาหาคำตอบกันดีกว่าว่าเป็นเพราะอะไรกันแน่
　
โดยมีการสันนิษฐานว่า เป็นเพราะคาเฟอีน (Caffeine) ที่ไปกระตุ้นระบบขับถ่ายในร่างกาย ซึ่งได้มีการทดลองกับหนู โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกให้กินกาแฟแบบปกติ และอีกกลุ่มให้กินกาแฟแบบไม่มีคาเฟอีน
　
ผลทดลองชี้ว่า หลังจากได้รับกาแฟแล้ว กล้ามเนื้อของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่มีการบีบเกร็งตัวมากขึ้น โดยที่พบอาการนี้เหมือนกันในหนูทดลองทั้งสองกลุ่ม
　
เราจึงสรุปได้ว่า กาแฟส่งผลในการกระตุ้นระบบขับถ่ายจริง โดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับคาเฟอีนแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังพบว่าแบคทีเรียเติบโตได้น้อยลงหากเรากินแฟเข้าไปอีกด้วย แต่เรื่องผลลัพธ์ในการยับยั้งแบคทีเรีย ยังต้องมีการศึกษากันต่อไป เพื่อต่อยอดเป็นวิธีการรักษาอาการท้องผูกได้อีกในอนาคตด้วยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กาแฟ, คาเฟอีน, coffee, caffeine</keywords><date>2019-10-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2058</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1570431544.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1447"><Nid>2057</Nid><title>5 วิธีกินเจแบบผิดๆเสี่ยงโรคไต - โรคหัวใจ</title><source>https://www.sanook.com/health/4961/</source><detail xsi:nil="true" /><keywords xsi:nil="true" /><date>2019-10-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2057</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1570186915.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1448"><Nid>2054</Nid><title>กินผักผลไม้ 5 สี ให้เจนี้ไม่จำเจ</title><source>https://www.sanook.com/health/8709/</source><detail>คุณค่าของผักผลไม้ 5 สี
ผักและผลไม้อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ มีแร่ธาตุและวิตามินมากมาย แถมยังจัดว่าเป็นอาหารที่มีไฟโตนิวเทรียนท์สูง หรือ สารพฤกษาเคมี หมายถึง สารอาหารที่ร่างกายสร้างขึ้นเองไม่ได้ต้องได้รับจากพืชเท่านั้น ที่มีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อม กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และช่วยป้องกันการติดเชื้อและการเกิดโรคต่างๆ
1. สีเขียว ให้สารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันเซลล์ถูกทำลาย ขจัดฮอร์โมน ช่วยในการต่อต้านโรคมะเร็ง ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ยับยั้งการเกิดริ้วรอย นอกจากนี้การกินผักใบเขียวเป็นประจำจะช่วยให้ระบบการขับถ่ายดีด้วย 
ผักและผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มสีเขียว เช่น ผักบุ้ง ผักโขม ผักปวยเล้ง ผักกาดหอม ผักคะน้า แตงกวา ตำลึง แอปเปิ้ลเขียว ฝรั่ง เป็นต้น

2. สีเหลือง/ส้ม ให้สารลูทีน (Lutein) เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) มีประโยชน์ในการช่วยรักษาสุขภาพของหัวใจ หลอดเลือด ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย บำรุงสายตา
ผักและผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มสีเหลือง/ส้ม เช่น แครอต ฟักทอง มันเทศ ส้ม มะละกอ เสาวรส มะนาว สับปะรด ขนุน และข้าวโพด เป็นต้น

3.สีม่วง/น้ำเงิน ให้สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ช่วยชะลอการเสื่อมของเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง ยับยั้งเชื้อที่จะทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ
ผักและผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มสีม่วง/น้ำเงิน เช่น มันเทศสีม่วง หอมแดง กะหล่ำสีม่วง มะเขือม่วง ดอกอัญชัน ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เป็นต้น

4. สีขาว/น้ำตาลอ่อน ให้สารแซนโทน (Xanthone) ซึ่งเป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ช่วยลดอาการอักเสบ รักษาระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังมีกรดไซแนปติก (Synaptic acid) และ อัลลิซิน (Allicin) โดยสารเหล่านี้มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดไขมันในเลือด ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตและโรคหลอดเลือดหัวใจ
ผักและผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มสีขาว/น้ำตาล เช่น ขิง ข่า กระเทียม กุยช่าย ขึ้นฉ่าย เห็ด ลูกเดือย หัวไชเท้า ดอกกะหล่ำ ถั่วงอก กล้วย สาลี่ พุทรา ลิ้นจี่ ละมุด แห้ว เป็นต้น

5.สีแดง มีสารไลโคปีน (Lycopene) และ เบตาไซซีน (Betacycin) มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีความสามารถในการต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินอีถึง 100 เท่า และมากกว่ากลูตาไธโอนถึง 125 เท่า สารไลโคปีนช่วยป้องกันการเกิดดมะเร็งตามอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
ผักและผลไม้ที่อยู่ในกลุ่มสีแดง เช่น มะเขือเทศ บีทรูท แตงโม กระเจี๊ยบแดง หอมแดง พริกหวาน เป็นต้น

 เราอยู่ในทศวรรษที่อะไรๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงวัฒนธรรมการกินที่คนหันมากินอาหารจานด่วนทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้องรัง (NCDs) โดยสนับสนุนให้ประชาชนกินผักผลไม้อย่างน้อยวันละ 400 กรัม ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ สสส.และภาคีเครือข่ายได้รณรงค์เรื่องนี้อย่างเข้มข้นด้วยการขับเคลื่อนด้านวิชาการ สร้างสื่ออันส่งเสริมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ส่งเสริมเรื่องของการปลูก ตลอดจนการจำหน่าย  เช่น โครงการผักสีเขียว โครงการสวนผักคนเมือง ฯลฯ ทำให้คนไทยมาสุขภาพที่แข็งแรงและลดความสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง</detail><keywords>เทศกาลกินเจ, กินเจ, Vegetarian Festival, NCDs</keywords><date>2019-10-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2054</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1570073958.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1449"><Nid>2051</Nid><title>สวยด้วยผัก รับเทศกาลกินเจ</title><source>https://www.thairath.co.th/women/beauty/health/1671991</source><detail>5 พืชผักสุขภาพ อาหารบำรุงสร้างความสวยจากภายใน

ผักเคลอิตาเลียน - คุณค่าทางอาหารสูงที่สุดในโลก
เริ่มต้นกันที่ผักเคลอิตาเลียน จริงๆ แล้วผักเคลนั้นอยู่ในตระกูลเดียวกับ บล็อกโคลี่ ดอกกะหล่ำ คะน้า และแขนง โดยเจ้าผักเคลชนิดนี้ ถือว่ามีสรรพคุณอย่างมาก และติดอันดับว่าเป็นหนึ่งในซุปเปอร์ฟู้ดส์ ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ว่าเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงที่สุดในโลก เพราะในผักเคลนั้นจะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ไขมันดีโอเมก้า 3 ที่สำคัญคือมีแคลเซียมสูงกว่านมวัวถึง 3 เท่า และมีแคลเซียมสูงกว่าผักโขมถึง 14 เท่า เมื่อนำมาเทียบกันเป็นแคลอรี ทั้งยังเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะมีปริมาณกากใยไฟเบอร์สูง แถมยังมีวิตามิน A ที่สูงมาก จะช่วยบำรุงสายตา ปอด และผิวพรรณของสาวๆ ให้แลดูสดใสและเปล่งปลั่ง รู้แบบนี้...เย็นนี้รีบไปหา ผักเคล ทานกันนะ

ผักสลัดคอส - บำรุงผิวพรรณ ช่วยขับถ่าย
เอาใจสาวกสายผัก ที่เราเชื่อว่า สาวๆ หลายๆ คนก็ชอบทานผักอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสลัด เพราะอิ่มแต่ไม่อ้วน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักและหน้าท้องนั่นเอง "ผักคอส" เป็นผักกาดหวานชนิดหนึ่ง ที่นิยมนำมาเป็นส่วนประกอบในเมนูสลัดหรือแซนด์วิช โดยคอสจะอุดมไปด้วยวิตามินมากมาย ทั้งวิตามิน A วิตามิน B1 วิตามิน B2 วิตามิน B3 วิตามิน B5 วิตามิน B6 วิตามิน B9 วิตามิน C วิตามิน E จัดมาเพื่อบำรุงสุขภาพและผิวพรรณของหญิงสาวโดยเฉพาะ นอกจากนี้ผักคอสยังมีแคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เบต้าแคโรทีน คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แมกนีเซียม ไขมัน และแมงกานีส แถมยังช่วยเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงในร่างกาย ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง แถมยังมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพียง 3% จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ที่สำคัญสำหรับสาวๆ ที่ท้องผูก ต้องทานผักคอสนะคะ เพราะในผักคอสมีสรรพคุณช่วยในเรื่องการขับถ่ายอย่างดี เพราะมีกากใยที่ค่อนข้างสูง

บีทรูท - ชะลอวัย ลดสารก่อมะเร็ง
ถึง "บีทรูท" จะมีต้นกำเนิดจากแถบเมดิเตอร์เรเนียนหรือแถบยุโรป แต่ก็นิยมปลูกกันมากทางภาคเหนือในไทย เพราะเป็นผักเพื่อสุขภาพประจำเมืองหนาว เรียกได้ว่า สาวไทยได้ทานของสดใหม่แน่นอน คุณรู้หรือไม่? สารสีแดงที่ชื่อว่า "บีทานิน" เป็นกรดอะมิโนที่อยู่ในหัวบีทรูท ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง ช่วยลดการเติบโตของเนื้องอก และที่สำคัญสรรพคุณของบีทรูท จะทำให้เลือดลมและระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดี เหมาะกับสาวๆ ที่เลือดลมไม่ดีและประจำเดือนมาไม่ปกติมากๆ ทั้งในบีทรูทยังมีสารสีม่วง ที่ชื่อว่า "แอนโทไซยานิน" ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการแก่กว่าวัยอันควร และช่วยลดสารก่อมะเร็ง และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและอัมพาตได้ แนะนำให้สาวๆ ดื่มน้ำบีทรูทเป็นประจำ จะช่วยเสริมสร้างพละกำลัง ความแข็งแรง และชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ ไม่อยากแก่แนะนำพืชผักชนิดนี้เลยจ้า

ข้าวโพดราชินีทับทิมสยาม - ต้านอนุมูลอิสระ
นี่คือพืชผักที่คิดค้นจากคนไทย ข้าวโพดราชินีทับทิมสยาม เป็นข้าวโพดหวานสีแดงพันธุ์แรกของโลก ที่คิดค้นสายพันธุ์โดยคนไทย มีความโดดเด่นด้วยเมล็ดสีแดงสดทั่วทั้งฝัก รสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นหอม สามารถรับประทานสดได้เลยจากต้น ไม่จำเป็นต้องผ่านความร้อน หรือจะนำไปปรุงอาหารด้วยความร้อนก็ได้ ข้าวโพดชนิดนี้มีปริมาณสารแอนโทไซยานินสูง ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และชะลอความแก่ได้อย่างดี

ผักจิงจูฉ่าย - ต้านเซลล์มะเร็ง บำรุงเลือดลม
"จิงจูฉ่าย" อาจเป็นชื่อที่หลายคนอาจไม่คุ้นหู แต่หากนึกถึงต้มเลือดหมู ก็จะพบผักชนิดนี้ได้ในบางร้าน ด้วยความที่ "ผักจิงจูฉ่าย" ถือเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์เย็นและกลิ่นหอม ยิ่งถูกความร้อนก็ยิ่งหอม จึงนิยมนำมาปรุงอาหารเพื่อดับกลิ่นคาวได้เป็นอย่างดี โดยสรรพคุณของสมันไพรชนิดนี้ จะมีน้ำมันหอมระเหยที่ประกอบไปด้วยสารอะบีอิน ที่ช่วยปรับสมดุลความดันเลือดในร่างกาย ช่วยขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร บำรุงปอด บำรุงเลือดลม เหมาะกับคนที่มีอาการร้อนในบ่อยๆ และสตรีที่มีปัญหาเลือดลมไม่ปกติ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่พบว่าจิงจูฉ่ายช่วยต้านเซลล์มะเร็งอีกด้วย</detail><keywords>จิงจูฉ่าย, ข้าวโพดราชินีทับทิมสยาม, บีทรูท, ผักคอส, ผักเคล, กินเจ, เทศกาลกินเจ</keywords><date>2019-10-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2051</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1570006038.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1450"><Nid>2048</Nid><title>นักบินอวกาศ</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/นักบินอวกาศ</source><detail>นักบินอวกาศ คือ บุคคลที่เดินทางไปกับยานอวกาศ ไม่ว่าจะไปในฐานะใด และไม่ว่าจะไปด้วยยานอวกาศแบบไหน ทั้งที่โคจรรอบโลก (ในระยะสูงจากพื้นราว 80-100 กิโลเมตรขึ้นไป) หรือที่เดินทางออกไปยังตำแหน่งอื่นใดนอกวงโคจรของโลก

คำว่า นักบินอวกาศ ในภาษาไทย นั้น ตรงกับคำศัพท์ในภาษาอังกิด ว่าแอสโตรนอท (astronaut) ซึ่งมีความหมายอย่างที่กล่าวมา เป็นที่น่าสังเกตว่า คำว่า นักบินอวกาศ ไม่ได้มีความหมายเฉพาะผู้ที่เป็นนักบิน (pilot) เท่านั้น แต่มีความหมายอย่างที่อาจเข้าใจได้ง่ายๆ ว่า ลูกเรืออวกาศ นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ในภาษาไทยยังมีคำศัพท์อีกคำ ที่มีความหมายเช่นนี้ นั่นคือ มนุษย์อวกาศ

คำว่า แอสโตรนอท ในภาษาอังกฤษนั้น มีที่มาจากคำศัพท์ในภาษากรีก สองคำ คือ astro หมายถึงดวงดาว และ nautes ซึ่งหมายถึง กะลาสี

ปัจจุบันมีนักบินอวกาศหลายชาติ จึงมีการสร้างคำสำหรับเรียกนักบินอวกาศของแต่ละชาติต่างๆ กัน เช่น นักบินในโครงการอวกาศของรัสเซีย เรียกว่า คอสโมนอท (cosmonaut) อันเป็นการสร้างคำจากคำศัพท์จากภาษากรีกเช่นกัน โดยใช้คำว่า kosmo ที่หมายถึง อวกาศ และคำว่า nautes ที่หมายถึง กะลาสี</detail><keywords>นักบินอวกาศ, สถานีอวกาศ, กระแสอากาศ, กลุ่มดาว, ยาน</keywords><date>2019-09-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2048</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1569917174.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="1451"><Nid>2047</Nid><title>ดาวหาง</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ดาวหาง</source><detail>ดาวหาง คือ วัตถุชนิดหนึ่งในระบบสุริยะที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ มีส่วนที่ระเหิดเป็นแก๊สเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดชั้นฝุ่นและแก๊สที่ฝ้ามัวล้อมรอบ และทอดเหยียดออกไปภายนอกจนดูเหมือนหาง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์จากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ไปบนนิวเคลียสของดาวหาง นิวเคลียสหรือใจกลางดาวหางเป็น "ก้อนหิมะสกปรก" ประกอบด้วยน้ำแข็ง คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย และมีฝุ่นกับหินแข็งปะปนอยู่ด้วยกัน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ไม่กี่กิโลเมตรไปจนถึงหลายสิบกิโลเมตร

คาบการโคจรของดาวหางมีความยาวนานแตกต่างกันได้หลายแบบ ตั้งแต่คาบโคจรเพียงไม่กี่ปี คาบโคจร 50-100 ปี จนถึงหลายร้อยหรือหลายพันปี เชื่อว่าดาวหางบางดวงเคยผ่านเข้ามาในใจกลางระบบสุริยะเพียงครั้งเดียว แล้วเหวี่ยงตัวเองออกไปสู่อวกาศระหว่างดาว ดาวหางที่มีคาบการโคจรสั้นนั้นเชื่อว่าแต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในแถบไคเปอร์ที่อยู่เลยวงโคจรของดาวเนปจูนออกไป ส่วนดาวหางที่มีคาบการโคจรยาวอาจมาจากแหล่งอื่น ๆ ที่ไกลจากดวงอาทิตย์ของเรามาก เช่นในกลุ่มเมฆออร์ตซึ่งประกอบด้วยเศษซากที่หลงเหลืออยู่จากการบีบอัดตัวของเนบิวลา ดาวหางเหล่านี้ได้รับแรงโน้มถ่วงรบกวนจากดาวเคราะห์รอบนอก (กรณีของวัตถุในแถบไคเปอร์) จากดวงดาวอื่นใกล้เคียง (กรณีของวัตถุในกลุ่มเมฆออร์ต) หรือจากการชนกัน ทำให้มันเคลื่อนเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์น้อยมีกำเนิดจากกระบวนการที่ต่างไปจากนี้ อย่างไรก็ดี ดาวหางที่มีอายุเก่าแก่มากจนกระทั่งส่วนที่สามารถระเหิดเป็นแก๊สได้สูญสลายไปจนหมดก็อาจมีสภาพคล้ายคลึงกับดาวเคราะห์น้อยก็ได้ เชื่อว่าดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกหลายดวงเคยเป็นดาวหางมาก่อน</detail><keywords>ดาวหาง, กลุ่มดาว, ยานอวกาศ, ดวงดาว, อุกาบาต</keywords><date>2019-07-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2047</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1569916956.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="1452"><Nid>2046</Nid><title>ทำไมบางคน ดื่มเหล้าแล้วเสียชีวิต</title><source>https://www.facebook.com/MTlikesara/?__tn__=kC-R&amp;eid=ARDyE6TyaO_QwNlRpx6CzzzuHkokoUrMlbZQkrDpsOeR719dRx1GsquHd5vqVGl4TJYRNQefnO4Ra3ID&amp;hc_ref=ARQJ8gLutrgpkK-DudfBpWJozye4HQRdejXK4ENl4WDlc2kZcJzDJl5VDgCQn7V6vnk&amp;fref=nf&amp;__xts__[0]=68.ARCJatOriRKQwi5jDLEsJtlg8LSFdBxOOvKo2JGKtFe4eIKf40_Twm2FyyManz4FgiddEQm4PX2f911OQh384AJ_FqLuhmOC9wpJ3Dx-qF5jOn58dgEwCC8oiu-QS4AU5CFeTHSipphGQtZ84XOakwJcTtQCAoHWSlGVuUgK9hEzwvuinI3SrhcY0J9pXP9ysTbtfpjp8pXxN11CYOYHGTrEKDws3LQ5s_gkz435Ap2W44d7CisrkkX8qwtppJ3adqZ_2VyBQcic6rTZBY6gsW8WhIN69rWKlNKroeaLinfacktH8BTIFBI9if_KHKzfSJ62955KskoA2TPxSXKSQHJ_9g</source><detail>ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน บางคนไม่เป็นไรในขณะที่บางคนเสียชีวิตได้
แอลกอฮอล์มันจะออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง ถ้ากระดกเร็วๆ จะทำให้แอลกอฮอล์ในกระแสเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เสี่ยงต่อการสำลัก อาเจียน หายใจไม่ออก หยุดหายใจ หมดสติ

อย่างการออกไปดื่มตามสถานบันเทิงหรือไปปาร์ตี้ แน่นอนว่าร่างกายไม่มีเวลามากพอที่จะขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกายได้หมด เพราะแอลกอฮอล์ยังถูกเติมเข้าไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชนแก้ว เดี๋ยวก็สุดซอยยย อาจทำให้เกิดแอลกอฮอล์เป็นพิษแบบเฉียบพลัน

ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดกับอาการของคนที่ดื่ม มีดังนี้

1. ถ้าระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 30 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือดื่มเหล้า 4 แก้ว แก้วละ 1 ฝา จะมีอาการครึกครื้น สนุกสนานร่าเริง
2. ถ้าระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือดื่มเหล้า 6 แก้ว แก้วละ 1 ฝา จะ มีทำให้การควบควบคุมการเคลื่อนไหวเสียไป ไม่สามารถควบคุมได้ดีเท่าภาวะปกติ
3. ถ้าระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือดื่มเหล้า 12 แก้ว แก้วละ 2 ฝา จะมีอาการเดินไม่ตรงทาง
4. ถ้าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือดื่มเหล้า 24 แก้ว แก้วละ 2 ฝา จะเกิดอาการสับสน
5. ถ้าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการง่วง งง และซึม
6. ถ้าระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมากกว่า 400 มิลลิกรัม
เปอร์เซ็นต์ จะเกิดอาการสลบ และอาจถึงตายได้</detail><keywords>หลอแล็บแพนด้า, แอลกอฮอล์, แอลกอฮอล์ในเลือด</keywords><date>2019-09-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2046</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1569836901.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1453"><Nid>2045</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ เกรเกอร์ โยฮันน์ เมนเดล (Gregor Johann Mendel)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/เกรกอร์_เมนเดล</source><detail>เกรเกอร์ โยฮันน์ เมนเดล (เยอรมัน: Gregor Johann Mendel; 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2365 - 6 มกราคม พ.ศ. 2427) เป็นนักวิทยาศาสตร์และภราดาคณะออกัสติเนียนชาวมอเรเวียที่พูดภาษาเยอรมัน ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงจากการก่อตั้งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่สาขาพันธุศาสตร์ แม้ว่าชาวสวนทั่วไปจะทราบถึงลักษณะปรากฏที่แตกต่างกันของพืชชนิดต่าง ๆ อยู่แล้ว โดยเมนเดลได้เริ่มศึกษาจากต้นถั่ว จนสามารถตั้งเป็นกฎทางพันธุกรรมมากมาย และภายหลังรู้จักกันในชื่อว่า พันธุศาสตร์ของเมนเดล

เมนเดลเสียชีวิตด้วยโรคไตในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2427 วัย 61 ปีที่เบอร์โน จักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี (ปัจจุบันอยู่ในเช็กเกีย) โดยในงานศพของเขามีเลออช ยานาเชค นักประพันธ์ชาวเช็กมาบรรเลงออร์แกน หลังการเสียชีวิตของเขา ได้มีการเผางานของเมนเดลทุกอย่าง เพื่อเป็นสัญญาณว่าข้อถกเถียงทางอนุกรมวิธานวิทยาสิ้นสุดลงแล้ว</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, พันธุศาสตร์, พืช, พันธุกรรม, อนุกรมวิธาน</keywords><date>2019-09-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2045</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1569811072.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1454"><Nid>2042</Nid><title>สัตว์ทะเลสวยงาม</title><source>http://www.fish.ku.ac.th/Download/55_RT-Beginer-ReefaquariumBy-Sahapop.pdf</source><detail>ปลาทะเลสวยงามร้อยละ 90 เป็นปลาทะเลที่จับมาจากธรรมชาติ ส่วนปลาทะเล สวยงามที่ได้จากการเพาะเลี้ยงสามารถเพาะพันธุ์เพื่อการค้ามีเพียงไม่กี่ชนิด ปลาทะเลสวยงามส่วนใหญ่เป็นปลาตามแนวปะการัง การจับสามารถจับได้หลายรูปแบบ เช่น การดําน้ําลงไปใช้สวิงช้อนปลาการ์ตูนและม้าน้ํา วิธีการนี้สามารถทําได้กับปลาที่ว่ายน้ําช้าและไม่หลบหนีไปตามซอกหินเท่านั้น ต่อมาเป็นวิธีการจับด้วยการใช้ลอบดักปลา โดยที่วิธีนี้ส่วนมาก เป็นการทําการประมงปลาเศรษฐกิจ ปลาที่ติดมักเป็นปลาใหญ่ที่ออกหากินนอกแนวปะการัง เช่น ปลาสินสมุทร ปลานกแก้ว ปลาผีเสื้อ ปลาโนรี วิธีต่อมาสําหรับการจับปลาคือการใช้ตาข่ายขึงล้อมแนวปะการัง จากนั้นผู้จับดําน้ําลงไปไล่ปลาเพื่อให้ติดข่าย จากนั้นว่ายน้ําเข้าไปปลดอย่างรวดเร็ว วิธีนี้อาจทําให้ปลาบอบช้ํา แต่วิธีที่ดีกว่าวิธีสุดท้ายคือ การใช้สารเคมีที่มีส่วนผสมของไซยาไนด์เป็นองค์ประกอบ วิธีสุดท้ายนี้เป็นวิธีที่เคยได้รับความนิยมในอดีต เพราะสามารถจับปลาได้ง่ายและปลาไม่บอบช้ํา แต่ปลาทะเลสวยงามที่จับได้มักตายเมื่อมีสารเคมีตกค้างในระยะเวลาต่อมา การจับปลาทะเลด้วยการใช้สารเคมีจึงไม่เป็นที่ยอมรับจากผู้เลี้ยงปลาทะเลสวยงาม

เกร็ดความรู้ : ปะการังเป็นสัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง อาศัยอยู่ในโครงสร้างหินปูน เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญบริเวณชายฝั่งทะเล เป็นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์จำนวนมาก แหล่งอาหารเพื่อการเจริญเติบโต และเป็นที่เพาะพันธุ์ วางไข่ หลบภัยของสัตว์หลากหลายชนิด
</detail><keywords>Aquarium, ทะเล, ธรรมชาติ, ปลา, ปะการัง, ดําน้ํา, ลอบดักปลา</keywords><date>2019-09-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2042</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1569804945.png</img_link><category>เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง</category></row>
<row _id="1455"><Nid>2033</Nid><title>มือถือไร้แบต เทคโนโลยีมือถือในอนาคต</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/62615/-scieng-sci-</source><detail>เบื่อไหม กับการคุยโทรศัพท์แล้วแบตชอบหมด?
ปัญหานี้จะหมดไปด้วยมือถือไร้แบต มือถือแห่งอนาคต
　
นี่ไม่ใช่การขายตรงแต่อย่างใด แต่นี่คืองานวิจัยของมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (Washington University) ที่ได้คิดค้นโทรศัพท์ที่สามารถใช้คุยกันได้โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่
　
ต้นแบบของโทรศัพท์ไร้แบต คือ การใช้ชิ้นส่วนต่างๆ ไปประกอบลงบนแผ่นวงจรพิมพ์ ซึ่งจะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนเล็กน้อยจากเสียงที่ผ่านไมโครโฟน และสามารถแปลงสัญญาณแบบวิทยุอนาล็อกได้ผ่านสถานีรับ-ส่งสัญญาณ โดยไม่ต้องใช้พลังงานไปกับการแปลงสัญญาณเหมือนมือถือในปัจจุบัน และใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยแหล่งพลังงานที่จำเป็นจะมาจากสัญญาณวิทยุ และการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดเล็กไว้บนอุปกรณ์
　
หากเทคโนโลยีนี้สำเร็จและออกสู่ท้องตลาดจริงๆ น่าจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างแน่นอนครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โทรศัพท์มือถือ, แบตเตอรี่</keywords><date>2019-09-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2033</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1569215064.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1456"><Nid>2030</Nid><title>เทคโนโลยีระบายความร้อนจากรังผึ้ง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/62938/-scieng-sci-</source><detail>เทคโนโลยีระบายความร้อน
ที่ได้ไอเดียมาจากรังผึ้ง
　
บริษัทด้านสถาปัตยกรรม Ant Studio ร่วมมือกับบริษัท DEKI Electronics ได้ร่วมกันพัฒนาระบบปรับอากาศโดยไม่ใช้ไฟฟ้าขึ้นมา โดยมีการจัดเรียงกระบอกดินเผาที่ภายในกลวงหลายร้อยกระบอกให้อยู่ในลักษณะวงกลม และทำให้กระบอกดินเผานี้เปียกตลอดเวลา
　
น้ำในอุณหภูมิห้องจากโรงงานจะถูกนำมาเทให้ไหลผ่านโครงสร้างกระบอกดินเผา กระบอกดินเผาแต่ละอันจะทำการลดอุณหภูมิความร้อนที่ผ่านพวกมันให้เย็นลง โดยอาศัยหลักการของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (Heat Exchanger) ในกรณีนี้ พื้นผิวดินเผาถือว่าเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนความร้อน โดยน้ำจะไหลซึมเข้าสู่ผิวด้านนอก และอาศัยอุณหภูมิของอากาศร้อนในการระเหยเป็นไอ แล้วเป่าผ่านรูกลวงของกระบอกดินเผาออกมาเป็นอากาศเย็นนั้นเอง
　
ถึงว่าแม้สิ่งนี้จะอยู่ในขั้นทดลอง แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งประดิษฐ์ที่จะมีส่วนช่วยลดมลภาวะจากการใช้เครื่องปรับอากาศในอนาคตได้แน่นอนครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ระบบปรับอากาศ, Heat Exchanger, รังผึ้ง</keywords><date>2019-09-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2030</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1569062239.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1457"><Nid>2029</Nid><title>ไฮเปอร์ลูป ระบบขนส่งแห่งอนาคต</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/71503/-blo-scieng-sci-</source><detail>ทำความรู้จัก ไฮเปอร์ลูป (Hyperloop)
ระบบขนส่งแห่งอนาคตที่เร็วกว่าเครื่องบิน 2 เท่า!!
　
เทคโนโลยีที่เป็นความหวังใหม่ของมนุษย์ คือ ไฮเปอร์ลูป (Hyperloop) เป็นรูปแบบใหม่ของการขนส่งในระดับภาคพื้น ที่มีความเร็วประมาณ 1,200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเร็วกว่าเครื่องบินถึง 2 เท่า โดยหลักการคือ ใช้แคปซูลเคลื่อนที่ผ่านท่อสูญญากาศ
　
ปัจจัยที่ทำให้ไฮเปอร์ลูปเคลื่อนที่ได้ไว เพราะเป็นการเคลื่อนที่ผ่านท่อสูญญากาศ เพื่อลดแรงต้านอากาศ และตัวแคปซูลจะลอยเหนือท่อด้วยแรงแม่เหล็ก ทำให้ลดแรงเสียดทานจากพื้นอีกด้วย
　
ในปัจจุบันแนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาจากวิศวกรนานาชาติ เพื่อที่จะช่วยพัฒนาระบบไฮเปอร์ลูปให้สามารถใช้งานได้จริงในเร็ววัน เมื่อถึงวันนั้น ระบบการเดินทางบนโลกใบนี้ก็จะก้าวหน้าไปอีกขั้นอย่างแน่นอนครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไฮเปอร์ลูป, Hyperloop, ระบบขนส่ง</keywords><date>2019-09-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2029</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1568870760.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1458"><Nid>2026</Nid><title>พระอาทิตย์ทรงกลดเกิดได้อย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72159/-blo-sciear-sci-</source><detail>วงแหวนพระอาทิตย์ หรือพระอาทิตย์ทรงกลด
เกิดขึ้นได้อย่างไร
　
ปรากฏการณ์ที่วงแหวนล้อมรอบดวงอาทิตย์ หรือดวงอาทิตย์ทรงกลด (Halo Sun) เกิดจากการกระจายแสงผ่านผลึกน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งผลึกน้ำแข็งนี้จะอยู่ในเมฆเซอร์โรสเตรตัส
　
การเกิดพระอาทิตย์ทรงกลดนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะเกิดจากผลึกน้ำแข็งหกเหลี่ยมเกิดการหักเหของแสงอยู่ที่มุม 22 องศาจากดวงอาทิตย์เท่านั้น หรือที่เขาเรียกกันว่า รัศมีที่ 22 องศา (22 Degree Halo) ทำให้เห็นเป็นรัศมีวงกลมล้อมรอบดวงอาทิตย์นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>พระอาทิตย์, พระอาทิตย์ทรงกลด, Halo Sun</keywords><date>2019-09-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2026</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1568707513.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1459"><Nid>2025</Nid><title>เปลือกโลกเคลื่อนที่ได้อย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73878/-sci-sciear-</source><detail>เปลือกโลกเคลื่อนตัวได้อย่างไร
อะไรคือตัวการ?! วันนี้มาหาคำตอบกันครับ
　
หลายๆ คนอาจจะพอทราบกันมาบ้าง ว่าการเคลื่อนที่ของโลกมีทั้งหมด 3  แบบ คือ การเคลื่อนที่แบบแยกจากกัน, การเคลื่อนที่แบบชนกัน และการเคลื่อนที่แบบสวนกัน แต่เคยสงสัยไหมครับ ว่าแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่นี้เคลื่อนไหวได้ยังไง?
　
โลกมีทั้งหมด 3 ชั้นคือ เปลือกโลก เนื้อโลก และแก่นโลก ในชั้นเนื้อโลกมีแร่และหินหลอมเหลวกลายเป็นหินหนืด หรือแมกม่า (Magma) ถูกความร้อนจากแก่นโลกผลักดันให้แมกม่าเคลื่อนตัวขึ้นสูง 
　
และการเคลื่อนตัวของแมกม่าที่อยู่ใต้แผ่นดินนี่เอง ที่เป็นตัวการทำให้แผ่นดินบนชั้นเปลือกโลกมีการเคลื่อนที่ไปตามรูปแบบต่างๆ อย่างที่เราเคยทราบกันมานั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เปลือกโลก</keywords><date>2019-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2025</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1568707380.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1460"><Nid>2024</Nid><title>สัตว์ทะเลใน Aquarium</title><source>https://www.sanook.com/campus/926294/ , https://mgronline.com/travel/detail/9550000042254</source><detail>ปัจจุบันเมืองไทยของเราน่าจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอะควาเรียมหรือสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำมากที่สุดในอันดับต้น ๆ ในภูมิภาคหรือในโลกเลยก็ว่าได้ เพราะระยะหลังนี้มีการสร้างสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มในจังหวัดต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในจังหวัดที่อยู่ติดชายฝั่งทะเลหรือในจังหวัดที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเป็นดอยห่างไกลจากทะเลและไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับทะเลแม้แต่น้อยก็ยังอุตส่าห์ลงทุนสร้างอะควาเรียมสัตว์ทะเลขึ้นมาบนภูเขา และยังมีอีกมากมายหลายพื้นที่หลายจังหวัดที่สนใจหรือกำลังมีโครงการจะสร้างสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ สัตว์ทะเลขึ้นในพื้นที่ของตัวเอง 

ก่อนการขนส่งปลาจะต้องงดให้อาหารปลาก่อน เพราะถ้าให้ปลากินอาหาร เวลาขนส่งปลาก็จะขับถ่ายออกมาทำให้น้ำเสีย เมื่อขนส่งปลาถึงจุดหมายแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะนำมาปลามาปรับสภาพ ถ้าเป็นปลาขนาดเล็กที่ใส่มาในถุงก็จะนำมาปรับสภาพภายใน แต่ถ้าเป็นปลาขนาดใหญ่ที่นำมาจากบ่อ สระ หรือ ปลาที่บรรทุกก็จะนำปลามาปรับสภาพข้างนอก ซึ่งในการนำปลาไปปรับสภาพนั้น ก็เหมือนการปรับสภาพปลาที่นำมาเลี้ยงที่บ้าน แต่อาจจะใช้เวลานานกว่าเพราะเป็นปลาขนาดใหญ่

หลังจากที่ปลาเข้ามาอยู่ในสถานที่เลี้ยงแล้ว ปลาจะถูกกักบริเวณหรือที่เรียกว่าอยู่ในช่วง quarantine เป็นช่วงระยะเวลาประมาณหนึ่ง เพื่อดูว่าปลาที่เข้ามามีโรคหรือนำพาหะเชื้อโรคเข้ามาหรือเปล่า ถ้ามีเจ้าหน้าที่ก็จะแยกปลาตัวนั้นไปรักษาในบ่อบำบัด ถ้ามั่นใจว่าปลาไม่มีโรคก็จะย้ายปลาลงตู้ ซึ่งตู้แต่ละใบก็จะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับปลาชนิดนั้นๆ ปลาบางชนิดชอบน้ำเย็นก็จะมีเครื่องทำความเย็นให้ ปลาบางชนิดชอบอยู่กับสาหร่ายก็จะมีสาหร่ายเทียมให้ หรือปลาบางชนิดชอบอยู่ในบริเวณที่มีน้ำไหลแรงๆ ก็จะจัดตู้นั้นให้มีน้ำไหลแรงกว่าปกติ น้ำทะเลที่ใช้เป็นน้ำทะเลสังเคราะห์ ไม่ใช่น้ำทะเลจริง คือใช้เกลือวิทยาศาสตร์ที่ใช้สำหรับเลี้ยงปลาโดยเฉพาะมาผสมให้ได้ความเค็มเทียบเท่ากับน้ำทะเล ซึ่งตามปกติความเค็มของน้ำทะเลในแต่ละฤดู หรือในทะเลแต่ละแห่งความเค็มของน้ำในแต่ละช่วงก็ไม่เท่ากัน

เกร็ดความรู้ : น้ำทะเลที่ใช้เป็นน้ำทะเลสังเคราะห์ ไม่ใช่น้ำทะเลจริง โดยใช้เกลือวิทยาศาสตร์สำหรับเลี้ยงปลาโดยเฉพาะมาผสมให้ได้ความเค็มเทียบเท่าน้ำทะเล
</detail><keywords>Aquarium, สัตว์ทะเล, น้ำจืด, น้ำเค็ม, ทะเล</keywords><date>2019-09-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2024</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1568701988.png</img_link><category>เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง</category></row>
<row _id="1461"><Nid>2019</Nid><title>ทรายที่มีมากมาย มาจากไหนกันนะ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73012/-sci-sciear-</source><detail>เคยสงสัยไหม ทำไมถึงได้มีทรายมากมายตามชายหาด
ทรายมาจากไหน? วันนี้เราจะพาไปย้อนดูจุดกำเนิดของทรายกันครับ
　
ไม่ว่าจะเป็นทรายเล็กหรือทรายใหญ่ ทรายไหนๆ ก็ล้วนเกิดมาจากหินขนาดใหญ่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่ถูกกระบวนการเปลี่ยนแปลงบนผิวโลก ทำให้จากหินใหญ่กลายเป็นทรายละเอียดแบบทุกวันนี้
　
กระบวนการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกเกิดขึ้นได้หลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น น้ำ, ลม, ความร้อน, และสารเคมี เป็นต้น
　
ยกตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าหินก้อนหนึ่งผ่านร้อนผ่านหนาว เกิดการหดตัวและขยายตัวซ้ำๆ จนเกิดรอยแตกแยก มีกระแสน้ำเข้าไปแทรกภายใน และได้แตกออกมาเป็นก้อนเล็ก หลังจากนั้นจะถูกพัดไปตามกระแสน้ำหรือลม ถูกกัดกร่อนขัดสีกับก้อนหินก้อนอื่นและผืนดิน จนแปรสภาพเป็นหินเม็ดเล็กๆ ก่อนถูกพัดออกทะเลไป จนกระแสน้ำทะเลก็จะพัดพาไปสะสมกันบนชาดฝั่ง จนเกิดเป็นทรายบนชายหาดแบบปัจจุบันนี่แหละครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ทราย</keywords><date>2019-09-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2019</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1568350037.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1462"><Nid>2018</Nid><title>เสียงฟ้าร้องหลังฟ้าผ่าที่หายไป</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72747/-sciphy-sci-</source><detail>ทำไมบางครั้งเราไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องหลังจากฟ้าผ่า?
วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันครับ
　
เสียง คือ คลื่นชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ ทำให้เกิดการอัดตัวและขยายตัวของคลื่น และเดินทางผ่านตัวกลางต่างๆ เช่น อากาศ, น้ำ, แท่งเหล็ก ฯลฯ และมีคุณสมบัติสะท้อน, แทรกสอด, หักเห และเลี้ยวเบน
　
การเกิดฟ้าผ่า เกิดจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของแก๊สในอากาศ เนื่องจากได้รับความร้อนขณะแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้ากัน
　
เมื่อเสียงเดินทางผ่านตัวกลางที่มีอุณภูมิต่างกันจะเกิดการหักเห ส่งผลให้อัตราความเร็วและความยาวคลื่นเปลี่ยนไป โดยคลื่นเสียงจะเดินทางได้เร็วกว่าในอุณหภูมิที่สูง
　
ดังนั้น หากเกิดฟ้าร้องขึ้นในบริเวณที่อากาศใกล้พื้นดินมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศด้านบน เสียงจะเดินทางผ่านตัวกลางที่เป็นอากาศ แต่อุณหภูมิต่างกันทำ จึงทำให้เสียงฟ้าร้องเกิดการหักเหและค่อยๆ เบนขึ้นทีละน้อย จนเลยระดับที่เราจะได้ยิน เราจึงไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้องในบางทีนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ฟ้าร้อง, ฟ้าผ่า, เสียง, การหักเหของเสียง</keywords><date>2019-09-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2018</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1568271380.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1463"><Nid>2017</Nid><title>ชีส เนย มาการีน แตกต่างกันอย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69157/-blo-sciche-sci-</source><detail>ชีส เนย มาการีน ดูคล้ายกัน แต่ก็แตกต่างเหมือนกัน
วันนี้เรามาทำความรู้จัก ชีส เนย และมาการีนเพิ่มขึ้นกันเถอะ
　
"ชีสและเนย"
เป็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจาก "นม" ทั้งสิ้น
　
วิธีการผลิต ชีส หรือ เนยแข็ง : ใช้นมเป็นวัตถุดิบหลัก
1. การทำให้ข้น (Curding) เป็นการแยกโปรตีนและของเหลวออกจากน้ำนม โดยเติมแบคทีเรียลงไป โปรตีนที่ถูกย่อยจนเสียสภาพจะจับตัวเป็นก้อนเรียกว่า เคิร์ด (Curd)
2. การทำให้แห้ง (Draining) แยกส่วนที่เป็นของเหลวออกจาก Curd อีกที
3. การอัด (Pressing) นำ Curd ที่แห้งแล้ว มาอัดใส่พิมพ์ เพื่อไล่ความชื้น
4. การบ่ม (Ripening) นำ Curd ไปวางในที่ที่มีอุณหภูมิ ความชื้น และออกซิเจนเหมาะสม จุลินทรีย์ที่อยู่ใน Curd จะสร้างให้เกิดเนื้อสัมผัสและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ของชีสในที่สุด
　
วิธีการผลิต เนย : ใช้นมเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งนมต้องมีปริมาณไขมันมากถึง 30% 
1. นำนมไปปั่นหรือตี ให้เกิดการแตกตัว ออกเป็น 2 ส่วน
2. จะได้ออกมาเป็นส่วนของแข็ง เรียกว่า Butter Fat และของเหลวเรียกว่า Butter Milk 
3. นำ Butter fat มาล้างทำความสะอาดและขึ้นรูปเป็นก้อน รอให้แห้ง จะออกมาเป็นเนย
　
และ "มาการีน" นั้นทำมาจากไขมันพืช  มีการคิดค้นมาเพื่อทดแทนเนยที่มีราคาที่สูงกว่า โดยบางสูตรมีการผสมเนยลงไปเพื่อให้เกิดกลิ่นเนย หรือให้ออกมาเป็นมาการีนที่ใกล้เคียงเนยมากที่สุดนั่นเอง
　
วิธีการผลิต มาการีน : ใช้น้ำมันพืชเป็นวัตถุดิบหลัก
1. นำน้ำมันพืชมาเติมไฮโดรเจนเข้าไป โดยใช้กระบวนการไฮโดรจีเนชั่น
2. เมื่อผ่านกระบวนการแล้ว น้ำมันพืชจะมีจุดหลอมเหลวสูงขึ้น และเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็ง กลายมาเป็น มาการีน
　
ภายหลังพบว่า กระบวนการไฮโดรจิเนชั่น (Hydrogenation) ทำให้เกิดไขมันทรานส์ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เราจึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคมาการีน และหันมาบริโภคเนยแท้จะดีกว่านะครับ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ควรบริโภคเนยในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะทั้งเนย และมาการีน ต่างมีปริมาณไขมันสูงที่มากนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ชีส, เนย, มาการีน</keywords><date>2019-09-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2017</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1568184270.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1464"><Nid>2014</Nid><title>หากธานอสดีดนิ้วให้สิ่งมีชีวิตหายไปครึ่งหนึ่ง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74267/-blo-scibio-sci-</source><detail>หากธานอสดีดนิ้วให้สิ่งมีชีวิตหายไปครึ่งหนึ่งได้จริง
จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น? 
　
ในแง่มุมของมนุษย์คงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะหากลดประชากรลงครึ่งหนึ่ง บนโลกก็จะมีประชากรประมาณ 3 พันล้านคน เหมือนโลกเมื่อปี ค.ศ. 1960 ซึ่งในอีกไม่กี่ปี ประชากรก็จะกลับมาเป็นจำนวนปกติ 
　
แต่สิ่งที่กระทบจริงๆ คือระบบนิเวศน์และสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ นั่นหมายความว่าจะหาคู่ผสมพันธุ์ได้ยากขึ้นไปอีก และอาจสูญพันธุ์ได้ในที่สุด ความหลากหลายทางพันธุกรรมและความซับซ้อนของระบบนิเวศน์จะเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเราไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ได้เลย
　
สิ่งที่ธานอสคิดถูก คือ การลดประชากรมนุษย์ลงไปอาจส่งผลดีกว่าก็เป็นได้ เนื่องจากสิ่งที่มนุษย์ได้กระทำต่อธรรมชาตินั้นร้ายแรงกว่าผลลัพธ์ข้างต้นเป็นอย่างมาก
　
ในโลกความเป็นจริง คงไม่สามารถดีดนิ้วและให้มนุษย์หายไปครึ่งโลกได้ พวกเราทำได้อย่างมากก็คือเป็นมนุษย์สายพันธุ์ที่ดี ไม่ทำลายธรรมชาตินั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ธานอส</keywords><date>2019-09-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2014</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1568097111.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1465"><Nid>2011</Nid><title>ฝังศพใต้ต้นซากุระ ดอกจะสีสดขึ้นจริงเหรอ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73669/-blo-sciche-sci-</source><detail>เคยมีเรื่องสั้นของญี่ปุ่นบอกเอาไว้ว่า "ต้นซากุระจะสีสดได้ ถ้าฝังศพไว้ใต้ดิน" เบื้องหลังเรื่องที่น่ากลัวนี้คืออะไรกันแน่ ไปดูกันเลยครับ
　
ก่อนอื่นต้องรู้กันก่อนว่า สีของซากุระเกิดขึ้นได้จากสาร แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งพบได้ในพืช ซึ่งจะให้สีแดง น้ำเงิน และม่วง ในซากุระมีสารประกอบหลักคือ ไซยานิดิน-3-กลูโคไซด์ ซึ่งส่งผลให้ดอกซากุระเป็นสีขาว-ชมพู
　
การฝังศพมนุษย์ลงไป จะทำให้ร่างกายเน่าเปื่อยและเกิดก๊าซไข่เน่า ส่งผลให้ดินบริเวณนั้นมีค่าเป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งไม่ได้มีผลต่อของสีซากุระแต่อย่างใด เพียงแต่ในร่างกายมนุษย์จะมีส่วนประกอบของกรดฟอสฟอริก ไนโตรเจน และโพแทสเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดีเหมือนปุ๋ยทั่วไป
　
แต่สิ่งที่ส่งผลกับสีของดอกซากุระโดยตรง คือ "อุณหภูมิ" ยิ่งอุณหภูมิต่ำ แอนโทไซยานินจะสลายตัวยากขึ้น ทำไมมีสีเข้มขึ้นนั่นเอง ไม่เกี่ยวกับการฝังศพไว้ใต้ต้นซากุระแต่อย่างใดครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ต้นซากุระ, แอนโทไซยานิน, Anthocyanin</keywords><date>2019-09-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2011</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1568011245.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1466"><Nid>2008</Nid><title>ลำไส้เล็ก อวัยวะย่อยอาหารที่ทำงานหนักยิ่งกว่ากระเพาะ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73808/-scibio-sci-</source><detail>ถ้าพูดถึงระบบย่อยอาหาร คุณคิดว่าส่วนใดทำงานหนักที่สุด?
บางคนคิดว่าเป็นกระเพาะ แต่แท้ที่จริงแล้วคือ "ลำไส้เล็ก"
　
ระบบย่อยอาหารของคนเราไม่มีได้มีแค่กระเพาะ แต่ยังมีส่วนอื่นๆ อีก เช่น ฟัน ต่อมน้ำลาย ลำไส้เล็ก ตับ ตับอ่อน ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ 
　
กระเพาะทำหน้าที่หลั่งเอนไซม์เพปซิโนเจน (Enzyme Pepsinogen) และกรดเกลือ เพื่อช่วยย่อยโปรตีน จากนั้นจะส่งต่อให้ลำไส้เล็กเพื่อย่อยอาหารที่เหลืออยู่ทั้งหมด โดยจะหลั่งเอนไซม์ที่ช่วยย่อยน้ำตาลชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์จากตับอ่อนมาช่วยย่อยโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโน และย่อยคาร์โบไฮเดรตให้เป็นน้ำตาล รวมถึงย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมันอีกด้วย
　
จะเห็นได้ว่า ลำไส้เล็กเปรียบเสมือนเป็นด่านสุดท้ายของระบบย่อยอาหาร ที่นอกจากจะทำการย่อยอาหารต่างๆ แล้วยังต้องดูดซึมสารอาหารเข้าไปอีกด้วย ต่างจากกระเพาะอาหารที่สามารถย่อยได้เพียงโปรตีนและช่วคลุกเคล้าอาหารเท่านั้น ลำไส้เล็กจึงถือได้ว่าเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักที่สุดในระบบย่อยอาหารนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ลำไส้เล็ก</keywords><date>2019-09-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2008</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1567760648.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1467"><Nid>2005</Nid><title>ล้อติดมอเตอร์ นวัตกรรมใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้า</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/66554/-blo-scieng-sci-</source><detail>มอเตอร์ชนิดติดตั้งภายในล้อ (In-Wheel Motor)
มอเตอร์รูปแบบใหม่ สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคต
　
เทคโนโลยีมอเตอร์ติดตั้งภายในล้อได้ถือกำเนินขึ้นมาเกือบร้อยปีแล้วแต่ยังไม่แพร่หลายนัก จนนักวิจัยภายใต้โครงการ EUNICE ได้พัฒนาระบบมอเตอร์ติดตั้งในล้อสำหรับรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสำเร็จ 
　
ซึ่งการติดตั้งมอเตอร์เข้าไปในล้อจะมีข้อดีคือ ประหยัดพื้นที่ในห้องเครื่อง ทำให้มีพื้นที่ในห้องโดยสารกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังไม่ต้องพึ่งพาการนำเชิงกลจากกระปุกใส่เกียร์ เพลา เพลาขับ และชุดเฟืองท้ายอีกด้วย 
　
ซึ่งความสำเร็จในการวิจัยครั้งนี้ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมรถยนต์ในอนาคต สามารถพัฒนาและเปลี่ยนวิถีการขับรถให้มีความความสะดวกสบายและความปลอดภัยจากเดิมที่มีอยู่ให้สูงมากขึ้นด้วยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>รถยนต์พลังงานไฟฟ้า, Eco Car, In-Wheel Motor</keywords><date>2019-09-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2005</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1567669026.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1468"><Nid>2004</Nid><title>5 วิธีบอกลาฝันร้าย</title><source>https://morningsleep.com/2019/03/08, https://dunlopillo.co.th/5-aroma-of-herbs-</source><detail>5 วิธีบอกลาฝันร้าย
1. ลดความเครียด
	ความเครียดนอกจากที่จะสร้างปัญหาให้กับการนอนหลับแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดฝันร้ายได้ การลดความเครียดสามารถทำได้หลากหลายวิธี เช่น การออกกำลังกาย เล่นกีฬา เพื่อเป็นการคลายความเครียดที่สะสมมาตลอดวัน นอกจากการเล่นกีฬา ก็ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่ช่วยลดความเครียดได้ เช่น การอ่านหนังสือ ฟังเพลง หรือชมภาพยนตร์ แต่แน่นอนว่าควรจะหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจสร้างความรู้สึกกลัวจาภาพยนตร์หรือหนังสือสยองขวัญเช่นเดียวกัน
2. สร้างนิสัยการนอนหลับที่ดี
	การสร้างนิสัยการนอนหลับที่ดีนอกจากจะทำให้คุณสุขภาพกายและใจดีขึ้นแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดฝันร้ายได้อีกด้วย เพราะหากเรารู้สึกเหนื่อยมาก ๆ ความรู้สึกเหนื่อยดังกล่าวก็สามารถนำไปสู่ฝันร้ายได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นการนอนหลับที่ตรงเวลาทุกคืนเป็นประจำ ยกเว้นในช่วงวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เพื่อสร้างเวลาการพักผ่อนที่เพียงพอ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีในการลดความเสี่ยงที่จะพบกับอาการฝันร้ายทุกคืน
3. เพิ่มกลิ่นที่ดีให้กับห้องนอนของคุณ
	ดอกไม้ หรือน้ำหอมจะช่วยทำให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบาย นอกจากจะทำให้ นอนหลับได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยทำให้หลับสบายปราศจากฝันร้ายด้วย งานวิจัยหลายชิ้นได้ชี้ว่ากลิ่นที่สร้างความรู้สึกดีสามารถส่งผลต่อความฝันของเราได้ด้วยเช่นกัน กลิ่นลาเวนเดอร์เป็นกลิ่นที่ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดีในแง่ของผลลัพธ์ที่ช่วยในการผ่อนคลาย การศึกษาแห่งหนึ่งพบว่าน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ ช่วยระบบประสาท  ลดความดันโลหิต อัตราการเต้นหัวใจและอุณหภูมิผิวเช่นเดียวกับการเปลี่ยนคลื่นสมองไปยังสถานะที่ผ่อนคลายมากขึ้น
4. สร้างสภาพแวดล้อมการนอนที่ดี
	การที่มีการนอนหลับที่ดีได้ เราก็ต้องมีสภาพแวดล้อมที่ดี หากมีเตียงนอนที่นอนไม่สบาย หมอนที่แข็งทื่อ หรือท่านอนที่ตื่นขึ้นมาแล้วทำให้ปวดไหล่ ปวดตัว ต่างก็ส่งผลต่อการนอนหลับของเราได้ทั้งนั้น ยิ่งห้องนอนของเราสร้างความรู้สึกสบายให้เรามากเท่าไรก็ยิ่งดี ดังนั้นการเลือกที่นอน หมอน หรือท่านนอนสำคัญมากว่าต้องนอนแล้วสบายสำหรับตัวเรา นอกจากนั้นหาก พบว่าช่วงนี้ฝันร้ายบ่อย ฝันร้ายทุกคืน เราแนะนำให้หลีกเลี่ยงการนอนหลับในท่าหงายหน้า เพราะท่านอนดังกล่าวเป็นท่าที่เชื่อกันว่าส่งผลให้เกิดฝันร้ายมากกว่าท่าอื่น ๆ
5. พูดคุยกับคนที่คุณไว้ใจ
	ฝันร้ายสามารถเกิดขึ้นได้จากความเหนื่อยล้า และความเครียด แต่นอกจากสองปัจจัยดังกล่าวแล้ว ฝันร้ายยังสามารถเกิดขึ้นได้จากประสบการณ์ไม่ดีที่คนๆ นั้นประสบพบเจอในอดีตได้อีกด้วย ซึ่งในกรณีนี้ทางเลือกที่ดีที่สุดคือการพูดคุยถึงประสบการณ์ดังกล่าวกับคนที่เราไว้ใจ การพูดคุยนอกจากจะเป็นการระบายความเครียดหรือความรู้สึกไม่ดีที่เราเก็บเอาไว้แล้ว คนที่เราไว้ใจเหล่านี้ยังอาจช่วยหาทางออกให้เพื่อน ๆ ได้อีกด้วย
	กลิ่นลาเวนเดอร์ ช่วยกระตุ้นระบบทางเดินสมอง ซึ่งเชื่อมต่อกับการตอบสนองทางอารมณ์และความทรงจำสามารถช่วยให้ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับ ช่วยให้คุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น ช่วยลดความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าในสตรีที่มีภาวะซึมเศร้าหลังคลอด และยังพบว่าลาเวนเดอร์ช่วยลดความกังวลในทางการแพทย์
</detail><keywords>ความฝันเดอะซีรีส์, นอนหลับ, ความเครียด, ห้องนอน, สภาพแวดล้อม, พูดคุย, อารมณ์</keywords><date>2019-09-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2004</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1567649971.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1469"><Nid>2001</Nid><title>ฟ้าผ่าจากพื้นดินกลับสู่ท้องฟ้า</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72663/-sciphy-sci-</source><detail>เคยเห็นไหม ฟ้าผ่าจากดินย้อนขึ้นฟ้า?
จะเป็นไปได้เหรอ ไปหาคำตอบกันเลยครับ
　
โดยปกติแล้วเราจะเห็นฟ้าผ่าเป็นลำแสงจากท้องฟ้าลงมาสู่พื้นโลก ผ่าต้นไม้หรือตึกสูงๆ แต่เคยเห็นฟ้าผ่าจากพื้นโลกขึ้นไปสู่ท้องฟ้าหรือไม่?
　
ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่า ฟ้าผ่าเกิดจากการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้าลบที่อยู่บนก้อนเมฆและประจุไฟฟ้าบวกที่อยู่ตามต้นไม้หรือตึกสูง เราจึงเห็นเป็นลำแสงจากท้องฟ้าลงมาสู่พื้นโลกเป็นสายฟ้านั่นเอง
　
ในทางกลับกัน เมือประจุทั้งสองถูกแลกเปลี่ยนกันแล้ว จะมีลำแสงที่เป็นเส้นทางของประจุไฟฟ้าลบสะท้อนกลับจากพื้นโลกขึ้นไปบนฟ้า เมื่อเส้นทางทั้งสองมาเจอกัน จะเกิดจังหวะที่ฟ้าผ่าย้อนกลับขึ้นไปบนฟ้า แต่ว่าเหตุการณ์นี้มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ เนื่องจากเกิดขึ้นเร็วมาก เวลาประมาณ 1 ในล้านส่วนของวินาที
　
หรือให้สรุปอย่างง่าย ฟ้าผ่าแบบปกติคือการที่ประจุลบจากเมฆวิ่งเข้ามาแลกเปลี่ยนประจุบวกด้านล่าง แต่ในขณะที่แลกเปลี่ยนกันแล้ว จะมีช่วงเวลาหนึ่งที่ประจุลบบนพื้นโลกมีมากกว่าประจุบวกด้านบน จึงเกิดเหตุการณ์เดียวกัน คือ ประจุลบวิ่งไปแลกเปลี่ยนประจุบวกด้านบน จึงเกิดเป็นฟ้าผ่าย้อนกลับนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ฟ้าผ่า, ประจุไฟฟ้า</keywords><date>2019-09-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/2001</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1567667446.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1470"><Nid>1998</Nid><title>กินมื้อดึกทำให้ฝันร้าย</title><source>https://health.kapook.com/view126612.html</source><detail>การรับประทานอาหารหนัก ๆ โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน อาหารที่มีรสจัด รวมถึงอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตมาก เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรานอนไม่หลับ เลยเถิดไปจนถึงเกิดฝันร้ายอยู่บ่อยๆ เนื่องจากการรับประทานอาหารเหล่านี้ จะกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญและกระบวนการเมทาบอลิซึมในร่างกายต้องทำงานหนักล่วงเวลา แถมยังส่งผลให้สมองต้องปลุกตัวเองมาสั่งการให้ร่างกายเผาผลาญอาหารที่กินเข้าไปอย่างต่อเนื่องจนจบสิ้นกระบวนการ ดังนั้นเมื่อทั้งสองส่วนสำคัญของร่างกายยังคงทำงานอยู่อย่างนี้ ตัวเราเองก็เลยนอนไม่หลับ กระสับกระส่าย รู้สึกร้อน จนนอนฝันร้ายขึ้นมาได้ง่าย ๆ
          ทั้งนี้จากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Mind and Body ยังชี้ให้เห็นว่า การรับประทานอาหารขยะที่อุดมไปด้วยน้ำตาล เช่น ไอศกรีม ลูกอม ลูกกวาด จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดคลื่นสมองขณะนอนหลับ และอาจส่งผลให้กลุ่มทดลอง 7 ใน 10 คนฝันร้ายตอนนอนด้วย ซึ่งนอกจากนี้ ผลการวิจัยยังเตือนมาด้วยว่า หากเข้านอนในขณะที่อิ่มจัดก็อาจกระตุ้นให้คลื่นสมองทำงานและก่อฝันร้ายได้เช่นกัน

          ดังนั้นหากไม่อยากนอนไม่หลับและฝันร้าย ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอน รวมทั้งทำตามคำแนะนำจาก รศ. นพ.ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ดังนี้
          1. หลีกเลี่ยงการบริโภคคาเฟอีน (ชา, กาแฟ, ชาเขียว, เครื่องดื่มชูกำลัง, น้ำอัดลม, โกโก้, ช็อกโกแลต และยาบางชนิด) ภายใน 4-6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เนื่องจากคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของสมอง ทำให้นอนไม่หลับจนฝันเป็นตุเป็นตะ
          2. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ภายใน 4-6 ชั่วโมงก่อนนอน เนื่องจากภายหลังที่แอลกอฮอล์หมดฤทธิ์จะทำให้นอนหลับไม่สนิท ตื่นได้ง่าย และอาจฝันร้าย
          3. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดความเครียดในช่วงเวลาใกล้เข้านอน เช่น การเล่นเกมที่ต้องแข่งขันกัน การดูหนังหรือรายการที่ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้น หลอน หรือคิดถึงเรื่องที่น่ากังวลต่าง ๆ เพราะสมองอาจเก็บข้อมูลเหล่านี้ไปฝันร้ายได้
          แม้ความฝันจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนและดูเหมือนเราจะควบคุมมันไม่ได้ ทว่าหากเราทำตามคำแนะนำและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็น่าจะช่วยนอนหลับสบายไร้ความฝันได้

          เมตาบอลิซึม (Metabolism) เป็นกระบวนการทางเคมีที่ร่างกายเปลี่ยนสารอาหารและน้ำให้กลายเป็นพลังงานเพื่อให้เซลล์ของอวัยวะในแต่ละระบบร่างกาย สามารถทำงานตามหน้าที่ได้อย่างปกติ จะถูกเผาผลาญผ่าน 3 ช่องทางหลัก ประกอบด้วย อัตราความต้องการเผาผลาญของร่างกาย (Basal Metabolic Rate: BMR) พลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกาย (Physical Activity) และ พลังงานที่ใช้ย่อยอาหาร (Thermic Effect of Food)
</detail><keywords>ความฝันเดอะซีรีส์, มื้อดึก, ฝันร้าย, รับประทานอาหาร, คาร์โบไฮเดรต, ระบบเผาผลาญ, คลื่นสมอง, ความเครียด</keywords><date>2019-09-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1998</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1567410735.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1471"><Nid>1995</Nid><title>เดินเซ เป๋ไปมาบ่อยๆ อาจป่วยเป็นโรค Ataxia</title><source>https://health.kapook.com/view207281.html</source><detail>เดินเซ เป๋ไปเป๋มา ทั้งๆ ที่สติยังมีครบ
อาจเป็นสัญญาของโรค Ataxia มาทำความรู้จักโรคนี้กัน
　
เซ (Ataxia) คือ ภาวะการเคลื่อนไหวที่ไม่ประสานกันในขณะที่มีการเคลื่อนไหวแบบตั้งใจ เช่น การเดินเซ การหยิบจับสิ่งของไม่อยู่มือ การเขียนหนังสือไม่ได้ หรือการพูดไม่ชัด เป็นต้น อาการดังกล่าวนี้อาจเกิดจากความผิดปกติของระบบประสาท เช่น สมองส่วนเซรีเบลลัม (Cerebellum) ระบบไขประสาทสันหลัง และการทำงานของเส้นประสาทส่วนปลายซึ่งทำหน้าที่สื่อสารกับอวัยวะภายนอก
　
Ataxia แบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้ดังนี้
　
1. Friedreich's Ataxia
เกิดจากความผิดปกติของยีน ทำให้เซลล์ประสาทบางอย่างเสื่อมสภาพ
　
2. Spinocerebellar Ataxia
โรคสูญเสียการทรงตัวที่เกิดจากสมองน้อย ไขสันหลัง และระบบประสาทนอกส่วนกลาง
　
3. Ataxia Telangiectasia
โรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานที่ทำให้หลอดเลือดขยายใหญ่
　
4. Idiopathic Late Onset Cerebellar Ataxia
อาการเซที่เกิดจากสมองถูกทำลายเป็นเวลานาน
　
ถ้าใครที่พบว่าตัวเองมีอาการทรงตัวไม่อยู่แม้จะพยายามแค่ไหนแล้วก็ตาม แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาต่อไป ซึ่งการรักษาโรคนี้ หลักๆ คือการทำกายภาพบำบัดนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โรคเซ, Ataxia</keywords><date>2019-08-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1995</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1567139896.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1472"><Nid>1990</Nid><title>ดาวซอมบี้ ดาวที่คืนชีพหลังเหตุการณ์ซูเปอร์โนวา</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-49116395</source><detail>ทำความรู้จัก "ดาวซอมบี้"
ดาวที่คืนชีพหลังเหตุการณ์ซูเปอร์โนวา
　
เมื่อสิ้นอายุขัยของดาว โดยปกติแล้วจะมีการระเบิดอย่างรุนแรงหรือที่เรียกว่า ซูเปอร์โนวา (Supernova) และเมื่อไม่นานมานี้ ทีมนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวฤกษ์ชนิดใหม่ 3 ดวง ซึ่งเป็นดาวที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ซูเปอร์โนวา เหมือนว่าดาวดวงเดิมได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง
　
ทีมนักดาราศาสตร์คาดว่า ดาวฤกษ์ซอมบี้ที่ค้นพบอาจเกิดจากเหตุการณ์ Type Lax Supernova หรือเหตุการณ์ที่ดาวฤกษ์ดั้งเดิม 2 ดวงชนและรวมตัวเข้าด้วยกัน เกิดเป็นการระเบิดที่ไม่สมบูรณ์ จึงเหลือสสารบางส่วนให้หลุดลอดออกไป และกลายเป็นดาวฤกษ์ดวงใหม่ได้
　
และเนื่องจากดาวซอมบี้นี้เป็นดาวประเภทใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยังต้องศึกษาค้นคว้าข้อมูลอีกมากมายเพื่อทำความเข้าใจเรื่องวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ต่อไปนั่นเองครับ
　
#STKC
　</detail><keywords>ดาวซอมบี้, ซูเปอร์โนวา, Supernova</keywords><date>2019-08-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1990</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1567057559.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1473"><Nid>1987</Nid><title>6 โรคร้ายจากยุง ควรหลีกเลี่ยงก่อนเกิดอันตราย</title><source>https://health.kapook.com/view212134.html</source><detail>ยุงตัวเล็ก แต่เป็นพาหะนำโรคที่ไม่ธรรมดา
มาดู 6 โรคร้ายจากยุงที่ควรหลีกเลี่ยงก่อนเกิดอันตรายกันเถอะ
　
ไข้เลือดออก
มีไข้สูงลอย 39-40 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามตัว และปวดศีรษะ มีอาการเลือดออก
　
โรคชิคุนกุนยา
เกิดจากเชื้อไวรัส RNA ทำให้มีอาการอักเสบตามข้อหรือมีอาการปวดข้อมาก ร่วมกับไข้ขึ้นสูง
　
ไวรัสซิกา
อาจทำให้เกิดความผิดปกติกับทารกในครรภ์ โดยเป็นเหตุให้ทารกมีกะโหลกศีรษะและสมองที่เล็กกว่าปกติ
　
ไข้มาลาเรีย
มีไข้สูง ปวดศีรษะ หนาวสั่นสลับร้อน เหงื่อออกมาก มีพาหะเป็นยุงก้นปล่อง พบมากในบริเวณป่าและเขา
　
โรคไข้สมองอักเสบ
มีไข้สูง อาเจียน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หลังจากนั้นจะมีอาการทางสมอง เช่น คอแข็ง เลอะเลือน ซึม เพ้อคลั่ง ชัก หมดสติ มือสั่น หรืออัมพาต
　
โรคเท้าช้าง
มีไข้สูงเฉียบพลัน หลอดน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลืองอักเสบ โดยมักพบการอักเสบบริเวณ ขา
　
โรคจากยุงนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยนะครับ ทางที่ดีที่สุดคือป้องกันบ้านของเราเองไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง หมั่นทำความสะอาดแหล่งน้ำขังต่างๆ และหากจำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานที่ที่มียุงชุกชุม ก็อย่าลืมป้องกันด้วยยากันยุงกันด้วยนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ยุง, โรคภัย</keywords><date>2019-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1987</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566965497.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1474"><Nid>1986</Nid><title>ดวงอาทิตย์จำลอง ก้าวสำคัญสู่พลังงานในอนาคต</title><source>https://hilight.kapook.com/view/180420</source><detail>ดวงอาทิตย์จำลอง ร้อนกว่าของจริง 6 เท่า
ก้าวสำคัญสู่พลังงานในอนาคต
　
สถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้พัฒนาเครื่องโทคาแมค (Tokamak) ให้เป็นดวงอาทิตย์จำลอง ลักษณะเป็นเตาปฏิกรณ์สนามแม่เหล็ก สำหรับใช้ควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันและกักเก็บพลาสมาพลังงานสูง มีระดับความร้อนได้สูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าดวงอาทิตย์ของเรามากถึง 100 เท่า
　
นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพลังงานที่ยิ่งใหญ่ ในอนาคตหากสามารถปรับลดอุณหภูมิให้ใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ของจริงได้ อาจนำไปสู่การสร้างพลังงานสะอาดปริมาณมหาศาลแห่งใหม่ที่ยั่งยืนสำหรับโลกใบนี้ก็เป็นได้นะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดวงอาทิตย์, ดวงอาทิตย์จำลอง, โทคาแมค (Tokamak)</keywords><date>2019-08-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1986</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566890767.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1475"><Nid>1985</Nid><title>มนุษย์เคยมีหางจริงหรือไม่</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72939/-scibio-sci-</source><detail>จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ มนุษย์ทุกคนมีหาง
เท็จจริงแล้วคืออะไรกันแน่?
　
เคยสังเกตกันไหม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกือบทุกชนิดล้วนมีหาง เช่น สุนัข แมว กระบือ ลิง และอื่นๆ แต่ทำไมมนุษย์ถึงไม่มีหางล่ะ?
　
แท้จริงแล้ว เมื่อตัวอ่อนของมนุษย์อายุประมาณ 5 สัปดาห์ ส่วนที่เป็นหางจะเห็นเป็นกระดูกและเนื้ออย่างชัดเจน แต่ด้วยพัฒนาการมนุษย์จึงได้หยุดยั้งการเจริญเติบโตของหางไว้แค่นั้น แต่อวัยวะส่วนอื่นๆ ยังเจริญเติบโตต่อไป ส่วนหางไม่ได้หายไปไหน แต่ได้กลายเป็นกระดูกก้นกบของมนุษย์นั่นเอง
　
และนี่ก็คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่ได้พัฒนาสิ่งมีชีวิตจนมาเป็นเราในปัจจุบันนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>มนุษย์, หาง, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม</keywords><date>2019-08-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1985</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566890397.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1476"><Nid>1982</Nid><title>ดาวยักษ์แดง</title><source>http://astro.phys.sc.chula.ac.th/IHY/Stars/Red_giant.htm</source><detail>ดาวยักษ์แดง (red giant)

ดาวยักษ์แดงเป็นดาวขนาดใหญ่ มีอุณหภูมิที่ผิวประมาณ 2,500 ถึง 3,000 องศาเคลวิน (เป็นชนิดสเปกตรัม M หรือ K) รัศมีประมาณ 10 ถึง 100 เท่าของรัศมีของดวงอาทิตย์ ดาวยักษ์แดงเป็นสถานะหนึ่งของวิวัฒนาการของดาวฤกษ์ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นกับดาวฤกษ์มวลตั้งแต่น้อยกว่าดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ที่มวลมากกว่ามวลของดวงอาทิตย์หลายสิบเท่า ดาวยักษ์แดงที่ใหญ่ที่สุดจะเกิดจากดาวฤกษ์มวลมากเรียกว่า ดาวมหายักษ์แดง (red supergiants)
ระยะทาง มวล และรัศมีของดาวยักษ์แดง
    แม้ว่าดาวยักษ์แดงจะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเหมือนดาวฤกษ์ทั่ว ๆ ไป แต่มันก็หายาก เพราะว่าดาวยักษ์แดงเป็นช่วงอายุสั้น ๆ ของดาวฤกษ์ ในช่วงก่อนปี 1990 นักดาราศาสตร์ยังไม่ค่อยรู้ระยะทาง และความสว่างของดาวยักษ์แดง แต่หลังจากภารกิจ Hipparcos (ในช่วงปี 1989-1993) นักดาราศาสตร์สามารถวัดระยะทางของดาวยักษ์แดงจำนวนมากได้อย่างแม่นยำ แต่มีเพียงไม่กี่ดวงที่นักดาราศาสตร์สามารถวัดมวลได้ เนื่องจากมวลของดาวฤกษ์สามารถวัดได้เฉพาะเมื่อมันเป็นระบบดาวคู่ สำหรับระบบดาวคู่ในกรณีที่ดาวดวงหนึ่งเป็นดาวยักษ์แดง มันก็จะกลืนดาวที่เป็นคู่ของมันได้ง่ายถ้าคู่ของมันอยู่ใกล้มันมากเกินไป แต่ถ้าคู่มันอยู่ไกลเกินไปมันก็จะใช้เวลาเป็นศตวรรษหรือมากกว่าในการโคจรครบหนึ่งรอบ ซึ่งทำให้การวัดมีความแม่นยำน้อยลงเช่นกัน</detail><keywords>ดวงดาว, สถานีอวกาศ, เอกภพ, ดวงอาทิตย์, โลก</keywords><date>2019-08-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1982</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566873525.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="1477"><Nid>1981</Nid><title>ฝันร้ายกับสุขภาพ  </title><source>https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1248, https://health.kapook.com/view49984.html, https://www.honestdocs.co</source><detail>ฝันร้าย สัญญาณร่างกายกับปัญหาสุขภาพ

          ฝันร้าย คือ ภาวะจากการนอนหลับฝันที่ทำให้รู้สึกวิตกกังวล ระทึก หรือหวาดกลัวอย่างรุนแรง มักเกิดขึ้นเมื่อใกล้ตื่น ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เกิดความเครียดมักฝันร้าย ทั้งนี้ หากฝันร้ายเป็นประจำและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตด้านต่าง ๆ ภาวะดังกล่าวอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพได้
          อุบัติการณ์ฝันร้ายผิดปกติ (nightmare disorder) พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย พบความถี่สูงในช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ร้อยละเฉลี่ย 1.5 - 1 ขณะที่ช่วงอายุ ลักษณะทางวัฒนธรรมไม่พบความแตกต่างกันในเนื้อหาของลักษณะความฝัน ฝันร้ายผิดปกติเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และมีประมาณร้อยละ 2 - 6 ฝันร้ายผิดปกติเกิดขึ้นทุกสัปดาห์
          ฝันร้ายผิดปกติ จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลดังกล่าวเผชิญเหตุการณ์ที่ทำให้ตกใจกลัวรุนแรง ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตเวช อาทิ เช่น โรคซึมเศร้า ปัญหาบุคลิกภาพผิดปกติ ผู้ที่ได้รับยาบางประเภทที่ออกฤทธิ์กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสาร norepinephrine, serotonin, dopamine เป็นต้น ซึ่งสารเคมีดังกล่าวมานี้ล้วนเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชทั้งสิ้น

ลักษณะฝันร้ายที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นอาการป่วย

          - จดจำรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ในฝันได้อย่างชัดเจน 

          - มักฝันถึงเรื่องเดิมซ้ำๆ รวมทั้งมักฝันถึงเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก โดยฝันนั้นมักเกี่ยวกับการเอาตัวรอด ความปลอดภัย หรือความมั่นคงของชีวิต และมักเกิดขึ้นตอนงีบหลับสั้น ๆ

          - รู้สึกตื่นตัวและมักตื่นขึ้นมาอยู่เสมอ

          - รู้สึกไม่มีความสุขในการใช้ชีวิต ทำกิจกรรม หรือสังสรรค์เข้าสังคม

ผลที่มีต่อสุขภาพ

          ฝันร้ายจะเป็นมากกว่าฝันร้ายเมื่อมันเริ่มมีผลต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ ในกลุ่มผู้ที่มีปัญหานอนฝันร้ายนั้น ผู้ที่มีอาการวิตกกังวล หรือซึมเศร้า มีแนวโน้มมากที่มีความเครียดอันเกิดจากประสบการณ์และทนทุกข์กับความป่วยทางจิตมากกว่า แม้จะยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างแน่ชัด แต่ฝันร้ายก็อาจมีความสัมพันธ์กับการฆ่าตัวตาย เนื่องจากฝันร้ายอาจมีผลกระทบกับคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก จึงสำคัญที่จะต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากคุณฝันร้ายอยู่เป็นประจำ

          การนอนหลับไม่พอเพียงเนื่องจากฝันร้าย อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอื่นตามมา เช่น โรคหัวใจ, ซึมเศร้า และโรคอ้วน

          หากฝันร้ายเกิดจากอาการหยุดหายใจเป็นพัก ๆ ระหว่างนอนหลับ หรือความผิดปกติที่เกิดหลังความเครียดที่สะเทือนใจ และปล่อยเอาไว้ไม่รักษา สาเหตุเบื้องหลังเหล่านี้อาจนำไปสู่ผลลบอย่างรุนแรงทั้งต่อสุขภาพของร่างกายและสุขภาพจิต

          Norepinephrine คือ สารที่ทำหน้าที่ส่งกระแสประสาทระหว่างเส้นประสาท ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนตอบสนองต่อภาวะเครียดเมื่อสมองรับรู้ว่ามีเหตุการณร้ายแรงเกิดขึ้น 

          Serotonin คือ สารสื่อประสาทและเป็นฮอร์โมนมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานในหลายๆ ส่วนของร่างกาย ทั้งด้านการควบคุมอารมณ์ การย่อยอาหาร ความรู้สึกอยากหรือเบื่ออาหาร รวมไปถึง การนอนหลับ และยังมีความเกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชหลายโรค

          Dopamine คือ เป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยส่งสัญญาณภายในสมอง มีบทบาทหลักเกี่ยวกับการควบคุมการเคลื่อนไหว และยังเกี่ยวข้องกับกระบวนการให้รางวัลของสมอง การมีระดับ dopamine ที่สูงหรือมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้ dopamine ในสมองอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นเช่นโรคจิตเภท
</detail><keywords>ความฝันเดอะซีรีส์, ความฝัน, สุขภาพ, ฝันร้าย, นอนหลับ, ความเครียด, โรคทางจิตเวช</keywords><date>2019-08-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1981</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566870870.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1478"><Nid>1980</Nid><title>สีฟ้าและสีส้มของท้องฟ้าที่แตกต่างกันเกิดจากอะไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72864/-sciphy-sci-</source><detail>ทำไมคนเราถึงเห็นแสงบนท้องฟ้าไม่เหมือนกัน?
ช่วงกลางวันเป็นสีฟ้า ช่วงเช้าและเย็นเป็นสีส้ม?
　
การกระเจิงของแสง (Scattering of light) เป็นคุณสมบัติหนึ่งของคลื่นที่สามารถหักเหได้หากเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่แตกต่างกัน ซึ่งปกติแล้วดวงอาทิตย์จะส่งคลื่นแสงที่มีสีต่างกัน แต่ละสีก็มีความยาวคลื่นไม่เท่ากันอีกด้วย
　
ในตอนกลางวัน แสงจากดวงอาทิตย์ทำมุมชันกับพื้นโลก แสงเดินทางผ่านชั้นบรรยาศเป็นระยะทางที่สั้นกว่าตอนเช้าและตอนเย็น แสงสีม่วง, คราม และน้ำเงิน มีความยาวคลื่นน้อยกว่าโมเลกุลอากาศ จึงทำให้แสงเหล่านั้นกระเจิงไปในท้องฟ้าทุกทิศทาง จนเรามองเห็นท้องฟ้าในตอนกลางวันสีฟ้า
　
แต่ในตอนเย็นหรือตอนเช้ามืด แสงอาทิตย์ทำมุมลาดกับพื้นโลก แสงต้องเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศเป็นระยะทางที่ยาวกว่าตอนกลางวัน แสงสีเหลือง ส้ม และแดงสามารถเคลื่อนที่ผ่านโมเลกุลของอากาศเข้ามาได้ เราจึงเห็นท้องฟ้าเป็นสีส้มนั้นเองครับ
　
สรุปแล้ว เหตุการณ์นี้เป็นเรื่องของคุณสมบัติของคลื่นแสงที่มีการกระจายสีบางสีออกไปแตกต่างกัน จนทำให้เราเห็นแค่บางสีในบางช่วงเวลานั้นเองครับ
　
#STKC
　</detail><keywords>ท้องฟ้า, การกระเจิงของแสง, Scattering of light</keywords><date>2019-08-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1980</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566715078.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1479"><Nid>1979</Nid><title>ควันบุหรี่มือสอง สารพิษที่ทิ้งไว้ให้คนรอบข้าง</title><source>https://health.kapook.com/view210509.html</source><detail>ควันบุหรี่มือสอง สารพิษที่ทิ้งไว้ให้คนรอบข้าง อย่าคิดว่าสูบนอกบ้าน นอกระเบียง แล้วคนรอบข้างจะรอดจากควันบุหรี่
　
สารพิษจากควันบุหรี่อาจเกาะติดตามข้าวของภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นผนัง โซฟา หรือพรม ซึ่งสารพิษเหล่านี้สามารถคงค้างอยู่ได้หลายเดือน ซึ่งหากเด็กหรือคนในครอบครัวสัมผัสและนำเข้าปาก นั่นหมายถึงการได้รับสารพิษจากบุหรี่เข้าไปโดยที่ไม่รู้ตัว
　
สารที่อยู่ในบุหรี่อย่าง นิโคติน (Nicotin) สามารถแพร่ถึงสมองได้ภายใน 7 วินาที ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก และจากงานวิจัย เด็กวัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะสูบบุหรี่ถึง 3 เท่า หากที่บ้านเขามีคนสูบบุหรี่
　
บุหรี่ไม่เคยดีต่อใคร ทั้งตัวเราและคนรอบข้าง อยากให้ทุกบ้านเลิกบุหรี่กันตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่จะรักษาสุขภาพตัวเองและไม่ส่งต่อพิษร้ายถึงใคร
　
อย่างลืมนะครับ เลิกบุหรี่...ไม่ยาก
โทรปรึกษาฟรีที่เบอร์ 1600
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>บุหรี่, ควันบุหรี่, นิโคติน, Nicotin</keywords><date>2019-08-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1979</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566478081.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1480"><Nid>1978</Nid><title>ควรแปะพลาสเตอร์บนแผล หรือปล่อยให้แผลแห้งเอง</title><source>https://health.kapook.com/view211351.html</source><detail>เป็นแผล...จำเป็นต้องแปะพลาสเตอร์ยาไหม?
วันนี้เรามาหาคำตอบเรื่องนี้กันครับ
　
เมื่อเวลาเราเป็นแผล สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่งคือเรื่องของการติดเชื้อ โดยเฉพาะแผลที่เกิดในบริเวณที่ต้องสัมผัสกับสิ่งอื่น เช่น เสื้อผ้า ที่อาจมีการเสียดสีระหว่างเนื้อผ้าและแผล และอาจทำให้เกิดการติดเชื้อตามมาได้ เพราะฉะนั้น พลาสเตอร์ยาจึงผลิตออกมาเพื่อ ป้องกันแผลไม่ให้สัมผัสกับเชื้อโรคข้างนอก และยังช่วยดูดซับของเหลวที่เกิดจากแผลได้อีกด้วย
　
ฉะนั้น หากเราเป็นแผลในบริเวณที่ต้องสัมผัสกับสิ่งอื่นอยู่ตลอดเวลา เช่น แผลในร่มผ้า แผลที่นิ้วมือ ควรจะต้องปิดพลาสเตอร์ยาเพื่อป้องกันแผลจากการติดเชื้อภายนอก แต่หากแผลเกิดในที่ที่ไม่ได้เสี่ยงต่อการสัมผัสอยู่แล้ว เช่น แผลที่คิ้ว แผลถลอกบริเวณหลังมือ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้พลาสเตอร์ยา สามารถปล่อยให้แผลแห้งได้ตามปกติเลยครับ
　
เมื่อใช้พลาสเตอร์ยาแล้ว ควรพยายามเลี่ยงต่อการโดนน้ำ หากพลาสเตอร์ยาเปียก ควรเปลี่ยนเป็นแผ่นใหม่ทันที เพื่อให้แผลแห้งไวขึ้นและไม่เสี่ยงต่อการอักเสบของแผลด้วยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>พลาสเตอร์, Plaster</keywords><date>2019-08-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1978</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566369372.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1481"><Nid>1977</Nid><title>แรร์เอิร์ธ Rare Earth คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73425/-blo-tec-bussme-bus-busmar-otherknowledge-</source><detail>“แรร์เอิร์ธ” (Rare Earth) คืออะไร?
วันนี้มาทำความรู้จักกันครับ
　
แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Element) คือกลุ่มธาตุสำคัญรวมทั้งหมด 17 ธาตุ ที่สามารถค้นพบในดินได้ทั่วไป แต่ต้องมีกระบวนการสกัดแยกธาตุแต่ละธาตุออกจากกัน ด้วยเทคนิคกระบวนการถลุงที่ต้องลงทุนสูงและมีรูปแบบซ้ำซ้อนยุ่งยาก ซึ่งตอนนี้ประเทศจีนสามารถผลิตได้มากที่สุดในโลก
　
5 ตัวอย่างแรร์เอิร์ธที่พวกเราได้ใช้ในชีวิตประจำวัน
1. Scandium สำหรับอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมัน 
2. Promethium สำหรับการผลิตแบตเตอรี่พลังงานนิวเคลียร์
3. Lanthanum สำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และกล้องถ่ายรูป
4. Yttrium ใช้ในการผลิตโทรทัศน์และเตาอบไมโครเวฟ 
5. Praseodymium ซึ่งใช้ซึ่งใช้อุตสาหกรรมผลิตใยแก้วนำแสง และเครื่องยนต์ของเครื่องบิน
　
นี่เป็นเพียงเกร็ดความรู้เล็กๆ เรื่องของแรร์เอิร์ธ คงพอจะเข้าใจกันมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับว่าธาตุเหล่านี้เป็นของสำคัญมาก ทุกๆ ประเทศจึงได้มีการนำเข้าแรร์เอิร์ธจากประเทศจีนกันอยู่ตลอด หากวันไหนมีโอกาสได้ดูตารางธาตุ ลองสังเกตุหาธาตุแรร์เอิร์ธเหล่านี้ดูได้เลยนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แรร์เอิร์ธ, Rare Earth</keywords><date>2019-08-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1977</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566283393.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1482"><Nid>1976</Nid><title>สัตว์ต่างๆ ผลิตสารกันแดดได้ในตัวเอง</title><source>http://www.designerhub.in.th/THAI/Content/News/human_own_sunscreen</source><detail>จะเป็นไปได้มั้ย?
ถ้าร่างกายมนุษย์หลั่งสารกันแดดได้เอง?
　
รู้หรือไม่ สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด ตั้งแต่ไก่ที่เลี้ยงในฟาร์มไปจนถึงเต่าทะเล จะมียีนที่สามารถผลิตสารชื่อว่า กาดูโซล (Gadusol) ขึ้นมาได้ สารชนิดนี้สามารถพบได้ในสาหร่าย, รา และสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยในน้ำมาเป็นระยะเวลานานแล้ว เป็นสารที่เอาไว้ปกป้องร่างกายจากรังสี อัลตรา ไวโอเล็ต (Ultra Violet - UV)
　
แม้จะยังไม่เคยปรากฏว่าสารเหล่านี้สามารถหลั่งได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดใดก็ตาม แต่ทีมเภสัชศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอเรกอน สเตท (Oregon State University) กลับค้นพบวิธีธรรมชาติในการสร้างสารกาดูโซล โดยใช้ยีสต์ มีความเป็นไปได้ที่หากเราทานสารตัวนี้เข้าไป จะทำให้ร่างกายสามารถป้องกันรังสี UV จากข้างในได้เลย ไม่ต้องทาครีมเพื่อเคลือบผิวเหมือนทุกวันนี้
　
น่าตื่นเต้นใช่ไหมล่ะครับ ถ้าหากเรื่องนี้สำเร็จ เจ้าสารตัวนี้ต้องมีบทบาทอย่างมากในหลายๆ วงการ โดยเฉพาะวงการเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สัตว์, สารกันแดด</keywords><date>2019-08-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1976</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566190774.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1483"><Nid>1975</Nid><title>แหล่งน้ำจืดที่อยู่ใต้มหาสมุทรน้ำเค็ม</title><source>https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/105622</source><detail>สุดยอดการค้นพบ ซับซ้อนในซับซ้อน!?!! เพราะมีรายงานการค้นพบแหล่งน้ำจืดที่อยู่ใต้มหาสมุทรน้ำเค็ม!
　
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) และสถาบันสมุทรศาสตร์วูดส์ โฮล (Woods Hole Oceanographic Institution หรือ WHOI) ทำการสำรวจพื้นสมุทรตามแนวชายฝั่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ พบชั้นหินที่อุ้มน้ำจืดไว้ใต้มหาสมุทรที่มีความเค็ม ห่างจากชายฝั่ง 120 กิโลเมตร โดยอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นมหาสมุทร 600 ฟุต ทอดตัวยาวเลียบชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ตั้งแต่รัฐนิวเจอร์ซีย์ ไปจนถึงรัฐแมสซาชูเซตส์
　
ชั้นหินที่พบนี้ มีน้ำจืดอย่างน้อย 2,800 ลูกบาศก์กิโลเมตร หรือหากคิดภาพไม่ออก เปรียบเทียบว่ามีปริมาณเท่ากับน้ำในสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิกจำนวน 1,100 ล้านสระรวมกัน นับเป็นชั้นหินอุ้มน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีการค้นพบมา
　
หากน้องๆ สงสัยว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น นักวิจัยคาดว่า น่าจะเป็นน้ำแข็งที่ละลายหลังหมดยุคน้ำแข็ง แต่ถูกขังไว้ในชั้นหินตะกอนนั้นเอง และนี่ก็ถือเป็นการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำจืด, น้ำเค็ม, การค้นพบทางวิทยาศาสตร์</keywords><date>2019-08-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1975</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566108070.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1484"><Nid>1974</Nid><title>กำจัดแมลงสาบ ปลอดภัยด้วยวิธีธรรมชาติ</title><source>https://infographic.kapook.com/view102076.html</source><detail>ยาฆ่าแมลงมันโหดไป!?!!
คนยุคใหม่ต้องกำจัดแมลงสาบด้วยวิธีธรรมชาติ
　
วันนี้ทีมงาน STKC นำวิธีไล่แมลงสาบด้วยวิธีธรรมชาติมาฝากกัน รับรองว่าปลอดภัยทั้งผู้อาศัยและสภาพแวดล้อมด้วย
　
พริกไทยเม็ด
นำพริกไทยเม็ด 6-7 เม็ดใส่ถุงผ้าเล็กๆ นำไปวางในจุดที่แมลงสาบชอบมาเดิน
　
ลูกเหม็น
หาภาชนะแบบมีฝาปิดใส่ลูกเหม็น และนำไปวางใกล้ๆ กับถังขยะในบ้าน
　
สเปรย์พริกไทย
ผสมพริกไทย 2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำสะอาด 1/4 ถ้วยตวง คนให้เข้ากัน และใส่ในกระบอกสเปรย์ เอาไว้ฉีดไล่แมลงสาบได้
　
ใบกระวาน
นำไปวางตามจุดเสี่ยงที่แมลงสาบชอบมาเดินป้วนเปี้ยน
　
นอกจากจะหาวิธีกำจัดแล้ว เราต้องป้องกันและรักษาสภาพแวดล้อมบ้านเราไม่ให้แมลงสาบเข้ามาด้วย เช่น เก็บขยะทิ้งทุกวัน หมั่นทำความสะอาดบ้าน โดยเฉพาะตู้และลิ้นชักเก็บของ ไม่วางอาหารทิ้งไว้ และล้างจานให้หมดอย่าทิ้งข้ามคืน กำจัดแหล่งน้ำขัง และปิดรูมุมกำแพงที่เป็นเส้นทางเดินของแมลงสาบ เท่านี้บ้านก็ปลอดภัย ห่างไกลแมลงสาบแบบไร้สารเคมีแล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กำจัด, แมลงสาบ, สมุนไพรไทย</keywords><date>2019-08-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1974</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566107992.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1485"><Nid>1973</Nid><title>อากาศหนาวเกินไป ทำให้สมองไม่แล่นจริงหรือ</title><source>https://health.kapook.com/view210797.html</source><detail>อากาศหนาวเกินไปทำให้สมองไม่แล่นจริงหรือ?
ห้องเรียน-ห้องทำงานไหนเปิดแอร์แรงเกินไป
ต้องรีบแก้ไขเลยครับ!
　
มีบทวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำการสำรวจนักศึกษาชาวเยอรมันมากกว่า 550 คน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่ม และให้แยกกันนั่งในห้องที่มีอุณหภูมิตั้งแต่ 16.9-32.57 องศาเซลเซียส และทุกคนต้องทำแบบทดสอบที่ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์และการคำนวณ
　
จากการทดลองพบว่า อาสาสมัครผู้หญิงจะมีทักษะการคำนวณและทักษะทำความเข้าใจได้ดีในห้องที่มีอุณหภูมิพอเหมาะ โดยแค่อุณหภูมิต่างกัน 1 องศาก็มีผลต่อทักษะคิดวิเคราะห์ของผู้หญิง 1% และส่งผลต่อทักษะการคำนวณประมาณ 1.75% โดยปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบกับผู้ชายเพียง 0.6% เท่านั้น
　
และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ทำไมเราถึงต้องเปิดแอร์ในอุณหภูมิที่พอดี ไม่ว่าจะในห้องเรียน ห้องทำงาน หรือห้องนอน ไม่ใช่แค่เรื่องของสมองเท่านั้น แต่ยังเป็นการประหยัดพลังงาน และประหยัดค่าไฟได้อีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แอร์, อุณหภูมิ</keywords><date>2019-08-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1973</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566023032.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1486"><Nid>1972</Nid><title>นวัตกรรมในวงการต่างๆ จากเครื่องพิมพ์สามมิติ</title><source>https://www.scgbuildingmaterials.com/th/LivingIdea/ArchitectLifestyle/เทคโนโลยี-3D-Printing-ในวงการต่างๆ-ของโลก.aspx</source><detail>ใครจะเชื่อ เครื่องพิมพ์สามมิติมีประโยชน์มากมายกว่าที่คิด มาดูนวัตกรรมในวงการต่างๆ จากเครื่องพิมพ์สามมิติกันเถอะ
　
ทุกวันนี้ เทคโนโลยีถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกวัน กระแสการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) กำลังมาแรง และตอบโจทย์แทบในทุกวงการ ตั้งแต่กลุ่มอาหาร การแพทย์และทันตกรรม วงการแฟชั่น อุตสาหกรรมการออกแบบ อุตสาหกรรมยานยนต์ การบินและอวกาศ ไปจนถึงวงการก่อสร้างและงานสถาปัตยกรรม คิดไม่ถึงใช่ไหมล่ะครับ ว่าแต่ละวงการใช้ทำอะไรกันบ้าง
　
วงการอาหาร
นอกจากสามารถพิมพ์อาหารให้เป็นลวดลายตามใจชอบ ยังสามารถขึ้นพิมพ์สามมิติได้อีกด้วย
　
วงการแพทย์และทันตกรรม
ใช้ทำโครงร่างเพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะของผู้ป่วย เช่น โครงร่างใบหูแทนกระดูกอ่อนเพื่อให้ร่างกายสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาห่อหุ้มเป็นใบหู เป็นต้น
　
อุตสาหกรรมยานยนต์
ใช้ผลิตชิ้นงานต้นแบบที่รวดเร็ว มีรายละเอียดชัดเจน เพื่อช่วยในการประเมิณและทดสอบชิ้นส่วนต่างๆ ของรถยนต์ก่อนการผลิตจริง
　
การบินและอวกาศ
ผลิตชิ้นส่วนของจรวดบนอวกาศ เพื่อใช้ในการซ่อมแซมหรือสร้างชิ้นส่วนอะไหล่บางชิ้นที่บกพร่องมาทดแทนขณะเกิดเหตุขัดข้อง
　
และนี่เป็นแค่ตัวอย่างของวงการที่นำเครื่องพิมพ์สามมิติมาใช้ ในแบบที่ทุกคนคาดไม่ถึง เทคโนโลยีไม่มีหยุดพัฒนา น้องๆ เองก็อย่าหยุดเรียนรู้นะครับ พี่ๆ STKC เป็นกำลังใจให้
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>นวัตกรรม, เครื่องพิมพ์สามมิติ</keywords><date>2019-08-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1972</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1566022695.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1487"><Nid>1971</Nid><title>ความหมายของคำศัพท์ ในวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ</title><source>https://www.dmc.tv/page_print.php?p=top_of_week/วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ-2554.html</source><detail>ความหมายของคำศัพท์ในวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
    วิทยาศาสตร์ หมายถึง
 
        วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆในธรรมชาติทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตรวมทั้งกระบวนการประมวลความรู้เชิงประจักษ์ที่เรียกว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกลุ่มขององค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการดังกล่าว
 
        การศึกษาในด้านวิทยาศาสตร์ยังถูกแบ่งย่อยออกเป็น วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และ วิทยาศาสตร์ประยุกต์คำว่า science ในภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลว่า วิทยาศาสตร์นั้น มาจากภาษาลาติน คำว่า scientia ซึ่งหมายความว่า ความรู้ ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ฟรานซิส เบคอนได้พยายามคิดค้นวิธีมาตรฐานในการอุปนัย เพื่อนำมาใช้สร้างทฤษฎีหรือกฎต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์จากข้อมูลที่ทดลองหรือสังเกตได้จากธรรมชาติ
 </detail><keywords>วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ, วันวิทยาศาสตร์, วิทยาศาสตร์</keywords><date>2019-08-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1971</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565938553.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1488"><Nid>1970</Nid><title>ดาวหางเทพบุท วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ</title><source>https://www.dmc.tv/page_print.php?p=top_of_week/วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ-2554.html</source><detail>ดาวหางเทพบุท วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
     ดาวหางเทพบุท (Tebbut s Comet ) เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่ หางยาว และสว่างกว่าดาวหางโดนาติ ปรากฏแก่สายตาชาวโลก ระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม พ.ศ. 2404 เป็นดาวที่พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยมากยิ่งขึ้น ถึงกับทรงได้คำนวณไว้ล่วงหน้าว่า จะปรากฏเมื่อใด และได้ทรงออกประกาศไว้ล่วงหน้า มิให้ประชาชนตื่นตระหนก ทั้งนี้เพราะพระองค์ มีพระราชประสงค์มุ่งขจัดความเชื่อ เกี่ยวกับเรื่องโชคลาง และทรงให้ราษฎรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เตรียมพร้อมที่จะเผชิญเหตุการณ์ (ถ้าจะเกิด) อย่างมีเหตุผลตามแบบวิทยาศาสตร์
 
        นอกจากนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2527 กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดงานสัปดาห์วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 18 - 24 สิงหาคม โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อจัดงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ จนได้รับความสนใจเข้าร่วมงานวันวิทยาศาสตร์แห่งชาตินี้ ทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ซึ่งทำให้คณะรัฐมนตรีได้เล็งเห็นความสำคัญของวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2528 คณะรัฐมนตรีจึงได้อนุมัติให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดำเนินการจัดงาน "สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ" เพราะมีเหตุมาจากวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เป็นประจำทุกปี ระหว่าง วันที่ 18 - 24 สิงหาคม</detail><keywords>วันวิทยาศาสตร์, วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ, ดาวหางเทพบุท, สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ</keywords><date>2019-08-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1970</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565937746.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1489"><Nid>1969</Nid><title>ดาราศาสตร์ไทย และวันนักวิทยาศาสตร์แห่งชาติ</title><source>https://www.dmc.tv/page_print.php?p=top_of_week/วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ-2554.html</source><detail>ดาราศาสตร์ไทยและวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
            ในพระราชฐานของพระองค์ ทั้งที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดจะมีหอดูดาว โดยเฉพาะหอชัชวาลเวียงชัย ในบริเวณพระนครคีรีหรือเขาวัง พระราชวังสำหรับแปรพระราชฐาน อยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี ที่มีความสำคัญมากในประวัติศาสตร์วิชาดาราศาสตร์ของไทย ด้วยมีพระราชประสงค์จะให้เป็นสถานที่สังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ ในการรักษาเวลามาตรฐานของประเทศไทยต่อไป ดังนั้นหอนี้จึงเป็นอนุสรณ์แห่งสัมฤทธิผลในทางวิทยาศาสตร์เรื่องระบบเวลาพระองค์ทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทย เมื่อ พ.ศ.2395 โดยสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยขึ้นในพระบรมราชวัง ใช้เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐานของประเทศไทยสมัยนั้น โดยมีพนักงานตำแหน่งพันทิวาทิตย์ เทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์ และพันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืนจากดวงจันทร์ </detail><keywords>วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ, วันวิทยาศาสตร์, หอดูดาว, หอชัชวาลเวัยงชัย, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</keywords><date>2019-08-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1969</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565936836.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1490"><Nid>1968</Nid><title>รัชกาลที่ 4 กับวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ</title><source>https://www.dmc.tv/page_print.php?p=top_of_week/วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ-2554.html</source><detail>รัชกาลที่ 4 กับวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
           พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงสนพระทัยวิชาคณิตศาสตร์และวิชาดาราศาสตร์ในตำราโหราศาสตร์ของไทยในที่สุดพระองค์ทรงได้ค้นคิดวิธีการคำนวณปักข์ (ครึ่งเดือนทางจันทรคติ) เพื่อประโยชน์ในการกำหนดวันธรรมสวนะ (วันพระ) ให้ถูกต้องตามการโคจรของดวงจันทร์ที่เรียกว่า "ปฏิทินปักขคณนา" (ปักขคณนาคือวิธีนับปักข์หรือรอบครึ่งเดือนของข้างขึ้นข้างแรม เป็นวิธีนับที่แม่นยำสูง) และทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ทำปฏิทินจันทรคติพระทุกปี แทนปฏิทินฆราวาส ขณะเดียวกันพระองค์ได้ทรงค้นคิดสูตรสำเร็จในการคำนวณปักข์ออกมาในรูปกระดานไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อจะได้วันพระที่ถูกต้องโดยไม่ต้องเสียเวลาคำนวณ และมีชื่อเรียกว่า "กระดานปักขคณนา" ซึ่งสิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นสาเหตุที่จุดประกายให้พระองค์ทรงเริ่มสนพระทัยในวิชาดาราศาสตร์อย่างจริงจัง และถือเป็นเหตุของที่มาของวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติอีกทางหนึ่ง </detail><keywords>วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ, วันวิทยาศาสตร์, รัชกาลที่ 4, ปฏิทินจันทรคติ, กระดานปักขคณนา</keywords><date>2019-08-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1968</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565935844.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1491"><Nid>1967</Nid><title>วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 18 สิงหาคม ที่มาของชื่อ</title><source>https://www.dmc.tv/page_print.php?p=top_of_week/วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ-2554.html</source><detail>ที่มาของชื่อ วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
            ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่ออุทยานนี้ว่า "อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์" และได้รับพระบรมราชานุญาติให้จัดสร้าง พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมรูปหล่อประทับนั่งบนพระเก้าอี้ฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารเรือ ชุดเดียวกับวันที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาบ้านหว้ากอ เพื่อเป็นการระลึกถึง วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ </detail><keywords>วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ, วันวิทยาศาสตร์, อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</keywords><date>2019-08-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1967</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565931148.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1492"><Nid>1966</Nid><title>วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ 18 สิงหาคม</title><source>https://www.dmc.tv/page_print.php?p=top_of_week/วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ-2554.html</source><detail>ความเป็นมาของวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
            วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติได้เริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2525 โดย มติของคณะรัฐมนตรี ให้มีวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ.2525 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" วันวิทยาศาสตร์แห่งชาตินี้เป็นเพราะพระองค์ทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ได้อย่างแม่นยำ และต่อมาได้มีการสร้าง "อุทยานวิทยาศาสตร์" ที่ บ้านหว้ากอ</detail><keywords>วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ, วันวิทยาศาสตร์, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว</keywords><date>2019-08-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1966</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565930984.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1493"><Nid>1959</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ เอวานเจลิสตา โตร์ริเชลลี (อิตาลี: Evangelista Torricelli)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/เอวานเจลิสตา_โตร์ริเชลลี</source><detail>เอวานเจลิสตา โตร์ริเชลลี (อิตาลี: Evangelista Torricelli, บางตำราออกเสียงภาษาอังกฤษว่า ตอร์ริเชลลี หรือ ทอร์ริเชลลี, 15 ตุลาคม พ.ศ. 2151 - 25 ตุลาคม พ.ศ. 2190) เป็นนักฟิสิกส์ และนักคณิตศาสตร์ ชาวอิตาลี ผู้ประดิษฐ์คิดค้น บารอมิเตอร์ และภายหลังได้ถูกนำชื่อของเขาได้นำไปตั้งเป็น หน่วยของความดันในระบบ หน่วยเอสไอ บางตำรายกย่องให้เขาเป็น บิดาแห่งอุทกพลศาสตร์

 

โตร์ริเชลลี เกิดเมื่อ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2151 ใน ฟาเอนซา รัฐสันตะปาปา (Faenza Papal States) กำพร้าพ่อตั้งแต่เด็ก และได้รับการศึกษาในการอุปถัมภ์ของลุง ซึ่งเป็นพระใน นิกายคามัลโดเลเซ (Camaldolese) และลุงได้ชักนำเขาเข้าศึกษาวิชาคณิตศาสตร์และปรัชญาที่ วิทยาลัยเจซุอิท (Jesuit College) ตั้งแต่หนุ่ม เมื่อ พ.ศ. 2167 (1624)

จนเมื่อ พ.ศ. 2170 (1627) วิทยาลัยส่งโตร์ริเชลลีไปศึกษาวิทยาศาสตร์ที่ โรม ในการดูแลของ เบเนเดตโต คัสเตลลี (Benedetto Castelli) ศาสตราจารย์วิชาคณิตศาสตร์ และพระใน นิกายเบเนดิกต์ ที่ วิทยาลัยคอลเลจิโอ เดลลา ซาปิเอนซา (it:collegio della sapienza) ใน ปิซ่า

เมื่อ พ.ศ. 2175 (1632) ไม่นานหลังจากการ กาลิเลโอ ตีพิมพ์บทความลักษณะบทละครพูดชื่อ การโต้วาทีเรื่องสองระบบโลกที่สำคัญ (Dialogue concerning the Two Chief World Systems) โตร์ริเชลลีได้อ่านแล้วเขียนยกย่องว่า : [2] " ความสำราญ ... ของผู้ซึ่ง ได้ฝึกฝนเรขาคณิตทั้งหมดอย่างขมีขมันที่สุด ... และได้ศึกษา ปโตรเลมี และได้เห็นเกือบทุกสิ่งของ ไทโค บราเฮ โยฮันเนส เคปเลอร์ และ คริสเตียน ลองโกมองเตนัส ในท้ายสุด ถูกตรึงด้วยความสอดคล้องมากมาย จนเกิดยึดมั่นตาม โคเปอร์นิคัส แล้วจนต้องปวารณาตนเป็นศิษย์กาลิเลียน "

แต่จากบทความนี้ สำนักวาติกันตัดสินโทษกักบริเวณกาลิเลโอ ข้อหามีความคิดขัดแย้งกับความเชื่อใน ไบเบิล เมื่อ มิถุนายน (1633) และครั้งนี้เป็นโอกาสที่โตร์ริเชลลีประกาศตนถือข้างแนวคิดของโคเปอร์นิคัสตามกาลิเลโอ

จากจดหมายเหตุจำนวนมาก มีเพียงเล็กน้อยที่เราได้รับรู้ถึงกิจกรรมของโตร์ริเชลลี ระหว่าง พ.ศ. 2175 (1632) ถึง พ.ศ. 2184 (1641)

เมื่อคัสเตลลีส่งบทความของโตร์ริเชลลี เกี่ยวกับ วิถีโค้งของ โปรเจกไทล์ ชื่อว่า แมคานิกส์ [3] แก่กาลิเลโอ ซึ่งขณะนั้นเป็นนักโทษในคฤหาสน์ของตัวเองที่ arcetri แม้ว่ากาลิเลโอสนใจและเชิญเขา แต่โตร์ริเชลลีไม่ได้ตัดสินใจทันที และเขาได้ไปหากาลิเลโอก่อนที่เขาจะตายเพียง 3 เดือน (บางตำรากล่าวถึงว่า เขาไปพบกาลิเลโอก่อนหน้านั้นและได้ติดตามศึกษาอยู่กับกาลิเลโอนานกว่านั้น) แต่ระหว่างอยู่ที่นั้น เขาได้จดบันทึกปาฐกถาสุดท้ายจากการพูดเล่าของกาลิเลโอเป็นเวลา 5 วัน และเป็นศิษย์คนสุดท้าย (หรือคนหนึ่งในกลุ่มสุดท้าย) ที่ได้ดูแลรับใช้ก่อนตาย


จุดสมมูลของจุดศูนย์ถ่วง
หลังจากกาลิเลโอตาย เมื่อ 8 มกราคม 2184 (1642) แกรนด์ดยุก เฟอรินันโดที่สองแห่งเมดิซี (it:Ferdinando II de' Medici) ขอให้เขารับช่วงต่อกาลิเลโอในตำแหน่ง ราชบัณฑิตย์ทางคณิตศาสตร์และ ศาสตราจารย์ทางคณิตศาสตร์ภายใต้อุปถัมภ์ของดยุก (grand-ducal mathematician and professor of mathematics) ใน มหาวิทยาลัยปิซ่า (University of Pisa)

ในบทบาทนี้ เขาได้พิสูจน์ตัวเองโดย แก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคหลายข้อ เช่น การค้นพบ พื้นที่ของไซคลอยด์ (cycloid) และ จุดศูนย์ถ่วง

เขายังได้ออกแบบและสร้างกล้องโทรทรรศน์และกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายจำนวนหนึ่งอีกด้วย โดยกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายทำจากเลนส์ขนาดใหญ่หลายอัน มีชื่อของเขาสลักอยู่ ปัจจุบันยังได้รับการเก็บรักษาที่ฟลอเรนซ์

เมื่อ พ.ศ. 2187 (1644) เขาได้เขียนบทความที่ปรากฏข้อความซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันว่า : [4] " พวกเราจมอยู่ที่ก้นมหาสมุทรแห่งอากาศ "

เมื่อ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2190 ขณะอยู่ที่ฟลอเรนซ์ โตร์ริเชลลีติดเชื้อ ไทฟอยด์ และตายหลังจากนั้นไม่นาน พิธีศพจัดขึ้นที่ ซาน โลเรนโซ (it:San lorenzo)

ผลงาน

รูปปั้นอนุสรณ์ของโตร์ริเชลลีในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งปิซ่า
บารอมิเตอร์
การประดิษฐ์คิดค้นของโตร์ริเชลลีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ เครื่องวัดความดันอากาศ หรือ บารอมิเตอร์ (barometer) ซึ่งเกิดขึ้นจากการแก้ปัญหาการทดลองที่สำคัญ การสร้างน้ำพุกลางบ่อที่ขุดลึกประมาณ 16-18 เมตร ของแกรนด์ดยุกแห่งทัสโคนี พยายามสูบน้ำในท่อให้สูง 12 เมตรหรือมากกว่า โดยขณะลูกสูบยกน้ำขึ้น จะเกิดสุญญากาศทำให้เกิดแรงยกของเหลวขึ้นที่ปลายท่อขาออก แต่ค้นพบว่า ไม่ว่าทำอย่างไรก็ขึ้นไปได้เพียงขีดจำกัดที่ 9-10 เมตร ไม่สามารถสูบให้สูงกว่านี้

เมื่อ พ.ศ. 2186 (1643) โตร์ริเชลลี ทดลองเพิ่มเติมโดยใช้ ปรอท ซึ่งหนักเป็น 13-14 เท่า ของน้ำ และพบว่า ได้ผลทำนองเดียวกัน โดยขีดจำกัดต่ำกว่า

เขาสร้างท่อที่มีความยาวประมาณ 1 เมตร บรรจุด้วยปรอท ปลายข้างหนึ่งตัน แล้วติดตั้งในแนวตั้ง ให้ปลายอีกข้างจมอยู่ในอ่าง ปรอทในท่อถูกยกขึ้นไปกับท่อได้สูงเพียงประมาณ 76 เซนติเมตร หรือ 760 มิลลิเมตร แม้ว่าท่อจะถูกยกให้สูงกว่านี้ ภายในเหนือปรอทเป็นสุญญากาศ (Torricellian vacuum) วิธีนี้เป็นที่มาของหน่วยเทียบความดันของอากาศ โดยความดันอากาศที่ระดับน้ำทะเลเท่ากับ 760 มิลลิเมตรของปรอท และที่ระดับความสูงกว่าระดับน้ำทะเล ความดันอากาศจะน้อยกว่า 760 มิลลิเมตรของปรอท

เมื่อ พ.ศ. 2184 เขาประกาศการค้นพบนี้ว่า : [3] " บรรยากาศ เป็นตัวการทำให้เกิดแรงกดของอากาศเปลี่ยนไปในเวลาต่างกัน "

และสิ่งนี้คือ เครื่องวัดความดันอากาศ เครื่องแรก เป็นการค้นพบที่สร้างชื่อเสียงตลอดกาลแก่เขา หลายศตวรรษต่อมา ชื่อหน่วยในการวัดความดัน จึงถูกตั้งตามชื่อนามสกุลของเขาว่า ทอร์ (torr) ซึ่งก็คือ หน่วย มิลลิเมตรปรอท นั่นเอง โดยเทียบ 1 มิลลิเมตรปรอท หรือ 1 ทอร์ เท่ากับประมาณ 133.322 ปาสคาล ในหน่วยอนุพันธ์ของหน่วยเอสไอ

เขายังทดลองต่อมา พบอีกว่า แรงดันหรือความดันอากาศ ในแต่ะวัน จะแตกต่างเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย นอกจากนี้ปัจจุบัน เข้าใจกันดีว่า ความสูงของของเหลวในท่อ แปรผกผันกับ ความดันอากาศ (ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละระดับความสูง) อีกด้วย


การเคลื่อนที่ของของไหล
กฎของทอร์ริเชลลี (Torricelli's Law) ว่าด้วย ความเร็ว ของ ของไหล ที่ไหลออกจากท่อเปิด และภายหลังได้รับการขยายความเข้าใจ กลายเป็น หลักการของแบร์นูลลี (Bernoulli's principle)


การเคลื่อนที่ของวัตถุแข็งเกร็ง
สมการของทอร์ริเชลลี (Torricelli's equation) ว่าด้วย ความเร็วสุดท้าย ของ การเคลื่อนที่ด้วยความเร่งคงที่ และเวลาต่อเนื่อง
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์ม, นักฟิสิกส์, นักคณิตศาสตร์, สมการของทอร์ริเชลลี, บารอมิเตอร์</keywords><date>2019-08-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1959</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565668720.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1494"><Nid>1957</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ เจมส์ วัตต์ (James Watt)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/เจมส์_วัตต์</source><detail>เจมส์ วัตต์ (James Watt) (19 มกราคม ค.ศ. 1736 - 19 สิงหาคม ค.ศ. 1819) วิศวกรและนักประดิษฐ์ ชาวสกอตแลนด์ ผู้ปรับปรุงเครื่องปั่นด้าย Spinning Jenny จนนำสหราชอาณาจักรไปสู่ยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตและการต่อเรือ และทำให้สหราชอาณาจักรเป็นเจ้าอาณานิคมในเวลาต่อมา เครื่องจักรของวัตต์เป็นต้นแบบของเครื่องจักรที่ใช้น้ำมันในปัจจุบัน เขาเป็นผู้บัญญัติศัพท์ แรงม้า เป็นวิธีคำนวณประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร และชื่อของเขาได้รับไปตั้งเป็น หน่วยกำลังไฟฟ้า ในระบบหน่วยเอสไอ


 

เจมส์ วัตต์ เกิดใน กรีนนอค (Greenock) เมืองท่าของ อ่าวไคลด์ (Firth of Clyde) พ่อชื่อ โทมัส วัตต์ เป็นช่างไม้และช่างต่อเรือผู้เป็นเจ้าของเรือและรับเหมางานช่าง มารดาเป็นผู้มีการศึกษาจากตระกูลผู้ดี ทั้งคู่เป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด แต่ฐานะทางครอบครัวค่อนข้างยากจน เขาจึงต้องเรียนแบบโฮมสคูลโดยมีมารดาเป็นผู้สอน เขาถนัดคณิตศาสตร์ และสนใจเทววิทยาของสกอตแลนด์ แต่อ่อนวิชาภาษาละตินและภาษากรีกโบราณ แต่เขาก็ได้รับพื้นฐานงานช่างจากการช่วยงานของบิดา [1]

มารดาของวัตต์เสียชีวิตเมื่อวัตต์อายุ 17 ปี และบิดาก็เริ่มสุขภาพไม่ดี เขาจึงไปหางานทำที่กลาสโกว์ (Glasgow) ได้งานผู้ช่วยช่างในร้านทำเครื่องใช้แห่งหนึ่ง โดยหลังเลิกงานยังเรียนต่อในช่วงเย็นถึงค่ำ การโหมงานและเรียนทำให้สุขภาพของวัตต์อ่อนแอมาก ทำให้เขาต้องลาออกจากงานและเดินทางไปลอนดอนเพื่อเรียนการผลิตเครื่องชั่งตวงวัด (Measuring instrument making) เมื่อเรียนอยู่ได้ 1 ปี ระหว่างนั้นได้เกิดสงครามยุโรปขึ้น รัฐบาลเกณฑ์ชายหนุ่มเข้าฝึกทหาร แต่วัตต์ไม่ชอบสงคราม จึงได้กลับกลาสโกว์ สกอตแลนด์ ตั้งใจจะตั้งต้นธุรกิจเครื่องชั่งตวงวัดของตน แต่เนื่องจากขาดคุณสมบัติ เพราะกฎหมายของเมือง ต้องจดทะเบียนกับสมาคมพ่อค้า ซึ่งผู้จดทะเบียนได้ต้องเป็นบุตรของพ่อค้า หรือเคยฝึกงานอย่างน้อย 7 ปี สมาคมช่างกลาสโกว์ (Glasgow Guild of Hammerman) วัตต์จึงถูกระงับใบอนุญาต แม้ว่าไม่มีช่างทำเครื่องชั่งตวงวัดที่มีความแม่นยำในสกอตแลนด์ก็ตาม ทำให้วัตต์ต้องหางานอย่างอื่นทำ

ในที่สุด วัตต์พ้นทางตันโดยศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ให้โอกาสวัตต์ทำงานในตำแหน่ง พนักงานผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ช่างซ่อมเครื่องมือ) ทำหน้าที่ดูแล ประดิษฐ์และซ่อมบำรุงเครื่องมือ เครื่องจักร สื่อการสอน โดยได้รับค่าจ้างปีละ 35 ปอนด์ วัตต์ได้ตั้งร้านและโรงงานขนาดเล็กภายในมหาวิทยาลัยนั้นเองเมื่อปี พ.ศ. 2300 ซึ่งหนึ่งในศาสตราจารย์เหล่านั้น โจเซฟ แบล็ค (Joseph Black) นักฟิสิกส์เคมีชาวสกอตซึ่งเป็นผู้ค้นพบว่าอากาศประกอบด้วยสารหลายชนิดและค้นพบก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นเพื่อนสนิทและที่ปรึกษาของเขา

ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการพัฒนาผลงานดั้งเดิมของนักวิทยาศาสตร์รุ่นพี่ให้ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด


 

หลังจากเปิดร้าน 4 ปี วัตต์เริ่มทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรไอน้ำด้วยการแนะนำของเพื่อนของวัตต์เองคือศาสตราจารย์จอห์น โรบินสัน (John Robison) ขณะนั้นเขายังไม่เคยรู้จักกลไกเครื่องจักรไอน้ำเลย แต่ก็มีความสนใจมาก และได้พยายามลองสร้างจากเครื่องจักรต้นแบบ ซึ่งผลไม่น่าพอใช้ แต่ก็ยังมุทำงานต่อไปและเริ่มศึกษาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องเท่าที่จะทำได้ และก็ได้ค้นพบด้วยตนเองเกี่ยวกับ นัยสัมพันธ์ของ ความร้อนแฝง (latent heat) ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเครื่องจักร โดยไม่รู้ว่าแบล็คได้ค้นพบอย่างโด่งดังไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน

ในปีพ.ศ. 2306 วัตต์ได้ทราบว่ามหาวิทยาลัยกลาสโกว์เป็นเจ้าของเครื่องจักรไอน้ำต้นแบบของ นิวโคเมน (Newcomen engine) ซึ่งเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้น แต่เครื่องต้นแบบถูกส่งไปซ่อมพัฒนาที่ลอนดอน ซึ่งทำให้วัตต์ได้แนวทางที่จะปรับปรุงต่อจากเครื่องจักรที่ขนาดใหญ่แต่ทำงานล่าช้านี้ ให้กะทัดรัดขึ้นและให้ทำงานได้แบบต่อเนื่อง(ไม่มีจังหวะนิ่ง) วัตต์จึงร้องขอให้มหาวิทยาลัยนำเครื่องจักรต้นแบบดังกล่าวกลับมาให้เขาซ่อมเองโดยไม่คิดค่าตอบแทน

การผลิตเครื่องจักรเต็มรูปแบบ นอกจากจะต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะอย่างยาวนานแล้ว ยังต้องใช้เงินทุนจำนวนมากในการประดิษฐ์และดำเนินการจดสิทธิบัตรเครื่องจักรกลหนัก (ground-breaking) ซึ่งเป็นข้อบังคับในยุคนั้น ทุนส่วนหนึ่งมาจากภรรยา แต่ส่วนใหญ่มาจากแบล็ค ขณะที่การประกอบชิ้นส่วนได้รับสนับสนุนจาก จอห์น โรบัค (John Roebuck) ผู้ก่อตั้งโรงงานรีดเหล็กคาร์รอน ใกล้ฟัลเคิร์ค (Falkirk) ซึ่งช่วยจัดหาหุ้นส่วน พ.ศ. 2316 (1773) วัตต์เริ่มปรับปรุงเครื่องจักรไอน้ำ แต่ความยุ่งยากประการใหญ่อยู่ที่การไสกลึงลูกสูบและกระบอกสูบให้เข้ากัน ทั้งคนงานรีดขณะนั้นก็เป็นช่างตีเหล็กมากกว่าเป็นช่างเครื่องจักรกล เมื่อใช้เวลาทดลองวิจัยนาน ผู้ให้ทุนจึงเลิกไป

โดยนำเครื่องยนต์ทั้งหมดมาใส่ไว้ในโลหะทรงกระบอก ต่อท่อให้ไอน้ำเข้าในในเครื่องจักรโดยตรง เพื่อให้ขนาดเครื่องจักรเล็กลง ซึ่งไอน้ำจะเข้าไปดันลูกปืน เพื่อให้เครื่องทำงาน ในระยะแรก ยังมีปัญหา เพราะเมื่อไอน้ำควบแน่นเป็นน้ำ จะทำให้ไอน้ำที่ส่งเข้าไปใหม่กลายเป็นหยดน้ำไปด้วย ทำให้เครื่องจักรทำงานได้ไม่เต็มที่หรือหยุดไป โรบัคเริ่มไม่มั่นใจว่าวัตต์จะประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำได้ ทั้งยังล้มละลาย จึงไม่อาจสนับสนุนเงินทุนให้เขาอีก เพื่อประหยัดเงินทุน วัตต์ถูกบีบคั้นให้เริ่มรับจ้างเป็นช่างรังวัดถึง 8 ปี และหลังจากทดลองหลายครั้ง เขาแสดงให้เห็นว่า ความร้อนจากไอน้ำถึงประมาณ 80% ถูกสิ้นเปลืองไปเป็นความร้อนใน กระบอกสูบ เพราะไอน้ำในนั้นถูกควบแน่นจากการฉีดน้ำเย็น

อีกต่อมาไม่นาน มัทธิว โบลตัน (Matthew Boulton) เจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมหล่อและเครื่องเคลือบโซโฮ ใกล้เบียร์มิงแฮม (Birmingham) ได้เข้าช่วยเหลือเป็นผู้ถือหุ้นใหม่ ในที่สุดวัตต์ก็สามารถแก้ปัญหาได้ในปี พ.ศ. 2319 โดยต่อท่อส่งไอน้ำใหม่เข้าไป แยกต่างหากจากท่อที่ให้ไอน้ำเย็นซึ่งจะกลายเป็นหยดน้ำเป็นอีกท่อหนึ่ง ทำให้ไอน้ำควบแน่นในห้องที่แยกจาก ลูกสูบ เพื่อรักษาอุณหภูมิในกระบอกสูบให้เท่ากับอุณหภูมิขณะอัดไอน้ำ ในไม่ช้าเขาก็สร้างเครื่องต้นแบบที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำมาใช้งานได้จริง เมื่อปลาย พ.ศ. 2308 (1765)

วัตต์จดสิทธิบัตรเครื่องจักรไอน้ำนี้ในชื่อ เครื่องควบแน่นแยก (separate condenser)

ความช่วยเหลือด้านการดำเนินการทางสิทธิบัตรจากโบลตัน ทำให้วัตต์ได้สิทธิบัตรอย่างถูกต้อง ในชื่อเครื่องจักรไอน้ำแบบวัตต์ Watt Steam Engine ซึ่งได้ปรับปรุงให้ทำงานเรียบขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก เครื่องจักรไอน้ำที่เขาสร้าง เป็นประโยชน์ในการเพิ่มศักยภาพการผลิตทางอุตสาหกรรม และเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว นับเป็นจุดเริ่มสู่พัฒนาการของเครื่องจักรต่างๆ และมีผลต่อเนื่องแก่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทุกแขนง ในที่สุดวัตต์ก็ได้คนงานรีดที่ยอดเยี่ยม ขณะที่ความยากในการประกอบกระบอกสูบขนาดใหญ่ที่แน่นพอดีกับลูกสูบ ก็ถูกแก้ไขโดย จอห์น วิลคินสัน (John Wilkinson) ผู้พัฒนาเทคนิคคว้านลำกล้องที่เที่ยงตรงสำหรับปืนใหญ่ และเมื่อ พ.ศ. 2319 (1776) เครื่องจักรไอน้ำตัวแรกก็ถูกติดตั้งและเริ่มทำงานในอุตสาหกรรมพาณิชย์ เป็นเครื่องสูบแบบเคลื่อนไหวสวนทางเท่านั้น (only reciprocating motion)

การสั่งซื้อมากขึ้นเป็นเทน้ำเทท่า ตลอด 5 ปีถัดไป วัตต์ยุ่งอยู่กับการติดตั้งเครื่องจักรมากขึ้นๆ ส่วนใหญ่จากตำบล คอร์นวอลล์ (Cornwall) สั่งซื้อเครื่องสูบน้ำในเหมือง วัตต์ได้ลูกจ้างคนสำคัญคือ วิลเลียม เมอร์ดอช (William Murdoch) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญและต่อมาได้ร่วมถือหุ้นกับพวกเขา ขอบข่ายงานประยุกต์สิ่งประดิษฐ์กว้างขวางขึ้นอย่างมาก หลังจากโบลตันแนะนำให้วัตต์แปลง การเคลื่อนไหวแบบสวนทาง ของลูกสูบ ให้ทำงานแบบหมุน เพื่อการโม่, การทอ และการสีข้าว

แม้ว่า ข้อเหวี่ยง (crank) ดูเหมือนจะเป็นทางออกที่มีเหตุผลเพื่อแปลงหนี้ของห้างหุ้นส่วนวัตต์แอนด์โบลตันที่ถูกเบียดบังเพราะการจดสิทธิบัตรสิ่งนี้ โดยผู้ถือหุ้น จอห์น สตีด และเพื่อน ก็เสนอแนะให้จดสิทธิบัตรแบบพ่วง (cross-licensing) กับเครื่องควบแน่นภายนอก (external condensor) แต่วัตต์คัดค้านเสียงแข็ง (เพราะเป็นการเอาเปรียบผู้ใช้เครื่องจักรไอน้ำ) แล้วพวกเขาก็จดสิทธิบัตรจำกัดเพียง เฟืองสุริยะ (sun and planet gear) [2] เท่านั้น เมื่อ พ.ศ. 2324 (1781)


รูปปั้นวัตต์ใน จตุรัสแชมเบอร์เลน
ตลอดกว่าหกปีต่อมา เขาปรับปรุงและประยุกต์สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้กับเครื่องจักรไอน้ำและอุปกรณ์เสริมอีกจำนวนหนึ่ง เช่น

เครื่องจักรสองทาง (double acting engine) ที่ไอน้ำเข้ากระบอกสูบสองข้างในเครื่องเดียว
ลิ้นควบคุมพลังงานไอน้ำ
อุปกรณ์ควบคุมฝีจักรเหวี่ยงจากศูนย์กลาง (centrifugal governor) ที่ป้องกันไม่ให้มันหลุดออกจากกัน ซึ่งสำคัญมาก
เครื่องจักรไอน้ำหลายสูบ (compound engine) สามารถเชื่อมต่อเครื่องจักรถึง 2 ตัวหรือมากกว่า เขาอ้างถึงวิธีใช้งานเครื่องจักรอย่างกว้างขวาง สิทธิบัตรมากกว่า 2 ใบ ได้รับอนุญาตเมื่อ (พ.ศ. 2324) (1781) และ (พ.ศ. 2325) (1782) ซึ่งรวมทั้ง เครื่องจักรโรตารีแบบวัตต์ การจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างจากข้อเหวี่ยงนี้สำคัญมาก เพราะเครื่องจักรที่ใช้แรงดันไอน้ำไปหมุนวงล้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้นแบบให้เกิดเครื่องจักรไอน้ำสำหรับงานในวงการอื่นตามมามากมาย
หนึ่งในสิ่งประดิษฐ์สำคัญที่วัตต์ภูมิใจที่สุดคือ ข้อต่อประสานสามคาน หรือ การเคลื่อนที่แบบคู่ขนาน (three-bar linkage หรือ Parallel motion) ทำให้การเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงสำหรับ ก้านกระบอกสูบ (cylinder rod) ที่เชื่อมกับ คานส่งกำลัง (connected rocking beam) และสุดที่ โค้งครึ่งวงกลม ผลงานนี้ได้จดสิทธิบัตรเมื่อ พ.ศ. 2327 (1784) เมื่อผลิตประกอบกับเครื่องจักร สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้ถึง 5 เท่า เทียบกับเครื่องจักรของนิวโคเมนที่ใช้เชื้อเพลิงแบบเดียวกัน
เครื่องจักรตีเหล็ก เมื่อ พ.ศ. 2327 (1784) [3]
เครื่องจักรปั่นฝ้าย เมื่อ พ.ศ. 2328 (1785) [3]
มาตรวัดแรงดันไอน้ำ (steam indicator diagram) ซึ่งชี้บอก ความดันในรูปกระบอกสูบ พร้อมกับ ปริมาตรของกระบอกสูบ ที่สเกลสวนทางกัน ซึ่งเขาเก็บเป็นความลับทางการค้า
และการปรับปรุงอื่นอีกมากที่ประดิษฐ์ง่ายกว่าและเพิ่มการติดตั้งไม่ขาดสาย

วัตต์ยังได้ริเริ่ม วิธีคำนวณประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักร โดยใช้ม้าที่แข็งแรง 1 ตัว สามารถยกของหนัก 33,000 ปอนด์ เป็นระยะทาง 1 ฟุต ในเวลา 1 นาที เรียกกำลังปริมาณนี้ว่า 1 แรงม้า ใช้เป็นค่ามาตรฐานเปรียบเทียบกับการทำงานของเครื่องจักรต่างๆ
(ค่านี้อาจเทียบใหม่เป็น 33,00 ฟุต/1 ปอนด์/1 นาที ก็ได้ ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานของ 1 แรงม้า ในปัจจุบัน)

เนื่องจากอันตรายจากหม้อน้ำระเบิดและรอยรั่วที่จะตามมา วัตต์จึงถูกคัดค้านในครั้งแรกที่จะใช้ไอน้ำความดันสูง ซึ่งจำเป็นสำหรับเครื่องจักรของเขาที่ใช้ไอน้ำใกล้ความดันบรรยากาศ (atmospheric pressure) (14.7 ปอนด์/นิ้ว2) (แต่ความสำเร็จในการใช้ไอน้ำแรงดันสูงเกิดขึ้นในภายหลังโดย โอลิเวอร์ อีวานส์ (Oliver Evans) และ ริชาร์ด เทรวิทิค (Richard Trevithick) ในชื่อ เครื่องจักรไอน้ำแบบชาวคอร์นิช (Cornish engines) ซึ่งใช้ วาล์วนิรภัย ซึ่งทำหน้าที่ปล่อยความดันที่เกินออก)

เมื่อ พ.ศ. 2337 (1794) ทั้งสองได้จดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด โบลตันแอนด์วัตต์ (Boulton and Watt) ซึ่งประกอบเครื่องจักรไอน้ำแต่เพียงผู้เดียว และประสบความสำเร็จมากตลอด 25 ปี กลายเป็นวิสาหกิจขนาดใหญ่ ประมาณ พ.ศ. 2367 (1824) ก็ได้ผลิต เครื่องจักรไอน้ำ 1164 (1164 steam engines) ที่มีกำลังแรงม้า(ตามนิยามในสมัยนั้น)ถึง 26,000 แรงม้า โบลตันพิสูจน์แล้วว่าเป็นนักธุรกิจที่ยอดเยี่ยม แล้วทั้งคู่ก็สร้างโชคชะตาได้ในที่สุด

วัตต์เป็นนักประดิษฐ์ที่กระตือรือร้น พร้อมกับจินตนาการเปี่ยมล้นซึ่งนำทางให้สำเร็จ เพราะเขาสามารถพบ"การปรับปรุงที่มากกว่าหนึ่ง"เสมอ เขาทำงานด้วยมืออย่างคล่องแคล่ว และยังสามารถใช้เครื่องวัดทางวิทยาศาสตร์อย่างมีระบบเพื่อตรวจผลการสร้างและปรับปรุงของเขา และเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงกลไกที่กำลังทำงานด้วยอยู่ วัตต์เป็นสุภาพบุรุษที่ได้รับการนับถือจากผู้มีชื่อเสียงท่านอื่นในวงการปฏิวัติอุตสาหกรรม เขาเป็นสมาชิกสำคัญของสมาคมจันทรา (Lunar Society) และเป็นที่ต้องการตัวมากขึ้นอีกหลังจากได้พูดคุยคบหา มีผู้สนใจการขยับขยายขอบข่ายงานของเขาเสมอ เขาเป็นนักธุรกิจที่ค่อนข้างขัดสน เพราะเขาเกลียดการซื้อขายเอาเปรียบและทำสัญญากลโกงกับผู้ที่แสวงหาเครื่องจักรไอน้ำไปใช้งานเป็นอย่างมาก ทำให้เขาเกษียณตัวเองในเวลาต่อมา บุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งเพื่อนฝูงและหุ้นส่วนชอบอัธยาศัยและคบหาได้นาน และมักวิตกแทนเรื่องปัญหาการเงินเสมอ


 

 
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, วิศวกร, นักประดิษฐ์, เครื่องจักรไอน้ำ, แรงม้า</keywords><date>2019-08-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1957</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565668027.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1495"><Nid>1955</Nid><title>ฝันร้ายเกิดขึ้นได้อย่างไร?</title><source>https://www.pobpad.com, https://www.dmh.go.th/news/view.asp?id=1248</source><detail>ฝันร้ายในวัยเด็ก - เด็กๆ มักจะฝันร้าย เพราะกลัวเรื่องเล่าสยองขวัญจากผู้ใหญ่ และเพื่อน ๆ ในกลุ่ม หรือจากการดูหนังสยองขวัญผ่านทางทีวี จนฝังใจเก็บเอาไปฝันว่าตัวเองกำลังโดนผีหลอกบ้าง มีคนจะมาเอาชีวิตบ้าง เป็นต้น
          ฝันร้ายในผู้ใหญ่ - ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนัก มีความเครียด เช่น ประสบอุบัติเหตุเฉียดตาย ถูกทำร้ายร่างกาย หรือชีวิตต้องพบเจอแต่เรื่องแย่ๆ จนกระทั่งเคยเห็นผีมาหลอก เป็นต้น จึงทำให้มีอาการวิตกกังวล เก็บงำเอาไปฝันร้ายได้

ฝันร้ายเกิดขึ้นได้อย่างไร
          ฝันร้ายมักเกิดขึ้นในช่วงหลับฝัน (Rapid Eye Movement: REM) โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ฝันร้ายมักเกิดภาวะนี้ในตอนใกล้เช้า เนื่องจากช่วงหลับฝันกินระยะเวลาของการนอนหลับยาวขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะช่วงใกล้ตื่น ทั้งนี้ ช่วงหลับฝันเป็นระยะนอนหลับที่สมองตื่นตัวและประมวลความจำหรือเรียนรู้ข้อมูลใหม่ ส่งผลให้สิ่งที่สมองประมวลออกมานั้นปรากฏภาพเหมือนจริงและส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกเมื่อนอนหลับฝัน แต่ละคนจะฝันแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่แล้ว ผู้คนมีรูปแบบฝันร้ายที่เจอได้บ่อยเหมือนกัน เช่น ฝันว่าวิ่งหนีจากสิ่งที่เป็นอันตรายหรือตกจากที่สูง ส่วนผู้ที่เคยประสบเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เช่น ประสบอุบัติเหตุหรือถูกทำร้าย ก็อาจฝันถึงเหตุการณ์เหล่านั้นซ้ำอยู่บ่อย ๆ

          ในบางกรณี ฝันร้ายที่รุนแรงและเกิดซ้ำๆ ก็อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกความผิดปกติทางจิตประสาท และควรพบจิตแพทย์เพื่อการบำบัดทั้งนี้ หากเกิดฝันร้ายเป็นประจำและส่งผลต่อการดำเนินชีวิตด้านต่าง ๆ ภาวะดังกล่าวอาจกลายเป็นปัญหาสุขภาพ

ปัจจัยที่ทำให้ฝันร้าย
          ฝันร้ายจัดเป็นภาวะของการนอนหลับที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยมีปัจจัยที่ทำให้หลับฝันร้ายหลายประการ ดังนี้
          1. รับประทานอาหารก่อนเข้านอน - การรับประทานอาหารก่อนนอนส่งผลให้การทำงานของระบบเมตาบอลิซึมเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังส่งสัญญาณให้สมองตื่นตัวมากกว่าเดิม
          2. เจ็บป่วย - ผู้ที่ล้มป่วยและมีไข้ร่วมด้วยอาจฝันร้ายจากการไม่สบายทางกายและจิตใจ การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
          3. ถอนยาหรือสารเสพติด - การถอนยารักษาโรคบางอย่าง เลิกเหล้า หรือสารที่มีฤทธิ์ระงับประสาท อาจเกี่ยวเนื่องกับฝันร้าย หากผู้ที่กำลังถอนยาหรือสารเสพติดบางอย่างเกิดฝันร้ายบ่อย ควรปรึกษาแพทย์ทันที
          4. ผลข้างเคียงจากการใช้ยา - ยารักษาโรคบางอย่างส่งผลให้เกิดฝันร้าย เนื่องจากส่วนประกอบของตัวยามีปฏิกิริยากับสารเคมีในสมอง เช่น ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาระงับอาการปวดที่มีฤทธิ์เสพติด หรือยาลดความดันโลหิต
          5. ประสบปัญหาสุขภาพจิต - ความเครียดหรือความวิตกกังวลนับเป็นปัจจัยที่ทำให้ฝันร้ายได้สูง คิดเป็นร้อยละ 60 นอกจากนี้ ปัญหาสุขภาพจิตหลายอย่างทำให้ฝันร้ายได้ เช่น โรคซึมเศร้า ทั้งนี้ ผู้ที่ประสบภาวะเครียดหลังประสบเหตุสะเทือนขวัญ (Post-Traumatic Stress Disorder: PTSD) ก็มักฝันร้ายถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นกับตนเอง โดยจะฝันร้ายซ้ำ ๆ และเป็นอาการป่วยเรื้อรัง
          6. ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับการนอน - หากภาวะฝันร้ายได้รับการวินิจฉัยว่าไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่นตามที่กล่าวมา อาการฝันร้ายเรื้อรังอาจเป็นผลจากโรคที่เกี่ยวกับการนอน เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หรือกลุ่มอาการขาอยู่ไม่สุข ทั้งนี้ ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวหรือญาติพี่น้องประสบภาวะฝันร้ายอาจมีแนวโน้มที่จะเกิดการฝันร้ายเรื้อรังได้

          PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) คือ สภาวะป่วยทางจิตใจหลังจากที่เผชิญกับเหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจอย่างร้ายแรง ส่งผลให้เกิดความเครียดอย่างมาก อาทิ ภัยพิบัติ การก่อการจลาจล การฆาตกรรม การปล้นฆ่า ข่มขืน เป็นต้น ซึ่งหลังเผชิญอยู่กับเหตุการณ์นั้นๆ ทำให้เกิดมีความเครียดทางด้านจิตใจชนิดรุนแรงมาก จนทุกข์ทรมาน ส่งผลให้เกิดความบกพร่องในหน้าที่การงานและการใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ตามมา
</detail><keywords>ความฝันเดอะซีรีส์, ฝันร้ายในวัยเด็ก, ฝันร้ายในผู้ใหญ่, จิตประสาท, จิตแพทย์</keywords><date>2019-08-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1955</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565662372.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1496"><Nid>1954</Nid><title>ความฝันถูกแบ่งออกเป็นกี่ประเภท?</title><source>http://psychisick.blogspot.com,http://www.hypnoticquality.com,http://scienceillustratedthailand.com/medicine/7</source><detail>การทำงานของความฝัน    
     การฝัน เป็นการที่จิตใต้สำนึก (Subconscious mild) และจิตสำนึก หรือ สติความรู้สึกตัว (conscious mild) ทำงานประสานกันเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเรา ไม่ว่าจะเป็นบุคลิก จิตวิญญาณ ความหวัง ความหวาดกลัว และความปรารถนาที่มักถูกปิดบังอยู่เบื้องลึกของแต่ละคน การฝันถือเป็นเรื่องส่วนตัวหรือว่าเป็นประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ได้รับจากการนอน เพราะฉะนั้นการฝันถึงสิ่งเดียวกันก็อาจแปลแตกต่างกันในแต่ละคนได้ บางความฝันอาจสร้างความพึงพอใจ บางฝันสนุก บางฝันก็ทำให้เครียดได้ 

ความฝันแบ่งได้หลายประเภท

     1. Recurring dream – เป็นการฝันที่จะคล้ายเรื่องจริง มีบิดเบือนเล็กน้อย ความฝันแบบนี้จะเกิดจากความวิตกกังวลในตัวของผู้ฝัน สามารถเกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อปัญหาของผู้ฝันนั้นคลี่คลายความฝันชนิดนี้ก็จะหมดไปเช่นกัน

     2. Epic dream – เป็นการฝันแบบเป็นเรื่องเป็นราว ความฝันชนิดนี้จะชัดเจนและดูสมจริงจนทำให้ผู้ที่ฝันสามารถจะจดจำมันได้นับปี เมื่อตื่นขึ้นมาผู้ฝันมักจะรู้สึกเหมือนกับว่าได้ค้นพบบางอย่างที่น่าตื่นเต้นในตัวของเขาหรือชีวิตของเขา

     3. Healing dream – เป็นการฝันเกี่ยวกับสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความเจ็บป่วย การฝันว่าปวดปัสสาวะ การฝันเปียก (Wet Dream) ก็นับเป็นฝันในรูปแบบนี้เช่นกัน

     4. Nightmare – เป็นความฝันที่มารบกวน ทำให้รู้สึกมีความทุกข์จนบางครั้งอาจ จะโวยวาย ละเมอ สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกและเกิดอาการหวากผวา มักจะเกิดขึ้นในการนอนระยะ Rapid Eye Movement (REM) ซึ่งจะทำให้ผู้ฝันสามารถจดจำเรื่องราวได้ เพราะสมองของเรายังทำงานเหมือนกับตอนที่เราตื่น ทว่ากล้ามเนื้อของเราจะอยู่ในสภาวะอัมพาต เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราเคลื่อนไหวจากการสั่งงานของสมองในขณะที่เราหลับและทำให้เราเจ็บตัวได้ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสาเหตุที่ทำไมเวลาเราฝันร้ายแล้วพยายามตื่น แต่ตื่นไม่ได้ซักทีนั้นเอง ในบางครั้งการฝันร้ายก็มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของความเครียดหลังเกิดอุบัติเหตุ

     5. Prophetic dream – เป็นความฝันบอกอนาคต ความฝันชนิดนี้อาจเกิดจากความขยันของจิตสำนึก นั่นคือเรื่องธรรมดาที่ผ่านมาในชีวิตถ้าอาศัยเพียงสติทั่วไป (Conscious) อาจไม่ทันสังเกตเห็น แต่จิตสำนึกนั้นเก็บเกี่ยวมาคิดและหาบทสรุปที่เป็นไปได้ของสิ่งนั้นๆ เป็นกระบวนการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ ของจิตใต้สำนึก แล้วเอาคำตอบมาให้กับเจ้าของความฝัน มันเลยเป็นเรื่องที่จะเกิดขึ้นจริง
     6. Lucid Dream - เป็นความฝันที่คนที่ฝันจะรู้ตัวว่ากำลังฝันอยู่ หรือทำได้แม้กระทั่งควบคุมและบังคับรูปแบบความฝันของตัวเองได้ มีความสัมพันธ์กับระดับการทำงานที่เพิ่มขึ้นในสมอง เพราะคนที่สามารถฝันแบบนี้ได้ คลื่นสมองจะมีความถี่สูงกว่าคนทั่วไปที่ไม่เคยฝันในแบบนี้และยังแสดงให้เห็นว่าสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ควบคุมการตระหนักรู้ การรู้สำนึกของตัวตน รวมไปถึงความสามารถทางทักษะด้านภาษาและความทรงจำ ยังทำงานมากขึ้นตามไปด้วย

     จิตใต้สำนึก (Subconscious mild) ถูกควบคุมโดยสมองซีกขวา ทำหน้าที่ควบคุมระบบประสาท การทำงานของร่างกายทั้งหมดแบบอัตโนมัติ เช่น การเต้นของหัวใจ ความดันเลือด เก็บความทรงจำทั้งหมด การแสดงออกทางการกระทำหรือคำพูดอย่างรวดเร็ว โดยปราศจากการควบคุมได้

     จิตสำนึก หรือ สติความรู้สึกตัว (conscious mild) ถูกควบคุมโดยสมองซีกซ้าย ทำหน้าที่ควบคุม รับข้อมูลต่างๆผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และทางกาย การสร้างข้อมูลในเชิงตรรกวิทยา
</detail><keywords>ความฝันเดอะซีรีส์, ความฝัน, จิตใต้สำนึก, สติ, จิตวิญญาณ, อนาคต, สุขภาพ</keywords><date>2019-08-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1954</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565661933.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1497"><Nid>1947</Nid><title>กาสะลอง ดอกปีบ ไม่ได้มีแค่กลิ่นหอมและดอกสวย</title><source>https://health.kapook.com/view212753.html</source><detail>ทำความรู้จัก กาสะลอง หรือดอกปีบ
ที่ไม่ได้มีแค่กลิ่นหอมและดอกสวยอย่างเดียวกันเถอะ
　
กาสะลอง (Cork Tree, Indian Cork) เป็นพืชในวงศ์ Bignoniaceae ลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ต้นสูงประมาณ 5-10 เมตร 
　
ตามตำรับยาแพทย์แผนไทยพบว่า ดอกกาสะลองหรือดอกปีบ มีสารฮิสพิดูลิน (Hispidulin) และสารฮอร์เทนซิน (Hortensin) มีคุณสมบัติช่วยบำรุงปอด มีฤทธิ์ขยายหลอดลม ช่วยบรรเทาอาการโรคหอบหืดได้ 
　
นอกจากนี้ หากนำมาทำเป็นชา ชาดอกปีบจะช่วยขับน้ำดี ขยายหลอดลม บรรเทาอาการไซนัส หรือถ้ามีดอกปีบปริมาณมากๆ สามารถนำมาต้มเพื่อทำเป็นน้ำมันหอมไว้ทาผิวก็ได้เช่นกัน
　
ทั้งสวย ทั้งมีประโยชน์แน่นแบบนี้ หวังว่าทุกคนจะได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับดอกกาสะลองไปไม่มากก็น้อยนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กาสะลอง, ดอกปีบ</keywords><date>2019-08-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1947</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565330032.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1498"><Nid>1942</Nid><title>8 ผลไม้รสอร่อย บรรเทาอาการเจ็บคอได้ด้วย</title><source>https://health.kapook.com/view212400.html</source><detail>มหัศจรรย์ผลไม้ 8 ผลไม้รสอร่อย บรรเทาอาการเจ็บคอได้ด้วย
ใครไม่ชอบกินยาแก้ไอ ต้องอ่าน!
　
1. มะนาว
มะนาวมีกรดซิตริก (Citric) และวิตามินซีสูง ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้
　
2. มะขามป้อม
มีวิตามินซีสูง พ่วงด้วยสารแทนนิน (Tannin) ที่มีคุณสมบัติแก้เจ็บคอ แก้ไอ ลดเสมหะ และบรรเทาอาการหวัด
　
3. มะขาม
มีวิตามินซีสูง แถมยังหากินได้ง่ายทุกฤดู
　
4. ส้ม
นอกจากจะมีวิตามินซีสูงแล้ว รสเปรี้ยวเล็กๆ ของส้มยังดีต่ออาการเจ็บคอของเราด้วย
　
5. เสาวรส
มีวิตามินซีสูง ช่วยกระตุ้นการผลิตน้ำลาย ทำให้รู้สึกชุ่มคอ ในขณะที่วิตามินซีในเสาวรสจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ
　
6. มะดัน
มีวิตามินซีสูง มีสรรพคุณช่วยแก้เจ็บคอ แก้ไอ ขับเสมหะ
　
7. สับปะรด
เด่นกว่าวิตามินซี ก็คือเอนไซม์ (Enzyme) ที่อยู่ในสับปะรด มีสรรพคุณลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำคอ
　
8. ลูกสำรอง
มีสรรพคุณแก้เจ็บคอ แก้ไอ

หากใครมีอาการไอหรือเจ็บคออยู่บ่อยๆ แต่ไม่อยากกินยาที่รสชาติไม่อร่อย ลองหาผลไม้พวกนี้กินแทนดู หากินง่าย รสชาติอร่อยด้วยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ผลไม้, เจ็บคอ</keywords><date>2019-08-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1942</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565153384.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1499"><Nid>1941</Nid><title>ซิลิกาแอโรเจล ความหวังของการสร้างอาณานิคมอวกาศ</title><source>https://www.bbc.com/thai/features-49028848</source><detail>เพิ่มอุณหภูมิบนดาวอังคารด้วย "ซิลิกาแอโรเจล"
วัสดุล้ำยุค ความหวังของการสร้างอาณานิคมอวกาศ
　
ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่มีสภาพเหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์มากที่สุดในระบบสุริยะรองลำดับจากโลก แต่ด้วยสภาพบรรยากาศที่แห้งและหนาว ยังคงเป็นอุปสรรคในการสร้างฐานที่อยู่อาศัย
　
นาซ่า (NASA) ผุดไอเดียเพิ่มอุณหภูมิเฉพาะจุด โดยใช้ "ซิลิกาแอโรเจล" (Silica Aerogel) ซึ่งเป็นวัสดุโปร่งแสง มีอากาศเป็นส่วนประกอบถึง 99.8% มีความหนาแน่นกว่าอากาศทั่วไปเพียง 2 เท่า และเป็นของแข็งที่เบาที่สุดในโลก
　
เมื่อคลุมพื้นที่หนึ่งของดาวอังคารด้วยแผ่นซิลิกาแอโรเจล จะสามารถสร้าง "ภาวะเรือนกระจกของแข็ง" (Solid-State Greenhouse Effect) ขึ้นมาในบริเวณดังกล่าว โดยวัสดุโปร่งแสงจะกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ภายใน และถ่ายทอดสู่ด้านล่าง ทำให้พื้นที่นั้นอบอุ่นขึ้น
　
ถือว่าขยับใกล้เข้าไปอีกก้าวสำหรับการสร้างอาณานิคมของมนุษย์บนต่างดาว ยังไงพวกเราชาวโลก ขอเอาใจช่วยให้ทำได้สำเร็จนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ซิลิกา, ซิลิกาแอโรเจล</keywords><date>2019-08-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1941</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565153326.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1500"><Nid>1938</Nid><title>ทำไมคนเราถึงฝัน?</title><source>http://scienceillustratedthailand.com/medicine , https://www.nicetofit.com , https://www.scimath.org/article-science/item/6655-dream</source><detail>“ความฝันคืออะไร?” 

          ความฝัน คือ การสะสมของมโนภาพ ความประทับใจ เหตุการณ์ต่างๆ และอารมณ์ที่เรารู้สึกขณะหลับ บางครั้งความฝันก็มีพื้นฐานมาจากเรื่องราวในชีวิตจริง แต่หลายครั้งความฝันก็ออกมาในรูปแบบนามธรรมที่เต็มไปด้วยอารมณ์และภาพในจินตนาการ

 

“ทำไมคนเราถึงฝัน?”

          แม้ร่างกายเราจะกำลังนอนหลับพักผ่อน แต่สมองไม่ได้ปิดตัวเองไปด้วย มันยังคงทำหน้าที่ดูแลระบบสารเคมีต่างๆ เซลล์ประสาทยังคงทำงานแม้เราจะหลับไปแล้วก็ตาม ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วจะกล่าวว่าขณะที่เราหลับ เรามีการฝันตลอดเวลาก็ว่าได้ เพราะสมองยังคงมีการทำงานอยู่ตลอดเวลา อยู่ที่ว่าเราจะจำได้หรือจำไม่ได้เท่านั้นเอง 

          การนอนหลับมีอยู่ 2 ระยะคือ Rapid Eye Movement (REM) กับ Slow-wave (SW) หรือ Non-rapid Eye Movement (non-REM) ซึ่งเกิดขึ้นสลับกันไปมา 5-6 รอบในแต่ละคืน โดยเฉลี่ยรอบละ 90 นาที

          การฝันมักเกิดขึ้นในการหลับระยะ REM เป็นหลักและจะชัดเจนมากเพราะมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยว ข้องในระยะนี้ ในช่วงนี้สมองในส่วน Prefrontal Cortex เกือบจะหยุดการทำงานทั้งหมด ดังนั้น ความฝันของเราจึงมักจะแปลกประหลาด และมักจะไม่เป็นเหตุเป็นผล

          การนอนหลับแบบ REM ที่เกิดในช่วงแรกๆ จะสั้นประมาณ 10 นาที และความฝันของเรามักจะเกี่ยวข้องกับอารมณ์ในตอนนั้น แต่ REM ในครั้งหลังๆ จะเกิดนานถึงชั่วโมง และความฝันที่เกิดขึ้นมักจะเกี่ยวข้องกับความทรงจำระยะยาว

          การนอนหลับแบบ SW เป็นช่วงที่เราหลับลึก คลื่นสมองช้าลงและสูงขึ้น สมองทำงานสอดคล้องเป็นอย่างดี และยากที่จะปลุกให้ตื่น การนอนในช่วง SW เป็นเวลาที่เราหลับและร่างกายได้ฟื้นฟู และเป็นช่วงที่ร่างกายเราเผาผลาญไขมัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่นอนหลับไม่เพียงพอจะทำให้อ้วนได้ ในช่วงการหลับแบบ SW เราจะฝันแบบไม่ปะติดปะต่อและไม่ค่อยมีความหมาย

          การนอนหลับช่วง SW ช่วยให้เราเก็บบันทึกความทรงจำ โดยการทบทวนข้อมูลที่เราเรียนรู้ในแต่ละวัน ในขณะที่การนอนในช่วง REM จะประมวลผลความจำเหล่านั้นรวมเข้ากับข้อมูลที่เรารู้อยู่แล้ว

 

“สาเหตุที่ทำให้เราฝัน ?” 

