{
  "fields": [{"id":"_id","type":"int"},{"id":"Nid","type":"numeric"},{"id":"title","type":"text"},{"id":"date","type":"text"},{"id":"url","type":"text"},{"id":"category","type":"text"},{"id":"source","type":"text"},{"id":"detail","type":"text"},{"id":"image_url","type":"text"}],
  "records": [
    [1,5872,"โครโมสเฟียร์ (Chromosphere)","Fri, 2026-04-17 10:27","http://www.stkc.go.th/node/5872","วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ","https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%9F%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C","        โครโมสเฟียร์ (อังกฤษ: chromosphere; แปลตรงตัวว่า \"ทรงกลมสี\") คือชั้นบรรยากาศบางๆ รอบดวงอาทิตย์ที่อยู่สูงกว่าโฟโตสเฟียร์ มีขนาดความลึกประมาณ 2,000 กิโลเมตร โครโมสเฟียร์มีลักษณะโปร่งแสงยิ่งกว่าโฟโตสเฟียร์ สาเหตุที่เรียกชื่อเช่นนี้ก็เนื่องมาจากสีของมันซึ่งเป็นสีแดง อันเกิดจากสเปกตรัมที่เกิดขึ้นจากเส้นสเปกตรัม H-alpha ของไฮโดรเจน เราสามารถมองเห็นลักษณะของทรงกลมสีนี้โดยตรงได้ด้วยตาเปล่าในระหว่างการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง โดยจะมองเห็นโครโมสเฟียร์เป็นเหมือนแสงสีสว่างวาบที่ขอบของโฟโตสเฟียร์ที่หายลับไปอยู่หลังดวงจันทร์\r\n     \r\n         ด้วยเหตุผลบางอย่างซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจ อุณหภูมิของโครโมสเฟียร์กลับสูงกว่าโฟโตสเฟียร์ แม้โฟโตสเฟียร์จะอยู่ใกล้พื้นผิวดวงอาทิตย์มากกว่า มีอุณหภูมิอยู่ประมาณ 4,000-6,400 เคลวิน แต่โครโมสเฟียร์กลับมีอุณหภูมิสูงถึง 4,500 ไปจนถึงกว่า 20,000 เคลวิน[1][2] ทฤษฎีหนึ่งเสนอเกี่ยวกับความผันผวนของ sonic ในบริเวณนี้ที่เกิดจาก magnetohydrodynamic waves อาจเป็นเหตุให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น\r\n    \r\n      ชั้นนี้เปรียบเสมือนรอยต่อระหว่างพื้นผิวชั้นล่างที่เย็นกว่ากับชั้นโคโรนาที่ร้อนจัดชั้นบนสุด\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1776396463.jpg"],
    [2,5871,"โฟโตสเฟียร์ (Photosphere) ","Fri, 2026-04-17 10:03","http://www.stkc.go.th/node/5871","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ","http://astro.phys.sc.chula.ac.th/IHY/Sun/Sun_photosphere.htm","         โฟโตสเฟียร์ (Photosphere) คือชั้นบรรยากาศล่างสุดของดวงอาทิตย์ที่มีความหนาประมาณ 500 กิโลเมตร เป็น \"ทรงกลมแสง\" หรือพื้นผิวที่มองเห็นได้จากโลก มีอุณหภูมิประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส เป็นบริเวณที่แผ่รังสีแสงสว่างส่วนใหญ่ของดวงอาทิตย์ และเป็นที่ตั้งของปรากฏการณ์จุดมืด (Sunspots) และการเกิดดอกดวง (Granulation)\r\n\r\nลักษณะสำคัญของโฟโตสเฟียร์: ความหนาแน่นต่ำ: ถึงแม้จะเป็นพื้นผิวที่มองเห็น แต่ความหนาแน่นต่ำมากจนแสงสามารถส่องผ่านออกมาได้\r\n\r\n     ความหนาแน่นต่ำ : ถึงแม้จะเป็นพื้นผิวที่มองเห็น แต่ความหนาแน่นต่ำมากจนแสงสามารถส่องผ่านออกมาได้\r\n     อุณหภูมิ : อุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5,500 องศาเซลเซียส ( 5,800 เคลวิน)\r\n     จุดมืด (Sunspots) : บริเวณบนโฟโตสเฟียร์ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่ารอบข้าง ทำให้เห็นเป็นจุดสีเข้ม เกิดจากสนามแม่เหล็กที่ปั่นป่วน\r\n     กรานูล (Granulation) : ลักษณะพื้นผิวที่เป็นลายคล้ายเมล็ดข้าว ซึ่งเกิดจากการพาความร้อนของพลาสมาภายในดวงอาทิตย์\r\n     การมองเห็น : เป็นชั้นที่ให้แสงสีขาวเหลือง (Visible light) ที่เราเห็นด้วยตาเปล่า (ห้ามมองโดยตรงโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน)\r\n\r\n              โฟโตสเฟียร์ถือเป็นขอบเขตระหว่างบรรยากาศภายในและภายนอกของดวงอาทิตย์ โดยมีโครงสร้างชั้นบรรยากาศที่อยู่สูงกว่าคือ โครโมสเฟียร์ (Chromosphere) และโคโรนา (Corona)\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1776395620.jpg"],
    [3,5844,"โลก (The Earth)","Tue, 2026-03-17 15:09","http://www.stkc.go.th/node/5844","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81_(%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C)","โลก: บ้านหลังเดียวที่เรามีและอนาคตที่ต้องร่วมกันรักษา\r\nโลก (The Earth) เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 3 จากดวงอาทิตย์ และเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวในระบบสุริยะที่เราค้นพบว่ามีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการดำรงชีวิต ด้วยลักษณะทางกายภาพที่โดดเด่นและระบบนิเวศที่ซับซ้อน โลกจึงเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ที่หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตนับล้านสปีชีส์มาอย่างยาวนาน\r\n\r\nความพิเศษของโลกทางกายภาพ\r\nโลกมีโครงสร้างที่เป็นดาวเคราะห์หิน และมีความมหัศจรรย์ที่หาจากดาวดวงอื่นได้ยาก:\r\n- น้ำและออกซิเจน: พื้นผิวโลกกว่า 71% ปกคลุมด้วยน้ำ และมีชั้นบรรยากาศที่อุดมไปด้วยออกซิเจนและไนโตรเจน ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญของชีวิต\r\n- ระบบโลกทั้ง 4: โลกทำงานผ่านความสัมพันธ์ของ 4 ระบบหลัก ได้แก่ ธรณีภาค (ดิน/หิน), อุทกภาค (น้ำ), อากาศภาค (ชั้นบรรยากาศ) และ ชีวภาค (สิ่งมีชีวิต)\r\n- ระยะห่างที่พอเหมาะ: โลกตั้งอยู่ในเขต \"Goldilocks Zone\" หรือระยะที่อุณหภูมิไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป ทำให้น้ำคงสถานะเป็นของเหลวได้\r\n\r\nวิกฤตการณ์ที่โลกกำลังเผชิญ\r\nในปัจจุบัน โลกกำลังส่งสัญญาณเตือนผ่านภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น รายงานจาก องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 ถูกบันทึกว่าเป็นปีที่ร้อนที่สุดในรอบ 175 ปี\r\n\r\nปัญหาหลักที่น่ากังวลคือ ภาวะโลกร้อน (Global Warming) ซึ่งเกิดจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกจากการกระทำของมนุษย์ ส่งผลให้เกิดการละลายของธารน้ำแข็ง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และสภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว\r\n\r\nบทสรุป\r\nโลกเป็นมรดกทางธรรมชาติที่ล้ำค่าและไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ การเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบของโลก จะช่วยให้เราตระหนักถึงผลกระทบจากการกระทำของเราเอง เพื่อที่เราจะได้ร่วมกันส่งต่อโลกที่สมบูรณ์และน่าอยู่ให้กับคนรุ่นต่อไป","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1773734961.png"],
    [4,5843,"ดวงจันทร์ (The Moon)","Tue, 2026-03-17 14:50","http://www.stkc.go.th/node/5843","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.google.com/search?q=ดวงจันทร์","ดวงจันทร์: เพื่อนข้างกายโลกที่ซ่อนความลับนับล้านปี\r\nท่ามกลางแสงดาวนับพันบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ดวงจันทร์ (The Moon) คือวัตถุที่ส่องประกายเด่นชัดที่สุดและผูกพันกับมนุษยชาติมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่ในฐานะเพียงดาวบริวารดวงเดียวของโลก แต่ในฐานะ \"ผู้กุมความลับ\" ของจุดกำเนิดระบบสุริยะ และ \"ผู้รักษาสมดุล\" ของสรรพสิ่งบนโลก\r\n\r\n1. กำเนิดจากความรุนแรงสู่ความสงบ\r\nนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยอมรับทฤษฎี \"การพุ่งชนครั้งใหญ่\" (Giant Impact Hypothesis) ที่เชื่อว่าเมื่อประมาณ 4.5 พันล้านปีก่อน วัตถุขนาดเท่าดาวอังคารที่ชื่อว่า เธีย (Theia) ได้พุ่งเข้าชนโลกอย่างรุนแรง เศษซากจากการพุ่งชนนั้นกระเด็นออกไปในอวกาศและค่อยๆ รวมตัวกันจนกลายเป็นดวงจันทร์ หลักฐานสำคัญคือหินที่เก็บจากดวงจันทร์โดย โครงการอะพอลโล (Apollo) มีอายุเก่าแก่ถึง 3,000–4,600 ล้านปี ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจยุคแรกเริ่มของโลกได้ดียิ่งขึ้น\r\n\r\n2. อิทธิพลที่ขับเคลื่อนชีวิตบนโลก\r\nดวงจันทร์ไม่ได้แค่ส่องสว่าง แต่มีอิทธิพลมหาศาลต่อโลกในหลายด้าน:\r\n- ปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง: แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ทำให้เกิด แรงไทเดล (Tidal force) ซึ่งดึงดูดมวลน้ำบนโลกให้เคลื่อนที่ไปตามการโคจร ส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเลและชีวิตสัตว์น้ำ\r\n- ความมั่นคงของแกนโลก: แรงดึงดูดของดวงจันทร์ช่วยรักษาความเอียงของแกนโลกให้คงที่ ทำให้โลกมีฤดูกาลที่สม่ำเสมอและเอื้อต่อการดำรงชีวิต\r\n- การนำทางของสิ่งมีชีวิต: สัตว์หลายชนิด เช่น นกอพยพ หรือสัตว์ทะเล ใช้แสงและวัฏจักรของดวงจันทร์ในการหาทิศทางและการสืบพันธุ์\r\n\r\n3. จากตำนานความเชื่อสู่สัญลักษณ์ทางใจ\r\nในทางวัฒนธรรม ดวงจันทร์เป็นสัญลักษณ์ที่หลากหลาย:\r\n- สัญลักษณ์ของความสวยงาม: ชาวจีนมองว่าพระจันทร์คือตัวแทนของความสวยงามและความคิดถึง เป็นศูนย์รวมของครอบครัวใน เทศกาลไหว้พระจันทร์\r\n- ตำนานกระต่ายบนดวงจันทร์: คนไทยและชาวเอเชียหลายชาติมักมองเห็นเงาบนดวงจันทร์เป็นรูปกระต่าย ซึ่งมีตำนานเล่าขานถึงความเสียสละและการเป็นอมตะ\r\n- พลังแห่งความรัก: วลีบอกรักยอดฮิตอย่าง \"I love you to the moon and back\" สื่อถึงความรักที่ยิ่งใหญ่และมั่นคง เปรียบได้กับระยะทางไป-กลับจากโลกถึงดวงจันทร์\r\n\r\n4. อนาคตและการสำรวจ: ปี 2569 ที่น่าจับตา\r\nปัจจุบันมนุษย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการสำรวจดวงจันทร์ โดยเฉพาะ โครงการ Artemis ของ NASA ที่ตั้งเป้าจะส่งมนุษย์กลับไปตั้งฐานที่มั่นถาวร และยังมีโครงการร่วมนานาชาติอย่าง ILRS ที่ไทยก็ได้ร่วมลงนามศึกษาด้วย\r\n\r\nนอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2569 ยังมีปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าสนใจคือ จันทรุปราคาเต็มดวง ในวันที่ 3 มีนาคม 2569 ซึ่งจะมองเห็นดวงจันทร์กลายเป็นสีแดงอิฐ หรือ \"ดวงจันทร์สีเลือด\" ทั่วท้องฟ้าประเทศไทย\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1773734043.png"],
    [5,5801,"รักษ์ป่าต้นน้ำ","Wed, 2026-02-11 09:52","http://www.stkc.go.th/node/5801","สังคมศาสตร์",null," \r\n\r\n   ท่ามกลางบรรยากาศของเดือนแห่งความรักที่หลายคนมอบของขวัญแทนใจให้แก่กัน ยังมีความรักอีกรูปแบบหนึ่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญต่อลมหายใจของเราทุกคน นั่นคือการส่งความรักคืนสู่ “ป่าต้นน้ำ” หัวใจดวงสำคัญที่คอยโอบอุ้มระบบนิเวศและเป็นด่านหน้าในการรับมือกับวิกฤต Climate Change ในปัจจุบัน การหันมาดูแลและฟื้นฟูป่าต้นน้ำจึงไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมแต่คือการรักษาต้นกำเนิดของชีวิตเพื่อส่งต่ออนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนที่เรารักและโลกใบนี้อย่างแท้จริง\r\n\r\n   การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) คือหนึ่งในวิกฤติใหญ่ที่สุดของโลกในศตวรรษนี้ โดยมีผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของมนุษย์ ในบริบทของประเทศไทย “ป่าต้นน้ำ” ถือเป็นด่านหน้าในการรับมือปัญหาเหล่านี้ เพราะไม่เพียงแต่เป็นแหล่งต้นกำเนิดของน้ำ แต่ยังมีบทบาทในการดูดซับคาร์บอน ฟื้นฟูระบบนิเวศ และบรรเทาผลกระทบจากโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญ\r\n\r\nป่าต้นน้ำกับ Climate Change: ผลกระทบและความท้าทายที่เผชิญ\r\n\r\n   ป่าต้นน้ำคือระบบนิเวศที่บอบบาง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ เช่น อุณหภูมิสูงขึ้น ปริมาณฝนที่ไม่สม่ำเสมอ และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ล้วนสร้างแรงกดดันต่อพื้นที่ป่าต้นน้ำโดยตรง เช่น\r\n\r\n\r\n\tความเสื่อมโทรมของดินและน้ำ : ฝนที่ตกหนักผิดปกติทำให้เกิดการพังทลายของหน้าดินและน้ำท่วมฉับพลัน\r\n\tการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ : ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศทำให้สิ่งมีชีวิตหลายชนิดสูญเสียถิ่นที่อยู่\r\n\tผลกระทบต่อชุมชน : เกษตรกรและชุมชนที่พึ่งพาป่าต้นน้ำต้องเผชิญปัญหาการขาดแคลนน้ำและรายได้ลดลง\r\n\r\n\r\nฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันให้ป่าต้นน้ำ\r\n\r\n   การฟื้นฟูระบบนิเวศในป่าต้นน้ำไม่ใช่เพียงการปลูกต้นไม้ แต่ต้องเป็นการฟื้นฟูแบบองค์รวมที่ยั่งยืน เช่น\r\n\r\n\r\n\tปลูกและดูแลพันธุ์ไม้ท้องถิ่น ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศ\r\n\tสร้างฝายและระบบชะลอน้ำ เพื่อเพิ่มการกักเก็บและซึมซับน้ำ\r\n\tฟื้นฟูดินและแหล่งน้ำ ด้วยวิธีการเกษตรเชิงอนุรักษ์\r\n\tสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่เป็นผู้ดูแลป่าอย่างต่อเนื่อง\r\n\r\n\r\nบทบาทของป่าต้นน้ำในการลดโลกร้อน\r\n\r\n   ป่าต้นน้ำมีส่วนสำคัญในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อน นอกจากนี้ยังช่วยรักษาความสมดุลของวัฏจักรน้ำและอุณหภูมิในท้องถิ่น การคงอยู่และการฟื้นฟูป่าต้นน้ำจึงเป็นหนึ่งในวิธีการที่ทรงพลังที่สุดในการรับมือ Climate Change\r\n\r\nการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเพื่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตประจำวันที่ยั่งยืน\r\n\r\n   ป่าต้นน้ำคือหัวใจสำคัญของระบบนิเวศ เพราะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำและสร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติ หากขาดการดูแล ปัญหาน้ำแล้ง ดินเสื่อม และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพจะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น “การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถช่วยกันได้\r\n\r\nวิธีดูแลป่าต้นน้ำที่ทำได้ทันที\r\n\r\n   แม้เราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ป่าโดยตรง แต่การใช้ชีวิตประจำวันของเรามีผลต่อการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเสมอ มาดู 5 วิธีง่าย ๆ ที่คุณเองก็เริ่มต้นได้ทันที\r\n\r\n1. ปลูกต้นไม้ทดแทนและเลือกพันธุ์ไม้ท้องถิ่น\r\n\r\n   ต้นไม้คือเกราะป้องกันการพังทลายของดินและเป็นตัวช่วยเก็บน้ำฝน การปลูกไม้ยืนต้น โดยเฉพาะพันธุ์ไม้ท้องถิ่น จะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติเดิมได้\r\n\r\n2. ลดการใช้พลาสติกและขยะที่ย่อยสลายยาก\r\n\r\n   การจัดการขยะในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะขยะจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง และในที่สุดก็ทำลายคุณภาพน้ำในป่าต้นน้ำ\r\n\r\n3. ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าและประหยัด\r\n\r\n   การใช้น้ำเกินความจำเป็นทำให้ความต้องการทรัพยากรสูงขึ้น และกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ หากเราประหยัดน้ำ นั่นคือการลดแรงกดดันต่อป่าต้นน้ำโดยตรง\r\n\r\n4. ร่วมกิจกรรมอนุรักษ์กับชุมชน\r\n\r\n   การเข้าร่วมโครงการปลูกป่า เก็บขยะ หรือฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำกับหน่วยงานและมูลนิธิ จะทำให้การอนุรักษ์เกิดผลอย่างยั่งยืน เพราะเป็นการสร้างพลังจากหลายฝ่าย\r\n\r\n5. สนับสนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม\r\n\r\n   การเลือกซื้อสินค้าที่ผ่านมาตรฐานการผลิตที่รักษ์โลก เช่น สินค้าออร์แกนิก หรือสินค้าจากชุมชนที่ทำเกษตรเชิงอนุรักษ์\r\n\r\n \r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\nที่มาของข้อมูล\r\nมูลนิธิไทยรักษ์ป่า\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1770864783.png"],
    [6,5792,"บูดู ปลาร้า น้ำปู๋ แตกต่างกันอย่างไร","Mon, 2026-02-09 15:46","http://www.stkc.go.th/node/5792","มนุษยศาสตร์",null," \r\n\r\n   ท่ามกลางความหลากหลายของรสชาติอาหารไทย มีสิ่งหนึ่งที่สะท้อนวิถีชีวิตของผู้คนแต่ละภูมิภาคเข้าไว้ด้วยกันอย่างแนบแน่นนั่นคือ การสืบทอดวิธีปรุงรสที่กลั่นกรองมาจากความเข้าใจในธรรมชาติ เริ่มต้นจากชายฝั่งภาคใต้กับกลิ่นอายทะเลใน “บูดู” ที่ต้องบ่มเพาะด้วยความอดทนและระยะเวลา สู่ที่ราบสูงอีสานกับตำนาน “ปลาร้า” หรือปลาแดกที่เป็นดั่งหัวใจในทุกมื้ออาหาร และขึ้นเหนือสู่ผืนนาที่แปรเปลี่ยนปูนาตัวน้อยให้กลายเป็น “น้ำปู๋” รสเข้มข้น เครื่องปรุงรสทั้งสามชนิดนี้ไม่ใช่เพียงผลผลิตจากการถนอมอาหารเพื่อประทังชีวิตในยามขาดแคลนเท่านั้น แต่คือมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงการปรับตัวอย่างชาญฉลาดและการส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นรากฐานของรสชาติที่สะท้อนตัวตนของคนในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างลึกซึ้งที่สุด\r\n  \r\n\r\nน้ำบูดู\r\n\r\nน้ำบูดู เป็นผลิตภัณฑ์พื้นเมืองที่ได้รับความนิยมในภาคใต้ ทำมาจากการหมักปลากับเกลือ ใช้เวลาในการหมักประมาณ 1 ปี น้ำบูดูเป็นส่วนประกอบหลักที่ใช้ในการทำข้าวยำ ซึ่งเป็นอาหารพื้นเมืองที่สำคัญของภาคใต้ บูดูเป็นของเหลวขุ่นที่เป็นสารแขวนลอย ต้องเขย่าให้เข้ากันเสียก่อนรับประทาน โดยมีกระบวนการผลิตบูดูนั้นเริ่มด้วยการนำปลาทะเลสด ซึ่งอาจจะใช้ปลาชนิดใดก็ได้ บูดูที่มีน้ำบูดูเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่เปิดไห หรือโอ่ง หรือท่อบูดู จะเรียกว่า \"บูดูใส\" หรือ “บูดูน้ำหนึ่ง” ส่วนน้ำบูดูที่มีเนื้อบูดูที่เหลืออยู่จะนำไปผลิตโดยผสมกับน้ำเกลือเพื่อทำบูดูที่มีคุณภาพรองลงมาเป็น\"บูดูข้น\" หรือ “บูดูน้ำสอง”และน้ำบูดูที่ยังเหลืออยู่ก็จะผลิตเป็น ”บูดูน้ำสาม” ซึ่งส่วนนี้จะมีก้างปลาอยู่เยอะ เรียกว่า “กากบูดู” โดยส่วนนี้นิยมนำไปปรุงเป็นน้ำบูดูข้าวยำ เพราะเมื่อนำไปต้มปรุงเป็นน้ำบูดูข้าวยำก็จะได้ความหวนจากก้างปลา ผลิตผลิตภัณฑ์น้ำบูดูในปัจจุบันนี้ได้พัฒนาปรุงแต่งแปรรูปพร้อมรับประทาน\r\n\r\n\r\n\r\nน้ำปลาร้า\r\n\r\n   การหมักปลาร้าเป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาของชาวอีสาน เป็นวัฒนธรรมร่วมกับชาวลาว ชาวเขมร และชาวเวียต จนเรียกได้ว่าปลาร้าหรือปลาแดกคือเอกลักษณ์อาหารของชาวอีสาน เป็นอาหารหลักและเครื่องปรุงรสที่สำคัญที่สุด ชีวิตชาวอีสานเมื่อก่อน ครอบครัวชาวนาทุกครอบครัวจะทำปลาร้ากินเอง โดยหมักปลาร้าไว้มากบ้างน้อยบ้าง ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนและความอุดมสมบูรณ์ของปลาปลาร้า เป็นการถนอมปลาไว้เป็นอาหารนอกฤดูกาล\r\n\r\n   ว่ากันด้วยลักษณะ ปลาร้า (ภาษาไทยกลาง) หรือ ปลาแดก (ภาษาอีสาน) คือ ปลาที่หมักด้วยเกลือใส่ข้าวคั่วหรือรำ คำว่า ‘แดก’ มาจากคำว่า ‘แหลก’ เนื่องจากปลาที่นำมาทำปลาร้าส่วนใหญ่จะเป็นปลาเล็กปลาน้อย ถ้ามีปลาที่ตัวใหญ่หน่อยก็จะต้องสับให้แหลก เพื่อให้เข้าน้ำเข้าเกลือได้ทั่วตัวปลา ปลาที่นำมาทำปลาแดกจึงมีลักษณะที่แหลก แต่ชาวอีสานหลายพื้นที่ออกเสียงอักษร ร, ล กับอักษร ด กลับกัน จึงทำให้ ‘ปลาแหลก’ กลายเป็น ‘ปลาแดก’ ในที่สุด คำว่า ’แดก’ ในภาษาอีสานจึงไม่ใช่คำหยาบที่หมายถึงรับประทานในภาษาไทยกลางแต่อย่างใด\r\n\r\n\r\n\r\nน้ำปู๋\r\n\r\n   เมื่อฤดูฝนมาถึง ช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ท้องนาภาคเหนือมักปักดำกล้าข้าวเรียบร้อยแล้ว พอต้นข้าวเริ่มแทงยอดอ่อน ปูนาที่ขุดรูอยู่ตามท้องทุ่งก็จะขึ้นมากัดกินต้นข้าวเป็นอาหาร สมัยก่อนไม่มียากำจัดศัตรูพืช คนแต่ก่อนเลยเก็บปูนาตามทุ่งมากิน พอเก็บได้มากๆ ก็คงกินกันไม่ทัน จึงคิดเอามาทำน้ำปู๋แทน การทำน้ำปู๋แต่ละครั้งต้องใช้ปูจำนวนมาก จึงได้ประโยชน์ทั้งช่วยกำจัดศัตรูในนาข้าวและได้น้ำปู๋ไว้กิน\r\n\r\n   เทปูนากับตะไคร้ซอยลงในเครื่องโม่ คอยเติมน้ำตามทีละนิด ก็เป็นอันเสร็จสิ้น น้ำปูที่ได้จากการโม่ เรียกว่า “น้ำปู๋ดิบ” สีออกเขียวคล้ำ มีมันปูสีเหลืองลอยหน้า ป้านวลบอกว่า น้ำปู๋ที่โม่ได้ มีทั้งน้ำและกากปนกันอยู่ ต้องปั้นและคั้นกากออก กรองเอาแต่น้ำ ดองทิ้งไว้ 1 คืน ค่อยเคี่ยวในวันรุ่งขึ้น บางสูตรเขาไม่คั้นกากทิ้งทันที แต่จะดองกากกับน้ำปู๋ดิบไว้ด้วยกันก่อน 1 คืน ตกเช้าค่อยคั้นและกรองเอาแต่น้ำ เพราะเชื่อว่าน้ำปู๋จะเข้มข้น อร่อยกว่า การดองน้ำปู๋ดิบจึงมองข้ามไม่ได้ “ถ้าบ่ดอง มันจะบ่โอ่ (เหม็นตุ) เอาไปเคี่ยวก็บ่ลำ น้ำปู๋ก็บ่หอม”\r\n\r\n\r\n\r\n   ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรสสัมผัสที่เข้มข้นของน้ำปู๋ กลิ่นหอมนัวที่เป็นเอกลักษณ์ของปลาร้า หรือความกลมกล่อมจากหยดน้ำบูดู สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประจักษ์พยานว่า 'รสชาติไทย' ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพียงในห้องครัว แต่เริ่มต้นขึ้นจากความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ ตั้งแต่ป่าต้นน้ำที่ส่งต่อน้ำใสสู่ท้องนาไปจนถึงท้องทะเลอันกว้างใหญ่ การรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาการหมักบ่มเหล่านี้จึงไม่ใช่แค่การถนอมอาหาร แต่คือการรักษาความผูกพันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติให้คงอยู่สืบไป เพื่อให้แน่ใจว่ามรดกแห่งรสชาติที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของแต่ละท้องถิ่น จะยังคงถูกส่งต่อและหล่อเลี้ยงหัวใจของผู้คนในรุ่นถัดไปได้อย่างไม่เสื่อมคลาย\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nkrua.co\r\nเทศบาลเมืองปัตตานี\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1770626782.png"],
    [7,5787,"รักษ์ทะเล","Thu, 2026-02-05 10:41","http://www.stkc.go.th/node/5787","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม",null," \r\n\r\n   ในเดือนที่อบอวลไปด้วยนิยามของความรัก เราต่างรู้ดีว่ารักที่แท้จริงคือการปรารถนาให้สิ่งที่เรารักงดงามและยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นความรักต่อผู้คนหรือผืนน้ำสีครามอันกว้างใหญ่ที่คอยโอบอุ้มชีวิตทั่วโลก แต่ในขณะที่เรามองหาสถานที่พักใจใต้เงาคลื่น ทะเลกลับกำลังแอบร้องไห้อย่างเงียบเชียบจาก \"บาดแผล\" ที่เราหลงลืม ทั้งขยะพลาสติกที่พันธนาการชีวิตสัตว์ทะเล สารพิษที่พรากออกซิเจนไปจากลมหายใจใต้น้ำ และมลพิษที่เราตั้งใจหรือพลั้งเผลอฝากเอาไว้ ซึ่งสุดท้ายแล้วความเจ็บปวดเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน แต่มันกำลังย้อนกลับมาหาเราในรูปแบบของสารปนเปื้อนในอาหารและระบบนิเวศที่พังทลาย ย้ำเตือนให้เราเห็นว่าหากเรายังรักแต่เพียงคำพูดโดยไม่ลงมือรักษา เพื่อที่จะเริ่มต้น 'รักษ์' ให้ถูกทาง เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า อะไรคือต้นเหตุที่กำลังกัดเซาะหัวใจของมหาสมุทรอยู่ในขณะนี้ ดังข้อมูลสาเหตุของมลพิษทางทะเลที่น่ากังวล ดังนี้\r\n\r\nสาเหตุมลพิษทางทะเล\r\n\r\n1. มลพิษจากแหล่งที่ไม่เฉพาะเจาะจง\r\n\r\n   การสะสมของสารปนเปื้อนจากแหล่งกำเนิดขนาดเล็กจำนวนมากที่กระจายตัวอยู่ทั่วไปจนไม่สามารถระบุที่มาที่แน่นอนได้ เช่น มลพิษจากยานพาหนะ ฟาร์มเกษตร หรือสถานที่ก่อสร้าง โดยมลพิษเหล่านี้มักไหลลงสู่มหาสมุทรผ่านกระบวนการ \"น้ำไหลบ่า\" ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อฝนตกหนักหรือหิมะละลายแล้วพัดพาสิ่งสกปรกจากพื้นดิน เช่น คราบน้ำมันบนถนน ลงสู่แหล่งน้ำ นอกจากนี้นำพาสารมลพิษผ่านทางน้ำแล้ว ลมยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญที่พัดพาฝุ่นละอองและเศษซากต่าง ๆ ไปสะสมบนผิวมหาสมุทร ส่งผลให้มลพิษจากแหล่งที่มาที่หลากหลายเหล่านี้รวมตัวกันจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ต่อระบบนิเวศทางทะเล\r\n\r\n2. การปล่อยโดยเจตนา\r\n\r\n   โรงงานอุตสาหกรรมในหลายภูมิภาคทั่วโลกยังคงมีการปล่อยของเสียที่มีสารพิษเจือปนลงสู่มหาสมุทร โดยเฉพาะโลหะหนักอย่างสารปรอท ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศ แม้ในบางประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาจะมีกฎหมายควบคุมและสั่งห้ามทิ้งสิ่งปฏิกูลลงสู่ทะเลแล้วก็ตาม แต่ปัญหานี้ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของมลพิษทางทะเล นอกเหนือจากมลพิษทางเคมีแล้ว ขยะพลาสติกยังเป็นวิกฤตการณ์ที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยข้อมูลจากองค์กรอนุรักษ์มหาสมุทร (Ocean Conservancy) ระบุว่าในแต่ละปีมีขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลถึง 8 ล้านตันถูกทิ้งลงสู่มหาสมุทร สร้างความเสียหายระยะยาวต่อสัตว์ทะเลและห่วงโซ่อาหารของมนุษย์\r\n\r\n3. การรั่วไหลของน้ำมัน\r\n\r\n   การสัญจรทางเรือเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของมลพิษทางทะเล โดยเฉพาะการรั่วไหลของน้ำมันดิบ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและยาวนานเนื่องจากน้ำมันดิบสลายตัวได้ยากและกระบวนการกำจัดมีความซับซ้อนสูง แม้ว่าข้อมูลประวัติการรั่วไหลจากสำนักงานบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA : National Oceanic and Atmospheric Administration) จะแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์หลายครั้งในอดีต แต่กรณีที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์คือเหตุการณ์ระเบิดของแท่นขุดเจาะน้ำมัน Deepwater Horizon ในอ่าวเม็กซิโกเมื่อปี 2010 ซึ่งมีการประมาณการว่าน้ำมันปริมาณมหาศาลถึง 134 ล้านแกลลอนได้แพร่กระจายลงสู่มหาสมุทร สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อระบบนิเวศในวงกว้าง \r\n\r\n4. การทิ้งขยะเกลื่อนกลาด\r\n\r\n   การทิ้งขยะไม่เป็นที่และการปล่อยให้เกิดมลภาวะทางอากาศถือเป็นสาเหตุสำคัญของมลพิษทางทะเล\r\nโดยขยะน้ำหนักเบาหลายชนิดมักถูกลมพัดพาจากบนบกลงสู่มหาสมุทรได้โดยง่าย ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดจากขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น ถุงพลาสติกและภาชนะโฟม ซึ่งมีความทนทานสูงและต้องใช้เวลาในการย่อยสลายนานหลายร้อยปี โดยมีการประมาณการว่าทั่วโลกมีการใช้ถุงพลาสติกสูงถึงประมาณ 1 ล้านล้านใบต่อปี ส่งผลให้ขยะเหล่านี้สะสมในท้องทะเลและกลายเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงในปัจจุบัน\r\n\r\n5. การขุดแร่ในมหาสมุทร\r\n\r\n   การทำเหมืองแร่ในทะเลลึกเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำลายระบบนิเวศในระดับความลึกที่สุดของมหาสมุทร กระบวนการขุดเจาะเพื่อหาแร่ธาตุ เช่น โคบอลต์ สังกะสี เงิน ทองคำ และทองแดง ไม่เพียงแต่เป็นการรบกวนถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลลึกเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดการฟุ้งกระจายของตะกอนซัลไฟด์ที่เป็นอันตราย ตะกอนพิษเหล่านี้สามารถแพร่กระจายไปตามกระแสน้ำและส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อห่วงโซ่อาหารและสมดุลทางธรรมชาติของมหาสมุทรในระยะยาว\r\n\r\nทำไมมลพิษในมหาสมุทรจึงเป็นปัญหา\r\n\r\n   มลภาวะทางทะเลส่งผลกระทบหลายประการทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล รวมถึงมนุษย์ด้วย ต่อไปนี้คือผลกระทบที่พบได้บ่อยที่สุดบางประการของมลภาวะทางทะเล\r\n\r\n1. เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล\r\n\r\n   สัตว์ทะเลมักตกเป็นเหยื่อของมลพิษในมหาสมุทร ตัวอย่างเช่น คราบน้ำมันจะเข้าไปติดและทำให้สัตว์ทะเลหายใจไม่ออกโดยการซึมเข้าไปในเหงือก สัตว์ทะเลมักเข้าใจผิดว่าเศษพลาสติกชิ้นเล็กๆ เป็นอาหาร หรืออาจติดพันหรือถูกรัดคอด้วยถุงพลาสติกและอวนจับปลาที่ถูกทิ้ง สัตว์ที่เสี่ยงต่ออันตรายจากเศษพลาสติกในมหาสมุทรมากที่สุด ได้แก่ โลมา ปลา ฉลาม เต่า นกทะเล และปู\r\n\r\n2. การลดลงของออกซิเจนในน้ำทะเล\r\n\r\n   เศษขยะในมหาสมุทรจะค่อยๆ ย่อยสลายไปในระยะเวลาหลายปี โดยใช้ออกซิเจนในการย่อยสลาย ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในมหาสมุทรลดลง ระดับออกซิเจนที่ต่ำในมหาสมุทรนำไปสู่การตายของสัตว์ทะเล เช่น เพนกวิน โลมา วาฬ และฉลาม ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสส่วนเกินในน้ำทะเลยังทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง เมื่อปริมาณออกซิเจนในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของมหาสมุทรลดลงอย่างมาก ซึ่งสิ่งมีชีวิตในทะเลแทบจะไม่สามารถอยู่รอดได้\r\n\r\n3. เป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของมนุษย์\r\n\r\n   สารมลพิษในมหาสมุทรสามารถย้อนกลับมาสู่มนุษย์ได้ หากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกินสารพิษเข้าไป และถูกกินโดยสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่ ซึ่งหลายชนิดเป็นอาหารทะเลที่เราบริโภคในที่สุด เมื่อสารพิษในสัตว์ที่ปนเปื้อนสะสมอยู่ในเนื้อเยื่อของมนุษย์ มันอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพในระยะยาวได้\r\n\r\nสิ่งที่ควรทำหากไปเที่ยวทะเล\r\nเพราะทะเลเป็นสิ่งสวยงาม สัตว์ทะเลและทรัพยากรใต้ท้องทะเล จึงควรจะอนุรักษ์ไว้ เพื่อทำให้สิ่งแวดล้อมทางทะเล มีความสวยงามและอยู่คู่คนไทยตลอดไป การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมทางทะเล และไม่ทำลายสัตว์ทะเล จะทำให้ทะเลมีความสวยงามมากขึ้น หากทุกคนช่วยกันอนุรักษ์และรักษาดูแลทะเล\r\n\r\n\r\n\tห้ามจับสัตว์ทะเล\r\n\tหากคุณไปเที่ยวทะเล อย่าเก็บเปลือกหอยกลับบ้าน หรือจับสัตว์ทะเล ปล่อยให้มันอยู่กับทะเลดีกว่า เพื่อแบ่งปันความประทับใจให้ผู้อื่นได้พบเห็นภายหลัง อาจใช้วิธีถ่ายภาพแทน หากคุณดำน้ำเพื่อชมปะการังไม่ควรจับต้องสัตว์ทะเล พืชทะเล เพราะอาจเป็นการทำร้ายสัตว์และพืชทะเลโดยไม่รู้ตัว และยังเป็นการป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษอีกด้วย\r\n\t \r\n\tไม่ทิ้งขยะ\r\n\tไม่ควรทิ้งเศษขยะ เศษอาหาร ถุงพลาสติกลงในทะเล หรือ ริมทะเล เพราะหากทิ้งขยะหรือถุงพลาสติกลงทะเล เมื่อสัตว์ทะเลกินเข้าไปอาจทำให้สัตว์ป่วยและเสียชีวิต รวมถึงการปล่อยโคมลอย ลูกโป่ง ขึ้นบนอากาศ ไม่ควรทำใกล้ทะเล เพราะหากมันตกลงทะเล สัตว์ทะเลจะเข้าใจว่าเป็นอาหารและกินเข้าไป อาจเป็นสาเหตุให้สัตว์ทะเลเสียชีวิตได้\r\n\t \r\n\tไม่ทิ้งน้ำเสียลงทะเล\r\n\tการทิ้งน้ำเสีย หรือน้ำที่เป็นคราบน้ำมัน หรือสารพิษอาจทำให้สัตว์น้ำได้รับสารพิษและเสียชีวิตได้ ไม่ควรทิ้งน้ำเสียจากการซักล้างหรือน้ำปนเปื้อนสารพิษลงท่อระบายน้ำที่ไม่ได้ผ่านการบำบัดน้ำเสีย ก่อนปล่อยลงสู่ทะเล\r\n\r\n\r\n   การร่วมกันปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์ทะเลจะช่วยส่งต่อความงดงามและสิ่งแวดล้อมที่ดีให้อยู่คู่บ้านเราตลอดไป เพราะรักที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการชื่นชมความงามในวันที่สดใส แต่คือการปกป้องในวันที่เปราะบาง กุมภาพันธ์นี้ ให้ 'การรักษ์ทะเล' เป็นหนึ่งในคำบอกรักที่จริงใจที่สุดจากเรา เพื่อให้หัวใจของมหาสมุทรกลับมาเต้นอย่างแข็งแรงคู่กับโลกใบนี้ไปอีกนานแสนนาน\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nกรมประชาสัมพันธ์\r\nบริษัท เท็กซัส ดิสพอสซอล ซิสเต็มส์\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1770263426.png"],
    [8,5786,"วันมะเร็งโลก","Mon, 2026-02-02 13:55","http://www.stkc.go.th/node/5786","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," \r\n\r\n    ปัจจุบันประชาชนทั่วโลกให้ความสำคัญกับโรคมะเร็งมากขึ้นในฐานะเรื่องใกล้ตัวที่ควรทำความรู้จัก เพื่อรณรงค์ให้เกิดความตระหนักและใส่ใจสุขภาพในระดับสากล องค์การอนามัยโลกและสมาคมต่อต้านมะเร็งสากลจึงได้มีการกำหนดให้วันที่ 4 กุมภาพันธ์ของทุกปีเป็น \"วันมะเร็งโลก\" (World Cancer Day)  สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย โรคมะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพอันดับต้น ๆ ที่มีแนวโน้มการพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชากรและครอบครัว อย่างไรก็ตาม โรคมะเร็งไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวจนเกินรับมือหากเรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะการตรวจพบในระยะเริ่มต้นและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ สามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้อย่างมีนัยสำคัญ \r\n\r\nสถิติโรคมะเร็งในประเทศไทย\r\n\r\n   ในประเทศไทย การระบาดของโรคมะเร็งยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ โดยมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี จากข้อมูลล่าสุดของกระทรวงสาธารณสุขในปี 2565 พบว่า\r\n\r\n\r\n\tในผู้หญิงไทย มักพบโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก\r\n\tในผู้ชายไทย มักพบโรคมะเร็งปอดและมะเร็งตับ\r\n\r\n\r\n   สถิติเกี่ยวกับผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทยที่น่าสนใจ แต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่สูงถึง 140,789 คน และมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณ 84,697 คน\r\n\r\nอาการสังเกตของโรคมะเร็ง\r\n\r\n   การตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้นสามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น การสังเกตอาการผิดปกติของร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับอาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่\r\n\r\n\r\n\tมีก้อนเนื้อเกิดขึ้นในร่างกาย เช่น ที่เต้านม หรือส่วนอื่น ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบ\r\n\tอาการไอและเสียงแหบแห้ง หากมีอาการไอต่อเนื่องหรือเสียงแหบ ควรปรึกษาแพทย์\r\n\tความผิดปกติในระบบย่อยอาหาร เช่น ท้องผูก ท้องเสีย หรืออุจจาระมีเลือดปน\r\n\tความผิดปกติในกระเพาะปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะลำบาก หรือมีเลือดปน\r\n\tอาการปวดแบบไร้สาเหตุ ปวดตามร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ\r\n\tน้ำหนักลดโดยไร้สาเหตุ น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีการปรับเปลี่ยนการกินหรือการออกกำลังกาย\r\n\tกลืนอาหารลำบาก รู้สึกติดขัดหรือเจ็บเมื่อกลืนอาหาร\r\n\tเลือดออกผิดปกติ เช่น ไอเป็นเลือด หรือเลือดออกจากช่องคลอดโดยไม่มีสาเหตุ\r\n\tการเปลี่ยนแปลงของไฝบนผิวหนัง ไฝที่ขยายขนาดหรือเปลี่ยนสี\r\n\r\n\r\nการป้องกันโรคมะเร็ง\r\n\r\n   การป้องกันโรคมะเร็งสามารถทำได้หลายวิธี โดยเฉพาะการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ\r\n\r\n\r\n\tเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปี เช่น ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ ตามช่วงอายุที่เข้าเกณฑ์ความเสี่ยงการตรวจคัดกรองมะเร็ง จะช่วยให้พบโรคในระยะเริ่มต้นและทำให้การรักษามีโอกาสสำเร็จสูง\r\n\tหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง\r\n\tรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสมดุล อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดการเกิดมะเร็ง\r\n\tออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งและช่วยรักษาร่างกายให้แข็งแรง\r\n\tหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อมะเร็ง เช่น สารเคมีที่อาจทำให้เกิดมะเร็ง ควรใช้เครื่องมือป้องกันเมื่อจำเป็น\r\n\r\n\r\nแม้โรคมะเร็งจะเป็นความท้าทายด้านสุขภาพที่สำคัญ แต่ด้วยวิวัฒนาการทางการแพทย์ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เราทุกคนสามารถลดความเสี่ยงและรับมือกับโรคนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างความตระหนักรู้ในวันมะเร็งโลก (World Cancer Day) จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเตือนให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพของตนเองและคนที่รักอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการสังเกตอาการผิดปกติและการป้องกันที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน เพราะการตรวจพบเร็วและการป้องกันล่วงหน้า ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาให้สำเร็จเท่านั้น แต่ยังเป็นการลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งในอนาคต\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nกรมการแพทย์\r\nโรงพยาบาลกรุงเทพพัทยา\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1770261968.png"],
    [9,5777,"เตือนภัย! ไวรัสนิปาห์","Mon, 2026-01-26 11:13","http://www.stkc.go.th/node/5777","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," \r\n\r\nโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ คืออะไร?\r\n\r\n      โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็น โรคติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน ที่เกิดจากการสัมผัสมูลสัตว์ และสารคัดหลั่งของพาหะนำโรค ได้แก่ ค้างคาวผลไม้ หรือสุกร ม้า แมว แพะ แกะ ที่รับเชื้อมาจากค้างคาวผลไม้อีกต่อหนึ่ง สามารถติดเชื้อจากคนสู่คนได้ จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่ติดเชื้อ เช่น เลือด หรือน้ำลาย  โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เคยแพร่ระบาดครั้งแรกในช่วงปี 2541-2542 ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ บังกลาเทศ และอินเดีย\r\n\r\nปัจจัยเสี่ยง \r\n\r\n      เกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ทั้ง สุกร ม้า แมว แพะ แกะ รวมไปถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่ใกล้กับถิ่นอาศัยของค้างคาวผลไม้ ซึ่งพบได้ตามพื้นที่ป่าทึบ หรือป่าที่ใกล้กับชุมชนทั่วโลก ยกเว้นแถบขั้วโลกเหนือ ในประเทศไทยค้างคาวชนิดที่รู้จักกันดี คือ ค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน (Pteropus vampyrus) จัดเป็นศัตรูพืชของเกษตรกรชนิดหนึ่ง นอกจากนี้ การกินผลไม้ เช่น กล้วย ฝรั่ง ที่ค้างคาวกินทิ้งไว้ และปีนต้นไม้ที่มีค้างคาวมาเกาะ ก็อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ด้วยเช่นกัน\r\n\r\nอาการ\r\n\r\n\r\n\tมีลักษณะอาการคล้ายกับอาการไข้หวัดธรรมดา เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว\r\n\tหายใจเร็ว หรือหายใจลำบาก\r\n\tหากเริ่มมีอาการหนักขึ้น จะเริ่มไอเสียงดัง\r\n\tอาจมีอาการแทรกซ้อนที่อันตรายขึ้นมา เช่น ปอดบวม สมองอักเสบ ส่วนใหญ่เมื่ออาการหนักจะมีอาการคล้ายโรคสมองอักเสบ\r\n\tเริ่มซึม สับสน หรือมีอาการชัก\r\n\r\n\r\n\r\n   ความน่ากลัวของโรคนี้คือ “อัตราการเสียชีวิตสูงถึง 40% – 75% ซึ่งสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่าตัว”\r\nและผู้ที่รอดชีวิตอาจมีความผิดปกติทางระบบประสาทหลงเหลืออยู่ เช่น บุคลิกภาพเปลี่ยนหรือมีอาการชักต่อเนื่อง\r\n\r\n\r\nการรักษา\r\n\r\n      ปัจจุบันยังไม่มียาตัวไหนที่สามารถต้านทานไวรัสนิปาห์ได้โดยตรง รวมไปถึง ยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันไวรัสนิปาห์นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น แพทย์จะทำการรักษาตามอาการ โดยอาจใช้ยาต้านไวรัส Ribavirin ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ซึ่งสามารถลดความรุนแรงของโรคได้\r\n\r\nการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์\r\n\r\n\r\n\tล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง เมื่อต้องสัมผัสกับสัตว์ เนื้อสัตว์ ซากสัตว์ (โดยเฉพาะสุกร ม้า แมว แพะ แกะ และค้างคาวผลไม้)\r\n\tห้ามรับประทานเนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ\r\n\tชำระล้างเครื่องใช้ในครัวเรือน รวมถึงอุปกรณ์ของใช้ส่วนตัวต่างๆ ให้สะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เมื่ออยู่ในแหล่งที่มีความเสี่ยงที่จะติดโรค เช่น ในป่าทึบ ในแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์\r\n\tหากพบซากสัตว์ที่ตายโดยไม่สามารถระบุสาเหตุที่ชัดเจน ไม่ควรนำมารับประทาน ควรทำลายซากด้วยการเผา หรือฝัง\r\n\tหากพบสัตว์ หรือซากสัตว์ที่ติดเชื้อ ไม่ควรเคลื่อนย้าย หรือลากสัตว์ออกจากจุดที่พบเกิน 2 กิโลเมตร เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค\r\n\tไม่รับประทานผลไม้ที่ตกอยู่กับพื้นในป่า หรือตามพื้นในที่ต่างๆ โดยเฉพาะที่มีรอยกัดแทะของสัตว์\r\n\r\n\r\n      จนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย แต่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อการแพร่ระบาดของโรคนี้ ยังคงติดตามเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ตรวจสอบผู้ที่เดินทางกลับมาจากแหล่งที่เชื้อโรคระบาด รวมไปถึงเตรียมความพร้อมในการตรวจหาเชื้อจากผู้ที่เสี่ยงได้รับเชื้อที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขตลอดเวลาราชการ\r\n\r\n      อินเดีย ประกาศให้ประชาชนระวังการแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ (Nipah) หลังมีรายงานว่าเมืองโคษิโฆษ (Kozhikode) เมืองทางใต้ของอินเดียมีผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตแล้ว 10 ราย ไวรัสนิปาห์ (Nipah henipavirus, Nipah virus, NiV) ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1998 ในประเทศมาเลเซีย แต่มีการรายงานว่าระบาดสู่มนุษย์ที่ประเทศบังกลาเทศในปี ค.ศ. 2004 และพบว่าระบาดจากคนสู่คนครั้งแรกในประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2018 \r\n\r\n   องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่า ไวรัสนิปาห์ถูกจัดอันดับเป็นหนึ่งในสิบของเชื้อโรคในโลกสมัยใหม่ ที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดอย่างรุนแรงได้ จากรายงานในอดีตพบว่า มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100 คนจากผู้ติดเชื้อประมาณ 300 คน และได้พบการแพร่ระบาดในสุกรที่มาจากประเทศมาเลเซีย และต้องกระทำการการุณยฆาตสุกรอย่างน้อยหนึ่งล้านตัว ระยะการแสดงอาการของไวรัสนิปาห์คล้ายกับไข้หวัดทั่วไป ในหนึ่งถึงสองวันแรกมีไข้สูง วิงเวียนศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจเร็วหรือหายใจลำบาก แต่จะรุนแรงขึ้นเมื่อมีอาการไอเสียงดัง ถ้าหากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา จะทำให้เป็นโรคสมองอักเสบ (Encephalitis) และเสียชีวิต โดยในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนในการรักษาทั้งในคนและสัตว์ \r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nโรงพยาบาลกรุงเทพ\r\nกรมประชาสัมพันธ์\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1769409979.png"],
    [10,5774,"ภาวะสมองล้า","Thu, 2026-01-22 15:29","http://www.stkc.go.th/node/5774","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null," \r\n\r\nเคยไหม? นั่งจ้องหน้าจอแต่คิดงานไม่ออก ความจำเริ่มสั้น โฟกัสอะไรไม่ได้เหมือนเคย \r\n\r\nอาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยชั่วคราว แต่อาจเป็นสัญญาณของ ‘ภาวะสมองล้า’\r\n\r\nที่สารเคมีในสมองเสียสมดุลจนส่งผลเสียต่อร่างกาย \r\n\r\n \r\n\r\n   ภาวะสมองล้า (Brain Fog) คือ ภาวะเครียดโดยไม่รู้ตัวจากการที่สมองถูกใช้งานอย่างหนักเป็นระยะเวลานาน ซึ่งอาจเกิดจากความเร่งรีบที่จะทำงานให้เสร็จ การพักผ่อนน้อย หรือการทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป ทำให้สารสื่อประสาทในสมองซึ่งเป็นสารเคมีที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อข้อมูลสัญญาณไฟฟ้าระหว่างเซลล์ของระบบประสาทเสียสมดุล ประสิทธิภาพการทำงานของสมองจึงแย่ลง มีการเปรียบเทียบไว้ว่าเหมือนมีหมอกลงในสมองทำให้ไม่สดใส Brain Fog Syndrome หากเกิดบ่อยครั้งจะกลายเป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ มากมาย เช่น โรคกระเพาะ, โรคอ้วน, ภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ, โรคเบาหวาน ฯลฯ\r\n\r\nอาการเตือนภาวะสมองล้า\r\n\r\n\r\n\tนอนไม่หลับ\r\n\tปวดศีรษะเรื้อรัง\r\n\tสายตาอ่อนเพลีย\r\n\tจัดการหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ไม่ดีเหมือนก่อน\r\n\tอารมณ์แปรปรวน\r\n\tหงุดหงิดง่าย\r\n\tขี้หลงขี้ลืม\r\n\tความจำระยะสั้นแย่ลง\r\n\tสมาธิในการทำงานลดลง\r\n\tความคิดสร้างสรรค์ที่เคยมีหายไป\r\n\tไม่สดชื่น\r\n\r\n\r\n   นอกจากผลทางกายภาพที่เกิดขึ้น Brain Fog ยังส่งผลต่อสมดุลชีวิตที่ขาดหายไป ทำให้ทางด้านจิตใจเองอาจจะเสียศูนย์ ไม่ต่างจากอาการ Burn-Out เลยทีเดียว ซึ่งสาเหตุของการเกิดภาวะสมองล้าก็มีหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็น ความเครียดสะสม พักผ่อนไม่เพียงพอ ใช้สายตามากเกินไป ขาดการบำรุงสมอง และอื่นๆ อีกมากมายที่ส่งผลต่อสมองแบบหนักหน่วง โดยภาวะเหล่านี้เสามารถป้องกันและลดการเกิดขึ้นได้ ดังนี้\r\n\r\n1. ลดการทำงานแบบ Mutitasking\r\n\r\n    หลายๆคนมักเร่งสปีดทำหลายอย่างพร้อมกันในคราวเดียว จนกลายเป็นต้องทำงานแบบ Multi Tasking แต่หากเมื่อต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกัน มันจะยิ่งทำให้สมาธิถูกแยกส่วน ส่งผลให้สมองต้อใช้งานหนักกว่าเดิม ดังนั้นลองจัดตารางการทำงานใหม่โดยโฟกัสให้งานเสร็จเรียบร้อยทีละอย่าง ไม่ควรทำหลายอย่างพร้อมกัน พร้อมทั้งจัดสรรเวลาการทำงานในแต่ละชิ้นให้ชัดเจน\r\n\r\n2. ไม่โต้ตอบกับงานยิบย่อยทันที\r\n\r\n   ไม่ว่าจะเป็นการเช็กแจ้งเตือนจากอีเมล ตอบข้อความที่แทรกขึ้นมาระหว่างการทำงาน กิจกรรมและงานยิบย่อยเหล่านี้ส่งผลกระทบกับเรามากกว่าที่คิด เพราะนอกจากจะทำให้แผนงานที่วางมารวนแล้ว การใช้ชีวิตโดยโต้ตอบกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามาตลอด ทำให้สมาธิที่เราตั้งอกตั้งใจพังลงได้อย่างง่ายดาย แถมมันยังทำให้เราเบลอหนักขึ้นไปอีก ฉะนั้นกำหนดเวลาและจำนวนครั้งที่ในการตอบโต้งานยิบย่อยต่างๆ และพยายามโฟกัสงานที่อยู่ตรงหน้าก่อน\r\n\r\n3. ขจัดความยุ่งเหยิงใกล้ตัว\r\n\r\n   แค่การทำงานอย่างเป็นระบบระเบียบอาจจะยังไม่พอ เพราะสภาพแวดล้อมการทำงานเองก็เป็นส่วนสำคัญที่ห้ามละเลย พยายามอย่าปล่อยให้ความไร้ระเบียบบนโต๊ะทำงานหรือห้องของคุณ มาเป็นหนึ่งในปัญหาให้เปลืองเนื้อที่สมอง คุณอาจเริ่มจัดการสิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วยการลดอะไรที่ไม่จำเป็น ลองสร้างสเปซให้กับพื้นที่ของคุณโดยการจัดการอะไรต่างๆ ให้เป็นระบบระเบียบให้มากขึ้น\r\n\r\n4. เคลื่อนไหวร่างกาย\r\n\r\n   การอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ โดยไม่ทำอะไรเลยจะยิ่งทำให้สมองและร่างกายฝืดเคืองไม่ปลอดโปร่ง ลองหันมาขยับร่างกายสักนิด ออกกำลังกายเบาๆ หรือออกไปสูดอากาศสักหน่อย จะทำให้สามารถทิ้งความคิดในหัวสมองที่ทับถมมานานไว้ข้างหลังได้ นอกจากนี้มันยังช่วยเสริมสร้างให้สภาพจิตใจและร่างกายดีขึ้นอีกด้วย\r\n\r\n5. ฝึกสมาธิ\r\n\r\n   การฝึกสมาธิโดยหายใจลึกๆ วันละครึ่งชั่วโมง จะช่วยลดความเครียดและทำให้มีสมาธิพร้อมความจำที่ดีขึ้น ทั้งนี้ลองฝึกความจำด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น เล่นปริศนาอักษรไขว้ หมากรุก หรือหางานอาสาสมัครที่ได้ฝึกการใช้สมองหรือพบเพื่อนใหม่ๆ ก็จะช่วยเยียวยาและเติมเต็มความสุขให้กับสมองได้บ้าง\r\n\r\n6. ลดการเสพโซเชียล\r\n\r\n   แม้สมาร์ทโฟนจะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ความบันเทิงได้ใกล้ตัวที่สุด แต่บางทีการเลื่อนๆ ไถๆ ไปในโลกโซเชียล ก็อาจต้องเจอกับอะไรที่บั่นทอนได้ ไม่ว่าจะเป็นการเผลอเปรียบเทียบตัวเองกับชีวิตของเพื่อนๆในโซเชียล การพบเจอทั้งข่าวดี ข่าวร้าย ที่เข้ามารบกวนจิตใจ นั่นทำให้แทนที่จะรู้สึกว่าได้พัก ยิ่งเครียดหนักไปกันใหญ่ \r\n\r\n7. หมั่นดูแลสุขภาพร่างกาย\r\n\r\n   สิ่งสำคัญสุดในการเอาชนะ Brain Fog จำต้องร่างกายที่พร้อมสมบูรณ์เพื่อต่อกรกับมันด้วย พยายามออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และบำรุงสมองด้วยสารอาหารที่ดีต่อสมองอย่าง นำมันปลา ผักผลไม้อื่นๆ ทั้งนี้ ต้องอย่าลืมหาเวลาพักผ่อน และนอนหลับให้เพียงพอ รู้จักการจัดการกับความเครียด อย่าฝืนทำงานถ้าหากสมองกำลังเหนื่อยล้า\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nกรมสุขภาพจิต\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1769070590.png"],
    [11,5770,"ประวัติการรถไฟแห่งประเทศไทย","Thu, 2026-01-15 09:34","http://www.stkc.go.th/node/5770","สังคมศาสตร์",null,"     \r\n     ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในบรรดาประเทศทั้งหลายที่เจริญแล้วในโลก นับตั้งแต่สมัยตั้งกรุงสุโขทัยตลอดจนกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงสุโขทัยตลอดจนกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ซึ่งทรงเป็นประมุขของประเทศได้ทรงเล็งเห็นความสำคัญของการคมนาคมซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำความรุ่งเรืองมาสู่ชาติเสมือนโลหิตที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้ดำรงอยู่ และในบรรดาทางเดินของโลหิตสายนั้นการรถไฟคือทางเดินของโลหิตสำคัญสายหนึ่ง ซึ่งในราชอาณาจักรไทยสมัยก่อน ๆ ยังไม่เคยมีเค้ารูป และโครงการอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะแสดงให้เป็นที่ปรากฏชัดว่าการคมนาคมทางบกภายในประเทศจะมีการขนส่งโดยทางรถไฟของรัฐบาลเกิดขึ้นเลย เพราะในเวลานั้นประชาชนยังนิยมใช้สัตว์ เช่น โค กระบือ ม้า ช้างและเกวียน เป็นพาหนะเพื่อประโยชน์ในการเดินทางและในการลำเลียงสินค้าต่างๆ จากถิ่นหนึ่งไปยังอีกถิ่นหนึ่งจนกระทั่งการขนส่งโดยทางรถไฟได้เริ่มมีชีวิตจิตใจขึ้นจนสำเร็จเป็นรูปร่างอันสมบูรณ์ในรัชสมัย \r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\" พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ \"\r\nโดยมีประกาศ พระบรมราชโองการสร้างทางรถไฟสยาม\r\nตั้งแต่ กรุงเทพฯ ถึง เมืองนครราชสีมา\r\nลงวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.109 ซึ่งตรงกับ พุทธศักราช 2433\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n     ก่อนที่การรถไฟหลวงจะถือกำเนิดขึ้นนั้นปรากฏว่าในปีพุทธศักราช 2398 รัฐบาลสหราชอาณาจักรอังกฤษให้ เซอร์ จอห์น เบาริง (Ser John Bowring) ผู้สำเร็จราชการเกาะฮ่องกง ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็ม พร้อมด้วย มิสเตอร์ แฮรี่ สมิท ปาร์ค (Mr. Harry Smith Parkes) กงสุลเมืองเอ้หมึง เป็นอุปทูล เดินทางโดยเรือรบหลวงอังกฤษเข้ามาเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญาทางราชไมตรีฉบับที่รัฐบาลอังกฤษที่อินเดีย ทำไว้กับรัฐบาลไทยเมื่อ วันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2369 ซึ่งในกาลนั้น มิสเตอร์ แฮรี่ สมิท ปาร์ค ได้นำสนธิสัญญาฉบับใหม่ออกไปประทับตราแผ่นดินอังกฤษ แล้วนำกลับมาแลกเปลี่ยนสนธิสัญญากับฝ่ายไทย กับอัญเชิญพระราชสาส์น และ เครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระนางวิคตอเรียแห่งสหราชอาณาจักรอังกฤษเข้ามาเพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 อาทิ รถไฟจำลองย่อส่วนจากของจริงประกอบด้วย รถจักรไอน้ำ และรถพ่วงครบขบวน เดินบนรางด้วยแรงไอน้ำทำนองเดียวกับรถใหญ่ที่ใช้อยู่ในเกาะอังกฤษ(ขณะนี้รถไฟเล็กได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ) ราชบรรณาการในครั้งนั้นสมเด็จพระนางวิคตอเรีย ทรงมีพระราชประสงค์จะให้เป็นเครื่องดลพระราชหฤทัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทรงคิดสถาปนากิจการรถไฟขึ้นในราชอาณาจักรไทย แต่เนื่องจากในขณะนั้นภาวะเศรษฐกิจของไทยยังอยู่ในฐานะไม่มั่นคง และมีจำนวนพลเมืองน้อย กิจการจึงต้องระงับไว้\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n     ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เหตุการณ์ทางด้านการเมือง สืบเนื่องมาจากนโยบายขยายอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส แผ่มาครอบคลุมบริเวณแหลมอินโดจีน พระองค์ท่านทรงตระหนักถึงความสำคัญของการคมนาคมโดยเส้นทางรถไฟ เพราะการใช้แต่ทางเกวียนและแม่น้ำลำคลองเป็นพื้นนั้น ไม่เพียงพอแก่การบำรุงรักษาพระราชอาณาเขต ราษฎรที่อยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงมีจิตใจโน้มเอียงไปทางประเทศใกล้เคียง สมควรที่จะสร้างทางรถไฟขึ้นในประเทศเพื่อติดต่อกับมณฑลชายแดนก่อนอื่น ทั้งนี้เพื่อสะดวกแก่การปกครอง ตรวจตราป้องกันการรุกรานเป็นการเปิดภูมิประเทศให้ประชาชนพลเมืองเข้าบุกเบิกพื้นที่ รกร้างว่างเปล่า ให้เป็นประโยชน์ทางเศรษกิจของประเทศ และจะเป็นเส้นทางขนส่งผู้โดยสารและสินค้าไปมาถึงกันได้ง่ายยิ่งขึ้น ดังนั้น ในปี พ.ศ.2430 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ เซอร์แอนดรู คลาก และบริษัทปันชาร์ด แมกทักการ์ด โลเธอร์ ดำเนินการสำรวจเพื่อสร้างทางรถไฟจาก กรุงเทพฯ - เชียงใหม่ และมีทางแยกตั้งแต่เมืองสระบุรี - เมืองนครราชสีมาสายหนึ่ง จากเมืองอุตรดิตถ์ - ตำบลท่าเดื่อริมฝั่งแม่น้ำโขงสายหนึ่ง และจากเมืองเชียงใหม่ไปยังเชียงราย เชียงแสนหลวงอีกสายหนึ่ง โดยทำการสำรวจให้แล้วเสร็จเป็นตอนๆ รวม 8 ตอน ในราคาค่าจ้างโดยเฉลี่ยไม่เกินไมล์ละ 100 ปอนด์ ทั้งสองฝ่ายลงนามในสัญญาเมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2430 เมื่อได้สำรวจแนวทางต่าง ๆ แล้ว รัฐบาลพิจารณาเห็นว่าจุดแรกที่สมควรจะสร้างทางรถไฟเชื่อมกับเมืองหลวงของไทยก่อนอื่น คือ นครราชสีมา ดังนั้นในเดือนตุลาคม 2433จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งกรมรถไฟขึ้น สังกัดอยู่ในกระทรวงโยธาธิการมีพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงศ์ ทรงเป็นเสนาบดี และนาย เค. เบ็ทเก ( K. Bethge ) ชาวเยอรมัน เป็นเจ้ากรมรถไฟพร้อมกันนั้นได้ เปิดประมูลสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ - นครราชสีมา เป็นสายแรก ณ ที่ทำการรถไฟกรุงเทพ ปรากฏว่า มิสเตอร์ จี มูเร แคมป์เบล แห่งอังกฤษ เป็นผู้คำประกันประมูลได้ในราคาต่ำสุด โดยเสนอราคาเป็นเงิน 9,956,164 บาท\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n      พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้กระทรวงโยธาธิการว่าจ้าง มิสเตอร์ จี. มูเร แคมป์เบลล์ สร้างทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพฯถึงนครราชสีมา เป็นสายแรกเป็นทางขนาดกว้าง 1.435 เมตร และได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีกระทำพระฤกษ์ เริ่มการสร้างทางรถไฟ ณ บริเวณย่านสถานีกรุงเทพ เมื่อวันที่ 09 มีนาคม พ.ศ.2434ซึ่งปัจจุบัน การรถไฟฯได้สร้างอนุสรณ์ปฐมฤกษ์รถไฟหลวงเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกเหตุการณ์สำคัญในอดีต และเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ\r\n\r\n     ในปี พ.ศ.2439 การก่อสร้างทางรถไฟสาย กรุงเทพฯ - นครราชสีมา สำเร็จบางส่วนพอที่จะเปิดการเดินรถได้ ดังนั้น ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟระหว่าง สถานีกรุงเทพ - อยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร และเปิดให้ประชาชนเดินทางไปมาระหว่าง กรุงเทพ - อยุธยา ได้ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2439 เป็นต้นไป ในระยะแรกเดินขบวนรถขึ้นล่องวันละ 4 ขบวน มีสถานีรวม 9 สถานี คือ สถานีกรุงเทพ บางซื่อ หลักสี่ หลักหก คลองรังสิต เชียงราก เชียงรากน้อย บางปะอิน และกรุงเก่า ซึ่งการรถไฟฯ ได้ถือเอา   \" วันที่ 26 มีนาคม \"  เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟ สืบมาจนถึงปัจจุบัน\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n    ต่อจากนั้นก็ได้เปิดการเดินรถต่อไปอีกเป็นระยะ ๆ จากอยุธยา ถึง แก่งคอย มวกเหล็ก ปากช่อง จนกระทั่งในปี พ.ศ.2443 การสร้างทางรถไฟสายนครราชาสีมา ได้เสร็จเรียบร้อย และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการเดินรถสายนี้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2443 รวมระยะทางจาก กรุงเทพ - นครราชสีมา ทั้งสิ้น 265 กิโลเมตร สิ้นเงินในการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ 17,585,000 บาทเมื่อการก่อสร้างทางรถไฟสายแรกสำเร็จลงตามพระราชประสงค์แล้ว ก็ทรงพิจารณาสร้างทางรถไฟสายอื่น ๆ ต่อไป จนกระทั่งสิ้นรัชสมัยของพระองค์ พระผู้พระราชทานกำเนิดกิจการรถไฟในประเทศไทย เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2453\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n     ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแทนพระบรมราชชนก ก็ได้ทรงพิจารณาเห็นว่ากิจการของกรมรถไฟสายเหนือและกรมรถไฟสายใต้ ซึ่งแยกกันอยู่ไม่สะดวกแก่การบังคับบัญชาและบริหารงาน ตลอดจนไม่เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนั้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2460 จึงได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้รวมกิจการรถไฟทั้ง 2 กรม เข้าเป็นกรมเดียวกัน เรียกว่า   \" กรมรถไฟหลวง \"   กับได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ  \" กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน \" ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงพระองค์แรก\r\n\r\n     ในสมัยที่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ทรงเป็นผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวงอยู่นั้น ทรงเล็งเห็นการณ์ไกล และทรงตระหนักดีว่าการใช้รถจักรไอน้ำลากจูงขบวนรถ นอกจากจะไม่สะดวกและประหยัดแล้ว ลูกไฟที่กระจัดกระจายออกมา ยังเป็นอันตรายได้ พระองค์จึงทรงสั่งรถจักรดีเซล จำนวน 2 คันมาจากสวิสเซอร์แลนด์ เข้ามาใช้เป็นครั้งแรก\r\n\r\n     ซึ่งรถจักรดีเซลการกลคันแรก เลขที่ 21-22 ได้ออกวิ่งรับใช้ประชาชนเมื่อ พ.ศ.2471 ปัจจุบันรถจักรประวัติศาสตร์คันนี้ยังคงอยู่การรถไฟฯ ได้นำมาติดตั้งที่ ตึกบัญชาการรถไฟ เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาหาความรู้ต่อไป และเนื่องจากพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดรถจักรดีเซลขึ้นในเมืองไทย รถจักรดีเซลทุกคันที่ใช้การอยู่ในการรถไฟฯ ขณะนี้จึงได้ประดับเครื่องหมาย  \"บุรฉัตร\" อันเป็นพระนาม ของพระองค์ ติดที่ด้านข้างของรถจักรดีเซลทุกคันที่สั่งเข้ามา เพื่อเป็นการรำลึกและเทิดพระเกียรติแห่งพระองค์ท่านสืบไป\r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n     กิจการรถไฟซึ่งได้เริ่มตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2439 จนกระทั่งสิ้น รัชสมัยของพระองค์ในปี พ.ศ.2453 มีทางรถไฟที่เปิดใช้เดินรถรวมทั้งสิ้น 932 กิโลเมตร และกำลังก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จอีก 690 กิโลเมตร ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 มีทางรถไฟที่เปิดใช้ทั้งหมด 2,581 กิโลเมตร และอยู่ในระหว่างก่อสร้างอีก 497 กิโลเมตร\r\n\r\n     ส่วนในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระองค์ก็ทรงดำเนินรัฐประศาสโนบายในการบำรุงการคมนาคมเช่นเดียวกับรัชกาลก่อน ๆ แต่เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยกำลังปั่นป่วน ดังนั้น การก่อสร้างทางรถไฟสมัยนี้จึงเป็นไปได้อย่างล่าช้า โดยมีทางรถไฟเพิ่มขึ้นใหม่อีก 418 กิโลเมตร\r\n\r\n     กิจการรถไฟในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล รัชการที่ 8 ก็เช่นเดียวกันกับรัชกาลก่อน ประเทศไทยต้องประสบกับสภาวะทางการเงิน และสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้การก่อสร้างทางรถไฟไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร โดยมีทางรถไฟก่อสร้างเพิ่มอีก 259 กิโลเมตร\r\n\r\n     สำหรับกิจการรถไฟในสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กิจการรถไฟประสบภัยสงครามอย่างหนัก ทรัพย์สินทั้งทางอาคาร และรถจักรล้อเลื่อน ได้รับความเสียหายมาก จำต้องเริ่มบูรณะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว ถ้าจะอาศัยเงินลงทุนจากงบประมาณของรัฐแหล่งเดียวจะไม่ทันการณ์ รัฐบาลจึงต้องขอกู้เงินจากธนาคารโลกมาสมทบ ในระหว่างเจรจากู้เงินนั้น ธนาคารโลกได้เสนอให้รัฐปรับปรุงองค์กรของกรมรถไฟหลวง ให้มีอิสระกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารกิจการรถไฟในเชิงธุรกิจ\r\n\r\n     ในปี พ.ศ.2494 รัฐบาลสมัย จอมพล.ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้พิจารณาเห็นสมควรจัดตั้งกิจการรถไฟเป็นเอกเทศจึงได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 ต่อรัฐสภา และได้มีพระบรมราชโองการให้ตราเป็นพระราชบัญญัติขึ้นไว้ตามที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับลงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2494 กรมรถไฟหลวงจึงเปลี่ยนฐานะมาเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทสาธารณูปการภายใต้ชื่อว่า  \"การรถไฟแห่งประเทศไทย \" ตั้งแต่วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ.2494 เป็นต้นมา \r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n\r\nพลเอกจรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์\r\nดำรงตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย\r\nตั้งแต่วันที่ 01 กรกฎาคม 2494 - 10 กันยายน 2502\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nการรถไฟแห่งประเทศไทย\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1768447431.png"],
    [12,5769,"ทำไมเดือน มกราคม ถึงยาวนานกว่าเดือนอื่น","Tue, 2026-01-13 11:19","http://www.stkc.go.th/node/5769","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   ทำไมเดือนมกราคมถึงนานกว่าปกติ ทั้งที่ใน 1 ปี ก็มีหลายเดือนที่มี 31 วัน แต่เดือนมกราคมยังไม่หมดเสียที  “วิลเลียม สกายลาร์ก” นักวิจัยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) ได้อธิบายเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ว่า “เวลาทางจิตใจเป็นตัวชี้วัดที่ค่อนข้างบอบบาง สำหรับระยะเวลาทางกายภาพ”\r\n\r\n   ยากระตุ้น เช่น คาเฟอีน ถูกค้นพบขึ้นเพื่อทำให้คนรู้สึกว่าเวลากำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าลงหลังจากชมภาพยนตร์สยองขวัญ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือความกลัวสามารถทำให้คนรู้สึกว่าเวลาช้าลงได้จากการทดลองดังกล่าว เนื่องจากเป็นผลของความเร้าอารมณ์ต่อความเร็วของระบบนาฬิกาภายในสมอง\r\n\r\n   สำหรับหนึ่งในปัจจัยสำคัญของนาฬิกาสมองคือโดพามีน (Dopamine) สารสื่อประสาทที่จะหลั่งออกมาเวลาที่เกิดความรู้สึกสุข สบายใจ หรือตื่นเต้น สารเคมีในสมองตัวนี้จะทำให้นาฬิกาในสมองเดินเร็วขึ้น และในทางตรงกันข้าม หากไม่ได้รู้สึกสุข สบายใจ ตื่นเต้น หรือรู้สึกเบื่อ ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกว่าเวลาเดินช้ากว่าความเป็นจริง\r\n\r\n   ขณะที่นักศึกษาปริญญาเอก มหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London) ทีมวิจัย ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่การเริ่มต้นทำงานใหม่ หลังจากช่วงวันหยุดยาวทั้งเทศกาลคริสต์มาส หรือช่วงปีใหม่ นำไปสู่ความรู้สึกเบื่อหน่าย เมื่อเทียบกับความสนุกสนานในช่วงเฉลิมฉลอง ทำให้หลายคนรู้สึกว่าเวลากำลังเดินช้าลงในเดือนมกราคม  นอกจากนี้ เดือนมกราคมเป็นเดือนเริ่มต้นปีที่ยังต้องดำเนินต่อไปอีก 11 เดือน อีกทั้งหลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับการเริ่มต้นกิจกรรมใหม่ๆ ในช่วงต้นปี ทั้งการออกกำลังกายที่มากขึ้น รวมถึงการทำงานที่ยาวนาน เพราะเดือนมกราคมเป็นเดือนที่ไม่มีวันหยุดพิเศษเลยหลังจากปีใหม่ ทำให้รู้สึกเหนื่อย เบื่อและไม่ได้มีความรู้สึกคาดหวังกับวันหยุด เพราะหากมองดูปฏิทินก็ยังคงเหลือเวลาอีกหลายเดือนกว่าจะถึงช่วงที่มีวันหยุดยาวอีกครั้ง\r\n\r\n   อย่างไรก็ตาม แม้ในเวลาจริงเดือนมกราคมยังคงดำเนินต่อไปตามปกติ แต่เวลาสมองในความรู้สึกของใครหลายๆ คนอาจจะเริ่มรู้สึกว่าเมื่อไหร่จะผ่านไปถึงเดือนกุมภาพันธ์เสียที หากใครที่กำลังรู้สึกเช่นนี้แล้ว ถามตัวเองดูว่าวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง หรือวันนี้รู้สึกอย่างไร เพื่อสร้างความสุขและช่วงเวลาดีๆ ให้เดือนมกราคมผ่านไปได้รวดเร็วขึ้น\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1768277986.png"],
    [13,5768,"สถานีอวกาศแห่งใหม่ในวงโคจรดวงจันทร์","Mon, 2026-01-12 14:44","http://www.stkc.go.th/node/5768","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null," \r\n\r\n   ในปัจจุบัน เรามีมนุษย์อยู่อาศัยบนอวกาศอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 2000 จากการเริ่มใช้งานสถานีอวกาศนานาชาติ หรือ International Space Station : ISS อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลอง วิจัย และเตรียมความพร้อมให้มนุษย์เดินทางไปได้ไกลขึ้นกว่าเดิม ซึ่งก้าวถัดไปของมนุษยชาติในการสำรวจอวกาศ เริ่มต้นจากการกลับไปสำรวจดวงจันทร์ในระยะยาว ดั่งเช่นเป้าหมายในโครงการอาร์ทีมิสของ NASA นั่นคือจุดที่สถานีอวกาศ Lunar Gateway เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะสถานีอวกาศแห่งแรกที่อยู่ไกลกว่าวงโคจร Low Earth Orbit และเป็นโครงสร้างสำคัญสำหรับภารกิจส่งนักบินอวกาศกลับไปดวงจันทร์ รวมถึงการมุ่งหน้าสู่ดาวอังคารและเป้าหมายอื่นในระบบสุริยะ\r\n\r\n \r\n\r\n   การศึกษาสถานีอวกาศในวงโคจรรอบดวงจันทร์ เริ่มต้นขึ้นครั้งแรกในปี 2012 โดยอาศัยองค์ความรู้จากสถานีอวกาศในวงโคจรรอบโลก เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับสถานีที่อยู่ห่างจากโลกไปกว่า 400,000 กิโลเมตร หรือมากกว่าสถานีอย่าง ISS เกือบ 100 เท่าด้วยกัน\r\n\r\nLunar Gateway ถูกออกแบบให้มีส่วนประกอบหลักๆ ได้แก่\r\n\r\n    - Lunar View : โมลดูลส่วนต่อขยายด้านการมองเห็น และเป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บสัมภาระ ลักษณะที่โดดเด่นคือหน้าต่างขนาดใหญ่เพื่อถ่ายภาพของโลกและดวงจันทร์  พัฒนาโดยองค์การอวกาศขององค์การอวกาศยุโรป (ESA)\r\n\r\n    - Logistics Module (LM) : โมดูลขนส่งทรัพยากร ทำหน้าที่ขนส่งทรัพยากรสำหรับยังชีพให้นักบินอวกาศและอุปกรณ์ทางด้านวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่ถูกส่งจากโลก รับผิดชอบโดยองค์การนาซา (NASA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA)\r\n\r\n    - Crew and Science Airlock (Govt. Reference) : เป็นช่องทางสำหรับออกไปทำงานภายนอกสถานีของนักบินอวกาศ สร้างโดยศูนย์อวกาศโมฮัมเหม็ด บิน ราชิด  (MBRSC) หน่วยงานของรัฐบาลดูไบที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนโครงการอวกาศของสหรัฐอาหรับเอมิเตส์\r\n\r\n    - Orion : ยานขนส่งอวกาศ ทำหนเาที่ขนส่งนักบินอวกาศจากโลกไปยังสถานี โดยองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) รับผิดชอบส่วนห้องโดยสารนักบิน (Crew Module) ส่วน องค์การอวกาศยุโรป (ESA) รับผิดชอบหลักในส่วนของโมดูลบริการ (European Service Module - ESM) ซึ่งทำหน้าที่ขับเคลื่อนและให้พลังงาน\r\n\r\n    - Lunar I-Hab : เป็นส่วนต่อขยายเป็นพื้นที่พักของนักบินอวกาศซึ่งเป็นที่ตั้งของระบบสนับสนุนการถ่ายทอดสด กล้อง และสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ สร้างโดยองค์การอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) และมีกำหนดนำส่งไปกับภารกิจอาร์ทีมิส 4 ใน ปี ค.ศ. 2028\r\n\r\n    - Canadarm3 : ส่วนแขนหุ่นยนต์รุ่นใหม่ที่จัดหาโดยองค์การอวกาศแคนาดา (CSA) ซึ่งจะสามารถเคลื่อนที่แบบหมุนตัวไปยังส่วนต่างๆ ของสถานีอวกาศ เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ ช่วยเหลือนักบินอวกาศในการเดินอวกาศ และทำการสำรวจภายนอก\r\n\r\n    - HALO (Habitation and Logistics Outpost) : ที่พักของลูกเรือพร้อมระบบช่วยชีวิต ระบบตรวจจับไฟไหม้และดับเพลิง ระบบจัดเก็บและจ่ายน้ำ และระบบกระจายสัญญาณและ Lunar Link ซึ่งเป็นระบบสื่อสารบนดวงจันทร์ ที่จัดทำโดยองค์การอวกาศยุโรป (ESA)\r\n\r\n    - Power and Propulsion Element : ให้พลังงาน การสื่อสาร การควบคุมทิศทาง และความสามารถในการควบคุมและถ่ายโอนวงโคจรของเกตเวย์ แผงโซลาร์เซลล์แบบกางออกจะสร้างพลังงานไฟฟ้า 60 กิโลวัตต์ ทำให้เกตเวย์เป็นยานอวกาศพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทรงพลังที่สุด เท่าที่เคยส่งขึ้นไปในอวกาศ\r\n\r\n   โมดูลในข้างต้น จะถูกนำไปประกอบรวมในวงโคจรรอบดวงจันทร์ แบบเดียวกับการก่อสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ โดยเริ่มจากการนำส่งโมดูล PPE และ HALO ในปี 2025 กับจรวด Falcon Heavy ของบริษัท SpaceX เพื่อรองรับภารกิจอาร์ทีมิส 4 ที่มีแผนส่งนักบินอวกาศไปลงสำรวจดวงจันทร์ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2028 หากไม่มีอะไรผิดพลาด สถานี Lunar Gateway จะก่อสร้างแล้วเสร็จอย่างเร็วที่สุดในปี 2031 เพื่อรองรับภารกิจต่าง ๆ ของโครงการอาร์ทีมิส ตั้งแต่อาร์ทีมิส 4 เป็นต้นไป โดยมีนักบินอวกาศ 2 คนที่เคลื่อนย้ายไปยังยานลงดวงจันทร์ที่เชื่อมต่อกับ Lunar Gateway ระหว่างที่อีก 2 คนจะอยู่ปฏิบัติงานบนสถานีอวกาศในวงโคจรรอบดวงจันทร์\r\n\r\n   ข้อแตกต่างจากสถานีอวกาศนานาชาติ นอกจากขนาดที่ค่อนข้างเล็กกว่าแล้ว Lunar Gateway ไม่ได้ถูกออกแบบให้รองรับการอยู่อาศัยของนักบินอวกาศอย่างต่อเนื่องเหมือนกับ ISS เนื่องจากข้อจำกัดด้านระบบยังชีพ การขนส่งเสบียงและสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็นกับการดำรงชีวิต และความเสี่ยงในการเผชิญกับรังสีจากการอยู่อาศัยเป็นระยะเวลายาวนาน แต่ยังคงมีการทดลองที่ดำเนินต่อไปโดยอัตโนมัติ หรืออาศัยการควบคุมจากเจ้าหน้าที่บนโลก ในระหว่างไม่มีนักบินอวกาศปฏิบัติงานบนสถานีได้นานกว่า 3 ปี\r\n\r\n\r\n   Lunar Gateway เป็นความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น แคนาดา และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยที่รัสเซีย หนึ่งในพันธมิตรของสถานีอวกาศนานาชาติ ได้ถอนตัวไปจากโครงการดังกล่าวเมื่อปี 2020 และมีส่วนในการร่วมพัฒนาสถานี International Lunar Research Station หรือ ILRS กับประเทศจีน โดยประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการดังกล่าว ตั้งแต่เดือนเมษายน ค.ศ. 2024 ที่ผ่านมา\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nหมายเหตุ\r\n\r\nISS : International Space Station   - สถานีอวกาศนานาชาติ\r\n\r\nNASA :  National Aeronautics and Space Administration   - องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ\r\n\r\n ESA : European Space Agency   - องค์การอวกาศยุโรป\r\n\r\nJAXA : Japan Aerospace Exploration Agency    - องค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น\r\n\r\nMBRSC : Mohammed Bin Rashid Space Centre   - ศูนย์อวกาศโมฮัมเหม็ด บิน ราชิด\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1768530267.png"],
    [14,5767,"บิดาของวิชาเคมีควอนตัม","Mon, 2026-01-12 13:15","http://www.stkc.go.th/node/5767","มนุษยศาสตร์",null,"   ในโลกวิทยาศาสตร์ศตวรรษที่ 20 คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ไลนัส พอลลิง (Linus Pauling) คือบุคคลที่มีอิทธิพลสูงสุดคนหนึ่ง เขาคือนักเคมีผู้บุกเบิกการนำ \"กลศาสตร์ควอนตัม\" มาอธิบายความลับของพันธะเคมี จนได้รับการยกย่องว่าเป็น \"บิดาของวิชาเคมีควอนตัม\" และเป็นเจ้าของตำราสุดคลาสสิกอย่าง “The Nature of Chemical Bonds” (ค.ศ.1939) ซึ่งถือเป็นเสาหลักของวงการเคมีที่สำคัญเทียบเท่ากับงานของไอแซก นิวตัน และชาร์ลส์ ดาร์วิน ส่งให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี ค.ศ.1954 \r\n\r\n   พอลลิงเริ่มต้นจากการตั้งข้อสงสัยในทฤษฎีเคมีแบบเดิม เขาเชื่อมั่นว่ากลศาสตร์ควอนตัมคือกุญแจดอกเดียวที่จะไขปริศนาการยึดเหนี่ยวของอะตอมได้ ในปี ค.ศ.1926 เขาได้เดินทางไปศึกษากับเหล่านักฟิสิกส์ชื่อดังระดับโลกในยุโรป และได้พัฒนาแนวคิดสำคัญที่เป็นรากฐานของเคมีในปัจจุบัน ได้แก่ :\r\n\r\n\r\n\tเรโซแนนซ์ (Resonance): การอธิบายว่าอิเล็กตรอนสามารถสั่นพ้องหรือเคลื่อนที่ระหว่างอะตอมได้ ไม่ได้คงที่อยู่ ณ จุดใดจุดหนึ่ง\r\n\tไฮบริไดเซชัน (Hybridization): การผสมกันของออร์บิทัลอิเล็กตรอน เพื่อสร้างพันธะและโครงสร้างโมเลกุลที่ซับซ้อน เช่น โครงสร้างทรงสี่หน้าของมีเทน\r\n\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์เพื่อสันติภาพ\r\n\r\n   นอกจากความเป็นอัจฉริยะในห้องแล็บ พอลลิงยังเป็นนักกิจกรรมที่ต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์อย่างรุนแรง เขาถูกรัฐบาลจับตาและถูกจำกัดสิทธิเพียงเพราะพูดในสิ่งที่เชื่อว่า \"วิทยาศาสตร์จะไม่รุ่งเรืองหากนักวิทยาศาสตร์ถูกลงโทษจากการพูดความจริง\" ความพยายามอย่างไม่ลดละในการรวบรวมรายชื่อประท้วงการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ นำไปสู่การลงนามในสนธิสัญญาห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในปี ค.ศ.1963 และทำให้เขาได้รับ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ในปีเดียวกัน ส่งผลให้เขากลายเป็นบุคคลเดียวในโลกที่ได้รับรางวัลโนเบล 2 ครั้ง โดยไม่มีผู้รับร่วม\r\n\r\n \r\n\r\n  มรดกสำคัญที่พอลลิงทิ้งไว้ ทั้งในด้านความเข้าใจเรื่องพันธะเคมีซึ่งเป็นพื้นฐานของชีวิต และการยืนหยัดเพื่อสันติภาพของมนุษยชาติ ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1768201391.png"],
    [15,5764,"สิทธิเด็กที่ทุกคนควรรู้","Wed, 2026-01-07 09:59","http://www.stkc.go.th/node/5764","สังคมศาสตร์",null,"   ปัจจุบันยังคงมีเด็กและเยาวชนอีกมากมายที่ถูกละเลย ไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะเป็น ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ความรุนแรงต่อเด็ก ความไม่เท่าเทียมกัน รวมถึงการที่ไม่สามารถมีส่วนร่วมตัดสินใจในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาโดยตรง สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่นานาชาติต่างให้ความสนใจ \r\n\r\n   เพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคน องค์การสหประชาชาติ (UN) จึงได้กำหนดอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ในปี พ.ศ.2532 จึงได้เกิดเป็นอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ทั้งหมด 54 ข้อ ครอบคลุมหลักสิทธิพื้นฐานของเด็ก 4 ด้านสำคัญ ซึ่งอนุสัญญาฯ นี้เป็นข้อตกลงด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ได้รับการรับรองมากที่สุดถึง 196 ประเทศทั่วโลก โดยมีประเทศไทยเป็น 1 ในภาคีสมาชิก และมีผลบังคับใช้ในฐานะที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ\r\n\r\n   สิทธิเด็กนั้นเป็นสิทธิของเด็กทุกคนที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด จึงไม่มีผู้ใดสามารถไปตัดทอนหรือจำกัดการใช้สิทธิอันชอบธรรมของเด็กหรือละเมิดสิทธิของเด็กได้ ดังนั้น ทุกคนจึงควรตระหนักถึง \"สิทธิเด็ก\" เป็นสำคัญ\r\n\r\nสิทธิเด็กทั้ง 4 ด้าน\r\n\r\n1. สิทธิที่จะมีชีวิตรอด (Right of Survival)\r\n\r\n   คือ สิทธิในการอยู่รอดปลอดภัยตั้งแต่เมื่อคลอด ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเกิดมาปกติ หรือเกิดมาพร้อมกับความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจก็ตาม รวมถึงสิทธิที่จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม ทั้งด้านการสาธารณสุข โภชนาการ และความเป็นอยู่ที่ได้มาตรฐาน\r\n\r\n2. สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง (Right of Protection)\r\n\r\n   คือ สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากการล่วงละเมิดและการทารุณกรรมทุกรูปแบบ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงการใช้แรงงานเด็กผิดกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ การใช้สารเสพติด และการค้ามนุษย์\r\n\r\n3. สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา (Right of Development)\r\n\r\n   คือ สิทธิที่จะได้รับการสนับสนุนด้านการศึกษาตามมาตรฐานทุกรูปแบบ การส่งเสริมเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงโอกาสในการเติบโตอย่างสามารถพึ่งพาตนเองได้\r\n\r\n4. สิทธิที่จะมีส่วนร่วม (Right of Participation)\r\n\r\n   คือ สิทธิที่จะมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี การได้รับข้อมูลข่าวสาร การแสดงออกทั้งในด้านความคิดและการกระทำ รวมถึงการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่ออนาคตของตนเอง\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nกรมประชาสัมพันธ์\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1767767972.png"],
    [16,5759,"วันเด็กแห่งชาติมีความเป็นมาอย่างไร","Mon, 2026-01-05 14:28","http://www.stkc.go.th/node/5759","ประวัติศาสตร์และโบราณคดี",null,"\"ทำไม\" วันเด็กแห่งชาติ กำหนดจัดขึ้น ในวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม ของทุกๆ ปี?\r\n\r\n   วันเด็กแห่งชาติ มีจุดประสงค์จัดขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก สนใจในการเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนเด็ก และช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตน และอยู่ในระเบียบวินัยอันดี เพื่อเผยแพร่ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเด็ก\r\n\r\nประวัติความเป็นมาของวันเด็กแห่งชาติ\r\n\r\n   วันเด็กแห่งชาติ จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2498 โดย นายวี เอ็ม กุลกานี (V.M. Kulkarni) ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิการเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เป็นผู้เสนอต่อสหประชาชาติให้มีการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้น ทำให้วันดังกล่าวเป็นวัน World Children's Day เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของเด็ก และเพื่อกระตุ้นให้เด็กได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเอง ทำให้ทั่วโลกเริ่มจัดงานวันเด็กอย่างเป็นทางการนับแต่นั้นเป็นต้นมา\r\n\r\n    งานวันเด็กแห่งชาติในเมืองไทยครั้งแรกนั้นจัดขึ้นในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2498 และได้จัดต่อกันมาเป็นประจำทุกปีจนถึง พ.ศ. 2506 จึงมีความคิดว่าควรจะเปลี่ยนไปจัดงานวันเด็กในวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม เนื่องจากเห็นว่าเป็นช่วงที่พ้นจากฤดูฝนมาแล้ว และเป็นวันหยุดราชการ ทำให้เกิดความเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง แต่ในปีถัดมา พ.ศ. 2507 ไม่สามารถจัดงานวันเด็กได้ทัน จึงได้เริ่มจัดในปี พ.ศ. 2508 โดยยึดถือเอาวันเสาร์ที่ 2 ของเดือนมกราคม เป็นวันเด็กแห่งชาติ มาจนถึงปัจจุบัน\r\n\r\n   รัฐบาลได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติขึ้นมาคณะหนึ่ง ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค จุดประสงค์เพื่อให้เด็กทั่วประเทศทั้งในระบบ โรงเรียน และนอกระบบโรงเรียน ได้รู้ถึงความสำคัญของตน เกี่ยวกับ สิทธิ หน้าที่ ความรับผิดชอบ ระเบียบวินัย ที่มีต่อตนเองและสังคม\r\n\r\n   ทุกปีเมื่อถึงวันเด็กแห่งชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ จะพระราชทานพระบรมราโชวาท สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ทรงโปรดประทานพระคติธรรม และนายกรัฐมนตรี จะมอบคำขวัญวันเด็กให้กับเด็กไทยทุกปี ส่วนกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ก็จะเป็นงานที่จัดโดยความร่วมมือของทั้ง ภาครัฐ และเอกชน มีการจัดงานเพื่อความรู้ ความบันเทิง การจัดนิทรรศการ การประกวดวาดภาพ การร้องเพลง ตอบปัญหา เล่นเกม แจกของขวัญแก่เด็ก ที่ไปร่วมงานทั้งการเปิดสถานที่สำคัญต่าง ๆ ให้ชม เช่น ทำเนียบรัฐบาล  รัฐสภา เป็นต้น\r\n\r\n   การริเริ่มให้มีคำขวัญในวันเด็กได้เริ่มในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกในขณะนั้น ซึ่งตรงกับ พ.ศ. 2502 ซึ่งคำขวัญแรกมีใจความว่า “ขอให้เด็กในสมัยปฏิวัติของข้าพเจ้าเป็นเด็กที่รักความก้าวหน้า” ในการจัดงานวันเด็กนั้น ทางรัฐบาลได้จัดให้มีคณะกรรมการจัดงานฉลองวันเด็กโดยเฉพาะ คณะหนึ่งทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานทั้งภาครัฐเอกชน ในส่วนกลาง และภูมิภาค เพื่อให้งานที่จะออกมานั้นสมบูรณ์ เพื่อให้เด็กได้รู้ถึงความสำคัญของตนเอง รู้ถึงระเบียบ สิทธิหน้าที่ ความรับผิดชอบต่อตนเอง\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nหอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.9 นครราชสีมา\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1767598235.png"],
    [17,5756,"ความเป็นมาของวันขึ้นปีใหม่ไทย","Mon, 2025-12-29 09:32","http://www.stkc.go.th/node/5756","สังคมศาสตร์",null,"   ในสมัยโบราณคนทั่วโลกมีหลักเกณฑ์ในการกำหนดวันขึ้นปีใหม่ที่คล้ายคลึงกันโดยคำนึงถึงเหตุและผลที่เกี่ยวข้องกับสภาพชีวิต ความเป็นอยู่ ดินฟ้าอากาศ และจารีตประเพณี เพราะวันขึ้นปีใหม่ย่อมหมายถึงวาระแห่งความรื่นเริงและสิริมงคลในชีวิต เป็นนิมิตหมายที่ดีในการเริ่มต้นสิ่งใหม่และมอบความปรารถนาดีให้แก่กันหลังจากตรากตรำกับภารกิจการงานมาตลอดทั้งปี คนไทยในสมัยโบราณก็เช่นเดียวกันวันขึ้นปีใหม่ครั้งแรกจึงได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ข้างต้น ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่นับได้ 4 ครั้ง ซึ่งมีเหตุผลและความเหมาะสมที่แตกต่างกัน ดังนี้\r\n\r\n   ครั้งแรก วันขึ้นปีใหม่ของไทยตรงกับ วันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย บรรพบุรุษไทยเริ่มมีการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ยังมีถิ่นฐานอยู่บริเวณประเทศจีนทางตอนใต้ ตามทางสอบสวนปรากฏว่าเป็นของไทยแท้ และไม่ได้เลียนแบบมาจากที่ใด มูลเหตุมาจากดินฟ้าอากาศในประเทศของเราดังพระบรมราชาธิบายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงกล่าวถึงฤดูทั้ง 3 ไว้ว่า วิธีนับวันขึ้นปีใหม่ของคนไทยโบราณถือว่าเดือนอ้าย แรม 1 ค่ำ เป็นวันขึ้นต้นปีเพราะฤดูหนาวที่เรียกว่าเหมันตะเป็นเวลาที่พ้นจากความมืดครึ้มของฟ้าฝนและสว่างไสวขึ้นเปรียบเสมือนเวลาเช้าถือเป็นต้นปี ฤดูร้อนที่เรียกว่าคิมหฤดูเป็นเวลาสว่างร้อนเหมือนเวลากลางวันถือว่าเป็นกลางปี ส่วนฤดูฝนที่เรียกว่าวัสสานะเป็นเวลาที่มืดมัวและมีฝนพรำเปรียบเสมือนเวลากลางคืนถือว่าเป็นปลายปี เพราะฉะนั้นจึงได้นับชื่อเดือนเป็นหนึ่งมาแต่เดือนอ้าย\r\n\r\n   ครั้งที่ 2 วันขึ้นปีใหม่ของไทยตรงกับ วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เมื่อชาวไทยย้ายถิ่นฐานลงมาสู่ดินแดนแหลมทอง จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่ครั้งแรกสาเหตุน่าจะมาจากอิทธิพลของพราหมณ์ที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอินเดียเมื่อพราหมณ์เหล่านี้เดินทางเข้ามาสู่แผ่นดินไทยจึงนำลัทธิธรรมเนียมและจารีตประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนแนวคิดในการเปลี่ยนศกใหม่ในวันสงกรานต์ตามแบบสุริยคติของอินเดียเหนือเข้ามาเผยแพร่ด้วย จึงส่งผลให้ไทยกำหนดวันขึ้นปีใหม่เป็น วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 (เดือนเมษายน) และถือเป็นวันสงกรานต์ด้วย และได้ใช้ติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว\r\n\r\n   ครั้งที่ 3 วันขึ้นปีใหม่ของไทยตรงกับ วันที่ 1 เมษายน การกำหนดวันขึ้นปีใหม่สองครั้งที่ผ่านมาได้ถือเอาทางจันทรคติเป็นหลัก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นความลำบากในการกำหนดวันขึ้นปีใหม่ มีพระราชปรารถว่าวันขึ้นปีใหม่ของไทยซึ่งนับตามจันทรคตินั้นมักจะเลื่อนไปเลื่อนมาไม่แน่นอนเป็นการยุ่งยากแก่การจดจำ และเมื่อต้องมีการติดต่อกับต่างประเทศก็ยิ่งรู้สึกลำบากมากขึ้นจวบจนถึงรัตนโกสินทรศก 108 (พุทธศักราช 2432) วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ตรงกับวันที่ 1 เมษายนพอดี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ประกาศให้ถือวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่พุทธศักราช 2432 เป็นต้นมานับเป็นวันขึ้นปีใหม่ทางสุริยคติครั้งแรกของไทย\r\n\r\n   ครั้งที่ 4 วันขึ้นปีใหม่ของไทยตรงกับ วันที่ 1 มกราคม ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เห็นว่าเมื่อไทยยอมรับปฏิทินสุริยคติตามแบบสากลแล้ว ก็ควรเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ให้เป็นแบบสากลเพื่อความสะดวกในการติดต่อกับต่างประเทศ จึงกำหนดให้ถือวันที่ 1 มกราคมของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่เริ่มตั้งแต่พุทธศักราช 2484 เป็นต้นมา ส่งผลให้พุทธศักราช 2483 มีจำนวนเดือนเพียง 9 เดือนขาดไป 3 เดือน\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nหอสมุดแห่งชาติกรมศิลปากรกระทรวงวัฒนธรรม\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1766975576.png"],
    [18,5753,"จาก “Music Sampling” สู่ยุค “Generative AI”","Thu, 2025-12-25 13:55","http://www.stkc.go.th/node/5753","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   เพลงที่มีการนำส่วนหนึ่งส่วนใดของเพลงที่มีมาก่อน มาประพันธ์เป็นเพลงอีกบทเพลงหนึ่ง โดยเฉพาะในแนวดนตรีฮิปฮอป และป๊อปสมัยใหม่ ซึ่งมักมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ฟังสามารถจดจำทำนองเพลงใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เช่น “Music Sampling” ซึ่งอาจเป็นการนำท่อนเบสไลน์และจังหวะกลองจากเพลงในแผ่นเสียงเก่า มาบรรเลงต่อเนื่องเพื่อสร้างเป็นจังหวะสนุกสนานในงานเลี้ยง หรือนำแรงบันดาลใจจากเพลงฮิตติดตรึงใจในอดีตมาเชื่อมโยงกับผลงานดนตรีในปัจจุบันมาสร้างสรรค์เพลงใหม่ แม้ “Music Sampling” อาจเป็นเพียงเทคนิคที่ช่วยให้เกิดความนิยมในเพลงต้นฉบับเดิมมากยิ่งขึ้น โดยไม่กระทบต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของผลงานต้นฉบับเดิม แต่ก็กล่าวได้ว่า “Music Sampling” เป็นรากฐานของวัฒนธรรมดนตรีร่วมสมัยจากอดีตสู่อนาคต สำหรับงานเพลงหรืองานดนตรีโดยทั่วไปจะมีลิขสิทธิ์เกิดขึ้นได้จาก 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นลิขสิทธิ์ในองค์ประกอบเพลง (Composition) หมายรวมถึงทั้งส่วนเนื้อร้องและทำนอง และอีกประเภทเป็นลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียง (Sound Recording) ซึ่งหมายรวมถึงการแสดงและการบันทึกเสียงจริง ดังนั้น “Music Sampling” ที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายลิขสิทธิ์ก็ควรต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงเดิมทั้งในส่วน Composition และ Sound Recording อย่างไรก็ตาม เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์สำหรับ Master Recording ที่ต้องจ่ายให้เจ้าของเพลงหรือค่ายเพลงมักมีราคาสูง บางคนจึงเลือกขออนุญาตเฉพาะในส่วนองค์ประกอบเพลง เพื่อนำองค์ประกอบของบทเพลงนั้น ๆ เช่น ท่อนฮุก ท่อนแร็ป หรือทำนองที่จดจำได้ มาบันทึกเสียงขึ้นใหม่ด้วยนักร้องหรือเครื่องดนตรีอื่น โดยไม่ได้ใช้ไฟล์เสียงต้นฉบับ เพื่อไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์บันทึกเสียง และไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ Master Recording วิธีการนี้ไม่เรียกว่า “Music Sampling” แต่เรียกว่า “interpolation” \r\n\r\n   บทเพลงที่เกิดขึ้นจากเทคนิค “Music Sampling” เคยมีกรณีตัวอย่างการละเมิดลิขสิทธิ์เพลง เช่น เพลง “Please, do not stop the music” ของ Rihanna ซึ่งมีการใช้ทำนองบางส่วนจากเพลง “Wanna Be Startin' Somethin” ของ Michael Jackson ที่เผยแพร่ในปี 1983 มาดัดแปลง โดย Rihanna อ้างว่าได้ขออนุญาตแล้วเจ้าของลิขสิทธิ์แล้ว แต่ปรากฏว่า Jackson เองก็นำท่อนนี้มาจากเพลง “Soul Makossa” ของ Manu Dibango นักดนตรีจากแคเมอรูนที่บันทึกเสียงไว้ตั้งแต่ปี 1972 ซึ่งได้มีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เพลงดังกล่าวขึ้นในศาล ณ ประเทศฝรั่งเศส จากการใช้เทคนิค “Music Sampling” โดยไม่ได้รับอนุญาตทำให้เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์นี้ ย่อมเป็นความท้าทายของนักแต่งเพลงที่จะหาเทคนิควิธีการใหม่ ๆ ในการสร้างสรรค์ผลงาน \r\n\r\n   โดยในยุคปัจจุบันจะเห็นได้ว่ามีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยในการสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงานเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการแต่งเพลงอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น มีการใช้งาน Generative AI ในการสร้างเสียงดนตรีขึ้นใหม่ ปรับจังหวะ หรือการนำบางส่วนของเพลงต่าง ๆ มาจากฐานข้อมูลเพลง ซึ่งมีความหลากหลายของวัฒนธรรม และรูปแบบโครงสร้างการแต่งเพลงในแต่ละยุคจำนวนมหาศาล มาให้ Generative AI ช่วยผสมผสานสังเคราะห์ออกมาเป็นเพลงใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบเพลง ทั้งยังสามารถเลือกป้อนคำสั่งบรรยายบรรยากาศเพื่อให้โปรแกรมดำเนินการสังเคราะห์ให้ได้อารมณ์เพลงตามที่ผู้ใช้งานต้องการได้อีกด้วย \r\n\r\n   การสังเคราะห์โดย Generative AI นี้อาจทำให้ผู้ฟังมีความรู้สึกคุ้นหูเหมือนเคยได้ยินได้ฟังบทเพลงที่รังสรรค์ขึ้นมาใหม่นี้มาก่อน เพราะ AI ได้เรียนรู้รูปแบบ โครงสร้าง และลายเซ็นเสียง (Sound Signature) ที่ผู้ฟังคุ้นเคยจากเพลงในอดีต ทำให้ได้ผลงานตอบโจทย์ตรงใจผู้บริโภคยุคใหม่หลายคนที่ยังคิดถึงบทเพลงจากศิลปินที่ล่วงลับไปแล้ว หรือชื่นชอบศิลปินสมมติจาก AI และนอกจากความนิยมที่คุ้นหูแล้วยังมีเหตุผลเพิ่มเติมที่หลายคนเริ่มเปิดใจให้กับการสร้างบทเพลงด้วย Generative AI นั่นก็เป็นเพราะการใช้งานมีความสะดวกรวดเร็วและได้ผลลัพธ์โดนใจผู้ใช้งานซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีทักษะการเล่นดนตรี ไม่จำเป็นต้องมีองค์ความรู้ลึกซึ้งในทฤษฎีดนตรีหรือมีทักษะการแต่งเพลงเลยก็ได้ \r\n\r\n   ทั้งนี้ การทำงานของ Generative AI ลักษณะเช่นนี้ จำเป็นต้องใช้ทักษะการตีความบทเพลงเพื่อป้อนคำสั่งให้ Generative AI ช่วยสังเคราะห์ทำนองหรือดัดแปลงเสียงต่อยอดจากผลงานที่เคยปรากฏอยู่แล้ว อาจมีการนำผลงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นมาดัดแปลงหรือรวบรวมเรียบเรียงให้เกิดเป็นผลงานสร้างสรรค์เพลงชิ้นใหม่ \r\n\r\nลิขสิทธิ์เพลงจาก Generative AI \r\n\r\n   ก่อนที่เราจะวิเคราะห์เจาะลึกไปถึงลิขสิทธิ์เพลงจาก Generative AI เราต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบที่สำคัญของงานอันมีลิขสิทธิ์โดยทั่วไปก่อน อย่างแรกคือการสร้างสรรค์ผลงานด้วยทักษะความรู้ความชำนาญ (Skill) ความวิริยะอุตสาหะ (Labor) และวิจารณญาณ (Judgement) ตัวของผู้สร้างสรรค์เอง หรือที่เรียกว่า “Originality” รวมถึงองค์ประกอบของการแสดงออกทางความคิด (Expression of Idea) กล่าวคือผลงานนั้นมีลักษณะที่สามารถสื่อแสดงออกไปยังผู้อื่นได้ ซึ่งไม่ใช่เป็นเพียงแนวความคิด ทฤษฎี ข้อมูลความรู้ และต้องไม่เป็นการคัดลอกเลียนงานของผู้อื่นในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของงาน \r\n\r\n   ในต่างประเทศมีแนวทางการรับจดทะเบียนลิขสิทธิที่น่าสนใจที่สามารถนำมาวิเคราะห์เทียบเคียงกับการใช้ Generative AI เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์เพลง อาทิ กรณีที่สำนักงานลิขสิทธิ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาได้รับจดทะเบียนลิขสิทธิ์หนังสือการ์ตูนเรื่อง “Zarya of the Dawn” ของนาย Kris Kashtanova ซึ่งหนังสือดังกล่าวใช้ภาพที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยใช้ Generative AI ที่ชื่อ “Midjourney” โดยที่นาย Kris Kashtanova เป็นผู้เขียนคำบรรยายภาพขึ้นเองทั้งหมด รวมถึงได้คัดเลือกและจัดลำดับภาพที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยการใช้ Generative AI นั้น แล้วนำมาจัดลำดับประกอบรวบรวมเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นหนังสือนี้ ทำให้สำนักกฎหมายลิขสิทธิ์วินิจฉัยได้ว่าหนังสือดังกล่าวเป็นงานสร้างสรรค์ของนาย Kris Kashtanova ในฐานะที่เป็นผู้รวบรวมและเรียบเรียงส่วนที่เป็นสาระสำคัญของงาน (Substantial Edit) \r\n\r\n   จากแนวทางวินิจฉัยข้างต้น สามารถเทียบเคียงได้กับกรณีที่เราป้อนคำสั่ง (Prompt) ให้ Generative AI ช่วยผสมผสานเนื้อร้องเพลงขึ้นมาใหม่ โดยระบุรายละเอียดบรรยากาศเพลงที่ต้องการ รวมถึงแนวดนตรีที่ต้องการ เช่น บลูแจ๊ส ป๊อบ ร็อค เมื่อได้ผลลัพธ์ออกมาผู้ป้อนคำสั่งยังต้องนำมาปะติดปะต่อด้วยวิจารณญาณของตนเองจนกว่าจะได้บทเพลงขึ้นมาใหม่ ผู้ป้อนคำสั่งจึงควรได้รับการพิจารณาว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่นั้น โดยมี AI เป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการสร้างสรรค์เพลง \r\n\r\n   อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลเรื่องการรักษาดุลยภาพแห่งความยุติธรรมในการคุ้มครองประโยชน์ของเจ้าของลิขสิทธิ์กับประโยชน์ของผู้ใช้งาน Generative AI เพราะ Generative AI ที่เราป้อนคำสั่งให้ช่วยสังเคราะห์เพลงขึ้นมานั้น อาจไม่ทราบขอบเขตทางกฎหมายในการดึงข้อมูลมาใช้งาน (Data Scraping) เนื่องจากการใช้ข้อมูลที่เปิดเผยสาธารณะบนโลกอินเทอร์เน็ตอาจเป็นข้อมูลของเพลงที่มีลิขสิทธิ์ซึ่งเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ได้ยินยอมให้เกิดการดัดแปลงบทเพลงของเขา อีกทั้ง Generative AI อาจสร้างเนื้อหาที่มีความคล้ายคลึงกับงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น ถึงแม้ว่าตัวผู้ป้อน Prompt ให้ Generative AI จะไม่ได้มีเจตนากระทำละเมิดลิขสิทธิ์เลยก็ตาม ดังนั้น ประเด็นเรื่องการระบุตัวเจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริงของผลงานที่สร้างขึ้นใหม่โดย Generative AI จึงยังเป็นประเด็นถกเถียงที่จำเป็นต้องอาศัยพยานหลักฐานและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาพิจารณาประกอบกัน ในขณะที่ความโปร่งใสของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLMs) ที่มักไม่ได้มีการเปิดเผยแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการฝึกโมเดลให้แก่ Generative AI ก็เป็นอีกประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยตามบทบัญญัติในกฎหมายลิขสิทธิ์ของไทยนั้น ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาระบุว่า ภาพที่สร้างขึ้นจาก AI จะไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะไม่สามารถจดได้ เนื่องจากเป็นผลงานที่สร้างขึ้นจากปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่จากมนุษย์แต่หากว่าผลงานดังกล่าวมีการสร้างร่วมกันกับมนุษย์ ก็จะต้องแจ้งให้ทราบในตอนยื่นขอจดแจ้งลิขสิทธิ์ด้วย ดังนั้น จึงสิ่งที่ผู้ใช้งาน Generative AI ควรทำเพื่อรักษาสิทธิของตนเองไว้คือการเก็บรวบรวมหลักฐานการป้อนคำสั่งต่าง ๆ ที่นำมาใช้รวบรวมเรียบเรียงเป็นผลงานใหม่ของตนเอง \r\n\r\nการสร้าง AI บนพื้นฐานความยุติธรรม \r\n\r\n   สำหรับอีกคู่พิพาทหนึ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งจะเป็นฝั่งเจ้าของ AI กับเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยมีคดีตัวอย่างที่น่าสนใจของประเทศสหรัฐอเมริกาจากคำพิพากษาของศาล District Court เดลาแวร์ กล่าวคือ บริษัท Thomson Reuters Enterprise Centre GmbH ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม Westlaw ที่ให้บริการข้อมูลทางกฎหมาย เช่น คำพิพากษา กฎหมาย บทความทางกฎหมาย และเนื้อหาบรรณาธิการ เช่น headnotes (หมายถึงบทสรุปย่อของประเด็นทางกฎหมายที่ปรากฏในตอนต้นของคดี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านทราบถึงประเด็นสำคัญที่กล่าวถึงในคดีอย่างรวดเร็ว หัวข้อข่าวเหล่านี้เขียนโดยบรรณาธิการของ Westlaw และอาจมีเนื้อหาที่ถอดมาจากข้อความในคำพิพากษา) เป็นฝ่ายโจทก์ได้ยื่นฟ้องบริษัท ROSS Intelligence Inc. เป็นจำเลยในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ โดยที่ ROSS Intelligence เคยขออนุญาตใช้ข้อมูลของ Westlaw เพื่อพัฒนา AI มาก่อน ต่อมาถูก Thomson Reuters ปฏิเสธการให้ข้อมูลดังกล่าว ROSS Intelligence จึงเปลี่ยนไปใช้บริการของ LegalEase เพื่อให้สร้างชุดข้อมูลคำถามคำตอบทางกฎหมาย ซึ่งนักกฎหมายที่ทำงานให้กับ LegalEase ถูกสั่งให้ใช้ headnotes ของ Westlaw เป็นแนวทางในการสร้างชุดคำถามคำตอบนั้น และต่อมา LegalEase ได้ขายชุดคำถามคำตอบดังกล่าวให้แก่ ROSS Intelligence เพื่อนำไปใช้พัฒนา AI ซึ่งศาลได้พิพากษาว่าการกระทำของ ROSS Intelligence เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของ Thomson Reuters จากคดีดังกล่าวจะเห็นได้ว่าการนำงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นไปใช้ในการพัฒนา AI โดยไม่ได้ขออนุญาต หรือไม่มีความโปร่งใสในการนำไปใช้งาน กล่าวคือเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ทราบว่างานของตนถูกนำไปใช้ในปริมาณมากน้อยเพียงใด และเมื่อใด โดยที่เจ้าของลิขสิทธิ์เองก็ไม่ได้รับค่าตอบแทนจากการใช้งานนั้นด้วย ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรมต่อเจ้าของลิขสิทธิ์ เพราะเขาได้ใช้ความวิริยะอุตสาหะและวิจารณญาณของเขาในการริเริ่มสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมา และหากเจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นในกรณีนี้ ก็อาจทำให้สูญเสียกำลังใจที่จะสร้างสรรค์ทรัพย์สินทางปัญญาขึ้นมาใหม่ รวมถึงอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจในระยะยาวสืบเนื่องไป\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1767757077.png"],
    [19,5752,"ที่มาของซานตาคลอส","Thu, 2025-12-25 11:24","http://www.stkc.go.th/node/5752","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/145044","ซานตาคลอสมีที่มาจาก นักบุญนิโคลัส (Saint Nicholas) บาทหลวงใจดีในตุรกีศตวรรษที่ 4 ผู้ชอบช่วยเหลือคนยากจน โดยชาวดัตช์เรียกท่านว่า \"ซินเตอร์คลาส\" (Sinterklaas) ซึ่งเมื่อชาวดัตช์อพยพไปอเมริกา ชื่อก็เพี้ยนเป็น \"ซานตาคลอส\" และภาพลักษณ์สมัยใหม่ (ชายแก่เคราขาวชุดแดง) ก็พัฒนามาจากภาพวาดของศิลปินชาวอเมริกันในช่วงศตวรรษที่ 19 โดยเฉพาะจากบทกวี \"A Visit from St. Nicholas\" ที่ทำให้เราคุ้นเคยกับการเดินทางด้วยรถเลื่อนกวางเรนเดียร์แจกของขวัญในคืนคริสต์มาสอีฟ\r\n\r\n- ที่มาและวิวัฒนาการ\r\nต้นกำเนิด: นักบุญนิโคลัส (St. Nicholas) บาทหลวงผู้มีชื่อเสียงเรื่องความใจดีและการให้ของขวัญโดยไม่เปิดเผยตัวตนในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4.\r\nการแพร่กระจาย: ชาวดัตช์นำประเพณีนี้ไปอเมริกา (นิวอัมสเตอร์ดัม) และเรียกท่านว่า \"ซินเตอร์คลาส\".\r\nการเปลี่ยนชื่อ: ชาวอเมริกันออกเสียงเพี้ยนจาก \"ซินเตอร์คลาส\" เป็น \"ซานตาคลอส\" (Santa Claus).\r\n- ภาพลักษณ์ปัจจุบัน\r\nช่วงแรกเป็นชายผอมสูง ชุดสีเขียว/น้ำตาล.\r\nศิลปินชาวสวีเดน เจนนี ไนสตรอม (Jenny Nystrom) วาดภาพซานต้าในชุดแดง ซึ่งเริ่มเป็นที่นิยม.\r\nโฆษณาโค้กปี 1931 โดย แฮดดอน ซันด์บลอม (Haddon Sundblom) ช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ซานต้าชุดแดงที่ร่าเริง มีหนวดเคราขาวและอ้วนท้วนสมบูรณ์ในใจคนทั่วโลก.\r\nตำนานการแจกของขวัญ: ตำนานการหย่อนถุงเงินลงทางปล่องไฟให้เด็กสาวจนตกในถุงเท้าที่แขวนไว้ เป็นที่มาของการแขวนถุงเท้าเพื่อรอของขวัญ. \r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1766717568.png"],
    [20,5743,"ดวงจันทร์มีอะไร? ","Thu, 2025-12-18 13:48","http://www.stkc.go.th/node/5743","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"\r\n \r\n\r\n   ในปี 2017 องค์การบริหารการบินอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NASA ได้ประกาศเปิดตัว โครงการอาร์ทีมิส (Artemis Program) ที่จะส่งมนุษย์กลับไปยังพื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อปูทางไปสู่การตั้งถิ่นฐานนอกโลกระยะยาวในอนาคตอันใกล้ โดยหนึ่งในแผนการสำคัญ คือ การสร้างสถานีอวกาศแห่งใหม่ในวงโคจรของดวงจันทร์ ชื่อ Lunar Gateway โดยมีอวกาศยุโรป (ESA) และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) เป็นแนวร่วมสำคัญในโครงการนี้  \r\n\r\nในอีก 4 ปีต่อมา ทั้งองค์การอวกาศจีน (CNSA) และ รัสเซีย (ROSCOSMOS) ก็ได้ประกาศริเริ่ม โครงการตั้งศูนย์วิจัยบนพื้นผิวดวงจันทร์ ภายใต้ชื่อโครงการ Internation Lunar Research Station หรือ ILRS ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้ด้วยในเดือน เมษายน ค.ศ. 2024 การริเริ่มโครงการอาร์ทีมิส และ ILRS นั้นเป็นหมุดหมายที่บ่งชี้ว่าดวงจันทร์นั้นได้กลับกลายมาเป็นเป้าหมายด้านการพัฒนาเทคโนโลยีระหว่างชาติต่าง ๆ อีกครั้งหนึ่งในรอบ 5 ทศวรรษ นับตั้งแต่โครงการอะพอลโลสิ้นสุดลง เมื่อ ค.ศ. 1972\r\n\r\n   หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้นานาประเทศต่างสนใจกลับมาสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง มาจากการค้นพบปริมาณน้ำแข็งมหาศาลบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ โดยยานอวกาศจันทรายาน 1 (Chandrayaan-1) ขององค์การสำรวจอวกาศอินเดีย (ISRO) ที่อยู่บนวงโคจรด้วยความบังเอิญ ซึ่งน้ำแข็งนี้ถูกฝังอยู่ใต้เงามืดของหลุมอุกกาบาตที่ไม่เคยมีแสงอาทิตย์ส่องถึงมาเป็นระยะเวลาหลายพันล้านปี  โดยน้ำแข็งนั้นถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการสำรวจอวกาศ เนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถแยกอะตอมของน้ำออกมาเป็นออกซิเจนเหลวและไฮโดรเจนเหลว เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงยานอวกาศได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาการขนส่งเชื้อเพลิงมาจากโลกที่มีต้นทุนสูงกว่า น้ำแข็งที่ค้นพบนี้ยังสามารถนำไปละลายและกรองเป็นน้ำดื่มให้นักบินอวกาศใช้อุปโภคบริโภคได้ ไม่ต่างอะไรไปจากการค้นพบทองคำนอกโลก  \r\n\r\nหากอ้างอิงจากแผนโครงการอาร์ทีมิส  NASA ได้ตั้งเป้าหมายที่จะส่งมนุษย์ไปยังบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ในปี 2028 ภายใต้ภารกิจอาร์ทีมิส 4 และนำตัวอย่างน้ำแข็งดวงจันทร์กลับมาศึกษาบนโลก ว่าน้ำแข็งดวงจันทร์นั้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามอย่างที่ตั้งสมมติฐานกันไว้ได้หรือไม่ ในขณะที่ทางองค์การอวกาศจีนนั้นจะส่งหุ่นยนต์ไร้คนขับในภารกิจฉางเอ๋อ 7 ไปเก็บเกี่ยวตัวอย่างกลับมาแทนในปี 2026 ประกอบกันยานอีกลำหนึ่งที่จะประจำการอยู่บนวงโคจร\r\n\r\n   นอกจากนี้บนพื้นผิวดวงจันทร์ยังมีแร่ประเภท Rare Earth Element ทรัพยากรสินแร่หายาก อย่าง ไทเทเนียม ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่า แร่ไทเทเนียมนั้นเป็นแร่ที่มีความแข็งแรงสูง น้ำหนักเบา และทนทานต่อการกัดกร่อนจากสภาพแวดล้อม จึงมักถูกนำไปใช้ในการผลิตอากาศยานและยานอวกาศ รวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ด้วย โดยรายงานการสำรวจจากยานอวกาศ Lunar Reconnaisance Orbiter หรือ LRO ของ NASA ระบุว่า หินดวงจันทร์มีปริมาณแร่ไทเทเนียมกระจุกตัวอยู่ภายในมากกว่าหินบนโลกถึง 10 เท่า นอกจากนี้ บนดวงจันทร์ก็ยังมีแร่ธาตุอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการผลิตคอนกรีตและวัสดุก่อสร้างต่าง ๆ ด้วย  \r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีขุดเจาะและถลุงสินแร่บนดวงจันทร์นั้น ยังต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมายที่หน่วยงานต่าง ๆ ต้องก้าวข้ามไปให้ได้อยู่ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ กล่าวคือ ดวงจันทร์นั้นมีแรงโน้มถ่วงต่ำ ปราศจากอากาศหายใจ และเต็มไปด้วยรังสีอันตราย เพราะฉะนั้นการพัฒนาระบบขุดเจาะอัตโนมัติที่ไม่ต้องอาศัยมนุษย์ในการควบคุมนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างมาก หากเทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาจนสำเร็จขึ้นมา การสร้างศูนย์วิจัยบนพื้นผิวดวงจันทร์ก็จะไม่ใช่เรื่องไกลเกินตัวอีกต่อไป โดยฐานบนพื้นผิวดวงจันทร์นี้จะกลายเป็นสถานที่ทดสอบและสาธิตเทคโนโลยีอวกาศห้วงลึกที่สำคัญในอนาคต ตามเป้าหมายระยะยาวของโครงการอาร์ทีมิส และ ILRS ที่ตั้งมั่นจะส่งมนุษย์ไปผลัดเปลี่ยนประจำการอยู่บนดวงจันทร์ตลอดเวลา คล้ายกับสถานีอวกาศที่โคจรอยู่รอบโลกในปัจจุบัน\r\n\r\n   ประเทศไทยเองก็ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระแสความสนใจดวงจันทร์ครั้งใหม่นี้ ผ่าน โครงการภาคีความร่วมมืออวกาศไทย (Thai Space Consortium) หรือ TSC ที่จะส่งยานอวกาศไร้มนุษย์ไปประจำการอยู่บนวงโคจรรอบดวงจันทร์ภายในปี 2027 นี้ เพื่อทำแผนที่และสังเกตการณ์อย่างละเอียด คล้ายคลึงกับดาวเทียมสำรวจโลกของไทยที่กำลังปฏิบัติการอยู่ อย่างเช่น THEOS-2 ภายใต้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA   โดยโครงการสำรวจดวงจันทร์ของไทยนี้ จะช่วยพัฒนากำลังคนและขีดความสามารถของประเทศด้านเทคโนโลยีอวกาศกับนานาชาติ ทั้งยังเกิดมูลค่าเพิ่มผลพลอยได้ (Spinoff Value) เป็นผลกระทบกว้างขวางไปสู่อุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมก่อสร้าง ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปพัฒนาเทคโนโลยีที่จะช่วยส่งเสริมการสำรวจดวงจันทร์ของมนุษย์ในอนาคตอีกด้วย\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1766040512.png"],
    [21,5740,"ปลากัดไทย สัตว์น้ำประจำชาติ","Thu, 2025-12-11 11:01","http://www.stkc.go.th/node/5740",null,null," \r\n\r\n   เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2561 นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ครั้งที่ 2/2561 เห็นชอบพิจารณาให้ ปลากัดไทย เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามข้อเสนอของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว\r\n\r\n   ทั้งนี้ การพิจารณาได้มอง 3 มิติทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ที่มีหลักฐานยืนยันว่าเรื่องปลากัดไทยในบทประพันธ์และวรรณคดีไทย รวมถึงประวัติศาสตร์ไทยมานานนับร้อยปี นอกจากนี้ ยังมีมิติด้านความเป็นเจ้าของ โดยมีชื่อที่บ่งบอก และเป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับด้านวิชาการและในวงการวิชาการด้านสัตว์น้ำ คือ Siamese Fighting Fish ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกพบในประวัติศาสตร์มานานแล้ว\r\n\r\n   อีกทั้ง ข้อมูลระบุด้วยว่า แหล่งที่พบปลากัดอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา และ มิติด้านประโยชน์ที่จะในแง่การอนุรักษ์สายพันธุ์ การพัฒนาพันธุ์ปลากัดไทยให้ดียิ่งขึ้น หลังจากนี้กรมประมงจะเสนอนำเรื่องนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป \r\n\r\n   ก่อนหน้านี้ในปี 2560 นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง ระบุว่าจะนำเสนอให้ปลากัดเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ เพื่ออนุรักษ์ปลากัดให้อยู่คู่ประเทศไทยอย่างยั่งยืน เนื่องจากมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคม พาณิชย์ และแสดงอัตลักษณ์ให้สัตว์น้ำสวยงามไทย ที่มีตำนานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา \r\n\r\n   เพราะที่ผ่านมาจะเป็นการเลี้ยง เพื่อเล่นกีฬากัดปลา แต่ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนการเลี้ยงปลากัด เป็นการเลี้ยงเพื่อสืบสาน แข่งขันพัฒนาและปรับปรุงสายพันธุ์ เพื่อเป็นอาชีพและงานอดิเรก ขณะเดียวกันมีการพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์และขยายพันธุ์สู่การค้า โดยขณะนี้ปลาชนิดนี้สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไทยปีละ 1,000 ล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าเพิ่มเป็นปีละ 3,000 ล้านบาท\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย)\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1765786930.png"],
    [22,5739,"วันรัฐธรรมนูญ","Tue, 2025-12-09 14:05","http://www.stkc.go.th/node/5739","สังคมศาสตร์",null,"   วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี เป็น “วันรัฐธรรมนูญ” ของประเทศไทย — วันสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ให้ประชาชนได้รำลึกถึงการกำเนิดของกฎหมายสูงสุดของชาติ และตระหนักถึงบทบาทของประชาธิปไตยในบ้านเมือง วันรัฐธรรมนูญไม่ใช่เพียงวันหยุดราชการเพื่อให้เราได้พักผ่อน แต่เป็นโอกาสให้ฝึกคิดถึงคุณค่าและความรับผิดชอบของพลเมืองในสังคมประชาธิปไตย\r\n\r\nวันรัฐธรรมนูญตรงกับวันที่ 10 ธันวาคม ซึ่งถือเป็นวันสำคัญเพราะเป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7)\r\nได้พระราชทาน “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2475” ให้กับประชาชน ซึ่งเป็น รัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของไทย \r\n\r\nความสำคัญของประชาธิปไตยและกฎหมาย\r\n\r\n\r\n\tประชาธิปไตยหมายถึงอำนาจของประชาชน\r\n\r\n\r\n        รัฐธรรมนูญกำหนดโครงสร้างการปกครองให้ประชาชนมีส่วนร่วม — ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งผู้แทน การตรวจสอบอำนาจ หรือการมีเสรีภาพพื้นฐาน กระบวนการประชาธิปไตยจึงไม่ใช่แค่ “วาทศิลป์” แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้เสียงของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม\r\n\r\n\r\n\tกฎหมายสูงสุด = เสถียรภาพของสังคม\r\n\r\n\r\n        รัฐธรรมนูญช่วยจัดระเบียบอำนาจระหว่างสถาบันต่าง ๆ (สภา รัฐบาล ศาล ฯลฯ) และกำหนดกรอบเพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยพลการ เมื่อทุกคนยอมรับ “กติกา” เดียวกันแล้ว การแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองก็สามารถใช้ช่องทางทางกฎหมายได้ มากกว่าการใช้กำลังหรือละเมิดสิทธิ\r\n\r\n\r\n\tสิทธิเสรีภาพของพลเมือง\r\n\r\n\r\n        รัฐธรรมนูญมักจะรับรองสิทธิเบื้องต้นของพลเมือง เช่น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการรวมกลุ่ม หรือสิทธิความเป็นส่วนตัว เมื่อประชาชนตระหนักว่ารัฐธรรมนูญคือ “คุ้มครอง” สิทธิของตน ก็จะกล้าปกป้องสิทธิเหล่านั้น และเรียกร้องให้รัฐปฏิบัติตาม\r\n\r\n\r\n\tการมีส่วนร่วมทางการเมือง\r\n\r\n\r\n        วันรัฐธรรมนูญจึงเป็นโอกาสให้คนรุ่นปัจจุบันหรือคนทั่วไปได้เรียนรู้และตระหนักถึงบทบาทของตนในระบบการเมือง — ไม่ใช่แค่การลงคะแนนเสียงเท่านั้น แต่รวมถึงการติดตาม ตรวจสอบนโยบาย หรือเรียกร้องความโปร่งใส\r\n\r\nประชาธิปไตย... ที่มากกว่าแค่ \"การเลือกตั้ง\"\r\n\r\n   วันรัฐธรรมนูญเป็นโอกาสดีที่เราจะทบทวนคำว่า \"ประชาธิปไตย\" ใหม่ ประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ได้จบลงแค่การหย่อนบัตรเลือกตั้งแล้วรออีก 4 ปี แต่ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญที่ประชาชนต้องช่วยกันสร้าง:\r\n\r\n\r\n\tการมีส่วนร่วม (Participation): ประชาธิปไตยต้องการพลเมืองที่ตื่นตัว (Active Citizen) ที่ช่วยกันตรวจสอบการทำงานของรัฐ ไม่นิ่งเฉยต่อการทุจริต และกล้าส่งเสียงเพื่อความถูกต้อง\r\n\tการเคารพความเห็นต่าง (Tolerance): สังคมประชาธิปไตยคือสังคมที่คนเห็นไม่ตรงกันได้โดยไม่ต้องเกลียดชังหรือทำร้ายกัน เราเถียงกันด้วยเหตุผลภายใต้กรอบของกฎหมาย\r\n\tความอดทนอดกลั้น: ยอมรับในกติกา หากต้องการเปลี่ยนแปลง ต้องทำผ่านกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกระบวนการทางรัฐสภา ไม่ใช่อำนาจนอกระบบ\r\n\r\n\r\n   วันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม จึงเป็นวันที่เชิญชวนให้คนไทยทุกคน หันกลับมามอง \"กติกาของบ้านเมือง\" (รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560) ว่าเราเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเองดีพอหรือยัง และเราได้ทำหน้าที่ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างสมบูรณ์แล้วหรือไม่ เพราะกฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์ได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนศรัทธาและช่วยกันพิทักษ์รักษามันไว้ เพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เติบโตและหยั่งรากลึกในสังคมไทยอย่างยั่งยืน\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nกรมประชาสัมพันธ์\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1765263943.png"],
    [23,5737,"วันชาติไทย และ วันพ่อแห่งชาติ","Tue, 2025-12-02 09:50","http://www.stkc.go.th/node/5737",null,null,"วันพ่อแห่งชาติ: วันสำคัญที่แสดงความรักและกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ\r\n\r\nวันพ่อแห่งชาติ ของประเทศไทยตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย และเป็นแบบอย่างที่ดีของพ่อหลวงชาวไทย\r\n\r\nเหตุผลที่ 5 ธันวาคม เป็นวันพ่อแห่งชาติ\r\n\r\n\r\n\tเทิดพระเกียรติ: เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเทิดทูนพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะพระบิดาของปวงชนชาวไทย\r\n\tบทบาทของพ่อ: เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงบทบาทสำคัญของพ่อที่มีต่อครอบครัวและสังคม\r\n\tส่งเสริมความรักในครอบครัว: กระตุ้นให้ลูกแสดงความรักและกตัญญูกตเวทีต่อพ่อ\r\n\r\n\r\nดอกไม้ประจำวันพ่อ: ดอกพุทธรักษาสีเหลือง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่มั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และความเป็นสิริมงคล\r\n\r\nกิจกรรมในวันพ่อ:\r\n\r\n\r\n\tทำบุญ: ไปทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับพ่อ\r\n\tมอบของขวัญ: มอบของขวัญที่ทำเองหรือซื้อให้พ่อ\r\n\tแสดงความรัก: บอกรักพ่อ แสดงความรักด้วยการกระทำ เช่น ช่วยงานบ้าน ทำอาหารให้\r\n\tร่วมกิจกรรม: เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันพ่อ\r\n\r\n\r\nความสำคัญของวันพ่อ:\r\n\r\nวันพ่อแห่งชาติเป็นวันที่สำคัญที่ช่วยให้ครอบครัวได้อยู่ร่วมกัน ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการแสดงความรักและกตัญญูกตเวทีต่อพ่อผู้เป็นที่รัก\r\n\r\n \r\n\r\nวันชาติไทย: วันแห่งความรักชาติและความสามัคคี\r\n\r\nวันชาติไทย ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย\r\n\r\nเหตุผลที่ 5 ธันวาคมเป็นวันชาติไทย\r\n\r\n\r\n\tเทิดพระเกียรติ: เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเทิดทูนพระเกียรติพระองค์ท่าน ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย\r\n\tวันแห่งความสามัคคี: เป็นวันที่คนไทยทุกคนร่วมกันแสดงออกถึงความรักชาติและความสามัคคี\r\n\tวันแห่งการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ: เพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อปวงชนชาวไทย\r\n\r\n\r\nกิจกรรมในวันชาติ:\r\n\r\n\r\n\tทำบุญ: ไปทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับพระองค์\r\n\tร่วมกิจกรรม: เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ เช่น การแสดง การประกวด\r\n\tแสดงความรักชาติ: ปักธงชาติไทย ประดับไฟสีเหลือง เพื่อแสดงออกถึงความรักชาติ\r\n\tศึกษาประวัติศาสตร์: ศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย เพื่อให้เข้าใจถึงความเป็นมาของชาติ\r\n\r\n\r\nความสำคัญของวันชาติ:\r\n\r\n   วันชาติไทยเป็นวันที่สำคัญที่ช่วยให้คนไทยทุกคนได้ตระหนักถึงความเป็นชาติไทย รู้สึกภาคภูมิใจในชาติ และมีความสามัคคีกลมเกลียวกัน นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้และเข้าใจถึงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nกรมประชาสัมพันธ์\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1764743039.png"],
    [24,5732,"วันเอดส์โลก (World AIDS Day)","Mon, 2025-12-01 09:26","http://www.stkc.go.th/node/5732",null,null,"   วันเอดส์โลก (World AIDS Day) ตรงกับวันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันที่ทั่วโลกให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ (AIDS) และการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) รวมถึงการสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้ การรณรงค์ในวันนี้มีเป้าหมายเพื่อยุติการแพร่ระบาดของเอชไอวีและลดการตีตราผู้ติดเชื้อในสังคม\r\n\r\nประวัติความเป็นมาของวันเอดส์โลก\r\n\r\n   วันเอดส์โลกถูกกำหนดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) และโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) ถือเป็นวันรณรงค์ระดับโลกวันแรกที่มุ่งเน้นในด้านสุขภาพสาธารณะ โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของเอชไอวี (HIV) และโรคเอดส์ (AIDS) รวมถึงส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับผู้ติดเชื้อ\r\n\r\nแนวทางการป้องกันและการรักษา\r\n\r\nการป้องกัน\r\n\r\n\r\n\tการใช้ถุงยางอนามัย: เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ\r\n\tการตรวจเอชไอวีเป็นประจำ: การตรวจเชื้อเอชไอวีช่วยให้ทราบสถานะการติดเชื้อและสามารถเริ่มการรักษาได้ทันทีหากพบว่าติดเชื้อ\r\n\r\n\r\n\r\n\tการใช้ยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ (PrEP): สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การใช้ PrEP สามารถลดโอกาสการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีนัยสำคัญ\r\n\r\n\r\nการรักษา\r\n\r\n\r\n\tยาต้านไวรัส (ART): การรักษาด้วยยาต้านไวรัสช่วยลดปริมาณเชื้อในร่างกาย ทำให้ผู้ติดเชื้อมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและลดโอกาสการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น\r\n\tการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง: ผู้ติดเชื้อควรรับการรักษาและติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการดื้อยาและรักษาสุขภาพที่ดี\r\n\r\n\r\nความสำคัญของการตรวจเอชไอวี\r\n\r\n   การตรวจเอชไอวี (HIV Testing) เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีและเพิ่มโอกาสในการเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที การตรวจเอชไอวีไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องสุขภาพของบุคคล แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการลดอัตราการแพร่เชื้อในสังคม\r\n\r\nเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกัน\r\n\r\n\r\n\tการตรวจเอชไอวีช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงทราบสถานะการติดเชื้อของตนเองอย่างแน่ชัด\r\n\tหากผลการตรวจพบว่าติดเชื้อ จะสามารถเข้ารับการรักษาและดูแลสุขภาพได้ทันที\r\n\tในกรณีที่ผลตรวจเป็นลบ ผู้ที่ตรวจสามารถวางแผนเพื่อป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อในอนาคต เช่น การใช้ถุงยางอนามัยและการรับประทานยา PrEP\r\n\r\n\r\nลดการแพร่กระจายของเชื้อ\r\n\r\n\r\n\tผู้ที่ทราบว่าตนเองติดเชื้อสามารถลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้\r\n\tการเข้ารับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART) ช่วยลดปริมาณไวรัสในเลือดจนถึงระดับที่ไม่สามารถตรวจพบได้ (Undetectable Viral Load) ซึ่งหมายความว่าโอกาสแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นแทบไม่มี\r\n\r\n\r\nเพิ่มโอกาสในการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ\r\n\r\n\r\n\tการตรวจพบเชื้อในระยะแรกเริ่มช่วยให้การรักษาเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน\r\n\tผู้ติดเชื้อที่เข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีอายุยืนยาวเทียบเท่ากับคนทั่วไป\r\n\r\n\r\nเมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์\r\n\r\n   การพบแพทย์เพื่อปรึกษาเรื่องเอชไอวีเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ หรือพบสัญญาณที่อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อ เพื่อรับการดูแลและคำแนะนำอย่างเหมาะสม\r\n\r\nผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในการติดเชื้อ\r\n\r\nหากคุณมีพฤติกรรมที่เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวี ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที\r\n\r\n\r\n\tมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย\r\n\tมีคู่นอนหลายคน\r\n\tใช้สารเสพติดชนิดฉีดร่วมกับผู้อื่น\r\n\tได้รับการบาดเจ็บจากของมีคม เช่น เข็มฉีดยาที่อาจปนเปื้อน\r\n\r\n\r\nผู้ที่มีสัญญาณหรืออาการที่น่าสงสัย\r\n\r\nอาการในระยะแรกของการติดเชื้อเอชไอวีอาจคล้ายกับอาการของโรคทั่วไป\r\n\r\n\r\n\tไข้\r\n\tปวดกล้ามเนื้อและข้อ\r\n\tเจ็บคอ\r\n\tต่อมน้ำเหลืองบวม\r\n\tผื่นแดงบนผิวหนัง\r\n\r\n\r\nหากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมกับประวัติความเสี่ยง ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและวินิจฉัย\r\n\r\nผลการตรวจเอชไอวีเป็นบวก\r\n\r\nหากคุณตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อ:\r\n\r\n\r\n\tประเมินสุขภาพเบื้องต้น\r\n\tวางแผนการรักษาด้วยยาต้านไวรัส (ART)\r\n\tรับคำปรึกษาด้านจิตใจและการวางแผนชีวิต\r\n\r\n\r\nสำหรับหญิงตั้งครรภ์\r\n\r\nหญิงตั้งครรภ์ทุกคนควรเข้ารับการตรวจเอชไอวีเป็นส่วนหนึ่งของการฝากครรภ์ เพื่อ:\r\n\r\n\r\n\tลดโอกาสการแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก\r\n\tวางแผนการคลอดและการให้นมที่เหมาะสม\r\n\r\n\r\nมีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน\r\n\r\nในผู้ที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาจพบการติดเชื้อฉวยโอกาสหรืออาการแทรกซ้อน เช่น:\r\n\r\n\r\n\tวัณโรค\r\n\tเชื้อราในช่องปากหรือระบบทางเดินอาหาร\r\n\tการติดเชื้อทางเดินหายใจรุนแรง\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nโรงพยาบาลเอกชนนานาชาติ\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1764555997.png"],
    [25,5728,"ป้องกันภัยจากไฟฟ้า: เตรียมพร้อมรับมือช่วงอุทกภัยและหน้าฝน","Tue, 2025-11-25 10:08","http://www.stkc.go.th/node/5728",null,null,"   ช่วงฤดูฝน ที่มาพร้อมกับ ฝนตกหนัก และภัยน้ำท่วม เป็นช่วงเวลาที่เราต้องเพิ่มความระมัดระวังเกี่ยวกับ “อันตรายจากไฟฟ้า” เป็นพิเศษ เพราะ น้ำเป็นสื่อนำไฟฟ้าอย่างดี และความชื้นอาจนำไปสู่เหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น ไฟฟ้ารั่ว ไฟฟ้าลัดวงจร หรือไฟฟ้าดูด ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ การเตรียมพร้อมและมีสติ จึงเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด\r\n\r\nภัยที่แฝงมากับน้ำและฝน\r\nอุบัติเหตุจากไฟฟ้าที่พบบ่อยในช่วงนี้มักเกิดจากหลายสาเหตุ\r\n\r\n\r\n\tไฟฟ้ารั่วและไฟฟ้าดูดในพื้นที่น้ำท่วมขัง : เมื่อน้ำท่วมถึงสายไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ชำรุด มีกระแสไฟรั่วไหลลงสู่พื้นน้ำ ทำให้บริเวณนั้นกลายเป็นอันตรายร้ายแรง\r\n\tไฟฟ้าลัดวงจร : น้ำฝนหรือความชื้นที่สัมผัสกับสายไฟหรืออุปกรณ์ที่ไม่มีการป้องกันที่ดี อาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร นำไปสู่การระเบิดหรือเพลิงไหม้ได้\r\n\tฟ้าผ่า : ขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง ฟ้าผ่าอาจสร้างกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งเข้าสู่ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเสียหาย และเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน\r\n\t \r\n\r\n\r\nวิธีป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าช่วงน้ำท่วมและหน้าฝน\r\nการป้องกันภัยจากไฟฟ้าต้องเริ่มตั้งแต่การ เตรียมพร้อม และการ ปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ขณะเผชิญสถานการณ์\r\n\r\nก่อนเกิดน้ำท่วม/ฝนตกหนัก\r\n\r\n\r\n\tติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน : ควรติดตั้ง เครื่องตัดไฟรั่ว (ELCB) หรือ เบรกเกอร์ตัดไฟรั่ว เพื่อช่วยตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติเมื่อเกิดไฟฟ้ารั่ว และตรวจสอบให้แน่ใจว่าบ้านมีการติดตั้ง สายดิน ที่ได้มาตรฐาน\r\n\tตรวจสอบและซ่อมแซม : ตรวจสอบอุปกรณ์และสายไฟทั้งหมด หากพบจุดชำรุด ฉีกขาด หรือเปลือย ต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ทันที\r\n\tยกเครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นที่สูง : หากบ้านอยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ให้ เคลื่อนย้ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและปลั๊กไฟ ขึ้นไปไว้บนที่สูงให้พ้นจากระดับน้ำท่วมถึง\r\n\tตัดแต่งกิ่งไม้ : โค่นต้นไม้หรือตัดแต่งกิ่งไม้ที่พาดผ่านหรืออยู่ใกล้แนวสายไฟฟ้า เพื่อป้องกันพายุลมแรงพัดต้นไม้ล้มทับสายไฟ\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nขณะเกิดน้ำท่วมหรือฝนตกหนัก\r\n\r\n\r\n\tตัดกระแสไฟฟ้าหลัก : หากน้ำเริ่มท่วมถึงปลั๊กไฟหรือเต้าเสียบ หรือน้ำท่วมสูงจนอาจเป็นอันตราย ให้รีบ สับคัทเอาท์หรือเบรกเกอร์หลัก เพื่อตัดไฟฟ้าทั้งบ้านทันที\r\n\tงดใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า : ห้ามสัมผัสหรือใช้งาน เครื่องมือและอุปกรณ์ไฟฟ้าใด ๆ ขณะที่ตัวเปียก มือเปียก หรือยืนอยู่ในน้ำโดยเด็ดขาด\r\n\tหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง : ห้ามเข้าใกล้หรือจับต้อง เสาไฟฟ้า ปลั๊กไฟ สายไฟ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่แช่อยู่ในน้ำท่วมขังอย่างเด็ดขาด ควรรักษาระยะห่างจากเสาไฟฟ้าและระบบจำหน่ายไฟฟ้าอย่างน้อย 1-2 เมตร\r\n\tระวังฟ้าผ่า : เมื่อเกิดฝนฟ้าคะนอง ควรงดการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และควรถอดปลั๊กอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งานออก\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nหากพบผู้ประสบภัยถูกไฟฟ้าดูดในน้ำท่วม\r\n\r\n\r\n\tห้าม! แตะต้องตัวผู้บาดเจ็บด้วยมือเปล่า\r\n\tให้รีบ หาทางตัดกระแสไฟฟ้า ที่จุดจ่ายไฟหลัก\r\n\tหากตัดไฟไม่ได้ ให้ใช้ วัสดุที่ไม่นำไฟฟ้า เช่น ไม้แห้ง เชือกแห้ง หรือผ้าแห้ง เขี่ยตัวผู้บาดเจ็บออกจากบริเวณที่มีกระแสไฟฟ้า\r\n\tจากนั้นรีบปฐมพยาบาลเบื้องต้นและแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน หรือการไฟฟ้าในพื้นที่ทันที\r\n\tการมีสติ ความรอบคอบ และการเตรียมการที่ดี เป็นเกราะป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าที่ดีที่สุดในฤดูฝนและช่วงอุทกภัย\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nกรมประชาสัมพันธ์\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1764051043.png"],
    [26,5720,"ครม. เห็นชอบ 5 สายพันธุ์แมวไทย เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ","Wed, 2025-11-19 10:22","http://www.stkc.go.th/node/5720",null,null,"ครม. เห็นชอบ “แมวไทย” 5 สายพันธุ์ เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง\r\n\r\n   เมื่อวันที่ (18 พ.ย.2568) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการกำหนดให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ\r\n\r\n   โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2507-2567 ครม.ได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ, “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ, “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน, “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย\r\n\r\n   กอช.ได้ขอเสนอ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มี.ค.2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เนื่องจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทย พบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเอง ทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย\r\n\r\n   โดยแมวไทยทั้ง 5 สายพันธุ์ที่ได้รับการประกาศให้เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติในประเภทสัตว์เลี้ยง ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี ซึ่งแต่ละสายพันธุ์ล้วนมีลักษณะเฉพาะอันโดดเด่นและแตกต่างกันไปดังนี้\r\n\r\n \r\n\r\nแมวศุภลักษณ์ หรือ แมวทองแดง\r\n\r\n\r\n\r\n   เนื่องจากสีขนเป็นสีน้ำตาลเข้มคล้ายสีสนิมหรือสีทองแดงเสมอทั้งตัว เป็นแมวขนาดกลาง ตาเป็นสีเหลืองอำพัน หางยาวเรียวเหยียดตรง หัวค่อนข้างกลมชาวต่างชาติเชื่อกันว่าเป็นสายพันธุ์เดียวกับพันธุ์เบอร์มิส ซึ่งเป็นแมวเมียนมาที่มีชาวต่างชาติจดทะเบียนในชื่อ พันธุ์เบอร์มิส แมวศุภลักษณ์มีลักษณะนิสัยกระตือรือร้น ค่อนข้างดื้อ ปัจจุบันจำนวนลดลง คนไทยไม่ค่อยรู้จัก\r\n\r\n \r\n\r\nแมวโคราช หรือ แมวสีสวาท\r\n\r\n\r\n\r\n   มีถิ่นกำเนิดที่อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา โบราณเรียกว่าแมวมาเลิศหรือแมวสีดอกเหลา เนื่องจากมีสีคล้ายดอกเหลา เป็นแมวขนาดกลาง ขนสีเทาออกเงินมันเป็นประกายทั่วตัว ลักษณะหัวเป็นรูปหัวใจ หูตั้ง ขณะเป็นลูกแมวตาจะมีสีฟ้า จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสดใสเมื่อโตขึ้น และเมื่อโตเต็มวัยสีน้ำตาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอำพันหรือเขียวอมเหลือง\r\n\r\n   แมวโคราชเป็นแมวมงคลที่สมัยนิยมก่อนนิยมใช้ในพิธีแห่นางแมวขอฝน เนื่องจากเชื่อกันว่าแมวโคราชมีสีขนคล้ายสีของเมฆอันเป็นที่มาของฝนซึ่งสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่พื้นดิน\r\n\r\n \r\n\r\nแมววิเชียรมาศ หรือ ต่างชาติรู้จักชื่อว่า สยามิสแคต (Siamese Cat)\r\n\r\n\r\n\r\n   เป็นแนวไทยที่คนไทยและชาวต่างชาติรู้จักกันมากที่สุด คนไทยจำนวนมากเข้าใจเรียกว่า แมวเก้าแต้ม ซึ่งเป็นแมวที่สูญพันธุ์ไปแล้ว แมววิเชียรมาศตาเป็นสีฟ้าประกายสดใส และมีลักษณะเด่นคือขนสีน้ำตาลเข้มบริเวณส่วนปลายของร่างกาย 9 แห่ง ได้แก่ ปลายจมูก ปลายหูทั้ง 2 ข้าง ปลายเท้า 4 ข้าง ปลายหางและที่อวัยวะเพศ เป็นลักษณะเด่นที่แตกต่างจากสี่คนของแมวสายพันธุ์อื่น ๆ\r\n\r\n   เมื่อแรกเกิดลำตัวมีสีครีมอ่อน ๆ ตำแหน่งแต้มขนสีเข้มจะยังไม่ชัดเจน เมื่อโตขึ้นเเต้มเหล่านี้จะเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาล และเป็นลักษณะเด่นที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ เมื่อนำไปผสมพันธุ์กับแมวพันธุ์อื่นจะได้แต้มสีร่างกายตามตำแหน่งเดียวกันเสมอดังเช่นที่พบในแมวพันธุ์หิมาลายัน\r\n\r\n \r\n\r\nแมวโกนจา\r\n\r\n\r\n\r\n   เป็นแมวขนสั้นที่มีขนสีดำสนิททั้งตัว ไม่มีสีอื่นปน ตาเป็นสีเหลืองอมเขียวหรือสีทองอ่อน ลักษณะคล้ายกับแมวสายพันธุ์ต่างชาติอีกสายพันธุ์หนึ่งคือบอมเบย์ แมวโกนจามีรูปร่างเพียวหางยาว ปลายหางแหลมตรง  มีความคล่องแคล่วและสง่างาม\r\n\r\n   ปัจจุบัน แมวโกนจาสามารถพบได้ยากมาก ยังมีให้เห็นที่ศูนย์อนุรักษ์แมวไทยจังหวัดสมุทรสงคราม เนื่องจากแมวโกนจ้ามีสีดำสนิท ประกอบกับความเชื่อเรื่องโชคลาง ดังนั้นจึงไม่เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้เลี้ยงแมว มีแนวโน้มว่าอาจสูญพันธุ์\r\n\r\n \r\n\r\nแมวขาวมณี\r\n\r\n\r\n\r\n   เป็นแมวไทยพันธุ์แท้เพียงสายพันธุ์เดียวที่ไม่มีการบันทึกไว้ในตำราแต่หาหลักฐานได้ตามกิจกรรมฝาผนังในวัด เช่น ในพระอุโบสถวัดทองนพคุณ เขตธนบุรี แมวขาวมณีเป็นแมวที่มีขนสีขาวตลอดลำตัว หากมีขนสีอื่นแชมจะไม่นับเป็นพันธุ์แท้ มีขนาดปานกลาง ลักษณะหัวคล้ายรูปหัวใจ หูตั้ง หางยาวไปแหลมชี้ตรง ขายาวเรียวได้ส่วนกับลำตัว สีของตามี 2 สี คือสีฟ้า และสีเหลืองอำพัน บางตัวมีตาข้างหนึ่งสีฟ้าและอีกข้างหนึ่งสีเหลือง เป็นแมวที่สวยงามเมื่อสีตาตัดกับขนสีขาวทั้งตัว  \r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nPPTV Online\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1763543854.png"],
    [27,5719,"เหตุการณ์สำคัญทางวิทยาศาสตร์","Mon, 2025-11-17 15:02","http://www.stkc.go.th/node/5719","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"   เหตุการณ์สำคัญทางวิทยาศาสตร์ ที่อาจเกิดขึ้นได้จริง เป็นทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเกิดจากฝีมือมนุษย์ เหตุการณ์ดังกล่าวได้แก่ การโคลนนิ่งมนุษย์  มิติพิเศษ  สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว  ข้อถกเถียงด้านอาวุธนิวเคลียร์  การชนของดาวเคราะห์น้อย  โรคระบาดร้ายแรง  กำเนิดชีวิต  ตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิปกติ  เครื่องกลมีสติ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก  แผ่นดินไหวในแปซิฟิก พลังงานฟิวชัน โดย  วารสารไซแอนติฟิก อเมริกัน ได้จัดลำดับความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้นของแต่ละเหตุการณ์ในปี ค.ศ.2050 สรุปได้คือ\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tการจัดลำดับ\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tความเป็นไปได้ของการเกิดขึ้น\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tเหตุการณ์\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t1.\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tไม่น่าจะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างยิ่ง \r\n\r\n\t\t\t(very unlikely)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t1. พลังงานฟิวชัน (Fusion energy)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t2.\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tไม่น่าจะเกิดขึ้นได้  (unlikely)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t1. สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว (Extraterrestrial (Alien) intelligence)\r\n\r\n\t\t\t2. ข้อถกเถียงด้านอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear exchange (war))\r\n\r\n\t\t\t3. การชนของดาวเคราะห์น้อย (Asteroid collision)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t3.\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tน่าจะเกิดได้ครึ่งหนึ่ง (50-50)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t1. มิติพิเศษ (Extra dimension)\r\n\r\n\t\t\t2. โรคระบาดร้ายแรง (Deadly pandemic)\r\n\r\n\t\t\t3. ตัวนำยิ่งยวดที่อุณหภูมิปกติ (Room-temperature superconductors)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t4.\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tน่าจะเกิดได้ (likely)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t1. การโคลนนิ่งมนุษย์ (Cloning of a human)\r\n\r\n\t\t\t2. เครื่องกลมีสติ (Machine self awareness)\r\n\t\t\t3. การละลายของน้ำแข็งขั้วโลก (Polar meltdown)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t5.\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tเกือบจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน (almost certain)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t1. กำเนิดชีวิต (Creation of life, Synthetic life)\r\n\r\n\t\t\t2. แผ่นดินไหวในแปซิฟิก (Pacific earthquake)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nโดยในบทความนี้จะขอยกตัวอย่าง 5 เหตุการณ์\r\n\r\nเหตุการณ์ที่ 1 การโคลนนิ่งมนุษย์ (Cloning of a human)\r\n\r\nทำนายว่าในปี 2050 :  น่าจะเกิดได้ (likely)\r\n\r\n   นับแต่วันกำเนิดของแกะน้อย Dolly ในปี 1996 การโคลนนิ่งมนุษย์ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ถึงแม้ว่าโคลนนิ่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมอื่น ๆ จะเคยประสบผลสำเร็จมาแล้ว โคลนนิ่งมนุษย์กลับเป็นเรื่องที่ยากมาก ซึ่งอาจจะทำให้หลายคนรู้สึกสบายใจในขณะที่อีกหลายคนรู้สึกผิดหวัง\r\n\r\n   ในการโคลนนิ่งมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์จะแทนที่นิวเคลียสของเซลล์ไข่ของมารดาด้วยนิวเคลียสของเซลล์ ไข่จากอีกบุคคลหนึ่ง แม้การโคลนเอ็มบริโอ จะเคยทำสำเร็จมาแล้ว แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเจริญเติบโตผ่านช่วงระยะแรกซึ่งเอ็มบริโอจะมี ลักษณะเป็นลูกบอลกลมที่กำลังจะแบ่งตัว นักวิทยาศาสตร์พบว่าการแลกเปลี่ยนนิวเคลียสนี่ส่งผลโดยตรงต่อการจัดเรียงตัว ของโครโมโซมระหว่างการแบ่งตัวของเซลล์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Robert Lanza ผู้ประสบความสำเร็จในการโคลนเอ็มบริโอมนุษย์เป็นคนแรกของโลกในปี 2001 กล่าว ว่า เมื่อไรก็ตามที่มีการโคลนนิ่ง จะมีช่วงเวลาที่ต้องเรียนรู้ศึกษา โดยเฉพาะในการโคลนนิ่งมนุษย์ กลเม็ดอยู่ที่เวลาและสารเคมีที่เหมาะสมที่จะใช้ออกคำสั่งของเซลล์โคลนนิ่ง\r\n\r\n   อย่างไรก็ดี ก็ยังมีเรื่องยากอยู่บ้าง ในการโคลนนิ่งสัตว์ อย่างน้อยร้อยละ 25 เกิดปัญหาชัดเจนซึ่งเกิดขึ้นจากระหว่างการตั้งคำสั่งของเซลล์ การเพาะเชื้อ หรือการเคลื่อนย้ายเอ็มบริโอ Lanza กล่าวว่าในการโคลนนิ่งมนุษย์เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงเช่นกัน\r\n\r\nนอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องหลักจริยธรรมด้วย ยกตัวอย่าง เราสามารถโคลนนิ่งมนุษย์โดยที่พวกเขาไม่รับรู้หรือไม่ยินยอมได้หรือไม่ ถึงแม้ว่าการโคลนนิ่งจะช่วยให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้คุ้มค่ามากขึ้นจากการเรียน รู้ก็ตาม ในปัจจุบันยังมีความพยายามโคลนมนุษย์นีแอนเดอธัลอีกด้วย อย่างไรก็ตามการโคลนสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไปแล้วเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก มากกว่าการโคลนปกติเพราะมีหลายปัจจัยแวดล้อมที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย ปัจจุบันเคยมีความสำเร็จในการโคลนสายพันธุ์ของแพะภูเขาที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ได้เพียงครั้งเดียวซึ่งแพะตัวนี้เสียชีวิตทันทีภายหลังการคลอด\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nเหตุการณ์ที่ 2 มิติพิเศษ (Extra dimension)\r\nทำนายว่าในปี 2050 :  น่าจะเกิดได้ครึ่งหนึ่ง (50-50)\r\n\r\n   จากจินตนาการของมนุษย์เกี่ยวกับมิติพิศวง มันอาจจะเกิดขึ้นจริงๆได้ สิ่งลึกลับรอบตัวต่าง ๆ เช่นสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงหรือความเกี่ยวพันของอนุภาคที่แตกต่างกันทำให้เรา รู้สึกได้ว่าอาจจะมีมิติพิเศษที่เรายังไม่รู้ ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นจริง อุปกรณ์ Large Hadron Collider (LHC) ที่เจนีวาอาจจะกระแทกให้อนุภาคแตกตัวและปล่อยพลังงานเพียงพอจะทำให้เราสัมผัสมิติอื่น ๆ ได้\r\n\r\n   Max Tegmark จาก MIT กล่าวว่าการพิสูจน์ถึงมิติพิเศษจะทำให้เราเปลี่ยนแปลงความเข้าใจในโลกความเป็นจริงได้ ใน เชิงทฤษฎีฟิสิกส์ หลักการเหตุผลของมิติพิเศษเกี่ยวข้องโดยตรงกับทฤษฎีสมมาตรยิ่งยวด ที่อ้างถึงการรวมเอาอนุภาคต่าง ๆ เข้าด้วยกันเป็นสิ่งเดียว สมมาตรยิ่งยวดจะเกิดขึ้นได้เมื่อห้วงอวกาศมีทั้งหมด 10 มิติด้วยกัน ซึ่งมิติอื่น ๆ อาจจะไม่สามารถสังเกตได้เนื่องเพราะมีขนาดเล็กมากเกินไป หรือมนุษย์อาจจะยึดติดอยู่กับโลกที่มีเพียง 3 มิติเท่านั้น วิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดมิติพิเศษขึ้นได้คือการเร่งพลังงานของอนุภาค จากกฎของกลศาสตร์ควอนตัม หากอนุภาคมีพลังงานมากขึ้นเพียงใด การจำกัดขอบเขตของอนุภาคจะเล็กลงไปด้วย เช่นพลังงาน 1 TeV มาจากอนุภาคที่มีขนาด 10-19 เมตร หากมิติพิเศษมีขนาดใหญ่เท่านี้ อนุภาคจะตกลงไปสู่มิตินั้นและเกิดการสั่นขึ้น\r\n\r\n   ในปี 1998 นักฟิสิกส์ Gordon Kane จินตนาการขึ้นว่า ถ้า LHC สามารถแยกอนุภาคโปรตอนสองตัว จะสามารถสร้างอิเล็กตรอนกับอนุภาคอื่น ๆ ที่มีพลังงานเป็นจำนวนเต็มเท่าของ 1 TeV เช่น 2-3 TeV จำนวนเท่าที่ว่าแสดงถึงจำนวนมิติที่เกิดขึ้นจากการชนของอนุภาค\r\n\r\n   การค้นพบมิติพิเศษมีบทบาทสำคัญในทางฟิสิกส์และในการศึกษาอื่น ๆ เราสามารถนำมิติพิเศษมาอธิบายความลึกลับต่าง ๆ เช่นพลังงานคอสมิค หรืออาจนำไปใช้แก้ไขความเข้าใจในเรื่องมิติได้ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจได้ดี ขึ้นว่าห้วงพื้นที่และห้วงเวลาอาจเกิดจากหลักการทางฟิสิกส์ที่เกิดในดินแดน ไร้พื้นที่ไร้ห้วงเวลาได้\r\n\r\n \r\n\r\nเหตุการณ์ที่ 3 สิ่งมีชีวิตจากต่างดาว (Extraterrestrial (Alien) intelligence)\r\n\r\nทำนายว่าในปี 2050 :  ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ (unlikely)\r\n\r\n   ในปี 1960 ที่ National Radio Astronomy Observatory ณ West Virginia นักวิทยาศาสตร์หนุ่ม Frank Drake ปรับกล้อง radio telescope ขนาดใหญ่เพื่อตรวจจับสัญญาณจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว การค้นหาครั้งนั้นแม้จะคว้าน้ำเหลว แต่เป็นต้นกำเนิดของโครงการสำคัญในการเสาะหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวหรือ SETI และมีชื่อว่าโครงการออซมา (Ozma)\r\n\r\n   ในเดือนพฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา Drake ปัจจุบันมีอายุ 80 ปี และเป็นผู้อำนวยการศูนย์ Carl Sagan Center ใน Moutain View แค ลิฟอร์เนีย ก็ยังคงทำการค้นคว้ามาโดยตลอด นักดาราศาสตร์สมัยนี้มีอุปกรณ์พิเศษที่ใช้ค้นหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวโดยเฉพาะ และตั้งชื่อว่า Allen Telescope Array (ATA) ที่แคลิฟอร์เนีย ถนักดาราฟิสิกส์ Alan P. Boss ก็ เห็นด้วยกับความเห็นนี้ เขาเชื่อว่าจักรวาลยังคงกว้างใหญ่และรอให้เราค้นหาต่อไป ปัจจุบันหนึ่งในโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือโครงการฟินิกส์ใช้วิธีค้นหา จากดวงดาวใกล้เคียงโดยตรวจจับคลื่นวิทยุในช่วงกว้างมาก ในเวลา 9 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้ตรวจค้นดวงดาวไปแล้วถึง 800 ดวง ซึ่งยังเป็นเพียงหนึ่งในล้านของร้อยละ 1 ของดวงดาวทั้งหมดในทางช้างเผือก\r\n\r\n   สิ่งที่ยากก็คือมีหลายตัวแปรที่นักดาราศาสตร์ต้องให้ความสนใจ เหมือนกับคลื่นวิทยุ พวกเขาต้องพิจารณาสถานีส่งคลื่น เวลาในการส่งคลื่น (ตลอด 24 ชั่วโมงหรือหยุดส่งทุกเที่ยงคืน) ชนิดของคลื่น (AM หรือ FM) และอื่น ๆ อย่างน้อยการค้นหาต้องเป็น 9 มิติ และถึงแม้ว่าเราจะได้ว่า 9 มิติที่ต้องการคืออะไรและสร้างอุปกรณ์มารองรับ การค้นหาก็ยังอาจผิดพลาดได้โดยง่ายเพียงเพราะเราคาดเดาผิดไป 1 ตัวแปร\r\n\r\n   ในปัจจุบันมีความพยายามใช้กล้อง Kepler space telescope เสาะ หาดวงดาวที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต ซึ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราคงคาดหวังได้ว่าจะมีคำตอบให้กับว่ามีดาวเคราะห์ดวงไหนบ้างที่มีสภาพคล้าย กับโลก แต่ถึงกระนั้นดาวเหล่านี้อาจไม่มีเทคโนโลยีดีพอที่จะส่งสัญญาณคลื่นวิทยุมา ให้เราตรวจจับก็ได้ นักวิทยาศาสตร์จึงหันไปให้ความสำคัญกับการตรวจจับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก มากกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กนั้นก็ยังยากเกินไปสำหรับเทคโนโลยีของโลกเราที่จะตรวจ จับได้ในอีก 20 ปีข้างหน้า อะไรจะเกิดขึ้นถ้ามีบางคนตรวจจับสิ่งมีชีวิตต่างดาวขึ้นมาได้ สถาบัน SEMI มีขั้นตอนชัดเจนว่าจะเตือนไปยังสถานีสำรวจหลายแห่งเพื่อร่วมกันตรวจสอบข้อมูล แต่องค์กรระดับโลกยังไม่มีการจัดตั้งขั้นตอนการดำเนินงานใด ๆ\r\n\r\n \r\n\r\nเหตุการณ์ที่ 4 ข้อถกเถียงด้านอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear exchange (war))\r\n\r\nทำนายว่าในปี 2050 :  ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ (unlikely)\r\n\r\n   นับแต่สิ้นสุดสงครามเย็น การควบคุมอาวุธสงครามโดยสหรัฐอเมริกา รัสเซียและประเทศอื่น ๆ ได้ช่วยกันลดการถูกคุกคามจากสงครามนิวเคลียร์เป็นอย่างมาก แต่สงครามในบางประเทศก็ยังทำให้การซื้อขายแลกเปลี่ยนอาวุธสงครามที่ยังเกิดขึ้นได้\r\n\r\n   การระเบิดเพียงลูกเดียวของระเบิดนิวเคลียร์สามารถทำให้ผู้คนล้มตายได้มากมาย หลายนอกจากประชาชนกว่า 20 ล้าน คนที่ต้องสูญเสียในการสงคราม ยังมีอีกมากมายที่ไม่เกี่ยวข้องยังต้องสูญเสียไปด้วยเนื่องเพราะแรงระเบิดจะ ส่งให้ขี้เถ้ากว่าห้าเมตริกตันลอยเข้าสู่ขั้นบรรยากาศ สภาพอากาศจะทำให้เศษเถ้าลอยขึ้นไปอยู่ในบรรยากาศของโลกกว่าหนึ่งสัปดาห์ และภายในสองเดือนจะปกคลุมไปทั่วทุกมุมโลก ท้องฟ้าจะมืดครึ้มทำให้พืชพรรณขาดแสงแดดซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกระบวนโซ่อาหารไป ถึง 10 ปี สภาพข้าวยากหมากแพงยังส่งผลให้ประชากรโลกกว่าหนึ่งล้านคนต้องอดตายตามไปอีกด้วย แม้ว่าผลกระทบฟังดูน่ากลัว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นแสงทองส่องอำไพ เหตุอุบัติที่อาจเกิดขึ้นได้นี้ยังอยู่ในความสามารถของมนุษย์ที่จะหยุดยั้ง และควบคุมดูแลไม่ให้เกิดขึ้นมาได้\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nเหตุการณ์ที่ 5 การชนของดาวเคราะห์น้อย (Asteroid collision)\r\n\r\nทำนายว่าในปี 2050 :  ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ (unlikely)\r\n\r\n   เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2553 ดาวเคราะห์น้อยชื่อว่า 2007XB10 มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่มีแรงทำลายเป็นวงกว้างในระดับโลก จะวิ่งผ่านโลกเราไป ช่างเป็นโชคดีที่ดาวเคราะห์น้อยดังกล่าวจะอยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางถึง 10.6 ล้านกิโลเมตร หรือนับเป็น 27.6 เท่าของระยะทางจากโลกไปยังดวงจันทร์ แม้ว่าในระยะเวลาอันใกล้จะไม่มีดาวเคราะห์น้อยขนาดใหญ่วิ่งเข้าชนโลกโดยตรงก็ตาม แต่ในระยะเวลา 200 ปีข้างหน้าโลกเราอาจต้องเผชิญกับหินอวกาศขนาดเล็กแต่มีพลังทำลายเพียงพอกับเมืองเล็ก ๆ ได้\r\n\r\n   วัตถุใกล้โลกหรือ NEO (near-Earth object) เป็นดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางที่เข้าใกล้สู่โลกในระยะ 195 ล้านกิโลเมตร ในปี 2009 องค์การนาซ่าคาดการณ์ไว้ว่ามี 90 ดาวเคราะห์น้อยที่วิ่งเข้าสู่ระยะ 5 เท่าของระยะทางสู่ดวงจันทร์ และมีถึง 21 ลูก ที่อาจวิ่งเข้าสู่ระยะทางระหว่างโลกกับดวงจันทร์ โดยปกตินักวิทยาศาสตร์จะตรวจพบดาวเคราะห์น้อยเป็นจุดเล็กบนภาพถ่าย ซึ่งทำให้ยากต่อการคำนวณเส้นทางการโคจร ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังคงเก็บข้อมูลต่อไป อย่างไรก็ตามดาวเคราะห์น้อยที่ถูกพบอย่างน้อย 940 ลูกมีขนาดประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งยังไม่มีวี่แววจะเข้ามาชนโลก แต่ดาวเคราะห์น้อยที่ทำลายสายพันธุ์ไดโนเสาร์ทั้งหมดต้องมีขนาดถึง 10 กิโลเมตร\r\n\r\n   อย่างไรก็ตาม โลกใบนี้กลับถูกคุกคามด้วยหินขนาดเล็กซึ่งมีมากกว่าหนึ่งแสนถูกที่มีขนาดประมาณ 140 เมตรซึ่งแต่ละลูกมีพลังทำลายของระเบิด TNT ขนาด 300 เมกะตัน หินขนาดเล็กเหล่านี้มีโอกาสพุ่งเข้าชนโลกบ่อยกว่าหินอุกกาบาตขนาดใหญ่มากนัก ในมุมมองของความเสี่ยง นักวิทยาศาสตร์กำลังให้ความสำคัญกับหินอุกกาบาตขนาดย่อมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30-50 เมตรซึ่งมีพลังทำลายเมืองเล็ก ๆ ได้ทั้งเมือง โดยมักจะระเบิดในชั้นบรรยากาศ ในปี 1908 หินอุกกาบาตเกิดระเบิดขึ้นจนเป็นแรงดันอากาศเหนือเมือง Tunguska ในไซบีเรีย ทำให้เมืองทั้งเมืองราพนาสูญขนาดเท่าเมืองลอนดอนเลยทีเดียว เหตุการณ์คล้ายกันนี้ยังเคยเกิดขึ้นที่ Barringer รัฐอริโซนาอีกด้วย\r\n\r\n   National Research Council (NRC) คาดการณ์ไว้ว่าในทุก 200 ปีจะมีหินอุกกาบาตขนาด 25 เมตรระเบิดขึ้น แม้ว่าส่วนใหญ่จะเกิดระเบิดเหนือทะเลแต่ยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดสึนามิได้เช่นกัน ในขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์จาก Sandia National Laboratories คาดว่าการระเบิดขนาด 4 เมตรจะเกิดขึ้นได้ทุกปี\r\n\r\n   เราสามารถทำอะไรได้บ้างถ้าเราพบว่าหินอุกกาบาตเหล่านี้จะพุ่งเข้าชนโลก สำหรับหินขนาดกลางที่ค้นพบล่วงหน้าหลายปี เราอาจจะส่งกระสวยอวกาศเข้าพุ่งชนเพื่อเปลี่ยนทิศทางวงโคจรเสียเลย สำหรับหินอุกกาบาตขนาดใหญ่กว่า 500 เมตร คงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ หากว่า เรามีเวลาเตรียมตัวเพียงน้อยนิดสำหรับอุกกาบาตขนาดที่จะทำลายเมืองได้ทั้ง เมือง ทางเลือกมีน้อยมากนักนอกจากการอพยพออกไปจากพื้นที่เสี่ยงเท่านั้น ซึ่งบางครั้งเรายังต้องฝากความหวังไว้กับโชคเสียด้วย\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1763447744.png"],
    [28,5718,"วันพระบิดาแห่งฝนหลวง","Thu, 2025-11-13 14:11","http://www.stkc.go.th/node/5718","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null," \r\n\r\n14 พฤศจิกายนของทุกปี วันพระบิดาแห่งฝนหลวง\r\n\r\n   ตั้งแต่ปี 2498 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงศึกษาค้นคว้า วิจัย ด้านอุตุนิยมวิทยาและการดัดแปรสภาพออกอากาศ\r\nจนมั่นพระทัย ในปี 2499 จึงได้พระราชทาน โครงการพระราชดำริฝนหลวงขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรกรรม เนื่องมาจากสภาวะแห้งแล้ง ซึ่งพบได้บ่อยในฤดูหนาว ฤดูร้อน และความคลาดเคลื่อนของฤดูตามธรรมชาติ เช่น ฤดูฝนล่าช้าหรือหมดไวกว่าปกติ\r\nเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2512 เป็นวันปฐมฤกษ์ในการปฏิบัติการทดลองทำฝนเทียมกับเมฆในท้องฟ้าเหนือภาคพื้นดิน บริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา\r\nซึ่งผลการทดลองเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง และได้มีการเปลี่ยนพื้นที่ทดลองไปยังจุดแห้งแล้งอื่น ๆ\r\nด้วยความสำเร็จของโครงการฝนหลวง ได้บรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนเรื่องการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และการทำเกษตรกรรม รวมถึงสามารถนำไปช่วยในด้านอื่น ๆ ด้วยไม่ว่าด้านเศรษฐกิจ และสังคม ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการฝนหลวง อันเกิดจากพระปรีชาสามารถและสายพระเนตรอันยาวไกลของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงคำนึงถึงประโยชน์ทุกข์สุขของราษฎรชาวไทยเสมอมานั้น\r\n   คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2545 ให้วันที่ 14 พฤศจิกายน ของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง เนื่องจากเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้มีพระราชดำริโครงการฝนหลวงเกิดขึ้น และโครงการฝนหลวงยังมีประโยชน์ต่อราษฎรอย่างมาก\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\nกรมประชาสัมพันธ์\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1763091979.png"],