          สำหรับนักจิตวิทยาสมัยใหม่ ที่ศึกษาขบวนการการเกิดความฝันของคน มองว่าความฝันนั้น เป็นหนึ่งในกลไกทางจิต เพื่อปลดปล่อยความกลัดกลุ่ม และความตึงเครียดภายในจิตใจ ดังนั้นเมื่อเกิดการฝันขึ้น จะทำให้สภาพจิตใจรู้สึกผ่อนคลายลง โดยระบุถึงสาเหตุที่ทำให้คนเราฝัน ได้แก่

          1. ฝันที่มาจากความเจ็บปวด - เมื่อสภาพจิตใจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ทำให้ภาวะจิตใจในขณะนั้นกระตุ้นให้เกิดความฝันที่ยังหมกมุ่นอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

          2. ฝันจากเรื่องค้างคาใจการใช้ชีวิตประจำวัน - หากการกระทำบางอย่างยังไม่บรรลุผลหรือประสบความสำเร็จ จึงทำให้เกิดความคิดที่ยังคงติดอยู่กับเหตุการณ์เหล่านั้น ฝันลักษรนะนี้ช่วยแก้ปัญหาที่คาใจได้

          3. ฝันอันเนื่องมาจากประสบการณ์ในอดีตที่อาจจะลืมไปแล้ว - แต่เมื่อพบเจอเหตุการณ์ที่มีความเกี่ยวข้องกัน ก็สามารถกระตุ้นให้เรานำกลับมาเป็นความฝันลักษณะนี้ได้ เช่นกัน

 

          Prefrontal Cortex - สมองกลีบหน้าผากส่วนมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนพฤติกรรม การรับรู้ที่ซับซ้อน บุคลิกและการตัดสินใจ

          REM (Rapid Eye Movement) - การนอนที่ตาเคลื่อนที่ไปมาในระหว่างที่เราหลับ

          SW (Slow-wave) – การนอนที่ตาwไม่เคลื่อนที่ช่วยบันทึกความทรงจำในแต่ละวัน
</detail><keywords>ความฝันเดอะซีรีส์, ความฝัน, เหตุการณ์, อารมณ์, การนอนหลับ, คลื่นสมอง, นักจิตวิทยา</keywords><date>2019-08-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1938</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1565056406.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1501"><Nid>1935</Nid><title>น้ำบนดวงจันทร์ การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์</title><source>https://www.prachachat.net/spinoff/science-technology/news-47037</source><detail>เผยโฉมครั้งแรก แผนที่น้ำบนดวงจันทร์ อันพาไปสู่โครงการอวกาศในอนาคต
　
ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบราวน์ (Brown University) ได้ทำแผนที่แสดงจุดที่มีน้ำ พร้อมกับปริมาณของน้ำในแต่ละแหล่งบนพื้นผิวดวงจันทร์ขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยใช้ข้อมูลของยานสำรวจแอลคอร์สส์ (LCROSS - Lunar Crater Observation and Sensing Satellite) ที่ตรวจพบน้ำครั้งแรกบนดวงจันทร์ ประกอบกับอุปกรณ์สำรวจหินแร่ นำมาทำเป็นกราฟแสดงข้อมูลน้ำในชั้นผิวนอกสุดของดวงจันทร์
　
ถึงแม้ว่า น้ำที่มีอยู่บนดวงจันทร์ เมื่อเทียบแล้วมีน้อยกว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ในสันทรายในทะเลทรายที่แห้งแล้งที่สุดของโลก แต่ก็ดีกว่าไม่พบน้ำเลย แผนที่น้ำอันนี้จะนำไปต่อยอด โครงการอวกาศในอนาคต ทีมผู้เชี่ยวชาญยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเรื่องนี้โดยเฉพาะต่อไปนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำ, ดวงจันทร์, พื้นผิวดวงจันทร์</keywords><date>2019-08-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1935</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1564959141.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1502"><Nid>1933</Nid><title>หลับใน ขณะขับรถ</title><source>https://www.thaihealth.or.th/Content/49631-7+พัฒนาการมหัศจรรย์จากการอ่าน.html</source><detail>หลายคนมักจะมองข้ามอาการง่วงขณะขับรถ เพราะคิดว่าสามารถควบคุมอาการง่วงที่เกิดขึ้นได้ ซึ่ง “อาการหลับใน” แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สามารถก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ โดยจากข้อมูลสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการหลับในขณะขับรถ กรมทางหลวง ระหว่างปี 2551-2561 พบว่า การหลับใน เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุร้อยละ 4 ของจำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น

มาดูอีกตัวเลขที่น่าสนใจจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระหว่าง 2551-2561 พบว่า จำนวนคดีอุบัติเหตุจราจรที่มีสาเหตุจาก “การหลับใน” มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะปี 2559-2560 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแบบเท่าตัว

การหลับใน คืออะไร?

ข้อมูลจากมูลนิธิไทยโรดส์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ระบุว่า สมองมีกลไกควบคุมการหลับและการตื่นในส่วนที่เรียกว่า “ไฮโปธาลามัส” ส่วนสำคัญส่วนนี้จะทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการตื่นและการนอนตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง โดยปัจจัยของเวลาและความอิ่มท้องจะเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นที่จะส่งผลให้มนุษย์รู้สึกตื่นตัวหรือง่วงนอน

“การหลับใน” คือ การหลับในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงชั่ววูบเดียว เป็นภาวะที่ร่างกายมีการทำงานลดลง หรือช้าลง เป็นการสับสนระหว่างการหลับในและการตื่น โดยมีการหลับเข้ามาแทรกการตื่นอย่างเฉียบพลันโดยไม่รู้ตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 1-2 วินาที นอกจากนี้กรมสุขภาพจิตระบุว่า “การหลับใน” เป็นอันตรายเช่นเดียวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะผลต่อการทำงานของสมองส่วนประมวลผล (brain processing) ทำให้การตัดสนใจแย่ลง (Impair judgment) การตอบสนองช้าลง (slower reflexes) ในขณะที่นักวิจัยจาก The University Of New south Wales และ University of Otago ค้นพบว่า การอดนอนเป็นเวลา 17-19 ชั่วโมง เปรียบเหมือนร่างกายมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเท่ากับ 0.05 (ระดับอ้างอิงตามกฎหมายต้องต่ำว่า 0.05) หมายความว่าหากเราอดนอน 17- 19 ชั่วโมงแล้วไปขับรถก็เท่ากับว่าทำผิดกฎหมาย</detail><keywords>หลับใน, หลับในขับรถ, accident, car</keywords><date>2019-08-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1933</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1564717323.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1503"><Nid>1928</Nid><title>ความแตกต่างของเสื้อชูชีพและเสื้อพยุงตัว</title><source>https://health.kapook.com/view196142.html</source><detail>เสื้อชูชีพ VS เสื้อพยุงตัว
ใครเป็นใคร ต่างกันยังไง เดี๋ยวรู้เลย
　
หากใครเคยไปเที่ยวด้วยการเดินทางทางน้ำบ่อยๆ คงจะคุ้นชินกับเสื้อสีส้มสดใสที่เราเข้าใจว่าเป็นเสื้อชูชีพ แต่รู้หรือไม่ จริงๆ แล้วเสื้อสีส้มนั้นอาจเป็นเสื้อพยุงตัว ไม่ใช่เสื้อชูชีพ เอ๊ะ...แล้วเสื้อ 2 แบบนี้แตกต่างกันยังไง?
　
เสื้อชูชีพ ถูกออกแบบมาช่วยชีวิตโดยตรง มีแรงลอยตัวสูง ใช้ได้กับทุกสภาพอากาศ ถูกออกแบบให้พลิกตัวผู้ประสบภัยให้หงายหน้าขึ้น จึงสามารถใช้กับผู้ที่หมดสติได้ด้วย ส่วนมากจะมีนกหวีดและที่เติมลมติดมาด้วย
　
เสื้อพยุงตัว เหมาะกับกีฬาทางน้ำมากกว่า มีข้อดีที่ใส่สบาย เคลื่อนไหวได้คล่อง แต่ก็มีข้อจำกัด คือ ถูกออกแบบให้ช่วยลอยตัวในน้ำมากกว่าเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิต ไม่สามารถใช้กับผู้ที่หมดสติได้ เพราะเสื้อพยุงตัวจะไม่ช่วยพลิกใบหน้าให้หงายขึ้นเหนือน้ำได้
　
รู้ถึงความต่างของเสื้อชูชีพและเสื้อพยุงแล้วใช่ไหมครับ แต่สิ่งที่ช่วยชูชีพที่สำคัญที่สุดเวลาเกิดเหตุไม่คาดฝัน คือ "สติ" หากเกิดเหตุการณ์ทางน้ำขึ้นมาจริงๆ ไม่แนะนำให้ว่ายเข้าฝั่งเพราะทำให้หมดแรงได้ ควรตั้งสติ และประคองร่างกายให้ลอยตัวอยู่เหนือน้ำ แล้วตะโกนขอความช่วยเหลือ จะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เสื้อชูชีพ, เสื้อพยุงตัว</keywords><date>2019-07-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1928</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1564467520.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1504"><Nid>1925</Nid><title>10 วิธีประหยัดน้ำอย่างง่าย</title><source>https://home.kapook.com/view129790.html</source><detail>มาประหยัดให้ครบวงจร วันก่อนแชร์วิธีประหยัดไฟแล้ว วันนี้มาดู 10 วิธีประหยัดน้ำ เริ่มทำง่ายๆ ได้ที่บ้านกันครับ
　
1. เช็คท่อน้ำและก๊อกไม่ให้รั่ว
การที่ปล่อยให้ก๊อกหรือท่อน้ำมีรอยรั่ว แม้จะน้อยนิด แต่ก็ทำให้สูญเสียน้ำไปได้ในทุกนาที
　
2. ไม่ทิ้งขยะลงชักโครก
ไม่ว่าจะเป็นผ้าอนามัย กระดาษชำระ หรือก้นบุหรี่ หากทิ้งลงชักโครกไปแล้ว จำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมากในการดันสิ่งแปลกปลอมพวกนี้ลงไป
　
3. ตรวจเช็คถังเก็บน้ำกดชักโครกเสมอ
หากมีรอยรั่วก็จะมีน้ำไหลลงตลอดเวลา ให้หมั่นเช็คง่ายๆ โดยการใส่สีผสมอาหารลงไปบนถังเก็บแล้วกดน้ำทิ้ง เพื่อดูว่ามีน้ำสีไหลออกมาหลัง 30 วินาทีหรือไม่
　
4. ปิดน้ำระหว่างแปรงฟัน
หากเราเปิดน้ำทิ้งไว้ตอนแปรงฟัน เราจะสูญเสียน้ำเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน
　
5. ปิดน้ำระหว่างถูสบู่
บางคนใช้วิธีเบี่ยงตัวหลบน้ำจากฝักบัวเพื่อถูสบู่ แต่ถ้าอยากประหยัดน้ำจริงๆ ให้ปิดน้ำทุกครั้งที่ถูสบู่ แล้วค่อยเปิดอีกทีตอนเสร็จแล้ว
　
6. ซักผ้าครั้งละมากๆ
ประหยัดน้ำได้มากกว่าการทยอยซักอย่างมาก
　
7. อาบน้ำให้เร็วขึ้น
การอาบน้ำ 4 นาที เท่ากับใช้น้ำประมาณ 75 - 150 ลิตร หากเราอาบน้ำให้เสร็จเร็วขึ้น ก็เท่ากับประหยัดน้ำได้มากขึ้น
　
8. เลี่ยงการแช่อ่างอาบน้ำ
บางคนชินกับการนอนแช่ในอ่างอาบน้ำ พอแช่เสร็จก็ต้องลุกขึ้นมาล้างตัวด้วยฝักบัวอีกรอบ ถือเป็นการใช้น้ำสองเท่าเลยทีเดียว
　
9. เปลี่ยนวิธีล้างจาน
หลายคนใช้วิธีเปิดก๊อกน้ำให้น้ำไหลผ่านจาน ทำให้สิ้นเปลืองน้ำ ให้เปลี่ยนเป็นการรองน้ำใส่ซิงค์ไว้ก่อน แล้วค่อยล้างจานทีเดียว
　
10. ไม่เปิดน้ำไหลผ่านผักและผลไม้
เหตุผลเดียวกับข้อ 9 ครับ นอกจากจะล้างไม่ค่อยสะอาดแล้ว ยังเป็นการเปลืองน้ำอีกต่างหาก ให้ใช้วิธีรองน้ำไว้ในซิงค์แล้วค่อยนำมาล้างจะสะอาดกว่า และประหยัดน้ำมากกว่าด้วย
　
เป็นไงบ้างละครับ ใครได้ลองทำวิธีประหยัดน้ำข้อไหนแล้ว อย่าลืมคอมเม้นท์มาบอกทีมงาน STKC กันบ้างนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ประหยัดน้ำ</keywords><date>2019-07-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1925</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1564462305.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1505"><Nid>1923</Nid><title>การทำงานของเข็มทิศ</title><source>https://www.prosoftgps.com/Article/Detail/74156</source><detail>เข็มทิศแบบดั้งเดิมทำงานยังไงกันนะ?
วันนี้มาเรียนรู้กันครับ
　
เข็มทิศ (Compass) ถือว่าเป็นอุปกรณ์สำคัญในการเดินทางสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นการล่องเรือ เดินป่า เดินเขา เนื่องจากในอดีตไม่ได้มีเทคโนโลยีที่สามารถนำทางได้สะดวกเหมือนปัจจุบัน
　
เข็มของเข็มทิศจะหมุนและชี้ไปทางทิศเหนือตลอด ตามแรงดูดจากสนามแม่เหล็กโลก ทำให้เราสามารถรู้ทิศอื่นๆ ได้ โดยแม่เหล็กในเข็มทิศนั้นจะมีขั้วแม่เหล็ก 2 ขั้ว คือ ขั้วเหนือ (N) และขั้วใต้ (S) โดยขั้วเหนือของแม่เหล็กจะดึงดูดขั้วใต้ของแม่เหล็กตัวอื่นเสมอ เช่นเดียวกับขั้วแม่เหล็กของโลก ด้วยสาเหตุนี้ลูกศรที่แสดงตำแหน่งทิศเหนือจึงถูกดึงดูดไปในทิศทางที่สอดคล้องกับสนามแม่เหล็กของโลกด้วยนั้นเอง 
　
แต่บางครั้งเข็มทิศก็ไม่ตรงเสมอไป เนื่องจากมีการรบกวนสัญญาณแม่เหล็กโลกตามพื้นที่ต่างๆ เลยต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นๆ เพิ่มเติมไปด้วย เช่น แผนที่ เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการเดินทางนั้นเองครับ
　
เป็นยังไงบ้างครับ กว่าจะมาเป็นเทคโนโลยีการนำทางง่ายๆ แค่ปลายนิ้วแบบทุกวันนี้ คนสมัยก่อนได้คิดค้นอะไรที่สุดยอดใช่เล่นเลยนะเนี่ย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เข็มทิศ, แม่เหล็ก</keywords><date>2019-07-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1923</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1564460768.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1506"><Nid>1920</Nid><title>แบคทีเรียกินเนื้อคน</title><source>https://health.kapook.com/view94644.html</source><detail>"แบคทีเรียกินเนื้อคน" อันตรายถึงขั้นพิการและเสียชีวิต แค่ชื่อก็น่ากลัวแล้วใช่ไหมละครับ? เราไปทำความรู้จักเรื่องนี้ให้มากขึ้นกันเถอะ
 　
โรคเนื้อเน่า หรือโรคแบคทีเรียกินเนื้อ (Flesh-eating Disease) เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียอย่างรุนแรงในผิวหนังชั้นลึก ตั้งแต่ชั้นหนังกำพร้า ชั้นหนังแท้ ชั้นไขมัน ไปจนถึงชั้นเนื้อเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ เจ้าแบคทีเรียดังกล่าวจะทำให้เซลล์ผิวหนังบริเวณที่ติดเชื้อตายทั้งหมดและลุกลามไปยังส่วนอื่นๆ ได้อีกด้วย
　
ซึ่งแบคทีเรียพวกนี้เกิดจากวัสดุที่สกปรก เช่น ตะปู หนาม ไม้ที่อยู่ในน้ำ แผลสัตว์กัด ข่วน แล้วไม่ทำความสะอาดให้ดี จนเชื้อแบคทีเรียกินเนื้อมีโอกาสเติบโต
　
ซึ่งหากโดนเจ้าแบคทีเรียเริ่มกัดกินเนื้อเข้าไปแล้ว จะมีอาการเจ็บ ปวด แดง ร้อน ที่ผิวหนังอย่างมาก อาการบวมแดงจะลุกลามอย่างรวดเร็ว แผลมีสีคล้ำ ม่วง ดำ  ซึ่งหากพบว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรรีบไปให้แพทย์วินิจฉัยและรับยาปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งการลุกลามก่อนที่จะสายเกินไปนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แบคทีเรีย</keywords><date>2019-07-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1920</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1564113826.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1507"><Nid>1917</Nid><title>น้ำตาลกรวดทำอาหารอร่อยกว่าน้ำตาลทรายจริงหรือ?</title><source>https://www.facebook.com/textile.phys.and.chem/photos/a.711374682234302/2525802284124857/</source><detail>หลายๆ คนอาจเคยได้ยินที่เค้าบอกกันว่า ใช้น้ำตาลกรวดทำอาหารจะอร่อยกว่า ทั้งที่ก็เป็นน้ำตาลเหมือนกับน้ำตาลทราย จริงเท็จอย่างไร วันนี้มาไขข้อสงสัยกันครับ
　
เมนูที่ต้องต้มหรือเคี่ยวเพื่อดึงรสชาติและความกลมกล่อมจากวัตถุดิบออกมา ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์หรือผักต่างๆ ควรต้องใช้น้ำตาลกรวดแทนน้ำตาลทราย
　
เนื่องจากการใส่น้ำตาลลงไปจะทำให้เกิด “การป้องกันการแพร่” ของสารให้รสชาติออกจากวัตถุดิบ และ “การป้องกันการออสโมซิส” หรือพูดง่ายๆ คือจะเป็นการป้องกันไม่ให้สารให้รสชาติต่างๆ ที่อยู่ข้างในวัตถุดิบไหลออกมานั่นเอง ซึ่งผิดกับจุดประสงค์ของการทำอาหารประเภทการเคี่ยว การต้ม ที่ต้องการดึงสารต่างๆ เหล่านี้ออกมาผสมกัน
　
การใช้น้ำตาลกรวดที่มีผลึกใหญ่กว่าส่งผลให้มีการละลายที่ช้ากว่า ทำให้ถึงแม้เราจะใส่น้ำตาลกรวดลงไป ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการดึงรสชาติของวัตถุดิบแต่อย่างใด เป็นเหตุผลที่ว่าอาหารบางประเภท การใช้น้ำตาลกรวดจะทำให้รสชาติของอาหารดีกว่าได้นั่นเองครับ
　
แต่ไม่ใช่ว่าต่อจากนี้ต้องใช้น้ำตาลกรวดแทนทุกเมนูล่ะครับ เมนูไหนที่ไม่ต้องต้มหรือเคี่ยว ไม่ต้องการดึงรสชาติภายในวัตถุดิบออกมา ก็จะให้ผลลัพธ์ของรสชาติไม่ต่างจากการใช้น้ำตาลทรายเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำตาลกรวด, น้ำตาลทราย</keywords><date>2019-07-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1917</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1564027348.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1508"><Nid>1909</Nid><title>แพ้กลูเตน ต้องหลีกเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง</title><source>https://health.kapook.com/view211671.html</source><detail>แพ้กลูเตนคืออะไร?
ต้องหลีกเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง
　
กลูเตน (Gluten) คือ โปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้มากในข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวไรย์ หรือเมล็ดธัญพืชชนิดอื่นๆ กลูเตนเป็นโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยให้พลังงาน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ไม่ต่างกับโปรตีนชนิดอื่นๆ
　
แต่กลูเตนจะส่งผลเสียกับผู้ที่แพ้กลูเตนเท่านั้น ซึ่งการแพ้กลูเตนเกิดจากความผิดปกติของระบบย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายไม่สามารถย่อยกลูเตนได้ ซึ่งก็จะคล้ายกับอาการแพ้นมวัวของผู้ที่มีอาการแพ้แลคโตส ที่จะมีอาการท้องอืดและท้องเสียนั่นแหละครับ
　
หากใครที่รับประทานแป้งแล้วมีอาการแบบนี้ ให้สงสัยว่าตัวเองมีอาการแพ้กลูเตน ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง และพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไปนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กลูเตน, Gluten</keywords><date>2019-07-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1909</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1563771583.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1509"><Nid>1907</Nid><title>การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เราพูดภาษาที่สองได้ดีขึ้น</title><source>https://health.kapook.com/view203770.html</source><detail>เคล็ดลับพูดภาษาอังกฤษให้คล่อง แค่ดื่มแอลกอฮอล์ก็พูดได้จริงหรือ?
　
วันนี้ไม่ได้มาสนับสนุนให้น้องๆ ดื่มแอลกอฮอล์แต่อย่างใดนะครับ แต่จะพามาเรียนรู้ว่า แอลกอฮอล์นั้นเกี่ยวอะไรกับการเรียนรู้ภาษา?
　
งานวิจัยจาก University of Liverpool Maastricht University และ King’s College London ได้ทำการทดลองให้นักศึกษาชาวเยอรมันจำนวน 50 คน ที่ลงเรียนภาษาดัตช์ และผ่านการสอบมาแล้ว ได้มาคุยกับเจ้าของภาษาเป็นเวลา 2 นาที โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยให้กลุ่มหนึ่งดื่มน้ำเปล่า และอีกกลุ่มดื่มแอลกอฮอล์
　
หลังจากทำการการทดลองสิ้นสุดลงพบว่า กลุ่มที่ดื่มแอลกอฮอล์จะมีความโดดเด่นในเรื่องของสำเนียงมากกว่ากลุ่มของคนที่ดื่มน้ำเปล่า ถึงแม้ว่านักวิจัยยังไม่สามารถสรุปได้ว่าแอลกอฮอล์มีผลต่อภาษาจริงหรือไม่ แต่ที่เห็นชัดๆ คือ แอลกอฮอล์สามารถลดความกังวลในการใช้ภาษาได้อย่างชัดเจน ทำให้สามารถกล้าพูด กล้าออกสำเนียงมากกว่าปกตินั่นเอง
　
อย่างไรก็ตาม ถ้าน้องๆ อยากมีสำเนียงภาษาที่ 2 ที่ดีขึ้น ไม่จำเป็นต้องดื่มแอลกอฮอล์ก็ได้นะครับ แค่มีความกล้า มั่นใจในการออกสำเนียง เท่านี้ก็ดีขึ้นแน่นอนครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แอลกอฮอล์, งานวิจัย</keywords><date>2019-07-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1907</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1563646047.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1510"><Nid>1906</Nid><title>แว่นกันแดด ปกป้องสายตาเราได้อย่างไร</title><source>https://www.laservisionthai.com/health-corner/แว่นกันแดดsunglasses</source><detail>แว่นกันแดดทำมาจากอะไร?
และป้องกันแสงแดดได้ยังไง มาดูกันเลยครับ
　
ก่อนอื่น มารู้จักรังสี UV ในแสงแดดกันก่อน รังสีอัลตร้าไวโอเลต (Ultra Violet) หรือรังสี UV เป็นรังสีที่มองไม่เห็น ในแสงแดดจะประกอบด้วยรังสี UVA 90% และ UVB 10% โดยรังสีพวกนี้ส่งผลกับโรคเกี่ยวกับตาทั้งหลาย เช่น ต้อลม, ต้อเนื้อ, กระจกตาอักเสบ, ต้อกระจก และโรคจอประสาทตาเสื่อม เราจึงต้องป้องกันดวงตาของเราให้ดี
 　
สำหรับวัสดุที่นำมาใช้ทำเลนส์แว่นตากันแดดมีด้วยกันหลายชนิด เช่น วัสดุประเภทโพลีคาร์บอนเนท (Polycarbonate) ซึ่งมีคุณสมบัติที่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ถึง 99% เลยทีเดียว ส่วนวัสดุที่เป็นพลาสติก ก็ใช้วิธีนำสารป้องกันแสงแดดเคลือบลงไปนั่นเอง และวัสดุที่จะนำมาทำเลนส์นั้น จะต้องมีคุณสมบัติที่สามารถป้องกันรังสี UVB ได้อย่างน้อย 70% และรังสี UVA ได้อย่างน้อย 60%
　
พอจะรู้ความร้ายกาจของเจ้ารังสี UV กันแล้วใช่ไหมละครับ ครั้งหน้า หากต้องออกไปกลางแจ้ง หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดด อย่าลืมหาแว่นกันแดดสักอัน เพื่อใช้ปกป้องดวงตาของคุณกันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แว่นกันแดด, รังสี UV, Ultra Violet</keywords><date>2019-07-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1906</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1563616450.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1511"><Nid>1905</Nid><title>ดูอ่อนกว่าวัยได้ด้วย 7 อาหารชะลอวัย</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72782/-blo-scihea-sci-</source><detail>วันนี้ขอเสนอ 7 อาหารชะลอวัย
ใครอยากดูอ่อนกว่าวัย ต้องดูเลยครับ
　
1. ผักสลัดน้ำ หรือ วอเตอร์เครส (Watercress) อุดมไปด้วยแคลเซียม โพแทสเซียม แมงกานีส ฟอสฟอรัส และวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินบี 1 และบี 2 และสารต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยเหลือให้ผิวพรรณสุขภาพดีขึ้น
　
2. พริกหยวกแดง อุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อเรียกว่า แคโรทีนอยด์ (Carotenoid)
　
3. มะละกอ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น และช่วยลดริ้วรอยต่างๆ บนผิวได้อีกด้วย
　
4. บรอกโคลี มีสารที่ช่วยลดการอักเสบ (Anti-Inflammatory) และมีสารอาหารที่ช่วยชะลอการแก่ก่อนวัย
　
5. ถั่ว โดยเฉพาะถั่วอัลมอนด์ เป็นแหล่งอุดมไปด้วยวิตามินอี ที่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อของผิวหนัง
　
6. อะโวคาโด มีสรรพคุณช่วยให้ผิวนุ่ม เรียบเนียน อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี วิตามินเค วิตามินเอ และโพแทสเซียม
　
7.  ทับทิม อุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย
　
เป็นไงบ้างครับ สำหรับอาหารทั้ง 7 ชนิดที่ช่วยชะลอวัย แถมยังหาซื้อง่ายอีกด้วย หากใครอยากดูอ่อนกว่าวัย สามารถเลือกทานได้ตามสะดวกเลยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>อาหารชะลอวัย, สารต้านอนุมูลอิสระ</keywords><date>2019-07-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1905</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1563616267.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1512"><Nid>1902</Nid><title>ทำไมน้ำในแก้วถึงไม่ล้นเมื่อน้ำแข็งละลาย</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/73568/-sciche-sci-</source><detail>หากใส่น้ำแข็งและน้ำจนเต็มแก้ว
วางทิ้งไว้จนน้ำแข็งละลาย ทำไมถึงไม่มีน้ำล้นออกมา?
　
สาเหตุที่น้ำไม่ล้นออกมานอกแก้ว เนื่องจากน้ำแข็งมี "ความถ่วงจำเพาะ" (Specific Gravity) ต่ำกว่าน้ำ โดยเมื่อน้ำแข็งส่วนที่ลอยพ้นอยู่เหนือระดับน้ำละลายกลายเป็นน้ำแล้ว ปริมาตรของน้ำแข็งที่ละลายไป จะทดแทนปริมาตรของน้ำแข็งส่วนที่จมอยู่ใต้ระดับน้ำได้พอดี 
　
หรือพูดง่ายๆ คือ มวลทั้งหมดของวัตถุที่ลอยน้ำได้ เท่ากับมวลของน้ำในส่วนที่เว้าหายไป ดังนั้น เมื่อน้ำแข็งในแก้วน้ำละลายจนหมด จะไม่ทำให้น้ำในแก้วล้นออกมานั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ความถ่วงจำเพาะ, น้ำแข็ง</keywords><date>2019-07-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1902</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1563429762.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1513"><Nid>1899</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/เบนจามิน_แฟรงคลิน</source><detail>เบนจามิน แฟรงคลิน (อังกฤษ: Benjamin Franklin) (17 มกราคม ค.ศ. 1706 [O.S. 6 มกราคม ค.ศ. 1705]– 17 เมษายน ค.ศ. 1790) เป็นหนึ่งในบิดาผู้สร้างชาติของสหรัฐอเมริกา เบนจามิน แฟรงคลิน เป็น ช่างพิมพ์ คนเรียงพิมพ์ นักเขียน นักปรัชญา นักการเมืองนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์ นักปฏิรูป และนักการทูต คนสำคัญในยุคเรืองปัญญาของสหรัฐอเมริกา

ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เขามีผลงานหลายอย่างในด้านฟิสิกส์ ผลงานที่สำคัญคือคิดค้นสายล่อฟ้า และผลงานอื่นเช่นแว่นไบโฟคอล เตาแฟรงคลิน และฮาร์โมนิกาแก้ว เขาเป็นผู้เริ่มก่อตั้งห้องสมุดแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา และก่อตั้งสถานีดับเพลิงแห่งแรกในรัฐเพนซิลเวเนีย ผลงานในฐานะนักการเมืองเขาเป็นนักเขียนและผู้นำการเคลื่อนไหวคนสำคัญไปสู่การแยกตัวออกจากอาณานิคมและร่วมก่อตั้งชาติสหรัฐอเมริกา[1] ในฐานะนักการทูต เขาได้เป็นทูตคนสำคัญในช่วงปฏิวัติอเมริกาเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศฝรั่งเศส ซึ่งนำไปสู่การแยกตัวของประเทศจากอาณานิคมของอังกฤษในที่สุด

แฟรงคลินเริ่มต้นชีวิตจากการเป็นนักเรียงพิมพ์ในฟิลาเดลเฟีย ซึ่งสร้างความมั่งคั่งจากหนังสือ Poor Richard's Almanack และหนังสือพิมพ์เพนน์ซิลเวเนียแกเซตต์ (Pennsylvania Gazette) แฟรงคลินมีความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีชื่อเสียงในฐานะนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของโลกคนหนึ่ง นอกจากนี้เขาได้เป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย และวิทยาลัยแฟรงคลินแอนด์มาร์แชลล์ เขายังได้รับเลือกให้เป็นประธานคนแรกของสมาคมปรัชญาอเมริกา

จากผลงานของแฟรงคลินทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และการเมือง เขาได้ถูกยกย่องและกล่าวถึงในหลายด้าน เขาปรากฏในธนบัตรของสหรัฐอเมริกา (100 ดอลลาร์สหรัฐ) ชื่อของเขายังปรากฏเป็นชื่อ เมือง เคาน์ตี สถานศึกษา และผลงานอีกหลายด้านยังมีการกล่าวถึงตราบจนปัจจุบัน


 
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, นักเขียน, นักปรัชญา, นักการเมือง, สถานีดับเพลิง</keywords><date>2019-07-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1899</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1563415245.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1514"><Nid>1898</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ โรเบิร์ต บอยล์ (Robert Boyle)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/โรเบิร์ต_บอยล์</source><detail>โรเบิร์ต บอยล์ (อังกฤษ: Robert Boyle; FRS[4]; 25 มกราคม ค.ศ. 1627 – 31 ธันวาคม ค.ศ. 1691) เป็นชาวแองโกล-ไอริช[5] เป็นนักปรัชญาธรรมชาติ นักเคมี นักฟิสิกส์ และนักประดิษฐ์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ผลงานที่โดดเด่นของบอยล์คือ เป็นผู้คิดค้นกฎของบอยล์[6] ซึงอธิบายว่า ความสัมพันธ์เชิงสัดส่วนจะผกผันระหว่างความดันสัมบูรณ์และปริมาตรของก๊าซ ถ้าอุณหภูมิถูกทำให้คงที่ภายในระบบปิด (ทางฟิสิกส์)

 

โรเบิร์ต บอยล์เกิดที่ปราสาทลิสมอร์ เคานตี้วอเตอร์ฟอร์ด ประเทศไอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2170 เป็นบุตรคนที่ 7 ในครอบครัวที่มีฐานะดี บิดาชื่อริชาร์ด บอยล์ มีฐานะร่ำรวยที่สุดของอังกฤษในสมัยนั้น[ต้องการอ้างอิง] และมีฐานันดรศักดิ์สูง คือ เอิร์กแห่งคอร์ก (Eark fo Cork) บิดาเป็นคนที่เลี้ยงดูบุตรอย่างเข้มงวดมาก ในตอนเด็กบอยล์มีความจำที่ดีมาก สามารถสนทนาภาษาละตินและฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่วตั้งแต่อายุ 8 ขวบ บิดาจึงส่งไปเรียนที่วิทยาลัยอีตัน และบอยล์ก็เรียนหนังสือเก่ง เมื่ออายุ 11 ขวบ บอยล์ถูกส่งไปเรียนต่อที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และใช้เวลาเรียนกับการเดินทาง เพื่อเพิ่มประสบการณ์ชีวิตในยุโรปนาน 6 ปี จึงเดินทางกลับเพราะได้ข่าวบิดาเสียชีวิตและครอบครัวกำลังแตกแยก เนื่องจากพี่น้องบางคนสนับสนุนกษัตริย์และบางคนสนับสนุน โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell) เมื่อกลับถึงอังกฤษ บอยล์เดินทางไปพำนักที่คฤหาสน์สตอลบริดจ์ในดอร์เซต ครั้นเมื่อพี่ชายชื่อโรเจอร์ และพี่สาว เลดี้ แรนเนอลาจ์ (Lady Ranelagh) เห็นบอยล์มีความสามารถทางภาษาจึงสนับสนุนให้เขาลองทำงานด้านวรรรกรรมกับกวี จอห์น มิลตัน แต่โดยไม่รู้สึกตื่นเต้นหรือสนุก จึงหันไปสนใจวิชาเกษตรศาสตร์และเบนความสนใจไปทางด้านแพทยศาสตร์ จน

กระทั่งวันหนึ่งบอยล์ได้ไปซื้อยาที่ร้านขายยาและเภสัชกรจ่ายยาผิดทำให้บอยล์ล้มป่วย การไม่สบายครั้งนั้นทำให้เขาหันมาสนใจธรรมชาติของสารอย่างจริงจัง เมื่อบอยล์อายุ 18 ปี ที่ Gresham College ในลอนดอนมีแพทย์นักวิทยาศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักปรัชญา นักอุตสาหกรรม มาประชุมพบปะกัน อย่างสม่ำเสมอ เพื่อฟังการบรรยายความรู้วิทยาศาสตร์ของกาลิเลโอ โคเปอร์นิคัส และเบคอน เรื่องต่าง ๆ ที่มีเนื้อหา ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ แพทย์ ฯลฯ และบอยล์ก็เดินทางมาประชุมด้วยในปี พ.ศ. 2193 สมาชิกหลายคนของสมาคมได้ย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากที่เมืองออกซฟอร์ดนานถึง 14 ปี เพราะเป็นที่มีปราชญ์หลายคน เช่น จอห์น วอลลิส (John Wallis) คริสโตเฟอร์ เรน และโรเบิร์ต ฮุก จนกระทั่งวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2203 สมาชิก 12 คน ของสมาคม รวมทั้งบอยล์ก็ร่วมกันจัดตั้งสมาคมวิชาการ ชื่อ วิทยาลัยเพื่อการส่งเสริมการเรียนรู้การทดลองคณิตศาตร์และฟิสิกส์ ซึ่งต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น ราชสมาคมแห่งลอนดอน (Royal Society of London) และได้รับการรับรองอย่างถูกกฎหมายในปี พ.ศ. 2205 สมาคมเป็นสมาคมวิทยาศาตร์แห่งแรกของโลกที่ยังดำรงสถานภาพอยู่ได้จนทุกวันนี้

ขณะอยู่ที่ออกซฟอร์ด บอยล์ได้อ่านตำราวิทยาศาสตร์ของเบคอนและกาลิเลโอ และหนังสือ Principles of Philosophy ของเรอเน เดการ์ตความคิดของปราชญ์เหล่านี้เข้ามามีอิทธิพลต่อวิธีคิดของบอยล์ในภายหลังมาก เมื่อบอยล์อ่านผลการทดลองของ เอวานเจลิสตา โตร์ริเชลลี(Evangelista Torricelli) เมื่อปี พ.ศ. 2187 เรื่องความดันปรอทในหลอดแก้วคว่ำ เขารู้สึกสนใจประเด็นที่เตอร์รีเชลลีอ้างว่าบริเวณเหนือปรอทมีสุญญากาศตามรูปแบบที่ออตโต ฟอน กูริค (Otto von Guericke) เคยสร้างไว้ ความสามารถในการทำอปกรณ์ของฮุกช่วยให้บอยล์พบว่า เสียงต้องการอากาศในการเคลื่อนที่ เพราะเขาได้ยินเสียง ลูกตุ้มกว่งแผ่วลงๆ เวลาอากาศถูกสูบออกจากขวดแก้วที่บรรจุเทียนไขที่กำลังลุกไหม้จนหมด เทียนไขจะดับ ส่วนนกและแมวที่อยู่ในภาชนะที่สูบอากาศออกจนหมดก็จะตาย บอยล์จึงสรุปได้ว่าอากาศคือองค์ประกอบสำคัญสำหรับการสันดาปและสำหรับการหายใจของสิ่งมีชีวิตในปี พ.ศ. 2204

แม้งานวิจัยส่วนใหญ่ของบอยล์จะมีรากฐานอยู่กับวิชาเล่นแร่แปรธาตุแบบดั้งเดิม แต่ปัจจุบันเขาได้รับยกย่องให้เป็นนักเคมียุคใหม่คนแรก เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเคมีแห่งยุคใหม่
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, กฎของบอยล์, นักเคมี, นักฟิสิกส์</keywords><date>2019-07-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1898</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1563415021.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1515"><Nid>1897</Nid><title>วันอาสาฬหบูชา</title><source>https://hilight.kapook.com</source><detail>วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันอังคาร ที่ 16 กรกฎาคม 2562 
วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ของทุก ๆ ปี ถือเป็นวันหยุดราชการและวันหยุดธนาคาร
วันอาสาฬหบูชา คือวันที่พระพุทธเจ้าได้ทรงประกาศพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรก 
โดยแสดงปฐมเทศนา อันได้แก่ “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” และเกิดมีสาวกรูปแรกขึ้น 
ซึ่ง เป็นวันแรกที่ม พระพุทธ  พระธรรม พระสงฆ์ ครบองค์พระรัตนตรัย </detail><keywords>วันอาสาฬหบูชา, Asalha Bucha Day, ทำบุญตักบาตร</keywords><date>2019-07-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1897</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1563187680.png</img_link><category>ปรัชญา,จริยธรรมและศาสนา</category></row>
<row _id="1516"><Nid>1896</Nid><title>หลอดไฟ LED นวัตกรรมที่เพิ่งสมบูรณ์เมื่อไม่นานนี้</title><source>https://hilight.kapook.com/view/109305</source><detail>หลอดไฟ LED นวัตกรรมที่เพิ่งสมบูรณ์เมื่อไม่นานนี้ แถมได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์อีกด้วย คืออะไร? ไปดูกันครับ
　
เดิมทีหลอดไฟ LED มีทั้งชนิดแสงสีแดงและสีเขียวมานานแล้ว แต่หลอดไฟ LED แสงสีฟ้าเพิ่งถูกค้นพบ ซึ่งเมื่อนำทั้งสามสีมารวมกัน ก็ทำให้ได้หลอดไฟ LED แสงสีขาว ถือเป็นทางเลือกในการให้แสงสว่างที่มีประสิทธิภาพ
　
และผู้ค้นพบก็คือ นักวิทยาศาสตร์จากญี่ปุ่น 3 คน และทำให้เขาคว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ 2014 จากผลงานคิดค้นหลอดไฟ LED แสงสีฟ้าไปได้นั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หลอดไฟ, หลอดไฟ LED</keywords><date>2019-07-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1896</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1563161003.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1517"><Nid>1895</Nid><title>10 วิธีประหยัดไฟฉบับเริ่มวันนี้ได้เลย</title><source>https://home.kapook.com/view81530.html</source><detail>มาช่วยที่บ้านประหยัดไฟกัน
กับ 10 วิธีประหยัดง่ายๆ ที่ทำได้เอง
　
1. เปิดแอร์เพียง 25 องศา
ควรเปิดที่อุณหภูมิ 25 องศา และควรตั้งเวลาปิดให้เป็นประจำ เพื่อป้องกันการลืมปิดแอร์
　
2. ดูดฝุ่นเพียง 2 - 3 ครั้งต่อเดือน
สำหรับบ้านทีไม่ได้เลี้ยงสัตว์ หรือไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะมีฝุ่นมาก ให้ลดการดูดฝุ่น เหลือเพียง 2 - 3 ครั้งต่อเดือนก็เพียงพอ
　
3. ถอดปลั๊กไฟทุกครั้งหลังใช้งาน
ปิดสวิตซ์อย่างเดียวคงไม่พอ ต้องถอดปลั๊กทุกครั้งหลังใช้งานด้วย สามารถประหยัดไฟได้มากขึ้น
　
4. เปลี่ยนหลอดไฟทั่วไปเป็นแบบหลอดประหยัดไฟ
หลอดไฟฟลูออเรสเซ้นส์หรือหลอดไฟ LED ถึงแม้จะมีราคาสูงกว่าหลอดไฟประเภทอื่น แต่สามารถประหยัดค่าไฟได้มากกว่าถึง 75%
　
5. ซัก-รีดผ้าหลายๆ ตัวในครั้งเดียว
ซักหรือรีดผ้าครั้งละมากๆ เพื่อลดการใช้ไฟฟ้า โดยเฉพาะผู้ที่รีดผ้าทุกเช้า ครั้งละตัวสองตัว เปลี่ยนพฤติกรรมด่วนเลย
　
6. ลดการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
ลดใช้เครื่องไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นเช่น เครื่องปั่นน้ำ เตาอบ กระทะไฟฟ้า
　
7. เคลียร์ตู้เย็น แช่เฉพาะของจำเป็นเท่านั้น
ยิ่งของมากก็ยิ่งกินไฟมาก ลองจัดการตู้เย็น แช่เฉพาะของที่จำเป็นเท่านั้น
　
8. เลิกใช้แปรงสีฟันและที่โกนหนวดไฟฟ้า
แค่แปรงสีฟันหรือที่โกนหนวดธรรมดาก็เพียงพอแล้วสำหรับชีวิตประจำวัน ลดการใช้ไฟฟ้าไปได้ตั้งเยอะ
　
9. ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น
บางคนชอบเปิดทุกดวงเพื่อให้บ้านสว่างไสว แต่ถ้าเราเลือกเปิดเฉพาะดวงที่จำเป็นจริงๆ และก่อนออกจากบ้านไม่ลืมสำรวจเพื่อปิดไฟทุกดวงก่อนออกจากบ้าน จะประหยัดไฟได้มากขึ้นด้วยล่ะ
　
10. ติดเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหว เพื่อเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า
หากใครขี้หลงขี้ลืม ให้ลงทุนติดเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวเพื่อเปิดหรือปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะที่มีคนอยู่ หรือไม่มีคนอยู่นั่นเอง
 　
และนี่ก็คือ 10 ข้อประหยัดไฟแบบง่ายๆ ถ้าเราลองเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ค่าไฟจะลดลงเยอะเลย หากใครไม่สามารถทำตามได้ทั้ง 10 ข้อ ลองเลือกทำเฉพาะที่ทำได้ดู แล้วลองดูว่าสิ้นเดือนนี้ค่าไฟจะลดลงเท่าไรกันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ประหยัดไฟ</keywords><date>2019-07-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1895</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1563160891.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1518"><Nid>1894</Nid><title>กินแป้งอย่างไรให้ไม่อ้วน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74033/-sci-scihea-</source><detail>อยากกินแป้ง แต่ไม่อยากอ้วน
ทำยังไงดี?
　
หลายๆ คนโดยเฉพาะผู้หญิง เลือกที่จะลดน้ำหนักโดนวิธี ลดแป้ง ลดของหวาน ใช่ไหมล่ะครับ แต่ในสังคมไทยที่แป้งเป็นอาหารหลักของเรา เราจะทำยังไงได้บ้าง? เรามาดูวิธีกินแป้งแบบให้อ้วนน้อยที่สุดกันครับ
　
แป้ง คือ คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrates) สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน
　
1. คาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (Simple Carbohydrate)
คาร์โบไฮเดรตประเภทนี้สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ง่าย ทำให้น้ำตาลสะสมอยู่ในร่างกายเยอะขึ้น และหากเราไม่มีการออกกำลังกายที่ถูกต้อง จะทำให้ร่างกายอ้วน ซึ่งอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ได้แก่ ข้าวขาว แป้งขัดขาว ขนมปังขาว น้ำตาล และอื่นๆ
　
2. คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex Carbohydrate)
เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะถูกย่อยอย่างช้าๆ เพราะมีเส้นใยอาหารจำนวนมาก รวมถึงมีคุณค่าทางสารอาหารอยู่มากมาย  เช่น แป้งไม่ขัดขาว ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช ผักใบเขียว ถั่วต่างๆ ทำให้อิ่มนาน และยังเปลี่ยนเป็นพลังงานได้ช้าด้วยล่ะครับ
　
ต่อจากนี้หากใครกำลังควบคุมอาหารอยู่ ขอให้เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุดเป็นสำคัญนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แป้ง, คาร์โบไฮเดรต</keywords><date>2019-07-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1894</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1563160638.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1519"><Nid>1893</Nid><title>วันเข้าพรรษา (Buddhist Lent Day) 2562</title><source>http://event.sanook.com/day/lent/</source><detail>วันเข้าพรรษา 2562 ตรงกับวันที่ 17 กรกฎาคม 2562
วันเข้าพรรษา เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศานาที่พระสงฆ์เถรวาทจะอธิษฐานว่าจะพักประจำอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งตลอดฤดูฝนเป็นระยะเวลา 3 เดือนตามที่พระธรรมวินัยได้บัญญัติไว้โดยไม่ไปค้างแรมที่อื่น หรืออาจพูดเป็นภาษาทั่วไปว่า จำพรรษา (พรรษา แปลว่า ฤดูฝน , จำ แปลว่า พักอยู่) พิธีเข้าพรรษานี้ถือว่าเป็นข้อปฏิบัติสำหรับพระสงฆ์โดยตรง ไม่สามารถละเว้นได้ทุกกรณี ซึ่งการเข้าพรรษาตามปกติจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี (หรือเดือน 8 หลัง ถ้ามีเดือน 8 สองหน) และจะสิ้นสุดลงในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา

กิจกรรมวันเข้าพรรษา
1. ร่วมกิจกรรมทำเทียนจำนำพรรษาและถวายเทียนพรรษา
2. ร่วมกิจกรรมถวายผ้าอาบน้ำฝน และจตุปัจจัยแก่ภิกษุสามเณร
3. ร่วมทำบุญ ตักบาตร ฟังธรรมเทศนา รักษาอุโบสถศีล
4. อธิษฐาน งดเว้นอบายมุขต่างๆ</detail><keywords>วันเข้าพรรษา, buddhistlentday, วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา</keywords><date>2019-07-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1893</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1563160222.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1520"><Nid>1892</Nid><title>ดวงจันทร์อาจเคยมีสิ่งมีชีวิต</title><source>https://www.bbc.com/thai/international-44936812</source><detail>นักชีวดาราศาสตร์เสนอแนวคิดใหม่ที่ว่า
"ดวงจันทร์" อาจจะเคยมีสิ่งมีชีวิตมาก่อน!?
　
ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ได้เปิดเผยว่า ดวงจันทร์อาจเคยมีสิ่งมีชีวิตมาก่อน
　
เมื่อดวงจันทร์เกิดใหม่เริ่มเย็นตัวลงราว 4 พันล้านปีก่อน กลุ่มก๊าซร้อนและไอน้ำที่พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าในช่วงก่อกำเนิด ได้สะสมตัวจนเป็นชั้นบรรยากาศ ซึ่งมีความหนาเพียงพอจะเก็บกักรักษาน้ำในรูปของเหลวให้คงอยู่บนพื้นผิวดาวได้
　
ซึ่งคาดการณ์ได้ว่า น่าจะมีสิ่งมีชีวิตแบบพื้นฐานอย่างไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) เกิดขึ้น โดยอาศัยกระบวนการเดียวกันกับการก่อกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลกของเรานี่เอง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจเคยมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงราว 70 ล้านปี ก่อนที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์และไร้สิ่งมีชีวิตในที่สุด
　
เป็นไงบ้างครับสำหรับความรู้เรื่องดวงจันทร์วันนี้ แต่นี่เป็นเพียงแค่การสันนิษฐานที่ไม่ได้ยืนยันว่า ดวงจันทร์เคยมีสิ่งมีชีวิต แต่เป็นการเพิ่มข้อสังเกตเวลาสำรวจดวงจันทร์ครั้งต่อไป ให้หาร่องรอยสิ่งมีชีวิตที่อาจเคยเกิดขึ้นก็เป็นได้
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดวงจันทร์, สิ่งมีชีวิต</keywords><date>2019-07-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1892</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1562911435.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1521"><Nid>1889</Nid><title>5 เรื่องน่ารู้ของไข่ไก่</title><source>https://guru.sanook.com/6521/</source><detail>เรื่องใกล้ตัวที่เคยสงสัยหรืออาจคิดไม่ถึงเกี่ยวกับไข่ไก่
วันนี้เรามาดู 5 เรื่องน่ารู้ของไข่ไก่กันครับ
　
1. ทำไมไข่ทุกฟองไม่ฟักเป็นตัว
ไข่ที่เรากินทุกวันนี้ เป็นไข่ที่ไม่ผ่านกระบวนการปฏิสนธิ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าเราจะพยายามนำไปฟักยังไง ก็ไม่มีทางเป็นตัวได้แน่นอน
　
2. ไม่ควรกินไข่ดิบ
เนื่องจากไข่ไก่อาจจะมีเชื้อโรคปะปนอยู่ และหากเรากินไข่ขาวดิบ มันจะผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้ไปโดยไม่ได้ย่อย ร่างกายจึงไม่สามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ 
　
3. ช่องวางไข่ในตู้เย็น ทำให้อายุไข่สั้นลง
หากต้องการยืดอายุการเก็บไข่ในตู้เย็น ให้นำใส่ภาชนะและนำไปเก็บในตู้เย็นช่องปกติ เนื่องจากถาดชั้นวางไข่ที่ประตูตู้เย็นมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดอื่นในตู้
　
4. การเก็บไข่ ควรนำด้านแหลมลง
เนื่องจากหากนำด้านป้านหรือด้านที่กว้างกว่าลง ไข่แดงจะลอยขึ้นไปติดเปลือกไข่ด้านบน ทำให้มีโอกาสไข่แดงแตกได้ง่ายกว่าเมื่อตอก
　
5. ไข่ไม่ได้เป็นแค่อาหาร
ไข่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ทำสบู่ ทำอาหารสัตว์ ทำปุ๋ย ทำกาว กำจัดสิวเสี้ยน และอื่นๆ อีกมากมาย
　
รู้แบบนี้แล้ว ลองนำ 5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไข่ไก่ไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง เผื่อว่าจะนำไปเสริมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์กันได้นอกเหนือจากในหนังสือเรียนกันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไข่ไก่</keywords><date>2019-07-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1889</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1562826254.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1522"><Nid>1882</Nid><title>5 ผักสวนครัวปลูกง่ายในรั้วบ้าน</title><source>https://www.baanlaesuan.com/46495/plant-scoop/edible-vegetable-fence-2</source><detail>การปลูกผักในบ้าน ใครว่ายาก?
วันนี้ขอนำเสนอ "ผักสวนครัว" ที่ปลูกง่ายๆ ในรั้วบ้านครับ
　
1. กะเพรา
กะเพราเป็นพืชชนิดที่สามารถปลูกได้ในดินทุกประเภท มีกลิ่นหอม เป็นไม้ล้มลุกที่นิยมใช้ปรุงเป็นอาหาร ไม่ว่าจะเป็นกะเพราขาวหรือกะเพราแดง ความสูงของต้นประมาณ 30-60 เซนติเมตร โตเร็ว เลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน ระบายน้ำได้ดี 
　
2. คะน้า
เป็นผักอายุสั้นที่มีก้านแข็ง นิยมรับประทานกันทั้งต้นและใบ อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งแคลเซียม วิตามินซี และเบต้าแคโรทีน
　
3. โหระพา
ผักชนิดนี้มีกลิ่นหอม หน้าตาคล้ายกะเพรา มีสรรพคุณช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดหรือปักชำกิ่ง
　
4. ตะไคร้
สามารถขยายพันธุ์ได้ง่าย เพียงนำต้นที่ตัดใบมาปักชำในดินร่วนที่มีแสงแดดครึ่งวัน ประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ ก็จะเริ่มแตกรากผลิใบใหม่ 
　
5. พริก
เป็นพืชที่มีอายุ 1 - 2 ปี ปลูกเลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี ขยายพันธุ์ด้วยการหยอดเมล็ดลงในกระบะเพาะ
　
ถึงแม้ว่าผักชนิดเหล่านี้จะหาซื้อได้ง่ายตามตลาด แต่ถ้าได้ลองปลูกเอง กินเอง ก็ได้ความรู้และประสบการณ์แปลกใหม่ไปอีกแบบนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ผักสวนครัว</keywords><date>2019-07-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1882</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1562568046.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1523"><Nid>1881</Nid><title>สเปร์ยกันน้ำ กันน้ำได้อย่างไร</title><source>https://mgronline.com/onlinesection/detail/9600000068773</source><detail>นวัตกรรมสเปรย์กันน้ำ เปลี่ยนสิ่งของให้กันน้ำได้
ทำได้อย่างไร? มาดูกันเลยครับ
　
สเปรย์กันน้ำ มีคุณสมบัติสามารถฉีดพ่นไปยังรองเท้า เสื้อผ้า หรือสิ่งของต่างๆ ที่ทำจากผ้าให้สามารถกันน้ำได้
　
วิธีการทำงานของสเปรย์ดังกล่าวนั้น เกิดจากการพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบระดับนาโน ที่สร้างชั้นเคลือบขึ้นมาในรูและพื้นผิวของวัสดุ ซึ่งทำให้น้ำไม่เกาะบนพื้นผิว ทว่า ไม่สูญเสียคุณสมบัติในการทะลุผ่านของอากาศ และสามารถซักกับสบู่หรือผงซักฟอกเพื่อทำความสะอาดได้ปกตินั่นเอง
　
ในหน้าฝนแบบนี้ ลองหาเปรย์กันน้ำตามท้องตลาดมาฉีดรองเท้าที่ทำจากผ้ากันนะครับ แล้วฝนตกจะไม่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สเปรย์กันน้ำ</keywords><date>2019-07-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1881</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1562567671.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1524"><Nid>1880</Nid><title>ชานมไข่มุก บริโภคมากไปเกิดอันตรายได้</title><source>https://health.kapook.com/view210938.html</source><detail>ในยุคนี้เป็นยุคที่วัยรุ่นหลายๆ คนนิยมบริโภค "ชานมไข่มุก" กันจำนวนมาก สังเกตได้จากร้านชานมไข่มุกตามห้างสรรพสินค้าที่มักจะมีคนต่อคิวซื้อสินค้ากันอยู่เสมอ ทีมงาน STKC จึงอยากนำเสนอข้อเสียของการดื่มชานมไข่มุกในปริมาณมาก เพื่อจะได้ระวังโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ หากบริโภคเยอะเกินไปครับ
　
ชาไข่มุกที่ดูเป็นมิตรและอร่อย แต่รู้ไหมครับ...ว่าชาไข่มุกเสี่ยงต่อเป็นโรคร้ายหลายโรคมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย
　
1. โรคอ้วน
ชานมไข่มุก 1 แก้ว มีพลังงานสูงถึง 240 - 360 กิโลแคลอรี่ และยังเต็มไปด้วยปริมาณน้ำตาลอีกด้วย
　
2. โรคเบาหวาน
ในชานมไข่มุก มีทั้งน้ำเชื่อม นมข้นหวาน และน้ำตาล นอกจากนั้นในไข่มุกก็ยังต้มในน้ำเชื่อมอีกด้วย จึงทำให้มีปริมาณน้ำตาลสูงเลยทีเดียว
　
3. ท้องผูก
บางคนชอบกลืนหรือเคี้ยวไข่มุกไม่ละเอียดก่อนกลืน ทำให้ระบบย่อยของร่างกายย่อยไข่มุกได้ยากกว่าปกติ ส่งผลให้มีปัญหากับระบบขับถ่ายและระบบย่อยอาหารได้
　
4. โรคหัวใจและหลอดเลือด
ในชานมนั้นมีทั้งน้ำตาลและไขมันอิ่มตัว ต่างก็เป็นโทษต่อสุขภาพของ ยิ่งถ้าใช้ครีมเทียมที่มีไขมันทรานส์ก็ยิ่งอันตรายต่อหัวใจมากขึ้น
　
แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป เพราะในปัจจุบันนี้ ร้านชานมไข่มุกหลายร้านเริ่มออกแบบเมนูที่ทำจากวัตถุดิบเพื่อสุขภาพ และแคลอรี่ต่ำ ฉะนั้นเลือกทานแต่พอดี และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แค่นี้ก็ปลอดภัยแล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ชานมไข่มุก</keywords><date>2019-07-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1880</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1562567495.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1525"><Nid>1879</Nid><title>ทำไมน้องแมวถึงนอนหลับอุตุได้ทั้งวัน?</title><source>https://www.honestdocs.co/why-cats-sleep-so-much</source><detail>ตามธรรมชาติของน้องแมวจะชอบนอนหลับในตอนกลางวันและตื่นในเวลากลางคืน ซึ่งโดยปกติน้องแมวจะนอนหลับเฉลี่ยวันละ 15 ชั่วโมง ซึ่งมากกว่าคนถึง 7-8 ชั่วโมงเลยทีเดียว ในขณะที่บางตัวสามารถนอนได้ถึง 1 วันเต็มๆ วันนี้เรามีความรู้เกี่ยวกับการนอนของน้องแมวมานำเสนอดังนี้

นอนหลับเพื่อสะสมพลังงาน

น้องแมวจะมีสัญชาตญาณนักล่าอยู่ในตัวเช่นเดียวกับสิงโตหรือเสือที่จะนอนหลับในเวลากลางวันและออกล่าเหยื่อในเวลากลางคืน ซึ่งการนอนเป็นเวลานานๆจะช่วยให้น้องแมวมีพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การปืนป่ายหรือการกระโดด โดยลูกแมวและแมวที่อายุมากจะนอนนานกว่าแมวโตทั่วไป

แพทเทิร์นการนอนหลับ

เช่นเดียวกับมนุษย์ น้องแมวจะมีช่วงเวลาหลับลึกและหลับตื้น  ส่วนใหญ่ของการนอนจะเป็นการหลับตื้น ในขณะที่น้องแมวหลับตื้น จะสามารถลุกขึ้นได้อย่างว่องไวเมื่อมีสิ่งมากระทบตัว ส่วนการหลับลึกจะกินระยะเวลาประมาณ 5 นาทีเท่านั้น โดยแพทเทิร์นของการนอนจะสลับไปสลับมาระหว่างหลับตื้นและหลับลึกเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าน้องแมวจะตื่น

นอนหลับเมื่ออากาศเป็นใจ 

จากการศึกษา พบว่าอากาศมีผลต่อการนอนของน้องแมวเช่นเดียวกับมนุษย์ คือถ้าอากาศเป็นใจเช่นฝนตก อากาศเย็น น้องแมวก็อาจเคลิ้มหลับได้ง่ายขึ้นและนอนได้นานขึ้น

อย่างไรก็ตามแม้ว่าน้องแมวจะมีสัญชาตญาณนักล่าและชอบนอนหลับตอนกลางวันมากกว่ากลางคืน แต่น้องแมวก็สามารถปรับตัวและพฤติกรรมการนอนได้ดีและสอดคล้องกับเวลาของมื้ออาหารเช่นเดียวกับมนุษย์ ทำให้เค้าสามารถใช้เวลาอยู่กับคุณได้ในตอนกลางวัน  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าเค้าเหลือพลังงานที่สะสมเอาไว้จากการนอนมากน้อยเท่าใดด้วย</detail><keywords>ทาสแมว, ลูกแมว, พลังงาน, ขนแมว, เลี้ยงแมว</keywords><date>2019-07-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1879</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1562553059.png</img_link><category>สัตวศาสตร์</category></row>
<row _id="1526"><Nid>1876</Nid><title>ช้อน ส้อม นำเข้าไมโครเวฟได้ไหม?</title><source>https://www.dek-d.com/education/37592</source><detail>"ห้ามเอาช้อนส้อมเข้าไมโครเวฟนะ มันจะเกิดประกายไฟ" ประโยคที่คุณแม่หลายๆ ครอบครัวอาจเคยดุพวกเราตอนเด็กๆ ว่าแต่เคยสงสัยกันไหมครับ ว่าทำไมคุณแม่ถึงได้พูดแบบนั้น
　
จริงๆ ประโยคนี้ก็มีส่วนถูก แต่ไม่ทั้งหมดครับ
　
เพราะว่าเราสามารถนำช้อนเข้าไมโครเวฟได้ ในขณะที่ห้ามนำส้อมเข้าไมโครเวฟเด็ดขาด เพราะปลายส้อมมีลักษณะแหลม และอิเล็กตรอนที่สะท้อนไปมาในไมโครเวฟสามารถทำให้ความร้อนไปสะสมอยู่ที่ปลายส้อมได้ และเมื่ออิเล็กตรอนวิ่งไปที่อื่นไม่ได้ ก็จะทำให้ร้อนจัดจนสปาร์คเกิดเป็นประกายไฟได้
　
ต่างจากช้อนที่มีลักษณะแบน กว้าง ทำให้ไม่เกิดการสะสมอยู่ที่ใดที่หนึ่ง จึงไม่ร้อนจัดจนเกิดประกายไฟเหมือนส้อมได้นั่นเองครับ
　
แต่เพื่อความปลอดภัยและความสบายใจของคุณแม่ ไม่นำสิ่งของประเภทโลหะเข้าไมโครเวฟจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โลหะ, ไมโครเวฟ</keywords><date>2019-07-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1876</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1562323526.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1527"><Nid>1873</Nid><title>ปกหนังสือ อาจไม่ได้ปกป้องหนังสือเสมอไป</title><source>https://www.facebook.com/textile.phys.and.chem/photos/a.711374682234302/2541498965888522</source><detail>ปกห่อหนังสือสามารถทำลายหนังสือสุดรักได้จริงหรือ?
ความจริงเป็นยังไง...มาดูกันเลยครับ
　
พลาสติกที่นิยมนำมาห่อปกหนังสือส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นกลุ่ม PVC (Polyvinyl Chloride) ที่ผสมสารต่างๆ เพื่อทำให้มีความเหนียวนุ่มและปกป้องหนังสือได้ดี เช่น สารต้านการออกซิเดชัน (Antioxidants), สารเขมือบกรด (Acid Scavengers), สารพลาสติไซเซอร์ (Plasticizers)
　
และเมื่อปกพลาสติกเกิดความเสื่อมสลายเนื่องจากการโดนแสงและความร้อน จะส่งผลเสียต่างๆ โดยเฉพาะสาร Antioxidants เมื่อถูกใช้งานเพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพของพลาสติก โดยกลไกการยอมถูกออกซิไดซ์ไปก่อน จะทำให้สารผลิตภัณฑ์ที่มีสีเหลือง เช่น สารประกอบสติลบีน (Stilbene Derivatives) ทำให้พลาสติกนั้นมีสีเหลือง และสามารถเคลื่อนตัวไปยังกระดาษ เป็นสาเหตุที่ทำให้หนังสือกลายเป็นสีเหลืองได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ปกหนังสือ, พลาสติก PVC, Antioxidants</keywords><date>2019-07-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1873</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1562227884.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1528"><Nid>1866</Nid><title>มาตรการควบคุม "ขยะ"</title><source>https://www.seub.or.th/bloging/สถานการณ์/ขยะ-ระเบิดเวลาสิ่งแวดล/</source><detail>หลายประเทศตั้งเป้าหมายในการกำจัดถุงพลาสติกที่เป็นส่วนประกอบหลักของขยะพลาสติกในทะเล ทั้งทวีปอเมริกา แอฟริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง ที่ออกมาตรการเพื่อลดจำนวนถุงพลาสติกอย่างจริงจัง ทั้งการออกกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติก รณรงค์ให้ใช้ถุงแบบใช้ซ้ำได้ การเก็บค่าถุงพลาสติกจากลูกค้า การเก็บภาษีสำหรับการผลิตและการนำเข้าถุงพลาสติก และการเก็บภาษีถุงพลาสติก

ยกตัวอย่าง ประเทศไอร์แลนด์ เริ่มบังคับใช้การจัดการขยะโดยการเก็บภาษีถุงพลาสติก 15 ยูโรเซนต์ต่อใบ เมื่อปี 2544 ซึ่งปีแรกที่เริ่มเก็บภาษี พบว่า สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกได้ประมาณร้อยละ 90 จาก 1,200 ล้านใบเหลือเพียง 235 ล้านใบ ทำให้ขยะทั่วประเทศมีปริมาณลดลงอย่างมาก ต่อมาปี 2550 ไอร์แลนด์ขึ้นภาษีถุงพลาสติกเป็น 22 ยูโรเซนต์ หลังที่ยอดการใช้ถุงพลาสติกในช่วงปี 2547-2549 เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ด้านมาตรการลดปัญหาไมโครบีดส์ ไมโครพลาสติกที่มักใช้ในอุตสาหกรรมการดูแลผิวและเครื่องสำอาง อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ลงนามห้ามใช้ ไมโครบีดส์เพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มความปลอดภัยของแหล่งน้ำ

ทางด้านกลุ่มประเทศที่เป็นต้นเหตุของการปล่อยขยะลงสู่มหาสมุทรจำนวนมากที่สุดในโลก โดยมีผู้แทนจากประเทศไทย จีน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ให้สัตยาบันจะไม่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเล แต่ยังไม่ปรากฏมาตรการในการดำเนินงานที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว ในเวทีการประชุมนานาชาติว่าด้วยมหาสมุทร (The Ocean Conference) ของสหประชาชาติ ที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน 2560

ซึ่งในประเทศไทย สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กำลังเสนอร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม (พ.ศ. 2560) ในวันที่ 16 กันยายน ที่มีการผลักดันการแก้ไข้ปัญหาขยะมูลฝอย ของเสียอันตราย และสารอันตรายของประเทศไทย ซึ่งได้มุ่งเน้นการจัดการซากผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการป้องกันแก้ปัญหาอุตสาหกรรมที่เป็นอันตรายและมูลฝอยติดเชื้อ

ในขณะเดียวกัน คุณอรยุพา สังขะมาน ผู้แทนมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ในตำแหน่งอนุกรรมการการจัดทำรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อร่างรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยอยากให้เพิ่มเติมมาตรการการควบคุมขยะพลาสติกตั้งแต่ต้นทาง เช่นการจัดเก็บภาษีจากผู้ผลิตพลาสติก หรือการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจากผู้บริโภคในสินค้าฟุ่มเฟือยบางประเภท รวมถึงไปถึงการควบคุมไมโครพลาสติก

แม้การปลูกจิตสำนักให้แก่ประชาชนในการลด ละ เลิก และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับถุงพลาสติกที่ไม่จำเป็นจะเป็นเรื่องดี แต่มันเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายทางเท่านั้นซึ่งได้ผลไม่เกินร้อยละ 10  และทิศทางการรณรงค์จากหลายพื้นที่หรือบริษัทที่ทำการเก็บเงินค่าถุงพลาสติกจะช่วยให้ผู้บริโภคเกิดการตระหนัก เช่น บริษัท Decathlon ที่มีนโยบายคิดเงินค่าถุงจากลูกค้า แต่การดำเนินการเพียงบางพื้นที่หรือบางบริษัทยังเป็นเพียงการรณรงค์ที่ไม่แพร่หลายไปทั่วประเทศ การออกกฎหมาย เช่น การเก็บภาษีถุงพลาสติกจากบริษัทผู้ผลิต หรือการมีนโยบายให้ลูกค้าจ่ายเงินค่าถุงพลาสติกจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นทาง เกิดเป็นมาตรฐานการจัดการดูแล ควบคุม และแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในระดับประเทศอย่างมีประสิทธิภาพที่แท้จริง ดังที่เคยเกิดขึ้นในต่างประเทศมาแล้ว

เมื่อเราไม่อาจแบ่งแยกมหาสมุทรออกจากกัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากไมโครพลาสติกยังคงแผ่กระจายวงกว้าง สัตว์น้อยใหญ่ ตั้งแต่แพลงก์ตอน ปลา นก วาฬกำลังประสบปัญหา

แล้วมนุษย์ที่อยู่ชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหารเล่า… คุณจะรับมือกับความเสี่ยงนี้อย่างไร?</detail><keywords>ขยะ, สถานการณ์ขยะ, มาตรการลดขยะ</keywords><date>2019-07-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1866</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1562035234.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านพื้นดิน-ธรณีวิทยา</category></row>
<row _id="1529"><Nid>1865</Nid><title>ความแตกต่างระหว่างขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72830/-blo-sciear-sci-</source><detail>ทำความรู้จักความแตกต่างระหว่างขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้กันเถอะ
　
ขั้วโลกเหนือ มีชื่อเรียกว่า อาร์กติก (Arctic) ส่วนขั้วโลกใต้ มีชื่อเรียกว่า แอนตาร์กติก (Antarctica) โดยมีข้อแตกต่างกันดังนี้
　
พื้นที่ในทวีปอาร์กติกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศต่างๆ ได้แก่ ประเทศแคนาดา รัฐอลาสกา สหรัฐอเมริกา เดนมาร์ก เกาะกรีนแลนด์ รัสเซีย นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ และไอซ์แลนด์ ส่วนพื้นที่ทวีปแอนตาร์กติก ไม่ได้อยู่ในเขตของประเทศใดทั้งสิ้น
　
สัตว์ที่พบเจอก็แตกต่างกันออกไป ในขั้วโลกเหนือเรามักพบ กวางเรนเดียร์ วัวมัสก์ เลมมิ่ง กระต่ายป่าอาร์กติก กระรอก สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก และหมีขั้วโลก ส่วนขั้วโลกใต้เรามักพบแมวน้ำ และเพนกวิน
　
และนี่เป็นข้อมูลคร่าวๆ ที่ทำให้ได้รู้ว่า ทั้ง 2 ทวีป ถึงแม้จะมีสภาพอากาศที่หนาวเหมือนกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้มีอะไรเหมือนกันเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ขั้วโลกเหนือ, ขั้วโลกใต้</keywords><date>2019-06-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1865</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1561957267.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1530"><Nid>1864</Nid><title>ทำไมใบไม้ถึงเปลี่ยนได้หลายสี</title><source>https://www.sanook.com/campus/926371</source><detail>เพราะอะไร ทำไมใบไม้ต้นเดียวกันถึงเปลี่ยนได้หลายสี?
มาหาคำตอบไปด้วยกันเลยครับ
　
ในเซลล์พืช นอกจากสารสีคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ที่ทำให้พืชมีสีเขียวแล้ว ยังมีสารสีแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) เป็นสารให้สีแดงหรือสีส้ม และแซนโทฟิลล์ (Xantrophyll) เป็นสารสีเหลืองหรือสีน้ำตาล
　
ในเซลล์พืชจะมีสารทั้ง 3 ชนิดอยู่ด้วยกัน ถ้ามีสารสีชนิดใดมากกว่า พืชชนิดนั้นก็จะปรากฏให้เห็นสีของสารสีชนิดนั้นๆ มากที่สุด
　
ตามปกติแล้ว พืชจะสังเคราะห์แสงและสร้างคลอโรฟิลล์อยู่ตลอด จึงทำให้ใบมีสีเขียวตลอดเวลา เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ก็จะทำให้พืชสังเคราะห์แสงได้เปลี่ยนไป เมื่อคลอโรฟิลล์ลดลง ก็ทำให้สีอื่นๆ เด่นขึ้นแทนนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ใบไม้, ฤดูกาล</keywords><date>2019-06-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1864</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1561957144.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1531"><Nid>1861</Nid><title>เรื่องขนๆ ทำไมคนเรามีขนดกไม่เท่ากัน</title><source>https://health.kapook.com/view202290.html</source><detail>เรื่องง่ายๆ ที่อาจจะยังงงๆ ทำไมคนเราขนดกไม่เท่ากัน?
วันนี้เรามาไขคำตอบกันเลยครับ
　
ภาวะขนดกเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน วันนี้ทีมงาน STKC ได้ลองรวบรวมข้อมูลมาให้ดูได้ดังนี้
　
1. ขนดกจากพันธุกรรม - ถ้าครอบครัวเป็นคนที่ขนดกอยู่แล้ว เราก็มีโอกาสที่จะขนดกมากกว่าปกติ
　
2. ขนดกจากฮอร์โมน - มีฮอร์โมนเพศชายหรือแอนโดรเจนมากกว่าปกติ
　
3. ขนดกจากยา - การรับประทานยาบางชนิดโดยเฉพาะยาสเตียรอยด์ หรือยาคุมกำเนิดบางตัว ทำให้เกิดสภาวะขนดกได้
　
4. ขนดกจากต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ - ต่อมหมวกไตมีหน้าที่ควบคุมฮอร์โมนในร่างกาย หากต่อมหมวกไตทำงานผิดปกติ ก็จะทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน และทำให้ขนกดได้
　
5. ขนดกจากโรคอ้วน - ภาวะอ้วนสามารถส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนได้ ซึ่งมีโอกาสทำให้โอร์โมนเพศชายสูงเกินปกติได้
　
ถึงแม้ว่าการขนดกจะไม่ก่อให้เกิดการอันตรายใดๆ แต่ก็อาจทำให้หลายคนไม่มั่นใจในตัวเอง เราสามารถพบแพทย์เพื่อหาวิธีแก้ไขได้เลย ไม่ต้องอายกันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ขน</keywords><date>2019-06-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1861</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1561696374.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1532"><Nid>1855</Nid><title>ก๊าซไข่เน่า อันตรายถึงชีวิต</title><source>https://news.thaipbs.or.th/content/263823</source><detail>ระวังให้ดี "ก๊าซไข่เน่า" ดมเพียง 2-3 วินาทีก็มีโอกาสเสียชีวิตได้
　
ก๊าซไข่เน่า (Hydrogen Sulfide) เกิดจากการย่อยสลายจุลินทรีย์ในน้ำเสีย ขยะจากเศษอาหาร หรือจากสิ่งมีชีวิตที่มีโปรตีนสูงถูกย่อยสลาย โดยมีความเข้มข้นสูงตั้งแต่ 100 ppm จนไปถึง 1,000 ppm
　
โดยมีรายงานว่า หากสูดดมก๊าซไข่เน่าที่มีความเข้มข้น 100 ppm เข้าไปต่อเนื่องยาวนาน 30 นาทีจะทำให้เสียชีวิต แต่ถ้าหากมีความเข้มข้นสูงถึง 1,000 ppm สูดดมเข้าไปเพียง 2 - 3 วินาทีก็จะเสียชีวิตได้ทันที 
　
เพราะเมื่อสูดดมเข้าไป ก๊าซนี้จะบล็อกออกซิเจน ทำให้สมองขาดอากาศ ทำให้หมดสติและเสียชีวิต
　
รู้แบบนี้แล้ว หากได้กลิ่นอะไรที่ผิดปกติไม่ว่าจะกลิ่นอะไรก็ตาม ให้หลีกเลี่ยงกลิ่นนั้นเพื่อความปลอดภัยในชีวิตนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ก๊าซไข่เน่า, Hydrogen Sulfide</keywords><date>2019-06-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1855</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1561609463.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1533"><Nid>1849</Nid><title>เกร็ดความรู้ชุดนักบินอวกาศ</title><source>https://www.scimath.org/article-physics/item/7417-2017-08-08-07-35-22</source><detail>วันนี้มีเรื่องราวเกร็ดความรู้ของชุดนักบินอวกาศที่คุณอาจไม่เคยรู้มาฝากกันครับ
　
ชุดอวกาศประกอบไปด้วย ถุงมือ รองเท้าบู๊ท หมวกเล็ก ซึ่งมีอุปกรณ์ดำรงชีพอย่างเช่น ออกซิเจนสำหรับหายใจ น้ำดื่ม อุปกรณ์ควบคุมความดัน เฮดโฟน ไมโครโฟน เพื่อติดต่อสื่อสารกับนักบินอวกาศคนอื่นๆ และนักบินอวกาศต้องแบกถังออกซิเจนและน้ำติดหลังไปด้วย 
　
หากเราไม่ใส่ชุดนักบินอวกาศขณะที่อยู่ในอวกาศนั้น จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
　
คำตอบ คือ เราจะสลบภายในเวลา 15 วินาที ของเหลวในร่างกายจะเกิดฟองและแข็งตัวถึงจุดเยือกแข็ง ซึ่งนั่นจะทำให้เราเสียชีวิตในทันที ชุดอวกาศจึงเปรียบเสมือนเป็นเกราะชีวิตของนักบินอวกาศ ที่จะป้องกันการเข้า-ออกของอากาศ อีกทั้งยังช่วยนักบินอวกาศจากสภาพสูญญากาศในอวกาศที่ๆ ซึ่งความกดดันต่ำได้อีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ชุดนักบินอวกาศ, นักบินอวกาศ</keywords><date>2019-06-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1849</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1561436561.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1534"><Nid>1848</Nid><title>โครงสร้างของดวงอาทิตย์</title><source>http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/lesa212/2/sun/sun/sun.html</source><detail>ดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเราประกอบไปด้วยอะไรบ้าง? วันนี้เรามาดูกันเลยครับ

ดวงอาทิตย์ เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกของเรามากที่สุด มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นก๊าซไฮโดรเจน (Hydrogen) ที่ใจกลางของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิและแรงดันสูงมาก จนทำให้ก๊าซไฮโดรเจนหลอมรวมกันเป็นก๊าซฮีเลียม (Helium) และแผ่พลังงานออกมาอย่างมหาศาลเป็นความร้อนและแสงสว่าง
　
โครงสร้างของดวงอาทิตย์หลักๆ มีดังนี้
　
แกนกลาง : มีอุณหภูมิสูงกว่า 15 ล้านเคลวิน
　
โชนการแผ่รังสี : ส่วนที่พลังงานความร้อนถ่ายทอดออกสู่ส่วนนอก
　
โซนการพาความร้อน : พลังงานความร้อนถูกถ่ายทอดสู่ส่วนนอก
โดยการเคลื่อนที่ของก๊าซ
　
โฟโตสเฟียร์ : พื้นผิวของดวงอาทิตย์ 
　
โครโมสเฟียร์ : บริเวณที่อยู่เหนือขึ้นมาจากชั้นโฟโตสเฟียร์ มีอุณหภูมิสูงประมาณ 10,000 เคลวิน
　
คอโรนา : บรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ซึ่งแผ่ออกไปในอวกาศ มีอุณหภูมิสูงมากกว่า 1 ล้านเคลวิน
　
จากข้อมูลข้างต้น คงจะพอจินตนาการได้ว่าดวงอาทิตย์นั้นมีพลังงานสูงมาก เพราะฉะนั้นห้ามมองดวงอาทิตย์ด้วยตาเปล่า เพราะอาจทำให้มีโอกาสตาบอดได้ หรือหากวันไหนต้องอยู่ท่ามกลางแสงอาทิตย์นานๆ ควรหาแว่นกันแดดมาใส่เพื่อความปลอดภัยของดวงตากันด้วยนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดวงอาทิตย์, โครงสร้างดวงอาทิตย์</keywords><date>2019-06-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1848</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1561436449.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1535"><Nid>1847</Nid><title>ทำไมถึงห้ามดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเกินวันละ 2 ขวด</title><source>http://livewithdrug.com/2019/02/23/do-not-take-more-than-2-of-energy-drink-here-why</source><detail>สงสัยไหม ทำไมเครื่องดื่มชูกำลังมักจะขึ้นคำเตือนว่า
"ห้ามดื่มเกินวันละ 2 ขวด"
　
จุดประสงค์หลักของเครื่องดื่มชูกำลัง คือ เครื่องดื่มที่สามารถเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัว และกระฉับกระเฉงขึ้น คนที่ต้องทำงานหนักมักจะเลือกดื่มเพื่อให้ทำงานหามรุ่งหามค่ำได้ ซึ่งมีสารหลักๆ คือ น้ำตาลและคาเฟอีน (Caffeine)
　
องค์การความปลอดภัยของอาหารแห่งยุโรประบุไว้ว่า ในหนึ่งวันห้ามบริโภคคาเฟอีนมากกว่าวันละ 400 มิลลิกรัม เพราะอาจทำให้เกิดคาเฟอีนเป็นพิษ (Caffeine Toxicity) ซึ่งจะมีอาการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางมากเกินไป กระสับกระส่าย พูดจาสับสน ปวดท้อง หัวใจเต้นแรง และอาจเสียชีวิตได้
　
เครื่องดื่มชูกำลังทั่วไป จะมีคาเฟอีนอยู่ที่ 50 มิลลิกรัมต่อขวด การดื่ม 2 ขวด เท่ากับว่าร่างกายได้รับกาเฟอีนไปแล้วถึง 100 มิลลิกรัม จึงกำหนดไว้ว่าห้ามบริโภคเกินวันละ 2 ขวด เนื่องจากระหว่างวันอาจได้รับคาเฟอีนจากแหล่งต่างๆ ซึ่งถ้าหากไม่กำหนดเอาไว้ จะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดคาเฟอีนเป็นพิษนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เครื่องดื่มชูกำลัง, คาเฟอีน, caffeine</keywords><date>2019-06-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1847</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1561436282.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1536"><Nid>1846</Nid><title>ขนมปังขึ้นรากินได้หรือไม่</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72371/-blo-scihea-sci-</source><detail>"ถ้าขนมปังขึ้นรา แค่ฉีกส่วนนั้นทิ้ง ก็กินต่อได้แล้ว"
แท้จริงแล้วสามารถทำได้หรือไม่? มาหาคำตอบกันครับ
　
เชื้อรา สามารถอยู่ได้โดยการย่อยสลายและดูดซึมสารอาหารจากแหล่งที่มันไปอาศัยอยู่ เช่น บนขนมปัง ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์และเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งเราควรหลีกเลี่ยงการสูดดมขนมปังขึ้นรา เพราะอาจมีการสูดดมเอาสปอร์ของเชื้อราเข้าสู่ร่างกายได้ ในคนที่มีอาการแพ้สปอร์ของเชื้อรา อาจทำให้มีผลต่อระบบทางเดินหายใจหรือเกิดโรคหืดหอบได้เลยด้วย
　
เพราะฉะนั้น เมื่อเห็นขนมที่ขึ้นรา ถึงแม้ว่าจะเป็นจุดเล็กๆ ก็ควรทิ้งไปทันที เนื่องจากเส้นใยของพวกนั้นจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปตามรูของขนมปัง และเชื้อราบางชนิดยังสามารถผลิตสารที่เป็นพิษได้อีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ขนมปัง, รา</keywords><date>2019-06-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1846</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1561110151.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1537"><Nid>1843</Nid><title>ออกกำลังกายด้วยโยคะช่วยเรื่องอะไรบ้าง</title><source>https://www.honestdocs.co/top-health-benefits-of-yoga</source><detail>โยคะ เป็นการออกกำลังกายตรงไหน ไม่เห็นจะเหนื่อยเลย
จะช่วยอะไรได้จริงเหรอ? วันนี้มาไขข้อข้องใจกันครับ
　
โยคะ เป็นศาสตร์โบราณที่ถือกำเนิดในประเทศอินเดียมากว่า 5,000 ปี ซึ่งคำๆ นี้หมายถึง ร่างกาย จิตใจ และลมหายใจ
　
การฝึกโยคะเป็นการรวมกายและใจเข้าด้วยกัน ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ วันนี้ทีมงาน STKC จะนำ 5 ประโยชน์หลักๆ ของการฝึกโยคะมาให้ดูกัน
　
1. ความยืดหยุ่นที่ดีขึ้น
การเคลื่อนไหวและการยืดตัวในแบบใหม่ๆ จะทำให้คุณมีความยืดหยุ่นตัวมากขึ้น
　
2. ทำให้เกิดความแข็งแรง
ท่าโยคะหลายท่าทำให้คุณต้องถ่ายเทน้ำหนักร่างกายในวิธีใหม่ๆ  จึงทำให้เกิดความแข็งแรงขึ้น
　
3. มีสมดุลที่ดีขึ้น
โยคะมีท่าฝึกที่เสริมความแข็งแรงให้แกนกลางของร่างกาย ซึ่งทำให้ร่างกายมีความสมดุลมากขึ้น
　
4. สอนให้หายใจได้ดีขึ้น
การฝึกโยคะเป็นการฝึกวิธีการหายใจที่ถูกต้อง จะช่วยให้เราหายใจได้โล่งขึ้นและทำให้ระบบประสาทผ่อนคลาย
　
5. ลดความเครียด
เนื่องจากฝึกโยคะ คือ การฝึกสมาธิ การมุ่งกับปัจจุบันสามารถช่วยให้คุณไม่จมอยู่กับอดีตหรือคาดหวังกับอนาคต ทำให้คุณลดความเครียดได้
　
เป็นไงบ้างครับ สำหรับประโยชน์ของการฝึกโยคะ หากใครอยากรู้ว่าที่บอกมาจริงไหม คงต้องไปลองฝึกโยคะดูแล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โยคะ, การออกกำลังกาย</keywords><date>2019-06-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1843</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1561005763.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1538"><Nid>1836</Nid><title>ดาวเทียมของไทยมีดาวเทียมอะไรบ้าง</title><source>https://www.cartrack.co.th/ดาวเทียมในประเทศไทย</source><detail>ดาวเทียมในประเทศไทย
มีอะไรบ้าง มาดูกันเลยครับ

ดาวเทียมดวงที่ 1 : เป็นดาวเทียมดวงแรก มีชื่อว่า "ไทยคม 1"
　
ดาวเทียมดวงที่ 2 :  เป็นดาวเทียมรุ่นเดียวกับรุ่นแรก ถูกส่งขึ้นวงโคจรเมื่อปี 2537 สามารถใช้งานได้ถึง 15 ปี
　
ดาวเทียมดวงที่ 3 : AEROSAPTIALE SPACEBUS 3000A มีจุดประสงค์เพื่อส่งสัญญาณการถ่ายทอดสดได้โดยตรงถึงที่พักอาศัย (Direct To Home) ในประเทศไทย
　
ดาวเทียมดวงที่ 4 : LS-1300SX เป็นดาวเทียมดวงแรกที่เริ่มมีการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงของประเทศไทย
　
ดาวเทียมดวงที่ 5 : ไทยคม 5 เป็นดาวเทียมที่ทำหน้าที่ให้บริการถ่ายทอดสัญญาณภาพโดยตรง และการถ่ายทอดทีวีดิจิทัลวามละเอียดสูง
　
และนี่คือชื่อดาวเทียมที่ประเทศไทยใช้งานอยู่ หรือแม้กระทั่งหมดอายุไปแล้ว โดยดาวเทียมแต่ละรุ่นต่างก็มีหน้าที่ความสำคัญต่างกันออกไปตามที่ได้อธิบายไปนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดาวเทียม, ดาวเทียมไทย</keywords><date>2019-06-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1836</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1560747735.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1539"><Nid>1835</Nid><title>รางวัล Ig Nobel คือรางวัลอะไร</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/รางวัลอิกโนเบล</source><detail>รู้จักกันแต่รางวัลโนเบล
แต่รู้หรือไม่ รางวัล IG Nobel คืออะไร?
　
หลายๆ คนคงนึกถึงรางวัลที่เกี่ยวกับแอพพลิเคชั่น Instagram กันอยู่ใช่ไหมละครับ แต่จริงๆ แล้วคำนี้อ่านว่า "รางวัลอิกโนเบล"  ย่อมาจาก Ignoble Nobel prizes เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผลงานทางวิทยาศาสตร์หรืองานวิจัยที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เช่น "ระหว่างน้ำเชื่อมกับน้ำธรรมดา มนุษย์จะว่ายในน้ำไหนได้ไวกว่ากัน?" เป็นต้น
　
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 มีการมอบรางวัลทุกปี โดยมอบปีละ 10 รางวัลในแต่ละสาขาที่แตกต่างกันไป เพื่อฉายแสงให้กับโครงการวิทยาศาสตร์แปลกๆ ที่ไม่ได้รับความสนใจจากกองบรรณาธิการนิตยสารวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญ คณะแพทย์ชาวไทยเองก็เคยได้รับรางวัลในสาขาสาธารณสุข จากผลงานเรื่องการต่ออวัยวะเพศที่ถูกตัดขาด ซึ่งได้รับรางวัลนี้ไปในปี พ.ศ. 2556 ด้วยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>รางวัล IG NOBEL</keywords><date>2019-06-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1835</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1560747670.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1540"><Nid>1834</Nid><title>ทำความรู้จักหุ่นยนต์ตัวแรกของโลก</title><source>https://brandinside.asia/sophia-ai-robotics</source><detail>ทำความรู้จัก "โซเฟีย" หุ่นยนต์ตัวแรกของโลกที่ได้รับสัญชาติซาอุดิอาระเบีย
　
โซเฟีย เป็นหุ่นยนต์มนุษย์ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Hanson Robotics ในฮ่องกง จุดเด่นของเธอ คือ รูปร่างเหมือนมนุษย์ ได้รับการพัฒนาให้มีความรู้สึกนึกคิด และมีความคิดสร้างสรรค์ ใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุด โดยใบหน้าของเธอสามารถแสดงความรู้สึกได้มากถึง 62 รูปแบบ
　
เป้าหมายที่สำคัญของการพัฒนาโซเฟีย คือ สามารถช่วยงานด้านสุขภาพ สาธารณสุข การศึกษา และการบริการลูกค้าได้เทียบเท่ามนุษย์
　
จนเมื่อเดือนตุลาคมปี ค.ศ. 2017 ที่ผ่านมา โซเฟียได้ถูกประกาศว่าเป็นพลเมืองคนหนึ่งของประเทศซาอุดิอาระเบียอีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หุ่นยนต์, หุ่นยนต์ตัวแรกของโลก</keywords><date>2019-06-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1834</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1560747561.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1541"><Nid>1833</Nid><title>ความหน้ากลัวของ ไมโครพลาสติก</title><source>https://www.seub.or.th/bloging/สถานการณ์/ขยะ-ระเบิดเวลาสิ่งแวดล/</source><detail>ความน่ากลัวของ “ไมโครพลาสติก”
เบื้องต้นต้องทำความเข้าใจคุณสมบัติของไมโครพลาสติกก่อนว่า เมื่อไมโครพลาสติกลงสู่แหล่งน้ำ มันมีคุณสมบัติในการดูดซับสารพิษสารเคมีต่างๆ เช่น ดีดีที (Dichlorodiphenyl trichloroethane) และพีซีบี (Polychlorinated biphenyls) จำพวก ยาฆ่าแมลง กาว สี สารกันรั่วซึม และน้ำมันหล่อลื่น ฯลฯ ซึ่งสารเหล่านี้ก่อให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพเรื้อรัง รวมไปถึงการรบกวนระบบฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงยีน และเป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งเจ้าไมโครพลาสติกตัวนี้มันสามารถเล็ดลอดผ่านตัวกรองในกระบวนการบำบัดน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและสามารถแพร่กระจายไปในท้องทะเลได้อย่างง่ายดาย แต่ในทางกลับกันนั้นการกำจัดหรือทำความสะอาดทำได้ยาก

วงจรการเกิดไมโครพลาสติก
เมื่อไมโครพลาสติกลงสู่แหล่งน้ำจะลอยอยู่เหนือผิวน้ำ (เพราะมีความหนาแน่นต่ำ) ทำให้ปะปนไปกับแพลงก์ตอนที่เป็นอาหารของสัตว์น้ำ ซึ่งทำให้สามารถพบไมโครพลาสติกในกระเพาะของสัตว์น้ำหลายชนิดได้ อาทิ ปลา หอย เต่า แมวน้ำ เม่นทะเล ไส้เดือนทะเล เป็นต้น เรียกได้ว่าปรากฏในห่วงโซ่อาหาร พบได้ตั้งแต่แพลงก์ตอนสัตว์ไปจนถึงวาฬเลยทีเดียว ผลกระทบต่อสัตว์ที่ได้รับไมโครพลาสติกซึ่งดูดซับสารพิษเข้าไปในร่างกายพบหลักฐานมากมายทั้งในระดับเซลล์และเนื้อเยื่อ เช่น การทำลายเนื้อเยื่อหลอดเลือด ผลกระทบต่อระบบหัวใจ ความเป็นพิษต่อตับ รวมไปถึงสารพิษที่ทำให้ต่อมไร้ท่อเปลี่ยนระดับฮอร์โมนเพิ่มอัตราการเกิดโรคบางอย่างและก่อให้เกิดปัญหาการสืบพันธุ์และการเสียชีวิต ในความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่กินต่อกันเป็นทอดๆ ทำให้ไมโครพลาสติกระจายตามลำดับการกินตามห่วงโซ่อาหาร โดยมีมนุษย์อยู่ปลายทางการบริโภคสัตว์น้ำที่ได้รับการปนเปื้อนไมโครพลาสติกเหล่านี้อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่พบการศึกษาวิจัยออกมายืนยันชัดเจนถึงผลกระทบการบริโภคอาหารที่มีปนเปื้อนไมโครพลาสติกต่อมนุษย์ แต่กระบวนการย่อยสลายก็ไม่อาจทำได้ รวมถึงการสะสมสารพิษในร่างกายย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เหล่านักวิจัยกำลังให้ความสำคัญ ความสนใจ และพยายามศึกษาในประเด็นผลกระทบต่อไป

แพลงก์ตอน
แพลงก์ตอน (อังกฤษ: plankton) มาจากคำว่า πλανκτος ("planktos") ในภาษากรีกแปลว่า wanderer หรือผู้ท่องเที่ยวไปโดยไร้จุดหมาย คือสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ไม่สามารถว่ายน้ำไปยังทิศทางที่ต้องการอย่างอิสระ

ประเภทของแพลงก์ตอน
1.  แพลงก์ตอนพืช (อังกฤษ: Phytoplankton มาจากคำว่า phyton ในภาษากรีกแปลว่า พืช) คือ น้ำสีเขียว แพลงก์ตอนเป็นพืชเซลล์เดียว เป็นสาหร่ายชนิดหนึ่ง พวกนี้สามารถสร้างอาหารเองได้ คือสาหร่ายต่างๆ เช่น ไดอะตอม และสาหร่ายเปลวไฟ ในน้ำทุกชนิดมีแพลงก์ตอนชนิดนี้อาศัยอยู่
2.  แพลงก์ตอนสัตว์ (อังกฤษ: Zooplankton มาจากคำว่า zoon ในภาษากรีกแปลว่า สัตว์ ) คือโพรทิสต์พวกโพรโทซัว แมงกะพรุน หวีวุ้น ตัวอ่อนของสัตว์หลายชนิด เช่น กุ้ง ปู กั้ง หอย ปลาบางชนิด พวกจุลินทรีย์ พวกบาซิลัสเป็นต้น

 </detail><keywords>ไมโครพลาสติก, Microplastic, ขยะ, พลาสติก</keywords><date>2019-06-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1833</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1560744157.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านพื้นดิน-ธรณีวิทยา</category></row>
<row _id="1542"><Nid>1832</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ โรเบิร์ต ฮัทชิงส์ ก็อดเดิร์ด</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/โรเบิร์ต_ก็อดเดิร์ด</source><detail>โรเบิร์ต ฮัทชิงส์ ก็อดเดิร์ด (อังกฤษ: Robert Hutchings Goddard, Ph.D.; 5 ตุลาคม ค.ศ. 1882 - 10 สิงหาคม ค.ศ. 1945) เป็นอาจารย์และนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันที่ริเริ่มการค้นคว้าจรวดที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวในการควบคุม เขายิงจรวดลำแรกของโลกที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ค.ศ. 1926 จากนั้นระหว่างปี ค.ศ. 1930-1935 เขาทดสอบยิงจรวดหลายลำที่ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 885 กิโลเมตร/ชั่วโมง (550 ไมล์ต่อชั่วโมง) งานของเขานับเป็นการปฏิวัติในวงการสำรวจอวกาศ แต่ทฤษฎีของเขามักถูกเยาะเย้ยถากถางและได้รับการสนับสนุนค่อนข้างน้อย ต่อมาในภายหลังเขาจึงได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในสามของบิดาแห่งวิทยาการจรวด
ก็อดเดิร์ดได้รับสิทธิบัตรจากผลงานของเขารวมทั้งสิ้น 214 รายการ ในจำนวนนี้ 83 รายการได้รับในระหว่างที่เขายังมีชีวิตอยู่ ศูนย์การบินอวกาศก็อดเดิร์ดซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1959 ได้ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา รวมถึงแอ่งก็อดเดิร์ดบนดวงจันทร์
ที่บ้านเกิดของเขาคือเมืองวอร์เชสเตอร์ ได้ตั้งโรงเรียนประถมศึกษาชื่อ โรงเรียนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีก็อดเดิร์ด ขึ้นในปี ค.ศ. 1992
ห้องสมุดโรเบิร์ต เอช. ก็อดเดิร์ด ที่มหาวิทยาลัยคลาร์ก ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา ภายในมีการจัดแสดงนิทรรศการและของสะสมของก็อดเดิร์ด ด้านนอกห้องสมุดมีสิ่งก่อสร้างแสดงถึงทิศทางการบินของจรวดเชื้อเพลิงเหลวลำแรกของก็อดเดิร์ด
ภาควิชาวิศวกรรมเคมีที่สถาบันโพลีเทคนิควอร์เชสเตอร์ ตั้งอยู่ที่อาคารก็อดเดิร์ดฮอลล์ ซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่เขา
สำหรับพื้นที่ที่ก็อดเดิร์ดทดสอบการยิงจรวดเชื้อเพลิงเหลวเป็นครั้งแรก ปัจจุบันเป็นสนามกอล์ฟ Pakachoag ที่เมืองออเบิร์น แมสซาชูเสตต์ ได้ติดตั้งรูปปั้นพร้อมป้ายอนุสรณ์ของก็อดเดิร์ดเป็นที่ระลึก
 
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, เชื้อเพลิง, จรวด, สำรวจอวกาศ, เชื้อเพลิงเหลว</keywords><date>2019-06-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1832</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1560741852.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1543"><Nid>1831</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ ไมเคิล ฟาราเดย์</title><source>://th.wikipedia.org/wiki/ไมเคิล_ฟาราเดย์</source><detail>ไมเคิล ฟาราเดย์ เกิดที่ เซอร์เรย์ ประเทศอังกฤษ ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน เป็นบุตรคนที่ 3 จากจำนวน 10 บิดาของเขาชื่อเจมส์เป็นช่างตีเหล็ก เขาเริ่มทำงานเมื่ออายุ 13 ปี โดยการเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์และฝึกงาน แผนกเย็บปกและซ่อมหนังสือ เขายังเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ศึกษาหาความรู้โดยเฉพาะเรื่องของไฟฟ้า เขาพยายามหาโอกาสไปฟังการบรรยายทางวิทยาศาสตร์ตามสถานที่ต่าง ๆ เสมอ และจะมีการจดบันทึกไว้อย่างละเอียดและเข้าเล่มเก็บไว้ มีครั้งหนึ่งในปี 1812 มีลูกค้าซ่อมหนังสือเห็นว่าเขาสนใจเรื่องการบรรยายของนักวิทยาศาสตร์ จึงได้มอบบัตรในการฟังการบรรยายวิทยาศาสตร์ของน้องเกย์มีรยายที่ราชสมาคม เขาจดรายละเอียดการบรรยาย วาดรูปประกอบ เรียบเรียงอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นเขาจึงไปสมัครเป็นผู้ช่วยเดวี่ โดยนำหนังสือเล่มนี้ไปด้วย ทำให้เดวี่ประทับใจ รับเขาทำงาน
เขาทำงานทุกอย่างในการเป็นผู้ช่วยเดวี่ ตั้งแต่ภารโรง เลขา ด้วยเงินที่ได้รับสัปดาห์ละ 25 ชิลลิง ซึ่งน้อยกว่าทำงานที่ร้านหนังสือ แต่เขาพอใจกับงานและคอยสังเกตการทดลองของเดวี่ อย่างสนใจ เขามีโอกาสได้ตามเดวี่ไปสถานที่ต่าง ๆ ในยุโรป ทำให้เขาได้รู้จักกับคนสำคัญและนักวิทยาศาสตร์ เช่น อองแปร์ วอลตา หลังจากติดตามเดวี่มา 2 ปี ก็เดินทางกลับอังกฤษและได้เงินเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 30 ชิลลิง นอกจากนี้เขายังเขียนบทความและรายงานทางวิทยาศาสตร์ ทำให้เขามีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และริเริ่มจัดตั้ง City Plilosophical Society ซึ่งเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนพบปะคุยกันของบรรดาผู้ที่สนใจวิทยาศาสตร์ เขาเริ่มสนใจวิชาเคมีในช่วงนี้ ต่อมาปลายปี 1820 เขาแต่งงานกับ ซาราห์ เบอร์นาด ลูกสาวช่างเงิน
เขาเริ่มสนใจเกี่ยวกับเรื่องแม่เหล็กไฟฟ้า เขาทดลองเรื่อง อำนาจแม่เหล็กให้เป็นพลังงานไฟฟ้าอยู่หลายครั้ง จนการทดลองหนึ่ง เขาพันขดลวด 2 ขดในวงแหวนอันเดียวกัน โดยต่อปลายทั้งสองของขดลวดหนึ่งเข้ากับ กัลวานอมิเตอร์ และต่อขดลวดที่เหลือกับแหล่งจ่ายไฟและปิดเปิดสวิตซ์ให้กระแสไฟฟ้าผ่านเข้าในขดลวด เขาสังเกตเห็นว่า กัลวานอมิเตอร์ ที่ต่อกับอีกขดหนึ่งนั้นขยับ แสดงว่ามีกระแสไฟฟ้าไหลในขดที่ 2 ทั้งที่ไม่ได้จ่ายไฟเข้าขดนั้นเลย จากการทดลองนี้เขาพัฒนาเป็นหม้อแปลงไฟฟ้าในเวลาต่อมา เขายังค้นพบเส้นแรงแม่เหล็กจากการ ทดลองเทผงตะไบเหล็ก ลงบนกระดาษที่อยู่บนแม่เหล็ก
ฟาราเดย์ได้ทดลองใช้ลวดขดเป็นวงหลายรอบแบบที่เราเรียกว่าคอยด์ โดยต่อปลายทั้งสองของขดลวดเข้ากับ กัลวานอมิเตอร์ และทดลองสอดแท่งแม่เหล็กเข้าไปในระหว่างขดลวด พบว่า กัลวานอมิเตอร์กระดิกไปข้างหนึ่ง และพอแม่เหล็กหยุดนิ่ง เข็มก็เบนกลับที่เดิม พอเขาดึงแท่งแม่เหล็กออก เข็มก็เบนไปอีกทางหนึ่ง ตรงข้ามกับตอนแรก แล้วหยุดนิ่ง เขาพบว่า ไฟฟ้าเกิดจากการที่เส้นแรงแม่เหล็กตัดกับขดลวด เขาจึงเรียกกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นว่า กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ (Induced current) ซึ่งเขาพบว่ากระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำจะเกิดก็ต่อเมื่อมีการเคลื่อนที่ตัดกันของสนามแม่เหล็กกับขดลวดเท่านั้น ถ้าหยุดเคลื่อนที่กระแสไฟฟ้าก็หายไป เขาจึงมีแนวคิดที่จะให้กระแสไฟฟ้าไหลอยู่ตลอดเวลา จึงหมุนขดลวดตัดกับสนามแม่เหล็กตลอดเวลา เกิดสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่าไดนาโมในเวลาต่อมา ที่ถือว่าเป็นเครื่องแรกของโลกที่ไม่ต้องใช้ปฏิกิริยาทางเคมีเหมือนเดิม *การที่ไดนาโมจะผลิตกระแสไฟฟ้าออกมาได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 ประการ คือ.-
ความเร็วของขดลวดตัวนำ และแท่งแม่เหล็ก ถ้าเคลื่อนที่ตัดกันเร็วก็จะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าการเคลื่อนที่ช้า
จำนวนขดลวดในโซเลนอยด์ ถ้าจำนวนมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งทำให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าได้สูงมากเท่านั้น
ฟาราเดย์เผยแพร่ผลงานชิ้นนี้ออกไปในปี ค.ศ. 1822 ในหนังสือที่มีชื่อว่า Experimental Researches in Elctriityต่อมาในปี
ในปี 1823 เขาค้นพบวิธีการทำเหล็กกล้ามีความแข็งแรงทนทานมากกว่าเดิมและไม่เป็นสนิม โดยใช้เหล็ก + นิเกล เรียกว่า เหล็กสเตนเลส (Stainless Steel) ต่อมาในปี 1825 เขาพบ สารประกอบเบนซีน พบการทำให้คลอรีนเป็นของเหลว เขาเป็นคนบัญญัติศัพท์เกี่ยวกับการแยกสารละลายด้วยไฟฟ้าหลาย ๆ คำ
เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ ประจำวิชาเคมีแห่งราชสมาคม ในปี ค.ศ. 1833 ในช่วงหลังเขาสนใจในเรื่องแสง และศึกษาค้นคว้าตลอดมา เขาล้มป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมในบั้นปลาย ของชีวิต และถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ค.ศ.1867 ที่แฮมป์ตันคอร์ท อายุได้ 75 ปี
 
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, ไดนาโม, นักฟิสิกส์, นักเคมี, กัลวานอมิเตอร์, กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำ, แม่เหล็ก</keywords><date>2019-06-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1831</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1560741669.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1544"><Nid>1830</Nid><title>ทะเลและทะเลสาบ แตกต่างกันอย่างไร</title><source>http://www.royin.go.th/?knowledges=ทะเลสาบ-๑๙-ตุลาคม-๒๕๕๖</source><detail>"ทะเล" และ "ทะเลสาบ" ต่างกันอย่างไร?
คือทะเลที่ถูกสาป? วันนี้หาคำตอบกัน
　
ทะเลสาบ หมายถึง แอ่งน้ำที่ใหญ่มาก มีแผ่นดินล้อมรอบหรือเกือบรอบ ส่วนมากเป็นน้ำจืด แต่ก็มีทะเลสาบน้ำเค็มซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี คือ ทะเลเดดซี  (Dead Sea) อยู่ตรงเส้นเขตแดนระหว่างประเทศอิสราเอลกับประเทศจอร์แดน
　
ส่วน ทะเล ก็คือทะเลที่เรารู้จักกันแหละครับ คือแหล่งน้ำเค็มขนาดใหญ่ อยู่ขอบ ๆ ของมหาสมุทร และมีขนาดเล็กกว่ามหาสมุทร มีจุดที่เชื่อมกับแผ่นดินที่เรียกว่า "ชายหาด" นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ทะเล, ทะเลสาบ</keywords><date>2019-06-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1830</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1560488152.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1545"><Nid>1827</Nid><title>น้ำในหูไม่เท่ากัน อันตรายกว่าที่คิด</title><source>https://thematter.co/byte/nam-nai-ear-mai-tao-gun/2085</source><detail>อาการ "น้ำในหูไม่เท่ากัน" คืออะไร?
จริงๆ แล้วอันตรายกว่าที่คิด
　
หูของเรา นอกจากจะเอาไว้รับเสียงต่างๆ แล้ว ในหูยังมี "ระบบการทรงตัวของร่างกาย" (Vestibular System) ซึ่งมีหน้าที่ส่งสัญญาณไปยังสมอง เพื่อกำหนดทิศทางของร่างกาย
　
อาการน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือบ้านหมุน คือ อาการที่หูของเราส่งสัญญาณไปยังสมองไม่เท่ากัน 2 ข้าง จึงเห็นภาพบิดเบี้ยวจนเกิดอาการเวียนหัว หน้าซีด ความดันสูง
　
ซึ่งคนไทยประมาณ 5% ต้องเผชิญหน้ากับอาการนี้ และในกรณีคนปกติมีสถิติว่า 69 ล้านคน ที่เคยมีประสบการณ์บ้านหมุนหนึ่งครั้งหรือมากกว่านั้น 
　
หากใครกำลังพบว่า ตัวเองเจออาการบ้านหมุนอยู่ ให้รีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อหาแนวทางรักษาโดยด่วนเลยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำในหูไม่เท่ากัน, บ้านหมุน</keywords><date>2019-06-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1827</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1560400859.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1546"><Nid>1820</Nid><title>ประเทศญี่ปุ่นแยกขยะกันอย่างไร</title><source>https://jpninfo.com/thai/2879</source><detail>สุดยอดประเทศนวัตกรรมอย่าง "ญี่ปุ่น"
เขามีหลักการแยกขยะกันยังไง?
　
หากใครเคยได้ไปประเทศญี่ปุ่น คงจะได้เห็นได้ว่ามีถังขยะเต็มไปหมด ตามปกติขยะจะถูกจำแนกออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน คือ
　
1. ขยะเผาไหม้ได้ (Combustible)
2. ขยะไม่เผาไหม้ (Incombustible)
3. ขยะที่มีขนาดใหญ่มาก (Oversized Garbage)
4. ขวดและกระป๋อง (Bottles and Cans)
　
นอกจากนี้ยังมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการทิ้งขยะอีกต่างๆ มากมาย เช่น แยกขยะโดยแบ่งประเภทให้ชัดเจน, ต้องทำให้น้ำมันแข็งตัวก่อนทิ้ง เพื่อไม่ให้ท่ออุดตัน, มีเวลาทิ้งขยะที่ชัดเจน หรือ การใช้หลัก 3R
　
Reduce - ลด
Reuse - ใช้ซ้ำ
Recycle - นำกลับมาใช้ใหม่
　
ซึ่งหากคุณทำผิดข้อกำหนดการทิ้งขยะเหล่านี้ คุณอาจถูกประเทศเพื่อนบ้านเรียกตำรวจมาจับเลยก็ได้ เพราะถือว่าได้ทำผิดกฎหมายครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ญี่ปุ่น, การแยกขยะ, รีไซเคิล, Recycle</keywords><date>2019-06-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1820</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1560136578.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1547"><Nid>1819</Nid><title>โครงสร้างของโลก</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/63710/-blo-sciear-sci-</source><detail>โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้ มีโครงสร้างอะไรบ้าง?
วันนี้เราจะไปเรียนรู้โครงสร้างของโลกกันครับ
　
โลกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นหลักๆ คือ แก่นโลก (Core), เนื้อโลก (Mantle), และเปลือกโลก (Crust)
　
1. แก่นโลก
เป็นส่วนที่อยู่ชั้นในสุดของโลก มีความหนาประมาณ 3,470 กิโลเมตร แบ่งเป็นแก่นโลกชั้นนอก และแก่นโลกชั้นใน
　
2. เนื้อโลก
ชั้นเนื้อโลกมีความหนาประมาณ 2,880 กิโลเมตร มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นแร่ซิลิเกต (Silicates) แบ่งออกได้เป็นเนื้อโลกชั้นล่างและเนื้อโลกชั้นบน และยังแบ่งออกเป็น เนื้อโลกชั้นบนตอนบน และเนื้อโลกชั้นบนตอนล่างอีกด้วย
　
3. ชั้นเปลือกโลก
เป็นชั้นที่อยู่นอกสุด มีความหนาเฉลี่ย 22 กิโลเมตร แบ่งออกเป็นเปลือกโลกมหาสมุทรและเปลือกโลกส่วนทวีป
　
และนี่ก็คือโครงสร้างอย่างคร่าวๆ ของโลกที่เราอาศัยอยู่นั่นเอง รายละเอียดเรื่องของโลกนั้นมีอีกมากมาย ในครั้งหน้าทีมงาน STKC จะนำความรู้สนุกๆ มาแบ่งปันกันอีกแน่นอนครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โลก</keywords><date>2019-06-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1819</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1560059993.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1548"><Nid>1818</Nid><title>ประเทศอื่นลดการใช้พลาสติกอย่างไร</title><source>https://thematter.co/pulse/plastic-policy-in-other-country/53099</source><detail>ในวันที่พลาสติกเป็นภาระต่อโลกและมวลมนุษยชาติ
เรามาดูวิธีแก้ปัญหาของแต่ละประเทศทั่วโลกกัน
　
ไอร์แลนด์ (Ireland) : ประเทศแรกของยุโรปที่บุกเบิกเก็บภาษีถุงถลาสติก
　
เดนมาร์ก (Denmark) : มีการเก็บค่าธรรมเนียมถุงพลาสติก และระบบมัดจำค่าขวด ค่าพลาสติก ที่ผู้บริโภคต้องจ่ายเวลาซื้อสินค้า และจะได้คืนเมื่อนำกลับมายังจุดรับนั่นเอง
　
เยอรมนี (Germany) : นำร่องลดขยะขวดพลาสติกด้วยขวดชนิดที่ใช้ซ้ำได้
　
สวีเดน (Sweden) : มีระบบมัดจำขวดและพลาสติก และสามารถนำขยะมารีไซเคิลได้ จนเกิดสภาวะขยะขาดแคลน
　
สหรัฐอเมริกา (USA) : ยังไม่มีการห้ามหรือเก็บพลาสติกกันอย่างเป็นทางการ มีเพียงบางรัฐที่จัดการมาตรการนี้กันเอง
　
จีน (China) : สั่งห้ามร้านค้าแจกถุงพลาสติกที่บางกว่า 0.25 มิลลิเมตร
　
ออสเตรเลีย (Australia) : สั่งห้ามใช้พลาสติกที่บางกว่า 35 ไมครอน
　
สหราชอาณาจักร (UK) : เริ่มเก็บภาษีพลาสติก และกำลังจะมีนโยบายงดใช้หลอดพลาสติกในอนาคต
　
ในประเทศไทย ก็ได้เริ่มมีการรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติก โดยเกิดจากการจับมือของเอกชน เช่น การรณรงค์ไม่รับถุงในร้านสะดวกซื้อ หรือการงดแจกถุงพลาสติกทุกวันที่ 4 ของเดือน หรือที่เห็นกันชัดๆ เลยคือ การงดแจกถุงพลาสติกในห้างสรรพสินค้า IKEA ที่ทำให้หลายคนต้องนำถุงกันมาเองนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ถุงพลาสติก, พลาสติก</keywords><date>2019-06-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1818</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1560059879.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1549"><Nid>1817</Nid><title>ดึงผมหงอกยิ่งทำให้ขึ้นเยอะกว่าเดิมจริงเหรอ</title><source>https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/120/ผมหงอก-หัวหงอก-ผมขาว</source><detail>ดึงผมหงอกหนึ่งเส้น ผมหงอกจะงอกเป็นทวีคูณ!
จริงเท็จแค่ไหน มาดูคำตอบกันครับ
　
สีเส้นผม เกิดจากเม็ดสีซึ่งรากผมสร้างขึ้นมา ทำให้เส้นผมมีสีต่างๆ หลักการเดียวกับเมลานิน (Melanin) ที่สร้างสีให้ผิวหนัง (สามารถอ่านบทความเกี่ยวกับความแตกต่างของสีผิวมนุษย์ได้ที่นี่ : http://www.stkc.go.th/info/ทำไมคนเราถึงมีสีผิวที่แตกต่างกัน)
　
การที่เรามีผมหงอก นั่นคืออาการที่รากผมไม่สร้างเม็ดสีออกมา ทำให้เส้นผมไม่มีสี กลายเป็นเส้นผมสีขาวหรือเทาเงินเมื่อสะท้อนแสง โดยมีปัจจัยต่างๆ ดังนี้
　
1. อายุ จากการวิจัย ส่วนใหญ่ชาวเอเชียจะเริ่มมีผมหงอกตั้งแต่อายุ 30, ชาวตะวันตกเริ่มมีผมหงอกตอนอายุ 35 และชาวแอฟริกันจะเริ่มมีผมหงอกตอนอายุ 45
　
2. ปัจจัยร่วมอื่นๆ เช่น พันธุกรรม, ปฏิกริยาของร่างกายเมื่อได้รับยารักษาโรค รวมถึงอาหารการกินต่างๆ
　
และนี่คือเรื่องราวและปัจจัยของการเกิดผมหงอกในมนุษย์ เพราะฉะนั้นความเชื่อที่ว่า ดึงผมหงอกหนึ่งเส้น ผมหงอกจะงอกเป็นทวีคูณ ในปัจจุบันยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นความจริงครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ผมหงอก</keywords><date>2019-06-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1817</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1559880638.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1550"><Nid>1812</Nid><title>ดาวศุกร์ ดาวที่หมุนไปทิศตรงข้ามกับดาวอื่น</title><source>http://thaiastro.nectec.or.th/skyevnt/planets/2004venus-emerge.html</source><detail>หมุนตามคนอื่นไปทำไม? ดาวศุกร์ขอเด่น หมุนสวนทางกับดาวดวงอื่นในระบบสุริยะ
　
ดาวศุกร์ เป็นดาวเคราะห์หนึ่งในห้าดวงบนท้องฟ้าที่เป็นที่รู้จักกันมานานหลายพันปี อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก และได้ชื่อว่าเป็นดาวเคราะห์ที่สว่างที่สุดในท้องฟ้า 
　
จากการศึกษาโดยใช้เรดาห์จากพื้นโลก พบว่าดาวส่วนใหญ่หมุนรอบตัวเองในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา ในขณะที่ดาวศุกร์หมุนในทิศตรงข้ามกัน หากจำลองภาพว่าเราอยู่ในดาวศุกร์ ดวงอาทิตย์จะขึ้นในทิศตะวันตก และตกในทิศตะวันออกนั่นเอง
　
นักวิทยาศาสตร์คาดว่า การหมุนรอบตัวเองที่แปลกประหลาดนี้ อาจมีสาเหตุจากการที่ดาวศุกร์ถูกชนโดยวัตถุขนาดใหญ่ในช่วงแรกๆ ที่กำลังก่อตัวเป็นดาวเคราะห์ ทำให้มีทิศทางการหมุนรอบตัวเองที่แปลกไปนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดาวศุกร์</keywords><date>2019-06-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1812</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1559799872.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1551"><Nid>1807</Nid><title>ไบโอคอนกรีต คอนกรีตที่ซ่อมแซมตัวเองได้</title><source>https://dsignsomething.com/2015/07/26/bioconcrete-คอนกรีตมีชีวิต-ที่รัก</source><detail>มหัศจรรย์คอนกรีตมีชีวิต ถึงแตกร้าวก็ซ่อมแซมตัวเองได้
　
ไบโอ คอนกรีต (Bio Concrete) ถูกคิดค้นชึ้นมาเพื่อลดการผลิตซีเมนต์ เพื่อมาซ่อมแซมและเป็นมิตรกับธรรมชาติมากที่สุด โดยมีการค้นพบแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ชื่อว่า บาซิลลัส (Bacillus) ที่สามารถมีชีวิตในคอนกรีตได้ แม้ไม่มีน้ำหรืออาหารเป็นสิบปี
　
โดยนำแหล่งอาหารของแบคทีเรีย แคลเซียม แลคเตท (Calcium Lactate) และแบคทีเรียตัวเอกของเราใส่ไว้ในแคปซูลที่ย่อยสลายได้ด้วยน้ำ แล้วนำไปประกอบให้กลายเป็นไบโอคอนกรีต
　
เมื่อไบโอคอนกรีตถูกนำไปใช้ก่อสร้างจนถึงอายุที่อาจจะมีการแตกร้าว เราจะเติมน้ำลงไปตามร่องรอยร้าวเพื่อสลายแคปซูล แล้วแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะเริ่มทำงาน ขยายพันธุ์ออกเป็นจำนวนมาก เพื่อทำหน้าที่ในการซ่อมแซมรอยแตกร้าวของคอนกรีตได้ราวกับสิ่งมีชีวิตที่สมานแผลตัวเอง
　
ถือว่าเป็นก้าวสำคัญ ในการนำธรรมชาติมาผนวกรวมกับนวัตกรรมความรู้ใหม่ในการสร้างอาคารชีวภาพ (Biological Buildings) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่อไป
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไบโอคอนกรีต, Bio Concrete</keywords><date>2019-06-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1807</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1559528246.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1552"><Nid>1806</Nid><title>ภาวะบอดใบหน้า อาการจำหน้าคนอื่นไม่ได้</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/70541/-blo-scihea-sci-</source><detail>ภาวะบอดใบหน้า หรืออาการจำหน้าคนอื่นไม่ได้ มีจริงๆเหรอ? มาทำความรู้จักกันครับ
　
ภาวะบอดใบหน้าหรือ โพรโซแพ็กโนเซีย (Prosopagnosia) เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับระบบประสาท ทำให้มีอาการไม่สามารถจดจำหน้าบุคคลได้ ผู้ป่วยจะไม่สามารถจดจำใบหน้าใครได้ ไม่ว่าจะใกล้ชิดขนาดไหนก็ตาม พวกเขาต้องใช้การจดจำสิ่งต่างๆ ของบุคคลนั้นๆ แทนการจดจำใบหน้า เช่น จดจำจากท่าทางการเดิน ทรงผม น้ำเสียง หรือสไตล์การแต่งตัว
　
สาเหตุหลักๆ แบ่งได้ 2 ประเภท
　
1. Developmental Prosopagnosia อาการของภาวะบอดใบหน้าโดยไม่ได้เกิดจากการกระทบกระเทือนทางสมอง ส่วนใหญ่เป็นโดยกำเนิด
　
2. Acquired Prosopagnosia อาการของภาวะบอดใบหน้าหลังจากได้รับความกระทบกระเทือนทางสมอง ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นตามมาหลังจากตกอยู่ในภาวะสมองขาดเลือด
　
หากใครมีปัญหาและรู้สึกว่าจำหน้าผู้อื่นที่สนิทชิดเชื้อไม่ได้ ให้ลองไปปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการรักษาและปรับตัวให้ใช้ชีวิตตามปกติให้ได้กันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ภาวะบอดใบหน้า</keywords><date>2019-05-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1806</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1559293818.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1553"><Nid>1801</Nid><title>อาการฝันว่าตกจากที่สูงตอนนอนหลับเกิดขึ้นได้อย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/70542/-blo-scihea-sci-</source><detail>อาการผวาเหมือนตกจากที่สูงเวลาฝันเกิดจากอะไร มาดูกันเลยครับ
　
อาการผวาคล้ายกับตกจากที่สูงในขณะนอนหลับ เรียกว่า ฮิปนิค (Hypnic Jerk หรือ Hypnagogic Jerk) ซึ่งเกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็วและรุนแรงในช่วงที่กำลังเริ่มเข้าสู่การนอนหลับ มักเกิดขึ้นพร้อมภาพหลอนและความฝัน
　
นี่ไม่ใช่ไสยศาสตร์แต่อย่างใด เพราะมีงานวิจัยรายงานว่า ประมาณ 60-70% ของคนทั่วไปเคยเกิดอาการฮิปนิค ซึ่งอาจเกิดจากอาการเครียด กังวล เมื่อยล้า หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ
　
อย่างไรก็ตาม อาการนี้ไม่ได้น่ากลัวจนต้องเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง เพราะว่าเกิดขึ้นได้กับทุกคน การรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุจำพวกแมกนีเซียมและแคลเซียมสูง ก็จะช่วยลดอาการฮิปนิคได้แล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ความฝัน, กล้ามเนื้อหดตัว, ฮิปนิค, Hypnic jerks</keywords><date>2019-05-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1801</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1559118807.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1554"><Nid>1798</Nid><title>การทำงานของสมองของคนที่พูดสองภาษา</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/65834/-scibio-sci-</source><detail>คนที่พูดสองภาษา การทำงานของสมองจะต่างกว่าคนธรรมดา? จริงเท็จอย่างไร เรามาดูกันดีกว่า
　
อย่างที่เคยได้นำเสนอกันไปเรื่องการทำงานของสมอง สมองซีกซ้ายคุมการทำงานของสมองซีกขวา และสมองซีกขวาก็คุมการทำงานของสมองซีกซ้าย
　
นักวิทยาศาสตร์พบว่า กลุ่มคนที่มีถิ่นฐานต่างกัน วัฒนธรรมและการใช้ภาษาที่ต่างกัน จะมีการทำงานของสมองที่แตกต่างกัน และจากการศึกษาพบว่า สมองทำงานต่างกันอย่างเห็นได้ชัดในคนที่พูดภาษาต่างกัน
　
คนที่พูดสองภาษา (Bilingual) มีความสามารถในการพลิกแพลงความรู้และความเข้าใจองค์ความรู้ได้ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตาม นี่เป็นแค่เพียงการสันนิษฐานจากการทดลองเท่านั้น สมองของเรามีกลไกที่ลึกลับซับซ้อน ซึ่งวิทยาศาสตร์จะต้องพาเราไปค้นพบอะไรอีกใหม่ๆ แน่นอนครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สมอง, ภาษา</keywords><date>2019-05-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1798</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1558933642.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1555"><Nid>1795</Nid><title>กรุ๊ปเลือดมีไว้เพื่อทายนิสัยจริงเหรอ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/50544/-scibio-sci-</source><detail>กรุ๊ปเลือดใช้ทายนิสัยได้จริงเหรอ?
มาหาคำตอบด้วยวิทยาศาสตร์กันครับ
　
ในเม็ดเลือกของมนุษย์มีโปรตีนที่ชื่อว่า แอนติเจน (Antigen) เพื่อไว้ระบุตัวตนกับเซลล์เม็ดเลือดขาว เพื่อที่จะบอกว่านี่คือเซลล์ของร่างกาย ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม ไม่ต้องโจมตี แอนติเจนแบ่งเป็นสองชนิดหลักๆ คือ A และ B ซึ่งทำให้เกิดเป็นที่มาของกรุ๊ปเลือกทั้ง 4
　
แอนติเจนถูกออกแบบมาเพื่อให้ได้ อัลลีล (Allele) 3 แบบแตกต่างกัน คือ อัลลีน A, B และ O ซึ่งอัลลีน A และอัลลีน B เด่นทั้งคู่ ในขณะที่อัลลีน O ด้อยกว่า ซึ่งไม่มีทั้งแอนติเจน A หรือ B และเมื่อเกิดการสืบทอดสายเลือด อัลลีนจะจับคู่กัน เช่น
　
∙ ถ้าพ่อมีอัลลีน A แม่มีอัลลีน O
ลูกจะออกมาเป็น กรุ๊ปเลือด A
　
∙ ถ้าพ่อมีอัลลี B แม่มีอัลลีน O
ลูกก็จะมีกรุ๊ปเลือด B 
　
∙ ถ้าพ่อมีอัลลีน A และแม่มีอัลลีน B
ลูกก็จะเกิดมากรุ๊ปเลือด AB
　
มาถึงตรงนี้ ก็น่าจะเดากันออกแล้วใช่ไหมครับว่า การจะได้กรุ๊ปเลือด O ได้ ทั้งพ่อและแม่ต้องมีอัลลีน O นั่นเอง ซึ่งเป็นกรุ๊ปเลือดที่ไม่มีแอนติเจนชนิดใดๆ
　
นี่จึงเป็นเหตุผลที่กรุ๊ปเลือด O สามารถบริจาคเลือดให้กับทุกกรุ๊ปได้ เนื่องจากไม่มีการผลิตแอนติเจนนั่นเอง
　
จากข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่ากรุ๊ปเลือดเอาไว้ใช้เป็นตัวบ่งชี้ความสัมพันธ์ทางชีววิทยาของกลุ่มคน มากกว่าใช้เป็นตัวบ่งชี้ลักษณะนิสัย เพราะฉะนั้นการทายนิสัยจากกรุ๊ปเลือด จึงไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่ามีความเกี่ยวเนื่องกัน แต่การทางสัยจากกรุ๊ปเลือด พบว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของสถิติมากกว่านั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กรุ๊ปเลือด</keywords><date>2019-05-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1795</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1558851472.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1556"><Nid>1794</Nid><title>ดาวเทียมที่หมดอายุไปอยู่ที่ไหนในกาแล็กซี่</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69649/-blo-sciear-sci-</source><detail>จุดจบของดาวเทียมที่ขึ้นไปอยู่บนอวกาศ มันไปอยู่ที่ไหนกันนะ?
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักดาวเทียมกันก่อนครับ
　
ดาวเทียม คือ เครื่องจักรที่มนุษย์สร้างขึ้นและส่งไปโคจรรอบดาวเคราะห์หรือดาวต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น ด้านการสื่อสาร, ด้านการทหาร, ด้านอุตุนิยมวิทยา, ด้านทรัพยากร, ด้านการนำร่อง และด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
　
เมื่อดาวเทียมทำหน้าที่จนหมดอายุขัยของมัน รู้ไหมครับว่าเรามีวิธีกำจัดมันยังไง?
　
ดาวเทียมสามารถถูกกำจัดได้ 2 วิธี ขึ้นอยู่กับความสูงที่ดาวเทียมนั้นๆ โคจรอยู่ หากโคจรอยู่ใกล้ๆ จะใช้เชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ทำให้มันเคลื่อนที่ช้าลงจนหลุดจากวงโคจร และถูกเสียดสีในชั้นบรรยากาศจจนเกิดการเผาไหม้เป็นฝุ่นผงไป
　
อีกวิธีหนึ่งใช้กับดาวเทียมที่โคจรอยู่สูง ด้วยการใช้เชื้อเพลิงที่เหลือทั้งหมด เพื่อส่งมันออกไปนอกชั้นบรรยากาศและหลุดวงโคจรไปนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดาวเทียม, ดาวเทียมหมดอายุ</keywords><date>2019-05-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1794</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1558851392.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1557"><Nid>1791</Nid><title>"ขยะ" ระเบิดเวลาสิ่งแวดล้อม</title><source>https://www.seub.or.th/bloging/สถานการณ์/ขยะ-ระเบิดเวลาสิ่งแวดล/</source><detail>“ภัยร้ายที่ย้อนกลับมาสู่มนุษย์ในไม่ช้า” และ “แค่ทิ้งขยะคนละชิ้น มหาสมุทรก็สิ้นแล้ว” เป็นคำนิยามที่หัวหน้าฝ่ายวิชาการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร คุณอรยุพา สังขะมาน ได้ให้ไว้เมื่อเอ่ยถึงสถานการณ์ขยะในแผนพับสถานการณ์ป่าไม้ไทย ประจำปี พ.ศ. 2559-2560

เพราะปัญหาขยะที่ค่อยๆ พอกพูนขึ้น กำลังส่งผลกระทบต่อสรรพชีวิตทั้งหมด เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และควรให้ความสนใจ สร้างความเข้าใจ ต่อขยะทุกชิ้นที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของเราทุกคน ดังเช่นที่ปรากฎปัญหาการสะสมของขยะพลาสติกในท้องทะเล สิ่งนี้เปรียบเสมือนการนับถอยหลังระเบิดเวลาที่ผลกระทบต่างๆ จะย้อนกลับมาสู่มนุษย์ในที่สุด

องค์กรอนุรักษ์ท้องทะเล (Ocean Conservancy) ได้จัดอันดับชนิดของขยะที่พบปริมาณมากที่สุดในรอบ 25 ปี และตีพิมพ์ในรายงาน Talking Trash: 25 years of actions for ocean ซึ่งทั้ง 10 อันดับแรกนี้มีขยะจำนวนทั้งสิ้น 132,077,087 ชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 80 จากขยะทั่วโลกที่มีจำนวน 166,144,420 ชิ้น) อันประกอบไปด้วย

1. ก้นบุหรี่ 52.90 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 32)
2. ห่อ/ซอง พลาสติก 14.76 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 9)
3. ฝาขวดพลาสติก 13.58 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 8)
4. ภาชนะบรรจุอาหาร 10.11 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 6)
5. ขวดพลาสติก 9.54 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 6)
6. ถุงพลาสติก 7.82 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 5)
7. ขวดแก้ว 7.06 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 4)
8. กระป๋องเครื่องดื่ม 6.75 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 4)
9. หลอด 6.26 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 4)
10. เชือก 3.25 ล้านชิ้น (คิดเป็นร้อยละ 2)

และเป็นที่น่าสนใจว่าประเทศผู้ปล่อยขยะลงมหาสมุทรมากที่สุดในโลก (จัดอันดับโดยองค์กรอนุรักษ์ท้องทะเลร่วมกับ McKinsey Center of business and Environment) ระบุว่า ขยะร้อยละ 60 มีแหล่งที่มาจากทั้ง 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ประเทศเวียดนาม และประเทศไทยของเรา ซึ่งขยับจากอันดับที่ 6 มาเป็นอันดับที่ 5 แทนประเทศศรีลังกาในการจัดอันดับก่อนหน้า

มีการประมาณการว่าภายในปี 2568 มหาสมุทรจะมีปริมาณขยะพลาสติก 1 ตันต่อปริมาณปลาทะเล 3 ตันซึ่งพลาสติกที่ปรากฏอยู่ในมหาสมุทรนั้นมีตั้งแต่พลาสติกขนาดจิ๋วและขยะทั่วไปดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นโดยขยะเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระบบนิเวศตลอดจนห่วงโซ่อาหารทั้งมหาสมุทรทั่วโลกอย่างมหาศาล

ฐานข้อมูลขยะทะเลจากกรมทรัพยากรทางทะเล ในปี 2558 ได้เผยแพร่ข้อมูลซึ่งอ้างอิงจากผลการสำรวจประเมินจากภาพรวมปริมาณขยะมูลฝอยของประเทศ ในปี 2558 ซึ่งมีจำนวนขยะประมาณ 26.85 ล้านตันต่อปี หรือคิดเฉลี่ยเป็นคนหนึ่งคนจะผลิตขยะในปริมาณ 1.13 กิโลกรัมต่อวัน โดยแบ่งชนิดของขยะที่พบได้ตามลำดับดังต่อไปนี้

(1) ถุงพลาสติก ร้อยละ 13 (2) หลอด ร้อยละ 10 (3) ฝาพลาสติก ร้อยละ 8 (4) ภาชนะบรรจุอาหาร ร้อยละ 8 (5) เชือก ร้อยละ 6 (6) ก้นบุหรี่ ร้อยละ 5 (7) กระป๋อง ร้อยละ 5 (8) กระดาษ ร้อยละ 5 (9) โฟม ร้อยละ 5 (10) ขวดแก้ว ร้อยละ 5

จากการสำรวจประเมินโดยทีมนักวิจัย มหาวิทยาลัยจอร์เจีย พบว่าประมาณร้อยละ 10 ของขยะที่ตกค้างเนื่องจากจัดการไม่ถูกวิธีจะไหลลงทะเล ซึ่งนั่นหมายถึงมีขยะไหลลงทะเลปีละประมาณ 50,000-60,000 ตันต่อปี ซึ่งประเมินว่าในแต่ละปีจะมีปริมาณขยะพลาสติกในทะเลประมาณ 50,000 ตัน หรือ 750 ล้านชิ้น

และในปีต่อมา (2559) คนไทยผลิตขยะเพิ่มขึ้นรวมเป็น 27.06 ล้านตัน หรือคิดเฉลี่ยเป็นคนหนึ่งคนจะผลิตขยะในปริมาณ 1.14 กิโลกรัมต่อวัน โดยกรมควบคุมมลพิษปีเดียวกันนี้ให้ข้อมูลแบ่งประเภทขยะภายในประเทศไทยเป็น 4 ประเภท ได้แก่

1. ขยะภายในประเทศไทยได้ถูกนำกลับไปใช้ประโยชน์ คิดเป็นร้อยละ 16
2. ขยะที่ถูกกำจัดอย่างถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 26
3. ขยะสะสมขาดการจัดเก็บ คิดเป็นร้อยละ 27
4. ขยะที่กำจัดไม่ถูกต้อง คิดเป็นร้อยละ 31

ซึ่งในส่วนของขยะข้อ 3 และ 4 นั้น จะเป็นส่วนหนึ่งของขยะที่ถูกพัดหรือชะลงแหล่งน้ำและทะเล โดยคาดการณ์ว่าในปี 2560 นี้จะมีขยะที่ถูกปล่อยลงทะเลในปริมาณ 2.83 ล้านตัน
ในขณะที่ขยะเหล่านี้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้สัตว์ทะเลหายากตายจากการกินขยะและเศษเครื่องมือทำประมงเฉลี่ย 300 ตัวต่อปี

ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี ขณะที่ดำรงตำแหน่งผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเล (ทช.) ได้แบ่งสาเหตุการตายของสัตว์ทะเลหายากว่า โลมาและวาฬกินขยะร้อยละ 60 ส่วนเต่าพบปัญหาขยะในทะเลติดพันขาและลำตัวสูงถึงร้อยละ 70

ขณะเดียวกันภัยร้ายที่คืบคลานมาอย่างเงียบเชียบแต่สร้างผลกระทบและไปสะสมในระบบนิเวศทางทะเล นั่นคือ “พลาสติกขนาดจิ๋ว”

“พลาสติกขนาดจิ๋ว” หรือ “ไมโครพลาสติก” คือพลาสติกที่มีขนาด 1 นาโนเมตรถึง 5 มิลลิเมตร (ขนาดไม่เกินเมล็ดข้าว) เกิดจากขยะพลาสติกในแหล่งน้ำสลายตัวจากผลกระทบของคลื่นและแสงอาทิตย์กลายเป็นเศษพลาสติก กระทั่งลดขนาดลงเรื่อยๆ เป็นพลาสติกขนาดจิ๋วที่เราเรียกกันว่า “ไมโครพลาสติก”</detail><keywords>ขยะ, พลาสติก, พลาสติกขนาดจิ๋ว, ไมโครพลาสติก</keywords><date>2019-05-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1791</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1558665088.jpg</img_link><category>ภูมิศาสตร์ทางทะเล  สมุทรศาสตร์</category></row>
<row _id="1558"><Nid>1790</Nid><title>รอยบุ๋มบนลูกกอล์ฟมีไว้ทำอะไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/63158/-sciphy-sci-</source><detail>ทำไมลูกกอล์ฟต้องมีรอยบุ๋ม? วิทยาศาสตร์มีคำตอบครับ
　
เนื่องจากลูกกอล์ฟที่กลมเกลี้ยง เมื่อถูกตีและลอยพุ่งไปในอากาศ จะแหวกอากาศโดยรอบ และทำให้เกิดการแกว่งตัวของอากาศขนาดใหญ่บริเวณด้านหลังลูกกอล์ฟ ทำให้เกิดการชะลอตัว ความเร็วลดลง และทำให้ลูกตกลงสู่พื้นได้อย่างรวดเร็ว
　
แต่ลูกกอล์ฟที่มีรอบบุ๋ม เมื่อถูกตีออกไปลอยอยู่ในอากาศ มันจะทำให้เกิดอากาศปั่นป่วนโดยรอบ โดยรอยบุ๋มขนาดเล็กทำให้เกิดลมหมุนรอบลูก ทำให้อากาศที่ปั่นป่วนบริเวณด้านหลังลูกมีขนาดเล็กกว่า จึงเกิดการชะลอตัวของความเร็วน้อยกว่าลูกแบบเกลี้ยง มันจึงลอยไปได้ไกลกว่าแบบลูกกลมเกลี้ยงนั่นเองครับ
　
และนี่คือเบื้องหลังรอยบุ๋มบนลูกกอล์ฟที่ถูกออกแบบโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่เพื่อการใช้งานนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ลูกกอล์ฟ</keywords><date>2019-05-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1790</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1558590903.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1559"><Nid>1778</Nid><title>มนุษย์สามารถจำศีลเหมือนในหนังได้หรือไม่</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/61723/-scibio-sci-</source><detail>มนุษย์เราสามารถหลับไปยาวๆ และตื่นอีกทีเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน เหมือนในหนังไซไฟ (SCI-FI) ได้หรือไม่?
　
สภาวะจำศีล คือ การที่กลไกของร่างกายปรับให้ร่างกายมีอัตราการเต้นของหัวใจ, อัตราการหายใจ, การเผาผลาญพลังงานในร่างกาย, การทำงานของสมอง และการทำงานในระดับเซลล์ต่างๆ น้อยลง โดยที่สามารถหลับไปหลายๆ เดือนได้ โดยที่ไม่ต้องกินแม้แต่น้ำ
　
สิ่งมีชีวิตบางชนิดจำเป็นต้องจำศีล เนื่องจากสภาพอากาศหนาวหรืออากาศที่อุณหภูมิเปลี่ยนไป ทำให้ไม่สามารถหาอาหารได้เหมือนในช่วงปกติ จึงปรับสภาพร่างกายให้เข้าสู่สภาวะจำศีล เพื่อที่จะได้ไม่ต้องกิน และตื่นขึ้นอีกครั้งหลังฤดูหนาวผ่านพ้นไป เรามักรู้จักสภาวะนี้กับการจำศีลของหมี
　
แต่สำหรับมนุษย์ ยังไม่มีข้อมูลว่าสามารถจำศีลได้ เพราะอาจเกิดแผลกดทับ สูญเสียกล้ามเนื้อ หรือการจับตัวกันเป็นก้อนของเลือด ซึ่งอาจจะอุดตันหลอดเลือดที่สำคัญๆ ได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นตลอดเวลา ในอนาคตอาจทำให้มนุษย์สามารถจำศีลได้เหมือนกับที่เราเห็นกันตามหนังไซไฟก็ได้นะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>จำศีล</keywords><date>2019-05-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1778</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1558502306.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1560"><Nid>1776</Nid><title>ทำไมน้องแมวจึงชอบเลีย</title><source>https://www.honestdocs.co/why-cats-lick-their-owners</source><detail>แสดงออกถึงความเครียด
เมื่อน้องแมวเครียด เค้าจะเลียตัวเองหรือสิ่งอื่นๆ
บ่อยมากขึ้นเพื่อสร้างความสบายใจให้กับตัวเอง 
ดังนั้นคุณอาจจะลูบหัวเบาๆหรือกอดเค้า 
เพื่อช่วยลดความเครียดให้น้องแมว
สร้างความสัมพันธ์ 
นอกจากการเลียเพื่อทำความสะอาดแล้ว น้องแมวยังเลียเพื่อ
สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแมวด้วยกันเองซึ่งก็เหมือนกับที่
น้องแมวเลียคุณ ก็แสดงว่าเค้ากำลังสร้างความสัมพันธ์กับคุณนั่นเอง
แสดงความรัก
การที่น้องแมวเลียคุณนั่นเป็นเพราะเค้ายอมรับว่าคุณ
เป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวและรู้สึกมีความสุข 
ปลอดภัยเมื่ออยู่กับคุณ อีกทั้งยังเป็นการแสดงความรัก
หมือนกับที่แม่แมวแสดงความรักกับลูกๆด้วยการทำความ
สะอาดขนให้ด้วย</detail><keywords>ลูกแมว, ขนแมว, เลี้ยงแมว, แมวกัด, แมวเลีย</keywords><date>2019-05-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1776</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1558428077.png</img_link><category>สัตวแพทย์ศาสตร์</category></row>
<row _id="1561"><Nid>1773</Nid><title>5 วิธีเช็กการจราจร เลี่ยงรถติดก่อนเดินทาง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72578/-blo-itmob-it-itapp-</source><detail>5 วิธีไฮเทค เช็กรถติดก่อนออกเดินทาง
　
ใครๆ ก็เบื่อรถติดบนท้องถนนกันทั้งนั้นแหละครับ วันนี้ทีมงาน STKC จึงขอนำเสนอ 5 เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการเดินทาง เอาไว้ให้เช็คสภาพท้องถนนและวิธีเลี่ยงรถติดมาฝากกันครับ
　
1. BMA Traffic แอปพลิเคชั่นที่สามารถตรวจสอบกล้องวงจรปิดริมถนนตามจุดต่างๆ จากสำนักการจราจรและขนส่ง (จสจ) กรุงเทพมหานคร
　
2. Longdo Traffic แอปพลิเคชั่นแผนที่ที่แสดงสภาพจราจร โดยแบ่งระดับความหนาแน่นด้วยสี และมีแถบรายงานสถานการณ์หรืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นตามจุดต่างๆ ให้ด้วย
　
3. Highway Traffic แอปพลิเคชั่นจากกระทรวงคมนาคม ที่รวบรวมภาพจากกล้อง CCTV, แสดงเส้นทางและความหนาแน่น ปริมาณรถ และคำนวณเวลาการเดินทางได้อีกด้วย
　
4. JS100 แอปพลิเคชั่นแหล่งข่าวสารที่เอาไว้ติดตามข่าวสารบนท้องถนนโดยเฉพาะ
　
5. Google Map สุดยอดแอปพลิเคชั่นที่หลายคนคุ้นเคย เนื่องจากสามารถแสดงแผนที่, เส้นทาง, ความหนาแน่นหรือปริมาณรถ แถมยังสามารถเป็นเนวิเกเตอร์ (Navigator) นำทางเราไปยังจุดหมายได้อีกด้วย
　
และนี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตของเราสะดวกขึ้น หากใครยังไม่เคยลอง หรือยังไม่รู้จักแอปฯ ไหน ลองนำไปใช้ดู รับรองว่าการเดินทางครั้งหน้าจะต้องดีขึ้นแน่นอน
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แอปพลิเคชั่น, application, รถติด</keywords><date>2019-05-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1773</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1558414731.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1562"><Nid>1772</Nid><title>ไขข้อข้องใจ ปลาเคยนอนหลับหรือไม่</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/70540/-blo-scibio-sci-</source><detail>ไขข้อข้องใจ ทำไมปลาถึงว่ายน้ำตลอดเวลา มันเคยนอนหลับหรือไม่?
　
เรามักคุ้นชินกับการที่สิ่งมีชีวิตจะต้องนอนหลับเพื่อพักฟื้นร่างกายกันใช่ไหมล่ะครับ แล้วเคยสงสัยไหม ทำไมเราไม่เคยเห็นปลาหลับตานอนเลย?
　
เนื่องจากปลาเป็นสัตว์ที่ไม่มีเปลือกตาและไม่มีสมองในส่วนของนีโอคอร์เท็กซ์ (Neo-Cortex) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ร่างกายเกิดการนอนหลับ เราจึงไม่เคยเห็นปลาพักผ่อนในลักษณะการหลับตา ปลามีวิธีการนอนที่หลากหลาย บางชนิดเพียงแค่ลอยนิ่งๆ หรือปลาบางชนิดจะว่ายอยู่บริเวณใกล้ๆ ผิวน้ำ หรืออยู่บริเวณก้นสระก็ได้
　
ทีนี้ก็ไขข้อข้องใจของใครหลายคนแล้วนะครับ ว่าจริงๆ แล้ว ปลาเคยนอนหลับหรือไม่ ถ้าเห็นปลาลอยตัวอยู่นิ่งๆ บางทีมันอาจจะหลับอยู่ อย่าไปรบกวนปลาตอนหลับกันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ปลา, นีโอคอร์เท็กซ์, Neo-Cortex</keywords><date>2019-05-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1772</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1558334866.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1563"><Nid>1771</Nid><title>ทำไมคนเราถึงมีสีผิวที่แตกต่างกัน?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/62791/-scibio-sci-</source><detail>ทำไมเราถึงมีสีผิวต่างกัน? ปัจจัยการเกิดสีผิวคืออะไร มาหาคำตอบกันเลยครับ
　
เม็ดสี หรือเมลานิน (Melanin) ทำให้มนุษย์เราแต่ละคนมีสีผิวที่ต่างกัน โดยแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ยูเมลานิน (Umelanin) ซึ่งมีสีดำและน้ำตาลเข้ม และฟีโอเมลานิน (Pheomelanin) ซึ่งมีสีแดงและเหลือง สัดส่วนของเมลานินแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและชาติพันธุ์ เช่น ชาวเอเชีย มีปริมาณฟีโอเมลานินมากกว่า จึงทำให้คนเอเชียมีผิวออกไปทางแดงและเหลือง
　
นอกจากนี้ เมลานินยังทำหน้าที่ป้องกันแสงแดด ยิ่งมีปริมาณเมลานินมากก็ยิ่งป้องกันแดดได้มาก เพราะฉะนั้นเมื่อเราเจอกับแดดบ่อยๆ ร่างกายจึงต้องผลิตเมลานินออกมามาก เพื่อป้องกันแสงแดดจากร่าง จึงส่งผลให้ร่างกายมีสีผิวที่คล้ำขึ้นนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เม็ดสี, เมลานิน, Melanin</keywords><date>2019-05-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1771</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1558255907.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1564"><Nid>1770</Nid><title>โฮโลแกรม (Holograms) นวัตกรรมภาพสามมิติ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/71018/-blo-sciphy-sci-</source><detail>ภาพโฮโลแกรม 3 มิติล้ำๆ เขาทำยังไง และมีหลักการยังไง? วันนี้ไปดูกันเลยครับ
　
โฮโลแกรม (Holograms) เป็นภาพเสมือน 3 มิติที่เกิดขึ้นมาจากการฉายภาพ 2 มิติ โดยอาศัยหลักการแทรกสอดของแสง
　
เราสามารถสร้างโฮโลแกรมโดยใช้การฉายแสงไปกระทบกับวัตถุ แสงที่กระทบวัตถุจะสะท้อนกลับมา ซึ่งลำแสงนั้นจะถูกแบ่งออกจากกันเป็น 2 ส่วน จากการส่องผ่านกระจก ซึ่งกระจกนี้จะถูกเคลือบบางๆ ด้วยโลหะเงิน ทำให้แสงส่วนหนึ่งลอดออกไปกระทบกับวัตถุ และสะท้อนกับวัสดุที่รองรับทำให้เกิดภาพ เรียกว่า Object Beam 
　
ส่วนลำแสงอีกส่วนที่ถูกสะท้อนกลับไป จะไปสะท้อนกับกระจกอื่นๆ และทำให้เกิดภาพ เรียกว่า Reference Beam โฮโลแกรมเกิดขึ้นได้เมื่อลำแสงทั้งสองชนิดมาเจอกันบนวัสดุรองรับ ทำให้เกิดภาพนั่นเอง
　
สรุปสั้นๆ ได้ว่า การสร้างโฮโลแกรม คือ การสร้างภาพเสมือน 3 มิติ โดยอาศัยหลักการสะท้อนและแทรกสอดของแสงที่เกิดขึ้นซ้ำๆ โดยอาศัยกระจกเป็นตัวช่วย สร้างเป็นโฮโลแกรมภาพเสมือนขึ้นมาได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โฮโลแกรม, Holograms, ภาพสามมิติ, 3D</keywords><date>2019-05-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1770</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1558244764.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1565"><Nid>1767</Nid><title>เสื้อสีไหนใส่แล้วร้อน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72617/-sci-sciphy-</source><detail>ฤดูนี้ใส่เสื้อสีไหนแล้วไม่ร้อน?
มาดูคำตอบจากหลักวิทยาศาสตร์กันครับ
　
หลักการเห็นสีของมนุษย์เรา เกิดจากวัตถุต่างๆ ที่มีความสามารถในการดูดสี และสะท้อนแสงไม่เหมือนกัน ทำให้เราเห็นวัตถุเป็นสีต่างกัน คุณสมบัติหนึ่งของแสงนั่นคือ แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีพลังงานความร้อน เช่น วัตถุที่เห็นเป็นแสงสีขาว เพราะสะท้อนแสงทุกชนิดออกไปทั้งหมด หรือวัตถุที่เห็นเป็นแสงสีดำ เพราะมีคุณสมบัติในการดูดสีทุกชนิดเข้าไปจนมองเห็นเป็นเพียงสีดำ
　
ด้วยหลักการนี้จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมใส่เสื้อสีดำแล้วจึงร้อนกว่าสีขาว แต่ใช่ว่าการใส่เสื้อสีขาวจะดีเสมอไป เนื่องจากคุณสมบัติที่สะท้อนแสงออกไปทั้งหมด ทำให้รังสี UV ถูกสะท้อนเข้าผิวหนังของเราด้วย
　
เพราะฉะนั้น สรุปข้อเปรียบเทียบง่ายๆ ให้เห็นภาพ การใส่เสื้อสีดำจะดูดแสง, รังสี UV และความร้อนทั้งหมดเอาไว้ที่เสื้อ เป็นเหตุผลให้ร่างกายจะโดนรังสี UV น้อย 
　
แต่เสื้อสีขาว ถึงใส่แล้วจะไม่ร้อน เนื่องจากสะท้อนแสงออกไปหมด แต่ร่างกายเราจะได้รับ UV มากกว่านั้นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เสื้อ, รังสี UV, การสะท้อนแสง</keywords><date>2019-05-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1767</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1557988657.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1566"><Nid>1766</Nid><title>อย่าเมินเฉย! ปัญหาขยะ 6 วิธี ช่วยลดขยะ ที่ทุกคนทำได้ง่ายๆ</title><source>https://lifestyle.campus-star.com/scoop/119271.html</source><detail>6 วิธีช่วยลดขยะ ที่ทุกคนทำได้ง่ายๆ
1. เลิก / ลด การใช้ถุงพลาสติก
ลองคิดดูนะว่าใน 1 วันคุณใช้ถุงพลาสติกไปแล้วกี่ใบ และถุงพลาสติกใช้เวลากี่ปีในการย่อยสลาย ง่ายๆ แค่หันมาใช้ถุงผ้า แต่ถ้าบางคนที่ไม่ถนัดพกถุงผ้า แนะนำให้ใช้ถุงพลาสติกซ้ำอย่างน้อยก็ช่วยลดขยะไปได้ และในซุปเปอร์มาร์เก็ตบางแห่งถ้านำถุงผ้าไปเองยังได้แต้มเพิ่มอีก มีแต่คุ้มกับคุ้ม
2. เลิกใช้หลอดพลาสติก
หลายๆ คนมองข้ามเรื่องหลอดพลาสติก เพราะคิดว่าเป็นขยะชิ้นเล็กๆ เอง ไม่เป็นอะไรหรอก แต่รู้ไหมว่า หลอดพลาสติกเป็นขยะที่พบเยอะเป็นลำดับต้นๆ เลยนะ ลองไม่ใช้หลอด หรือใครติดการใช้หลอดก็ลองซื้อหลอดสแตนเลสมาใช้ดูนะ แต่อย่าลืมดูแลเรื่องความสะอาดด้วยล่ะ
3. ซื้อของขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
ซื้อของที่ขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม เช่น จากที่เคยซื้อโลชั่นขวดเล็กๆ ลองซื้อขนาดที่ใหญ่กว่าเดิม ลดขยะไปได้อย่างน้อย 1 ชื้นเลยนะ แถมบางทีถ้าเทียบขนาดกับราคาแล้วยังถูกกว่าอีกด้วย
4. พกขวด หรือแก้ว
ต้องยอมรับว่าเดี๋ยวนี้มีแก้วน้ำ หรือขวดน้ำลายน่ารักๆ น่าพกเยอะไปหมดเลย บางอันสามารถเก็บความเย็นได้ดีมากๆ อีกด้วย ลองกรอกน้ำใส่ขวดพกไปโรงเรียน ไปมหาวิทยาลัย ไปที่ทำงาน หรือพกไปร้านกาแฟ ถือเก๋ๆ แล้วยังได้ส่วนลดในบางร้านด้วยนะถ้านำแก้วไปเอง
5. พกกล่อง / ปิ่นโต
ลองหาซื้อกล่องดีๆ น่ารักๆ เอาไว้ซื้อกับข้าวกลับบ้านแทนการใช้กล่องโฟม เพราะกล่องโฟมย่อยสลายยากและยังไม่ดีต่อสุขภาพ อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งอีกด้วย
6. DIY
วันไหนว่างๆ เบื่อๆ ลองหยิบขวดน้ำ หรืออะไรที่ไม่ใช้แล้ว เช่น เสื้อผ้า มาประดิษฐ์ทำให้มีประโยชน์ขึ้นมาใหม่ ถ่ายรูปลงโซเชียลมีเดียอวดคนอื่นได้อีกด้วยนะว่าอันนี้ชั้นทำเองแหละแก</detail><keywords>ขยะ, วิธีลดขยะ, 6วิธีลดขยะ, พลาสติก, ขยะพลาสติก</keywords><date>2019-05-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1766</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1557908599.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านพื้นดิน-ธรณีวิทยา</category></row>
<row _id="1567"><Nid>1765</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/นิโคเลาส์_โคเปอร์นิคัส</source><detail>นิโคเลาส์ โคเปอร์นิคัส (ละติน: Nicolaus Copernicus Torinensis, โปแลนด์: Mikołaj Kopernik มีกอไว กอแปร์ญิก; 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1473 – 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1543) เป็นนักคณิตศาสตร์และนักดาราศาสตร์สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา ผู้คิดค้นแบบจำลองระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางสมบูรณ์ ซึ่งดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของเอกภพ มิใช่โลก[1]

การตีพิมพ์หนังสือ De revolutionibus orbium coelestium (ว่าด้วยการปฏิวัติของทรงกลมฟ้า) ของโคเปอร์นิคัส ก่อนหน้าที่เขาเสียชีวิตไม่นาน ถูกพิจารณาว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นการเริ่มต้นการปฏิวัติโคเปอร์นิคัสและมีส่วนสำคัญต่อความรุ่งเรืองของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นตามมา ทฤษฎีระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางอธิบายกลไกของระบบสุริยะในเชิงคณิตศาสตร์ มิใช่ด้วยคำของอริสโตเติล

โคเปอร์นิคัสเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาแห่งสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา เป็นทั้งนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักนิติศาสตร์ที่สำเร็จดุษฎีบัณฑิตในวิกฎหมาย นักฟิสิกส์ ผู้รู้สี่ภาษา นักวิชาการคลาสสิก นักแปล ศิลปิน สงฆ์คาทอลิก ผู้ว่าราชการ นักการทูตและนักเศรษฐศาสตร์

การปฏิวัติทางดาราศาสตร์ของโคเปอร์นิคัส
ในเวลานั้นโคเปอร์นิคัสได้เสนอให้ดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลแทนโลกในแนวความคิดเดิม โดยให้ดาวเคราะห์ต่าง ๆ เช่น โลก ดาวศุกร์ หรือ ดาวพุธ โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงกลม (ในเวลาต่อมาโยฮันเนส เคปเลอร์ได้เสนอว่าควรเป็นวงรีดั่งโมเดลในปัจจุบัน) ถึงแม้ว่าความแม่นยำในการทำนายด้วยทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสนั้นไม่ได้ดีกว่าทฤษฎีเก่าของอริสโตเติลและทอเลมีเลย (ไม่ได้ให้ผลการทำนายตำแหน่งของดวงดาวต่าง ๆ แม่นยำกว่าทฤษฎีเก่า) แต่ว่าทฤษฎีนี้ ถูกใจนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังในยุคนั้นหลายคน เช่น เดส์การตส์ กาลิเลโอ และเคปเลอร์ เนื่องจากว่าทฤษฎีของโคเปอร์นิคัสนั้นเข้าใจง่ายและซับซ้อนน้อยกว่ามาก โดยกาลิเลโอกล่าวว่าเขาเชื่อว่ากฎต่าง ๆ ในธรรมชาติน่าจะเป็นอะไรที่สวยงามและเรียบง่าย ทฤษฎีโลกเป็นศูนย์กลางดูซับซ้อนมากเกินไปจนไม่น่าเป็นไปได้ (ดูทฤษฎีความอลวนเพิ่มเติม) แนวคิดของกาลิเลโอนี้ ตรงกับหลักการของออคแคม (Ockham's/Occam's razor) ในปรัชญาวิทยาศาสตร์ ซึ่งถูกนำมาประยุกต์ใช้ในงานวิจัยด้านการเรียนรู้ของเครื่อง

 
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, ระบบดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง, เอกภพ, การปฏิวัติวิทยาศาสตร์, การปฏิวัติโคเปอร์นิคัส, ศิลปวิทยา</keywords><date>2019-05-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1765</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1557887380.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1568"><Nid>1764</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ จอห์น ดาลตัน (John Dalton)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/จอห์น_ดาลตัน</source><detail>จอห์น ดาลตัน (อังกฤษ: John Dalton; 6 กันยายน ค.ศ. 1766 - 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1844) เป็นนักเคมีและฟิสิกส์ เกิดที่ Eaglesfield ใกล้กับ Cockermouth ใน Cumbria ประเทศอังกฤษ มีชื่อเสียงจากการเป็นผู้ริเริ่มทฤษฎีอะตอม และการทำวิจัยในเรื่องการอธิบายสาเหตุตาบอดสี
 

ดาลตันเกิดมาในฤดูหนาวในประเทศอังกฤษ ค.ศ. 1766 บิดา และ มารดาเป็นคนในนิกายแควกเกอ โดยบิดาประกอบอาชีพทอผ้า เมื่อโตเป็นหนุ่มเป็นคนแข็งแรง ทนทานและมีความคิดเมื่อครูให้ทำงานยากๆ ดาลตันจะไม่ยอมแพ้หรือขอให้ครูบอกคำตอบ แต่เขาจะทำด้วยตัวเองให้ได้ บางครั้งก็มีการพนันกับเพื่อน

จนกระทั่งดาลตันอายุครบ 12 ปี และมีความรู้ตามมาตรฐานของคนละแวกนั้นที่พอจะเป็นครูสอนหนังสือ ได้แล้ว เขาจึงปิดประกาศหน้าบ้านรับจ้างสอนหนังสือ พร้อมกับแจกกระดาษ ปากกาและหมึกฟรี สมัยนั้นกระดาษ ปากกา และหมึกหายากที่สุดในประเทศอังกฤษ ผู้คนก็สนใจมาเรียนกันตั้งแต่เด็กๆจนอายุ 17 ปีก็ยังมี โรงเรียนดำเนินไปด้วยดี แต่เมื่อดาลตันอายุ 15 ปี เขาก็เข้าหุ้นกับพี่ชายที่เปิดโรงเรียนอยู่แล้ว

สองพี่น้องเอาวิชาเทคนิคไปสอนในโรงเรียน เพื่อหารายได้เพิ่มมากขึ้น แม้แต่ช่วยชาวเมืองในการดำเนินกิจการ รวมทั้งการเขียนมรดกให้ด้วย ปากกาในสมัยนั้นมีอานุภาพมาก ดาลตันหันมาทำนายดินฟ้าอากาศเพื่อเพิ่ม ความรู้ทางลมฟ้าอากาศให้แก่ชาวนา ทุกๆวันเขาต้องคอยสังเกตลมฟ้าอากาศเกือบทุกๆชั่วโมงเป็นกิจวัตรที่ทำติดต่อกันมาเป็นเวลา 57 ปีจนเสียชีวิต เขาใช้เครื่องมือหยาบๆ ที่ทำเองที่บ้าน ทำการวัดปริมาณน้ำฝน ในท้องที่ที่ฝนตกทุกวัน และได้ขายเครื่องมือเหล่านี้ให้แก่ชาวนา เพื่อว่าพวกนั้นจะได้ช่วยสังเกตดินฟ้าอากาศร่วมไปกับเขาด้วย ปาฐกถาของดาลตันก็ได้มีขึ้น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับธรรมชาติ ปรัชญาอันได้มาจากการสังเกตของเขา ประกอบด้วยเรื่อง"กฎของการเคลื่อนไหว สี ลม เสียง พระจันทร์ที่ขึ้นในเวลาเดียวกัน จันทรุปราคา ดาวพระเคราะห์และ น้ำขึ้นน้ำลง" แต่ปาฐกถาครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ประชาชนรู้จักเขาดีเกินไปที่จะแตกตื่นมาฟังกัน เช่นเดียวกันกับหนังสือไวยากรณ์ ซึ่งสอนในเรื่องการผูกประโยคอังกฤษที่เขาเป็นคนเขียน ก็ขายได้จำนวนน้อย

วันหนึ่ง ดาลตันซื้อถุงมาให้มารดา มารดาของเขารู้สึกยินดีที่ได้รับของขวัญชึ้นนี้และในเวลาเดียวกัน ก็รู้สึกฉงนใจด้วย"แกซื้อถุงมาให้แม่น่ะดีทีเดียว แต่นึกยังไงถึงเอาอย่างสีแจ๊ดมาเล่า" "นี่แหละเป็นสีที่เหมาะสำหรับเอาออกสังคม ก็มันไม่ใช่สีน้ำเงินแก่ที่รักษามารยาทเหรอ"จอห์นตอบ เขาเจอเหตุการณ์แนวนี้หลายครั้งจนเขาได้จัดตั้งทฤษฎีอธิบาย และปรากฏการณ์เช่นนี้เราเรียกกันในปัจจุบันว่าตาบอดสี

ดาลตันเข้าไปมีส่วนร่วมในการทดสอบความรู้ บรรดานักเคมีในสมัยนั้นก็ยังไม่สามารถจับหลักในการแปรผัน ของส่วนผสมของเครื่องยาเคมีได้ การค้นพบหลักเช่นนี้ ทำให้ดาลตันต้องใช้ความพยายามอย่างมาก และความคิดอันสำคัญยิ่งก็ปรากฏในสมองของเขาทีละน้อยๆ โดยอาศัยความรู้ทางด้านฟิสิกส์มาช่วย

จอห์น ดาลตันเสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1844 ที่เมืองแมนเชสเตอร์ (Manchester) ประเทศอังกฤษ
</detail><keywords>นักเคมี, ฟิสิกส์, นักวิทยาศาสตร์, ทฤษฎีเกี่ยวกับอะตอม, ตาบอดสี, กฎความดันย่อย</keywords><date>2019-05-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1764</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1557886948.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1569"><Nid>1761</Nid><title>ไฟป่าเกิดจากสาเหตุอะไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67853/-blo-sciear-sci-</source><detail>ไฟป่าคืออะไร มีสาเหตุเกิดจากอะไร? มาดูกันครับ
　
ไฟป่า เป็นภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากสภาพอากาศแห้ง และมีลมเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ไฟป่าลุกลามไปทั่ว และมีอุณหภูมิสูงถึง 1,100 องศาเซลเซียส
　
ไฟป่า มีสาเหตุเกิดจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์เอง ตามข้อมูลสถิติการเกิดไฟป่าในสหรัฐอเมริกา 90% มาจากการกระทำของมนุษย์ และอีก 10% มาจากสาเหตุทางธรรมชาติ
　
สาเหตุจากการกระทำของมนุษย์เช่น : การทิ้งบุหรี่ออกนอกรถ, การตั้งแคมป์ไฟในป่า, การจุดพลุ และอุบัติเหตุทางเครื่องจักรต่างๆ
　
สาเหตุจากธรรมชาติเช่น : ฟ้าผ่า, ภูเขาไฟระเบิด
　
จะเห็นว่าสาเหตุส่วนใหญ่นั้นมาจากการกระทำของมนุษย์ ทางทีมงาน STKC หวังว่าจะได้ให้ความรู้เรื่องไฟป่าไม่มากก็น้อย และช่วยกันระมัดระวังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่ากันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไฟไหม้, ไฟป่า</keywords><date>2019-05-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1761</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1557743951.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1570"><Nid>1760</Nid><title>ทำไมแมลงเม่าชอบบินเข้ากองไฟ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/68776/-scibio-sci-</source><detail>"แมลงเม่าบินเข้ากองไฟ" คำพูดที่เคยได้ยินกันมา แต่รู้กันไหม ว่าทำไมแมลงเม่าต้องทำแบบนั้น?
　
ตามจริงแล้ว ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับพฤติกรรมนี้ แต่ก็มีทษฎีที่น่าสนใจมาเสนอกันครับ 
　
จะมีแมลงบางประเภทที่มีพฤติกรรมเคลื่อนที่เข้าหาแสง เพื่อให้สามารถอพยพถิ่นฐานได้ในเวลากลางคืน ตามธรรมชาติแล้วมันจะเคลื่อนที่ตามแสงดวงจันทร์ไปเรื่อยๆ จนเมื่อมันพบแสงจากกองไฟ หรือหลอดไฟที่สว่างกว่า จะทำให้พวกมันลังเล และคำนวณเส้นทางบินใหม่ จึงเกิดการพุ่งตัวเข้าไปหาแสงไฟเหล่านั้น จนเป็นที่มาของคำว่าแมลงเม่าบินเข้ากองไฟนั่นเองครับ
　
ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่เข้าใจพฤติกรรมของแมลงเม่าอย่างชัดเจน แต่ที่เราสรุปได้แน่ๆ คือพวกแมลงเม่าไม่ได้ตั้งใจฆ่าตัวตาย แต่ไม่รู้ว่าแหล่งกำเนิดแสงนั้นจะทำให้พวกมันตายได้นั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แมลงเม่า</keywords><date>2019-05-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1760</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1557738316.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1571"><Nid>1759</Nid><title>ทำไมต้องร้องไห้เวลาดีใจหรือเสียใจ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69355/-scibio-sci-</source><detail>ดีใจก็ร้องไห้ เสียใจก็ร้องไห้ เป็นเพราะอะไรกัน?
ต้องอธิบายก่อนว่า ปกติแล้ว คนเราจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วย 3 สาเหตุ
　
1. การหลั่งเพื่อหล่อเลี้ยงตา (Basal Tears) เป็นการหลั่งน้ำตาเพื่อปกป้องตาไม่ให้แห้ง
　
2. การหลั่งจากสิ่งเร้าภายนอก (Reflex Tears) เป็นการหลั่งเพื่อกำจัดสารหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่เข้าสู่ตา 
　
3. การหลั่งจากอารมณ์ความรู้สึก (Emotional Tears) เป็นการหลั่งที่เกิดขึ้นจากการเกิดอารมณ์ต่างๆ 
　
ในรูปแบบที่ 3 จะเกิดจากการทำงานร่วมกันของต่อมน้ำตาและสมอง ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการกระตุ้นและตอบสนองทางอารมณ์ เมื่อเกิดอารมณ์รุนแรงบางอย่าง เช่น เสียใจ หรือดีใจ สมองส่วนนี้จะส่งสัญญาณไปยังก้านสมองและส่งต่อไปยังระบบน้ำตา เพื่อผลิตน้ำตาออกมานั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำตา, ร้องไห้</keywords><date>2019-05-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1759</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1557738256.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1572"><Nid>1758</Nid><title>หุ่นยนต์รับรู้ความรู้สึกได้หรือไม่</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/55997/-tec-otherknowledge-</source><detail>ในยุคที่ก้าวล้ำด้วยเทคโนโลยีแบบนี้ เคยคิดกันมั้ย...ว่าหุ่นยนต์รับรู้ความรู้สึกได้หรือไม่?
　
ถึงแม้ว่าทุกวันนี้หุ่นยนต์จะมีพัฒนาการไปมาก แต่หุ่นยนต์ยังถูกควบคุมด้วยภาษาหุ่นยนต์ที่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ มีเหตุและผลที่ชัดเจน แต่อารมณ์ของมนุษย์ไม่ใช่แค่ ขาวหรือดำ อารมณ์มีหลายเฉดสี และแปรผันอยู่กับเหตุการณ์ขณะนั้น หุ่นยนต์จึงไม่สามารถประมวลผลเพื่อรู้อารมณ์มนุษย์ได้
　
แต่ในที่สุดก็มีผู้ศึกษาอารมณ์ของมนุษย์และเทคโนโลยีเข้าไปเพื่อช่วยให้หุ่นยนต์รับรู้อารมณ์ได้ นั่นคือการใช้วิธีตรวจจับลักษณะอวัยวะบนใบหน้าของเรา เช่น เวลายิ้ม โกรธ เศร้า และนำมาวิเคราะห์กับชุดข้อมูลของอารมณ์ที่คาดว่าจะเป็น เท่านี้ก็สามารถทำให้หุ่นยนต์คาดเดาอารมณ์ของมนุษย์ได้แล้วล่ะครับ
　
ถามว่าจะมีประโยชน์อะไรหากหุ่นยนต์สามารถรับรู้อารมณ์ได้ แน่นอนว่าจะมีสินค้าและบริการต่างๆ เกิดขึ้นอีกเพียบ ยกตัวอย่าง เช่น ทีวีของเราอาจจะรับรู้ได้ว่าเรากำลังตกอยู่ในอาการเศร้า เลยนำเสนอรายการตลกเพื่อให้เราผ่อนคลาย และอีกหลายๆ เทคโนโลยีที่จะตามมาแน่นอนครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หุ่นยนต์, ความรู้สึก</keywords><date>2019-05-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1758</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1557730197.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1573"><Nid>1755</Nid><title>บลูมูน พระจันทร์สีน้ำเงิน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/65064/-blo-sciear-sci-</source><detail>บลูมูน (Blue Moon) หรือพระจันทร์สีน้ำเงิน คืออะไร?
วันนี้มาทำความรู้จักอีกปรากฏการณ์บนฟากฟ้ากันครับ
　
โดยปกติแล้ว พระจันทร์เต็มดวงจะเกิดขึ้นเดือนละ 1 ครั้งเท่านั้น ดวงจันทร์โคจรรอบโลก 1 รอบใช้เวลา 29.53 หรือ 1 เดือนจันทรคติ ในขณะที่เรานับเดือนกับแบบสุริยคติ ทำให้เกิดช่วงเวลาที่เหลื่อมกัน ทำให้มีเดือนที่มีพระจันทร์เต็มดวงช่วงต้นเดือน และมีโอกาสที่จะเกิดพระจันทร์เต็มดวงในปลายเดือนได้อีกครั้ง
　
การที่พระจันทร์เต็มดวง 2 ครั้งในรอบ 1 เดือน เราเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า บลูมูน หรือพระจันทร์สีน้ำเงิน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พระจันทร์ก็เป็นสีเหลืองนวลปกติ ไม่ได้เป็นสีน้ำเงินแต่อย่างใดครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>พระจันทร์, พระจันทร์เต็มดวง, พระจันทร์สีน้ำเงิน, Blue Moon</keywords><date>2019-05-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1755</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1557390646.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1574"><Nid>1754</Nid><title>รีดผ้าให้เรียบ ทำไมต้องพรมน้ำ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/70869/-blo-sciche-sci-</source><detail>ทำไมเวลาพรมน้ำตอนรีดผ้าถึงเรียบง่ายกว่า? ใครรีดผ้าบ่อยๆ ต้องมาดูที่มาครับ
　
เสื้อผ้าส่วนใหญ่ผลิตมาจากเซลลูโลสของพืช ซึ่งเกิดจากกลูโคสหลายพันโมเลกุลมาต่อกันเป็นสายยาว แต่ละหน่วยย่อยของกลูโคสจะสร้างพันธะไฮโดรเจนระหว่างกันจนเป็นโครงข่ายที่หนาแน่น ทำให้ผ้ามีความเหนียวและแข็งแรงได้
　
การที่ผ้ายับนั้นเกิดจากการที่พันธะไฮโดรเจนถูกทำลาย และสร้างขึ้นใหม่จนเกิดเป็นรอยยับ เราจึงต้องใช้พลังความร้อนและแรงกดทับจากเตารีดเพื่อทำลายพันธะไฮโดรเจนเดิม เพื่อที่จะสร้างพันธะไฮโดรเจนขึ้นมาใหม่จากการกดทับ จึงทำให้ผ้าเรียบนั้นเอง แต่เคล็ดลับอยู่ที่การพรมน้ำ เนื่องจากโมเลกุลของน้ำจะเข้าไปแทรกระหว่างโมเลกุลของเซลลูโลส ทำให้พันธะไฮโดรเจนถูกทำลายลงได้ง่ายขึ้นนั่นเองครับ
　
คราวหน้าใครยังไม่เคยลองพรมน้ำ ลองดูนะครับ จะทำให้ผ้าเรียบขึ้น หรือการใช้เตารีดไอน้ำก็ทำให้ผ้าเรียบง่ายขึ้นด้วยเหตุผลเดียวกันเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>รีดผ้า, พันธะไฮโดรเจน</keywords><date>2019-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1754</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1557390530.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1575"><Nid>1753</Nid><title>ขวดแก้วจากขยะ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/65278/-sciche-sci-</source><detail>แก้วทุกวันนี้มาจากไหนกัน? จะตกใจไหมถ้าบอกว่ามาจากเศษขยะ?
　
แก้วที่เราใช้ทุกวันนี้ ถูกหลอมขึ้นใหม่มาไม่รู้กี่ครั้งในตลอดช่วงชีวิตของมัน แก้วในปัจจุบันนี้เริ่มต้นจากถังขยะ โดยคัดแยะให้เหลือแต่แก้วเท่านั้น และส่งเข้าโรงงานรีไซเคิล
　
แก้วทั้งหมดจะถูกแยกสีและนำไปบด เรียกว่า Cullet แก้วที่ถูกบดแล้วจะถูกผสมในเครื่องผสมก่อนนำไปหลอม โดยมีส่วนผสมหลักๆ ได้แก่ ทราย, หินปูน และ โซเดียมคาร์บอเนตหรือโซดาแอช
　
ส่วนผสมทั้งหมดจะถูกหลอมเหลวด้วยอุณหภูมิกว่า 1,538 องศาเซลเซียส และนำไปขึ้นเป็นรูปต่างๆ เช่น แก้ว, ขวด หรือแจกันต่างๆ 
　
และนี่ก็คือความน่าทึ่งของมนุษย์ที่สามารถนำวัสดุธรรมชาติมาใช้ซ้ำ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาตินั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ขวดแก้ว, ขยะ</keywords><date>2019-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1753</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1557390365.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1576"><Nid>1752</Nid><title>5G จะเปลี่ยน 9 อย่าง  ในชีวิตคุณ</title><source>https://www.rabbittoday.com/articles/tech-toys/9-things-are-charged-by-5G?fbclid=IwAR1EuIW0dxmEWuwPuGIJvjUZddMGvEk_5d21fI9OG0W6RVdNcfLdTQ858M8</source><detail>9 อย่างในชีวิตที่จะถูก 5G ทำการเปลี่ยนแปลง
1. งานด้านพลังงานและสาธารณูปโภค
โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอย่างพลังงานและสาธารณูปโภคจะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี 5G พวกเราจะได้พบกับโซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมมากขึ้นในเรื่องของรูปแบบการส่งพลังงานด้วยวิธีการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริการที่ดีขึ้
2. การเกษตร
เกษตรกรทั่วโลกจะหันไปใช้เทคโนโลยี IoT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเกษตรและการบริหารจัดการน้ำ รูปแบบใหม่ของการเลี้ยงสัตว์และพืชผล ซึ่ง 5G จะทำให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ต่างๆ ของการเกษตร สามารถส่งไปเพื่อทำการวิเคราะห์ติดตามผลได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ระบบการเกษตรเป็นแบบอัตโนมัติ ช่วยเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
3. โลกของการค้าปลีก
จำนวนคนที่ทำการสั่งซื้อของผ่านทางมือถือเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากมายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับการเข้ามาของ 4G และ LTE นั่นหมายถึงการที่มีเครือข่ายครอบคลุมและมีความเร็วในการเชื่อมต่อ ส่งผลต่อการขยายตัวของการช้อปปิ้งออนไลน์ แน่นอนว่าการเข้ามาของ 5G จะทำให้เราได้รับประสบการณ์ขั้นที่มากกว่าเดิม โลกค้าปลีกจะมีลูกเล่นทางการตลาดมากขึ้น เพราะความเร็วระดับนี้จะปลดล็อกเรื่องของ VR และ AR
4. การเงิน
5G จะเร่งการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การเป็นดิจิทัลของสถาบันการเงิน เพราะข้อจำกัดที่จะขัดขวางการทำงานหรือทำธุรกรรมต่างๆ แบบออนไลน์จะหมดไป เรื่องความปลอดภัยจะกลายเป็นเรื่องที่สร้างความมั่นใจให้คนทำเรื่องการเงินผ่านระบบดิจิทัลมากขึ้น คำตอบอยู่ที่ความเร็วและความเสถียรของ 5G นั่นเอง
5. รูปแบบของความบันเทิง
การเข้ามาของ 5G จะเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆ ของวงการสื่อและวงการบันเทิง โดยเฉพาะการนำเสนอผ่านทางอุปกรณ์อย่างสมาร์ตโฟน โลกของอินเทอร์แอ๊กทีฟจะเปลี่ยนไปอย่างที่เราไม่เคยเจอมาก่อน จะมีการนำเอาเทคโนโลยี VR และ AR เข้ามาใช้งานกันอย่างไม่ต้องเกรงใจ Bandwidth อีกต่อไป 
6. การดูแลสุขภาพ
เรื่องของการดูแลสุขภาพจะเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมากมาย ความร่วมมือในกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ด้านต่างๆ จะเกิดมากขึ้น การผ่าตัดทางไกลและการควบคุมการผ่าตัดจากระยะไกล จะเกิดการขยายตัวอย่างมากมาย ด้วยความสามารถของ 5G จะทำให้ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีตหมดไป ยุคใหม่ของวงการแพทย์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น 
7. ยานยนต์อัตโนมัติ
ระบบขนส่งสาธารณะและส่วนบุคคลจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น หลังจากที่มีการชะลอตัวมาระยะหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องของยานยนต์อัตโนมัติต่างๆ จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น เพราะระบบเดิมถูกจำกัดด้วยจำนวนการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ และความเร็วในการเชื่อมต่อ ที่เป็นส่วนสำคัญในการตอบสนองต่อการตัดสินใจของยานยนต์อัตโนมัติ
8. VR/ AR
อนาคตของ AR และ VR ขึ้นอยู่กับเครือข่าย 5G เพราะทุกวันนี้เนื่องจากความต้องการของเทคโนโลยีทั้งสอง ต้องการความเร็วของการตอบสนองผ่านเครือข่ายที่สูงเกินกว่าที่ระบบตอนนี้จะให้ได้ แต่เมื่อเราก้าวเข้าสู่ 5G ข้อจำกัดนี้จะหมดไป เราจะได้เจออะไรใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตจากโลกของ VR และ AR แน่นอน
9. การประกันภัย
5G จะช่วยให้ตัวแทนประกันภัยทุกบริษัททุกประเภทของการทำประกัน ทำการตัดสินใจในทุกเรื่องได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วมากขึ้น เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลและรายละเอียดทุกเรื่องได้รวดเร็ว ผ่านทางอุปกรณ์ทุกชนิดที่มีติดตัว โลกของการรอประกันจะหมดไป (หรือเปล่า)

นี่คือตัวอย่างของ 9 เรื่องในชีวิตของคุณที่จะเปลี่ยนไปเมื่อ 5G ก้าวเข้ามา แต่ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ส่วนของจริงจะเป็นอย่างไร อดใจรอกันไว้อีกไม่นาน ได้เจอ 5G ตัวเป็นๆ แน่นอน
</detail><keywords>5G, VR, AR, iot, ยานยนต์อัตโนมัติ</keywords><date>2019-05-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1752</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1557200620.jpg</img_link><category>กลศาสตร์ประยุกต์</category></row>
<row _id="1577"><Nid>1737</Nid><title>อาหารแก้หวัด</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/56143/-footha-foocui-foo-heabod-hea-</source><detail>ใครเป็นหวัดบ่อยๆ ต้องอ่าน มาดูอาหารแก้อาการหวัดที่เราอาจคิดไม่ถึงกัน
　
1. ซุบไก่ร้อน ๆ :  ซุปไก่นั้นมีสารอาหารที่ช่วยยับยั้งอาการอักเสบ ทำให้อาการไข้หวัดดีขึ้น
2. อาหารรสเผ็ด : ช่วยให้จมูกโล่ง หายคัดจมูก 
3. กระเทียม : กำมะถันในกระเทียมมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียในหวัดได้
4. ผลไม้ตระกูลส้ม : มีวิตามินซีสูง ซึ่งมีคุณสมบัติต้านหวัด
5. น้ำขิง : ขิงช่วยขับเหงื่อ มีฤทธิ์ แก้หวัด
　
นอกเหนือจากเมนูที่จะช่วยต้านหวัดที่กล่าวมานี้ อย่าลืมรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ และสำคัญที่สุด ควรออกกำลังกายเป็นประจำ แค่นี้หวัดก็ทำอะไรเราไม่ได้แล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>อาหารแก้หวัด</keywords><date>2019-04-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1737</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1556166756.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1578"><Nid>1736</Nid><title>การคาดคะเนอายุน้องแมว</title><source>https://www.honestdocs.co/cat-years-to-human-years</source><detail>การคาดคะเนอายุน้องแมวดูได้จาก

ฟัน

ถ้าลูกแมวเริ่มมีฟันน้ำนมขึ้น แสดงว่ามีอายุประมาณ 3 สัปดาห์ และจะมีฟันน้ำนมทั้งหมด 26 ซี่เมื่ออายุประมาณ 6 สัปดาห์ เมื่ออายุ 3- 6 เดือน ฟันน้ำนมจะเริ่มหลุดและฟันแท้จะเริ่มขึ้นมาแทนที่ ถ้าฟันแท้ขึ้นครบทั้งหมด สัตวแพทย์จะตั้งสมมุติฐานเบื้องต้นว่าน้องแมวมีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และถ้าฟันสะอาดและคม น้องแมวอาจมีอายุต่ำกว่า 2 ปี อย่างไรก็ตาม ถ้าน้องแมวอายุมากกว่า 2 ปี อาจเป็นการยากที่จะคาดคะเนอายุจากฟัน

ขนและกล้ามเนื้อ

หลังจากดูที่ฟันแล้ว สัตวแพทย์จะดูที่ขนและกล้ามเนื้อ โดยปกติน้องแมวที่อายุน้อยจะมีขนที่มันเงาและจะมีกล้ามเนื้อขาและหลังที่แข็งแรง น้องแมวที่อายุ 10-14 ปี จะเริ่มมีปัญหาการย่อยโปรตีนและไขมัน ส่งผลให้มีกล้ามเนื้อน้อยลงและมีน้ำหนักลดลง และสำหรับน้องแมวที่อายุมากก็จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคข้ออักเสบ ซึ่งจะมีผลต่อการเคลื่อนไหว ทำให้ไม่สามารถทำความสะอาดตัวเองได้ ส่งผลให้ขนด้านและไม่มันเงา

ผลเลือด

นอกจากการตรวจเช็คทางกายภาพแล้ว การตรวจเลือดก็สามารถช่วยให้คาดคะเนอายุของน้องแมวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องแมวที่อายุประมาณ 10 ปีที่มักจะมีปัญหาในเรื่องการทำงานของไต ซึ่งจะตามมาด้วยปัญหาภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกินในอีก 1-2 ปีต่อมา

 การเทียบอายุน้องแมวกับอายุคน

น้องแมวจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 2 ปีแรกของชีวิต จากนั้นก็จะเติบโตช้าลงเรื่อยๆ ดังนั้นในช่วงสุดท้ายของปีแรก น้องแมวจะอยู่ในช่วงเจริญเติบโตซึ่งเทียบได้กับคนอายุ 10-15 ปี และเมื่อน้องแมวอายุ 2 ปี น้องแมวจะอายุเทียบได้กับคนอายุ 25 ปี และหลังจากนั้นน้องแมวก็จะเจริญเติบโตอย่างช้าๆ โดยจะมีอายุเพิ่มขึ้น 4-5 ปี(คน) ทุกๆ 1 ปี เช่นถ้าน้องแมวอายุ 6 ปี ก็จะเทียบได้กับคนที่อายุ 41-42 ปี นั่นเอง

การเทียบอายุน้องแมวกับอายุคน ไม่เพียงจะช่วยให้คุณใส่ใจน้องแมวมากขึ้น แต่ยังช่วยให้เห็นความสำคัญของการพาน้องแมวไปตรวจเช็คร่างกายอย่างสม่ำเสมออีกด้วย เพราะในหนึ่งปีของชีวิตน้องแมวนั้น สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มากมาย ดังนั้นถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับน้องแมว คุณก็ช่วยเหลือเค้าได้ทันท่วงทีแบบสบายใจหายห่วง</detail><keywords>อายุ, ลูกแมว, ฟัน, กล้ามเนื้อ, ขนแมว</keywords><date>2019-04-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1736</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1556165502.png</img_link><category>สัตวแพทย์ศาสตร์</category></row>
<row _id="1579"><Nid>1733</Nid><title>เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแบตเตอรี่</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/63301/-sciche-sci-</source><detail>ทำความรู้จัก "แบตเตอรี่" ของใกล้ตัวที่ทุกคนต้องมี
　
แท้จริงแล้วแบตเตอรี่ไม่ได้สร้างไฟฟ้า แต่เป็นครื่องมือที่ใช้กักเก็บไฟฟ้าในรูปแบบสารเคมีเพื่อปลดปล่อยในอนาคต โดยประกอบด้วยโลหะต่างกันสองชนิด จุ่มอยู่ในสารละลายไฟฟ้า ประกอบกันเป็นแบตเตอรีแต่ละชนิด
　
แบตเตอรี่ปฐมภูมิ - เป็นชนิดที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง เช่น ถ่านอัลคาไลน์ ถ่านไฟฉาย ถ่านนาฬิกาต่างๆ เป็นถ่านที่มีพลังไฟฟ้ากักเก็บอยู่มาก แต่หากหมดแล้วจะไม่สามารถทำอะไรได้อีก
　
แบตเตอรี่ทุติยภูมิ - เป็นแบตเตอรี่ที่พัฒนามาจากแบบปฐมภูมิ สามารถชาร์จเพิ่มประจุใหม่ได้เมื่อหมด เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ หรือแบตโทรศัพท์มือถือ 
　
แบตเตอรี่ที่ใกล้ตัวเรามากที่สุด คือ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ที่ใช้กันตามอุปกรณ์ไอทีต่างๆ ลิเธียมเป็นธาตุที่เบาที่สุดแต่ให้แรงดันไฟฟ้ามากที่สุด  จึงมีช่วงชีวิตการใช้งานที่สั้น การคายประจุของมันจะลดลงอย่างมากเมื่อผ่านไป 1 ปี และแทบจะใช้งานไม่ได้หลังจากผ่านไป 2-3 ปี หรือที่เราเรียกกันว่า "แบตเสื่อม" นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แบตเตอรี่, Battery</keywords><date>2019-04-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1733</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1556096590.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1580"><Nid>1730</Nid><title>แอลกอฮอล์ที่กินได้</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67734/-blo-sciche-sci-</source><detail>แอลกอฮอล์ที่ผสมในเครื่องดื่มกับที่ใช้ล้างแผลเหมือนกันไหม? กินได้เหมือนกันหรือเปล่า วันนี้เรามารู้จักแอลกอฮอล์ให้มากขึ้นกันครับ
　
เอทานอล (Etanol) เป็นแอลกอฮอล์ที่กินได้ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการหมักน้ำตาลเช่น เบียร์ บรั่นดี สุราที่ใช้พืชตระกูลข้าวโพด มอลต์ ข้าวบาร์เลย์ หมักควบคู่กับยีสต์ เอนไซม์จากยีสต์ที่ผสมลงไปจะคอยทำหน้าที่เปลี่ยนให้คาร์โบไฮเดรตในพืชชนิดดังกล่าวเป็นน้ำตาลกลูโคส และเปลี่ยนจากน้ำตาลกลูโคสเป็นเอทานอลในที่สุด เราสามารถกินเอทานอลได้ตามปริมาณความเข้มข้นที่กำหนด เช่น เบียร์มีปริมาณแอลกอฮอล์ผสมอยู่ 3.5% ต่อกระป๋อง

เมทานอล (Methanol) เป็นแอลกอฮอล์ที่ไม่สามารถกินได้ เนื่องจากมีความเข้มข้นสูงเกินไป เช่น แอลกอฮล์สำหรับล้างแผลที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ผสมอยู่สูงถึง 70%
　
ถึงแม้ว่า เอทานอล และ เมทานอล ชื่อจะใกล้เคียงกัน ให้จำง่ายๆ ว่า เอ (ทานอล) - อีท กินได้ ไม่อันตราย ส่วน เม (ทานอล) - ม้วยมรณา ถึงชีวิตแน่นอนถ้ากินเข้าไป ดังนั้นเวลาเราไปซื้อเครื่องดื่มหรือวัสดุเคมีต่างๆ จะได้เข้าใจถึงความแตกต่างได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เอทานอล, Etanol, เมทานอล, Methanol, แอลกอฮอล์, Alcohol</keywords><date>2019-04-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1730</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1555996755.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1581"><Nid>1725</Nid><title>ชีส เนย และมาการีน แตกต่างกันอย่างไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69157/-blo-sciche-sci-</source><detail>ชีส เนย และมาการีน ที่มาเหมือนกัน แต่ต่างกันที่วิธีการ วันนี้มาดูกันครับว่าทั้ง 3 อย่างนี้ต่างกันยังไง
　
ชีส (Cheese) - เป็นผลิตภัณฑ์จากนม องค์ประกอบหลักของชีส คือ โปรตีนและไขมันจากนม ผ่านกระบวนการดังนี้ 
　
1. การทำให้ข้น : เป็นการแยกของแข็งและของเหลวจากนมออกจากกัน โดยเติมแบคทีเรียชนิดหนึ่งลงไป เพื่อให้โปรตีนในนมเสียสภาพและจับตัวกันเป็นก้อน เรียกว่า เคิร์ด (Curd)
2. การทำให้แห้ง : แยกส่วนที่เป็นของเหลวออกจากเคิร์ด
3. การอัด : นำเคิร์ดอัดใส่แม่พิมพ์ เพื่อให้เป็นชีสที่แข็งตัวขึ้น
4. การบ่ม : นำชีสไปวางไว้บ่มไว้ในที่มีอุณหภูมิ ความชื้น และออกซิเจน ที่เหมาะกับการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ ทำให้เกิดเนื้อสัมผัสและกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์จำเพาะของชีส
　
เนย (Butter) - เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการปั่นหรือตีน้ำนมดิบที่มีไขมันมากกว่า 30% เมื่อตีจนได้ที่ จะทำให้นมเกิดการแยกตัวออกจากกันเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของของแข็ง (Butter Fat) และส่วนของของเหลว (Butter Milk) เมื่อเราเอา Butter Fat มาล้างและขึ้นรูปให้เป็นก้อน ก็จะได้ออกมาเป็นเนยนั่นเอง
　
มาการีน (Margarine) - เป็นการใช้น้ำมันจากพืชเพื่อผลิตเป็นเนยเทียม ทดแทนเนยแท้ที่มีราคาแพง ส่วนใหญ่มาการีนมักมีองค์ประกอบจำพวกไขมันจากพืช, น้ำ, เกลือ, อิมัลซิฟายเออร์ (Emulsifiers) แต่ภายหลังพบว่า ในขั้นตอนการทำมาการีนทำให้เกิดไขมันทรานส์ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงมีการใช้กันน้อยลงเรื่อยๆ
　
มาถึงตรงนี้แล้ว คงจะทราบถึงความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 อย่างกันแล้ว โดยเฉพาะเนยและมาการีน มีส่วนประกอบของไขมันในระดับที่สูง ดังนั้นเวลาจะเลือกรับประทานอะไรก็ให้ดูถึงความเหมาะสมในปริมาณที่พอเหมาะนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ชีส, เนย, มาการีน, เคิร์ด, Curd</keywords><date>2019-04-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1725</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1555755175.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1582"><Nid>1724</Nid><title>ไมโครพลาสติกคืออะไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69827/-sciche-sci-</source><detail>ไมโครพลาสติกคืออะไร? แล้วส่งผลกระทบอย่างไรกับพวกเรา? วันนี้เรามาหาคำตอบกัน
　
ในชีวิตเรามีความเกี่ยวข้องกับพลาสติกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร จะเรียกว่า ไมโครพลาสติก (Microplastic) แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ
　
1) Primary Microplastics : เป็นไมโครพลาสติกที่ตั้งใจถูกผลิตขึ้นมาใช้งานด้านต่างๆ เช่น ไมโครบีดส์ (Microbeads) ที่เป็นเม็ดกลมเล็ก ๆ ในโฟมล้างหน้า เครื่องสำอาง สครับขัดผิว หรือเส้นใยสังเคราะห์จากการซักเสื้อผ้า ไมโครพลาสติกพวกนี้ก็จะไหลลงไปรวมกันที่แม่น้ำ
　
2) Secondary Microplastic : เป็นไมโครพลาสติกที่ถูกย่อยสลายจากพลาสติกขนาดใหญ่ ที่แตกหักหรือผุกร่อนจากคลื่น แสงอาทิตย์ หรือถูกบีบอัด
　
แล้วผลกระทบของมันล่ะ? ขึ้นชื่อว่าพลาสติกก็อันตรายต่อธรรมชาติด้วยกันทั้งนั้น แต่ไมโครพลาสติกอันตรายกว่า เพราะเล็ดลอดจากขั้นตอนการบำบัด การกรองออกจากแหล่งน้ำ ทำให้พลาสติกพวกนี้ตกค้างอยู่ตามแหล่งน้ำ ซึ่งจะทำลายระบบนิเวศน์ของสัตว์น้ำ เมื่อมนุษย์นำสัตว์น้ำมาทำอาหาร ไมโครพลาสติกก็ตกค้างอยู่ในมนุษย์นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไมโครพลาสติก, Microplastic</keywords><date>2019-04-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1724</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1555665997.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1583"><Nid>1719</Nid><title>ติดโซเชียลเยอะไป เสี่ยงเป็นโรคอะไรบ้าง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/62599/-heabod-hea-</source><detail>สังคัมก้มหน้า...ติดโซเชียลมากเกินไปส่งผลเสียอะไรบ้าง? ตามไปดูกันครับ
　
การติดหน้าจอโทรศัพท์มากเกินไป ส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบประสาทและกระดูกต้นคอ ซึ่งจะมีอาการตามมาหลักๆ ดังนี้
　
อาการปวดศีรษะ - การก้มมองหน้าจอโทรศัพท์นานๆ จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอเกิดอาการเมื่อยล้า หรือเกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อขึ้นมาเป็นก้อน อาการปวดที่กล้ามเนื้อคอ 
　
ไมเกรน - แสงหรือแสงสะท้อนจากหน้าจอจะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนแบบเฉียบพลันขึ้น
　
รู้แบบนี้แล้วก็อย่าติดโทรศัพท์มากเกินไป แบ่งเวลาพักสายตาให้เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2019-04-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1719</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1555351028.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1584"><Nid>1718</Nid><title>ผักเรืองแสง นวัตกรรมแสงสว่าง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/66937/-blo-sciche-sci-</source><detail>วิทยาศาสตร์ไม่เคยหยุดนิ่ง ถ้าหิ่งห้อยเรืองแสงได้ ทำไมต้นไม้จะเรืองแสงไม่ได้ล่ะ? มีความเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน มาดูกันเลย
　
ทีมนีกวิจัยจาก MIT (Massachusetts Institute of Technology) ได้ใช้เอนไซม์ "ลูซิเฟอเรส" (Luciferase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ชนิดเดียวกันกับที่ทำให้หิ่งห้อยเรืองแสงตอนกลางคืน โดยเอนไซม์ตัวนี้จะไปเร่งปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Oxidation) ระหว่างโปรตีนลูซิเฟอรินกับออกซิเจน และได้แสงเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของปฏิกริยานี้ 
　
ทีมวิจัยได้เริ่มต้นการสร้างผักเรืองแสงโดยการนำสารต่างๆ เข้าสู่ใบพืชประเภทผัดสลัดน้ำผ่านการแช่น้ำ และเพิ่มแรงดันเพื่อให้องค์ประกอบซึมเข้าสู่ใบผ่านรูเล็กๆ ในใบผัก เมื่อใบหลั่งสารลูซิเฟอรินซึ่งมีอยู่ในเซลล์ของพืช เอนไซม์ลูเฟอเรสก็จะทำหน้าที่ของมัน เกิดปฏิกิริยาเคมีจนเรืองแสงในที่สุด ในครั้งแรกผักที่ใช้ทดลองสามารถเรืองแสงได้เพียง 45 นาที แต่หลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนาจนทำให้มันเรืองแสงได้ยาวนานถึงเกือบ 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว
　
ถึงแม้ว่าผักสลัดน้ำจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ทีมวิจัยได้มีแผนที่จะต่อยอดไปใช้กับต้นไม้ที่มีขนาดใหญ่ เพื่อที่จะนำไปทดแทนแสงสว่างจากเสาไฟฟ้าริมถนนในอนาคตได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ผักเรืองแสง</keywords><date>2019-04-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1718</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1555350953.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1585"><Nid>1717</Nid><title>ทำไมพลุถึงมีหลายสี</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/64730/-blo-sciche-sci-</source><detail>ทำไมพลุที่แตกตัวออกมามีสีที่ต่างกัน? อะไรคือหลักการทำงานของพลุ วันนี้เรามาหาคำตอบกันเลยครับ
　
ก่อนอื่น มาดูส่วนประกอบของพลุกันก่อน
1. ชนวน
2. เปลือกห่อหุ้ม
3. ดินปืนส่งพลุ
4. ชนวนคุมเวลาระเบิด
5. ดินปืนจุดระเบิด
6. เม็ดดาว
　
หลักการทำงานของพลุ คือ เมื่อเราจุดไฟที่ชนวน ไฟจะลุกไหม้ไปถึงดินปืน เกิดการเผาไหม้ และแรงปะทุส่งให้ไส้พลุถูกยิงขึ้นฟ้า ในขณะที่ชนวนคุมเวลาระเบิดจะเริ่มเกิดการเผาไหม้ เมื่อไฟสัมผัสกับส่วนผสมต่างๆ ภายในไส้พลุ ทำให้ระเบิดออก ทำให้เม็ดดาวแตกกระจายออกมาเป็นสีสันที่เราเห็นตามท้องฟ้า ซึ่งสารเคมีต่างชนิดกันทำให้พลุมีสีที่แตกต่างกัน
　
สทรอนเชียมคาร์บอเนต (SrCO3) ให้สีแดง
ลิเทียมคาร์บอเนต (Li2CO3) ให้สีแดง
แบเรียมคลอเรต (BaClO3) ให้สีเขียว
คอปเปอร์ซัลเฟต (CuSO4) ให้สีฟ้า
แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ให้สีเหลือง
โซเดียมออกซาเลต (Na2C2O4) ให้สีเหลือง
แคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) ให้สีส้ม
　
แต่ถึงแม้ว่าพลุจะมีความสวยงาม แต่ก็มีอันตรายสูงมากเหมือนกัน ต้องใช้ผู้ชำนาญในการผลิตและการจุด แต่สำหรับน้องๆ ถ้าอยากชื่นชมความสวยงามของพลุ ง่ายๆ เลยแค่ออกไปรอชมตามเทศกาลต่างๆ ก็จะได้ชมพลุที่สวยงาม อลังการและปลอดภัยแล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>พลุ, การทำงานของพลุ</keywords><date>2019-04-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1717</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1555350767.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1586"><Nid>1716</Nid><title>นอนเต็มอิ่ม แต่ทำไมยังง่วง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/55596/-heabod-hea-</source><detail>เคยสงสัยไหม นอนเต็มอิ่มทั้งคืน แต่ตื่นมาทำไมยังง่วง? มันต้องมีอะไรบางอย่างแน่! มาดูกัน
　
ถึงแม้ว่าเราจะนอนเต็มที่แล้ว แต่จริงๆ มีปัจจัยแฝงที่คุณคิดไม่ถึงมาก่อน
1. ความเหนื่อยสะสมที่ไม่อาจหายได้ด้วยการนอนคืนเดียว
2. มีเรื่องไม่สบายใจ ทำให้สมองรู้สึกเครียดตลอดเวลา
3. ไขมันเกินมาตรฐาน ทำให้ร่างกายไม่กระปรี้กระเปร่า
4. กินอาหารหวานมากเกินไป ปริมาณน้ำตาลในเลือดทำให้อ่อนเพลีย
5. อาจมีเสียงรบกวนตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว เช่น เสียงหยดน้ำ เสียงแอร์ เสียงเข็มนาฬิกาเดิน ทำให้เรานอนไม่เต็มอิ่ม
　
วิธีแก้ไขง่ายๆ คือ หยุดกิจกรรมที่ทำให้เครียดก่อนเข้านอน อย่าทำงานหนัก และอย่ากินอาหารรสหวานจัด เรื่องง่ายๆ ที่ถ้าทำเป็นประจำ จะส่งผลให้ร่างกายนอนหลับเต็มอิ่มได้แน่นอน
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>การนอนหลับ, การพักผ่อน</keywords><date>2019-04-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1716</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1555350685.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1587"><Nid>1715</Nid><title>ทำไมหั่นหัวหอมแล้วน้ำตาไหล</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67047/-blo-sciche-sci-</source><detail>ทำไมหั่นหัวหอมแล้วน้ำตาไหล? และมีวิธีป้องกันยังไง วันนี้เรามาดูกันครับ
　
เนื่องจากหัวหอมจะดูดซึมธาตุซัลเฟอร์ (Sulfure) จากดิน นำไปสร้างเป็น Amino Acid Sulfoxides ในหัวหอม เมื่อเราหั่นหัวหอมทำให้เซลล์แตกตัวและปล่อยเอนไซน์ที่ชื่อ อัลลิเนส (Allinase Enzymes) ออกมาทำปฏิกริยากับ Amino Acid Sulfoxides จนได้เป็นแก๊สชนิดหนึ่งที่ลอยเข้าตาเรา เมื่อมาทำปฏิกริยากับน้ำในตาของเราจะออกมาเป็นกรดซันฟิวริก (Sulfuric) นี่แหละครับ คือตัวการที่ทำให้เราแสบตา จนต้องเสียน้ำตาเวลาหั่นหัวหอม
　
วิธีป้องกันน้ำตาไหลจากการหั่นหัวหอมง่ายๆ
1. หั่นหัวหอมในน้ำ - ช่วยลดการฟุ้งกระจายของแก๊สที่หัวหอมปล่อยออกมา
2. แช่ในตู้เย็น 30 นาที - ความเย็นจะช่วยลดการระเหยของแก๊สได้
3. ให้ความร้อนกับหัวหอม - จะระงับการสร้างแก๊สในหัวหอมได้
　
ถ้าใครมีโอกาสได้หั่นหัวหอมอีก ลองเอาสักวิธีไปทำตามดูนะครับ แล้วมาช่วยกันแชร์ว่าวิธีไหนดีที่สุด
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หัวหอม, น้ำตา, Sulfuric</keywords><date>2019-04-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1715</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1555350625.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1588"><Nid>1714</Nid><title>อาหารลดอาการซึมเศร้า</title><source>https://sistacafe.com/summaries/1328-6อาหารต้านโรคซึมเศร้าโบกมือลาอาการซึมเศร้าไปได้เลย</source><detail>อาหารที่จะลดอาการซึมเศร้า และทำให้คุณร่าเริงขึ้นได้ไม่มากก็น้อย ใครจะไปรู้ว่ามีวิธีง่ายๆ แบบนี้ด้วย
　
โรคซึมเศร้า คือ อาการป่วยทางร่างกายและจิตใจ ความรู้สึกนึกคิดมีผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน แต่ก็มีอาหารบางประเภทที่มีสรรพคุณต้านโรคและช่วยให้คุณกลับมาร่าเริงได้
　
1. ช็อกโกแลต - จะสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย อารมณ์ดี ลดการเจ็บปวด
2. ผักโขม - มีสารจำพวกกรดโฟลิคที่มีสรรพคุณต้านโรคซึมเศร้า
3. อาหารทะเล - มีสารซีลีเนียม เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดอารมณ์ ความรู้สึกซึมเศร้าได้
4. เชอรี่ - มีสารแอนโธไซยานินช่วยลดความเครียดและต่อต้านโรคซึมเศร้า
5. ถั่วงา ธัญพืช - มีสารเซโรโทนินช่วยแก้อาหารท้อแท้ หดหู่ หมดพลังงาน
6. กล้วย - มีโปรตีนชนิดหนึ่งเรียกว่า Tryptophan ช่วยผลิตสาร เซโรโทนิน ช่วยให้คลายอารมณ์ได้
　
โรคซึมเศร้ามีสิทธิ์เกิดขึ้นได้กับทุกคน อยู่ที่ว่ามากน้อยแค่ไหน ใครรู้สึกหดหู่ เบื่อๆ เซ็งๆ ก็ลองกินอาหารตามนี้ดู และอย่าลืมหากิจกรรมทำแก้เบื่อด้วยนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>อาหาร, โรคซึมเศร้า</keywords><date>2019-04-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1714</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1555350550.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1589"><Nid>1713</Nid><title>เทศกาลวันสงกรานต์</title><source>http://news.ch3thailand.com/lifestyle/40712</source><detail>สงกรานต์เป็นประเพณีของประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมา ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกาและทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สันนิษฐานว่า สงกรานต์ได้รับอิทธิพลมาจากเทศกาลโฮลี ในอินเดีย แต่เทศกาลโฮลีจะใช้การสาดสีแทน เริ่มในทุกวันแรม 1 ค่ำเดือน 4 คือ ในเดือนมีนาคม

สงกรานต์มาจากภาษาสันสฤกตว่า สํ-กรานต แปลว่า ก้าวขี้น ย่างขึ้น หรือก้าวขึ้น การย้ายที่ เคลื่อนที่ คือพระอาทิตย์ย่างขึ้น สู่ราศีใหม่ หมายถึงวันขึ้นปีใหม่ กล่าวคือ สงกรานต์สืบทอดมาแต่โบราณคู่กับตรุษ จึงเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึง ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เดิมวันที่จัดเทศกาลกำหนดโดยการคำนวณทางดาราศาสตร์ แต่ปัจจุบันปฏิทินไทยกำหนดให้เทศกาลสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี และเป็นวันหยุดราชการ

อย่างไรก็ตาม ประกาศสงกรานต์อย่างเป็นทางการจะคำนวณตามหลักเกณฑ์ในคัมภีร์สุริยยาตร์ ซึ่งแต่โบราณมา กำหนดให้วันแรกของเทศกาลเป็นวันที่พระอาทิตย์ย้ายออกจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษ เรียกว่า"วันมหาสงกรานต์" วันถัดมาเรียกว่า"วันเนา" (ภาษาเขมร แปลว่า"อยู่ ") และวันสุดท้าย เป็นวันเปลี่ยนจุลศักราช และเริ่มใช้กาลโยคประจำปีใหม่ เรียกว่า "วันเถลิงศก"


พิธีสงกรานต์
เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติและความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ สังคมไทยสมัยใหม่เกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีการประชาสัมพันธ์ในเชิงท่องเที่ยวว่าเป็น Water Festival  หรือ เทศกาลแห่งน้ำ

 

กิจกรรมวันสงกรานต์

การทำบุญตักบาตรถือว่าเป็นการสร้างบุญสร้างกุศลให้ตัวเอง และ อุทิศส่วนกุศลนั้นแก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว การทำบุญแบบนี้มักจะเตรียมไว้ล่วงหน้า นำอาหารไปตักบาตรถวายพระภิกษุที่ศาลาวัด ซึ่งจัดเป็นที่รวมสำหรับทำบุญ ในวันนี้หลังจากที่ได้ทำบุญเสร็จแล้ว ก็จะมีการก่อพระทรายอันเป็นประเพณีด้วย

การรดน้ำ เป็นการอวยพรปีใหม่ให้กันและกัน น้ำที่รดมักใช้น้ำหอมเจือด้วยน้ำธรรมดา

การสรงน้ำพระ จะรดน้ำพระพุทธรูปที่บ้านและที่วัด และบางที่จัดสรงน้ำพระสงฆ์ ด้วย

บังสุกุลอัฐิ กระดูกญาติผู้ใหญ่ที่ตายแล้ว มักก่อเป็นเจดีย์ แล้วนิมนต์พระไปบังสุกุล

การรดน้ำผู้ใหญ่ คือการไปอวยพรให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ครูบาอาจารย์ ท่านผู้ใหญ่มักจะนั่งลงแล้วผู้ที่รดก็จะเอาน้ำหอมเจือกับน้ำรดที่มือท่าน ท่านจะให้ศีลให้พรผู้ที่ไปรด ถ้าเป็นพระก็จะนำผ้าสบงไปถวายให้ท่านผลัดเปลี่ยนด้วย หากเป็นฆราวาสก็จะหาผ้าถุง ผ้าขาวม้าไปให้

การดำหัว จุดประสงค์คล้ายกับการรดน้ำทางภาคกลาง พบเห็นได้ทางภาคเหนือ การดำหัวทำเพื่อแสดงเราเคารพนับถือต่อพระ, ผู้สูงอายุ คือการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไปแล้ว หรือ การขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ ของที่ใช้ในการดำหัวส่วนมากมีอาภรณ์ มะพร้าว กล้วย ส้มป่อยเทียนและดอกไม้

การปล่อยนกปล่อยปลา ถือเป็นการล้างบาปที่ทำไว้ เป็นการสะเดาะเคราะห์ร้ายให้มีแต่ความสุขความสบายในวันขึ้นปีใหม่

การนำทรายเข้าวัด ทางภาคเหนือนิยมขนทรายเข้าวัดเพื่อเป็นนิมิตโชคลาภ ให้มีความสุขความเจริญ เงินทองไหลมาเทมาดุจทรายที่ขนเข้าวัด แต่ก็มีบางที่ เชื่อว่าตลอดปี การนำทรายที่ติดเท้าออกวัด เป็นบาป จึงขนทรายเข้าวัดเพื่อไม่ให้เป็นบาป
</detail><keywords>สงกรานต์, ประเพณี, สรงน้ำ, ทำบุญตักบาตร, รดน้ำผู้ใหญ่</keywords><date>2019-04-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1713</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1554952075.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1590"><Nid>1712</Nid><title>พลังงานไฮโดรเจน สู่เศรษฐกิจไร้คาร์บอน</title><source>http://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/65693/-blo-sciche-sci-</source><detail>นวัตกรรมพลังงานรูปแบบใหม่ สู่เศรษกิจไร้คาร์บอน เกิดขึ้นได้อย่างไร มาดูกันเลยครับ
　
กุญแจสำคัญ คือ การแปลงสารประกอบเคมีสู่พลังงาน ซึ่งในปัจจุบันเราค้นพบวิธีแปลงไฮโดรเจนเป็นพลังงานได้ 2 วิธี
　
1. การผลิตไฮโดรเจนขึ้นมาจากแหล่งพลังงาน เช่น พลังงานหมุนเวียนหรือเชื้อเพลิงฟอสซิล จากนั้นไฮโดรเจนที่ถูกผลิตขึ้นมาจะถูกกักเก็บไว้ในระบบก๊าซธรรมชาติ ก่อนที่จะถูกแปรรูปไปเป็นพลังงานไฟฟ้า
　
2. การแปรรูปไฮโดรเจนและออกซิเจนไปเป็นพลังงานไฟฟ้าและน้ำ ตามหลักการของ  การแยกหรือสกัดสารเคมีด้วยกระแสไฟฟ้า (Electrolysis) และการใช้เซลล์เชื้อเพลิง
　
ซึ่งในปัจจุบันได้มีหลายประเทศนำประโยชน์จากตรงนี้มาทำรถยนต์พลังงานไฮโดรเจนไปได้ไกลแล้ว และยังมีแผนขยายสถานีเติมแก๊สไฮโดรเจนอีกด้วย
　
ถึงแม้ว่าในประเทศไทยจะยังไม่ค่อยมีการใช้แก๊สไฮโดรเจนในลักษณะนี้ แต่เราก็ได้เห็นแนวโน้มของโลกในอนาคตว่ายังพอมีแนวทางใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>พลังงานไฮโดรเจน, ไฮโดรเจน</keywords><date>2019-04-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1712</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1554879700.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1591"><Nid>1706</Nid><title>ทอดอาหารทีไร น้ำมันกระเด็นทุกที</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/71370/-blo-sciche-sci-</source><detail>เคยเป็นไหม? ทำอาหารทีไรเหมือนกับทำสงคราม เพราะต้องคอยหลบน้ำมันที่กระเด็นขึ้นมา ว่าแต่...เพราะอะไรน้ำมันถึงกระเด็น? มาหาคำตอบกันครับ
　
สาเหตุหลักที่ทำให้น้ำมันกระเด็น คือ "น้ำ" เมื่อเราหยดน้ำลงในน้ำมันที่มีอุณหภูมิสูง น้ำจะลงไปอยู่ก้นภาชนะและอุณหูมิสูงขึ้นอย่างฉับพลัน จนเกิดเป็นฟองอากาศหรือไอน้ำลอยหลุดออกมา เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการปะทุของน้ำมัน
　
เนื่องด้วยในอาหารตามธรรมชาติมักมีน้ำเป็นส่วนประกอบ เวลาเราทำอาหารน้ำมันจึงประทุและกระเด็นออกมานั่นเองครับ วิธีป้องกันง่ายๆ คือ เช็ดวัตถุดิบทุกอย่างให้แห้งที่สุดก่อนลงทอด เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำหยดลงไปในน้ำมันนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กระทะ, น้ำมัน</keywords><date>2019-04-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1706</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1554573160.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1592"><Nid>1705</Nid><title>แว็กซ์เคลือบผลไม้ อันตรายต่อมนุษย์หรือไม่</title><source>http://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67723/-blo-sciche-sci-</source><detail>ผลไม้สีสันวาววับน่ารับประทาน รู้หรือไม่ว่าผ่านการเคลือบแว็กซ์มาทั้งนั้น! มาดูกัน การกินผลไม้ที่เคลือบแว็กซ์มีอันตรายหรือไม่
　
ปกติแล้วผลไม้มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 80 - 90% ผู้ผลิตจึงหาวิธีป้องกันไม่ให้ผลไม้สูญเสียน้ำด้วยการเคลือบแว็กซ์ลงไป ซึ่งแว็กซ์หลักๆ จะแบ่งตามประเภทสารเคลือบผิวได้ดังนี้
　
1. สารเคลือบผิวที่มาจากพืช เช่น ยางไม้ หรือคาร์นูบาร์
2. สารเคลือบผิวที่มาจากสัตว์ เช่น สารสกัดจากเปลือกกุ้ง กระดองปู หรือกระดอกหมึก
3. สารเคลือบผิวที่มาจากปิโตรเลียม เช่น พาราฟินแว็กซ์ พอลิเอทิลีนแวกซ์ และพอลิเอทิลีน ไกลคอล
　
เมื่อเรารับประทานผลไม้ที่มีการเคลือบแว็กซ์เข้าไปจะมีอันตรายหรือไม่? จริงๆ แล้ว สารเคลือบผิวเหล่านี้มีโมเลกุลขนาดใหญ่มากๆ จนร่างกายไม่สามารถย่อยหรือดูดซึมเข้าไปได้ จึงไม่ตกค้างอยู่ในร่างกาย และปลอดภัยนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แว็กซ์, ผลไม้</keywords><date>2019-04-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1705</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1554573065.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1593"><Nid>1704</Nid><title>ถังดับเพลิงมีอะไรอยู่ข้างใน? แต่ละแบบใช้อย่างไร?</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ถังดับเพลิง</source><detail>รู้ไหม? อะไรอยู่ภายในถังดับเพลิง?
　
ตามสถานที่ต่างๆ มักมีถังสีแดงแขวนเอาไว้ตามอาคาร นั่นคือ "ถังดับเพลิง" นั่นเอง ก่อนมาทำความรู้จักชนิดของถังดับเพลงกันครับ
　
1. สัญลักษณ์รูปตัว A ในสามเหลี่ยมสีเขียว สามารถดับไฟที่เกิดจากของแข็งทั่วไป
2. สัญลักษณ์รูปตัว B ในสี่เหลี่ยมสีแดง สามารถดับไฟที่เกิดจากของเหลวและแก๊ส
3. สัญลักษณ์รูปตัว C ในวงกลมสีฟ้า สามารถดับไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงที่มีลักษณะเป็นของแข็ง หรือมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่
4. สัญลักษณ์รูปตัว D ในรูปดาว 5 แฉก สามารถดับไฟที่เกิดจากการทำปฏิกิริยาของโลหะ
5. สัญลักษณ์รูปตัว K ในรูปหกเหลี่ยมสีดำ สามารถดับไฟที่เกิดจากไขมันสัตว์ 
　
ส่วนสารที่บรรจุอยู่ข้างในก็แตกต่างกันไปตามประเภทเพลิงที่เราจะใช้ดับ
　
ผงเคมีแห้ง : ดับได้เฉพาะแบบ A, B และ C
คาร์บอนไดออกไซด์ : ดับได้เฉพาะแบบ A, B และ C
โฟม (โฟมสะสมแรงดัน) : ดับได้เฉพาะแบบ A และ B
น้ำ (น้ำสะสมแรงดัน) : ดับได้เฉพาะแบบ A
น้ำยาเหลวระเหยฮาโลตรอน : ดับได้เฉพาะแบบ A, B และ C
　
และนี่ก็คือเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่นำมาฝากกัน เผื่อวันไหนเกิดเหตุฉุกเฉิน จะได้แนะนำผู้ใหญ่ได้ว่าควรใช้ถังดับเพลิงชนิดไหนนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ถังดับเพลิง</keywords><date>2019-04-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1704</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1554572966.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1594"><Nid>1701</Nid><title>โทษของน้ำตาล วายร้ายที่มาพร้อมความหอมหวาน</title><source>https://health.kapook.com/view98727.html</source><detail>อย่าติดหวานจนเพลิน มาทำความรู้จักโทษของน้ำตาล วายร้ายที่มาพร้อมกับความหวานกันครับ

ขึ้นชื่อว่าน้ำตาล คงเป็นของชอบของหลายๆ คน เพราะให้รสชาติที่หวาน อร่อย แต่วันนี้เรามาดูโทษของน้ำตาลหากเรากินเข้าไปมากเกินไป
　
1. ทำให้ไขมันสะสมตามอวัยวะต่างๆ : น้ำตาลจะกระตุ้นตับให้สะสมไขมันไว้ในส่วนต่างๆ นานวันไปอาจเกิดเป็นโรคตับอักเสบและตับแข็งได้
　
2. เป็นสาเหตุหลักของโรคเบาหวาน : จากการวิจัย ทุกๆ 150 กิโลแคลเลรี่ที่ได้รับจากน้ำตาล สามารถก่อให้เกิดเบาหวานได้ 1.1%
　
3. กระแสเลือดปั่นป่วน : ทำให้อินซูลินถูกผลิตมามากเกินไป และตกค้างอยู่ในกระแสเลือด เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
　
นอกจากนี้ยังมีผลเสียอีกมากมาย เช่น คลอเลสเตอรอลสูง อารมณ์แปรปรวน และเสพติดความหวาน ใครที่กำลังติดหวานอยู่ ให้พยายามลดปริมาณความหวานลงสักนิด ชีวิตจะได้ปลอดภัยนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำตาล</keywords><date>2019-04-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1701</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1554352795.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1595"><Nid>1698</Nid><title>การแปรรูปชีวมวล พลังงานจากของเสียเพื่อโลกมนุษย์</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/65440/-blo-sciche-sci-</source><detail>การแปรรูปของเสียเป็นพลังงาน เขาทำกันยังไง? เรามาดูกันครับ
　
เทคโนโลยีการผลิตพลังงานจากชีวมวลมีหลายประเภท เช่น การสันดาป การผลิตเชื้อเพลิงเหลว การผลิตก๊าซเชื้อเพลิง หรือการผลิตก๊าซโดบการหมัก โดยมีรายละเอียดดังนี้
　
1. กระบวนการอัดแท่ง : เป็นการแปรรูปของเสียเปลี่ยนให้เป็นวัสดุที่มีความหนาแน่นสูงและลดความชื้น อัดขึ้นรูปเป็นหลายรูปแบบ เช่น อัดเป็นเม็ดหรือแท่งเล็กๆ หรือแท่งฟืนเป็นต้น
　
2. การสันดาป : เป็นปฏิกริยาการรวมตัวกันของเชื้อเพลิงและออกซิเจนอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นการลุกไหม้ การสันดาปจะได้ออกมาเป็นก๊าซร้อนที่นำไปใช้ผลิตไอน้ำ เพื่อนำไปขับเคลื่อนกังหันไอน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้าอีกที
　
3. กระบวนการเผาไหม้ในสภาพไร้ออกซิเจน : เป็นการให้ความร้อนสูงในสภาพไร้ออกซิเจน เพื่อทำลายพันธะทางเคมี ได้ออกมาเป็นของเหลวและก๊าซต่างๆ 
　
4. กระบวนการผลิตก๊าซเชื้อเพลิง : ใช้ปฏิกริยาเคมีชนิดที่มีความร้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อเปลี่ยนของเสียเป็นก๊าซเชื้อเพลิงที่สามารถเผาไหม้ได้ต่อไป
　
5. การหมัก : เป็นการนำของเสียมาหมักด้วยแบคทีเรียในสภาวะไร้อากาศ เพื่อให้ออกมาเป็นเอทานอล
　
6. กระบวนการทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน : เป็นการสกัดน้ำมันออกจากของเสีย นำไปผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซลต่อไป 
　
ทั้งหมดนี่คือวิธีการแปรรูปของเสียที่ดูเหมือนจะไม่มีค่าให้กลายเป็นพลังงาน ใครจะไปคิดว่าขยะที่เราคิดว่าจะไม่มีค่าอะไร จะสร้างประโยชน์ได้มากมายขนาดนี้ใช่ไหมล่ะครับ นี่แหละเทคโนโลยีของมนุษย์
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>การแปรรูปชีวมวล</keywords><date>2019-04-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1698</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1554277516.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1596"><Nid>1695</Nid><title>ปรากฏการณ์เอลนีโญ</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/เอลนีโญ</source><detail>มาทำความรู้จักปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño)  ซึ่งมีความหมายว่า "บุตรของพระคริสต์" กันครับ
　
เอลนีโญ เป็นปรากรณ์ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกสูงขึ้นผิดปกติ กระแสลมจากทิศตะวันออกอ่อนกำลังลง และเปลี่ยนทิศ พัดจากประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลียตอนเหนือไปยังทางตะวันออก และยกตัวขึ้นเหนือชายฝั่งอเมริกาใต้ ก่อให้เกิดฝนตกหนักและแผ่นดินถล่มในประเทศเปรูและเอกวาดอร์ 
　
นอกจากนี้ กระแสลมยังพาน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันที่ชายฝั่งเปรู ทำให้กระแสน้ำเย็นไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ ส่งผลให้ทะเลบริเวณนั้นขาดธาตุอาหารสำหรับปลาและนก จึงส่งผลกระทบต่อชาวประมง และยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ การที่เกิดไฟใหม้ป่าอย่างรุนแรงในประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย
　
ถ้าจะสรุปง่ายๆ ปรากฏการณ์เอลนีโญคือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิบนพื้นผิวมหาสมุทรที่ผิดปกติ และกระแสลมเปลี่ยนทิศ จึงพัดพาน้ำอุ่นไปยังทิศทางที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ประเทศปลายทางเจอเหตุการณ์ฝนตกหนัก และประเทศตรงกันข้ามกลับแห้งแล้งนั่นเอง
　
เหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นทุกๆ 5 ปีในช่วงวันคริสมาสต์ คนจึงเรียกว่า เอลนีโญ ซึ่งมีความหมายว่าบุตรของพระคริต์นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ปรากฏการณ์ธรรมชาติ, เอลนีโญ</keywords><date>2019-04-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1695</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1554200170.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1597"><Nid>1694</Nid><title>ลดของเสีย ลดโลกร้อน แยกขยะก่อนทิ้ง</title><source>https://today.line.me/th/pc/article/การแยกขยะแบบถูกวิธี+รู้จักกับขยะประเภทต่างๆ+ให้มากขึ้น-y5MEPo, https://sites.google.com/site/karrisikheilrecycle/risikheil-khux</source><detail>จุดมุ่งหมายในการแยกขยะการแยกขยะ มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดขยะ ที่ต้องนำไปกำจัดจริงๆ ให้เหลือน้อยที่สุด คนไทยแยกขยะไม่ถูกวิธี ไร้ระบบเก็บขยะแบบคัดแยก เสี่ยงอันตรายสุขภาพการแยกขยะแบบถูกวิธี 
GENERAL WASTE ขยะทั่วไป ขยะที่ย่อยสลายยากและไม่คุ้มค่าในการนำไปรีไซเคิล เช่น พลาสติก หลอด ซองขนม จากปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมด ประมาณ 9%
COMPOSTABLE WASTE ขยะย่อยสลายได้ เศษอาหารและพืชผัก ที่เหลือจากการรับประทานอาหารและการประกอบอาหาร จากปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมด ประมาณ 46%
RECYCLE WASTE ขยะรีไซเคิล ขยะที่สามารถนำไปขายได้ เช่น ขวด แก้วพลาสติก เศษแก้ว ซึ่งจากปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมด ประมาณ 42%
HAZARDOUS WASTE ขยะมีพิษ ต้องเก็บรวบรวมแล้วนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี เช่น กระป๋องยาฆ่าแมลง หลอดไฟ จากปริมาณขยะมูลฝอยทั้งหมด ประมาณ 3%
การลดการใช้ หรือการลดขยะจากแหล่งที่เกิด เช่น การใช้ถุงผ้าแทนการใช้ถุงพลาสติกวิธีการลดและจัดการขยะก่อนนำไปทิ้ง การนำผลิตภัณฑ์มาใช้ซ้ำหรือนำมาใช้ทำ ประโยชน์อื่น ๆ โดยแบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอน 
1. ขั้นตอนการผลิตสินค้า พยายามทำให้เกิดเศษวัสดุหรือของเสียน้อยที่สุด
2. ขั้นตอนการนำของใช้มาใช้ซ้ำเป็นการยืดอายุการใช้งานก่อนจะนำไปทิ้ง
	2.1 การนำกลับมาผลิตใหม่ เป็นการแยกวัสดุ ที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ออกจากขยะและรวบรวมใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าขึ้นใหม่ หรือเรียกว่า รีไซเคิล
	2.2 การหลีกเลี่ยงการใช้วัสดุกำจัดยาก เช่น กล่องโฟม การใช้จานหรือแก้วกระดาษ ยาฆ่าแมลงควรใช้สมุนไพรเป็นสารกำจัด
	2.3 การซ่อมแซมนำกลับมาใช้ใหม่ เป็นการซ่อมแซมวัสดุที่ใช้แล้วที่สามารถซ่อมแซมนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 	
รีไซเคิล (Recycle) เป็นการจัดการวัสดุเหลือใช้ที่กำลังจะเป็นขยะ โดยนำไปผ่านกระบวนการแปรสภาพ โดยเฉพาะการหลอม เพื่อให้เป็นวัสดุใหม่แล้วนำกลับมาใช้ได้อีกซึ่งวัสดุที่ผ่านการแปรสภาพนั้นอาจจะเป็นผลิตภัณฑ์เดิมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ได้ 
วัสดุที่สามารถรีไซเคิล แก้ว, ขวด, กระจกกระดาษพลาสติก โลหะ, เหล็ก, ทองแดง, อะลูมิเนียม ยางแอสฟัลต์
วัสดุที่ไม่สามารถรีไซเคิล ขยะเปียก, ซากอินทรียวัตถุผ้า ไม้  ยางรถยนต์สารกัมมันตรังสี</detail><keywords>ขยะ, การแยกขยะ, ลดโลกร้อน, Recycle, ขยะมูลฝอย</keywords><date>2019-04-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1694</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1554187212.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านพื้นดิน-ธรณีวิทยา</category></row>
<row _id="1598"><Nid>1683</Nid><title>วัคซีนกับเซรุ่มต่างกันยังไง</title><source>https://www.health2click.com/2019/01/11/วัคซีนกับเซรุ่ม-ต่างกัน</source><detail>วัคซีน VS เซรุ่ม คุ้นหูทั้งคู่ แต่มันต่างกันยังไง?
　
วัคซีน (Vaccine) เป็นยาชนิดหนึ่ง ที่นำเชื้อโรคที่ถูกทำให้มีฤทธิ์อ่อนลงจนไม่เป็นอันตรายมาใช้สำหรับฉีดหรือกิน เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกันโรค ซึ่งเกิดจากเชื้อนั้นๆ 
　
เซรุ่ม (Serum) คือของเหลวสีเหลืองที่สกัดมาจากเลือดคนหรือสัตว์อื่นที่มีภูมิคุ้มกันโรคนั้นๆ อยู่แล้ว
　
ถ้าจะให้สรุปง่ายๆ คือ วัคซีนคือการทำให้ร่างกายรู้จักกับโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง เพื่อกระตุ้นร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันในอนาคต ส่วนเซรุ่มคือการนำภูมิคุ้มกันจากที่อื่นมาฉีดเข้าร่างกาย เพื่อทำลายเชื้อนั้นๆ ใช้ในกรณีที่ร่างกายติดเชื้อเข้าไปแล้ว  แต่เซรุ่มจะมีความปลอดภัยน้อยกว่าวัคซีน เนื่องจากเราอาจแพ้เซรุ่มที่มาจากเลือดสัตว์อื่นก็เป็นได้ ดังนั้นการฉีดวัคซีนป้องกันไว้จึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่า
　
รู้แบบนี้แล้วล่ะก็ อย่าลืมไปรับวัคซีนให้ครบตามที่กำหนด เพื่อที่จะได้ป้องกันโรคต่างๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วัคซีน, เซรุ่ม</keywords><date>2019-03-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1683</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1553668375.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1599"><Nid>1659</Nid><title>8 สิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเลี้ยงแมว</title><source>https://www.honestdocs.co/what-you-should-know-before-adopt-cat</source><detail>แมวอาจไม่แสดงความรัก ไม่ใช่แมวทุกตัวที่ชอบให้อุ้ม จับ หรือลูบตัว ถ้าแมวตัวใหม่ไว้ใจคุณแล้ว เขาก็อาจมานอนที่ตัก และยอมให้คุณสัมผัสร่างกายนานขึ้น แต่การที่แมวเป็นเช่นนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ความสัมพันธ์ของคุณและแมวเปราะบาง เพียงแต่เขาจะแสดงความรักด้วยวิธีอื่นแทน ทำใจเรื่องโดนกัดหรือข่วนสิ่งที่คุณควรทำใจเมื่อเลี้ยงแมวก็คือ คุณอาจถูกแมวกัดหรือข่วนได้ ดังนั้นคุณอย่าตกใจถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างที่ว่า และคุณไม่ควรลงโทษหรือใช้ความรุนแรงกับแมว เพราะมันจะยิ่งทำให้แมวมีความก้าวร้าวมากขึ้น เฟอร์นิเจอร์มีความเสี่ยงที่จะพังแม้ว่าคุณจะเตรียมอุปกรณ์สำหรับฝนเล็บให้เจ้าแมวเหมียวแล้ว แต่มันก็ยังมีแนวโน้มที่เขาจะข่วนเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน โดยเฉพาะแมวที่อายุน้อย ซึ่งมันอาจทึ้งผ้าม่าน ข่วนกระจกหน้าต่าง กัดสายไฟ หรืออุปกรณ์อื่นๆ ขนแมวจะกระจายเต็มบ้านหากคุณเลี้ยงแมว สิ่งที่จะตามมาคือ คุณจะได้เห็นขนแมวติดอยู่ตามเฟอร์นิเจอร์ หรืออยู่บนพื้นบ้านจนชินตา ทั้งนี้การแปรงขนแมวสามารถช่วยลดจำนวนขนที่จะหลุดร่วงได้ แมวอาจส่งเสียงรบกวนเราต่างก็รู้ดีว่า สุนัขสามารถเห่าได้ดังถึงระดับที่ทำให้คนข้างบ้านรำคาญได้ อย่างไรก็ตาม แมวก็สามารถทำได้เช่นกัน แม้ว่ามันจะไม่ได้เห่าเหมือนกับเจ้าตูบ แต่มันก็อาจส่งเสียงครวญคราง ซึ่งทำให้เกิดเสียงดังได้ไม่แพ้กัน ต้องใช้เวลาปรับตัวคุณไม่ควรคาดหวังว่าแมวจะแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมาในทันทีที่เขาก้าวเข้ามาอยู่ในบ้าน แมวตัวใหม่มีแนวโน้มที่จะแสดงท่าทีว่าหวาดกลัว หรืออายในตอนแรก แต่หลังจากนั้นไม่นาน มันก็อาจกลายเป็นแมวที่ขี้เล่น ค้นหาโรงพยาบาลสัตว์ไว้ล่วงหน้าแม้ว่าเจ้าเหมียวตัวใหม่ของคุณจะแข็งแรงในตอนนี้ แต่ไม่ช้าก็เร็ว แมวก็อาจมีโรคร้ายมาเยี่ยมเยือน และอาจได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้คุณต้องมีทั้งเวลา และเงินเพื่อดูแลเขาค่ะ นอกจากนี้คุณอาจต้องมองหาโรงพยาบาลสัตว์ไว้ล่วงหน้า แมวอาจต้องกินอาหารแตกต่างจากแมวทั่วไปการให้อาหารแมวอาจไม่จำเป็นต้องทำให้เป็นเรื่องยุ่งยาก แต่แมวบางตัวอาจมีอาการแพ้อาหาร หรือเป็นโรคประจำตัวที่ทำให้เขาต้องกินอาหารที่พิเศษกว่าแมวทั่วไป ซึ่งคุณอาจต้องเสียเงินในส่วนของค่าอาหารมากขึ้น</detail><keywords>ทาสแมว, เลี้ยงแมว, อายุ, แมวกัด, ขนแมว</keywords><date>2019-02-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1659</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1553568019.png</img_link><category>สัตวแพทย์ศาสตร์</category></row>
<row _id="1600"><Nid>1658</Nid><title>ระฆังทำมาจากอะไร แล้วทำไมถึงมีเสียงดัง</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ระฆัง</source><detail>เคยสงสัยมั้ย? ระฆังทำมาจากอะไร? แล้วทำไมถึงมีเสียงดังกังวาน วันนี้มาหาคำตอบกัน
　
ระฆังนับเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นท่อปลายเปิดหนึ่งด้าน มีตั้งแต่ขนาดเล็กจะเรียกว่า "กระดิ่ง" ขนาดใหญ่จะเรียกว่า "ระฆัง"
　
ระฆังทำมาจากโลหะผสมทองแดงและดีบุกในอัตราส่วนที่เหมาะสม โดยมากมักเป็น ทองแดง 3 ส่วน ดีบุก 1 ส่วน เมื่อระฆังถูกตี พลังงานจากการชนของค้อนกับระฆังจะทำให้อากาศในระฆังเกิดการสั่นพ้องขึ้น ทำให้เกิดเสียงอันก้องกังวาน
　
ด้วยหลักการเดียวกันนี้ คือเหตุผลที่ทั้งระฆังและกระดิ่งสามารถส่งเสียงออกมาได้ดังกังวาน โดยไม่ต้องใช้ลำโพงช่วยเลยแหละ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ระฆัง</keywords><date>2019-03-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1658</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1553497006.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1601"><Nid>1655</Nid><title>5 คำคมนักวิทยาศาสตร์โลก</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/61610/-sciear-sci-</source><detail>นักวิทยาศาสตร์ของโลกแต่ละท่านได้เคยกล่าวข้อความที่มีความหมาย และกลายเป็น "คำคม" ที่มีความหมายลึกซึ้ง
　
วันนี้ทีมงาน STKC จึงหยิบคำคมที่สะท้อนถึงแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกแต่ละท่าน ว่าการจะประสบความเร็จได้ขนาดนี้ เขามีแนวคิดกันยังไง และสามารถนำไปปรับใช้กับตัวเองได้เลย
　
1. "สปีชีส์ที่เหลือรอด ไม่ใช่สปีชีส์ที่แข็งแกร่งที่สุด และก็ไม่ใช่สปีชีส์ที่ฉลาดที่สุด แต่เป็นสปีชีส์ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด" - Chales Darwin
　
2. "ไม่มีสิ่งใดในชีวิตที่ต้องกลัว เพียงแค่เราเข้าใจมันก็เท่านั้น และเมื่อเราเข้าใจมันมากขึ้น ความกลัวก็จะน้อยลง" - Marie Curie
　
3. "มีสองสิ่งที่ไม่มีขอบเขตสิ้นสุด คือ จักรวาล และ ความโง่เขลาของมนุษย์ แต่ฉันยังไม่แน่ใจนักเรื่องจักรวาล" - Albert Einstein
　
4. "สิ่งที่เรารู้เปรียบเหมือนน้ำเพียงหยดเดียว แต่สิ่งที่เราไม่รู้นั้นเปรียบดั่งมหาสมุทร" - Isaac Newton
　
5. "ในชีวิตของผม ไม่เคยต้องทำงานแม้สักวันเดียว เพราะทั้งหมดมันคือความสนุก" - Thomas Alva Edison
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>คำคม, นักวิทยาศาสตร์ของโลก</keywords><date>2019-03-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1655</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1553369321.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1602"><Nid>1654</Nid><title>ต้นกำเนิดน้ำยาลบคำผิด</title><source>https://www.spokedark.tv/posts/liquid-paper/</source><detail>ต้นกำเนิด "ลิควิด" (Liquid Paper) น้ำยาลบคำผิดที่ใครๆ ก็ต้องเคยมีติดกล่องดินสอ
　
เมื่อปี ค.ศ. 1956 เลขานุการประจำธนาคารแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัส ชื่อว่า Bette Nesmith Graham พบปัญหาว่า ถ้าพิมพ์เอกสารด้วยพิมพ์ดีดจนเกือบเสร็จ แล้วดันพิมพ์ผิดหรือพิมพ์ตกไปสักตัว จะต้องดึงกระดาษออกและพิมพ์ใหม่หมดทั้งหน้า ซึ่งปัญหานี้ทำให้เธอรู้สึกว่ามันวุ่นวายมาก
　
จนวันหนึ่งเธอได้เห็นเทคนิคการแก้ไขรูปภาพของจิตกร ที่แก้ไขจุดผิดพลาดด้วยการนำสีใกล้เคียงกันมาทาทับ จึงผุดเป็นไอเดียนำสีน้ำสีขาวมาแต้มลงบนจุดที่พิมพ์ผิด แล้วนำไปพิมพ์แก้ไขซ้ำอีกครั้ง
　
ไอเดียนี้ได้รับการยอมรับอย่างมากจากเพื่อนร่วมงาน เธอจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาลูกชายที่เป็นครูสอนวิชาเคมี และได้ร่วมกันผลิตน้ำยาลบคำผิดออกมาขายภายใต้ชื่อ "Mistake Out" จนในปี ค.ศ. 1960 เธอได้จัดตั้งโรงงานขึ้นมาและตั้งชื่อว่า "Liquid Paper" จนกลายเป็นสิ่งคู่ใจนักเรียน และคนทำงานทุกคนตั้งแต่นั้นมา
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ลิควิด, Liquid Paper</keywords><date>2019-03-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1654</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1553256129.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1603"><Nid>1653</Nid><title>ทอดไข่ในกระทะเทฟลอน ทำไมไม่ติดก้นกระทะ</title><source>https://www.honestdocs.co/teflon-pan-features-safety-on-usage</source><detail>กระทะเทฟลอนคืออะไร? ทำไมทอดอะไรก็ไม่ติดกระทะ และเสี่ยงต่อมะเร็งจริงเหรอ?
　
เทฟลอน (Teflon) เป็นสารชนิดหนึ่งในสารประกอบพอลิเมอร์ชนิด Polytetrafluoroethylene (PTFE) คุณลักษณะของพลาสติกชนิดนี้จะมีน้ำหนักเบา มีความสามารถทนต่ออุณภูมิสูงได้ดี จึงเหมาะกับการนำมาเคลือบบนกระทะ เพื่อให้มีคุณสมบัติลื่นไม่ทำให้เกิดการเกาะติด 
　
กระทะที่ถูกนำมาเคลือบเทฟลอนจึงป้องกันไม่ให้อาหารเกาะติดกระทะ ทนทานต่อสารเคมีและความร้อนอุณหภูมิสูงกว่า 150 องศาเซลเซียส
　
แต่เมื่อใช้ไปนานๆ เทฟลอนจะหลุดร่อนออกมาปะปนกับอาหาร จนหลายคนสงสัยว่าจะเป็นสารก่อมะเร็งจริงเหรอ? ในความเป็นจริงคือ อนุภาคเหล่านี้จะผ่านเข้าสู่ร่างกาย โดยไม่ถูกย่อยหรือดูดซึมสะสมแต่อย่างใด และจะถูกกำจัดออกจากร่างกายด้วยการขับถ่าย เพราะฉะนั้นสบายใจได้เลยครับ ว่าใช้กระทะเทฟลอนปลอดภัย หายห่วง ทำอาหารได้แบบสุขภาพดีเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กระทะ, กระทะเทฟลอน</keywords><date>2019-03-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1653</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1553244430.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1604"><Nid>1648</Nid><title>โรคไบโพลาร์หรือคนอารมณ์สองขั้ว</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69492/-blo-scihea-sci-</source><detail>ทำความรู้จักโรคไบโพลาร์ หรือคนอารมณ์ 2 ขั้ว
　
โรคไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) เป็นอาการป่วยทางจิตใจ เกิดจากการทำงานผิดปกติของสมอง ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับอารมณ์ ข้อมูลจากปี พ.ศ. 2560 พบว่าคนไทยป่วยเป็นโรคนี้มากถึง 30,000 คน
　
ไบโพลาร์ จะมีระดับอารมณ์ช่วงที่ขึ้นสูง เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขและกระตือรือร้น เรียกว่า Manic Episodes และช่วงที่อารมณ์ต่ำ หรือช่วงสิ้นหวังเรียกว่า Hypomanic Episodes ซึ่งผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ไปมาระหว่าง ช่วงอารมณ์ที่มากเกินปกติ (เป็นได้ทั้ง Manic Episodes และ Hypomanic Episodes) และสภาวะซึมเศร้า (Major Depressive Episodes)
　
อาการของคนเป็นไบโพลาร์มีหลากหลายอาการ เช่น พูดเร็ว หงุดหงิดง่าย มีอาการของโรคซึมเศร้าแทรกซึม หรืออารมณ์ดีสลับกับอารมณ์เสียง่ายเกินไป ทีมงาน STKC อยากให้ลองสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างดูว่ามีพฤติกรรมเช่นนี้หรือไม่ ถ้ามีลักษณะเข้าข่าย ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อหาทางรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไบโพลาร์, Bipolar Disorder</keywords><date>2019-03-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1648</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1553143794.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1605"><Nid>1647</Nid><title>สีธรรมชาติในอาหาร</title><source>http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2310/color-สี</source><detail>รู้ไหม สีในอาหาร สำคัญกว่าที่เราคิด 
　
สี (Color) เป็นสมบัติทางกายภาพของอาหาร เกิดจากการรับสัญญาณในรูปของคลื่นแสงที่ตกกระทบดวงตา ซึ่งมีเซลล์รับและส่งสัญญาณผ่านไปยังสมอง และแปลงเป็นค่าสีต่างๆ ตามที่แต่ละบุคคลมีอยู่ในระบบความทรงจำ ดังนั้นหากสีของอาหารมีความผิดเพี้ยนจากความทรงจำเดิม เราก็มักจะไม่ยอมรับกับอาหารนั้นๆ สีในอาหารจึงมีความสำคัญต่อผู้บริโภคอย่างมาก 
　
วันนี้จะขอพูดถึงสีจากธรรมชาติของอาหาร ว่ามาจากที่ใดกันบ้าง
　
- คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) มีสีเขียว พบในผักใบเขียว
- แคโรทีนอยด์ (Carotenoid) มีสีเหลือง ส้ม หรือแดง พบในฟักทอง แครอท 
- แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) มีสีแดง ม่วง น้ำเงิน
- ไมโอโกลบิน (Myoglobin) มีสีแดง พบในเนื้อสัตว์
　
นอกจากนี้ยังมีการใช้สีผสมอาหาร เพื่อปรุงแต่งอาหารให้มีคุณภาพด้านสีตามที่ผู้บริโภคต้องการอีกด้วยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>อาหาร, สีธรรมชาติ</keywords><date>2019-03-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1647</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1553142786.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1606"><Nid>1646</Nid><title>ระบบสุริยะ Solar System</title><source>http://adomoly.com/ระบบสุริยะ</source><detail>ระบบสุริยะคืออะไร? เคยเรียนในห้องเรียนวิชาวิทยาศาสตร์กันมาแล้ว เรามาทำความเข้าใจกันอีกสักครั้งกันเถอะครับ
　
ระบบสุริยะ คือ ระบบที่ยึดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และมีวัตถุอื่นๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์ มีบริวารดังนี้
　
1. ดาวพุธ (Mercury) - เป็นดาวเคราะห์ที่เล็กที่สุดในระบบสุริยะ อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด 
　
2. ดาวศุกร์ (Venus) - เป็นดาวเคราะห์ที่สว่างที่สุด เป็นลำดับที่ 3 รองจากดวงอาทิตย์ อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 2
　
3. โลก (Earth) - เป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวในระบบสุริยะที่มีสภาวะแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 3 
　
4. ดาวอังคาร (Mars) - ดาวเคราะห์ลำดับที่ 4 เป็นดาวเคราะห์ที่เล็กที่สุดเป็นลำดับที่ / ของระบบสุริยะ
　
5. ดาวพฤหัสบดี (Jupiter) - ดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ป็นลำดับที่ 5 และเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ
　
6. ดาวเสาร์ (Saturn) - ดาวเคราะห์ที่อยู่ถัดจากดาวพฤหัสบดี เป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 6 จากดวงอาทิตย์ และเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวที่มีวงแหวนอีกด้วย
　
7. ดาวยูเรนัส (Uranus) - เป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่ 7 เป็นดาวเคราะห์แก๊ส เต็มไปด้วยแอมโมเนียและมีเทน
　
8. ดาวเนปจูน (Neptune) - เป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะลำดับสุดท้ายที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ ลักษณะมีผิวสีน้ำเงิน ปัจจุบันถูกจัดว่าเป็นดาวเคราะห์แคระ
　
9. ดาวพลูโต (Pluto) - เป็นดาวเคราะห์แคระในแถบไคเปอร์ อดีตเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9  ของระบบสุริยะ แต่เมื่อปี 1992 มีการค้นพบวัตถุที่ขนาดใกล้เคียงกับดาวพลูโตจำนวนมากในแถบไคเปอร์ เลยเกิดคำถามว่าดาวพลูโตยังควรมีสถานะเป็นดาวเคราะห์อยู่หรือไม่ จนในปี 2005 ก็เจอดาวเคราะห์แคระอีริสที่ขนาดใหญ่กว่าดาวพลูโต อยู่ไกลออกไปจากพลูโต ซึ่งมีการพิจารณาว่าจะถูกจัดเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 10 แต่เมื่อปี 2006 สหพันธ์ดาราศาสตร์สากลตัดสินใจมาประชุมกำหนดนิยามของดาวเคราะห์กันเป็นครั้งแรก หลังสรุปนิยามได้แล้ว พลูโตกับอีริสก็ไม่เข้าข่ายจะเป็นดาวเคราะห์ แต่ได้หมวดหมู่ใหม่ของตัวเองเป็นดาวเคราะห์แคระ จุดแบ่งแยกคือดาวเคราะห์แคระไม่สามารถควบคุมแรงโน้มถ่วงหรือวงโคจรของวัตถุอื่น ๆ รอบตัวมันได้ แต่ดาวเคราะห์ทำได้
　
และนี่ก็คือโครงสร้างของระบบสุริยะที่เราอาศัยอยู่กันนั่นเองครับ แต่ใครจะรู้ว่าในอวกาศอันกว้างใหญ่จะมีอะไรที่มนุษย์เรายังไม่ค้นพบ อาจจะมีอะไรน่าตื่นเต้นรออยู่ก็ได้ หากมีการค้นพบอะไรใหม่ๆ ทีมงาน STKC จะรีบนำมาเล่าให้ฟังแน่นอนครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ระบบสุริยะ, Solar System</keywords><date>2019-03-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1646</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1553056221.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1607"><Nid>1643</Nid><title>ประโยชน์ของกัญชา</title><source>https://www.honestdocs.co/interesting-cannabis-medicinal-properties</source><detail>กัญชา...พระเอกที่โดนตีตราว่าเป็นวายร้ายมาตลอด
　
ถ้าพูดถึง "กัญชา" ทุกคนคงจะรู้จักในแง่มุมของการเป็นสารเสพติดอันตราย ห้ามปลูก และห้ามมีไว้ในครอบครองอย่างเด็ดขาด แต่รู้ไหมครับว่าจริงๆ แล้ว กัญชามีข้อดีมากมายสำหรับมนุษย์
　
1. กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด : กัญชาเป็นพืชธรรมชาติ หากเสพติดต่อกันเป็นเวลานานแล้วหยุดเสพ ก็จะไม่เกิดอาการลงแดง
　
2. กัญชาไม่ได้ทำลายสมอง : จากการทดลอง พิสูจน์แล้วว่าการดื่มแอลกอฮอล์ทำลายสมองมากกว่าการเสพกัญชา
　
3. กัญชาเป็นยาวิเศษ : กัญชามีสรรพคุณเป็นยารักษาโรค โดยช่วยรักษาอาการเบื่ออาหารในโรคเอดส์, ช่วยรักษาโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดจากการสูบบุหรี่ โรคหัวใจ และยังสามารถใช้รักษาโรคผิวหนังได้เป็นอย่างดี
　
กัญชาเป็นพืชที่ใช้ในปริมาณที่เหมาะสมจะเกิดผลดี แต่หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไปก็จะเกิดโทษ เช่น ทำให้ร่างกายอ่อนแอ, ทำลายระบบคุ้มกันของร่างกาย หรือสติฟั่นเฟือน ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ต้องออกกฏหมายห้ามใช้กันโดยทั่วไป แต่ในวงการแพทย์ถือว่ากัญชาคือยาวิเศษเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กัญชา</keywords><date>2019-03-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1643</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1552986164.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1608"><Nid>1638</Nid><title>5 สัญญาณอาการออฟฟิศซินโดรม</title><source>https://www.honestdocs.co/office-syndrome-disease-of-working-people</source><detail>ได้ยินกันบ่อยๆ เรื่อง "ออฟฟิศซินโดรม" (Office Syndrome) มาดูกันว่า 5 สัญญาณที่ชัดเจนว่าเรากำลังจะเป็นโรคนี้ มีอาการยังไงบ้าง?
　
1. ปวดศีรษะและดวงตาและมีอาการปวดไมเกรนบ่อยๆ เนื่องจากการใช้สายตามาก
　
2. ปวดเมื่อยอวัยวะต่างๆ เช่น ปวดหลัง ไหล่ ต้นคอ แขน ข้อมือ นิ้วมือ จากการนั่งทำงานในท่าเดิมนานๆ
　
3. เจ็บ ตึง ชา มีอาการเจ็บ ตึง และชาตามอวัยวะต่างๆ เช่น บริเวณมือและข้อมือ
　
4. แขนขาอ่อนแรง เกิดจากการนั่งนานเกินไป จนการไหลเวียนเลือดผิดปกติ
　
5. พักผ่อนไม่เพียงพอ นอนไม่หลับ หรือนอนหลับไม่สนิท เกิดจากความเครียด
　
จาก 5 สัญญาณข้างต้น อย่าคิดว่าจะเป็นเฉพาะวัยทำงานนะ นักเรียนก็มีสิทธิ์เป็นได้ หากปล่อยไว้ ไม่หาทางรักษาจะนำสู่โรคร้ายแรงในอนาคตได้ เช่น เสี่ยงต่อการเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท, โรคซึมเศร้า, โรคอ้วน หรือโรคเบาหวาน
　
สาเหตุการเกิดออฟฟิศซินโดรม มักเกิดจากสภาวะเครียดจากสมอง และการนั่งในอริยาบทเดิมนานๆ ซึ่งไม่เกิดจากคนวัยทำงานเท่านั้น อาจเกิดกับเด็กนักเรียนได้เช่นกัน เวลาที่เรียนหนังสือ หรือช่วงที่อ่านหนังสือสอบเป็นเวลานาน ดังนั้นควรจะแบ่งเวลายืดเส้นยืดสายบ้าง และอย่าหักโหมเกินไป
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ออฟฟิศซินโดรม, Office syndrome</keywords><date>2019-03-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1638</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1552897860.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1609"><Nid>1637</Nid><title>ซูชิ การถนอมอาหารแบบปลาส้ม</title><source>https://www.spokedark.tv/posts/sushi/</source><detail>รู้ไหม...ต้นกำเนิดซูชิ มีหลักการเดียวกับการทำปลาส้มบ้านเรานั่นแหละ
　
ในสมัยก่อน ไม่ว่าจะอาหารชาติใดก็ต้องทำการถนอมอาหารเพื่อยืดอายุอาหารให้กินได้นานๆ จนเกิดเป็นอาหารหลากหลายประเภท เช่น ผักกาดดอง กิมจิ ปลาร้า ปลาส้ม และอีกมากมาย รวมถึงซูชิก็เช่นกัน
　
ต้นกำเนิดซูชิ เกิดมาจากการที่ต้องการถนอมปลา โดยการนำปลาไปหมักกับข้าว ให้มีรสเปรี้ยว เค็ม และเลือกกินเฉาพะปลา ส่วนข้าวก็ทิ้งไป
　
ในเวลาต่อมา มีคนได้ลองชิมข้าวที่ใช้หมักด้วย พบว่าข้าวก็ซึมซึบความอร่อยจากปลามาอย่างเต็มที่เช่นกัน เลยกินทั้งปลาและข้าวที่ใช้หมักเลย จนเกิดเป็น "ซูชิ" อาหารประจำชาติญี่ปุ่นนั่นเองครับ
　
จริงๆ แล้วหลักการถนอมอาหารเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่โบราณ ทำกันทุกบ้าน ทำกันทุกชนชาติ ถือว่าเป็นภูมิปัญญาของจริงเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ซูชิ, การถนอมอาหาร, ปลาส้ม</keywords><date>2019-03-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1637</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1552894101.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1610"><Nid>1636</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ วิลเลี่ยม ฮาร์วี่ (William Harvey)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/วิลเลียม_ฮาร์วีย์</source><detail>วิลเลี่ยม ฮาร์วี่เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1578 ที่เมืองฟอล์คสโตน ประเทศอังกฤษ ในครอบครัวที่ร่ำรวย บิดาของเขาเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองชื่อว่า โทมัส ฮาร์วี่ (Thomas Harvey) ในวัยเยาว์วิลเลี่ยมได้มีโอกาสรับการศึกษาที่ดีจากโรงเรียนแคนเทอเบอรี่ แกรมมา สกูล (Canterbury Gramma School) ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงของอังกฤษ จากนั้นเขาได้ศึกษาวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge University) หลังจากจบวิชาแพทย์ในปี ค.ศ. 1597 วิลเลี่ยมได้เข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยปาดัว (Padua University) ประเทศอิตาลี

ระหว่างที่เขาศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยปาดัว เขามีโอกาสได้พบกับศาสตราจารย์ ฮีโรนิมุส เฟบริซิอุส (Heronimus Fabrisius) ผู้ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้วิลเลี่ยมค้นพบระบบการไหลเวียนโลหิต หลังจากที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยดาปัวเขาได้เข้าทำงานเป็นแพทย์ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเซนต์บาร์โทโลมิวกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ต่อมาในปี ค.ศ.1607 เขาถูกเชิญให้เป็นสมาชิกของแพทย์สภาและในปีค.ศ. 1618 ได้รับตำแหน่งแพทย์ประจำพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ และสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ โดยระหว่างนั้น วิลเลี่ยมได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับระบบการไหลเวียนโลหิต ซึ่งใช้เวลาค้นคว้านานกว่า 10 ปี จากผู้ป่วยมากกว่า 100 คน จนกระทั่งพบระบบการไหลเวียนโลหิตที่ถูกต้อง
 

ระบบการไหลเวียนโลหิตในร่างกายมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ได้แต่ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์หรือนายแพทย์ท่านใดรู้ความจริงที่ว่าเลือดเดินทางอย่างไรในร่างกาย อีกทั้งหน้าที่ของหัวใจก็เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อประมาณปี 600 ก่อนคริสต์ศักราช นายแพทย์ชาวกรีก คลาดิอุส กาเลน (Clandius Galen) ได้ศึกษาและอธิบายว่า ระบบโลหิตในร่างกายมนุษย์มีลักษณะคล้ายน้ำขึ้นน้ำลง ส่วนหัวใจมีหน้าที่ในการทำให้เลือดอุ่น ส่วนหลอดเลือดแดง และหลอดเลือดดำไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกันเลย เพราะฉะนั้นวิธีการรักษาเมื่อเลือดมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำได้โดยการผ่าตัดนำเลือดดำออกมา

ในปี ค.ศ. 1628 วิลเลี่ยมตีพิมพ์ผลงานลงในหนังสือ "การทำงานของหัวใจและระบบการไหลเวียนของเลือดในร่างกายสัตว์" มีรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจว่ามีหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิต ซึ่งมีรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจว่ามีหน้าที่ในการสูบฉีดโลหิต ลักษณะของหัวใจคล้ายกับถุงกล้ามเนื้อที่เต้นอยู่ตลอดเวลา และการเต้นของหัวใจก็ทำให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตโดยมีเลือดแดงที่ไหลออกจากหัวใจไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย จากนั้นเลือดแดงจะกลายเป็นเลือดดำ และกลับขึ้นมาสู่หัวใจอีกครั้งหนึ่ง เลือดจะถูกส่งเข้าไปยังห้องหัวใจซีกขวาด้านบนก่อน จากนั้นจึงไหลเข้าสู่ห้องหัวใจซีกขวาด้านล่าง และส่งออกจากห้องนี้ไปสู่ปอด ซึ่งมีหน้าที่นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbondioxide) ในเลือดออกไป แล้วนำก๊าซออกซิเจนที่หายใจเข้าไปแทนที่ เมื่อปอดฟอกเลือดดำให้เป็นเลือดแดงแล้วจะถูกส่งกลับไปยังห้องหัวใจซีกซ้ายด้านบนอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นจะถูกส่งไปยังห้องหัวใจซีกซ้ายด้านล่าง ซึ่งมีหน้าที่ในการส่งเลือดไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายและจะเป็นระบบเช่นนี้เรื่อยไป เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่หัวใจหยุดเต้นก็เท่ากับว่าหยุดการสบฉีดโลหิต เลือดในร่างกายก็จะกลายเป็นเลือดดำ ร่างกายไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้และเสียชีวิตในที่สุด

นอกจากนี้แล้ววิลเลี่ยมยังพบหน้าที่ของลิ้นหัวใจ ซึ่งอยู่ระหว่างห้องหัวใจต่าง ๆ ว่ามีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับไปทางเดิม นอกจากนี้ เขายังพบหน้าที่ของลิ้นหัวใจ ซึ่งอยู่ระหว่างห้องหัวใจต่างๆ ว่าทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อน เมื่อวิลเลี่ยมเผยแพร่ผลงานการค้นพบออกไปปรากฏว่าวงการแพทย์ไม่เห็นด้วยและถูกต่อต้านอย่างหนัก วิลเลี่ยมทำงานเป็นแพทย์ประจำราชสำนักอยู่นานกว่า 25 ปี จนในที่สุดเขาก็ลาออกจากหน้าที่ในปี ค.ศ. 1646 เนื่องจากชราภาพมากแล้วและ สียชีวิตในปีต่อมาที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ. 1657การค้นพบของเขาไม่สูญเปล่า เมื่ออังตวน แวน เลเวนฮุค (Anton Van Leeuwenhoek) สามารถประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ได้สำเร็จ ทำให้สามารถพิสูจน์ได้ว่าระบบการไหลเวียน โลหิตของมนุษย์เป็นอย่างที่วิลเลี่ยมได้เคยกล่าวเอา
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, โลหิต, การแพทย์, หลอดเลือดแดง, หลอดเลือดดำ, เลือด</keywords><date>2019-03-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1636</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1552633380.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1611"><Nid>1633</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ อ็องตวน ลาวัวซีเย (Antoine-Laurent de Lavoisier)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/อ็องตวน_ลาวัวซีเย</source><detail>อ็องตวน-โลร็อง เดอ ลาวัวซีเย (ฝรั่งเศส: Antoine-Laurent de Lavoisier เสียงอ่านภาษาฝรั่งเศส: [ɑ̃twan lɔʁɑ̃ də lavwazje] ; 26 สิงหาคม พ.ศ. 2286 - 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2337) เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้ซึ่งต้องจบชีวิตลงโดยกิโยติน เขามีผลงานสำคัญคือ ได้ตั้งกฎการอนุรักษ์มวล (หรือกฎทรงมวล) และการล้มล้างทฤษฎีโฟลจิสตัน ซึ่งเป็นประโยชน์มากในการศึกษาวิชาเคมี

อ็องตวน ลาวัวซีเย เกิดในตระกูลผู้ดีตระกูลหนึ่ง ต่อมาได้ศึกษาต่อยังวิทยาลัยมาซาแร็ง (Mazarin College) ในสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ พฤกษศาสตร์ และเคมี เขามีความสนใจอย่างแรงกล้าในวิชาเคมี โดยการชักจูงของเอเตียน กงดียัก (Étienne Condillac)
ต่อมา อ็องตวนได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งฝรั่งเศส พออายุได้ 25 ปี เขาได้เขียนบทความเกี่ยวกับการจุดไฟตามถนน ต่อมาในปี พ.ศ. 2314 เขาได้แต่งงานกับมารี-อาน ปีแยเร็ต ปอลซ์ (Marie-Anne Pierrette Paulze) ซึ่งมีอายุเพียง 13 ปี ในขณะที่อ็องตวนอายุได้ 28 ปี

 

ช่วงปี พ.ศ. 2318 อ็องตวนได้พัฒนาการผลิตดินปืน และการใช้โพแทสเซียมไนเตรต หรือดินประสิว ในการเกษตร งานที่สำคัญอย่างหนึ่งของเขาก็คือ การทดลองเกี่ยวกับปฏิกิริยาการเผาไหม้ เขากล่าวว่าการเผาไหม้เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับออกซิเจน และการสลายสารอาหารในสิ่งมีชีวิต ก็คือปฏิกิริยาการเผาไหม้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ช้าและอ่อนกว่า จนทำให้ทฤษฎีโฟลจิสตัน ซึ่งกล่าวว่า เมื่อสสารถูกเผาไหม้ ก็จะปล่อยสารที่เรียกว่าโฟลจิสตันออกมา ต้องมีอันยกเลิกไป

นอกจากนี้ อ็องตวนยังได้ค้นพบว่า "อากาศที่ไหม้ไฟได้" ของเฮนรี คาเวนดิช ซึ่งอ็องตวนเรียกมันว่า ไฮโดรเจน (ภาษากรีกหมายถึง ผู้สร้างน้ำ) เมื่อรวมกับออกซิเจนจะได้หยดน้ำ ซึ่งไปตรงกับผลการทดลองของโจเซฟ พริสต์ลีย์

ในด้านปริมาณสัมพันธ์ (stoichiometry) อ็องตวนได้ทดลองเผาฟอสฟอรัสและกำมะถันในอากาศ และพิสูจน์ได้ว่ามวลของผลิตภัณฑ์มีมากกว่ามวลของสารตั้งต้น ซึ่งมวลที่เพิ่มได้มาจากอากาศนั่นเอง จึงทำให้เกิดกฎการอนุรักษ์มวล หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กฎทรงมวล

หนังสือของเขาชื่อ Traité Élémentaire de Chimie พิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2332 ภายในมีเนื้อหาเกี่ยวกับกฎการอนุรักษ์มวล และปฏิเสธการมีอยู่ของทฤษฎีโฟลจิสตัน
นอกจากที่อ็องตวนจะศึกษาวิทยาศาสตร์แล้ว เขายังศึกษากฎหมายและการเมืองจนได้เป็นเนติบัณฑิต เมื่ออายุ 26 ปี เขาได้เป็นเจ้าพนักงานเก็บอากร ซึ่งเขาก็ได้ปรับปรุงระบบภาษีอากรและการคลัง พร้อมกับพัฒนาหน่วยวัดในระบบเมตริก ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศฝรั่งเศส

ต่อมาอ็องตวนถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏโดยคณะปฏิวัติฝรั่งเศส และถูกตัดสินให้ประหารชีวิตโดยการตัดศีรษะ เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2337 ผู้พิพากษาให้เหตุผลในการตัดสินครั้งนี้ว่า “สาธารณรัฐของเราไม่ต้องการนักปราชญ์” จนทำให้โฌแซ็ฟ-หลุยส์ ลากร็องฌ์ นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศส กล่าวอย่างโศกเศร้าเสียใจว่าฝรั่งเศสจะไม่มีอะไรที่เหมือนผลงานของอ็องตวนไปชั่วศตวรรษ หนึ่งปีครึ่งให้หลังปรากฏว่าความผิดของอ็องตวนนั้นหามีไม่ ทรัพย์สินส่วนตัวของเขาถูกส่งให้แก่ภรรยาหม้าย พร้อมด้วยข้อความว่า "ถึงแม่หม้ายลาวัวซีเย ผู้ถูกตัดสินอย่างผิดพลาด"


 
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, ชาวฝรั่งเศสผู้, เคมี, ดินปืน, ดินประสิว</keywords><date>2019-03-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1633</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1552631693.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1612"><Nid>1632</Nid><title>ทำไมเราถึงหาวตามคนอื่น</title><source>https://www.scimath.org/article-science/item/4702-yawn</source><detail>เรื่องง่ายๆ ที่ทุกคนไม่เคยสงสัย ทำไมเราต้องหาว? และบางทีทำไมเราต้องหาวตามคนอื่นด้วย? 
　
การหาว เป็นสิ่งที่เจอได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ลิง สุนัข แมว หรือมนุษย์ ยังไม่มีคำตอบชี้ชัดว่าการหาวเกิดจากอะไร แต่มีทฤษฎีที่น่าสนใจดังนี้
　
1. หาวเพื่อยืดเส้นยืดสายกล้ามเนื้อที่ลิ้นและลำคอ
2. หาวเพื่อช่วยให้คนที่กระสับกระส่ายตื่นตัวขึ้น
3. หาวเพื่อให้อุณหภูมิของสมองเย็นขึ้น ซึ่งทำให้เหมาะสมกับการทำงานของสมอง
4. เกิดจากการควบคุมของสารกลุ่มสารสื่อประสาทในสมอง
　
ส่วนเหตุผลที่เราหาวตามๆ กัน นั่นเป็นพฤติกรรมสังคมที่มักเกิดกับคนและสัตว์ เมื่อเราเห็นพฤติกรรมต่างๆ จะส่งผลให้เกิดการแสดงออกร่วมกับผู้อื่นนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หาว</keywords><date>2019-03-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1632</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1552548737.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1613"><Nid>1631</Nid><title>สีชมพูของนกฟลามิงโก้</title><source>http://scienceillustratedthailand.com/nature/ทำไมนกฟลามิงโกมีขนชมพู</source><detail>โดนหลอกมาตลอด! นกฟลามิงโก้ไม่ได้มีสีชมพูโดยชาติกำเนิด?!
　
หลายๅ คนอาจจะคุ้นชินกับนกฟลามิงโก้ที่มีทั้งสี ขาว, สีชมพูอ่อน จนไปถึงสีชมพูเข้ม และก็อาจจะคิดว่าสีที่แตกต่างกันก็คงมาจากสายพันธุ์ หรือลักษณะที่แตกต่างกันตามธรรมชาติ
　
แต่ที่จริงแล้ว การที่นกฟลามิงโก้มีสีชมพูเป็นเพราะอาหารที่มันกินเข้าไป ได้แก่ กุ้งและเห็ดรา ที่มีสารประเภทอัลฟาและเบตาแคโรทีนนั่นเอง
　
จะสังเกตได้ว่า หากนกฟลามิงโก้ถูกนำมาเลี้ยงในสวนสัตว์ เขาจะขาดแหล่งอาหารตามธรรมชาติ ทำให้ขนเปลี่ยนสีเป็นสีขาว หรือบางที่ก็มีการให้อาหารทดแทน เช่น แครอท บีทรูท เพื่อให้นกฟลามิงโก้กลับมามีสีสันที่สวยงามนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>นกฟลามิงโก้</keywords><date>2019-03-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1631</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1552548365.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1614"><Nid>1624</Nid><title>กาแล็คซี่อันโดรเมด้ากับทางช้างเผือกจะชนกัน</title><source>https://www.voicetv.co.th/read/40729</source><detail>ตำแหน่งของดวงอาทิตย์จะเปลี่ยนไป ดาวบางส่วนจะถูกทำลายใน 4,000 ล้านปีข้างหน้า เกิดอะไรขึ้น? เรามาหาคำตอบกันเลยครับ
　
นักดาราศาสตร์ค้นพบข้อมูลล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) กาแล็คซี่แอนโดรมีดาจะพุ่งเข้าชนกับกาแล็คซี่ทางช้างเผือกของเราในอีก 4,000 ล้านปีข้างหน้า เนื่องจากแรงดึงดูดที่ทั้งสองกาแล็คซี่กระทำต่อกัน
　
หลังจากที่ทั้งสองกาแลคซี่ชนกันแล้ว ในอีกประมาณ 2,000 ล้านปี ทั้งสองกาแล็คซี่จะหลอมรวมกันเป็นกาแล็คซี่เดียว ผลกระทบที่ตามมา คือ ดวงอาทิตย์จะเปลี่ยนตำแหน่ง และดาวบางส่วนจะถูกทำลาย
　
นักวิจัยเจ้าของโครงการได้เปิดเผยว่า ไม่มั่นใจว่ามนุษยชาติจะได้อยู่เห็นเหตุการณ์นี้หรือไม่ เนื่องจากว่าในอีก 4,000 ล้านปีข้างหน้า โลกจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นจนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม การค้นพบในครั้งนี้ ทำให้วงการดาราศาตร์กลับมาคึกคัก และยกย่องว่านี่คือการค้นพบครั้งสำคัญอีกครั้งนึงเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กาแล็คซี่ทางช้างเผือก, กาแล็คซี่อันโดรเมด้า, Milky Way Galaxy, Andromeda Galaxy</keywords><date>2019-03-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1624</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1552277826.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1615"><Nid>1623</Nid><title>การกินแบบ 2:1:1</title><source>https://www.thairath.co.th/content/394502</source><detail>สูตรลดน้ำหนักอื่นหลบไป "สูตร 2:1:1" จากกรมอนามัยมาแล้วจ้า!! คืออะไร น่าสนใจยังไง ต้องอ่าน
　
ที่มาของสูตรนี้ เริ่มมาจากในช่วงปีใหม่พฤติกรรมการบริโภคอาหารของคนเปลี่ยนไป โดยกินอาหารประเภทแป้ง ไขมัน และน้ำตาลที่มาในรูปแบบของเค้ก คุกกี้ และขนมหวานที่มักใช้เฉลิมฉลองกันเยอะมากขึ้น และเพื่อป้องกันโรคต่างๆ ที่จะตามมาจึงเกิดเป็นที่มาของสูตรควบคุมน้ำหนัก 2:1:1
　
โดยแบ่งจานอาหารออกเป็น 4 ส่วนเท่ากัน
- 2 ส่วน เป็นผักชนิดต่างๆ เช่น ผักสด หรือผักสุกทุกชนิดมากกว่า 2 ชนิดขึ้นไป
- 1 ส่วน เป็นกลุ่มของข้าว แป้ง ควรเลือกข้าวไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง
- 1 ส่วนสุดท้าย เป็นกลุ่มอาหารเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ หรือถั่วเมล็ดแห้ง
　
และที่สำคัญนอกเหนือจากการควบคุมอาหารด้วยหลัก 2:1:1 แล้ว ควรออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีแบบครบสูตรด้วยนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>การคุมอาหาร, อาหารสุขภาพ</keywords><date>2019-03-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1623</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1552277675.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1616"><Nid>1622</Nid><title>ตำนานกระต่ายบนดวงจันทร์</title><source>https://www.petcitiz.info/เรื่องเล่าตำนาน-กระต่าย</source><detail>กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีกระต่ายตัวหนึ่งหลงรักแสงจันทร์ยามค่ำคืน จึงขอพรต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มันได้อยู่คู่ดวงจันทร์ตลอดไป เรื่องเล่านี้เหมือนเป็นตำนานของดวงจันทร์ที่เล่ากันต่อมารุ่นสู่รุ่นของคนไทย แล้วเรื่องเล่าของต่างประเทศล่ะ? มาดูกันครับ
　
ตำนานอินเดียเชื่อว่า ภาพที่เห็นบนผิวดวงจันทร์คือ “เทพแห่งดวงจันทร์” ชื่อ “จันทรา” ผู้ซึ่งถือกระต่ายไว้ในมือ เนื่องจากคำว่ากระต่ายในภาษาสันสกฤต คือ “ศศะ” ดังนั้นจึงเรียกดวงจันทร์ว่า “ศศิน” แปลว่ากระต่าย 
　
ตำนานจีนเชื่อว่า ภาพที่ปรากฏบนดวงจันทร์ คือ กระต่ายกำลังตำข้าวในครก กระต่ายตัวนี้เชื่อกันว่าเป็นผู้รับใช้เซียนหรือผู้วิเศษโดยมีหน้าที่ปรุงยาอายุวัฒนะ
　
ตำนานของคนญี่ปุ่นเชื่อว่า บนดวงจันทร์มีกระต่ายอยู่คู่หนึ่ง กำลังช่วยตายายที่อาศัยอยู่บนดวงจันทร์ตำแป้งทำขนมโมจิอยู่
　
ที่ทุกประเทศเห็นเป็นกระต่ายเหมือนกันทั้งหมด เกิดมาจากมีเงาดำบริเวณหนึ่งบนดวงจันทร์ที่มีรูปร่างคล้ายกระต่าย ในคืนนี้ลองออกไปมองดวงจันทร์ แล้วมาบอกกันบ้างนะครับ ว่าเห็นเป็นรูปอะไรกันบ้าง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กระต่ายบนดวงจันทร์, ดวงจันทร์, moon</keywords><date>2019-03-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1622</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1552277587.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1617"><Nid>1621</Nid><title>โคลนนิ่งที่พัฒนาในไทย</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/การโคลน</source><detail>การโคลนนิ่งคืออะไร?
ในไทยเคยทำสำเร็จไหม มาดูกันครับ
　
การโคลน (Cloning) ในทางเทคโนโลยีชีวภาพ หมายถึง กระบวนการที่ใช้ในการสร้างสำเนาส่วนดีเอ็นเอ (DNA) เพื่อผลิตประชากรที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกัน
　
ความจริงแล้วการโคลนนิ่งนั้น มนุษย์สามารถทำได้ตั้งแต่สมัยโบราณ เนื่องจากไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไรมากมาย โดยเริ่มจากโคลนนิ่งพืช ที่เราคุ้นหูกันในคำว่า "การเพาะชำพืช"
　
แต่เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ในปี พ.ศ. 2540 ได้ทำการโคลนนิ่งแกะชื่อ ดอลลี่ (Dolly) ด้วยนิวเคลียส (Nucleus) จากเซลล์เต้านมของแกะซึ่งเป็นเซลล์ร่างกาย (Somatic Cell) ได้ประสบความสำเร็จ ทำให้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญทำให้การโคลนนิ่งเกิดความเจริญก้าวหน้า
　
และสิ่งที่น้องๆ หลายคนอาจไม่เคยรู้คือ ประเทศไทยเคยทำโคลนนิ่งสัตว์สำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2543 มาแล้ว และเป็นประเทศที่ 6 ของโลกที่ทำสำเร็จอีกด้วย โดยนำเซลล์ใบหูของลูกโคแบรงกัส เพศเมีย มาเป็นเซลล์ต้นแบบ ทำให้เกิดลูกโคโคลนนิ่งตัวแรกของประเทศไทย มีชื่อว่า “อิง” เป็นลูกโคสีดำ เกิดเมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2543 นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โคลนนิ่ง, Cloning</keywords><date>2019-03-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1621</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1552277447.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1618"><Nid>1619</Nid><title>คัดแยกขยะเริ่มต้นที่ตัวเรา</title><source>http://www.rmuti.ac.th/user/thanyaphak/Web%20EMR/Web%20IS%20Environmen%20gr.4/Mola4.html,http://multimedia.anamai.moph.go.th/help-knowledgs/waste-management/</source><detail>ข้อมูลจากกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเผย ในปี 2559 มีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นในประเทศไทยมากถึง 27.06 ล้านตัน เมื่อเทียบปริมาณขยะแล้วใน 1 วัน มีคนทิ้งขยะวันละ 1.14 กิโลกรัมต่อคน โดยนอกจากข้อมูลของปริมาณขยะที่พบแล้วยังมีเรื่องของการทิ้งขยะและกำจัดขยะได้ไม่ถูกวิธี ส่งผลให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมและส่งกลิ่นรบกวนต่อพื้นที่อยู่อาศัยโดยรอบ

ปัญหาขยะล้นเมืองในประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาที่ยังแก้ไขได้ยากเนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความเข้าใจเรื่องของการคัดแยกขยะ รวมถึงการกำจัดขยะที่ถูกวิธี โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีจำนวนประชากรหนาแน่นจะพบปัญหาการถ่ายเทขยะไม่ทัน หรือการทิ้งขยะไม่เป็นที่ส่งผลให้เกิดปัญหาขยะสะสมจนกลายเป็นวิกฤตเรื่องการจัดการขยะมูลฝอยได้ในที่สุด

บทความนี้จะมาแนะนำเรื่องการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีโดยเริ่มได้จากตัวคุณเอง เพื่อช่วยในการลดปัญหาขยะล้นเมืองและรักษาสภาพแวดล้อมให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
ผลกระทบจากมลพิษทางขยะ
1. อากาศเสีย เกิดจากการเผาขยะกลางแจ้งก่อให้เกิดควันและสารพิษทางอากาศ ทําให้ คุณภาพอากาศเสื่อมโทรม
2.น้ำเสีย เกิดจากการกองขยะบนพื้น เมื่อฝนตกลงมาบนกองขยะ จะเกิดน้ำเสียมีความ สกปรกมากไหลลงสู่แม่น้ำ
3. แหล่งพาหะนําโรค เกิดจากการกองขยะบนพื้น ทําให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ของหนูและ แมลงวัน เป็นต้น ซึ่งเป็นพาหะนําโรคติดต่อ ทําให้มีผลกระทบต่อสุขภาพ อนามัยของ ประชาชน 
4. เหตุรําคาญและความไม่น่าดู เกิดจากการเก็บขนขยะไม่หมด รวมทั้งการกองขยะบนพื้น ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนประชาชนและเกิดภาพไม่สวยงาม ไม่เป็นสุนทรียภาพ นอกจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้างต้นแล้ว ขยะยังเป็นตัวการเป็นตัวการสําคัญสําหรับปัญหาการ จัดการขยะของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งจะต้องเพิ่มปริมาณบุคลากร อุปกรณ์การจัดการขยะรวมทั้ง การให้ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีแก่เจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของปริมาณขยะ</detail><keywords>ขยะ, การแยกขยะ, garbage, แยกขยะ, ขยะมูลฝอย</keywords><date>2019-03-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1619</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1552272452.jpg</img_link><category>ทรัพยากรน้ำ และที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ</category></row>
<row _id="1619"><Nid>1615</Nid><title>ไข้หวัดใหญ่มีกี่สายพันธ์</title><source>https://www.sanook.com/health/3605/</source><detail>ไข้หวัดใหญ่คืออะไร? มีอาการอย่างไร? มีกี่สายพันธุ์?
วันนี้มาทำความรู้จักโรคนี้ให้มากขึ้นกันครับ
　
ไข้หวัดใหญ่เป็นอาการที่ร่างกายติดเชื้อไวรัส Influenza ที่ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน โดยจะมีอาการไข้สูงทันทีทันใด ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว และอ่อนเพลีย ต่างกับไขว้หวัดธรรมดาที่จะค่อยๆ แสดงอาการและอาการไม่รุนแรง
　
ไข้หวัดใหญ่แบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลักๆ คือ  ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A และ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B อันที่จริงมีสายพันธุ์ C ด้วย แต่ว่ามีความรุนแรงน้อย และไม่เกิดการระบาดจึงไม่ถือว่าเป็นสายพันธุ์ใหญ่ๆ
　
ส่วนสายพันธุ์ A ก็มีการแบ่งแยกย่อยไปอีก เช่น A (H1N1), A (H1N2), A (H3N2), A (H5N1) และ A (H9N2) ซึ่งชื่อพวกนี้เอาไว้เรียกความแตกต่างของโปรตีนของไวรัสที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรค
　
โรคนี้ยังไม่มียารักษาโดยตรง ทำได้แค่เพียงฉีดวัคซีนป้องกันและรักษาตามอาการนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไข้หวัดใหญ่, สายพันธุ์ไข้หวัดใหญ่</keywords><date>2019-03-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1615</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1551937896.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1620"><Nid>1612</Nid><title>7 สัตว์มหัศจรรย์ ใต้ท้องทะเลอันดามัน ตอน ปลาปักเป้ายักษ์ stellate puffer</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ปลาปักเป้ายักษ์,https://www.thaihealth.or.th/Content/27597-เหตุที่ไม่ควรนำปลาปักเป้ามารับประทาน.html</source><detail>ปลาปักเป้ายักษ์ หรือ ปลาปักเป้าลายเสือ หรือ ปลาปักเป้าก้นดำ[3] (อังกฤษ: Starry blowfish, Starry toadfish, Star puffer; ชื่อวิทยาศาสตร์: Arothron stellatus) เป็นปลาปักเป้าชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลาปักเป้าฟันสี่ซี่ (Tetraodontidae) มีรูปร่างยาว หัวโต ลำตัวค่อนข้างกลม ส่วนท้ายแบนข้างเล็กน้อย ลำตัวสีขาว มีลายเลอะสีเทาและจุดสีดำเล็ก ๆ กระจายทั่วตัว มีความยาวเต็มที่ได้ถึง 120 เซนติเมตร นับเป็นปลาปักเป้าชนิดที่ใหญ่ที่สุดที่พบได้ในประเทศไทย เป็นปลาที่หากินในระดับใกล้กับหน้าดิน อาศัยอยู่ตามแนวปะการัง กินสัตว์น้ำเล็ก ๆ ตามหน้าดินเป็นอาหาร พบกระจายพันธุ์ในแถบอินโด-แปซิฟิก ในน่านน้ำไทยพบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน แต่เป็นปลาที่ไม่พบบ่อยมากนัก 
ปลาปักเป้า มีทั้งปลาปักเป้าน้ำจืด และปลาปักเป้าน้ำเค็ม สารพิษที่อยู่ในปลาปักเป้าน้ำจืดคือ ซาซิท็อกซิน (Saxitoxin) ส่วนสารพิษที่อยู่ในปลาปักเป้าน้ำเค็ม คือ เทโตรโดท็อกซิน(Tetrodotoxin) การออกฤทธิ์ของซาซิท็อกซิน คล้ายกับเทโตรโดท็อกซิน แต่รุนแรงมากกว่า โดยส่วนที่มีพิษสูงที่สุด ของปลาปักเป้า คือ ตับ รังไข่ เครื่องใน รองลงมา คือ หนังปลาและเนื้อปลา </detail><keywords>ปลาปักเป้า, ปลาปักเป้ายักษ์, ปักเป้ายักษ์, พิษปลาปักเป้า, Puffers</keywords><date>2019-03-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1612</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1551854413.jpg</img_link><category>ภูมิศาสตร์ทางทะเล  สมุทรศาสตร์</category></row>
<row _id="1621"><Nid>1611</Nid><title>ซอมบี้มดมีอยู่จริง</title><source>https://www.spokedark.tv/posts/zombie-ant/</source><detail>ซอมบี้มีจริง!?
ตอนนี้โลกเรามีซอมบี้แล้วนะ!!!
　
ถึงแม้ว่าซอมบี้ที่เกิดขึ้นจริงจะไม่ได้เกิดกับมนุษย์ แต่เกิดกับ "มด" สายพันธุ์ Polyrhachis Furcata
　
Ophiocordyceps Polyrhachis Furcata เป็นเชื้อราแมลงประเภทหนึ่ง เมื่อเข้าไปในร่างกายของมด เชื้อราจะยึดครองร่างผ่านสมองและเข้าควบคุมมด โดยเปลี่ยนนิสัยของมัน จากที่เดินแบบรวดเร็วก็จะช้าลง และไม่เดินหาอาหารพร้อมกับฝูง แต่จะแยกตัวออกมาโดดเดี่ยว ซึ่งพฤติกรรมนี้เรียกว่า มดซอมบี้ (Zombie Ant)
　
เชื้อราจะควบคุมมดเดินไปเพื่อหาแหล่งที่เหมาะสมจะสร้างสปอร์ (Spore) และเมื่อเจอ มันจะสังหารมดและใช้ร่างกายมดเป็นแหล่งอาหาร หลังจากนั้นจะงอกสปอร์ออกมาจากหัวหรือตามข้อต่อของมด เพื่อเตรียมแพร่พันธุ์ต่อไปนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>มด, ซอมบี้มด</keywords><date>2019-03-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1611</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1551845512.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1622"><Nid>1605</Nid><title>ดวงจันทร์ยูโรป้า Europa Moon</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ยูโรปา_(ดาวบริวาร)</source><detail>ทำความรู้จัก ยูโรป้า (Europa Moon) หนึ่งในดวงจันทร์ของดาวเสาร์กันเถอะ
　
ยูโรป้า เป็นดาวบริวารดวงหนึ่งของดาวพฤหัสบดี ค้นพบในปี ค.ศ. 1610 โดย กาลิเลโอ กาลิเลอี มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3,000 กิโลเมตร มีบรรยากาศที่เบาบาง ประกอบไปด้วยออกซิเจนเป็นส่วนใหญ่ พื้นผิวเปลือกนอกที่เป็นน้ำแข็ง และมีน้ำ ซึ่งอยู่ในสถานะของเหลวอยู่ข้างใต้
　
และในปี ค.ศ. 2013 นาซ่า (NASA) ได้รายงานการตรวจพบแร่ธาตุที่คล้ายกับดินปะปนอยู่บนเปลือกน้ำแข็งชั้นนอกอีกด้วย
　
ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังไม่มียานอวกาศลำใดที่ลงสำรวจในดาวบริวารดวงนี้ แต่ด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำ แร่ธาตุคล้ายดิน และออกซิเจน ทำให้นาซ่าวางแผนส่งยานไปสำรวจในช่วงปี ค.ศ. 2020 ด้วยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดวงจันทร์, ดวงจันทร์ยูโรป้า, Europa Moon</keywords><date>2019-03-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1605</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1553494628.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1623"><Nid>1601</Nid><title>7 สัตว์มหัศจรรย์ ใต้ท้องทะเลอันดามัน ตอน ปลาสิงโต (Lion Fish)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ปลาสิงโต,https://th.wikipedia.org/wiki/เนื้อเยื่อ</source><detail>ปลาสิงโต (Lionfishes) เป็นสกุลของปลาน้ำเค็มทะเลสกุลหนึ่ง ในวงศ์ปลาแมงป่อง มีลักษณะทั่วไป คือ มีลำตัวยาวปานกลาง แบนข้างเล็กน้อย หัวมีขนาดใหญ่ ลำตัวปกคลุมด้วยแผ่นกระดูก และมีหนามจำนวนมาก เกล็ดขนาดเล็ก ครีบหลัง และครีบอกขนาดใหญ่แผ่กว้าง โดยทั่วไปครีบอกมีความยาวถึงโคนหาง ก้านครีบแข็งของครีบหลัง และครีบอกมีขนาดใหญ่แหลมคม แต่ละชนิดมีก้านครีบแข็งจำนวนแตกต่างกัน หัวและลำตัวมีแถบลายสีน้ำตาลปนแดง มักว่ายช้า ๆ หรือลอยตัวนิ่ง ๆ ตามแนวปะการัง และบริเวณแนวหินในเขตน้ำตื้นชายฝั่งทั่วไป
เป็นปลาที่มีต่อมพิษที่ก้านครีบแข็งทุกก้าน รวมถึงมีถุงพิษเล็ก ๆ อยู่เต็มรอบไปหมด โดยจะอยู่ใต้ชั้นผิวหนังโดยอยู่รอบส่วนกลาง ส่วนปลายของก้านหนามหุ้มห่อด้วยเนื้อเยื่อ พิษเป็นสารประกอบโปรตีน เมื่อแทงเข้าไปแล้ว ถุงพิษเล็ก ๆ นั้นจะแตกกลายเป็นของเหลวเข้าไปในเนื้อเยื่อของเหยื่อ ซึ่งผู้ที่โดนแทงจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อน ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของปลาในวงศ์นี้ แต่โดยรวมแล้ว ปลาสิงโตจะมีความรุนแรงของพิษน้อยกว่าปลาสกุลอื่นหรือวงศ์อื่น ในอันดับเดียวกัน ผู้ที่โดนต่อมพิษของปลาสิงโตแทงจะมีหลายอาการ ทั้งอัมพาต, อัมพาตชั่วคราว หรือแผลพุพอง
เป็นปลาที่มีความสวยงาม จึงนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ปกติไม่บริโภคเป็นอาหาร พบกระจายพันธุ์อยู่ตามแนวปะการังหรือกองหินใต้น้ำ ในเขตอินโด-แปซิฟิก เป็นปลาที่กินกุ้งหรือปลาขนาดเล็กชนิดอื่นเป็นอาหาร ด้วยการกางครีบแล้วไล่ต้อนให้จนมุม แล้วใช้ปากฮุบกินไปทั้งตัว ขากรรไกรขยายออกถึงร้อยละ 40 นอกจากนี้แล้วครีบต่าง ๆ นั้นยังใช้สำหรับกางเพื่อขู่ศัตรูได้ด้วย[5] นอกจากนี้แล้วปลาสิงโตยังถือเป็นปลาที่ฮุบกินอาหารได้เร็วมากจนตาเปล่าไม่อาจมองทัน ต้องใช้กล้องถ่ายภาพความเร็วสูงที่มีความเร็ว 2,000 เฟรม/วินาที จึงจะจับภาพทัน
เนื้อเยื่อ (Tissue) ในทางชีววิทยาคือกลุ่มของเซลล์ที่ทำหน้าที่ร่วมกันในสิ่งมีชีวิต 
เนื้อเยื่อสัตว์ ในร่างกายของสัตว์ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ชั้นต่ำลงไปเช่นแมลง ต่างประกอบด้วยเนื้อเยื่อพื้นฐาน 4 ประเภท เนื้อเยื่อเหล่านี้รวมตัวกันเป็นโครงสร้างและอวัยวะต่าง ๆ กัน
1. เนื้อเยื่อบุผิว (Epithelium) เ
2. เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective tissue) 
3. เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ (Muscular tissue) 
4. เนื้อเยื่อประสาท (Nervous tissue) 
เนื้อเยื่อพืช เนื้อเยื่อที่พบได้ในสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์อื่น ๆ เช่น เนื้อเยื่อท่อลำเลียง (Vascular tissue) ในพืช เช่น ไซเล็ม (xylem) และ โฟลเอ็ม (phloem) เนื้อเยื่อพืชสามารถแบ่งได้กว้าง ๆ ออกเป็น 3 ระบบ คือ เนื้อเยื่อชั้นผิว (epidermis) , เนื้อเยื่อพื้น (ground tissue) และเนื้อเยื่อท่อลำเลียง (Vascular tissue) ทั้งหมดนี้เราเรียกรวมกันว่า มวลชีวภาพ (biomass)
1. เนื้อเยื่อชั้นผิว (Epidermis) 
2. เนื้อเยื่อท่อลำเลียง (Vascular tissue)
3. เนื้อเยื่อพื้น (ground tissue)
</detail><keywords>เนื้อเยื่อ, เนื้อเยื่อพืช, เนื้อเยื่อสัตว์, ปลาสิงโต, ศรนืโรห้</keywords><date>2019-03-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1601</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1551425416.jpg</img_link><category>ภูมิศาสตร์ทางทะเล  สมุทรศาสตร์</category></row>
<row _id="1624"><Nid>1596</Nid><title>ห่วงโซ่อาหารคืออะไร</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/68140/-blo-scibio-sci-</source><detail>เคยได้ยินในวิชาเรียนชีววิทยา "ห่วงโซ่อาหาร" (Food Chain) มันคืออะไร? มาหาคำตอบกันครับ
　
ห่วงโซ่อาหาร คือ การถ่ายทอดพลังงานของสิ่งมีชีวิตเป็นทอดๆ เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์ ในห่วงโซ่อาหารประกอบไปด้วยทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้ย่อยสลาย
　
1. ผู้ผลิต คือ สิ่งมีชีวิตที่มีการสังเคราะห์อาหารขึ้นมาเอง เช่นพืชต่าง
2. ผู้บริโภค คือ สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถสร้างอาหารเองได้ แบ่งออกเป็นอีก 3 ประเภทย่อย คือ สิ่งมีชีวิตกินพืช, สิ่งมีชีวิตกินสัตว์ และสิ่งมีชีวิตกินทั้งพืชและสัตว์
3. ผู้ย่อยสลาย คือ สิ่งมีชีวิตที่มีหน้าที่ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ต่างๆ เช่น รา (Fungi) แบคทีเรีย (Bacteria)
　
หรือจะให้สรุปง่ายๆ คือ ห่วงโซ่อาหารใช้อธิบายความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตและบทบาทหน้าที่ต่างๆ ในระบบนิเวศน์นั้นๆ ระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์คือการที่มีสิ่งมีชีวิตทุกประเภทในห่วงโซ่อาหารสมดุลกัน หากมีประเภทใดมากหรือน้อยเกินไป ระบบนิเวศน์จะเสียสมดุลและจะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆได้ นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ห่วงโซ่อาหาร, Food Chain</keywords><date>2019-02-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1596</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1551321889.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1625"><Nid>1591</Nid><title>ทำไมต้องยืดกล้ามเนื้อก่อนและหลังออกกำลังกาย</title><source>https://society.wefitnesssociety.com/ทำไมต้อง-stretching-กล้ามเนื้อก่/</source><detail>เคยสงสัยไหมครับ ว่าทำไมต้องยืดกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬา? 
　
การยืดเหยียดกล้ามเนื้อเป็นสิ่งสำคัญมาก จะช่วยบริหารเอ็นข้อต่อและเส้นใยกล้ามเนื้อ สามารถป้องกันการฉีกขาดของเส้นใยกล้ามเนื้อได้ และนอกจากจะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและมีความยืดหยุ่นแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายทรงตัวได้ดีขึ้น และลดความเครียดที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อได้อีกด้วย
　
ดังนั้นทุกคนอย่าลืมที่จะยืดกล้ามเนื้อทุกครั้งในเวลาก่อนและหลังออกกำลังกาย เพื่อที่จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและลดโอกาสการบาดเจ็บได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ออกกำลังกาย, ยืดกล้ามเนื้อ, บริหารร่างกาย</keywords><date>2019-02-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1591</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1551243376.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1626"><Nid>1588</Nid><title>6 แมวไทยที่พบเห็นในปัจุบัน</title><source>https://www.lib.ru.ac.th/journal2/?p=228</source><detail>สายพันธุ์แมวไทยนั้น ตามบันทึกในสมุดข่อยโบราณของวัดอนงคารามซึ่งเชื่อกันว่าตกทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีการบันทึกเรื่องแมวไทยไว้อย่างละเอียดรวมไปถึงตำราดูลักษณะแมวมงคลซึ่งจัดทำขึ้นในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ได้กล่าวถึงแมวไทยไว้ว่ามีทั้งหมด 23 สายพันธุ์ แบ่งออกเป็นแมวให้คุณ 17 ชนิด คือ วิเชียรมาศ ศุภลักษณ์ หรือ ทองแดง? มาเลศ หรือ แมวโคราช หรือ สีสวาด โกนจา นิลรัตน์ หรือ ดำปลอด วิลาศ เก้าแต้ม รัตนกำพล นิลจักร มุลิลา กรอบแว่น หรือ อานม้า ปัดเสวตร หรือ ปัดตลอด กระจอก สิงหเสพย์ หรือ โสงหเสพย์ การเวก จตุบท แซมเสวตร ส่วน ขาวมณี หรือ ขาวปลอด นั้นไม่ปรากฏในตำราแมวไทยแต่ก็จัดว่าเป็นแมวไทยด้วยเหมือนกัน แมวให้โทษ 6 ชนิด คือ ทุพลเพศ พรรณพยัคฆ์ หรือ ลายเสือ ปีศาจ หิณโทษ กอบเพลิง เหน็บเสนียด</detail><keywords>สายพันธุ์, แมวไทย</keywords><date>2019-01-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1588</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1551162423.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1627"><Nid>1587</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ พี่น้องไรต์ (Wright brothers)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/พี่น้องไรต์</source><detail>พี่น้องไรต์ (อังกฤษ: Wright brothers) ได้แก่ ออวิลล์ ไรต์ (19 สิงหาคม พ.ศ. 2414 (ค.ศ. 1871) - 30 มกราคม พ.ศ. 2491 (ค.ศ. 1948)) และ วิลเบอร์ ไรต์ (16 เมษายน พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867) - 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2455 (ค.ศ. 1912)) เป็นผู้ที่ยกย่องให้เป็นสองคนแรกที่ได้ออกแบบและสร้าง เครื่องบิน ที่มีเครื่องยนต์กับต้นแบบของเครื่องบินที่ใช้ได้จริง

การบินอยู่บนท้องฟ้าถือว่าเป็นความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์ และเป็นเวลาหลายศตวรรษที่มนุษย์หาวิธีที่จะบินให้ได้ ในปี ค.ศ. 1483 จิตรกรและนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกเลโอนาร์โด ได้ริเริ่มการบินขึ้นเป็นครั้งแรก โดยการใช้ปีกนกขนาดใหญ่ที่เขาประดิษฐ์ขึ้น ติดเข้ากับแขนและร่อนลงมาจากที่สูง ซึ่งทำให้ลูกศิษย์ของเขา ผู้ที่ทำการทดลองบินต้องตกลงมาขาหัก แต่นั้นก็เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1903 สองพี่น้องตระกูลไรท์ได้สร้างเครื่องบินลำแรกของโลกได้เป็นผลสำเร็จ ตั้งแต่นั้นมากิจการบินก็มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นจนกระทั่งทุกวันนี้

สองพี่น้องตระกูลไรท์ประกอบไปด้วย วิลเบอร์ ไรท์ เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน ค.ศ. 1867 ที่เมืองมิลล์ วิลลี่ รัฐอินเดียนาประเทศสหรัฐอเมริกา และออร์วิล ไรท์ เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ. 1871 ที่เมืองเดยตัน รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกัน บิดาของเขาเป็นนักบวชชื่อว่า มิลตัน ไรท์ (Milton Writhe) ส่วนมารดาชื่อว่า ซูซาน ไรท์ (Susan Writhe) ทั้งสองได้รับการศึกษาเพียงแค่ชั้นมัธยมเท่านั้น หลังจากออกจากโรงเรียนแล้ววิลเบอร์ได้เปิดโรงพิมพ์ และร้านซ่อมจักรยานขึ้นที่ เมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ และเมื่อออร์วิลเรียนจบก็ได้มาทำงานในร้านซ่อมจักรยานของวิลเบอร์ ทั้งสองมีความใฝ่ฝันที่จะบินอยู่ตลอด เวลา ต่อมามีข่าวการทดลองเครื่องร่อนในเยอรมนี ของลิเลียนธาล แต่การบินครั้งนั้นไม่ประสบความสำเร็จ และทำให้ลิเลียนธาลต้องเสียชีวิต แต่ถึงอย่างนั้นทั้งสองก็ยังมีความสนใจเรื่องการบินต่อไป

ทั้งสองได้เขียนจดหมายไปยังสถาบันสมิทโซเนียนเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับการบิน ก่อนที่ทั้งสองจะตัดสินใจสร้างเครื่องบิน เขาได้ร่วมมือกันประดิษฐ์รถจักรยานที่มีปีกขนาดใหญ่ รวมถึงเครื่องยนต์ขึ้นเพื่อทดสอบการบินขั้นแรกจากการศึกษาเรื่องการบินมาพอสมควร ในปี ค.ศ. 1900 ทั้งสองจึงตัดสินใจสร้างเครื่องบินลำแรกขึ้น โดยเครื่องบินของเขามีลักษณะคล้ายกับเครื่องร่อนทำด้วยโครงเหล็ก ส่วนปีกทำด้วยผ้า และใช้เครื่องยนต์ขนาด 12 แรงม้า ทั้งสองได้นำเครื่องบินทดลองบินระยะสั้น ๆ เพียง 1-2 นาที เท่านั้น อีกทั้งยังไม่สามารถควบคุมทิศทางการบินได้ ต่อมาทั้งสองได้เดินทางกลับไปที่เมืองเดย์ตัน เพื่อสร้างเครื่องบิน ลำที่ 2 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเดิม และมีรูปร่างที่เปลี่ยนไป เมื่อสำเร็จเขาได้นำไปทดลองบินเช่นเคย แต่ก็ยังมีข้อบกพร่องอีกหลายอย่าง คือ เครื่องบินมีขนาดใหญ่ไป ทำให้มีน้ำหนักมากไม่สามารถขึ้นบินได้ ทั้งสองพยายามปรับปรุงข้อบกพร่องทั้งหลายที่มีอยู่ เขาสร้างเครื่องบินขึ้นอีกหลายลำ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ จนกระทั่งเขาเริ่มรู้สึกท้อแท้ แต่ก็ยังทำการค้นคว้าต่อไปในปี ค.ศ. 1902 ทั้งสองได้สร้างอุโมงค์ลมขึ้นตามคำแนะนำของออคตาฟ ชานุท ซึ่งเป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับความกดอากาศ ทั้งสองได้นำการทดลองภายในอุโมงค์ลมมาปรับปรุงเครื่องบิน ทั้งสองได้เพิ่มหางเสือเข้าทางด้านหน้า และด้านหลังของตัวเครื่อง เพื่อควบคุมทิศทางการบิน ปีกของเครื่องบินเป็นปีก 2 ชั้น ขนาดประมาณ 32 ฟุต สามารถขยับขึ้นลงได้ เขานำเครื่องบินลำที่ 3 ทดลองขึ้นบินที่คิลล์ เดฟวิลล์ ฮิลล์ ทั้งสองได้ทดลองบินอยู่นานถึง 39 วัน และทดลองบินกว่า 1,000 ครั้ง ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในการควบคุมทิศทางของเครื่องบิน และระยะเวลาที่เครื่องบินอยู่บนอากาศ

ต่อมาทั้งสองได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ให้มีน้ำหนักเบาขึ้นเพื่อให้บินอยู่ในอากาศได้นาน และสูงขึ้น ทั้งสองได้ติดต่อบริษัทผลิตเครื่องยนต์ที่มีขนาด 8 แรงม้า และมีน้ำหนักประมาณ 160 ปอนด์ แต่ไม่มีบริษัทใดสนใจเลย ดังนั้นทั้งสองจึงลงมือประดิษฐ์เครื่องยนต์ขึ้นด้วยตนเอง เครื่องยนต์ที่ทั้งสองทำขึ้นมีขนาด 12 - 16 แรงม้า น้ำหนัก 170 ปอนด์ ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1903 ทั้งสองได้นำเครื่องบินทดลองที่มีขนาดลำตัวยาว 21 ฟุต สูง 10 ฟุต ส่วนปีกมีความยาว 40 ฟุต 4 นิ้ว น้ำหนักรวมประมาณ 605 ปอนด์ แต่ก็ต้องประสบปัญหาเพราะสภาพอากาศไม่ดีทำให้ทั้งสองมีความคิดว่า เครื่องบินของเขาต้องมีล้อเพื่อขึ้นบินได้โดยไม่ต้องอาศัยลมฟ้าอากาศ นอกจากนี้ทั้งสองยังได้สร้างทางวิ่งขึ้นของเครื่องบิน (Run Way) ความยาว 600 เมตร ขึ้น และทำการทดลองบินในวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ. 1903 แม้ว่าจะมีล้อ แต่ก็ยังต้องใช้คนผลักอยู่ดี ดังนั้นเครื่องบินของทั้งสองจึงต้องปรับปรุงอีกครั้ง โดยครั้งนี้เครื่องบินของพวกเขามีล้อของรถบรรทุก ที่เชื่อมต่อด้วยโซ่เข้ากับเฟืองของเครื่องยนต์ ทำให้สามารถวิ่งขึ้นได้เองโดยไม่ต้องอาศัยแรงลมหรือแรงคนผลัก เขาได้ทดลองขึ้นบินวันที่ 14 ธันวาคมปีเดียวกันที่รัฐนอร์ท คาโรไลนา (North Carolina) โดยมีวิลเบอร์เป็นคนขับเครื่องบินแต่ไม่ประสบความสำเร็จ

ทั้งสองจึงทำการทดลองขึ้นบินอีกครั้งหนึ่งในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1903 โดยมีออร์วิลเป็นผู้ขับเครื่องบิน ซึ่งครั้งนี้ประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดีสามารถบินอยู่ในอากาศได้นานถึง 15 วินาที และบินได้ไกลถึง 200 ฟุต สูงจากพื้นดิน 850 ฟุต เขาได้พัฒนาเครื่องบินจนสามารถบินได้ 59 วินาที และไกล 852 ฟุต ความเร็วในการบิน 31 ไมล์ ทั้งสองได้นำเครื่องบินไปจดสิทธิบัตร และได้พัฒนาเครื่องบินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในปี ค.ศ. 1908 ทั้งสองได้สร้างเครื่องบินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำเร็จ โดยเครื่องบินลำนี้มีความยาว 28 ฟุต ความยาวปีก 40 ฟุต น้ำหนัก 322 ปอนด์ ใช้เครื่องยนต์ 20 แรงม้า สามารถบินได้เร็ว 56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีที่นั่งสำหรับผู้โดยสารอีก 1 ที่นั่ง นับว่ากิจการบินมีความเจริญก้าวหน้าไปอีกก้าวหนึ่ง ในปีเดียวกันนี้วิลเบอร์ได้ทดลองบินข้ามทวีปไปยังประเทศฝรั่งเศสได้สำเร็จ และในปี ค.ศ. 1909 ออร์วิลได้บินข้ามช่องแคบอังกฤษได้สำเร็จ

วิลเบอร์เสียชีวิตในวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1912 ด้วยโรคไทฟอยด์ ส่วนออร์วิลเสียชีวิตในวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 1948 ทั้งสองเสียชีวิตที่เมืองเดย์ตัน รัฐโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, พี่น้องไรต์, Wright brothers, ออวิลล์ ไรต์, วิลเบอร์ ไรต์, การบิน, ประดิษฐ์</keywords><date>2019-02-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1587</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1551149512.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1628"><Nid>1586</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ อาร์คิมิดีส (Archimedes)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/อาร์คิมิดีส</source><detail>อาร์คิมิดีส (กรีก: Αρχιμήδης; อังกฤษ: Archimedes; 287-212 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญา นักฟิสิกส์ และวิศวกรชาวกรีก เกิดเมื่อ 287 ปีก่อนคริสตกาล ในเมืองซีรากูซา ซึ่งในเวลานั้นเป็นนิคมท่าเรือของกรีก แม้จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของเขาน้อยมาก แต่เขาก็ได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบรรดานักวิทยาศาสตร์ชั้นนำในสมัยคลาสสิก ความก้าวหน้าในงานด้านฟิสิกส์ของเขาเป็นรากฐานให้แก่วิชา สถิตยศาสตร์ของไหล, สถิตยศาสตร์ และการอธิบายหลักการเกี่ยวกับคาน เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดค้นนวัตกรรมเครื่องจักรกลหลายชิ้น ซึ่งรวมไปถึงปั๊มเกลียว (screw pump) ซึ่งได้ตั้งชื่อตามชื่อของเขาด้วย ผลการทดลองในยุคใหม่ได้พิสูจน์แล้วว่า เครื่องจักรที่อาร์คิมิดีสออกแบบนั้นสามารถยกเรือขึ้นจากน้ำหรือสามารถจุดไฟเผาเรือได้โดยอาศัยแถบกระจกจำนวนมาก

อาร์คิมิดีสได้รับยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคโบราณ และหนึ่งในนักคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เช่นเดียวกับ นิวตัน เกาส์ และ ออยเลอร์ เขาใช้ระเบียบวิธีเกษียณ (Method of Exhaustion) ในการคำนวณพื้นที่ใต้เส้นโค้งพาราโบลาด้วยการหาผลรวมของชุดอนุกรมอนันต์ และได้ค่าประมาณที่ใกล้เคียงที่สุดของค่าพาย[4] เขายังกำหนดนิยามแก่วงก้นหอยของอาร์คิมิดีส ซึ่งได้ชื่อตามชื่อของเขา, คิดค้นสมการหาปริมาตรของรูปทรงที่เกิดจากพื้นผิวที่ได้จากการหมุน และคิดค้นระบบสำหรับใช้บ่งบอกถึงตัวเลขจำนวนใหญ่มาก ๆ

อาร์คิมิดีสเสียชีวิตในระหว่างการล้อมซีราคิวส์ (ราว 214-212 ปีก่อนคริสตกาล) โดยถูกทหารโรมันคนหนึ่งสังหาร ทั้ง ๆ ที่มีคำสั่งมาว่าห้ามทำอันตรายแก่อาร์คิมิดีส ซิเซโรบรรยายถึงการเยี่ยมหลุมศพของอาร์คิมิดีสซึ่งมีลูกทรงกลมจารึกอยู่ภายในแท่งทรงกระบอกเหนือหลุมศพ เนื่องจากอาร์คิมิดีสเป็นผู้พิสูจน์ว่า ทรงกลมมีปริมาตรและพื้นที่ผิวเป็น 2 ใน 3 ส่วนของทรงกระบอกที่บรรจุทรงกลมนั้นพอดี (รวมพื้นที่ของฐานทรงกระบอกทั้งสองข้าง) ซึ่งนับเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาในทางคณิตศาสตร์

ขณะที่ผลงานประดิษฐ์ของอาร์คิมิดีสเป็นที่รู้จักกันดี แต่งานเขียนทางด้านคณิตศาสตร์กลับไม่ค่อยเป็นที่แพร่หลายนัก นักคณิตศาสตร์จากอเล็กซานเดรียได้อ่านงานเขียนของเขาและนำไปอ้างอิง ทว่ามีการรวบรวมผลงานอย่างแท้จริงเป็นครั้งแรกในช่วง ค.ศ. 530 โดย ไอซิดอร์ แห่งมิเลตุส (Isidore of Miletus) ส่วนงานวิจารณ์งานเขียนของอาร์คิมิดีสซึ่งเขียนขึ้นโดย ยูโตเซียส แห่งอัสคาลอน (Eutocius of Ascalon) ในคริสต์ศตวรรษที่ 6 ช่วยเปิดเผยผลงานของเขาให้กว้างขวางยิ่งขึ้นเป็นครั้งแรก ต้นฉบับงานเขียนของอาร์คิมิดีสหลงเหลือรอดผ่านยุคกลางมาได้ไม่มากนัก แต่ก็เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์ในยุคเรอเนสซองส์ ปี ค.ศ. 1906 มีการค้นพบต้นฉบับงานเขียนของอาร์คิมิดีสที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อน ใน จารึกของอาร์คิมิดีส (Archimedes Palimpsest) ทำให้เราเห็นมุมมองใหม่ในกลวิธีที่เขาใช้ค้นหาผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, อาร์คิมิดีส, Archimedes, สถิตยศาสตร์, นักคณิตศาสตร์, พาราโบลา, งานประดิษฐ์</keywords><date>2019-02-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1586</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1551149248.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1629"><Nid>1583</Nid><title>สายล่อฟ้า ฮีโร่ที่ปกป้องจากสายฟ้าฟาด</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/66777/-blo-sciphy-sci-</source><detail>ทำความรู้จัก "สายล่อฟ้า" ฮีโร่ที่ปกป้องทุกคนจากสายฟ้าฟาดกันเถอะ
　
"ฟ้าผ่า" เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเกิดเมฆพายุฝนฟ้าคะนอง โดยอนุภาคในเมฆที่เคลื่อนไปมาในอากาศ เกิดเป็นไฟฟ้าสถิตขึ้นในเมฆ จนในที่สุดประจุลบจะถูกปล่อยออกมาจากก้อนเมฆ ขณะเดียวกับที่พื้นดินมีประจุบวกที่คอยดูดประจบลบที่ถูกปล่อยออกมา ทำให้เกิดการถ่ายเทพลังงาน จนเกิดเป็นฟ้าผ่า
　
เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin) ผู้ประดิษฐ์สายล่อฟ้า ได้สังเกตว่าโลหะทรงแหลมนั้นสามารถนำกระแสไฟฟ้าและสูญเสียประจุได้ดีกว่าโลหะทรงกลม จึงมีความคิดที่จะใช้เหล็กแหลมนำไฟฟ้าเชื่อมต่อกับพื้นโลก เพื่อให้เกิดเป็นสายล่อฟ้า โดยใช้แท่งโลหะทรงแหลมเชื่อมต่อกับลวดทองแดงหรืออะลูมิเนียมเพื่อนำพากระแสไฟฟ้าลงสู่พื้นดินนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สายล่อฟ้า, เบนจามิน แฟรงคลิน, Benjamin Franklin</keywords><date>2019-02-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1583</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1551077951.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1630"><Nid>1572</Nid><title>ชั้นบรรยากาศของโลก</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/66583/-blo-sciear-sci-</source><detail>