    [29,5717,"เครื่องหมายวรรคตอน  ในภาษาไทย","Thu, 2025-11-13 13:26","http://www.stkc.go.th/node/5717",null,null,"\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tชื่อเครื่องหมายวรรคตอน\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tรูปเครื่องหมาย\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tมหัพภาค\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t.\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tจุลภาค\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t,\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tวงเล็บ  หรือ  นขลิขิต\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t( )\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tยัติภังค์\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t-\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tอัญประกาศ\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t“ ”\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tปรัศนี\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t?\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tอัศเจรีย์\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t!\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tไม้ยมก หรือ ยมก\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tๆ\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tไปยาลน้อย หรือ เปยยาลน้อย\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tฯ\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tไปยาลใหญ่ หรือ เปยยาลใหญ่\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tฯลฯ\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tไข่ปลาหรือจุดไข่ปลา\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t...\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tสัญประกาศ\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t___\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tบุพสัญญา\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t”\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tทับ\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t/\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nเครื่องหมายวรรคตอน คือ เครื่องหมายที่ใช้เขียนกำกับคำ  กลุ่มคำ  ประโยค หรือข้อความให้เด่นชัดเพื่อให้อ่านได้ถูกต้อง และช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายได้ชัดเจนขึ้น เช่น\r\n\r\n1. มหัพภาค ( . )\r\n\r\nมีหลักเกณท์การใช้ดังนี้\r\n\r\n\r\n\tใช้เพื่อแสดงว่าจบประโยคหรือจบความ \r\n\tเช่น กรี น. กระดูกแหลมที่หัวกุ้ง\r\n\tใช้เขียนไว้หลังตัวอักษร เพื่อแสดงว่าเป็นอักษรย่อ\r\n\tเช่น ม.ค. คำเต็มว่า มกราคม\r\n\tใช้เขียนไว้ข้างหลังตัวอักษรหรือตัวเลขที่บอกลำดับข้อ \r\n\tเช่น  1.   2.   ก.   ข.\r\n\tใช้คั่นระหว่างชั่วโมงกับนาทีเพื่อบอกเวลา\r\n\tเช่น  9.30 น. อ่านว่า เก้านาฬิกาสามสิบนาที\r\n\tใช้เป็นจุดทศนิยม แล้วจุดทศนิยมให้อ่านตัวเลขเรียงกันไป\r\n\tเช่น 2.345 อ่านว่า สองจุดสามสี่ห้า\r\n\r\n\r\nยกเว้นในกรณีเงินตรา ถ้าอ่านเป็นหน่วยเงินตราได้ ให้อ่านตามหน่วยเงินตรานั้น  เช่น  10.50 บาท อ่านว่า สิบบาทห้าสิบสตางค์\r\n\r\n2. จุลภาค ( , )\r\n\r\nมีหลักเกณท์การใช้ดังนี้\r\n\r\n\r\n\tใช้คั่นจำนวนเลขนับจากหลักหน่วยไปทีละ 3 หลัก\r\n\tเช่น 1,500 อ่านว่า หนึ่งพันห้าร้อย\r\n\tใช้แยกวลีหรืออนุประโยคเพื่อกันความเข้าใจสับสน\r\n\tเช่น นายเทิดศักดิ์ที่นั่งคู่กับนางยุพดี, เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน\r\n\tใช้คั่นคำในรายการที่เขียนต่อ ๆ กัน ตั้งแต่ 3 รายการขึ้นไป โดยเขียนคั่นแต่ละรายการ ส่วนหน้าคำ \"และ\" หรือ \"หรือ\" ที่อยู่หน้ารายการสุดท้ายไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องหมายจุลภาค\r\n\tเช่น พระรัตนตรัย คือ แก้ว 3 ประการ หมายถึง พระพุทธ, พระธรรม และพระสงฆ์\r\n\tใช้ในการเขียนบรรณานุกรม ดรรชนี และนามานุกรม\r\n\tเช่น คึกฤทธิ์ ปราโมช, ม.ร.ว.\r\n\tใช้ในหนังสือประเภทพจนานุกรมเพื่อคั่นความหมายของคำที่มีความหมายหลาย ๆ อย่าง\r\n\tเช่น บรรเทา ก. ทุเลหรือทำให้ทุเลา, ผ่อนคลายหรือทำให้ผ่อนคลายลง\r\n\t \r\n\r\n\r\n3. วงเล็บ หรือ นขลิขิต ()\r\n\r\nมีหลักเกณท์การใช้ดังต่อไปนี้\r\n\r\n\r\n\tใช้กันข้อความที่ขยายหรืออธิบายไว้เป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้เข้าใจข้อความนั้นได้แจ่มแจ้งขึ้น\r\n\tเช่น มนุษย์ได้สร้างโลภะ (ความโลภ) โทสะ (ความโกรธ) และโมหะ (ความหลงผิด)\r\n\tใช้กันข้อความที่บอกที่มาของคำหรือข้อความ\r\n\tเช่น ชลี (กลอน) ก. อัญชลี, ไหว้\r\n\tใช้กับหัวข้อที่เป็นตัวอักษรหรือตัวเลข ซึ่งอาจจะใช้เพียงเครื่องหมายวงเล็บปิดก็ได้\r\n\tเช่น    (ก) หรือ ก) (ข) หรือ 1)\r\n\tใช้กับนามเต็มที่เขียนใต้ลายมือชื่อ \r\n\tเช่น    นายขยัน ทำงานดี\r\n\t     \r\n\t        (นายขยัน ทำงานดี)\r\n\r\n\r\n       \r\n        การอ่านออกเสียงข้อความที่มีเครื่องหมายวงเล็บ มีวิธีการอ่านหลายวิธี สุดแท้แต่กาละเทศะ โอกาสหรือจุดประสงค์ของการสื่อสาร เช่น ถ้าจะอ่านเพื่อให้ผู้ฟังจดจำไว้ให้ถูกต้อง ถ้าเป็นข้อความสั้น ๆ ควรอ่านว่า \"วงเล็บ\" ตัวอย่าง พระยาศรีสุนทรโวหาร (ภู่) อ่านว่า พระยาศรีสุนทรโวหารวงเล็บภู่ หรือ พระยาศรีสุนทรโวหารภู่ ก็ได้ \r\nถ้าข้อความนั้นยาวมาก ให้อ่านว่า \"วงเล็บเปิด\" แล้วอ่านข้อความในวงเล็บจนจบ แล้วอ่านว่า \"วงเล็บปิด\" หรืออาจเสริมข้อความว่า \"ต่อไปนี้เป็นข้อความในวงเล็บ\" เมื่ออ่านหมดข้อความก็อ่านว่า \"หมดข้อความในวงเล็บ\" ก็ได้\r\n\r\n4. ยัติภังค์ ( - )\r\n\r\nมีหลักเกณท์การใช้ดังนี้\r\n\r\n\r\n\tใช้เขียนไว้ที่สุดบรรทัดเพื่อต่อพยางค์หรือคำสมาส ซึ่งจำเป็นต้องเขียนแยกบรรทัดกัน เนื่องจากมาอยู่ตรงสุดบรรทัด และไม่มีที่พอจะบรรจุคำเต็มได้\r\n\tเช่น  ตำแหน่งประ-\r\n\r\n\r\n       ธานสภาผู้แทนราษฎร\r\n\r\n\r\n\tใช้เขียนไว้ท้ายวรรคหน้าในบทร้อยกรอง เพื่อต่อพยางค์หรือคำสมาส ที่จำเป็นต้องเขียนคาบบรรทัดกัน เพื่อให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์\r\n\tเช่น  คนเด็ดดับสูญสัง- ขารร่าง\r\n\tใช้แยกพยางค์เพื่อบอกคำอ่าน โดยเขียนไว้ระหว่างพยางค์แต่ละพยางค์\r\n\tเช่น  เส-มา\r\n\tใช้ในความหมายว่า \"และ\" หรือ \"กับ\"\r\n\tเช่น  เชิญชมการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษระหว่างทีม นครสวรรค์ - พิจิตร (กับ)\r\n\r\n\r\n                ภาษาตระกูลไทย - จีน (และ)\r\n\r\n\r\n\tใช้ในความหมายว่า \"ถึง\" เพื่อแสดงช่วงเวลา จำนวน สถานที่ (เวลาเขียนหรือพิมพ์ให้เว้นหน้าและหลังเครื่องหมาย - ประมาณ 1 ช่วงตัวอักษร)\r\n\tเช่น  เวลา 9.00 - 10.30 น. อ่านว่า เวลาเก้านาฬิกาถึงสิบนาฬิกาสามสิบนาที\r\n\tใช้เขียนแสดงลำดับย่อยของรายการที่ไม่ต้องใส่ตัวอักษร\r\n\tเช่น  - พิธีเปิดงาน \r\n\r\n\r\n               - รำอวยพร\r\n\r\n\r\n5.อัญประกาศ ( “ ” )\r\n\r\nมีหลักเกณท์การใช้ดังนี้ \r\n\r\n\r\n\tใช้เพื่อแสดงว่าคำหรือข้อความนั้น เป็นคำพูดหรือความนึกคิด\r\n\tเช่น  ครูพูดกับนักเรียนว่า “ขอให้ทุกคนตั้งใจจริง แล้วจะประสบความสำเร็จ”\r\n\tใช้เพื่อแสดงว่าคำหรือข้อความนั้นคัดมาจากที่อื่น\r\n\tเช่น  สุนทรภู่เขียนเตือนใจเรื่องความมีไมตรีต่อกันไว้ในเรื่องพระอภัยมณีตอนหนึ่งว่า \"ปรารถนาสารพัดในปัถพี เอาไมตรีแลกได้ดังใจจง\"\r\n\tใช้เพื่อเน้นคำหรือข้อความนั้นให้เด่นชัดขึ้น\r\n\tเช่น  คำว่า “ตะโก้” พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายไว้ว่าหมายถึง “ชื่อขนมชนิดหนึ่งทำด้วยแป้งข้าวเจ้ากวนเข้ากับน้ำตาล ใส่แห้วหรือข้าวโพดเป็นต้นก็ได้ หยอดหน้าด้วยกะทิกวนกับแป้ง”\r\n\r\n\r\nในการอ่านออกเสียง เมื่อมีเครื่องหมายอัญประกาศเปิดให้อ่านว่า \"อัญประกาศเปิด\" และเมื่อถึงเครื่องหมายอัญประกาศปิดให้อ่านว่า \"อัญประกาศปิด\"\r\n\r\n6. ปรัศนี ( ? )\r\n\r\nมีหลักเกณท์การใช้ดังต่อไปนี้\r\n\r\n\r\n\tใช้เมื่อสิ้นสุดประโยคที่เป็นคำถาม\r\n\tเช่น  ทำไมเธอถึงมาโรงเรียนสาย?\r\n\tใช้หลังข้อความเพื่อแสดงความสงสัยหรือไม่แน่ใจ มักเขียนอยู่ในวงเล็บ\r\n\tเช่น  กฤษฎาธาร (กริดสะดาทาน) น. พระทีนั่งที่ทำขึ้นสำหรับเกียรติยศ (?)\r\n\r\n\r\n\r\n7. อัศเจรีย์ ( ! )\r\n\r\nมีหลักเกณท์การใช้ดังนี้\r\n\r\n\r\n\tใช้เขียนหลังคำ วลี หรือประโยคที่เป็นคำอุทาน\r\n\tเช่น  อื้อฮือ! มากจังเลย\r\n\tใช้เขียนหลังคำเลียนเสียงธรรมชาติ เพื่อให้ผู้อ่านทำเสียงได้เหมาะสมกับเหตุการณ์ในเรื่องนั้น ๆ\r\n\tเช่น  โครม !\r\n\r\n\r\n\r\n8. ไม้ยมก หรือ ยมก ( ๆ )\r\n\r\nมีหลักเกณท์การใช้ คือ ใช้เขียนหลังคำ วลี หรือประโยค เพื่อให้อ่านซ้ำคำ วลี หรือประโยค อีกครั้งหนึ่ง\r\nเช่น   1. เด็กเล็ก ๆ อ่านว่า เด็กเล็กเล็ก\r\n\r\n       2. แต่ละวัน ๆ อ่านว่า แต่ละวันแต่ละวัน\r\n\r\nหมายเหตุ \r\n\r\n1. คำที่เป็นคำซ้ำ ต้องใช้ไม้ยมก หรือยมก (ๆ) เสมอเช่น สีดำๆ เด็กตัวเล็ก ๆ\r\n\r\n2. ห้ามใช้ไม้ยมก หรือยมก (ๆ) ในกรณีดังต่อไปนี้\r\n\r\n    2.1 เมื่อเป็นคำคนละบท คนละความ เช่น  \"ฉันจะไปปทุมวัน ๆ นี้\" ผิด ต้องเขียนเป็น \"ฉันจะไปปทุมวันวันนี้\"\r\n\r\n    2.2 เมื่อรู้คำเดิมเป็นคำ 2 พยางค์ ที่มีเสียงซ้ำกัน เช่น  นานา เช่น นานาชาติ นานาประการ\r\n\r\n    2.3 เมื่อเป็นคำคนละชนิดกัน เช่น  คนคนนี้มีวินัย (คน คำแรกเป็นคำสามานยนาม คน คำหลังเป็นลักษณนาม)\r\n\r\n    2.4 เมื่อเป็นคำประพันธ์ เช่น   หวั่นหวั่นจิตคิดคิดครวญครวญหา,  คอยคอยหายหลายหลายนัดผัดผัดมา\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nเจ้าของข้อมูล\r\nทรูปลูกปัญญา\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1763015217.png"],
    [30,5713,"พายุไต้ฝุ่น \"คัลแมกี\"","Wed, 2025-11-05 15:46","http://www.stkc.go.th/node/5713","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","กรมอุตุนิยมวิทยา","   เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ (4 พ.ย. 68) พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” (KALMAEGI) บริเวณประเทศฟิลิปปินส์ ได้เคลื่อนลงสู่ทะเลจีนใต้แล้ว โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 10.3 องศาเหนือ ลองจิจูด 121.3 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงวันที่ 6-7 พ.ย. 68 หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อน และพายุดีเปรสชันตามลำดับ\r\n\r\n   จากอิทธิพลของพายุ “คัลแมกี” ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 7–9 พ.ย. 68 ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ โดยจะเริ่มจากบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือตามลำดับ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมาก และฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พื้นที่ลุ่ม และพื้นที่น้ำท่วมขัง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตร\r\n\r\n   สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังค่อนข้างแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 5–7 พ.ย. 68\r\n\r\n   ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th\r\n\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1762402803.png"],
    [31,5709,"โรคง่วงนอนมากผิดปกติ","Mon, 2025-11-03 10:46","http://www.stkc.go.th/node/5709","วิทยาศาสตร์การแพทย์"," โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์","การนอนหลับ เป็นการพักผ่อนร่างกายและจิตใจ การนอนหลับในระยะเวลาที่เหมาะสมจะช่วยฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้า และเสริมสร้างความแข็งแรงของการทำงานในทุกระบบของร่างกาย รวมไปถึงสมาธิ ความจำ และอารมณ์ ในทางกลับกัน การนอนหลับในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจเป็นสัญญาณของโรคที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับผิดปกติบางชนิดได้\r\n\r\nทำความรู้จักโรคง่วงนอนมากผิดปกติ\r\n\r\nโรคง่วงนอนมากผิดปกติ (Hypersomnia) เป็นกลุ่มโรคที่ผู้ป่วยมีปัญหาง่วงนอนมากผิดปกติในช่วงเวลาที่ควรตื่นตัวได้ดี คือช่วงเวลากลางวัน ซึ่งผู้ป่วยมักมีอาการง่วง เผลอหลับหรืองีบหลับระหว่างวัน ฝืนให้ตื่นไม่ได้ แม้ว่าช่วงกลางคืนจะนอนหลับได้อย่างเพียงพอแล้วก็ตาม บางครั้งรุนแรงถึงระดับที่เผลอหลับในขณะรับประทานอาหาร ทำงาน พูดคุยกับผู้อื่น หรือขับรถ ซึ่งนอกจากจะกระทบกับการใช้ชีวิต ประสิทธิภาพการทำงานแล้ว ยังอาจนำไปสู่อุบัติเหตุที่รุนแรงตามมา\r\n\r\nสาเหตุของอาการง่วงนอนมากผิดปกติ\r\n   อาการง่วงนอนมากผิดปกติระหว่างวัน อาจมีสาเหตุได้จากทั้งโรคทางกาย โรคทางจิตใจ โรคความผิดปกติของคุณภาพการนอนหลับ รวมไปถึงพฤติกรรมการนอนพักผ่อนในช่วงกลางคืนที่ไม่เหมาะสม เช่น\r\n\r\n\r\n\tโรคที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับที่ผิดปกติ เช่น โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น โรคขากระตุกผิดปกติขณะหลับ\r\n\tกลุ่มโรคนาฬิกาชีวิตแปรปรวน (circadian sleep wake rhythm disorder) ทำให้เวลาเข้านอนและตื่นนอนผิดปกติ ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการเดินทางไปต่างประเทศที่มีการเปลี่ยนเวลาที่ต่างกันมาก ๆ\r\n\tภาวะอดนอนสะสม ซึ่งรวมถึงการมีสุขนิสัยการนอนหลับที่ไม่เหมาะสม\r\n\tโรคนอนไม่หลับ ซึ่งส่งผลให้มีจำนวนชั่วโมงการนอนไม่เพียงพอ\r\n\tในกลุ่มระบบประสาทส่วนกลางที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับการควบคุมการตื่นตัวของสมอง เช่น โรคลมหลับ (narcolepsy) อุบัติเหตุการกระทบกระเทือนของสมอง (head injury)\r\n\tการใช้ยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาแก้แพ้ ยาแก้ปวดบางชนิด\r\n\r\n\r\nผลเสียของโรคง่วงนอนมากผิดปกติ\r\n   อาการง่วงนอนมากผิดปกติสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจในหลายด้าน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์กับผู้อื่น \r\n\r\n\r\n\tผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองที่เฉื่อยชา ตื่นตัวลดลง สมาธิและความจำบกพร่อง\r\n\tรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น ซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน\r\n\tเมื่อเหนื่อยล้าและมีกิจกรรมทางกายในระหว่างวันที่ลดลง สามารถส่งผลต่อการเผาผลาญของร่างกายและอาจนำไปสู่โรคอื่น ๆ ตามมาได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ\r\n\tเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากความง่วงนอนระหว่างวัน เช่น อุบัติเหตุจากยานพาหนะ หรืออุบัติเหตุจากการใช้เครื่องจักรขณะที่สมองไม่ตื่นตัวเต็มที่\r\n\tกระทบต่อความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวและคนรอบข้าง\r\n\tอัตราการตายสูงขึ้นในรายที่นอนมากกว่า 9 ชั่วโมงต่อวัน เมื่อเทียบกับผู้ที่นอน 7-8 ชั่วโมงต่อวัน\r\n\r\n\r\nการตรวจวินิจฉัยโรคง่วงนอนมากผิดปกต\r\n   หากแพทย์ประเมินแล้วว่าอาการง่วงนอนมากผิดปกติระหว่างวันอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการควบคุมการตื่นตัวของระบบประสาทส่วนกลาง แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจเพื่มเติม ได้แก่\r\n\r\n\r\n\tตรวจประเมินวงจรการหลับ-ตื่น ด้วย actigraphy\r\n\tตรวจประเมินคุณภาพการนอนหลับด้วย polysomnography หรือ sleep test\r\n\tตรวจประเมินความรุนแรงของอาการง่วงนอนมากผิดปกติในช่วงกลางวันด้วย multiple sleep latency test (MSLT)\r\n\tตรวจเลือด น้ำไขสันหลัง หรือเอ็กเรย์สมอง ในบางรายที่แพทย์พิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็น\r\n\r\n\r\nวิธีป้องกันปัญหาง่วงนอนมากผิดปกติในระหว่างวัน\r\n\r\n\r\n\tเข้านอนและตื่นนอนเป็นเวลาสม่ำเสมอทุกวันทั้งวันทำงานและวันหยุด โดยในวัยผู้ใหญ่แนะนำให้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอที่ 7-9 ชั่วโมงต่อคืน หากตื่นแล้วให้ลุกจากเตียง ไม่ต่อเวลาในการนอนออกไปอีก\r\n\tหลีกเลี่ยงการนอนตอนกลางวัน หรือหากงีบกลางวันไม่ควรเกิน 20-30 นาที และไม่ช้ากว่า 14.00 น เนื่องจากจะส่งผลให้นอนหลับยากในช่วงกลางคืนและวงจรการนอนหลับผิดปกติตามมา\r\n\tหากมีปัญหาด้านการนอนหลับ เช่น นอนไม่หลับ นอนหลับได้ไม่ต่อเนื่อง มีอาการนอนกรนหรือหยุดหายใจขณะหลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป\r\n\tหากจำเป็นต้องรับประทานยาที่มีผลกับการตื่นตัวหรือการนอนหลับ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการบริหารยาในช่วงเวลาที่เหมาะสม\r\n\tออกกำลังกายและรับแสงสว่างระหว่างวันอย่างเพียงพอเพื่อกระตุ้นการตื่นตัวที่ดี และหลีกเลี่ยงการรับแสงที่มากไปในช่วงกลางคืน เช่น การใช้จอจากอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ เนื่องจากจะรบกวนการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนินซึ่งส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดีตามมา\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1762141601.png"],
    [32,5708,"ภาวะตากลัวแสง","Fri, 2025-10-31 14:44","http://www.stkc.go.th/node/5708","วิทยาศาสตร์การแพทย์","โรงพยาบาลพญาไทย","ภาวะตากลัวแสง หรือ Photophobia เป็นภาวะที่ดวงตาไวต่อแสง ไม่สามารถทนแสงได้ ไม่ว่าจะเป็นแสงจากดวงอาทิตย์ แสงจากโคมไฟ หรือแสงจากจอคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้เกิดอาการตาแห้ง เคืองตา รู้สึกไม่สบายตา ต้องหรี่ตาเมื่อเจอแสง ตาแฉะ มีน้ำตามากกว่าปกติ โดยผู้ที่มีดวงตาสีอ่อนมักจะมีอาการตากลัวแสงรุนแรงกว่าผู้ที่มีดวงตาสีเข้ม เนื่องจากดวงตาสีอ่อนมีเม็ดสีน้อยกว่าดวงตาสีเข้ม จึงทำให้ปกป้องแสงจากดวงตาได้น้อยกว่าปกติ\r\n \r\n\r\nตากลัวแสง…เกิดจากสาเหตุอะไรได้บ้าง ?\r\n\r\n\r\n\tการเพ่งอ่านหนังสือ จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้าจอโทรศัพท์เป็นเวลานาน ทำให้เกิดอาการตาแห้ง ตาล้า ส่งผลให้เกิดอาการตากลัวแสง\r\n\tเกิดจากอาการผิดปกติทางตา เช่น ตาอักเสบ ตาติดเชื้อ ฝุ่นเข้าตา อุบัติเหตุทางตา แผลกระจกตา\r\n\tรูม่านตาขนาดใหญ่กว่าปกติ\r\n\tเกิดจากการใช้ยาหยอดตาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์\r\n\tเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดที่ส่งผลต่อตา เช่น ยาทาสิว ยาแก้อักเสบ ยาคุมกำเนิด\r\n\tคนที่มีอาการไมเกรน มักพบมีอาการตากลัวแสงร่วมด้วย\r\n\tใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสบกับดวงตา ทำให้เกิดอาการระคายเคือง\r\n\t \r\n\r\n\r\nวิธีการดูแลรักษาดวงตาไม่ให้เสี่ยงภาวะตากลัวแสง\r\n\r\n\r\n\tหลีกเลี่ยงการใช้สายตาเป็นเวลานาน ควรพักสายตาทุก 20 นาที กระพริบตาถี่ๆ พัก 5 นาที\r\n\tมองไกลๆ เนื่องจากทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะรีดผิวน้ำตาให้มาเคลือบผิวกระจกตา หรืออาจใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่นชื้นให้แก่ดวงตา\r\n\tเมื่อต้องใช้สายตาควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงไม่สว่าง หรือแสงที่สบายต่อสายตา\r\n\tไม่ควรใช้หลอดไฟที่ขาว หรือเหลืองมากเกินไป ควรใช้หลอดไฟที่มีแสงสีนวล หรือ warm light\r\n\tใส่แว่นกันแดด กัน UV หรือแว่นที่เป็นเลนส์ปรับแสง เพื่อช่วยถนอมสายตาเมื่อต้องออกกลางแจ้ง\r\n\tหากใส่คอนแทคเลนส์ ควรเลือกคอนแทคเลนส์ที่มีค่าอมน้ำสูง Oxygen ผ่านสูง ใส่คอนแทคเลนส์รายวัน หรือใส่คอนแทคเลนส์ให้น้อยลง หันมาใส่แว่นแทน เพื่อลดการเกิดอาการตาแห้ง\r\n\tรับประทานผัก หรือผลไม้ที่ช่วยบำรุงสายตา\r\n\tหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา เพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง\r\n\tเลี่ยงการต่อขนตา\r\n\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1761896693.png"],
    [33,5707,"OpenAI เปิดตัว \"AgentKit\"","Fri, 2025-10-31 09:57","http://www.stkc.go.th/node/5707","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","สำนักข่าว THE STANDARD","   แซม อัลท์แมน (Sam Altman) ประธานกรรมการของโอเพนเอไอ (OpenAI) เผย ChatGPT มียอดผู้ใช้งานประจำทุกสัปดาห์ทะลุ 800 ล้านคน พร้อมทั้งเปิดตัว AgentKit เครื่องมือที่ช่วยสร้าง AI Agents ได้ง่ายขึ้นสำหรับทุกคน การประกาศดังกล่าวมีขึ้นในงาน Dev Day ซึ่งเป็นงานประชุมนักพัฒนาประจำปีของบริษัทเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2568 โดย Sam Altman ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร OpenAI เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้คนกว่า 800 ล้านคน ใช้งาน ChatGPT ในทุกสัปดาห์ เพิ่มขึ้นจาก 700 ล้านคนต่อสัปดาห์ ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาพร้อมกันนี้ OpenAI ได้ประกาศเปิดตัว AgentKit ชุดเครื่องมือครบวงจรสำหรับนักพัฒนาในการสร้างและปรับใช้ AI Agents ซึ่งเป็น AI ที่สามารถทำงานที่ซับซ้อนและมีหลายขั้นตอนได้โดยอัตโนมัติ ไม่ใช่แค่การตอบสนองต่อคำสั่ง \r\n   Altman เปรียบเทียบเครื่องมือชิ้นสำคัญในชุดนี้อย่าง AgentKit ว่าเป็นเหมือน “Canva สำหรับการสร้าง Agent” ซึ่งเป็นการส่งสารที่ชัดเจนว่า OpenAI ต้องการทำให้การสร้าง AI ที่ซับซ้อนเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน “AgentKit คือทุกสิ่งที่คุณต้องการเพื่อสร้าง ปรับใช้ และเพิ่มประสิทธิภาพเวิร์กโฟลว์ของ Agent โดยมีอุปสรรคที่น้อยลงอย่างมาก” Altman กล่าว\r\n   Christina Huang วิศวกรของ OpenAI ได้ทำการสาธิตสดบนเวที โดยสามารถสร้างเวิร์กโฟลว์ AI ทั้งหมดและ AI Agent ถึง 2 ตัวได้สำเร็จโดยใช้เวลาไม่ถึง 8 นาที\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n4 เครื่องมือหลักใน AgentKit\r\n   1. Agent Builder เครื่องมือสร้าง Agent ในรูปแบบภาพ (Visual) ที่ใช้งานง่าย Altman เปรียบเปรยว่าเป็นเหมือน Canva แห่งโลก AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถออกแบบตรรกะและขั้นตอนการทำงานของ Agent ได้อย่างรวดเร็ว\r\n   2. ChatKit อินเทอร์เฟซการแชทสำเร็จรูปที่นักพัฒนาสามารถนำไปฝังในแอปพลิเคชันของตนเองได้ง่าย พร้อมทั้งปรับแต่งแบรนด์และกระบวนการทำงานได้เอง\r\n   3. Evals for Agents ชุดเครื่องมือสำหรับวัดผลประสิทธิภาพของ Agent อย่างละเอียด ตั้งแต่การให้คะแนนการทำงานทีละขั้นตอน ไปจนถึงการปรับพรอมต์ให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการนำไปใช้งานจริงในระดับองค์กร\r\n   4. Connector Registry ระบบที่ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อ Agent เข้ากับเครื่องมือภายในองค์กรหรือระบบภายนอก เช่น Database, CRM ได้อย่างปลอดภัยภายใต้การควบคุมของผู้ดูแลระบบ\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1761879442.png"],
    [34,5706,"Rare Earth","Thu, 2025-10-30 09:03","http://www.stkc.go.th/node/5706","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","สำนักข่าว springnews","   แร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements: REEs) เป็นแร่หายากในกลุ่มแร่โลหะ 17 ชนิด ที่ไม่เพียงแต่เป็นหัวใจของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวันอย่างสมาร์ทโฟนและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แต่ยังเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่กำหนดอำนาจในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานสะอาด แร่ที่ได้ชื่อว่า \"หายาก\" เหล่านี้ แท้จริงแล้วมีอยู่ทั่วไป แต่การครอบครองและแปรรูปมันได้กลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางการค้าระหว่างมหาอำนาจโลก\r\n\r\nแร่แรร์เอิร์ธสำคัญอย่างไร ?\r\n   แร่แรร์เอิร์ธ เป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับอุตสาหกรรมไฮเทคในปัจจุบันและอนาคต\r\nด้วยคุณสมบัติพิเศษทางเคมีและกายภาพ เช่น การนำไฟฟ้าสูง และความสามารถในการสร้างแม่เหล็กถาวรประสิทธิภาพสูง ทำให้แร่เหล่านี้ถูกใช้ในทุกสิ่งตั้งแต่สินค้าอุปโภคบริโภคไปจนถึงอาวุธสงครามอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์\r\n   แร่หายากถูกใช้ในการผลิต ชิป ส่วนประกอบหลักของ คอมพิวเตอร์ และ โทรศัพท์มือถือ รวมถึงในหน้าจอ (เช่น ยูโรเพียมและอิตเทรียมทำให้เกิดสีสันสดใส) และใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น\r\n\r\n\r\n\tพลังงานสะอาด : นีโอดิเมียม (Nd) และ ดิสโพรเซียม (Dy) เป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง แม่เหล็กถาวรประสิทธิภาพสูง สำหรับมอเตอร์ในรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าใน กังหันลม ขนาดใหญ่อุปกรณ์\r\n\tทางการแพทย์ : ใช้ในเครื่องมือแพทย์ขั้นสูง เช่น เครื่องฉายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) และอุปกรณ์ เลเซอร์อาวุธยุทโธปกรณ์: มีความจำเป็นต่อระบบป้องกันประเทศ เช่น เรดาร์, ระบบนำทาง, ขีปนาวุธ, และ เครื่องบินขับไล่ (เช่น F-35 ใช้แร่หายากถึง 417 กิโลกรัม)ความต้องการแร่แรร์เอิร์ธจึงพุ่งสูงขึ้นตามกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและพลังงานสะอาด ทำให้แร่เหล่านี้กลายเป็น \"น้ำมันแห่งตะวันออก\" ในศตวรรษที่ 21\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nความลับของ “ความหายาก” \r\n   ทำไมถึงมีราคาแพงแร่หายาก 17 ชนิด ประกอบด้วย สแกนเดียม (Sc), อิตเทรียม (Y), และกลุ่มธาตุแลนทาไนด์อีก 15 ตัวแม้ว่าธาตุบางตัว เช่น ซีเรียม (Ce) จะมีปริมาณมากกว่าทองคำถึง 15,000 เท่า แต่สิ่งที่ทำให้มัน \"หายาก\" ไม่ใช่ปริมาณในเปลือกโลก แต่เป็นความยากในการสกัดต่างจากทองคำที่มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อน แร่หายากมักกระจายตัวปะปนอยู่กับแร่ธาตุอื่นทั่วโลก การแยกแร่บริสุทธิ์ออกจากสิ่งเจือปนต้องใช้กระบวนการที่ซับซ้อน ต้นทุนสูงและที่สำคัญคือ ก่อให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม รวมถึงกากกัมมันตรังสี ทำให้หลายประเทศเลือกที่จะนำเข้ามากกว่าที่จะทำเหมืองเอง\r\n\r\nจีน : เจ้าแห่งแร่หายากและหมากในเกมภูมิรัฐศาสตร์\r\n   การครอบครองแร่แรร์เอิร์ธไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของปริมาณสำรอง แต่เป็นเรื่องของ กำลังการผลิตและการแปรรูปประเทศสัดส่วนผลผลิตแร่แรร์เอิร์ธโลก (ปี 2024)\r\n\r\n\r\n\tจีน69.77%\r\n\tสหรัฐฯ11.6%\r\n\tเมียนมา 7.97%\r\n\tออสเตรเลีย 3.33%\r\n\tไทย 3.33%\r\n\tไนจีเรีย3.33%\r\n\tอินเดีย0.74%\r\n\tรัสเซีย0.64%\r\n\r\n\r\n   จีน ขึ้นชื่อว่าเป็น \"ราชาแห่งแร่หายาก\" โดยครองส่วนแบ่งผลผลิตของโลกเกือบ 70% และควบคุมการแปรรูปแร่ที่สกัดได้เกือบทั้งหมด (กว่า 90%) ทำให้จีนมีอำนาจในการควบคุมห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างเบ็ดเสร็จ และเคยใช้แร่เหล่านี้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองและการค้ามาแล้วการพึ่งพาจีนอย่างสูงนี้สร้างความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติสำหรับประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ และพันธมิตร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเหตุผลที่สหรัฐฯ เร่งลงทุนในการขุดและแปรรูปแร่ภายในประเทศ รวมถึงการสร้างพันธมิตรกับประเทศอื่น ๆ เช่น การค้นพบแหล่งแร่ขนาดใหญ่ใน สวีเดน ที่อาจช่วยให้ยุโรปลดการพึ่งพาจีนได้ในระยะยาว (แต่คาดว่าจะใช้เวลา 10-15 ปีในการขุดใช้จริง)\r\n\r\nแร่แรร์เอิร์ธ กับ สถานการณ์ในประเทศไทย\r\nแม้ว่าประเทศไทยจะไม่ใช่ผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลก แต่กรมทรัพยากรธรณีระบุว่า มีแหล่งแร่หายากพบกระจายตัวทางด้านตะวันตกของประเทศ ตั้งแต่ภาคเหนือจนถึงภาคใต้ ในหลายจังหวัด เช่น เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, อุทัยธานี, กาญจนบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, ชุมพร, ระนอง, พังงา และสุราษฎร์ธานี\r\nการสำรวจและศึกษาทรัพยากรเหล่านี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงของประเทศในอนาคต\r\n \r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1761789802.png"],
    [35,5702,"ความเป็นมาของ AI","Mon, 2025-10-27 11:13","http://www.stkc.go.th/node/5702","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","Chula Book"," \r\n\r\nความเป็นมาของ AI\r\n   การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นที่สุดในประวัติศาสตร์ของเทคโนโลยี แม้ว่า AI จะถูก มองว่าเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่แนวคิดของ AI ได้เริ่มต้นมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ในบทความนี้จะพูดถึงการพัฒนาและวิวัฒนาการของ AI ตั้งแต่ช่วงแรกเริ่ม จนถึงปัจจุบันที่ AI กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเราทุกคน\r\n\r\nความหมายของปัญญาประดิษฐ์ (AI)\r\n   ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) หมายถึงเทคโนโลยีที่สามารถทำงานได้เหมือนกับความฉลาด ของมนุษย์ โดยที่สามารถทำการคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้ AI สามารถถูกออกแบบมาให้ทำงานที่เฉพาะเจาะจง เช่น การจดจําภาพ การประมวลผลภาษา หรือแม้แต่การตัดสินใจอย่างซับซ้อนในด้านต่างๆ\r\n   แนวคิดของ AI มุ่งหมายที่จะสร้างระบบที่สามารถทำหน้าที่เหมือนกับสมองมนุษย์ ซึ่งรวมถึงการเรียนรู้จาก ประสบการณ์ การประมวลผลข้อมูล และการตัดสินใจอัตโนมัติโดยไม่ต้องการการแทรกแซงจากมนุษย์ในทุกขั้นตอน\r\n\r\nจุดเริ่มต้นของ AI\r\n   การเริ่มต้นของ AI เกิดขึ้นในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะในช่วงปี 1950s ซึ่งนักวิทยาศาสตร์และนัก คณิตศาสตร์เริ่มตั้งคำถามว่าเครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์สามารถมี \"ปัญญา\" หรือ \"ความคิด\" ได้หรือไม่ ในช่วงนี้มี การพัฒนาแนวคิดและทฤษฎีพื้นฐานที่ทำให้ AI ก้าวไปข้างหน้า\r\n   หนึ่งในผู้บุกเบิกที่สำคัญของ AI คือ Alan Turing นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ซึ่งเสนอแนวคิด \"Turing Test\" เพื่อประเมินว่าเครื่องจักรสามารถแสดงพฤติกรรมที่เหมือนกับมนุษย์ได้หรือไม่ ถ้าเครื่องจักรสามารถสนทนากับมนุษย์ โดยที่มนุษย์ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นเครื่องจักรหรือคน นั่นแสดงว่าเครื่องจักรนั้นมี \"ความฉลาด\"\r\nนั่นคือจุดเริ่มต้น ที่สำคัญในวิธีการวัดความฉลาดของ AI\r\n\r\nการพัฒนาของ AI ในยุคต่าง ๆ\r\n\r\n\r\n\tยุคแรกของ AI (1950s-1970s)\r\n\r\n\r\n        ในช่วงแรกของการพัฒนา AI นักวิจัยมุ่งเน้นที่การพัฒนา \"AI แบบสัญลักษณ์\" (Symbolic AI) ซึ่งหมายถึงการ สร้างกฎและระบบที่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงตรรกะ เช่น การเล่นเกมและการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ การวิจัยในช่วง นี้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบที่สามารถทำตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยไม่สามารถ \"เรียนรู้\" ได้จากข้อมูลที่ได้รับ\r\n\r\n        หนึ่งในโครงการที่มีชื่อเสียงในยุคนี้คือโครงการ Logic Theorist ซึ่งพัฒนาโดย Allen Newell และ Herbert A. Simon ในปี 1956 เป็นระบบแรกที่สามารถพิสูจน์ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งสร้างความหวังให้กับนักวิจัยว่า AI อาจสามารถทดแทนการทำงานของมนุษย์ในหลายด้าน\r\n\r\n\r\n\tยุคของ Machine Learning (1980s-2000s)\r\n\r\n\r\n        ในช่วงปี 1980s การพัฒนาของ AI เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เน้นการใช้กฎเกณฑ์ (Rule-based systems) ไปสู่การใช้การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ซึ่งทำให้ AI สามารถเรียนรู้จากข้อมูลได้โดยไม่ต้องกำหนดกฎ เกณฑ์ล่วงหน้า โดย Machine Learning นั้นสามารถทำงานได้ดีในสถานการณ์ที่ข้อมูลมีรูปแบบและสามารถทำนาย ผลลัพธ์จากข้อมูลได้\r\n\r\n        หนึ่งในความก้าวหน้าในช่วงนี้คือการพัฒนา Neural Networks หรือเครือข่ายประสาทเทียม ซึ่งจำลองการทำงาน ของสมองมนุษย์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน Neural Networks ทำให้ AI สามารถเรียนรู้ได้จากข้อมูลที่ซับซ้อนและนำ ไปสู่การพัฒนา AI ที่มีความแม่นยำมากขึ้นในหลายด้าน เช่น การจดจำภาพและการประมวลผลภาษา\r\n\r\n\r\n\tยุคของ Deep Learning (2010s-ปัจจุบัน)\r\n\r\n\r\n        การก้าวกระโดดครั้งสำคัญของ AI เกิดขึ้นในช่วงปี 2010s เมื่อมีการพัฒนาเทคนิค Deep Learning ซึ่งเป็นส่วน หนึ่งของ Machine Learning ที่เน้นการใช้ Neural Networks ที่มีความซับซ้อนและหลายชั้น Deep Learning ทำให้ AI สามารถทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ เช่น การรู้จำใบหน้า การประมวลผลภาพและวิดีโอ และการแปลภาษา อัตโนมัติ\r\n\r\n        หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงความก้าวหน้าของ AI คือในปี 2016 เมื่อ AlphaGo ซึ่งเป็น AI ที่พัฒนาโดย Google DeepMind สามารถเอาชนะ Lee Sedol ผู้เล่นโกะระดับโลกได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่แสดงถึงศักยภาพของ AI ในการทำงานที่ต้องใช้การวิเคราะห์อย่างซับซ้อน\r\n\r\nเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ AI\r\n   มีหลายเหตุการณ์ที่ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ของ AI :\r\n\r\n\r\n\tปี 1997 : เครื่อง IBM Deep Blue เอาชนะ Garry Kasparov แชมป์หมากรุกโลก เป็นครั้งแรกที่เครื่องจักร สามารถเอาชนะแชมป์โลกในเกมที่ต้องใช้การคิดเชิงกลยุทธ์สูง\r\n\tปี 2011 : IBM Watson ชนะการแข่งขัน Jeopardy! โดยการเอาชนะผู้เล่นที่เป็นมนุษย์ในเกมตอบคำถามที่ต้องใช้ ความรู้รอบตัวและการเข้าใจภาษามนุษย์\r\n\tปี 2016 : AI ของ Google DeepMind ชื่อ AlphaGo เอาชนะผู้เล่นโกะระดับโลก ซึ่งเป็นเกมที่มีความซับซ้อน ทางกลยุทธ์มากกว่าเกมหมากรุก\r\n\r\n\r\nAI ในปัจจุบัน\r\n   ในปัจจุบัน AI ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่การแนะนำสินค้าในแพลตฟอร์มออนไลน์ การจดจำ ใบหน้าในสมาร์ทโฟน ไปจนถึงการประมวลผลข้อมูลทางการแพทย์ AI ยังคงพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีบทบาทสำคัญใน การเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การเงิน การศึกษา การแพทย์ และการขนส่ง\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1761538402.png"],
    [36,5700,"วันสะเก็ดเงินโลก","Wed, 2025-10-22 14:49","http://www.stkc.go.th/node/5700","วิทยาศาสตร์การแพทย์","กรมประชาสัมพันธ์"," \r\n\r\n29 ตุลาคม วันสะเก็ดเงินโลก (World Psoriasis Day)\r\n   องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ได้มีมติให้วันที่ 29 ตุลาคมเป็นวันโรคสะเก็ดเงินโลกอย่างเป็นทางการ เมื่อ ค.ศ. 2004 เพื่อรณรงค์ให้สังคมเข้าใจว่า\r\nโรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ แม้จะรักษาไม่หายขาด โรคสะเก็ดเงิน หรือ โรคเรื้อนกวาง (Psoriasis) เป็นโรคผิวหนังชนิดเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการหนาตัวของชั้นหนังกำพร้า\r\nพบได้ในทุกเพศทุกวัยแต่จะพบมากในช่วงอายุ 10-30 ปี โรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และสามารถพบได้ทุกแห่งทั่วร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า บริเวณที่พบบ่อย ได้แก่ ศีรษะ\r\nลำตัว แขนขา ข้อศอก หัวเข่า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า เล็บมือและเล็บเท้า อาการเป็นมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันในแต่ละคน บางคนเป็น 2-3 จุด แต่บางคนเป็นมากจนลุกลามไปทั่วทั้งตัว\r\nศีรษะเป็นรังแคบาง ๆ หรือเป็นปื้นหนาเป็นหย่อม ๆ เล็บผิดปกติ เล็บล่อนไม่ติดกับผิว หรือหนาขรุขระ\r\n\r\nระบาดวิทยา (Epidemiology)\r\n   โรคสะเก็ดเงินพบได้ประมาณร้อยละ  1 - 2  ของประชากรทั้งหมด  พบได้ทุกเชื้อชาติ  อัตราการเกิดโรค เท่ากันทั้งเพศชายและเพศหญิง พบได้บ่อยใน 2 ช่วงอายุ คือ ช่วงอายุน้อย (22.5 ปี) และอายุมาก (55 ปี) ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่แสดงอาการของโรคตั้งแต่อายุน้อยจะพบมีความรุนแรงของโรคมากกว่า ผู้ป่วยที่มีอาการเมื่ออายุมาก และผู้ป่วยที่แสดงอาการช่วงอายุน้อยพบว่ามีประวัติมีคนในครอบครัวจะเป็นโรคสะเก็ดเงินด้วย\r\n\r\nสาเหตุ (Pathogenesis) \r\n   ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จากหลักฐานในปัจจุบันทราบว่าน่าจะเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ พันธุกรรม  ระบบภูมิคุ้มกันและปัจจัยกระตุ้นภายนอก\r\n\r\nปัจจัยกระตุ้น \r\n   ผื่นอาจกําาเริบได้ภายหลังสิ่งกระตุ้น ดังต่อไปนี้\r\n   -  การเกา  หรือบางครั้งผื่นอาจเกิดขึ้นบนแผลถลอกหรือรอยแผลผ่าตัด  (Koebner phenomenon)\r\n   -  ภาวะติดเชื้อ    เช่น  Guttate  psoriasis  - associated  with  Strep  infections พบบ่อยในเด็ก\r\n   -  HIV\r\n   -  การตั้งครรภ์\r\n   -  ความเครียด\r\n   -  หลังได้รับยาบางชนิด  เช่น β-blockers, antimalarials,  lithium,  IFN,  ACE inhibitors, GCSF, NSAIDs\r\n   -  การหยุดสเตียรอยด์\r\n   -  แอลกอฮอล์\r\n   -  บุหรี่ สูบมากกว่า 20 มวน ต่อวัน เพิ่มอัตราเสี่ยงของสะเก็ดเงินขั้นรุนแรง 2 เท่า\r\n\r\nวิธีการรักษาโรคสะเก็ดเงินมี 4 วิธี หลักๆ ได้แก่\r\n   1. ยาทาภายนอก เช่น ยาทาสเตียรอยด์ ยาทากลุ่มวิตามินดี ยาทากลุ่มนํา้ามันดิน ยาทา Dithranol (Anthralin)\r\n   2. ยารับประทาน เช่น  Methotrexate Retinoid Cyclosporine\r\n   3. การฉายแสงอัลตร้าไวโอเลต เช่น Narrow band UVB, PUVA\r\n   4. ยาฉีดชีวโมเลกุล เช่น Etanercept, Infliximab, Ustekinumab\r\n   เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่ทราบสาเหตุชัดเจน  และปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น  ควรพิจารณาเลือกวิธีการรักษาที่ควบคุมผื่นได้ดีและมีผลข้างเคียงน้อยที่สุด\r\n   บางครั้งผู้ป่วยบางรายอาจไม่ตอบสนองการรักษาด้วย monotherapy  อาจจะต้องพิจารณา  combination treatment ระหว่างการรักษาด้วยวิธีต่างๆ เช่น topical therapies + phototherapy หรือ topical therapies + systemic therapiesหรือ phototherapy + acitretin หรือ phototherapy +methotrexate\r\nอีกทั้งยังหวังผลเพื่อลด dose และ ผลข้างเคียงของแต่ละวิธีอีกด้วย\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1761119396.png"],
    [37,5697,"ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ (Orionids meteor)","Wed, 2025-10-08 14:44","http://www.stkc.go.th/node/5697","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)"," \r\n\r\nปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกโอไรออนิดส์”\r\n\r\n \r\n\r\n      สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NARIT) เผยมีปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกโอไรออนิดส์” คืน 21 ต.ค. 68 ตั้งแต่ 22.30 น. จนถึงรุ่งเช้าอีกวันปีนี้ไร้แสงจันทร์รบกวน หากฟ้าใสไร้ฝน ลุ้นชมด้วยตาเปล่าได้ทั่วประเทศ \r\n\r\n \r\n\r\n      นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า “ฝนดาวตกโอไรออนิดส์” หรือฝนดาวตกในกลุ่มดาวนายพราน จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 2 ตุลาคม ถึง 7 พฤศจิกายน ของทุกปี สำหรับในปี 2568 คาดว่ามีอัตราการตกสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 20 ดวงต่อชั่วโมง ในคืน 21 ต่อเนื่องถึงรุ่งเช้า 22 ตุลาคม 2568 เริ่มสังเกตการณ์ได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 22.30 น. ของวันที่ 21 ตุลาคม 2568 โดยจุดศูนย์กลางการกระจายตัวของฝนดาวตกจะอยู่บริเวณแขนของกลุ่มดาวนายพราน ปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออก จากนั้นจะค่อย ๆ เคลื่อนสูงขึ้นสู่บริเวณกลางท้องฟ้า และสามารถเฝ้าชมได้ตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้า\r\n\r\n \r\n\r\n     “ฝนดาวตกโอไรออนิดส์” เกิดจากโลกเคลื่อนที่ตัดผ่านเส้นทางการโคจรของ “ดาวหางฮัลเลย์” (1P/Halley) ที่หลงเหลือเศษฝุ่นและวัตถุขนาดเล็กจำนวนมากทิ้งไว้ในวงโคจร\r\nขณะเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์เมื่อปี พ.ศ. 2529 แรงโน้มถ่วงของโลกจึงดึงดูดเศษฝุ่นและวัตถุดังกล่าวเข้ามาเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก เกิดการลุกไหม้ เห็นเป็นแสงวาบคล้ายลูกไฟพุ่งกระจายตัวออกมาจากบริเวณกลุ่มดาวนายพราน สว่างวาบคล้ายลูกไฟสวยงามพาดผ่านท้องฟ้า\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nข้อแนะนำผู้สนใจชมฝนดาวตกโอไรออนิดส์\r\n\r\n     เลือกสถานที่มืดสนิท ปราศจากแสงรบกวนหรือห่างจากแสงเมืองให้มากที่สุด แม้จะมีอัตราการตกสูงสุดเพียง 20 ดวงต่อชั่วโมง แต่ก็เป็นฝนดาวตกที่สังเกตได้ง่าย ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การสังเกตการณ์คือหลังเที่ยงคืนเป็นต้นไป เนื่องจากเวลาดังกล่าว กลุ่มดาวนายพรานจะปรากฏบริเวณกลางท้องฟ้า ส่งผลให้มองเห็นฝนดาวตกได้ชัดเจน มีโอกาสเห็นได้ทั่วทั้งท้องฟ้า นับเป็นข้อดีของฝนดาวตกที่มีจุดศูนย์กลางการกระจายตัวในกลุ่มดาวในแถบเส้นศูนย์สูตรฟ้า\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1759909489.png"],
    [38,5689,"พายุไต้ฝุ่น “แมตโม”","Mon, 2025-10-06 13:41","http://www.stkc.go.th/node/5689",null,"posttoday","พายุไต้ฝุ่น “แมตโม”\r\n\r\nกรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศฉบับที่ 11 (287/2568) ระบุว่า เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2568 พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง และเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณมณฑลกว่างซี ทางตอนใต้ของประเทศจีน\r\n\r\nเมื่อเวลา 04.00 น. ศูนย์กลางพายุอยู่ที่ละติจูด 21.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 107.4 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็วราว 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะอ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่เสริมลงมาปกคลุมพื้นที่\r\n \r\n\r\nแม้พายุลูกนี้ไม่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง แต่จากอิทธิพลของ “แมตโม” ทำให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้ช่วงวันที่ 6–7 ตุลาคม ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และด้านรับมรสุมของภาคตะวันออกมีฝนตกหนักบางแห่ง\r\n\r\nกรมอุตุนิยมวิทยาเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ ให้ระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง\r\n\r\nส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบนมีกำลังปานกลาง คลื่นสูง 1–2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นอาจสูงเกิน 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการออกเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1759732872.png"],
    [39,5628,"การกำเนิดของซากดึกดำบรรพ์","Wed, 2025-07-02 08:11","http://www.stkc.go.th/node/5628",null,null,"การกำเนิดของซากดึกดำบรรพ์\r\n\r\nซากดึกดำบรรพ์  คือ ส่วนที่เหลือเป็นซาก (รอยพิมพ์) ของพืชหรือสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ในอดีตกาล และสามารถขุดพบได้จากดิน ซากสิ่งมีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ใช้บ่งชี้เวลาและช่วยนักธรณีวิทยา ในการสร้างความสัมพันธ์ของหินที่มีอายุเดียวกันที่อยู่ในที่ต่างกัน เพียงส่วนเล็กๆ ของอวัยวะต่างชนิดของสิ่งมีชีวิตที่เกิดในอดีต เท่านั้นที่กลายมาเป็นซากดึกดำบรรพ์ ขั้นตอนการเกิดซากดึกดำบรรพ์นั้นประกอบด้วย 2 เงื่อนไขที่สำคัญเงื่อนไขแรก ต้องมีการฝังซากทันทีทันใดที่ตาย เมื่ออวัยวะต่างๆตายลง ส่วนที่นิ่มกว่าจะถูกพวกสัตว์กินซากกินไปหรืออาจย่อยสลายไปด้วยแบคทีเรีย ซากที่ถูกฝังทันทีหลังตายเท่านั้นที่สามารถรอดพ้นจากการถูกทำลายซากด้วยสิ่งที่กล่าวมา เงื่อนไขที่สอง การเกิดเป็นซาก ดึกดำบรรพ์จะเกิดได้ดีกับอวัยวะส่วนที่แข็ง เราพบว่ามีซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ที่มีร่างกายนิ่มด้วยเช่นกัน เช่นไส้เดือน แมงกะพรุน แต่ก็พบจำนวนไม่มากนัก นั่นเป็นเพราะ ส่วนที่เป็นเลือดเนื้อนั้นย่อยสลายง่าย สัตว์ที่ประกอบด้วยส่วนที่แข็ง เช่นเปลือกหอย ฟัน กระดูก จะมีจำนวนมากกว่า ในบันทึกของสิ่งมีชีวิตในอดีต ด้วยเหตุที่ซากดึกดำบรรพ์เกิดได้ด้วยสองเงื่อนไขที่กล่าวมานี้ ทำให้การบันทึกสิ่งมีชีวิตยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่สมบูรณ์ด้วยธรรมชาติของมันเอง\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nซากดึกดำบรรพ์และการเทียบเคียง\r\n\r\nมนุษย์รู้จักซากดึกดำบรรพ์มานานหลายศตวรรษ แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 17 ที่มนุษย์เราสามารถนำความรู้จากซากดึกดำบรรพ์มาใช้เป็นประโยชน์ในการบอกเวลาทางธรณีวิทยา วิศวกรและนักก่อสร้างคลองชาวอังกฤษชื่อวิเลียม สมิท พบว่าหินที่มีอยู่ในคลองที่เขาสร้างนั้นมีซากดึกดำบรรพ์ที่ต่างจากที่มีอยู่ที่ก้นแม่น้ำ สมิทยังได้บันทึกไว้ว่าชั้นตะกอนที่อยู่คนละบริเวณสามารถบ่งชี้และอธิบายความสัมพันธ์ได้ด้วยซากดึกดำบรรพ์ที่ประกอบอยู่ ผลของการสังเกตการณ์ในครั้งนี้ได้ทำให้เกิดหลักการลำดับซากดึกดำบรรพ์ (the principle of fossil succession) ที่สรุปว่าซากดึกดำบรรพ์มีลำดับการเกิดที่สามารถจัดลำดับได้ชัดเจน ดังนั้นจึงสามารถบอกยุคสมัยต่างๆได้\r\n\r\n\r\n\r\nจากซากดึกดำบรรพ์ที่ประกอบอยู่ และเมื่อนำกฎแห่งการเรียงตัวซ้อนกันของชั้นหินตะกอน (law of superposition) มาประยุกต์ใช้ด้วย เราจะสามารถจัดเรียงลำดับซากดึกดำบรรพ์ที่อยู่ในหินตามอายุของมันได้ ทำให้เราสามารถมองภาพโลกในอดีตได้ชัดเจนมากขึ้นและสามารถลำดับกระบวนการเกิดชีวิตในช่วงเวลาต่างๆได้ ตัวอย่างเช่นช่วงเวลาของไทรโลไบต์ (Age of Trilobites) เป็นยุคแรกๆของบันทึกซากดึกดำบรรพ์ จากช่วงของไทรโลไบต์ก็จะตามมาด้วยช่วงของปลา (Age of Fishes), ช่วงของการเกิดถ่าน (Age of Coal Swamps), ช่วงของสัตว์เลื้อยคลานan (Age of Reptiles) และช่วงของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Age of Mammals) ยุค หรือ age ต่างๆ นั้นเป็นการจัดกลุ่มสิ่งที่มีอยู่มากมาย และนับเป็นลักษณะพิเศษที่มีอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ภายในยุค หรือ age ต่างๆ นั้นจะประกอบด้วยยุคย่อยๆ ซากของอวัยวะที่สำคัญยังไม่หมดไปและสามารถพบได้ในทุกทวีป เมื่อรู้จักใช้ซากดึกดำบรรพ์มาบ่งบอกเวลาแล้ว จึงได้กลายมาเป็นสิ่งสำคัญในการเทียบเคียงอายุของหินที่มีอายุใกล้เคียงกันที่อยู่ต่างสถานที่กัน นักธรณีวิทยาให้ความสนใจซากดึกดำบรรพ์ดรรชนี (index fossil) เป็นอย่างมากๆ นี้กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆอย่างกว้างขวางและจำกัดอยู่ในช่วงเวลาทางธรณีวิทยาสั้นๆ ดังนั้นด้วย ซากดึกดำบรรพ์ดรรชนีนี้ทำให้นักธรณีวิทยามีวิธีการที่สำคัญในการจับคู่หินที่มีอายุเท่าๆ กันได้\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1751418718.png"],
    [40,5627,"ยุคทางธรณีวิทยา","Fri, 2025-06-27 10:50","http://www.stkc.go.th/node/5627",null,null,"ประวัติศาสตร์โลกทางธรณีวิทยาแบ่งออกเป็นช่วงเวลาที่ต่างกันไป โดยรวมแล้วช่วงเวลาเหล่านี้เป็นส่วนประกอบให้เกิด ยุคทางธรณีวิทยา นี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 (พ.ศ. 2244-2343) โดยใช้เพียงวิธีการบอกอายุเชิงเปรียบเทียบ เมื่อมีการค้นพบการบอกอายุสมบูรณ์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 (พ.ศ. 2344-2443) ก็มีการนำเอาอายุที่เป็นปีใส่เพิ่มลงไป โดยปกติยุคทางธรณีวิทยาจะนำเสนอเป็นผัง (chart) อายุที่เก่าแก่ที่สุดอยู่ด้านล่างของผังและอายุอ่อนกว่าอยู่ด้านบน ยุคทางธรณีวิทยาจะแบ่งประวัติศาสตร์4.5 พันล้านปีของโลกออกเป็น ช่วงๆ แต่ละช่วงจะประกอบด้วยเหตุการณ์สำคัญทางธรณีวิทยาในอดีต\r\n\r\n\r\n\r\nบรมยุค (eon) แทนช่วงเวลาที่กว้าง (ยาวนาน) ที่สุด บรมยุค Phanerozoic (หมายถึงชีวิตที่มองเห็นได้) เริ่มเมื่อ 540 ล้านปีที่ผ่านมา บรมยุคนี้แบ่งเป็น 3 มหายุค (era) ได้แก่ Paleozoic (ชีวิตสมัยโบราณ) Mesozoic (ชีวิตสมัยกลาง) และCenozoic (ชีวิตสมัยใหม่) มหายุคต่างๆเหล่านี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของชีวิตในโลกอย่างชัดเจน แต่ละมหายุคยังแบ่งเป็น ยุค (period) และ สมัย (epoch)\r\n\r\nก่อนบรมยุค Phanerozoic โลกเรามีช่วงเวลาที่ยาวนาน 4 พันล้านปี ที่ขนานนามกันว่า Precambrain ๆ นี้แบ่งออกได้เป็น 3 บรมยุค (eon) ได้แก่ Proterozoic, Archean และ Hadean แต่ละบรมยุค ก็แบ่งเป็นมหายุค ที่มีชื่อง่าย ๆ ว่า Late (ช่วงปลาย) Middle (ช่วงกลาง) และ Early (ช่วงต้น) โดยบรมยุค phanerozoic นี้ไม่มีการแบ่งยุค (period) และสมัย (epoch) มากมายนักเนื่องจากเรามีความรู้เกี่ยวกับช่วงเวลานี้น้อยมาก \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1750996239.png"],
    [41,5624,"การบอกอายุของชั้นหินหรือฟอสซิล","Tue, 2025-06-24 09:02","http://www.stkc.go.th/node/5624",null,null,"การบอกอายุเชิงเปรียบเทียบ และการบอกอายุเป็นตัวเลข (การบอกอายุสมบูรณ์)\r\n\r\n\r\n\r\nตลอดเวลาที่ผ่านมานานหลายศตวรรษ ที่มนุษย์เราพยายามที่จะคำนวณหาอายุของโลก ที่เป็นตัวเลขจำนวนปี อายุของโลกที่เป็นจำนวนปีนั้น บ่งบอกถึงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ เช่น มีการสาบสูญของไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีมาแล้ว การศึกษาและความรู้เรื่องกัมมันตภาพรังสีในปัจจุบันทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถนำความรู้นี้มาใช้ในการคำนวณหาอายุของสารประกอบชนิดต่างๆของหินได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นเราจึงสามารถทราบถึงอายุของหินหลายอย่างที่เป็นตัวแทนเหตุการณ์ในอดีตที่สำคัญๆที่ได้เคยเกิดขึ้นกับโลกของเรา ซึ่งก่อนการค้นพบเรื่องราวของกัมมันตรังสีนั้น นักธรณีวิทยาไม่สามารถที่จะบอกอายุโลกเป็นจำนวนปีได้ เพียงแต่บอกอายุเชิงเปรียบเทียบ ได้เท่านั้น โดยหลักแล้ว การบอกอายุของหินเชิงเปรียบเทียบ นั้นเป็นการบอกลำดับการเกิดของหินที่พบต่างๆ ว่าหินชนิดใดเกิดก่อน ชนิดใดเกิดเป็นที่2 ที่3 ดังนี้เป็นต้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าการบอกอายุเชิงเปรียบเทียบไม่มีประโยชน์ เพราะทำให้เราได้มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ว่าเหตุการณ์ใดในอดีตมีลำดับการเกิด ก่อน หลังกันอย่างไร ในปัจจุบันการการบอกอายุเชิงเปรียบเทียบยังเป็นที่นิยมใช้กันอยู่อย่างกว้างขวางในหมู่นักวิทยาศาสตร์ โดยการค้นพบวิธีที่สามารถบอกอายุเป็นตัวเลขได้เข้ามาช่วยเสริมเทคนิคการบอกอายุเชิงเปรียบเทียบ\r\n\r\n\r\n\r\nหลักการการบอกอายุเชิงเปรียบเทียบ\r\n\r\nการกำหนดแนวทางการบอกอายุเชิงเปรียบเทียบ ต้องอาศัยการค้นพบหลักการพื้นฐานบางอย่าง ในปี ค.ศ. 1669 (พ.ศ. 2212) นักธรณีวิทยาชาวเดนมาร์ค ชื่อ นิโคลัส สตีโน ได้คิดค้น กฎแห่งการเรียงตัวซ้อนกันของชั้นหินตะกอน (law of superposition) มีหลักการที่ว่าถ้าหากไม่มีสิ่งใดมาเปลี่ยน หรือกลับชั้นหินตะกอนที่เรียงซ้อนตัวกันอยู่นั้น หินที่มีอายุมากที่สุดจะวางตัวอยู่ชั้นล่างสุด หินที่มีอายุอ่อนกว่าจะเรียงตัวอยู่ด้านบน นอกจากนี้สตีโนยังได้ค้นพบ หลักแห่งการเกิดตามแนวขนาน (principle of original horizontality) ที่มีหลักง่ายๆ ว่าชั้นหินตะกอนส่วนใหญ่จะมีการเกิดแบบแนวนอน ดังนั้นถ้าชั้นหินที่พบมีลักษณะเป็นแนวนอนแบนราบ ก็สามารถอนุมานได้ว่าชั้นหินดังกล่าวไม่เคยถูกรบกวน และคงอยู่ในสภาพที่มันได้เกิดขึ้นแต่แรกนั้น อย่างไรก็ตามถ้าหากชั้นหินที่พบมีการหักพับงอเป็นมุม แสดงว่าชั้นหินนี้ เคยมีการเคลื่อนที่ไปจากตำแหน่งเดิมด้วยปรากฏการณ์ที่รุนแรงอย่างใดอย่างหนึ่งมาแล้ว อีกหลักการที่สำคัญในการบอกอายุเชิงเปรียบเทียบอีกหลักคือ กฎของความสัมพันธ์ในการตัดผ่านชั้นหิน (principle of cross-cutting relationships) โดยกล่าวว่าเมื่อเกิดรอยเลื่อนตัดผ่านชั้นหินหรือมีแมกมาแทรก และตกผลึกอยู่ภายในชั้นหินก็สามารถบอกได้ว่ารอยเลื่อน หรือการแทรกซอนที่เกิดขึ้นนั้นมีอายุน้อยกว่าชั้นหิน\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nการผนวกกันและรอยชั้นไม่ต่อเนื่อง\r\n\r\nการผนวกกันของหินมีส่วนช่วยให้นักธรณีวิทยา หาอายุเปรียบเทียบของหินได้อย่างมาก การผนวกกันนี้ หมายถึงการที่หินก้อนหนึ่งถูกหุ้มด้วยหินอีกก้อนหนึ่ง โดยพื้นฐานแล้วหินมวลที่เป็นตัวหุ้มจะมีอายุน้อยกว่าหินก้อนใน เมื่อชั้นหินกำเนิดตัวขึ้นโดยไม่ถูกรบกวนเป็นเวลานานมากๆ เราเรียกว่าการเป็นเนื้อเดียวกัน อย่างไรก็ดีในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของโลกนั้น การเกิดชั้นหินตะกอนจะถูกรบกวนครั้งแล้วครั้งเล่า การที่ชั้นหินถูกรบกวนแต่ละครั้งนี้เรียกว่าการเกิดรอยชั้นไม่ต่อเนื่อง รอยชั้นไม่ต่อเนื่องนี้เกิดขึ้นจากชั้นหินที่เกิดก่อตัวขึ้นมาอย่างยาวนานหยุดการเกิดการสะสม โดยมีการยกตัวของเปลือกโลกรวมทั้งการเกิดการกัดกร่อน ทำให้รูปแบบเดิมของหินมีการเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงไป การเปลี่ยนแปลงทำให้ชั้นหินเกิดรอยชั้นไม่ต่อเนื่อง(unconformity) ซึ่งนับเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะทำให้เราได้ทราบเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาที่เคยเกิดขึ้นกับโลกในอดีต\r\n\r\n\r\n\r\nรอยชั้นไม่ต่อเนื่อง (unconformity) นั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด ชนิดที่รู้จักกันแพร่หลายคือ รอยชั้นไม่ต่อเนื่องแบบมุม หรือ angular unconformity ที่ประกอบด้วยชั้นหินที่พับหรืองอตัว และมีชั้นหินที่มีอายุน้อยกว่าเรียงเป็นชั้นแบนราบปกคลุมอยู่ รอยชั้นไม่ต่อเนื่องชนิดที่สอง ที่เป็นแบบทั่วๆ ไปแต่เป็นที่รู้จักน้อยกว่าแบบแรกคือ รอยชั้นไม่ต่อเนื่องแบบขนาน หรือ disconformity ที่เกิดจากชั้นของหินที่เกิดขึ้นทั้งที่เกิดก่อน และทั้งชั้นหินใหม่ที่เกิดขึ้นจะวางตัวขนานกัน รอยชั้นหินไม่ต่อเนื่องชนิดที่สามคือ รอยชั้นไม่ต่อเนื่องบนชั้นหินต่างชนิด หรือ nonconformity กรณีนี้มีการเปลี่ยนแปลงแยกหินแปร หรือหินอัคนีที่อายุมากกว่าออกจากชั้นหินที่มีอายุน้อยกว่า หินอัคนีที่เกิดขึ้นก่อนอยู่ด้านล่าง การยกตัว และการกัดกร่อนอย่างรุนแรงของหินอัคนีนั้น ทำให้เกิดการสะสมตัวของหินเป็นชั้นหินใหม่ขึ้นบนชั้นหินอัคนีเดิมจนเกิด เป็นรอยชั้นหินไม่ต่อเนื่องบนชั้นหินต่างชนิด\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1750730521.png"],
    [42,5620,"การไหลเวียนของอากาศและการแพร่กระจายของลมในโลก","Thu, 2025-06-19 11:25","http://www.stkc.go.th/node/5620",null,null,"ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ สาเหตุพื้นฐานของการเกิดลมคือการได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์อย่างไม่สม่ำเสมอบนพื้นผิวโลก ในบริเวณเขตร้อน โลกได้รับพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าที่แผ่กลับออกสู่อวกาศ ในขณะที่บริเวณขั้วโลกกลับกัน คือได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์น้อยกว่าที่สูญเสียไป โลกจึงพยายามปรับสมดุลของความแตกต่างนี้โดยทำหน้าที่เสมือนระบบถ่ายเทความร้อนขนาดใหญ่ ด้วยการพัดพาอากาศอุ่นไปยังบริเวณขั้วโลก และนำอากาศเย็นกลับไปยังบริเวณเส้นศูนย์สูตร การไหลเวียนทั่วไปของอากาศนี้มีความซับซ้อนอย่างมาก โดยเฉพาะในบริเวณละติจูดกลางที่มักมีความเบี่ยงเบนของรูปแบบการหมุนเวียน\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nใกล้เส้นศูนย์สูตร อากาศอุ่นที่ลอยตัวสูงขึ้นสัมพันธ์กับบริเวณความกดอากาศต่ำที่เรียกว่า \"บริเวณความกดอากาศต่ำศูนย์สูตร\" ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกชุก เมื่อกระแสอากาศในระดับบนเคลื่อนตัวไปถึงบริเวณละติจูดประมาณ 20 ถึง 30 องศาทั้งทางเหนือและใต้ อากาศจะจมตัวลงสู่พื้นผิวโลกอีกครั้ง การเคลื่อนตัวลงนี้ก่อให้เกิดสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งในเขตที่เรียกว่า \"บริเวณความกดอากาศสูงกึ่งร้อน\" (subtropical high) ซึ่งล้อมรอบโลกใกล้ละติจูด 30 องศาทั้งซีกโลกเหนือและใต้ ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในออสเตรเลีย อาระเบีย และแอฟริกา เกิดขึ้นเพราะสภาพอากาศแห้งและมั่นคงจากอิทธิพลของบริเวณความกดอากาศสูงกึ่งร้อนเหล่านี้\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nที่บริเวณผิวพื้นของเขตความกดอากาศสูงกึ่งร้อน (subtropical high) กระแสอากาศเคลื่อนตัวออกจากศูนย์กลางของบริเวณนี้ อากาส่วนหนึ่งไหลย้อนกลับไปยังเส้นศูนย์สูตร และถูกเบี่ยงเบนทิศทางโดยอิทธิพลของแรงโคริโอลิส (Coriolis effect) จนก่อให้เกิดลมค้า (trade winds) จากตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดอย่างสม่ำเสมอ ส่วนอากาศที่เหลือจะเคลื่อนที่ไปทางขั้วโลก และก็ถูกเบี่ยงเบนเช่นกัน ก่อให้เกิดลมประจำตะวันตก (westerlies) ที่พัดจากตะวันตกไปตะวันออกในเขตละติจูดกลาง\r\n\r\nการหมุนเวียนของอากาศในเขตละติจูดกลาง (ระหว่าง 30 ถึง 60 องศา) มีความซับซ้อน และไม่เป็นไปตามระบบการพาความร้อน (convection) อย่างที่เกิดในเขตร้อน เนื่องจากในช่วงละติจูดนี้ กระแสลมจากตะวันตกไปตะวันออกโดยทั่วไปจะถูกขัดจังหวะด้วยการเคลื่อนที่ของพายุไซโคลน (cyclone) และแอนตี้ไซโคลน (anticyclone) ในซีกโลกเหนือ เซลล์อากาศเหล่านี้จะเคลื่อนที่จากตะวันตกไปตะวันออกรอบโลก และสร้างการไหลเวียนของอากาศแบบแอนตี้ไซโคลน (หมุนตามเข็มนาฬิกา) หรือแบบไซโคลน (หมุนทวนเข็มนาฬิกา) ตามแต่ละบริเวณที่มีอิทธิพล\r\n\r\nเมื่อกระแสลมประจำตะวันตก (westerlies) เคลื่อนตัวไปยังบริเวณขั้วโลก พวกมันจะพบกับลมประจำตะวันออกจากขั้วโลก (polar easterlies) ที่เย็นกว่าในบริเวณที่เรียกว่า \"เขตความกดอากาศต่ำกึ่งขั้วโลก\" (subpolar low) การปะทะกันระหว่างลมร้อนและลมเย็นนี้ก่อให้เกิดเขตพายุที่เรียกว่า \"แนวปะทะขั้วโลก\" (polar front) ซึ่งเป็นแนวที่มักเกิดสภาพอากาศแปรปรวนและพายุได้บ่อย\r\n\r\nบริเวณที่เป็นแหล่งกำเนิดของลมประจำตะวันออกจากขั้วโลก (polar easterlies) คือ \"เขตความกดอากาศสูงขั้วโลก\" (polar high) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อากาศเย็นจากขั้วโลกกำลังจมตัวลงและแผ่กระจายออกไปยังเส้นศูนย์สูตร\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1750307134.png"],
    [43,5618,"ความดันบรรยากาศและการเคลื่อนที่ของลม","Tue, 2025-06-17 10:33","http://www.stkc.go.th/node/5618",null,null,"ลม (Wind) คือการไหลของอากาศในแนวนอน ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของความกดอากาศในแนวราบ อากาศจะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ กล่าวได้ว่า “ลม” คือความพยายามของธรรมชาติในการปรับสมดุลของความแตกต่างของความกดอากาศให้เท่ากัน เนื่องจากพื้นผิวโลกได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน จึงก่อให้เกิดความแตกต่างของความกดอากาศ ดังนั้น พลังงานแสงอาทิตย์จึงเป็นแหล่งพลังงานหลักของลมส่วนใหญ่บนโลก\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nการเคลื่อนที่ของลมถูกควบคุมโดยแรงสำคัญ 2 ประการ ได้แก่\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tแรงเฉื่อยจากความชันของความกดอากาศ (Pressure Gradient Force)\r\n\t\r\n\t\r\n\tปรากฏการณ์โคริโอลิส (Coriolis Effect)\r\n\t\r\n\r\n\r\nแรงดันอากาศที่แตกต่างกันเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดลม และยิ่งความแตกต่างนี้มากเท่าไร ความเร็วลมก็จะยิ่งสูงมากเท่านั้น ข้อมูลเกี่ยวกับความกดอากาศจากทั่วโลกถูกรวบรวมจากสถานีอุตุนิยมวิทยาหลายร้อยแห่ง แล้วแสดงผลเป็นแผนที่อากาศผ่าน เส้นไอโซบาร์ (Isobars) ซึ่งเป็นเส้นสีดำที่เชื่อมโยงพื้นที่ที่มีความกดอากาศเท่ากัน\r\n\r\nเส้นไอโซบาร์มักมีลักษณะโค้ง และมักล้อมรอบบริเวณที่มีความกดอากาศสูงหรือต่ำ ถ้าเส้นไอโซบาร์อยู่ชิดกันแสดงถึงความชันของความกดอากาศที่สูง และจะเกิดลมแรง ในขณะที่เส้นที่อยู่ห่างกันบ่งบอกถึงความชันต่ำและลมเบา แรงเฉื่อยจากความชันของความกดอากาศเป็นแรงผลักดันหลักของลม ซึ่งมีทั้ง ขนาดและทิศทาง โดยขนาดขึ้นอยู่กับระยะห่างของเส้นไอโซบาร์ ส่วนทิศทางของลมนั้นจะพัดจากบริเวณความกดอากาศสูงไปยังต่ำเสมอ และทำมุมฉากกับเส้นไอโซบาร์\r\n\r\n\r\n\r\nวัตถุหรือของไหลที่เคลื่อนไหวอย่างอิสระทุกชนิด รวมถึงลม จะเกิดการเบี่ยงเบนไปทางขวาของทิศทางการเคลื่อนที่ในซีกโลกเหนือ และเบี่ยงไปทางซ้ายในซีกโลกใต้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า \"ปรากฏการณ์โคริโอลิส (Coriolis Effect)\" ซึ่งมีสาเหตุมาจากการหมุนรอบตัวเองของโลก\r\n\r\nตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในการอธิบายปรากฏการณ์นี้คือ การจินตนาการว่ามีจรวดถูกยิงจากขั้วโลกเหนือไปยังเป้าหมายที่เส้นศูนย์สูตร หากจรวดใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการเดินทาง ขณะที่จรวดกำลังเคลื่อนที่ โลกได้หมุนไปทางทิศตะวันออกประมาณ 15 องศา ดังนั้น สำหรับผู้สังเกตการณ์ที่อยู่บนโลก ณ ขั้วโลกเหนือ จะรู้สึกว่าจรวดเบี่ยงไปตกทางตะวันตกของเป้าหมายประมาณ 15 องศา ทั้งที่ในความเป็นจริง เส้นทางของจรวดเป็นเส้นตรง ซึ่งผู้ที่อยู่ในอวกาศมองลงมาจะเห็นว่าเป็นเส้นตรงตลอด แต่เนื่องจากโลกหมุนอยู่ใต้จรวด จึงเกิดการเบี่ยงเบนในมุมมองของผู้ที่อยู่บนโลก\r\n\r\n\r\n\r\nลมก็เช่นเดียวกัน การเบี่ยงเบนของทิศทางลมที่เราสังเกตได้ก็เป็นผลจากปรากฏการณ์โคริโอลิสเช่นกัน โดยมีลักษณะดังนี้:\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tการเบี่ยงเบนของทิศทางลมจะทำมุมฉากกับทิศทางการไหลของลม\r\n\t\r\n\t\r\n\tมีผลเฉพาะต่อทิศทางลม ไม่ส่งผลต่อความเร็วลม\r\n\t\r\n\t\r\n\tขึ้นอยู่กับความเร็วลม (ลมที่เร็วจะเกิดการเบี่ยงเบนมากกว่า)\r\n\t\r\n\t\r\n\tมีอิทธิพลสูงสุดที่ขั้วโลก และลดลงเรื่อย ๆ จนเกือบไม่มีเลยที่เส้นศูนย์สูตร\r\n\t\r\n\r\n\r\nแม้ว่าปรากฏการณ์โคริโอลิสจะมีผลต่อการเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ของอากาศ แต่ไม่ได้เป็นต้นเหตุของการเกิดลม\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1750306394.png"],
    [44,5617,"แนวรอยต่อระหว่างมวลอากาศอุ่นกับมวลอากาศเย็น","Mon, 2025-06-16 09:22","http://www.stkc.go.th/node/5617",null,null,"แนวปะทะอากาศ (Fronts) คือเส้นแบ่งเขตระหว่างมวลอากาศอุ่นและชื้นกับมวลอากาศเย็นและแห้ง โดยในสภาพอุดมคติ มวลอากาศทั้งสองฝั่งของแนวปะทะจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็วเท่ากัน ซึ่งในกรณีนี้ แนวปะทะจะทำหน้าที่เพียงเป็นเสมือนกำแพงกั้นที่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับมวลอากาศทั้งสองฝั่งโดยไม่เกิดการปะทะรุนแรง\r\n\r\nแต่ในความเป็นจริง มักจะมีมวลอากาศฝั่งหนึ่งที่เคลื่อนที่เร็วกว่าอีกฝั่งหนึ่ง ทำให้เกิดการเคลื่อนที่เข้าหากันอย่างไม่สมดุล และบริเวณแนวปะทะนี้เองที่มักจะเกิดศูนย์ความกดอากาศต่ำ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของฝนตกและสภาพอากาศรุนแรงในภูมิภาคละติจูดกลาง\r\n\r\n\r\n\r\nการปะทะกันของมวลอากาศ\r\n\r\nแม้จะมีการผสมตัวกันของมวลอากาศตามแนวปะทะ โดยเฉพาะเมื่อมวลอากาศหนึ่งถูกยกตัวขึ้นเหนืออีกมวลหนึ่ง แต่มวลอากาศแต่ละกลุ่มก็ยังคงลักษณะเฉพาะของตนไว้ได้\r\nไม่ว่ามวลอากาศใดจะเป็นฝ่ายเคลื่อนที่เข้าหาอีกฝ่าย มักจะเป็นมวลอากาศที่อุ่นกว่า (ความหนาแน่นน้อยกว่า) ที่ถูกยกตัวขึ้นเหนือมวลอากาศเย็น (ความหนาแน่นมากกว่า) ซึ่งทำหน้าที่เหมือนลิ่มที่ดันให้อากาศอุ่นยกตัวขึ้น\r\n\r\nแม้ว่ามวลอากาศจะมีขนาดใหญ่ แต่แนวปะทะนั้นถือว่าแคบเมื่อเทียบกัน โดยปกติกว้างเฉลี่ยประมาณ 15 ถึง 200 กิโลเมตร\r\n\r\nบนแผนที่อากาศ:\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tWarm front (แนวอากาศอุ่น) แสดงด้วยเส้นสีแดง มีครึ่งวงกลมสีแดงชี้เข้าไปยังมวลอากาศเย็น\r\n\t\r\n\t\r\n\tCold front (แนวอากาศเย็น) แสดงด้วยเส้นสีน้ำเงิน มีสามเหลี่ยมสีน้ำเงินชี้เข้าไปยังมวลอากาศอุ่น\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nแนวปะทะอากาศอุ่น (Warm Front)\r\n\r\nแนวปะทะอากาศอุ่นเกิดขึ้นเมื่อ มวลอากาศอุ่นเคลื่อนที่เข้ามาแทนที่ตำแหน่งที่เคยเป็นของมวลอากาศเย็น\r\nเนื่องจากอากาศอุ่นมีความหนาแน่นน้อยกว่า จึงไม่สามารถแทนที่มวลอากาศเย็น (ซึ่งหนาแน่นมากกว่า) ได้โดยตรง จึงเกิดเป็นแนวรอยต่อที่มีความลาดเอียงอย่างค่อยเป็นค่อยไป\r\n\r\nเมื่ออากาศอุ่นไหลขึ้นเหนือมวลอากาศเย็น มันจะ ขยายตัวและเย็นลงตามกระบวนการอะเดียแบติก (adiabatic cooling) ส่งผลให้เกิดการก่อตัวของเมฆ และมักมีฝนตกตามมา\r\n\r\nเนื่องจากแนวปะทะอากาศอุ่นมีความลาดต่ำและเคลื่อนที่ช้า จึง มักก่อให้เกิดฝนตกปานกลางถึงเบา ต่อเนื่องเป็นเวลานาน และครอบคลุมพื้นที่กว้าง\r\nเมื่อมวลอากาศอุ่นเข้ามาแทนที่อย่างสมบูรณ์ จะสังเกตได้ว่า อุณหภูมิบริเวณนั้นจะสูงขึ้นอย่างชัดเจน\r\n\r\n\r\n\r\nแนวปะทะอากาศเย็น (Cold Front)\r\n\r\nแนวปะทะอากาศเย็นเกิดขึ้นเมื่อ มวลอากาศเย็นเคลื่อนเข้ามาแทนที่บริเวณที่เคยถูกครอบครองโดยมวลอากาศอุ่น\r\nโดยทั่วไป แนวปะทะอากาศเย็นเคลื่อนที่เร็วกว่าแนวอากาศอุ่น โดยมีความเร็วเฉลี่ยประมาณ 35–50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่แนวอากาศอุ่นเคลื่อนที่เพียง 25–35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง\r\n\r\nแรงเสียดทานระหว่างแนวอากาศเย็นที่เคลื่อนที่เข้ามาและมวลอากาศอุ่นทำให้ แนวปะทะอากาศเย็นมีความลาดชันมากกว่าแนวอากาศอุ่นถึงสองเท่า\r\n\r\nด้วยความเร็วและความชันที่สูงขึ้น ทำให้สภาพอากาศที่เกิดจากแนวอากาศเย็นมักจะ รุนแรงกว่า เช่น ลมแรง ฝนตกหนัก หรือพายุฝนฟ้าคะนอง\r\nแม้ว่าฝนที่ตกจะมีความรุนแรงมาก แต่โดยปกติ จะตกในช่วงเวลาสั้น ๆ\r\n\r\nหลังจากแนวอากาศเย็นเคลื่อนผ่านไปแล้ว บริเวณนั้นจะถูกครอบคลุมด้วยมวลอากาศที่เย็นกว่า และ ท้องฟ้ามักจะเริ่มโปร่งใสขึ้นในพื้นที่ที่แนวปะทะเคลื่อนผ่านไปแล้ว\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nสรุป\r\n\r\nแนวปะทะอากาศ คือเขตรอยต่อระหว่าง มวลอากาศที่มีอุณหภูมิและความชื้นต่างกัน เช่น อากาศอุ่นกับอากาศเย็น แนวปะทะนี้เป็นบริเวณที่มักเกิด ฝนตก เมฆหนา ลมแรง หรือพายุ โดยเฉพาะในเขตละติจูดกลาง\r\n\r\n\r\nWarm Front – แนวปะทะอากาศอุ่น\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tเกิดเมื่อ มวลอากาศอุ่น เคลื่อนที่เข้าแทนที่มวลอากาศเย็น\r\n\t\r\n\t\r\n\tอากาศอุ่นไหลขึ้นช้า ๆ บนมวลอากาศเย็น ทำให้เกิดแนวลาดต่ำ\r\n\t\r\n\t\r\n\tทำให้เกิด ฝนตกเบาถึงปานกลาง ต่อเนื่องเป็นเวลานาน\r\n\t\r\n\t\r\n\tอุณหภูมิจะ สูงขึ้น หลังแนวปะทะเคลื่อนผ่าน\r\n\t\r\n\t\r\n\tแสดงด้วยเส้นสีแดงและครึ่งวงกลมบนแผนที่\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\nCold Front – แนวปะทะอากาศเย็น\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tเกิดเมื่อ มวลอากาศเย็น เคลื่อนที่เข้าแทนที่มวลอากาศอุ่น\r\n\t\r\n\t\r\n\tเคลื่อนที่เร็วกว่าและมีแนวลาดชันกว่า warm front\r\n\t\r\n\t\r\n\tทำให้อากาศอุ่นยกตัวขึ้นเร็ว เกิดฝนตกหนัก พายุ ลมแรง\r\n\t\r\n\t\r\n\tฝนมัก ตกแรงแต่ไม่นาน\r\n\t\r\n\t\r\n\tอากาศจะ เย็นลง และท้องฟ้าโปร่งหลังจากผ่านแนวปะทะ\r\n\t\r\n\t\r\n\tแสดงด้วยเส้นสีน้ำเงินและสามเหลี่ยมบนแผนที่\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tประเภท\r\n\t\t\tลักษณะอากาศ\r\n\t\t\tฝน\r\n\t\t\tหลังผ่านไปแล้ว\r\n\t\t\r\n\t\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tWarm Front\r\n\t\t\tอุ่นไหลขึ้นช้า\r\n\t\t\tเบา-ปานกลาง\r\n\t\t\tอุ่นขึ้น\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tCold Front\r\n\t\t\tเย็นดันเข้าแรง\r\n\t\t\tหนักแต่สั้น\r\n\t\t\tเย็นลง\r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1750306359.png"],
    [45,5598,"AI ช่วยสรุปเนื้อหาจากแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างไร?","Thu, 2025-06-05 15:54","http://www.stkc.go.th/node/5598",null,null,"AI ช่วยสรุปเนื้อหาจากแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างไร?\r\n\r\n\r\n\t\r\n\t Notepad บน Windows 11 เพิ่มฟีเจอร์ AI สรุปข้อความ\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tฟีเจอร์ใหม่: Microsoft กำลังเพิ่มฟีเจอร์ AI ที่ชื่อว่า “Explain with Copilot” ใน Notepad ของ Windows 11 โดยใช้ GPT-based AI\r\n\t\r\n\t\r\n\tความสามารถ: สามารถสรุปข้อความที่เลือกไว้ หรืออธิบายความหมายของเนื้อหานั้นได้อย่างรวดเร็ว\r\n\t\r\n\t\r\n\tการใช้งาน: ไฮไลต์ข้อความใน Notepad → คลิกขวา → เลือก “Explain with Copilot” หรือ “Summarize”\r\n\t\r\n\t\r\n\tข้อดี: เหมาะกับนักเรียน, นักเขียน, หรือผู้ที่ต้องการสรุปโน้ตจำนวนมาก\r\n\t\r\n\t\r\n\tข้อจำกัด: ฟีเจอร์นี้อยู่ในช่วงทดสอบเฉพาะ Windows 11 Insider (Dev Channel)\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tGoogle Drive x Gemini: สรุปวิดีโอในคลิกเดียว\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tฟีเจอร์ใหม่: Google เพิ่มปุ่ม “Ask Gemini” บน Google Drive สำหรับไฟล์วิดีโอ (เช่น การประชุม, สัมมนา)\r\n\t\r\n\t\r\n\tความสามารถ: Gemini สามารถสรุปสาระสำคัญจากวิดีโอ หรือค้นหาช่วงเวลาเฉพาะ เช่น “พูดถึงงบประมาณตอนไหน?”\r\n\t\r\n\t\r\n\tการใช้งาน: คลิกขวาที่วิดีโอใน Google Drive → เลือก “Ask Gemini” → พิมพ์คำถามหรือให้ AI สรุป\r\n\t\r\n\t\r\n\tข้อดี: ประหยัดเวลา ไม่ต้องดูวิดีโอทั้งคลิป โดยเฉพาะการประชุมที่ใช้เวลานาน\r\n\t\r\n\t\r\n\tข้อจำกัด: ใช้ได้เฉพาะผู้ใช้ Gemini for Workspace และรองรับภาษาอังกฤษเท่านั้นในช่วงแรก\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tGemini สรุปเนื้อหาวิดีโอ YouTube ได้แล้ว\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tวิธีการใช้งาน:\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\tเข้าไปที่ Gemini (gemini.google.com)\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\tวาง URL วิดีโอ YouTube พร้อมพิมพ์ว่า “สรุปวิดีโอนี้”\r\n\t\t\r\n\t\r\n\t\r\n\t\r\n\tประโยชน์: ไม่ต้องเสียเวลาดูวิดีโอ 30 นาทีเพื่อเข้าใจแค่ 3 นาทีแรก\r\n\t\r\n\t\r\n\tข้อควรระวัง: คุณภาพการสรุปขึ้นอยู่กับคำบรรยาย (caption) และเนื้อหาของวิดีโอ ถ้าวิดีโอไม่มีซับไตเติล อาจสรุปได้ไม่ดี\r\n\t\r\n\r\n\r\nข้อดีของการใช้ AI สรุปเนื้อหา\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tประหยัดเวลา ไม่ต้องอ่านหรือดูเนื้อหาทั้งหมด\r\n\t\r\n\t\r\n\tเข้าใจประเด็นหลักเร็ว เห็นภาพรวมเนื้อหาในเวลาอันสั้น\r\n\t\r\n\t\r\n\tถาม-ตอบได้ ถาม AI ต่อยอดจากสรุป เช่น “มีข้อสรุปอะไรบ้าง?”\r\n\t\r\n\r\n\r\n⚠ ข้อควรระวัง\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tการพึ่งพา AI มากเกินไป: อาจทำให้พลาดรายละเอียดสำคัญ หรือบริบทที่ซับซ้อน\r\n\t\r\n\t\r\n\tความแม่นยำ: AI อาจตีความผิดหากเนื้อหาไม่ชัดเจนหรือไม่มีคำบรรยาย\r\n\t\r\n\t\r\n\tเรื่องความเป็นส่วนตัว: หลีกเลี่ยงการสรุปไฟล์หรือวิดีโอที่มีข้อมูลส่วนตัวหรือความลับ\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nbeartai Google Drive ดึงความสามารถจาก Gemini\r\n\r\nbeartai Google Gemini\r\n\r\nbeartai Notepad ฉลาดขึ้นด้วย AI\r\n\r\n \r\n\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1749113733.png"],
    [46,5592,"เรียนรู้เรื่องเมฆ","Thu, 2025-05-29 16:15","http://www.stkc.go.th/node/5592",null,null,"ไอน้ำเป็นก๊าซที่สำคัญที่สุดในบรรยากาศเมื่อพูดถึงการทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการในบรรยากาศ ความชื้นเป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกปริมาณไอน้ำในอากาศ การควบแน่นเกิดขึ้นเมื่อไอน้ำในอากาศเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้เกิดการก่อตัวของเมฆ เพื่อให้การควบแน่นเกิดขึ้นในอากาศ จำเป็นต้องมีอนุภาคเล็ก ๆ ที่เรียกว่า \"นิวเคลียสควบแน่น\" (condensation nuclei) อยู่ด้วย เพื่อให้ไอน้ำสามารถควบแน่นลงบนผิวของอนุภาคเหล่านี้ได้ อนุภาคนิวเคลียสควบแน่นอาจเป็นฝุ่นละออง ควัน หรือเกลือขนาดจิ๋ว เมื่อการควบแน่นเกิดขึ้น อัตราการเจริญเติบโตเริ่มต้นของหยดน้ำในเมฆจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นำไปสู่การก่อตัวของเมฆที่ประกอบด้วยหยดน้ำขนาดเล็กนับล้านหยด ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนสามารถลอยอยู่ในอากาศได้ เมื่อเมฆก่อตัวในอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง จะเกิดผลึกน้ำแข็งขนาดเล็กขึ้น ดังนั้น เมฆจึงสามารถประกอบด้วยหยดน้ำ ผลึกน้ำแข็ง หรือทั้งสองอย่างรวมกันก็ได้\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nเมฆเป็นหนึ่งในลักษณะที่สามารถสังเกตได้ง่ายที่สุดของบรรยากาศและสภาพอากาศ เมฆเป็นสิ่งที่นักอุตุนิยมวิทยาให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเมฆสามารถแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในบรรยากาศได้อย่างชัดเจน\r\n\r\nเมฆถูกจำแนกตามรูปแบบและระดับความสูง โดยมีรูปแบบพื้นฐานหลัก 3 ประเภท คือ เซียร์รัส (cirrus), คิวมูลัส (cumulus) และสเตรตัส (stratus)\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tเมฆเซียร์รัส (Cirrus clouds) เป็นเมฆที่อยู่สูง สีขาว และบาง มักมีลักษณะคล้ายแผ่นผ้าบาง ๆ หรือเส้นใยที่ดูคล้ายขนนก\r\n\t\r\n\t\r\n\tเมฆคิวมูลัส (Cumulus clouds) เป็นกลุ่มก้อนเมฆลักษณะกลม มีฐานแบน และดูเหมือนยอดโดมหรือหอคอยที่กำลังลอยขึ้น\r\n\t\r\n\t\r\n\tเมฆสเตรตัส (Stratus clouds) มีลักษณะเป็นแผ่นหรือชั้นที่คลุมท้องฟ้าทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด อาจมีรอยแยกเล็กน้อย แต่ไม่มีการแยกตัวเป็นกลุ่มเมฆเดี่ยวที่ชัดเจน\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nเมฆประเภทอื่น ๆ ส่วนมากจะมีลักษณะที่สะท้อนถึงหนึ่งในสามรูปแบบพื้นฐานนี้ หรือเป็นการผสมผสานและดัดแปลงมาจากรูปแบบเหล่านั้น\r\n\r\nระดับความสูงของเมฆสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ สูง กลาง และต่ำ:\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tเมฆชั้นสูง (High clouds) โดยปกติจะมีฐานอยู่เหนือระดับ 6,000 เมตร\r\n\t\r\n\t\r\n\tเมฆชั้นกลาง (Middle clouds) อยู่ที่ความสูงระหว่าง 2,000 ถึง 6,000 เมตร\r\n\t\r\n\t\r\n\tเมฆชั้นต่ำ (Low clouds) จะก่อตัวต่ำกว่าระดับ 2,000 เมตร\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1748510129.png"],
    [47,5583,"ผลกระทบของรังสีจากดวงอาทิตย์ต่อบรรยากาศ","Tue, 2025-05-27 09:56","http://www.stkc.go.th/node/5583",null,null,"ทุกรูปแบบของสสารไม่ว่าจะเป็นของแข็ง, ของเหลว หรือก๊าซ ล้วนประกอบด้วยอะตอม หรือโมเลกุลที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา ดังนั้นทุกสสารจึงกล่าวได้ว่ามีพลังงานความร้อน เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่สั่นสะเทือนนี้ เมื่อใดก็ตามที่สารใดสารหนึ่งได้รับความร้อน อะตอมของมันจะเคลื่อนที่เร็วขึ้นและเร็วขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของพลังงานความร้อน อุณหภูมิเป็นการวัดการเคลื่อนไหวเฉลี่ยของอะตอม หรือโมเลกุลภายในสารนั้นๆ ความร้อนคือพลังงานที่ไหลจากความแตกต่างของอุณหภูมิ ในทุกสถานการณ์ ความร้อนจะถูกถ่ายโอนจากวัตถุที่มีอุณหภูมิสูงไปยังวัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ดังนั้น หากวัตถุสองชิ้นที่มีอุณหภูมิแตกต่างกันสัมผัสกัน วัตถุที่อุ่นกว่าจะเย็นลงและวัตถุที่เย็นกว่าจะอุ่นขึ้นจนทั้งสองมีอุณหภูมิเท่ากัน มีสามกลไกของการถ่ายโอนความร้อนที่เราพบในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การนำความร้อน (Conduction), การพาความร้อน (Convection) และการแผ่รังสีความร้อน (Radiation)\r\n\r\n\r\n\r\nการนำความร้อน (Conduction) คือการถ่ายโอนความร้อนผ่านสสารโดยกิจกรรมของโมเลกุล ซึ่งสามารถสังเกตได้ดีที่สุดเมื่อคุณสัมผัสช้อนโลหะที่ถูกทิ้งไว้ในกระทะร้อน ความร้อนจะถูกนำไปยังมือของคุณผ่านช้อนนั้น ความสามารถในการนำความร้อนจะแตกต่างกันไปในแต่ละวัตถุ โดยโลหะเป็นตัวนำความร้อนที่ดี ขณะที่อากาศไม่ค่อยสามารถนำความร้อนได้ ดังนั้น การนำความร้อนจึงสำคัญเฉพาะระหว่างผิวโลกกับอากาศที่อยู่เหนือมันเท่านั้น และในฐานะที่เป็นวิธีการถ่ายโอนความร้อนสำหรับบรรยากาศโดยรวม การนำความร้อนจึงมีความสำคัญน้อยที่สุด การพาความร้อน (Convection) คือการถ่ายโอนความร้อนโดยการเคลื่อนที่ของมวลหรือสสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง การเคลื่อนที่แบบพาความร้อนในบรรยากาศจะขนส่งความร้อนจากผิวโลกขึ้นไปข้างบน\r\n\r\n\r\n\r\nกลไกการถ่ายโอนความร้อนที่สามคือ การแผ่รังสี (Radiation) การแผ่รังสีเดินทางออกไปในทุกทิศทางจากแหล่งกำเนิด แตกต่างจากการพาความร้อน (convection) หรือการนำความร้อน (conduction) ที่ต้องการสื่อกลางในการเดินทาง การแผ่รังสีสามารถเดินทางผ่านสุญญากาศของอวกาศได้อย่างง่ายดาย การแผ่รังสีคือกลไกการถ่ายโอนความร้อนที่ทำให้พลังงานจากดวงอาทิตย์ (พลังงานจากพระอาทิตย์) เดินทางมาถึงโลกของเรา\r\n\r\nจากพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดที่ออกมาจากดวงอาทิตย์ ประมาณ 50% จะถูกดูดซึมโดยตรงจากพื้นดินและทะเล แล้วส่วนที่เหลืออีก 50% เกิดอะไรขึ้นกับมัน? 20% ของรังสีแสงอาทิตย์จะถูกดูดซึมโดยบรรยากาศและเมฆ อีก 20% จะสะท้อนจากเมฆและถูกส่งไปยังอวกาศ 5% ถูกสะท้อนกลับสู่พื้นที่อวกาศโดยบรรยากาศ และ 5% สุดท้ายจะสะท้อนจากผิวพื้นดินและทะเล\r\n\r\nดังนั้น ประมาณ 50% ของพลังงานแสงอาทิตย์จากดวงอาทิตย์จะมาถึงโลก พลังงานนี้จะถูกดูดซึมโดยผิวโลกและจากนั้นจะถูกแผ่รังสีขึ้นสู่ท้องฟ้า เนื่องจากผิวโลกเย็นกว่าดวงอาทิตย์มาก รังสีที่มันแผ่ออกไปสู่ท้องฟ้าจึงมีความยาวคลื่นที่ยาวกว่ารังสีจากดวงอาทิตย์ รังสีที่มีความยาวคลื่นยาวนี้เรียกว่า รังสีท้องถิ่น (Terrestrial Radiation) ซึ่งสามารถถูกดูดซึมได้ง่ายโดยบรรยากาศ\r\n\r\nไอน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นก๊าซหลักที่ดูดซึมรังสีนี้ ไอน้ำดูดซึมรังสีท้องถิ่นประมาณ 5 เท่ามากกว่าก๊าซอื่นๆ รวมกันทั้งหมด นี่อธิบายถึงอุณหภูมิที่อบอุ่นในชั้นโทรโพสเฟียร์ชั้นต่ำ ซึ่งเป็นที่ที่มีไอน้ำอยู่มากที่สุด\r\n\r\n\r\n\r\nเนื่องจากบรรยากาศโลกโปร่งใสต่อพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีความยาวคลื่นสั้น แต่สามารถดูดซึมพลังงานท้องถิ่นที่มีความยาวคลื่นยาวได้ บรรยากาศจึงถูกทำให้ร้อนขึ้นจากพื้นโลกขึ้นไปข้างบน นี่อธิบายถึงการลดลงของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นเมื่อความสูงจากพื้นดินเพิ่มขึ้นในชั้นโทรโพสเฟียร์ พลังงานท้องถิ่นที่ถูกดูดซึมในบรรยากาศจะเดินทางกลับไปยังพื้นโลกและถูกดูดซึมอีกครั้งจากโลก\r\n\r\nเหตุผลนี้ทำให้ผิวโลกได้รับความร้อนอย่างต่อเนื่องจากทั้งบรรยากาศและจากดวงอาทิตย์ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect)\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1748314606.png"],
    [48,5581,"ทำไมคิดงานไม่ออกถึงต้องลุกไปอาบน้ำ ","Mon, 2025-05-26 10:11","http://www.stkc.go.th/node/5581",null,null,"เราทุกคนล้วนเคยเจอช่วงเวลาที่สมองตื้อ คิดงานไม่ออก ต่อให้นั่งหน้าคอมพิวเตอร์นานแค่ไหนก็ยังไม่มีคำตอบ ในช่วงเวลาเช่นนั้น หลายคนเลือกที่จะ “ลุกไปอาบน้ำ” ซึ่งดูเหมือนเป็นเพียงกิจวัตรธรรมดา แต่แท้จริงแล้ว การอาบน้ำอาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้อย่างมีนัยยะสำคัญ\r\n\r\nอาบน้ำ = ปลดปล่อยจากแรงกดดัน\r\n\r\nสภาวะที่เราอยู่ภายใต้แรงกดดันจากเดดไลน์ ความเครียด และความคาดหวัง จะทำให้สมองเข้าสู่ “โหมดบีบคั้น” หรือ Focused Mode ซึ่งแม้จะเป็นโหมดที่ช่วยให้เรามีสมาธิ แต่กลับไม่เอื้อต่อการคิดนอกกรอบ งานวิจัยพบว่าเมื่อเราผ่อนคลาย สมองจะเปลี่ยนเข้าสู่ Diffuse Mode ซึ่งเปิดโอกาสให้การเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลเก่ากับแนวคิดใหม่เกิดขึ้นได้มากขึ้น (Oakley, 2014)\r\n\r\nการอาบน้ำจึงเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราไม่ได้โฟกัสอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงอุณหภูมิอุ่นสบาย น้ำไหลผ่านร่างกาย และจิตใจที่ค่อย ๆ ปลดปล่อยจากความคิดรบกวน\r\n\r\nไอเดียเกิดในสภาวะผ่อนคลาย\r\n\r\nนักจิตวิทยาหลายคนอธิบายว่า ความคิดสร้างสรรค์มักเกิดขึ้นในขณะที่เราอยู่ใน “ภาวะไหล” (Flow) หรือจังหวะที่จิตใจไม่ถูกขัดจังหวะจากสิ่งรอบข้าง การอาบน้ำคือหนึ่งในกิจกรรมที่ทำให้เราเข้าสู่ภาวะนั้นได้ง่าย จากผลการศึกษาของ Kaufman (2014) พบว่า 72% ของคนที่ตอบแบบสอบถามบอกว่า ไอเดียดี ๆ มักเกิดตอนอาบน้ำ กิจกรรมอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน ได้แก่ การเดินเล่น การล้างจาน หรือแม้กระทั่งการนั่งรถโดยไม่เล่นมือถือ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้สมองคิดวิเคราะห์อย่างหนัก จึงปล่อยให้สมอง “เล่นสนุก” กับข้อมูลที่มันมีอยู่แล้ว\r\n\r\nปรากฏการณ์ Default Mode Network\r\n\r\nเมื่อเราไม่ได้ตั้งใจทำอะไรเป็นพิเศษ สมองจะเปิดใช้งานระบบที่เรียกว่า Default Mode Network (DMN) ซึ่งเชื่อมโยงกับความคิดภายใน การจินตนาการ และการทบทวนความจำ สิ่งนี้ทำให้สมอง “เรียงต่อ” ความคิดจากประสบการณ์เก่า ๆ ได้อย่างอิสระ และเป็นที่มาของความคิดใหม่ ๆ หรือแนวทางที่เรามองข้ามไป (Raichle et al., 2001)\r\n\r\nนี่อธิบายได้ว่าทำไมช่วงที่เรานั่งทำงานแบบจริงจังกลับคิดอะไรไม่ออก แต่พอลุกไปอาบน้ำ หรือปล่อยใจล่องลอยในขณะเดิน กลับเกิดไอเดียปิ๊งขึ้นมาทันที สรุป การอาบน้ำไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจวัตรประจำวัน แต่คือพื้นที่แห่งการปลดปล่อยความคิด ความเครียด และแรงกดดัน ทั้งยังเปิดโอกาสให้สมองทำงานในรูปแบบที่เหมาะกับการเกิดไอเดียใหม่ ๆ ดังนั้น หากวันไหนคิดงานไม่ออก ลองลุกไปอาบน้ำ อาจเป็นทางลัดสู่ความคิดสร้างสรรค์ที่คุณตามหาอยู่ก็ได้\r\n\r\n \r\n\r\nสรุป\r\n\r\nการอาบน้ำไม่ได้เป็นเพียงแค่กิจวัตรประจำวัน แต่คือพื้นที่แห่งการปลดปล่อยความคิด ความเครียด และแรงกดดัน ทั้งยังเปิดโอกาสให้สมองทำงานในรูปแบบที่เหมาะกับการเกิดไอเดียใหม่ ๆ ดังนั้น หากวันไหนคิดงานไม่ออก ลองลุกไปอาบน้ำ อาจเป็นทางลัดสู่ความคิดสร้างสรรค์ที่คุณตามหาอยู่ก็ได้\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nOakley, B. (2014). A Mind for Numbers: How to Excel at Math and Science. TarcherPerigee.\r\n\r\nRaichle, M. E., et al. (2001). A default mode of brain function. Proceedings of the National Academy of Sciences, 98(2), 676-682.\r\n\r\nPsychology Today. (n.d.). Default Mode Network.\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1748229078.png"],
    [49,5580,"โครงสร้างของชั้นบรรยากาศ","Fri, 2025-05-23 14:22","http://www.stkc.go.th/node/5580",null,null,"ระดับความสูงและโครงสร้างของชั้นบรรยากาศ\r\n\r\n\r\n\r\nชั้นบรรยากาศเริ่มต้นที่พื้นผิวโลกและขยายขึ้นไป ขอบเขตที่สิ้นสุดและอวกาศเริ่มต้นไม่ได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนดังนั้นวิธีหนึ่งที่ใช้ในการกําหนดสิ่งนี้คือการเปลี่ยนแปลงของความดัน ความดันบรรยากาศเป็นเพียงน้ําหนักของอากาศด้านบน ที่ระดับน้ําทะเลความดันบรรยากาศมากกว่า 1,000 มิลลิบาร์เล็กน้อยหรือน้ําหนักเพียง 1 กก. ต่อตารางซม. ความดันบรรยากาศจะลดลงเมื่อขึ้นไป ครึ่งหนึ่งของชั้นบรรยากาศอยู่ต่ํากว่าระดับความสูง 5.6 กม. 90% ของชั้นบรรยากาศต่ํากว่า 16 กม. ที่ความสูง 100 กม. มีเพียง 0.00003% ของก๊าซทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นชั้นบรรยากาศเหลืออยู่\r\n\r\nอีกวิธีหนึ่งในการกําหนดความสูงและโครงสร้างของบรรยากาศคือการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ อุณหภูมิของอากาศลดลงตามความสูงที่เพิ่มขึ้นเหนือพื้นผิวโลก ดังนั้นบรรยากาศจึงถูกแบ่งออกเป็นสี่ชั้นในแนวตั้งตามอุณหภูมิ ชั้นล่างเรียกว่าโทรโพสเฟียร์ นี่คือภูมิภาคที่ปรากฏการณ์สภาพอากาศที่สําคัญทั้งหมดเกิดขึ้น อุณหภูมิที่ลดลงในบริเวณนี้เรียกว่าอัตราการล่วงเลยของสิ่งแวดล้อม ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.5oC ต่อกม.\r\n\r\n \r\n\r\nความสูงเฉลี่ยของโทรโพสเฟียร์คือ 12 กม. ชั้นถัดไปเรียกว่าสตราโตสเฟียร์ ที่นี่อุณหภูมิยังคงคงที่ที่ความสูง 20 กม. จากนั้นจึงเริ่มเพิ่มขึ้นเป็นความสูง 50 กม. ซึ่งเป็นขอบเขตสิ้นสุดของสตราโตสเฟียร์ สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิในส่วนบนของสตราโตสเฟียร์คือพบโอโซนในชั้นบรรยากาศในชั้นนี้ โอโซนดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ชั้นที่สามคือชั้นมีโซสเฟียร์ซึ่งอุณหภูมิเริ่มลดลงอีกครั้งจนถึงความสูง 80 กม. โดยที่ชั้นที่สี่เริ่มต้นขึ้น ชั้นที่สี่เรียกว่าเทอร์โมสเฟียร์ ไม่มีขีดจํากัดสูงสุดที่กําหนดไว้และมีเพียงเศษเสี้ยวของมวลชั้นบรรยากาศเพียงเศษเดียว ที่นี่อุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งโดยการดูดซับรังสีดวงอาทิตย์พลังงานสูงคลื่นสั้นมากโดยอะตอมของออกซิเจนและไนโตรเจน อย่างไรก็ตาม จํานวนอะตอมนั้นเบาบางมากจนมีความร้อนในปริมาณที่น้อยที่สุดเท่านั้น\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1747984979.png"],
    [50,5578,"ส่วนประกอบของบรรยากาศ","Wed, 2025-05-21 09:28","http://www.stkc.go.th/node/5578",null,null,"ชั้นบรรยากาศของโลกมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่มีดาวเคราะห์ดวงอื่นใดที่มีชั้นบรรยากาศที่คล้ายกับโลก ซึ่งมีส่วนผสมของก๊าซ ความร้อน และความชื้นที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตอย่างที่เรารู้จัก อากาศเป็นสารก๊าซที่มองไม่เห็นรอบโลก อากาศที่สะอาดและแห้งประกอบด้วยก๊าซสองชนิดเกือบทั้งหมด: 1. ออกซิเจน (78%) และ 2. ไนโตรเจน (21%) อากาศแห้งที่เหลืออีก 1 เปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่เป็นก๊าซอาร์กอนเฉื่อย (ไม่ออกฤทธิ์ทางเคมี) (.93%) บวกกับก๊าซอื่นๆ จํานวนเล็กน้อย แม้ว่าออกซิเจนและไนโตรเจนจะเป็นส่วนประกอบของอากาศที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด แต่ก็มีความสําคัญเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยในการส่งผลต่อสภาพอากาศ\r\n\r\n\r\n\r\nเป็นส่วนประกอบที่เล็กกว่าและแปรผันของอากาศที่มีผลกระทบอย่างมีนัยสําคัญต่อสภาพอากาศและสภาพอากาศ หนึ่งในนั้นคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งประกอบด้วย 0.036% ของอากาศ คาร์บอนไดออกไซด์มีความสามารถในการดูดซับพลังงานความร้อนที่โลกแผ่ขึ้นมา และช่วยให้บรรยากาศอบอุ่น ส่วนประกอบที่แปรผันอีกอย่างหนึ่งคือไอน้ําซึ่งมีอยู่ในอากาศด้วย ปริมาณไอน้ําแตกต่างกันอย่างมากตั้งแต่ 0% ถึง 4% โดยปริมาตร เห็นได้ชัดว่าไอน้ํามีความสําคัญในสภาพอากาศ เนื่องจากไอน้ําเป็นแหล่งที่มาของเมฆและฝนทั้งหมด ไอน้ํายังมีความสามารถในการดูดซับพลังงานความร้อนที่ปล่อยออกมาจากโลก เช่นเดียวกับพลังงานแสงอาทิตย์บางส่วน เมื่อน้ําเปลี่ยนจากสถานะหนึ่งไปเป็นอีกสถานะหนึ่ง น้ําจะดูดซับหรือปล่อยความร้อน พลังงานนี้เรียกว่าความร้อนแฝงซึ่งหมายถึงความร้อนที่ซ่อนอยู่ ไอน้ําในชั้นบรรยากาศจะขนส่งความร้อนแฝงนี้จากภูมิภาคหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่ง และเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยขับเคลื่อนพายุหลายลูก\r\n\r\n\r\n\r\nนอกจากนี้ยังมีอนุภาคของแข็งและของเหลวขนาดเล็กที่เรียกว่าละอองลอยในอากาศ ซึ่งรวมถึงฝุ่นเกลือทะเลดินละเอียดควันละอองเกสรและจุลินทรีย์ พวกเขาอาจมาจากแหล่งที่มาที่มนุษย์สร้างขึ้นหรือจากธรรมชาติ ละอองลอยเหล่านี้ช่วยในการก่อตัวของเมฆและหมอกเนื่องจากไอน้ําสามารถควบแน่นได้ นอกจากนี้ ละอองลอยอาจป้องกันไม่ให้แสงแดดส่องถึงโลกจํานวนหนึ่ง ในที่สุดละอองลอยมีหน้าที่ต่อเฉดสีสีแดงและสีส้มที่หลากหลายเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นและตก\r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1747794498.png"],
    [51,5575,"การกร่อนของร่องน้ำและทางน้ำไหล","Mon, 2025-05-19 13:40","http://www.stkc.go.th/node/5575",null,null,"ลักษณะสำคัญของการกัดเซาะและการเกิดตะกอนของคลื่น แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะทำมุมเข้าหาฝั่งในองศาต่างๆ น้อยมากๆ ที่คลื่นจะมาถึงฝั่งตรงๆ อย่างไรก็ดีคลื่นที่เคลื่อนตัวทำมุมต่างๆ นี้ เมื่อมาถึงบริเวณน้ำตื้นใกล้ฝั่งจริงๆ ก็จะหักโค้งตัวกลับมาสู่แนวขนานกับฝั่งทะเล การที่คลื่นโค้งตัวนี้เรียกว่า เกิดการหักเหของคลื่น (wave refraction) และด้วยประการนี้เองเป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้คลื่นกัดเซาะฝั่ง และพาตะกอนมาสะสมที่ฝั่งได้\r\n\r\nคลื่นหักโค้งตัวได้ก็เนื่องมาจากคลื่นบางส่วนที่อยู่ใกล้ฝั่งที่สุดจะไปถึงชายฝั่งก่อน และเริ่มช้าลง ในขณะที่บางส่วนที่ยังคงอยู่ในบริเวณที่ลึกกว่ายังคงมีความเร็วคลื่นปกติ ทำให้คลื่นที่ยังมีความเร็วมาก ดันส่วนที่อยู่ใกล้ฝั่งให้เข้าสู่ฝั่งเกือบเป็นเส้นตรงขนานกับฝั่ง โดยไม่จำเป็นว่าในช่วงแรกคลื่นจะเคลื่อนมาในแนวใด\r\n\r\nเพราะการที่คลื่นมีการหักเหเช่นนี้ ทำให้บริเวณที่เป็นหัวแหลมที่ยื่นออกสู่ทะเลได้รับแรงจากคลื่นกัดเซาะอย่างเต็มที่ เพราะคลื่นปะทะเข้ามาทุกทิศทาง ด้วยเหตุนี้ ส่วนที่ไม่ยื่นแต่เป็นอ่าวเว้าเข้าไปในพื้นทวีป จึงมีการปะทะของคลื่นที่เบากว่า และที่นี้เองการสะสมตะกอนได้และทำให้เกิดหาดทราย เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ คลื่นที่ทำให้เกิดการกัดเซาะส่วนที่เป็นแหลม และการสะสมตะกอนส่วนที่เป็นอ่าวจะค่อยๆ ทำให้ทั้งแหลมและอ่าวกลายไปเป็นชายฝั่งที่เหยียดยาวแทน\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nBeach Drift and Longshore Currents การเลื่อนตัวของหาด (beach drift) และกระแสน้ำชายฝั่ง (longshore current) แม้ว่าคลื่นจะมีการหักเหดังที่ได้กล่าวมาแล้ว แต่ส่วนใหญ่คลื่นก็ยังเคลื่อนทำมุมน้อยๆ เข้าสู่ฝั่ง อันเป็นผลให้เกิดคลื่นน้ำหลังจากที่แตกฟองแล้วจะไหลเข้าหาฝั่งอย่างรวดเร็ว และก็ไหลกลับลงทะเลมาตามแนวลาดของหาด ผลของการเคลื่อนที่ของคลื่นรูปแบบนี้ทำให้เกิดการพัดพาทรายและอนุภาคตะกอนอื่นๆเป็นแบบคดเคี้ยวไปมา (zigzag) ตลอดแนวชายฝั่ง การเคลื่อนที่ของทรายตามแนวชายหาดนี้เรียกว่า การเลื่อนตัวของหาด (beach drift) ทรายอาจถูกพัดไปมาบนหาดด้วยระยะทางถึง 7 กม ในแต่ละวัน\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n    คลื่นที่ซัดเข้าหาชายหาดแม้ด้วยมุมที่น้อยก็ยังสามารถทำให้เกิดกระแสน้ำชายฝั่งได้ ในช่วงของคลื่นแตกฟอง (surf zone) กระแสน้ำนี้ไหลขนานไปกับชายฝั่ง จากการแปรปรวนของน้ำบริเวณนี้จึงเป็นเหตุให้กระแสน้ำชายฝั่ง(longshore current)นี้พัดพาเอาตะกอนทรายและสิ่งตกค้างอื่นๆถูกพัดพาเคลื่อนที่ไปตามพื้น เมื่อตะกอนที่เคลื่อนที่เพราะกระแสน้ำนี้ รวมเข้ากับตะกอนที่ถูกพัดเนื่องจากการเลื่อนตัวของหาด(beach drift) และตะกอนจะมีจำนวนมหาศาล ตัวอย่างเช่นที่ Oxnard ในมลรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา นั้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แต่ละปีจะมีตะกอนมากถึง 1.5 ล้านตันถูกพัดพาให้เคลื่อนตัวไป\r\n\r\n \r\n\r\n ถ้าสังเกตให้ดีเราจะพบว่าธรรมชาติของหาดทรายนั้นเป็นของไหล(fluid) ถ้าเราสังเกตุที่ชายหาดช่วงใดช่วงหนึ่ง จะพบว่าโอกาสของการเกิดทราย เนื่องจากการกัดกร่อนแตกหักของหินนั้น มีโอกาสน้อยกว่าการที่ทรายเกิดขึ้นจากการที่ถูกพัดพามาจากที่อื่น ในความเป็นจริงนั้น ตะกอนที่ทำให้เกิดหาดทรายส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการกัดกร่อนของหินดินทราย แต่ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากตะกอนทรายที่แม่น้ำพัดพาลงมาสู่มหาสมุทร ดังนั้นถ้าไม่มีการเกิดการเลื่อนตัวของหาด (beach drift) และการเกิดกระแสน้ำชายฝั่ง (longshore current) เป็นตัวพัดพาตะกอนทรายจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งแล้ว หาดบนโลกของเราส่วนใหญ่คงจะเป็นหาดที่ไม่มีทราย\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nลักษณะของชายหาด\r\n\r\nลักษณะของชายหาดมีความแตกต่างกันออกไปเนื่องจากหลายปัจจัยเช่น ชนิดของหินบนฝั่ง กระแสน้ำ ความแรงของคลื่น และฝั่งมีความคตัวหรือกำลังจมหรือกำลังเงยขึ้น\r\n\r\nคลื่นตัดหน้าผา เป็นผลมาจากคลื่นกัดกร่อนฐานของชายฝั่ง เมื่อคลื่นกระทบและกัดกร่อนฐานเรื่อยๆ ส่วนฐานของหน้าผานั้นก็จะพังหลุดออกมากับคลื่น และหน้าผานั้นก็จะค่อยๆเปลี่ยนรูปร่างให้ลาดและเบนเข้าข้างใน กลายเป็นหน้าผาแบบ wave-cut platform ที่มีผิวค่อนข้างเรียบ และมองดูคล้ายม้านั่งหรือเคาท์เตอร์\r\n\r\n\r\n\r\nดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้วถึงแหลมที่ยื่นออกไปในทะเลว่า จะถูกคลื่นซัดทุกทิศทุกทาง คลื่นจะทำลายหินส่วนที่อ่อนและมีรอยแตกร้าวก่อน หินส่วนอื่น ทำให้เกิดเป็นถ้ำใต้ทะเลเป็นอันดับแรก ถ้าหากคลื่นซัดให้เกิดถ้ำสองถ้ำตรงกันข้ามกันในที่สุด ทั้งสองถ้ำจะทะลุถึงกันกลายเป็น sea arch เมื่อ sea arch ถูกคลื่นซัดพังลงไปอีกจะเหลือส่วนที่เรียกว่า sea stack และในที่สุด sea stack นี้ก็จะต้องถูกกัดเซาะเพราะคลื่นต่อไปอีก\r\n\r\n\r\n\r\n      ในบริเวณที่มีการเลื่อนตัวของหาด(beach drift) และเกิดกระแสน้ำชายฝั่ง(longshore current) กองของตะกอนจะมีลักษณะต่างๆกัน spit เป็นลักษณะของทรายกองทอดเป็นสันยาวจากแผ่นดินลงมาสู่ปากอ่าว(ดูภาพ) ถ้าหากเป็นบริเวณที่กระแสน้ำไม่แรง spit นี้อาจจะมีแนวยาวทอดไปปิดเวิ้งอ่าว แยกน้ำออกจากส่วนของทะเลเปิด\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1747636809.png"],
    [52,5561,"กระบวนการที่คลื่นทะเลใช้ในการกัดเซาะชายฝั่ง","Wed, 2025-05-14 13:56","http://www.stkc.go.th/node/5561",null,null,"The processes by which waves erode หมายถึง กระบวนการที่คลื่นทะเลทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งเป็นผลจากพลังงานของคลื่นที่กระทบและพังทลายชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง โดยหลัก ๆ มี 4 กระบวนการสำคัญ ดังนี้:\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tHydraulic action (แรงดันของน้ำ)\r\n\tเกิดจากแรงกระแทกของคลื่นที่พุ่งเข้าชนชายฝั่งหรือหิน เมื่ออากาศในรอยแตกของหินถูกอัดตัวด้วยแรงของน้ำ จะทำให้หินแตกหรือหลุดออกมาได้\r\n\t\r\n\t\r\n\tAbrasion / Corrasion (การกัดเซาะด้วยการขูดถู)\r\n\tเกิดจากตะกอน เช่น ทราย กรวด หรือเศษหิน ที่ถูกคลื่นพัดมากระแทกหรือขูดกับพื้นผิวหินหรือหน้าผาชายฝั่ง ทำให้เกิดการสึกกร่อน\r\n\t\r\n\t\r\n\tAttrition (การกระแทกระหว่างตะกอนเอง)\r\n\tเกิดจากเศษหินหรือตะกอนที่ถูกคลื่นพัดไปมากระทบกันเองจนแตกละเอียดและกลมมนลง\r\n\t\r\n\t\r\n\tSolution / Corrosion (การละลายทางเคมี)\r\n\tเป็นกระบวนการที่แร่ธาตุในหิน เช่น หินปูน ถูกละลายโดยน้ำทะเลซึ่งอาจมีความเป็นกรดอ่อน ๆ จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ\r\n\t\r\n\r\n\r\nกระบวนการทั้งหมดนี้ร่วมกันทำให้ชายฝั่งทะเลค่อย ๆ เปลี่ยนรูปร่างไปตามกาลเวลา ทั้งการกัดเซาะหน้าผา การสร้างเว้าอ่าว และการก่อตัวของรูปแบบชายฝั่งต่าง ๆ.\r\n\r\n \r\n\r\nเมื่อลมไม่พัดและทะเลสงบ คลื่นก็ไม่มีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม เมื่อพายุพัดถล่มและคลื่นเพิ่มขึ้น นั่นคือเวลาที่การกัดเซาะของคลื่นสร้างความเสียหายส่วนใหญ่ การกัดเซาะของคลื่นส่วนใหญ่เป็นผลมาจากแรงกระแทก แรงกด และการเสียดสี\r\n\r\n\r\n\r\nผลกระทบของคลื่นสูงที่เกิดจากพายุกระทบชายฝั่งอาจมหาศาล คลื่นที่แตกแต่ละครั้งสามารถสาดน้ําหลายพันตันลงบนแผ่นดินได้ การทุบทางกายภาพนี้กัดเซาะสิ่งที่ขวางทาง นอกจากนี้ แรงกดที่เกิดจากคลื่นที่ซัดเข้าไปในรอยแตกและรอยแยกในหน้าผาทําให้เกิดการกัดเซาะ คลื่นที่กระทบบังคับให้น้ําเข้ามาในทุกช่องเปิด และทําให้อากาศในรอยแตกถูกบีบอัดอย่างมาก เมื่อคลื่นถดถอย อากาศอัดจะขยายตัวอย่างรวดเร็วเพื่อขับเศษหินและวัสดุที่หลวมอื่นๆ ออกไป ซึ่งจะขยายช่องว่างก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ การกัดเซาะของคลื่นยังเกิดขึ้นจากการเสียดสี ซึ่งเป็นการเลื่อยและการบดของน้ําโดยใช้เศษหิน การเสียดสีนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในโซนโต้คลื่น ซึ่งการบดขยี้อย่างไม่หยุดยั้งของหินกับหินตัดเข้าไปในพื้นดินในแนวนอน\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1747205809.png"],
    [53,5559,"Typical ocean floor","Tue, 2025-05-13 16:36","http://www.stkc.go.th/node/5559",null,null,"พื้นมหาสมุทร นักสมุทรศาสตร์ใช้วิธีการหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคโซนาร์แบบหลายลำแสง หรือดาวเทียมที่ติดตั้งเรดาร์อัลติมิเตอร์ซึ่งสามารถส่งไมโครเวฟสะท้อนจากผิวน้ำทะเล เพื่อสร้างแผนที่พื้นมหาสมุทรอย่างละเอียด ความรู้ที่ได้จากการสำรวจเหล่านี้เผยให้เห็นว่า ลักษณะภูมิประเทศของพื้นมหาสมุทรมีความหลากหลายไม่แพ้พื้นทวีป ไม่ว่าจะเป็นภูเขาไฟ หุบเหวลึก หุบเขารอยแยก หรือที่ราบกว้างใหญ่ ล้วนพบได้ใต้ทะเลทั้งสิ้น นักสมุทรศาสตร์ได้แบ่งพื้นมหาสมุทรออกเป็นสามส่วนหลัก ได้แก่ ชายฝั่งทวีป แอ่งมหาสมุทรลึก และสันเขากลางมหาสมุทร\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\t\r\n\tขอบทวีป – แบบนิ่งและแบบแอ็กทีฟ\r\n\tขอบทวีปคือบริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นดินใหญ่กับแอ่งมหาสมุทรที่อยู่ติดกัน โดยนักสมุทรศาสตร์ได้แบ่งขอบทวีปออกเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ ขอบทวีปแบบนิ่ง (Passive Margins) และขอบทวีปแบบแอ็กทีฟ (Active Margins)\r\n\t\r\n\r\n\r\nขอบทวีปแบบนิ่ง (Passive Continental Margins)\r\nขอบทวีปแบบนิ่งพบได้ทั่วไปตามแนวชายฝั่งที่ล้อมรอบมหาสมุทรแอตแลนติก เช่น ชายฝั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกาใต้ รวมถึงยุโรปตะวันตกและแอฟริกา ขอบทวีปประเภทนี้ไม่ได้อยู่บริเวณรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก จึงแทบไม่เกิดภูเขาไฟระเบิดหรือแผ่นดินไหวอย่างมีนัยสำคัญ โครงสร้างของขอบทวีปแบบนิ่งประกอบด้วยสามส่วนหลัก ได้แก่ ไหล่ทวีป (continental shelf) ที่เป็นพื้นที่ตื้นใต้น้ำใกล้ชายฝั่ง ไล่ระดับลงสู่ลาดทวีป (continental slope) ที่มีความชันมากขึ้น และสิ้นสุดที่เนินเชิงลาดทวีป (continental rise) ซึ่งเป็นบริเวณสะสมของตะกอนที่ไหลจากด้านบนลงสู่พื้นมหาสมุทร\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nไหล่ทวีป\r\nไหล่ทวีปคือส่วนต่อขยายของแผ่นดินใหญ่ที่จมอยู่ใต้น้ำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยทอดตัวจากแนวชายฝั่งออกสู่แอ่งมหาสมุทรลึก ลักษณะทั่วไปของไหล่ทวีปค่อนข้างราบเรียบ แม้ว่าบางพื้นที่จะพบตะกอนน้ำแข็งโบราณสะสมอยู่ จุดเด่นสำคัญของไหล่ทวีปคือหุบเขายาวที่ทอดจากชายฝั่งออกสู่ทะเลลึก ซึ่งแท้จริงแล้วคือส่วนต่อของหุบแม่น้ำบนแผ่นดินที่ถูกน้ำทะเลท่วมในช่วงยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย\r\n\r\nในบางแนวชายฝั่ง ไหล่ทวีปอาจมีขนาดแคบมากจนแทบไม่มีอยู่เลย ขณะที่บางแห่งอาจทอดยาวออกไปในทะเลไกลถึง 1,500 กิโลเมตร โดยเฉลี่ยแล้ว ไหล่ทวีปมีความกว้างประมาณ 80 กิโลเมตร และมีความลึกประมาณ 130 เมตรที่ขอบด้านนอก แม้ว่าไหล่ทวีปจะครอบคลุมพื้นที่เพียง 7.5% ของมหาสมุทรทั้งหมด แต่กลับมีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมาก เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมของปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติจำนวนมหาศาล รวมถึงเป็นแหล่งประมงที่อุดมสมบูรณ์อีกด้วย\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nลาดทวีป\r\nลาดทวีปคือบริเวณขอบนอกของทวีป ซึ่งอยู่ระหว่างไหล่ทวีปที่ตื้นและพื้นมหาสมุทรลึก ถือเป็นแนวแบ่งเขตสำคัญระหว่างเปลือกโลกทวีปกับเปลือกโลกมหาสมุทร โดยทั่วไปลาดทวีปมีความลาดเอียงเฉลี่ยประมาณ 5 องศา แต่ในบางพื้นที่อาจชันถึงกว่า 25 องศา ลาดทวีปเป็นโครงสร้างที่ค่อนข้างแคบ โดยมีความกว้างเฉลี่ยประมาณ 20 กิโลเมตร\r\n\r\nเนินเชิงลาดทวีป\r\nเนินเชิงลาดทวีปคือบริเวณที่มีความลาดเอียงอย่างอ่อน อยู่ถัดจากฐานของลาดทวีปและเชื่อมต่อกับที่ราบน้ำลึกของแอ่งมหาสมุทร โดยมีความลาดเอียงเฉลี่ยเพียง 0.3% เท่านั้น แต่สามารถแผ่กว้างออกไปสู่แอ่งมหาสมุทรลึกได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร เนินเชิงลาดทวีปประกอบด้วยชั้นตะกอนหนาทึบที่ถูกพัดพามาจากไหล่ทวีปและลาดทวีป สะสมตัวลงสู่พื้นมหาสมุทรลึกในช่วงเวลายาวนาน\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nหุบเขาใต้ทะเลและกระแสน้ำขุ่น\r\n\r\nอีกหนึ่งลักษณะเด่นที่พบได้บนลาดทวีปคือ หุบเขาใต้ทะเล ซึ่งบางแห่งอาจลึกถึง 3 กิโลเมตร หุบเขาเหล่านี้บางสายดูเหมือนจะเป็นส่วนต่อเนื่องจากหุบแม่น้ำบนแผ่นดินที่ทอดยาวลงสู่ทะเล อย่างไรก็ตาม บางแห่งมีแนวโน้มว่าจะเกิดจากกระแสน้ำขุ่น (Turbidity Currents)\r\n\r\nกระแสน้ำขุ่น คือกระแสน้ำที่ไหลลงสู่ที่ต่ำอย่างรวดเร็ว โดยมีตะกอนจำนวนมากเจือปนอยู่ ทำให้มีความหนาแน่นและความขุ่นสูงกว่าน้ำทะเลโดยรอบ ตะกอนที่พัดพามาจากหุบเขาใต้ทะเลเหล่านี้จะถูกพัดพาไปทับถมบนพื้นมหาสมุทรลึก\r\n\r\nการกัดเซาะที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากกระแสน้ำขุ่นที่มีตะกอนปริมาณมากนี้ เชื่อกันว่าเป็นแรงผลักดันสำคัญในการขุดเจาะและก่อรูปหุบเขาใต้ทะเลให้มีลักษณะลึกและซับซ้อนดังที่พบในปัจจุบัน\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nขอบทวีปแบบแอ็กทีฟ\r\n\r\nต่างจากขอบทวีปแบบนิ่ง ขอบทวีปแบบแอ็กทีฟเกิดขึ้นในบริเวณที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอย่างชัดเจน โดยมักพบในแนวรอบมหาสมุทรแปซิฟิก และมักขนานไปกับร่องลึกใต้มหาสมุทรที่อยู่ระหว่างแผ่นทวีปกับแอ่งมหาสมุทรลึก\r\n\r\nในระบบขอบทวีปแบบแอ็กทีฟ ลาดทวีปและผนังด้านหนึ่งของร่องลึกถือเป็นโครงสร้างเดียวกัน โดยบริเวณนี้แผ่นธรณีภาคมหาสมุทร (oceanic lithosphere) จะมุดตัวลงใต้ขอบทวีป กระบวนการนี้ทำให้ตะกอนจากพื้นมหาสมุทร รวมถึงเศษเปลือกโลกมหาสมุทรบางส่วน ถูกขูดออกจากแผ่นที่กำลังจมตัว แล้วสะสมตัวติดกับขอบทวีปที่อยู่ด้านบน กลายเป็นมวลตะกอนที่มีลักษณะบิดเบี้ยวและซับซ้อน เรียกว่า ลิ่มสะสม (accretionary wedge)\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ขอบทวีปแบบแอ็กทีฟบางแห่งไม่มีลิ่มสะสม ซึ่งบ่งชี้ว่าตะกอนจากมหาสมุทรอาจถูกพัดพาเข้าสู่เนื้อแมนเทิลโดยตรง พื้นที่เหล่านี้มักมีขอบทวีปแคบมาก และร่องลึกใต้มหาสมุทรอาจอยู่ห่างจากชายฝั่งเพียง 50 กิโลเมตรเท่านั้น\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nร่องลึกใต้มหาสมุทร\r\n\r\nร่องลึกใต้มหาสมุทรเป็นโครงสร้างที่มีลักษณะยาวและแคบ อีกทั้งยังเป็นส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร โดยบางแห่งอาจลึกมากกว่า 11,000 เมตร ร่องลึกส่วนใหญ่มักพบในมหาสมุทรแปซิฟิก\r\n\r\nบริเวณนี้มักเกิดแผ่นดินไหวและกิจกรรมภูเขาไฟอยู่บ่อยครั้ง ด้วยเหตุนี้ จึงมักพบแนวเทือกเขาไฟเรียงขนานไปกับแนวร่องลึกใต้ทะเลอย่างเด่นชัด\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n2. แอ่งมหาสมุทรลึก\r\n\r\nแอ่งมหาสมุทรลึกเริ่มต้นถัดจากเนินเชิงลาดทวีป โดยจุดเด่นของบริเวณนี้คือ ที่ราบทะเลลึก (abyssal plains) ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ที่ราบเรียบที่สุดบนโลก ตัวอย่างเช่น ที่ราบทะเลลึกนอกชายฝั่งประเทศอาร์เจนตินามีความเปลี่ยนแปลงของระดับพื้นผิวไม่เกิน 3 เมตร ตลอดระยะทางกว่า 1,300 กิโลเมตร\r\n\r\nนักสมุทรศาสตร์เชื่อว่าที่ราบทะเลลึกเหล่านี้เกิดจากการสะสมของตะกอนหนาทึบที่ทับถมอยู่เหนือพื้นมหาสมุทรซึ่งเดิมมีลักษณะขรุขระ ในบางแห่งยอดภูเขาไฟใต้ทะเลที่ถูกฝังอยู่ยังคงโผล่พ้นพื้นผิวขึ้นมา ทำให้เกิดความไม่เรียบบ้างในลักษณะภูมิประเทศ\r\n\r\nกระแสน้ำขุ่น (turbidity currents) เป็นกลไกสำคัญที่พัดพาตะกอนเหล่านี้มาทับถมบนพื้นทะเล มหาสมุทรแอตแลนติกมีที่ราบทะเลลึกกว้างขวางกว่ามหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากมีร่องลึกใต้ทะเลน้อยกว่า ซึ่งหมายความว่ามีจุดดักตะกอนน้อยกว่า ทำให้ตะกอนสามารถแผ่กระจายออกไปในวงกว้างได้มากกว่า\r\n\r\nพื้นมหาสมุทรแทบทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยชั้นตะกอน แม้จะพบตะกอนที่มีขนาดใกล้เคียงเม็ดทรายอยู่บ้าง แต่ตะกอนที่พบมากที่สุดคือโคลน ความหนาของชั้นตะกอนบนพื้นมหาสมุทรมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 500 ถึง 1,000 เมตร อย่างไรก็ตาม ในบริเวณร่องลึกใต้ทะเล ความลึกของตะกอนอาจสะสมได้ถึงเกือบ 10 กิโลเมตร เนื่องจากทำหน้าที่เป็นกับดักตะกอนตามธรรมชาติ\r\n\r\nภูเขาใต้ทะเล (Seamounts)\r\n\r\nพื้นมหาสมุทรยังประดับประดาไปด้วยยอดภูเขาไฟโดดเดี่ยวที่เรียกว่า ภูเขาใต้ทะเล ซึ่งสามารถสูงขึ้นมาหลายร้อยเมตรเหนือภูมิประเทศโดยรอบ ภูเขาใต้ทะเลจำนวนมากที่สุดพบได้ในมหาสมุทรแปซิฟิก\r\n\r\nภูเขาเหล่านี้บางส่วนเกิดจาก จุดร้อน (hotspots) ขณะที่บางแห่งเกี่ยวข้องกับแนวแยกของแผ่นเปลือกโลก (divergent plate boundaries) หากภูเขาไฟเหล่านี้เจริญเติบโตจนมีขนาดใหญ่พอ ก็อาจโผล่พ้นผิวน้ำกลายเป็นเกาะได้ ตัวอย่างของภูเขาไฟที่กลายเป็นเกาะ ได้แก่ หมู่เกาะฮาวาย ในมหาสมุทรแปซิฟิก และ หมู่เกาะอะซอเรส ในมหาสมุทรแอตแลนติก\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n3. สันเขากลางมหาสมุทร (Mid-Ocean Ridges)\r\n\r\nระบบสันเขากลางมหาสมุทรเป็นโครงสร้างภูมิประเทศที่ยาวที่สุดบนโลก โดยมีความยาวรวมมากกว่า 70,000 กิโลเมตร และครอบคลุมถึง 20% ของพื้นผิวโลก สันเขานี้แผ่ขยายผ่านมหาสมุทรสำคัญทุกแห่งทั่วโลก\r\n\r\nสันเขากลางมหาสมุทรเกิดจากกระบวนการแผ่ขยายของพื้นมหาสมุทร (seafloor spreading) โดยมีลักษณะเด่นคืออยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าบริเวณโดยรอบ มีแนวรอยเลื่อนจำนวนมาก และเต็มไปด้วยโครงสร้างภูเขาไฟที่ก่อตัวขึ้นบนเปลือกโลกใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น\r\n\r\nสันเขานี้มีความกว้างมาก โดยในบางพื้นที่อาจกว้างถึง 4,000 กิโลเมตร และในบางภูมิภาคอาจครอบคลุมพื้นที่ของพื้นมหาสมุทรถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nสันเขากลางมหาสมุทร\r\n\r\nสันเขากลางมหาสมุทรสูงกว่าพื้นที่รอบ ๆ ของแอ่งมหาสมุทรลึกประมาณ 2 ถึง 3 กิโลเมตร อย่างไรก็ตาม สันเขาเหล่านี้แตกต่างจากเทือกเขาบนแผ่นดินตรงที่เกิดจากการทับถมของชั้นหินบะซอลต์ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ซึ่งผ่านกระบวนการเลื่อนตัวและยกตัวขึ้น\r\n\r\nด้านข้างของสันเขาส่วนใหญ่มักเรียบและค่อย ๆ เอียงขึ้นอย่างช้า ๆ โดยมีความลาดชันน้อยกว่า 1 องศา แต่เมื่อเข้าใกล้สันยอดของสันเขา ภูมิประเทศจะเริ่มขรุขระมากขึ้น โดยรวมแล้ว สันเขากลางมหาสมุทรแบ่งออกเป็นช่วง ๆ ที่ถูกเลื่อนเยื้องกันด้วยรอยเลื่อนแปรสัณฐานขนาดใหญ่ (transform faults) ซึ่งในบางช่วงจะเป็นโครงสร้างที่ทรุดตัวลงลึก เรียกว่า หุบเขารอยแยก (rift valleys)\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก\r\n\r\nสันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก (Mid-Atlantic Ridge) เป็นสันเขากลางมหาสมุทรที่ได้รับการศึกษามากที่สุด โดยเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ที่จมอยู่ใต้น้ำ มีความสูงประมาณ 3,000 เมตรเหนือพื้นแอ่งมหาสมุทรลึกโดยรอบ\r\n\r\nในบางบริเวณ เช่น ประเทศไอซ์แลนด์ สันเขาแห่งนี้ได้ยกตัวสูงขึ้นจนโผล่พ้นผิวน้ำกลายเป็นแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม ตลอดแนวส่วนใหญ่ของความยาว สันเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติกยังคงอยู่ใต้น้ำที่ระดับความลึกประมาณ 2,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล\r\n\r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1747206121.png"],
    [54,5558,"What is anthrax?","Thu, 2025-05-08 14:36","http://www.stkc.go.th/node/5558",null,null,"โรคแอนแทรกซ์คืออะไร?\r\n\r\nโรคแอนแทรกซ์เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียที่สร้างสปอร์ที่เรียกว่า Bacillus anthracis โรคนี้เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (โรคที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน) ซึ่งมักเกิดกับสัตว์เคี้ยวเอื้อง (เช่น วัว แกะ และแพะ) แบคทีเรียชนิดนี้สร้างสารพิษที่มีฤทธิ์รุนแรงมากซึ่งเป็นสาเหตุของอาการต่างๆ และทำให้มีอัตราการเสียชีวิตสูง มนุษย์สามารถติดโรคนี้ได้จากสัตว์ที่ติดเชื้อหรือจากผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ปนเปื้อน\r\n\r\nโรคนี้พบได้ในส่วนต่างๆ ของโลก แต่ความถี่ของการระบาดนั้นแตกต่างกันไป สปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์อาจอยู่ในดินเป็นระยะเวลานานและโผล่ขึ้นมาใหม่เมื่อดินถูกรบกวน เช่น น้ำท่วม ฝนตกหนัก หรือดินถล่ม โดยทั่วไปโรคนี้จะกลับมาอีกครั้งเมื่อสัตว์เคี้ยวเอื้องกินสปอร์ของเชื้อเข้าไป\r\n\r\n \r\n\r\nโรคนี้ติดต่อได้อย่างไร? \r\n\r\nโดยทั่วไปแล้วโรคแอนแทรกซ์จะไม่แพร่กระจายจากสัตว์สู่สัตว์หรือจากคนสู่คน เมื่อสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ถูกกิน สูดดม หรือเข้าสู่ร่างกายผ่านรอยถลอกหรือบาดแผลบนผิวหนัง สปอร์ของเชื้ออาจงอก ขยายพันธุ์ และผลิตสารพิษได้ แมลงสามารถแพร่เชื้อแบคทีเรียระหว่างสัตว์ได้ อาหารสัตว์อาจปนเปื้อนเชื้อแอนแทรกซ์ได้หากมีส่วนผสมของกระดูกสัตว์ที่ติดเชื้อ มนุษย์สามารถติดเชื้อได้หากสัมผัสหรือเกี่ยวข้องกับการฆ่าสัตว์ที่ป่วย หรือสัมผัสกับผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ปนเปื้อน (เช่น เนื้อ เลือด ขนสัตว์ หนัง กระดูก) โรคแอนแทรกซ์ยังสามารถติดต่อได้จากอุบัติเหตุในห้องทดลอง นอกจากนี้ โรคแอนแทรกซ์ยังสามารถติดต่อได้จากผู้เสพยาที่ฉีดเฮโรอีนผ่านการฉีดเฮโรอีนที่ปนเปื้อน นอกจากนี้ เชื้อ Bacillus anthracis ยังอยู่ในรายชื่อเชื้อก่อโรคที่มีศักยภาพสูงเสมอมาในแง่ของสงครามชีวภาพและการก่อการร้ายทางชีวภาพ\r\n\r\n \r\n\r\nอาการทางคลินิกของโรคแอนแทรกซ์ในมนุษย์เป็นอย่างไร?\r\n\r\nโรคแอนแทรกซ์ในมนุษย์มี 3 รูปแบบ การประเมินทางการแพทย์และการรักษาอย่างรวดเร็วและเหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับโรคทั้ง 3 รูปแบบ\r\n\r\n- โรคแอนแทรกซ์ที่ผิวหนังหรือผิวหนังเป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด โดยปกติจะติดโรคนี้เมื่อผู้ที่มีผิวหนังแตก เช่น มีรอยบาดหรือถลอก สัมผัสกับสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์โดยตรง ตุ่มที่คันจะกลายเป็นแผลดำอย่างรวดเร็ว บางคนอาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ มีไข้ และอาเจียน\r\n\r\n- โรคแอนแทรกซ์ในระบบทางเดินอาหารเกิดจากการกินเนื้อสัตว์ที่ติดเชื้อ โดยอาการเริ่มแรกจะคล้ายกับอาหารเป็นพิษ แต่บางครั้งอาการอาจแย่ลงจนปวดท้องอย่างรุนแรง อาเจียนเป็นเลือด และท้องเสียอย่างรุนแรง\r\n\r\n- โรคแอนแทรกซ์ในมนุษย์ชนิดที่รุนแรงที่สุดและพบได้น้อยที่สุดคือโรคแอนแทรกซ์จากการหายใจเข้าหรือโรคแอนแทรกซ์ในปอด โรคชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อบุคคลสัมผัสกับสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์จำนวนมากที่ลอยอยู่ในอากาศโดยตรงและหายใจเอาสปอร์เหล่านั้นเข้าไป อาการแรกๆ จะคล้ายกับไข้หวัดธรรมดา แต่สามารถพัฒนาไปสู่อาการหายใจลำบากอย่างรุนแรงและช็อกได้อย่างรวดเร็ว\r\n\r\nในกรณีของโรคแอนแทรกซ์ที่ผิวหนัง มีความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะติดเชื้อโดยตรงจากรอยโรคบนร่างกายของบุคคลอื่น โรคแอนแทรกซ์ที่เกิดจากการสูดดมไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่สามารถติดต่อได้โดยการหายใจเอาสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์เข้าไปโดยตรงเท่านั้น ผู้ป่วยโรคแอนแทรกซ์ทุกรายต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์อาจได้รับการรักษาเพื่อป้องกันโรค เชื้อแอนแทรกซ์ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะได้ดี ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสั่งจ่ายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำทางการแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาปฏิชีวนะเสมอ ปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดและอย่าลดระยะเวลาการรักษา หากพบผลข้างเคียงจากการรักษา โปรดปรึกษาแพทย์ทันที ห้ามใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาอื่นใดเพื่อรักษาหรือป้องกันตนเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำทางการแพทย์ก่อน มีวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์หรือไม่? มีวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์สำหรับปศุสัตว์และมนุษย์แล้ว วัคซีนสำหรับสัตว์ใช้สำหรับควบคุมโรคแอนแทรกซ์ในปศุสัตว์ วัคซีนสำหรับมนุษย์มีปริมาณจำกัดและใช้เป็นหลักในการป้องกันบุคคลที่ได้รับเชื้อแอนแทรกซ์จากการทำงาน\r\n\r\n \r\n\r\nจะป้องกันโรคแอนแทรกซ์ได้อย่างไร?\r\n\r\nการป้องกันโรคในสัตว์จะช่วยปกป้องสุขภาพของมนุษย์ การทำลายวงจรการติดเชื้อเป็นพื้นฐานในการควบคุมโรคแอนแทรกซ์ในปศุสัตว์ หากทราบว่ามีแหล่งติดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น ควรกำจัดแหล่งดังกล่าวโดยเร็วที่สุด\r\n\r\nในกรณีที่เกิดกรณีหรือการระบาดในปศุสัตว์ มาตรการควบคุมประกอบด้วยการกำจัดซากสัตว์อย่างถูกต้อง การฆ่าเชื้อสถานที่และสิ่งของที่ใช้ทดสอบและกำจัดซากสัตว์ และเริ่มการรักษาและ/หรือการฉีดวัคซีนให้กับสัตว์อื่นตามความเหมาะสม วิธีการกำจัดที่ดีที่สุดคือการเผา ไม่ควรเปิดซากสัตว์ออก เนื่องจากการสัมผัสกับออกซิเจนจะทำให้แบคทีเรียสร้างสปอร์ได้\r\n\r\nการตรวจจับการระบาดในระยะเริ่มต้น การกักกันสถานที่ที่ได้รับผลกระทบ การทำลายสัตว์ที่เป็นโรคและสิ่งที่ปนเปื้อน และการนำขั้นตอนสุขอนามัยที่เหมาะสมมาใช้ในโรงฆ่าสัตว์และโรงงานผลิตนม จะช่วยรับประกันความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ตั้งใจจะบริโภคเพื่อมนุษย์\r\n\r\n \r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nWorld Health Organization (WHO)\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1748229444.png"],
    [55,5550,"ริ้นฝอยทราย พาหะโรคลิชมาเนีย","Mon, 2025-04-28 10:40","http://www.stkc.go.th/node/5550",null,"กรมควบคุมโรค","โซเชียลในตอนนี้ เผยแพร่โรคที่กำลังระบาด และกำลังแพร่กระจาย พบผู้ป่วยแล้วในทุกภาค แต่จะชุกชุมมากในภาคใต้ โรคนี้มีพาหะแพร่เชื้อเป็นแมลงชื่อ \"ริ้นฝอยทราย\" รูปร่างคล้ายยุง มักอาศัยอยู่ตามพื้นที่เกษตรกรรมที่มีต้นไม้เยอะอากาศร้อนชื้น รวมถึงพื้นที่ที่เป็นป่า อาการเริ่มแรกของผู้ติดเชื้อคือหลังจากโดนแมลงริ้นกัด ก็จะมีแผลผื่นคัน จนอาจลุกลามตามภาพ ยิ่งถ้าเป็นเด็ก และผู้สูงอายุที่ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีโรคประจำตัว โรคอาจส่งผลอวัยวะภายในอย่างตับและม้ามจนถึงขั้นต้องฉุกเฉินเข้าโรงพยาบาลได้ การป้องกันที่ดีที่สุดคือสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ถุงมือ ถุงเท้า รองเท้ามิดชิด และใช้ยาทา-พ่นกันแมลงเวลาที่ต้องเข้าพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่ป่า\r\n\r\nสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ระบุว่า โรคลิชมาเนีย  เป็นโรคติดเชื้อโปรโตซัว Leishmania spp.โดยมีริ้นฝอยทราย (Sandfl y) เป็นแมลงพาหะของโรค พบในประเทศทั้งแถบเขตร้อนและใกล้เขตร้อน พบผู้ป่วยประมาณ 14 ล้านคน อุบัติการณ์ 1.5 - 2 ล้านคน/ปีผู้ป่วยชายมากกว่าผู้ป่วยหญิง  ผู้ป่วยเสียชีวิตประมาณ 700,000 คน/ปีแต่การเป็นโรคที่ไม่ต้องแจ้งทำให้ข้อมูลทางระบาดวิทยาตํ่ากว่าเป็นจริง ประมาณ 3 เท่า\r\n\r\nลักษณะโรค\r\n\r\nโรคลิชมาเนีย (Leishmaniasis ) เป็นโรคจากการติดเชื้อปรสิตลิชมาเนีย มักเกิดจากการถูกริ้นฝอยทรายที่เป็นพาหะของเชื้อกัด ส่วนใหญ่จะแพร่ระบาดในบริเวณที่มีสภาพอากาศร้อนชื้นหรือกึ่งร้อนชื้น โดยเฉพาะแถบเอเชีย แอฟริกา หรืออเมริกาใต้ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละรายจะแสดงอาการป่วยแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ของเชื้อที่เข้าสู่ร่างกาย เช่น อาจเกิดแผลตรงผิวหนังบริเวณที่ถูกกัด เกิดแผลที่เยื่อบุจมูกหรือปาก ตับและม้ามโต ผิวซีด หรือเป็นไข้เรื้อรัง เป็นต้น\r\n\r\n \r\n\r\nสาเหตุ\r\n\r\nโรคลิชมาเนียเป็นโรคที่เกิดจากโปรโตซัวลิชมาเนีย (Leishmania) สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ผ่านการถูกริ้นฝอยทราย (sand fly) ที่มีเชื้อกัด เชื้อนี้ทำให้เกิดโรคหลายรูปแบบ ที่พบมากที่สุดคือชนิดที่มีผลต่อผิวหนัง หรือ ชนิดที่มีผลต่ออวัยวะภายใน\r\n\r\n \r\n\r\nวิธีการติดต่อ\r\n\r\nเกิดจากคนถูกแมลงริ้นฝอยทรายที่มีเชื้อปรสิต ลิชมาเนียกัด ภายหลังถูกกัด เชื้อปรสิตนี้จะเข้าไปอยู่ในเม็ดเลือดขาวชนิดที่เรียกว่า Macrophage ซึ่งในเม็ดเลือดขาวนี้ เชื้อฯจะแบ่งตัวรวดเร็วและมากมาย ส่งผลให้เม็ดเลือดขาวแตก หลังจากนั้นเชื้อฯก็จะแพร่กระจายสู่เม็ดเลือดขาวเซลล์อื่นๆต่อไป\r\n\r\n \r\n\r\nระยะฟักตัว\r\n\r\nระยะฟักตัวของโรคไม่แน่นอนอาจตั้งแต่ 2 - 3 วัน\r\n\r\n \r\n\r\nระยะติดต่อ\r\n\r\nเชื้อลิชมาเนียใช้เวลาในการเจริญเติบโตในริ้นฝอยทราย 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อและอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม การแพร่กระจายโรคเกิดขึ้นได้เมื่อริ้นฝอยทรายกัดดูดเลือดตั้งแต่ครั้งที่ 2 และเชื้ออยู่ได้นานถึง 10 วัน\r\n\r\n \r\n\r\nผู้ป่วยโรคลิชมาเนียแต่ละรายจะแสดงอาการป่วยแตกต่างกันไปตามชนิดของโรค ดังนี้\r\n\r\nโรคลิชมาเนียที่ผิวหนัง\r\n\r\nระยะแรกผู้ป่วยอาจสังเกตเห็นผื่นนูนคล้ายผดขึ้นบริเวณที่ถูกกัด จากนั้นผื่นอาจค่อย ๆ ขยายวงกว้างขึ้นและเกิดเป็นแผลตามมา โดยแผลอาจเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ แต่ส่วนใหญ่มักเป็นแผลขอบนูนและไม่เจ็บ ซึ่งรักษาให้หายเป็นปกติได้ค่อนข้างช้า ผู้ป่วยบางรายอาจใช้เวลารักษานานหลายเดือนหรือหลายปี และเมื่อแผลหายแล้วก็อาจทิ้งรอยแผลเป็นที่คล้ายแผลจากไฟไหม้เอาไว้\r\n\r\nโรคลิชมาเนียที่อวัยวะภายใน\r\n\r\nผู้ป่วยมักเริ่มแสดงอาการผิดปกติหลังถูกปรสิตที่มีเชื้อกัดไปแล้ว 2-6 เดือน โดยอาการบ่งชี้ของโรคนี้ ได้แก่\r\n\r\n\r\n\tน้ำหนักลด\r\n\tอ่อนเพลีย\r\n\tเป็นไข้เรื้อรัง ซึ่งอาจเป็นนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน\r\n\tตับหรือม้ามโต\r\n\tต่อมน้ำเหลืองโต\r\n\tมีภาวะเลือดออกผิดปกติ\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nการป้องกันโรค\r\n\r\nปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนชนิดใดที่สามารถป้องกันโรคนี้ได้ ดังนั้น ผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการติดโรคจึงควรป้องกันตัวริ้นฝอยทรายกัดตามคำแนะนำต่อไปนี้\r\n\r\n1. ภายนอกอาคาร\r\n\r\nสวมเสื้อแขนยาว กางเกงยายาว ถุงเท้า และเก็บชายเสื้อไว้ในกางเกงทายากันยุงหรือยากันแมลงที่ผิวทั้งบริเวณนอกร่มผ้าและในร่มผ้า โดยใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์หรือตามฉลากบนผลิตภัณฑ์อย่างเคร่งครัดหลีกเลี่ยงการออกนอกที่พักในเวลาพลบค่ำและรุ่งเช้า\r\n\r\n2. ภายในอาคาร\r\n\r\nใช้ยาฆ่าแมลงฉีดในที่พักอาศัยก่อนเข้าพักอาศัยอยู่ในที่พักที่มีประตู หน้าต่าง และมุ้งลวดปิดมิดชิดกางมุ้งก่อนเข้านอนเสมอ โดยตรวจดูให้แน่ใจว่ามุ้งไม่มีรูที่ตัวริ้นสามารถลอดเข้ามาได้\r\n\r\n \r\n\r\nการดูแลรักษา\r\n\r\nยารักษาโรคลิชมาเนีย เป็นยาในกลุ่มต้านเชื้อรา เช่น Pentavalent antimoniasis หรือ Amphotericin B เป็นต้น รวมไปถึงการผ่าตัด การรักษาตามอาการ เช่น ให้เลือดหากซีดมาก ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้ Liposornal Amphotericin B ชนิดฉีดครั้งเดียว ในการรักษาผู้ป่วยลิชมาเนีย แม้ว่าอาการไม่พึงประสงค์ของการใช้ยาจะน้อยกว่ายาตัวอื่น ๆ แต่ยังคงต้องใช้ความระมัดระวังและอยู่ในความดูแลของแพทย์\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nddc.moph\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1745811656.png"],
    [56,5536,"คุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของน้ำทะเล","Mon, 2025-04-21 11:19","http://www.stkc.go.th/node/5536",null,null,"โลกมักถูกขนานนามว่า “ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน” เนื่องจากเมื่อมองจากอวกาศ จะเห็นว่าโลกถูกปกคลุมด้วยมหาสมุทรเป็นส่วนใหญ่\r\nมหาสมุทรของโลกครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 71% ของพื้นผิวโลกทั้งหมด ขณะที่พื้นทวีปคิดเป็นเพียง 29% ที่เหลือเท่านั้น อย่างไรก็ตาม มหาสมุทรและทวีปไม่ได้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอทั่วโลก\r\n\r\nในซีกโลกเหนือ พื้นดินมีสัดส่วนมากกว่า โดยมหาสมุทรครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 61% ของซีกโลกนั้น ในขณะที่ใน ซีกโลกใต้ มหาสมุทรมีอิทธิพลครอบคลุมอย่างชัดเจน โดยกินพื้นที่ถึง 81% ของพื้นที่ทั้งหมดของซีกโลกนั้นเลยทีเดียว\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nความแตกต่างที่สำคัญระหว่างทวีปและแอ่งมหาสมุทร คือระดับความสูงโดยเฉลี่ยเมื่อเทียบกับระดับน้ำทะเล\r\nทวีปต่าง ๆ มีระดับความสูงเฉลี่ยเหนือระดับน้ำทะเลประมาณ 840 เมตร ในขณะที่มหาสมุทรมีความลึกเฉลี่ยอยู่ที่ 3,800 เมตร\r\n\r\nมหาสมุทรหลักของโลกมี 3 แห่ง ได้แก่ มหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก และ มหาสมุทรอินเดีย โดยมหาสมุทรแปซิฟิกถือว่าใหญ่ที่สุดอย่างทิ้งห่าง มีขนาดเกือบเท่ากับมหาสมุทรแอตแลนติกและอินเดียรวมกัน และยังบรรจุน้ำมากกว่าครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำในมหาสมุทรทั้งหมดของโลก\r\n\r\nแปซิฟิกยังเป็นมหาสมุทรที่ลึกที่สุด โดยมีความลึกเฉลี่ยประมาณ 3,940 เมตร ขณะที่ มหาสมุทรแอตแลนติก เป็นมหาสมุทรที่ตื้นที่สุด โดยมีความลึกเฉลี่ย 3,310 เมตร ซึ่งเป็นเพราะว่าแอตแลนติกมีทะเลที่ตื้นและอยู่ติดกันหลายแห่ง เช่น ทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก และ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน\r\nนอกจากนี้ แอตแลนติกยังมี ไหล่ทวีป (continental shelves) ที่กว้างขวางตามแนวชายฝั่งจำนวนมาก ซึ่งมหาสมุทรแปซิฟิกไม่มีในระดับเดียวกัน\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nสมุทรศาสตร์ (Oceanography) เป็นสาขาหนึ่งของวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาทุกแง่มุมของมหาสมุทรโลก นักสมุทรศาสตร์โดยทั่วไปจะแบ่งโครงสร้างของมหาสมุทรในบริเวณน้ำลึกออกเป็น 3 ชั้นหลัก ได้แก่:\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tเขตผิวหน้าที่มีการผสม (surface mixed zone)\r\n\t\r\n\t\r\n\tเขตเปลี่ยนผ่าน (transition zone หรือ thermocline)\r\n\t\r\n\t\r\n\tเขตน้ำลึก (deep zone)\r\n\t\r\n\r\n\r\nเขตผิวหน้าที่มีการผสม เป็นชั้นที่อบอุ่นที่สุด เนื่องจากเป็นบริเวณที่ได้รับพลังงานแสงอาทิตย์โดยตรง การเคลื่อนที่ของคลื่นและกระแสน้ำทำให้น้ำในชั้นนี้มีอุณหภูมิที่ใกล้เคียงกันอย่างสม่ำเสมอ ความหนาและอุณหภูมิของชั้นนี้จะแตกต่างกันไปตามละติจูดและฤดูกาล\r\n\r\nถัดลงมาคือ ชั้นเปลี่ยนผ่าน หรือที่เรียกว่า เทอร์โมไคลน์ (thermocline) ซึ่งอุณหภูมิจะลดลงอย่างรวดเร็วจากชั้นบน\r\n\r\nใต้เทอร์โมไคลน์ลงไปคือ ชั้นน้ำลึก (deep zone) ซึ่งเป็นบริเวณที่น้ำมีอุณหภูมิต่ำมาก โดยทั่วไปแล้ว ที่ระดับความลึกมากกว่า 1,500 เมตร น้ำทะเลจะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 4°C อย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากมหาสมุทรมีความลึกเฉลี่ยถึง 3,800 เมตร นั่นหมายความว่า น้ำส่วนใหญ่ในมหาสมุทรมีอุณหภูมิใกล้จุดเยือกแข็ง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ในบริเวณเขตขั้วโลก (polar latitudes) น้ำผิวหน้าจะมีอุณหภูมิต่ำอยู่แล้ว และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิตามความลึกนั้นมีน้อย จึงทำให้โครงสร้างสามชั้นนี้ไม่สามารถใช้ได้กับพื้นที่ดังกล่าว\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nน้ำทะเลโดยพื้นฐานแล้วคือน้ำที่ผสมกับสารละลายของเกลือแร่ต่าง ๆ อย่างซับซ้อน\r\nเกลือเหล่านี้คิดเป็นประมาณ 3.5% โดยน้ำหนัก ของน้ำทะเล แม้เปอร์เซ็นต์นี้อาจดูน้อย แต่ปริมาณเกลือที่อยู่ในมหาสมุทรนั้นมหาศาลมาก หากน้ำทะเลทั้งหมดถูกทำให้ระเหยหมด จะเหลือเกลือที่สามารถปกคลุมพื้นมหาสมุทรเป็นชั้นหนาได้ถึง 60 เมตร\r\n\r\nในสารละลายเกลือของน้ำทะเลนั้น มีธาตุต่าง ๆ ผสมอยู่หลายชนิด โดย โซเดียมคลอไรด์ (sodium chloride) หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ เกลือแกง เป็นเกลือที่พบมากที่สุด คิดเป็นเกือบ 70% ขององค์ประกอบทั้งหมดในสารละลายเกลือของน้ำทะเล\r\n\r\nเมื่อรวม โซเดียมคลอไรด์ กับเกลืออีก 3 ชนิดที่พบมากรองลงมา ได้แก่\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tแมกนีเซียมคลอไรด์ (magnesium chloride)\r\n\t\r\n\t\r\n\tโซเดียมซัลเฟต (sodium sulfate)\r\n\t\r\n\t\r\n\tแคลเซียมคลอไรด์ (calcium chloride)\r\n\tทั้ง 4 ชนิดนี้จะรวมกันคิดเป็นประมาณ 99% ขององค์ประกอบในน้ำทะเลทั้งหมด\r\n\t\r\n\r\n\r\nแม้ว่าองค์ประกอบที่เหลือจะพบเพียงเล็กน้อยในรูปของร่องรอย (trace elements) แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสภาพเคมีของน้ำทะเลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตในทะเล\r\n\r\nสัดส่วนขององค์ประกอบหลักในเกลือทะเลยังคงค่อนข้างคงที่ ไม่ว่าจะเก็บตัวอย่างน้ำทะเลจากที่ใดก็ตามในมหาสมุทร\r\nดังนั้น การเปลี่ยนแปลงของระดับความเค็ม (salinity) ในน้ำทะเลจึงเกิดขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำ ในสารละลายเป็นหลัก\r\n\r\nในพื้นที่ที่มีการระเหยของน้ำมากกว่าปริมาณฝนอย่างชัดเจน เช่น อ่าวเปอร์เซีย (Persian Gulf) หรือ ทะเลแดง (Red Sea) ความเค็มอาจสูงเกิน 42% ในทางตรงกันข้าม ในพื้นที่ที่ได้รับน้ำจืดจำนวนมากจากแม่น้ำหรือฝน เช่น ทะเลบอลติก (Baltic Sea) ระดับความเค็มมักจะต่ำกว่า 10%\r\n\r\nโดยทั่วไป ความเค็มของน้ำในมหาสมุทรเปิดจะอยู่ในช่วงประมาณ 33% ถึง 37%\r\n\r\nแหล่งกำเนิดหลักของเกลือในทะเลคืออะไร?\r\nคำตอบคือ การผุพังทางเคมีของหินบนทวีป ซึ่งทำให้แร่ธาตุและเกลือต่าง ๆ ถูกชะล้างลงสู่มหาสมุทรผ่านลำธารและแม่น้ำ โดยมีปริมาณประมาณ 2.5 พันล้านตันต่อปี\r\n\r\nแม้ว่าแม่น้ำจะส่งเกลือเข้าสู่มหาสมุทรอย่างต่อเนื่อง แต่ ระดับความเค็มของน้ำทะเลไม่ได้เพิ่มขึ้น เพราะเกลือถูกกำจัดออกจากน้ำทะเลในอัตราเร็วพอ ๆ กับที่มันถูกเติมเข้าไป\r\n\r\nบางธาตุถูกดึงออกจากน้ำทะเลโดยสิ่งมีชีวิต เช่น พืชและสัตว์ที่ใช้เกลือในการสร้างโครงสร้างแข็ง (เช่น เปลือกหรือกระดูก) ขณะที่ธาตุอื่น ๆ จะถูกกำจัดออกจากน้ำทะเลโดยกระบวนการตกตะกอนทางเคมี กลายเป็นตะกอนที่สะสมอยู่ใต้ทะเล\r\n\r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1745218529.png"],
    [57,5535,"ความสัมพันธ์ของกระแสน้ำในมหาสมุทรกับภูมิอากาศของโลก","Mon, 2025-04-21 10:46","http://www.stkc.go.th/node/5535",null,null,"โดยภาพรวมแล้ว กระแสน้ำในมหาสมุทรมีบทบาทสำคัญในการรักษาสมดุลความร้อนของโลก กระแสน้ำทำหน้าที่ถ่ายเทความร้อนจากบริเวณเขตร้อน (ซึ่งมีความร้อนสะสมอยู่มากเกินไป) ไปยังบริเวณขั้วโลกที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า (ซึ่งมีความร้อนสะสมอยู่น้อย) และในทางกลับกัน การเคลื่อนที่ของกระแสน้ำในมหาสมุทรคิดเป็นประมาณ 25% ของการขนส่งความร้อนนี้ ในขณะที่ อีก 75% ที่เหลือเกิดจากการเคลื่อนที่ของลม\r\n\r\n\r\n\r\nกระแสน้ำในมหาสมุทรยังมีบทบาทเฉพาะเจาะจงมากขึ้นในด้านภูมิอากาศของโลก\r\nกระแสน้ำอุ่นที่ไหลขึ้นไปยังเขตละติจูดสูง (ไปทางขั้วโลก) มีผลช่วย ปรับให้อากาศอบอุ่นขึ้น ในภูมิภาคที่มันไหลผ่าน โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ตัวอย่างเช่น กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ซึ่งเปลี่ยนเป็น กระแสน้ำแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Drift) มีส่วนช่วยให้อากาศในบริเวณเกาะบริเตนใหญ่และยุโรปตะวันตก อบอุ่นกว่าที่ควรจะเป็นตามตำแหน่งละติจูด\r\n\r\nเมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งตั้งอยู่ในละติจูดที่สูงกว่าเมืองเซนต์จอห์นส์ รัฐนิวฟันด์แลนด์ของแคนาดา ยังมีอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมกราคมอยู่ที่ 6°C ขณะที่เซนต์จอห์นส์มีอุณหภูมิเฉลี่ยเพียง -1°C เท่านั้น\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nสิ่งนี้เป็นผลมาจากการที่กรุงลอนดอนตั้งอยู่ในเส้นทางของกระแสน้ำแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Drift)\r\nและไม่ใช่เพียงแค่เมืองที่ตั้งอยู่ใกล้มหาสมุทรเท่านั้นที่ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ซึ่งตั้งอยู่ที่ละติจูด 52° เหนือ มีอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมกราคมเท่ากับ นครนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา ที่ตั้งอยู่ในละติจูด 40° เหนือ ซึ่งอยู่ใต้กว่าถึง 12 องศา\r\n\r\nเหตุผลก็เพราะว่า ลมประจำตะวันตก (Prevailing Westerlies) พัดพาอุณหภูมิที่อบอุ่นจากกระแสน้ำแอตแลนติกเหนือเข้าสู่แผ่นดินลึก ทำให้เมืองต่าง ๆ ที่อยู่ห่างจากชายฝั่งทะเลก็ยังคงได้รับผลกระทบจากความอบอุ่นของกระแสน้ำนี้เช่นกัน\r\n\r\n \r\n\r\nกระแสน้ำเย็นในมหาสมุทรยังส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของภูมิภาคต่าง ๆ\r\nบางภูมิภาคเขตร้อนได้รับผลกระทบอย่างมากจากกระแสน้ำเย็นเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น กระแสน้ำฮัมโบลต์ (Humboldt Current) ซึ่งทำให้อุณหภูมิของชายฝั่งเปรูลดลงอย่างมาก ในลักษณะเดียวกัน กระแสน้ำเบนกูเอลา (Benguela Current) ก็ทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศนามิเบียและแองโกลาเย็นลง\r\n\r\nนอกจากจะมีผลต่ออุณหภูมิของพื้นที่ชายฝั่งแล้ว กระแสน้ำเย็นเหล่านี้ยังส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศของภูมิภาคในด้านอื่น ๆ ด้วย เช่น กระแสน้ำเย็นในมหาสมุทรมีส่วนทำให้ความแห้งแล้งของทะเลทรายชายฝั่งในเขตร้อนเพิ่มขึ้น จึงทำให้พื้นที่เช่น ทะเลทรายอาตากามา (Atacama Desert) ในประเทศเปรู กลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่แห้งแล้งที่สุดในโลก\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nสิ่งนี้เกิดจากน้ำทะเลเย็นที่อยู่ห่างจากชายฝั่งทำให้อากาศชั้นล่างเย็นลง\r\nซึ่งทำให้อากาศมีความเสถียรและต้านทานการเคลื่อนที่ขึ้นของอากาศที่จำเป็นในการสร้างเมฆที่ต้องใช้สำหรับฝน นอกจากนี้ กระแสน้ำเย็นเหล่านี้ยังทำให้อุณหภูมิของอากาศผิวหน้ามักจะลดลงถึงจุดน้ำค้าง (อุณหภูมิที่ไอน้ำในอากาศควบแน่นเป็นหยดน้ำ) ผลลัพธ์ก็คือ ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงและมีหมอกหนา ดังนั้น เมืองลิมา ประเทศเปรู จึงมีหมอกปกคลุมเกือบตลอด 6 เดือนในปี (ในท้องถิ่นเรียกว่า \"การัว\" หรือ Garua)\r\n\r\nดังนั้น ในพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่คาดว่าจะพบทะเลทรายเขตร้อนที่ร้อนและแห้ง แต่กลับพบทะเลทรายที่เย็นและชื้นมากกว่า\r\n\r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1745218587.png"],
    [58,5534,"กระแสธารใหญ่แห่งมหาสมุทร","Mon, 2025-04-21 10:25","http://www.stkc.go.th/node/5534",null,null,"มหาสมุทรสำคัญของโลกนั้นเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nผิวน้ำของมหาสมุทรส่วนใหญ่ถูกขับเคลื่อนโดยกระแสลม เมื่อลมพัดผ่าน พลังงานจากอากาศที่เคลื่อนที่ก็จะถูกถ่ายทอดมายังผิวน้ำผ่านแรงเสียดทาน ซึ่งทำให้ชั้นผิวน้ำเริ่มเคลื่อนที่ ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของลมในการก่อให้เกิดกระแสน้ำผิวหน้า คือบริเวณมหาสมุทรอินเดียตอนเหนือ ซึ่งเกิดการเปลี่ยนทิศทางลมตามฤดูกาล หรือที่รู้จักกันในชื่อ ลมมรสุมฤดูร้อนและฤดูหนาว เมื่อลมเปลี่ยนทิศ กระแสน้ำผิวหน้าก็จะเปลี่ยนทิศทางตามไปด้วย\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการเคลื่อนที่ของผิวน้ำในมหาสมุทร หรือที่เรียกว่ากระแสน้ำ คือ การหมุนของโลก\r\nการหมุนของโลกทำให้วัตถุหรือของไหลที่เคลื่อนที่อย่างอิสระ รวมถึงลม ถูกเบนทิศทางออกจากแนวการเคลื่อนที่เดิม — โดยจะเบนไปทางขวาในซีกโลกเหนือ และไปทางซ้ายในซีกโลกใต้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ผลโคริโอลิส (Coriolis Effect) ตั้งชื่อตามนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้ค้นพบ\r\nผลโคริโอลิสมีผลต่อ “ทิศทาง” เท่านั้น ไม่ส่งผลต่อ “ความเร็ว” และจะส่งอิทธิพลรุนแรงที่สุดบริเวณขั้วโลก และค่อย ๆ อ่อนกำลังลงเมื่อเข้าใกล้เส้นศูนย์สูตร ด้วยเหตุนี้ ทิศทางของกระแสน้ำในมหาสมุทรจึงไม่สอดคล้องกับทิศทางลมอย่างสมบูรณ์\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nกระแสน้ำเส้นศูนย์สูตร (Equatorial Currents) คือกระแสน้ำสองสายที่เคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันตก ซึ่งพบได้ทั้งทางตอนเหนือและตอนใต้ของเส้นศูนย์สูตร กระแสน้ำเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนหลัก ๆ โดยลมค้า (Trade Winds) ที่พัดจากตะวันออกเฉียงเหนือในซีกโลกเหนือ และจากตะวันออกเฉียงใต้ในซีกโลกใต้ อันเป็นผลมาจาก ปรากฏการณ์โคริโอลิส (Coriolis Effect) กระแสน้ำจึงถูกเบนทิศทางเข้าหาขั้วโลก ทำให้เกิดวงน้ำหมุน (gyres) ขนาดใหญ่ที่หมุนตามเข็มนาฬิกาในซีกโลกเหนือ และทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกใต้ รูปแบบการไหลเกือบเป็นวงกลมเหล่านี้สามารถพบได้ในแอ่งมหาสมุทรหลักของโลกแต่ละแห่ง\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nกระแสน้ำผิวมหาสมุทรที่รู้จักกันดีที่สุดและได้รับการศึกษามากที่สุด คือ \"กระแสน้ำกัลฟ์สตรีม\" (Gulf Stream)\r\nเมื่อกระแสน้ำเส้นศูนย์สูตรเหนือในมหาสมุทรแอตแลนติกถูกเบนขึ้นทางเหนือผ่านทะเลแคริบเบียน มันจะกลายเป็นกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม กระแสน้ำสายนี้ไหลต่อขึ้นไปตามชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา และได้รับแรงเสริมจากลมประจำตะวันตก (Prevailing Westerlies) จนกระแสน้ำเบนไปทางทิศตะวันออก (ทางขวา) ระหว่างรัฐทางตอนใต้และตอนเหนือของประเทศ\r\n\r\nเมื่อกัลฟ์สตรีมไหลต่อไปในทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กระแสน้ำจะค่อย ๆ แผ่กว้างออกและช้าลง จนกลายเป็นกระแสน้ำขนาดใหญ่ที่เคลื่อนตัวช้า เรียกว่า กระแสน้ำแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Drift)\r\nเมื่อกระแสน้ำนี้เข้าใกล้ยุโรปตะวันตก มันจะแตกออกเป็นสองสาย – สายหนึ่งไหลขึ้นเหนือผ่านบริเวณเกาะบริเตนใหญ่ ไอซ์แลนด์ และนอร์เวย์ โดยนำความร้อนไปยังพื้นที่ที่ปกติจะมีอากาศหนาวเย็น ส่วนอีกสายหนึ่งไหลลงใต้ กลายเป็น กระแสน้ำคะแนรีส์ (Canaries Current) และในที่สุดจะไปรวมกับกระแสน้ำเส้นศูนย์สูตรเหนืออีกครั้ง ทำให้เกิดการไหลเวียนแบบวงแหวน (gyre) ที่สมบูรณ์\r\n\r\n       \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1745206087.png"],
    [59,5533,"เครื่องวัดความไหวสะเทือนทำงานอย่างไร","Mon, 2025-04-21 10:08","http://www.stkc.go.th/node/5533","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null," เครื่องวัดความไหวสะเทือนทำงานอย่างไร\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nการศึกษาการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวเรียกว่า ไซสโมโลจี (seismology) ไซสโมกราฟ (seismographs) เป็นเครื่องมือที่ใช้บันทึกคลื่นของแผ่นดินไหว เครื่องไซสโมกราฟนี้ มีหลักการง่ายๆคือ ให้มีตุ้มน้ำหนักห้อยแบบอิสระ อยู่บนตัวยึด (ดูภาพประกอบ)โดยตุ้มนี้จะแตะกับชั้นหินแข็งชั้นล่าง (bedrock) เมื่อมีคลื่นการไหวสะเทือนของแผ่นดินผ่านเข้ามา (แม้ว่าการเกิดแผ่นดินไหวอาจอยู่ห่างจากจุดวัดก็ได้) ก็จะส่งแรงผ่านตุ้มน้ำหนัก และผ่านตัวยึด เนื่องด้วยตุ้มน้ำหนักมีความเฉื่อย ทำให้ตัวมันไม่เคลื่อนที่แต่จะส่งแรงที่ได้รับจากเปลือกโลกไปทำให้ตัวยึดสั่น แรงไหวของแผ่นดินก็จะบันทึกลงบนแผ่นหมุน ซิสโมกราฟนี้เป็นตัวขยายและบันทึกการเคลื่อนไหวของแผ่นดินนั่นเอง ข้อมูลที่ได้จากเครื่องไซสโมกราฟ นี้เรียกว่า ไซสโมแกรม ซึ่งให้ข้อมูลการเคลื่อนไหวของแผ่นดินมากมาย ทำให้เรารู้ว่าคลื่นแผ่นดินไหว (seismic wave) มี สองแบบใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อแผ่นดินเลื่อนออกจากกันตรงบริเวณรอยเลื่อน อันได้แก่ คลื่นผิวพื้น (surface wave) และ คลื่นหลัก (body wave)\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1745300036.png"],
    [60,5532,"ทำความรู้จัก ‘ลมวนเย็น (Cold Vortex)’","Thu, 2025-04-17 13:32","http://www.stkc.go.th/node/5532","วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ",null,"FYI Today! จะกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2568 ที่ประเทศจีนมีมวลอากาศเย็นที่พัดผ่านกรุงปักกิ่งและพื้นที่ทางตอนเหนือของจีน ส่งผลให้เกิดลมแรงและพายุทรายอย่างกว้างขวาง ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของจีนได้ออกประกาศเตือนภัยลมแรงระดับสีส้มเป็นครั้งแรกในรอบสิบปี โดยคาดว่าลมกระโชกแรงในบางพื้นที่อาจแตะระดับ 13 ซึ่งมีความรุนแรงขนาดที่สามารถทำลายทรัพย์สินบนบกได้ โดยหม่า ซวี่ข่วน นักพยากรณ์อาวุโสของศูนย์พยากรณ์อากาศระบุว่าลมแรงในครั้งนี้เกิดจาก \"ลมวนเย็น (Cold Vortex)\" stkc เลยจะพามารู้จักกับ ลมวนเย็น (Cold Vortex)\r\n\r\nPolar Vortex หรือเรียกอีกอย่างว่า ลมวนขั้วโลก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความกดอากาศต่ำขนาดใหญ่และมีอากาศหนาวเย็น โดยอยู่บริเวณขั้วโลกใต้และขั้วโลกเหนือ โดยมี Polar Jet Stream หรือกระแสลมที่พัดจากตะวันตกสู่ตะวันออกคอยขวางกั้นอากาศเย็นของบริเวณขั้วโลกและอากาศอุ่นของบริเวณเขตร้อน หรือเรียกได้ว่า เป็นกำแพงลมคอยขวางกั้นไม่ให้อากาศเย็นแผ่ไปสู่พื้นที่อื่นๆ\r\nโดยปกติแล้ว Polar Vortex จะมีการขยายตัวมากที่สุดและรุนแรงที่สุดในช่วงฤดูหนาว ทำให้ภูมิภาคอเมริกา ยุโรป และเอเชียทางตอนเหนือ มีอากาศเย็นจัดและหิมะตกหนัก และเมื่ออุณหภูมิระหว่างขั้วโลกและบริเวณเขตร้อนต่างกันมากที่สุด หรือตรงกับช่วงฤดูร้อน Polar Vortex จะอ่อนกำลังลง\r\n\r\nPolar Vortex ปรากฏการณ์ ผลพวงจากภาวะโลกร้อน\r\nสิ่งที่ทำให้ ปรากฏการณ์ Polar Vortex นี้เป็นที่พูดถึงเป็นวงกว้างนั้น เกิดจากปรากฏการณ์นี้มาในช่วงเวลาที่ผิดปกติ ซึ่งหลายคนได้คาดการณ์ว่าเป็นสาเหตุมาจาก ภาวะโลกร้อน\r\nทว่านักวิจัยจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ (NOAA), Amy Butler กล่าวว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าปรากฏการณ์นี้เกิดจากภาวะโลกร้อนหรือไม่เนื่องจากไม่ได้มีการเก็บข้อมูลจากการสังเกตชั้นบรรยากาศ Stratosphere ในระยะยาว แต่จากการเก็บข้อมูลในระยะสั้น และการทดลองสภาพภูมิอากาศด้วยแบบจำลอง Stratosphere ทำให้เห็นว่าอุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นส่งผลให้ Polar Jet Stream นั้นอ่อนกำลังลง\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nmgr online\r\n\r\nกรุงเทพธุรกิจ\r\n\r\nthairath\r\n\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1744871535.png"],
    [61,5531,"ความเสียหายจากแผ่นดินไหว","Thu, 2025-04-17 13:29","http://www.stkc.go.th/node/5531",null,null,"ตามที่ทราบมาแล้วว่า ขนาดของแผ่นดินไหวนั้นวัดจากขนาดความกว้างที่สุดของคลื่นที่วัดได้จากเครื่องวัดคลื่นแผ่นดินไหวหรือไซสโมแกรม อย่างไรก็ดีความเสียหายหรือความพินาศที่เราได้รับจากแผ่นดินไหวนั้นไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยความรุนแรงที่วัดเพียงอย่างเดียว แม้ว่าขนาดความรุนแรงจะเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างชัดเจน แต่ก็ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอีกหลายอย่าง ระยะทางระหว่างศูนย์กลางแผ่นดินไหวกับบริเวณที่มีประชากรหนาแน่น ถ้าบริเวณดังกล่าวอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว (epicenter) มากเท่าใดความเสียหายก็เกิดมากขึ้นเท่านั้น แรงทำลายที่เกิดจากแผ่นดินไหวอย่างหนึ่งคือ การสั่นสะเทือนของพื้นดิน พลังงานที่ปล่อยออกมาจากแผ่นดินไหวนั้นทำให้แผ่นดินไหวสะเทือนแบบซับซ้อน ทั้งไหวทางขึ้น – ลง และ ไหวทางด้านข้าง จำนวนสิ่งปลูกสร้างที่เสียหายถูกทำลายด้วยการสั่นของพื้นดินนั้นมีองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน เช่น ความรุนแรงของแผ่นดินไหว(intensity) ระยะเวลาของการสั่นสะเทือน (นานมากน้อยเพียงใด) การออกแบบและวัสดุที่ใช้สำหรับสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nโดยปกติแล้ว เมื่อเกิดแผ่นดินไหวที่จัดว่ารุนแรง (high) ตามมาตราริกเตอร์นั้น นับว่าก่อความเสียหายที่สุด และแผ่นดินไหวยิ่งไหวนานก็ยิ่งเสียหายมาก แผ่นดินไหวส่วนใหญ่จะไหวสะเทือนประมาณไม่ถึง 1 นาที แผ่นดินไหวที่ซานฟรานซิสโกในปี 1989 (พ.ศ. 2532) มีการไหวสะเทือนประมาณ 15 วินาทีเท่านั้น แต่แผ่นดินไหวที่เกิดที่อลาสก้าในปี 1964 (พ.ศ. 2507) มีการไหวนานถึง 3-4 นาที และทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างขนาดใหญ่ ความแข็งแรง การออกแบบโครงสร้างของสิ่งปลูกสร้างมีผลต่อความเสียหายที่เกิดจากแผ่นดินไหว\r\n\r\n\r\n\r\nวิศวกรได้เรียนรู้ว่าการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีโครงสร้างที่แข็งแรง จะอันตรายไม่ปลอดภัยเมื่อมีแผ่นดินไหว ในทางกลับกันสิ่งปลูกสร้างที่มีโครงสร้างเป็นไม้ จะมีความยืดหยุ่นและได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวน้อยกว่า ในส่วนของลักษณะดิน ที่สิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่จะมีความสำคัญมาก ในด้านที่ว่าสิ่งปลูกสร้างจะทนทานต่อการไหวของแผ่นดินไหวได้มากเพียงใด แผ่นดินที่อ่อนโดยปกติ จะมีคุณสมบัติที่เพิ่มการไหวสะเทือนของแผ่นดินมากกว่าแผ่นดินพื้นหินแข็ง ดังนั้นสิ่งปลูกสร้างที่สร้างบนภูมิประเทศพื้นที่แข็งกว่าจะเสียหายน้อยกว่า ในขณะที่พื้นที่เป็นตะกอนอ่อนที่อิ่มตัวด้วยน้ำจะเป็นเขตที่อันตรายมากว่าเมื่อมีการเกิดแผ่นดินไหว ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากแผ่นดินไหวในเขตนี้จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “กลายเป็นน้ำ” ได้ ซึ่งอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้ว่า แผ่นดินอ่อนที่มีความคงตัวในตอนแรก นั้นเมื่อเกิดแผ่นดินไหวก็จะ “เหลว” ทำให้ไม่สามารถที่จะรองรับสิ่งปลูกสร้างใดๆได้ ทำให้สิ่งปลูกสร้างพังลงมา ความเสียหายอีกอย่าง เกิดจากคลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวในทะเล ที่รู้จักกันในชื่อ ซึนามิ (Tsunami) หรือ คลื่นยักษ์ (tidal wave) อย่างไรก็ตามการเรียกว่า ไทเดิล หรือ tidal นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะ ไทเดิล หมายถึง น้ำขึ้นน้ำลงที่มีผลมาจากแรงดึงดูดของโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ แต่คลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวในทะเลนั้นไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับ ดวงอาทิตย์ และ ดวงจันทร์ ซึนามิสามารถทำให้เกิดภัยพิบัติใหญ่หลวงรวมทั้งการล้มตายของผู้คนจำนวนมากได้ แผ่นดินไหวที่อลาสก้าในปี 1964 (พ.ศ. 2507) ทำให้มีคนตายจากคลื่นซึนามิ 107 คน ขณะที่มีคนตายจากการไหวบนพื้นดินเพียง 9 คน ยิ่งกว่านั้นซึนามิที่เกิดเมื่อ 26 ธันวาคม 2547 ทำให้มีคนตายในหลายประเทศทั่วโลกไม่น้อยกว่า 250,000 คน โดยไม่อาจรู้จำนวนที่แท้จริงของผู้เสียชีวิต\r\n\r\n\r\n\r\nส่วนใหญ่ซึนามิเกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ตามแนวรอยเลื่อน (fault) ของพื้นสมุทร หรืออาจเกิดจากพื้นดินใต้ท้องทะเลมีการเลื่อนตัวจากการเกิดแผ่นดินไหว เมื่อคลื่นซึนามิเกิดขึ้นมันสามารถเดินทางด้วยความเร็วมหาศาล ระหว่าง 500–1,000 กม. ต่อชั่วโมง และโดยทั่วไปไม่สามารถบอกได้ว่าจะเกิดซึนามิได้จากการสังเกตทะเลเปิด เพราะคลื่นนี้มีความสูงน้อยกว่า 1 เมตร และมีความห่างของยอดคลื่นที่ 100–700 กม. แต่เมื่อซึนามินี้เคลื่อนตัวเข้าหาฝั่งบริเวณที่ตื้น จะเคลื่อนตัวช้าลง และจะเพิ่มความสูงคลื่นได้กว่า 30 เมตร เมื่อยอดซึนามิมาถึงชายฝั่งจะเพิ่มความสูง ทำให้ระดับน้ำทะเลบริเวณนั้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดการล้นไหลเชี่ยวขึ้นไปบนฝั่ง และทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า\r\n\r\n\r\n\r\nอีกรูปแบบของความเสียหายที่มากับแผ่นดินไหว คือ การเกิดไฟไหม้ ไฟที่ไหม้เกิดขึ้นมาจากท่อก๊าซ และสายไฟที่สั่นสะเทือน จากการเคลื่อนตัวของแผ่นดิน ความเสียหายจากแผ่นดินไหวในซานฟรานซิสโกเมื่อปี ค.ศ. 1906 (พ.ศ. 2449) เกิดจากไฟไหม้ที่ทำลายใจกลางเมืองที่มีอาคารสร้างด้วยไม้และอิฐ ในปี ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) แผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น ที่ทำให้เกิดไฟไหม้ถึง 250 แห่ง ทำลายเมืองโยโกฮามาจนเรียบ รวมทั้งทำลายเมืองโตเกียวไปอีกครึ่งเมือง ทั้งยังทำให้ผู้คนเสียชีวิต กว่า 1 แสนคน\r\n\r\n \r\n\r\nมาตราความรุนแรงของแผ่นดินไหว\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\tระดับความรุนแรง\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\tผลของแผ่นดินไหว\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\tจำนวนครั้งที่เกิด\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\tโดยประมาณใน แต่ละปี\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t2.5 หรือต่ำกว่า\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\tปกติไม่รู้สึกแต่สามารถตรวจจับด้วยเครื่องวัดคลื่นแผ่นดินไหว\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t900,000\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t2.5 – 5.4\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\tรู้สึกได้ แต่ไม่ค่อยเกิดความเสียหายมากนัก\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t30,000\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t5.5 – 6.0\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\tเกิดความเสียหายต่ออาคารสิ่งปลูกสร้างต่างๆ\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t500\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t6.1 – 6.9\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\tอาจเกิดความเสียหายได้มากในบริเวณที่มีชุมชนหนาแน่น\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t100\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t7.0 – 7.9\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\tแผ่นดินไหวรุนแรง เกิดความเสียหายได้มากมาย\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t20\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t8.0 หรือมากกว่า\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\tแผ่นดินไหวใหญ่ สามารถทำลายชุมชนที่ไม่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวให้พินาศย่อยยับได้\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\tทุกๆ 5-10 ปี\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\r\n\r\n\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหว\r\n\r\n        แผ่นดินไหวสามารถจัดระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวตามขนาดของมันได้ดังนี้\r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tระดับ\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tขนาด\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tร้ายแรงมาก\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t8 หรือสูงกว่า\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tแรงมาก\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t7 - 7.9\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tแรง\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t6 - 6.9\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tพอประมาณ\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t5 - 5.9\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tเบา\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t4 - 4.9\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tอ่อน\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t3 -3.9\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1745204084.png"],
    [62,5530,"ขนาดของแผ่นดินไหว","Thu, 2025-04-17 13:21","http://www.stkc.go.th/node/5530",null,null,"มนุษย์เรามีประสบการณ์การเกิดแผ่นดินไหวมานานนับพันปี แต่เพิ่งจะมีระบบที่แม่นยำในการวัดขนาด และพลังร้ายแรงของแผ่นดินไหว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1935 (พ.ศ. 2478)เท่านั้น ในปี ค.ศ. 1935 (พ.ศ. 2478) ชาร์ล ริกเตอร์ (Charles Richter) สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอเนีย (California Institute of Technology) ได้นำเสนอแนวคิดของ ขนาดของแผ่นดินไหว (earthquake magnitude) ซึ่งขนาดของแผ่นดินไหวนี้ เป็นการวัดค่าความรุนแรงของแผ่นดินไหวด้วยมาตราริกเตอร์ ด้วยมาตราริกเตอร์นี้ ขนาดของแผ่นดินไหวจะหาค่าออกมาด้วยการวัดความสูงของคลื่น (amplitude) ที่ใหญ่ที่สุดที่ไซสโมแกรมบันทึกไว้ และเพื่อให้สถานีตรวจจับแผ่นดินไหวทั่วโลก ได้ขนาดของแผ่นดินไหวเดียวกันในค่าที่เท่ากัน ต้องมีการปรับคลื่นแผ่นดินไหวที่ได้ เนื่องจากการระยะทางการเคลื่อนที่ของคลื่นจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว (epicenter) ของแต่ละสถานีไม่เท่ากัน\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nแผ่นดินไหวมีความต่างกันที่ขนาด แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นที่ชายฝั่งเกาะสุมาตรา เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 มีความรุนแรงขนาด 9.0 ตาม มาตราริกเตอร์ และนับเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดเป็นอันดับที่ 4 นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 (พ.ศ. 2443) ขนาดของความรุนแรงครั้งนี้ เทียบได้กับการระเบิดของ TNT ขนาดพันล้านตัน ในทางกลับกันถ้าเป็นแผ่นดินไหวที่มีขนาด 2.0 ตามมาตราริกเตอร์แล้ว มนุษย์เราแทบไม่รู้สึกด้วยซ้ำไปว่ามีการเกิดแผ่นดินไหว มาตราริกเตอร์มีความสามารถในการที่จะจัดการกับความรุนแรงของแผ่นดินไหวขนาดต่างๆ ทั้งน้อยมากๆ ไปจนรุนแรงเสียหายมากได้ มาตราริกเตอร์นั้น ไม่ได้มีมาตรส่วนแบบเส้นตรงหรือลิเนียร์สเกล แต่หากเป็นแบบมาตราส่วนแบบลอกกาลิทึม เมื่อความกว้างหรือแอมปลิจูดของคลื่นเพิ่ม 10 เท่า จะทำให้มาตรวัดตามมาตราริกเตอร์เพิ่มขึ้น 1 หน่วย เช่น จาก 6.0 ไปเป็น 7.0 เป็นต้น และจากการเพิ่มขึ้นความรุนแรงแผ่นดินไหว 1 หน่วยมาตราริกเตอร์นั้นพลังงานที่ปล่อยออกมาจะเพิ่มขึ้นประมาณ 30 เท่า ตัวอย่างเช่น แผ่นดินไหวที่ความรุนแรง 7.5 ตามมาตราริกเตอร์ จะปล่อยพลังงาน 30 เท่าของพลังงานที่ปล่อยออกมาเมื่อแผ่นดินไหวที่ 6.5 ตามมาตราริกเตอร์ และ ที่ 7.5 ก็จะปล่อยพลังงาน 900 เท่าของพลังงานที่ปล่อยออกมาเมื่อแผ่นดินไหวมีความรุนแรงที่ 5.5 ตามมาคราริกเตอร์\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1744870871.png"],
    [63,5520,"จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหว (Epicenter)","Tue, 2025-04-08 13:34","http://www.stkc.go.th/node/5520","วิทยาศาสตร์ด้านพื้นดิน-ธรณีวิทยา",null,"จุดเหนือศูนย์เกิดแผ่นดินไหวหรือเอพิเซนเตอร์นี้ เป็นจุดที่อยู่บนผิวโลก โดยอยู่เหนือและตรงกับจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่อยู่ภายในโลก (ดูภาพประกอบ) จุดที่เป็นเอพิเซนเตอร์ของการเกิดแผ่นดินไหวแต่ละครั้ง สามารถหาตำแหน่งได้จากการหาค่าต่างของความเร็วคลื่น P และคลื่น S จากการที่เรารู้ว่า คลื่น P เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าคลื่น S นั้น เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน และ ไซสโมแกรมก็จะบันทึกคลื่น P ได้ก่อนคลื่น S ช่วงห่างของคลื่น P แรก กับ คลื่น S แรก บ่งบอกถึงระยะห่างของจุดที่กำลังวัดค่ากับ เอพิเซนเตอร์\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n         ข้อมูลที่รวบรวมได้จากไซสโมแกรมนี้ นักวิจัยสามารถพัฒนากราฟแสดงเวลาการเดินทาง (travel–time graph) ของคลื่นแผ่นดินไหวนี้ได้ และด้วยข้อมูลเวลานี้ ปัจจุบันนักวิจัยสามารถคำนวณระยะทางจากจุดที่วัดแผ่นดินไหวต่างๆ กับจุดเอพิเซนเตอร์ได้ โดยเริ่มจากการคำนวณหาเวลาที่ต่างกันระหว่างคลื่น P แรก และ คลื่น S แรก จากนั้นการใช้กราฟแสดงเวลาการเดินทาง (travel–time graph) ก็จะสามารถนำค่าเวลาที่ได้ในตอนแรกมาเทียบหาเป็นระยะทางได้ เมื่อทราบระยะทางระหว่างจุดเอพิเซนเตอร์ กับ จุดตรวจจับแผ่นดินไหวที่ติดตั้งไซสโมแกรมแล้ว ก็จะต้องคำนวณหาพิกัดตำแหน่งของจุดเอพิเซนเตอร์ได้ ทั้งนี้จะต้องมีจุดตรวจจับแผ่นดินไหวที่ติดตั้งไซสโมแกรมอย่างน้อย สามแห่ง (ดูภาพปะกอบ) บนโลกจะมีศูนย์ตรวจจับแผ่นดินไหว วงกลมที่ขีดขึ้นจะอยู่รอบศูนย์ฯ รัศมีของวงกลมแต่ละวงจะแสดงระยะทาง ระหว่าง ศูนย์ฯ แต่ละศูนย์ฯ กับจุดเอพิเซนเตอร์ จุดที่วงกลม สาม วงขึ้นไปนั้นตัดกันคือ จุดเอพิเซนเตอร์ของแผ่นดินไหวครั้งนั้นๆ นั่นเอง อย่างไรก็ดี จากที่เรารู้กันดีแล้วว่า 95% ของการปลดปล่อยพลังงานของโลกอยู่บริเวณแนวแคบ (narrow zone) ไม่กี่แห่งบนโลก ทำให้การคำนวณหาจุดเอพิเซนเตอร์ไม่ยากเท่าใดนัก\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1744094072.png"],
    [64,5499,"คลื่นผิวพื้นและคลื่นหลัก (Surface Waves and Body Waves)","Wed, 2025-03-26 12:04","http://www.stkc.go.th/node/5499",null,null,"เมื่อเกิดแผ่นดินไหว จะเกิดคลื่นชนิดหนึ่งเคลื่อนที่รอบๆ เปลือกโลกชั้นนอก คลื่นประเภทนี้เรียกว่า คลื่นผิวพื้น (surface waves) หรือ คลื่นยาว (L) long waves คลื่นอีกชนิดหนึ่งจะเดินทางภายในโลก เรียกว่า คลื่นหลัก (body wave) คลื่นนี้แบ่งได้เป็น สอง แบบ คือ คลื่นปฐมภูมิ primary (P) waves และ คลื่นทุติยภูมิsecondary (S) wave\r\n\r\n\r\n\r\nคลื่นหลัก (body wave) นั้นกำหนดมาจากรูปแบบการเคลื่อนที่ของคลื่น คลื่นปฐมภูมิ primary (P) waves การดัน (อัด) และดึง (ขยาย) หิน ในทิศทางเดียวกันกับการเคลื่อนที่ของคลื่น เสมือนกับการที่เราเขย่าบ่าเพื่อน คลื่นนี้จะไม่ได้เคลื่อนที่แบบ บน –ล่าง หรือ แบบไปทางด้านข้าง แต่จะเคลื่อนอยู่ภายในมวลหิน คลื่น P นี้สามารถเคลื่อนที่ผ่านของแข็ง ของเหลว และก๊าซ\r\n\r\n\r\n\r\nในทางตรงกันข้าม คลื่นทุติยภูมิ หรือคลื่น S จะสั่นสิ่งต่างๆที่ทำมุมกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น ให้ลองนึกภาพที่เราเอาเชือกผูกปลายเสา และปล่อยปลายเชือกอีกข้างหนึ่ง ถ้าเราสั่นเชือกปลายที่ปล่อยไว้นี้ เชือกจะเคลื่อนที่เป็นรูปคลื่น ที่ไม่เหมือน แบบคลื่น P ที่อัดและขยาย มวลที่มันเคลื่อนผ่าน แต่คลื่น S ที่กำลังพูดถึงนี้ จะเปลี่ยนเฉพาะรูปร่างของสิ่งที่มันผ่าน ก๊าซและของเหลว นั้นไม่สามารถต้านทานต่อการเปลี่ยนรูปร่างได้ ดังนั้นจึงเปลี่ยนรูปร่างแต่ไม่สามารถส่งผ่านคลื่น S ได้\r\n\r\n\r\n\r\nการเคลื่อนตัวของคลื่นผิวพื้น หรือคลื่น L นี้มีความซับซ้อนกว่าแบบคลื่นหลัก เพราะคลื่นL นี้ เคลื่อนที่ไปตามพื้นดิน มีความสามารถที่จะทำสิ่งที่อยู่บนพื้นดินเคลื่อนที่ได้ อย่างเดียวกันกับที่มหาสมุทรสามารถกลืนเรือให้จมลงไป คลื่น L นี้ นอกจากจะเคลื่อนที่แบบ บน- ล่าง แล้ว ยังสามารถเคลื่อนที่แบบ ทางข้าง เช่นเดียวกับ คลื่น Sได้อีกด้วย เพียงต่างกันที่เป็นการเคลื่อนที่ในแนวนอน คลื่นที่เคลื่อนที่แบบนี้ เป็นชนิดที่ทำลายโครงสร้างอาคาร เมื่อพูดถึง ความเร็วแล้ว คลื่น P เคลื่อนที่ได้เร็วที่สุด คลื่น P นี้สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วเป็น 1.7 เท่าของความเร็วของคลื่น S และ คลื่น S สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วเป็น 10เท่าของความเร็วของคลื่น L\r\n\r\n \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1742965964.png"],
    [65,5498,"ทฤษฎีการยืด-หด","Wed, 2025-03-26 11:04","http://www.stkc.go.th/node/5498","วิทยาศาสตร์ด้านพื้นดิน-ธรณีวิทยา",null,"การค้นพบสาเหตุของแผ่นดินไหวที่แท้จริงนั้นเริ่มจาก เมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวใหญ่ที่ เมืองซานฟรานซิสโกในปี ค.ศ. 1906 (พ.ศ. 2449) รอยเลื่อนซาน อานเดรส (San Andreas Fault) ที่มีความยาว 1,300 กิโลเมตร มีรอยเลื่อนตามแนวแยกเหนือ-ใต้ ทางตะวันตกของรัฐแคลิฟอร์เนีย\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nด้วยรอยเลื่อนนี้ แยกแผ่นเปลือกโลกออกเป็นสองแผ่นคือแผ่นเปลือกโลกอเมริกาเหนือ และแผ่นเปลือกโลกแปซิฟิก การศึกษานี้นับได้ว่าเป็นการศึกษาระบบรอยเลื่อนอย่างจริงจังที่สุดในโลก โดย เอช เอฟ เรอิด (H.F. Reid) หลังจากแผ่นดินไหวใหญ่ในรัฐแคลิฟอเนีย อเมริกาในปี ค.ศ. 1906 (พ.ศ. 2449) ในการศึกษานี้ เรอิด (Reid) ได้พบว่า 50 ปี ก่อนที่จะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ปี ค.ศ. 1906 ที่แนวรอยเลื่อนซาน อานเดรส มีแผ่นเปลือกโลกเลื่อนประมาณ 3 เมตรกว่า แต่ในปี 1906 นั้นรอยเลื่อนเดียวกันนี้มีรอยยาวมากถึง 4.7 เมตร มีแนวเลื่อนไปทางทิศเหนือ ผ่านแผ่นเลือกโลกอเมริกาเหนือที่อยู่ติดกัน เรอิด สรุปว่า แรงดันที่ทำให้แผ่นเปลือกโลกสองแผ่นเลื่อนไปคนละทางนั้น ทำให้หินที่อยู่ตรงรอยเลื่อนงอตัวและสะสมพลังงานอิลาสติคไว้ คล้ายๆกับแท่งไม้ที่เราจับให้งอในที่สุดแรงต้านความเสียดทาน ที่ช่วยให้หินที่งอยังไม่หักออกจากกัน ก็ต้านไว้ไม่ไหว หินในส่วนที่อ่อนแรงที่สุดก็แยกจากกัน จุดนี้เรียกว่าโฟกัส (focus) และส่วนอื่นๆของรอยเลื่อนที่ต้านไม่ไหวจุดต่อๆไปก็แยกจากกัน จน กระทั่งพลังงานได้รับการปลดปล่อยจนหมด และหินที่แยกจากกันนี้จะคืนตัวกลับมาอยู่ในตำแหน่งเดิม ช่วงการคืนตัวนี้ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนที่เรียกว่าแผ่นดินไหวนั่นเอง ปฏิกิริยาการคืนตัวเข้าที่ของหินที่แยกจากกันนี้ เรอิด เรียกว่า elastic rebound (การยืด – หด) เพราะหินจะคืนตัวหรือ เด้ง กลับมาคล้าย คล้ายกับที่เราดึงยืดยางหนังสติ๊กแล้วปล่อย มันจะเด้งกลับเป็นรูปเดิม ปรากฏการณ์นี้มีลักษณะเดียวกัน\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1742961887.png"],
    [66,5463,"แผ่นดินไหว คืออะไร?","Mon, 2025-03-17 15:29","http://www.stkc.go.th/node/5463","วิทยาศาสตร์ด้านพื้นดิน-ธรณีวิทยา",null,"แผ่นดินไหว คือปฏิกิริยาการสั่นสะเทือนของแผ่นดิน ที่เกิดขึ้นจากการปลดปล่อยพลังงานอย่างรวดเร็ว จริงที่ว่ามีอีกหลายสาเหตุในโลกนี้ที่ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวสะเทือน ไม่ว่าจะเป็นการระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์ (atomic bomb) หรือ การระเบิดของภูเขาไฟ เป็นต้น                                                       \r\n\r\n\r\n\r\nแต่สาเหตุที่ว่ามานี้ นับว่าทำให้แผ่นดินไหวสะเทือนอ่อนมาก และเกิดไม่บ่อย เมื่อเทียบกับเหตุจากการที่โลกปล่อยพลังงานอย่างรวดเร็ว และสาเหตุนี้มาจากการเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลก บริเวณที่เป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ของแผ่นเปลือกโลกที่เรียกว่า รอยเลื่อน (faults) แรงการขยับตัวของเปลือกโลกต้องใช้พลังงานมหาศาล\r\n\r\n\r\n\r\nด้วยพลังงานนี้เองที่ทำให้แผ่นดินไหว พลังงานนี้จะแผ่กระจายออกจากจุดศูนย์กลางกำเนิดพลังงาน (focus) ไปในทุกทิศทาง แบบเดียวกับคลื่น (wave) ที่เกิดจากการที่เราโยนก้อนหินสัก ก้อนลงในในสระน้ำที่มีน้ำนิ่งๆ ซึ่งจะเห็นคลื่นน้ำกระจายออกจากจุดที่ก้อนหินกระทบผิวน้ำในสระ คลื่นแผ่นดินไหว (seismic wave) เกิดแบบเดียวกันนี้ พลังงานที่เกิดขึ้นจะมีมากที่สุด ณ จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว (focus) และจะลดความรุนแรงลงเมื่อไกลจุดศูนย์กลางออกไป\r\n\r\n\r\n\r\nอย่างไรก็ดี การที่จะตรวจจับและบันทึกแผ่นดินไหวนั้นต้องใช้เครื่องมือที่มีความไวสูงมาก\r\n\r\n \r\n\r\nการเตรียมพร้อมต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหว\r\n\r\nการจะหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บจากแผ่นดินไหวได้นั้นต้องมีการเตรียมตัว ดังที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ ซึ่งเป็นข้อแนะนำบางประการที่ช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับแผ่นดินไหวเมื่อเกิดแผ่นดินไหว\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tอย่าตกใจ ไม่ว่าแผ่นดินจะไหวรุนแรงสักเพียงใด ปกติแล้วจะไหวไม่เกิน 1 นาที\r\n\t\r\n\t\r\n\tถ้ามีสิ่งใดในบ้านของท่าน ที่อาจก่อให้เกิดไฟไหม้ได้ ให้ปิดมันทันที\r\n\t\r\n\t\r\n\tหาที่หลบเช่น ใต้โต๊ะ และปกป้องศีรษะเนื่องจากอาจมีสิ่งของตกใส่ ด้วยแขน ด้วยเบาะ หมอน หนังสือนิตยสาร เป็นต้น\r\n\t\r\n\t\r\n\tเตรียมแผนอพยพไว้ให้พร้อมกรณีแผ่นดินไหว ด้วยการเตรียมเครื่องใช้ฉุกเฉินแผ่นดินไหวไว้ใกล้ประตูทางออกจากบ้านของท่าน ใส่เครื่องใช้ฉุกเฉินเช่นน้ำ อาหารกระป๋อง ไฟฉาย มีด เป็นต้น ไว้ในกระเป๋าเป้ เมื่อแผ่นดินหยุดการไหวตัว ให้รีบออกจากบ้านพร้อมกระเป๋าเป้ฉุกเฉิน ห้ามใช้ลิฟต์หลังการเกิดแผ่นดินไหว\r\n\t\r\n\t\r\n\tถ้าหากท่านอยู่นอกบ้านขณะเกิดแผ่นดินไหว เพื่อป้องกันสิ่งของหล่นใส่ศีรษะ ให้หาที่หลบที่ตึกที่ใกล้ที่สุด หรือไม่ก็หาทางที่จะไปอยู่ในที่โล่งแจ้ง\r\n\t\r\n\t\r\n\tถ้าท่านอยู่บริเวณชายหาดขณะเกิดแผ่นดินไหว ให้รีบออกมาจากบริเวณชายหาดไปหาที่สูงๆ เพราะอาจมีซึนามิตามแผ่นดินไหวมาก็ได้\r\n\t\r\n\t\r\n\tถ้าท่านอยู่ในรถไฟฟ้าใต้ดิน ให้หาที่จับยึดที่มั่นคงไว้ อย่าออกจากรถไฟหลังจากแผ่นดินไหวเพราะอาจได้รับอันตรายจากไฟฟ้าดูด หรือถูกรถไฟอีกขบวนชน\r\n\t\r\n\t\r\n\tถ้าอยู่ภายในอุโมงค์ รถไฟใต้ดิน อย่าตกใจ ให้รอไฟฟ้าฉุกเฉินเปิดขึ้นมา อย่ารีบวิ่งหาทางออก ให้สงบสติอารมณ์แล้วรีบเดินออกจากอุโมงค์ทันที\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nContent Provided by :\r\nVancouver School Board\r\n\r\n\r\nPowered by :\r\nNSTDA Online Learning Project\r\n\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1742451972.png"],
    [67,5460,"ไข่ผำ พืชจิ๋วพลังยักษ์แหล่งโปรตีนทดแทนชั้นดี","Tue, 2025-03-11 09:43","http://www.stkc.go.th/node/5460","วิทยาศาสตร์ทางด้านการเกษตรอื่นๆ","PSU Broadcast","ไข่ผำ (Wolffia)  \r\n\r\nSuperfood ของแหล่งโปรตีนทดแทน และเป็น 1 ในพืชน้ำ อาหารแห่งอนาคต เป็นอีกหนึ่ง Mega Trend ที่มาแรงและถูกกล่าวถึงเป็นวงกว้าง ภาคอุตสาหกรรมอาหารต่างให้ความสนใจ รวมถึงแนวคิดในการนำเอาไข่ผำมาร่วมทดสอบในเครื่องหมุนเหวี่ยงของทาง European Space Agency (ESA) ทดสอบในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงในอวกาศ เพื่อตรวจสอบผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชชนิดนี้ของมหาวิทยาลัยมหิดล\r\n\r\nไข่ผำ เป็นพืชน้ำตระกูลแหน ลักษณะรูปร่างเป็นเม็ดสีเขียววงกลมหรือเกือบกลมขนาดเล็กคล้ายไข่ปลา ไม่มีราก กระจายคลุมเหนือผิวน้ำเป็นแพ เป็นพืชดอกขนาดเล็กที่สุดในโลกและขยายพันธุ์ด้วยการแตกหน่อ มีขึ้นอยู่ตามแหล่งน้ำที่เป็นน้ำนิ่ง เช่น บึง และหนองน้ำธรรมชาติทั่วไป โดยปกติจะมีมากในแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไม่มีน้ำไหลเวียน ก่อนนำไปปรุงทำอาหารต้องล้างให้สะอาดเสมอ ไข่ผำ มักถูกนำไปประกอบอาหารมาตั้งแต่สมัยโบราณ เช่น แกง หรือผัด บางที่ก็ใส่เป็นส่วนประกอบของอาหารเพื่อเพิ่มรสชาติให้มีความหอม มัน อร่อย มากยิ่งขึ้น\r\n\r\n\r\n\r\nนอกจากจะเป็นวัตถุดิบหลักของอาหารแล้ว ยังเป็นตัวช่วยในการเพิ่มรสชาติ ไข่ผำ ยังมีประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการอย่างมากเลยทีเดียว ไข่ผำมีโปรตีนสูงมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักแห้ง และโปรตีนของมันยังคล้ายกับของถั่วเหลืองอีกต่างหาก และในบางพื้นที่ บางสภาพแวดล้อมทำให้ไข่ผำมีโปรตีนสูงมากกว่าไข่และเนื้อได้ด้วยเช่นกัน  และไข่ผำยังเป็นอาหารของสัตว์น้ำและสัตว์ปีกหลายชนิด นอกจากนี้ ไข่ผำยังมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีนสูงมาก คนเหนือและอีสานของประเทศไทยนำมาประกอบเป็นอาหาร ผำมีสารพิษต้านฤทธิ์สารอาหาร ก่อนนำมากินต้องปรุงให้สุกก่อน \r\n\r\nองค์ประกอบทางโภชนาการของไข่น้ำพบว่า มีโปรตีน เบต้า – คาโรทีน และคลอโรฟิลล์จากการสังเคราะห์แสง ไข่น้ำมีปริมาณโปรตีนในระดับเดี่ยวกับเมล็ดถั่วชนิดต่าง ๆ เมล็ดธัญพืช มีเส้นใยสูง มีปริมาณกรดอะมิโนที่จำเป็นไม่ต่างกับไข่ไก่ สาหร่ายเกลียวทอง และคลอเรลล่า นอกจากนี้คลอโรฟิลล์ในไข่น้ำสารต้านอนุมูล อิสระ (antioxidant) มากกว่าในสาหร่ายเกลียวทอง ซึ่งใช้รักษาอาการท้องผูก รักษาสภาวะซีดในคนที่เป็น โรคโลหิตจางได้ ประโยชน์ของไข่น้ำสามารนำมาใช้ปรุงอาหารพื้นบ้านทางภาคเหนือและภาคอีสาน เช่น แกงอ่อม แกงคั่ว ไข่ตุ๋น ไข่เจียว เป็นต้น รับประทานได้\r\n\r\nไข่ผำมีกรดอะมิโนจำเป็นที่พบมากสุด 3 อันดับแรก คือ ไลซีน ฟีนิลอะลานีน ลิวซีน (ซึ่งช่วยในเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกายและระบบประสาท) และเมื่อนำไข่ผำ 100 กรัม มาตรวจสอบสอบ พบว่าไข่ผำให้พลังงานต่อร่างกาย 8 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย เส้นใย 0.3 กรัม แคลเซียม 59 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 25 มิลลิกรัม เหล็ก 6.6 มิลลิกรัม และยังมีวิตามินเอ บีหนึ่ง บีสอง วิตามินซี ไนอะซิน และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นหลายชนิด เช่น ลิวซีน ไลซีน วาลีน ฟีนิลอะลานีน ธีโอนีน ไอโซลิวซีน และมีเบต้าแคโรทีนสูงมาก คลอโรฟิลล์ในผำ เป็นสารสีเขียวที่พบในพืช โครงสร้างมีลักษณะคล้ายฮีมที่อยู่ในฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในเลือด มีรายงานการวิจัยถึงฤทธิ์ เช่น ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ รักษาอาการท้องผูก ฤทธิ์ต้านการติดเชื้อ ช่วยปรับสภาพร่างกายให้เป็นด่างในคนที่มีสภาวะเครียด หรือร่างกายมีความเป็นกรดจากอาหาร และช่วยรักษาภาวะซีดในคนที่เป็นโรคโลหิตจาง และเมื่อมีการวิเคราะห์กรดไขมันของไข่ผำแห้ง พบว่ามีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงกว่ากรดไขมันอิ่มตัวประมาณ 2 เท่า และยังพบกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายต้องการอีก 2 ชนิด คือ กรดไขมันโอเมกา 3 และ 6 ในปริมาณที่สูง ไข่ผำ เป็นอาหารแห่งอนาคต เพราะมีต้นทุนการผลิตต่ำ มีโปรตีนสูง 20-40% มีสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้ระยะเวลาเพาะเลี้ยงสั้น เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว และศัตรูพืชน้อย จึงทำให้ไข่ผำมีแนวโน้มเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ \r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nposttoday\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1744855056.png"],
    [68,5456,"โรคหัด (measles)","Thu, 2025-03-06 09:35","http://www.stkc.go.th/node/5456",null,null,"จากการรายงานข่าวโรคหัดที่กำลังระบาดในรัฐเท็กซัสนั้น มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 159 ราย และส่วนใหญ่เป็นเด็กวัยเรียน เราจึงต้องมาทำความรู้จักและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้\r\n\r\nโรคหัด (Measles) คือ โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะเกิดผื่นขึ้นตามผิวหนังพร้อมเป็นไข้ร่วมด้วย โดยโรคหัดเกิดจากไวรัสกลุ่มพารามิคโซไวรัส (Paramyxovirus) สามารถแพร่เชื้อและติดต่อกันได้ผ่านทางอากาศหรือการสัมผัสน้ำมูกและน้ำลายของผู้ป่วยโดยตรง เชื้อไวรัสจะเข้ามาทางระบบทางเดินหายใจก่อนแพร่กระจายไปทั่วร่างกาย โรคหัดถือเป็นโรคติดต่อจากคนสู่คน โดยไม่พบการแพร่เชื้อดังกล่าวในสัตว์ ส่วนใหญ่มักเกิดในเด็กเล็ก รวมทั้งเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กแม้จะมีวัคซีนฉีดป้องกันโรคแล้วก็ตาม\r\n\r\nจากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัดจากทั่วโลก 134,200 ราย คิดเป็นประมาณ 367 รายต่อวัน หรือ 15 รายต่อชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี สำหรับสถานการณ์โรคหัดในประเทศไทย ตามรายงานของสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุขปี 2555-2556 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคหัดรวมทั้งสิ้น 5,207 คน และ 2,646 คน ในแต่ละปีตามลำดับ โดยเด็กอายุ 9 เดือน-7 ปี จัดเป็นกลุ่มช่วงอายุที่พบผู้ป่วยโรคนี้มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 37.03 และ 25.85 ของแต่ละปี ทั้งนี้ยังพบผู้ป่วยที่อายุต่ำกว่า 9 เดือน โดยในปี 2555 พบ 19 คน และในปี 2556 พบ 9 คน\r\n\r\n รายละเอียดโรค \r\n\r\nอาการของโรคหัดโดยทั่วไปแล้ว จะเกิดอาการของโรคภายใน 14 วันหลังจากได้รับเชื้อไวรัส  ดังนี้\r\n\r\n\r\n\tอาการเป็นไข้ตัวร้อน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัดในระยะเริ่มแรกจะมีอาการคล้ายเป็นไข้หวัด มักตัวร้อนและอาจมีไข้ขึ้นสูงถึง 40 องศาเซลเซียส ซึ่งจะเริ่มเป็นไข้ประมาณ 10-12 วันหลังได้รับเชื้อ นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมีอาการน้ำมูกไหล ไอบ่อย เจ็บคอ ตาเยิ้มแดง และมีตุ่มคอพลิค (Koplik Spots) หรือตุ่มแดงที่มีสีขาวเล็ก ๆ ตรงกลางขึ้นในกระพุ้งแก้ม\r\n\tอาการผื่นขึ้นตามร่างกาย เมื่อผู้ป่วยออกอาการได้ 3-5 วัน จะเกิดผื่นขึ้นตามร่างกาย ซึ่งคล้ายผื่นคันตามผิวหนัง โดยเกิดผื่นแดงหรือสีแดงออกน้ำตาลขึ้นเป็นจุดบนหน้าผากก่อน แล้วค่อยแพร่กระจายมาที่ใบหน้าและลำคอ ภายใน 3 วันจะเกิดผื่นกระจายมาถึงมือและเท้า อาการผื่นคันนี้จะปรากฏอยู่ 3-5 วันและหายไปเอง\r\n\r\n\r\n สาเหตุของโรคหัด \r\n\r\nโรคหัดจัดเป็นโรคติดต่อที่มีโอกาสติดเชื้อได้สูง การติดโรคนั้นเกิดจากการรับเชื้อไวรัสผ่านทางอากาศ จากการสัมผัสละอองน้ำลาย น้ำลาย และน้ำมูกของผู้ป่วย ซึ่งช่วง 4 วันทั้งก่อนและหลังเกิดผื่นนั้นถือเป็นระยะเวลาของการแพร่เชื้อ โดยเชื้อไวรัสจะเข้ามาทางระบบทางเดินหายใจและแพร่ไปทั่วร่างกาย ทำให้ป่วยเป็นโรคหัด โดย 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดมีโอกาสป่วยเป็นโรคหัดหากอยู่ใกล้ผู้ป่วยที่เป็นโรค\r\n\r\nผู้ที่เสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโรคหัดนั้นมีอยู่หลายกลุ่ม โดยทั่วไปแล้ว เด็กที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคมักเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าว และมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตมากที่สุด โดยเเด็กที่ไม่ได้รับสารอาหารจำพวกวิตามินเออย่างเพียงพอจะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและเสียชีวิตได้สูง นอกจากนี้ สตรีมีครรภ์ที่ไม่ได้รับวัคซีนและได้รับเชื้ออาจเสี่ยงต่อการแท้งบุตรหรือคลอดก่อนกำหนดได้ ส่วนผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอเนื่องจากภูมิต้านทานถูกทำลายอย่างผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์ รวมทั้งผู้ที่ขาดสารอาหารนั้น จะป่วยเป็นโรคหัดอย่างรุนแรงเมื่อได้รับเชื้อ\r\n\r\n การวินิจฉัยโรคหัด \r\n\r\nแพทย์จะวินิจฉัยโรคหัดว่าผู้ป่วยมีอาการผื่นขึ้นและเป็นไข้ร่วมด้วยหรือไม่ และผื่นที่ขึ้นบนผิวหนังนั้นมีลักษณะที่คล้ายโรคหัด (Morbilliform Exanthem) หรือไม่ รวมทั้งพิจารณาอาการอื่น ๆ ที่บ่งชี้โรคหัด ได้แก่ ไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ตาแดงแฉะ และเป็นตุ่มคอพลิคสีขาวออกน้ำเงินที่ปรากฏภายในกระพุ้งแก้ม ทั้งนี้ แพทย์อาจเจาะเลือดเพื่อตรวจยืนยันว่าเป็นโรคหัดหรือไม่\r\n\r\n การป้องกันโรคหัด \r\n\r\nโรคหัดป้องกันได้หากเด็กได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด (Measles Vaccine) ครบตามกำหนด โดยวัคซีนที่ใช้ฉีดเพื่อป้องกันคือวัคซีน Measles-Mumps-Rubella Vaccine (MMR) ซึ่งเป็นวัคซีนที่ป้องกันได้ทั้งโรคหัด (Measles) คางทูม (Mumps) และหัดเยอรมัน (Rubella) โดยทารกสามารถรับวัคซีนได้ครั้งแรกเมื่ออายุครบ  9-12 เดือน และรับวัคซีนครั้งต่อไปเมื่ออายุ 4-6 ปี\r\n\r\nส่วนเด็กวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน สามารถรับวัคซีนได้ 2 เข็ม โดยเว้นช่วงการรับวัคซีนแต่ละรอบให้ห่างกันอย่างน้อย 28 วัน อย่างไรก็ตาม การได้รับวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าวก็ก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้เช่นกัน โดย 15 เปอร์เซ็นต์ของเด็กที่ได้รับวัคซีนเป็นไข้ 6-12 วันหลังจากได้รับวัคซีน และเด็กอีก 5 เปอร์เซ็นต์มีอาการผื่นขึ้นคล้ายผื่นโรคหัดและหายไปเอง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม วัคซีนอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงได้ เช่น อาการชัก หูหนวก สมองถูกทำลาย และหมดสติไม่รู้ตัว แต่กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นน้อยมาก นอกจากนี้ พ่อแม่บางรายยังเชื่อว่าวัคซีนโรคหัดก่อให้เกิดโรคออทิสติก (Autism) ในเด็ก แต่งานวิจัยหลายชิ้นก็ได้พิสูจน์แล้วว่าโรคออทิสติกไม่ได้เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันร่างกายแต่อย่างใด\r\n\r\nทั้งนี้ยังมีวัคซีน Measles-Mumps-Rubella-Varicella Vaccine (MMRV) ซึ่งนอกจากจะป้องกันโรคทั้ง 3 โรคเช่นเดียวกับวัคซีน MMR แล้ว ยังป้องกันโรคอีสุกอีใสด้วย โดยเด็กอายุตั้งแต่ 12 เดือน-12 ปี สามารถรับวัคซีนตัวนี้ได้\r\n\r\nการรับวัคซีนนี้ก็มีข้อจำกัดสำหรับบุคคลบางกลุ่ม โดยกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ควรรับวัคซีนป้องกันโรคหัด ได้แก่ สตรีมีครรภ์ เด็กที่ป่วยเป็นวัณโรค ลูคีเมีย และมะเร็งชนิดอื่น ๆ แล้วยังไม่ได้รับการรักษา ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ และเด็กที่มีประวัติแพ้เจลาตินหรือกลุ่มยาปฏิชีวนะนีโอมัยซิน (Neomycin) อย่างรุนแรง ถึงอย่างนั้น หากกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้รับเชื้อไวรัสโรคหัดเข้าไปก็สามารถฉีดแอนติบอดี้หรือสารโปรตีนที่มีชื่อว่าอิมมูนโกลบูลิน (Immunoglobulin) เพื่อป้องกันการป่วยได้ ซึ่งต้องฉีดสารดังกล่าวภายใน 6 วันหลังจากที่รับเชื้อ\r\n\r\n การรักษาโรคหัด \r\n\r\nแม้จะยังไม่มีตัวยาหรือวิธีทางการแพทย์ที่ได้รับการระบุว่าสามารถรักษาและกำจัดเชื้อไวรัสของโรคหัดได้อย่างเฉพาะเจาะจง แต่ผู้ป่วยสามารถดูแลตัวเองให้อาการทุเลาลงได้ด้วยการดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว พักผ่อนให้เพียงพอเพื่อเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย อยู่ในที่แห้งอุณหภูมิพอเหมาะเพื่อลดอาการไอบ่อยและเจ็บคอ และอาจให้วิตามินเอเสริมให้กับร่างกาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ดี แพทย์อาจสั่งจ่ายยาลดไข้ที่ไม่ใช่ยาแอสไพรินอย่างยาไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และยาพาราเซตามอล (Paracetamol) เพื่อช่วยลดไข้และบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคหัดที่เริ่มมีผื่นขึ้นควรอยู่ในบ้าน ไม่ไปโรงเรียน ทำงาน หรือพบปะผู้คนตามที่สาธารณะเป็นเวลาอย่างน้อย  4 วันหลังจากผื่นเริ่มปรากฏเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้คนรอบข้าง\r\n\r\nหากทารก เด็ก ผู้ที่ป่วยเป็นวัณโรค มะเร็ง หรือโรคอื่น ๆ ที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอได้รับเชื้อไวรัสโรคหัด ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการดูแลอย่างใกล้ชิดทันที ที่สำคัญ ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 12  ปีที่ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวรับประทานยาแอสไพรินเพื่อลดไข้ เพราะเด็กอาจจะเกิดอาการแพ้ยาที่เรียกว่ากลุ่มอาการราย (Reye’s Syndrome) ซึ่งทำให้ตับและสมองบวม เมื่อเกิดอาการดังกล่าว เด็กจะอาเจียนทันที อ่อนเพลีย หมดความสนใจต่อสิ่งรอบตัว พูดหรือทำอะไรที่แปลกไปจากเดิม และมักนอนซม หากตับและสมองถูกทำลายไปเรื่อย ๆ เด็กจะเกิดอาการสับสนมึนงง หายใจหอบเร็ว แสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เกิดอาการชัก และหมดสติ ซึ่งหากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที ก็อาจหายจากอาการได้อย่างปลอดภัย\r\n\r\n ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัด \r\n\r\nภาวะแทรกซ้อนของโรคหัดมักเกิดกับทารกที่อายุต่ำกว่า 1 ปี เด็กที่ขาดสารอาหารและภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ ไปจนถึงวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่สุขภาพไม่ดี โดยภาวะแทรกซ้อนมีดังนี้\r\n\r\nภาวะแทรกซ้อนทั่วไป \r\n\r\n\r\n\t\r\n\tท้องเสียและอาเจียน ซึ่งจะนำไปสู่อาการขาดน้ำ\r\n\t\r\n\t\r\n\tหูชั้นกลางติดเชื้อ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดหู\r\n\t\r\n\t\r\n\tติดเชื้อที่ตา ก่อให้เกิดอาการตาแดงเยิ้มแฉะ\r\n\t\r\n\t\r\n\tกล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis)\r\n\t\r\n\t\r\n\tปอดบวม หลอดลมอักเสบ หรือกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจอักเสบ (Croup) เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจและปอด\r\n\t\r\n\r\n\r\nภาวะแทรกซ้อนที่พบได้แต่ไม่บ่อยนัก\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tไวรัสตับอักเสบ\r\n\t\r\n\t\r\n\tตาเหล่ หากไวรัสส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อตา\r\n\t\r\n\t\r\n\tเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือสมองอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อบริเวณเยื่อหุ้มสมองหรือที่สมอง\r\n\t\r\n\r\n\r\nภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมาก\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tตาบอด เกิดจากการติดเชื้อที่เส้นประสาทตา ทำให้เกิดโรคประสาทตาอักเสบ (Optic Neuritis) และนำไปสู่ภาวะสูญเสียการมองเห็น\r\n\t\r\n\t\r\n\tปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและระบบประสาท\r\n\t\r\n\t\r\n\tภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้สมองเกิดความผิดปกติ (Subacute Sclerosing Panencephalitis: SSPE) โดยจัดเป็นกรณีที่เกิดน้อยมาก พบผู้เกิดภาวะนี้ได้ 1 ใน 25,000 ราย\r\n\t\r\n\t\r\n\tกรณีของสตรีมีครรภ์ที่ไม่มีภูมิคุ้มกันโรคหัดและติดเชื้อไวรัสนั้นมีโอกาสเสี่ยงแท้งบุตรหรือทารกเสียชีวิตในครรภ์และคลอดก่อนกำหนด โดยผู้เป็นแม่จะคลอดก่อนสัปดาห์ที่ 37 ของอายุครรภ์ ทั้งนี้ ทารกอาจจะมีน้ำหนักตัวเมื่อแรกคลอดน้อย\r\n\t\r\n\r\n\r\nอย่างไรก็ดี ผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงอาการแทรกซ้อนบางอย่างได้หากรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์และดื่มน้ำอย่างเพียงพอ โดยแพทย์แนะนำให้รักษาอาการขาดน้ำอันเป็นภาวะแทรกซ้อนหนึ่งของโรคหัดด้วยการจิบน้ำผสมผงละลายเกลือแร่โออาร์เอส (Oral Rehydration Salt) เพื่อบรรเทาอาการดังกล่าว สำหรับอาการติดเชื้อที่ตา หู และระบบทางเดินหายใจสามารถใช้ยาปฏิชีวนะรักษาได้\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\n\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1741228543.png"],
    [69,5446,"ดาวเคราะห์ 7 ดวงในเดือนกุมภาพันธ์","Thu, 2025-02-27 09:39","http://www.stkc.go.th/node/5446","ดาราศาสตร์","Michelle Starr"," การเรียงตัวที่หายากของดาวเคราะห์ 7 ดวงกำลังเกิดขึ้นบนท้องฟ้าในสัปดาห์นี้ \r\n\r\nในช่วงค่ำของวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงในระบบสุริยะจะปรากฏบนท้องฟ้าในยามค่ำคืนพร้อมกัน โดย ดาวเสาร์ ดาวพุธ ดาวเนปจูน ดาวศุกร์ดาว ยูเรนัสดาว พฤหัส และดาวอังคาร เรียงตัวกันเป็นแถวสวยงาม\r\n\r\nถือเป็นงานเลี้ยงบนท้องฟ้าที่งดงามตระการตาที่เรียกว่าการเรียงตัวของดาวเคราะห์ที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ดาวเคราะห์บางดวงจะอยู่ในด้านเดียวกันของดวงอาทิตย์ในเวลาเดียวกัน แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนักที่ดาวเคราะห์ส่วนใหญ่หรือแม้แต่ทั้งหมดจะเรียงตัวกันแบบนี้ การมีดาวเคราะห์ตั้งแต่ 3 ถึง 8 ดวงในจำนวนใด ๆ ก็ตามจะถือว่าเป็นการเรียงตัวกัน การมีดาวเคราะห์ 5 หรือ 6 ดวงมาเรียงตัวกันเรียกว่าการเรียงตัวกันครั้งใหญ่ โดยที่การเรียงตัวกันของดาวเคราะห์ 5 ดวงเกิดขึ้นบ่อยกว่าการเรียงตัวของดาวเคราะห์ 6 ดวงอย่างเห็นได้ชัด การเรียงตัวที่ยิ่งใหญ่ของดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดนั้นเป็นสิ่งที่หายากที่สุด\r\n\r\n\r\n\r\nภาพประกอบการเรียงตัวของดาวเคราะห์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ เมื่อมองจากซีกโลกเหนือ (Star Walk)\r\n\r\nการจัดวางตำแหน่งเหล่านี้ไม่ใช่ลำดับชั้นของดาวเคราะห์ที่เห็นในแผนภาพและภาพประกอบของระบบสุริยะ ซึ่งน่าเศร้าที่สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในจักรวาลที่แท้จริง แต่ดูเหมือนว่าดาวเคราะห์จะเรียงตัวกันตามเส้นสมมุติ สาเหตุนี้เกิดขึ้นเนื่องจากดาวเคราะห์ในระบบสุริยะทุกดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ในระนาบที่เรียกว่า ระนาบสุริยุปราคา (ecliptic) ดาวเคราะห์บางดวงมีวงโคจรเอียงเล็กน้อยเหนือหรือต่ำกว่าระนาบนี้ แต่โดยรวมแล้วมันจะอยู่ในระดับเดียวกัน คล้ายกับร่องบนแผ่นเสียง เนื่องมาจากดาวฤกษ์อย่างเช่น ดวงอาทิตย์\r\n\r\nดาวเคราะห์เกิดจากสิ่งที่เหลืออยู่ในแผ่นดิสก์ และหากไม่มีอิทธิพลทางแรงโน้มถ่วงจากภายนอกเข้ามารบกวน มันจะคงโคจรอยู่ในตำแหน่งระดับนั้นต่อไป ในบางครั้ง ดาวเคราะห์ต่าง ๆ จะโคจรมาอยู่ด้านเดียวกันของดวงอาทิตย์ ดังนั้นเราจึงสามารถมองเห็นดาวเคราะห์เหล่านี้บนท้องฟ้าได้ในเวลาเดียวกัน นี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นบนท้องฟ้าในตอนเย็นของวันที่ 28 กุมภาพันธ์\r\n\r\n วิธีการรับชม \r\n\r\nจะสามารถมองเห็นการเรียงตัวของดาวเคราะห์ได้หรือไม่ ขึ้นและลงเมื่อใด และในลำดับใด ขึ้นอยู่กับว่าคุณกำลังมองจากที่ใดในโลก มีเครื่องมือที่คุณสามารถเข้าถึงเพื่อรับเวลาและตำแหน่งท้องฟ้าเหล่านั้นได้ Time and Dateมีเครื่องมือแบบโต้ตอบที่ช่วยให้คุณตั้งวันที่ต้องการดู โดยแสดงเวลาขึ้นและเวลาตกของแต่ละดาวเคราะห์ ตำแหน่งบนท้องฟ้าที่สามารถมองเห็นได้ และระดับความยากในการมองเห็น\r\n\r\n \r\n\r\n ข้อเท็จจริง \r\n\r\nในโลกออนไลน์มีเรื่องราวทำนองนี้แพร่ออกมาอย่างสม่ำเสมอ แทบทุกปี ปีละหลายครั้ง บางครั้งก็บอกว่าเรียงกันห้าดวงบ้าง หกดวงบ้าง ครั้งนี้มากหน่อย บอกว่าเรียงกันเจ็ดดวง ความจริงนั้นดาวเคราะห์เรียงกันจริง แต่ไม่ได้เรียงเป็นแนวแบบที่เห็นในภาพข้างบน และไม่ได้เรียงกันแค่วันที่ 25 ด้วย ดาวเคราะห์ทุกดวงเรียงกันบนฟ้าทุกวัน เพราะคำว่าดาวเคราะห์เรียงกันมักพูดกันนั้น หมายถึงปรากฏว่าเรียงกันเป็นแถวบนท้องฟ้าเมื่อมองจากโลก เหมือนดาวเคราะห์เข้าแถว แต่ในอวกาศดาวเคราะห์ไม่ได้เรียงกันจริง ๆ \r\n\r\n\r\nดาวเคราะห์แต่ละดวงมีวงโคจรเป็นของตัวเอง มีคาบโคจรช้าเร็วต่างกันไป ดังนั้นเมื่อมองลงมาจากมุมมองที่อยู่เหนือระนาบวงโคจรจะเห็นดาวเคราะห์แต่ละดวงอยู่กระจัดกระจายกันไปไม่ได้เรียงกัน แต่การที่วงโคจรของดาวเคราะห์ทุกดวงมีระนาบใกล้เคียงกันจนเกือบเป็นระนาบเดียวกัน เมื่อมองดาวเคราะห์จากในระนาบวงโคจรนั้น ก็จะเห็นดาวเคราะห์ทุกดวงเรียงเป็นแนวเดียวกัน อาจจะคดบ้างเล็กน้อยเพราะระนาบวงโคจรของดาวเคราะห์แต่ละดวงไม่ได้ซ้อนทับกันพอดีเสียทีเดียว แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในแนวเดียวกัน การที่เราดูดาวจากบนโลก จึงมองเห็นดาวเคราะห์ทั้งหมดเรียงกันเป็นแนวเดียวกันเสมอ ซึ่งระนาบที่เป็นแกนของแนวนั้นก็คือระนาบสุริยวิถีนั่นเอง\r\n\r\nหากยังนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงตอนเราดูการแข่งขันฟุตบอลจากบนอัฒจันทร์ซึ่งเป็นมุมสูง จะเห็นนักฟุตบอลวิ่งเล่นกันกระจัดกระจายทั่วสนามไม่ได้เรียงกัน แต่ในมุมมองของนักฟุตบอลที่อยู่ในสนามหรือโคชที่ยืนอยู่ข้างสนาม จะมองเห็นนักฟุตบอลคนอื่นทุกคนอยู่ในแนวเดียวกันหมด เพราะนักฟุตบอลทั้งหมดรวมถึงตัวผู้ดูยืนอยู่บนระนาบเดียวกันซึ่งก็คือสนาม\r\n\r\nแล้วโอกาสที่ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะจะมาเรียงกันเป็นเส้นตรงแบบลูกชิ้นเสียบไม้เป็นไปได้หรือไม่?\r\n\r\nในทางทฤษฎีย่อมเป็นไปได้ แต่เกิดขึ้นยากมาก วิล ทริก จากเว็บไซต์ earthsky.org ได้เคยคำนวณไว้ว่ามีโอกาสเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นได้ทุก 396 พันล้านปี ตัวเลขนี้ยาวนานกว่าอายุขัยของระบบสุริยะเสียอีก จึงกล่าวได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย \r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ตำแหน่งดาวเคราะห์บนท้องฟ้าก็นับว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะมีดาวเคราะห์สว่างให้เห็นหลายดวง เป็นช่วงฤดูหนาวที่ท้องฟ้าแจ่มใสเหมาะแก่การดูดาว และเป็นช่วงที่ดาวอังคารใกล้โลกจึงสว่างเป็นพิเศษ \r\n\r\nทันทีหลังดวงอาทิตย์ตกจนฟ้าเริ่มมืดมองเห็นดาว จะเห็นดาวเสาร์อยู่ใกล้ขอบฟ้าที่สุดอยู่ทางทิศตะวันตก แม้ช่วงนี้แสงจะริบหรี่ไปมากก็ตาม ถัดขึ้นมาเป็นดาวศุกร์สว่างไสว  ใกล้จุดเหนือศีรษะเยื้องไปทางตะวันออกคือดาวพฤหัสบดี และที่อยู่เหนือขอบฟ้าทางทิศตะวันออกคือดาวอังคารที่อยู่ในช่วงสว่างเป็นพิเศษส่องแสงสีแดงส้มโดดเด่นเหนือใคร ความจริงยังมีอีกสองดวงที่ยังอยู่ในแนวนี้ด้วย แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า นั่นคือดาวเนปจูนและดาวยูเรนัส ดาวเนปจูนช่วงนี้อยู่เหนือดาวเสาร์ขึ้นมาเล็กน้อย ดาวยูเรนัสอยู่เหนือศีรษะเกือบพอดีเลยทีเดียว มีดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่ไม่ได้ร่วมวงในเย็นวันนั้นคือดาวพุธ เพราะในช่วงนั้นดาวพุธอยู่อีกฟากหนึ่งของดวงอาทิตย์ จึงมองเห็นได้ในช่วงเช้ามืดแทน ดาวเคราะห์ทั้งหมดเรียงเข้าแถวพาดเป็นแนวจากตะวันตกเฉียงใต้ไปยังตะวันออกเฉียงเหนือ\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nแผนที่ท้องฟ้า ณ วันที่ 25 มกราคม 2568 เวลา 19:00 น. เส้นสีเทาที่พาดผ่านท้องฟ้าคือเส้นสุริยวิถี \r\n\r\n\r\nดาวเคราะห์แต่ละดวงมีการเปลี่ยนตำแหน่งไปบนท้องฟ้าวันละน้อย ดังนั้นปรากฏการณ์ดาวเคราะห์เรียงแถวเช่นนี้จึงเกิดขึ้นได้ครั้งละหลายวัน และหากสังเกตทุกวันก็จะสังเกตการเปลี่ยนตำแหน่งของดาวเคราะห์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะดาวศุกร์และดาวอังคาร เป็นวิธีการเรียนรู้การเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ที่ดีวิธีหนึ่ง แม้ปรากฏการณ์นี้จะไม่ได้มีความพิเศษอะไรมากนัก แต่ก็มีเสน่ห์น่าเย้ายวน จึงอยากชวนให้ออกไปดูดาวกัน\r\n \r\n\r\n บทสรุป \r\n\r\n● วันที่ 25 มกราคม 2568 ดาวเคราะห์บนท้องฟ้าเรียงกันเป็นแนวเดียวกันจริง \r\n● การเรียงนี้คือการเรียงกันบนท้องฟ้าเมื่อมองจากโลก ไม่ใช่เรียงกันในอวกาศ การเรียงกันในอวกาศของดาวเคราะห์เป็นเส้นตรงเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้\r\n● ดาวเคราะห์บนฟ้าเรียงกันเป็นแนวเดียวกันทุกวัน ไม่ว่าวันไหน เดือนไหน ปีไหน ก็เรียง จึงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไร ถ้าเมื่อไหร่ที่ดาวเคราะห์บนฟ้าไม่เรียงเป็นแนวเดียวกันจึงจะถือว่าแปลก\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nthaiastro\r\n\r\nsciencealert\r\n\r\nmatichon\r\n\r\nภาพ\r\n\r\nsciencealert\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1741070363.png"],
    [70,5438,"พอดเค - ยานรกรูปแบบใหม่","Thu, 2025-02-20 08:34","http://www.stkc.go.th/node/5438",null,null," FYI Today!   ยาเสพติดที่มาในรูปแบบของน้ำยาในหัวพอต หรือ “พอตเค” ภัยเงียบที่อาศัยจังหวะที่พอตหรือบุหรี่ไฟฟ้าขนาดเล็กกำลังเป็นที่นิยม ภายนอกเหมือนพอตไฟฟ้าทั่วไป แต่อันตรายถึงชีวิต  \r\n\r\n“พอต” (Pod) ที่เป็นบุหรี่ไฟฟ้าขนาดเล็ก มีรูปร่างคล้ายกับ USB หรือปากกาผ่านตากันมาแล้วพอสมควร การใช้งานคล้ายกับบุหรี่ไฟฟ้าโดยการให้ความร้อนกับน้ำยาพอตเพื่อสร้างไอขึ้นมา ซึ่งปกติแล้วนั้นพอตจะประกอบไปด้วย นิโคติน สารปรุงแต่งรส และสารเคมีอื่นๆ และเนื่องจากนิโคตินเป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทโดยการไปเพิ่มสารโดปามีนในสมองและสารอื่นๆในร่างกาย เมื่อได้รับในปริมาณสูงสามารถทำให้เสพติด และอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ เป็นต้น โดยชนิดของพอตไฟฟ้านั้นมีทั้งแบบพอตไฟฟ้าแบบเติมน้ำยา พอตไฟฟ้าแบบเปลี่ยนหัวพอต(ไม่ต้องเติมน้ำยา) และพอตไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้ง \r\n\r\nซึ่ง “พอตเค” ที่จะกล่าวถึงนั้นถูกเปลี่ยนแปลงมาจากพอตไฟฟ้าชนิดเปลี่ยนหัว โดยที่ในหัวพอตจะถูกเปลี่ยนจากน้ำยาพอตไฟฟ้าเป็นการนำสารเสพติดมาบรรจุแทนเดิมทีนั้นพอตเคมักจะพบได้มากในต่างประเทศ ซึ่งชนิดของยาเสพติดที่ถูกบรรจุเอาไว้ในหัวพอตไฟฟ้าที่ถูกตรวจพบในประเทศไทยนั้นมีส่วนผสมทั้ง ยาเคหรือเคตามีนเฮโรอีน และเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า ซึ่งหากมองด้วยตาเปล่านั้นก็จะดูเหมือนน้ำยาพอตปกติจนแทบไม่เห็นถึงความแตกต่าง ทำให้ในปัจจุบันมีการระบาดในกลุ่มของนักเที่ยวกลางคืน เนื่องจากสามารถพกพาเข้าไปเสพในสถานบันเทิงได้สะดวก ขนาดกะทัดรัด ไม่เป็นที่สังเกต หากโดนค้นตัวก็อาจจะโดนเพียงข้อหาเดียวคือมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง\r\n\r\nโดยวิธีการเสพยาเสพติดในพอตเคก็เหมือนกับการสูบพอตไฟฟ้าทั่วไป แต่ความแตกต่างจะอยู่ที่การออกฤทธิ์ พอตเคจะมีฤทธิ์หลอนประสาทรุนแรงทำให้ผู้ที่เสพหรือผู้สูบเอาไอจากพอตเคเข้าไป มีอาการมึนเมา เคลิบเคลิ้ม เกิดภาพเหมือนอยู่ในห้วงแห่งความฝัน เช่นเดียวกับอาการของการเมายาเสพติด\r\n\r\n \r\n\r\n สังเกตพอตเคอย่างไร? \r\n\r\nหากมองด้วยตาเปล่าเพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่สามารถแยกออกได้ทันทีว่าหัวพอตที่เป็นน้ำยาปกติกับหัวพอตเคแตกต่างกันอย่างไร เนื่องจากในส่วนหัวพอตจะเหมือนกับหัวพอตบุหรี่ไฟฟ้า แต่หากสังเกตไปที่ตัวน้ำยาในหัวพอตไฟฟ้าอย่างละเอียด และเห็นถึงการเคลื่อนไหวหรือเนื้อสัมผัสของน้ำยา จะสังเกตได้ว่าน้ำยาของพอตเคนั้นจะมีลักษณะเป็นสีขาวใส มีความเหนียวหนืดคล้ายกับน้ำเชื่อม\r\n\r\nอีกหนึ่งวิธีสังเกตคือสามารถสังเกตได้จากราคาที่ขาย โดยราคาขายของหัวพอตเคนั้นจะสูงกว่าหัวน้ำยาพอตไฟฟ้า ซึ่งจะขายในราคาประมาณหัวละ 3,000-4,000 บาท ส่วนใหญ่วิธีการที่ใช้ซื้อขายนั้น ผู้ค้าจะลักลอบขายผ่านแอปพลิเคชันไลน์เฉพาะกลุ่มที่ใช้ยาเสพติดอยู่แล้ว ในการจัดส่งผู้ค้าจะใช้วิธีส่งสินค้าผ่านการเรียกไรเดอร์จากแอปพลิเคชั่นรับส่งของทั่วไป เพื่อไปส่งยังที่อยู่ของลูกค้า\r\n\r\n \r\n\r\n อันตรายจากการสูบพอตเค \r\n\r\nการสูบพอตเคนั้นก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้เสพมากกว่าการสูบพอตไฟฟ้าทั่วไป เนื่องจากพอตเคนั้นมีส่วนผสมของยาเสพติด ซึ่งผลกระทบต่อผู้ที่ใช้พอตเคนั้นย่อมอันตรายเหมือนกันกับการเสพยาเสพติด หลังจากการเสพหรือสูบพอตเคเข้าไปแล้วยาเสพติดออกฤทธิ์ ผลที่ตามมาอาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ ซึ่งมีผล ดังนี้\r\n\r\n\r\n\tผลกระทบต่อระบบหายใจ: การสูบพอตเคอาจทำให้เกิดการกดการทำงานของระบบหายใจ และนำไปสู่ปัญหาหายใจช้าหรือหายใจไม่ออก ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลือทันเวลา\r\n\tเกิดอาการชัก หรือเป็นอัมพาตชั่วคราว: ผู้เสพอาจมีอาการชัก ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สารเสพติดในพอตเคส่งผลกระทบต่อสมองโดยตรง นอกจากนี้ร่างกายอาจขยับไม่ได้หรือที่เรียกว่าเป็นอัมพาตชั่วคราว\r\n\tอาการเสพติดขั้นรุนแรงและอาการทางจิตเวช: ผู้ที่สูบพอตเคเป็นประจำนั้นอาจส่งผลให้เกิดอาการเสพติดในระดับสูง มีความต้องการสูบพอตเคสูงขึ้นตาม จนมีอาการเหมือนผู้ป่วยยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็น อาการลงแดงเมื่อไม่ได้สูบ รู้สึกทุกข์ทรมาน เบื่ออาหาร กล้ามเนื้อกระตุก และมีอาการทางจิตเวชตามมา เช่น อาการหวาดระแวง หรือภาวะ Paranoia ซึ่งทำให้ผู้เสพมีความกังวลที่รุนแรง และส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้อาจพัฒนาไปสู่การมีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย\r\n\tเกิดความเสียหายต่อสมอง: เนื่องจากเคตามีนที่ผสมในพอตเคส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ทำให้สมองไม่สามารถทำงานได้อย่างคนปกติ หากใช้เป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการเสื่อมของสมองถาวร นำไปสู่ความบกพร่องในการคิดและตัดสินใจในการใช้ชีวิตประจำวัน\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n พอตเค ผิดกฎหมายหรือไม่ ? \r\n\r\n“ผิดกฎหมาย”  อย่างแน่นอน เนื่องจากน้ำยาในหัวพอตมีส่วนผสมของสารเสพติด ไม่ว่าจะเป็น ยาเค เฮโรอีน หรือเมทแอมเฟตามีน ซึ่งการมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อเสพ หรือจำหน่าย นั้นต้องได้รับโทษตามกฎหมายกำหนด\r\n\r\nสำหรับผู้จำหน่ายนั้นจะถูกแจ้งข้อหา ดังต่อไปนี้:\r\n\r\n\r\n\tมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน,เฮโรอีน) อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า\r\n\tมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน,เฮโรอีน) โดยไม่ได้รับอนุญาต\r\n\tมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภท 2 (เคตามีน) อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า\r\n\tฝ่าฝืนคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ขายสินค้าที่คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคสั่งห้ามขาย (บุหรี่ไฟฟ้าและน้ำยาสำหรับเติมบุหรี่ไฟฟ้า)\r\n\r\n\r\nในส่วนของความผิดของผู้ซื้อหรือมีพอตเคในครอบครอง มีดังนี้:\r\n\r\n\r\n\tมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 ซึ่งโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่า ของราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ\r\n\tมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อเสพ โดยมีโทษตามประเภทของยาเสพติด ในกรณีนี้การเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 และ 2 จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการกวาดล้างพอตเคอยู่หลายหน แต่ก็ยังมีการลักลอบซื้อขายตามสถานบันเทิงกันอยู่ ซึ่งการระบาดของพอตเคนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เนื่องจาก เข้าถึงง่ายในหมู่วัยรุ่น หรืออาจถูกล่อลวงให้เสพได้ง่าย เพราะจับสังเกตได้ยากกว่ายาเสพติดทั่วไป การเริ่มสูบพอตเคไม่ต่างจากการเริ่มเสพยาเสพติด ซึ่งส่งผลให้ผู้สูบจะกลายเป็นผู้ป่วยติดยาเสพติดในที่สุด\r\n\r\n \r\n\r\nP.S. FYI – For Your Information\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nกรุงเทพธุรกิจ\r\n\r\nThai PBS News\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1740015249.png"],
    [71,5432,"ปลาแองเกลอร์ (Anglerfish)","Tue, 2025-02-18 10:29","http://www.stkc.go.th/node/5432","สัตววิทยา","Melanocetus Johnsonii","รอบรู้มหาสมุทรวันนี้ ด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ นับว่าเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ธรรมดาและหายากที่ปลาแองเกลอร์ (Anglerfish) หรือ ปลาปีศาจทะเลดำ (Melanocetus Johnsonii) ปรากฏตัวใกล้ผิวน้ำทะเลนอกชายฝั่งของหมู่เกาะคานารี ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2025  การขึ้นมาใกล้ผิวน้ำของปลาแองเกลอร์ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมระดับโลก อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน \r\n\r\n ลักษณะทางกายภาพ/ลักษณะเฉพาะ \r\n\r\nขนาดของตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด และสามารถเติบโตได้ถึง 18 ซม. ในขณะที่ตัวผู้มักจะแคระแกร็น โดยมีความยาวสูงสุดเพียง 2.9 ซม. ทำให้มีความแตกต่างระหว่างเพศ ลำตัวลำตัวโดยทั่วไปจะมีสีเข้ม โดยมีสีน้ำตาลและสีดำอมเทา โครงร่างของลำตัวประกอบด้วยกระดูกอ่อนและเนื้อ เนื่องจากมีหัวขนาดใหญ่ ปากจึงใหญ่และเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว มีฟันขนาดใหญ่เต็มไปหมด ตาและรูจมูกก็ค่อนข้างใหญ่เช่นกัน มีเส้นฟันที่แหลมคมและโปร่งแสงมากอยู่ที่ขากรรไกรทั้งสองข้าง หางและครีบหลังมีโครงสร้างค่อนข้างหยาบ โดยครีบหลังมีก้านครีบ 13–15 ก้าน (ไม่ค่อยมี 16 ก้าน) ครีบก้นมี 4 ก้าน (ไม่ค่อยมี 3 หรือ 5 ก้าน) ในขณะที่ครีบอกมีก้านครีบ 17–22 ก้าน (ไม่ค่อยมี 23 ก้าน) ก้านละ 1\r\n\r\nอายุขัยของปลาสายพันธุ์นี้ยังคงไม่ทราบแน่ชัด ปลาแองเกลอร์สามารถพบได้เกือบทุกที่ในโลก ทั้งในเขตร้อนถึงเขตอบอุ่นของมหาสมุทร โดยเฉพาะในทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก พบได้ในน้ำลึกของมหาสมุทรต่างๆ ทั่วโลกที่ความลึกอย่างน้อย 3,000 ฟุต ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มืดสนิท โดยน้ำอยู่ใกล้จุดเยือกแข็งเนื่องจากไม่มีแสงแดดเลย\r\n\r\n พฤติกรรม \r\n\r\nเนื่องจากปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ในบริเวณที่ลึกมากของมหาสมุทร จึงค่อนข้างยากที่จะศึกษาพฤติกรรมโดยละเอียดของพวกมัน ตัวผู้มีขนาดเล็กและมีน้ำหนักเบามาก และไม่ล่าเหยื่อ ในขณะที่ตัวเมียซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าจะมีอำนาจเหนือกว่าตัวผู้ ตัวผู้ไม่มีความสามารถในการล่าเหยื่ออย่างดุร้ายเท่ากับตัวเมีย พวกมันเป็นนักล่าที่ซุ่มโจมตีและจะนั่งรอให้เหยื่อเข้ามาใกล้ ปลาตกเบ็ดหลังค่อมใช้เหยื่อล่อด้วยการปล่อยแสงเป็นจังหวะขณะขยับเหยื่อไปมาเพื่อดึงดูดปลา ชนิดอื่น เช่น ครัสเตเชียน และสัตว์ทะเลอื่นๆ และจับเหยื่อเหล่านั้นมาเป็นอาหาร อาหารหลักของปลาชนิดนี้คือปลาเล็กชนิดต่างๆ กุ้งต่างๆ (รวมทั้งกุ้งตั๊กแตน) ปลาหมึกตัวเล็ก และเต่า เป็นต้น\r\n\r\n การผสมพันธุ์และการสืบพันธุ์ \r\n\r\nปลาตกเบ็ดชนิดอื่นมีระยะเวลาผสมพันธุ์สั้นกว่า ปลาตกเบ็ดหลังค่อมตัวผู้ถูกออกแบบมาให้สามารถหาตัวเมียเพื่อผสมพันธุ์ได้ตามธรรมชาติ ตัวผู้จะตามกลิ่นของลำตัวและแสงที่ล่อตาล่อใจเพื่อมองหาตัวเมียในความมืด เมื่อพบแล้ว ตัวผู้จะเกาะฟันที่งอนงอนและเริ่มดื่มเลือดของตัวเมียเพื่อส่งอสุจิไปผสมพันธุ์กับไข่ของตัวเมีย หลังจากผสมพันธุ์ได้ไม่นาน ตัวผู้จะออกจากคู่เพื่อหาตัวเมียตัวอื่นมาผสมพันธุ์ การสืบพันธุ์ของปลาตกเบ็ดหลังค่อมเกิดขึ้นโดยผ่านกระบวนการปฏิสนธิภายนอก (กล่าวคือ นอกร่างกาย) ปลาตกเบ็ดหลังค่อมตัวเมียจะปล่อยไข่ลงไปในน้ำลึก ในขณะที่ตัวผู้จะปล่อยอสุจิทันที ซึ่งจะไปผสมพันธุ์กับไข่\r\n\r\n วงจรชีวิต \r\n\r\nตัวเมียวางไข่บนแผ่นวุ้นที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ไม่นานหลังจากนั้น ไข่จะฟักออกมาเป็นตัวอ่อนซึ่งกินแพลงก์ตอนขนาดเล็กเป็นอาหารจนกระทั่งเติบโตเต็มที่ เมื่อตัวอ่อนโตเต็มที่แล้ว พวกมันจะกลับสู่ท้องทะเลอันมืดมิด ตัวผู้ที่ยังเล็กจะเห็นได้ชัดว่ามีขนาดเล็ก โดยมีความยาวเพียงประมาณ 1 นิ้ว (3 ซม.) เมื่อฟักออกจากไข่และถึงอายุขั้นต่ำของการเจริญเติบโตทางเพศ พวกมันจะเดินหน้าค้นหาคู่ครองโดยยึดตัวเมียที่ตัวใหญ่กว่าด้วยฟันเพื่อผลิตลูกหลานรุ่นต่อไป\r\n\r\n การปรับตัว \r\n\r\nเนื่องจากปลาตกเบ็ดหลังค่อมมีรูปร่างที่แปลกประหลาด พวกมันจึงว่ายน้ำได้ไม่เร็วนัก ความแตกต่างนี้ได้รับการชดเชยโดยธรรมชาติด้วยกระดูกสันหลังเรืองแสงบนหน้าผากที่เรืองแสงในที่มืด จึงดึงดูดเหยื่อได้ แสงจากกระดูกสันหลังยังส่องแสงไปที่ใบหน้าอันน่ากลัวของมันด้วย ซึ่งอาจทำให้ผู้ล่าตกใจกลัวได้ ปากของปลามีขนาดใหญ่ผิดปกติ ทำให้สามารถจับเหยื่อที่มีขนาดใหญ่กว่าปลาตกเบ็ดได้ เช่นเดียวกับสายพันธุ์ปลาชนิดอื่นๆ เส้นข้างลำตัวของปลากะรังหลังค่อมช่วยให้พวกมันรับรู้ถึงแรงดันน้ำและการเคลื่อนไหวใต้น้ำ จุดบนใบหน้าก็เป็นส่วนหนึ่งของเส้นข้างลำตัวนี้เช่นกัน และสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในน้ำทะเลได้ ร่างกายที่โค้งมนทำให้พวกมันกลืนเหยื่อได้ง่ายขึ้น เช่นเดียวกับงูหลายชนิด ฟันของปลาตกเบ็ดหลังค่อมจะแหลมและเฉียงเข้าด้านใน ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้เหยื่อที่จับได้หนีรอดไปได้\r\n\r\nข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ\r\n\r\n\r\n\tเนื่องจากโครงสร้างร่างกายที่แปลกและกลม ปลาตกเบ็ดหลังค่อมจึงเอียงตัวไปมาในน้ำแทนที่จะว่ายน้ำ\r\n\tข้อมูลเกี่ยวกับปลาตกเบ็ดหลังค่อมตัวผู้ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสามารถหาปลาตัวผู้ได้เพียง 8 ตัวเท่านั้นจนถึงปัจจุบัน\r\n\tแสงที่ส่องมายังหน้าผากของมันนั้นมาจากแบคทีเรียขนาดเล็กชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ‘โฟโตแพลงก์ตอน’\r\n\tเป็นหนึ่งในหกสายพันธุ์ของปลาตระกูล 'ขี้เหร่' – ปลาปีศาจทะเลดำ\r\n\tหากเหยื่อไม่ต้องการหลบหนีอย่างรวดเร็ว ปลาก็จะไม่ใช้ฟัน แต่จะกลืนและกินเข้าไปแทน เทคนิคการล่าเหยื่อนี้เรียกว่า \"การตกปลา\" ซึ่งเป็นที่มาของชื่อสายพันธุ์นี้\r\n\tปลาแองเกลอร์ ตัวผู้จะเกาะตัวเมียกินเวลาผสมพันธุ์และสุดท้ายมันจะละลายกลายเป็นเพียง ‘อัณฑะ’ ของตัวเมีย \r\n\r\n\r\n \r\n\r\nปล. ปลาตกเบ็ดตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมียมาก ไม่จำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเช่นนี้ แทนที่จะคอยหาปลาตัวเมียในเหวลึกอันกว้างใหญ่ ปลาตกเบ็ดตัวผู้ได้พัฒนาเป็นคู่ครองปรสิตถาวร เมื่อปลาตัวผู้ว่ายน้ำอิสระวัยเยาว์พบกับตัวเมีย มันจะจับตัวเมียด้วยฟันอันแหลมคม เมื่อเวลาผ่านไป ตัวผู้จะผสานร่างเข้ากับตัวเมียโดยเชื่อมต่อกับผิวหนังและกระแสเลือดของตัวเมีย และสูญเสียดวงตาและอวัยวะภายในทั้งหมด ยกเว้นอัณฑะ ตัวเมียจะมีตัวผู้ 6 ตัวหรือมากกว่านั้นอยู่บนร่างกาย\r\n\r\n \r\n\r\nการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่\r\n\r\nดร.มาร์ติเนซ อธิบายว่า การปรากฏตัวของปลาน้ำลึกอย่างปลาปีศาจทะเลดำใกล้ผิวน้ำอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมครั้งใหญ่ มันเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อนและปกป้องมหาสมุทรของเราจากมลพิษ สุขภาพของระบบนิเวศน์เหล่านี้มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในทะเลหลายชนิด และการรบกวนใด ๆ อาจมีผลกระทบที่กว้างขวาง\r\n\r\nการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมระดับโลก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ เป็นที่รู้กันว่าอาจมีผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลในหลายๆ ด้าน อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น อาจทำให้การกระจายตัวและพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตในทะเลเปลี่ยนแปลงไป ทำให้พวกมันต้องค้นหาที่อยู่อาศัยใหม่ นอกจากนี้ มลพิษและการทำลายที่อยู่อาศัยอาจทำให้ระบบนิเวศน้ำลึกได้รับความเสียหาย ซึ่งจะทำให้สิ่งมีชีวิตต้องปรับตัวหรือย้ายที่อยู่\r\n\r\nหลายคนทั่วโลกเศร้ากับเหตุการณ์นี้ บนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ TikTok หลายคนทำวีดีโอ แสดงความรู้สึกสงสารเจ้าปลาแองเกลอร์ฟิชตัวนี้\r\n\r\nส่วนใหญ่พูดเชิงว่า เจ้าปลาแองเกลอร์ฟิชตัวนี้ซึ่งใช้ชีวิตทั้งชีวิตในความมืดมนของมหาสมุทรลึก เป็นปลาที่เรืองแสง เหมือนกับเป็นแสงให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในท้องทะเล สุดท้าได้ขึ้นสู่ผิวน้ำเพื่อเห็นแสงจากดวงอาทิตย์ ได้เห็นแสงแดดสาดส่องเธอเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย นอกจากนั้นการขึ้นสู่ผิวน้ำนี้ เป็นการยืนยันถึงความอดทนของเจ้าปลาแองเกลอร์ฟิชตัวนี้ เพราะไม่รู้ว่า ได้ใช้เวลานานแค่ไหนถึงได้ว่ายลอยจนมาถึงผิวน้ำทะเล\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nnationalgeographic\r\nกรุงเทพธุรกิจ\r\ncbs news\r\nsmithsonianma\r\n\r\nภาพ\r\nwiseoceans\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1739934153.png"],
    [72,5419,"มัทฉะ VS ชาเขียว","Wed, 2025-02-05 11:10","http://www.stkc.go.th/node/5419",null,null," FYI Today!   ช่วงนี้เลื่อนไปทางไหนในแพลตฟอร์มต่าง ๆ ก็เจอสิ่งที่เรียกกันว่า \"ชาเขียว\" หรือ \"มัทฉะ\" ไม่หยุดไม่หย่อน \r\n\r\nจนหลายคนอาจไปสอบมาลิ้มลองบ้างแล้ว ใคร่รู้ว่าทำไมอยู่ ๆ ช่วงนี้ถึงหันมาดื่มกันทั่วบ้านทั่วเมือง แล้ว \"ชาเขียว\" หรือ \"มัทฉะ\" ต่างกันอย่างไร บทความนี้จะคลายความสงสัยได้ไม่มากก็น้อย\r\n\r\n \r\n\r\nชาเขียวกับมัทฉะ แตกต่างกันอย่างไร?\r\n\r\nชาทั้งสองแบบนี้นั้นมาจากต้นชาชนิดเดียวกัน คือต้นชา (Camellia Sinensis) แต่แตกต่างกันที่กรรมวิธีการผลิต ชาเขียว (Green Tea) ที่รู้จักกันนั้นมักใช้ในรูปแบบใบ ซึ่งจะนำมาทำให้แห้งหรือใส่ในถุงชา ก่อนที่จะนำไปต้มในน้ำร้อนระยะเวลาหนึ่ง มัทฉะ (Matcha) ก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 20 - 30 วัน มัทฉะจะถูกคลุมด้วยตาข่ายที่ช่วยป้องกันแสง เพื่อเป็นการทำให้ใบชาผลิตคลอโรฟิลล์และสารประกอบภายในมากขึ้น หลังจากนั้นใบชาที่มีสีเขียวเข้มนั้นจะถูกนำมาบด และกากใยออกจนหมด และในที่สุดก็จะได้ผงมัทฉะที่มีสีสันสดใสกว่าปกติออกมา\r\n\r\nฉะนั้น “มัทฉะ” จึงมีคุณภาพและแอนติออกซิแดนซ์สูงกว่า เสมือนเป็นการดื่มใบชาทั้งใบนั่นเอง อีกทั้งยังมีรสชาติก็มักจะเข้มข้นกว่าด้วย ทั้งนี้ในมัทฉะนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า คาเตชิน อยู่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว สูงมากกว่าในชาเขียวทั่วๆไปถึง 137 เท่า และมากกว่าในชาเขียวอย่างดีชนิดอื่น ๆ ถึง 3 เท่า\r\n\r\n ความแตกต่างระหว่าง มัทฉะ และ ชาเขียว ที่ชัดเจนที่สุด  คือ ลักษณะที่นำมาใช้ชง เนื่องจากชาเขียวจะมาในรูปแบบของใบชาแห้ง ในขณะที่มัทฉะมาในรูปแบบของผงละเอียด กระบวนการผลิตก็แตกต่างกันอีกด้วยอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น นอกจากนี้ข้อแตกต่างสำคัญเลยก็คือรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัส ชาเขียวจะเป็นน้ำใสๆ มีรสชาติฝาดไปจนถึงขม สีอาจจะเป็นเขียวอ่อนไปจนถึงเขียวเข้ม ส่วนมัทฉะมีลักษณะของน้ำที่ออกเป็นครีมเข้มข้น สีเขียวสว่าง มีรสชาติหวานกว่า อีกทั้งยังสามารถเอาไปทำขนม หรือไอศกรีมได้อีกด้วย ในขณะที่ชาเขียว (ชาใบ) สามารถใช้ชงเครื่องดื่มได้ แต่ไม่เหมาะที่จะไปทำขนมหรือไอศกรีมแต่อย่างใด\r\n\r\nต้นกำเนิด\r\n\r\nต้นกำเนิดของมัทฉะต้องย้อนกลับไปที่ประเทศจีนในช่วงราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) ชาวจีนในยุคนั้นจะนำใบชามานึ่งแล้วปั้นเป็นก้อนอิฐเพื่อความสะดวกในการขนส่งและค้าขาย จากนั้นนำก้อนชาเหล่านี้มาบดเป็นผงแล้วผสมกับน้ำร้อน การบริโภคชารูปแบบนี้ได้แพร่ไปยังประเทศญี่ปุ่นโดยพระสงฆ์ชื่อเออิไซ (Eisai) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 12 ซึ่งชาชนิดนี้ถูกใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาในอารามทางพุทธศาสนาและใช้เพื่อการรักษาโรค นอกจากนั้นยังเป็นเครื่องดื่มที่นิยมดื่มเพื่อสุขภาพกันมากขึ้นอีกด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ในญี่ปุ่นนั้นการเพาะปลูกและการบริโภคชาผงนั้นเฟื่องฟูอย่างแท้จริง ในที่สุดก็พัฒนาเป็นรูปแบบพิเศษที่เรียกว่ามัทฉะ ชาวญี่ปุ่นเริ่มปลูกต้นชาในที่ร่มเพื่อเพิ่มปริมาณคลอโรฟิลล์ในใบ ซึ่งทำให้ผงชาที่ได้มีสีเขียวสดใสและมีรสชาติเฉพาะตัว วิธีการปลูกนี้ยังช่วยเพิ่มระดับของสารอาหารบางชนิดในชา รวมทั้งแอล-ธีอะนีนและคาเฟอีน\r\n\r\nในศตวรรษที่ 16 ปรมาจารย์ด้านชาชื่อ Sen no Rikyu ได้กำหนดวิธีการทำและเสิร์ฟมัทฉะตามแบบพิธีการ ซึ่งสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นและยังคงปฏิบัติตามมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้เขายังมีบทบาทสำคัญในการทำให้มัทฉะเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นซามูไรของญี่ปุ่นอีกดวย\r\n\r\nเมื่อเวลาผ่านไป มัทฉะกลายเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมและประเพณีของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านพิธีชงชาที่เรียกว่า \"ชาโนยุ (Chanoyu)\" หรือวิถีแห่งชา พิธีนี้เป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคี ความเคารพ ความบริสุทธิ์ และความเงียบสงบ มีการลงรายละเอียดในภาชนะที่ใช้ในพิธีชงชา การดื่มชาด้วยความเรียบง่ายและมีสมาธิในแบบของเซนจะช่วยให้จิตใจสามารถพัฒนา ขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ นักบวชจึงออกแบบห้องพิธีชงชาขนาดเล็ก เพื่อใช้สนับสนุนการชงชาตามอุดมคติของนักบวชเออิไซ (Eisai) และในขณะที่ชงชานั้นก็ได้ผสมผสานจิตวิญญาณของพุทธศาสนานิกายเซนไปด้วย\r\n\r\nในสมัยยุคเมจิ การผลิตชามีมากขึ้น มีหนังสือเทคนิคการผลิตต่าง ๆ ออกมาอย่างแพร่หลาย เริ่มมีเครื่องจักรเข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต และเริ่มมีการส่งออกชาไปยังต่างประเทศแล้ว และปริมาณการส่งออกยังมากเป็นอันดับสองรองจากประเทศจีนอีกด้วย แม้การส่งออกจะกระท่อนกระแท่นไปบ้างในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะตอนนั้นชาดำเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในต่างประเทศ แต่ไม่นานในศตวรรษที่ 20 ชาเขียวก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั้งประเทศญี่ปุ่นและ แพร่หลายออกมาทั่วโลกอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน\r\n\r\nและแม้ว่ามัทฉะจะเลิกได้รับความนิยมในจีนและนิยมนำไปชงเป็นชาใบหลวมแทน แต่ก็ยังคงเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมญี่ปุ่นและเริ่มได้รับความนิยมอย่างมากทั่วโลกในศตวรรษที่ 21 ปัจจุบันมัทฉะได้รับความนิยมไม่เพียงแค่รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์และประโยชน์ต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งอีกด้วย\r\n\r\nนานาประโยชน์ของชาเขียวมัทฉะ\r\n\r\nชาเขียวมีประโยชน์คล้ายกับมัทฉะ ซึ่งมีโปรตีน L-theanine ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย, catechins ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่ง และมีคาเฟอีนบางส่วน\r\n\r\nประโยชน์ของชาเขียวมัทฉะ\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tช่วยให้ร่างกายตื่นตัว เครื่องดื่มจากชาเขียวมีปริมาณ Caffeine ที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ยิ่งมาจากผงชาเขียวมัทฉะก็ยิ่งเข้มข้นสูงขึ้นไปอีก เพราะฉะนั้นประโยชน์แรกของชาเขียวมัทฉะคือการทำให้คนที่กินเข้าไปตื่นตัว รู้สึกสดชื่น ก่อนจะได้รับความผ่อนคลายจากสาร L–theanine ที่เข้ามาจัดการความเครียดและความอ่อนเพลียของร่างกายด้วยนะ ถ้าเราดื่มชาเขียวมัทฉะในปริมาณที่เหมาะสม ไม่เกิน 2 แก้ว/วัน ก็จะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่กล่าวไป\r\n\t\r\n\t\r\n\tดีต่อหัวใจและและหลอดเลือด เมื่อสมองไม่เครียด รู้สึกผ่อนคลาย มันก็ย่อมดีต่อใจด้วย อีกทั้งสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญที่อยู่ใน Caffeine อย่าง Theophylline จะช่วยให้ต่อมหมวกไตทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับฮอรโมนร่างกายให้สมดุล และดีต่อหลอดเลือดแบบสุด ๆ เพราะว่าจะช่วยลดละดับ Triglyceride กับ Cholesterol ที่เป็นความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ\r\n\t\r\n\t\r\n\tป้องกันโรคหวัด เคยได้ยินคนพูดว่าเราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงด้วยชาเขียวมัทฉะมั้ย สาเหตุที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า Vitamin C ในชาเขียวมัทฉะยังไงล่ะ ไม่ใช่แค่นั้น สารอย่าง Polyphenols , L-Theanin , Catechins  อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีโพลีฟีนอล คาเทชิน และแอลธีอะนีน ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย และลดการก่อเกิดของเซลล์มะเร็ง\r\n\t\r\n\t\r\n\tดีต่อระบบประสาทและสมอง เป็นเพราะว่ามี Vitamin B รวม การดื่มชาเขียวมัทฉะเลยช่วยบำรุงประสาทและสมองของเราด้วย และแน่นอนว่ากรดอะมิโนก็ช่วยลดความวิตกกังวลพร้อมกระตุ้นคลื่นอัลฟาในสมอง ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสุด ๆ ไปเลย\r\n\t\r\n\t\r\n\tดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องระวังน้ำตาลอย่างมาก ชาเขียวมัทฉะเป็นผู้ช่วยที่ดีที่สุดตัวหนึ่งเลยล่ะ นั้นเพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระตัวที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล Glucose ในเลือด ช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมน Insulin ในตับอ่อนและช่วยดูดซึม Glucose\r\n\t\r\n\t\r\n\tชะลอความแก่ ใครก็ทักว่าดูเด็กลงนะเมื่อดื่มฉาเขียวมัทฉะ จริง ! อย่างแรกเลยชาเขียวมีสาร Catechins ช่วยป้องกันไม่ให้ผมร่วง ไม่พอ ยังมีสาร EGEG (Epigallocatechin Gallate) เร่งให้ผมงอกเร็วขึ้นอีก แล้วถ้าว่ากันด้วยผิวที่ดูเต่งตึง สาร Polyphenols กับ OPC (Oligomeric Proanthocyanidins) จะช่วยปกป้องผิวจากอนุมูลอิสระ ป้องกันริ้วรอยและจุดด่างดำ\r\n\t\r\n\t\r\n\tดีต่อช่องปาก อย่างที่บอกไปก่อนหน้าว่าชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระกลุ่มคาเทชินที่ชื่อ EGEG (Epigallocatechin Gallate) แต่รู้อะไรมั้ย คุณประโยชน์ของสารตัวนี้คือส่งผลดีต่อสุขภาพปากด้วย ทั้งชะลอการเติบโตของแบคทีเรียในช่องปาก สาเหตุของคราบพลัคสะสมที่ทำให้ฟันผุ แล้วยังช่วยลดการสะสมของสารประกอบซัลเฟอร์ในช่องปากที่เป็นตัวร้ายทำให้เกิดกลิ่นปากด้วย\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nอย่างไรก็ตาม เนื่องจากมัทฉะทำมาจากใบชาเต็มใบ จึงมี L-theanine, catechins และคาเฟอีนมากกว่า หากต้องการเลือกชาตามประโยชน์ที่มี มัทฉะจะเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพมากกว่า        ในด้านคุณค่าทางโภชนาการ มัทฉะมีวิตามิน, แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระที่เทียบเท่ากับชาเขียวที่ชง 10 ถ้วย รวมถึงไฟเบอร์ในปริมาณที่ดีต่อสุขภาพอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ 1 ถ้วยของมัทฉะจึงมี L-theanine ที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายมากกว่าชาเขียวถึง 10 เท่า หากต้องการเพิ่มพลังงานที่ทำให้ตื่นตัว แต่ไม่ทำให้เกิดอาการกระสับกระส่าย มัทฉะคือตัวเลือกที่ดี\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nPunthai Coffee\r\n\r\nKyobashi Tea\r\n\r\nChao Doi\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1738910997.png"],
    [73,5407,"ดอกไม้ไฟและวิวัฒนาการ","Thu, 2025-01-30 15:17","http://www.stkc.go.th/node/5407",null,null," FYI Today!   ดอกไม้ไฟที่ชอบใช้กันเมื่อถึงเวลาพลบค่ำยันดึกสงัด เพราะอะไรกันนะ  \r\n\r\nในช่วงศตวรรษที่ 14-15 หรือที่เรียกว่ายุคเรอแนสซองซ์ หรือยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปะวิทยาการในยุโรป ชาวอิตาลีเป็นผู้ริเริ่มพัฒนาศิลปะการประดิษฐ์ดอกไม้ไฟขึ้น\r\n\r\nดอกไม้ไฟรูปแบบใหม่ ๆ ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในยุคนี้โดยมีการดัดแปลงเพิ่มโลหะกับถ่านไปในส่วนผสมที่ใช้ทำจรวดซึ่งเมื่อปล่อยขึ้นฟ้าก็จะเปล่งประกายแสงสีเงินสีทองระยิบระยับ\r\n\r\nคนอิตาลียังพัฒนากระบอกบรรจุส่วนผสมวัตถุระเบิดที่สามารถจุดให้ระเบิดพุ่งขึ้นไปในอากาศได้ แต่ถึงอย่างไร ดอกไม้ไฟที่ตระการตาที่สุดยังคงเป็นดอกไม้ไฟที่จุดในระดับดิน\r\n\r\nช่างทำพลุดอกไม้ไฟรู้ว่าการบรรจุดินปืนไว้ในกระบอกปลายเปิดจะทำให้เกิดการเผาไหม้อย่างช้า ๆ และเมื่อใดที่มีการจุดก็จะเกิดประกายไฟพะเนียง ความเข้มข้นของประกายไฟที่พุ่งขึ้นและตกลงมาดูคล้ายกับสายน้ำที่พวยพุ่งจากแอ่งน้ำพุ ดังนั้น หากฐานของดอกไม้ไฟทำจากกรอบไม้รูปทรงคล้ายวงล้อ มันก็จะหมุนวนสาดส่องประกายไฟไปรอบ ๆ ด้วยความรู้นี้ ช่างปั้นอาจจะแกะสลักรายละเอียดต่าง ๆ เช่นรูปยักษ์ ปราสาทราชวัง นำไปประดับเข้ากับพลุน้ำตก วงล้อและคบเพลิง เมื่อใดที่จุดไฟก็จะสาดส่องแสงสวยงามระยับ\r\n\r\nการแสดงดอกไม้ไฟในเมืองบริสตอลของอังกฤษ\r\n\r\nตอนนั้นการแสดงดอกไม้ไฟเริ่มแพร่หลายไปทั่วยุโรป การมีพลังอำนาจเหนือไฟเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาและกษัตริย์ในยุคนั้นก็อาศัยการแสดงดอกไม้ไฟในการประกอบพิธีการทางศาสนา งานอภิเษกสมรสและพิธีราชาภิเษกเป็นช่องทางแห่งการอวดความมั่งมีและพลังอำนาจ\r\n\r\nอังกฤษนำการแสดงดอกไม้ไฟสู่สาธารณชนมากขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 18\r\n\r\nในศตวรรษที่ 15-17 มังกรเป็นดอกไม้ไฟที่เลื่องชื่อที่สุด โครงมังกรทำจากไม้และปิดทับด้วยกระดาษอัด ข้างในบรรจุพลุน้ำพุ ปะทัดและพลุจรวด มังกรบางตัวยังพ่นไฟได้ด้วย ขณะที่บางครั้งช่างดอกไม้ไฟก็จัดแสดงมังกรสองตัวก็เปิดศึกกันก็มี\r\n\r\nในราวปี ค.ศ. 1730 การแสดงดอกไม้ไฟในอังกฤษเริ่มแพร่หลายสู่สาธารณะมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อความบันเทิงในราชสำนักหรือหมู่ชนชั้นสูงเท่านั้น คนทั่วยุโรปพากันมาดูการแสดงดอกไม้ไฟมหรสพในอังกฤษ ตอนนั้นช่างประดิษฐ์ดอกไม้ไฟพบวิธีทำสายชนวนเพื่อจุดดอกไม้ไฟหลาย ๆ ชุดได้พร้อม ๆ กัน แถมยังประดิษฐ์และจุดดอกไม้ไฟเป็นรูปทรงต่างเช่นบุคคลสำคัญในราชสำนักได้ด้วย\r\n\r\nเข้าอเมริกา\r\n\r\nการจุดพลุและดอกไม้ไฟเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองวันชาติอเมริกามาตั้งแต่เริ่มแรก\r\n\r\nเข้าอเมริกา\r\n\r\nความรู้เรื่องดอกไม้ไฟแพร่กระจายเข้าไปในสหรัฐราวศตวรรษที่ 17 ตอนนั้นคนที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานใหม่เอาดอกไม้ไฟไปจุดทั้งเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ ทำให้คนอินเดียนแดงทั้งประทับใจและหวาดกลัวไปพร้อม ๆ กัน\r\n\r\nการเฉลิมฉลองวันชาติอเมริกัน 4 กรกฎาคม ครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1777 เพียงปีเดียวหลังการประกาศเอกราช ตอนนั้นสหรัฐอเมริกายังตกอยู่ในม่านหมอกของยุคปฏิวัติสงครามที่มีแต่ความคลุมเครือไม่แน่นอน แต่การแสดงดอกไม้ไฟตระการตาก็จุดประกายความหวังและสร้างพลังความรักชาติในหัวใจพลเมืองหนุ่มสาวอเมริกัน\r\n\r\nนับจากนั้นไม่ถึงหนึ่งศตวรรษ สหรัฐก็พัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนและประทัดจีนก็กลายเป็นสินค้าส่งออกสำคัญไปอเมริกา\r\n\r\nส่วนผสม\r\n\r\nช่วงเกือบสองพันปีแรก การประดิษฐ์ดอกไม้ไฟยังสร้างสีสันได้ไม่มาก มีแค่แสงสีส้มซึ่งเกิดจากประกายดินปืนและสีขาวที่เกิดจากผงโลหะ\r\n\r\nแต่เมื่อประมาณร้อยหกสิบถึงร้อยเจ็ดสิบปีก่อน โลกมีพัฒนาการด้านวิทยาการทางเคมี ช่วยให้ช่างประดิษฐ์ดอกไม้ไฟชาวอิตาลีเป็นผู้ค้นพบวิธีการทำพลุให้เกิดแสงสีต่าง ๆ โดยใช้ธาตุโลหะที่ประกอบด้วย strontium ทำให้เกิดสีแดง barium ทำให้เกิดสีเขียว copper ทำให้เกิดสีฟ้า และ sodium ทำให้เกิดสีเหลือง กับผงคลอรีนผสมกับส่วนผสมที่ใช้ทำดอกไม้ไฟ\r\n\r\nนอกจากนี้ยังมีการใช้สารโปแตสเซียมคลอเร ที่เผาไหม้เร็วและร้อนแรงกว่าโปรแตสเซียมไนเตรท หรือดินประสิว จึงทำให้เกิดสีสันเจิดจ้ากว่าเดิม ขณะเดียวกันก็ยังมีเทคนิควิธีอีกสารพัดที่ใช้ประกอบทำให้การแสดงดอกไม้ไฟในยุคปัจจุบันตระการตามากกว่าในอดีต\r\n\r\nดอกไม้ไฟในเมืองไทย\r\n\r\nสำหรับเมืองไทย ย้อนไปในยุคสุโขทัยก็มีการจุดดอกไม้เพลิงโบราณกันแล้ว นายสิทธา สลักคำ อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 5 ผู้เขียนหนังสือดอกไม้เพลิงโบราณ เล่าให้ฟังว่าหลักฐานที่เห็นได้ชัดคือบันทึกในหลักศิลาจารึก\r\n\r\n\"หลักศิลาจารึกบันทึกไว้ว่าเมืองสุโขทัยนี้ มีสี่ปากประตูหลวง เพียย่อมคนเบียดกันเข้าดูท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยมีดังจั๊กแตก เมื่อการกล่าวเช่นนี้พอจะขยายความได้ว่าการเล่นไฟ พูดถึงการเล่นคือความสนุกสนานเพลิดเพลิน ได้เข้าชม แสงสีดอกไม้เพลิงเบียดเสียดเยียดยัดเข้ามาในพระราชฐาน ทั่วสารทิศก็เข้ามาชม นี่คือการเล่นไฟ\" นายสิทธากล่าว\r\n\r\nนายสิทธา บอกด้วยว่ามีข้อสันนิษฐานจากสิ่งแวดล้อมบางอย่าง คือที่สุโขทัย มีภูเขาสูงชื่อ เขาหลวง อยู่ห่างจากเมืองเก่าไปประมาณ 6 กิโลเมตร บนยอดเขามีลานกว้างที่เรียกว่าพญาพุ่งเรือ ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่ตรงกับชื่อไฟโบราณของไทยชนิดหนึ่ง จึงเป็นแง่คิดได้ว่าในยุคสุโขทัยน่าจะมีการเล่นไฟกันแล้ว พอมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาและรัตนโกสินทร์ นายสิทธาบอกว่าคำว่าเล่นไฟ ไม่มีแล้ว แต่กลับมีคำว่าจุดดอกไม้เพลิงแทนและมีหลักฐานการเรียกชื่อตัวไฟต่าง ๆ มากมายหลายประเภทซึ่งทำให้ทราบว่าการจุดดอกไม้เพลิงนั้นได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับประเพณีทั้งพิธีหลวงและพิธีราษฎร์\r\n\r\n\"อันนี้มาเจอหนังสือบุณโณวาทคำฉันท์เขียนไว้ชัดเลยครับ เกี่ยวกับการจุดดอกไม้ไฟ ข้อความบอกว่าจุดเพียยมาศแจ่มดวงผกา ถวายพุทธบาทา ตระบัดระทาพุ่มเพลิง โป้งปีปปีปเสียงศัพท์เถกิง ดุจพยัฆค์ร้องเริง แลเสียงมฤคกวางฟาน ตรวดตรวยพวยพุ่งคัดคณานต์ นกบินบินบาน สกุณร่อนรักรัง อ้ายตื้ออ้ายเต้ออะไรมีหมดนะครับ ในบุณโณวาทคำฉันท์ หนังสือเก่าแก่รองจากพระไตรปิฎก\"\r\n\r\nบทพรรณาในบุณโรวาทคำฉันท์ตอนนี้ อธิบายถึงการจัดมหรสพสมโภชพระพุทธบาทตามราชประเพณีในสมัยนั้น ก็โปรดให้จุดดอกไม้เพลิงต่าง ๆ ในพิธีสมโภชด้วย\r\n\r\nหลักศิลาจารึกบันทึกไว้ว่าเมืองสุโขทัยนี้ มีสี่ปากประตูหลวง เพียย่อมคนเบียดกันเข้าดูท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยมีดังจั๊กแตก นายสิทธา สลักคำ ผู้เขียนหนังสือดอกไม้เพลิงโบราณ\r\n\r\nส่วนผสมของดอกไม้เพลิงโบราณของไทยไม่ต่างจากของชาติอื่นเพราะมีส่วนผสมที่เป็นยอดหัวใจหลักคือถ่านไม้ ดินประสิวและกำมะถัน ที่นำผสมกันบรรจุลงในกระบอกไม้ไผ่ที่ใช้เป็นกระบอกดินเชื้อเพลิง ซึ่งก็จะออกแบบและมีวัสดุอื่น ๆ ประกอบแตกต่างกันไปตามแต่ชนิดของตัวไฟ\r\n\r\nสูตรการผสมดินดำในยุคนั้นถือเป็นความลับที่พระอาจารย์และอาจารย์ผู้ประดิษฐ์ดอกไม้เพลิงจะไม่แพร่งพรายสูตรของตัวเองให้ใครรู้เป็นเด็ดขาด\r\n\r\nการเล่นดอกไม้ไฟของไทยไม่ได้เน้นเฉพาะความเพลิดเพลินสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังมีแง่มุมลึกซึ้งและมีจุดมุ่งหมายเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา\r\n\r\nวิธีการเล่นจึงแสดงถึงสัจธรรมของการมีตัวตนหรือมีชีวิต การเกิดและการแตกดับ โดยจัดการเล่นดอกไม้เพลิงเป็นขั้นตอนสำคัญ ๆ ไว้ตั้งแต่การริเริ่มหรือก่อตัว การเกิดสรรพสิ่ง การแตกดับ การลอยตัวสู่อากาศหรือภพวิญญาณ การบูชาผู้มีพระคุณ กงกำกงเกวียนและภูมิปัญญา นายสิทธา สลักคำ ผู้เขียนหนังสือดอกไม้เพลิงโบราณ บอกว่าชื่อไฟโบราณของไทยนั้นจะเรียกแตกต่างกันไปตามตัวตนของมัน\r\n\r\n\"อย่างที่ว่าไฟนก ไฟเป็ด ไฟปลา การเล่นจะแสดงไปตามลักษณะการตั้งชื่อเลยครับ อย่างไฟปลาช่อน โยนลงไปในน้ำ พักนึงก็จะโผล่ขึ้นลอยตัวกันแล้วก็ตีลังกากระโดดบนผิวน้ำ ไฟปลาดุกจุดแล้วก็โยนลงน้ำเหมือนกัน โยนแล้วไฟปลาดุกจะว่ายเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ไฟจระเข้จะกระโดดไกลมากครับ ไฟเป็ดเนี่ย เมื่อกระบอกไม้ไผ่บรรจุดินดำ จุดปั๊บก็โยนลงน้ำ สักพักไฟเป็ดก็จะลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ กระบอกไฟก็จะหมุน พอหมุนเสร็จไฟพอโผล่น้ำปั๊บ จมหายไปก็ดังแจ๊บ โผล่มาอีกทีก็ดังแจ๊บ ๆ ๆ ๆ ๆ เหมือนเป็ดไปไซ้แหน ข้างคูข้างหนองอย่างนั้นครับ\"\r\n\r\n \r\n\r\nปัจจุบัน การจะหาชมไฟโบราณของไทยนับว่าเป็นเรื่องยาก หากจะมีให้ชมก็เป็นเพียงส่วนน้อยซึ่งนายสิทธาบอกว่าความที่วิทยาการแขนงนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงงานอดิเรก ผู้ศึกษาขาดการเอาใจใส่จนไม่มีความเข้าใจในศาสตร์อันลึกซึ้ง เมื่อนานวันเข้า ความรู้ก็เสื่อมถอยและสูญสิ้นไปตามอายุขัยของช่างดอกไม้เพลิง ขณะที่ช่างดอกไม้เพลิงเองก็ขาดทุนทรัพย์ที่จะสืบทอดวิชาความรู้ ประกอบกับการเล่นดอกไม้เพลิงอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ และเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองจึงเป็นสาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้วิทยาการแขนงนี้ไม่สามารถถ่ายทอดต่อไปอย่างกว้างขวาง\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nP.S. FYI – For Your Information\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nBBC\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1738225058.png"],
    [74,5394,"ประทัดกับความเป็นมา","Mon, 2025-01-27 13:02","http://www.stkc.go.th/node/5394",null,null," FYI Today!  เข้าสู่ \"ตรุษจีน\" ทำไมต้องจุดประทัด-ใส่สีแดง เปิดเรื่องเล่าขาน \"เหนียน\" สัตว์ร้ายในตำนาน ที่จะมาในวันสิ้นปี \r\n\r\n \r\n\r\nประทัดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่งของจีน โดยมีรากฐานมาจากราชวงศ์ฮั่น ประทัดยังคงเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานนับพันปี ดอกไม้ไฟที่ดังสนั่นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของวันหยุดและการเฉลิมฉลองต่างๆ ของจีน และเมื่อวันตรุษจีนใกล้เข้ามา จึงดูเหมือนว่าถึงเวลาแล้วที่จะสำรวจต้นกำเนิดของประเพณีเฉลิมฉลองนี้\r\n\r\n \r\n\r\nหลายพันปีก่อน เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง ทำให้ชาวบ้านต้องตัดไม้ไผ่จากป่าใกล้เคียง แต่สิ่งที่ชาวบ้านไม่เข้าใจในเวลานั้นก็คือ ไม้ไผ่ไม่เหมาะกับการใช้ไฟเผา เนื่องจากไม้ไผ่เติบโตเร็ว ไม้ไผ่จึงกักเก็บอากาศไว้ในลำต้นเป็นจำนวนมาก เมื่อได้รับความร้อน อากาศจะขยายตัวและบีบอัดภายในลำต้น สำหรับชาวบ้านที่ไม่ทันระวังตัว การหันมาใช้ไม้ไผ่เป็นเชื้อเพลิงทำให้เกิดความประหลาดใจอย่างน่าตกใจ เมื่อไม้ไผ่สีเขียวถูกแกะสลักและทิ้งลงในกองไฟ อากาศที่ติดอยู่ภายในไม้ไผ่จะถูกทำให้ร้อน บีบอัด และระเบิดไม้ไผ่ด้วยเสียงดังปัง! เสียงปังและเสียงป๊อปทำให้ชาวบ้านตกใจและปศุสัตว์ตกใจกลัว หลังจากความหวาดกลัวในขณะนั้นคลี่คลายลงและค้นพบแหล่งที่มาของความโกลาหล ชาวบ้านก็พบการใช้งานใหม่ของทรัพยากรนี้ โดยให้เหตุผลว่าหากไม้ไผ่ที่ระเบิดสามารถทำให้สัตว์และมนุษย์ตกใจกลัวได้ ก็คงจะทำให้วิญญาณและสัตว์ประหลาดที่เชื่อกันมานานว่าคอยรังควานชุมชนตกใจกลัวได้อย่างแน่นอน ประทัดกลายเป็นประเพณีพิธีกรรมในวัฒนธรรมจีนเพื่อเป็นการเฝ้าและปกป้องจากความชั่วร้ายเหนือธรรมชาติ\r\n\r\n \r\n\r\nคนจีนสมัยนั้นเชื่อว่าเสียงจากลำไผ่อวบอ้วนนี้น่าจะช่วยขับไล่วิญญาณพเนจร โดยเฉพาะ \"เหนียน (年兽)\" ซึ่งเป็นวิญญาณร้ายที่ชอบกัดกินพืชไร่สร้างความเสียหายแถมยังหลอกลวงมนุษย์ด้วย เพราะฉะนั้นในทุกเทศกาลเฉลิมฉลองสำคัญอย่างปีใหม่ แต่งงานและวันเกิด คนจีนจะจุดกองไฟโดยใช้กระบอกไม้ไผ่เป็นเชื้อเพลิงเพื่ออาศัยเสียงแปลกประหลาดตอนที่กระบอกไม้ไผ่ที่โดนความร้อนแล้วแตกเปรี้ยะ ๆ ให้ช่วยขับไล่ภูตผีวิญญาณร้ายไม่ให้มาก่อนกวน นับตั้งแต่นั้นมาก็มีการใช้ไม้ไผ่ที่ระเบิดนี้ โดยมีชื่อประทัดในภาษาจีนยังให้การยกย่องก้านไม้ไผ่ในยุคแรกด้วย ซึ่งคำ ว่า bàozhú (爆竹) แปลว่า “ไม้ไผ่ระเบิด” กันมาอีกหลายศตวรรษ\r\n\r\n \r\n\r\nปล. การเชิดสิงโตและจุดประทัดดอกไม้ไฟ การจุดประทัดและดอกไม้ไฟเป็นส่วนสำคัญของการฉลองปีใหม่ของจีน คู่กับการเชิดสิงโต \r\n\r\n \r\n\r\nต้นกำเนิดประทัดจีน\r\n\r\nนักประวัติศาสตร์หลายคนเชื่อว่าราว 2 พันปีที่แล้ว มนุษย์ค้นพบดินปืนซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำประทัดโดยบังเอิญ มีเรื่องเล่าขานกันว่าตอนที่พ่อครัวชาวจีนซึ่งเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุค้นพบดินปืนในช่วงราชวงศ์ถัง กำลังตั้งไฟผสมกำมะถัน ถ่านและดินปะสิวเข้าด้วยกัน ส่วนผสมทั้งสามชนิดแห้งเกาะกันเป็นแผ่นแป้งสีดำและจะลุกเป็นไฟพรึ่บเมื่อเกิดการเผาไหม้ คนจีนในยุคนั้นเรียกสิ่งนี้ว่า “หั่วเย่า (火药)” หรือเคมีไฟ ส่วนผสมเคมีไฟที่ไม่ได้มีการปรุงแต่งอะไรเพิ่มเติมนี้มีพละกำลังไม่เท่าดินปืนเพราะมีส่วนผสมของดินปะสิวไม่มากพอ แต่ถึงอย่างนั้นเคมีไฟก็เผาไหม้ในระดับความร้อนสูงและลุกโชติช่วง ชาวจีนยังพบในเวลาต่อมาว่าถ้าเอาส่วนผสมของเคมีไฟใส่เข้าไปในกระบอกไม้ไผ่และโยนเข้าไปในกองไฟ ก๊าซที่เกิดจากการเผาไหม้ก็จะทำให้กระบอกไม้ไผ่ระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ซึ่งก็ยิ่งทำให้เกิดเสียงดังและมีพลังมากเสียยิ่งกว่าเฉพาะตัวกระบอกไม้ไผ่สีเขียวเปล่า ๆ เท่านั้น ต่อมาไม้ไผ่ได้เข้ามาแทนที่ม้วนกระดาษ แม้ว่าม้วนกระดาษจะยังคงรูปลักษณ์ของก้านไม้ไผ่ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของประทัดครั้งแรกไว้ก็ตาม ชื่อประทัดในภาษาจีนยังให้การยกย่องก้านไม้ไผ่ในยุคแรกด้วย โดยคำว่า bàozhú (爆竹) แปลว่า “ไม้ไผ่ระเบิด”\r\n\r\n \r\n\r\nจากประทัดสู่อาวุธ\r\n\r\nราว ๆ ปี ค.ศ. 500 หรือประมาณพันห้าร้อยปีก่อน ประทัดจีนกลายมาเป็นส่วนสำคัญในการประกอบพิธีทางศาสนาและการเฉลิมฉลองในเทศกาลต่าง ๆ ของชาวจีนเพราะคนจีนถือว่าประทัดจะช่วยขับไล่ภูตผีปีศาจวิญญาณร้ายออกไปได้ ตอนนั้นก็มีคนที่ใส่ดินประสิวเข้าไปในส่วนผสมมากขึ้นเพื่อประทัดจะได้เผาไหม้เร็วขึ้น มีพลังในการระเบิดและส่งเสียงดังมากขึ้นไปอีก\r\n\r\nขณะนั้นชาวจีนเองก็ตระหนักดีถึงอำนาจการทำลายล้างของวัตถุที่สามารถใช้ในการผลิตระเบิดชนิดนี้ และนำมาประยุกต์ใช้ในการสงคราม ภายใน 100 ปีหลังจากนั้น คนจีนก็ใช้ดินปืนมาทำวัตถุระเบิดหลากหลายชนิด รวมทั้งลูกระเบิดและธนูไฟซึ่งทำขึ้นโดยใช้ประทัดที่ทำจากไม้ไผ่ติดไว้กับปลายธนูยิงใส่ข้าศึก\r\n\r\nตอนแรกคนจีนทำระเบิดขึ้นมาเพื่ออาศัยเสียงดังกึกก้องสะท้านโลกและแสงไฟที่ลุกโชติช่วงของมันขับไล่ศัตรูเท่านั้น แต่ท้ายที่สุดแล้วก็หันมาใช้อำนาจทำลายล้างของระเบิดสังหารข้าศึกด้วย ไม่นานหลังจากนั้น รูปแบบการทำประทัดจีนก็เปลี่ยนแปลงไปคือแทนที่จะใช้กระบอกไม้ไผ่ก็หันมาใช้กระบอกกระดาษบรรจุดินปืนและใส่ชนวนที่ทำจากกระดาษยาวเชื่อมไปยังดินปืนที่อยู่ข้างในประทัดชนิดหนึ่งที่รู้จักกันคือประทัดลูกหนู มีการประดิษฐ์ขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 1200 ประทัดลูกหนูคือประทัดที่ทำจากกระบอกกระดาษปลายเปิด แต่แทนที่จะระเบิดลอยขึ้นฟ้า ก็จะแล่นปรู๊ด ๆ ไปรอบ ๆ พื้นดิน มีการประยุกต์ใช้ประทัดลูกหนูในกิจกรรมทางทหารของจีนด้วย เพราะนอกจากจะทำให้ทหารตกอกตกใจได้แล้วยังมีพิษสงทำให้ม้าพยศด้วย คนทำอาวุธมีความคิดตีดครีบบนตัวประทัดลูกหนูเพื่อช่วยพยุงตัวตอนมันลอยในอากาศ ว่ากันว่าแนวคิดนี้เป็นต้นกำเนิดของการสร้างจรวด\r\n\r\nการจุดปะทัดเริ่มแพร่หลายไปทั่วเอเชียและตะวันออกกลางอย่างช้า ๆ ตอนนั้นคนแถบนี้เริ่มใช้ดินปืนเป็นวัตถุในการทำปืนใหญ่และปืนไรเฟิลอย่างง่าย ๆ แม้ที่ผลิตได้จะยิงได้ไม่แม่นยำประสิทธิภาพไม่สูงเหมือนอาวุธในยุคปัจจุบัน แต่ก็ยังดีกว่าจะมีแค่ธนู ลูกศร หรือหนังสติ๊กเป็นอาวุธเท่านั้น\r\n\r\n \r\n\r\nสู่ยุโรป \r\n\r\nในราวปี ค.ศ. 1200 มาร์โค โปโล นักเดินทางชาวยุโรปกลับจากการตระเวนดินแดนเอเชียตะวันออกและนำเอาเคล็ดลับการทำดินปืนติดมือมาด้วย ขณะที่ผู้รู้ชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อโรเจอร์ เบคอน เป็นชาวยุโรปคนแรกที่ศึกษาและเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับดินปืน ภาพเขียนแสดงสงครามวอเตอร์ลูเมื่อปี ค.ศ. 1815 \r\n\r\nโรเจอร์ เบคอน รู้ว่าดินประสิวที่ทำให้ประทัดมีเสียงดังและยังพบวิธีทำดินปืนที่ทรงพลัง แต่เขาตระหนักดีว่ามีโอกาสสูงเหลือเกินที่สสารชนิดนี้จะถูกนำมาใช้สร้างอาวุธประหัตประหารกัน จึงเขียนวิธีทำดินปืนไว้เป็นรหัสซึ่งไม่มีใครสามารถถอดรหัสนี้ได้อยู่นานนับร้อย ๆ ปี ต่อมา นักวิทยาศาสตร์ชาวยุโรปคนอื่น ๆ เริ่มค้นคว้าทดลองเกี่ยวกับดินปืน มีการเปลี่ยนแปลงส่วนผสมเพื่อเพิ่มแรงระเบิดให้มากขึ้นไปอีก\r\n\r\nในการผลิตดินปืนในช่วงปี ค.ศ. 1550 มีการใช้ดินประสิวเป็นส่วนผสมมากถึง 75 เปอร์เซนต์ของส่วนผสมทั้งหมด ขณะที่มีถ่าน 15 เปอร์เซนต์ และกำมะถัน 10 เปอร์เซ็นต์ นี่คือส่วนผสมของสารเคมีเพื่อทำดอกไม้ไฟที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและยังใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน\r\n\r\nสารเคมีตามสูตรนี้เมื่อนำมาบดเป็นผง ก็จะใช้ทำวัตถุระเบิดที่ทรงพลังกว่าสูตรของโรเจอร์ เบคอน และส่วนผสมนี้ยังสามารถนำไปเผาไหม้เป็นเชื้อเพลิงในการยิงลูกกระสุนปืนใหญ่ได้ ตอนนั้นอาณาจักรยุโรปแทบทุกแห่งจะมีกองทหารปืนใหญ่ของตัวเองเพื่อแข่งขันช่วงชิงอำนาจให้เหนือกว่าข้าศึก ยามใดที่รบชนะก็จะฉลองด้วยการยิงปืนใหญ่และจรวดขึ้นสู่ท้องฟ้า\r\n\r\n \r\n\r\nSummary\r\n\r\n\r\n\tพลุมีส่วนประกอบสำคัญคือ ดินปืน ถูกพบที่จีนเมื่อราว 2,000 ปีก่อน จากจุดเริ่มต้นการใช้เป็นยา บรรจุใส่กระบอกไผ่จุดไล่ผีปิศาจ พัฒนาสู่อาวุธสงครามขับไล่มองโกล กลายเป็นปืนใหญ่ ระเบิด และจรวด\r\n\tพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ คือระเบิดประเภทหนึ่ง การผลิตในระดับอุตสาหกรรมจึงเท่ากับการเอาวัตถุระเบิดไปกองรวมกันจำนวนมาก และอุตสาหกรรมที่เป็นคลังแสงแสนอันตรายก็มีมูลค่าทางธุรกิจสูงมากในหนึ่งปี\r\n\tนอกจากพลุและประทัดจะเป็นวัตถุอันตรายถึงตาย การจุดในช่วงเทศกาลยังก่อให้เกิดมลพิษมหาศาล และเสี่ยงเกิดอัคคีภัย โดยช่วงตรุษจีน 2024 ที่จะถึง ทางการจีนแสดงความกังวล และเตรียมออกมาตรการห้ามจุดพลุช่วงเทศกาลตรุษจีน\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nP.S. FYI – For Your Information\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nDynamite Fireworks\r\n\r\nCheng-tsui\r\n\r\nThairath\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1737957759.png"],
    [75,5388,"เชื้อโรคอีโคไล (Escherichia Coli)","Mon, 2025-01-20 10:55","http://www.stkc.go.th/node/5388",null,"กรมควบคุมโรค"," FYI Today!  เชื้ออีโคไลที่หลายคนสงสัยว่าหากได้รับเชื้อจะอันตรายไหม แล้วเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร เรื่องนี้มีคำตอบ \r\n\r\n \r\n\r\nEscherichia coli หรือ E. coli เป็นเชื้อแบคทีเรียประจําถิ่น (Normal flora) ที่พบได้ในลําไส้ของคนและสัตว์เลือดอุ่น โดยปกติจะไม่ทําอันตรายหรือก่อโรคร้ายแรง เมื่ออยู่ในลําไส้จะช่วยย่อยอาหารที่เรารับประทานเข้าไป แต่หากเชื้อ E. coli ลุกล้ําเข้าสู่ระบบต่างๆ ของร่างกายก็จะทําให้เกิดโรคติดเชื้อรุนแรง เช่น โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบและการติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น และมีเชื้อ E. coli บางสายพันธุ์ที่ทําให้เกิดโรคอุจจาระร่วงได้ โดยการปนเปื้อนของเชื้อในอาหารหรือน้ําดื่ม ทั้งนี้เชื้อ E. coli ที่สามารถก่อโรคอุจจาระร่วง (Diarrheagenic E. coli) จะมีกลไกการก่อโรคและสามารถสร้างสารพิษได้แตกต่างกันในแต่ละสายพันธุ์เช่น เชื้อ Enterotoxigenic E. coli ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่สร้างสารพิษ enterotoxin ทําให้เกิดอาการท้องร่วงแบบเฉียบพลัน ถ่ายเหลวเป็นน้ํา หรือเชื้อ Enterohaemorrhagic E. coli ที่สร้างสารพิษ Shiga ทําให้เกิดอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง ถ่ายเป็นมูกเลือด ก่อให้เกิดกลุ่มอาการเม็ดเลือดแดงแตกและไตวายเฉียบพลัน\r\n\r\nการติดต่อ\r\n\r\nโดยปกติแล้วเชื้อ E. coli จะอาศัยอยู่ในลําไส้ของคนและยังอาศัยอยู่ในสัตว์เช่น สุกร โค กระบือ เป็นต้น ดังนั้น เชื้อจะถูกขับผ่านออกมากับอุจจาระสัตว์ได้ถ้าสัตว์ถ่ายอุจจาระลงดินหรือแหล่งน้ํา ซึ่งใช้เป็นแหล่งเพาะปลูกหรืออุปโภคบริโภค เชื้อที่ปนเปื้อนไปกับผลผลิตและน้ําดื่มจะเข้าสู่ร่างกายคนโดยการรับประทาน นอกจากนี้เชื้อยังสามารถติดต่อจากผู้ป่วยสู่คนอื่นได้โดยตรง (person to person contact)\r\n\r\nอาการ\r\n\r\nมีได้ตั้งแต่ไม่แสดงอาการจนถึงอาการรุนแรง บางรายถ่ายเหลวเป็นน้ํา บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน มีไข้ต่ําร่วมด้วย และอาจรุนแรงถึงขั้นมีอาการปวดบิด ถ่ายเป็นมูกเลือดและมีอาการแทรกซ้อน คือ เกิดกลุ่มอาการเม็ดเลือดแดง แตกและไตวาย ทั้งนี้อาการรุนแรงต่างๆ ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละคนที่ได้รับเชื้อ ปัจจัยในการก่อโรคและปริมาณของเชื้อที่ได้รับเข้าสู่ร่างกาย\r\n\r\n \r\n\r\nการป้องกันการติดเชื้อ\r\n\r\nล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ํา หลังสัมผัสสัตว์ก่อนรับประทานอาหาร และก่อนปรุงอาหาร ถ่ายอุจจาระลงในห้องส้วมที่ถูกสุขลักษณะ ไม่ทิ้งอุจจาระหรือสิ่งปฏิกูลลงในแหล่งน้ําและที่สําคัญ ดื่มน้ําและรับประทานอาหารที่สะอาดปรุงสุกใหม่ๆ\r\n\r\nสำหรับโรคท้องเดินมีวิธีการป้องกันง่าย ๆ คือ การรักษาสุขอนามัยในการรับประทานอาหารทั่วไป เช่น ล้างมือก่อนปรุงหรือรับประทานอาหารทุกครั้ง รับประทานอาหารที่ปรุงสุก\r\n\r\n \r\n\r\nP.S. FYI – For Your Information\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1737513328.png"],
    [76,5386,"แบคทีเรียโคลิฟอร์ม ภัยอันตรายในน้ำใส","Fri, 2025-01-17 08:58","http://www.stkc.go.th/node/5386",null,"กรมอนามัย"," FYI Today!  น้ำสะอาดที่เห็นอาจไม่สะอาดอย่างที่คิด มักมีเชื้อโรคแฝงอยู่โดยมองตาเปล่าไม่เห็น \r\n\r\n \r\n\r\nร่างกายของมนุษย์มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70% และถ้าขาดน้ำติดต่อกันเกิน 3 วัน อาจอันตรายถึงเสียชีวิตได้ ดังนั้นมนุษย์ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว เพื่อให้เพียงพอต่อร่างกาย และปรับสมดุลในร่างกายให้มีสุขภาพที่ดี และคุณภาพน้ำดื่มนั้นก็เป็นเรืองที่ละเลยไมไ่ด้ ต้องให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าอาหารการกิน และหากดื่มน้ำที่ไม่สะอาดมักมีผลเสียมากกว่าที่คิด โดยหนึ่งในเชื้อโรคที่พบได้บ่อยในน้ำดื่มที่ไม่สะอาดคือ “โคลิฟอร์มแบคทีเรีย” ซึ่งมักพบมากในแหล่งน้ำธรรมชาติและน้ำประปาที่ไม่ผ่านการบำบัดอย่างเหมาะสม เชื้อโรคตัวนี้จะส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพ รวมถึงสามารถป้องกันสารปนเปื้อนในน้ำดื่มได้อย่างไร\r\n\r\n บทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับ“โคลิฟอร์มแบคทีเรีย” ที่ทำให้น้ำดื่มไม่สะอาดกันมากขึ้น พร้อมแนะนำวิธีการป้องกันด้วยวิธีต่าง ๆ ไปจนถึงการใช้เครื่องกรองน้ำฆ่าเชื้อโรค เพื่อให้มีน้ำสะอาดสำหรับใช้บริโภค \r\n\r\nโคลิฟอร์ม คืออะไร ?\r\n\r\nโคลิฟอร์ม (Coliform Bacteria) เป็นกลุ่มแบคทีเรียแกรมลบที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในแหล่งน้ำ ดิน และลำไส้ของสัตว์เลือดอุ่นรวมถึงมนุษย์ แบคทีเรียเหล่านี้สามารถเจริญเติบโตได้ทั้งในสภาวะที่มีและไม่มีออกซิเจน แม้โคลิฟอร์มจะเป็นส่วนหนึ่งของจุลินทรีย์ปกติในร่างกาย แต่การพบในปริมาณมากในน้ำดื่มย่อมบ่งชี้ถึงการปนเปื้อนและความไม่สะอาด อีกทั้งโคลิฟอร์มยังเป็นตัวชี้วัดสำคัญในการประเมินคุณภาพ ความปลอดภัย และสารปนเปื้อนในน้ำดื่ม\r\n\r\nสาเหตุหลักที่ติดเชื้อโดยเกิดจากน้ำ\r\n\r\nโรคติดเชื้อที่เกิดจากน้ำเกิดจากสาเหตุหลักสองประการ นั่นคือ 1. อันตรายจากสารเคมีและมลภาวะจากโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ระดับของสารเคมีที่เป็นอันตราย  ไนเตรทหรือโลหะหนักในน้ำที่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะทางอุตสาหกรรมหรือการใช้สารเคมีมากเกินไปในการเกษตรกรรม 2. อันตรายที่เกิดจากสารจุลินทรีย์ขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าทำให้น้ำปนเปื้อนด้วยเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และปรสิตต่างๆ อันเป็นสาเหตุของอาการเจ็บป่วยในมนุษย์ การปนเปื้อนในลักษณะนี้โดยมากมักเกิดจากการที่น้ำสัมผัสกับสัตว์ ขยะ หรือสิ่งปฏิกูลของมนุษย์ อุจจาระหนักเพียงหนึ่งกรัมมีจุลินทรีย์สูงถึงแสนล้านตัว\r\n\r\nโรคติดเชื้อที่เกิดจากน้ำ \r\n\r\nโรคติดเชื้อที่เกิดจากน้ำมีมากมายหลายชนิด ตั้งแต่อาการท้องเสียและอหิวาตกโรค ไปจนถึงโปลิโอและเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคดังกล่าวเป็นโรคร้ายแรงและอาจสร้างความยากลำบากให้กับผู้ติดเชื้ออย่างแสนสาหัส อย่างไรก็ดี การป้องกันโรคดังกล่าวสามารถกระทำได้เพียงผปฏิบัติตามขึ้นตอนเพื่อการปกป้องตนเองจากโรคติดเชื้อที่เกิดจากน้ำและความเจ็บป่วยอื่นๆ \r\n\r\n\r\n\t\r\n\tท้องเสียและกระเพาะและลำไส้อักเสบ\r\n\t\r\n\t\r\n\tปวดท้องหรือปวดเกร็งบริเวณช่องท้อง\r\n\t\r\n\t\r\n\tไทฟอยด์\r\n\t\r\n\t\r\n\tบิด\r\n\t\r\n\t\r\n\tอหิวาตกโรค\r\n\t\r\n\t\r\n\tเยื่อหุ้มสมองอักเสบ\r\n\t\r\n\t\r\n\tพยาธิกินี\r\n\t\r\n\t\r\n\tตับอักเสบ\r\n\t\r\n\t\r\n\tโปลิโอ\r\n\t\r\n\r\n\r\nวิธีการป้องกัน\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tตรวจสอบให้แน่ใจว่าน้ำที่อุปโภคและบริโภคเป็นน้ำที่สะอาด ปราศจากโคลนเลนหรือเม็ดทราย การขจัดสารปนเปื้อนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าทำได้ด้วยวิธีการกรอง\r\n\t\r\n\t\r\n\tดื่มน้ำที่สะอาดและปลอดภัย โดยเลือกดื่มเฉพาะน้ำที่ได้รับการกรองและฆ่าเชื้อด้วยอุปกรณ์หรือสารที่ทำให้น้ำบริสุทธิ์และไม่ดื่มน้ำที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อโดยเด็ดขาด\r\n\t\r\n\t\r\n\tตรวจสอบให้แน่ใจว่าน้ำที่กักเก็บไว้สะอาดและปลอดภัยสำหรับการใช้งาน\r\n\t\r\n\t\r\n\tในกรณีของน้ำที่กักเก็บไว้เพื่อใช้ชำระล้างร่างกายหรือสิ่งสกปรก คุณสามารถใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อฆ่าเชื้อโรคผสมลงในน้ำเพื่อกำจัดแบคทีเรียที่เป็นอันตราย\r\n\t\r\n\t\r\n\tฝึกสุขนิสัยในการมีมือที่สะอาดโดยล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ ก่อนการประกอบและรับประทานอาหาร\r\n\t\r\n\t\r\n\tตรวจสอบให้แน่ใจว่าอาหารทุกชนิดที่จะรับประทานได้ผ่านการล้าง ทำความสะอาด และปรุงจนสุกทั่วดีแล้วเพื่อกำจัดแบคทีเรียและเชื้อโรคอื่นๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย\r\n\t\r\n\t\r\n\tเข้ารับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันบรรดาโรคร้ายที่สามารถป้องกันได้\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nP.S. FYI – For Your Information\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nสื่อมัลติมีเดียกรมอนามัย\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1737080410.jpg"],
    [77,5371,"ไฟป่า - ภัยพิบัติอันเลวร้าย","Tue, 2025-01-14 09:25","http://www.stkc.go.th/node/5371","อุตุนิยมวิทยา","https://www.bbc.com/thai/articles/c8d9pm3y40vo","     ไฟป่าซึ่งยังควบคุมไม่ได้กำลังลุกลามอย่างหนักในบางพื้นที่ของลอสแอนเจลิส พร้อมทิ้งร่องรอยความเสียหายรุนแรงไว้เบื้องหลัง\r\n\r\n     ณ ขณะนี้ ลอสแอนเจลิสกำลังเผชิญกับไฟป่าครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ไฟป่าครั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของเมือง โดยพื้นที่อย่างน้อย 31,000 เอเคอร์ (ราว 125.45 ตารางกิโลเมตร) ถูกเผาทำลายไปแล้ว และประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 24 ราย และอาคารบ้านเรือนหลายร้อยหลังถูกทำลาย แม้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่อาจควบคุมสถานการณ์ได้\r\n\r\n     ไฟป่าพาลิเซดส์ (Palisades fire) ซึ่งเป็นจุดแรกที่เกิดขึ้นและยังคงรุนแรงที่สุด ได้เผาทำลายพื้นที่ขนาดใหญ่ รวมถึงย่านแปซิฟิก พาลิเซดส์ (Pacific Palisades) ซึ่งเป็นย่านหรูและเป็นที่อยู่ของคนดังอย่าง เมล กิบสัน และปารีส ฮิลตัน ส่วนสาเหตุของไฟป่าในจุดนี้ รวมถึงไฟป่าอีก 3 จุดในภูมิภาค ยังคงอยู่ระหว่างการสอบสวน ไฟป่าอีกจุดหนึ่งคือ เคนเนธไฟร์ (Kenneth fire) ได้ปะทุขึ้นใหม่ในเขตเวสต์ฮิลส์เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยทางการได้ควบคุมตัวชายคนหนึ่งในข้อสงสัยว่าเขาอาจเป็นผู้ลอบวางเพลิง จนถึงขณะนี้มีพื้นที่ที่เกิดไฟป่าอย่างน้อย 7 แห่ง โดย 5 แห่งยังคงควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ ประกอบด้วย\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tไฟป่าพาลิเซดส์: มีรายงานว่าเกิดไฟไหม้ครั้งแรกเมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันอังคาร โดยเพลิงได้เผาผลาญพื้นที่จากระยะเริ่มต้น 50 ไร่ เป็นกว่า 500 ไร่ ภายในเวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น ต่อมาในช่วงกลางคืนวันพุธ พื้นที่ที่ไฟป่าเผาผลาญไปเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 40,480 ไร่ ทำให้ต้องอพยพผู้คนออกมาอย่างน้อย 30,000 คน จากบ้านเรือน\r\n\t\r\n\t\r\n\tไฟป่าอีตัน: ใน 6 ชั่วโมงแรก ไฟป่าลุกลามครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,530 ไร่ โดยมีจุดเริ่มต้นที่อัลตาดีนา ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาในเมืองแพซาดีนา เมื่อเวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ในย่านนี้มีรายงานผู้เสียชีวิต 5 คน และตอนนี้ไฟป่าได้ลุกลามกินพื้นที่ไปมากกว่า 25,300 ไร่ มีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วจากเหตุไฟป่าลุกลามหนัก 5 ราย\r\n\t\r\n\t\r\n\tไฟป่าเฮิร์สต์: กลุ่มเพลิงไฟอยู่ที่บริเวณด้านเหนือของเมืองซาน เฟอร์นันโด เกิดไฟป่าขึ้นในวันอังคารเวลา 22.10 น. ตามเวลาท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ไฟป่าลุกลามกินพื้นที่ราว 2,150 ไร่ จนทำให้มีคำสั่งอพยพประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงเมืองซานตา คลาริตา\r\n\t\r\n\t\r\n\tไฟป่าวูดลีย์: เริ่มปะทุขึ้นที่สวนสาธารณะวู้ดลีย์ เวลา 6.15 น. ตามเวลาท้องถิ่นในวันพุธ อย่างไรก็ตาม หน่วยดับเพลิงของนครลอสแอนเจลิสระบุว่า สามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว\r\n\t\r\n\t\r\n\tไฟป่าโอลิวาส: เกิดขึ้นในเขตเวนทูรา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของนครลอสแอนเจลิส กินอาณาเขตราว 27 ไร่ และสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว\r\n\t\r\n\t\r\n\tไฟป่าลิเดีย: เริ่มต้นขึ้นราว 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันพุธ บนพื้นที่ภูเขาแอคตัน ทางเหนือของนครลอสแอนเจลิส กินพื้นที่ไปแล้วเกือบ 885 ไร่ และสามารถควบคุมเพลิงได้แล้วราว 40%\r\n\t\r\n\t\r\n\tไฟป่าซันเซ็ต: เกิดขึ้นราว 18.00 น. ในพื้นที่ฮอลลีวูดฮิลล์ ย่านที่อยู่อาศัยที่สามารถมองเห็นย่านประวัติศาสตร์ของเมือง ไฟป่าลุกลามกินพื้นที่ไปแล้วราว 126 ไร่ ยังไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ และมีคำสั่งให้อพยพแล้ว\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n     เหตุใดไฟป่าจึงรุนแรงและลุกลามอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ?\r\n\r\n     1. พืชกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี\r\n\r\n     พืชพรรณเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีสำหรับไฟป่า ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าฝนที่ตกหนักในปี 2024 ซึ่งเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ได้สร้างสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดไฟป่าในฤดูหนาวนี้ รอรี แฮดเดน นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์อัคคีภัยจากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ อธิบายว่า \"ฝนที่ตกก่อนเกิดไฟป่าสามารถกระตุ้นการเติบโตของพืชพรรณอย่างมาก ซึ่งต่อมากลายเป็นเชื้อเพลิงได้ จากนั้นเมื่อเข้าสู่ช่วงอากาศแห้ง พืชพรรณเหล่านี้จะแห้งอย่างรวดเร็วและมีปริมาณมากขึ้น ทำให้มีเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น\"\r\n\r\n     มาเรีย ลูเซีย เฟอร์เรรา บาร์โบซา นักวิทยาศาสตร์ด้านไฟป่าจากศูนย์นิเวศวิทยาและอุทกวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า สภาพอากาศที่เปียกชื้นในปี 2024 ตามด้วยช่วงอากาศแห้ง ได้สร้าง \"เงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบสำหรับการแพร่กระจายของไฟป่า\" การเปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศที่เปียกชื้นอย่างมากไปสู่สภาพอากาศที่แห้งแล้งอย่างรวดเร็วเรียกว่า \"ไฮโดรไคลเมต วิปแลช\" (Hydroclimate Whiplash) งานวิจัยล่าสุดพบว่า ความเสี่ยงของการเกิดสภาพอากาศเช่นนี้ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20\r\n\r\n     2. ลมที่ร้อนและแห้งราวกับไดร์เป่าผม\r\n\r\n     ลมซานตาอานา (Santa Ana) ที่ร้อนและแห้ง พัดมาจากเขตทะเลทรายของแคลิฟอร์เนีย และพาเอากลุ่มควันไฟออกสู่ทะเล ลมแรงช่วยพัดพาเปลวไฟจากเทือกเขาทางตะวันตกของลอสแอนเจลิสให้กลายเป็นไฟป่าที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว โดยไฟได้ลามผ่านพืชพรรณแห้งและเผาผลาญย่านแปซิฟิกพาลิเซดส์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับซานตา โมนิกา ลมเหล่านี้มักร้อนและแห้ง ทำให้ความชื้นในพืชพรรณลดลงไปอีก รอรี แฮดเดน กล่าวว่า \"สำหรับไฟป่า ทุกครั้งต้องมีสามองค์ประกอบ ได้แก่ ต้นเหตุการจุดติดไฟ วัตถุที่ติดไฟได้ และออกซิเจนจากอากาศ\" อย่างไรก็ตาม ความเร็วลมจากทะเลทรายแคลิฟอร์เนียทำให้ไฟป่าในครั้งนี้รุนแรงเป็นพิเศษ ลมเหล่านี้รู้จักกันในชื่อ \"ซานตาอานา\" (Santa Ana) หรือ \"เฟิน\" (Föhn) หรือ \"ลมไดร์เป่าผม\" (hairdryer winds) ลมประเภทนี้ทำให้พฤติกรรมของไฟป่าผันผวนและไม่แน่นอน แฮดเดน อธิบายเพิ่มเติมว่า \"ลมเหล่านี้แห้งมากและพัดด้วยความเร็วสูง ดังนั้นเมื่อไฟปะทุขึ้น มันจึงสามารถลุกลามและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว\" ในบางกรณี พายุลมแรงเหล่านี้สามารถทำให้เกิดไฟป่าได้ด้วยตัวเอง ผ่านการพัดสายไฟฟ้าให้ล้มลง ซึ่งทำให้เกิดประกายไฟและลุกลามไปยังพืชพรรณใกล้เคียง\r\n\r\n     3. สะเก็ดไฟ\r\n\r\n     สะเก็ดไฟหรือเศษวัสดุที่ติดไฟ ถูกกระแสลมแรงพัดพาไป และอาจกลายเป็นตัวช่วยให้ไฟลุกลามจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้ แฮดเดนอธิบายว่า ลมเหล่านี้ไม่เพียงแค่กระพือไฟให้ลุกลามเท่านั้น แต่ยังพัดพาเศษเถ้าถ่านหรือ \"สะเก็ดไฟ\" ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนในเหตุการณ์ไฟป่ามาด้วย ตามคำอธิบายของแฮดเดน \"สิ่งต่าง ๆ เช่น ถนนหรืออาคาร อาจขวางทางเปลวไฟไว้ได้​...​ แต่ไม่มีอะไรหยุดยั้งสะเก็ดไฟเหล่านี้ได้ และพวกมันเคลื่อนที่ไปได้ไกลมาก\" ลมสามารถพัดพาสะเก็ดไฟจากต้นไม้ที่กำลังลุกไหม้และพามันปลิวไปข้างหน้าได้ พวกมันอาจร่วงลงห่างจากจุดต้นกำเนิดเพียงไม่กี่เมตรและจุดไฟกองใหม่ขึ้น หรืออาจปลิวไปไกลเป็นระยะทางหลายไมล์ ทำให้เกิดไฟไหม้ขึ้นอีกจุดที่ห่างไกลออกไป \"มีรายงานว่าสะเก็ดไฟเหล่านี้สามารถปลิวไปได้ไกลเป็นสิบกิโลเมตร พวกมันอาจตกลงในร่องแตกรอบบ้าน หรือบนต้นไม้ประดับตามบ้านคน และทำให้บ้านเกิดไฟไหม้ขึ้นได้\" แฮดเดนกล่าว หากสะเก็ดไฟปลิวไปติดที่บ้านเพียงหลังเดียวแล้วเกิดไฟไหม้ขึ้น ทีมดับเพลิงอาจสามารถควบคุมเพลิงได้ \"แต่ปัญหาคือ สะเก็ดไฟมักทำให้บ้านหลายสิบหลังลุกไหม้พร้อมกัน และสะเก็ดไฟก็จะเยอะขึ้นจากบ้านแต่ละหลัง ทำให้เกิดปรากฏการณ์โดมิโน\" แฮดเดนกล่าว \"ลมจะพัดพาสะเก็ดไฟเหล่านี้ให้ปลิวไปเรื่อย ๆ\" นอกจากความเสียหายต่อทรัพย์สินแล้ว สะเก็ดไฟยังเป็นอันตรายอย่างมากต่อผู้คนที่อยู่ในเส้นทางของไฟป่า\r\n\r\n     4. เนินเขาและหุบเขา\r\n\r\n     ภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาในพื้นที่ลอสแอนเจลิสทำให้ไฟป่ารุนแรงขึ้น ภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นเนินเขาในพื้นที่ยังเพิ่มความเสี่ยงจากไฟป่าอีกด้วย \"ไฟจะลุกลามขึ้นเนินรวดเร็วมาก\" รอรี แฮดเดน กล่าว \"ลักษณะทางภูมิศาสตร์อย่างหุบเขาและร่องเขาสามารถทำให้ไฟมีพฤติกรรมรุนแรงจนยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะควบคุมได้\" ภูมิประเทศเช่นนี้ไม่เพียงเพิ่มความเสี่ยงในการลุกลามของไฟ แต่ยังทำให้การอพยพยากขึ้นอีกด้วย ในพื้นที่พาลิเซดส์ ถนนบนเนินเขาที่แคบยิ่งเพิ่มความท้าทายสำหรับผู้ที่พยายามอพยพออกจากพื้นที่ ไมก์ โบนิน อดีตสมาชิกสภาเทศบาลนครลอสแอนเจลิส กล่าวกับนิวยอร์กไทมส์\r\n\r\n     5. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ\r\n\r\n     ฝนตกหนักในปี 2024 ที่เชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ไฟป่าครั้งนี้รุนแรงขึ้นผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดไฟป่าในลักษณะนี้ \"มันไม่ใช่แค่เรื่องอากาศที่ร้อนขึ้นและแห้งแล้งขึ้นเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งเปียกชื้น ลมแรง ร้อน และแห้งในเวลาเดียวกัน\" แฮดเดนกล่าว งานวิจัยของรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้เพิ่มความเสี่ยงและความรุนแรงของไฟป่า \"การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงความร้อนที่เพิ่มขึ้น ภาวะแห้งแล้งที่ยาวนาน และบรรยากาศที่ดูดความชื้นมากขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความเสี่ยงและขอบเขตของไฟป่าในพื้นที่ตะวันตกของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น\" สำนักงานบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (National Oceanic and Atmospheric Administration) ระบุ หลังจากฤดูร้อนที่อบอุ่นอย่างมากและฝนที่ตกน้อยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐแคลิฟอร์เนียก็ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นพิเศษ\r\n\r\n     โดยทั่วไป ฤดูไฟป่าในแคลิฟอร์เนียตอนใต้มักกินเวลาตั้งแต่เดือน พ.ค. ถึง ต.ค. แต่ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เกวิน นิวซัม ชี้ให้เห็นว่าไฟป่าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงเวลาเหล่านั้นอีกต่อไป \"ตอนนี้ไม่มีฤดูไฟป่าแล้ว\" เขากล่าว \"แต่มันกลายเป็นเรื่องของไฟป่าทั้งปี\"\r\n\r\n \r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nกรมอุตุนิยมวิทยา\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1736822605.png"],
    [78,5367,"แบคทีเรีย Rotavirus ที่มากับหน้าหนาว","Thu, 2025-01-09 09:20","http://www.stkc.go.th/node/5367",null,null,"FYI  Today! เป็นอีกเดือนที่ยังมีความหนาวเหลืออยู่ แต่แลกกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบที่กระเพาะอาหารและลำไส้คงอยู่ด้วยเช่นกัน \r\n\r\n        ไวรัสโรต้าเป็นสาเหตุสำคัญของโรคอุจจาระร่วงที่รุนแรงในเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ประมาณครึ่งหนึ่งของเด็กที่เข้านอนโรงพยาบาลด้วยโรคอุจจาระร่วงมีสาเหตุมาจากไวรัสโรต้า ไวรัสนี้มีหลายสายพันธุ์ ดังนั้นจึงสามารถเป็นซ้ำได้อีก แต่การติดเชื้อครั้งหลังๆ อาการจะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก ไวรัสนี้ระบาดได้ตลอดทั้งปีและพบมากขึ้นในช่วงอากาศเย็น ฤดูหนาว \r\n\r\n         การติดต่อเกิดจากได้รับเชื้อไวรัสโรต้าเข้าสู่ปากโดยตรง โดยเชื้ออาจปนเปื้อนมากับมือ สิ่งของ เครื่องใช้หรือของเล่นต่างๆ รวมทั้งอาหารและน้ำ ผู้ป่วยที่เป็นโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้าจะสามารถแพร่เชื้อออกมากับอุจจาระได้ตั้งแต่ 2 วันก่อนเริ่มมีอาการจนกระทั่งหายอุจจาระร่วงไปแล้ว 10 วัน บางรายอาจแพร่เชื้อได้เป็นเดือน โรคนี้ติดต่อกันได้ง่ายมาก ไวรัสจำนวนเพียง 10 ตัวก็สามารถก่อให้เกิดโรคได้ ในขณะที่อุจจาระผู้ป่วย 1 กรัม มีไวรัสโรต้าหลายล้านตัว อีกทั้งไวรัสนี้สามารถมีชีวิตอยู่บนมือ และสิ่งแวดล้อมได้นาน จึงก่อให้เกิดการแพร่กระจายและระบาดได้ง่าย \r\n\r\n\r\n         หลังรับไวรัสโรต้าเข้าไปในร่างกาย จะมีอาการป่วยได้ภายใน 2 วัน โดยมีความรุนแรงแตกต่างกันไป หากเป็นการติดเชื้อครั้งแรกจะมีอาการรุนแรงได้ ส่วนใหญ่มักมีอาการอาเจียนนำมาก่อน ต่อมามีถ่ายอุจจาระเหลวเป็นน้ำ อาการเป็นได้นาน 3-7 วัน ประมาณหนึ่งในสามของผู้ป่วยจะมีไข้สูง และอาจมีอาการชักได้ ในเด็กเล็ก ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอาจมีอาการรุนแรง สูญเสียน้ำและเกลือแร่ ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ ความดันโลหิตลดลง เกิดภาวะช็อก และเสียชีวิตได้ สำหรับผู้ใหญ่ที่ติดเชื้อไวรัสโรต้า ส่วนใหญ่ไม่มีอาการหรือมีอุจจาระร่วงเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสามารถก่อให้เกิดโรครุนแรงได้เช่นกัน\r\nรู้ได้อย่างไรว่าลูกติดเชื้อไวรัสโรต้า  \r\nอาการและลักษณะอุจจาระของโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้าไม่ได้มีลักษณะจำเพาะ จึงไม่สามารถแยกจากการติดเชื้ออื่นๆ ที่เป็นสาเหตุของอุจจาระร่วงได้ ต้องอาศัยการตรวจอุจจาระทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาเชื้อไวรัสโรต้า  \r\n\r\n         ในปัจจุบันไม่มียารักษาจำเพาะสำหรับไวรัสโรต้า การรักษาจึงเป็นแบบประคับประคองตามอาการ หากอาการไม่รุนแรง สามารถรับประทานได้ อาจให้ดื่มน้ำเกลือแร่ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ ให้ยาแก้อาเจียน ยาลดไข้ หากพบมีภาวะพร่องเอนไซม์แลคเตส อาจพิจารณาเปลี่ยนนมเป็นนมที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตส \r\n\r\n         ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะเพราะไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้และอาจก่อให้เกิดเชื้อแบคทีเรียดื้อยาตามมา ในกรณีที่มีไข้สูง อาเจียนมาก รับประทานไม่ได้ อ่อนเพลีย ซึมลง ให้รีบพามาพบแพทย์ ผู้ป่วยที่มีอาการสูญเสียน้ำรุนแรง จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ำทดแทนทางเส้นเลือด  \r\n\r\n         เนื่องจากไวรัสโรต้าติดต่อกันทางสัมผัสเชื้อโดยตรงหรือทางอ้อมผ่านมือ สิ่งของ และอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าปาก การส่งเสริมให้มีสุขอนามัยที่ดี หมั่นล้างมือด้วยสบู่ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่ายหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม ทำความสะอาดของเล่น หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารร่วมกัน หลีกเลี่ยงการพาเด็กไปในสถานที่แออัดที่มีการเล่นร่วมกันในช่วงที่มีการระบาดของโรค อาจช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อได้ นอกจากนี้การกินนมแม่ อาจช่วยลดความรุนแรงของโรคอุจจาระร่วงจากไวรัสโรต้าได้  \r\n\r\n         อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีสุขอนามัยที่ดี แต่ก็ยังสามารถติดเชื้อไวรัสโรต้าได้ เนื่องจากปริมาณเชื้อเพียงเล็กน้อยก็สามารถก่อโรคได้ อีกทั้งเชื้อมีความคงทนอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ยาวนาน จึงเป็นการยากที่จะป้องกัน ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ การเตรียมบุตรหลานให้มีภูมิคุ้มกันด้วยการรับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าตั้งแต่วัยทารก  \r\n\r\n        ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโรต้าผลิตจากเชื้อไวรัสโรต้าที่ทำให้อ่อนฤทธิ์จนก่อโรคไม่ได้  เป็นวัคซีนชนิดรับประทาน ปัจจุบันมี 2 บริษัทผู้ผลิต คือ RotarixTM หยอด 2 ครั้ง เมื่ออายุ 2 และ 4 เดือน และ RotateqTM หยอด 3 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน วัคซีนทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงไม่แตกต่างกัน โดยมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโรต้าที่รุนแรงได้ดีใกล้เคียงกันประมาณร้อยละ 85-98 วัคซีนมีความปลอดภัยสูง พบผลข้างเคียงได้น้อย เช่น ถ่ายอุจจาระเหลว อาเจียน ซึ่งอาการจะไม่รุนแรง แม้ว่าจะมีรายงานการเกิดลำไส้กลืนกันหลังจากหยอดวัคซีน แต่พบได้ในอัตราที่น้อยมากประมาณ 1-5 คนใน 100,000 ราย ซึ่งเป็นโรคที่รักษาได้ เมื่อคำนึงถึงประโยชน์จากวัคซีนในการป้องกันโรคแล้ว ถือว่าสูงกว่าเมื่อเทียบกับผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมาก องค์การอนามัยโลกจึงแนะนำว่า เด็กเล็กทุกคนควรได้รับการหยอดวัคซีนนื้ตั้งแต่อายุ 2 เดือน โดยให้พร้อมกับวัคซีนอื่นๆ ตามวัย เด็กที่ได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสโรต้าครบแล้ว อาจยังเกิดโรคอุจจาระร่วงจากการติดเชื้อไวรัสโรต้าได้ แต่อาการมักไม่ค่อยรุนแรง \r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n\r\nP.S. FYI – For Your Information\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nเอกสารอ้างอิง\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1736390810.png"],
    [79,5362,"ไมโคพลาสมา อันตรายกว่าที่คิด","Fri, 2025-01-03 08:48","http://www.stkc.go.th/node/5362","ระบาดวิทยา","กรมควบคุมโรค","FYI  Today! จะกล่าวถึงเชื้อที่กำลังจะกลับมาระบาดในประเทศไทย นั่นคือ ‘ไมโครพลาสมา (mycoplasma pneumoniae)’ \r\n\r\n         เชื้อไมโคพลาสมา (mycoplasma pneumoniae) เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อยู่ในธรรมชาติและสามารถติดจากคนสู่คน การติดเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ก่อให้เกิดอาการทางระบบทางเดินหายใจ มักจะทำให้เกิดการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบนมากกว่า เช่น หลอดลมอักเสบหรืออาการหวัด แต่อาจทำให้เกิดปอดอักเสบได้ 2-12% จากคนที่วินิจฉัยปอดบวมทั้งหมด ในช่วงที่มีการระบาดสัดส่วนของสาเหตุของปอดอักเสบจากเชื้อนี้จะมากขึ้น โรคนี้มีการระบาดเป็นช่วง ๆ โดยจะมีอาการไข้ หายใจเร็ว เจ็บคอ ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย  เจ็บคอ อาการไอจะเป็นจุดเด่นของการติดเชื้อไมโคพลาสมา บางคนจะมีอาการไอจนเจ็บหน้าอก หลอดลมอักเสบ ส่วนอาการอื่นที่เด่นของการติดเชื้อนอกจากนี้คืออาการนอกปอด เช่น เม็ดเลือดแดงแตก กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบ อาการทางระบบประสาทอื่น ๆ และผื่นผิวหนังอักเสบที่อาจรุนแรง และยังเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ทั้งทางสมองและหัวใจที่รุนแรงถึงขึ้นเสียชีวิตได้ โดยเชื้อชนิดนี้เป็นแบคทีเรียขนาดเล็ก ขนาดประมาณ 0.2-1.0 ไมโครเมตร นอกจากนี้ยังสามารถก่อให้เกิดอาการนอกระบบทางเดินหายใจได้ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ, สมองอักเสบ, ข้ออักเสบ เป็นต้น  การติดเชื้อไมโครพลาสมาพบได้บ่อยในกลุ่มเด็กวัยเรียนและผู้ใหญ่ โดยเชื้อมีการแพร่ระบาดตลอดทั้งปี ติดต่อผ่านทางละอองฝอยของการหายใจ ซึ่งอาจจะระบาดได้มากขึ้นในกลุ่มคนที่อยู่กันแออัด เช่น โรงเรียน และแพร่กระจายให้คนที่อยู่ในบ้านเดียวกันได้ง่ายมาก มีรายงานว่ามีคนที่เป็นพาหะของโรคนี้ได้ด้วย มีทั้งพาหะที่ไม่มีอาการ หรือพาหะที่ติดเชื้ออาการดีขึ้นแต่ยังมีเชื้อหลงเหลืออยู่ \r\n\r\n        สำหรับประเทศไทย มีรายงานโรคปอดอักเสบจากเชื้อ Mycoplasma pneumoniae ตลอดทั้งปี และมักพบในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งเผ็นช่วงเวลาเดียวกับฤดูกาลระบาดของโรคระบบทางเดินหายใจอื่น \r\n\r\nการติดต่อ  สามารถติดต่อโดยการหายใจเอาละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วยผ่านการไอ จาม ระยะฟักตัว โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 1 ถึง 4 สัปดาห์ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ในช่วงก่อนแสดงอาการถึงช่วงที่เริ่มมีอาการป่วย โดยเชื้อสามารถก่อให้เกิดการระบาดในวงกว้างได้ เนื่องจากผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีอาการไม่รุนแรง จึงไม่ทราบว่าติดเชื้อและแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น \r\n\r\nการติดต่อ  สามารถติดต่อโดยการหายใจเอาละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วยผ่านการไอ จาม ระยะฟักตัว โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 1 ถึง 4 สัปดาห์ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ในช่วงก่อนแสดงอาการถึงช่วงที่เริ่มมีอาการป่วย โดยเชื้อสามารถก่อให้เกิดการระบาดในวงกว้างได้ เนื่องจากผู้ติดเชื้อบางรายอาจมีอาการไม่รุนแรง จึงไม่ทราบว่าติดเชื้อและแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น  คนที่เป็นหอบหืดถ้าติดเชื้อ Mycoplasma pneumoniae จะทำให้อาการหอบหืดรุนแรงมากขึ้น  บางรายมีการติดเชื้อนี้ร่วมกับโควิดได้ ซึ่งอาการจะรุนแรงขึ้นเช่นกัน \r\n\r\nอาการที่แสดง และการวินิจฉัย   เมื่อได้รับเชื้อจะทำให้เกิดอาการระบบทางเดินหายใจทั้งส่วนบนและส่วนล่าง ได้แก่ ไอ อ่อนเพลีย มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ปวดเมื่อยตามร่างกาย หายใจเร็ว บางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบ ปอดอักเสบชนิดรุนแรง หรือ มีภาวะเม็ดเลือดแดงแตก เป็นต้น การวินิจฉัยทำได้โดยตรวจหาเชื้อจากสารคัดหลั่งในจมูกหรือลำคอ เสมหะ น้ำล้างปอดและน้ำล้างหลอดลม หรือการเก็บตัวอย่างเลือดส่งตรวจทางภูมิคุ้มกัน (serology testing)  การวินิจฉัยปัจจุบันมีการตรวจโดย PCR หรือ NAAT ที่ทำได้เร็ว และสามารถตรวจแบบหาหลายเชื้อพร้อมกัน (syndromic multiplex PCR panels) เพราะมี coinfection กับเชื้ออื่นได้ด้วย อย่างไรก็ดีการตรวจ swab จากเยื่อบุด้านหลังโพรงจมูก (nasopharygeal swab) ที่ใช้ในการตรวจการติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไปอาจมีความไวต่ำกว่าการตรวจจากคอหอย (throat swab) สำหรับการตรวจหา Mycoplasma pneumoniae \r\n\r\nคำแนะนำเพื่อการป้องกันการติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อ   \r\n1. ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง โดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ \r\n2. ดูแลร่างกายให้อบอุ่นในช่วงอากาศหนาวหรืออากาศเปลี่ยนแปลง\r\n3. หมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำ และสบู่ หรือใช้แอลกอฮอล์เจล หลังสัมผัสสิ่งของที่มีคนสัมผัสบ่อย ๆ\r\n4. หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยอาการทางเดินหายใจ เช่น อาการหวัด หรือปอดอักเสบ\r\n5. ผู้ป่วยที่มีอาการระบบทางเดินหายใจ ต้องป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่น โดยปฏิบัติดังนี้\r\n         - ควรหยุดเรียน หยุดงาน แม้จะมีอาการไม่มากก็ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 3 - 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ\r\n        - สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เมื่อต้องคลุกคลีกับผู้อื่น\r\n        - ใช้กระดาษทิชชู่หรือผ้าเช็ดหน้าปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้ง เวลาไอ จาม และหมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำ และสบู่หรือเจลล้างมือ\r\n        - หากผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น เช่น หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ควรรีบไปพบแพทย์\r\nในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไมโคพลาสมา หากมีการข้างต้น ควรรีบพบแพทย์\r\n\r\n\r\n\r\nP.S. FYI – For Your Information\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข\r\nBBC \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1736835754.png"],
    [80,5329,"ประกายแสงหิ่งห้อยต้อนรับคริสต์มาส","Thu, 2024-12-19 08:47","http://www.stkc.go.th/node/5329","วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ","NASA","กาแล็กซีนี้มีชื่อเล่นว่า ‘Firefly Sparkle’ ดูหมือนลูกบอลคริสต์มาสที่ห้อยอยู่บนจักรวาลที่มีสีต่างกัน มีดวงดาวจำนวน 10 ส่องประกายระยิบระยับและเต็มไปด้วยกลุ่มดาว (Star Clusters) ถึง 10 กลุ่ม \r\n\r\n        นักวิจัยได้ทำการศึกษาอย่างละเอียด เป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์ที่ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (James Webb Space Telescope) ของนาซ่าได้ตรวจพบกาแล็กซีที่มีชื่อเล่นว่า Firefly Sparkle ซึ่งไม่เพียงแต่กำลังอยู่ในกระบวนการรวมตัวและก่อตัวดาวประมาณ 600 ล้านปีหลังจากบิ๊กแบง แต่ยังมีมวลใกล้เคียงกับมวลของกาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) หากเราสามารถ “ย้อนเวลากลับไป” เพื่อชั่งน้ำหนักกาแล็กซีในช่วงพัฒนาการเดียวกัน สองกาแล็กซีที่เป็นเพื่อนร่วมใกล้เคียงก็อยู่ไม่ไกล ซึ่งอาจมีผลต่อวิธีที่กาแล็กซีนี้พัฒนาและสะสมมวลในช่วงเวลาหลายพันล้านปีข้างหน้า \r\n\r\n        ข้อมูลของเวบบ์แสดงให้เห็นว่ากาแล็กซี Firefly Sparkle มีขนาดเล็กกว่าและจัดอยู่ในประเภทกาแล็กซีที่มีมวลน้อย ต้องใช้เวลาหลายพันล้านปีจึงจะสร้างมวลได้เต็มที่และมีรูปร่างที่โดดเด่น “กาแล็กซีอื่นๆ ส่วนใหญ่ที่เวบบ์แสดงให้เราเห็นนั้นไม่ได้ถูกขยายหรือยืดออก และเราไม่สามารถมองเห็น 'ส่วนประกอบ' ของกาแล็กซีเหล่านั้นแยกจากกันได้ ด้วย Firefly Sparkle เรากำลังเห็นกาแล็กซีที่ประกอบกันเป็นก้อนอิฐ” โมลา ผู้สังเกตเห็นกาแล็กซีในรูปของเวบบ์ รู้สึกดึงดูดใจกับกระจุกดาวที่เปล่งประกายของกาแล็กซี เนื่องจากวัตถุที่เปล่งประกายมักบ่งบอกว่ากาแล็กซีมีลักษณะเป็นก้อนและซับซ้อนมาก เนื่องจากกาแล็กซีนี้ดูเหมือน \"ประกายไฟ\" หรือฝูงหิ่งห้อยในคืนฤดูร้อนที่อบอุ่น พวกเขาจึงตั้งชื่อกาแล็กซีนี้ว่ากาแล็กซีประกายไฟ และภาพจากกล้อง JWST ดังกล่าว แสดงให้เห็นกระจุกดาวฤกษ์ทรงกลมที่มีสีสันต่างกันทั้งหมด 10 ลูก ซึ่งดูไปแล้วไม่ต่างจากลูกบอลที่ใช้ตกแต่งต้นคริสต์มาส แต่ลูกบอลเรืองแสงเหล่านี้กลับถูกนำมาแขวนไว้ในห้วงอวกาศ\r\n\r\n\r\n\r\n      เนื่องจากกาแล็กซีโค้งงอเป็นแนวยาว นักวิจัยจึงสามารถแยกกระจุกดาว 10 กลุ่มที่เปล่งแสงจากกาแล็กซีออกมาได้อย่างง่ายดาย กระจุกดาวเหล่านี้มีเฉดสีชมพู ม่วง และน้ำเงิน สีต่างๆ ในภาพถ่ายของเว็บบ์และสเปกตรัมสนับสนุนยืนยันว่าการก่อตัวของดาวไม่ได้เกิดขึ้นในกาแล็กซีนี้พร้อมกัน แต่เกิดขึ้นแบบสลับกันตามเวลา \r\n\r\n     “กาแล็กซีแห่งนี้มีกลุ่มดาวฤกษ์ที่หลากหลาย และเป็นเรื่องน่าทึ่งที่เราสามารถมองเห็นกระจุกดาวเหล่านี้แยกจากกันได้ในช่วงอายุน้อยของจักรวาล” คริส วิลล็อตต์จากศูนย์วิจัยดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์เฮิร์ซเบิร์กของสภาวิจัยแห่งชาติแคนาดา ซึ่งเป็นผู้เขียนร่วมและหัวหน้านักวิจัยของโครงการสังเกตการณ์ กล่าว “กลุ่มดาวฤกษ์แต่ละกลุ่มกำลังผ่านช่วงการก่อตัวหรือวิวัฒนาการที่แตกต่างกัน” \r\n\r\n     รูปร่างที่คาดการณ์ไว้ของดาราจักรแสดงให้เห็นว่าดาวฤกษ์ต่างๆ ไม่ได้ตั้งตัวอยู่ในส่วนโป่งนูนที่อยู่ตรงกลางหรือเป็นจานแบนบาง ซึ่งเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่แสดงว่าดาราจักรยังคงอยู่ในระหว่างการก่อตัวของดาราจักร \r\n\r\n\r\n\r\n        กาแล็กซีที่อยู่ห่างไกลที่สุดที่ตรวจพบนั้นพบเมื่อจักรวาลมีอายุเพียง 5% ของอายุปัจจุบัน ในช่วงเวลาดังกล่าว กาแล็กซีต้นกำเนิด เช่น ทางช้างเผือก มีมวลน้อยกว่าประมาณ 10,000 เท่า การใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (JWST) ร่วมกับการขยายภาพจากเลนส์ความโน้มถ่วง ทำให้ไม่เพียงแต่สามารถตรวจจับกาแล็กซีที่มีมวลน้อยเหล่านี้ได้เท่านั้น แต่ยังศึกษารายละเอียดได้อีกด้วย ในที่นี้ เราจะเสนอการสังเกตของ JWST ของกาแล็กซีที่มีเลนส์มากที่z spec  = 8.296 ± 0.001 ซึ่งแสดงให้เห็นกระจุกดาวขนาดใหญ่ (Firefly Sparkle) ที่ห่อหุ้มอยู่ในส่วนโค้งที่กระจัดกระจายในการสำรวจกระจุกดาวที่ไม่เอนเอียงของแคนาดา (CANUCS) 1 Firefly Sparkle แสดงให้เห็นลักษณะของกาแล็กซีอายุน้อยที่มีก๊าซมากในช่วงเริ่มต้นของการก่อตัว มวลของกาแล็กซีกระจุกตัวอยู่ในกระจุกดาว 10 ดวง (49–57% ของมวลรวม) โดยมวลแต่ละดวงมีตั้งแต่ 10 5 M ⊙ถึง 10 6 M ⊙กระจุกดาวที่ยังไม่กระจ่างเหล่านี้มีความหนาแน่นของพื้นผิวสูง (>10 3 M ⊙  pc ​​− 2 ) ซึ่งสูงกว่ากระจุกดาวทรงกลมทางช้างเผือกและกระจุกดาวอายุน้อยในกาแล็กซีใกล้เคียง กระจุกดาวส่วนกลางแสดงสเปกตรัมที่เนบิวลาเป็นแกนนำ โลหะต่ำ ความหนาแน่นของก๊าซสูง และอุณหภูมิอิเล็กตรอนสูง ซึ่งบ่งชี้ว่ามีฟังก์ชันมวลเริ่มต้นที่หนักที่ด้านบน การสังเกตการณ์เหล่านี้ให้มุมมองสเปกโตรโฟโตเมตริกครั้งแรกของเราสำหรับกาแล็กซีทั่วไปในช่วงเริ่มต้นในจักรวาลที่มีอายุ 600 ล้านปี \r\n\r\n        นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นกระจุกดาวฤกษ์มาเกาะกลุ่มรวมกัน เพื่อเตรียมจะก่อตัวเป็นดาราจักรประเภทเดียวกับกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราต่อไป ภาพดังกล่าวยังสามารถให้ข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมกับเราได้ว่า เอกภพหรือห้วงจักรวาลก่อตัวขึ้นอย่างไรด้วย \r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nScience NASA.GOV\r\n\r\nรูป\r\nIllustration: NASA, ESA, CSA, Ralf Crawford (STScI). Science: Lamiya Mowla (Wellesley College), Guillaume Desprez (Saint Mary's University)\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1734573481.png"],
    [81,5328,"อะแคนทามีบา - ปรสิตตัวร้ายที่มากับน้ำ","Tue, 2024-12-17 10:53","http://www.stkc.go.th/node/5328",null,"อัญชลี วรรณสาร","FYI  Today! จะพูดถึงปรสิตตัวร้ายที่มากับน้ำที่ช่วงนี้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้หลายจังหวัด นั่นคือปรสิต ‘อะแคนทามีบา’ \r\n\r\n         อะแคนทามีบา (Acanthamoeba spp) เป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในตอนนี้ เพราะปรสิตร้ายนี้ นำโรคภัยมาสู่คนและสามารถติดต่อสู่คนได้ผ่านทางน้ำดื่ม น้ำใช้ที่ใช้อุปโภค บริโภคอยู่ทุกวันนี้  เชื้อโรคที่ปนเปื้อนของมีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อปรสิต โดยเฉพาะ โปรโตซัว ซึ่งเป็นปรสิตเซลล์เดียว อย่างเจ้า “อะแคนทามีบา” ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ดำรงชีวิตเป็นอิสระในธรรมชาติตามแหล่งน้ำ ดิน โคลนเลน เชื้อจะเคลื่อนที่ช้า ๆ ด้วยเท้าเทียมที่มีลักษณะคล้ายหนาม \r\n\r\n\r\n  อะแคนทามีบา มีช่วงชีวิต 2 แบบ คือ แบบที่ 1 “ซีสต์” มีขนาด 10-25 ไมครอน เมื่ออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม มันจะฝังตัวอยู่นิ่ง ๆ รอเวลาเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นแบบที่ 2 “โทรโฟซอยต์” ซึ่งมีขนาด 15-45 ไมครอน ทั้งยังสามารถทนทานอยู่ได้นานในสิ่งแวดล้อมทุกรูปแบบ เช่น หนาวจัด ร้อนจัด แห้งแล้ง ขาดอาหาร และในสระว่ายน้ำที่ใส่คลอรีน หรือแม้แต่ในบ่อน้ำร้อน เพราะปรสิตตัวนี้ ในระยะติดต่อ จะมีความทนทานได้ดีต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม โดยแบบที่ 2 สามารถเคลื่อนไหว และก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงในคนได้ \r\n\r\n       การติดเชื้อจาก อะแคนทามีบานั้น อาจขึ้นอยู่กับบางปัจจัย เช่น กระจกตาของผู้สัมผัสเชื้อเป็นแผล แม้เพียงแผลเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็น (micro trauma) แต่เมื่ออะคันธามีบา สัมผัสได้ว่ามีแผลอยู่ ก็พร้อมที่จะเล็ดลอดเข้าไป ส่วนใหญ่แผลอาจเกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์ หรือปัจจัยอื่นที่เกิดขึ้นบนกระจกตา ซึ่งทำให้เกิดอาการตาแดง เคืองตา ตามัว กลัวแสง และปวดตาอย่างมาก และยังสามารถติดต่อได้ในช่วงที่ภูมิต้านทานต่ำ มักพบในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง \r\n\r\n       เมื่อสัมผัสเชื้อ “อะแคนทามีบา” จากการติดต่อเข้าสู่ร่างกายผ่านแผลที่ผิวหนังและการหายใจ เชื้ออาจเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดการติดเชื้อที่อวัยวะอื่น ๆ เช่น สมอง กระดูก ได้ และแม้ว่ากระบวนการผลิตน้ำประปาจะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสด้วยคลอรีนได้ แต่เชื้อปรสิตเหล่านี้ จะตายที่อุณหภูมิสูงกว่า 60 องศาเซลเซียส ดังนั้น เราจึงต้องหมั่นตรวจสอบว่า น้ำเก็บ น้ำใช้ นั้น มีคลอรีนที่มีความเข้มข้นพอหรือไม่ สำหรับผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์ ควรทำความสะอาดเลนส์ด้วยน้ำยาที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคแล้ว และไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ ขณะว่ายน้ำหรือเล่นน้ำ หากมีบาดแผลที่ผิวหนัง ไม่ควรเดินลุยในแหล่งน้ำขัง เพื่อป้องกันปรสิตเข้าสู่ร่างกาย \r\n\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nP.S. FYI – For Your Information\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nอัญชลี วรรณสาร","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1734407626.png"],
    [82,5323,"แบคทีเรียเลปโตสไปร่า (Leptospira) ที่มากับน้ำท่วม","Fri, 2024-12-13 08:27","http://www.stkc.go.th/node/5323",null,"กรมปศุสัตว์, กรมควบคุมโรค","FYI  Today! ช่วงนี้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้หลายจังหวัด เชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กมอง ‘เลปโตสไปร่า ก็มักจะมากับน้ำท่วมน่ะสิ \r\n\r\n     เลปโตสไปร่า (Leptospira) ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อ “โรคฉี่หนู” หรือ เลปโตสไปโรซิส พบได้เฉพาะในท้องทุ่งนาหรือพื้นที่ที่มีน้ำท่วมเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง “หนู” ที่อาศัยตามอาคารบ้านเรือน สำนักงานต่างๆ เป็นพาหะของโรคเช่นเดียวกัน \r\n\r\n     เลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis) เป็นเชื้อแบคทีเรียของสัตว์ที่สามารถติดต่อมาสู่คน (Zoonotic Disease) และเป็นกลุ่มอาการของโรคจากเชื้อแบคทีเรียที่ติดต่อมาจากสัตว์หลายชนิด ที่อยู่ในไตและกระเพาะปัสสาวะของสัตว์นำโรค เช่น หนู โค กระบือ สุกร สุนัข แพะ แกะ โดยมีหนูเป็นสัตว์แพร่โรคที่สำคัญ ก่ออาการหลากหลายขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ (serovars) และปริมาณเชื้อที่ได้รับ เนื่องจากเชื้อชนิดนี้จะถูกขับออกมากับฉี่หนูและปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมในน้ำหรือที่ชื้นแฉะทำให้เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล รอยถลอก ผิวหนังที่แช่อยู่ในน้ำนานๆ รวมถึงการหายใจเอาละอองน้ำที่มีเชื้อโรคเข้าไป นอกจากนี้ยังติดต่อได้จากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ การติดเชื้อมีได้ตั้งแต่ไม่ปรากฏอาการ มีอาการน้อย อาการรุนแรง หรือถึงขั้นเสียชีวิต ผู้ที่ติดเชื้อในพื้นที่ที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการ หรือแสดงอาการน้อย โดยสาเหตุเกิดจากเชื้อเลปโตสไปรา Leptospira ซึ่งมีหลายชนิด \r\n\r\n      เชื้อโรคเลปโตสไปโรซิสเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร ? \r\n\r\n1. เข้าทางบาดแผล/รอยถลอกหรือผิวหนังที่แช่น้ำจนอ่อนนุ่ม เช่น ขาที่ยืนแช่น้ำทั้งวัน เท้าที่ถูกของมีคมบาดเกิดบาดแผล ผิวหนังที่ถูกเกาจนมีรอยถลอก หรือรอยแตกที่ฝ่าเท้าทั้งหมดที่เป็นช่องทางที่เชื้อโรคเลปโตสไปโรซิสสามารถชอนไชเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งสิ้น \r\n2. ทางเนื้อเยื่ออ่อน ๆ ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เชื้อที่ทำให้เกิดโรคเลปโตสไปโรซิสสามารถไชผ่านเนื้อเยื่ออ่อน ๆ ที่บุตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายได้ เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุโพรงจมูก เยื่อบุภายในปาก เยื่อบุภายในอวัยวะเพศ เป็นต้น เนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณเหล่านี้บาง และอ่อนนุ่ม ดังนั้น การแช่น้ำ การลืมตาในน้ำ การดื่มน้ำที่เชื้อโรคนี้หรือการกินอาหารที่ ปนเปื้อนฉี่ของสัตว์นำโรค ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ทั้งสิ้น ส่วนกรณีที่หนูฉี่ใส่น้ำ หรืออาหารที่รับประทานเข้าไปก็มีโอกาสเกิดโรคได้แต่พบได้น้อย\r\n\r\n\r\n     ป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคเลปโตสไปโรซิสได้อย่างไร ? \r\nการปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เชื้อโรคเลปโตสไปโรซิสเข้าสู่ร่างกายจะลดความเสี่ยงในการติดโรคเลปโตสไปโรซิส ได้ เช่น \r\nการป้องกันตนเองในภาวะน้ำท่วม \r\n     ระยะนํ้าท่วม \r\n•\tหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำ แช่น้ำ ย่ำโคลนนาน ๆ เมื่อขึ้นจากน้ำแล้ว ต้องรีบอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด ซับให้แห้งโดยเร็วที่สุด \r\n•\tควรสวมรองเท้าบู๊ท หรือรองเท้าที่เหมาะสม สามารถป้องกันน้ำหรือป้องกันการถูกของมีคมบาดได้ หากต้องลุยน้ำ ย่ำโคลน เดินบนที่ชื้นแฉะ จะช่วยลดการเกิดบาดแผลและลดการสัมผัสกับน้ำที่อาจมีเชื้อโรค\r\n•\tรับประทานอาหารที่สะอาดและเก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิด\r\n•\tเก็บกวาดขยะใส่ถุง พลาสติก มัดปากถุง ให้แน่น ไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนู และสัตว์อื่น ๆ\r\n•\tดูแลที่พักให้สะอาด จัดของให้เป็นระเบียบไม่ให้เป็นที่อาศัยของหนู และไม่ควรนานที่ท่วมขังมาล้างบ้าน\r\n•\tหากมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องและโคนขาและมีประวัติ แช่น้ำย่ำน้ำ 7 วันก่อนมีอาการ ให้สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ ไม่ควรรับประทานยาเอง ควรรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือหน่วยแพทย์ที่ออกมาให้บริการในพื้นที่ เพราะการรักษาทันท่วงทีจะช่วยลดการเกิดภาวะแทรกซ้อนจะนำไปสู่การเสียชีวิต\r\n\r\n     ระยะหลังน้ำท่วม ควรปฏิบัติดังนี้ \r\n•\tสำรวจพื้นที่และปรับสภาพสิ่งแวดล้อม เช่น ทำทางเดินเท้าให้้สูงกว่าพื้นปกติ ปรับปรุงระบบท่อระบายน้ำและส้วม เป็นต้น \r\n•\tสวมรองเท้าบู๊ท หรือรองเท้าที่เหมาะสมสามารถป้องกันน้ำได้หากต้องลุยน้ำ ย่ำโคลน เดินบนที่ชื้นแฉะ \r\n•\tเก็บกวาดขยะใส่ถุงพลาสติก มัดปากถุงให้แน่น ไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนูและสัตว์ อื่น ๆ \r\n•\tสวมถุงมือยางขณะทำความสะอาด เก็บกวาดบ้านเรือน ถนนและสิ่งสาธารณะประโยชน์ หลังการเก็บกวาด \r\n•\tทำความสะอาดที่พัก ต้องรีบอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด ซับให้แห้งโดยเร็วที่สุด\r\n•\tรับประทานอาหารที่สะอาด และเก็บอาหารในภาชนะที่มิดชิด\r\n\r\n\r\n     การควบคุมและกำจัดแหล่งรังโรค \r\n- หมั่นล้างมือภายหลังจับต้องเนื้อ ซากสัตว์ และสัตว์ทุกชนิด \r\n- หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำที่ชื้นแฉะหรือมีน้ำขังด้วยเท้าเปล่า ควรสวมรองเท้าบู๊ทเพื่อป้องกัน - หลังเสร็จภารกิจที่ต้องสัมผัสน้ำหรือที่ชื้นแฉะแล้ว ควรรีบอาบน้ำชำระร่างกาย หรือล้างมือ ล้างเท้า ให้สะอาดทันที \r\n- กำจัดหนู ซึ่งเป็นพาหะนำโรค \r\n- ปรับปรุงสุขาภิบาลที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อมให้สะอาด\r\n- ปิดฝาถังขยะ และหมั่นกำจัดขยะโดยเฉพาะเศษอาหาร ไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนู \r\n- พื้นคอกของสัตว์เลี้ยง ควรเป็นพื้นชีเมนต์ ผิวเรียบ ดูแลให้แห้งอยู่เสมอ ไม่ให้มีน้ำหรือปัสสาวะสัตว์ขังอยู่ \r\n- เมื่อสัตว์เลี้ยงป่วย ต้องแจ้งให้สัตวแพทย์รักษาโดยเร็ว \r\n- เมื่อคนป่วยหรือมีอาการน่าสงสัย ควรรีบพบแพทย์ เพื่อจะได้รับการตรวจรักษาอย่างทันท่วงที จะได้ปลอดภัยจากโรค \r\n\r\n     ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในแหล่งน้ำหรือโคลนที่อาจมีการปนเปื้อนของเชื้อ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมรองเท้าบู๊ทและถุงมือยางให้มิดชิดเมื่อขึ้นจากน้้นควรชำาระล้างร่างกายด้วยสบู่ทันทีเพื่อป้องกันการติดเชื้อเลปโตสไปราที่อาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ปรับปรุง/ดูแลด้านสุขาภิบาลตามอาคารบ้านเรือนที่พักอาศัย เช่น ก้าจัดขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูลที่จะเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของหนู ไม่รับประทานน้้านมดิบ รก หรือเนื้อสัตว์ที่ปรุง ไม่สุก เพราะอาจมีเชื้อเลปโตสไปรา ปนเปื้อนอยู่ ทั้งนี้หากพบอาการน่าสงสัยว่าติดเชื้อ ควรพบแพทย์ทันที ไม่ซื้อยามารับประทานเองเพราะอาจจะส่งผลเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ \r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดจันทบุรี","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1734053255.png"],
    [83,5290,"เปิดประวัติ - เรือหลวงพระร่วง เรือรบลำแรกของไทย","Mon, 2024-12-09 08:07","http://www.stkc.go.th/node/5290",null,"กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม"," เปิดประวัติ – เรือหลวงพระร่วง \r\n\r\n เรือหลวงพระร่วง เป็นชื่อของเรือรบที่มีบทบาทสำคัญในกองทัพเรือไทยในอดีต ซึ่งมีชื่อเสียงและประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในฐานะเรือรบหลวงลำแรกของราชอาณาจักรสยามที่เป็นเรือลาดตระเวนเบา (light cruiser) ที่ได้รับการสั่งต่อจากต่างประเทศ\r\n \r\n ประวัติเรือหลวงพระร่วง\r\n\r\nเรือหลวงพระร่วงเป็นเรือหลวงลำแรกในประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งข้าราชการและประชาชนผู้มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างเรือรบไว้เพื่อป้องกันราชอาราจักรทางทะเล จึงร่วมกันจัดตั้ง ราชนาวีสมาคมแห่งกรุงสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ (The Royal Navy League of Siam) ขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2457 เพื่อเรี่ยไรทุนทรัพย์ซื้อเรือรบถวายเป็นราชพลี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีความยินดีและเห็นชอบ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามเรือนี้ว่า “พระร่วง” อันเป็นสิริมงคลตามวีรกษัตริย์อันเป็นที่นับถือของชาวไทยทั่วไป พระองค์ทรงเป็นกำลังสำคัญในการหาทุนเพื่อสร้างเรือลำนี้ เช่น ได้แก้ไขบทละครเรื่อง “มหาตมะ” ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2475 ทรงนำเรื่องการเสียสละทุนทรัพย์สมทบทุนสร้างเรือรบเข้ามาเป็นหัวใจของเรื่อง และได้โปรดเกล้า ฯ ให้มีการแสดงเพื่อเก็บเงินสมทบทั้งในพระนครและต่างจังหวัด ทั้งยังมีการแสดงละครพระราชนิพนธ์อีกหลายเรื่องตลอดจนโปรดเกล้า ฯ ให้มีการประกวดภาพเพื่อหารายได้อีกด้วย นอกจากนั้นพระองค์ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพรองค์เป็นจำนวน 80,000 บาท กับเงินที่พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการได้พร้อมใจกันออกทุนเรี่ยไรถวายเมื่อครั้งจัดงานพระราชพิธีทวีธาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งยังเหลือจากการใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน 116,324 บาท ทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งโปรดเกล้า ฯ พระราชทานทรัพย์อีกเป็นจำนวนเงิน 40,000 บาท เมื่อรวมกับเงินที่เรี่ยไรทั่วพระราชอาณาจักร ได้จำนวนรวมทั้งสิ้น 3,514,604 บาท 1 สตางค์ ในปี พ.ศ. 2463 เรือดังกล่าวมีชื่อเดิมว่า เรเดียนท์ เป็นเรือของอังกฤษ เคยใช้รบในสงครามโลกครั้งที่ 1 สร้างที่ บริษัท ทอร์นิครอฟท์ เมืองเซาธัมพ์ตัน สหราชอาณาจักร เมื่อกุมภาพันธ์ 2460 ส่วนชื่อ “พระร่วง” นั้น พระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ 6 ถึงเจ้าพระยาอภัยราชามหายุติธรรมธร ตอนหนึ่งว่า “ส่วนเรือที่สั่งเข้ามาตามความคิดนั้น เจ้าพระยาอภัยราชา ขอให้เราคิดนามให้เราได้นึกถึงนามวีรกษัตริย์ อันเป็นที่นับถือของชาวไทย ทั่วไปคือ ‘พระร่วง’ ซึ่งถือกันโดยทั่วไปว่า ‘ขลัง’ ” \r\n\r\nเรือลำนี้สร้างขึ้นในประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. 2472 (ค.ศ. 1929) ต่อโดยบริษัท อาร์มสตรอง วิทเวิร์ธ (Armstrong Whitworth) ในเมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ เป็นเรือรบประเภท light cruiser หรือเรือลาดตระเวนเบา มีขนาด 2,350 ตัน\r\n\r\nสมรรถนะของเรือพระร่วง\r\n\r\nสมรรถนะของเรือหลวงพระร่วงลำนี้ คือ มีระวางขับน้ำ 1,046 ตัน ความเร็ว 35 นอต มีความยาวตลอดลำ 83.57 เมตร ความกว้างสุด 8.34 เมตร กินน้ำลึก 4 เมตร อาวุธประจําเรือ จะมีอาวุธปืน 102 มิลลิเมตร 3 กระบอก ปืน 76 มิลลิเมตร 1 กระบอก ต่อมาติดปืน 40 มิลลิเมตร 2 กระบอก ปืน 20 มิลลิเมตร 2 กระบอก มีตอร์ปิโด 21 นิ้ว จำนวน 4 ท่อ มีรางปล่อยระเบิดลึกและแท่นยิงปืนระเบิดลึก 2 แท่น เครื่องจักรเป็นแบบไอน้ำแบบ บี.ซี. เกียร์ เทอร์ไบน์ จำนวน 2 เครื่อง ใบจักรคู่ กำลัง 29, 000 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 35 น นอต ความเร็วมัธยัสถ์ 14 นอต รัศมีทำการเมื่อความเร็วมัธยัสถ์ 1,896 ไมล์ และกําลังพลประจําเรือจำนวน 135 คน \r\n\r\nบทบาทในราชนาวีไทย\r\n\r\n เรือลำนี้มีบทบาทสำคัญในการลาดตระเวนและคุ้มครองอธิปไตยของไทยในยุคนั้น เข้าร่วมในเหตุการณ์สำคัญ เช่น การรักษาความสงบในช่วงความขัดแย้งระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในอินโดจีนปลดประจำการ ในภารกิจเพื่อความมั่นคงของประเทศทางทะเลตามเจตนารมณ์ในการซื้อเรือหลวงพระร่วงตั้งแต่ต้น นอกจากนี้ เรือหลวงพระร่วงยังทำหน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือรับพระศพกรมหลวงชุมพรฯ กลับกรุงเทพฯ \r\n\r\nการปลดประจำการเรือหลวงพระร่วง\r\n\r\n เรือหลวงพระร่วง ปลดระวางประจำการ วันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2502 (เรือหลวงพระร่วงขึ้นระวางประจําการเพื่อใช้ราชการกองทัพเรือตั้งแต่ 11 ตุลาคม 2463 ถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2502) รวมอายุราชการในกองทัพเรือไทย รวมระยะเวลาประมาณ 39 ปี (ปล่อยเรือลงน้ำ 5 พฤศจิกายน 2459) รวมอายุเรือ ประมาณ 43 ปี \r\n\r\nความสำคัญทางประวัติศาสตร์\r\n เรือหลวงพระร่วงถือเป็นเรือรบลำแรกที่แสดงถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของไทยในการพัฒนากองทัพเรือให้ทันสมัยในยุคที่มหาอำนาจทางทะเลมีบทบาทสำคัญในภูมิภาค นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงการติดต่อและพึ่งพาความรู้เทคโนโลยีทางการทหารจากต่างประเทศในสมัยนั้น เรือหลวงพระร่วงจึงเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของการพัฒนากองทัพเรือไทยในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และยังคงเป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์ของราชนาวีไทยจนถึงปัจจุบัน\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nศิลปวัฒนธรรม\r\n\r\nรูป\r\nhttps://www.navanurak.in.th/tr_museum/index/application/detail_object.php?obj_refcode=rtn-sh-3930&lang=th\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1733706445.png"],
    [84,5289,"ภัยฝุ่น - ภัยอันตรายใกล้ตัว","Fri, 2024-12-06 14:29","http://www.stkc.go.th/node/5289",null,null,"ฝุ่นควันที่มีมากจนเกินค่ามาตรฐาน ดังที่กรมควบคุมมลพิษได้ออกมาเตือนให้ระวัง ซึ่งผลกระทบของฝุ่นควันดังกล่าวจะส่งผลต่อสุขภาพทั้งของตัวเราและครอบครัวได้หากไม่ป้องกัน โดยเฉพาะฝุ่น PM 25 \r\n\r\nรู้จักฝุ่น PM 2.5 \r\n\r\n      pm 2.5 คือ ชื่อของฝุ่นชนิดหนึ่ง คำว่า pm 2.5 ย่อมาจาก Particulate Matters เป็นคำเรียกค่ามาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ส่วนตัวเลข 2.5 นั้นมาจากหน่วย 2.5 ไมครอน ซึ่งฝุ่นจิ๋วนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน 2.5 ไมครอน มีขนาดเล็กเทียบเท่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผม และจะกระจายอยู่ในอากาศได้นานกว่าฝุ่นละอองขนาดใหญ่ โดยเฉพาะฝุ่น pm 2.5 สามารถลอยอยู่ในอากาศได้เป็นระยะเวลานานและไกลถึง 1,000 กิโลเมตร ฝุ่น pm 2.5 ที่มีขนาดเล็กมากที่ขนจมูกของเราไม่สามารถกรองฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้นได้ จนสามารถสูดเข้าไปโดยผ่านทางเดินหายใจส่วนต้นจนไปยังทางเดินหายใจส่วนปลาย เมื่อเข้าถึงถุงลมแล้วมีโอกาสทะลุเข้าถึงกระแสเลือด และจะเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหากับอวัยวะภายในส่วนอื่น ๆ ของร่างกายได้เช่นกัน \r\n\r\nพูดถึง PM 2.5 ก็ต้องรู้จัก AQI \r\n\r\n      หลายคนเองก็ต้องคุ้นเคยกับคำว่า ค่า AQI โดย AQI นั้นย่อมาจาก Air Quality Index หรือดัชนีคุณภาพอากาศ คือ การรายงานข้อมูลคุณภาพอากาศในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่ายเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าถึงข้อมูลตามแต่ละพื้นที่ที่ตนเองอยู่แบบเรียลไทม์ ระบุภาพรวมของคุณภาพอากาศในบริเวณนั้น ๆ เป็นอย่างไรอยู่ในระดับใด เป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ซึ่งทาง กรมควบคุมมลพิษ. (2562). ได้อธิบายเพิ่มเติมไว้ว่า ดัชนีคุณภาพอากาศ 1 ค่า ใช้เป็นตัวแทนค่าความเข้มข้นของสารมลพิษทางอากาศ 6 ชนิด ได้แก่ ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) โอโซน (O3) คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2)\r\n\r\n      เกณฑ์ของดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทย \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tAQI คุณภาพอากาศ                     \r\n\t\t\tสีที่ใช้                        \r\n\t\t\tคำอธิบาย            \r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t0 - 25 ดีมาก\r\n\t\t\tสีฟ้า\r\n\t\t\tสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งและเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตามปกติ\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t26 - 50 ดี\r\n\t\t\tสีเขียว\r\n\t\t\tสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งและเดินทางไปท่องเที่ยวได้ตามปกติ\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t51 - 100 ปานกลาง\r\n\t\t\tสีเหลือง\r\n\t\t\tประชาชนทั่วไปสามารถทำกิจกรรมกลางแจ้งได้ตามปกติ ผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง   \r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t101 - 200 เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ   \r\n\t\t\tสีส้ม\r\n\t\t\tประชาชนทั่วไปควรเฝ้าระวังสุขภาพ หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองร่วมด้วย ผู้ที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ควรลดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองร่วมด้วย ถ้ามีอาการทางสุขภาพ เช่น ไอ หายใจลำบาก ตาอักเสบ แน่นหน้าอก หัวใจเต้นผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t201 ขึ้นไป มีผลกระทบต่อสุขภาพ \r\n\t\t\tสีแดง \r\n\t\t\tทุกคนควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูง หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเองร่วมด้วย หากมีอาการทางสุขภาพควรปรึกษาแพทย์      \r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\nสาเหตุของ PM 2.5 \r\n\r\n      ทุกวันนี้ปัญหาเรื่องpm 2.5 คือสิ่งที่ประชาชนต้องเผชิญอย่างเลี่ยงไม่ได้ คุณภาพอากาศที่เป็นอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หรือในต่างจังหวัดบางภูมิภาคเองก็มีระดับที่เสี่ยงเป็นอันตรายต่อสุขภาพเช่นกัน ซึ่งสาเหตุของฝุ่น pm 2.5 เกิดจากหลายสาเหตุ \r\n\r\n        การเผาป่าและไฟป่า – ไฟป่าสามารถเกิดขึ้นเองได้ตามธรรมชาติ ทั้งเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น ฟ้าผ่า กิ่งไม้เสียดสีกันของวัสดุทางธรรมชาติ หรือการเกิดปฏิกิริยาเคมีจากแสงแดดในพื้นที่แห้ง แต่ในขณะเดียวกันพบว่า 90% ของไฟป่าในประเทศไทยเกิดจากการเผาป่าโดยมนุษย์เพื่อการเก็บหาของป่า การจุดไฟให้พื้นป่าโล่งสะดวกในการเดิน การจุดเพื่อกระตุ้นการงอกและกระตุ้นการแตกใบใหม่ของพืชผัก ซึ่งการเผาป่าและไฟป่ายิ่งส่งผลให้เกิด ควันไฟ หมอก ขี้เถ้า แก๊สพิษ รวมถึงฝุ่น pm 2.5 \r\n\r\n        มลพิษ ควันจากท่อไอเสียของรถยนต์ - จากข้อมูลโดยกรมควบคุมมลพิษ ด้วยการจราจรที่ติดขัดในแต่ละวัน และเครื่องยนต์ดีเซลเก่าเป็นอีกสาเหตุที่สำคัญที่สุด กระบวนการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีเซลทำให้เกิดเขม่า และควันดำ ซึ่งควันดำเหล่านี้ยังมีสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง และฝุ่นละอองขนาดเล็ก pm 2.5 \r\n\r\n        อุตสาหกรรม การก่อสร้าง - เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ถ่านหิน และเชื้อเพลิงที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กระบวนการอุตสาหกรรมอย่าง การบด การโม่ การระเบิดหิน ไปจนถึงการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองจากการก่อสร้าง \r\n\r\n        การเผาภาคเกษตร - การเผาในภาคการเกษตร หรือการเผาในที่โล่งเป็นอีกหนึ่งในต้นตอที่สำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่น pm 2.5 การเผาเศษวัสดุการเกษตรเพื่อลดต้นทุน เช่น การเผาอ้อย การเผาในไร่ข้าวโพดนาข้าว และไร่หมุนเวียน ถือเป็นสาเหตุหลัก ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม \r\n\r\n        ผลกระทบต่อสุขภาพของ PM 2.5 \r\n\r\n      อย่างที่ทราบว่าpm 2.5 คือ ฝุ่นขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าเราได้สูด ฝุ่นpm 2.5 เข้าไปเป็นจำนวนมากเท่าไรแล้ว จนจะรู้ตัวอีกทีก็เมื่อเกิดอาการผิดปกติของร่างกาย สามารถเช็ก อาการแพ้ฝุ่น pm 2.5 และทางเราได้รวบรวมผลกระทบต่อสุขภาพของpm 2.5 ไว้ ดังนี้ \r\n\r\nระบบทางเดินหายใจ เมื่อเราสูดหายใจเอาpm 2.5 เข้าไปจะก่อให้เกิดการไอ ระคายเคือง แสบจมูก หอบหืด หายใจลำบาก ในบางรายฝุ่น pm 2.5จะกระตุ้นอาการกำเริบของโรคได้ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง และอาจทำให้การทำงานของปอดเสื่อมลง \r\n\r\nระบบผิวหนัง ฝุ่น pm 2.5สามารถทำลายเซลล์ผิวหนังกำพร้าของมนุษย์ ก่อให้เกิดการคันตามร่างกายและปวดแสบทั้งตัว ระคายเคืองผิวหนัง ผดผื่นขึ้นตามตัว ไปจนถึงก่อให้เกิดสิวที่ใบหน้า\r\n\r\nดวงตา เยื่อบุตาเป็นส่วนที่สัมผัสกับปัจจัยภายนอกโดยตรง ทั้งมลพิษและฝุ่น pm 2.5ที่จะส่งผลให้เกิดการระคายเคืองที่ตา ตาแห้ง ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ ในระยะยาวอาจทำให้จอประสาทตาผิดปกติ ส่งผลต่อการมองเห็นได้  \r\n\r\n        วิธีป้องกันฝุ่น PM 2.5  \r\n\r\n        หลังจากได้ทำความรู้จักว่า pm 2.5 คืออะไร สาเหตุและช่วงเวลาที่จะเกิด รวมไปถึงผลกระทบต่อสุขภาพ การป้องกันตนเองก็ต้องเรียนรู้อย่างให้ถูกวิธี เพื่อให้ลดปริมาณฝุ่นที่เข้าสู่ร่างกายให้ได้น้อยที่สุด \r\n\r\n        สวมหน้ากากอนามัย โดยหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานกรองฝุ่นควันและเชื้อไวรัสขนาดเล็กได้ถึง 0.3 ไมครอนคือ N95 หรือถ้าหากหาไม่ได้ก็สามารถใช้หน้ากากอนามัยแบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น หรือหน้ากากแบบผ้า ควรสวมหน้ากากเมื่อต้องออกเดินทางไปนอกบ้านหรือต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง  \r\n\r\n        อุปกรณ์ลดฝุ่น หรือเครื่องฟอกอากาศภายในบ้าน ฝุ่นสามารถฟุ้งกระจายและเล็ดลอดเข้ามาภายในบ้านของเราได้ การมีเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่าง เครื่องฟอกอากาศก็จะดูดฝุ่นละออง pm 2.5 มลพิษอนุภาคเล็กและปล่อยอากาศบริสุทธิ์ออกมาแทน ทั้งนี้ควรล้างอุปกรณ์ เช่น แผ่นกรองอย่างสม่ำเสมอเพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน \r\n\r\n        งดกิจกรรมกลางแจ้ง หากใครไม่มีความจำเป็นในการไปทำกิจกรรมกลางแจ้งจริง ๆ ควรงดในช่วงที่ค่าฝุ่น pm 2.5 พุ่งสูง เช่น การออกกำลังกายในสวนสาธารณะ\r\n\r\n        ไม่ตากผ้าในที่โล่งแจ้ง pm 2.5 คือ ฝุ่นจิ๋วที่สามารถเกาะติดเสื้อผ้าเราได้ และการตากเสื้อผ้าในที่โล่งแจ้งก็จะนำฝุ่นเข้ามาหาเรามากยิ่งขึ้น ควรตากผ้าในที่ที่มีหลังคา ในอาคาร หรือใช้เครื่องอบผ้าก็ยิ่งดี  \r\n\r\n        หลีกเลี่ยงการใช้เตาฝืน จุดธูปเทียน เนื่องจากฝุ่นละออง สารตะกั่ว ก๊าซพิษต่าง ๆจากการเผาไหม้ เหล่านี้ระดับมลพิษในอากาศเพิ่มสูงขึ้น  \r\n\r\n        สรุปเรื่อง PM 2.5  \r\n\r\n        วิกฤตฝุ่น pm 2.5 คือสภาพอากาศที่เป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย นอกจากประชาชนต้องหาวิธีป้องกันตนเองให้สามารถยังใช้ชีวิตตามปกติต่อไปได้ ภาครัฐเองก็มีส่วนสำคัญที่จะช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นโดยการออกมาตรการที่เคร่งครัดขึ้นเพื่อลดปริมาณการกระทำที่เป็นต้นตอสาเหตุของฝุ่น pm 2.5 อย่างยั่งยืน ในทางกลับกันความรุนแรงของปัญหาpm 2.5 มีแนวโน้มและกินระยะเวลานานอย่างเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าปัญหาสุขภาพที่สะสมฝุ่น มลพิษ และสารเคมีต่าง ๆ ยิ่งทำให้ระบบทางเดินหายใจ ระบบผิวหนัง ดวงตาเสื่อมลง จนเป็นอันตรายก่อให้เกิดโรคร้ายแรง เพราะฉะนั้นหากอยากป้องกันก่อนที่จะสายเกินไป ควรรีบไปตรวจสุขภาพร่างกาย และหากมีอาการผิดปกติที่อาจจะเป็นสาเหตุของโรคร้ายก็ควรจะรีบรักษาให้ถูกวิธีด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้น ๆ โดยเฉพาะ \r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nPPTV HD 36\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1737338160.png"],