เคยสงสัยมั้ยว่า เมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้า จะไปสิ้นสุดที่ไหน สูงแค่ไหน มีอะไรบ้าง วันนี้เรามาทำความรู้จักชั้นบรรยากาศของโลกกันเถอะ 　 บรรยากาศ คือ อากาศที่ห่อหุ้มโลกหรือบรรยากาศที่อยู่รอบตัวเราตั้งแต่พื้นโลกขึ้นไป มีทั้งสิ้น 5 ชั้นด้วยกัน

1. โทรโพสเฟียร์ (Troposphere) : เป็นชั้นบรรยากาศชั้นล่างสุด เป็นชั้นที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ มีไอน้ำมาก ทำให้มีสภาพอากาศรุนแรงและแปรปรวน มีเมฆมาก เกิดพายุ และฝน 　

2. สตราโทสเฟียร์ (Stratosphere) : มีปริมาณความเข้มข้นของโอโซนมาก โอโซนจะช่วยดูดกลืนรังสี UV จากดวงอาทิตย์ ไม่ให้ส่องมายังพื้นผิวโลกมากเกินไป 　

3. มีโซสเฟียร์ (Mesosphere) : อยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 85 กิโลเมตร มีอากาศเบาบาง ส่วนมากอุกาบาตจะถูกเผาไหม้ที่ชั้นนี้ 　

4. เทอร์โมสเฟียร์ (Thermosphere) : อากาศในชั้นนี้มีแก๊สชนิดต่างๆ ที่เป็นประจุไฟฟ้า เรียนว่า ไอออน ซึ่งสามารถสะท้อนคลื่นวิทยุบางชนิด บางครั้งเราเรียกบรรยากาศชั้นนี้ว่า "ไอโอโนสเฟียร์" (Ionosphere) มีสมบัติในการสะท้อนคลื่นวิทยุ ทำให้เกิดประโยชน์ในการสื่อสารโทรคมนาคมระยะไกล 　

5. เอกโซสเฟียร์ (Exosphere) : เป็นชั้นบรรยากาศที่อยู่สูงจากผิวโลก องค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียม 　

ถ้าสังเกตจะเห็นว่า ชั้นสตราโทสเฟียร์ เปรียบเสมือนฟิล์มกรองแสงขนาดใหญ่ของโลก ที่จะช่วยกรองรังสี UV ไม่ให้ลงมาสู่พื้นผิวโลกมาเกินไป แต่ด้วยทุกวันนี้มีกิจกรรมหลายๆอย่างของมนุษย์ที่กำลังทำลายบรรยากาศชั้นนี้ จึงเป็นสาเหตุทำให้โลกร้อนขึ้นทุกวันนั่นเองครับ 　 #STKC 　

 

　 　
</detail><keywords>ชั้นบรรยากาศโลก, Atmosphere</keywords><date>2019-02-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1572</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1691467556.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1631"><Nid>1571</Nid><title>10 อาชีพที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี</title><source>https://www.sanook.com/hitech/1429813/</source><detail>มาดู 10 อาชีพสุดแปลกที่หลายๆ คนต้องไม่เคยรู้มาก่อนแน่เลย ว่ามีอาชีพแบบนี้ด้วยเหรอ? เพราะอาชีพพวกนี้โดนยกเลิกกันไปหมดแล้ว!
　
1. พนักงานตัดต่อคู่สายโทรศัพท์ - เนื่องจากเมื่อก่อนระบบโทรศัพท์ไม่ได้ง่ายเหมือนทุกวันนี้ จำเป็นต้องใช้พนักงานคอยต่อคู่สายบนแผงคุมขนาดใหญ่
　
2. คนขับไม้ซุง - เมื่อก่อนการคมนาคมยังไม่ดีเท่าไรนัก การขนไม้ซุงจึงจำเป็นต้องลำเลียงผ่านแม่น้ำ จึงต้องมีอาชีพนี้เพื่อควบคุมไม้ซุงทั้งหลายให้ไปถึงที่หมาย
　
3. คนคุมลิฟต์ - เมื่อก่อนการควบคุมลิฟท์ไม่ได้ง่ายเพียงปลายนิ้วเหมือนทุกวันนี้ จึงจำเป็นต้องมีคนคอยควบคุมลิฟท์เพื่อไปยังชั้นต่างๆ
　
4. เด็กวางพิน - มีหน้าที่จัดวางพินหลังจากลูกค้าโยนโบว์ลิ่งเสร็จแล้ว ซึ่งปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยเครื่องวางพิน
　
5. คนฟังเสียงเครื่องบิน - มีหน้าที่เฝ้าอยู่ตามจุดต่างๆ พร้อมเครื่องขยายเสียง เพื่อดักฟังเสียงเครื่องบินของข้าศึก
　
6. คนตัดน้ำแข็ง - เมื่อก่อนน้ำแข็งถือเป็นสิ่งของมีราคา เนื่องจากต้องตัดออกจากแหล่งน้ำของประเทศที่มีอุณหภูมิต่ำจนเป็นน้ำแข็งเท่านั้น จึงจำเป็นต้องมีหน้าที่ตัดน้ำแข็งออกมาจากลำธารเหล่านั้น
　
7. คนจับหนู - เมื่อก่อนระบบสาธารณูปโภคยังไม่ดีนัก เลยเจอกับปัญหาหนูระบาด แต่ภายหลังได้มีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ปัญหาหนูจึงหมดไป
　
8. นักคำนวณ (คอมพิวเตอร์มนุษย์) - มีหน้าที่คำนวณตัวเลขต่างๆ ภายในบริษัท
　
9. คนจุดตะเกียงตามถนน - ไฟตามถนนเในสมัยก่อนเป็นตะเกียงน้ำมัน จึงจำเป็นต้องมีคนเดินจุดทีละดวงตามถนน
　
10. คนปลุกตอนเช้า - มีหน้าที่เดินไปปลุกตามบ้านและเวลาที่มีการตกลงกันไว้ ปัจจุบันถูกแทนที่ด้วยนาฬิกาปลุก
　
เป็นอย่างไรบ้างครับ แต่อย่าคิดว่าอาชีพที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีจะหมดเท่านี้นะครับ คาดว่าในอนาคตจะมีอีกหลายอาชีพที่ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีอีกมากแน่นอน
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>อาชีพ</keywords><date>2019-02-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1571</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1550913641.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1632"><Nid>1570</Nid><title>อักษรเบรลล์ อักษรสำหรับผู้พิการทางสายตา</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/อักษรเบรลล์</source><detail>ปุ่มกดในลิฟท์ มักจะมีตัวอักษรเป็นจุดนูนๆ ขึ้นมา มันคืออะไร? วันนี้เรามาทำความรู้จักกันครับ
　
อักษรเบรลล์ เป็นอักษรสำหรับผู้ที่พิการทางสายตา ประดิษฐ์โดย หลุยส์ เบรลล์ ครูตาบอดชาวฝรั่งเศส มีลักษณะเป็นจุดนูนเล็กๆ ใน 1 ช่องประกอบด้วยจุด 6 ตำแหน่ง ซึ่งนำมาจัดสลับกันไปมาเป็นรหัสแทนอักษรหรือตัวเลขต่างๆ 
　
อักษรเบรลล์เริ่มมีการนำเข้ามาในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2482 ได้มีการแปลงเป็นภาษาไทยและเริ่มใช้ในปี 2553 ดังนั้นจุดนูนๆ ที่เราเห็นในลิฟท์นั่นก็คือตัวเลขที่ระบุชั้นในลิฟท์ ไว้สำหรับผู้พิการทางสายตาสามารถกดตัวเลขได้ถูกต้องนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>อักษรเบรลล์, Braille, หลุยส์ เบรลล์, Louis Braille</keywords><date>2019-02-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1570</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1550820976.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1633"><Nid>1569</Nid><title>พัดลมไร้ใบพัด</title><source>http://www.baanlaesuan.com/45800/maintenance/fan</source><detail>เอ๊ะ...นี่มันพัดลมอะไร หน้าตาประหลาด ไร้ใบพัด แล้วลมจะออกได้จริงเหรอ?
　
หลายๆ คงชินกับพัดลมในปัจจุบันที่จะประกอบไปด้วยตระแกรง และใบพัดที่หมุนเพื่อก่อให้เกิดลม
　
เมื่อราว 8 ปีก่อน ไดสัน (Dyson) บริษัทด้านเทคโนโลยีสัญชาติอังกฤษ ได้สร้างความแปลกประหลาดใจอย่างมาก เมื่อเขาสร้างพัดลมไร้ใบพัด หลักการทำงานของมันคืออากาศจะถูกดูดเร่งผ่านช่องวงแหวนที่อยู่ภายในหัวจ่ายลม กลายเป็นกระแสลมพ่นออกจากหัวจ่ายลมที่กำหนดทิศทางลมได้ พัดลมชนิดนี้จึงไม่จำเป็นต้องมีตะแกรงป้องกันใบพัด ทำให้ปลอดภัยและง่ายต่อการทำความสะอาด
　
สรุปง่ายๆ คือ พัดลมไร้ใบพัดจะทำงานได้เงียบกว่า และลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นเนื่องจากมีใบพัดหมุนนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>พัดลมไร้ใบพัด, ไดสัน, Dyson</keywords><date>2019-02-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1569</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1550723533.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1634"><Nid>1568</Nid><title>จุดกำเนิดของโลก</title><source>http://www.lesa.biz/earth/earth-system/earth-origin</source><detail>โลกที่เราอยู่กันตอนนี้ มีจุดกำเนิดจากอะไร?
วันนี้เรามาดูจุดกำเนินของโลกกันครับ
　
จักรวาล (Universe) กำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ 13,000 ล้านปีก่อน ตามทฤษฏีบิกแบง ในยุคเริ่มแรกจักรวาลมีขนาดเล็ก มีพลังงานมหาศาลอัดแน่นเป็นสสาร ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอสไตน์
　
โลกในยุคแรกเป็นหินหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลา ทำให้องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น เหล็กและนิเกิล ได้จมตัวลงสู่แกนกลางของโลก   
　
ขณะที่องค์ประกอบที่เบากว่า เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก กลายเป็นบรรยากาศ เมื่อโลกเย็นลง เปลือกนอกตกผลึกเป็นแร่และหิน  ไอน้ำในอากาศควบแน่นทำให้เกิดฝน และน้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว ไหลลงทะเลและมหาสมุทรและได้เริ่มวิวัฒนาการมาเป็นโลกของเรานั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โลก, World, Earth</keywords><date>2019-02-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1568</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1550650741.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1635"><Nid>1567</Nid><title>ตะคริว สาเหตุและการรับมือเบื้องต้น</title><source>https://www.honestdocs.co/muscle-spasm-prevention</source><detail>ทำความรู้จัก "ตะคริว" อาการที่เกิดขึ้นแบบไม่ทันคิด และวิธีรับมือเบื้องต้นง่ายๆ ใครเป็นตะคริวบ่อยๆ มาดูกันเลยครับ
　
ตะคริว คือ การหดและเกร็งตัวของกล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายอย่างกระทันหัน
สาเหตุที่เกิดขึ้นมักมาจาก กล้ามเนื้อทำงานหนัก, ได้รับแร่ธาตุหรือน้ำไม่เพียงพอ, สัมผัสกับอากาศเย็นนานๆ, ปัญหาสุขภาพแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงจากการใช้ยาต่างๆ
　
วิธีรับมือเบื้องต้นง่ายๆ จากตะคริว
　
1. ยืดกล้ามเนื้อและนวด
　
ตะคริวที่ต้นขาด้านหน้า : ใช้มือพับขาข้างที่ปวดเข้าหาตัวจากทางด้านหลัง
　
ตะคริวที่ต้นขาด้านหลัง : งอข้อเท้าเข้าหาตัว แล้วใช้มือดึงขาข้างที่ยกเข้าหาตัวให้มากที่สุดจนรู้สึกตึง 
　
ตะคริวที่น่อง :ใช้มืองอปลายเท้าเข้าหาตัวจนรู้สึกตึงที่บริเวณน่อง ควรทำค้างไว้จนกว่าจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อจะคลายตัว
　
2. ใข้วิธีประคบร้อน - เย็น : ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น หรือน้ำเย็นกดลงไปในบริเวณที่ปวด จะช่วยให้บรรเทาอาการปวดได้ดีขึ้น
　
ครั้งหน้าหากเป็นตะคริว ลองเอาวิธีง่ายๆ แบบนี้ไปลองใช้รับมืออาการเบื้องต้นกันดูนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ตะคริว</keywords><date>2019-02-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1567</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1550649942.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1636"><Nid>1566</Nid><title>สารกันชื้นคืออะไร อันตรายหรือไม่</title><source>http://livewithdrug.com/2017/06/07/did-silica-gel-is-toxic-or-not-if-you-eaten/</source><detail>สารกันชื้นที่แถมมาในกระปุกยาหรือซองขนมคืออะไร กินได้ไหม? เรามาทำความรู้จักกันครับ
　
สารดูดความชื้น หรือซิลิกาเจล สกัดได้จากทรายขาวผสมกำมะถัน มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า ซิลิกอนไดออกไซด์ เพื่อใช้สำหรับกันชื้นในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อไม่ให้คุณสมบัติของสินค้าเปลี่ยนไป ป้องกันการเกิดเชื้อรา หรือคงความกรุบกรอบของขนมไม่ให้เสียไป
　
ถามว่ากินแล้วอันตรายไหม จริงๆ ซิลิกาเจลมี 2 ชนิด คือ ชนิดที่ผสมสารเคมีชนิดอื่น กับแบบไม่ผสมสารเคมี วิธีสังเกตคือ แบบผสมสารเคมีเมื่อโดนความชื้นจะเปลี่ยนเป็นสีชมพู แต่เมื่ออยู่ในที่แห้งจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งชนิดนี้ถ้ากินเข้าไปจะเสี่ยงต่อเป็นมะเร็งได้ 
　
ส่วนชนิดที่ไม่ผสมสารเคมีสามารถกินได้ ไม่มีอันตรายใดๆ ครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ที่ข้างซองทั้งสองชนิดจะติดไว้ว่า ห้ามรับประทาน เนื่องจากถึงแม้ว่าจะไม่มีอันตรายแต่ก็อาจจะสำลักหรืออุดตันทางเดินอาหารได้นั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สารกันชื้น, Silica Gel</keywords><date>2019-02-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1566</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1550649826.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1637"><Nid>1565</Nid><title>ตาบอดสีคือโรคอะไร รักษาให้หายได้ไหม</title><source>https://www.pobpad.com/ตาบอดสี</source><detail>มองเห็นตัวเลขในภาพเหล่านี้หรือไม่? ถ้าไม่ แปลว่าเข้าข่ายอาการตาบอดสีแล้วล่ะ เรามาทำความรู้จักอาการตาบอดสีกันให้มากขึ้นกันเถอะ
　
ตาบอดสี (Color Blindness/Color Vision Deficiency) เป็นภาวะการมองเห็นสีบางสีได้ไม่ชัดเจนหรือผิดเพี้ยนไปจากผู้ที่มีสายตาผิดปกติ
　
ปกติแล้วการมองเห็นของคนเราจะประกอบไปด้วย "เซลล์รูปแท่ง" เอาไว้ใช้มองเห็นในตอนกลางคืน และ "เซลล์รูปกรวย" ซึ่งมีหน้าที่ในการแยกสีต่างๆ โดยแบ่งเป็น เซลล์รูปกรวยชนิดที่ไวต่อแสงสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน โดยคนทั่วไปจะมีเซลล์รูปกรวยที่ทำงานครบทั้ง 3 ชนิด ทำให้เห็นได้ทุกโทนสี แต่ผู้ป่วยเซลล์รูปกรวยที่ผิดปกติ จะไม่สามารถมองเห็นโทนสีได้ครบ หรือที่เรียกว่า ตาบอดสี นั่นเองครับ
　
คนที่ตาบอดสีโดยพันธุกรรมไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้แค่เพียงสวมแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์เพื่อกรองแสงบางสีออกไป เพื่อให้ผู้ป่วยมองเห็นแสงได้ตามปกตินั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ตาบอดสี, Coloe Blindness</keywords><date>2019-02-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1565</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1550649607.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1638"><Nid>1564</Nid><title>10 ธรรมเนียมวันวาเลนไทน์รอบโลก</title><source>https://www.wegointer.com/2018/02/valentines-day-traditions-all-around-the-world/</source><detail>ธรรมเนียนวาเลนไทน์ในประเทศไทยคงจะรู้จักกันไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการมอบช็อกโกแลต จดหมายรัก ดอกกุหลาบ หรือติดสติ๊กเกอร์รูปหัวใจต่างๆ นาๆ วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่ามีประเทศไหนอีกบ้างที่มีธรรมเนียมที่น่าสนใจ

1. เดนมาร์ก - เพื่อนฝูงและคนรู้ใจจะแลกเปลี่ยนดอกไม้สีขาวที่เรียกว่า Snowdrops
2. ฝรั่งเศส - คู่รักนิยมแลกจดหมายรักให้แก่กันด้วยถ้อยคำที่หวานและโรแมนติก
3. เกาหลีใต้ - ฝ่ายหญิงจะมอบช็อกโกแลตให้ผู้ชายที่ชอบ หากเขามีใจ วันที่ 14 มีนาคม พวกเขาจะให้ของขวัญฝ่ายหญิงตอบ
4. เวลล์ - พวกเขาฉลองกันตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม และนิยมมอบช้อนสลักให้แก่กัน
5. จีน - หญิงสาวชาวจีนจะเตรียมผลไม้ที่ตกแต่งสวยงาม เพื่อเซ่นไหว้ จือหนี่ (Zhinu) ตามตำนานชายเลี้ยงวัวและหญิงทอผ้า เพื่ออธิษฐานขอให้สมหวังในการได้พบสามีที่ดี
6. อังกฤษ - ในวันวาเลนไทน์ หญิงสาวชาวอังกฤษจะวางใบกระวาน 5 ใบไว้บนหมอนเพื่อรวบรวมความฝันเกี่ยวกับสามีในอนาคต
7. ฟิลิปปินส์ - คู่รักหลายคู่จะรวมตัวกันที่ห้างสรรพสินค้าหรือพื้นที่สาธารณะทั่วประเทศเพื่อแต่งงานหรือกล่าวคำสาบานที่มีให้แก่กัน
8. อิตาลี - มอบ Baci Perugina หรือช็อคโกแลตชิ้นเล็กๆ ที่ถูกห่อด้วยกระดาษพิมพ์คำพูดแสนโรแมนติก 4 ภาษา
9. บราซิล - จะแบ่งปันอาหารค่ำกับเพื่อนและญาติๆ
10. แอฟริกาใต้ - หญิงสาวในแอฟริกาใต้ที่จะปักรูปหัวใจไว้บนแขนเสื้อที่จะสวมใส่

ถึงแม้ว่าธรรมเนียมจะแตกต่างกัน แต่ทุกสิ่งที่พวกเขาทำในวันนี้ก็เพื่อมอบและแบ่งปันความรักและความรู้สึกดีๆ ให้แก่กันเหมือนกันทั่วทั้งโลกเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันวาเลนไทน์, ธรรมเนียมต่างชาติ</keywords><date>2019-02-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1564</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1550108832.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1639"><Nid>1563</Nid><title>ดอกกุหลาบ ประวัติศาสตร์และเรื่องน่ารู้</title><source>https://hilight.kapook.com/view/17583</source><detail>ใกล้วาเลนไทน์แบบนี้ ไม่พูดเรื่อง "ดอกกุหลาบ" คงไม่ได้ วันนี้ทีมงาน STKC เลยนำเรื่องราวน่ารู้ของกุหลาบมาฝากกันครับ
　
กุหลาบนั้นมีชื่อสามัญว่า "Rose" และมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า "Rosa Hybrids" กษณะของกุหลาบนั้นมีทั้งไม้พุ่มและไม้เลื้อย ลำต้นและกิ่งจะมีหนาม ส่วนดอกของกุหลาบจะมีทั้งดอกเดี่ยวและเป็นช่อ
　
จากประวัติศาสตร์เล่าว่า กุหลาบป่าถูกนำมาปลูกในพระราชวังของจักรพรรดิในสมัยราชวงศ์ฮั่นเมื่อราวๆ 5,000 ปีมาแล้ว และขณะนั้นเองประเทศอียิปต์ก็ปลูกกุหลาบและนำส่งขายชาวโรมันด้วย
　
เนื่องจากชาวโรมันรักดอกกุหลาบและให้ความสำคัญต่อชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก โดยถือว่าดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรัก เป็นทั้งของขวัญ และเป็นดอกไม้สำหรับทำมาลัยต้อนรับแขก รวมถึงเป็นดอกไม้สำหรับงานฉลองต่างๆ ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความรัก และกลายมาเป็นดอกไม้ประจำวันวาเลนไทน์นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กุหลาบ, ดอกกุหลาบ</keywords><date>2019-02-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1563</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1550041463.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1640"><Nid>1543</Nid><title>พลังงานโซลาร์เซลล์มีประโยชน์อย่างไร</title><source>https://board.postjung.com/938948</source><detail>เปลี่ยนหลังคาบ้านเป็นโรงผลิตไฟฟ้าด้วย "โซลาร์เซลล์" แล้วพลังงานนี้คืออะไร? มีหลักการทำงานยังไง มาดูกันครับ
　
โซล่าเซลล์เป็นอุปกรณ์สำหรับเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยมีสารกึ่งตัวนำฉาบเอาไว้ เมื่อแสงอาทิตย์มากระทบกับเซลล์พลังงานแสงซึ่งมีอนุภาคของ โปรตอน ซึ่งประจุบวก (+) ไปกระทบกับสารกึ่งตัวนำบนเซลล์ที่มีอนุภาคเป็นอิเล็กตรอนซึ่งเป็นประจุลบ (-) จะเกิดการถ่ายเทพลังงานระหว่างกัน เมื่ออิเล็กตรอนเคลื่อนที่ครบวงจร จะสามารถต่อกระแสไฟฟ้าดังกล่าวไปใช่งานได้นั่นเอง        
　
เมื่อก่อนโซลาร์เซลล์มีราคาสูงมาก จึงไม่นิยมกันมาใช้ในครัวเรือน แต่ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันทำให้โซลาร์เซลล์มีราคาถูกลง ทำให้หลายๆ คนหันมาใช้กันในครัวเรือนและการเกษตกรรมกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ถือว่าโซลาร์เซลล์เป็นพลังทางเลือกที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตไฟฟ้าได้ในระยะยาวเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>Solar Cells, โซลาร์ เซลล์</keywords><date>2019-02-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1543</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1549858042.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1641"><Nid>1542</Nid><title>ต้นตีนเป็ด มีดีมากกว่ากลิ่นฉุน</title><source>https://www.springnews.co.th/lifestyle/health/422951</source><detail>มาทำความรู้จัก "ต้นตีนเป็ด" ที่หลายคนได้กลิ่นต้องร้องอี๋ แต่เขามีดีจริงๆ นะ จะมีดียังไง? วันนี้รู้กัน
　
เข้าหน้าหนาวทีไร กลิ่นต้นตีนเป็ดโชยทุกที เพราะต้นตีนเป็ดจะออกดอกช่วง ตุลาคม - ธันวาคมของทุกปี หลายคนอาจจะไม่ชอบกลิ่นของมัน แต่มาดูสรรพคุณทางยาของเขากันเถอะ
　
ดอกตีนเป็ด – นำไปต้มกับน้ำ ดื่มแก้เลือดพิการ แก้ไข้ตัวร้อน 
　
ใบตีนเป็ด – ใบอ่อนนำไปต้มกับน้ำแล้วดื่ม รักษาอาการไข้หวัด 
　
เปลือกต้นตีนเป็ด – เป็นยาขมช่วยให้เจริญอาหาร ใช้แก้หวัด แก้อาการไอ รักษา
หลอดลมอักเสบ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
　
ยางตีนเป็ด – นำไปผสมกับน้ำมันสมุนไพร หยอดหู ช่วยรักษาอาการปวดหู 
　
กระพี้ต้นตีนเป็ด – นำมาต้มกับน้ำแล้วดื่ม มีสรรพคุณช่วยขับผาย ขับให้เลือดตก
　
รากตีนเป็ด – ช่วยขับผายลมในลำไส้ แก้ไข้ แก้น้ำดีผิดปกติ
　
สรรพคุณครบตั้งแต่ต้นยันรากขนาดนี้ ทำให้หลายๆ คนลืมเรื่องกลิ่นของต้นตีนเป็ด และหันมาปลูกไว้ในบ้านเลยทีเดียว และต้นตีนเป็ดมีอีกชื่อว่า "พญาสัตบรรณ" เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดสมุทรสาครด้วยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ต้นตีนเป็ด</keywords><date>2019-02-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1542</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1549857821.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1642"><Nid>1541</Nid><title>อาการนอนกรนอันตรายกว่าที่คิด</title><source>https://www.bangkokhospital.com/index.php/th/diseases-treatment/what-is-snoring-1</source><detail>นอนกรนไม่ได้ส่งผลแค่เสียงดัง แต่มีภัยร้ายแฝงอยู่ ใครรู้ตัวว่านอนกรน ต้องอ่านเลย
　
อาการนอนกรนจะเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ กล้ามเนื้อคอจะผ่อนคลายและหย่อนตัว ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง อากาศที่เคลื่อนผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง จะทำให้เกิดการสั่นของเนื้อเยื่อคอ และทำให้เกิดเสียงกรนขึ้น
　
ในบางรายกล้ามเนื้อคอหย่อนตัวลงมาจนปิดทางเดินอากาศ จะทำให้หายใจไม่ได้ชั่วขณะ หรือเรียกว่า "ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ"  เมื่อสมองขาดออกซิเจน จะทำให้ผู้ป่วยตื่นขึ้นในรูปแบบการหายใจแรงหรือไอแรง เพื่อปรับตำแหน่งของลิ้นใหม่ ส่งผลให้นอนหลับไม่เพียงพอและสมองได้รับออกซิเจนไม่เต็มที่
　
ใครที่สงสัยว่าตัวเองอาจมีอาการหยุดหายใจขณะหลับ อย่าปล่อยไว้ ให้รีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อหาแนวทางรักษาต่อไปนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กรน, อาการนอนกรน</keywords><date>2019-02-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1541</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1549857671.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1643"><Nid>1540</Nid><title>วงแหวนดาวเสาร์กำลังจะหายไป</title><source>https://www.posttoday.com/world/574391</source><detail>วงแหวนดาวเสาร์กำลังจะหายไป?!
NASA เผยผลวิจัยล่าสุดแล้ว ตามมาดูกันเลยครับ
　
องค์ประกอบของวงแหวนซึ่งล้วนเป็นอนุภาคขนาดเล็ก ทั้งฝุ่น หิน น้ำแข็ง และสสารขนาดเล็กอื่นๆ ที่เกาะกลุ่มกัน กำลังถูกแรงโน้มถ่วงของดาวยักษ์ดวงนี้ดึงดูดให้ตกลงสู่ดาว
　
ภายใน 100 ล้านปี จะเริ่มเห็นได้ชัดว่าวงแหวนบางส่วนจะถูกดูดลงไปในดาว และภายใน 300 ล้านปี จะถูกดูดลงไปหมด จนไม่เหลือเอกลักษณ์ของดาวเสาร์อีกแล้ว
　
เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่วงแหวนกำลังจะหายไป แต่ก็โชคดีที่มวลมนุษย์ชาติเกิดขึ้นมาในช่วงที่ยังทันเห็นวงแหวนที่สวยงามของดาวเสาร์ จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงนอกโลกของเราอีก คงต้องติดตามกันต่อไปล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดาวเสาร์, วงแหวนดาวเสาร์, ระบบสุริยะ</keywords><date>2019-02-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1540</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1549600962.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1644"><Nid>1536</Nid><title>ยาสีฟัน หลักการทำงานและการเลือกใช้</title><source>https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/344/การดูแลช่องปากและความรู้เรื่องยาสีฟัน/</source><detail>ใช้กันอยู่ทุกเช้าเย็น รู้กันไหมครับ ยาสีฟันทำมาจากอะไร และมีหลักการทำงานยังไง?
　
ช่องปากเปรียบเสมือนสวนสัตว์เล็กๆ ส่วนตัว ประกอบไปด้วยเชื้อจุลินทรีย์กว่า 500 ชนิดซึ่งเป็นสิ่งตกค้างจากเศษอาหารที่เกาะอยู่ตามซอกฟัน และหมักหมมจนก่อให้เกิดกรดและสารระเหยของซัลเฟอร์โมเลกุล กรดที่เกิดขึ้นจะกัดกร่อนเนื้อฟันให้ผุจนเป็นหลุม และส่งผลให้มีกลิ่นเหม็น
　
หลักการทำงานของยาสีฟัน คือ การทำงานร่วมกับแปรงสีฟัน เพื่อกำจัดเศษอาหารที่ตกค้างและต่อต้านการเกิดจุลินทรีย์ดังกล่าวนั่นเอง
　
ส่วนประกอบโดยทั่วไปของยาสีฟัน ประกอบไปด้วย ผงขัดฟันเพื่อขจัดคราบต่างๆ สารแต่งรส กลิ่น สารเพิ่มความชื้น ความข้นหนืด และฟลูออไรด์ สารสำคัญที่ช่วยเข้าไปแทรกในเนื้อฟันเพื่อป้องกันฟันผุ และต่อต้านการเติบโตของจุลินทรีย์ในช่องปากนั่นเอง
　
แล้วเราจะเลือกยาสีฟันแบบไหนดี? โดยทั่วไปแล้ว ยาสีฟันชนิดไหนก็น่าจะใช้ได้ทั้งนั้นถ้าประกอบไปด้วยฟลูออไรด์ ซึ่งจะช่วยป้องกันฟันผุและช่วยให้ฟันแข็งแรง ที่สำคัญคือให้เลือกชนิดที่ไม่มีผงขัดฟันเยอะเกินไป เพราะอาจจะทำให้เนื้อฟันกร่อนได้ครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ยาสีฟัน, ฟลูออไรด์</keywords><date>2019-02-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1536</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1549519337.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1645"><Nid>1534</Nid><title>อันตรายจากขยะพลาสติก</title><source>https://thaipublica.org/2018/09/varakorn-263/</source><detail>ขยะพลาสติก...เรื่องเล็กๆ ที่เป็นอันตรายต่อโลก หลายๆ คนอาจจะคิดว่าแค่พลาสติกมันจะอะไรนักหนา ลองอ่านเรื่องนี้ดูครับ
　
ไมโครพลาสติก (Microplastic) และ นาโนพลาสติก (Nano-Plastic) คือชิ้นส่วนของพลาสติกที่เล็กมากๆ จนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และมักหลุดรอดไปจากระบบการย่อยสลายพลาสติก ละอองพลาสติกเหล่านี้ที่อาจเป็นภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวงของมนุษยชาติ
　
ประเทศไทยใช้ถุงพลาสติก 8 ใบต่อคนต่อวัน เพียงแค่กรุงเทพฯ แห่งเดียวใช้ถุงพลาสติกไม่ต่ำกว่า 500 ล้านถุงต่อสัปดาห์ และในหนึ่งปี คนกรุงเทพฯ ใช้ประมาณ 26,000 ล้านถุงเลยทีเดียว
　
ประเทศไทยมีขยะประมาณ 27 ล้านตันต่อปี จัดการกำจัด ฝังกลบ และเผาได้เพียง 2 ใน 3 ที่เหลือค้างสะสม มีการประเมินว่าขยะเหล่านี้ไหลลงทะเลไม่ต่ำกว่า 60,000 ตันต่อปีและส่วนหนึ่งในนี้คือพลาสติกที่ไปทำลายระบบนิเวศน์และสัตว์น้ำ
　
เท่านี้ทุกคนก็พอจะจินตนาการออกแล้วใช่ไหมครับ ว่าแค่ประเทศไทยประเทศเดียวยังส่งผลขนาดนี้ ทั่วทั้งโลกจะประสบปัญหาที่มาจากพลาสติกขนาดไหน...การแก้ปัญหาเรื่องนี้สามารถทำได้ง่ายที่สุด คือ การลดใช้ถุงพลาสติกในชีวิตระจำวัน เช่น นำถุงผ้าไปจ่ายตลาด หรืองดรับถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อต่างๆ นั่นเองครับ เรามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อลดปัญหาพลาสติกล้นโลกกันครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ขยะ, พลาสติก, ภาวะโลกร้อน</keywords><date>2019-02-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1534</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1549427611.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1646"><Nid>1527</Nid><title>7 สัตว์มหัศจรรย์ ใต้ท้องทะเลอันดามัน ตอน ปลาดาวสีน้ำเงิน Blue Sea Star</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/การปฏิสนธิ,https://th.wikipedia.org/wiki/ดาวทะเล</source><detail>ดาวทะเล หรือ ปลาดาว เป็นสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลัง ที่อยู่ในชั้น Asteroidea ลักษณะทั่วไป มีลำตัวแยกเป็นห้าแฉกคล้ายรูปดาวเรียกว่า แขน ส่วนกลาง มีลักษณะเป็นจานกลม ด้านหลังมีตุ่มหินปูน ขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป มีปากอยู่ด้านล่างบริเวณ จุดกึ่งกลางของ ลำตัว ใต้แขนแต่ละข้างมีหนวดสั้น ๆ เรียงตามส่วนยาว ของแขนเป็นคู่ ๆ มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อที่เหนียวและแข็งแรงเรียกว่า โปเดีย ใช้สำหรับยึดเกาะกับเคลื่อนที่ มีสีต่าง ๆ ออกไป ทั้ง ขาว, ชมพู, แดง, ดำ, ม่วง หรือน้ำเงิน  พบอยู่ตามชายฝั่งทะเล โขดหิน และบางส่วนอาจพบได้ถึงพื้นทะเลลึก กินหอยสองฝา โดยเฉพาะ หอยนางรม, กุ้ง, ปู หนอน และ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ เช่น ฟองน้ำหรือปะการัง เป็นอาหาร
ถิ่นที่อยู่ ดาวทะเล พบอยู่ในทะเลทั่วโลก ทั้ง มหาสมุทรแปซิฟิก, แอตแลนติก, มหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งในเขตขั้วโลกด้วยอย่าง มหาสมุทรอาร์กติก และแอนตาร์กติกา
ปัจจุบันนี้พบอยู่ด้วยประมาณ 1,800 ชนิด กระจายอยู่ในอันดับต่าง ๆ 7 อันดับ (ดูในตาราง) ซึ่งดาวทะเลขนาดเล็กอาจมีความกว้างเพียง 1 เซนติเมตร และขนาดใหญ่ที่สุดอาจยาวได้ถึง 1 เมตร และในบางชนิดอาจมีแขนได้มากกว่า 5 แขน
การสืบพันธุ์ สืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยมีทั้งเพศผู้และเพศเมีย การปฏิสนธิเกิดภายนอกตัว ระยะแรกตัวอ่อนจะดำรงชีวิตแบบแพลงก์ตอนสัตว์ จากนั้นจะเริ่มพัฒนาตัวแล้วจมตัวลงเพื่อหาที่ยึดเกาะแล้วเจริญเป็นตัวเต็มวัย ส่วนการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ในบางชนิดเมื่อแขนถูกตัดขาดลง จะพัฒนาตรงส่วนนั้นกลายเป็นดาวทะเลตัวใหม่เกิดขึ้น และตัวที่ขาดก็จะงอกชิ้นใหม่ขึ้นมาได้จนสมบูรณ์ แต่กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาเป็นปี 
การเคลือนที่ การเคลื่อนที่ของดาวทะเล เนื่องจากดาวทะเลเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีโครงแข็งที่ผิวนอก ไม่ได้ยึดเกาะกับกล้ามเนื้อ จึงมีระบบการเคลื่อนที่ด้วยระบบท่อน้ำ จากท่อวงแหวนจะมีท่อน้ำแยกออกไปในแขน เรียกท่อนี้ว่า เรเดียลแคแนล ทางด้านข้างของเรเดียลคาแนล มีท่อแยกไปยังทิวบ์ฟีต การยืดและหดของทิวบ์ฟิตจะเกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้ง และมีความสัมพันธ์กันทำให้เกิดการเคลื่อนที่ไปได้
ความสัมพันธ์ต่อมนุษย์ ดาวทะเลมีความสัมพันธ์ต่อมนุษย์ในแง่ ของการใช้ซากเป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้านเพื่อความสวยงาม อีกทั้งในบางวัฒนธรรมเช่น จีน มีการใช้ดาวทะเลเพื่อปรุงเป็นยา รวมทั้งใช้ปิ้งย่างเป็นอาหาร[3] อีกทั้งยังนิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงภายในตู้ปลาเพื่อความเพลิดเพลินอีกด้วย
การปฏิสนธิ(Fertilisation) หมายถึง การหลอมรวมระหว่างนิวเคลียสของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย การปฏิสนธิในสัตว์และพืช
1. การปฏิสนธิในพืช
2. การปฏิสนธิในสัตว์
3. การปฏิสนธิในคน</detail><keywords>ดาวทะเล, ปลาดาว, สัตว์ทะเล, ทะเลอันดามัน, ท้องทะเล</keywords><date>2019-02-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1527</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1549338852.jpg</img_link><category>ภูมิศาสตร์ทางทะเล  สมุทรศาสตร์</category></row>
<row _id="1647"><Nid>1526</Nid><title>วันตรุษจีน ที่มาและวัฒนธรรม</title><source>https://www.cigna.co.th/health-wellness/travel/chinese-new-year-history</source><detail>วันตรุษจีนมีที่มาอย่างไร? วันนี้เรามาดูที่มาและวัฒนธรรมของวันตรุษจีนกันเถอะ
　
จริงๆ แล้ววันตรุษจีนคือการเฉลิมฉลองที่คล้ายกับวันคริสต์มาส ผู้คนจะเริ่มซื้อของขวัญ, สิ่งของต่างๆ เพื่อประดับบ้านเรือน รวมไปถึงอาหารและเสื้อผ้าต่างๆ 
　
ช่วงปลายปีจะเป็นช่วงฤดูหนาวที่หิมะปกคลุมประเทศจีนจนไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ เมื่อเข้าฤดูใบไม้ผลิจึงสามารถเพาะปลูกได้ตามปกติ ชาวจีนจึงกำหนดให้วันแรกของฤดูใบไม้ผลิเป็นวันตรุษจีนนั่นเอง ดังนั้นตรุษจีนคือการฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ
　
ในช่วงวันตรุษจีนจะมีพิธีกรรมและประเพณีผูกอยู่กับทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอาหาร ไปจนถึงเสื้อผ้า และสีสันต่างๆ และประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การให้ซองอั่งเปาสีแดง  
　
โดยมีธรรมเนียม คือ ผู้ใหญ่ที่ผ่านการแต่งงานมาและทำงานมีรายได้แล้ว จะมอบซองสีแดง ให้กับเด็กๆ ที่มีอายุต่ำกว่าหรือยังไม่ได้ทำงาน พร้อมกล่าวสวัสดีปีใหม่ ซึ่งสีแดงของอั่งเปานั้นมีความหมายถึงโชคดีนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันตรุษจีน</keywords><date>2019-02-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1526</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1549256167.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1648"><Nid>1518</Nid><title>ความเป็นมาของ "การวัดเวลา"</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/เวลา</source><detail>กว่าจะมาเป็นนาฬิกาแบบทุกวันนี้ที่ใช้วัดเวลาได้อย่างแม่นยำและง่ายดาย เรามาดูความเป็นมาของการวัดเวลากันครับ
　
เวลา (Time) เป็นหนึ่งในปริมาณพื้นฐานซึ่งมีอยู่น้อยนิด ปริมาณมูลฐานเหล่านี้ไม่สามารถถูกนิยามได้จากปริมาณอื่นๆ หรือเรียกอีกอย่างว่า เวลาคือนามธรรมนั่นเอง
　
ในอดีตมีการใช้นาฬิกาแดด ซึ่งประกอบด้วยแท่งวัตถุรูปสามเหลี่ยม (Gnomon) ซึ่งจะทำให้เกิดเงาบนขีดที่ขีดไว้บนแท่นของนาฬิกาแดด แต่จะต้องปรับเทียบกับละติจูดจึงจะสามารถบอกเวลาท้องถิ่นนั้นๆ ได้อย่างถูกต้อง หมายความว่าไม่สามารถย้ายนาฬิกาแดดไปได้
　
ต่อมามีการใช้นาฬิกาน้ำซึ่งถูกคิดค้นในประเทศอิยิปต์ แต่ว่าต้องมีคนเฝ้าและเติมน้ำตลอด นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาทรายซึ่งเป็นที่นิยมใช้ในการสำรวจทางไกล เนื่องจากพกพาง่าย
　
ในปัจจุบัน เราใช้นาฬิกาแบบมีกลไก ซึ่งก็สามารถทำได้หลายวิธี เช่น ใช้ไฟฟ้า สปริง หรือลูกตุ้ม ขับเคลื่อนเข็มนาฬิกาให้บอกเวลาได้ได้อย่างแม่นยำ และพกพาสะดวกได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เวลา, นาฬิกา</keywords><date>2019-01-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1518</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1548867569.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1649"><Nid>1517</Nid><title>หลุมดำคืออะไร</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/หลุมดำ</source><detail>มาทำความรู้จัก "หลุมดำ" (Back Hole) เทหวัตถุพลังดึงดูดมหาศาลที่อยู่ในอวกาศกัน
　
หลุมดำ (Black Hole) คือเทหวัตถุในเอกภพที่มีแรงโน้มถ่วงสูงมาก ไม่มีอะไรออกจากบริเวณนี้ได้แม้แต่แสง เราจึงมองไม่เห็นใจกลางของหลุมดำ
　
ในหลุมดำจะมีพื้นที่บริเวณหนึ่งเรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ หากมีวัตถุใดๆ หลุดเข้ามาในบริเวณนี้ จะต้องเร่งความเร็วให้มากกว่าแสงถึงจะหลุดออกมาได้ (เหมือนในหนังแฟนตาซีที่เราดูกันบ่อยๆ) แต่ในความเป็นจริงคือ ไม่มีวัตถุใดที่เร็วกว่าแสง จึงไม่มีวัตถุใดได้กลับออกมาอีกเลย
　
หลุมดำแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท
1. หลุมดำยิ่งยวด - เกิดขึ้นจากการรวมกันของหลุมดำขนาดเล็กจำนวนมาก
2. หลุมดำมวลปานกลาง - เกิดจากการชนกันของหลุมดำที่มีมวลขนาดต่ำในบริเวณใจกลางของกลุ่มดาวฤกษ์
3. หลุมดำจากดาวฤกษ์ - เกิดขึ้นจากการยุบตัวของดาวฤกษ์เดี่ยว
4. หลุมดำจิ๋ว - เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มของเอกภพ
　
และนี่เป็นแค่ข้อมูลเพียงเสี้ยวหนึ่งของหลุมดำที่ทีมงาน STKC ได้นำมาเสนอกันวันนี้ ยังมีเรื่องราวนอกอวกาศอีกเยอะแยะมากมาย ที่จะนำเสนอในคราวต่อไป อย่าลืมติดตามกันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หลุมดำ, Black Hole</keywords><date>2019-01-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1517</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1548824466.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1650"><Nid>1516</Nid><title>ทำไมต้องใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5</title><source>https://www.sanook.com/home/9425/</source><detail>มีกันอยู่ทุกบ้านกับ "เครื่องใช้ไฟเบอร์ 5" เคยสงสัยไหมครับว่า ฉลากเบอร์ 5 ที่ติดอยู่ตามเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มีความหมายอย่างไร มาดูกันเลยครับ
　
“ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5” คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานที่ได้มาตรฐานตามที่ กฟผ. และกระทรวงพลังงานกำหนด โดยฉลากประหยัดไฟจะมีระดับความประหยัดตั้งแต่เบอร์ 1 ถึงเบอร์ 5 ซึ่งคือระดับที่ประหยัดไฟมากที่สุด
　
ในสลากจะมีข้อมูลประกอบไปด้วย 
1. ประเภทของเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ
2. ปีที่ทำการทดสอบ
3. การใช้พลังไฟฟ้าและค่าไฟฟ้าต่อปี
4. ข้อมูลเฉพาะเกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ และยีห้อ
5. ตัวเลขประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน (1 - 5)
　
น้องๆ คงจะทราบแล้วว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 นั้นมีไว้เพื่อให้ผู้บริโภคอย่างเราเอาไว้ตัดสินใจเวลาเลือกซื้อ เพื่อที่จะประหยัดค่าไฟได้มากที่สุดนั่น รู้แบบนี้แล้ว รีบไปสำรวจบ้านตัวเองดูนะครับ ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้ามีฉลากเบอร์ 5 หรือไม่
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เครื่องใช้ไฟฟ้า, เบอร์ 5, ประหยัดไฟฟ้า</keywords><date>2019-01-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1516</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1548737182.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1651"><Nid>1511</Nid><title>ความจุขนาดต่างๆของหน่วยความจำ</title><source>http://www.thailibrary.in.th/2013/08/29/memory/</source><detail>หลายๆ คนอาจคุ้นชินกับคำว่า กิกะไบต์ เมกะไบต์ ฯลฯ วันนี้มาทำความรู้จัก "หน่วยความจำ" ความจุต่างๆ ที่เราใช้กันในระบบคอมพิวเตอร์กันครับ
　
Byte (ไบต์) - หน่วยความจำเล็กที่สุดของระบบคอมพิวเตอร์ ความจุเทียบเท่าตัวอักษร 1 ตัว
　
KB (กิโลไบต์) - มีค่าเท่ากับ 1,024 ไบต์ คอมพิวเตอร์คำนวณด้วยระบบเลขฐานสอง แล้วยกกำลัง 10 จะมีค่าเท่ากับ 1,024 และเนื่องจากมีค่าใกล้เคียงกับ 1,000 จึงเป็นที่ยอมรับให้เรียกว่า "กิโล"
　
MB (เมกะไบต์) - มีค่าเท่ากับ 1,024 กิโลไบต์
　
GB (กิกะไบต์) - มีค่าเท่ากับ 1,024 เมกะไบต์
　
ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมากขึ้น หน่วยความจำกิกะไบต์เริ่มไม่เพียงพอ จึงได้มีการเพิ่มหน่วยความจุเพิ่มเติมขึ้นมา เช่น
　
TB (เทราไบต์) - มีค่าเท่ากับ 1,024 กิกะไบต์
PB (เพตาไบต์) - มีค่าเท่ากับ 1,024 เทราไบต์
EB (เอ็กตราไบต์) - มีค่าเท่ากับ 1,024 เพตาไบต์
　
แต่ถึงในโพสต์นี้จะพูดความจุใหญ่สุดอยู่ที่เอ็กตราไบต์ (EB) เชื่อว่าในอนาคตจะต้องมีการเพิ่มเติมชื่อเรียกหน่วยความจำขึ้นมาอีกแน่ เพราะในโลกเน็ตเวิร์กมีข้อมูลจำนวนมหาศาลและมากขึ้นทุกวันนั่นเองครับ
　
#STKC
 　
 　
 　</detail><keywords>หน่วยความจำ, คอมพิวเตอร์</keywords><date>2019-01-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1511</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1548648745.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1652"><Nid>1509</Nid><title>ภาวะฝุ่นละอองในอากาศ และความหมายของค่า PM</title><source>http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/pm25/blog/57660/</source><detail>ฝุ่น PM 2.5 ทำไมใครๆ ก็ว่าอันตราย? วันนี้เรามาทำความรู้จักฝุ่นและความหมายของค่า PM ให้มากขึ้นกันเถอะ
　
PM หรือ ไมครอน เป็นหน่วยชี้วัดขนาดของฝุ่นละออง ซึ่งฝุ่น PM 2.5 คือฝุ่นที่มีขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เล็กพอที่จะเล็ดลอดขนจมูกเข้าไปในร่างกาย และเล็กพอที่จะเข้าไปในเม็ดเลือดแดงของเราได้
　
ดังนั้นฝุ่นพิษจึงสามารถเข้าสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายไปตามอวัยวะได้ อีกทั้งฝุ่นเป็นพาหะนำสารอื่นเข้ามาด้วย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอน และสารก่อมะเร็งจำนวนมาก
　
อันตรายและร้ายกาจแบบนี้ อย่าละเลยภาวะฝุ่น และแก้ไขด้วยการป้องกันด้วยหน้ากากอนาภัยประเภทต่างๆ ที่สามารถป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้ในทุกครั้งที่ออกจากบ้าน จนกว่าจะมีการประกาศว่าฝุ่น PM 2.5 ได้ลดลงในระดับปลอดภัยแล้วนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ฝุ่น, มลพิษ, PM 2.5</keywords><date>2019-01-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1509</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1548618541.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1653"><Nid>1508</Nid><title>วิตามิน C รักษาโรคหวัดได้จริงหรือ</title><source>https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/dic/knowledge_full.php?id=17</source><detail>เข้าใจผิดกันมานานว่า "วิตามินซีป้องกันหวัดได้" แล้วสรุปวิตามินซีไม่ได้ช่วยป้องกันหวัดหรอกเหรอ?! เรามาดูความจริงกัน
　
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับวิตามินซีกันก่อน “วิตามินซี” หรือ กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ มีประโยชน์มากมาย เช่น ใช้รักษาและป้องกันโรคลักปิดลักเปิด มีส่วนช่วยในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น
　
จากการศึกมาที่ผ่านมาพบว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน ไม่สามารถป้องกันหวัดหรือลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้ แต่ด้วยคุณสมบัติของวิตามิซี จะช่วยให้ร่างกายสามารถลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดได้ต่างหาก 
　
สรุปง่ายๆ ว่าวิตามินซีไม่สามารถป้องกันการเป็นหวัดได้ แต่เมื่อเป็นหวัดแล้ว วิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายหายจากหวัดได้ไวขึ้นนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วิตามิน C, vitamin</keywords><date>2019-01-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1508</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1548618429.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1654"><Nid>1507</Nid><title>ปรากฏการณ์ธารน้ำแข็ง</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ธารน้ำแข็ง</source><detail>ทำความรู้จักปรากฏการณ์ธารน้ำแข็ง ที่ไม่มีวันได้เห็นในประเทศไทย จะเป็นยังไงไปดูกันเลย
　
ธารน้ำแข็ง (Glacier) เกิดจากการที่หิมะตกลงมาแล้วสะสมกันจนหนา 45-60 เมตร แล้วเกิดการเคลื่อนตัวลงมาอย่างช้าๆ ซึ่งมักเกิดบริเวณที่ลาดชันหรือตามไหล่เขา การเคลื่อนตัวลงมาตามไหล่เขาอย่างช้าๆ ทำให้เกิดการสึกกร่อนลึกลงไป เพราะความหนักของหิมะที่สะสมกันจนเป็นน้ำแข็ง 
　
ธารน้ำแข็งแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
1. ธารน้ำแข็งหุบเขา เป็นธารน้ำแข็งบนภูเขาซึ่งอาจแผ่กว้างลงมาถึงตีนเขา
2. ธารน้ำแข็งทวีป เป็นธารน้ำแข็งที่ปกคลุมพื้นที่บริเวณกว้างขวางแถบขั้วโลก
　
และที่ปรากฏการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากอุณหภูมิของประเทศไทยสูงเกินกว่าจะเกิดปรากฏการณ์นี้ได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ปรากฏการณ์ธรรมชาติ, ธารน้ำแข็ง</keywords><date>2019-01-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1507</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1548492115.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1655"><Nid>1502</Nid><title>การแยกขยะมีประโยชน์อย่างไร</title><source>http://www.psrecycle.com/index.php/about-garbage/reuse</source><detail>เคยสงสัยกันไหมครับ ว่าทำไมถังขยะต้องมีหลายสี แล้วทำไมต้องทิ้งขยะต่างประเภทกัน เราแยกขยะกันไปทำไมนะ? วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ
　
ในประเทศไทยมีการแยกขยะออกเป็น 4 ประเภทด้วยกัน คือ 
1. ขยะเปียก เช่น เศษอาหาร ใบไม้ต่างๆ ที่ย่อยสลายได้
2. ขยะที่ย่อยสลายไม่ได้แต่เปื้อนอาหาร เช่น โฟม ฟอล์ย ถุงพลาสติก
3. ขยะรีไซเคิล เช่น กระดาษ แก้ว พลาสติก โลหะ
4. ขยะมีพิษ เช่น ขวดยา ถ่านไฟฉาย กระป๋องสเปรย์ต่างๆ 
　
แล้วเราแยกไปทำไมกันล่ะ?
จริงๆ การแยกขยะมีประโยชน์มากกว่าที่คิดอีกครับ
　
1. ช่วยลดปริมาณขยะลง เพราะเมื่อเราแยกขยะที่ยังนำไปใช้ต่อได้ เช่น ขยะรีไซเคิล ก็จะเหลือขยะจริงๆ ที่จะต้องนำไปกำจัด
2. เมื่อมีปริมาณขยะลดลง ก็จะลดงบประมาณเพื่อใช้ในการกำจัดขยะ
3. ช่วยลดการสิ้นเปลืองทรัพยากร ด้วยการนำขยะรีไซเคิล กลับมาใช้อีกครั้ง
4. หากเราแยกขยะได้ถูกวิธี ก็จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วยนั่นเองครับ
　
เห็นไหมครับ แค่เราช่วยกันคนละไม้คนละมือ แยกขยะทุกครั้งเวลาทิ้ง จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศไทยไม่น้อยเลยใช่ไหมละครับ ครั้งหน้าก่อนทิ้งขยะลองแยกขยะดูนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>การแยกขยะ</keywords><date>2019-01-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1502</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1548221504.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1656"><Nid>1501</Nid><title>วิธีกรองน้ำของคนสมัยโบราณ</title><source>https://www.sanook.com/campus/1389171/</source><detail>รู้ไหม? ก่อนจะมีเครื่องกรองน้ำที่ใช้กันแบบปัจจุบัน คนสมัยก่อนเขากรองน้ำใช้กันยังไง? จริงๆ แล้วทำได้ไม่ยากเลย ใครอยากลอง ตามมาดูกันเลยครับ
　
ในสมัยโบราณนั้นเขาจะใช้การปั้นดินเผาขึ้นเป็นทรงกรวย เพื่อเป็นฐานของเครื่องกรองน้ำ และใส่วัตถุดิบต่างๆ ในการกรองถึง 4 ชั้น 
　
ชั้นที่ 1 -  ก้อนกรวด : ใช้กรองสิ่งแปลกปลอมในลักษณะชิ้นใหญ่
ชั้นที่ 2 - ทราย : ใช้กรองสิ่งแปลกปลอมในลักษณะชิ้นเล็ก
ชั้นที่ 3 - ถ่าน : ใช้กรองสารพิษที่ปนมากับน้ำ เช่น แบคทีเรีย อิโคไลน์ และเชื้อโรคต่างๆ รวมทั้งสามารถดูดกลิ่นออกจากน้ำได้
ชั้นที่ 4 - นุ่น สำลี หรือผ้า : เป็นการกรองด่านสุดท้ายเพื่อกักเศษผงที่หลุดรอดออกมาจากชั้นต่างๆ
　
หลังจากนั้น เมื่อเทน้ำลงไป น้ำก็จะเดินทางผ่านตัวกรองทั้ง 4 ถูกแยกสิ่งแปลกปลอมและกลิ่นออก ทำให้น้ำที่ออกมาเป็นน้ำที่ใสสะอาด และพร้อมใช้งานนั่นเองครับ
　
จริงๆ แล้ววัตถุดิบที่กล่าวมานั้นหาได้ไม่ยากเลย หากน้องๆ อยากลองทำ สามารถดัดแปลงโดยการนำขวดน้ำตัดส่วนก้นทิ้ง และนำชั้นกรองต่างๆ มาใส่ไว้และสามารถกรองน้ำได้เองที่บ้านเลย สนุก อีกทั้งยังได้ความรู้อีกด้วยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>การกรองน้ำ</keywords><date>2019-01-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1501</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1548217494.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1657"><Nid>1496</Nid><title>3 สิ่งสร้างทุกข์ที่ชานมไข่มุกมอบให้ </title><source>http://www.healthandtrend.com/healthy/what-the-health/3-horrible-things-from-bubble-tea</source><detail>1.	ชาไข่มุกเสี่ยงโรคอ้วน
สำหรับคนที่ชอบดื่มชาไข่มุกเป็นประจำต้องระวังเสี่ยงโรคอ้วนกันแล้วล่ะ เพราะชาไข่มุกไม่ได้มีแต่ชาเท่านั้นแต่ยังมีน้ำตาล ครีมเทียมและเม็ดไข่มุก ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอ้วนอีกด้วย โดยเฉพาะเม็ดไข่มุกที่คุณชอบทานกันเพราะมีรสชาติหวานมันและเคี้ยวอร่อยดี แต่รู้ไหมว่าเม็ดไข่มุกก็ทำมาจากแป้งและน้ำตาลนี่ล่ะ แล้วอย่างนี้จะไม่ทำให้อ้วนได้อย่างไรจริงไหม เพราะฉะนั้นใครที่นิยมดื่มชาไข่มุกเป็นประจำต้องลดปริมาณการดื่มลงบ้างได้แล้วนะ หรือไม่ก็เลือกดื่มชาไข่มุกที่ไม่ใส่ไข่มุกจะดีกว่า แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรดื่มมากอยู่ดี เพราะยังไงก็มีแคลอรีสูงมากพอสมควรเลยล่ะ
2.	ชาไข่มุกเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
เนื่องจากชาไข่มุกส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของครีมเทียมอยู่ด้วย ซึ่งครีมเทียมจะมีไขมันทรานส์อยู่เป็นจำนวนมาก โดยไขมันชนิดนี้นี่ล่ะที่จะทำให้เกิดการสะสมไขมันในร่างกายและยังทำให้ไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกด้วย นอกจากนี้ในชาไข่มุกยังมีไขมันอิ่มตัวจากนมที่มักจะจับเป็นก้อนได้ง่าย จึงทำให้คุณเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจเป็นอย่างมากเลยล่ะ อีกทั้งยังอาจจะทำให้เส้นเลือดในสมองตีบตันได้อีกด้วย
3.	  เสพติดชาไข่มุก
จากส่วนประกอบที่ให้ทั้ง ความหวานความมัน ความอร่อย และความรู้สึก ว่าดื่มชานั้นดีต่อสุขภาพ ซึ่งมันอาจจะมี คาเฟอีน
ผสมอยู่ด้วย
</detail><keywords>ชาไข่มุกเสี่ยงโรคอ้วน, ชาไข่มุกเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ, เสพติดชาไข่มุก, คาเฟอีน</keywords><date>2019-01-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1496</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1548038838.png</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1658"><Nid>1495</Nid><title>กราฟีน วัสดุใหม่ในศตวรรษที่ 21</title><source>http://www.mihliving.com/single-post/2016/06/17/Graphene-วัสดุแห่งยุคศตวรรษที่-21</source><detail>กราฟีนคืออะไร? ทำไมถึงถูกขนาดนามว่า "วัสดุมหัศจรรย์แห่งศวรรษที่ 21" มาทำความรู้จักสิ่งนี้กันครับ
　
กราฟีน (Graphene) ทำมาจากแร่กราไฟท์ ซึ่งพบได้ในไส้ดินสอที่ถูกทำให้บางลงจนมีความหนาเท่ากับอะตอมเพียงอะตอมเดียว เป็นวัสดุที่บางที่สุดเท่าที่มีการค้นพบ แต่มีความแข็งแกร่งสูงกว่าเหล็กหลายเท่า และแม้จะแข็ง แต่กลับสามารถบิดงอม้วนหรือพับได้โดยไม่ทำให้โมเลกุลเสียหาย และมีความต้านทานไฟฟ้าต่ำ สามารถเป็นตัวนำไฟฟ้าได้อีกด้วย
　
ด้วยคุณสมบัติอันน่ามหัศจรรย์นี้ ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นทีวีที่พับได้ไม่ต่างจากกระดาษ การเคลือบกราฟีนลงบนกระจก เพื่อเปลี่ยนพื้นผิวให้กลายเป็นเหมือนหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ และอีกหลากหลายแน่นอน 
　
แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์กำลังหาวิธีผลิตกราฟีนได้ในปริมาณมากๆ อยู่ ดังนั้นเชื่อว่าอีกไม่นานเกินรอ จะได้เห็นกราฟีนเข้ามาเป็นส่วนประกอบในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นแน่นอนครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กราฟีน, Graphene</keywords><date>2019-01-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1495</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1547785237.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1659"><Nid>1494</Nid><title>PM 2.5 คืออะไร ?</title><source>https://www.facebook.com/MTlikesara/?tn-str=k*F</source><detail>หมอกพิษ PM 2.5  ฝุ่น PM 2.5 เกิดมาจาก 30% อุตสาหกรรมโรงงาน 13% อุตสาหกรรมก่อสร้าง 15% มนุษย์ พืช และสัตว์ 29% ยานพาหนะ 14% อุตสาหกรรมไฟฟ้า PM 2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือเส้นเล็กกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมประมาณ 25 เท่า เล็กจนสามารถแพร่เข้ากระแสเลือด แทรกซึมเข้าสู่อวัยวะต่างๆ ได้ ดรคจากฝุ่นพิษ PM 2.5
1. โรคหลอเลือดในสมอง
2. โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง
3. โรคมะเร็งปอด
4. โรคหัวใจขาดเลือด
5.โรคติดเชื้อเฉียบพลัน ระบบหายใจส่วนกลาง</detail><keywords>PM2.5, หมอกพิษ, ฝุ่นละออง</keywords><date>2019-01-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1494</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1547785085.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ</category></row>
<row _id="1660"><Nid>1489</Nid><title>ไข่เยี่ยวม้าคือไข่ของตัวอะไร</title><source>https://teen.mthai.com/variety/42216.html</source><detail>ไข่เยี่ยวม้า คือไข่ของตัวอะไร? ใช่ไข่ของม้าหรือไม่? มาหาคำตอบกันเลยครับ
　
มีเรื่องเล่าว่า ในช่วงราชวงศ์หมิง มีชายคนหนึ่งไปพบไข่เป็ดในบ่อบ่มปูนขาวที่ใช้สร้างบ้านเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว เขาเลยลองปอกเปลือกออก แล้วพบว่าไข่ขาวได้กลายเป็นสีน้ำตาลโปร่งใสเหมือนวุ้น ไข่แดงกลายเป็นสีเขียวขี้ม้า แต่รสชาตินั้นอร่อยเกินบรรยาย เขาเลยลองผสมเกลือลงไปในปูนขาวและหมักเอาไว้อีกครั้ง เพื่อทำให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น กลายเป็นไข่เยี่ยวม้าในปัจจุบัน
　
การทำไข่เยี่ยวม้า เราจะนำไข่เป็ดหรือไข่ไก่พอกด้วยส่วนผสม คือ ใบชา ปูนขาว เกลือป่น ขี้เถ้า ในกระบวนการนี้ทำให้โปรตีนและฟอสโฟไลปิด (Phospholipids) บางส่วนในไข่จะสลายตัว ทำให้เกิดแอมโมเนียขึ้น ตัวไข่จึงมีลักษณะใส และไขมันในไข่แดง (Yolk Fat) ก็ลดน้อยลงไปด้วย
　
และนี่ก็คือที่มาของไข่เยี่ยวม้าอันแสนอร่อยนั่นเอง จุดประสงค์ของการทำไข่เยี่ยวม้า นอกจากจะได้รสชาติที่อร่อยและแปลกใหม่แล้ว ยังเป็นการถนอมอาหารให้อยู่นานขึ้นด้วย แต่ถึงจะชื่อไข่เยี่ยวม้า ไข่นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับม้าเลยนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไข่เยี่ยวม้า</keywords><date>2019-01-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1489</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1547699697.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1661"><Nid>1485</Nid><title>แบคทีเรียและไวรัสแตกต่างกันอย่างไร</title><source>https://th.wikihow.com/แยกความแตกต่างของแบคทีเรียกับไวรัส</source><detail>แยกออกไหม แบคทีเรียและไวรัสต่างกันอย่างไร? มาเช็กคำตอบกันว่าที่เข้าใจอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่
　
ไวรัส เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สุด มีขนาดเล็กกว่าแบคทีเรียถึง 10-100 เท่า ส่วนแบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว อาศัยอยู่นอกหรือในเซลล์อื่นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีเซลล์เจ้าบ้าน ซึ่งต่างกับไวรัสที่ต้องอาศัยอยู่ในเซลล์อื่นเท่านั้น
　
เมื่อไวรัสเข้าไปเกาะกับเซลล์อื่น ไวรัสจะเปลี่ยนสารพันธุกรรมในเซลล์เจ้าบ้าน จากที่ทำงานปกติให้เปลี่ยนเป็นผลิตไวรัสแทน
　
ส่วนใหญ่ในร่างกายของมนุษย์เรามีแบคทีเรียอยู่ร่วมกันอย่างสงบ บางตัวก็ทำหน้าที่สำคัญ เช่น สร้างวิตามิน ทำลายของเสีย สร้างออกซิเจน ซึ่งต่างจากไวรัสที่จ้องแต่จะทำร้ายร่างกาย แต่แบคทีเรียมีดีก็ต้องมีร้าย บางชนิดก็ก่อให้เกิดโรคได้เช่นกัน
　
หากสรุปโดยรวมแล้ว เจ้าไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตที่ร้ายกว่าแบคทีเรียมาก เพราะไม่มีทางรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสได้เลย นอกจากจะป้องกันเอาไว้ก่อนโดยการฉีดวัคซีนต่างๆ ซึ่งต่างจากแบคทีเรีย ที่สามารถฆ่าได้ด้วยยาปฏิชีวนะนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไวรัส, แบคทีเรีย</keywords><date>2019-01-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1485</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1547613186.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1662"><Nid>1480</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/นิโคลา_เทสลา</source><detail>นิโคลา เทสลา (เซอร์เบีย: Никола Тесла, Nikola Tesla) เกิดเมื่อ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2399 - ถึงแก่กรรม 7 มกราคม พ.ศ. 2486 (86 ปี) เป็น นักประดิษฐ์, นักฟิสิกส์, วิศวกรเครื่องกล, วิศวกรไฟฟ้า และ นักทำนายอนาคต เขาเกิดที่ Smiljan ในอดีตออสเตรีย - ฮังการี ซึ่งปัจจุบันคือสาธารณรัฐโครเอเชีย ภายหลังเขาได้รับสัญชาติเป็นพลเมืองอเมริกัน

เทสลามีปัญหาทางประสาทในวัยเด็ก ที่เขาต้องทุกข์ทรมาน จาก โรคย้ำคิดย้ำทำ เขาได้งานแรกในบูดาเปสต์โดยทำงานที่บริษัทโทรศัพท์ เทสล่าได้ประดิษฐ์ลำโพงสำหรับโทรศัพท์ระหว่างที่ทำงานอยู่ที่นี่ ก่อนที่จะเดินทางเร่ร่อนไปอเมริกาในปี 2427 เพื่อที่จะไปทำงานกับ โทมัส เอดิสัน แต่ในไม่นาน เขาก็เริ่มก่อตั้ง ห้องปฏิบัติการ/บริษัท พัฒนาอุปกรณ์ไฟฟ้า ของตัวเองโดยมีผู้สนับสนุนด้านการเงินให้ สิทธิบัตรมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับแบบเหนี่ยวนำ และ หม้อแปลงไฟฟ้า ได้รับการจดทะเบียนโดย จอร์จ เวสติงเฮ้าส์ ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้เทสลาเป็นที่ปรึกษาและพัฒนาระบบไฟฟ้ากระแสสลับด้วย

ผลงานของเทสลาที่ทำให้เขาเป็นที่สนใจในสมัยนั้นอาทิเช่น การทดลองเกี่ยวกับ คลื่นความถี่สูงและแรงดันไฟฟ้าแรงสูง ใน นิวยอร์ก และ โคโลราโด สปริงซ์, สิทธิบัตรของอุปกรณ์และทฤษฎีที่ใช้ในการสร้างวิทยุสื่อสาร, การทดลอง X-ray ของเขา, เขายังเป็นผู้คิดค้นตัวกำเนิดสัญญาณ (oscillator) หลากหลายรูปแบบอีกด้วย และ โครงการ Wardenclyffe Tower ซึ่งเป็นความพยายามในการส่งสัญญาณไร้สายข้ามทวีปแต่โชคร้ายที่โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ

แม้เทสลาจะเป็นผู้คิดค้นสัญญาณวิทยุ การค้นพบหลักการสนามแม่เหล็กไฟฟ้า แต่ผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักกันดีคือ การค้นคว้าพัฒนาไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งในขณะนั้นมีการแข่งขันกับไฟฟ้ากระแสตรงที่ถูกพัฒนาขึ้นมา โทมัส เอดิสัน แต่ในที่สุดไฟฟ้ากระแสสลับก็ได้รับความนิยมมากกว่า เพราะเกิดการสูญเสียน้อยกว่าในการส่งกระแสไฟฟ้าในระยะทางไกล

เทสลาประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักและทำให้ผู้คนเห็นถึงความสามารถของจากโชว์สิ่งประดิษฐ์ที่ดูน่าอัศจรรย์ทั้งหลาย ถึงแม้ว่าเขาจะได้เงินจากสิทธิบัตรต่าง ๆ แต่เขาก็ได้ทำการทดลองอย่างมากมายด้วยเช่นกัน ทำให้ในช่วงบั้นปลายชีวิตของเขาต้องเป็นหนี้ และ มีปัญหาด้านการเงิน ต้องอาศัยอยู่อย่างโดษเดี่ยวในห้องพักหมายเลข 3327 ที่โรงแรม New Yorker ด้วยลักษณะและธรรมชาติในการทำงานของเทสลาทำให้เขาถูกขนานนามว่าเป็น "นักวิทยาศาสตร์เพี้ยน"

เทสลาถูกพบว่าเสียชีวิตในห้องพักหมายเลข 3327 ที่โรงแรม New Yorker เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2486

หลังจากการตายของเขางานของเทสล่าก็ได้เงียบหายไป แต่ในปี 2533 เขาก็เริ่มกลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้ง ในปี 2548 เขาถูกเสนอชื่อให้เป็นตัวแทน 1 ใน 100 คนในรายการโทรทัศน์ "The Greatest American" โดยการสำรวจนิยมโดย AOL กับ ช่อง Discovery

การทำงานและสิ่งประดิษฐ์ที่มีชื่อเสียงของเขายังเป็นจุดกำเนิดของทฤษฎีสมคบคิดจำนวนมาก และ ยังได้นำไปใช้สนับสนุนวิทยาศาสตร์เทียม, ทฤษฎียูเอฟโอ และ ไสยศาสตร์ยุคใหม่ อีกด้วย

ในปี 2503 หน่วยสำหรับวัดความ ความหนาแน่นของเส้นแรงแม่เหล็ก หรือ การเหนี่ยวนำด้วยพลังแม่เหล็ก (ที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นสนามแม่เหล็ก B \), ถูกตั้งชื่อว่า เทสลา เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

นอกจากนี้ เทสลายังถือเป็นวิศวกรที่สร้างนวัตกรรมล้ำยุคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 สิทธิบัตรของเทสลาและผลงานเชิงทฤษฎีของเขากลายเป็นพื้นฐานของระบบไฟฟ้ากระแสสลับ ได้แก่ ระบบจ่ายกำลังหลายเฟส และมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งเขามีส่วนผลักดันเป็นอย่างมากในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สอง

ผลงานเด่น
1. ผู้ประดิษฐ์ขดลวดเทสลา (Tesla coil) และค้นพบวิธีการเปลี่ยนสนามแม่เหล็กเป็นสนามไฟฟ้า จึงเป็นที่มาของหน่วยวัดสนามแม่เหล็กเทสลา
2. ผู้ค้นพบวิธีการสื่อสารแบบไร้สาย (Wireless communication)
3. ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟแบบใช้ก๊าซให้แสงสว่าง หรือ หลอดฟลูออเรสเซนต์
4. ผู้คิดทฤษฎีของเครื่องเรดาร์
5. ผู้คิดรีโมตคอนโทรล
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, Nikola Tesla, นักประดิษฐ์, นักฟิสิกส์, วิศวกรเครื่องกล, วิศวกรไฟฟ้า, นักทำนายอนาคต</keywords><date>2019-01-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1480</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1547518306.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1663"><Nid>1479</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ แอริสตอเติล (Aristotle)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/แอริสตอเติล</source><detail>แอริสตอเติล (อังกฤษ: Aristotle) (384 ปีก่อนคริสตกาล – 7 มีนาคม 322 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นนักปรัชญากรีกโบราณ เป็นลูกศิษย์ของเพลโต และเป็นอาจารย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราช เขาและเพลโตได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักปรัชญาที่มีอิทธิพลสูงที่สุดคนหนึ่ง ในโลกตะวันตก ด้วยผลงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ ตรรกศาสตร์ กวีนิพนธ์ สัตววิทยา การเมือง การปกครอง จริยศาสตร์ และชีววิทยา

นักปรัชญากรีกโบราณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือแอริสตอเติล เพลโต (อาจารย์ของแอริสตอเติล) และโสกราตีส (ที่แนวคิดของเขานั้นมีอิทธิพลอย่างสูงกับเพลโต) พวกเขาได้เปลี่ยนโฉมหน้าของปรัชญากรีก สมัยก่อนโสกราตีส จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาตะวันตกในลักษณะปัจจุบัน โสกราตีสนั้นไม่ได้เขียนอะไรทิ้งไว้เลย ทั้งนี้เนื่องจากผลของแนวคิดปรากฏในบทสนทนาของเพลโตชื่อ เฟดรัส เราได้ศึกษาแนวคิดของเขาผ่านทางงานเขียนของเพลโตและนักเขียนคนอื่น ๆ ผลงานของเพลโตและแอริสตอเติลเป็นแก่นของปรัชญาโบราณ

แอริสตอเติลเป็นหนึ่งในไม่กี่บุคคลในประวัติศาสตร์ที่ได้ศึกษาแทบทุกสาขาวิชาที่มีในช่วงเวลาของเขา ในสาขาวิทยาศาสตร์ แอริสตอเติลได้ศึกษา กายวิภาคศาสตร์, ดาราศาสตร์, วิทยาเอ็มบริโอ, ภูมิศาสตร์, ธรณีวิทยา, อุตุนิยมวิทยา, ฟิสิกส์,และ สัตววิทยา   ในด้านปรัชญา แอริสตอเติลเขียนเกี่ยวกับ สุนทรียศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, จริยศาสตร์, การปกครอง, อภิปรัชญา, การเมือง, จิตวิทยา, วาทศิลป์ และ เทววิทยา   เขายังสนใจเกี่ยวกับ ศึกษาศาสตร์, ประเพณีต่างถิ่น, วรรณกรรม และ กวีนิพนธ์ ผลงานของเขาเมื่อรวบรวมเข้าด้วยกันแล้ว สามารถจัดว่าเป็นสารานุกรมของความรู้สมัยกรีก

ปรัชญาของแอริสตอเติล
อภิปรัชญาของแอริสตอเติล
ปรัชญาธรรมชาติของแอริสตอเติล
จิตวิทยาของแอริสตอเติล

 

แอริสตอเติลเกิดเมื่อประมาณ 384 หรือ 383 ปีก่อนคริสตกาลที่เมืองสตากีรา (Stagira) ในแคว้นมาเซโดเนีย (Macedonia) ซึ่งเป็นแคว้นที่แห้งแล้งทางตอนเหนือสุดชองทะเลเอเจียน (Aegaeen Sea) ของประเทศกรีก เป็นบุตรชายของนายนิโคมาคัส (Nicomachus) ซึ่งมีอาชีพทางการแพทย์ประจำอยู่ที่เมืองสตาราเกีย และยังเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าอมินตัสที่ 2 (King Amyntas II) แห่งมาซิโดเนีย

ในวัยเด็กนั้นผู้ที่ให้การศึกษาแก่แอริสตอเติลคือบิดาของเขานั้นเองซึ่งเน้นหนักไปในด้านธรรมชาติวิทยา เมื่อเขาอายุได้ 18 ปีก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อกับปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้นคือ เพลโต ในกรุงเอเธนส์ (Athens) ในระหว่างการศึกษาอยู่กับเพลโต 20 ปีนั้นทำให้แอริสตอเติลเป็นนักปราชญ์ที่ลือนามต่อมาจากเพลโต ต่อมาเมื่อเพลโตถึงแก่กรรมในปี 347 ปีก่อนคริสต์ศักราช แอริสตอเติลจึงเดินทางไปรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ในปี 343 - 342 ก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาในปี 336 ก่อนคริสต์ศักราช พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าฟิลิป พระองค์จึงได้พระราชทานทุนให้แก่แอริสตอเติลเพื่อจัดตั้งโรงเรียนที่สตากิราชื่อไลเซียม (Lyceum)

ในการทำการศึกษาและค้นคว้าของแอริสตอเติลทำให้เขาเป็นผู้รอบรู้สรรพวิชา และได้เขียนหนังสือไว้มากมายประมาณ 400 - 1000 เล่ม ซึ่งงานต่าง ๆ ที่ได้เขียนขึ้นมานั้น ได้มีอิทธิพลต่อความเชื่อในศาสนาคริสต์จวบจนกระทั่งยุคกลางหรือยุคมืด ซึ่งมีเวลาประมาณ 1,500 ปีเป็นอย่างน้อย

 

คำสอนที่น่าสนใจของแอริสตอเติลได้แก่ ความเชื่อที่ว่าโลกเรานี้ประกอบด้วยธาตุต่าง ๆ 4 ธาตุ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ

ในเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลนั้นแอริสตอเติลเข้าใจว่า โลกเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีดวงดาวต่าง ๆ รวมทั้งดวงอาทิตย์โคจรรอบ ๆ สวรรค์นั้นอยู่นอกอวกาศ โลกอยู่ด้านล่างลงมา น้ำอยู่บนพื้นโลก ลมอยู่เหนือน้ำ และไฟอยู่เหนือลมอีกทีหนึ่ง ธาตุต่าง ๆ ของโลกจะเปลี่ยนแปลงเสมอ แต่ทว่าธาตุที่ประกอบเป็นสวรรค์นั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงจะมีรูปร่างเช่นนั้นตลอดไป ซึ่งคำสอนต่อมาในปี ค.ศ. 1609 โจฮันน์ เคปเลอร์ (Johann Kepler) ได้ตั้งกฎของเคปเลอร์ ซึ่งเป็นการประกาศว่า โลกเราโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี เป็นการลบล้างความเชื่อเกี่ยวกับจักรวาลของแอริสตอเติล

และในอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ กรณีของวัตถุสองอย่างที่มีน้ำหนักไม่เท่ากัน จะตกลงถึงพื้นไม่พร้อมกันตามหลักของแอริสตอเติล ซึ่งกาลิเลโอ ได้ทำการพิสูจน์ต่อหน้าสาธารณชนที่หอเอนแห่งปิซาว่าเป็นคำสอนที่ไม่จริงในปี ค.ศ. 1600

แต่อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีของแอริสตอเติลทางด้านชีววิทยานั้นเป็นที่ยกย่องกันมาก เพราะเขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับชีวิตของสัตว์ต่าง ๆ เช่น ปลา และพวกสัตว์เลื้อยคลานและได้ทำการบันทึกไว้อย่างละเอียดมาก เขาได้แบ่งสัตว์ออกเป็น 2 พวกใหญ่ คือ พวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrates) และพวกไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrates) นับว่าแอริสตอเติลเป็นผู้บุกเบิกความรู้ทางด้านนี้จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักธรรมชาติวิทยาคนแรกของโลก
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, แอริสตอเติล, Aristotle, นักปรัชญากรีกโบราณ, ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ</keywords><date>2019-01-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1479</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1547518007.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1664"><Nid>1476</Nid><title>ยาน Insight กับภารกิจสำรวจดาวอังคาร</title><source>https://hilight.kapook.com/view/180831</source><detail>มาทำความรู้จัก Insight ยานอวกาศกับภารกิจสำรวจดางอังคารกันเถอะ!
　
ยานอินไซท์ (Insight) คือ ยานสำรวจของนาซา (NASA) มีภารกิจคือเดินทางไปสำรวจดาวอังคาร และเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 ได้รับการยืนยันว่ายานอินไซท์ได้ลงจอดที่ดาวอังคารได้สำเร็จ เพื่อปฏิบัติภารกิจสำรวจพื้นผิวดาวอังคารยาวนานถึง 2 ปี 
　
ยานอินไซท์ นับเป็นยานลำที่ 8 ของมนุษยชาติที่ถูกส่งไปทำภารกิจสำรวจดาวอังคาร  แต่ยานลำนี้เป็นครั้งแรกที่จะมีการขุดเจาะลงไปสำรวจใต้พื้นผิวดาวอังคารในระดับความลึก 5 เมตร ทำให้อาจพบข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อวิทยาศาสตร์ในอนาคต ทีมงาน STKC ขอเป็นส่วนหนึ่งในการให้กำลังให้ภารกิจนี้ผ่านไปอย่างลุล่วงด้วยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ยาน Insight, NASA, ดาวอังคาร</keywords><date>2019-01-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1476</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1547442879.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1665"><Nid>1475</Nid><title>7 สัตว์มหัศจรรย์ ใต้ท้องทะเลอันดามัน ตอน ปลาฉลามครีบดำ Blacktip reef shark</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ปลาฉลามครีบดำ,https://th.wikipedia.org/wiki/หูฉลาม</source><detail>  ปลาฉลามครีบดำ หรือ ปลาฉลามหูดำ (อังกฤษ: Blacktip reef shark ชื่อวิทยาศาสตร์: Carcharhinus melanopterus) เป็นปลาฉลามชนิดหนึ่ง มีรูปร่างเพรียวยาว ปากกว้าง มีแถบดำที่ครีบหลัง ครีบไขมัน ครีบก้น และครีบหางตอนล่าง เป็นที่มาของชื่อ กินปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร มีนิสัยไม่ดุร้ายเมื่อเทียบกับปลาฉลามชนิดอื่น ๆ นิยมอยู่รวมเป็นฝูงบริเวณใกล้ชายฝั่ง และอาจเข้ามาในบริเวณน้ำกร่อย หรือปากแม่น้ำ โดยสามารถเข้ามาหากินใกล้ชายฝั่ง แม้กระทั่งในพื้นที่ ๆ มีน้ำสูงเพียง 1 ฟุต เป็นปลาหากินในเวลากลางคืน ในเวลากลางวันจะหลบซ่อนตัวพักผ่อนตามแนวปะการัง โดยจะหากินอยู่ในระดับน้ำความลึกไม่เกิน 100 เมตร ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 2 เมตร ตัวเมียตั้งท้องนาน 18 เดือน ออกลูกเป็นตัว ครั้งละ 2-4 ตัว เมื่อโตขึ้นมาแล้วสีดำตรงที่ครีบหลังจะหายไป คงเหลือไว้แต่ตรงครีบอกและครีบส่วนอื่น
     ปลาฉลามครีบดำ นับเป็นปลาฉลามชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในทะเล และเป็นต้นแบบของปลาฉลามในสกุลปลาฉลามปะการัง มีนิสัยเชื่องคน สามารถว่ายเข้ามาขออาหารได้จากมือ เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้ที่นิยมการดำน้ำ พบทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน นิยมใช้บริโภคโดยเฉพาะปรุงเป็นหูฉลาม เมนูอาหารจีนราคาแพง และนิยมเลี้ยงเป็นปลาตู้สวยงามอีกด้วย
    หูฉลาม หรือ ซุปหูฉลาม หรือ ฮื่อฉี่ ในสำเนียงแต้จิ๋ว (จีนตัวเต็ม: 魚翅, จีนตัวย่อ: 鱼翅) เป็นอาหารจีนที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันดีอย่างหนึ่ง ประวัติของหูฉลามนั้นย้อนไปได้ถึงสมัยราชวงศ์หมิง
  โดยมีความเชื่อกันว่าหูฉลามที่นำมาต้มจนเปื่อยและตุ๋นจนได้ที่จะกลายเป็นอาหารวิเศษในการบำรุงร่างกาย แต่คุณค่าในทางอาหารแล้ว หูฉลามหนึ่งชามมีค่าเท่ากับไข่เป็ดฟองเดียวเท่านั้น
    หูฉลาม จัดว่าเป็นอาหารที่มีราคาแพง เป็นอาหารหลักในช่วงงานเทศกาลต่าง ๆ เช่น เทศกาลตรุษจีน, งานแต่งงานในจีน, ฮ่องกง, ไต้หวัน และอีกหลายประเทศที่มีชาวจีนอาศัยอยู่ อาทิเช่น สิงคโปร์ ไทย โดยภัตตาคารแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ ขายหูฉลามในราคาจานละ 16 ดอลลาร์
    จากการขายหูฉลามนั้น ทำให้ทั่วโลกมีการล่าปลาฉลามเพื่อตัดเอาครีบมาทำเป็นหูฉลามมากขึ้น รายงานของกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ระบุว่า มีปลาฉลามจำนวนกว่า 73 ล้านตัวถูกฆ่าในทุก ๆ ปี และในปี ค.ศ. 2010 มีสปีชีส์ปลาฉลามกว่า 180 สปีชีส์ ที่ถูกคุกคามเทียบกับปี ค.ศ. 2000 ที่ถูกคุกคามเพียง 15 สปีชีส์ ในราคาขายปลีกกิโลกรัมละหลายร้อยดอลลาร์ ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีการรณรงค์จากหลายภาคส่วนให้มีการลดละการบริโภคหูฉลามมากขึ้น
</detail><keywords>หูฉลาม, ฉลาม, shark</keywords><date>2019-01-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1475</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1547434316.jpg</img_link><category>ภูมิศาสตร์ทางทะเล  สมุทรศาสตร์</category></row>
<row _id="1666"><Nid>1474</Nid><title>พลาสมา สถานะที่ 4 ของสสาร</title><source>http://www.trueplookpanya.com/blog/content/50578</source><detail>รู้ไหมว่า...สถานะของสสารไม่ได้มีแค่ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ แล้วมีอะไรอีกล่ะ? มารู้จักสถานะที่ 4 ของสสารกันครับ
　
ปกติจะทราบกันว่า เมื่อของเหลวโดนอุณหภูมิสูง จะเปลี่ยนแปลงเป็นก๊าซลอยขึ้นสู่อากาศและจบไป แต่รู้ไหมว่า...หากได้รับความร้อนเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย จะเกิดกระบวนการ Lonization ทำให้อิเล็กตรอนที่มีประจุลบหลุดออกมาจากอะตอม เหลือไว้เพียงแต่โปรตอนซึ่งมีไอออนประจุบวก การผสมกันของประจุลบและประจุบวกซึ่งล่องลอยได้อย่างเป็นอิสระนี้เรียกว่า พลาสมา (Plasma)
　
พลาสมาเป็นประจุไฟฟ้า เมื่ออนุภาคที่อยู่ในพลาสมาปะทะกัน หรือถูกเร่งให้เร็วขึ้นด้วยสนามไฟฟ้าหรือสนามแม่เหล็ก จะทำให้เกิดแสง ซึ่งในตอนนี้การศึกษาทำความเข้าใจและใช้ประโยชน์จากพลาสมายังอยู่ในขั้นต้น ยังมีองค์ความรู้อีกมากที่รอให้เราศึกษาและนำมาใช้ พี่ๆ STKC เชื่อว่า ในอนาคตพลาสมาจะถูกศึกษาและนำมาใช้ประโยชน์ได้ในวงกว้างแน่ๆ ครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>พลาสมา, Plasma, สสาร</keywords><date>2019-01-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1474</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1547369051.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1667"><Nid>1471</Nid><title>คริสต์ศักราชและพุทธศักราช</title><source>https://www.dek-d.com/board/view/986165/</source><detail>รู้ไหม พ.ศ. และ ค.ศ. ที่เราใช้กันทุกวันนี้ มีความเป็นมายังไง ต่างกันยังไง? วันนี้เรามาหาคำตอบกันครับ
　
พ.ศ. หรือ พุทธศักราช เริ่มนับตั้งแต่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน นับเป็น พ.ศ. 1 ดังนั้นช่วงเวลาที่เกิดในช่วงที่พระพุทธเจ้ามีชีวิตอยู่ เรียกว่า "สมัยพุทธกาล" และช่วงเวลาก่อนหน้านั้นจะเรียกว่า "สมัยก่อนพุทธกาล"
　
ค.ศ. หรือ คริสต์ศักราช นับตั้งแต่พระเยซูประสูติ นับเป็น ค.ศ. 1 ซึ่งเกิดทีหลังพุทธศักราชนานถึง 543 ปี จึงเป็นที่มาของวิธีในการใช้แปลง พ.ศ. เป็น ค.ศ. นั่นเองครับ
　
นี่ก็คือที่มาของการนับช่วงปีที่ประเทศไทยนิยมใช้กัน ซึ่งก็มาจากเรื่องราวของศาสนาสากลนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ปฏิทิน, พุทธศักราช, คริสต์ศักราช</keywords><date>2019-01-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1471</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1547182012.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1668"><Nid>1466</Nid><title>วิธีทิ้งขยะอันตรายที่ถูกต้อง</title><source>http://oknation.nationtv.tv/blog/akanek/2010/03/24/entry-2</source><detail>"ถังไหนก็ทิ้งๆ ไปเถอะ" เรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนมองข้าม จะเกิดอะไรขึนถ้าทิ้งขยะอันตรายปนกับขยะธรรมดา?
　
ขยะอันตราย คือ ขยะที่มีองค์ประกอบ หรือปนเปื้อนวัตถุ/สารอันตราย ที่มีลักษณะเป็นสารพิษ สารไวไฟ สารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อน วิธีสังเกตขยะอันตรายอย่างง่ายคือ ดูฉลากที่ระบุประเภทบนตัววัตถุ
　
แล้วจะเป็นอย่างไรถ้าเราทิ้งขยะอันตรายรวมกับขยะทั่วไป?
　
หากมีการเผาขยะอันตรายในที่โล่ง จะทำให้สารพิษฟุ้งกระจายและปนเปื้อนสู่อากาศ และส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจของมนุษย์ สุดท้ายคนที่ได้รับพิษก็คือตัวเรานั่นแหละครับ
　
เพราะฉะนั้นเวลาจะทิ้งอะไร ให้สังเกตฉลากให้ดีว่าเป็นขยะอันตรายหรือไม่ ถ้าใช่ ก็นำไปทิ้งให้ถูกถังนะครับ เพื่อโลกใบนี้ และตัวคุณเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ขยะ, ขยะอันตราย, การแยกขยะ</keywords><date>2019-01-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1466</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1546922126.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1669"><Nid>1461</Nid><title>วงปีต้นไม้ ความหมาย และวิธีการนับ</title><source>http://www.baannatura.com/th/mat/content/detail/112.html</source><detail>เคยสังเกตท่อนไม้เวลาถูกตัดออกมาไหมครับ ทำไมถึงมีวงๆ อยู่ด้านใน แถมแต่ละวงขนาดไม่เท่ากัน สีก็ไม่เหมือนกัน วันนี้มาดูคำตอบกันครับ
　
วงรอบปีของเนื้อไม้เกิดขึ้นจากการเจริญเติบโตของต้นไม้ในรอบปีที่ไม่เท่ากัน เนื้อไม้ที่เกิดขึ้นในฤดูฝนจะมีความหนาแน่นต่ำ และค่อนข้างที่มีรูพรุนมาก โดยจะเห็นเป็นสีอ่อน เรียกว่า "เนื้อไม้ต้นฤดู" ส่วนไม้ที่เติบโตในช่วยปลายฤดูฝน ฤดูหนาว ฤดูแล้ง จะเติบโตช้ากว่า และมีความหนาแน่นสูง โดยจะเห็นเป็นสีเข้ม เรียกว่า "เนื้อไม้ปลายฤดู"
　
เพราะฉะนั้นใน 1 ปี เราจะเห็นไม้สีอ่อนกับสีเข้มสลับกัน เราเรียกว่า "แนววงปี" นั่นหมายความว่า ใน 1 วงปี จะมีไม้สีเข้มและอ่อนสลับกัน นับเป็นอายุ 1 ปีของต้นไม้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วงปี, วงปีต้นไม้</keywords><date>2019-01-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1461</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1546757624.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1670"><Nid>1460</Nid><title>คอนแทคเลนส์ มีอันตรายต่อดวงตาไหม</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/41396-อันตรายที่อาจเกิดจากคอนแทคเลนส์.html</source><detail>คอนแทคเลนส์แฟชั่น สีสัน บิ๊กอาย อันตรายหรือไม่? มาดูคำตอบกันเลยครับ
　
คอนแทคเลนส์ (Contact Lens) เป็นวัสดุมีลักษณะใส สำหรับใส่ครอบบริเวณกระจกตาดำ เพื่อประโยชน์ด้านต่างๆ โดยในภายหลังมีการนำสีมาตกแต่งให้เป็นคอนแทคเลนส์แฟชั่นรูปแบบต่างๆ จนได้รับความนิยมกันแพร่หลาย เรามาดูข้อควรระวังกันดีกว่าครับ
　
1. อันตรายจากการใช้คอนแทคเลนส์ เช่น กระจกตาอักเสบ เป็นหนอง เนื่องจากไม่ได้ทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ให้ดีพอ หรือใส่ตอนนอนหลับ ซึ่งอันตรายที่ว่ามาแบบนี้เกิดขึ้นได้ทั้งคอนแทคเลนส์แบบธรรมดา และแบบแฟชั่น
　
2. เนื่องด้วยคอนแทคเลนส์แฟชั่นเป็นที่นิยมมากขึ้น จึงมีผู้ผลิตที่มากขึ้น ยากที่จะควบคุมคุณภาพ และความปลอดภัยได้
　
ดังนั้นหากใครที่กำลังใส่คอนแทคเลนส์แฟชั่นอยู่ อย่าเพิ่งตกใจ สรุปได้ง่ายๆ เลยว่า สามารถใส่ได้ปกติเหมือนคอนแทคเลนส์ทั่วไป แต่ต้องรู้วิธีใช้ และวิธีทำความสะอาด รวมถึงเลือกซื้อจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>คอนแทคเลนส์, ดวงตา</keywords><date>2019-01-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1460</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1546652015.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1671"><Nid>1459</Nid><title>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชั่น นวัตกรรมใหม่เพื่อโลกมนุษย์</title><source>https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_885408</source><detail>เคยคิดเล่นๆ กันไหม ถ้าวันหนึ่ง น้ำมัน ก๊าซ และถ่านหิน หมดจากโลกไป พวกเราจะใช้อะไรกัน? คำตอบหนึ่งที่น่าสนใจคือ พลังงานฟิวชัน
　
ฟิวชัน เป็นหลักการที่มีพลังงานปล่อยออกมาจำนวนมาก เหมือนใจกลางของดวงอาทิตย์ที่มีก๊าซไนโตรเจนจำนวนมาก ประกอบกับอุณหภูมิและแรงดันสูงจนหลอมรวมเป็นก๊าซฮีเลียม แผ่พลังงานออกมามหาศาล เป็นความร้อนและแสงสว่าง เรียกปฏิกริยานี้ว่า ปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชัน
　
ซึ่งในปัจจุบันนี้ ทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย กำลังเร่งศึกษาหาวิธีสร้างเจ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันนี้ขึ้นมาใช้ทดแทนพลังงานอื่นๆ เนื่องจากให้พลังงานมากกว่าเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงอื่นๆ และในกระบวนการเผาไหม้นี้ ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอีกด้วย
　
ในอนาคตถึงแม้ว่าพลังงานจากแหล่งธรรมชาติจะหมดไป ยังไงมนุษย์ก็ยังมีพลังงานทดแทนใช้แบบนี้ หายห่วงได้เลยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชัน, พลังงานฟิวชัน</keywords><date>2019-01-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1459</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1546651813.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1672"><Nid>1458</Nid><title>ความโน้มถ่วงคืออะไร ใครคือผู้ค้นพบ</title><source>http://sirindapopla.blogspot.com/2013/08/2-universal-law-of-gravity-300-20-1680.html</source><detail>ในสมัยก่อน ผู้คนมีความเชื่อว่า ดวงดาวต่างๆ หมุนโคจรรอบโลกได้เป็นเพราะกฏของสวรรค์ จนมาวันหนึ่ง นักศึกษาหนุ่มนามว่า เซอร์ ไอแซ็ค นิวตัน ได้นั่งคิดปัญหาฟิสิกส์อยู่ใต้ต้นแอปเปิ้ลบริเวณโรงนาที่บ้านเกิดของตัวเอง และมีลูกแอปเปิ้ลตกลงมาจากต้นสู่พื้นดิน
　
ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงคิดขึ้นได้ว่า มีแรงบางอย่างที่ทำให้แอปเปิ้ลร่วงลงมาสู่พื้น นั่นก็คือแรงโน้มถ่วงที่โลกทำต่อแอปเปิ้ล เขาจึงนำความสัมพันธ์นี้มาใช้อธิบายถึงการที่ดาวต่างๆ โคจรอยู่นอกโลกได้ นั่นก็เป็นเพราะแรงโน้มถ่วงที่โลกกระทำต่อดาวดวงอื่นๆ นั่นเอง
　
หลังจากนั้นเขาได้นำแนวคิดนี้ไปศึกษาอย่างละเอียดและออกมาเป็นกฏของนิวตันว่าด้วยแรงดึงดูด และแรงโน้มถ่วง ให้เราได้เรียนกันนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แรงโน้มถ่วง, แรงดึงดูด</keywords><date>2019-01-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1458</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1546571365.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1673"><Nid>1451</Nid><title>ทำไมวงกลมถึงมี 360 องศา</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69565/-blo-scimat-sci-</source><detail>เรียนกันมาตั้งแต่ประถม ว่าวงกลมน่ะ มี 360 องศา มันมีที่มาที่ไปยังไง? ไปดูกันเลย
　
ทฤษฎีที่ 1 : ชาวบาบิโลนสังเกตลักษณะของวงกลมที่คล้ายกับการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งพวกเขาคำนวณว่าต้องใช้เวลา 360 วัน ดังนั้น พวกเขาจึงแบ่งวงกลมออกเป็น 360 องศา
　
ทฤษฎีที่ 2 : ชาวบาบิโลนมีการใช้ระบบเลขฐาน 60 และมีการใช้คอร์ดที่มีความยาวเท่ากับรัศมีเพื่อวัดขนาดของวงกลม โดยคอร์ดจะทำมุม 60 องศากับจุดศูนย์กลาง เมื่อสร้างรูปสามเเหลี่ยมจากคอร์ดนี้ในวงกลม จะได้ทั้งหมด 6 อัน ซึ่งรวมเป็นมุม 360 องศานั่นเอง
　
ทฤษฎีที่ 3 : อันนี้ไม่เกี่ยวกับชาวบาบิโลนทั้งสิ้น แต่เป็นตัวเลขที่มีตัวประกอบมากถึง 24 ตัว ได้แก่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 8, 9, 10, 12, 15, 18, 20, 24, 30, 36, 40, 45, 60, 72, 90, 120, 180, 360 จึงง่ายต่อการไปใช้คำนวณต่างๆ ครับ
　
เป็นยังไงกันบ้างครับ กับทฤษฎีที่มาองศาของวงกลม แต่ไม่ว่าจะด้วยทฤษฎีไหน วงกลมก็ยัง 360 องศา ให้ได้จำกันต่อไปนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วงกลม, 360 องศา</keywords><date>2018-12-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1451</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1546190358.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1674"><Nid>1450</Nid><title>แสงสีฟ้า ภัยร้ายของดวงตา</title><source>https://www.bangkokhospital.com/index.php/th/diseases-treatment/blue-light-destructive-to-eye</source><detail>แสงสีฟ้าคืออะไร? ร้ายกาจแค่ไหน? ต้องมาดูครับ แสงสีฟ้ากับภายร้ายของดวงตา
　
แสงสีฟ้า (Blue Light) คือ แสงที่มองเห็นได้และมีพลังงานสูง มีความร้ายกาจใกล้เคียงกับรังสียูวี อยู่ในช่วงความยาวคลื่น 380 – 500 นาโนเมตร ซึ่งมีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา เช่น แสงอาทิตย์ แสงไฟ แสงจากหน้าจอต่างๆ โดยเฉพาะหน้าจอโทรศัพท์
　
หากดวงตาของเราได้รับแสงสีฟ้าในปริมาณมาก อาจทำร้ายเซลล์ในดวงตา ทำให้เซลล์ค่อยๆ เสื่อมลง ส่งผลให้เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม
　
วิธีป้องกันเบื้องต้น - ให้ลดแสงหน้าจอลง, ติดฟิล์มกรองแสงต่างๆ ที่ปัจจุบันมีให้เลือกซื้อหลายยี่ห้อ และควรพักสายตาจากหน้าจอทุกๆ 20 นาที ก็เป็นวิธีง่ายๆ ป้องกันภัยร้ายจากแสงสีฟ้าที่เราทำได้เองแล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แสงสีฟ้า, ดวงตา</keywords><date>2018-12-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1450</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1546190245.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1675"><Nid>1449</Nid><title>6 สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ในไทย</title><source>https://www.seub.or.th/bloging/ในป่าใหญ่/สัตว์ป่าไทยต่อความเสี่/</source><detail>6 สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์ในไทย จะมีอะไรบ้าง ไปทำความรู้จักพวกเขากันให้มากขึ้นครับ
　
1. ลิ่น (ชื่อวิทยาศาสตร์ Manis Pentadactyla) - ลิ่นทั้งหมดมีอยู่ด้วยกัน 8 ชนิด สามารถพบในประเทศไทยได้ 2 ชนิด คือ ลิ่นซุนดา และลิ่นจีน ลิ่นนั้นไม่มีทั้งขากรรไกรและฟัน มันกินอาหารด้วยลิ้นยาวๆ แลบออกมาตวัดจับมด แมลง และปลวกตามพื้นดินเข้าปากเป็นอาหาร 
　
สาเหตุการใกล้สูญพันธุ์ : ถูกมนุษย์ล่า เนื่องจากมีความเชื่อเรื่องสรรพคุณของลิ่นเป็นยาอายุวัฒนะ
　
2. เต่ามะเฟือง (ชื่อวิทยาศาสตร์ Dermochelys Coriacea) - เต่ามะเฟืองเป็นเต่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อโตเต็มวัยแล้วกระดองจะมีขนาดความยาวถึง 2.5 เมตร และหนักกว่า 1 ตัน พวกมันใช้เวลาส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเลลึก 
　
สาเหตุการใกล้สูญพันธุ์ : สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง และมลพิษทางทะเลทำให้เต่ามะเฟืองไม่ค่อยมาวางไข่ 
　
3. นกแต้วแล้วท้องดำ (ชื่อวิทยาศาสตร์ Hydrornis Gurneyi) - ถูกจัดอันเป็นนก 30 สายพันธุ์ที่สวยงามที่สุดในโลก พฤติกรรมการหากินจะหากินตามพื้นดินบริเวณป่าพื้นที่ราบลุ่มต่ำ เป็นนกประจำถิ่น ไม่มีการอพยพ 
　
สาเหตุการใกล้สูญพันธุ์ :โดยบุกรุกพื้นที่ ตัดไม้ทำลายป่า
　
4. พะยูน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Dugong Dugon)  - เป็นสัตว์โบราณที่ใกล้สูญพันธุ์ และสามารถพบเจอได้ค่อนข้างยาก โดยเฉลี่ยแล้วพะยูนมีอายุยืนยาวถึง 70 ปี
　
สาเหตุการใกล้สูญพันธุ์ : ขาดแหล่งอาหาร ระบบนิเวศหญ้าทะเลถูกทำลาย
　
5. นกชนหิน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Rhinoplax Vigil) -  เป็นสัตว์โบราณ และเชื่อกันว่ามีความเก่าแก่ถึงขนาดเรียกได้ว่าเป็นบรรพบุรุษของนกเงือกแห่งเอเชีย ที่ยังคงมีชีวิตอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
　
สาเหตุการใกล้สูญพันธุ์ : ถูกล่าเพื่อนำโหนกไปจำหน่าย เพราะถูกมนุษย์ตีมูลค่าไม่ต่างจากงาช้าง
　
6. ควายป่า (ชื่อวิทยาศาสตร์ Bubalus Arnee) - มีนิสัยว่องไวและดุร้ายกว่าควายบ้านมาก สีลำตัวโดยทั่วไปเป็นสีเทาหรือสีน้ำตาลดำ
　
สาเหตุการใกล้สูญพันธุ์ : ถูกแย่งแหล่งอาหาร โดยควายบ้านและพืชต่างถิ่นรุกราน
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สัตว์ป่า, สูญพันธุ์</keywords><date>2018-12-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1449</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1546190135.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1676"><Nid>1448</Nid><title>อากาศเปลี่ยน ทำให้ไม่สบายจริงหรือ?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/63046/-blo-scihea-sci-</source><detail>ทำไมช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงถึงทำให้ป่วย เป็นหวัด และไม่สบาย? มาดูคำตอบกันเลยครับ
　
ที่เป็นแบบนั้นเพราะว่าช่วงที่เปลี่ยนฤดูจากฤดูฝนมาฤดูหนาว อุณหภูมิจะลดต่ำลง ซึ่งทำให้ไวรัส 2 ชนิด คือ ไรโนไวรัส (Rhinovirus) และโคโรนาไวรัส (Coronavirus) เจริญเติบโตได้ดี จึงเป็นตัวการที่ทำให้เราไม่สบายได้
　
บางคนอาจสงสัย ฤดูร้อนก็เป็นหวัดได้นะ นั่นเป็นเพราะดอกไม้บางสายพันธุ์จะผลิดอกออกผล เกสรจะฟุ้งเข้าไปในอากาศ ก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้เราไม่สบายได้
　
โดยวิธีป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสพวกนี้ที่ง่ายที่สุดคือการล้างมือบ่อยๆ เนื่องจากทุกสิ่งที่เราสัมผัสอาจมีไวรัสอยู่นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หวัด, ไวรัส, ไรโนไวรัส (Rhinovirus), โคโรนาไวรัส (Coronavirus)</keywords><date>2018-12-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1448</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545892898.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1677"><Nid>1438</Nid><title>ไก่งวง อาหารยอดฮิตในวันคริสต์มาสต์</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ไก่งวง</source><detail>ธรรมเนียมของต่างประเทศ ในคืนก่อนคริสมาสต์แบบนี้ (Christmas Eve) ทุกบ้านจะต้องเตรียมไก่งวงเพื่อรับประทานกันพร้อมหน้าพร้อมตา ว่าแต่...ทำไมต้องเป็นไก่งวงล่ะ? เรามาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยครับ
　
ไก่งวง (Turkey) เป็นนกที่บินไม่ได้ประเภทหนึ่ง จัดอยู่ในวงศ์ไก่ฟ้าและนกกระทา (Phasianidae) จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Meleagridinae สกุล Meleagris
　
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมต้องเป็นไก่งวงนั้นมีอยู่ 2 ทฤษฏีด้วยกันคือ
　
1. เบนจามิน แฟรงคลิน นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นคนริเริ่มหลายสิ่งที่เราใช้กันถึงทุกวันนี้ ได้กล่าวว่า “ไก่งวงเป็นสัตว์ที่น่านับถือ” และควรยกย่องให้เป็นสัตว์ประจำชาติสหรัฐฯ จนเป็นอาหารสำหรับการเฉลิมฉลองในงานต่างๆ
　
2. พระราชินีอลิซาเบธที่ 1 ของอังกฤษ มักจะเสวยห่านอบในงานเฉลิมฉลองต่างๆ เนื่องจากถือว่าเป็นอาหารแห่งโชคดีและชัยชนะของอังกฤษ แต่เมื่อเหล่าพิลกริมเดินทางย้ายจากอังกฤษมายังสหรัฐฯ ก็นำธรรมเนียมนี้ติดตัวมาด้วย แต่เนื่องจากในสหรัฐฯ ห่านเป็นสัตว์ที่หายากกว่าไก่งวงซึ่งมีอยู่ทั่วไป จึงมีการปรับธรรมเนียมมาเป็นการรับประทานไก่งวงอบกันแทน
　
แต่ไม่ว่าจะเป็นเมนูไหนก็ตามที หลักสำคัญของกิจกรรมในค่ำคืนก่อนวันคริสมาสต์คือ การได้ใช้วันเวลาพิเศษอยู่กับครอบครัวกันแบบพร้อมหน้าพร้อมตานั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไก่งวง, คริสต์มาส</keywords><date>2018-12-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1438</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545625193.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1678"><Nid>1434</Nid><title>เป็นโรคเก๊าต์แล้วกินไก่ไม่ได้จริงหรือ?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67354/-blo-scihea-sci-</source><detail>"กินไก่มากๆ ระวังเป็นเก๊าต์" มีความจริงมากน้อยแค่ไหนในประโยคนี้ ไปดูกัน
　
โรคเก๊าต์ (Gout) เป็นการอักเสบของข้อต่อชนิดหนึ่ง ทำให้รู้สึกปวดเรื้อรังตามข้อ สาเหตุของโรคเก๊าต์มาจากการที่ร่างกายมีระดับของกรดยูริกในเลือดสูง (Hyperuricemia) เป็นเวลานาน ทำให้มีการจับตัวเป็นผลึกของกรดยูริกสะสมอยู่ตามข้อต่อต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดอาการข้ออักเสบตามมา
　
ปกติร่างกายของคนเรามีกรดยูริกอยู่แล้ว เนื่องจากเมื่อเซลล์ในร่างกายตาย จะทำให้ได้สารที่เรียกว่าพิวรีน (Purine) ซึ่งสารตัวนี้จะกลายเป็นกรดยูริกในที่สุด และจะถูกขับออกจากร่างกายผ่านระบบทางเดินอาหารและปัสสาวะ
　
กรดยูริกยังมาจากการได้รับสารพิวรีนจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปด้วย โดยอาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล ปลาซาร์ดีน ถั่ว เห็ด เนื้อแดง และผักยอดอ่อน ดังนั้น หากเรารับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูงอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ร่างกายมีกรดยูริก เสี่ยงต่อการเป็นเก๊าต์นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โรคเก๊าท์, gout</keywords><date>2018-12-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1434</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545588125.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1679"><Nid>1433</Nid><title>อักษรอียิปต์โบราณ</title><source>https://guru.sanook.com/4006/</source><detail>วันนี้เราจะพามาเรียนรู้วิวัฒนาการของภาษาอียิปต์กัน ว่ามีความเป็นมายังไง มาเริ่มกันเลย
　
แรกเริ่มเดิมที ชาวอียิปต์โบราณมีอักษรของตนเอง ซึ่งเรียกว่าอักษร ฮีโรกลีฟิค (Hieroglyphic) เป็นอักษรภาพที่อยู่ตามโบราณสถาน สุสาน หีบศพ และตามรูปแกะสลักต่างๆ มีความหมายว่า อักษรศักดิ์สิทธิ์
　
หลังจากนั้น เมื่อต้องมีการจดบันทึกมากขึ้นยิ่งขึ้น การเขียนเป็นอักษรภาพนั้นทำได้ช้า จึงทำการดัดแปลงตัวอักษรภาพให้กลายเป็นตัวอักษรที่เขียนได้ไวขึ้น เรียกว่า ภาษาเดโมติค (Demotic)
　
จนในภายหลัง คำและสำเนียงต่างๆ ของภาษาได้สืบตกทอดกลายมาเป็น "ภาษาคอปติค" ซึ่งใช้เขียนด้วยตัวอักษรกรีก และผสมกับอักษรเดโมติคอีก 7 ตัว
　
ซึ่งภาษาคอปติค มีบทบาทสำคัญมากในการแปลภาษาอียิปต์โบราณ ที่ทำให้ชาวโลกได้รู้ถึงประวัติศาสต์อันน่าสนใจของชาวอียิปต์นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>อียิปต์, อักษรโบราณ</keywords><date>2018-12-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1433</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545587826.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1680"><Nid>1432</Nid><title>กินรสเผ็ดจัดทำให้ท้องเสียจริงหรือ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/66320/-blo-scihea-sci-</source><detail>ทำไมกินอาหารรสเผ็ดจัดแล้วท้องเสียทุกครั้ง เป็นเพราะอะไรกัน?
　
ในร่างกายของเรามีตัวรับที่เรียกว่า TRPV1 ไม่ว่าจะเป็นในปาก กระเพาะอาหาร หรือแม้แต่ทวารหนัก ซึ่งมีหน้าที่หลายอย่างในร่างกาย แต่หน้าที่หลักของมันคือ การควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกาย
　
เมื่อเรากินพริกหรืออาหารที่มีรสเผ็ดจัด อุณหภูมิในร่างกายของเราจะสูงขึ้น เจ้าตัวรับ TRPV1 ก็จะทำงานด้วยการรักษาอุณหภูมิให้คงที่ ด้วยการทำให้ร่างกายเย็นลงจากการเหงื่อออกและการดื่มน้ำ และเนื่องด้วยกระเพาะของเราไม่สามารถย่อยสารที่มีอยู่ในพริกได้อย่างเต็มที่ ผลคืออาหารจะเคลื่อนผ่านระบบย่อยลงไปอย่างรวดเร็วด้วยน้ำในปริมาณที่มากกว่าปกติ นั่นคือที่มาของการท้องเสียนั่นเอง
　
อ่านมาถึงตรงนี้ คนที่ชอบกินเผ็ดอาจจะตกใจ แต่จากงานวิจัยที่เคยตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American Medical Association ก็ระบุว่า กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กไม่มีการถูกทำลายหลังจากรับประทานอาหารรสเผ็ดแต่อย่างใด สบายใจได้แน่นอนครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>รสเผ็ด, ท้องเสีย</keywords><date>2018-12-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1432</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545365906.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1681"><Nid>1431</Nid><title>10 เรื่องดาราศาสตร์น่าติดตามในปี 2562</title><source>https://www.dailynews.co.th/it/683409</source><detail>สดร.เผย10เรื่องดาราศาสตร์ ที่น่าติดตามในปี2562 
สดร.เผยเรื่องเด่นดาราศาสตร์ปีหน้า ชูครบรอบ 50 ปี ยานอะพอลโล 11 นำมนุษย์เหยียบบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก  พร้อมชวนติดตามปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่สำคัญทั้งจันทรุปราคาบางส่วนและสุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย   
 

วันนี้( 19 ธันวาคม 2561)ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)   หรือ สดร.  แถลงข่าว  “10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตามในปี 2562”   

ดร.ศรัณย์  โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสดร. เปิดเผยว่า  เรื่องเด่น10 เรื่องที่สดร.นำมาเสนอ คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2562  ซึ่งมีหลายเรื่องที่น่าสนใจ  โดยในปี 2562 นี้ เรื่องแรกก็คือ การครบรอบ 50 ปี ยานอะพอลโล 11 ที่นำมนุษย์เหยียบบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม  2512    ซึ่งถือว่าเป็นภารกิจที่ก่อให้เกิดความก้าวหน้ามหาศาลทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

เรื่องต่อมาคือการครบรอบ 100 ปี สุริยุปราคาเต็มดวงพิสูจน์ทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ( 29 พฤษภาคม) ซึ่งเป็นการพิสูจน์ที่ทำให้มุมมองของมนุษย์ต่อเอกภพเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง  ส่วนเรื่องที่สามคือ สดร.จะเดินหน้าปักหมุดสร้าง “หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์วิทยุแห่งชาติ”  และ ติดตั้ง “กล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติ” ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 40 เมตร ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกหนึ่งโครงสร้างพื้นฐานทางดาราศาสตร์ของไทย  ที่ขยายขีดความสามารถงานวิจัยด้านดาราศาสตร์ในช่วงคลื่นวิทยุ และ เชื่อมเครือข่ายร่วมกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุนานาชาติ เพื่อการพัฒนางานวิจัยระดับโลก

สำหรับเรื่องที่สี่ก็คือการ เตรียมสร้าง “ดาวเทียมวิจัย” ของคนไทย โดยคนไทย เพื่อคนไทย ผสานภาคี 3 สถาบัน ได้แก่สดร. สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) หวังใช้ดาราศาสตร์เป็นโจทย์สร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ก้าวแรกในการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมอวกาศและดาวเทียมของไทย   และห้าในช่วงกลางปี2562  สดร.พร้อมเปิด “หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา”  หอดูดาวภูมิภาคสำหรับประชาชนเต็มรูปแบบ แห่งที่ 3 ของไทย  เพื่อบริการวิชาการดาราศาสตร์ สนับสนุนงานวิจัยดาราศาสตร์สำหรับนักเรียน นักศึกษา และสถาบันการศึกษาในภาคใต้ และเป็นศูนย์เรียนรู้ดาราศาสตร์มุสลิมอย่างครบวงจร

ดร.ศรัณย์   กล่าวว่า เรื่องที่หก คือ ปรากฎการณ์ด้านดาราศาสตร์ที่สำคัญคือจะเกิดจันทรุปราคาบางส่วนและสุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย   โดย ปรากฏการณ์จันทรุปราคาบางส่วน  จะเกิดขึ้นในวันที่ 17 กรกฎาคม 2562  สังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เวลาประมาณ 01:44 - 06:00 น. (ตามเวลาประเทศไทย)  ส่วนปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน  จะเกิดในวันที่  26 ธันวาคม 2562   สังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย ตั้งแต่เวลาประมาณ 10:18 - 13:57 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ดวงอาทิตย์ถูกบังมากที่สุดบริเวณภาคใต้ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ประมาณร้อยละ 81      

สำหรับเรื่องเด่นทางดาราศาสตร์เรื่องที่เจ็ดคือ  ปรากฎการณ์ ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้-ไกลโลกที่สุดในรอบปี ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี หรือ ซูเปอร์  ฟูลมูน (Super Full Moon) ในวันที่  19 กุมภาพันธ์  2562 และ ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี หรือ ไมโครฟูลมูน (Micro Full Moon)  ในวันที่  14 กันยายน 2562
 
ส่วนเรื่องที่แปดคือ ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ใกล้โลก  ดาวพฤหัสบดีใกล้โลก ในวันที่  10 มิถุนายน 2562 และดาวเสาร์ใกล้โลก     9 กรกฎาคม  2562   ซึ่งโอกาสดีที่จะสังเกตการณ์ได้ยาวนานตลอดคืนตั้งแต่อาทิตย์ตกลับขอบฟ้าจนถึงรุ่งเช้า   และเก้าคือปรากฎการณ์ ฝนดาวตก ที่มีให้ชมตลอดทั้งปี แต่ที่น่าจับตาได้แก่ ฝนดาวตกควอดรานติดส์ ในวันที่  3-4 มกราคม (เฉลี่ย 120 ดวงต่อชั่วโมง) ฝนดาวตกอีต้า-อควอริดส์  6-7 พฤษภาคม (เฉลี่ย 50 ดวงต่อชั่วโมง) และ ฝนดาวตกเดลต้า -  อควอริดส์  30-31 กรกฎาคม (เฉลี่ย 25 ดวงต่อชั่วโมง)        

และเรื่องสุดท้ายคือการชวนชาวไทยจับตาข้ามปี “ดาวเสาร์เคียงดาวพฤหัสบดี” (The Great Conjunction 2020)     ซึ่งดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดีเริ่มขยับเข้าใกล้ตั้งแต่ปลายปี 2561  ก่อนที่จะเข้าใกล้กันที่สุด ในวันที่ 21 ธันวาคม 2563  โดยห่างเพียง 0.1 องศา มองด้วยตาจะเห็นเป็นดาวดวงเดียวกัน ซึ่งนับเป็นการเข้าใกล้กันมากที่สุดในรอบ 397 ปี

ดร. ศรัณย์ กล่าวอีกว่า นอกจาก 10 เรื่องดาราศาสตร์ที่น่าติดตาม ปี 2562 ยังเป็นปีแห่งวาระพิเศษที่ สดร. ดำเนินงานครบรอบ 10 ปี การดำเนินงานที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้เน้นการพัฒนาองค์ความรู้ดาราศาสตร์ พัฒนาบุคลากร สร้างความตระหนักและความตื่นตัวทางดาราศาสตร์ ตลอดจนประสานความร่วมมือกับเครือข่ายดาราศาสตร์ระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับการพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้ดาราศาสตร์ สร้างแรงบันดาลใจใฝ่รู้วิทยาศาสตร์ให้แก่เยาวชน นับเป็นการเสริมความเข้มแข็งด้านองค์ความรู้ใน  ทุกระดับ  และสถาบันฯ จะยังคงเดินหน้าใช้เทคโนโลยีดาราศาสตร์เป็นเครื่องมือพัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างคนเก่งมาช่วยขับเคลื่อนประเทศชาติต่อไป
</detail><keywords>ดาราศาสตร์, ยานอะพอลโล, ดวงจันทร์, กล้องโทรทรรศน์วิทยุ, หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ, ดาวเทียม</keywords><date>2018-12-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1431</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545287989.jpg</img_link><category>ดาราศาสตร์</category></row>
<row _id="1682"><Nid>1428</Nid><title>ราศีที่ 13 กลุ่มดาวคนแบกงู</title><source>https://spaceth.co/the-forgotten-ophiuchus/</source><detail>เมื่อช่วงที่ผ่านมามีกระแสเกี่ยวกับราศีที่ 13 อยู่พักใหญ่ ว่าแต่ราศีมีทั้งหมด 13 ราศีหรอกเหรอ!? ไหนใครไม่เคยรู้จัก งั้นเรามาทำความรู้จักราศีที่ 13 กลุ่มดาวคนแบกงูที่ถูกลืมกันเถอะ
　
กลุ่มดาวคนแบกงูอยู่ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius) และกลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) ภายหลังขีดเส้นแบ่งเขตกลุ่มดาวในปี 1930 ทำให้ดวงอาทิตย์เข้ามาอยู่ในกลุ่มดาวนี้นาน 18 วัน ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 17 ธันวาคม
　
แต่ที่เราไม่เคยได้ยินราศีนี้ นั่นเป็นเพราะว่าการนับราศีทางดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ไม่เหมือนกัน ที่เราคุ้นๆ กันทุกวันนี้ว่ามี 12 ราศี นั่นเป็นเพราะถูกอ้างอิงจากโหราศาสตร์ที่คนโบราณอ้างอิงจากกลุ่มดาวที่เห็นได้ชัดมาเป็นกลุ่ม 12 กลุ่มดาวเป็นหลักนั่นเอง
　
แต่ทั้งนี้แล้วทางตามหลักดาราศาสตร์ยังมีราศีที่ 13 หรือกลุ่มดาวคนแบกงู (Ophiuchus) อยู่นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ราศีที่ 13, กลุ่มดาวคนแบกงู, Ophiuchus</keywords><date>2018-12-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1428</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545280209.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1683"><Nid>1423</Nid><title>5 อาหารที่ไม่ควรกินคู่กัน</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/64195/-blo-scihea-sci-</source><detail>เช็กด่วน! เรากินแบบนี้อยู่หรือเปล่า? มาดูอาหาร 5 อย่างที่ไม่ควรกินคู่กัน
　
1. กาแฟ + ซีเรียล : เนื่องจาก โพลีฟีนอล ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในกาแฟจะไปขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กได้ หากเรากินคู่กัน ร่างกายจะแทบไม่ได้รับธาตุเหล็กที่มีอยู่ในซีเรียลเลย
　
2. ซีเรียล + นม + น้ำส้ม : เนื่องจากกรดในน้ำส้มจะไปย่อยเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยแป้งในซีเรียล และทำปฏิกริยากับโปรตีนในนม ทำให้นมมีลักษณะข้นหนืด
　
3. ผลไม้ + อาหารแต่ละมื้อ : การกินผลไม้หลังมื้ออาหาร ทำให้ผลไม้ต่างๆ ที่ควรจะถูกย่อยได้ง่ายและควรจะเดินทางผ่านกระเพาะอาหารและลำไส้ได้อย่างรวดเร็ว กลับถูกขวางกั้นโดยอาหารที่ย่อยยาก
　
4. ยาโรคความดัน + อาหารที่มีธาตุโพแทสเซียมสูง : คนที่เป็นโรคความดันควรหลีกเลี่ยงโพแทสเซียมเพื่อป้องกันหัวใจเต้นผิดหวะ หรือโรคหัวใจร้ายแรง จำเป็นต้องเลี่ยงการกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น กล้วยหอม ผักโขม ผักใบเขียวต่างๆ รวมถึงมันฝรั่งหวาน และเกลือโพแทสเซียมด้วย
　
5. กล้วยหอม + นม : ฟังไม่ผิดหรอกครับ เมนูยอดฮิตอย่าง กล้วยหอมปั่นนมสด (Banana Milkshake) ไม่ควรกินคู่กัน เนื่องจากทั้งนมและกล้วยเป็นอาหารที่ย่อยยากทั้งคู่ จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนักขึ้น แต่สามารถแก้ได้ด้วยการใส่ อบเชย (Cinnamon) เพื่อกระตุ้นระบบย่อยอาหารนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>อาหาร</keywords><date>2018-12-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1423</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545201898.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1684"><Nid>1422</Nid><title>ปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/68024/-blo-sciear-sci-</source><detail>น้ำขึ้น-น้ำลง เกิดจากอะไร? ใครเป็นคนกำหนด วันนี้เรามาทำความรู้จักปรากฏการณ์ทางธรรมชาตินี้ให้มากขึ้นกันครับ
　
ปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง เป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ พระอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ ซึ่งเป็นผลมาจากแรงดึงดูดที่ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์กระทำต่อโลก ซึ่งดวงจันทร์นี่แหละคือปัจจัยสำคัญ เนื่องจากดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากกว่าดวงอาทิตย์ 
　
เมื่อโลกหมุนรอบตัวเอง ฝั่งที่หันหน้าเข้าหาดวงจันทร์ก็จะถูกอิทธิพลแรงดึงดูดจากดวงจันทร์ ทำให้น้ำในมหาสมุทรไหลเข้ามารวมกันในบริเวณนั้น นั่นก็คือปรากฏการณ์น้ำขึ้น และบริเวณรอบข้างระดับน้ำในมหาสมุทรก็จะลดลง หรือที่เราเรียกว่าน้ำลง
　
และเมื่อย้อนไปถึงเหตุผลที่ว่า การที่เทศกาลลอยกระทงจัดขึ้นในคืนเดือนเพ็ญ เนื่องจากเป็นช่วงที่มีแรงดึงดูดจากดวงจันทร์มาก ทำให้น้ำในบริเวณนั้นน้ำนอง เต็มตลิ่งนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำขึ้น, น้ำลง, ปรากฏการณ์</keywords><date>2018-12-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1422</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545201817.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1685"><Nid>1421</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] กุสตาฟ ไอเฟล ผู้ออกแบบหอไอเฟล</title><source>https://guru.sanook.com/25723/</source><detail>15 ธันวาคม ค.ศ.1832 เป็นวันคล้ายวันเกิดของ กุสตาฟ ไอเฟล (Alexandre Gustave Eiffel) วิศวกรและสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ผู้ออกแบบหอไอเฟล (Eiffel Tower) 
　
เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการก่อสร้างด้วยเหล็ก สิ่งก่อสร้างที่เขาสร้างและคนจดจำได้มากที่สุดนอกจากหอไอเฟลแล้วยังมี Three-Hinged Arch และสะพานข้ามแม่น้ำดูโร (Douro)  ซึ่งถือว่าเป็นสะพานที่มีช่วงกว้างที่สุดในเวลานั้น
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, กุสตาฟ ไอเฟล, Alexandre Gustave Eiffel</keywords><date>2018-12-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1421</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545201755.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1686"><Nid>1420</Nid><title>แมกมากับลาวาต่างกันยังไง?</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67785/-blo-sciear-sci-</source><detail>เคยได้ยินคำว่า แมกมา และ ลาวา ไหมครับ? เป็นศัพท์ที่เกี่ยวกับภูเขาไฟทั้งคู่ แต่แตกต่างกันยังไง? มาดูคำตอบกันครับ
　
ภายในภูเขาไฟ มีหินหนืดหลอมเหลวซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิด ธาตุที่พบส่วนใหญ่คือ แร่ซิลิกา เป็นแร่ที่รู้จักกันดีในการนำมาทำแก้วหรือคริสตัล นอกจากนั้นยังพบก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ ซึ่งเจ้าหินหนืดที่ยังอยู่ภายในภูเขาไฟเรียกว่า แมกมา (Magma)
　
แต่เมื่อเกิดภูเขาไฟระเบิด แมกมาที่อยู่ชั้นบนสุดจะปะทุออกมา และไหลไปตามแผ่นเปลือกโลก ส่วนก๊าซและไอน้ำต่างๆ ก็จะพุ่งขึ้นชั้นบรรยากาศ ซึ่งแมกมาที่ไหลออกมาจากภูเขาไฟแล้ว เรียกว่า ลาวา (Lava) 
　
ตอนนี้ทุกๆ คนคงจะเข้าใจแล้วว่า แมกมา กับ ลาวา จริงๆ แล้วคืออันเดียวกัน แต่เรียกต่างกันเมื่ออยู่ต่างสถานที่นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แมกมา, ลาวา</keywords><date>2018-12-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1420</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545201686.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1687"><Nid>1419</Nid><title>กินเค็มมากไปเสี่ยงเป็นโรคไตจริงเหรอ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/66757/-blo-scihea-sci-</source><detail>เคยสงสัยหรือไม่ ทำไมถึงห้ามกินอาหารรสเค็มจัด เพราะเดี๋ยวจะเป็นโรคไต วันนี้เรามาดูคำตอบกันเลยครับ ว่าจริงหรือหลอกกันแน่?
　
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักไตกันก่อน ไตเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่กรองของเสีย น้ำ และเกลือแร่ส่วนเกินจากเลือด และจะขับออกมาในรูปแบบของปัสสาวะ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ในการช่วยรักษาระดับน้ำและเกลือแร่ของร่างกายให้เป็นปกติ
　
เมื่อเรากินอาหารที่มีรสเค็มจัดบ่อยๆ นั่นหมายความว่า ไตต้องทำหน้าที่ในการกำจัดความเค็มออกไป เพื่อรักษาสมดุลให้ร่างกายเมื่อได้รับความเค็มในปริมาณมาก ซึ่งไตจะทำงานหนักและเสื่อมสภาพไวกว่าที่ควรจะเป็นนั่นเองครับ
　
จะว่าไปแล้ว การทำงานของไต ก็เหมือนมนุษย์เรานี่แหละครับ ถ้าทำงานหนักๆ บ่อยเข้า ก็จะส่งผลเสียต่อสุขภาพเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเรามาช่วยไตของเราด้วยการหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัดกันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เกลือ, เค็ม, โรคไต</keywords><date>2018-12-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1419</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545201470.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1688"><Nid>1418</Nid><title>7 สัตว์มหัศจรรย์ ใต้ท้องทะเลอันดามัน ตอน เต่าตนุ  (Green sea turtle)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/เต่าตนุ,https://th.wikipedia.org/wiki/หญ้าทะเล</source><detail>เต่าตนุ Green turtle เป็นเต่าทะเลชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chelonia mydas อยู่ในวงศ์ Cheloniidae และเป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Chelonia 
เป็นเต่าทะเลที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และมีน้ำหนักมากเมื่อโตเต็มที่ โดยมีความยาวตั้งแต่หัวจรดหางประมาณ 1 เมตร น้ำหนักราว 130 กิโลกรัม หัวป้อมสั้น ปากสั้น เกล็ดเรียงต่อกันโดยไม่ซ้อนกัน กระดองหลังโค้งนูนเล็กน้อย บริเวณกลางหลังเป็นแนวนูนเกือบเป็นสัน ท้องแบนราบขาทั้ง 4 แบน เป็นใบพาย ขาคู่หลังมีขนาดเล็กกว่าขาคู่หน้ามาก ขาคู่หน้ามีเล็บแหลมเพียงข้างละชิ้น สีของกระดองดูเผิน ๆ มีเพียงสีน้ำตาลแดงเท่านั้น แต่ถ้าหากพิจารณาให้ละเอียด จะพบว่าเกล็ดแต่ละเกล็ดของกระดองหลังมีสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลอมเขียว ขอบเกล็ดมีสีอ่อน ๆ เป็นรอยด่างและมีลายเป็นเส้นกระจายออกจากจุดสีแดงปนน้ำตาล คล้ายกับแสงของพระอาทิตย์ที่ลอดออกจากเมฆ จึงมีชื่อเรียกเต่าชนิดนี้ว่าอีกชื่อหนึ่งว่า "เต่าแสงอาทิตย์" ขณะที่ชาวตะวันตกเรียกว่า "เต่าเขียว" อันเนื่องจากมีกระดองเหลือบสีเขียวนั่นเอง 
เต่าตนุเป็นเต่าที่กินทั้งพืชและสัตว์ แต่จะกินพืชเป็นหลัก โดยกินอาหารจำพวก หญ้าทะเลหรือสาหร่ายทะเล โดยมีสัตว์น้ำขนาดเล็กทั่วไป เช่น ปลาหรือแมงกะพรุน เป็นอาหารรองลงไป
โตเต็มที่เมื่ออายุได้ 4-7 ปี เชื่อว่าอายุยืนถึง 80 ปี ฤดูวางไข่ตกอยู่ในราวเดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกันยายนในบริเวณอ่าวไทยและอยู่ในราวเดือนกันยายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ในทะเลอันดามัน จำนวนไข่ต่อครั้งมีตั้งแต่ 70-150 ฟอง เต่าขนาดโตเต็มที่แล้วจะว่ายน้ำหากินไปเรื่อย ๆ แต่จะกลับมาวางไข่บนชายหาดที่ถือกำเนิด
เป็นเต่าที่มักพบในเขตน้ำตื้นใกล้ชายฝั่งหรือตามเกาะต่าง ๆ สำหรับในน่านน้ำไทย พบเต่าชนิดนี้ขึ้นวางไข่มากที่เกาะครามและเกาะกระในอ่าวไทย และทางฝั่งทะเลอันดามันพบวางไข่มากที่อุทยานแห่งชาติตะรุเตา บนชายหาดและเกาะหลายแห่งในจังหวัดภูเก็ตและพังงา

หญ้าทะเล (อังกฤษ: Seagrass) เป็นกลุ่มของพืชดอกเพียงกลุ่มเดียว ที่ได้มีวิวัฒนาการให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในทะเล โดยมีลักษณะโครงสร้างภายนอกคล้ายคลึงกับหญ้าที่เจริญอยู่บนบก ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนคือ
1.ราก เป็นส่วนที่ใช้ในการดูดซึมสารอารหารและแร่ธาตุจากในดิน ทั้งยังช่วยในการยึดเกาะกับพื้นดินทำให้หญ้าทะเลมีความมั่นคง
2.เหง้า เป็นส่วนของลำต้นที่เจริญคืบคลานไปใต้พื้นผิวดิน
3.ใบ เป็นส่วนที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงเพื่อสร้างอาหาร มีรูปร่างแตกต่างกันตามแต่ชนิดของหญ้าทะเล มีทั้งชนิดที่ใบมีลักษณะเป็นแผ่นแบน และชนิดที่เป็นท่อกลม ใบของหญ้าทะเลใช้เป็นลักษณะสำคัญในการจำแนกชนิดของหญ้าทะเล
หญ้าทะเลสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 วิธีคือ
1. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ โดยการผลิตดอกและมีการถ่ายละอองเกสรโดยใช้น้ำและคลื่นลมเป็นตัวพัดพา จากนั้นมื่อมีการปฏิสนธิดอกตัวเมียจะพัฒนาเป็นผลซึ่งภายในมีเมล็ดที่ใช้ในการแพร่ขยายพันธ์ต่อไปได้
2. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยการแตกแขนงของลำต้นใต้ดินและเจริญเป็นต้นใหม่ขึ้นมาจากผิวดิน</detail><keywords>หญ้าทะเล, สัตว์ทะเล, เต่าทะเล, เต่าตนุ</keywords><date>2018-12-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1418</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545188166.jpg</img_link><category>ภูมิศาสตร์ทางทะเล  สมุทรศาสตร์</category></row>
<row _id="1689"><Nid>1415</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ ทอมัส แอลวา เอดิสัน</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ทอมัส_เอดิสัน</source><detail>ทอมัส แอลวา เอดิสัน (อังกฤษ: Thomas Alva Edison) เป็นนักประดิษฐ์และนักธุรกิจชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งประดิษฐ์อุปกรณ์ที่สำคัญต่าง ๆ มากมาย ได้ฉายา "พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ก" เป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มนำหลักการของ การผลิตจำนวนมาก และ กระบวนการประดิษฐ์ มาประยุกต์รวมกัน

ทอมัส เอดิสัน มักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้คิดค้นหลอดไฟ แต่ในความเป็นจริงเขาเป็นบุคคลแรกที่จดสิทธิบัตรในการประดิษฐ์หลอดไฟจากนักวิทยาศาสตร์กว่า 20 คนที่คิดค้นหลอดไฟ และสามารถนำมาทำเป็นธุรกิจได้ เอดิสันยังคงเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทเจเนอรัลอิเล็กทริก (General Electric) บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ของโลก และก่อตั้งอีกหลายบริษัทในด้านไฟฟ้า หนึ่งในบริษัทของเอดิสันยังเป็นผู้คิดค้นเก้าอี้ไฟฟ้าสำหรับประหารชีวิตนักโทษอีกด้วย

 เอดิสันยังคงเป็นบุคคลสำคัญในสงครามกระแสไฟฟ้า (War of Currents) โดยเอดิสันพยายามผลักดันระบบไฟฟ้ากระแสตรงของบริษัท แข่งกับระบบไฟฟ้ากระแสสลับของจอร์จ เวสติงเฮาส์ (George Westinghouse) โดยพนักงานในบริษัทของเขาได้โฆษณาชวนเชื่อความอันตรายของไฟฟ้ากระแสสลับโดยการฆ่าหมาแมวเป็นจำนวนหลายตัว

เอดิสัน นั้นกล่าวได้ว่าเป็นนักประดิษฐ์ที่มีผลงานมากที่สุดในยุคนั้น เขามีสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ภายใต้ชื่อของเขาเป็นจำนวนถึง 1,093 ชิ้น สิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เขาคิดค้นขึ้นมาเอง แต่เป็นการพัฒนาจากสิ่งประดิษฐ์ดั้งเดิมที่คิดค้นขึ้นโดยลูกจ้างของเขา เพราะเหตุนี้ทำให้เขาถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ ในเรื่องการอ้างผลงานเป็นของตัวแต่ผู้เดียว โดยไม่แบ่งปันให้กับผู้คิดค้นดั้งเดิม นอกจากสิทธิบัตรของเขาซึ่งมีอยู่ทั่วโลกแล้ว เอดิสันก็ยังได้ก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์ ภายใต้ชื่อ Edison Trust

ในความเป็นจริงแล้ว เอดิสันไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าตามที่คนทั่วไปเข้าใจแต่อย่างใด หลักการของหลอดไฟฟ้าถูกพัฒนามาก่อนหน้านี้โดยนักประดิษฐ์หลายท่าน เช่น จูเซ็ปป์ สวอน (Juseph Swan) หรือ ไฮน์ริช เกอเบิล (Heinrich Goebel) อย่างไรก็ตามเอดิสันได้คำนึงถึงการนำหลอดไฟฟ้าไปใช้งานจริงในชีวิตประจำวันอย่างจริงจัง โดยเอดิสันได้ทำให้อายุการใช้งานของหลอดไฟฟ้ายาวนานพอที่จะนำไปใช้ได้อย่างสะดวกสบายในบ้านเรือนหรือร้านค้า นอกจากนั้นเอดิสันยังได้สร้างระบบผลิตและแจกจ่ายไฟฟ้าอีกด้วย

นิตยสารไลฟ์ (Life) ได้ยกย่องให้เอดิสันเป็นหนึ่งใน "100 คนที่สำคัญที่สุดในช่วง 1,000 ปีที่ผ่านมา"
</detail><keywords>Thomas Alva Edison, นักวิทยาศาสตร์, นักประดิษฐ์, พ่อมดแห่งเมนโลพาร์ก, กระแสไฟฟ้า, หลอดไฟ</keywords><date>2018-12-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1415</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1544683470.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1690"><Nid>1414</Nid><title>ต้นกำเนิดชาไข่มุก</title><source>https://www.voicetv.co.th/read/275874</source><detail>ชานมไข่มุก มีต้นกำเนิดจากร้านน้ำชาในเมืองไถจง โดยนาย"หลินซิ่วฮุย" (Lin Hsiu Hui) ผู้จัดการร้านชา "ชุนฉุ่ยถัง" (Chun Shui Tang Teahouse) เป็นผู้คิดค้นชานมไข่มุก หรือ Boba Milk Tea เป็นคนแรกในปี 1988 ขณะที่กำลังประชุมอยู่นั้น นายหลินได้ทดลองเทขนมหวานชิ้นเล็กๆ ที่ทำจากแป้งมันสำปะหลังลงไปในชา ทุกคนในห้องประชุมเห็นว่าน่าสนใจจึงทำออกมาขาย ปรากฏว่าขายดีมากจนกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมและโด่งดังไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยเราด้วย  </detail><keywords>ต้นกำเนิด, เม็ดไข่มุก</keywords><date>2018-12-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1414</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1544683389.png</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1691"><Nid>1413</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Robert Darwin)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ชาลส์_ดาร์วิน</source><detail>ชาลส์ โรเบิร์ต ดาวินส์ (อังกฤษ: Charles Robert Darwin FRS; 12 กุมภาพันธ์ 1809 – 19 เมษายน 1882) เป็นนักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ผู้ทำการปฏิวัติความเชื่อเดิม ๆ เกี่ยวกับที่มาของสิ่งมีชีวิต และเสนอทฤษฎีซึ่งเป็นทั้งรากฐานของทฤษฎีวิวัฒนาการสมัยใหม่ และหลักการพื้นฐานของกลไกการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) เขาตีพิมพ์ข้อเสนอของเขาในปี ค.ศ. 1859 ในหนังสือชื่อ The Origin of Species (กำเนิดของสรรพชีวิต) ซึ่งเป็นผลงานที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา ผลงานนี้ปฏิเสธแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดที่เคยมีมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของสปีชีส์ ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1870 ชุมชนวิทยาศาสตร์และสาธารณชนส่วนมากจึงยอมรับทฤษฎีวิวัฒนาการในฐานะที่เป็นความจริง อย่างไรก็ดี ยังมีคำอธิบายที่เป็นไปได้ทางอื่นๆ อีก และยังไม่มีการยอมรับทฤษฎีนี้เป็นเอกฉันท์ว่าเป็นกลไกพื้นฐานของวิวัฒนาการ ตราบจนกระทั่งเกิดแนวคิดการสังเคราะห์วิวัฒนาการยุคใหม่ (modern evolutionary synthesis) ขึ้นในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1930-1950 การค้นพบของดาร์วินยังถือเป็นรูปแบบการรวบรวมทางทฤษฏีของศาสตร์เกี่ยวกับชีวิต ที่อธิบายถึงความหลากหลายทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต

ความสนใจเกี่ยวกับธรรมชาติตั้งแต่วัยเด็กทำให้ดาร์วินไม่สนใจการศึกษาวิชาแพทย์ในมหาวิทยาลัยเอดินเบอระเลย แต่กลับหันไปช่วยการตรวจสอบสัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลัง เมื่อศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ช่วยกระตุ้นความหลงใหลในวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมากขึ้น การเดินทางออกไปยังท้องทะเลเป็นเวลา 5 ปีกับเรือบีเกิล (HMS Beagle) และโดยเฉพาะการเฝ้าสำรวจที่หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นทั้งแรงบันดาลใจ และให้ข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งเขานำมาใช้ในทฤษฎีของเขา ผลงานตีพิมพ์เรื่อง การผจญภัยกับบีเกิล (The Voyage of the Beagle) ทำให้เขามีชื่อเสียงในฐานะนักเขียน

ด้วยความพิศวงกับการกระจายตัวของสิ่งมีชีวิตในภูมิภาคที่แตกต่างกัน กับฟอสซิลที่เขาสะสมมาระหว่างการเดินทาง ดาร์วินเริ่มการศึกษาอย่างละเอียด และในปี ค.ศ. 1838 จึงได้สรุปเป็นทฤษฎีการคัดเลือกตามธรรมชาติ แม้ว่าเขาจะอภิปรายแนวคิดของตนกับนักธรรมชาติวิทยาหลายคน แต่ก็ยังต้องการเวลาเพื่อการวิจัยเพิ่มเติม โดยให้ความสำคัญกับงานด้านธรณีวิทยา เขาเขียนทฤษฎีของตนขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1858 เมื่อ อัลเฟรด รัสเซล วอลเลซ ส่งบทความชุดหนึ่งที่อธิบายแนวคิดเดียวกันนี้มาให้เขา และทำให้เกิดการรวมงานตีพิมพ์ของทฤษฎีทั้งสองนี้เข้าด้วยกันในทันที งานของดาร์วินทำให้เกิดวิวัฒนาการสืบเนื่องต่อมา โดยดัดแปลงมาเป็นคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่มีอิทธิพลยิ่งต่อแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีววิทยาในธรรมชาติ ในปี ค.ศ. 1871, เขาได้ตรวจดู วิวัฒนาการของมนุษย์ และ การคัดเลือกทางเพศ ใน The Descent of Man, and Selection in Relation to Sex ตามด้วย The Expression of the Emotions in Man and Animals. งานวิจัยเกี่ยวกับพืชได้ตีพิมพ์เป็นหนังสือชุดหลายเล่ม ในเล่มสุดท้ายเขาได้ตรวจสอบ ไส้เดือน และอิทธิพลที่มันมีต่อดิน

ดาร์วินได้รับยกย่องในฐานะนักวิทยาศาสตร์โดยมีการจัดพิธีศพอย่างเป็นทางการในมหาวิหารเวสต์มินสเตอร์ และฝังร่างของเขาไว้เคียงข้างกับจอห์น เฮอร์เชล และ ไอแซก นิวตัน เขาได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในบุคคลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, ชาลส์ โรเบิร์ต ดาวินส์, ธรรมชาติ, การผจญภัยกับบีเกิล, ชีววิทยา, เรือบีเกิล</keywords><date>2018-12-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1413</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1544596659.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1692"><Nid>1412</Nid><title>Hijack Brain เมื่อสมองถูกปล้น</title><source>https://www.dek-d.com/education/51319/</source><detail>เคยทำงาน ทำการบ้านจนเครียดหนักๆ ไหม? รู้ว่าเหนื่อยแต่ก็ไม่ยอมพัก เป็นเพราะอะไร มาดูกัน!
　
Hijack Brain เป็นที่รู้จักจากแนวคิดของนักจิตวิทยาชื่อดัง Daniel Goleman
　
Amygdala คือส่วนเล็กๆ ที่ฝังอยู่ในสมอง ทำหน้าที่เก็บความทรงจำของเหตุการณ์ รับผิดชอบด้านอารมณ์ และรวบรวมสัญชาตญาณการเอาตัวรอดต่างๆ เมื่อมีงานสำคัญเข้ามา เจ้าสมองส่วนนี้ก็จะสั่งให้เราโฟกัสอยู่กับมันจนไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น จนบางครั้งก็ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามที่ควรเป็น เช่น ไม่สั่งการให้เราอยากพัก หรือทำงานตามสัญชาตญาณจนไม่สนใจร่างกาย หรือที่เราเรียกว่าอาการ "สมองถูกปล้น" นั่นเองครับ
　
ถ้ารู้สึกว่าเริ่มเครียดกับงาน หรือการบ้านที่ทำให้ตั้งสติแล้วทำตามนี้
　
1. ตั้งสติ เรียงลำดับความสำคัญของงานหรือการบ้าน โดยเริ่มทำจากสิ่งที่ง่ายๆ ก่อน
2. หายใจลึกๆ เพื่อนำออกซิเจนเข้าสู่สมอง ทำให้มีสมาธิ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3. พักเบรค และหากิจกรรมบันเทิงที่ชอบทำ เพื่อหลีกเลี่ยงอาการ Hijack Brain
　
เท่านี้ สมองก็จะไม่ถูกปล้นจากงานและการบ้านทั้งปวงแล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>Hijack Brain</keywords><date>2018-12-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1412</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1544588698.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1693"><Nid>1411</Nid><title>ทำไมเนื้อวัวกินดิบได้ แต่เนื้อหมูไม่ได้</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69023/-blo-scihea-sci-</source><detail>เคยสงสัยไหมครับ ทำไมเนื้อวัวกินกึ่งสุกกึ่งดิบได้ แต่เนื้อหมูไม่สามารถทำแบบนั้นได้? ทำไมกันนะ มาดูคำตอบกันเลยครับ
　
หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องของพยาธิรึเปล่านะ แต่ที่จริงแล้ว ทั้งเนื้อหมูและเนื้อวัวต่างก็มีพยาธิเช่นกัน แต่เหตุผลที่เราไม่สามารถกินเนื้อหมูดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบได้นั่นก็เพราะว่า ในเนื้อหมูดิบจะมีแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่ไม่พบในเนื้อวัว
　
แบคทีเรียนี้มีชื่อว่า สเตรปโตคอกคัส ซูอิส (Streptococcus Suis) โดยแบคทีเรียชนิดนี้สามารถเข้าไปทำให้เยื่อหุ้มสมองและเยื่อบุหัวใจอักเสบ รวมทั้งทำให้ประสาทหูทั้งสองข้างอักเสบจนทำให้หูหนวกได้ ซึ่งเรามักจะเรียกอาการนี้ว่า “หูดับ” อาการหูดับนี้หากรุนแรงมากก็จะทำให้เสียชีวิตได้นั่นเองครับ
　
แต่ในความจริงแล้ว ไม่ว่าจะเนื้อหมูหรือเนื้อวัว ถ้าเป็นไปได้ให้กินแบบปรุงสุกจะปลอดภัยที่สุดครับ หรือหากต้องการทานเนื้อวัวดิบก็ให้เลือกเนื้อจากฟาร์มที่ปลอดภัย ถูกสุขลักษณะอนามัย เพื่อสุขภาพของทุกๆ คนนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2018-12-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1411</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1544504963.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1694"><Nid>1410</Nid><title>เกร็ดความรู้เรื่องดาวอังคาร</title><source>https://www.dek-d.com/education/44242/</source><detail>ดาวอังคารจะเป็นโลกใบใหม่ของมนุษย์ได้จริงเหรอ? มาทำความรู้จักดาวอังคารกันครับ 
　
ดาวอังคาร (Mars) เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 4 ของระบบสุริยะ มีระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ประมาณ 228 ล้านกิโลเมตร บรรยากาศบนดาวอังคารมีชั้นบรรยากาศบางๆ ที่ประกอบไปด้วยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 96% อาร์กอน 1.93% และไนโตรเจน 1.89% ถ้าเรามองดาวอังคารจากโลก จะมองเห็นเป็นสีแดง เพราะพื้นผิวมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นเหล็กออกไซด์
　
ด้วยคุณสมบัติที่ใกล้เคียงโลกมากกว่าดาวดวงอื่น จึงเป็นที่น่าสนใจของนักวิทยาศาสตร์ว่ามนุษย์อาจจะเข้าไปอยู่อาศัยได้ แต่ยังมีข้อจำกัดอีกหลายอย่าง เช่น มีความผันผวนของอากาศอยู่มาก โดยอุณหภูมิเฉลี่ยของดาวอังคารคือ -63 องศาเซลเซียส ในขณะที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยเพียง 15 องศาเซลเซียส และยังค้นพบน้ำบนดาวอังคารอีกด้วย
　
ถึงจะไม่มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร แต่ก็ถือเป็นคุณสมบัติที่ดีในการเริ่มต้นศึกษา ปัจจุบันก็เริ่มมีการส่งยานออกไปสำรวจธรรมชาติบนดาวอังคารกันมากขึ้นแล้ว หวังว่าจะได้รับข่าวดีเร็วๆ นี้นะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>Mars, ดาวอังคาร</keywords><date>2018-12-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1410</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1544334380.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1695"><Nid>1404</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] ยานกาลิเลโอเดินทางถึงดาวพฤหัสบดี</title><source>https://guru.sanook.com/25698/</source><detail>7 ธันวาคม ค.ศ.1995 ยานกาลิเลโอ (Galileo Space Probe) ขององค์การนาซา เดินทางถึงดาวพฤหัสบดี หลังจากใช้เวลาเดินทางในอวกาศนานกว่า 6 ปี มีภารกิจในการสำรวจชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดี 
　
นับจากวันที่ยานกาลิเลโอออกเดินทางจากกระสวยอวกาศ จนดำดิ่งสู่บรรยากาศดาวพฤหัสบดีคิดเป็นระยะทาง 4,800 ล้านกิโลเมตรเลยทีเดียว
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, ยานกาลิเลโอ, Galileo Space Probe</keywords><date>2018-12-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1404</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1544157183.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1696"><Nid>1394</Nid><title>วันดินโลก</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ดิน</source><detail>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการฟื้นฟูดิน อันเป็นที่ยอมรับของสหประชาชาติ จึงมีมติแต่งตั้งให้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ท่าน เป็นวันดินโลก (World Soil Day) และในวันสำคัญนี้ เรามาทำความรู้จักกับประเภทของดินกันครับ
　
1. ดินเหนียว เป็นดินเนื้อละเอียด ในสภาพดินแห้งจะแตกออกเป็นก้อนแข็ง เมื่อเปียกน้ำแล้วจะมีความยืดหยุ่น เหมาะที่จะใช้ทำนาปลูกข้าว เพราะเก็บน้ำได้นาน
　
2. ดินร่วน เป็นดินที่มีเนื้อดินค่อนข้างละเอียด นุ่มมือ ในสภาพดินแห้งจะจับกันเป็นก้อนแข็งพอประมาณ จัดเป็นเนื้อดินที่มีความเหมาะสมสำหรับการเพาะปลูก
　
3. ดินทราย เป็นดินที่มีอนุภาคขนาดทรายเป็นองค์ประกอบอยู่มากกว่าร้อยละ 85 เนื้อดินมีการเกาะตัวกันหลวมๆ
　
ดินนั้นมีความสำคัญต่อทุกชีวิตบนโลกใบนี้ จึงไม่แปลกเลยที่จะมีการจัดตั้งวันดินโลกขึ้น เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของดิน และช่วยกันดูแลทรัพยากรสำคัญของโลกใบนี้ให้อยู่คู่กับมนุษย์ไปนานๆ ครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันดินโลก</keywords><date>2018-12-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1394</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1543998111.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1697"><Nid>1389</Nid><title>ดื่มกาแฟแล้วอายุยืนจริงหรือ</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/60862/-blo-scihea-sci-heabod-hea-</source><detail>ดื่มกาแฟทุกวัน ช่วยให้อายุยืนยาวได้จริงหรอ? มาดูคำตอบกันครับ
　
การที่กาแฟดีต่อสุขภาพของเรา นั่นเพราะภายในเมล็ดกาแฟมีสารประกอบมากมาย แต่ที่โดดเด่นที่สุด คือ การเป็นแหล่งของสารแอนติออกซิแดนต์ (Antioxidants) ชั้นดี และฟีโนลิก (Phenolic) จำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระซึ่งเกิดจากกระบวนการต่างๆ ในร่างกาย เช่น การเผาผลาญอาหาร หรือการทำลายสิ่งแปลกปลอม ส่งผลให้เซลล์เสื่อมสภาพหรือเกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง และด้วยเหตุนี้ กาแฟจึงน่าจะนำไปสู่การมีอายุที่ยืนยาวได้นั่นเองครับ
　
แต่การที่จะดื่มกาแฟให้มีประโยชน์ที่สุด คือ ต้องดื่มกาแฟล้วนๆ ไม่ผสมนมหรือน้ำตาลนะครับ มิเช่นนั้นจะได้โรคเบาหวานแถมไปด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กาแฟ, Antioxidants, Phenolic</keywords><date>2018-11-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1389</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1543552719.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1698"><Nid>1388</Nid><title>กินของไหม้เสี่ยงเป็นมะเร็ง</title><source>https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/69154/-blo-scihea-sci-</source><detail>กินของไหม้ เกรียม เสี่ยงเป็นมะเร็งจริงไหม? เพราะอะไร ไปดูกัน
　
ตัวการที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง มาจากการที่ร่างกายได้รับการกระตุ้นจากสารก่อมะเร็งต่างๆ เช่น รังสี สารเคมี และไวรัส ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้
　
จากการศึกษาอาหารที่ไหม้เกรียม พบว่ามีสารหลายตัวที่กระตุ้นให้เกิดมะเร็ง เช่น สารไนโตรซามีน (Nitrosamine), สารกลุ่มไพโรไลเซต (Pyrolysates), สารกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon, PAHs) และสารกลุ่มเฮเทอโรไซคลิกเอมีนส์ (Heterocyclic Amines, HCAs)
　
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงไม่ควรกินอาหารไหม้เกรียม และหันมากินอาหารที่คุณภาพดี มีประโยชน์ และควรทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายที่พอเหมาะ เพื่อสุขภาพที่ดี และอายุยืนยาวนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>มะเร็ง</keywords><date>2018-11-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1388</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1543464589.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1699"><Nid>1385</Nid><title>7 สัตว์มหัศจรรย์  ใต้ท้องทะเลอันดามัน ตอน ปลาขี้ตังเบ็ดฟ้า (Blue tang)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ปลาขี้ตังเบ็ดฟ้า,https://th.wikipedia.org/wiki/ระบบนิเวศ</source><detail>ปลาขี้ตังเบ็ดฟ้า หรือชื่อที่นิยมเรียกกันในวงการปลาสวยงามว่า ปลาบลูแทง (อังกฤษ: blue tang, regal tang, palette surgeonfish, royal blue tang, hippo tang, flagtail surgeonfish, blue surgeonfish, Pacific regal blue tang) เป็นปลาทะเลที่อาศัยตามแนวปะการังที่มีสีสันสดใส จึงนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม จัดอยู่ในวงศ์ปลาขี้ตังเบ็ด (Acanthuridae) จัดเป็นปลาเพียงชนิดเดียวในสกุล Paracanthurus
ปลาขี้ตังเบ็ดฟ้ามีลำตัวสีน้ำเงินเข้ม หางสีเหลือง มีลายสีดำคล้ายจานสี ปลาที่มีลำตัวส่วนล่างเป็นสีเหลืองพบในตะวันตกจนถึงกลางมหาสมุทรอินเดีย[3] มีลำตัวยาว 31 เซนติเมตร มีการกระจายพันธุ์กว้าง พบได้ตลอดภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก อย่างตามแนวปะการังในแอฟริกาตะวันออก, ประเทศญี่ปุ่น, ประเทศซามัว, นิวแคลิโดเนีย และเกรตแบร์ริเออร์รีฟ
ปลาขี้ตังเบ็ดฟ้ายังไม่ได้รับการประเมินสถานะการอนุรักษ์โดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN)
ในตู้เลี้ยง ปลาขี้ตังเบ็ดฟ้าได้รับความนิยมไม่ใช่เฉพาะแค่ความสวยงาม แต่ยังสามารถกำจัดตะไคร่น้ำประเภทต่าง ๆ ที่ขึ้นในตู้ (ซึ่งทำให้แลดูสกปรกและอาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตของปะการัง) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เนื่องจากเป็นปลาที่กินพืชเป็นอาหารหลัก และในธรรมชาติ ถือเป็นปลาที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศ
ในวัฒนธรรมร่วมสมัย ในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง นีโม...ปลาเล็ก หัวใจโต๊...โต ในปี พ.ศ. 2546 (รวมถึงภาคต่อ คือ ผจญภัยดอรี่ขี้ลืม ในปี พ.ศ. 2559) ปลาขี้ตังเบ็ดฟ้าเป็นตัวละครตัวหนึ่งชื่อ ดอรี่ (เสียงพากย์โดย เอลเลน ดีเจนเนอเรส) เป็นปลาเพศเมียที่ออกตามหานีโม่ ลูกปลาการ์ตูนส้มขาว ลูกชายของมาร์ลิน ปลาการ์ตูนส้มขาวที่เป็นตัวละครเอกของเรื่องด้วย
ระบบนิเวศ คือกลุ่มอินทรีย์ (พืช สัตว์และจุลินทรีย์) ร่วมกับองค์ประกอบอชีวนะของสิ่งแวดล้อมของพวกมัน (เช่น อากาศ น้ำและดินอนินทรีย์) ซึ่งมีปฏิสัมพันธ์กันเป็นระบบ[1] ถือว่า ส่วนประกอบชีวนะและอชีวนะเชื่อมกันผ่านวัฏจักรสารอาหารและการถ่ายทอดพลังงาน[2] ระบบนิเวศนิยามเป็นเครือข่ายปฏิสัมพันธ์ระหว่างอินทรีย์ด้วยกันและระหว่างอินทรีย์กับสิ่งแวดล้อม[3] ระบบนิเวศมีขนาดเท่าใดก็ได้ แต่ปกติครอบคลุมพื้นที่เฉพาะจำกัด[4] แม้นักวิทยาศาสตร์บางส่วนกล่าวว่า ทั้งโลกก็เป็นระบบนิเวศหนึ่งด้วย