    [85,5282,"เปิดประวัติ – เรือหลวงคีรีรัฐ เรือรบรับใช้ชาติไทยมานาน 50 ปี","Mon, 2024-12-02 08:11","http://www.stkc.go.th/node/5282",null,"กองทัพเรือ"," เปิดประวัติ – เรือหลวงคีรีรัฐ \r\n\r\nจากกรณีเกิดเหตุไฟไหม้เรือหลวงคีรีรัฐเมื่อวันที่ 14 มี.ค.67 โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่เรือกำลังจอดเทียบท่าอยู่ที่บริเวณท่าเรือแหลมเทียน ฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี สาเหตุเบื้องต้นพบว่ามาจากกระสุนปืนของเรือหลวงชลบุรีขนาด 76 มิลลิเมตร เกิดการขัดข้องและติดค้างอยู่ในตัวปืนขณะทำการฝึกในทะเลเมื่อวันที่ 13 มี.ค.67 และเกิดการลั่นใส่ท้ายเรือของเรือหลวงคีรีรัฐในวันที่ 14 มี.ค.67 จนทำให้มีเพลิงลุกไหม้ขึ้นมา ซึ่งขณะนี้ทางกองทัพเรือสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว\r\n\r\nเรือหลวงคีรีรัฐ หรือ ร.ล.คีรีรัฐ (PF-432)\r\n\r\nมีหมายเลขข้างเรือ คือ 432 เป็นเรือฟริเกต (Frigate) หมายถึง เรือรบที่มีความสามารถในการรบทั้ง 3 มิติ คือ ทางด้านอากาศ ทางผิวน้ำและทางใต้น้ำได้เป็นอย่างดี เรือหลวงคีรีรัฐ รับใช้กองทัพเรือและประเทศชาติมาแล้ว 50 ปี โดยสังกัด กองเรือฟริเกตที่ 1 หมวดเรือที่ 1 กองเรือยุทธการ โดยในปี พ.ศ.2512 ทร.ไทยได้สั่งต่อเรือจาก บริษัท Norfolk Shipbuilding & Drydock Corporration ประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน 1 ลำ คือ ร.ล.ตาปี ต่อมาในปี พ.ศ.2514 ทร.ไทยได้สั่งต่อเพิ่มอีก 1 ลำ คือ ร.ล.คีรีรัฐ วางกระดูกงูเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2515 ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2517\r\n\r\nประวัติศาสตร์เรือหลวงคีรีรัฐ\r\n\r\nเรือหลวงคีรีรัฐ บใช้กองทัพเรือและประเทศชาติมานาน 50 ปี แต่ยังเป็นเรือที่มีความสามารถในการรบทั้ง 3 มิติ ทางด้านอากาศ ผิวน้ำ และใต้น้ำ ได้เป็นอย่างดี มีกำลังพลประจำเรือที่มากด้วยประสบการณ์ สามารถถ่ายทอดวิชาทางการเรือให้กับทหารเรือรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ทั้งนักเรียนนายเรือ และนักเรียนจ่าทหารเรือที่มาฝึกภาคปฏิบัติในทะเลเป็นประจำ ในปี พ.ศ.2512 กองทัพเรือไทย ได้สั่งต่อเรือจาก บริษัท Norfolk Shipbuilding & Drydock Corporation ประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน 1 ลำ คือ เรือหลวงตาปี ต่อมาในปี พ.ศ.2514 กองทัพเรือไทย ได้สั่งต่อเรือเพิ่มอีก 1 ลำ คือ เรือหลวงคีรีรัฐ วางกระดูกงูเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2515 ขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2517\r\n\r\nลักษณะของเรือหลวงคีรีรัฐ\r\n\r\nเรือหลวงคีรีรัฐมีความยาวตลอดลำ 87.11 เมตร ความกว้าง 9.92 เมตร สูง 11.67 เมตร กินน้ำลึกหัวเรือรวมโดมโซนาร์ 5.33 เมตร ท้ายเรือ 3.08 เมตร ความเร็วมัธยัสถ์ 10 นอต ความเร็วสูงสุด 14 นอต ระวางขับน้ำปกติ 1,079 ตัน ระวางขับน้ำสูงสุด 1,136 ตัน ระยะปฏิบัติการ 3,428 ไมล์ ที่ 15 นอต มีกำลังพลประจำเรือ 150 นาย เป็นเรือประเภทเรือฟริเกตตรวจการณ์ (Patrol Frigate) มีอาวุธยุทโธปกรณ์ ประกอบด้วย ปืน ๗๖/๖๒ OTO MELARA ปืนกล ๔๐/๗๐ มิลลิเมตร แท่นเดี่ยว ปืนกล ๒๐ มิลลิเมตร RHEINMETEL จำนวน ๒ กระบอกปืนกล .๕๐ นิ้ว (ลำกล้องหนัก) จำนวน ๒ กระบอก เป้าลวง RBOC MK33 จำนวน ๒ แท่น ส่วนระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำ จะมีระบบ SONAR DSQS 21C ท่อยิงตอร์ปิโด MK32 MOD 5 รางปล่อยระเบิดน้ำลึก MK9 MOD 0 ในส่วนของระบบตรวจการณ์นั้น จะมีเรดาร์อากาศ LWO4 เรดาร์พื้นน้ำ FURUNO แบบ FAR 2827, FURUNO แบบ FAR 3220 ระบบควบคุมการยิง SIGNAAL WM 22/61\r\n\r\nเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นกับเรือหลวงคีรีรัฐ \r\n\r\nเมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2567 เรือหลวงคีรีรัฐ ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ขณะจอดเทียบท่าฐานทัพเรือสัตหีบ ทำให้เรือเอียง และมีกำลังพลสำลักควันประมาณ 8-10 นาย โดยมีหน่วยดับเพลิงฐานทัพเรือสัตหีบ และหน่วยกู้ชีพ รพ.อาภากรเกียรติวงศ์ เข้าช่วยเหลือในจุดเกิดเหตุ และทางกองทัพเรือสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว สาเหตุการระเบิดและเหตุเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นภายในตัวเรือหลวงคีรีรัตน์นั้น เกิดจากลูกระเบิดที่ค้างในลำปืนใหญ่ขนาด 76 มม. บริเวณหัวเรือหลวงชลบุรี ที่จอดอยู่ติดกัน ได้ลั่นใส่ท้ายเรือหลวงคีรีรัฐ หลังเพิ่งกลับจากการฝึกยิงปืนเมื่อวานนี้ แต่ลูกปืนยังค้างอยู่ในรังเพลิงนั่นเอง\r\n \r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nPPTV HD 36\r\n\r\nภาพ\r\nกองทัพเรือ Royal Thai Navy\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1733102763.jpg"],
    [86,5278,"เหตุใด เอวา-ลูน่า ถึงมีขนสีอ่อน ?","Fri, 2024-11-29 10:29","http://www.stkc.go.th/node/5278","สัตววิทยา",null," FYI  Today! ขอเสนอ ‘น้องเอวา - น้องลูน่า’ เสือโคร่งสีทองสุดน่ารักของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ที่ได้รับความรักจากผู้คนมากมาย \r\n\r\n\r\n\r\nด้วยหน้าตาสุดน่าเอ็นดูชนะใจใครหลายคนจนตอนนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็จะมีแต่รูปของ ‘น้องเอวา - น้องลูน่า’ เต็มทุกพื้นที่โซเชียล เสือโคร่งสีทองที่ได้รับการเลี้ยงดูโดยมนุษย์นั้นน่าจะไร้ซึ่งปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิต ทั้งในเรื่องอาหารและสุขภาพที่น่าจะได้รับการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ แต่หากเสือโคร่งสีทองตัวหนึ่งปรากฏขึ้นในป่า ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่านั่นเป็นสัญญาณน่ากังวลและไม่น่ายินดีสักเท่าไหร่ และเหตุการณ์ครั้งนั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อต้นปี 2024 ที่ผ่านมา แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นที่ได้พบกับสัตว์ที่มีลักษณะพิเศษและหาได้ยากยิ่ง ทว่ามันก็มาพร้อมกับความน่าเศร้าใจด้วยเช่นกันที่ได้พบ โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่าเสือโคร่งสีทอง (Golden tiger) นั้นเป็น ‘แมวใหญ่ที่มียีนด้อย’ เป็นผลมาจากยีนส์ด้อยที่เรียกว่า การกลายพันธุ์แบบ “ยีนแถบกว้าง” ที่ทำให้ระยะการผลิตฟีโอเมลานิน ซึ่งเป็นเม็ดสีเหลืองแดง ในช่วงที่ขนเสือกำลังขึ้นนั้น ขยายกว้างออกไป จนทำให้ขนดูกลายเป็นสีขาว บางตัวแถบข้างก็จางจนแทบมองไม่เห็น มีอีกฉายาว่า “เสือไร้ลาย”\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nน้องเอวา - น้องลูน่า ภาพโดย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ฯ เพจเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี Chiang Mai Night Safari \r\n\r\n \r\n\r\n       \"Luna\" - Golden Tiger, Thailand by เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี Chiang Mai Night Safari \r\n\r\n\r\n\r\n\"Ava\" - Golden Tiger, Thailand by เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี Chiang Mai Night Safari  \r\n\r\nเสือโคร่งสีทอง (Golden tiger) เกิดจากการผสมกันระหว่างเสือขาวกับเสือโคร่งเบงกอล ซึ่งเม็ดสีของเสือแบ่งออกเป็นยีน 2 ประเภท ดังนี้\r\n\r\n        1) ยีนคุมสีขน โดยยีนส์เด่นขนจะเป็นสีส้ม ส่วนยีนด้อยขนจะมีสีขาว\r\n\r\n        2) ยีนคุมสีลาย โดยยีนส์เด่นสีดำ ส่วนยีนด้อยนั้นจางจนแทบไม่เห็นลาย\r\n\r\n\r\n\r\nThe big cat is one of four \"golden\" tigers in Kaziranga, according to the park's official social media by Gaurav Ramnarayanan\r\n\r\n\r\n          'พันธุกรรม' เป็นปัจจัยหลักและปัจจัยเดียว ในตอนแรกมันเกิดจากการกลายพันธุ์ในยีนที่เรียกว่า ‘ยีนอะกูติ’ (Agouti genes) ซึ่งทำให้การผลิตเม็ดสีเหลืองอมแดงของเสือเจือจางลงในระหว่างการเจริญเติบโตของขน และนั่นทำให้เสือสีขาวตอนแรกเริ่มที่แทบจะมองไม่เห็นลายทางของมัน มีการประเมินกันว่าเสือขาวจะเกิดขึ้นราว 1 ใน 10,000 ตัว แต่สำหรับเสือโคร่งสีทองนั้นหาได้ยากยิ่งกว่านั้น เนื่องจากต้องมีการแปรปรวนของยีนในระดับที่มากกว่าเดิม โดยขนสีเหลืองของเสือถูกควบคุมโดยยีนอะกูติชนิดหนึ่ง ในขณะที่ลายสีดำถูกควบคุมโดยยีนลายเสือและแอลลี (Allele) ของพวกมันเอง การยับยั้งยีนเหล่านี้ยีนใดยีนหนึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสีในเสือ โดยยีนอะกูติทำปฏิกิริยากับเซลล์เม็ดสีเพื่อสร้างสีจากสีเหลืองเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลเป็นสีดำ ปฏิกิริยานี้ทำให้เกิดแถบสีอ่อนและสีเข้มที่แตกต่างกันในขนของสัตว์ ซึ่งเกิดขึ้นกับเสือโคร่งตัวเมีย “คาซิ Kazi 106-F” ในอุทยานแห่งชาติกาซีรังคา (Kaziranga National Park) เช่นกัน\r\n \r\n\r\n       ชี้ให้เห็นว่าการผสมพันธุ์กันในสายเลือดเดียวกันมากเกินไปอาจเป็นเหตุผลทางชีววิทยาเบื้องหลังความคลาดเคลื่อนของสี ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่ายินดี และในประเทศไทยนั้นมีการเพาะพันธุ์น้องเอวาขึ้นมานั้น เป็นการแทรกแซงธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลเสมือน ดาบสองคม นั่นเอง\r\n\r\n \r\n\r\nP.S. FYI – For Your Information\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\n \r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n New Indian Express\r\n\r\nภาพ\r\n@chiangmainightsafarifanclub\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1732850957.png"],
    [87,5276,"การจัดการน้ำท่วมด้วยการบูรณาการเทคโนโลยี","Thu, 2024-11-28 13:52","http://www.stkc.go.th/node/5276","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ",null," การจัดการน้ำท่วมด้วยการบูรณาการเทคโนโลยี  เป็นแนวทางที่สำคัญและมีประสิทธิภาพในการลดความเสียหายและความเสี่ยงที่เกิดจากน้ำท่วม โดยใช้เทคโนโลยีในการช่วยวางแผน เตรียมการ ติดตาม และตอบสนองต่อเหตุการณ์น้ำท่วม ตัวอย่างการบูรณาการเทคโนโลยีมีดังนี้\r\n\r\nการพยากรณ์และติดตามสถานการณ์น้ำท่วม \r\n\r\n1. ดาวเทียมและภาพถ่ายทางอากาศ: ใช้ตรวจสอบพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม และประเมินความรุนแรงของน้ำท่วม\r\n\r\n2. ระบบเซ็นเซอร์วัดระดับน้ำ: ติดตั้งเซ็นเซอร์ในแม่น้ำหรือเขื่อนเพื่อตรวจวัดระดับน้ำแบบเรียลไทม์\r\n\r\n3. แบบจำลองพยากรณ์น้ำท่วม: ใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ในการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนและการไหลของน้ำ\r\n\r\nการจัดการข้อมูลด้วยระบบ GIS\r\n\r\n1. การทำแผนที่ความเสี่ยงน้ำท่วม: ใช้ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เพื่อสร้างแผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยง\r\n\r\n2. การวิเคราะห์พื้นที่รับน้ำ: ระบุพื้นที่ที่สามารถใช้เป็นแก้มลิงหรือพื้นที่รับน้ำชั่วคราว\r\n\r\n3. ฐานข้อมูลแบบบูรณาการ: รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาพดินฟ้าอากาศ โครงสร้างพื้นฐาน และประชากร เพื่อช่วยวางแผนการป้องกันและบรรเทาผลกระทบ\r\n\r\nการสื่อสารและการเตือนภัย \r\n\r\n1. แอปพลิเคชันแจ้งเตือนน้ำท่วม: ใช้ส่งข้อมูลแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าผ่านมือถือ\r\n\r\n2. ป้ายเตือนภัยอัจฉริยะ: ติดตั้งในพื้นที่เสี่ยง เพื่อแสดงข้อมูลระดับน้ำหรือสถานการณ์น้ำแบบเรียลไทม์\r\n\r\n3. โซเชียลมีเดียและระบบ SMS: ใช้กระจายข้อมูลฉุกเฉินไปยังชุมชนอย่างรวดเร็ว 4. การจัดการน้ำในพื้นที่น้ำท่วม\r\n\r\n4. ระบบควบคุมน้ำอัจฉริยะ: ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Internet of Things (IoT) ในการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหรือประตูระบายน้ำ\r\n\r\n5. ครื่องสูบน้ำอัตโนมัติ: ติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่สามารถทำงานโดยอัตโนมัติเมื่อระดับน้ำเกินขีดจำกัด\r\n\r\n6. แก้มลิงและพื้นที่เก็บน้ำ: ใช้พื้นที่แก้มลิงและสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำเพื่อชะลอการไหลของน้ำ\r\n\r\nการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม \r\n\r\n1. โดรนสำหรับประเมินความเสียหาย: ใช้โดรนถ่ายภาพพื้นที่น้ำท่วมเพื่อตรวจสอบความเสียหายและวางแผนการฟื้นฟู\r\n\r\n2. ระบบจัดการความช่วยเหลือ: ใช้แอปพลิเคชันในการติดตามและจัดสรรทรัพยากรให้กับผู้ประสบภัย\r\n\r\n3. การเก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาระบบ: รวบรวมข้อมูลเหตุการณ์น้ำท่วมเพื่อปรับปรุงระบบป้องกันในอนาคต ตัวอย่างการใช้งานในชีวิตจริง\r\n\r\n   - ประเทศไทย: มีการใช้ระบบเตือนภัยน้ำท่วมและแบบจำลองน้ำท่วมในโครงการต่างๆ เช่น โครงการแก้มลิงในพระราชดำริ\r\n\r\n   - เนเธอร์แลนด์: ใช้ระบบเขื่อนอัจฉริยะและระบบเซ็นเซอร์วัดน้ำล้ำสมัย เพื่อป้องกันน้ำทะเลหนุน\r\n\r\n   - ญี่ปุ่น: ใช้ระบบ AI ในการพยากรณ์และจัดการภัยพิบัติทางน้ำ\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n SDG Move \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1732780946.png"],
    [88,5267,"แปรงสีฟันไม้ไผ่ หรือ แปรงสีฟันไฟฟ้า ?","Thu, 2024-11-21 08:42","http://www.stkc.go.th/node/5267",null,null,"FYI  Today! หากถามถึงเรื่องแปรงสีฟัน ทุกท่านจะเลือกอะไรระหว่าง แปรงสีฟันไม้ไผ่  กับ  แปรงสีฟันไฟฟ้า ? \r\n\r\nการตัดสินว่า แปรงสีฟันไม้ไผ่ หรือ แปรงสีฟันไฟฟ้า \"ดีกว่า\" นั้นขึ้นอยู่กับมุมมองและความต้องการของผู้ใช้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น ความสะอาดของช่องปาก, ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม, และความสะดวกในการใช้งาน แต่ถ้าเปรียบเทียบความยั่งยืน ระหว่าง “แปรงสีฟันไม้ไผ่” และ “แปรงสีฟันไฟฟ้า” ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น วัสดุที่ใช้, อายุการใช้งาน, กระบวนการผลิต, และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในแต่ละขั้นตอน บทความนี้จะเปรียบเทียบระหว่างแปรงสีฟันไม้ไผ่กับแปรงสีฟันไฟฟ้าและเห็นความแตกต่าง ดังนี้\r\n\r\nประสิทธิภาพในการทำความสะอาด\r\n\r\n\r\n\tแปรงสีฟันไม้ไผ่ \r\n\r\n\t\r\n\t\tมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับแปรงสีฟันธรรมดาที่ใช้มือ\r\n\t\tหากใช้อย่างถูกต้อง สามารถขจัดคราบและรักษาสุขภาพช่องปากได้ดี\r\n\t\r\n\t\r\n\tแปรงสีฟันไฟฟ้า\r\n\t\r\n\t\tมีงานวิจัยที่แสดงว่าแปรงไฟฟ้าสามารถลดคราบและปัญหาเหงือกอักเสบได้ดีกว่า โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาการแปรงฟันอย่างเหมาะสม\r\n\t\tเหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาในการควบคุมแรงกดหรือเทคนิค เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหว\r\n\t\r\n\t\r\n\r\n\r\nสรุป แปรงไฟฟ้ามักมีข้อได้เปรียบในด้านประสิทธิภาพ แต่แปรงไม้ไผ่ก็เพียงพอหากใช้งานถูกต้อง\r\n\r\nวัสดุและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม\r\n\r\n    แปรงสีฟันไม้ไผ่\r\n\r\n\r\n\tด้ามจับ: ทำจากไม้ไผ่ซึ่งย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และเป็นวัสดุที่มีการปลูกทดแทนได้ง่ายและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย \r\n\tขนแปรง: ส่วนใหญ่ทำจากไนลอน (ยังคงเป็นพลาสติก) และไม่สามารถย่อยสลายได้ง่าย\r\n\r\n\r\nข้อดี : ใช้วัสดุธรรมชาติในส่วนใหญ่ของแปรง ลดการใช้พลาสติกในกระบวนการผลิต\r\n\r\nข้อเสีย : ขนแปรงยังคงเป็นไนลอน และแปรงไม้ไผ่อาจมีอายุการใช้งานสั้นกว่า\r\n\r\n    แปรงสีฟันไฟฟ้า\r\n\r\n\r\n\tด้ามจับและโครงสร้าง: ตัวเครื่องทำจากพลาสติกและมีชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์เมื่อหมดอายุ ส่วนใหญ่ทำจากพลาสติกแข็งและโลหะบางส่วน \r\n\tหัวแปรง: มีส่วนประกอบที่ทำจากพลาสติกและไนลอน ต้องเปลี่ยนหัวแปรงทุก 3-4 เดือน \r\n\r\n\r\nข้อดี  : ด้ามแปรงสีฟันไฟฟ้าสามารถใช้งานได้นานหลายปี หากได้รับการดูแลที่ดี\r\n\r\nข้อเสีย : พลาสติกและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในตัวเครื่องใช้เวลาในการย่อยสลายนาน และอาจก่อให้เกิดขยะอิเล็กทรอนิกส์\r\n\r\nสรุป แปรงไม้ไผ่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่าในแง่ของการย่อยสลาย\r\n\r\nอายุการใช้งาน\r\n\r\n\r\n\tแปรงสีฟันไม้ไผ่\r\n\r\n\t\r\n\t\tต้องเปลี่ยนทั้งด้ามทุก 2-3 เดือน\r\n\t\tอาจเสียหายง่ายหากเก็บในที่เปียกชื้น\r\n\t\r\n\t\r\n\tแปรงสีฟันไฟฟ้า\r\n\t\r\n\t\tตัวเครื่องสามารถใช้งานได้นานหลายปี โดยเปลี่ยนเฉพาะหัวแปรง\r\n\t\r\n\t\r\n\r\n\r\nสรุป : แปรงไฟฟ้าอาจดูยั่งยืนกว่าในแง่ของอายุการใช้งาน เพราะคุณไม่ต้องเปลี่ยนทั้งด้ามบ่อย ๆ แต่ต้องพิจารณาขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เกิดขึ้นจากตัวเครื่องเมื่อหมดอายุการใช้งาน\r\n\r\nความสะดวกสบาย\r\n\r\n\r\n\tแปรงสีฟันไม้ไผ่\r\n\r\n\t\r\n\t\tใช้งานเหมือนแปรงธรรมดา ไม่ต้องชาร์จแบตเตอรี่หรือดูแลมาก\r\n\t\r\n\t\r\n\tแปรงสีฟันไฟฟ้า\r\n\t\r\n\t\tใช้งานง่าย เพียงแค่กดปุ่ม\r\n\t\tต้องชาร์จแบตเตอรี่และอาจไม่สะดวกสำหรับการพกพาเดินทาง\r\n\t\r\n\t\r\n\r\n\r\nสรุป แปรงไม้ไผ่สะดวกกว่าในแง่การพกพาและใช้งานพื้นฐาน\r\n\r\nราคา\r\n\r\n\r\n\tแปรงสีฟันไม้ไผ่\r\n\r\n\t\r\n\t\tราคาถูกกว่า (ส่วนใหญ่ราคา 50-200 บาทต่อชิ้น)\r\n\t\tไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น แบตเตอรี่หรือหัวแปรงสำรอง\r\n\t\r\n\t\r\n\tแปรงสีฟันไฟฟ้า\r\n\t\r\n\t\tราคาสูงกว่ามาก (หลักพันบาทสำหรับตัวเครื่อง)\r\n\t\tมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในการซื้อหัวแปรงสำรอง\r\n\t\r\n\t\r\n\r\n\r\nสรุป แปรงไม้ไผ่มีราคาประหยัดกว่า\r\n\r\nกระบวนการผลิต\r\n\r\n\r\n\tแปรงสีฟันไม้ไผ่\r\n\r\n\r\n\r\n\tการผลิตด้ามไม้ไผ่ใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตพลาสติก แต่การผลิตขนไนลอนยังคงมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม\r\n\r\n\r\n\r\n\tแปรงสีฟันไฟฟ้า\r\n\r\n\r\n\r\n\tการผลิตต้องใช้พลังงานและทรัพยากรในการสร้างชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ และพลาสติก\r\n\r\n\r\nสรุป แปรงไม้ไผ่มีผลกระทบในกระบวนการผลิตน้อยกว่าในระยะสั้น\r\n\r\nการกำจัดหลังใช้งาน\r\n\r\n\r\n\tแปรงสีฟันไม้ไผ่\r\n\r\n\r\n\r\n\tด้ามจับสามารถย่อยสลายได้หรือรีไซเคิลในรูปแบบของการทำปุ๋ยหมัก \r\n\tขนแปรง (ไนลอน) ต้องดึงออกและทิ้งเป็นขยะพลาสติก \r\n\r\n\r\n\r\n\tแปรงสีฟันไฟฟ้า\r\n\r\n\r\n\r\n\tต้องแยกชิ้นส่วน เช่น พลาสติก, แบตเตอรี่ และโลหะ ก่อนทิ้ง \r\n\tขยะอิเล็กทรอนิกส์มีขั้นตอนการกำจัดที่ซับซ้อนกว่า \r\n\r\n\r\nสรุป แปรงไม้ไผ่ย่อยสลายได้ง่ายกว่าเมื่อเทียบกับแปรงไฟฟ้า \r\n\r\nการใช้งานเพื่อสุขภาพและประสิทธิภาพ\r\n\r\n\r\n\tแปรงสีฟันไม้ไผ่\r\n\r\n\r\n\r\n\tเหมาะสำหรับผู้ที่ชอบแปรงมือธรรมดา \r\n\tมีประสิทธิภาพเทียบเท่าแปรงธรรมดาทั่วไป \r\n\r\n\r\n\r\n\tแปรงสีฟันไฟฟ้า\r\n\r\n\r\n\r\n\tมีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ว่าแปรงไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการกำจัดคราบพลัคและลดปัญหาเหงือกอักเสบได้ดีกว่า \r\n\r\n\r\nสรุป หากคำนึงถึงสุขภาพช่องปาก แปรงไฟฟ้าอาจมีข้อได้เปรียบในบางกรณี \r\n\r\nความยั่งยืนในภาพรวม\r\n\r\n\r\n\tหากมุ่งเน้นการลดขยะในระยะสั้น: แปรงสีฟันไม้ไผ่ เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เนื่องจากด้ามจับย่อยสลายได้และไม่ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ \r\n\tหากคำนึงถึงอายุการใช้งานที่ยาวนาน: แปรงสีฟันไฟฟ้า อาจยั่งยืนกว่า แต่ต้องพิจารณาขยะอิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาว \r\n\r\n\r\n \r\n\r\nข้อสรุป\r\n\r\n       หากเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อม ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะสั้น ชอบวิธีการแปรงฟันแบบธรรมดาและกำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัสดุธรรมชาติ แปรงสีฟันไม้ไผ่ คือตัวเลือกที่เหมาะสม แต่หากเน้นเรื่องสุขภาพช่องปาก ยอมรับการสร้างขยะอิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาวเพื่อความสะดวกสบายในการทำความสะอาดและมีประสิทธิภาพที่ดีแล้วนั้น แปรงสีฟันไฟฟ้า อาจเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า \r\n\r\nทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานของบุคคล \r\n\r\n \r\n\r\nP.S. FYI – For Your Information\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nBBC\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1732775426.png"],
    [89,5257,"เปิดประวัติ \"เรือหลวงช้าง\"","Mon, 2024-11-18 08:33","http://www.stkc.go.th/node/5257",null,"กองทัพเรือ"," เปิดประวัติ – เรือหลวงช้าง \r\n\r\nบทบาทสำคัญของเรือหลวงช้าง\r\n\r\nเรือหลวงของไทยได้มีบทบาทในการป้องกันประเทศครั้งสำคัญในเหตุการณ์ “การรบยุทธนาวีเกาะช้าง” บริเวณเกาะช้าง จังหวัดตราด ซึ่งการรบเกิดจากกรณีพิพาทที่ไทยเรียกร้องให้ฝรั่งเศสปรับปรุงเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทย-อินโดจีนฝรั่งเศสเสียใหม่ให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักความยุติธรรม โดยในเหตุการณ์ครั้งนั้น เรือหลวงธนบุรีได้เข้าช่วยเหลือเรือหลวงอีก 2 ลำที่ประจำการรบอยู่ และได้ยิงตอบโต้กับเรือรบของฝรั่งเศสและสร้างความเสียหายให้แก่เรือรบของฝรั่งเศสเป็นอย่างมากจนกองเรือรบของฝรั่งเศสส่งสัญญาณถอนตัวจากการรบ\r\n\r\n\r\nประวัติศาสตร์เรือหลวงช้าง\r\n\r\nพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ ลำนี้ว่า “เรือหลวงช้าง” ชื่อภาษาอังกฤษคือ “H.T.M.S. CHANG” ซึ่งตั้งตามชื่อของหมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของกองทัพเรือที่กำหนดเกณฑ์การตั้งชื่อเรือเรือหลวงของไทยให้เรือยกพลขึ้นบกตั้งชื่อตามชื่อเกาะ ซึ่งที่ผ่านมากองทัพเรือได้เคยมีเรือหลวงช้างมาแล้ว 2 ลำ โดยเรือหลวงช้างลำใหม่นี้เป็นเรือหลวงช้างลำที่ 3 ของกองทัพเรือไทย สำหรับเรือหลวงช้างลำแรกเข้าประจำการระหว่าง พ.ศ. 2445-2505 โดยในการรบยุทธนาวีเกาะช้าง จังหวัดตราดได้เป็นเรือที่ช่วยลากเรือหลวงธนบุรีที่ถูกไฟไหม้จากการรบเข้าเกยตื้น ส่วนเรือหลวงช้างลำที่ 2 ถูกสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้ขายให้แก่กองทัพเรือไทยและเปลี่ยนชื่อเป็นเรือหลวงช้างแล้วเข้าประจำการในกองทัพเรือเป็นเวลา 50 ปีจึงถูกปลดระวาง และเมื่อปี 2555 ได้ถูกจมลงที่เกาะช้าง จังหวัดตราด เพื่อทำเป็นแนวปะการังเทียม\r\n\r\nลักษณะของเรือหลวงช้าง\r\n\r\nขนาดของเรือหลวงช้าง 792 มีขนาดความยาว 213 เมตร กว้าง 28 เมตร กินน้ำลึก 6.8 เมตร ระวางขับน้ำสูงสุด 25,000 ตัน ทำความเร็วสูงสุดได้ 25 นอต นั่นหมายถึงว่าใน 1,500 ไมล์ของทะเลไทย เรือหลวงช้างจะสามารถเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยไกลสุดคือ 1,500 ไมล์ โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 วันกว่า หรือเดินทางจากสัตหีบถึงเกาะสมุย (200 ไมล์) ใช้เวลาเดินทางเพียง 8 ชั่วโมง และเรือหลวงช้างสามารถปฏิบัติการในทะเลได้ต่อเนื่องที่ไม่น้อยกว่า 45 วัน หรือที่ระยะทาง 8,000 ไมล์ ที่ความเร็วมัธยัสถ์ 18 นอต และมีความรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ประสบภัย สามารถบรรทุกกำลังพลพร้อมอุปกรณ์ได้ประมาณ 650 คน ปัจจุบันมีกำลังพลประจำเรือ 196 นาย หากต้องปฏิบัติการอพยพประชาชนสามารถใช้พื้นที่ในดาดฟ้าบรรทุกรถ จัดพื้นที่รับผู้ประสบภัยได้เพิ่มเติมอีกกว่า 200 คน ทำให้สามารถให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้เพิ่มขึ้น แต่เรือหลวงช้าง สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ไม่น้อยกว่า 800 คน ซึ่งรองรับจำนวนได้มากกว่าเรือหลวงอ่างทอง\r\n\r\n\r\nนอกจากนั้นแล้ว  เรือหลวงช้าง มีความคงทนทะเลอยู่ที่ Sea State 9 คือ คลื่นสูงมากกว่า 14 เมตร แต่การปฏิบัติภารกิจในสภาวะ Sea State 9 ต้องพิจารณาความปลอดภัย ในการปฏิบัติการซึ่งมีข้อจำกัดของการปฏิบัติการของอากาศยาน และเรือเล็ก ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาของประเทศไทย ได้เกิดพายุขนาดใหญ่ที่มีความรุนแรง จำนวน 4 ครั้ง ได้แก่ พายุแฮเรียต ในปี 2505 (Sea State 8) พายุโซนร้อนกำลังแรงลินดา ในปี 2540 (Sea State 9) พายุโซนร้อนปลาปึก ในปี 2562 (Sea State 8) โดยพายุที่รุนแรงที่สุดได้แก่ พายุไต้ฝุ่นเกย์ ในปี 2532 มี Sea State 9 คลื่นสูงมากกว่า 14 เมตร\r\n\r\n \r\n\r\nขีดความสามารถของเรือหลวงช้าง\r\n\r\n1. ขีดความสามารถในการบรรทุก\r\n\r\nสามารถบรรทุกรถสะเทินน้ำสะเทินบก ได้ 56 คัน หรือ ยานเกราะล้อยาง (MBT) 20 คัน เรือระบายพลขนาดกลาง (LCM) 6 ลำ หรือเรือระบายพลขนาดเล็ก (LCVP) 9 ลำ หรือยานเบาะอากาศ (LCAC) จำนวน 2 ลำ จะเห็นได้ว่า เรือหลวงช้าง สามารถบรรทุกรถยนต์ประเภทต่างๆ รวมทั้ง เรือระบายพล เรือเล็ก ซึ่งจากขีดความสามารถเหล่านี้ ทำให้พิจารณาการลำเลียงยานพาหนะที่เหมาะสมในการให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติได้หลากหลาย รวมทั้งดาดฟ้าเฮลิคอปเตอร์ สามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์ที่กองทัพเรือมีได้ทุกแบบ\r\n\r\n2. ขีดความสามารถทางการแพทย์\r\n\r\nเรือหลวงช้างมีห้องปฏิบัติการแพทย์ จำนวน 11 ห้อง เป็นห้องผู้ป่วย 3 ห้อง ส่วนรักษา 8 ห้อง (ห้อง X-ray ห้องทันตกรรม ห้องศัลยกรรม ห้องตรวจโรค ห้องยา ห้อง LAB ห้องฆ่าเชื้อ และห้องผ่าตัด) ซึ่งสามารถรองรับการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามระดับ 2 บนเรือได้\r\n\r\n \r\n\r\nเรือหลวงช้าง (H.T.M.S. CHANG) หมายเลขเรือ 792 เป็นเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกลำที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพเรือไทยในขณะนี้ เรือหลวงช้างเข้าประจำการตามแนวทางการพัฒนากำลังรบตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือเพื่อรองรับบทบาทและหน้าที่ของกองทัพเรือในด้านการป้องกันประเทศ การรักษาผลประโยชน์และเส้นทางคมนาคมของชาติทางทะเล โดยการปฏิบัติการสะเทินน้ำสะเทินบก สนับสนุนการปฏิบัติการเรือดำน้ำ สนับสนุนการป้องกันและต่อต้านการก่อการร้ายในทะเลและท่าเรือ ตลอดจนช่วยเหลือประชาชนในการบรรเทาสาธารณภัยต่าง ๆ ทั้งในทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาและบริหารจัดการสารสนเทศ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nthairath\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1731893803.png"],
    [90,5256,"การปะทุของภูเขาไฟเวโลโตบิ","Fri, 2024-11-15 10:25","http://www.stkc.go.th/node/5256","วิทยาศาสตร์ด้านพื้นดิน-ธรณีวิทยา","Associated Press"," FYI  Today! จะกล่าวถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาบนเกาะฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย \r\n\r\n     เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาบนเกาะฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซียเกิดเหตุการณ์ภูเขาไฟเลโวโตบิ (Mount Lewotobi) ระเบิดรุนแรง ส่งผลให้เถ้าร้อนและลาวาพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าสูงถึง 2,000 เมตร (ประมาณ 6,500 ฟุต) ซึ่งบางส่วนของเถ้านั้นได้ตกลงมาบนหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณโดยรอบ ทำให้เกิดความเสียหายและมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการระเบิดครั้งนี้\r\n\r\n ข้อมูลทั่วไปของ ภูเขาไฟเลโวโตบิ (Mount Lewotobi) \r\n\r\n     ภูเขาไฟเลโวโทบี ลากิ ลากิ (Lewotobi Laki Laki) เป็นภูเขาไฟหนึ่งในภูเขาไฟ 2 ลูกในเขตฟลอเรสตะวันออกของจังหวัดนูซาเต็งการาตะวันออก ซึ่งคนในท้องถิ่นเรียกกันว่าภูเขาสามีภรรยา \"ลากิ ลากิ\" หมายถึงผู้ชาย ส่วนคู่ของภูเขาไฟลูกนี้คือ เลโวโทบี เปเรมปวน (Lewotobi Perempuan) หรือผู้หญิง ภูเขาไฟลูกนี้เป็นหนึ่งใน 120 ภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่มีประชากร 280 ล้านคน ประเทศอินโดนีเซียมีความเสี่ยงสูงในการเกกิดเหตุแผ่นดินไหว ดินถล่ม และภูเขาไฟระเบิด เนื่องจากตั้งอยู่บน \"วงแหวนแห่งไฟ\" ซึ่งเป็นแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหวรูปเกือกม้าที่ทอดยาวรอบมหาสมุทรแปซิฟิก\r\n\r\n     การระเบิดของภูเขาไฟ เวโลโตบิ (Mount Lewotobi) ซึ่งตั้งอยู่บน เกาะฟลอเรส ในประเทศอินโดนีเซีย เป็นผลมาจากกระบวนการทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อนเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและการสะสมของแมกมาภายในภูเขาไฟ ซึ่งทำให้เกิดแรงดันสูงจนทำให้ภูเขาไฟเกิดการระเบิดขึ้น การระเบิดของภูเขาไฟเวโลโตบิมีสาเหตุหลักจากการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและการสะสมของลาวาและก๊าซภายในภูเขาไฟ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในภูเขาไฟที่มีการเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลก\r\n\r\n\r\n สาเหตุหลักที่ทำให้ภูเขาไฟเวโลโตบิ (Lewotobi) ระเบิด \r\n\r\n\r\n\tการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลก: ภูเขาไฟเวโลโตบิอยู่ในพื้นที่ที่แผ่นเปลือกโลกทั้งหลายเคลื่อนตัวมาชนกัน ซึ่งประกอบด้วยการชนกันของแผ่นเปลือกโลกที่เป็นส่วนหนึ่งของวงแหวนแห่งไฟ (Ring of Fire) ของแปซิฟิกที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกในลักษณะการแยกหรือการชนกัน ส่งผลให้เกิดการสะสมของแรงดันใต้ผิวโลกที่สามารถก่อให้เกิดการปะทุขึ้นได้\r\n\tการสะสมของแมกมาภายในภูเขาไฟ: เมื่อแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวและเกิดการชนกันหรือการขยับตัวในพื้นที่นั้น ๆ แมกมาจะถูกบีบอัดและสะสมอยู่ในห้องแมกมาภายในภูเขาไฟ แรงดันที่สะสมอยู่ในห้องแมกมาจนถึงระดับหนึ่งอาจทำให้เกิดการระเบิดได้ การสะสมนี้มักจะเกี่ยวข้องกับการขึ้นมาของลาวาและก๊าซจากชั้นใต้พิภพ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการปะทุของภูเขาไฟ\r\n\tการเปลี่ยนแปลงของแรงดันในห้องแมกมา: การเปลี่ยนแปลงของความดันหรือการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกอาจทำให้เกิดการเปิดช่องทางหรือรอยแตกในภูเขาไฟ ซึ่งทำให้ก๊าซและลาวาออกมาอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดการระเบิดได้\r\n\tการปะทุก่อนหน้านี้ของภูเขาไฟ: ภูเขาไฟเวโลโตบิเป็นภูเขาไฟที่มีการระเบิดมาแล้วในอดีตและมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง กิจกรรมก่อนหน้านี้ เช่น การสะสมของก๊าซและลาวาในห้องแมกมา อาจทำให้การระเบิดในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ ซึ่งอาจมีการคาดการณ์ล่วงหน้าได้จากการสังเกตพฤติกรรมของภูเขาไฟ เช่น การปล่อยก๊าซหรือการเกิดแผ่นดินไหวที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของแมกมาใต้ดิน\r\n\r\n\r\n ผลกระทบจากการระเบิด \r\n\r\n     เมื่อภูเขาไฟเวโลโตบิระเบิดออกมา เถ้าร้อนและก๊าซจะถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศในปริมาณมาก ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาพอากาศชั่วคราวและส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านและพื้นที่ใกล้เคียง อาทิเช่น การตกเถ้าภูเขาไฟในพื้นที่รอบ ๆ ภูเขาไฟ การทำลายพื้นที่เกษตรกรรม และการทำให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต้องอพยพ การเฝ้าระวังและการศึกษากิจกรรมภูเขาไฟในพื้นที่นี้โดยหน่วยงานทางธรณีวิทยาเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเตรียมการรับมือหากมีการระเบิดขึ้นอีกในอนาคต\r\n\r\n \r\n\r\n    การระเบิดของภูเขาไฟเวโลโตบิเกิดจากกระบวนการทางธรณีวิทยา โดยเฉพาะการสะสมของแมกมาและก๊าซใต้ผิวโลก ซึ่งเมื่อแรงดันเกินกว่าความสามารถของภูเขาไฟที่จะรองรับได้ ก็จะทำให้เกิดการระเบิดและการปล่อยสารที่เกิดจากการปะทุออกมา สาเหตุหลัก ๆ คือการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกและการสะสมของลาวาในห้องแมกมา            \r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nP.S. FYI – For Your Information\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nEarth Observatory\r\n\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1731642697.png"],
    [91,5248,"การกักเก็บคาร์บอน (Carbon Sequestration)","Thu, 2024-11-14 10:44","http://www.stkc.go.th/node/5248","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม","Global Monitoring Laboratory"," FYI  Today! พูดถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหมด ล้วนมีพื้นฐานมาจากธาตุคาร์บอน \r\n\r\n      คาร์บอนเป็นส่วนประกอบหลักทางเคมีของสารอินทรีย์ส่วนใหญ่ ตั้งแต่เชื้อเพลิงฟอสซิลไปจนถึงโมเลกุลที่ซับซ้อน (DNA และ RNA) ซึ่งควบคุมการสืบพันธุ์ทางพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต คาร์บอนเป็นธาตุเคมี เช่นเดียวกับไฮโดรเจนหรือไนโตรเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของโมเลกุลชีวภาพ คาร์บอนมีอยู่บนโลกในรูปแบบต่างๆ ทั้งในสถานะของแข็ง ละลาย และก๊าซ ตัวอย่างเช่น คาร์บอนสามารถพบในกราไฟต์ (Graphite) และเพชร แต่ก็สามารถรวมตัวกับโมเลกุลออกซิเจนเพื่อสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้เช่นกัน\r\n\r\n     คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่สามารถกักเก็บความร้อน ซึ่งเกิดขึ้นทั้งจากกระบวนการทางธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากมนุษย์มาจากการเผาถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน เพื่อผลิตพลังงาน ในขณะที่คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกระบวนการชีวภาพสามารถมาจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ ไฟป่า และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินอื่น ๆ\r\n\r\n     อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาตามน้ำหนัก คาร์บอนไม่ใช่ธาตุที่มีปริมาณมากที่สุดในเปลือกโลก ในความเป็นจริง เปลือกโลกประกอบด้วยคาร์บอนเพียง 0.032% โดยน้ำหนัก เมื่อเปรียบเทียบกับออกซิเจนและซิลิคอนที่ประกอบด้วย 45.2% และ 29.4% ตามลำดับในหินที่อยู่บนพื้นผิวโลก\r\n\r\n     การสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ในบรรยากาศสามารถกักเก็บความร้อนและเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเรียนรู้วิธีการดักจับและเก็บกักคาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในแนวทางที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการใช้เพื่อลดผลกระทบจากการอุ่นตัวของบรรยากาศ แนวทางนี้ได้รับการมองว่าเป็นส่วนสำคัญในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากชุมชนวิทยาศาสตร์\r\n\r\n \r\n\r\n                \r\n\r\n \r\n\r\nTypes of Carbon Sequestration\r\n\r\n      การเก็บกักคาร์บอน (Carbon Sequestration) หมายถึง กระบวนการที่ทำให้คาร์บอนถูกเก็บรักษาและไม่ปล่อยเข้าสู่บรรยากาศเป็นเวลานาน โดยมีหลายวิธีที่สามารถทำได้ ทั้งในธรรมชาติและโดยฝีมือมนุษย์ วิธีหลัก ๆ ในการเก็บกักคาร์บอน ได้แก่:\r\n\r\n      1. การเก็บกักคาร์บอนทางชีวภาพ (Biological Carbon Sequestration) การเก็บกักคาร์บอนในระบบชีวภาพ เช่น พืช สัตว์ และดิน ผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น:\r\n\r\n\r\n\tการดูดซับคาร์บอนในพืช: พืชสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) และเก็บคาร์บอนในรูปของสารอินทรีย์ในใบ ลำต้น ราก หรือผลไม้\r\n\tการเก็บคาร์บอนในดิน: คาร์บอนที่ถูกเก็บไว้ในดินจากการย่อยสลายของพืชและสัตว์ (organic matter) รวมทั้งการหมุนเวียนของสารอินทรีย์ในระบบดิน\r\n\tป่าไม้และการฟื้นฟูป่า: การปลูกต้นไม้หรือฟื้นฟูป่าเพื่อเพิ่มการดูดซับคาร์บอนจากบรรยากาศ<\r\n\tการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน: การทำเกษตรกรรมแบบยั่งยืนหรือการป้องกันการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อให้การเก็บกักคาร์บอนในดินและพืชยังคงมีประสิทธิภาพ\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n      2. การเก็บกักคาร์บอนทางธรณีวิทยา (Geological Carbon Sequestration) การเก็บคาร์บอนในชั้นใต้ดินหรือในโครงสร้างทางธรณีวิทยา เช่น:\r\n\r\n\r\n\tการเก็บกักในชั้นหิน (Geologic storage): คาร์บอนไดออกไซด์ถูกแยกออกจากกระบวนการทางอุตสาหกรรมและถูกบีบอัดแล้วฝังลึกลงไปในชั้นหินใต้ดิน เช่น หินปูนหรือหินทรายที่สามารถเก็บคาร์บอนในช่องว่างใต้ดินได้\r\n\tการเก็บในแหล่งน้ำมันและก๊าซที่หมดอายุ (Enhanced Oil Recovery - EOR): ใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกบีบอัดเพื่อเพิ่มการผลิตน้ำมันจากแหล่งที่ไม่สามารถผลิตได้ด้วยวิธีธรรมชาติ จากนั้นคาร์บอนจะถูกเก็บรักษาในชั้นหินใต้ดิน\r\n\tการเก็บในชั้นหินเก่าหรือแหล่งที่ไม่ใช้แล้ว: การฝังคาร์บอนในพื้นที่ที่ไม่มีการใช้งานหรือไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดการปลดปล่อยคาร์บอนออกมา\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n      3. การเก็บกักคาร์บอนในมหาสมุทร (Ocean Carbon Sequestration) การเก็บคาร์บอนในมหาสมุทรผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น:\r\n\r\n\r\n\tการดูดซับโดยพืชในทะเล (Marine phytoplankton): ฟิโตพลังค์ตอน (plankton) ในทะเลดูดซับคาร์บอนจากบรรยากาศผ่านการสังเคราะห์แสง และสามารถเก็บคาร์บอนในรูปของสารอินทรีย์ได้\r\n\tการเก็บในเปลือกหอย (Calcium Carbonate): สิ่งมีชีวิตในทะเลบางชนิด เช่น หอยหรือปะการัง จะเก็บคาร์บอนในรูปของแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO₃) ซึ่งตกตะกอนและสามารถกักเก็บคาร์บอนในตัวมันได้\r\n\tการเพิ่มการดูดซับคาร์บอนในมหาสมุทร: นักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาเทคนิคที่สามารถเพิ่มการดูดซับคาร์บอนในมหาสมุทร เช่น การเติมธาตุเหล็กเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของฟิโตพลังค์ตอน\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n      4. การเก็บกักคาร์บอนด้วยเทคโนโลยี (Technological Carbon Sequestration) การใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อดักจับและเก็บคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิด เช่น:\r\n\r\n\r\n\tCarbon Capture and Storage (CCS): เทคโนโลยีในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งอุตสาหกรรม (เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน) และเก็บมันไว้ในพื้นที่ใต้ดิน\r\n\tDirect Air Capture (DAC): เทคโนโลยีที่ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศโดยตรงและบีบอัดเพื่อเก็บรักษาหรือใช้ประโยชน์\r\n\tCarbon Utilization: การนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่จับได้มาใช้ประโยชน์ เช่น การผลิตวัสดุที่มีคาร์บอน หรือใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n5. การเก็บกักคาร์บอนทางเคมี (Chemical Carbon Sequestration) การเก็บคาร์บอนผ่านกระบวนการทางเคมี เช่น:\r\n\r\n\r\n\tการจับคาร์บอนในสารประกอบเคมี: การจับคาร์บอนไดออกไซด์ในสารประกอบที่สามารถเก็บคาร์บอนในรูปของเกลือหรือสารเคมีที่มีความเสถียร\r\n\tCarbon Mineralization: กระบวนการที่คาร์บอนไดออกไซด์ทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุต่างๆ ในเปลือกโลกเพื่อเปลี่ยนเป็นแร่ที่มีคาร์บอน เช่น แคลไซต์ ซึ่งสามารถเก็บคาร์บอนในรูปที่คงทนได้\r\n\tการใช้หลายๆ วิธีร่วมกันอาจเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการลดปริมาณคาร์บอนในบรรยากาศ และช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nP.S. FYI – For Your Information\r\n\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nGML.NOAA","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1736319528.png"],
    [92,5243,"4 วิธีแก้ปัญหามลพิษจากดาวเทียม","Wed, 2024-11-06 15:44","http://www.stkc.go.th/node/5243","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","Tereza Pultarova","นักวิทยาศาสตร์กำลังส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับจำนวนดาวเทียมที่เพิ่มขึ้นซึ่งกำลังเผาไหม้ในบรรยากาศชั้นบนของโลก เมื่อถูกเผาไหม้ วัสดุที่ประกอบเป็นดาวเทียมจะปล่อยสารเคมีที่เป็นที่รู้จักว่าทำลายชั้นโอโซนและมีผลกระทบต่อสภาพอากาศของโลก นั่นหมายความว่าเราควรหยุดการส่งยานขึ้นสู่อวกาศหรือไม่ ?\r\n\r\n   คำตอบคือ  ไม่จำเป็น  เพราะวิธีทั้ง 4 วิธีต่อไปนี้ อาจเป็น 4 วิธีที่ช่วยลดปริมาณเถ้าดาวเทียมที่อาจเป็นอันตรายในบรรยากาศได้ \r\n\r\n \r\n\r\n4 วิธีแก้ปัญหามลพิษจากดาวเทียม\r\n\r\n1. ดาวเทียมที่สามารถกู้คืนได้ (Recoverable Satellites)\r\n\r\n          เพราะอุตสาหกรรมอวกาศกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จำนวนดาวเทียมที่โคจรอยู่ในอวกาศเพิ่มขึ้นสิบเท่า และการเติบโตนี้คาดว่าจะยังคงดำเนินต่อไป ภายใน 10 ปีข้างหน้า อาจมีดาวเทียมถึง 100,000 ดวงโคจรรอบโลก ซึ่งมากกว่าปี 2010 ถึง 100 เท่า ดาวเทียมส่วนใหญ่เหล่านี้จะเป็นของเครือข่ายดาวเทียมขนาดใหญ่ (Megaconstellations) ซึ่งเป็นฝูงดาวเทียมจำนวนหลายหมื่นดวง เช่น Starlink ของ SpaceX\r\n\r\n          ผู้ประกอบการเครือข่ายดาวเทียมขนาดใหญ่ (Megaconstellation) ต้องการเปลี่ยนดาวเทียมของพวกเขาทุก ๆ ห้าปี โดยนำดาวเทียมรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นมาแทนที่ เพื่อป้องกันการสะสมของขยะอวกาศ พวกเขาวางแผนที่จะกำจัดดาวเทียมเก่าด้วยการส่งมันเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อให้มันเผาไหม้\r\n\r\n          อย่างไรก็ตาม บริษัทสตาร์ทอัพ Space Forge จากสหราชอาณาจักร ได้เสนอแนวทางที่แตกต่างออกไป โดยแนะนำให้ออกแบบดาวเทียมให้สามารถทนทานต่อการเกิดเพลิงไหม้จนมันสามารถถูกกู้คืนบนพื้นดิน ซ่อมแซม และคืนสู่อวกาศได้อีกครั้ง\r\n\r\n          บริษัทสตาร์ทอัพ Space Forge คือบริษัทสตาร์ทอัพด้านการผลิตในเครือข่ายที่พัฒนาโล่ป้องกันความร้อนแบบพับได้ขนาดใหญ่ที่สามารถทนต่อการบินผ่านชั้นบรรยากาศได้โดยไม่เสียหาย ช่วยปกป้องวัสดุล้ำค่าที่ผลิตในอวกาศบนยานอวกาศในระหว่างการเดินทางกลับยังโลก หากแนวคิดนี้ได้รับความนิยม เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินการในอวกาศไปอย่างสิ้นเชิง\r\n\r\n          แอนดรูว์ เบคอน (Andrew Bacon) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและผู้ร่วมก่อตั้ง Space Forge กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการปกป้องโลกและอวกาศจากการกำจัดยานอวกาศและเศษวัสดุที่มหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตันในสหราชอาณาจักร เมื่อเดือนกันยายน 2024 ว่า \"เราคิดว่าการเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์ในการคืนดาวเทียมให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซ่อมแซม และปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศอีกครั้ง อาจเป็นส่วนหนึ่งของวิธีแก้ไขปัญหา [มลพิษทางอากาศจากดาวเทียม]\"\r\n\r\n“มีเหตุผลทางเศรษฐกิจมากมายที่ต้องทำแบบนั้น เพียงแค่ต้องก้าวข้ามอุปสรรคทางเทคโนโลยีให้ได้” เขากล่าวเสริม\r\n\r\n          จนถึงขณะนี้ มียานอวกาศเพียงไม่กี่ลำเท่านั้นที่ได้รับการออกแบบให้สามารถอยู่รอดได้เมื่อตกลงมาจากท้องฟ้า เช่น ยานอวกาศสำหรับมนุษย์ แคปซูลที่บรรจุตัวอย่างจากดาวเคราะห์น้อยและวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ และยาน Cargo Dragon ของบริษัท SpaceX ยานอวกาศอื่น ๆ อาจพังลงระหว่างที่ตกลงสู่พื้นโลก โดยแตกสลายไปทั้งหมด หรือในบางกรณี อาจทิ้งเศษโลหะที่ไหม้เกรียมไว้ ซึ่งโดยปกติแล้วจะตกลงในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์และทรัพย์สิน\r\n\r\n \r\n\r\n2. การรีไซเคิลขยะอวกาศ (Space debris recycling)\r\n\r\n          แทนที่จะกู้คืนดาวเทียมที่ถูกส่งกลับมายังพื้นโลก นักเทคโนโลยีบางคนคิดว่า มันคงจะดีกว่าถ้ารีไซเคิลดาวเทียมที่หลุดกลับมาจากพื้นผิวโลกมารีไซเคิลและประมวลใหม่ในวงโคจรโดยตรง\r\n\r\n          แพทริก นอยมันน์ (Patrick Neumann) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์และผู้ร่วมก่อตั้ง Neumann Space ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพของออสเตรเลีย ได้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบใหม่ที่สามารถใช้อลูมิเนียมจากดาวเทียมเก่ามาเป็นเชื้อเพลิงได้ ซึ่งกระบวนการนี้มีความซับซ้อนมากกว่าการเก็บขยะอวกาศและป้อนเข้าไปในเครื่องขับเคลื่อนเล็กน้อย เพราะมันต้องการโรงหลอมในวงโคจรที่สามารถประมวลผลขยะที่เก็บรวบรวมมาได้\r\n\r\n          “ระบบนี้สามารถใช้วัสดุที่เป็นของแข็งและสามารถนำสื่อกระแสไฟฟ้าได้เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งรวมถึงโลหะผสมอลูมิเนียม (aluminum alloys) ด้วย” เขาอธิบายว่าระบบขับเคลื่อนนั้นใช้เทคโนโลยีอาร์คแคโทดิก (Cathodic arc) ซึ่งมักใช้กับงานเคลือบฟิล์มบาง\r\n\r\n          “มันทำงานคล้ายกับเครื่องเชื่อมไฟฟ้า อาร์กจะเกิดขึ้นระหว่างแคโทดและแอโนด มันจะระเหยวัสดุออกจากพื้นผิวแคโทด ทำให้เกิดไอออนและเร่งความเร็วให้เคลื่อนที่ พลาสมาที่ได้จากแคโทดจะกลายเป็นไอเสียและผลักยานอวกาศให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า” นอยมันน์กล่าวในการนำเสนอของเขา\r\n\r\n          โครงการวิจัยนวัตกรรมธุรกิจขนาดเล็กได้รับทุนจาก NASA บริษัทต่างๆ รวมถึง Astroscale , Nanoracks และ Cislunar Industries ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกในการกำจัดเศษซากต่างๆ ต้องการเปิดตัวภารกิจสาธิตที่จะพิสูจน์ว่าเครื่องขับเคลื่อนแบบใหม่นี้สามารถทำงานได้ด้วยเชื้อเพลิงที่ผลิตจากขยะดาวเทียมโดยตรงในอวกาศ Neumann Space เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทที่ร่วมมือในโครงการภายใต้โครงการวิจัยนวัตกรรมสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก (Small Business Innovation Research Program) ที่ได้รับทุนจาก NASA บริษัทเหล่านี้รวมถึง Astroscale ที่เป็นผู้นำในการจำกัดขยะอวกาศ พวกเขาต้องการเปิดตัวภารกิจสาธิตที่จะพิสูจน์ว่าเครื่องขับเคลื่อนแบบใหม่สามารถทำงานได้ด้วยเชื้อเพลิงที่ผลิตโดยตรงในอวกาศจากขยะดาวเทียม\r\n\r\n \r\n\r\n3. Engineered Reentries\r\n\r\n          ดาวเทียมที่สามารถกู้คืนได้และการรีไซเคิลขยะอวกาศในวงโคจรเป็นแนวคิดทางเทคโนโลยีใหม่ที่ยังต้องใช้เวลาหลายปีในการนำไปใช้จริงอย่างเป็นรูปธรรม แต่มีวิธีการบางอย่างที่สามารถลดปริมาณเถ้าถ่านดาวเทียมที่อาจเป็นอันตรายในชั้นบรรยากาศของโลกได้เกือบจะทันที มิงกวาน คิม (Minkwan Kim) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านอวกาศศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน (Southampton) กล่าวกับ Space.com\r\n\r\n          นักวิทยาศาสตร์รู้ดีว่าดาวเทียมจะเผาไหม้ที่ความสูงระหว่าง 37 ไมล์ถึง 50 ไมล์ (ประมาณ 60 ถึง 80 กิโลเมตร) สารเคมีที่เกิดขึ้นจากการเผานี้จะอยู่ในบรรยากาศเป็นเวลาหลายสิบปี หรืออาจจะหลายร้อยปี และค่อย ๆ จมลงสู่ความสูงที่ต่ำกว่าและทำให้เกิดความเสียหายไปเรื่อย ๆ แต่ผู้ควบคุมดาวเทียมสามารถบังคับดาวเทียมให้สลายตัวที่ความสูงที่ต่ำกว่า ซึ่งอยู่ในระดับความสูง 10 ถึง 20 ไมล์ (ประมาณ 20 ถึง 30 กิโลเมตร) ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายได้ โดยที่ความสูงดังกล่าว ออกไซด์ของโลหะจะอยู่ในบรรยากาศในเวลาสั้นลง มันจะตกลงสู่พื้นดินได้เร็วขึ้น และผลกระทบที่เกิดจากมันจะไม่รุนแรงนัก ผู้ควบคุมยังสามารถปรับเปลี่ยนมุมที่ดาวเทียมเข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้ ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิที่ยานอวกาศต้องเผชิญขณะพุ่งผ่านอากาศที่หนาขึ้นเปลี่ยนไป\" \r\n\r\n          \"จากผลทางวิทยาศาสตร์ เราพบว่า เมื่อโลหะถูกเผาไหม้ บางส่วนจะกลายเป็นอนุภาคโลหะ และบางส่วนกลายเป็นออกไซด์ของโลหะ เราคิดว่าอนุภาคโลหะไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมเท่าออกไซด์ของโลหะ การปรับอุณหภูมิที่ดาวเทียมเผาไหม้จะทำให้โลหะกลายเป็นอนุภาคมากกว่าออกไซด์\" มิงกวาน คิม กล่าว\r\n\r\n \r\n\r\n4. วัสดุใหม่\r\n\r\n          นักวิทยาศาสตร์ยังคิดกันว่า จะสามารถทดแทนโลหะผสมอลูมิเนียม (Aluminum alloys) ซึ่งเป็นวัสดุที่นิยมใช้ในการผลิตดาวเทียมและจรวดในปัจจุบัน ด้วยวัสดุอื่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าได้หรือไม่\r\n\r\n          อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น มิงกวาน คิม เตือนว่าวัสดุใหม่ ๆ อาจนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ ๆ ที่ปัจจุบันยังไม่เข้าใจ “ปัญหาคือ เมื่อเราแนะนำวัสดุใหม่ วัสดุใหม่ก็อาจก่อให้เกิดสิ่งที่คล้ายกันได้” คิมกล่าว\r\n\r\n \r\n\r\n\r\nเผยแพร่ :  ณาดาร์ หมื่นชล\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\nTiktok : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nSpace\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1731632921.png"],
    [93,5125,"9 โรคร้าย ที่มากับ น้ำท่วม & หลังน้ำท่วม","Mon, 2024-08-26 10:30","http://www.stkc.go.th/node/5125",null,null,"    9 โรคที่ควรระวัง และวิธีป้องกันเบื้องต้น มาฝากค่ะ\r\n\r\n\r\n\r\n 1.โรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อราและแผลพุพองเป็นหนอง\r\nซึ่งเกิดจากการย่ำน้ำหรือแช่น้ำที่มีเชื้อโรคหรืออับชื้นจากเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่ไม่สะอาดเป็นเวลานาน โดยจะมีอาการเท้าเปื่อย เป็นหนอง และเริ่มคันตามซอกนิ้วเท้า ผิวหนังลอกเป็นขุย จากนั้นผิวหนังจะพุพอง นิ้วเท้าหนาและแตก มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนคือผิวหนังอักเสบ \r\n  ป้องกันได้ด้วยการเช็ดเท้าให้แห้ง หากมีบาดแผลควรใช้แอลกอฮอล์เช็ดแล้วทาด้วยยาฆ่าเชื้อ\r\n\r\n  2. โรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ที่เกิดจากเชื้อไวรัส\r\nติดต่อได้ทุกเพศทุกวัย แพร่กระจายในลมหายใจ เสมหะ น้ำลาย อาการมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย ไอจาม อ่อนเพลีย \r\n  ป้องกันได้ด้วยใช้ผ้าปิดปากเวลาไอจาม ดื่มน้ำอุ่นมากๆ มีไข้สูงเกิน 7 วันควรพบแพทย์\r\n\r\n\r\n\r\n  3.โรคปอดบวมเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปอด\r\nเช่น น้ำสกปรกจนทำให้เกิดการอักเสบ อาการไข้สูง ไอมาก หอบหายใจเร็ว เห็นชายโครงบุ๋ม ริมผีปากซีดหรือเขียวคล้ำ กระสับกระส่ายหรือซึม \r\n หากมีอาการควรรีบพบแพทย์ทันที\r\n\r\n  4.โรคตาแดง\r\nติดต่อได้ง่ายในเด็กเล็กแต่เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายรุนแรง ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส แต่หากไม่ได้รับการรักษาอาจมีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้ อาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 1 – 2 วัน จะมีอาการระคายเคือง ปวดตา น้ำตาไหล กลัวแสง มีขี้ตามาก หนังตาบวม เยื่อบุตาขาวอักเสบแดง ทั้งนี้ในหากดูแลถูกวิธีจะหายได้ใน 1 – 2 สัปดาห์ แต่ถ้าไม่ดูแลอาจเกิดอาการแทรกซ้อน เช่น กระจกตาดำอักเสบ \r\n  ป้องกันได้ด้วยล้างดวงตาให้สะอาดเมื่อถูกฝุ่นละออง หมั่นล้างมือบ่อยๆ ไม่ควรขยี้ตา\r\n\r\n  5.โรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร\r\nส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค เช่น อาหารปรุงสุกๆ ดิบๆ อาหารที่มีแมลงวันตอม อาหารค้างคืนหรือเน่าบูด แบ่งออกเป็นหลายโรค ได้แก่ โรคอุจาระร่วง อาการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ อาจมีมูกเลือดและมีการอาเจียนร่วมด้วย อหิวาตกโรค จะถ่ายเป็นน้ำคล้ายน้ำซาวข้าวทีละมากๆ อาการรุนแรง\r\n\r\nอาหารเป็นพิษ มักมีอาการปวดท้องร่วมกับการถ่ายอุจาระเหลว คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการปวดศีรษะและเมื่อยเนื้อตัวร่วมด้วย โรคบิด จะถ่ายอุจจาระมีมูกหรือเลือดปน มีไข้ ปวดท้องและมีปวดเบ่งร่วมด้วย โรคไข้ทัยฟอยด์หรือไข้รากสาดน้อย มีอาการสำคัญคือมีไข้ เบื่ออาหาร ท้องผูก เมื่อยเนื้อตัว ปวดศีรษะ\r\n\r\n  ป้องกันได้โดยล้างมือให้สะอาด เลือกรับประทานอาหาร กำจัดสิ่งปฏิกูล ขยะมูลฝอย เพื่อไม่ให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน แต่หากป่วยจำเป็นต้องดื่มน้ำหรืออาหารเหลวมากๆ รวมทั้งดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) ด้วย\r\n\r\n  6.โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส\r\nเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีหนูเป็นตัวแพร่โรคที่สำคัญ เชื้อออกมากับปัสสาวะสัตว์แล้วปนเปื้อนในน้ำท่วมขัง โดยโรคนี้จะติดต่อทางบาดแผล รอยขีดข่วน หรือไชเข้าตามเยื่อบุตา จมูก ปาก หรือผิวหนังที่แช่น้ำนานๆ อาการหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 4 – 10 วัน จะมีไข้สูงทันที ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง และศีรษะมาก บางรายมีอาการตาแดง เจ็บคอ เบื่ออาหาร ท้องเดินร่วมด้วย จำเป็นต้องรีบพบแพทย์ มิเช่นนั้นอาจถึงขั้นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และเสียชีวิตได้ \r\n อย่างไรก็ตามสามารถป้องกันได้โดยสมรองเท้าบู๊ทยางกันน้ำ ทำความสะอาดที่พักไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของหนู\r\n\r\n  7.โรคไข้เลือดออก\r\nมียุงลายเป็นพาหะพบได้ทุกวัยในทุกพื้นที่ มีอาการไข้สูงตลอดทั้งวัน หน้าแดง เกิดจุดแดงๆ เล็กๆ ตามลำตัว ต่อมาไข้จะลดลง ซึ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอาจเกิดอาการรุนแรง มีความผิดปกติ เช่น ถ่ายดำ ไอปนเลือด เกิดภาวะช็อคและเสียชีวิตได้    ทั้งนี้การรักษาห้ามใช้ยาแอสไพริน และระวังไม่ให้ถูกยุงกัด\r\n\r\n  8.โรคหัด\r\nเป็นโรคไข้ออกผื่นที่พบในเด็ก เกิดจากเชื้อไวรัส มักพบในฤดูฝน หากมีการแทรกซ้อนอาจเสียชีวิตได้ สำหรับการติดต่อผ่านทางการไอจาม เชื้อกระจายอยู่ในละอองเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย อาการหลังจากได้รับเชื้อ 8 – 12 วัน มีไข้ ตาแดง พบจุดขาวๆ เล็กๆ ในกระพุ้งแก้ม \r\n  ป้องกันได้โดยฉีดวัคซีน หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย\r\n\r\n  9.โรคไข้มาลาเรีย\r\nติดต่อโดยยุงก้นปล่องเป็นพาหะนำเชื้อโรค มักพบในพื้นที่ป่าเขามีแหล่งน้ำจืดธรรมชาติ อาการหลังรับเชื้อ 7 – 10 วัน จะปวดศีรษะ โดยทั่วไปคล้ายไข้หวัด แต่หลังจากนั้นจะหนาวสั่นและไข้สูงตลอดเวลา อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต \r\n  ป้องกันโดยหลีกเลี่ยงยุงด้วยการทายาหรือสวมใส่เสื้อผ้าให้มิดชิด\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา : http://www.posttoday.com","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1724643038.png"],
    [94,5103,"\"วันแมวโลก\" 8 สิงหาคม","Thu, 2024-08-08 13:58","http://www.stkc.go.th/node/5103","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ",null," วันที่ 8 สิงหาคม ของทุกปี คือ  \"วันแมวโลก\"\r\nที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและให้ความสำคัญกับเพื่อนขนปุยสี่ขาของเรา ก่อตั้งขึ้นในปี 2002 โดยองค์กร IFAW เพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของแมว และร่วมกันดูแลปกป้องพวกเขา โดยเฉพาะแมวจรจัดที่ถูกทอดทิ้ง\r\n\r\nวันแมวโลก\" หรือ \"วันแมวสากล\" (International Cat Day) ที่ตรงกับวันที่ 8 สิงหาคมของทุกปีนั้น เป็นวันสำคัญที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองและให้ความสำคัญกับเพื่อนสี่ขาขนปุยของเรา แม้ว่าหลายประเทศจะมีการเฉลิมฉลองในรูปแบบและวันเวลาที่แตกต่างกันไป เช่น รัสเซียมี \"วันแมวแห่งชาติ\" ในวันที่ 1 มีนาคม และสหรัฐอเมริกาเฉลิมฉลองทั้ง \"วันแมวสากล\" ในวันที่ 8 สิงหาคม และ \"วันแมวแห่งชาติ\" อีกครั้งในวันที่ 29 ตุลาคม แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือความรักและความผูกพันที่มนุษย์มีต่อแมว ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 500 ล้านตัวทั่วโลก\r\n\r\n\r\n แหล่งที่มา :  https://www.sanook.com/women/252281/","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1723100304.png"],
    [95,5082,"เป็น“เก๊าท์”ห้ามกินไก่...จริงหรือ?","Fri, 2024-07-19 16:32","http://www.stkc.go.th/node/5082","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null," โรคเก๊าท์\r\n\r\nโรคเก๊าท์ คือ โรคข้ออักเสบที่เกิดจากกรดยูริกในเลือดสูง โดยกรดยูริกถูกสร้างมาจากสารพิวรีน ซึ่งปกติร่างกายสร้างขึ้นเองและได้มาจากอาหาร เมื่อผลึกของกรดยูริกตกตะกอนในน้ำไขข้อของกระดูกต่างๆ ซึ่งมักเป็นบริเวณ หัวแม่เท้า ข้อเท้า ทำให้เกิดอาการปวด ทั้งนี้โรคเก๊าท์ จัดเป็นหนึ่งในโรคแทรกซ้อนของโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไต\r\n\r\n อาหารต้านเก๊าท์\r\n\r\nลดการกินเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ อาหารทะเลบางชนิด แต่สามารถกินปลาได้ ทั้งปลาทะเล และปลาน้ำจืด ซึ่งปลา   เป็นแหล่งของโอเมก้า 3 ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกกิน ไก่ ไข่ ซึ่งเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพดีที่ย่อยง่ายได้ในปริมาณที่เหมาะสม \r\n\r\nกินคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและโปรตีนจากพืช ข้าวกล้อง ลูกเดือย ถั่วแดง ถั่วเหลือง หรือธัญพืชชนิดอื่นๆ ซึ่งเป็นอาหารที่มีใยอาหารสูง นอกจากนี้ยังมีโปรตีน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้\r\n\r\nกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ สารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดการอักเสบได้ ซึ่งพบมากในผักและผลไม้\r\n\r\nกินไขมันที่ดีจากถั่วต่างๆ เช่น อัลมอนด์ เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ควรกินถั่ววันละประมาณ 1 กำมือ \r\n\r\nดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำ 2-3 ลิตรต่อวัน เพื่อช่วยการขับกรดยูริกผ่านทางปัสสาวะ\r\n\r\nลดหรืองดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลทรายและน้ำตาลฟรุกโตส  น้ำผึ้ง น้ำอัดลม หรืออาหารอื่นๆ ที่มีส่วนผสมของน้ำเชื่อม ฟรุกโตสเข้มข้น (High fructose corn syrup) ทำให้กรดยูริกในเลือดสูงขึ้นได้\r\n\r\nหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นอกจากทำให้กรดยูริกในเลือดสูงแล้ว ยังทำให้ควบคุมน้ำหนักตัวยากอีกด้วย\r\n\r\nจดบันทึกรายการอาหารที่กินแล้วอาการเก๊าท์กำเริบ อาหารชนิดใดกินแล้วปวดมากขึ้น ให้หลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้น\r\n \r\n\r\n                นอกจากเรื่องอาหารแล้ว การออกกำลังกายเป็นประจำก็ช่วยส่งเสริมการรักษาโรคเก๊าท์ให้ดีขึ้น  ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ลดแรงกดที่ข้อ\r\n\r\nจะเห็นได้ว่า  “ไก่” ไม่ได้เป็นอาหารต้องห้ามของผู้เป็นโรคเก๊าท์ แต่หากผู้ป่วยท่านใดกินไก่แล้วอาการปวดตามข้อเพิ่มมากขึ้น ก็ควรงด และเลือกโปรตีนจากแหล่งอื่นทดแทน เช่น ปลา ไข่ หรือโปรตีนจากพืช.\r\n\r\n\r\n แหล่งที่มา โดย ชฎาพร หนองขุ่นสาร  นักกำหนดอาหารวิชาชีพ (CDT, CDE)   ศูนย์โภชนาการและการกำหนดอาหาร รพ.วิมุต-เทพธารินทร์","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1721381559.png"],
    [96,5067,"เราจะอนุรักษ์ป่าไว้ได้อย่างไร ?","Tue, 2024-07-09 09:20","http://www.stkc.go.th/node/5067","ทรัพยากรน้ำ และที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ",null,"ป่า เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสรรพชีวิตมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พืชพรรณธรรมชาติ สัตว์ป่า รวมถึงมนุษย์เราด้วย ทุกชีวิตต่างก็ต้องพึ่งพิงป่ากันทั้งสิ้น  \r\n\r\nทว่าปัจจุบันพื้นที่ป่าเริ่มลดลงเรื่อย ๆ สาเหตุหลักเกิดจากความต้องการอันไม่มีที่สิ้นสุดของมนุษย์ ทั้งการรุกล้ำพื้นที่ป่าเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า การล่าสัตว์ ตลอดจนการสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อย่างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำ ที่กินพื้นที่ป่าไปตั้งมากมาย  \r\n\r\nหลายครั้งเราเรียกร้องให้ช่วยกันอนุรักษ์ผืนป่าเอาไว้ ทั้งรณรงค์และปลูกฝัง รวมถึงพูดถึงพูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นหากเราไม่มีป่า แต่ก็ไม่สามารถดึงคนมาสู่จุดยืนร่วมกันได้ นั่นอาจเป็นเพราะ เรายังไม่รู้จักคุณค่าของมันและมีปฏิสัมพันธ์กับมันมากพอหรือเปล่า เราเลยยังไม่เข้าใจว่า เราจะอนุรักษ์มันไปทำไม \r\n\r\n เรารู้จักกับการอนุรักษ์ ก็ต่อเมื่อเรารักมันจริงๆ  \r\nการเรียนรู้คุณค่าและความสำคัญของผืนป่าเป็นเพียงประตูด่านแรกที่จะทำให้เราได้รู้จักป่ามากขึ้น แต่นั้นอาจยังไม่เพียงพอสำหรับการที่จะให้คนเริ่มอนุรักษ์กันจริง ๆ  \r\n\r\nสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกที่อยากจะอนุรักษ์ผืนป่าเอาไว้ นอกจากการเรียนรู้คุณค่าในตัวมันแล้ว ตัวเราเองก็ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับป่าด้วยเช่นกัน  \r\n\r\nปัจจุบันผู้คนห่างไกลจากผืนป่าและธรรมชาติเนื่องด้วยความเป็นเมืองที่เพิ่มมากขึ้น เหตุนี้เองทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่าแย่ลง \r\n\r\nดังนั้นสิ่งที่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ดังกล่าวกลับมาดีขึ้นได้ คือ เราต้องเข้าไปมีประสบการณ์กับป่าให้มากขึ้น  \r\n\r\nคำถาม คือ เราจะทำอย่างไรให้คนมีประสบการณ์กับป่าไม้ได้ การส่งเสริมให้ผู้คนออกไปท่องเที่ยวหรือใช้เวลาวันหยุดกับผืนป่ามากขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีที่ดีในการฟื้นฟูความสัมพันธ์นี้ การได้ออกมาเห็น ออกมาสัมผัสมันจริง ๆ จะทำให้ผู้คนได้ใกล้ชิดกับป่าและธรรมชาติ  \r\n\r\nยิ่งเราได้เรียนรู้และใกล้ชิดผืนป่า นั้นยิ่งทำให้เราได้มองเห็นความสำคัญของผืนป่า และมองเห็นการพึ่งพาอาศัยกันอย่างเป็นเครือข่ายของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่อยู่ในป่า รวมถึงตัวมนุษย์เองด้วย   \r\n\r\nปัจจุบันมีการท่องเที่ยวที่สนับสนุนให้ผู้คนออกไปเที่ยวในพื้นที่ธรรมชาติมากขึ้น อย่างการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเรียนรู้และทำความเข้าใจกับธรรมชาติ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ได้ไปเที่ยวออกมานั้นก็จะเกิดความรู้สึกรักและอยากจะปกป้องผืนป่า อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของมนุษย์เอาไว้  \r\n\r\nคงเป็นเรื่องดีถ้าผู้คนเริ่มเกิดความรู้สึกที่ดีต่อผืนป่ามากขึ้น ในอนาคตเราอาจมีโอกาสได้เห็นรูปแบบการอนุรักษ์ผืนป่าอย่างยั่งยืนเพิ่มมากขึ้นก็ได้  \r\n\r\n แหล่งที่มา :  https://www.seub.or.th/bloging/knowledge/2023-107/","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1720491643.png"],
    [97,5051,"3 กรกฎาคม วันปลอดถุงพลาสติกสากล","Wed, 2024-07-03 09:25","http://www.stkc.go.th/node/5051",null,null,"กำหนดขึ้นโดยองค์กร Plastic Bag Free World ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากความร่วมมือขององค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมหลายแห่งทั่วโลก หวังกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงผลกระทบของการใช้ถุงพลาสติกที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมโลก เนื่องจากถุงพลาสติก เป็นภาชนะที่ใช้ได้อย่างสะดวกจึงมีใช้กันอยู่ทุกประเทศในโลก\r\n\r\nแต่พอเป็นขยะ มักไปสร้างมลภาวะแก่สิ่งแวดล้อมแก่ชุมชนทั่วโลก มีข้อมูลจากการสำรวจมาว่า คนส่วนมากใช้ถุงพลาสติกแบบ single-use แต่ละถุงไม่นาน อายุการใช้งานเฉลี่ยเพียง 25 นาทีเท่านั้น ก่อนจะถูกทิ้งกลายเป็นขยะ แต่กลับมีระยะเวลาย่อยสลายยาวนานถึง 450-500 ปี\r\n\r\nปัจจุบันทั่วโลกมีการใช้ถุงพลาสติกถึง 1 ล้านใบต่อนาที เฉพาะแค่ประเทศไทยประเทศเดียวก็ผลิตขยะถุงพลาสติกถึง 45,000 ล้านใบต่อปี\r\n\r\nย้อนไปช่วง 3-4 ปีที่แล้ว คงเห็นแล้วว่าบ้านเราไม่ค่อยตื่นตัว รณรงค์กันใช้ถุงผ้าก็แค่วันที่มีการรณรงค์ จากนั้นก็หายกลับไปสะดวกใช้ถุงพลาสติกเหมือนเดิม เห็นได้จากการใช้พลาสติกอย่างฟุ่มเฟือย จนมาสัก 2 ปีนี้ ทางกระทรวงทรัพยากรและธรรมชาติ (ทส.) ออกมารณรงค์เคลื่อนไหวแบบต่อเนื่อง\r\n\r\nแต่ในปีนี้ ถุงพลาสติกแบบ single-use (รวมถึงผลิตภัณฑ์เครื่องใช้พลาสติก) ถูกพูดถึงอย่างมากในวงกว้าง ซึ่งมีสาเหตุจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้ผู้คนหันไปใช้บริการสั่งอาหารออนไลน์ หรือฟู้ดเดลิเวอรี จนทำให้การใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง เพิ่มขึ้นถึง 15% นั่นพอเข้าใจได้ว่าทุกคนต้องการความปลอดภัย และความสะดวก แม้ว่าหลายๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาพูดและรณรงค์ลด-งดใช้ถุงพลาสติก แต่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือมากนัก ถึงแม้ในกรณีห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อยังคงนโยบายงดแจกถุงก็ตาม แต่สัดส่วนของการใช้ส่วนใหญ่ ตามร้านค้า ตลาดสด ยังไม่ได้รับความร่วมมือ\r\n\r\n ปัญหาที่เกิดจากถุงพลาสติก single-use\r\nส่วนใหญ่ของปัญหาพลาสติกแทบทุกรูปแบบไม่เพียงแต่ถุงพลาสติก single-use มักจะเกิดขึ้นด้วยฝืมือของคน เช่นการทิ้งขยะไม่เป็นที่ การไม่แยกขยะ หรือการใช้พลาสติก single-use ได้ไม่คุ้มค่านั่นเอง จริงๆแล้วพลาสติก single-use มีข้อดีและประโยชน์มากมาย\r\n\r\n จริงๆพลาสติกมีประโยชน์มาก\r\nด้วยคุณสมบัติต่างๆของพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นความคงรูป ความแข็งแรง น้ำหนักเบา หรือคุณสมบัติเฉพาะทางของพลาสติกทำให้พลาสติกมีประโยชน์กับชีวิตประจำวันของพวกเราอย่างมาก และหลายๆสิ่งยังคงจำเป็นต้องใช้พลาสติกอยู่ ดังนั้นการที่จะเลี่ยงไม่ใช้พลาสติกเลยอาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก ดังนั้นทุกๆครั้งที่เราใช้พลาสติก เราควรจะคำนึงถึงประโยชน์จากการใช้พลาสติกให้คุ้มค่าที่สุด\r\n\r\n ทำอย่างไรถึงลดปัญหาถุงพลาสติกลงได้\r\n\r\n- ลดการใช้ถุงพลาสติก single-use\r\n- หากต้องใช้ถุงพลาสติก single-use ก็ควรใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด\r\n- ใช้ถุงพลาสติกซ้ำ (Reuse)\r\n- ทิ้งถุงพลาสติกลงถังรีไซเคิล\r\n\r\nตอนนี้ประเทศยังอยู่ในช่วงแรกๆ ในการรณรงค์ให้ตื่นตัวกับปัญหาถุงพลาสติก single-use ถ้าประเทศไทยสามารถลดขยะถุงพลาสติก single-use ได้ ลองนึกภาพดูจะน่าอยู่มากขึ้นแค่ไหน สิ่งที่จะเห็นชัดทันที คือ ขยะพลาสติกที่ไม่ไปอุดตันท่อระบายน้ำ ที่ทำให้เกิดน้ำท่วมขังรอระบาย ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในเขตกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ทั่วประเทศ จากนั้นขยะทะเลที่จะไม่เกิดขึ้นไปทำร้ายสัตว์ทะเล อย่างเต่าทะเล พะยูน หรือแม้แต่สัตว์ป่า\r\n\r\n แหล่งที่มา : https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9630000068398","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1719973540.png"],
    [98,5035,"26 มิถุนายน วันสุนทรภู่","Tue, 2024-06-25 13:23","http://www.stkc.go.th/node/5035",null,null," วันสุนทรภู่\r\n\r\n\"สุนทรภู่\" กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้นิพนธ์วรรณคดีไทยหลายเรื่องทั้ง พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน สุภาษิตสอนหญิง ซึ่งไทยยกเป็นยอดกวี และกำหนดให้วันที่ 26 มิ.ย.เป็นวันสุนทรภู่\r\nบทกลอนจากเรื่อง \"พระอภัยมณี\" ซึ่งคุ้นหูคนไทยมาอย่างยาวนาน โดยเป็นฝีมือของ \"สุนทรภู่\" กวีเอกของไทย เป็นผู้แต่ง และวันที่ 26 มิ.ย.ของทุกปี ถูกยกให้เป็นวันสุนทรภู่ เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันเกิดของสุนทรภู่\r\n\r\nนอกจากนี้ สุนทรภู่ ที่ได้รับการยกย่องในระดับโลกจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม โดยถือเป็นสามัญชนคนแรกของไทยที่ได้รับเกียรตินี้ในปี พ.ศ.2529 \r\n\r\n\"สุนทรภู่\" มีชื่อเดิมว่า \"ภู่\" เกิดในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อวันจันทร์ เดือน 8 ขึ้น 1 ค่ำ ปีมะเมีย จุลศักราช 1148 เวลาเช้า 2 โมง (ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2329) ณ บริเวณด้านเหนือของ \"พระราชวังหลัง\" หรือก็คือ บริเวณสถานีรถไฟบางกอกน้อยในปัจจุบันนี้ เชื่อว่า หลังจากสุนทรภู่เกิดได้ไม่นาน บิดามารดาก็หย่าร้างกัน\r\nส่วนมารดาได้เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลัง ถวายตัวเป็นนางนมของพระองค์เจ้าหญิงจงกล พระธิดาในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ ดังนั้น \"สุนทรภู่' จึงได้อาศัยอยู่ในพระราชวังหลังกับมารดา \r\nและได้ถวายตัวเป็นข้าในกรมพระราชวังหลัง สุนทรภู่ยังมีน้องสาวต่างบิดาอีก 2 คน ชื่อฉิมและนิ่ม\r\n\r\nสุนทรภู่เมื่อโตขึ้นได้เข้าเรียนในพระราชวังหลัง และที่วัดชีปะขาว (วัดศรีสุดาราม) และเข้ารับราชการเป็นเสมียนนายระวางในกรมพระคลังสวน โดยสุนทรภู่นั้นชื่นชอบการแต่งกลอนอย่างมาก\r\n\r\nเมื่ออายุได้ 20 ปี ได้แต่ง \"นิราศพระบาท\" ระหว่างติดตามพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ในฐานะมหาดเล็ก ตามเสด็จไปในงานพิธีมาฆบูชา ที่ อ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เมื่อปี พ.ศ.2350\r\n\r\nจนกระทั่งได้เข้ารับราชการในกรมพระอาลักษณ์ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ราวปี พ.ศ. 2359 และได้แต่งกลอนบทละครในเรื่อง \"รามเกียรติ์\" ที่ไม่มีผู้ใดแต่งต่อได้ ทำให้รัชกาลที่ 2 โปรดสุนทรภู่อย่างมาก \r\n\r\nระหว่างรับราชการสุนทรภู่ต้องโทษติดคุก แต่จำคุกได้ไม่นานก็โปรดพระราชทานอภัยโทษ\r\n\r\nในช่วงชีวิตรับราชการในสมัยรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่มีชีวิตและผลงานที่โดดเด่นเป็นที่พอพระราชหฤทัย จนกระทั่งสุนทรภู่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น \"พระสุนทรโวหาร\" ซึ่งเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนเสียชีวิตในวัย 69 ปี ตรงกับในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4)\r\n\r\n ผลงานของสุนทรภู่มีเป็นจำนวนมาก ดังนี้\r\n\r\nนิทานจำนวน 5 เรื่อง ได้แก่ โคบุตร, พระอภัยมณี, พระไชยสุริยา, ลักษณวงศ์, สิงหไกรภพ\r\nนิราศ จำนวน 9 เรื่อง นิราศเมืองแกลง, นิราศพระบาท, นิราศภูเขาทอง, นิราศสุพรรณ, นิราศวัดเจ้าฟ้า, นิราศอิเหนา, รำพันพิลาป, นิราศพระประธม, นิราศเมืองเพชร,\r\n\r\nสุภาษิต จำนวน 3 เรื่อง สวัสดิรักษา, เพลงยาวถวายโอวาท, สุภาษิตสอนหญิง, บทละคร 1 เรื่อง\r\n\r\nบทละครและบทเสภา จำนวน 3 เรื่อง บทละครอภัยนุราช, บทเสภาขุนช้างขุนแผน ตอนกำเนิดพลายงาม, บทเสภาพระราชพงศาวดาร\r\n\r\n สถานที่ที่เป็นอนุสรณ์ให้คนไทยในปัจจุบันรำลึกถึงกวีเอกท่านนี้มี ๓ แห่ง ได้แก่\r\n1. อนุสาวรีย์สุนทรภู่ ณ บ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง\r\n2. อนุสาวรีย์สุนทรภู่วัยเยาว์ ณ วัดศรีสุดาราม ริมคลองบางกอกน้อย แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ\r\n3. บ้านกวี : กุฏิสุนทรภู่ ณ วัดเทพธิดาราม กรุงเทพฯ  \r\n\r\n\r\n\r\n แหล่งที่มา : https://www.thaipbs.or.th/news/content/328761","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1719296596.png"],
    [99,5034,"26 มิถุนายน วันต่อต้านยาเสพติดโลก ","Tue, 2024-06-25 13:08","http://www.stkc.go.th/node/5034",null,null," วันต่อต้านยาเสพติดโลก  ตรงกับวันที่ 26 มิถุนายน\r\n\r\nด้วยสภาพปัญหายาเสพติดที่ส่งผลให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนทั้งทางตรง และทางอ้อมเป็นจ านวนมาก ท าให้นานาประเทศพยายามร่วมมือกัน เพื่อหาทางหยุดยั้งปัญหายาเสพติด จนกระทั่งที่ประชุมระหว่าง ประเทศว่าด้วยการใช้ยาในทางที่ผิด และการลักลอบใช้ยาเสพติด (International Conference on Drug Abuse and licit Trafficking ICDAIT) ได้มีมติให้เสนอสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly) ขอให้กำหนดวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี เป็น \"วันต่อต้านยาเสพติดโลก\" นั่นเอง เพื่อให้ประชาชนทั่วโลกได้ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหายาเสพติด \r\n\r\nโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงโทษของยาเสพติด และการแก้ปัญหา ดังนี้\r\n 1. เพื่อให้ประชาชน ชุมชน เยาวชน และหน่วยงานภาคี รับรู้และเห็นถึงความสำคัญของวันต่อต้านยาเสพติด ในการที่จะร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติด\r\n\r\n 2. เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังความสามัคคีของคนในชาติ ที่ร่วมเป็น “พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด”\r\n\r\n 3. เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายในทุกภาคส่วนของสังคมเกิดความตระหนักถึงภัยจากยาเสพติดและเข้าร่วมในการ แก้ไขปัญหายาเสพติดอย่าง \r\n                 จริงจังและต่อเนื่อง เพื่อการเอาชนะยาเสพติดให้ได้ผลอย่างยั่งยืน\r\n\r\n 4. เพื่อให้วันที่ 26 มิถุนายน เป็นวันที่แสดงถึงสัญลักษณ์ของการผนึกกำลังของคนในชาติ เพื่อร่วมแก้ไข ปัญหายาเสพติดให้หมด\r\n\r\n\r\n คําขวัญวันต่อต้านยาเสพติด 2567  คือ \"รวมพลังไทย สร้างครอบครัว ชุมชนอุ่นใจ พ้นภัยยาเสพติด เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชา\"\r\n\r\n แหล่งที่มา :  https://www.oncb.go.th/Home/Pages/activity.aspx","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1719295739.png"],
    [100,5030,"23 มิถุนายน วันสีชมพู ","Fri, 2024-06-21 15:52","http://www.stkc.go.th/node/5030","สังคมศาสตร์",null,"23 มิถุนายน ของทุกปี ได้รับการยกย่องให้เป็น วันสีชมพู หรือ Pink Day กำหนดขึ้นเพื่อเป็นวาระพิเศษที่ให้ทุกคนได้แต่งแต้มสีชมพู โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นเพศหญิง หรือว่าเพศชาย\r\n\r\nสีชมพูเป็นสีที่มีเอกลักษณ์ และเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายคน นอกจากนี้ สีชมพูยังมีประโยชน์ในหลากหลายมิติ ทั้งในเชิงจิตวิทยา และการบำบัดโรคอีกด้วย\r\n\r\n“สีชมพู” เป็นสัญลักษณ์ของอะไรบ้าง ?\r\n\r\nสีชมพูเป็นสีแดงอ่อน โดยส่วนใหญ่ผู้คนมักนึกถึงสีชมพูกับเรื่องความรักและความโรแมนติก รวมทั้งเป็นสีของเพศหญิง สืบเนื่องของเล่นในวัยเด็กของเด็กผู้หญิงมักเป็นสีชมพู ในขณะที่ของเล่นในเด็กผู้ชายส่วนใหญ่มักเป็นสีแดง เหลือง เขียว หรือน้ำเงิน เป็นเหตุให้สีชมพู ถูกเชื่อมโยงเข้ากับความนุ่มนวลของเพศหญิง แต่นอกเหนือจากนั้น สีชมพูยังถูกเปรียบเทียบกับสิ่งต่าง ๆ ได้อีก เช่น\r\n\r\n\r\n\tการรักษา\r\n\tความไร้เดียงสา\r\n\tความสงบ\r\n\tความขี้เล่น\r\n\tความหวาน\r\n\tความอบอุ่น\r\n\r\n\r\nสีชมพู” ในทางจิตวิทยา\r\n\r\nคุณสมบัติของสีชมพู เป็นสีที่มีลักษณะปลอบประโลม ช่วยให้จิตใจและความรู้สึกต่าง ๆ สงบลง ขณะเดียวกัน ยังให้ความรู้สึกของการมีน้ำใจ อบอุ่น หากมีสีชมพูอยู่รายรอบ ยังช่วยทำให้รู้สึกถึงการปกป้อง จึงมักนำสีชมพูมาบำบัดหรือบรรเทา ในคนที่มีความรู้สึกโดดเดี่ยว มีอารมณ์ท้อแท้ หรือกำลังเปราะบาง รวมถึงไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์ ให้สามารถกลับมามีภาวะทางอารมณ์ที่ปกติขึ้น\r\n\r\nเคยมีการนำสีชมพูไปใช้ในเชิงจิตวิทยากับผู้คนในสถานการณ์อันแตกต่างกัน เช่น นำสีชมพูไปใช้ในเรือนจำ โดยพบว่า สีชมพูช่วยทำให้ผู้ต้องขังสงบลง จากที่มีอาการกระวนกระวายใจ แต่เมื่อคุ้นชินกับสีชมพูมากขึ้น กลับมีภาวะที่สงบลง\r\n\r\nในอีกมุมหนึ่ง เคยมีการนำสีชมพูไปทาไว้ในห้องล็อกเกอร์คู่แข่งทีมกีฬา เพื่อต้องการให้ผู้เล่นทีมเยือนมีความนิ่งเฉยและกระตือรือร้นน้อยลง เรื่องนี้คิดค้นโดยโค้ชที่ชื่อ เฮย์เดน ฟราย จากรัฐไอโอวา ซึ่งศึกษาทางด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยเบย์เลอร์ เขาเชื่อว่า ห้องสีชมพูล้วน จะรบกวนจิตใจของทีมตรงข้ามได้ไม่มากก็น้อย\r\n\r\nกรณีผูที่นิยมตกแต่ห้องนอนป็นสีชมพู สะท้อนถึงความโรแมนติกและความอ่อนโยน เนื่องจากสีชมพูเป็นสีที่บ่งบอกถึงความอ่อนโยน การเลือกใช้สีชมพูในห้องนอน สะท้อนความเป็นผู้ที่ชอบแสดงความรู้สึกและให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ ในศาสตร์ฮวงจุ้ย สีชมพูยังสะท้อนถึงสีที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่เย็นชาและห่างเหิน รวมถึงช่วยให้จิตใจอ่อนโยนและมีเสน่ห์\r\n\r\nสีชมพู” บำบัดโรค\r\n\r\nเพราะสีชมพูมีผลเชิงจิตวิทยา โดยเฉพาะช่วยทำให้รู้สึกสงบ จึงมีส่วนช่วยในการคลายความเครียด ความวิตกกังวล ในมุมนักจิตวิทยา จึงใช้สีชมพูช่วยให้ผู้ป่วย หรือคนไข้ ลดอาการความวิตกกังวลลงได้\r\n\r\nอีกหนึ่งวิธีบำบัดความเครียด คือการใช้เกลือสีชมพู (เกลือหิมาลัย) ซึ่งเป็นเกลือบริสุทธิ์ อุดมไปด้วยแร่ธาตุมากมาย เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก โดยนำมาใช้ในการบำบัดโรคระบบทางเดินหายใจ และการผ่อนคลายความเครียด ด้วยคุณสมบัติในการช่วยขจัดโลหะหนักในร่างกาย และปรับสมดุล\r\n\r\nDid you know ?\r\nในทางการแพทย์ ยังใช้ “สี” เพื่อจำแนกการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย\r\n\r\n\r\n\tสีแดง คือ ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ต้องได้รับการตรวจรักษาทันทีเพื่อช่วยชีวิต\r\n\tสีชมพู คือ ผู้ป่วยฉุกเฉินหนัก ตรวจหลังสีแดงหรือภายใน 10 นาที\r\n\tสีเหลือง คือ ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน ตรวจหลังสีชมพูหรือภายใน 30 นาที\r\n\tสีเขียว คือ ผู้ป่วยไม่รุนแรง ตรวจหลังสีเหลืองหรือภายใน 60 นาที\r\n\tสีขาว คือ ผู้ป่วยทั่วไป เข้ารับการตรวจ OPD ในเวลาราชการ\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1718959941.png"],
    [101,5029,"21 มิถุนายน วันครีษมายัน","Thu, 2024-06-20 16:09","http://www.stkc.go.th/node/5029",null,null,"                  วันที่  21 มิถุนายน 67  เป็น  “วันครีษมายัน”  อ่านว่า (ครีด-สะ-มา-ยัน) หรือ Summer Solstice \r\n                  เป็นวันที่ดวงอาทิตย์โคจรไปถึงจุดหยุด หรือจุดสุดทางเหนือ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ของทุกปี ในแต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา ตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นมา ดวงอาทิตย์ได้เคลื่อนที่ไปทางเหนือเรื่อย ๆ และจะหยุดที่จุดเหนือสุดในวันที่ 21 มิถุนายนที่จะถึงนี้ ส่งผลให้ในวันดังกล่าว ดวงอาทิตย์จะขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกโดยเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกโดยเฉียงไปทางเหนือมากที่สุดเช่นกัน จึงมีเวลากลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี  หรือเป็นวันที่มืดช้าที่สุดนั่นเอง\r\n\r\n                นอกจากนี้ ยังนับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือเข้าสู่ฤดูร้อน และประเทศทางซีกโลกใต้ เข้าสู่ฤดูหนาว สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 05.51 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18.47 น. รวมเวลาที่ดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าประมาณ 12 ชั่วโมง 56 นาที (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร)\r\n\r\n แหล่งที่มา : https://www.thaipbs.or.th/now/content/1305\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1718874576.png"],
    [102,5017,"20 มิถุนายน วันผู้ลี้ภัยโลก  ","Wed, 2024-06-19 11:07","http://www.stkc.go.th/node/5017",null,null," \"วันผู้ลี้ภัยโลก\"  ตรงกับวันที่  20 มิถุนายน ของทุกปี ถูกกำหนดขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ เพื่อระลึกถึงความเข้มแข็งและความกล้าหาญของผู้คนที่ถูกบังคับให้หนีออกจากประเทศบ้านเกิดจากความขัดแย้งและการประหัตประหาร\r\n      เป็นโอกาสให้ระลึกถึงความเข้มแข็งในการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งของผู้ลี้ภัย แม้ต้องสูญเสียทุกอย่าง รวมถึงยังเป็นโอกาสในการสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับสถานการณ์ของพวกเขาและการมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้คนจากทั่วโลกด้วยความเมตตา\r\n \r\n\r\n  ใครคือ \"ผู้ลี้ภัย\"\r\nคนที่หนีออกจากบ้านและประเทศของตนเนื่องจาก \"ความกลัวถูกประหัตประหารเนื่องจากเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ การเป็นสมาชิกในกลุ่มสังคมใดกลุ่มหนึ่ง หรือความคิดเห็นทางการเมือง\" ตามข้อมูลขององค์การสหประชาชาติ อนุสัญญาผู้ลี้ภัย พ.ศ.2494 มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่ต้องเดินทางออกจากที่อยู่อาศัย เพื่อหลบหนีผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติหรือจากฝีมือมนุษย์\r\n\r\n 5 เหตุผล ผู้ลี้ภัย ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด\r\n\r\n 1 ผู้ลี้ภัยคือคนธรรมดา พวกเขาเคยมีหลายๆ อย่างเหมือนที่ \"คนทั่วไป\" มี เพียงแต่สถานการณ์ต่างๆ บีบบังคับให้พวกเขาต้องทิ้งชีวิตและต้องหนีออกจากประเทศเพื่อความอยู่รอดของชีวิตตนเองและครอบครัว \r\n\r\n 2. ผู้ลี้ภัยคือหนึ่งในทรัพยกรมนุษย์ที่มีศักยภาพ เช่น ผู้ลี้ภัยจากประเทศซีเรีย มีทั้ง หมอ ทนายความ วิศวกร ครูและอีกหลายอาชีพที่เป็นประโยชน์ ผู้ลี้ภัยเหล่านี้มีความมุ่งมั่นและมีความอดทนเป็นอย่างมากในการทำงาน เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง\r\n\r\n 3. ผู้ลี้ภัยไม่ได้มาแย่งงานแต่ผลักดันการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จากการศึกษาของนักเศรษฐศาสตร์เรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานระบุว่า การที่มีผู้ลี้ภัยมากขึ้นในตลาดแรงงาน ไม่ได้ส่งผลเสียร้ายแรงต่อคนในประเทศนั้นๆ เพราะว่าคนในประเทศนั้นกับผู้ลี้ภัย มีความสามารถและทักษะที่เหมาะสมกับงานที่แตกต่างกัน \r\n\r\n 4. การรับผู้ลี้ภัยไม่กระทบต่อการใช้เงินภาษีของคนในประเทศ การช่วยเหลือผู้ลี้ภัยไม่ได้พึ่งพาภาษีคนของในประเทศมากมาย เพราะมีองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNHCR หรือ Red Cross ที่ให้เงินสนับสนุนประเทศที่ให้การช่วยเหลือผู้ลี้ภัย\r\n\r\n 5. ผู้ลี้ภัยช่วยสร้างสังคมที่เห็น \"ความเป็นมนุษย์\" ของกันและกัน  วิกฤตผู้ลี้ภัยทั่วโลกในขณะนี้อาจทำให้พวกเราหันกลับมามอง \"ความเป็นมนุษย์\" ของเพื่อนร่วมโลกมากยิ่งขึ้น แทนที่จะนำความแตกต่างภายนอกมาแบ่งแยกและลดทอนความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน \r\n\r\n ผู้ลี้ภัยยังแบ่งสถานะออกเป็น 4 สถานะ ได้แก่\r\n\r\n ผู้ขอลี้ภัย พวกเขาเป็นผู้ลี้ภัยและได้หนีออกจากบ้าน แต่การอ้างสิทธิในสถานะผู้ลี้ภัย ยังไม่ได้รับการประเมินที่แน่ชัดในประเทศที่พวกเขาเดินทางเข้าไปอาศัย\r\n\r\n ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ  คือบุคคลที่ไม่ได้ข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ แต่ได้ย้ายไปยังภูมิภาคอื่นที่ไม่ใช่ภูมิภาคบ้านเกิดตนเอง\r\n\r\n บุคคลไร้สัญชาติ บุคคลที่ไม่มีสัญชาติเป็นที่ยอมรับ และไม่ได้เป็นสมาชิกของประเทศใด สถานการณ์การไร้สัญชาติมักเกิดจากการเลือกปฏิบัติกับคนบางกลุ่ม เพราะไม่มีเอกสารระบุตัวตน, ใบรับรองการเป็นพลเมือง ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ รวมถึงการดูแลสุขภาพ การศึกษา หรือการจ้างงานได้\r\n\r\n ผู้กลับมา คืออดีตผู้ลี้ภัยที่กลับไปยังประเทศหรือภูมิภาคต้นทางของตนเอง หลังจากถูกเนรเทศเป็นเวลานาน ผู้เดินทางกลับ ต้องการการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องและความช่วยเหลือ ในการกลับคืนสู่สังคมเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาสามารถสร้างชีวิตใหม่ในสถานที่เดิมได้\r\n\r\n แหล่งที่มา : https://www.thaipbs.or.th/news/content/328869\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1718784366.png"],
    [103,5008,"14 มิถุนายน “วันผู้บริจาคโลหิตโลก”","Thu, 2024-06-13 10:04","http://www.stkc.go.th/node/5008",null,null,"วันผู้บริจาคโลหิตโลก (World Blood Donor Day) ตรงกับวันที่ 14 มิถุนายนของทุกปี เป็นวันคล้ายวันเกิดของ ดร.คาร์ล ลันด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner) แพทย์ชาวออสเตรีย-อเมริกัน ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1868-1943 ในจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีดร.คาร์ล ลันด์สไตเนอร์ เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในการจำแนกหมู่โลหิต A, B และ O ซึ่งถือว่าเป็นการค้นพบที่มีความสำคัญยิ่งต่องานบริการโลหิตทั่วโลก จนได้รับรางวัลโนเบล สาขาสรีรวิทยา หรือแพทยศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1930 อีกทั้งยังพบว่าการถ่ายเลือดให้กับผู้ที่มีหมู่เลือดเดียวกันไม่ทำให้เซลล์เม็ดเลือดถูกทำลาย การค้นพบเหล่านี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการต่อยอดในวงการแพทย์มาจนถึงทุกวันนี้ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ได้อีกเป็นจำนวนมาก\r\n\r\nดังนั้นเพื่อให้ชาวโลกตระหนักและเห็นความสำคัญของการบริจาคโลหิต พร้อมกับเพื่อแสดงความขอบคุณต่อผู้บริจาคโลหิต องค์การอนามัยโลก (WHO), สหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ(IFRC),  สหพันธ์ผู้บริจาคโลหิตระหว่างประเทศ (FIODS) และสมาคมบริการโลหิตระหว่างประเทศ (ISBT) จึงได้ขอความร่วมมือให้สภากาชาดทั่วโลก จัดกิจกรรมเพื่อเป็นการขอบคุณผู้บริจาคโลหิตทั่วโลก และส่งเสริมงานบริการโลหิตให้เป็นที่แพร่หลายในวันผู้บริจาคโลหิตโลก 14 มิถุนายนของทุกปี โดยเริ่มครั้งแรกเมื่อปี  2547 (ค.ศ. 2004)  และจัดกิจกรรมเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 14 แล้ว\r\nโดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์บริการข้อมูลสุขภาพ หรือโทร.1719\r\n\r\n แหล่งที่มา : https://bangkokpattayahospital.com/th/health-articles-th/world-blood-donor-day-th-2/","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1718248040.png"],
    [104,5007,"13 มิถุนายน วันจักรเย็บผ้า","Wed, 2024-06-12 10:26","http://www.stkc.go.th/node/5007","วิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล",null,"            ทุกวันที่ 13 มิถุนายนเป็น วันจักรเย็บผ้า (Sewing Machine Day) ก่อตั้งขึ้นเพื่อระลึกถึงเครื่องจักรที่เป็นนวัตกรรมสร้างสรรค์เครื่องแต่งกาย เครื่องนุ่งห่ม\r\n\r\nจักรเย็บผ้า ถูกคิดค้นและประดิษฐ์ขึ้นโดย โทมัส เวนท์ ชายชาวอังกฤษที่มีจุดประสงค์ต้องการใช้เครื่องจักรเพื่อเย็บหนัง จากนั้นในปี ค.ศ.1831บาร์เซเลนี ทิมโมนิแอร์ ช่างตัดเสื้อชาวฝรั่งเศส ได้คิดสร้างจักรเย็บผ้าซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายคลึงกับจักรเย็บผ้าในปัจจุบัน แต่ก็ต้องปิดโรงงานไปอย่างน่าเสียดาย เนื่องจากคนงานรับจ้างกลัวจะตกงาน  จึงได้บุกทำลายโรงงานและเครื่องจักรเย็บผ้าดังกล่าวจนเสียหายและทำให้ทิมโมนิแอร์ได้เสียชีวิตในโรงงานด้วยเช่นกัน\r\n\r\n          หลังจากนั้น วอลเตอร์ ฮันท์ได้คิดค้นและสร้างจักรเย็บผ้า ซึ่งมีเข็มโค้งและมีตาเข็มที่ปลายเข็มเป็นตัวนำด้ายบนลงไปคล้องด้ายล่างผ่านกระสวย ซึ่งมีด้ายอีกเส้นหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่ฮันท์ไม่ได้ขอจดทะเบียนไว้\r\nต่อมาวันที่ 10 กันยายน ค.ศ. 1846 อีไลอัส โฮวี (Elias Howe) ได้รับสิทธิบัตรในจักรเย็บผ้าเครื่องแรกที่มีใช้กันคือ “Lockstich sewing machine” โดยมีการเปิดเผยว่า แม้เครื่องนี้จะทำได้แค่เย็บตรงแบบปกติ แต่ร้านรับตัดเสื้อและช่างเย็บผ้าจำนวนมากก็ตกใจและมองว่าเครื่องเย็บผ้าเป็นภัยคุกคามอย่างแรงต่ออาชีพการงานของพวกเขา\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ด้วยความหวาดกลัวของเหล่าช่างเย็บผ้า ทำให้ อีไลอัส โฮวี ผู้คิดค้นเครื่องเย็บผ้า ไม่สามารถทำตลาดเครื่องเย็บผ้าได้ในอเมริกา จึงได้เดินทางไปอังกฤษ และขายสิทธิบัตรให้กับบริษัทผู้ผลิตเมืองผู้ดีในปี 1847      จากนั้นเมื่อกลับมายังสหรัฐอเมริกา อีไลอัส โฮวี พบว่ามีบริษัทผู้ผลิตรายอื่นฝ่าฝืนสิทธิบัตรของเขามากมาย โดยเฉพาะของ ไอแซค ซิงเกอร์ (Issac Singer) ซึ่งต่อมาไอแซค ซิงเกอร์ ได้จดทะเบียนจักรเย็บผ้าในแบบของตน   ทั้งนี้ การจดสิทธิบัตรของ ไอแซค ซิงเกอร์ ทำให้เกิดปัญหาว่าใครจะเป็นผู้ขอจดทะเบียนลิขสิทธิ์ก่อน โดยหลังจากต่อสู้ชั้นศาลมายาวนาน ในที่สุด อีไลอัส โฮวี เป็นฝ่ายชนะ \r\n\r\n แหล่งที่มา https://www.tnnthailand.com/news/social/116453/","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1718163758.png"],
    [105,5005,"12 มิถุนายน \"วันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก\"","Tue, 2024-06-11 14:07","http://www.stkc.go.th/node/5005",null,null," 12 มิถุนายนของทุกปี องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (The International Labour Organization หรือ ILO) กำหนดให้วันที่ 12 มิถุนายน ของทุกปี  เป็นวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กสากล ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 หรือปี พ.ศ. 2542 เพื่อให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนขึ้นของแรงงานเด็ก และช่วยกันยุติการกระทำเหล่านี้ โดยความร่วมมือกันของหน่วยงานรัฐบาล ลูกจ้าง องค์กรผู้ใช้แรงงาน และกลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เป็นล้านคนจากทั่วทุกมุมโลกที่จะร่วมหารือถึงการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้และทำให้แรงงานเด็กลดจำนวนลง\r\n\r\n     จากที่ได้ร่วมประชุมข้อตกลงร่วมกันระหว่างนานาประเทศ เพื่อให้ประเทศสมาชิกดำเนินการป้องกันและขจัดการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายให้หมดไปอย่างเร่งด่วน จนถึงขณะนี้มีประเทศสมาชิกร่วมลงนามแล้วจำนวน 178 ประเทศ สำหรับประเทศไทยได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 และในทุกๆ ปีจะมีการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อรณรงค์ต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก เช่น การเสวนา การแสดงคอนเสิร์ต การเดินพาเหรด การแข่งขัน และการแสดงของนักเรียน\r\n\r\nประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 182 นี้เมื่อปี พ.ศ. 2544 และเมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยได้ดำเนินการจัดทำ “นโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย พ.ศ. 2552 – พ.ศ.2557” แผนงานระดับชาตินี้ครอบคลุมกลยุทธ์ในการป้องกัน คุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กทุกคนในประเทศไทย ที่มีความเสี่ยงในการตกเข้าไปในรูปแบบที่เลวร้ายของการใช้แรงงานเด็ก\r\n\r\n     ทั้งนี้ ในส่วนของภาคแรงงานไทยถือเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการปัญหาแรงงานเด็ก โดยกระทรวงแรงงานของสหรัฐอเมริกาประเมินความพยายามและผลการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวของ 132 ประเทศทั่วโลก ได้จัดให้ประเทศไทยอยู่ในระดับความสำเร็จมาก (Significant Advancement) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุด 2 ปีต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2559-2560\r\n\r\n แหล่งที่มา : สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1718089786.png"],
    [106,5002,"8 มิถุนายน วันทะเลโลก","Thu, 2024-06-06 15:36","http://www.stkc.go.th/node/5002","ทรัพยากรน้ำ และที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ",null," วันที่ 8 มิถุนายน ของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันทะเลโลก (World Ocean Day) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของกลุ่มประชาคมโลก (The Earth Summit) เมื่อปี พ.ศ. 2535 ที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร ในประเทศบราซิล ซึ่งเป็นเวลายาวนานกว่า 20 ปี ที่คณะทำงานกลุ่มนี้ได้รวมตัวกันเพื่อเผยแพร่และรณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกตระหนักถึงความสำคัญของทะเล โดยผ่านเครือข่ายต่างๆ ที่อยู่ในหลายประเทศทั่วโลก พร้อมทั้งมีการจัดกิจกรรมร่วมกับองค์กรต่างๆ เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สวนสัตว์ และองค์กรอนุรักษ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง\r\n\r\nปัจจุบันทะเลในหลายแห่งถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ จึงทำให้ทรัพยากรใต้น้ำเริ่มถูกทำลายและเกิดการสูญพันธ์ขึ้น ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าผลกระทบที่เกิดจากการท่องเที่ยวในแนวปะการัง คือ การหักพังของปะการังจากการที่นักท่องเที่ยวเดินหรือขึ้นไปเหยียบบนปะการัง รวมทั้งการทิ้งสมอเรือที่นำนักท่องเที่ยวเข้าไปชมแนวปะการัง และหลังจากพบว่า ขยะในทะเลส่งผลกระทบมหาศาลต่อระบบนิเวศทางทะเล อีกทั้งยังสร้างความเสียหายให้กับเครื่องมือและเรือประมงตลอดจนส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตหายาก ดังนั้นจึงมีการกำหนดให้วันที่ 8 มิถุนายน ของทุกปีเป็นวันทะเลโลก (World Ocean Day) เพื่อให้ประชาชนทั่วโลกช่วยกันปกป้องและรักษาทะเล เพื่อสิ่งมีชีวิตในรุ่นหลังโดยทุกคนต้องตระหนักถึงปัญหาขยะและการทำลายแนวปะการังอย่างจิงจัง และควรหยุดพฤติกรรมดังกล่าว พร้อมทั้งเป็นการเตือนสติว่าขณะนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาผลกระทบทางทะเลอย่างหนัก เช่น ผลกระทบจากสภาวะอากาศแปรปรวน การใช้และทำลายทัพยากรทางทะเลจนหมดไป ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในทะเล และปัญหาพื้นดินถูกแทนที่โดยทะเลซึ่งกำลังจะเป็นปัญหาที่สำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ\r\n\r\n วิธีการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล\r\nไม่ควรทิ้งเศษขยะ เศษอาหาร ถุงพลาสติก บริเวณชายหาดและในทะเล\r\nไม่ควรจับสัตว์ทะเล หรือเก็บเปลือกหอยกลับบ้าน เมื่อท่านทำกิจกรรมดำน้ำเพื่อชมปะการังไม่ควรจับต้องสัตว์ทะเล พืชทะเล รวมถึงหักหรือเหยียบบนแนวปะการัง\r\nไม่ปล่อยน้ำเสีย น้ำที่ปนเปื้อนสารพิษหรือน้ำที่เป็นคราบน้ำมันทางทะเล\r\nตรวจสอบรอยรั่วของถังน้ำมัน ก่อนออกเดินเรือหากมีรอยรั่วของถังน้ำมันต้องทำการซ่อมแซมก่อน เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคราบน้ำมันบนพื้นผิวทะเล\r\n\r\n แหล่งที่มา https://ienergyguru.com/2016/06/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81-world-ocean-day/ \r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1717664309.png"],
    [107,4999,"วันวิ่งโลก 5 มิถุนายน","Tue, 2024-06-04 11:13","http://www.stkc.go.th/node/4999","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null," วันวิ่งโลก 5 มิถุนายน\r\n วันพุธแรกของเดือนมิถุนายนของทุกปี  เป็นวันสำคัญของเหล่านักวิ่งทั้งหลาย เพราะเป็นวันวิ่งสากลโลก หรือ วันวิ่งโลก (Global Running Day) โดยในปีนี้เวียนมาตรงกับวันที่ 5 มิถุนายน ซึ่งกิจกรรมนี้ทางสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ หรือ IAAF เกิดความคิดริเริ่มที่อยากให้คนทุกความสามารถ ทุกอาชีพ ทุกเพศทุกวัยมาร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นออกมาเคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกำลังกาย จึงได้ต่อยอดโครงการวันวิ่งสากลโลก เพื่อเป็นวันที่เฉลิมฉลองกีฬาวิ่งในระดับนานาชาติ\r\nโดยวันวิ่งโลกถูกจัดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 และวันเปิดตัวทั่วโลกจัดขึ้นในวันที่ 1 มิถุนายน ในปี ค.ศ. 2016 มีผู้เข้าร่วมถึง 2.5 ล้านคน รวมทั้งสิ้น 177 ประเทศทั่วโลก ส่วนการเข้าร่วมกิจกรรมนั้นสามารถร่วมได้ทุกเพศทุกวัย ไม่แบ่งแยกเพศ อายุ น้ำหนัก และส่วนสูง ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปติดตามชมข่าวสารได้ที่  globalrunningday.org\r\n\r\n แหล่งที่มา  https://health.kapook.com/view210806.html ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1717474416.png"],
    [108,4985,"วันดื่มนมโลก (World Milk Day)","Mon, 2024-05-27 15:12","http://www.stkc.go.th/node/4985",null,null," วันดื่มนมโลก (World Milk Day)\r\n\r\nองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ The Food and Agriculture Organization หรือ FAO\r\n\r\nได้กำหนดให้  วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปี เป็น \"วันดื่มนมโลก\" (World Milk Day)\r\n\r\nเพื่อให้ประเทศต่าง ๆ และองค์กร ให้ความสำคัญและสนับสนุนการบริโภคนม วันนี้เรามีสาระความรู้เรื่องสารพัดประโยชน์ของนมมาฝากกันจ้า\r\n\r\nนมและผลิตภัณฑ์จากนมอื่น ๆ เป็นอาหารที่มีแร่แคลเซียมสูงที่สุด มีความสำคัญมากในการเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง เพราะร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีที่สุด และยังเป็นแหล่งรวมสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และวิตามินบี 12 เป็นต้น\r\n\r\nสำหรับธาตุอาหารใน \"นม\" ล้วนมีส่วนช่วยไม่ให้ความดันโลหิตสูงเกินกว่าปกติ และช่วยเสริมสร้างสุขภาพฟันที่ดี เพราะนมอุดมด้วยแคลเซียมและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อฟัน มีโปรตีนที่ช่วยให้ฟันเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และช่วยเคลือบผิวฟัน\r\n\r\nนอกจากนี้  \"นม\"  ยังเป็นเครื่องดื่มที่มอบความสดชื่นไม่แตกต่างจากน้ำดื่ม การดื่มนมเพียงหนึ่งหรือสองแก้วจะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่น และยังทำให้ได้รับคุณค่าสารอาหารที่ร่างกายต้องการอีกด้วยส่วนใครที่หลีกเลี่ยงไม่ดื่มนม เพราะเชื่อว่านมทำให้อ้วนนั้น ความจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นนมสด นมพร่องไขมัน หรือนมไม่มีไขมัน มีปริมาณไขมันแค่เพียง 3.9%, 1.7% และ 0.3% เท่านั้น รู้อย่างนี้แล้ว ลองหันมาดื่มนมเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงกันดีกว่าจ้า\r\n\r\n แหล่งที่มา  https://www.royalparkrajapruek.org/News/news_detail?newsid=657\r\n\r\n\r\n Social Media\r\n Facebook : stkcsociety\r\n Youtube channel : STKC Society \r\n Tiktok : stkcsociety\r\n Twitter : stkcsociety\r\n instagram : stkcsociety","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1716797822.png"],
    [109,4885,"ดาวตก ดาวหาง จรวด อุกกาบาต ต่างกันอย่างไร?","Mon, 2024-03-11 13:11","http://www.stkc.go.th/node/4885","ดาราศาสตร์","ดร. มติพล ตั้งมติธรรม","จากเมื่อคืนที่ 4 มีนาคม 2567 ที่ผ่านมา มีผู้พบเห็นแสงเขียวสว่างวาบกลางท้องฟ้ายามราวสามทุ่มเศษ และพากันตั้งข้อสงสัยว่าเป็นอะไร บ้างก็ว่าเป็นดาวตก อุกกาบาต ดาวหาง หรือแม้กระทั่งจรวด ในบทความนี้เราจะมาดูกันว่าวัตถุทั้งสี่นี้เมื่อปรากฏให้เห็นนั้นแตกต่างกันอย่างไร รวมไปถึงข้อสังเกตในการแยกแต่ละวัตถุ \r\n\r\n[ แหล่งที่มา ]\r\n\r\n ดาวตก : เกิดจากเศษชิ้นส่วนของวัตถุในอวกาศ เช่น ดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อย ที่ผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกแล้วเกิดการลุกไหม้ ปกติเรามักจะใช้คำว่า “เสียดสี” กับชั้นบรรยากาศโลก แต่แท้จริงแล้วการลุกไหม้ของวัตถุนั้น เกิดจากการบีบอัดอากาศเสียจนมีอุณหภูมิสูงจนลุกเป็นไฟ แล้วเผาไหม้วัตถุไปในที่สุด ในแต่ละวันนั้นจะมีดาวตกประมาณหนึ่งล้านดวงตกลงมาในชั้นบรรยากาศของโลกเรา แต่ครึ่งหนึ่งตกมาในเวลากลางวันที่สังเกตได้ยาก และที่เหลือส่วนมากก็ตกลงในทะเล หรือพื้นที่ห่างไกลไม่มีคนสังเกตเห็น\r\n\r\n อุกกาบาต : แท้จริงแล้วอุกกาบาตนั้นมีต้นกำเนิดเดียวกันกับดาวตก แต่เรามักจะใช้คำว่าอุกกาบาตแทนถึง \"ก้อน\" ที่สามารถหยิบจับต้องได้ และใช้คำว่า ดาวตก แทนปรากฏการณ์สว่างวาบบนฟ้า พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราเห็นเป็นลูกไฟบนฟ้า เราจะเรียกว่า \"ดาวตก\" แต่ถ้าเราหยิบมาเป็นก้อนได้ เราจะเรียกว่า \"อุกกาบาต\" ซึ่งดาวตกส่วนมากนั้นมีขนาดเล็กเกินกว่าจะมีอะไรที่หลงเหลือเป็นอุกกาบาตได้ นอกจากนี้ อุกกาบาตยังต่างจาก \"ดาวเคราะห์น้อย\" ตรงที่อุกกาบาตหมายถึงวัตถุที่ตกลงมายังพื้นโลกแล้ว แต่ดาวเคราะห์น้อยนั้นจะยังอยู่ในอวกาศ ซึ่งเราอาจจะต้องส่งยานออกไปศึกษา หรือสังเกตการณ์จากโลก\r\n\r\n ดาวหาง : ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ในระบบสุริยะของเรา มีแหล่งกำเนิดห่างไกลออกไป แต่จะมีช่วงที่โคจรเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใจที่ซึ่งมีโลกของเราอยู่ เมื่อดาวหางโคจรเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์อาจจะระเหยออก ทิ้งเป็นก้อนแก๊สและเศษน้ำแข็งขนาดเล็กไปตามวงโคจรของมัน ปรากฏเป็นหางยาวออกมา เราจึงเรียกว่า \"ดาวหาง”\r\n\r\n จรวด : วัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อบรรทุกบางอย่างออกไปนอกโลก จรวดนั้นขับเคลื่อนโดยการทิ้งแก๊สเอาไว้เบื้องหลัง จึงอาจจะสังเกตลักษณะคล้ายกับ \"หาง\" ลากเป็นทางยาว แต่จรวดนั้นอาจจะอยู่สูงเลยออกไปนอกชั้นบรรยากาศ จึงไม่ได้มีการเผาไหม้แล้ว\r\n\r\n ขยะอวกาศ : สิ่งที่มนุษย์สร้างในวงโคจรรอบโลกที่บางทีอาจตกลงมาในชั้นบรรยากาศของโลก และเผาไหม้ไป แต่กลไกของขยะอวกาศนั้นแท้จริงแล้วไม่ได้แตกต่างอะไรกับดาวตก จึงมีลักษณะแทบจะเหมือนกันทุกประการ จนบางครั้งก็แยกไม่ออก\r\n\r\n[ วิธีสังเกต ] เนื่องจากวัตถุทั้งหมดนี้มีที่มาที่แตกต่างกัน จึงมีลักษณะสำคัญที่สังเกตได้และนำไปใช้วิเคราะห์เบื้องต้นได้ว่าวัตถุดังกล่าวน่าจะเป็นอะไร\r\n\r\n ดาวตก : ดาวตกนั้นเผาไหม้จากความเร็วที่ตกลงมาในชั้นบรรยากาศของโลก จึงมีการเคลื่อนที่ที่เร็วที่สุดในบรรดาวัตถุที่กล่าวมานี้ แม้ว่าในภาพนิ่งแล้ว ดาวตก ดาวหาง และจรวด จะปรากฏ \"หาง\" ด้วยกันทั้งหมด แต่ดาวตกโดยทั่วไปนั้นจะกินเวลาเพียงประมาณไม่กี่วินาทีจนถึงเสี้ยววินาที เว้นเสียแต่เป็นดาวตกที่ลูกใหญ่มาก ๆ หากไม่ได้มีการสังเกตการณ์ท้องฟ้า ณ ตำแหน่งนั้นเอาไว้อยู่แล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหันกล้องไปบันทึกภาพได้ทัน ด้วยเหตุนี้ ดาวตกจึงมักจะถูกบันทึกโดยกล้องวงจรปิด กล้อง dashcam หน้ารถ หรือกล้องที่ถ่ายภาพต่อเนื่อง หากเป็นภาพนิ่งก็มักจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญกับคนที่ถ่ายภาพอื่นอยู่แล้ว ดังนั้นหากเห็นภาพเป็นวิดีโอที่มีจุดสว่างลุกวาบขึ้นมาก่อนที่จะหายไป ความเป็นไปได้มากที่สุดจึงเป็นดาวตก ซึ่งรวมไปถึงขยะอวกาศที่เผาไหม้ในชั้นบรรยากาศด้วย\r\n\r\n อุกกาบาต : เนื่องจากอุกกาบาตไม่ใช่ปรากฏการณ์ แต่เป็นคำที่ใช้กับตัวก้อนของดาวตกที่เหลือรอดมายังพื้นดิน เราจึงจะเห็น \"อุกกาบาต\" ในสภาพที่เป็นก้อนอยู่บนโลกแล้วเท่านั้น ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเห็นอุกกาบาตของจริงก็คือที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์\r\n\r\n ดาวหาง : ด้วยความที่ดาวหางมีรูปร่างปรากฏเป็นหาง จึงมักสร้างความเข้าใจผิดว่ามันจะต้อง \"เคลื่อนที่\" ราวกับพุ่งไปในท้องฟ้า แม้ว่าดาวหางนั้นจะเคลื่อนที่อยู่จริง ๆ แต่การเคลื่อนที่ของดาวหางไม่จำเป็นจะต้องเคลื่อนที่ไปตามแนวของหางเสมอไป (ในภาพประกอบนี้ แท้จริงแล้วดาวหางกำลังเคลื่อนที่ออกห่างออกไป) และแท้จริงแล้วดาวหางนั้นอยู่ห่างไกลออกไปจากโลกเป็นอย่างมาก หากดูด้วยตาเปล่า ดาวหางจึงแทบไม่มีการเคลื่อนที่ปรากฏเลยแต่จะเห็นเหมือน “ลอยค้าง” อยู่บนท้องฟ้า จึงไม่ใช่สิ่งที่เราจะเห็นว่ามันเคลื่อนที่ได้ในวิดีโอต่าง ๆ นอกจากนี้ ดาวหางนั้นได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ เราจึงมักจะเห็นได้ในช่วงหัวค่ำหรือรุ่งเช้า โดยห่างจากขอบฟ้าไม่มากนัก และเมื่อดูด้วยตาหรือบันทึกภาพแล้ว ดาวหางจะปรากฏเป็นฝ้าจาง ๆ ที่ไม่ได้เป็นจุดหรือเส้นที่ชัดเจนด้วยซ้ำ\r\n\r\n จรวด : จรวดนั้นอาจจะมีรูปร่างลักษณะเป็นฝ้าจาง ๆ คล้ายกับดาวหาง ด้วยความที่ในละแวกประเทศไทยนั้นไม่ได้มีฐานปล่อยจรวดมากนัก จึงเป็นวัตถุที่เห็นได้ไม่ค่อยบ่อยในประเทศไทย (ที่เห็นได้มากที่สุดอาจจะเป็นจรวดที่ปล่อยจากฐานปล่อยของ ESA ที่ French Guina เช่น จรวด Ariane 5) แต่จรวดนั้นจะมีสีที่แตกต่างออกไปจากดาวหาง และอาจจะมีความสว่างมากกว่า ที่สำคัญกว่านั้น เนื่องจากจรวดนั้นอยู่ใกล้โลกกว่ามาก จึงมีความเร็วปรากฏที่สูงกว่า โดยจะมีการโคจรไปรอบ ๆ โลกในอัตราใกล้เคียงกับดาวเทียม หรือสถานีอวกาศ และจะใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการเดินทางข้ามขอบฟ้าไป\r\n\r\n[ #แถม วัตถุที่มักจะทำให้คนเข้าใจผิดได้บ่อย ๆ ! ]\r\n\r\nเครื่องบิน : อีกวัตถุหนึ่งที่มักจะสร้างความเข้าใจผิดบ่อย ๆ ก็คือเครื่องบินธรรมดานี่แหล่ะ วิธีสังเกตเครื่องบินก็คือเครื่องบินมักจะเป็นจุดที่เคลื่อนที่ได้ และหากสังเกตดี ๆ อาจจะพบว่าเครื่องบินนั้นมีการกะพริบได้ เนื่องมาจากไฟที่ปีกทั้งสองข้าง\r\n\r\nดาวเทียม : ดาวเทียมจะปรากฏคล้ายกับดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง แต่สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว ดาวเทียมบางดวง เช่น สถานีอวกาศนานาชาติ อาจจะมีความสว่างเป็นดาวที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้าในขณะนั้นเลยทีเดียว โดยดาวเทียมอาจจะเคลื่อนที่ข้ามขอบฟ้าภายในเวลาไม่กี่นาที ดาวเทียมนั้นได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ จึงจะสามารถสังเกตเห็นได้ดีเฉพาะในช่วงหัวค่ำกับรุ่งเช้า บางครั้งเมื่อดาวเทียมเคลื่อนที่เข้าไปในเงาของโลกอาจจะพบแสงจางหายไปกลางท้องฟ้าได้ นอกจากนี้ ดาวเทียมบางดวงอาจจะมีแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ได้เมื่อมุมตกกระทบพอดีกับแนวสายตา ปรากฏเป็นแสงสว่างวาบขึ้นมาและจางหายไป เรียกว่า Iridium Flare ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นดาวตกได้ โดยเฉพาะเมื่อถ่ายด้วยกล้องถ่ายรูปด้วยการเปิดหน้ากล้องเป็นเวลานาน\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.facebook.com/photo/?fbid=793490106154867&set=a.304334558403760&locale=th_TH\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1710137822.png"],
    [110,4876,"8 มีนาคม วันสตรีสากล","Fri, 2024-03-08 10:51","http://www.stkc.go.th/node/4876","ประวัติศาสตร์และโบราณคดี","pptvhd36","ย้อนประวัติ “วันสตรีสากล” รำลึกถึงการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิ ยกระดับความเท่าเทียมของผู้หญิงที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม จนกลายเป็นวันสำคัญ 8 มีนาคม ของทุกๆ ปี คือ “วันสตรีสากล” (International women’s day) จะมีบรรดาผู้หญิงในหลายประเทศจากทุกทวีปรวมตัวกันเพื่อร่วมฉลอง และร่วมรำลึกการต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้หญิง อย่างไรก็ตามในหลายประเทศให้ความสำคัญของวันสตรีสากล วันนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับ “วันสตรีสากล” ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร\r\n\r\nที่มา \"วันสตรีสากล\"\r\n\r\nเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจากกรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า รัฐนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พากันลุกฮือประท้วงให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิของพวกเธอ แต่สุดท้ายกลับมีผู้หญิงถึง 119 คนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ เพราะเหตุมีคนลอบวางเพลิงเผาโรงงานที่พวกเธอนั่งชุมนุมอยู่โดยเหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1857 จากนั้นในปี ค.ศ.1907  กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาทนไม่ไหวต่อการเอารัด เอาเปรียบ กดขี่ ทารุณ ของนายจ้างที่ใช้งานพวกเธอเยี่ยงทาส เนื่องจากทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุดต่อมา คลารา เซทคิน นักการเมืองผู้หญิงสังคมนิยมชาวเยอรมัน ตัดสินใจปลุกระดมเหล่ากรรมกรผู้หญิงด้วยการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 พร้อมกับเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง อีกทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการทุกอย่าง และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วยอย่างไรก็ตาม แม้การเรียกร้องครั้งนี้จะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ก็ทำให้สตรีทั่วโลกสนับสนุนการกระทำของคลารา เซทคิน และเป็นการจุดประกายให้สตรีทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1908  มีผู้หญิงหญิงกว่า 15,000 คน ร่วมเดินขบวนทั่วเมืองนิวยอร์ก เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงค์ว่า \"ขนมปังกับดอกกุหลาบ\" ซึ่งหมายถึงการได้รับอาหารที่พอเพียงพร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเองจนกระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1910 (พ.ศ. 2453) ความพยายามของกรรมกรผู้หญิงกลุ่มนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนผู้หญิงจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี ในระบบสาม 8 คือ ยอมให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง ให้เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก 8 ชั่วโมง และอีก 8 ชั่วโมงเป็นเวลาพักผ่อน พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรงของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วยทั้งนี้ยังได้รับรองข้อเสนอของคลารา เซทคิน ด้วยการกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็น วันสตรีสากล\r\n\r\n\"ดอกมิโมซ่าสีเหลือง\" สัญลักษณ์แห่งวันสตรีสากล\r\n\r\nสัญลักษณ์ของวันสตรีสากล คือ \"ดอกมิโมซ่าสีเหลือง\" เป็นดอกไม้ที่เป็นตัวแทนของความอ่อนโยนของผู้หญิง แต่ก็แข็งแกร่งในคราวเดียวกัน เนื่องจากเป็นดอกไม้ที่เติบโตในช่วงฤดูหนาวท่ามกลางความหนาวเย็น แต่สามารถอยู่รอดจนผ่านฤดูหนาว และผลิดอกได้ในช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งตรงกับเดือนของวันสตรีสากลพอดีนั่นเอง นอกจากดอกมิโมซ่าสีเหลือง หลายประเทศในยุโรปก็ยังนิยมใช้ดอกทิวลิป ดอกกุหลาบ หรือดอกไม้ชนิดอื่นๆ มาเป็นสัญลักษณ์ความสำคัญ และกิจกรรมในวันสตรีสากล ในวันสตรีสากลของทุกปี ทั่วโลกจะมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมสิทธิสตรี ในสหรัฐอเมริกาจะมีการบริจาคเงินให้แก่องค์กร หรือหน่วยงานการกุศลที่สนับสนุน และให้ความช่วยเหลือผู้หญิงในประเด็นต่างๆ ในขณะที่หลายประเทศทั่วยุโรป ผู้ชายจะนำดอกไม้ไปมอบให้ผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นแม่ เพื่อนผู้หญิง เพื่อนร่วมงาน หรือคนรัก เพื่อเป็นการขอบคุณผู้หญิงที่ต่อสู้เคียงข้างกัน และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสังคม\r\n\r\n“วันสตรีสากล” กับประเทศไทย\r\n\r\nสำหรับประเทศไทย ได้เริ่มให้ความการสนับสนุน “วันสตรีสากล” เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2532 โดยได้มีการก่อตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ (กสส.) ขึ้นอย่างเป็นทางการดังนั้นวันที่ 8 มีนาคมของทุกปีผู้ใช้แรงงานและสตรีในสาขาอาชีพ ต่างๆ จะมีการจัดกิจกรรมเพื่อฉลองเนื่องในโอกาส วันสตรีสากล และระลึกถึงความเป็นมาแห่งการต่อสู้เพื่อให้ได้ซึ่งความเสมอภาค ยุติธรรม สันติภาพ และการพัฒนาโดยในปีนี้ (2567) นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ได้กำหนดแนวคิดในการจัดกิจกรรมปีนี้ว่า \"เสริมพลังสตรีและเด็กหญิง ขจัดความยากจนสู่ความเท่าเทียมระหว่างเพศ บนพื้นฐานครอบครัวที่อบอุ่น\" วันสตรีสากล ไม่ใช่เพียงวันธรรมดาวันหนึ่งบนปฏิทิน แต่คือวันที่เป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ของผู้หญิงทุกยุคทุกสมัย เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิและโอกาสที่พวกเธอพึงมีเท่าเทียมกับผู้ชาย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีการส่งเสริมสิทธิสตรีอย่างกว้างขวาง นับเป็นก้าวกระโดดสำคัญของสังคมยุคใหม่\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.pptvhd36.com/news/ไลฟ์สไตล์/48432\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1709869866.png"],
    [111,4874,"ภัยของความโดดเดี่ยว","Mon, 2024-03-04 14:15","http://www.stkc.go.th/node/4874","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","iSTRONG Mental Health","My Loneliness is killing me. นี่คือท่อนหนึ่งของเพลงจากยุค 90 ฟังดูเหมือนจะเป็นแค่คำบ่น แต่เอาเข้าจริงๆ Loneliness หรือความโดดเดี่ยวกลับเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตของคุณจริง ๆ\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nLoneliness หรือ ความโดดเดี่ยวเป็นประสบการณ์ทั่วไปและเป็นเรื่องปกติที่คนส่วนใหญ่มักจะพบในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ในขณะเดียวกันความโดดเดี่ยวก็มีด้านมืดที่ทุกคนควรพึงระวังด้วยเช่นกัน โดยความรู้สึกโดดเดี่ยวนั้นจะส่งผลเสียอย่างมากต่อทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพร่างกายของเรา\r\n\r\n \r\n\r\nจากการศึกษาวิจัยพบว่าความโดดเดี่ยวมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น เช่น โรคซึมเศร้าและวิตกกังวล โดยการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Health Psychology พบว่าผู้ที่รายงานว่ารู้สึกโดดเดี่ยวมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 26% ที่จะเป็นโรคซึมเศร้า และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 32% ที่จะเป็นโรควิตกกังวล นอกจากนี้ความโดดเดี่ยวยังมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพร่างกาย รวมถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมไปถึงอายุขัยที่สั้นลง การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Heart พบว่าผู้ที่รายงานว่ารู้สึกโดดเดี่ยวมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 29% ในการเกิดโรคหัวใจ และมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 32% ที่จะเสียชีวิตจากสาเหตุใด ๆ ก็ตาม\r\n\r\n \r\n\r\nจะเห็นได้ว่าผลกระทบด้านลบของความโดดเดี่ยวสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนจากข้อมูลสนับสนุนข้างต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่อาจมีความเปราะบางต่อการถูกแยกตัวทางสังคมเนื่องมาจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น การสูญเสียคนรักหรือบุคคลสำคัญในชีวิต รวมถึงมีข้อจำกัดทางด้านร่างกาย โดยการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Aging and Mental Health พบว่าผู้สูงอายุที่รายงานว่าตนเองรู้สึกโดดเดี่ยวมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 59% ที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้รายงานว่ารู้สึกโดดเดี่ยว\r\n\r\n \r\n\r\nโดยรวมแล้วสิ่งสำคัญคือการตระหนักถึงผลกระทบของความโดดเดี่ยวและหาทางเพื่อจัดการกับความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงการขอความช่วยเหลือจากสังคมหรือคนรอบข้าง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคม หรือการขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตเมื่อความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นมีผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพจิตและร่างกายของเรา\r\n\r\n \r\n\r\nถึงแม้ว่าความโดดเดี่ยวจะเป็นประสบการณ์ที่คนส่วนมากพบได้บ่อยและถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญคือควรหาทางเพื่อป้องกันหรือรับมือกับความโดดเดี่ยวที่กลายเป็นปัญหาเรื้อรังหรือน่ากังวลมากขั้น โดยวิธีที่เป็นประโยชน์ในการรับมือกับความโดดเดี่ยวมีดังนี้\r\n\r\n \r\n\r\n1. ขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ๆ\r\n\r\nการอยู่ท่ามกลางเพื่อน ๆ หรือสมาชิกในครอบครัวที่ให้กำลังใจเรา สามารถช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวได้ สิ่งสำคัญคือต้องพยายามรักษาและกระชับความสัมพันธ์ที่มีอยู่ไว้ รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ๆ จากการทำกิจกรรมที่สนใจหรือกลุ่มที่มีความสนใจเหมือนกันกับตนเอง\r\n\r\n \r\n\r\n2. มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางสังคม\r\n\r\nการมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น การเป็นอาสาสมัคร การเข้าร่วมชมรม หรือการเข้าชั้นเรียน สามารถช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวได้ อย่างน้อยหากคุณไม่ได้ออกไปไหน ลองเข้าร่วมกิจกรรมทางออนไลน์บ้างก็ช่วยบรรเทาได้เช่นกัน แม้จะไม่เท่าการออกไปพบหน้าคนอื่น ๆ ก็ตาม\r\n\r\n \r\n\r\n3. ให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง\r\n\r\nการดูแลสุขภาพร่างกายและจิตใจสามารถช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวได้โดยการเพิ่มความรู้สึกการเป็นอยู่ที่ดีและเพิ่มความรู้สึกการมีคุณค่าในตนเอง ซึ่งสามารถทำได้โดยการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น ออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และหาเวลาส่วนตัวเพื่อผ่อนคลายหรือคลายเครียด\r\n\r\n \r\n\r\n4. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ\r\n\r\nหากความรู้สึกโดดเดี่ยวยังคงอยู่หรือก่อให้เกิดความไม่สบายใจมากเกินไป การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยาหรือผู้ให้คำปรึกษา จะสามารถช่วยให้เราพบสาเหตุที่แท้จริงของความรู้สึกโดดเดี่ยวและหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับความโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้นได้\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.istrong.co/single-post/loneliness-mental-health\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1709536547.png"],
    [112,4866,"วัคซีนต้านโรค COVID-19 ความหวังมนุษย์","Thu, 2024-02-29 09:42","http://www.stkc.go.th/node/4866","ไวรัสวิทยา","สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)","   จากปลายปี ค.ศ. 2019 เป็นต้นมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ได้เกิดการระบาดของ Coronavirus Disease 2019 หรือโรค COVID-19 อย่างต่อเนื่อง การระบาดของโรคนี้เกิดจากไวรัสสายพันธุ์ที่ชื่อว่า Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus 2 (SARS-CoV-2) ทำให้ขณะนี้ (เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2564) ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อแล้วมากกว่า 160 ล้านคน ในจำนวนนี้มีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตมากกว่า 3 ล้านคน วัคซีนจึงกลายเป็นความหวังของมวลมนุษยชาติที่จะหยุดยั้งโรคติดต่อร้ายแรงนี้ได้\r\n\r\nประเภทของวัคซีนโรค COVID-19\r\n\r\nองค์การอนามัยโลก (WHO, 2020) เปิดเผยว่า มีวัคซีนหลายชนิดที่กำลังพัฒนาอยู่ในขณะนี้ โดยปกติแล้วการพัฒนาวัคซีนส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 10-15 ปี แต่ด้วยความเร่งด่วนและการระบาดรุนแรงของโรคนี้ ทำให้วัคซีนที่ใช้สำหรับโรค COVID-19 ถูกพัฒนาเพียงแค่ 1-2 ปี (Lurie, et al, 2020) แต่ผลของการฉีดวัคซีนในระหว่างปี ค.ศ. 2020-2021 ทำให้สามารถลดความรุนแรงของอาการป่วยและการเสียชีวิตได้ (Lee, et al., 2020) เรามาทำความรู้จักวัคซีนและเรียนรู้กลไกการตอบสนองต่อวัคซีนจากข้อมูลที่มีอยู่ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564\r\n\r\n   จากข้อมูลทำให้ทราบว่า วัคซีนโรค COVID -19 ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาวัคซีนแบ่งออกเป็น 6 ประเภท แต่มีหลักการเดียวกันคือ เป็นการนำไวรัสที่ตายหรืออ่อนฤทธิ์ ตัดแต่งพันธุกรรมหรือสารพันธุกรรมของไวรัส ซึ่งเป็นสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายคน เพื่อกระตุ้นกลไกในร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ที่จำเพาะขึ้นมา หากร่างกายได้รับเชื้อ SARS-COV-2 ที่ก่อให้เกิดโรค COVID-19 ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายจะมีกลไกจดจำเชื้อนี้ ทำให้สามารถต่อต้านเชื้อโรคชนิดนี้ได้อย่างทันท่วงที การที่ต้องพัฒนาวัคซีนหลาย ๆ ประเภท เนื่องจากวัคซีนแต่ละประเภทให้ประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน วัคซีนแต่ละประเภทใช้แอนติเจนต่างกัน จึงมีความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้แตกต่างกัน\r\n\r\nตาราง 1 แสดงตัวอย่างวัคซีนโรค COVID-19 ที่พัฒนาด้วยเทคนโลยีในการพัฒนาวัคซีนในแต่ละประเภท\r\n\r\n\r\n\r\nผลข้างเคียงเมื่อได้รับวัคซีน\r\n\r\n   หลังจากได้รับวัคซีนแล้ว มีรายงานว่าผู้รับวัคซีนอาจมีไข้ ปวด บวม แดง ร้อนบริเวณที่ฉีด อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นในเวลาไม่นาน อาจมีอาการได้ใน 1-2 วันหลังรับวัคซีน แต่ในบางรายอาจพบปัญหาภาวะเกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia) และภาวะหลอดเลือดดำในสมองอุดตันจากการฉีดวัคซีน (Vaccine-Induced Prothrombotic Immune Thrombocytopenia, VIPIT) ในรายงานการฉีดวัคซีนของ Astra/Zeneca หรือ Johnson & Johnson แต่โอกาสในการเกิดนั้นต่ำเพียง 1 ใน 100,000 ถึง 1 ใน 500,000 คน (Pai, et al., 2021) ซึ่งสามารถให้การรักษาด้วยยาที่มีอยู่ได้ หรือการแพ้รุนแรงที่ทำให้ความดันเลือดตกหรือหลอดลมอุดกั้นเฉียบพลัน ซึ่งมีโอกาสต่ำเพียง 1 ใน 100,000 ถึง 1 ใน 500,000 คน\r\n\r\n   ดังนั้น การฉีดวัคซีนอาจมีผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์บ้าง แต่โอกาสเกิดได้น้อยมาก และอันตรายน้อยกว่าการได้รับเชื้อโรค COVID -19 และยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมากำจัดเชื้อนี้ได้\r\n\r\n   การได้รับวัคซีนยังสามารถลดอาการของโรค ลดอาการรุนแรงได้ตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นกับประเภทวัคซีน และลดการเสียชีวิตจากโรค COVID-19 ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานการใช้วัคซีนกับโรคอื่น ๆ ว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) ซึ่งสามารถป้องกันการแพร่กระจายโรคภายในชุมชนหรือประเทศได้อีกด้วย แต่การกระตุ้นภูมิคุ้มกันหมู่สามารถเกิดขึ้นได้กับโรค COVID-19 หรือไม่นั้น ยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง อย่างไรก็ตามทั่วทั้งโลกยังหวังว่า หากประชาชนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนจะสามารถหยุดการแพร่กระจายของโรค COVID-19 นี้ได้ในที่สุด\r\n\r\nภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity)\r\n\r\n   เมื่อประชากรในสังคมได้รับการฉีดวัคซีนสูงมากพอ ทำให้มีภูมิคุ้มกันต่อการติดโรค เมื่อจำนวนคนที่มีโอกาสติดเชื้อน้อยลง จึงทำให้หยุดการแพร่ระบาดของโรคได้ การป้องกันแบบนี้เรียกว่า \"ภูมิคุ้มกันหมู่\" ปัจจัยที่ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ เกิดจาก\r\n\r\n   1. ประชากรในสังคมเป็นโรคและร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้\r\n\r\n   2. ประชากรในสังคมจำนวนมากเพียงพอที่ได้รับการฉีดวัคซีน และเป็นวัคซีนที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้อยู่ได้นาน\r\n\r\n   3. เป็นโรคที่ติดต่อจากคนสู่คนเท่านั้น\r\n\r\n   ประเด็นสำคัญที่ผู้อ่านทุกท่านต้องไม่ลืมคือ แม้ว่าจะได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว ร่างกายยังสามารถติดเชื้อได้ เพียงแต่อาการอาจไม่รุนแรง ดังนั้น ทุก ๆ คนต้องไม่ประมาท ควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ เว้นระยะห่างทางสังคมและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในขณะที่ร่างกายยังกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ไม่เต็มที่\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.scimath.org/article-science/item/12889-covid-19\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1709174571.png"],
    [113,4862,"ทำไมยิ่งสูงจึงยิ่งเหนื่อย?","Wed, 2024-02-28 14:19","http://www.stkc.go.th/node/4862","การแพทย์พื้นฐาน","สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท).","   การได้ไปเที่ยวในที่สูง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เมืองภูเขา ยอดเขา คงเป็นความใฝ่ฝันของหลาย ๆ คนแล้วถ้าสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้นอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมาก ๆ เช่น เมืองเลห์ลาดักในอินเดีย เมืองลาซาในทิเบต และเทือกเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งมีความดันบรรยากาศต่ำมาก จะมีผลกระทบต่อร่างกายอย่างไรบ้าง อาการที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร\r\n\r\n\r\n\r\nภาพ 1 เมืองลาซา (Lhasa) ในทิเบต ที่ระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,650 เมตร\r\n\r\n\r\n\r\nภาพ 2 Gorakshep, Sagarmatha National Park ในเนปาล (อยู่ใกล้กับ Everest Base Camp)\r\nที่ระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 5,164 เมตร\r\n\r\n \r\n\r\nการหายใจกับความดันอากาศ\r\n\r\n   การหายใจเข้าและออกเกิดจากการเปลี่ยนแปลงความดันอากาศในช่องอก ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อกะบังลมและกล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครง โดยในขณะที่เราหายใจเข้า กล้ามเนื้อกะบังลมจะเคลื่อนต่ำลง กล้ามเนื้อระหว่างกระดูกซี่โครงแถบนอกหดตัว ทำให้กระดูกซี่โครงยกสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาตรในช่องอกเพิ่มขึ้น ความดันอากาศในช่องอกลดลงความดันอากาศรอบ ๆ ปอดต่ำกว่าความดันอากาศภายนอกอากาศภายนอกจึงเคลื่อนเข้าสู่ปอด ดังภาพ 3\r\n\r\n   เมื่ออากาศเข้าสู่ปอดจะเกิดการแลกเปลี่ยนแก๊สที่บริเวณถุงลม ซึ่งการแพร่ของแก๊สออกซิเจน อาศัยความแตกต่างของความดันย่อยของออกซิเจนระหว่างถุงลมกับหลอดเลือดฝอยที่ล้อมรอบถุงลม โดยความดันย่อยของออกซิเจนในถุงลมมีค่าสูงกว่าในหลอดเลือดฝอย ออกซิเจนจึงแพร่จากถุงลมเข้าสู่หลอดเลือดฝอย และลำเลียงไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย\r\n\r\n \r\n\r\nภาพ 3 การหายใจเข้า\r\n\r\n ทำไมยิ่งสูงจึงยิ่งเหนื่อย เมื่อเราเดินทางไปยังสถานที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลมาก ความดันบรรยากาศลดลงความดันของออกซิเจนลดลง แต่ปอดของเรายังคงมีปริมาตรคงที่ ไม่ว่าเราจะเดินทางไปสถานที่ใดก็ตาม เราหายใจโดยได้รับปริมาตรของอากาศเท่าเดิม ดังนั้น ร่างกายจึงได้รับออกซิเจนน้อยลง เมื่อประสิทธิภาพในการหายใจลดลง พลังงานสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ ในร่างกายอาจไม่เพียงพอ ทำให้เรารู้สึกเหนื่อยได้ง่าย\r\n\r\nอาการป่วยจากการเดินทางไปที่สูง\r\n\r\n   เมื่อนักท่องเที่ยวที่อาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มเดินทางไปพื้นที่อยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมากและในเวลาที่รวดเร็ว อาจมีอาการป่วย ที่เรียกว่า ALTITUDE SICKNESS จากการสำรวจพบว่า 75% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปพื้นที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากกว่า 2,500 เมตร จะแสดงอาการป่วยที่ไม่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และหายใจลำบาก ซึ่งอาการจากการขาดออกซิเจนเหล่านี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อร่างกายมีการปรับให้คุ้นชินกับสภาพแวดล้อม ทั้งนี้หากเดินทางไปยังที่สูงมาก ๆ ในบางกรณีอาจมีอาการป่วยที่รุนแรง เช่น ปอดบวมน้ำ สมองบวม เห็นภาพหลอน หมดสติ หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ในการเดินทางจึงไม่ควรเดินทางขึ้นที่สูงเร็วเกินไป ควรวางแผนพักที่เมืองที่อยู่ต่ำกว่าก่อนเพื่อปรับตัว ในบางคนอาจใช้ถังอากาศเพื่อเพิ่มแก๊สออกซิเจน\r\n\r\nการปรับให้คุ้นสภาพแวดล้อมในที่สูงของมนุษย์\r\n\r\n   มนุษย์สามารถมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาเพื่อตอบสนองกับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปได้ เช่น ระดับความสูง อุณหภูมิ และความชื้น การปรับร่างกายให้คุ้นสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้เรียกว่า ACCLIMATIZATION ซึ่งจะเกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น แตกต่างจากการปรับตัวทางวิวัฒนาการที่เรียกว่า ADAPTATION ที่อาศัยระยะเวลายาวนานเป็นหลายชั่วรุ่นของสิ่งมีชีวิต\r\n\r\n   โดยมนุษย์มีการปรับให้คุ้นสภาพแวดล้อมเพื่อให้ทนต่อภาวะออกซิเจนน้อยในที่สูง เช่น มีการหายใจลึกและเร็วขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้สูบฉีดเลือดดีขึ้นและลำเลียงออกซิเจนได้มากขึ้น รวมทั้งเพิ่มปริมาณเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ช่วยในการขนส่งออกซิเจน ทั้งนี้การปรับให้คุ้นสภาพแวดล้อมของแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย\r\n\r\n   ถ้าการเดินทางไปยังสถานที่ที่ตั้งอยู่สูงเหนือระดับน้ำทะเลมาก ๆ อาจส่งผลกับสภาพร่างกายของนักท่องเที่ยวได้ แล้วกลุ่มคนพื้นเมืองที่ตั้งรกรากอาศัยอยู่ที่สูงสามารถดำรงชีวิตได้อย่างไร?\r\n\r\n   กลุ่มคนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนเบาบางอยู่ตลอดเวลา แต่สามารถดำรงชีวิตและทำกิจวัตรต่าง ๆ ได้ปกติ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีการปรับตัวทางวิวัฒนาการให้มีสรีรวิทยาที่แตกต่างจากประชากรทั่วไปที่อยู่ในพื้นที่ต่ำ ซึ่งผลของการปรับตัวที่เกิดขึ้นสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่นได้ จากการวิจัย (Beall, 2006) พบว่ากลุ่มคนพื้นเมืองที่อาศัยในที่สูงมีปริมาตรปอดสูง ซึ่งส่งผลให้ปริมาตรอากาศที่หายใจเข้าในแต่ละครั้งเพิ่มขึ้นและพื้นที่ผิวของถุงลมที่ใช้การแลกเปลี่ยนแก๊สเพิ่มชื้น นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มคนพื้นเมืองในที่สูงแต่ละพื้นที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น กลุ่มคนพื้นเมืองที่เทือกเขาแอนดีส ในทวีปอเมริกาใต้ มีการปรับตัวด้วยการเพิ่มความสามารถในการลำเลียงออกซิเจนไปใช้ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยพบว่า มีจำนวนเซลล์เม็ดเลือดแดงและความเข้มข้นของฮีโมโกลบินสูงกว่าปกติ  ส่วนชาวทิเบตมีการปรับตัวให้หายใจเร็วและลึกขึ้น เพื่อนำอากาศเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น อีกทั้งเส้นผ่าศูนย์กลางของหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ช่วยให้มีการลำเลียงออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ\r\n\r\n\r\n\r\nภาพ 4 ชาวทิเบต\r\n\r\n   นอกจากการศึกษาทางสรีรวิทยาแล้ว ยังมีงานวิจัย (Liang, et al. 2010) ศึกษาความแตกต่างทางพันธุกรรมของกลุ่มคนพื้นเมือง ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่สูงกับกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ต่ำด้วย จากการศึกษาจีโนมของชาวทิเบตและชาวจีนฮั่นในปักกิ่ง พบว่าสองกลุ่มนี้มีข้อมูลทางพันธุกรรมแตกต่างกัน โดยพบมิวเทชันของยีนมากกว่า 30 มิวเทชันที่แพร่หลายในประชากรชาวทิเบต แต่พบจำนวนน้อยในประชากรชาวจีนซึ่งยีนเหล่านี้ส่วนใหญ่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมออกซิเจนในร่างกาย โดยเฉพาะมิวเทชันของยีน EPAS1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อภาวะพร่องออกซิเจนในร่างกาย โดยพบเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ในชาวทิเบตและพบเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ในชาวจีนฮั่น การปรับตัวทางพันธุกรรมนี้ ส่งผลให้ชาวทิเบตสามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่สูงที่มีออกซิเจนเบาบางได้อย่างปกติ\r\n\r\n   ร่างกายของเราต้องการออกซิเจนอย่างเพียงพอตลอดเวลา เพื่อใช้ในการสร้างพลังงานสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ สถานที่ที่มีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลมากจะมีออกซิเจนเบาบาง ทำให้ผู้ที่เดินทางไปได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เกิดอาการเหนื่อยล้าวิงเวียน ปวดศีรษะได้ ซึ่งเมื่อร่างกายได้ปรับให้คุ้นสภาพแวดล้อมนี้ อาการเหล่านี้ก็จะหายไป อย่างไรก็ดี มีกลุ่มคนอีกจำนวนมากที่อาศัยในพื้นที่สูงมาหลายชั่วรุ่น และมีการปรับตัวทางวิวัฒนาการ สรีรวิทยา และพันธุกรรมแตกต่างออกไป และเหมาะต่อการเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนเบาบาง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.scimath.org/article-biology/item/12882-2023-02-10-08-08-38\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1709104762.png"],
    [114,4837,"ความจริงอันแสนเศร้าวันวาเลนไทน์","Wed, 2024-02-14 09:25","http://www.stkc.go.th/node/4837",null,"CitrinTours","วันวาเลนไทน์คืออะไร?\r\n\r\nทำไมต้อง 14 กุมภาพันธ์?\r\n\r\nมีที่มาอย่างไร?\r\n\r\nหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเบื้องหลังวันแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ที่เรารู้จักกัน อาจไม่ได้สวยหรูเหมือนที่คิดเอาไว้ แต่กลับเป็นวันที่เต็มไปด้วยความโศรกเศร้าและสูญเสียในอดีต\r\n\r\n\r\nวันวาเลนไทน์ (Valentine's Day) คือวันที่ระลึกถึง นักบุญเซนต์วาเลนไทน์ ผู้เปี่ยมไปด้วยความรัก ความปรารถนาดี ต่อเพื่อนมนุษย์อย่างแท้จริง แต่สุดท้ายเขาต้องจบชีวิตลงด้วยการรับโทษประหารในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หรือเมื่อประมาณ 1,750 ปีล่วงเลยมาแล้วซึ่งเป็นยุคสมัยของจักรวรรดิโรมันที่ศาสนาคริสต์ยังไม่เป็นที่ยอมรับ ซํ้าร้ายภายใต้การปกครองของกษัตริย์คลอดิอุสที่ 2 ผู้ออกกฎหมายบีบบังคับให้ประชาชนเลิกนับถือ และห้ามให้มีแต่งงานของพวกคริสเตียนเกิดขึ้น\r\n\r\n\r\nแต่ยังคงมีผู้นำคริสเตียนคนหนึ่งชื่อ \"วาเลนตินัส\" หรือที่ได้รับการยกย่องเป็น เซนต์วาเลนไทน์ ในภายหลัง คอยลักลอบแอบจัดงานแต่งงานให้กับคู่รักคริสเตียนจนถูกจับขังและรับโทษทรมานแสนสาหัสอยู่ในคุก\r\nในขณะที่ถูกคุมขังนั้น เขาก็พบรักกับสาวตาบอด ซึ่งเธอเป็นลูกสาวของผู้คุมในคุก\r\n\r\nด้วยความรักและคำอธิษฐานของเขา พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ตาของสาวคนรักหายเป็นปกติ และเมื่อความนี้ล่วงรู้ถึงหูกษัตริย์คลอดิอุสที่ 2 พระองค์จึงสั่งให้ลงโทษ วาเลนตินัส ด้วยการโบยและนำไปประหารชีวิตด้วยการตัดศีรษะ ในคืนสุดท้ายก่อนที่เขาจะถูกนำไปประหารนั้น ได้เขียนจดหมายสั้นๆ เป็นการอำลาส่งไปให้หญิงคนรักของเขา โดยลงท้ายในจดหมายว่า \"...จากวาเลนไทน์ของเธอ (Love From Your Valentine) \"\r\n\r\nต่อมาเมื่อคนทั่วไปทราบเรื่องราวจึงเกิดความประทับใจในความรักของเขา ยึดถือเอาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น \"วันแห่งความรัก\" หรือ \"วันวาเลนไทน์\"\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://citrintours.com/ดูบทความ-64138-ตำนานรักวันวาเลนไทน์.html\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1707877535.png"],
    [115,4835,"เราจะรู้อายุของ ปลาได้อย่างไร?","Tue, 2024-02-13 09:17","http://www.stkc.go.th/node/4835",null,"ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา"," เรารู้อายุของมนุษย์และสัตว์ได้ด้วยการคำนวณจากวันเดือนปีเกิด ส่วนอายุของต้นไม้ก็คำนวณได้จากวงปีในเนื้อไม้ของต้นไม้นั้น ๆ ถ้าเราอยากรู้อายุของปลา จะรู้ได้จากอะไร\r\n\r\nปลาเป็นสิ่งมีชีวิต ย่อมต้องมีการเจริญเติบโต จากรายงานทางวิชาการพบว่าปลาทะเลบางชนิดในเขตอบอุ่นมีอายุถึง 20 ปี เช่น ปลาแฮร์ริ่งในทะเลเหนือ หรือปลาบึกในแม่น้ำโขงอาจมีอายุมากกว่า 15 ปี ในขณะที่ ปลาทูอาจมีอายุเพียง 3 ปี ก่อนจะถูกชาวประมงจับ นักวิทยาศาสตร์มีวิธีคำนวณอายุของปลาหลายวิธี\r\nขึ้นอยู่กับชนิดของปลานั้น ๆ\r\n\r\nสำหรับปลามีเกล็ด จำนวนเกล็ดจะไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกิดจนตาย เราจึงไม่สามารถรู้อายุของปลาจากจำนวนเกล็ดได้ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงใช้วิธีนับจำนวนวงปีบนเกล็ดปลา ซึ่งวงปีดังกล่าว มีลักษณะเป็นวง และมีเส้นขอบชัดเจนเป็นการแสดงระยะเวลาการเจริญเติบโตของปลาเหล่านั้น\r\n\r\nหากบนเกล็ดปลานั้นมีวงปีจำนวนมาก แสดงว่าปลานั้นมีอายุมาก ในกรณีที่ปลาไม่มีเกล็ด จะใช้วิธีคำนวณอายุจากกระดูกหูของปลา (กระดูกชิ้นเล็ก ๆ ที่เชื่อมระหว่างหูกับกระเพาะลม) โดยการนำกระดูกหูไปตัดขวาง แล้วสังเกตวงปีบนกระดูกหูของปลานั้น\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://sciplanet.org/content/14383\r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1707790637.png"],
    [116,4829,"เตรียมตัววันตรุษจีน 2567","Thu, 2024-02-08 15:19","http://www.stkc.go.th/node/4829",null,"เมืองไทยประกันชีวิต","   เตรียมตัวให้พร้อมไหว้ วันตรุษจีน 2567 หรือวันปีใหม่ของชาวไทยเชื้อสายจีน ยังไงให้ชีวิตปัง ไม่ว่าจะเป็น การเตรียมของไหว้ตรุษจีนที่ขาดไม่ได้ วิธีการจัดโต๊ะไหว้ สีมงคล ตรุษจีน รวมถึงข้อห้าม หรือข้อควรปฏิบัติที่ช่วยเสริมให้ชีวิตรุ่งเรือง ถ้าหากพร้อมแล้วมาเตรียมตัวไปด้วยกัน และเช็กกันเลยว่า วันไหนเป็นวันไหว้ วันจ่าย และวันเที่ยว \r\n\r\n\r\n\r\nรูปภาพที่มา : muangthai \r\n\r\n \r\n\r\nวันตรุษจีน 2567 ตรงกับวันไหน\r\n\r\n \r\n\r\nสำหรับ ตรุษจีน 2567 ถือเป็นเทศกาลสําคัญของทั้งคนจีนแผ่นดินใหญ่ คนไทยเชื้อสายจีน และคนจีนทั่วโลก วันนี้เรารวมข้อมูลวันตรุษจีน เพื่อเตรียมตัวสำหรับ วันจ่าย วันไหว้ วันเที่ยว ตรงกับวันไหน\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\t\r\n\tวันจ่าย ตรงกับ วันพฤหัสบดีที่ 8 กุมภาพันธ์ 2567\r\n\t\r\n\r\n\r\nเป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซื้ออาหารผลไม้ และเครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\t\r\n\tวันไหว้ ตรงกับ วันศุกร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2567\r\n\t\r\n\r\n\r\nเป็นวันที่ทุกคนจะทำการไหว้เทพเจ้าต่าง ๆ ด้วยอาหาร ผลไม้ และเครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ ที่ซื้อเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\r\n\t\tตอนเช้ามืดจะไหว้ \"ป้ายเล่าเอี๊ย\"  เป็นการไหว้เทพเจ้าต่าง ๆ เครื่องไหว้คือ เนื้อสัตว์สามอย่าง (ซาแซ ซำเช้ง) ได้แก่ หมู เป็ด ไก่ หรือเพิ่มตับ ปลา เป็นเนื้อสัตว์ห้าอย่าง (โหงวแซ) เหล้า น้ำชา และกระดาษเงินกระดาษทอง\r\n\t\tตอนสาย จะไหว้ \"ป้ายแป๋บ้อ\" คือการไหว้บรรพบุรุษ พ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้ครั้งนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เครื่องไหว้จะประกอบด้วย ซาแซ อาหารคาวหวาน (ส่วนมากจะทำตามที่ผู้ที่ล่วงลับเคยชอบ) รวมทั้งการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษเพื่ออุทิศแก่ผู้ล่วงลับ หลังจากนั้น ญาติพี่น้องจะมารวมกันรับประทานอาหารที่ได้เซ่นไหว้ไปเป็นสิริมงคล  และถือเป็นเวลาที่ครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุด จะแลกเปลี่ยนอั่งเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว\r\n\t\tตอนบ่าย จะไหว้ \"ป้ายฮ่อเฮียตี๋\" เป็นการไหว้ผีพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว เครื่องไหว้จะเป็นพวกขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ำตาล กระดาษเงินกระดาษทอง พร้อมทั้งมีการจุดประทัดเพื่อไล่สิ่งชั่วร้าย และเพื่อเป็นสิริมงคล\r\n\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\t\r\n\tวันเที่ยว วันตรุษจีน ตรงกับ วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567\r\n\t\r\n\r\n\r\nเป็นวันที่ทุกคนพากันออกไปท่องเที่ยว และแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวยงาม ไปไหว้ขอพรญาติผู้ใหญ่ พร้อมทั้งถือเคล็ดต่าง ๆ ตามธรรมเนียม เช่น\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\tห้ามทะเลาะเบาะแว้ง ห้ามร้องไห้ ห้ามพูดคำหยาบ\r\n\tห้ามทำความสะอาดบ้าน\r\n\tห้ามซักเสื้อผ้า\r\n\tห้ามทำของแตก หากมีของแตกในบ้านต้องนำไปทิ้งทันที\r\n\tห้ามใช้ของมีคม เช่น มีด กรรไกร\r\n\tห้ามให้คนอื่นเข้าไปในห้องนอนวันตรุษจีน\r\n\tห้ามยืมเงินหรือให้คนอื่นยืมเงิน\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nรูปภาพที่มา : muangthai \r\n\r\n \r\n\r\nของไหว้ตรุษจีน ที่ขาดไม่ได้ มีอะไรบ้าง\r\n\r\n \r\n\r\nในส่วนของไหว้วันตรุษจีนที่ใช้ใน เทศกาลตรุษจีน 2567 มีด้วยกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์ที่ใช้ในการไหว้ อาหาร ขนม และผลไม้ ซึ่งล้วนเป็นของที่มีความหมาย มีมงคล และอร่อยอีกด้วย แต่ทั้งนี้ขอแอบกระซิบผู้ที่ชื่่นชอบอาหาร และขนมในเทศกาลตรุษจีนนี้ไว้ว่า หากกินไม่ระวัง หรือกินมากเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้นเรามาดูกันว่าของไหววันตรุษจีนจะมีอะไรบ้าง\r\n\r\n \r\n\r\nอุปกรณ์ไหว้วันตรุษจีน\r\n\r\n\r\n\tเทียนแดงขาไม้ จํานวน 1 คู่ เพื่อบูชาเทพเจ้า และบรรพบุรุษ\r\n\tธูป 5 ดอก สําหรับไหว้เทพเจ้า, 3 ดอก สำหรับบรรพบุรุษที่เสียชีวิตนานแล้ว และ 1 ดอก สำหรับบรรพบุรุษที่เพิ่งเสียชีวิต\r\n\tประทัด ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และสิ่งอัปมงคลให้ออกไป\r\n\tกระดาษเงินกระดาษทอง หรือ “อ่วงแซจิ่ว” เป็นกระดาษสีเหลืองเขียนด้วยตัวอักษรจีนสีแดง เป็นใบเบิกทางไปสู่สวรรค์ ดังนั้น ต้องเผาเป็นอันดับแรก\r\n\tแบงก์กงเต็ก\r\n\tกิมเตี๊ยว แท่งทองที่ใช้ไหว้บรรพบุรุษ\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nอาหารไหว้ตรุษจีน\r\n\r\n\r\n\tสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ “ซาแซ” และ “โหงวแซ”\r\n\tซาแซ คือการไหว้ 3 อย่าง ประกอบด้วย หมู ไก่ และเป็ด\r\n\tโหงวแซ คือการไหว้ 5 อย่าง ประกอบด้วย หมู ไก่ เป็ด ปลา และตับ\r\n\tเครื่องดื่ม น้ำชาหรือเหล้า จํานวน 5 จอก หรือ 5 ถ้วย\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nขนมไหว้ตรุษจีน\r\n\r\n\r\n\tต้องจัดจํานวนให้ตามของของคาวที่ไหว้ ซาแซ จะจัดขนมไหว้ 3 อย่าง และโหงวแซ จะจัดขนมไหว้ 5 อย่าง\r\n\tขนมเข่ง และ ขนมเทียน หมายถึง ชีวิตราบรื่น\r\n\tซาลาเปา หมายถึง การห่อโชคห่อลาภ\r\n\tขนมไข่ หมายถึง การเจริญเติบโต\r\n\tขนมสาลี่ และ ขนมถ้วยฟู หมายถึง ความเจริญรุ่งเรื่อ\r\n\tจันอับ หรือ ขนมแห้ง 5 อย่าง ได้แก่ ถั่วเคลือบ ถั่วตัด งาตัด ข้าวพอง และฟักเชื่อม หมายถึง ความหวานที่เพิ่มพูน ความเจริญงอกงาม มีความสุขตลอดปี\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nผลไม้ไหว้ตรุษจีน\r\n\r\n\r\n\tส่วนใหญ่จะเตรียม 5 อย่าง ที่มีความหมายมงคล\r\n\tส้ม หมายถึง โชคลาภ\r\n\tกล้วย หมายถึง กวักโชคกวักลาภเข้ามา, ลูกหลานเต็มบ้านเต็มเมือง\r\n\tองุ่น หมายถึง ความเจริญงอกงาม\r\n\tสับปะรด หมายถึง เรียกโชคลาภเข้าตัว\r\n\tสาลี่ หมายถึง ความราบรื่น และสิ่งที่ดีงามมาถึง\r\n\tแอปเปิล หมายถึง ความสงบสุข สันติสุข\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nรูปภาพที่มา : muangthai \r\n\r\n \r\n\r\nเคล็ดลับ ตรุษจีน สีมงคล จัดโต๊ะไหว้ เสริมความเฮง\r\n\r\n \r\n\r\nเมื่อตระเตรียมอุปกรณ์สำหรับไหว้ รวมถึงอาหารคาว และของหวานกันเรียบร้อยแล้ว การจัดวางโต๊ะไหว้ และสีมงคล ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อเสริมความปัง ความเฮง ๆ ในเทศกาลวันตรุษจีน \r\n\r\n \r\n\r\nวิธีจัดโต๊ะไหว้ตรุษจีน \r\n\r\n \r\n\r\nการจัดโต๊ะถือเป็นการเอาฤกษ์เอาชัยรับปีใหม่จีนอย่างถูกต้อง และถูกหลักธรรมเนียมปฏิบัติ โดยวิธีการจัดโต๊ะไหว้จะมีอยู่ 9 ตำแหน่งด้วยกัน ซึ่งเชื่อกันว่าหากครอบครัวใดมีการเตรียมของไหว้ และจัดโต๊ะไหว้อย่างถูกหลักจะเสริมความเฮงให้กับชีวิต\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\tตั้งโต๊ะไหว้ไว้หน้าเทวรูป หรือแท่นบูชา\r\n\tวางกระถางธูปไว้ตรงหน้าเทวรูป หรือแท่นบูชา ถือเป็นสิ่งสำคัญ\r\n\tประดับด้านข้างกระถางธูปทั้ง 2 ข้างด้วยเชิงเทียน หรือแจกันดอกไม้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญงอกงาม\r\n\tแถวต่อมาให้วางถ้วยข้าวจำนวน 3 หรือ 5 ถ้วย และตักข้าวให้พูนถ้วย เพราะหมายถึงความอุดมสมบูรณ์\r\n\tแถวต่อมาจากแถววางข้าว ให้วางถ้วยน้ำชา หรือถ้วยเหล้า\r\n\tสำหรับแถวถัดมาจากถ้วยน้ำชา ให้วางถ้วยน้ำดื่ม และควรมีจำนวนเท่ากับถ้วยน้ำชา หรือถ้วยเหล้าที่วาง\r\n\tต่อมาให้วางของคาว กับข้าว หรือซาแซ-โหงวแซ เช่นไก่ เป็ด ปลา หมู ปลาหมึก ตับ ปลาหมึกแห้ง ซาลาเปา (ถ้าไหว้บรรพบุรุษด้วยควรเพิ่มกับข้าวที่มีน้ำซุปเป็นส่วนประกอบ)\r\n\tถัดไปคือของหวาน หรือผลไม้ ส่วนขนมไหว้มีทั้งขนมเข่ง ขนมถ้วยฟู สาลี่ ขนมไข่ ขนมเทียน เป็นต้น ซึ่งจำนวนที่จัดมักเท่ากับจำนวนของคาวที่ไหว้\r\n\tสิ่งที่วางเป็นอันดับสุดท้ายคือกระดาษเงิน กระดาษทอง\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nสีมงคลวันตรุษจีน 2567\r\n\r\n \r\n\r\nการสวมเสื้อสีสันสดใสก็เป็นอีกหนึ่งที่ช่วยเสริมความเฮง ๆ ปัง ๆ ในเทศกาลตรุษจีน ซึ่งจะมีสีอะไรบ้างที่ควรใส่ สำหรับ ตรุษจีน สีมงคล ที่ควรใส่มาดูไปพร้อม ๆ กัน\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\tสีแดง : สีแดงเป็นสีของธาตุไฟ สื่อถึงความรุ่งโรจน์ ร่ำรวยเงินทอง และความสุข\r\n\tสีชมพู : สื่อถึงความหมายที่ดี เช่น สื่อถึงความอ่อนโยน ความเบิกบาน ความอบอุ่น รวมไปถึงความงดงาม\r\n\tสีเหลือง : สีเหลืองเป็นสีของธาตุดิน สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ ความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง ความหวัง\r\n\tสีม่วง : สื่อถึงความมงคล ได้แก่ สีม่วง เนื่องจากสื่อถึงอำนาจบารมี ความมั่นคง ความหนักแน่น\r\n\tสีเขียวอมน้ำเงิน : สีของธาตุไม้ สื่อถึงความสดชื่น ความเจริญเติบโตก้าวหน้า การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า\r\n\tสีทอง : สีทองเป็นสีที่สื่อถึงความสมบูรณ์ ความหวัง เป็นสัญลักษณ์แห่งความร่ำรวย\r\n\r\n\r\nส่วนสีต้องห้ามที่ควรหลีกเลี่ยงในวันตรุษจีน คือ สีดำ สีขาว เนื่องจากเป็นสีที่สื่อถึงความตาย ลางร้าย รวมถึงการไว้ทุกข์\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.muangthai.co.th/th/article/health/chinese-new-year\r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1707380391.png"],
    [117,4821,"ภัยใกล้ตัวเชื้อราแมวติดสู่คนได้","Mon, 2024-02-05 10:53","http://www.stkc.go.th/node/4821","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)","    ทาสแมว! ต้องระวัง ภัยใกล้ตัว โรคเชื้อราจากสัตว์เลี้ยงสู่คน เป็นอาการติดเชื้อที่ใช้เวลาการรักษาไม่นาน แต่เมื่อเป็นแล้วมักทิ้งร่องรอยจุดด่างดำเอาไว้บนผิวหนัง ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการรักษาที่ต้องใช้เวลานานพอสมควร โดยเฉพาะปัญหาการกลับมาเป็นซ้ำ ทำให้ร่องรอยมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คนเลี้ยงสัตว์ต้องทำความเข้าใจ\r\n\r\n                   เชื้อราจากแมว คืออะไร?\r\n\r\n                   เชื้อราจากแมวที่พบได้บ่อยคือเชื้อ Microsporum canis เป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่ผิวหนังของสัตว์ โดยไม่ก่อให้เกิดโรค แต่สามารถติดต่อมายังคนได้ผ่านทางการสัมผัสโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมีบาดแผล ก็ทำให้คนเลี้ยงติดเชื้อราจากแมวได้อย่างง่ายดาย พฤติกรรมที่นำไปสู่การติดเชื้อ เช่น อุ้ม กอด นอนร่วมที่นอนเดียวกัน เป็นต้น\r\n\r\n                   อาการของการติดเชื้อราแมว\r\n\r\n                   มีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง ลักษณะเป็นวง มีขุยรอบ ๆ ค่อย ๆ ขยายเป็นวงกว้าง และรู้สึกคันตลอดเวลา หากเกาแล้ว นิ้วที่เกาเผลอไปเกาบริเวณอื่นอาจทำให้บริเวณนั้นติดเชื้อราด้วยได้\r\n\r\n                   วิธีการรักษาอาการติดเชื้อราแมว\r\n\r\n\r\n\tหากมีอาการน้อย มีผื่นขึ้นไม่มาก 1-2 จุด ใช้ยาทาฆ่าเชื้อราต่อเนื่องประมาณ 3 สัปดาห์ ผื่นจะค่อย ๆ หายไป\r\n\tหากมีอาการมาก ผื่นขึ้นทั่วร่างกาย ต้องใช้ทั้งยาทาและยากินร่วมกัน ระยะเวลาในการรักษาตั้งแต่ 3 สัปดาห์ขึ้นไป\r\n\tในส่วนนี้เป็นการรักษาอาการติดเชื้อ ซึ่งไม่ใช่การรักษารอยดำที่เกิดจากการติดเชื้อ และถึงแม้ว่าอาการเชื้อราจะหายแล้ว รอยดำจากเชื้อจะยังคงอยู่ โดยจะจางไปเองภายใน 2-3 เดือน และมักไม่มีแผลเป็นเกิดขึ้น\r\n\r\n\r\n                   ทำไมรอยดำจากเชื้อราแมวบางคนถึงเป็นนาน\r\n\r\n                   จากที่กล่าวไปในข้างต้น ว่ารอยดำจากเชื้อราแมวจะหายได้เองภายใน 2-3 เดือน แต่พบว่าบางคนกลับเป็นนานกว่านั้น สาเหตุเพราะมีการกลับมาเป็นซ้ำซึ่งพบได้บ่อยมาก ทำให้เกิดริ้วรอยด่างดำต่อเนื่องไม่รู้จบ รอยเก่ายังไม่ทันหายไป ก็มีรอยใหม่เกิดขึ้น ทำให้ไม่รู้ตัวว่ารอยเดิมได้จางหายไปแล้ว จึงคิดว่าเป็นอยู่นาน แต่ในความจริงเป็นการกลับมาเกิดซ้ำของเชื้อรานั่นเอง\r\n\r\n                   การป้องกันเชื้อราแมวและการกลับมาเกิดซ้ำ\r\n\r\n\r\n\tทำความสะอาดมือและอวัยวะต่าง ๆ ทุกครั้ง หลังสัมผัสกับสัตว์เลี้ยง\r\n\tทำความสะอาดสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ\r\n\tทำความสะอาดสิ่งของภายในบ้านที่สัตว์เลี้ยงมีการสัมผัส เช่น โซฟา หมอน พรมปูพื้น เป็นต้น\r\n\tหากมีการติดเชื้อราแมว หลังรักษาคนแล้ว ควรนำสัตว์เลี้ยงไปรักษาด้วย\r\n\tไม่ควรคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงมากเกินไป เช่น การนอนร่วมที่นอนเดียวกัน\r\n\r\n\r\n                   สัตว์เลี้ยงชนิดอื่นทำให้คนเลี้ยงติดเชื้อราได้หรือไม่?\r\n\r\n                   นอกจากแมวแล้วสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ก็ทำให้คนเลี้ยงติดเชื้อราได้เช่นกัน หากมีการสัมผัสเกิดขึ้นและสัตว์เลี้ยงนั้นมีเชื้อราอยู่ จึงควรปฏิบัติให้เหมาะสมในเรื่องของความสะอาด ทั้งคนเลี้ยง สัตว์เลี้ยง และของใช้ภายในบ้าน\r\n\r\n                   เชื้อราในสัตว์เลี้ยงสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่?\r\n\r\n                   เชื้อราในสัตว์เลี้ยงสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ ผ่านการสัมผัสหรือการใช้ของบางอย่างร่วมกัน เช่น การใส่เสื้อผ้าร่วมกัน แต่อาการจะไม่รุนแรงเท่ากับการติดต่อจากสัตว์ ที่เป็นการติดต่อแบบข้ามสายพันธุ์\r\n\r\n                   กลุ่มเสี่ยงของการติดเชื้อจากสัตว์เลี้ยง ได้แก่ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง, เด็ก และผู้สูงอายุ\r\n\r\n                   สิ่งที่อยู่ในสัตว์เลี้ยงที่ทำให้เกิดโรค\r\n\r\n\r\n\tเชื้อรา\r\n\tไวรัส\r\n\tแบคทีเรีย\r\n\tปรสิต (เห็บ หมัด ไร)\r\n\r\n\r\n                   โรคอื่นที่เกิดจากสัตว์เลี้ยง\r\n\r\n\r\n\tโรคหิดลักษณะของสัตว์ที่เป็นหิดเหมือนขี้เรื้อน แต่ไม่ใช่โรคเรื้อน มีขนหลุดร่วง สามารถติดต่อสู่คนได้\r\n\tโรคภูมิแพ้เกิดจากปรสิต (ไร) ในตัวสัตว์เลี้ยง\r\n\tพิษสุนัขบ้าเกิดจากเชื้อไวรัส\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.thaihealth.or.th/?p=355210\r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1707105195.png"],
    [118,4819,"อัปเดตนวัตกรรม ทางการแพทย์ที่มาแรงในปี 2023","Fri, 2024-02-02 13:59","http://www.stkc.go.th/node/4819",null,null,"   เป้าหมายของรัฐบาลของทุกประเทศในด้านสาธารณสุข คือการดูแลประชาชนของตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีและทั่วถึง โดยต้องควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขไปพร้อมๆกัน การผลักดันการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพและการแพทย์จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจ เพราะเทคโนโลยีใหม่ๆที่เกิดขึ้นสามารถทำให้การดูแลสุขภาพมีประสิทธิภาพ เข้าถึงได้ และราคาถูกลง\r\n\r\nแพลตฟอร์ม In-part (https://in-part.com/) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงทีมนักวิจัยกับบริษัทเอกชน ได้วิเคราะห์ยอดการขอติดต่อกับทีมวิจัย ผลการตอบรับจากบริษัทต่างๆ และยอดการเข้าอ่านบทความของนวัตกรรม และจัดทำรายชื่อนวัตกรรมทางการแพทย์ที่กำลังถูกสนใจมากที่สุดในปี 2023 โดย จำนวน 17 นวัตกรรมออกมา ได้แก่\r\n\r\n1. วิธีการรักษาการอักเสบที่มีไบโอฟิล์มแบบใหม่ด้วยเอนไซม์ – Texas Tech University System\r\nเทคนิคการใช้ส่วนผสมเอนไซม์พิเศษ ร่วมกับยาปฏิชีวนะในการรักษาแผลติดเชื้อ โดยเอนไซม์จะกำจัดไบโอฟิล์มออกจากแผลได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องตัดเนื้อเยื่อออก\r\n\r\n2. ยาปฏิชีวนะชนิดใหม่สำหรับแบคทีเรียแกรมบวก – University of California, Irvine\r\nยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ซึ่งได้ผลดีกับแบคทีเรียประเภทแกรมบวก เพื่อใช้สำหรับรักษา MRSA และวัณโรค\r\n\r\n3. สารยับยั้งการเกิดไบโอฟิล์มชนิดใหม่ – Georgia State University\r\nสารประกอบจากต้น Gesho ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเกิดไบโอฟิล์ม ซึ่งสามารถนำมาใช้รักษาโรคได้หลากหลาเช่น การติดเชื้อในท่อปัสสาวะและแผลเรื้อรัง\r\n\r\n4. ปัญญาประดิษฐ์สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างแผ่นรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน – Pontificiz Universidad Javeriana\r\nเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สำหรับเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยเบาหวานผ่านเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกล เพื่อออกแบบแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล \r\n\r\n5. แผ่นแปะสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์ – University of Hawaii\r\nเทคโนโลยี “Sweat Sticker” ซึ่งเป็นแผ่นแปะที่สามารถเก็บข้อมูลทางสุขภาพได้ ผลิตด้วยการพิมพ์ 3 มิติขึ้นมา ทำให้สามารถติดเซ็นเซอร์ได้หลากหลายชนิด เหมาะกับการติดตามโรคเรื้อรังต่างๆในผู้ป่วยทุกวัย\r\n\r\n6. ระบบการผ่าตัดใหม่สำหรับการผ่าตัดมะเร็งเต้านม – Queen’s University\r\nระบบการผ่าตัดแบบใหม่ซึ่งใช้เทคโนโลยีหลากหลาย เช่น อัลตร้าซาวน์ แม่เหล็กไฟฟ้า และ ซอฟต์แวร์ต่างๆ เพื่อให้แพทย์ได้รับข้อมูลระหว่างการผ่าตัดที่มีคุณภาพมากขึ้น \r\n\r\n7. ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ไมโครไบโอม (Microbiome) – Science & Technology Facilities Council\r\nปัญญาประดิษฐ์สำหรับการวิเคราะห์ไมโครไบโอมในมนุษย์ เพื่อวัดระดับสุขภาพของผู้ป่วย และออกแบบกระบวนการรักษาและดูแลสุขภาพเฉพาะตัวบุคคล\r\n\r\n8. เทคนิคการจัดการผู้ป่วยในคลินิกอุบัติเหตุ – Medical University of South Carolina\r\nTRRP Training Toolkit สำหรับจัดการข้อมูลผู้ป่วย และการดูแลผู้ป่วยร่วมกับฝ่ายต่างๆ (Coordinated Care) ผ่านการส่งข้อความและระบบแจ้งเตือน\r\n\r\n9. ปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมการบำบัดสุขภาพจิต – Cornell University\r\nปัญญาประดิษฐ์ที่สร้างด้วยข้อมูลจากฐานข้อมูล fMRI ซึ่งสามารถใช้ในการเฝ้าระวังผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเวช และสามารถให้การบำบัดผ่านทางแอปพลิเคชันได้ \r\n\r\n10.  แขนเทียมสำหรับฝึกเจาะเลือดที่ตอบสนองต่อการสัมผัสได้ – University Health Network\r\nแขนเทียมสำหรับฝึกเจาะเส้นเลือดผู้ป่วย ซึ่งมีการตอบสนองต่อสัมผัส และสามารถควบคุมการขยับนิ้วได้ด้วยรีโมต การฝึกกับแขนเทียมนี้สามารถลดความผิดพลาดในการให้ยาทางเส้นเลือดลงได้ร้อยละ 10.1 เมื่อเทียบกับวิธีการฝึกแบบเก่า\r\n\r\n11.  เครื่องกางม่านอากาศสำหรับป้องกันไวรัส – Nagoya University\r\nเครื่องสร้างม่านอากาศสำหรับป้องกันละอองลอยในอากาศ และมีเทคโนโลยีแสง UV ช่วยฆ่าเชื้ออากาศที่ผ่านตัวเครื่อง สามารถลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อทางอากาศจากคนไข้สู่บุคคลากรทางการแพทย์ได้\r\n\r\n12.  ระบบสื่อสารระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ด้วยรูปแบบการหายใจ – Case Western Reserve University\r\nระบบการควบคุมคอมพิวเตอร์ด้วยรูปแบบการหายใจเพื่อผู้พิการ ซึ่งมีราคาถูก และมีความแม่นยำสูงกว่าระบบ Human – machine interface อื่นๆในปัจจุบัน\r\n\r\n13.  การส่งยาด้วยภาชนะที่สร้างจากเม็ดเลือดแดง – Imperial College London\r\nเทคโนโลยีการส่งยาไปยังเป้าหมายในร่างกายด้วยภาชนะที่สร้างจากเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ยาสลาย และสามารถควบคุมการปล่อยยาได้\r\n\r\n14.  ปัญญาประดิษฐ์สำหรับตรวจโรคสมอง – Western University\r\nเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สำหรับตรวจอาการแรกเริ่มของโรคสมอง ซึ่งสามารถนำมาทดแทนการตรวจแบบเดิมด้วยสารกัมมันตรังสีได้\r\n\r\n15.  เครื่องขยายเส้นเลือดสำหรับการเจาะเลือด – University of Huddersfield\r\nอุปกรณ์สำหรับขยายเส้นเลือดซึ่งทำให้เส้นเลือดมีขนาดใหญ่ขึ้น มองเห็นชัดเจนขึ้น ช่วยให้สามารถให้ยาในเด็ก ผู้สูงวัย และผู้ประสบอุบัติเหตุได้ง่ายและเร็วยิ่งขึ้น\r\n\r\n16.  เซนเซอร์วัดชีพจรด้วยสารประกอบนาโนจากสาหร่าย – University of Sussex\r\nเซนเซอร์วัดชีพจรที่มีความละเอียดและความแม่นยำสูง ซึ่งทำจากสารประกอบจากสาหร่าย มีราคาถูกและมีความแม่นยำมากกว่าเทคโนโลยีเดิมที่ใช้อยู่\r\n\r\n17.  เทคโนโลยีตรวจจับสายตาสำหรับห้องผ่าตัด – University Health Network\r\nระบบการตรวจจับสายตาของแพทย์ผ่าตัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารระหว่างผ่าตัด โดยระบบนี้เป็นระบบการตรวจจับสายตาแรก ที่เป็นระบบเฉพาะทางสำหรับใช้ในห้องผ่าตัด\r\n\r\nการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์นั้นมีอุปสรรคอยู่หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ การขาดแคลนทรัพยากรและความเชี่ยวชาญ ซึ่งการร่วมมือกันระหว่างภาคธุรกิจและภาควิชาการสามารถเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหานี้ได้ เพราะว่าทั้งสองฝ่ายต่างก็มีทรัพยากรและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน ภาคธุรกิจมีความรู้และประสบการณ์จากการทำงานในสถานการณ์จริง ส่วนภาควิชาการมีความเชี่ยวชาญในการทำวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล เครื่องมือเฉพาะทาง และเทคโนโลยีใหม่ๆ นอกจากนี้ ความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่ายสามารถทำให้ทีมเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้นอีกด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การนำผลงานวิจัยมาสร้างเป็นนวัตกรรมใหม่เพื่อออกสู่ตลาดนั้น ยังมีอุปสรรคอื่นๆอยู่อีกมากแม้ว่าจะมีความร่วมมือระหว่างบริษัทและนักวิจัยก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น การขยายกำลังการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการไปสู่ระดับโรงงานอุตสาหกรรม และปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาเนื่องจากเป็นผลงานที่เกิดจากความร่วมมือของหลายองค์กร การสื่อสารที่โปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย โดยเฉพาะลูกค้า/ผู้ป่วย จึงมีความสำคัญมากในการพัฒนานวัตกรรม \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.tcels.or.th/News/Coming-Soon/Activity-News/3806\r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1706857159.png"],
    [119,4812,"ทำไมแมลงวันถึงบินไว?","Mon, 2024-01-29 09:52","http://www.stkc.go.th/node/4812",null,"สาระวิทย์","          หลายคนคงมีประสบการณ์แมลงวันกวนใจ บินไปบินมาน่าตบ แต่พอเงื้อมือจะตบหรือเอาไม้ฟาดทีไร แมลงวันมักจะบินหายวับไปกับตา ทำไมมันถึงรู้ตัวไวขนาดนั้น หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้แมลงวันรอดตายก็คือ “ตา”\r\n\r\n          แมลงวันก็เหมือนกับแมลงส่วนใหญ่ คือมีขนาดตาที่ค่อนข้างโตเมื่อเทียบกับขนาดหัวของพวกมัน ตาโปน ๆ โต ๆ ของแมลงนี้ คือ ตารวม (compound eye) ที่ประกอบด้วยแผ่นรูปหกเหลี่ยมที่ปรากฏอยู่บนผิวภายนอกของตา ที่เรียกว่า facet คล้ายกระเบื้องหลาย ๆ แผ่นมาเรียงต่อกัน ภายในมีเลนส์ที่เรียกว่า ommatidia เลนส์เหล่านี้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับภาพโดยเฉพาะ แมลงจึงเห็นภาพได้เกือบรอบตัวและจับการเคลื่อนไหวได้ดี เรียกว่ายิ่งมากก็ยิ่งไว\r\n\r\n          นอกจากตารวมแล้ว แมลงยังมีตาอีกประเภทคือ ตาเดี่ยว (simple eye หรือ ocellus) ถ้าเราซูมดูหน้าแมลงใกล้ ๆ จะเห็นตุ่มนูนใส ๆ อยู่ตรงกลางระหว่างตารวม มีจำนวนตั้งแต่ 1-3 ตา ขึ้นอยู่กับชนิดของแมลง เจ้าจุดพวกนั้นก็คือตาเดี่ยว ทำหน้าที่รับรู้เกี่ยวกับความเข้มแสง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วแมลงส่วนใหญ่มีทั้งตารวมและตาเดี่ยว เช่น แมลงปอ แมลงวัน มีตาทั้งสองประเภท แต่ก็มีแมลงบางชนิดที่มีเฉพาะตารวม ไม่มีตาเดี่ยว และก็มีบางชนิดที่ไม่มีทั้งตารวมและตาเดี่ยว\r\n\r\n          กลับมาที่เจ้าแมลงวันว่าทำไมไวเหลือเกิน นั่นเป็นเพราะตารวมของพวกมันมีจำนวนเลนส์รับภาพตั้งสามพันถึงหกพันอัน แม้จะไม่ได้มากที่สุดถ้าเทียบกับตัวท็อปอย่างแมลงปอที่มีเป็นหลักหมื่น แต่เจ้าแมลงวันมีไอเทมลับที่ซ่อนไว้คือ ความตาไว ซึ่งวัดได้จากค่า flicker-fusion frequency ที่แมลงวันมีค่าสูงถึง 250 เฮิรตซ์ มากกว่าคนถึงสี่เท่า พูดง่าย ๆ คือแมลงวันรับภาพที่มีความถี่ได้สูงกว่าเรา ดังนั้นจึงมองเห็นเราเคลื่อนเข้าหามันแบบสโลว์โมชัน คำว่าไวของเราเท่ากับช้าของแมลงวัน มันจึงบินหนีไปสบาย ๆ ทิ้งให้เราลำบากว้าวุ่นอยู่อย่างนั้น\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.nstda.or.th/sci2pub/fly-compound-eye/\r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1706496748.png"],
    [120,4808,"ค้นพบแร่ลิเทียมในประเทศไทย ประเทศไทยจะเปลี่ยนไป...","Fri, 2024-01-26 13:50","http://www.stkc.go.th/node/4808","การผลิตด้วยเครื่องจักรและระบบควบคุม และวิชาอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน","นิตยสารสาระวิทย์","       จากข่าวการค้นพบ แหล่งแร่ลิเทียม ในประเทศไทยทำให้เกิดการตื่นตัวในวงการอุตสาหกรรม แต่ยังมีข้อสงสัยว่าการค้นพบลิเทียมนี้จะมีผลอย่างไรต่อการเติบโตด้านอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ของไทย\r\n\r\n    ลิเทียมเป็นธาตุหลักสำหรับการผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่นิยมใช้งานกันในปัจจุบัน ทั้งในยานยนต์ไฟฟ้า โทรศัพท์เคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และอุปกรณ์อื่นๆ อีกมากมาย ทั้งนี้สารประกอบลิเทียมเป็นองค์ประกอบหลักของส่วนแคโทดในเซลล์แบตเตอรี่ ร่วมกับธาตุอื่นๆ ขึ้นอยู่กับชนิดของแบตเตอรี่ หากเป็นแบตเตอรี่ชนิด NMC (LiNiMnCoO2) ก็จำเป็นต้องมีธาตุลิเทียม นิกเกิล แมงกานีส และโคบอลต์ในรูปของออกไซด์ หรือหากเป็นชนิด LFP (LiFePO4) ต้องประกอบไปด้วยธาตุลิเทียม เหล็ก และฟอสฟอรัสในรูปของออกไซด์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การผลิตแบตเตอรี่นั้น ต้องอาศัยธาตุหลายชนิดเพื่อผลิตขั้วแคโทด\r\n\r\n         นอกจากนี้ยังต้องการองค์ประกอบอื่นๆ อีก ทั้งส่วนของขั้วแอโนด สารอิเล็กโตรไลต์ เมมเบรน ขั้วนำไฟฟ้าทั้งฝั่งแคโทด และแอโนด วัสดุหุ้มเซลล์ และส่วนประกอบอิเล็กทรอนิกส์อื่น ธาตุลิเทียมเพียงอย่างเดียวนั้น ยังไม่สามารถผลิตออกมาเป็นแบตเตอรี่ได้\r\n\r\n          การผลิตลิเทียมในปัจจุบันนี้ มาจากสองรูปแบบ คือ น้ำเกลือ (brine) และหินแร่ (hard rock) โดยที่น้ำเกลือลิเทียมนั้น พบมากในแถบอเมริกาใต้ เช่น ชิลี โบลิเวีย อาร์เจนตินา และสาธารณรัฐประชาชนจีน ส่วนหินแร่นั้น มีการพบกระจายอยู่ทั่วไปในรูปของสโปดูมีน (Spodumene) และหินแร่อื่นๆ เช่น เลพิโดไลต์ (Lepidolite) ซึ่งแร่เลพิโดไลต์ชนิดนี้เป็นแร่ที่ได้มีรายงานว่ามีอยู่ในประเทศไทย\r\n\r\n        หัวใจสำคัญอีกประเด็นคือ การผลิตให้ได้ธาตุลิเทียมที่มีความบริสุทธิ์เพียงพอกับการผลิตแบตเตอรี่ และเป็นสารประกอบที่เหมาะสมแก่การผลิต กล่าวคือต้องอยู่ในรูปของลิเทียมคาร์บอเนตหากต้องการผลิตแบตเตอรี่ชนิด LFP และต้องอยู่ในรูปของลิเทียมไฮดรอกไซด์หากต้องการผลิตแบตเตอรี่ชนิด NMC ทั้งนี้ ยังมีความไม่แน่นอนในกระบวนการถลุงและแต่งแร่ว่า แร่ที่ผลิตได้นั้นจะได้คุณสมบัติที่เหมาะสมแก่การผลิตแบตเตอรี่หรือไม่\r\n\r\n      อีกปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงคือ ระยะเวลาที่ต้องใช้ในการสร้างเหมืองและทำการปรับปรุงกระบวนการผลิตแร่นั้น ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 ปี ซึ่งยาวนานกว่าการสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่หรือยานยนต์ไฟฟ้าหลายเท่าตัว\r\n\r\n       นอกจากการผลิตลิเทียมจากแหล่งแร่ใหม่ๆ แล้ว (ไม่ว่าจะมีปริมาณมากน้อยเพียงใด) การรีไซเคิลลิเทียมจากแบตเตอรี่ใช้แล้ว ก็เป็นอีกแหล่งการผลิตที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะสามารถตอบโจทย์ของเศรษฐกิจหมุนเวียนได้เป็นอย่างดี\r\n\r\n      การค้นพบแหล่งแร่ที่มีลิเทียมเป็นองค์ประกอบนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ดี อุตสาหกรรมแบตเตอรี่มีห่วงโซ่คุณค่าที่ยาว ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่นี้ได้หลายจุด แต่จำเป็นต้องให้ความสำคัญและทำการศึกษาและส่งเสริมอย่างจริงจัง ทั้งนี้แบตเตอรี่สามารถเป็นอุตสาหกรรมแบบ New S-curve ได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับยานยนต์ไฟฟ้า เพราะสามารถใช้งานได้หลากหลายมากกว่านั้น\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.nstda.or.th/sci2pub/lithium-mineral-resources-and-effects-on-the-thai-battery-industry/?fbclid=IwAR1gtQ9Q4aWEUS5fPTv_FkPAp9QVP20jDX1c-t2q6_s-kMNAqH37a_9mwwY\r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1706251822.png"],
    [121,4805,"มีไข้ นี่ฉันป่วยเป็นอะไรกันนะ?","Thu, 2024-01-25 14:56","http://www.stkc.go.th/node/4805","วิทยาภูมิคุ้มกัน","โรงพยาบาลศิครินทร์ กรุงเทพ","   เชื้อไวรัสและแบคทีเรียที่แพร่กระจายในอากาศเป็นปัจจัยที่ทำให้เพิ่มโอกาสติดเชื้อของโรคต่าง ๆ เช่น ไข้เลือด, โรคระบบทางเดินหายใจ, ไข้หวัดใหญ่, โควิด-19 ทำให้การปฏิบัติมาตรการป้องกันเป็นสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงและส่งเสริมสุขภาพทั่วไปของสังคม\r\n\r\nโรคทั้ง 3 มีการที่เหมือนกันอย่างเห็นได้ชัด คือ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงอย่างเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามร่างกาย อ่อนเพลีย หมดแรง อาจจะมีอาการในระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น ท้องอืด ถ่ายเหลว ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย\r\n\r\nโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A และโรคโควิด-19 เป็นกลุ่มโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ ซึ่งแยกความแตกต่างกันแทบจะไม่ได้เลย ในเบื้องต้นแนะนำให้ตรวจ ATK เพื่อวินิจฉัยอาการเบื้องต้นด้วยตนเองก่อน ว่ามีผลติดเชื้อไวรัส Covid-19 หรือไม่\r\n\r\nสำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A และโรคโควิด-19 ผู้ป่วยจะมีอาการเด่นชัดเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ไอ ไอมีเสมหะ ไอแห้ง เจ็บคอ เสียงแหบ (บางราย) มีน้ำมูก คัดจมูก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่มีโรคภูมิแพ้เป็นโรคประจำตัว จะพบว่ามีอาการแน่นจมูก มีน้ำมูก ได้บ่อยกว่าคนทั่วไป\r\n\r\nส่วนโรคไข้เลือดออก เป็นโรคไม่ติดต่อจากคนสู่คน มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ลักษณะอาการที่เด่นชัดของโรคไข้เลือดออก คือ มีไข้สูงนาน 2-7 วัน ปวดตามร่างกาย ตัวแดง ตาแดง และจะมีผื่นแดงขึ้น คันตามร่างกาย ปลายมือ และปลายเท้า ในช่วงที่ใกล้หาย\r\n\r\nทั้ง 3 โรคนี้จะมีอาการเหมือนกันที่สังเกตได้ คือ มีไข้สูง สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่ และโควิด-19 จะสังเกตได้ว่าคนรอบตัว หรือคนใกล้ชิดป่วยเป็นโรคเดียวกัน มีอาการของระบบทางเดินหายใจคล้ายกัน โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ A ติดต่อกันได้ง่ายมาก ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อภายในครอบครัว หรือในสถานที่ทำงานเดียวกัน\r\n\r\nส่วนโรคโควิด-19 มักพบว่า มีการแพร่ระบาดเป็นคลัสเตอร์โควิดเล็กๆ หรือแหล่งที่มาของการติดเชื้ออยู่เป็นระยะ ซึ่งไม่สามารถระบุได้ชัดว่ามีต้นทางมาจากที่ใด เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะสัมผัสรับเชื้อจากคนอื่นๆ ในพื้นที่เดียวกัน คลัสเตอร์สามารถเป็นได้ทั้งสถานที่ กิจกรรม หรือกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกัน เช่น ปาร์ตี้ คอนเสิร์ต สนามกีฬา เป็นต้น\r\n\r\nสำหรับโรคไข้เลือดออก มักพบว่ามีสมาชิกที่อาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันป่วยเหมือนกันได้ แต่จะไม่ติดต่อจากคนสู่คน สาเหตุเกิดจากยุงที่มีเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) มากัด ทำให้เกิดการติดเชื้อ ดังนั้น ให้สังเกตอาการคนรอบตัวของเราว่า มีประวัติป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ หรือ โควิด-19 หรือเปล่า และหากมีอาการแสดงภายใน 7 วัน หรือมีไข้สูงเฉียบพลันขึ้นมา ให้สงสัยว่าเราอาจป่วยเป็น 3 โรคนี้ได้!\r\n\r\nโรคไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ และโรคโควิด-19 ทั้ง 3 โรคนี้มีวัคซีนที่ช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของโรคได้\r\n\r\n\r\n\tวัคซีน Covid-19 มีประสิทธิภาพช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ทุกกลุ่มอายุ 80-90% โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับวัคซีน mRNA ตั้งแต่ 3 เข็มขึ้นไป\r\n\tวัคซีนไข้เลือดออก มีประสิทธิภาพช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ 90% โดยฉีดทั้งหมด 3 เข็ม เว้นระยะห่างกัน 6 เดือน สามารถช่วยลดความรุนแรงได้ตลอดชีวิต\r\n\tวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เป็นวัคซีนที่แนะนำให้ฉีดทุกปี ปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากเชื้อไข้หวัดมีการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์ในแต่ละปี\r\n\r\n\r\nวิธีการป้องกันโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจ เป็นวิธีที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว หมอจะขอทบทวนและเน้นย้ำให้ทุกคนดูแลตนเอง โดยสวมหน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน โดยหน้ากากต้องแนบสนิทกับใบหน้า ครอบคลุมตั้งแต่สันจมูกจนถึงปลายคาง หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไป รักษาระยะห่างกับคนอื่น ไม่ไปในสถานที่แออัด หรืออับอากาศ\r\n\r\nการป้องกันโรคไข้เลือดออก สามารถทำได้โดยการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย แหล่งน้ำนิ่ง ทำความสะอาดบ้านให้ปลอดโปร่ง เพื่อไม่ให้ยุงลายมาเกาะพัก รวมไปถึงเก็บขยะ เศษภาชนะที่อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายได้\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.sikarin.com/category/doctor-articles\r\n\r\nเผยแพร่ : นายปฏิภาณ นามแก้ว\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1706169377.png"],
    [122,4789,"วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช","Tue, 2024-01-16 15:13","http://www.stkc.go.th/node/4789","ประวัติศาสตร์และโบราณคดี","http://www.info.ru.ac.th/province/sukhotai/pday.htm","พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์พระร่วง กรุงสุโขทัย ทรงทำนุบำรุงปกครองบ้านเมืองด้วยพระเมตตาธรรมต่อไพร่ฟ้า อาณาประชาราษฎร์ ทรงสร้างสรรค์มรดกทางศิลปะและวัฒนธรรมที่สำคัญๆ\r\nของชาติไว้อย่างอเนกอนันต์ มรดกของชาติที่สำคัญที่สุดก็คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชได้ทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อประมาณปีพุทธศักราช 1826 อันเป็นต้นกำเนิดของอักษรไทยที่ใช้กันในทุกวันนี้\r\n\r\nนอกจากนี้พระองค์ท่านยังได้ทรงรวบรวมแคว้นต่างๆ เข้าด้วยกันจนเป็นราชอาณาจักรไทยที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าทุกยุคสมัยที่ผ่านมา พระราชกรณียกิจอันเป็นคุณประโยชน์แก่ประโยชน์แก่ประเทศชาติของพระองค์ท่าน\r\nล้วนแต่เป็นการวางรากฐาน แห่งความเจริญไว้ให้แก่ประเทศชาติและปวงชนชาวไทยทุกคนสืบทอดต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนานมากว่า 718 ปี\r\n\r\nพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพบหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งตรงกับวันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2376 เมื่อได้มีการนำเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ในคราวประชุม \r\nเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2532 แล้ว ในที่สุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติตามที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ในการกำหนดวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ ซึ่งคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ\r\nและคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทยและจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ได้พิจารณาเห็นชอบด้วยแล้ว ดังนั้นวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2533 จึงเป็น \"วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช\"\r\nวันสำคัญทางประวัติศาสตร์วันหนึ่งซึ่งถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก\r\n\r\nวันที่ 17 มกราคมของทุกปี จึงถือเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์ คือ วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช\r\nมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ได้อัญเชิญพระนามพ่อขุนรามคำแหงมหาราช องค์มหาบูรพกษัตริย์ของประเทศไทย ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์\r\nแก่ประเทศชาติอย่างยิ่งใหญ่ไพศาลมาแล้วในอดีต มาตั้งเป็นชื่อของมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยได้อัญเชิญมาเป็นเครื่องหมายและนามของมหาวิทยาลัย นับจากวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว\r\nได้เสด็จพระดำเนินมาทรงประกอบพิธีเปิดพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และพระราชทานปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2518 แล้วมหาวิทยาลัย ได้กำหนดให้วันที่\r\n26 พฤศจิกายน เป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่มหาวิทยาลัย โดยได้จัดให้มีพิธีบวงสรวงและกระทำพิธีสักการะพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ต่อมาในปี พ.ศ.2533 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ\r\nอนุมัติให้วันที่ 17 มกราคม ของทุกปี เป็น \"วันพ่อขุนรามคำแหงมหาราช\" มหาวิทยาลัยจึงได้จัดให้มีพิธีบวงสรวง และกระทำพิธีสักการะพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช\r\nซึ่งประดิษฐาน ณ บริเวณลานพ่อขุนซึ่งเป็นศูนย์กลางของมหาวิทยาลัยทุกปีเสมอมา","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1705392835.png"],
    [123,4787,"ชวนน้องๆ เที่ยวงานถนนสายวิทยาศาสตร์รับวันเด็กแห่งชาติ 2567 ณ เดอะ สตรีท รัชดา กรุงเทพฯ ชั้น 1 และ 5","Wed, 2024-01-10 17:38","http://www.stkc.go.th/node/4787",null,null,"ชวนน้องๆ เที่ยวงาน “ถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567”\r\n\r\nร่วมสนุกกับความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมที่หลากหลาย เพลิดเพลินไปกับความรู้รอบตัวแบบไม่รู้จบ\r\n\r\nพบกิจกรรมตะลุยโลกเสมือนจริงจาก STKC \r\n  STKC Universe AR\r\n  STKC Micro AR\r\n\r\nนอกจาก กิจกรรมแล้ว ทีม STKC ยังยกทัพของที่ระลึกไปแจกฟรี อีกเพียบ !\r\n\r\nพลาดไม่ได้ ! แล้วมาพบกันนะ \r\nวันที่ 12-13 ม.ค. 2567\r\nเวลา 10.00 น. - 19.00 น.\r\nณ จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะ สตรีท รัชดา กรุงเทพฯ ชั้น 1 และ 5\r\nพิกัด https://goo.gl/maps/B3EvYFXiMirK37m9A\r\n\r\nหากสุดสัปดาห์นี้ว่าง อย่าลืมชวนน้องๆ หนูๆ มาเที่ยวและเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไปด้วยกัน นะครับ\r\n\r\n#STKC\r\n\r\n\r\nสถานที่จัดงาน \" ถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 \" สนุกกับกิจกรรมเติมเต็มความสุขและความคิดสร้างสรรค์ให้กับน้อง ๆ หนู ๆ มากมาย ‼\r\n\r\nวันที่ 12-13 มกราคม 2567 เวลา 08.30-17.00 น. ณ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถนนโยธี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. \r\n     พิกัด https://maps.app.goo.gl/mVVvATYRf1PKG4KMA\r\n\r\nสถานที่จัดงาน \" ถนนสายวิทยาศาสตร์ รับวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2567 \" สนุกกับกิจกรรมเติมเต็มความสุขและความคิดสร้างสรรค์ให้กับน้อง ๆ หนู ๆ มากมาย ‼\r\n\r\n- วันที่ 12-13 มกราคม 2567 เวลา 08.30-17.00 น. ณ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถนนโยธี แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กทม. \r\n     พิกัด https://maps.app.goo.gl/mVVvATYRf1PKG4KMA\r\n\r\n- วันที่ 12-14 มกราคม 2567 เวลา 10.00-19.00 น. ณ NSM Science Square @ The Street Ratchada ชั้น 5 ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา MRT ศูนย์วัฒนธรรม กทม. \r\n     พิกัด https://goo.gl/maps/B3EvYFXiMirK37m9A\r\n\r\n- วันที่ 13 มกราคม 2567 เวลา 08.00-17.00 น. ณ 4 พิพิธภัณฑ์ขององค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM คลองห้า ปทุมธานี \r\n     พิกัด https://goo.gl/maps/WyNvyetB2Ap4RfeH8\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1704883097.png"],
    [124,4762,"น้ำผลไม้ปั่น ประโยชน์ และข้อควรรู้ก่อนดื่ม","Thu, 2023-12-14 10:47","http://www.stkc.go.th/node/4762","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.pobpad.com/น้ำผลไม้ปั่น","น้ำผลไม้ปั่นถือเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ช่วยเติมสารอาหารดี ๆ ให้กับร่างกายได้ดี อีกทั้งยังเป็นเครื่องดื่มที่สามารถทำได้ง่าย อย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำผลไม้ปั่นก็ยังมีข้อควรรู้บางประการ ที่จะช่วยให้เราดื่มได้อย่างดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น\r\n\r\nน้ำผลไม้ปั่นเป็นเครื่องดื่มที่ได้จากการนำผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลากชนิด ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของแต่ละคน มาปั่นรวมกัน ซึ่งในบางคนก็อาจจะเพิ่มวัตถุดิบบางอย่างเพื่อปรุงแต่งรสชาติหรือเป็นการเพิ่มสารอาหารให้มากยิ่งขึ้นได้อีกด้วย เช่น นม โยเกิร์ต น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง เครื่องดื่มชนิดนี้จึงมักเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่ต้องการเครื่องดื่มที่มีทั้งความอร่อยและประโยชน์ต่อสุขภาพไปพร้อม ๆ กัน\r\n\r\n\r\n\r\nประโยชน์ของน้ำผลไม้ปั่นและเคล็ดลับในการเลือกผลไม้\r\n\r\nประโยชน์หลัก ๆ ของน้ำผลไม้ปั่นก็คือเรื่องของการคงคุณค่าทางสารอาหารเอาไว้ โดยเฉพาะใยอาหาร เนื่องจากน้ำผลไม้ปั่นเป็นเครื่องดื่มที่ได้จากการผสมกันของผลไม้ทั้งผล ทั้งเนื้อและน้ำ\r\n\r\nนอกจากนี้ น้ำผลไม้ปั่นยังเป็นเครื่องดื่มที่สามารถเติมวัตถุดิบอื่น ๆ เข้าไปในกระบวนการทำได้ง่ายอีกด้วย ซึ่งก็จะเป็นการเพิ่มสารอาหารให้ร่างกายได้อีกทางหนึ่ง โดยวัตถุดิบที่มักถูกนำมาใช้ก็เช่น นม โยเกิร์ต และโปรตีนผง\r\n\r\nส่วนประโยชน์ในด้านสุขภาพ ประโยชน์ของน้ำผลไม้ปั่นจะแตกต่างกันไปตามชนิดของผลไม้และวัตถุดิบอื่น ๆ ที่ถูกปั่นรวมกัน ซึ่งหากใครที่ต้องการประโยชน์ที่หลากหลาย สิ่งที่ควรคำนึงถึงก็ควรจะเป็นการเลือกชนิดของผลไม้ให้หลากสีเข้าไว้ เนื่องจากสีของผลไม้แต่ละสีก็มักจะมีคุณค่าทางสารอาหารที่แตกต่างกัน\r\n\r\nโดยตัวอย่างผลไม้ที่แนะนำก็เช่น\r\n\r\n\r\n\tกล้วย กล้วยเป็นผลไม้ที่ให้คาร์โบไฮเดรตสูง อีกทั้งยังมีแร่ธาตุดี ๆ อย่างแมกนีเซียมและโพแทสเซียมอีกด้วย\r\n\tฝรั่ง ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารดี ๆ อยู่หลายชนิด โดยชนิดที่เด่น ๆ ก็เช่น วิตามินซี และใยอาหาร\r\n\tมะม่วง มะม่วงเป็นผลไม้ที่มีสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระโชนิดหนึ่งที่ค่อนข้างสูง\r\n\tแตงโม แตงโมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานต่ำ และให้วิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 5 โพแทสเซียม และทองแดง\r\n\tอะโวคาโด แม้อะโวคาโดจะเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง แต่อะโวคาโดก็เป็นผลไม้ที่ให้สารอาหารดี ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นไขมันดี ใยอาหาร วิตามินซี วิตามินอี และโฟเลท\r\n\tกีวี กีวีเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานที่ต่ำและให้สารอาหารดี ๆ หลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซี\r\n\r\n\r\nข้อควรรู้เกี่ยวกับน้ำผลไม้ปั่น\r\n\r\nแม้น้ำผลไม้ปั่นจะเป็นเครื่องดื่มที่สามารถช่วยเพิ่มสารอาหารดี ๆ ให้กับร่างกาย แต่การดื่มที่มากเกินไปก็อาจส่งผลให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินความจำเป็นได้เช่นกัน ดังนั้น นอกจากเรื่องของสารอาหารแล้ว ก็ควรจำกัดปริมาณการดื่มให้พอเหมาะด้วยเช่นกัน และหากใครมีโรคประจำตัวใด ๆ อยู่ก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนถึงปริมาณและชนิดของผลไม้ที่สามารถรับประทานได้\r\n\r\nนอกจากนี้ ผู้ที่ดื่มน้ำผลไม้ปั่นควรให้ความสำคัญกับปริมาณการเติมน้ำตาลเพื่อปรุงรสน้ำผลไม้ปั่นด้วย เนื่องจากการใช้น้ำตาลเพื่อปรุงรสที่มากเกินไปก็อาจเป็นการเพิ่มพลังงานให้ร่างกายที่มากเกินไปได้เช่นกัน\r\n\r\nและที่สำคัญอีกอย่างก็คือเรื่องของความสะอาด โดยให้เลือกซื้อผลไม้จากแหล่งที่น่าเชื่อถือเท่านั้น และที่สำคัญควรล้างผลไม้ให้สะอาดดีก่อนรับประทานเสมอ เพื่อป้องกันร่างกายจากสารต่าง ๆ ที่อาจปนเปื้อนมากับผลไม้\r\n\r\nสำหรับใครที่มีโรคประจำตัวใด ๆ อยู่ โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติแพ้ผลไม้ชนิดใด ๆ ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนถึงชนิดและปริมาณผลไม้ที่สามารถรับประทานได้ เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพและป้องกันการเกิดผลข้างเคียงจากการรับประทานผลไม้บางชนิด\r\n\r\nสุดท้ายนี้ แม้การดื่มน้ำผลไม้ปั่นจะอาจเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในการที่จะมีสุขภาพที่ดีนั้น การดูแลตัวเองในด้านอื่น ๆ ก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การจัดการกับความเครียด การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1702525670.png"],
    [125,4761,"น้ำตกบนดวงอาทิตย์","Thu, 2023-12-14 10:02","http://www.stkc.go.th/node/4761","ดาราศาสตร์","https://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/3013-sun-plasma-waterfall","นักถ่ายภาพดาราศาสตร์พบปรากฏการณ์ประหลาดบนดวงอาทิตย์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับน้ำตก ที่มีความสูงมากกว่า 100,000 กิโลเมตร\r\n\r\n\r\n\r\nภาพพลาสมาที่มีลักษณะคล้ายกับน้ำตกบนดวงอาทิตย์\r\n\r\n(ที่มาภาพ: Eduardo Schaberger Poupeau)\r\n\r\n \r\n\r\nภาพปรากฏการณ์คล้ายกับน้ำตกบนดวงอาทิตย์นี้ บันทึกเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ. 2023 ผ่านกล้องถ่ายภาพชนิดพิเศษ โดยนักถ่ายภาพดาราศาสตร์ชาวอาเจนตินา ชื่อว่า Eduardo Schaberger Poupeau ซึ่งเขาสังเกตเห็นความประหลาดนี้ได้ภายหลังจากที่อัพโหลดภาพลงคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้ว และพบว่าภาพของเขาที่ได้นั้น มีความละม้ายคล้ายกับน้ำตกที่อยู่บนดวงอาทิตย์เสียจริง ๆ\r\n\r\nในทางวิชาการเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Polar Crown Prominence หรือ PCP เป็นปรากฏการณ์บนดวงอาทิตย์ที่มีลักษณะคล้ายกับสายน้ำที่กำลังตกลงพื้น มีชื่อเรียกกันเล่น ๆ ว่า Plasma Waterfalls หรือน้ำตกพลาสมา\r\n\r\nPCP เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นปกติบนดวงอาทิตย์ และมักจะเกิดขึ้นถี่ขึ้นเมื่อเข้าใกล้วันครบรอบวัฏจักรสุริยะ (ทุก ๆ 11 ปี โดยประมาณ) ที่เรียกว่า Solar Maximum เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ที่เกี่ยวข้องกับพลาสมาอื่น ๆ\r\n\r\nการเกิด PCP มีความคล้ายกับการเกิดเปลวสุริยะ ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่สม่ำเสมอของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ ทำให้พลาสมาซึ่งเป็นแก๊สที่แตกตัวเป็นไอออน เกิดการพวยพุ่งออกจากพื้นผิวดวงอาทิตย์ โดย PCP มักจะเกิดขึ้นใกล้กับบริเวณขั้วของดวงอาทิตย์ทั้งขั้วเหนือและขั้วใต้ประมาณละติจูดที่ 60 - 70 องศา ซึ่งครั้งนี้คาดว่าพลาสมาพุ่งสูงขึ้นไปจากผิวดวงอาทิตย์ถึง 100,000 กิโลเมตรเลยทีเดียว\r\n\r\nถึงแม้ว่า PCP จะมีลักษณะคล้ายกับการตกของกระแสน้ำที่น่าจะไหลได้อย่างสม่ำเสมอ แต่การตกของพลาสมาภายใน PCP แต่ละจุดนี้ ไม่ได้เป็นการตกอย่างอิสระเหมือนน้ำตกบนโลก เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับความเข้มของสนามแม่เหล็กในแต่ละตำแหน่ง ส่งผลให้พลาสมาพุ่งด้วยความเร็วได้สูงสุดถึง 36,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเร็วเกินกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญคำนวณได้จากความเข้มของสนามแม่เหล็กเสียอีก ซึ่งยังเป็นปริศนาที่นักวิจัยพยายามหาคำตอบกันอยู่\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพ PCP (ในวงกลม) ซึ่งถ่ายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ.2023 โดยหอสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ Solar Dynamics Observatory ของนาซา\r\n\r\n(ที่มาภาพ: NASA/SDO)\r\n\r\n \r\n\r\nงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชื่อ Frontiers in Physics เมื่อปี ค.ศ. 2021 ระบุว่า PCP มีขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง 2 ระยะหว่างการปะทุ ได้แก่ “ระยะเชื่องช้า” เป็นช่วงที่พลาสมาพุ่งขึ้นจากผิวดวงอาทิตย์อย่างช้า ๆ และ “ระยะรวดเร็ว” เป็นช่วงที่พลาสมาถูกสนามแม่เหล็กเร่งให้พุ่งขึ้นไปที่ตำแหน่งสูงสุด ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าความเร็วของพลาสมาที่เกินขีดจำกัดอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้ อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ยังคงต้องวิจัยเพิ่มเติมกันต่อไปเพื่อบ่งชี้เหตุผลให้ได้อย่างชัดเจน\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพเคลื่อนไหวปรากฏการณ์ PCP ที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนที่ขึ้นและการตกลงของพลาสมา เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ.2006\r\n\r\n(ที่มาภาพ: NASA)\r\n\r\n \r\n\r\nนักฟิสิกส์ดวงอาทิตย์สนใจปรากฏการณ์พวยพุ่งของพลาสมาบนดวงอาทิตย์ เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการปลดปล่อยมวลสารบนชั้นโคโรนา หรือ Coronal Mass Ejections (CME) ซึ่งเป็นพลาสมามวลมหาศาลที่หลุดออกมาจากชั้นบรรยากาศดวงอาทิตย์ ขณะที่ PCP จะเป็นพลาสมาที่ถูกสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ยึดเหนี่ยวเอาไว้ ทำให้พลาสมาที่พวยพุ่งออกมา ตกวนกลับไปกลับมาสู่พื้นผิวของตัวมันเอง ไม่ได้หลุดออกจากชั้นบรรยากาศ จึงเป็นที่สนใจต่อนักฟิสิกส์นิวเคลียร์\r\n\r\nจากกระบวนการเกิด PCP นี้ หากเราศึกษาข้อมูลในเชิงลึกให้มากขึ้นต่อไปอีก อาจช่วยให้เราสามารถปรับปรุงการทดลองเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบฟิวชัน ที่เป็นพลังงานสะอาด และเป็นไปได้ว่าในอนาคตจะมาทดแทนพลังงานจากฟอสซิลที่เรากำลังใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นได้\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1702523683.png"],
    [126,4748,"UNESCO ประกาศขึ้นทะเบียน สงกรานต์ไทย เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ","Fri, 2023-12-08 09:16","http://www.stkc.go.th/node/4748","ประวัติศาสตร์และโบราณคดี","https://www.tnnthailand.com/news/social/158945/","UNESCO ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ไทย” เป็นรายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทย\r\n\r\nกระทรวงวัฒนธรรม จัดงานเฉลิมฉลองในโอกาสที่ องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO: United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization) ขึ้นทะเบียน ‘สงกรานต์ในประเทศไทย’ เป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ที่ผ่านมา \r\n\r\nโดย”สงกรานต์ในประเทศไทย” (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year festival) ถือเป็นรายการในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ ลำดับที่ 4 ของประเทศไทย\r\n\r\nก่อนหน้านี้ UNESCO ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้แก่\r\n\r\n\r\n\t“โขน” (Khon, masked dance drama in Thailand) ในปี 2561\r\n\t“นวดไทย” (Nuad Thai, Traditional Thai Massage) ในปี 2562\r\n\t“โนรา” ของภาคใต้ (Nora, Dance Drama in Southern Thailand) ในปี 2564\r\n\r\n\r\nสงกรานต์ ถือเป็นประเพณีในวันปีใหม่ไทย มีการเฉลิมฉลองในช่วงกลางเดือนเมษายนทั่วประเทศ เป็นประเพณีที่ได้รับการฝึกฝนและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นโดยคนไทยและชุมชนชาติพันธุ์ ซึ่งเป็นประเพณีอันงดงามและมีความหมาย สะท้อนถึงคุณค่าของความกตัญญูกตเวทีของไทยต่อบรรพบุรุษ ความเอื้ออาทรและความปรารถนาดีต่อผู้อื่น และจิตวิญญาณแห่งความสามัคคี\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1702001796.png"],
    [127,4730,"ประโยชน์ของมะนาว ไม่ได้มีแค่ความเปรี้ยว","Thu, 2023-11-23 15:02","http://www.stkc.go.th/node/4730",null,null,"        ใครที่ชอบทานอาหารรสเปรี้ยวที่ได้จาก มะนาว  บทความนี้จะพาไปรู้จัก ประโยชน์และสรรพคุณของ มะนาว บอกเลยว่าเห็นลูกเล็กๆ แบบนี้ เค้าไม่ได้มีดีแค่ความเปรี้ยวในอาหารเท่านั้นนะ! แต่ยังมีสรรพคุณทางยาและประโยชน์อีกมากมายแบบที่เราคาดไม่ถึงเลยจริงๆ  รับรองว่าซื้อตุนติดบ้านไว้เยอะๆ แล้วไม่เสียหายแน่นอน ตามไปเปิดสารพัดประโยชน์กันเลย\r\n\r\nประโยชน์ของ มะนาว\r\n        นอกจากประโยชน์ที่ใช้ได้ในชีวิตประจำวันทั่วไป มะนาวยังมีสรรพคุณทางยา ตามตำรับสมุนไพรไทย ที่สามารถใช้แก้ และรักษาโรคที่เกิดจากธาตุต่างๆ ได้อีกหลายโรค โดยเฉพาะน้ำมะนาวที่เป็นกรด มีรสเปรี้ยว สามารถรับประทานได้นั้น มีประโยชน์สารพัด\r\n \r\nแต่ละส่วนของมะนาวมีประโยชน์ดังนี้\r\nราก - กระทุ้งพิษไข้ ถอนพิษสำแดง แก้สติหลงลืม แก้ไข้ แก้ไข้กาฬ แก้ฝี แก้ปวด แก้อักเสบ ถอนพิษไข้ กลับไข้ซ้ำ\r\nใบ - ฟอกโลหิต แก้ตับทรุด\r\nดอก - แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อและปวดท้อง แก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน (เกิดจากธาตุไม่ปกติ ) แก้ไอ ขับเสมหะ\r\nผล - แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อและปวดท้อง ทาแก้ผิวแห้งตกสะเก็ด แก้สิวฝ้า แก้ส้นเท้าแตก แก้ไอ รักษาแผลจากแมลงมีพิษ\r\nเมล็ด - แก้พิษตานซาง แก้หายใจขัด แก้ไข้ขับเสมหะ แก้พิษฝีภายใน\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttp://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_08_9.htm\r\nhttps://hdmall.co.th/c/lemon-benefits\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1700726541.png"],
    [128,4707,"เทมเป้ คืออะไร","Fri, 2023-11-17 10:19","http://www.stkc.go.th/node/4707","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"     เทมเป้ กำลังฮิตติดเทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ เมื่อมันเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี ที่สามารถกินทดแทนเนื้อสัตว์ได้ ลดการได้รับไขมันส่วนเกิน แต่รู้หรือไม่ว่า ผลิตมาจากอะไร และยังมีคุณประโยชน์อย่างอื่นอีกหรือไม่ ที่จะส่งผลดีต่อสุขภาพ\r\n\r\n      เทมเป้ คือ อาหารพื้นเมืองของประเทศอินโดนีเซียตั้งแต่เมื่อ 200 ปีก่อน ทำมาจากถั่วที่นำไปหมักกับเชื้อรา Rhizopus oligosporus (โรไซปัส โอลิโกสปอรัส) ซึ่งเป็นเชื้อราที่มีประโยชน์ เมื่อหมักแล้วจะทำให้เกิดเส้นใยสีขาวช่วยยืดถั่วเหลืองให้ติดกันแน่นจนเป็นก้อน ผู้คนนิยมทานเทมเป้เพราะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีโปรตีนสูง สามารถกินทดแทนเนื้อสัตว์ได้ ในประเทศอินโดนีเซียเทมเป้จึงเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลาม ที่ต้องการกินทดแทนเนื้อหมูหรือเนื้อวัว เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะได้รับโปรตีนอย่างเต็มที่ด้วย เนื่องจากโปรตีนที่เกิดขึ้นในเทมเป้จะถูกย่อยเป็นโปรตีนที่มีขนาดเล็กลง จนเปลี่ยนเป็นกรดอะมิโน ซึ่งเป็นโปรตีนหน่วยเล็กที่สุด จึงทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่\r\n\r\nประโยชน์ของเทมเป้\r\n1. ลดอาการวัยทองในผู้หญิง\r\n2. ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด\r\n3. บำรุงสมองและระบบประสาท\r\n4. บำรุงตับ ลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี\r\n5. ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและสร้างเม็ดเลือดให้เป็นปกติ\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.pobpad.com/เทมเป้-อาหารเพื่อสุขภาพ\r\nhttps://www.sgethai.com/article/เทมเป้-คืออะไร/#เทมเป้_คืออะไร\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1700191147.png"],
    [129,4691,"สิวที่หลังเกิดขึ้นได้อย่างไร","Wed, 2023-11-15 15:05","http://www.stkc.go.th/node/4691","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"     นอกจากปัญหาผิวเป็นสิวบนใบหน้าที่อาจก่อให้เกิดความไม่มั่นใจในใครหลายๆคนแล้ว สิวที่หลังก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการใส่เสื้อผ้าเปิดหลังอีกด้วย หากใส่เสื้อเปิดหลังหรือว่าไปทะเลแล้วสิวขึ้นหลัง มีจุดนูนหรือตุ่มแดงที่เป็นจุดเด่นบนแผ่นหลังเนียน อาจส่งผลให้เกิดความรู้สึกสูญเสียความมั่นใจ สาดหตุของสิวที่เกิดขึ้นจากด้านหลังมันเกิดขึ้นได้อย่างไรบทความนี้มีคำตอบ\r\n\r\nสาเหตุของการเกิดสิวที่หลัง\r\n\r\n1.สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ไม่ดีพอ จึงทำให้เกิดความอับชื้นและสะสมเชื้อแบคทีเรีย สิ่งสกปรก และคราบเหงื่อไคล จนเกิดการอุดตันของรูขุมขนแล้วกลายเป็นสิวที่หลังในที่สุด\r\n2.สวมใส่ชุดนอนซ้ำๆ ทุกวัน หลายคนมีพฤติกรรมไม่ค่อยชอบเปลี่ยนชุดนอนทุกวัน ทั้งที่เวลาเรานอนบนที่นอนนั้น แผ่นหลังจะต้องสัมผัสกับชุดนอนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้เกิดคราบเหงื่อและความอับชื้นสะสมมากขึ้น จนทำให้เกิดสิวที่หลังนั่นเอง\r\n3.ความไม่สะอาดของเครื่องนอน โดยปกติเราควรเปลี่ยนปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้คราบสกปรกฝังแน่นและเป็นแหล่งสะสมเชื้อแบคทีเรีย\r\n4.รับประทานของทอดหรือมันๆ เป็นประจำ อาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันสูงเป็นสาเหตุทำให้เกิดสภาวะผิวมันมากขึ้น จึงทำให้เกิดการอุดตันในรูขุมขนและเกิดสิวที่หลังได้ง่าย\r\n5.ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ล้างออกยาก ไม่ว่าจะเป็นแชมพูหรือสบู่เหลวที่ล้างออกยาก ล้วนแต่ทำให้เกิดการตกค้างของสารเคมีต่างๆ ที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ รวมถึงการล้างออกที่ไม่สะอาดอีกด้วย\r\n6.ปล่อยให้เหงื่อแห้งไปกับตัว โดยไม่รีบอาบน้ำหลังจากที่เหงื่อออกจนชุ่มโชก จึงเป็นสาเหตุของการเกิดสิวที่หลัง เพราะความสกปรกของคราบเหงื่อไคลและเชื้อแบคทีเรียนั่นเอง\r\n7.ใช้ผงซักฟอกที่มีฤทธิ์รุนแรง เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารเคมีที่ออกฤทธิ์อย่างรุนแรง จึงทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวพรรณ\r\n8.ไม่รีบเช็ดผมและเช็ดตัวให้แห้งหลังอาบน้ำเสร็จ จึงทำให้แผ่นหลังเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา และเมื่อสวมใส่เสื้อผ้าก็จะมีความอับชื้น ทำให้เกิดแบคทีเรียสะสมได้ง่าย\r\n\r\nวิธีรักษาสิวที่หลังแบบธรรมชาติ\r\n\r\n1.หลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ช่วงนี้ต้องงดสครับหรือการขัดผิวชั่วคราว เนื่องจากยิ่งเราทำให้ผิวบริเวณนั้นระคายเคืองมากเท่าไร ก็จะช่วยเร่งอาการเห่อและลุกลามของสิวที่หลังมากขึ้นเท่านั้น\r\n2.ใช้โทนเนอร์เช็ดหลังอาบน้ำ โดยชุบกับสำลีแล้วเช็ดบริเวณที่เป็นสิว เหมือนกับขั้นตอนที่เรามีสิวบนใบหน้า\r\n3.ใช้ยารักษาสิวชนิดทา แต้มยาบริเวณที่หัวสิวอย่างสม่ำเสมอ\r\n4.รับประทานยารักษาสิว ในกรณีนี้ควรใช้เฉพาะกับผู้ที่มีปัญหาสิวที่หลังค่อนข้างรุนแรง และควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือเภสัชกรก่อนทุกครั้ง\r\n5.ใช้แป้งน้ำรักษาสิว เป็นผลิตภัณฑ์รักษาสิวที่มีความปลอดภัยสูง สามารถใช้อย่างต่อเนื่องได้ ซึ่งไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง โดยจะทำให้หัวสิวแห้งและหลุดลอกออกไป\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://skinx.app/content/acne/what-is-acne\r\nhttps://mgronline.com/infographic/detail/9600000119998\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1700035529.png"],
    [130,4687,"ฤดูหนาวแต่ทำไมมันไม่หนาว","Fri, 2023-11-10 13:21","http://www.stkc.go.th/node/4687","อุตุนิยมวิทยา",null,"      ช่วงนี้ก็ใกล้จะเข้าฤดูหนาวกันแล้วน่ะครับ บางคนก็เตรียมเสื้อผ้าหาสถาานที่ท่องเที่ยวกัน แต่ทว่าทำไมถึงยังไม่หนาว แถมบางที่ก็ฝนยังตกอีกด้วยซ้ำ โดยเฉพาะแถวๆกรุงเทพฯและปริมณฑล ทำไมกัน ทำไมถึงยังไม่หนาวสักที บทความนี้มีคำตอบ\r\n      กรมอุตุนิยมวิทยา ได้แจ้งว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูหนาวล่าช้ากว่าปกติ เนื่องจากสภาวะอากาศบริเวณภูมิภาคเอเชียและมหาสมุทรแปซิฟิกมีความผันแปรจากปกติ ในขณะที่บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนที่แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมมีกำลังอ่อนและแผ่ลงมาปกคลุมไม่ต่อเนื่อง ทำให้บริเวณประเทศไทยตอนบนอุณภูมิลดลงเล็กน้อยและมีอากาศเย็นบางพื้นที่  ประกอบกับมีฝนตกเป็นระยะ ซึ่งไม่เป็นไปตามเกณฑ์การประกาศการเริ่มต้นฤดูหนาวของประเทศไทยดังนั้นจึงไม่สามารถประกาศการเข้าสู่ฤดูหนาวในช่วงเดือนตุลาคมได้ \r\n    เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งในปีนี้มีความรุนแรงเป็นพิเศษในแถบมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้หลายภูมิภาคของโลกต้องเผชิญภัยแล้ง คลื่นความร้อน และไฟป่าที่ลุกลามเป็นบริเวณกว้างมากขึ้น รวมทั้งปริมาณน้ำในแหล่งที่ใช้อุปโภคบริโภคกันเป็นประจำ ยังแห้งเหือดลงอย่างรวดเร็วน่าใจหาย จนบรรดาผู้เชี่ยวชาญหวั่นเกรงว่า ประชากรโลกจำนวนไม่น้อยจะต้องเผชิญกับหายนะในการดำรงชีวิตเร็ว ๆ นี้\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.tmd.go.th/weather/weatherthailand\r\nhttps://www.tmd.go.th/info/ปรากฏการณเอลนโญ\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1699597289.png"],
    [131,4675,"ประโยชน์ของตะไคร้ ไม่ได้มีไว้แค่ปัก","Wed, 2023-11-01 15:07","http://www.stkc.go.th/node/4675","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"         เชื่อว่าทุกคนคงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีกับสมุนไพรที่ชื่อว่าว่าตะไคร้นี้  เป็นสมุนไพรที่ช่วยสร้างกลิ่นหอมและมักจะนำมาใช้ปรุงอาหารกัน แล้วทุกคนทราบกันไหมครับว่าภายใต้ต้นแข็ง ๆ และใบที่คมของตะไคร้ยังซ่อนคุณประโยชน์เอาไว้มากมายจนคาดไม่ถึงด้วย บทความนี้จะพาไปค้นหาคำตอบกัน...\r\n\r\nประโยชน์ของตะไคร้ \r\n     ใช้เป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร เพราะมีเกลือแร่จำเป็นหลายชนิด ได้แก่ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามิน นำตะไคร้มาสกัดกลั่นกลิ่นใช้เป็นน้ำมันหอมระเหย รวมถึงตะไคร้หอมมีคุณสมบัติกันยุงได้ด้วย สรรพคุณทางยาของตะไคร้ \r\n\r\nแต่ละส่วนของตะไคร้มีประโยชน์ดังนี้\r\nใบ : ช่วยลดความดันโลหิตสูงได้\r\nลำต้น : นำมาใช้แก้ปวด จากการปวดข้อและฟกช้ำ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ รวมถึงช่วยให้เจริญอาหาร แก้ท้องเสีย แก้ท้องอืด แก้จุกเสียด แน่นท้อง ขับลมในลำไส้ วิธีใช้คือรับประทานสด หรือผึ่งแห้งแล้วนำมาใช้ต้มดื่ม\r\nรากตะไคร้ : ช่วยบำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้ปวดกระเพาะ รวมถึงรักษากลากเกลื้อนได้ด้วย\r\n\r\nคุณค่าทางด้านอาหาร \r\n          ตะไคร้ยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะช่วยเพิ่มเกลือแร่ที่จำเป็นหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และยังมีวิตามินเอ รวมอยู่ด้วย\r\n\r\nข้อควรระวังของตะไคร้\r\n1. ทำให้เสี่ยงแท้งได้ เพราะตะไคร้มีฤทธิ์ทำให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวอย่างรุนแรงจนเสี่ยงต่อการแท้งได้ในที่สุด นอกจากนี้น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ก็ไม่ควรใช้เช่นกัน\r\n\r\n2. อันตรายกับผู้ป่วยโรคบางชนิด ในผู้ที่ป่วยโรคประจำตัวบางชนิด ก็อาจเป็นอันตรายจากการกินตะไคร้ได้เช่นกัน ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ให้ดีก่อนว่าสามารถกินตะไคร้ได้หรือไม่ \r\n\r\n3. หญิงให้นมบุตรไม่ควรรับประทาน ความจริงแล้วยังไม่มีการวิจัยที่แน่ชัด ว่าการกินตะไคร้ในหญิงที่ให้นมบุตร จะก่อให้เกิดผลเสียใดๆ หรือไม่ ดังนั้นแพทย์ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกินตะไคร้ในระหว่างที่กำลังให้นมบุตร ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวคุณแม่เองและทารกที่จะได้รับสารอาหารต่างๆ ผ่านทางน้ำนมแม่ด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nวารสารสัตว์แพทย์ มข. ปีที่ 11 หน้าที่ 63\r\nhttps://www.pobpad.com/ตะไคร้-สรรพคุณ-ประโยชน์ \r\nhttp://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_12_2.htm \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1698826069.png"],
    [132,4665,"อวสานอาหารดิบ โรคไข้หูดับ","Mon, 2023-10-30 14:08","http://www.stkc.go.th/node/4665","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"       ในทุก ๆ ปีเราจะเห็นข่าวว่ามีคนเสียชีวิตจากโรคไข้หูดับ หรือโรค Streptococcus suis ซึ่งโรคไข้หูดับก็เป็นโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มีความรุนแรงตั้งแต่เป็นไข้ ท้องร่วง คอแข็ง ปวดศีรษะรุนแรง หลอดเลือดอักเสบ เสียชีวิต หรือหากรอดชีวิตมาได้ อาจกลายเป็นคนพิการ หูหนวก หรือเป็นอัมพาตครึ่งซีก ซึ่งจุดเริ่มต้นของอาการเหล่านี้ก็มาจากพฤติกรรมบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ โดยเฉพาะเนื้อหมูที่ไม่สุก 100% บทความนี้จะพาไปดรู้จักโรคไข้หูดับมากยิ่งขึ้น\r\n      โรคไข้หูดับ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส (Streptococcus suis) โดยเชื้อนี้จะอยู่ในทางเดินหายใจของหมู และอยู่ในเลือดของหมูที่กำลังป่วย สามารถติดต่อได้ 2 ทาง\r\n1. เกิดจากการบริโภคเนื้อและเลือดหมูที่ไม่ผ่านการทำให้สุก เช่น ลาบ ลู่ ปิ้งย่าง \r\n2.การสัมผัสเนื้อหมูที่มีเชื้อโดยตรง จากทางบาดแผล เยื่อบุตา และสัมผัสสารคัดหลั่งของหมู\r\n\r\nอาการของผู้ป่วยโรคหูดับ ผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกายแล้ว ภายใน 3 วันจะมีอาการ ดังนี้\r\n-มีไข้สูง\r\n- ปวดเมื่อยตามตัว\r\n- ปวดศีรษะ\r\n- เวียนศีรษะ\r\n- ปวดตามข้อ\r\n- อาเจียน\r\n- การได้ยินลดลง\r\n- หูหนวก\r\n- ถ้าเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดก็จะเสียชีวิต\r\n\r\nการป้องกัน\r\n- หลีกเลี่ยงการบริโภคเนื้อหมู ดิบ หรือสุกๆ ดิบๆ หรือหมูที่ป่วยหรือตายจากโรค\r\n- สายปิ้งย่างหรือชาบูควรมีอุปกรณ์แยกในการคีบชิ้นเนื้อดิบ \r\n- ผู้ปรุงอาหาร ผู้เลี้ยง และผู้ชำแหละหมูที่มีบาดแผล ต้องปิดแผลและสวมถุงมือทุกครั้งขณะสัมผัสเนื้อหมู หากสัมผัสต้องล้างมือ ล้างเท้า และล้างตัวให้สะอาด\r\n- ผู้บริโภคควรเลือกซื้อเนื้อหมูจากตลาดสดหรือโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ซื้อเนื้อหมูที่มีกลิ่นคาว สีคล้ำ และ -ควรทำให้สุกด้วยอุณหภูมิตั้งแต่ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.praram9.com/streptococcussuis/\r\nhttps://www.synphaet.co.th/มารู้จักกับ-โรคหูดับ/\r\nhttps://www.paolohospital.com/th-TH/chokchai4/Article/Details/อายุรกรรม/โรคไข้หูดับ-ความเสี่ยงที่อันตรายถึงชีวิต\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1698651082.png"],
    [133,4664,"จันทรุปราคา พระจันทร์เป็นสีเลือด เกิดขึ้นได้อย่างไร","Fri, 2023-10-27 14:31","http://www.stkc.go.th/node/4664","ดาราศาสตร์",null,"     จันทรุปราคา หรือ จันทรคราส เป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เราเคยร่ำเรียนกันมาในสมัยเด็ก ๆ แต่เชื่อค่ะว่าบางคนคืนความรู้ให้คุณครูกันไปหมดแล้ว  STKC เลยจะมาทบทวนเรื่องจันทรุปราคาให้ทุกคนได้ทราบกันอีกครั้ง ว่าจันทรุปราคาเกิดขึ้นได้อย่างไร พระจันทร์เป็นสีเลือดนี่เกิดจากอะไร แล้วความเชื่อบางอย่างที่มาพร้อมกับจันทรุปราคาคืออะไรกันแน่\r\n\r\n     จันทรุปราคา (Lunar eclipse) จะเกิดขึ้นเมื่อโลกอยู่ในตำแหน่งกลางระหว่างดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ทำให้ดวงจันทร์เคลื่อนผ่านเข้าไปในเงาของโลก ส่วนสุริยุปราคา (Solar eclipse) จะเกิดขึ้นเมื่อดวงจันทร์อยู่ในตำแหน่งระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ทำให้เงาของดวงจันทร์ทอดยาวตกลงบนพื้นโลก\r\n\r\nจันทรุปราคานั้นสามารถจำแนกออกได้เป็น 3 แบบ\r\n1.จันทรุปราคาเต็มดวง (Total lunar eclipse) เกิดขึ้นเมื่อเงาของโลกบดบังแสงอาทิตย์ที่ส่องไปยังดวงจันทร์เกือบทั้งหมด เนื่องจากเส้นผ่านศูนย์กลางของโลกใหญ่กว่าของดวงจันทร์ 4 เท่า อย่างไรก็ตาม ยังมีแสงสว่างบางส่วนที่ลอดผ่านชั้นบรรยากาศโลกไปถึงดวงจันทร์ได้ ปรากฎการณ์นี้ทำให้เกิดการกรองแสงสีฟ้าออกไป จนเรามองเห็นดวงจันทร์เป็นสีแดงคล้ายเลือด\r\n\r\n2.จันทรุปราคาบางส่วน (Partial lunar eclipse) เกิดขึ้นเมื่อพื้นผิวของดวงจันทร์เพียงบางส่วนเข้าไปในเงาของโลก สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าจันทรุปราคาเต็มดวง และมักเกิดขึ้นบ่อยถึงปีละสองครั้งเป็นอย่างน้อย เงาที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวของดวงจันทร์อาจปรากฏเป็นสีแดงสนิมไปจนถึงสีเทาคล้ายเถ้าถ่าน ขึ้นอยู่กับองศาของการเกิดจันทรุปราคาครั้งนั้น\r\n\r\n3.จันทรุปราคาเงามัว (Penumbral lunar eclipse) เกิดจากดวงจันทร์ผ่านเข้าไปในบริเวณเงามัวของโลก ซึ่งเป็นเงาที่มีความสว่างมากกว่าเงามืดและมองเห็นได้ไม่ชัดเจนเท่า ยิ่งพื้นผิวของดวงจันทร์เข้าไปในเงามัวไม่มากนัก ก็จะยิ่งสังเกตเห็นได้ยาก ทำให้ไม่ค่อยมีการแจ้งถึงปรากฏการณ์นี้ให้คนทั่วไปได้ทราบ\r\n\r\nจันทรุปราคากลายเป็นพระจันทร์สีเลือดได้อย่างไร\r\n\r\n          ปรากฏการณ์พระจันทร์สีเลือดในคืนที่มีจันทรุปราคา เหตุที่พระจันทร์กลายเป็นสีแดง สีส้มอิฐ จนถูกเรียกขานว่าพระจันทร์สีเลือด นั่นก็เพราะเมื่อดวงจันทร์โคจรเข้ามาอยู่ในเงามืดของโลกทั้งดวง ก่อให้เกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเต็มดวง ดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ที่โคจรมาอยู่ในระนาบเดียวกัน ส่งผลให้แสงสีแดงจากดวงอาทิตย์หักเหผ่านบรรยากาศของโลกไปกระทบกับดวงจันทร์ ก่อให้เกิดเป็นพระจันทร์สีเลือดขึ้นได้\r\n\r\n          และเมื่อดวงจันทร์เคลื่อนตัวออกจากเงามืดของโลก โดยผ่านเงามัวของโลก จุดนี้เราจะมองเห็นดวงจันทร์เต็มดวง แต่ความสว่างของดวงจันทร์จะลดน้อยลงและไม่เจอแสงดวงอาทิตย์ส่องกระทบให้เห็นเป็นพระจันทร์สีเลือดอีก ซึ่งช่วงเวลานี้จะค่อนข้างสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของดวงจันทร์ได้ค่อนข้างยากค่ะ\r\n\r\nสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ในวันที่ 29 ต.ค.2566 ซึ่งตรงกับ \"ดวงจันทร์เต็มดวง\" ในเช้าวันออกพรรษา จะเกิดปรากฏการณ์ \"จันทรุปราคาบางส่วน\" ในช่วงเช้ามืด สำหรับประเทศไทยเริ่มสังเกตได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 01.01 - 05.26 น. ดวงจันทร์เข้าสู่เงามัวของโลก เกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาเงามัว เวลาประมาณ 01.01 น. แสงสว่างของดวงจันทร์จะลดลงเล็กน้อย สังเกตด้วยตาเปล่าได้ค่อนข้างยาก\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.bbc.com/thai/international-63538657\r\nhttps://travel.trueid.net/detail/0yvOnXkEwGM7\r\nสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1698391888.png"],
    [134,4659,"ค้างคาว มองเห็นในที่มืดได้อย่างไร","Mon, 2023-10-23 19:52","http://www.stkc.go.th/node/4659","สัตววิทยา",null,"      รู้หรือไม่!!ในช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมา จนถึงปีนี้สิ่งที่ทำให้วิถีชีวิตของคนทั่วโลกเปลี่ยนไปเป็นความปกติใหม่ (New Normal) นั่นคือการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธ์ใหม่ ซึ่งแม้แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าไวรัสชนิดนี้มีที่มาจากแหล่งใด หลายคนจึงสันนิษฐานว่ามาจากค้างคาว เนื่องจากมีการตรวจพบไวรัสชนิดนี้ในร่างกายของค้างคาว ค้างคาวจึงตกเป็นสัตว์ตัวร้ายที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นตัวการในการแพร่ระบาดไปในทันที ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเรารู้เรื่องราวเกี่ยวกับค้างคาวน้อยมาก เนื่องจากค้างคาวเป็นสัตว์ที่ลึกลับ หากินตอนกลางคืน และซ่อนตัวในที่มืดในเวลากลางวัน จึงยากต่อการพบเจอ แต่ก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาพฤติกรรมของค้างคาว ทำให้ทราบสิ่งที่น่าสนใจของสัตว์ชนิดนี้ โดยเฉพาะการหากินในที่มืดซึ่งเป็นความสามารถพิเศษของค้างคาวที่แตกต่างจากสัตว์ชนิดอื่น\r\n\r\n      ค้างคาวส่วนใหญ่หากินในเวลากลางคืน และนอนหลับพักผ่อนในตอนกลางวัน มันจึงถูกตีความว่าเป็นสัตว์ที่ลึกลับ น่ากลัว แต่ก็น่าพิศวงว่าเหตุใดค้างคาวจึงสามารถบินได้อย่างคล่องแคล่วในที่มืดแม้ว่าสภาพแสงในตอนกลางคืนจะมืดมิดจนมองอะไรไม่เห็น แต่ค้างคาวก็สามารถบินหลบหลีกสิ่งกีดขวาง และหาอาหารได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่น่าสงสัยว่ามันทำได้อย่างไร หรือค้างคาวจะมีสายตาที่ยอดเยี่ยมอย่างนกที่หากินกลางคืนเหมือนนกฮูก แต่เปล่าเลย ค้างคาวไม่ได้มีสายตาที่ยอดเยี่ยม กลับกัน ค้างคาวมีสายตาที่แย่มากจนเกือบบอด แต่มันก็ยังสามารถเคลื่อนที่แหวกไปในอากาศได้อย่างอิสระ และบินตรงไปยังเป้าหมายของมันได้อย่างแม่นยำทั้งที่ตาบอด\r\n\r\n       จนในที่สุดนักสัตววิทยาก็ทำการค้นคว้าจนได้คำตอบในปริศนาของสัตว์ที่น่าฉงนนี้ เพราะค้างคาวมีอวัยวะพิเศษที่ช่วยให้ทราบตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ ในที่มืด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งกีดขวาง กิ่งไม้ ก้อนหิน ไปจนถึงอาหาร ทั้งน้ำหวานจากดอกไม้ ผลไม้รสหวานฉ่ำ หรือแม้แต่สัตว์ขนาดเล็กที่เคลื่อนที่ได้ อย่างเช่น แมลง หรือกบ ค้างคาวก็สามารถจับมาเป็นอาหารได้ ทั้งยังหลบหลีกจากศัตรูได้ด้วยการอาศัยอวัยวะที่สร้างคลื่นความถี่สูงไปตกกระทบวัตถุต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม แล้วคลื่นเสียงนี้ก็จะสะท้อนกลับมาที่ค้างคาวโดยมีอวัยวะที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับรับคลื่นสะท้อน นั่นคือใบหูที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติจนเห็นได้ชัด ทำให้ค้างคาวทราบตำแหน่งของอาหาร หรือสิ่งต่าง ๆ ที่คลื่นเสียงนี้ตกกระทบ แต่มนุษย์กลับไม่ได้ยินเสียงนี้ เนื่องจากเสียงมีความถี่สูงเกินกว่าช่วงความถี่ของการได้ยินของมนุษย์ ค้างคาวจึงไม่จำเป็นจะต้องมองเห็นได้ในที่มืด เมื่อมันสามารถใช้เสียงอัลตราโซนิกสะท้อนแทนได้\r\n\r\nแต่หลักการใช้เสียงสะท้อนในการหาตำแหน่งของอาหารนี้ยังพบได้ในสัตว์ชนิดอื่น ๆ อีก นั่นคือโลมา ที่จะส่งคลื่นเสียงโซนาร์ออกไปในน้ำ เพื่อหาตำแหน่งของฝูงปลาในทะเล แล้วสะท้อนกลับเข้ามาที่อวัยวะรับคลื่นเสียง ทำให้โลมาทราบตำแหน่งของฝูงปลาและล่าเหยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ\r\n\r\n \r\n\r\nจากหลักการใช้คลื่นเสียงในการหาตำแหน่งของสิ่งต่าง ๆ ที่อาจจะมองไม่เห็น หรือเห็นได้ลำบากของค้างคาวนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาและพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีสำหรับสร้างเรือดำน้ำ และเรือประมงสำหรับหาตำแหน่งของฝูงปลา โดยอาศัยหลักการสะท้อนของเสียง โดยคำนวณจาก\r\n\r\ns = vt และ v = fλ\r\n\r\nเมื่อ s คือ ระยะที่เสียงเดินทางไปและสะท้อนกลับ\r\n\r\n       v คือ ความเร็วของเสียงในตัวกลางนั้น ๆ เช่น ค้างคาวคำนวณจากความเร็วเสียงในอากาศ โลมา หรือเรือคำนวณจากความเร็วเสียงในน้ำ\r\n\r\n       t คือ เวลาที่เสียงใช้เดินทางไปตกกระทบและสะท้อนกลับ\r\n\r\n       f คือ ความถี่ของเสียง มีหน่วยเป็นรอบต่อวินาที หรือ เฮิร์ตซ์ (Hz)\r\n\r\n       λ คือ ความยาวของคลื่นเสียงนั้น\r\n\r\nแสดงให้เห็นว่าถึงแม้สัตว์ที่ดูเหมือนจะลึกลับและอาจเป็นอันตราย หากลองทำการศึกษาให้ดีก็จะค้นพบความรู้ที่ลึกซึ้งเพื่อนำข้อมูลที่ศึกษาได้ไปผลิตเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำประโยชน์กับมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ และอาจพัฒนาต่อไปเป็นเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกต่อผู้คนในอนาคตได้\r\n\r\nแหล่งข้อมูล\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/93609-sciphy-sci-\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1698065565.png"],
    [135,4657,"น้ำผึ้ง เกิดขึ้นได้อย่างไร","Sat, 2023-10-21 23:21","http://www.stkc.go.th/node/4657","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"    น้ำผึ้งเป็นส่วนประกอบทั่วไปในการอบและปรุงอาหาร สามารถทาบนขนมปังปิ้งหรือเติมลงในชาแทนน้ำตาล แต่จริงๆแล้วน้ำผึ้งคืออะไรและทำอย่างไร บทความนี้มีคำตอบ\r\n\r\nน้ำผึ้งคืออะไร\r\nน้ำผึ้งเป็นสารหนืดเหนียวหวานที่ผึ้งทำขึ้น หากเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดสนิท น้ำผึ้งเป็นหนึ่งในอาหารไม่กี่ชนิดที่ไม่หมดอายุหรือไม่เสีย แม้ว่าเมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นและรสชาติอาจสูญเสียไปบางส่วน และอาจตกผลึกได้ กล่าวคือ หากคุณทิ้งน้ำผึ้งไว้ในสภาพแวดล้อมที่ชื้น มีโอกาสสูงที่น้ำผึ้งจะปนเปื้อนและทำให้น้ำผึ้งหลุดออกไปได้ \r\n\r\nน้ำผึ้งมีความหวานสัมพัทธ์เท่ากับน้ำตาลทั่วไป (ซูโครส) และได้รับความหวานจากโมโนแซ็กคาไรด์ ฟรุกโตส และกลูโคส รสชาติ สี และเนื้อสัมผัสของน้ำผึ้งขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงชนิดของผึ้งและดอกไม้และละอองเกสรต่างๆ ที่ผึ้งพบ \r\n\r\nน้ำผึ้งทำอย่างไร?\r\nน้ำผึ้งทำมาจากสองส่วนผสม: น้ำหวานและเกสรดอกไม้ ผึ้งเก็บทั้งสองอย่างจากดอกไม้\r\n\r\nน้ำหวานเป็นของเหลวหวานที่รวบรวมจากใจกลางของดอกไม้ ในขณะที่ละอองเรณูถูกรวบรวมจากอับเรณูของดอกไม้ ผึ้งมีหน้าที่พิเศษเฉพาะผึ้งบางชนิดเท่านั้นที่เก็บละอองเรณูและบางชนิดก็เก็บเฉพาะน้ำหวาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับงานของพวกมัน น้ำหวานหรือละอองเกสรสามารถมีน้ำหนักได้ถึง 30% ของน้ำหนักตัวผึ้ง \r\n\r\nผึ้งเก็บละอองเรณูไว้ใน \"กระเป๋าข้าง\" ของพวกมันในขณะที่บินกลับบ้านไปที่รังหรือย้ายจากดอกไม้หนึ่งไปยังอีกดอกไม้หนึ่ง สิ่งนี้ทำให้พวกเขาสามารถผสมเกสรดอกไม้หนึ่งดอกด้วยละอองเรณูจากดอกไม้อื่นได้ \r\n\r\nหากผึ้งต้องการพลังงานสำหรับตัวมันเอง พวกมันจะเปิดวาล์วในถุงน้ำหวานเพื่อให้น้ำหวานบางส่วนถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานที่พวกมันสามารถนำไปใช้ได้ \r\n\r\nเมื่อนำน้ำหวานกลับมาที่รังผึ้งแล้ว ก็นำมาทำเป็นน้ำผึ้ง ในกระบวนการนี้ น้ำหวานจะถูกส่งผ่านจากผึ้งสู่ผึ้งโดยสำรอกออกมาจนไปถึงรังผึ้ง ผึ้งจะกระพือปีกอย่างรวดเร็วเพื่อเร่งการระเหยของน้ำในน้ำหวานเพื่อให้น้ำผึ้งมีความหนืดมากขึ้น กระบวนการนี้ทำให้ความชื้นของน้ำหวานลดลงจากประมาณ 70% เป็น 20% \r\n\r\nสารคล้ายเยลลี่ที่เป็นผลจะถูกผนึกไว้ในเซลล์เก็บหวีพร้อมกับของเหลวจากช่องท้องของผึ้งที่กลายเป็นขี้ผึ้ง ผึ้งใช้เกสรดอกไม้เพื่อเลี้ยงลูกผึ้งและเก็บไว้ในรังเมื่อไม่ได้ใช้งาน\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://chemwatch.net/th/blog/how-does-honey-come-to-be/\r\nhttps://www.scimath.org/article-biology/item/261-2010-06-03-07-07-08\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1697905305.png"],
    [136,4656,"ประโยชน์ของขิง","Sat, 2023-10-21 23:00","http://www.stkc.go.th/node/4656","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"       ช่วงนี้คนหันมานิยมดื่มน้ำขิงกันมากขึ้น เพราะเชื่อว่าจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้ วันนี้เราเลยจะพาทุกคนไปรู้จัก ขิง ประโยชน์ของขิง สรรพคุณ ของขิง ที่ว่ากันว่าดีต่อร่างกายนัก เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี ว่าแต่เจ้าขิงนั่นจะมีเรื่องราวอะไรน่าสนใจบ้าง บทความนี้มีคำตอบ\r\nขิง เป็นพืชล้มลุก ที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เปลือกนอกของขิงจะเป็นสีน้ำตาลอ่อน-เข้ม ตามความอ่อนหรือแก่ของมัน แต่พอฝานด้านใน  ขิงจะมีเนื้อสีขาวนวล และมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว\r\n\r\nแต่ละส่วนของขิงมีประโยชน์ดังนี้\r\nเหง้า : รสหวานแต่เผ็ดร้อน ส่วนใหญ่คนมักนิยมทุบหรือบดเป็นผง ชงเป็นน้ำดื่ม นอกจากนี้ ในเหง้าถ้าสกัดออกมาจะมีน้ำมั\r\nหอมระเหยอยู่ในตัวอีกด้วย\r\nต้น : รสเผ็ดร้อนอย่างเดียว\r\nใบ : รสเผ็ดร้อนเช่นกัน นิยมนำมาบำรุงเรื่องของกำเดา\r\nดอก : รสเผ็ดร้อน แต่มีส่วนช่วยในการย่อยอาหาร\r\nราก : รสหวานเผ็ดร้อนและขม ช่วยแก้เสมหะได้ดี\r\nผล : รสหวานเผ็ด ช่วยแก้ไข้ แก้เจ็บคอได้ดี\r\n\r\nประโยชน์ของขิง\r\nช่วยย่อยอาหาร แก้อาการท้องอืด\r\n     สารประกอบฟีโนลิกในขิงมีส่วนช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในลำไส้ พร้อมทั้งยังมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร ทำให้ลดการท้องอืดท้องเฟ้อได้ดี\r\nช่วยลดน้ำหนัก\r\n     ขิงมีส่วนช่วยเพิ่มการทำงานของระบบเผาผลาญในร่างกาย ทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันได้มากกว่าปกติ แถมเป็นยาระบาย แก้ท้องผูกได้เป็นอย่างดี ถ้าดื่มเป็นประจำ\r\nบำรุงรักษาสุขภาพช่องปาก\r\n     การนำขิงไปคั้นน้ำ ผสมกับน้ำอุ่น และใส่เกลือเล็กน้อย นำมาบ้วนปาก ก็จะเป็นการลดเชื้อแบคทีเรียสะสมในช่องปาก และช่วยลดกลิ่นปากได้เป็นอย่างดี\r\nช่วยลดอาการอักเสบ\r\n     รู้ไหมว่า ขิง มีสารที่ช่วยลดการอักเสบของร่างกาย อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก นอกจากนี้ในขิงยังมีสารจิงเกอร์รอล (Gingerol) ที่มีฤทธิ์รุนแรงกว่าแอสไพริน ทำให้มีฤทธิ์ต้านการอักเสบภายในร่างกาย หากกินเป็นประจำอีกด้วย\r\nลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง\r\n     ต่อเนื่องจากข้อที่แล้ว เนื่องจากน้ำขิงมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งเป็นคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ หากดื่มเป็นประจำ\r\n\r\nประโยชน์อื่นๆ ของการดื่มน้ำขิง\r\nขิงช่วยแก้อาการวิงเวียน หน้ามืด อาเจียน เมารถ เมาเรือ\r\nขิงช่วยบำรุงหัวใจ เหมาะกับผู้ป่วยโรคหัวใจ\r\nขิงช่วยการไหลเวียนของน้ำนมมารดาให้ดีขึ้น\r\nขิงช่วยรักษาอาการมือ เท้าเย็นได้ เนื่องจากขิงเป็นสมุนไพรที่มีมีฤทธิ์ร้อน\r\nขิงช่วยบำรุงสายตา ป้องกันโรคตาแดง ตาฝ้าฟาง\r\nขิงช่วยบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้\r\nขิงช่วยบรรเทาอาการของโรคประสาท\r\nขิงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะมี วิตามินเอและบี สังกะสี แคลเซียม ไอโอดีน\r\nขิงช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.vichaiyut.com/th/medical-centers/internal-medicine-center/ginger-good-for-health/\r\nhttps://food.trueid.net/detail/oEJzpzN66QmE\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1697904054.png"],
    [137,4655,"ขับรถอย่างใรให้ปลอดภัยช่วงหน้าฝน","Sat, 2023-10-21 22:23","http://www.stkc.go.th/node/4655","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"     ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ นอกจากรถจะติดมากกว่าปกติแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนมากขึ้นด้วย เนื่องจากถนนเปียก ลื่น อาจทำให้วิสัยทัศน์ในการขับรถลดลง ทางเรา STKC จึงนำเสนอบทความที่เกี่ยวกับ วิธีขับรถขณะฝนตกให้ปลอดภัย เพื่อคุณและคนที่คุณรัก\r\n\r\nวิธีขับรถให้ปลอดภัยในขณะฝนตก\r\n1. เปิดไฟหน้า เพราะไฟหน้าจะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยให้มองเห็นในสภาพที่แสงน้อยและฝนตกหนักได้\r\n2. เปิดที่ปัดน้ำฝนให้แรงพอดี ในขณะที่ฝนตก ควรเปิดที่ปัดน้ำฝนแล้วปรับระดับความเร็วของใบปัดให้สัมพันธ์กับความแรงและปริมาณฝนที่ตกลงมา เพื่อไม่ให้บดบังทัศนวิสัย \r\n3. ใช้น้ำฉีดกระจกล้างสิ่งสกปรก ในช่วงที่ฝนเริ่มตก น้ำที่กระเด็นจากการดีดจะมีลักษณะเหนียวคล้ายโคลน แม้จะใช้ก้านปัดน้ำฝนปัดก็ไม่สามารถปัดออกได้หมด จึงควรใช้น้ำฉีดกระจกช่วยชะล้างคราบโคลนเหล่านี้ด้วย\r\n4. ไม่ขับรถเร็วเกินไป ควรใช้ความเร็วให้เหมาะสมกับสภาพถนนและการมองเห็น \r\n5. เว้นระยะห่างมากขึ้นควรเว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติเป็น 2 เท่า เพื่อการเบรกอย่างปลอดภัย\r\n6. ไม่ควรเบรกอย่างกะทันหัน เพราะอาจเกิดการลื่นไถลของรถและทำให้เกิดอุบัติเหตุได้\r\n7. สังเกตให้มากขึ้น พยายามมองหาจุดที่มีน้ำขังบนถนนและลดความเร็วเมื่อต้องขับผ่านแอ่งน้ำขัง เนื่องจากรถอาจจะเหินน้ำและลื่นไถลได้หากขับมาด้วยความเร็วสูง\r\n8. ประเมินระดับความลึกของน้ำมองระดับความลึกของน้ำ โดยสังเกตจากรถคันหน้าหรือขอบฟุตบาทข้างทาง เพื่อประเมินสถานการณ์ว่าสามารถขับผ่านไปได้หรือไม่\r\n9. ถ้าจำเป็นต้องลุยน้ำให้ปิดแอร์หากต้องขับลุยพื้นที่น้ำท่วมขัง ควรจะปิดแอร์และใช้เกียร์ต่ำ ( เกียร์ L หรือ เกียร์ 1 ) เพื่อไม่ให้รอบเครื่องยนต์ต่ำเกินไป ไม่งั้นน้ำอาจจะย้อนเข้าท่อไอเสียได้\r\n10. ขับไม่ไหวให้หาที่จอดหากฝนตกหนักมากจนไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าในระยะ 10 เมตรได้ชัดเจน แนะนำให้หาที่จอดรถและรอจนฝนเบาลง ค่อยเดินทางต่อเพื่อความปลอดภัย\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://eyefleet.co/10-safe-ways-to-drive-in-the-rain/\r\nhttps://www.autospinn.com/2022/09/how-to-safe-drive-rainy-season-91468\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1697901819.png"],
    [138,4637,"ฝนดาวตกโอไรออนิดส์","Fri, 2023-10-20 10:49","http://www.stkc.go.th/node/4637","ดาราศาสตร์",null,"       ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ เกิดจากโลกเคลื่อนที่ตัดผ่านเส้นทางการโคจรของดาวหางฮัลเลย์ (1P/Halley) ที่หลงเหลือเศษฝุ่นและวัตถุขนาดเล็กจำนวนมากทิ้งไว้ในวงโคจร ขณะเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์เมื่อปี พ.ศ. 2529 แรงโน้มถ่วงของโลกจึงดึงดูดเศษฝุ่นและวัตถุดังกล่าวเข้ามาเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก เกิดการลุกไหม้ เห็นเป็นแสงวาบคล้ายลูกไฟพุ่งกระจายตัวออกมาบริเวณกลุ่มดาวนายพราน มีสีเหลืองและเขียว สวยงามพาดผ่านท้องฟ้า\r\n      สำหรับฝนดาวตกโอไรออนิดส์ปี 2566 ในคืนดังกล่าว ดวงจันทร์จะตกลับขอบฟ้าเวลาประมาณ 23:30 น. หลังจากนั้นจะไร้แสงจันทร์รบกวนจนถึงรุ่งเช้าของวันถัดไป อีกทั้งยังตรงกับคืนเสาร์-อาทิตย์พอดี จึงเป็นโอกาสดีที่จะชมฝนดาวตก วิธีการสังเกตที่ดีที่สุดคือมองด้วยตาเปล่า เลือกสถานที่ที่ปราศจากแสงรบกวนหรือห่างจากแสงเมืองให้มากที่สุด จะทำให้เห็นดาวตกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น\r\n      แม้ว่าฝนดาวตกโอไรออนิดส์จะมีอัตราการตกสูงสุดเฉลี่ยเพียงประมาณ 20 ดวง/ชั่วโมง แต่ก็เป็นฝนดาวตกที่อยู่บริเวณกลุ่มดาวนายพราน ซึ่งเป็นกลุ่มดาวที่สังเกตได้ง่าย และมีดาวฤกษ์ที่สว่างเด่นอีกหลายดวงให้ชม อาทิ ดาวบีเทลจุส (สีส้มแดง) ดาวไรเจล (สีฟ้าขาว) รวมถึง ดาวซิริอุส ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดบนท้องฟ้าในกลุ่มดาวหมาใหญ่ใกล้ ๆ กัน นอกจากนี้ หากบันทึกภาพปรากฏการณ์ฝนดาวตกในคืนดังกล่าว อาจได้ภาพของดาวตกที่เคียงคู่ดวงดาวที่สวยงามอันดับต้น ๆ ของท้องฟ้าก็เป็นได้\r\n      ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ เป็นปรากฏการณ์ที่สังเกตได้ในช่วงวันที่ 2 ตุลาคม - 7 พฤศจิกายน ของทุกปี เพราะฉะนั้นเราสามารถรอชมความสวยงามได้ทุกปี แต่หากเป็น ดาวหางฮัลเลย์ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของฝนดาวตกนี้ จากการคำนวณคาดว่าดาวหางจะโคจรเฉียดดวงอาทิตย์อีกครั้งในช่วงกลางปี พ.ศ. 2604 ดังนั้น เราน่าจะได้เห็นดาวหางกันอีกครั้งในอีก 38 ปีข้างหน้า\r\n\r\nสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) ชวนชม “ฝนดาวตกโอไรออนิดส์” คืน 21 ต.ค. ถึงรุ่งเช้า 22 ต.ค. 66 เวลาประมาณ 22.30 น. เป็นต้นไป ทางทิศตะวันออก คาดปีนี้มีอัตราการตกสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 20 ดวงต่อชั่วโมง คืนดังกล่าวอาจมีแสงจันทร์รบกวนเล็กน้อย แนะจุดชมให้อยู่ในที่มืดสนิทและห่างจากเมือง หากปลอดฝนชมด้วยตาเปล่าได้ทั่วประเทศ\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.facebook.com/NARITpage/posts/pfbid02UgxNZNYvo9jDBGesrTHvUZSQsG4iXDMZ6DZZAwyqb9PCHGkvYstUVwBB1vorA9qzl\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1697773771.png"],
    [139,4626,"ทำไมใส่เสื้อสีดำแล้วร้อน","Wed, 2023-09-27 08:58","http://www.stkc.go.th/node/4626","การแผ่รังสี",null,"     ในวันที่เเดดเเรงๆ เราจะรู้ได้ทันทีว่าการที่เราใส่เสื้อสีดำออกกลางเเดดเราจะรู้สึกร้อนกว่าคนอื่นที่ใส่เสื้อสีอื่นเป็นพิเศษ ทำไมเราจึงรู้สึกเช่นนั้นเเล้วทำไมจะต้องเป็นเฉพาะกับสีดำที่ทำให้เรารู้สึกร้อนกว่าสีอื่นๆ\r\n\r\nก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่า  แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีพลังงานความร้อน ซึ่งแต่ละสีจะมีพลังงานความร้อนไม่เท่ากัน หากเราเห็นวัตถุมีสีดำ แสดงว่าวัตถุนั้นดูดกลืนแสงทั้งหมดเข้าไปและไม่สะท้อนแสงสีใดออกมา ดังนั้น พลังงานความร้อนทั้งหมดจึงถูกดูดซับไว้ วัตถุนั้นจึงมีความร้อนสูงกว่าวัตถุสีอื่น ๆ แต่ถ้าเราเห็นวัตถุเป็นสีขาว แสดงว่าวัตถุนั้นสะท้อนแสงทุกสีออกมาหมดและไม่ดูดกลืนแสงสีใดไว้เลย เราจึงเห็นวัตถุนั้นเป็นสีขาว ซึ่งวัตถุจะสะท้อนพลังงานความร้อนออกมาด้วยเช่นกัน\r\n\r\nจึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมใส่เสื้อสีดำแล้วจึงร้อนกว่าสีขาวนั้นเอง \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/72617/-sciphy-sci-\r\nhttps://unitedhonda.com/blog/เช็คด่วน!-สีเสื้อใดที่ดูดความร้อนมากที่สุด-แล้วทำไมสีเสื้อถึงมีผลต่ออุณหภูมิ\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1696224182.png"],
    [140,4623,"เปลี่ยนยางใหม่ ทำไมต้องถ่วงล้อ","Tue, 2023-09-26 12:57","http://www.stkc.go.th/node/4623","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"      เคยสงสัยไหมว่า ทำไมเวลาเปลี่ยนยางแล้วต้อง ถ่วงล้อ ใหม่ทุกครั้ง ทั้งที่ยางก็ใหม่แกะห่อน่าจะใส่ได้เลยจะมาถ่วงล้อทำไมให้ยุ่งยากเสียเวลา ก่อนที่จะเข้าเหตุผลว่าทำไมต้องถ่วงล้อทุกครั้งหลังเปลี่ยนยาง เรามีคำอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายมากยิ่งขึ้น\r\n\r\nการถ่วงล้อคืออะไร\r\n      การถ่วงล้อ หรือปรับสมดุลของยาง คือการกระจายน้ำหนักของยางหรือล้อให้เท่า ๆ กันกับรอบเพลาที่หมุน เพื่อการขับขี่ได้อย่างลื่นไหลแม้ขับด้วยความเร็วสูง จึงเป็นเหตุผลให้การถ่วงล้อ หรือปรับสมดุลยางเป็นประโยชน์ทั้งกับคนขับที่จะรู้สึกถึงความนุ่มสบายขณะขับและบังคับรถ และกับยางที่จะไม่เกิดการสึกหรอผิดปกติ อย่างไรก็ดี การถ่วงล้อเพื่อกระจายน้ำหนักของยางแต่ละเส้นอาจไม่เหมือนกัน โดยเราจะพิจารณาจากประเภทของขอบล้อว่าเป็นแบบโลหะหรือแบบเหล็กกล้า โดยส่วนใหญ่จะทำการกระจายน้ำหนักจากภายในขอบล้อหากทำจากอลูมิเนียม ซึ่งเป็นเรื่องของความสวยงามของรถเป็นหลัก หรืออาจทำการถ่วงระหว่างยางและขอบล้อหากทำจากแผ่นโลหะ\r\n\r\nเหตุผลที่ควรทำการถ่วงล้อ และการถ่วงล้อควรทำเมื่อใด\r\nก่อนการติดตั้งยางขั้นตอนสุดท้าย ยางต้องได้รับการถ่วงให้มีสมดุลอย่างสมบูรณ์ และเราสามารถปรับสมดุลยางได้ เมื่อเจอกับสถานการณ์ต่าง ๆ ต่อไปนี้\r\n1.เกิดการกระแทกหรือเกิดอุบัติเหตุ: ตัวอย่างเช่น เมื่อยางเกิดการบดกับทางเดินเท้า อาจทำให้สมดุลของยางเปลี่ยนไปได้\r\n2.เมื่อต้องซ่อมเพราะยางแบน\r\n3.เมื่อเปลี่ยนยางใหม่\r\n4.หากคุณรู้สึกว่ารถสั่น\r\n5.หากพบว่าดอกยางสึกผิดปกติ: ยางอาจสึกได้หลายแบบ และอาจไม่จำเป็นต้องเกิดจากปัญหาเรื่องความสมดุลของยาง ดอกยางสึกเร็วเกินไปอาจเกิดจากแรงดันลมยางที่ไม่ถูกต้องหรือเกิดจาก6.ปัญหาการตั้งศูนย์ถ่วงล้อ6\r\n6.เมื่อขับรถได้ระยะทางที่กำหนด (ประมาณ 15,000 กิโลเมตร)\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.tyreplus.co.th/th/service/tyre/tyre-balancing\r\nhttps://cockpit.co.th/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1695707846.png"],
    [141,4622,"บริจาคเลือดมีประโยชน์อย่างไร!","Tue, 2023-09-26 08:56","http://www.stkc.go.th/node/4622","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"     รู้หรือไม่ว่าการบริจาคเลือดจะได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย และยังมีโอกาสได้รับเข็มกลัดที่ระลึกอีกด้วย เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่รู้ข้อมูลเหล่านี้ เพราะจุดประสงค์ในการมาบริจาคเลือด ไม่ได้มุ่งหวังจะได้สิทธิประโยชน์หรือเพื่อรับของที่ระลึกต่าง ๆ เพียงแต่อยากจะมีโอกาสได้ช่วยเหลือเพื่อมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้มอบสิทธิประโยชน์พิเศษมากมายให้สำหรับที่มาบริจาค โดยสิทธิประโยช์จะมีอะไรบ้าง และ เข็มกลัดบริจาคเลือด ต้องบริจาคกี่ครั้งถึงจะได้รับ บทความนี้มีคำตอบ\r\n\r\nประโยชน์ของการบริจาคเลือด\r\n1.ช่วยกระตุ้นการทำงานของโขกระดูก ในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง\r\n2.ช่วยให้ทราบหมู่โลหิตของตนเองในระบบ ABO และ Rh\r\n3.ช่วยให้มีระบบไหลเวียนโลหิตที่ดี\r\n4.ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และมีความสุขในการเป็นผู้ให้\r\n\r\nสิทธิประโยชน์จากการบริจาคโลหิต\r\n7 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษได้ไม่เกินร้อยละ 50\r\n9 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ตรวจวิเคราะห์สารเคมีในโลหิตได้ เช่น ตรวจหาน้ำตาล ไขมัน การทำงานของตับ การทำงานของไต เป็นต้น\r\n16 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล+ ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50\r\n24 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล100% + ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50\r\n100 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ “ขอพระราชทานเพลิงศพ” ได้เป็นกรณีพิเศษ\r\n\r\nบริจาคเลือดกี่ครั้งถึงจะได้รับเข็มกลัดที่ระลึก\r\n     สำหรับผู้ที่จะได้รับเข็มกลัดที่ระลึกนั้นจะถูกแบ่งไปตามจำนวนครั้งที่มาบริจาค โดยมาบริจาคครั้งที่ 1,7, 16, 24, 36, 48, 60, 72, 84, 96 และ 108 ตามลำดับ ผู้ที่มาบริจาคเลือดจะได้รับเข็มกลัดที่ระลึก สำหรับคนที่มาบริจาคเลือดครบ 50 ครั้ง ก็จะได้รับพระราชทานเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้น 3 พร้อมใบประกาศกำกับเหรียญกาชาดสมนาคุณ / หากบริจาคเลือดครบ 75 ครั้ง ก็จะได้รับพระราชทานเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้น 2 พร้อมใบประกาศกำกับเหรียญกาชาดสมนาคุณ และบริจาคเลือดครบ 100 ครั้ง จะได้รับพระราชทานเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้น 1 พร้อมใบประกาศกำกับเหรียญกาชาดสมนาคุณ\r\n\r\nนอกจากนี้แล้วหากบริจาคเลือดครบ 36 ครั้ง และ 108 ครั้ง ผู้บริจาคเลือดจะไม่ได้รับเข็มที่ระลึกกลับไปด้วย เนื่องจากผู้บริจาคเลือดจะได้รับการจัดงานพระราชทานเข็มที่ระลึกผู้บริจาคเลือดด้วยตัวเอง แต่ถ้าไม่ได้มาเข้าร่วมงานพระราชทานฯ ทางศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติจะจัดส่งไปให้ผู้บริจาคเลือดในภายหลัง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://redcross-ptl.or.th/knowledge/detail/5\r\nhttps://chulalongkornhospital.go.th/kcmh/line/linech5/\r\nhttps://medinfo.psu.ac.th/departments/pathology/Education/BloodBank/prayot.html\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1695693374.png"],
    [142,4619,"ทำไมรถรุ่นใหม่ไม่มีเกจวัดความร้อน","Mon, 2023-09-25 13:49","http://www.stkc.go.th/node/4619","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"      เกจจ์วัดความร้อนนั้น เป็นอะไรที่กำลังค่อยๆจางหายไปจากรถยนต์ในปัจจุบัน โดยที่คุณนั้น อาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำเมื่อได้รถยนต์คันใหม่ว่า รถเราไม่มีตัวบอกอุณหภูมิของหม้อน้ำ ซึ่งมันอาจจะมีส่วนสำคัญในเสี้ยววินาที เพื่อป้องกันให้คุณระมัดระวังการขับขี่ หรืออาจจะบอกถึงสภาวะการทำงานที่ผิดปกติของเครื่องยนต์\r\n      การที่ผู้ผลิตนำเกจวัดความร้อนออกแล้วให้เหตุผลว่า เป็นเพราะผู้ขับขี่ส่วนใหญ่ไม่สนใจและให้ความสำคัญกับเกจวัดความร้อนกัน อีกทั้งระดับความร้อนของรถยนต์รุ่นใหม่มีความเสถียรกว่าเดิม ไม่ขึ้นลงวูบวาบอย่างรวดเร็ว เพราะมีการระบายความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพตามล้ำสมัยของรถนั่นเอง จึงไม่ได้ติดตั้งเกจวัดมาให้โดยใช้เป็นระบบไฟเตือนเมื่อมีความร้อนเกินกำหนดแทน เพื่อลดอัตราการสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้า ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครสามารถบอกได้หรอกครับ ว่ารถสมัยใหม่จะไม่มีปัญหาความร้อนเกินกำหนดกัน\r\n\r\nแล้วจะสังเกตุความร้อนได้จากอะไร\r\nปกติแล้ว ในรถที่มีเกจวัดจะมีอักษร C (Cold) และ H (Hot) โดยเข็มควรอยู่ตรงกลาง หากเข็มเบนมาทาง C ควรเดินรอบต่ำก่อน เมื่อความร้อนเพิ่มค่อยเร่งเครื่อง แต่ถ้าเข็มเริ่มเข้าใกล้ H แสดงว่าเครื่องยนต์มีอาการร้อนผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากระบบระบายความร้อนมีปัญหา หม้อน้ำรั่ว พัดลมไฟฟ้าเสีย  หากเข็มขึ้นเกิน ¾ ของเกจ ควรจอดพักเครื่องและตรวจเช็คนะครับ อย่าฝืนขับต่อ \r\n\r\nสำหรับรถที่ไม่มีเกจวัดความร้อน จะมีสัญญาณไฟรูปปรอทมาให้ ถ้าเครื่องเย็นจะเป็นสีฟ้า ถ้าดับไปแสดงว่าอุณหภูมิปกติ แต่ถ้าขึ้นสีแดงให้ระวังเพราะหมายถึงเครื่องยนต์มีความร้อนสูงแล้ว ต้องหาที่จอดรถโดยด่วน หากทู่ซี้ขับต่อไป ยิ่งจะเป็นการเพิ่มความร้อนในระบบจนระบายความร้อนออกไม่ได้ เร่งเครื่องไม่ได้ ฝาสูบโก่ง เสียเงินค่าซ่อมแซมสาหัสนะครับ \r\n\r\nทางที่ดีเราไม่ควรปล่อยให้ถึงสัญญาณไฟสีแดงเตือนหรอกครับ ถ้าขับรถรอบสูงต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน หรือขับรถทางไกลออกต่างจังหวัด ก็ควรจอดพักทั้งรถและคนขับเพื่อความปลอดภัย ลดความเสียหาย\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.sanook.com/auto/2985/\r\nhttps://www.autofun.co.th/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1695624554.png"],
    [143,4618,"จริงหรือไม่ ฝนทำให้เราไม่สบาย","Mon, 2023-09-25 13:15","http://www.stkc.go.th/node/4618","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"          เมื่อฝนเริ่มตกโปรยปรายลงมา เรามักได้ยินคำเตือนจากคนรอบข้างให้ระมัดระวังอย่าตากฝน เพราะเดี๋ยวจะทำให้เป็นหวัดได้ จนเราคุ้นชินและเชื่อว่า เม็ดฝนเหล่านี้เป็นสาเหตุของโรคไข้หวัดกันมานมนาน ยิ่งเวลาเปียกฝนทีไรก็มักจะมีอาการคัดจมูก จาม หรือปวดศีรษะตามมาทันที แท้จริงแล้ว \"ฝน\" เป็นตัวการของไข้หวัดอย่างที่เรารู้กันหรือไม่ บทความนี้มีคำตอบ\r\n         ไข้หวัดเกิดจาก การติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจส่วนต้น ทำให้มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม และเจ็บคอ โดยเชื้อที่ก่อให้เกิดไข้หวัดมักจะเป็นเชื้อไวรัสชนิดที่ไม่รุนแรง อาการของไข้หวัดช่วงแรก ๆ (2-3 วัน) อาจจะทำให้คุณรู้สึกแย่หน่อย แต่หลังจากนั้นอาการจะทุเลาลง ซึ่งโรคไข้หวัดจะมีอาการอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์\r\n\r\nทำไม \"ฝน\" ถึงทำให้บางคนเป็นหวัด\r\n          อย่างที่ทราบกันแล้วว่า โรคไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งลำพังเพียง \"น้ำฝน\" ไม่สามารถทำให้เป็นหวัดได้ เพียงแต่ในเวลาที่ฝนตก จะมีทั้งลมทั้งฝนที่อาจพัดพาเชื้อไวรัสมาในอากาศ คุณอาจเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อไวรัสในอากาศจากที่โล่งแจ้งนั่นเอง และเวลาที่ฝนตกทำให้อุณหภูมิในตัวเราลดลงจากลมฝน หรือ การที่ศีรษะเปียกฝน หรือ เสื้อผ้าและรองเท้าเปียกอับชื้นอยู่เป็นเวลานาน จึงทำให้เราเป็นหวัดได้ ซึ่งในที่ที่อุณหภูมิที่ต่ำนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้ไวรัสบางสายพันธุ์เจริญเติบโตได้ดี ทำให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น โดยเฉพาะในบางคนที่มีภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำ ก็จะยิ่งทำให้ป่วยได้ง่ายกว่าปกติ\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.chiangmai-hospital.com/th/knowledges/is-it-true-in-the-rain-causing-a-cold\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1695622519.png"],
    [144,4615,"ทำไมซอสมะเขือเทศจึงไหลออกยาก","Tue, 2023-09-19 09:00","http://www.stkc.go.th/node/4615","โมเลกุลและเคมีฟิสิกส์",null,"         เชื่อว่าหลายคนเคยเจอปัญหา กับการเทซอลมะเขือเทศลงในของโปรดไม่อออก บางทีก็เขย่าแรงจนพุ่งออกมา เลอะเทอะไป ทำให้หัวร้อนกันเลยทีเดียว บทความนี้มีคำตอบ\r\nเหตุผลมาจากสมบัติของซอสมะเขือเทศเอง ซึ่งเมื่อเวลาที่ไม่ได้รับแรงกระทำจากภายนอก โมเลกุลภายในซอสมะเขือเทศจะสร้างพันธะจับตัวกันเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว (คล้ายกับยาสีฟัน) และไม่สามารถไหลตัวได้แม้จะเอียงหรือคว่ำขวดแล้วก็ตาม\r\nอย่างไรก็ตามโครงสร้างเจลที่ว่าไม่ได้แข็งแรงมากนัก ดังนั้นเมื่อเราให้แรงกระทำกับมัน เช่น ตบหรือเขย่าแรง ๆ ก็จะทำให้โครงสร้างเจลดังกล่าวถูกทำลายลง จึงทำให้ซอสมะเขือเทศสามารถไหลออกมาเมื่อได้รับแรงกระทำจากภายนอก\r\n\r\nด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีร้านค้าบางแห่งใช้วิธีบรรจุซอสมะเขือเทศในขวดพลาสติกที่บีบได้ เนื่องจากเมื่อออกแรงบีบที่ขวด ก็จะเป็นการให้แรงไปกระทำเพื่อทำลายโครงสร้างเจลลงได้นั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nสาระเรื่อยเปื่อย\r\nhttps://www.pitara.com\r\nhttp://www.futurity.org\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1695088802.png"],
    [145,4614,"ผักอะไรบ้างที่ไม่ควรกินดิบ ","Mon, 2023-09-18 10:43","http://www.stkc.go.th/node/4614","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"             ผักบางชนิดไม่ควรกินแบบดิบเพราะมีสารบางชนิดในตัวเองหรือมีการปนเปื้อนสะสมของสารเคมีต่างๆ ที่เป็นอันตรายส่งผลเสียต่อสุขภาพ บางชนิดหากกินในปริมาณมากอาจเสียชีวิต จะมีผักอะไรบ้างบทความนี้มีคำตอบ \r\n1. กะหล่ำปลี มีสารออกซาเลต (Oxalate) ในกะหล่ำปลีจะไปจับกับแคลเซียมที่กรวยไต จนกลายเป็นสารแคลเซียมออกซาเลต ซึ่งหากมีสารตัวนี้ที่กรวยไตมาก ๆ ก็เสี่ยงต่อโรคนิ่วในไตได้ อีกทั้งในกะหล่ำปลีดิบยังมีน้ำตาลชนิดหนึ่ง ซึ่งคนที่มีปัญหาในระบบย่อยอาหารอาจย่อยน้ำตาลชนิดนี้ไม่ได้ และอาจนำไปสู่อาการท้องอืด แน่นท้อง แต่หากนำกะหล่ำปลีไปปรุงสุก น้ำตาลที่ว่าก็จะเปลี่ยนโมเลกุลเป็นสารที่ย่อยได้ง่าย ไร้ปัญหาท้องอืดแน่นอน\r\n\r\n          นอกจากนี้ในกะหล่ำปลีดิบยังมีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) สารที่ยับยั้งการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ทำให้ร่างกายดึงไอโอดีนจากเลือดไปใช้ได้น้อยกว่าปกติ จนอาจก่อให้เกิดโรคคอหอยพอกได้ ดังนั้นผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์จึงไม่ควรกินกะหล่ำปลีดิบ แต่กอยโตรเจนจะสลายได้อย่างรวดเร็วเมื่อโดนความร้อน ฉะนั้นจึงควรบริโภคกะหล่ำปลีแบบปรุงสุกจะดีกว่า \r\n\r\n2. ถั่วฝักยาว เป็นพืชที่ปนเปื้อนยาฆ่าแมลงสูง ดังนั้นหากกินถั่วฝักยาวดิบ ๆ ที่มีการปนเปื้อนสารพิษเข้าไปจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียได้ ดังนั้น หากชอบกินแบบดิบ ๆ ควรล้างให้สะอาดก่อน โดยหักเป็นท่อนแล้วนำไปแช่น้ำนาน ๆ หรือไม่ก็เลือกกินแบบสุกจะปลอดภัยกว่า\r\n\r\n3. ถั่วงอก มีการปนเปื้อนแบคทีเรียซัลโมเนลลา และอีโคไล อีกทั้งยังมีสารโซเดียมซัลไฟต์ ซึ่งเป็นสารฟอกขาวที่เหล่าพ่อค้า แม่ค้ามักจะนำมาฟอกสีให้ถั่วงอกมีสีขาวน่ารับประทาน อีกทั้งยังเป็นสารที่รักษาความสดของถั่วงอกให้เก็บไว้ขายได้นาน ซึ่งหากผู้บริโภคมีอาการแพ้สารชนิดนี้ หรือกินถั่วงอกดิบในปริมาณมาก ทางศูนย์ข้อมูลพิษวิทยา กระทรวงสาธารณสุข ก็บอกว่าอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หายใจขัด ความดันโลหิตต่ำ และปวดท้องได้ แต่ถ้าหากนำถั่วงอกไปปรุงสุกก็จะช่วยทำลายเชื้อแบคทีเรีย และสารฟอกขาวได้จนไม่ก่อให้เกิดอันตราย\r\n\r\n4. หน่อไม้ ในหน่อไม้สดมี Cyanogenic glycoside ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นไซยาไนด์ อันมีพิษต่อร่างกาย และหากร่างกายได้รับสารตัวนี้ในปริมาณมาก Cyanogenic glycoside จะเข้าไปจับกับฮีโมโกลบิน ทำให้เกิดอาการขาดออกซิเจน ทุรนทุราย หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขจึงแนะนำให้ต้มหน่อไม้สัก 10 นาที หรือนำหน่อไม้ไปดอง (ซึ่งต้องผ่านการต้ม) ก่อนรับประทาน เพราะวิธีการปรุงสุกด้วยความร้อนจะช่วยสลาย Cyanogenic glycoside ได้\r\n\r\n5. ผักโขม มีกรดออกซาลิก (Oxalic) ที่เป็นตัวขัดขวางไม่ให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียมไปใช้ ดังนั้นคนที่ขาดธาตุเหล็กหรือแคลเซียมจึงไม่ควรกินผักโขมแบบดิบ ๆ ทว่าเจ้ากรดออกซาลิกตัวนี้จะหมดฤทธิ์ทันทีเมื่อเจอความร้อน ซึ่งก็หมายความว่าเราควรปรุงผักโขมให้สุกก่อนนำมารับประทานนั่นเองนะคะ แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีภาวะดังกล่าวก็ยังสามารถทานผักโขมดิบได้\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.antifakenewscenter.com/\r\nhttps://health.kapook.com/view138486.html\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1695008622.png"],
    [146,4613,"ทำไมถึงเรียกร้านโชห่วย","Sun, 2023-09-17 06:44","http://www.stkc.go.th/node/4613","สังคมศาสตร์",null,"     ตอนเด็กๆ​ แม่ชอบให้ไปซื้อของร้านโชห่วย เราก็สงสัยมานานมาก​ แต่ไม่เคยได้ถามใครว่าทำไมถึงเรียกร้านขายของแบบนี้ ว่าร้าน โชห่วย​ กันนะ\"หรือเพราะเค้าไม่จัดร้านใหัดีเลยกลายเป็นว่าโชว์ของที่จะขายได้ห่วยไม่มีระเบียบ  หาของยาก\" แบบนั้นรึป่าว? บทความนี้มีคำตอบ  \r\nโชห่วย คือ ร้านขายของชำ ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 มาจากภาษาจีนแต้จิ๋วว่า 凑货 อ่านว่าโชวห่วย \r\nตัวหนังสือจีน 凑(โฉ่ว)​ แปลว่า รวบรวม​ \r\nส่วนตัวหนังสือ 货(ห่วย)​ แปลว่าสินค้า\r\n      เมื่อแปลรวมจึงหมายความว่า แหล่งรวบรวมของกินของใช้ หรือร้านขายของชำที่ขายสินค้าเบ็ดเตล็ดมักเปิดเป็นกิจการเล็กๆ ในครอบครัวชาวไทยเชื้อสายจีน ตามบ้านตึกแถว ในอดีตโชห่วยเป็นมากกว่าร้านค้า เพราะถือเป็นพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนของชุมชนเนื่องจากเจ้าของร้านมักคุ้นเคยกับลูกค้ามากกว่า\r\n\r\nปัจจุบันร้านโชห่วยยังมีให้พบเห็นอยู่ในทุกชุมชนทั่วไทย และไม่ได้นิยมทำเฉพาะคนไทยเชื้อสายจีนเท่านั้นแล้ว\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://kinyupen.com\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1694907893.png"],
    [147,4612,"รู้หรือไม่ ข้าวผัดอเมริกันไม่ใช่ของคนอเมริกัน","Fri, 2023-09-15 10:00","http://www.stkc.go.th/node/4612","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"      หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า เมนูข้าวผัดกับซอสมะเขือเทศ มีเครื่องเคียงเป็นไข่ดาว ไส้กรอก เบคอน หรือไก่ทอดจานเด็ด ที่เรารู้จักกันในนามว่า ข้าวผัดอเมริกัน เป็นเมนูที่มาจากประเทศสหรัฐอเมริกาหรือเปล่า บทความนี้มีคำตอบ\r\nโดยมีการสันนิษฐานไว้ 2 ประการ\r\nข้อแรก : สันนิษฐานว่ามาจากโกเจ๊ก พ่อครัวชาวอีสานที่คิดคันเมนูข้าวสไตล์ฝรั่งเพื่อเสิร์ฟให้ทหารอเมริกันที่ประจำการในไทยช่วงสงครามเวียดนาม รสชาติที่แปลกใหม่นี้จึงทำให้มีชื่อเรียกติดปากว่าข้าวผัดอเมริกัน\r\nข้อสอง : ริเริ่มโดยคุณหญิงสุรีพันธ์ มณีวัต ระหว่างดำรงตำแหน่งผู้จัดการราชธานีภัตตาคาร ห้องอาหารในสนามบินดอนเมือง\r\nครั้งหนึ่ง มีเหตุการณ์ยกเลิกเที่ยวบิน ทำให้อาหารเช้าที่เตรียมไว้เหลือจำนวนมาก คุณหญิงจึงพลิกแพลงนำวัตถุดิบต่าง ๆ มาทำข้าวผัดขายเป็นเมนูพิเศษ\r\nกระทั่งได้รับความนิยม เจ้าเมนูใหม่นี้จึงได้ชื่อเรียกว่า American Fried Rice หรือข้าวผัดอเมริกัน\r\n\r\nอย่างไรก็ตามแต่ หลักฐานประวัติของข้าวผัดอเมริกันก็ยืนยันได้ว่า เมนูนี้เกิดขึ้นจากความคิดและฝีมือของคนไทย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศอเมริกันเลย\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.cooking.in.th/americanfriedrice/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1694746807.png"],
    [148,4611,"ทิชชู่หนึ่งบาท ใช้กับร่างกายได้ไหม","Thu, 2023-09-14 09:30","http://www.stkc.go.th/node/4611","วิทยาศาสตร์เคมี",null,"      ช่วงนี้เห็นเหล่านัก CF ของ 1 บาท จากแอพส้มกันเยอะมาก โดยเฉพาะกระดาษทิชชู่ 1 บาท ที่น่าจะดูคุ้มค่าเป็นอย่างมาก เพราะจำนวนที่ได้ มันช่างเยอะกว่าตามห้างสรรพสินค้าที่เราเคยไปซื้อซ่ะอีก แต่รู้ไม่ว่าเจ้าทิชชู่ 1 บาท นี้ทำไมมันถึงขายราคานี้ได้ ต้นทุนเท่าไร ได้กำไรไหม บทความนี้มีคำตอบ\r\n     ด้วยความที่ต้นทุนการผลิตกระดาษทิชชูประเภทนี้จากประเทศจีนถูกมากๆ เหล่าพ่อค้หัวหมอทั้งหลายก็อยากลดต้นทุนให้เหลือน้อยที่สุด (เพราะขายแค่ 1 บาทหรือประมาณ 0.20 หยวน) ด้วยการใช้กระดาษเป็นวัสดุรี่ไซเคิลที่ทำมาจาก กระดาษเช็ดอาหาร กระดาษเช็ดโต๊ะ ไซเคิลซ้ำๆ หลายรอบ หลายรอบแบบไซเคิลแล้ว เอามาไซเคิลใหม่อีกครั้ง : รวมไปถึงกรเติมสารที่เป็นอันตรายมากมายเช่น สารฟอกขาว(ทำให้กระดาษทิชชู่ขาวขึ้น) หากเราใช้ไปนานๆ อาจทำให้เสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้ก่อนหยิบกระดาษทิชชู่มาใช้งานเราควรดูวัสดุที่เขานำมาใช้ก่อน สังเกตได้ที่ด้านหลัง\r\n\r\nห่อกระดาษทิชชู่ค่ะ โค้ดที่เขาเขียนมาสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท\r\nGB/T20810 : หัสนี้ใช้เช็ดวัสดุพื้นผิว เช็ดโต๊ะ ทำความสะอาดคราบเปื้อน\r\nGB/T20808 : รหัสนี้สามารถน่มาเช็ดหน้า เช็ดปาก และใช่ในห้องน้ำได้\r\nอย่าลืม ถ้าสั่งของ 1 บาท อย่าลืมพลิกดูด้านหลังและอ่านประเภทการใช้งานก่อนทุกครั้ง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://thethaiger.com/th/news/937660/\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1694658616.png"],
    [149,4605,"ทำไมเก้าอี้พลาสติกต้องมีรู","Mon, 2023-09-11 15:37","http://www.stkc.go.th/node/4605","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์",null,"       เชื่อว่าหลายคนต้องเคยสงสัยว่า เก้าอี้พลาสติกที่เราเคยนั่ง ทำไมจะต้องมีรูอยู่ตรงที่นั่งหรือพนักพิงด้วยละ บทความนี้มีคำตอบครับ\r\n\r\nแท้จริงแล้วเรื่องนี้ไม่ใช่ความพิเรนทร์ของนักออกแบบ แต่เป็นการออกแบบที่มีประโยชน์และตรงตามหลักฟิสิกส์ โดยเหตุที่เก้าอี้พลาสติกมีรูตรงกลางหรือบริเวณฐานนั่งนั้น เป็นการออกแบบเพื่อฟังก์ชันด้านการจัดเก็บ เนื่องจากวิธีการเก็บเจ้าพลาสติกคือการนำมาซ้อนกันเป็นตั้งๆ\r\n\r\nดังนั้นหากไม่เจาะรูไว้ เก้าอี้จะดูดติดกันในสภาพสุญญากาศจนดึงไม่ออก การเจาะรูตรงกลางจึงมีเพื่อให้อากาศหมุนเวียนระหว่างเก้าอี้ ทำให้สามารถดึงมาใช้งานได้ง่ายนั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.sanook.com/campus/1414167/\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1694421428.jpg"],
    [150,4597,"ซุปเปอร์ฟูลมูน (Super Full Moon)","Wed, 2023-08-30 13:44","http://www.stkc.go.th/node/4597","ดาราศาสตร์",null,"    ซุปเปอร์ฟูลมูน (Super Full Moon) หรือ ดวงจันทร์เต็มดวงใกล้โลกที่สุดในรอบปี มีระยะห่างจากโลกประมาณ 357,334 กิโลเมตร และในคืนดังกล่าวยังเป็นดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่สองของเดือน หรือ บลูมูน (Blue Moon) จึงเรียกปรากฏการณ์ในครั้งนี้ว่า \"ซุปเปอร์บลูมูน (Super Blue Moon)\" ปกติแล้วในหนึ่งเดือนจะเกิดดวงจันทร์เต็มดวงเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่บ่อยนักที่จะเกิดขึ้นสองครั้ง \r\n\r\n    ในคืนดังกล่าวดวงจันทร์เต็มดวงจะมีขนาดปรากฏใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย หากเปรียบเทียบกับดวงจันทร์เต็มดวงช่วงเวลาปกติ จะมีขนาดใหญ่กว่าประมาณ 7% และความสว่างเพิ่มขึ้นประมาณ 15% เวลาที่เหมาะสมในการสังเกตปรากฏการณ์เกี่ยวกับดวงจันทร์ในครั้งนี้ คือช่วงเย็นวันที่ 30 สิงหาคม 2566 ตั้งแต่เวลาประมาณ 18.09 น. เป็นต้นไป จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 31 สิงหาคม 2566 ดูได้ด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออก นอกจากนี้ยังมีดาวเสาร์ปรากฏสว่างเคียงข้างดวงจันทร์อีกด้วย \r\n\r\nทั้งนี้ทาง NARIT เตรียมจัดสังเกตการณ์ \"ซุปเปอร์บลูมูน\" ในคืนวันที่ 30 สิงหาคม 2566 ตั้งแต่เวลา 18.00-22.00 น. \r\n\r\nณ จุดสังเกตการณ์หลักทั้ง 4 แห่งของ สดร.\r\n- อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ : โทร.08-4088-2261\r\n- หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา นครราชสีมา : โทร.08-6429-1489\r\n- หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา : โทร.08-4088-2264\r\n- หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา สงขลา : โทร.09-5145-0411\r\n\r\nหรือรับชม LIVE ปรากฏการณ์ได้ทางเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.facebook.com/NARITpage/posts/682309850606227?ref=embed_post\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1693377869.jpg"],
    [151,4577,"น้ำทะเลสีเขียว Plankton Bloom","Mon, 2023-08-14 21:43","http://www.stkc.go.th/node/4577","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"           โดยปรากฏการณ์ Plankton Bloom หรือปรากฎการณ์น้ำทะเลเปลี่ยนสีหรือปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ (water discolouration)เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว (บลูม หรือ Bloom)ของแพลงก์ตอนพืช เนื่องจากแพลงก์ตอนเหล่านี้ต่างก็มีสีในตัวเอง เมื่อเกิดการเจริญเติบโตจำนวนมาก จึงทำให้สีของน้ำทะเลเปลี่ยนไปตามสีของแพลงก์ตอนชนิดที่มีมากในขณะนั้น เช่น สี แดง เกิดจากแพลงก์ตอนสกุล เซอราเตียม (Ceratium sp.) สีส้มเกิดจากสกุลเพอริดิเนียม( Peridinium sp.) หรือ สีเขียวเกิดจากสกุลนอคติลูกา ( Noctiluca sp.) เป็นต้น  \r\n\r\n          ส่วนสาเหตุการเกิดปรากฏการณน้ำทะเปลี่ยนสีคาดว่าเกิดจากช่วงนี้มีฝนตกหนักบ่อยครั้ง ทำให้เกิดการชะล้างเอาแร่ธาตุจากหน้าดินไหลลงสู่ทะเลจำนวนมาก มนุษย์มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะเราเพิ่มธาต อาหารลงไป ทั้งการเกษตร น้ำทิ้ง ฯลฯ เช่น ไนโตรเจนและฟอสเฟตมากอยู่แล้ว จึงยิ่งเหมือนเติมปุ๋ยลงน้ำทะเล ขณะเดียวกัน อุณหภูมิ ความเค็มของน้ำทะเล รวมถึงแสงแดดอยู่ในช่วงพอเหมาะจึงทำให้แพลงก์ตอนเกิดการสังเคราะห์แสงและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วปกคลุมผิวหน้าน้ำ  แพลงตอนบลูมเริ่มก่อตัวในทะเลนอก และขยายจำนวนขึ้น จนเข้าสู่ระยะสุดท้ายบริเวณชายฝั่ง มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดน้ำเข้าไปรวมทีอ่าวไทยตอนในแถวชลบุรี ทำให้น้ำเขียวรวมตัวอยู่แถบนั้นระยะสุดท้ายของแพลงตอนบลูมจะเกิดเพียงช่วงสั้นๆ ไม่กี่วัน จากนั้นจะหมดไป แต่อาจเกิดขึ้นใหม่ตามลมที่พัดพามวลน้ำเข้ามายังมีปรากฏการณ์แพลงตอนบลูมที่เกิดตามปากแม่น้ำได้อีกด้วย แต่สุดท้ายลมในช่วงนี้ก็พัดไปรวมที่ชายฝั่งชลบุรี เมื่อถึงช่วงปลายปี ลมมรสุมเปลี่ยนทิศ แพลงตอนบลูมแถวชลบุรีอาจลดลง แต่ปีหน้าก็อาจกลับมาใหม่ตามลมมรสุม\r\n\r\n         ดังนั้นเมื่อมีปริมาณแพลงก์ตอนมากก็ยิ่งทำให้มีการใช้ออกซิเจนในการหายใจมากตามไปด้วย ออกซิเจนที่อยู่ในน้ำจึงลดลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งเมื่อแพลงก์ตอนหนาแน่น เซลล์บางส่วนก็จะตาย แบคทีเรียจะย่อยสลายโดยต้องใช้ออกซิเจนอีก ส่งผลทำให้น้ำเริ่มเน่า สิ่งมีชีวิตทั้งในน้ำ สัตว์หน้าดิน และสัตว์ที่ฝังตัวอยู่ในดินเริ่ม ขาดอากาศหายใจและตายเป็นจำนวนมาก ดังจะเห็นว่ามีทั้งปลา ไส้เดือนดิน หอยทับทิม ปูเสฉวน หอยเสียบ ปูม้า ปลาลิ้นหมา ขึ้นมาตายจำนวนมาก\r\n\r\n           โลกร้อนอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับแพลงตอนบลูม ตามการศึกษาต่างประเทศที่พบว่าน้ำเขียวทั่วโลกเกิดถี่ขึ้นเรื่อย และขยายพื้นที่ไปในบริเวณต่างๆ ของโลก หากเรายังไม่ทำอย่างเป็นระบบ ไม่มีข้อมูลเพียงพอ ทำได้แค่น้ำเขียวเมื่อไหร่ก็ไปตรวจสอบเหมือนอย่างที่เป็นมา เราก็ย่ำอยู่กับที่ ในขณะที่มีแนวโน้มว่าน้ำเขียวจะเพิ่มขึ้นและถี่ขึ้นเรื่อยในอนาคต ในขณะเดียวกัน การยกระดับการบำบัดน้ำทิ้ง การปรับเปลี่ยน  การเกษตรให้เหมาะสม จะช่วยลดปัญหาที่ต้นเหตุ\r\n\r\n            น้ำคือทุกอย่างของทะเล เมื่อน้ำมีปัญหา ทุกอย่างในทะเลก็มีปัญหา กิจการเกี่ยวกับทะเลย่อมได้รับผลกระทบเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะที่ แต่เป็นปัญหาในภาพรวม การแก้ไขไม่สามารถทำเฉพาะครั้งคราว แต่ต้องลงทุนลงแรงทำจริงจังต่อเนื่อง เรียนรู้เพื่อกำหนดเป้าในการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หากเราไม่ทำ ทะเลเราก็แย่ลง กิจการเกี่ยวกับทะเลก็ได้รับผลกระทบมากขึ้น\r\n\r\nสุดท้ายไม่ว่าโลกเราซับซ้อนมากขึ้น ตัวแปรมีมากมาย หากเราอยากอยู่กับธรรมชาติอย่างยั่งยืน ได้ประโยชน์ให้เนิ่นนาน เราต้อง “รู้จัก” ทะเลให้มากขึ้น\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://geo.buu.ac.th/1862-2/\r\nhttps://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_4125691\r\n\r\nรูปจาก\r\nhttps://mgronline.com/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1692024228.jpg"],
    [152,4575,"ทำไมน้ำมันต้องกระเด็นเวลาทอดอาหาร","Thu, 2023-08-10 14:31","http://www.stkc.go.th/node/4575","วิทยาศาสตร์เคมี",null,"      เวลาทอดอาหารน้ำมันมักจะกระเด็นเปรอะเปื้อนเตาหรือบริเวณรอบๆ ทำให้ครัวเราเป็นคราบดูสกปรกเลอะเทอะ  หรือแม้กระทั้งกระเด็นโดนเสื้อผ้า ผิวหนังเรา ทำให้แสบพองเป็นแผลได้ ทำให้ตอนทอดอาหารหลายๆคนอาจจะมีความกังวลกลัวน้ำมันกระเด็น วันนี้ทาง STKC จะพาไปหาคำตอบกัน\r\n\r\nน้ำมันกระเด็นเกิดจากอะไร\r\nเมื่อเรานำกระทะตั้งไฟและใส่น้ำมันลงไปเตรียมทอดอาหาร น้ำมันที่ถูกความร้อนไม่ได้กระเด็นขึ้นมา ต่อเมื่อเรานำวัตถุดิบบางอย่าง เช่น ปลา เนื้อไก่ หมูสามชั้น ใส่ลงในกระทะที่มีน้ำมันร้อนจัด จึงจะเกิดน้ำมันกระเด็น และบางครั้งก็กระเด็นไกลมาถึงมือ แขน หรือใบหน้าของเราได้เลยทีเดียว นั่นเพราะวัตถุดิบเหล่านั้นมีน้ำหรือความชื้นอยู่ ดังนั้น จึงอาจจะพูดได้ว่า น้ำหรือความชื้น + น้ำมัน + ความร้อน ทำให้เกิดการปะทุหรือกระเด็นของน้ำมันขึ้นมาได้\r\n\r\nทอดอาหารอย่างไรไม่ให้น้ำมันกระเด็น\r\n     เมื่อเราทราบแล้วว่า น้ำหรือความชื้น + น้ำมัน + ความร้อน เป็นสาเหตุของน้ำมันกระเด็น เราสามารถนำความรู้นี้มาประยุกต์ใช้ เพื่อป้องกันน้ำมันกระเด็นได้ และการทำครัวในก็จะไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป\r\n1. ทำวัตถุดิบให้แห้ง\r\n2. ทำกระทะให้แห้ง\r\n3. เลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม\r\n4. ทอดด้วยไฟอ่อน\r\n5. ใช้เครื่องป้องกัน\r\n\r\nสำหรับเครื่องป้องกันเราสามารถใช้ได้ทั้งฝาหม้อ ถุงมือและปลอกแขน นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีตะแกรงกันน้ำมันกระเด็นที่อำนวยความสะดวกในการทอดอาหารด้วย แม้ว่าเราจะทราบถึงสาเหตุของน้ำมันกระเด็น และมีเคล็ดลับหรืออุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว แต่การทำอาหารที่ใช้ความร้อน ก็ยังคงต้องคอยระมัดระวังอยู่ดี เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหายต่าง ๆ ตามมา ที่สำคัญอาหารที่ได้รับความใส่ใจในการทำ ก็จะออกมามีอร่อยถูกปากอีกด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/71370/-blo-sciche-sci-\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1691652666.jpg"],
    [153,4574,"8 วิธีขับรถยนต์ ให้ประหยัดน้ำมัน","Wed, 2023-08-09 12:48","http://www.stkc.go.th/node/4574","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"     เชื่อว่าทุกวันนี้ หลายคนที่ใช้รถใช้ถนนในเมืองกำลังประสบปัญหากับการจ่ายค่าน้ำมันแพงเกินกว่าเหตุ ทั้งที่ใช้รถไปไม่เท่าไหร่ แต่ทำไมค่าน้ำมันแพงเหลือเกิน? วันนี้พี่หมีเลยชวนเพื่อนๆ มาหาคำตอบ พร้อมนำเสนอทริคประหยัดน้ำมันสไตล์คนเมืองง่ายๆ กันครับ\r\n\r\nวิธีขับรถให้ ประหยัดน้ำมัน\r\n1.ควบคุมความเร็วให้เหมาะสม ไม่ว่าจะขับรถช้าไปหรือเร็วไปก็สิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ดี สรุปได้ว่าการขับรถให้ประหยัดที่สุดนั้น ต้องใช้ความเร็วคงที่ ซึ่งความเร็วที่เหมาะสมจะอยู่ที่ 80-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เนื่องจากมีประสิทธิภาพการเผาผลาญเชื้อเพลิงดีที่สุด\r\n\r\n2.เร่งเครื่องเฉพาะที่จำเป็น ออกตัวเบา ๆ อย่ากระชากการออกตัวแบบกระชาก จะทำให้รถสิ้นเปลืองน้ำมันและทำให้ชิ้นส่วนต่างๆ เกิดการเสียหายได้ง่าย จึงควรออกตัวเบาๆ และเร่งเครื่องเฉพาะตอนที่จำเป็น\r\n\r\n3.ใช้วิธีการชะลอแทนการเบรกบ่อยๆ การเบรกรถยนต์บ่อยๆ นอกจากจะส่งผลทำให้เครื่องยนต์พังง่าย ชิ้นส่วนต่างๆ สึกหรอเร็ว ยังทำให้เครื่องยนต์ซดน้ำมันเพิ่มขึ้นได้ถึง 2 เท่า\r\n\r\n4.ใส่เกียร์ N แทนเกียร์ D เมื่อเจอกับปัญหาจราจรติดขัดนานๆ แนะนำให้เข้าเกียร์ว่าง (N) แทนที่จะเข้าเกียร์เดินหน้า (D) ทิ้งไว้ เพราะสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้ดีกว่า และไม่ต้องเหยียบเบรกทิ้งไว้ตลอดเวลา\r\n\r\n5.ตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทางหลีกเลี่ยงเส้นทางจราจรติดขัด ตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง นอกจากจะช่วยให้ประหยัดเวลายังช่วยประหยัดน้ำมันได้ด้วย\r\n\r\n6.เช็กลมยาง หมั่นตรวจเช็กลมยางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเป็นประจำ เพราะถ้าลมยางอ่อนหรือแข็งไป เครื่องยนต์อาจทำงานหนักไป ส่งผลให้เกิดการสิ้นเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุ\r\n \r\n7.ไม่บรรทุกของหนัก การบรรทุกของหนักมากเกินไป จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก และซดน้ำมันมากกว่าเดิม ฉะนั้นควรบรรทุกเฉพาะของที่จำเป็นเท่านั้น\r\n \r\n8.เปิดแอร์อุณหภูมิที่เหมาะสม เพราะการเปิดแอร์แต่ละครั้ง จะดึงพลังงานเชื้อเพลิงจากน้ำมันไปใช้มากถึง 10 – 20 % หากเปิดแอร์เย็นเกินไปจะทำให้สิ้นเปลือง จึงควรเปิดแอร์ในอุณหภูมิที่เหมาะสม เพื่อลดภาระทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์และเครื่องยนต์นั่นเอง\r\n\r\nทริคง่ายๆ\r\nหลายคนเข้าใจว่าการขับรถช้าๆ นั้นจะทำให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ ไม่ว่าจะขับรถช้าไปหรือเร็วไปก็สิ้นเปลืองน้ำมันอยู่ดี การใช้ความเร็วรถที่มากเกินไปจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาโมเมนตัมเอาไว้ ในขณะที่หากขับช้าไปเกียร์รถจะถูกปรับเกียร์ไปมาอัตโนมัติ ซึ่งต้องใช้พลังงานกับส่วนนี้มากขึ้น\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.kmotors.co.th/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1691560108.jpg"],
    [154,4573,"ก้างปลาติดคอ อย่ากลืนข้าวเหนียว เด็ดขาด!!","Wed, 2023-08-09 09:42","http://www.stkc.go.th/node/4573","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"     เนื้อปลา น่าจะเป็นอาหารจานโปรดของใครหลายๆคน นอกจากมีรสชาติที่อร่อยแล้วแถมยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพไม่น้อยอีกด้วย แต่ก็มีปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นเวลาทานปลาก็คือเจ้าก้างชิ้นเล็กๆ นี่ล่ะเพราะถ้าเผลอกินเข้าไปแล้วเคี้ยวละเอียดก็อาจจะไม่เป็นอะไร แต่ถ้าโชคร้าย ก้างปลาดันไปติดคอ ทำให้รู้สึกเจ็บ จะกลืนน้ำลายก็คงลำบาก อยากจะเอาออกก็ไม่รู้จะทำอย่างไร วันนี้เราก็เลยหยิบเอาวิธีแก้ก้างปลาติดคอมาฝาก จะได้ไม่ต้องทนเจ็บ หรือปล่อยให้เป็นปัญหาสุขภาพต่อไป\r\n\r\nก้างปลาติดคอมีอาการอย่างไร\r\n- เจ็บจี๊ดเฉียบพลันบริเวณที่ถูกก้างตำ\r\n- กลืนน้ำลายแล้วรู้สึกเจ็บ \r\n- สามารถบอกตำแหน่งได้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่บริเวณใด\r\n \r\nวิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น\r\n- หากเปนก้างขนาดเล็ก ให้ดื่มน้ำแล้วกลั้วคอแรงๆ ก้างก็จะสามารถหลุดออกมาได้\r\n- หากไม่หลุดควรรีบพบแพทย์ทันที หากปล่อยให้ก้างปลาติดคอเป็นระยะเวลานาน นอกจะทำให้เจ็บ ทำให้เกิดแผล เกิดการติดเชื้อ จนเกิดภาวะแทรกซ้อน เป็นหนองในลำคอ ลุกลามไปสู่ช่องอกได้ \r\n \r\nสิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อก้างปลาติดคอ\r\n- ห้ามกลืนก้อนข้าวเหนียว ขนมปังหรือกล้วย ลงไปเพื่อให้ก้างปลาหลุด เพราะอาจทำให้ก้างปลาลึกลงไปและเกิดแผลมากขึ้น\r\n- หลีกเลี่ยงการเอานิ้วล้วงเอาก้างปลาออก  เพราะจะทำให้ก้างปลาทิ่มลึกลงไปมากกว่าเดิม\r\n- ดื่มน้ำมะนาว เพื่อให้ก้างปลาอ่อนนุ่มลง ถือเป็นข้อมูลที่ผิด เพราะน้ำมะนาวไม่สามารถทำให้ก้างปลาละลายและหลุดหายไปเองได้อย่างที่หลายคนเข้าใจ และหากดื่มในปริมาณที่มาก อาจทำให้เกิดการระคายเคืองกระเพาะอาหารได้อีกด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.bpksamutprakan.com/care_blog/view/190\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1691548946.jpg"],
    [155,4564,"ลาก่อนโรคร้อน โรคเดือดเข้ามาแทน ","Thu, 2023-08-03 10:34","http://www.stkc.go.th/node/4564","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"       รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต โพตส์ข้อความผ่าน Facebook รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ โดยระบุว่า หลังจากที่ UN ได้ออกมาเตือนว่า “ภาวะโลกร้อน” ได้สิ้นสุดลงแล้ว และกำลังย่างก้าวเข้าสู่ “ภาวะโลกเดือด” โดยเลขาธิการสหประชาชาติ ได้พยายามเน้นย้ำความร่วมมือของโลกในการลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก โดยการใช้วลีเด็ดๆสร้างความตระหนักถึงภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้น และมันก็เกิดขึ้นแล้ว เช่น รหัสแดงต่อมวลมนุษยชาติ Code red for humanity แผนที่ความทุกข์ยากของมนุษย์ Atlas of human suffering บทสวดสัญญาสภาพอากาศที่แตกสลาย A litany of broken promises ถนนสู่นรกสภาพภูมิอากาศ A highway to climate hell และล่าสุด โลกกำลังเดือด A global boiling\r\n\r\nสำหรับปัจจัยที่ทำให้ปี 65 มีอุณหภูมิสูงกว่าอดีต 1,000-10,000 ปี มาจาก 4 ปัจจัยหลักคือ \r\n1. การกระทำของมนุษย์จากการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจกสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 1.2 องศาฯ\r\n2. ปรากฎการณ์ El Nino ที่รุนแรง ทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีก 0.2-0.3 องศาฯ\r\n3. เป็นช่วงเวลาการปลดปล่อยพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ ทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.05 องศาฯ\r\n4. การระเบิดของภูเขาไฟ Tonga-Hunga ทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 0.035 องศาฯ\r\n\r\n     ดังนั้นอุณหภูมิสูงขึ้นเฉลี่ยโดยรวมของโลกจึงแตะประมาณ 1.5 ± 0.2 องศาฯ ในเดือนกรกฎาคม 2565 ซึ่งเป็นขีดจำกัดตามข้อตกลงปารีส 2015 ที่จะควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาฯ ในปี ค.ศ. 2100 แต่มันได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งไม่ได้หมายความว่าอุณหภูมิจะยืนหรือสูงกว่านี้ในระยะสั้น ขึ้นกับสภาพอากาศแปนปรวนในแต่ละปี อย่างไรก็ตามมันได้สร้างความรุนแรง และความเสียหายบนโลกใบนี้ เช่นเหตุการณ์คลื่นความร้อนในเอเชีย อเมริกา ยุโรป และแอฟริกา น้ำท่วมใหญ่ในอินเดีย เกาหลีใต้ จีน ฟิลิปปินส์ เป็นต้น \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.tnnthailand.com/news/earth/152404/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1691033672.jpg"],
    [156,4562,"ตัวย่อบนฉลาก มีความหมายอย่างไรกัน","Thu, 2023-07-27 15:40","http://www.stkc.go.th/node/4562","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"    เชื่อว่าต้องมีอีกหลายๆคนที่ไม่เคยสังเกตุอักษรย่อบนผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่บริโภคอย่างจริงจังเลย แต่คุณรู้หรือไม่ว่าตัวอักษร MFG/MFD ,EXP/BBF เหล่านี้มีความสำคัญต่อผู้บริโภคอย่างเรามากๆ เพราะตัวอักษร/ตัวเลขนี้บอกถึงวันหมดอายุ วันผลิต ว่าเราสามารถรับประทานหรือเก็บรักษาผลิตภัณฑ์นี้ได้นานเพียงใด ซึ่งข้อมูลของผลิตภัณฑ์นี้จะแสดงเป็นลักษณะตัวย่อไว้บนบรรจุภัณฑ์ต่างๆ เช่น ฝาขวด ก้นขวด หรือข้างขวด\r\n\r\n- MFG / MFD หรือวันที่ผลิตสินค้า\r\nหมายถึง วันที่ผลิต ย่อมาจากคำว่า Manufacturing date / Manufactured Date ก็คือวันที่ผลิตสินค้านั้น บางอย่างจะมีระบุล็อตการผลิตด้วย ซึ่งข้อมูลของผลิตภัณฑ์นี้ จะแสดงเป็นลักษณะตัวย่อไว้บนบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ\r\n\r\n- EXP / EXD  ย่อมาจากคำว่า Expiry และ Expiration Date ที่แปลว่า “หมดอายุ”\r\nความหมายของคำว่า หมดอายุก็แปลตรงตัวอยู่แล้ว ซึ่งหมายถึงว่าอาหารหรือของชนิดนั้นไม่สามารถนำมาใช้หรือรับประทานได้อีกแล้ว เพราะหมดอายุไปแล้วตามวันที่กำหนด\r\n\r\n- BB/ BBE/ BBF ย่อมาจากคำว่า Best Before/ Best Before End/ Best Before Use ที่แปลว่า “ควรบริโภคก่อน”\r\nโดยว่ากันง่ายๆเลยก็คือ คำว่าควรบริโภคก่อน หมายถึงคุณภาพและรสชาติของอาหารจะมีการเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งคุณภาพจะลดลงหากเลยวันที่กำหนดไปแล้ว แต่ยังสามารถบริโภคต่อได้อีกวันถึงสองวัน นั้นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.chiangmainews.co.th/knowledge/1698439/\r\nhttps://www.imark.co.th/TH/news/imark_news6.html\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1690447228.jpg"],
    [157,4557,"ใช้อีเมลอย่างไรให้ปลอดภัย จากมิจฉาชีพและผู้ไม่หวังดี","Mon, 2023-07-24 09:24","http://www.stkc.go.th/node/4557","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","ใช้อีเมลอย่างไรให้ปลอดภัย จากมิจฉาชีพและผู้ไม่หวังดี","     ใช้ E-mail อย่างไรให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพและผู้ไม้หวังดี เพื่อให้ผู้ใช้อีเมลทุกท่านได้รู้วิธีการตั้งค่าอีเมล เพื่อป้องการการรุกล้ำข้อมูลของผู้ใช้งาน ได้เป็นอย่างดีเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ในการใช้งานของท่านให้ได้ต่อไปอีกด้วย มี 5 ก. ที่ผู้ใช้งานต้องควรทราบ ดังนี้\r\n\r\n1. กำหนดรหัสผ่านให้คาดเดาได้ยากเข้าไว้ ควรตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก เนื่องจากอีเมลแอดเดรสใช้สำหรับยืนยันตัวตนกับบริการต่างๆ หากมีผู้ไม่ประสงค์ดี สามารถเข้าถึงอีเมลของเราได้ คนเหล่านั้นอาจใช้รีเซตรหัสผ่านบัญชีอื่นๆของคุณ เช่น บัญชีธนาคารและชอปปิ้งออนไลน์ เป็นต้น ดังนั้นเพื่อให้รหัสผ่านของเราแข็งแกร่งขึ้น เราต้องเพิ่มองค์ประกอบเหล่านี้เข้าไปในรหัสผ่าน\r\n**ข้อแนะนำ รหัสผ่านที่ซับซ้อนแต่สั้น จะถูกโจมตีได้ง่ายกว่ารหัสผ่านที่ยาว ดังนั้นทั้งยาวและซับซ้อนจะปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยควรมี 8 ตัวอักษรขึ้นไป\r\n\r\n2. เก็บรักษารหัสผ่านไว้ให้เป็นความลับมากที่สุด อย่างที่ทราบกันดีว่า รหัสผ่านอีเมลเป็นเหมือนกุญแจตู้เซฟเอกสารที่เก็บข้อมูลไม่เพียงแต่ข้อมูลส่วนตัวของเรา แต่ยังรวมไปถึงข้อมูลขององค์กรเอาไว้ด้วย\r\n\r\n3. กลัวไว้ก่อน ถ้าเจออีเมลแปลกๆ อย่าตอบกลับอีเมลที่ทำการขอรหัสผ่านหรือข้อมูลส่วนตัวของคุณโดยทันที\r\nจงระวัง และตรวจสอบให้ดีดังนี้\r\n- อีเมลฉบับนั้น ส่งมาจากใคร เราเคยติดต่อด้วยหรือไม่ อาจเป็นชื่อปลอม ต้องตรวจสอบอีเมลแอดเดรสว่าใช่ของจริงหรือไม่\r\n- มีเนื้อหาเชิงบังคับขอข้อมูลเช่นว่า หากไม่ปฏิบัติตามบัญชีของท่านจะถูกระงับ หากไม่ส่งข้อมูลอาจโดนดำเนินคดีตามกฎหมาย เป็นต้น โดยความเป็นจริงแล้ว ผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะไม่ขอข้อมูลเหล่านี้ของผู้ใช้งาน ดังนั้นห้ามตอบกลับอีเมลในลักษณะนี้เด็ดขาด หากไม่แน่ใจให้สอบถามกับผู้ให้บริการโดยตรง\r\n- มีการแนบลิงค์เชื่อมโยง อาจเชื่อมโยงไปยังลิงค์เว็บไซต์แปลกปลอมอันตราย ควรตรวจสอบก่อนคลิกดำเนินการใดๆทุกครั้งว่า ลิงค์ที่เราจะกดไปนั้น ใช่เว็บไซต์จริงเป็นทางการ หรือเว็บไซต์ธนาคารจริงหรือไม่\r\n- หากมีไฟล์แนบ ก็ไม่ควรเปิดไฟล์ที่แนบมาจากบุคคลที่เราไม่รู้จัก อาจมีไวรัสแฝงอยู่และทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ติดไวรัสได้\r\n\r\n4.กิจกรรมล่าสุด เราสามารถตรวจสอบได้ เมื่อมีเหตุการณ์น่าสงสัยเกิดขึ้น เราสามารถตรวจสอบการเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ได้จาก หน้ากิจกรรมล่าสุด เพื่อตรวจสอบว่าเหตุการณ์นั้นๆใช่เราเป็นคนกระทำเองหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วว่ามีเหตุการณ์แปลกๆที่ไม่ใช่เราเป็นผู้เข้าใช้งาน แนะนำให้รีบเปลี่ยนรหัสผ่านทันที สามารถเปลี่ยนรหัสผ่านได้ที่ บริการเปลี่ยน/รีเซ็ต รหัสผ่าน\r\n\r\n5. ตรวจสอบการอัปเดตสม่ำเสมอว่าระบบปฏิบัติการของคุณเป็น Version ล่าสุด ระบบปฏิบัติการส่วนใหญ่จะมีการปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความปลอดภัยให้ฟรี เนื่องจากอัปเดตจะช่วยให้อุปกรณ์ Smart Device และ Computer ของคุณปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเราจึงขอแนะนำให้หมั่นตรวจสอบการอัปเดตเหล่านี้เป็นประจำ หรือสามารถตั้งค่าให้ระบบปฏิบัติการรับการอัปเดตโดยอัตโนมัติ โดยดูวิธีการตั้งค่าได้จาก วิธีการอัปเดต Windows รวมไปถึงการอัปเดต Browser ที่ใช้งานเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอก็ช่วยให้ใช้งานอีเมลและเว็บไซต์ได้ปลอดภัยขึ้นเช่นกัน\r\n\r\nนอกจากนี้ ขอให้ผู้ใช้งานอีเมลควรหมั่นตรวจสอบการตั้งค่าชื่อบัญชีอีเมลของตนเองว่า เบอร์โทรศัพท์ อีเมลสำรองที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันถูกต้องไม่มีอะไรผิดปกติ หากพบความผิดปกติควรดำเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็ว\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.it.chula.ac.th\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1690165491.jpg"],
    [158,4556,"อันตรายจากการอดนอน","Wed, 2023-07-19 20:53","http://www.stkc.go.th/node/4556","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"  สำหรับใครที่ทำงานหักโหม จนลืมใส่ใจสุขภาพของตัวเอง เมื่อร่างกายแสดงอาการผิดปกติแล้ว จึงตระหนักคิดได้ว่า ว่าเราลืมให้ความสำคัญกับตัวเองหรือเปล่า สิ่งง่ายๆ ที่ทุกวันเราควรจะต้องทำ คือ “การนอน”  โดยปัญหาสุขภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากการ พักผ่อนไม่เพียงพอ ที่หลายๆ คนมักจะได้ยินเวลาไปพบคุณหมอ ที่จะกำชับให้ ใจกับการพักผ่อน วันนี้ทางเราจะพาไปดูผลกระทบที่เกิดการอดหลับอดนอนกัน....\r\n\r\nผลกระทบการอดนอน\r\n- ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย โดยทั่วไป หากร่างกายเรามีพลังงานอยู่เต็ม 100% จะเกิดการนำพลังงานมาใช้จริงเพียง 70% ส่วนอีก 30% ที่เหลือจะเป็นพลังงานสำรอง ที่ร่างกายจะนำมาใช้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ยามป่วยไข้ไม่สบาย รวมถึงภาวะที่ร่างกายอดนอน หากเปรียบเทียบการนอนเป็นการชาร์จแบตเตอรี่ การอดนอนก็คือการชาร์จแบตเตอรี่ไม่เต็ม 100% เมื่อ 70% ที่ร่างกายนำมาใช้ไม่เพียงพอ ก็จะดึงเอา 30% ที่เหลืออยู่มาใช้เรื่อยๆ เมื่อพลังงานในส่วนนี้ร่อยหรอลงไป ก็จะเกิดอาการอ่อนเพลีย และไม่สบายตามมา\r\n\r\n- ทำให้เกิดโรคอ้วน การที่ร่างกายตื่นอยู่เป็นเวลานานแบบอดนอน ทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญมากขึ้น เราจึงรู้สึกหิวและกินมากขึ้น เนื่องจากเกิดความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลในเลือด เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดไม่เพียงพอ ซึ่งอาหารที่รับประทานกันในช่วงดึกๆ นั้นมักจะเป็นอาหารจำพวกขนมขบเคี้ยวที่ให้พลังงานสูง ผู้ที่นอนดึกหรืออดนอนจึงมักที่จะมีภาวะน้ำหนักเกินได้\r\n\r\n- ทำให้ร่างกายไม่เจริญเติบโต โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก เนื่องจากโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตถูกสร้างได้น้อยลง ร่างกายจึงไม่เจริญเติบโต นอกจากนี้การนอนดึกยังส่งผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกรบกวน จึงเกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่าย และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้หากอดนอนติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน\r\n\r\n- ทำให้กระบวนการเรียนรู้ช้าลง การอดนอนส่งผลต่อการทำงานของสมองในส่วนต่างๆ ให้ทำงานผิดเพี้ยนได้ เช่นสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) กลีบสมองบริเวณขมับ (Temporal Lobe) ทำให้การเรียนรู้จากคำพูดแย่ลง การเรียนรู้ด้านภาษาช้าลง เป็นต้น\r\n\r\n- ทำให้เกิดอาการหลับใน เนื่องจากสมองส่วนธาลามัส (Thalamus) เกิดหยุดทำงานเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แบบชั่วคราว ทำให้เกิดอาการงีบหลับ ร่างกายไม่ตื่นตัว รับรู้ได้ช้าลง หรือไม่ตอบสนองต่อการรับรู้ใดๆ ซึ่งเป็นอันตรายมากสำหรับคนที่ขับรถ หรืออยู่ระหว่างการใช้เครื่องจักรกล อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุจนถึงชีวิตได้\r\n\r\n- ทำให้เกิดอาการทางจิต การอดนอนชนิดรุนแรงสามารถทำให้เกิดภาวะโรคทางจิตได้ เช่น อาการหูแว่ว ประสาทหลอน ระแวงกลัวคนมาทำร้าย มีอาการคล้ายคนที่มีภาวะอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) เช่นร่าเริงกว่าปกติ หรือซึมเศร้าผิดปกติได้ นอกจากนี้ยังทำให้หงุดหงิดอารมณ์เสียง่ายได้อีกด้วย\r\n\r\nแนวทางการรักษาเรื่องอดนอนที่ได้ผลดีที่สุด คือ การนอนให้พอเพียง อาจจะใช้เวลานอนให้มากกว่าปกติในวันก่อนที่รู้ว่าจะต้องอดนอน และเมื่ออดนอนมาแล้วก็ควรหาเวลานอนชดใช้ให้มากพอ ภาวะอดนอนก็จะดีขึ้นได้เองโดยที่ไม่ต้องไปหาการรักษาที่ยุ่งยากอื่น\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.bangkokinternationalhospital.com/th/health-articles/disease-treatment/effects-of-sleep-deprivation\r\nhttps://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/info540_sleep_6/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1689774832.jpg"],
    [159,4553,"มารู้จักกับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ASF","Mon, 2023-07-17 14:05","http://www.stkc.go.th/node/4553","สัตววิทยา","มารู้จักกับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ASF","     หลายคนอาจเคยเห็นไส้กรอกหมูแบบไม่แช่เย็น ตามร้านชาบู ร้านหมาล่าหลายพื้นที่ เป็นไส้กรอกที่ไม่ได้แช่เย็น แต่บรรจุในห่อพลาสติกเหนียว เมื่อแกะแล้วสามารถรับประทานได้เลย หรือนำไปผสมกับหม้อสุกี้ รู้หรือไม่ว่าตัวไส้กรอกที่ว่ามา มีความอันตรายเสี่ยงแพร่โรค ASF ทำให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรของไทยได้เลย วันนี้เราจะพาไปรู้จักโรค ASF กัน\r\n     กรมปศุสัตว์ เตือนไส้กรอกหมูดังกล่าว มีการลักลอบนำเข้า เสี่ยงแพร่โรค ASF เผยด่านกักกันสัตว์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กองสารวัตรและกักกัน ได้ตรวจยึดไส้กรอกหมูในกระเป๋าเดินทางของผู้โดยสารจากต่างประเทศ  หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมปศุสัตว์ โทรศัพท์ 063-225-6888 หรือแจ้งเบาะแสผ่าน Application : DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง\r\n\r\nมารู้จักกับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever : ASF) \r\n         โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever: ASF) เป็นโรคที่สามารถแพร่ไปในหมู่สุกรบ้านและสุกรป่าทุกเพศทุกวัยได้อย่างรวดเร็วและร้ายแรงถึงชีวิต แต่โรค ASF จะไม่ติดต่อสู่มนุษย์ สัตว์อื่นที่ไม่ใช่สุกร และปศุสัตว์ต่างๆ และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม มนุษย์อาจพาไวรัสติดไปเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้โรคแพร่กระจายได้โดยไม่รู้ตัว\r\n\r\nทำไมโรค ASF ถึงกังวลกันมาก\r\n     ปัญหาใหญ่ของ ASF คือ แพร่ได้ง่ายมาก ยังไม่มีวิธีรักษา เชื้ออยู่ในสภาพแวดล้อมได้นานหลายปี แม้จะทำอาหารแปรรูปก็ยังถือว่ามีความเสี่ยง ทำให้หลายประเทศห้ามนำเข้าเนื้อหมูที่ปนเปื้อนเชื้อโรคชนิดนี้\r\n\r\nอาการของโรค ASF\r\n     - หมูที่ติดเชื้อ จะไข้สูง​ จุดเลือดออก​ อาเจียน​ ถ่ายเป็นเลือด​ และตายเกือบ 100% \r\n     - หมูติดเชื้อ ASF เพียงตัวเดียว จะทำให้เกิดอาการผิดปกติหลายอย่างภายใน 3-4 วัน จนหมูเสียชีวิตในเวลาสั้นๆ กระจายไปทั่ว ทำให้หมูทั้งฟาร์มมีโอกาสตายเกือบทั้งหมด ในเวลาสั้นๆ โดยไม่มีวิธีรักษา\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.dailynews.co.th/news/2537945/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1689577555.jpg"],
    [160,4546,"ท่อ PVC แต่ละสีแตกต่างกันอย่างไร?","Fri, 2023-07-14 10:52","http://www.stkc.go.th/node/4546","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เชื่อว่าทุกคนต้องเคยสงสัยว่า ทำไมท่อ PVC ถึงมีหลายสี แล้วแต่ละสีใช้งานต่างกันไหม? วันนี้ทาง STKC เรามีบทความมาไขคำตอบไปดูกันได้เลยครับ\r\n\r\n      ท่อพีวีซี (PVC) ย่อมาจากโพลิไวนิลคลอไรด์ (Polyvinyl chloride) เป็นท่อพลาสติกท่ีในปัจจุบันนิยมใช้กันมากที่สุด ใช้ทดแทนท่อเหล็ก เนื่องจากมีคุณสมบัติครอบคลุมกับการใช้งานในระบบสุขาภิบาลทั่วไปและราคาไม่แพง\r\n      คุณสมบัติของท่อ PVC คือ วัสดุมีความเหนียว ยืดหยุ่นตัวได้ดี เบา ทนต่อแรงดันน้ำ และการกัดกร่อนจากกรดหรือด่างได้ดี และยังมีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้า ไม่ลามไฟ มีผิวลื่นทำให้ ของเหลวไหลผ่านได้ดี แต่ข้อเสียคือ ทนต่อแรงกระแทกได้น้อยและไม่ทนต่อรังสี UV\r\n\r\n\r\nท่อ PVC สีฟ้า\r\nเหมาะสำหรับใช้งานเป็นท่อน้ำดื่ม ท่อรับความดันและท่อระบายน้ำ มีมาตรฐาน มอก.17 กำกับ สำหรับท่อที่ผลิตในประเทศไทยจะมีขนาดตั้งแต่ 1⁄2 นิ้ว จนถึง 24 นิ้ว โดยแบ่งเป็นชั้นคุณภาพไว้ 3 ระดับ โดยแบ่งตามความดันท่ีกำหนดให้สำหรับใช้งาน (working pressure) ที่อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส คือ\r\n\r\nPVC 5 คือ ความดัน 0.5 เมกะพาสคัล\r\nPVC 8.5 คือ ความดัน 0.85 เมกะพาสคัล\r\nPVC 13.5 คือ ความดัน 1.35 เมกะพาสคัล\r\n\r\n(*1 เมกะพาสคัลเท่ากับ 9.87 ความดันบรรยากาศ 10.20 ก.ก./ตร.ซม. 145.04 ปอนด์ / ตร.นิ้ว 101.97 ความสูงของน้ำหน่วย ม.)\r\n\r\nSCG blue pvc catalog ท่อพีวีซี ฟ้า ประปา แคตตาล๊อก\r\nSCG blue pvc catalog ท่อพีวีซี ประปา ท่อแหวนยาง ขนาดใหญ่ แคตตาล๊อก\r\nSCG Ball Valve pvc catalog บอลวาล์ว พีวีซี แคตตาล๊อก\r\n\r\nท่อ PVC สีเหลือง\r\nเหมาะสำหรับใช้งานเป็นท่อร้อยสาย ไฟฟ้าและท่อร้อยสายโทรศัพท์ ผลิตตามมาตรฐานมอก.216 ระดับ ชั้นคุณภาพ จะเรียกประเภทที่ 1 , 2 และ 3 ตามลำดับ  โดยประเภท ที่ 1 จะมีความหนามากที่สุดและประเภทที่ 3 จะมีความหนาน้อยที่สุด โดยจะเน้นในเรื่องความเป็นฉนวนไฟฟ้า เหมาะสำหรับ ใช้ในงานร้อยสายในที่ร่ม มีขนาดตั้งแต่ 3/8 นิ้ว จนถึง 4 นิ้ว ราคาท่อพีวีซีสีเหลือง ประเภทที่ 1 มีราคาใกล้เคียงกับท่อพีวีซีสีฟ้าระดับคุณภาพ 13.5\r\n\r\nSCG yellow pvc catalog ท่อเหลือง พีวีซี แคตตาล๊อก\r\nท่อร้อยสายไฟ สีเหลือง PVC\r\n\r\nท่อ PVC สีขาว\r\nท่อ PVC สีขาว หรือ uPVC ใช้สำหรับงานท่อร้อยสายไฟฟ้า และสายโทรศัพท์ เช่นเดียวกับท่อพีวีซีสีเหลือง แม้ขณะนี้จะยังไม่มีมาตรฐาน มอก. มารับรอง แต่ท่อถูกก็ผลิตขึ้นตามมาตรฐานอื่น คือ มาตรฐาน JIS มีขนาด 3/8 นิ้วจนถึง 2 นิ้ว และมาตรฐาน BS (IEC) มีขนาด 3/8 นิ้วจนถึง 1-1/2 นิ้ว\r\n\r\nท่อ PVC สีขาว มีคุณสมบัติโดดเด่นกว่าท่อ PVC สีเหลืองที่สามารถทนต่อรังสี UV ได้ เนื่องจากเนื้อท่อเป็นพลาสติก UPVC และสามารถดัดเย็นท่อได้มากกว่า 90 องศา โดยการดัดจะใส่แท่งมีลักษณะคล้ายสปริงลงไปในท่อ เพื่อให้เป็นแกนในการดัดท่อให้โค้งงอตามต้องการ อีกทั้งท่อมีสีขาวสะดวกในการทาสีทับมากกว่าสีเหลือง ท่อ PVC สีขาวจึงเป็นท่อร้อยสายที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม และสะดวกต่อการใช้งานมากกว่า แต่ท่อสีขาวมีราคาสูงกว่าท่อสีเหลือง โดยประมาณ 25-50%\r\n\r\nความนิยม คือ\r\n1. ท่อพีวีซี สีขาว มาตรฐาน JIS (เกลียว นิ้ว, เกลียวหุน) เป็นที่นิยม เพราะมีขนาดท่อเท่ากับท่อพีวีซี ประปา สีฟ้า, ไฟฟ้า สีเหลือง\r\n2. ท่อพีวีซี สีขาว มาตรฐาน BS (เกลียว มม.)\r\n\r\nท่อ PVC สีเทา\r\nท่อสีเทาสำหรับใช้ในงานเกษตรกรรม และงานท่อน้ำที่รับแรงดันต่ำ ท่อสีเทานั้นไม่มีมาตรฐาน มอก.รับรอง และมีระดับชั้นคุณภาพเดียว คือ PVC 5A (คุณภาพต่ำกว่า PVC 5 ของท่อประปา สีฟ้า) ท่อชนิดนี้จะมีตราประทับเป็นสีแดงอยู่บน มีขนาดตั้งแต่ 1⁄4 นิ้วจนถึง 5 นิ้ว ราคาท่อพีวีซีสีเทาเพื่องานเกษตรกรรมระดับคุณภาพ 5A น้ีจะถูกกว่าท่อพีวีซีสีฟ้าระดับคุณภาพ 13.5 อยู่มากกว่าครึ่งหนึ่ง\r\n\r\nท่อสีเทายังมีอีกชนิดหนึ่ง เหมาะสำหรับใช้เป็นท่อส่งสารเคมีในโรงงานอุตสาหกรรม ท่อระบายน้ำทิ้ง ท่อในงานชลประทาน ซึ่งผลิตตามมาตรฐาน มอก.999 มีขนาดและชั้นคุณภาพเหมือนกับท่อพีวีซีสีฟ้า \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.siamconduit.com/info-pvc/\r\nhttps://www.tsc-th.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD-pvc/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1689306883.jpg"],
    [161,4543," หิ่งห้อย มีแสงได้อย่างไร?","Tue, 2023-07-11 08:32","http://www.stkc.go.th/node/4543","วิทยาศาสตร์ชีวภาพ",null,"     เชื่อว่าคงมีไม่กี่คนที่เคยได้เห็นและสัมผัสหิ่งห้อยตัวเป็นๆ ด้วยสภาพเมืองที่เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ธรรมชาติถูกทำลายไปมาก หิ่งห้อยซึ่งค่อนข้างอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมก็ลดจำนวนลงอย่างมาก ในยามค่ำคืนเคยสงสัยกันไหมว่า หิ่งห้อยเรืองแสงได้อย่างไร ทำไมต้องเรืองแสง ดูจะเป็นคำถามยอดฮิต และมักจะเป็นคำถามลำดับต้นๆ สำหรับเด็กๆ และผู้ใหญ่หลายคน เราจะได้มาค้นพบคำตอบที่ว่านี้ในบทความครั้งนี้กันครับ\r\n\r\nหิ่งห้อยเรืองแสงได้อย่างไร?\r\nแสงที่เกิดจากหิ่งห้อยเป็นแสงที่ไม่มีความร้อน เราเรียกแสงที่เกิดขึ้นโดยปราศจากความร้อนว่า แสงนวล (Luminescence) แสงในตัว หิ่งห้อยเกิดจากสารลูซิเฟอริน (Luciferin) ซึ่งจะรวมตัวกับออกซิเจนในขณะที่เกิดปฏิกิริยาแสงสว่าง แต่ปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีสารลูซิเฟอเรส (Luciferase) อยู่ด้วย ลูซิเฟอเรสทำหน้าที่เป็นตัวช่วย(catalyst) ให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นเท่านั้นปริมาณแสงสว่างที่เกิดจากหิ่งห้อยมีน้อยมาก คือ เพียงประมาณ 1 ใน 1,000 ของแสงสว่างจากเทียนไขธรรมดา เราสามารถประดิษฐ์แสงแบบนี้ได้ในห้องทดลอง แต่สารทั้งสองคือ ลูซิเฟอริน และลูซิเฟอเรส ต้องได้มาจากตัวหิ่งห้อยโดยตรง เพราะนักเคมียังไม่สามารถสังเคราะห์สารทั้งสองนี้ได้\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/article-biology/item/314-firefly\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1689039137.jpg"],
    [162,4539,"ไขข้อสงสัย โกโก้กับช็อคโกแลตแตกต่างกันอย่างไร","Wed, 2023-07-05 15:40","http://www.stkc.go.th/node/4539","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"          วันที่ 7 กรกฎาคม ของทุกๆ ปี รู้หรือไม่เป็นวันอะไร ติ๊กต็อก ติ๊กต็อก นั่นก็คือ “วันช็อกโกแลตโลก (World Chocolate Day)” นั่นเอง หนึ่งในขนมหวานที่หลายคนโปรดปรานด้วยความที่ช็อกโกแลตเป็นหนึ่งในของหวานที่ผู้คนชื่นชอบกันทั่วโลก จึงได้มีการกำหนดให้วันที่ 7 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันช็อกโกแลตโลก ‘World Chocolate Day’ ซึ่งได้มีการระบุเอาไว้ว่า วันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 1550 เป็นวันแรกที่มีการนำเอาช็อกโกแลตเข้ามาในทวีปยุโรป ชาวยุโรปจึงถือว่าวันที่ 7 กรกฎาคม เป็นวันช็อกโกแลตโลกนั่นเอง\r\n\r\n          ผงโกโก้ คือ ทำมาจากเมล็ดคาเคา (Cacao) หรือ โกโก้ที่เราเรียกกัน โดยนำฝักโกโก้ที่สุกแล้ว ไปหมักเพื่อให้เกิดรสชาติ และตากให้แห้ง จากนั้นให้นำไปคั่วที่อุณหภูมิพอเหมาะจนเปลือกกล่อน จนหมดก็จะได้เป็น “โกโก้นิปส์” นำไปบดในอุณหภูมิที่สูง จะช่วยให้โกโก้มีความข้นหนืด ได้สีน้ำตาลเข้มจนกลายเป็น “Cocoa Liquor” หลังจากนั้นก็นำไปบีบอัดด้วยความร้อน เพื่อให้สกัดไขมันโกโก้ออกไปจนหมด และเนื้อโกโก้ที่ได้ก็จะนำไปตากแห้งแล้วบดให้เป็นผงละเอียดจนกลายเป็น “ผงโกโก้” ที่มีความเข้มข้น มีความขม กลิ่นหอม ๆ ที่เราใช้ชงดื่มกันนั่นเอง\r\n\r\n          ผงช็อกโกแลต คือ ก็ทำมาจากเมล็ดคาเคาเหมือนกัน ซึ่งมีกระบวนการก็เหมือนกับผงโกโก้ แต่ต่างกันตรงที่เมื่อได้  “Cocoa Liquor” แล้วจะไม่ถูกสกัดไขมันโกโก้ออก แต่จะเติมวัตถุดิบอื่น ๆ ลงไปด้วย เช่น น้ำตาล น้ำมันปาล์ม เป็นต้น แล้วค่อยไปตากแห้ง แล้วบดให้เป็นผงละเอียดเช่นกัน ซึ่งจะได้ผงช็อกโกแลตที่หอมหวาน หรือบางที่อาจจะขึ้นรูปเป็นช็อกโกแลตแท่ง หรือรูปทรงต่าง ๆ ตามร้านสะดวกซื้อนั่นเอง \r\n\r\nสรุปแล้วโกโก้กับช็อกโกแลต คือผลิตจากเมล็ดคาเคาหรือต้นโกโก้ชนิดเดียวกัน แต่จะมีความแตกต่างอยู่ที่หลังจากได้  “Cocoa Liquor” ผงโกโก้จะนำมาสกัดเอาไขมันโกโก้ออก จึงทำให้มีรสขม แต่ผงช็อกโกแลตจะไม่สกัดไขมันโกโก้ออก หรือสกัดออกเพียงเล็กน้อย และยังเพิ่มวัตถุดิบในก่อนนำไปตากแห้งและบดเป็นผง จึงมีรสขมที่น้อยแถมมีความหวาน และจะมีราคาที่สูงกว่านั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.hillkoff.shop/content/26256/\r\nhttps://www.wellnessmarkshop.com/blog/post/\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1688546442.jpg"],
    [163,4537,"ไมโครพลาสติก อันตรายที่มองไม่เห็น","Mon, 2023-07-03 08:39","http://www.stkc.go.th/node/4537","วิทยาศาสตร์เคมี",null,"     3 ก.ค. ของทุกปี เป็น “วันปลอดถุงพลาสติกสากล” กำหนดขึ้นโดยองค์กร Plastic Bag Free World ซึ่งก่อตั้งจากความร่วมมือขององค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมหลายแห่งทั่วโลก หวังกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงผลกระทบของการใช้ถุงพลาสติก วันนี้ทาง STKC ก็จะพาไปู็จักไมโครพลาสติกกันว่ามันอันตรายแค่ไหน\r\n\r\nรู้จักไมโครพลาสติก\r\n        ไมโครพลาสติก คือ พลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรถึงขนาดที่ตามองไม่เห็น มักเกิดจากการย่อยสลายหรือแตกหักของขยะพลาสติกขนาดใหญ่หรือเกิดจากพลาสติกที่มีการสร้างให้มีขนาดเล็ก เพื่อให้เหมาะกับวัตถุประสงค์การใช้งาน ส่วนใหญ่มีรูปร่างทรงกลม ทรงรี เส้นตรงหรือบางครั้งมีรูปร่างไม่แน่นอน\r\n\r\nประเภทของไมโครพลาสติก สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ\r\n1.ไมโครพลาสติกปฐมภูมิ (Primary microplastic) ไมโครพลาสติกปฐมภูมิ คือ พลาสติกที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาให้มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรเพื่อการใช้ประโยชน์เฉพาะด้าน เช่น เม็ดพลาสติกที่นำมาใช้เป็นวัสดุตั้งต้นของการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก (Nurdle) เม็ดพลาสติกที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า เครื่องสำอางหรือยาสีฟัน ซึ่งมักเรียกกันว่า ไมโครบีดส์ (Microbeads) หรือเม็ดสครับ ไมโครพลาสติกประเภทนี้สามารถแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมทางทะเลจากการทิ้งของเสียโดยตรงจากบ้านเรือนสู่แหล่งน้ำและไหลลงสู่ทะเล\r\n\r\nไมโครพลาสติกทุติยภูมิ (Secondary microplastic)ไมโครพลาสติกทุติยภูมิ คือ พลาสติกที่เกิดจากกระบวนการสลายตัวของพลาสติกขนาดใหญ่จนกลายเป็นชิ้นส่วน (Fragment) เส้นใย (Fiber) หรือแผ่นฟิล์ม (Film) ของพลาสติกที่มีขนาดเล็กลง กระบวนการสลายตัวของพลาสติกขนาดใหญ่ให้กลายเป็นพลาสติกขนาดเล็กนี้ สามารถเกิดได้ทั้งโดยกระบวนการย่อยสลายทางกล (Mechanical degradation) กระบวนการย่อยสลายทางเคมี (Chemical degradation) กระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพ (Biological degradation) และกระบวนการย่อยด้วยแสง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสีอัลตราไวโอเลต (UV degradation) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะทำให้สารแต่งเติมในพลาสติกหลุดออก ส่งผลให้โครงสร้างของพลาสติกเกิดการแตกตัวจนมีขนาดเล็ก กลายเป็นสารแขวนลอยปะปนอยู่ในแม่น้ำและทะเล\r\n\r\nผลกระทบต่อสุขภาพ\r\n1. รบกวนฮอร์โมนในร่างกาย ไมโครพลาสติกมีสารที่เรียกว่า Bisphenol A (BPA) เป็นส่วนประกอบของพลาสติก BPA อาจเข้าไปรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ มีผลกระทบกับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่คอยควบคุมการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ BPA ยังอาจมีส่วนทำให้ฮอร์โมนเพศชายมีการเปลี่ยนแปลงได้ มีผลกระทบถึงการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศชาย\r\n2. เด็กมีพัฒนาการลดลง สาร BPA มีผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี ทำให้ความจำและระบบประสาทลดลง\r\n3. ขัดขวางการทำงานของเส้นเลือด เนื่องจากหลายคนอาจรับไมโครพลาสติกเข้าไปมากกว่า 1 หมื่นชิ้นต่อปีจากการกินอาหารทะเลและดื่มน้ำจากขวดพลาสติก ไมโครพลาสติกซึ่งมีขนาดเล็กเท่าแบคทีเรียอาจเข้าสู่กระแสเลือดและปิดกั้นทางเดินเลือดได้ในที่สุด\r\n4.อาจเกิดโรคมะเร็ง หากไมโครพลาสติกฝังเข้ากับเนื้อเยื่อในร่างกาย อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เพราะไมโครพลาสติกอาจปล่อยพิษหรือโลหะหนักที่ติดจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เนื้อเยื่อ\r\n5.เป็นตัวกลางนำสารพิษ ไมโครพลาสติกมีคุณสมบัติที่สามารถดูดซับหรืออุ้มน้ำได้ จึงสามารถเก็บเอาสารพิษบางประเภท เช่น สารพิษในยาฆ่าแมลง DDT ในน้ำ กล่าวคือเมื่อไมโครพลาสติกยิ่งอยู่ในทะเลนานก็จะยิ่งดูดซับความเป็นพิษเอาไว้ ส่วนสัตว์เล็กในทะเลที่กินไมโครพลาสติกเข้าไปก็จะรับสารพิษนั้นเอาไว้ด้วย เมื่อคนนำมากินก็จะได้รับสารพิษตกค้างจากสัตว์เหล่านั้นเช่นกัน\r\n     อาจพูดได้ว่า ไมโครพลาสติกเป็นอันตรายเงียบ ที่เราต้องตระหนักและหาทางป้องกันโดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้มีการทิ้งขยะพลาสติกลงไปในทะเล โดยการลดการเกิดขยะพลาสติกเริ่มต้นได้ง่าย ๆ ที่ตัวเรา เช่น ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกายที่มีส่วนผสมของไมโครบีดส์ ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งหรือคัดแยกขยะพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิลใหม่อย่างถูกวิธี เป็นต้น\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://petromat.org/home/microplastics-human-health-impacts/\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1688348357.jpg"],
    [164,4534,"ทำไมถังน้ำมันของเครื่องบินจึงอยู่ที่ปีก?","Wed, 2023-06-28 09:52","http://www.stkc.go.th/node/4534","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์",null,"      ก่อนที่จะมาคุยกันว่าถังน้ำมันของเครื่องบินอยู่บริเวณไหน มาดูกันว่านักบินเขาจะรู้ได้อย่างไรว่าจะต้องเติมน้ำมันไปเท่าไหร่สำหรับเที่ยวบิน 1 เที่ยว ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผู้ที่สั่งน้ำมันว่าจะต้องเติมไปเท่าไหร่ เป็นอำนาจหน้าที่ของ P I C หรือ Pilot in Command ปกติก็คือกัปตันนั่นเอง \r\n     กัปตันจะได้ปริมาณน้ำมันที่เครื่องบินต้องใช้จากการคำนวณผ่านระบบคอมพิวเตอร์ เจ้าคอมพิวเตอร์นี้ก็จะคำนวณมาจากระยะทาง น้ำหนักของเครื่องบิน,ความสูงที่คาดว่าจะเดินทางในวันนั้น,ความเร็วที่ใช้,อุณหภูมิข้างบนฟ้า,ความเร็วลม ณ ความสูงเดินทางและปัจจัยต่างๆอีกมากมาย ยังมีน้ำมันที่ใช้เป็นการเฉพาะกิจอีก เช่นน้ำมันที่ใช้สำหรับเครื่องผลิตไฟฟ้าบนเครื่องบิน น้ำมันที่ใช้แท็กซี่จากหลุมจอดไปยังรันเวย์ รวมถึงน้ำมันที่ต้องใช้ในยามฉุกเฉินเผื่อมีการเปลี่ยนเส้นทางบินหรือต้องใช้สนามบินสำรอง ทีนี้พอรู้ปริมาณของน้ำมันแล้ว กัปตันก็จะสั่งน้ำมัน เจ้าหน้าที่ภาคพื้นจะทำการเติมน้ำมัน \r\n\r\nตอนนี้แหละที่เราจะคุยกันว่าน้ำมันที่ถูกเติมจะไปบรรจุอยู่ตรงไหนของเครื่องบิน\r\n     น้ำหนักของน้ำมันบางครั้งอาจมีน้ำหนักมากถึง 1 ใน 3 ของน้ำหนักเครื่องบินทั้งหมดในหนึ่งเที่ยวบิน การนำน้ำหนักจำนวนมากไปไว้ที่ลำตัวเครื่องบินโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำหนักที่เป็นของเหลวมีการเคลื่อนที่ได้ตลอดเวลา ย่อมเสี่ยงกับการที่เครื่องบินจะสูญเสียความสมดุลในการบินหรือที่เรียกว่า Stability \r\n     บริษัทผลิตเครื่องบินจึงหาทางออกเรื่องนี้โดยการนำถังน้ำมันไปติดตั้งไว้บริเวณปีกทั้งสองข้าง แบบนี้ถือว่าได้ประโยชน์ 2 เรื่องเลยคือ นอกจากจะรักษาสมดุลของลำตัวเครื่องบินแล้ว พื้นที่ครึ่งหนึ่งของลำตัวเครื่องบินจะถูกนำไปบรรจุสัมภาระผู้โดยสารและขนสินค้า คือถ้ามองผ่านภาพตัดขวางของลำตัวเครื่องบินจะเห็นว่าครึ่งหนึ่งของลำตัวเครื่องบินนั้นถูกนำไปใช้เก็บสัมภาระ อีกครึ่งหนึ่งใช้ติดตั้งเก้าอี้โดยสารปีกเครื่องบินจึงถือว่าเป็น Perfect Place พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดในการเก็บน้ำมัน \r\n    ถึงแม้จะย้ายถังน้ำมันไปไว้ที่ปีกแต่ก็ยังวางใจเรื่องStability ไม่ได้เนื่องจากน้ำมันเป็นของเหลวมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา การเคลื่อนที่ของน้ำมันทำให้เครื่องบินสูญเสียสมดุลและข้อเสียอื่นๆได้ วิศวกรจึงออกแบบถังน้ำมันเป็น section โดย Spars เป็นฉากกั้นระหว่างช่องแต่ละช่องเพื่อไม่ให้น้ำมันเคลื่อนที่มากนัก ในแต่ละ Spars จะมีช่องหรือรูเพื่อให้น้ำมันผ่านไปได้ แต่มันก็เพียงพอที่จะลดความเร็วของการเคลื่อนที่ของน้ำมันลงได้\r\n     ถึงแม้ว่าพื้นที่บรรจุน้ำมันเครื่องบินส่วนใหญ่จะบรรจุไว้ที่ปีกแต่เราก็ยังมีถังน้ำมันสำรองในเครื่องบินบางรุ่นที่สามารถจัดเก็บไว้บริเวณลำตัวบางส่วนของเครื่องบินได้  ซึ่งก็สามารถเพิ่มปริมาณบรรทุกเชื้อเพลิงขึ้นไปได้อีก ยกตัวอย่างเครื่องบินตระกูลแอร์บัส A320 มี Option ในการติดตั้งถังน้ำมันในลำตัวด้านด้านท้ายเครื่องด้วย\r\n    ข้อดีของการบรรจุน้ำมันในปีกมันยังลดแรงเค้นที่ทำระหว่างลำตัวกับปีกเครื่องบิน เป็นที่ทราบกันว่าบริเวณที่มีแรงยกของเครื่องบินคือปีก ลองนึกภาพ เครื่องบินที่มีน้ำหนักตัวมากแต่มีน้ำหนักปีกที่เบาจะเกิดแรงในทิศทางสวนกันมาก การมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นที่ปีกจะลดแรงเค้นส่วนนี้ลงไปได้\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.blockdit.com/posts/5ef706e90496d10cc940506e\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1687920746.jpg"],
    [165,4528,"รู้ไหมว่า แสงอาทิตย์ส่องถึงน้ำทะเลลึกเท่าไร","Fri, 2023-06-23 13:51","http://www.stkc.go.th/node/4528","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์",null,"         มหาสมุทรที่เราเห็นเป็นสีฟ้าหรือน้ำเงินนั้น เป็นเพราะมีแสงสว่างส่องให้เห็นสีที่แท้จริงของมัน แต่หารู้มั้ย ยิ่งลึกลงเราอาจจะไม่เห็นเป็นสีฟ้าครามสวยดังเช่นนี้ นั่นก็เพราะมันลึกเกินกว่าที่แสงอาทิตย์จะส่องถึง วันนี้ STKC จะพาทุกคนไปดูระดับความลึกของทะเลที่แสงสว่างส่องถึงกันนั้นเอง\r\n         แสงอาทิตย์ที่แผ่แสงสว่างลงไปได้ จะอยู่ที่ระดับน้ำทะเลที่มีความลึก 0-200 เมตร จากผิวน้ำครับ โดยจะเป็นชั้นที่มีออกซิเจนที่ละลายและมีสารอาหารทำให้ปลาและแพลงก์ตอนชุกชุม เอื้อต่อการสังเคราะห์แสง ทำให้เกิดพืชและปะการังอยู่เป็นจำนวนมาก\r\nบริเวณของน้ำทะเลที่แสงไม่สามารถส่องถึงได้ ระดับชั้นทะเลลึก แบ่งเป็น 4 ชั้น\r\n      1.เขตที่แสงส่องถึง (ความลึก 0-200 เมตร)\r\n      2.เขตที่มีแสงเข้ม(200-1,000 เมตร)\r\n      3.เขตแสงสลัว (1,000-4,000 เมตร)\r\n      4.เขตที่แสงส่องไม่ถึง (4,000-6,000 เมตร) หรือมากกว่านั้นจะถือว่าเป็น ทะเลลึก\r\nหลายคนคงสงสัยกันว่า แล้วความลึกของทะเลลึกวัดกันอย่างไร คำตอบคือหลักการเกี่ยวกับโซนาร์ สามารถช่วยทดสอบความลึกของท้องทะเลได้ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือสำหรับตรวจหาวัตถุใต้น้ำได้ดีอีกด้วย นิยมใช้ในการหาตำแหน่งของระเบิด เรืออับปาง ฝูงปลา โดยเครื่องโซนาร์จะส่งคลื่นเสียงที่มีความถี่ประมาณ 50,000 รอบต่อวินาที สูงเกินกว่าหูมนุษย์จะได้ยิน ผ่านไปในน้ำทะเลลึก เมื่อเสียงเดินทางไปกระทบพื้นท้องทะเลก็จะสะท้อนกลับมาเข้าเครื่องรับ เครื่องรับจะทำการวัดช่วงเวลาที่เสียงเดินทางไป และกลับ หลังจากนั้นจึงคำนวณหาระยะทางของพื้นทะเลจากความเร็วของคลื่นเสียงใต้น้ำ\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/article-earthscience/item/9105-2018-10-18-08-37-02\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1687503074.jpg"],