พลังงาน น้ำ ไนโตรเจนและดินอนินทรีย์เป็นอีกส่วนประกอบอชีวนะของระบบนิเวศ พลังงานซึ่งถ่ายทอดผ่านระบบนิเวศได้มาจากดวงอาทิตย์เป็นหลัก โดยทั่วไปเข้าสู่ระบบผ่านการสังเคราะห์ด้วยแสง ซึ่งกระบวนการนี้ยังจับคาร์บอนจากบรรยากาศด้วย สัตว์มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนของสสารและพลังงานผ่านระบบนิเวศ โดยการกินพืชและสัตว์อื่น นอกจากนี้ สัตว์ยังมีอิทธิพลต่อปริมาณพืชและชีวมวลจุลินทรีย์ที่มีอยู่ ตัวสลายสารอินทรีย์ปลดปล่อยคาร์บอนกลับสู่บรรยากาศและเอื้อการเกิดวัฏจักรสารอาหารโดยการแปลงสารอาหารที่สะสมอยู่ในชีวมวลตายกลับสู่รูปที่พร้อมถูกพืชและจุลินทรีย์อื่นใช้ โดยการย่อยสลายสารอินทรีย์ตาย[6] ในธรรมชาติแล้วมีสาร 60 ชนิด ในจำนวน 96 ชนิด หมุนเวียนผ่านเข้าไปในอินทรีย์

ระบบนิเวศมีทั้งปัจจัยภายนอกและภายในควบคุม ปัจจัยภายนอก เช่น ภูมิอากาศ วัสดุกำเนิด (parent material) ซึ่งสร้างดินและภูมิลักษณ์ ควบคุมโครงสร้างโดยรวมของระบบนิเวศและวิธีที่สิ่งต่าง ๆ เกิดในนั้น แต่ปัจจัยดังกล่าวไม่ได้รับอิทธิพลจากระบบนิเวศ ปัจจัยภายนอกอื่นรวมเวลาและชีวชาติศักยะ (potential biota) ระบบนิเวศเป็นสิ่งพลวัต คือ อยู่ภายใต้การรบกวนเป็นระยะและอยู่ในกระบวนการฟื้นตัวจากการรบกวนในอดีตบางอย่าง ระบบนิเวศในสิ่งแวดล้อมคล้ายกันที่ตั้งอยู่ในส่วนของโลกต่างกันสามารถมีลักษณะต่างกันมากเพราะมีชนิดต่างกัน การนำชนิดต่างถิ่นเข้ามาสามารถทำให้เกิดการเลื่อนอย่างสำคัญในการทำหน้าที่ของระบบนิเวศ ปัจจัยภายในไม่เพียงควบคุมกระบวนการของระบบนิเวศ แต่ยังถูกระบบนิเวศควบคุมและมักอยู่ภายใต้วงวนป้อนกลับ (feedback loop) เช่นกัน ขณะที่ทรัพยากรป้อนเข้าปกติถูกกระบวนการภายนอก เช่น ภูมิอากาศและวัสดุกำเนิด ควบคุม แต่การมีทรัพยากรเหล่านี้ในระบบนิเวศถูกปัจจัยภายใน เช่น การผุสลายตัว การแข่งขันรากหรือการเกิดร่ม ควบคุม ปัจจัยภายในอื่นมีการรบกวน การสืบทอด (succession) และประเภทของชนิดที่มี แม้มนุษย์อยู่ในและก่อให้เกิดผลภายในระบบนิเวศ แต่ผลลัพธ์รวมใหญ่พอมีอิทธิพลต่อปัจจัยภายนอกอย่างภูมิอากาศ</detail><keywords>อันดามัน, ทะเลอันดามัน, ปลาขี้ตังเบ็ดฟ้า, Bluetang</keywords><date>2018-11-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1385</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1543457598.jpg</img_link><category>ภูมิศาสตร์ทางทะเล  สมุทรศาสตร์</category></row>
<row _id="1700"><Nid>1384</Nid><title>วิธีไล่หนูอย่างสันติ ไม่มีการนองเลือด</title><source>http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/general_knowledge/26209</source><detail>บ้านใครมีหนูต้องอ่าน!!
5 วิธีไล่หนูจากธรรมชาติ สันติวิธีไม่มีการนองเลือด
　
ใช้น้ำมันหอมระเหยสะระแหน่  - นำสำลีชุบน้ำมันหอมระเหยสะระแหน่ให้ชุ่ม และนำไปไว้บนฝ้า หรือบริเวณที่หนูชอบเดินผ่าน เท่านี้หนูก็จะบอกลาบ้านเราแล้วล่ะ
　
น้ำสมุนไพร ตำเอง ใช้เอง - ใช้ใบพลูสด ข่าสด และกระเทียม มาโขลกให้ละเอียดและผสมกับน้ำเกลือ แล้วนำน้ำสมุนไพรใส่ถ้วยวางไว้ตามจุดที่หนูชอบเดินผ่าน 
　
มะกรูดช่วยได้ - นำมะกรูดสดผ่าครึ่งซีก และนำไปโยนไวบริเวณที่ๆ หนูชอบรวมตัวกัน
　
กลิ่นหอม บอกลาหนูได้ - กลิ่นหอมๆ เช่น น้ำมันหอมระเหยกลิ่นดอกไม้ที่ขายตามตลาดนัดก็ไล่หนูได้เช่นกัน
　
ทรายแมวก็ใช้ได้ - ใครจะรู้ว่าทรายแมวที่กักฉี่แมวไว้ ไม่ได้ทำร้ายแค่คน หนูก็บ๊ายบาย เหมือนกัน เพียงตักทรายแมวที่กักฉี่เอาไว้ใส่ถุงผ้า และวางไว้ตามจุดต่าง เท่านั้นก็หนูหายเรียบ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วิธีไล่หนู</keywords><date>2018-11-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1384</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1543386502.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1701"><Nid>1381</Nid><title>หักนิ้วดังกร๊อบ เรื่องปกติหรืออันตราย</title><source>https://guru.sanook.com/9701</source><detail>หักนิ้วแล้วดัง กร๊อบ! เกิดจากอะไร? อันตรายไหม มาดูกันเลยครับ
　
จริงๆ แล้วเสียงกร๊อบที่เราได้ยินเวลาที่หักนิ้วนั้น เป็นเสียงที่ม­­­­าจากน้ำในข้อต่อ ซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำเหนียวๆ  โดยของเหลวชนิดนี้จะประกอบด้วยแก๊สหลายชนิด เสียงเหล่านั้นจะดังก็ต่อเมื่อเรายืดข้อนิ้วจนสุดแล้วงอลงอย่าง­รวดเร็ว ทำให้แก๊สเหล่านั้นไหลไปอยู่รวมกันที่จุดเดียว ทำให้เกิดเสียงดัง "กร๊อบ" อย่างที่เราได้ยินกันนั่นเองครับ
　
อันตรายไหม? จากการวิจัยมาเกือบ 60 ปี เพื่อหาคำตอบว่าการหักนิ้วทำให้เป็นโรคไขข้อเสื่อมได้หรือไม่ แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาว่าไม่มีส่วนทำให้เป็นโรคไขข้อเสื่อมแต่อย่างใด ปลอดภัยหายห่วงได้เลยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2018-11-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1381</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1543290620.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1702"><Nid>1378</Nid><title>10 นักวิทย์ฯหญิงที่เก่งที่สุดในโลก</title><source>https://teen.mthai.com/variety/21716.html</source><detail>หลายๆ คนอาจจะคุ้นชินกับนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นผู้ชาย แต่รู้ไหมว่ามีนักวิทยาศาสตร์หญิงที่สร้างประโยชน์ได้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ผู้ชายเลย วันนี้ทีมงาน STKC ขออนุญาตนำเสนอ "นักวิทยาศาสตร์หญิงที่เก่งที่สุดในโลก" จะมีใครบ้างตามไปดูกันเลย

- Anita Roberts นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้ค้นพบลักษณะที่ซ่อนอยู่ของโปรตีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรักษาบาดแผลและกระดูกหักในเวลาต่อมา
　
- Rosalind Franklin นักฟิสิกส์-เคมี และนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของ DNA จากการหักเหของรังสี X-ray 
　
- Ada Lovelace โปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก สิ่งที่สร้างชื่อเสียงจากการสร้างภาษาสำหรับเครื่องวิเคราะห์ (Analytical Engine) ซึ่งถือว่าเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลก
　
- Jane Goodall นักสัตววิทยา มานุษยวิทยา และวานรวิทยาชาวอังกฤษ มีชื่อเสียงจากโครงการศึกษาพฤติกรรมทางสังคมและครอบครัวของชิมแปนซี
　
- Gertrude Belle Elion นักวิทยาศาสตร์หญิงผู้มากความสามารถ ผลงานหลายชิ้นนับเป็นคุณประโยชน์แก่วงการแพทย์อย่างมาก และเป็นเจ้าของรางวัลโนเบลในปี 1988
　
- Rachel Carson นักธรรมชาติวิทยา และนักรณรงค์ เกิดที่เมืองสปริงเดล รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เขียนหนังสือที่เกี่ยวกับชีววิทยาทางทะเลส่งอิทธิพลสูงมาก ได้สร้างผลกระทบสูงสุดต่อสาธารณชนในด้านการตระหนักถึงผลกระทบ และภัยของยาฆ่าแมลงที่ใช้มากในภาคเกษตรกรรมของสหรัฐฯ 
　
- Virginia Apgar แพทย์หญิงชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในฐานะผู้บุกเบิกของในการใช้ “Apgar Score” หรือเกณฑ์การวัดความสมบูรณ์ของทารกแรกเกิด
　
- Trotula of Salerno หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์หญิงที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของศตวรรษที่ 11 Trotula เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับการแพทย์และสุขภาพของสตรี 
　
- Maria Goeppert-Mayer ผู้หญิงคนที่ 2 ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และหลังจากได้รับรางวัลโนเบล Maria ได้รับเลือกเป็นสมาชิกของ National Academy of Sciences ของอเมริกา ซึ่งมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับ Royal Society ของอังกฤษ และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ มากมาย
　
- Marie Curie นักเคมีผู้ค้นพบรังสีเรเดียม ที่ใช้ยับยั้งการขยายตัวของมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ด้วยผลงานที่มีความสำคัญต่อมนุษยชาติเหล่านี้ ทำให้ มารี กูรี ได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้งด้วยกัน
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>นัทวิทยาศาสตร์, นักวิทยาศาสตร์หญิง</keywords><date>2018-11-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1378</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1543209934.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1703"><Nid>1376</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] หนังสือของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน</title><source>https://guru.sanook.com/25656/</source><detail>24 พฤศจิกายน ค.ศ.1859 ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ได้ตีพิมพ์หนังสือ "On the Origin of Species" เป็นหนังสือที่อธิบายถึงทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่างๆ  เนื้อหาพูดถึงทฤษฎีวิวัฒนาการ ซึ่งดาร์วินเชื่อว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และวิวัฒนาการเพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอด ผ่านทางการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ที่ทุกคนต้องเคยได้เรียนในคาบเรียนชีววิทยานั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, On the Origin of Species</keywords><date>2018-11-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1376</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1543202948.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1704"><Nid>1375</Nid><title>[วันสำคัญ] วันลอยกระทง</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/วันลอยกระทง</source><detail>ประเพณีลอยกระทงมีประวัติศาสตร์และที่มาอย่างไร? วันนี้มาดูกันครับ
　
ประเพณีลอยกระทงนั้นมีมาแต่โบราณ โดยมีความเชื่อหลายอย่าง เช่น เชื่อว่าเป็นการบูชาและขอขมาพระแม่คงคาหรือเป็นการบูชารอยพระพุทธบาท เป็นต้น 
　
การลอยกระทงจะมีขึ้นใน วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุก ๆ ปี เนื่องจากเป็นช่วงที่น้ำในแม่น้ำลำคลองขึ้นสูง และที่ต้องทำในคืนเดือนเพ็ญก็เพราะจะได้มีแสงสว่างจากดวงจันทร์ให้มองเห็นในตอนกลางคืนนั่นเองครับ
　
อย่าลืมนะครับว่า ประเพณีลอยกระทงจัดขึ้นเพื่อขอขมาพระแม่คงคา อย่าเลือกกระทงที่ทำจากวัสดุที่ย่อยสลายยาก เพื่อช่วยลดมลภาวะทางน้ำ และช่วยกันลดปริมาณขยะจากกระทงด้วยการใช้กระทงร่วมกันแทนการใช้ 1 กระทง 1 คนนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันสำคัญ, วันลอยกระทง, กระทง</keywords><date>2018-11-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1375</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1543202843.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1705"><Nid>1367</Nid><title>กระทงแบบไหนไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม</title><source>https://www.pptvhd36.com/sport/news/19051</source><detail>ต้องอ่านก่อนไปลอยกระทง กระทงแบบไหน เป็นมิตรกับธรรมชาติมากที่สุด
　
ทุกวันนี้จะเห็นว่า กระทงถูกผลิตออกหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกระทงหยวกกล้วย, กระทงขนมปัง, กระทงเทียนหอม, กระทงโคนไอศกรีม และอีกหลายอย่าง มาดูกันดีกว่าครับว่า กระทงแต่ละชนิดใช้เวลาย่อยสลายนานเท่าไร
　
- กระทงที่ทำจากต้นกล้วย ใบตอง กะลามะพร้าว (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 14 วัน)
　
- กระทงที่ทำจากขนมปัง โคนไอศกรีม (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 3 วัน)
　
- กระทงที่ทำจากขนมปัง (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 3 วัน)
　
- กระทงที่ทำจากกระดาษ (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 2 – 5 เดือน)
　
- กระทงที่ทำจากโฟม (ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 50 ปี)
　
เพราะฉะนั้นลอยกระทงปีนี้ ถ้าอยากจะลอยกระทงแบบรักษ์โลก ก็ควรใช้กระทงที่ย่อยสลายง่ายเช่น กระทงหยวกกล้วย หรือขนมปัง และใช้กระทง 1 อันต่อ 1 ครอบครัวเพื่อลดปริมาณขยะ คือวิธีที่ดีที่สุดครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กระทง, การย่อยสลาย, วันลอยกระทง</keywords><date>2018-11-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1367</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1542696690.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1706"><Nid>1366</Nid><title>7 สัตว์มหัศจรรย์  ใต้ท้องทะเลอันดามัน ตอน ปลาการ์ตูน  (Clownfish)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ปลาการ์ตูน</source><detail>ปลาการ์ตูน เป็นปลากระดูกแข็งขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในทะเล จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Amphiprioninae ในวงศ์ปลาสลิดหิน (Pomacentridae) 
ลักษณะ 
เป็นปลามีสีสันสวยงาม โดยทั่วไปประกอบด้วยสีส้ม, แดง, ดำ, เหลือง และมีสีขาวพาดกลางลำตัว 1-3 แถบ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นชนิดเดียวกัน ก็จะมีสีแตกต่างกันเล็กน้อยเสมอ ซึ่งความแตกต่างนี้ทำให้จดจำคู่ได้ นอกจากนั้น แหล่งที่อยู่อาศัยที่แตกต่างกันทำให้เกิดการแปรผันด้วย ปลาการ์ตูนอยู่กันเป็นครอบครัว กินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร เป็นปลาที่หวงถิ่นมาก มีเขตที่อยู่ของตนเองสามารถอยู่ในใต้ท้องทะเล
การกระจายพันธุ์และถิ่นอาศัย
พบอาศัยอยู่ตามแนวปะการังในบริเวณเส้นศูนย์สูตรทั่วโลก อาศัยอยู่ตามแนวปะการังกับดอกไม้ทะเล
แพลงก์ตอน ..(อังกฤษ: plankton) มาจากคำว่า πλανκτος ("planktos") ในภาษากรีกแปลว่า wanderer หรือผู้ท่องเที่ยวไปโดยไร้จุดหมาย คือสิ่งมีชีวิต ทั้งพืชและสัตว์ที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ไม่สามารถว่ายน้ำไปยังทิศทางที่ต้องการอย่างอิสระ
ประเภทของแพลงก์ตอน
แพลงก์ตอนพืช (อังกฤษ: Phytoplankton มาจากคำว่า phyton ในภาษากรีกแปลว่า พืช) คือ น้ำสีเขียว แพลงก์ตอนเป็นพืชเซลล์เดียว เป็นสาหร่ายชนิดหนึ่ง พวกนี้สามารถสร้างอาหารเองได้ คือสาหร่ายต่างๆ เช่น ไดอะตอม และสาหร่ายเปลวไฟ ในน้ำทุกชนิดมีแพลงก์ตอนชนิดนี้อาศัยอยู่
แพลงก์ตอนสัตว์ (อังกฤษ: Zooplankton มาจากคำว่า zoon ในภาษากรีกแปลว่า สัตว์ ) คือโพรทิสต์พวกโพรโทซัว แมงกะพรุน หวีวุ้น ตัวอ่อนของสัตว์หลายชนิด เช่น กุ้ง ปู กั้ง หอย ปลาบางชนิด พวกจุลินทรีย์ พวกบาซิลัสเป็นต้น</detail><keywords>ปลาการ์ตูน, นีโม่, Nemo, อันดามัน</keywords><date>2018-11-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1366</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1542694592.jpg</img_link><category>ภูมิศาสตร์ทางทะเล  สมุทรศาสตร์</category></row>
<row _id="1707"><Nid>1363</Nid><title>ไข่ไก่สุก ปลอดภัยกว่า</title><source>https://guru.sanook.com/9412</source><detail>ไขข้อข้องใจ ไข่ไก่สุก ปลอดภัยกว่าจริงเหรอ? 
　
คำตอบคือ จริง จากการตรวจสอบคุณภาพไข่ไก่ที่ผลิตแบบอุตสาหกรรม พบเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งในไข่ไก่ นั่นคือ ซาลโมเนลลา ทำให้เกิดอาการท้องร่วง ปวดบวมตามบริเวณข้อ เกิดแผลในลำไส้ใหญ่ หรืออาการอื่นๆ แล้วแต่ระดับความรุนแรง บางรายที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอถึงกับเสียชีวิต
　
ซึ่งสาเหตุมาจากการผสมพันธุ์ไก่ในสายพันธุ์เดียวกันวนเวียนบ่อยๆ จึงทำให้ไก่อ่อนแอ ติดเชื้อง่าย และถ่ายทอดมาสู่ไข่ไก่นั่นเอง
　
รู้แบบนี้แล้ว ควรเลือกกินไข่ไก่ที่ปรุงสุกเต็มที่จะปลอดภัยกว่า หรือหากต้องการทานดิบก็ให้เลือกไข่ไก่ที่มาจากฟาร์มที่ได้มาตรฐานจะดีกว่าครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไข่ไก่</keywords><date>2018-11-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1363</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1542600611.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1708"><Nid>1362</Nid><title>กล้วย 4 สีกับความลับที่ต่างกัน</title><source>https://www.hongthongrice.com/life/4995/cultivatedbanana</source><detail>กล้วยน้ำว้า ใครว่ามีประโยชน์เมื่อสุกเท่านั้น วันนี้เรามาดูกล้วยน้ำว้า 4 สีกับความลับที่ต่างกัน
　
สีเขียวเข้ม (กล้วยดิบ) ในกล้วยดิบมีสารที่ให้ความฝาด เรียกว่า แทนนิน (Tannin) เป็นกรดอ่อนๆ มีฤทธิ์ในการเคลือบกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ จึงสามารถใช้บรรเทาโรคกระเพาะได้ 
　
สีเขียวอ่อน (กล้วยกึ่งสุกกึ่งดิบ) กล้วยห่ามจะมีโพแทสเซียมสูง มีสรรพคุณช่วยชดเชยโพแทสเซียมให้แก่ร่างกาย และแก้โรคท้องเสียได้เป็นอย่างดี
　
สีเหลืองนวล (กล้วยสุก) ช่วยเพิ่มกากอาหารหรือพรีไบโอติก (Prebiotic) ตามธรรมชาติ ทำให้สามารถขับถ่ายได้ดี
　
สีเหลืองเข้ม (กล้วยงงอม) มีสาร Tumor Necrosis Factor (TNF) เพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย ทำให้มีปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น
　
โอ้โห ใครจะเชื่อว่ากล้วยน้ำว้านั้นมีประโยชน์ในทุกๆ ช่วงเวลาเลย รู้แบบนี้แล้วอย่าลืมหากล้วยสีต่างๆ มาทานให้ได้เลยนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กล้วย, กล้วยน้ำว้า</keywords><date>2018-11-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1362</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1542600477.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1709"><Nid>1361</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] เมาส์ตัวแรกของโลก</title><source>https://guru.sanook.com/27981</source><detail>วันนี้เมื่อปี ค.ศ.1963 เมาส์ตัวแรกของโลกได้ถือกำเนิดขึ้น ผู้คิดค้นประดิษฐ์เมาส์มีชื่อว่า ดร. ดักลาส คาร์ล อิงเกิลบาร์ต (Douglas Carl Engelbart) ที่สถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด
　
เมาส์ตัวแรกนั้นมีขนาดใหญ่ และใช้เฟือง 2 ตัววางในลักษณะตั้งฉากกัน การหมุนของแต่ละเฟืองจะถูกแปรไปเป็นการเคลื่อนที่บนแกนในปริภูมิ 2 มิติ
　
เมาส์ในปัจจุบันได้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แรงบันดาลใจของ ศาสตราจารย์ Jean-Daniel Nicoud ร่วมกับวิศวกรและช่างนาฬิกาชื่อ André Guignard ซึ่งการดำเนินงานครั้งนี้ทำให้เกิด บริษัท โลจิเทค (Logitech) ผลิตเมาส์ที่ได้รับความนิยมสูงเป็นยี่ห้อแรกนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, เม้าส์, Douglas Carl Engelbart</keywords><date>2018-11-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1361</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1542600364.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1710"><Nid>1360</Nid><title>การบริการกล้ามเนื้อตาอย่างง่าย</title><source>https://guru.sanook.com/9635</source><detail>ขยับตาวันละนิด...ลดความตึงเครียดรอบดวงตา วันนี้เรามีวิธีบริหารกล้ามเนื้อบริเวณดวงตา เพื่อผ่อนคลายและลดอาการเครียดเนื่องจากใช้สายตามากเกินไปมาฝากกันครับ
　
1. กลอกตาขึ้น-ลงช้าๆ 6 ครั้ง : โดยเหลือบตาขึ้นสูงสุดและลงต่ำสุด ในระหว่างการบริหารอย่างเกร็งลูกตา
　
2. กลอกตาไปข้างขวาและซ้ายสลับกัน : โดยกลอกตาไปให้ขวาสุด และซ้ายสุด ทำซ้ำ 2 - 3 ครั้ง
　
3. ชูนิ้วชี้ขึ้นมาให้อยู่ในระดับสายตา : ให้นิ้วอยู่ห่างจากสายตาประมาณ 8 นิ้ว แล้วจองมองไปที่ระยะไกลๆ ประมาณ 10 ฟุต สลับกับใช้ตามองระยะใกล้ที่นิ้วมือ
 　
4. กลอกตาเป็นวงกลมช้าๆ : โดยเริ่มกลอกตาตามเข็มนาฬิกาก่อน แล้วกลอกตาทวนเข็มนาฬิกา 
　
เท่านี้ดวงตาของของเราก็จะรู้สึกผ่อนคลาย และลดบรรเทาอาการปวดสายตาเนื่องจากใช้สายตามากเกินไปได้แล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดวงตา, กล้ามเนื้อตา</keywords><date>2018-11-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1360</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1542343907.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1711"><Nid>1357</Nid><title>เรื่องขยะที่ไม่ใช่แค่ขยะ</title><source>http://www.trueplookpanya.com/infographic/detail/13/รู้เรื่องขยะ%20ขยะ</source><detail>วันนี้จะพามาดูตัวเลขสถิติเกี่ยวกับการทิ้งขยะของพวกเราชาวไทยกันครับ
　
คนไทยกว่า 65 ล้านคน สร้างขยะมูลฝอยได้มากถึง 16 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นขยะที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ร้อยละ 22 หรือเฉลี่ย 9,800 ตันต่อวัน
　
ซึ่งแบ่งประเภทของขยะได้ดังนี้
46% ขยะย่อยสลายได้
42% ขยะรีไซเคิล
9% ขยะทั่วไปไม่สามารถรีไซเคิลได้
3% ขยะอันตรายและขยะมีพิษ
　
จากข้อมูลนี้จะเห็นได้ว่า มีขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลและขยะอันตรายรวมกันมากถึง 12% ซึ่งต้องใช้เวลาและขบวนการย่อยสลายที่ยาวนานเพื่อที่จะกำจัดขยะเหล่านี้ได้อย่างถูกวิธี 
　
เรามาช่วยประเทศไทยกันด้วยวิธีง่ายๆ อย่างเช่น การงดใช้ถุงพลาสติก และเปลี่ยนเป็นใช้ถุงผ้าแทน แค่นี้ก็ช่วยลดปริมาณขยะที่ย่อยสลายยากได้แล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ขยะ, การรีไซเคิล</keywords><date>2018-11-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1357</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1542271631.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1712"><Nid>1353</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)</title><source>https://th.wikipedia.org/กาลิเลโอ_กาลิเลอี</source><detail>กาลิเลโอ กาลิเลอี (อิตาลี: Galileo Galilei; 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 - 8 มกราคม ค.ศ. 1642) เป็นชาวทัสกันหรือชาวอิตาลี ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ผลงานของกาลิเลโอมีมากมาย งานที่โดดเด่นเช่นการพัฒนาเทคนิคของกล้องโทรทรรศน์และผลสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์ที่สำคัญจากกล้องโทรทรรศน์ที่พัฒนามากขึ้น งานของเขาช่วยสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสอย่างชัดเจนที่สุด กาลิเลโอได้รับขนานนามว่าเป็น "บิดาแห่งดาราศาสตร์สมัยใหม่"[1] "บิดาแห่งฟิสิกส์สมัยใหม่"[2] "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์"[2] และ "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่"[3]

การศึกษาการเคลื่อนที่ของวัตถุที่มีความเร่งคงที่ ซึ่งสอนกันอยู่ทั่วไปในระดับมัธยมศึกษาและเป็นพื้นฐานสำคัญของวิชาฟิสิกส์ก็เป็นผลงานของกาลิเลโอ รู้จักกันในเวลาต่อมาในฐานะวิชาจลนศาสตร์ งานศึกษาด้านดาราศาสตร์ที่สำคัญของกาลิเลโอได้แก่ การใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์คาบปรากฏของดาวศุกร์ การค้นพบดาวบริวารของดาวพฤหัสบดี ซึ่งต่อมาตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่เขาว่า ดวงจันทร์กาลิเลียน รวมถึงการสังเกตการณ์และการตีความจากการพบจุดดับบนดวงอาทิตย์ กาลิเลโอยังมีผลงานด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ประยุกต์ซึ่งช่วยพัฒนาการออกแบบเข็มทิศอีกด้วย

การที่ผลงานของกาลิเลโอสนับสนุนแนวคิดของโคเปอร์นิคัสกลายเป็นต้นเหตุของการถกเถียงหลายต่อหลายครั้งในชีวิตของเขา เพราะแนวคิดเรื่องโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาลนั้นเป็นแนวคิดหลักมานานแสนนานนับแต่ยุคของอาริสโตเติล การเปลี่ยนแนวคิดใหม่ว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลโดยมีข้อมูลสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจนจากกาลิเลโอช่วยสนับสนุน ทำให้คริสตจักรโรมันคาทอลิกต้องออกกฎให้แนวคิดเช่นนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม เพราะขัดแย้งกับการตีความตามพระคัมภีร์[4] กาลิเลโอถูกบังคับให้ปฏิเสธความเชื่อเรื่องดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง และต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในบ้านกักตัวในความควบคุมของศาลศาสนาโรมัน
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, ดาราศาสตร์, จลนศาสตร์, กล้องโทรทรรศน์</keywords><date>2018-11-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1353</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1545119828.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1713"><Nid>1352</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/อัลเบิร์ต_ไอน์สไตน์</source><detail>อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (เยอรมัน: Albert Einstein) เป็นศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์และนักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาเป็นผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม กลศาสตร์สถิติ และจักรวาลวิทยา เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ใน พ.ศ. 2464 จากการอธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก และจาก"การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี"

หลังจากที่ไอน์ชไตน์ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ในปี พ.ศ. 2458 เขาก็กลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยธรรมดานักสำหรับนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง ในปีต่อ ๆ มา ชื่อเสียงของเขาได้ขยายออกไปมากกว่านักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ ไอน์ชไตน์ ได้กลายมาเป็นแบบอย่างของความฉลาดหรืออัจฉริยะความนิยมในตัวของเขาทำให้มีการใช้ชื่อไอน์ชไตน์ในการโฆษณา หรือแม้แต่การจดทะเบียนชื่อ "อัลแบร์ท ไอน์ชไตน์" ให้เป็นเครื่องหมายการค้า

ตัวไอน์ชไตน์เองมีความระลึกถึงผลกระทบทางสังคม ซึ่งมีผลมาจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์อย่างลึกซึ้ง ในฐานะที่เขาได้เป็นปูชนียบุคคลแห่งความบรรลุทางปัญญา เขายังคงถูกยกย่องให้เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อวิทยาศาสตร์ที่สุดในยุคปัจจุบัน ทุกการสร้างสรรค์ของเขายังคงเป็นที่เคารพนับถือ ทั้งในความเชื่อในความสง่า ความงาม และความรู้แจ้งเห็นจริงในจักรวาล (คือแหล่งเสริมสร้างแรงบันดาลใจในวิทยาศาสตร์ให้แก่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่) เป็นสูงสุด ความชาญฉลาดเชิงโครงสร้างของเขาแสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบของจักรวาล ซึ่งงานเหล่านี้ถูกนำเสนอผ่านผลงานและหลักปรัชญาของเขา ในทุกวันนี้ ไอน์ชไตน์ยังคงเป็นที่รู้จักดีในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุด ทั้งในวงการวิทยาศาสตร์และนอกวงการ

ผลงานของไอน์ชไตน์ในสาขาฟิสิกส์มีมากมาย ต่อไปนี้เป็นส่วนหนึ่ง:

ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งนำกลศาสตร์มาประยุกต์รวมกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ทฤษฎีใหม่เกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นไปตามหลักแห่งความสมมูล
วางรากฐานของจักรวาลเชิงสัมพัทธ์ และค่าคงที่จักรวาล
ขยายแนวความคิดยุคหลังนิวตัน สามารถอธิบายจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดของดาวพุธได้อย่างลึกซึ้ง
ทำนายการหักเหของแสงอันเนื่องมาจากแรงโน้มถ่วงและเลนส์ความโน้มถ่วง
อธิบายการเกิดปรากฏการณ์ของแรงยกตัว
ริเริ่มทฤษฎีการแกว่งตัวอย่างกระจายซึ่งอธิบายการเคลื่อนที่ของบราวน์ของโมเลกุล
ทฤษฎีโฟตอนกับความเกี่ยวพันระหว่างคลื่น-อนุภาค ซึ่งพัฒนาจากคุณสมบัติอุณหพลศาสตร์ของแสง
ทฤษฎีควอนตัมเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของอะตอมในของแข็ง
พลังงานที่จุดศูนย์
อธิบายรูปแบบย่อยของสมการของชเรอดิงเงอร์
EPR paradox
ริเริ่มโครงการทฤษฎีแรงเอกภาพ
ไอน์ชไตน์ได้ตีพิมพ์ผลงานทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 300 ชิ้น และงานอื่นที่ไม่ใช่วิทยาศาสตร์อีกกว่า 150 ชิ้น ปี พ.ศ. 2542 นิตยสารไทมส์ ยกย่องให้เขาเป็น "บุรุษแห่งศตวรรษ" ผู้เขียนชีวประวัติของเขาเอ่ยถึงเขาว่า "สำหรับความหมายในทางวิทยาศาสตร์ และต่อมาเป็นความหมายต่อสาธารณะ ไอน์ชไตน์ มีความหมายเดียวกันกับ อัจฉริยะ"
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, ศาสตราจารย์, ฟิสิกส์, นักฟิสิกส์ทฤษฎี, วิทยาศาสตร์</keywords><date>2018-11-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1352</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1542249725.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1714"><Nid>1348</Nid><title>ความลับของสะตอที่คุณอาจจะไม่เคยรู้</title><source>http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/general_knowledge/26046</source><detail>หรอยจังฮู้! ความลับของสะตอที่มีมากกว่าความอร่อย และใครหลายๆ คนอาจไม่เคยรู้!
　
สะตอ (Bitter bean, Twisted cluster bean, Stink bean) อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต, โปรตีน, ธาตุแคลเซียม, ธาตุฟอสฟอรัส, ธาตุเหล็ก, วิตามินบี 1, วิตามินบี 2, วิตามินบี 3 และวิตามินซี จึงมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพของเรา
　
ยกตัวอย่างเช่น ช่วยบำรุงสายตา, ป้องกันหลอดเลือดอุดตัน, ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ถึงแม้สะตอจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีกรดยูริกสูงเช่นกัน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเก๊าท์หรือผู้มีค่ากรดยูริกสูงเกินมาตรฐาน ควรจะหลีกเลี่ยงการบริโภคสะตอนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สะตอ, กรดยูริก</keywords><date>2018-11-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1348</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1542092353.jpg</img_link><category>เกษตรศาสตร์</category></row>
<row _id="1715"><Nid>1344</Nid><title>กระจกทำมาจากทรายจริงหรือ</title><source>https://www.nstda.or.th/th/vdo-nstda/science-day-techno/3993-silica</source><detail>กระจกทำมาจากทราย...จริงหรือ?
　
คำตอบคือ จริง แต่ว่าการจะแปรรูปจากทรายเป็นกระจกหรือแก้วได้นั้นไม่ง่ายเลย เพราะต้องนำ "ซิลิกา" ซึ่งมีอยู่ในทรายเนื้อละเอียด ผสมกับสารเคมีชนิดอื่น เข้าเครื่องบดแล้วหลอมละลายด้วยอุณหภูมิ 1500-1600 องศาเซลเซียส จนส่วนผสมต่างๆ หลอมเป็นแก้วเหลว แล้วจึงนำมาขึ้นรูปเพื่อทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ 
　
ด้วยความที่แก้วหรือกระจกเป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษแข็งแรง ใส สะอาด ปลอดภัย จึงได้รับความนิยมอย่างมากในอุตสาหกรรมต่างๆ สังเกตได้จากรอบๆ ตัวน้องคงมีของที่ทำจากกระจกหรือแก้วอยู่มากเลยใช่ไหมล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กระจก, ทราย, สารซิลิกา</keywords><date>2018-11-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1344</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1542007507.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1716"><Nid>1343</Nid><title>หัวเราะวันละนิดพิชิตโรคร้าย</title><source>https://guru.sanook.com/9846/</source><detail>ยิ้มวันละนิด พิชิตโรคร้ายได้? เป็นไปได้ไง วันนี้มีคำตอบครับ
　
ผลการวิจัยเปิดเผยว่า การหัวเราะทำให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย หัวใจสูบฉีดเลือดได้เต็มที่ นอกจากจะส่งผลเรื่องจิตใจ และคลายความกังวลแล้ว ยังส่งผลให้ช่วยลดความดันโลหิต และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำย่อย เสริมภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงได้อีกด้วย
　
และที่สำคัญ กลุ่มที่หัวเราะเป็นประจำ มีความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่หัวเราะมากถึง 40% เลยทีเดียว รู้แบบนี้แล้วอย่าลืมหัวเราวันละนิด พิชิตโรคร้ายกันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หัวเราะ</keywords><date>2018-11-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1343</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1542007386.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1717"><Nid>1342</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ มารี สกวอดอฟสกา-กูว์รี (Marie Skłodowska-Curie)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/มารี_กูว์รี</source><detail>มารี สกวอดอฟสกา-กูว์รี (อังกฤษ: Marie Skłodowska-Curie) มีชื่อแต่แรกเกิดว่า มาเรีย ซาลอแมอา สกวอดอฟสกา (โปแลนด์: Marya Salomea Skłodowska; เสียงอ่าน: [ˈmarja salɔˈmɛa skwɔˈdɔfska]; 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2410 - 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2477) เป็นนักเคมีผู้ค้นพบรังสีเรเดียม ที่ใช้ยับยั้งการขยายตัวของมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีอัตราการตายของคนไข้เป็นอันดับหนึ่งมาทุกยุคสมัย ด้วยผลงานที่มีความสำคัญต่อมนุษยชาติเหล่านี้ ทำให้มารี กูว์รีได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้งด้วยกัน
 

มารี กูว์รี เป็นชาวโปแลนด์ เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2410 ที่เมืองวอร์ซอ เขตวิสทูลา จักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันเป็นประเทศโปแลนด์[1] เป็นบุตรของบรอนีสวาวา (Bronisława) กับววาดึสวอฟ (Władysław) ววาดึสวอฟ (บิดา) เป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ และมักพาเธอมาที่ห้องปฏิบัติการเสมอ จึงทำให้เธอสนใจวิชาด้านวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็ก แม้จะมีเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อรัสเซียมาปกครองโปแลนด์และบังคับให้ใช้ภาษารัสเซียเป็นภาษาทางการก็ตาม

ในสมัยนั้นค่านิยมในสังคมของผู้หญิงส่วนใหญ่จะต้องเรียนการเป็นแม่บ้าน ซึ่งมารี กูว์รี แตกต่างโดยสิ้นเชิง ที่ใส่ใจค้นคว้าทางด้านวิทยาศาสตร์

หลังจบการศึกษาระดับต้นแล้ว เธอกับพี่สาวก็ทำงานด้วยการเป็นครูสอนอนุบาล สอนหนังสือให้กับเด็ก ๆ แถว ๆ นั้น โดยทั้งสองมุ่งหวังอยากไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศส แต่เงินไม่พอกับค่าใช้จ่าย เธอจึงให้พี่สาวคือ บรอเนีย ไปเรียนต่อด้านแพทยศาสตร์ก่อน พอจบแล้วค่อยส่งเสียเธอเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ต่อไป จนพี่สาวจบมาเธอก็ได้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยปารีส สมใจแต่ด้วยเงินอันน้อยนิดจากพี่สาวไม่พอต่อค่าใช้จ่าย เธอจึงดิ้นรนหางานทำจนได้เป็นผู้ช่วยในห้องปฏิบัติการทางเคมีของปีแยร์ กูว์รี จนทั้งสองแต่งงานมีลูกด้วยกัน แต่ปีแยร์เสียชีวิตก่อนเพราะอุบัติเหตุรถม้าชน ระหว่างที่เรียนไปทำงานไป เธอก็มุ่งมั่นศึกษาทดลองไปเรื่อย ๆ จนมาพบรังสีแร่ธาตุเรเดียม โดยได้มาจากแร่พิตช์เบลนด์ที่เป็นออกไซต์ชนิดหนึ่งสามารถแผ่กระจายรังสีได้ จากการเพียรพยายามทดลองมาหลายปีในการสกัดแร่ชนิดต่าง ๆ จนมาพบรังสีดังกล่าวทำให้เธอได้รับปริญญาเอกในการค้นพบแร่ธาตุเรเดียม

จนในปี พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) เธอก็สามารถสกัดแร่เรเดียมให้บริสุทธิ์ได้ เรียกว่า เรเดียมคลอไรด์ ที่สามารถแผ่รังสีได้มากกว่ายูเรเนียมถึง 2,000,000 เท่า มีคุณสมบัติคือ ให้แสงสว่างและความร้อนได้ และเมื่อแร่นี้แผ่รังสีไปถูกวัตถุอื่น วัตถุนั้นจะเปลี่ยนสภาพเป็นธาตุกัมมันตรังสี และสามารถแผ่รังสีได้เช่นเดียวกันกับแร่เรเดียม จนทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลต่อมา


มารี กูว์รีในปี 1903
การศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแร่เรเดียมอย่างหนัก และต่อเนื่องกว่า 4 ปี ทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลอีกครั้ง แม้สามีจะเสียชีวิตก็ตาม ด้วยกำลังใจอันล้นเปี่ยม เมื่อเกิดภาวะสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งผู้คนส่วนมากล้มตายและถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร เธอจึงอาสาสมัครเป็นอาสากาชาดเพื่อช่วยทหารที่บาดเจ็บ ในการเอกซเรย์เคลื่อนที่ตระเวนรักษาตามหน่วยต่าง ๆ จนสงครามสงบเธอก็กลับมาทำงาน แต่ก็ต้องล้มป่วยเพราะผลมาจากการทำงานหนัก และโดนรังสีเรเดียม ทำให้ไขกระดูกถูกทำลายและเสียชีวิตในเวลาต่อมา[2]

อนึ่ง มารี กูว์รี สามารถจดสิทธิบัตรได้ และทำให้เธอเป็นเศรษฐีได้ในพริบตา แต่เธอกลับเลือกที่จะมอบสิ่งที่เธอค้นพบให้กับโลก ทำให้เธอและครอบครัวเป็นเพียงครอบครัวนักวิทยาศาสตร์จน ๆ ตลอดจนเสียชีวิต

หลังการเสียชีวิตของ มารี กูว์รี หนึ่งในลูกสาวของเธออีแรน ฌอลีโย-กูว์รี ก็ได้ค้นคว้างานวิจัยของเธอต่อไป จนประสบความสำเร็จได้รับรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา

รางวัลที่ได้รับ
รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ค.ศ. 1903 จากผลงานการพบธาตุเรเดียม
Davy Medal ค.ศ. 1903
Matteucci Medal ค.ศ. 1904
รางวัลโนเบลสาขาเคมี ค.ศ. 1911 จากผลงานการค้นคว้าหาประโยชน์จากธาตุเรเดียม
</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์, นักเคมี, รังสีเรเดียม, รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์, รางวัลโนเบลสาขาเคมี</keywords><date>2018-11-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1342</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1542006753.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1718"><Nid>1338</Nid><title>ต้นกำเนิดดินสอ</title><source>https://guru.sanook.com/9713</source><detail>รู้ไหม? ดินสอที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้มีจุดกำเนิดมาจากอะไร?
　
เมื่อปี ค.ศ. 1564 เกิดพายุขึ้นในประเทศอังกฤษ ทำให้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งล้มลงมา และชาวบ้านได้พบถ่านคาร์บอนชนิดหนึ่งใต้พื้นดิน พบว่าสามารถนำมาขีดเขียนได้ แต่เปราะบาง หักง่าย จึงไม่เป็นที่นิยมใช้ จนปลายศตวรรษที่ 18 นักเคมีชาวฝรั่งเศสได้ผสมกาวลงในถ่านคาร์บอน แล้วเผาเป็นแท่งจนกลายเป็นไส้ดินสอได้สำเร็จ ต่อมาจึงมีการนำไม้เนื้ออ่อนมาหุ้มรอบจนกลายเป็นดินสอไม้ และพัฒนาเป็นดินสอกดที่ใช้สะดวกแบบในทุกวันนี้
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดินสอ, ถ่านคาร์บอน</keywords><date>2018-11-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1338</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1541738879.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1719"><Nid>1334</Nid><title>สายกินผัก VS สายกินเนื้อ</title><source>http://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/64029/-scihea-sci-?fbclid=IwAR2Tku-JSW51jw_scp2GcmXvPU_wP4EgxpL1f_9-DL7CIlVhfwxa8tg8Kwk</source><detail>มีหลายกลุ่มถกเถียงกันว่า สายกินผัก (มังสวิรัติ) หรือ สายกินเนื้อสัตว์ปกติ แบบไหนดีกว่ากัน สายไหนอายุยืนกว่ากัน? เรามาดูกันเลยครับ 
　
หากจะบอกว่าสายไหนสุขภาพดีกว่า อายุยืนยาวกว่า ตอนนี้ยังไม่มีสำนักไหนสามารถหาคำตอบทางวิทยาศาสตร์ได้ เพราะแต่ละสายต่างมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป
　
สายมังสวิรัติที่เลือกกินแต่ผักแทนเนื้อนั้น จำเป็นต้องกินในปริมาณที่มากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากต้องทดแทนพลังงานหรือโปรตีนที่หายไปแทนที่เนื้อสัตว์ ในขณะที่สายกินเนื้อสามารถทานได้ในปริมาณปกติ
　
แต่จะมีความแตกต่างกันตรงความเสี่ยงของโรคที่จะพบ คนที่กินเนื้อสัตว์จะมีมวลกล้ามเนื้อมากกว่า แต่ในขณะที่สายกินผักจะมีความดันเลือดต่ำกว่า รวมถึงมีความเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับระบบไหลเวียดเลือดและโรคขาดสารอาหารมากกว่า แต่มีคลอเรสเตอรอลต่ำกว่า และความเสี่ยงในโรคเบาหวานก็ต่ำกว่าเช่นกัน
　
คำตอบสุดท้าย สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสายใดก็ตาม การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และเลือกบริโภคอาหารที่สะอาด ปลอดภัย คือสิ่งที่ดีที่สุดสำคัญร่างกายมนุษย์นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>มังสวิรัติ, อาหาร 5 หมู่</keywords><date>2018-11-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1334</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1541653445.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1720"><Nid>1330</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] ยานอวกาศเซอร์เวเยอร์ 6</title><source>https://guru.sanook.com/25620</source><detail>วันนี้เมื่อปี ค.ศ.1967 สหรัฐอเมริกาได้ส่ง ยานอวกาศเซอร์เวเยอร์ 6 (Surveyor VI) ขึ้นสู่วงโคจรเพื่อสำรวจดวงจันทร์ ก่อนจะถ่ายภาพพื้นผิวของดวงจันทร์กว่า 30,000 ภาพ และส่งข้อมูลกลับมายังโลก และด้วยความสำเร็จนี้ทำให้ต่อยอดไปสู่โครงการอพอลโล่นั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, ยานอวกาศเซอร์เวเยอร์ 6, Surveyor V</keywords><date>2018-11-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1330</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1541586884.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1721"><Nid>1323</Nid><title>กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)</title><source>https://hilight.kapook.com/view/72163</source><detail>กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1564 (พ.ศ.2107) ที่ประเทศอิตาลี สร้างชื่อเสียงและได้รับการยอมรับ จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ.1642 (พ.ศ.2185) รวมอายุได้ 77 ปี 
　
กาลิเลโอได้รับฉายา "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่" เพราะว่าเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับแนวคิดวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ด้วยการยึดมั่นในทฤษฎีของตนเองว่า ดาวเคราะห์เป็นฝ่ายหมุนรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งขัดกับชาวคริสต์สมัยก่อนที่สนับสนุนทฤษฎีของอริสโตเติล ที่เคยกล่าวไว้ว่า ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นฝ่ายหมุนรอบโลก 
　
กาลิเลโอจึงถือว่าเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวงการวิทยาศาสตร์ และถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกคนหนึ่งเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์ของโลก, กาลิเลโอ กาลิเลอี, Galileo Galilei</keywords><date>2018-11-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1323</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1541411637.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1722"><Nid>1322</Nid><title>ชาไข่มุก 1 แก้ว ให้พลังงานเท่ากับอะไรบ้าง  </title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ชานมไข่มุก</source><detail>ชาไข่มุก ชาเย็น กาแฟเย็น เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อ้วน โดยเฉพาะวัยรุ่นนิยมกันมากบางคนดื่มวันละ 3 แก้ว ทำน้ำหนักพุ่งและมีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐาน ชานมไข่มุก 1 แก้ว มิได้มีเพียงแต่น้ำชาเท่านั้น แต่ยังมีน้ำเชื่อม ครีมเทียม และไข่มุกเพิ่มขึ้นมา ข้อมูลทางโภชนาการระบุว่า ชานมไข่มุก 1 แก้ว ให้พลังงาน 240 – 360 กิโลแคลอรี่ (คาร์โบไฮเดรต 45 – 62 กรัม, ไขมัน 0 – 14 กรัม, โปรตีน 0.4 – 2 กรัม) ความแตกต่างของพลังงานและสารอาหารขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเชื่อมและครีมเทียมที่ใส่ลงไป</detail><keywords>ชาไข่มุก, ไขมันทรานส์, กิโลแคลอรี่</keywords><date>2018-11-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1322</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1541407279.png</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1723"><Nid>1312</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/หลุยส์_ปาสเตอร์</source><detail>หลุยส์ ปาสเตอร์ (27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 - 28 กันยายน ค.ศ. 1895) เป็นนักเคมีและนักจุลชีววิทยา เกิดที่เมืองโดล ประเทศฝรั่งเศส ได้รับการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบซากองและมหาวิทยาลัยปารีส ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ในสถาบันการศึกษาที่สตราบวร์ก ลิลล์ และมหาวิทยาลัยปารีส และได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์สาขาเคมีที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในปี พ.ศ. 2410

ปาสเตอร์เป็นผู้แถลงว่าการเน่าและการหมักเกิดจากเชื้อโรคหรือจุลินทรีย์ ปาสเตอร์ได้ค้นพบปรากฏการณ์นี้ในระหว่างการศึกษาว่าเหตุใดเหล้าองุ่นจึงเสียรสขณะบ่ม แต่เมื่อนำเหล้าองุ่นไปอุ่นให้ร้อนแล้วจึงป้องกันไม่เหล้าองุ่นกลายเป็นน้ำส้มสายชูได้ ซึ่งการกระทำลักษณะนี้ต่อมาได้พัฒนาเป็นการฆ่าเชื้อวิธีปาสเตอร์ (Pasteurization) การค้นพบนี้ทำให้สาขาวิชาจุลชีววิทยาโดดเด่นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว



การทดลองที่มีชื่อเสียงของปาสเตอร์เมื่อปี พ.ศ. 2424 ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าแกะและวัวที่ได้รับการฉีด “วัคซีน” ที่ทำจากเชื้อจุลินทรีย์บาซิลไล ซึ่งเป็นสมมติฐานของโรคแอนแทรคที่ถูกทำให้อ่อนจางลงของเขา สามารถต่อสู้กับโรคระบาดที่มีอันตรายของสัตว์คือโรคแอนแทรคดังกล่าวได้โดยไม่ติดโรค ในปี พ.ศ. 2431 สถาบันปาสเตอร์ได้รับการจัดตั้งขึ้นในกรุงปารีสเพื่อต่อสู้กับโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งปาสเตอร์ได้ทำงานประจำในสถาบันนี้จนถึงแก่กรรม

ปัจจุบัน สถาบันปาสเตอร์ยังคงเป็นสถาบันวิจัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกที่ยังคงทำงานวิจัยงานด้านจุลชีววิทยาอยู่ รวมทั้งการค้นพบเชื้อไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือเอดส์


</detail><keywords>หลุยส์ปาสเตอร์, นักเคมี, นักจุลชีววิทยา, พาสเจอร์ไรส์, เชื้อโรค, ชาวฝรั่งเศส</keywords><date>2018-10-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1312</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540970409.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1724"><Nid>1304</Nid><title>อาหารเจ กับ มังสวิรัติ ต่างกันอย่างไร</title><source>http://www.foodietaste.com/cookingtips_details.asp?id=193</source><detail>อาหารมังสวิรัติงดเนื้อสัตว์เหมือนกับอาหารเจ รวมทั้งเครื่องปรุงที่ทำมาจากสัตว์ เช่น กะปิ น้ำปลา แต่ต่างกับอาหารเจตรงที่ไม่ห้ามบริโภคกระเทียม หัวหอม ต้นกุยช่าย หรือผักที่กลิ่นแรงตลอดจนเครื่องเทศที่เผ็ดร้อน อาหารมังสวิรัติสามารถบริโภคได้ทั้งปี ไม่มีเทศกาลเหมือนอาหารเจ ผู้ที่กินอาหารมังสวิรัติเชื่อว่า จะทำให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะได้งดเนื้อสัตว์และอาหารที่มีไขมันอื่นๆ อีกมากมาย</detail><keywords>อาหารเจ, มังสวิรัติ</keywords><date>2018-10-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1304</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540864867.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1725"><Nid>1300</Nid><title>กล้วยนากสีแดง</title><source>http://www.monmai.com/กล้วยนาก/</source><detail>เคยเห็นไหมครับ ว่านี่มันกล้วยอะไร ทำไมมีสีแดง? นี่คือ "กล้วยนาก" ไปทำความรู้จักให้มากกว่านี้กันดีกว่า
　
คำว่า "นาก" ใช้เรียกสีแดงออกไปทางคล้ำๆ เราจึงเรียกกล้วยชนิดนี้ว่า "กล้วยนาก" มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Musa (AAA group) “Kluai Nak” 
　
ลักษณะภายนอก มีลำต้นสูง 3 - 4.2 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 18 – 22 เซนติเมตร มีสีชมพูปนแดง ใบสีเขียวเข้ม เครือหนึ่งมี 5 – 7 หวี หวีหนึ่งมี 14 – 18 ผล ผลกลมคล้ายกล้วยไข่ เมื่อสุกแล้วจะมีสีแดงอมเหลืองส้ม รสหวาน กลิ่นหอมเย็น
　
ถึงแม้ว่าจะดูแปลกตาในไทย แต่ในประเทศพม่าเป็นกล้วยที่นิยมกันมากเลยละครับ ถ้าน้องๆ ได้มีโอกาสเห็นกล้วยนากในไทย ลองชิมรสชาติดูนะครับ เขาว่าอร่อยกว่ากล้วยหอม กล้วยไข่ซะอีก
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กล้วย, กล้วยนาก, กล้วยสีแดง</keywords><date>2018-10-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1300</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540635554.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1726"><Nid>1299</Nid><title>หญ้าหวานพลังงาน 0 แคลอรี่</title><source>https://medthai.com/หญ้าหวาน</source><detail>ในวงการคนรักสุขภาพอาจจะเคยได้ยินคำว่า "หญ้าหวาน" กันมากขึ้น เรามาทำความรู้จักพืชพันธุ์นี้ให้มากขึ้นดีกว่าครับ
　
หญ้าหวาน หรือสตีเวีย (Stevia) ชื่อวิทยาศาสตร์ Stevia rebaudiana (Bertoni) เป็นพืชเมืองของประเทศบราซิล เหตุที่เรียกว่าหญ้าหวานเพราะว่าส่วนของใบมีความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 10 - 15 เท่า และที่สำคัญ สารสกัดจากหญ้าหวานที่เรียกว่า สตีวิโอไซด์ ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลถึง 200 - 300 เท่าเลยทีเดียว โดยที่ไม่ให้พลังงานใดๆ จึงไม่แปลกที่จะได้รับความสนใจจากกลุ่มคนรักสุขภาพนั่นเอง
　
แต่จริงๆ แล้วหญ้าหวานเคยมีประวัติไม่ดีมาก่อน เมื่อปี ค.ศ. 1985 มีการตีพิมพ์ผลวิจัยออกมาว่าหญ้าหวานส่งผลให้หนูทดลองเกิดการกลายพันธุ์สูงมาก จึงทำให้ถูกสั่งห้ามนำมาใช้ปรุงอาหารทั่วโลก จนถึงปี ค.ศ.1991 ก็ได้มีผลการวิจัยออกมาแก้ต่างให้หญ้าหวานได้สำเร็จ ว่าจริงๆ แล้วไม่ได้ให้โทษใดๆ หลังจากนั้นหญ้าหวานจึงสามารถนำกลับมาใช้ตามปกตินั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หญ้าหวาน, Stevia</keywords><date>2018-10-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1299</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540635478.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1727"><Nid>1298</Nid><title>ก๊าซฮีเลียมเปลี่ยนเสียงมนุษย์</title><source>http://top366-variety.blogspot.com/2017/05/blog-post_68.html</source><detail>ในช่วงที่ผ่านมามีคลิปวีดีโอคนดังดูดลมในลูกโป่งแล้วเสียงเปลี่ยน แพร่หลายบนอินเตอร์เน็ต ทราบไหมครับว่าทำไมเสียงถึงเปลี่ยนไปหลังดูดลูกโป่ง และเป็นอันตรายหรือไม่ มาดูคำตอบกันเลยครับ
　
เจ้าตัวการที่ทำให้เสียงเปลี่ยนไป จริงๆ แล้วคือ ก๊าซฮีเลียม ที่อยู่ในลูกโป่งต่างหาก (ลูกโป่งสวรรค์) โดยก๊าซนี้มีความเบาบางกว่าอากาศถึง 5 เท่า เวลาที่ดูดก๊าซฮีเลียมเข้าไปในช่องปากและเปล่งเสียงออกมา เสียงจะเดินทางผ่านมวลของก๊าซฮีเลียมได้ไวกว่ากว่าอากาศ จึงทำให้เสียงเราออกมาเป็นแบบที่เห็นกันในคลิปนั่นเองครับ
　
อันตรายไหม? ก๊าซฮีเลียมคือก๊าซเฉื่อยที่ไม่มีอันตรายต่อเซลล์ในร่างกาย และไม่ก่อสารพิษใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากเราสูดก๊าซฮีเลียมมากเกินไป ก๊าซนี้จะเข้าไปแทนที่ออกซิเจนในปอดและทำให้หมดสติได้ 
　
ดังนั้นหากน้องๆ คนไหนอยากจะทดลอง ต้องอยู่ในความดูแลของผู้ใหญ่เท่านั้นนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ก๊าซฮีเลียม, ลูกโป่ง</keywords><date>2018-10-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1298</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540635404.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1728"><Nid>1297</Nid><title>ทำไมนักวิทยาศาสตร์ถึงนิยมใช้ "หนู" มาทดลอง</title><source>https://www.dek-d.com/education/32870</source><detail>"นี่เธอจะให้ฉันเป็นหนูทดลองเหรอ?" สำนวนคำว่า หนูทดลอง คงได้ยินกันบ่อยๆ แต่รู้ไหมครับว่าทำไมสัตว์ทดลองต้องเป็นหนู ทำไมถึงเป็นตัวอื่นไม่ได้? มาฟังคำตอบกันเลยครับ
　
สัตว์ทดลองต้องเป็นหนู นั่นเพราะว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มียีนส์ใกล้เคียงมนุษย์ ผลทดลองที่ออกมาก็จะใกล้เคียงกับการทดลองคนนั่นเอง และอีกเหตุผลสำคัญคือ มีขนาดเล็ก เพาะพันธุ์ง่าย และให้ลูกในปริมาณมากอีกด้วย
　
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าหนูจะถูกใช้ในการทดลองมาอย่างหลากหลาย แต่นักวิทยาศาสตร์ต่างๆ ก็ใช้อย่างมีจรรยาบรรณและคิดว่าคุ้มค่าแล้วที่จะทำการทดลองนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หนูทดลอง</keywords><date>2018-10-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1297</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540635310.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1729"><Nid>1296</Nid><title>สีฟ้ากับสีเขียว ทำไมผู้ใหญ่ถึงเรียกไม่เหมือนเรา</title><source>https://www.dek-d.com/education/41299/</source><detail>ใครที่มีผู้สูงอายุอยู่ในบ้าน ต้องเคยเกิดข้อถกเถียงกันแน่ๆ ว่า สีนี้คือสีอะไร ระหว่างสีเขียวและสีฟ้า เรามาดูกันดีกว่าครับ ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น
　
จริงๆ แล้วเรื่องนี้มีการถกเถียงกันในวงการวิทยาศาสตร์อย่างยาวนานว่าเป็นเพราะอะไร แต่สมมติฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดตอนนี้คือ เหตุผลด้านภาษาศาสตร์สังคม ที่มาจากการเรียกชื่อต่างๆ เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาสายตาแต่อย่างใด
　
สีฟ้าและสีเขียวคือคู่สีที่มีปัญหามากที่สุด และหลายประเทศก็เกิดเรื่องแบบนี้เหมือนกัน นั่นเป็นเพราะในสมัยก่อนเราเรียกสีเขียวและสีฟ้าว่าสีเขียวทั้งหมด จนเวลาผ่านไป มนุษย์มีการพัฒนาคำศัพท์ต่างๆ ขึ้น จนแยกสีฟ้าออกมาเป็นสีใหม่ เลยทำให้บางคนยังเรียกสีฟ้าว่าสีเขียวอยู่นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สีฟ้า, สีเขียว</keywords><date>2018-10-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1296</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540635225.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1730"><Nid>1295</Nid><title>ซ้ายหรือขวา สงสัยกันไหม ทำไมไม่ตอบได้ในทันที</title><source>https://www.dek-d.com/education/36876</source><detail>เคยเป็นกันไหมครับ อาการที่ไม่สามารถแยกซ้ายขวาได้ในทันที ต้องฉุกคิดสักนิด โดยเฉพาะผู้หญิงหลายๆ คนอาจจะประสบปัญหานี้กันเยอะ เรื่องนี้มีคำตอบครับ
　
ถึงแม้ว่าจะค้นพบเหตุผลทางวิทยาศาสตร์แบบ 100% ว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากอะไร แต่ก็มีทฤษฎีที่น่าสนใจ นั่นคือเรื่องเกี่ยวกับสมอง
　
ปกติแล้วสมองซีกซ้ายจะควบคุมการทำงานของสมองซีกขวา และสมองซีกขวาก็ควบคุมการทำงานของสมองซีกซ้ายสลับกันไปอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ผู้หญิงซึ่งปกติแล้วจะใช้สมองทั้งสองซีกไปพร้อมๆ กัน ทำให้สับสนได้เวลาแยกฝั่งซ้ายและขวา ในขณะที่ผู้ชายใช้สมองทีละซีก จึงมีโอกาสสับสนเรื่องซ้ายขวาได้น้อยกว่าผู้หญิงนั่นเองครับ
　
หลังจากอ่านบทความนี้ ลองเช็กตัวเองกันดูนะครับ ว่าสามารถแยกซ้ายขวาได้แบบทันทีหรือเปล่า หรือหากต้องฉุกคิดสัก 1-2 วินาทีถือว่าไม่ผิดปกติร้ายแรง นอกจากว่าจะไม่สามารถแยกซ้ายและขวาได้เลยจริงๆ ซึ่งจะเป็นผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สามารถไปปรึกษาแพทย์ได้เหมือนโรคทั่วไปครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2018-10-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1295</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540635125.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1731"><Nid>1294</Nid><title>รังนกทำมาจากอะไร? ทำไมถึงมีราคาแพง</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/รังนก_(อาหาร)</source><detail>เคยสงสัยกันไหมว่า "อาหารเสริมรังนก" ทำมาจากอะไร? แล้วทำไมถึงมีราคาแพง เรามาหาคำตอบพร้อมๆ กันเลยครับ
　
ความจริงแล้ว รังนก คือน้ำลายของนกนางแอ่น ผลิตจากต่อมน้ำลายของพ่อและแม่นกก่อนผสมพันธุ์เพื่อใช้เป็นที่วางไข่ และใช้เป็นที่อยู่ของลูกนกอีกด้วย ส่วนประกอบของรังนกคือ น้ำลายนกนางแอ่น 85-97% ส่วนที่เหลือเป็นขนอ่อน
　
สาเหตุที่คนนิยมนำรังนกมาทานเป็นอาหารเสริมสุขภาพ นั่นเพราะว่ารังนกนางแอ่นมีสรรพคุณทางการแพทย์ ที่ช่วยเรื่องกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์เยื่อบุผิว ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ดูอ่อนกว่าวัย บำรุงปอด หลอดลม และยังกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวให้ผลิตสารต้านแบคทีเรียและไวรัสอีกด้วย
　
ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมรังนกถึงแพง นั่นเป็นเพราะว่าใน 1 ปีสามารถเก็บได้แค่ 3 ครั้งเท่านั้น อาหารเสริมรังนกจึงกลายเป็นสุดยอดอาหารบำรุงสุขภาพที่เหมาะแก่การนำไปมอบให้กับคนที่เรารักนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>รังนก, นกนางแอ่น</keywords><date>2018-10-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1294</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540623839.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1732"><Nid>1290</Nid><title>ความลับของอาหารบนเครื่องบิน</title><source>https://www.dek-d.com/education/36528</source><detail>รู้หรือไม่? การปรุงอาหารเพื่อผู้โดยสารบนเครื่องบิน ไม่สามารถปรุงเหมือนอยู่บนพื้นดินได้?! เป็นเพราะอะไร ไปดูกัน
　
บนเครื่องบินที่ความสูง 30,000 ฟุต จะทำให้ปุ่มรับรสที่ลิ้นทำงานเปลี่ยนไป เนื่องจากความดันอากาศลดต่ำ และความแห้งในห้องโดยสารทำให้รับรู้กลิ่นของอาหารลดลง ส่วนลิ้นจะรับรู้รสชาติเค็มและหวานได้น้อยลงถึง 30% ยกเว้นรสเปรี้ยว เผ็ด ขม ที่ยังรับรสได้เท่าเดิม จึงไม่แปลกที่ผลไม้สดแทบทุกชนิดเมื่อกินบนเครื่องบิน จะรู้สึกเปรี้ยว เนื่องจากเรารับรสหวานได้น้อยลง
　
ด้วยเหตุนี้ ครัวของสายการบินต่างๆ จึงจำเป็นต้องใส่เครื่องปรุงที่ให้รสเค็ม และหวานมากขึ้นกว่าปกติ เพื่อที่จะไปทดแทนประสาทการรับรสของผู้โดยสารบนเครื่อง แต่ใส่มากเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อร่างกาย การทำอาหารของครัวสายการบินจึงถือว่าเป็นความท้าทายมากๆ นั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>อาหารบนเครื่องบิน</keywords><date>2018-10-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1290</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540528499.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1733"><Nid>1287</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] ซาดาโกะ เด็กหญิงเหยื่อระเบิดนิวเคลียร์</title><source>https://guru.sanook.com/25581</source><detail>วันนี้เมื่อปี ค.ศ.1955 ซาดาโกะ ซาซากิ เด็กหญิงชาวญี่ปุ่น เหยื่อระเบิดนิวเคลียร์ถล่มฮิโรชิม่า ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งโลหิต (ลูคิเมีย) อันเนื่องจากโดนสารรังสี อันเป็นผลกระทบจากนิวเคลียร์ และในเหตุการณ์นั้นยังพบอุบัติการณ์ของการเกิดโรคลูคิเมียเฉียบพลัน มากกว่าปกติถึง 30 เท่า
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, ซาดาโกะ ซาซากิ, ระเบิดนิวเคลียร์</keywords><date>2018-10-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1287</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540456041.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1734"><Nid>1284</Nid><title>ทำไมชาต้องชัก</title><source>https://www.dek-d.com/education/50965</source><detail>เคยสงสัยกันไหม? ทำไมชาปักษ์ใต้ ชาชัก ถึงต้องเทไป-เทมาจากที่สูงๆ เหตุผลคืออะไร มาดูกันครับ
　
นอกเหนือจากสร้างลีลาและสร้างจุดเด่นได้แล้วยังมีผลต่อรสชาติอีกด้วย เคล็ดลับของชาชัก คือ "อากาศ" นั่นเอง
　
ในอากาศที่เราสูดดมกันอยู่ทุกวันนี้ ประกอบไปด้วย ก๊าซไนโตรเจน 78%, ออกซิเจน 21%, คาร์บอนไดออกไซด์ 0.03% และก๊าซเฉื่อยอื่นๆ ซึ่งก๊าซทั้งหมดนี้ช่วยดึงรสชาติของเครื่องดื่มออกมาให้หอมยิ่งขึ้น โดยการเทจากที่สูงประมาณ 6 - 10 นิ้ว ไปมา เพื่อให้เครื่องดื่มได้สัมผัสกับก๊าซดังกล่าว และหากเครื่องดื่มมีส่วนผสมของนม ก็จะช่วยทำให้เกิดเป็นฟองนม ทำให้รสชาตินุ่มขึ้นอีกด้วย
　
เย็นนี้กลับบ้านลองชงเครื่องดื่มแบบที่ปกติเคยใช้ช้อนคนอย่างเดียว กับเทไปเทมาในอากาศ แล้วลองเปรียบเทียบรสชาติกันดูนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ชาชัก, อากาศ</keywords><date>2018-10-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1284</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540368166.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1735"><Nid>1281</Nid><title>มังสวิรัติ</title><source>https://www.gourmetandcuisine.com/stories/detail/92</source><detail>มังสวิรัติมาจากคำว่า "มังสะ" แปละว่า เนื้อสัตว์ และคำว่า "วิรัติ" แปลว่า การงดเว้น มังสวิรัติจึงแปลตรงตัวได้ว่า การงดเว้นเนื้อสัตว์ ตรงกับคำว่า “Vegetarian” ในภาษาอังกฤษนั่นเอง อาหารมังสวิรัติมีหลายรูแปบบแตกต่างไปตามประเทศอาหารที่รับประทาน ดังนี้
1. มังสวิรัติบริสุทธิ์ (Vegan) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด กินเฉพาะผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์จากพืชเท่านั้น นอกจากการกินแล้ว ผู้กินมังสวิรัติบริสุทธิ์ยังไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากสัตว์ทั้งทางตรงและอ้อม เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ด้วยความเชื่อเรื่องการไม่เบียดเบียนสัตว์
2. มังสวิรัติพืชสด (Raw Vegan) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ทุกชนิด กินเฉพาะผักและผลไม้สดๆ โดยไม่ผ่านความร้อน เพื่อให้ได้คุณค่าทางอาหารอย่างเต็มเปี่ยม
3. มังสวิรัติ (Vegetarian) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์ทุกชนิด กินเฉพาะผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์จากพืชเท่านั้น  แต่จะไม่เคร่งครัดเรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์อื่นๆ จากสัตว์
4. มังสวิรัติแบบแมคโครไบโอติก (Macrobiotic Diet) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์อาหารจากเนื้อสัตว์ เน้นการกินธัญพืชต่างๆ และเนื้อปลา ยึดหลักการกินอาหารตามความเชื่อที่เน้นความเป็นธรรมชาติและการรักษาสมดุลของหยินหยาง
5.  มังสวิรัตินม-ไข่ (Lacto-Ovo Vegetarian) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ แต่สามารถกินผลิตภัณฑ์จากนมและไข่ได้
6. มังสวิรัติไข่ (Ovo Vegetarian) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ แต่สามารถกินไข่ได้
7. มังสวิรัตินม (Lacto Vegetarian) คือ การงดเนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ แต่สามารถกินนมและผลิตภัณฑ์จากนมได้
8. มังสวิรัติผลไม้ (Fruitarian) คือ การกินเฉพาะผลไม้ ผักจำพวกผลไม้ (มะเขือเทศ) ถั่ว และธัญพืช
9. มังสวิรัติแบบเจ (J-Chinese Vegetarian) คือ การงดเนื้อสัตว์  ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ และพืชฉุน 5 ชนิด
</detail><keywords>มังสวิรัติ, Vegetarian</keywords><date>2018-10-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1281</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540362762.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1736"><Nid>1264</Nid><title>ประโยชน์ของการกินเจ อิ่มใจ...ได้สุขภาพ</title><source>https://hilight.kapook.com/view/29017</source><detail> การกินอาหารเจ นอกจากจะเป็นการถือศีลรักษาประเพณี และละเว้นชีวิตแล้ว ยังให้ประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้ 
          1. ร่างกายสามารถขับถ่ายของเสียออกได้หมด ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างอยู่ภายใน เพราะสารอาหารจากพืชผักและผลไม้จะช่วยให้ระบบขับถ่ายและการย่อยเป็นปกติ 
          2. เมื่อรับประทานเป็นประจำ โลหิตจะถูกฟอกให้สะอาดขึ้นเรื่อย ๆ เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายเสื่อมสลายช้าลง ทำให้อายุยืนยาว มีผิวพรรณสดชื่นผ่องใส ร่างกายแข็งแรงรู้สึกมีสุขภาพดี 
          3. อวัยวะหลักสำคัญภายใน ได้แก่ หัวใจ ไต ม้าม ตับ ปอด และอวัยวะประกอบคือ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี แข็งแรงทำงานได้เป็นปกติสมบูรณ์ 
          4. ร่างกายสามารถต้านทานต่อสารพิษต่าง ๆ ได้แก่ สารเคมี ยาฆ่าแมลง มลภาวะ และก๊าซพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ในอุตสาหกรรม ไอเสียจากเครื่องจักร เครื่องยนต์ ซึ่งสารอาหารในพืชผัก จะช่วยให้เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายสามารถทนต่อการทำลายจากรังสีต่าง ๆ ได้ 
          5. สามารถต้านทานสารพิษได้สูงกว่าคนปกติ ในบรรดาผู้ที่กินเจมักไม่ปรากฏโรครุนแรงหรือเรื้อรัง เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคไต ฯลฯ โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับระบบขับถ่าย ย่อยอาหารและทางเดินอาหาร เช่น โรคริดสีดวงทวาร มะเร็งในกระเพาะและลำไส้ โรคกระเพาะ อาหารไม่ย่อย โรคเหล่านี้จะไม่พบเลยในกลุ่มคนผู้ที่รับประทานอาหารเจ อาหารพืชผักและผลไม้เป็นประจำ 
          6. การกินเจทำให้เกิดความเมตตา เกิดความสงบสุขุม อารมณ์ไม่ฉุนเฉียว ไม่โมโหง่าย ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลส่งเสริมให้บารมีธรรมสูงขึ้นเรื่อย ๆ 
          7. หยุดการสร้างบาป เวรกรรม ทำให้ไม่เกิดการอาฆาต พยาบาท จึงปราศจากศัตรูทั้งมนุษย์และสัตว์ที่คิดมุ่งทำร้ายตามจองเวร 
</detail><keywords>กินเจ, เทศกาลกินเจ, เจ, ประโยชน์ของกินเจ</keywords><date>2018-10-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1264</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1539826797.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1737"><Nid>1263</Nid><title>กินเจอย่างไร...ไม่อ้วน</title><source>https://hilight.kapook.com/view/29017</source><detail>มีหลายคนสงสัยว่ากินเจแล้วอ้วนไหม ตอบได้เลยค่ะว่าเรามีวิธีกินเจอย่างไรไม่ให้อ้วนมาฝาก โดยทำง่าย ๆ ตามนี้เลย

          1. เลือกกินข้าวหรือแป้งที่ไม่ขัดขาว อย่างข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี ขนมปังโฮลวีต ลูกเดือย และธัญพืชต่าง ๆ ซึ่งปริมาณน้ำตาลไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำตาลในแป้งขัดขาว
          2. เลือกผักใบมากกว่าพืชหัว เพราะผักใบมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อยกว่าพืชหัวมาก ดังนั้นจึงทำให้อ้วนน้อยกว่านั่นเอง
          3. เน้นอาหารประเภทนึ่ง ต้ม ตุ๋น เพราะไม่มีน้ำมัน และไขมันน้อยกว่าอาหารประเภทผัดและทอด
          4. กินหวานให้น้อย อย่าทดแทนอาหารประเภทเนื้อสัตว์ด้วยของหวานเลยนะคะ โดยเฉพาะถ้าไม่อยากอ้วนต้องอดใจกับของหวาน ๆ ให้อยู่
          5. อดอาหาร ล้างพิษหลังกินเจ เพราะจะช่วยให้ร่างกายขับพิษต่าง ๆ ออกมาได้ ทั้งยังช่วยลดไขมันในเลือด ลดน้ำหนัก ลดภาวะร้อนในจากธาตุในร่างกายที่ไม่สมดุลได้อีกด้วย 
</detail><keywords>เทศกาลกินเจ, เจ, ทานเจไม่อ้วน</keywords><date>2018-10-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1263</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1539755993.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1738"><Nid>1254</Nid><title>นักวิทยาศาสตร์ เซอร์ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton)</title><source xsi:nil="true" /><detail>เซอร์ไอแซก นิวตัน (อังกฤษ: Isaac Newton) (25 ธันวาคม ค.ศ. 1641 – 20 มีนาคม ค.ศ. 1725 ตามปฏิทินจูเลียน)1 นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักปรัชญา นักเล่นแร่แปรธาตุ และนักเทววิทยาชาวอังกฤษ

งานเขียนในปี พ.ศ. 2230 เรื่อง Philosophiæ Naturalis Principia Mathematica (เรียกกันโดยทั่วไปว่า Principia) ถือเป็นหนึ่งในหนังสือที่มีอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เป็นรากฐานของวิชากลศาสตร์ดั้งเดิม ในงานเขียนชิ้นนี้ นิวตันพรรณนาถึง กฎแรงโน้มถ่วงสากล และ กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน ซึ่งเป็นกฎทางวิทยาศาสตร์อันเป็นเสาหลักของการศึกษาจักรวาลทางกายภาพตลอดช่วง 3 ศตวรรษถัดมา นิวตันแสดงให้เห็นว่า การเคลื่อนที่ของวัตถุต่างๆ บนโลกและวัตถุท้องฟ้าล้วนอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติชนิดเดียวกัน โดยแสดงให้เห็นความสอดคล้องระหว่างกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ของเคปเลอร์กับทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของตน ซึ่งช่วยยืนยันแนวคิดดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางจักรวาล และช่วยให้การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ายิ่งขึ้น

นิวตันสร้างกล้องโทรทรรศน์สะท้ อนแสงที่สามารถใช้งานจริงได้เป็นเครื่องแรก[1] และพัฒนาทฤษฎีสีโดยอ้างอิงจากผลสังเกตการณ์ว่า ปริซึมสามเหลี่ยมสามารถแยกแสงสีขาวออกมาเป็นหลายๆ สีได้ ซึ่งเป็นที่มาของสเปกตรัมแสงที่มองเห็น เขายังคิดค้นกฎการเย็นตัวของนิวตัน และศึกษาความเร็วของเสียง

ในทางคณิตศาสตร์ นิวตันกับก็อตฟรีด ไลบ์นิซ ได้ร่วมกันพัฒนาทฤษฎีแคลคูลัสเชิงปริพันธ์และอนุพันธ์ เขายังสาธิตทฤษฎีบททวินาม และพัฒนากระบวนวิธีของนิวตันขึ้นเพื่อการประมาณค่ารากของฟังก์ชัน รวมถึงมีส่วนร่วมในการศึกษาอนุกรมกำลัง

นิวตันไม่เชื่อเรื่องศาสนา เขาเป็นคริสเตียนนอกนิกายออร์โธดอกซ์ และยังเขียนงานตีความคัมภีร์ไบเบิลกับงานศึกษาด้านไสยศาสตร์มากกว่างานด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เสียอีก เขาต่อต้านแนวคิดตรีเอกภาพอย่างลับๆ และเกรงกลัวในการถูกกล่าวหาเนื่องจากปฏิเสธการถือบวช

ไอแซก นิวตัน ได้รับยกย่องจากปราชญ์และสมาชิกสมาคมต่างๆ ว่าเป็นหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
</detail><keywords>เซอร์ไอแซกนิวตัน, นักฟิสิกส์, นักคณิตศาสตร์, นักดาราศาสตร์, นักปรัชญา, นักเล่นแร่แปรธาตุ, นักเทววิทยา, ชาวอังกฤษ, แคลคูลัส</keywords><date>2018-10-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1254</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1540970523.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1739"><Nid>1243</Nid><title>กินเจ เพื่ออะไร?</title><source>https://hilight.kapook.com/view/29017</source><detail>ทำไมต้องกินเจ เรากินเจเพื่ออะไร 
จุดประสงค์หลักของการกินเจ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ 
          1. กินเพื่อสุขภาพ เพราะอาหารเจเป็นอาหารชีวจิต เมื่อกินติดต่อกัน จะทำให้ร่างกายสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ และปรับระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้มีเสถียรภาพ 
          2. กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากทุก ๆ วัน อาหารที่เรากินประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้ที่มีจิตใจดีงามจึงไม่สามารถกินเนื้อของสัตว์เหล่านั้นได้  
          3. กินเพื่อเว้นกรรม เพราะการฆ่าเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้จะไม่ได้ลงมือฆ่าเองก็ตาม เพราะการซื้อผู้อื่นเท่ากับการจ้างฆ่า ถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย ผู้ที่เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมจึงหยุดกิน หันมารับประทานอาหารเจแทน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ให้อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น )
โปรตีน (Protein) คืออะไร?
เนื้อเยื่อทุกๆส่วนของร่างกายนั้น ล้วนมีโปรตีนเป็นส่วนประกอบ
เราจะได้รับโปรตีนได้อย่างไร? 
เราได้โปรตีนจากอาหารที่รับประทานเข้าไป โปรตีนจะถูกย่อยสลายเป็นกรดอะมิโนในร่างกายของเรา โดยอาหารซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนได้แก่ เนื้อสัตว์ต่างๆ สัตว์ปีก ปลา ไข่ และในอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์บางชนิด ก็มีโปรตีนสูงเช่นกัน ได้แก่ ถั่วชนิดต่างๆ และธัญพืช (เช่น จมูกข้าวสาลี และพืชควินัวร์ เป็นต้น) สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การทานอาหารอย่างพอเหมาะ ครบหมู่ ก็ทำให้ได้รับโปรตีนเพียงพอต่อความต้องการ โดยไม่ต้องทานโปรตีนเสริมแต่อย่างใด</detail><keywords>เจ, เทศกาลกินเจ, อาหารเจ, ทำไใต้องกินเจ</keywords><date>2018-10-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1243</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1539241585.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1740"><Nid>1240</Nid><title>เทศกาลกินเจ</title><source>https://hilight.kapook.com/view/29017</source><detail>กินเจ 2561 เมื่อถึงวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 (ตามปฏิทินจีน) ของทุกปี เราจะเห็นธงสีเหลือง ๆ มีตัวอักษรจีนประดับอยู่ตามร้านอาหาร และที่ต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ว่า เริ่มเข้าสู่เทศกาลกินเจแล้ว โดยในปี 2561 ปฏิทินจีนพบว่า เทศกาลกินเจ ตรงกับวันที่ 9-17 ตุลาคม 2561
"การกินเจ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง การถือศีลอย่างญวนและจีนที่ไม่กินของสดคาว แต่บริโภคอาหารประเภทผักที่ไม่มีของสดของคาวผสม ซึ่งมาจากรากศัพท์คำภาษาจีนที่ว่า "เจี๊ยะฉ่าย" หมายถึง การกินอาหารผัก อาหารที่มาจากพืชผักธรรมชาติ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และไม่ปรุงด้วยผักฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ และงดเว้นน้ำนมสด นมข้นด้วย เพราะถือว่าเป็นของสดของคาว 
ช่วงเวลากินเจ ประเพณีกินเจที่ชาวจีนเรียกกันว่า "เก้าอ๊วงเจ" หรือ "กิ้วอ๊วงเจ" แปลว่า "เจเดือน 9" เริ่มต้นในวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ เดือน 9 ตามปฏิทินจีน รวม 9 วัน 9 คืน ตรงกับเดือน 11 หรือเดือนตุลาคมของไทย (ตามปฏิทินสากล) โดยคำว่า "เก้าอ๊วง" หรือ "กิ้วอ๊วง" แปลว่า "พระราชา 9 องค์" หรือนพราชา หมายถึงผู้เป็นใหญ่ทั้ง 9 ซึ่งเป็นที่มาของประเพณีกินผักกินเจ
กระเทียม ไม่ว่าจะเป็นกระเทียม หัวกระเทียมหรือต้นกระเทียมก็ตาม ล้วนมีผลกระทบต่อระบบธาตุไฟภายในร่างกายของเราได้แทบทั้งสิ้น แม้จริงอยู่ที่กระเทียมจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลภายในกระแสเลือดได้ แต่สำหรับผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารมันอาจจะก่อให้เกิดความระคายเคืองในกระเพาะสูง และผู้ที่เป็นโรคตับก็ไม่ควรกินมากเกินไป</detail><keywords>กินเจ, อาหารเจ, กินเจห้ามกินผักอะไร</keywords><date>2018-10-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1240</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1539068958.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1741"><Nid>1213</Nid><title>7 โรคร้ายที่มากับการ “กินดิบ”</title><source>https://www.sanook.com/health/4265/</source><detail>อาหารดิบเต็มไปด้วยเชื้อโรค พยาธิ และอันตรายต่างๆ นาๆ ที่ทำให้ร่างกายของเราเป็นโรค และเกิดอาการผิดปกติ จนอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
ปัญหาคือ การกินลาบในแบบดิบซึ่งนิยมกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดนี้ สามารถนำโรคจากสัตว์มาสู่คนได้ และการติดโรคจากอาหารก็เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้อายุขัยของคนโบราณต่ำกว่าในปัจจุบัน
โรคที่ติดต่อจากเนื้อดิบๆของสัตว์พวกวัวควายสู่มนุษย์ได้ มีหลายโรคได้กัน ได้แก่
1. แอนแทรกซ์ หากกินเนื้อที่มีเชื้อนี้เข้าไป จะเกิดการติดแอนแทรกซ์ในทางเดินอาหาร เกิดอาการอ้วกเป็นเลือด ถ่ายท้องรุนแรง ในรายที่เป็นมากก็ติดเชื้อในกระแสเลือดถึงแก่ความตายได้
2. ไข้สมองอักเสบหูดับ จากเชื้อสเตรปโตคอคคัส ซูอีส เมื่อกินเข้าไปและเชื้อเข้าสู่ร่างกาย จะขึ้นไปที่เยื่อหุ้มสมองและติดเชื้อแถวนั้น ทำให้เกิดไข้สูง เพ้อ สับสน ถ้ารักษาไม่ทันก็ถึงแก่ความตายได้ ... หรือในรายที่รักษาทัน ก็มักจะมีอาการหูหนวกถาวรตามมาจากการอักเสบของเส้นประสาทการได้ยิน
3. พยาธิทริคิโนซีส .... พอบอกว่าเป็นพยาธิคนอาจจะเฉยๆ แต่พยาธิชนิดนี้เมื่อเรากินเข้าไปมันจะฟักตัวออกมาแล้วไชไปที่กล้ามเนื้อต่างๆของร่างกายจนปวดรุนแรงทั่วตัว และในกรณีที่มันไปที่กล้ามเนื้อกระบังลม ก็อาจจะทำให้เกิดอาการหายใจไม่ได้ เสียชีวิตได้
4. โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ... ท้องเสีย อาเจียน บางรายถ่ายเป็นเลือด ... ซึ่งถ้าโชคไม่ดีอาการเป็นเยอะ เชื้อเข้ากระแสเลือดได้ก็ตาย
5. พยาธิตัวตืด ... อันนี้ไม่น่ากลัวมาก ข้ามไป
6. โรคพิษสุนัขบ้า ... หากนำเนื้อวัวควายที่ตายแบบไม่ทราบสาเหตุมากิน แล้วไปเจอวัวควายที่ตายจากโรคพิษสุนัขบ้า ... ทั้งคนแล่เนื้อ คนทำอาหาร ไปจนถึงคนกินดิบๆ อาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้ได้ ... ซึ่งถ้าเป็นและมีอาการ ตายลูกเดียว
7. บรูเซลโลซิส ... โรคแท้งติดต่อ เป็นโรคที่สำคัญในสัตว์เพราะทำให้แท้งแบบไม่ทราบเหตุ ในคนพบไม่บ่อยนักแต่เวลาเป็นจะลำบากเพราะอาการจะเป็นไข้ที่หาเหตุไม่เจอ มีไข้ ปวดตามตัว ปวดข้อ น้ำหนักลด เป็นฝีในตับในม้าม ... คือกว่าจะหาเจอและรักษาได้ ก็อาจจะต้องนอนป่วยหลายเดือน
</detail><keywords>กินดิบ, พยาธิ</keywords><date>2018-09-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1213</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1538357944.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1742"><Nid>1212</Nid><title>Alpha Go AI ปัญญาประดิษฐ์</title><source>https://thestandard.co/alphago/</source><detail>มารู้จัก อัลฟาโกะ (Alpha Go) ปัญญาประดิษฐ์นักเล่นโกะที่เก่งและฉลาดที่สุดจาก Google กันครับ
 　
แรกเริ่มเดิมที อัลฟา โกะ ยังต้องพึ่งพาอาศัยการป้อนข้อมูลและชุดคำสั่งจากทีมผู้พัฒนาและต้องเรียนรู้กับมนุษย์มากถึง 1,000 เกม กว่าจะเรียนรู้เทคนิคการเล่นต่างๆ ได้
 　
แต่ล่าสุด อัลฟา โกะ ถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้นคือ อัลฟา โกะ ซีโร่ (Alpha Go Zero) ไม่จำเป็นต้องพึ่งพามนุษย์อีกต่อไป เนื่องจากมันสามารถเรียนรู้ทุกอย่างและฝึกเล่นกับตัวเอง เมื่อแต่ละเกมจบลง มันจะเรียนรู้ถึงข้อบกพร่อง จุดแข็ง และจุดอ่อนของตัวเอง เพื่อมาพัฒนาวิธีการเล่นรูปแบบต่อไป 
 　
หลังจาก อัลฟา โกะ กำเนิดขึ้นมาได้ 3 วัน มันสามารถโค่น อัลฟา โกะ รุ่นก่อนได้ และภายใน 40 วัน สามารถเอาชนะ อัลฟา โกะ ทุกรุ่นได้อย่างขาดลอย และขึ้นเป็นผู้เล่นโกะที่เก่งที่สุดในโลก
 　
อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตได้บอกไว้ว่า จะนำสมองและความสามารถของปัญญาประดิษฐ์มาพัฒยาต่อ เพื่อแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้กับมวลมนุษยชาติในอนาคตต่อไปครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>Alpha Go, AI, ปัญญาประดิษฐ์</keywords><date>2018-09-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1212</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1538107438.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1743"><Nid>1204</Nid><title>5 โรคเสี่ยงติดต่อทางน้ำลาย</title><source>https://health.kapook.com/view166231.html</source><detail>ใช้หลอดดูดน้ำร่วมกัน "อันตราย!!" มาดู 5 โรคเสี่ยงติดต่อทางน้ำลายที่อาจติดได้จากการใช้ของร่วมกัน
 　
1. คออักเสบ
หากเราดื่มน้ำหรือใช้หลอดดูดน้ำแก้วเดียวกันกับคนที่มีเชื้อแบคทีเรีย กรุ๊ป เอ สเตรปโตคิกคัส เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทำให้มีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ และเจ็บคอ
 　
2. โรคคางทูม
โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มพารามิกโซ ทำให่ต่อมน้ำลายบริเวณกกหูอักเสบ คางจึงบวมโต ติดต่อกันได้โดยตรงจากการไอ จามใส่กัน หรือการสัมผัสน้ำลายผู้ป่วย
 　
3. โรคเริมที่ปาก
ตุ่มใสๆ เกิดขึ้นที่บริเวณริมฝีปาก เกิดจากการติดไวรัส Herpes Virus (HSV) ไวรัสตัวนี้จะแฝงอยู่ในน้ำลาย น้ำเหลือง หรือแม้กระทั่งในอสุจิ
 　
4. เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
โรคนี้รุนแรงถึงขั้นหูหนวก ตาบอด เลยทีเดียว เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และรา สามารถติดได้จากการสัมผัสหรือใช้สิ่งของร่วมกับผู้ป่วย
 　
5. ไข้กาฬหลังแอ่น
เกิดจากเชื้อ Neisseria meningitidis เป็นโรคที่รุนแรงมาก สามารถติดต่อได้ผ่านทางหารหายใจ ไอ จาม
 　
รู้แบบนี้แล้ว ต้องงดการดื่มน้ำจากแก้วหรือหลอดเดียวกันกับผู้อื่น หรือใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นด้วยนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โรคติคต่อ, น้ำลาย</keywords><date>2018-09-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1204</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1538024631.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1744"><Nid>1203</Nid><title>6 วิตามิน-แร่ธาตุ ที่ช่วยจัดการกับโรค "ความดันโลหิตสูง"</title><source>http://www.lesa.biz/astronomy/astro-events/lunar-eclipse</source><detail>อาหารเพื่อสุขภาพให้คุณประโยชน์มากมาย สำหรับการจัดการกับความดันโลหิต นอกจากนี้ การดูดซึม วิตามินและแร่ธาตุ บางชนิด ก็สามารถส่งผลดีต่อความดันโลหิตตามธรรมชาติได้ คุณทราบหรือไม่ว่าเป็นแร่ธาตุและวิตามินประเภทใดบ้าง ลองอ่านต่อไป
1.โพแทสเซียม
โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญ ระดับปกติของโพแทสเซียมส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อที่เป็นปกติ อย่างเช่นการคลายลายเนื้อเยื่อเส้นเลือด สิ่งนี้ช่วยลดความดันเลือด และป้องกันการเกิดตะคริวได้ โพแทสเซียมช่วยเอื้อต่อความดันเลือดตามธรรมชาติ โดยการลดผลกระทบของโซเดียม ระดับโพแทสเซียมที่เพียงพอ ยังช่วยป้องกันการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติได้ โดยรักษาการนำไฟฟ้าของสัญญาณไฟฟ้าในหัวใจและระบบประสาทส่วนกลางให้เป็นปกติ แนะนำว่าร่างกายของคุณ ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ควรได้รับโพแทสเซียมในปริมาณ 4,700 มิลลิกรัมต่อวัน โพแทสเซียมสามารถพบได้ในมันฝรั่ง ลูกพรุน แอปริคอต เห็ด ถั่ว ส้ม ปลาทูน่า ผักโขม มะเขือเทศ ลูกเกด เกรฟฟุต นมพร่องมันเนย และโยเกิร์ต
2.แมกนีเซียม
แมกนีเซียมสามารถช่วยควบคุมความดันเลือดของคุณได้ แมกนีเซียมช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว เป็นการลดความดันเลือด แมกนีเซียมในระดับสูงสามารถลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้ อย่างไรก็ดี ร่างกายจะแมกนีเซียมไปได้เมื่อคุณถ่ายปัสสาวะ อาหารจำพวกผักใบเขียวเข้ม ธัญพืช และพืชตระกูลถั่ว อุดมไปด้วยแมกนีเซียม ปริมาณแมกนีเซียมที่แนะนำคือ 420 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ชายอายุ 50 ปีหรือมากกว่า และ 320 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้หญิงอายุ 50 ปีหรือมากกว่า อย่างไรก็ตาม แมกนีเซียมในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้
3.แคลเซียม
แคลเซียม สามารถช่วยให้ผนังหลอดเลือดเกร็งและคลายในเวลาที่ต้องการ สิ่งนี้ช่วยควบคุมความดันเลือดได้ แคลเซียมสามารถพบได้ในผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นม เนยแข็ง ในผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักโขม และในปลา เช่น ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำอยู่ระหว่าง 1,000 และ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ชายอายุ 51 ปีหรือมากกว่า และ 1,200 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้หญิงอายุ 51 ปีหรือมากกว่า
4.วิตามินอี
วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน วิตามินอีสามารถพบได้ในอาหารหลายชนิด ได้แก่ ธัญพืช เนื้อสัตว์ ไข่ ผลไม้ สัตว์ปีก ผัก น้ำมันพืช และอาหารเสริม วิตามินอีสามารถคงอยู่ในร่างกายได้ จึงไม่ค่อยพบภาวะขาดวิตามินอี วิตามินอีสามารถใช้เพื่อรักษาความดันโลหิตสูง วิตามินอีส่งผลต่อการผลิตไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว สิ่งนี้ช่วยลดความดันโลหิต ทั้งความดันในขณะหัวใจบีบตัวและคลายตัว นอกจากนี้ วิตามินอียังสามารถป้องกันภาวะหัวใจวาย อาการเจ็บหน้าอก โรคอัลไซเมอร์ ความผิดปกติเกี่ยวกับเลือด ปัญหาเกี่ยวกับไต ปัญหาเกี่ยวกับผิวหนัง และโรคพาร์กินสัน
5.วิตามินซี
วิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถผลิตวิตามินซีได้เอง แต่คุณสามารถรับวิตามินซีได้จากอาหารต่างๆ เช่น ผักและผลไม้สด และอาหารเสริม อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าคุณควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซี แทนการรับประทานอาหารเสริม เชื่อกันว่าวิตามินซีสามารถรักษาหรือป้องกันอาการติดเชื้อ โรคซึมเศร้า ปัญหาเกี่ยวกับการคิด โรคอัลไซเมอร์ อาการอ่อนเพลีย โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะคลอเรสเตอรอลสูง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความดันเลือดสูง วิตามินซีช่วยลดภาวะความเครียดจากการเกิดอนุมูลอิสระ และช่วยกระตุ้นผลของการผลิตไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยลดความดันเลือดลงได้
6.วิตามินดี
วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมัน พบได้ในปลาที่มีไขมัน เช่น ปลาทู ปลาทูน่า ในผลิตภัณฑ์จากนม เช่น นม เนยแข็ง ในน้ำผลไม้และธัญพืชที่มีฉลากติดไว้ว่า 'เสริมวิตามินดี' อย่างไรก็ดี คุณสามารถได้รับวิตามินดีโดยส่วนมากได้จากการรับแสงแดด วิตามินดีมีประโยชน์ต่อหลอดเลือดและอาการโรคของหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคอ้วน เบาหวาน ภาวะไตล้มเหลว กล้ามเนื้ออ่อนแรง และโรคเกี่ยวกับฟันและเหงือก สิ่งที่คุณรับประทานสามารถส่งผลต่อสุขภาพของคุณได้เสมอ เพื่อให้มีความดันโลหิตที่เหมาะสม อาหารที่มีประโยชน์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ แร่ธาตุจำเพาะและวิตามินที่กล่าวถึงข้างต้น ควรรวมอยู่ในมื้ออาหารของคุณด้วย
 
</detail><keywords>วิตามิน, แร่ธาตุ, อาหาร, สุขภาพ, ดันโลหิต</keywords><date>2018-09-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1203</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1537944256.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1745"><Nid>1202</Nid><title>แมคคาเดเมีย ราชาแห่งถั่ว</title><source>https://sukkaphap-d.com/ประโยชน์ของ-แมคคาเดเมี/</source><detail>ทำความรู้จักราชาแห่งถั่ว "แมคคาเดเมีย" ที่อุดมไปด้วยประโยชน์เน้นๆ มาดูกันดีกว่าครับ ว่าทำไมแมคคาเดเมียถึงได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งถั่ว
 　
แมคคาเดเมีย (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Macadamia integrifolia) เป็นถั่วเปลือกแข็งที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศออสเตรเลีย เป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมและอุดมไปด้วยประโยชน์ต่างๆ มากมาย 
 　
สรรพคุณของแมคคาเดเมีย
1. เป็นแหล่งโปรตีนสูง
2. มีส่วนช่วยบำรุงและรักษาโรคหัวใจ เนื่องจากมีกรดไขมันดี ที่ช่วยลดระดับไขมันและคลอเลสเตอรอลในร่างกายได้
3. ทำให้ขับถ่ายดีขึ้น เนื่องจากมีไฟเบอร์สูง
4. อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ
5. อุดมไปด้วย วิตามินบี 1และทองแดง 
6. ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง เนื่องจากมีแคลเซียมสูง
 　
เห็นแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไมแมคคาเดเมียถึงได้ชื่อว่าราชาแห่งถั่ว เพราะว่ามีสรรพคุณที่มากมายขนาดนี้ และที่สำคัญ ราคาไม่ใช่ถูกๆ เลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ถั่ว, แมคคาเดเมีย, ราชาแห่งถั่ว</keywords><date>2018-09-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1202</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1537933287.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1746"><Nid>1201</Nid><title>[มหัศจรรย์จากนม] โยเกิร์ต</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/นมเปรี้ยว</source><detail>ย้อนไปสมัยศตวรรษที่ 4-6 ก่อนคริสตกาล ชาวบัลแกเรียมีวิธีการเก็บน้ำนมไว้ในถุงที่ทำจากหนังแกะ เพื่อพกติดตัวเวลาเดินทางไปที่ต่างๆ ความอบอุ่นจากร่างกายร่วมกับจุลชีพที่อยู่ในหนังแกะ จึงทำให้เกิดปฏิกริยาการหมัก และทำให้น้ำนมที่อยู่ในถุงกลายเป็นโยเกิร์ตได้อย่างบังเอิญ
 　
ปัจจุบันโยเกิร์ตผลิตจากการนำนมต่างๆ มาเติมแบคทีเรียแลคโตบาซิลัส เอซิโดซิส และสเตรปโตคอคคัส เทอร์โมฟิลลัส แบคทีเรียเหล่านี้จะย่อยน้ำตาลในนมให้เป็นกรด และเกิดการแยกชั้นกันระหว่างโปรตีนในนมและน้ำนม ส่วนที่เป็นโปรตีนเหลวขึ้นคือโยเกิร์ต และส่วนที่แยกชั้นเป็นน้ำ เรียกว่า Whey Protine นั่นเองครับ
 　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>มหัศจรรย์จากนม, โยเกิร์ต, Yogurt</keywords><date>2018-09-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1201</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1537763094.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1747"><Nid>1200</Nid><title>ครั้งแรกของมนุษย์กับการเดินทางไปดวงจันทร์</title><source>http://www.narit.or.th/index.php/nso-news/116-2012-11-27-03-03-24</source><detail>“นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong)” ชื่อนี้ทุกคนต้องเคยได้ยินในคาบเรียนวิทยาศาสตร์แน่ๆ เขาคือมนุษย์คนแรกที่ได้เหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ เราไปทำความรู้จักภารกิจครั้งนี้ให้มากกว่าเดิมกันครับ
 　
ในสมัยสงครามเย็นระหว่างสหรัฐและสหภาพโซเวียต ได้มีการแข่งกันเป็นเจ้าด้านการสำรวจอวกาศ ด้วยการแข่งกันนำยานออกไปสำรวจดวงจันทร์ โดยโซเวียตเป็นฝ่ายนำยานออกไปนอกอวกาศได้ก่อน ซึ่งมีชื่อว่า "ลูน่า" ในขณะที่สหรัฐส่งออกไปได้ทีหลังชื่อว่า "เรนเจอร์"
 　
จนภายหลังเข้าสู่ยุคโครงการอะพอลโล่ สหรัฐฯ ได้ส่งยานอวกาศออกไปทั้งหมด 12 ลำและยานที่ได้ลงจอดบนดวงจันทร์เป็นลำแรกได้แก่ ยานอะพอลโล่ 11 โดยมี นีล อาร์มสตรอง เป็นนักบินอวกาศคนแรกที่ได้เหยียบพื้นผิวดวงจันทร์
 　
ภารกิจในครั้งนี้ คือ การเก็บตัวอย่างและทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เช่น เก็บตัวอย่างหินบนดวงจันทร์ ติดตั้งแผ่นวัดแผ่นดินไหว หรืออุปกรณ์วัดรังสี เพื่อการศึกษาในอนาคตนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>นีล อาร์มสตรอง, Neil Armstrong, ดวงจันทร์, อะพอลโล่ 11</keywords><date>2018-09-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1200</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1537697621.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1748"><Nid>1199</Nid><title>[วันสำคัญ] วันอนุรักษ์คูคลอง</title><source>https://hilight.kapook.com/view/108274</source><detail>วันที่ 20 กันยายนของทุกปี คือ วันอนุรักษ์คูคลอง สืบเนื่องมาจากคลองแสนแสบเป็นเส้นทางคมนาคมหลักทางน้ำของกรุงเทพฯ มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
 　
คลองแสนแสบ เป็นคลองที่ขุดขึ้นตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกงเข้าด้วยกัน เมื่อปี พ.ศ. 2380 ด้วยพระราชประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งอาวุธยุทธภัณฑ์
 　
แต่ปัจจุบันคลองแสนแสบเต็มไปด้วยขยะ ผักตบชวา ซองขนม มลพิษ จนกลายเป็นคลองน้ำครำที่ใหญ่และยาวที่สุดในกรุงเทพฯ จึงมีการจัดตั้งวันอนุรักษ์คูคลองขึ้นมาเพื่อบำรุงคลองแสนแสบให้กลับมาสะอาดดังเดิมนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันสำคัญ, วันอนุรักษ์คูคลอง</keywords><date>2018-09-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1199</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1537419743.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1749"><Nid>1198</Nid><title>ดินแดนอาทิตย์เที่ยงคืน</title><source>https://www.mushroomtravel.com/page/midnight-sun-norway/</source><detail>น้องๆ เคยคิดไหมครับว่า จะมีสถานที่ไหนที่มีแสงสว่างตลอด 24 ชั่วโมง?! มีจริงๆ ครับ เกิดขึ้นที่ไหน เกิดขึ้นได้ยังไง มาดูกันเลย
 　
ปรากฏการณ์พระอาทิตย์เที่ยงคืน (Midnight Sun) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดจากโลกหมุนรอบตัวเองไปพร้อมๆ กับโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วย โดยหมุนเอาแกนขั้วโลกเหนือและใต้สลับกัน ช่วงฤดูร้อน แกนโลกจะเอียงด้านขั้วโลกเหนือเข้าสู่ดวงอาทิตย์ และจะมีบางจุดที่อยู่เหนือเส้นขอบฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลาหลายเดือน จนทำให้มองเห็นเป็นตอนกลางวันตลอดนั่นเองครับ
 　
ซึ่งสถานที่ที่จะมองเห็นปรากฏการณ์นี้ได้คือ ดินแดนที่อยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล (Arctic Circle) ช่วงเส้นละติจูดที่ 66 องศาเหนือ ได้แก่ ประเทศในยุโรปแถบสแกนดิเนเวีย เช่น นอร์เวย์ สวีเดน ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ รัสเซีย รวมไปถึง สหรัฐอเมริกา แคนาดา และกรีนแลนด์ โดยประเทศที่ดีที่สุดในการชมพระอาทิตย์เที่ยงคืนก็คือ นอร์เวย์ จนได้รับสมญานามว่า “ดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืน” นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>พระอาทิตย์เที่ยงคืน, นอร์เวย์</keywords><date>2018-09-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1198</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1537331414.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1750"><Nid>1196</Nid><title>[มหัศจรรย์จากนม] เนย</title><source>https://themomentum.co/kitchenpedia-butter/</source><detail>ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ปกติแล้วนมสดที่ยังไม่ได้ผ่านการพาสเจอไรซ์และการทำให้เป็นเนื้อเดียว ทิ้งไว้สักพักจะเกิดตะกอนแยกชั้น นมส่วนที่มีไขมันสูงจะลอยตัวขึ้นข้างบน เรียกว่า เฮฟวี่ครีม (Heavy Cream) ส่วนนมที่อยู่ด้านล่างจะอุดมไปด้วยโปรตีน และไขมันน้อยกว่า ซึ่งเป็นส่วนที่เขาจะนำไปทำชีสแบบที่เรากล่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั่นเอง
　
เนย เกิดขึ้นจากการที่เรานำเฮฟวี่ครีมมากวน ตี หรือปั่นด้วยความเร็วสูง จะทำให้ครีมรวมตัวกันจนเริ่มขึ้นฟู นุ่มเหมือนโฟม ถ้าเราหยุดตั้งแต่ขั้นตอนนี้เราจะได้ วิปปิ้งครีม (Whipping Cream) แต่หากเราตีต่อไปเรื่อยๆ จนไขมันที่อยู่ในครีมเริ่มแยกตัวออกมา จับตัวกันเป็นก้อน จะเรียกว่าไขมันเนย (Butter Fat) อีกส่วนที่เป็นน้ำเรียกว่า นมเนย (Butter Milk) 
　
จากนั้นไขมันเนยจะถูกนำมานวดและปรุงรส และทำให้เนื้อเนียน ซึ่งก็ออกมาเป็นเนย ที่เรารู้จักกันตามท้องตลาดนั่นเองครับ 
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>มหัศจรรย์จากนม, เนย</keywords><date>2018-09-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1196</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1537158675.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1751"><Nid>1184</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] ชาร์ลส ดาวิน และเกาะกาลาปากอส</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/9-sep.htm</source><detail>วันนี้เมื่อปี ค.ศ. 1835 ชาร์ล ดาร์วิน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้เดินทางด้วยเรือถึงหมู่เกาะกาลาปากอส ห่างจากชายฝั่งอเมริกาใต้ไป 600 ไมล์ 
 　
ในเวลา 5 สัปดาห์บนเกาะ ชาร์ล ดาร์วิน ได้ศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ที่อาศัยอยู่บนเกาะกาลาปากอส เขาได้พบกับเต่ายักษ์ ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างจากที่เขาเคยพบอย่างมากอีกด้วย นับเป็นอีกก้าวหนึ่งของประวัติศาสตร์ในการค้นพบครั้งนี้ครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, ชาร์ล ดาร์วิน, เกาะกาลาปากอส</keywords><date>2018-09-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1184</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1537106092.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1752"><Nid>1183</Nid><title>ประวัติศาสตร์ของไดโนเสาร์ในประเทศไทย</title><source>http://www.finearts.go.th/nakhonphanomlibrary/parameters/km/item/การค้นพบไดโนเสาร์ในประเทศไทย</source><detail>ไดโนเสาร์ในไทย ใครว่าไม่มี?! วันนี้เรามาดูเรื่องราวการขุดค้นพบไดโดนเสาร์สายพันธุ์ที่พบเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นแบบคร่าวๆ กัน ไปดูกันเลยครับ
　
เมื่อปี พ.ศ. 2523 ประเทศไทยได้เริ่มมีการขุดค้นพบซากไดโนเสาร์ โดยตัวที่อายุเก่าแก่ที่สุดที่พบคือ ในยุคไทรแอสซิกตอนปลาย (209 ล้านปีก่อน) และอายุน้อยที่สุดอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนกลาง (100 ล้านปีก่อน) จะมีพันธุ์อะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ
　
- สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส  (Siamotyrannus Isanensis) - ค้นพบเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2536 ที่จังหวัดขอนแก่น เป็นไดโนเสาร์ที่เดิน 2 เท้า ขนาดใหญ่ ยาวประมาณ 6.5 เมตร มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น หรือเมื่อประมาณ 130 ล้านปีก่อน
　
- ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ (Phuwiangosaurus Sirindhornae) - ไดโนเสาร์ที่เดิน 4  เท้า คอและหางยาว ชนิดแรกของไทย ถูกค้นพบที่บริเวณประตูตีหมา อำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น
　
- สยามโมซอรัส สุธีธรณี (Siamosaurus Suteethorni) - ไดโนเสาร์ที่เดิน 2 เท้า  ขนาดใหญ่ ความยาวประมาณ 7 เมตร มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้นเช่นกัน ค้นพบที่จังหวัดขอนแก่น
　
- คอมพ์ซอกนาธัส (Compsognathus) - ไดโนเสาร์ขนาดเล็ก ค้นพบที่จังหวัดขอนแก่น
　
- ซิททาโกซอรัส สัตยารักษ์คิ (Psittacesaurus Sattayaraki) - ไดโนเสาร์สะโพกแบบนก ปากนกแก้ว ค้นพบที่จังหวัดชัยภูมิ
　
- กินรีมิมัส (Kinnareemimus) - ไดโนเสาร์นกกระจอกเทศตัวแรกของไทย ค้นพบที่จังหวัดขอนแก่น
　
- อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชี (Isanosaurus Attavipatchi) - ไดโนเสาร์กินพืชที่เก่าแก่ที่สุด พบที่จังหวัดชัยภูมิ
　
- สเตโกซอรัส (Stegosaurus) - ไดโนเสาร์เก่าแก่ที่มีอายุในช่วงจูราสสิคตอนปลาย ค้นพบที่จังหวัดกาฬสินธุ์
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไดโนเสาร์ในประเทศไทย</keywords><date>2018-09-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1183</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1536898045.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1753"><Nid>1182</Nid><title>ประโยชน์ของหน้ากากอนามัย</title><source>https://www.pobpad.com/หน้ากากอนามัย-กันเชื้อโ</source><detail>เห็นกันมาเยอะ เวลาคนไม่สบายต้องใส่หน้ากากอนามัย มันช่วยได้จริงเหรอ? เรามาดูคำตอบกันครับ
 　
หน้ากากอนามัยผลิตจากผ้า หรือพอลิไพรไพลีน ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดที่ปลอดภัยกับผู้ใช้ เพื่อป้องกันเชื้อโรค มลพิษ หรือของเหลวจากภายนอก
 　
ประโยชน์ของหน้ากากอนามัย คือ ป้องกันพิษหรือเชื้อโรคจากภายนอกที่มาตามอากาศ และป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากผู้ที่ใส่หน้ากากกระจายออกไปสู่ภายนอกได้ถึง 80%
 　
แต่ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เช่น หน้ากากอนามัยสามารถป้องกันได้เพียง 80% และไม่สามารถป้องกันโรคได้ทุกชนิด หน้ากากอนามัยจึงไม่สามารถใช้ป้องกันโรคใดโรคหนึ่งโดยเฉพาะได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หน้ากากอนามัย, เชื้อโรค</keywords><date>2018-09-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1182</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1536814177.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1754"><Nid>1181</Nid><title>น้ำยาล้างจานทำมาจากอะไร อันตรายหรือเปล่า?</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/น้ำยาล้างจาน</source><detail>น้ำยาล้างจานคืออะไร? ทำไมใช้น้ำเปล่าล้างไม่ได้? มาดูคำตอบกันครับ
　
เนื่องจากจานที่เราใช้ใส่อาหาร จะมีทั้งคราบไขมัน คราบสกปรกต่างๆ เกาะอยู่ที่พื้นผิวของจาน ทำให้การล้างด้วยน้ำเปล่าอาจจะยากที่จะทำให้สะอาดได้
　
น้ำยาล้างจาน คือ สารที่มีส่วนผสมของสารลดแรงตึงผิว ช่วยไปสลายคราบต่างๆ ที่เกาะแน่นอยู่บนจาน ให้หลุดออกมารวมตัวกันเป็นอีมัลชัน (เป็นคอลลอยด์ประเภทหนึ่ง เกิดจากของที่ละลายเข้ากันเป็นเนื้อเดียวไม่ได้สองชนิดขึ้นไป โดยทำให้แตกตัว) 
　
ในน้ำยาล้างจานประกอบด้วยสารที่มีขั้ว และสารที่ไม่มีขั้ว เมื่อเราล้างจาน ส่วนที่มีขั้วจะจับเข้ากับโกเมกุลของน้ำ ส่วนที่ไม่มีขั้วก็จะจับกับสารสกปรกที่หลุดออกมา ทำให้จานสะอาดวั้บ ปราศจากสิ่งสกปรก ซึ่งในปัจจุบันมีการเติมมะนาวหรือชาเข้ามาในน้ำยาล้างจานเพื่อใช้สารจากธรรมชาติช่วยขจัดคราบสกปรก  และเป็นการถนอมมือเมื่อถูกสัมผัสมากขึ้นด้วย ฉะนั้นรับรองว่าน้ำยาล้างจานขจัดคราบสกปรก และหลุดออกเมื่อล้างน้ำ ปลอดภัยแน่นอนครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำยาล้างจาน</keywords><date>2018-09-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1181</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1536723529.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1755"><Nid>1180</Nid><title>[มหัศจรรย์จากนม] ชีส</title><source>https://www.tipsdd.com/eat/cheese-ชีส-ต้นตำหรับความเยิ้ม/</source><detail>ชีส หรือเนยแข็ง เกิดจากการเติมเอนไซม์เรนนิน (Renin) หรือ ไคโมซิน (Chymosin) ลงไปในน้ำนม ทำให้โปรตีนที่อยู่ในนมตกตะกอน แยกชั้นออกมาจับตัวกันเป็นก้อน เรียกว่าเคิร์ด (Curd)
　
หลังจากนั้น นำเคิร์ดมาปรุงรสและใส่แบคทีเรียบางชนิดลงไป หลังจากนั้นเคิร์ดจะถูกอัดเข้าไปใส่แม่พิมพ์และบ่มเก็บเอาไว้ เพื่อให้แบคทีเรียเข้าไปกัดกินน้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในเคิร์ด และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เคิร์ดที่ถูกปรุงรสและเติมแบคทีเรียเข้าไปแล้ว ก็จะกลายเป็นชีสนั่นเองครับ ซึ่งชนิดของนมที่เรามาแยกโปรตีนออกมา ก็ทำให้เกิดเคิร์ดหลายชนิด และการปรุงรสของเคิร์ดแต่ละชนิด ก็เกิดเป็นชีสหลายชนิดแบบที่เรารู้จักกันนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>มหัศจรรย์จากนม, ชีส</keywords><date>2018-09-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1180</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1536552747.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1756"><Nid>1179</Nid><title>โค้กซีโร่และเป๊ปซี่แม็กซ์ หวานได้อย่างไร ไม่มีแคลอรี่จริงเหรอ</title><source>http://haamor.com/th/สารให้ความหวาน</source><detail>หากน้องๆ เคยลองดื่ม โค้กซีโร่ หรือเป๊ปซี่แม็กซ์ ที่เขาโฆษณาว่าหวานเหมือนน้ำตาล แต่ไม่ให้พลังงาน? ทำได้ยังไง? มาดูคำตอบเรื่องนี้กันครับ
　
เนื่องด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หันมาใส่ใจสุขภาพตัวเองกันมากขึ้น อย่างที่รู้กันว่าน้ำอัดลมนั้นประกอบไปด้วยน้ำตาลจำนวนมาก ผู้ผลิตจึงหันมาใช้ "สารให้ความหวาน" ที่ให้รสชาติหวานเหมือนน้ำตาล แต่ไม่ให้พลังงานนั่นเองครับ
　
ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดสารให้ความหวานที่ปลอดภัย สามารถใส่ในอาหารได้ ทั้งหมด 6 ชนิดด้วยกัน
　
1. แซคคาริน หรือ ขัณฑสกร (Saccharin)
2. แอสพาแตม (Aspartame)
3. อะซีซัลเฟม โพแทสเซียม (Acesulfame potassium)
4. ซูคราโลส (Sucralose)
5. นีโอเทม (Neotame)
6. แอดแวนเทม (Advantame)
　
สารพวกนี้จะให้รสชาติที่หวานคล้ายน้ำตาล แต่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ (ไม่ให้พลังงานและสารอาหารอื่นๆ) จึงทำให้กลายเป็นที่มาของการ "ไม่มีแคลอรี่" ที่พวกเราสามารถดื่มกันได้แบบไม่รู้สึกผิด
　
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มีผู้ที่ป่วยเป็นโรคบางประเภทที่ไม่สามารถรับประทานสารให้ความหวานบางตัวได้ เช่น ผู้ป่วยโรคฟีนิลคีโทนยูเรีย ซึ่งสามารถสังเกตได้ตามคำเตือนบนฉลากสินค้าครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สารให้ความหวาน, โค้ก, เป๊ปซี่</keywords><date>2018-09-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1179</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1536290911.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1757"><Nid>1177</Nid><title>ระวังเห็ดพิษ ก่อนเก็บ-ซื้อมาปรุงอาหาร</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/44371-แพทย์เตือนระวังเห็ดพิษ%20ก่อนเก็บ-ซื้อมาปรุงอาหาร.html</source><detail>ผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากการกินเห็ดพิษ 1,175 ราย และเสียชีวิต 6 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุดคือ อายุมากกว่า 65 ปี รองลงมา 45-54 ปี และ 55-64 ปี 
สาเหตุทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ เห็ดระโงกพิษ บางแห่งเรียกว่าเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งเห็ดชนิดนี้คล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่าน ที่สามารถกินได้ แต่แตกต่างกันคือ เห็ดระโงกพิษจะมีก้านสูง กลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นค่อนข้างแรง นอกจากนี้ ยังมีเห็ดป่าชนิดที่มีพิษรุนแรงคือ เห็ดเมือกไครเหลือง โดยประชาชนมักสับสนกับเห็ดขิง ซึ่งชนิดที่เป็นพิษจะมีเมือกปกคลุมและมีสีดอกเข้มกว่า ซึ่งยากแก่การสังเกตด้วยตาเปล่า
ภูมิปัญญาชาวบ้านที่ใช้ทดสอบความเป็นพิษของเห็ด เช่น การจุ่มช้อนเงินลงไปในหม้อต้มเห็ด การนำไปต้มกับข้าวสาร หรือใช้ปูนกินหมากป้ายที่ดอกเห็ด ถ้าเป็นเห็ดพิษจะกลายเป็นสีดำ เป็นต้น วิธีเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการอ้างอิงในการใช้ทดสอบพิษกับเห็ดกลุ่มนี้ได้ โดยเฉพาะเห็ดระโงกพิษที่มีสารที่ทนต่อความร้อน แม้จะปรุงให้สุกแล้ว เช่น ต้ม แกง ก็ไม่สามารถทำลายสารพิษนั้นได้
อาการหลังกินเห็ดพิษจะคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายอุจจาระเหลว ไม่ควรซื้อยากินเองหรือไปรักษากับหมอพื้นบ้าน การช่วยเหลือในเบื้องต้นคือ กระตุ้นให้ผู้ป่วยอาเจียน โดยให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ 1-2 แก้ว ล้วงคอให้อาเจียน หรือดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือแกงแล้วล้วงคอให้อาเจียนออกมา (วิธีนี้ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี)

จากนั้นรีบพาไปพบแพทย์ทันที แจ้งประวัติการกินเห็ดและนำตัวอย่างเห็ดพิษไปด้วย (หากยังเหลืออยู่) ควรให้ผู้ป่วยนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือนัดติดตามอาการทุกวันจนกว่าจะหายเป็นปกติ เนื่องจากเห็ดพิษชนิดร้ายแรงจะทำให้ผู้ป่วยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนในช่วงวันแรก แต่หลังจากนั้นผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงตามมาคือ การทำงานของตับและไตล้มเหลว อาจทำให้เสียชีวิตได้  
</detail><keywords>เห็ด, เห็ดพิษ, Mushroom</keywords><date>2018-09-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1177</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1536216151.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1758"><Nid>1176</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] การสูญเสียเสือทัสมาเนียตัวสุดท้ายของโลก</title><source>https://guru.sanook.com/26596/</source><detail>วันนี้เมื่อปี ค.ศ.1936 โลกของเราได้สูญเสียเสือทัสมาเนียตัวสุดท้ายที่กรงสวนสัตว์โฮบาร์ต ในทัสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเสือทัสมาเนีย เป็นสัตว์นักล่าที่มีถุงใต้ท้องคล้ายจิงโจ้ เลี้ยงลูกด้วยนม และเป็นสัตว์เฉพาะถิ่นในเกาะทัสมาเนีย ออสเตรเลีย สูญพันธุ์เพราะการล่าของมนุษย์
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, เสือทัสมาเนีย, Tasmania Tiger</keywords><date>2018-09-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1176</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1536206897.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1759"><Nid>1175</Nid><title>มากันยุงให้ถูกวิธีกันเถอะ</title><source>https://www.sanook.com/health/4893/</source><detail>กันยาหน้าฝนแบบนี้ เป็นช่วงฤดูยุงชุมเลยล่ะครับ วันนี้เลยขอนำเสนอเรื่องราวของยุง ว่ายุงชอบกัดคนประเภทไหน? แล้วเราจะป้องกันตัวเองจากยุงยังไง มาดูคำคอบกันครับ
　
ยุงชอบกัดคนประเภทไหน? มีหลายปัจจัยที่ยุงจะเลือกกัด ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีอุณหภูมิสูง  เนื่องจากมีเหงื่อออก เพราะยุงจะชอบกลิ่นเหงื่อประกอบกับอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติ นอกจากนี้ผู้หญิงมีสิทธิ์ถูกกัดมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากฮอร์โมนที่ไม่เหมือนกัน และคนที่ใส่เสื้อผ้าสีเข้มก็เป็นอีกสาเหตุที่ยุงเลือกเข้าจู่โจมครับ
　
มาดูวิธีป้องกันตัวเองจากยุงกันดีกว่าครับ เมื่อเรารู้สาเหตุที่ยุงชอบเข้ามากัดแล้ว เราก็ต้องป้องกันตัวเองไม่ให้มีอุณหภูมิสูงหรือเหงื่อออกมาก ด้วยการอาบน้ำเพื่อขจัดเหงื่อออกไป และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มียุงชุม เช่น ริมน้ำ, ป่า หรือสถานที่มืดๆ และที่สำคัญควรใช้ยากันยุงที่ในปัจจุบันที่หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ยาพ่น ยาทา หรือยาจุดแบบขดก็ได้ครับ
　
อย่าคิดว่าเรื่องนี้ไม่สำคัญ เพราะไม่ใช่แค่ความเจ็บๆ คันๆ ที่ยุงนำมาให้ แต่ยังนำเชื้อโรคที่จะนำเราไปสู่โรคร้ายได้อีกด้วยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ยุง</keywords><date>2018-09-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1175</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1536206780.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1760"><Nid>1174</Nid><title>5 กลุ่มโรคอันตรายที่มากับหน้าฝน</title><source>https://www.sanook.com/health/3585/</source><detail>ในฤดูฝน อากาศเริ่มเย็นลงและมีความชื้นสูงขึ้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศนี้ เป็นสาเหตุทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โรคที่สำคัญที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในฤดูนี้ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โรคไข้หวัดนก โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง นอกจากนี้ในต่างจังหวัดบางพื้นที่ อาจมีการระบาดของโรคฉี่หนู หรือโรคแลปโตสไปโรซิส หรือโรคที่มียุงเป็นพาหะนำโรค เช่น ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสเจอี เป็นต้น
1. กลุ่มโรคติดต่อของระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย ได้แก่ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ โรคเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลชีพที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินอาหาร ที่ลำไส้ โดยผู้ป่วยจะมีอาการท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาจมีไข้ ปวดบิดในท้อง และหากติดเชื้อบิดอาจมีมูกหรือเลือดปนอุจจาระได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ และบี ยังสามารถติดต่อได้จากการรับประทานอาหารปนเปื้อนเชื้อ ผู้ที่มีอาการตับอักเสบจะมีไข้ อ่อนเพลีย มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองหรือดีซ่าน คลื่นไส้อาเจียน ดังนั้นในหน้าฝนนี้จึงควรระมัดระวังอาหารการกินเป็นพิเศษ โดยรับประทานอาหารที่สุกใหม่ ๆ สะอาด ใช้ช้อนกลาง 
2. กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนังที่พบบ่อย คือ โรคแลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู อาการเด่น คือ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ มักปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่องและโคนขาอย่างรุนแรง และตาแดง ประมาณร้อยละ 5-10 ของผู้ป่วยโรคนี้อาจมีอาการรุนแรง เช่น ดีซ่าน ไตวาย หรือช็อคได้ โรคนี้มักเป็นเกิดในที่ที่มีน้ำท่วม ผู้ที่บ้านมีหนูมาก เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน คนงานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โค สุกร ปลา ผู้ที่ทำงานขุดท่อระบายน้ำ เหมืองแร่ โรงฆ่าสัตว์ เป็นต้น
3. กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่พบบ่อย ได้แก่ โรคหวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบหรือปอดบวม โดยเฉพาะในปัจจุบันมีการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ซึ่งเป็นโรคระบาดใหม่ ที่ขณะนี้พบการระบาดทั่วประเทศ และโรคไข้หวัดนกที่มีแหล่งแพร่ระบาดมาจากสัตว์ปี เชื้ออาจมีการผสมข้ามสายพันธุ์กับเชื้อไข้หวัดใหญ่ในคนที่อยู่ในช่วงระบาดในฤดูฝนได้
4. กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุง ที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่
    4.1 ไข้เลือดออก มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งกว่าร้อยละ80 เป็นยุงลายที่อยู่ในบ้านซึ่งจะวางไข่ในน้ำที่ขังอยู่ตามที่ต่าง ๆ ผู้ป่วยระยะแรกจะมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป ได้แก่ อาการไข้ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีอาการปวดกระดูกมาก ไข้จะสูงอยู่ประมาณ 2-7 วัน หลังจากนั้นไข้จะลง พร้อมกับอาจจะมีอาการเลือดออกผิดปกติ มือเท้าเย็น หรือช็อคได้
    4.2 ไข้สมองอักเสบเจอี (Japanese Encephalitis)มียุงรำคาญเป็นพาหะนำโรค มักแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำตามทุ่งนา ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดศีรษะ อาเจียน หลังจากนั้นจะมีอาการซึมลงหรือชักได้ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิต หรือพิการหากไม่ได้รับการรักษา
    4.3 โรคมาลาเรีย มียุงก้นปล่องที่อยู่ในป่าเป็นพาหะนำโรค โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูงหนาวสั่น ซีดลง เนื่องจากเม็ดเลือดแดงแตก ถ้าเป็นชนิดรุนแรงอาจมีอาการไตวาย ตับอักเสบ ปอดผิดปกติ และอาจมีความผิดปกติทางสมองที่เรียกว่า มาลาเรียขึ้นสมองได้
5. โรคเยื่อบุตาอักเสบหรือโรคตาแดง ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสที่อยู่ในน้ำสกปรก กระเด็นเข้าตา  นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝนต้องระวังอีก 2 เรื่อง คือ ปัญหาน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา สาเหตุเกิดจากการแช่น้ำสกปรกนาน ๆ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดง ถ้าเกาจะเป็นแผลมีน้ำเหลืองออก และอันตรายจากสัตว์มีพิษ เช่น งู ตะขาบ แมงป่องที่หนีน้ำมาอาศัยในบริเวณบ้าน สิ่งที่ต้องระวัง คือ การรับประทานยาลดไข้ เช่น ห้ามกินยาในกลุ่มแอสไพรินอย่างเด็ดขาด เพราะมีอันตรายกับบางโรค คือ โรคไข้เลือดออก โรคไข้หวัดใหญ่ และโรคฉี่หนู
ซึ่งโรคดังกล่าวจะทำให้มีเลือดออกตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายอยู่แล้ว หากได้รับยาแอสไพริน ซึ่งมีสารป้องกันเลือดแข็งตัวเข้าไปอีก จะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น ทำให้เสียชีวิตได้ง่ายขึ้น และอาจเกิดเป็นกลุ่มอาการไรซินโดรม ซึ่งมีผลต่อทุกอวัยวะในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองและตับ อาการที่พบ ได้แก่ ผู้ป่วยอาเจียนอย่างมาก และมีอาการทางสมอง เช่น สับสน มีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ซึมและหมดสติ จนเสียชีวิตได้
ในการป้องกันโรคในฤดูฝน ทำได้โดยออกกำลังกายสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรค โดยเฉพาะเด็กกับผู้สูงอายุควรดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็น จะทำให้ร่างกายที่มีระดับภูมิต้านทานโรคต่ำกว่าคนวัยอื่น ๆ อยู่แล้ว ต่ำลงไปอีก จึงมีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ควรดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้ม รับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม และล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง
 
</detail><keywords>โรคระบาด, ท้องร่วง, โรคฉี่หนู, ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่, ปอดอักเสบ, ปอดบวม, ไข้เลือดออก, ไข้สมองอักเสบ, มาลาเรีย, ตาแดง, เยื่อบุตาอักเสบ, หน้าฝน, ฤดูฝน, โรคที่มากับฝน, สุขภาพ, ความเสี่ยง</keywords><date>2018-09-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1174</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1536201844.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1761"><Nid>1173</Nid><title>[มหัศจรรย์จากนม] นมสด</title><source>https://sites.google.com/site/kheruxngdumpraphethnm/home/nm-sd</source><detail>นม คือของเหลวสีขาวที่ประกอบด้วยสารอาหารที่ออกมาจากเต้านมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งนมชนิดที่มนุษย์คุ้นเคยกันมากที่สุดนั่นก็คือ นมวัว 
　
นมวัวอุดมไปด้วยสารอาหารหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุครบทุกหมู่ ซึ่งคือโปรตีน วิตามิน เกลือแร่ คาร์โบไฮเดรต และไขมัน โดยเฉพาะน้ำตาลนมหรือแล็กโทส (Lactose) และโปรตีนที่เรียกว่า เคซีน (Casein) จะพบในธรรมชาติคือในนมเท่านั้น จึงเรียกได้ว่า นมวัวจึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการในด้านต่างๆ ของมนุษย์นั่นเอง

นมมีส่วนประกอบดังนี้
1. น้ำ - เป็นสื่อกลางในการประสานธาตุต่างๆ เข้าด้วยกัน
2. ไขมัน - หรือเรียกว่า มันเนย เป็นแหล่งให้พลังงานตลอดจนวิตามินเอ ดี อีและเค
3. โปรตีน - อุดมไปด้วยโปรตีนและกรดอะมิโนกว่า 19 ชนิด ที่มีประโยชน์ต่อการสร้างเนื้อเยื่อและกระดูก
4. สารประกอบไนโตรเจน - ในนมจะมีไนโตรเจนประมาณร้อยละ 0.5
5. แล็กโทส - เมื่อถูกย่อยจะเป็นน้ำตาลชนิดต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมอง
6. วิตามิน - อุดมไปด้วยวิตามิน เอ บี 1 บี 6 บี 12 ซี และดี
7. แร่ธาตุ - ประกอบด้วยธาตุอีกหลากหลายชนิด เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม และอื่นๆ อีกมากมาย
　
เท่านี้ก็น่าจะพอเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไมคุณพ่อคุณแม่ถึงพยายามให้เราดื่มนมเยอะๆ ก็เพราะคุณประโยชน์ทั้งหมดที่กล่าวมาจะช่วยให้น้องๆ มีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ดีนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>มหัศจรรย์จากนม, นมสด</keywords><date>2018-09-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1173</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1535944824.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1762"><Nid>1172</Nid><title>อากาศแปรปรวน ไข้หวัดใหญ่ เพิ่มขึ้น</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/44241-อากาศแปรปรวน%20พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น.html</source><detail>สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในปี 2561 จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 20 ส.ค. 61 พบผู้ป่วย 89,846 ราย เสียชีวิต 12 ราย โดยพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุ (อายุระหว่าง 61-87 ปี) จำนวน 9 ราย
สำหรับการพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์ คาดว่า ในช่วงนี้จะมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้น เนื่องจากกำลังเข้าสู่ฤดูกาลระบาดของโรค ประกอบกับช่วงนี้สภาพอากาศแปรปรวน ร้อนสลับฝนตก ร่างกายอาจปรับตัวไม่ทันทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานที่ปิดหรือแออัด  โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่ติดต่อทางน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วย แพร่ติดต่อไปยังคนอื่นๆ ได้ง่าย เช่น การไอหรือจามรดกัน หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป บางรายอาจได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น
สำหรับสถานที่ที่มักพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน คือ สถานที่ปิด แออัด หรือมีคนอยู่หนาแน่น เช่น โรงเรียน ค่ายทหาร เรือนจำ ซึ่งควรมีการคัดกรองผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่  โดยเฉพาะนักเรียนในโรงเรียน เนื่องจากเป็นช่วงที่โรงเรียนเปิดภาคเรียน มีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกัน อยู่รวมกันในสถานที่ปิด หรือการใช้ของใช้ร่วมกัน
มาตรการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ในโรงเรียน โดยควรมีการคัดกรองเด็กป่วยทุกเช้าก่อนเข้าเรียน หากพบนักเรียนที่มีอาการป่วยควรแยกไว้ในสถานที่อื่นหรือให้ผู้ปกครองมารับกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน และหากพบว่ามีผู้ป่วยหลายรายเป็นวงกว้าง ควรพิจารณาร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการปิดสถานศึกษาเพื่อป้องกันและควบคุมการแพร่กระจายของโรคเพิ่มขึ้น  นอกจากนี้ โรงเรียนควรจัดให้มีจุดล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ไว้ตามที่ต่างๆ เช่น ห้องน้ำ โรงอาหาร ให้ความรู้แก่นักเรียน บุคลากรในโรงเรียน รวมถึงผู้ปกครอง ในเรื่องการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เช่น การล้างมือ การใช้หน้ากากอนามัย การแยกของใช้ส่วนตัว เป็นต้น  สอบถามโทรสายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422
</detail><keywords>ป่วย, ไข้หวัดใหญ่</keywords><date>2018-09-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1172</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1535943360.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1763"><Nid>1171</Nid><title>ตายเร็วด้วยโรคร่าเริง</title><source>http://infographic.in.th/infographic/กลางวันไม่ตื่น-กลางคืน</source><detail>การใช้ชีวิตของคุณที่เสี่ยงเป็นโรงร่าเริง
กลางวัน : อ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ คิดอะไรก็คิดไม่ออก
กลางคืน : คิดงานได้ก่อนนอน ไอเดียพรั่งพรู ทำงานสนุกทั้งคืนโดยไม่เบื่อไม่บ่น ไม่ออกกำลังกาย ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังโดยอ้างว่าสมองแล่น
 
ถึงชื่อโรคจะดูร่าเริงสนุกสนาน แต่ร่างกายของเราไม่ได้จะร่าเริงตามชื่อแม้แต่น้อย ซึ่งนอกจากจะทำให้ฮอร์โมนแปรปรวน รอบเดือนไม่ปกติ ขี้เหวี่ยงขี้วัน อาจทำให้สุ่มเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม และโรคเบาหวานได้

จัดระบบชีวิตใหม่ เสริมสร้างภูมิต้านทาน "โรคร่าเริง"
1. ตั้งนาฬิกาปลุกเวลาเดิมทุกๆ วัน เพื่อสร้างความเคยชิน
2. หลีกเลี่ยงแป้ง น้ำตาล เพิ่มเนื้อสัตว์ในมื้อกลางวัน เพราะแป้งและน้ำตาลนั้นเป็นตัวกระตุ้นในสมองหลั่งสารเซโรโทนินมากเกินไปซึ้งทำให้ง่วงนอน
3. ออกกำลังกายแบบง่ายๆ บ่อยๆ เช่นการเดิน การแกว่งแขน
4. ฟังเพลงระหว่างวัน เพื่อเพิ่มความตื่นตัว
5. จิบน้ำเปล่า ทำให้สมองแล่น 
6. นำผลมะกรูด คลึงกับพื้นมาวางไว้ข้างหมอนทำให้หลับสบาย
 
</detail><keywords>กลางวัน.กลางคืน.ร่าเริง.โรค</keywords><date>2018-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1171</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1535437482.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1764"><Nid>1169</Nid><title>ทำไมชื่อของวันถึงมาจากชื่อของดวงดาว</title><source>https://www.adaymagazine.com/articles/puzzle-day-order</source><detail>เคยสงสัยไหม ว่าทำไมชื่อวันแต่ละวันถึงตรงกับชื่อดาวทั้งหมด? มาไขคำตอบเรื่องนี้ไปด้วยกันเลย
　
ย้อนกลับไปเมื่อสมัยโบราณ ที่มนุษย์ยังพึ่งการเคลื่อนที่ของดวงดาวในการนับวันอยู่ ซึ่งในสมัยนั้นมนุษย์เชื่อว่าโลกคือศูนย์กลางของจักรวาล จึงเรียงวันจากความเร็วในการเปลี่ยนตำแหน่งของดาวไปในแต่ละคืน ดาวเคราะห์ดวงไหนเคลื่อนไหว และเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเร็ว แปลว่าดาวดวงนั้นอยู่ใกล้โลก และเชื่อว่าทุกๆ ชั่วโมง จะมีเทพเจ้าประจำแต่ละดาวเปลี่ยนผลัดกันมาควบคุมการเดินเวลาบนโลก โดยเรียงจากไกลมาใกล้ ดังนี้
　
วันนี้เวลา 06:00 น. เทพเจ้าดวงอาทิตย์คุม
เวลา 07:00 น.เทพเจ้าศุกร์คุม
เวลา 08:00 น. เทพเจ้าพุธคุม
เวลา 09:00 น. เทพเจ้าจันทร์คุม
เวลา 10:00 น. เทพเจ้าเสาร์คุม
เวลา 11:00 น. เทพเจ้าพฤหัสบดีคุม
เวลา 12:00 น. เทพเจ้าอังคารคุม
　
เมื่อถึงเวลา 13.00 น. ก็จะวนกลับมาที่เทพเจ้าดวงอาทิตย์อีกรอบ ซึ่งถ้านับไปเรื่อยๆ แบบนี้ จะพบว่าทุกๆ เวลา 6.00 น. ของแต่ละวัน จะถูกคุมด้วยลำดับแบบนี้

วันนี้ เวลา 06:00 น. เทพเจ้าดวงอาทิตย์คุม
วันพรุ่งนี้ เวลา 06:00 น. เทพเจ้าจันทร์คุม
วันมะรืนนี้ เวลา 06:00 น. เทพเจ้าอังคารคุม

คนสมัยนั้นจึงเรียกชื่อวันตามชื่อเทพเจ้าที่คุมชั่วโมงแรกของแต่ละวัน จึงเรียกมาเป็นวันแบบที่เราใช้กันทุกวันนี้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วัน, ดวงดาว</keywords><date>2018-08-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1169</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534778932.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1765"><Nid>1168</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] ค้นพบธาตุ Meitnerium</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/8-august.htm</source><detail>28 สิงหาคม ปี ค.ศ.1982 มีการสร้างอะตอมของธาตุใหม่ขึ้นมา และตั้งชื่อว่า Meitnerium (MT) โดยนักฟิสิกส์จากศูนย์วิจัยไอออนหนัก (Heavy Ion Research Laboratory) ที่ Darmstadt ประเทศเยอรมันนี โดยใช้เทคนิคการหลอมรวมนิวเคลียส เพื่อสร้างนิวเคลียสหนักของธาตุใหม่
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, Meitnerium (MT)</keywords><date>2018-08-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1168</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534778798.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1766"><Nid>1167</Nid><title>[ต้นไม้มงคล] บอนสี</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/บอนสี</source><detail>บอนสี หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ Caladium bicolor Vent. นิยมปลูกกันเพราะเชื่อว่าจะนำโชคลาภและสิริมงคลมาให้ผู้ปลูก บอนสีมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่แอฟริกาใต้ และเริ่มเข้ามาในประเทศไทยในสมัยสุโขทัย และรัตนโกสินทร์
　
บอนสีมีความสูงประมาณ 0.5 เมตร มีพุ่มกว้างประมาณ 1 เมตร มีลำต้นอยู่ใต้ดิน ลักษณะใบมีสีสันสวยงาม การเลี้ยงบอนสีเพื่อให้เจริญเติบโตที่ดีคือ ต้องโดนแสงแดด เพราะบอนสีจำเป็นต้องใช้แสงในการสร้างเม็ดสี และปลูกอยู่ในอุณหภูมิประมาณ 18 - 24 องศาเซลเซียส
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ต้นไม้มงคล, บอนสี, Queen of the Leafy Plants, Caladium bicolor Vent.</keywords><date>2018-08-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1167</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534778597.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1767"><Nid>1166</Nid><title>ดื่มโกโก้ เสริมผิวสวยได้จริงเหรอ?</title><source>https://www.idskinexpert.com/knowledge/เปลี่ยนจากดื่มกาแฟ-มาดื/</source><detail>ไหนใครเคยได้ยินบ้างว่าอย่ากินช็อกโกแลตเยอะ สิวจะขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ช็อกโกแลตถูกใส่ร้ายมาตลอด!! ช็อกโกแลตไม่เกี่ยวอะไรเลย มาดูความจริงกัน!
　
ช็อกโกแลตที่เรามักกินกันเป็นประจำคือ ช็อกโกแลตนม (Milk Chocolate) มีส่วนผสมของช็อกโกแลต นม และน้ำตาล ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ให้เกิดสิวที่แท้จริงคือ นมและน้ำตาลนั่นเอง เพราะสองสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างน้ำมันออกมามากเกินไป จนส่งผลให้เกิดสิวบนใบหน้า
　
หากเราเปลี่ยนจากการกินช็อกโกแลตแท่งมาเป็นดื่มโกโก้แทน (โกโก้คือช็อกโกแลตที่สกัดส่วนไขมันออกไปแล้ว) แบบไม่ใส่นมและน้ำตาล ก็จะไม่ส่งผลให้ผิวสร้างน้ำมันออกมา แถมในโกโก้ยังมีสารช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระสูงอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้ผิวสวยดูสดใส สมวัย และที่สำคัญไม่เป็นสิวและไม่อ้วนด้วยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ช็อกโกแลต, โกโก้, Chocolate, Cocao</keywords><date>2018-08-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1166</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534778462.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1768"><Nid>1165</Nid><title>Brain Freeze เกิดจากอะไร</title><source>https://health.kapook.com/view147527.html</source><detail>เคยเป็นไหม? เมื่อดื่มน้ำเย็นจัด อย่างเช่นน้ำปั่น หรือไอศกรีม มักจะมีอาการปวดหัวจี๊ด ปี๊ดขึ้นสมอง อาการนี้คืออะไร มีวิธีบรรเทาหรือไม่ อ่านต่อได้เลยครับ
　
โดยปกติแล้วร่างกายคนเรามีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส เมื่อร่างกายได้รับอุณหภูมิที่ต่ำในปริมาณมากๆ แบบฉับพลัน จะเกิดกลไกป้องกันตัวเองของร่างกาย นั่นคือทำให้หลอดเลือดในช่องคอบริเวณเพดานอ่อนหดตัวเป็นระยะสั้นๆ เมื่อหลอดเลือดหดตัวลง จะส่งผลให้ต่อมรับความรู้สึกเจ็บปวดถูกกระตุ้น ส่งสัญญาณไปยังประสาทและสมอง ทำให้เกิดอาการปวดหัวจี๊ดๆ หรือที่เราเรียกว่า Brain Freeze นั้นเองครับ
　
วิธีบรรเทาอาการปวดหัวจี๊ดทำได้ง่ายๆ
1. ให้ดื่มน้ำอุ่นๆ ตามลงไปหากหาได้
2. ใช้ลิ้นดันเพดานปากด้านบน ความร้อนจากลิ้นจะช่วยคลายเส้นประสาทที่เชื่อมกับสมอง
3. เอามือปิดปาก จมูกไว้สักพัก ให้ความร้อนจากฝ่ามือช่วยคลายอาการหดตัวของเส้นเลือด
　
ครั้งหน้า หากใครมีอาการแบบนี้อีก ลองใช้วิธีนี้ดู และเอาผลลัพธ์มาแชร์กันบ้างนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>Brain Freeze</keywords><date>2018-08-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1165</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534778334.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1769"><Nid>1164</Nid><title>ดินวิทยาศาสตร์คืออะไร ทำให้ต้นไม้โตได้จริงหรือ</title><source>http://www.neutron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=1965</source><detail>เคยเห็นเม็ดกลมๆ สีสันสวยงามที่ใส่ในกระถางต้นไม้ เพื่อเอาไว้ปลูกต้นไม้แทนดินกันไหมครับ? เจ้าเม็ดนั้นคืออะไรกันแน่? ใช้แทนดินได้ด้วยเหรอ? มาทำความรู้จักเขากันครับ
　
เจ้าเม็ดๆ พวกนั้นคือ "ไฮโดรเจล" (Hydrogels) มีคุณสมบัติในการซึมซับน้ำได้ถึง 600 เท่าของน้ำหนักตัวเอง ลักษณะของไฮโดรเจลก่อนซึมซับน้ำจะเป็นผลึกแข็งๆ เม็ดเล็กๆ แต่หากนำไปแช่น้ำจนดูดซับได้เต็มที่แล้ว จะมีลักษณะพองๆ นิ่มๆ เหมือนเยลลี่
　
ด้วยคุณสมับิตนี้ ไฮโดรเจลจึงถูกนำมาใช้ในด้านเกษตรกรรม ช่วยให้ดินอุ้มน้ำ และดูดสารอาหารไว้ได้นานกว่า อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้เลี้ยงต้นไม้ประเภทไม้กระถาง และพลูด่างแทนดินได้อีกด้วยนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไฮโดรเจล, Hydrogels, ดินวิทยาศาสตร์</keywords><date>2018-08-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1164</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534778200.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1770"><Nid>1163</Nid><title>เลิกเหล้า เลิกจน เลิกเลยดีกว่า</title><source>เหล้า,เลิกเหล้า,เลิกจน,</source><detail>จน เครียด แล้ว กินเหล้า หรือ กินเหล้า แล้วเครียดเพราะทำให้จน?
เพราะคนที่ดื่มเหล้ามานานหลายปี สมองจะเสพติดสุราหรือที่เรียกว่าโรคติดสุราเรื้อรัง ซึ่งคนที่เป็นโรคนี้หากต่อต้านหรือพยายามไม่ดื่มก็จะรู้สึกทรมานและมีอาการถอน เช่น กระสับกระส่าย ใจสั่น มือสั่น เหงื่อแตก และต้องการดื่มในปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้มีความสุขเท่าเดิม เช่น เมื่อ 5 ปีที่แล้วดื่มเหล้าวันละ 3 ขวด รู้สึกเหมือนมีความสุข 100% แต่ปัจจุบันต้องดื่มถึง 10 ขวดถึงจะรู้สึกมีความสุขแบบนั้น
ความทรมานจากอาการถอนนั่นเองที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หยุดดื่มไม่ได้ ใจ เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับคนที่มีอาการถอนสุราร่วมด้วย ดังนั้น ผู้ที่ตัดสินใจหักดิบเลิกเหล้าควรสังเกตอาการตัวเองในช่วง 3 วันแรก ว่ามีอาการถอนสุรารึเปล่า หากมีอาการควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยบำบัดอาการถอนพิษสุรา
ลด ละ เลิก การดื่มไปทำไม ก็ในเมื่อฉันเสียเงินซื้อเหล้าเองนี่?
ข้อมูลของกรมอนามัยโลกพบว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยกว่า 200 โรค เป็นสาเหตุที่ทำให้ทั่วโลกมีคนเสียชีวิตประมาณปีละ 3.3 ล้านคน และก่อให้เกิดความสูญเสียทางสุขภาพเท่ากับร้อยละ 5.9 ของภาระโรคทั่วโลก
แอลกอฮอล์เป็นส่วนหนึ่งของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)  เช่น หลอดเลือดสมอง โรคหัวใจและหลอดเลือด มะเร็งชนิดต่างๆ ทั้งปาก ลำคอ หลอดอาหาร ลำไส้ใหญ่ ตับ เป็นต้น
นอกจากนี้ การดื่มยังเป็นสาเหตุส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน นำมาซึ่งความสูญเสียทางชีวิตและทรัพย์สิน และยังมีการล่วงละเมิดทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์ ทะเลาะวิวาท ลักจี้ชิงปล้น ฆ่าตัวตาย และคดีอาชญากรรมต่างๆ
</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2018-08-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1163</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534390197.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1771"><Nid>1142</Nid><title>[ต้นไม้มงคล] โป๊ยเซียน</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/โป๊ยเซียน_(พืช)</source><detail>โป๊ยเซียน หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Euphorbia milli เป็นพืชตระกูลเดียวกับต้นคริสต์มาส และต้นส้มเช้า คำว่าโป๊ยเซียนมาจากภาษาจีน แปลว่า เทพยดาทั้ง 8 องค์ มีความเชื่อว่าบ้านไหนปลูกแล้วมีดอกขึ้นครบ 8 ดอก จะนำโชคดีมาให้ 
　
ลักษณะของใบเป็นทรงยาวรี ปลายใบแหลม ออกดอกเป็นกลุ่ม แต่ละดอกจะมีกลีบอยู่ตรงข้ามกัน ดอกโป๊ยเซียนมีหลายสี เช่น แดง เหลือง ชมพู ส้ม และขาว มีดอกออกตลอดทั้งปี และแข็งแรงมาก
　
การขยายพันธุ์โป๊ยเซียนสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การปักชำ ตอนกิ่ง เสียบกิ่ง และการเพาะเมล็ด แต่วิธีที่นิยมทำกันมากและได้ผลดีที่สุดคือ การปักชำและการเสียบกิ่ง
　
บ้านไหนไม่รู้จะปลูกอะไร ลองนำโป๊ยเซียนมาปลูกดู แล้วมาลุ้นว่าจะเติบโตจนถึงดอกทั้ง 8 ผลิบานรึเปล่า ก็สนุกดีเหมือนกันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ต้นไม้มงคล, โป๊ยเซียน, Euphorbia milli, Crown of Thorns</keywords><date>2018-08-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1142</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534362238.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1772"><Nid>1141</Nid><title>[วันสำคัญ] วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ</title><source>https://hilight.kapook.com/view/27324, https://th.wikipedia.org/wiki/สุริยุปราคา</source><detail>18 สิงหาคม วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ เป็นวันที่มีความสำคัญในวงการวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ และวงการศึกษาของไทยเลยก็ว่าได้
　
ย้อนกลับไปเมื่อ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ได้เสด็จไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ทรงพยากรณ์ล่วงหน้าไว้ 2 ปีว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง และเห็นชัดเจนที่สุดที่หมู่บ้านหัววาฬ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งผลการคำนวณของพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีความแม่นยำมาก 
　
สุริยุปราคา คือปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้น เมื่อโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์โคจรอยู่ระนาบเดียวกัน โดยดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง ทำให้คนบนโลกที่อยู่ใต้เงาของดวงจันทร์มองเห็นดวงอาทิตย์มืดเป็นบางส่วน หรือทั้งหมด
　
หลังจากนั้นสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เลยมีจัดตั้งวันที่ 18 สิงหาคม ของทุกปี เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็น "พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย" อีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันสำคัญ, วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ, สุริยุปราคา, ดาราศาสตร์</keywords><date>2018-08-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1141</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534362135.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1773"><Nid>1140</Nid><title>กินปลา แล้วจะฉลาดขึ้นจริงเหรอ</title><source>http://campus.sanook.com/929537</source><detail>"หัดกินปลาซะบ้าง จะได้ฉลาด" คำพูดนี้น่าจะคุ้นหูสำหรับน้องๆ แต่มีความเท็จ จริงมากน้อยแค่ไหนในประโยคนี้ มาดูกันเลยครับ
　
ต้องขอบอกว่าถึงจะไม่จริงทั้งหมด 100% แต่การกินปลาก็มีประโยชน์ต่อร่างกายและสมองครับจริงๆ ครับ เพราะเมื่อเรากินปลา ร่างกายจะนำโปรตีนจากเนื้อปลามาใช้เสริมสร้างเนื้อเยื่อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ส่วนไขมันในเนื้อปลาโดยเฉพาะ DHA และ EPA เป็นไขมันดี จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกายและพัฒนาการของสมอง
　
นอกจากนี้ โปรตีนจากเนื้อปลายังช่วยป้องกันการแข็งตัวของไขมันในเส้นเลือด และยังมีธาตุไอโอดีนอีกด้วย
　
เห็นไหมครับว่าในเนื้อปลามีแต่สารอาหารดีๆ ที่เหมาะกับการเจริญเติบโต ทั้งร่างกายและสมอง เพราะฉะนั้นน้องๆ อย่าลืมกินเนื้อปลาเป็นประจำเพื่อพัฒนาการที่ดีนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>DHA, EPA</keywords><date>2018-08-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1140</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534361987.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1774"><Nid>1139</Nid><title>กลืนหมากฝรั่งแล้วจะไปพันลำไส้ เท็จจริงคืออะไร?</title><source>https://health.kapook.com/view118884.html</source><detail>ได้ยินผู้ใหญ่เตือนกันมามากมาย "ห้ามกลืนหมากฝรั่งนะ เพราะจะเข้าไปพันลำไส้" มาดูข้อเท็จจริงกันดีกว่าครับ ว่าถ้ากลืนหมากฝรั่งแล้วจะเป็นยังไงกันแน่?
　
หมากฝรั่ง ผลิตจากสารประกอบที่ไม่สามารถย่อยสลายด้วยน้ำย่อยในร่างกายได้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรกลืนลงไป
　
แต่หากกลืนไปแล้วล่ะ?! อันที่จริงแล้วไม่ได้อันตรายขนาดนั้นเลยครับ เมื่อร่างกายกลืนหมากฝรั่งลงไป หมากฝรั่งจะผ่านระบบทางเดินอาหารมายังลำไส้ และถูกขับถ่ายออกมา ภายใน 1 สัปดาห์ ไม่ได้เข้าไปพันลำไส้แต่อย่างใด นอกเสียจากว่ากลืนหมากฝรั่งชิ้นใหญ่มากๆ จนไปอุดตันลำไส้ ซึ่งในกรณีนี้ก็เกิดขึ้นได้น้อยมาก
　
แต่มีสิ่งต้องห้ามเมื่อกลืนหมากฝรั่งลงไป นั่นคือการดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน เพราะความร้อนจะไปละลายหมากฝรั่งจนทำให้ยากต่อการขับออกจากร่างกาย ควรดื่มน้ำเย็นตามเพื่อให้หมากฝรั่งจับตัวเป็นก้อน ง่ายแก่กระบวนการขับถ่ายดีกว่าครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หมากฝรั่ง</keywords><date>2018-08-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1139</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534361855.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1775"><Nid>1138</Nid><title>[ต้นไม้มงคล] ธรรมรักษา</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/เฮลิโคเนีย</source><detail>เฮลิโคเนีย (Heliconia) หรือชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Heliconia spp เป็นพันธุ์ไม้เขตร้อน มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาและหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน การเรียงตัวของใบจะเรียงสลับกันในระนาบเดียวกัน ช่อดอกแทงออกกลางลำต้น เจริญเติบโตได้ดีในที่ลุ่มและชื้นแฉะ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด แยกกอ หรือเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
　
คำว่าเฮลิโคเนีย นำมาจากชื่อ "เฮลิคอน" ซึ่งเป็นชื่อภูเขาสถิตของเทพธิดา 9 พระองค์ที่เรียกว่า มิวส์ และมีความงามเป็นอมตะ สาเหตุที่เฮลิโคเนียนิยมนำมาปลูกเป็นไม้มงคล เนื่องจากมีลักษณะที่โดดเด่น มีสีที่สวยงาม อีกทั้งต้นนี้ยังเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดลำปางอีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ต้นไม้มงคล, ธรรมรักษา, เฮลิโคเนีย, Heliconia, Lobster claws</keywords><date>2018-08-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1138</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534303744.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1776"><Nid>1137</Nid><title>ดอกมะลิ สัญลักษณ์ของวันแม่</title><source>https://health.kapook.com/view1062.html</source><detail>รู้ไหม ทำไมถึงใช้ดอกมะลิเป็นสัญลักษณ์วันแม่? ในโอกาสวันแม่แห่งชาติปีนี้ พี่ๆ STKC ขอนำเสนอเกร็ดความรู้เรื่องดอกมะลิในเชิงพฤกษศาสตร์กันครับ
　
ดอกมะลิ เป็นดอกไม้ประดับที่มีกลิ่นหอม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jusminum Adenophyllum วงษ์ Oleaceae เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ออกดอกตลอดทั้งปี
　
ประโยชน์ของมะลิใช้ได้แทบทุกส่วนตั้งแต่รากไปถึงดอก รากของมะลิสามารถรักษาได้หลายโรค ทั้งปวดเมื่อย เคล็ดขัดยอก เลือดออกตามไรฟัน โดยนำรากมาฝนหรือต้มน้ำดื่ม ส่วนใบสามารถใช้รักษาอาการไข้ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ปวดท้อง แน่นท้องได้ และดอกมะลิยังสามารถรักษาโรคบิด อาการปวดท้องได้อีกด้วย
　
ด้วยความที่ดอกมะลิออกดอกทั้งปี อีกทั้งยังมีกลิ่นหอม มีสีขาวบริสุทธิ์ จึงนิยมนำมาใช้ในการทำพวงมาลัย และมีคุณประโยชน์แทบทุกส่วน จึงเปรียบเสมือนความรักของแม่ที่ขาวบริสุทธิ์ และพร้อมปกป้องลูกน้อยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ด้วยเหตุผลดังนี้ ดอกมะลิจึงเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดอกมะลิ, วันแม่แห่งชาติ</keywords><date>2018-08-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1137</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1534303546.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1777"><Nid>1136</Nid><title>6 ของหวานแคลลอลี่สูง</title><source>ww.ladytips.com/news-1576</source><detail>เรามาคำนวนแคลอรี่กันเลยดีกว่า ขนมหวานแต่ละชนิดจะเพิ่มสักแค่ไหนเชียว….


กล้วยไข่เชื่อม 3 ผล 420 แคลอรี่
ขนมเบื้องไทยไส้หวาน 5 ชิ้น 300 กิโลแคลอรี่
ขนมครก 3 คู่ 300 แคลอรี่
ขนมถ้วย 4 ถ้วย 500 แคลอรี่
ปาท่องโก๋ 1 คู่ 290 แคลอรี่
กล้วยทอด 4 ชิ้น 510 แคลอรี่
ขนมสอดไส้ 3 ห่อ 380 แคลอรี่
ขนมชั้น 2 ชิ้น 270 แคลอรี่
ขนมไหว้พระจันทร์  375 แคลอรี่
ข้าวต้มมัด 285 แคลอรี่
ข้าวเหนียวทุเรียน 340 แคลอรี่
ข้าวเหนียวมะม่วง  325  แคลอรี่
ข้าวเหนียวสังขยา  370 แคลอรี่
ทองหยิบ 5 ชิ้น 500 แคลอรี่
บัวลอย  230 แคลอรี่
กล้วยบวชชี 250 แคลอรี่
รวมมิตร 260 แคลอรี่
ลอดช่องน้ำกะทิ 230 แคลอรี่
สังขยาฟักทอง 310 แคลอรี่
ไอศกรีมกะทิ 1 ถ้วย 330 แคลอรี่
โดนัท 1 ชิ้น 280 แคลอรี่
บูลเบอร์รี่ชีสเค้ก 340 แคลอรี่
พายสับปะรด/พายแอปเปิ้ล  1 ชิ้น 480 แคลอรี่
ฟรุตเค้ก 400 แคลอรี่
คุ้กกี้ 2 ชิ้น 240 แคลอรี่
บราวนี่ 350 แคลอรี่
เค้กกล้วยหอม 350 แคลอรี่
เค้กแต่งหน้าเนย 1 ชิ้น 400 แคลอรี่
เอแคลร์ไส้ครีม 1 ชิ้น 200 แคลอรี่
แบล็กฟลอเรสต์เค้ก 1 ชิ้น 490 แคลอรี่
บิงซู จำนวนแคลอรี่ : 500-600 Kcal
ฮันนี่โทสต์จำนวนแคลอรี่ : 800 Kcal
โรตีจำนวนแคลอรี่ : 590 Kcal
ข้าวเหนียวมะม่วงจำนวนแคลอรี่ : 350 Kcal
เค้กทุเรียนจำนวนแคลอรี่ : 450 Kcal
ซาลาเปาลาวาจำนวนแคลอรี่ : 340 Kcal (2 ลูกเล็ก)
ครปเย็นจำนวนแคลอรี่ : 450 Kcal
ขนมปังไส้เยิ้มจำนวนแคลอรี่ : 320 Kcal
บราวนี่จำนวนแคลอรี่ : 350 Kcal
ชานมไข่มุกจำนวนแคลอรี่ : 360 Kcal


 
</detail><keywords>ของหวานที่เราชอบกินนั้นมีแคลลอลี่สูงมากแค่ไหน</keywords><date>2018-08-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1136</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1533893016.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1778"><Nid>1135</Nid><title>10 ประโยชน์ของการวิ่ง</title><source>https://www.cosmenet.in.th/cosme-intrend/27973/10-ประโยชน์ของการวิ่ง-อ่านจบแล้วอยากลุกไปวิ่ง</source><detail>1. ความเครียดหายไป ควรเลือกวิ่งช่วงเช้าหรือเย็น ไม่ใช่ไปวิ่งกลางแดดแรงๆ การวิ่งเพื่อให้มีความสุข ลดความเครียดนั้น จะต้องวิ่งเหยาะๆให้ได้ 30 นาทีขึ้นไป
2. ได้เหงื่อ ได้เหงื่อจากการออกกำลังกายแล้วจะมีความสุข นอกจากความสุขก็คือผิวสวย เมื่อเหงื่อของคุณชะล้างสิ่งสกปรกในรูขุมขนออกมาด้วย หลังจากเหงื่อออกแล้ว ร่างกายก็จะสดชื่น นั่งพักและอย่าหมักเหงื่อเอาไว้ พักสักแล้วก็ไปอาบน้ำ
3. สมองไวขึ้น ควรวิ่งให้ได้ประมาณ 30 นาที หรือ 5,400 ก้าว นั่นจะช่วยให้สมองของคุณทำงานได้ดี    มีการตอบโต้รวดเร็ว ลดโอกาสเป็นอัลไซเมอร์ด้วย
4. วิ่งให้ได้ 45 นาที เผาผลาญไขมันไปอีก 14 ชั่วโมง นอกจากจะเกิดการเผาผลาญระหว่างการวิ่งแล้ว เมื่อหยุดวิ่ง ร่างกายจะเผาผลาญไขมันไปได้อีก 14 ชั่วโมง ประมาณ 190 กิโลแคลอรี่
5. ข้อต่อไม่เสื่อมง่าย คุณต้องวิ่งให้ได้สม่ำเสมอสัปดาห์ละประมาณ 5 วัน หรือทุกวันยิ่งดี และต้องวิ่งนานหน่อยประมาณ 1 ชั่วโมง
6. ลดความดันโลหิต วิ่งให้ได้ครั้งละ 50 นาที วันเว้นวันหรือสัปดาห์ละประมาณ 4 ครั้ง 
7. สร้างกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ลดลงไปเมื่ออายุเกิน 30 ปี วิ่งให้ได้ ครั้งละ 45 นาที
8. ลดคอเลสเตอรอล การวิ่งคือการลดคอเรสเตอรอล อย่างพวกไขมันเลวได้ดีที่สุด และจะเพิ่มไขมันดีขึ้นในร่างกายของเราด้วยนะ ถ้าจะทำให้ได้ ก็ต้องวิ่งวันละ 1 ชั่วโมง ให้ได้แทบทุกวันในสัปดาห์ และใช้เวลานานหน่อย ประมาณ 2 เดือน
9. การวิ่งช่วยให้คุณมีเวลากับตัวเองมากขึ้น การวิ่งอาจทำให้คุณงดงานเสียเงินอื่น ๆ อย่างช้อปปิ้งหรือปาร์ตี้ คนที่วิ่งมาก ๆ จะติด หยุดไม่ได้ วันไหนไม่ได้วิ่งจะกระวนกระวาย นี่เป็นเรื่องที่ดี เพราะคุณจะมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น
10. บุคลิกภาพดูดีมาก คุณกลายเป็นหนุ่มสาว สปอร์ต ตัวจริงแล้วนะ มันช่วยให้บุคลิกดูดี กับรองเท้าวิ่งคู่ใหม่ กางเกงวอร์มสวย ๆ เอวคอด หลังตรง ท่าเดินกระฉับกระเฉง
 
</detail><keywords>วิ่ง, ออกกำลังกาย, เผาผลาญ, ร่างกาย, คอเลสเตอรอล</keywords><date>2018-08-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1135</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1533884519.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1779"><Nid>1127</Nid><title>เทคนิคเดินขึ้นบันได เดินแบบไหนให้เหนื่อยน้อยลง</title><source>https://www.dek-d.com/article/37133</source><detail>ลองเอาเทคนิกนี้ไปใช้ที่โรงเรียนสิ! ขึ้นบันไดยังไงให้เหนื่อยน้อยลง?! ถ้าอยากรู้ มาอ่านกันเลยจ้า
　
เคยสังเกตไหม...ปกติแล้ว เวลาขึ้นบันไดมักเหนื่อยกว่าลงบันได นั่นเป็นเพราะว่า เวลาที่เราขึ้นบันได ร่างกายเรากำลังสู้กับแรงโน้มถ่วงของโลกอยู่ ทำให้เราต้องออกแรงต้าน ร่างกายก็จะเหนื่อยกว่าตอนลงบันไดที่ไม่มีแรงโน้มถ่วงมาต้านนั่นเอง
　
ในการขึ้นบันได จุดศูนย์ถ่วงน้ำหนักจะย้ายไปอยู่ที่ร่างกายส่วนบนหรือด้านหน้า ดังนั้นถ้าเรามีแรงเสริมส่งไปทิศทางเดียวกันกับจุดศูนย์ถ่วง แรงหนุนจะช่วยให้เคลื่อนที่ได้ง่ายและสะดวกขึ้น
　
เทคนิคลับ : ให้ลองจับแก้มก้นของตัวเอง เพื่อส่งแรงจากด้านท้ายไปยังจุดศูนย์ถ่วงด้านหน้า จะรู้สึกเหนื่อยน้อยกว่าปกติแน่นอน
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แรงโน้มถ่วง, แรงต้าน</keywords><date>2018-08-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1127</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1533713098.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1780"><Nid>1126</Nid><title>10 วิธีสู้ ‘น้ำท่วม’ ทำยังไงให้ปลอดภัย? </title><source>https://www.thairath.co.th/content/1022099</source><detail>1. ตามปกติหากสถานการณ์ไม่น่าไว้ใจ เจ้าหน้าที่จะเริ่มประกาศเตือนภัย หากได้ยินประกาศเตือนภัยน้ำท่วม สิ่งที่ต้องทำทันทีคือ ติดต่อสอบถามหน่วยงานที่จัดการด้านน้ำท่วม หรือหาข้อมูลด้วยตัวเองว่า ภายในละแวกบ้านของคุณเคยเกิดน้ำท่วมสูงที่สุดประมาณกี่เมตร จากนั้นก็คาดคะเน เตรียมการจัดเก็บของขึ้นที่สูงให้พ้นน้ำ
2. เตรียมจดเบอร์โทรศัพท์สำคัญของหน่วยงานต่างๆ ไว้ เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้โทรขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงที เช่น 
- ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ติดต่อกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โทร. 1784 
- ประสานงานด้านการแพทย์ฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุ โทรฟรี 1669 หรือ 0-2591-9769 ตลอด 24 ชั่วโมง 
- สอบถามสภาพอากาศกรมอุตุนิยมวิทยา โทร. 0-2398-9830 3. 

3. คาดคะเนความเสียหายที่จะเกิดขึ้นที่บ้านของคุณ สำรวจเส้นทางการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดจากบ้าน ไปยังที่สูงหรือพื้นทีซึ่งน้ำไม่ท่วมถึง พร้อมโทรหาประกันรถยนต์ ประกันทรัพย์สินต่างๆ ที่คุณทำไว้
4. เตรียมเสบียงอาหารสำเร็จรูป น้ำดื่ม อาหารแห้ง และอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ เช่น เสื้อชูชีพ บูทกันน้ำแบบขายาว วิทยุแบบพกพา อุปกรณ์ทำอาหารฉุกเฉิน เทียนไข ไฟแช็ก และไฟฉาย รวมทั้งแบตเตอรี่สำรอง ทำบันทึกรายการทรัพย์สินมีค่าทั้งหมด ถ่ายรูปหรือวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐาน
5. เตรียมยารักษาโรคให้พร้อม ยาโรคประจำตัวและยาสามัญประจำบ้าน ได้แก่ ยาลดไข้ ยาแก้ท้องเสีย ยาแก้น้ำกัดเท้า ยาทาแผล และยาแก้พิษจากการกัดต่อยของสัตว์มีพิษ แต่ถ้าบ้านไหนมีคนพิการ คนป่วย เด็กทารก หรือสตรีมีครรภ์ใกล้คลอด ควรแจ้งหน่วยงานราชการทันที
6. จัดหาอุปกรณ์และวัสดุที่จะนำมากั้นไม่ให้น้ำเข้าตัวบ้าน เช่น กระสอบทราย แผ่นพลาสติก ไม้แผ่น ตะปู กาวซิลิโคน เป็นต้น รวมถึงสิ่งป้องกันน้ำอื่นๆ เช่น รองเท้าบูท ถุงมือกันน้ำ กางเกงใน ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็ก ยาทากันยุง ยาฆ่าแมลง ทำอุปกรณ์จัดเตรียมสำหรับเก็บของเสียจากการขับถ่าย
7. ถ้ายังพอมีเวลา ควรพิจารณาย้ายปลั๊กไฟและสวิทช์ไฟฟ้าที่อยู่ในระดับต่ำ ให้อยู่สูงขึ้น ถ้าย้ายไม่ทันแล้ว ก็ให้ตัดไฟฟ้าให้เรียบร้อย ตรงไหนเสี่ยงจะเกิดไฟรั่ว ก็จัดการปิดสวิทช์หรือพันหุ้มสายไฟต่างๆ ให้เรียบร้อย ป้องกันไฟรั่วไฟดูด
8. ถ้าน้ำมาเร็ว ไหลแรง และท่วมสูงเร็ว ข้อควรปฏิบัติคือ ห้ามออกมาเดินลุยน้ำระหว่างที่น้ำไหลเชี่ยวกราก เพราะอาจเสียหลักล้มได้ ยิ่งว่ายน้ำไม่เป็นก็เสี่ยงต่อการจมน้ำเสียชีวิต หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำออกมา ต้องใส่เสื้อชูชีพ มีไม้ค้ำระหว่างเดิน เพื่อวัดความลึกของน้ำในจุดที่จะต้องเดินผ่าน
9. ห้ามเข้าใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้าและสายไฟ ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทันทีหากน้ำไหลทะลักเข้าบ้านแล้ว แม้ในขณะที่ไม่เสียบปลั๊กก็ห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เปียกน้ำ ระวังแก๊สรั่ว และให้ระวังสัตว์อันตราย เช่น งู ตะขาบ แมงป่อง เป็นต้น 
10. ใส่รองเท้าทุกครั้งที่ต้องเดินลุยน้ำ เดินอย่างระมัดระวัง บางจุดจะลื่นมากอาจล้มได้ ระวัง บางจุดจะลื่นมากอาจล้มได้ ระวังอันตรายจากเศษแก้ว เข็ม ซากสิ่งของที่พังลอยมากับน้ำ


















</detail><keywords>น้ำท่วม, น้ำ</keywords><date>2018-08-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1126</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1533632446.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1781"><Nid>1125</Nid><title>ผงชูรส อันตรายขนาดไหนกันนะ</title><source>https://health.kapook.com/view115816.html</source><detail>ที่ได้ยินกันมาว่าอย่ากิน "ผงชูรส" นะ! ผมจะร่วง ความจำจะแย่ สมองจะเสื่อม มันร้ายแรงขนาดนี้เลยจริงหรอ? มาไขคำตอบเรื่องนี้กัน
　
ผงชูรส หรือชื่อทางเคมี โมโนโซเดียม กลูตาเมต (Monosodium Glutamate) คือสารปรุงแต่งอาหารชนิดหนึ่งที่องค์การอนามัยโลกและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจากทั่วโลกยอมรับว่าปลอดภัย
　
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเคยทำการศึกษาพบว่า ผงชูรสไม่ได้อันตรายขนาดนั้น ถ้ามนุษย์คนนึงมีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม ต้องทานผงชูรสเกือบๆ 1 กิโลกรัมเลยทีเดียวถึงจะได้รับอันตราย ซึ่งปกติอาหารก็ไม่ใส่ผงชูรสมากขนาดนั้น
　
แต่ที่เป็นวายร้ายของจริงคือ ผงชูรสปลอม ที่จะใส่สารบอแร็กซ์หรือสารโซเดียมเมตาฟอสเฟตผสมอยู่ด้วย ถ้านำไปเผาไฟจะเห็นเศษสีขาวๆ หลงเหลืออยู่ ไม่เหมือนของแท้ที่จะเปลี่ยนเป็นสีดำทั้งหมดเมื่อนำไปเผาไฟ
　
สรุปแล้ว ผงชูรสแท้ ไม่ได้อันตรายอย่างที่ได้ยินๆ กันมา เป็นสารปรุงแต่งอาหารที่ทำให้เรารู้สึกว่าอาหารอร่อยขึ้น ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก แต่ถ้าเราต้องไปทานอาหารนอกบ้านก็จะมีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากอาจเป็นผงชูรสปลอม แต่ถ้าเราทำเองในบ้าน ก็ใส่เพิ่มความกลมกล่มได้ตามสะดวกเลยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ผงชูรส, โมโนโซเดียม กลูตาเมต, Monosodium Glutamate</keywords><date>2018-08-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1125</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1533612034.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1782"><Nid>1124</Nid><title>[ต้นไม้มงคล] ไผ่กวนอิม</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ไผ่กวนอิม</source><detail>ไผ่กวนอิม หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Dracaena sanderiana เป็นไม้ประดับประเภทพุ่ม ลักษณะลำต้นเล็ก ตรง เป็นข้อ และมีสีเขียว เจริญเติบโตจากการยืดตัวของข้อใบ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยวแตกออกจากส่วนยอดของลำต้น สามารถโตเต็มที่ด้วยความสูงประมาณ 1.5 เมตร ความกว้างของใบ 2-3 เซนติเมตร มีถิ่นกำเนิดในป่าดิบชื้นของประเทศแคเมอรูนและคองโก

ไผ่กวนอิมเป็นที่นิยมในการเลี้ยงปลูก รวมถึงบูชาพระหรือเจ้าที่ โดยมีความเชื่อว่าจะนำพาโชคลาภ ความมั่งคั่ง มาให้ผู้ที่ปลูก จึงนิยมเห็นไผ่กวนอิมปลูกในบ้าน หรือตั้งบนโต๊ะทำงานนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ต้นไม้มงคล, ไผ่กวนอิม, Lucky Bamboo, Dracaena sanderiana</keywords><date>2018-08-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1124</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1533527837.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1783"><Nid>1123</Nid><title>ไขมันทรานส์ ทำไมประเทศไทยถึงห้ามใช้</title><source>https://www.bbc.com/thai/thailand-44858947</source><detail>อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ประเทศไทยจะห้ามใช้ไขมันทรานส์ (Trans Fat) แบบเต็มรูปแบบ มาทำความรู้จักกันดีกว่า ว่าไขมันทรานส์ร้ายยังไง ทำไมถึงโดนแบน?
　
ไขมันทรานส์ ถูกคิดค้นมาเพื่อลดต้นทนและยืดอายุการใช้งานของไขมันต่างๆ โดยเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของน้ำมันพืช เพื่อให้สามารถคงสภาพแข็งตัว หรือกึ่งแข็งกึ่งเหลวได้ดีขึ้น พบได้ในอาหารและขนมที่ใช้เนยขาว, เนยเทียม, มาการีนเป็นส่วนผสม เมื่อไขมันทรานส์เข้าสู่ร่างกายจะเพิ่มระดับไขมันเลว ลดไขมันดีในเส้นเลือด นำไปสู่โรคเกี่ยวกับหลอดเลือด โรคหัวใจ และโรคเบาหวานได้
　
การแบนไขมันทรานส์ในต่างประเทศเริ่มต้นในปี 2003 โดยประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศแรก และในปัจจุบันมีประมาณ 7 ประเทศในยุโรปที่เริ่มหันมาแบนไขมันทรานส์ รวมถึงประเทศไทยที่จะนำกฏหมายมาใช้ในเร็วๆ นี้อีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไขมันทรานส์</keywords><date>2018-08-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1123</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1533053209.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1784"><Nid>1122</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] ค้นพบธาตุออกซิเจน</title><source>https://guru.sanook.com/26478/</source><detail>วันนี้เมื่อปี ค.ศ.1775 มีการประกาศค้นพบธาตุออกซิเจน โดยโจเซฟ พริสด์ลีย์ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นธาตุที่มีมากเป็นอันดับที่ 2 ของโลก คือมากถึง 20.95% ของน้ำหนักบรรยากาศ, 90% ของน้ำ เป็นธาตุที่จำเป็นต่อการหายใจของสิ่งมีชีวิตนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, ออกซิเจน</keywords><date>2018-08-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1122</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1533052894.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1785"><Nid>1121</Nid><title>[วันสำคัญ] วันภาษาไทย - ศิลาจารึกทำมาจากอะไร</title><source>http://www.vcharkarn.com/varticle/57007, http://www.sukhothai.go.th/history/hist_08.htm</source><detail>วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี คือ วันภาษาไทยแห่งชาติ ตามที่ทบวงมหาวิทยาลัยเสนอ เพื่อกระตุ้นให้สถาบันการศึกษา องค์การ หน่วยงานต่างๆ ได้ตระหนักความสำคัญของภาษาไทย 
　
ย้อนไปถึงต้นกำเนิดภาษา จากศิลาจารึกให้ข้อมูลว่า พ่อขุนรามคำแหงทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นในปี พ.ศ. 1826 และต่อมาในปี 1835 จึงได้เริ่มมีการผลิตหลักศิลา เพื่อใช้ในการบันทึกข้อความต่างๆ ✏ 
　
ศิลาจารึกหลักที่ 1 (สมัยพ่อขุนรามคำแหง) ทำมาจากหินทรายแป้ง ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่าทรงกระโจม กว้างด้านละ 35 ซม. สูง 111 ซม. จารึกอักษรไทยสุโขทัย ซึ่งเป็นภาษาไทยที่ใช้กันในช่วงนั้น ปัจจุบันจารึกหลักนี้ตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาตินั่นเองครับ
　
เนื่องในโอกาสวันภาษาไทยแห่งชาติวันนี้ ขอให้น้องๆ ตระหนักถึงความสำคัญของภาษาไทย และใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องกันนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันสำคัญ, วันภาษาไทย, ศิลาจารึก, หินทรายแป้ง</keywords><date>2018-07-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1121</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1532941088.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1786"><Nid>1120</Nid><title>[สารอันตรายปนเปื้อนอาหาร] ยาฆ่าแมลง</title><source>http://sukkaphap-d.com/ภัยร้ายจาก-ยาฆ่าแมลง-ท</source><detail>เป็นปกติอยู่แล้วที่เกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อใช้ฆ่าศัตรูพืชที่จะมาทำลายผลผลิตเหล่านี้ ส่วนมากมักพบในพืช ผัก ผลไม้ ตลอดจนอาหารแห้งบางชนิด เช่น ปลาทูเค็ม ปลาแป้ง เนื้อแห้ง เป็นต้น

เมื่อร่างกายได้รับสารพิษสะสม จะเป็นปัญหาเรื้อรัง เป็นอันตรายต่อระบบสมองและประสาท เช่น ความจำเสื่อม สมาธิสั้น เป็นพิษต่อตับ ไต แถมยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วย ส่วนมากพิษในยาฆ่าแมลงที่พบ มักจะอยู่ในอาการเป็นพิษกลุ่มฟอสเฟต และคาร์บาเมทซึ่งมีผลกระทบต่อระบบประสาทโดยตรง

การหลีกเลี่ยงนั้นทำได้ยาก เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผัก ผลไม้ จะมียาฆ่าแมลงปนเปื้อนทั้งสิ้น (ยกเว้นผักจำพวก Organic) เราจึงต้องป้องกันด้วยการล้างพิษออก ซึ่งวิธีที่ได้ผลที่สุดคือการนำโซเดียมไบคาร์บอเนต หรือผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ (เพิ่มเติมข้อมูล : โซเดียมไบคาร์บอเนต คือเบกกิ้งโซดา และผงฟูคือสารผสมระหว่างเบกกิ้งโซดากับกรดอ่อนๆ และแป้ง) ผสมน้ำอุ่น 1 กะละมัง แช่ผักนาน 15 นาที แล้วล้างน้ำสะอาดจะช่วยลดปริมาณสารพิษลงได้ถึง 90-92% เลยทีเดียว
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สารอันตรายปนเปื้อนอาหาร, ยาฆ่าแมลง</keywords><date>2018-07-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1120</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1532940948.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1787"><Nid>1119</Nid><title>โดนตัวทีไร ไฟช็อตทุกที...เป็นเพราะอะไรนะ?</title><source>https://health.kapook.com/view130966.html</source><detail>เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไฟแรงสูงบ้างไหม? โดนตัวใครหรือจับอะไรก็ช็อตตลอด มาดูสาเหตุและวิธีป้องกันกันดีกว่าครับ
　
สสารทุกชนิดบนโลกนี้รวมถึงตัวมนุษย์ ประกอบไปด้วยอะตอมที่มีอนุภาคของประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบ ซึ่งปกติแล้วจะเกิดสภาวะประจุไฟฟ้าไม่สมดุลจากกิจกรรมประจำวันของเรา เช่น การเสียดสีกับเสื้อผ้า เสียดสีกับเก้าอี้ จึงต้องมีกระบวนการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้ากับสสารอื่นๆ เพื่อสร้างสมดุลทางประจุไฟฟ้า
　
แต่หากมีอะไรที่มาขัดขวางการถ่ายเทประจุ เช่น อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ค่อนข้างแห้ง หรือมีวัสดุนำไฟ อย่างพื้นพรม พื้นขนสัตว์ ผ้าใยสังเคราะห์ จะทำให้มีประจุไฟฟ้าขั้วหนึ่งในตัวมากเกินไป เมื่อไปสัมผัสสิ่งของอื่นๆ ก็จะเกิดการถ่ายโอนประจุไฟฟ้าในปริมาณที่ค่อนข้างมากจึงทำให้เรารู้สึกเหมือนมีไฟช็อตอยู่นั่นเองครับ (ไฟฟ้าสถิต)
　
วิธีแก้ไขง่ายๆ คือ ป้องกันไม่ให้ผิวแห้ง โดยการดื่มน้ำหรือทาโลชั่น หรือหากจำเป็นต้องอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน ให้ใช้เครื่องเติมความชื้นในกาศ ให้ประจุไฟฟ้าถ่ายเทได้สะดวก ก็จะป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตได้แล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไฟช็อต, ไฟฟ้าสถิต</keywords><date>2018-07-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1119</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1532575988.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1788"><Nid>1118</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] นิวเคลียร์ใต้ทะเลลูกแรก</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/7-july.htm</source><detail>วันนี้เมื่อปี ค.ศ.1946 สหรัฐอเมริกาได้ทดลองระเบิดปรมาณูชื่อ "Baker" ในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งถือว่าเป็นการทดลองใต้ทะเลครั้งแรก ในปฏิบัติการ Operation Crossroads ซึ่งเป็นการทดลองกับเรือรบของกองทัพที่ปลดระวางแล้ว และเรือของเยอรมันกับญี่ปุ่นที่ถูกยึดมาระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, ระเบิดนิวเคลียร์, นิวเคลียร์</keywords><date>2018-07-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1118</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1532494481.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1789"><Nid>1117</Nid><title>เอานิ้วจิ้มเอวตัวเอง ทำไมไม่จั๊กจี้</title><source>https://www.dek-d.com/education/46468</source><detail>เชื่อว่าน้องๆ หลายคนต้องเคยลองเอานิ้วจี้เอวตัวเองดู แต่เอ๊ะ?! ทำไมไม่รู้สึกจั๊กจี้เหมือนตอนโดนคนอื่นจี้เลย เป็นเพราะอะไรมาดูคำตอบกันจ้า
　
เพราะระบบร่างกายของเราสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด หรือที่เราเรียกว่า Reflex Action
　
เมื่อมีคนเอานิ้วมาจิ้มเอวของเราโดยที่เราไม่รู้ว่าจะถูกจิ้มตรงไหนและเมื่อไร ร่างกายของเราจะเกิดปฏิกริยา Reflex Action ทำให้ร่างกายของเราขยับหนี ดิ้นไปดิ้นมา แบบที่เราเป็นกันนั่นเองครับ
　
ส่วนการจี้เอวตัวเอง ถือว่าอยู่นอกเหนือกฎ Reflex Action เนื่องจากร่างกายจะรู้ล่วงหน้าว่าเราจะเอานิ้วไปจี้ตรงไหนและเมื่อไร ร่างกายจึงไม่ส่งปฏิกริยาอะไรกลับมานั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>จั๊กจี้, Reflex Action</keywords><date>2018-07-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1117</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1532409660.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1790"><Nid>1116</Nid><title>[สารอันตรายปนเปื้อนอาหาร] สารกันรา</title><source>http://sukkaphap-d.com/สารกันราภัยร้ายใกล้ตัว</source><detail>สารกันรา หรือสารซาลิซิลิค (Salicylic acid) เป็นกรดอินทรีย์ มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีคุณสมบัติหยุดยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ในอุตสาหกรรมจึงนำสารตัวนี้มาผสมในเครื่องสำอางค์เพื่อยืดอายุการใช้งานนั่นเอง 
　
ด้วยคุณสมบัติของสารกันรา จึงมีผู้ประกอบการบางรายเติมสารกันราเข้าไปในอาหารเพื่อยืดอายุของผลิตภัณฑ์ ส่วนมากพบในอาหารหมักดองและขนมปัง หากร่างกายได้รับเข้าไปปริมาณมากจนมีความเข้มข้นในเลือดสูงถึง 25-35 มิลลิกรัม ต่อเลือด 100 มิลลิลิตร จะทำให้มีอาการหูอื้อ เวียนศีรษะ ความดันต่ำลง จนอาจเกิดอาการช็อกและเสียชีวิตในบางราย
　
วิธีเลี่ยงการสารกันราที่ดีที่สุด คือ สังเกตฉลากให้ละเอียดทุกครั้ง พยายามเลือกสินค้าที่ระบุอย่างชัดเจนว่า 'ไม่ใช้วัตถุกันเสีย' หรือหันมาลองทำอาหารหมักดองเอาไว้รับประทานเอง นอกจากจะปลอดภัยแล้ว ยังภูมิใจอีกด้วยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สารอันตรายปนเปื้อนอาหาร, สารกันรา, Salicylic acid</keywords><date>2018-07-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1116</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1532318817.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1791"><Nid>1115</Nid><title>9 ประโยชน์ดีๆ ที่ไม่ควรมองข้ามของ “น้ำมะพร้าว”</title><source>https://www.sanook.com/health/5289/</source><detail>1. ช่วยรักษาอาการขาดน้ำ เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกกระหายน้ำ หรือร่างกายขาดน้ำ น้ำมะพร้าวจะช่วยให้เติมน้ำในร่างกายไปพร้อมๆ กับเกลือแร่ที่มีประโยชน์ และรสชาติหวานสดชื่นจากธรรมชาติ นักกีฬาจึงสามารถดื่มน้ำมะพร้าวแทนการดื่มน้ำเกลือแร่หลังออกกำลังกายได้สบายๆ
2. น้ำมะพร้าว อุดมไปด้วยวิตามินบี1 บี2 บี3 บี6 วิตามินซี แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก กรดอะมิโน และโปรตีนที่ดีต่อร่างกายอีกด้วย
3. ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินให้กับผิว จึงทำให้ผิวพรรณเต่งตึง เปล่งปลั่งสดใส
4. มีไซโตไคน์ ที่ช่วยบำรุงฮอร์โมนในร่างกายให้แข็งแรง ดูแลการเจริญเติบโต และการพัฒนาของร่างกาย ช่วยชะลอวัย และช่วยลดโรคภัยที่มักมาพร้อมกับวัยชราได้ เช่น โรคความจำเสื่อม (อัลไซเมอร์) เป็นต้น
5. น้ำมะพร้าว ช่วยย่อยอาหาร และลดอาการกรดไหลย้อน
6. ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
7. ช่วยขับปัสสาวะ บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ
8. หากมีอาการปวดหัวจากการขาดน้ำ การดื่มน้ำมะพร้าวจะช่วยให้อาการปวดหัวทุเลาลงได้โดยเร็ว
9. หากมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเมาค้าง สามารถดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อบรรเทาอาการดังกล่าวได้ดีเลยทีเดียว
 
</detail><keywords>น้ำมะพร้าว, ประโยชน์, กระหายน้ำ, ลดโรคภัย, บำรุง</keywords><date>2018-07-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1115</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1532317131.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1792"><Nid>1114</Nid><title>Flakka (alpha-PVP) สารเปลี่ยนคนเป็นซอมบี้</title><source>https://www.dek-d.com/education/47256/</source><detail>เมื่อประมาณ 2 ปีก่อนเคยมีข่าวโด่งดังที่ฟลอริดา เมื่อตำรวจได้รับแจ้งเหตุ เด็กหนุ่มคลุ้มคลั่งเข้าไปแทงเพื่อนบ้าน และกัดกินใบหน้าจนเละเทะ ไม่ต่างกับซอมบี้ในหนังที่เราเคยดูกันเลย
　
หลังจากนั้นจึงตรวจพบ Flakka (alpha-PVP) เป็นสารเสพติดในตระกูลโคเคน มีฤทธิ์ทำให้เกิดความรู้สึกฮึกเหิม หัวใจเต้นแรง ไร้สติสัมปชัญญะ ทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งฆ่าคนแบบไม่มีเหตุผล หากเสพเข้าไปมากๆ จะออกฤทธิ์ให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูง หัวใจวายและตายในที่สุดอีกด้วย
　
หลังจากนั้นสาร Flakka ได้แพร่กระจายเข้าสู่ประเทศบราซิล และพบผู้ป่วยอาการแบบนี้อีกหลายรายแต่ไม่รุนแรงเท่านี้ แต่ถึงยังไงนี่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งยาเสพติดที่อันตรายและก่อความเสียหายมากกว่ายาเสพติดชนิดอื่นๆ นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>Flakka, alpha-PVP, ซอมบี้</keywords><date>2018-07-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1114</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1532058495.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1793"><Nid>1113</Nid><title>Clinomania โรคเสพติดการนอน</title><source>https://www.dek-d.com/education/48735</source><detail>การเสพติดเตียง หรือเสพติดการนอน ถือว่าเป็นโรคแล้วนะครับ แต่อย่าเพิ่งตกใจไป ลองมาดูข้อมูลกันก่อน ว่าระดับไหนถึงจะเรียกว่าเป็นโรค หรือเพียงแค่เราขี้เกียจเฉยๆ?
　
โรค Clinomania หรือ Dysania คืออาการของคนที่คลั่งไคล้การนอนอยู่บนเตียง ถึงขั้นสามารถอยู่บนเตียงได้ทั้งวันโดยไม่อยากลุกไปไหน รวมถึงมีอาการทางจิตอื่นๆ เช่น อยากให้ทุกที่เป็นเตียงนอน เตียงนอนคือเป้าหมายของชีวิต อยากอยู่บนเตียงถึงแม้ว่าจะไม่ง่วงนอนก็ตาม ซึ่งหากเป็นโรคนี้จริงๆ จะเกิดปัญหาสุขภาพตามมาจากการนอนที่เกินพอดี เช่น อ่อนเพลียเรื้อรัง หรือความเครียดต่างๆ จะต่างกับคนปกติที่แค่อยากนอนเพราะว่าอ่อนเพลีย หรืออยากอยู่บนเตียงนานๆ ในวันเสาร์-อาทิตย์ เนื่องจากเหนื่อยล้ามาทั้งสัปดาห์
　
ถ้าใครเข้าข่ายว่าเป็น โรค Clinomania ให้รีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือลองไปปรึกษาแพทย์ได้เลยนะครับ
　
#STKC
　</detail><keywords>Clinomania, โรคเสพติดการนอน</keywords><date>2018-07-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1113</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1531971360.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1794"><Nid>1112</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] ดาวหาง ชูเมกเกอร์ - เลวี 9 พุ่งชนดาวพฤหัส</title><source>https://guru.sanook.com/26427/</source><detail>วันนี้เมื่อปี ค.ศ.1994 ดาวหาง ชูเมกเกอร์ - เลวี 9 คือกลุ่มของดาวหาง 21 ชนิด เคลื่อนที่ไล่ตามกันเหมือนขบวนรถไฟ พุ่งเข้าชนดาวพฤหัสด้วยความเร็วกว่า 60 กิโลเมตรต่อวินาที ทำให้เกิดการระเบิด แรงระเบิดมีรัศมีกระจายไปถึง 8,000 กิโลเมตร ทำให้ฝุ่นดาวหางเข้าปกคลุมเหนือเมฆในชั้นบรรยากาศเป็นจำนวนมากนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, ดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี</keywords><date>2018-07-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1112</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1531803433.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1795"><Nid>1111</Nid><title>[สารอันตรายปนเปื้อนอาหาร] สารเร่งเนื้อแดง (ซาลบูทามอล)</title><source>https://health.kapook.com/view124828.html</source><detail>สารเร่งเนื้อแดงสามารถพบได้ในเนื้อสัตว์ยอดนิยม เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ โดยสารตัวนี้จะทำให้เนื้อสัตว์มีสีแดงเกินธรรมชาติ ไม่ซีดขาว
　
สารเร่งเนื้อแดงที่พบในประเทศไทยมีอยู่ 2 ชนิด คือ ซาลบูทามอล (Salbutamol) และเคลนบิวเทอรอล (Clenbuterol) ใช้จำนวนมากในวงการผลิตยาบรรเทาหอบหืด มีสรรพคุณช่วยขยายหลอดลมและช่วยให้กล้ามเนื้อขยายตัว เกษตรกรจึงนำสารตัวนี้ไปผสมในอาหารสัตว์ เพื่อให้สัตว์มีปริมาณเนื้อแดงมาแทนที่ไขมัน ที่จะทำให้มีราคาน้อยลง
　
เมื่อเราได้รับสารเนื้อแดงสะสมเป็นปริมาณมา อาจพบข้างเคียงทำให้มีอาการมือสั่น กล้ามเนื้อกระตุก หัวใจเต้นเร็ว เป็นอันตรายต่อผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์ และโรคลมชักอีกด้วย
　
วิธีเลี่ยงเนื้อสัตว์ที่มีการใช้สารเร่งเนื้อแดง ให้สังเกตง่ายๆ คือ ให้เลือกเนื้อสัตว์ที่ไม่มีสีแดงมากจนเกินไป และมีไขมันแทรกอยู่ในบริเวณเนื้ออย่างเป็นธรรมชาตินั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สารอันตรายปนเปื้อนอาหาร, สารเร่งเนื้อแดง, ซาลบูทามอล, เคลนบิวเทอรอล, Salbutamol, Clenbuterol</keywords><date>2018-07-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1111</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1531713968.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1796"><Nid>1110</Nid><title>ซ่อมเครื่องบินด้วยเทปกาว</title><source>https://www.dek-d.com/education/49643, https://en.wikipedia.org/wiki/Speed_tape</source><detail>ฮือฮากันเป็นแถบเมื่อมีการแชร์ภาพการซ่อมเครื่องบินด้วยเทปกาว? แล้วเอาขึ้นบินจริงๆ
　
แต่ก่อนที่เรื่องราวจะไปกันใหญ่ เจ้าของสายการบินก็ได้ออกมาแถลงให้ความรู้ว่า เทปกาวที่ใช้ซ่อมนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่เทปกาวธรรมดา แต่มันคือเทปที่เรียกว่า Speed Tape
　
Speed Tape คือเทปที่ทำจากอลูมิเนียม เอาไว้ใช้ซ่อมเครื่องบินหรือรถแข่งโดยเฉพาะ เอาไว้ใช้ซ่อมแซมชั่วคราวก่อนส่งไปซ่อมอย่างเป็นทางการ ซึ่ง Speed Tabe นี้มีคุณสมบัติที่ทนทานมาก เหมาะกับการใช้งานจริงๆ ทนต่อน้ำ ลม ไฟ ความดันอากาศ ความร้อน ความเย็น และแสงยูวีอีกด้วย
　
ถ้าน้องๆ เห็นเทปแปะซ่อมชั่วคราวบนเครื่องบินก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ เพราะถือว่าเป็นเรื่องปกติของวงการการบินนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เครื่องบิน, เทปกาว, Speed Tape</keywords><date>2018-07-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1110</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1531713847.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1797"><Nid>1109</Nid><title>[วันสำคัญ] วันประชากรโลก World Population Day</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/วันประชากรโลก, https://th.wikipedia.org/wiki/มนุษย์</source><detail>มนุษย์ หรือชื่อวิทยาศาสตร์คือ Homo Sapiens เป็นสปีชี่ส์เดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ในสกุล Homo เชื้อสายมนุษย์พัฒนาและแยกออกจากบรรพบุรุษร่วมสุดท้ายกับลิงชิมแพนซี สิ่งมีชีวิตที่ใกล้มนุษย์ที่สุด จนเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2530 มนุษย์ได้เพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 5,000,000,000 (ห้าพันล้าน) จึงถือกำเนิดเป็นวัน "ประชากรโลก" (World Population Day)
　
จัดตั้งขึ้นเพื่อตระหนักถึงปัญหาของประชากรโลกที่มีปริมาณมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลงทุกปี ในวันนี้จึงมีการประชุมหารือเรื่องกฎหมายและความร่วมมือเกี่ยวกับการควบคุมประชากรโลก เพื่อส่งเสริมให้ความรู้เรื่องการวางแผนครอบครัวและวิธีการพัฒนาคุณภาพชีวิตอีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันสำคัญ, วันประชากรโลก, World Population Day</keywords><date>2018-07-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1109</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1531713749.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1798"><Nid>1108</Nid><title>แก๊สโซฮอล์</title><source>http://www.doeb.go.th/v5/faq-gasogol.php</source><detail>น้ำมันแก๊สโซฮอล์ คืออะไร
น้ำมันแก๊สโซฮอล์คือน้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการผสมระหว่างน้ำมันเบนซินกับเอทานอลบริสุทธิ์ 99.5 % ในอัตราส่วน 90 :10 โดยน้ำมันยังคงมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับน้ำมันเบนซิน
กรมธุรกิจพลังงานได้ออกมาตรฐานน้ำมันแก๊สโซฮอล์ออกเทน 95 และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ออกเทน 91 ซึ่งสามารถใช้แทนน้ำมันเบนซินออกเทน 95 และน้ำมันเบนซินออกเทน 91 ได้

เอทานอล คืออะไร 
เอทานอล หรือที่รู้จักกันในชื่อเอธิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) คือ แอลกอฮอล์ที่ได้จากการหมักพืชผลทางการเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง กากน้ำตาล ฯลฯ โดยผ่าน
กระบวนการย่อยสลายและหมักจากแป้งเป็นน้ำตาล และสุดท้ายเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์  และแยกจนได้ความบริสุทธิ์ 99.5 % สามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ได้

ชนิดของน้ำมันแก๊สโซฮอล์

-น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 คือ น้ำมันที่ได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วธรรมดาๆผสมกับ เอทานอล หรือเอทิแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน 10 % จึงได้ออกมาเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอลออกเทน 91 โดยยังคงคุณสมบัติในการใช้งานกับเครื่องยนต์ เช่นเดียวกับน้ำมันเบนซินออกเทน 91 แบบปกติ

-น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 คือ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วผสมกับเอทานอล หรือเอทิแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน 10 % เพื่อทดแทนสาร MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) จึงได้ออกมาเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 โดยยังคงคุณสมบัติในการใช้งานกับเครื่องยนต์ได้ดี เช่นเดียวกับน้ำมันเบนซินออกเทน 95 แบบปกติ

-น้ำมันแก๊สโซฮอล Gasohol (E20) น้ำมันเบนซิน ที่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์หรือเอทานอล (Ethyl Alcohol) ชนิดความบริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน 20% กับน้ำมันเบนซินชนิดพิเศษ (Base Gasohol) 80% *ในอัตราส่วนขนาดนี้จะมีข้อยกเว้นสำหรับรถยนต์รุ่นๆเก่าๆ ที่ท่อยางส่งน้ำมันเริ่มเสื่อมสภาพ และระเหยไว

-น้ำมันแก๊สโซฮอล Gasohol E85 น้ำมันแก๊สโซฮอลที่ผสมเอทานอลบริสุทธิ์สูงถึง 85% กับ เบนซิน15% เป็นเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Environmentally Friendly Fuel) เนื่องจากมลพิษที่ปล่อยจากไอเสียและก๊าซเสียต่างๆน้อยมากเมื่อเทียบกับเบนซินแบบธรรมดา ปัจจุบันนิยมแพร่หลายใช้ในบราซิล สวีเดน และอเมริกา *ในอัตราส่วนขนาดนี้จะมีข้อยกเว้นสำหรับรถยนต์รุ่นๆเก่าๆ ที่ท่อยางส่งน้ำมันเริ่มเสื่อมสภาพ และระเหยไว</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2018-07-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1108</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1531709846.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1799"><Nid>1107</Nid><title>เชื้อร้ายในถ้ำลึก</title><source>http://www.judprakai.com/life/550</source><detail>ถ้ำคือสถานที่สะสมเชื้อโรค ซึ่งเชื้อโรคในถ้ำมีทั้งที่รู้จัก และหลายชนิดยังไม่เป้นที่รู้จัก นอกจากเชื้อราและแบคทีเรียที่อาศัยตามพื้นดินและผนังถ้ำ สัตว์คือพาหะนำโรคร้ายแรงมากมาย เช่น ค้างคาว การติดอยู่ในถ้ำมีความเสี่ยงได้รับเชื้อโรคมากเป็นพิเศษ ทั้งจากสภาพแวดล้อม และน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน หากนำตัวผู้ที่ติดในถ้ำออกมาได้ ขั้นตอนหลังจากนั้นคือการใช้มาตรการพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษเพื่อยับยั้งการแพร่เชื้อโรคทั้งผู้ติดถ้ำและเจ้าหน้าที่ 

สัตวแพทย์ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่าระบบนิเวศในถ้ำเปรียบเสมือนอีกโลกหนึ่งซึ่งน้อยคนจะเข้าไป โดยเฉพาะการเข้าไปอยู่นานๆ ระบบนิเวศในนั้นเต็มไปด้วยความชื้น มีออกซิเจนน้อย อากาศน้อย อาจมีก๊าซซัลเฟอร์ด้วยในกรณีมีธารน้ำร้อน และมีแอมโมเนียมากจากสิ่งปฏิกูลสัตว์ เช่น ค้างคาว เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ปริมาณออกซิเจนในถ้ำน้อยลงไปอีก ยิ่งถ้ำไหนแสงแดดส่องไม่ถึง หรือไม่มีโพรง ถ้ำเหล่านั้นยิ่งมีปัญหา ส่วนถ้ำที่มีโถงน้ำ มีธารน้ำไหล โดยเฉพาะช่วงน้ำหลากจะทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมถ้ำ ซึ่งกรณีแบบนี้เกิดขึ้นเป็นปกติ เพียงแต่คนรับรู้เรื่องถ้ำยังน้อยอยู่
“ถ้ำเหมือนอีกโลกที่ลึกลับซับซ้อน ในขณะเดียวกันถ้ำคือสถานที่สะสมเชื้อโรค พอพูดถึงเชื้อโรค ชีวิตประจำวันของมนุษย์ก็มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคอยู่แล้ว ถ้ามากก็เจ็บป่วย ถ้าสัมผัสน้อยร่างกายจะรู้จักเชื้อโรคแล้วกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกัน แต่กรณีของเชื้อโรคในถ้ำ คนไม่เคยรู้ ไม่เคยสัมผัส พอเข้าไปในถ้ำหรือต้องคลุกคลีเชื้อโรคเหล่านี้ก็มีโอกาสที่จะก่อให้เกิดโรคในคนหรือเจ็บป่วยขึ้นมา ซึ่งเชื้อโรคบางชนิดเรารู้จักแต่อีกหลายชนิดเราไม่เคยเจอมัน” เขาอธิบายว่าเชื้อโรคส่วนมากคือเชื้อราต่างๆ และเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียในดิน ตามซอกหิน เชื้อเหล่านี้เป็นประเภทไม่ต้องอาศัยออกซิเจนมากเพื่อดำรงชีวิต เช่น บาดทะยัก คลอสตริเดียม และอีกปัจจัยเสี่ยงคือสัตว์ที่อาศัยในถ้ำอย่างค้างคาว จากการศึกษาวิจัยพบเชื้อโรคในตัวค้างคาวมากกว่า 40 ชนิด เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อมโรค
“แม้แต่เห็บ หมัด ไร บนตัวค้างคาวก็เป็นตัวนำโรค จากการเก็บข้อมูลพบว่าในช่วงหน้าฝน ช่วงน้ำหลาก เราพบเชื้อโรคเชื้อไวรัสในค้างคาวมากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ค้างคาวมีภาวะเครียด เนื่องจากถ้าฝนตกมันจะออกไปหากินไม่ได้ สองเมื่อฝนตกน้ำท่วมในถ้ำก็มีปัญหาต่อการดำรงชีวิต กรณีของสัตว์ที่เครียด ร่างกายจะอ่อนแอ มีโอกาสติดเชื้อหรือพบเชื้อในร่างกายค้างคาวมากขึ้น”</detail><keywords>ถ้ำ, เด็กติดถ้ำ, ติดถ้ำ, เชื้อโรคในถ้ำ, โรคร้ายในถ้ำ, Cave</keywords><date>2018-07-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1107</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1531369237.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1800"><Nid>1101</Nid><title>[สารอันตรายปนเปื้อนอาหาร] สารฟอกขาว</title><source>http://www.greenshopcafe.com/greennews862.html</source><detail>สารฟอกขาว หรือสารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ (Sodium Hydrosulfite : สูตรทางเคมี Na2O4S2) ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ผงซักมุ้ง" ที่ได้ชื่อนี้ก็เพราะว่าสารตัวนี้เป็นสารที่ใช้ในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการฟอกสี เช่น การฟอกกระดาษ ฟอกเครื่องหนัง ฟอกอวน แห หรือแม้กระทั่งมุ้ง ก็สามารถนำมาซักให้ขาววับดังเดิม
　
แต่มีผู้ผลิตบางรายที่นำสารฟอกขาวนำมาใช้ฟอกสีอาหารบางประเภท เพื่อให้ดูขาวสะอาด และดูใหม่ สดอยู่เสมอ อาหารที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงคือ ถั่วงอก ขิงฝอย ขนมจีน ยอดมะพร้าว หรืออะไรก็ตามที่มักมีสีขาวเกินธรรมชาติเสมอ
　
หากกินอาหารเหล่านี้เข้าไปมากๆ จะเกิดการสะสมและเกิดอาการปวดท้อง เวียนศีรษะ อาเจียน แน่นหน้าอก ในบางกรณีสามารถช็อกจนเสียชีวิตได้
　
รู้แบบนี้แล้ว ครั้งต่อไปให้สังเกตให้เลือกกินอาหารที่มีสีใกล้เคียงธรรมชาติ ไม่ขาวจนเกินไป โดยเฉพาะถั่วงอก คล้ำหน่อยก็ไม่เป็นไร แต่กินแล้วปลอดภัยแน่นอนจ้า
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สารอันตรายปนเปื้อนอาหาร, สารฟอกขาว, สารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์, Sodium Hydrosulfite</keywords><date>2018-07-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1101</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1531116142.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1801"><Nid>1086</Nid><title>6 วิธีประหยัดไฟฟ้า ลดการใช้พลังงานภายในบ้าน</title><source>https://ienergyguru.com/2015/12/6-วิธีประหยัดไฟฟ้า/</source><detail>1. คอมพิวเตอร์ ตั้งค่าให้คอมพิวเตอร์ Sleeps เมื่อไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานๆ
2. หลอดไฟ ทำความสะอาดหลอดไฟอย่างน้อย 4 ครั้ง/ปี ใช้หลอดประหยัดพลังงาน หรือ หลอด LED
3. ม่านกันแดด ใช้ม่านหรือมู่ลี่กันแสงแดดส่องเข้าตัวอาคาร
4. ฉนวน บุฉนวนตามหลังคา และฝาผนัง เพื่อป้องกันความร้อนจากนอกบ้าน
5. เครื่องปรับอากาศ ปิดเครื่องปรับอากาศทุกครั้งเมื่อไม่ได้อยู่ในห้อง หรือตั้งเวลาปิด
6. ต้นไม้ ปลูกพืชคลุมดินเพื่อช่วยลดความร้อน และช่วยความชื้นให้กับดิน ทำให้ตัวบ้านเย็นขึ้นด้วย
</detail><keywords>ไฟฟ้า, บ้าน, ประหยัดไฟฟ้า, พลังงาน</keywords><date>2018-07-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1086</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1530858630.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์</category></row>
<row _id="1802"><Nid>1085</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] เซอร์ ไอแซ็ก นิวตัน ตีพิมพ์ Principia ออกเผยแพร่เป็นครั้งแรก</title><source>https://guru.sanook.com/26403/</source><detail>วันนี้เมื่อปี ค.ศ. 1687 เซอร์ ไอแซ็ก นิวตัน (Sir Isaac Newton) นักฟิสิกส์และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้ตีพิมพ์ผลงานชิ้นสำคัญออกเผยแพร่เป็นครั้งแรก ในนาม Principia ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องกลศาสตร์, กฏความโน้มถ่วงสากล หรือเรื่องแรงโน้มถ่วง ที่เป็นที่มาของ "กฎของนิวตัน" ที่เราได้เรียนกันในห้องเรียนนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, กลศาสตร์, แรงโน้มถ่วง, กฎของนิวตัน, Principia</keywords><date>2018-07-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1085</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1530764282.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1803"><Nid>1084</Nid><title>12 ประโยชน์ของเบียร์ เหตุผลที่คุณควรดื่มมัน!</title><source>https://www.health-th.com/12-ประโยชน์ของเบียร์/</source><detail>1. เบียร์ดีกับใจแล้วยังดีกับไตอีกด้วย
งานวิจัยยกให้เบียร์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีประโยชน์เหนือเครื่องดื่มใดๆ ในบรรดาแอลกอฮอล์ทั้งหมด นั่นก็เพราะก็ว่าเบียร์ 1 ขวดช่วยลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตได้ถึง 40% เลยทีเดียว
2. เบียร์ช่วยย่อยอาหาร
เบียร์ทั่วไป โดยเฉพาะเบียร์ดำมีไฟเบอร์ที่ละลายน้ำอยู่ประมาณ 1 กรัมต่อเบียร์ 300 มล. ต่างกับไวน์ที่ไม่มีไฟเบอร์เลย ไฟเบอร์มีบทบาทสำคัญในการทำงานของลำไส้ (หากขาดไฟเบอร์ อาจทำให้เกิดความผิดปกติในระบบย่อยอาหารและลำไส้ เช่น ท้องผูกหรือท้องร่วง)
3. เบียร์ช่วยลดคอเลสเตอรอล
ไฟเบอร์ในเบียร์มีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ส่งผลเสียต่อร่างกายได้
4. เบียร์ช่วยเพิ่มระดับวิตามิน B
เพราะเบียร์ประกอบด้วยวิตามิน B1, B2, B6 และ B12 นอกจากนี้งานวิจัยยังระบุว่าคนดื่มเบียร์มีปริมาณวิตามิน B6 ในร่างกายมากกว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์ประมาณ 30% ส่วนคนที่ดื่มไวน์มีปริมาณวิตามิน B6 ในร่างกายมากกว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์ประมาณ 15% เท่านั้น เรียกได้ว่าเบียร์แหล่งวิตามิน B12 ชั้นดีที่หาได้ยากในอาหารทั่วไป อีกทั้งวิตามิน B12 ยังมีส่วนช่วยลดโอกาสเกิดโรคโลหิตจางได้อีกด้วย
5. เบียร์ช่วยเสริมสร้างกระดูก
งานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2009 ระบุว่าเบียร์ที่มีระดับธาตุซิลิคอนสูงช่วยเสริมสร้างความหนาแน่นของเซลล์กระดูกได้
6. เบียร์ลดอาการโรคนอนไม่หลับ
สารแลคโตฟลาวิน (Lactoflavin) และกรดนิโคตินิก (Nicotinic Acid) ที่อยู่ในเบียร์ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น
7. เบียร์ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
คนดื่มเบียร์จะมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนทั่วไปถึง 40-60% เลยทีเดียว
8. เบียร์ช่วยป้องกันเส้นเลือดอุดตัน
ส่วนผสมในเบียร์มีส่วนช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด ช่วยให้เลือดลมเดินดีขึ้น
9. เบียร์ช่วยเพิ่มความจำ
งานวิจัยระบุว่าคนที่ดื่มเบียร์จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคอัลไซเมอร์และโรคป่วยทางจิตน้อยกว่าคนทั่วไปอีกด้วย
10. เบียร์ช่วยลดความเครียด
นักวิจัยของมหาวิทยาลัยมอนทรีออลพบว่า การดื่มเบียร์วันละสองแก้วมีส่วนช่วยลดอาการเครียดจากการทำงานหรือคลายความวิตกกังวลได้
11. ดื่มเบียร์ให้เป็นยา
เบียร์อุ่นๆ ถือเป็นยารักษาแบบหนึ่ง เพราะข้าวบาร์เลย์ที่นำมาหมักเป็นเบียร์ เมื่อได้รับความร้อนจะทำปฏิกริยากับร่างกาย ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยเพิ่มอัตราการหายใจ อีกทั้งยังช่วยลดอาการปวดข้อ เอ็น และยั่งช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย คราวหน้าให้ลองเอาเบียร์ไปอุ่นในน้ำร้อนซักหน่อยแล้วเติมน้ำผึ้งลงไปซัก 4 ช้อนชา ก็จะได้เบียร์ที่ดื่มเป็นยาแล้ว
12. เบียร์ทำให้ผิวสวยขึ้น
ข้อนี้น่าจะถูกใจสาวๆ เพราะเบียร์ประกอบด้วยวิตามินสำคัญมากมายที่ช่วยเสริมสร้างผิวให้แข็งแรง มีน้ำมีนวลและดูเปล่งปลั่งอีกด้วย
</detail><keywords>เบียร์, ประโยชน์เบียร์</keywords><date>2018-07-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1084</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1530688015.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1804"><Nid>1083</Nid><title>ไขข้อสงสัย ทำไมรถเข็นตามห้างต้องมีโซ่ห้อยอยู่</title><source>https://www.khaosod.co.th/monitor-news/news_759764, https://th.wikipedia.org/wiki/ไฟฟ้าสถิต</source><detail>น้องๆ เคยสังเกตเวลาไปตามห้างหรือซูเปอร์มาร์เก็ตไหมครับ ใต้รถเข็นมักจะมีโซ่เส้นเล็กห้อยอยู่ด้านล่าง เขาทำไปเพื่ออะไร? มาดูคำตอบกันครับ
　
ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก "ไฟฟ้าสถิต" (Static Electricity) กันก่อน ไฟฟ้าสถิต คือ ความไม่สมดุลย์ของประจุไฟฟ้าภายใน หรือบนพื้นผิวของวัสดุใดวัสดุหนึ่ง ประจุไฟฟ้าสถิตจะเกิดขึ้นเมื่อสองพื้นผิวมาสัมผัสกัน ทำให้เกิดการไหลเวียนของอิเล็กตรอน ทำให้รู้สึกเหมือนโดนช็อตเบาๆ และอาจจะรู้สึกเจ็บแปล็บได้
　
กลับมาที่เรื่องรถเข็น ปกติแล้ววัสดุที่ใช้ทำรถเข็นมักเป็นเหล็ก และเมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่แห้งและเย็น จะเกิดการสะสมประจุไฟฟ้าเอาไว้ จนเป็นเหตุให้ในบางครั้งเมื่อเราเอามือไปจับรถเข็นแล้วรู้สึกช็อต
　
ด้วยเหตุนี้จึงห้อยโซ่เอาไว้ที่รถเข็น เพื่อให้ประจุไฟฟ้าสถิตที่สะสมอยู่ได้ไหลลงไปสู่พื้น เพื่อจะได้ไม่เกิดการช็อตเมื่อมีคนใช้งานรถเข็นนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไฟฟ้าสถิต</keywords><date>2018-07-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1083</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1530589840.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1805"><Nid>1082</Nid><title>[สารอันตรายปนเปื้อนอาหาร] สารบอแร็กซ์ (Borax)</title><source>https://health.kapook.com/view151446.html</source><detail>อาหารยอดฮิตแสนอร่อยอย่าง หมูบด ลูกชิ้น ไส้กรอก ที่ทั้งกรอบ ทั้งเด้ง ทุกครั้งที่เคี้ยวล้วนมาจากสารที่ชื่อว่า "บอแร็กซ์" (Borax) หรือมีชื่อเรียกอื่นๆ ว่า น้ำประสานทอง, สารข้าวตอก หรือผงเนื้อนิ่ม ซึ่งมีชื่อทางเคมีว่า "โซเดียมบอเรท" (Sodium Borate) 
　
ปกติแล้วสารบอแร็กซ์นิยมใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตแก้ว ภาชนะเคลือบ ชุบโลหะ เพื่อให้วัสดุทนทานความร้อนได้ดีขึ้น และนิยมใส่ลงมาในอาหารเพื่อให้มีความกรอบ คงตัวได้นานและไม่บูด เสียง่ายนั่นเอง
　
บอแร็กซ์เป็นสารพิษต่อร่างกาย หากไปสะสมในเซลล์ส่วนต่างๆ ของร่างกายจะเกิดการดูดซึมเข้าไปโดยเฉพาะกรวยไต ทำให้เกิดอาการกรวยไตอักเสบหรือไตพิการได้
　
รู้แบบนี้แล้วก่อนจะรับประทานอะไรเข้าไป ตรวจสอบกันให้ดี หากซื้อสินค้าที่มีข้อมูลโภชนาการให้ตรวจสอบว่ามีสารบอแรกซ์หรือไม่ เพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สารอันตรายปนเปื้อนอาหาร, บอแร็กซ์</keywords><date>2018-07-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1082</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1530503648.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1806"><Nid>1081</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] ระเบิดปรมาณูลูกแรกของสหรัฐ</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/6-june.htm</source><detail>วันนี้เมื่อปี 1946 ระเบิดปรมาณูลูกแรกของสหรัฐชื่อ Able ถูกทิ้งลงจากเครื่องบิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการ Crossroad โดยทิ้งลงกลุ่มเรือกว่า 73 ลำที่หมู่เกาะบิกินี เป็นเหตุให้เรือขนส่ง 2 ลำจมลง และอีก 18 ลำได้รับความเสียหาย
　

#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, ระเบิดปรมาณู</keywords><date>2018-06-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1081</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1530503499.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1807"><Nid>1080</Nid><title>[วันสำคัญ] - วันสถาปนาลูกเสือ : หลักการจุดไฟด้วยการเสียดสีกิ่งไม้</title><source>https://www.thairath.co.th/content/512533</source><detail>วันที่ 1 กรกฏาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนาคณะลูกเสือแห่งชาติ หรือวันลูกเสือ วันนี้เราได้นำเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการจุดไฟด้วยการปั่นไม้ หนึ่งในวิธีที่ลูกเสือใช้เอาตัวรอดเวลาเดินทางไกลมาฝากกันครับ
　
การจุดไฟด้วยการปั่นไม้ (Hand Drill Fire Starting) เป็นการจุดไฟแบบโบราณด้วยการใช้วัสดุที่หาได้ตามป่า เช่น ไม้แห้ง หรือเศษฟาง เพื่อทำมาเป็นเชื้อเพลิง โดยใช้หลักการเสียดสี
　
การเสียดสีจะเกิดการสัมผัสกันระหว่างพื้นผิวสองพื้นผิว โดยพื้นผิวอย่างน้อยหนึ่งพื้นผิวต้องมีการเคลื่อนที่ เสียดสีกันจนเกิดเป็นความร้อนขึ้น และหลักการนี้ได้นำไปประยุกต์ใช้กับการเสียดสีไม้ 2 ชิ้น เพื่อให้เกิดความร้อนเพียงพอที่จะส่งต่อไปยังเชื้อเพลิง จนเกิดเป็นไฟลุกขึ้นมาเพื่อนำไปก่อไฟ และใช้ประโยชน์ต่างๆได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันสถาปนาลูกเสือ, ลูกเสือ, การจุดไฟด้วยกิ่งไม้, การเสียดสี</keywords><date>2018-07-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1080</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1530420358.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1808"><Nid>1079</Nid><title>สะอึก และวิธีแก้ไข</title><source>https://medthai.com/วิธีแก้สะอึก/</source><detail>รู้ไหม...อาการสะอึกเกิดจากอะไร? ทำยังไงถึงจะหาย วันนี้เรามีข้อมูลมาบอกกันครับ
　
สะอึก คืออาการที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน เป็นปฏิกริยาของร่างกายที่ไม่สามารถป้องกันได้ เป็นกลไกที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีการรบกวนประสาทของกะบังลมและกล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครง 
　
ส่งผลให้กะบังลมและกล้ามเนื้อระหว่างซี่โครงนี้หดตัวลงทันที ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายต้องหายใจเข้าอย่างฉับพลัน ตามมาด้วยฝากล่องเสียงปิดตามทันทีหลังหายใจ จึงเกิดเป็นเสียง อึ้ก!
　
สาเหตุมักมาจากการหายใจเอาควันต่างๆ เข้าไป, หรือการกินอาหารที่มีก๊าซเช่น น้ำอัดลม
　
วิธีแก้อาการสะอึกวิธีที่นิยมที่สุดคือ สูดหายใจลึกๆ แล้วกลั้นใจไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วดื่มน้ำตามทันที หรือระหว่างกลั้นหายใจ ให้กลืนน้ำลายให้ได้ 3 ครั้ง เพื่อเป็นการเคลียร์กะบังลมให้กลับมาทำงานได้ปกตินั่นเองครับ
　
น้องๆ คนไหนที่สะอึกบ่อยๆ ลองเอาวิธีนี้ได้ลอง หรือใครมีวิธีอื่นที่เจ๋งๆ มาแชร์กันได้เลยจ้า
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สะอึก</keywords><date>2018-06-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1079</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1530241605.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1809"><Nid>1078</Nid><title>เลิกดื่มน้ำฝนได้แล้ว หลังพบปนเปื้อนมลพิษหลายจังหวัด</title><source>https://health.kapook.com/view6835.html</source><detail>ใครที่ยังเก็บน้ำฝนเอาไว้ใช้ดื่ม เลิกได้แล้วครับ...เพราะอันตรายกว่าที่คิด!
　
คุณพ่อคุณแม่อาจจะเคยเล่าให้น้องๆ ฟังว่า สมัยก่อนมีการรองน้ำฝนที่ตกจากฟ้ามาใช้ดื่ม เนื่องจากมีรสชาติที่หวานอร่อยกว่า แต่น้องๆ รู้ไหมครับ ว่ายุคนี้เราไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีกแล้ว
　
เนื่องจากมีการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรม และความเจริญเติบโตของเมืองที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำฝนเกือบทั่วประเทศมีค่าความเป็นกรด-ด่าง สูงกว่าปกติ ยกตัวอย่างเช่น จังหวัดอยุธยา น้ำฝนจะพบค่าเป็นด่างสูงกว่าปกติ เพราะบริเวณนั้นมีโรงปูนอยู่จำนวนมาก หรือในภาคใต้ ที่พบแอมโมเนียปนเปื้อนจำนวนมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมยางพารา รวมถึงภาคตะวันออกที่เป็นแหล่งผลิตปิโตเลียมเคมี ทำให้น้ำฝนเหล่านั้นไม่บริสุทธิ์พอที่จะนำมาดื่มนั่นเอง
　
อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยของน้องๆ หากจะดื่มน้ำ ควรดื่มน้ำที่ผ่านการกรองจนสะอาดแล้วเท่านั้นนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำฝน, มลพิษ</keywords><date>2018-06-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1078</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1530154492.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1810"><Nid>1077</Nid><title>ยาพาราเซตามอล เม็ดเดียว หรือ 2 เม็ดดี</title><source>http://www.lesa.biz/astronomy/astro-events/day-night</source><detail>ขนาดของยาพาราเซตามอลที่เหมาะสมกับแต่ละคน

ปริมาณที่เหมาะสมในการทานยาพาราเซตามอลของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ต้องพิจารณาจากรูปร่าง น้ำหนัก และอายุของผู้ที่ทานด้วย โดยปริมาณของยาพาราเซตามอลแต่ละครั้งคือ 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม คำนวณให้เห็นภาพตามง่ายๆ ได้ดังนี้

- ผู้ที่มีน้ำหนัก 34-50 กิโลกรัม ให้ทานยาพาราเซตามอลเพียง 1 เม็ด ไม่เกิน 5-6 ครั้งต่อวัน

- ผู้ที่มีน้ำหนัก 50-75 กิโลกรัม ให้ทานยาพาราเซตามอล 1 เม็ดครึ่ง ไม่เกิน 4-5 ครั้งต่อวัน

- ผู้ที่มีน้ำหนัก 75 กิโลกรัมขึ้นไป ให้ทานยาพาราเซตามอล 2 เม็ด ไม่เกิน 3-4 ครั้งต่อวัน

โดยทุกคนสามารถทานยาพาราเซตามอลได้ทุก 4-6 ชั่วโมง

คนที่มีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม จะทาน 1 เม็ด หรือ 1 เม็ดครึ่งก็ได้

ส่วนคนที่มีน้ำหนัก 75 กิโลกรัม จะทาน 1 เม็ดครึ่ง หรือ 2 เม็ดก็ได้
</detail><keywords>พาราเซตามอล, ยาแก้ปวด, ยาสามัญประจำบ้าน, วิธีใช้ยา, รู้เรื่องยา, สุขภาพกาย, ดูแลสุขภาพ, สุขภาพ</keywords><date>2018-06-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1077</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1529994049.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1811"><Nid>1076</Nid><title>หมอกเกิดจากอะไร?</title><source>https://guru.sanook.com/5564/</source><detail>"หมอกจางๆ และควัน คล้ายกันจนบางทีไม่อาจรู้" น้องๆ หลายคนอาจจะไม่รู้จักเพลงนี้ เพราะเพลงนี้เป็นเพลงของพี่เบิร์ด ธงไชย แมดอินไตย ที่โด่งดังมากๆ เมื่อเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้จักแน่ๆ แล้วไหนใครแยกออกบ้าง ไหนหมอก ไหนควัน? 
　
หมอก คือละอองน้ำเล็กๆ ที่เกิดจากการกลั่นตัวของไอน้ำในบรรยากาศใกล้ผิวโลก หรือเรียกง่ายๆ ว่า เมฆในระดับใกล้พื้นโลก
　
สรุปการเกิดหมอกอย่างง่ายๆว่า ตอนกลางวันพื้นดินสะสมความร้อนจากดวงอาทิตย์ และพอเริ่มเข้าช่วงกลางคืน พื้นดินจะคลายความร้อนออกมา เมื่อความร้อนลอยขึ้นสูง ทำให้อากาศบริเวณนั้นมีอุณหภูมิต่ำ และเมื่อมีอากาศที่ร้อนกว่ามากระทบก็จะเกิดการกลั่นตัว กลายเป็นหมอก
　
ส่วนควัน เกิดจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีโดยใช้ความร้อน หรือสรุปง่ายๆว่า ควันเกิดจากการที่เราเผาบางอย่างด้วยความร้อนนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หมอก</keywords><date>2018-06-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1076</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1529983149.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1812"><Nid>1075</Nid><title>[โรคที่มากับหน้าฝน] โรคมือ เท้า ปาก</title><source>https://www.pobpad.com/โรคมือเท้าปาก?gclid=EAIaIQobChMI9oOTusev2wIVDSQrCh2wgQTlEAAYASAAEgKtrvD_BwE</source><detail>โรคมือเท้าปาก (Hand Foot Mouth Disease) เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่เจริญเติบโตได้ดีในลำไส้ ในสภาพอากาศเย็นและชื้น เช่น ไวรัสค็อกซากี้และเอนเทอโรไวรัส โรคนี้มักแพร่ระบาดหนักในช่วงฤดูฝน เพราะสภาพอากาศเอื้ออำนวยและเป็นช่วงเปิดภาคเรียนอีกด้วย

อาการของโรคนี้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียส เจ็บคอ ไม่อยากอาหาร ปวดท้อง และเริ่มมีตุ่ม หรือแผลอักเสบมีหนองที่บริเวณ มือ เท้า ฝ่าเท้า และบริเวณปาก

หากพบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนี้ ให้รักษาตัวอยู่ที่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค โดยอาการจะทุเลาลงภายใน 7-10 วัน แต่หากอาการป่วยไม่ดีขึ้น ให้รีบไปพบแพทย์นะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โรคที่มากับฤดูฝน, โรคมือ เท้า ปาก</keywords><date>2018-06-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1075</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1529896965.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1813"><Nid>1073</Nid><title>ตากผ้าตอนฝนตก มีอันตรายมากกว่าแค่กลิ่นอับ</title><source>https://www.matichon.co.th/news-monitor/news_581207</source><detail>ฝนตก ผ้าชื้น กลิ่นอับ มักเป็นของคู่กัน!! แต่อย่าคิดว่ามาแค่กลิ่น ความจริงแล้วอันตรายกว่าที่คิดแน่
　
ช่วงหน้าฝนทุกคนมักพบปัญหาเสื้อผ้ามีกลิ่นอับชื้น เนื่องจากไม่ค่อยมีแดด หรือตากผ้าตอนฝนตกนั่นเอง แต่มีปัญหาตามมามากกว่านั้น คือเชื้อราบนเสื้อผ้าครับ
　
บางคนตากฝนกลับเข้ามาแล้วถอดเสื้อผ้าที่เปียกโยนลงตระกร้ารอซักทันที โดยไม่ได้ผึ่งให้แห้งก่อน จึงเป็นที่มาของเชื้อราบนเสื้อผ้าและอาจทำให้เกิดปัญหาโรคผิวหนังตามมา ไม่ว่าจะเป็น โรคกลาก เกลื้อน หรือเป็นผื่นแพ้ได้
　
ดังนั้นเสื้อผ้าที่เปียกควรซักทันที หรือผึ่งให้แห้งก่อนก่อนใส่ตระกร้อรอซัก แต่หากเสื้อผ้าใครเริ่มมีกลิ่นอับชื้น หรือเชื้อราแล้ว สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
　
หลังจากซักปกติ ให้นำไปต้มในน้ำเดือด 15 นาที ถึง 1 ชั่วโมง หรือแช่ด้วยน้ำยาซักผ้าขาว หรือน้ำส้มสายชู แช่ไว้ 1 ชั่วโมงแล้วซักตามปกติ ก็จะช่วยขจัดเชื้อราและกลิ่นอับบนเสื้อผ้าไปได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ตากผ้า, กลิ่นอับ</keywords><date>2018-06-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1073</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1529376892.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1814"><Nid>1072</Nid><title>ฝนสีเลือด! มีจริงหรือนี่</title><source>https://www.spokedark.tv/posts/red-rain-india/</source><detail>เมื่อปี 2001 พบฝนสีเลือด (Blood Rain) ตกต่อเนื่องกันเป็นเวลากว่า 2 เดือน ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย และค้นพบว่าฝนนี้มาพร้อมกับเซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีบนโลก?!
　
แต่ในภายหลังหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศอินเดียได้เข้ามาเก็บตัวอย่างของฝนสีเลือดไปวิเคราะห์อีกครั้ง จนพบว่าในฝนสีแดงมีสปอร์ของตะไคร่สีส้ม ตระกูล Trentepohlia เป็นจำนวนมาก และได้หาคำตอบว่า ฝนสีแดงเกิดจากการที่สปอร์ของตะไคร่ชนิดนี้ถูกอากาศพัดปลิวไปสะสมอยู่บนอากาศจำนวนมาก ก่อนจะผสมเข้าไปกับความชื้นในอากาศ และตกลงมาเป็นฝนสีแดงนั่นเองครับ
　
ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะดูประหลาด จนดูเหมือนมาจากต่างดาว แต่ด้วยภูมิความรู้ของมนุษย์และวิทยาศาสตร์ ก็สามารถหาคำตอบจนได้ครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ฝนสีเลือด</keywords><date>2018-06-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1072</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1529376722.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1815"><Nid>1071</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] แผลไหม้จากรังสีเอกซ์ (X-ray burns)</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/6-june.htm</source><detail>วันนี้ในปี 1918 Dr. Eugene W. Caldwell ผู้เชี่ยวชาญรังสีเอ็กซ์ ได้เสียชีวิตลง เนื่องจากประสบอุบัติเหตุระหว่างวิจัยรังสีเอ็กซ์ ทำให้เกิดบาดแผลไหม้ด้วยรังสีเอ็กซ์ และเสียชีวิตในเวลาต่อมาที่กรุงนิวยอร์ก ในเวลาต่อมาตำราที่เขียนด้วย Dr. Eugene ก็ได้รับการยอมรับให้เป็นตำราเรียนทางด้านนี้
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, รังสีเอ็กซ์</keywords><date>2018-06-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1071</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1529376526.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1816"><Nid>1070</Nid><title>ลูกเห็บเกิดจากอะไร?</title><source>https://guru.sanook.com/5535/</source><detail>น้องๆ คนไหนเคยเห็นลูกเห็บบ้างไหมครับ? รู้ไหมว่าคืออะไร เกิดจากอะไร? มาดูคำตอบกันครับ
　
ลูกเห็บ (Hail) คือก้อนน้ำแข็งที่ตกลงมาจากฟ้า มีขนาดเล็กตั้งแต่ขนาดเมล็ดข้าวโพด ไปจนถึงขนาดใหญ่เท่าลูกเทนนิส
　
เกิดจากการที่มีกระแสลมแรงพัดพาเม็ดฝนขึ้นไปยังชั้นบรรยากาศด้านบนที่มีอุณหภูมิต่ำมากๆ จนฝนเริ่มแข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งเล็กๆ เมื่อถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงลงมาเจอกับบรรยากาศด้านล่างที่มีอุณหภูมิสูงกว่า ความชื้นจากอากาศบริเวณนั้นจะถูกดูดเข้าไปกับเกล็ดน้ำแข็ง ทำให้มีขนาดใหญ่ขึ้น
　
ในขณะเดียวกันก็ยังโดนกระแสลมพัดกลับขึ้นไปด้านบนอีกครั้ง ความชื้นที่ดูดเข้ามาก็จะแข็งเป็นน้ำแข็งและตกลงมาใหม่ วนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนน้ำแข็งเริ่มมีน้ำหนักมากพอที่จะต้านกระแสลม และตกลงมาสู่พื้นดินได้ กลายเป็นลูกเห็บที่เราเห็นนั่นเอง
　
ซึ่งหากเราเก็บลูกเห็บที่เพิ่งตกถึงพื้นมาทุบให้แตก เราจะเห็นภายในเป็นวงชั้นน้ำแข็งซ้อนไปซ้อนมา เนื่องจากกระบวนการที่กล่าวไปข้างต้นนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ลูกเห็บ</keywords><date>2018-06-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1070</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1529376359.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1817"><Nid>1069</Nid><title>[โรคที่มากับหน้าฝน] โรคฉี่หนู</title><source>https://www.pobpad.com/โรคฉี่หนู</source><detail>โรคฉี่หนู หรือ เล็ปโตสไปโรซิส เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้กับทั้งคนและสัตว์

ส่วนใหญ่ผู้ติดเชื้อจะแสดงอาการในช่วงประมาณ 7 - 14 วัน มีอาการตั้งแต่ขั้นอ่อนไปจนถึงรุนแรงจนเสียชีวิต อาการส่วนใหญ่จะคล้ายโรคไข้หวัด คือ คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้สูง หนาวสั่น และอื่นๆ

หากเป็นโรคฉี่หนูแบบรุนแรง จะเกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ภาวะไตวายเฉียบพลัน มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นต้น

สาเหตุการติดเชื้อที่พบได้บ่อยๆ คือ มาจากปัสสาวะของสัตว์ที่ติดเชื้อและปนเปื้อนมากับน้ำ โดยเฉพาะตอนน้ำท่วมหรือบริเวณที่มีแหล่งน้ำขังนั่นเอง แบคทีเรียชนิดนี้สามารถแทรกซึมเข้าร่างกายทางเยื่อบุตา ปาก จมูก รวมถึงรอยแผล รอยขีดข่วนทั้งหลาย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วมโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน

ใครที่รู้ตัวว่าเพิ่งผ่านกิจกรรมทางน้ำ ไม่ว่าจะเป็น เล่นกีฬาทางน้ำ หรือมีการสัมผัสกับแหล่งน้ำ และมีอาการป่วยคล้ายโรคหวัด ควรไปตรวจให้เร็วที่สุดเพื่อรักษาได้ทันท่วงทีครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โรคที่มากับฤดูฝน, โรคฉี่หนู</keywords><date>2018-06-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1069</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1529313342.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1818"><Nid>1067</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] ระเบิดไฮโดรเจนของจีน (Chinese H-bomb)</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/6-june.htm</source><detail>วันนี้เมื่อปี 1967 จีนได้ทำการทดลองระเบิดไฮโดเจนลูกแรก ซึ่งเป็นการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 ของจีน นับว่าเป็นการทดลองในแบบที่มีการระเบิดเข้าด้านในเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรก  มีการจุดระเบิดที่ความสูง 2,960 เมตร มีความแรงระเบิดสูงถึง 3.3 เมกกะตัน
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, ระเบิดไฮโดรเจน</keywords><date>2018-06-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1067</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1528649090.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1819"><Nid>1066</Nid><title>ทำไมเปียกฝนแล้วเป็นหวัด แต่อาบน้ำดันไม่เป็น</title><source>http://campus.sanook.com/940103/</source><detail>เคยได้ยินไหมครับคำว่า “อย่าตากฝนเดี๋ยวเป็นหวัด” เป็นเพราะอะไร? แล้วทำไมตอนอาบน้ำถึงไม่เป็นหวัดล่ะ? มาดูคำตอบกันครับ
　
อย่างที่รู้กันว่าอากาศข้างนอกเต็มไปด้วยฝุ่น มลภาวะและไวรัสชนิดต่างๆ เยอะแยะมากมาย แต่ในสภาวะปกติร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่จะต่อต้านไวรัสเหล่านั้นได้
　
แต่เมื่อฝนตกมักจะมีลมพัดแรง ทำให้ไวรัสและฝุ่นต่างๆ ฟุ้งกระจายเป็นปริมาณมาก ประกอบกับหากศีรษะเราถูกฝน อุณหภูมิของเนื้อเยื่อบุโพรงจมูกจะลดลง 1 - 2 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่เชื้อไวรัสจะขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว ภูมิคุ้มกันจึงไม่สามารถต้านทานไวรัสพวกนี้ได้ จนส่งผลให้เราเป็นไข้หวัดในเวลาต่อมา ซึ่งต่างกับการที่เราอาบน้ำในห้องน้ำ ที่ไม่มีเชื้อไวรัสหรือฝุ่นฟุ้งกระจายอยู่นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>อาบน้ำ, ฝนตก, เชื้อโรค</keywords><date>2018-06-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1066</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1528648974.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1820"><Nid>1065</Nid><title>อ๊บ อ๊บ กบนักพยากรณ์ตัวจริง</title><source>https://teen.mthai.com/variety/44278.html</source><detail>"ฝนเอยทำไมจึงตก จำเป็นต้องตกเพราะว่ากบมันร้อง"
　
น้องๆ เคยได้ยินเพลงนี้กันอยู่รึเปล่า? ทำไมกบถึงรู้ล่วงหน้าว่าฝนกำลังจะตก?
　
ที่จริงแล้ว เพราะกบสัมผัสได้ถึงความชื้นในอากาศที่มีสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นลักษณะของอากาศที่อีกไม่นานฝนกำลังจะตก และเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการออกหาอาหาร กบจึงส่งเสียงร้องเพื่อบ่งบอกความเป็นฝูงนั่นเองครับ
　
ครั้งหน้าน้องๆ ลองสังเกตกันดู ถ้าได้ยินเสียงกบร้อง อีกไม่นานฝนต้องตกแน่นอนเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กบ</keywords><date>2018-06-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1065</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1528648848.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1821"><Nid>1064</Nid><title>เมฆสีรุ้ง เกิดขึ้นได้อย่างไรกันนะ</title><source>https://www.dek-d.com/education/34484/</source><detail>ใครว่าเมฆสีรุ้งจะมีแค่ในการ์ตูน? ของจริงก็มีจ้า!
　
ปรากฏการณ์เมฆสีรุ้งคืออีกหนึ่งปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่หาดูค่อนข้างยาก และสวยงาม แต่ว่าเกิดจากอะไร...ไปดูกันครับ
　
เมฆสีรุ้ง (Rainbow Clouds) หรือปรากฏการณ์ Irisation เกิดจากการที่แสงอาทิตย์ตกกระทบเม็ดน้ำขนาดต่างๆ ในก้อนเมฆจางๆ ทำให้เกิดการหักเหของแสง และแตกกระจายออกเป็นสีรุ้ง ซึ่งในเมฆมีหยดน้ำกระจายตัวอยู่ ทำให้แสงเกิดการหักเหและทับซ้อนกันจนเกิดเป็นรุ้งที่มีลักษณะเหลือบซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ จนมองเห็นเป็นเมฆสีรุ้งนั้นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เมฆสีรุ้ง</keywords><date>2018-06-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1064</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1528648626.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1822"><Nid>1063</Nid><title>[โรคที่มากับฤดูฝน] ไข้มาลาเรีย</title><source>https://health.kapook.com/view190249.html</source><detail>โรคมาลาเรีย (Malaria) เป็นไข้ชนิดหนึ่งที่ในประเทศไทยมีชื่อเรียกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ไข้ป่า ไข้จับสั่น ไข้ร้อนเย็น หรือไข้ดอกสัก เป็นต้น โดยมีพาหะคือยุงก้นปล่องเพศเมีย
　
เหตุที่เรียกว่าไข้ป่า เพราะว่าแหล่งพบเชื้อมาลาเรียส่วนใหญ่จะพบในเขตป่า, เขา หรือตามขอบชายแดนเท่านั้น ไม่ค่อยพบผู้ป่วยมาลาเรียในตัวเมื่องมากนัก
　
โดยอาการของไข้มาลาเรียคือ มีไข้ต่ำ คล้ายๆ ไข้หวัด แต่ต่อมาจะมีไข้สูง ตัวร้อน มีอาการหนาวสั่นสลับกับร้อนจนเหงื่อออก (ถึงได้ชื่อว่าไข้จับสั่น)
　
ไข้มาลาเลียสามารถรักษาให้หายขาดได้ หากใครสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคนี้ให้รีบไปหาแพทย์ด่วน ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะเชื้อมาลาเรียที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่จะดื้อยา ไม่สามารถรักษาได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โรคที่มากับฤดูฝน, ไข้มาลาเรีย</keywords><date>2018-06-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1063</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1528648501.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1823"><Nid>1062</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] เนปจูเนียม (Neptunium)</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/6-june.htm</source><detail>วันนี้เมื่อปี 1940 มีการประกาศค้นพบธาตุที่ 93 คือ เนปจูเนียม (Neptunium) โดย Edwin M. McMillan และ Philip H. Abelson จากการสลายตัวรังสีบีต้าของยูเรเนียม-239 และการค้นพบในครั้งนี้ ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี 1951 อีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, เนปจูนเนียม</keywords><date>2018-06-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1062</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1528429537.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1824"><Nid>1061</Nid><title>ไม่ใช่หน้าฝน แต่ทำไมฝนถึงตกได้นะ</title><source>https://www.dek-d.com/education/41208/</source><detail>ใครว่าฝนจะตกในฤดูฝนเสมอไป? เคยสงสัยไหม...ทำไมบางวันในช่วงฤดูร้อนที่ร้อนตับแตก จู่ๆ ฝนก็เทกระหน่ำลงมาซะงั้น? เป็นไปได้ยังไง ไปดูกันเลยครับ
　
ปกติแล้วในฤดูร้อนของไทย ประเทศเราจะได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์มากกว่าช่วงอื่นๆ ของปี อากาศที่อยู่เหนือแผ่นดินจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้น รวมถึงกระแสลมในช่วงนี้ จะพัดเข้าสู่ประเทศมาทางตอนใต้จากอ่าวไทย
　
และถ้าหากในช่วงนี้มีลมจากประเทศจีนพัดเข้ามาปลุกคลุมประเทศไทย จะทำให้เกิดการปะทะกันระหว่างมวลอากาศเย็นและแห้งที่พัดมาจากจีน กับมวลอากาศร้อนชื้นจากอ่าวไทย
　
เมื่อมวลอากาศสองกระแสกระทบกัน ทำให้การหมุนเวียนของกาศแปรปรวณอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดฝนฟ้าคะนองและลมแรง หรือที่เรียกว่า "พายุฤดูร้อน" นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ฤดูฝน, ฝนตก</keywords><date>2018-06-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1061</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1528343777.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1825"><Nid>1060</Nid><title>ไขข้อข้องใจ พยาธิในอาหาร มีกี่ชนิด?</title><source>https://www.sanook.com/health/10753/</source><detail>หลายครั้งหลายหนที่เราอ่านข่าว หรือเห็นโพสต์ในโซเชียลมีเดียว ถึงสิ่งแปลกปลอมที่เข้าใจกันว่าเป็น “พยาธิ” ในอาหารที่เราทานเข้าไป ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นเส้นๆ ที่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ก็สันนิษฐานว่าเป็นพยาธิเอาไว้ก่อน เพราะมีความเสี่ยงที่อาหารที่เราทานจะมีพยาธิอยู่ในนั้น แต่ที่จริงแล้วพยาธิในอาหารมีกี่ชนิด อยู่ในอาหารอะไรบ้าง แล้วอันตรายต่อร่างกายของเรามากน้อยแค่ไหนหากเราเผลอทานเข้าไปในร่างกาย Sanook! Health มีคำตอบจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. มาฝากกันค่ะ

พยาธิที่พบในอาหาร มีกี่ชนิด พบในอาหารชนิดใดบ้าง
พยาธิใบไม้ตับ
พยาธิใบไม้ตับ พบในอาหารที่ทำจากปลาน้ำจืดที่ไม่สุก เช่น ปลาร้าดิบ ส้มปลา เป็นต้น
พยาธิตัวตืด
พยาธิตัวตืด พบในเนื้อหมู วัว ที่ปรุงไม่สุก สามารถมองเห็นตัวอ่อนของพยาธิตัวตืด ซึ่งมีลักษณะเป็นเม็ดสาคู  หรือผักสดที่ล้างไม่สะอาดและมีไข่พยาธิปนเปื้อน
พยาธิไส้เดือน และพยาธิแส้ม้า
พยาธิไส้เดือน และพยาธิแส้ม้า พบในผักผลไม้ที่ล้างไม่สะอาด อาหารไม่สะอาดปนเปื้อนไข่พยาธิ มีแมลงวันตอม หรือหยิบของที่ตกบนพื้นดินเข้าปาก
พยาธิตัวจี๊ด
พยาธิตัวจี๊ด พบในเนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุก เช่น ปลา ไก่ กบ เป็นต้น
พยาธิอะนิซาคิส
พยาธิอะนิซาคิส พบในอาหารประเภทปลาทะเลที่ไม่สุก ปลาดิบ

 วิธีหลีกเลี่ยงพยาธิจากอาหาร

- เลือกซื้ออาหารที่สดใหม่สะอาด หากเป็นเนื้อสัตว์ต้องสังเกตดูว่ามีตัวอ่อนพยาธิซึ่งมีลักษณะเป็นเม็ดสาคูปนเปื้อนหรือไม่ และไม่หยิบของที่ตกบนพื้นแล้วเข้าปาก

- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดิบ หรือทำให้สุกด้วยความร้อนที่ไม่เพียงพอ และการบีบมะนาวไม่มีผลในการฆ่าตัวอ่อนพยาธิ เพียงแค่ทำให้เนื้อสัตว์เปลี่ยนสีเท่านั้น

- ผักสดหากจะรับประทานดิบ ๆ ควรจะล้างด้วยน้ำสะอาดหลาย ๆ ครั้ง

- ล้างมือให้สะอาดก่อนทำอาหารและรับประทานอาหาร

ยาถ่ายพยาธิจำเป็นหรือไม่?

หลายคนคิดว่าน่าจะทานอาหารที่มีพยาธิเข้าไปในร่างกายบ้างไม่มากก็น้อย อาจจะด้วยชอบทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบอยู่บ่อยๆ หรือโดนเพื่อนแซวว่าทานเท่าไรก็ไม่อ้วน เพราะมีพยาธิอยู่ในท้อง จึงมีความคิดที่จะหายาถ่ายพยาธิมาทาน

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ยาถ่ายพยาธิ หากไม่ได้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิ เช่น อยู่ในพื้นที่ที่มีความชุกของโรคสูง หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงสูงต่อการได้รับพยาธิ (เช่น รับประทานเนื้อสัตว์ที่สุกๆ ดิบๆ เป็นประจำ)  แต่หากมีอาการผิดปกติที่สงสัยว่าได้รับพยาธิเข้าสู่ร่างกาย เช่น ท้องอืด ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย มีรอยบวมแดงบนผิวหนังที่เคลื่อนตำแหน่งไปเรื่อยๆ หรืออาการคันก้นเนื่องจากพยาธิบางชนิดจะออกมาวางไข่รอบๆ ทวารหนักตอนกลางคืน เป็นต้น ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาด้วยยาถ่ายพยาธิที่เหมาะสมกับชนิดของพยาธิที่ได้รับ</detail><keywords>พยาธิ, พยาธิในอาหาร</keywords><date>2018-06-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1060</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1529544259.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ชีวภาพ</category></row>
<row _id="1826"><Nid>1058</Nid><title>[วันสำคัญ] วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)</title><source>https://hilight.kapook.com/view/24504</source><detail>"โลกเรากำลังป่วย" นี่คือสาเหตุที่ วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)
　
เนื่องจากสภาวะสิ่งแวดล้อมของโลกเริ่มย่ำแย่ลงทุกวัน อันเกิดจากการกระทำของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น สภาวะเรือนกระจก หิมะขั้วโลกละลาย น้ำท่วม แผ่นดินไหว โลกร้อน เป็นต้น
　
จึงมีมติให้จัดประชุมที่เรียกว่า "การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์" เพื่อหาทางออกและแนวทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเกิดขึ้น โดยมีจุดประสงค์หลักๆ คือ สร้างความตื่นตัวในการเรียนรู้สิ่งแวดล้อม, ให้การสนับสนุนทางวิชาการ และกระตุ้นให้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันสิ่งแวดล้อมโลก</keywords><date>2018-06-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1058</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1527788803.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1827"><Nid>1057</Nid><title>[โรคที่มากับฤดูฝน] ไข้เลือดออก</title><source>https://www.honestdocs.co/5-top-contagious-diseases-in-rainy-season</source><detail>เนื่องจากฤดูฝนคือช่วงที่ยุงลายวางไข่ จึงทำให้มีประชากรยุงลายเพิ่งมากขึ้นจากปกติ ซึ่งยุงลายนั้นเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก จึงทำให้มีอัตราการเกิดไข้เลือดออกสูงกว่าปกตินั่นเองครับ
　
อาการของไข้เลือดออกนั้นมีหลากหลายรูปแบบ ในเด็กอาจมีเพียงไข้และผื่น ในผู้ใหญ่จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามตัว ซึ่งหากขาดการรักษาที่ทันท่วงที ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ครับ
　
ลักษณะสำคัญของโรคไข้เลือดออก มีอาการสำคัญ 4 ประการคือ
1. ไข้สูงลอย - คืออาการมีไข้สูง อุณหภูมิสูงถึง 39 - 40 องศาเซลเซียส
2. เลือดออก - เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด หรือมีจุดเลือดตามตัว
3. ตับอักเสบ - เชื้อไวรัสเข้าไปทำลายตับ
4. ช็อก - มักเกิดตอนไข้ลด ผู้ป่วยจะกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น รอบปากเขียว ก่อนจะมีอาการช็อก ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ
　
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาไข้เลือดออกโดยเฉพาะ ดังนั้นวิธีป้องกันการแพร่พันธุ์ของยุงลายคือวิธีที่ดีที่สุด อย่างการกำจัดแหล่งน้ำขัง เช่น แจกัน บ่อน้ำ กาละมังต่างๆ แต่หากคนรอบตัวเริ่มมีอาการของไข้เลือดออก อย่ารอช้า รีบไปหาคุณหมอเพื่อรับการรักษาอย่างทันท่วงทีนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โรคที่มากับฤดูฝน, ไข้เลือดออก</keywords><date>2018-06-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1057</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1527788682.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1828"><Nid>1046</Nid><title>มีอะไรอยู่ใน "ยาสีฟัน"</title><source>http://www.vcharkarn.comweww.vcharkarn.com/varticle/43855</source><detail>มนุษย์เรารู้จักการทำความสะอาดช่องปากมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณหรือเมื่อประมาณ 5,000 - 3,000 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว โดยในยุคสมัยนั้นชาวอียิปต์ทำผงขัดฟันขึ้นมาจากขี้เถ้าจากกีบเท้าของวัว ผงเมอร์ (myrrh ซึ่งเป็นยางไม้ชนิดหนึ่ง) ผงเปลือกไข่เผาไฟและผงหินพัมมิช (pumice) ขณะเดียวกันนั้นก็ไม่ได้มีเพียงแค่ชาวอียิปต์เท่านั้นที่สนใจเกี่ยวกับ อนามัยในช่องปาก ยังมีชาวจีน ชาวอินเดียโบราณและชาวเปอร์เซียน ที่รู้จักการทำผงชัดฟันขึ้นใช้ด้วยเหมือนกัน

          ในศตวรรษที่ 18 การพัฒนาและปรับปรุงผงขัดฟันยุคใหม่ได้เริ่มขึ้นในประเทศอังกฤษ จากนั้นก็มีการพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาถึงปี 2491 บริษัทไลอ้อนประเทศญี่ปุ่นก็ได้ผลิตยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ได้ สำเร็จเป็นรายแรกของโลก

โดยทั่วไป ยาสีฟันประกอบไปด้วยสารต่างๆ ดังต่อไปนี้ 

1. สารรักษาความชื้น (humectant) มีอยู่ประมาณ 15-70 เปอร์เซ็นต์ โดยสารนี้มีคุณสมบัติในการช่วยรักษาปริมาณน้ำในเนื้อยาสีฟันทำให้เนื้อยาสี ฟันไม่แข็งเมื่อต้องอยู่ภายในหลอดที่เก็บไว้เป็นเวลานาน สารที่นิยมนำมาใช้ คือ สารกลีเซอริน สารซอร์บิทอล สารไซลิทอล

2. น้ำ มีประมาณ 0-50 เปอร์เซ็นต์ เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยให้เนื้อยาสีฟันไม่แห้งแข็ง ยกเว้น ผงขัดฟัน (tooth powders)

3. ผงขัดฟัน (abrasive) มีประมาณ 10-50 เปอร์เซ็นต์ โดยผงขัดฟันนี้มีหน้าที่ในการขจัดเศษอาหารที่ตกค้าง รวมถึงคราบจุลินทรีย์ที่ติดอยู่บนฟัน สารที่นิยมนำมาทำใช้ ได้แก่ อะลูมินา แคลเซียมฟอสเฟต แคลเซียมคาร์บอนเนต เกลือ หินพัมมิช โซเดียมไพโรฟอสเฟต โซเดียมคาร์บอเนต เป็นต้น



4. สารลดแรงตึงผิวและสารแต่งกลิ่นรส (detergent and flavoragent) สารสองชนิดนี้มีรวมกันแล้วประมาณ 2 เปอร์เซ็น โดยมีคุณสมบัติช่วยขจัดคราบสกปรกต่างๆ เช่น ไขมัน และทำให้เกิดเป็นฟองขณะแปรงฟัน เหตุผลต้องใช้สารสองชนิดร่วมกันก็เพื่อให้สารแต่งกลิ่นช่วยกลบกลิ่นและรสของ สารลดแรงตึงผิวนั่นเอง ส่วนสารที่นิยมนำมาใช้ ได้แก่ โซเดียมสเตียริลฟูมาเรต โซเดียมลอริลซัลเฟต โซเดียมสเตียริลแลกเทต

5. สารให้ความหวาน (sweeteners) มีประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติเพื่อช่วยทำให้ยาสีฟันมีรสชาติดีขึ้น สารที่นิยมนำมาใช้ ได้แก่ สารแอสพาร์เทม

6. สารทำให้ข้น (thickeners) มีอยู่ประมาณ 0.4-2 เปอร์เซ็นต์ มีคุณสมบัติเพื่อช่วยให้เนื้อยาสีฟันเกาะติดกันได้ดี ไม่เหลวเละ สารที่นิยม นำมาใช้ คือ คาร์ราจีแนน ยางเซลลูโลส โซเดียมคาร์บอกซีเมทเซลลูโลส

7. ฟลูออไรด์ (fluoride) มีประมาณ 0.15-0.24 เปอร์เซ็นต์ คุณสมบัติของสารชนิดนี้คือ เป็นสารที่ออกฤทธิ์ป้องกันฟันผุ ทำหน้าที่เคลือบชั้นเปลือกฟันเพื่อทำให้ฟันทนต่อกรมที่เกิดจากแบคทีเรียใน ช่องปาก สารที่นิยมนำมาใช้นั้น ได้แก่ สแทนนัสฟลูออไรด์ โซเดียมฟลูออไรด์ โซเดียมโมโนฟลูออไรด์
</detail><keywords>ยาสีฟัน, ปาก, ฟัน, ผงชัดฟัน, ฟลูออไรด์</keywords><date>2018-05-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1046</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1527646168.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="1829"><Nid>1045</Nid><title>[วันสำคัญ] วันงดสูบบุหรี่โลก</title><source>https://hilight.kapook.com/view/24310</source><detail>31 พฤษภาคมของทุกปี คือวันงดสูบบุหรี่โลก จัดตั้งขึ้นเพื่อให้มนุษย์ตระหนักถึงโทษและอันตรายที่มาจากการสูบบุหรี่ 
　
"นิโคติน" คือตัวร้ายที่แท้จริงของเรื่องนี้ เป็นสารเคมีให้โทษชนิดหนึ่งที่พบในกลุ่มยาสูบ เช่น บุหรี่ ส่งผลต่อสมองและระบบประสาท
　
ถึงแม้ว่าการได้รับสารตัวนี้เข้าไปในร่างกาย จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความหงุดหงิด ไม่สบายใจได้ แต่ในระยะยาวหากได้ร่างได้รับนิโคตินเป็นเวลานานจะเกิดผลเสียร้ายแรงตามมาไม่รู้จบ เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง, ถุงลมโป่งพอง, หลอดเลือดหัวใจตีบ และที่ร้ายแรงที่สุดคือ มะเร็งปอด
　
ขอฝากน้องๆ ทุกคนไว้ว่า บุหรี่คือตัวร้าย ที่ทำลายทุกคนอย่างแท้จริง อย่าริ อย่าลอง อย่าสูบเด็ดขาด ด้วยความปรารถนาดีจากพี่ๆ STKC ครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันสำคัญ, วันงดสูบบุหรี่โลก</keywords><date>2018-05-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1045</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1527391632.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1830"><Nid>1044</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] คริปตัน (Krypton)</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/5-may.htm</source><detail>วันนี้เมื่อปี 1898 มีการค้นพบธาตุคริปตัน (Kryton) โดย Morris William Travers นักเคมีชาวอังกฤษ ในกรุงลอนดอน คริปตันสกัดได้จากอากาศเหลว เมื่อผ่าน Plucker Tube ที่ต่อกับ Induction Coil จะได้สเปกตรัมสีเขียวและสีเหลืองที่ไม่เหมือนกับธาตุอื่นใดๆ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, คริปตัน, Kypton</keywords><date>2018-05-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1044</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1527391438.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1831"><Nid>1043</Nid><title>ไลก้า สุนัขอวกาศตัวแรกของโลก</title><source>https://men.kapook.com/view64715.html</source><detail>ใครจะเชื่อ ก่อนมนุษย์ที่ได้ขึ้นไปสำรวจอวกาศ ก็เจ้าหมาน้อยนามว่า "ไลก้า" นี่แหละ มาดูเรื่องราวของมันกันครับ
　
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1957 สหภาพโซเวียตได้ส่งยานสปุตนิค 1 ขึ้นไปเป็นดาวเทียมที่โคจรรอบโลกลำแรก และต่อมา เมื่อปี 1957 สหภาพโซเวียตก็ได้ส่งสปุตนิค 2 ตามไปอีกหนึ่งลำ แต่การส่งยานออกไปครั้งนี้ มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ข้างในด้วย ซึ่งสิ่งมีชีวิตที่ว่านั้นก็คือสุนัขชื่อ "ไลก้า" นั่นเอง
　
แต่ด้วยสมัยนั้นมนุษย์ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับอวกาศมากนัก จึงทำให้เจ้าไลก้าเสียชีวิตขณะปฏิบัติภารกิจเนื่องจากขาดน้ำ ขาดอากาศ หรือบางทีอาจจะเสียชีวิตตั้งแต่กระสวยยังไม่ออกจากโลกก็เป็นได้
　
แต่ถึงอย่างไรเจ้าไลก้าก็เป็นจุดเริ่มต้นขององค์ความรู้ด้านอวกาศของมนุษยชาติซึ่งส่งผลให้การทดลองครั้งต่อไปสามารถส่งสัตว์ออกนอกอวกาศและกลับมาอย่างปลอดภัยได้นั้นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไลก้า, ยานอวกาศ, สุนัขอวกาศ</keywords><date>2018-05-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1043</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1527391311.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1832"><Nid>1041</Nid><title>[ปรากฏการณ์ธรรมชาติ] น้ำวน</title><source>http://www.neutron.rmutphysics.com/news/index.php?option=com_content&amp;task=view&amp;id=2183&amp;Itemid=3</source><detail>น้ำวน ตามหลักแล้วคือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่น้ำไหลวนรอบจุดกึ่งกลาง จนเกิดเป็นคลื่นวงกลม ไหลวนไปวนมาในแนวดิ่ง
　
น้ำวนธรรมชาติเกิดในมหาสมุทร ลำธาร และแม่น้ำต่างๆ เกิดจากการที่กระแสน้ำขึ้น น้ำลง หรือกระแสน้ำต่างๆ ที่มีระดับความลึกที่ต่างกันไหลมาบรรจบกันจนทำให้เกิดเป็นพื้นที่ว่างเล็กๆ น้ำจึงเคลื่อนที่ด้วยการหมุนรอบแกนสมมุติในแนวดิ่งหรือเส้นโค้งเป็นกระแสวนเข้าสู่จุดกึ่งกลาง จนเกิดเป็นน้ำวน
　
นอกจากน้ำวนธรรมชาติ ยังมีน้ำวนที่เกิดจากมนุษย์อีกเช่น ใบพัดของเรือ หรือน้ำวนที่เกิดจากการปล่อยน้ำในอ่างล้างมือนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ปรากฏการณ์ธรรมชาติ, น้ำวน</keywords><date>2018-05-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1041</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1527390971.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1833"><Nid>1040</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] อุณหภูมิสูงที่สุด (Highest Temperature)</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/5-may.htm</source><detail>วันนี้เมื่อปี 1994 มีการผลิตอุณหภูมิที่สูงที่สุดได้ ในห้องปฏิบัติการในมหาวิทยาลัยพรินซตัน โดยอุณหภูมิของพลาสมาสูงถึง 510 ล้านองศาเซลเซียสในเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชั่นเครื่องใหม่ ซึ่งทำลายสถิติเมื่อปี 1985 ที่ทำอุณหภูมิได้สูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียสเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, อุณหภูมิ</keywords><date>2018-05-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1040</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1527390621.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1834"><Nid>1039</Nid><title>5 วิธีขจัดคราบหมึกบนเสื้อผ้าอย่างง่าย</title><source>https://home.kapook.com/view73484.html</source><detail>ชุดนักเรียนกับปัญหาคราบหมึกเป็นของคู่กัน แถมยังก่อให้เกิดเสียงบ่นของแม่ตามมาอีกด้วย ลองเอาวิธีนี้ไปใช้ รับรองคราบหมึกหายวั้บ แม่ไม่ทันจับได้แน่นอน
　
1. น้ำยาล้างเล็บ - เลือกชนิดที่ไม่ผสมสี ไม่มีกลิ่น นำสำลีมาชุบน้ำยาล้างเล็บ มาจุ่มไว้บนคราบให้ชุ่ม ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง และนำไปขัดล้างด้วยน้ำเย็น
　
2. ยาสีฟัน - เลือกยาสีฟันสีขาว ต้องไม่ใช่เนื้อเจลและไม่มีสารฟอกขาว นำมาป้ายลงบนคราบเปื้อน ทิ้งไว้ 2-3 นาที และนำไปขัดล้างด้วยน้ำเย็น
　
3. แอลกอฮอล์ - นำสำลีชุบแอลกอฮอล์ให้ชุ่ม และบีบหยดลงไปบบนคราบ ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง และนำมาขัดล้างด้วยน้ำเย็น
　
4. น้ำส้มสายชู/น้ำยาล้างจาน - หยดน้ำส้มสายชูลงไปในคราบเปื้อน ทิ้งไว้ 10 นาที และบีบน้ำยาล้างจานลงไปอีก 2-3 หยด แล้วใช้นิ้วมือถู และนำไปขัดล้างด้วยน้ำเย็น
　
5. นมเปรี้ยว - แช่ผ้าที่เปื้อนในนมเปรี้ยว ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาซักด้วยน้ำเย็น หากคราบยังไม่หมดให้ทำซ้ำไปเรื่อยๆ 
　
เป็นไงบ้างครับ กับ 5 วิธีอำพรางรอยหมึกจากของใช้ภายในบ้าน หากวันไหนเสื้อผ้าของเราเปื้อนหมึกลองทำวิธีนี้กันดูนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ซักผ้า, น้ำหมึก</keywords><date>2018-05-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1039</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1526985661.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1835"><Nid>1038</Nid><title>เจ็บใจนัก ทำไมเปิดถุงขนมแล้วเจอแต่ลม?</title><source>https://www.dek-d.com/education/47751/</source><detail>หัวร้อนทุกครั้งเวลาเห็นขนมห่อใหญ่โต แต่เปิดออกมามีขนมอยู่ไม่ถึงครึ่งถุง นอกนั้นเป็นลมล้วนๆ อย่าเพิ่งหัวเสียไปครับ มาดูเหตุผลและความหวังดีของผู้ผลิตกันก่อน
　
ถ้าสังเกตุดีๆ ขนมที่อัดลมเข้ามาเยอะๆ ส่วนใหญ่จะเป็นขนมประเภทกรุบกรอบที่ผ่านการทอดด้วยน้ำมันทั้งสิ้น ปกติแล้วกรดไขมันในขนมพวกนี้ จะไปทำปฏิกริยากับออกซิเจนในอากาศ ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืนขึ้น ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่ต้องอัดก๊าซไนโตรเจนเข้าไปในถุงเพื่อป้องกันกลิ่นเหม็นหืนนั้นเอง
　
และอีกเหตุผลคือป้องกันรูปทรงของขนมไม่ให้แตกหัก โดยกระบวนการผลิตจนถึงมือผู้บริโภคอย่างเราๆ ต้องผ่านทั้งสายพานการผลิต ความดันจากเครื่องจักรตอนปิดปากถุง ไหนจะผ่านเรื่องการขนส่งมาอีก หากไม่มีก๊าซพวกนี้รองรับแรงกระแทกเอาไว้ รับรองว่าขนมได้แหลกเป็นเม็ดทรายก่อนถึงมือเราแน่นอนครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ขนม, ก๊าซไนโตรเจน</keywords><date>2018-05-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1038</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1526985508.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1836"><Nid>1037</Nid><title>“น้ำดื่ม” ที่ควรหลีกเลี่ยง ก่อนเสี่ยงโรค</title><source>https://www.sanook.com/health/10793/</source><detail>
	น้ำฝน


คนสมัยก่อนอาจจะชอบรองน้ำฝนมาดื่มเย็นชื่นใจ แต่สำหรับชาวเมืองที่ในชั้นบรรยากาศเต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์หนาแน่น เมื่อก๊าซรวมตัวกับน้ำฝนจะเกิดเป็นกรดคาร์บอนิก ทำให้น้ำฝนกลายเป็นน้ำกรดอ่อนๆ ที่นอกจากจะมีรสชาติเปรี้ยวๆ ไม่อร่อยชื่นใจแล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้

 


	น้ำกลั่น


น้ำกลั่น เป็นน้ำที่บริสุทธิ์มาก ทางการแพทย์ใช้ในการเตรียมสารละลายต่างๆ เช่น ทำน้ำเกลือ เป็นต้น แต่น้ำกลั่นก็เป็นน้ำที่ไม่มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเช่นกัน หากเราดื่มน้ำกลั่นเข้าไปในร่างกาย ร่างกายต้องดึงเอาแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม และเกลือแร่อื่นๆ ออกมาใช้ จึงอาจทำให้ร่างกายขาดแร่ธาตุเหล่านี้ จนอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดได้

 


	น้ำดื่มบรรจุขวดที่ไม่ได้มาตรฐาน / สัมผัสแสงแดดเป็นเวลานาน


น้ำดื่มบรรจุขวดก็อาจไม่ปลอดภัยหากไม่ได้รับการผลิตที่มีมาตรฐานดีเพียงพอ เพราะอาจพบสารปนเปื้อน เช่น พลาสติก ระหว่างกระบวนการผลิตได้ ดังนั้นควรเช็กให้แน่ใจว่าเป็นน้ำดื่มที่ผลิตจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ และผ่านการตรวจสอบคุณภาพของการผลิตทุกขั้นตอน

 


	น้ำประปาที่มีปริมาณไตรฮาโลมีเทนสูงเกินไป


ไตรฮาโลมีเทน คือ สารที่เกิดจากสารอินทรีย์ที่ทำปฏิกิริยากับคลอรีนที่อยู่ในน้ำประปา ซึ่งหากพบว่ามีไตรฮาโลมีเทนในปริมาณมาก อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้ ปกติแล้วมาตรฐานของระดับไตรฮาโลมีเทนในน้ำประปาของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน สำหรับประเทศไทย ไม่ควรพบค่าไตรฮาโลมีเทนในการใช้น้ำประปาทำอาหาร เช่น หุงข้าว มากกว่า 80 ไมโครกรัมต่อลิตร และในน้ำประปาของเราที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ พบว่าไตรฮาโลมีเทนราว 70 และ 73 ไมโครกรัมต่อลิตร ดังนั้นจึงวางใจได้ว่าน้ำประปาบ้านเราสามารถดื่ม และนำมาปรุงอาหารได้ แต่หากว่าพบว่าไตรฮาโลมีเทนสูงเกินไป ก็ควรหลีกเลี่ยง
</detail><keywords>น้ำดื่ม, ดื่ม, น้ำประปา, สุขภาพ, ไตรฮาโลมีเทน</keywords><date>2018-05-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1037</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1526964296.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1837"><Nid>1036</Nid><title>[ปรากฏการณ์ธรรมชาติ] - แผ่นดินไหว</title><source>https://hilight.kapook.com/view/101733</source><detail>แผ่นดินไหว ถือว่าเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดิน อันเนื่องมาจากการปลดปล่อยพลังงานเพื่อปรับสมดุลของเปลือกโลกให้คงที่
　
สาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหว มี 2 สาเหตุหลัก คือ
　
1. เกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การทดลองระเบิดปรมาณู, การกักเก็บน้ำในเขื่อน และแรงระเบิดจากการทำเหมืองแร่ เป็นต้น
　
2. เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อันเนื่องมาจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก โดยแบ่งออกเป็นอีก 2 ทฤษฏีดังนี้
　
- การขยายตัวของเปลือกโลก เกิดจากการที่เปลือกโลกเกิดการคดโค้ง โก่งตัวอย่างฉับพลัน จนปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของคลื่นแผ่นดินไหว
　
- การคืนตัวของวัตถุ เกิดจากการเคลื่อนตัวของแนวเลื่อน เมื่อรอยเลื่อนเคลื่อนตัวมาถึงจุดหนึ่ง วัตถุจะขาดออกจากกันและเสียรูปทรง จึงปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของคลื่นแผ่นดินไหว
　
สาเหตุที่เรามักพบแผ่นดินไหวในเฉพาะแถบภาคเหนือและตะวันตกของไทย เป็นเพราะว่าบริเวณนั้นยังมีรอยเลื่อนที่ยังเคลื่อนตัวอยู่นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ปรากฏการณ์ธรรมชาติ, แผ่นดินไหว</keywords><date>2018-05-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1036</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1526922223.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1838"><Nid>1034</Nid><title>กำเนิดเรือดำน้ำนิวเคลียร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (Nuclear Submarine)</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/5-may.htm</source><detail>วันนี้เมื่อปี 1959 ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการสร้างเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำแรกได้สำเร็จ เรือนั้นมีชื่อว่า Triton มีความยาว 447 ฟุต กว้าง 37 ฟุต มีเจ้าหน้าที่และลูกเรือ 148 คน มีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ถึง 2 เตา จึงถือเป็นเรือดำน้ำเจ้าของสถิติใหญ่ที่สุด มีอำนาจการทำลายมากที่สุด และแพงที่สุดนั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต</keywords><date>2018-05-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1034</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1526872696.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1839"><Nid>1033</Nid><title>แช่น้ำทีไร มือเหี่ยวทุกที วันนี้รู้สาเหตุแล้ว</title><source>https://www.dek-d.com/education/40549</source><detail>ทุกคนต้องเคยเป็นแบบนี้แน่นอน! ไม่ว่าจะอาบน้ำ ซักผ้า ว่ายน้ำ หรือทำกิจกรรมอะไรก็ตามที่ต้องแช่น้ำนานๆ ปลายนิ้วมือทั้งสิบต้องเป็นอันเหี่ยวย่นทุกทีสิน่า มันเป็นเพราะอะไร? เราได้ประโยชน์อะไรจากการนิ้วเหี่ยว? มาดูกัน! วันนี้มีคำตอบ
　
จริงๆ แล้วมันเป็นกลไกของร่างกายครับ เมื่อผิวหรือนิ้วมือแช่น้ำนานๆ จนน้ำจากภายนอกซึมเข้ามารบกวนสมดุลในนิ้ว ระบบประสาทจะส่งสัญญาณไปยังร่างกาย ทำหลอดเลือดฝอยที่นิ้วมือหดตัวลง ความดันใต้ผิวหนังก็ลดลงด้วย เป็นเหตุให้น้ำที่อยู่บริเวณนิ้วถูกรีดออกไป จนนิ้วมือเราเหี่ยว
　
ว่าแต่...ร่างกายเราทำไปทำไม? ลองจินตนาการดูว่าในขณะที่เรานิ้วมือเปียก การหยิบสิ่งของนั้นทำไปได้ยาก  หรือแม่แต่การเดินด้วยนิ้วเท้าที่เปียก ก็สามารถทำให้ลื่นล้มได้ง่ายเหมือนกัน ร่างกายจึงมีกลไกทำให้นิ้วมือ นิ้วเท้าเหี่ยว เพื่อที่จะเพิ่มพลังการยึดเกาะให้ดีขึ้น (เหมือนกับดอกยางของรถยนต์) เมื่อร่างกายเราเริ่มกลับสู่สภาวะปกติแล้ว ก็จะส่งน้ำกลับเข้ามาตามปลายนิ้วมือ นิ้วเท้าให้เต่งตึงเหมือนเดิมนั่นเองครับ
　
ร่างกายมนุษย์เรามหัศจรรย์ใช่ไหมล่ะครับ แต่นอกจากพวกเราที่สามารถทำแบบนี้ได้แล้ว ก็ยังมีลิงที่มีกลไกแบบนี้ในร่างกายด้วยเช่นกันล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2018-05-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1033</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1526612847.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1840"><Nid>1032</Nid><title>ทำไมต้องกินปลาดิบกับวาซาบิ?</title><source>https://maanow.com/อาหาร/68-วาซาบิ-ทำมาจากอะไร.html</source><detail>หากน้องๆ คนไหนเคยทานอาหารญี่ปุ่น แน่นอนว่าจะต้องรู้จัก "วาซาบิ" เจ้าก้อนสีเขียวๆ กลิ่นฉุนๆ ที่ต้องเอามาแนมกินด้วยทุกครั้ง ว่าแต่...วาซาบิทำมาจากอะไร แล้วทำไมต้องกินคู่กับปลาดิบด้วย? เราหาคำตอบมาให้แล้วครับ
　
วาซาบิ เป็นเครื่องปรุงที่มาจากการนำลำต้นของ Canola (Japanese horseradish) มาบดจนละเอียด จัดเป็นพืชตระกูลเดียวกับกะหล่ำและบรอกโคลี
　
เหตุผลที่ชาวญี่ปุ่นนิยมกินวาซาบิคู่กับปลาดิบ ไม่ใช่แค่เพียงความเผ็ดฉุนและกลิ่นของวาซาบิจะช่วยลดกลิ่นคาวปลาเท่านั้น แต่วาซาบิยังมีฤทธิ์ช่วยต่อต้านแบคทีเรีย และเชื้อราบางชนิดที่อาจตกค้างอยู่ในเนื้อปลาได้อีกด้วย
　
สรรพคุณครบขนาดนี้ ไม่แปลกใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไมชาวญี่ปุ่นถึงนิยมกินวาซาบิกันมากว่า 2,000 ปีแล้ว หากน้องคนไหนยังไม่เคยลอง ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงเลยล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ปลาดิบ, วาซาบิ</keywords><date>2018-05-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1032</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1526526873.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1841"><Nid>1011</Nid><title>การทดลอง - ภูเขาไฟจำลอง</title><source>https://hilight.kapook.com/view/145815</source><detail>ได้เรียนรู้เรื่องภูเขาไฟกันไปแล้ว วันนี้เราลองยกภูเขาไฟมาไว้ที่บ้านกันดีกว่า!! น่าตื่นเต้นใช่มั้ยล่ะครับ? วันนี้เรามาทำอะไรง่ายๆ แต่น่าตื่นเต้นสุดๆ กับการทดลอง "ภูเขาไฟจำลอง" มาเริ่มกันเลยครับ
　
อุปกรณ์
1. เบกกิ้งโซดา (คนละอันกับผงฟูนะครับน้องๆ)
2. สีผสม อาหารสีแดง หรือ สีน้ำสีแดง
3. น้ำเปล่า 
4. น้ำยาล้างจาน
5. น้ำส้มสายชู 
6. กระดาษแข็ง 
7. ดินน้ำมัน
　
วิธีการทดลอง
1. ตัดกระดาษเป็นทรงกรวย ตัดปลายแหลมออกให้เป็นปล่องภูเขาไฟ
　
2. นำดินน้ำมันมาติดกับกรวยกระดาษ ตกแต่งให้เป็นภูเขาไฟ โดยเหลือพื้นที่ที่บริเวณปล่องภูเขาไฟไว้เล็กน้อย
　
3. นำสีผสมอาหาร (สีแดง เพื่อแต่งให้เป็นลาวา) น้ำเปล่า เบกกิ้งโซดา และน้ำยาล้างจาน ผสมคนให้เข้ากันและหยอดลงปล่องภูเขาไฟ
　
4. เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ให้หยอดน้ำส้มสายชูลงไปบนปากปล่องภูเขาไฟ สักพักลาวาของน้องจะค่อยๆ ไหลออกมา
　
เมื่อหยอดน้ำส้มสายชู ทำไมถึงมีลาวาผุดออกมา?
　
นั่นเป็นเพราะว่า เมื่อกรดในน้ำส้มสายชู ลงไปทำปฏิกริยากับผงฟู จะเกิดเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จนไหลทะลักออกมานั่นเองครับ นอกเหนือจากน้ำส้มสายชูแล้ว เราสามารถใช้น้ำมะนาวที่มีกรดเหมือนกัน เพื่อสร้างปฏิกริยานี้กับผงฟูได้เช่นเดียวกันครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>การทดลองวิทยาศาสตร์, ภูเขาไฟจำลอง</keywords><date>2018-05-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1011</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1526354597.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1842"><Nid>1009</Nid><title>ราชินีผลไม้ มังคุด ดับพิษร้อนจากทุเรียน</title><source>http://www.plus24hr.com/web/index.php/health-me/articles-about-health/22-eat-fruit-toxic-hot-from-all-classes-with-the-natural-balance-in-the-body</source><detail>ทานมังคุดดับพิษร้อนจากทุเรียน สร้างสมดุลในร่างกายด้วยหลักธรรมชาติ ไม่มีใครปฎิเสธความอร่อย รสชาติที่หวานมันของทุเรียนได้ เเต่การทานมากเกินไปทำให้เกิด

อาการที่ร้อนในซึ่งจะทำให้เกิดความผิดปรกติของร่างกาย

เมื่อถึงฤดูกาลของทุเรียน สำหรับประเทศไทย คือ ในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฏาคม ถือเป็นหน้าทุเรียน และในเมืองไทยเองก็มีทุเรียนที่อร่อยขึ้นชื่ออยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน ทุเรียนเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยแป้งและน้ำตาล ให้พลังงานมาก ทุเรียนเป็นอาหารประเภทหยาง เป็นอาหารธาตุร้อน การทานทุเรียนมากเกินไป ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย เช่น ทำให้มีแผลในปาก ทำให้เจ็บคอ ไอ มีไข้ ปวดศีรษะ จุกแน่นท้อง มีขี้ตามาก ครั่นเนื้อครั่นตัว รู้สึกไม่สบาย อึดอัด หน้าแดง ลิ้นแดง ตาแดง รู้สึกว่าผิวตัวร้อนผ่าว ยิ่งหากคุณเป็นคนธาตุร้อนด้วยแล้ว การกินทุเรียนมาก ๆ ท่ามกลางอากาศร้อนเช่นนี้ก็อาจทำให้ร้อนในจนไม่สบายได้

วิธีแก้ มังคุดราชินีผลไม้มีคุณสมบัติช่วยลดอาการร้อนใน ทั้งยังมีสรรพคุณ ช่วยแก้อาการร้อนในภายในร่างกาย โดยเฉพาะพิษร้อนที่เกิดจากทุเรียน หรือได้รับกำมะถันมากเกินไป ช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น นอกจากนั้น มังคุดยังแก้อักเสบ แก้กระเพาะลำไส้อักเสบ ท้องเสีย อีกด้วย

ดังนั้น สำหรับคนที่กินทุเรียนจนร้อนใน คุณควรทานอาหารหรือผลไม้ธาตุเย็นที่มีฤทธิ์ แก้ร้อนในตามลงไป ซึ่งมีให้เลือกมากมายตามความเหมาะสมและความชอบ เช่น ผลไม้หรือผักที่รสจืดเย็น เช่น แตงโม แตงกว่า มังคุด หรือ จะใช้วิธีการ ดื่มน้ำเปล่ามาก ๆ เท่านี้คุณก็สามารถทานทุเรียนสุดอร่อยได้อย่างสบายใจแล้วครับ</detail><keywords>ทุเรียน, มังคุด, mangosteen</keywords><date>2018-05-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1009</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1526019235.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ชีวภาพ</category></row>
<row _id="1843"><Nid>1008</Nid><title>5 ข้อควรรู้...ก่อนทานทุเรียน</title><source>https://www.sanook.com/health/3441/</source><detail>5 ข้อควรรู้...ก่อนทานทุเรียน
1. ทุเรียน เป็นผลไม้ที่แคลอรี่สูง เพราะทุเรียน 4-6 เม็ด ให้ปริมาณแคลอรี่ถึง 400 กิโลแคลอรี่ เทียบเท่าน้ำอัดลม 2 กระป๋อง หรือข้าว 1 จานเต็มๆ เพราะฉะนั้นทานเพลินระวังน้ำหนักขึ้นนะเออ

2. ทุเรียน มีปริมาณน้ำตาลสูงมากอีกเช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานเลี่ยงได้ก็ควรจะเลี่ยง (อ่าน "หยุดแชร์! ทุเรียน ลดเบาหวาน เสี่ยงน้ำตาลในเลือดสูง" ที่นี่)

3. นอกจากผู้ป่วยโรคเบาหวานแล้ว ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวข้องกับความดันโลหิตสูง หัวใจ เส้นเลือด และไขมันในเลือด ควรทานทุเรียนให้น้อยที่สุด

4. ทุเรียน เป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน ทานเพียวๆ ก็มีฤทธิ์ร้อนอยู่แล้ว หากทานพร้อมกับแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะเหล้า เบียร์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใดๆ ก็ตาม จะยิ่งทำให้เป็นอันตรายต่อร่างกายมากขึ้น ร่างกายจะเกิดความร้อนสูง จนถึงขั้นเสียชีวิตได้

5. ในเมื่อทุเรียนให้พลังงานสูง ดังนั้นมื้อใด หรือวันไหนที่ทานทุเรียน ควรหลีกเลี่ยงอาหารอื่นๆ ที่ให้พลังงานสูงด้วยเช่นกัน เช่น อาหารประเภททอด อาหารที่ปรุงด้วยกะทิ อาหารหวานมันอื่นๆ หรือลองลดปริมาณอาหารลงส่วนหนึ่งในมื้อถัดไป ถ้าเป็นไปได้ควรออกกำลังกายเพิ่มด้วย เพื่อเผาผลาญพลังงานที่ได้รับเพิ่มเข้าไป

เราไม่ได้ห้ามว่า ห้ามทานทุเรียน แต่ก่อนทานทุเรียนจะต้องมีสติให้มากๆ รู้ตัวว่าทานไปมากเท่าไรแล้ว ห้ามปากห้ามใจตัวเองได้ พร้อมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากทำได้ตามนี้ รับรองว่าทานทุเรียนได้อิ่มอร่อย ปลอดภัยต่อร่างกาย 
</detail><keywords>ทุเรียน, Durian</keywords><date>2018-05-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1008</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1525316240.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ชีวภาพ</category></row>
<row _id="1844"><Nid>1000</Nid><title>ระวัง !! ภัยร้ายยามฝนตก</title><source>https://www.aecjoblisting.com/advice/ระวัง-ภัยร้ายยามฝนตก/</source><detail>1. เมื่ออยู่ที่อาคารสูงๆ เช่น คอนโด ควรติดตั้งสายล่อฟ้าเพื่อป้องกันฟ้าผ่า กันอุปกรณ์ไฟฟ้าได้รับความเสียหาย
2. เมื่อมีพายุลมแรง อย่าพยายามอยู่ใกล้ต้นไม้ขนาดใหญ่เพราะต้นไม้อาจล้มทับเสาไฟฟ้าและเกิดไฟฟ้ารั่วได้ ควรอยู่ใต้ตึกที่มีที่กำบังจะดีกว่า
3. หากพบเห็นสายไฟฟ้าขาด ห้ามเข้าใกล้หรือจับต้อง ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
4. เมื่ออยู่นอกบ้าน ไม่ควรใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด และไม่สวมเครื่องประดับโลหะขณะฟ้าคะนอง
5. ให้ความร่วมมือในการตัดต้นไม้ หรือตัดกิ่งไม้ที่กีดขวางแนวเสาไฟฟ้า
6. ตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าที่อยู่ภายนอก เช่น กรื่ง โคมไฟ อย่าให้น้ำเข้า เพราะอาจจะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร
7. ย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ห่างจากบริเวณที่โดนฝน หรือน้ำท่วม</detail><keywords>สายล่อฟ้า, ฟ้าผ่า, พายุ, ลมแรง, ฝน, น้ำท่วม, อากาศ, ภัยร้าย</keywords><date>2018-05-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/1000</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1525233965.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1845"><Nid>994</Nid><title>[ปรากฏการณ์ธรรมชาติ] ภูเขาไฟประทุ</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ภูเขาไฟ</source><detail>ภูเขาไฟ เกิดจากหินหนืดที่อยู่ในส่วนลึกใต้เปลือกโลก เคลื่อนตัวด้วยแรงดันสูง ทำให้ออกมาสู่ผิวของเปลือกโลก และพุ่งตัวออกมาจากปล่องภูเขาไฟ 
　
หินหนืดที่ยังอยู่ใต้เปลือกโลกจะเรียกว่า แมกม่า ส่วนหินหนืดที่พุ่งออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟแล้วจะเรียกว่า ลาวา
　
เวลาภูเขาไฟระเบิด มิใช่มีแต่ลาวาที่ไหลออกมาเท่านั้น ยังมีไอน้ำ ก๊าซ ฝุ่นผง เถ้าถ่านต่างๆ ออกมาอีกด้วยด้วย 
　
ซึ่งการที่ภูเขาไฟระเบิด ไม่ใช่ว่าจะมีแต่ข้อเสียนะครับ เพราะลาวาที่ไหลออกมารวมกับพื้นดินบริเวณนั้น จะปรับสภาพให้ดินตรงนั้นอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ และเป็นแหล่งดินที่ดีสำหรับการเพาะปลูกนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ปรากฏการณ์ธรรมชาติ, ภูเขาไฟประทุ</keywords><date>2018-05-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/994</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1525177852.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1846"><Nid>993</Nid><title>ตดพ่นไฟ เรื่องนี้มีจริง...ไม่ใช่แค่เรื่องขำขัน!</title><source>https://www.dek-d.com/education/43436/</source><detail>รู้ไหมครับว่า "ตดคนเราสามารถจุดไฟได้" นี่เรื่องจริงเลย ไม่ใช่เรื่องแซวเล่น แต่เป็นเพราะอะไร มาดูคำตอบครับ
　
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า ลมตด คือแก๊สชนิดหนึ่งที่เกิดจากแบคทีเรียที่มาจากกระบวนการย่อยสลายในระบบย่อยอาหาร ซึ่งถูกขับออกมาจากร่างกายมนุษย์ ผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การผายลม หรือ ตด นั่นเอง
　
ซึ่งแก๊สที่ถูกขับออกมาไม่ได้ออกมาแค่ลมเปล่าๆ แต่เต็มไปด้วย แก๊สไฮโดรเจน, แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือแก๊สไข่เน่า และแก๊สมีเทน ซึ่งเป็นแก๊สที่ติดไฟได้ จึงสามารถก่อให้เกิดเป็นไฟได้ขึ้นมานั้นเองครับ
　
แต่เรื่องตดพ่นไฟ ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ นะครับ เพราะปัจจุบันมีการนำมูลสัตว์ มาหมักผ่านกระบวนการจนได้แก๊สชีวภาพ และนำไปใช้ในครัวเรือนกันแล้วล่ะครับ
　
#STKC
　</detail><keywords>ผายลม, ตด, แก๊ส</keywords><date>2018-05-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/993</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1525177742.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1847"><Nid>992</Nid><title>หัวหอมพันธุ์ใหม่ ที่จะทำให้ไม่เสียน้ำตาอีกต่อไป</title><source>https://www.dek-d.com/education/48561/</source><detail>พูดถึงหัวหอม หลายคนคงน้ำตาเคยเสียน้ำตาให้มันแน่ๆ เพราะไม่ว่าเราจะหั่น สับ ซอย อย่างระวังแค่ไหน ก็ยังมีน้ำตาออกมาให้เห็น เป็นเพราะอะไร?
　
นั้นเป็นเพราะในหัวหอมทั่วไปมีสารหอมระเหยชนิดหนึ่ง ที่จะทำปฏิกริยากับน้ำในดวงตาของเรา ทำให้เกิดการระคายเคือง ต่อมน้ำตาจึงเร่งปฏิกริยาผลิตน้ำตาออกมาล้างสารหอมระเหยนั้นออกไปนั้นเอง
　
ในปัจจุบัน มีหัวผอมพันธุ์ใหม่ที่มีชื่อว่า "Sunion" เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติ ในฟาร์มที่เนวาดา และวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เป็นหัวหอมสายพันธุ์ที่สารหอมระเหยที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง จะค่อยๆ สลายตัวไปในอากาศก่อนที่จะมาสัมผัสกับดวงตาเราเสียอีก ทำให้เราไม่ต้องเสียน้ำตาให้กับการหั่นหัวหอมอีกต่อไป
　
แต่ปัจจุบันมีจำหน่ายแค่ในสหรัฐอเมริกาและในบางประเทศเท่านั้นนะครับ คนไทยอาจจะยังต้องเสียน้ำตาให้กับการหั่นหอมต่อไป สู้ๆ นะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>หัวหอม</keywords><date>2018-05-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/992</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1525177620.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1848"><Nid>991</Nid><title>จับติ่งหูแล้วมือจะหายร้อน? ทฤษฎีนี้...มีจริงไหม?</title><source>https://www.dek-d.com/article/39758</source><detail>เคยเป็นมั้ย? เผลอจับของร้อนแล้วสะดุ้ง ต้องรีบเอามือไปจับติ่งหู เพื่อหวังว่าจะช่วยได้ แล้วมันช่วยได้ไหม? วันนี้มีคำตอบครับ
　
จริงๆ ต้องขอบอกว่ามีส่วนช่วยได้บ้างครับ เนื่องจากติ่งหูเป็นอวัยวะส่วนที่ไม่ค่อยมีเส้นประสาท จึงทำให้เราไม่มีความรู้สึกบริเวณติ่งหู ไม่ว่าจะลองหยิก บีบ หรือแม้แต่เจาะ เราก็รู้สึกเพียงนิดเดียว แถมยังเป็นตัวนำความร้อนได้ดีอีกด้วย จึงเป็นส่วนที่ค่อนข้างเย็น
　
ประกอบกับปลายนิ้วคือจุดศูนย์รวมประสาท เมื่อเผลอจับของร้อน บางคนมักจะรีบใช้มือไปจับติ่งหู ทำให้ความร้อนจากนิ้วถูกถ่ายเทไปยังที่ติ่งหู และความเย็นจากติ่งหูก็จะถ่ายเทกลับมาที่นิ้ว ทำให้ความร้อนบรรเทาลงนั้นเอง
　
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันได้ผลกับแค่ความร้อนเพียงนิดเดียว เช่น เผลอจับของร้อน แต่หากโดนความร้อนระดับที่สูงชึ้น เช่น ไฟลวกหรือความร้อนจากเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ควรไปปฐมพยาบาลตามวิธีที่ถูกจะดีกว่านะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2018-05-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/991</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1525177396.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1849"><Nid>990</Nid><title>[ปรากฏการณ์ธรรมชาติ] ฟ้าผ่า</title><source>http://hilightad.kapook.com/view/86840</source><detail>ฟ้าผ่า เกิดจากการปลดปล่อยประจุไฟฟ้าออกจากเมฆฝนฟ้าคะนอง หรือเมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) เป็นเมฆที่มีลักษณะเป็นก้อนเมฆขนาดใหญ่ บริเวณฐานเมฆจะสูงจากพื้นประมาณ 2 กิโลเมตร
　
ภายในก้อนเมฆจะมีการไหลเวียนของกระแสอากาศอย่างรุนแรง ทำให้หยดน้ำและก้อนน้ำแข็งในเมฆเสียดสีกันจนเกิดประจุไฟฟ้า โดยพบว่า ประจุบวกจะพบบนยอดเมฆ ส่วนประจุลบก็พบบริเวณฐานเมฆ และจะผ่าลงมาในพื้นโลกด้วยการเหนี่ยวนำประจุไฟฟ้าขั้วที่ต่างกัน
　
โดยฟ้าผ่ามีทั้งหมด 4 แบบ คือ
1. ฟ้าผ่าภายในก้อนเมฆ
2. ฟ้าผ่าจากเมฆก้อนหนึ่งไปยังเมฆอีกก้อนหนึ่ง
3. ฟ้าผ่าจากฐานเมฆลงสู่พื้น เรียกว่า ฟ้าผ่าแบบลบ
4. ฟ้าผ่าจากยอดเมฆลงสู่พื้น เรียกว่า ฟ้าผ่าแบบบวก
　
ซึ่งฟ้าผ่าแบบที่ 3 และ 4 นี่แหละ ที่เราเห็นกันทั่วไปและเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์และสัตว์นั้นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ปรากฏการณ์ธรรมชาติ, ฟ้าผ่า</keywords><date>2018-05-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/990</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1525177165.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1850"><Nid>989</Nid><title>[การทดลอง] หมึกล่องหน</title><source>http://sciencefinds.blogspot.com/2015/07/blog-post_78.html</source><detail>การทดลองแสนสนุก หมึกล่องหน?! เคยอยากส่งข้อความลับให้ใคร โดยที่คนอื่นไม่สามารถแอบอ่านได้ไหมครับ? วันนี้มีการทดลองสุดง่าย แต่สนุกสุดๆ มาฝากน้องๆกัน กับการทดลอง "หมึกล่องหน"
　
อุปกรณ์สำหรับผู้เขียนข้อความลับ
1. น้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชู
2. พู่กันสำหรับเขียน
　
อุปกรณ์สำหรับผู้อ่านข้อความ
1. เตารีด 
　
วิธีการทดลอง
1. นำพู่กันจุ่มน้ำมะนาว หรือน้ำส้มสายชู
2. วาดภาพหรือเขียนตัวอักษรลงไปในกระดาษ
3. ผึ่งพัดลม หรือรอให้แห้งสักครู่ และนำไปส่งได้เลย
4. ผู้ที่จะอ่านข้อความ ให้นำเตารีดนาบลงไปบนกระดาษ และรอให้ข้อความปรากฏ
　
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?
- เพราะว่าในน้ำมะนาวหรือน้ำส้มสายชูมีกรดซิตริกอยู่ เมื่อสัมผัสกระดาษจะเกิดปฏิกริยาการขจัดน้ำ ทำให้พื้นผิวบริเวณนั้นๆ แห้งกว่าส่วนอื่น พอนำไปโดนความร้อนผ่านเตารีด บริเวณดังกล่าวก็จะเกรียมเร็วกว่าบริเวณอื่น จนมองเห็นเป็นข้อความได้นั้นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>การทดลอง, หมึกล่องหน</keywords><date>2018-05-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/989</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1525177031.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1851"><Nid>988</Nid><title>เบอร์เกอร์ที่กระดาษห่อก็กินได้</title><source>https://www.dek-d.com/education/49124</source><detail>แปลกแต่จริง เบอร์เกอร์ที่กินได้ทั้งกระดาษ ลดปัญหาขยะล้นโลก?!
　
ข้อมูลจากปี 2014 บอกไว้ว่า ประเทศในสหภาพยุโรปทิ้งขยะประเภทบรรจุภัณฑ์เฉลี่ยคนละ 160 กิโลกรัม แล้วลองนึกถึงปริมาณทั่วโลกดูสิครับ?!
　
ร้านเบอร์เกอร์แห่งหนึ่งเลยผุดไอเดียลดการทิ้งบรรจุภัณฑ์ ด้วยการเปลี่ยนวัสดุจากการใช้กระดาษที่ต้องทิ้งทุกครั้ง ให้กลายเป็นบรรจุภัณฑ์ที่กินได้ด้วย โดยผลิตจากแผ่นแป้งกระดาษที่ทำมาจากแป้งข้าวเจ้า คล้ายกับแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะของอาหารเวียดนามนั่นเอง
　
ส่วนใครที่ไม่ต้องการกินแป้งกระดาษห่อนี้ก็สามารถทิ้งไปเหมือนขยะทั่วไปได้ แต่เนื่องจากแผ่นแป้งนี้ย่อยสลายได้เร็วกว่าปกติ จึงไม่เป็นพิษและไม่เพิ่มปัญหาขยะโลกด้วยครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เบอร์เกอร์, ภาวะโลกร้อน</keywords><date>2018-05-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/988</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1525176861.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1852"><Nid>977</Nid><title>เทคนิคสู้หน้าร้อน ต้านละอองฝน</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/41932-เทคนิคสู้หน้าร้อนต้านละอองฝน.html</source><detail>การบริโภค “ผลไม้หน้าร้อน” อย่าง “มังคุด”, “แตงโม”, “มะยงชิด” หากต้องการให้ดีต่อสุขภาพสามารถปอกเปลือกและแช่เย็น เพื่อที่จะทำให้ร่างกายสดชื่น หรือรับประทานเพื่อลดอุณหภูมิความร้อนในร่างกาย ก็เป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้ร่างกายจากความหวานธรรมชาติค่ะ ทั้งนี้ ผลไม้ตามฤดูกาลควรเลือกชนิดที่ไม่หวานจัดและมีน้ำเป็นส่วนประกอบเยอะ ก็จะช่วยเติมน้ำและดีสุขภาพคุณตาคุณยายทางหนึ่ง

เนื่องจากใน 1 วันกำหนดให้ดื่มน้ำไม่ต่ำว่า 8-10 แก้ว แต่ทั้งนี้ ผู้สูงอายุมักจะไม่ค่อยชอบดื่มน้ำในช่วงอากาศร้อนจัด แนะนำให้ดื่ม “น้ำต้มใบเตย” โดยไม่จำต้องใส่น้ำตาล แต่ให้นำไปแช่เย็น และด้วยสรรพคุณของใบเตยเป็นยาเย็นและมีกลิ่นหอมชื่นใจ ก็สามารถกระตุ้นให้ผู้สูงอายุ ดื่มน้ำได้มากขึ้นเช่นกัน ที่สำคัญไม่เพียงเป็นการเติมน้ำและลดความร้อนในร่างกาย แต่ยังช่วยป้องกันการได้รับความหวานจากเครื่องดื่มรสหวานอีกด้วย ที่ลืมไม่ได้สำหรับคุณตาคุณยายที่ดื่มน้ำปั่น ซึ่งตัดรสชาติด้วยการเติมเกลือ ก็อาจส่งผลให้ผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคไต หรือโรคหัวใจ เกิดอาการกำเริบจากการได้รับโซเดียมหรือความเค็มในการปรุงเครื่องดื่มดังกล่าว ดังนั้นควรเปลี่ยนจากการเติมเกลือมาเป็นการใส่น้ำมะนาวแทน จะทำให้น้ำผลไม้ปั่นมีรสชาติอร่อยและกลมกล่อมยิ่งขึ้น และปลอดภัยต่อสุขภาพ

ส่วนในรายของผู้สูงอายุที่มีปัญหาบดเคี้ยว แนะนำว่าให้ดื่ม “น้ำแอปเปิ้ลปั่น” โดยการล้างผลไม้ให้สะอาด เลือกใช้ลูกขนาด 1 กำมือ (คิดง่ายๆ คือหั่นได้ 7-8 ชิ้นพอคำ) หั่นเป็นชิ้น จากนั้นเติมน้ำเปล่าและปั่นให้ละเอียด และดื่มโดยไม่ต้องแยกกาก ทั้งนี้ เพื่อช่วยเรื่องระบบย่อยอาหาร ทำให้การขับถ่ายดียิ่งขึ้น และหากต้องการให้ดีต่อสุขภาพไม่จำเป็นเติมน้ำตาล หรือหากต้องการความหวาน ก็ให้ใส่น้อยที่สุด ตรงนี้จะช่วยให้ผู้สูงอายุบริโภคน้ำผลไม้ปั่นที่ดีต่อสุขภาพได้ ทั้งนี้ คุณตาคุณยายยังสามารถดื่มน้ำเปล่าหรือน้ำเย็นได้เช่นเดียวกัน แต่จะต้องไม่เย็นจัดจนเกินไป เพราะอาจทำให้เป็นหวัดในช่วงอากาศร้อนได้ ที่ลืมไม่ได้คือข้อควรระวังอย่างการ “ดื่มน้ำสุมนไพร” เช่น น้ำกระเจี๊ยบ, น้ำต้มใบย่านาง ที่บางครั้งอาจจะมีทั้งน้ำตาลและเกลือเป็นส่วนประกอบที่ช่วยชูรสชาติ ตรงนี้หากผู้สูงอายุป่วยโรคความดันโลหิตสูง หัวใจ โรคไต และเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน เนื่องจากผู้ป่วยบางโรคอาจต้องหลีกเลี่ยงน้ำสมุนไพรที่กล่าวมา

ขยับมาที่การบริโภคอาหารปรับสมดุลในช่วงฝนพรำที่เกิดจากพายุฤดูร้อน หรือกลุ่ม “อาหารป้องกันไข้หัวลม” อย่าง “แกงเลียง”, “ต้มโคล้งใบมะขามอ่อน”, “ต้มจิ๋ว” (คล้ายกับต้มจืดและต้มยำรวมกัน ใส่มันเทศ หรือเนื้อสัตว์อย่าง เนื้อวัว, เนื้อหมู, ไก่) ซึ่งอาหารเหล่านี้จะมีหอมแดงและสมุนไพรรสเผ็ดร้อนอย่าง พริกไทย, กระชาย และโหระพา ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้จะช่วยป้องกันโรคหวัดให้กับผู้สูงอายุได้ค่อนข้างดีในช่วงอาการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ที่สำคัญอาหารดังกล่าวไม่มีส่วนผสมของกะทิและน้ำมัน จึงนับว่าช่วยเพิ่มการขับถ่าย และป้องกันการสะสมไขมันไปด้วยในตัว</detail><keywords>หน้าร้อน, ฤดูร้อน, ผลไม้ฤดูร้อน</keywords><date>2018-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/977</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1524727463.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ชีวภาพ</category></row>
<row _id="1853"><Nid>976</Nid><title>[โบราณว่า VS วิทยาศาสตร์] - ห้ามนอนก่ายหน้าผาก</title><source>http://faith.haijai.com/2589/</source><detail>โบราณว่า - ผู้ใดนอนก่ายหน้าผาก ผู้นั้นจะตกยากอาภัพ เนื่องจากคนที่ทำแบบนี้มักเป็นคนที่ปัญหาอยู่แล้ว หมดกำลังใจ ชีวิตตกอับ ยิ่งนอนก่ายหน้าผากจะยิ่งตกอับเข้าไปใหญ่
　
วิทยาศาสตร์ - จริงๆ แล้วคนที่ความเรื่องกังวลใจ หรือมีความเครียด มักจะนอนเอามือก่ายหน้าผาก เป็นเหตุให้มือหรือแขนไปกดเส้นประสาทที่หน้าผากซึ่งเป็นศูนย์รวมเส้นประสาท เมือถูกกดทับนานๆ จะทำให้มีปัญหาหงุดหงิด นอนไม่หลับ ระส่ำระส่าย และยิ่งรวมกับเรื่องที่กังวลใจอยู่แล้วด้วย จะยิ่งทำให้แย่ไปใหญ่นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โบราณว่าVSวิทยาศาสตร์</keywords><date>2018-04-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/976</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1524672821.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1854"><Nid>975</Nid><title>เสียงตอนกลางคืนชัดกว่ากลางวัน! เพราะสภาพแวดล้อมหรือเพราะอะไร?</title><source>https://www.dek-d.com/article/41867/</source><detail>เคยมั้ยครับ? เมื่อแถวบ้านมีงานรื่นเริง ตกกลางคืนเสียงดังกว่าตอนกลางวัน ได้ยินกันเจ็ดบ้านแปดบ้าน มาหาคำตอบกันว่าทำไม?
　
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเสียงเดินทางผ่านอากาศ ซึ่งจะมีคุณสมบัติเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะแยะ โดยเฉพาะเรื่องของการหักเห
　
อุณหภูมิที่ต่างกันของอากาศเป็นตัวแปรทำให้เสียงเกิดการหักเหครับ ในช่วงกลางคืน พื้นดินจะคลายความร้อนที่สะสมไว้ทั้งวันออกมา ความร้อนจะลอยขึ้นสูงเรื่อยๆ จนเป็นเหตุให้อุณหภูมิที่พื้นดินน้อยกว่าอากาศข้างบน
　
เมื่อเสียงเดินทางผ่านอากาศที่มีอุณหภูมิน้อยกว่า ไปยังชั้นบรรยากาศที่อุณหภูมิมากกว่าจะทำให้เสียงเกิดการหักเหเป็นมุมกว้าง จนทำให้เสียงเดินทางได้ไกลกว่าตอนกลางวัน จึงเป็นเหตุให้ตอนกลางคืนเราสามารถได้ยินเสียงที่เกิดจากที่ห่างไกลได้ชัดกว่าตอนกลางวันนั้นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>เสียง, มลพิษทางเสียง</keywords><date>2018-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/975</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1524672711.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1855"><Nid>974</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิด</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/4-apr.htm</source><detail>วันนี้เมื่อปี 1986 โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล สหภาพโซเวียตได้เกิดระเบิด ซึ่งถือเป็นหายนะทางนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดทางด้านพลเรือน การระเบิดเกิดขึ้นเนื่องจากการทดลองที่ผิดพลาด ทำให้แกนเครื่องปฏิกรณ์เครื่องที่ 4 ละลายและเกิดการระเบิด เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 31 คน
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต</keywords><date>2018-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/974</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1524672536.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1856"><Nid>973</Nid><title>ภาพถ่ายภาพแรกของโลก</title><source>https://www.facebook.com/CatDumbNews/photos/a.738940689482056.1073741828.627028760673250/1725502530825862/?type=3&amp;theater</source><detail>ที่น้องๆ เห็นกันอยู่นี่ คือภาพถ่ายภาพแรกของโลกเมื่อประมาณ 190 ปีที่แล้วครับ ถูกถ่ายโดย Joseph Nicéphore Niépce นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสผู้มีส่วนสำคัญในการบุกเบิกการถ่ายภาพ
　
ซึ่งภาพนี้เป็นภาพวิวที่มองมาจากหน้าต่างชั้นบนของบ้าน Joseph Nicéphore Niépce โดยนำฉากรับภาพที่เขาทำการทดลองล่าสุดไปวางไว้ที่ชั้นบนของบ้าน เพื่อรับภาพวิวจากหน้าต่างนานกว่า 8 ชั่วโมง ก่อนที่จะทำการล้างมันด้วยส่วนผสมของน้ำมันดอกลาเวนเดอร์และปิโตเลียมขาว จนประสบความสำเร็จเป็นภาพถ่ายภาพแรกของโลกในช่วงปี 1826 นั้นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>กล้องถ่ายรูป, ภาพถ่าย</keywords><date>2018-04-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/973</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1524541273.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1857"><Nid>971</Nid><title>อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ</title><source xsi:nil="true" /><detail>1.โรคเบาหวาน และภาวะน้ำหนักเกินมาตรฐาน
อย่างที่เกริ่นไปว่า น้ำอัดลมอุดมไปด้วยน้ำตาล แต่ขอเรียนให้ทราบอีกครั้งอย่างละเอียดว่า หากดื่มน้ำอัดลมกระป๋องขนาด 325 ซีซี เท่ากับคุณทานน้ำตาลเข้าไป 8-12 ก้อน หรือ 12 ช้อนชา ในขณะที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้เราทานน้ำตาลได้เพียงวันละ 6 ช้อนชาเท่านั้น แต่เฉลี่ยแล้วคนไทยทานอาหาร และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากถึง 27 ช้อนชาต่อวัน และเกือบครึ่งหนึ่งมาจากน้ำอัดลมเพียงกระป๋องเดียว ดังนั้นการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อร่างกายในการรับปริมาณน้ำตาลในแต่ละวันมากเกินไป จนรบกวนการทำงานของระบบการผลิตอินซูลิน และทำให้เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน และโรคเรื้อรังอื่นๆ ตามมา