    [166,4527,"ถังดับเพลิงมีกี่ชนิด แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร","Fri, 2023-06-23 13:32","http://www.stkc.go.th/node/4527","วิทยาศาสตร์เคมี",null,"      หลายคนอาจรู้สึกว่าการซ้อมหนีไฟในแต่ละปีนั้นเป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกิน แต่จริงๆแล้วสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่เราคาดคิด ซึ่งปัจจุบันก็ได้มีผลิตภัณฑ์ป้องกันภัยต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องตัดไฟรั่ว เครื่องตรวจจับควัน เครื่องตรวจไฟฟ้าลัดวงจร และอีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้นั่นคือ วิธีการใช้ถังดับเพลิง ที่ควรมีติดบ้านหรืออาคารไว้ เผื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้จะได้สามารถหยิบมาใช้ได้ทันท่วงที\r\n\r\nองค์ประกอบของไฟ \r\nการจะเกิดไฟได้นั้นจะต้องมาจาก 3 องค์ประกอบ นั่นก็คือ เชื้อเพลิง ความร้อน และ ออกซิเจน เมื่อ 3 สิ่งนี้มารวมกันก็จะทำให้เกิดไฟได้ และหลักการในการดับไฟง่ายๆคือ เราจะต้องทำให้ องค์ประกอบเหล่านี้หายได้ อย่างน้อย 1 สิ่ง\r\n\r\nประเภทของไฟ \r\n ไฟประเภท A (Ordinary Combustibles) สำหรับไฟประเภทนี้จะเป็นการเกิดเพลิงไหม้ โดยมีเชื้อเพลิงที่ติดไฟได้ง่ายส่วนใหญ่จะเป็น ใบไม้แห้ง กระดาษ ผ้า พลาสติก ขยะแห้ง เป็นต้น\r\n\r\nไฟประเภท B (Flammable Liquids) ส่วนไฟประเภท B ก็จะมีเชื้อเพลิงเป็นพวก น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล สี แอลกอฮอล์ ทินเนอร์ และสารจำพวกก๊าซหุงต้ม และวัตถุไวไฟเป็นต้น ซึ่งเชื้อเพลิงประเภทนี้จะติดไฟได้ง่ายมาก\r\n\r\nไฟประเภท C (Electrical Equipment) และในเเบบ C เป็นไฟที่เราพบกันหน้าข่าวได้บ่อยๆ คือ “ไฟฟ้าลัดวงจร” เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีกระแสไฟไหลผ่านจนเกิดความร้อนสูง และเกิดเป็นไฟนั่นเอง\r\n\r\nไฟประเภท D (Combustible Metals) ส่วนไฟประเภทนี้ก็มีที่มาจากบรรดาโลหะที่ติดไฟได้ง่าย อย่างเช่น อะลูมิเนียม ไทเทเนียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม เป็นต้น\r\n\r\nไฟประเภท K (Combustible Cooking) และแบบสุดท้ายก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุการเกิดเพลิงไหม้ในครัวเรือนจากการประกอบอาหารนั่นเอง โดยมีเชื้อเพลิงเป็น น้ำมันพืช น้ำมันหมู และไขมันที่ใช้ในการประกอบอาหารเป็นต้น\r\n\r\nประเภทของถังดับเพลิง\r\n1.ชนิดผงเคมีแห้ง (Dry Chemical) สามารถดับไฟได้เกือบทุกประเภท A B C ยกเว้น CLASS K ราคาถูก หาซื้อง่าย แต่มีข้อเสียคือเมื่อฉีดออกมาจะฟุ้งกระจาย และเมื่อเราทำการฉีดแล้ว จะฉีดจนหมดหรือไม่หมดถัง แรงดันจะตก ไม่สามารถใช้งานได้อีกต้องส่งอัดบรรจุใหม่ทันที\r\n\r\n\r\n\r\n2.ชนิดน้ำยาเหลวระเหย สามารถดับไฟได้เกือบทุกประเภท A B C ยกเว้น CLASS K ราคาถูกกว่าฮาโรตรอน หาซื้อง่ายเมื่อฉีดใช้งานจะไม่ทิ้งคราบสกปรก ไม่ทำลายอุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย และไม่ทำให้สกปรกในบริเวณ ที่ใช้งาน ถังสีเขียวเหมาะกับ พื้นที่ที่เน้นความสะอาด เช่นอาคาร สำนักงาน โรงพยาบาล ห้องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น *สำหรับใช้ดับไฟภายใน*\r\n\r\n\r\n\r\n3.ชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สารเคมีภายในบรรจุก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซที่ฉีดออกมาจะเป็นไอเย็นจัด คล้ายน้ำแข็งแห้ง ลดความร้อนของไฟได้ ไม่ทิ้งคราบสกปรก สามารถดับไฟได้ประเภท B C เหมาะสำหรับการใช้งานในห้องเครื่องจักร Line การผลิต อุตสาหกรรมอาหาร ถังสีแดง ปลายกระบอกฉีดจะใหญ่เป็นพิเศษ\r\n\r\n\r\n\r\n4.ชนิดโฟม สารเคมีภายในบรรจุโฟม เมื่อฉีดออกมาจะเป็นฟองโฟมคลุมผิวเชื้อเพลิงที่ลุกไหม้ จึงสามารถดับไฟได้ประเภท A B แต่ไม่สามารถนำไปดับไฟประเภท C ได้เพราะเป็นสื่อนำไฟฟ้า เหมาะสำหรับภาคอุตสาหกรรม ดับเชื้อเพลิงประเภททินเนอร์และสารระเหยติดไฟ ถังแสตนเลส\r\n\r\n \r\n\r\n5.ชนิดสูตรเคมีน้ำ เป็นสารทดแทนสารฮาล่อน 1211 ได้ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Non-CFC) ดับไฟClass A B C และ K ได้ ผ่านการทดสอบและรับรองประสิทธิภาพในการดับเพลิง Fire Rating 10A20B สำหรับขนาด 10ปอนด์ และ 10A40B สำหรับขนาด 15ปอนด์ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (TISTR) ไม่บดบังทัศนวิสัยขณะฉีดใช้งาน เนื่องจากไม่เป็นฝุ่นละออง ปลอดภัยสำหรับฉีเใช้งานกับอุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://santofire.co.th/types-and-colors-of-fire-extinquishers/\r\nhttps://salehere.co.th/articles/how-to-use-a-fire-extinguisher\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1687501933.jpg"],
    [167,4522," ริกเตอร์ (Richter) ไม่ใช่หน่วยวัดของแผ่นดินไหว","Tue, 2023-06-20 09:02","http://www.stkc.go.th/node/4522","อุตุนิยมวิทยา",null,"     เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ.2566 เวลา 08.40 น. เกิดแผ่นดินไหว จุดศูนย์กลางบริเวณ นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของประเทศเมียนมา ขนาด 6.0 ความลึก 10 กิโลเมตร ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 500 กิโลเมตร ได้รับแจ้งรู้สึกสั่นไหวบริเวณอาคารสูงในจังหวัดนนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ซึ่งแผ่นดินไหวในครั้งนี้เกิดจากรอยเลื่อนสะกาย ในบริเวณประเทศเมียนมา ที่มีลักษณะการเลื่อนตัวตามแนวระนาบ\r\n     ในทุกครั้งที่มีเหตุแผ่นดินไหว เรามักคงได้ยินคำหนึ่งที่มีพบได้บ่อยครั้งคือ ‘มาตราริกเตอร์’ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นตัวเลขที่บอกถึงระดับความแรงของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ  \r\n     ปัจจุบันเราเลิกใช้คำว่า ริกเตอร์ (Richter) หลังขนาดแผ่นดินไหว เพราะตัวเลข 7.5 8.1 ฯลฯ นั้นเป็น สเกล ที่ไม่ต้องมีหน่วยวัดมาห้อยท้าย และ ริกเตอร์ ก็เป็นชื่อคน ไม่ใช่หน่วยชั่ง-ตวงวัด เมื่อก่อนที่ใช้ ริกเตอร์ ห้อยท้าย เพราะให้เกียรติคนที่คิดวิธีวัดและคำนวณขนาดแผ่นดินไหวออกมาเป็นตัวเลข แต่ปัจจุบันมีอีกหลายวิธีคำนวณที่คิดมาจากนักแผ่นดินไหวหลายๆ คน แล้วก็ใช้ได้ดีไม่แพ้สูตรของริกเตอร์ เช่น มาตรา mb Ms Mw ดังนั้นเพื่อกันความสับสนว่าริกเตอร์เป็นหน่วย และให้เกียรตินักแผ่นดินไหวท่านอื่นๆ การรายงานขนาดแผ่นดินไหวในปัจจุบันจึงตัดคำว่า ริกเตอร์ ทิ้งไป พอได้ตัดคำว่า ริกเตอร์ ทิ้งไป บางท่านก็เกรงว่าการรายงานขนาดแผ่นดินไหวจะฟังโล้นๆ จึงนำคำว่า แมกนิจูด (magnitude) มาห้อยท้ายตัวเลขแทน ซึ่งก็ไม่ได้อีกเหมือนเดิม เพราะตัวเลขขนาดแผ่นดินไหวนั้นเป็น สเกล ไม่มีหน่วยวัดห้อยท้าย และ แมกนิจูด จริงๆ แล้วก็เป็นแค่คำทับศัพท์ ที่แปลได้ว่า ขนาด (ของเหตุการณ์ใดๆ) ดังนั้นลองนึกภาพตาม “แผ่นดินไหวขนาด 7.0 แมกนิจูด” แปลไทยเป็นไทยอีกที “แผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขนาด” ปัจจุบันขนาดความรุนแรงของแผ่นดินไหวจึงไม่มีหน่วยต่อท้ายและถูกใช้งานตามหลักสากลทั่วโลก\r\n      อย่างไรก็ตามนักวิทยาศาสตร์ เบโน กูเทนเบิร์ก (Beno Gutenbreg) และ ชาลส์ ฟรานซิส ริกเตอร์ (Charles Francis Richter) ยังคงได้รับการยกย่องในฐานะนักวิทยาศาสตร์ผู้อุทิศตนเพื่อการศึกษาทางด้านแผ่นดินไหวคนสำคัญของโลก\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttp://www.mitrearth.org/4-169-measurement-of-earthquake/\r\nhttps://www.tnnthailand.com/news/tech/108246/\r\n\r\nบทความที่เกี่ยวข้อง\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1687226544.jpg"],
    [168,4514,"ยุงชอบกัดคนประเภทไหน","Fri, 2023-06-16 09:19","http://www.stkc.go.th/node/4514",null,null,"     ช่วงนี้ฝนตกบ่อย อาจมีน้ำขังบริเวณที่ต่างทำให่เป็นแหล่งเพราะพันธุ์ยุงลายได้ ซึ่งทำให้เกิดโรคไข้เลือดออกระบาดได้ แล้วเคยสังเกตกันไหมว่าจริง ๆ แล้ว “ยุง” ชอบกัดคนแบบไหน วันนี้ STKC มีคำตอบครับ\r\n\r\n     ไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากยุงซึ่งเป็นพาหะของโรค มักพบบ่อยในเด็กต่ำกว่า 15 ปี โดยเฉพาะช่วงอายุ 2-8 ขวบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ใหญ่จะไม่มีโอกาสเป็นโรคไข้เลือดออกได้ โดยเฉพาะต้องอาศัยอยู่ในแหล่งที่ชุกชุมไปด้วยยุงตัวร้าย \r\n\r\nลักษณะคน 10 ประเภทที่เป็นเป้าหมายของ \"ยุง\"\r\n1. คนตัวอุ่น เป็นปัจจัยที่เด่นที่สุด ยิ่งมีอุณหภูมิร่างกายสูง ยิ่งเป็นเป้าหมาย เพราะยุงอยู่ในที่อุณหภูมิสูงได้ดีกว่าอยู่ในอุณหภูมิต่ำ \r\n2.ยุงชอบกัดคนเลือดกรุ๊ป O เพราะในเลือดมีโปรตีนชนิดพิเศษ ที่ดึงดูดยุงมากกว่าคนเลือดกรุ๊ป A ถึง 2 เท่า \r\n3. คนที่มีเหงื่อ เหงื่อของคนเราจะมีกลิ่นของกรดแลคติก กรดยูริก แอมโมเนีย และสารอื่น ๆ ซึ่งกลิ่นของสารประกอบเคมีในเหงื่อเหล่านี้เมื่อถูกขับออกมาแล้วยุงได้กลิ่นก็จะยั่วยวนให้บินเข้าไปกัดได้\r\n4. คนที่มีปริมาณแบคทีเรียมาก เพราะแบคทีเรียหรือจุลินทรีย์บนผิวหนังบางชนิดมีกลิ่นที่น่าดึงดูดสำหรับยุงมากกว่า ดังนั้นถ้ายกตัวอย่างให้เข้าใจง่ายขึ้นก็เหมือนคนที่ยังไม่ได้อาบน้ำ มักจะโดนยุงกัดมากกว่าคนที่อาบน้ำแล้ว เพราะแบคทีเรียบนผิวมีอยู่มากกว่าและยังไม่ถูกชำระ \r\n5.ยุงชอบกัดคนที่หายใจแรง เพราะเรดาร์ของยุงจะสแกนหาคนที่ปล่อยก๊าสคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมากับลมหายใจของมนุษย์ ในระยะไกลถึง 164 ฟุต \r\n6. ยุงชอบกัดผู้หญิงมากกว่ากัดผู้ชาย เพราะฮอร์โมนแตกต่างกัน \r\n7. ยุงชอบกัดคนที่ใส่เสื้อผ้าสีเข้ม เพราะมันมองเห็นได้ชัดกว่า ส่วนสีที่ว่านั้นก็คือ สีดำ แดง และ น้ำเงิน \r\n8. คนท้อง คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มักจะโดนยุ่งกัดมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า เพราะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในลมหายใจมากกว่าคนทั่วไปถึง 21% และร่างกายจะอุ่นกว่าคนทั่วไปประมาณ 1.26 องศาฟาเรนไฮต์ \r\n9. คนดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากเมื่อดื่มแฮลกอฮอล์เข้าไปแล้วปริมาณเอทานอลที่ขับออกทางเหงื่อทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น เพียงแค่ดื่มเบียร์ขวดเดียวเท่านั้น ก็จะทำให้คนดื่มแอลกอฮอล์ดึงดูดยุงได้มากกว่าคนทั่วไป \r\n10. เด็ก เด็กมักจะมีลักษณะหรือกลิ่นเฉพาะ ที่เป็นที่สนใจของยุง อีกทั้งในเด็กเล็กตัวจะอุ่นมากอุ่นแทบตลอดเวลา จึงเป็นเหตุปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ยุ่งชอบเข้าหา\r\n\r\n ดังนั้นวิธีป้องกัน สามารถใช้สิ่งของในครัวเรือนที่หาได้ง่าย ๆ อย่างกระเทียม เพราะยุงไม่ชอบกลิ่นฉุน หรือหากใครที่ไม่ชอบกลิ่นฉุน พริกไทยดำก็ช่วยป้องกันได้ ดังนั้นคนที่ชอบกินกระเทียมและพริกไทยก็จะเป็นคนที่ยุงไม่โปรดปรานมักจะหลีกเลี่ยงเช่นกัน \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.hodhospital.go.th/archives/2490/01/\r\nhttps://lifestyle.campus-star.com/knowledge/79809.html\r\nhttps://www.pptvhd36.com/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1686881942.jpg"],
    [169,4511,"รับมืออย่างไรในสังคม Bully","Thu, 2023-06-15 07:33","http://www.stkc.go.th/node/4511","สังคมศาสตร์",null,"      การพูดอย่างไม่คิดให้ดี ๆ อาจเป็นการบูลลี่คนอื่น และคนที่โดนบูลลี่อาจเสียความรู้สึก และเจ็บลึกไปอย่างยาวนาน จัดการกับความรู้สึกนี้ยังไงดี วันนี้ทาง STKC มีวิธีการรับมือจากการโดน Bully มาฝากกันครับ\r\n     ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนคำว่า Bully คือ การกลั่นแกล้งที่แสดงออกด้วยคำพูด หรือ พฤติกรรมที่ก้าวร้าวต่อผู้อื่น ซึ่งมักเกิดขึ้นในสังคมที่มีช่องว่างระหว่างผู้ที่มีพละกำลัง หรืออำนาจมากกว่าแสดงออกแก่ผู้ที่อ่อนแอกว่า และมีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำๆ โดยพบการบูลลี่ในโรงเรียน และในที่ทำงานมาก นำไปสู่ปัญหาสภาพทางจิตใจ ที่ร้ายแรงได้ในอนาคต\r\n\r\nวิธีรับมือกับการโดนบูลลี่ (Bully)\r\n- ใช้ความนิ่งสยบการบูลลี่  การนิ่งเฉยต่อการบูลลี่ช่วยให้เรื่องราวการบูลลี่หายไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้กระทำมักมีเจตนาให้เหยื่อตอบโต้ แต่เมื่อผู้ถูกกระทำเลือกที่จะนิ่งเฉย ผู้ลงมือบูลลี่อาจรู้สึกเบื่อและถอยทัพไปเอง\r\n- ตอบโต้อย่างสุภาพ ด้วยคำพูดและการแสดงออกว่าไม่ได้รู้สึกสนุกด้วย  ไม่ตะโกน ขึ้นเสียง หรือใช้คำหยาบคาย รวมถึงชี้แจงอย่างชัดเจนหากเรื่องที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นจริง\r\n- พูดคุยกับเพื่อนร่วมชะตากรรมเพื่อช่วยกันแก้ไข บางครั้งการถูกบูลลี่ไม่ได้เกิดขึ้นกับบุคคลเพียงคนเดียว การหาผู้ร่วมถูกกระทำจะเป็นการเพิ่มหลักฐานและพยานว่า ผู้บูลลี่สร้างเรื่องขึ้นทำร้ายเหยื่อมากกว่าจะเป็นเรื่องจริง นอกจากนี้เพื่อนร่วมชะตากรรมอาจเป็นที่ปรึกษาคลายทุกข์ได้เป็นอย่างดี\r\n- เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม หากการบูลลี่นั้นทำร้ายร่างกายหรือจิตใจจนยากยอมรับ การเปลี่ยนที่ทำงาน กลุ่มเพื่อน ก็อาจช่วยฟื้นฟูภาวะบอบช้ำจากการถูกบูลลี่ได้เร็วขึ้น\r\n- ปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ หลายครั้งที่การบูลลี่ล้ำเส้นเหยื่อจนกัดกินจิตใจ สร้างบาดแผล จนผู้ถูกกระทำไม่สามารถอยู่ในสังคมต่อไป บางกรณีอาจกลายเป็นความเครียด ปลีกตัวจากสังคม ไปจนถึงขั้นเก็บกด เป็นโรคซึมเศร้า และจบลงด้วยการฆ่าตัวตาย ดังนั้นทางออกที่ดีคือการพบผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ เพื่อปรึกษา ทำการรักษาอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.samitivejhospitals.com\r\nhttps://www.pptvhd36.com/health/how-to/173\r\nhttps://health.kapook.com/view233689.html\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1686789183.jpg"],
    [170,4510,"Pride Mont ทุกสีล้วนมีความหมาย  ","Wed, 2023-06-14 09:45","http://www.stkc.go.th/node/4510","มนุษยศาสตร์",null,"      หลายๆ คนคงรู้จักหรือเคยได้ยินกันมาบ้างว่า ในเดือนมิถุนายนจะมีเทศกาลสำคัญที่มีความยาวนานตั้งแต่ ต้นเดือนยังปลายเดือนกันเลย นั้นก็คือ  Pride Month หรือ เดือนแห่งความภูมิใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) โดยตลอดทั้งเดือนเราจะเห็นการออกมาเฉลิมฉลองของผู้คนทั่วโลกผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งการเดินขบวนพาเหรด ปาร์ตี้สังสรรค์ การแสดง เวทีเสวนา นิทรรศการศิลปะและการให้ความรู้ ซึ่งเบื้องหลังกิจกรรมที่ดูสนุกสนานเหล่านี้ เป็นหนึ่งในการแสดงออกเพื่อสิทธิเสรีภาพของชาว LGBTQ+ อันมีเบื้องหลังทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญด้วยนะ\r\n\r\nกลุ่ม LGBTQ คือ กลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยใช้อักษรเป็นตัวแทนของแต่ละกลุ่มดังนี้\r\nL = Lesbian หรือเลสเบี้ยน คือ ผู้หญิงที่มีความรักในผู้หญิงด้วยกัน\r\nG = Gay หรือเกย์ คือ ผู้ชายที่มีความรักในผู้ชายด้วยกัน\r\nB = Bisexual หรือไบเซ็กชวล คือ ความรักของผู้ชายหรือผู้หญิงกับเพศเดียวกัน หรือในขณะเดียวกันก็สามารถมีความรักกับเพศตรงข้ามได้ด้วย\r\nT = Transgender หรือทรานส์เจนเดอร์ คือ คนที่เปลี่ยนแปลงเพศของตัวเอง ไปเป็นเพศตรงข้าม\r\nQ = Queer หรือเควียร์ คือ คนที่ไม่จำกัดเพศใดๆ โดยไม่เกี่ยวกับเพศสภาพ\r\n\r\nที่มาของสีรุ้งสัญลักษณ์ของ Prime Month\r\n\r\n      สีรุ้ง (Rainbow) สัญลักษณ์ของ Prime Month ก่อกำเนิดโดย กิลเบิร์ต เบเคอร์ (Gilbert Baker) ศิลปินและนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน ผู้ออกแบบธงสีรุ้งโดยมีแนวคิดว่า กลุ่มหลากหลายทางเพศ ควรมีธงเป็นของตัวเอง และที่เลือกใช้สีรุ้งเพราะต้องการสะท้อนความหลากหลายของชุมชนคนหลากหลายทางเพศ ธงสีรุ้งถูกเปิดตัวในฐานะสัญลักษณ์แห่งความหลากหลายทางเพศครั้งแรกในวันที่ 25 มิถุนายน ค.ศ. 1978 โดยแต่ละสีมีความหมายดังนี้\r\n\r\nสีแดง หมายถึง การต่อสู้ หรือชีวิตของมนุษย์\r\nสีส้ม หมายถึง การเยียวยา\r\nสีเหลือง หมายถึง พระอาทิตย์ที่ส่องแสงเจิดจ้า\r\nสีเขียว หมายถึง ธรรมชาติคือชีวิต\r\nสีฟ้า หรือสีคราม หมายถึง ศิลปะ และความผสานกลมกลืน\r\nสีม่วง หมายถึง จิตวิญญาณของชาว LGBTQ\r\n\r\n      ครบถ้วนกระบวนความกับที่มีของ Pride Month ที่ทุกคนควรรู้ และทำความเข้าใจว่ากว่าจะมาถึงวันนี้ พวกเขาต่อสู้กันมามากแค่ไหน ชาว LGBTQ ก็เป็นมนุษปุถุชน มีความสามารถ มีสิทธิ์เท่าเทียมกับเราทุกคนที่ยืนอยู่บนโลกนี้ เราควรยอมรับ และสนุบสนุนความชัดเจนของความหลากหลายนี้ และเราควรแสดงความยินดีว่าอีกไม่นานนี้รัฐบาลไทยจะรับพิจาณากฏหมาย สมรสเท่าเทียม ของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ สำหรับ Central Inspirer มนุษย์ทุกคนในโลกนี้ไม่ว่าจะมีเพศใด เชื้อชาติอะไร รูปลักษณ์เป็นอย่างไร ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน และทุกคนควรปรองดองและมอบความรักให้แก่กัน เพื่อสันติสุขและความสงบบนพื้นโลกนี้ค่ะ We are proud of you!\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.sosthailand.org/blog/pride-month-sexual-rights\r\nhttps://www.central.co.th/e-shopping/what-is-pride-month-what-does-rainbow-flag-represent\r\nhttps://thestandard.co/pride-month/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1686710803.jpg"],
    [171,4496,"วันดื่มนมโลก (World Milk Day)","Thu, 2023-06-01 10:01","http://www.stkc.go.th/node/4496","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"    องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (The Food and Agriculture Organization)ได้กำหนดให้วันที่ 1 มิถุนายนของทุกปีเป็น “วันดื่มนมโลก” (World Milk Day) เพื่อให้ประเทศต่างๆ และองค์กร ให้ความสำคัญและสนับสนุนการบริโภคนม\r\n\r\n     นมเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับทุกวัย เพราะในนมมีโปรตีนคุณภาพดีและมีปริมาณแคลเซียมสำหรับการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน โดยเฉพาะนมโคสดแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ ไขมันต่ำ รสจืดมีคุณค่าทางโภชนาการดีกว่านมที่มีการปรุงแต่งด้วยน้ำตาลและกลิ่น เนื่องจากมีแคลเซียมในปริมาณมาก ช่วยสร้างกระดูกที่มีผลต่อพัฒนาการด้านความสูง\r\n\r\n      จากผลสำรวจล่าสุดพบว่า คนไทยดื่มนมน้อยมาก เฉลี่ยคนละประมาณ 14 ลิตรต่อปี ในขณะที่อัตราการดื่มนมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เฉลี่ยคนละ 60 ลิตรต่อปี และทั่วโลกเฉลี่ยคนละ 103.9 ลิตรต่อปี หรือกล่าวได้ว่าอัตราดื่มนมในคนไทยยังต่ำกว่าประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโลก 4-7 เท่า (อ้างอิงข้อมูลโดยกรมอนามัย)\r\n\r\n     นมเป็นแหล่งอาหารประเภทโปรตีนที่มีคุณภาพดี ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย และสำคัญมากต่อมวลกระดูกและการขยายตัวของกระดูก ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ในช่วงวัยรุ่นที่เริ่มมีช่วงโตเร็วจะมีการสะสมมวลกระดูกเพิ่มขึ้นมาก ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกายในผู้ใหญ่\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/world-milk-day/\r\nhttps://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/general-knowledge/550113\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1685588472.jpg"],
    [172,4494,"ไขข้อสงสัย สารให้ความหวานอันตรายหรือไม่","Wed, 2023-05-31 13:25","http://www.stkc.go.th/node/4494","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"       ในยุคที่ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพ น้ำอัดลมที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ จึงถูกปรับให้ดูอันตรายน้อยลง เช่น การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลหรือน้ำตาลเทียม ซึ่งจะช่วยลดปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับให้น้อยลงหรือปราศจากแคลอรี่ รวมถึงการเติมวิตามินแร่ธาตุต่าง ๆ เป็นหนึ่งในส่วนประกอบ ทว่าการใช้สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลนั้นปลอดภัยจริงหรือ นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มีความคิดเห็นอย่างไรต่อน้ำอัดลมธรรมดากับน้ำอัดลมที่ใช้น้ำตาลเทียมกันแน่\r\n\"สารให้ความหวานแทนน้ำตาล\" คืออะไร\r\n      สารให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือ Sweetener เป็นวัตถุเจือปนอาหารชนิดหนึ่งที่ใช้เพิ่มความหวานให้กับอาหารและเครื่องดื่มแทนน้ำตาล มีทั้งแบบให้พลังงานและไม่ให้พลังงาน โดยมักจะนิยมใช้ในผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลและพลังงาน อย่างผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก ขณะเดียวกัน สารให้ความหวานส่วนใหญ่มักใช้ในปริมาณที่เล็กน้อยเนื่องจากให้ความหวานกว่าน้ำตาลหลายเท่าและยังช่วยลดพลังงานที่ได้รับเข้าสู่ร่างกายอีกด้วย\r\n\r\nสารให้ความหวานแทนน้ำตาล มีแบบไหนบ้าง\r\n1.สารให้ความหวานที่ให้พลังงาน ได้แก่ ฟรุกโทส (น้ำตาลจากผลไม้) มอลทิทอล ซอร์บิทอล และ ไซลิทอล สารให้ความหวานกลุ่มนี้ ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ ควบคุมน้ำหนัก และ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน\r\n2.สารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน หรือให้พลังงานต่ำ ได้แก่ ซูคราโลส สตีเวีย (สารสกัดจากหญ้าหวาน) แอสปาแตม อะซิซัลเฟม-เค และ แซคคารีน (ขัณฑสกร) สารให้ความหวานกลุ่มนี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน\r\n\r\nผลเสียของ “สารให้ความหวานแทนน้ำตาล”\r\n-ในกลุ่มน้ำตาลแอลกอฮอล์ เช่น ซอร์บิทอล แมนนิทอล เป็นชนิดน้ำตาลที่ไม่สามารถย่อยได้หมด อาจเกิดอาการมวลท้อง ท้องอืด และท้องเสียได้\r\n-การบริโภคสารให้ความหวานเป็นประจำ อาจจะทำให้เรารู้สึกติดรสหวานได้ ทำให้ไม่สามารถควบคุมอาหารการกินได้อย่างเต็มที่\r\n-ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่เป็นไมเกรน ผู้ป่วยโรคลมชัก และเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี\r\n-ในงานวิจัยของสมาคมหัวใจอเมริกัน พบว่า การรับประทานสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแบบสังเคราะห์ เพิ่มความเสี่ยงกับการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง และความจำเสื่อม\r\n-น้ำตาลเทียมบางชนิด หากบริโภคมากเกินไป อาจพบผลข้างเคียง เช่น ปวดศีรษะ, คลื่นไส้ วิงเวียน บางชนิดกระตุ้นการเกิดกรดในกระเพาะ เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะได้\r\n\r\nคำแนะนำในการบริโภคน้ำตาล \r\n-ควรบริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา/วัน\r\n-แม้น้ำผึ้งจะเป็นน้ำตาลที่พบในธรรมชาติ แต่หากบริโภคมากเกินไป จะทำให้ค่าไขมันไตรกลีซอไรด์สูงได้ เนื่องจากมีส่วนประกอบ ของน้ำตาลกลูโคสและฟรักโทส\r\n-สตีวีโอไซด์ (หญ้าหวาน) เป็นสารให้ความหวานที่ปลอดภัย ต่อผู้บริโภค ควรบริโภคไม่เกิน 4 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/article-chemistry/item/9838-2019-02-22-01-23-21\r\nhttps://www.pobpad.com/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1685514354.jpg"],
    [173,4493,"ทำไมเรียก แรงม้า Horse Power","Tue, 2023-05-30 13:04","http://www.stkc.go.th/node/4493","วิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล",null,"         เชื่อว่าชายทุกคนที่ชอบเรื่องรถ ต้องเคยได้ยิน วลีเด็ดติดปากว่า \"รถกี่แรงม้า\" ซึ่งหลายคนก็อาจยังไม่รู้ว่าคำว่าแรงม้ามันคืออะไร ทำไมชาวรถซิ่งถึงพูดกันตลอด วันนี้ทางเรา STKC จะพาไปดูกันว่า แรงม้า มันคือะไรนั้นเอง\r\n\r\nแรงม้าคืออะไร ?\r\n        แรงม้า (Horse Power) คือ หน่วยที่ใช้วัดกำลังของเครื่องยนต์ เป็นตัวบอกกำลังสูงสุดที่รถสามารถทำได้ คำว่าแรงม้า ได้แรงบันดาลใจมาจากการใช้ม้าในการลากของเคลื่อนที่ในสมัยก่อน ยิ่งมีหลายแรงม้าก็เท่ากับว่ามีกำลังในการขับเคลื่อนมาก\r\n\r\nBHP (Brake Horse Power) หมายถึง กำลังของเครื่องยนต์ที่ได้รับจากเพลาเครื่อง โดยใช้สูตร\r\nBHP = IHP (Indicated Horse Power) – FHP (Friction Horse Power)\r\nแรงม้า =  กำลังที่เครื่องยนต์ผลิตได้ – แรงเสียดทานภายในเครื่องยนต์\r\nโดยจะมีสูตรการคำนวณแรงเสียดทานที่ลึกลงไปอีก เพื่อให้ได้ค่าแรงม้าออกมา\r\n\r\n      แรงม้าสูงสุดของเครื่องยนต์ มีความแตกต่างกันในแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อ จะอยู่ที่ความแตกต่างของความเร็วรอบเครื่องยนต์ แรงม้าก็คือความสามารถในการเอาชนะแรงเสียดทานและแรงต้านของอากาศเมื่อความเร็วสูงขึ้น ถ้าเปรียบเทียบเครื่องยนต์ที่มี ขนาดเท่ากัน เครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงสุดที่รอบต่ำ จะมีแรงม้าสูงสุด ต่ำกว่าเครื่องยนต์ที่มีแรงบิดสูงสุดที่รอบสูงกว่า \r\n\r\nหน่วยวัดของแรงม้า มี 3 หน่วยด้วยกัน คือ\r\nแรงม้า (HP)\r\nแรงม้า (PS)\r\nกิโลวัตต์ (KW)\r\nความแตกต่างระหว่าง แรงบิด กับ แรงม้า\r\nแรงบิด ใช้บอกอัตราเร่ง\r\nแรงม้า ใช้บอกสมรรถนะความเร็ว ที่มีผลต่อความเร็วสูงสุดของเครื่องยนต์\r\nทั้ง 2 ค่าก็มีความสำคัญพอกัน เวลาเลือกซื้อรถควรเลือกความเร็วที่เหมาะสมกับการใช้งาน\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.yukonlubricants.com/what-is-torque-and-horsepower/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1685426690.jpg"],
    [174,4492,"ขวดน้ำตากแดด กินแล้วตุยไหม","Fri, 2023-05-26 13:47","http://www.stkc.go.th/node/4492","วิทยาศาสตร์เคมี",null,"      หลายคนอาจเคยได้ยินข่าวว่า ดื่มน้ำจากขวดพลาสติก (PET) ในรถที่จอดตากแดด” แล้วทำให้สารเคมีจากขวดน้ำปนเปื้อนออกมา ทำให้ดื่มแล้วเกิดอันตรายต่อร่างกาย วันนี้พวกเราทาง STKC จะพาไปตามหาความจริงกันครับ\r\n      รศ.ดร.เจษฎา อธิบายว่า ขวดประเภท PET “สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)” ได้เคยออกมาชี้แจงและให้ข้อมูลหลายครั้งแล้วว่า ขวดพลาสติกประเภทนี้ เป็นขวดที่ออกแบบมาให้ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง ซึ่ง อย. มีการกำหนดคุณภาพมาตรฐานของภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากพลาสติกอยู่แล้ว หากใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งก็ไม่มีปัญหาต่อสุขภาพแต่อย่างใด\r\n      เหตุที่ไม่ควรเอาขวด PET มาใช้ซ้ำ ไม่ใช่เพราะว่ากังวลเกี่ยวกับสารเคมีปนเปื้อนจากขวดออกมาสู่น้ำดื่ม แต่เป็นเพราะหากใช้ซ้ำจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อโรคและสิ่งสกปรกที่ตกค้างอยู่ในขวดน้ำมากกว่า ถ้าล้างไม่ดีพอก่อนที่จะบรรจุซ้ำใหม่ อีกทั้ง กรณีของ “สารอะซิทัลดีไฮด์” ที่อาจปนเปื้อนออกมาจากขวด PET นั้น ส่วนใหญ่จะพบการตกค้างของสารดังกล่าวในกระบวนการผลิตขวด แต่ก็ตรวจพบน้อยมากๆ ซึ่งไม่มีผลเสียต่อร่างกายแต่อย่างใด \r\n      ส่วนกรณีของการดื่มน้ำจากขวดพลาสติกในรถที่จอดตากแดดแล้วทำให้มีสาร Bisphenal A (BPA) และสารก่อมะเร็งปนเปื้อนออกมานั้น สำนักคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นขวดขาวขุ่น (ขวด PE) หรือขวดใส (ขวด PET)  แม้จะตากแดดก็ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด และสาร BPA ก็ไม่ได้เป็นองค์ประกอบของพลาสติกที่มาทำเป็นขวด PET ด้วย\r\n      ก่อนหน้านี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้เคยทำการทดลองกรณีนี้แล้ว ด้วยการนำน้ำดื่มที่บรรจุในขวดพลาสติกที่จําหน่ายในตลาดสดและซุปเปอร์มาเก็ต จํานวน 18 ยี่ห้อ ไปวางในรถที่จอดกลางแดดเป็นเวลา 1 วัน และ 7 วัน\r\n\r\nทบทวนอีกที \"ขวดน้ำ\" ตากแดดร้อนนานๆ มีสารอันตรายปนเปื้อนหรือไม่?\r\n      จากนั้นตรวจวิเคราะห์สารประกอบกลุ่ม Dionxin จํานวน 17 ตัว และ PCB จํานวน 18 ตัว โดยใช้เทคนิคขั้นสูง Isotope Dilution และวัดปริมาณด้วยเครื่องมือ High Resolution Gas Chromatography/High Resolution Mass Spectrometry ผลการวิเคราะห์สรุปว่า ตรวจไม่พบสารประกอบกลุ่ม Dionxin และ PCB ในทุกตัวอย่างน้ำดื่มบรรจุขวด ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่า สามารถดื่มน้ำบรรจุขวดได้อย่างปลอดภัยไร้สารก่อมะเร็ง \r\n\r\nสรุป : น้ำดื่มที่บรรจุขวด PET และเก็บในรถที่จอดตากแดดนั้น ไม่ได้อันตราย ไม่ได้มีสารก่อมะเร็งปนเปื้อน ตัวของขวด PET เอง ก็สามารถเก็บน้ำดื่มไว้ได้นานถ้ายังไม่ได้เปิดขวด (แต่ก็ควรจัดเก็บในที่ที่ไม่ร้อน ไม่ใช่เอาไปตากแดดไว้เวลาหลายเดือน) และถ้าไม่จำเป็น ก็ไม่ควรเอามาใช้ซ้ำครับ\r\n      \r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://siweb.dss.go.th/index.php/th/accordion-1/4866-pet-4\r\nhttps://www.facebook.com/watch/?v=1018668581916445\r\nhttps://www.hfocus.org/content/2014/06/7329\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1685083646.jpg"],
    [175,4491,"ทำไมเรียก ซีอิ๊วขาวทั้งๆที่น้ำเป็นสีดำ","Fri, 2023-05-26 09:38","http://www.stkc.go.th/node/4491","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"      ซีอิ๊วขาว เครื่องปรุงรสคู่ครัวคู่ใจของทุกบ้าน แต่เชื่อว่าทุกคนอาจจะเคยสงสัยกันว่า ทำไมเรียก \"ซีอิ๊วขาว\" ทั้งๆที่ตัวน้ำของมันนั้นมีสีดำ ทำไมไม่เรียกว่า ซีอิ๊วดำสิ วันนี้เรามาลองดูคำตอบของคำถามที่ว่า \"ซีอิ๊วขาวทำไมถึงมีสีดำ\"\r\n      ซีอิ๊วขาว หรือซีอิ๊วดำ ก็ล้วนมีที่มาจากถั่วเหลืองทั้งสิ้น เกิดจากกระบวนการหมักถั่วเหลืองตามธรรมชาติ เดิมทีคนจีนทำการหมักถั่วเหลืองไว้เพื่อใช้เป็นการถนอมอาหาร จะได้นำถั่วเหลืองนั้นมาใช้รับประทานหรือประกอบอาหารต่อ แต่ในเวลาต่อมาก็ได้มีการพัฒนากระบวนการนี้ไปอีกขั้นจนได้ซีอิ๊วจากถั่วเหลืองที่ใช้เติมรสชาติเค็มให้กับการปรุงอาหาร \r\n      ทำไมถึงต้องเรียกซีอิ๊วขาว ก็เพราะว่า  ซีอิ๊วที่ได้จากการหมัก โดยไม่เติมสีและรสชาติเลย นับเป็นรสชาติแบบธรรมชาติและบริสุทธิ์ที่สุด โดยเฉพาะซีอิ๊วขาวของประเทศไทย เป็นซีอิ๊วที่มีสีอ่อนมาก เมื่อใส่ในน้ำแกงทำให้น้ำแกงยังคงใส ถ้าใส่ในผัดผักก็ยังคงมีสีสันของผัก ให้รสชาติหอมอร่อยแต่ยังคงไว้ซึ่งสีสันเดิมของอาหาร\r\n     ส่วน ซีอิ๊วดำ จะมีความแตกต่างกับซีอิ๊วขาวตรงที่การผลิตและรสชาติ ซีอิ้วดำนั้นจะเกิดขึ้นจากการนำซีอิ๊วขาวไปปรุงแต่งต่อ มีการเติมความหวานด้วยน้ำตาลและทำให้ข้น ซึ่งระดับความหวานก็จะมีแตกต่างกันไปตามสูตร โดยทั่วไปจะเรียกว่าซีอิ๊วดำหวานนั่นเอง\r\n     แต่ ซีอิ๊วดำ หมักธรรมชาติ ที่ไม่เติมสี ไม่แต่งกลิ่น ไม่เติมสารเจือปนรสชาติ ก็มีเช่นกัน จะเป็นการหมักแบบเดียวกับซีอิ๊วขาว แต่จะหมักให้ยาวนานขึ้นในระดับ 1 ปีขึ้นไป จะเรียกว่าซีอิ๊วดำเค็ม\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttp://healthysoysauce.com/\r\nhttps://th.openrice.com/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1685068720.jpg"],
    [176,4488,"ไขข้อสงสัย ปลาปักเป้าทำไมต้องพองตัว","Mon, 2023-05-22 13:56","http://www.stkc.go.th/node/4488","สัตววิทยา",null,"เคยสงสัยกันไหมว่าทำปลาปักเป้า หรือ \"Puffer Fish\" ทำไมมันต้องพองตัวเวลามีใครไปยุ่งกับมัน แล้วมันพองไปทำไม ทำเพื่ออะไร แล้วมันจะระเบิดไหม\r\n      ปลาปักเป้า หรือ \"Puffer Fish\" เป็นปลาที่พบได้ทั้งพื้นที่น้ำจืดและน้ำเค็ม ภูมิภาคที่มีโอกาสเจอน้องปักเป้าจะสามารถพบเห็นได้ทั้งในประเทศที่มีอากาศร้อน และอบอุ่น เช่นในประเทศไทยมีปลาปักเป้าอยู่หลากหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น ปลาปักเป้าจุดแดง ปลาปักเป้าสุวัตถิ ปลาปักเป้าดำ\r\n      ตามธรรมชาติของปลาปักเป้า เมื่อตกใจหรือโดนคุกคาม น้องจะสูดน้ำหรือลมเข้าช่องท้องให้ตัวพองออกได้คล้ายลูกโป่ง (ปลาปักเป้าจึงได้ชื่อในภาษาอังกฤษว่า Pufferfish) จนขนาดของร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจากเดิมเป็นเท่าหรือหลายเท่าตัวในไม่กี่วินาที ในบางชนิดมีหนามด้วย ซึ่งปกติการพองตัวจะเป็นกลไกในการป้องกันตัวของปลาปักเป้า และใช้เวลามากถึง 2-3 ชม. ถึงจะกลับ มาอยู่ในสภาพเดิมได้\r\n     นอกจากจะเป็นการป้องกันแล้ว การพองตัวยังส่งผลเสียแต่น้องไม่น้อย เนื่องจาก การว่ายน้ำในขณะพองตัว จะใช้ปริมาณออกซิเจนสูงกว่าปกติถึง 5 เท่า และยังทำให้เกิดแรงดันต่อผิวหนังและอวัยวะภายในทั้งหมด ไม่ผิดกับการอัดลมเข้าไปในลูกโป่ง แรงที่กระทำต่ออวัยวะภายในของน้อง ทำให้เกิดความเครียดสูง อาจทำให้อวัยวะภายในล้มเหลวหรือตายได้จากการพองตัวกระทันหันได้เพียงครั้งเดียวอีกด้วย\r\nดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ อย่าไปกระตุ้นน้องให้พองตัวโดยไม่จำเป็น ปล่อยให้เป็นเรื่องของธรรมชาติ ให้มันใช้เป็นกลไกป้องกันตัวของมันแค่นั้นจะดีที่สุด\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.tnews.co.th/social/531958\r\nhttps://board.postjung.com/1248676\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1684738602.jpg"],
    [177,4479,"วันพืชมงคล เปิดคำทำนายของกิน 7 อย่าง","Wed, 2023-05-17 08:38","http://www.stkc.go.th/node/4479","ปรัชญา,จริยธรรมและศาสนา",null,"      วันพืชมงคล 2566 ตรงกับวันที่ 17 พฤษภาคม 2566 พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ อย่างหนึ่ง ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีวันแรกในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม กับ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ อันเป็นพิธีพราหมณ์ อย่างหนึ่ง ซึ่งจะประกอบพระราชพิธีในวันรุ่งขึ้น ณ มณฑลพิธีสนามหลวง\r\n\r\nความสำคัญของวันพืชมงคล\r\nวันพืชมงคล เป็นวันที่จัดขึ้นเพื่อเกี่ยวกับการเพาะปลูก เนื่องจากเห็นความสำคัญของการเมล็ดพืชพันธุ์อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อวิถีการ ผลิตแบบพึ่งพิงธรรมชาติ นอกเหนือจาการมีแผนดินที่อุดมสมบูรณ์ น้ำฝนที่มีปริมาณเพียงพอ และปัจจัยอื่น ๆ แล้ว หากได้เมล็ดพืชพันธุ์ที่ได้รับการเลือกสรร รวมทั้งเกษตรกรมีขวัญกำลังใจ มีความเชื่อมั่นในการลงทุนเพาะปลูก ทางราชการหรือผู้ปกครองตนให้การดูแลเอาใจใส่ การเกษตรของประเทศจะพัฒนามากยิ่งขึ้น\r\n\r\nการเสี่ยงทายและคำพยากรณ์    \r\nการตั้งสัตยาธิษฐานหยิบผ้านุ่งแต่งกาย (การเสี่ยงทายผ้านุ่ง)   \r\n\r\n    “ผ้านุ่งแต่งกาย” คือ ผ้านุ่งซึ่งเป็นผ้าลาย มีด้วยกัน ๓ ผืน คือ สี่คืบ ห้าคืบ และหกคืบวางเรียงบนโตกมีผ้าคลุมเพื่อให้พระยาแรกนาตั้งสัตยาธิษฐานหยิบ หากหยิบได้ผ้าผืนใด ให้นุ่งผืนนั้นทับผ้านุ่งผืนเดิมอีกชั้นหนึ่งเพื่อเตรียมออกแรกนา โดยผ้านุ่งนี้ ถ้าหยิบได้ผืนใดก็จะมีคำทำนายไปตามนั้น คือ\r\n\r\n     ถ้าหยิบผ้าได้ ๔ คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่\r\n\r\n     ถ้าหยิบได้ผ้า ๕ คืบ พยากรณ์ว่า น้ำในปีนี้จะมีปริมาณพอดี ข้าวกล้าในนาจะได้ผลบริบูรณ์ และผลาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี\r\n\r\n     ถ้าหยิบได้ผ้า ๖ คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอน จะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ \r\n\r\nของกิน ๗ สิ่ง  ที่ตั้งเลี้ยงพระโคนั้น มี ข้าว ข้าวโพด ถั่วเขียว งา เหล้า น้ำ และหญ้า ถ้าพระโคกินสิ่งใดก็จะมีคำทำนายไปตามนั้น คือ\r\n\r\nถ้าพระโคกิน  ข้าว  หรือ  ข้าวโพด       พยากรณ์ว่า     ธัญญาหาร ผลาหาร จะบริบูรณ์ดี\r\n\r\nถ้าพระโคกิน  ถั่ว  หรือ  งา                 พยากรณ์ว่า     ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี\r\n\r\nถ้าพระโคกิน  น้ำ  หรือ  หญ้า              พยากรณ์ว่า     น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์\r\n\r\nถ้าพระโคกิน  เหล้า                            พยากรณ์ว่า     การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขาย กับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง \r\n\r\n      การเกษตรกรรมนับว่ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมวลมนุษย์อย่างมาก เพราะธัญญาหารที่บรรดาเหล่าเกษตรกรปลูกได้ในแต่ละปี ถูกนำมาใช้เป็นอาหาร ดัดแปลงเป็นอุปโภคต่าง ๆ เช่น ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.tnnthailand.com/news/social/144964/\r\nhttps://www.komchadluek.net/news/society/547223\r\nhttps://esan108.com/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1684287506.jpg"],
    [178,4478,"Middle Mouse Button ความลับของเมาส์กลาง ที่คุณอาจไม่รู้","Mon, 2023-05-15 13:49","http://www.stkc.go.th/node/4478","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"      ลูกเลื่อน หรือ เมาส์กลาง หรือ คลิกกลาง ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องเรียกว่า Middle Click หรือปุ่ม Middle Mouse Button ก็แล้วแต่เพื่อนๆ จะเรียกอะไรก็เเล้วเเต่ เเต่เพื่อรู้รึป่าวว่านอกจากจะใช้เลื่อนหน้าจอเเล้ว มันสามารถใช้ทำอะไรได้อีก ? ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่หลายๆ คนไม่รู้ เเละไม่เคยใช้มากก่อน ซึ่งเราจะมาบอกให้เพื่อนๆ ได้รู้กันครับ\r\n\r\n      เราจะแบ่งการใช้ Middle Click ออกเป็น 2 ส่วนนะครับ ส่วนแรกจะแนะนำการใช้ Middle Click กับ เบราว์เซอร์ทั่วไป เช่น Google Chrome กับ Mozilla Firefox และในส่วนที่สอง จะเป็นการใช้ Middle Click บน Windows\r\n\r\n 1.Middle Click กับ เบราว์เซอร์ทั่วไป\r\n- สามารถใช้ Middle Click เปิดแท็บใหม่จากลิงค์ได้เลย ปกติเวลาเราจะเปิดแท็บใหม่ จะต้องทำการคลิกขวาที่ลิงค์และเลือก \"Open link in new tab\"\r\n- สามารถใช้ Middle Click ปิดแท็บที่เราเปิดไว้อยู่ โดยกด Middle Click ไปบนแท็บที่เราต้องการจะปิด ซึ่งปกติเวลาเราจะปิดแท็บในเบราว์เซอร์นั้น เราต้องกดปุ่มกากบาท ใช่ไหมละครับ \r\n- สามารถ Auto-Scroll เพื่อให้สะดวกในการเลื่อนขึ้น เลื่อนลงมากยิ่งขึ้น เมื่อเรากดปุ่ม Middle Click แล้วเมาส์ของเราจะกลายเป็น Auto-Scroll เราสามารถลากเมาส์เลื่อนหน้าจอขึ้น-ลง หรือซ้าย-ขวาได้\r\n\r\n2.Middle Click บน Windows\r\n-สามารถใช้ Middle Click กดเปิดหน้าต่างใหม่ขึ้นมา โดยไปกดที่ Icon Taskbar ซึ่งโปรแกรมที่เราจะเปิดนั้น ก็ต้องรองรับการเปิดหลายๆ หน้าจออีกด้วย เช่น Notepad, Paint, Calculator เป็นต้นนะครับ ที่สำคัญคือเราต้องตั้งโปรแกรมไว้บน Taskbar เท่านั้น ถึงจะใช้ได้นะ\r\n-สามารถใช้ Middle Click ปิดหน้าต่างของโปรแกรม วิธีก็ง่ายมากเลย เพียงแค่เรากดปุ่ม Middle Click ลงไปที่ Thumnail ของโปรแกรม (ภาพขนาดย่อของโปรแกรม) หน้าต่างของโปรแกรมที่เราเลือกกดนั้น ก็จะปิดทันที\r\n\r\n      นี่เป็นอีกหนึ่งคีย์ลัดที่อยู่ใกล้นิ้วมือคุณมาก  เเต่อาจไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งเพื่อนๆ บอกเล่าสู่กันฟังได้ครับใครเคยรู้มาเเล้ว รึยังไม่รู้มากก่อน\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.blockdit.com/posts/62f61e9b973cb00acc2ab0d6\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1684133384.jpg"],
    [179,4468,"เคยสงสัยไหม ฝาท่อส่วนใหญ่มักเป็นวงกลม","Tue, 2023-05-09 08:41","http://www.stkc.go.th/node/4468","คณิตศาสตร์",null,"      หลายคนเคยสงสัยกันบ้าง ว่าทำไมฝาท่อระบายน้ำที่เราเห็นส่วนใหญ่จะเป็นรูปวงกลมทั้งนั้นเลย หรือแม้แต่เราเดินเข้าไปในห้องครัว อุปกรณ์ในการทำครัว ไม่ว่าจะเป็นหม้อ กาน้ำ หรือขวดโหลต่าง ๆ ฝาของมันก็ยังเป็นรูปวงกลม อยากรู้แล้วใช่ไหมนั้นเราไปอ่านบทความกันได้เลย\r\nเหตุผลนั้นง่าย และมีเพียง 1 เดียวที่สำคัญยิ่ง\r\n      แน่นอนออกแบบฝาครอบ มันก็จะต้องควรจะต้องครอบอยู่ด้านบน ไม่ควรที่จะหลุด หรือ หล่น ลงไปเบื้องล่างอย่างยิ่ง การออกแบบฝาก็เลยมักจะออกแบบให้ฝานั้นใหญ่กว่า รู เพื่อป้องกันการหลุดล่วง แต่นั้นมันยังคงมีข้อจำกัดด้านรูปทรง ถ้าฝานั้นถูกขยับ เคลื่อนไป มันก็อาจจะหลุดล่วงลงได้\r\n\r\n      วงกลม เป็น รูปทรงที่ไม่ว่าจะวัดจากแนวใด ความกว้างสูงสุดนั้นย่อมคงที่ คือ มีความกว้าง เท่ากับ เส้นผ่านศูนย์กลาง ฉะนั้นถ้าออกแบบให้รูด้านล่างเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า ฝาด้านบน ไม่ว่าจะบิดหมุนเหลี่ยม มุมใดก็ตาม ฝาก็ไม่มีทางจะหลุดล่วง ลงไปใน รู อย่างแน่นอน\r\nจะเห็นได้จากรูปว่าฝาท่อ ไม่ว่าจะหมุนเหลี่ยมไหน มุมไหน ก็ยังค้างอยู่บนปากหลุม ไม่มีวันล่วงหลุดลงไป\r\n\r\n      แต่ถ้าเป็นรูปทรงอื่นๆ(นอกจากวงกลม และ สามเหลี่ยมรูลุยซ์)แล้ว ด้านทแยงมุนนั้นจะมีความกว้าง มากกว่าด้านแคบของรูปทรงเสมอ ทำให้เมื่อเราเกิดหมุนด้านแคบ วางลงบนรูที่จะปิด มันก็มีสิทธิที่ฝาจะล่วงลงด้านล่างได้ ถ้าเป็นฝากาน้ำชาเกิดฝาหลุดลงไปในกาก็คงจะแค่ทำให้เราหงุดหงิด แต่ถ้าเป็นฝาท่อที่มีคนเดินผ่าน รถยนต์วิ่งผ่าน แรงสะเทือนอาจทำให้ฝาท่อ เคลื่อนไป แล้วหลุดล่วงลงไปใน รู ซึ่งอาจจะมีคน หรือ รถ ตกลงไปทำให้เกิดอุบัิติเหตุ ซึ่งยอมให้เกิดขึ้นมิได้\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/77556-scimat-sci-\r\nhttps://travelerscoffee.ru/th/carrots/pochemu-kanalizacionnye-lyuki-kruglye-pochemu-kryshka-lyuka-kruglaya/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1683596492.jpg"],
    [180,4461,"รูทเบียร์ ทำไมถึงเหมือนยาหม่อง","Fri, 2023-04-28 18:01","http://www.stkc.go.th/node/4461","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"     น้ำอะไรเอ่ย? สีดำๆเหมือนโคล่าแต่พอดื่มไปแล้ว ทำไมรสชาติเหมือนยาหม่อง!  มันก็คือ... น้ำรูทเบียร์ Rootbeer  เครื่องดื่มในตำนานของหลายๆ คน วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจกันแหละว่าทำไมเจ้าเครื่องดื่มรูทเบียร์ ถึงมีรสชาติเหมือนยาหม่อง!! ไปอ่านบทความนี้ได้เลยครับ\r\n\r\n      เรื่องราวของเจ้ารูทเบียร์ ถึงจะชื่อว่ารูทเบียร์แต่ก็ไม่ได้มีส่วนผสมของเบียร์ แม้แต่อย่างใด มีเพียงส่วนผสมหลักๆ ก็คือ เบอรี่ สมุนไพร รากไม้ (Root) หลากหลายชนิด โดยทางฝั่งอเมริกาเหนือถือว่าเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตกันเลยทีเดียว กินเป็นโฟลทโปะด้วยไอศกรีมวานิลาหวานๆ อร่อยฟินมากๆ \r\n      ส่วนผสมลับที่ทำให้รูทเบียร์กลายเป็น น้ำยาหม่อง?  เพราะว่า รูทเบียร์มีส่วนผสมของ Wintergreen หรือ น้ำมันระกำ เป็นน้ำมันที่ช่วยในเรื่องแก้ปวดเมื่อย พอรู้ยังงี้แล้วก็เรียกไปเถอะครับ น้ำยาหม่อง \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://today.line.me/th/v2/article/7xlpEJ\r\nhttps://www.mangozero.com/root-beer/\r\nhttps://www.beartai.com/article/inside-your-food/289461\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1682679700.jpg"],
    [181,4456,"อันตรายจาก ไซยาไนด์","Thu, 2023-04-27 09:35","http://www.stkc.go.th/node/4456","วิทยาศาสตร์เคมี",null,"     รู้จักสารไซยาไนด์ นิดเดียวถึงตาย ซึ่งเราอาจเคยได้ยินสาร ชนิดนี้ที่ใช้สำหรับฆ่าคนหรือมาจากในหนังนักสืบต่างๆ เรามาทำความรู้จัก \"สารไซยาไนด์ \" คืออะไร มีพิษรุนแรงต่อร่างกายแค่ไหนมาหาคำตอบกัน\r\n \r\n\r\nไซยาไนด์ คืออะไร\r\n       ไซยาไนด์ (Cyanide) เป็นกลุ่มของสารเคมีที่มี ไซยาไนด์ไอออน (CN-) เป็นองค์ประกอบ สารเคมีกลุ่มนี้มีความเป็นพิษสูงมาก ใช้ในการทำงานบางอย่าง เช่น การชุบโลหะ การสังเคราะห์สารเคมี การตรวจวิเคราะห์ทางเคมีในห้องปฏิบัติการ\r\n\r\nสารกลุ่ม “ ไซยาไนด์ “  \r\n1.มีสถานะเป็นของแข็ง ซึ่งมาจาก เกลือไซยาไนด์ ซึ่งเป็นโซเดียมไซยาไนด์ หรือ โปรแตสเซียม ไซยาไนด์ \r\n2.มีสถานะเป็นก๊าซคือ ไฮโดรเจน ไซยาไนด์ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยา เมื่อเอากรด เช่นกรดเกลือ หรือกรดกำมะถัน ผสมกับเกลือไซยาไนด์ \r\n\r\nไซยาไนด์ ในรูปแบบไหนที่เป็นอันตรายต่อชีวิต?\r\nสารเคมีอันตรายชนิดนี้มีรูปแบบที่หลากหลายทั้งในรูปแบบของแข็ง ของเหลว และแก๊ส โดยแต่ละชนิดมีแหล่งที่มาและคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ดังนี้\r\n- Sodium Cyanide (NaCN) เป็นของแข็งสีขาว อาจอยู่ในรูปแบบผลึก แท่ง หรือผง พบได้ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ ใช้ในการเคลือบเงาหรือเคลือบสีเหล็ก และเป็นส่วนประกอบในยาฆ่าแมลง สามารถเข้าสู่ร่างกายจากการสัมผัสบริเวณปากแผล การสูดดม หากรับประทานอาจเป็นพิษถึงตายได้\r\n- Potassium Cyanide (KCN) มีลักษณะเป็นก้อนผลึก หรือผงสีขาว เมื่อเป็นของเหลวจะใสไม่มีสี กลิ่นคล้ายแอลมอนด์ มักนำมาใช้ในการสกัดแร่ อย่างทองหรือเงิน และยังพบได้ในยาฆ่าแมลง เมื่อ Potassium cyanide เจอกับความร้อนจะทำให้เกิดควันพิษ หากได้รับเข้าสู่ร่างกายอาจรบกวนการทำงานของอวัยวะภายในจนเป็นอันตรายถึงชีวิต\r\n- Hydrogen Cyanide (HCN) อาจมาในรูปของของเหลว หรือแก๊สที่ไม่มีสี พบในควันจากท่อไอเสีย ควันบุหรี่ และควันจากโรงงานอุตสาหกรรม เมื่อสูดดมอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาทส่วนกลาง รวมทั้งยังอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองตามผิวหนังและดวงตา\r\n- Cyanogen Chloride (CNCl) มีลักษณะเป็นของเหลว หรือแก๊สที่ไม่มีสี มีกลิ่นฉุน และเป็นพิษอย่างรุนแรงเมื่อเผาไหม้ อาจทำให้ระคายเคืองเมื่อสูดดม\r\n\r\nหากสัมผัสกับ Cyanide ควรรับมืออย่างไร ?\r\n     การสัมผัสทางผิวหนัง หากร่างกายสัมผัสกับ Cyanide ให้ถอดเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนออกด้วยการใช้กรรไกรตัดเสื้อผ้าออกเป็นชิ้น ๆ และนำออกจากลำตัว โดยวิธีนี้จะช่วยให้เสื้อผ้าที่ปนเปื้อน Cyanide ไม่ไปสัมผัสกับผิวหนังส่วนอื่น เช่น ศีรษะ และไม่ควรให้ผู้อื่นสัมผัสร่างกายหรือเสื้อผ้าโดยตรงเพราะอาจได้รับพิษจาก Cyanide ไปด้วย จากนั้นจึงทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำและสบู่เพื่อลดปริมาณสารพิษให้ได้มากที่สุด ก่อนรีบนำส่งโรงพยาบาล\r\n\r\n      การสูดดมและรับประทาน หากสูดดมอากาศที่มี Cyanide ปนเปื้อนควรออกจากพื้นที่บริเวณนั้น หากไม่สามารถออกจากสถานที่ได้ควรก้มต่ำลงบนพื้น ในกรณีที่ผู้ป่วยหายใจลำบากหรือหยุดหายใจ ต้องทำ CPR เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นและรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่ห้ามใช้วิธีเป่าปากหรือวิธีผายปอดเพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับพิษ\r\n\r\n      การสัมผัสทางดวงตา ควรถอดแว่นตาหรือคอนแทคเลนส์ออก จากนั้นให้ใช้น้ำสะอาดล้างตาต่อเนื่องกันอย่างน้อย 10 นาที และไปโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจ\r\n\r\n      สิ่งของบางอย่างที่ปนเปื้อน Cyanide อาจนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ต้องทำความสะอาดเพื่อกำจัดสารพิษอย่างถูกวิธีก่อนนำกลับมาใช้ สำหรับคอนแทคเลนส์ หรือเสื้อผ้าที่ปนเปื้อนควรเก็บใส่ถุงพลาสติกที่มิดชิดและกำจัดทิ้งอย่างเหมาะสมตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ\r\n\r\n      อย่างไรก็ตามถ้าพูดถึงประโยชน์ก็มี เช่น ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตไนล่อน โดยเฉพาะยาฆ่าแมลง ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน และมักจะมีการใช้อย่างขาดความระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัย นอกจากนั้นยังใช้เพื่อสังเคราะห์สารเคมีอื่น ๆ ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป ขณะที่ในเหมืองทองมีการใช้ไซยาไนด์ในกระบวนการสกัดทอง เป็นต้น เกลือไซยาไนด์ละลายน้ำได้ดี ส่วนก๊าซนั้นก็ละลายในน้ำได้ดีเช่นกัน ไวต่อปฏิกิริยากับตัวออกซิไดซ์ อาจระเบิดได้เมื่อถูกความร้อนหรือเปลวไฟ \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://rldc.anamai.moph.go.th/th/general-knowledge/66255\r\nhttps://www.pobpad.com/\r\nhttps://www.komchadluek.net/kom-lifestyle/general-knowledge/547586\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1682562948.jpg"],
    [182,4448,"มาทำความรู้จัก  โควิด XBB.1.16 ","Wed, 2023-04-19 10:10","http://www.stkc.go.th/node/4448","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," โควิด XBB.1.16 เป็นโควิดสายพันธุ์ใหม่จริงไหม มีอาการอะไรบ้างที่สังเกตเห็นได้ แล้วอันตรายมาก-น้อยแค่ไหน มาศึกษาข้อมูลให้เข้าใจกันก่อนครับ\r\n\r\n      โควิดสายพันธุ์ XBB.1.1.16 หรือที่เรียกว่า “อาร์คตูรุส” ตรวจพบครั้งแรกเมื่อเดือน ม.ค. 2566 ก่อนที่องค์การอนามัยโลกจะขึ้นบัญชีเป็นสายพันธุ์ที่อยู่ภายใต้การเฝ้าระวัง เมื่อวันที่ 22 มี.ค เป็นสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน โควิดสายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ลูกผสม ระหว่างสายพันธุ์ BA.2.10.1 และ BA.2.75 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ย่อยของสายพันธุ์หลักคือ โควิดโอมิครอน BA.2\r\n\r\nอาการโควิดสายพันธุ์ XBB.1.16\r\n       มีไข้สูง ไอ เจ็บคอ น้ำมูก จมูกไม่ได้กลิ่น ยังพบมีรายงานการเกิดเยื่อบุตาอักเสบสูงขึ้น ทำให้ผู้ป่วยอาจมีอาการตาแดง เคืองตา ขี้ตามาก ซึ่งเป็นอาการที่แตกต่างจากสายพันธุ์อื่น ๆ ก่อนหน้านี้\r\n\r\nโควิดสายพันธุ์ XBB.1.16 ติดง่ายกว่าสายพันธุ์โอมิครอนเดิมหรือไม่ ?\r\n      โควิดสายพันธุ์ XBB.1.16 มีการกลายพันธุ์บริเวณหนามของไวรัส เพิ่มขึ้น 3 ตำแหน่งคือ E180V, K478R และ S486P ทำให้สามารถเกาะติดเซลล์ของมนุษย์ได้ดีกว่าสายพันธุ์เดิม อีกทั้งพบว่า XBB.1.16 สามารถแพร่ระบาดได้ง่ายกว่าสายพันธุ์โอมิครอนเดิม 1.5 – 2 เท่า\r\n\r\nใครเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรง ?\r\n      ผู้ป่วยในกลุ่ม 608 คือ กลุ่มผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัวในกลุ่ม 7 โรค ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคอ้วน โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป รวมถึงกลุ่มคนที่ไม่ได้รับวัคซีนและไม่เคยติดเชื้อโควิดมาก่อน เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อและเกิดอาการรุนแรง\r\n\r\nโควิดสายพันธุ์ XBB.1.16 รักษาอย่างไร\r\n       โควิด XBB.1.16 ก็คือสายพันธุ์โอมิครอนตัวหนึ่ง ซึ่งจะเห็นว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อโอมิครอนส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง สามารถรับประทานยาเพื่อรักษาตามอาการทั่วไป หากเป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง 608 หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสร่วมด้วย อาทิ ยาแพกซ์โลวิด ยาโมลนูพิราเวียร์ เป็นต้น ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ปอดอักเสบ จะต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยได้รับยาต้านไวรัสและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.bbc.com/thai/articles/cje5e3z0xz7o\r\nhttps://www.synphaet.co.th\r\nhttps://www.hfocus.org/content/2023/04/27474\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1681874049.jpg"],
    [183,4447,"20 เมษายน 2566  สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย ","Tue, 2023-04-18 15:10","http://www.stkc.go.th/node/4447","ดาราศาสตร์",null,"     สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ แจ้งข่าวสารสำหรับผู้สนใจปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ว่า ช่วงเช้า 20 เมษายน 2566 จะเกิด“สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทย” เวลาประมาณ 10:22 - 11:43 น. คราสบังมากสุดทางภาคใต้ที่ จ.นราธิวาส เพียงร้อยละ 4 และสังเกตได้เพียงบางพื้นที่เท่านั้น ได้แก่ 9 จังหวัดในภาคใต้ (นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล สงขลา พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช กระบี่) และบางส่วนของจังหวัดตราด อุบลราชธานี และศรีสะเกษ\r\n\r\n      สุริยุปราคา เป็นปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน มีดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง เมื่อสังเกตจากโลกจะเห็นดวงจันทร์เคลื่อนเข้ามาบดบังดวงอาทิตย์ อาจบังทั้งดวงหรือบางส่วนก็ได้\r\n\r\nสุริยุปราคาแบบผสม เป็นสุริยุปราคาที่เกิดขึ้น 2 ประเภทในครั้งเดียว ได้แก่ สุริยุปราคาวงแหวน และสุริยุปราคาเต็มดวง เนื่องจากโลกมีผิวโค้ง ทำให้แต่ละตำแหน่งบนโลกมีระยะห่างถึงดวงจันทร์ไม่เท่ากัน ผู้สังเกตที่อยู่ไกลจากดวงจันทร์จะเห็นเป็นสุริยุปราคาวงแหวน ในขณะที่ผู้สังเกตที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์มากกว่าจะเห็นเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง\r\n\r\n     สำหรับ สุริยุปราคาบางส่วน เกิดจากโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ไม่ได้เรียงอยู่ในแนวเดียวกันพอดี ขณะเกิดสุริยุปราคา ดวงจันทร์จึงบดบังดวงอาทิตย์เพียงบางส่วน ทำให้มีเพียงเงามัวของดวงจันทร์ทอดผ่านพื้นผิวโลก ผู้สังเกตบนโลกภายในบริเวณที่เงามัวของดวงจันทร์พาดผ่านจะเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บดบังเพียงบางส่วนเท่านั้น\r\n\r\nวิธีดูสุริยุปราคาอย่างปลอดภัย\r\n\r\nสังเกตแบบทางตรง\r\n1.แว่นตาดูดวงอาทิตย์ทำจากแผ่นกรองแสงพอลิเมอร์ดำ \r\n2.แผ่นกรองแสงอะลูมิเนียมไมลาร์ \r\n3.กระจกแผ่นกรองแสงสำหรับหน้ากากเชื่อมโลหะเบอร์ 14 หรือมากกว่า \r\n\r\nสังเกตแบบทางอ้อม\r\n1.ดูผ่านรูเข็ม\r\n2.ดูผ่านกระชอนหรืออุปกรณที่มีรู\r\n3.ดูจากแสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้\r\n4.ดูผ่านฉากรับภาพที่ติดตั้งกับกล้องโทรทรรศน์\r\n\r\nเน้นย้ำ สำหรับผู้สนใจชมปรากฏการณ์ในครั้งนี้ ห้ามสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่า แว่นกันแดด ฟิล์มเอ็กซ์เรย์ หรือแผ่นซีดี เนื่องจากแสงอาทิตย์สามารถทะลุผ่านและทำลายเซลส์ประสาทตาจนตาบอดได้ \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nNARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1681805439.jpg"],
    [184,4445,"ทำไมเสียงเรากับเสียงที่บันทึกถึงไม่เหมือนกัน","Tue, 2023-04-18 13:33","http://www.stkc.go.th/node/4445","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์",null,"เชื่อว่าทุกคนเคยเป็น เวลาเราอัดเสียงตัวเองลงไปในเครื่องอัดเสียง แล้วมาเปิดฟังมันเหมือนไม่ใช่เสียงของเราเลย ทั้งๆที่เราเป็นคนอัดเอง เอ๋! ทำไมกันบทความนี้มีคำตอบ\r\n      เวลาที่เราได้ยินเสียงตัวเองผ่านการบันทึกเสียง คลื่นเสียงที่ออกมาจากลำโพง จะเดินทางผ่านอากาศมายังหูของเรา ปะทะเข้ากับแก้วหู เสียงของคุณจะลักษณะแหลมและแข็งกระด้างกว่า ซึ่งนี่คือรูปแบบเสียงที่เหมือนกับเวลาที่คนอื่นได้ยินเสียงของเรา เวลาที่เราได้ยินเสียงตัวเองผ่านการบันทึกเสียง คลื่นเสียงที่ออกมาจากลำโพง จะเดินทางผ่านอากาศมายังหูของเรา ปะทะเข้ากับแก้วหู เสียงของคุณจะลักษณะแหลมและแข็งกระด้างกว่า ซึ่งนี่คือรูปแบบเสียงที่เหมือนกับเวลาที่คนอื่นได้ยินเสียงของเรา\r\n\r\nทางแรก คุณจะได้ยินเสียงที่ออกมาจากปากของคุณภายนอก เหมือนที่คนอื่นได้ยิน พูดง่ายๆ ก็คือ เสียงที่คุณเปล่งออกมา จะวกกลับมาให้คุณได้ยินนั่นเอง\r\nทางที่สอง ในเวลาเดียวกันกับที่คุณได้ยินเสียงตัวเองจากภายนอก คุณจะได้ยินเสียงจากภายใน ที่มาจากแรงสั่นสะเทือนที่ผลิตโดยเส้นเสียงของเรา เดินทางผ่านหัวของเรา ทำให้เกิดเสียงสะท้อนในกระโหลกศีรษะ และเปลี่ยนการรับรู้เสียงที่แท้จริงของคุณ\r\nซึ่งผลก็คือ เสียงที่เกิดขึ้นผ่านกระโหลกศีรษะของเราจะมีความถี่ต่ำกว่า เสียงคุณจะนุ่มและต่ำกว่าความเป็นจริง\r\n\r\nดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจ ถ้าเราจะคิดว่าเสียงตัวเองดูทุ้ม นุ่มลึก หรือเสียงห้าว แต่ในความเป็นจริงแล้ว พอได้ฟังเสียงพูดตัวเองจริงๆ จะต้องแปลกใจว่ามันแหลมกว่า และอาจจะดูตลกไปเลยก็เป็นได้ (แต่คนอื่นเขาไม่รู้สึกแบบเราแน่นอน เพราะชินแล้ว)\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://board.postjung.com/1299395\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/blogdiary/4574\r\nhttps://www.dek-d.com/education/40450/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1681799620.jpg"],
    [185,4439,"ทำไมแอร์ Inverter ค่าไฟถูกกว่าแอร์ธรรมดา","Wed, 2023-04-12 10:23","http://www.stkc.go.th/node/4439","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"        ช่วงนี้อากาศบ้านเราร้อนมากมาย อาจทำให้ใครหลายคนหงุดหงุดกับความร้อนที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน บางคนก็หันมาติดเครื่องปรับอากาศหรือที่เรียกว่าแอร์ เข้ามาช่วยลดความร้อนภายในบ้าน ซึ่งการจะซื้อแอร์ที่บ้านสักตัวอาจจะเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน วันนี้เราขอแนะนำวิธีการเลือกเครื่องปรับอากาศหรือแอร์  ที่ประหยัดไฟนั้นก็คือแอร์ที่ใช้ระบบอินเวอร์เตอร์นั้นเอง ทำไมถึงประหยัดกว่าแอร์ปกติกันน่ะ ไปอ่านกันได้เลย\r\n\r\nระบบแอร์อินเวอร์เตอร์ Inverter \r\n       ระบบแอร์อินเวอร์เตอร์จะถูกออกแบบมาเพื่อลดความเร็วของมอเตอร์ มันจะทำงานอย่างเงียบ ๆ ตลอดเวลาเพื่อให้ความเย็นที่สม่ำเสมอ ทำให้แอร์ประเภทนี้ไม่ต้องดับเครื่องแล้วสตาร์ทใหม่ทุกครั้งเหมือนแอร์ทั่วไป\r\n\r\nระบบแอร์ทั่วไป non-Inverter\r\n       ระบบแอร์แบบไม่มีอินเวอร์เตอร์นั้นตัวมอเตอร์จะเร่งทำความเย็นอย่างเต็มที่เต็มกำลัง จากนั้นมันก็จะดับเครื่องลงเมื่ออุณหภูมิในห้องเท่ากับอุณหภูมิที่เราตั้งค่าเอาไว้ และเมื่ออุณหภูมิภายในห้องต่ำกว่าที่กำหนด ตัวมอเตอร์ก็จะกลับมาทำงานใหม่อีกครั้ง ซึ่งการทำงานแบบติด ๆ ดับ ๆ เช่นนี้จะกินไฟมากกว่า ทั้งยังส่งผลต่ออายุการใช้งานให้สั้นลงอีกด้วย\r\n\r\nเมื่อทราบอย่างนี้แล้ว การติดตั้งเครื่องปรับอากาศแบบมีระบบอินเวอร์เตอร์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะทั้งดีต่อใจ และยังประหยัดค่าไฟในกระเป๋าอีกด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.globalhouse.co.th/Educationhouse/educationpage/276\r\nhttps://www.siamtv.com/magazine/d/Inverter-Vs-non-inverter-air-condition\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1681269814.jpg"],
    [186,4437,"UV INDEX อันตรายกว่าที่คิด","Mon, 2023-04-10 13:05","http://www.stkc.go.th/node/4437","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"          แดดเมืองไทยร้อนจนแทบทนไม่ไหว โดยเฉพาะในตอนกลางวัน และรู้หรือไม่ ? ปัจจุบันเกือบทั่วทั้งประเทศมีค่า ความรุนของแดด (UV Index) ค่าความแรงทะลุเพดานความรุนแรงสูงจัด ที่เป็นอันตรายสุ่มเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังและปัญหาดวงตา และควรหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดเป็นเวลานาน เช็กความแรงของแดด\r\n\r\n          UV Index หรือ ดัชนีรังสีอัลตราไวโอเลต เข้าใจง่ายๆ คือ “ความแรงของแดด” เป็นการวัดการแผ่รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ในพื้นที่หรือเวลานั้นๆ  คิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดาในปี พ.ศ. 2535 และได้นำมาปรับใช้ใหม่โดยองค์การอนามัยโลก และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกของสหประชาชาติ ใน พ.ศ. 2537\r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tเวลา\r\n\t\t\tUv Index\r\n\t\t\tสีสัญลักษณ์/ ระดับความแรง\r\n\t\t\tการป้องกัน\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t07.00 น. 17.00 น.\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t0–2.9\r\n\t\t\tสีเขียว “ความรุนแรงต่ำ”\r\n\t\t\tสวมแว่นกันแดดในวันที่ท้องฟ้าโปร่ง\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t08.00 น.  16.00 น.\r\n\t\t\t3–5.9\r\n\t\t\tสีเหลือง “ความรุนแรงปานกลาง”\r\n\t\t\tควรปกปิดผิวด้วยเสื้อผ้า หากต้องอยู่กลางแจ้งให้หลีกเลี่ยงในช่วงเที่ยงวัน เนื่องจากเป็นช่วงที่มีแสงมากที่สุด\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t09.00 น.  15.00 น.\r\n\t\t\t6–7.9\r\n\t\t\tสีส้ม “ความรุนแรงสูง”\r\n\t\t\tปกปิดผิวด้วยเสื้อผ้า สวมหมวก สวมแว่นกันแดด ใช้ครีมกันแดดที่มี SPF มากกว่า 30 และ PA มากกว่า 3+  อยู่กลางแจ้งให้น้อยกว่า 3 ชั่วโมง\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t10.00 น.  14.00 น.\r\n\t\t\t8–10.9\r\n\t\t\tสีแดง “ความรุนแรงสูงมาก”\r\n\t\t\tใช้ครีมกันแดดที่มี SPF มากกว่า 30 และ PA มากกว่า 3+ สวมเสื้อผ้ากันแดด สวมแว่นกันแดด สวมหมวกปีกกว้าง และไม่อยู่กลางแดดเป็นเวลานาน\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t11.00 น. 13.00 น.\r\n\t\t\t11+\r\n\t\t\tสีม่วง “ความรุนแรงสูงจัด”\r\n\t\t\tควรระมัดระวังอย่างมาก โดยใช้ครีมกันแดดที่มี SPF มากกว่า 30 และ PA มากกว่า 3+ สวมเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว สวมแว่นกันแดด สวมหมวกที่สามารถปกปิดได้มิดชิด และหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งนานกว่า 3 ชั่วโมง\r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n          โดยส่วนใหญ่แล้ว จังหวัดที่มีความแรงของแดดสูงมาก - สูงจัด (ตั้งแต่ 10 ขึ้นไป) ได้แก่ กาญจนบุรี กรุงเทพฯ ชลบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ตราด สุราษฎร์ธานี ภูเก็ต สงขลา ผู้ที่อาศัยในจังหวัดเหล่านี้จึงควรระมัดระวังอย่างมากในการหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่แดดจัด เช่น 10.00-15.00 น. เพราะถ้าหากโดดแดดในช่วงนี้ ประมาณ 15-20 นาที อาจทำให้ผิวหนังเกรียมแดด (sun burn) ได้ และในระยะยาว จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับดวงตาและมะเร็งผิวหนังด้วยเช่นกัน\r\n\r\n          ท้ายที่สุดแล้วเราควรดูแลผิวตัวเองด้วยการใช้ครีมกันแดด ซึ่งแพทย์แนะนำให้ทาผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป และมีค่า PA 3+ ขึ้นไปเป็นประจำทุกวันทั้งใบหน้าและผิวกาย โดยเฉพาะเด็กอ่อนและผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพผิวหนังอ่อนแอหรือแพ้แสงแดด ควรหลีกเลี่ยงการได้รับแสงแดดระหว่างเวลา 10.00-15.00 น. หากจำเป็นต้องออกไปข้างนอก สามารถป้องกันตัวเองได้ง่ายๆ ด้วยการสวมหมวก สวมแว่นกันยูวี สวมเสื้อผ้าปกคลุมร่างกาย กางร่ม เพื่อสุขภาพผิวพรรณและดวงตาในระยะยาว\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/uv-index\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1681106753.jpg"],
    [187,4432,"ตุ๊กตาสัตว์แก้บนรักษ์โลก วัสดุเพื่อสิ่งแวดล้อม","Wed, 2023-04-05 15:56","http://www.stkc.go.th/node/4432","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"       ตุ๊กตาสัตว์แก้บน เป็นความเชื่อที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน ใช้เพื่อถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในการขอพรหรือ “แก้บน” ม้าลายนับเป็น “ตุ๊กตาสัตว์แก้บน” ยอดนิยมอันดับต้นๆ ตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ม้าลายขนาดเล็กใหญ่มีผู้นิยมนำไปตั้งถวายไว้ตามศาลและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศ \r\n       รู้หรือไม่ว่า “ตุ๊กตาสัตว์แก้บน” สร้างปัญหาด้านภูมิทัศน์ ทั้งภายในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือพื้นที่สาธารณะต่างๆ ยิ่งกว่านั้นยังก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ หรือ PM 2.5 ที่เกิดจากการนำซากตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์จำนวนมหาศาลไปย่อยสลายและทำลายทิ้ง \r\n       คุณ อิทธิพล  พรหมฝาย ผู้จัดการโครงการเพื่อนสวนพฤกษ์ กล่าวว่า “ปัญหาข้างต้นถือเป็นแรงบันดาลใจให้ริเริ่มโครงการเพื่อนสวนพฤกษ์ เพราะเรามั่นใจว่าจะต้องมีวิธีที่สามารถเปลี่ยนตุ๊กตาสัตว์เหล่านั้นให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่เพิ่มปัญหามลพิษทางอากาศที่กำลังคุกคามสุขภาพของประชาชนในขณะนี้”\r\n      ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับโครงการเพื่อนสวนพฤกษ์ (Forest Friends Project) และ บริษัท เดนท์สุ ครีเอทีฟ ประเทศไทย ได้พัฒนาต้นแบบตุ๊กตาแก้บน “ZERO POLLUTION ZEBRA” ที่พัฒนาจากวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรขึ้นมา ดร. นัฐวุฒิ​ บุญยืน​ นักวิจัยทีมวิจัยปฏิสัมพันธ์ของจุลินทรีย์ทางการเกษตร ไบโอเทค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “จุดเด่นของ ZERO POLLUTION ZEBRA คือ สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ เป็นแร่ธาตุให้ดิน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย” องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้ต่อยอดโครงการสู่อุตสาหกรรมการผลิตตุ๊กตาสัตว์แก้บนนี้และสินค้าอื่นๆ ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อไปได้\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.biotec.or.th\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1680685019.jpg"],
    [188,4430,"ทำไมสงกรานต์ถึงมี 3 วัน","Tue, 2023-04-04 14:12","http://www.stkc.go.th/node/4430","ปรัชญา,จริยธรรมและศาสนา",null,"      สงกรานต์ ถือเป็นประเพณีที่เก่าแก่ของไทยประเพณีหนึ่งที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ คู่กับประเพณีตรุษ หรือที่เรียกกันรวมๆ ว่าประเพณีตรุษสงกรานต์ ซึ่งหมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของไทย ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมาใช้วันที่ 31 ธันวาคม เป็นวันส่งท้ายปีเก่า และวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2483 เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก\r\n\r\n      คำว่าตรุษ เป็นภาษาทมิฬ ใช้ในชนเผ่าหนึ่งทางอินเดียตอนใต้ แปลว่า ตัด หรือขาด คือตัดปี หรือขาดปี หมายถึงการสิ้นปี ซึ่งจะถือหลักทางจันทรคติ (วิธีนับวันและเดือนโดยถือเอาการเดินของดวงจันทร์เป็นหลัก) คือวันแรม 15 ค่ำ เดือน 4 ส่วนคำว่าสงกรานต์ เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า ก้าวขึ้น หรือการเคลื่อนที่ ย้ายที่ หมายถึง เวลาที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนจากราศีหนึ่งไปสู่อีกราศีหนึ่งทุกๆ เดือน เรียกว่า สงกรานต์เดือน ยกเว้นเมื่อย้ายจากราศีมีนสู่ราศีเมษ ซึ่งเป็นสงกรานต์ปี จะเรียกชื่อพิเศษว่า \"มหาสงกรานต์\" จึงเป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยวิธีนับทางสุริยคติ (วิธีนับวันและเดือนโดยถือกำหนดตำแหน่งดวงอาทิตย์เป็นหลัก)\r\n\r\nดังนั้น การกำหนดนับวันสงกรานต์จึงตกอยู่ในระหว่างวันที่ 13, 14 และ 15 เมษายน ซึ่งทั้ง 3 วันจะมีชื่อเรียกเฉพาะดังนี้ \r\nวันที่ 13 เมษายน เรียกว่า มหาสงกรานต์หมายถึง การที่ดวงอาทิตย์ก้าวขึ้นสู่ราศีเมษอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ผ่านการเข้าสู่ราศีอื่นๆ แล้วครบ 12 เดือน\r\nวันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเนา หมายถึง การที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนเข้าอยู่ราศีเมษประจำที่เรียบร้อยแล้ว\r\nวันที่ 15 เมษายน เรียกว่า  “วันเถลิงศก” ถือว่าเป็นวันเริ่มจุลศักราชใหม่ หรือวันปีใหม่ไทยที่นับตามแบบสมัยโบราณนั่นเอง ส่วนใหญ่คนไทยจะนิยมไปเที่ยวกับครอบครัว หรือฉลองปีใหม่กันที่บ้านด้วยการทำกับข้าว กินข้าวมื้อใหญ่ร่วมกันพร้อมหน้าพร้อมตา และมีเคล็ดว่าทุกคนต้องสวมใส่เสื้อผ้าใหม่ หรือมีของใช้ส่วนตัวชิ้นใหม่ๆ อย่างน้อย 1 ชิ้น เพื่อเป็นการเสริมสิริมงคลต้อนรับปีใหม่นั่นเอง\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://cheechongruay.smartsme.co.th/content/10557\r\nhttps://travel.trueid.net/detail/ylnbD92Vewgl\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1680592328.png"],
    [189,4419,"โรคลมแดดหรือฮีทสโตรก ภัยร้ายช่วงหน้าร้อน","Fri, 2023-03-31 13:12","http://www.stkc.go.th/node/4419","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"        โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก ( Heatstroke ) คือ โรคอันตรายที่พบได้บ่อยในช่วงหน้าร้อน โดยเกิดจากที่อยู่ท่ามกลางอากาศร้อนมากเกินไป ทำให้เกิดภาวะร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ เมื่อเกิดอาการควรได้รับการรักษาในทันที เพราะอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อหัวใจ สมอง ไต และกล้ามเนื้อ หากได้รับการรักษาที่ล่าช้า อาจทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้\r\n\r\nอาการของโรคลมแดด\r\n•  ตัวร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงถึง 40 องศา\r\n•  ไม่มีเหงื่อออก รู้สึกกระหายน้ำมาก\r\n•  หายใจถี่ ชีพจรเต้นแรง\r\n•  ปวดศีรษะ หน้ามืด ความดันโลหิตต่ำ\r\n•  อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน\r\n\r\nการป้องกันโรคลมแดด\r\n•  ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว\r\n•  ใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศได้ดี\r\n•  ใช้ครีมกันแดด SPF 15 และไม่ควรทาครีมกันแดดหนาจนเกินไป\r\n•  หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดด หรือ การเล่นกีฬาในสภาพอากาศที่ร้อนจัด\r\n•  งดเครื่องดื่มแอลกฮอล์\r\n\r\n      หากพบผู้มี “อาการโรคลมแดด” ขอให้รีบนำเข้าที่ร่มอากาศถ่ายเทได้สะดวก ให้นอนราบยกเท้าทั้งสองข้างขึ้นสูง เพื่อเพิ่มการไหลเวียน ถอดเสื้อผ้าให้เหลือน้อยชิ้น คลายชุดชั้นใน ใช้ผ้าชุบน้ำเย็น น้ำแข็งประคบตามซอกคอ หน้าผาก รักแร้ ขาหนีบร่วมกับใช้พัดลมเป่า เพื่อระบายความร้อนและลดอุณหภมิร่างกายให้ต่ำลงอย่างรวดเร็วที่สุด หากไม่หมดสติให้ดื่มน้ำเปล่ามากๆ และนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.paolohospital.com\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1680243177.jpg"],
    [190,4418,"“ผมชี้ตั้ง” เป็นสัญญาณเตือน อาจเกิดฟ้าผ่าได้ ","Fri, 2023-03-31 11:06","http://www.stkc.go.th/node/4418","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"      จากกรณีที่มีการแชร์คลิปนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง ถ่ายรูปกลางเรือสำราญ ยิ้มหัวเราะอย่างร่าเริง พร้อมทั้งมีอาการผมชี้ฟูหรือผมตั้ง หารู้ไม่หากเกิดผมชี้ตั้ง ขนลุกกลางแจ้ง เป็นสัญญาณว่าฟ้าจะผ่า ก่อนอื่นเราก็ต้องไปทำความรู้จักว่าฟ้าผ่าเกิดจากอะไรนั้นเอง\r\n\r\nฟ้าผ่าเกิดจากอะไร? จำเป็นต้องมีฝนหรือไม่?\r\n       ฟ้าผ่า เกิดจาก การปล่อยประจุไฟฟ้าจากก้อนเมฆ ก้อนเมฆมีการเคลื่อนที่ทำให้หยดน้ำและก้อนน้ำแข็งในเมฆเสียดสีกันจนเกิดประจุไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องมีฝนก็เกิดฟ้าผ่าได้\r\n\r\n“ฟ้าผ่า” ไม่จำเป็นต้องโดนตรงๆ ก็เสียชีวิตได้ จริงหรือ ?\r\n       โอกาสที่จะถูกฟ้าผ่าตรงๆ ลงมาที่ตัวคนหรือสัตว์มักไม่ค่อยพบเห็นได้บ่อยนัก  ส่วนมากที่พบบ่อย คือ Step voltage (การเกิดกระแสไฟฟ้าไหลผ่านออกมาบริเวณรอบๆ) เช่น หากเรากำลังว่ายน้ำ แล้วขณะนั้นเกิดฟ้าผ่าบริเวณใกล้ ซึ่งหากกระแสวิ่งผ่านเข้าสู่ตัวเราอาจได้รับอันตรายจนถึงเสียชีวิตได้\r\n\r\nโทรศัพท์มือถือ ล่อฟ้าผ่าได้หรือไม่ ?\r\nโทรศัพท์มือถือ ไม่นับว่าเป็นสื่อล่อฟ้าได้ เพราะโทรศัพท์เวลาใช้งานจะอยู่ต่ำกว่าตัวคน หรือตึกอยู่แล้ว\r\n\r\n“ผมชี้ตั้ง” เป็นสัญญาณเตือนฟ้าผ่า จริงไหม?\r\n“ถูกต้องแล้วครับ .. หลักๆ คือ เวลาที่จะเกิดฟ้าผ่า อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของประจุไฟฟ้าบริเวณเหนือพื้นดิน และทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตแบบที่เรารู้สึกได้ เช่น ขนลุกชัน ผมตั้งชัน ได้\r\n\r\nวิธีป้องกันตัวจากฟ้าผ่า\r\n1. หลีกเลี่ยงการอยู่ที่โล่งแจ้ง ควรหลบอยู่ในอาคาร และไม่อยู่ใกล้โลหะ เช่น ประตู หน้าต่าง ขณะฟ้าร้องฟ้าผ่า\r\n2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ\r\n3. ไม่อยู่ใต้ต้นไม้ เสาไฟฟ้า\r\n4. หากอยู่ในที่โล่งแจ้ง ไม่ควรกางร่ม\r\n5. ทำตัวให้เตี้ยที่สุด ไม่กางขา เพื่อลดความเสี่ยงกรณีกระแสไฟไหลมาตามพื้น  (Step voltage)\r\n\r\n       ทั้งนี้ ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ที่ทำอันตรายได้ถึงชีวิต การเรียนรู้วิธี ป้องกันอันตราย และปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าได้\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://tna.mcot.net/sureandshare-1136232\r\n\r\nจากกรณีที่มีการแชร์คลิปนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่ง ถ่ายรูปกลางเรือสำราญ ยิ้มหัวเราะอย่างร่าเริง พร้อมทั้งมีอาการผมชี้ฟูหรือผมตั้ง หารู้ไม่หากเกิดผมชี้ตั้ง ขนลุกกลางแจ้ง เป็นสัญญาณว่าฟ้าจะผ่า ก่อนอื่นเราก็ต้องไปทำความรู้จักว่าฟ้าผ่าเกิดจากอะไรนั้นเอง ฟ้าผ่าเกิดจากอะไร? จำเป็นต้องมีฝนหรือไม่? ฟ้าผ่า เกิดจาก การปล่อยประจุไฟฟ้าจากก้อนเมฆ ก้อนเมฆมีการเคลื่อนที่ทำให้หยดน้ำและก้อนน้ำแข็งในเมฆเสียดสีกันจนเกิดประจุไฟฟ้า ไม่จำเป็นต้องมีฝนก็เกิดฟ้าผ่าได้ “ฟ้าผ่า” ไม่จำเป็นต้องโดนตรงๆ ก็เสียชีวิตได้ จริงหรือ ? โอกาสที่จะถูกฟ้าผ่าตรงๆ ลงมาที่ตัวคนหรือสัตว์มักไม่ค่อยพบเห็นได้บ่อยนัก ส่วนมากที่พบบ่อย คือ Step voltage (การเกิดกระแสไฟฟ้าไหลผ่านออกมาบริเวณรอบๆ) เช่น หากเรากำลังว่ายน้ำ แล้วขณะนั้นเกิดฟ้าผ่าบริเวณใกล้ ซึ่งหากกระแสวิ่งผ่านเข้าสู่ตัวเราอาจได้รับอันตรายจนถึงเสียชีวิตได้ โทรศัพท์มือถือ ล่อฟ้าผ่าได้หรือไม่ ? โทรศัพท์มือถือ ไม่นับว่าเป็นสื่อล่อฟ้าได้ เพราะโทรศัพท์เวลาใช้งานจะอยู่ต่ำกว่าตัวคน หรือตึกอยู่แล้ว “ผมชี้ตั้ง” เป็นสัญญาณเตือนฟ้าผ่า จริงไหม? “ถูกต้องแล้วครับ .. หลักๆ คือ เวลาที่จะเกิดฟ้าผ่า อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของประจุไฟฟ้าบริเวณเหนือพื้นดิน และทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตแบบที่เรารู้สึกได้ เช่น ขนลุกชัน ผมตั้งชัน ได้ วิธีป้องกันตัวจากฟ้าผ่า 1. หลีกเลี่ยงการอยู่ที่โล่งแจ้ง ควรหลบอยู่ในอาคาร และไม่อยู่ใกล้โลหะ เช่น ประตู หน้าต่าง ขณะฟ้าร้องฟ้าผ่า 2. หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำ 3. ไม่อยู่ใต้ต้นไม้ เสาไฟฟ้า 4. หากอยู่ในที่โล่งแจ้ง ไม่ควรกางร่ม 5. ทำตัวให้เตี้ยที่สุด ไม่กางขา เพื่อลดความเสี่ยงกรณีกระแสไฟไหลมาตามพื้น (Step voltage) ทั้งนี้ ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ที่ทำอันตรายได้ถึงชีวิต การเรียนรู้วิธี ป้องกันอันตราย และปฏิบัติตนอย่างถูกต้องเมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกฟ้าผ่าได้ แหล่งที่มา https://tna.mcot.net/sureandshare-1136232\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1680235597.jpg"],
    [191,4417,"รู้หรือไม่ มดเข้าไมโครเวฟแล้วไม่ตาย","Fri, 2023-03-31 10:06","http://www.stkc.go.th/node/4417","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์",null,"      เคยสงสัยกันไหมครับ ว่าทำไมอาหารของเราบางครั้งมีมดมันเดินไต่ๆอยู่บนขอบถ้วยอาหารของเรา เวลาเข้าเอาไมโครเวฟเพื่อที่จะอุ่นอาหาร“ทำไมมันมดถึงไม่ตาย!” ซึ่งคำตอบที่ออกมาก็ถือว่าน่าสนใจมากเลยด้วย\r\n\r\nก่อนที่จะรู้ว่าทำไมมดอยู่ในไมโครเวฟไม่ตาย เราต้องมาทำความเข้าใจการทำงานของเตาไมโครเวฟก่อน\r\n       เตาไมโครเวฟจะสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่มีความถี่ในระดับไมโครเวฟด้วยหลอดแมกนิตรอน แล้วส่งคลื่นนั้นเข้าไปในเตา คลื่นที่ส่งเข้าไปจะสะท้อนไปมา เกิดการแทรกสอด(การเสริมและหักล้าง)ของคลื่น เกิดเป็นคลื่นนิ่ง(Stand Waves) ขึ้นภายในเตา\r\n\r\n\r\n\r\n       คลื่นนิ่งที่เกิดขึ้นจะไปทำให้โมเลกุลของน้ำภายในอาารที่เราใส่เข้าไปเกิด การสั่นสะเทือน เกิดเป็นความร้อนทำให้อาหารสุก แต่จะสังเกตได้ว่าคลื่นนิ่งที่เกิดจะมีบางจุดที่ไม่มีการเคลื่อนไหว (จุดสีแดงในภาพ) ที่จุดนั้นจะไม่เกิดการสั่นของโมเลกุลของน้ำทำให้ไม่เกิดความร้อน ดังนั้น ในเตาไมโครเวฟจึงต้องมีจานหมุนเพื่อที่จะให้อาหารที่เราใส่เข้าไป เคลื่อนที่จากจุดแดงไปยังจุดที่มีคลื่น เพื่อที่จะทำให้อาหารร้อนได้ทั่วถึง\r\n\r\nแล้วทำไมมดถึงไม่ตาย?\r\n       มดมีขนาดตัวเล็กเกินไป สามารถที่จะเดินหลบเลี่ยงจากบริเวณที่มีคลื่นรังสีที่บอกด้านบนนั้น ไปอยู่ในบริเวณที่ปราศจากคลื่นได้ จากที่เราจะเห็นเวลาที่เวฟเสร็จ เราจะเห็นมดอยู่ที่มุมๆของไมโครเวฟ เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วเช่นกัน ตัวเครื่องไมโครเวฟที่ออกแบบมาจะออกแบบให้คลื่นความร้อนมันเริ่มร้อนจากที่ตรงกลางจานหมุน พอมดมันรู้ลว่าร้อนปุ้ป “ก็วิ่งหนีสิครับ”\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.sanook.com/campus/925338/\r\nhttps://www.catdumb.com/world-news/95585\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1680232007.jpg"],
    [192,4416,"ประโยขน์ของน้ำตา","Thu, 2023-03-30 13:15","http://www.stkc.go.th/node/4416","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"       การหลั่งน้ำตาออกมา ใช่ว่าจะแสดงถึงความอ่อนแอเสมอไป น้ำตาไม่ได้เพียงไหลออกมาเมื่อเสียใจ ดีใจ หรือหวาดกลัวเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจเป็นอย่างมาก วันนี้เราจะมาบอกเล่าข้อมูลสุขภาพเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำตาว่ามีอะไรบ้าง \r\n\r\nน้ำตาเกิดจากอะไร ?\r\n      น้ำตาผลิตขึ้นโดยต่อมน้ำตา ซึ่งอยู่ในเบ้าตาตรงมุมบนหัวตาไปถึงมุมหางตา จากนั้นจะส่งผ่านหลอดน้ำตา ซึ่งเป็นหลอดเล็ก ๆ อยู่ในเปลือกตาบนและล่าง ตรงมุมหัวตา เพื่อไปเก็บเอาไว้ที่ถุงน้ำตา ซึ่งอยู่หลังผิวหนังบริเวณระหว่างมุมหัวตาของเปลือกตากับดั้งจมูก\r\n\r\nประเภทของน้ำตา\r\nน้ำตามีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท ได้แก่\r\n1.น้ำตาหล่อเลี้ยงลูกตา (basal tears) เป็นน้ำตาที่ช่วยหล่อลื่น บำรุง ทำความสะอาดและปกป้องดวงตา\r\n2.น้ำตาที่หลั่งออกมาเมื่อมีสิ่งระคายเคือง (reflex tears) เป็นน้ำตาที่ร่างกายผลิตขึ้นเมื่อมีอาการ ระคายเคืองที่เกิดจากปัจจัยทางกายภาพต่าง ๆ เช่น อนุภาคฝุ่น ฝุ่นละออง ควัน หรือแม้กระทั่งขนตาที่หลุดเข้าตา ซึ่งน้ำตาเหล่านี้ไม่ได้เพียงแต่ช่วยชะล้างสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองเท่านั้น แต่ยังมีแอนติบอดี (antibody) หรือสารภูมิต้านทานที่ช่วยทำลายเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนในดวงตาด้วย\r\n3.น้ำตาจากอารมณ์ (emotional tears) เป็นน้ำตาที่ถูกกระตุ้นโดยความรู้สึกที่แตกต่างกันทั้งใน ด้านบวก (ความสุขและความตื่นเต้น) และด้านลบ (ความโศกเศร้า ความโกรธ หรือความกลัว)\r\n\r\nประโชน์ของการร้องไห้\r\n - บรรเทาความเครียด การร้องไห้เป็นการปลดปล่อยฮอร์โมนความเครียด หรือขับสารพิษออกจากร่างกายและเป็นผลให้ความตึงเครียดลดลง\r\n - ใจเย็นขึ้น ช่วยลดอุณหภูมิในสมอง เพราะการร้องไห้จะทำให้เราหายใจเร็วและเต็มปอดมากขึ้น จึงช่วยให้จิตใจสงบผ่อนคลายลงได้ เป็นน้ำที่อยู่ในดวงตาตลอดเวลา ที่คอยสร้างความหล่อลื่น บำรุงและปกป้องกระจกตา\r\n - กำจัดฝุ่นละอองเข้าตา เมื่อมีฝุ่นเข้าตา ต่อมน้ำตาจะเร่งสร้างน้ำตาออกมามากกว่าปกติ ซึ่งเป็นปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ของร่างกาย เพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากดวงตาให้เร็วที่สุด\r\n - หล่อเลี้ยงและให้ความชุ่มชื้นแก่ดวงตา\r\n - สื่อสารอารมณ์ความรู้สึก การร้องไห้สามารถแสดงสิ่งที่คำพูดไม่สามารถแสดงออกได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์ ซึ่งใช้เมื่อต้องการสื่ออารมณ์ความรู้สึกทั้งสุขและทุกข์นั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.princsuvarnabhumi.com/articles/content-crying-makes-it-better\r\nhttps://www.pobpad.com\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1680156906.jpg"],
    [193,4411,"ทำไม เขย่าขวดน้ำอัดลมแล้วฟองจึงทะลักออกมาด้วย","Mon, 2023-03-20 14:18","http://www.stkc.go.th/node/4411","วิทยาศาสตร์เคมี",null,"       เราคงจะเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาบ้างแล้ว นั่นคือเมื่อเวลาเราเขย่าขวดหรือกระป๋องน้ำอัดลม (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม) แล้วเปิดขวดหรือกระป๋องทันที สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ฟองจะฟู่ออกมาพร้อมกับน้ำอัดลมที่ล้นทะลักตามออกมา และสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ มันจะเลอะเทอะทั้งตัวเราและพื้นห้อง เดือดร้อนให้ต้องเช็ดถูทำความสะอาดกันอีกรอบ\r\nทำไมเมื่อเขย่าขวดน้ำอัดลมแล้วจะเกิดฟองฟู่ขึ้นมา\r\n       ความจริงแล้ว “น้ำอัดลม” ก็คือน้ำคาร์บอเนต หรือน้ำที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ละลายอยู่ ซึ่งในสภาวะปรกตินั้น คาร์บอนไดออกไซด์ละลายน้ำได้น้อยมาก ดังนั้นในการผลิตน้ำอัดลมจึงต้องอัดด้วยแรงดันสูงเพื่อให้ละลายน้ำได้ดีขึ้น\r\n       เมื่อยังอยู่ในขวดหรือกระป๋องที่ปิดฝา ความดันภายในขวดหรือกระป๋องจะทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงละลายอยู่ในน้ำได้ แต่เมื่อเปิดฝาออก จะทำให้ความดันในขวดหรือกระป๋องลดลง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บางส่วนก็จะแยกตัวออกจากน้ำและลอยออกไปจากขวด อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวต้องใช้พลังงานเพื่อให้ฟองอากาศเอาชนะแรงยึดระหว่างของเหลวที่อยู่โดยรอบ ดังนั้นในสภาพปรกติ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงยากที่จะรวมตัวกันเป็นฟองอากาศขนาดใหญ่ได้\r\n       แต่เมื่อเราให้แรงกระทำกับขวดหรือกระป๋อง เช่น เขย่า หรือทำให้มันตกกระแทกพื้น จะทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในน้ำรวมตัวกันเป็นฟองอากาศขนาดใหญ่ได้มากขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ซึ่งถ้าเราเปิดฝาขวดออกทันที ฟองอากาศจำนวนมากดังกล่าวจะพุ่งออกมาจากขวดอย่างรวดเร็วพร้อมกับดึงเอาน้ำอัดลมทะลักตามออกมาด้วยนั่นเอง\r\n\r\nเคล็ดลับวิธีเปิด\r\n       การเคาะกระป๋องถือว่าช่วยกระตุ้นให้ฟองหลุดออกจากการเกาะที่ข้างๆ และก้นกระป๋อง จนทำให้ลอยขึ้นมาอยู่ที่ส่วนบนของกระป๋อง ฉะนั้นพอเปิดฝากระป๋องขึ้นมา เจ้าเหล่าฟองซ่า เลยไม่ยื้อแย่งกันออกมานอกกระป๋องนั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.dek-d.com/education/4516/\r\nhttps://www.facebook.com/sararueaipueai/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1679296685.jpg"],
    [194,4406,"เปิดประวัติ เรือหลวงรัตนโกสินทร์","Wed, 2023-03-15 09:21","http://www.stkc.go.th/node/4406","ประวัติศาสตร์และโบราณคดี",null,"        วันนี้เราจะพาไปย้อนรอย เกี่ยวกับเรือหลวงของไทย นั้นก็คือเรือหลวงรัตนโกสินทร์ลำเเรก หมายเลข 1 (HTMS Rattnakosin) เป็นประเภทเรือปืนเบา เป็นเรือลำเเรกของเรือหลวงในชุดรัตนโกสินทร์ ส่วนลำที่สองคือเรือหลวงสุโขทัย เรือต่อที่อู่ของบริษัทอาร์มสตรอง ที่เอส์วิค ในประเทศอังกฤษ โดยมีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเจิมเรือ เรือหลวงรัตนโกสินทร์ได้เริ่มทำการวางกระดูกงู ในวันที่ 29 ก.ค. 2467 เเละทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันที่ 21 เม.ย. 2468 ขึ้นระวางประจำการในวันที่ 10 ส.ค. 2468 ช่วงสุดท้ายของเรือ คาดว่าแยกชิ้นส่วนขายเป็นเศษเหล็กไปในวันที่ 2 สิงหาคม ค.ศ.1968 โดยไม่มีข้อมูลประวัติของเรือก่อนหน้านั้นเเต่อย่างใด\r\n\r\nคุณลักษณะของเรือ\r\n- ทั่วไป\r\n   - หมายเลข 1\r\n   - วางกระดูกงู 29 ก.ย. 2467\r\n   - ปล่อยเรือลงน้ำ 21 เม.ย. 2468\r\n   - ขึ้นระวางประจำการ 10 ส.ค. 2468\r\n   - ปลดประจำการ 2 ส.ค. 2511\r\n   - ตัวเรือสร้างด้วย เหล็ก\r\n   - ผู้สร้าง อู่ต่อเรือ บริษัท Armstrong, Whitworth & Co Ltd ในประเทศอังกฤษ\r\n\r\n- คุณลักษณะทั่วไป\r\n   - ความยาวตลอดลำ 53.04 เมตร\r\n   - ความกว้าง 11.30 เมตร\r\n   - กินน้ำลึก 3.28 เมตร\r\n   - ความเร็วมัธยัสถ์ 10 นอต\r\n   - ความเร็วสูงสุด 12 นอต\r\n   - ระวางขับน้ำปกติ 886 ตัน\r\n   - ระวางขับน้ำเต็มที่ 1,000 ตัน\r\n   - ระยะปฏิบัติการไกลสุด 2,000 ไมล์ ที่ 10 นอต\r\n   - กำลังพลประจำเรือ 103 นาย\r\n\r\n- ระบบอาวุธ\r\n   - ปืน 152 มม. แท่นคู่ 2 กระบอก\r\n   - ปืน 76.2 มม. 4 กระบอก\r\n\r\n- ระบบขับเคลื่อนและเครื่องจักรช่วย\r\n   - เครื่องยนต์ เเบบเครื่องจักรไอน้ำ 2 เครื่อง หม้อน้ำ 2 หม้อ 850 เเรงม้า\r\n   - ใบจักร 2 เพลา\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://thaiseafarer.com/naval-museum/rattanakosin/\r\nhttps://www.facebook.com/warshipthai\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1678846898.jpg"],
    [195,4395,"ประโยชน์ของน้ำมะนาวและความเชื่อผิดๆ","Fri, 2023-03-03 14:28","http://www.stkc.go.th/node/4395","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"          ผู้ที่ดื่มน้ำมะนาวเป็นประจำมักจะเชื่อว่าการดื่มน้ำมะนาวอุ่นๆ ทุกเช้าเป็นประจำนั้นจะช่วยดีท็อกซ์หรือขับสารพิษในร่างกายให้ออกไปและทำให้ร่างกายไม่มีความเป็นกรด แถมยังช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญในร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น แต่น้ำมะนาวมีคุณสมบัติสุดเลิศขนาดนั้นไหม? และความเชื่อนี้จะชัวร์หรือมั่วนิ่ม มาหาคำตอบกัน\r\n\r\nน้ำมะนาวช่วยดีท็อกซ์หรือล้างสารพิษในร่างกายได้ดีเยี่ยม! \r\nความจริง : สำหรับข้อแรกนี้ ในความเป็นจริงแล้วอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายเรา ไม่ว่าจะตับ ไต ปอด หรือผิวหนัง ต่างก็ทำหน้าที่หน้าในการขับสารเคมีต่างๆ ให้ออกไปร่วมกันอยู่แล้วค่ะ และถึงแม้น้ำมะนาวจะมีสารที่ชื่อว่า 'ลิโมนีน' (น้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากตระกูลส้ม) ซึ่งมีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียนและเสริมสร้างการผลิตเอนไซม์ที่ยังมีชีวิตจากตับ แต่สารตัวนี้ก็มีขนาดเล็กเกินไปที่จะแทรกซึมระบบการทำงานของตับได้ การดื่มมะนาวเพื่อหวังว่าน้ำมะนาวจะช่วยดีท็อกซ์หรือช่วยให้ระบบเหล่านี้ทำงานได้ดีขึ้นเกินร้อยนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดค่ะ\r\n\r\nดื่มน้ำมะนาวสักแก้วจะช่วยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะเป็นด่าง\r\nความจริง : แท้จริงแล้ว ภายในร่างกายของเราจะมีอยู่ 2 อวัยวะในการทำให้ร่างกายมีความเป็นด่างอยู่แล้ว นั่นก็คือไตและปอดค่ะ โดยทั้ง 2 อวัยวะนี้จะควบคุมให้ค่า pH ในร่างกายมีภาวะสมดุล ดังนั้นไม่ว่าะดื่มมะนาวมากเพียงใดก็ไม่ช่วยในปรับร่างกายให้มีความเป็นด่างมากขึ้นได้ค่ะ\r\n\r\nน้ำมะนาวช่วยกระตุ้นระบบการเผาผลาญในร่างกาย\r\nความจริง : น้ำมะนาวไม่มีคุณสมบัติในการเผาผลาญร่างกายแต่อย่างใด\r\n\r\nน้ำมะนาวช่วยรักษาโรคมะเร็ง\r\nความจริง : ในการศึกษายังไม่พบว่าหลักฐานที่ชี้ว่าการกินมะนาวหรือน้ำมะนาวสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งหรือยับยั้งไม่ให้มะเร็งเจริญเติบโตในคนได้ \r\n\r\n           ถึงแม้จะการดื่มน้ำมะนาวอาจจะไม่ได้มีส่วนช่วยในเรื่องการเผาผลาญ หรือล้างสารพิษตามที่ได้ไขข้อสงสัยกันไปแล้ว แต่การดื่มน้ำมะนาวในตอนเช้าก็ยังให้ประโยชน์ต่อร่างกายคนเราในหลายๆ ด้านนะครับจะมีด้านไหนบ้าง ตามไปดูกันต่อได้เลย\r\n\r\nขับโซเดียมออกจากร่างกาย การดื่มน้ำทุกๆ เช้าไม่ว่าจะเป็นน้ำอะไรก็ตามช่วยให้ระบบร่างกายทำงานได้คล่องขึ้นและช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกาย ลดอาการบวมน้ำได้อีกด้วย และถ้าจะให้ดีมากยิ่งขึ้น ควรดื่มน้ำภายใน 1 วันให้ได้ 2 ลิตร\r\n\r\nช่วยบำรุงผิวพรรณ เพราะในน้ำมะนาวนั้นเป็นแหล่งวิตามินซีที่ดีเยี่ยม และยังมีส่วนช่วยในการดูดซึมและผลิตคอลลาเจน ซึ่งมีผลต่อสุขภาพผิวให้ผิวหนังมีความแข็งแรงและชุ่มชื้นมากยิ่งขึ้น\r\n\r\nช่วยป้องกันนิ่วในไต ในผลไม้รสเปรี้ยวจำพวกมะนาว ส้ม ส้มโอ และมะกรูดจะมีซิเตรท (Citrate) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยับยั้งและป้องกันไม่ให้เกิดนิ่วในไตได้\r\n\r\nเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย อย่างที่รู้กันว่าในมะนาวมีวิตาซีสูงมาก ซึ่งในการศึกษาก็พบว่าวิตามินซีช่วยให้อาการหวัดรุนแรงน้อยลงและหายไวขึ้น อีกทั้งยังมีผลวิจัยว่าการขาดวิตามินซียังทำให้ภูมิคุ้มกันลดและเพิ่มโอกาสติดเชื้อได้ง่ายขึ้นอีกด้วย\r\n\r\nลดอาการอักเสบ จากการศึกษาพบว่าน้ำมะนาวเป็นแหล่งวิตามินซีที่ดี และวิตามินซีนี้เองก็มีส่วนช่วยการลดอาการอักเสบในร่างกายได้ ซึ่งอาการอักเสบเรื้อรังยังเกี่ยวข้องกับโรคร้ายแรงอย่างโรคหัวใจ เบาหวาน และมะเร็ง อีกทั้งในปี 2021 มีการศึกษาพบว่าผู้หญิง 24 คนที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปที่รับวิตามินซีเป็นประจำยาวต่อเนื่อง 6 สัปดาห์มีอาการอักเสบลดลง\r\n\r\nเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็ก การดื่มน้ำมะนาวที่อุดมไปด้วยวิตามินซีจำนวนมาก จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันและรักษาภาวะขาดธาตุเหล็กได้\r\n\r\n          แต่ทั้งนี้น้ำมะนาวนั้นมีฤทธิ์เปรี้ยวและมีค่าความเป็นกรด ดังนั้นเมื่อดื่มน้ำมะนาวไปแล้ว ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการแปรงฟันในทันที เพราะอาจจะทำให้สารเคลืบฟันตามธรรมชาติหลุดไปได้ แต่ถ้าไม่สามารถเลี่ยงได้จริงๆ อาจจะล้างปากด้วยน้ำสะอาดก่อนและเลือกใช้เฉพาะแปรงสีฟันขนนุ่มๆ เท่านั้นค่ะ ง่ายๆ เพียงเท่านี้ก็จะได้ครบทั้งสุขภาพร่างกายที่ดี และสุขภาพฟันที่แข็งแรงอีกด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.ryoiireview.com/article/lemonade-facts-and-myths/?fbclid=IwAR24Ib2sn-I27AuiQPKSmeCGDWJSZ13eg11MK83lBPhZSnBC_XMcu2Rjuak\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1677828498.jpg"],
    [196,4392,"รู้หรือไม่ มนุษย์อยู่ส่วนไหนของ อาณาจักรสัตว์ ?","Fri, 2023-03-03 09:30","http://www.stkc.go.th/node/4392","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"       อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia) ถือเป็นอาณาจักรที่มีสิ่งมีชีวิตที่จัดอยู่ในอาณาจักรมีมากกว่า 1.7 ล้านสปีชีส์ เลยทีเดียวครับ เเละมนุษย์เราเองก็ถูกจัดอยู่ในอาณาจักรนี้เช่นเดียวกันครับ เเละสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์ก็มีความสำคัญต่อระบบนิเวศมากๆ ตัวอย่างเช่นสัตว์เป็นสิ่งที่มีความสามารถในการสร้างเเก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ได้ เเละพืชก็ต้องการคาร์บอนไดออกไซด์เป็นวัตถุดิบในการสร้างอาหารให้ตัวเอง เเบบนี้เป็นต้นครับ\r\n\r\n       สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์เองก็สามารถแบ่งออกเป็นไฟลัมต่าง ๆ ได้อีกหลายไฟลัม อาณาจักรสัตว์ สามารถเเบ่งได้เป็น 10 ไฟลัม เเละเเบ่งเป็นคลาสย่อย ๆ ได้อีกหลายคลาส เเต่ในบทความนี้เราจะมาดูเเค่ มนุษย์อยู่ในส่วนไหนของอาณาจักรสัตว์ของเรากันนะครับ จะไม่ลงลึกให้ปวดหัวเหมือนเราเรียนวิชาชีววิทยาตอนม.ปลาย ครับเดี๋ยวจะหนักเกินไปมนุษย์เริ่นต้นจาก มนุษย์ของเราถูกจัดอยู่ใน ไฟลัมคอร์ดาตา (Phylum Chordata) สัตว์ในไฟลัมนี้มีสมมาตรแบบ Bilateral symmetry พูดง่ายๆ คือสมมาตรเเบบตัดครึ่งซีกเเล้วสองฝั่งจะมีลักษณะเหมือนกันนั่นเเหละครับ มีทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ (Complete digestive tract) มีช่องว่างในลำตัวแบบแท้จริง (True coelom) มีระบบหมุนเวียนเลือดและเป็นแบบวงจรปิด (Close Circulatory System) มีกระดูกสันหลังเเละ มีไขสันหลัง (Nerve cord หรือ Spinal cord) ซึ่งเป็นเส้นประสาทอยู่ในหลอดกลวงของกระดูกสันหลังกวาง\r\n\r\nอาณาจักรสัตว์ สามารถเเบ่งได้เป็น 10 ไฟลัม ดังนี้\r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t1. ไฟลัมพอลิเฟอรา เเบ่งออกเป็น\r\n\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\tคลาสเเคลคาเรีย หินปูน\r\n\t\t\t\tคลาสเฮเเซกทิเเนลลิดา ฟองน้ำเเก้ว\r\n\t\t\t\tคลาสดีโมสสปอนเจีย ฟองน้ำถูตัว\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t2. ไฟลัมซีเลนเตอราตา เเบ่งออกเป็น\r\n\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\tคลาสไฮโดรซัว เเมงกระพรุนน้ำจืด\r\n\t\t\t\tคลาสคิปโฟซัว เเมงกระพรุน\r\n\t\t\t\tคลาสเเอนโทซัว ปะการัง\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t3. ไฟลัมซีทีโนฟอรา เช่น หวีวุ้น\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t4. ไฟลัมเเพลทิเฮลมินทีส\r\n\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\tคลาสเทอเบลลาเรีย พลานาเรีย\r\n\t\t\t\tคลาสเทรามาโทดา พยาธิใบไม้\r\n\t\t\t\tคลาสเซสโทดา พยาธิตัวตืด\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t5. ไฟลัมนีมาเธลมินทีส เช่น พยาธิตัวกลม\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t6. ไฟลัมเเอนเนลิดา\r\n\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\tคลาสโอลิโกคีตา ไส้เดือนดิน\r\n\t\t\t\tคลาสโพลิคีตา เเม่เพรียง ตัวสงกรานต์\r\n\t\t\t\tคลาสไฮรูดินี ปลิงน้ำจืด\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t7. ไฟลัมมอลลัสกา\r\n\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\tคลาสโมโนพลาโคฟอรา หอยฝาละมี\r\n\t\t\t\tคลาสโพลิพลาโคฟอรา ลิ่มทะเล\r\n\t\t\t\tคลาสอพลาโคฟอรา หอยไม่มีเปลือก\r\n\t\t\t\tคลาสเเกสโทรโปดา กอยฝาเดียว\r\n\t\t\t\tคลาสพิลิไซโดโปดา หอยสองฝา\r\n\t\t\t\tคลาสสเเดปโฟโปดา หอยฝาช้าง\r\n\t\t\t\tคลาสโลโปดา หมึก\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t8. ไฟลัมอาร์โทรโปดา\r\n\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\tคลาสครัสเตเซีย กุ้ง ปู เพรียง\r\n\t\t\t\tคลาสอาเเรชนิดา เห็บ เเมงมุม เเมงป่อง\r\n\t\t\t\tคลาสดิโพลโปดา กิ้งกือบ้าน\r\n\t\t\t\tคลาสคิโลโปดา ตะขาบ\r\n\t\t\t\tคลาสอิเซดตา เเมลงทุกชนิด\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t9. ไฟลัมเอคไคโนเดอมาตา\r\n\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\tคลาสเเอสเทอรอยเดีย ดาวทะเล\r\n\t\t\t\tคลาสโอฟินูรอยเดีย ดาวเปราะ\r\n\t\t\t\tคลาสไคนนอยาเดีย เม่นทะเล\r\n\t\t\t\tคลาสครินอยเดีย พลับพลึงทะเล\r\n\t\t\t\tคลาสโฮโลรูนอยเดีย ปลิงทะเล\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t10. ไฟลัมคอร์ดาตา\r\n\r\n\t\t\t10.1 กลุ่มที่ 1 สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง\r\n\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\tยูโรคอร์ดาตา เพียงหัวหอม\r\n\t\t\t\tเซฟาโรคอร์ดาตา\r\n\t\t\t\r\n\r\n\t\t\t10.2 กลุ่ม 2 สัตว์มีกระดูกสันหลัง\r\n\r\n\t\t\tซุปเปอร์คลาสพิซีส\r\n\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\tคลาสเเอดนาทา ปลากระดูกกลม\r\n\t\t\t\tคลาสคอนดริสไธยิส ปลากระดูกอ่อน\r\n\t\t\t\tคลาสออสติสไธยิส ประกระดูกเเข็ง\r\n\t\t\t\r\n\r\n\t\t\tซุปเปอร์คลาสเทตราโปดา\r\n\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\tเเอมพิเรีย ครึ่งบกครึ่งน้ำ\r\n\t\t\t\tเรปทีเรีย เลี่ยนคลาน\r\n\t\t\t\tเอวิส สัตว์ปีก\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\nมาเรีย เลี้ยงลูกด้วยนม เเบ่งออกเป็น\r\n\r\n- ซับคลาสที่ 1 โพรโตทีเรีย ออกลูกเป็นไข่\r\n\r\n- ซับคลาสที่ 2 มาซูเพียล จิ้งโจ้ เจริญในถุงท้อง เเละพลาเซนตา คน เจริญในมดลูกลิงเราจะสั่งเกตเห็นได้นะครับว่ามนุษย์เราถูกจัดอยู่ในไฟลัมคอร์ดาตา กลุ่มของสัตว์มีกระดูกสันหลัง ซุปเปอร์คลาสเทตราโปดา คลาสเเมมมาเรีย ซับคลาสที่ 2 Placenta (พลาเซนตา) หรือกลุ่มของสัตว์ที่ตัวอ่อนเจริญในมดลูก นั้นเอง ซึ่งก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกันกับสัตว์จำพวก ลิง , เเมว , สุนัข , สิงโต , หมี , ช้าง , ม้า , ควาย พวกนี้เป็นต้นเสือ\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://intrend.trueid.net/\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1677810630.jpg"],
    [197,4390,"จะเกิดอะไรขึ้นหากโลกหยุดหมุน ?","Tue, 2023-02-28 09:57","http://www.stkc.go.th/node/4390","ดาราศาสตร์",null,"          โลกหมุนรอบตัวเองครบ 360 องศาใช้เวลาประมาณ 1 วัน หากคิดเป็นอัตราเร็วเชิงเส้น ที่เส้นศูนย์สูตรโลก (ละติจูด 0 องศา) จะมีอัตราเร็วประมาณ 1,670 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ละติจูดอื่น ๆ จะมีอัตราเร็วลดหลั่นลงไป และมีอัตราเร็วเป็น 0 ที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ โลกที่หมุนรอบตัวเองอยู่ตลอดเวลาจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกด้วยอัตราเร็วคงที่ ทำให้ทุก ๆ สิ่งบนพื้นผิวโลกเคลื่อนที่รอบโลกไปด้วยโดยที่เราไม่รู้สึกตัว\r\n\r\n          ดังนั้น หากโลกหยุดหมุนกะทันหัน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ความเฉื่อยของแต่ละวัตถุจะพยายามรักษาสภาพการเคลื่อนที่เดิมเอาไว้ วัตถุทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเคลื่อนที่ไปพร้อมกับพื้นผิวโลกจะยังคงเคลื่อนที่ต่อไปทางทิศตะวันออก ไม่ว่าจะเป็น คน สัตว์ ต้นไม้ ก้อนหิน อาคาร บ้านเรือน ยานพาหนะ ฯลฯ และอาจพุ่งไปด้วยอัตราเร็วสูงถึง 1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง\r\n\r\n          สำหรับกระแสลมในชั้นบรรยากาศที่ไหลเวียนรอบ ๆ โลกก็จะยังคงไหลเวียนต่อไป แต่จะเกิดเปลี่ยนแปลงรูปแบบและทิศทาง ส่งผลอย่างรุนแรงต่อสภาพอากาศทั่วโลก\r\n\r\n          ไม่เพียงเท่านั้น เราจะเห็นดวงอาทิตย์อยู่บนท้องฟ้าต่อเนื่อง ใช้ชีวิตอยู่ในช่วงกลางวันเป็นระยะเวลานานถึง 6 เดือน จากนั้นจะกลายเป็นกลางคืนต่อเนื่องอีก 6 เดือน เนื่องจากที่เราเห็นว่าดวงอาทิตย์ขึ้น-ตกทุกวันนั้นเป็นเพราะโลกหมุนรอบตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว สภาพอากาศระหว่างกลางวันและกลางคืนก็จะต่างกันอย่างสุดขั้วอีกด้วย ส่งผลต่อนาฬิกาชีวภาพของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด\r\n\r\n          นอกจากนี้ หากโลกหยุดหมุนก็จะทำให้สนามแม่เหล็กโลกหายไป เข็มทิศจะใช้การไม่ได้ ดาวเทียมบางประเภทที่อาศัยสนามแม่เหล็กโลกก็จะไม่สามารถใช้การได้ ประจุอนุภาคที่มาจากดวงอาทิตย์จะสามารถพุ่งเข้าสู่โลกได้โดยตรง ข้อดีคืออาจเกิดแสงออโรราขึ้นได้ทุกตำแหน่งบนโลก แต่ขณะเดียวกันโลกของเราจะค่อย ๆ สูญเสียแก๊สในชั้นบรรยากาศออกไป ทำให้อากาศเบาบางลงเรื่อย ๆ\r\n\r\n          อย่างไรก็ดี ยังมีหายนะอีกหลายอย่างที่อาจเกิดขึ้นตามมา นี่เป็นเพียงการคาดการณ์บางส่วนเท่านั้น แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกสูญพันธุ์ภายในเวลาอันสั้นได้\r\n\r\n          ปัจจุบัน โลกของเราจะหมุนช้าลงเรื่อย ๆ แต่ในอัตราที่ต่ำมาก กล่าวคือ ทุก ๆ 1,000 ปี ระยะเวลา 1 วัน จะยาวนานขึ้น 0.0017 วินาที นั่นก็พอจะให้เราวางใจได้ว่า ในช่วงชีวิตหนึ่งของเรา โลกจะไม่หยุดหมุนแน่นอน\r\n\r\nเรียบเรียง : อนันต์พล สุดทรัพย์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nแหล่งที่มา : Narit\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1677553061.jpg"],
    [198,4388,"รู้หรือไม่แผงโซล่าเซลล์มีกี่ประเภท","Tue, 2023-02-28 08:56","http://www.stkc.go.th/node/4388","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"          วันนี้ทาง STKC ได้มีบทความเกี่ยวกับพลังงานทดแทน หรือ พลังงานเเสงอาทิตย์ หรือเรียกง่ายๆว่า “โซล่าเซลล์” มาฝาก ทุกคนกัน ถ้าทุกคนพร้อมแล้วมาเริ่มทำความรู้จักกับเจ้า “โซล่าเซลล์” กันเล้ยยยย\r\n          โซล่าเซลล์ หรือเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ ประโยชน์หลัก ๆ คือ การใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งที่ไม่มีวันหมด เป็นพลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษ สามารถนำมาใช้ทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลได้\r\n\r\n1. แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ (Monocrystalline Silicon Solar Cells)\r\nแผงโซล่าเซลล์ ชนิดที่ทำมาจาก ผลึกซิลิคอนเชิงเดี่ยว (mono-Si) หรือบางทีก็เรียกว่า single crystalline (single-Si) สังเกตุค่อนข้างง่ายกว่าชนิดอื่น เพราะจะเห็นแต่ละเซลล์ลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมตัดมุมทั้งสี่มุม และมีสีเข้ม แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ นั้น เป็นชนิดที่ทำมาจากซิลิคอนที่มีความบริสุทธิ์สูง โดยเริ่มมาจากแท่งซิลิคอนทรงกระบอก อันเนื่องมาจาก เกิดจากกระบวนการ กวนให้ผลึกเกาะกันที่แกนกลาง ที่เรียกว่า Czochralski process จึงทำให้เกิดแท่งทรงกระบอก จากนั้นจึงนำมาตัดให้เป็นสี่เหลี่ยม และลบมุมทั้งสี่ออก เพื่อที่จะทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด และลดการใช้วัตถุดิบโมโนซิลิคอนลง ก่อนที่จะนำมาตัดเป็นแผ่นอีกที จึงทำให้เซลล์แต่ละเซลล์หน้าตาเป็นอย่างที่เห็นในแผงโซล่าเซลล์\r\n\r\nข้อดี\r\n- แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะผลิตมาจาก ซิลิคอนเกรดดีที่สุด โดยมีประสิทธิภาพเฉลี่ยอยู่ที่ 15-20%\r\n- แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ มีประสิทธิภาพต่อพื้นที่สูงสุด เพราะว่าให้กำลังสูงจึงต้องการพื้นที่น้อยที่สุดในการติดตั้งแผงโซลล่าเซลล์ชนิดนี้ โมโนคริสตัลไลน์ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เกือบ 4 เท่า ของชนิด ฟิล์มบางหรือ thin film\r\n- แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 25 ปีขึ้นไป\r\n- แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากว่าชนิด โพลีคริสตัลไลน์ เมื่ออยู่ในภาวะแสงน้อย\r\nข้อเสีย\r\n- แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ เป็นชนิดที่มีราคาแพงที่สุด ในบางครั้งการติดตั้งด้วย แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ หรือชนิด thin film อาจมีความคุ้มค่ามากกว่า\r\n- ถ้าหาก แผงโซล่าเซลล์ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ มีความสกปรกหรือถูกบังแสงในบางส่วนของแผง อาจทำให้วงจรหรือ inverter ไหม้ได้ เพราะอาจจะทำให้เกิดโวลต์สูงเกินไป\r\n\r\n2. แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ (Polycrystalline Silicon Solar Cells)\r\n แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ เป็นแผงโซล่าเซลล์์ชนิดแรก ที่ทำมาจากผลึกซิลิคอน โดยทั่วไปเรียกว่า โพลีคริสตัลไลน์ (polycrystalline,p-Si) แต่บางครั้งก็เรียกว่า มัลติ-คริสตัลไลน์ (multi-crystalline,mc-Si) โดยในกระบวนการผลิต สามารถที่จะนำเอา ซิลิคอนเหลว มาเทใส่โมลด์ที่เป็นสี่หลี่ยมได้เลย ก่อนที่จะนำมาตัดเป็นแผ่นบางอีกที จึงทำให้เซลล์แต่ละเซลล์เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ไม่มีการตัดมุม สีของแผงจะออก น้ำเงิน ไม่เข้มมาก\r\n\r\nข้อดี\r\n- แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ มีขั้นตอนกระบวนการผลิตที่ง่าย ไม่ซับซ้อน จึง ใช้ปริมาณซิลิคอน ในการผลิตน้อยกว่า เมื่อเทียบกับ ชนิด โมโนคริสตัลไลน์\r\n- แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ มีประสิทธิภาพในการใช้งาน ในที่อุณหภูมิสูง ดีกว่า ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ เล็กน้อย\r\n- แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ มีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับ ชนิด โมโนคริสตัลไลน์\r\n\r\nข้อเสีย\r\n- แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ มีประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 13-16% ซึ่งต่ำกว่า เมื่อเทียบกับชนิด โมโนคริสตัลไลน์\r\n- แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ มีประสิทธิภาพต่อพื้นที่ต่ำกว่า ชนิด โมโนคริสตัลไลน์\r\n- แผงโซล่าเซลล์ชนิด โพลีคริสตัลไลน์ มีสีน้ำเงิน ทำให้บางครั้งอาจดูไม่สวยงาม เมื่อเทียบกับ ชนิด โมโนคริสตัลไลน์ และชนิด thin film ที่มีสีเข้ม เข้ากับสิ่งแวดล้อม เช่น หลังคาบ้านได้ดีกว่า\r\n\r\n3.แผงโซล่าเซลล์ชนิด ฟิล์มบาง (Thin Film Solar Cells)\r\n(แผงโซล่าเซลล์ อะมอร์ฟัส เป็นหนึ่งในหลายชนิด ของแบบฟิล์มบาง)\r\nหลักการโดยทั่วไปของการผลิต โซล่าเซลล์ ชนิดฟิล์มบาง (Thin Film Solar Cell, TFSC) คือ การนำเอาสารที่สามารถแปลงพลังงานจากแสงเป็นกระแสไฟฟ้า มาฉาบเป็นฟิล์มหรือชั้นบางๆ ซ้อนกันหลายๆชั้น จึงเรียก โซล่าเซลล์ชนิดนี้ว่า ฟิล์มบาง หรือ thin film ซึ่งสารฉาบที่ว่านี้ก็มีด้วยกันหลายชนิด ชื่อเรียกของ แผงโซล่าเซลล์ ชนิดฟิล์มบางจึงแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับชนิดวัสดุที่นำมาใช้ ได้แก่ อะมอร์ฟัส Amorphous silicon (a-Si),Cadmium telluride (CdTe),Copper indium gallium selenide (CIS/CIGS) และ Organic photovoltaic cells (OPC)\r\n\r\nด้านประสิทธิภาพของ แผงโซล่าเซลล์ ชนิดฟิล์มบางนั้น มีประสิทธิภาพเฉลี่ยอยู่ที่ 7-13% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุที่นำมาทำเป็นฟิล์มฉาบ แต่สำหรับบ้านเรือนโดยทั่วไปแล้ว มีเพียงประมาณ 5% เท่านั้น ที่ใช้ แผงโซล่าเซลล์ ที่เป็นแบบชนิดฟิล์มบาง\r\n\r\nข้อดี\r\n- แผงโซล่าเซลล์ ชนิดฟิล์มบาง มีราคาถูกกว่า เพราะสามารถผลิตจำนวนมากได้ง่ายกว่า ชนิดผลึกซิลิคอน\r\n- ในที่อากาศร้อนมากๆ แผงโซล่าเซลล์ ชนิด ฟิล์มบาง มีผลกระทบน้อยกว่า\r\n- ไม่มีปัญหาเรื่อง เมื่อแผงสกปรกแล้วจะทำให้วงจรไหม้\r\n\r\nข้อเสีย\r\n- แผงโซล่าเซลล์ ชนิด ฟิล์มบาง มีประสิทธิภาพต่ำ\r\n- แผงโซล่าเซลล์ ชนิด ฟิล์มบาง มีประสิทธิภาพต่อพื้นที่ต่ำ\r\n- สิ้นเปลืองค่าโครงสร้างและอุปกรณ์อื่นๆ เช่น สายไฟ\r\n- ไม่เหมาะนำมาใช้ตามหลังคาบ้าน เพราะมีพื้นที่จำกัด\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.klcbright.com/solarcellpanel-mono-poly-thinfilm.php\r\nhttps://www.irradiance.co.th\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1677549410.jpg"],
    [199,4386,"นวัตกรรมใช้สเต็มเซลล์จากเลือดตัวเอง รักษาแผลเบาหวาน","Mon, 2023-02-27 09:59","http://www.stkc.go.th/node/4386","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"         เบาหวานถือว่าเป็นโรคยอดฮิตที่คนไทยป่วยเป็นอันดับต้นๆ แต่ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากป่วย ไม่ว่าจะเป็นโรคใดก็ตาม แต่หากเจ็บป่วยแล้วก็ต้องรักษา หรือดูแลตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อร่างกาย ซึ่งโรคเบาหวานนั้นเกิดจากการที่ในเลือดมีน้ำตาลสูงกว่าปกติ เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ต้องได้รับการดูแลรักษาตลอดชีวิต \r\n\r\nที่สำคัญคือ เมื่อผู้ป่วยโรคเบาหวานมีบาดแผลเกิดขึ้นแล้วอาจติดเชื้อได้ง่ายและหายได้ยาก ในกรณีที่มีการติดเชื้อรุนแรงอาจต้องตัดเท้าหรือขาของผู้ป่วย เพื่อรักษาส่วนอื่นๆ ไม่ให้ติดเชื้อลุกลาม\r\n\r\n       โรงพยาบาลพานาซี พระราม 2 จับมือ โรงพยาบาล โชนัน คามา คูระ (Shonan Kamakura General Hospital) บรรลุข้อตกลงความร่วมมือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการรักษาผู้ป่วยด้วยสเต็มเซลล์จากเลือดตัวเอง (Autologous stem cell ) ที่มีความจำเพาะในแต่ละโรค โดยเฉพาะนวัตกรรมสเต็มเซลล์จากเลือดนี้ ใช้ในการรักษาแผลเบาหวานและซ่อมแซมฟื้นฟูหลอดเลือดเพื่อลดการสูญเสียอวัยวะส่วนปลาย\r\n\r\n       สำหรับทำบันทึกความร่วมมือครั้งนี้ โรงพยาบาลโชนัน คามาคูระ ประเทศ ญี่ปุ่นจะถ่ายทอดองค์ความรู้ ให้กับทีมบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ของโรงพยาบาลพานาซี พระราม 2 พร้อมส่งทีมผู้เชี่ยวชาญทางด้านการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ มาประจำที่โรงพยาบาลพานาซี พระราม 2 เพื่อรองรับการให้บริการรักษาผู้ป่วยด้วยนวัตกรรมสเต็มเซลล์ตามมาตรฐานประเทศญี่ปุ่นได้   \r\n\r\n       นพ.ภัทรพล คำมุลตรี รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล พานาซี พระราม 2 อธิบายเพิ่มเติมว่า นวัตกรรมที่ได้แลกเปลี่ยนกับทางญี่ปุ่น จะเป็นนวัตกรรมของสเต็มเซลล์ของผนังหลอดเลือดที่อยู่ด้านในของหลอดเลือด ซึ่งจะดึงจากเส้นเลือดของคนๆนั้นเลย แล้วนำไปสู่ขบวนการขั้นตอนต่างๆ แล้วฉีดกลับเข้าไปเพื่อฟื้นฟูในบริเวณที่ต้องการสร้างหลอดเลือด\r\n\r\n       ซึ่งเป็นองค์ความรู้ของทาง รพ.โชนันฯญี่ปุ่น และนำมาถ่ายทอดความรู้ให้ทาง รพ.พานาซี ได้มาดูแลผู้ป่วยในประเทศไทย โดยผลลัพธ์ในการรักษาตรงนี้ จะดีกว่าใช้สเต็มเซลล์ทั่วๆไป เพราะเป็นสเต็มเซลล์จำเพาะที่หลอดเลือดโดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นแผลเบาหวาน ใกล้ที่จะอยู่ในภาวะตัดขาหรือตัดอวัยวะส่วนต่างๆ จึงถือเป็นทางออกที่ผู้ป่วยควรจะได้รับ\r\n\r\n        MR.TAKESHI MIYAZAWA (CHIEF EXECUTIVE OFFICER OF VASRE AXIA)จาก รพ.โชนัน คามาคูระ ประเทศญี่ปุ่น กล่าว อยากจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาคนป่วยให้หายจากโรคนี้ และยังมีโปรเจกต์ในอนาคต ที่อยากร่วมกันวิจัยและพัฒนาเพื่อให้การรักษามีราคาที่ถูกลง\r\n\r\n        ปัจจุบันโรงพยาบาลพานาซี พระราม 2 มีห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงและเก็บสเต็มเซลล์มาตรฐานสากล ประกอบด้วยห้องเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ clean room class100 และclass10000 ทำให้สเต็มเซลล์ที่ผ่านการเพาะเลี้ยงจากห้องปฏิบัติการนี้ปราศจากเชื้อและปลอดภัย การรักษาโดยเรื่องสเต็มเซลล์หลอดเลือดนี้จะสามารถให้การบริการดูแลผู้ป่วยได้ตั้งแต่ เดือนมีนาคม 2566เป็นต้นไป\r\n\r\n       ศิริญา เทพเจริญ กรรมการบริหารPANACEE MEDICAL CENTER กล่าวว่า องค์ความรู้นี้ นอกจากจะนำมาช่วยคนไทยแล้ว ยังสามารถเป็นเซ็นเตอร์ในการรักษาพยาบาลด้านเบาหวาน แก่ชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่สำคัญประเทศไทยมีชื่อเสียงโดดเด่นเรื่องการรักษาพยาบาล ค่าครองชีพถูกกว่าชาติอื่น สามารถนำมาต่อยอดสร้างเศรษฐกิจด้าน Wellness ให้กับประเทศไทยได้ ให้เป็น Medical Hub เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่จะกระจายไปสู่คนไทยทั้งประเทศและชาวต่างชาติที่ตั้งใจบินมารักษาที่ประเทศไทยได้\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1054390\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1677467159.jpg"],
    [200,4385,"'คาร์ซีท' ควรเลือกแบบไหน?","Mon, 2023-02-27 09:22","http://www.stkc.go.th/node/4385","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"      เชื่อไหมว่าในแต่ละปีมีเด็กจำนวนไม่น้อยเลยที่ต้องเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ การใช้เบาะนั่งนิรภัยหรือที่เรารู้จักกันในอีกชื่อว่า “คาร์ซีท (Car Seat)“ จะช่วยป้องกันแรงกระแทกให้เด็ก ๆ ได้อย่างปลอดภัยมากกว่าการที่ผู้ใหญ่นั่งอุ้มพวกเขาหรือการปล่อยให้เด็ก ๆ นั่งบนเบาะรถยนต์เพียงลำพังโดยที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันใด ๆ\r\n\r\n      คาร์ซีท (Car Seat) คือเบาะที่นั่งที่ทำหน้าที่เหมือนเข็มขัดนิรภัยโดยใช้ระบบผูกรัดให้ติดกับเบาะนั่งของเด็ก ป้องกันไม่ให้เด็กระเด็นจากเบาะ ไม่ว่าจะจากการเบรกอย่างแรง หรือ รถชน นอกจากนี้ยังสามารถดูดซับแรงกระแทกจากการชนได้บางส่วนด้วย ซึ่งจะช่วยให้ลดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของผู้โดยสารที่เป็นเด็กได้\r\n\r\nคาร์ซีท (Car Seat) มีกี่แบบ\r\n1.แบบนั่งหันหน้าไปหลังรถ หรือ Rearward facing baby seat ซึ่ง Car seat แบบนี้จะติดตั้งแบบหันหลังไปด้านหน้า และหันหน้าเด็กไปหลังรถ เหมาะสำหรับ เด็กแรกเกิด - 15 เดือนเพราะว่า เด็กทารกแบบนี้มีกระดูกคอและหลังยังไม่แข็งแรงพอที่รองรับการกระแทก หรือกระชาก การที่หน้าเด็กหันไปทางด้านหลังรถช่วยลดแรงกระแทกจากการชนหรือเบรกกระทันหันได้เป็นอย่างดี\r\n\r\n2.แบบผสม นั่งหันหน้าเด็กได้ทั้งหน้ารถและหลังรถ หรือ Combination seat เป็นคาร์ซีทแบบผสมที่ใช้ได้ทั้งสองแบบ เหมาะสำหรับ เด็กแรกเกิด - 6 ปี เป็นแบบที่ค่อนข้างคุ้มเพราะนอกจากใช้หันหลังเด็กออกหน้ารถตอนที่กระดูกยังไม่แข็งแรงแล้ว เมื่อเริ่มโตขึ้นมาหน่อยแล้ว ยังหันมานั่งแบบหันหน้าออกหน้ารถได้อีกด้วย\r\n \r\n3.หลายท่านสงสัยว่า ทำไมต้องให้หันหน้าออกด้วยละ ในเมื่อบอกว่า หันหลังแล้วช่วยลดแรงกระแทกได้ เนื่องจากพอเด็กเริ่มโตขึ้น การหันหน้าเขาเข้ากับเบาะเป็นเวลานาน ๆ เด็กย่อมมีอาการเบื่อ อาจจะทำให้เกิดอาการงอแงขึ้นมาได้ ฉะนั้นหันหน้าเขาไปหน้ารถก็ทำให้เขาได้มองสิ่งต่าง ๆ ทำให้นั่งรถได้ง่ายและนานขึ้น\r\n \r\n4.แบบนั่งหันหน้าไปหน้ารถ หรือ Forward facing child seat เป็นคาร์ซีทแบบที่เหมาะกับเด็กที่โตขึ้นมาหน่อยแล้ว ตั้งแต่อายุประมาณ 9 เดือน - 11 ปี เรียกได้ว่าใช้ได้ตั้งแต่เล็กเล็กจนถึงเด็กโต แต่ไม่ได้หมายถึงตัวเดียวใช้ยาวเลยนะครับ เพราะจะมีเรื่อง Size ด้วย Car seat แบบนี้เป็นที่นิยม จนหลายๆท่านอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นแบบมาตรฐานไปเลยก็ว่าได้\r\n \r\n5.แบบมีพนักพิงหลัง หรือ High backed Booster Seat เป็นคาร์ซีทที่เหมาะกับเด็กที่มีอายุ 4 - 12 ปี ซึ่งเป็นเด็กที่ค่อนข้างโตพูดรู้เรื่องแล้ว จะมีเบาะเสริมด้านหลังทำให้รู้สึกว่านั่งสบายมากขึ้น เป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับการนั่งเบาะรถปกติ โดยใช้เข็มขัดนิรภัยได้แล้ว \r\n \r\nติดตั้ง คาร์ซีท อย่างไรให้ถูกวิธี\r\n1.ติดตั้งคาร์ซีทโดยหันหน้าไปทางด้านหลัง - สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา แนะนำว่า “ทารก” ควรนั่งแบบ Rear Facing หรือติดตั้งคาร์ซีทโดยหันหน้าไปทางด้านหลัง จนอายุ 2 ขวบ หรือความสูงและน้ำหนักถึงเกณฑ์ ส่วนหนึ่งเพราะคอของทารกยังไม่แข็งแรง\r\n\r\n2.ไม่ควรติดตั้งคาร์ซีทที่เบาะด้านหน้า - หากเกิดอุบัติเหตุ การทำงานของถุงลมนิรภัยจะทำให้ลูกน้อยเป็นอันตรายได้นั่นเอง ดังนั้น ทางที่ปลอดภัยที่สุดจึงควรเป็นการติดตั้งที่เบาะด้านหลังจะดีกว่า\r\n\r\n3.คาดเข็มขัดนิรภัยอย่างถูกต้อง - ความสำคัญอีกประการหนึ่งของการมีคาร์ซีทก็คือ การรัดเข็มขัด เมื่อจัดให้ลูกนั่งได้เรียบร้อยแล้ว พึงระมัดระวังในการคาดเข็มขัดอย่างถูกวิธี และไม่ควรปล่อยให้สายคาดหลวม เพราะจะไม่ช่วยปกป้องลูกรักจากอุบัติเหตุ เข็มขัดไม่ควรหลวมเกินสอดนิ้วได้นิ้วเดียว สายคาดอกควรคาดอยู่บนอก และอุปกรณ์ต่างๆ ควรอยู่ในที่ที่ถูกออกแบบมา\r\n\r\n4.อ่านคู่มือก่อนติดตั้ง - ควรอ่านและปฏิบัติตามคู่มืออย่างเคร่งครัด หรือจะให้เจ้าหน้าที่ผู้ขายมาช่วยติดตั้งให้ที่รถก็ได้เช่นกัน (แต่เพื่อความปลอดภัย ควรตรวจสอบกับคู่มืออีกครั้งว่าเจ้าหน้าที่ติดตั้งได้ถูกต้องหรือไม่) และลองขยับเบาะหลังการติดตั้ง หากติดตั้งได้ถูกต้อง คาร์ซีท ไม่ควรขยับได้เกิน 1 นิ้วในทุกทิศทาง\r\n\r\n5.ควรเลือกคาร์ซีทให้เหมาะกับวัย - การเลือกซื้อคาร์ซีท ควรยึดจากการออกแบบว่าเหมาะกับวัย ส่วนสูง และน้ำหนักของลูกน้อยหรือไม่ และควรเปลี่ยนเมื่อลูกโตเกินวัยนั่งเบาะเก่า และเด็กแบเบาะก็ควรนั่งในที่นั่งสำหรับทารกโดยเฉพาะ\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.pptvhd36.com/automotive/news/171698\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1677464569.jpg"],
    [201,4383,"PM2.5ฝุ่นจิ๋ว อันตรายกว่าที่คิด","Fri, 2023-02-24 10:33","http://www.stkc.go.th/node/4383","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"     อีกปัญหาสุขภาพที่ทุกคนไม่ควรมองข้าม คือ ปริมาณฝุ่น PM 2.5 ที่กลับมามีปริมาณเกินค่ามาตรฐานพร้อมกับลมหนาว ซึ่งล่าสุด จากการรายงานคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล  อยู่ในระดับคุณภาพปานกลางถึงเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยตรวจวัดฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) เกินมาตรฐานทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงภาคเหนือ (ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพสะสมในระยะยาว หากได้รับอย่างต่อเนื่อง\r\n\r\nสาเหตุของฝุ่นมีแหล่งกำเนิดมาจาก 2 แหล่ง คือ\r\n1.แหล่งกำเนิดปฐมภูมิ เช่น การคมนาคมขนส่ง, การเผาในที่โล่งแจ้ง, โรงงานอุตสาหกรรม, โรงงานผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล\r\n2.แหล่งกำเนิดทุติยภูมิ เช่น การปฏิกิริยาเคมีในอากาศโดยมีสารเคมีกลุ่มซัลเฟอร์ หรือกลุ่มไนโตรเจนและแอมโมเนียเป็นสารตั้งต้น รวมทั้งสารเคมีต่างๆ ที่เป็นอันตราย เช่น ปรอท, แคดเมียม, อาร์เซนิก, โพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน และสารก่อมะเร็งจำนวนมาก\r\n\r\n      ปัจจัยที่ทำให้ PM 2.5 ยังคงเป็นปัญหาในปัจจุบัน คือ ยังคงมีแหล่งสร้างมลพิษทางอากาศซึ่งเรายังไม่สามารถควบคุมให้ปริมาณมลพิษทางอากาศจากแหล่งที่มาเหล่านี้ลดลงได้ รวมถึงสภาพความกดอากาศต่ำ ทำให้การเคลื่อนย้ายของฝุ่นมลภาวะทางอากาศไม่ถ่ายเทออกไปโดยง่าย”\r\n\r\nสัญญาณบ่งบอกร่างกายกำลังได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5\r\nฝุ่น PM 2.5 สามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพทั่วไประยะสั้นและระยะยาว โดยเฉพาะถ้ามีการสะสมในร่างกายเป็นระยะเวลานานๆ เช่น\r\n\r\n-ต่อระบบผิวหนัง ทำให้มีปัญหาผื่นคัน ผื่นแพ้, ลมพิษ, ผิวหน้าเหี่ยวแพ้ง่าย และเกิดริ้วรอยบริเวณร่องแก้มมากยิ่งขึ้นด้วย\r\n-ต่อระบบทางเดินหายใจ กระตุ้นภูมิแพ้, โรคหืด, โรคถุงลมโป่งพอง, ทำให้เกิดปัญหาโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง, มะเร็งปอด\r\n-ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจเรื้อรัง\r\n-มีผลต่อการพัฒนาการสติปัญญาของเด็ก\r\n-กระทบต่อการเจริญเติบโตของร่างกายในเด็ก และสามารถส่งผลถึงทารกในครรภ์มารดาทำให้เจริญเติบโตช้าหรือคลอดก่อนกำหนดได้\r\n\r\n\r\nวิธีป้องกัน และดูแลสุขภาพจากฝุ่น PM 2.5 แนะนำ 3 วิธีหลักๆ คือ\r\n1.ใช้หน้ากากที่มีคุณภาพ เช่น N95 หากไม่มีอาจใช้หน้ากากอนามัยซ้อนกัน 2 ชั้น แต่การสวมใส่หน้ากาก ควรสวมใส่อย่างถูกต้อง คือ ควรสวมใส่ปิดให้แนบสนิทกับใบหน้าทุกส่วน\r\n2.ควรอยู่ในอาคาร บ้าน หรือพื้นที่ปิดมิดชิดมากกว่าการอยู่นอกบ้านหรือในพื้นที่โล่ง เพราะจะมีโอกาสสัมผัสฝุ่นน้อยลง\r\n3.ควรเปิดเครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองที่มีคุณสมบัติในการกรองฝุ่น PM 2.5 ในกรณีที่ไม่มีการเปิดแอร์ ก็ควรเปิดพัดลมร่วมกับเปิดเครื่องฟอกอากาศ โดยปิดห้องให้มิดชิดไม่ให้อากาศภายนอกเข้ามาภายในห้อง”\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://thainakarin.co.th/\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1677209610.jpg"],
    [202,4382,"ทรายดูดเกิดจากอะไร","Fri, 2023-02-24 09:41","http://www.stkc.go.th/node/4382","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"      คุณเคยเห็นในภาพยนตร์หลายเรื่องที่ตัวละครจมลงไป ทรายดูด. เมื่อใดก็ตามที่คุณพูดถึงทรายดูดคุณจะนึกถึงพื้นที่ที่ทรายสามารถจมและคุณไม่สามารถหนีจากมันได้ จึงมีหลายคนที่สงสัยว่าทรายดูดมีอยู่จริงหรือไม่ ดังนั้นเราจะพาไปหาสาเหตุทรายดูดว่าอันตรายแค่ไหน\r\n\r\n       ทรายดูด ประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญ 4 อย่างคือ ทราย น้ำ โคลน และเกลือ เมื่ออยู่ในภาวะปกติไม่ได้ถูกรบกวน ส่วนประกอบทั้งสี่จะประกอบเป็นโครงสร้างที่เกือบจะเป็นของแข็งอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าหากมีสิ่งรบกวน เช่น มีใครเหยียบลงไปมันก็จะกลายเป็นของเหลวเกือบสมบูรณ์แบบเช่นกัน\r\n\r\nถ้าเผอิญท่านตกลงไปในบ่อทรายดูด ไม่ต้องตกใจ รอสักครู่ท่านจะได้ทราบเองว่าควรทำอย่างไร\r\n\r\n     ร่างกายของคนปกติ มีความหนาแน่นเฉลี่ย1กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร ขณะที่บ่อทรายดูด มีความหนาแน่นมากกว่าน้ำคือประมาณ2กรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร นั่นก็หมายความว่า ท่านสามารถลอยอยู่เหนือทรายดูดได้ดีกว่าน้ำ ดังนั้นท่านไม่ต้องตกใจ คุมสติให้มั่น ไม่ต้องดิ้นรน ยกไม้ยกมือ เหมือนกับว่ายน้ำ เพราะมันจะทำให้ท่านยิ่งจมลงไป\r\n\r\n\"ให้ท่านหงายศีรษะขึ้นฟ้า และเอนตัวนอนหงาย เหมือนนอนเล่น ท่านก็จะไม่จม ถัดไปค่อย ๆ เลื่อนตัวไปเพื่อจับยึดต้นไม้ หรือขอนไม้\"\r\n\r\nแต่ถ้าตัวของท่านจมลงไปแล้วจนเกือบถึงเอวต้องใช้วิธีนี้\r\n\r\n      ท่านต้องเลื่อนตัวอย่างช้าๆ พยายามก้าวขาขึ้นมาที่ผิวของทรายอย่างช้าๆ อย่าก้าวเร็ว เพราะการก้าวเร็ว ทำให้เกิดสุญญากาศขึ้นที่เท้า และจะดูดตัวท่านให้จมลงเร็วขึ้นไปอีก การก้าวอย่างช้าจะช่วยลดความหนืด ขณะเดียวกันให้ท่านเพิ่มพื้นที่ผิว โดยการกางแขนให้มากที่สุด ช่วยให้ท่านลอยอยู่ได้\r\n\r\nตอนนี้ถ้าท่านเจอกับทรายดูด ก็จะทราบแล้วว่าควรทำอย่างไร ไม่ต้องกลัวอีกต่อไปแล้ว เหตุการณ์ร้ายแรงที่สุดที่น่าจะเป็นก็คือ ท่านจะต้องล้างเท้าครั้งใหญ่เท่านั้น\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/lesson-physics/item/7281-quicksand\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1677206472.jpg"],
    [203,4352,"แผ่นดินไหวต้องเตรียมตัวอย่างไร","Fri, 2023-02-10 13:04","http://www.stkc.go.th/node/4352","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"        จากกรณี \" แผ่นดินไหว \" รุนแรงที่ถล่มตุรกี-ซีเรีย ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไปกว่า 4,300 ราย ถือเป็นโศกนาฏกรรมร้ายแรงครั้งใหญ่จากภัยธรรมชาติ วันนี้พวกเรา STKC จะพาไปดูสาเหตุของการเกิดแผ่นดินไหวและวิธีเอาตัวรอด ไปอ่านกันได้เลยครับ\r\n        แผ่นดินไหวเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดิน อันเนื่องมาจากการปลอดปล่อยพลังงาน เพื่อปรับสมดุลของเปลือกโลกให้คงที่ ซึ่งปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถทำนายเวลา สถานที่ และความรุนแรงของแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้นได้ในอนาคต\r\n\r\nสาเหตุการเกิดแผ่นดินไหวนั้น มี 2 สาเหตุใหญ่ ได้แก่\r\n          1. การกระทำของมนุษย์ อาทิ การทดลองระเบิดปรมาณู การกักเก็บน้ำในเขื่อน และแรงระเบิดจากการทำเหมืองแร่ เป็นต้น\r\n          2. การเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ อันเนื่องมาจากการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก แบ่งออกเป็น 2 ทฤษฎีดังนี้..\r\n          - ทฤษฎีว่าด้วยการขยายตัวของเปลือกโลก\r\n          โดยแผ่นดินไหวเกิดจากการที่เปลือกโลกเกิดการคดโค้ง โก่งตัวอย่างฉับพลัน และเมื่อวัตถุขาดออกจากกันจึงปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปคลื่นแผ่นดินไหว \r\n          - ทฤษฎีว่าด้วยการคืนตัวของวัตถุ\r\n          โดยแผ่นดินไหวมาจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อน และเมื่อรอยเลื่อนเคลื่อนตัวมาจุดหนึ่ง วัตถุจะขาดออกจากกันและเสียรูปอย่างมาก พร้อมทั้งปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาในรูปของคลื่นแผ่นดินไหว\r\n\r\nการปฎิบัติและป้องกัน\r\nก่อนการเกิดแผ่นดินไหว\r\n1.ควรมีไฟฉายพร้อมถ่านไฟฉาย และกระเป๋ายาเตรียมไว้ในบ้าน และให้ทุกคนทราบว่าอยู่ที่ไหน\r\n2.ศึกษาการปฐมพยาบาลเบื้องต้น\r\n3.ควรมีเครื่องมือดับเพลิงไว้ในบ้าน เช่น เครื่องดับเพลิง ถุงทราย เป็นต้น\r\n4.ควรทราบตำแหน่งของวาล์วปิดน้ำ วาล์วปิดก๊าซ สะพานไฟฟ้า สำหรับตัดกระแสไฟฟ้า\r\n5.อย่าวางสิ่งของหนักบนชั้น หรือหิ้งสูง ๆ เมื่อแผ่นดินไหวอาจตกลงมาเป็นอันตรายได้\r\n6.ผูกเครื่องใช้หนัก ๆ ให้แน่นกับพื้นผนังบ้าน\r\n7.ควรมีการวางแผนเรื่องจุดนัดหมาย ในกรณีที่ต้องพลัดพรากจากกัน เพื่อมารวมกันอีกครั้ง ในภายหลัง\r\n8.สร้างอาคารบ้านเรือนให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว\r\n\r\nระหว่างเกิดแผ่นดินไหว\r\n1.อย่าตื่นตกใจ พยายามควบคุมสติอยู่อย่างสงบ ถ้าท่านอยู่ในบ้านก็ให้อยู่ในบ้านถ้าท่านอยู่นอกบ้านก็ให้อยู่นอกบ้าน เพราะส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บเพราะวิ่งเข้าออกจากบ้าน\r\n2.ถ้าอยู่ในบ้านให้ยืนหรือมอบอยู่ในส่วนของบ้านที่มีโครงสร้างแข็งแรงที่สามารถรับน้ำหนัก ได้มาก และให้อยู่ห่างจากประตู ระเบียง และหน้าต่าง\r\n3.หากอยู่ในอาคารสูง ควรตั้งสติให้มั่น และรีบออกจากอาคารโดยเร็วหนีให้ห่างจากสิ่งที่จะล้มทับได้\r\n4.ถ้าอยู่ในที่โล่งแจ้ง ให้อยู่ห่างจากเสาไฟฟ้า และสิ่งห้อยแขวนต่างๆ ที่ปลอดภัยภายนอกคือที่โล่งแจ้ง\r\n5.อย่าใช้ เทียน ไม้ขีดไฟ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดเปลวหรือประกายไฟ เพราะอาจมีแก๊สรั่วอยู่บริเวณนั้น\r\n6.ถ้าท่านกำลังขับรถให้หยุดรถและอยู่ภายในรถ จนกระทั่งการสั่นสะเทือนจะหยุด\r\n7.ห้ามใช้ลิฟท์โดยเด็ดขาดขณะเกิดแผ่นดินไหว\r\n8.หากอยู่ชายหาดให้อยู่ห่างจากชายฝั่ง เพราะอาจเกิดคลื่นขนาดใหญ่ซัดเข้าหาฝั่ง\r\n\r\nหลังเกิดแผ่นดินไหว\r\n1.ควรตรวจตัวเองและคนข้างเคียงว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ ให้ทำการปฐมพยาบาลขั้นต้นก่อน\r\n2.ควรรีบออกจากอาคารที่เสียหายทันที เพราะหากเกิดแผ่นดินไหวตามมาอาคารอาจพังทลายได้\r\n3.ใส่รองเท้าหุ้มส้นเสมอ เพราะอาจมีเศษแก้ว หรือวัสดุแหลมคมอื่น ๆ และสิ่งหักพังแทง\r\n4.ตรวจสายไฟ ท่อน้ำ ท่อแก๊ส ถ้าแก๊สรั่วให้ปิดวาล์วถังแก๊ส ยกสะพานไฟ อย่าจุดไม้ขีดไฟ หรือก่อไฟจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีแก๊สรั่ว\r\n5.ตรวจสอบว่า แก๊สรั่ว ด้วยการดมกลิ่นเท่านั้น ถ้าได้กลิ่นให้เปิดประตูหน้าต่างทุกบาน\r\n6.ให้ออกจากบริเวณที่สายไฟขาด และวัสดุสายไฟพาดถึง\r\n7.เปิดวิทยุฟังคำแนะนำฉุกเฉิน อย่าใช้โทรศัพท์ นอกจากจำเป็นจริง ๆ\r\n8.สำรวจดูความเสียหายของท่อส้วม และท่อน้ำทิ้งก่อนใช้\r\n9.อย่าเป็นไทยมุงหรือเข้าไปในเขตที่มีความเสียหายสูง หรืออาคารพัง\r\n10.อย่าแพร่ข่าวลือ\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www3.tmd.go.th\r\n \r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1676009057.jpg"],
    [204,4351,"เปิดประวัติเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช","Thu, 2023-02-09 15:04","http://www.stkc.go.th/node/4351","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"       วันนี้เราจะพาไปย้อนรอย เกี่ยวกับเรือหลวงของไทย คือเรือฟริเกตสมรรถนะสูง มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการรบ 3 มิติ สามารถปฏิบัติการร่วมกับอากาศยานของกองทัพเรือ รวมทั้งการปฏิบัติการร่วมกับอากาศยานของกองทัพอากาศนั้นก็คือ เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช เดิมชื่อเรือหลวงท่าจีน พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อใหม่ตามพระราชนาม ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลยไปอ่านกันได้เลย\r\n\r\n      เป็นเรือฟริเกตสมรรถนะสูงที่กองทัพเรือ ดำเนินการจัดหาจากสาธารณรัฐเกาหลี เพื่อใช้ในภารกิจการป้องกันประเทศและการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างปีงบประมาณ 2556-2561 ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 14,997 ล้านบาท\r\n\r\n     โดยกองทัพเรือว่าจ้างบริษัท DaewOo Shipbuilding & Marine Engineering หรือ DSME ดำเนินการสร้าง และวันที่ 22 ธ.ค.2561 บริษัท DSME ได้ส่งมอบเรือ โดยกำลังพลประจำเรือนำเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชออกเดินทางกลับประเทศไทยมาถึง ท่าเรือจุกเสม็ด อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 7 ม.ค.2562\r\n\r\nรู้ไปโม้ด\r\n\r\n      เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช หมายเลขเรือ 471 เป็นเรือรบประเภท เรือฟริเกต ขึ้นกับการบังคับบัญชากับกองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ จัดเป็นเรือรบชั้น 1 ของกองทัพเรือ มีกำลังพลประจำเรือ 141 นาย ได้รับการออกแบบและสร้างตามมาตรฐาน ทางทหารของกองทัพเรือชั้นนำ มีระวางขับน้ำสูงสุด 3,700 ตัน ใช้ระบบขับเคลื่อนแบบ CODAG (Combined Diesel and Gas Turbine) ทำความเร็วสูงสุดมากกว่า 30 นอต มีระยะปฏิบัติการในทะเลที่ความเร็ว 18 นอต มากกว่า 4,000 ไมล์ทะเล\r\n\r\n       เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานชื่อเรือฟริเกตสมรรถนะสูงลำนี้ว่า “เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช” ชื่อภาษาอังกฤษ “H.T.M.S. BHUMIBOL ADULYADEJ” ตามพระนามของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 อันเป็นที่รักและเคารพยิ่งของปวงชนชาวไทย\r\n\r\nข้อมูลเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช\r\n1) ความยาวเรือ 124.1 เมตร\r\n2) ความกว้าง 14.4 เมตร\r\n3) ระวางขับน้ำเต็มที่ 3,700 ตัน\r\n4) ความเร็วมัธยัสถ์ 18 นอต\r\n5) ความเร็วสูงสุด 30 นอต\r\n6) ระยะปฏิบัติการสูงสุดที่ความเร็ว 18 นอต 4,000 ไมล์ทะเล\r\n7) เครื่องจักรใหญ่ดีเซล\r\n8) เครื่องจักรใหญ่แก็สเทอร์ไบน์\r\n9) ระบบอาวุธ\r\n– ปืนใหญ่ขนาด 76 มม.\r\n– ปืนกลขนาด 30 มม.\r\n– ปืนกลขนาด .50 นิ้ว\r\n– เครื่องยิงตอร์ปิโด\r\n– เครื่องยิงอาวุธปล่อยนําวิถีทางตั้ง สามารถยิงลูกอาวุธนําวิถีแบบพื้นสู่อากาศ\r\n– เครื่องยิงอาวุธปล่อยนําวิถีแบบพื้นสู่พื้น\r\n– ปืนกลป้องกันตนเองระยะประชิด\r\n\r\n       เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดชยังออกแบบมาให้มีขีดความสามารถในการอยู่รอดขณะปฏิบัติการในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนของสารนิวเคลียร์ เคมีและชีวภาพที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ รวมทั้งการปรับใช้พื้นที่ในโรงเก็บเฮลิคอปเตอร์ที่มีระบบปรับอากาศรองรับ เป็นที่พักชั่วคราวของผู้ประสบภัย ตลอดจนการสนับสนุนการส่งกลับทางสายแพทย์ หรือ MEDVAC จากพื้นที่ประสบภัยบนฝั่งมายังเรือ หรือจากเรือในทะเลไปยังโรงพยาบาลบนฝั่ง\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttp://www.oscisoc.navy.mi.th/\r\nhttps://www.khaosod.co.th/lifestyle/news_2990331\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1675929889.jpg"],
    [205,4344,"นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนา “วงแหวนนางฟ้า” ได้สำเร็จ ?","Wed, 2023-02-01 14:17","http://www.stkc.go.th/node/4344",null,null,"       วงแหวนนางฟ้า (fairy circles) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติน่าตื่นตาในทะเลทรายประเทศนามิเบียที่เหล่านักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาต้นกำเนิดมานานหลายสิบปี แต่ล่าสุดมีผู้เสนอทฤษฎีใหม่ที่อาจช่วยไขปริศนาของธรรมชาติอันน่าทึ่งนี้ \r\n\r\n       วงแหวนนางฟ้ามีลักษณะเป็นพื้นดินวงกลมอันว่างเปล่าที่มีต้นหญ้าขึ้นล้อมรอบ แต่ละวงอาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดตั้งแต่ 2-15 เมตร มักพบอยู่ตามทุ่งหญ้าเขตทะเลทรายนามิบทางภาคตะวันตกของนามิเบีย ซึ่งถือเป็นบริเวณแห้งแล้งที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังพบบางส่วนอยู่ทางตอนใต้ของแองโกลา และทางภาคเหนือของประเทศแอฟริกาใต้ \r\n\r\n      การที่ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าวงแหวนนางฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำให้มีความเชื่อแปลกประหลาดมากมายเกี่ยวกับสาเหตุการเกิดวงแหวนเหล่านี้ เช่น บางคนเชื่อว่านี่คือผลงานของมนุษย์ต่างดาว เกิดจากฝนดาวตก มังกรไฟ หรือการที่นางฟ้าลงมาเต้นระบำเป็นวงกลม \r\n\r\n       ส่วนทฤษฎีในเชิงวิทยาศาสตร์นั้น มีผู้เสนอแนวคิดว่าวงแหวนนางฟ้าอาจเกิดจากการที่ปลวกกัดกินรากพืช หรือเป็นการแย่งชิงน้ำระหว่างพืชชนิดต่าง ๆ ในแถบนั้น\r\nดร.สเตฟาน เกตซิน นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัยเกิตทิงเงนในเยอรมนีได้ศึกษาเรื่องวงแหวนนางฟ้ามาตั้งแต่ปี 2000 และพบว่าข้อสันนิษฐานเรื่องปลวกกันกินรากพืชนั้นไม่น่าเป็นความจริง เพราะจากการศึกษารากต้นหญ้าไม่พบหลักฐานว่าถูกปลวกกัดกิน \r\n\r\n       ดร.เกตซิน จึงเสนอทฤษฎีใหม่ว่า วงกลมปริศนาที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่ามีน้ำไม่เพียงพอสำหรับพืชจะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในพื้นที่แถบนั้น \r\nเขาอธิบายว่า “มันเป็นเพียงความแห้งแล้งของพืชที่เหี่ยวแห้งและขาดน้ำ...แท้จริงแล้ว ต้นหญ้าดึงน้ำจากด้านในวงกลม โดยปันน้ำดังกล่าวด้วยการดูดน้ำเข้าสู่ราก ทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยนแปลงไป เหมือนการทำงานของวิศวกรระบบนิเวศ” \r\n\r\nนักนิเวศวิทยาผู้นี้ชี้ว่า ทฤษฎีใหม่นี้ช่วยอธิบายวิธีที่พืชปรับตัวเข้ากับระบบนิเวศอันแห้งแล้ง \r\n\r\n“ความสามารถนี้เป็นสิ่งสำคัญในอนาคต เพราะเราต้องเผชิญความแห้งแล้งเพิ่มขึ้นในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ และพืชจะต้องปรับตัวมากขึ้นภับภาวะขาดแคลนน้ำที่รุนแรงขึ้น” \r\n“วงแหวนนางฟ้าเป็นตัวอย่างของการกักเก็บน้ำสำหรับพืชในแถบนี้” ดร.เกตซิน กล่าว\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.bbc.com/thai/articles/cx832272j1xo\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1675235852.jpg"],
    [206,4341,"นาฬิกาวันสิ้นโลกคืออะไร","Thu, 2023-01-26 13:36","http://www.stkc.go.th/node/4341","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"       Doomsday Clock หรือ นาฬิกาวันสิ้นโลก ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันในนิยายวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องจริงของจริง เรามาทำความรู้จักกันดีกว่านะว่ามันคืออะไร และมีความสำคัญกับมวลมนุษยชาติอย่างไร\r\n\r\n       Doomsday Clock เป็นระบบนาฬิกาเชิงสัญลักษณ์ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยคณะนักวิทยาศาสตร์ที่ใช้ชื่อว่า Bulletin of Atomic Scientists โดยจุดกำเนิดของนาฬิกาวันสิ้นโลก นั้นต้องนับย้อนไปถึงปี 1947 เมื่อกลุ่มนักวิทยาศาสตร์แห่ง University of Chicago ที่มีส่วนร่วมในโครงการแมนฮัตตัน (Manhattan Project) ซึ่งเป็นโครงการที่นักวิทยาศาสตร์ฝ่ายสัมพันธมิตร มารวมตัวกันคิดค้นระเบิดนิวเคลียร์ เพื่อนำไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และด้วยความรุนแรงของระเบิดทำลายล้าง ทำให้ญี่ปุ่นต้องยอมแพ้ในที่สุด\r\n\r\n       ด้วยความตระหนักในความจริงที่ว่า เทคโนโลยีอาวุธนิวเคลียร์ไม่เพียงแค่จะทำให้ประเทศใดประเทศหนึ่งยอมแพ้ในสงครามเท่านั้น แต่มันอาจจะทำลายล้างโลกทั้งใบได้เลย ถ้ามนุษย์ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจในการใช้อาวุธประเภทนี้ ด้วยเหตุนี้ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในโครงการแมนฮัตตัน ที่ร่วมกันสร้างอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาได้สำเร็จ ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม Bulletin of Atomic Scientists แล้วสร้าง Doomsday Clock หรือ นาฬิกาวันสิ้นโลก ขึ้นมา เพื่อเป็นสื่อสัญลักษณ์ให้ชาวโลกได้รับรู้ว่า โลกใกล้จะถึงกาลอวสานด้วยการทำลายล้างจากระเบิดนิวเคลียร์แล้วหรือยัง\r\n\r\n       โดย Bulletin of Atomic Scientists กำหนดให้เวลาเที่ยงคืน (24:00 น.) ของ Doomsday Clock เป็นเวลาที่โลกจะถูกทำลายย่อยยับด้วยระเบิดนิวเคลียร์ และเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญๆ ที่ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์เข้าห้ำหั่นกัน เข็มนาฬิกาของ Doomsday Clock จะขยับเข้าใกล้เวลาเที่ยงคืนมากขึ้น \r\n\r\nตัวอย่างเช่น\r\n       เหตุการณ์ในปี 1949 ที่สหภาพโซเวียต ทำการทดลองอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งแรก เข็มนาฬิกาขยับไปที่เวลา 23:57 (หรืออีก 3 นาทีจะเที่ยงคืน) และในทางกลับกัน หากมีเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า โลกเข้าสู่ยุคสันติภาพ เข็มนาฬิกา Doomsday Clock ก็จะเดินถอยหลังกลับไปได้ ดังเช่นในปี 1991 ทาง Bulletin of Atomic Scientists ได้ขยับเข็มนาฬิกาเดินถอยหลังไปที่ เวลา 23:43 (หรืออีก 17 นาทีจะเที่ยงคืน)\r\n\r\n       ในช่วงแรก นาฬิกาวันสิ้นโลกถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนบ่งบอกความเสี่ยงจากสงครามนิวเคลียร์ แต่ปัจจุบัน ปัจจัยความเสี่ยงที่ใช้ในการคำนวณหายนะของมนุษยชาติ ประกอบด้วยวิกฤตและมหันตภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบโลก ไม่ว่าจะเป็นภัยสงคราม ภัยนิวเคลียร์ ภัยธรรมชาติ สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate Change) ภัยจากเทคโนโลยี หรือแม้แต่การเผชิญหน้าและความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ เหล่านี้ล้วนเป็นภัยคุกคามที่สั่นคลอนโลกและมนุษย์\r\n\r\nดังนั้น นาฬิกาวันสิ้นโลก จึงเป็นสิ่งประดิษฐ์เชิงสัญลักษณ์ที่จะคอยย้ำเตือนถึงมหันตภัยที่อาจเกิดขึ้น เป็นมาตรวัดเพื่อบ่งบอกว่า มนุษย์กำลังเข้าใกล้หายนะระดับวันสิ้นโลก (Global Catastrophe) ที่ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์มากน้อยขนาดไหน\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://mgronline.com/daily/detail/9590000013563\r\nhttps://www.thansettakij.com/world/554146\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1674714981.jpg"],
    [207,4337,"ทำไมอากาศหนาว ถึงเกิดอาการหนาวสั่น","Thu, 2023-01-26 10:41","http://www.stkc.go.th/node/4337","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"        เมื่อเราหนาว ร่างกายเราจะพยายามควบคุมอุณหภูมิไม่ให้เย็นตามสภาพอากาศภายนอก กล้ามเนื้อหลายๆ มัดในร่างกายจึงพยายามสั่นและหดตัวเพื่อสร้างความร้อนให้กับร่างกาย\r\n        อาการหนาวสั่นเป็นอาการที่ร่างกายแสดงออกมาเพื่อรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หลังจากที่ได้รับความเย็นมากเกินไป เพราะความเย็นจะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายทำงานช้าลง และเป็นอันตรายได้หากอุณหภูมิลดต่ำลงมาก ๆ ดังนั้น กล้ามเนื้อจึงผลิตความร้อนด้วยการทำให้กล้ามเนื้อหดตัวไปมาอย่างรวดเร็ว\r\n\r\nการดูแลตนเองและป้องกันภัยจากอากาศหนาว\r\n-สวมเครื่องแต่งกายที่ช่วยป้องกันความหนาวเย็นและทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น \r\n-ดื่มน้ำอุ่นหรือรับประทานอาหารบางชนิด อย่างช็อกโกแลต ข้าวโอ๊ตบด ซุปฟักทอง น้ำขิง หรืออาหารที่มีรสเผ็ด\r\n-หากเป็นผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่เป็นโรคปอด โรคหัวใจ หรือเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก ไม่ควรออกนอกบ้านในวันที่มีอากาศเย็นจัด และควรทำให้อุณหภูมิภายในบ้านสูงกว่า 18 องศาเซลเซียส\r\n-ปิดประตูและหน้าต่าง เพื่อป้องกันลมหนาว\r\n-ใช้ขวดน้ำร้อนหรือผ้าห่มไฟฟ้าเพื่อช่วยให้เตียงอุ่นขึ้น แต่ไม่ควรใช้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน\r\n-ทาครีมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนัง\r\n-ไม่ควรนั่งนิ่ง ๆ นานเกินไปในสภาพอากาศหนาวเมื่ออยู่ภายนอกอาคาร\r\n-พยายามเคลื่อนไหวร่างกายหรือออกกำลังกายพอประมาณ เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้น\r\n-ไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ที่โรงพยาบาล\r\n        เมื่อทราบแล้วว่า อากาศที่หนาวเย็นอาจเป็นสาเหตุของอาการป่วยได้หลายชนิด ซึ่งอาการบางอย่างอาจร้ายแรงถึงชีวิตได้เช่นกัน ดังนั้น หากเกิดความผิดปกติขึ้นภายในร่างกาย โดยเฉพาะหลังจากสัมผัสกับอากาศหนาว ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.pobpad.com\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1674704489.jpg"],
    [208,4324,"NASA ค้นพบดาวดวงใหม่มีลักษณะคล้ายโลก","Wed, 2023-01-18 13:29","http://www.stkc.go.th/node/4324","ดาราศาสตร์",null,"        เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2566 นักดาราศาสตร์ \"NASA\" ได้ค้นพบ \"ดาวเคราะห์\" นอกระบบสุริยะดวงใหม่ ชื่อ TOI-700 e มีขนาดใกล้เคียงกับโลก โคจรในเขตที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต (Habitable zone) ในระบบที่ประกอบด้วยดาวเคราะห์หินขนาดเล็กคล้ายกับระบบสุริยะของเรา ด้วยข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศ TESS นับเป็นการค้นพบดาวเคราะห์หินดวงที่สองที่ถูกค้นพบในเขตที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตของระบบดาวเคราะห์ TOI-700\r\n        ระบบดาวเคราะห์ TOI-700 เป็นระบบดาวเคราะห์ที่มีดาวฤกษ์เป็นดาวแคระแดง มีมวลประมาณ 40% ของดวงอาทิตย์ ห่างจากโลกประมาณ 100 ปีแสง ในปี พ.ศ. 2563 กล้องโทรทรรศน์อวกาศ TESS ได้ค้นพบดาวเคราะห์ 3 ดวงในระบบดังกล่าวได้แก่ TOI-700 b, TOI-700 c และ TOI-700 d ทั้ง 3 ดวงเป็นหินขนาดเล็กที่มีรัศมี 1-2.6 เท่าของรัศมีของโลก และมีดาวเคราะห์หนึ่งดวง คือ ดาวเคราะห์ TOI-700 d มีวงโคจรในเขตที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต (Habitable zone) ซึ่งอาจพบน้ำบนพื้นผิวของดาวเคราะห์ดังกล่าวได้\r\n       จากการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ TESS ในปี พ.ศ. 2564 ทำให้นักดาราศาสตร์ได้ค้นพบดาวเคราะห์เพิ่มเติมในระบบดังกล่าวอีกหนึ่งดวง คือ TOI-700 e มีขนาดใกล้เคียงกับโลก มีรัศมีประมาณ 95% ของรัศมีโลก และโคจรในเขตที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเช่นเดียวกับดาวเคราะห์ TOI-700 d มีคาบการโคจร 28 วัน\r\n        แม้ว่าดาวเคราะห์ TOI-700 e ที่เพิ่งถูกค้นพบนั้นจะอยู่ในเขตที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต แต่ด้วยคาบการโคจรที่ใกล้กับดาวฤกษ์อาจทำให้ดาวเคราะห์ TOI-700 e หันด้านเดียวเข้าสู่ดาวฤกษ์ (Tidally lock) อาจให้อุณหภูมิในฝั่งที่ได้รับแสงกับฝั่งที่ไม่ได้รับแสงจากดาวฤกษ์แตกต่างกันมาก และนอกจากนี้ดาวเคราะห์ TOI-700 e โคจรในเขตที่เรียกว่า เขตที่คาดว่าจะเอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต (Optimistic habitable zone) ทำให้หากมีน้ำบนดาวเคราะห์ TOI-700 e น้ำจะเป็นของเหลวในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ของอายุดาวเคราะห์เท่านั้น แตกต่างจากดาวเคราะห์ TOI-700 d ที่โคจรในเขตที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอย่างต่อเนื่อง (Continuous habitable zone) ทำให้หากมีน้ำบนดาวเคราะห์ TOI-700 d น้ำจะเป็นของเหลวตลอดเวลา\r\n        การค้นพบดาวเคราะห์ TOI-700 e ยืนยันถึงสมรรถนะของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ TESS ในการค้นหาดาวเคราะห์ขนาดเล็กคล้ายโลกซึ่งหาได้ยาก และจากการที่ระบบดาวเคราะห์ TOI-700 ประกอบด้วยดาวเคราะห์ขนาดเล็กจำนวนมากคล้ายระบบสุริยะ ทำให้การค้นพบนี้ช่วยให้นักดาราศาสตร์เข้าใจถึงการเกิดระบบสุริยะของเรามากขึ้น ในอนาคตนักดาราศาสตร์จะได้สังเกตการณ์เพิ่มเติมในระบบดาวเคราะห์ TOI-700 เพื่อค้นหาดาวเคราะห์เพิ่มเติม และศึกษาสมบัติต่างๆ และชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ในระบบนี้\r\n        ในส่วนของนักวิจัยของ NARIT ได้มีการศึกษาและค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะอย่างต่อเนื่อง มีการใช้กล้องโทรทรรศน์ในเครือข่ายของ NARIT และฐานข้อมูลกล้องโทรทรรศน์อวกาศ รวมถึงกล้องโทรทรรศน์อวกาศ TESS ทั้งนี้ในปัจจุบันนักวิจัยของ NARIT ได้มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบถึง 11 ดวง และคาดว่าจะมีการค้นพบเพิ่มเติมในอนาคตอันใกล้\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\ninstagram : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.nasa.gov/feature/nasa-s-tess-discovers-planetary-system-s-second-earth-size-world\r\nhttps://www.narit.or.th/index.php/astronomy-news/2641-nasa-toi-700-e-tess\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1674023397.jpg"],
    [209,4323,"สายชาร์จดูดข้อมูล ทำงานยังไง ทำไมถึงน่ากลัว","Tue, 2023-01-17 11:21","http://www.stkc.go.th/node/4323","วิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ",null,"                 ในปัจจุบันกลโกงของมิจฉาชีพมาในหลายรูปแบบ อาจทำให้หลายคนต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นเพราะข้อมูลต่างๆ ที่อยู่ในสมาร์ทโฟนหรือโทรศัพท์มือถืออาจโดนแฮกจากการเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่โดยไม่คาคคิด รวมถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต WiFi ตามสถานที่ต่างๆ ก็มีข่าวออกมาว่าอาจเป็นอันตรายเช่นกัน\r\nล่าสุด ตำรวจสอบสวนกลาง ได้ออกมาแจ้งเตือนภัยประชาชน เสียบสายชาร์จไม่ระวัง เสี่ยงถูกแฮกข้อมูลไม่รู้ตัว \r\n\r\n             สายชาร์จประเภทนี้ที่สำคัญที่สุดคือสาย O.MG ที่ได้รับการพัฒนาโดย ไมค์ โกรเวอร์ (Mike Grover) หรือนามแฝงคือ MG ที่มีการฝังอุปกรณ์ที่สามารถสร้างฮอตสปอตกระจายสัญญาณไวไฟ (WiFi Hotspot) จะช่วยให้แฮกเกอร์สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของตัวเองเพื่อดักจับข้อมูลทุกอย่างที่เหยื่อพิมพ์ลงบนอุปกรณ์ที่เชื่อมกับสายชาร์จนั้นได้ ซึ่งเป็นการทำงานเหมือนกับ Keylogger หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูล  โดยข้อมูลที่ดักเก็บมาได้จากสายชาร์จจะไปปรากฎอยู่ในหน้าจออุปกรณ์ของอาชญากรแบบเรียลไทม์\r\n\r\n            อย่างไรก็ดี แม้ว่า MG จะระบุว่าสายชนิดนี้สามารถใช้แฮกจากระยะไกลได้ แต่ในการทดสอบของเว็บไซต์ Motherboard นั้นพบว่าผู้ที่จะแฮกอุปกรณ์ของเหยื่อผ่านสายชาร์จ O.MG จะต้องอยู่ในระยะไม่ไกลจากเป้าหมาย ทั้งนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะไม่สามารถโจมตีระยะไกลได้ เนื่องจาก อย่างที่ระบุไปก่อนหน้าว่าสาย O.MG เป็นตัวอย่างของสายประเภทนี้เท่านั้น ยังมีความเป็นไปได้ว่ามีสายอีกมากที่อาจจะมีประสิทธิภาพสูงยิ่งกว่านี้ \r\n\r\n            ซึ่งหากสายประเภทนี้คือสายที่เหยื่อที่ปรากฎอยู่ในข่าวใช้จริง ก็อาจเป็นไปได้ว่าแฮกเกอร์อาจเก็บข้อมูลรหัสผ่านของแอปธนาคาร จากนั้นรอเวลาที่เหยื่อไม่ได้ใช้เครื่อง เพื่อล็อกอินเข้าไปยังแอปธนาคารไปโอนเงินของเหยื่อออกไปยังบัญชีของตัวเองในที่สุด แต่มีข้อแม้ว่าผู้ก่อเหตุจะต้องอยู่ในระยะที่ใกล้กับเหยื่อนั้นเอง\r\n\r\nสำหรับวิธีป้องกันที่ง่ายกว่า คือการไม่ใช้สายชาร์จของคนอื่น ใช้อะแดปเตอร์ของตัวเองเท่านั้น หรือพกแบตเตอรี่สำรองติดตัวเสมอ ควรหลีกเลี่ยงการใปชาร์จในที่สาธารณะ หากจำเป็นต้องชาร์จในที่สาธารณะควรเลือกชาร์จเฉพาะต่อกับเต้าเสียบเท่านั้น ไม่ควรเสียบชาร์จกับพอร์ต USB\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.pptvhd36.com/\r\nhttps://www.beartai.com/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1673929279.jpg"],
    [210,4318,"เปิดประวัติ ‘เรือหลวงจักรีนฤเบศร’ ผู้เป็นใหญ่แห่งราชวงศ์จักรี","Mon, 2023-01-16 14:42","http://www.stkc.go.th/node/4318","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"         วันนี้เราจะพาไปย้อนรอย เกี่ยวกับเรือหลวงของไทยที่คอยช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลมายาวแสนนานนั้นก็คือ เรือหลวงจักรีนฤเบศร นั้นเอง อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลยำปอ่านกันได้เลย\r\n\"เรือหลวงจักรีนฤเบศร\" มีเพื่ออะไร\r\n        ในปี พ.ศ. 2532 ได้เกิดพายุไต้ฝุ่นเกย์ในอ่าวไทยบริเวณจังหวัดชุมพร กองทัพเรือได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล ซึ่งทางกองทัพได้ใช้เรือและอากาศยานในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ประสบปัญหาคือ เรือขนาดใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ไม่สามารถทนสภาพทะเลได้ ทำให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเกิดความยากลำบาก การมีเรือขนาดใหญ่พร้อมอุปกรณ์ทันสมัยจะสามารถใช้ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลได้อย่างรวดเร็วและหากว่ามีเฮลิคอปเตอร์ประจำการบนเรือจะช่วยขยายพื้นที่ในการลาดตระเวนและระยะเวลาในการปฏิบัติการในทะเลได้เป็นเวลานาน กองทัพเรือจึงได้มีแนวความคิดในการสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ เพื่อให้สามารถบรรลุภารกิจตามความมุ่งหมาย\r\n\r\n        เดิมรัฐบาลไทยได้วางแผนจัดซื้อเรือบัญชาการสนับสนุนการยกพลขึ้นบก ขนาดระวาง 7,800 ตันจากบริษัทเบรเมอร์ วัลแคนของเยอรมนี แต่ได้ทำการยกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2534 และทำการจัดซื้อใหม่จากบริษัทบาซัน ประเทศสเปน ซึ่งเป็นผู้ออกแบบและต่อเรือปรินซีเปเดอัสตูเรียส เรือธงของกองทัพเรือสเปนในขณะนั้น คณะรัฐมนตรีของไทยได้มีมติเมื่อ 17 มีนาคม พ.ศ. 2535 อนุมัติให้กองทัพเรือว่าจ้างสร้างเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล ลงนามโดยรัฐบาลไทยและรัฐบาลสเปนในวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2535[3] เป็นเงิน 7,100 ล้านบาท\r\n\r\n        เรือหลวงจักรีนฤเบศรได้เริ่มสร้างในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2536 และมีการวางกระดูกงูในวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ทำพิธีปล่อยเรือลงน้ำในวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2539 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเสด็จไปทำพิธี ได้มีการทดลองแล่นเรือตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2539-เดือนมกราคม พ.ศ. 2540 ร่วมกับกองทัพเรือสเปนที่โรต้า (Rota) ประเทศสเปน รับมอบเรือและขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2540 โดยมีพลเรือเอก วิจิตร ชำนาญการณ์ เป็นผู้รับมอบ เรือได้รับหมายเลข 911 และเดินทางถึงประเทศไทยในต้นเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน เรือได้เข้าประจำการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ในวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2540\r\n พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จมาทรงเจิมเรือหลวงจักรีนฤเบศรเพื่อความเป็นสิริมงคล\r\n\r\n        กองทัพเรือได้ขอพระราชทานชื่อเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ลำนี้ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กองทัพเรือและเป็นขวัญกำลังใจแก่กำลังพลประจำเรือ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเรือหลวงลำนี้ว่า เรือหลวงจักรีนฤเบศร แปลว่า ผู้เป็นใหญ่แห่งราชวงศ์จักรี และใช้คำขวัญว่า ครองเวหา ครองนที จักรีนฤเบศร\r\n\r\nเรือหลวงจักรีนฤเบศรขึ้นระวางประจำการสังกัดกองเรือบรรทุกเฮลิคอปเตอร์ โดยมีนาวาเอกสุรศักดิ์ พุ่มพวง เป็นผู้บังคับการเรือคนแรก ปัจจุบันมีนาวาเอกจรัญ วทัญญู เป็นผู้บังคับการเรือ\r\n\r\nเรือหลวงจักรีนฤเบศรในปัจจุบัน\r\n        เรือหลวงจักรีนฤเบศรจอดเทียบท่าเรือจุกเสม็ดฐานทัพเรือสัตหีบ ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินขึ้นลงทางดิ่งและเฮลิคอปเตอร์ของราชนาวีไทยเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่มีมาในกองทัพเรือไทย ในยามปกติ เรือจักรีนฤเบศรจะเป็นฐานปฏิบัติการคุ้มครอง ประโยชน์ของชาติทางทะเล ช่วยเหลือผู้ประสบภัย และรักษาสิ่งแวดล้อมใน ทะเลในยามสงคราม เรือจักรีนฤเบศรจะเป็นเรือธง คือ เรือที่ทำหน้าที่ควบคุมและบังคับบัญชากองเรือในทะเล เพื่อควบคุมการปฏิบัติงานป้องกันภัยทางอากาศ การต่อสู้ ทางน้ำและปราบเรือดำน้ำของผู้ที่เข้ามารุกรานประเทศ\r\n        นอกจากนี้ยังเปิดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชม และเป็นแหล่งศึกษาความรู้เกี่ยวกับเรือแห่งกองทัพเรือด้วยเช่นกัน เปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 09.00-16.00น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศต้องทำหนังสือถึง ผู้บัญชาการกองเรือ ยุทธการ สัตหีบ ชลบุรี 20180  หากต้องการเยี่ยมชมเป็นหมู่คณะแจ้งชื่อหน่วยงานหรือคณะ จำนวนผู้เยี่ยมชม และวันเวลาที่ต้องการเยี่ยมชมและส่งถึงกองเรือยุทธการ\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttp://www.fleet.navy.mi.th/cvh911/history.html\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1673854958.jpg"],