2.ฟันผุ
น้ำอัดลมมีส่วนประกอบสำคัญคือ น้ำหวานแต่งสี และอัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงไป เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ละลายลงไปในน้ำ จะทำให้เกิดกรดคาร์บอนิก (Carbonic Acid) ทำให้น้ำอัดลมมีฤทธิ์เป็นกรดพอๆ กันกับน้ำส้มคั้น หรือน้ำมะนาว (pH เท่ากับ 3) ดังนั้นการดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ ส่งผลให้ฟันถูกกัดกร่อนจากฤทธิ์ของกรดอ่อนๆ มากขึ้น ยิ่งน้ำอัดลมมีส่วนผสมเกือบ 1 ใน 10 ที่เป็นน้ำตาลด้วยแล้ว ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าหากดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป แล้วไม่ทำความสะอาดฟันให้ดีพอ อาจมีความเสี่ยงต่ออาการฟันผุ ฟันกร่อนได้

3.โรคกระดูกพรุน
หากน้ำอัดลมที่คุณดื่มมีปริมาณของกรดฟอสฟอริก (Phosphoric) อยู่มาก หากทำให้ผู้ที่ดื่มเป็นเวลานานมี่ความเสี่ยงต่อภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ (Hypocalcemia) เนื่องจากกรดนี้จะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียมจนทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ภาวะกระดูกบาง มวลกระดูกน้อยอย่างผู้สูงอายุ

4.โรคหัวใจ
การดื่มน้ำอัดลมเป็นปริมาณมากๆ หรือดื่มติดต่อกันเป็นเวลานาน มีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ สูงขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระดับไขมันในหลอดเลือดหัวใจ เกิดการอักเสบ และเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนความอิ่มในทางที่ไม่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย

หากต้องการลดความอยากดื่มน้ำอัดลม ขอให้ค่อยๆ เปลี่ยนเครื่องดื่มโดยเลือกระดับความหวานที่น้องลงมาเรื่อยๆ เช่น จากน้ำอัดลมเป็นน้ำหวาน ชาเย็น ชาเขียว น้ำผลไม้ 100% ไปจนถึงน้ำเปล่า หากชอบความซาบซ่าของน้ำอัด ให้ลองผสมโซดากับสารแต่งรสที่ไม่มีแคลอรี่ นอกจากน้ำอัดลมแล้ว เราควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มรสหวานอื่นๆ ด้วย และอย่าลืมออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการป้องกันโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป</detail><keywords>น้ำอัดลม, เบาหวาน, ฟันผุ, โรคหัวใจ, หัวใจกระดูกพรุน, โรคกระดูกพรุน, เครื่องดื่ม, อาหาร, สุขภาพ, โภชนาการ, ดูแลสุขภาพ, ความเสี่ยง, อันตราย</keywords><date>2018-04-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/971</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1524538073.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1858"><Nid>970</Nid><title>[โบราณว่า VS วิทยาศาสตร์] - ห้ามชิมอาหารด้วยทัพพี</title><source>http://faith.haijai.com/2622</source><detail>โบราณว่า - ห้ามชิมอาหารด้วยทัพพี เพราะจะทำให้ลูกเกิดมาพิกลพิการ หน้างอเหมือนทัพพี
　
วิทยาศาสตร์ - จริงๆ แล้วเป็นเพราะว่า ในสมัยก่อน คนที่ทำอาหารมักจะเป็นผู้หญิง จึงได้สอนว่าเวลาปรุงอาหาร หากจะมีการชิม ห้ามชิมจากทัพพีโดยตรง เนื่องจากใครมาเห็นเข้าจะทำให้น่าสะอิดสะเอียน และน้ำลายจากผู้ชิมจะถูกเทกลับไปยังอาหาร ทำให้อาหารบูดเสียเร็ว เนื่องจากในน้ำลายมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า อะไมเลส ทำหน้าที่ในการย่อยอาหารจำพวกแป้ง ดังนั้นการมีน้ำลายปะปนอยู่ในอาหาร จึงจะทำให้อาหารบูดเร็วกว่าเดิม อีกทั้งยังเป็นการฝึกมารยาท และการรักษาความสะอาดอีกด้วยนั้นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โบราณว่าVSวิทยาศาสตร์</keywords><date>2018-04-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/970</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1524418328.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1859"><Nid>969</Nid><title>จากประเทศไทย ถ้ามุดไปอีกด้านหนึ่งของโลก จะไปโผล่ที่ไหน?</title><source>https://www.dek-d.com/article/44092/</source><detail>เคยคิดกันเล่นๆ ไหมครับ ว่าถ้าขุดหลุมจากกรุงเทพจนผ่านแกนโลกลงไป จะทะลุไปโผล่ที่ใด? 
　
วันนี้เรามีเว็บไซต์ดีๆ มาบอกต่อ เป็นเว็บที่สามารถใส่ชื่อเมืองหรือรหัสไปรษณีย์ แล้วจะรู้ได้ทันทีว่าจะไปโผล่ที่ไหน โดยคำนวณจากพิกัดผ่านกึ่งกลางแกนโลก
　
ซึ่งจุดที่อยู่ตรงข้ามของประเทศไทยก็คือ แถบชายฝั่งของประเทศเปรูนั่นเองครับ ถ้าน้องๆ อยากลองเอาไปเล่นดู สามารถเข้าไปที่เว็บไซต์นี้เลย https://www.antipodesmap.com/
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>แผนที่โลก</keywords><date>2018-04-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/969</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1524227239.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1860"><Nid>967</Nid><title>วาฬไม่ใช่ปลา เป็นเพราะอะไร</title><source>http://campus.sanook.com/929416/</source><detail>อ้าว?! โดนหลอกมาตลอดชีวิต วาฬ...ไม่ใช่ปลา แล้ววาฬคืออะไร? มาหาคำตอบกันเลยครับ
　
วาฬ หรือปลาวาฬ ที่พูดกันติดปาก เพราะลักษณะภายนอกมีความคล้ายกับปลาและอาศัยอยู่ในน้ำเหมือนกัน
　
แต่จริงๆ แล้ว วาฬคือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ออกลูกเป็นตัว ไม่ใช่วางไข่เหมือนสัตว์ประเภทปลา และยังหายใจทางปอด ซึ่งต่างกับปลาที่หายใจทางเหงือกอีกด้วย เป็นเหตุให้วาฬต้องขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำบ่อยๆ และนี่จึงเป็นเหตุผลที่วาฬถูกจำแนกเป็นสัตว์ชนิดอื่นที่ไม่ใช่ปลานั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วาฬ</keywords><date>2018-04-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/967</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1524191755.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1861"><Nid>939</Nid><title>น้ำทะเลมีรสเค็ม เป็นเพราะอะไร?</title><source>https://guru.sanook.com/20796/</source><detail>หากเคยได้ยินคำว่า "จงรักษาความดี ดุจเกลือรักษาความเค็ม" แท้จริงแล้ว ทะเลก็สามารถรักษาความเค็มได้ในระดับคงที่มาโดยตลอดหลายล้านปีได้
　
น้ำทะเลมีเกลือและแร่ธาตุหลายชนิดละลายอยู่ โดยเฉพาะเกลือแกง (โซเดียมคลอไรด์) โดยน้ำทะเล 1 ลิตร จะมีเกลือแกงอยู่ประมาณ 30 กรัม
　
มหาสมุทรในโลกนี้มีกลไกทางธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ ในการรักษาสมดุลของเกลือแร่ที่ละลายอยู่ในน้ำ หากมีแร่ธาตุละลายในน้ำเกินปกติ จะถูกกำจัดออกจากน้ำทะเล โดยการแยกตัวออกมาเป็นของแข็งในรูปผลึก ❄ ในทางกลับกันหากมีแร่ธาตุละลายในน้ำน้อยกว่าปกติ ก็จะละลายกลับสู่น้ำทะเล ดังนั้นน้ำทะเลจึงรักษาระดับความเค็มได้คงที่แบบนี้มาเป็นเวลาหลายล้านปีแล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ทะเล, เกลือ</keywords><date>2018-04-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/939</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1523635600.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1862"><Nid>938</Nid><title>5 ผลไม้แบบไทยๆ กินปุ๊บ หายร้อนปั๊บ</title><source>http://www.healthandtrend.com/healthy/health-food/ผลไม้แก้ร้อน</source><detail>เคยได้ยินคำว่า "อาหารฤทธิ์เย็น" กันมั้ยครับ? คืออาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบซะส่วนใหญ่ สามารถทำให้คลายร้อนได้ เนื่องจากน้ำในอาหารจะเข้าไปปรับอุณหภูมิในร่างกายให้เป็นปกตินั่นเองครับ
　
มาดู 5 ผลไม้ไทยที่เป็นอาหารฤทธิ์เย็น คลายร้อนได้กันเถอะ
　
แตงโม - นอกจากจะมีน้ำที่หวานฉ่ำแล้ว ยังช่วยเรื่องเลือดลมให้ไหลเวียนได้ดีอีกด้วย
　
แตงไทย - ผลไม้ที่ฉ่ำน้ำไม่ต่างจากแตงโม และยังมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆอีกด้วย
　
แห้ว - ถึงแม้ว่าจะเป็นอาหารที่ไม่มีน้ำ แต่การที่แห้วเติบโตในน้ำทำให้แห้วมีคุณสมบัติในการปรับสมดุลอุณหภูมิด้วยนั่นเอง
　
แก้วมังกร - ด้วยน้ำที่ฉ่ำและมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว ที่ทำให้คุณรู้สึกสดชื่นแล้ว ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุอีกมากมาย โดยเฉพาะวิตามินซี
　
พุทรา - พุทราสุกจะมีรสชาติฝาดเปรี้ยว ช่วยขับร้อนและยังเป้นยาบำรุงเลือด และบำรุงประสาทอีกด้วย
　
อากาศร้อนตับแตกแบบนี้ ต้องลอง!! ฤทธิ์อาหารเย็น จะช่วยคุณเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ผลไม้, ฤดูร้อน</keywords><date>2018-04-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/938</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1523635483.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1863"><Nid>937</Nid><title>[โบราณว่า VS วิทยาศาสตร์] - ห้ามอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ตอนฝนตก</title><source>http://faith.haijai.com/2615/</source><detail>โบราณว่า - "ในสมัยก่อนห้ามอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เพราะฟ้าจะผ่าลงหัว" 
　
แต่จริงๆแล้ว เนื่องจากสมัยก่อนเวลาคนเดินทางมักจะพกมีดและขวาน หรือคนในเมืองก็มักจะพกเครื่องประดับไปด้วย ซึ่งล้วนเป็นเหล็กและโลหะ เป็นสื่อนำไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ฟ้ามักจะผ่าลงในที่สูงเช่นต้นไม้ใหญ่อีกด้วย
　
ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว - หากจำเป็นต้องอยู่ในที่กลางแจ้งเวลาฝนตก ให้หลบใต้พุ่มไม้เตี้ยหรือภายในอาคารจะปลอดภัยกว่านั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โบราณว่าVSวิทยาศาสตร์</keywords><date>2018-04-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/937</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1523635349.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1864"><Nid>936</Nid><title>เผยสูตรก่อเจดีย์ทรายให้สูงที่สุด</title><source>https://www.thairath.co.th/content/282407</source><detail>ใครที่มีแผนจะไปขนทรายเข้าวัด ก่อเจดีย์ทราย วันนี้เรามีสูตรลับให้น้องๆ ก่อเจดีย์ทรายได้สูงกว่าใคร!! อย่ารอช้า มาดูกันเลยครับ
　
นักวิจัยจากสหรัฐอเมริกาพบว่า น้ำช่วยให้ทรายเกาะติดกัน และก่อตัวเป็น "สะพานเหลว" สามารถเชื่อมทรายแต่ละเม็ดให้ติดกันได้ แต่ต้องเป็นน้ำในปริมาณที่พอดี 
　
จากการคำนวณต้องใช้น้ำ 1 ถัง ต่อทราย 8 ถัง หรือใช้น้ำเพียง 12.5% ของปริมาณทรายทั้งหมด ด้วยสูตรนี้จะสามารถก่อเจดีย์ทรายให้สูงถึง 8 ฟุต ด้วยฐานรัศมี 8 นิ้วได้สบายๆ เลยครับ
　
หากสงกรานต์นี้ได้มีโอกาสเข้าวัด ก่อเจดีย์ทราย อย่าลืมใช้สูตรนี้ดูนะครับ รับรองเจดีย์ทรายของน้องจะอลังการกว่าใครแน่นอน
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันสงกรานต์, เจดีย์ทราย</keywords><date>2018-04-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/936</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1523635269.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1865"><Nid>935</Nid><title>[สุขสันต์วันสงกรานต์] - ปีใหม่ไทย คือวันที่เท่าไร...ใครรู้บ้าง?</title><source>https://board.postjung.com/644417.html</source><detail>ที่จริงแล้ว วันขึ้นปีใหม่ของไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงมาแล้วถึง 4 ครั้ง
　
ครั้งที่ 1
- วันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย( ตรงกับเดือนมกราคม)
　
ครั้งที่ 2
- วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งนับทางจันทรคติ เมื่อเทียบกับทาง จึงเป็นวันที่ไม่แน่นอน (ตรงกับเดือนเมษายน ซึ่งวันที่เปลี่ยนไปในแต่ละปี)
　
ครั้งที่ 3
- วันที่ 1 เมษายน 
　
ครั้งที่ 4
- วันที่ 1 มกราคม
　
ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 2 นี้เอง ด้วยความที่วันที่จะไม่ตรงกันในแต่ละปี คนสมัยก่อนเลยยึดวันสงกรานต์เป็นวันปีใหม่เอาเสียเลย ถึงแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่อีก 2 รอบ จนกระทั่ง พศ. 2484 ได้มีกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่เช่นเดียวกับประเทศทั่วโลก คนไทยก็จะเข้าใจกันมาเรื่อยๆ ว่า สงกรานต์คือวันปีใหม่ไทยนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันสงกรานต์, ปีใหม่ไทย</keywords><date>2018-04-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/935</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1523588911.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1866"><Nid>934</Nid><title>รู้ก่อนเล่น! ดินสอพอง เล่นไม่ถูก...เป็นอันตรายได้!</title><source>http://www.scimath.org/article-science/item/4739-qq-1024</source><detail>พรุ่งนี้จะสงกรานต์แล้ว!! แต่ก่อนจะออกไปเตรียมซื้อปืนฉีดน้ำ แป้ง ดินสอพอง อ่านสักนิ๊ดดดด ก่อนคิดเล่นดินสอพอง เพราะมีอันตรายกว่าที่คิด
　
ดินสอพอง คือหินปูนเนื้อมาร์ล (Marly Limestone) เป็นที่มีสารประกอบแคลเซียม คาร์บอเนตเป็นส่วนใหญ่ ที่ได้ชื่อว่า Limestone เพราะเมื่อเอามะนาวบีบลงไป กรดในมะนาวจะทำฏิกริยากับแคลเซียมคาร์บอเนตเกิดเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ กลายเป็นฟอง และฟูขึ้นมานั่นเอง
　
เนื่องจากดินสอพองทำจากการที่นำดินจากธรรมชาติผสมน้ำ แล้วนำมาตากแดดกลางแจ้ง จึงทำให้เกิดโอกาสปนเปื้อนของจุลินทรีย์ และในปัจจุบันมีการผสมสีต่างๆ เข้าไปด้วย ยิ่งทำให้มีโอกาสปนเปื้อนมากกว่าเก่า 
　
วิธีเล่นให้ปลอดภัยคือ เลือกเล่นดินสอพองสีขาว และอย่าใช้บริเวณที่มีบาดแผล รอยถลอก หรือเข้าปาก เพราะจะทำให้จุลินทรีย์เข้าสู่ร่างกาย และเกิดการอักเสบได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ดินสอพอง</keywords><date>2018-04-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/934</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1523360804.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1867"><Nid>932</Nid><title>6 โรคที่ควรระวังในช่วงหน้าร้อน</title><source>https://health.kapook.com/view12100.html</source><detail>ซัมเมอร์นี้ นอกจากอากาศจะร้อนแรงทะลุปรอทแล้ว สิ่งที่มาพร้อมกันคือเชื้อโรคที่มากับความร้อน วันนี้จะพาน้องๆ ไปรู้จัก 6 โรคต้องระวังที่มาพร้อมหน้าร้อน จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ
　
1. โรคลมแดด หรือฮีตสโตรก - เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป จนสมองทำงานผิดปกติ ไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิในร่างกายได้ จนทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นผิดปกติ อาการที่สังเกตได้คือ ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่มีเหงื่อออก (เนื่องจากระบบควบคุมอุณหภูมิผิดปกติ)
　
2. เพลียแดด - เกิดจากการอยู่ท่ามกลางอากาศร้อนจัดเป็นเวลานาน อาการจะเบากว่าลมแดดนิดหน่อย ทำให้อุณหภูมิร่างกายขึ้นสูง แต่ยังไม่ถึง 40 องศาเซลเซียส และระบบควบคุมอุณหภูมิยังทำงานอยู่ มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาจเป็นตะคริวและมีไข้ได้
　
3. ผดร้อน - เป็นตุ่มเล็กๆ แดงๆ เกิดจากการอุดตันของต่อมเหงื่อในสภาพอากาศร้อน เป็นอาการทางผิวหนังที่ไม่อันตรายมากนัก แต่ก็ให้เกิดอาการคันยุบยิบและแสบได้
　
4. อาหารเป็นพิษ - พบได้บ่อยหากเราเผลอกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคเข้าไป โดยส่วนมากพบกับอาหารที่ทำทิ้งไว้ เช่น ข้าวกล่อง หรืออาหารค้างคืนที่ไม่แช่ตู้เย็น จะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย 
　
5. โรคบิด - เป็นโรคติดต่อที่ส่วนใหญ่เกิดจากการดื่มน้ำไม่สะอาด จะทำให้ปวดเบ่งที่ทวารหนัก อาจถ่ายออกมาเป็นมูกหรือปนเลือดออกมาด้วย
　
6. อหิวาตกโรค - คือโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้เกิดท้องร่วงเฉียบพลัน ทำให้เลือดมีสภาวะเป็ดกรด ในรายที่รุนแรงหากไม่ได้รับการรักษาทันเวลาอาจเสียชีวิตภายใน 2-3 ชั่วโมงได้เลย พบมากในการกินอาหารที่มีเชื้อแบคทีเรีย Vibrio Cholerae ปะปนอยู่ ส่วนมากจะเป็นอาหารทะเลสุกๆ ดิบๆ
　
ส่วนใหญ่โรคที่มาพร้อมหน้าร้อนมักมากับการอาหารและน้ำดื่ม วิธีป้องกันง่ายๆ คือ ทานอาหารร้อนที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ, ดื่มน้ำและน้ำแข็งที่สะอาด รวมถึงล้างมือทุกครั้งก่อนทานอาหารหรือหลังเข้าห้องน้ำ เท่านี้ก็จะเพิ่มความปลอดภัยให้ห่างไกลโรคร้ายในฤดูร้อนได้นั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ฤดูร้อน, โรค</keywords><date>2018-04-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/932</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1523329263.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1868"><Nid>930</Nid><title>[โบราณว่า VS วิทยาศาสตร์] - ห้ามชี้นิ้วไปที่รุ้งกินน้ำ</title><source>http://faith.haijai.com/2623/</source><detail>โบราณว่า - รุ้งกินน้ำ เกิดจากการแสดงอิทธิฤทธิ์ของเทวดา เพื่อให้ผู้คนได้ชมเพื่อความสวยงาม การชี้รุ้งถือว่าเป็นการลบหลู่ เชื่อว่าจะทำให้นิ้วนั้นๆ กุด
　
วิทยาศาสตร์ - แต่จริงๆแล้ว รุ้งเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นหลังฝนตก เมื่อแสงแดดวิ่งลอดผ่านละอองน้ำในอากาศ จะทำให้สีต่างๆ ในแสงเกิดการหักเหขึ้นเป็นแถบ จนเกิดเป็นรุ้งกินน้ำแบบที่เราเห็น
　
ส่วนที่คนโบราณห้ามชี้นิ้ว ที่จริงแล้วเป็นเพราะว่า หลังจากฝนตก เด็กๆ จะออกมาวิ่งเล่นและรื่นเริงเป็นพิเศษ ประกอบกับเป็นช่วงที่เกิดรุ้งกินน้ำ หากชี้ขึ้นฟ้า จะทำให้เกิดอันตราย เช่น นิ้วจิ้มตากันได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2018-04-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/930</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1523243833.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1869"><Nid>929</Nid><title>10 พฤติกรรม ทำให้ “ปวดหลัง” โดยไม่รู้ตัว</title><source>https://www.sanook.com/health/7065/</source><detail>1. ยืน หรือเดินหลังค่อมอยู่เป็นประจำ
นอกจากจะเกิดความโค้งงอของกระดูก จนกล้ามเนื้อพาลเกร็งค้างจนเมื่อยไปด้วยแล้ว ยังอาจมีอาการปวดลามมาถึงไหล่ และคอได้อีกด้วย

2. ยืนทิ้งน้ำหนักที่ขาข้างเดียว
หากใครยืนนานๆ แล้วปวดขาข้างเดียว หรือปวดหลังร่วมด้วย นั่นเป็นเพราะคุณกำลังยืนลงน้ำหนักที่ขาข้างเดียวโดยไม่รู้ตัว ร่างกายจะเสียสมดุล และอาจปวดขา หรือทำให้ขาเป็นตะคริวได้

3. นั่งท่าเดิมนานๆ
การอยู่ในอิริยาบถใด อิริยาบถหนึ่งนานๆ เช่น การนั่งอยู่ที่หน้าจอคอมนานๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ อาจทำให้กล้ามเนื้อหลังล้า จนอาจมีอาการปวดอักเสบตามมาได้ หรือบางคนอาจถึงขั้นเป็นออฟฟิศซินโดรมเลยก็มี

4. นั่งไขว่ห้าง
การนั่งไขว่ห้างนานๆ จะทำให้เกิดการกดทับของขาข้างใดข้างหนึ่ง จนอาจส่งผลกระทบถึงกระดูดสันหลัง และบริเวณอุ้งเชิงกราน ที่อาจคดงอ และปวดได้

5. นอนคว่ำเป็นประจำ
การนอนคว่ำ ทำให้เราต้องแอ่นหลังโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะบริเวณเอว หากจำเป็นต้องนอนคว่ำ เช่น นอนขณะทำการนวดแผนโบราณอยู่ ควรจะบอกหมอนวด ให้เปลี่ยนอิริยาบถเป็นนอนหงายบ้าง อย่านอนคว่ำนานๆ

6. ก้มตัวยกของหนัก
ลองทำของตกพื้น แล้วก้มหลังหยิบดูสิ หากเป็นแค่ของเบาๆ ก็ไม่เท่าไร แต่หากเป็นของหนักๆ เช่น กระสอบข้าว ถังน้ำ ทำให้หลังต้องออกแรงมาก รับน้ำหนักมาก หากก้มตัวยกของหนักบ่อยๆ อาจมีอาการปวดหลังได้

7. สวมรองเท้าส้นสูง
คุณผู้หญิงที่ต้องสวมรองเท้าส้มสูงเป็นประจำ คงรับรู้ถึงความเมื่อยเท้าไดดี โดยเฉพาะรองเท้าที่สูงกว่า 1 นิ้วครึ่งขึ้นไป ทางที่ดีควรเปลี่ยนเป็นรองเท้าที่ส้นไม่สูงนัก หรือสวมใส่ไม่นานจนเกิดอาการเมื่อย เพราะการเกร็งเท้าส่งผลให้กล้ามเนื้อหลัง และสะโพกต้องเกร็งตัว พยุงร่างกายไม่ให้ล้มไปข้างหน้า จนทำให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน

8. สะพายกระเป๋าใบใหญ่/หนัก
การทำให้ไหล่ต้องรับน้ำหนักบ่อยๆ ส่งผลทำให้ปวดไหล่ ร่างกายต้องเอียงไปด้าตรงข้าม เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย กล้ามเนื้อหลังจึงทำงานหนักกว่าปกติ จนในที่สุดก็ปวดหลัง และปวดเอวตามลำดับ

9. มีน้ำหนักตัวมากเกินไป
คนอ้วน มักมีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ หรือกระดูกมากกว่าคนผอม เพราะข้อต่อ กระดูก และหมอนรองกระดูกสันหลังต้องรัยภาระหนักตลอดเวลา จึงทำให้มีโอกาสที่กระดูกเสื่อมเร็วขึ้น จนมีอาการปวด

10. ที่นอนแข็ง หรือนุ่มเกินไป
ที่นอนที่ไม่พอดีกับสรีระของเรา อาจทำให้กล้ามเนื้อ และกระดูกสันหลังอยู่ในลักษณะคดงอ หรือโก่งตัวอยู่ตลอดทั้งคืน ดังนั้นคุณอาจนอนไม่สบาย และตื่นมาพร้อมอาการปวดหลังทุกเช้า</detail><keywords>ปวดหลัง, กระดูกสันหลัง, กล้ามเนื้อหลัง, หลังค่อม, หลังงอ, พนักงานออฟฟิศออฟฟิศ, ซินโดรม, สุขภาพกาย, รู้ทันโรค, ดูแลสุขภาพ, ความเสี่ยง, อันตรายสุขภาพ</keywords><date>2018-04-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/929</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1522900932.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1870"><Nid>928</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานปรมาณูเป็นครั้งแรก</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/4-apr.htm</source><detail>วันนี้เมื่อปี 1959 มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานปรมาณูสำเร็จเป็นครั้งแรก
　
โดยต้นแบบในการทดลองของเครื่องปฏิกรณ์ ใช้ Plasma Thermocouple แทนกังหันของโรงไฟฟ้า และสามารถผลิตไฟฟ้าออกมาได้สำเร็จเป็นครั้งแรก การทดลองนี้เกิดในห้องปฏิการลอส อลามอส รัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐอเมริกา
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, ไฟฟ้าปรมาณู</keywords><date>2018-04-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/928</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1522693803.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1871"><Nid>927</Nid><title>พิษสุนัขบ้า ระบาดแค่ช่วงหน้าร้อนจริงหรือ?</title><source>https://tv.line.me/v/2525595</source><detail>หน้าร้อนทีไร ข่าวเรื่องพิษสุนัขบ้าระบาดทุกที โรคนี้เป็นได้แค่ช่วงหน้าร้อน? หรืออากาศร้อนทำให้หมาเป็นบ้า? มาหาคำตอบกันเลยครับ 
　
หลายคนอาจคิดว่าอากาศร้อนทำให้สุนัขเครียด และเกิดอาการก้าวร้าว จนกลายเป็นติดพิษสุนัขบ้าได้ แต่ที่จริงแล้ว โรคพิษสุนัขบ้าเป็นได้ทุกฤดูกาลไม่เกี่ยวกับอากาศแต่อย่างใดครับ
　
โรคพิษสุนัขบ้าเกิดจากเชื้อ เรบีส์ (Rabies) ติดต่อได้โดยถูกสุนัขที่มีเชื้อกัด ข่วน หรือเลีย เชื้อจะเข้าสู่บาดแผลผ่านไปยังประสาทส่วนปลายไขสันหลัง และเชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนที่สมอง จนทำให้มีอาการคุ้มคลั่ง
　
แต่สาเหตุที่มีข่าวการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในช่วงหน้าร้อนบ่อยๆ อาจเป็นเพราะเป็นช่วงปิดเทอมของเด็กๆ จึงมีโอกาสที่จะถูกสุนัขกัดมากกว่าปกติ เราเลยเห็นข่าวในช่วงนี้มากกว่าปกตินั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>พิษสุนัขบ้า, เรบีส์</keywords><date>2018-04-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/927</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1522693663.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1872"><Nid>926</Nid><title>ครีมกันแดด ปกป้องเราได้อย่างไร?</title><source>https://women.kapook.com/view89332.html</source><detail>รู้กันดีแล้วใช่ไหมครับ ว่า UV มันร้ายกาจขนาดไหน สิ่งหนึ่งที่ควรมีติดบ้าน ผู้หญิงใช้ได้ ผู้ชายใช้ดี เพื่อเอาไว้ต่อกรกับแสงแดด นั่นก็คือครีมกันแดดนั่นเอง แต่เคยสังเกตไหมว่าบนฉลากจะมีคำว่า UV-A, UV-B, SPF, PA+, PA+++ อะไรเยอะแยะวุ่นวายไปหมด วันนี้มาคลายข้อสงสัยกันครับ
　
ก่อนอื่นเรามารู้ก่อนว่า ครีมกันแดดทำงานอย่างไร? - ในครีมกันแดดจะมีส่วนผสมที่จะช่วยดูดซับรังสี UV หรือให้แตกกระจายออกไปเพื่อไม่ให้เข้าไปทำร้ายผิวได้โดยตรง
　
รังสี UV แบ่งออกได้เป็น 2 คือ ชนิด UV-A จะทำให้ผิวแก่กว่าวัย, คล้ำหมอง ส่วน UV-B จะทำให้ผิวไหม้ ฉะนั้นครีมกันแดดที่ดีจะต้องป้องกันรังสี UV ทั้งสองชนิดได้
　
SPF (Sun Protection Factor) คือ ค่าการป้องกัน UV คำนวณจากปริมาณจากการป้องกันรังสี UV-B เท่านั้น (ป้องกันผิวไหม้) ตัวเลขต่อท้ายคือปริมาณระยะเวลาที่สามารถป้องกันได้เป็นเท่าตัว เช่น SPF 15 สามารถป้องกันรังสี UV-B ได้นานกว่าไม่ได้ทาอะไรเลย 15 เท่า
　
ครีมกันแดดรุ่นใหม่ๆ ที่ผลิตออกมาจะมีคุณสมบัติการป้องกันรังสี UV-A ด้วย โดยค่าการป้องกัน UV-A จะเรียกว่า PA (Protection Grade of UV-A) โดยแบ่งเป็นระดับได้คร่าวๆดังนี้
　
PA+ สำหรับผู้ที่ต้องการปกแสงแดด จากกิจกรรมทั่วไป
PA+++ สำหรับผู้ที่ต้องการการปกป้องสูง หรือเป็นเวลายาวนาน
　
พอเข้าใจภาพรวมคร่าวๆ กันแล้วนะครับว่าครีมกันแดดทำหน้าที่อย่างไร อยู่ที่น้องๆ เลือกใช้ตามไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้เลย แต่ที่สำคัญ ไม่ว่าฝนตก แดดออก อย่าลืมว่า UV มีอยู่ทุกที่ เราควรทาครีมกันแดดทุกวันด้วยนะครับ
　
#STKC #UltraViolet #SunProtect
　
　
　</detail><keywords>UV, Ultra Violet, ครีมกันแดด</keywords><date>2018-04-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/926</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1522693508.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1873"><Nid>925</Nid><title>อันตรายจากแสง UV ที่ไม่ได้มีแค่ทำให้ผิวคล้ำ</title><source>https://www.sanook.com/women/80993/</source><detail>ประเทศไทย ใครก็รู้ว่าแดดร้อนแรงขนาดไหน น้องๆ จะชะล่าใจไม่ได้นะครับ เพราะรังสี UV (Ultra Violet) ที่มาพร้อมกับแสงแดด มีอันตรายมากกว่าแค่ทำให้ผิวเสีย มาดู 5 อันตรายที่มาพร้อมแสงแดดที่น้องๆ ไม่คาดคิด
　
1. กระจกตาอักเสบ - การที่ดวงตาต้องปะทะกับแสงแดดโดยตรงเป็นเวลานาน จะทำลายกระจกตา ทำให้มีอาการแสบตา น้ำตาไหล แพ้แสงแดด ซึ่งอาจก่อให้เกิดต้อเนื้อและต้อกระจกอีกด้วย วิธีแก้คือ สวมแว่นดำ หากต้องใช้สายตาท่ามกลางแดดเป็นเวลานาน
　
2. มะเร็งผิวหนัง - รังสี UV จะเข้าไปทำลาย DNA (Genotoxic) ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังขึ้น
　
3. โรคต้อกระจก - รังสี UV จะเข้าไปกระตุ้นการสร้างอนุมูลอิสระ เป็นสาเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน และทำปฏิกริยาต่อไขมันจนทำให้เกิดเป็นต้อได้
　
4. ผิวไหม้เสียจากแดด - หากโดนแดดมากเกินไป UV จะเข้าไปเผาทำลายเซลล์ผิว  เป็นเหตุให้เกิดสภาพไหม้เกรียม อันเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งผิวหนัง
　
5. เซลล์เม็ดเลือดขาวได้รับความเสียหาย - สืบเนื่องมาจากผิวไหม้เสีย จะส่งผลต่อการกระจายตัวของแซลล์เม็ดเลือดขาว อาจกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากถูกแดดเผาอีกด้วย
　
เห็นไหมครับว่าแดดและรังสี UV ร้ายกาจขนาดไหน หากจำเป็นต้องโดนแดดอย่าลืมหาวิธีป้องกัน เช่นสวมแว่นดำ แต่งตัวมิดชิด หลีกเลี่ยงการสัมผัสแดดโดยตรง เพื่อป้องกันไว้แต่เนิ่นๆ นะครับ
　
#STKC #UV #UltraViolet
　
　
　</detail><keywords>UV, Ultra Violet</keywords><date>2018-04-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/925</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1522693153.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1874"><Nid>924</Nid><title>[โบราณว่า VS วิทยาศาสตร์] - ห้ามนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตก</title><source>http://faith.haijai.com/2642/</source><detail>โบราณว่า - หากนอนหันศีรษะไปทางทิศตะวันตกจะอายุสั้น เพราะเป็นทิศที่ผีนอน หากยมบาลมาเห็นเข้าอาจเข้าใจผิดคิดว่าตาย แล้วจะนำวิญญาณไปด้วย ทำให้อายุสั้นลงกว่าที่ควรจะเป็น
　
วิทยาศาสตร์ - ความจริงแล้วหากนอนหันไปทางทิศตะวันตก จะทำให้นอนตื่นสาย เนื่องจากเราจะไม่รู้สึกตัวตื่นขึ้น เพราะแสงแดดจะไม่ส่องเข้ามาจนกว่าจะเลยเวลาเที่ยง จะส่งผลให้ ตื่นสาย ขี้เกียจ ไม่รู้จัักทำการทำงานนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>โบราณว่าVSวิทยาศาสตร์</keywords><date>2018-04-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/924</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1522692969.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1875"><Nid>923</Nid><title>เตือน อย่าปล่อยเด็กเล่นน้ำตามลำพัง</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/41447-เตือนผู้ปกครอง%20อย่าปล่อยเด็กเล่นน้ำลำพัง%20.html</source><detail>จังหวัดตรังเผย การจมน้ำ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไทยเสียชีวิตสูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมใหญ่ภาคฤดูร้อน 3 เดือน (เดือนมีนาคม-พฤษภาคม) ซึ่งเป็นช่วงที่มีเด็กจมน้ำเสียชีวิตมากที่สุด พร้อมแนะวิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง
นายเกรียงศักดิ์ รัตนสิมานนท์ รองนายกเทศมนตรี รักษาราชการแทนนายกเทศมนตรีนครตรัง เปิดเผยว่า ประมาณ1 ใน 3 ของการจมน้ำเสียชีวิตของเด็กตลอดทั้งปี (จากข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข) พบว่าในช่วง 10 ที่ผ่านมา (ปี 2551-2560) เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตในช่วงปิดเทอมใหญ่เฉลี่ย 334 รายต่อปี ส่วนในปี 2560 มีเด็กจมน้ำเสียชีวิต 708 ราย โดยเป็นการจมน้ำเสียชีวิตในช่วงปิดเทอมใหญ่ถึง 254 ราย และเด็กที่จมน้ำส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุ 5-9 ปี
"นอกจากนี้ (ข้อมูลการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค) พบว่าสาเหตุการจมน้ำในช่วงปิดเทอมใหญ่ เนื่องจากเด็กชวนกันไปเล่นน้ำกันเองตามลำพัง ดังนั้นเทศบาลนครตรัง จึงฝากความห่วงใย และฝากเตือนไปยังผู้ปกครอง ในช่วงปิดเทอมนี้ ให้ดูแลเด็กๆ อย่างใกล้ชิด อย่าปล่อยให้ชวนไปเล่นน้ำกันเองตามลำพัง แม้ว่าจะเป็นแหล่งน้ำใกล้บ้าน หรือแหล่งน้ำที่คุ้นเคย เพื่อป้องกันเด็กจมน้ำเสียชีวิต และสำหรับเด็กที่ต้องเดินทางหรือทำกิจกรรมทางน้ำ รวมทั้งผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็น แต่ต้องการลงเล่นน้ำคลายร้อน ควรสวมเสื้อชูชีพทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย" นายเกรียงศักดิ์ กล่าว และว่า
ทั้งนี้ เมื่อพบคนตกน้ำ ต้องไม่กระโดดลงไปช่วย แม้จะว่ายน้ำเป็น เพราะอาจจะถูกกอดรัดและจมน้ำเสียชีวิตพร้อมกันได้ วิธีการช่วยให้ยึดหลัก 3 อย่างคือ 1. ตะโกน คือการเรียกให้คนมาช่วย และโทรแจ้งทีมแพทย์กู้ชีพ 1669 2.โยนอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อช่วยคนตกน้ำเกาะจับพยุงตัว เช่น เชือก ถังแกลลอนพลาสติกเปล่า ขวดน้ำพลาสติกเปล่า หรือวัสดุที่ลอยน้ำได้ โดยโยนครั้งละหลายๆ ชิ้น 3. ยื่นอุปกรณ์ที่อยู่ใกล้ตัวให้คนตกน้ำจับ เช่น ไม้ ผ้าขาวม้า ให้คนตกน้ำจับและดึงขึ้นมาจากน้ำ เพื่อความปลอดภัย
</detail><keywords>จมน้ำ, เด็กจมน้ำ, ฤดูร้อน</keywords><date>2018-03-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/923</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1522380472.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1876"><Nid>903</Nid><title>5 พฤติกรรมหลีกเลี่ยงการถูกสัตว์เลี้ยงกัด ลดเสี่ยง “พิษสุนัขบ้า”</title><source>https://www.sanook.com/health/10133/</source><detail>อากาศร้อนๆ แบบนี้ โรคติดต่อระบาดหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่เสี่ยงอันตราย เจ้าสัตว์เลี้ยงแสนรักของคุณก็อาจจะติดเชื้อโรคติดต่อที่อันตรายถึงชีวิต และยังแพร่เชื้อมาสู่มนุษย์ได้อย่างโรค “พิษสุนัขบ้า” ได้เหมือนกัน นอกจากการพาสัตว์เลี้ยงของตัวเองไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามเวลาแล้ว อีกหนึ่งอย่างที่จะหลีกเลี่ยงการติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้เป็นอย่างดี คือการระวังตัวเองไม่ให้โดนสัตว์เลี้ยง หรือสัตว์ที่เราไม่ได้เลี้ยงกัดเอานั่นเอง</detail><keywords>สัตว์เลี้ยง, สุนัข, พิษสุนัขบ้า, วัคซีน</keywords><date>2018-03-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/903</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1521787738.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1877"><Nid>896</Nid><title>ทำไมยุงถึงกลัวตะไคร้?</title><source>http://medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/cymbona.html</source><detail>น้องๆ เคยได้ยินคำว่า "ตะไคร้ไล่ยุง" ไหมครับ? ทำไมตะไคร้ถึงไล่ยุงได้? ยุงกลัวอะไรในตะไคร้? มาดูคำอธิบายกันเลยครับ
　
ตะไคร้ หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ Cymbopogon nardus (Linn.) Rendle เป็นพืชล้มลุก มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นตั้งตรง ออกเป็นกอ 
　
น้ำมันตะไคร้ (Citronella oil) คือน้ำมันหอมระเหยสะกัดจากต้นตะไคร้ มีสารประกอบสำคัญที่ออกฤทธ์ในการไล่แมลงคือ Camphor, Cineol, Eugenol, Citral, Linalool, Citronellal และ Geraniol สามารถใช้ไล่แมลง ป้องกันยุงลาย ยุงก้นปล่อง ได้นานประมาณ 2 ชั่วโมง
　
วิธีทำให้มีน้ำมันตะไคร้ระเหยออกมาจากต้น ทำได้ง่ายๆ แค่นำต้นตะไคร้มาทุบให้แตก และนำมาวางบริเวณที่ต้องการไล่ยุง เท่านี้ก็สบาย ไร้ยุงมากวนใจ แถมยังปลอดภัยไร้สารเคมีแล้วล่ะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ตะไคร้</keywords><date>2018-03-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/896</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1521174165.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1878"><Nid>895</Nid><title>[7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่] - โคลอสเซียม</title><source>https://travel.mthai.com/world-travel/64882.html</source><detail>โคลอสเซียม  (Colosseum) คือ โครงสร้างวงกลมรี มีทั้งหมด 4 ชั้น เส้นผ่าศูนย์กลางจากด้านตะวันออกถึงตะวันตก 188 เมตร จากทิศเหนือจดทิศใต้ 156 เมตร
　
เสาหลักสร้างจากหินปูนแกร่ง (ขณะที่เสาทั่วไปสร้างจากหินปูนชนิดพรุนและอิฐ) พื้นและกำแพงสร้างด้วยกระเบื้อง เพดานทรงโค้างภายในสร้างด้วยซีเมนต์ ด้วยวัสดุดังกล่าวทำให้โคลอสเซียมมีความทนทานสูง ใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 10 ปี จุคนได้กว่า 5 หมื่นคน
　
จุดประสงค์ของการสร้างโคอสเซียมคือ การเป็นสนามกีฬาต่างๆ รวมถึง กีฬา "การต่อสู้ระหว่างเกลดิเอเตอร์" คือการจับทาสและเชลยสงครามมาสู้กันเอง หรือสู้กับสัตว์ไปเรื่อยๆ จนเหลือผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวเพื่อได้รับอิสรภาพ
　
ปัจจุบันโคลอสเซียมเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของกรุงโรม และกลายเป็นจุดหมายในการท่องเที่ยวของคนทั่วโลก
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่, โคลอสเซียม, Colosseum</keywords><date>2018-03-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/895</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1521174080.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1879"><Nid>894</Nid><title>[วันนีในอดีต] อุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดของสหรัฐอเมริกา</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/3-march.htm</source><detail>เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1979 ได้เกิดเหตุความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่เกาะ Three Mile Island ประเทศสหรัฐอเมริกา
　
โดยเกิดความผิดพลาดของระบบกลไก ระบบระบายความร้อนไม่ทำงาน จึงทำให้แกนเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูละลาย จนส่งผลให้มีกัมมันตภาพรังสรั่วไหลออกสู่บรรยากาศ เหตุการณ์นี้ถูกบรรจุว่าเป็นอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ที่ร้ายแรงที่สุดของอเมริกานั่นเอง
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, โรงไฟฟ้านิวเคลียร์</keywords><date>2018-03-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/894</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1521173986.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1880"><Nid>893</Nid><title>ดินหลบไป! ผักอยู่ได้ - 12 ผักที่โตในน้ำได้แม้ไร้ดิน</title><source>https://home.kapook.com/view141317.html</source><detail>วิธีการที่เราจะพูดต่อไปนี้ เป็นการปลูกผักสวนครัวด้วยวิธีง่ายๆ ใช้แค่น้ำ หรือเรียกว่าการปลูกแบบ ไฮโดรโปนิกส์ นั่นเองครับ 
　
1. ผักชี - ให้ตัดลำต้นส่วนล่างที่ติดกับรากออกไป ล้างคราบดินออกให้หมด แช่ลงในแก้ว แล้วนำไปตั้งในที่ที่มีแดดปานกลาง จากนั้นผักชีก็จะค่อยๆ งอกยอดออกมา
　
2. ผักฉ่อย - ปลูกโดยนำต้นติดรากไปแช่ในภาชนะที่มีน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วันจะมีใบอ่อนๆ หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ผักจะพร้อมเก็บกิน
　
3. กะหล่ำปลี - นำฐานรากของกะหล่ำปลี มาแช่ในถ้วยที่มีน้ำตื้นๆ ไม่กี่วันกะหล่ำปลีหัวน้อยจะงอกขึ้นมาใหม่
　
4. ขึ้นฉ่าย - ตัดก้านด้านล่างมาแช่ในน้ำประมาณ 3-4 วัน ต้นอ่อนจะค่อยๆ งอกขึ้นมา
　
5. ต้นหอม - นำส่วนล่างของต้นที่มีรากติดมาแช่น้ำ และวางให้โดนแดดเล็กน้อย ยอดอ่อนจะค่อยๆ งอกขึ้นมา
　
6. ต้นกระเทียม - ตัดต้นกระเทียมส่วนล่างให้ได้ความยาวประมาณ 2-3 นิ้ว แล้วน้ำไปแช่ในน้ำ 
　
7. ตะไคร้ - ตัดต้นตระไร้ส่วนล่างมาประมาณ 2-3 นิ้ว แล้วนำไปแช่ในภาชนะทรงสูง ใส่น้ำเพียงครึ่งเดียว และตั้งให้โดดแดดเล็กน้อย
　
8. แครอท - อย่าเพิ่งตกใจนะครับว่าทำไมแครอทถึงปลูกในน้ำได้? เพราะส่วนที่ปลูกในน้ำได้คือใบแครอทตะหาก ปลูกโดนตัดแครอทส่วนหัว ไปแช่ในน้ำตื้นๆ และตั้งให้โดนแดด
　
9. ผัดกาด - นำต้นผักกาดมาตัดส่วนล่างออก แล้วนำไปแช่น้ำตื้น ตั้งให้โดนแดดอ่อน ประมาณ 3 วันจะมียอดอ่อนงอก และเติบโตเต็มที่ใน 2 สัปดาห์
　
10. สาระแหน่ - นำยอดสาระแหน่มาแช่ในโหลหรือแก้วที่มีน้ำ ไม่กี่วันรากจะงอกออกมาตามด้วยใบอ่อน
　
11. ผักบุ้ง - ตัดต้นผักบุ้งส่วนล่างที่มีราก ไปล้างให้สะอาด แล้วแช่ลงภาชนะที่มีน้ำพอท่วมราก ภายใน 2-3 วัน ผักบุ้งจะงอกยอดอ่อนแล้ว
　
12. ผักชีฝรั่ง - ตัดต้นผักชีฝรั่งส่วนโคนต้นที่ติดกับรากไปล้าง แล้วแช่ลงในน้ำพอท่วมราก ผ่านไป 3 วันจะมีใบใหม่งอกออกมา
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไฮโดรโปนิกส์, Hydroponic</keywords><date>2018-03-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/893</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1521173870.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1881"><Nid>892</Nid><title>[7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่] - ทัชมาฮาล</title><source>http://travel.trueid.net/detail/42273</source><detail>ทัชมาฮาล (Taj Mahal) คือหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ และยังเป็นสถาปัตยกรรมหินอ่อนที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย โดยตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนา เมืองอัครา ประเทศอินเดีย
　
ทัชมาฮาลสร้างจากหินอ่อนสีขาว ศิลาแลง ประดับลวดลายเครื่องเพชร พลอย หิน โมราและเครื่องประดับจากต่างประเทศอีกนับไม่ถ้วน สร้างด้วยสัดส่วนที่วิจิตรและงดงาม ด้านกว้าง-ยาว ด้านละ 100 เมตร สูง 60 เมตร มีผู้สร้างและร่วมออกแบบร่วม 20,000 คน ใช้เวลายาวนานกว่า 22 ปี
　
ทัชมาฮาลถูกสร้างขึ้นโดยกษัตริย์จาห์ฮาล เพื่อเป็นสุสานแด่คนรักของพระองค์ พระนาง
มุมตัส มาฮาล ที่แปลว่า มงกุฎแห่งพระราชวัง ซึ่งในภายหลัง พระเจ้าจาห์ฮาล ก็ได้เสียชีวิตลง พระศพได้ถูกนำมาประดิษฐานเคียงข้างพระศพของพระนางมุมตัส ในทัชมาฮาลเช่นกัน เพื่อให้เคียงข้างกันตลอดกาล สถานที่นี้จึงได้ชื่อว่า เป็นสุสานที่มีเรื่องราวความรักที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่, ทัชมาฮาล, Taj Mahal</keywords><date>2018-03-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/892</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1521173737.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1882"><Nid>891</Nid><title>จ้องแสงไมโครเวฟระหว่างใช้งานอันตรายหรือไม่?</title><source>https://www.sanook.com/health/5369/</source><detail>น้องๆ เคยได้ยินคุณพ่อคุณแม่เตือนกันบ้างไหมครับ ว่าอย่าไปจ้องแสงสีส้มๆ ในไมโครเวฟ เพราะจะทำลายสายตา เท็จจริงแค่ไหน วิทยาศาสตร์มีคำตอบครับ
　
ก่อนอื่นรู้จักหลักการทำงานของไมโครเวฟกันกอนครับ - ไมโครเวฟคือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่จะพุ่งเข้าไปกระทบอาหาร จากนั้นจะถ่ายทอดพลังงานให้โมเลกุลของน้ำทั้งในและนอกอาหาร จนเกิดการสั่นสะเทือน เสียดสีจนเป็นความร้อนทำให้อาหารสุก หรือมีอุณหภูมิสูงขึ้นนั่นเอง
　
ถ้าเรามองแสงสีส้มในไมโครเวฟจะเป็นอันตรายหรือไม่?
- จริงๆ แล้วแสงสีส้มเป็นเพียงหลอดไฟเพื่อให้เราเห็นของข้างในเท่านั้นเอง แล้วคลื่นไมโครเวฟไม่สามารถทะลุผ่านฝาตู้ออกมาได้ นอกจากนั้นbคลื่นไมโครเวฟเมื่อถ่ายทอดพลังงานให้อาหารหมดแล้วก็จะสลายหายไป ไม่เหลือตกค้างในอาหาร จึงสรุปได้ว่า คลื่นไมโครเวฟไม่มีอันตรายใดๆ ต่อเราทั้งสิ้นครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>ไมโครเวฟ, Microwave</keywords><date>2018-03-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/891</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1521173652.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1883"><Nid>890</Nid><title>[วันสำคัญ] วันอนุรักษ์น้ำโลก</title><source>https://guru.sanook.com/6692/</source><detail>22 มีนาคมของทุกปีคือ วันอนุรักษ์น้ำโลก (World Water Day)
　
จัดตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์การใช้ทรัพยากรน้ำของมนุษย์ โดยจะมีแนวคิดการรณรงค์แตกต่างกันในแต่ละปี เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นต่างๆ ในช่วงเวลานั้นนั่นเอง
　
น้ำ (H2O) เป็นของเหลวชนิดหนึ่ง เป็นทรัพยากรที่มีมากที่สุดบนผิวโลก และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต โดยปริมาณน้ำที่มีอยู่ในโลก มีมากถึง 1,360,000,000 ลูกบาศก์กิโลเมตร
　
ถึงแม้ทรัพยากรน้ำบนโลกใบนี้จะมีเยอะแยะมากมาย แต่ก็ยังพบปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาด หรือแหล่งน้ำปนเปื้อนมลพิษ อันเกิดมาจากการกระทำต่างๆ ของมนุษย์ จึงได้จัดตั้งวันอนุรักษ์น้ำโลกขึ้นมา เพื่อตระหนักถึงปัญหา และร่วมกันรณรงค์อนุรักษ์แหล่งน้ำนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำ, H2O</keywords><date>2018-03-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/890</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1521173528.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1884"><Nid>871</Nid><title>ฝนเกิดขึ้น ได้อย่างไร?</title><source>https://www.nstda.or.th/th/sci-kids-menu/11463-rain</source><detail>       ถ้าจะมีฝนต้องมีเมฆ เมฆเกิดจากน้ำหรือน้ำแข็งที่ระเหยจากผิวโลกหรือจากพืชที่ให้น้ำและออกซิเจนเป็นผลผลิตของขบวนการสังเคราะห์แสง เมื่อน้ำระเหยจากผิวโลกไปสู่บรรยากาศ น้ำอยูในรูปของก็าซ ไอน้ำ ไอน้ำเปลี่ยนเป็นเมฆเมื่อเย็นตัวลงและควบแน่นเปลี่ยนกลับไปเป็นของเหลวคือน้ำหรือน้ำแข็ง
     ในเมฆ ประกอบด้วยน้ำจำนวนมากควบแน่นบนหยดน้ำอื่นๆ หยดน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อหยดน้ำเหล่านั้นมีจำนวนมากขึ้นกว่าที่จะอยู่ในเมฆ หยดน้ำจะตกสู่พื้นโลกเป็นฝน
</detail><keywords>ฝน, ฝนตก</keywords><date>2018-03-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/871</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520925029.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1885"><Nid>870</Nid><title>น้ำมันพืชและน้ำมันหมู อะไรปลอดภัยกว่ากัน?</title><source>https://www.sanook.com/health/1467/</source><detail>ที่บ้านน้องๆ ใช้ "น้ำมันพืช" หรือ "น้ำมันหมู"? วันนี้เรามาดูกันดีกว่า ว่าน้ำมันชนิดไหนอันตรายต่อการบริโภคมากกว่ากัน แต่ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักชนิดของไขมันกันก่อนครับ
　
ไขมันทรานส์ - คือไขมันแปรรูป ที่นำน้ำมันพืชมาอัดก๊าซไฮโดรเจนเข้าไป เพื่อให้น้ำมันพืชเก็บได้นานยิ่งขึ้น ถือว่าเป็นไขมันที่อันตรายที่สุด เพราะเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด มะเร็ง และเบาหวาน
　
ไขมันอิ่มตัว - คือน้ำมันที่ได้จากสัตว์ และพืชบางชนิด เช่น น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว เหมาะกับการนำไปทอด เนื่องจากทนความร้อนได้นาน ไขมันอิ่มตัวให้โทษต่อร่างกายหากทานมากเกินไป หรือหากใช้น้ำมันซ้ำๆ นานๆ ไขมันอิ่มตัวจะกลายเป็นไขมันทรานส์อีกด้วย
　
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน - คือน้ำมันพืชทั่วไปที่เราใช้กัน เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง เหมาะสำหรับผัด หรือใช้ความร้อนไม่นาน เพราะหากได้รับความร้อนนานเกินไปจะกลายเป็นไขมันทรานส์นั่นเอง แต่ไขมันชนิดนี้ถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย และจัดว่าเป็นไขมันชนิดดีครับ
　
ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว - คือน้ำมันมะกอก ทนความร้อนมากไม่ได้ จึงนิยมทานสด หรือใช้ผสมน้ำสลัด ถือว่าเป็นไขมันประเภทที่ดี และมีประโยชน์มากที่สุด 
　
สรุปแล้ว น้ำมันแบบไหนดีกว่ากันล่ะ? - ต้องบอกว่าน้ำมันพืชที่วางขายตามท้องตลาดบ้านเรา ผลิตในรูปแบบที่ไม่มีการอัดไฮโดรเจน หลังจากการมีรณรงค์ให้เลิกใช้ไปเรียบร้อยแล้ว จึงถือว่าเป็นไขมันที่ไม่มีอันตรายนั่นเองครับ
　
แต่ไม่ว่าจะใช้น้ำมันประเภทไหน ให้หลีกเลี่ยงการใช้ซ้ำ เพราะจะทำให้ไขมันดีกลายเป็นไขมันทรานส์ได้นั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำมัน, ไขมัน</keywords><date>2018-03-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/870</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520844766.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1886"><Nid>869</Nid><title>[7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่] - นครเปตรา</title><source>https://travelblog.expedia.co.th/historical-and-cultural/bd05_june17/</source><detail>นครเปตรา (Petra) หรือภาษากรีกแปลว่า หิน ตั้งอยู่ในประเทศจอร์แดน เมืองอัมมาน เป็นเมืองหินที่แกะสลักจากภูเขาหินทรายแทบทั้งหมด ปราณีต งดงาม ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาวาดี มูซา สร้างโดยชาวนาบาเทียน ชนเผ่าที่สกัดผาหินทรายนำมาสร้างเป็นบ้านเมืองและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ 
　
หินทราย (Sandstone) เป็นหินมีลักษณะเนื้อหยาบ ประกอบด้วยเม็ดทรายขนาดแตกต่างกัน เป็นวัสดุในการสร้างวิหารและปราสาทในสมัยก่อน
　
นครเปตรา เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วง 50 ปีก่อนคริสตกาล เนื่องจากเป็นศูนย์กลางการค้าขนาดใหญ่ของโลกตะวันออก แต่ด้วยเหตุที่เมื่อเมืองกำเนิดใหม่ๆ และเส้นทางค้าขายใหม่ที่ปลอดภัยและสะดวกกว่าในเวลาต่อมา จึงทำให้นครเปตราเริ่มสูญเสียอำนาจและเริ่มถูกลืมเลือน
　
จนเมื่อปี ค.ศ. 1826 ได้มีนักสำรวจชาวฝรั่งเศสเดินทางเข้าไปสำรวจเมืองเปตรา และได้เขียนหนังสือพร้อมนำรูปภาพนครเปตราสู่สายตาชาวโลกอีกครั้ง นอกจากนี้ นครเปตรายังได้รับลงทะเบียนให้เป็นมรกดโลกอีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่, นครเปตรา, Petra</keywords><date>2018-03-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/869</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520844661.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1887"><Nid>868</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] ค้นพบธาตุแคลิฟอร์เนียม (Californium)</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/3-march.htm</source><detail>17 มีนาคม ปี ค.ศ. 1950 นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียได้ประกาศการค้นพบธาตุกัมมันตรังสีชนิดใหม่ ชื่อว่า แคลิฟอร์เนียม (Californium) ตั้งชื่อตามมหาวิทยาลัยที่ตนสังกัด เป็นธาตุที่มีเลขอะตอม 98 มีครึ่งชีวิต 2.65 ปี ถือว่าเป็นต้นกำเนิดนิวตรอนความเข้มสูงที่สามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์และอุสาหกรรมนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2018-03-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/868</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520844551.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1888"><Nid>867</Nid><title>อาหารตกพื้นไม่ถึง 5 วิ เชื้อโรคไม่เห็น กินต่อได้จริงหรือ?</title><source>https://guru.sanook.com/9884/</source><detail>เคยได้ยินไหมครับ "ตกพื้นไม่ถึง 5 วิ เชื่อโรคไม่เห็น...กินได้" จริงเหรอ? วันนี้มีผลวิจัยออกมายืนยันแล้วจ้า
　
จากผลการวิจัยจาก Manchester Metropolitan University เผยว่า จริงๆ แล้วอาหารตกพื้นไม่นาน สามารถหยิบขึ้นมากินได้!! แต่มีข้อควรรู้เล็กน้อย
　
อาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลหรือเกลือสูง เช่น แฮม, ขนมปังทาแยม มีโอกาสที่จะดึงดูดแบคทีเรียมาเกาะน้อย ถ้าตกพื้นไม่เกิน 3 วินาที สามารถกินได้ หรือคุกกี้ แบคทีเรียแทบจะไม่มาเกาะ เพราะถือว่าเป็นอาหารที่มีความแห้งต่ำ จึงมีคุณสมบัติการยึดเกาะต่ำ (Adhesion Ability) แบคทีเรียจึงไม่สามารถเข้ามาเกาะได้นั่นเอง
　
สรุปให้ฟังง่ายๆ ถ้าเป็นอาหารแห้ง เช่นขนมต่างๆ หรืออาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลหรือเกลือสูง จะมีคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรีย สามารถกินได้หากตกพิ้นไม่เกิน 3-5 วินาที แต่นี่เป็นแค่ผลวิจัยเท่านั้น ส่วนความเป็นจริง หากเราหลีกเลี่ยงได้ ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารตกพื้นนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2018-03-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/867</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520844478.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1889"><Nid>866</Nid><title>[7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่] - มาชู ปิกชู</title><source>https://guru.sanook.com/6035/</source><detail>มาชู ปิกชู (Machu Picchu) หรือ นครสาบสูญแห่งอินคา เป็นเมืองของชนเผ่าอินคา ตั้งอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่งในประเทศเปรู หายสาบสูญไปนาน จนกระทั่งมีการค้นพบในคริสต์ศวรรษที่ 20 หลังจากจักรวรรดิ์นี้ล่มสลายไปแล้วกว่า 400 ปี
　
เมื่อปี ค.ศ.1911 ฮิแรม บิงแฮม นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีชาวอเมริกัน ได้ค้นพบเมืองนี้เข้าโดยบังเอิญ และคิดว่านี่คือ เมืองบิลกาบัมบา ที่มั่นของชาวอินคาที่ถูกสเปนบุกเข้ามาพิชิตจักรวรรดิอินคาเมื่อปี 1572 
　
แต่สภาพที่เห็นคือ เมืองนี้กลับดูสมบูรณ์เกินกว่าจะเป็นเมืองที่บุกรุกโดยสเปน และในแผนที่ เมืองบิลกาบัมบาไม่ได้ตั้งอยู่ในบริเวณนี้ จึงถือว่าเขาค้นพบเมืองที่ถูกปล่อยทิ้งร้างและไม่ปรากฏอยู่ในแผนที่ใดๆ
　
มาชู ปิกชู คาดว่าสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 15 บ้านเรือนทั่วไปสร้างด้วยหินหยาบ ซึ่งเป็นวัสดุตามธรรมชาติที่หาได้บริเวณนั้น และคาดว่าทีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 1,000 คน 
　
แต่สาเหตุที่ถูกทิ้งร้าง ตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถหาคำตอบได้ จึงถือว่าเป็นเสน่ห์ของ มาชู ปิกชู หรือ เมืองสาบสูญแห่งอินคานั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่, มาชู ปิกชู, Machu Picchu</keywords><date>2018-03-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/866</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520844394.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1890"><Nid>864</Nid><title>[วันสำคัญ] วันช้างไทย</title><source>https://pet.kapook.com/view24151.html</source><detail>13 มีนาคม วันช้างไทย จัดตั้งขึ้นเพื่อให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของช้างไทยอันเป็นสัตว์ประจำชาติ และควรค่าต่อการอนุรักษ์ ช้างที่พบได้ทั่วไปในประเทศไทยคือ ช้างเอเชีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Elephas Maximus เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และถือว่าเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย
　
ช้าง มีความสำคัญกับประเทศไทยมายาวนาน เนื่องจากเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย และเป็นผู้ปกป้องเอกราช จนได้รับคัดเลือกให้ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติไทย เมื่อวันที่ 13 มีนาคม จึงถือว่าให้วันนี้ในทุกๆ ปี เป็นวันช้างไทยอีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>วันช้างไทย, ช้าง</keywords><date>2018-03-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/864</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520844298.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1891"><Nid>861</Nid><title>[7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่] - กำแพงเมืองจีน</title><source>https://teen.mthai.com/variety/87003.html</source><detail>กำแพงหมื่นลี้ที่ชาวจีนเรียกกัน หรือที่เรารู้จักกันในนาม "กำแพงเมืองจีน" หรือ Great Wall of China  คือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกมาตั้งแต่โลกยุคกลาง จนถึงโลกยุคใหม่ เมื่อปี ค.ศ. 1987 องค์การ UNESCO ได้บันทึกกำแพงเมืองจีนให้เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ประจำชาติที่ยิ่งใหญ่ของโลกอีกด้วย
　
กำแพงเมืองจีนถูกสร้างโดยแรงงานทาสในสมัยสงครามกว่า 1 ล้านชีวิต โดยใช้วัสดุก่อสร้างที่หาได้ในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งมีตั้งแต่ดิน ดินเหนียว กรวด หิน ไม้ หินอ่อน หินแกรนิต โคลนเป็นต้น ในการก่อสร้างนี้ มีแรงงานทาสจำนวนมากเสียชีวิตเนื่องจากเหน็ดเหนื่อย ศพของพวกเขาจะถูกฝังอยู่ใต้กำแพงเมืองจีน เรียกได้ว่ากำแพงเมืองจีนคือสุสานที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ 
　
จุดประสงค์หลักในการสร้างกำแพงเมืองจีนคือ ป้องกันการถูกรุกรานจากทางเหนือ แต่ในปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้หลายสิบล้านคนต่อปีเลยทีเดียว
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่, กำแพงเมืองจีน</keywords><date>2018-03-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/861</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520823708.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1892"><Nid>860</Nid><title>ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ตอนที่ 5 จันทรุปราคา</title><source>http://www.lesa.biz/astronomy/astro-events/lunar-eclipse</source><detail>จันทรุปราคา หรือ จันทรคราส เกิดขึ้นจากดวงจันทร์โคจรผ่านเข้าไปในเงาของโลก เราจึงมองเห็นดวงจันทร์แหว่งหายไปในเงามืดแล้วโผล่กลับออกมาอีกครั้ง คนไทยสมัยโบราณเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า "ราหูอมจันทร์" จันทรุปราคาจะเกิดขึ้นเฉพาะในคืนวันเพ็ญ 15 ค่ำ หรือคืนวันพระจันทร์เต็มดวง อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์จันทรุปราคาไม่เกิดขึ้นทุกเดือน เนื่องจากระนาบที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์และระนาบที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกไม่ใช่ระนาบเดียวกัน หากตัดกันเป็นมุม 5 องศา ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะเกิดจันทรุปราคาเพียงปีละ 1 - 2 ครั้ง


 

เงาโลก

        โลกเป็นดาวเคราะห์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง หากแต่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ ด้านที่หันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์เป็นเวลากลางวัน ส่วนด้านตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เป็นเวลากลางคืน  โลกบังแสงอาทิตย์ทำให้เกิดเงา 2 ชนิด คือ เงามืด และเงามัว

 


	เงามืด (Umbra) เป็นเงาที่มืดที่สุด เนื่องจากโลกบังดวงอาทิตย์จนหมดสิ้น หากเราเข้าไปอยู่ในเขตเงามืด จะไม่สามารถมองเห็นดวงอาทิตย์ได้เลย 
	เงามัว (Penumbra) เป็นเงาที่ไม่มืดสนิท เนื่องจากโลกบังดวงอาทิตย์เพียงด้านเดียว หากเราเข้าไปเขตเงามัว เราจะมองเห็นบางส่วนของดวงอาทิตย์โผล่พ้นส่วนโค้งของโลก เงาที่เกิดขึ้นจึงไม่มืดนัก 


        จันทรุปราคาเกิดขึ้นเฉพาะในคืนที่ดวงจันทร์เต็มดวง โดยที่ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์เรียงตัวเป็นเส้นตรง ผู้สังเกตการณ์ในซีกโลกกลางคืนสามารถมองเห็นปรากฏการณ์ทั้งหมดได้นานประมาณ 3 ชั่วโมง แต่จะเห็นดวงจันทร์อยู่ในเงามืดได้นานที่สุดไม่เกิด 1 ชั่วโมง 42 วินาที เนื่องจากเงามืดของโลกมีขนาดเล็ก ดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านเงามืดด้วยความเร็ว 1 กิโลเมตรต่อวินาที
</detail><keywords>จันทรุปราคา, ดารางศาสตร์, โลก, ราหูอมจันทร์, พระจันทร์เต็มดวง</keywords><date>2018-03-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/860</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520584306.jpg</img_link><category>ดาราศาสตร์</category></row>
<row _id="1893"><Nid>855</Nid><title>น้ำตาลช่วยลดอาการหัวร้อนได้นะ</title><source>https://guru.sanook.com/9378/</source><detail>หัวร้อน อารมณ์ขึ้นแล้วลงยาก กินน้ำตาลสิ!! 
　
มีงานวิจัยบอกว่า "น้ำตาลกลูโคส" มีส่วนช่วยให้อาการโกรธหายไปได้เร็วขึ้น สมองจะเผาผลาญพลังงานจากน้ำตาลกลูโคสมากถึง 25% เมื่อต้องทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการแสดงและควบคุมอารมณ์โกรธ 
　
เวลาที่เรารู้สึกโกรธ สมองจะต้องการพลังงานมากขึ้น และสั่งให้ร่างกายส่งน้ำตาลกลูโคสขึ้นมาเลี้ยงสมอง สังเกตุได้อย่างง่ายว่า เมื่อโกรธ จะหายใจเร็วขึ้น หน้าแดง เพราะเลือดสูบฉีดขึ้นมายังส่วนบนของร่างกาย และเมื่ออาการโกรธหายไป ร่างกายจะอ่อนเพลีย เนื่องจากร่างกายนำกลูโคสจำนวนมากไปใช้ ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิดเพิ่มเข้าไปด้วย
　
จากการทดลอง ต้องเป็นน้ำตาลกลูโคสเท่านั้นที่จะสามารถบรรเทาอาการโกรธได้ หากใช้สารความหวานแทนน้ำตาลอื่นที่ไม่ใช่น้ำตาลจากธรรมชาติ จะไม่ส่งผลกระทบอะไรนั่นเองครับ นอกจากนี้ยังค้นพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะมีการควบคุมอารมณ์โกรธได้ดีกว่า เพราะมีน้ำตาลอยู่ในกระแสเลือดมากนั่นเอง
　
ดังนั้นหากคุณเป็นคนที่มักโกรธบ่อยๆ ลองพกลูกอม หรือช็อคโกแลตมากินดูสิ รับรองว่าอารมณ์ดีขึ้นแน่นอน
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>น้ำตาล, น้ำตาลกลูโคส</keywords><date>2018-03-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/855</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520234135.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1894"><Nid>854</Nid><title>[7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่] - รูปสลักพระเยซูคริสต์</title><source>https://travel.mthai.com/blog/4515.html, http://www.patchra.net/minerals/MinDesc/talc.php</source><detail>กริชตูเรเดงโตร์ หรือ Christ The Redeemer 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ รูปสลักพระเยซูคริสต์ความสูง 38 เมตร แขนยาว 28 เมตร สัญลักษณ์อันโด่งดังของประเทศบราซิล ก่อสร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กและด้วยหุ้มหินสบู่ (Soapstone) เป็นหินแปรชนิดหนึ่ง  เนื้อสารประกอบด้วยแร่ทัลก์เป็นส่วนใหญ่ เนื้ออ่อนมากเล็บขูดเป็นรอยได้ง่าย และลื่นมือคล้ายสบู่ 
　
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ปี 2008 รูปปั้นนี้เคยถูกฟ้าผ่าเข้า แต่ไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากหุ้มด้วยหินสบู่ซึ่งเป็นวัสดุทนไฟและความร้อนนั่นเอง นอกจากนั้นหากนำหินสบู่ไปป่น จะได้เป็นผงทัลก์ ที่ใช้กันในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางค์ เช่น แป้งฝุ่นทาหน้า ทาตัว อีกด้วย
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่, รูปสลักพระเยซูคริสต์, Christ The Redeemer</keywords><date>2018-03-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/854</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520234039.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1895"><Nid>853</Nid><title>ทำไมกินสัปปะรดแล้วมีอาการแสบลิ้น?</title><source>https://www.sanook.com/health/4777/</source><detail>สับปะรด เป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยมในประเทศชนิดหนึ่ง ด้วยรสชาติที่หวานฉ่ำ และหาซื้อง่าย ราคาถูก แต่น้องๆ เคยกินเข้าไปแล้วรู้สึกคันยิบๆ หรือแสบๆ ที่ลิ้นไหมครับ? เรามาหาคำตอบกัน
　
เพราะในสับปะรดมีเอนไซม์ชื่อว่า บรอมีเลน (Bromelain) มีคุณสมบัติในการย่อยโปรตีนไม่ให้ตกค้างในลำไส้ แล้วที่ลิ้นของเราก็มีโปรตีนตามธรรมชาติเกาะอยู่ อันมาจากอาหารที่เรากินในแต่ละวันนั่นเอง เมื่อกินเข้าไปแล้ว เจ้าบรอมีเลนก็จะเข้าไปย่อยโปรตีนบนลิ้นเรา ทำให้เรารู้สึกแสบๆ คันยิกๆ บนลิ้นนั่นเอง
　
แล้วมาถึงคำถามว่า ทำยังไงถึงจะกินสับปะรดได้โดยไม่แสบลิ้น?
　
จริงๆ แล้วง่ายมากเลยครับ ให้นำสัปปะรดไปแช่น้ำเกลืออ่อนๆ สัก 2-3 นาที เกลือจะเข้าไปลดความเข้มข้นของเอนไซม์ บรอมีเลน ทำให้เราไม่รู้สึกแสบ หรือแสบน้อยกว่ากินแบบสดๆ ครับ
　
และด้วยคุณสมบัติของ บรอมีเลน ที่ช่วยย่อยโปรตีนนั่นเอง ทำให้สับประรดสามารถนำไปหมักเนื้อสัตว์ เพื่อให้ได้ผิวสัมผัสที่อ่อนนุ่มขึ้น เพราะโครงสร้างโปรตีนของเนื้อสัตว์ต่างๆจะถูกย่อยสลายด้วยเอนไซม์จากสับปะรดนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สัปปะรด, บรอมีเลน</keywords><date>2018-03-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/853</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520233904.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1896"><Nid>852</Nid><title>[7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่] - พีระมิดเอลกัสตีโย</title><source>https://travel.mthai.com/blog/4515.html</source><detail>ชีเชนอิตซา (Chichen Itza) เป็นเมืองเก่าและแหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่ในรัฐยูกาตัง ประเทศเม็กซิโก  โดยสถานที่ที่สำคัญคือ พีระมิดเอลกัสตีโย (El Castillo) วัดของชนเผ่ามายาที่มีลักษณะเป็นพีระมิดยอดตัด ซึ่งยอดพีระมิดเป็นสถานที่ใช้ประกอบพิธีบูชาพระเจ้า มีบันไดทั้งหมด 4 ด้าน ด้านละ 91 ขั้น รวมกันจะได้ทั้งหมด 365 ขั้น หรือเท่ากับจำนวนวันใน 1 ปี ตามปฏิทินมายา
　
เรื่องที่น่าทึ่งคือ ในวันที่ 21 มีนาคม และ 23 กันยายน จะเกิดปรากฏการณ์วิษุวัต (Equinox) เป็นวันที่โลกจะมีเวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน และจะเกิดเหตุการณ์สำคัญคือ ตอนบ่าย แสงอาทิตย์จะตกกระทบกันสันพีระมิด เกิดเป็นเงาทาบลงมาที่บันไดด้านทิศเหนือ เริ่มจากแท่นทำพิธีและค่อยๆ ไล่ลงมาตามบันได เปรียบเสมือนเทพเจ้างูค่อยๆ เลื้อยลงมาจากสวรรค์เพื่อเยี่ยมโลกมนุษย์
　
การที่จะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ได้ แสดงให้เห็นว่าชาวมายาสมัยก่อนมีความรู้ด้านคณิตศาสตร์ และสถาปัตยกรรมเป็นอย่างดีเยี่ยมนั่นเองครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่, พีระมิดเอลกัสตีโย, El Castillo</keywords><date>2018-03-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/852</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1520218902.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1897"><Nid>851</Nid><title>เสือ 5 ชนิดที่ถูกขึ้นบัญชีเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง</title><source>https://hilight.kapook.com/view/98740, https://hilight.kapook.com/view/167684</source><detail>3 มีนาคม วันอนุรักษ์สัตว์ป่าโลก (World Wildlife Day) เนื่องจากเป็นวันที่ก่อตั้งภาคีอนุสัญญาไซเตส เพื่อสร้างความตระหนักให้กับกลุ่มประเทศภาคีอนุสัญญาไซเตส ในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษยชาติ
　　
ทุกวันนี้มีสัตว์ป่าหลายชนิดที่ถูกมนุษย์ไล่ล่าอย่างหนัก วันนี้เราเลยขอนำเสนอ "เสือ 5 ชนิด ที่ขึ้นบัญชีสัตว์ป่าคุ้มครอง" ครับ
　
1. เสือโคร่ง (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Panthera tigris)
　
มีเอกลักษณ์เป็นลายพาดกลอน สง่างาม ร่างกายแข็งแรง ถูกยกย่องให้เป็นจ้าวป่า เสือโคร่งแบ่งออกเป็น 9 สายพันธุ์ คือ เบงกอล, แคสเปียน, ไซบีเรีย, ชวา, จีนใต้, บาหลี, สุมาตรา, อินโดจีน และมลายู
 เสือโคร่งที่พบในประเทศไทยเป็นสายพันธุ์อินโดจีนทั้งหมด โดยคาดว่าเหลืออยู่ประมาณ 200-250 ตัวเท่านั้น
　
2. เสือดาว หรือ เสือดำ (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Panthera pardus)
　
มีขนาดใหญ่รองลงมาจากเสือโคร่ง มีจุดเด่นตรงที่มีขนสีน้ำตาลแกมเหลืองและมีลายดอกสีดำอยู่ทั่วตัว เสือดาวบางตัวมีความผิดปกติของเม็ดสีที่เรียกว่า เมลานิซึม จึงทำให้ลำตัวมีสีดำ บางคนจึงเรียกเสือชนิดนี้ว่า เสือดำ แต่จริงๆ แล้วก็คือเสือดาวเหมือนกันครับ ปัจจุบันเสือดาวอยู่ในข่ายเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เพราะยังมีกลุ่มลักลอบค้าสัตว์ ซึ่งเสือดำสามารถพบได้ยากกว่าเสือดาว และเหลือในประเทศไทยประมาณ 15 ตัวเท่านั้น
　
3. เสือปลา (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Felis viverrina)
　
มีรูปร่างคล้ายแมวป่า หน้าสั้น ขาสั้น หางสั้น ใบหูกลม มีขนสีเทาแกมน้ำตาล ในประเทศไทยพบได้ตามที่ราบต่ำ ใกล้หนองน้ำลำธาร เพราะอาหารของเสือปลาคือ ปลา ปู กบ เขียด นก หนู และหอย ปัจจุบันเสือปลาทั่วโลกอยู่ในขั้นใกล้จะสูญพันธุ์เต็มทีแล้ว เนื่องจากถูกมนุษย์รุกล้ำพื้นที่ลุ่มน้ำซึ่งเป็นแหล่งหากินของเสือปลา ทำให้ขาดแคลนอาหาร บางครั้งต้องออกจากป่าไปจับสัตว์ของชาวบ้านกิน จึงเป็นเหตุให้ถูกฆ่าจนใกล้สูญพันธุ์
　
4. เสือไฟ (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Felis temminckii)
　
ลำตัวมีสีพื้นน้ำตาลแดง บางตัวอาจมีสีดำหรือเทา ลักษณะเด่นคือมีแต้มสีขาว กับขีดสีดำบริเวณแก้ม ตามีสีเขียวอมเทาหรือเหลืองอำพัน อาศัยอยู่ตามป่าฝน ปัจจุบันพบเสือไฟได้น้อย เพราะเจอภัยคุกคามหลายด้าน ทั้งการบุกรุกป่า รวมถึงการล่าหนังสัตว์ จึงทำให้เสือไฟมีแนวโน้มสูญพันธุ์ได้ง่าย
　
5. เสือลายเมฆ (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Neofelis nebulosa)
　
ลักษณะคล้ายเสือดาว แต่ตัวเล็กกว่า มีรูปร่างเตี้ยป้อม จัดว่าเป็นเสือที่มีขนาดเล็กที่สุด ลำตัวมีสีน้ำตาลแกมเขียว มีลายเป็นวงคล้ายก้อนเมฆทั่วตัว หนังเสือลายเมฆมีความสวยงาม จึงถูกล่าเอาหนังไปทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นเหตุให้พบเสือลายเมฆตามธรมชาติได้น้อยมาก จึงจัดเป็นสัตว์ป่าที่ต้องคุ้มครองอีกชนิดนั้นเอง
　
แต่ต้องยอมรับว่าสาเหตุที่ทำให้าสัตว์เหล่านี้ใกล้สูญพันธุ์ ล้วนเกิดมาจากการบุกรุกพื้นที่ป่าของมนุษย์ จนเป็นเหตุที่ทำให้สัตว์หลายชนิดต้องออกจากป่ามาหาอาหารเพื่อความอยู่รอด แต่ก็ถูกมนุษย์ฆ่าเพื่อความปลอดภัย หนำซ้ำยังถูกล่าจากขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่าอีกต่างหาก หากเราไม่ช่วยกันอนุรักษ์เอาไว้ สัตว์ป่าเหล่าแค่นี้คงเหลือแต่ชื่อ หรือไม่ก็ภาพบนอินเทอร์เน็ตเท่านั้นเองนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords>สัตว์ป่าคุ้มครอง, วันอนุรักษ์สัตว์ป่าโลก</keywords><date>2018-03-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/851</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1519972555.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1898"><Nid>850</Nid><title>5 โรคร้ายที่จะถามหาเมื่อไม่กินข้าวเช้า</title><source>https://www.sanook.com/health/4373/</source><detail>มื้อเช้า เป็นมื้อที่หลายคนมักละเลย เนื่องจากต้องรีบไปเรียนบ้าง รีบไปทำงานบ้าง แต่รู้ไหมครับ การไม่กินข้าวเช้านำมาสู่ 5 โรคร้ายได้เลยนะ
　
1. โรคอ้วน - เนื่องจากระบบเผาผลาญทำงานช้าลง และความหิวจากมื้อเช้าจะสะสมไปที่มื้ออื่น ทำให้กินเยอะกว่าเดิมเสียอีก
　
2. โรคเบาหวาน - อาหารเช้าช่วยลดภาวะผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน ซึ่งถือเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวานกว่า 40-50%
　
3. โรคกรดไหลย้อน - เมื่อถึงเวลาอาหาร ร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยออกมา หากไม่มีอาหารให้ย่อย น้ำย่อยจะระคายเคืองกระเพาะอาหารและมีโอกาสไหลย้อนขึ้นมาได้
　
4. โรคอัลไซเมอร์ - จากการนอนมาทั้งคืน ร่างกายไม่ได้รับสารอาหารมาเป็นเวลา 8 - 10 ชั่วโมง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง หากไม่ทานอาหารเช้าอีก จะทำให้มีน้ำตาลไปเลี้ยงสมองได้น้อย ทำให้ทำงานได้ไม่เต็มที่นั่นเอง
　
5. โรคหัวใจและหลอดเลือด - ด้วยความเสี่ยงที่มากขึ้นจากการเป็นโรคอ้วนและโรคเบาหวานแล้ว โรคนี้จะส่งผลให้ระดับคลอเรสเตอรอลในร่างกายสูงขึ้น และมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดตามมาอีกด้วย
　
เห็นไหมครับ การขาดอาหารเช้าทุกวัน ทำให้มีโอกาสป่วยเป็นโรคร้ายแรงได้เลย ใครที่ช่วงเช้าไม่มีเวลาจริงๆ ให้ลองตื่นเช้าขึ้น หรือหาอะไรรองท้องแทนที่จะปล่อยให้ท้องว่างนะครับ
　
#STKC
　
　
　</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2018-03-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/850</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1519959180.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1899"><Nid>849</Nid><title>ทำไมทุกๆ 4 ปี ถึงจะมีวันที่ 29 กุมภา?</title><source>http://oa.kapook.com/view109913.html</source><detail>น่าน้อยใจไหม? เดือนอื่นมี 30-31 วัน ทำไมเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีมากสุดแค่ 29 วัน? แถม 4 ปีมีแค่หนเดียวอีก? ไปไขข้อสงสัยกันเลยครับ
　
ถ้าจะอธิบายเรื่องนี้ เราคงต้องเท้าความกลับไปตั้งแต่สมัยที่ใช้ปฏิทินโรมัน ที่ 1 ปี มีแค่ 10 เดือน เทียบกับปัจจุบันก็เดือนมีนาคม - ธันวาคม จนในตอนหลัง จูเลียส ซีซาร์ เห็นว่าปฏิทินโรมันไม่สมเหตุสมผล จึงได้เปลี่ยนมาใช้เป็น ปฏิทินจูเลียน ที่อิงจำนวนวันตามสุริยคติ (จำนวนวันที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ ได้ 1 รอบ)
　
จึงมีการเพิ่มเดือนเข้าไป 2 เดือน คือ มกราคมและกุมภาพันธ์ และกำหนดให้แต่ละเดือนมี 30 และ 31 วันสลับกันไป ยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ให้มี 29 วัน และ 30 วันในปีอธิกสุรทิน (เนื่องจาก 1 ปี มี 365.25 วัน เขาจึงนำเศษวันของแต่ละปี มารวมกันเป็น ปีอธิกสุรทินที่มี 366 วัน หรือทุกๆ 4 ปี จะมี ปีอธิกสุรทิน 1 ครั้ง)
　
ปฏิทินจูเลียนถูกใช้สืบต่อมาจนถึงยุคของ ออกัสตุส ซีซาร์ ที่ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ เขาอยากเปลี่ยนชื่อเดือนเพื่อเป็นเกียรติแก่ตัวเอง จึงทำการเปลี่ยนชื่อเดือนที่ 8 ซึ่งเป็นเดือนเกิดของตน จากเดิมชื่อ Sextilis เป็น August
　
ในทีแรกเดือน August มีเพียง 30 วัน แต่การที่มีจำนวนวันเป็นเลขคู่ ถือว่าเป็นโชคร้าย จึงไปดึงวันจากเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นเดือนที่เกิดทีหลังสุด ออกมา 1 วัน เพื่อใส่เข้าไปในเดือน August ให้มี 31 วัน จึงทำให้เดือนกุมภาพันธ์เหลือเพียง 28 วัน และมี 29 วันในปีอธิกสุรทินนั่นเองครับ
　
#STKC #ประวัติศาสตร์และโบราณคดี
　
　
　</detail><keywords>กุมภาพันธ์</keywords><date>2018-02-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/849</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1521616641.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1900"><Nid>839</Nid><title>โกโก้กับช็อกโกแลตต่างกันอย่างไร?</title><source>https://nescafedolcegusto.popsho.ps/blog/cocoa-vs-chocolate/</source><detail>เดือนแห่งความรักกำลังจะผ่านพ้นไป ยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่อยู่คู่เดือนนี้ นั่นก็คือช็อกโกแลต นั่นเอง ว่าแต่ช็อกโกแลตกับโกโก้คืออันเดียวกันรึเปล่านะ?
　
จริงๆ แล้ว ทั้งช็อกโกแลตและโกโก้มาจากเมล็ดพืชของต้นคาเคา (Cacao) หรือที่เราเรียกว่า ต้นโกโก้ ซึ่งผ่านกระบวนการหมักแล้วนำไปผ่านความร้อน เพื่อลดระดับความชื้นให้เหลือเพียง 7% จากนั้นเมล็ดโกโก้จะถูกนำไปคั่ว เพื่อดึงกลิ่น สี รส อันเป็นเอกลักษณ์ จากขั้นตอนนี้เราจะได้ เมล็ดสีน้ำตาลเข้มๆ เรียกว่า "Cacao Nib"
　
ขั้นตอนต่อไป Cacao Nib จะถูกนำไปบดด้วยความร้อน จนเหลวกลายเป็นสีน้ำตาลหนืดๆ ที่ประกอบไปด้วยเนื้อโกโก้ และไขมันโกโก้ เรียกว่า "Cocao Liquor" 
　
Cocao Liquor หากนำไปขึ้นรูปทันที จะได้เป็นดาร์กช็อกโกแลต 100% ที่มีรสชาติขม ฝาดลิ้น มักนำไปเป็นส่วนผสมในการทำอาหาร
　
Cocao Liquor หากนำไปผสมน้ำ หรือน้ำตาล และนำไปขึ้นรูป จะได้ช็อกโกแลตนม ที่พบได้มากตามท้องตลาด เป็นชนิดที่เรากินกันบ่อยๆ
　
แต่ถ้านำ Cocao Liquor ไปเข้าเครื่องรีดแยกส่วนผสมออกมา จะได้ส่วนประกอบ 2 ส่วนคือ เนื้อโกโก้ และไขมันโกโก้ (เนยโกโก้) ในขั้นตอนนี้คือ "ทางแยกของโกโก้กับช็อกโกแลต" ครัว การนำ Cocao Liquor ไปผ่านกระบวนการทำให้เป็นผงทันที จะได้เป็น "ผงช็อกโกแลต" แต่หากนำไปแยกส่วนประกอบเป็นเนื้อโกโก้ก่อน แล้วค่อยทำให้เป็นผง จะทำให้ได้ "ผงโกโก้" นั่นเอง
　
จะเห็นได้ว่า เครื่องดื่มที่ชงจากผงโกโก้จะดีต่อสุขภาพมากกว่า เครื่องดื่มที่ชงจากผงช็อกโกแลต เนื่องจากส่วนของไขมันได้ถูกแยกออกไปแล้วนั่นเอง แต่เรื่องรสชาติคงมีแค่น้องๆ ที่สามารถเป็นผู้ตัดสินได้นะครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ
　
　
　</detail><keywords>โกโก้, ช็อกโกแลต</keywords><date>2018-02-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/839</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1519700124.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1901"><Nid>828</Nid><title>[วันสำคัญ] วันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ</title><source>https://hilight.kapook.com/view/98414, http://thaidigitalradio.com/วิทยุดิจิตอล-คืออะไร</source><detail>25 กุมภาพันธ์ เป็นวันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ เป็นวันที่ประเทศไทยมีการถ่ายทอดกระจายเสียงครั้งแรก
　
"การวิทยุกระจายเสียงที่ได้ริเริ่มจัดตั้งขึ้น และทำการทดลองตลอดมานั้น ก็ด้วยความมุ่งหมายที่จะส่งเสริมการศึกษา การค้าขาย และการบันเทิงแก่พ่อค้าประชาชน" นี่คือข้อความของการกระจายเสียงครั้งแรกในประเทศ โดยเป็นพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าแต่วิทยุมีหลักการทำงานยังไงนะ?
　
คลื่นวิทยุ (Radio Wave) คือพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าที่สามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง ไม่ว่าจะเป็นโลหะหรืออากาศ ซึ่งมีความยาวคลื่นและความถี่ที่เฉพาะเจาะจง 
　
กระจายเสียงจึงจำเป็นต้องใช้คลื่นวิทยุเป็นพาหะ (Carrier) ซึ่งผ่านกระบวนการ กล้ำสัญญาณ (Modulation) ซึ่งเป็นการนำเสียงขี่ไปกับคลื่นวิทยุ 
　
เนื่องจากแต่ละคลื่นมีความยาวคลื่นและความถี่ที่เฉพาะเจาะจง การที่เราจะรับสัญญาณวิทยุได้ จึงจำเป็นต้องมีตัวรับสัญญาณวิทยุ (Receiver) ทำหน้าที่จูนหาสัญญาณวิทยุ ตามความถี่ที่ต้องการ และทำการแปลงคลื่นเสียงที่วิทยุพามา ออกมาเป็นเสียงที่เราได้ยินกันนั่นเอง
　
#STKC #วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี #วันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ
　
　
　</detail><keywords>วันสำคัญ, วันวิทยุกระจายเสียงแห่งชาติ, วิทยุ</keywords><date>2018-02-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/828</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1519615746.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1902"><Nid>827</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] กำเนิดระเบิดไฮโดรเจน (Hydrogen Bomb)</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/1-jan.htm</source><detail>วันที่ 30 ม.ค. เมื่อปี 1950 ได้มีการพัฒนาทำระเบิดแบบฟิวชั่นของไฮโดรเจน ภายใต้รหัสโครงการว่า "Super" ตามคำสั่งประธานาธิปดีทรูแมน แสดงถึงพลังงานของระเบิดเทอร์โมนิวเคลียร์ ที่สูงกว่าระเบิดแบบฟิชชั่นที่ใช้ตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 (ระเบิดปรมาณู) อยู่มากนั่นเองครับ
　
#STKC #วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี
　
　
　</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, ระเบิดไฮโดรเจน</keywords><date>2018-01-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/827</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1519374119.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1903"><Nid>826</Nid><title>มลพิษในอากาศ มีอะไรบ้าง?</title><source>https://www.sanook.com/health/9529/</source><detail>มลพิษในอากาศ มีอะไรบ้าง?


	ฝุ่นละออง


ฝุ่นละออง เป็นมลพิษในอากาศที่เป็นปัญหาหลักในกรุงเทพมหานคร และชุมชนขนาดใหญ่ จากการวิจัยพบว่าฝุ่นละอองที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน โดยฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้ สามารถเข้าไปในระบบทางเดินหายใจผ่านโพรงจมูกเข้าไปถึงถุงลมในปอด ทำให้เกิดการอักเสบ และการระคายเคืองเรื้อรัง และฝุ่นละอองจะมีพิษมากขึ้น หากฝุ่นละอองนั้นเกิดจากการรวมตัวของก๊าซบางชนิด เช่นซัลเฟอร์ไดออกไซด์  ออกไซด์ของไนโตรเจนเข้าไปในอนุภาคของฝุ่น โดยก่อให้เกิดการแพ้ และระคายเคืองผิวหนัง ทางเดินหายใจ และดวงตาได้


	สารตะกั่ว


สารตะกั่ว มีฤทธิ์ทำลายระบบประสาท และมีผลต่อกระบวนการรับรู้ และการพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์


	ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์


ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์  มีความสามารถในการละลายในเลือดได้ดีกว่าออกซิเจนถึง 200 - 250 เท่า เมื่อหายใจเอาก๊าซชนิดนี้เข้าไป จะไปแย่งจับกับฮีโมโกลบินในเลือด เกิดเป็นคาร์บอกซีฮีโมโกลบิน ทำให้ความสามารถของเลือดในการเป็นตัวนำออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ลดลง  ทำให้เลือดขาดออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย และหัวใจทำงานหนักขึ้น หากมนุษย์ ได้รับก๊าซนี้ในปริมาณมาก จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดออกซิเจน และจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้


	ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์


ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีฤทธิ์กัดกร่อน ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ  ผิวหนัง และเยื่อบุตา ทำให้เกิดการแสบจมูก หลอดลม ผิวหนัง และตา  เมื่อหายใจเอาก๊าซชนิดนี้เข้าไป จะทำให้ก๊าซละลายในของเหลวในระบบทางเดินหายใจ เกิดเป็นกรดซัลฟิวริก ซึ่งจะกัดกร่อนเยื่อบุ และอวัยวะในระบบทางเดินหายใจ หากได้รับเป็นเวลานานๆ จะทำให้เป็นโรคจมูก และหลอดลมอักเสบเรื้อรังได้


	ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน


ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน มีผลต่อระบบการมองเห็น และผู้ที่มีอาการหอบหืด หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เมื่อหายใจเอาก๊าซชนิดนี้เข้าไป จะทำให้มีอาการกำเริบขึ้นได้ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในบรรยากาศ หากรวมตัวกับไอน้ำ จะสามารถเกิดเป็นกรดไนตริก ซึ่งมีฤทธิ์กัดกร่อนวัสดุต่างๆ รวมถึงทางเดินหายใจของมนุษย์


	ก๊าซโอโซน


ก๊าซโอโซน มีฤทธิ์กัดกร่อน ก่อให้เกิดการระคายเคืองตา และเยื่อบุระบบทางเดินหายใจ เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อจมูก และปอด  ทำให้ความสามารถของปอดในการรับก๊าซออกซิเจนลดลง  อาจเกิดโรคหืด โดยเฉพาะในเด็ก  และมีอาการเหนื่อยง่าย และเร็ว ในคนชรา และคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง หรือโรคหืด จะมีอาการมากขึ้นกว่าเดิม


	สารอินทรีย์ระเหยง่าย


สารอินทรีย์ที่ระเหยง่าย มีผลโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ  โดยทำให้เกิดการอักเสบ และการระคายเคืองเรื้อรัง  นอกจากนี้สารบางชนิดเป็นสารก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ และเสี่ยงต่อการก่อมะเร็ง เช่น polycyclic aromatic hydrocarbons เบนซีนและไดออกซิน (มักเกิดจากการเผาขยะมูลฝอยที่มีพลาสติกปน)
</detail><keywords>ฝุ่นละออง, อากาศ, ก๊าซ, ทางเดินหายใจ, ออกซิเจน, โรคภูมิแพ้</keywords><date>2018-02-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/826</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1519283937.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1904"><Nid>822</Nid><title>รู้จัก เสือดำ สัตว์เสี่ยงสูญพันธ์ของโลก</title><source>http://www.naewna.com/likesara/319367</source><detail>- ชื่อวิทยาศาสตร์ Leopard Pantherapardus เสือดาวกัเสือดำคือชนิดเดียวกัน
- เสือดาวบางตัวเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมทำให้มีขนเป็นสีดำและมีลายดอกจาง ๆ จึงเรียกว่า “เสือดำ”
- สัตว์ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535
- เสือดาว/เสือดำ ในเขตร้อนผสมพันธุ์กันได้ตลอดทั้งปี หลังจากผสมพันธุ์กันแล้วตัวผู้และตัวเมียอาจยังอยู่ด้วยกันอีกระยะหนึ่งก่อนจะจากกันไป ตัวเมียตั้งท้องนาน 90-105 วัน ออกลูกคราวละ 1-4 ตัว แม่เสือดาวจะเลือกถ้ำ ซอกหิน หรือโพรงไม้เป็นรัง ลูกเสือดาวแรกเกิดหนัก 400-700 กรัม เริ่มเดินเมื่ออายุครบ 2 สัปดาห์ หย่านมเมื่ออายุ 4 เดือน และเมื่อมีอายุ 12-18 เดือน จะเริ่มออกหากินเอง อาจอยู่ร่วมกับพี่น้องครอกเดียวกันเป็นเวลาหลายเดือนก่อนที่จะแยกย้ายไปหากินตามลำพัง
- อยู่ในป่าได้ทุกชนิด ทั้งป่าทึบ ป่าโปร่ง และป่าที่มีโขดหิน ทนอากาศร้อนได้ดีกว่าเสือโคร่ง
- การกระจายพันธุ์ในประเทศไทย พบกระจายอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 10 กลุ่มป่า ทั่วทุกภาคของประเทศไทย แบ่งเป็นพบในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 13 แห่ง และอุทยานแห่งชาติ 16 แห่ง โดยพื้นที่ที่พบการกระจายขนาดใหญ่อยู่ในกลุ่มป่าตะวันตกและกลุ่มป่าแก่งกระจาน นอกนั้นพบกระจายตามพื้นที่อนุรักษ์ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ในป่าขนาดเล็กและพื้นที่ป่าไม่ได้มีความต่อเนื่องกัน
</detail><keywords>เสือดำ, สัตว์สงวน, เสือดำใกล้สูญพันธุ์</keywords><date>2018-02-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/822</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1519198126.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1905"><Nid>817</Nid><title>[สุดยอดสิ่งประดิษฐ์โลก] โทรศัพท์</title><source>http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&amp;view=item&amp;id=4508:alexander-graham-bell&amp;Itemid=331</source><detail>อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับภาษาที่ใช้สำหรับคนหูพิการ ในปี ค.ศ. 1873 เขาได้ร่วมมือกับ โทมัส เอ. วัตสัน ผู้ช่วยของเขา ร่วมกันประดิษฐ์โทรศัพท์ โดยการใช้เส้นขดลวดโยงจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง ปลายทั้งสองข้างเป็นหูฟังที่ภายในประกอบด้วยทองแดงและแผ่นเหล็กบางๆ เมื่อพูดใส่จะเกิดการสั่นสะเทือน และพลังเสียงจะแปลงเป็นพลังไฟฟ้าวิ่งผ่านขดลวดไป การทดลองครั้งนี้ถือว่าไม่ประสบความสำเร็จนัก เพราะเสียงที่ส่งไปไม่สามารถฟังเป็นคำได้

แต่หลังจากนั้น 8 เดือน ทั้งสองได้ปรับปรุงโทรศัพท์ให้ดีขึ้นจนสามารถฟังออกเป็นคำได้ ซึ่งเสียงแรกที่ส่งผ่านโทรศัพท์ในโลกนี้คือ "คุณวัตสัน มาที่นี่หน่อย ผมต้องการคุณ" เขาพูดเพราะทำกรดแบตเตอรี่หกใส่เสื้อตัวเอง เขาจึงเรียกผู้ช่วยของเขามาจากอีกห้องหนึ่งได้โดยผ่านโทรศัพท์ด้วยเสียงที่ชัดเจนนั่นเองครับ</detail><keywords>สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของโลก, โทรศัพท์, อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์</keywords><date>2018-02-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/817</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1519182021.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1906"><Nid>816</Nid><title>3 โรคภัยที่ป้องกันได้ง่ายๆ ด้วยกระเทียม</title><source>https://health.kapook.com/view92910.html</source><detail>กระเทียม สมุนไพรหาง่าย ที่มีติดครัวแทบจะทุกบ้าน ที่นอกจะนำมาปรุงอาหารแล้ว กระเทียมยังมีสรรพคุณด้านการรักษาโรคอีกด้วย
　
โรคหัวใจ (Heart Disease) - มีหลักฐานสนับสนุนว่ากระเทียมช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ ด้วยการลดการเกิดเส้นเลือดแข็ง (Atherosclerosis) และลดระดับความดันได้เล็กน้อย (ประมาณ 7-8%) นอกจากนั้นยังมีสารต้านการจับตัวเป็นก้อนของเลือด จึงช่วยป้องกันภาวะหัวใจขาดเลือด (Heart Attack) สมองขาดเลือด (Stroke) ได้อีกด้วย
　
โรคหวัด (Common Cold) - จากการทดลองให้คนที่รับประทานกระเทียม พบว่าคนกลุ่มนี้มีอัตราการเป็นโรคหวัดน้อยกว่าคนที่ไม่ได้รับประทานกระเทียมเลย นอกจากช่วยป้องกันแล้ว ในระหว่างที่เป็นหวัดกระเทียมสามารถทำให้อาการหวัดหายเร็วขึ้นอีกด้วย
　
โรคมะเร็ง (Cancer) - จากการศึกษาพบว่า คนที่กินกระเทียมสดหรือปรุงแล้ว สามารถลดการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่และทวารหนักได้ถึง 30% เนื่องจากกระเทียมจะเข้าไปเสริมระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรงขึ้นนั่นเองครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์ #กระเทียม</detail><keywords>กระเทียม</keywords><date>2018-02-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/816</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1519095942.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1907"><Nid>811</Nid><title>กลางวัน กลางคืน เกิดขึ้นได้อย่างไร</title><source>https://www.nstda.or.th/th/sci-kids-menu/11325-day-night</source><detail>กลางวัน กลางคืน กลางวันกลางคืนเกิดขึ้นได้อย่างไร หลายคนคงเคยสังเกตว่าพอดวงอาทิตย์ฉายแสงสว่างจะเป็นเวลากลางวัน แต่พอดวงอาทิตย์ไม่ฉายแสงสว่างจะเป็นเวลากลางคืน และเคยสงสัยไม่ว่าทำไมจึงเกิดเช่นนั้นได้ ที่เกิดเช่นนั้นได้เป็นเพราะโลกหมุนรอบแกนของมันครบ 1 รอบใช้เวลา 1 วัน เห็นได้ง่ายๆ จากการเอาแสงส่องไปที่โลกจำลองแล้วหมุนรอบแกนของมันช้าๆ ในห้องมืด จะเห็นได้ว่าแสงที่ส่องเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ เมื่อบริเวณบนโลกจำลองที่ถูกแสงจะเป็นเวลากลางวัน ส่วนบริเวณที่ไม่ถูกแสงจะเป็นเวลากลางคืน
</detail><keywords>กลางวันกลางคืน, night, ดวงอาทิตย์, ระบบสุริยะ, sun, moon</keywords><date>2018-02-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/811</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1519010485.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์</category></row>
<row _id="1908"><Nid>810</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] กำเนิดตารางธาตุ</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/2-feb.htm</source><detail>วันนี้เมื่อปี 1869 นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย นามว่า Dmitri Mendeleev ยกเลิกการลาพักร้อน และทำงานอยู่ที่บ้าน เพื่อแก้ปัญหาการจัดเรียงธาตุทางเคมีให้เป็นระบบ 
　
เขาเริ่มต้นโดยเขียนชื่อและคุณสมบัติของแต่ละธาตุลงในกระดาษแต่ละใบ และนำมาเรียงกัน โดยให้ธาตุที่มีคุณสมบัติคล้ายกันอยู่หมู่เดียวกัน จนกลายเป็นตารางธาตุที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี่เองครับ
　
#STKC #วันนี้ในอดีต</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, ตารางธาตุ</keywords><date>2018-02-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/810</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1518837229.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1909"><Nid>809</Nid><title>[วันสำคัญ] วันตรุษจีน - ทำไมต้องจุดประทัดในวันนี้</title><source>https://hilight.kapook.com/view/19801</source><detail>สวัสดีวันตรุษจีนครับน้องๆ วันนี้หลายคนอาจต้องตื่นเพราะเสียงดัง ปั้ง ปั้ง ปั้ง กันตั้งแต่เช้า ประทัดกับวันตรุษจีน ถือว่าเป็นของอยู่คู่กันมานาน แต่เพราะอะไรล่ะ?
　
ชาวจีนเชื่อว่าในสมัยก่อน มีสัตว์ร้ายชนิดหนึ่งร่างกายใหญ่โต มีลักษณะคล้ายวัวผสมแรด มีนิสัยดุร้าย ชื่อว่า "เหนียน"
　
เขาเล่าว่า ในคืนหนึ่งที่หนาวเหน็บ ชาวบ้านออกมาผิงไฟและปิ้งอาหารกันกลางหมู่บ้าน เจ้าตัวเหนียนเห็นเข้า จึงกระโจนเข้ามาแย่งอาหาร แต่จู่ๆ มีคนโยนกระบอกไม้ไผ่เข้าไปในกองไฟนั้น และเกิดเป็นเสียงระเบิดดังเปรี้ยงปร้าง เป็นเหตุให้เจ้าเหนียนหวาดกลัวและวิ่งหนีไปที่สุด
　
ถ้ายังจำกันได้ เจ้ากระบอกไม้ไผ่นี่แหละคือจุดกำเนิดของดอกไม้ไฟ เพราะข้างในกระบอกไม้ไผ่มีดินปืน (Black Powder) ที่เกิดจากนำกำมะถัน (ซัลเฟอร์) และดินประสิว (โพแทสเซียมไนเตรด) มาผสมกัน และเมื่อทำปฏิกริยากับไฟจะทำให้เกิดเป็นแรงระเบิดเสียงดังและพัฒนามาเป็น "ประทัดจีน" ในเวลาต่อมา
　
ความเชื่อที่ว่าเสียงของประทัดสามารถขับไล่เจ้าเหนียน ตัวแทนแห่งสัตว์ร้ายได้ ชาวจีนจึงเชื่อว่าการจุดประทัดในวันตรุษจีน ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่ของจีน จะช่วยป้องกันและขับไล่สิ่งไม่ดีต่างๆ ออกไปได้นั่นเองครับ
　
#STKC #วันตรุษจีน</detail><keywords>วันตรุษจีน, ประทัด, เหนียน</keywords><date>2018-02-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/809</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1518749507.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1910"><Nid>808</Nid><title>[สุดยอดสิ่งประดิษฐ์โลก] แท่นพิมพ์</title><source>http://smailgutenberg.blogspot.com/</source><detail>จริงๆ แล้ววิทยาการต้นแบบการพิมพ์ถูกคิดค้นโดยชาวจีนตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618 - 907) เนื่องจากมีการสั่งให้คัดลอกหนังสือเป็นจำนวนมาก จึงเริ่มมีการประดิษฐ์บล็อกพิมพ์โดนสลักบล็อกพิมพ์จากไม้ขึ้นมาใช้ แต่ยังสามารถคัดลอกได้ช้า และต้องใช้แรงงานคนมาพิมพ์ทีละประโยค
　
จนมาถึงช่วงทศวรรษ 1430s โยฮันน์ กูเทนเบิร์ก (Johann Gutenberg) ได้นำแนวคิดแม่พิมพ์แบบบล็อกที่จีนเป็นผู้คิดค้น มาผสมกับเครื่องอัดแบบเกลียว (Screw Press) ที่ใช้สำหรับผลิตน้ำมันมะกอกและไวน์ นอกจากนี้ยังพัฒนาบล็อกพิมพ์โดยทำจากโลหะที่มีความทนทานมากกว่าบล็อกพิมพ์ที่ทำจากไม้ที่ใช้กันอยู่ก่อนหน้านั้น โดยขั้นตอนการพิมพ์ในสมัยนั้นคือ ต้องใช้ช่างเรียงบล็อกพิมพ์ นำบล็อกแต่ละตัวอักษรมาวางเรียงกันเป็นคำตามที่ต้องการและทาด้วยหมึก ก่อนจะนำมาอัดบีบอัดลงบนกระดาษ  

สิ่งประดิษฐ์นี้ได้ส่งผลต่อคนทั่วโลก เพราะสามารถทำให้คนทั่วไปเข้าถึงหนังสือได้
 เนื่องจากต้นทุนราคาถูกลง ต่างจากสมัยก่อนที่หนังสือแต่ละเล่มจะใช้เวลาและต้นทุนสูง จึงเรียกได้ว่าเป็นสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยกระจายความรู้สู่มนุษย์เป็นจำนวนมากตั้งแต่บัดนั้น นี่คือสาเหตุที่ทำให้ โยฮันน์ กูเทนเบิร์ก ได้รับการขนานนามว่า "บิดาแห่งการพิมพ์" นั่นเองครับ
　
#STKC #สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของโลก #วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</detail><keywords>แท่นพิมพ์, สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของโลก</keywords><date>2018-02-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/808</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1518663587.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1911"><Nid>796</Nid><title>[วันสำคัญ] วันวาเลนไทน์ - ความรักเกิดขึ้นได้อย่างไร? อธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์</title><source>https://www.dek-d.com/education/33950/</source><detail>สุขสันต์วันวาเลนไทน์ครับน้องๆ วันนี้ทุกหนแห่งคงฟุ้งไปด้วยกลิ่นความรัก เราเลยถือโอกาสมาอธิบายว่าจริงๆ แล้วความรักเกิดขึ้นได้อย่างไร ตามหลักวิทยาศาสตร์
　
ผลงานการค้นคว้าที่ยอมรับกันมากที่สุดคือ ผลงานของ ศาสตราจารย์เฮเลน ฟิชเชอร์ เขาอธิบายว่าความรักของมนุษย์แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ "หลง รัก และผูกพัน"
โดยมีตัวการคือสารเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ฟีโรโมน (Pheromones) เป็นคนนำพาเราดำดิ่งลงไปสู่ห้วงแห่งความรัก
　
ฟีโรโมนเป็นสารเคมีที่สัตว์หลายชนิดสร้างขึ้นมาเพื่อดึงดูดเพศตรงข้าม มนุษย์ก็เช่นกัน ฟีโรโมนไม่สามารถรับรู้ได้โดยจมูก แต่รับรู้ได้โดยสมอง ซึ่งคนที่จะได้รับรู้ได้ต้องมีฟีโรโมนตรงกับเราเท่านั้น หรือที่เขาเรียกว่า เคมีตรงกัน
　
"หลง"
ช่วงนี้เป็นช่วงที่ร่างกายจะถูกขับเลื่อนด้วยสารเคมี ทำให้รู้สึกเขินเวลามองกัน หรืออยู่ใกล้กันแล้วหัวใจเต้นแรง ทำให้ทุกอย่างเป็นสีชมพู ฮอร์โมนที่สำคัญในระยะนี้มี 2 ชนิด คือ เอสโตรเจน (Estrogen) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเด่นในเพศหญิง และเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ฮอร์โมนเด่นในเพศชาย
　
"รัก"
ร่างกายจะถูกควบคุมด้วยสารสื่อประสาทที่เรียกว่า โมโนอะมิเนส (Monoamines) ประกอบไปด้วยฮอร์โมน 3 ชนิด คือ โดพามีน (Dopamine), อะดรีนาลีน (Adrenalin) และเซโรโทนิน (Serotonin) ส่งผลให้สมองตื่นตัว หัวใจเต้นแรง และขับเคลื่อนด้วยความรู้สึก
　
"ผูกพัน"
เขาทั้งสองพร้อมจะใช้ชีวิตคู่แล้ว เพราะช่วงนี้จะมีฮอร์โมนที่สำคัญคือ ออกซีโทซิน (Oxycontin) หลั่งจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง ซึ่งส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างมารดาและทารก เนื่องจากสารนี้จะหลั่งออกมากระตุ้นให้มดลูกบีบตัว เพื่อให้แม่มีแรงเบ่งคลอด และกระตุ้นการสร้างน้ำนม นอกจากนี้ยังมี ฮอร์โมนวาโซเพรนซิน (Vasopression) ที่จะหลั่งออกมาเพื่อตอกย้ำเรื่องการรักเดียวใจเดียว อีกด้วย
　
ไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมครับ ว่าร่างกายจะมีกลไกที่ซับซ้อนและสวยงามขนาดนี้ แต่ความรักที่เกิดมาแล้ว ไม่ว่ามันจะจบลงแบบไหน #ความรักก็สวยงามเสมอ
　
#STKC #วันวาเลนไทน์ #ValentinesDay</detail><keywords>วันวาเลนไทน์, Valentine's Day</keywords><date>2018-02-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/796</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1518578380.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1912"><Nid>792</Nid><title>รับมือการอกหัก ด้วยหลักวิทยาศาสตร์</title><source>https://www.dek-d.com/education/31150/</source><detail>ใช่ว่าวันวาเลนไทน์ ทุกคนจะแฮปปี้้เนอะ ใครอกหักช่วงนี้ มีเจ็บแน่นอน แต่น้องๆ รู้ไหมครับ ว่าเราสามารถรับมืออาการอกหักได้ ตามหลักวิทยาศาสตร์
　
อาการอกหัก จริงๆ แล้วเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสื่อประสาทในสมองแบบฉับพลัน ส่งผลให้สมองขาดสาร "ฟีนิลเอธิลามีน" (Phenylethylamine) ซึ่งเป็นสารกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัว มีเรี่ยวแรง และหลั่งสารเอนโดรฟิน 
　
เมื่อขาดฟีนิลเอธิลามีน ก็ทำให้ขาดเอนโดรฟินไปด้วย ทำให้ร่างกายตกอยู่ในสภาวะขาดความสุข หมดแรงจะยืน จะลุก จะเดินไปไหน หนำซ้ำสมองจะหลั่งสารคอร์ติซอล ซึ่งเป็นสารแห่งความทุกข์ ส่งผลให้เรารู้สึกไม่สบายใจ และเครียดอีกด้วย
　
ต้นเหตุทั้งหมด มันเกิดจากที่สมองหยุดหลั่งสารเอนโดรฟิน (สารแห่งความสุข) การจะรับมือกับอาการอกหักได้ เราต้องเติมความสุขเข้าไปในร่างกาย เช่น ออกไปสังสรรค์กับเพื่อน ชอปปิ้ง ดูหนัง ร้องคาราโอเกะ (ห้ามเลือกหนังหรือ เพลงเศร้าเด็ดขาด) และที่สำคัญช่วงนี้พยายามอย่าอยู่คนเดียว ที่เขาว่า เวลาจะเยียวยาทุกสิ่ง เป็นเรื่องจริงครับ เพราะสมองจะค่อยๆ ปรับสมดุลจนเรากลับมาเป็นปกติได้ในที่สุดนั่นเองครับ
　
#STKC</detail><keywords>อกหัก, วันวาเลนไทน์, เอนโดรฟิน, ฟีนิลเอธิลามีน</keywords><date>2018-02-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/792</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1518492161.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1913"><Nid>787</Nid><title>ประวัติและความหมายของกุหลาบแต่ละสี</title><source>https://hilight.kapook.com/view/17583</source><detail>อีก 2 วันก็จะวาเลนไทน์แล้ว... หากพูดถึงสิ่งที่อยู่คู่กับวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นดอกกุหลาบ วันนี้เรามาทำความรู้จักดอกกุหลาบ ให้ลึกขึ้นอีกนิดกันดีกว่าครับ
　
ดอกกุหลาบ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "Rosa Hybrida" และมีชื่อวงศ์ว่า "Rosaceae" ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง กลีบดอกมีขนาดใหญ่ และมีไม่ต่ำกว่า 5 กลีบต่อดอก ซึ่งในภาษาฮินดีคำว่า "คุลาพ" ก็หมายถึงเจ้าดอกกุหลาบอย่างที่ไทยเราเรียกกันนั่นเอง
　
บางตำนานเล่าว่า ดอกกกุหลาบเกิดจากเทพธิดา อโฟรไดท์ (เทพีแห่งความงามและความรัก) ตอนที่เธอแทงตัวเองด้วยหนามแหลม เลือดของเธอก็หยดลงสู่พื้น และเติบโตขึ้นมาเป็นดอกกุหลาบสีแดงสดที่เหมือนเลือดของนาง และมีหนามแหลมที่ลำต้น โดยสีของกุหลาบแต่ละสี ก็มีความหมายที่แตกต่างกันออกไปด้วย
　
สีแดง หมายถึง "รักคุณเข้าแล้ว"
สีชมพู หมายถึง "ฉันจะรักและดูแลคุณตลอดไป"
สีขาว หมายถึง "ฉันรักคุณด้วยความบริสุทธิ์ใจ"
สีเหลือง หมายถึง "เราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอนะ"
สีส้ม หมายถึง "ฉันยังคงรักคุณเหมือนเดิม"
　
วันวาเลนไทน์นี้ ถ้าน้องๆ อยากจะหาดอกกุหลาบสักดอกให้คนสำคัญ ลองเลือกสีตามความหมายที่อยากสื่อก็ไม่เลวนะครับ
　
#STKC #ValentinesDay</detail><keywords>วันวาเลนไทน์, Valentine's Day, ดอกกุหลาบ</keywords><date>2018-02-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/787</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1518404745.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1914"><Nid>779</Nid><title>[สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของโลก] เข็มทิศ</title><source>https://board.postjung.com/641387.html</source><detail>เข็มทิศ อีกหนึ่งสุดยอดสิ่งประดิษฐ์โลก คือเครื่องมือสำหรับใช้หาทิศทาง มีเข็มแม่เหล็กที่แกว่งได้อิสระในแนวนอนทอดตัวในแนวเหนือ-ใต้ ตามแรงดึงดูดแม่เหล็กโลก เข็มทิศจะชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ เมื่อทราบทิศเหนือแล้วก็ย่อมหาทิศอื่นๆ ได้
　
น้องๆ คงรู้จัก คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักเดินเรือคนแรกที่แล่นเรือไปทั่วโลกจนได้พบทวีปอเมริกา แต่น้องรู้ไหมครับก่อนหน้านั้น 70 ปี มีนักเดินเรือชาวจีนนามว่า "เจิ้งเหอ" นำกองเรือขนาดใหญ่อ้อมไปครึ่งโลกมาแล้ว
　
เข็มทิศ คือสิ่งประดิษฐ์ที่ทรงคุณค่าและเก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งของจีน สมัยแรกคนจีนใช้เข็มทิศไปติดไว้บนรถ เพื่อสร้างเป็นรถชี้ทิศ เพื่อใช้ในสงคราม 
　
ต่อมาในปี ค.ศ. 1405 เจิ้งเหอได้นำเข็มทิศไปใช้ในการเดินเรือ และสามารถเดินทางไปถึงอาหรับและแอฟริกาตะวันออกได้ถึง 7 ครั้ง รวมระยะเวลา 28 ปี หากไม่มีเข็มทิศ การเดินทางในมหาสมุทรระยะไกลเช่นนี้ย่อมไม่สำเร็จแน่นอน
　
หลังจากนั้นเข็มทิศได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาถึงยุคปัจจุบัน ที่เข็มทิศอยู่ในมือถือน้องๆ เรียบร้อยแล้วนั่นเองครับ</detail><keywords>สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของโลก, เข็มทิศ</keywords><date>2018-02-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/779</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1518063677.jpeg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1915"><Nid>768</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] ค้นพบธาตุใหม่ เจอร์มาเนียม (Germanium)</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/2-feb.htm</source><detail>วันนี้เมื่อปี 1886 นักเคมีชาวเยอรมัน Clement Winkler ค้นพบธาตุใหม่ระหว่างกำลังวิเคราะห์แร่เงินซัลไฟด์
　
เขาพบว่า ธาตุที่วิเคราะห์ได้มีเพียง 93% ส่วนอีก 7% เป็นธาตุใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน เขาจึงตั้งชื่อว่า เจอร์มาเนียม (Germanium) ตามชื่อประเทศของตนเอง ซึ่งเจ้าเจอร์มาเนียมเป็นองค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมแก้ว (Industrial Glass) ในเวลาต่อมานั่นเองครับ
　
#STKC #วันนี้ในอดีต</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, เจอร์มาเนียม, Germanium</keywords><date>2018-02-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/768</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1517884382.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1916"><Nid>766</Nid><title>5 สิ่ง ทำได้ก่อน AI ครองเมือง</title><source>http://startupthailand.org/magazine-startup-thailand-07/</source><detail>1. ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ Machine Learning, Big Data และ Robotics
เมื่อหุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์ งานจำนวนไม่น้อยย่อมอันตรธานไป แต่นั้นก็หมายความว่าจะมีงานใหม่เกิดขึ้นเช่นกัน
2. เรียนรู้ภาษาอังกฤษ
นี่คือยุคที่ตะวันตกเป็นผู้นำและสร้างเทคโนโลยีอยู่ ดังนั้น ข่าวสารข้อมูลต่างๆจะถูกเขียนป็นภาษาอังกฤษก่อน หากเราไม่เสพสื่อภาษาอังกฤษ เราจะเสียโอกาสในการรับทราบข้อมูลที่สดใหม่
3. หัดเขียนโค้ด
นี่คือยุคที่ตลาดต้องการโปรแกรมเมอร์เก่งๆ มาร่วมงานจำนวนมาก 
4. พัฒนา Soft Skills
เพราะแม้ AI จะพัฒนามามากแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตจิตใจ หากเรามีทักษะการสื่อสารที่เยี่ยมยอด สามารถอ่านอารมณ์ของคนออก มีศิลปะการผูกมิตรมีอารมณ์ขัน มีความคิดสร้างสรรค์ ก็จะทำให้เราเป็นบุคลากรที่ยากจะหาหุ่นยนต์ตัวไหนมาทดแทนได้
5. รักที่จะเรียนรู้ตลอดชีพ
การปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 ปีที่แล้ว บังคับให้คนเรา Specialize ในด้านใดด้านหนึ่ง แต่การมาถึงของ AI จะทำให้การเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเป็นทวีคูณ ดังนั้น ต้องเป็นคนที่ปรับตัวเก่งสามารถที่จะ Learn, Relearn และ Unlearn ชุดความรู้ต่างๆ เพื่อให้เรามีทักษะที่ยังเป็นที่ต้องการของตลาดอยู่เสมอ
</detail><keywords>Deep tech, Startup, AI</keywords><date>2018-01-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/766</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1517882339.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล</category></row>
<row _id="1917"><Nid>762</Nid><title>AIDS VS HIV</title><source>https://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9480000019493</source><detail>เมื่อวานเรารู้จักโรคมะเร็งกันแล้ว วันนี้ขอต่อด้วยโรคที่ฮิตไม่แพ้กันอย่างโรคเอดส์ น้องๆ หลายคนเคยสงสัยไหมครับว่า เอดส์ (AIDS) และ เฮชไอวี (HIV) ต่างกันอย่างไร?
　
AIDS คือชื่อโรค ย่อมาจาก Acquired Immune Deficiency Syndrome หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นผลพวงจากการที่เม็ดเลือดขาวซึ่งทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรคร้าย ต่างๆ ให้กับร่างกาย ถูกโจมตีโดยไวรัสชนิดหนึ่ง จนทำให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ไม่เต็มที่ หรือถูกทำลายลงไป จนนำพาไปสู่สภาวะโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ง่าย อันเป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิต
　
ส่วน HIV หรือ Human Immunodeficiency Virus ก็คือไวรัส วายร้ายที่เข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวของเรา ตัวการที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ นั่นเองครับ
　
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาตัวไหนที่จะกำจัดไวรัส HIV ให้หมดไปจากร่างกายได้ มีแค่ยาที่จะลดปริมาณเชื้อลงจนถึงระดับที่จะไม่ทำอันตรายต่อระดับภูมิคุ้มกันเท่านั้น แต่ยามีราคาแพงและต้องกินเพื่อคุมระดับไวรัสไปตลอด วิธีป้องกันที่ดีที่สุดตอนนี้คือ ต้องมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย เช่น การใช้ถุงยางอนามัย

ซึ่งตอนนี้ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้อยู่มาก เชื้อ HIV ส่วนใหญ่จะพบในเม็ดเลือดขาว ดังนั้นเชื้อนี้จะพบมากในเลือดผู้ป่วย รองลงมาคือน้ำกามของผู้ชายและน้ำที่อยู่ในช่องคลอดของผู้หญิง ส่วนสิ่งคัดหลั่งอื่นๆ เช่น น้ำลาย น้ำตา ปัสสาวะ หรือเหงื่อ ก็มีโอกาสพบไวรัสเช่นกัน แต่มีปริมาณน้อยมากๆ ดังนั้น เหงื่อ น้ำลาย น้ำตา หรือปัสสาวะของคนที่ติดเชื้อจึงไม่เป็นอันตราย สามารถสัมผัสได้ตามปกติ หากไม่มีเลือดปนนั่นเองครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์</detail><keywords>AIDs, HIV, เอดส์, เอชไอวี</keywords><date>2018-02-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/762</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1517799945.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1918"><Nid>761</Nid><title>[วันสำคัญ] วันมะเร็งโลก</title><source>https://health.kapook.com/view55942.html</source><detail>วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปีคือ วันมะเร็งโลก (Cancer Day) เพื่อตระหนักถึงปัญหาการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง หลังจากพบว่ามะเร็งคือโรคอันดับ 1 ที่คร่าชีวิตคนทั่วโลกโดยเฉลี่ยปีละ 8,200,000 คนเลยทีเดียว
　
มะเร็ง (Cancer) คือภาวะที่เซลล์ร่างกายของเรามีการแบ่งตัวและเจริญขึ้นรวดเร็วอย่างผิดปกติในสารพันธุกรรม (DNA) จากนั้นจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้น นานวันเข้า เซลล์นั้นจะขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง จนเป็นก้อนเนื้อตาย และกลายเป็นเนื้องอกร้ายที่ไปเบียดบังส่วนอื่นในที่สุด ☠ จากนั้นจะค่อยๆ แพร่กระจายไปยังร่างกายส่วนอื่น โดยผ่านระบบกระแสเลือดและน้ำเหลืองของเรานั่นเอง
　
กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสป่วยโรคมะเร็ง
1. คนอ้วน 
2. ผู้ที่สูบบุหรี่
3. คนที่ดื่มสุราเป็นประจำ
4. คนที่ไม่ออกกำลังกาย
5. คนที่ไม่ทานผัก-ผลไม้สด
　
รู้แบบนี้แล้ว ใครที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ เลี่ยงได้ เลี่ยงแต่เนิ่นๆ นะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต
　
#STKC #สังคมศาสตร์</detail><keywords>วันสำคัญ, วันมะเร็งโลก</keywords><date>2018-02-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/761</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1517674252.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1919"><Nid>753</Nid><title>[วันสำคัญ] วันนักประดิษฐ์ - กังหันน้ำชัยพัฒนา</title><source>http://chaipat.or.th/site_content/19-248/18-chaipattana-water-turbine-development.html</source><detail>วันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปีคือ วันนักประดิษฐ์ของไทย กำหนดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ได้ทรงประดิษฐ์กังหันชัยพัฒนา
　
เมื่อ พ.ศ. 2531 พระองค์ทรงตระหนักถึงปัญหาสภาพน้ำเน่าเสียในพื้นที่หลายแห่งในประเทศไทย จึงศึกษาและประดิษฐ์กังหันชัยพัฒนา สิ่งประดิษฐ์ที่จะช่วยเติมออกซิเจน เข้าไปในผิวน้ำ เพื่อลดปัญหาการเน่าเสียของน้ำนั่นเอง
　
กังหันน้ำชัยพัฒนา หรือเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย (Chaipattana Low Speed Surface Aerator) มีคุณสมบัติถ่ายเทออกซิเจนได้สูงถึง 1.2 กิโลกรัมของออกซิเจนต่อแรงม้าต่อชั่วโมงเลยทีเดียว 
　
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เนื่องจากติดตั้งง่าย เหมาะสำหรับใช้ในแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีความลึกมากกว่า 1 เมตร และกว้างมากกว่า 3 เมตรนั้นเองครับ
　
#STKC #วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</detail><keywords>วันสำคัญ, วันนักประดิษฐ์, กังหันน้ำชัยพัฒนา</keywords><date>2018-02-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/753</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1517503494.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1920"><Nid>752</Nid><title>ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ตอนที่ 4 สุริยุปราคา</title><source>ที่มา : http://www.lesa.biz/astronomy/astro-events/solar-eclipse</source><detail>เนื่องจากวงโคจรของดวงจันทร์รอบโลกเป็นรูปวงรี  ระนาบวงโคจรของดวงจันทร์
และระนาบวงโคจรของโลกไม่ซ้อนทับกันพอดี จึงทำให้เกิดสุริยุปราคาได้ 3 แบบ

- สุริยุปราคาเต็มดวง (Total Solar Eclipse) เกิดขึ้นเมื่อผู้สังเกตการณ์อยู่ในเงามืด
  บนพื้นผิวโลก (A)  จะมองเห็นดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์ได้มิดดวง
- สุริยุปราคาบางส่วน (Partial Solar Eclipse) เกิดขึ้นเมื่อผู้สังเกตการณ์อยู่ในเงามัว
  บนพื้นผิวโลก (B) จะมองเห็นดวงอาทิตย์สว่างเป็นเสี้ยว
- สุริยุปราคาวงแหวน (Annular Solar Eclipse) เนื่องจากวงโคจรของดวงจันทร์เป็น
รูปวงรีบางครั้งดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกมาก จนเงามืดของดวงจันทร์ทอดยาวไม่ถึง
ผิวโลก (C)ดวงจันทร์จึงมีขนาดปรากฏเล็กกว่าดวงอาทิตย์ ทำให้ผู้สังเกตการณ์มอง
เห็นดวงอาทิตย์เป็นรูปวงแหวน

สุริยรุปราคาเกิดขึ้นในเวลากลางวันเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านหน้าดวงอาทิตย์​ ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้น
นานประมาณ 3 ชั่วโมง แต่ช่วงเวลาที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวงจะกินเวลาเพียง 2 - 5 นาทีเท่านั้น เนื่องจาก
เงามืดของดวงจันทร์มีขนาดเล็กมาก และดวงจันทร์เคลื่อนที่ผ่านดวงอาทิตย์ด้วยความเร็ว 1 กิโลเมตรต่อวินาที</detail><keywords>สุริยุปราคา, สุริยคราส, โลก, ดวงจันทร์, ราหูอมดวงอาทิตย์</keywords><date>2018-02-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/752</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1517468053.jpg</img_link><category>ดาราศาสตร์</category></row>
<row _id="1921"><Nid>751</Nid><title>[สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของโลก] กระดาษ</title><source>https://teen.mthai.com/variety/62144.html</source><detail>กระดาษถือเป็นสุดยอดสิ่งประดิษฐ์โลก ที่ยังคงใช้กันอยู่จนทุกวันนี้ มีจุดกำเนิดจากชาวอียิปต์โบราณที่ต้องการจดบันทึกบทสวด และคำสาบานสรรเสริญเทพเจ้า
　
กระดาษปาปิรุส ผลิตจากต้นกกปาปิรุส (Egyptian Papyrus) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า "Cyperus papyrus L." พบมากบริเวณลุ่มแม่น้ำไนล์
　
เริ่มต้นโดยการเฉือนต้นกกปาปิรุส ปลอกเปลือกจนเห็นเยื่อ ฝานบางๆ ตามแนวยาว แล้วนำไปแช่น้ำ 6-7 วัน เพื่อให้นุ่มขึ้น หลังจากนั้นนำชิ้นไม้มาวางเรียงต่อกันจนเป็นขนาดกระดาษตามที่ต้องการ และนำไปบีบอัดเพื่อไล่น้ำออก จะได้เป็นกระดาษปาปิรุสเอาไว้ใช้จดบันทึก หรือวาดภาพต่างๆ ซึ่งในภายหลังคำว่า ปาปิรุส (Papyrus) ได้เพี้ยนจนกลายเป็นคำว่า เปเปอร์ (paper) ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั่นเองครับ</detail><keywords>กระดาษปาปิรุส, สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของโลก</keywords><date>2018-02-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/751</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1517459273.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1922"><Nid>743</Nid><title>คำขวัญวันเด็ก - รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี</title><source xsi:nil="true" /><detail>"รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี"
　
คำขวัญวันเด็กประจำปี พ.ศ. 2561 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยเน้นให้เด็กๆ ยุค 4.0 เน้นฉลาด ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์
　
พวกเราชาว STKC จะนำเสนอความรู้ต่างๆ ในแง่มุมของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี อย่างสร้างสรรค์ เพื่อตอบสนองคำขวัญวันเด็กในปีนี้ น้องๆ อย่าลืมติดตามกิจกรรมดีๆ
 กันนะครับ
　
#STKC #วันเด็กแห่งชาติ</detail><keywords>วันเด็กแห่งชาติ, คำขวัญวันเด็ก</keywords><date>2018-01-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/743</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1517198591.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1923"><Nid>741</Nid><title>[สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก] อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)</title><source>https://hilight.kapook.com/view/72163</source><detail>สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลกคนนี้ คาดว่าทุกๆ คนต้องเคยได้ยินชื่อของเขามาแล้วอย่างแน่นอนครับ เขาคือ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
　
นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันเเกิดเมื่อวัน ที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1879 (พ.ศ. 2422) และเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 18 เมษายน ค.ศ. 1955 (พ.ศ. 2498) ในขณะที่มีอายุ 78 ปี เป็นคนที่มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้มาตั้งแต่เด็ก และเขาไม่สามารถพูดได้จนกระทั่งอายุ 3 ขวบ และอ่านหนังสือออกเมื่อ 8 ขวบ แต่แล้วเขาก็กลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทั่วโลกรู้จักในที่สุด
　
ผลงานที่โดดเด่นของเขาคือ การสร้างทฤษฎีใหม่ๆ เช่น ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับกฎแรงโน้มถ่วงในเชิงเรขาคณิต ซึ่งผลงานนี้เองทำให้เขาได้รับการจับตามอง และได้รับรางวัลโนเบลในที่สุด</detail><keywords>สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, Albert Einstein</keywords><date>2018-01-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/741</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1517194463.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1924"><Nid>732</Nid><title>AI (Artificial Intelligence) ปัญญาประดิษฐ์</title><source>http://startupthailand.org/wp-content/uploads/2017/04/Startup_Thailand-Magazine_No6_December2017.pdf</source><detail>AI ปัญญาประดิษฐ์ คือเทคโนโลยีที่อาศัยเทคนิคต่างๆทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานที่มีความซับซ้อนราวกับมี 'สติปัญญา' ของตัวเอง 
AI เป็น Deep Tech ประเภท Core Technology ที่สามารถนำมาใช้จริงได้หลากหลายอุตสาหกรรม 
ใช้ในอุสาหกรรมบันเทิงอย่าง Spotify เช่น ใช้ AI เล่นดนตรีแทนศิลปิน 
การท่องเที่ยวอย่างเว็บ Sky Scanner ที่ทำระบบผู้ช่วย (Personal Assistant) ช่วยจองตั๋วเครื่องบินและยังถูกใช้ในวงการการแพทย์ด้วย
</detail><keywords>Start Up, Deep tech, AI, Artificial Intelligence, ปัญญาประดิษฐ์</keywords><date>2018-01-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/732</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1516847294.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล</category></row>
<row _id="1925"><Nid>730</Nid><title>มาดูกัน ผลไม้ชนิดไหนควรกินสุก ชนิดไหนควรกินดิบ?</title><source>https://th.openrice.com/th/bangkok/article/5-ผักผลไม้-กินดิบหรือกินสุก-ดีกว่ากัน-a5188</source><detail>ใครชอบกินผักผลไม้ ต้องรู้ไว้!! กับ ผักผลไม้ 5 ชนิดที่ควรกินสด หรือปรุงสุก?
　
อย่างที่น้องๆ รู้กันครับว่าในผักผลไม้ อุดมไปด้วยแร่ธาตุ วิตามิน และประโยชน์ต่างๆ มากมาย แต่บางชนิดกินสดๆ จะมีประโยชน์กว่า บางชนิดกินแบบปรุงสุก ก็มีประโยชน์กว่า จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลยครับ
　
แครอท - แครอทมีสารเบต้าแคโรทีน (Beta - Caeotene) อยู่มาก เป็นสารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง แต่เราพบสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ที่เพิ่มขึ้น และช่วยเพิ่มปริมาณสารต้านการมะเร็งได้มากกว่าในแครอทต้มสุก
　
มะเขือเทศ - ในมะเขือเทศมีสารไลโคปีน (Lycopene) ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ พบว่าในซอสมะเขือเทศ หรือน้ำมะเขือเทศ จะมีไลโคปีนมากกว่าผลมะเขือเทศ เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้ผิวที่สวย รอบหน้าแนะนำให้ดื่มน้ำมะเขือเทศแทนนะครับ
　
ถั่วงอก - ถั่วงอกอุดมไปด้วยวิตามิน ซี บี อี เลซิติน และสารออซินอน ที่ช่วยชะลอการเหี่ยวย่นของผิว แต่ในถั่วงอกดิบมีกรดไฟติก (Phytic Acit) เยอะ ซึ่งจะเป็นตัวขัดขวางการดูดซึมสารอาหารในร่างกาย เพราะฉะนั้นถ้าหากเป็นคนที่ชอบกินถั่วงอกในปริมาณมาก แนะนำให้ปรุงสุก เพื่อลดปริมาณกรดไฟติกก่อนทานนะครับ 
　
กล้วย - ผลไม้บ้านๆ ที่หาได้ทั่วไทย พบว่าในกล้วยดิบและกล้วยสุก มีประโยชน์ที่ต่างกัน ในกล้วยดิบ มีสรรพคุณช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย หรือแก้ท้องเสียได้ ส่วนกล้วยสุก สามารถสร้างภูมิต้านทานมะเร็งได้ดีอีกด้วย
　
กะหล่ำปลี - มีวิตามินซีสูง และมีกรดทาร์ทาริก (Tartaric Acid) ที่ช่วยให้ร่างการหยุดการเปลี่ยนน้ำตาลและแป้งเป็นไขมัน แต่พบว่าในกะหล้ำปลีดิบ มีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) ซึ่งก่อให้เกืดโรคคอพอกได้ เพราะฉะนั้นหากต้องทานในปริมาณมาก แนะนำให้ปรุงสุกก่อน
　
#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ #วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</detail><keywords>ผัก, ผลไม้</keywords><date>2018-01-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/730</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1516773347.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1926"><Nid>728</Nid><title>เดจา วู (Deja Vu) เป็นเรื่องของสมองหรือระลึกชาติได้?</title><source>http://www.wegointer.com/2016/08/mystery-of-deja-vu-explained-its-how-we-check-our-memories/</source><detail>เคยไหมที่รู้สึกว่า "เอ๊ะ นี่เหมือนเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับเรามาแล้ว เหมือนกันเป๊ะราวกับว่าระลึกชาติได้" ใช่ครับ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "เดจาวู" นั่นเอง
　
Akira O'Connor ศาสตราจารย์ชาวสก็อต บอกว่า เดจาวูเกิดขึ้นจากกระบวนการที่สมองตรวจเช็คและแก้ไขความทรงจำของเราในระยะเวลาสั้นๆ นั่นเอง
　
เขาได้ทำการทดลองขึ้นมา และพบว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเดจาวู ส่วนสมองที่ทำงานมากที่สุดคือ ส่วนของการตัดสินใจ ไม่ใช่ส่วนความทรงจำ
　
เขาจึงสันนิษฐานสาเหตุที่เกิดเจจาวูขึ้นมาว่า เพราะสมองได้ตรวจเช็คความทรงจำของเรา เพื่อตรวจหาความผิดปกติ และเมื่อมันพบว่ามีข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน สมองจะเข้าไปแก้ไขความทรงจำเดิม  จึงทำให้เรารู้สึกเหมือนว่า เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วนั่นเองครับ
　
แต่นี่เป็นเพียงแค่ทฤษฎีที่น่าเชื่อถือมากที่สุดในตอนนี้ แต่ยังมีสิ่งต้องให้ศึกษาอีกมากถึงจะพิสูจน์ได้ว่าทฤษฎีนี้เป็นความจริง แล้วน้องๆ ล่ะครับ คิดว่าเดจาวูเกิดจากอะไร?
　
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์</detail><keywords>Deja Vu, เดจาวู</keywords><date>2018-01-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/728</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1516617377.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1927"><Nid>726</Nid><title>[สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก] มารี กูรี (Marie Curie)</title><source>https://hilight.kapook.com/view/72163</source><detail>สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลกที่เราจะนำเสนอวันนี้ เธอเป็นหญิงแกร่งแห่งยุค ที่ได้รับรางวัลโนเบลมาแล้ว
　
มารี กูรี (Marie Curie) เป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงชาวโปแลนด์ เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ค.ศ. 1867 (พ.ศ. 2410) และเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1934 (พ.ศ. 2477) ในวัย 66 ปี 
　
เรียกได้ว่า เธอเป็นสุดยอดหญิงเก่งแห่งยุค เนื่องจากสมัยนั้น ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่ากับผู้ชาย เธอจึงมุ่นมั่นศึกค้นคว้าด้วยตัวเอง จนกระทั่งพบรังสีเรเดียม ซึ่งใช้ยับยั้งการขยายตัวของโรคมะเร็งได้ในที่สุด และเธอยังได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบครั้งนี้อีกด้วย
　
#STKC #สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก #MarieCurie</detail><keywords>สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก, Marie Curie, มารี กูรี</keywords><date>2018-01-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/726</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1516593791.jpg</img_link><category>ประวัติศาสตร์และโบราณคดี</category></row>
<row _id="1928"><Nid>725</Nid><title>เป็นโรคกระเพาะห้ามกินอะไรบ้าง</title><source xsi:nil="true" /><detail>เป็นโรคกระเพาะห้ามกินอะไรบ้าง
1.	อาหารรสจัด
2.	ชา กาแฟ ช็อกโกแลต
3.	น้ำอัดลม
4.	เครื่องดื่มชูกำลัง
5.	เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
6.	อาหารไขมันสูง ของทอด
7.	ของหมักดอง
8.	ผลิตภัณฑ์จากถั่ว
9.	ผักดิบ
10.	ผลไม้รสเปรี้ยว
11.	เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ

เกร็ดความรู้
โรคกระเพาะอาหาร Pectic ulcer
Peptic ulcer หมายถึงแผลหรือการอักเสบเนื่องจากกรด แผลกระเพาะอาหารโรคกระเพาะอาหารหมายถึง ภาวะที่มีแผลเยื่อบุกระเพาะหรือลำไส้ถูกทำลาย ถึงแม้ว่าจะเรียกว่าโรคกระเพาะ แต่สามารถเป็นได้ทั้งที่กระเพาะ และลำไส้ ว่า ถ้าเป็นเฉพาะเยื่อบุกระเพาะเรียก gastritis แต่ถ้าเป็นแผลถึงชั้นลึก muscularis mucosa เรียก ulcer