    [211,4315,"ข้าวเหนียวกินแล้วง่วงนอนจริงหรือไม่","Thu, 2023-01-12 15:24","http://www.stkc.go.th/node/4315","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"       ข้าวเหนียว เมนูข้าวยอดนิยมสำหรับชาวภาคเหนือและอีสานที่ขาดไม่ได้ในสำรับอาหารจานพื้นบ้าน รวมถึงเป็นเมนูข้าวยอดนิยมที่สามารถนำมาดัดแปลงเพื่อรับประทานคู่กับอาหารคาวหวานได้หลากหลายเมนูจนเป็นที่ถูกปากถูกใจของคนไทยแทบทุกคน แม้ข้าวเหนียวจะเป็นอาหารที่ทั้งอิ่มท้องและให้พลังงานอย่างเต็มเปี่ยม แต่ side effect ของข้าวชนิดนี้ที่หลาย ๆ คนเห็นพ้องร่วมกันก็คืออาการ ‘ง่วงนอน’ หลังรับประทานนั่นเอง ทำไม รับประทานข้าวเหนียวแล้วจึงรู้สึกง่วงนอน ? อาการเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน รับรองว่าหลาย ๆ คนไม่ได้คิดไปเองอย่างแน่นอนเลยทีเดียว!\r\n\r\n       เนื่องจากข้าวทุกชนิดมีคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนประกอบถึง 80% ข้าวเจ้ามีสารอะไมโลสอยู่สูง เมื่อข้าวเจ้าเข้าสู่ระบบลำไส้ร่างกายจะย่อยคาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็ก นั่นคือน้ำตาลกลูโคสและซูโครส เมื่อปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ร่างกายจะทำการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาโดยอัตโนมัติ เพื่อรักษาความสมดุลของระดับน้ำตาลให้เป็นปกติ ขณะที่อินซูลินหลั่งสารชื่อเซโรโทนินออกมา และเมลาโทนินก็จะหลั่งออกมาเช่นกัน สารชนิดนี้ทำให้เกิดอาการง่วง ซึ่งเป็นเรื่องปกติหลังรับประทานอาหาร\r\n\r\n       ข้าวเหนียวเมื่อเข้าสู่ระบบลำไส้ร่างกายจะมีกระบวนการย่อยนานกว่าปกติ พอยิ่งนานร่างกายก็หลั่งสารเซโรโทนินและเมลาโทนิน ทำให้เกิดอาการง่วงมากขึ้นเป็นระยะเวลานานกว่าการกินข้าวสวย\r\n\r\nดังนั้นสรุปได้ว่าข้าวเหนียวมีสารบางชนิดที่ทำให้ร่างกายใช้ระยะเวลาในการย่อยนานกว่าข้าวเจ้า และกระตุ้นหลั่งสารความง่วงออกมามากกว่าและนานกว่านั่นเอง\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.vichaiyut.com/th/health/informations/question-healthy-sticky-rice-sleepy/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1673511860.jpg"],
    [212,4314,"น้ำซุบชาบูโซเดียมสูงเสี่ยงไตพัง","Wed, 2023-01-11 14:58","http://www.stkc.go.th/node/4314","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"       ปัจจุบันชาบู ถือเป็นอาหารยอดนิยมของคนทั่วไป เพราะทำรับประทานเองได้ง่ายหรือไม่สะดวกก็ไปหาร้านชาบูก็มีเยอะมากมาก แต่ถ้ากินชาบูบ่อยๆนอกจากเงินในกระเป๋าที่หายไปแล้ว ยังทำให้น้ำหนักเกิน เพิ่มความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวานความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคไตได้\r\n\r\n         วันที่ 2 ม.ค. รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ อาจารย์ประจำสาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงกรณีกระแสคำแนะนำดื่มน้ำเปล่ามากๆ แล้วออกกำลังกายขับโซเดียม หลังจากกินอาหารที่มีโซเดียมสูง ว่าการดื่มน้ำแล้วออกกำลังกายก็ช่วยขับโซเดียมได้บ้างประมาณ 10-20% หากทำได้ก็ถือว่าดี      ดีกว่าไม่ดื่มน้ำเปล่าและไม่ออกกำลังกาย โดยแนะนำว่าควรดื่มน้ำอย่างเหมาะสม เพราะเกลือโซเดียมจะขับออกทางปัสสาวะ หากดื่มน้ำน้อยเกินไปจะทำให้ปัสสาวะน้อย เกลือก็ออกไม่ได้          จึงคั่งค้างในตัวนาน\r\n\r\n         รศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวว่าอาหารประเภทน้ำต้องกินน้อยๆ อย่างชาบูที่หลายคนชอบ ตัวโซเดียมนั้นอยู่ในน้ำ ยิ่งต้มนานเท่าไรน้ำก็ยิ่งเค็ม แนะนำให้กินเนื้อ น้ำไม่ควรไปเน้นมาก ซดหมดถ้วยหมดกาก็ไม่ไหว ยิ่งอาหารโซเดียมสูง ในร้านมักมีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงมาคู่กันอย่างน้ำอัดลม เพราะหวานมาตัดเค็ม ยิ่งกินยิ่งอร่อย ผู้บริโภคจะกลายเป็นได้ทั้งโซเดียมและน้ำตาล ทั้งนี้โดยรวมแล้วควรกินแบบกลางๆ ไม่มากไป ไม่น้อยไป เมื่อรับประทานแล้วควรเว้นระยะไป อย่ากินกันต่อเนื่อง\r\n\r\n         การออกกำลังกายอาจจะช่วยขับโซเดียมออกจากร่างกายไม่มาก ประมาณ 5-10% ขึ้นกับว่าเราออกกำลังกายนานมากน้อยแค่ไหน ถ้าออกประมาณครึ่งชั่วโมงก็อาจจะไม่มาก แต่ถ้าออกกำลังกายเกิน 1 ชั่วโมงก็อาจจะช่วยเอาโซเดียมออกได้มากขึ้นเนื่องจากโซเดียมจะออกไปพร้อมกับเหงื่อ จะเห็นว่าเหงื่อจะมีรสเค็ม ก็จะช่วยให้ไตเราได้พัก เพราะตามปกติแล้วโซเดียมจะขับออกทางไตถึง 90% ดังนั้น การออกกำลังกายก็ถือว่าช่วยได้บ้าง\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.amarintv.com/news/detail/162098\r\nhttps://www.khaosod.co.th/special-stories/news_7442100\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1673423936.jpg"],
    [213,4306,"ประโยชน์ของผักและผลไม้ 5 สี","Fri, 2023-01-06 10:53","http://www.stkc.go.th/node/4306","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"        ในปัจจุบันเรากินผักผลไม้กันน้อยลงมาก ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขับถ่าย  โรคอ้วน และโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคมะเร็ง การกินผักและผลไม้ให้หลากหลายและเพียงพอในทุกมื้อจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ป้องกันความเสี่ยงโรคเหล่านี้ได้ วันนี้จึงขอเล่าถึงคุณประโยชน์ของสารพฤกษเคมีในผักผลไม้ 5 สีกัน\r\n\r\nสีแดง มีสารไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ ซ่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ มะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด พบมากใน มะเขือเทศ พริกหวาน สตรอเบอร์รี่ แตงโม แอปเปิ้ลแดง เป็นต้น\r\n\r\nสีส้ม/เหลือง มีสารเบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตาและการมองเห็น เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดพบมากใน ฟักทอง แครอท ส้ม มะละกอ  มันเทศ เสาวรส สัปปะรด เป็นต้น\r\n\r\nสีเขียว มีสารคลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ บำรุงผิวพรรณ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ผักใบเขียวยังเป็นผักที่มีใยอาหารสูง ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย พบมากใน ผักบุ้ง ผักคะน้า ตำลึง แอปเปิ้ลเขียว ฝรั่ง\r\n\r\nสีม่วง มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งและต้านการอักเสบในร่างกาย ป้องกันการเกิดมะเร็ง ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด พบมากใน กะหล่ำปลีสีม่วง   มะเขือม่วง มันม่วง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ องุ่น ลูกพรุน\r\n\r\nสีขาว มีสารอัลลิซิน (Allicin) และ แซนโทน (Xanthone) ช่วยลดการอักเสบ ลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิต จึงช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด พบมากใน กระเทียม หัวไชเท้า ข่า เงาะ ลิ้นจี่\r\n\r\n     จะเห็นได้ว่าสารพฤษเคมีเป็นสารสีที่มีประโยชน์ และอยู่ในพืชผักทุกชนิด ส่วนใหญ่มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์ที่เฉพาะตัวของแต่ละสี เราจึงควรเลือกกินผักผลไม้ให้หลากหลายและครบ 5 สี\r\n\r\nเผยแพร่ : ว่าที่ร้อยตรีณภัทร โพธิ์อยู่\r\n(เจ้าหน้าที่พัฒนาเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.theptarin.com/th/article/detail/16\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1672977213.jpg"],
    [214,4302,"มารู้จักดินที่มีราคาแพง 3 แสนล้านบาท","Wed, 2022-12-28 10:52","http://www.stkc.go.th/node/4302","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม",null,"       รู้รึป่าวนี่คือดินที่เเพงที่สุดในโลก ราคา 3 เเสนล้านบาท !!! ดินธรรมดาๆ มันจะไปมีราคาที่เเพงขนาดนั้นได้อย่างไร ? คำถามนี้คงดังขึ้นในหัวอย่างเเน่นอน ใช่เเล้วครับ ดินธรรมดาบนโลกที่ไหนมันจะไปเเพงได้ถึง 3 เเสนล้านบาทกัน เเน่นอนเราไม่ได้พูดถึงดินบนโลก เเต่เรากำลังจะพามารู้จักกับ ดินที่ราคาเเพงมากถึง 3 เเสนล้านบาทอย่าง \"ดินดาวอังคาร\" นั้นเอง\r\n       ใช่เลยครับ ดินจากดาวอังคารเป็นดินที่ราคาเเพงมากๆ ในตอนนี้ ไม่ใช่เพราะมันวิเศษอะไรหลอกนะ เเต่มันคือความยากในการไปเอากลับมายังโลกมากกว่า การที่จะไปเอาดินจากดาวอังคารกลับมาได้ต้องใช้เวาลานานถึง 1 ทศวรรษ เเละภาระกิจอวกาศถึง 3 ภาระกิจ พร้อมงบประมาณอีกบาน\r\n\r\nภาระกิจอวกาศที่ 1 คือ การส่งยานอวกาศพร้อมกับเครื่องเก็บตัวอย่างไปดวงอังคาร\r\nภาระกิจอวกาศที่ 2 คือ การส่งยานอวกาศพร้อมกับเครื่องมือที่จะไปเก็บตัวอย่างขึ้นมาจากพื้นผิวดาวอังคาร\r\nภาระกิจอวกาศที่ 3 คือ การส่งตัวอย่างดินที่ได้กลับมายังโลก โดยใช้ยานอวกาศอีกลำหนึ่ง\r\n\r\n       นี้เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมดินดาวอังคารถึงมีราคาเเพงสุด เเต่ถึงคุณมีเงินก็ใช่ว่าคุณจะซื้อได้เสมอไป เพราะตัวอย่างดินนั้นจะถูกนำเข้าห้องวิจัยเพื่อศึกษา องค์ประกอบหรือเเม้เเต่การวิจัยหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ฉะนั้นเก็บเงิน 3 เเสนล้านไว้ซื้ออย่างอื่นดีกว่าครับ \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.blockdit.com/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1672199531.jpg"],
    [215,4295,"สึนามิ สร้างความเสียหายแค่ไหน","Fri, 2022-12-23 14:13","http://www.stkc.go.th/node/4295","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"         ทำความรู้จักคลื่นยักษ์ \"สึนามิ\" กันอีกครั้ง เนื่องจากวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ประเทศไทยต้องพบความสูญเสียรุนแรงจากคลื่นยักษ์หายนะที่เรียกว่า ‘สึนามิ’ ไปดูกันว่าสึนามิเกิดจากอะไร สร้างความเสียหายได้ขนาดไหน และประเทศไทยจะมีโอกาสพบกับสึนามิครั้งต่อไปหรือไม่\r\n\r\n        \"สึนามิ\" หรือที่หลายคนเรียกกันว่า คลื่นยักษ์สึนามินั้นต่างจากคลื่นน้ำธรรมดา เพราะตัวคลื่นนั้นสามารถเดินทางได้เป็นระยะทางไกล โดยไม่สูญเสียพลังงาน และสามารถเข้าทำลายชายฝั่งที่อยู่ห่างไกลจากจุดกำเนิดหลายพันกิโลเมตร โดยปกติคลื่นสึนามิเป็นคลื่นในน้ำเดินทางได้ช้ากว่าการสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่เป็นคลื่นที่เดินทางในพื้นดิน ดังนั้นคลื่นอาจเข้ากระทบฝั่งภายหลังจากที่ผู้คนบริเวณนั้นรู้สึกว่าเกิดแผ่นดินไหวเป็นเวลาหลายชั่วโมง\r\n\r\nสึนามิเกิดจากอะไร ?\r\n        กลุ่มคลื่นน้ำที่เกิดขึ้นจากการย้ายที่ของปริมาตรน้ำก้อนใหญ่ คือ มหาสมุทร หรือทะเลสาบขนาดใหญ่ แผ่นดินไหวในทะเล การปะทุของภูเขาไฟ และการระเบิดใต้น้ำอื่นๆ โดยรวมถึงการจุดวัตถุระเบิด หรือวัตถุระเบิดนิวเคลียร์ใต้น้ำด้วย นอกจากนี้ยังเกิดจากเหตุดินถล่ม ธารน้ำแข็งไถล อุกกาบาตตก และการรบกวนอื่น ไม่ว่าเหนือน้ำหรือใต้น้ำ\r\n\r\nสึนามิในประเทศไทยครั้งแรก\r\n       เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2547 เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ขนาด 9.2 ศูนย์กลางบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย ห่างจาก จ.ภูเก็ต ประมาณ 5280 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ถึง จ.ภูเก็ต และจังหวัดชายฝั่งอันดามันของประเทศไทย และทำให้เกิดคลื่นสึนามิตามมา ในมหาสมุทรอินเดีย ซัดเข้าชายฝั่ง 14 ประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ศรีลังกา มาเลเซีย รวมถึงประเทศไทย กระทบ 6 จังหวัดภาคใต้ คือ ภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรัง และสตูล โดยประเทศไทย มีผู้เสียชีวิตประมาณ 5,400 ราย บาดเจ็บกว่า 8,000 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก บ้านเรือนประชาชน โรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ทรัพย์สินส่วนตัวของนักท่องเที่ยว ยานพาหนะ รวมถึงระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เช่น ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนน เสียหายรวมมูลค่าหลายพันล้านบาท\r\n\r\nผลกระทบจากสึนามิ\r\nแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ สิ่งแวดล้อม และสังคม\r\nด้านสิ่งแวดล้อม\r\n1. ทำให้แผ่นเปลือกโลกขยับ ค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์คลาดเคลื่อนไป\r\n2. ส่งผลให้สภาพพื้นที่ชายฝั่งทะเลเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว\r\n3. ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ เช่น สัตว์น้ำบางประเภทเปลี่ยนที่อยู่อาศัย หรือเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์\r\n\r\nด้านสังคม\r\n1. สูญเสียทั้งชีวิต และทรัพย์สิน เช่น บ้านเรือนเสียหาย ระบบสาธารณูปโภคถูกทำลาย\r\n2. กระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชน เช่น การทำประมง การค้าขายบริเวณชายหาด ธุรกิจที่พักริมทะเล\r\n3. ส่งผลกระทบต่อธุรกิจการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttp://ndwc.disaster.go.th/cmsdetail.ndwc-9.283/26661/menu_7525/4214.1/รู้จักภัยจาก+สึนามิ\r\nhttps://www.scimath.org/lesson-physics/item/7288-tsunami\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1671779581.jpg"],
    [216,4294,"เปิดประวัติ เรือหลวงสุโขทัย","Fri, 2022-12-23 10:01","http://www.stkc.go.th/node/4294","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"          จากกรณีเรือหลวงสุโขทัย ได้อับปางกลางทะเลอ่าวไทยเมื่อวันนี้ (18 ธ.ค.65) เวลา 23.30 น. ที่ผ่านมา เนื่องจากเครื่องจักรใหญ่หยุดทำงาน เป็นเหตุให้เรือไม่สามารถควบคุมเรือได้ และทำให้น้ำเข้าภายในตัวเรืออย่างรวดเร็วจนทำให้เรือเอียง แล้วอับปางลง มาทำความรู้จักเรื่องราวที่น่าสนใจของเรือหลวงสุโขทัยที่มีอายุกว่า 35 ปี\r\nประวัติ “เรือหลวงสุโขทัย”\r\n        เรือหลวงสุโขทัย (442) สังกัด: หมวดเรือที่ 1 กองเรือฟริเกตที่ 1 กองเรือยุทธการ เป็นเรือคอร์เวตชุดเรือหลวงรัตนโกสินทร์ (2 ลำ) วางกระดูกงู 26 มี.ค. 2527 ขึ้นระวางประจำการ 19 ก.พ. 2530\r\n       สร้างโดย TACOMA BOATBUILDING COMPANY ที่เมือง TACOMA สหรัฐอเมริกา โดยเรือหลวงสุโขทัยมีชื่อเดิมว่า RTN 252 FT PSMM MK-16 #446 ที่ได้รับการติดตั้งระบบอาวุธยุทโธปกรณ์และระบบอำนวยการรบที่ทันสมัย มีขีดความสามารถและประสิทธิภาพสูงพร้อมปฏิบัติการรบได้ทั้ง 3 มิติในเวลาเดียวกัน คือ การป้องกันภัยทางอากาศ ผิวน้ำ และสงครามปราบเรือดำน้ำ\r\n\r\nคุณลักษณะของเรือหลวงสุโขทัย\r\n      ระบบขับเคลื่อนและเครื่องจักรช่วย เครื่องจักรใหญ่ดีเซล MTU 20V1163 TB83 2 เครื่องชนิด 4 Stroke  Single Action แบบ 20V 1163 TB 83 กำลัง 7,268 แรงม้า เพลาใบจักร 2 เพลา (กำลังพลประจำเรือ 87 นาย)\r\n\r\n-ระวางขับน้ำ : ปกติ 866.8 ตัน เต็มที่ 958.9 ตัน\r\n-รูปทรงมิติ : (กว้าง x ยาว x สูง) : 9.6 x 76.7 x 26.82 น้ำลึกหัว 3.81 เมตร ท้าย 3.07 เมตร โดมโซนาร์ 4.5 เมตร\r\n-เครื่องไฟฟ้า : จำนวน 4 เครื่อง ชนิด Self-Regulating Brushless Alternators แบบ DKB 100/550-4TS\r\n-ความเร็ว : มัธยัสถ์ 16 นอด สูงสุด 24 นอต\r\n-ระยะปฏิบัติการสูงสุด : 3,568 ไมล์ทะเล \r\n-ระบบตรวจการณ์ : เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ Decca 1226 / เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ ZW-06 / เรดาร์ตรวจการณ์พื้นน้ำ/อากาศ DA-05 / โซนาร์ติดใต้ตัวเรือ STN Atlas DSQS-21C / เรดาร์ควบคุมการยิง WM-25 / LIROD-8 optical\r\n-ระบบอาวุธ : ปืน 76/62 มม. จำนวน 1 กระบอก / ปืน 40L70 มม. แท่นคู่ 1 กระบอก / ปืน 20 มม. 2 กระบอก / ระบบอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-พื้น แบบ ฮาร์พูน 2 แท่น (8 ท่อยิง) / ระบบอาวุธปล่อยนำวิถี พื้น-สู่-อากาศ แบบ อัลบราทรอส 1 แท่น (8 ท่อยิง) / ท่อตอร์ปิโด 2 แท่น(6 ท่อยิง)\r\n\r\nภารกิจหลัก \r\n-การปราบเรือดำน้ำ\r\n-การลาดตระเวนตรวจการณ์\r\n-การคุ้มกันกระบวนเรือ\r\n-การสนับสนุนการยิงฝั่ง\r\n\r\nการกิจรอง \r\n-สนับสนุนภารกิจกองทัพเรือ\r\n\r\nขีดความสามารถ\r\n-ระดมยิงฝั่งด้วย ปืน 76/62 OTO MELARA 1 กระบอก\r\n-ต่อสู้อากาศยานด้วย ปืนกล 40L70 มิลลิเมตร แท่นคู่ 1 กระบอก\r\n-ป้องกันระยะประชิดด้วย ปืนกล 40L70 มิลลิเมตร แท่นคู่ ปืนกล 20 มิลลิเมตร 2 กระบอก และเครื่องทำเป้าลวง DAGAIE\r\n-ระบบอาวุธปล่อยนำวิถิ่ พื้น-สู่-พื้น แUU HARPOON BLOCK 1C\r\n-ระบบอาวุธปล่อยนำวิถิ่ พื้น-สู่-อากาศ แบU ASPIDE 2000 ด้วยแท่นยิง ALBATROS MK2 9/T\r\n-ท่อตอร์ปิโด 2 แท่น MK 32 MOD5\r\n\r\nยุทโธปกรณ์ \r\n1. ปืน 76/62 มม. จำนวน 1 กระบอก\r\n2. ปืน 40L70 มม. แท่นคู่ 1 กระบอก\r\n3. ปืน 20 มม. 2 กระบอก\r\n\r\nระบบอาวุธปราบเรือดำน้ำ :\r\n4. ท่อยิงตอร์ปิโด 2 แท่น MK 32 MOD5 (6 ท่อยิง)\r\n\r\nระบบอาวุธปล่อยนำวิถี :\r\n5. ระบบอาวุธปล่อยนำวิถิ่ พื้น-สู่-พื้น แบบ HARPOON BLOCK 1C 2 แท่น (8 ท่อยิง)\r\nระบบอาวุธปล่อยนำวิถิ่ พื้น-สู่-อากาศ แบU ALBATROS 1 แท่น (8 ท่อยิง ASPIDE 2000)\r\nระบบ SONAR : DSQS 21 C MOD\r\nระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ : ESM Harris Excellis 3601\r\nระบบต่อต้านอาวุธปล่อยนำวิถี : DAGAIE EW/IR\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://th.wikipedia.org/wiki/เรือหลวงสุโขทัย\r\nhttps://www.sanook.com/news/8689386/\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1671764499.jpg"],
    [217,4293,"รู้จัก “Teqball” กีฬาลูกผสม “ตะกร้อ+ปิงปอง+ฟุตบอล”","Tue, 2022-12-20 15:32","http://www.stkc.go.th/node/4293","สังคมศาสตร์",null,"      ลูกกลม ๆ ยังคงเป็นต้นทางของนวัตกรรมด้านกีฬาของมนุษยชาติเสมอ ล่าสุด สถานทูตฮังการีประจำประเทศไทยเพิ่งจัดงานเปิดตัวกีฬา TEQBALL กีฬาลูกผสมระหว่าง “ตะกร้อ+ปิงปอง+ฟุตบอล” ขึ้นในประเทศไทย พร้อมส่งเสริมให้กีฬานี้ขึ้นแท่นเป็นอีกหนึ่งกีฬายอดฮิตสำหรับคนไทย ด้วยการมอบโต๊ะ \"Teqball” ให้กับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปใช้งานในการพัฒนานักกีฬาฟุตบอล โดยถือเป็นความร่วมมือขั้นแรก ระหว่างสถานทูตฮังการีประจำประเทศไทย กับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย \r\n      กีฬา “Teqball (เทคบอล)” นั้นถูกสร้างสรรค์ขึ้นเมื่อปี 2012 ในประเทศฮังการีโดยผู้ที่ชื่นชอบกีฬาฟุตบอล 3 คน และหนึ่งในนั้นก็คืออดีตผู้เล่นมืออาชีพอย่าง “กาบอร์ บอร์ชานีย์” ร่วมกับนักธุรกิจชาวฮังกาเรียน György Gattyán และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ Viktor Huszár ซึ่งต้นไอเดียมาจากที่ กาบอร์ บอร์ชานีย์ ซึ่งเคยเล่นฟุตบอลบนโต๊ะปิงปองคิดว่าการออกแบบแนวนอนของโต๊ะทำให้ลูกบอลไม่ค่อยกระดอนเข้าหาผู้เล่น เขาจึงคิดว่าหากโต๊ะงอลง จะทำให้มีพื้นผิวโค้งซึ่งช่วยให้ลูกบอลกระดอนไปที่เท้าได้ดีขึ้น \r\n       จากนั้นเขาจึงได้มหาวิทยาลัยบูดาเปสต์ (Budapest University of Technology and Economics) มาช่วยออกแบบและพัฒนาจนได้ออกมาเป็นโต๊ะที่มีองศาพอดีสำหรับการเล่นกีฬาชนิดนี้ ก่อนที่กีฬาเทคบอลจะได้รับการยอมรับให้เป็นกีฬาอย่างเป็นทางการในกรุงบูดาเปสต์  ประเทศฮังการี เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2016 โดยมี “โรนัลดินโญ่” อดีตนักฟุตบอลชาวบราซิล เป็นหนึ่งในทูตกีฬาดังกล่าวที่ทำหน้าที่เผยแพร่ไปยังนักฟุตบอลอาชีพชื่อดัง จนเป็นที่รู้จักแพร่หลายอย่างรวดเร็วก่อนที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ\r\n        ลูกบอลที่ใช้เล่นเทคบอลจะเป็นบอลทรงกลม ทำด้วยหนังหรือวัสดุอื่นที่เหมาะสม ขนาดเท่ากับลูกฟุตบอลเบอร์ 5 ซึ่งใช้กันทั่วไปในกีฬาฟุตบอล ส่วนสนามแข่งขัน ขนาดการแข่งขันอย่างเป็นทางการของคอร์ทเทคบอลต้องมีความกว้างอย่างน้อย 12 เมตร ยาวอย่างน้อย 16 เมตร และสูงอย่างน้อย 7 เมตร สนามจะต้องเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีขอบล้อมรอบ โดยมีความสูงขั้นต่ำ 0.5 เมตร และความสูงสูงสุด 1.5 เมตร \r\n       ในส่วนของกติกาและวิธีการเล่นเทคบอลนั้น มี 2 รูปแบบหลัก ๆ รูปแบบแรกคือการ “เล่นแบบเดี่ยว” ฝั่งละคน และรูปแบบที่สองคือการ “เล่นแบบคู่” ฝั่งละ 2 คน โดยในระหว่างการเล่น นักกีฬาสามารถใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเดาะบอลได้ 2 ครั้ง ก่อนจะใช้อวัยวะส่วนอื่นเล่นต่อ ยกเว้นมือ ที่สำคัญคือสามารถโดนบอลได้เพียง 3 จังหวะเท่านั้น ในการแข่งแต่ละครั้ง ทีมใดที่ทำคะแนนไปถึง 12 แต้มก่อนจะเป็นฝ่ายชนะ \r\n        หลังจากประสบความสำเร็จกับการเผยแพร่การเล่นเทคบอลในประเทศฮังการี ความนิยมก็เริ่มแพร่หลายไปในหลาย ๆ ประเทศ เริ่มจากประเทศแถบยุโรป เช่น สเปน และอังกฤษ ที่นิยมเล่นฟุตบอลกับวอลเลย์บอลชายหาดอยู่เดิม รวมถึงในหมู่นักกีฬาฟุตบอล ที่เทคบอลจะช่วยเสริมสร้างทักษะให้ผู้เล่นฝึกเล่นบนพื้นที่จำกัดได้ และยังเล่นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.creativethailand.org/view/article-read?article_id=33638&lang=en\r\nขอบคุณรูปภาพ\r\nhttps://www.wipo.int/wipo_magazine/en/2019/04/article_0005.html\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1672968922.jpg"],
    [218,4292,"6 วิธีดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาว","Tue, 2022-12-20 11:13","http://www.stkc.go.th/node/4292","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"      ในช่วงนี้อากาศเริ่มหนาว จะทำให้เกิดอาการป่วยไข้ได้ง่าย ทำให้ต้องเตรียมตัวดูแลสุขภาพตัวเองเป็นพิเศษ วันนี้มี STKC ข้อแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพมาฝากกัน ด้วย \"6 วิธีดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาว\" รู้แล้วก็ลอง\r\n \r\n1.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ\r\nการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ทำให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ\r\n\r\n2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ \r\nการรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยอาจจะเน้นเป็นการกินผัก ผลไม้ ที่มีวิตามินซีเยอะๆ เพราะ วิตามินซื มีส่วนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ในร่างกายได้\r\n\r\n3.พักผ่อนให้เพียงพอ \r\nระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายคนเรา จะสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ถ้าหากร่างกายของเรานั้น ได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอ อีกทั้งในขณะที่เรานอนหลับนั้น ร่างกายของเราจะมีการซ่อมแซมในส่วนที่สึกหรออีกด้วย ดังนั้น ถ้าไม่อยากป่วยเป็นหวัด ควรหลับให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง\r\n\r\n4.สวมเครื่องนุ่งห่มกันหนาว\r\nการสวมเครื่องนุ่งห่มกันหนาว หรือสวมเสื้อผ้าหนาๆ จะช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย\r\n\r\n5.ดื่มน้ำอุ่นและเครื่องดื่มอุ่นๆ\r\nในภาวะอากศที่หนาวจัด การดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มอุ่นๆจะช่วยบรรเทาความหนาวได้ดี อีกทั้งน้ำอุ่นยังช่วยปรับสมดุลภายในร่างกายของเราได้อย่างดีอีกด้วย\r\n\r\n6.งดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด\r\nในช่วงภาวะอากาศหนาว นอกจากจะไม่ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นแล้ว เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ เพราะ การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก มีผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน\r\n\r\n      ส่งผลให้เกิดการอักเสบขึ้นในร่างกายได้ง่ายกว่าปกติ อีกทั้งยังทำให้ร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำได้อีกด้วย ถ้าเลิกดื่มไม่เพียงแค่เลี่ยงจากไข้หวัดได้ ยังเลี่ยงความเสี่ยงต่อโรคอื่นๆได้อีกด้วย \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://vitaminwater.co.th/health/6-วิธีดูแลสุขภาพในช่วงฤด/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1671509636.jpg"],
    [219,4291,"วันเหมายัน กลางคืนยาวที่สุดในรอบปี","Tue, 2022-12-20 10:15","http://www.stkc.go.th/node/4291","ดาราศาสตร์",null,"      สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า วันที่ 22 ธันวาคม 2565 เป็น \"วันเหมายัน\" (เห-มา-ยัน) (Winter Solstice) วันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและ กลางคืนยาวนานที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า \"ตะวันอ้อมข้าว\" \r\n\r\n     ในแต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏอยู่ตำแหน่งที่แตกต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นมา ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนที่จากจุดตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกลงมาทางใต้ สังเกตได้จากท้องฟ้าในช่วงนี้จะมืดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งดวงอาทิตย์เคลื่อนมา ณ ตำแหน่งเฉียงไปทางทิศใต้มากที่สุดใน \"วันเหมายัน\" ของแต่ละปี วันดังกล่าวจึงมีเวลากลางวันที่สั้นที่สุด และเวลากลางคืนยาวนานที่สุด \r\n\r\n      โดย \"วันเหมายัน\" ในปี 2565 ดวงอาทิตย์จะขึ้นเวลาประมาณ 06:36 น. และจะตกลับขอบฟ้าเวลาประมาณ 17:55 น. รวมระยะเวลากลางวันเพียง 11 ชั่วโมง 19 นาที นอกจากนี้ \"วันเหมายัน\" ยังถือเป็นวันแรกของการเข้าสู่ ฤดูหนาว สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ แต่สำหรับประเทศทางซีกโลกใต้นั้นจะนับเป็นวันแรกที่เข้าสู่ฤดูร้อน\r\n\r\n       ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่โลกโคจรรอบ ดวงอาทิตย์ จะเกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ทั้งหมด 4 ครั้ง ได้แก่ วันครีษมายัน เป็นวันที่กลางวันยาวนานที่สุด \"วันเหมายัน\" เป็นวันที่กลางคืนยาวนานที่สุด วันวสันตวิษุวัตและวันศารทวิษุวัต เป็นวันที่มีกลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.narit.or.th/index.php/news/760-4135-narit-winter-solstice-2562\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1671506148.jpg"],
    [220,4290,"AI คืออะไร ทำไมมีแต่คนพูดถึง ","Mon, 2022-12-19 15:17","http://www.stkc.go.th/node/4290","วิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ",null,"      ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายๆเคยได้ยินคนพูดถึงเรื่อง AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ทั้งในมุมที่ AI จะเข้ามาช่วยเหลือให้การใช้ชีวิต และการทำงานสะดวกสบาย และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึงในมุมการนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจหรือ AI จะเข้ามาทำงานแทนมนุษย์หรือเปล่า แท้จริงแล้ว Artificial Intelligence หรือ AI เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเราทุกคน และเราอาจจะได้ใช้งาน AI อยู่ในชีวิตประจำวันกันอยู่แล้ว อาทิเช่น ระบบนำทาง ระบบแนะนำภาพยนตร์ หรือสินค้า ระบบสั่งงานด้วยเสียง เป็นต้น ในบทความนี้ เราจะพามาทำความรู้จัก AI กันมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งประโยชน์ และขีดความสามารถที่ AI จะช่วยพัฒนาธุรกิจของคุณได้ดียิ่งขึ้น\r\n\r\nAI คืออะไร\r\n      AI (Artificial Intelligence) คือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มีระบบและชุดคำสั่งที่อยู่ในอุปกรณ์ไอทีของเรานั่นเอง โดยนักพัฒนาระบบได้ทำการคิดค้นและออกแบบระบบต่าง ๆ ออกมา ให้ AI มีความสามารถในการคิด แล ะวิเคราะห์ได้เทียบเท่ากับมันสมองของมนุษย์ จึงทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่หันมาพึ่งพา AI เพราะพวกมันทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงยังตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคอีกด้วย\r\n\r\nตัวอย่างของ AI\r\n      ที่เราเห็นได้อย่างชัดเจนในสมัยนี้เลยก็คือ “Siri” ที่มีอยู่ในสมาร์ทโฟนในระบบปฏิบัติการ IOS โดยหน้าที่หลัก ๆ ของ Siri คือการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้ใช้งานในรูปแบบชุดคำสั่งด้วยเสียง ไม่ว่าจะเป็น การโทรออก , การเปิดเพลง , หรือการนำทางโดยใช้แผนที่ Siri จะสามารถเข้ามาช่วยมนุษย์ในส่วนตรงนี้ได้เป็นอย่างดี หรือแม้กระทั่งการออกกำลังกายที่มีเครื่องมือที่สามารถคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปวัดนู่นนี่นั่นให้เสียเวลา จึงถือว่า AI นั้นเป็นเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดและสามารถสร้างความสะดวกสบายให้กับมนุษย์ได้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว\r\n\r\nประโยชน์ AI\r\n      ในเมื่อ AI เป็นเทคโนโลยีที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำอีกทั้งยังช่วยให้เกิดความสะดวกสบายได้มากยิ่งขึ้นแล้ว แน่นอนว่ามันจะต้องมีประโยชน์ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้\r\n\r\n-AI ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับการทำการตลาดสามารถสร้างกำไรที่ดี่ขึ้นได้ในด้านธุรกิจ อย่างเช่น การจัดทำคูปองส่วนลดแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถส่งผ่านอีเมลของลูกค้าได้ง่าย ๆ ซึ่งจะทำให้แนวโน้มในการกลับมาซื้อสินค้านั้นมีมากขึ้น โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ที่เรียกว่า Data Analytics เป็นต้น\r\n-AI สามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้แม่นยำกว่ามนุษย์เพราะมีการลงโปรแกรมที่เหมาะสมกับงานแต่ละชนิดเอาไว้แล้ว\r\n-AI ช่วยในเรื่องของการขนส่งสินค้าที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ด้วยการแจ้งเตือนการเข้ารับสินค้าหรือการส่งออกสินค้าอยู่ตลอดเวลา\r\n\r\n       จะเห็นได้ว่า AI ถือเป็นเทคโนโลยีที่ยังสามารถก้าวหน้าได้ดีขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งนั่นก็เป็นผลมาจากการที่มีธุรกิจต่าง ๆ เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย การที่ได้ AI เข้ามามีส่วนช่วยในการคิดวิเคราะห์หรือสังเกตพฤติกรรมลูกค้าก็จะทำให้ธุรกิจนั้น ๆ ได้รับกำไรอย่างมากมายได้เช่นกัน\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://aigencorp.com/3-types-of-ai-for-business/\r\nhttps://www.beartai.com/article/tech-article/424875\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1671437852.jpg"],
    [221,4283,"รู้จักโรคแพ้ภูมิตัวเองหรือSLE","Thu, 2022-12-15 13:49","http://www.stkc.go.th/node/4283","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"       โรคพุ่มพวง หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง SLE (Systemic Lupus Erythematosus, SLE) เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ทำลายเนื้อเยื่อร่างกายของตนเอง แต่สาเหตุที่ภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาดนั้นยังไม่แน่ชัด แต่ยังพอสามารถระบุพฤติกรรมที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคพุ่มพวงอยู่หลายสาเหตุ โรคนี้ยังต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานานและเคร่งครัดเนื่องจากอาการที่กำเริบอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้\r\n\r\nความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคพุ่มพวง\r\n\r\n- เกิดจากการใช้ยา และสารเคมีต่าง ๆ หรือยาประเภทควบคุมความดันเลือด ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น \r\n- เกิดจากฮอร์โมน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในบางครั้งจะส่งผลด้วย เช่น ช่วงตั้งครรภ์หรือช่วงที่เติบโตในแต่ละวัย เป็นต้น\r\n- การถ่ายทอดพันธุกรรม โรคหรืออาการบางชนิดที่เกิดในวงเครือญาติอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพุ่มพวงได้\r\n- ปฏิกิริยาต่อแสงแดด สำหรับคนที่มีผิวหนังไวต่อแสงแดดจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากอาการแพ้ดังกล่าวได้\r\n\r\nทำไมจึงเรียกว่าโรคพุ่มพวง\r\n\r\n        โรคแพ้ภูมิตัวเองเป็นชื่อในเชิงทางการ แต่โดยทั่วไปแล้วเรามักจะเรียกว่า “โรคพุ่มพวง” ซึ่งเรียกตามกันมาจากชื่อของนักร้องไทยชื่อดังในอดีต “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ที่ป่วยเป็นโรคนี้ และเสียชีวิตลงในเวลานั้น ทำให้หลายคนจำชื่อโรคของพุ่มพวงมาจนถึงปัจจุบัน\r\n\r\nอาการของโรคพุ่มพวง\r\n\r\nอาการของโรคนี้มีอยู่หลายระดับ ถึงแม้จะรักษาได้แต่ในผู้ป่วยบางรายถึงแม้จะรักษาไปแล้วอาการจะยังคงอยู่แบบถาวร โดยอาการดังกล่าวมีอยู่หลายแบบดังนี้\r\n\r\n- มีการตรวจพบแอนติบอดีต่อดีเอ็นเอ (anti-dsDNA) หรือการตรวจพบแอนติฟอสโฟไลปิดแอนติบอดี หรือการตรวจเลือดพบผลบวกปลอมต่อการตรวจซิฟิลิส\r\n- หากมีการตรวจเลือดจะพบแอนตินิวเคลียร์แอนติบอดี (antinuclear antibody)\r\n- ผื่นผิวหนังบริเวณใบหน้า ใบหู แขนขา และลำตัว\r\n- มีผื่นบริเวณใบหน้าเป็นรูปผีเสื้อ\r\n- อาการซีด จากเม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือดต่ำ\r\n- หากโดนแดดจะมีผื่นผิวหนังแดงอย่างรุนแรง\r\n- เกิดอาการอักเสบที่เยื่อหุ้มปอดหรือหัวใจหรือเยื่อหุ้มสมอง\r\n- ไตอักเสบ\r\n- มีแผลในปาก\r\n- มีอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาท เช่น อาการชัก เป็นต้น\r\n- ข้ออักเสบ\r\nหากพบว่าตนเองมีอาการดังกล่าวตั้งแต่ 4 ข้อขึ้นไปอาจเป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพุ่มพวงได้ ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่แน่นอน\r\n\r\nภาวะแทรกซ้อนจากโรคพุ่มพวง\r\n\r\n- หัวใจและสมอง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคหลอดเลือดสมอง หรือความจำเสื่อม เป็นต้น\r\n- ปัญหาทางโลหิต เช่น ภาวะโลหิตจาง การติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น\r\n\r\n       นอกจากนี้ยังสามารถเกิดปัญหากับอวัยวะอื่น ๆ ได้ เช่น การอักเสบที่ไต ภาวะไตวาย ไปจนถึงเยื่อหุ้มปอดอักเสบ ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้เป็นได้ตั้งแต่อาการที่รุนแรงน้อยไปจนถึงรุนแรงมากแล้วแต่บุคคล และปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย\r\n\r\nโรคพุ่มพวงรักษาได้ไหม\r\n\r\nโรคนี้สามารถรักษาได้แต่ต้องใช้เวลานานพอสมควร อีกทั้งยังต้องติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง และทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ร่วมกับการดูแลตนเอง ดังนี้\r\n\r\n- อยู่ในสถานที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก\r\n- หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดด \r\n- พักผ่อนให้เพียงพอ\r\n- พยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ\r\n\r\nในการติดตามอาการ และการเฝ้าระวังอาการที่กำเริบถือว่าสำคัญอย่างมากเนื่องจากบางอาการหากอาจส่งผลถึงขั้นเสียชีวิตได้\r\n\r\nโรคพุ่มพวงป้องกันอย่างไร\r\n \r\n      โรคนี้เป็นโรคร้ายที่ไม่ทราบสาเหตุของการเกิดภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างชัดเจน ทำให้การป้องกันไม่สามารถทำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามเรายังสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคได้อยู่ ถือเป็นการป้องกันที่เราพอจะทำได้เพื่อให้ห่างไกลโรคนี้\r\n\r\n      ด้วยการป้องกันและรักษาอย่างยากลำบากการดูแลตนเองของผู้ป่วยจึงเป็นสิ่งสำคัญ การมีวินัยตลอดการรักษาจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การรักษาประสบความสำเร็จได้\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.bangkokbiznews.com/social/977407\r\nhttps://www.bumrungrad.com/th/conditions/systemic-lupus-erythematosus-sle\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1671086989.jpg"],
    [222,4280,"ฝนดาวตกเจมินิดส์","Wed, 2022-12-14 09:11","http://www.stkc.go.th/node/4280","ดาราศาสตร์",null,"        สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) เชิญชมปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกเจมินิดส์” หรือฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ ในคืนวันที่ 14 ธันวาคม 2565\r\n\r\n        ปรากฏการณ์ “ฝนดาวตกเจมินิดส์” หรือฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ มีศูนย์กลางกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวคนคู่ จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 4-20 ธันวาคมของทุกปี สำหรับปีนี้นักดาราศาสตร์คาดการณ์ว่าจะมีอัตราการตกสูงสุดในคืนวันที่ 14 ธันวาคม 2565 ประมาณ 150 ดวงต่อชั่วโมง คืนดังกล่าวกลุ่มดาวคนคู่จะปรากฏขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเวลาประมาณ 20.00 น. สามารถสังเกตได้จนถึงเวลาประมาณ 23.00 น. หลังช่วงเวลาดังกล่าวยังคงสามารถชมฝนดาวตกได้ แต่จะมีแสงจันทร์ข้างแรม 6 ค่ำรบกวน จึงไม่เหมาะกับการชมฝนดาวตก\r\n\r\n        ปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ เกิดจากโลกเคลื่อนที่ตัดผ่านสายธารของเศษหินและเศษฝุ่นขนาดน้อยใหญ่ของดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน (3200 Phaethon) ที่หลงเหลือทิ้งไว้ขณะเคลื่อนผ่านเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน เมื่อโลกโคจรผ่านเส้นทางดังกล่าว แรงดึงดูดของโลกจะดึงฝุ่นและหินเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศ เกิดเป็นลำแสงวาบ หรือในบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่เรียกว่า Fireball\r\n\r\n        สำหรับผู้สนใจชมปรากฏการณ์ฝนดาวตกควรเลือกสถานที่ท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแสงไฟรบกวน สังเกตได้ด้วยตาเปล่า ไม่จำเป็นต้องมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ แนะนำให้นอนชม เนื่องจากฝนดาวตกกระจายทั่วท้องฟ้า สำหรับฝนดาวตกเจมินิดส์มีจุดเด่นคือ ความเร็วของดาวตกไม่มากนัก ประกอบกับมีอัตราตกค่อนข้างมากจึงสังเกตได้ง่าย สามารถมองเห็นได้รอบทิศ ถือเป็นโอกาสดีในการติดตามชมฝนดาวตก\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.narit.or.th/index.php/news/2082-14-dec-2564-geminid-meteor-shower\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1670983924.jpg"],
    [223,4277,"โรคร่าเริง ง่วงกลางวันตื่นกลางคืน","Fri, 2022-12-09 13:19","http://www.stkc.go.th/node/4277","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"          พฤติกรรมอดหลับอดนอนที่ทำมาจนเคยชิน ต่อไปนี้ขอร้องว่าให้เปลี่ยนแปลงตัวเองโดยด่วน และอย่าคิดไปเองนะคะว่า อดหลับอดนอนตอนนี้แล้วค่อยไปนอนชดเชยในช่วงกลางวันแทน เพราะนี่เป็นจุดเริ่มต้นของโรคร่าเริง ภัยร้ายจากพฤติกรรมทำลายสุขภาพ \r\n\r\nโรคร่าเริง คืออะไร\r\n\r\n          โรคร่าเริงเกิดจากความผิดปกติที่เกี่ยวกับการหลั่งฮอร์โมนของต่­­อมไร้ท่อ บวกกับพฤติกรรมอดหลับอดนอนที่ทำสะสมจนเหมือนเป็นการใช้งานร่างก­­ายอย่างหนัก ยิ่งกับคนที่ชอบอ่านหนังสือหรือทำงานหามรุ่งหามค่ำต่อเนื่องกัน­­หลายวัน นาฬิกาชีวิตและระบบการทำงานของร่างกายจะปรวนแปรไปหมด\r\n\r\nอาการของโรคร่าเริง\r\n\r\n          คนที่เป็นโรคร่าเริงจะรู้สึกอ่อนเพลียในช่วงกลางวัน หงุดหงิดฉุนเฉียวง่าย และไม่มีสมาธิในการเรียนหรือการทำงาน คิดอะไรไม่ค่อยออก แต่ในช่วงกลางคืนสมองจะแล่น ความคิดสร้างสรรค์บังเกิด และรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างเต็มที่ จนทำให้ร่างกายไม่ได้พักผ่อนอย่างที่ควร หรืออย่างที่เขาเรียกว่า กลางวันไม่ตื่น กลางคืนไม่หลับไม่นอน\r\n\r\nโรคร่าเริง อันตรายกับสุขภาพแค่ไหน\r\n\r\n          เมื่อร่างกายไม่ได้รับการพักผ่อนติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน หรือทำบ่อย ๆ จนเกิดภาวะสะสม ระบบการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายจะเรรวน และส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เช่น\r\n\r\n          - เป็นสาเหตุทำให้ฮอร์โมนปรวนแปร โดยเฉพาะโกรทฮอร์โมน ที่จะหลั่งออกมาช่วยฟื้นฟูร่างกายและซ่อมแซมส่วนสึกหรอในช่วงเวลา 22.00-02.00 น. แต่หากไม่ยอมนอนในช่วงนั้น โกรทฮอร์โมนจะหดหาย ทำให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเปลี่ยนแปลงไป เช่น ผิวพรรณไม่สดใส การเผาผลาญน้อยลง ทำให้อยากทานของหวานมากขึ้น เมื่อทานเข้าไปก็จะสะสมกลายเป็นโรคอ้วนตามมา\r\n\r\n          - รู้สึกง่วงตลอดทั้งวัน อ่อนเพลีย ไม่อยากทำอะไร ตื่นเช้าไม่ไหว\r\n\r\n          - กลายเป็นคนติดกาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลัง เพราะต้องดื่มตลอดเพื่อให้ร่างกายทำงานต่อไปได้ในช่วงกลางวัน\r\n\r\n          - รอบเดือนมาไม่ปกติ เพราะความสมดุลฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงไป\r\n \r\n          -  เสี่ยงเป็นโรคอื่น ๆ เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต\r\n\r\nโรคร่าเริง ป้องกันได้แค่ปรับพฤติกรรม\r\n\r\n          สำหรับคนที่ไม่อยากเป็นโรคร่าเริง แพทย์แผนไทย บุณยพร ยี่มี ก็แนะนำให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำลายสุขภาพดังนี้\r\n          - ตื่นสายจนต้องรับประทานมื้อเช้าในช่วงเกือบ 11.00 น.\r\n          - อดหลับอดนอน\r\n          - ไม่ออกกำลังกาย\r\n          - ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์\r\n          - ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มบำรุงกำลังเป็นประจำโรคร่าเริง\r\n\r\n          นอกจากนี้ยังต้องปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ \r\n\r\n          - เข้านอนก่อน 22.00 น. เพื่อให้โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาได้เต็มที่ ซึ่งนอกจากนี้ยังดีต่อสุขภาพด้านอื่น ๆ ด้วย คือ (10 ข้อดีของการนอนก่อน 4 ทุ่ม รู้แล้วเปลี่ยนพฤติกรรมด่วน)\r\n\r\n          - ตื่นมาออกกำลังกายในช่วงเช้า เพื่อให้สดชื่น มีพลังไปตลอดทั้งวัน\r\n\r\n          - ทานอาหารเช้าทุกวัน ส่วนอาหารกลางวันควรเน้นโปรตีนมากกว่าแป้ง เพราะการทานแป้งและน้ำตาลมาก ๆ จะทำให้ง่วงนอน แต่การทานโปรตีนจะช่วยให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย\r\n\r\n          - ดื่มน้ำมาก ๆ วันละ 8 แก้ว เพื่อให้สมองแล่น และเติมความสดชื่นให้ร่างกาย\r\n\r\n          - ฝึกหายใจเข้า-ออกช้า ๆ โดยสูดออกซิเจนให้เต็มปอด จะช่วยคลายเครียดและปลุกความสดชื่น\r\n\r\n          อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่คิดว่าร่างกายเคยชินกับการอดหลับอดนอนจนไม่รู้สึกถึ­­งความผิดปกติใด ๆ กับสุขภาพ ขอให้จำไว้ว่า ผลกระทบกับสุขภาพเมื่อคุณอดหลับอดนอนอาจไม่แสดงตัวในเร็ววันนี้­­ ทว่าเมื่ออายุย่างเข้าสู่เลข 4 เป็นต้นไปคุณจะได้เจอกับภาวะสุขภาพที่เต็มไปด้วยโรครุมเร้าเลยก­­็ได้นะคะ ฉะนั้นเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตัวเองตั้งแต่วันนี้ดูจะปลอดภัยกว่าเ­­ยอะ\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.samitivejhospitals.com/\r\nhttps://www.muangthai.co.th/en/article/sleepless-lychnobite\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1670566753.jpg"],
    [224,4273,"ถุงลมนิรภัยป้องกันอันตรายได้หรือไม่","Fri, 2022-12-02 10:38","http://www.stkc.go.th/node/4273","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"       เชื่อว่าทุกคนที่ชอบรถต้องรู้จัก หรือคุ้นเคยกับคำว่า “ถุงลมนิรภัย” กันอย่างแน่นอน และคงพอจะเข้าใจว่ามันมีไว้ทำไม? แต่วันนี้เราจะพาไปเจาะลึกมากกว่านั้น ด้วยการเข้าถึงโครงสร้างถุงลมนิรภัย และหลักการทำงานของอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่มีอยู่ในรถยนต์ทุกคันชิ้นนี้ มาดูกันว่า เรื่องที่ควรรู้และเข้าใจ ของถุงลมนิรภัย คืออะไรบ้าง\r\n\r\nถุงลมนิรภัย คืออะไร?\r\n       ก่อนอื่นเลย เรามาทำความรู้จักกับถุงลมนิรภัยกันก่อน สำหรับในโลกของเรานั้นสิ่งที่เรียกว่ารถยนต์ ถือว่าเป็นพาหนะประจำตัวของมนุษย์ที่ทำให้เราสามารถเดินทางไปพื้นที่ต่างๆ ที่เป็นเป้าหมายตามใจต้องการได้อย่างง่ายดาย การพัฒนาด้านความปลอดภัยก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องควบคู่กับรถยนต์ด้วยเช่นกัน จุดประสงค์ก็หวังเพื่อช่วยในเรื่องของความปลอดภัยให้กับผู้ใช้รถยนต์ขณะขับรถอยู่บนถนนที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทุกเมื่อ\r\n       จุดประสงค์ของการมีถุงลมนิรภัยนั้นก็เพื่อป้องกันผู้โดยสารจากการกระแทกกับวัตถุภายในรถยนต์ เช่น พวงมาลัย และหน้าต่าง ซึ่งถ้าหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริงๆ แล้วไม่มีถุงลมนิรภัยรองรับ เมื่อผู้โดยสารเกิดกระแทกกับวัตถุภายในของรถยนต์โดยตรง จะมีอาการบาดเจ็บมากกว่า และเปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตก็มีมากกว่ารถยนต์ที่ไม่มีถุงลมนิรภัย\r\n\r\nถุงลมนิรภัยอยู่ตรงไหน ของรถยนต์\r\n        ตำแหน่งของถุงลมนิรภัยในรถยนต์แต่ละรุ่น จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วโดยปกติรถยนต์ถ้าเป็นรถยนต์ทั่วไปราคาไม่แพงมากนัก จะมีถุงลมนิรภัยขั้นต่ำอยู่ที่ 2 ตำแหน่ง แต่ถ้าเป็นรถยนต์หรูที่มีราคาแพงขึ้นมา มักจะมีถุงลมนิรภัย 4-6 ตำแหน่ง หรือในบางรุ่นก็มีมากถึง 8 ตำแหน่งเลยทีเดียว\r\n\r\nหลักการทำงานของถุงลมนิรภัย\r\n       สำหรับการทำงานของถุงลมนิรภัย  ส่วนใหญ่จะถูกตั้งค่าให้มีการทำงานเกิดขึ้นเมื่อมีการชนด้านหน้าอย่างรุนแรงเท่านั้น เมื่อมีการชนเกิดขึ้นในรัศมีที่กำหนด และแรงกระแทกอยู่ในค่าที่กำหนดถุงลมนิรภัยก็จะทำงาน แต่ถ้าไม่อยู่ในรัศมีที่กำหนด และแรงของการกระแทกไม่ถึงค่าที่กำหนดถุงลมนิรภัยก็จะไม่ทำงาน เพราะการป้องกันจะอาศัยโครงสร้างของตัวรถ และชุดเข็มขัดนิรภัยซึ่งก็เพียงพอต่อการป้องกันในสภาพความเร็วต่ำอยู่แล้ว การป้องกันจึงไม่จำเป็นต้องอาศัยชุดถุงลมนิรภัย\r\n\r\nการทดสอบถุงลมนิรภัย\r\n       รถทุกคันต้องได้รับการทดสอบถุงลมนิรภัยเพื่อให้ถุงลมนิรภัยทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุดนั้น คือเราควรปรับตำแหน่งเบาะนั่งให้เหมาะสม และควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง เพราะเข็มขัดนิรภัยจะลิงก์การทำงานกับถุงลมนิรภัย ทำให้ร่างกายเราอยู่ในมุมองศาที่ถูกต้อง และเกิดการบาดเจ็บที่น้อยลง นอกจากนี้ห้ามวางสิ่งของบนแป้นถุงลมนิรภัย และห้ามติดสติกเกอร์บนแป้นถุงลมนิรภัยโดยเด็ดขาด เพราะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมา ถุงลมนิรภัยอาจจะไม่มีการระเบิดเด้งออกมา จนอาจทำให้เราเกิดบาดเจ็บที่รุนแรงจากแรงกระแทกของรถยนต์ได้\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.bolttech.co.th/\r\nhttps://d.dailynews.co.th/article/693361/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1669952306.jpg"],
    [225,4269,"1 ธันวาคม 2565 \"ดาวอังคาร\" ใกล้โลกที่สุด","Wed, 2022-11-30 09:49","http://www.stkc.go.th/node/4269","ดาราศาสตร์",null,"          1 ธันวาคมนี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ชวนจับตา “ดาวอังคารใกล้โลกที่สุด”  โดยในวันดังกล่าว ดาวอังคารจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุด ห่างจากโลกประมาณ 81.5 ล้านกิโลเมตร จากนั้นจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ ในวันที่ 8 ธันวาคม 2565 (ดวงอาทิตย์ โลก และดาวอังคารจะเรียงตัวอยู่ในเส้นเดียวกัน)\r\n\r\n          ในช่วงดังกล่าว หลังจากดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ดาวอังคารจะปรากฏสว่างมากทางทิศตะวันออก มีสีส้มแดง และสว่างเด่นชัดอยู่บนท้องฟ้าตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า หากชมผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาด 10 นิ้ว กำลังขยายตั้งแต่ 100 เท่าขึ้นไป จะสามารถมองเห็นรายละเอียดของพื้นผิว รวมทั้งขั้วน้ำแข็งบนดาวอังคารได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ตลอดเดือนธันวาคมจึงเป็นช่วงที่เหมาะแก่การสังเกตการณ์ดาวอังคารเป็นอย่างยิ่ง\r\n\r\n          เนื่องจาก วงโคจรของดาวอังคารค่อนข้างรี และอยู่ใกล้โลกมาก เมื่อเทียบกับดาวเคราะห์วงนอกดวงอื่นๆ เป็นผลให้วันที่ดาวอังคารอยู่ตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ จะไม่ใช่วันที่ดาวอังคารเข้าใกล้โลกมากที่สุด ต่างจากดาวเสาร์และดาวพฤหัสบดี ทั้งนี้ ดาวอังคารจะเข้าใกล้โลกในทุกๆ 2 ปี 2 เดือน และจะเข้าใกล้โลกมากที่สุดทุกๆ 15 – 17 ปี\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1669776740.jpg"],
    [226,4264,"อาบน้ำบ่อยดีต่อร่างกายหรือไม่","Tue, 2022-11-29 11:23","http://www.stkc.go.th/node/4264","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"          ปกติของมนุษย์เรานั้นจะอาบน้ำกันวันละ 2 ครั้งหรือบางคนอาจจะอาบมากกว่านั้น เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ทำให้ต้องพบเจอกับเหงื่อและสิ่งสกปรก การอาบน้ำจึงเป็นการชำระล้างร่างกายให้สะอาด แต่การอาบน้ำบ่อยๆ นั้น ดีต่อร่างกายหรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบครับ\r\n\r\nจะเกิดอะไรขึ้นหากคุณอาบน้ำมากเกินไป?\r\n          การอาบน้ำมากกว่า 2 ครั้งต่อวันมักพบเห็นในคนปกติทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยของเรา บางคนอาจจะอาบน้ำมากกว่า 2 ครั้ง เนื่องจากสภาพอากาศของประเทศไทยที่มีอากาศร้อนชื้น ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดเหงื่อและสิ่งสกปรกตามร่างกายได้ง่าย แต่การอาบน้ำมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ เนื่องจากผิวหนังของเรามีชั้นผิวที่ประกอบไปด้วยน้ำมันและแบคทีเรียที่ช่วยปกป้องผิวจากความแห้งและเชื้อโรคต่าง ๆ หากเราอาบน้ำหรือทำความสะอาดมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขัดถูด้วยสบู่ที่แรงเกินไป บางคนอาจคิดว่าช่วยให้เชื้อโรคออกไปจากร่างกายได้ง่าย แต่นั่นยิ่งทำให้ผิวหนังแห้งและเกิดการระคายเคืองมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผิวหนังเกิดอาการแห้งแตก ทำให้เชื้อโรคต่าง ๆ สามารถเข้ามาผ่านผิวหนังได้ง่าย ทำให้เกิดอาการติดเชื้อผ่านผิวหนัง หรือเกิดอาการภูมิแพ้ขึ้นได้\r\n\r\n          ในระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของมนุษย์เรานั้นต้องการเชื้อโรคที่ช่วยกระตุ้นในการทำงาน ซึ่งเชื้อโรคเหล่านั้นอาศัยอยู่ตามผิวหนัง ดังนั้นหากอาบน้ำมากเกินไปหรือมีการขัดถูมากเกินไป ร่างกายอาจผลิตแอนติบอดีไม่ทัน ซึ่งแอนติบอดีเหล่านี้เป็นแอนติบอดีที่ช่วยปกป้องระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ดังนั้น กุมารแพทย์และแพทย์ผิวหนังจึงมีการแนะนำให้เด็กหลีกเลี่ยงการอาบน้ำทุกวัน เนื่องจากการอาบน้ำบ่อยครั้งอาจเป็นการลดความสามารถการป้องกันเชื้อโรคของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้\r\n\r\n          นอกจากนั้นการใช้สบู่ที่มีคุณสมบัติในการกำจัดแบคทีเรียอาจเป็นการทำลายแบคทีเรียที่ปกป้องผิวได้ ซึ่งทำให้ความสมดุลของจุลินทรีย์บนผิวหนังจะหายไป ส่งผลให้ผิวอาจเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.pobpad.com/\r\nhttps://psasupply.com/shower-every-day/\r\nhttps://www.huachiewtcm.com/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1669695800.jpg"],
    [227,4262,"รู้หรือไม่ทำไมเราตบแมลงวันไม่เคยโดน","Fri, 2022-11-25 09:52","http://www.stkc.go.th/node/4262","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"         เคยส่งสัยกันไหมครับว่าทำไมเราถึงตบเเมลงวันไม่ค่อยจะโดน เเละนั้นคงทำให้คุณรำคาญไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ เเต่มันคือเป็นความสารมารถที่น่าทึ่งของเเมลงวันตัวเล็กๆ\r\n         นักวิทยาศาสตร์มีการวิจัยเกี่ยวกับความสามารถอันน่าทึ่งนี้ด้วยเช่นกัน ก็ได้พบว่าเเมลงบางชนิดสามารถบินหลบสายฝนได้โดยที่ตัวมันไม่เปียกด้วยซ้ำ ซึ่งเเมลงพวกนี้มีสายตาที่ไวมากเป็นพิเศษ เเถมยังมีปฏิกิริยาตอบสนองเเบบฉับพลันอีกด้วย ซี่งการตอบสนองของมันไวกว่ามนุษย์ถึง 10 เท่า ตาของเเมลงขาปล้องเหล่านี้จะมีดวงตาที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยเลนส์ขนาดเล็กจำนวนมากเรียงกัน เลนส์เหล่านี้ทำหน้าที่รับภาพเเละประมวลผลออกมา ซึ่งมีความไวมากกว่ามนุษย์มากถึง 4 เท่า บวกกับมันสามารถทำความเร็วในการบินได้ 8 กม.ต่อชม. นั้นทำให้มันมองเห็นภาพเป็นเเบบสโลว์โมชั่นความสามารถการมองเห็นเเบบสโลว์โมชั่น ของมันทำให้การตบเเบบสโลว์โมชั่นของเราไม่ค่อยจะโดน\r\n        ลองคิดดูนะครับ การเครื่อนที่เเบบสโลว์โมชั่นของเราที่เเมลงมองเห็น มีรึมันจะบินหนีไม่ทัน ดังนั้นหากต้องการตบมันจริงๆละก็คุณจะต้องเคลื่อนไวมือให้เร็วกว่ามัน หรือหากต้องการจับมันก็เคลื่อนที่ช้าๆ นั้นเอง\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.bbc.com/thai/features-41349756\r\nhttps://www.scimath.org/article-science/item/6658-2016-09-11-05-18-37\r\nhttps://kingservice.co.th/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1669344758.jpg"],
    [228,4257,"23-24 พฤศจิกายน ฝนจะตกอีกแล้ว","Mon, 2022-11-21 16:03","http://www.stkc.go.th/node/4257","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"         กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ ประจำวันที่ 21 พ.ย. 65 โดยในวันนี้ หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมทะเลจีนใต้ตอนล่าง คาดว่าจะเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนและเข้าสู่อ่าวไทยช่วงวันที่ 23-24 พ.ย. 65 ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนกลาง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออกและภาคใต้ มีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ส่วนบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังอ่อนปกคลุมทะเลจีนใต้ ทำให้ลมตะวันออกและลมตะวันออกเฉียงใต้ในระดับบนยังคงพัดปกคลุมประเทศไทยตอนบน ส่งผลให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางรวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย\r\n\r\n          สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น โดยอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในระยะนี้\r\n\r\nสำหรับพยากรณ์อากาศในแต่ละพื้นที่ มีดังนี้\r\n\r\nภาคเหนือ\r\n\r\nมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 ของพื้นที่\r\n\r\nส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และตาก\r\n\r\nอุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส\r\n\r\nอุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส\r\n\r\nบริเวณยอดดอยอากาศเย็นถึงหนาว\r\n\r\nอุณหภูมิต่ำสุด 9-16 องศาเซลเซียส\r\n\r\nลมตะวันออก ความเร็ว 10-15 กม./ชม.\r\n\r\nภาคตะวันออกเฉียงเหนือ\r\n\r\nมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 ของพื้นที่ ทางตอนล่างของภาค\r\n\r\nส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยภูมิ นครพนม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ\r\n\r\nนครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี\r\n\r\nอุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส\r\n\r\nบริเวณยอดภูอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำสุด 14-19 องศาเซลเซียส\r\n\r\nลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.\r\n\r\nภาคกลาง\r\n\r\nมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 30 ของพื้นที่\r\n\r\nส่วนมากบริเวณจังหวัดอุทัยธานี นครสวรรค์ กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม\r\n\r\nสมุทรสงคราม และสมุทรสาคร\r\n\r\nอุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส\r\n\r\nอุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส\r\n\r\nลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.\r\n\r\nภาคตะวันออก\r\n\r\nมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง\r\n\r\nบริเวณจังหวัดจันทบุรี และตราด\r\n\r\nอุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส\r\n\r\nอุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส\r\n\r\nลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.\r\n\r\nทะเลมีคลื่นประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร\r\n\r\nภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)\r\n\r\nมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง\r\n\r\nบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา\r\n\r\nอุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส\r\n\r\nตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา : ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.\r\n\r\nทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร\r\n\r\nตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป : ลมตะวันตกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.\r\n\r\nทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร\r\n\r\nภาคใต้(ฝั่งตะวันตก)\r\n\r\nมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง\r\n\r\nบริเวณจังหวัดกระบี่ ตรัง และสตูล\r\n\r\nอุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส\r\n\r\nอุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส\r\n\r\nลมตะวันตกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.\r\n\r\nทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร\r\n\r\nกรุงเทพและปริมณฑล\r\n\r\nมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 40 ของพื้นที่\r\n\r\nอุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส\r\n\r\nอุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส\r\n\r\nลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nกรมอุตุนิยมวิทยา\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1669021405.jpg"],
    [229,4247,"มารู้จักกับประเพณีวันลอยกระทง","Mon, 2022-11-07 16:12","http://www.stkc.go.th/node/4247","ปรัชญา,จริยธรรมและศาสนา",null,"      ลอยกระทงหรือที่เรียกว่า \"เทศกาลแห่งแสงสี\" มีการเฉลิมฉลองในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงในวันเพ็ญเดือนสิบสอง ซึ่งชาวพุทธผู้เคร่งครัดมักจะ \"ลอย\" บาปของพวกเขาในวันนี้และขอพรจากพระแม่คงคาซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งน้ำในวันนี้\r\n\r\nวันลอยกระทง เป็นวันอะไร\r\n      วันลอยกระทงเป็นเทศกาลสำคัญในประเทศไทย ซึ่งเป็นเทศกาลที่มีความหมาย ในทุก ๆ ปีวันลอยกระทง ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรดติไทย วันลอยกระทง ตามประเพณีไทย คนไทยจะนำกระทงที่ทำเองลงในแม่น้ำในวันลอยกระทง เพื่อแสดงความปรารถนาและพรของตน ✨\r\n\r\nความหมายของวันลอยกระทง\r\n      ลอย หมายความว่า ไม่จม อยู่บนผิวน้ำ หรือ ปล่อยให้เคลื่อนไปตามน้ำกระทง หมายถึง ภาชนะที่ประดิษฐ์ ขึ้นอย่างรูปดอกบัว เป็นต้น เพื่อ ใช้ลอยน้ำในประเพณีลอยกระทง ลอยกระทง หมายความว่า ชื่อเทศกาลอย่างหนึ่งที่ทำกันในวันเพ็ญเดือน ๑๒ โดยเอากระทงบรรจุธูปเทียน ดอกไม้ เป็นต้น จุดใฟแล้วลอยลงในน้ำ เพือขอขมาพระแม่คงคา และลอยทุกข์ลอย โศกออกไป\r\n\r\nประวัติศาสตร์ความเป็นมาของวันลอยกระทง\r\n\r\n      ประเพณีลอยกระทงนั้น ไม่มีหลักฐานระบุว่าเริ่มต้นแต่เมื่อได แต่ชาวไทยเชื่อว่า ประเพณีลอยกระทงนี้ ได้สืบต่อกันมายาวนานแล้ว ประเพณีลอยกระทงนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ และขอขมาต่อพระแม่คงคา สำหรับประเทศไทย ประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป ซึ่งประเพณีลอยกระทงนั้นมีมาแต่โบราณ โดยมีคติความเชื่อหลายอย่าง\r\n\r\nกิจกรรมของวันลอยกระทง\r\n\r\nเข้าร่วมกิจกรรมขบวนแห่กระทง \r\n      การจัดขบวนแห่กระทงเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จะจัดกันเป็นประจำทุกปี เพื่อเข้าร่วมการประกวดกระทง ชาวไทยจะทำกระทงที่สวย ๆ มีทั้งกระทงเล็กและกระทงใหญ่ที่จัดแต่งอย่างสวยงาม\r\n\r\nหารายได้จากการทำกระทง \r\n      วันลอยกระทงอาจจะมีหลายคนที่ไม่ว่างทำกระทงเอง ถือเป็นโอกาสดีสำหรับน้องๆ หนูๆ หรือคนที่มีฝีมือได้ทำกระทงขาย จะได้แสดงฝีมือประดิษฐ์กระทง การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ที่ดีมาก ๆ เพราะได้ทั้งฝึกฝีมือการทำกระทง และยังทำให้มีรายได้พิเศษเล็กๆ น้อยๆ เป็นเงินเก็บของตัวเองอีกด้วย\r\n\r\nปล่อยโคมลอย \r\n      สำหรับกิจกรรมนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจ และได้รับความนิยมมาก ๆ ในวันลอยกระทง แต่ทั้งนี้ คนไหนที่อยากจะปล่อยโคมลอยจะต้องไปปล่อยในที่ลานโล่ง ๆ หรือในสถานที่ที่เขาจัดไว้ให้ด้วยนะ\r\n\r\nประกวดนางนพมาศ\r\n      แม้จะเป็นกิจกรรมที่เพิ่งมีจัดขึ้นในภายหลัง เพื่อสร้างความสนุกสนานและเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการจัดประกวดนางนพมาศนั้นเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมมากๆ โดยเฉพาะในหมู่สาวๆ\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://th.trip.com/hot/articles/วันลอยกระทง.html\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1701049772.jpg"],
    [230,4239,"รู้จักโรคไข้ดิน ติดเชืื้อจากลุยน้ำลุยโคลน","Fri, 2022-10-21 16:01","http://www.stkc.go.th/node/4239","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"        โรคเมลืออยด์ (Melioidosis) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomalleiที่พบได้ทั่วไปในดิน น้ำ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ของประเทศไทย พบการติดเชื้อได้บ่อยในผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม หรือผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคธาลัสซีเมีย โรคปอด โรคใต ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน\r\n\r\nโรคเมลิออยด์ติดได้ทาง\r\n\r\n\r\n\tการรับเชื้อผ่านบาดแผลที่ผิวหนัง\r\n\tการดื่มน้ำหรือการรับประทานอาหารที่มีเชื้อปนเปื้อน\r\n\tการสูดหายใจรับฝุ่นละอองที่มีเชื้อปนเปื้อน\r\n\r\n\r\nอาการ\r\n       อาการทั่วไป คือ มีใช้ และมีฝีหนองที่ผิวหนังหรือบริเวณต่อมน้ำเหลืองที่คอ อาจพบการติดเชื้อในอวัยวะภายในอื่น ๆ เช่น ปอด ตับ ม้าม ไต ไปจนถึงติดเชื้อในกระแสเลือดแบบเฉียบพลันอย่างรุนแรงและเสียชีวิตอย่างรวดเร็วได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ อาการและความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย และปริมาณของเชื้อที่ได้รับ\r\n\r\nการป้องกัน\r\n\r\n\r\n\tหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำ ย่ำโคลน หรือสัมผัสดินและน้ำโดยตรง หากจำเป็นต้องสวมรองเท้าบูทถุงมือยาง กางเกงขายาวหรือชุดลุยน้ำ\r\n\tหากมีบาดแผลที่ผิวหนัง ควรรีบทำความสะอาดบาดแผล และหลีกเลี่ยงการสัมผัสดินและน้ำจนกว่าแผลนั้นจะแห้งสนิท\r\n\tรับประทานอาหารปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด\r\n\tหลีกเลี่ยงการอยู่ที่โล่งแจ้งหรือลงไร่นา ในขณะที่มีพายุฝนหรือสภาพอากาศแปรปรวน\r\n\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://chulalongkornhospital.go.th/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1666342866.jpg"],
    [231,4238,"มารู้จักกับเทคโนโลยีอวกาศ(Space Technology)","Tue, 2022-10-18 09:08","http://www.stkc.go.th/node/4238","ดาราศาสตร์",null,"          มนุษย์เฝ้ามองท้องฟ้า สังเกตดวงดาว และพยายามทำความเข้าใจต่อปรากฏการณ์และความลี้ลับเกี่ยวกับห้วงอวกาศมาเนิ่นนาน ทำให้เกิดการศึกษาดาราศาสตร์และการพัฒนาทั้งเครื่องไม้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ เรื่อยมา จนกระทั่งในปัจจุบัน เทคโนโลยีอวกาศถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อมนุษยชาติในหลากหลายด้าน ว่าแต่จะมีอะไรบ้างน่ะ อย่ามัวเสียเวลาอยู๋เลย ไปอ่านกันได้เลยครับ\r\n\r\nเทคโนโลยีอวกาศ \r\n          เทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology) หมายถึง การนำองค์ความรู้ วิธีการ และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการศึกษาดาราศาสตร์ เพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจต่อจักรวาล ปรากฏการณ์ และดวงดาวต่าง ๆ ยังรวมไปถึงการศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างเครือข่ายติดต่อสื่อสาร หรือ การเตือนภัยพิบัติต่าง ๆ\r\n          ในทางวิทยาศาสตร์ “อวกาศ” (Space) หมายถึง อาณาบริเวณของท้องฟ้าที่อยู่สูงเหนือพื้นโลกในระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 100 กิโลเมตรขึ้นไป โดยมีเส้นแบ่งขอบเขตของชั้นบรรยากาศกับอวกาศที่เรียกว่า “เส้นคาร์มัน” (Karman Line) ซึ่งเป็นขอบเขตสมมติ (Imaginary Boundary) ที่ถูกกำหนดขึ้นจากการที่ชั้นบรรยากาศในบริเวณนี้ มีอากาศเบาบางมากจนไม่สามารถทำให้เกิดแรงยกใต้ปีกที่เพียงพอสำหรับการบินของเครื่องบินได้อีก อวกาศจึงเป็นเขตพื้นที่สุญญากาศที่ประกอบไปด้วยฝุ่นผง ก๊าซ และโมเลกุลของสสารต่าง ๆ รวมไปถึงรังสีอีกมากมายที่ดำรงอยู่ระหว่างวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ (Astronomical Object) ในจักรวาล\r\n\r\nเทคโนโลยีอวกาศที่สำคัญประกอบด้วย\r\n          1. ดาวเทียม (Satellite) : อุปกรณ์ที่ถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบโลกผ่านการติดตั้งบนจรวดหรือยานขนส่งอวกาศ เพื่อปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในด้านต่าง ๆ ทั้งการถ่ายภาพจากดาวเทียม ตรวจวัดสภาพอากาศ และการสื่อสารโทรคมนาคม โดยมีดาวเทียมของสหภาพโซเวียต \r\n          2.จรวด (Rocket) : ยานพาหนะที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในการส่งดาวเทียมหรือยานสำรวจออกสู่อวกาศ ทำให้จรวดจำเป็นต้องมีเครื่องยนต์พลังสูงที่สามารถเพิ่มความเร็วและมีแรงขับเคลื่อนที่เพียงพอต่อการเอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกหรือที่เรียกว่า “ความเร็วหลุดพ้น” (Escape Velocity) ซึ่งมีความเร็วอยู่ที่ 11.2 กิโลเมตรต่อวินาที\r\n          3.สถานีอวกาศ (Space Station) : สถานีหรือสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่เคลื่อนที่โคจรรอบโลก ด้วยความเร็วกว่า 27,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เช่น สถานีอวกาศเมียร์ (Mir Space Station) ของรัสเซีย และสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station) ที่ใช้เป็นห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ในด้านต่าง ๆ ขณะลอยตัวอยู่เหนือพื้นโลกกว่า 400 กิโลเมตร\r\n          4.ยานสำรวจอวกาศ (Spacecraft) : ยานพาหนะที่นำมนุษย์และอุปกรณ์อัตโนมัติออกสำรวจอวกาศหรือเดินทางไปสำรวจยังดวงดาวอื่น ๆ โดยยานสำรวจอวกาศสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ\r\n          4.1ยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม (Manned Spacecraft) เป็นยานขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับการใช้งานของมนุษย์ ขณะดำรงชีวิตอยู่ในอวกาศ อย่างเช่น ยานอะพอลโล 11 (Apollo 11) ที่นำมนุษย์ไปยังดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในปี 1969ยานอวกาศที่มีมนุษย์ควบคุม\r\n          4.2ยานอวกาศที่ไม่มีมนุษย์ควบคุม (Unmanned Spacecraft) เป็นยานขนาดเล็กที่มีระบบสมองกลทำหน้าที่ควบคุมการทำงาน โดยยานอวกาศประเภทนี้ มักทำหน้าที่สำรวจดาวเคราะห์และห้วงอวกาศอันห่างไกล เป็นการปฏิบัติภารกิจแทนมนุษย์ \r\n\r\nประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ\r\n          1.การสื่อสารและโทรคมนาคม : ดาวเทียมสื่อสารทำหน้าที่เป็นสถานีรับส่งคลื่นวิทยุและเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารภายในหรือภายนอกประเทศ ทั้งโทรศัพท์ โทรเลข โทรสาร รวมถึงการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ สัญญาณวิทยุ และการส่งข้อมูลดิจิตอลต่าง ๆ\r\n          2.การตรวจวัดและพยากรณ์อากาศ : ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพถ่ายทางอากาศพร้อมทั้งเก็บข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา เช่น ก ติดตามลักษณะอากาศที่แปรปรวน การตรวจวัดความเร็วลม ความชื้น และอุณหภูมิ เพื่อการพยากรณ์และเตือนภัยพิบัติต่าง ๆ โดยเฉพาะการเกิดพายุที่รุนแรง\r\n          3.การสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ : ดาวเทียมสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์และยานสำรวจอวกาศส่วนใหญ่มีการติดตั้งกล้องโทรทรรศน์และอุปกรณ์ สำหรับการศึกษาวัตถุท้องฟ้า มีทั้งดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกและโคจรผ่านไปใกล้ดาวเคราะห์ดวงอื่น รวมไปถึงการลงสำรวจดาวเคราะห์ที่ต้องการโดยตรง\r\n          4.การสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ : ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการถ่ายภาพและโทรคมนาคม มักถูกใช้เป็นสถานีเคลื่อนที่ในการสำรวจแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติที่สำคัญ รวมถึงการตรวจตราและเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลก อีกทั้ง ยังช่วยในการเก็บข้อมูลทางธรณีวิทยาและนิเวศวิทยาที่เป็นประโยชน์ เช่น การสำรวจพื้นที่ป่าไม้ การสำรวจพื้นที่การเกษตรและการใช้ที่ดิน \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/learning/detail/30881-043449\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1666058924.jpg"],
    [232,4234,"กัมมันตรังสี จากระเบิดนิวเคลียร์ อันตรายแค่ไหน","Wed, 2022-10-12 15:34","http://www.stkc.go.th/node/4234","วิศวกรรมเคมี",null,"         แม้จะมีการพูดถึง “อาวุธนิวเคลียร์” อยู่บ่อยครั้งในสถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองของภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก  จนกระทั่งได้เกิด “สงครามรัสเซีย – ยูเครน” ขึ้น ทำให้คำว่า อาวุธนิวเคลียร์ กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เนื่องจากประเทศรัสเซีย เป็นหนึ่งในประเทศที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก และทั่วโลกต่างได้เคยเห็นภาพประวัติศาสตร์อันโหดร้าย ในการใช้ “อาวุธนิวเคลียร์” ที่เกิดขึ้นจริงในสงครามโลกครั้งที่ 2 แม้จะถูกใช้เพียงแค่ 2 ลูกในประวัติศาสตร์ แต่ทุกๆ คนบนโลกนี้ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกครั้ง\r\n\r\nแบ่งลักษณะอาการจากการได้รับกัมมันตรังสี ดังนี้ \r\n         1.เป็นพิษเฉียบพลัน (acute radiation syndrome) กรณีที่อยู่ในรัศมีระยะ 30 กิโลเมตรจากจุดระเบิด อาจเสี่ยงได้รับพิษกัมมันตรังสีเข้มข้นแบบเฉียบพลัน มีอัตราเสียชีวิตประมาณ 50% ซึ่งหากรอดชีวิต ก็ยังอาจเป็นโรคมะเร็งได้ในเกณฑ์ที่สูง\r\n         สำหรับผู้ที่อยู่ห่างออกไปจากรัศมี 30กิโลเมตร พลังงานจากการระเบิดกัมมันตภาพรังสีจะลดลงไปตามระยะทางที่ห่างออกไป แต่ก็ยังมีพิษแบบเรื้อรังต่อไปได้ โดยยังอาจจะมีอาการแบบเรื้อรัง ค่อยเป็นค่อยไป เพราะได้รับรังสีในปริมาณไม่มาก แต่สามารถทำลายดีเอ็นเอ ทำให้เกิดจากกลายพันธุ์ของยีนและนำไปสู่โรคมะเร็งได้\r\n\r\nหากได้สัมผัสกับสารกัมมันตรังสี \r\n         ต้องล้างการปนเปื้อนร่างกาย ถอดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งตัวทั้งหมด ใส่ในถุงที่ปลอดภัยปิดสนิท เพื่อการทำลายอย่างถูกต้อง อาบน้ำชำระล้างร่างกายทั้งหมดให้สะอาดด้วยน้ำเย็นและสบู่อ่อน ถ้ามีบาดแผลต้องชำระล้างให้สะอาด และปิดบาดแผลป้องกันไม่ให้สัมผัสกับสารรังสีอีก\r\n\r\n         2.พิษจากฝุ่นปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี โดยฝุ่นที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีสามารถลอยแผ่กระจายตามกระแสลมในบริเวณกว้าง ปนเปื้อนอยู่ในพืชพรรณ ธัญญาหาร พื้นดิน แหล่งน้ำธรรมชาติ จึงอาจปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่เรารับประทานในอนาคตได้ ผู้ที่บริโภคอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนสารกัมมันตรังสี อาจมีอาการระคายเคือง อ่อนเพลีย ท้องเสีย ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน เม็ดเลือดขาวถูกทำลายอย่างรุนแรง ระบบการสร้างโลหิตจากไขกระดูกบกพร่อง มีความต้านทานโรคต่ำ ผิวหนังพุพอง ผมร่วง ปากเปื่อย เสี่ยงโรคมะเร็ง และหากรับประทานเข้าไปมากๆ อาจอันตรายถึงชีวิตได้\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.mcot.net/view/5tQGMN6a\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1665563672.jpg"],
    [233,4232,"หลังขับรถลุยน้ำท่วมควรทำอย่างไร","Wed, 2022-10-12 09:10","http://www.stkc.go.th/node/4232","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"          หลังขับรถ ลุยน้ำท่วม ควรทำอะไรบ้าง แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วไม่มีใครอยากขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขัง แต่การขับรถลุยน้ำท่วมก็มักเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ และไม่เฉพาะช่วงฤดูฝนที่มักมีฝนตกบ่อยและหนักเท่านั้น เพราะแม้ในฤดูอื่นที่อยู่ดีๆ มีฝนตกหนักขึ้นมาก็อาจทำให้มีน้ำท่วมขังได้ ซึ่งเมื่อเจอสถานการณ์น้ำท่วมที่เลี่ยงไม่ได้ นอกจากการขับรถผ่านถนนที่มีน้ำท่วมขังอย่างระมัดระวังแล้ว ยังมีหลายสิ่งที่ควรทำหลังจากขับรถผ่านน้ำท่วมมาแล้ว ทั้งเพื่อให้การทำงานของรถสามารถทำงานได้ตามปกติ รวมทั้งเพื่อเป็นการตรวจสอบความเสียหายต่างๆ ที่อาจเกิดกับรถจากการลุยน้ำท่วม โดยที่มีบางสิ่งสามารถทำได้ในขณะกำลังขับรถอยู่ และควรทำเมื่อจอดรถ\r\n\r\n1.เช็คเบรกให้ทำงานได้ปกติ\r\n          หลังจากเพิ่งขับรถผ่านถนนที่น้ำท่วมมา อย่างเพิ่งดีใจที่ผ่านพ้นมาได้แล้วเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อใช้ความเร็วสูง แต่ควรมั่นใจก่อนว่าระบบเบรกของรถอยู่ในสภาพปกติ เพราะโดยทั่วไปแล้วเบรกมักจะลื่นและสูญเสียการจับตัวหลังจากเปียกน้ำ\r\n          ดังนั้นเมื่อพ้นจากถนนที่มีน้ำท่วมและอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัยไม่มีรถตามมาข้างหลัง หรือตามมาห่างๆ ก็ควรเหยียบเบรกสัก 2-3 ครั้งก่อนที่จะขับต่อไป เพื่อช่วยให้ผ้าเบรกกับจานเบรกหรือดรัมเบรกอยู่ในสภาพปกติเมื่อมีการสัมผัสกันตอนเบรก แห้ง และให้ประสิทธิภาพการเบรกดีที่สุด\r\n\r\n2.สังเกตเครื่องยนต์     \r\n          สิ่งหนึ่งที่ผู้เป็นเจ้าของรถซึ่งขับรถของตนเองประจำน่าจะรู้รับได้ก็คือ เมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับเครื่องยนต์ ดังนั้นหลังจากลุยน้ำท่วมแล้วจึงควรสังเกตว่าเครื่องยนต์ของรถมีลักษณะอย่างไร แต่ก็ไม่ถึงกับต้องจับผิดจนเกินไป\r\n          หากพบว่าเครื่องยนต์มีอาการกระตุก หรือมีอาการอื่นที่ไม่ปกติเกิดขึ้นในขณะขับ เช่น เร่งไม่ขึ้นหรือเสียงดัง ทางที่ดีควรจอดรถแล้วตรวจสอบ โดยสิ่งแรกที่ควรดูคือก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง หากพบว่ามีสีเหมือนกาแฟใส่นมหรือเหมือนนมขุ่นๆ แสดงว่ามีน้ำเข้าไปในเครื่องยนต์ สิ่งต่อมาที่ควรดูคือกรองอากาศ เพราะหากน้ำเข้าทางนี้ กรองอากาศและท่อไอดีจะเปียก\r\n          สิ่งหนึ่งที่ควรรู้ก็คือหากมีน้ำเข้าเครื่องยนต์ควรให้ช่างตรวจสอบและทำการแก้ไขให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อป้องกันความเสียหายหนักขึ้น\r\n\r\n3.ตรวจสอบระบบอีเล็กทรอนิกและไฟฟ้าของรถ\r\n         แม้ว่ารถยนต์ในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการทำงานต่างๆ จะมีการใช้สายที่ทนต่อน้ำ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงการรับประกัน 100 เปอร์เซ็นต์ว่าความชื้นจะไม่เข้าไปและทำให้เกิดความเสียหาย เพื่อความมั่นใจว่าไม่มีน้ำเข้าสู่ระบบอีเล็กทรอนิกและสายไฟต่างๆ ควรตรวจสอบที่ภายในกล่องฟิวส์ดูว่ามีความเสียหายหรือไม่ หากมีความเสียหายที่ฟิวส์ใดก็ควรเปลี่ยนดูโดยอ้างอิงจากที่ฝากล่องฟิวส์รถยนต์ รวมไปถึงดูกล่องอีซียูและเช็ดให้สะอาดหากเปียกน้ำ\r\n         นอกจากนี้ควรตรวจสอบไฟต่างๆ ภายนอกรถด้วย โดยหากรู้สึกว่าอยู่ในสภาพที่ไม่ปกติ ควรถอดขั้วต่อแบตเตอรีออกเพื่อรอให้ช่างตรวจสอบและประเมิน\r\n\r\n4.ดูภายในห้องโดยสาร\r\n          บางครั้งน้ำที่ท่วมอาจเข้ามาที่พื้นรถได้ผ่านตามส่วนที่เป็นซีลและรอยต่อต่างๆ ดังนั้นจึงควรนำพรมปูพื้นออกหากรู้สึกว่าด้านใต้พรมมีน้ำแฉะ และไม่ควรทิ้งให้น้ำขังอยู่ภายในรถ ควรดูดหรือเช็ดน้ำออกแล้วเช็ดให้แห้งทันทีเมื่อทำได้\r\n          นอกจากนี้รถยนต์หลายรุ่นจะมีโมดูลควบคุมถุงลมนิรภัยอยู่ที่ใต้เบาะคนขับ ซึ่งควรดูแลไม่ให้มีความชื้น หลังจากขับรถลุยน้ำท่วมแล้วควรตรวจสอบส่วนต่างๆ ของรถทันทีหรือภายในหนึ่งถึงสองวัน เพราะหากไม่มีการตรวจสอบแล้วปล่อยทิ้งไว้ อาจนำมาสู่ความเสียหายที่หนักขึ้นตามมาได้\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.grandprix.co.th/drive-through-flood/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1665540623.jpg"],
    [234,4230,"สายตาสั้นยาว เอียง เกิดจากอะไร แล้วค่าเท่าไหร่ถึงควรใส่แว่น","Mon, 2022-10-10 15:25","http://www.stkc.go.th/node/4230","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"         ปัญหาสายตา สั้น ยาว เอียง ถือเป็นปัญหาทางด้านสายตาที่ไม่ว่าใครก็มักจะเป็น ซึ่งปัญหาสายตาที่ได้กล่าวไปล้วนมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งค่าสายตาสั้น ยาว เอียง ของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน เพียงแต่จะเป็นมากหรือเป็นน้อยก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยด้วยกัน โดยหลายปัจจัยที่ว่าของแต่ละสายตาก็สาเหตุที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นวันนี้เราเลยมีข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุของปัญหาแต่ละสายตา พร้อมบอกค่าสายตาที่ควรใส่แว่นมาฝาก \r\n\r\nสายตาสั้นเกิดจากอะไร แล้วค่าสายตาสั้นเท่าไหร่ถึงควรตัดแว่น\r\n         โดยปกติแล้วน้ำตาที่เคลือบดวงตา กระจกตา และเลนส์ตาจะหักเหแสงที่ตกกระทบกับวัตถุที่มองเห็นให้โฟกัสไปที่จอตาซึ่งอยู่ด้านหลังของดวงตาเรา แต่เมื่อจอตาได้รับภาพจากแสง และส่งข้อมูลไปยังสมองผ่านเส้นประสาทตา แต่ผู้ที่สายตาสั้นเมื่อพยายามเพ่งมองวัตถุในระยะไกลเกินไป จึงทำให้ภาพที่คนสายตาสั้นเห็นเป็นภาพเบลอ เนื่องจากลูกตายาวกว่าปกติ หรือกระจกตามีความโค้งเกินไป ทำให้แสงที่ตกกระทบกับวัตถุโฟกัสที่ด้านหน้าขอจอตา ทำให้ไม่โฟกัสที่จอตา จึงทำให้ภาพที่คนสายตาสั้นเห็นจะมัว ยิ่งถ้ามองไปไกลเท่าไหร่ภาพก็จะยิ่งมั่วมากขึ้น แต่นี้เป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้สายตาสั้น\r\n\r\nต้นเหตุทำให้สายตาสั้น ดังนี้\r\n1.มาจากพันธุกรรม : ถ้าคนในบ้านหรือในครอบครัวมีปัญหาสายตาสั้นเป็นทุนเดิม ก็จะทำให้มีแนวโน้มสายตาสั้นได้สูง โดยเฉพาะคนที่มีพ่อและแม่ที่สายตาสั้นทั้งคู่\r\n2.ใช้สายตามากเกินไป : ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ เล่นคอมพิวเตอร์ เล่นโทรศัพท์ หรือใช้สายตาในการเพ่งมากเกินไป เป็นเวลานานมากเกินไป\r\n3.มีพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้สายตาสั้น : เนื่องจากบริเวณนอกบ้านจะมีแสงข้างนอกที่สว่างกว่าในบ้าน ทำให้ระดับจากธรรมชาติเองก็มีผลต่อสายตาสั้นอีกด้วย \r\n\r\nสายตายาวจากอะไร แล้วค่าสายตายาวเท่าไหร่ถึงควรตัดแว่น\r\n\r\n          โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่มีปัญหาเรื่องสายตายาวจะเริ่มเมื่ออายุประมาณ 40 ปี ซึ่งดวงตาจะลดความสามารถในการโฟกัสวัตถุระยะใกล้ แต่จะโฟกัสวัตถุที่อยู่ไกลได้ดีกว่า แต่ถ้ามองไม่เห็นชัดทั้งระยะใกล้และไกล นั่นแสดงว่าสายตายาวค่อนข้างมาก ซึ่งสายตายาวเกิดจากภาวะกำลังหักเหแสงของตาผิดปกติ สาเหตุมาจากลูกตาเล็กเกินไป หรือกระจกตาไม่โค้งมนเพียงพอ ทำให้เกิดระยะห่างระหว่างกระจกตาและจอประสาทตาสั้นลง เป็นเหตุให้แสงจากวัตถุไม่โฟกัสบนจอประสาทตา แต่ไปโฟกัสหลังจอประสาทตาแทน ซึ่งทำให้ภาพไม่ชัด\r\n\r\n           ซึ่งทั้งนี้สาเหตุของปัญหาสายตายาว มักจะเกิดมาจากเรื่องพันธุกรรมเป็นสาเหตุหลัก หรืออาจเกิดจากปัญหาสุขภาพ เช่น โรคจอตา (Retinopathy) หรือเนื้องอกที่ตา แต่ก็เป็นเหตุที่น้อยมากเมื่อเทียบกับพันธุกรรม\r\n\r\nสายตาเอียงเกิดจากอะไร แล้วค่าสายตายาวเท่าไหร่ถึงควรตัดแว่น\r\n        สำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านสายตาเอียง จะมีอาการทางสายตาน้อยมาก แต่ถ้ามีอาการชัดเจนถึงระดับรุนแรงของสายตาเอียง อย่างเช่น มองเห็นภาพเบลอ, เห็นภาพผิดเพี้ยน หรือผิดรูปผิดร่างจากความเป็นจริง, ปวดตา ตาล้า, ปวดหัว, มองภาพไม่ชัดในเวลากลางคืน, มองเป็นภาพซ้อน เป็นต้น \r\n\r\n         ปกติแล้วกระจกตาและเลนส์ตาของคนที่มีรูปทรงตาโค้งมนเป็นทรงกลม เมื่อแสงตกกระทบบนจอประสาทตาจะเกิดภาพที่ทำให้เรามองเห็น แต่สายตาเอียงจะเกิดจากกระจกตาที่มีความโค้งไม่สม่ำเสมอ หรือกระจกตามีรูปผิดปกติ เช่น โค้งเป็นทรงรี รูปไข่ ทั้งในแนวตั้ง แนวนอน หรือแนวเฉียง จึงทำให้มองเห็นภาพไม่ชัดเจน เนื่องจากตำแหน่งการตกกระทบของแสงเปลี่ยนไป และเป็นปัญหาสายตาที่สามารถเกิดพร้อมกับสายตาสั้นและสายตาเอียงได้ \r\n\r\n         ทั้งนี้สายตาเอียงมักจะมีต้นเหตุมาจากปัจจัยอื่นด้วยเช่นกัน เช่น ตาเหล่, ได้รับบาดเจ็บบริเวณดวงตาจากการอักเสบหรือติดเชื้อที่สร้างรอยแผลที่กระจกตา, ได้รับบาดเจ็บบริเวณดวงตาจากการผ่าตัด, กระจกตารูปร่างผิดปกติ\r\n\r\nแล้วค่าสายตาเท่าไหร่ถึงควรตัดแว่น?\r\n\r\n        เป็นคำถามที่ไม่ว่าจะมีอาการสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง สงสัยว่าค่าสายตาเท่าไหร่ถึงควรตัดแว่น ถ้าให้ตอบตรงนี้เลย ไม่มีค่าสายตาที่ตายตัว ว่าค่าสายตาเท่าไหร่ถึงควรจะตัดแว่น เพราะขึ้นอยู่กับการมองเห็นของแต่ละบุคคล แต่ละสภาพแวดล้อม การใช้งานทางด้านสายตาของแต่ละคน ถ้าคุณยังมองเห็นชัด ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาต่อการใช้ชีวิตก็ยังไม่จำเป็นต้องตัดแว่น แต่เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกว่าต้องเพ่งสายตาถึงเห็นภาพชัด เพ่งจนรู้สึกใช้สายตามากเกินไป นั่นแสดงว่าคุณต้องตัดแว่นสายตาได้แล้ว ไม่เช่นนั้นสายตาของคุณอาจมีปัญหาในระยะยาว อย่างเช่น คุณเริ่มรู้สึกภาพที่อยู่ตรงหน้าคุณไม่ชัด แล้วคุณใช้วิธีการมองด้วยการเพ่ง เมื่อทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ค่าสายตาก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น ภาพก็ยิ่งไม่ชัดขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน \r\n\r\n         เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะมีสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง เมื่อไหร่ที่คุณรู้สึกใช้สายตาในการเพ่งมากไป แนะนำให้คุณไปตัดแว่นกับร้านโดยด่วน ซึ่ง Clear Vision ร้านตัดแว่นที่ได้มาตรฐาน เดินทางง่าย อยู่ใจกลางสยาม ราคากรอบแว่น เลนส์สบายกระเป๋า พร้อมบริการให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาทุกรูปแบบ \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.phyathai.com/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1665390344.jpg"],
    [235,4227,"ประโยชน์จากการว่ายน้ำ","Mon, 2022-10-10 10:16","http://www.stkc.go.th/node/4227","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"     ว่ายน้ำ เป็นกิจกรรมทางน้ำที่เล่นกันได้ทุกเพศทุกวัย และยังมีประโยชน์ในหลากหลายด้าน ทั้งให้ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน และสร้างความแข็งแรงให้ร่างกาย หากเรียนรู้วิธีการว่ายน้ำที่ถูกต้องก็จะยิ่งช่วยให้ร่างกายได้ประโยชน์จากกิจกรรมนี้มากขึ้น\r\n\r\nประโยชน์ของการว่ายน้ำ\r\n     การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี เพราะจะช่วยให้ร่างกายทุกส่วนได้เคลื่อนไหวต้านไปกับน้ำ ทำให้ร่างกายต้องออกแรงมากขึ้นโดยไม่รู้สึกเหนื่อยง่าย ช่วยเผาผลาญแคลอรีได้เป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายชนิดอื่น ๆ อีกทั้งยังส่งผลดีแก่ข้อต่อต่าง ๆ ในร่างกาย เพราะน้ำจะช่วยพยุงร่างกายทำให้ไม่เกิดแรงกระแทกที่บริเวณข้อต่อขณะว่ายน้ำ นอกจากนี้ การว่ายน้ำยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และสุขภาพหัวใจได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังส่งผลดีกับสุขภาพ เช่น \r\n\r\n-ช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจโดยที่ร่างกายได้รับแรงกระแทกต่ำ\r\n-มีส่วนช่วยในการควบคุมน้ำหนัก\r\n-เสริมสร้างการทำงานของหัวใจ และปอดให้แข็งแรง\r\n-เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเกือบทุกมัดได้ถูกใช้งาน\r\n\r\n  นอกจากนี้ การว่ายน้ำยังส่งผลดีกับผู้เล่นในด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ได้แก่\r\n-ผ่อนคลายความเครียด และคลายร้อน\r\n-เพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ร่างกาย\r\n-ปรับบุคลิกภาพ และช่วยให้เคลื่อนไหวร่างกายได้ดียิ่งขึ้น\r\n-เป็นกิจกรรมที่ช่วยในการรักษาอาการเจ็บป่วยบางชนิดได้ อีกทั้งยังเป็นการบำบัดที่ร่างกายได้รับแรงกระแทกไม่มาก\r\n\r\nข้อควรระวังในการว่ายน้ำ\r\n     แม้จะเป็นการออกกำลังกายที่ปลอดภัย และดีต่อสุขภาพ แต่การว่ายน้ำก็มีข้อควรระวัง ซึ่งผู้ว่ายน้ำควรทราบ เพื่อป้องกันปัญหาอื่น ๆ ตามมาภายหลัง ได้แก่\r\n-ท้องเสีย สระว่ายน้ำส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยได้ทำความสะอาดทุกวัน ดังนั้น จึงกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคอันตรายเช่น เชื้อคริพโตสปอริเดียม (Cryptosporidium) เชื้อไกอาเดีย (Giardia) เชื้อชิเกลลา (Shigella) เชื้อโนโรไวรัส (Norovirus) หรือแม้แต่เชื้ออีโคไล (E.Coli) ที่ส่งผลให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรัง หากร้ายแรงก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด จนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้\r\n-หูชั้นนอกอักเสบ (Otitis externa) เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่ว่ายน้ำเป็นประจำ เนื่องจากน้ำในสระว่ายน้ำเข้าไปขังในหู และน้ำเหล่านั้นที่มีเชื้อแบคเรียจะเข้าไปทำให้ติดเชื้อ จนเกิดอาการคัน ปวดหู และมีอาการบวมภายในช่องหู บางรายอาจมีหนองไหลออกมาจากหูได้ ในกรณีผู้ที่เคยมีหูชั้นกลางอักเสบอาจส่งผลให้เกิดหูชั้นนอกอักเสบได้ ควรใส่ที่อุดหูเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ\r\n-ปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เชื้อโรคที่เจือปนในสระว่ายน้ำอาจทำให้ผู้ว่ายน้ำติดเชื้อในทางเดินหายใจได้แบบไม่รู้ตัว โดยที่อาจพบได้คือ โรคลีเจียนแนร์ (Legionnaires Disease) ซึ่งจะก่อให้เกิดอาการไอ หายใจสั้น เจ็บหน้าอก มีไข้ หนาวสั่น และปวดกล้ามเนื้อ โดยโรคนี้จะเป็นอันตรายมากหากเกิดขึ้นในผู้ป่วยอายุ ผู้ที่ปัญหาเกี่ยวกับปอด หรือมีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.pobpad.com\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1665371761.jpg"],
    [236,4225,"ปัจจุบันมีดาวเทียมโคจรรอบโลกกี่ดวง ?","Thu, 2022-10-06 13:24","http://www.stkc.go.th/node/4225","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"         หลายปีที่ผ่านมาเรารับรู้มาโดยตลอดถึงการเพิ่มขึ้นของจำนวนดาวเทียมที่ถูกส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศเพื่อปฏิบัติภารกิจที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การพยากรณ์อากาศ สนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคง ระบบกำหนดตำแหน่งบนโลกด้วยดาวเทียม เพื่อบันทึกภาพพื้นผิวโลก ติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเพื่อการสื่อสาร เป็นต้น แต่ตัวเลขที่แน่นอนคือเท่าไรกันแน่ ?\r\n\r\n        อุตสาหกรรมอวกาศกลับเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยอ้างอิงจาก Union of Concerned Scientists (#UCS) พบว่า ณ วันที่ 1 มกราคม 2564 มีดาวเทียมโคจรรอบโลกจำนวน 6,542 ซึ่งแบ่งเป็นดาวเทียมที่อยู่ในสถานะใช้งานได้ปกติจำนวน 3,372 ดวง และอีก 3,170 ดวงเป็นดาวเทียมที่ปลดระวางกลายเป็นขยะอวกาศ\r\n\r\n         สาเหตุหลักที่ทำให้ตัวเลขของจำนวนดาวเทียมเติบโตมากขนาดนี้ เนื่องมาจาก #ความต้องการข้อมูลจากดาวเทียมในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งดาวเทียมแต่ละดวงจะถูกออกแบบให้ทำการเก็บข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป บางดวงออกแบบให้เก็บข้อมูลได้หลากหลาย บางดวงออกแบบสำหรับภารกิจเฉพาะด้าน\r\n\r\nดาวเทียมที่ยังใช้งานได้ปกติแบ่งตามประเภทของภารกิจ อ้างอิงจาก #UCS ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ดังนี้\r\nดาวเทียมเพื่อการสื่อสาร จำนวน 1,832 ดวง\r\nดาวเทียมเพื่อการสำรวจโลก จำนวน 906 ดวง\r\nดาวเทียมเพื่อการพัฒนาและสาธิต จำนวน 350 ดวง\r\nดาวเทียมเพื่อการนำทาง จำนวน 150 ดวง\r\nดาวเทียมเพื่อการศึกษาด้าน Space science and observation จำนวน 104 ดวง\r\nดาวเทียมเพื่อการศึกษาด้าน Earth Science  จำนวน 20 ดวง\r\nดาวเทียมเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ จำนวน 10 ดวง\r\n\r\n10 ประเทศอันดับแรกที่ครองอุตสาหกรรมดาวเทียม ได้แก่ สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น อินเดีย สหภาพยุโรป แคนาดา เยอรมนี และลักเซมเบิร์ก\r\n\r\n      การเพิ่มขึ้นของจำนวนดาวเทียมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาดาวเทียมที่มีขนาดเล็กกว่า CubeSat ส่งผลให้สามารถปล่อยดาวเทียมขนาดเล็กจำนวนมากได้พร้อมกันในการขนส่งสู่อวกาศแต่ละครั้ง อีกสาเหตุหนึ่งก็มาจากยอมรับศักยภาพของข้อมูลจากดาวเทียมที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในด้านภูมิสารสนเทศได้หลากหลาย อาทิ การเกษตร ความมั่นคงด้านอาหาร การพัฒนาเมืองและชนบท สุขภาพ การจัดการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม การขนส่งทางน้ำ การจัดการภัยพิบัติ และการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น\r\n\r\n       \"ขยะอวกาศ\" ส่วนใหญ่กำลังล่องลอยด้วยความเร็วสูงมากในอวกาศ ทำให้มีโอกาสสูงเช่นกันที่จะเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ยิ่งจะส่งผลให้เกิดขยะอวกาศอีกจำนวนมากที่เป็นอันตราย อาทิ การรบกวนช่องสัญญาณของดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ใกล้เคียง การส่งสัญญาณไปรบกวนการสื่อสารระหว่างนักบินอวกาศและสถานีอวกาศอวกาศนานาชาติ และสุดท้ายขยะอวกาศอาจจะสร้างความเสียหายเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่นำไปสู่ภัยพิบัติขนาดใหญ่ได้ อีกทั้งขยะอวกาศยังเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของผู้คนและทรัพย์สินทั้งบนโลกและในอวกาศ รวมถึงการปฏิบัติสำรวจอวกาศในอนาคตอีกด้วย\r\n\r\n         นี่คือเหตุผลที่การจัดการการจราจรในอวกาศและการตรวจสอบเศษซากขยะอวกาศเป็นความท้าทายระดับโลกที่ต้องแก้ไขทันที Inter-Agency Space Debris Coordination Committee (IADC) ซึ่งเป็นเวทีระดับนานาชาติของหน่วยงานภาครัฐสำหรับการประสานงานเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาของเศษซากขยะอวกาศทั้งที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์และธรรมชาติในอวกาศ ได้ให้แนวทางในการลดเศษซากและสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน เมื่อเร็วๆ นี้ ESA ก็ได้เปิดตัวโครงการสร้างดาวเทียม ClearSpace-1 ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจแรกของโลกในการกำจัดเศษซากอวกาศ ซึ่งมีกำหนดส่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศในปี พ.ศ. 2568\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.gistda.or.th/ewtadmin/ewt/gistda_web/news_view.php?n_id=1487&lang=TH\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1665037478.jpg"],
    [237,4220,"เตรียมรับมือกับพายุโนรู","Mon, 2022-09-26 15:17","http://www.stkc.go.th/node/4220","วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ",null,"      กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศฉบับที่ 4 เตือนวันที่ 28 ก.ย. - 1 ต.ค. 2565 ทั่วไทยเตรียมรับมือ \"พายุโนรู\" ระวัง \"ฝนตกหนักมาก\" อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก\r\n\r\n      วันที่ 26 ก.ย. 2565 เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือน \"พายุโนรู\" ฉบับที่ 4 โดยระบุว่า เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ (26 ก.ย.) พายุไต้ฝุ่น \"โนรู\" บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 15.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 119.2 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนกลางในวันที่ 28 ก.ย. 2565 ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น\r\n\r\n      ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักหลายพื้นที่และมีฝนตกหนักมากบางแห่งกับมีลมแรงในช่วงวันที่ 28 ก.ย. - 1 ต.ค. 2565 ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่มไว้ด้วย\r\n\r\n      สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น โดยทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนล่างทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือในบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง สำหรับเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 27 ก.ย. - 1 ต.ค. 2565\r\n\r\n     อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่ (เจ้าหน้าที่บริหารจัดการเว็บไซต์และประสานงานโครงการ)\r\nสํานักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nกองระบบและบริหารข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรข.)\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\n\r\nSocial Media\r\nFacebook : stkcsociety\r\nYoutube channel : STKC Society \r\nTiktok : stkcsociety\r\nTwitter : stkcsociety\r\n\r\nรูปจาก\r\nhttps://zoom.earth/storms/noru-2022/\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://workpointtoday.com/update-chemical-leak/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1664180403.jpg"],
    [238,4219,"สารเคมีรั่วไหลอันตรายแค่ไหน","Mon, 2022-09-26 10:37","http://www.stkc.go.th/node/4219","วิทยาศาสตร์เคมี",null,"      จากกรณีสารเคมีรั่วไหนแถวโรงงานในจังหวัดนครปฐม เห็นได้ชัดเลยว่าสารเคมีตัวนี้มีความอันตรายมาก รู้ไหมว่าสารเคมีตัวนี้อันตรายมากแค่ไหน วันที่ทาง STKC จะพาไปรู้จักกับสารตัวนี้ให้มากขึ้นกันเลย ครับ\r\n\r\n     สารกลุ่มอะโรเมติกเบนซินประเภท diphenyl oxide และ biphenyl oxide ซึ่งเมื่อถูกความร้อนจะกลายเป็นสารไฮ โดรคาร์บอนที่ลอยไปได้ไกล หากหายใจเข้า ไปจะมีอาการมึนงง เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ  อาเจียน ทำลายถุงลมปอด \r\n\r\nอาการ\r\n      มีผื่นคันตามผิวหนัง ระคายเคืองตา ถ้าได้รับในระดับที่มีความเข้มข้นมากอาจทำให้เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและตับได้ \r\n\r\nวิธีป้องกัน\r\n1. ถ้ามีการสัมผัสทางผิวหนังและดวงตาอันก่อให้เกิดระคายเคืองควรล้างด้วยน้ำสะอาด การอาบน้ำ\r\n2. เสื้อผ้าหากปนเปื้อนให้ถอดออกทำความสะอาดด้วยการซักปกติ\r\n3. หากยังมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่นแสบจมูก ลำคอ สามารถล้างด้วยน้ำเกลือ หรือ กลั้วคอเพื่อลดอาการ\r\n\r\n     ดังนั้นในรัศมีจากโรงงาน 1-2 กิโลเมตรประชาชนต้องปิดประตูหน้าต่างและใส่หน้ากากป้องกันการสูดหายใจเข้าไปหรือใส่หน้ากากผ้าเป็นอย่างน้อย ส่วนในรัศมี3-5 กม. ต้องเลี่ยงการสัมผัสในที่โล่งต้องใส่หน้ากากไว้ด้วยและควรสั่งหยุดโรงเรียนสำหรับเด็กเล็ก\r\n       \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety\r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://workpointtoday.com/update-chemical-leak/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1664163476.jpg"],
    [239,4218,"กลางวันกลางคืนเวลายาวเท่ากัน","Fri, 2022-09-23 09:06","http://www.stkc.go.th/node/4218","วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ",null,"    วันที่ 23 กันยายน ถือได้ว่าเป็น “วันศารทวิษุวัต” หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น – ตกของดวงอาทิตย์ ในวันดังกล่าวดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวันตกพอดี ทำให้ช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวนานเท่ากัน ถือเป็นวันเปลี่ยนฤดูกาลเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเปลี่ยนสู่ฤดูใบไม้ผลิของประเทศในซีกโลกใต้\r\n    “ศารทวิษุวัต” (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) Autumnal Equinox คำว่า “Equinox” มีรากศัพท์มาจากภาษาละติน 2 คำ คือ Aequus แปลว่า เท่ากัน และ Nox แปลว่า กลางคืน ดังนั้น Equinox หมายถึงวันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน ซึ่งตรงกับคำว่า “วิษุวัต” แปลว่า “จุดราตรีเสมอภาค”\r\n    เหตุที่ทำให้ในวันนี้มีช่วงเวลากลางวันและกลางคืนยาวเท่ากัน ในแต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏอยู่ตำแหน่งที่ต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ดวงอาทิตย์ค่อยๆ เคลื่อนที่จากจุดเหนือสุดลงมาทางใต้ เมื่อดวงอาทิตย์เคลื่อนมา ณ ตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลก จะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกและตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกพอดี\r\n   เนื่องจากแกนโลกเอียงทำมุม 23.5 องศา กับแนวตั้งฉากกับระนาบโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้พื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกได้รับแสงอาทิตย์ในปริมาณไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณหภูมิต่างกัน รวมถึงระยะเวลากลางวันและกลางคืนก็ต่างกันด้วย เหตุนี้ทำให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลกนั่นเอง จะสังเกตได้ว่าในฤดูร้อนดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า เวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน แตกต่างกับฤดูหนาวที่ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety\r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/article-earthscience/item/10995-2019-10-25-07-55-46\r\n\r\n\r\n   \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1663898807.jpg"],
    [240,4208,"วันโอโซนโลก World Ozone Day","Thu, 2022-09-15 13:39","http://www.stkc.go.th/node/4208","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"      วันโอโซนโลก World Ozone Day ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นการพิทักษ์บรรยากาศชั้นโอโซนนานาประเทศ ได้ร่วมกันจัดทาอนุสัญญาการป้องกันชั้นบรรยากาศโอโซน ขึ้นในปี ค.ศ. 1985 (พ.ศ. 2528)เรียกว่า \"อนุสัญญาเวียนนาและพิธีสาร ว่าด้วยการเลิกใช้สารทาลายชั้นโอโซน\" ขึ้นในปี ค.ศ. 1987 (พ.ศ. 2530) เรียกว่า \"พิธีสารมอลทรีออล\" สาระ สาคัญของอนุสัญญาเวียนนานับว่าเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่มุ่งมั่นในการ พิทักษ์ ชั้นโอโซน และ เป็นเครื่องมือทางกฎหมายข้อแรกที่กลายเป็นรูปแบบของการแก้ปัญหา สิ่งแวดล้อมร่วมกัน ปัจจุบันมีประเทศที่ร่วมให้สัตยาบันแล้วรวม 131 ประเทศ นั่นหมายถึง ชุมชนโลกส่วนใหญ่ ได้พร้อมใจกันที่จะพิทักษ์ ชั้นโอโซนแล้ว\r\n\r\n      หลังจากองค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติได้ผลักดันให้มีการลงนามใน อนุสัญญาเวียนนา ว่าด้วยการพิทักษ์ชั้นโอโซน ในปี พ.ศ.2528 (1985) ปัจจุบันมี สมาชิก 176 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ต่อมาได้มีข้อกำหนดที่เรียกว่า พิธีสารมอนทรีออล ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ.2530 (1987) ณ นคร มอนทรีออล โดยประเทศต่างๆ ทั่วโลกจำนวน 47 ประเทศได้ให้สัตยาบันต่อข้อกำหนด ว่าด้วยการลดและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน รัฐบาลต่างๆ เห็นความจำเป็นของมาตรการที่แข็งแกร่งเพื่อลดและเลิกใช้สารทำลายโอโซน ซึ่งได้แก่ CFC-11, CFC-12, CFC-113, CFC-114, CFC-115 และ Halon -1211, Halon-1301, Halon-2402 จึงมีหมายกำหนดเลิกใช้บนพื้นฐานการประเมินทางวิทยาศาสตร์ นับจากนั้นมาได้มีประเทศอื่นที่ให้สัตยาบันต่อพิธีสารแล้วกว่า 175 ประเทศ (ข้อมูลวันที่ 20 กรกฎาคม 2543) รวมทั้งประเทศไทย (โดยได้ให้สัตยาบัน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2532 ) และได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในปีต่อๆ มาอีก 5 ครั้ง เพื่อเพิ่มมาตรการในการควบคุมสารทำลายโอโซนให้รัดกุมและได้ผลเร็วขึ้น\r\n\r\n      \"โอโซน\" มีคุณสมบัติที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ทุกชนิด รวมทั้งคุณสมบัติในการ ชาระ ล้างสารพิษที่ตกค้างต่างๆ นอกจากนี้โอโซนยังสามารถแก้ไขปัญหาน้าเสียได้ โดยการนาโอโซนผสมกับน้า ทาให้แบคทีเรียในน้าถูกโอโซนทาลาย เหลือแต่น้าบริสุทธิ์ มาทาน้าดื่มหรือ ใช้อาบก็ดี จากสาเหตุดังกล่าวจึงทาให้องค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ 16 กันยายน ของทุกปี เป็น “วันโอโซนโลก” เริ่มตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา\r\n\r\nวัตถุประสงค์การตั้งวันโอโซนโลก World Ozone Day\r\n\r\n1. เพื่อกระตุ้น ให้ประเทศปฏิบัติต่ออนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก\r\n\r\n2. เพื่อช่วยกันลดใช้สาร CFC และสารฮาลอนซึ่งเป็นตัวทาลายบรรยากาศโอโซนในชั้นบรรยากาศ\r\n\r\nรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับวันโอโซนโลก World Ozone Day\r\n\r\n      โอโซน เป็นก๊าซสีน้ำเงินเข้ม พบได้ทั่วไปในบรรยากาศโลก โดยอยู่ในบรรยากาศระดับสูงที่เรียกว่าชั้นสตราโซเฟียร์ โอโซนจะจับตัวกันเป็นก้อนปกคลุมทั่วโลก บางแห่งจะหนา และบางในบางแห่ง ชั้นโอโซนจะทำหน้าที่ปกป้องโลกจากรังสีอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ รังสีนี้จะทำให้โลกร้อนขึ้น และทำให้เกิดอันตรายกับสิ่งมีชีวิต เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตทำลายเซลล์ของสิ่งมีชีวิต โดยปริมาณรังสีที่กระทบผิวหนังมากเกินไปอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ตาเป็นต้อหรือมัวลง และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นสารที่ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต มีผลทำให้พืชและสัตว์กลายพันธุ์ เกิดการทำลายระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์\r\n\r\n      โอโซน มีคุณสมบัติ ฆ่าเชื้อโรคได้ทุกชนิด ทำลายจุลินทรีย์ รวมทั้งคุณสมบัติในการชำระล้างสารพิษที่ตก ค้าง และยังแก้ปัญหาน้ำเสียได้ โดยนำโอโซน ผสมกับน้ำ ทำให้แบคทีเรียในน้ำถูกโอโซนทำลาย เหลือแต่น้ำบริสุทธิ์มาทำน้ำดื่มหรือใช้บริโภค โอโซนยังมีผลต่ออุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากชั้นโอโซนเกิดช่องโหว่นั่นเอง\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety\r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.sanook.com/campus/941615/\r\n                                                             \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1663223950.jpg"],
    [241,4206,"บิดาแห่งวงการศิลปะ","Wed, 2022-09-14 15:29","http://www.stkc.go.th/node/4206","ประวัติศาสตร์และโบราณคดี",null,"          วันที่ 15 กันยายน เป็นวัน ศิลป์ พีระศรี ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี (Silpa Bhirasri) บุรุษผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น \"บิดาแห่งศิลปะร่วมสมัยของไทย\" เป็นบิดาแห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร(ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัย) เป็นทั้งศิลปินและปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ผู้สร้างความเป็นปึกแผ่นแก่วงการศิลปะไทย ให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าตลอดมาจนถึงปัจจุบัน\r\n          ปกติแล้ว วันที่ 15 กันยายน ในสมัยที่ศาสตราจารย์ศิลป์ ยังมีชีวิตอยู่ จะถือเป็นวันที่ศิษย์โรงเรียนศิลปศึกษาทุกคนต่างรอคอย เพราะคือโอกาส การได้ร่วมงานวันเกิด ของผู้เป็นครูศิลป์ ที่บ้านพัก ของท่าน ซอยสายลม ถนนพหลโยธิน ศาสตราจารย์ศิลป์ จะอยู่ร่วมงาน เล่านิทาน ร้องเพลง และหยอกล้อกับศิษย์ดังปฏิบัติต่อลูกหลาน\r\n          จวบจนปัจจุบัน วิทยาลัยช่างศิลป สำนึกในบุญคุณของท่านผู้ริเริ่มวางรากฐาน และก่อตั้งวิทยาลัย ช่างศิลป จึงได้จัดกิจกรรมรำลึกศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ในวันเกิดของท่านคือ วันที่ 15 กันยายน มาตลอดทุกปี และตั้งเป็นวัน \"ศิลป์ พีระศรี\" เพียงแต่วันนี้ไร้ ร่างเจ้าของวันเกิด เหลือไว้ก็แต่คำสอน และสถานศึกษาศิลปะ ตลอดจนคุณความดีที่ไม่มีใครลืม                                                                                                                                                     \r\nผลงานของศาสตราจารย์ศิลป์ พระศรี ในประเทศไทย\r\n1.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ศาสตราจารย์ศิลป์ปั้นแบบประติมากรรมและควบคุมงานก่อนสร้างทั้งหมด\r\n2.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ศาสตราจารย์ศิลป์ปั้นและควบคุมการหล่อประติมากรรมบุคคลทั้งห้าและควบคุมการสร้างอนุสาวรีย์   \r\n3.พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน มีความโดดเด่นด้วยลักษณะประติมากรรมที่งดงาม มีเอกลักษณ์และสมจริงเป็นอย่างมากโดยเฉพาะประติมากรรมม้าที่อยู่ในท่ายืนพร้อมวิ่งและถูกสัดส่วนกายวิภาค\r\n4.อนุสาวรีย์ผู้กล้าในสงครามโลกครั้งที่ 1 ศาสตราจารย์ศิลป์ได้รับรางวัลชนะเลิศมอบโดยรัฐบาลอิตาลีจากอนุสาวรีย์นี้      \r\n\r\nประวัติศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี\r\n          ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี มีนามเดิมว่า คอร์ราโดเฟโรจี ( Professor Corrado Feroci ) เป็นชาวนครฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ณ. ตำบล San Giovanni บิดาชื่อ นาย Artudo Feroci และมารดาชื่อนาง Santina Feroci มีอาชีพค้าขาย \r\n\r\n          เข้าศึกษาในระดับชั้นประถม เมื่อปีพ.ศ.2441ภายหลังจบหลักสูตร 5 ปีจึงเข้าศึกษาในโรงเรียนมัธยมอีก 5 ปี จากนั้นจึงเข้าศึกษาทางด้านศิลปะในโรงเรียนราชวิทยาลัยศิลปะ แห่งนครฟลอเรนซ์ จบหลักสูตรวิชาช่าง 7 ปีในขณะที่มีอายุ 23 ปีและได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียนซึ่งต่อมาได้สอบคัดเลือกรับปริญญาบัตรเป็นศาสตราจารย์มีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลป์วิจารณ์ศิลป์และปรัชญาโดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านศิลปะแขนงประติมากรรมและจิตรกรรม\r\n\r\n          ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระประสงค์จะหาช่างปั้นมาช่วยปฏิบัติราชการเพื่อฝึกฝนให้คนไทยสามารถปั้นรูปได้อย่างแบบตะวันตกและสามารถมีความรู้ถึงเทคนิคต่างๆในงานมาปฏิบัติราชการกับรัฐบาลไทย ทางรัฐบาลอิตาลีจึงเสนอนาย คอร์ราโด เฟโรจี มาพร้อมทั้งคุณวุฒิและผลงาน ซึ่งรัฐบาลไทยก็ยินดีรับเข้าเป็นข้าราชการในตำแหน่งช่างปั้น กรมศิลปากรกระทรวงวัง\r\n\r\n          เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 เมื่ออายุย่างเข้า32 ปีโดยได้รับเงินเดือนๆละ 800 บาทค่าเช่าบ้าน 80 บาท และต่อมาในปี พ.ศ.2469 ศาสตราจารย์ศิลป์พีระศรีได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ช่างปั้นหล่อแผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภาได้รับ เงินเดือนๆละ 900 บาทต่อมาได้ย้ายมาเป็นช่างปั้น สังกัดอยู่ในกองประณีตศิลปกรรมกรม ศิลปากรกระทรวงธรรมการ\r\n\r\n          ท่านได้วางหลักสูตรอบรมกว้างๆและทำการสอนให้แก่ผู้ที่สนใจในวิชาประติมากรรมทั้งภาค ทฤษฎีและภาคปฏิบัติผู้ได้รับการอบรมรุ่นแรกๆส่วนมากสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเพาะ- ช่างได้แก่ สาย ประติมาปกร สุข อยู่มั่น ชิ้น ชื่อประสิทธิ์ สวัสดิ์ ชื่นมะนา และ แช่ม แดงชมพู\r\n\r\n          ผู้ที่มาอบรมฝึกงานกับศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมทั้งสิ้นเพราะทางราชการมีนโยบายส่งเสริมช่างปั้นช่างหล่อให้มีคุณภาพและมีมาตรฐาน\r\n\r\n           ซึ่งต่อมาบุคคลเหล่านี้ได้มาเป็นผู้ช่วยช่างและบางคนก็เข้ารับราชการช่วยแบ่งเบาภาระงาน และช่วยทำให้กิจการปั้นหล่อของกรมศิลปากรเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อทางราชการเห็นความสำคัญของการศึกษาศิลปะตามแนวในปัจจุบันจึงได้ขอให้ศาสตราจารย์ศิลป์ พระศรี เป็นผู้วางหลักสูตรการศึกษาให้มีมาตรฐานเดียวกันกับ โรงเรียนศิลปะในยุโรป\r\n\r\n          ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี จึงเริ่มวางหลักสูตรวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมขึ้นในระยะเริ่มแรกชื่อ \" โรงเรียนประณีตศิลปกรรม \" ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น \"โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง\" และในปีพ.ศ.2485กรมศิลปากรได้แยกจากกระทรวง ศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในขณะนั้นโดย ฯพณฯจอมพลป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะว่าเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งสาขาหนึ่งของชาติ\r\n\r\n          จึงได้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้นคือพระยาอนุมานราชธนดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร และ ตราพระราชบัญญัติยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร มีคณะจิตรกรรมประติมากรรม เป็นคณะวิชาเดียวของมหาวิทยาลัยศิลปากรเปิดสอนเพียง 2 สาขาวิชาคือ สาขาจิตรกรรมและสาขาประติมากรรมและมี ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีเป็นผู้อำนวยการสอนและดำรงตำแหน่งคณบดี คนแรก ดังนั้นการเรียนการสอนศิลปะในสาขาวิชาศิลปะจึงเริ่มดำเนินการในระดับปริญญาขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา\r\n\r\n           ในปีพ.ศ.2491 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไทยให้นำศิลปะไทยไปแสดง ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในปีนี้ท่านได้เดินทางกลับไปประเทศอิตาลีและเดินทางกลับมาประเทศไทยอีกครั้งในต้นปีพ.ศ.2492โดยกลับมาใช้ชีวิตเป็นครูสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาทางด้านศิลปะที่คณะจิตรกรรม และประติมากรรม\r\n\r\n            ในปีพ.ศ.2496 ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีได้รับหน้าที่อันมีเกียรติ คือ เป็น ประธานกรรมการสมาคมศิลปะแห่งชาติ ซึ่งขึ้นอยู่กับ สมาคมศิลปะนานาชาติ (International Association of Art) ในปีพ.ศ.2497 ได้เป็นผู้แทนศิลปินไทยไปร่วมประชุมศิลปินระหว่างชาติ ครั้งแรกที่ประเทศออสเตรียท่านได้นำเอกสารผลงานศิลปะและบทความชื่อศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย(Contemporary Art inThailand) ไปเผยแพร่ในการประชุมด้วยทำให้นานาชาติรู้จักประเทศไทยดีขึ้นและนับเป็นคนแรกที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนศิลปะระหว่างศิลปินไทยและศิลปินต่างประเทศขึ้น\r\n\r\n          ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ถึงแก่กรรมที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2505 รวมสิริอายุได้ 70 ปี                                                                                                  \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety\r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://namtanbudsaba.wordpress.com/2016/09/16/บิดาแห่งวงการศิลปะ/\r\nhttps://guru.sanook.com/4385/                                                                                                                                                                                                                                 \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1663144152.jpg"],
    [242,4197,"ควีนเอลิซาเบธที่ 2 กษัตริย์ผู้ทรงกรณียกิจตลอดพระชนม์ชีพเพื่อประชาชน","Fri, 2022-09-09 13:45","http://www.stkc.go.th/node/4197","ประวัติศาสตร์และโบราณคดี",null,"       9 ก.ย.2656- สำนักพระราชวังบักกิงแฮมประกาศว่า สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 พระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 63 ของสหราชอาณาจักร เสด็จสวรรคตเมื่อวันพฤหัสที่ 8 กันยายนปี 2022 พระชนมายุ 96 พรรษา ที่พระตำหนักบัลมอรัล สกอตแลนด์ สถานที่ประทับแห่งสุดท้ายขณะดำรงพระชนม์ชีพ ทรงครองราชย์ครบ 70 ปีในปี 2022 นี้ ทำให้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีพระชนมายุสูงที่สุดในโลกที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของราชวงศ์อังกฤษและของโลก\r\n\r\nพระราชประวัติ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 \r\n\r\n      สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ประสูติเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2469 (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 แห่งสหราชอาณาจักร) เป็นพระราชธิดาพระองค์เเรกในสมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี เมื่อทรงพระเยาว์พระประยูรญาติสนิททรงเรียกพระองค์ว่า “ลิลิเบ็ต” เมื่อ “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” (พระยศในขณะนั้น) ประสูติ พระองค์เป็นรัชทายาทโดยสันนิษฐาน อยู่ลำดับที่ 3 ในลำดับการสืบราชบัลลังก์อังกฤษ แม้ว่าการประสูติของพระองค์จะอยู่ในความสนใจของสาธารณชน แต่ก็ไม่มีใครคาดหมายว่าพระองค์จะได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็น “สมเด็จพระราชินีนาถ”\r\n\r\n      เมื่อปี 2479 สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 5 สวรรคต และเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด พระปิตุลา เถลิงถวัลย์ราชสมบัติขึ้นเป็น “สมเด็จพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8” จากนั้น “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” จึงเลื่อนขึ้นมาลำดับที่ 2 ในลำดับการสืบราชบัลลังก์ตามหลังพระราชบิดาในลำดับที่ 1 ภายหลังในปีเดียวกันนี้เองที่พระปิตุลาทรงสละราชสมบัติ เพื่อไปสมรสกับ “วอลลิส ซิมป์สัน” แม่ม่ายชาวอเมริกันผู้หย่าร้างมาแล้วสามรอบ\r\n\r\n     ช่วงปี 2494 พระพลานามัยของพระราชบิดา สมเด็จพระเจ้าจอร์จที่ 6 เสื่อมถอยลงและบ่อยครั้งที่ “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” ต้องเสด็จปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ และในช่วงต้นปี 2495 “เจ้าหญิงเอลิซาเบธ” เตรียมเสด็จเยือนออสเตรเลียและนิวซีแลนด์โดยเสด็จเยือนเคนยาก่อน ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2495 เมื่อเพิ่งเสด็จถึงที่ประทับ ข่าวการสวรรคตของพระเจ้าจอร์จที่ 6 พระราชบิดาก็มาถึง และดยุกแห่งเอดินบะระก็ได้ทรงแจ้งข่าวนี้แก่พระราชินีพระองค์ใหม่\r\n\r\n     มาร์ติน คาร์เตริส ได้ทูลถามถึงพระปรมาภิไธยที่จะทรงใช้ในการครองราชย์ พระองค์ทรงเลือก “เอลิซาเบธ” เช่นเดิมแน่นอน พระองค์ทรงประกาศตนเป็นพระมหากษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักรและเครือจักรภพพระองค์ใหม่หลังจากที่ทรงเร่งรีบเสด็จกลับสหราชอาณาจักร จากนั้นจึงเสด็จย้ายเข้าไปประทับ ณ พระราชวังบักกิงแฮมพร้อมกับดยุกแห่งเอดินบะระ\r\n\r\n   ด้วยการเสด็จขึ้นครองราชสมบัติของเจ้าหญิงเอลิซาเบธ มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการเปลี่ยนชื่อราชวงศ์ไปเป็น “ราชวงศ์เมาท์แบตเตน” ตามนามสกุลของดยุกแห่งเอดินบะระ และให้เจ้าหญิงทรงเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของพระราชสวามี อย่างเดียวกับสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย อย่างไรก็ตามสมเด็จพระราชินีแมรี พระอัยยิกา และนายกรัฐมนตรีวินสตัน เชอร์ชิลล์ เห็นชอบที่จะให้มีการใช้ชื่อราชวงศ์เดิมต่อไป\r\n\r\nดังนั้น “ราชวงศ์วินด์เซอร์” จึงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ดยุกแห่งเอดินบะระทรงบ่นว่า “เป็นบุรุษเพียงคนเดียวในประเทศที่ไม่สามารถให้นามสกุลแก่โอรส-ธิดาของพระองค์ได้”\r\n   ทั้งที่สมเด็จพระราชินีแมรี (พระอัยยิกาในพระองค์) เสด็จสวรรคต ในวันที่ 24 มีนาคม 2496 แต่แผนการจัดพระราชพิธีบรมราชินยาภิเษก ก็ยังคงดำเนินต่อไปตามที่ทรงร้องขอไว้ก่อนเสด็จสวรรคต โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 2 มิถุนายน 2496 ณ เวสต์มินสเตอร์แอบบีย์ ซึ่งเป็นพระราชพิธีบรมราชินยาภิเษกครั้งแรก ที่มีการถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ โดยยกเว้นการถ่ายทอดพิธีเจิมและพิธีมหาสนิทศักดิ์สิทธิ์ ฉลองพระองค์ในพระราชพิธีได้รับการออกแบบและตัดเย็บโดยนอร์มัน ฮาร์ตเนลล์ ซึ่งประดับด้วยลายพรรณพืชของประเทศในเครือจักรภพตามคำแนะนำของพระราชินีนาถ\r\n\r\n    ในปี 2565 นี้ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดในสหราชอาณาจักร นำหน้าสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย เมื่อเดือนกันยายน 2558\r\nสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงครองสิริราชสมบัติยาวนานที่สุด เป็นอันดับที่ 2 ของโลก เป็นรองเพียง สมเด็จพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ครองราชย์ 72 ปี 110 วัน\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety\r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.thansettakij.com/world/539715\r\nhttps://www.bbc.com/thai/international-62839989\r\n \r\n\r\nรูปจาก\r\nhttps://www.thansettakij.com/world/539704\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1662705918.jpg"],
    [243,4186,"เปิดภารกิจอาร์ทิมิส 1 ก้าวแรกสู่การหวนคืนดวงจันทร์ของมนุษยชาติ","Tue, 2022-08-30 11:07","http://www.stkc.go.th/node/4186","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"       ในวันจันทร์ที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา NASA ได้สร้างจรวดรุ่นใหม่ในระบบปล่อยตัวสู่อวกาศ (Space Launch System – SLS) ขององค์การนาซา จะนำยานโอไรออน (Orion capsule) ออกจากวงโคจรโลก ก่อนพุ่งทะยานไปบินทดสอบวนรอบดวงจันทร์ เพื่อเตรียมนำมนุษย์อวกาศกลับไปเหยียบที่นั่นอีกครั้ง ภายใน 3-4 ปีข้างหน้า\r\n       ภารกิจภายใต้ชื่อ “อาร์ทิมิส 1” (Artemis I ) เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของเส้นทางประวัติศาสตร์สายใหม่ ที่จะนำมนุษยชาติหวนคืนไปประทับรอยเท้าบนพื้นผิวดวงจันทร์อีกครั้ง หลังร้างลาไปนานถึงครึ่งศตวรรษ นับแต่ภารกิจอะพอลโล 17 เมื่อปี 1972 สิ้นสุดลง นอกจากจะเป็นภารกิจเพื่อการสำรวจอวกาศแล้ว โครงการอาร์ทิมิส 1, 2, และ 3 ยังเป็นภารกิจเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมในสังคมอเมริกัน โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้หญิงและคนผิวสีเชื้อชาติต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมและบทบาทสำคัญในแวดวง STEM (วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี, วิศวกรรม, คณิตศาสตร์) ที่ผู้ชายผิวขาวครอบครองอยู่ในสัดส่วนที่สูงขึ้น\r\n\r\nภารกิจอาร์ทิมิส 1\r\n       เป็นภารกิจแรกของอภิมหาโครงการ อาร์เทมิส ขององค์การนาซา วัตถุประสงค์ของโครงการนี้คือการนำมนุษย์กลับไปดวงจันทร์อีกครั้งจรวดที่ใช้เป็นพาหนะหลักในการเดินทางไปดวงจันทร์คือ จรวดเอสแอลเอส (SLS–Space Launch System) ซึ่งเป็นจรวดยักษ์รุ่นล่าสุดขององค์การนาซา และเป็นจรวดที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยสร้างกันมา ด้วยแรงขับสูงถึง 3,900 ตัน ทำให้จรวดเอสแอลเอสแบกของหนัก 130 ตันขึ้นไปโคจรรอบโลกที่วงโคจรใกล้โลกได้ และนำสัมภาระ 45 ตันไปถึงดวงจันทร์ได้\r\n       หัวใจของภารกิจอาร์เทมิสคือ ยานโอไรอัน ซึ่งเป็นยานที่ลูกเรืออาศัย ยานโอไรอันก็เป็นยานอวกาศมีมนุษย์รุ่นใหม่ล่าสุดของนาซาเช่นกัน ดูเผินๆ มีลักษณะทรงกรวยคล้ายมอดูลสั่งการของยานอะพอลโล แต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย จุลูกเรือได้มากที่สุด 4 คน\r\n       จะใช้เวลาทั้งหมด 42 วัน จะเป็นการส่งยานอวกาศโดยมีมีลูกเรือสามนาย แต่ลูกเรือทั้งสามนี้ไม่ใช่มนุษย์ ผู้อยู่บนที่นั่งในยานโอไรอันคือหุ่นยนต์ ตัวหนึ่งสวมชุดอวกาศของจริงที่นักบินอวกาศตัวจริงจะใส่ขณะขึ้นจากโลกและกลับสู่โลก อีกสองตัวติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดรังสี โดยมีตัวหนึ่งสวมชุดป้องกันรังสีแอสโทรแรดด้วย ชุดแอสโทรแรดเป็นชุดที่มนุษย์อวกาศในอนาคตอาจต้องใส่เพื่อป้องกันรังสีคอสมิกซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์ที่อยู่ในอวกาศเป็นเวลานาน \r\n       วัตถุประสงค์หลักของภารกิจอาร์เทมิส 1 คือการทดสอบระบบต่างๆ ของยานโอไรอันและนี่จะเป็นการทดสอบสนามจริงครั้งแรกของจรวดเอสแอล\r\nเอสด้วย อาร์เทมิส 1 เป็นเพียงก้าวแรกเล็กๆ ของโครงการเท่านั้น หากก้าวแรกนี้ประสบความสำเร็จ ก้าวต่อไปจึงจะเป็นการส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์จริงๆ\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety\r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.bbc.com/thai/international-62679439\r\nhttps://www.matichon.co.th/foreign/news_3534196\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1661832434.jpg"],
    [244,4090,"15 สิงหาคม ดาวเสาร์ใกล้โลกที่สุดในรอบปี 2565","Mon, 2022-08-15 08:01","http://www.stkc.go.th/node/4090","ดาราศาสตร์",null,"    สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร หรือ NARIT เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคมนี้ ดาวเสาร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ โดยดวงอาทิตย์ โลก และดาวเสาร์ เรียงอยู่ในเส้นตรงเดียวกัน มีโลกอยู่ตรงกลาง ส่งผลให้ดาวเสาร์อยู่ในตำแหน่งใกล้โลกที่สุดในรอบปี ห่างจากโลกประมาณ 1,325 ล้านกิโลเมตร\r\n\r\n    เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ดาวเสาร์สว่างจะปรากฏทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สังเกตได้ด้วยตาเปล่ายาวนานตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า หากฟ้าใสไร้ฝนชมได้ทุกภูมิภาคทั่วไทย\r\n\r\n    สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติระบุว่า หากดูดาวเสาร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 4 นิ้ว หรือมีกำลังขยายตั้งแต่ 50 เท่าขึ้นไป จะเห็นวงแหวน A และวงแหวน B แยกกันอย่างชัดเจนโดยมีช่องแบ่งแคสสินีอยู่ตรงกลางระหว่างวงแหวนทั้งสอง\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.narit.or.th/index.php\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1660525290.jpg"],
    [245,4086,"โอมิครอน BA.4/BA.5 สายพันธุ์ที่ต้องจับตา ติดเชื้อง่าย ไวกว่าเดิม","Mon, 2022-08-01 15:32","http://www.stkc.go.th/node/4086","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"         โควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอน BA.4 และ BA.5 ที่หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นโควิดสายพันธุ์ใหม่ แต่จริง ๆ แล้วเป็นโควิดสายพันธุ์โอมิครอนที่มีวิวัฒนาการกลายพันธุ์มาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสายพันธุ์ย่อย ๆ เหมือนการระบาดของโอมิครอนสายพันธุ์ BA.1 และ BA.2 ที่เคยผ่านมา และดูเหมือนว่ารอบนี้จะแพร่กระจายได้เร็วกว่าเดิมเสียอีก ทำให้สถานการณ์โควิด 19 ที่เริ่มซา ๆ มีแววจะกลับมาให้ลุ้นระทึกอีกรอบ เราลองมาเช็กกันว่าอาการโอมิครอน BA.4 และ BA.5 เบื้องต้นเป็นอย่างไร จะรุนแรงกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ไหม\r\n\r\nโอมิครอน BA.4/BA.5 คืออะไร\r\n          ถ้าให้อธิบายง่าย ๆ ก็ต้องบอกว่า BA.4 และ BA.5 เป็นพี่น้องกับโควิดสายพันธุ์โอมิครอน BA.1 และ BA.2 คือนับเป็นโควิดสายพันธุ์โอมิครอนที่กลายพันธุ์เพิ่มขึ้นมา และปัจจุบัน BA.4 และ BA.5 ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสายพันธุ์ที่ต้องจับตาดู (Variant of Concern lineages under monitoring : VOC-LUM) เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ย่อย BA.4 และ BA.5 ในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ\r\n\r\nโอมิครอน BA.4 /BA.5 ทำไมต้องเฝ้าระวัง!\r\n-แบ่งตัวเพิ่มจำนวนได้ดีในเซลล์ปอด อาจจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบ\r\n-แพร่ระบาดได้ง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิม\r\n-หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันเก่ง เคยติดเชื้อหรือฉีดวัคซีนแล้วก็ติดเชื้อซ้ำได้ (วัคซีนได้ผลน้อยลง)\r\n         จุดเด่นของโควิดสายพันธุ์โอมิครอน คือ การแพร่เชื้อได้เร็ว (High transmissibility) กว่าสายพันธุ์อื่น 5 เท่า โดยอาการของโควิดสายพันธุ์ BA.4/BA.5 ไม่แตกต่างอย่างชัดเจนจากสายพันธุ์โอมิครอน อาการที่เด่นชัดของสายพันธุ์นี้ได้แก่ “อ่อนเพลีย เหนื่อย, ไอแห้ง, เจ็บคอ, ไข้, มีน้ำมูก, ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย และถ่ายเหลว”\r\n\r\nอาการโอมิครอน BA.4/BA.5 จะรุนแรงไหม ลงปอดหรือเปล่า\r\n          มีข้อมูลจากหลายฝ่ายที่เห็นตรงกันว่า เชื้อ BA.4 และ BA.5 มีการแบ่งตัวเร็วกว่า และเกาะเซลล์ปอดได้มากกว่า BA.2 จึงอาจติดเชื้อที่เนื้อเยื่อปอดได้มากขึ้น และอาจทำให้ผู้ติดเชื้อมีอาการปอดอักเสบได้ง่ายขึ้น \r\n\r\n          สอดคล้องกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขที่ได้เปิดเผยข้อมูลการติดเชื้อในระหว่างวันที่ 2-22 กรกฎาคม 2565 โดยพบว่า ผู้ติดเชื้อที่มีอาการรุนแรง คือปอดอักเสบ ใส่ท่อช่วยหายใจ และเสียชีวิต ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อสายพันธุ์ BA.4/BA.5 มากกว่า BA.2 จึงอนุมานได้ว่าถ้าติดเชื้อ BA.4/BA.5 น่าจะมีโอกาสเกิดอาการรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์ BA.2 แต่จะรุนแรงมากกว่าแค่ไหนยังต้องรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม\r\n\r\n          ขณะที่ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์การอนามัยโลก หรืออังกฤษยังไม่ได้สรุปถึงความรุนแรงของโรค มีเพียงข้อมูลของประเทศญี่ปุ่นที่พบว่า BA.4/BA.5 ดื้อต่อภูมิคุ้มกันและแพร่กระจายเร็วในเซลล์ปอดของมนุษย์มากกว่า BA.2 เพราะจากผลการทดลองในหนู พบว่า BA.4/BA.5 ทำให้หนูทดลองป่วยหนักกว่า BA.2   \r\n\r\nBA.5 แพร่ได้เร็วกว่าไวรัสชนิดอื่น ๆ\r\nนพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ได้โพสต์​ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC ระบุถึงไวรัสโควิดโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.5 ว่าสามารถแพร่ได้เร็วกว่าโควิดสายพันธุ์เดิมทุกสายพันธุ์ และเชื้อไวรัสโรคอื่น ๆ ทุกชนิดในโลก โดยเมื่อเทียบกับไวรัสชนิดอื่นจะพบว่า\r\n\r\nคนติดเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์อู่ฮั่น 1 คน แพร่เชื้อต่อให้อีก 3.3 คน\r\nคนติดเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตา 1 คน แพร่เชื้อต่อให้อีก 5.1 คน\r\nคนติดเชื้อไวรัสโควิดโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.1 หนึ่งคน แพร่เชื้อต่อให้อีก 9.5 คน\r\nคนติดเชื้อไวรัสโควิดโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.5 หนึ่งคน แพร่เชื้อต่อให้อีก 18.6 คน\r\nคนติดเชื้อไวรัสอีสุกอีใส 1 คน แพร่เชื้อต่อให้อีก 12 คน\r\nคนติดเชื้อไวรัสหัด 1 คน แพร่เชื้อต่อให้อีก 18 คน\r\n          ดังนั้น โอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.5 ในขณะนี้จึงแพร่กระจายได้เร็วแซงหน้าไวรัสทุกชนิดในโลก แต่ก็ต้องติดตามเชื้อไวรัสโอมิครอนสายพันธุ์ย่อยตัวใหม่ เช่น BA.2.75 ที่เพิ่งพบในประเทศอินเดีย เพราะอาจจะแพร่ได้เร็วยิ่งกว่าสายพันธุ์ย่อย BA.5 ก็เป็นได้\r\n\r\n          ขณะที่ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกพบว่า อัตราการแพร่ระบาดของ BA.5 ใน 83 ประเทศ จากเดิม 37% เพิ่มขึ้นเป็น 52% ในสัปดาห์ถัดมา ส่วน BA.4 อัตราการแพร่ระบาดจากเดิม 11% เพิ่มเป็น 12% แสดงว่า BA.4 และ BA.5 แพร่เร็วไม่เท่ากัน แต่ BA.5 แพร่ได้เร็วขึ้นและเร็วกว่าแน่นอน \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.sikarin.com/health/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1659342766.jpg"],
    [246,4085,"มือเท้าปาก โรคระบาดที่ต้องระวังในเด็ก","Mon, 2022-08-01 10:43","http://www.stkc.go.th/node/4085","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"         การเจ็บป่วยของลูกรัก สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกวัน แต่สามารถระมัดระวังป้องกันได้ หากเราเตรียมพร้อมรับมืออย่างถูกวิธี โดยโรคมือเท้าปาก สาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสเอนเทอโร (enteroviruses) มักติดในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี พบการระบาดมากในช่วงหน้าฝน เนื่องจากสภาพภูมิอากาศในช่วงหน้าฝน อากาศที่มีความเย็นชื้น ทำให้เชื้อไวรัสสามารถอยู่ได้ยาวนานขึ้น สามารถติดต่อจากสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อนกับน้ำมูก ผ่านการไอ จาม และสัมผัสข้าวของเครื่องใช้\r\n\r\nอาการโรคมือเท้าปาก\r\n1. ไข้สูง\r\n2. เจ็บคอ\r\n3. มีแผลในปาก หลายตำแหน่ง เช่น บริเวณเพดานแข็ง เพดานอ่อน ลิ้น กระพุ้งแก้ม\r\n4. น้ำลายไหล\r\n5. มีตุ่มลักษณะตุ่มแดง ตุ่มน้ำใส ตามฝ่ามือฝ่าเท้า แขนขา\r\n6. กินข้าวได้น้อยลง\r\n\r\nการดูแลรักษาลูกรักป่วย “โรคมือเท้าปาก”\r\n\r\n         โรคมือเท้าปาก นั้นโดยปกติอาการที่เกิดขึ้นสามารถหายไปได้เองภายใน 5-7 วัน ไม่มียาสำหรับรักษาเฉพาะโรคแต่ เป็นการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นจริง เช่น การให้ยาลดไข้ ยาลดอาการผื่นคัน เป็นต้น ซึ่งในระหว่างที่ป่วยนั้นเด็กๆจะกินข้าวได้น้อยลงเนื่องจากมีอาการเจ็บคอมาก ทำให้กลืนอาหารลำบาก จึงแนะนำให้ทานอาหารอ่อนๆ เย็นๆ ไม่แนะนำอาหารที่ร้อนๆ เช่น โจ้ก จะทำให้ยิ่งรู้สึกไม่อยากกินอาหาร\r\n         \r\n        ทั้งนี้หากเด็กไม่สามารถทานอาหารได้เลย มีอาการเจ็บคอ เบื่ออาหารมาก แนะนำมาพบแพทย์ตรวจวินิจฉัยอาการเพิ่มเติม กรณีนี้อาจต้องมีการให้น้ำเกลือ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ขาดสารอาหารร่วมด้วย เพื่อรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย ที่สำคัญควรเด็กหยุดเรียนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในห้องเรียน\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ (พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.paolohospital.com/th-TH/center\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1659325414.jpg"],
    [247,4084,"ล้างจมูกแก้ปัญหาภูมิแพ้ได้จริงหรือ","Wed, 2022-07-20 10:02","http://www.stkc.go.th/node/4084","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   เดี๋ยวนี้เวลาเป็นหวัดมีอาการคัดจมูกจากภูมิแพ้ หลายๆ คนเลือกใช้วิธี “ล้างจมูก” เพราะเชื่อว่ามีประโยชน์ ปลอดภัยและช่วยลดภูมิแพ้ได้ จริงหรือไม่อย่างไรลองไปหาคำตอบกัน !!\r\n\r\nล้างจมูก คืออะไร\r\nการล้างจมูก ก็คือ การใช้น้ำเกลือที่มีความเข้มข้น 0.9% มาช่วยทำความสะอาดโพรงจมูก ซึ่งน้ำเกลือจะช่วยลดความเหนียวข้นของน้ำมูกได้ดี และยังเป็นการชำระล้างคราบมูก รวมถึงหนองที่คั่งค้างอยู่ในบริเวณโพรงจมูกและหลังโพรงจมูกให้หลุดออกไปได้ง่ายขึ้น หลังจากล้างจมูกแล้ว นอกจากโพรงจมูกจะสะอาด ทำให้หายใจโล่ง วิธีนี้ยังช่วยลดเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในโรงจมูกได้ดีด้วย\r\n\r\nล้างจมูก เกี่ยวอะไรกับภูมิแพ้\r\nจริงๆ แล้วหากล้างจมูกด้วยน้ำเปล่าๆ ธรรมดาก็อาจจะไม่ได้ช่วยอะไร แต่เพราะน้ำเกลือที่มีความเข้มข้น 0.9% นั้นช่วยให้มูกเหนียวข้น หนอง และสิ่งสกปรกตกค้างต่างๆ รวมถึงเชื้อโรคหลุดออกอย่างง่ายดาย เป็นการลดจำนวนเชื้อโรคและสิ่งสกปรกต่างๆ รวมทั้งสารก่อภูมิแพ้ให้ลดน้อยลงไปพร้อมๆ กันด้วย แล้วยังเป็นการป้องกันการลุกลามของเชื้อโรคจากจมูกและไซนัสลงไปที่ปอด ทำให้อาการหวัดเรื้อรังดีขึ้นด้วย แต่การล้างจมูกเป็นการช่วยที่ปลายเหตุ สำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้แนะนำว่าควรพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ใจว่าเกิดจากสาเหตุใด และควรรักษาด้วยวิธีใดจะดีกว่า\r\n\r\nนี่สิ! วิธีล้างจมูกที่ถูกต้อง\r\nจริงๆ แล้วการล้างจมูกก็มีประโยชน์ แต่ก็ต้องทำอย่างถูกต้องและเหมาะสมด้วย\r\n1. การล้างจมูกควรใช้เฉพาะในเวลาที่มีน้ำมูกเหนียวข้นเท่านั้น หากเป็นน้ำมูกใสไม่จำเป็นต้องล้างจมูกก็ได้ สามารถสั่งออกมาเองจะดีกว่า\r\n2. การล้างจมูกสามารถทำได้วันละ 2 ครั้งช่วงเช้าหลังตื่นนอนและก่อนนอน แต่หากช่วงที่เป็นหวัดคัดจมูกและมีน้ำมูกเหนียวข้นค่อนข้างมากก็สามารถล้างได้มากกว่านั้น 3. ควรล้างจมูกก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังรับประทานอาหารไปแล้วประมาณ 2 ชั่วโมงเพื่อเลี่ยงอาการอาเจียนหรือสำลักที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้\r\n4. น้ำเกลือและอุปกรณ์ที่ใช้ล้างจมูกต้องสะอาดอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้\r\n5. ควรเริ่มล้างจมูกจากข้างที่คัดจมูกน้อยกว่า และไม่จำเป็นต้องอุดรูจมูกอีกข้าง เพราะอาจเป็นเหตุให้แก้วหูทะลุได้\r\n6. หากยังไม่เคยล้างจมูกมาก่อน ให้เริ่มใช้น้ำเกลือจากปริมาณน้อยๆ ก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มปริมาณมากขึ้น\r\n7. สำหรับเด็กเล็กหากต้องการล้างจมูกในช่วงที่เป็นหวัดมีน้ำมูกเหนียวข้น เดี๋ยวนี้มีน้ำเกลือในรูปของสเปรย์พ่นจมูก ซึ่งค่อนข้างใช้ง่ายและไม่ทำให้เด็กๆ ตกใจ รวมทั้งช่วยลดอาการน้ำมูกเหนียวข้นได้ดี เหมาะกับพ่อแม่มือใหม่มากๆ\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.paolohospital.com/th-TH/center/Article\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1658286169.jpg"],
    [248,4082,"วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา","Tue, 2022-07-12 13:25","http://www.stkc.go.th/node/4082","ปรัชญา,จริยธรรมและศาสนา",null,"   วันอาสาฬหบูชา เป็นวันหยุดราชการไทย หนึ่งในวันสำคัญของศาสนาพุทธ เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก แก่ปัญจวัคคีย์ เรียกว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” วันอาสาฬหบูชาตรงกับวันเพ็ญเดือน 8 และถือเป็นวันที่มีพระรัตนตรัยครบบริบูรณ์ คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์\r\n\r\nความสำคัญวันอาสาฬหบูชา\r\n   อาสาฬห หมายถึง เดือน 8 ทางจันทรคติ ดังนั้นคำว่า “อาสาฬหบูชา” จึงหมายถึง การบูชาในเดือน 8 เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในศาสนาพุทธ 3 ประการคือ\r\n\r\n1.เป็นวันที่มีการประกาศศาสนาเป็นครั้งแรก มีการแสดงพระปฐมเทศนา หรือ ธรรมจักกัปปวัตนสูตร ซึ่งเป็นสัจธรรมที่พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณทรงตรัสรู้\r\n2.เป็นวันที่เกิดประรัตนไตรครบ 3 องค์ คือพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตน และพระสังฆรัตนะ\r\n3.เป็นวันที่พระโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรม หลังจากฟังปฐมเทศนาจบ\r\n\r\nธัมมจักกัปปวัตนสูตร\r\nธัมมจักกัปปวัตนสูตร ถือเป็น เทศนากัณฑ์แรกที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเทศนาแก่ปัญจวัคคีย์ โดยมี 5 ท่านคือ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะและอัสสชิ เป็นนักบวชที่ออกบวช เพื่อติดตามปรนนิบัติพระพุทธเจ้า\r\n\r\nในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงปฐมเทศนา ซึ่งโกณฑัญญะ เป็นคนแรกที่ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาบัน ได้บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา\r\n\r\nประวัติวันอาสาฬหบูชา\r\nการบูชาในเดือน 8 เริ่มมีขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากในปี พ.ศ.2501 คณะสังฆมนตรี ได้กำหนดให้วันนี้เป็นหนึ่งในวันสำคัญทางพุทธศาสนา มีมติให้เพิ่มวันอาสาฬหบูชาเป็นวันหยุดราชการ โดยมีความสำคัญเทียบเท่ากับวันวิสาขบูชา กำหนดระเบียบปฏิบัติในพิธีอาสาฬหบูชาขึ้นไว้ให้วัดทุกวัดถือปฏิบัติทั่วกัน ให้เวลาเช้าและเวลาบ่ายให้มีการฟังธรรมเทศนา ส่วนเวลาค่ำให้ภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา มาประชุมพร้อมกันที่หน้าพระอุโบสถ จุดธูปเทียนแล้วถือรวมกับดอกไม้ยืนประนมมือสำรวมจิต โดยพระสงฆ์ผู้เป็นประธานนำกล่าวคำบูชา\r\n\r\nเทียนเข้าพรรษา\r\nเทียนพรรษา เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ชาวพุทธจะยึดถือเป็นประเพณีนำเทียนไป ถวายพระภิกษุในเทศกาลเข้าพรรษา เพื่อปรารถนาให้ตนเองเป็นผู้เฉลียวฉลาด มีไหวพริบ ประดุจ แสงสว่างของดวงเทียน\r\n\r\nเทียนพรรษา คือ เทียนขนาดใหญ่และยาวเป็นพิเศษกว่าเทียนชนิดอื่น สำหรับจุดในโบสถ์ตั้งแต่วันเข้าพรรษาจนถึงวันออกพรรษา (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525)\r\n\r\nข้อพึงปฏิบัติสำหรับชาวพุทธ\r\n-ตักบาตร\r\n-ทำบุญ\r\n-เวียนเทียน\r\n-งดเหล้าเข้าพรรษา\r\n\r\nประวัติวันเข้าพรรษา\r\n\r\n   \"เข้าพรรษา\" แปลว่า \"พักฝน\" หมายถึง พระภิกษุสงฆ์ต้องอยู่ประจำ ณ วัดใดวัดหนึ่งระหว่างฤดูฝน โดยเหตุที่พระภิกษุในสมัยพุทธกาล มีหน้าที่จะต้องจาริกโปรดสัตว์ และเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนแก่ประชาชนไปในที่ต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องมีที่อยู่ประจำ แม้ในฤดูฝน ชาวบ้านจึงตำหนิว่าไปเหยียบข้าวกล้าและพืชอื่น ๆ จนเสียหาย พระพุทธเจ้าจึงทรงวางระเบียบการจำพรรษาให้พระภิกษุอยู่ประจำที่ตลอด 3 เดือน ในฤดูฝน โดยแบ่งเป็น\r\n\r\n- ปุริมพรรษา หรือ วันเข้าพรรษาแรก เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี หรือถ้าปีใดมีเดือน 8 สองครั้ง ก็เลื่อนมาเป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 หลัง และออกพรรษาในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11\r\n\r\n- ปัจฉิมพรรษา หรือ วันเข้าพรรษาหลัง เริ่มตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 9 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12\r\n\r\n    อย่างไรก็ตาม หากมีกิจธุระ คือเมื่อเดินทางไปแล้วไม่สามารถจะกลับได้ในวันเดียวนั้น ก็ทรงอนุญาตให้ไปแรมคืนได้ คราวหนึ่งไม่เกิน 7 คืน เรียกว่า \"สัตตาหะ\" หากเกินกำหนดนี้ถือว่าไม่ได้รับประโยชน์แห่งการจำพรรษา จัดว่าพรรษาขาด\r\n\r\nสำหรับข้อยกเว้นให้ภิกษุจำพรรษาที่อื่นได้ โดยไม่ถือเป็นการขาดพรรษา เว้นแต่เกิน 7 วัน ได้แก่\r\n          1. การไปรักษาพยาบาลภิกษุ หรือบิดามารดาที่เจ็บป่วย\r\n\r\n          2. การไประงับภิกษุสามเณรที่อยากจะสึกมิให้สึกได้\r\n\r\n          3. การไปเพื่อกิจธุระของคณะสงฆ์ เช่น การไปหาอุปกรณ์มาซ่อมกุฏิที่ชำรุด\r\n\r\n          4. หากทายกนิมนต์ไปทำบุญ ก็ไปฉลองศรัทธาในการบำเพ็ญกุศลของเขาได้\r\n\r\n   นอกจากนี้หากระหว่างเดินทางตรงกับวันหยุดเข้าพรรษาพอดี พระภิกษุสงฆ์เข้ามาทันในหมู่บ้านหรือในเมืองก็พอจะหาที่พักพิงได้ตามสมควร แต่ถ้ามาไม่ทันก็ต้องพึ่งโคนไม้ใหญ่เป็นที่พักแรม ชาวบ้านเห็นพระได้รับความลำบากเช่นนี้จึงช่วยกันปลูกเพิง เพื่อให้ท่านได้อาศัยพักฝน รวมกันหลาย ๆ องค์ ที่พักดังกล่าวนี้เรียกว่า \"วิหาร\" แปลว่า ที่อยู่สงฆ์ เมื่อหมดแล้ว พระสงฆ์ท่านออกจาริกตามกิจของท่าน ครั้งถึงหน้าฝนใหม่ท่านก็กลับมาพักอีก เพราะสะดวกดี แต่บางท่านอยู่ประจำเลย บางทีเศรษฐีมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็เลือกหาสถานที่สงบเงียบไม่ห่างไกลจากชุมชนนัก สร้างที่พัก เรียกว่า \"อาราม\" ให้เป็นที่อยู่ของสงฆ์ดังเช่นปัจจุบันนี้ \r\n\r\n   ทั้งนี้ โดยปกติเครื่องใช้สอยของพระตามพุทธานุญาตให้มีประจำตัวนั้น มีเพียงอัฐบริขาร อันได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ เข็ม บาตร รัดประคด หม้อกรองน้ำ และมีดโกน และกว่าพระท่านจะหาที่พักแรมได้ บางทีก็ถูกฝนต้นฤดูเปียกปอนมา ชาวบ้านที่ใจบุญจึงถวายผ้าอาบน้ำฝนสำหรับให้ท่านได้ผลัดเปลี่ยน และถวายของจำเป็นแก่กิจประจำวันของท่านเป็นพิเศษในวันเข้าพรรษา นับเป็นเหตุให้มีประเพณีทำบุญเนื่องในวันนี้สืบมา... \r\n\r\n   อย่างไรก็ตาม แม้การเข้าพรรษาจะเป็นเรื่องของพระภิกษุ แต่พุทธศาสนิกชนก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำบุญรักษาศีล และชำระจิตใจให้ผ่องใส ก่อนวันเข้าพรรษาชาวบ้านก็จะไปช่วยพระทำความสะอาดเสนาสนะ ซ่อมแซมกุฏิวิหารและอื่น ๆ พอถึงวันเข้าพรรษาก็จะไปร่วมทำบุญตักบาตร ถวายเครื่องสักการบูชา ดอกไม้ ธูปเทียน และเครื่องใช้ เช่น สบู่ ยาสีฟัน เป็นต้น พร้อมฟังเทศน์ ฟังธรรม และรักษาอุโบสถศีลกันที่วัด บางคนอาจตั้งใจงดเว้นอบายมุขต่าง ๆ เป็นกรณีพิเศษ เช่น งดเสพสุรา งดฆ่าสัตว์ เป็นต้น อนึ่ง บิดามารดามักจะจัดพิธีอุปสมบทให้บุตรหลานของตน โดยถือกันว่าการเข้าบวชเรียนและอยู่จำพรรษาในระหว่างนี้จะได้รับอานิสงส์อย่างสู\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttp://event.sanook.com/day/asalha-puja/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1657607119.jpg"],
    [249,4063,"ทำไมน้ำทะเลถึงเค็ม","Thu, 2022-06-30 14:10","http://www.stkc.go.th/node/4063","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"      หลายคนเคยสงสัยกันไหมว่า น้ำทะเลทำไมถึงเค็ม และปกติน้ำทะเลเค็มอยู่แล้วหรือป่าว วันนี้ทาง STKC จึงจะพาทุกๆคน ไปรู้คำตอบกัน ว่ากันว่าเมื่อเริ่มแรกทะเลก็ยังมีความเค็มไม่มาก แต่เมื่อผ่านกาลเวลามายาวนานเป็นร้อยล้านปีทะเลจึงมีความเค็มมากยิ่งขึ้น  ไปดูกันว่าสาเหตุเกิดจากอะไร \r\n\r\n      เหตุผลที่นำทะเล “เค็ม” เพราะน้ำฝนได้ชะล้างสารละลายจำพวกเกลือและแร่ธาตุต่าง ๆ ไหลไปตามแม่น้ำลำธาร แล้วไหลไปสะสมไว้ในทะเล เมื่อน้ำทะเลระเหย สารละลายต่าง ๆ ก็มิได้ระเหยขึ้นไปด้วย ในท้องทะเลจึงมีสารละลายจำพวกเกลือสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก น้ำทะเลจึงเค็มมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนั้นบางทฤษฎีก็กล่าวว่า ความเค็มของน้ำทะเลไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพราะในมหาสมุทรมีกระบวนการของธรรมชาติที่รักษาระดับความสมดุลของเกลือแร่ คือ ถ้าหากว่าธาตุชนิดใดมีในน้ำมากเกินกว่าปกติ ก็จะถูกกำจัดออกจากน้ำทะเลโดยการแยกตัวออกเป็นของแข็ง ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีธาตุใดละลายน้ำน้อยเกินปกติ เกลือแร่ของธาตุนั้นในรูปของแข็ง ก็จะถูกละลายกลับสู่น้ำทะเล ดังนั้น ความเค็มของน้ำทะเลจึงคงที่มาหลายล้านปีแล้วนั่นเอง\r\n\r\n      เมื่อเริ่มแรกทะเลก็ยังมีความเค็มไม่มาก แต่เมื่อผ่านกาลเวลามายาวนานเป็นร้อยล้านปีทะเลจึงมีความเค็มมากยิ่งขึ้น โดยเฉลี่ยทั่วโลกแล้วในปีหนึ่งจะมีเกลือประมาณ 4 พันล้านตันละลายเข้าสู่ทะเล ซึ่งในส่วนนี้ก็จะมีเกลือบางส่วนที่ตกตะกอนลงสู่ก้นทะเล มากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละปี หรือพูดง่ายๆว่าทะเลในวันนี้มีความสมดุลของความเค็มจากเกลือที่เข้ามาและออกไป นั่นเองอาจเป็นหนึ่งคำตอบที่ว่า “ทำไมน้ำทะเลถึงไม่เค็มกว่านี้อีก”\r\n\r\n \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/blog/content/66393/-blo-sciche-sci-\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1656573024.jpg"],