Helicobacter pylori (H. pylori) คืออะไร
เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุที่สำคัญ ของผู้ป่วยโรคกระเพาะ เชื่อว่าติดต่อโดยการรับประทานอาหาร และน้ำ เชื้อจะทำลายเยื่อบุ และฝังตัวที่กระเพาะอาหาร กรดจากกระเพาะอาหารจะช่วยทำลายเยื่อบุทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร
</detail><keywords>โรคกระเพาะ, อาหาร, ลำไส้, แบคทีเรีย, Pectic ulcer, Helicobacter pylori</keywords><date>2018-01-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/725</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1516346733.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1929"><Nid>724</Nid><title>ทำไมน้องหมาถึงห้ามกินช็อกโกแล็ตเด็ดขาด?</title><source>http://www.dogthailand.net/forum/forum.php?mod=viewthread&amp;tid=406</source><detail>น้องๆ หลายคนที่เลี้ยงน้องหมา คงพอทราบกันว่า ห้ามให้น้องหมากินช็อกโกแลตอย่างเด็ดขาด อาจถึงตายได้ แต่เป็นเพราะอะไร? วันนี้เรามีคำตอบครับ
　
สาเหตุเพราะช็อกโกแลตมีส่วนประกอบของสารชนิดหนึ่งชื่อว่า Theobromine ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับ Caffeine (ที่มีในกาแฟ)
　
เจ้าสารนี้เมื่ออยู่ในร่างกายจะออกฤทธิ์หลายอย่าง แต่ที่เด่นชัดคือจะกระตุ้นการหลั่งสาร Adrenaline ซึ่งถ้าอยู่ในร่างกายมนุษย์จะส่งผลให้เรามีความสุข
　
แต่หากอยู่ในสุนัขพันธ์เล็ก เมือ่ได้รับสารนี้ไปจะส่งให้หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออกมาก หากกินเข้าไปมากๆ อาจเป็นพิษได้ ทำให้เกิดอาการอาเจียน ท้องเสีย หายใจถี่ กระวนกระวาย และถึงตายในที่สุด ☠
　
ในร่างกายสุนัขไม่สามารถกำจัดสาร Theobromine ออกจากร่างกายได้อย่างรวดเร็วเท่าสัตว์อื่น จึงเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างไวต่อความเป็นพิษนั่นเองครับ รู้แบบนี้แล้ว เก็บช็อกโกแลตให้ห่างจากน้องหมา ให้ดีเลยนะครับ
　
#STKC #สัตวแพทย์ศาสตร์</detail><keywords>ช็อกโกแล็ต, สุนัข, Adrenaline</keywords><date>2018-01-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/724</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1516330714.jpg</img_link><category>สัตวแพทย์ศาสตร์</category></row>
<row _id="1930"><Nid>721</Nid><title>ที่มาของกินเนสส์บุ๊ค (Guinness Book)</title><source>https://hilight.kapook.com/view/165900</source><detail>อย่างที่รู้ๆ กันว่า กินเนสบุ๊ก (Guinness Book of World Records) เป็นหนังสือที่บันทึกเรื่องราวทางสถิติที่สุดของโลกในด้านต่างๆ โดยทำออกมาเป็นรูปแบบรายปี แต่น้องๆ รู้ไหมครับ เจ้าบันทึกโลกเล่มนี้มีที่มาอย่างไร
　
เมื่อปี 1951 เซอร์ฮิวจ์ บีเวอร์ ผู้จัดการโรงเบียร์ กินเนสส์ บิวเวอร์รี่ ได้ถกเถียงกับเพื่อนๆว่า นกหัวโตหลังจุดสีทอง กับไก่ป่าเกนสว์ ตัวไหนบินเร็วกัน แต่ก็ไม่สามารถหาอะไรมาอ้างอิงได้ และยังค้นพบว่ายังมีคำถามแบบนี้อีกมากมายที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ 
　
จึงเกิดความคิดที่จะรวมรวมคำตอบของคำถามเหล่านี้ จึงออกไปหาคำตอบและรวบรวม ตีพิมพ์เป็นหนังสือภายใต้ชื่อ The Guinness Book of Records และได้เปลี่ยนชื่อเป็น Guinness World Records ในปัจจุบันนั่นเองครับ
　
และล่าสุด กินเนสส์ เวิล์ด เรคคอร์ด ประจำปี 2018 ก็ได้ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีสถิติอะไรที่น่าสนใจ แปลกประหลาดขนาดไหน ลองไปชมกันเลยครับ
　
#STKC #สังคมศาสตร์ #นิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชน #GuinnessBook</detail><keywords>กินเนสบุ๊ก, Guinness Book</keywords><date>2018-01-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/721</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1516243737.jpg</img_link><category>นิเทศศาสตร์และสื่อสารมวลชน</category></row>
<row _id="1931"><Nid>720</Nid><title>วันโคนม - การทดลองนมกับโค้ก</title><source>https://board.postjung.com/816811.html</source><detail>วันที่ 17 มกราคมของทุกปี ถือว่าเป็น "วันโคนมแห่งชาติ" เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก้ชาวไทย วันนี้เราไปดูการทดลองง่ายๆ ระหว่างนมกับโค้กกันครับ
　
อุปกรณ์
1. นมวัว
2. โค้กแบบขวด
　
วิธีการทดลอง
1. เทโค้กออกจากขวดเล็กน้อย ให้เหลือพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของขวด
2. เทนมลงไปในปริมาณพอๆ กับที่เราเทโค้กออกไป
3. ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง
　
.
.
.
.
.
　
เมื่อกลับมาดูจะพบว่าโค้กของเรากลายเป็นสีใสไปแล้ว!! ที่เป็นแบบนี้ เพราะแคลเซียมที่อยู่ในนมจะทำปฏิกริยากับกรดฟอสฟอริกที่อยู่ในโค้ก ซึ่งโมเลกุลของกรดฟอสฟอริกจะแปรสภาพให้มีน้ำหนักมา่กขึ้นเป็น ไตรแคลเซียม ฟอสเฟต และจับตัวเป็นก้อนจมลงสู่ก้นขวดนั่นเอง ⬇ แถมปฏิกริยานี้ยังไม่เป็นอันตราย สามารถดื่มโค้กได้ตามปกตินะครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ #วิทยาศาสตร์เคมี #การทดลอง</detail><keywords>การทดลอง, นม, โค้ก, วันโคนม</keywords><date>2018-01-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/720</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1516243568.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="1932"><Nid>712</Nid><title>เด็กยุคนี้รู้จักไหม ชอล์กเขียนกระดานดำ ทำมาจากอะไร?</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/กระดานดำ</source><detail>เนื่องในโอกาสวันครูแห่งชาติ วันนี้เราเลยหยิบเรื่องราวเกี่ยวกับอาวุธคู่ใจของครูไทย มาให้ชมกัน ว่าแต่น้องๆ ยุคนี้ ทันห้องเรียนยุคชอล์ก และกระดานดำกันอยู่ไหม?
　
กระดานดำ - แต่ทำไมสีเขียว? กระดานดำสมัยก่อนทำจากแผ่นหินสีดำ บางทีเรียกว่า กระดานชนวน แต่ในปัจจุบัน มีการปรับวัสดุโดยทำมาจากไม้กระดาน ทาด้วยรองพื้นที่เคลือบผิว 3-4 ชั้น และเป็นพื้นสีเขียว เนื่องจากเป็นสีที่มองแล้วสบายตาและอ่านง่ายกว่ากระดานสีดำในสมัยก่อนนั่นเอง
　
ชอล์ก - ของคู่ใจกระดานดำ ทำจากแร่ยิปซัม หรือเกลือจืด ซึ่งเป็นแคลเซียมซัลเฟต สารชนิดเดียวกับที่ใช้ทำปูนปลาสเตอร์ นำมาอัดเป็นแท่ง กลายเป็นชอล์กสีขาว ในปัจจุบันมีการเพิ่มเติมสีลงไป ทำให้เกิดเป็นชอล์กสีต่างๆ
　
แต่เนื่องจากชอล์กทำให้เกิดฝุ่น ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ หลายๆ โรงเรียนจึงเปลี่ยนจากกระดานเป็นไวท์บอร์ด และชอล์กก็เปลี่ยนเป็นปากกาเคมีเรียบร้อยแล้ว น้องๆ คนไหนทันยุคชอล์ก และกระดานดำ แสดงตัวหน่อยครับ!!
　
#STKC #วันครูแห่งชาติ #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</detail><keywords>วันครู, ชอล์ก, กระดานชนวน</keywords><date>2018-01-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/712</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1516070042.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1933"><Nid>709</Nid><title>รู้จัก STARTUP สาย DEEP TECH กัน</title><source>http://startupthailand.org/magazine-startup-thailand-06/</source><detail>ประเภท deep Tech ประเภทเด่นๆ ที่เริ่มมีบทบาทและถูกนำมาใช้มากขึ้น สตาร์ทอัพและบริษัทใหญ่ๆในไทยก็ต่างให้ความสนใจ
1. AI ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีที่อาศัยเทคนิคต่างๆทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานที่มีความซับซ้อนราวกับมี 'สติปัญญา' ของตัวเอง AI เป็น Deep Tech ประเภท Core Technology ที่สามารถนำมาใช้จริงได้หลากหลายอุตสาหกรรม เช่น Sky Scanner ที่ทำระบบผู้ช่วย (Personal Assistant) ช่วยจองตั๋วเครื่องบินและยังถูกใช้ในวงการการแพทย์ด้วย
.
2. Biotech (Biotechnology) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้กับระบบทางชีวภาพสิ่งมีชีวิต หรือสิ่งที่ได้จากทางชีวภาพและสิ่งมีชีวิตเพื่อที่ทำการสร้างหรือปรับปรุงแก้ไข ผลิตภัณฑ์ หรือกระบวนการเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องเฉพาะด้าน เช่นในไทยมี JuiceInnov8 ผู้พัฒนาเทคโนโลยีการลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม และในต่างประเทศ เช่น Bento Labs ผู้ผลิตอุปกรณ์ขนาดย่อมให้คุณสามารถเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล DNA ด้วยตัวเอง เป็นต้น
.
3. IoT (Internet of Things) IoT คือการที่อุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้โดยมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและเซ็นเซอร์เป็นตัวเชื่อมโยงและไม่ได้แค่เชื่อมโยงอุปกรณ์หนึ่ง ๆ เข้ากับสมาร์ทโฟนเท่านั้น แต่ IoT สามารถประยุกต์ใช้ให้อุปกรณ์ทุกอย่างที่ถูกออกแบบมาให้เชื่อมโยงกันได้ เพื่อจะสามารถสื่อสารกันได้ทั้งหมด เช่น เครื่องจับระดับน้ำในแม่น้ำที่สามารถส่งสัญญาณเตือนเมื่อระดับน้ำสูงขึ้น โดยจะส่งข้อความเตือนเข้ามือถือของประชาชนริมน้ำให้เตรียมอพยพทันเวลา เป็นต้น 
.
4. ROBOTICS เมื่อไม่กี่ปีมานี้เราเห็นหุ่นยนต์ล้ำๆ ถูกเปิดตัวออกมาเพื่อแก้ปัญหาส่วนบุคคลและปัญหาระดับสังคมจำนวนไม่น้อยหุ่นยนต์ยุคนี้ทำได้มากกว่าเจ้า R2D2 แห่ง Star Wars เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้คุณภาพชีวิตผู้คนดีขึ้น และยังสามารถปรับใช้กับอุสหากรรมใหม่ๆ เช่น หุ่นยนต์เชฟสลัดที่สามารถนำมาติดตั้งบนตู้สั่งอาหารอัตโนมัติได้
.
5. Energy พลังงานคือปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่ประชากรหนาแน่น ตัวอย่างการพัฒนาเทคโนโลยีในสาย Deep Tech เช่น ประเภทเทคโนโลยีแบตเตอรี่ อย่าง Lithium - air batteries ซึ่งสามารถดึงออกซิเจนจากสภาพแวดล้อมมาใช้แทนที่จะใช้ออกซิไดเซอร์ภายในแบตเตอรี่ ทำให้แบตเตอรี่เครื่องยนต์อยู่ได้นานยิ่งขึ้น 
.
6. Blockchain คือเทคโนโลยีรูปแบบการเก็บข้อมูลของระบบที่ไม่มีศูนย์กลางแต่เชื่อถือได้ Blockchian มักถูกนำมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมการเงิน อย่างไรก็ตามเนื่องจากมันคือรูปแบบหนึ่งของการเก็บและแชร์ข้อมูลมันจึงสามารถนำมาใช้งานได้หลากหลายมาก เช่น วงการอสังหาริมทรัพย์ สามารถประยุกต์ใช้ทำ Smart Contract โดยถ้าสัญญาอยู่ในบล็อกเชน ทุกคนจะเห็น ข้อมูลตรงกัน เราจึงสามารถไว้ใจให้ระบบ Automate ปฏิบัติงานใดๆตามที่ระบุบไว้ในสัญญาได้ เป็นต้น
.
7. SpaceTech (Space Technology) คือเทคโนโลยีอวกาศ เคยรายงานถึงสตาร์ทอัพสาย SpaceTech ว่ามีแล้วไม่ต้ำกว่า 57 บริษัท Space Tech ไม่ได้หมายถึงการผลิตกระสวยอวกาศอย่างเดียวเท่านั้น เช่น ด้าน Exploration อย่างการหาวิธีค้นคว้าทรัพยการธรรมชาติในอวกาศ เป็นต้น 
.
8. AR &amp; VR 
AR ย่อมาจาก Augmented Reality และ VR Virtual Reality สองชื่อนี้เป็นเทคโนโลยีภายใต้ตระกูล 'การจำลองเสมือนจริง' ความแตกต่างคือ VR นั้นเน้นเรื่องการทำ Simulation หรือการจำลองโลกจริงลงไปในโลกดิจิทัล เช่นการทำวิดิโอ 360 องศา 
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ด้าน AR เช่น ด้านดนตรี มีโครงการ DRUM Stage ซึ่งเป็นโปรดจ็กต์สมัยมหาวิทยาลัยของผุ้เขียนเป็นการจำลองประสบการณ์การเล่นกลองชุด โดยใช้เพียงแท่นจับที่มีเซ็นเซอร์</detail><keywords>Startup, Start Up, Deep tech</keywords><date>2018-01-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/709</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1516070254.jpg</img_link><category>วิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ</category></row>
<row _id="1934"><Nid>708</Nid><title>[สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก] กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei)</title><source>https://hilight.kapook.com/view/72163</source><detail>นักวิทยาศาสตร์ของโลกที่เราจะนำเสนอวันนี้เป็นถึง "บิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่" เลยล่ะครับ
　
กาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei) เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1564 (พ.ศ. 2107) ที่ประเทศอิตาลี จนกระทั่งเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1642 (พ.ศ. 2185) รวมอายุได้ 77 ปี ซึ่งกาลิเลโอได้รับฉายาบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ เพราะว่าเขาเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับแนวคิดวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิง ด้วยการยึดมั่นในทฤษฎีของตัวเองว่า ดาวเคราะห์เป็นฝ่ายหมุนรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งขัดกับชาวคริสต์สมัยก่อนที่สนับสนุนทฤษฎีของอริสโตเติล ที่เคยกล่าวไว้ว่า ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ต่างหากที่เป็นฝ่ายหมุนรอบโลก
　
เขาจึงได้สร้างกล้องโทรทรรศน์ขึ้นมาด้วยตัวเอง เพื่อศึกษาและพิสูจน์ว่าทฤษฎีของเขาเป็นความจริงในที่สุดนั่นเองครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ #สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์ของโลก, กาลิเลโอ กาลิเลอี</keywords><date>2018-01-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/708</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1515984449.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1935"><Nid>707</Nid><title>Alz Calendar</title><source xsi:nil="true" /><detail>วันนี้ เรามี Application ดีๆ มาบอกต่อ เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์กันครับ
　
แอพพลิเคชั่นนี้จะช่วยทำให้คุณฝึกสมองในด้านต่างๆ ที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ มากถึง 7 ด่านคือ สมาธิ, ความตั้งใจ, ความจำ, ความสามารถทางภาษา, การเรียนรู้, การใช้เหตุผล และ การแก้ไขปัญหา และการตัดสินใจ
　
มีปฏิทินบันทึกช่วยจำในการเล่นถึง 365 วันเลยทีเดียว อัลไซเมอร์ป้องกันได้ง่ายๆ แค่เริ่มต้นโหลดแอพเลยครับ
　
ดาวน์โหลด iOS : https://itunes.apple.com/th/app/alz-calendar/id1160652905?l=th&amp;mt=8
　
ดาวน์โหลด Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=air.th.go.most.alzcalendar
　
#STKC #Application #AlzCalendar</detail><keywords>application, Alz Calendar</keywords><date>2018-01-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/707</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1515726085.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1936"><Nid>706</Nid><title>มาทดสอบกันว่า เราถนัดสมองซีกซ้ายหรือซีกขวามากกว่ากัน</title><source>http://www.wegointer.com/2014/02/มาเล่นเกมทดสอบ-เราถนัด/</source><detail>วันนี้เราพาน้องๆ มาเล่นเกมทดสอบสมองกัน
　
อย่างที่รู้ว่า มนุษย์เราแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน บางคนถนัดเรื่องของตรรกะและการใช้เหตุผล ในขณะที่บางคนถนัดในเรื่องของศิลปะและการสร้างสรรค์ นั่นเป็นเพราะเราถนัดการใช้สมองคนละซีกกันนั่นเองครับ
　
ก่อนอื่นเรามารู้จักกันก่อนว่า สมองแต่ละซีก ทำหน้าที่อะไร
　
หน้าที่สมองซีกซ้าย - ทำหน้าที่ในเรื่องของการใช้ภาษา การเขียน การอ่าน ทักษะด้านตัวเลข การใช้เหตุผล การควบคุม การพูด ทักษะด้านวิทยาศาสตร์ การควบคุมการทำงานของมือขวา เราอาจเรียกการทำงานของสมองซีกนี้ได้ว่าเป็น “ส่วนของการตัดสิน”
　
หน้าที่สมองซีกขวา - ทำหน้าที่ในเรื่องของความเข้าใจการเห็นภาพสามมิติ ความรู้สึกดื่มด่ำต่อศิลปะ ความมีสุนทรียะด้านดนตรี เพลง และการใช้จินตนาการในการดำเนินชีวิต รวมทั้งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของมือซ้ายเราอาจเรียกสมองส่วนนี้ว่า “ส่วนของการสร้างสรรค์”
　
วิธีเล่นเกมทดสอบ - เพียงเข้าไปที่ http://th.sommer-sommer.com และทำการตอบคำถามไม่กี่ข้อ ก็จะรู้แล้วล่ะว่าน้องๆ ถนัดสมองซีกไหนมากกว่ากัน ใครเล่นแล้วแชร์คำตอบกันมาได้นะครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์</detail><keywords>สมองซีกซ้าย, สมองซีกขวา</keywords><date>2018-01-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/706</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1515639402.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1937"><Nid>705</Nid><title>โค้กกับเป๊ปซี่ อะไรอร่อยกว่ากัน?</title><source>https://th.linkedin.com/pulse/coke-vs-pepsi-นำอดลมอนไหนอรอยกวากน-varavut-pahuwuttanakorn</source><detail>"โค้กกับเป๊ปซี่ อะไรอร่อยกว่ากัน?" เป็นคำถามที่ถกเถียงกันมาตลอด วันนี้เราลองมาดูคำอธิบายจากงานวิจัยทางประสาทวิทยากันครับ
　
เมื่อปี 1975 เคยมีการทำทดลอง ให้ผู้คนลองดื่มน้ำทั้ง 2 ยี่ห้อ โดยดึงฉลากออก และให้บอกว่ายี่ห่อไหนอร่อยกว่ากัน ผลลัพธ์คือ 75% เทคะแนนให้เป๊ปซี่ แต่ทำไมโค้กถึงยังเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมอันดับ 1 ของโลกอยู่ดีล่ะ?
　
จนเมื่อมีการทดลองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งแรกทำการทดสอบเหมือนเดิม คือให้ลองดื่มน้ำทั้ง 2 ยี่ห้อโดยไม่เห็นฉลาก ผลลัพธ์ยังเป็นเช่นเดิมคือ คนเทคะแนนให้เป๊ปซี่มากกว่า 
　
แต่เมื่อเขาทำการทดลองกับคนกลุ่มเดิม แต่คราวนี้มีการแปะฉลากยี่ห้อลงไปด้วย ผลปรากฏว่ารอบนี้ ผู้เข้าร่วมการทดลองกลับเลือกให้โค้กอร่อยกว่าเป๊ปซี่ น่าแปลกใจใช่ไหมล่ะครับ?
 　
นั่นเป็นเพราะเวลากลุ่มผู้ทำการทดลองเห็นฉลากยี่ห้อ จะส่งผลต่อสมองส่วนที่เรียกว่า มีเดียล ฟรีฟรอน คอร์เทกซ์ ซึ่งเป็นส่วนการตัดสินใจเชิงอารมณ์ จากการทดลองชี้ให้เห็นว่า โค้ก มีความหมายเชิงอารมณ์มากกว่า ผู้คนจึงเลือกโค้กในตอนหลังนั่นเองครับ
　
เป็นยังไงบ้างครับ การตัดสินใจเชิงอารมณ์ก็ส่งผลไม่น้อยเลยใช่ไหมล่ะครับ แล้วน้องๆ ล่ะ? คิดว่าโค้กกับเป๊ปซี่ อะไรอร่อยกว่ากัน?
　
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์</detail><keywords>โค้ก, เป๊ปซี่</keywords><date>2018-01-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/705</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1515553532.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1938"><Nid>699</Nid><title>[สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก] - หลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur)</title><source>https://hilight.kapook.com/view/72163</source><detail>สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลกที่เราจะนำเสนอวันนี้ เขาช่วยชีวิตมนุษย์มาแล้วนับไม่ถ้วน!! นั่นคือ หลุยส์ ปาสเตอร์  (Louis Pasteur) ครับ
　
หลุยส์ ปาสเตอร์ เป็นนักเคมีและนักจุลชีววิทยาชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ค.ศ. 1822 (พ.ศ. 2365) และเสียชีวิตลงในวัย 72 ปี เมื่อวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1895 (พ.ศ. 2438) เขามีผลงานที่โดดเด่นมากๆ นั่นคือ คิดค้นวิธีรักษาโรคพิษสุนัขบ้า และโรคแอนแทรกซ์ นอกจากนั้นยังคิดค้นวิธีทำพาสเจอร์ไรส์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคและถนอมอาหารให้มีอายุการเก็บที่ยาวนานขึ้นอีกด้วย
　
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์ #สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก</detail><keywords>สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก, หลุยส์ ปาสเตอร์, Louis Pasteur</keywords><date>2018-01-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/699</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1515381159.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1939"><Nid>698</Nid><title>วิทยาศาสตร์เผยแล้ว ทำไมแมวชอบอยู่ในกล่อง?</title><source>https://www.spokedark.tv/re/why-cat-like-box-2/</source><detail>เคยสังเกตไหมครับ ว่าทำไมเวลาเจ้าเหมียวเห็นกล่องทีไร จ้องที่จะมุดเข้าไปเสียเหลือเกิน
　
มีนักวิจัยจากคณะสัตวแพทยศาสต์ มหาวิทยาลัยยูเทรกต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องกล่อง ว่าช่วยลดความเครียดให้แมวได้หรือไม่
　
จึงไปนำแมวที่ถูกทอดทิ้งจากศูนย์พักพิงแมวจรจัดที่มีความเครียดสูง แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือแมวกลุ่มที่ได้รับกล่อง และแมวกลุ่มที่ไม่ได้สัมผัสกล่องเลย โดยวิจัยต่อเนื่องกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์
　
ผลคือ แมวกลุ่มที่ได้รับกล่องทุกตัวสามารถฟื้นฟูจิตใจจนภาวะความเครียดอยู่ในเกณฑ์ปกติ ภายใน 3 - 4 วันแรก ต่างจากกลุ่มที่ไม่ได้สัมผัสกล่อง ที่ต้องใช้ระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์ ถึงจะเริ่มปรับตัว คุ้นชิน และความเครียดอยู่ในเกณฑ์ปกติ
　
นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า การที่แมวได้อยู่ในกล่องที่พอดีตัว จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เป็นส่วนตัวได้มากกว่า จึงส่งผลต่อระดับความเครียดของแมวได้นั้นเองครับ แต่นิสัยนี้ไม่ได้เป็นแค่แมวน้อยเท่านั้นนะครับ สัตว์ในตระกูลเดียวกันออย่าง เสือ หรือแมวป่า ก็ชอบกล่องเหมือนกัน
　
#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</detail><keywords>แมว</keywords><date>2018-01-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/698</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1515121730.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1940"><Nid>694</Nid><title>ปรากฎการณ์ทางดาราศาสตร์ ตอนที่ 3 น้ำขึ้นน้ำลง</title><source>ที่มา : http://www.lesa.biz/astronomy/astro-events/tides</source><detail>เนื่องจากเปลือกโลกเป็นของแข็ง จึงไม่สามารถยืดหยุ่นตัวไปตามแรงไทดัลซึ่งเกิดจาก
แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ได้  แต่ทว่าพื้นผิวส่วนใหญ่ของโลกปกคลุมด้วยน้ำ
ในมหาสมุทร จึงปรับตัวเป็นรูปทรงรี ตามแรงไทดัลที่เกิดขึ้นทำให้เกิดปรากฏการณ์
"น้ำขึ้นน้ำลง" (Tides)​ โดยที่ระดับน้ำทะเลจะขึ้นสูงสุดบนด้านที่หันเข้าหาดวงจันทร์
และด้านตรงข้ามดวงจันทร์ (ตำแหน่ง H และ H’) และระดับน้ำทะเลจะลงต่ำสุด
บนด้านที่ตั้งฉากกับดวงจันทร์ (ตำแหน่ง L และ L’) โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ
ทำให้ ณ ตำแหน่งหนึ่งๆ บนพื้นผิวโลก จึงเคลื่อนผ่านบริเวณที่เกิดน้ำขึ้นและน้ำลง
ทั้งสองด้าน ทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง วันละ 2 ครั้ง

เนื่องจากดวงจันทร์โคจรรอบโลก ขณะที่โลกเองก็หมุนรอบตัวเอง จึงทำให้เรา
มองเห็นดวงจันทร์ขึ้นช้าไปวันละ 50 นาที หนึ่งวันมีน้ำขึ้น 2 ครั้ง ดังนั้น น้ำขึ้น
ครั้งต่อไปจะต้องบวกไปอีก 12 ชั่วโมง 25 นาที เช่น น้ำขึ้นเวลา 24.00 น.
น้ำขึ้นครั้งต่อไปประมาณเวลา 12.25 น. และในวันถัดไปนำ้จะขึ้นประมาณ
เวลา 00.50 น.</detail><keywords>ดาราศาสตร์, น้ำขึ้นน้ำลง, ดวงจันทร์, Tides</keywords><date>2018-01-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/694</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1515055314.jpg</img_link><category>ดาราศาสตร์</category></row>
<row _id="1941"><Nid>692</Nid><title>[สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก] - เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton)</title><source>https://hilight.kapook.com/view/72163</source><detail>เข้าสู่วาระดิถีปี 2561 เราจะพาน้องๆ ทุกคนไปทำความรู้จักกับสุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลกกันครับ เริ่มต้นด้วยท่านแรก เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton)
　
เซอร์ไอแซก นิวตัน เกิดเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1642 (พ.ศ. 2185) และเสียชีวิตลงขณะอายุ 85 ปี ในวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1727 หรือ พ.ศ. 2270 เป็นอัจฉริยะที่เก่งรอบด้านทั้งในฐานะ นักฟิสิกส์ และ นักคณิตศาสตร์
　
โดยผลงานที่โดดเด่นที่สุดจนเป็นที่รู้จักคือ กฏการเคลื่อนที่ของนิวตันและกฏแรงโน้มถ่วงสากล ที่เขาค้นพบจากการนั่งใต้ต้นแอปเปิ้ลที่ตกลงมานั่นเองครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ #สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลก</detail><keywords>นักวิทยาศาสตร์ของโลก, เซอร์ไอแซก นิวตัน</keywords><date>2018-01-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/692</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1514774335.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1942"><Nid>691</Nid><title>8 สิ่งที่คนมีความสุขทำ นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้ว</title><source>https://www.sanook.com/men/20921/</source><detail>1. ออกกำลังกาย : นับเป็นการสร้างสุขอย่างง่ายอันดับแรก เพราะการออกกำลังกายนั้นจะทำให้ร่างกายได้หลั่งโฮโมน เอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นสารสร้างสุข นอกจากนี้ยังช่วยลดความรู้สึกซึมเศร้าได้อีกด้วย
2. เลือกอาหารการกินที่ดีช่วยสร้างสุขให้ชีวิต : นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่าหากเลี่ยงน้ำตาลต่อวันให้ได้มากที่สุดมีความเป็นไปได้ที่จะช่วยลดความปรวนแปรทางอารมณ์ และยิ่งเลือกอาหารที่ดีเข้าสู่ร่างกาย ก็จะมีผลที่ดีต่อสภาพภายใน อันส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ของคุณเป็นอย่างยิ่ง
3. ทำตารางเวลาในชีวิตประจำวัน : วิธีนี้นักวิทยาศาสตร์หาเหตุผลสนับสนุนว่าจะทำให้เกิดความสุขแก่ผู้ที่สามารถบริหารจัดการเวลาในชีวิตของตนเองได้ และ นับเป็นการเปลี่ยนพฤติกรรมขั้นพื้นฐาน เพื่อลดอารมณ์ที่ทำให้รู้สึกซึมเศร้า
4. สังสรรค์กับเพื่อนฝูง : นักวิทยาศาสตร์แนะนำว่า การได้ออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูง จะช่วยสร้างความมั่นใจและรักษาสุขภาพใจได้ดีเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะเป็นการสร้างพลังในการดำเนินชีวิตของคุณเอง
5. มีสติกับตนเองและเอาเรื่องรกสมองออกไปจากหัวเสียบ้าง : มีหลายคนที่มักจะมีเรื่องราวถกเถียงอยู่ในหัวตัวเอง บางทีก็เก็บมาเป็นกังวล หรือ คิดเองเออเอง จนกลายเป็นทุกข์ วิธีแก้ปัญหาคือหยุดคิดซะ ถ้าทำไม่ได้ ให้ใช้วิธีการเขียนบันทึกประจำวัน หรือ หาคนที่ไว้ใจได้คุยเรื่องราวในใจของคุณให้เขาฟัง
6. การบำบัดโดยการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม : เป็นอีกหนึ่งหนทางในการสร้างสุขให้กับตนเอง เพราะแนวคิดการบำบัดนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาโรคซึมเศร้า และ ความผิดปกติทางจิตประเภทอื่นด้วยโดยมีแนวทางให้คนที่ชอบคิดลบกับตนเอง เปลี่ยนมาคิดบวก และ ทำให้มีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น
7. นั่งสมาธิ : นับเป็นแนวทางสร้างสุขที่นักวิทยาศาตร์เองยอมรับว่า มีผลต่อวิธีคิดของคนเป็นอย่างยิ่ง และมีรายงานจากสถาบันจอห์น ฮอพกิ้นส์ ที่ระบุว่า การนั่งสมาธิ ช่วยลดความรู้สึกซึมเศร้าได้เป็นอย่างดี
8. ทำตัวเองให้ง่ายขึ้น : วิธีสร้างสุขแบบสุดท้ายคือการตามใจตัวเองบ้าง ลองเลือกทำกิจกรรมที่ไม่ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า หรือกำหนดพื้นที่ง่ายๆสำหรับตัวคุณเอง จะทำให้คุณรู้สึกอึดอัดน้อยลง และมีใจที่สบายขึ้น
</detail><keywords>วิทยาศาสตร์, สุขภาพ, ความสุข, ออกกำลังกาย, นักวิทยาศาสตร์</keywords><date>2017-12-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/691</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1514530549.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ชีวภาพ</category></row>
<row _id="1943"><Nid>690</Nid><title>อยากเคาท์ดาวน์ก่อนใครในโลก ต้องไปที่ไหน?</title><source>http://oknation.nationtv.tv/blog/chai/2007/12/27/entry-1</source><detail>อยากเคาท์ดาวน์เข้าสู่ปีใหม่ก่อนใครในโลก รู้ไหมต้องไปที่ไหน? ปกติแล้วการเคาท์ดาวน์เข้าสู่ปีใหม่ จะยึดจากเวลาเที่ยงคืนตามเวลาท้องถิ่นนั้นๆ ดังนั้นแต่ละประเทศจึงเข้าสู่ปีใหม่ไม่พร้อมกันนั่นเองครับ
　
มาดูกันเถอะว่าประเทศไหนจะได้เคาท์ดาวน์ก่อนใครในโลก ที่ไหนเป็นที่สุดท้าย และประเทศไทยอยู่ลำดับที่เท่าไร?
　
ประเทศที่เข้าสู่ปี 2018 ก่อนใครในโลก
- เกาะคิริติมาตี (Kiritimati) เป็นเกาะเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ตั้งอยู่ระหว่างประเทศออสเตรเลียกับรัฐฮาวาย เกาะนี้เป็นดินแดนของสาธารณรัฐคิริบาส ที่อยู่ทางตะวันออกที่สุดของโลกนั่นเองครับ 
　
ประเทศไทยเข้าสู่ปีใหม่เป็นอับดับที่เท่าไร?
- หากเรียงลำดับการเข้าสู่เที่ยงคืนของแต่ละประเทศ จะเรียงลำดับได้ดังนี้
　
1. เกาะคิริติมาตี
2. นิวซีแลนด์
3. ออสเตรเลีย
4. ญี่ปุ่น เกาหลี
5. จีน สิงค์โปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
6. ประเทศไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา และลาว
　
ประเทศไทยจัดว่าเป็นกลุ่มประเทศที่ 6 ของโลกที่เข้าสู่ปีใหม่ก่อนใครนั้นเองครับ และจะตามมาด้วยประเทศทางทวีปยุโรปเป็นลำดับถัดไป (พอเที่ยงตรงบ้านเราของ วันที่ 1 มกราคม จะเป็นการเคาท์ดาวน์สุดยิ่งใหญ่ที่ ไทมส์ สแควร์ มหานครนิวยอร์ก)
　
ประเทศที่เข้าสู่ปีใหม่ช้าที่สุดในโลก - รัฐอิสระซามัว (Independent State of Samoa) เป็นประเทศที่ประกอบด้วยหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ซึ่งกว่าที่นี่เขาจะเข้าปีใหม่กัน ก็เป็นเวลา 6 โมงเย็น ของวันที่ 1 มกราคม บ้านเราไปเรียบร้อย
　
เป็นไงบ้างล่ะครับ หากเพื่อนๆ อยากอัพรูป เคาท์ดาวน์ปีใหม่แบบล้ำๆ ก่อนใครในโลก ก็เลือกไปประเทศ ตามที่ต้องการเลยจ้า
　
#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</detail><keywords>วันปีใหม่</keywords><date>2017-12-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/690</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1514519453.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1944"><Nid>680</Nid><title>ดอกไม้ไฟ ความสวยงามที่ถูกพบโดยบังเอิญ</title><source>https://hilight.kapook.com/view/50846</source><detail>รู้ไหมว่าดอกไม้ไฟ ถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน โดยชาวแดนมังกร
　
เล่าขานกันว่า ขณะที่ชาวจีนกำลังคิดค้นสูตรยาอายุวัฒนะเพื่อนำไปถวายจักรพรรดิ จากคุณสมบัติของกำมะถันที่ใช้รักษาโรคผิวหนัง และดินประสิวที่ใช้รักษาโรคปอดได้ จึงนำสารทั้งสองมารวมกัน แต่เมื่อผสมกันแล้วกลับเกิดเป็นแผ่นแป้งสีดำ และลุกเป็นไฟเมื่อเกิดการเผาไหม้ จึงตั้งชื่อสารนี้ว่า "อัคคีโอสถ" ซึ่งก็คือ "ดินปืน" ในเวลาต่อมา
　
หลังจากค้นพบดินปืนได้ 300-400 ปี ได้มีคนทดลองนำดินปืนใส่เข้าไปในกระบอกไม้ไผ่ และโยนเข้าไปกองไฟ ผลที่เกิดคือกระบอกไม้ไผ่ระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับเกิดเสียงดังมาก จึงเป็นจุดเริ่มต้นของ ประทัด พลุ ตะไล ดอกไม้ไฟชนิดแรกที่ถูกคิดค้น
　
ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 14-15 ชาวอิตาลีเริ่มนำดินปืนมาประดิษฐ์เป็นดอกไม้ไฟชนิดอื่นขึ้น โดยดัดแปลงเพิ่มโลหะกับถ่านเข้าไป เมื่อปล่อยขึ้นฟ้าจะเปล่งประกายแสงสีเงิน สีทองระยิบระยับ และถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นดอกไม้ไฟอย่างที่เราเห็นกันทุกวันนั่นเองครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</detail><keywords>ดอกไม้ไฟ</keywords><date>2017-12-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/680</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1514348111.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1945"><Nid>679</Nid><title>13 ข้อที่บอกว่าคุณเป็นโรคติดสมาร์ทโฟน !!</title><source>https://www.thaibio.com/โรคติดโทรศัพท์มือถือ</source><detail>โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน แท๊บเล็ต กลายมาเป็นสิ่งของติดตัวที่หลาย ๆ คนขาดไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาร์ทโฟน ทำให้เกิดเป็นโรคชนิดใหม่ชื่อว่า "โรคโนโมโฟเบีย" หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรคติดโทรศัพท์มือถือ เพราะในปัจจุบันนี้โทรศัพท์มือถือถือเป็นปัจจัยที่ 5 ที่คนในยุคสมัยนี้ขาดไม่ได้ ผลจากการศึกษาของ Helsinki Institute for Information Technology ประเทศฟินแลนด์ พบว่า โดยเฉลี่ยคนจะเช็กโทรศัพท์มือถือวันละ 34 ครั้ง โดยมักจะเช็กอีเมล์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์หรือแอพพ์ต่างๆ โดยจะใช้เวลาเช็กไม่เกิน 30 วินาที สำหรับสาเหตุที่เช็กนั้นไม่ใช่เพราะมีเรื่องด่วน แต่ว่าเป็นสิ่งที่ทำประจำจนเป็นนิสัยแล้ว หรือห้ามใจไม่ไหว ดังนั้น หากวางมือถือผิดที่จะใช้เวลาเพียงไม่นานก็ทราบว่ามือถือหาย นักวิจัยวิทยาวิเคราะห์ว่า กลุ่มคนอายุน้อยมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่า เพราะช่วงวัยรุ่นจะติดเพื่อน ติดเกมส์มากกว่า และเมื่อเราเอาแต่ติดโทรศัพท์ ติดโซเชียล ทำให้เราละเลยที่จะทำสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวัน บางครั้งก็เล่นจนไม่ได้รับประทานอาหาร อดหลับอดนอน หรือไม่สนใจคนรอบข้าง อาจทำให้สุขภาพเสียได้หรือเกิดนิสัยที่ไม่ดีติดตัว และที่สำคัญที่สุดคงะเป็นเรื่องของเวลายิ่งเราหมกตัวอยู่กับโทรศัพท์มากเท่าไหร่ทำให้เรามีเวลาดูแลตัวเองน้อยลงมากเท่านั้น รวมถึงการออกกำลังกายทำให้เราอ้วนไม่รู้ตัว
1.	ตื่นนอนขึ้นมาสิ่งแรกที่คุณหาคือ โทรศัพท์
2.	เมื่อคุณอาบน้ำคุณต้องเอาโทรศัพท์เข้าไปด้วยอาจจะไปฟังเพลงหรือกดเล่น
3.	เมื่ออาบน้ำเสร็จระหว่างการทำการแต่งตัวหรือทำธุรกิจส่วนตัวต่างๆคุณมักจะวางโทรศัพท์ไว้ข้างๆ
และเปิดเพลงฟังด้วย
4.	ในขณะทำงานคุณต้องมีโทรศัพท์อยู่ใกล้ๆมือเสมอ
5.	ตลอดทั้งวันโทรศัพท์ไม่เคยที่จะห่างตัวเลย
6.	เมื่อคุณขึ้นรถคุณต้องเอาโทรศัพท์ขึ้นมาถือไว้หรือเอาออกมาวางให้เห็นหรือกดเล่น
7.	คุณมักจะเอาโทรศัพท์มากดเล่นๆ เมื่อว่างจะดูรูปภาพ ถ่ายรูป ฟังเพลง เล่นเกมส์
8.	เวลาคุณนอนต้องเอาโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัวก่อนนอน หรือเล่นโทรศัพท์จนนอนหลับไป
9.	ตลอดทั้งวันเวลาไปไหนคุณต้องหยิบโทรศัพท์ติดตัวไปด้วยเสมอ
10.	เวลาทำงานต่างๆหรือแม้แต่พักผ่อน อ่านหนังสือ คุณต้องเอาโทรศัพท์มาไว้ฟังเพลงหรือวางไว้ข้างๆ
11.	ชอบมองโทรศัพท์บ่อยๆ
12.	คุณมักจะชาร์ตแบตเตอรี่ให้เต็มตลอดเวลา หรือไม่ก็มีแบตเตอรี่สำรองติดตัวตลอดเวลาเดินทางไปไหน
13.	คุณคิดว่าโทรศัพท์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคุณ ที่ขาดไม่ได้
</detail><keywords>สมาร์ทโฟน, โรค, แท๊บเล็ต, โรคโนโมโฟเบีย, โทรศัพท์มือถือ, โซเชียล</keywords><date>2017-12-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/679</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1514346088.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1946"><Nid>671</Nid><title>เกร็ดความรู้เรื่องต้นคริสต์มาส</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/ต้นคริสต์มาส</source><detail>สุขสันต์วันคริสต์มาส วันนี้เรามีข้อมูลดีๆ มาฝากกันอีกแล้ว รู้หรือไม่ว่าต้นคริสต์มาส ที่จริงแล้วคือต้นอะไร?
　
ก่อนอื่นมาดูประวัติวันคริสต์มาสแบบคร่าวๆ กันก่อนนะครับ วันคริสต์มาสหรือวันประสูติของพระเยซู สมัยก่อนชาวคริสต์จะแสดงละครเพื่อเล่าประวัติ โดยมีต้นคริสมาสต์เป็นของประดับในฉาก ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ที่อาดัมและเอวาแอบไปหยิบผลไม้มากิน 
　
การแสดงละครคริสมาสตร์มีมาจนถึงศตวรรษที่ 15 ก่อนจะถูกพระสังฆราชห้ามแสดง ชาวบ้านรู้สึกเสียดายบรรยากาศ จึงเลียนแบบต้นไม้ในสวนสวรรค์มาไว้ในบ้านเองเสียเลย 
　
ต้นไม้ที่ถูกนำมาเป็นต้นไม้ในสวนสวรรค์ หรือต้นคริสมาสต์ก็คือ "ต้นสน" เนื่องจากเป็นต้นไม้ที่มีสีเขียวตลอดทั้งปี หรือที่เรียกว่า Ever Green ซึ่งเป็นต้นไม้ที่หาง่ายและยังมีสีเขียว สดชื่น ท่ามกลางฤดูหนาวนั่นเองครับ
　
ต้นสนที่สามารถนำมาประดับเป็นต้นคริสมาสต์ ที่สามารถพบได้ในไทย ก็มีหลากหลายสายพันธุ์เช่น
　
สนประดิพัทธ์ - (ชื่อวิทยาศาสตร์ Casuarina junghuniana Miq) ไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15 - 35 เมตร ลำต้นเรือนยอดรูปพีระมิด ใบเดี่ยวรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็ก ยอดอ่อนมีสีแดง มีดอกขนาดเล็ก เจริญเติบโตเร็ว ปลูกได้ดีในดินปนทรายหรือดินเค็ม ทนน้ำท่วมขังได้ดี
　
สนฉัตร - (ชื่อวิทยาศาสตร์ Araucaria cookii R.Br. (Salisb.) Franco) ไม้ต้นขนาดใหญ่ที่สูงได้ถึง 60 เมตร เมื่อต้นยังเล็ก กิ่งก้านจะแผ่ออกเป็นแผงรูปสามเหลี่ยมเป็นชั้นๆ เมื่อโตเต็มที่ลำต้นจะมีเนื้อไม้ ทรงพุ่มเป็นรูปกรวยยอดเรียวแหลม ต้นอายุน้อย ใบมีสีเขียวอ่อน ใบแก่สีเขียวเข้ม
　
#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</detail><keywords>คริสต์มาส, Christmas</keywords><date>2017-12-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/671</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1514175378.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1947"><Nid>669</Nid><title>การทดลองไข่โป๊ ปอกเปลือกไข่ด้วยน้ำส้มสายชู (Soft Naked Egg)</title><source>https://www.dek-d.com/lifestyle/28342/</source><detail>การทดลองไข่โป๊ ปลอกเปลือกไข่โดยไม่ต้องปลอกเปลือก
เอ๊ะ...ยังไง? วันนี้เรามีการทดลองง่ายๆ มาฝากน้องๆ โดยใช้ของแค่ 3 อย่าง ที่หาได้ในห้องครัวแน่นอน
　
อุปกรณ์
- ไข่ไก่
- น้ำส้มสายชู
- แก้วน้ำ
　
1. นำน้ำส้มสายชูเทลงไปในแก้ว ให้ปริมาณสูงพอท่วมไข่
2. หย่อนไข่ลงไป
3. แช่ทิ้งไว้ประมาณ 72 ชั่วโมง หรือประมาณ 3 วัน
　
ผลลัพธ์คือหลังจากแช่ไข่ไว้ในน้ำส้มสายชูเป็นเวลา 72 ชั่วโมง จะทำให้เปลือกไข่หายไป!!
เป็นแบบนี้เนื่องจากเปลือกไข่นั้นประกอบไปด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต พอมาเจอกับกรดอะซิติกในน้ำส้มสายชูจึงเกิดการกัดกร่อน ทำให้เปลือกไข่ใสและนิ่มขึ้นนั้นเอง</detail><keywords>การทดลอง, ไข่โป๊, Soft Naked Egg</keywords><date>2017-11-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/669</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513937847.PNG</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1948"><Nid>668</Nid><title>Nuclear All Around</title><source>http://www.stkc.go.th/content/nuclear-all-around</source><detail>ร่วมผจญภัยไปกับบทเรียนความรู้ด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ Nuclear All Around ในรูปของเกมค้นหาวัตถุ ที่เสริมสร้างความรู้ ทักษะด้านการสังเกต และการค้นหาวัตถุที่เกี่ยวข้องกับรังสีนิวเคลียร์ไปกับเรา
　
ดาวน์โหลด iOS : https://itunes.apple.com/th/app/nuclears-all-around/id1095951572?mt=8
　
ดาวน์โหลด Android : https://play.google.com/store/apps/details?id=th.go.most.nuclear
　
ดู Application อื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ http://www.stkc.go.th/content/nuclear-all-around
　
#STKC #วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี #NuclearAllAround</detail><keywords>Nuclear All Around, application</keywords><date>2017-11-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/668</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513937700.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1949"><Nid>666</Nid><title>เพราะอะไร เวลาที่หิมะตก เราจึงต้องโรยเกลือที่ถนน</title><source>http://ecogonat.blogspot.com/2014/05/blog-post.html</source><detail>เคยสงสัยไหม ในหนังเวลาหิมะตกหนาๆ ต้องโรยเกลือเป็นกระสอบๆ?
　
เวลาหิมะตกหนักๆ ที่ต่างประเทศ จะเป็นอุปสรรคต่อการใช้รถใช้ถนนมากเลยครับ เพราะหิมะจะกองหนาเต็มถนน ขัดขวางการจราจร
　
เมื่อวันก่อนเราได้พูดเรื่องเกลือลดจุดเยือกแข็งไปแล้ว เขาใช้หลักการเดียวกันครับ โดยโรยเกลือลงไปบนหิมะ
　
ผลที่ได้คือ หิมะจะมีจุดเยือกแข็งที่ต่ำลง ในขณะที่อุณหภูมิภายนอกเท่าเดิม น้ำแข็งจึงละลายกลายเป็นน้ำ เนื่องจากอุณหภูมิไม่ต่ำพอถึงจุดเยือกแข็งนั่นเอง เมื่อหิมะละลายกลายเป็นน้ำแล้ว ก็สามารถขับขี่ไปต่อได้ แต่ต้องระวังนะครับ เพราะถนนจะเปียกและลื่นมากครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</detail><keywords>หิมะ, เกลือ</keywords><date>2017-12-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/666</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513911774.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1950"><Nid>656</Nid><title>ความลับของไอติมหลอด</title><source>http://ecogonat.blogspot.com/2014/05/blog-post.html</source><detail>ทำไมเวลาทำไอติมหลอด ถึงต้องใส่เกลือในน้ำล่ะ?
　
ปกติแล้ว ถ้าเราจะทำให้น้ำหวานในหลอดไอติมกลายเป็นน้ำแข็งได้ เราก็ต้องแช่ในสิ่งที่อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 0 องศาหรือต่ำกว่า เช่น ตู้แช่แข็ง ใช่ไหมล่ะครับ? ❄
　
ดังนั้นเราก็ต้องทำให้น้ำที่แช่ไอติมในถังด้านล่างมีอุณหภูมิต่ำกว่า 0 องศาเช่นกัน แต่ถ้าทำอย่างนั้นน้ำในถังก็จะกลายเป็นน้ำแข็งไปเสียก่อนล่ะสิ? ☃
　
เขาจึงใส่เกลือลงไปผสมกับน้ำในปริมาณที่เข้มข้น ผลลัพธ์ที่ได้คือ น้ำผสมเกลือที่อยู่ในถังด้านล่าง จะมีจุดเยือกแข็งที่ต่ำลง หรืออธิบายง่ายๆ ว่า น้ำจะไม่กลายสภาพเป็นน้ำแข็งที่ 0 องศา จึงสามารถใช้แช่น้ำหวานในหลอดให้กลายเป็นไอติมได้นั่นเองครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</detail><keywords>ไอติมหลอด, ไอศกรีม</keywords><date>2017-12-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/656</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513768057.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1951"><Nid>653</Nid><title>"แสงออโรรา" ดวงวิญญาณหรือวิทยาศาสตร์</title><source>https://teen.mthai.com/variety/73134.html</source><detail>ในสมัยโบราณนานมาแล้วเชื่อกันว่า ปรากฏการณ์แสงออโรรานั้นมาจากการรวมตัวของวิญญาณ เพื่อที่จะสื่อสารกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลก จนเมื่อปี 1896 ที่วิทยาศาสตร์เราเจริญก้าวหน้าพอจะอธิบายปรากฏการณ์ได้ดังนี้ 
　
เมื่อผิวดวงอาทิตย์ปะทุขึ้น จะปลดปล่อยอนุภาคอิเล็กตรอนออกไปทุกทิศทุกทางไปในห้วงอวกาศ หรือเรียกว่า ลมสุริยะ (Solar Wind)
　
เมื่ออิเล็กตรอนเหล่านั้นเข้าใกล้โลก จะถูกขั้วแม่เหล็กโลกดูดเข้ามา ขณะที่อิเล็กตรอนผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศโลก จะกระทบกับอะตอมหรือโมเลกุลของแก๊สต่างๆ ที่ล่องลองอยู่ในชั้นบรรยากาศ และเกิดการเรืองแสงเป็นสีต่างๆ จนกลายเป็นปรากฏการณ์แสงออโรรา ซึ่งถ้าเกิดบริเวณขั้วโลกเหนือ จะเรียกว่าแสงเหนือ ถ้าเกิดบริเวณขั้วโลกใต้ จะเรียกว่าแสงใต้นั่นเองครับ
　
ดังนั้นหากเพื่อนๆ อยากไปชมปรากฏการณ์นี้ด้วยตัวเองสักครั้ง ก็ต้องไปประเทศที่อยู่บริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ เช่น แคนาดา, รัฐอลาสก้าของสหรัฐอเมริกา, นอร์เวย์, สวีเดน, ฟินแลนด์ และ รัสเซีย นะครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</detail><keywords>แสงออโรรา, Aurora</keywords><date>2017-12-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/653</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513675112.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1952"><Nid>652</Nid><title>สรรพคุณของไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate) ยาแก้เมารถ เรือ เครื่องบิน</title><source>https://medthai.com/ไดเมนไฮดริเนต</source><detail>มาดูเจ้าเม็ดจิ๋วแต่แจ๋ว คู่ใจนักเมารถ
　
ไดเมนไฮดริเนต หรือที่เห็นตามแผงขายยาในชื่อ ดรามามีน (Dramamine), ไดมิน (Dimin), ไดโมเนท (Dimonate) หรือ นาวาเมด (Navamed) 
　
เป็นยาในกลุ่มแก้แพ้ ซึ่งจะออกฤทธิ์ต้านหรือยับยั้งสาร ฮิสตามีน (Histamine) ซึ่งสารตัวนี้ทำให้เราเกิดอาการแพ้ต่างๆ เช่นอาการเมารถ เมาเรือ คลื่นไส้ แต่เจ้ายาตัวนี้ก็จะมีผลข้างเคียงตามมาคืออาการง่วงนอนนั่นเองครับ
　
ด้วยความที่ยาตัวนี้มีราคาถูก และหาซื้อง่าย (ร้านสะดวกซื้อที่เปิด 24 ชั่วโมงก็มีขาย) จึงได้รับความนิยมมาก เพราะฉะนั้นหากครั้งหน้าคุณมีแผนจะเดินทาง ก็อย่าลืมพกเจ้า ไดเมนไฮดริเนต ติดตัวไว้ด้วยนะครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์</detail><keywords>ยา, ยาแก้เมารถ, ไดเมนไฮดริเนต, Dimenhydrinate</keywords><date>2017-12-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/652</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513674616.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1953"><Nid>651</Nid><title>ทำไมอ่านหนังสือบนรถแล้วถึงปวดหัว?</title><source>https://th.wikihow.com/หลีกเลี่ยงอาการคลื่นไส้เวลาอ่านหนังสือในรถ</source><detail>เพื่อนเคยเป็นสงสัยไหมครับ ทำไมอ่านหนังสือ หรือแชท LINE บนรถนานๆ แล้วปวดหัว คลื่นไส้?
　
นั่นเป็นเพราะว่า เวลาสายตาเราจดจ่ออยู่กับหนังสือหรือหน้าจอโทรศัพท์ที่ไม่มีการเคลื่อนที่ ดวงตาจะส่งสัญญาณไปยังสมองบอกว่า ร่างกายไม่มีการเคลื่อนไหว ซึ่งขัดแย้งกับสัญญาณจากหูชั้นใน, กล้ามเนื้อ หรือข้อต่อต่างๆ ที่รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวจากการสั่นสะเทือนของรถ ความขัดแย้งของสัญญาณนี้ส่งผลให้เกิดอาการเมารถนั่นเอง
　
วิธีแก้ปัญหาเบื้องต้น - ให้ละสายตาจากการอ่านทุกๆ ช่วงเวลาสั้นๆ และให้มองออกไปบนท้องฟ้า จะช่วยให้ดวงตาจับสัญญาณได้สอดคล้องกับร่างกายดีขึ้น และบรรเทาอาการต่างๆ ได้นั้นเองครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์</detail><keywords>อ่านหนังสือ</keywords><date>2017-12-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/651</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513674515.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1954"><Nid>650</Nid><title>การชาร์จไร้สาย ทำงานอย่างไร? แล้วไฟเข้ามาทางไหน?</title><source>http://www.samsung.com/th/article/charge/</source><detail>เทคโนโลยีทุกวันนี้ล้ำหน้ามากจริงๆ ครับ ใครจะเชื่อว่า วันหนึ่งเราจะเข้าสู่ยุคชาร์จแบตไร้สายได้ หลายคนถามเข้ามาว่า แล้วมันทำได้ยังไง? ไฟฟ้าเดินทางผ่านอากาศเข้ามาหรือเปล่า? มาดูคำตอบกันเลยครับ
　
ด้วยเทคโนโลยี QI ใช้หลักการเหนี่ยวนำสนามแม่เหล็กตามหลักวิทยาศาสตร์มาใช้ครับ ซึ่งจำเป็นต้องติดตั้งเจ้า QI เข้าไปที่ ทั้งตัวอุปกรณ์ และตัวชาร์ตด้วย 
　
ทางด้านตัวชาร์ต : จะติดตั้ง QI โดยการนำขดลวดเคลือบน้ำยามาขดเป็นวงหลายๆ วงซ้อนกัน เมื่อส่งกระแสไฟฟ้าเข้าไปในขดลวด จะเกิดสนามแม่เหล็กบริเวณตรงกลางขดลวด
　
ทางฝั่งตัวรับพลังงาน : เขาจะฝัง QI ตัวนี้เข้าไปที่อุปกรณ์ เช่นโทรศัพท์มือถือ และจะมีชิปแปลงพลังงานติดอยู่ด้วย เมื่อ QI สัมผัสกับสนามแม่เหล็กจากตัวชาร์ต ชิปดังกล่าวจะแปลงคลื่นสนามแม่เหล็กกลับเป็นพลังงานไฟฟ้าและไหลออกมาทางขดลวด เพื่อนำไปชาร์จอุปกรณ์ของเรานั่นเองครับ
　
#STKC #วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</detail><keywords>ชาร์ตไร้สาย</keywords><date>2017-12-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/650</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513674309.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1955"><Nid>649</Nid><title>ไขข้อข้องใจ ทำไมปลั๊กบางอันมี 3 ขา บางอันมี 2 ขา</title><source>http://www.thepower.co.th/plug-3-pin/</source><detail>เคยสังสัยไหมครับ? ว่าปลั๊กที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เดี๋ยวก็มี 2 ขาบ้าง 3 ขาบ้าง มันแตกต่างกันยังไงบ้างนะ?
　
จริงๆ แล้วขาที่ 3 คือ "สายดิน" (Ground Wire) มีหน้าที่เชื่อมตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าไปหาพื้นดิน ในกรณีที่เกิดไฟรั่ว สายดินจะทำให้กระแสไฟฟ้าไหลลงดินแทนที่จะไหลผ่านตัวคนนั่นเอง
　
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นต้องมีสายดิน (ปลั๊ก 3 ขา) คือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ ที่เสี่ยงต่อการสัมผัสได้ เช่น เตารีด, เครื่องซักผ้า, หม้อหุงข้าว, กระทะไฟฟ้า, ไมโครเวฟ, แล็ปท็อป เป็นต้น 
　
เพราะฉะนั้น ให้สังเกตก่อนใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้ง ถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทนี้แล้วมีปลั๊กแค่เพียง 2 ขา ควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรใช้ เพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้นั้นองครับ
　
#STKC #วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</detail><keywords>ปลั๊กไฟ</keywords><date>2017-12-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/649</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513674092.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1956"><Nid>648</Nid><title>ประเทศท่องเที่ยวสุดฮิต ใช้ปลั๊กไฟแบบไหนกันบ้างนะ?</title><source>https://www.mangozero.com/plan-your-trip-international-plug, http://www.iec.ch/worldplugs/</source><detail>อ่านก่อนบิน!!
จะได้มีไฟฟ้าใช้กันนะครับ
　
ช่วงนี้น่าจะเป็นเทศกาลท่องเที่ยวของหลายๆ คน บางคนมีแพลนออกต่างประเทศเรียบร้อย นอกจากจะเตรียมเสื้อผ้า แพ็คกระเป๋าแล้ว อีกสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือ ปลั๊กไฟครับ เพราะปัจจุบันนี้มีปลั๊กมากถึง 14 แบบที่ใช้ทั่วโลก เอาปลั๊กไทยไปใช้ทั่วโลกไม่ได้นะครับ
　
มาดูกันดีกว่าว่า ประเทศยอดฮิตของคนไทย ใช้ปลั๊กแบบไหนกันบ้าง
　
#STKC #วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</detail><keywords>ปลั๊กไฟ</keywords><date>2017-12-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/648</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513671926.PNG</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1957"><Nid>647</Nid><title>[วันนี้ในอดีต] วันกำเนิดรางวัลโนเบลครั้งแรกของโลก</title><source>http://www.rmutphysics.com/charud/naturemystery/sci3/day/12-dec.htm</source><detail>นอกจากจะเป็นวันรัฐธรรมนูญของไทยแล้ว รู้ไหมวันนี้เมื่อปี 1901 ก็มีเหตุการณ์สำคัญทางวิทยาศาสตร์ของโลกเกิดขึ้นด้วยนะ
　
ในปี 1901 มีการตัดสินรางวัลโนเบล Nobel Prizes เป็นครั้งแรกของโลก ตามความต้องการของ Alfred Nobel, นักเคมีชาวสวีเดน เป็นรางวัลประจำปีระดับนานาชาติ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการสแกนดิเนเวีย พิจารณาผลงานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์ที่โดดเด่น หรือสร้างคุณประโยชน์ให้กับมนุษยชาติ ทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม โดยกษัตริย์สวีเดนเป็นผู้มอบรางวัลในครั้งแรกนี้ด้วยพระองค์เอง
　
#STKC #วันนี้ในอดีต #NobelPrize</detail><keywords>วันนี้ในอดีต, รางวัลโนเบล, Nobel Prize</keywords><date>2017-12-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/647</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513671621.jpg</img_link><category>มนุษยศาสตร์</category></row>
<row _id="1958"><Nid>646</Nid><title>นักเดินทางข้ามเวลามีจริง! อาการเมาเวลาก็มีจริง!!</title><source>https://travel.mthai.com/travel_tips/46288.html</source><detail>นักเดินทางข้ามเวลาที่เรากำลังจะพูดถึงไม่ใช่คนที่เดินทางไปในอดีตได้หรอกครับ แต่กำลังพูดถึงคนที่เดินทางข้ามเขตโซนเวลาด้วยความรวดเร็ว จนเกิดอาการเมาเวลา
　
ยกตัวอย่างถ้าเราเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังสหรัฐอเมริกา ที่มีเขตเวลาต่างจากเราถึง 12 เขต และมีเวลาช้ากว่าเรา 12 ชั่วโมงด้วยเครื่องบิน ร่างกายของเราจะยังคงทำงานเป็นไปตามรอบเวลาเหมือนอยู่ที่ประเทศไทย แต่เวลาของประเทศกลับตรงกันข้ามกัน จึงทำให้ร่างกายสับสน เช่น เวลาเที่ยงวันของประเทศไทย กลับเป็นเวลาเที่ยงคืนของที่นี่ จึงส่งผลกับกิจกรรมประจำวันของเรา เช่น ทำให้เรานอนไม่หลับ เป็นต้น และอาการแบบนี่เองที่เรียกว่า เจ็ทแล็ค (Jet Lag) นั่นเองครับ
　
โดยปกติแล้ว การข้าม 1 เขตเวลา จะต้องให้ร่างกายปรับตัวประมาณ 1 วัน แต่จากตัวอย่าง การข้าม 12 เขตเวลา จึงต้องใช้เวลาปรับตัวเกือบ 2 สัปดาห์เลยหล่ะครับ
　
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์ #JetLag</detail><keywords>Jet Lag</keywords><date>2017-12-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/646</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513671476.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1959"><Nid>645</Nid><title>หน้ากากออกซิเจนบนเครื่องบินทำงานอย่างไร</title><source>https://www.facebook.com/ThaiSmileAirways/photos/a.159610917477916.27422.159493430822998/290402871065386/?type=3&amp;theater</source><detail>วันก่อนรู้เรื่องความดันอากาศกันแล้ว วันนี้มาต่อเรื่องหน้ากากอ๊อกซิเจนบนเครื่องบินกันครับ
　
โดยปกติแล้วเครื่องบินจะมีระบบปรับแรงดันอากาศไว้ เพื่อให้อากาศภายในห้องโดยสารมีอ๊อกซิเจนเพียงพอกับการหายใจของมนุษย์
　
แต่หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น ระบบปรับความดันทำงานผิดปกติ หรือเครื่องบินเป็นรูทำให้อากาศจากด้านใน (ที่มีแรงดันอากาศสูงกว่า) ไหลออกข้างนอก ทำให้อ๊อกซิเจนไม่เพียงพอต่อการหายใจ หน้ากากอ๊อกซิเจนจะหล่นออกมาโดยอัตโนมัติ
　
เมื่อหน้ากากอ๊อกซิเจนถูกปล่อยออกมา ให้ทำการดึงหน้ากากลงมา การดึงนี้เองจะทำให้สารเคมีที่ใช้ผลิตอ๊อกซิเจนทำงาน ทำให้เรามีอ๊อกซิเจนใช้ในการหายในภายในเวลาประมาณ 10-15 นาที ระหว่างนั้นนักบินจะลดระดับการบินให้ต่ำกว่า 10,000 ฟุต ซึ่งเป็นระดับที่มีอ๊อกซิเจนเพียงพอ และค่อยหาที่จอดฉุกเฉินนั้นเองครับครับ
　
#STKC #วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</detail><keywords>หน้ากากออกซิเจน, เครื่องบิน</keywords><date>2017-12-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/645</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513671469.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1960"><Nid>644</Nid><title>ฝนเทียม สร้างได้อย่างไรนะ</title><source>http://www.realist.co.th/blog/ฝนหลวง-ในหลวง</source><detail>เนื่องจากวันนี้ 14 พฤศจิกายน เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง เราจะพาน้องๆ ไปรู้จักกับหลักการทำงานของฝนหลวงแบบง่ายๆ ทำอย่างไรถึงสร้างฝนเทียมได้</detail><keywords>ฝนหลวง, ฝนเทียม, พระบิดาแห่งฝนหลวง</keywords><date>2017-11-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/644</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513670919.jpg</img_link><category>วิศวกรรมเคมี</category></row>
<row _id="1961"><Nid>643</Nid><title>หูอื้อเวลาขึ้นเครื่องบินเกิดจากอะไร? แล้วแก้ไขยังไงดี?</title><source>https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1404808501</source><detail>ขึ้นเครื่องบินแล้วทำไมถึงหูอื้อ? แล้วแก้ยังไงดี?
　
ใครมีแผนจะไปเที่ยวด้วยเครื่องบินช่วงนี้ ต้องเตรียมสู้กับอาการหูอื้อให้ดีครับ วันนี้เรามีวิธีแก้อาการหูอื้อง่ายๆ มาฝาก แต่ก่อนอื่น เราไปทำความเข้าใจกันก่อนว่า อาการหูอื้อขณะเครื่องบินขึ้น-ลง เกิดจากอะไร
　
ในหูชั้นกลางของคนเรามีท่อที่เชื่อมกับด้านหลังโพรงจมูก เรียกว่า ท่อยูสเตเชี่ยน (Eustachian Tube) ทำหน้าที่ปรับความดันอากาศภายในหูกับความดันอากาศภายนอกให้เท่ากัน เช่น ทุกวันนี้เราอาศัยอยู่ในระดับพื้นดิน กลไกมนุษย์ก็จะปรับแรงดันภายในหู ให้เท่ากับข้างนอกเราจึงไม่มีอาการผิดปกติ
　
1. เมื่อเครื่องไต่ระดับขึ้นฟ้า (ยิ่งสูง แรงดันอากาศยิ่งน้อย) : ความดันในหูจะมากกว่าด้านนอก หูชั้นกลางจะทำการผลักอากาศออกไปด้านนอกผ่านทางแก้วหูและท่อยูสเตนเชี่ยน การที่แก้วหูถูกผลักออก ทำให้เราเกิดอาการหูอื้อหรือเจ็บหู
　
วิธีแก้ : กลืนน้ำลายบ่อยๆ หรือขยับกรามไปมา จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณปากท่อเปิด ลมภายในช่องหูชั้นกลางจึงถูกดันออกมาง่ายขึ้น
　
2. เมื่อเครื่องลดระดับสู่พื้น (ยิ่งต่ำ แรงดันอากาศยิ่งมาก) : ความดันในหูจะน้อยกว่าด้านนอก หูชั้นในจะทำการดูดอากาศจากภายนอกเข้ามาผ่านทางแก้วหูและท่อยูสเตนเชี่ยน เหมือนเดิม ทำให้แก้วหูถูกดันเข้าด้านใน ทำให้เราเกิดอาการหูอื้ออีกครั้ง
　
วิธีแก้ : ให้ใช้มืออุดจมูก แล้วเป่าลม ทำแก้มป่อง อากาศจะถูกดันเข้าช่องหูผ่านทางท่อยูสเตนเชียน และออกแรงผลักแก้วหูที่ถูกดันเข้ามาให้กลับสู่สภาสะปกติโดยเร็วนั่นเอง 
　
นอกจากอาการหูอื้อจะเกิดจากการขึ้นเครื่องบินแล้ว เรายังพบได้ในสถาณการณือื่นๆ ที่ความดันอากาศเปลี่ยนอย่างรวดเร็วอีกด้วย เช่น ขึ้นหรือลงลิฟท์ที่เร็วๆ เป็นต้น
　
#STKC #วิทยาศาสตร์การแพทย์</detail><keywords>หูอื้อ, เครื่องบิน</keywords><date>2017-12-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/643</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513670646.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="1962"><Nid>642</Nid><title>[วันสำคัญ] วันดินโลก</title><source>http://portal.edu.chula.ac.th/lesa_cd/assets/document/lesa212/8/soil/properties_soil/properties_soil.html</source><detail>เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทรงมีพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการฟื้นฟูดิน อันเป็นที่ยอมรับของสหประชาชาติ จึงมีมติแต่งตั้งให้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันประสูติของพระองค์ท่าน เป็นวันดินโลก (World Soil Day) วันนี้เราเลยจะพาน้องๆ มารู้จักกับส่วนประกอบของดินกันนะครับ
　
ดิน คือวัตถุธรรมชาติที่ปกคลุมผิวโลกอยู่ เกิดจากการแปรสภาพหรือผุพังของดิน แร่ และอินทรีย์วัตถุ (ซากพืช ซากสัตว์) ผสมคลุกเคล้ากัน โดยมีส่วนประกอบดังนี้
　
- อนินทรียวัตถุ (Mineral matter) 45% : ได้แก่ส่วนของแร่ต่างๆ ภายในหินซึ่งผุพังสึกกร่อนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย 
　
- อินทรียวัตถุ (Organic matter) 5% : ได้แก่ส่วนที่เกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังหรือสลายตัวของซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกัน
　
- น้ำ 25% : พบอยู่ในช่องระหว่างเม็ดดิน (Aggregate) หรืออนุภาคดิน (Particle)
　
- อากาศ 25% : อยู่ในที่ว่างระหว่างเม็ดดินหรืออนุภาคดิน ก๊าซส่วนใหญ่ที่พบทั่วไปในดิน ได้แก่ ไนโตรเจน ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์
　
#STKC #เกษตรศาสตร์ #วันดินโลก #WorldSoilDay</detail><keywords>วันดินโลก, World Soil Day</keywords><date>2017-12-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/642</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513670533.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1963"><Nid>640</Nid><title>[วันสำคัญ] วันต้านเอดส์โลก</title><source>https://hilight.kapook.com/view/31351</source><detail>องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปีเป็น "วันต้านเอดส์โลก" โดยมีจุดประสงค์เพื่อพยายามหยุดยั้งโรคเอดส์, ให้ความสนใจ ห่วงใย ผู้ที่ติดเชื้อ และให้ความรู้กับทุกคน
　
โรคเอดส์ (Acquired Immune Deficiency Syndrome) AIDS หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า Human Immunodeficiency Virus หรือที่เราคุ้นหูในชื่อ HIV ไวรัสตัวนี้จะเข้าไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์ ทำให้โรคต่างๆ สามารถเข้ามารุมเร้าผู้ป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิตในที่สุด
　
ปัจจุบันยังไม่มียารักษาตัวไหนมีประสิทธิภาพมากกว่าการป้องกัน เพราะฉะนั้นหากเลี่ยงไม่ได้ ต้องป้องกัน! ร่วมกันลดผู้ติดเชื้อรายใหม่ไปด้วยกันนะครับ
　
#STKC #สังคมศาสตร์ #วันต้านเอดส์โลก #WorldAidsDay</detail><keywords>วันต้านเอดส์โลก</keywords><date>2017-12-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/640</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513669289.jpg</img_link><category>สังคมศาสตร์</category></row>
<row _id="1964"><Nid>635</Nid><title>ใช้หลอดไฟแบบไหนประหยัดกว่ากัน</title><source>http://www.baanlaesuan.com/49408/the-editors/lamp/</source><detail>วันนี้เรามีวิธีประหยัดค่าไฟได้แบบง่ายๆ มาฝากกัน　ขั้นแรก สำรวจที่บ้านของตัวเองว่าใช้หลอดไฟแบบไหนอยู่ หากเป็นหลอดไส้ หรือหลอดตะเกียบ ให้ทำการเปลี่ยนเป็นหลอด LED
เนื่องจากหลอด LED มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย และปลอดภัย เพราะให้ความร้อนน้อย (จับแล้วไม่ค่อยร้อน) และที่สำคัญยังใช้พลังงานน้อยกว่า แต่ให้ความสว่างเท่ากับหลอดประเภทอื่น จึงเป็นเหตุผลที่ว่า เมื่อบิลค่าไฟออกมา เราใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าเดิม ประหยัดกว่าเดิม นอกจากจะช่วยลดการใช้พลังงานแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในบ้านได้อีกด้วย</detail><keywords>LED, หลอดไฟ, หลอดประหยัดไฟ</keywords><date>2017-11-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/635</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513668132.jpg</img_link><category>วิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ</category></row>
<row _id="1965"><Nid>634</Nid><title>วันนี้ในอดีต</title><source>http://www.rmutphysics.com/…/naturemyst…/sci3/day/11-nov.htm</source><detail>วันนี้ในปี 1945 มีการค้นพบ 2 ธาตุใหม่ อเมริเซียม (Americium) มีเลขอะตอม 95 ผลิตขึ้นจากพลูโตเนียมบริสุทธิ์ อาบด้วยรังสีนิวตรอน ค้นพบโดยชาวอเมริกา Seaborg, James, Morgan และ Ghiorso 
คูเรียม (Curium) มีเลขอะตอม 96 เป็นธาตุที่เกิดขึ้นในกระบวนการเดียวกัน โดยตั้งชื่อตามผู้ค้นพบ Pierre และ Marie Curie </detail><keywords>อเมริเซียม, Americium, อะตอม, รังสีนิวตรอน, คูเรียม, Curium</keywords><date>2017-11-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/634</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513667661.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="1966"><Nid>632</Nid><title>กินกล้วยก่อนนอน เช็คพลังงานก่อนด้วย</title><source> http://www.lovefitt.com/calories-m…/คุณค่าเเละพลังงานในกล้วย</source><detail>หลายคนชอบรับประทานกล้วย เวลาที่รู้สึกหิว บางคนใช้รับประทานแทนมื้อเย็นหรือก่อนนอนเพื่อลดน้ำหนัก บางคนเพลินๆ รับประทานที 2-3 ผล แบบนี้จะช่วยให้ผอมจริงไหม? เรามาดูพลังงานของกล้วยแต่ละชนิดกันก่อนดีกว่า 
กล้วยไข่ 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 28 แคลอรี่
กล้วยน้ำว้า 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 59 แคลอรี่
กล้วยหอม 1 ผล ให้พลังงานประมาณ 105 แคลอรี่
　
จะเห็นว่าได้ว่าพลังงานในกล้วยนั้นไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ เลย ถ้าเราเผลอรับประทานไปหลายๆ ผล ก็ให้พลังงานที่ค่อนข้างเยอะเหมือนกัน เอาเป็นว่าดูเอาไว้ และปรับใช้ให้เข้ากับตัวเอง</detail><keywords>กล้วย, กล้วยไข่, กล้วยน้ำว้า, กล้วยหอม, พลังงาน, แคลอรี่</keywords><date>2017-11-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/632</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513664881.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1967"><Nid>631</Nid><title>3 วิธีดับเผ็ดจากพริก และสารแคปไซซิน</title><source>https://www.dek-d.com/</source><detail>มาดู 3 วิธีแก้เผ็ด ด้วยเคล็ดวิทยาศาสตร์
ที่มนุษย์รู้สึกเผ็ด  เพราะเกิดจากการได้รับสารแคปไซซิน (Capsaicin) เข้าไปเกาะอยู่บริเวณลิ้นที่มีต่อมรับรสอยู่ ซึ่งสารนี้พบได้มากในแกนกลางของพริก ดังนั้นถ้าเราอยากจะสลายความเผ็ด เราก็ต้องหาวิธีกำจัดเจ้าสารแคปไซซินนี้ออกไป มาดูกันว่าสิ่งไหนใกล้ตัวจะช่วยเราได้บ้าง? ดื่มนมหรือผลิตภัณฑ์จากนม เนื่องจากในนมมีสารคาเซอินที่จะช่วยสลายสารแคปไซซินไปได้ นอกจากนมแล้วยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก เช่น โยเกิร์ต หรือชีส
 การดื่มน้ำอุ่น หรือซุปร้อนๆ ถึงแม้ว่าช่วงแรกจะทำให้รู้สึกเผ็ดร้อนมากขึ้น  แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะ สารแคปไซซินในปากจะค่อยๆ ละลาย และทำให้อาการเผ็ดบรรเทาลง
ดื่มน้ำมะนาว เนื่องจากสารแคปไซซินมีสภาวะเป็นด่าง การดื่มน้ำมะดาวที่มีกรดจะเข้าไปสลายสารแคปไซซินในช่องปากได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้น้ำผลไม้อื่นๆ ได้ เช่น น้ำมะเขือเทศคั้นสด หรือน้ำส้ม</detail><keywords>Capsaicin, ดับเผ็ดจากพริก, สารแคปไซซิน</keywords><date>2017-11-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/631</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513664405.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="1968"><Nid>629</Nid><title>ยุติปัญหาคาใจ ไก่กับไข่ไก่ อะไรเกิดก่อนกัน?</title><source>https://hilight.kapook.com/view/116530</source><detail>ตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อสรุปแล้วว่า "ไก่นั้นเกิดก่อนไข่ไก่" เพราะโปรตีนที่สร้างเปลือกไข่ไก่ มีเพียงแม่ไก่เท่านั้นที่สามารถผลิตได้ 
เนื่องจากแม่ไก่สามารถสร้างโปรตีนชื่อ เพื่อผลิตเป็นเปลือกไข่ไก่ ซึ่งโปรตีนชนิดนี้สามารถพบได้แค่ในรังไข่ของแม่ไก่เท่านั้น จึงสรุปได้ว่า ไก่เกิดก่อนไข่ไก่นั่นเอง</detail><keywords>ไข่, ไก่.</keywords><date>2017-11-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/629</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513658160.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์</category></row>
<row _id="1969"><Nid>626</Nid><title>ดื่มนมแล้วท้องเสีย หมายถึงแพ้นม แล้วควรเลิกดื่มนมจริงหรือ</title><source>https://health.kapook.com/view9602.html</source><detail>หลายคนเข้าใจผิดว่า เมื่อดิ่มนมแล้วเกิดอาการท้องเสีย คืออาการแพ้นมวัว บางคนอาจถึงขั้นเลิกดื่มนมไปเลยก็ได้ 
　แต่ที่จริงแล้วอาการนี้เป็นเพราะในนมมีน้ำตาลแลคโตส ซึ่งน้ำตาลชนิดนี้จะถูกย่อยด้วยน้ำย่อยแลคเตส ที่ร่างกายจะผลิตได้เมื่อตอนเป็นเด็กเท่านั้น พอโตขึ้นมาร่างกายจะค่อยๆ หยุดผลิต แต่สำหรับคนที่ดื่มนมเป็นประจำ ถึงแม้จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว ร่างกายจะเคยชินกับน้ำตาลแลคโตส และจะสร้างเอนไซม์ขึ้นมาย่อยน้ำตาลตัวนี้ได้เอง 　
ดังนั้นหากคนที่ดื่มนมแล้วท้องเสีย แก้ได้ด้วยวิธีค่อยๆ ดื่มทีละนิด และห้ามดื่มตอนท้องว่าง ให้ร่างกายค่อยๆ ชินกับน้ำตาลแลคโตส จนสามารถผลิตเอนไซม์ออกมาย่อยได้เอง ก็จะสามารถดื่มนมเหมือนคนทั่วไปได้แล้วล่ะครับ</detail><keywords>ท้องเสีย, แพ้นมวัว, นมวัว, น้ำตาลแลคโตส</keywords><date>2017-11-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/626</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513657327.jpg</img_link><category>เทคโนโลยีชีวภาพทางด้านการแพทย์</category></row>
<row _id="1970"><Nid>624</Nid><title>ย้อนรอยดู หน้าหนาวในประเทศไทย จังหวัดที่อุณหภูมิต่ำที่สุดในรอบ 65 ปี</title><source xsi:nil="true" /><detail>รู้แล้วจะหนาว!! ย้อนรอยดูจังหวัดที่เคยอุณหภูมิต่ำที่สุดในรอบ 65 ปี (พ.ศ. 2494 - พ.ศ. 2558)
เด็กรุ่นหลังๆ อาจจะไม่เคยรู้ว่า เมื่อก่อน ภาคกลาง รวมถึงภาคใต้ประเทศเรา ก็เคยมีอุณหภูมิเลขตัวเดียวด้วย แถมในบางพื้นที่ เช่น ภูกระดึง จ.เลย เคยอุณหภูมิต่ำสุดถึง -1.3 องศาเซลเซียสกันเลยทีเดียว 
แต่ในปัจจุบันที่ประเทศไทยมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี เนื่องมาจากปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming) ที่ไม่ได้เกิดกับประเทศไทยที่เดียว แต่ส่งผลกระทบในทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งเป็นปัญหาระดับนานาชาติที่ผู้นำทุกประเทศกำลังช่วยกันหาทางแก้ไขอยู่นั่นเอง</detail><keywords>อุณหภูมิ, ฤดูหนาว, ปรากฏการณ์โลกร้อน</keywords><date>2017-11-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/624</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513656417.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1971"><Nid>622</Nid><title>จุ่มช้อนส้อม</title><source>https://mgronline.com/onlinesection/detail/9580000112319</source><detail>เลิก!! จุ่มช้อนส้อมลงไปในหม้อหุงข้าวตามโรงอาหารได้แล้ว นอกจากไม่สะอาด เชื้อโรคยังเติบโตขึ้นอีกด้วย!! 
เพราะเชื้อโรคตัวฮิตอย่าง ไวรัสตับอักเสบเอ-บี หรือเชื้อติดต่ออื่นๆ  มักจะตายในอุณภูมิที่ 100 องศาเซลเซียส และใช้เวลานานกว่า 10 นาทีในการกำจัด คำถามคือ น้ำในหม้อร้อนขนาดนั้นและเราลวกนานขนาดนั้นหรือเปล่า?　
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำในหม้อหุงข้าวอุณหภูมิจะอยู่ที่ประมาณ 70 - 80 องศาเซลเซียสเท่านั้น ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่กระตุ้นให้เชื้อโรคต่างๆ เติบโต และขยายพันธุ์ได้ดีอีกต่างหาก ทำให้เราได้รับเชื้อโรคต่างๆ มากกว่าก่อนที่จะจุ่มลงไปเสียอีก　
เพราะฉะนั้น หากครั้งหน้าเราพบว่าน้ำในหม้อไม่เดือดปุดๆ  ห้ามจุ่มช้อนส้อมลงไปเด็ดขาด ปัจจุบันตามศูนย์อาหารหลายแห่งได้เปลี่ยนจากหม้อน้ำเป็นเครื่องอบช้อนยูวี ซึ่งม่ีประสิทธิภาพมากกว่าเรียบร้อยแล้วครับ</detail><keywords xsi:nil="true" /><date>2017-11-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/622</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513655817.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1972"><Nid>610</Nid><title>วงโครจร (orbit) คืออะไร</title><source>https://www.nstda.or.th/th/sci-kids-menu/11543-orbit</source><detail>วงโคจร คือเส้นทางซึ่งบางสิ่งเคลื่อนที่รอบวัตถุในอวกาศ ตัวอย่างเช่น ดวงจันทร์อยู่ในวงโคจรรอบโลก โลกอยู่ในวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ สถานีอวกาศนานาชาติอยู่ในวงโคจรรอบโลก </detail><keywords>วงโคจร, ดวงจันทร์, อวกาศ, โลก, สถานีอวกาศ</keywords><date>2017-12-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/610</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1513131191.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์</category></row>
<row _id="1973"><Nid>605</Nid><title>ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ตอนที่ 2 ฤดูกาล</title><source>http://www.lesa.biz/astronomy/astro-events/seasons</source><detail>ฤดูกาล (Seasons) เกิดจากโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์โดยที่แกนของโลกเอียง 23.5° ในฤดูร้อนโลกเอียงขั้วเหนือเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้ซีกโลกเหนือกลายเป็นฤดูร้อน และซีกโลกใต้กลายเป็นฤดูหนาว หกเดือนต่อมาโลกโคจรไปอยู่อีกด้านหนึ่งของวงโคจร โลกเอียงขั้วใต้เข้าหาดวงอาทิตย์ (แกนของโลกเอียง 23.5° คงที่ตลอดปี) ทำให้ซีกโลกใต้กลายเป็นฤดูร้อน และซีกโลกเหนือกลายเป็นฤดูหนาว

ประเทศไทยตั้งอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีน ขนาบด้วยมหาสมุทรอินเดียกับทะเลจีนใต้ จึงตกอยู่ในอิทธิพลของลมมรสุม (Monsoon) ทำให้ประเทศไทยมี 3 ฤดู ดังนี้ 
ฤดูร้อน: ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงกลางเดือนพฤษภาคม
ฤดูฝน: ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม ถึงปลายเดือนตุลาคม
ฤดูหนาว: ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม ถึงเดือนกุมภาพันธ์</detail><keywords>ฤดูกาล, Seasons, ดาราศาสตร์, โลก, ฤดูร้อน, ฤดูใบไม้ร่วง, ฤดูหนาว, ฤดูใบไม้ผลิ, ฤดูฝน, ลม, ฟ้า, ภูมิอากาศ</keywords><date>2017-12-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/605</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1512619181.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1974"><Nid>587</Nid><title>หยุดวิ่งกะทันหัน อันตรายถึงตาย</title><source>https://med.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article/หยุดออกกำลังกายกะทันห/</source><detail>การหยุดวิ่งกะทันหัน นั้นเป็นอันตรายมาก และอาจทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้</detail><keywords>วิ่ง, หยุดวิ่งกะทันหัน, ก้าวคนละก้าว</keywords><date>2017-11-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/587</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1511406832.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1975"><Nid>586</Nid><title>วิ่งอย่างไรไม่ให้เหนื่อยมาก</title><source>http://www.ohlor.com/วิธีวิ่งไม่ให้เหนื่อยมาก/</source><detail>


1.จัดสภาพร่างกายให้เหมาะสมก่อนวิ่ง: สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่บางคนอาจมองข้ามไป แต่ที่จริงมันจะช่วยให้คุณพร้อมสำหรับการวิ่งได้มากเลยทีเดียว
2.ใช้ท่าวิ่งที่ถูก: จำไว้ว่าการวิ่งแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน คุณไม่สามารถเอาวิธีวิ่งแบบหนึ่งมาใช้กับอีกแบบได้ ต่อไปนี้คือสิ่งสำคัญในการจัดท่าวิ่งของคุณ
3.หายใจให้ถูก: การหายใจที่ถูกคือการหายใจเป็นจังหวะทางปาก เช่น “เข้า เข้า ออก ออก” (2:2 Rhythm) หรือ “เข้า เข้า เข้า ออก ออก ออก” (3:3 Rhythm) โดยเป็นการหายใจด้วยส่วนท้องไม่ใช่อก ในขณะที่การหายใจที่ผิดคือการหายใจ “เข้า ออก” รัวๆ (1:1 Rhythm) ซึ่งจะทำให้คุณไม่สามารถนำอากาศเข้าไปได้อย่างเต็มที่ระหว่างวิ่ง ทั้งนี้หากคุณหายใจถูกวิธี คุณจะสามารถพูดไประหว่างวิ่งได้
4.ใช้รองเท้าที่ถูกต้อง: หลายคนเข้าใจผิดแล้วหยิบรองเท้ากีฬาอะไรก็ได้มาวิ่ง แต่ที่จริงแล้วรองเท้าแต่ละชนิดออกแบบมาเพื่อจุดประสงค์ที่ต่างกัน ดังนั้นคุณควรลงทุนซื้อรองเท้าให้เหมาะกับการวิ่งระยะไกล แล้วคุณจะเห็นผลลัพท์ที่ดีขึ้นอย่างมาก
5.เริ่มจากการวิ่งช้าๆ: คุณควรฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อดังนี้ (Resistant Training) เพื่อเพิ่มพลังในการวิ่งด้วยการยกเวทต่างๆในทุกส่วนตั้งแต่ร่างกายส่วนบนจนถึงขา จำไว้ว่าการจะวิ่งเร็วนั้นคุณต้องมีกล้ามเนื้อส่วนบนที่แข็งแรงด้วย ไม่ใช่กล้ามเนื้อขาอย่างเดียว
6.สลับเดิน วิ่ง: โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นมือใหม่ การสลับเดินวิ่งจะช่วยให้คุณสามารถค่อยๆปรับตัวและวิ่งได้นานขึ้น คุณไม่ควรหักโหมวิ่งรวดเดียวโดยไม่พักเลย เพราะท้ายสุดแล้วคุณจะเหนื่อยเกินและจะเผาผลาญพลังงานน้อยกว่าการสลับเดินวิ่งที่กินระยะนานกว่าอีก
7.พกน้ำ: เพราะน้ำจะช่วยให้คุณสดชื่นและพร้อมกับมาวิ่งได้อีก อีกทั้งยังทำให้การเผาผลาญพลังงานคุณดีขึ้น อย่างไรก็ดีคุณไม่ควรดื่มน้ำเยอะเกินไปเพราะจะทำให้จุก ควรจิบทีละนิดเพื่อให้ดับกระหายก็พอ
8.พักและกินระหว่างฝึก: คุณจะหยุดพักกินบ้างทุกๆ 30-60 นาทีขึ้นอยู่กับความแข็งแรง โดยคุณอาจกินผลไม้ที่ไม่หนักท้องมากเพื่อเพิ่มกำลังให้คุณวิ่งต่อได้ และคุณไม่ควรหักโหมวิ่งหนักๆไปรอบเดียว เพราะนั่นจะทำให้คุณไม่เหลือพลังในการฝึกที่เหลือเลย และจะทำให้ประสิทธิภาพในการฝึกน้อยลง
9.ฝึกวิ่งเร็ว: คุณไม่ควรจะฝึกวิ่งช้าๆแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะการฝึกวิ่งเร็วจะเพิ่มความทนทานและความแข็งแรงของหัวใจคุณได้ดีขึ้น อีกทั้งยังยกระดับความสามารถของกล้ามเนื้อคุณ และส่งผลให้คุณวิ่งได้นานด้วยในที่สุด
10.เพิ่มความยากขึ้นทีละนิด: คุณควรค่อยๆเพิ่มระยะหรือความเร็วให้มากขึ้นทีละนิด แต่อย่าหักโหม และพยายามมีระเบียบวินับกับการฝึกให้มากที่สุด ดังนั้นคุณควรจะบันทึกการฝึกของคุณไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อวิเคราะห์พัฒนาการของการฝึกของคุณ
11.ฝึกอย่างสม่ำเสมอ: จำไว้ว่ามันไม่ได้สำคัญว่าคุณเป็นนักกีฬามืออาชีพหรือไม่ที่จะวิ่งได้นาน แม้ว่าคนที่เคยเป็นนักกีฬามาก่อน แต่ถ้าขาดจากการฝึกมานาน ก็จะวิ่งได้แป๊ปเดียวแล้วเหนื่อยเร็ว
12.สร้างสภาพแวดล้อมในการฝึก: ไม่ว่าจะเป็นการชวนเพื่อนไปวิ่งหรือออกกำลังกายอื่นๆด้วยกัน เพราะมันจะดีกว่าคุณฝึกอยู่คนเดียว นอกจากนี้หากคุณมีเพื่อนเก่งๆเข้าร่วมการฝึกด้วย มันจะก่อให้เกิดสัญชาติญาณการแข่งขันซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ และมันจะทำให้คุณเก่งขึ้นโดยที่ไม่ต้องสงสัยเลย
</detail><keywords>วิ่ง, ออกกำลังกาย, ร่างกาย, กีฬา</keywords><date>2017-11-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/586</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1511405028.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1976"><Nid>579</Nid><title>น้ำทะเล</title><source>http://www.lesa.biz/earth/hydrosphere/sea-water</source><detail>น้ำทะเล 1 ลิตร (1,000 กรัม) มีเกลืออยู่ 35 กรัม ในบริเวณที่น้ำทะเลอุณหภูมิสูง มวลน้ำในมหาสมุทร มี 3 ระดับ คือ น้ำชั้นบน เทอร์โมไคลน์ และน้ำชั้นล่าง 
</detail><keywords>น้ำทะเล, มหาสมุทร, อุณหภูมิ</keywords><date>2017-11-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/579</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1510804848.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="1977"><Nid>570</Nid><title>ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ตอนที่ 1 กลางวันกลางคืน</title><source>http://www.lesa.biz/astronomy/astro-events/day-night</source><detail>โลกหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออก ทำให้เกิดกลางวันและกลางคืน ด้านที่หันรับแสงอาทิตย์เป็นกลางวัน  ด้านตรงข้ามที่ไม่ได้รับแสงอาทิตย์เป็นกลางคืน</detail><keywords>โลก, กลางวันกลางคืน, ดาราศาสตร์</keywords><date>2017-11-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/570</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1510042654.jpg</img_link><category>ดาราศาสตร์</category></row>
<row _id="1978"><Nid>566</Nid><title>กระทงลอยน้ำได้อย่างไร?</title><source>http://consolestar.blogspot.com/2013/01/blog-post.html</source><detail>กระทงลอยน้ำ...
กระทงจะลอยน้ำได้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของกระทง(วิทยาศาสตร์ใช้คำว่า มวล)
และปริมาตรของกระทง ถ้าหากนำค่าของน้ำหนักกระทงมาหารปริมาตรของ
กระทงแล้วมีค่าน้อยกว่า 1 กระทงนั้นก็จะลอยน้ำได้ แต่ถ้าทำให้กระทงนั้นหนัก
มากในขณะที่ปริมาตรน้อย เมื่อหาค่าออกมามากกว่า 1 กระทงนั้นก็จะจมน้ำลงไป

ลอยไปแล้วววว..แต่ดันคว่ำ
ความสมดุลของกระทงก็คือ จุดศูนย์ถ่วง ในทางวิทยาศาสตร์ อธิบายง่ายๆ
ว่า จุดศูนย์ถ่วงของกระทงนั้น เป็นเหมือนจุดรวมน้ำหนักทั้งหมดของกระทง
ถ้าจุดศูนย์ถ่วงนั้นอยู่ที่ขอบกระทง กระทงของเราก็จะตะแคงด้านขอบนั้นลง
เราก็จะเห็นกระทงคว่ำลง ถ้าจุดศูนย์ถ่วงอยู่ที่ด้านบนส่วนที่เราตกแต่ง
เมื่อมันคว่ำก็จะตีลังกากลับด้านทันที แต่ถ้าจุดศูนย์ถ่วงอยู่ในฐานกระทง
พอดี มันก็จะลอยไปได้ด้วยดี</detail><keywords>ลอยกระทง, น้ำ, ประเพณี</keywords><date>2017-11-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/566</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1509698111.jpg</img_link><category>โมเลกุลและเคมีฟิสิกส์</category></row>
<row _id="1979"><Nid>565</Nid><title>ข้างขึ้น...ข้างแรม</title><source>http://www.lesa.biz/astronomy/astro-events/moon-phases</source><detail>ข้างขึ้นข้างแรม (The Moon’s Phases) เกิดขึ้นเนื่องจากดวงจันทร์มีรูปร่างเป็นทรงกลม ไม่มีแสงในตัวเอง ด้านสว่างได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ แต่ด้านตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ถูกบังด้วยเงาของตัวเอง ดวงจันทร์โคจรรอบโลก ทำให้มุมระหว่างดวงอาทิตย์-ดวงจันทร์-โลก เปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไปวันละ 12 องศา  เมื่อมองดูดวงจันทร์จากโลก เราจึงมองเห็นเสี้ยวของดวงจันทร์มีขนาดเปลี่ยนไปเป็นวงรอบ ใช้เวลาประมาณ 30 วัน</detail><keywords>ข้างขึ้นข้างแรม, โลก, ระบบสุริยะ, วิทยาศาสตร์</keywords><date>2017-11-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/565</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1509683901.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1980"><Nid>536</Nid><title>10 วิธีสร้าง "เด็กฉลาด" แบบมีวิทยาศาสตร์รองรับ</title><source>http://www.sanook.com/women/84977/</source><detail>การที่ลูกๆ เรียนเก่งและเติบโตอย่างมีคุณภาพในอนาคต พ่อแม่ก็เลยต้องสรรหาวิธีการต่างๆ มาส่งเสริมทักษะให้ลูก 10 วิธีสร้างเด็กฉลาด แบบมีวิทยาศาสตร์รองรับ ให้คุณพ่อคุณแม่เลือกไปประยุกต์ใช้กับลูกๆ ได้เลย</detail><keywords>เด็กฉลาด, วิทยาศาสตร์</keywords><date>2017-10-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/536</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1508294437.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ</category></row>
<row _id="1981"><Nid>535</Nid><title>10 อาชีพวิทยาศาสตร์ ที่คนไม่รู้จัก</title><source>การเสวนาคุยกันฉันท์วิทย์</source><detail>มาทำความรู้จัก 10 อาชีพวิทยาศาสตร์ ที่คนไม่รู้จัก</detail><keywords>อาชีพ, วิทยาศาสตร์, นักวิทยาศาสตร์</keywords><date>2017-10-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/535</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1508292129.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี</category></row>
<row _id="1982"><Nid>510</Nid><title>พุงนี้...เธอได้แต่ใดมา</title><source>http://www.thaihealth.or.th/content/38405-พุงนี้เธอได้แต่%20ใด%20มา.html</source><detail>ภาวะอ้วนลงพุงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเองไม่ว่าชายหรือหญิง เพราะนอกจากจะส่งผลให้รูปร่างดูไม่ดีแล้ว ยังอาจมีโรคร้ายต่างๆตามมาด้วยเช่นกัน
ข้อมูลเพิ่มเติ่ม : http://med.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article/อ้วนลงพุง-สาเหตุของโรคอ/</detail><keywords>อ้วน, ไขมัน, ร่างกาย, สุขภาพ, กรรมพันธุ์, โรคภัย, fat, Body, health, heredity</keywords><date>2017-09-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/510</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1506413515.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1983"><Nid>509</Nid><title>3 วิธีลดคอเลสเตอรอล</title><source>http://www.sanook.com/health/7949/</source><detail>คอเลสเตอรอลเป็นศูนย์รวมของไขมันทุกชนิด มีทั้งดีและไม่ดี.....3 วิธีลดคอเลสเตอรอล
ข้อมูลเพิ่มเติ่ม : http://club.sanook.com/19334/ ผัก-ผลไม้-ชนิดใดที่ช่วยล/</detail><keywords>คอเลสเตอรอล, ไขมัน, สุขภาพ, ร่างกาย, อาหาร, Cholesterol, fat, health, Body, diet</keywords><date>2017-09-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/509</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1506394005.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1984"><Nid>498</Nid><title>ว่าด้วยเรื่องของโปรตีน</title><source>www.thaihealth.or.th/Content/37700-ว่าด้วยเรื่องของ...โปรตีน.html</source><detail>ทุกคนรู้ว่า “โปรตีน” คือสารอาหารสำคัญที่ร่างกายคนเราต้องการ เป็นสารอาหารหลักที่อยู่ในอาหารหลัก 5 หมู่ที่ทุกคนต้องกินในแต่ละวัน
ข้อมูลเพิ่มเติ่ม : https://th.wikipedia.org/wiki/กรดอะมิโน</detail><keywords>โปรตีน, สุขภาพ, ร่างกาย, เนื้อ, นม, ไข่, ถั่ว, อาหาร, protein, health, Body, meat, milk, eggs, nuts</keywords><date>2017-09-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/498</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1505979636.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1985"><Nid>497</Nid><title>เล่นน้ำหลังฝน...เสี่ยงพิษแมงกะพรุน</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/37902-เล่นน้ำหลังฝน%20เสี่ยงพิษแมงกะพรุน.html</source><detail>ในช่วงฤดูฝนมักจะพบแมงกะพรุนถูกคลื่นซัดเข้ามาชายหาดจำนวนมาก ทั้งมีพิษและไม่มีพิษ โดยแมงกะพรุนที่พบทั่วไปในทะเลไทยมีหลายชนิด เล่นน้ำหลังฝน...เสี่ยงพิษแมงกะพรุน</detail><keywords>แมงกะพรุน, สุขภาพ, ร่างกาย, ทะเล, น้ำฝน, ฤดูฝน, Jellyfish, health, Body, sea, rain</keywords><date>2017-09-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/497</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1505974479.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1986"><Nid>496</Nid><title>5 วิธีสอนเทคโนโลยีให้ผู้สูงอายุ </title><source>https://www.tkpark.or.th/tha/articles_detail/262/5-วิธีสอนเทคโนโลยีให้ผู้สูงอายุ</source><detail>ในปัญหาใหม่ที่อาจทำให้หลายๆ ครอบครัวไม่มีความสุขคงหนีไม่พ้น ‘เทคโนโลยี’ กับ ‘ผู้สูงอายุ’ ที่หลายครั้งดูจะไปด้วยกันไม่ค่อยได้นัก 5 วิธีสอนเทคโนโลยีให้ผู้สูงอายุ
ข้อมูลเพิ่มเติ่ม : https://th.wikipedia.org/wiki/เทคโนโลยี</detail><keywords>อายุ, เทคโนโลยี, การสอน, การเรียน, Age, Technology, Teaching, Studying</keywords><date>2017-09-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/496</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1505974218.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอื่นๆ</category></row>
<row _id="1987"><Nid>485</Nid><title>ตะไคร้ ชื่อนี้ไม่ได้มีไว้แค่ปัก</title><source>http://www.thaihealth.or.th/</source><detail>ตะไคร้จัดเป็นพืชผักสมุนไพรชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาประกอบอาหาร สำหรับดับกลิ่นคาวและช่วยเพิ่มรสชาติของอาหาร ตะไคร้ชื่อนี้ไม่ได้มีไว้แค่ปัก</detail><keywords>ตะไคร้, สุขภาพ, ร่างกาย, สมุนไพร, ผัก, Lemongrass, health, Body, herbs, vegetables</keywords><date>2017-09-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/485</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1504754832.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1988"><Nid>484</Nid><title>มะกรูด สมุนไพร หลากสรรพคุณ</title><source>https://health.kapook.com/view97811.html</source><detail>มะกรูดเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่ในสมัยโบราณ ไม่ว่าจะนำมาใช้ในการทำอาหาร ช่วยบำรุงสุขภาพเสริมความงาม หรือแม้แต่นำมาปลูกเพื่อเป็นสิริมงคล มะกรูด สมุนไพร หลากสรรพคุณ</detail><keywords>มะกรูด, สุขภาพ, ร่างกาย, ไล่แมลง, ดับกลิ่น, บำรุงผม, Bergamot, health, Body, insect repellent, deodorant, hair care</keywords><date>2017-09-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/484</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1504750286.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1989"><Nid>481</Nid><title>หอมแดง แก้หวัดคัดจมูก</title><source>http://www.thaihealth.or.th/</source><detail>หอมแดง เป็นพืชผักที่ปลูกเพื่อบริโภคส่วนของหัวหรือบัลบ์ เป็นพืชเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นที่นิยมปลูก และรับประทานกันมากของคนไทย หอมแดง แก้หวัดคัดจมูก</detail><keywords>หอมแดง, สุขภาพ, ร่างกาย, แก้หวัด, Shallots, health, Body, cold</keywords><date>2017-04-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/481</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1504683189.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1990"><Nid>475</Nid><title>ขิงประโยชน์และโทษที่คุณอาจคาดไม่ถึง</title><source>https://health.kapook.com/view95236.html	</source><detail>ขิงเป็นสมุนไพรที่สามารถใช้ทำอาหารและมีสรรพคุณในการรักษาโรค....เรามาดูกันว่าสมุนไพรดี ๆ อย่างขิงนั้นมีประโยชน์และโทษอะไรที่เราคาดไม่ถึงบ้าง 
ข้อมูลเพิ่มเติ่ม : https://th.wikipedia.org/wiki/เทอร์พีน</detail><keywords>ขิง, สุขภาพ, ร่างกาย, รักษาโรค, มะเร็ง, ท้องอืด, ไมเกรน, ginger, health, Body, treatment, cancer, flatulence, Migraine</keywords><date>2017-08-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/475</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1504146291.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1991"><Nid>474</Nid><title>7 สิ่งธรรมชาติพิชิตอาการไอ</title><source>http://www.manager.co.th/goodhealth/ViewNews.aspx?NewsID=9600000041831</source><detail>อาการไอ ปัญหาเล็กๆ ที่สร้างความรำคาญให้กับใครหลายคน อีกทั้งยังสร้างความรำคาญให้กับคนรอบข้างอีกด้วย...7 สิ่งธรรมชาติพิชิตอาการไอ</detail><keywords>ไอ, สุขภาพ, ร่างกาย, ภูมิคุัมกัน, ไข้หวัด, สมุนไพร, cough, health, Body, phlegm, flu, herbs</keywords><date>2017-08-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/474</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1504079196.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1992"><Nid>462</Nid><title>รักษาโรคด้วยดนตรี</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/37848-รักษาโรคด้วย%20‘ดนตรี’%20ก็ได้หรือ.html.</source><detail>ดนตรีมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายเรื่อง ทั้งลดความเจ็บปวด ลดความเครียด นอนไม่หลับ ตลอดจนควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ...รักษาโรคด้วยดนตรี 
ข้อมูลเพิ่มเติม : http://blackswallowmusic.blogspot.com/2015/06/blog-post.html</detail><keywords>ดนตรี, สุนทรียภาพ, สุขภาพ, บรรเลง, บันเทิง, สนุกสนาน, เต้น, Music, aesthetics, health, play, entertainment, fun, dance</keywords><date>2017-08-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/462</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1503625866.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1993"><Nid>461</Nid><title>10 อาหารสุขภาพที่มีวิตามิน E สูง</title><source>https://www.honestdocs.co/foods-high-in-vitamin-e</source><detail>วิตามิน E สารอาหารจำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย และยังมีสาร antioxidant ทำให้สามารถป้องกันการถูกทำลายของเซลล์จากสารอนุมูลอิสระได้...10 อาหารสุขภาพที่มีวิตามิน E สูง</detail><keywords>วิตามิน, แร่ธาตุ, สุชภาพ, ร่างกาย, สารอาหาร, อัลมอนด์, เฮเซลนัต, กีวี่, มะม่วง, มะเขือเทศ, บร็อกโคลี, ผักโขม, เมล็ดทานตะวัน, Vitamins, minerals, health, Body, nutrients, almonds, hazelnuts, kiwi, mangoes, tomatoes, broccoli, spinach, sunflower seeds</keywords><date>2017-08-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/461</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1503455396.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1994"><Nid>458</Nid><title>10 ประโยชน์ของกระเทียม</title><source>http://www.sanook.com/health/8005/</source><detail>“กระเทียม” เป็นส่วนประกอบ และไม่ใช่แค่อาหารไทยเท่านั้น อาหารทั่วโลกก็ใช้กระเทียมเป็นส่วนประกอบ นอกจากจะเป็นส่วนประกอบของอาหารจานเด็ดหลายเมนูแล้ว ยังมีเหตุผลดีๆ ที่เราอยากให้คุณทานกระเทียมทุกวัน 10 ประโยชน์ของกระเทียม ข้อมูลเพิ่มเติ่ม : http://www.greenclinic.in.th/allicin.html</detail><keywords>กระเทียม, สุขภาพ, ร่างกาย, รักษาโรค, ความดันโลหิต, Garlic, health, Body, healing, blood pressure</keywords><date>2017-08-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/458</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1503281512.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1995"><Nid>449</Nid><title>7 ประโยชน์ของแอสไพริน...ที่อาจไม่เคยรู้ว่าทำได้</title><source>https://home.kapook.com/view175379.html</source><detail>ประโยชน์ยาแอสไพริน อีกหนึ่งตัวช่วยมหัศจรรย์ ที่จะทำให้งานบ้านและงานสวนเป็นเรื่องง่าย 7 ประโยชน์ของแอสไพริน...ที่อาจไม่เคยรู้ว่าทำได้</detail><keywords>ยารักษาโรค, ยาแอสไพริน, รักษาโรค, สุขภาพ, ร่างกาย, Medicine, aspirin, healing, health, Body</keywords><date>2017-08-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/449</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1503039362.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1996"><Nid>448</Nid><title>7 ประโยชน์ช็อกโกแลต</title><source>https://health.mthai.com/howto/health-care/9160.html</source><detail>ช็อกโกแลตเป็นอีกหนึ่งของหวานที่สาวๆหลายๆคนชื่นชอบ  แต่บางคนก็คิดว่าช็อกโกแลตหวานๆแบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพ แต่คุณอาจคิดผิดเพราะจริงๆแล้วช็อกโกแลตมีประโยชน์หลายด้านเลยทีเดียว 7 ประโยชน์ช็อกโกแลต</detail><keywords>ช๊อกโกแลต, สุขภาพ, ร่างกาย, ของหวาน, ลดความเครียด, Chocolate, health, Body, Desserts, Reduce Stress</keywords><date>2017-08-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/448</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1502940039.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="1997"><Nid>444</Nid><title>8 เทรนด์ในโลกดิจิทัล</title><source>https://www.tkpark.or.th/tha/articles_detail/283/8-เทรนด์ในโลกดิจิทัล</source><detail>โลกแห่งการเรียนรู้ไร้พรมแดนอัดแน่นไปด้วยความรู้มหาศาล คนในยุคนี้จึงมีโอกาสในการศึกษาเรียนรู้และค้นหาข้อมูลอยู่ตลอดเวลาจากแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายและเข้าถึงได้จากหลายช่องทาง  8 เทรนด์ในโลกดิจิทัล  ข้อมูลเพิ่มเติม : https://th.wikipedia.org/wiki/ดิจิทัล</detail><keywords>เทคโนโลยี, โลกดิจิตอล, การสื่อสาร, การเชื่อมต่อ, เครือข่าย, Technology, digital world, communication, connectivity, networking</keywords><date>2017-08-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/444</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1502849903.jpg</img_link><category>วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอื่นๆ</category></row>
<row _id="1998"><Nid>442</Nid><title>โรคร้ายกับการนอนไม่พอ</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/37859-โรคร้ายที่มากับการนอนไม่พอ.html</source><detail>การนอนหลับไม่เพียงพอหรือนอนมากจนเกินไป ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณร้าย ที่อาจทำให้สุขภาพร่างกายของเราแย่ลง…โรคร้ายกับการนอนไม่พอ</detail><keywords>สุขภาพ, ร่างกาย, การนอน, ป่วย, health, Body, sleep, sick</keywords><date>2017-08-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/442</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1502348256.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="1999"><Nid>440</Nid><title>เทคโนโลยี Bitcoin</title><source>https://moneyhub.in.th/article/bitcoin/</source><detail>Bitcoin สกุลเงินออนไลน์ชนิดหนึ่ง ซึ่งกำหนดโดยคอมพิวเตอร์เพื่อมุ่งหวังจะให้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเสมือนเงินตรา</detail><keywords>เงินตรา, ลงทุน, ผลกำไร, การขุด, เทคโนโลยี, แลกเปลี่ยน, currency, investment, benefit, Excavation, Technology, exchange</keywords><date>2017-08-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/440</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1502247121.jpg</img_link><category>วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เฉพาะฮาร์ดแวร์และการพัฒนาฮาร์ดแวร์</category></row>
<row _id="2000"><Nid>438</Nid><title>ผู้สูงอายุ 5 โรคฮิต</title><source>http://www.sanook.com/health/7613/</source><detail>เรากำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ เกือบทุกครอบครัวจะต้องมีผู้สูงอายุอยู่ในบ้าน ดังนั้นการเตรียมความพร้อมในด้านความรู้ ข้อมูล หรือวิธีการดูแลเกี่ยวกับผู้สูงอายุ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง....ผู้สูงอายุ 5 โรคฮิต ข้อมูลเพิ่มเติม : http://nutrition-r.blogspot.com/</detail><keywords>ผู้สูงอายุ, สุขภาพ, ร่างกาย, โรคภัย, คอลลาเจน, เวียนศีรษะ, กระดูกพรุน, ข้อเสื่อม, Elderly, health, Body, Disease, collagen, dizziness, Osteoporosis, osteoarthritis</keywords><date>2017-08-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/438</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1502157815.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="2001"><Nid>436</Nid><title>8 สารพิษในบุหรี่ ร้ายแรงมาก</title><source>http://www.thaihealth.or.th/content/36952-เปิด208%20สารพิษในบุหรี่%20ร้ายแรงมาก.html</source><detail>กรมการแพทย์ชี้สูบ "บุหรี่" ได้สารเคมีเป็นพิษมากกว่า 4,000 ตัว ก่อโรคมะเร็งหลายชนิด ทั้งคนสูบและคนรอบข้าง 8 สารพิษในบุหรี่ ร้ายแรงมาก </detail><keywords>สูบบุหรี่, สารพิษ, สุขภาพ, ร่างกาย, โรคมะเร็ง, Smoking, Toxins, health, Body, cancer</keywords><date>2017-08-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/436</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1502086944.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="2002"><Nid>433</Nid><title>ครีมหน้าขาว อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม</title><source>http://sukkaphap-d.com/อันตราย-จากครีมหน้าขาว/</source><detail>หลายคนอาจได้ยินข่าวเตือนเรื่องอันตรายจากครีมแก้ฝ้า-หน้าขาวที่ไม่ได้ผ่าน อย....ครีมหน้าขาว อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม </detail><keywords>ครีม, กันแดด, ฝ้า, หน้าขาว .สุขภาพ, ผิวหน้า, ร่างกาย, Cream, Sunscreen, translucent, White face, health, Face skin, Body</keywords><date>2017-08-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/433</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1501725725.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="2003"><Nid>431</Nid><title>ประโยชน์ของมะละกอ ผลไม้เพื่อสุขภาพต้านโรคได้</title><source>http://women.sanook.com/59039/</source><detail>มะละกอ ผลไม้ที่สามารถทานได้ทั้งดิบและสุก สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย  ช่วยบำรุงสุขภาพให้แข็งแรงและต้านโรคร้ายได้อีกด้วย</detail><keywords>มะละกอ, สุขภาพ, ร่างกาย, โรคภัย, ป้องกัน, มะเร็ง, ท้องผูก, บำรุงสมอง, บำรุงหัวใจ, papaya, health, Body, Disease, Prevention, cancer, constipation, Nourishing Brain</keywords><date>2017-08-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/431</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1501572417.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2004"><Nid>428</Nid><title>5 ผลไม้ที่ช่วยขับล้างของเสีย</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/36751-5%20ผลไม้ที่ช่วยขับล้างของเสีย%20.html</source><detail>สำหรับผลไม้บางชนิดนั้น....นอกจากความอร่อยแล้วยังมีสรรพคุณและคุณประโยชน์ดีๆอยู่มากมาย</detail><keywords>ผลไม้, ของเสีย, ร่างกาย, สุขภาพ, แอปเปิ้ล, สับปะรด, องุ่น, แตงโม, มะละกอ, Fruits, waste, Body, health, apples, Pineapple, grapes, watermelon, papaya</keywords><date>2017-07-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/428</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1501464401.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2005"><Nid>414</Nid><title>7 ประโยชน์ที่คุณควรหัวเราะ</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/37280-7%20ประโยชน์ที่คุณควรหัวเราะ.html</source><detail>การหัวเราะนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย...ทำให้ร่างกายหลั่งสารโดฟามีนที่ช่วยในการเรียนรู้และความทรงจำ 
http://www.thaihealth.or.th/Content/29054-7%20เทคนิค%20หัวเราะบำบัดกายเสริมใจ.html</detail><keywords>หัวเราะ, สุขภาพ, ร่างกาย, อารมณ์, ความคิด, Laugh, health, Body, emotion, thought</keywords><date>2017-07-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/414</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1500886652.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="2006"><Nid>413</Nid><title>เตือนกินสมุนไพร...ที่มีไฟโตเอสโทรเจน </title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/35530-เตือนกินสมุนไพร%20ที่มีไฟโตเอสโทรเจน.html</source><detail>สมุนไพรที่มีส่วนประกอบสารเคมีเป็นฮอร์โมนเพศหญิงไฟโตเอสโทรเจน หากกินต่อเนื่องปริมาณมากอาจเกิดโรคตามมา </detail><keywords>ไฟโตเอสโทรเจน, สมุนไพร, สุขภาพ, ผู้หญิง, โรคมะเร็ง, โรคหลอดเลือด, Phytoestrogen, herb, health, Lady, cancer, Vascular disease</keywords><date>2017-07-21 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/413</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1500626127.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2007"><Nid>410</Nid><title>ไขข้อข้องใจทุเรียน...ลดอ้วนจริงหรือ</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/36606-ไขข้อข้องใจ'ทุเรียน'ลดอ้วนจริงหรือไม่.html</source><detail>"ทุเรียน" จัดเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของประเทศไทยที่หลายคนนิยมรับประทาน การกินทุเรียนนั้นสามารถกินได้หากเป็นวัยหนุ่ม สาว คนที่ไม่มีโรคประจำตัวกินแล้วก็ควรหาวิธีเผาผลาญพลังงานออกอย่างถูกต้อง
http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2137/vitamin-e-tocopherol</detail><keywords>ทุเรียน, สุขภาพ, ร่างกาย, โรคอ้วน, คอเลสเตอรอล, แคลอรี่, ผลไม้, Durian, health, Body, Obesity, Cholesterol, calorie, fruit</keywords><date>2017-07-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/410</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1500525376.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2008"><Nid>407</Nid><title>คนไทยอายุ 35 ปี ควรตรวจมะเร็ง</title><source>http://www.thaihealth.or.th/content/2534-คนไทยอายุ%2035%20ปีขึ้นไป%20ควรตรวจมะเร็ง.html</source><detail>โรคมะเร็งคร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับ 1 ประชาชนที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง</detail><keywords>โรคมะเร็ง, สุขภาพ, ร่างกาย, มะเร็งตับ, มะเร็งปอด, มะเร็งลำไส้ใหญ่, มะเร็งเต้านม, มะเร็งปากมดลูก, ออกกำลังกาย, cancer, health, Body, liver cancer, Lung cancer, Colon cancer, Breast Cancer, Cervical cancer</keywords><date>2017-07-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/407</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1500436427.jpg</img_link><category>วิชาและงานบริการดูแลสุขภาพ-รวมการบริหารในโรงพยาบาล</category></row>
<row _id="2009"><Nid>405</Nid><title>พิซซ่า...กับไขมัน</title><source>https://www.thairath.co.th/content/893727</source><detail>พิซซ่า อาหารฟาสต์ฟู้ดที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันที่เป็นยุคของความเร่งรีบ หากทานให้พอเหมาะจะเป็นประโยชน์กับร่างกาย แต่หากทานมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ </detail><keywords>พิซซ่า, อาหาร, ไขมัน, สุขภาพ, ร่างกาย, คอเลสเตอรอล, Pizza, Food, fat, health, Body, Cholesterol</keywords><date>2017-07-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/405</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1499846547.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2010"><Nid>395</Nid><title>ทำสีผม...เสี่ยงมะเร็ง</title><source>https://health.kapook.com/view27833.html</source><detail>เรื่องความสวยงามกับวัยรุ่นเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะแฟชั่นการทำสีผมที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น</detail><keywords>สีผม, เคมี, สารอันตราย, ร่างกาย, โรคภัย, สุขภาพ, hair color, chemical, Dangerous substances, Body, Disease, health</keywords><date>2017-07-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/395</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1499395023.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="2011"><Nid>394</Nid><title>สารอันตรายในยาทาเล็บ</title><source>http://noobnim.in.th/toxic-in-nail-polish/</source><detail>แฟชั่นยอดฮิตของสาวๆ อีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ การทาเล็บ ซึ่งมีสารเคมีผสมอยู่มากมาย</detail><keywords>ยาทาเล็บ, สารเคมี, สารอันตราย, สุขภาพ, ร่างกาย, ผู้หญิง, nail polisher, chemicals, Dangerous substances, health, Body, Lady</keywords><date>2017-07-05 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/394</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1499227559.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="2012"><Nid>391</Nid><title>เลิกบุหรี่...ง่ายๆด้วยลูกอมสมุนไพร</title><source>http://www.most.go.th/main/th/news/executive-news/items/6449-most_6449</source><detail>วิธีเลิกสูบบุหรี่ด้วยตนเองอย่างง่ายๆ ไม่ว่าใครก็เลิกได้....เลิกบุหรี่ง่ายๆด้วยลูกอมสมุนไพร</detail><keywords>บุหรี่, สุขภาพ, ร่างกาย, อันตราย, โรคร้าย, สารพิษ, มลพิษ, มลภาวะ, สมุนไพร, กะเพรา, cigarette, health, Body, danger, deadly disease, poison, pollution, herb, sweet basil</keywords><date>2017-07-04 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/391</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1499150804.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="2013"><Nid>390</Nid><title>7 โรคร้ายป้องกันด้วยมะม่วง</title><source>https://www.ofezsoft.com/ประโยชน์มะม่วง/</source><detail>มะม่วงประกอบไปด้วยสารอาหาร และวิตามินหลายชนิดที่มีส่วนช่วยบำรุง และป้องกันการเกิดโรคต่างๆ</detail><keywords>มะม่วง, ผลไม้, โรคภัย, ร่างกาย, สุขภาพ, ภูมิต้านทาน, mango, fruit, Disease, Body, health, Immunity</keywords><date>2017-07-03 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/390</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1499054297.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2014"><Nid>389</Nid><title>4 คุณประโยชน์ดีๆของน้ำมันมะกอก</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/36229-4%20คุณประโยชน์ดีๆ%20ของน้ำมันมะกอก.html</source><detail>ก้าวแรกของการมีสุขภาพที่ดี เริ่มต้นที่ตัวเรา...4 คุณประโยชน์ดีๆของน้ำมันมะกอก</detail><keywords>น้ำมันมะกอก, สุขภาพ, ร่างกาย, เบาหวาน, คอเลสเตอรอล, Olive oil, health, Body, diabetes, Cholesterol</keywords><date>2017-06-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/389</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1498794416.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2015"><Nid>385</Nid><title>ห่วง "ไข้หวัดใหญ่ สายพันธ์ุ A" ระบาด</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/35338-ห่วง“ไข้หวัดใหญ่%20สายพันธุ์%20เอ”ระบาด.html</source><detail>โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยมักมีการระบาดใหญ่ในช่วงหน้าฝน เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม แล้วค่อยมาระบาดเล็กๆ อีกครั้งในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม</detail><keywords>ไข้หวัด, ร่างกาย, สุขภาพ, ป่วย, วัคซีน, cold, Body, health, sick, vaccine</keywords><date>2017-06-28 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/385</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1498616264.jpg</img_link><category>สาธารณสุขศาสตร์และอนามัยสิ่งแวดล้อม</category></row>
<row _id="2016"><Nid>376</Nid><title>กินไข่ ดื่มนม ช่วยส่วนสูง-ลดเสี่ยงกระดูกพรุน</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/36373-กินไข่%20ดื่มนม%20ช่วยส่วนสูง-ลดเสี่ยงกระดูกพรุน.html</source><detail>กระดูกพรุน คือ โรคที่มวลกระดูกมีการลดลงไม่ว่าจากสาเหตุใด ทำให้โครงสร้างของกระดูกอ่อนแอลงและแตกหักได้ง่ายขึ้น...กินไข่ ดื่มนม ช่วยส่วนสูง-ลดเสี่ยงกระดูกพรุน</detail><keywords>ไข่ไก่, นม, อาหาร, สุขภาพ, ร่างกาย, กระดูกพรุน, egg, milk, Food, health, Body, Osteoporosis</keywords><date>2017-06-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/376</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1497835679.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2017"><Nid>367</Nid><title>6 วิธีแก้ง่วง โดยไม่พึ่งกาแฟ</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/36338-6%20วิธีแก้ง่วง%20โดยไม่พึ่งกาแฟ.html</source><detail>6 วิธีแก้ง่วง โดยไม่พึ่งกาแฟ</detail><keywords>กาแฟ, สุขภาพ, ร่างกาย, การนอน, coffee, health, Body, Sleeping</keywords><date>2017-06-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/367</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1497343024.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์การแพทย์</category></row>
<row _id="2018"><Nid>363</Nid><title>อ้วนกลม...ระทมไต</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/35716-อ้วนกลม%20ระทมไต.html</source><detail>ความใส่ใจกับสุขภาพไต การตรวจคัดกรอง การรู้ปัจจัยความเสี่ยง ช่วยลดการเสื่อมของไต และลดภาวะโรคอ้วนได้</detail><keywords>อ้วน, น้ำหนัก, สุขภาพ, ร่างกาย, ไต, โรคภัย, fat, weight, Health Health, kidney, Disease</keywords><date>2017-06-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/363</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1497318564.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2019"><Nid>353</Nid><title>ไข่ต้ม ไขมันน้อยกว่า ไข่ดาว ไม่ทำให้เป็นโรคหัวใจ</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/2582-</source><detail>ไข่ต้ม ไขมันน้อยกว่า ไข่ดาว ไม่ทำให้เป็นโรคหัวใจ</detail><keywords>ไข่ไก่, ไข่เป็ด, สุขภาพ, ร่างกาย, โรคหัวใจ, คอเลสเตอรอล, egg, Duck egg, health, Body, heart disease, Cholesterol</keywords><date>2017-06-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/353</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1496905706.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2020"><Nid>352</Nid><title>4 อาหาร....ลดอาการตาแห้ง</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/36540-4%20อาหาร%20ลดอาการตาแห้ง.html</source><detail>การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีส่วนช่วยผลิตน้ำตาเพิ่มขึ้นได้... 4 อาหาร ลดอาการตาแห้ง</detail><keywords>อาหาร, สายตา, ตาแห้ง, สุขภาพ, ร่างกาย, Food, sight, Dry eyes, health, Body</keywords><date>2017-06-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/352</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1496903567.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2021"><Nid>343</Nid><title>6 ประโยชน์ของครีมกันแดด</title><source>https://www.ofezsoft.com/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%94-uv/</source><detail>6 ประโยชน์ของครีมกันแดด</detail><keywords>ครีมกันแดด, ผิว, สุขภาพ, ร่างกาย, แสงแดด, Sunscreen, skin, health, Body, sunlight, UV</keywords><date>2017-06-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/343</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1496803614.jpg</img_link><category>เวชศาสตร์เขตร้อน</category></row>
<row _id="2022"><Nid>342</Nid><title>วิวัฒนาการของแว่นตา </title><source>http://www.pttplc.com/th/Media-Center/Pages/PTT-Newsetters.aspx</source><detail>แว่นตา เป็นเลนส์ที่สวมอยู่ในกรอบ สำหรับใส่ข้างหน้าตา ปกติเพื่อปรับแก้การมองเห็น ป้องกันตา หรือเพื่อป้องกันรังสีเหนือม่วง
https://th.wikipedia.org/wiki/แว่นตา</detail><keywords>สายตา, แว่นตา, สุขภาพ, ร่างกาย, การมอง, สายตาสั้น, สายตายาว, sight, glasses, health, Body, Looking, Myopia, Farsightedness</keywords><date>2017-06-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/342</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1496802930.jpg</img_link><category>จักษุ-วิทยา</category></row>
<row _id="2023"><Nid>341</Nid><title>ดื่มนมวัว...แล้วทำไมท้องเสีย</title><source>http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&amp;view=item&amp;id=5708:2016-09-07-05-02-55&amp;Itemid=315</source><detail>นมวัว เป็น นมที่มีโปรตีนที่มีความจำเป็นต่อร่างกายครบถ้วน จึงถูกนำมาใช้ในการเลี้ยงดูทารกและเป็นที่นิยมในการบริโภคมากที่สุด แต่บางคนก็ไม่สามารถดื่มนมวัวได้เช่นกัน บางคนเกิดอาการแพ้ คือ มีผื่นคัน หรือบางคนเกิดอาการท้องเสีย</detail><keywords>ดื่มนม, น้ำนม, นมวัว, ท้องเสีย, สุขภาพ, ร่างกาย, Drink milk, milk, Cow's milk, diarrhea, health, Body</keywords><date>2017-06-07 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/341</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1496801307.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2024"><Nid>321</Nid><title>5 วิธีจัดการกับฮอร์โมนหิว</title><source> http://www.thaihealth.or.th/Content/19380-5%20วิธีจัดการกับฮอร์โมนหิว.html</source><detail>5 วิธีจัดการกับฮอร์โมนหิว</detail><keywords>สุขภาพ, ร่างกาย, ฮอร์โมน, อาหาร, health, Body, hormone, Food</keywords><date>2017-05-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/321</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1496197289.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2025"><Nid>320</Nid><title>พลังผักผลไม้หลากสี</title><source>http://www.lovefitt.com/healthy-f…/ประโยชน์ของผักผลไม้-5-สี/</source><detail>สีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นเม็ดสีที่พืชสร้างขึ้น ตามแต่ละลักษณะและชนิดของผักผลไม้นั้นๆ ซึ่งสีเป็นตัวบ่งบอกสารอาหารที่มีแตกต่างกัน 

</detail><keywords>ผัก, ผลไม้, สุขภาพ, ร่างกาย, อาหาร, โรคภัย, Vegetable, fruit, health, Body, Food, Disease</keywords><date>2017-05-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/320</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1496196743.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="2026"><Nid>314</Nid><title>5 อาหารต้านมะเร็งราคาถูก หาทานง่าย </title><source>http://health.sanook.com/6109/</source><detail>5 อาหารต้านมะเร็งราคาถูก หาทานง่าย </detail><keywords>อาหาร, มะเร็ง, สุขภาพ, ร่างกาย, Food, cancer, health, Body</keywords><date>2017-05-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/314</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1495684188.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2027"><Nid>313</Nid><title>7 วิธี ลดอาการตาล้า</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/35550-7%20วิธี%20ลดอาการตาล้า.html</source><detail>การอ่านหนังสือหรือจ้องจอคอมพิวเตอร์ มือถือสมาร์ทโฟนนานๆ ทำให้การมองเห็นเกิดการพร่ามัวได้</detail><keywords>สายตา, ตา, สุขภาพ, งาน, คอมพิวเตอร์, แสง, แว่นตา, ร่างกาย, sight, eye, health, work, computer, light, glasses, Body</keywords><date>2017-05-25 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/313</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1495683744.jpg</img_link><category>จักษุ-วิทยา</category></row>
<row _id="2028"><Nid>309</Nid><title>6 ผู้พิทักษ์สู้ฤดูร้อน</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/36044-6%20ผู้พิทักษ์สู้ฤดูร้อน.html</source><detail>อากาศที่ร้อนระอุในฤดูร้อนนี้กับ 6 วิธีในการช่วยผ่อนคลาย</detail><keywords>ร้อน, แสงแดด, สุขภาพ, ร่างกาย, ผิวพรรณ, hot, sunlight, health, Body, skin</keywords><date>2017-05-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/309</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1495525586.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="2029"><Nid>293</Nid><title>กินเค็มเกิดโรคอะไร ?</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/35290-กินเค็ม...เกิดโรคอะไร.html</source><detail>เกลือ คือสารประกอบทางเคมีที่เรียกว่า โซเดียมคลอไรด์ ใช้ในการปรุงแต่งรสอาหารให้มีความเค็มหรืออาจใช้ในการถนอมอาหาร</detail><keywords>กินเค็ม, โรคไต, สุขภาพ, ร่างกาย, โรคภัย, Eat salty, kidney disease, health, Body, Disease</keywords><date>2017-05-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/293</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1494923889.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2030"><Nid>281</Nid><title>8 อาหารบำบัดความเครียด ดีทั้งต่ออารมณ์และสุขภาพ</title><source>http://women.sanook.com/56235/</source><detail>8 อาหารบำบัดความเครียด ดีทั้งต่ออารมณ์และสุขภาพ</detail><keywords>สุขภาพ, ร่างกาย, อาหาร, อารมณ์, ความเครียด, health, Body, diet, Food, emotion, strain</keywords><date>2017-05-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/281</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1494818846.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์สุขภาพ</category></row>
<row _id="2031"><Nid>258</Nid><title>เป็นโรคเก๊าต์ ทำไมชอบโทษไก่</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/35168-เป็นโรคเก๊าต์%20ทำไมชอบโทษ%20‘ไก่’.html</source><detail>โรคเกาต์ คือโรคที่เกิดจากภาวะกรดยูริคในเลือดสูงเป็นระยะเวลานานจนตกตะกอน ทำให้เกิดโรคข้ออักเสบ กรดยูริคสูงสัมพันธ์กับภาวะอ้วน พันธุกรรมในครอบครัว ในยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ และยาแอสไพริน และ โรคร่วม เช่น ความดันโลหิตสูง อาหารที่มีกรดยูริคสูง เป็นต้น</detail><keywords>ไก่, โรคเก๊าส์, สุขภาพ, ร่างกาย, chicken, gout, health, Body</keywords><date>2017-05-01 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/258</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1493623746.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2032"><Nid>245</Nid><title>ระวังอะฟลาทอกซินในอาหารแห้ง</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/35155-ระวัง%20%60อะฟลาทอกซิน%60%20ในอาหารแห้ง.html</source><detail>องค์การอนามัยโลก กำหนดให้สารอะฟลาทอกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมากชนิดหนึ่ง โดยปริมาณเพียง 1 ไมโครกรัมสามารถทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในแบคทีเรียและทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ หากได้รับอย่างต่อเนื่อง</detail><keywords>อะฟลาทอกซิน, อาหารแห้ง, สุขภาพ, ร่างกาย .อาหาร, aflatoxins, Dried food, health, Body, Food</keywords><date>2017-04-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/245</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1493280751.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2033"><Nid>236</Nid><title>8 ผลไม้ ที่กินแล้วไม่อ้วน</title><source>https://www.friendwhey.com/content/4615/แคลอรี่-calories-คืออะไร-อ่ะ</source><detail>ผลไม้ที่กินแล้วไม่อ้วน มีแคลอรีน้อยกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ เมื่อทานในปริมาณเท่าๆ กัน...ที่มา http://health.campus-star.com/general/2187.html  </detail><keywords>ผลไม้, อ้วน, น้ำหนัก, ผิวพรรณ, ร่างกาย, fruit, fat, weight, skin, Body</keywords><date>2017-04-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/236</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1493188007.jpg</img_link><category>โภชนาการ</category></row>
<row _id="2034"><Nid>222</Nid><title>ลิปสติก ต้นตอสารพัดโรค</title><source>http://www.vcharkarn.com/varticle/44045</source><detail>ลิปสติก  เป็นเครื่องสำอางที่ใช้แต่งริมฝีปาก เพื่อให้ความชุ่มชื้น ทำให้ริมฝีปากสวยงามและปกปิดความบกพร่องของริมฝีปาก หากลิปสติกมีส่วนผสมของสารต้องห้าม เช่น สารนิกเกิล โลหะ หรือสารตะกั่ว ซึ่งจะอยู่ในสีที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ก็จะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองอย่างรุนแรง เกิดพิษรุนแรง และพิษดูดซึมเข้าระบบทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่ามัว หรือทำให้ริมฝีปากปวดแสบปวดร้อน คัน เห่อแดง บวม หรือลอกเป็นขุย </detail><keywords>ลิปสติก, ปาก, สารเคมี, lipstick, Mouth, chemicals</keywords><date>2017-04-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/222</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1493024591.jpg</img_link><category>วิทยาศาสตร์เคมี</category></row>
<row _id="2035"><Nid>199</Nid><title>ประโยชน์ 10 ประการของการดื่มกาแฟดำ</title><source>http://haamor.com/th/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%99/</source><detail>กาเฟอีนมีรสขม มีคุณสมบัติกระตุ้นสมองส่วนกลาง (ระบบประสาทส่วนกลาง) และมีฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกายทางปัสสาวะ...กาแฟดำ หมายถึงกาแฟที่ไม่ใส่น้ำตาลและไม่ใส่คอฟฟี่เมท...ประโยชน์ 10 ประการของการดื่มกาแฟดำ ที่มา : http://www.healthmefit.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C-10-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%94/</detail><keywords>กาแฟ, สุขภาพ, นอนหลับ, ร่างกาย, coffee, health, sleep, Body</keywords><date>2017-04-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/199</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1491958939.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2036"><Nid>186</Nid><title>5 วิธีช่วยให้นอนหลับสนิท</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/35335-5%20วิธีช่วยให้นอนหลับสนิท.html</source><detail>การปฏิบัติตัวก่อนนอน 5 วิธีต่อไปนี้ ช่วยให้หลับได้ง่ายมากยิ่งขึ้น</detail><keywords>นอนหลับ, สุขภาพ, ร่างกาย, sleep, health, Body</keywords><date>2017-04-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/186</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1491882806.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2037"><Nid>185</Nid><title>6 เคล็ดไม่ลับป้องกันแดด</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/35031-6%20เคล็ด(ไม่)ลับป้องกันแดด.html</source><detail>แสงแดดคือสิ่งเราต้องพบเจออยู่ทุกวันยิ่งประเทศไทยของเรานั้นขึ้นชื่อว่าแดดแรงที่สุดแห่งหนึ่ง...6 เคล็ด(ไม่)ลับป้องกันแดด</detail><keywords>แสงแดด, รังสี, ผิว, สุขภาพ, sunlight, ray, skin, health</keywords><date>2017-04-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/185</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1491878870.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2038"><Nid>181</Nid><title>ดื่มน้ำน้อยเกินไป ทำสุขภาพพัง</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/35003-ดื่มน้ำน้อยเกินไป%20ทำสุขภาพพัง.html</source><detail>ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ และสูญเสียน้ำวันละเกือบ 2 ลิตรเศษ เมื่อร่างกายขาดน้ำ อวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด จึงควรดื่มน้ำให้ได้ราวๆ 1,500 - 2,000 มิลลิลิตรต่อวัน หรือ 6-8 แก้วต่อวัน</detail><keywords>น้ำ, ร่างกาย, สุขภาพ, water, Body, health</keywords><date>2017-04-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/181</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1491799374.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2039"><Nid>139</Nid><title>"วุ้นตาเสื่อม" ภัยเงียบใกล้ตัวมนุษย์เงินเดือน</title><source>http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1445237308</source><detail>น้ำวุ้นตาเสื่อม เมื่อเรากลอกตาวุ้นเหล่านี้ก็จะกระเพื่อม จึงเห็นเหมือนมีเงาลอยไปมา ซึ่งอาจมีรูปร่างแตกต่างกันหลายรูปแบบ เช่น จุดเล็กๆ คล้ายลูกน้ำ วงกลม หรือเป็นเส้นๆ คล้ายหยากไย่ หากเป็นมากจะมีอาการเห็นแสงสว่างคล้ายสายฟ้าแลบ และรู้สึกเหมือนขอบเขตการมองเห็นด้านข้างจะแคบลง เนื่องจากจอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอก..."วุ้นตาเสื่อม" ภัยเงียบใกล้ตัวมนุษย์เงินเดือน</detail><keywords>ดวงตา, วุ้นตาเสื่อม, สุขภาพ, ร่างกาย, การทำงาน, Eyes, Vitreous floater, health, Body, work</keywords><date>2017-03-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/139</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1490344427.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2040"><Nid>125</Nid><title>6 อัศวินช่วยลดไขมันในเส้นเลือด</title><source>http://inherb.blogspot.com/2015/01/6.html</source><detail>คอเลสเตอรอลเกิดจากการเกาะตัวกันของไขมันภายในผนังเส้นเลือด ถ้ามีปริมาณมากก็จะทำให้หลอดเลือดตีบและทำให้เลือดไหลผ่านได้ยากขึ้น...6 อัศวินช่วยลดไขมันในเส้นเลือด </detail><keywords>สุขภาพ, ร่างกาย, โรคไขมันในเลือด, คอเลสเตอรอล, health, Body, Blood fats, Cholesterol</keywords><date>2017-03-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/125</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1490168514.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2041"><Nid>124</Nid><title>8 ผลไม้กินแล้วผิวขาว</title><source>http://women.todayza.net/1430/</source><detail>ผลไม้ แหล่งอาหารที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย...8 ผลไม้กินแล้วผิวขาว </detail><keywords>ผลไม้, ผิวขาว, วิตามิน, สุขภาพ, ร่างกาย, fruit, White skin, vitamin, health, Body</keywords><date>2017-03-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/124</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1490167033.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2042"><Nid>123</Nid><title>'กล้วย' รักษาโรคกระเพาะ</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/34581-%27กล้วย%27%20รักษาโรคกระเพาะ.html</source><detail>กล้วย เป็นพรรณไม้ล้มลุกในสกุล Musa มีหลายชนิดในสกุล บางชนิดก็ออกหน่อแต่ว่าบางชนิดก็ไม่ออกหน่อ ใบแบนยาวใหญ่ ก้านใบตอนล่างเป็นกาบยาวหุ้มห่อซ้อนกันเป็นลำต้น ออกดอกที่ปลายลำต้นเป็น ปลี และมักยาวเป็นงวง มีลูกเป็นหวี ๆ รวมเรียกว่า เครือ &gt;&gt;&gt;สรรพคุณของกล้วยมีมากมาย เช่น ใช้รักษาโรคกระเพาะ
ที่มา
https://th.wikipedia.org/wiki/กล้วย 
https://medthai.com/ทริปโตเฟน/
</detail><keywords>กล้วย, โรคกระเพาะ, ร่างกาย, สุขภาพ, banana, Gastritis, Body, health</keywords><date>2017-03-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/123</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1490166860.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2043"><Nid>97</Nid><title>ประโยชน์ของสตรอเบอร์รี</title><source>https://health.kapook.com/view162653.html</source><detail>สตรอว์เบอร์รี (strawberry) เป็นสกุลไม้ดอกในวงศ์กุหลาบ ผลสามารถรับประทานได้ ในอดีตปลูกเป็นพืชคลุมดินให้กับต้นไม้ปลูกเลี้ยงอื่น มีมากกว่า 20 สปีชีส์ และมีลูกผสมมากมาย ผลของสตรอว์เบอร์รีมีรสชาติหลากหลายขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ มีตั้งแต่รสหวานจนถึงเปรี้ยว...&gt;&gt;&gt;ประโยชน์ของสตรอว์เบอร์รี่...ที่มา http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/2951/flavonoid</detail><keywords>สตรอเบอร์รี, สุขภาพ, ร่างกาย, ผิวพรรณ, Body, health, strawberry, skin</keywords><date>2017-03-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/97</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1489137447.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2044"><Nid>95</Nid><title>“สับปะรด” ของอร่อยคุณประโยชน์สูง</title><source>www.thairath.co.th/content/811121 https://th.wikipedia.org/wiki/สับปะรด</source><detail>“สับปะรด” ของอร่อยคุณประโยชน์สูง</detail><keywords>สับปะรด, ผลไม้, ร่างกาย, เอมไซม์, Pineapple, fruit, Body, enzyme</keywords><date>2017-03-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/95</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1489050380.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2045"><Nid>50</Nid><title>เกลือกับประโยชน์ต่อสุขภาพ</title><source>http://www.thailovehealth.com/nutrient/health-57345.html</source><detail>เกลือกับประโยชน์ต่อสุขภาพ
</detail><keywords>เกลือ, สุขภาพ, ร่างกาย, เค็ม, ฟลูออไรด์, Salt, health, Body, salty, Fluoride</keywords><date>2017-02-23 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/50</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488429074.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2046"><Nid>49</Nid><title>9 วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเป็นไข้หวัด</title><source>http://www.thailovehealth.com/disease/health-4084.html</source><detail>9 วิธีการปฏิบัติตัวเมื่อเป็นไข้หวัด
</detail><keywords>สุขภาพ, ร่างกาย, ไข้หวัด, เชื้อไวรัส, health, Body, cold, Virus</keywords><date>2017-02-22 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/49</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488428869.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2047"><Nid>48</Nid><title>กินแอปเปิ้ล...แล้วดียังไง</title><source>http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&amp;view=item&amp;id=4794:2015-09-0...</source><detail>ผลไม้ที่ให้พลังงานอย่างช้าๆ ในร่างกาย และอุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่และสารอาหารที่มีประโยชน์อีกหลายชนิด...กินแอปเปิ้ล แล้วดียังไง
</detail><keywords>แอปเปิ้ล, วิตามิน, สุขภาพ, ร่างกาย, ผลไม้, Apple, vitamin, health, Body, fruit</keywords><date>2017-02-20 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/48</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488428772.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2048"><Nid>47</Nid><title>ประโยชน์ของมะเขือเทศ</title><source>http://www.thailovehealth.com/nutrient/health-2576.html</source><detail>ประโยชน์ของมะเขือเทศ... น้ำมะเขือเทศ เป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณหลากหลาย และมีสารอาหารสำคัญมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของผิวสวย น้ำมะเขือเทศจึงเป็นเครื่องดื่มที่คุณผู้หญิงทั้งหลายนิยมดื่มกันมาก นอกจากการบำรุงผิวแล้วน้ำมะเขือเทศยังมีประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมาย โดยสารหลักที่เป็นประโยชน์ของ มะเขือเทศ ก็คือ “ไลโคปีน” มีมากใน มะเขือเทศ และแตงโม เป็นสารชนิดหนึ่งที่ช่อยต่อต้านอนุมูลอิสระ และจำเป็นในทุกช่วงอายุของคนเรา...มะเขือเทศ กิน/ดื่มอย่างไร ให้ได้ประโยชน์สูงสุด 
</detail><keywords>มะเขือเทศ, สุขภาพ, ร่างกาย, ผิวพรรณ, ผิวขาว, วิตามิน, tomato, health, Body, skin, White skin, vitamin</keywords><date>2017-02-08 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/47</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488428680.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2049"><Nid>46</Nid><title>หน้าที่และประโยชน์ของแคลเซียมในร่างกาย</title><source>http://www.thailovehealth.com/nutrient/health-57095.html</source><detail>หน้าที่และประโยชน์ของแคลเซียมในร่างกาย
</detail><keywords>สุขภาพ, ร่างกาย, แคลเซียม, กระดูก, อวัยวะ, health, Body, calcium, bone, organ</keywords><date>2017-01-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/46</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488428265.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2050"><Nid>45</Nid><title>เขื่อนใต้ดิน (Underground Dam)</title><source>http://dpm.nida.ac.th/main/index.php/articles/flood/item/214-แนวคิดการสร้างเขื่อนใต้ดินอีกทางเลือกเพื่อรับมืออุทกภัย</source><detail>น้ำบาดาลหรือน้ำใต้ดินที่ไหลจากที่สูงลงไปสู่ที่ต่ำกว่า ผ่านชั้นดินมีความพรุนสูงและมีอัตราการไหลซึมผ่านได้เร็ว ทำให้ปริมาณน้ำที่จะถูกกักเก็บในชั้นน้ำบาดาลนั้นมีปริมาณที่น้อยตามไปด้วย การก่อสร้างสิ่งที่คล้ายๆ กับกำแพงหรือเขื่อนใต้ดินที่สามารถกั้นน้ำบาดาลไม่ให้ไหลสะดวก หรือลดอัตราการไหลผ่านได้มากๆ ก็จะทำให้ระดับน้ำบาดาลบริเวณต้นน้ำของเขื่อนใต้ดินนี้สูงมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลให้มีปริมาณน้ำที่ถูกกักเก็บสูงมากขึ้นไปด้วย ที่มาของข้อมูล http://bgepa.dgr.go.th/2558/index.php/2015-11-03-06-09-51?id=10
</detail><keywords>เขื่อนใต้ดิน, น้ำใต้ดิน, น้ำบาดาล, เขื่อน, Underground dam, underground water, Groundwater, dam</keywords><date>2017-01-17 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/45</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488428042.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2051"><Nid>44</Nid><title>เก็บรักษาอาหารด้วยการแปรรูป</title><source>http://www.foodnetworksolution.com//wiki/word/1149/food-processing</source><detail>การเก็บรักษาอาหารโดยวิธีต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพที่ใกล้เคียงกับของสดมากที่สุด...เก็บรักษาอาหารด้วยการแปรรูป
</detail><keywords>อาหาร, การแปรรูป, บรรจุภัณฑ์, เทคโนโลยี, นวัตกรรม, สุขภาพ, Food, transformation, package, Technology, innovation, health</keywords><date>2017-01-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/44</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488427649.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2052"><Nid>42</Nid><title>สัตว์ทะเลหน้าตาแปลก...หายาก</title><source>http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2559_64_202_p31-32.pdf</source><detail>สัตว์ทะเลหน้าตาแปลก...หายาก ที่มา วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 64 ฉบับที่ 202 ประจำเดือน กันยายน ปีที่พิมพ์ 2559
</detail><keywords>สัตว์ทะเล, สัตว์สงวน, ทะเล, Sea animals, Reserve animals, sea</keywords><date>2017-01-11 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/42</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488427393.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2053"><Nid>41</Nid><title>ดูแลตับกับช่วงเวลา</title><source>http://www.goldenlifehome.com/tag/ดูแลตับกับช่วงเวลา/</source><detail>จะทำอย่างไรให้ตับเราแข็งแรง...ดูแลตับกับช่วงเวลา
</detail><keywords>ร่างกาย, สุขภาพ, ตับ, โรคภัย, Body, health, liver, Disease</keywords><date>2017-01-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/41</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488426776.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2054"><Nid>40</Nid><title>สมุนไพรต้านพิษ (สัตว์ร้าย)</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/34002-สมุนไพรต้านพิษ%20</source><detail>เมื่อสัตว์มีพิษกัด สมุนไพรหลายชนิดสามารถนำมาปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้...3 สมุนไพรต้านพิษ (สัตว์ร้าย)
</detail><keywords>สมุไพร, ล้างพิษ, สุขภาพ, ร่างกาย, สัตว์ร้าย, herb, detox, health, Body, Beast</keywords><date>2016-12-30 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/40</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488426670.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2055"><Nid>39</Nid><title>8 พฤติกรรม ทำร้ายสมอง</title><source>http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9590000120820</source><detail>สมอง อวัยวะสำคัญที่เป็นส่วนกลางของระบบประสาท พฤติกรรมที่ไม่ดีของคนเราจึงส่งผลร้ายต่อสมองทั้งในระยะสั้นและระยะยาวได้...8 พฤติกรรม ทำร้ายสมอง...แหล่งที่มาของข้อมูล http://www.okmd.or.th/bbl/articles/242/
</detail><keywords>สุขภาพ, ร่างกาย, สมอง, ความคิด, พฤติกรรม, health, Body, Brain, thought, behavior</keywords><date>2016-12-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/39</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488426438.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2056"><Nid>37</Nid><title>9  ตัวช่วยบอกลาเท้าเหม็น</title><source>http://campus.sanook.com/1383377/</source><detail>การหมักหมมของเหงื่อหรือน้ำที่อยู่ในรองเท้า ทำให้เชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิด กลิ่นเท้า ได้... 9 ตัวช่วยบอกลา เท้าเหม็น
</detail><keywords>กลิ่นเท้า, เชื้อโรค, แบคทีเรีย, สุขภาพ, รองเท้า, Foot odor, Disease, bacteria, health, shoes</keywords><date>2016-12-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/37</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488426104.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2057"><Nid>35</Nid><title>5 เคล็ดลับดูแลสุขภาพในช่วงหน้าหนาวอย่างได้ผล</title><source>http://women.sanook.com/blog/23987/</source><detail>มีสารพัดโรคที่เกิดขึ้นในช่วงฤดูหนาว เราจึงควรดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ…5 เคล็ดลับดูแลสุขภาพในช่วงหน้าหนาวอย่างได้ผล
</detail><keywords>สุขภาพ, ร่างกาย, อากาศหนาว, ไข้หวัด, health, Body, cold weather, cold</keywords><date>2016-12-16 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/35</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488419820.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2058"><Nid>34</Nid><title>ความล้ำหน้าของเทคโนโลยีด้านการแพทย์ด้วยโฮโลแกรม (Hologram)</title><source>http://ostc.thaiembdc.org/2016/?p=5290</source><detail>เทคโนโลยีโฮโลแกรม (Hologram) กับการพัฒนาเป็นสื่อการเรียนการสอนทางการแพทย์...ข้อมูลดี ๆ จาก สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำเดือนตุลาคม 2559 
</detail><keywords>เทคโนโลยี, ความก้าวหน้า, การแพทย์, โฮโลแกรม, สุขภาพ, ร่างกาย, Technology, progress, Medical, Hologram, health, Body</keywords><date>2016-12-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/34</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488356901.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2059"><Nid>32</Nid><title>เวลโคร (Velcro) แถบสำหรับปะยึด</title><source>https://th.wikipedia.org/wiki/เวลโคร</source><detail>เวลโคร (Velcro) แถบสำหรับปะยึด
</detail><keywords>เวลโคร, เทคโนโลยี, นวัตกรรม, Velcro, Technology, innovation</keywords><date>2016-12-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/32</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488341721.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2060"><Nid>31</Nid><title>กะพริบตา มีประโยชน์ต่อดวงตา</title><source> http://www.laservisionthai.com/health-corner/กระพริบตา-มีประโยชน์ต่อดวงตา</source><detail>การกะพริบตาเป็นกลไกป้องกันตัวเองตามธรรมชาติของร่างกายเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ดวงตา...กะพริบตา มีประโยชน์ต่อดวงตา
</detail><keywords>ดวงตา, กระพริบตา, สายตา, สุขภาพ, ร่างกาย, Eyes, blink, sight, health, Body</keywords><date>2016-12-02 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/31</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488340915.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2061"><Nid>30</Nid><title>การใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อฟื้นฟูป่าที่ถูกทำลาย</title><source> http://www.thaiscience.eu</source><detail>ระบบการปลูกต้นไม้โดยการอาศัยเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (unmanned aerial vehicle) หรือ โดรน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการปลูกต้นไม้แบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ไม่มีการใช้แรงงานคนเข้ามาเกี่ยวข้อง ปล่อยเมล็ดพันธุ์พืชที่มีไฮโดรเจลเป็นแหล่งอาหารและแร่ธาตุ และให้ความชุ่มชื้นเพื่อกระตุ้นให้เกิดการงอกของเมล็ดได้อย่างรวดเร็วขึ้น ทำให้สามารถปลูกต้นไม้จำนวนมากได้ในระยะเวลาอันสั้น...บทความ สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำเดือนสิงหาคม 2559
</detail><keywords>โดรน, เทคโนโลยี, ป่าไม้, ตัดไม้, ปลูกป่า, ความก้าวหน้า, Dan, Technology, Forest, Afforest, progress</keywords><date>2016-11-29 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/30</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488338985.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2062"><Nid>29</Nid><title>วิลลาร์ด เอส บอยล์ และ จอร์จ อี สมิธ ผู้สร้างเทคโนโลยีการถ่ายภาพด้วยเซนเซอร์ดิจิทัล</title><source>http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000118121</source><detail>จากกล้องฟิล์มถึงกล้องดิจิทัล - การเปลี่ยนแสงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าด้วยอุปกรณ์ซีซีดี (Charge-Coupled Device : CCD) สัญญาณไฟฟ้าที่ได้จะถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูลดิจิทัลที่สามารถนำไปใช้งานต่างๆได้
</detail><keywords>วิลลาร์ด เอส บอยล์, จอร์จ อี สมิธ, เทคโนโลยี, ถ่ายภาพ, เซนเซอร์ดิจิทัล, Willard S. Boyle, George E. Smith, Technology, Photography, Digital sensor</keywords><date>2016-11-24 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/29</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488338852.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2063"><Nid>28</Nid><title>4 สารพิษตกค้าง อันตรายที่ต้องระวัง</title><source> http://www.thaihealth.or.th/Content/27423-4.html</source><detail>การได้รับสารเคมีที่ปนเปื้อนในพืช ผัก ผลไม้ ที่วางขายในท้องตลาดส่งผลให้ผู้บริโภคมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งมีทั้งพิษแบบเฉียบพลัน เช่น คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ และพิษเรื้อรัง เช่น โรคผิวหนัง มะเร็ง โรคระบบประสาท...4 สารพิษตกค้าง อันตรายที่ต้องระวัง 
</detail><keywords>สุขภาพ, ร่างกาย, สารพิษ, อาหาร, พืชผัก, ผลไม้, health, Body, poison, Food, Vegetable, fruit</keywords><date>2016-11-18 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/28</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488337386.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2064"><Nid>26</Nid><title>กิน “ข้าวกล้อง” เป็นยา</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/33545-กิน%20“ข้าวกล้อง”%20เป็นยา.html www.เกร็ดความรู้.net/ข้าวกล้อง/</source><detail>ข้าวกล้อง (Brown Rice) หรือข้าวซ้อมมือ ข้าวแดง ข้าวอนามัย คือ เมล็ดข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีเพียงครั้งเดียว มีสีน้ำตาลอ่อนถึงเข้ม (แล้วแต่พันธุ์ข้าว) สีจะคล้ำกว่าข้าวขาว รสชาติมันปานกลาง ใช้ข้าวพันธุ์ใดมาทำข้าวกล้องก็ได้ และมีคุณค่าประโยชน์จากสารอาหารต่างๆ มากกว่าข้าวขาวธรรมดา เพราะผ่านการกะเทาะเปลือกออกเพียงครั้งเดียวทำให้เยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (รำ) ยังอยู่ ซึ่งเป็นส่วนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามินต่างๆ รวมทั้งกากใยอาหารที่มีมากกว่าในข้าวขาวถึง 3 เท่าทีเดียวในปริมาณเท่ากัน
</detail><keywords>ข้าวกล้อง, ข้าว, สุขภาพ, ร่างกาย, อาหาร, brown rice, rice, health, Body, Food</keywords><date>2016-11-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/26</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488337259.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2065"><Nid>25</Nid><title>รายงานความก้าวหน้า ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของโลกประจำปี ค.ศ. 2016</title><source>http://www.thaiscience.eu/</source><detail>10 อันดับประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีดิจิตอลและความพร้อมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมากที่สุดในโลกประจำปี ค.ศ. 2016...บทความ สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 
</detail><keywords>เทคโนโลยีสารสนเทศ, ความก้าวหน้า, เทคโนโลยี, วิทยาศาสตร์, ข่าวสาร, ความรู้, information technology, progress, Technology, science, message, knowledge</keywords><date>2016-11-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/25</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488337118.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2066"><Nid>24</Nid><title>ประวัติความเป็นมาของเส้นใยแก้วนำแสง</title><source>http://lms.icit.kmutnb.ac.th/moodle/FiberOptic/</source><detail>ข้อมูลตัวหนังสือ เพลง ภาพและวิดีโอถูกส่งกระจายไปทั่วโลกในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ด้วยการสื่อสารผ่านเส้นใยแก้วนำแสง...ประวัติความเป็นมาของเส้นใยแก้วนำแสง 
</detail><keywords>เส้นใยแก้วนำแสง, นักประดิษฐ์, นักวิทยาศาสตร์, Fiber optic, inventor, scientist</keywords><date>2016-10-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/24</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488336857.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2067"><Nid>23</Nid><title>7 วิธีผลิตไอเดียใหม่ได้ ไม่มีวันหมดมุก</title><source>http://learninghubthailand.com/7-way-to-generate-idea.html</source><detail>การสร้างตัวเองให้อยู่ในสภาวะที่เอื้อต่อการสร้างไอเดีย...7 วิธีผลิตไอเดียใหม่ได้ ไม่มีวันหมดมุก
</detail><keywords>ความคิด, งานอดิเรก, การเรียนรู้, thought, Hobbies, Learning</keywords><date>2016-10-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/23</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488336390.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2068"><Nid>22</Nid><title>ยาพาราเซตามอล กินให้ถูก...ไม่เสี่ยงอันตราย</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/33328-.html</source><detail>ยาพาราเซตามอล กินให้ถูก...ไม่เสี่ยงอันตราย
</detail><keywords>ยาพารา, สุขภาพ, ร่างกาย, ปวดหัว, ไข้หวัด, Paracetamol, health, Body, headache, cold</keywords><date>2016-10-31 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/22</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488336128.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2069"><Nid>21</Nid><title>ทีโอดอร์ เอช ไมแมน ผู้ประดิษฐ์แสงเลเซอร์คนแรกของโลก</title><source>http://wwa.scimath.org/socialnetw…/groups/viewbulletin/2447-</source><detail>ทีโอดอร์ เอช ไมแมน ผู้ประดิษฐ์แสงเลเซอร์คนแรกของโลก…ที่มา http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/76.pdf
 
</detail><keywords>นักประดิษฐ์, นักวิทยาศาสตร์, ทีโอดอร์ เอช ไมแมน, แสงเลเซอร์, inventor, scientist, Theodore H. Herman, Laser light</keywords><date>2016-10-26 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/21</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488336002.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2070"><Nid>20</Nid><title>การใช้ตัวอ่อนแมลง...เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารสัตว์</title><source>http://www.thaiscience.eu/index.php</source><detail>ความพยายามหาทางออกที่นำไปสู่ความยั่งยืนในระยะยาวด้วยการใช้ตัวอ่อนแมลงเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกในอาหารสัตว์ของสหภาพยุโรป...บทความ สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงบรัสเซลส์ วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 
</detail><keywords>อาหาร, สุขภาพ, แมลง, โปรตีน, ร่างกาย, Food, health, Insect, protein, Body</keywords><date>2016-10-10 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/20</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488335778.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2071"><Nid>19</Nid><title>การศึกษาสาขา STEM ในสหรัฐอเมริกา</title><source> http://ostc.thaiembdc.org/2016/?p=4768</source><detail>การจัดหลักสูตรสนับสนุนให้นักศึกษาระดับปริญญาตรีมีส่วนร่วมในการทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์เร็วขึ้น ภายใต้โครงการ Freshman Research Initiative (FRI)...บทความเพิ่มเติม สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชฑูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รายงานข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากวอชิงตัน 
</detail><keywords>การศึกษา, ปริญญา, ความรู้, ทุนการศึกษา, Education, degree, knowledge, scholarship</keywords><date>2016-10-06 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/19</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1488335260.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2072"><Nid>18</Nid><title>7 สาเหตุทำภูมิต้านทานต่ำ</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/34481-7%20สาเหตุทำภูมิต้านทานต่ำ.html</source><detail>สภาวะและพฤติกรรมที่ทำให้เกิดภูมิต้านทานต่ำนำมาซึ่งความเจ็บป่วยได้…7 สาเหตุทำภูมิต้านทานต่ำ
</detail><keywords>สุขภาพ, ร่างกาย, ภูมิต้านทาน, ภูมิคุ้มกัน, ความดันโลหิต, health, Body, Immunity, Blood, pressure</keywords><date>2017-02-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/18</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1487924063.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2073"><Nid>17</Nid><title>เตือน!! 5 เครื่องดื่มยอดฮิต กินมากเสี่ยงเบาหวาน</title><source> http://news.mthai.com/general-news/532124.html</source><detail>โดยเฉลี่ยแล้ว ปริมาณเครื่องดื่มหวานเพียง 1 แก้ว จะมีปริมาณน้ำตาลที่มากกว่าปริมาณที่ร่างกายควรได้รับ ซึ่งการดื่มน้ำหวานจะดูดซึมได้เร็วมากกว่าการกินอาหารหรือขนม...เตือน!! 5 เครื่องดื่มยอดฮิต กินมากเสี่ยงเบาหวาน
</detail><keywords>เบาหวาน, สุขภาพ, ร่างกาย, น้ำตาล, เครื่องดื่ม, น้ำหวาน, diabetes, health, Body, sugar, Sweetness, beverage</keywords><date>2017-02-09 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/17</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1487918505.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2074"><Nid>16</Nid><title>บริหารสมอง ป้องกันความเสื่อม</title><source>http://www.manager.co.th/qol/viewnews.aspx?NewsID=9560000070415</source><detail>การบริหารสมอง เป็นการป้องกันโรคทางสมองที่อาจเกิดขึ้น เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคไมเกรน สาเหตุมาจากความเสื่อมของระบบประสาทและสมอง...บริหารสมอง ป้องกันความเสื่อม
</detail><keywords>สมอง, ความจำ, อัลไซเมอร์, สุขภาพ, ร่างกาย, Brain, memory, Alzheimer, health, Body</keywords><date>2017-01-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/16</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1487918429.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2075"><Nid>15</Nid><title>ดื่มน้ำให้ถูกวิธี จุดเริ่มต้นสุขภาพดี</title><source> http://www.thaihealth.or.th/Content/34350-ดื่มน้ำให้ถูกวิธี%20จุดเริ่มต้นสุขภาพดี.html</source><detail>ดื่มน้ำให้ถูกวิธี จุดเริ่มต้นสุขภาพดี
</detail><keywords>ดื่มน้ำ, สุขภาพ, ร่างกาย, ผิวพรรณ, Drink Water, health, Body, skin</keywords><date>2017-01-12 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/15</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1487918292.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2076"><Nid>14</Nid><title>4 โรคแถม จากอาการปวดหัวไมเกรน</title><source>http://www.thaihealth.or.th/Content/33813-4%20%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%A1%20%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%99.html</source><detail>4 โรคแถม จากอาการปวดหัวไมเกรน
</detail><keywords>สุขภาพ, ร่างกาย, ปวดหัว, ไมเกรน, โรงพยาบาล, health, Body, headache, Migraine, hospital</keywords><date>2016-12-27 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/14</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1487918163.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2077"><Nid>13</Nid><title>นิ้วล็อค ภัยเงียบที่คุณควรรู้</title><source>http://hilight.kapook.com/view/22613</source><detail>ขยับนิ้วไม่ได้ จะยืดจะงอก็ไม่ได้…นิ้วล็อค ภัยเงียบที่คุณควรรู้
</detail><keywords>นิ้วล๊อค, สุขภาพ, ร่างกาย, ทำงาน, นิ้วมือ, Finger lock, health, Body, work, finger</keywords><date>2016-12-19 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/13</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1487917916.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2078"><Nid>12</Nid><title>9 วิธีสร้างภูมิคุ้มกัน โรคออฟฟิศซินโดรม</title><source>http://health.haijai.com/3611/</source><detail>เมื่อต้องทำงานในออฟฟิศเป็นเวลานาน ด้วยพฤติกรรมซ้ำๆ เดิมๆ หลายคนมีอาการร่วมกันหลายอย่าง บางคนชาตามมือและเท้า บางคนปวดตา บางคนเป็นภูมิแพ้ ฯลฯ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป อาการน่ารำคาญแบบนี้อาจลุกลามเป็นโรคที่รุนแรงได้…9 วิธีสร้างภูมิคุ้มกัน โรคออฟฟิศซินโดรม
</detail><keywords>ออฟฟิต ซินโดรม, สุขภาพ, ภูมิคุ้มกัน, โรคภัย, ทำงาน, Office syndrome, Healthy, Immunity, Disease, work</keywords><date>2016-12-15 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/12</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1487917533.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2079"><Nid>11</Nid><title>5 เทคนิคการจำแบบฉบับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์</title><source>http://campus.sanook.com/1376525/</source><detail>5 เทคนิคการจำแบบฉบับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
</detail><keywords>อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, ความคิด, ความจำ, ทักษะ, Albert Einstein, thought, memory, skill</keywords><date>2016-11-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/11</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1487916526.jpg</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2080"><Nid>10</Nid><title>รู้ไหมว่า ยุงชอบกัดคนประเภทไหน?</title><source>http://www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.com/who-attracts-mosquitoes/</source><detail>รู้ไหมว่า ยุงชอบกัดคนประเภทไหน? กรุ๊ปเลือดอะไรดึงดูดยุงมากที่สุด
</detail><keywords>ยุง, ไข้เลือดออก, เลือด, สุขภาพ, mosquito, Dengue, Blood, Healthy</keywords><date>2016-11-14 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/10</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1487911935.png</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2081"><Nid>9</Nid><title>14 ของกินเล่นไฟเบอร์สูง แก้ท้องผูกก็เวิร์ก</title><source>http://health.kapook.com/view156126.html</source><detail>14 ของกินเล่นไฟเบอร์สูง แก้ท้องผูกก็เวิร์ก
</detail><keywords>สุขภาพ, ท้องผูก, อาหาร, ขนม, ระบบขับถ่าย, Healthy, constipation, Food, candy, Digestive system</keywords><date>2016-10-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/9</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1487917252.png</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
<row _id="2082"><Nid>6</Nid><title>ถั่วเขียวธัญพืชตัวน้อย...สรรพคุณบิ๊กเบิ้มของดีที่อยากให้ลอง</title><source>http://health.kapook.com/view153905.html</source><detail>ถั่วเขียว ธัญพืชตัวน้อย สรรพคุณบิ๊กเบิ้ม ของดีที่อยากให้ลอง
</detail><keywords>ถั่วเขียว, สุขภาพ, ธัญพืช, คอเลสเตอรอล, Green beans, Healthy, Grains, Cholesterol</keywords><date>2016-10-13 00:00:00</date><url>http://www.stkc.go.th/node/6</url><img_link>https://www.stkc.go.th/sites/default/files/infographic/1487901803.png</img_link><category xsi:nil="true" /></row>
</data>