    [250,4062,"สัตว์ใต้ทะเลลึกที่คุณอาจยังไม่รู้","Wed, 2022-06-29 10:35","http://www.stkc.go.th/node/4062","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"     สวัสดีครับวันนี้พบกับเรา STKC เพื่อนๆคนไหนที่ชอบไปทะเล ชอบดำน้ำ ไม่ควรพลาด เพราวันนี้จะพาไปดูสัตว์ใต้ทะลึกที่เพื่อนๆ อาจยังไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีอยู่บนโลกจริง ต้องเคยสงสัยกันบ้างใช่ไหมล่ะ เพื่อเป็นการไม่ให้เสียเวลา ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านบทความกันได้เลย\r\n     \r\n1.ปลา Ocean Sunfish (รูปภาพจาก: https://sites.google.com/site/deepwatermysteriousanimals/home)\r\n\r\n\r\n     ปลาที่มีชีวิตอยู่ใต้ท้องน้ำทะเลที่ลึกมากจนแสงอาทิตย์แทบจะไม่สามารถส่องลงไปได้ถึง ขนาดน้ำหนักของมันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 ตัน ซึ่งถือว่าเป็นปลากระดูกแข็งที่มีน้ำหนักมากที่สุดในโลก ยากมากที่เราจะได้มองเห็นมันจากน้ำตื้น เพราะมันหากินอยู่ใต้ทะเลที่ลึกหลายร้อยเมตร หากโชคดีสักครั้งอาจจะเห็นมันขึ้นมาเพียงเพื่อทำความสะอาดร่างกายจากเหล่าปรสิตที่เกาะอยู่ตามลำตัวเท่านั้น…แต่นั่นก็ถือว่ายากยิ่งที่จะได้พบ\r\n\r\n2.ปลา Megamounth Shark (รูปภาพจาก: https://sites.google.com/site/deepwatermysteriousanimals/home)\r\n\r\n\r\n      ปลาที่เคยเป็นเพียงเรื่องราวในนิยายวิทยาศาสตร์ ทว่าเมื่อในปี 1976 และปี 2007 นักวิทยาศาสตร์กับได้ค้นพบตัวเป็นๆ ของมันขึ้นมาจริงๆ โดยการค้นพบนี้ยังมีการบันทึกได้อีกในภายหลังจากกล้องใต้น้ำถึงสามครั้ง เพื่องแสดงให้เห็นว่าปลาชนิดนี้มีชีวิตอยู่จริง ถือว่าเป็นฉลามพันธุ์โบราณที่หาได้ยาก และแทบจะไม่มีข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับตัวมันนอกจากสิ่งที่ยืนยันได้ว่าสิ่งมีชีวิตนี้ยังคงอยู่ในโลกสมัยใหม่ การดำเนินชีวิตส่วนใหญ่คล้ายปลาวาฬ กินอาหารที่เป็นแพลงตอนขนาดเล็กด้วยวิธีการกรองผ่านเหงือก ทำให้มันไม่มีฟันและแทบไม่จำเป็นต้องใช้ดวงตาอีกด้วย\r\n\r\n3.ปลา Pelican Eel (รูปภาพจาก: https://sites.google.com/site/deepwatermysteriousanimals/home)\r\n\r\n\r\n      เป็นปลาที่หน้าตาราวกับสัตว์ประหลาดที่ไม่คิดว่ามันน่าจะมีอยู่บนโลก แต่สำหรับเจ้าตัวนี้คือปลาไหลน้ำลึก ซึ่งมันแทรกตัวอยู่ตามพื้นทรายใต้ทะเลที่ไร้ซึ่งแสงแดด ปากขนาดใหญ่อันโดดเด่นของมันคือส่วนที่ส่วนที่น่าสนใจที่สุด ไม่ว่าอะไรที่ผ่านเข้ามาในบริเวณนั้นมันจะตรงเข้าไปตะครุบ โดยแทบไม่สนใจขนาดของเหยื่อว่าจะใหญ่แค่ไหน ถือว่าเป็นขากรรไกรที่ยืดหยุ่นและสามารถเปิดกว้างได้มากกว่าที่เราคิดเสียอีก\r\n\r\n4.ปลา Chimaera (รูปภาพจาก: https://sites.google.com/site/deepwatermysteriousanimals/home)\r\n\r\n\r\n     จัดอยู่ในสายพันธุ์ปลาโบราณหายาก เป็นปลาที่มีหน้าตาประหลาด ราวกับเป็นสัตยว์ในยุคดึกดำบรรพ์ อาศัยอยู่ใต้ท้องทะเลลึกมากเป็นพันเมตร สามารถพบเห็นมันได้จากกล้องที่ถูกส่งลงไปใต้น้ำ ไม่มีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการดำรงชีวิต เนื่องจากพบเห็นมันเวียนว่ายผ่านกล้องไปไม่กี่วินาที ส่วนการศึกษาก็ทำได้เพียงแค่โอกาสเหมาะเมื่อมันถูกจับติดแหขึ้นมา นักวิทยาศาสตร์ยังคงอยากศึกษาในช่วงที่มันยังมีชีวิตอยู่มากกว่า ส่วนจะงอยที่ยื่นออกมา สันนิษฐานว่าเป็นส่วนที่ใช้จับเซนเซอร์เพื่ออาหารที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นทราย\r\n\r\n5.ปลา Fangtooth (รูปภาพจาก: https://sites.google.com/site/deepwatermysteriousanimals/home)\r\n\r\n\r\n     เป็นปลาที่ไม่เคยมีโอกาสจับได้ในช่วงที่มันมีชีวิตเลยสักครั้งเดียว หน้าตาของมันดูน่ากลัวและราวกับเป็นโครงกระดูกไร้ชีวิต เขี้ยวของมันด้านหน้าคือส่วนโดดเด่นและแลดูน่ากลัว ขนาดลำตัวทั้งหมดของมันใหญ่สุดเพียงแค่ 16 เซนติเมตร ทว่ามันกลับสามารถเข้าตะครุบเหยื่อที่ต้องการได้เกือบทุกอย่างที่ขวางหน้า ด้วยลักษณะของซี่ฟันและกรามอันทรงพลังของมัน\r\n\r\n6.ปลาหมึกยักษ์ Giant Squid (รูปภาพจาก: https://sites.google.com/site/deepwatermysteriousanimals/home)\r\n\r\n\r\n     เรื่องของหมึกยักษ์คือตำนานเล่าขานที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน และนี่คือภาพที่แสดงให้เราเห็นว่าเจ้าสัตว์ทะเลตัวนี้มันมีอยู่จริง และขนาดลำตัวใหญ่กว่ามนุษย์ถึงสองเท่า ความยาวที่วัดได้ตั้งแต่ส่วนบนสุดของลำตัวจรดปลายหนวดมีความยาวถึง 60 ฟุต เป็นอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดใหญ่ อาศัยอยู่แต่เพียงใต้ท้องทะเลลึก และไม่มีใครเคยพบเห็นมันแหวก\r\n\r\n7.สัตว์ประหลาด Giant Isopod (รูปภาพจาก: https://sites.google.com/site/deepwatermysteriousanimals/home)\r\n\r\n\r\n     เราเคยอาจจะเห็นภาพขยายของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่เป็นปรสิต อาศัยอยู่ตามผิวหนังของมนุษย์ และไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทว่าสำหรับเจ้าตัวนี้ถือว่าเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ต้นตระกูลใกล้เคียงกัน มีขนาดใหญ่กว่าปรสิตที่อาศัยอยู่ในปากของพวกปลาหรือผิวหนังของเรามากถึง 10 เท่า แน่นอนว่ามันสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า การดำรงชีพของมันคือคืบคลานไปตามพื้นทะเลลึก แล้วมองหาซากศพของสัตว์ที่ตายแล้วกินเป็นอาหาร\r\n\r\n8.ปลา Paciic Blackdragon (รูปภาพจาก: https://sites.google.com/site/deepwatermysteriousanimals/home)\r\n\r\n\r\n     ปลาหน้าตาประหลาดมีความยาวประมาณ 2 ฟุต อาศัยอยู่ภายใต้ทะเลน้ำลึกและมีขนาดลำตัวที่ใหญ่โต นักวิทยาศาสตร์จัดให้มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถดำรงอยู่ในห้วงน้ำลึกได้โดยไม่เป็นอันตราย แม้จะมีขนาดลำตัวที่ใหญ่ ทว่ามันกลับไม่สะทกสะท้านไปกับแรงดันน้ำอันมหาศาล ขนาดลำตัวที่ยาวใหญ่ของมันนี้เป็นเรื่องน่าฉงน เพราะเราจะพบเห็นเพียงตัวเมียเท่านั้น ส่วนตัวผู้ราวกับเกิดมาเพียงแค่ผสมพันธุ์ เนื่องจากมีขนาดแค่ 8 เซนติเมตร ระบบอวัยวะภายในยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่อีกด้วย\r\n\r\n9.สัตว์ไร้กระดูกสันหลัง Amphipod (รูปภาพจาก: https://www.insect.com/pests/amphipod/)\r\n\r\n\r\n     หนึ่งในสัตว์ประหลาดที่เห็นแล้วก็คงต้องนึกถึงภาพยนต์ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ต่างดาวหรือปรสิตที่เข้ามาครองร่างมนุษย์ เจ้าสัตว์ชนิดนี้จัดอยู่ในประเภทไม่มีกระดูกสันหลัง เป็นสัตว์ที่มีขนาดเล็ก ทว่าความโดดเด่นของมันอยู่ก้ามอันแข็งแรง มันสามารถที่จะบุกเข้าโจมตีสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังได้อย่างไม่สะทกสะท้าน ตัวของมันเองยังมีความประหลาด สามารถเป็นสถานที่รับเลี้ยงอนุบาลตัวอ่อนหรือบ้านเพื่อสืบพันธุ์ของพวกมันต่อไปได้…หรือนี่อาจจะเป็นเอเลี่ยนที่พวกเรามองหากันอยู่ก็เป็นได้\r\n\r\n10.ปลา Viperfish (รูปภาพจาก: https://sites.google.com/site/deepwatermysteriousanimals/home)\r\n\r\n\r\nรูปภาพจาก: https://sites.google.com/site/deepwatermysteriousanimals/home\r\n     ปลาที่เกิดมาพร้อมด้วยสัญชาตญาณแห่งความโหดเหี้ยม หน้าตาของมันดูน่ากลัวสมกับพฤติกรรมอันโหดร้ายของมัน ดำรงชีวิตและหากินอยู่ภายใต้ท้องน้ำทะเลลึกที่ไร้แสงอาทิตย์ ขนาดลำตัวยาวไม่มากไปกว่า 1 ฟุต แต่ที่น่าสยดสยองก็คือมันกินทุกอย่างที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ขอให้ได้กัดก่อน ส่วนจะกินได้หรือไม่นั้นเอาไว้ค่อยคิดกันทีหลัง\r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety\r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scholarship.in.th/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1656473712.jpg"],
    [251,4060,"วงปีไม้บอกภูมิอากาศในอดีต","Tue, 2022-06-28 10:06","http://www.stkc.go.th/node/4060","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"     วันนี้พบกับเรา STKC อีกเช่นเคย เชื่อว่าทุกคนต้องเคยสงสัยเกี่ยวกับลายตรงกลางของต้นไม้ ว่ามันคืออะไร ทำไมต้องเป็นลายอีกทั้งลายยังเป็นสีน้ำตาลเข้มและก็สีน้ำตาลอ่อน มีไว้บอกอะไรเราน้า? ถ้าพร้อมแล้วไปอ่านบทความกันได้เลย...\r\n\r\nวงปีของพืชที่ใช้ศึกษาภูมิอากาศในอดีต\r\n     เส้นวงปีของต้นไม้ เกิดจากการเจริญของเนื้อเยื่อเจริญเพื่อสร้างท่อลำเลียงน้ำขึ้นมาใหม่ พร้อมปล่อยสารที่เรียกว่าลิกนินไปสะสมอยู่ในเนื้อไม้ ถ้าปีใดฝนตกซุกมีปริมาณน้ำฝนมาก เส้นวงปีจะกว้างเป็นสีน้ำตาลอ่อน ปีไหนแล้งปริมาณน้ำฝนน้อย เส้นวงปีจะแคบและมีสีน้ำตาลเข้มเพราะลิกนินมีความเข้มข้นสูง\r\n\r\n     ดังนั้นไม้ที่เติบโตประเทศที่มีภูมิอากาศหนาวแห้งก็จะทำให้มีเจริญเติบโตได้ช้ากว่าจึงทำให้ไม้มีความหนาแน่นกว่า เช่น ต้นไม้ประเภทไม้สนที่เติบโตในประเทศโซนร้อนก็จะเป็นไม้สนที่โตเร็ว มีความหนาแน่นที่ตำกว่า ขณะที่ไม้สนโตในประเทศเขตหนาวจัด เช่น แถบสแกนดิเนเวียหรือแถบรัสเซียก็จะเป็นไม้ที่เติบโตได้ช้าความหนาแน่นสูงกว่าจึงเหมาะที่จะมาใช้งานที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างอาคารต่างๆมากกว่า อย่างไรก็ตามความหนาแน่นของไม้จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับภูมิอากาศอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับของสายพันธ์ไม้อีกด้วยว่าเป็นอย่างไร\r\n\r\n     ในรอบ 1 ปี วาสคิวลาร์แคมเบียมของพืชที่มีเนื้อไม้จะมีการแบ่งเซลล์สร้างไซเลมและโฟล เอ็มขั้นที่ 2 จำนวนมากน้อยต่างกันในแต่ละฤดูขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำและธาตุอาหาร ในฤดูที่สิ่งแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ดี เช่น ฤดูฝน เซลล์ชั้นไซเลมจะเจริญเร็วมีขนาดใหญ่ทำให้ได้ชั้นไซเลมกว้าง และมีสีจางในฤดูแล้ง เซลล์ชั้นในไซเลมจะเจริญช้ามีขนาดเล็กเบียดกันแน่นทำให้เห็นแถบแคบๆและมีสีเข้มลักษณะดังกล่าวทำให้เห็นเนื้อไม้มีสีจางและเข้มสลับกันมองเห็นเป็นวงเรียกว่า วงปี\r\n\r\n     วงปีไม้จึงเป็นหลักฐานหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์และทำการศึกษากันอย่างกว้าง ขวางในประเทศต่าง ๆ แล้วว่ามีศักยภาพ ในประเทศไทยเพิ่งมีการศึกษากันอย่างจริงจังและต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 และพบว่าต้นไม้ที่มีศักยภาพในการศึกษาข้อมูลตัวแทน ของวงปีไม้นั้น ได้แก่ ไม้สักและไม้สนสองใบ เป็นต้น \r\n\r\nเผยแพร่ : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/article-biology/item/12476-2021-10-19-04-20-49\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1656385576.jpg"],
    [252,4059,"พืชก็เครียดเป็น","Mon, 2022-06-27 10:20","http://www.stkc.go.th/node/4059","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"   ความเครียดเป็นสภาวะของอารมณ์ที่เกิดความไม่สบายใจ วิตกกังวล รู้สึกกดดันหลายครั้งที่หลายคนเรามักจะเครียดโดยที่ไม่รู้ตัว เพราะคนเรามักจะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเครียดไม่เหมือนกัน แล้วเมื่อเกิดความเครียดเราจะแสดงออกมาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และพฤติกรรม และรู้หรือไม่ว่า ความเครียดแบบนี้ ก็จะเกิดขึ้นได้กับสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งอย่าง พืช   ได้เช่นกัน วันนี่ทาง STKC จะพาไปรู้จักความเครียดของพืช คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร และพืชมีการตอบสนองอย่างไร \r\n   สิ่งที่ทำให้พืชเกิดความเครียดมีอยู่ มีทั้งปัจจัยภายในคือพันธุกรรม และปัจจัยภายนอก คือ ดิน อากาศ อุณหภูมิ แร่ธาตุ รวมไปถึงสัตว์ที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศเดียวกันกับพืชชนิดนั้น  โดยทุกปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเครียดในพืช ท้ายที่สุดจะชักนำให้เกิดอนุมูลอิสระในพืชเกิดเป็น oxidative stress ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เซลล์พืชเสียหาย และตายในที่สุด\r\n\r\nสาเหตุของความเครียดของพืช\r\n 1.ความเครียดจากความเค็ม (salinity stress) จะแสดงอาการใบเหลือง เกิดการตายของแผ่นใบ ส่งผลให้การสังเคราะห์ด้วยแสงลดลง และทำให้การเติบโตลดลง โดยเมื่อรับความเค็มรุนแรงขึ้น จะมีการแสดงอาการผิดปกติมากขึ้น\r\n2.สภาวะเครียดจากการขาดน้ำ (Drought) ใบจะเหี่ยว ซึ่งพืชสามารถกลับมาเจริญเติบโตได้ตามปกติได้ หากความเครียดนั้นหายไป เช่น เมื่อพืชขาดน้ำ 2 วัน มีอาการใบเหี่ยว หากได้รับน้ำในวันที่ 3 อาการเหี่ยวจะหายไป แต่หากพืชขาดน้ำ 1 สัปดาห์ แม้จะได้รับน้ำเพียงใด อาการเหี่ยวก็ไม่หายไป \r\n3.ความเครียดจากการมีน้ำท่วมขังบริเวณรากเป็นเวลานาน ๆ (Water-logging) จะทำให้รากพืชขาดออกซิเจน เมื่อพืชไม่สามารถดึงสารอาหารจากดินมาใช้ได้ก็จะเกิดอาการเหี่ยว รากเน่าและตายได้\r\n\r\nการรับมือกับความเครียดในแบบของพืช\r\nจากรูปแบบการตอบสนองต่อความเครียดของพืชเราจะจำแนกพืชออกเป็นสองชนิด ได้แก่ กลุ่ม Susceptibility คือพืชที่ไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อได้รับความเครียด (ซึ่งมักจะตายไปในที่สุด) และกลุ่ม Adaptation คือพืชที่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้เมื่อเกิดภาวะเครียด โดยการปรับตัวนี้จะมีสองรูปแบบที่สำคัญ ได้แก่ การหลบหนี (Escape) และการต้านทาน (Resistance)\r\n\r\n1.  การหลบหนี (Escape) การหลบหนีของพืชไม่ใช่การวิ่งหนีแต่อย่างใด เพราะพืชไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ แต่พืชจะปรับวัฏจักรชีวิต (Life cycle) ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและเจอสภาวะเครียดให้น้อยที่สุด เช่น พืชที่มีหัวใต้ดินบางชนิด เช่น เผือก มัน จะพักตัวอยู่ใต้ดินในฤดูแล้งในรูปของลำต้นสะสมอาหาร รวมไปถึงการพักตัวของเมล็ดพืชในฤดูแล้งเช่นกัน\r\n\r\n2.  การต้านทาน (Resistance) เป็นการปรับตัวที่ทำให้พืชมีชีวิตรอดแม้ต้องอยู่ในสภาวะเครียด มีสองรูปแบบ คือ\r\n\r\n2.1  การหลบหลีก (Avoidance) มักเป็นการปรับรูปลักษณ์ภายนอก (Morphological adaptation) เพื่อให้สภาวะเครียดมีผลต่อพืชน้อยที่สุด เช่น  พืชที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในสภาวะแห้งแล้งต้องปรับตัวเพื่อลดการสูญเสียน้ำ เช่น การเก็บสะสมน้ำในใบและลำต้นของพืชอวบน้ำ การเปลี่ยนใบเป็นหนามของกระบองเพชรเพื่อลดการสูญเสียน้ำ เป็นต้น\r\n\r\n2.2  การอดทน (Tolerance) การปรับเปลี่ยนกลไกในการดำรงชีวิตหรือการปรับตัวด้านสรีรวิทยา (Physiological adaptation) ที่ทำให้พืชดำรงชีวิตในสภาวะเครียดได้ดียิ่งขึ้น เช่น การสร้างสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) หรือจะเป็นกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงแบบ CAM (Crassulacean acid metabolism) ของพืชวงศ์? Crassulaceae หรือกุหลาบหินเป็นพืชที่อยูในสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้ง จึงปิดปากใบในตอนกลางวันและเปิดปากใบในตอนกลางคืนที่อุณหภูมิเย็นกว่าเพื่อลดการคายน้ำ  \r\n\r\nเรียบเรียง : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/article-biology/item/7832-2018-01-11-01-27-09\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1656300007.jpg"],
    [253,4058,"ทำไมกลางวันจึงไร้ดาว","Fri, 2022-06-24 08:37","http://www.stkc.go.th/node/4058","ดาราศาสตร์",null,"   ทำไมดวงดาวจึงมีแต่เพียงยามราตรี แท้จริงแล้วกลางวันก็มีดาวเพียงแต่เราถูกท้องฟ้าสีฟ้าสวยๆหลอก แล้วมันเกิดจากอะไรกันหล่ะ STKC จะพาไปไขปริศนานี้กันครับ\r\n\r\n   การที่เราจะเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้ายามกลางวันได้นั้น เพราะแสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกนั้นเมื่อกระทบกับชั้นบรรยากาศก็จะเกิดการกระเจิงของแสง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทางแสงที่เกิดจากการเปลี่ยนทิศทางการแผ่ของแสง เมื่อแสงเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางที่เป็นสารไม่ใช่เอกพันธ์หรือไม่ใช่สารเนื้อเดียว จะทําให้สารนั้นเปล่งแสงออกมา โดยที่ชั้นบรรยากาศเราอย่างที่บอกไปแล้วครับมันมีทั้งไอน้ำ เมฆ ประจุไฟฟ้า ฝุ่น อะไรสารพัดที่มันถูกกักไว้ในชั้นบรรยากาศ มันก็เป็นเสมือนตัวกลางที่ไม่ใช่สารเนื้อเดียวกันนั่นเอง เมื่อแสงสีขาวจากดวงอาทิตย์ตกกระทบ จึงเกิดการหักเหแสงออกเป็นสีตามความยาวช่วงคลื่นของสีต่างๆโดยที่สายตามมนุษย์เรานั้นสามารถมองเห็นช่วงคลื่นสีของแสงสีขาวที่กระเจิงออกเป็นสีต่างๆอย่างที่เราเห็น รุ้งกินน้ำ นั่นแหละครับ ซึ่งประกอบไปด้วยสี ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ที่เราเคยท่องกันสมัยเด็กๆนั่นแหละครับ \r\n\r\n   โดยที่เมื่อช่วงกลางวันเป็นการกระเจิงของแสงเนื่องจากอนุภาคต่างๆที่มีขนาดเล็กกว่าความยาวคลื่นแสงดังนั้น ท้องฟ้าที่เราเห็นจริงๆแสงมันจะกระเจิงออกมาเป็นสีรุ้งอย่างที่บอกไปข้างต้น แต่ด้วยความที่ว่าแสงสีม่วงที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุดกระเจิงได้ดีที่สุด และสีน้ำเงินจะกระเจิงได้ดีรองลงมา ท้องฟ้าส่วนใหญ่จึงปกคลุมไปด้วยแสงสีม่วงและฟ้า แต่ที่เราเห็นเฉพาะสีฟ้า ไม่เป็นสีม่วง นั่นเป็นเพราะ มันถูกแสดงผลออกมาด้วยเหตุผลที่ว่า สายตาของมนุษย์เรานั้นมีประสาทตาที่รับแสงสีน้ำเงินได้ดีกว่าแสงสีม่วง นั่นเอง และด้วยการที่ท้องฟ้าใสๆ ถูกการกระเจิงของแสงเบี่ยงเบนจนกระจายทั่วชั้นบรรยากาศไปด้วยแสงสีฟ้าที่ตาเรามองเห็นแล้วนั้น จึงปิดโอกาสในการเห็นดาวไปเลยอย่างไรหล่ะครับ ดังนั้นเวลากลางคืนเมื่อเราอยู่อีกฝั่งของดวงอาทิตย์ ท้องฟ้าเราจึงไม่ถูกการกระเจิงของแสงมารบกวน ทำให้เราเห็นทะลุชั้นบรรยากาศใสๆของเราไปจนถึงดวงดาวต่างๆตามที่กำลังแสงของมันส่งมาถึงเรานั่นเอง และแถมอีกอย่างการที่เราเห็นท้องฟ้าเป็นสีส้ม สีแดง เมื่อยามเช้า กับยามเย็นนั้น เป็นเพราะว่าขณะที่ดวงอาทิตย์ กําลังจะขึ้นหรือกําลังตกนั้น เราจะเห็นว่าดวงอาทิตย์เป็นสีแดง ทั้งนี้เนื่องจากขณะนั้น แสงอาทิตย์ต้องเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศเป็นระยะทางไกลจึงจะถึงตาเรา แสงที่มีความยาวคลื่นสั้นได้แก่ สีน้ำเงินและม่วง ซึ่งกระเจิงได้ดีอย่างที่บอกไปข้างต้นจึงกระเจิงไปหมด ทําให้มีเหลือเฉพาะแต่แสงที่มีความยาวคลื่นยาวกว่าได้แก่ แสงสีแดง สีส้ม สีเหลืองเท่านั้น ที่มาถึงตาเรา และเมื่อแสงดังกล่าวตกกระทบก้อนเมฆจะสะท้อนกลับมาสู่ตาเราทําให้ตาเห็นท้องฟ้าเป็นสีโทนแดงแบบนั้นแหละครับ\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://agoodmany.world/why-does-the-day-have-no-stars/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1656034709.jpg"],
    [254,4056,"19 เรื่องจริงบนดาวพฤหัสบดี","Thu, 2022-06-23 08:19","http://www.stkc.go.th/node/4056","ดาราศาสตร์",null,"   ดาวพฤหัสบดีมีชื่อในภาษาอังกฤษว่า จูปิเตอร์ (Jupiter) ซึ่งเป็นชื่อของราชาแห่งทวยเทพทั้งหลายของชาวโรมัน และเป็นชื่อที่เหมาะสมกับดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะดวงนี้ นอกจากจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหมดในระบบสุริยะแล้ว ดาวพฤหัสบดียังมีความน่าสนใจอีกหลายประการ บางอย่างเราอาจไม่เคยรู้เลยก็เป็นได้\r\n\r\n1. ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์วงนอก คืออยู่ถัดจากแถบดาวเคราะห์น้อยออกไป โดยเป็นดาวเคราะห์ก๊าซ เช่นเดียวกับ ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ซึ่งอยู่ถัดออกไปจากดวงอาทิตย์\r\n\r\n2. ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ สามารถบรรจุโลกของเราลงไปได้ถึง 1,300 ใบ และหากนำมวลของดาวเคราะห์ทั้งหมดในระบบสุริยะรวมกัน ดาวพฤหัสบดีจะมีมวลมากกว่าถึง 2.5 เท่าเลยทีเดียว\r\n\r\n3. นอกจากดาวพฤหัสบดีจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะแล้ว ยังมีดวงจันทร์บริวารมากเป็นอันดับสอง รองจากดาวเสาร์อีกด้วย ดาวพฤหัสบดีจึงมีดวงจันทร์บริวารเป็น 79 ดวง\r\n\r\n4. ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ก๊าซ มันจึงแตกต่างจากดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร นั่นคือ มันไม่มีพื้นผิวดาวที่แท้จริงให้ยานอวกาศลงจอด เพราะชั้นนอกของดาวพฤหัสบดีนั้นประกอบไปด้วยก๊าซไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นหลัก (คล้ายกับดวงอาทิตย์) \r\n\r\n5. แม้ว่าบนดาวพฤหัสบดีจะไม่มีพื้นดาวที่แท้จริง แต่มันกลับมีมหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ โดยมหาสมุทรนี้มีความหนาประมาณ 40,000 กิโลเมตร เกิดจากไฮโดรเจน  ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดว่า มหาสมุทรดังกล่าวอาจมีความลึกไปถึงกึ่งกลางดวงดาวเลยก็เป็นได้\r\n\r\n6. ชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีนั้นถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มเมฆและพายุหมุนที่มีความหนาประมาณ 50 กิโลเมตร โดยบริเวณกลุ่มเมฆจะมีอุณหภูมิ -145 องศาเซลเซียส แต่ยิ่งใกล้แกนกลางของดาวมากเท่าไร อุณหภูมิก็จะยิ่งร้อนขึ้นเท่านั้น \r\n\r\n7. ชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีโดยรวมประกอบด้วยก๊าซไฮโดรเจน 89% และฮีเลียม 11%  โดยสามารถแบ่งชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีได้เป็นชั้นนอกสุด ประกอบด้วย ผลึกแข็งของแอมโมเนีย ส่วนชั้นกลางเป็นผลึกของแอมโมเนียไฮโดรซัลไฟด์ และต่ำลงไปเป็นเมฆ ไอน้ำ และน้ำแข็ง  ทั้งนี้ผลึกแอมโมเนีย ซัลเฟอร์ และสารประกอบที่เกิดจากสารทั้งสองชนิด ทำให้ชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีมีกลิ่นไม่พึงประสงค์นัก\r\n \r\n8. สีของดาวพฤหัสบดีมีลักษณะเป็นแถบสีขาวสลับกับแถบสีน้ำตาล สีส้ม และสีแดง แถบนี้มี 2 ลักษณะคือแถบสว่าง เรียกว่า zone ซึ่งเป็นบริเวณที่ก๊าซในชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดีสูงขึ้น และแถบมืดเรียกว่า belts ซึ่งเป็นบริเวณที่ก๊าซในชั้นบรรยากาศของดาวพฤหัสบดียุบลง สีที่แตกต่างกันมีสาเหตุมาจากความแตกต่างของอุณหภูมิและองค์ประกอบบนแถบนั้น \r\n\r\n9. ดาวพฤหัสบดีจะเห็นจุดกลม ๆ สีแดงขนาดใหญ่ อยู่บนแถบสีที่พาดดวงดาวอยู่ นั่นคือพายุหมุนที่รุนแรงมีความเร็วประมาณ 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถูกพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1665 และได้รับการยืนยันว่าเป็นพายุหมุนที่รุนแรงจากการทำภารกิจของยาน Voyager 1 ในปี ค.ศ. 1979\r\n\r\n10. ดาวพฤหัสบดีอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นระยะทางเฉลี่ย 778 ล้านกิโลเมตร หรือ 5.2 AU (หน่วยดาราศาสตร์) ซึ่งไกลมากเมื่อเทียบกับโลก (โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 1 AU) ทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ต้องใช้เวลาเดินทางมาจากดาวดวงนี้นานถึง 43 นาที\r\n\r\n11. ในยามค่ำคืน เราสามารถมองเห็นดาวพฤหัสบดีได้จากโลก ดาวที่สว่างกว่าดาวพฤหัสบดีก็คือ ดวงอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวศุกร์\r\n \r\n12. องค์ประกอบไฮโดรเจนและฮีเลียมของดาวพฤหัสบดี มีความคล้ายคลึงกับองค์ประกอบบนดวงอาทิตย์มาก แต่ดาวพฤหัสบดีก็ยังไม่สามารถกลายเป็นดาวฤกษ์ที่ส่องสว่างเจิดจ้าอย่างดวงอาทิตย์ได้ เพราะมันมีมวลไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาฟิวชันที่แกนกลางของดาว แต่หากมันมีมวลมากกว่าปัจจุบันสัก 70-80 เท่า ก็อาจเกิดดาวฤกษ์ดวงใหม่ขึ้นมาอีกดวงหนึ่งก็เป็นได้\r\n\r\n13. ดาวพฤหัสบดีเคลื่อนที่ได้เร็ว มันใช้เวลาเพียง 10 ชั่วโมง หมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ด้วยความเร็ว 12.6 กิโลเมตรต่อวินาที หรือ 45,300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้น 1 วันบนดาวพฤหัสบดีจึงสั้นกว่า 1 วันบนดาวเคราะห์อื่น ๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยระยะทางที่ไกลจากดวงอาทิตย์มาก ดาวพฤหัสบดีจึงใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์ยาวนานถึง 12 ปี หรือ 4,333 วันของโลก \r\n\r\n14. ด้วยความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของดาวพฤหัสบดีที่เร็วกว่าดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ทำให้แกนกลางของดาวที่อาจประกอบไปด้วยไฮโดรเจนและโลหะเหลวเคลื่อนตัวไปด้วย และสร้างสนามแม่เหล็กที่ทรงพลังที่สุดในบรรดาดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ\r\n\r\n15. นอกจากดาวเสาร์แล้ว ดาวพฤหัสบดีเองก็มีวงแหวนเช่นกัน โดยถูกพบต่อจากดาวเสาร์ ยูเรนัส และเนปจูน ด้วยยานอวกาศ Voyager 1 ในปี ค.ศ. 1979 แต่วงแหวนของดาวพฤหัสบดีนั้นเป็นวงแหวนบางและจางมาก \r\n\r\n16. มียานอวกาศทั้งหมด 9 ลำที่เคยไปเยี่ยมเยือนดาวพฤหัสบดีมาแล้ว โดยยานอวกาศลำแรกเป็นยานอวกาศจากนาซ่าที่มีชื่อว่า Pioneer 10 ถูกส่งไปยังดาวพฤหัสบดีในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ. 1973 และปีต่อมา Pioneer 11 ก็ถูกส่งตามไป ตามด้วย  Voyager 1 and 2, Ulysses, Galileo, Cassini, และ New Horizons และเพื่อทำการศึกษาดาวพฤหัสบดีอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น ล่าสุดนาซ่าได้ทำการส่งยานอวกาศลำที่ 9 ขึ้นไปในปี 2016 โดยใช้ชื่อว่า Juno ซึ่งเป็นยานอวกาศที่โคจรรอบดาวพฤหัสเพื่อทำการสำรวจ \r\n\r\n17. โดยทั่วไปแล้วแรงโน้มถ่วงหรือแรงดึงดูดระหว่างมวลจะมากหรือน้อยขึ้นกับมวลของวัตถุ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกที่ดาวพฤหัสบดีที่มีมวลมากกว่าโลกจะมีแรงโน้มถ่วงมากกว่าประมาณ 2.4 เท่า ซึ่งหมายความว่า หากชั่งน้ำหนักบนโลกได้ 100 กิโลกรัม เมื่อไปชั่งบนดาวพฤหัสบดี ก็จะมีน้ำหนักเท่ากับ 240 กิโลกรัม \r\n\r\n18. แม้ว่าดาวพฤหัสบดีจะมีขนาดใหญ่กว่ามาก มีมวลมากกว่าโลกมาก แต่สิ่งหนึ่งที่โลกของเหนือกว่าดาวพฤหัสบดีก็คือความหนาแน่น เพราะโลกมีความหนาแน่น 5.51 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ขณะที่ดาวพฤหัสบดีมีความหนาแน่นเพียง 1.33 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ทั้งนี้เนื่องจากองค์ประกอบส่วนใหญ่ของดาวพฤหัสบดีนั้นเป็นกลุ่มก๊าซจำนวนมากนั่นเอง \r\n\r\n19. ด้วยโครงสร้างและองค์ประกอบของดาวพฤหัสบดีซึ่งเป็นดาวเคราะห์ก๊าซ รวมถึงอุณหภูมิ และความดันที่มีความรุนแรงและผันผวนเกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตจะปรับตัวให้อยู่รอดได้ ที่แห่งนี้จึงไม่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตหรือการดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม \r\n\r\nเรียบเรียง : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/blog/content/89328/-sciear-sci-\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1655947186.jpg"],
    [255,4055,"ไขข้อสงสัยของหลุมดำ","Wed, 2022-06-22 12:55","http://www.stkc.go.th/node/4055","ดาราศาสตร์",null,"   เนื่องจากไม่มีมนุษย์คนไหนเคยเห็นหลุมดำ จึงเป็นการยากที่จะอธิบายถึงรูปร่างของหลุมดำได้ วันนี้เราทาง STKC ขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับหลุมดำ กันเลย เพื่อทุกคนจะได้รู้จักกับหลุมดำนั้นเอง ตามไปดูกันเลย\r\n   เนื่องจากนิยามของหลุมดำเป็นเพียงนิยามทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ เราอาจไม่สามารถอธิบายได้ว่าภายในหลุมดำ ควรจะมีหน้าตา หรือรูปร่างเป็นอย่างไร หลุมดำเองไม่ใช่วัตถุที่จับต้องได้เราจึงไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่า หลุมดำเริ่มหรือสิ้นสุดตรงไหนแต่เราสามารถนิยามขอบเขตของหลุมดำได้เรียกว่า “ขอบฟ้าเหตุการณ์” (Event Horizon)ซึ่งก็คือบริเวณที่ความเร็วหลุดพ้นเท่ากับความเร็วของแสงพอดี\r\n\r\nหลุมดำคืออะไร?\r\n\r\n   หลุมดำคือวัตถุที่หนาแน่นที่สุดอย่างหนึ่งในเอกภพ เมื่อมีมวลจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ในปริมาตรขนาดเล็ก แรงโน้มถ่วงของมวลเหล่านี้จะมีมากพอที่จะดูดทุกอย่างเข้าไปภายใต้แรงโน้มถ่วงของมันได้ เปรียบเทียบกันแล้ว บนพื้นโลกของเรามีความเร็วหลุดพ้น 11.2 กม./วินาที นั่นหมายความว่าหากเรายิงกระสุนที่ความเร็ว 11.2 กิโลเมตรต่อวินาทีจากพื้นโลก\r\n\r\n   กระสุนนี้จะหลุดพ้นออกไปจากแรงโน้มถ่วงของโลกได้และไม่ตกกลับลงมาอีก และหากเรายิงกระสุนออกไปด้วยความเร็วที่ต่ำกว่านี้ กระสุนก็จะใช้เวลาสักพักหนึ่งในอากาศก่อนที่จะตกกลับมาใหม่ สำหรับหลุมดำแล้วนั้นแรงโน้มถ่วงนั้นมีค่าสูงมากเสียจนความเร็วหลุดพ้นจากบริเวณที่เรียกว่า \"ขอบฟ้าเหตุการณ์\" (Event Horizon) มีค่าเท่ากับความเร็วของแสง ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงที่สุดในเอกภพ\r\n\r\n   หมายความว่าไม่มีวัตถุใดแม้กระทั่งแสงจะสามารถหลุดพ้นออกมาจากหลุมดำได้ แม้กระทั่งเราฉายไฟฉากออกมาจากภายใน Event Horizon อนุภาคของแสงที่ออกมาก็ไม่สามารถหลุดออกมาจากแรงโน้มถ่วงของมันได้\r\n\r\nรูปทรงสัณฐานของหลุมดำ\r\n\r\n   มวลวัตถุขนาดใหญ่เท่าใดก็ตาม เมื่อโคจรเข้าสู่ใกล้สภาวะเขตหลุมดำ ถูกบีบอัดบีบคั้นให้เล็กลงๆ เล็กลงๆ อย่างไม่จุดสิ้นสุด สู่ใจกลางบริเวณ Central singularity(จุดพิศวง) เป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ แม้กระทั่งแสง ก็ถูกอัดแน่นรวมเข้าไปด้วยอย่างไม่มีข้อยกเว้นใดๆ\r\n\r\n   การพบครั้งแรกสรุปผลโดย Karl Schwarzschild นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน จึงเรียกว่า Schwarzschild radius คือ ขอบวงรัศมีของหลุมดำ ชนิดที่ไม่มีการหมุนปั่นเป็นสัดส่วนพื้นที่ของหลุมดำ ขนาดสำรวจพบรัศมีราว 6 ไมล์\r\n\r\n   โดยเนื้อแท้หลุมดำ อาจแสดงตัวขอบวงรัศมีใหญ่หรือเล็กก็ได้ แต่ไม่ใหญ่โตมากเพราะไม่จำเป็นต้องมีความเป็นปึกแผ่นของพื้นผิววัตถุ ต่างจากวัตถุอื่นๆในจักรวาลเท่าที่เคยพบ\r\n\r\nเรียบเรียง : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.sanook.com/news/7741034/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1655877359.jpg"],
    [256,4052,"วันครีษมายัน กลางวันยาวนานที่สุดในรอบปี","Tue, 2022-06-21 08:50","http://www.stkc.go.th/node/4052","ดาราศาสตร์","https://www.narit.or.th/index.php/news/1147-partial-lunar-eclipse-2020-summer-solstice","   21 มิถุนายนนี้ เป็นวัน “ครีษมายัน” (ครีด-สะ-มา-ยัน) (Summer Solstice) เวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี คำว่า “Solstice” เป็นภาษาอินโดยูโรเปียน Stice หมายถึง สถิต หรือ หยุด ดังนั้น Summer Solstice หมายถึงวันที่ดวงอาทิตย์โคจรไปถึงจุดหยุด หรือจุดสุดทางเหนือ แต่ละวันดวงอาทิตย์จะปรากฏในตำแหน่งต่างกัน เปลี่ยนตำแหน่งไปประมาณวันละ 1 องศา ตั้งแต่เดือนมีนาคม ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไปทางเหนือเรื่อยๆ และหยุดที่จุดเหนือสุดในวันที่ 21 มิถุนายน จากนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนลงมาทางใต้  ทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด  จึงมีช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันเริ่มต้นฤดูร้อนของประเทศทางซีกโลกเหนือ และเข้าสู่ฤดูหนาวของประเทศในซีกโลกใต้  สำหรับประเทศไทย วันดังกล่าวดวงอาทิตย์ขึ้นเวลาประมาณ 05:51 น. และจะตกลับขอบฟ้า เวลาประมาณ 18:47 น. รวมเวลาที่ดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า 12 ชั่วโมง 56 นาที  (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร)\r\n \r\n   ในหนึ่งปี โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี โลกจึงมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ไม่เท่ากัน ช่วงใกล้ที่สุดประมาณต้นเดือนมกราคม (147 ล้านกิโลเมตร) และช่วงไกลที่สุดประมาณต้นเดือนกรกฎาคม (ระยะห่างเฉลี่ย 152 ล้านกิโลเมตร) เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของระยะทางใกล้-ไกล ในการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ถือเป็นอัตราส่วนที่น้อยมาก ไม่มีผลต่อการเกิดฤดูกาลแต่อย่างใด แต่การที่แกนหมุนของโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับแนวตั้งฉากกับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ พื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกจึงรับแสงอาทิตย์ได้ในปริมาณไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีอุณภูมิต่างกัน รวมถึงมีระยะเวลากลางวันและกลางคืนที่ต่างกันด้วย เป็นเหตุให้เกิดฤดูกาลขึ้นบนโลก จะสังเกตได้ว่า ในฤดูร้อน เวลากลางวันจะยาวกว่ากลางคืน ดวงอาทิตย์จะขึ้นเร็วและตกช้า ส่วนในฤดูหนาว เวลากลางคืนจะยาวนานกว่ากลางวัน ดวงอาทิตย์จะขึ้นช้าและตกเร็ว\r\n\r\nแหล่งที่มา : https://www.narit.or.th/index.php/news/1147-partial-lunar-eclipse-2020-summer-solstice\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1655776239.jpg"],
    [257,4049,"8 เรื่องน่ารู้ของทางช้างเผือก","Mon, 2022-06-20 11:21","http://www.stkc.go.th/node/4049","ดาราศาสตร์",null,"  วันนี้ทาง STKC จะพาทุกคนไปดูบทความเกี่ยวกับ Galaxy ที่มีชื่อว่าทางช้างเผือก ทำไมต้องเรียกทางช้างเผือก ทั้งๆที่เรามองยังไงก็ไม่เห็นเหมือนช้างเลยใช่ไหมละทุกคน ชักเริ่มจะอยากรู้กันแล้วใช่ไหมละว่าทำไมถึงเรียกว่าทางช้างเผือก ไปอ่านบทความกันได้เลย\r\n\r\n   กาแล็กซี (Galaxy) หรือ ดาราจักร หมายถึง อาณาจักรของดาว กาแล็กซีหนึ่งๆ ประกอบด้วยแก๊ส ฝุ่น และดาวฤกษ์และดาวเคราะห์หลายแสนล้านดวง  กาแล็กซีมีขนาดประมาณหมื่นล้านถึงแสนล้านปีแสง กาแลกซีของเราชื่อ “ทางช้างเผือก” (The Milky Way Galaxy) ที่มีชื่อเช่นนี้เป็นเพราะ คนไทยถือว่ากษัตริย์เป็นเทวดาซึ่งอวตารมาจากสรวงสวรรค์​ ช้างเผือกเป็นสัตว์คู่บุญบารมีของกษัตริย์ ทางช้างเผือกจึงปรากฎอยู่บนท้องฟ้าซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดาและนางฟ้า\r\n\r\n\r\n1“ทางช้างเผือก” กาแล็กซีที่เป็นบ้านของเรา\r\n– กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy) คือ กาแล็กซีที่ระบบสุริยะของเราอาศัยอยู่ จัดเป็นกาแล็กซีประเภทกังหันมีคาน (BarredSpiral Galaxy) ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์สมาชิกกว่า 200,000 ล้านดวง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 100,000 ปีแสง ดาวฤกษ์และวัตถุต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะกระจายตัวตามระนาบของกาแล็กซี มีความหนาเฉลี่ยประมาณ 2,000 ปีแสง\r\n\r\n2. ดวงอาทิตย์กำลังโคจรรอบใจกลางทางช้างเผือกด้วยอัตราเร็ว 282,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง !\r\n– ระบบสุริยะของเราที่มีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง พร้อมกับดาวเคราะห์และวัตถุขนาดเล็กอื่น ๆ กำลังเคลื่อนที่โคจรรอบศูนย์กลางทางช้างเผือกด้วยอัตราเร็ว282,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และจะใช้เวลาโคจรรอบทางช้างเผือกครบหนึ่งรอบ ประมาณ 230 ล้านปี\r\n\r\n3. เราอยู่ในทางช้างเผือก แล้วเรามองเห็นทางช้างเผือกได้ยังไง ?\r\n– นั่นเป็นเพราะว่า ระบบสุริยะของเราอยู่บริเวณแขนของทางช้างเผือก ห่างออกมาจากใจกลางกาแล็กซีประมาณ 25,800 ปีแสง เราจึงสามารถมองออกไปเห็นส่วนต่าง ๆ ภายในกาแล็กซีของเราได้ และเป็นมุมมองจากด้านข้างของทางช้างเผือก ปรากฏเป็นแนวยาวพาดผ่านบนท้องฟ้าจากทิศเหนือจรดทิศใต้ โดยบริเวณที่มีดาวฤกษ์หนาแน่นมากที่สุดจะเป็นบริเวณใกล้กับใจกลางทางช้างเผือกนั่นเอง\r\n\r\n4. ดาวทุกดวงที่เห็นบนท้องฟ้า อยู่ในทางช้างเผือกทั้งหมด\r\n– ท้องฟ้าตอนกลางคืนนั้น นอกจากจะเต็มไปด้วยดาวฤกษ์ที่เรียงตัวกันเป็นกลุ่มดาวต่าง ๆ แล้ว ยังมีวัตถุในห้วงอวกาศลึกที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าด้วยเช่น กาแล็กซีแอนโดรเมดา (Andromeda Galaxy) เป็นกาแล็กซีขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เรามากที่สุด เราสามารถมองเห็นกาแล็กซีนี้ได้ด้วยตาเปล่าหากท้องฟ้ามืดมิดมากพอ แต่จะมองเห็นเป็นแค่ฝ้าจาง ๆ บนท้องฟ้าเพียงเท่านั้น เราไม่สามารถมองเห็นดาวฤกษ์เดี่ยว ๆ ภายในกาแล็กซีแอนโดรเมดาได้เลย ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะมองเห็นดาวฤกษ์ดวงอื่นนอกทางช้างเผือกได้ ดาวทุกดวงที่เรามองเห็นบนท้องฟ้าตอนกลางคืน จึงเป็นดาวที่อยู่ภายในกาแล็กซีทางช้างเผือกของเราทั้งสิ้น\r\n\r\n* กาแล็กซีแอนโดรเมดา (Andromeda Galaxy) อยู่ห่างออกไปจากโลก 2.5 ล้านปีแสง จัดเป็นวัตถุที่ไกลที่สุดที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า\r\n\r\n5. “ใจกลางทางช้างเผือก” ตำแหน่งที่ท้องฟ้างดงามอลังการที่สุด\r\n– ทางช้างเผือกที่เรามองเห็นบนท้องฟ้า จะมีลักษณะเป็นแนวยาวพาดผ่านจากทิศเหนือจรดทิศใต้ แต่ละตำแหน่งจะมีดาวฤกษ์กระจายตัวหนาแน่นไม่เท่ากันโดยที่ใจกลางทางช้างเผือกจะมีดาวฤกษ์และวัตถุท้องฟ้าอยู่หนาแน่นมากที่สุด อยู่ระหว่างกลุ่มดาวแมงป่องและกลุ่มดาวคนยิงธนู สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าเป็นแนวเมฆสว่างสลับกับแนวทึบแสงที่เป็นกลุ่มฝุ่นหนาทึบภายในทางช้างเผือก หากใช้กล้องสองตาส่องกราดบริเวณนี้ จะเห็นดาวฤกษ์ระยิบระยับราวกับเม็ดทราย อีกทั้งยังมีวัตถุในห้วงอวกาศลึกอยู่หนาแน่น เช่น เนบิวลา และกระจุกดาวต่าง ๆ\r\n\r\n6. ภายใต้ความงดงาม มี “หลุมดำยักษ์” ซ่อนอยู่ที่ใจกลางทางช้างเผือก\r\n– ที่บริเวณใจกลางทางช้างเผือก มีดาวฤกษ์กำลังเคลื่อนที่โคจรรอบอะไรบางอย่างที่ไม่สามารถมองเห็นได้ในช่วงคลื่นที่ตามองเห็น นักดาราศาสตร์เก็บข้อมูลดาวฤกษ์เหล่านี้เป็นเวลากว่า 10 ปี และพบว่า วัตถุที่ดาวฤกษ์กำลังโคจรรอบนั้น มีมวลเท่ากับ 4 ล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ ! แต่มีขนาดเล็กเพียงเท่ากับระบบสุริยะของเราเท่านั้น ! นี่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่บ่งบอกว่า มีหลุมดำมวลยวดยิ่ง (Supermassive Black Hole) อยู่ที่ใจกลางทางช้างเผือกจริง ๆ ซึ่งนักดาราศาสตร์ตั้งชื่อว่า Sagittarius A* (ซาจิทาเรียส เอ สตาร์)\r\n\r\n7. WiFi ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ เริ่มต้นจากการค้นหาหลุมดำในทางช้างเผือก\r\n– ย้อนกลับไปในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1970 John O’Sullivan วิศวกรชาวออสเตรเลีย ทำงานร่วมกับนักดาราศาสตร์เพื่อค้นหาหลุมดำขนาดเล็กตามที่ Stephen Hawking นักฟิสิกส์ชื่อดังชาวอังกฤษเคยทำนายไว้ ซึ่งยากที่จะตรวจจับได้ John O’Sullivan จำเป็นจะต้องพัฒนาเทคนิคการประมวลผลข้อมูลใหม่ให้สามารถแยกข้อมูลคลื่นวิทยุของหลุมดำ ออกจากคลื่นวิทยุพื้นหลังที่ไม่ต้องการ\r\n\r\n   สุดท้ายแล้ว แม้เขาและทีมจะไม่ได้ค้นพบหลุมดำขนาดเล็กตามที่คาดหวังไว้ แต่วิธีการประมวลผลข้อมูลที่คิดค้นขึ้นใหม่นี้ กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ JohnO’Sullivan ใช้ในการแก้ปัญหาสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์แบบไร้สาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี WiFi ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ และเทคโนโลยีนี้ก็ได้สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศออสเตรเลียหลายล้านดอลลาร์เลยทีเดียว\r\n\r\n8. แล้วมีอะไรที่ใหญ่กว่าทางช้างเผือกอีกมั้ย\r\n– กาแล็กซีทางช้างเผือกเป็นสมาชิกของกลุ่มกาแล็กซี เรียกว่า กลุ่มกาแล็กซีท้องถิ่น หรือ “Local Group” กินอาณาบริเวณกว่า 10 ล้านปีแสงประกอบด้วยกาแล็กซีสมาชิกมากกว่า 80 กาแล็กซี มีสมาชิกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กาแล็กซีแอนโดรเมดา (Andromeda Galaxy)กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way Galaxy) และกาแล็กซีสามเหลี่ยม (Triangulum Galaxy) ตามลำดับ และยังมีระบบที่\r\nใหญ่กว่า Local Group อีกนั่นคือ กระจุกกาแล็กซีหญิงสาว (Virgo Supercluster)\r\n\r\n \r\n\r\nข้อมูลและเรียบเรียง : ธนกร อังค์วัฒนะ – เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.\r\nแหล่งที่มา\r\nhttp://www.lesa.biz/astronomy/galaxy/milkyway-galaxy\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1655698884.jpg"],
    [258,4045,"อยากของหวาน ทั้งวัน อันตรายไหม!","Mon, 2022-06-20 09:15","http://www.stkc.go.th/node/4045","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   ช่วงนี้ร้านของหวาน เกิดขึ้นมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านแนวคาเฟ่ ร้านขนมปังหวาน ร้านไอศครีม  เห็นแล้วก็อยากทานไปหมดทุกอย่าง หันไปทางไหนก็ของหวาน มันคืออาการ อยากของหวาน ( Sugar Craving ) แต่ อยากของหวาน ทั้งวัน จะ อันตรายไหม และโทษต่อร่างกายยังไงบ้าง วันนี้ทาง STKC มีบทความเกี่ยวกับของหวานถ้าเรารับประทานทั้งวันเป้นอันตรายหรือ ไปอ่านกันได้เลย\r\n\r\nอาการอยาก “ ของหวาน ”\r\n   จะมีอาการอยากกินของหวาน ๆ ตลอดเวลา ถ้าไม่ได้กินจะเริ่มรู้สึกโหย ๆ หงุดหงิด อารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ อาการแบบนี้เกิดจาก การเสพติดน้ำตาลที่เรียกว่า “ Sugar Blues ” ที่ทำให้ร่างกายรู้สึก โหยหานํ้าตาลทั้งวัน โดยเฉพาะช่วงเวลา ประมาณสิบโมงเช้า และบ่ายสามโมง ถ้าไม่ได้กินน้ำตาลจะทำให้หดหู่  ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเกิดจาก ภาวะนํ้าตาลในเลือดตํ่า แล้วถ้ายังปล่อยให้ร่างกาย เป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จะยิ่งส่งผลเสียกับร่างกาย ทำให้อารมณ์แปรปรวน ขี้โมโหง่าย สมาธิสั้น ( ADHD – Attention Deficit Hyperactivity Disorder ) เป็นภูมิแพ้ ( Allergy ) และความดันโลหิตตํ่า ( Hypotension ) \r\n   ยิ่งถ้าได้รับน้ำตาล เข้าสู่กระแสเลือดมาก ๆ จะไปเก็บสะสมไว้ที่ ตับในรูปของ ไกลโคเจน ( Glycogen ) และจะส่งกลับไป ที่กระแสเลือดอีกครั้ง สุดท้ายจะเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน ไปสะสมตามจุดต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น หน้าท้อง ต้นแขน ต้นขา สะโพก มากเข้าก็ทำให้น้ำหนักเกิน ถ้ายังไม่ยอมเลิกกินของหวาน ๆ ก็จะทำให้กรดไขมัน ไปพอกพูนที่ หัวใจ ตับ ไต ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายเสื่อมลงเรื่อย ๆ และตามมาด้วย โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ\r\n\r\nวิธีลดอาการอยาก ของหวาน\r\n\r\n1. กินผักที่มีรสหวานเป็นประจำ เช่น หัวหอม แครอท ฟักทอง มันหวาน แม้กระทั่งหัวไชเท้า เมื่อต้มในน้ำซุปยังมีรสหวาน การกินผักที่มีรสหวานเป็นประจำจะช่วยลดความอยากของหวานได้\r\n2. พิจารณาปริมาณเนื้อสัตว์ที่ทานอยู่เป็นประจำ การทานเนื้อสัตว์มากเกินไป หรือน้อยเกินไป ทำให้เกิดการอยากของหวานได้ หมั่นสังเกต และปรับหาปริมาณที่สมดุล\r\n3. ควรเลิกกินผลิตภัณฑ์จำพวกปราศจากไขมัน หรือ ไขมันต่ำ เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักมีปริมาณน้ำตาลสูง เพื่อทดแทนรสชาติ และ ไขมันที่หายไป\r\n4. ลดการปรุงหรือเติมนํ้าตาลในอาหาร อาจใช้สารให้ความหวานทดแทน (หญ้าหวาน, น้ำตาลเทียม) ในปริมาณที่เหมาะสม\r\n5. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลม รวมถึงน้ำผลไม้ แนะนำให้ดื่มนํ้าเปล่าจะดีที่สุด\r\n6. เลือกผลไม้ที่มีรสหวานน้อย และจำกัดปริมาณการกินให้เหมาะสมในแต่ละวัน (เลี่ยงผล ไม้แปรรูป เช่น แช่อิ่มหรือดอง)\r\n7. เพิ่มการรับประทานผักใบเขียวให้มากขึ้น จะช่วยชะลอการดูดซึมนํ้าตาล ทำให้ควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น\r\n8. หมั่นสังเกตปริมาณน้ำตาลจากฉลากที่อยู่ด้านหน้าหรือด้านหลังของผลิตภัณฑ์อาหาร\r\n\r\n   เป็นยังไงกันบ้าง เรื่องของการเสพติดน้ำตาล เป็นเรื่องที่ต้องระวังให้มากกันเลย เพราะก่อให้เกิดผู้ป่วยจำนวนมาก และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ใครที่ยังเสพติดความหวานอยู่ ก็ควรลด ละ เลิก ด้วยวิธีการที่เราแนะนำมา จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายในอนาคตได้แบบไม่น่าเชื่อ\r\n\r\nเรียบเรียง : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://mw-wellness.com/health/8868\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1655691325.jpg"],
    [259,4044,"ลดน้ำหนักด้วยฮูลาฮุป","Thu, 2022-06-16 08:44","http://www.stkc.go.th/node/4044","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   หน้าฝน ออกไปไหนก็ไม่ได้ เครียด! เครียดแล้วก็กิน กินแล้วก็ต้องมาออกกำลังกาย แต่ยากจัง อยากออกกำลังกายบ้าง อยากผอม แต่ขี้เกียจจัง ทำไงดี วันนี้ STKC จะพาทุกคนไปออกกำลังกายง่ายๆ  ด้วยการเล่นฮูลาฮูปกัน ซึ่งการเล่นฮูลาฮูปนั้นก็เป็นการออกกำลังกายง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้แรงเยอะ ไม่ต้องใช้พื้นที่มาก และไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ วัยไหนก็สามารถเล่นได้ และอีกทั้งสามารถลดพุงได้ใน 1 เดือน ลดเอว ลดต้นขา แถมเอวเอสด้วย ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อนก็ทำตามได้ง่าย ๆ! ตามมากันเลย\r\n\r\n     ฮูลาฮูป คืออุปกรณ์ออกกำลังกายแบบแอโรบิกชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นห่วงกลม มีหลายขนาดและหลายน้ำหนัก ฮูลาฮูปนั้นจะเน้นการบริหารกล้ามเนื้อด้านข้าง กล้ามเนื้อช่วงเอว รวมไปถึงกล้ามเนื้อบริวเณสะโพกด้วย (การเล่นฮูลาฮูป30 นาที สามารถเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 150-200 กิโลแคลอรี)\r\n\r\nเลือกฮูลาฮูปแบบไหนดี? \r\n- ฮูลาฮูปขนาด 75 cm. เป็นขนาดที่เล็กและเบาที่สุด เหมาะสำหรับคนรูปร่างเล็ก นิยมนำมาเล่นประกอบท่าโยคะ มากกว่าจะนำมาเล่นแบบธรรมดา\r\n\r\n- ฮูลาฮูปขนาด 90 cm. เป็นขนาดมาตรฐาน น้ำหนักพอเหมาะที่จะนำมาเล่นออกกำลังกาย เหมาะสำหรับมือใหม่ และผู้ที่มีน้ำหนักตัว 40-60 กิโลฯขึ้นไป\r\n\r\n- ฮูลาฮูปขนาด 1 m. เป็นขนาดใหญ่ มีน้ำหนักเยอะ เหมาะสำหรับมือใหม่และผู้ที่มีน้ำหนัก 80 กิโลฯขึ้นไป\r\n\r\n- ฮูลาฮูปแบบใหม่ ที่เป็นห่วงคล้องเอว มีลูกตุ้ม และนับรอบให้อัตโนมัติ ก็สามารถใช้ได้เหมือนกัน เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัดมาก ๆ \r\n\r\nวิธีลดน้ำหนักด้วยฮูลาฮูป\r\n1. ท่าที่เหมาะสมในการเล่นฮูลาฮูปให้ได้ประโยชน์ในการลดน้ำหนักมากที่สุด ควรยืนแยกเท้ากว้างประมาณช่วงไหล่ และก้าวเท้าข้างที่ถนัดให้อยู่สูงกว่าอีกข้างเล็กน้อย ขณะที่หมุนให้ถ่ายน้ําหนักจากขาข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งอย่างเป็นจังหวะ หากยืนนิ่งๆ และหมุนเพียงช่วงเอวและสะโพก จะทำให้เผาผลาญได้น้อยลง\r\n2. ถ้าอยากให้เผาผลาญได้มาก จะต้องขยับตัวให้มากขึ้นโดยการก้าวเท้าเดินหน้าถอยหลัง เริ่มจากการยืนตรง เมื่อเริ่มหมุนฮูลาฮูปให้เท้าซ้ายอยู่กับที่ แล้วก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าจากนั้นก้าวถอยหลัง นับเป็นหนึ่งครั้ง ทํา 30 ครั้ง แล้วสลับข้าง เปลี่ยนให้เท้าขวาอยู่กับที่ แล้วก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าจากนั้นก้าวถอยหลัง นับเป็นหนึ่งครั้ง ทํา 30 ครั้ง\r\n\r\n\r\n\r\n   เป็นอย่างไรกันบ้าง ดูเหมือนยาก แต่จริง ๆ แล้วไม่ยากเลย สำหรับเพื่อน ๆ ที่หมุนแล้วร่วง ก็ลองเช็กท่าตัวเองในกระจกแบบเต็มตัว แล้วปรับท่าไปเรื่อย ๆ ก็จะพอช่วยได้ เปิดเพลงสนุก ๆ ในระหว่างเล่นไปด้วย รับรองว่าจะเพลินจนไม่อยากหยุดเลย \r\n\r\nเรียบเรียง : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://beautyseefirst.com\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1655343888.jpg"],
    [260,4043,"ประโยชน์มากมายของมังคุดที่คุณอาจยังไม่รู้","Wed, 2022-06-15 09:12","http://www.stkc.go.th/node/4043","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   เข้าสู่ฤดูฝนแล้ว นับว่าเป็นข่าวดีของคนชอบกินผลไม้ รสชาติ หวานๆ เปรี้นวๆ นั้นก็คือเจ้ามังคุดนี้เอง มังคุดซึ่งถือว่าเป็นผลไม้ที่อร่อยมากและยังได้ชื่อว่าเป็นราชินีของผลไม้ในประเทศไทยอีกด้วย วันนี้ทางเรา STKC จึงได้นำบทความเกี่ยวกับความรู้และประโยชน์ของมังคุดมาฝากกันครับ\r\n\r\n   มังคุด (Mangosteen) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia mangostana Linn. มีถิ่นกำเนิดบริเวณคาบสมุทรมลายู สำหรับประเทศไทยมีการเพาะปลูกกันมากในภาคใต้และภาคตะวันออก ในกรุงเทพมหานครมีวังสวนมังคุด ซึ่งตั้งอยู่บริเวณวังหลัง โรงพยาบาลศิริราช สันนิษฐานว่าเป็นพื้นที่สำหรับปลูกมังคุดเพื่อรับรองคณะทูตที่เดินทางมาจากเมืองอื่น ปัจจุบันถ้าใครเดินทางไปวังหลัง บริเวณทางเดินไปวัดระฆัง ยังพบเห็นกำแพงของวังสวนมังคุดปรากฏอยู่ (1) สรรพคุณตามตำรายาไทยของมังคุดระบุไว้ว่า\r\n\r\nประโยชน์ของมังคุด สรรพคุณเพียบ\r\n\r\nเนื้อมังคุด \r\n   มีเส้นกากใยสูงช่วยเรื่องการขับถ่ายและมีวิตามินเกลือแร่สูงมาก เช่น กรดอินทรีย์ น้ำตาลแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก\r\n- ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกายมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอยช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอีก\r\n- ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง \r\n- ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวออกฤทธิ์ต้านสิวอักเสบได้ดี \r\n- ช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้าลดความเครียด\r\n- ช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ด้วยคุณสมบัติในการลดและควบคุมระดับน้ำตาลอีกด้วย\r\n\r\nเปลือกมังคุด\r\n   เปลือกของมังคุดมีสารให้รสฝาด คือแทนนิน แซนโทน มีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็ว ส่วนแมงโกสตินช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้ดี \r\n- แก้ท้องเสีย โดยใช้เปลือกมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำหรือย่างไฟฝนกับน้ำปูนใส \r\n- รักษาอาการน้ำกัดเท้า ใช้เปลือกมังคุดแห้งฝนกับน้ำปูนใสใช้รักษาอาการน้ำกัดเท้า แผลเปื่อย\r\nนอกจากนี้เปลือกมังคุดมีสารป้องกันเชื้อราเหมาะแก่การหมักปุ๋ยชาวโอรังอัสลีในรัฐเประ ประเทศมาเลเซีย ใช้เปลือกผลแห้งรักษาแผลเปิด\r\n\r\nน้ำมังคุด\r\n    น้ำมังคุดช่วยปรับระดับภูมิคุ้มกันให้สมดุล ด้วยการหลั่งสาร Interleukin Iและ Tumor Necrosis Factor ช่วยยับยั้งการหลั่งสารฮีสตามีนลดอาการแพ้ภูมิตนเอง (ในโรค SLE) และลดการอักเสบ ในผู้ป่วยเบาหวานตับเสื่อม ไตวาย ข้อเข่าเสื่อม ความดันโลหิตสูง โรคพาร์กินสันไทรอยด์เป็นพิษ ความผิดปกติของสมองอันเนื่องจากการอักเสบ  \r\n\r\nมังคุดป้องกันเชื้อ HIV หรือเปล่า\r\n    มังคุดมีประโยชน์นานัปการ ในส่วนของเชื้อเอชไอวี (HIV) นั้นมังคุดอาจจะไม่ได้ป้องกันเชื้อ HIV แต่ก็ช่วยยับยั้งเชื้อ HIV บางตัว โดยศ.พิชญ์ ศุภผล อาจารย์วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวไว้ว่าเปลือกมังคุดมีคุณสมบัติมากหลายหากนำเปลือกด้านในของมังคุดมาผ่านกรรมวิธีพิเศษทางเคมีจะสามารถสกัดได้สารแซนโทน (Xanthones) ในปริมาณสูงซึ่งสารดังกล่าวมีสรรพคุณทางการแพทย์ที่สำคัญ คือ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ สมานแผล รักษาเซลล์มะเร็งฆ่าเชื้อก่อโรคทางเดินระบบหายใจร้ายแรงได้ และมีคุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อไวรัส HIV บางตัว\r\n \r\nมังคุดกับการรักษาโรคมะเร็ง\r\n   มังคุดยังสามารถป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้โดยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) และ ม.เชียงใหม่ ได้ค้นพบสูตรสารต้านมะเร็งจากมังคุดทั้งลูก โดยสารสกัดจากมังคุดช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดทีเอช 1 (Th1) และ ทีเอช 17 (Th17) ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยกำจัดและป้องกันการก่อเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้และน้ำมังคุดยังสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดเทร็ก (Treg) ที่ช่วยจัดระเบียบให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันสมดุลขณะที่ผลทดลองกับผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะสุดท้ายพบว่าคนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด\r\n   นอกจากนี้หัวหน้าทีมวิจัย ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตราผู้ก่อตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย กล่าวว่าสารสกัดจากมังคุดสามารถสร้างเม็ดเลือดขาว TH-1 ที่เป็นสารช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายและสามารถป้องกันโรคได้โดยเฉพาะเซลล์มะเร็ง\r\n\r\n   จากสรรพคุณที่มากมายของมังคุด อาจทำให้เรารู้สึก...ว้าว...แต่สิ่งใดที่มีประโยชน์ ย่อมมีโทษเช่นกัน เนื่องจากมีผู้บริโภคบางคนมีอาการผิวหนังบวมแดง เป็นผื่นคันตามตัว ปวดศีรษะ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ ท้องเสีย จากสารแซนโทน (Xanthone) ที่มีมากในมังคุด ส่วนสารแทนนิน (Tannin) ที่อยู่ในเปลือกของมังคุด อาจทำให้เกิดการเป็นพิษต่อตับหรือไต ก่อให้เกิดมะเร็งในร่องแก้ม ในทางเดินอาหารส่วนบน และยังไปลดจำนวนเม็ดเลือดขาวจนทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายลดต่ำลงจากปกติได้  ดังนั้น เราจึงควรบริโภคมังคุดในปริมาณที่พอเหมาะ เราจึงจะได้รับประโยชน์ที่ไม่เป็นโทษกับร่างกายครับ\r\n\r\nเรียบเรียง : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.bim100apco.com/\r\nhttp://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_knowledge/BSTI_29_05_2020.pdf\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1655259130.jpg"],
    [261,4038,"มารู้จักกับโรคออฟฟิศซินโดรม","Tue, 2022-06-14 08:29","http://www.stkc.go.th/node/4038","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   ยุคสมัยนี้ โรคออฟฟิศซินโดรม (office syndrome) ดูจะเป็นโรคที่คนยุคใหม่เป็นกันมากพอสมควร ด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อย่างในการทำงานและการใช้ชีวิต เราไม่ค่อยเน้นการยืน เดิน เคลื่อนไหว หรือออกแรงเหมือนแต่ก่อน กลายเป็นการนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ หรือก้มดูมือถือนาน ๆ แทน บทความนี้จะพาเราเจาะลึกโรคยอดฮิตชนิดนี้ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุ อาการ พร้อมแนวทางการรักษาอย่างถูกต้องที่คุณต้องรู้\r\n\r\n   ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือ กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) เนื่องมาจากรูปแบบการทำงานที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ เป็นระยะเวลานานต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออักเสบและปวดเมื่อยตามอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณ คอ หลัง ไหล่ บ่า แขน หรือข้อมือ ซึ่งอาการปวดดังกล่าวอาจลุกลามจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง\r\n\r\nสาเหตุของ “ออฟฟิศซินโดรม”\r\nเกิดจากการทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งซ้ำๆเป็นเวลานาน หรืออยู่ในท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่องแล้วยังอาจเกิดจากปัจจัยอื่นได้ เช่นสภาพแวดล้อมหรืออุปกรณ์ในการทำงานที่ไม่เหมาะสม เช่นโต๊ะหรือเก้าอี้ที่ใช้ทำงานสูงหรือต่ำจนเกินไป ไม่เหมาะกับโครงสร้างของร่างกาย เป็นต้นสภาพร่างกายอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่ออาการเจ็บป่วย เช่น ความเครียดจากการทำงาน การพักผ่อนที่ไม่เพียง การได้รับสารอาหารไม่ครบ หรือทานอาหารไม่ตรงเวลา เป็นต้น\r\n\r\nอาการออฟฟิศซินโดรม ที่พบได้บ่อยดังนี้\r\n1. ปวดกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด: เป็นกลุ่มอาการยอดฮิตของออฟฟิศซินโดรม โดยจะเริ่มจากมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณคอ บ่า ไหล่ สะบัก ส่วนหลัง และสะโพก และมักจะเป็นเรื้อรังไม่หายขาด\r\n\r\n2. เส้นประสาทที่ข้อมือถูกกดทับ: เกิดขึ้นจากมีพังผืดบริเวณข้อมือ (ด้านฝ่ามือ) ทำให้เส้นประสาทบริเวณนั้นถูกกดทับ เกิดอาการปวดและชาที่นิ้วมือ ฝ่ามือ หรือแขน\r\n\r\n3. นิ้วล็อค: เกิดจากการออกแรงที่นิ้วมือมาก ๆ และบ่อยครั้ง  ทำให้เกิดการเสียดสีจนอักเสบบริเวณปลอกหุ้มเอ็น และเส้นเอ็นของนิ้วมือ มักพบอาการนี้ในกลุ่มคนที่ทำงานเป็นแม่บ้าน\r\n\r\n4. เอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ: เกิดการบวมหรือเจ็บที่บริเวณเอ็นกล้ามเนื้อ มักเป็นบริเวณหัวไหล่ ข้อศอก ข้อเท้า เข่า และข้อมือ ซึ่งมักเกิดจากอุบัติเหตุ การกระแทก การใช้งานรุนแรง หรือการใช้งานที่บ่อยครั้งเกินไป ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกปวดบริเวณที่มีอาการ\r\n\r\n5. อาการตาแห้ง: เกิดจากต่อมน้ำตาทำงานผิดปกติ โดยสาเหตุอาจมาจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือมือถือนานเกินไป\r\n\r\n6. อาการปวดตา: เนื่องจากจ้องหน้าจอหรือมือถือนานเกินไปโดยไม่ได้พักสายตา ซึ่งในหลาย ๆ ครั้ง อาการปวดตามักก่อให้เกิดอาการปวดหัวตามมาได้\r\n\r\n7. อาการปวดหัว: อาการปวดหัวจากออฟฟิศซินโดรม มักเกิดจากการลุกลามของปัญหากล้ามเนื้อบริเวณบ่าที่ตึง ทำให้เลือดไม่สามารถไหลไปเลี้ยงส่วนหัวได้สะดวก หรือบางครั้งอาจเกิดจากอาการปวดตาหรือตาแห้ง แล้วร้าวไปถึงหัวได้ บางคนอาจรุนแรงเป็นอาการปวดหัวไมเกรน\r\n\r\n8. อาการปวดหลัง: เป็นอาการปวดหลังที่เกิดจากท่ายืนหรือท่านั่งไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน หรือมีการใช้กล้ามเนื้อหลังที่รุนแรงเกินไป จนเกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ\r\n\r\nการรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม\r\n   การรักษากลุ่มอาการ ออฟฟิศซินโดรม นั้นมีด้วยกันหลายวิธี ทั้ง การรักษาออฟฟิศชินโดรมด้วยยา การปรับสภาพแวดล้อมในการทำงาน ทำกายภาพบำบัด เพื่อยืดกล้ามเนื้อ ออกกำลังกายเพื่อรักษาการปวดหลังเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย และปรับอิริยาบถให้ถูกต้อง การรักษาด้วยศาสตร์ทางเลือกอื่น เช่น การฝังเข็มการนวดแผนไทย เป็นต้น\r\n   อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาที่ดีและเหมาะสมคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยวิธีการที่ดีที่สุดที่จะป้องกันอาการจาก \"Office Syndrome\" ได้นั้น คือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงาน จัดสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้สุขภาพร่างกายดีขึ้น ลดอาการบาดเจ็บจากการทำงานและ\r\n\r\nการป้องกันการเกิดออฟฟิศชินโดรม\r\n1. ออกกำลังกายด้วยท่าที่เหมาะสมกับอาการ เช่น การยืดกล้ามเนื้อให้เกิดความยืดหยุ่น การออกกำลังเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยต้องอาศัยความใสใจและความสม่ำเสมอ\r\n2. ปรับสภาพแวดล้อมในการทำงน เช่น ปรับระดับความสูงของโต๊ะและเก้าอี้ ให้สามารถนั่งทำงานในท่าที่สบาย ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา\r\n3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้งานกล้ามเนื้อให้เหมาะสม เช่น ในระหว่างทำงานควรมีการยืดเหยียดหรือเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างน้อยทุก ๆ 1 ชั่วโมง\r\n\r\nเรียบเรียง : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nกลุ่มพัฒนาระบบสารสนเทศ(พร.)\r\nกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม\r\nFacebook : @stkcsociety                          \r\nYoutube chanel : STKC Society Official\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.siphhospital.com/th/news/article/share/696\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1655170163.jpg"],
    [262,4033,"หน้าฝนแล้ว ระวังโรคไข้เลือดออก","Mon, 2022-06-13 08:56","http://www.stkc.go.th/node/4033","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"    ช่วงหน้าฝนแบบนี้ ส่งผลให้มีน้ำขังตามที่ต่างๆ และทำให้มีความชื้นเพิ่ม จนเชื้อโรคแพร่ระบาดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (dengue virus) โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค มักระบาดในช่วงฤดูฝนของทุกปี พบบ่อยในเด็กโต วัยรุ่น และคนวัยทำงาน ดังนั้น มาทำความรู้จักกับแต่ละโรค เพื่อเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือในช่วงหน้าฝนให้มากขึ้นกันดีกว่า\r\n\r\nอาการ\r\nหลังจากยุงลายกัด ประมาณ 5-7 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการไข้สูงขึ้น บางคนมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดเบ้าตา ปวดศีรษะ หลังจากมีอาการไข้ 2-3 วัน จะเริ่มมีเลือดออกตามที่ต่าง ๆ เช่น เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามจุดเล็ก ๆ ตามตัว บางคนอุจาระเริ่มเป็นสีดำ เนื่องจากเริ่มมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร แต่จุดที่ไข้เลือดออกไม่เหมือนไข้หวัดก็คือไข้เลือดออกจะไม่มีอาการไอและน้ำมูก\r\n\r\nความรุนแรงของโรคไข้เลือดออก\r\nโรคไข้เลือดออกนั้นสามารถหายเองได้ แต่ก็มีผู้ป่วยส่วนน้อยที่มีอาการเข้าสู่ระยะรุนแรง คือหลังมีไข้ 4-5 วัน สังเกตได้จากอาการคลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะน้อยลง ไม่ร่าเริง มีเลือดออกตามร่างกาย ซึ่งระยะนี้เป็นระยะที่อันตรายควรพบแพทย์โดยด่วน\r\n\r\nวิธีป้องกันโรคไข้เลือดออก\r\nปัจจุบันมีวัคซีนไข้เลือดออก แต่ประสิทธิภาพยังไม่ดีมากนักและให้ได้เฉพาะบางคนเท่านั้น เพราะฉะนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดคือการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายนั่นเอง ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำในภาชนะที่ขังน้ำทุก 7 วัน เช่น แจกัน ใส่ทรายอะเบทลงในภาชนะกักเก็บน้ำ นอกจากนั้นแล้วควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงห่างไกลโรค\r\n\r\nเรียบเรียง : ณภัทร โพธิ์อยู่\r\nข้อมูลโดย : รศ. นพ.นพพร อภิวัฒนากุล\r\nภาควิชากุมารเวชศาสตร์\r\nคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี\r\nมหาวิทยาลัยมหิดล\r\n\r\nแหล่งที่มา \r\nhttps://www.rama.mahidol.ac.th/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1655085380.jpg"],
    [263,4018,"รู้หรือไม่ดื่มกาแฟเวลาไหนได้ดีที่สุด","Fri, 2022-05-27 14:56","http://www.stkc.go.th/node/4018","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   กาแฟ เครื่องดื่มยอดฮิตในใจของผู้เสพติดคาเฟอีน ด้วยกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์และรสชาติเข้มข้นเฉพาะตัว คอกาแฟหลายคนปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ต้องได้ดื่มเครื่องดื่มแก้วโปรดอร่อยๆ ทุกเช้า ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างสดชื่นได้ หรือตกบ่ายมาต้องมีกาแฟดี ๆ สักแก้วเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายเกิดความตื่นตัวพร้อมทำงานต่อไป ซึ่งในปัจจุบันมีกาแฟให้เลือกมากมาย ทั้งแบบร้อน แบบเย็น สูตรต่าง ๆ ซึ่งแต่ละประเภทก็มีรสชาติที่แตกต่างกันไปด้วย ซึ่งวันนี้เรามีเรื่องราวน่ารู้ของกาแฟว่าดื่มตอนไหนปลุกพลังได้ดีที่สุด มาฝากกันครับ \r\n\r\n1. เวลาที่ดื่มกาแฟได้เหมาะสมมากที่สุด คือ “09.30-11.30 น.” โดยเฉพาะช่วงเวลา 10.30 น. ที่มีเหตุผลคือ คาเฟอีน จะออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว”\r\n\r\n2. การดื่มกาแฟที่มีผลต่อการลดน้ำหนัก ควรดื่มหลังจากมื้อเที่ยงประมาณ 30-60 นาที เนื่องจากจะช่วยการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ซึ่งมีงานวิจัยระบุว่า การดื่มกาแฟที่เหมาะสมจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญให้ดีขึ้น ซึ่งต้องเป็นกาแฟดำและเอสเปรสโซหรืออเมริกาโน่ร้อน โดยสองเมนูมีปริมาณแคลอรีไม่ถึง 15 แคลอรี \r\n\r\n3. การดื่มกาแฟที่เหมาะสมควรไม่เกิน 3-4 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 400 มิลลิกรัม โดยไม่ควรเกิน 200 มิลลิกรัมต่อครั้งตามคำแนะนำจาก องค์การอาหารและยาของสหรัฐ\r\n\r\n\r\nช่วงเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงในการดื่มกาแฟ \r\n\r\n1. การดื่มกาแฟใน 3 ช่วงเวลาคือ 1. เวลา 08.00-09.00 น. 2. เวลา 12.00-13.00 น. และ 3. เวลา 17.30-18.30 น. ไม่มีประโยชน์ เพราะฤทธิ์ของกาแฟจะไปทำงานซ้ำซ้อนกับฮอร์โมนคอร์ติซอล\r\n\r\n2. ไม่ควรดื่มกาแฟตอนท้องว่าง เนื่องจากสารเคเฟอีน ที่มีผลทำให้เร่งสร้างกรดออกมาจำนวนมาก อาจมีผลทำให้เป็นโรค\r\nกระเพาะได้ จึงควรมีขนมปังทานควบคู่กับกาแฟจะเวิร์ค \r\n\r\n   นอกจากนี้ กาแฟยังเป็นเครื่องดื่มเสริมพลังที่ทุกคนขาดไม่ได้ในแต่ละวัน หากมองในด้านประโยชน์มีหลายด้าน แต่เมื่อเวลาที่เราดื่มกาแฟแล้วควรดื่มน้ำเปล่าตามไปด้วย เพราะคาเฟอีนมีผลต่อการขับปัสสาวะ อีกทั้งไม่ควรดื่มกาแฟก่อนนอน มีผลทำให้นอนหลับยาก ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.samyan-mitrtown.com/\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1653638163.jpg"],
    [264,4006,"อันตรายจากนิโคติน(Nicotine)","Fri, 2022-05-20 14:12","http://www.stkc.go.th/node/4006","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   ในบุหรี่มีสารตัวร้ายที่ชื่อว่า “นิโคติน” แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักพิษภัยของมันโดยถ่องแท้ ถ้าอย่างนั้นเรามาดูกันเลยดีกว่าว่าทุกครั้งที่เราสูดควันเข้าไป ไม่ว่าจะสูบเองหรือรับควันมือสองก็ตาม “นิโคติน” นั้นจะส่งผลกระทบต่อระบบในร่างกายของเราอย่างไรบ้าง\r\n\r\n\r\n1.ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น นิโคตินทำให้ร่างกายหลั่งสารเคมีที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของหัวใจเพิ่มมากขึ้น หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันเลือดสูงขึ้น และหัวใจบีบตัวแรงขึ้น ทำให้หัวใจต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น\r\n\r\n2. ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจลดลง นิโคตินทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจหดตัว ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจน้อยลงแม้ในภาวะที่หัวใจต้องการเลือดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในคนที่หลอดเลือดแข็งตัวจากโรคความดันสูงหรือสูบบุหรี่\r\n\r\n3. ทำให้ความดันสูงขึ้น ในคนที่เป็นโรคความดันสูง นิโคตินจะยิ่งทำให้ความดันเพิ่มขึ้น และต้องใช้ยาแรงขึ้นในการรักษาความดัน\r\n\r\n4. นิโคตินส่งผลกระทบต่อไขมันในเลือด การสูบบุหรี่ทำให้ระดับไขมันชนิดไม่ดีในเลือดเพิ่มขึ้น และทำให้ไขมันชนิดดีลดลง นิโคตินทำให้สารที่ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและเสื่อมเร็ว\r\n\r\n5. นิโคตินทำให้แผลหายช้า การสูบบุหรี่ทำให้แผลบนผิวหนังหายช้า จากการที่นิโคตินทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงผิวหนังหดตัว ทำให้ผิวหนังได้รับออกซิเจนน้อยลง แผลก็จะหายช้า\r\n\r\n6. ทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะ นิโคตินทำให้น้ำย่อยจากถุงน้ำดีไหลย้อนเข้าสู่กระเพาะ และการหลั่งสารที่เป็นด่างลดลง ทำให้อาการกรดไหลย้อนเป็นมากขึ้น เกิดแผลในกระเพาะ\r\n\r\n7. กระตุ้นให้เนื้อมะเร็งโตเร็วขึ้น สารนิโคตินมีฤทธิ์ในการกระตุ้นให้เนื้อมะเร็งโตเร็วขึ้น\r\n\r\n8. นิโคตินมีผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ทำให้ทารกได้รับเลือดและออกซิเจนน้อยลง ทำให้น้ำหนักตัวของทารกน้อยลง มีความผิดปกติในโครงสร้างและการทำงานของสมองทารกในครรภ์\r\n\r\n9. นิโคตินอันตรายต่อทารกแรกเกิด จากการทดลองที่ให้หนูซึ่งตั้งครรภ์ได้รับนิโคติน พบว่ามีส่วนสำคัญในการทำให้เกิดความผิดปกติทางสมองของลูกหนูที่คลอดออกมา ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในทารกที่เสียชีวิตกะทันหัน\r\n\r\nรู้พิษร้ายของบุหรี่ขนาดนี้แล้ว คุณพร้อมจะยังเป็นหนึ่งในผู้ที่เลิกบุหรี่แล้วหรือยัง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://mnfda.fda.moph.go.th/narcotic/?p=6037\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1653030756.jpg"],
    [265,4003,"ไขข้อสงสัย\"ฝีดาษลิง\"","Fri, 2022-05-20 10:54","http://www.stkc.go.th/node/4003","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   โรคฝีดาษลิงเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส พบครั้งแรกในลิงทดลองในปี พ.ศ. 2501 โรคนี้พบมากในแอฟริกากลางและตะวันตก สัตว์หลายชนิด รวมทั้งคนสามารถติดเชื้อนี้ได้ ในปี พ.ศ. 2546 ได้เกิดการระบาดของโรคนี้ในคนที่ติดเชื้อจาก prairie dog ในสหรัฐอเมริกา เชื้อไวรัสฝีดาษลิงเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคฝีดาษในคนและฝีดาษวัว\r\nอาการของโรค\r\n- โรคฝีดาษลิง เป็นญาติกับโรคฝีดาษในคน แต่แพร่ระบาดได้ยากกว่า มีอาการรุนแรงน้อยกว่า และทำให้เสียชีวิตได้น้อยกว่า\r\n- มักจะมีอาการป่วยนาน 2-4 สัปดาห์ และมีระยะฟักตัว (ตั้งแต่ติดเชื้อจนมีอาการ) ประมาณ 5-21 วัน\r\n- มีอาการป่วยปนกันระหว่างเป็นไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง หนาวสั่น เหนื่อย  และต่อมน้ำเหลืองบวม (ซึ่งเป็นจุดแตกต่างสำคัญจากโรคฝีดาษในคน) \r\n- เมื่อเริ่มเป็นไข้ จะมีตุ่มคันที่ดูน่ากลัวเกิดขึ้นใน 1-3 วัน โดยมักเริ่มที่ใบหน้า และกระจายไปตามร่างกาย บางคนอาจขึ้นไม่เยอะ แต่บางคนอาจมีหลายพันตุ่ม ซึ่งจะนูนใหญ่ขึ้น มีหนองข้างในเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน \"สุก\" และแตกเป็นแผล\r\n\r\nที่มาของชื่อโรคฝีดาษลิง\r\n- ไวรัสโรคฝีดาษลิง อยู่ในสกุล ออร์โทพ็อกซ์ไวรัส Orthopoxvirus ของวงศ์  พ็อกซ์วิริดี้ Poxviridae (คำว่า pox หมายถึงฝีหนอง)\r\n- ถูกค้นพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1958 ในการระบาดของโรคที่คล้ายฝีดาษ ซึ่งเกิดในห้องแล็บวิจัยที่เลี้ยงลิงไว้\r\n- แม้ไม่ได้มีหลักฐานว่าลิงเป็นสาเหตุของการระบาดครั้งนั้น แต่คนก็เอาไปตั้งชื่อโรคว่า ฝีดาษลิง ไปแล้ว\r\n- ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกคาดว่า สัตว์ตามธรรมชาติที่เป็นพาหะของโรคนี้ จริงๆ น่าจะเป็นพวกสัตว์ฟันแทะ เช่น พวกหนูและกระรอกในป่าของอัฟริกา\r\n\r\nการติดต่อของโรค\r\n- เราติดเชื้อไวรัสโรคนี้จากสัตว์ที่ติดเชื้อได้ ทั้งจากการที่ถูกสัตว์นั้นกัดหรือข่วน  และจากการกินเนื้อของมัน \r\n- ส่วนการติดจากคนที่ติดเชื้อ เกิดได้โดยการสัมผัสกันโดยตรง หรือจับเสื้อผ้าที่นอน ที่ปนเปื้อนเชื้อ \r\n- ไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายขอเวรา ผ่านรอยแผลบนผิวหนัง หรือระบบทางเดินหายใจหรือเนื้อเยื่อที่มีเมือก (เช่น ดวงตา จมูก ปาก) \r\n- ส่วนใหญ่ การแพร่จากคนสู่คน จะผ่านละอองฝอยขนาดใหญ่จากทางเดินหายใจ (เช่น หยดน้ำลาย) ทำให้เชื้อมักเดินทางไปไม่ไกลนัก จึงต้องเว้นระยะห่าง ในช่วงใบหน้าต่อใบหน้า (face to face)\r\n- แต่จากการระบาดที่พบตอนหลังนี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเชื่อว่า การมีเพศสัมพันธ์ก็มีโอกาสจะแพร่เชื้อได้ เนื่องจากกิจกรรมทางเพศนั้น ทำให้คนทั้งสองมาอยู่ใกล้ชิดกัน\r\n\r\nรักษาและป้องกันอย่างไร\r\n- ไม่มีวิธีรักษาโดยเฉพาะ และส่วนใหญ่โรคจะหายไปเอง \r\n- เชื่อกันว่า วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษนั้น มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันโรคฝีดาษลิงไปด้วย  \r\n- แต่เนื่องจากโรคฝีดาษได้ถูกกำจัดหมดไปแล้วตั้งแต่เมื่อ    40 ปีก่อน ทำให้ตอนนี้ไม่มีวัคซีนโรคฝีดาษสำหรับประชาชน เหลืออยู่อีกต่อไป\r\n- แต่มีการพัฒนาวัคซีนใหม่สำเร็จแล้ว โดยบริษัท Bavarian Nordic  สำหรับป้องกันทั้งโรคฝีดาษในคน และโรคฝีดาษลิง โดยได้รับการรับรองแล้วจากสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และแคนาดา  (จะใช้ชื่อการค้าว่า  Imvanex, Jynneos และ Imvamune ตามลำดับ)\r\n- ส่วนยาต้านไวรัส นั้นกำลังอยู่ในระหว่างพัฒนา\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nอ๋อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง by อาจารย์เจษฎ์\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1653018874.jpg"],
    [266,4001,"แต่งงานกัน ฉบับอินเดีย","Thu, 2022-05-19 14:20","http://www.stkc.go.th/node/4001","มนุษยศาสตร์",null,"   ถ้าพูดถึงภาพยนต์ที่เกี่ยวกับประเทศอินเดียก็คงหนีไม่พ้น เรื่อง คังคุไบ ราชินีมาเฟีย เป็นหนังที่แสดงถึงวัฒนธรรมชาวอนเดียในสมัยนั้น แต่เชื่อว่าหลายคนก็อยากจะรู้จักพิธีงการแต่งงานของชาวอนเดียนั้น ถ้าถือตามตัวบทกฎหมายของอินเดีย จะสามารถแต่งงานข้ามวรรณะกันได้และแต่งงานกับคนในศาสนาอื่นได้ตามปกติ แต่สำหรับในสังคมแล้วเรื่องการแต่งข้ามวรรณะก็ยังมีผลอยู่มาก สำหรับยุคนี้การแต่งงานแบบชาวฮินดูจะมีการผสมผสานความทันสมัยขึ้นมาเล็กน้อย และถ้าแต่งกับชาวต่างชาติ ต่างภาษา ก็อาจจะต้องเพิ่มพิธีแต่งงานของชาตินั้น ๆ เข้าไป\r\n\r\n-พ่อแม่หรือญาติพี่น้องทั้ง 2 ฝ่ายมาพบปะพูดคุยและหารือกันตามวัฒนธรรม\r\n-จะต้องเข้าทำพิธีหลัก 3 พิธี การแจกการ์ดงานแต่งงาน ฮินดู จะมีความแปลกจากไทยที่การ์ดนั้นจะมาเป็นกล่อง ด้านในจะมีการ์ดของ 3 งาน และมีขนมหวานอยู่ภายในกล่องด้วย ถือว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่งานแต่งของชาวฮินดูทุกงานต้องมี \r\n\r\nพิธีแต่งงานฮินดู (ก่อนวันแต่งจริง)\r\nขั้นตอน1 : เป็นพิธีทางศาสนาที่พราหมณ์กล่าวบทสวดบูชาเทพเจ้าพร้อมเล่าขานตำนานองค์เทพของศาสนาฮินดู ซึ่งในเรื่องราวที่เล่าจะเป็นคติสอนใจบ่าวสาวซ่อนอยู่ในเรื่องเล่าทั้งหมด แต่พิธีนี้จะมีการจัดงานแยกกันระหว่างบ้านของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว\r\nขั้นตอนที่ 2 : ฝ่ายเจ้าสาวนำขนมหวานมาให้กับทางฝ่ายเจ้าบ่าว พิธีนี้จึงเปรียบเสมือนการหมั้นกัน เมื่อมีการมอบขนมและแลกแหวนเรียบร้อยแล้ว พ่อหรือพี่ชายของทางฝ่ายเจ้าสาวจะมีการแต้มฝุ่นผงสีแดงให้กับหน้าผากของเจ้าบ่าว เพื่อเป็นการบ่งบอกว่าผู้ชายคนนี้กำลังจะเข้าสู่การแต่งงานแล้วนั่นเอง\r\nขั้นตอนที่ 3 : เจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะต้องอยู่บ้านเพื่อให้ญาตินำสมุนไพรและของประทินผิวต่าง ๆ เช่น ผงไม้จันทร์, ขมิ้น และสมุนไพรนานาชนิดมาขัดและบำรุงผิว เพื่อให้ผิวพรรณในวันงานแต่งมีความผุดผ่องและสว่างไสว\r\n\r\n   ในคืนเดียวกันกับการทำขั้นตอนที่ 3 จะเริ่มมีการจัดงานสังคีตที่ญาติทุกคนจะออกมาร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนานที่บ้านของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ซึ่งงานนี้ก็จะจัดแบบแยกบ้านกันเหมือนเดิม งานนี้จะมีความคล้ายคลึงกับปาร์ตี้สละโสดแต่จะถูกจัดขึ้นที่บ้านเท่านั้น ผู้ที่ถูกเชิญมางานจึงมีเพียงแค่ญาติและเพื่อนสนิท ทางด้านเจ้าสาวจะมีขั้นตอนพิเศษกว่าเจ้าบ่าวตรงที่ต้องผ่านการเขียนลวดลายสวยงามด้วยเฮนน่าที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าทั้ง 2 ข้างเพิ่มเติม ขั้นตอนนี้เรียกว่า Mehandi\r\n\r\nพิธีแต่งงานฮินดู ในวันแต่งงานจริง\r\n\r\nเมื่อถึงวันงานแต่งจริงจะเริ่มต้นงานแต่งตามฤกษ์ที่ทางผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ครอบครัวได้เลือกไว้\r\n\r\n1.เริ่มต้นงานด้วยการสวดมนต์บูชาเทพเจ้าของเหล่าพราหมณ์ในพิธี พร้อมผูกสายสิญจน์ให้กับทางเจ้าบ่าว พิธีนี้เจ้าสาวจะนั่งรออยู่ในพิธีส่วนเจ้าบ่าวจะขี่ม้าเข้ามาในพิธี ส่วนบรรดาญาติพี่น้องจะเต้นรำไปกับเสียงเพลงตามหลังม้าของเจ้าบ่าวมาเป็นขบวน\r\n2.เมื่อถึงหน้างานแต่งบรรดาญาติและเพื่อนของเจ้าสาวก็จะหาที่กั้นมาเป็นประตูเพื่อให้เจ้าบ่าวให้ของขวัญ, เครื่องประดับ หรือเงินเป็นการเปิดทาง จากนั้นก็จะเริ่มมีการแลกมาลัยคล้องคอกันระหว่างบ่าวสาว พิธีนี้เรียกว่า Jayamaala\r\n3.จากนั้นผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่ายก็จะเข้ามาทักทายกันแล้วให้ญาติที่เป็นอาวุโสที่สุดของทั้ง 2 ฝ่ายมาแลกพวงมาลัยกับของขวัญกันอีกครั้งเพื่อเป็นการบอกว่าทั้ง 2 ครอบครัวได้เป็นทองแผ่นเดียวกันเรียบร้อยแล้ว\r\n4.ต่อจากการแลกมาลัยกันแล้วก็จะเป็น พิธี Gau Daan หรือที่เรารู้จักกันในขั้นตอนให้สินสอด ซึ่งพิธีแต่งงานฮินดูนั้นเจ้าสาวต้องนำของขวัญและสินสอดมามอบให้กับทางบ้านเจ้าบ่าว\r\n5.เมื่อมอบให้กันเรียบร้อยแล้วแม่เจ้าบ่าวก็จะมีการยกสายสร้อยส่วนตัวหรือของตระกูลให้กับทางเจ้าสาว เพื่อเป็นการบ่งบอกว่ารับผู้หญิงคนนี้มาเป็นสะใภ้เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนนี้ถูกเรียกว่า Mangala Sootra\r\n6.เมื่อจบขั้นตอนนี้ก็จะเป็นพิธีสำคัญที่พราหมณ์จะก่อกองไฟขึ้นมาแล้วสวดเพื่อบูชาไฟแล้วให้พรที่มาพร้อมกับการสั่งสอนเรื่องการครองคู่ที่ถูกต้อง\r\n7.จากนั้นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะจูงมือกันเพื่อเดินรอบกองไฟประมาณ 7 รอบ และกล่าวคำสัญญาที่จะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันไปด้วย\r\n8.จบพิธีด้วยการให้พรจากพ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย\r\n9.แต่จะเสร็จสิ้นพิธีแต่งงานฮินดูจริง ๆ คือ การที่เจ้าสาวต้องบอกลากับครอบครัวตัวเอง โดยในพิธีนี้จะมีการสวดจากพราหมณ์อีกครั้ง ทางพ่อเจ้าสาวก็จับมือเจ้าสาวยื่นให้กับเจ้าบ่าว เป็นการบ่งบอกว่ายกลูกสาวให้แล้วและต้องดูแลให้ดีที่สุด\r\n\r\n   เมื่อจบพิธีทั้งหมดแล้วทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะก้าวขาออกจากพิธีแล้วหันหลังเพื่อโปรยข้าวสารและดอกไม้เข้าไปในบ้าน เพื่อเป็นการสร้างความเป็นมงคลให้กับที่อยู่อาศัย ให้เกิดแต่ความสุขสมหวัง อยู่ดีกินดีไปตลอด ไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใด ๆ ทั้งสิ้น\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://weddingreview.net/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1652944833.jpg"],
    [267,4000,"ทองคำเปลวกินได้จริงหรือ","Thu, 2022-05-19 10:37","http://www.stkc.go.th/node/4000","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   มีอาหารหลายประเภทนิยมนำทองคำและทองคำเปลวมาตกแต่งหรือนำมาเป็นส่วนประกอบด้วยเชื่อว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายหรือเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารนั้นๆ จนผู้เชี่ยวชาญต้องออกมาเตือนว่าอาจทำให้เป็นอันตรายโดยไม่รู้ตัว เพราะทองคำเปลวที่นำมาใช้นั้นเป็นเพียงทองคำเปลววิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่สามารถบริโภคได้\r\n\r\n   เรื่องนี้สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ GIT แนะผู้บริโภคที่ชอบรับประทานอาหาร Luxury ประดับทองคำเปลว ต้องตรวจสอบให้ดีหลังพบมีการใช้\"ทองคำเปลววิทยาศาสตร์\" ซึ่งไม่ใช่ทองคำบริสุทธิ์ เพื่อลดต้นทุนและสามารถขายได้ในราคาที่ถูกลง บางครั้งยังพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก\r\n\r\n   ทองคำเปลว ที่เป็นของแท้ ผลิตด้วยช่างฝีมือตีจนทองคำที่มีค่าความบริสุทธิ์ 95.00-99.99 % จนเป็นแผ่นบางๆ ปัจจุบันทำได้ยากและมีต้นทุนในการผลิตที่สูง ในทางกลับกันการผลิต \"ทองคำเปลววิทยาศาสตร์\" ซึ่งไม่ได้มีการใช้ทองคำแท้มาตีให้เป็นแผ่นบาง แต่จะใช้สารประกอบจำพวกไฮโดรคาร์บอนและธาตุโลหะหนักอื่นๆ มาแต่งสี ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับทองคำเปลวแท้จนแยกไม่ออก\r\n\r\n   ซึ่งการใช้ทองคำเปลววิทยาศาสตร์ หากนำไปใช้เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือประโยชน์อื่นๆ ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่หากนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร หรือ อุตสาหกรรมความงาม อาจทำให้เกิดปัญหา เนื่องจากว่า ทองคำบริสุทธิ์(AU) สามารถรับประทานได้ ร่างกายไม่ดูดซึม ไม่ย่อย และ ขับถ่ายออกมาตามปกติ แต่หากเป็น ทองคำวิทยาเปลววิทยาศาสตร์อาจจะส่งผลต่อร่างกายได้ เพราะมีโลหะหนักผสมอยู่ และอาจจะสะสมและเป็นพิษต่อร่างกายมนุษย์ได้ ทำให้เกิดโรคพิษโลหะหนักตามมาหากได้รับในปริมาณที่มากและสะสมมาเป็นระยะเวลานาน\r\n\r\n   หากสงสัยว่าอาหารชนิดใดมีส่วนประกอบของทองคำเปลวแท้หรือทองคำเปลววิทยาศาสตร์ สามารถมาตรวจสอบกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติได้ ซึ่งผู้บริโภค หรือผู้ผลิตจะได้มีความมั่นใจ และสามารถนำไปประกอบเป็นสารสำคัญในสินค้าของตนเองได้ต่อไป นอกจากนี้ หากผู้บริโภคมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำ สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของสถาบันได้ \r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.git.or.th/event_20210209.html\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1652931545.jpg"],
    [268,3998,"ขี้ไคลมาจากไหน?","Wed, 2022-05-18 14:56","http://www.stkc.go.th/node/3998","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   ผิวหนังของเราเป็นอวัยวะที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดและเป็นปราการชั้นนอกที่ปกคลุมร่างกาย แบ่งเป็น 3 ชั้น ซึ่งขี้ไคลคือการสะสมของเซลล์ผิวที่อยู่บนเซลล์ผิวชั้นนอกสุด (Stratum Corneum) ของผิวชั้นหนังกำพร้า ขี้ไคลมีลักษณะเป็นคราบสีน้ำตาลเข้มหรือดำบนผิวหนัง พบได้ทั่วร่างกาย แต่มักพบบริเวณคอ ข้อพับแขนและขา ข้อเท้า และตาตุ่ม\r\n\r\n   ขี้ไคล คือ หนังกำพร้าส่วนบนของผิวหนัง ซึ่งลอกออกตามปกติทุกวันเมื่อหมดอายุขัย ทั้งนี้การหลุดมาเป็นขี้ไคลขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเป็นต้นว่า สภาพแวดล้อม แสงแดด และสารเคมีที่ได้รับ ซึ่งในแต่ละเชื้อชาติอาจจะมีลักษณะขี้ไคลต่างกันไปโดยทั่วไปขี้ไคลจะมีลักษณะเป็นคราบดำ ๆ หลุดออกมาเวลาถูทำความสะอาด\r\n\r\n    อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฎว่าขี้ไคลมีประโยชน์หรือโทษแก่ร่างกาย  แต่หากปล่อยไว้ให้เกิดการหมักหมมเป็นเวลานาน  โดยไม่สนใจทำความสะอาดจะทำให้มีกลิ่นตัวมากขึ้นแม้จะเรื่องขี้ๆ แต่สิ่งใกล้ตัวเหล่านี้ก็สามารถบอกความเป็นไปของสุขภาพของเราได้มากมายหลายอย่างเหมือนกัน อย่าลืมใส่ใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ด้วย\r\n\r\nวิธีกำจัดขี้ไคลให้ผิวสะอาด\r\nแม้ผิวของเราจะผลัดเซลล์ผิวเก่าและสร้างเซลล์ผิวใหม่ทดแทนได้เอง แต่บางครั้งกระบวนการผลัดเซลล์ผิวของร่างกายอาจไม่สมบูรณ์จากปัจจัยต่าง ๆ การผลัดเซลล์ผิว (Exfoliation) จึงเป็นวิธีช่วยกำจัดสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวเก่าที่ตกค้างอยู่ได้ดียิ่งขึ้น โดยสามารถแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่\r\n\r\n1. การใช้อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์สครับผิว (Physical Exfoliation)\r\nวิธีนี้เป็นการใช้แรงขัดผิวให้ขี้ไคลหลุดออกโดยการใช้มือ อุปกรณ์ขัดผิว เช่น ใยบวบ แปรง ฟองน้ำขัดผิว หรือผลิตภัณฑ์สครับผิวที่มีขายทั่วไป\r\n\r\n2. การใช้กรดธรรมชาติ (Chemical Exfoliation)\r\nกรดธรรมชาติที่นำมาใช้กำจัดขี้ไคลคือการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น สบู่อาบน้ำและโลชั่นทาผิวที่มีส่วนผสมของสารที่ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว ซึ่งสารที่นิยมใช้ในการกำจัดขี้ไคลและช่วยปรับผิวให้กระจ่างใส\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://guru.sanook.com/6310/\r\nhttps://www.pobpad.com/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1652860569.jpg"],
    [269,3997,"ชีวิตติดจอระวังวุ้นตาเสื่อม!","Wed, 2022-05-18 10:40","http://www.stkc.go.th/node/3997","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   ยอมรับเลยว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมาก ทั้งการทำงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ หรือในชีวิตประจำวันที่ต้องใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อติดต่อสื่อสารหรือดูความเคลื่อนไหวในแต่ละวันไม่ว่าไม่ว่าจะก่อนนอนก็ต้องจับโทรศัพท์ ตื่นมามือก็ควานหาเป็นอย่างแรก แต่รู้หรือไม่การติดจอมาก ๆ ยังทำให้วุ้นตาเสื่อมอีกด้วย แม้โรคนี้จะเป็นโรคที่พบได้ในผู้ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันพฤติกรรมการใช้สายตาอย่างผิดวิธี ทำให้ดวงตาถูกใช้งานอย่างหนัก จนสายตาเสียจนทำให้วุ้นตาเสื่อมขึ้นมา แล้ววุ้นตาเสื่อมคืออะไร ส่งผลเสียต่อดวงตาแค่ไหน เป็นแล้วหายหรือไม่ ตามมาดูกัน\r\n\r\nวุ้นตาเสื่อมคืออะไร มีอาการอย่างไร\r\n    ในลูกตาของเราจะมีวุ้นตา (vitreous) เป็นส่วนประกอบในลูกตา ซึ่งจะอยู่ระหว่างตัวเลนส์กับตัวจอประสาทตา มีหน้าที่ในการคงภาวะตัวลูกตาไว้ มีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำ โปรตีน และเส้นใย เมื่ออายุมากขึ้นวุ้นตาก็เริ่มเสื่อม เมื่อวุ้นตาเริ่มเสื่อมตัวกลายสภาพเป็นน้ำ เส้นใยไฟเบอร์ขนาดเล็กในตาจะหดจับกันเป็นก้อนตะกอนขุ่น และวุ้นตาจะลอกออกจากผิวจอตา โดยมีอาการดังนี้\r\n\r\n-เห็นเงาดำลอยไปมาในตา \r\n-เห็นเงาดำจุดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว \r\n-มองไม่ชัด เหมือนมีหยากไย่ในลูกตา\r\n-เห็นแสงวาบในตา \r\n-ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลง\r\n\r\nสาเหตุของวุ้นตาเสื่อม\r\n    ส่วนมากเรามักจะรู้กันอยู่แล้วว่าโรควุ้นตาเสื่อม มักเกิดเมื่ออายุเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยพบมากในผู้ที่มีอายุมาก 40 ปีขึ้นไป แต่ในบางคนก็อาจมีปัจจัยมากระตุ้นให้เกิดภาวะวุ้นในตาเสื่อมได้เร็วขึ้น ซึ่งพบในวัยหนุ่มสาว และคนทำงานออฟฟิศมากขึ้น โดยมีสาเหตุดังนี้\r\n\r\n-ใช้งานดวงตาที่หนัก จ้องจอมากเกินไป\r\n-ได้รับการกระทบกระเทือนที่ดวงตา \r\n-การผ่าตัดที่กระทำภายในลูกตา\r\n-คนที่สายตาสั้นมาก ๆ  ยิ่งสั้นมากก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น\r\n-มีภาวะแทรกซ้อนจากต้อกระจก\r\n-มีภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวาน\r\n\r\nดูแลดวงตาให้ชะลอวุ้นตาเสื่อมก่อนวัย\r\n\r\n-ไม่ควรใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน ควรพักสายตาทุก 20 นาที \r\n-ปรับแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือจอโทรศัพท์มือถือให้สว่างพอดีและสบายตา ไม่จ้าหรือมืดเกินไป เพราะจะทำให้สายตาใช้งานหนักเกินไป   \r\n-หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ \r\n-เข้ารับการตรวจตาพร้อมกับวัดสายตาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจาก โรคจอประสาทตาเสื่อมจากอายุ ภาวะวุ้นในตาเสื่อม \r\n-ไม่กินอาหารซ้ำ ๆ ควรกินอาหารให้หลากหลาย ครบ 5 หมู่ และอาหารที่ช่วยบำรุงดวงตา เช่น บูลเบอร์รี่สกัด เบต้าแคโรทีน แอสต้าแซนทีน ฯลฯ\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.muangthai.co.th/th/article/vitreous-degeneration\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1652845233.jpg"],
    [270,3994,"อาหารที่ไม่ควรรับประทานคู่กับทุเรียน","Tue, 2022-05-17 10:58","http://www.stkc.go.th/node/3994","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   ช่วงนี้อากาศแปรปวนฝนตกบ้างร้อนบ้าง แต่ที่แน่ๆยังมีผลไม้ชนิดหนึ่งที่อาจเป็นของโปรดของใครต่อใครนั้นก็คือ ทุเรียน ทุเรียนจัดได้ว่าเป็นราชาผลไม้ของไทยเรานี้เอง มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ หวานมันมากๆ  ถึงแม้ทุ้รียนจะมีกลิ่นแต่ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีแร่ธาตุและให้พลังงานสูง ดังนั้น จึงมีอาหารที่ไม่ควรรับประทานพร้อมกับทุเรียน จะมีอาหารประเภทไหนและแบบไหนบ้างน้าา ไปดูกันเลยครับ \r\n\r\n1. แอลกอฮอล์\r\nจากที่เราเคยได้ยินข่าวสารว่ามีคนเสียชีวิตเนื่องจากรับประทานทุเรียนกับแอลกอฮอล์นั้น การรับประทานทุเรียนกับแอลกอฮอล์ไปพร้อมกันทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ โดยทุเรียนเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง เนื่องจากประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรตและไขมันในปริมาณสูง นอกจากนั้นยังมีธาตุกำมะถัน (Sulfur) หากรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และร่างกายมีการเผาผลาญมากยิ่งขึ้น ทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาบตามร่างกาย ง่วงซึม คลื่นไส้ หรืออาจทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะบุคคลที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ควรรับประทานทุเรียนในปริมาณที่พอเหมาะ\r\n\r\n2. นมสด\r\nการรับประทานนมสดกับทุเรียนอาจจะเป็นสิ่งที่ธรรมดาสำหรับใครหลายคน แต่เนื่องจากทุเรียนมีความหวานและความมันในตัวของมันอยู่แล้ว ดังนั้น หากรับประทานร่วมกันกับนมอาจทำให้เกิดความดันในเลือดสูงขึ้น\r\n\r\n3. มะเขือยาว\r\nเนื่องจากมะเขือยาวและทุเรียนเป็นอาหารที่เป็นฤทธิ์ร้อน ทำให้ร่างกายเกิดความร้อน หากรับประทานควบคู่กันในปริมาณมากจะส่งผลให้ร่างกายภายในร้อนยิ่งขึ้นและอาจเกิดความเจ็บป่วยได้\r\n\r\n4. ลำไย\r\nเนื่องจากลำไยเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงมาก หากรับประทานลำไยร่วมกับทุเรียนจะทำให้ร่างกายของเราได้รับปริมาณน้ำตาลที่มากเกินไป และหากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้เกิดอาการร้อนในได้\r\n\r\n5. ปู\r\nปูเป็นอาหารที่มีฤทธิ์เย็น ในขณะที่ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อน หากรับประทานควบคู่กันอาจส่งผลต่อระบบการย่อยอาหารในร่างกายหรืออาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง\r\n\r\n6. เนื้อวัวและเนื้อแกะ\r\nเนื่องจากเนื้อวัวและเนื้อแกะเป็นอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน หากรับประทานร่วมกับทุเรียนอาจทำให้ร่างกายมีความร้อนมากยิ่งขึ้น เกิดอาการอักเสบในร่างกายและทำให้เกิดอาการป่วยได้\r\n\r\nจะเห็นได้ว่าทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีพลังงานสูงและเป็นอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน อย่างไรก็ตามอาหารบางอย่างก็ยังไม่มีการวิจัยที่แน่ชัด แต่ก็มีข่าวจากการเสียชีวิตของคนที่รับประทานทุเรียนกับอาหารดังกล่าวมากมาย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ดังนั้น หากรับประทานทุเรียนควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะและควรหลีกเลี่ยงการรับประทานทุเรียนกับอาหารดังกล่าวข้างต้น เพื่อป้องกันการเกิดอันตรายต่อร่างกายและลดการเกิดอาการเจ็บป่วยที่อาจจะเกิดขึ้นได้\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/blog/content/88983\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1652759902.jpg"],
    [271,3993,"ทำไมมนุษย์อวกาศจำเป็นต้องสวมใส่ชุดอวกาศ?","Tue, 2022-05-17 10:20","http://www.stkc.go.th/node/3993","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"    มนุษย์อวกาศ สามารถสวมเครื่องแต่งตัวธรรมดา ๆ ขณะทำงานได้ นอกจากออกนอกยานเพื่อทำการซ่อมแซมตัวยานหรือลงสำรวจ เช่นดวงจันทร์ การสวมชุดอวกาศจะสามารถป้องกันอุณหภูมิ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เพื่อป้องกันตัวเองจากฝุ่นละออง รังสีอันตรายในอวกาศ และอีกทั้งยังช่วยควบคุมความดันภายในร่างกายให้คงที่ขณะเคลื่อนที่ นอกจากนี้ชุดอวกาศยังช่วยป้องกันตัวนักบินจากสภาพบรรยากาศและอุณหภูมิสูงถึง 121 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิต่ำกว่า -156 องศาเซลเซียส\r\n\r\nประเภทของชุดอวกาศ\r\n\r\n    1.ชุดอวกาศสำหรับใช้สวมใส่ขณะเดินทางออกหรือเข้าสู่โลก\r\n\r\n    2.ชุดอวกาศสำหรับใช้สวมใส่ขณะปฏิบัติภารกิจในอวกาศ\r\nส่วนประกอบของชุดอวกาศ\r\n          ชุดอวกาศ ประกอบด้วย ถุงมือ รองเท้าบู๊ท หมวกเล็ก ซึ่งมีอุปกรณ์ดำรงชีพ ออกซิเจนสำหรับหายใจ น้ำดื่ม อุปกรณ์ควบคุมความดัน เฮดโฟน ไมโครโฟน เพื่อติดต่อสื่อสารกับนักบินอวกาศคนอื่น ๆ  นักบินอวกาศต้องแบกถังออกซิเจนและน้ำติดหลังไปด้วย หมวกก็ต้องฉาบป้องกันแสงไม่ให้ดวงตาได้รับอันตราย\r\nหากไม่สวมชุดอวกาศขณะเคลื่อนที่ในอวกาศ จะเป็นอย่างไร?\r\n          ถ้าไม่สวมชุดอวกาศออกนอกยานอวกาศ นักบินอวกาศจะสลบภายใน 15 วินาที ของเหลวในร่างกายจะเกิดฟองและแข็งตัวถึงจุดเยือกแข็ง \"ชุดอวกาศ เปรียบเสมือน เกราะชีวิตของนักบินอวกาศ\" ป้องกันการเข้าออกของอากาศ และชุดอวกาศยังช่วยนักบินอวกาศจากสภาพสูญญากาศในอวกาศที่ ๆ ซึ่งความกดดันต่ำ สามารถป้องกันอุกกาบาตจุลภาค หรือทำให้อุกกาบาตจุลภาค ช้าลง ไม่เช่นนั้นแล้วอุกาบาตจุลภาคอาจพุ่งทะลุชุด อวกาศและทำให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อนักบินอวกาศ ชุดอวกาศยังจะต้องอ่อนนุ่มแต่เหนียว สำหรับให้นักบินอวกาศออกไปปฎิบัติภารกิจซ่อมแซมอันละเอียดอ่อนในอวกาศ ชุดอวกาศต้องยืดหยุ่นได้ ชุดอวกาศต้องมีอากาศสำหรับหายใจ และอุณหภูมิภายในซึ่งคงที่และสบาย เพื่อป้องกันนักบินอวกาศจากสูญเสียน้ำในขณะทำงาน เพื่อที่จะให้ได้สิ่งจำเป็นดังกล่าว ทำให้ชุดนักบินอวกาศ มีน้ำหนักถึง 113 กิโลกรัม เมื่อชั่งบนโลก แต่ในอวกาศ ชุดอวกาศอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักอย่างสิ้นเชิง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/article-physics/item/7417-2017-08-08-07-35-22\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1652757656.jpg"],
    [272,3992,"ระวังฝนในฤดูร้อน","Thu, 2022-05-12 15:04","http://www.stkc.go.th/node/3992","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เป็นอีกหนึ่งช่วงที่หลายจังหวัดทั่วประเทศไทยต้องรับมือกับฝน และคาดว่าจะตกหนักอีกอย่างน้อย ถึงวันที่ 2 พ.ค. แต่เอ๊ะ ! นี่มันยังไม่ทันเข้าหน้าฝนเลยนะครับ บวกกับตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยก็เกิดฝนตกบ่อยครั้งทั้งๆ ที่ก็ยังอยู่ในฤดูร้อน สถานการณ์แบบนี้ใครต่อหลายคนอาจสงสัยว่าปีนี้ฝนมาเร็ว มาเยอะกว่าปกติหรือเปล่า แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะข้อมูลที่แอดมินจะนำเสนอในครั้งนี้อาจช่วยคลายข้อสงสัยได้ไม่มากก็น้อย\r\n\r\n   จากสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องยอมรับครับว่าในช่วงเวลานี้และที่ผ่านมา ความแปรปรวนของสภาพอากาศบ้านเรามีให้เห็นอยู่บ่อยๆ จนเกิดเป็นคำถามว่า “หน้าร้อนทำไมฝนตก ?” วันนี้แอดมินจึงได้สอบถามไปยัง ดร.ปกรณ์ เพ็ชรประยูร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมภูมิสารสนเทศของ GISTDA ให้ช่วยอธิบายถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่า “จากการนำข้อมูลปริมาณน้ำฝนจากดาวเทียมและสถานีตรวจวัดมาวิเคราะห์เพื่อแสดงถึงปริมาณน้ำฝนย้อนหลัง 40 ปี จะพบว่าประเทศไทยมีฝนตกเป็นปกติอยู่แล้วในช่วงเดือนเมษายน แต่ลักษณะหรือความถี่ในการเกิดฝนนั้นจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละปี”\r\n\r\n   โดยฝนจะตกหนักเบามักเกิดสลับกันเป็นรอบๆ อาจทุก 3 - 4 ปี หรือมากกว่านั้น เพราะฝนจะตกน้อยหรือมากส่วนหนึ่งคือเกิดจากอิทธิพลของ เอลนีโญ (El Niño) และ ลานีญา (La Niña) ปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดในลักษณะเป็นวัฏจักรสลับไปมา ประกอบกับในปีนี้เรากำลังอยู่ในสภาวะของลานีญาอยู่พอดี ฝนจึงมาเร็วและมาเยอะกว่าปกติ สังเกตได้จากหลายเดือนที่ผ่านมาถึงแม้จะอยู่ในฤดูร้อน แต่ยังพบฝนตกอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ค่อนข้างมีอิทธิพลกับปริมาณน้ำฝนในประเทศไทยพอสมควร\r\n\r\n   ส่วนปัจจัยอื่นรองลงมาเป็นเรื่องของสภาพอากาศ เพราะเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเป็นปกติโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พอไปเจอกระแสลมที่พัดพาความชื้นจากทะเลจีนใต้และอ่าวไทยซึ่งมีความเย็นมากกว่า จึงเกิดการปะทะกันระหว่างสองมวลอากาศ ลักษณะเช่นนี้จึงทำให้หลายพื้นที่ทางตอนบนของประเทศไทยเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง หรือมีลูกเห็บตกบ่อยครั้งดังที่ปรากฏเป็นข่าวที่ผ่านมา\r\n\r\n   คำถามต่อไป แล้วปีนี้น้ำจะท่วมหรือไม่ ? แอดมินคงไม่สามารถตอบแบบฟันธงได้เช่นกัน เพราะว่าการที่น้ำจะท่วมได้นั้นเกิดจากหลายปัจจัย เริ่มกันที่ปัจจัยทางธรรมชาติโดยเฉพาะปรากฎการณ์ลานีญาอย่างที่ได้กล่าวไว้ข้างบน รวมไปถึงจำนวนพายุที่ต้องเผชิญ เพราะหากต้องเจอกับพายุหลายลูกพร้อมกันในคราวเดียวคงกลายเป็นโจทย์ที่ยากจะรับมือ\r\n\r\n   อีกหนึ่งปัจจัยทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถการกักเก็บน้ำของพื้นที่ป่าต้นน้ำ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่ทำเกษตรมาเป็นพื้นที่เมือง การเพิ่มขึ้นของตะกอนภายในเขื่อนทำให้ปริมาตรในการกักเก็บน้ำลดน้อยลง หรือลักษณะทางภูมิประเทศของพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งที่ประสบภัยน้ำท่วมแล้วก็มักจะยังคงท่วมต่อเนื่องสม่ำเสมอ และยังรวมไปถึงรอบของการเกิดซ้ำ (Return period) ที่อาจช่วยคาดการณ์ได้คร่าวๆ ว่าจะเกิดเหตุการณ์หรือไม่\r\n\r\n   กล่าวคือ ปริมาณฝนที่ระดับต่างๆ มีโอกาสจะเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงเวลากี่ปี ตัวอย่างเช่น จ. เชียงราย ปริมาณฝนที่ระดับ 160 มม. ในเดือนเมษายน จะมีโอกาสเกิดซ้ำอีกในช่วงระยะเวลา 10 ปี ซึ่งจากข้อมูลดาวเทียมระบบ CHIRPS ย้อนหลัง 40 ปี พบว่าปกติแล้วในพื้นที่ภาคเหนือจะมีค่าปริมาณฝนเฉลี่ยในเดือนเมษายนอยู่ที่ประมาณ 90 มม. ดังนั้นสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปวางแผนเตรียมรับมือฝนต่อไป เช่น การจัดการระบายน้ำในเขตเมืองเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนจำนวนมากต่อไป เป็นต้น\r\n\r\n   ปัจจุบันเรามีทั้งข้อมูลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย สิ่งเหล่านี้ช่วยตอบคำถามให้เราได้ไม่มากก็น้อย เหนือไปกว่านั้นยังสามารถที่จะช่วยติดตาม ประเมิน ไปจนถึงการทำนายสถานการณ์ต่างๆ ถึงแม้ว่าเราไม่สามารถที่จะป้องกันภัยธรรมชาติได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้สามารถตั้งรับหรือลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ ช่วยวางแผนจัดการได้อย่างทันท่วงที\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.gistda.or.th/news_view.php?n_id=5871&lang=TH\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1652343033.jpg"],
    [273,3990,"เทคนิคการใช้จ่ายเงินให้เลิศ แบบมนุษย์เงินเดือน (น้อย)","Tue, 2022-05-10 14:55","http://www.stkc.go.th/node/3990","มนุษยศาสตร์",null,"   สภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้พนักงานที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงทางเดียว ต้องระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย เนื่องจากสินค้าที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคได้ปรับราคาสูงขึ้น แต่รายรับยังเท่าเดิม ประกอบทั้งสภาวะเงินเฟ้อ' และ เงินฝืด ในแต่ละช่วงของภาวะเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อมูลค่าของเงิน ทำให้มนุษย์เงินเดือนต้องหาวิธีใช้จ่ายเงินเดือนให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ามากที่สุด และต้องเฝ้าคอยจนกว่าจะถึงสิ้นปีซึ่งจะมีการปรับเงินเดือนและรับเงินโบนัสพิเศษเพิ่มเติมคืออาจจะได้มาก ได้น้อย หรือไม่ได้เลย ก็ขึ้นกับผลการประเมินงาน ที่พนักงานแต่ละคนได้ทุ่มเท อุทิศกายและใจให้แก่องค์กร และกำไรจากผลประกอบการที่องค์กรจะจัดสรรให้แก่พนักงานที่สร้างผลงานให้โดนใจผู้ประเมินนั้น เป็นความสามารถของแต่ละบุคคลในการสร้างสรรค์ผลงาน อันจะนำไปสู่การปรับขึ้นเงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้น นั่นหมายถึงการมีรายรับเพิ่มขึ้นจนสามารถนำไปจับจ่ายใช้สอยกับสิ่งที่ต้องการ แต่ละคนคงมีวิธีการจัดการกับเงินเดือนของตนที่ได้ รับมาในแต่ละเดือนอยู่แล้วมนุษย์เงินเดือน (น้อย) ถ้าอยากได้หรืออยากมีในสิ่งที่ต้องการ ซึ่งมีราคาแพงก็คงต้องใช้เทคนิคการเก็บออมเงินและการบริหารจัดการเงินแบบวิธีพิเศษ โดยมี \"วินัย\" เป็นตัวช่วยอีกแรงหนึ่ง ผู้เขียนขออนุญาตแบ่งปันข้อมูลประสบการณ์บางส่วนที่เป็นเรื่องที่ใคร ๆ ก็ทำได้ถ้ามี \"วินัย\" ในตนเอง ทั้งนี้ ทั้งนั้น ก็เป็นเพียงเทคนิคส่วนตัวหากผู้อ่านเห็นว่ามีประโยชน์และสามารถทำได้จริงเห็นผลจริง ก็จะเป็นประโยชน์และจัดระเบียบการใช้จ่ายเงินเพื่อให้เกิดความมั่งคั่งต่อตัวผู้อ่านเอง หากทำแล้วรู้สึกว่าตัวเองเป็นทุกข์ รู้สึกว่าไม่สะดวกสบาย ก็จงท่อง \"วินัย\" ไว้ให้ถี่และขึ้นใจ แต่ถ้าพยายามจนสุดความสามารถแล้ว ยังไม่สามารถทำได้ ก็คงต้องแล้วแต่ตัวใครตัวมัน มาดูว่ามีเทคนิคอะไรบ้างในการบริหารจัดการเงินแบบมนุษย์เงินเดือน (น้อย)\r\n\r\nเมื่อถึงวันที่เงินเดือนออก เราต้องพยายามจัดสรรเงินให้เป็นหมวดหมูในการใช้จ่ายดังนี้เงินออม\r\n\r\n            กันเงินไว้ส่วนหนึ่งตามที่เห็นว่าเหมาะสมอาจจะเป็น 10% ของเงินเดือน แล้วนำเงินจำนวนนั้นไปฝากบัญชีประจำที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปหรือจะนำไปเปิดบัญชีกองทุนรวม' สามารถขอรายละเอียดได้ที่ธนาคารแต่ละแห่ง ซึ่งจะมีหลากหลายแบบเพื่อให้เลือกตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล หรือที่ทำงานบางแห่งอาจมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ' เป็นสวัสดิการพนักงานเพื่อเป็นการออมเงินไว้ให้พนักงาน เวลาเกษียณจะได้มีเงินก้อนใช้\r\n\r\n            \"วินัย\" สอนไว้ว่า เงินส่วนนี้ เก็บแล้วห้ามถอนออกมาใช้ ให้ฝ่ากยาว แต่หมั่นตรวจเช็คดูว่ามีจำนวนเท่าไหร่และวางแผนนำเงินไปลงทุนเพื่อต่อยอดจำนวนเงินให้เพิ่มมากขึ้น เช่น อาจจะลงทุนในหุ้น\" หรือ กองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นต้น ทั้งนี้ เราต้องศึกษารายละเอียดของการลงทุนแต่ละประเภทให้เหมาะกับความเสี่ยงที่เรารับได้\r\n\r\nเงินใช้จ่ายประจำ\r\n\r\n            กันเงินส่วนหนึ่งไว้ใช้จ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเป็นประจำรายเดือน เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่าอาหารค่าพาหนะ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ต\r\n\r\nเงินฉุกเฉิน\r\n\r\n            เก็บเงินบางส่วนไว้ใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน เช่นค่ารักษาพยาบาล ค่าซ่อมบำรุงบ้าน-รถ ซึ่งหากเดือนไหนไม่ได้ใช้ก็สามารถโยกไปเป็นเงินออมได้\r\n\r\nเงินอื่น ๆ\r\n\r\nค่าใช้จ่ายทางสังคม ค่าทำบุญงานศพ ค่าของขวัญงานแต่งงาน ค่าเสื้อผ้า เครื่องใช้ส่วนตัว เป็นต้น\r\n\r\n            เพื่อให้มนุษย์เงินเดือน (น้อย) สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างราบรื่น เพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต และกำลังซื้ออยู่ในภาวะถดถอย ผู้เขียนขอเสนอเทคนิคและวิธีการลดค่าใช้จ่าย เพื่อเพิ่มเงินในกระเป๋าหลายคนอาจจะไม่คาดคิดว่า ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันในบางเรื่อง จะมีผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าของมนุษย์เงินเดือน (น้อย) มากมาย ลองมาดูกันว่าเราจะสามารถลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มเงินในกระเป๋าได้อย่างไรบ้าง\r\n\r\n1.ลดการซื้อสินค้าแบรนด์เนม \r\n2.ประหยัดน้ำ ประหยัดไฟ \r\n3.ลองเปรียบเทียบราคาสินค้าอุปโภค และบริโภคก่อนซื้อตรวจสอบจากเว็บไซต์ \r\n4.หักห้ามใจซื้อสินค้าที่ลดราคาในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น ควรซื้อแค่พอดีใช้ เพราะปัจจุบันห้างร้านต่าง ๆ มักจัดรายการลดราคาบ่อย\r\n5.วางแผนการเดินทางอย่างรอบคอบ เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาและประหยัดค่าน้ำมัน\r\n6.ทำอาหารเองที่บ้าน \r\n7.ลดการบริโภคชา กาแฟ น้ำอัดลม และน้ำหวานเครื่องดื่มทั้งหลายที่บั่นทอนทั้งเงินในกระเป๋าและสุขภาพ\r\n8.การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีสุขภาพดีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้และมีร่างกายแข็งแรง พร้อมจะสู้กับงานในวันต่อไปการออกกำลังกาย\r\n9.เลือกใช้แพ็คเกจค่าโทรศัพท์/อินเทอร์เน็ตรายเดือนในราคาที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน \r\n10.หาวิธีสร้างรายได้เพิ่ม โดยนำความรู้ความชำนาญที่มีไปสร้างรายได้ \r\n\r\n            ยังมีอีกหลากหลายวิธีการในการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ หากผู้อ่านสามารถลดค่าใช้จ่ายในบางข้อได้ก็จะทำให้มีเงินเหลือเพิ่มมากขึ้น และควรหาวิธีเพิ่มเงินที่มีให้งอกงยด้วยช่องทางต่าง ๆ เช่น การเปิดบัญชีเงินฝากประจำดอกเบี้ยพิเศษแบบไม่ต้องเสียภาษี การลงทุนในกองทุนรวมการลงทุนในหุ้น หรือการลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์เป็นต้น ซึ่งใช้เงินลงทุนไม่มากก็สามารถซื้อได้ ทุกคนคงมีแนวทางในการบริหารจัดการเงินทองของตนเองอยู่แล้วเพียงแต่หาวิธีที่ที่เหมาะกับตนเองและสามารถรับความเสี่ยงได้ทั้งนี้ ควรประเมินความเสี่ยงในการลงทุนแบบต่าง ๆ สำหรับตัวเราเองด้วย อย่างไรก็ตาม \"สติ\" และ \"วินัย\" คือตัวช่วยในการกำกับการใช้จ่ายเงิน หวังว่าผู้อ่านที่เป็นมนุษย์เงินเดือน(น้อย) จะได้เกร็ดความรู้การใช้จ่ายเงินไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/article-mathematics/item/12579-2022-02-15-07-00-17-2-2-2-2-2-2\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1652344123.jpg"],
    [274,3987,"6 เทคนิค ดูแลตัวเอง รับมือกับอากาศร้อน","Thu, 2022-04-28 14:58","http://www.stkc.go.th/node/3987","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   ก็อดคิดไม่ได้ว่า อุณหภูมิที่ผ่านมา 3 วันจะร้อนขึ้นได้อีกสักแค่ไหน และในสภาพอากาศที่ร้อนมากๆนี้   อาจจะเป็นต้นเหตุของโรคต่างๆได้ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลตัวเองให้ดี️ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของทั้งตัวเราเอง และคนรอบข้างครับ มาดู 6 เทคนิค ดูแลตัวเองอย่างไร ให้รับมือกับอากาศร้อนๆแบบนี้ กันดีกว่าครับ\r\n\r\n1.ดื่มน้ำเปล่า\r\n\r\nดื่มน้ำสะอาดให้มากขึ้นกว่าปกติ เพื่อทดแทนน้ำที่เสียไป เนื่องจากอากาศร้อน จะส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ง่ายครับ และควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นจัด เพราะส่งผลต่อเนื่องให้ระบบการเผาผลาญอาหารในร่างกายทำได้ไม่ดีนัก \r\n\r\n2.ทานอาหารอย่างระมัดระวัง\r\n\r\nเลือกทานอาหารอย่างระมัดระวัง เน้นรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีนม กะทิ ไข่แดง และอาหารทะเล เป็นส่วนประกอบ อาจจะเน่าเสียง่าย ควรเก็บรักษาวัตถุดิบอย่างเหมาะสมตามชนิดของอาหาร เพื่อลดความเสี่ยงโรคท้องร่วง อาหารเป็นพิษ ครับ\r\n\r\n3.พักผ่อนให้เพียงพอ\r\n\r\nโดยธรรมชาติของฤดูร้อน ช่วงเวลากลางวันจะยาว และกลางคืนจะสั้น จึงเป็นสาเหตุทำให้ได้นอนน้อยกว่าปกติ ดังนั้นการได้พักผ่อนงีบหลับในช่วงกลางวันบ้าง ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับผู้ที่ทำงานในที่ทำงาน อาจใช้วิธีนั่งพิงพนักตัวตรง หลับตา สงบนิ่งๆ ในช่วงกลางวันก็ได้ครับ เพื่อรักษาระบบต่างๆ ของร่างกายสามารถทำงานได้อย่างปกตินั่นเองครับ\r\n\r\n4.หลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมจ่อในขณะหลับ\r\n\r\nไม่ควรเปิดพัดลม หรือเครื่องปรับอากาศจ่อในขณะหลับ เพราะการสัมผัสกับลมเย็น หรือลมร้อนโดยตรง อาจทำให้ความร้อนนั้นสะสมภายในร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการเวียนศีรษะ ไม่สดชื่น และเป็นไข้หวัดได้ครับ\r\n\r\n5.หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด\r\n\r\nหลีกเลี่ยงการเผชิญกับแสงแดด โดยเฉพาะช่วง 10 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น เนื่องจากเป็นช่วงที่รังสียูวีรุนแรงที่สุด อาจเป็นอันตรายต่อผิว และสุขภาพได้ครับ หากเป็นไปได้ ควรงดทำงานหนักกลางแจ้งในช่วงเวลาที่แดดจัด อากาศร้อนจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น อาจมีผลทำให้เป็นลมแดดได้ครับ \r\n\r\n6.เลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสม\r\n\r\nควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถดูดซับเหงื่อ และระบายความร้อนได้ดีมาใส่ เช่น ผ้าคอตตอน ผ้าฝ้าย ผ้าซาติน มีน้ำหนักเบาและช่วยอากาศถ่ายเทได้ดีกว่าเนื้อผ้าชนิดอื่น ควรทาครีมกันแดดเมื่อจำเป็นต้องออกไปกลางแจ้ง เพื่อป้องกันรังสียูวี และควรมีหมวก หรือร่ม ติดตัวไว้ เพื่อเอาไว้ใช้สำหรับป้องกันแสงแดดครับ\r\n\r\n นอกจากนี้อากาศที่ร้อนมากๆ ส่งผลให้มีอารมณ์หงุดหงิด และเครียดได้จากความไม่สบายตัว และที่ตามมาเป็นปัญหาอยู่เสมอก็คือ เรื่องอาหารการกินที่อาจจะบูดเสียได้เร็วขึ้น เผลอรับประทานเข้าไปท้องไส้จะปั่นป่วนเอาได้ง่ายๆ ครับ อย่างไรก็ตามสามารถนำทั้ง 6 เทคนิคนี้ ไปลองใช้กันดูนะครับ เพื่อสุขภาพที่ดี ในหน้าร้อน และห่างไกลโรคภัยครับ\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://home.frasersproperty.co.th/Blog/129/6%20เทคนิค%20ดูแลตัวเอง%20รับมือกับอากาศร้อน\r\n\r\nรูปจาก\r\nhttps://cbs6albany.com/weather/weather-extra/what-exactly-is-considered-hot\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1651132715.jpg"],
    [275,3983,"ดวงจันทร์ (Moon) ทำไมจึงมีหลายรูปแบบ","Tue, 2022-04-26 12:58","http://www.stkc.go.th/node/3983","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"   ดวงจันทร์” อยู่ในระบบสุริยจักรวาล จัดเป็นดาวเคราะห์ที่ไม่มีแสงสว่างในตนเอง แต่ที่มีแสงส่องสว่างอย่างที่เราเห็นกันนั้น เป็นเพราะได้รับแสงสะท้อนมาจากดวงอาทิตย์ จึงทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์รูปลักษณ์ต่างๆเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวบ้าง รูปแบบพระจันทร์เสี้ยวบ้าง พระจันทร์เต็มดวงบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการหมุนของโลกกับดวงจันทร์ ซึ่งทั้งโลกและดวงจันทร์ต่างก็หมุนรอบซึ่งกันและกัน ในขณะเดียวกันทั้งโลกและดวงจันทร์หมุนรอบดวงอาทิตย์ ดังนั้นหากดวงจันทร์หันด้านที่รับแสงจากดวงอาทิตย์เข้าหาโลก เราก็จะเห็นดวงจันทร์มาก ในทางกลับกันถ้าดวงจันทร์ด้านที่ได้รับแสงดวงอาทิตย์น้อย เราก็จะพลอยได้เห็นดวงจันทร์ตามไปด้วย\r\n\r\n   ดวงจันทร์เป็นบริวารดวงเดียวของโลก มีขนาดเล็กกว่าโลก คือ มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3,476 กิโลเมตร โลกของเราใหญ่กว่าดวงจันทร์ประมาณ 4 เท่า ดวงจันทร์มีความหนาแน่น เฉลี่ย 3.34 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร\r\n\r\n   ดวงจันทร์เป็นวัตถุท้องฟ้าที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด ซึ่งจากการขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ พบว่า บนดวงจันทร์ไม่มีน้ำ ไม่มีบรรยากาศและไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เชื่อว่าดวงจันทร์มีอายุประมาณ 4,600 ล้านปีใกล้เคียงกับโลก\r\n\r\n   สำหรับกำเนิดของดวงจันทร์ยังมีอยู่หลากหลายข้อสมมติฐาน บ้างก็ว่าโลกและดวงจันทร์เกิดพร้อมๆ กันจากกลุ่มก้อนก๊าซมหึมาของเนบิวลาต้นกำเนิดระบบสุริยะ บ้างก็ว่าดวงจันทร์แตกตัวออกจากโลก ขณะที่โลกเริ่มก่อรูปร่างขึ้นทำให้มีการหมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว มวลสารบางส่วนจึงหลุดออกมาเป็นดวงจันทร์\r\n\r\n   ดวงจันทร์เคลื่อนรอบโลก รอบละ 1 เดือน โดยการที่โลกหมุนรอบตัวเองไปทางทิศตะวันออก ทำให้คนบนโลกเห็นดวงจันทร์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตก เคลื่อนที่ผ่านกลุ่มดาวจักรราศี ในคืนเดียวกันที่เวลาต่างกัน เราจะเห็นดวงจันทร์เคลื่อนที่ปรากฏจากทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก\r\n\r\n   ดวงจันทร์เปลี่ยนตำแหน่งและเปลี่ยนรูปร่างเร็วมาก กล่าวคือ ในช่วงข้างขึ้น รูปร่างจะปรากฏโตขึ้นจากเป็นเสี้ยวเล็กที่สุดเมื่อวันขึ้น 1 ค่ำ ถึงโตที่สุดเป็นรูปวงกลมหรือจันทร์เพ็ญเมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ ที่เป็นเช่นนี้เพราะในแต่ละวัน ดวงจันทร์ด้านสว่างที่หันมาทางโลกมีขนาดไม่เท่ากัน สัดส่วนของด้านสว่างที่สะท้อนแสงมาทางโลกมีขนาดโตขึ้นสำหรับวันข้างขึ้น และมีสัดส่วนน้อยลงสำหรับวันข้างแรม\r\n\r\n   การเปลี่ยนตำแหน่งเทียบกับดาวฤกษ์แตกต่างไปจากการเปลี่ยนตำแหน่งเทียบกับขอบฟ้า ซึ่งเกิดขึ้นเพราะการหมุนรอบตัวเองของโลก ทำให้เกิดปรากฏการณ์ขึ้น-ตกของวัตถุท้องฟ้าทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ ขึ้น-ตก เพราะโลกหมุนรอบตัวเองทั้งสิ้น\r\n\r\nการเห็นรูปลักษณะดวงจันทร์จากประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เช่น ประเทศไทย ในวันข้างแรมมาก ๆ ขณะดวงจันทร์เป็นเสี้ยว จะเห็นลักษณะรูปร่างของปลายเขาควายชี้ขึ้นจากขอบฟ้า หรือในวันข้างขึ้นน้อย ๆ ขณะดวงจันทร์อยู่ใกล้ขอบฟ้าด้านตะวันตกจะเห็นรูปร่างของดวงจันทร์เป็นรูปเขาควายหงายเช่นเดียวกัน แต่ถ้าเราไปดูดวงจันทร์หรือถามเพื่อนที่อยู่ในประเทศใกล้ขั้วโลกว่าเห็นดวงจันทร์ข้างแรมแก่ ๆ หรือข้างขึ้นน้อย ๆ มีรูปร่างลักษณะเช่นใด เราจะพบว่าดวงจันทร์เสี้ยวปรากฏเป็นแบบเขาควายตะแคงคือปลายเขาหนึ่งชี้ลงไป ที่ขอบฟ้าส่วนอีกเขาหนึ่งมีปลายเขาชี้ขึ้นฟ้า สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะขอบฟ้าของคนที่อยู่ในประเทศไทยแตกต่างไปจากขอบฟ้าของคนที่อยู่ใกล้ขั้วโลก\r\n\r\nณ บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลก ด้านนูนของดวงจันทร์ชี้ลงไปที่ขอบฟ้า ทำให้ปลายแหลมทั้ง 2 ข้างของดวงจันทร์ชี้ขึ้นจากขอบฟ้า หรือที่เรียกว่า \"เขาควายหงาย\" นั่นเอง แต่เมื่อดูจากประเทศใกล้ขั้วโลกเหนือ ซึ่งมีขอบฟ้าอยู่ในแนวเกือบตั้งฉากกับขอบฟ้าของผู้ที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร จะพบว่า \"เขาควายตะแคง\" ปลายแหลมของดวงจันทร์ข้างหนึ่งชี้ลงไปทางขอบฟ้า ส่วนปลายแหลมอีกข้างหนึ่งชี้ขึ้นสูงจากขอบฟ้า นี่คือรูปร่างลักษณะที่เห็นแตกต่างกัน เมื่อดูดวงจันทร์จากประเทศที่มีละติจูดต่างกัน เมื่อดูดวงจันทร์จากประเทศที่มีละติจูดต่างกันมาก ๆ รูปจันทร์เสี้ยวที่อยู่ในภาพวาดของฝรั่งจึงมักจะเป็นรูปจันทร์เสี้ยวตะแคงเสมอ\r\n\r\nนอกจากจะเห็นรูปร่างท่าทางแตกต่างกันเทียบกับขอบฟ้าแล้ว เมื่อเทียบกับดาวเคราะห์หรือดาวฤกษ์ที่อยู่ไกล ยังเห็นดวงจันทร์อยู่คนละที่ด้วย ทั้งนี้เพราะดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากเมื่อเทียบกับดวงอื่นๆ ดวงจันทร์อยู่ห่างจากโลกเพียงประมาณ 30 เท่า ของเส้นผ่านศูนย์กลางโลกเท่านั้น ดวงจันทร์ยังเป็นบริวารที่ดีของโลก ช่วยทำให้โลกหมุนอย่างราบเรียบ เป็นจักรกลสำคัญที่ทำให้เกิดน้ำขึ้น-น้ำลงบนโลก เป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นประทับใจให้แก่คนบนโลกอย่างมิรู้ลืม อันได้แก่ สุริยุปราคาเต็มดวง การเห็นดวงจันทร์เพ็ญว่าบางส่วนมีสีคล้ำทำให้เกิดจินตนาการไปว่ามีกระต่ายอยู่บนดวงจันทร์ ก็เป็นความฝันที่สร้างจินตนาการที่ดีให้แก่เด็ก ๆ และการเกิดดวงจันทร์ข้างขึ้น-ข้างแรม นอกจากจะนำมาใช้เป็นเครื่องวัดเวลาแล้ว ยังทำให้เกิดนิทานเล่าขานต่าง ๆ ในทุกส่วนของโลก\r\n\r\nจะเห็นว่า ดวงจันทร์มีการเปลี่ยนแปลงที่เราสามารถเห็นได้ชัดมากที่สุดทางด้านกายภาพ เราจะเห็นว่าทุกเดือนรูปร่างของดวงจันทร์จะเปลี่ยนไปตามระยะต่าง ๆ หรือ phases ซึ่งเกิดจากการที่เรามองเห็นด้านสว่างของดวงจันทร์ ซึ่งเป็นแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ในมุมที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าดวงจันทร์อยู่ตรงตำแหน่งใดในความสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์และโลกในเวลา 29.5 วัน หรือประมาณหนึ่งเดือน การโคจรของดวงจันทร์รอบโลกจะแบ่งเป็น 8 ระยะดังนี้คือ\r\n\r\n1. New Moon หมายถึง ระยะที่ดวงจันทร์อยู่ตรงกลางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ในทิศทางเดียวกัน โดยด้านที่รับแสงอาทิตย์หันไปจากโลก ดวงจันทร์จะดูมืดสนิททั้งดวง ดังนั้นเราจึงมองไม่เห็นดวงจันทร์ยกเว้นเวลาที่เกิดสุริยุปราคา ในระยะพระจันทร์ใหม่นี้ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์จะขึ้นและตกประมาณเวลาเดียวกัน\r\n\r\n2. Waxing Crescent Moon ขณะที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเราจะเห็นด้านที่รับแสงอาทิตย์มากขึ้นตามลำดับ เป็นพระจันทร์ข้างขึ้นหรือ Waxing Moon ซึ่งตอนแรกจะเป็นเสี้ยวเล็ก ๆ และค่อย ๆ เพิ่มขนาดขึ้นตามลำดับ ระยะนี้เรียกว่า พระจันทร์เสี้ยว หรือ Crescent Moon\r\n\r\n3. Quarter Moon ประมาณ 1 สัปดาห์หลังจาก New Moon ดวงจันทร์ จะหมุนรอบโลกไปประมาณ 1 ใน 4 ของวงโคจร เราจะเห็นครึ่งหนึ่งของด้านที่ได้รับแสงอาทิตย์หรือ 1 ส่วน 4 ของดวงจันทร์ เรียกว่า ระยะเสี้ยวแรก\r\n\r\n4. Waxing Gibbous Moon ระหว่างสัปดาห์ต่อมาเราจะเห็นดวงจันทร์ด้านที่ได้รับแสงอาทิตย์มากขึ้นทุกที ดวงจันทร์จะมีลักษณะที่เรียกว่า gibbous คือ นูนทั้ง 2 ด้าน คล้ายหนอกของวัว\r\n\r\n5. Full Moon 2 สัปดาห์หลังจาก ระยะพระจันทร์ใหม่ ดวงจันทร์จะเดินทางรอบโลกได้ครึ่งทางและด้านที่ได้รับแสงอาทิตย์จะทับกันสนิทกับด้านที่หันมายังโลก ทำให้เราเห็นเป็นดวงกลมคือ พระจันทร์เต็มดวง ในระยะนี้พระจันทร์จะขึ้นตอนที่พระอาทิตย์ตก และจะตกตอนที่พระอาทิตย์ขึ้น ถ้าดวงจันทร์อยู่ในระนาบเดียวกันพอดีระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์จะเกิดเป็นจันทรุปราคา\r\n\r\n6. Waning Gibbous Moon จากระยะนี้ไปจนกว่าจะเต็มดวงอีกครั้งหนึ่ง ดวงจันทร์ด้านที่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์จะมีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ ช่วง 1 สัปดาห์หลังจากพระจันทร์เต็มดวงนี้จะเป็นระยะพระจันทร์ข้างแรม\r\n\r\n7. Last Quarter Moon ๓ สัปดาห์ หลังจากระยะพระจันทร์ใหม่ เราจะเห็นครึ่งหนึ่งของดวงจันทร์ด้านที่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์อีกครั้งหนึ่ง เรียกว่า ระยะเสี้ยวสุดท้าย\r\n\r\n8. Waning Crescent Moon ระหว่างสัปดาห์ที่ 4 ขนาดของดวงจันทร์จะลดลงจนมองเห็นเป็นรูปเคียวบาง ๆ ขนาดของดวงจันทร์ยังขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างดวงจันทร์กับโลกด้วย ในทางดาราศาสตร์และวงการวิทยาศาสตร์ คำที่ใช้เรียกปรากฏการณ์ที่ดวงจันทร์เข้าใกล้โลกมากที่สุด คือ lunar perigee (perigee หมายถึงจุดในวงโคจรของวัตถุในอวกาศที่อยู่ใกล้โลก) ซึ่งดวงจันทร์จะดูสว่างมากและมีขนาดใหญ่กว่าปกติ สำหรับคนทั่วไปจะรู้จักปรากฏการณ์นี้ในชื่อ Supermoon ซึ่งเป็นคำที่นักโหราศาสตร์ชื่อ ริชาร์ด โนลล์ (Richard Nolle) เป็นผู้บัญญัติ โดยให้คำจำกัดความว่าเป็น “พระจันทร์ใหม่หรือพระจันทร์เต็มดวงที่เกิดขึ้นโดยดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุด (ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์) ในวงโคจร (perigee) สรุปคือ โลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์อยู่ในระนาบเดียวกัน โดยที่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากที่สุด” ในปีหนึ่ง ๆ จะเกิด Supermoon ประมาณ 4 ถึง 6 ครั้ง โดยอยู่ห่างจากโลกเพียง 300,000 กว่า กิโลเมตรเท่านั้น\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/lesson-physics/item/7294-moon\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1650952683.jpg"],
    [276,3981,"หุ่นยนต์ควบคุมใต้น้ำทำมือ","Tue, 2022-04-19 14:05","http://www.stkc.go.th/node/3981","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"  โลกใต้น้ำเป็นพรมแดนกว้างใหญ่ซึ่งยังรอคอยการค้นหาและค้นพบจากมนุษย์ วิทยาการเพื่อสำรวจโลกใต้น้ำได้เริ่มต้นจากกองทัพเรือสหรัฐฯ ในปี ค.ศ. 1775 จุดเริ่มต้นของการพามนุษยชาติไปสู่การรู้จักการท่องโลกใต้น้ำได้คือเรือดำน้ำแบบปั่นซึ่งคล้ายกับการปั่นเรือถีบ มันมีชื่อว่าเจ้าเต่า (Turtle) ซึ่งถูกพัฒนาและประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ทำลายเรือศัตรูของกองทัพเรือสหรัฐฯ หลังจากนั้นเป็นต้นมา เจ้าเต่าก็กลาเป็นต้นแบบของเรือดำน้ำเรื่อยมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน เรือดำน้ำได้กลายมาเป็นของเล่นของมหาเศรษฐีที่ต้องการลงไปสำรวจโลกใต้น้ำ\r\n\r\n   ด้วยความพยายามของกองทัพเรือสหรัฐฯเช่นเคย ในปี ค.ศ. 1950 ได้มีการพัฒนาและประดิษฐ์เจ้าเนื้อบาง (Cutlet) มันเป็นหุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำควบคุมโดยมนุษย์ผ่านสายควบคุม (ROV : Remotely Operated Vehicle) มันถูกใช้เพื่อค้นหาและกู้คืนตอปิโดและระเบิดนิวเคลียร์ที่จมหายไป ต่อมาหุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำได้มีการพัฒนามากยิ่งขึ้นเพื่อการสำรวจใต้น้ำรวมถึงการซ่อมแซมวัตถุที่มีการทำงานอยู่ใต้น้ำ\r\n\r\n   ปัจจุบันหลายองค์กรทั่วโลกได้ให้ความสนใจในการสำรวจโลกใต้น้ำโดยเฉพาะทะเล เพราะทะเลอุดมไปด้วยแหล่งอาหาร ยารักษาโรค พลังงานที่มีใช้ได้อย่างไม่จำกัด และกำลังจะกลายเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่ของมนุษย์ทั้งแบบลอยน้ำและแบบใต้น้ำ ในอนาคตการสำรวจใต้ทะเลจึงกลายเป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงเพราะคนทั่วไปสามารถสำรวจใต้ท้องทะเลได้ด้วยตัวของพวกเขาเองด้วยหุ่นยนต์สำรวจใต้น้ำทำมือ (ROV Home Made)\r\n\r\n   ใครหลายคนคงอยากจะดำดิ่งสู่ความงดงามของธรรมชาติใต้น้ำ ไม่ว่าจะเป็นบึง คลอง แม่น้ำ ทะเล หรืออยากจะสำรวจโลกใต้ทะเล เผื่อโชคดีเจอทรัพย์สมบัติใต้ทะเล ตัวช่วยที่ดีที่สุดสำหรับการชมธรรมชาติและสำรวจโลกใต้น้ำคือ หุ่นยนต์ควบคุมใต้น้ำ มันแบ่งออกเป็นห้าชิ้นส่วนหลัก โครง มอเตอร์ กล้อง สายควบคุม และรีโมทบังคับ ชีวิตคุณจะปลอดภัยอยู่บนภาคพื้นดินเพียงให้หุ่นยนต์ลงไปสำรวจใต้น้ำแทนตัวคุณ คุณสามารถหาซื้อหุ่นยนต์ควบคุมใต้น้ำดีๆ สักตัวส่งตรงจากโรงงาน ราคาเริ่มตั้งแต่หลักพันถึงหลักล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยราคาที่สูงเกินความจำเป็น ผู้คนจำนวนมากเลือกที่จะประดิษฐ์หุ่นยนต์ควบคุมใต้น้ำขึ้นมาเองเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและมันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ด้วยงบประมาณไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท\r\n\r\n   ในหลายๆ โรงเรียนในออสเตรเลียและสหรัฐฯก็มีการสนับสนุนให้นักเรียนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาได้แข่งขันสร้างหุ่นยนต์ควบคุมใต้น้ำ ดังนั้นเด็กหรือผู้ใหญ่ ทุกสาขาอาชีพที่คุณเป็น คุณก็สามารถประดิษฐ์มันได้ ใช้เพียงสามสิ่งคือ ความชอบ เวลาและความอดทน ความชอบสามารถสร้างขึ้นได้ง่ายๆเมื่อคุณจินตนาการถึงหุ่นยนต์สำเร็จสมบูรณ์ที่จะพาคุณลงไปสำรวจโลกใต้น้ำที่น่าตื่นตาตื่นใจ คุณก็จะเกิดความตั้งใจที่จะประดิษฐ์จนออกมาสำเร็จ\r\n\r\n   ต่อมาคือเวลา ชิ้นงานที่ดีต้องอาศัยเวลาในการแก้ไขปรับปรุงและเวลาจะช่วยให้ค่อยๆคิดหาทุกหนทางที่ดีที่สุดได้ สุดท้ายคือความอดทน ในขั้นตอนการประดิษฐ์อาจมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่าเพิ่งด่วนถอดใจเพราะความผิดพลาดนั้นจะทำให้เราเจอทางแก้ปัญหาที่สมบูรณ์ที่สุด\r\n\r\n   วิธีการประดิษฐ์เริ่มต้นจากศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของหุ่นยนต์ควบคุมใต้น้ำจากอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์มากมายจะบอกคุณถึงชนิดมอเตอร์ที่ควรเลือกใช้ ขนาดแบตเตอรี่ วงจรควบคุมอย่าง่าย กล้องและเซนเซอร์ที่ควรติดตั้งรวมถึงวิธีการประดิษฐ์ด้วย\r\n\r\n   หลังจากนั้นตอบตัวเองให้ได้ว่า อยากให้มันทำงานเพื่ออะไรและลึกแค่ไหน เช่นเพื่อการสำรวจ การซ่อมแซม หรือการเก็บข้อมูลใต้น้ำ (อุณหภูมิ ความดัน ฯลฯ) คุณก็สามารถเริ่มต้นการออกแบบและประดิษฐ์หุ่นยนต์ควบคุมใต้น้ำตามต้องการได้แล้ว สิ่งสำคัญของการประดิษฐ์ตัวหุ่นยนต์คือการทำให้ตัวมันมีความหนาแน่นใกล้เคียงกับน้ำมากที่สุดและน้ำหนักสมดุลเมื่ออยู่ใต้น้ำ\r\n\r\n   บางครั้งการประดิษฐ์ตัวแรกอาจใช้การได้ไม่ดี ตัวที่สองหรือสามก็อาจตามมา เพราะหุ่นยนต์สามารถพัฒนาและต่อยอดไปอย่างไม่จำกัด ทำให้การประดิษฐ์ของคุณกลายเป็นเรื่องสนุกและท้าทายตัวคุณเอง ถึงแม้คุณไม่ได้เป็นนักประดิษฐ์มาก่อน แต่การประดิษฐ์นี้จะช่วยสร้างความเป็นนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรให้กับคุณ\r\n\r\n  \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.nstda.or.th/sci2pub/remotely-operated-vehicle/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1650351908.jpg"],
    [277,3979,"Fire Rainbows: ปรากฏการณ์เมฆหายาก","Mon, 2022-04-11 15:40","http://www.stkc.go.th/node/3979","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"   Fire Rainbows หรือ เมฆสีรุ้ง ไม่ใช่ทั้งไฟหรือสายรุ้ง แต่เรียกกันอย่างนั้นเนื่องจากมีสีพาสเทลที่สดใสและมีลักษณะคล้ายเปลวไฟ ในทางเทคนิคพวกเขาเรียกว่าส่วนโค้งเส้นรอบวง - รัศมีน้ำแข็งที่เกิดจากผลึกน้ำแข็งรูปแผ่นหกเหลี่ยมในเมฆขนระดับสูง รัศมีมีขนาดใหญ่มากจนส่วนโค้งขนานกับขอบฟ้าดังนั้นชื่อ เส้นรอบวงแนวนอนที่มีสีสันสดใสส่วนใหญ่เกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนและระหว่างละติจูดที่เฉพาะเจาะจง เมื่อดวงอาทิตย์อยู่สูงมากในท้องฟ้า\r\n\r\n   แสงแดดที่ส่องเข้ามาในรูปผลึกน้ำแข็งรูปหกเหลี่ยมจะแตกออกเป็นแต่ละสีเช่นเดียวกับในปริซึม เงื่อนไขที่จำเป็นในการสร้าง \"รุ้งไฟ\" มีความแม่นยำมาก - ดวงอาทิตย์ต้องอยู่ที่ระดับความสูง 58 องศา ขึ้นไปต้องมีเมฆวงแหวนในระดับความสูงสูงที่มีเกล็ดน้ำแข็งรูปจานและแสงแดดต้องเข้าไปในผลึกน้ำแข็ง ในมุมที่เฉพาะเจาะจง นี่คือเหตุผลที่เส้นรอบวงแนวนอนเป็นปรากฏการณ์ที่หายาก\r\n\r\n   เส้นโค้ง Circurizon ที่มีสีสันครอบคลุมท้องฟ้าใกล้กับเมือง Fredericton เมือง New Brunswick ประเทศแคนาดาในปี 2546ตำแหน่งของผู้สังเกตก็สำคัญเช่นกัน ไม่สามารถมองเห็นเส้นโค้งแนวนอนได้ในตำแหน่งทางเหนือ 55 ° N หรือทางใต้ของ 55 ° S ในทำนองเดียวกันมีบางช่วงของปีที่สามารถมองเห็นได้ ตัวอย่างเช่นในลอนดอนประเทศอังกฤษดวงอาทิตย์จะอยู่สูงพอเพียง 140 ชั่วโมงระหว่างกลางเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือกรกฎาคม ขณะอยู่ในลอสแองเจลิสดวงอาทิตย์จะสูงกว่า 58 องศาเป็นเวลา 670 ชั่วโมงระหว่างปลายเดือนมีนาคมถึงปลายเดือนกันยายนไม่ควรสับสนกับเส้นโค้งแนวนอนกับเมฆสีรุ้งซึ่งสามารถสร้างเอฟเฟกต์ที่คล้ายกันได้ ในขณะที่เส้นรอบวงแนวโค้งเกิดขึ้นเฉพาะในเมฆที่มีขนดกเท่านั้น แต่การเกิดรุ้งกินน้ำมักเกิดขึ้นในอัลโตคิวมูลัสเมฆวงแหวนและเมฆเลนติคิวลัส แต่ไม่ค่อยเกิดขึ้นในเมฆขน\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://board.postjung.com/1289964\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1649666417.jpg"],
    [278,3978,"นอนกัดฟัน ภัยอันตรายใกล้ตัว","Mon, 2022-04-11 11:04","http://www.stkc.go.th/node/3978","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   อันตรายจากการนอนกัดฟัน นอกจากจะสร้างความลำบากให้กับคนที่นอนอยู่ข้างๆ ด้วยแล้ว การนอนกัดฟันยังเสี่ยงลดประสิทธิภาพในการนอนหลับพักผ่อน นอนกัดฟัน ปวดกราม และเสี่ยงฟันกร่อนฟันสึกเข้าไปถึงชั้นเนื้อฟัน และส่วนใหญ่จะเป็นฟันกราม จึงอาจมีปัญหาในการบดเคี้ยวอาหาร โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่อาจมีปัญหาเรื่องฟันโยก สึกกร่อน ได้มากกว่าวัยหนุ่มสาว\r\n\r\nนอนกัดฟันเกิดจาก ?\r\n1. สภาพของจิตใจ การดำเนินชีวิตประจำวันอาจมีความเครียด เนื่องจากความเร่งรีบในการทำงานก็เป็นสาเหตุที่ให้เรานอนกัดฟันในเวลานอน โดยเราไม่รู้สึกตัวได้\r\n\r\n2. สภาพฟัน อาจมีจุดสูงที่อยู่บนตัวฟัน ที่อาจเกิดจากวัสดุอุดฟัน มีการเรียงกันของฟันที่ผิดปกติ ฟันซ้อนเก หรือเป็นโรคปริทันต์ หรือในคนไข้ที่สูญเสียฟันแท้ไป โดยที่ไม่ได้ใส่ฟันปลอมทดแทน ซึ่งถ้าว่าจุดสูงหรือจุดขัดขวางการบดเคี้ยว โดยธรรมชาติของคนเราจะพยายามกำจัดจุดสูงหรือจุดขัดขวางการบดเคี้ยว โดยพยายามบดเคี้ยวให้จุดสูงนั้นหมดไป มักจะเกิดในเวลาที่เรานอนหลับ ซึ่งเป็นเวลาที่เรามีอาการกัดฟันไม่รู้ตัว\r\n\r\n3. นอนกัดฟันเกิดจาก สารกระตุ้นต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน\r\n\r\n4. นอนกัดฟันเกิดจาก การใช้ยารักษาโรคบางชนิดเช่น ยารักษาโรคซึมเศร้าและยารักษาอาการทางจิต\r\n\r\n10 วิธีเช็ค นอนกัดฟัน ปวดฟัน หรือไม่ ?\r\n1.ปวดข้อต่อขากรรไกรหรือมีอาการข้อต่อขากรรไกรอักเสบ\r\n2.เมื่อมีการสึกกร่อนของฟันเพิ่มขึ้น\r\n3.ฟันแตกหักจากการบดเคี้ยว\r\n4.รู้สึกติดขัดเวลาอ้าปากหรือหุบปาก\r\n5.เสียงดังที่เกิดระหว่างนอนหลับ จนทำให้คนนอนข้างๆตื่น\r\n6.นอนหายใจทางปาก\r\n7.เจ็บปวดบริเวณหน้าหูหรือกกหู\r\n8.ได้ยินเสียง “คลิก” จากข้อต่อขากรรไกร\r\n9.มีอาการปวดหัว\r\n10.มีอาการเสียวฟันเมื่อดื่มน้ำร้อนหรือน้ำเย็น\r\n\r\nวิธีแก้นอนกัดฟัน ปวดฟัน ด้วยเครื่องมือทันตกรรม\r\n 1.นอนกัดฟันรักษาด้วยเฝือกสบฟัน\r\n 2.นอนกัดฟันรักษาด้วยยางกัดฟัน\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.vitalsleepclinic.com/sleep-bruxism-toothache/\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1649649853.jpg"],
    [279,3977,"ซื้อรถ EV ควรรู้! ชาร์จเต็ม 1 ครั้ง เสียเงินเท่าไร?","Thu, 2022-04-07 14:29","http://www.stkc.go.th/node/3977","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"คำนวณค่าไฟชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 1 ครั้ง เสียเงินกี่บาท\r\nคำนวณค่าไฟในการชาร์จรถไฟเต็ม 1 ครั้ง สำหรับไฟบ้าน\r\nยกตัวอย่าง : รถยนต์ไฟฟ้าชาร์จสูงสุดที่ 7.4 kW แบตเตอรี่จุได้ 60 kW หรือระยะทางขับขี่ประมาณ 350 กิโลเมตร พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือเวลา 1 ชม. เก็บพลังงานไฟฟ้าได้ 7.4 kW โดยถ้าต้องจุให้เต็ม 60 kW ต้องใช้เวลาถึง 7-8 ชั่วโมง\r\n\r\nสมมุติว่า รถคันนั้นมีความจุแบตเตอร์รี่อยู่ที่ 90 kWh\r\nค่าไฟฟ้าปัจจุบัน คำนวณจากการชาร์จไฟฟ้าที่บ้าน โดยใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้านครหลวง มิเตอร์ 15 แอมป์ ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 4.2 บาท (โดยประมาณ)\r\n1 หน่วย = 1 kWh\r\nเพราะฉะนั้น ค่าไฟฟ้า 1 kWh = 4.2 บาท\r\nรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น xxx ความจุแบตเตอร์รี่ 90 kWh (ก็คือค่าไฟ 90 หน่วย)\r\nถ้าชาร์จจาก 0-100% \r\n90*4.2 = 378\r\nสรุป ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 378 บาท\r\nถ้า ชาร์จแบต 10%\r\n10% = 9 kWh\r\n9kWh = 37.8 บาท\r\nดังนั้น ก่อนที่เราจะซื้อรถยนต์ต้องศึกษารายละเอียดของตัวรถยนต์ด้วย ว่าแบตเตอรี่ของรถยนต์ขนาดเท่าไร? On Board รับพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุดเท่าไหร่? ซึ่งมีผลกับความเร็วในการชาร์จ และค่าไฟบ้าน โดยค่าไฟฟ้าแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน แนะนำให้ติดต่อการไฟฟ้าของพื้นที่ตัวเองเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องค่าไฟฟ้า\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.blockdit.com/posts/5ebea404af10541524e25d9f?id=5ebea404af10541524e25d9f&series=5ebd1269344731160c3ade21\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1649316583.jpg"],
    [280,3976,"ความจำของสมองเมื่อเทียบกับแฟรชไดร์ฟจะมีปริมาณเท่าไร","Thu, 2022-04-07 13:46","http://www.stkc.go.th/node/3976","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"รู้กันหรือไม่ว่า สมองของเรานั้นประกอบไปด้วยหลายส่วน เช่น สมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด และหน้าที่สำคัญหลัก ๆ มีดังนี้\r\n\r\n1.olfactory bulb ที่อยู่หน้าสุด ทำให้เราสามารถแยกสิ่งของชิ้นนี้ออกได้ เพียงแค่ดมกลิ่น สามารถแยกแยะกลิ่นได้ ว่ากลิ่นหอม หรือมีกลิ่นเหม็น การที่เราสามารถรับรู้กลิ่นได้ก็เป็นข้อดีของมนุษย์ที่สามารถใช้ชีวิตในการอยู่รอดกันจนมาถึงทุกวันนี้ ลองคิดดูสิว่า หากเราไม่สามารถรับรู้กลิ่นได้ อาจจะไม่มีมนุษย์เกิดขึ้นเลยก็ว่าได้ เพราะการดมกลิ่นก็สามารถบอกได้ว่าสิ่งนี้กินได้ หรือกินไม่ได้\r\n\r\n2.Cerebrum มีขนาดใหญ่กว่าส่วนอื่น ๆ และมีรอยหยักมากที่สุด ความหมายของการที่มีรอยหยักมาก มักจะเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ และความสามารถต่าง ๆ เพราะว่า Cerebrum นั้นเป็นศูนย์ร่วมการทำงานของกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะเป็น การพูด การมองเห็น การรับรู้รส เป็นต้น\r\n\r\n3.สมองส่วนกลาง ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของลูกตาของเรานั่นเอง และสมองส่วนท้ายจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมใบหน้า ไม่ว่าจะเป็น การเคี้ยวอาหาร การที่มีน้ำลายออกมา เป็นต้น\r\n\r\n4.ซีรีเบลลัม (Cerebellum) อีกสิ่งหนึ่งคือ Cerebellum จะควบคุมทุกอย่างให้เกิดความสัมพันธ์กัน เพื่อให้ร่างกายของเราสามารถทรงตัวได้\r\n\r\nแน่นอนว่าแฟลชไดร์ฟ ก็ต้องเกี่ยวข้องกับความจำ แต่สามารถเก็บข้อมูลได้ถาวร แฟลชไดร์ฟมีหลายอย่างมาก เช่น แฟลชไดร์ฟโลหะ แฟลชไดร์ฟไม้ แฟลชไดร์ฟคริสตัล หรือแฟลชไดร์ฟยางแฟลชไดร์ฟแต่ละรุ่น จะมีความแตกต่างกันออกไป แล้วแต่ว่าเราถนัดแบบไหน ทั้งรูปทรง ความพิเศษของแฟลชไดร์ฟนั้น ๆ  แต่สุดท้ายแล้วความพิเศษของแฟลชไดร์ฟ ก็คือ สามารถเก็บข้อมูลสำคัญไว้ได้อย่างดี ต่างจากสมองของเราที่จำได้แปปเดียวก็ลืม เราจึงจะต้องมีตัวช่วยดี ๆ ที่ช่วยพัฒนา และสามารถช่วยให้การใช้ชีวิตของเรานั้นสะดวกมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้แฟลชไดร์ฟก็ได้มีการพัฒนาความจำให้มากขึ้น จึงทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน  และกลายเป็นอุปกรณ์ที่นักเรียน นักศึกษา หรือครูจะนิยมใช้เพื่อสื่อการเรียนการสอน นอกจากนี้ คนธรรมดาก็สามารถใช้ได้ เนื่องจากแฟลชไดร์ฟสามารถเก็บข้อมูลด้วยการดาวน์โหลด ผู้คนธรรมดาทั่วไป ก็จะนิยมโหลดเพลงติดแฟลชไดร์ฟไว้ แล้วเอาไว้เปิดในรถ\r\n\r\nจึงสรุปได้ว่า สมองอาจจะจำได้แค่แปปเดียวแล้วก็ลืม แต่สมองก็เป็นตัวช่วยในการสั่งการทำงานของร่างกายให้มีความคิด การเรียนรู้ และสามารถตัดสินใจได้เอง ส่วนแฟลชไดร์ฟนั้นเป็นเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากตัวของแฟลชไดร์ฟที่มีขนาดเล็กแต่สามารถดาวน์โหลดงาน หรือเอกสารสำคัญต่าง ๆ ไว้ได้เยอะมาก และสมองของคนกับแฟลชไดร์ฟ มีความแต่กต่างกัน หรืออาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลย เพราะสองคือสิ่งที่มนุษย์จะต้องมี แต่แฟลชไดร์ฟเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมานั่นเอง แฟลชไดร์ฟมีหลายรูปแบบมาก และการใช้วัสดุก็จะต้องเลือกสิ่งที่ดีมาทำเป็นแฟลชไดร์ฟ และการเลือกทำแฟลชไดร์ฟไม้ก็ต้องเลือกวัสดุจากไม้ ที่ไม่ส่งผลเกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และไม่ต้องกลัวว่าการที่เลือกซื้อแฟลชไดร์ฟไม้มอบเป็นของขวัญให้คนพิเศษ แล้วจะทำร้ายสิ่งแวดล้อม แฟลชไดร์ฟไม้เป็นแฟลชไดร์ฟ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้แฟลชไดร์ฟก็มีความพิเศษ คือ จะสามารถพัฒนาจากรุ่นสู่รุ่นโดยมนุษย์จะมองหาข้อบกพร่องของแฟลชไดร์ฟรุ่นเดิม และส่งต่อให้กับแฟลชไดร์ฟรุ่นใหม่ คือ แฟลชไดร์ฟทวิสเตอร์ ที่มีการพัฒนาจากฝาที่เป็นแบบถอดได้ กลายมาเป็นฝาที่ใช้นิ้วหมุนให้เกิด 360 องศา ก็สามารถปิดหัวแฟลชไดร์ฟได้แล้ว สะดวก และเสียเวลาน้อยลง ป้องกันการฝาหาย และการดูแลรักษาแฟลชไดร์ฟทุกประเภท คือ ตรวจอุปกรณ์ที่จะนำแฟลชไดร์ฟไปเสียบว่ามีไวรัสหรือไม่ เช่น คอมพิวเตอร์ เป็นต้น\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://usb-perfect.com/แฟลชไดร์ฟ-vs-สมอง/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1649313987.jpg"],
    [281,3973,"รู้หรือไม่ \"นอนกรน\" เสี่ยงเกิดโลกไหลตาย","Fri, 2022-04-01 10:21","http://www.stkc.go.th/node/3973","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","vitalsleepclinic","   รู้หรือไม่นอนกรนเสี่ยงเกิดโรคใหลตาย โดยโรคนี้เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น คลื่นไฟฟ้าหัวใจทำงานผิดปกติ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะและสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ไม่เพียงพอ และอีกหนึ่งในสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดโรคนี้คือ “ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ” ที่มีการอุดกั้นทางเดินหายใจส่วนบน \r\n\r\nโรคใหลตายคืออะไร?\r\nนอนใหลตาย ทางการแพทย์เรียกภาวะนี้ว่า “กลุ่มอาการบรูกาดา” (Brugada Syndrome) อาการใหลตาย เป็นอาการที่เกิดขึ้นจากหัวใจที่เต้นผิดจังหวะอย่างกะทันหัน ทำให้เสียชีวิตในระยะเวลาอันรวดเร็วเพราะเกิดเป็น ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน\r\n\r\nอาการใหลตาย เป็นอย่างไร?\r\nผู้ที่มีอาการใหลตายจะไม่มีทางได้ทราบว่าตนเองมีอาการนี้ เนื่องจากเสียชีวิตไปขณะหลับ โรคใหลตาย มักเป็นการเสียชีวิตอย่างฉับพลันในช่วงเวลากลางคืน ญาติหรือคนใกล้ชิดจึงไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ทัน\r\n\r\nการนอนกรนเกี่ยวข้องกับนอนใหลตายอย่างไร?\r\nผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับร่วมกับอาการนอนกรนไม่สามารถหายใจได้อย่างเต็มปอด ทำให้ออกซิเจนในเลือดต่ำ\r\n\r\nอาการนอนกรนชนิดรุนแรง หรือมีอาการหยุดหายใจขณะหลับ มีผลทำให้หัวใจต้องทำงานหนักมากขึ้น เสี่ยงต่อภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีอาการสะดุ้งเฮือกและตื่นขึ้นมาระหว่างนอนหลับ เมื่อหัวใจต้องทำงานหนักทุกคืนเป็นเวลานาน อาจมีผลทำให้กล้ามเนื้อหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน หรือใหลตายได้\r\n\r\nวิธีรักษานอนกรนก่อนนำไปสู่โรคนอนใหลตาย ซึ่งแนะนำโดยแพทย์เฉพาะทาง\r\nทางคลินิกมีวิธีการรักษานอนกรนแบบไม่ผ่าตัดโดยหลักๆ 4 วิธี\r\n\r\n1.เครื่องมือทันตกรรมรักษานอนกรน (Oral Appliance): แพทย์หลายท่านแนะนำอุปกรณ์รักษาการนอนกรนชิ้นนี้ เพราะสามารถลดอาการกรนได้จริงและมีขั้นตอนในการรักษาที่ไม่ยุ่งยาก ทั้งนี้ หากเลือกรักษากับทาง Vital Sleep Clinic ท่านจะสามารถมั่นใจได้ว่า อุปกรณ์มีความสะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพราะอุปกรณ์ผลิตจากห้องแลปของทางคลินิก ที่อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง American Board of Dental Sleep Medicine\r\n\r\n2.ครื่องช่วยหายใจ CPAP: แพทย์หลายๆ ท่านแนะนำให้แก้โรคนอนกรนด้วยวิธีนี้เพราะ สามารถลดอาการกรนได้จริง และตื่นเช้าในวันถัดมาด้วยความสดชื่นจากการได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอในขณะที่หลับอยู่ แต่ทั้งนี้ คนไข้บางรายที่จำเป็นต้องเดินทางบ่อยๆ อาจไม่สะดวกในการพกพา ในกรณีเช่นนี้ แพทย์จะแนะนำให้ใช้เครื่องมือทันตกรรมรักษานอนกรน (Oral Appliance) แทนเพื่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต\r\n\r\n3.คลื่นความถี่วิทยุ RF: การแก้โรคนอนกรนด้วยวิธีนี้สามารถแก้ไขปัญหา “เสียงกรน” ที่มาจากการหย่อนคล้อยบริเวณโคนลิ้นหรือเยื่อบุจมูกได้ดี วิธีนี้มีเพียงแค่แพทย์เฉพาะทางเท่านั้นที่เป็นผู้ทำการรักษาได้ (อ่านประวัติแพทย์เพิ่มเติม)\r\n\r\n4.การฟื้นฟูกล้ามเนื้อใบหน้าและทางเดินหายใจ (Myofunctional Therapy): เป็นนวัตกรรมการแก้นอนกรนที่แพทย์เฉพาะทางแนะนำ เพราะเป็นการแก้ไขตั้งแต่ต้นเหตุ เช่น การวางตำแหน่งลิ้นให้ถูกต้อง หรือแม้แต่ช่วยฟื้นฟูให้กล้ามเนื้อเหล่านี้แข็งแรง เพื่อลดการหย่อนคล้อยของอวัยวะภายในจนนำไปสู่ปัญหาอุดกั้นทางเดินหายใจ\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.vitalsleepclinic.com/sudden-unexplained-nocturnal-death-syndrome/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1648783310.jpg"],
    [282,3969,"จาก “โรคระบาด” สู่ “โรคประจำถิ่น”","Tue, 2022-03-29 14:35","http://www.stkc.go.th/node/3969","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดให้ความเห็นว่า โรคโควิด 19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นอีกไม่นานนี้ แต่คนทั่วไปยังคงสับสนกับคำว่า “โรคประจำถิ่น” หรือ Endemic  \r\n\r\n   แล้ว “โรคระบาด” หรือ Epidemic หมายความว่าอย่างไร คำอธิบายที่ตรงไปตรงมาที่สุดก็คือ โรคที่มีจำนวนผู้ป่วยในชุมชนมีมากผิดปกติหรือคาดไม่ถึง โดยเป็นโรคที่สามารถก่อให้เกิดอาการป่วยจนถึงเสียชีวิต มีการติดต่อระหว่างคนสู่คน และมีการแพร่ระบาดลุกลามไปทั่วโลก ทั้งนี้โรคระบาดขึ้นอยู่กับการติดเชื้อและความรุนแรงของโรคที่แสดงออกจากภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทั่วโลก ดังที่เราเห็นได้จากโรคโควิด 19 นั่นเอง\r\n\r\n  ในกรณีโรคโควิด 19  ในช่วงต้นของการระบาดคือการแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็วและมีศักยภาพ ทั้งนี้ในช่วงแรกของการแพร่ระบาด ประชาชนทั่วไปยังขาดภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้การแพร่ระบาดเป็นไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว   \r\n\r\nจาก “โรคระบาด” สู่ “โรคประจำถิ่น”\r\n   เมื่อการระบาดถึงขีดสุด ขณะที่ภูมิคุ้มกันของประชากรเพิ่มขึ้น ทั้งจากวัคซีนรวมถึงการติดเชื้อตามธรรมชาติ ความสามารถในการแพร่เชื้อของเชื้อโรคโควิด 19 ก็ลดน้อยลง ซึ่งนอกจากภูมิคุ้มกันดังกล่าวแล้ว การลดความสามารถของเชื้อไวรัสโรคโควิด 19 ในการแพร่กระจาย เช่น การจัดการระยะห่างทางสังคม การสวมหน้ากากอนามัย และการรักษาสุขอนามัย เช่น การล้างมือที่ดีขึ้น ก็ทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อโรคลดลงด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ ทำให้ลดความสามารถในการทำให้เกิดโรคโควิด 19 ของเชื้อไวรัสซาร์ส-โควี-2 (SARS-CoV-2) นั่นหมายความว่าหากมนุษยชาติโชคดี ในช่วงเวลาอีกไม่นานนี้ ไวรัสซาร์ส-โควี-2 ก็จะส่งผลให้การเกิดโรคมีความรุนแรงน้อยลง ส่งผลให้โรคระบาดที่คาดเดาไม่ได้ มีอัตราการแพร่ระบาดที่เป็นภัยคุกคามต่อประชากรน้อยลงและคาดการณ์ได้มากขึ้น หากเทียบกับตอนต้นของการแพร่ระบาด การคาดการณ์ได้ของโรคระบาดนี้ นำไปสู่ “การจัดการโรคระบาดได้” นั่นคือ การที่เราทุกคนบนโลก เริ่มอยู่ร่วมกับไวรัสซาร์ส-โควี-2 และนี่คือความหมายของ การเป็นโรคประจำถิ่น เฉกเช่นเดียวกับ โรคไข้หวัด โรคไข้หวัดใหญ่ หรือแม้แต่ โรคเอดส์   \r\n\r\n“โรคประจำถิ่น” ไม่ได้หมายถึงการย่ามใจในการใช้ชีวิตประจำวัน   \r\n   การพูดถึง “โรคประจำถิ่น” มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับมุมมองการใช้ชีวิตประจำวันในทางปฏิบัติ เพราะความเป็น “โรคประจำถิ่น” จะไม่ได้หมายความว่า เราจะละทิ้งการป้องกันสุขอนามัยส่วนบุคคลที่เราเคยทำ หรือ ไม่ได้หมายความว่า เราจะยอมจำนนต่อเชื้อโรคโควิด 19 แต่อย่างใด สิ่งที่เรายังต้องทำอยู่ต่อเนื่องถึงแม้โรคโควิด 19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นแล้วก็ตาม ก็คือ การจัดการระยะห่างทางสังคม การสวมหน้ากากอนามัย และการรักษาสุขอนามัย เช่น การล้างมือ\r\n\r\n   ที่สำคัญ โรคที่ถือว่าเป็นโรคประจำถิ่นแล้ว ไม่ได้ หมายความว่าโรคนั้นไม่รุนแรงอีกต่อไป แต่มันหมายความถึงโรคนั้นยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเราทุกคน เราไม่ได้เพิกเฉยต่อไวรัสซาร์ส-โควี-2 แต่เราต้องปรับเปลี่ยนวิธีในการตอบสนองต่อเชื้อโรคด้วยการป้องกันทุกคนจากโรค เช่นเดียวกับที่เราปฏิบัติกับโรคอื่น ๆ    \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.nsm.or.th/other-service/664-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-science-museum/5543-covid-19-will-soon-be-endemic.html\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1648539329.jpg"],
    [283,3961,"5 อาหารที่ช่วยลดความดันโลหิตสูง","Wed, 2022-03-23 13:56","http://www.stkc.go.th/node/3961","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   ความดันโลหิต เป็นแรงที่เลือดกระทำกับผนังหลอดเลือด ซึ่งขึ้นจากความต้านทานของหลอดเลือดและการทำงานของหัวใจ โดยทั่วไปแล้ว ค่าความดันโลหิตของคนปกติจะอยู่ที่ 120/80 มิลลิเมตรปรอท (mmHg) แต่สำหรับผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงจะมีค่าตั้งแต่ 140/90 mmHg ขึ้นไป โดยผู้สูงอายุจะมีโอกาสเกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้มากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย แต่ปัจจุบันด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ความเครียดและอาหารก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้ และหากมีภาวะความดันโลหิตสูง ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หัวใจล้มเหลว โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดโป่งพอง\r\n\r\n1. อาหารที่มีธาตุโพแทสเซียมสูง\r\nการบริโภคโซเดียมในปริมาณที่มากเกินไปนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับภาวะความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารแปรรูปหรืออาหารสำเร็จรูปในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของโซเดียมอยู่มาก แต่โพแทสเซียมจะช่วยให้ร่างกายสามารถกำจัดโซเดียมออกไปทางปัสสาวะได้ ยิ่งรับประทานอาหารที่มีโพแทสเซียมมากเท่าไร โซเดียมก็จะถูกขับออกไปทางปัสสาวะมากเท่านั้น เนื่องจากโพแทสเซียมและโซเดียมมีความคล้ายคลึงกันทางเคมี เมื่อเราบริโภคโพแทสเซียมเข้าไป โซเดียมจะถูกลำเลียงออกจากเซลล์และโพแทสเซียมจะเข้าสู่เซลล์แทนนั่นเอง\r\n\r\n2. ผลไม้ประเภทเบอร์รี่\r\nเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีรสชาติเด่นชัด และมีคุณประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินหรือแร่ธาตุที่จะช่วยให้ร่างกายของเราทำงานได้อย่างสมดุล แต่นอกจากนี้มันยังอัดแน่นไปด้วยสารพอลิฟีนอลซึ่งเป็นสารประกอบจากพืช ที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ต้านมะเร็ง และลดความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด ซึ่งจากการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงจะมีพอลิฟีนอลต่ำ พอลิฟีนอลจึงมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิต\r\n\r\n3. ดาร์กช็อกโกแลตหรือโกโก้\r\nการรับประทานดาร์กช็อกโกแลตหรือโกโก้ในปริมาณมากอาจจะไม่ได้มีส่วนช่วยให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากเป็นดาร์กช็อกโกแลตในปริมาณน้อย ๆ หรือประมาณ 30-60 กรัมต่อวัน พบว่า จะช่วยให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น เนื่องจากดาร์กช็อกโกแลตและผงโกโก้นั้นอุดมไปด้วยสารที่ชื่อว่า ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ซึ่งเป็นสารประกอบประเภทพอลิฟีนอลที่ได้จากพืช โดยฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตจะกระตุ้นการสร้างไนตริกออกไซด์ในร่างกาย และไนตริกออกไซด์นี้เองที่ทำให้หลอดเลือดขยายกว้างขึ้น เลือดจึงไหลเวียนได้สะดวก ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง ฟลาโวนอยด์ในระดับที่สูงยังมีประสิทธิภาพเป็นแอนติออกซิแดนต์ ช่วยป้องกันเซลล์และเนื้อเยื่อจากการถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระด้วย\r\n\r\n4. อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม\r\nจริง ๆ แล้วยังไม่มีงานวิจัยที่มากพอจะสรุปได้ว่า แคลเซียมมีส่วนช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ แต่อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมก็มีความสัมพันธ์กับสุขภาพที่ดี ในขณะที่งานวิจัยบางชิ้น พบว่า ผลิตภัณฑ์จากนมที่มีไขมันต่ำ (ซึ่งเป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยแคลเซียม) ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงในกลุ่มผู้หญิงอายุเกิน 45 ปี จำนวนเกือบ 30,000 คน งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าผู้หญิงที่ดื่มนมพร่องมันเนยวันละ 2 มื้อขึ้นไป (หรือบริโภคผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำอื่น ๆ ) ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่ได้บริโภคผลิตภัณฑ์จากนมบ่อยนัก\r\n\r\n5. อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง\r\nแมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุอีกชนิดหนึ่งที่คาดว่าจะช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ โดยช่วยให้หลอดเลือดนั้นผ่อนคลาย แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานมากพอจะสรุปได้ว่าแมกนีเซียมช่วยลดความดันโลหิตสูงได้อย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับแคลเซียม เพียงแต่งานวิจัยบางชิ้นก็แสดงให้เห็นว่า การได้รับแมกนีเซียมในปริมาณที่น้อยเกินไปนั้นเชื่อมโยงกับความดันโลหิตสูง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/88574/-scihea-sci-\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1648018594.jpg"],
    [284,3956,"แผลคีลอยด์เกิดจากอะไร?","Thu, 2022-03-17 13:05","http://www.stkc.go.th/node/3956","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   คีลอยด์ (Keloid) คือ แผลเป็นชนิดหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าแผลที่เป็นต้นเหตุ โดยมีลักษณะเป็นเนื้อนูนแข็งสีชมพู สีแดง หรืออาจจะมีสีเนื้อเข้มกว่าผิวหนัง อันเกิดจากกระบวนการสมานแผลของผิวหนังที่ผิดปกติ โดยแผลที่ทำให้เกิดคีลอยด์มักจะเป็นแผลที่ลึกถึงชั้นหนังแท้บริเวณที่พบคีลอยด์ได้บ่อยคือ หน้าอก หัวไหล่ ใบหน้า ติ่งหูที่ผ่านการเจาะหู หรือตามข้อศอกและหัวเข่า แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกส่วนของผิวหนังบนร่างกายที่มีแผลลึกและใหญ่เช่นกัน ปัจจุบันยังไม่มีวิธีไหนที่สามารถรักษาคีลอยด์ให้หายถาวรได้ มีแต่วิธีที่ทำให้คีลอยด์มีขนาดเล็กลงและกลมกลืนกับผิวหนังให้มากที่สุด หลังจากรักษาแล้วก็มีโอกาสกลับมาเป็นได้ใหม่อีกด้วย และในช่วงวัยรุ่นมีโอกาสเป็นคีลอยด์ได้มากกว่าวัยสูงอายุ\r\n\r\nสาเหตุของการเกิดคีลอยด์\r\n\r\n   แผลเป็นคีลอยด์มีสาเหตุมาจากความผิดปกติของเนื้อเยื่อบนชั้นผิวหนังที่ผลิตคอลลาเจนขึ้นมาสมานบาดแผลมากเกินไป ทำให้เกิดก้อนเนื้อนูน หากก้อนนูนมีขนาดเท่ากับรอยแผลจะเรียกว่า Hypertrophic Scar แต่ถ้าก้อนนูนขยายใหญ่กว่าบาดแผลจึงจะเรียกว่า Keloid\r\n\r\n   แผลคีลอยด์มักจะเกิดขึ้นจากบาดแผลที่ลึกและใหญ่ เช่น แผลผ่าตัด แผลที่เกิดจากของมีคมบาด แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลจากอุบัติเหตุ แผลจากการเป็นอีสุกอีใส แผลจากสิว แผลจากการรับวัคซีน รวมถึงแผลจากการเจาะหูและการสัก\r\n\r\n   ผู้หญิงและผู้ชายมีโอกาสเกิดแผลคีลอยด์ได้เท่าๆ กัน แต่ผู้ที่มีผิวสีเข้มมีแนวโน้มที่จะเกิดคีลอยด์ได้มากกว่าผู้ที่มีผิวสว่าง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มคนที่สามารถเกิดแผลคีลอยด์ได้ง่ายขึ้นคือ คนเอเชีย คนละติน ผู้หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นแผลคีลอยด์\r\n\r\nวิธีป้องกันไม่ให้เกิดแผลคีลอยด์\r\n\r\n   นอกจากการป้องกันไม่เกิดการบาดเจ็บของผิวหนัง ทั้งงดสัก งดทำศัลยกรรม งดบีบสิว งดแกะเกาผิวหนังแล้ว แต่หลายครั้งก็ไม่สามารถเลี่ยงได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการดูแลแผลเมื่อเกิดบาดแผล เป็นวิธีป้องกันการเกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้ดีที่สุด สามารถทำได้ดังนี้\r\n1.ทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำเกลือ\r\n2.ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซ\r\n3.พยายามทำให้แผลแห้ง ไม่เปียกน้ำหรือสัมผัสสิ่งสกปรก\r\n4.ห้ามแกะ แคะ เกาแผล\r\n5.สำหรับแผลตุ่มน้ำ ห้ามเจาะตุ่มน้ำควรปล่อยให้แผลหายเอง\r\n6.หลังจากแผลหายดีแล้ว ให้เริ่มใช้เจลซิลิโคนทาแผลหรือครีมที่มีสารสกัดหัวหอม\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.doctorraksa.com/th-TH/blog/keloid.html#what-causes-keloid\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1647497133.jpg"],
    [285,3955,"7 วิธีกำจัดเสมหะติดคอ","Wed, 2022-03-16 15:27","http://www.stkc.go.th/node/3955","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"  เสมหะหรือเสลด มักเกิดจากเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอมที่เข้าไประคายเคืองที่หลอดลม ซึ่งเกิดขึ้นได้จาก มลพิษ การสูบบุหรี่ หรือการดื่มเครื่องดื่ม อาหารรสจัด จนทำให้เกิดการระคายเคืองที่คอได้ ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ จะทำให้ร่างกายเกิดกลไกกระตุ้นการหลั่งเสมหะ ออกมาเคลือบลำคอ และเมื่อหลั่งออกมามากจนเกินไป จะทำให้เสมหะเป็นก้อนเหนียว และเกิดเสมหะติดคอได้ หากไม่กำจัดเสมหะออกไป อาจสร้างความรำคาญใจได้ และเสมหะยังเกิดขึ้นได้จากโรคต่าง ๆ ดังนี้\r\n\r\n7 วิธีกำจัดเสมหะติดคอ\r\nเสมหะติดคอ หากไม่ได้รับการกำจัดออกไป นอกจากจะสร้างความรำคาญใจแล้ว ยังทำให้หายใจได้ไม่สะดวกอีกด้วย โดยวิธีกำจัดเสมหะเบื้องต้นด้วยตัวเอง สามารถทำได้ ดังนี้\r\n\r\n1.ไอให้เสมหะออกมา\r\nวิธีนี้ใช้สำหรับผู้ที่มีเสมหะในลำคอเท่านั้น  ทำได้โดยการสูดลมหายใจเข้าไปลึก ๆ ให้ลมหายใจเข้าไปอยู่หลังเสมหะ สังเกตได้จากทรวงอกที่ขยายไหล่ไม่ยก คอไม่ยืด กลั้นหายใจไว้สักครู่ แล้วจากนั้นให้ไอออกด้วยแรงพอควร จากนั้นให้บ้วนทิ้งในที่ที่เหมาะสม\r\n\r\n2.พยายามขับน้ำมูกและเสมหะออกมา\r\nการขับเสมหะออกมา เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการขจัดเสมหะ เนื่องจากการขับเสมหะ จะช่วยลดปริมาณเสมหะที่คั่งค้างอยู่ออกมา และข้อควรระวังคือ อย่ากลืนเสมหะที่ค้างอยู่ในร่างกาย เพราะอาจทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ระบบในร่างกายได้\r\n\r\n3.ดื่มน้ำให้มาก\r\nการดื่มน้ำเป็นอีกวิธี แก้ปัญหาเสมหะติดคอในผู้ป่วยไข้หวัด โดยให้ดื่มน้ำอุณหภูมิห้อง หรือน้ำอุ่นทุก ๆ ชั่วโมง จะช่วยละลายเสมหะ คลายความเหนียว ช่วยขับเสมหะออกมาได้\r\n\r\n5.ดื่มเครื่องดื่มอุ่น ๆ\r\nเช่น น้ำขิง หรือซุปอ่อน ๆ จะช่วยในการกำจัดเสมหะ เนื่องจากอุณภูมิที่สูงกว่าปกติของน้ำ จะช่วยละลายเสมหะในคอได้เป็นอย่างดีไอมีเสมหะ\r\nทานอาหารรสเผ็ด\r\nเช่น ต้มยำ น้ำพริก เนื่องจากสมุนไพรในอาหารเหล่านี้ จะช่วยขับเสมหะ และเปิดทางให้ระบบทางเดินหายใจคล่องตัวมากขึ้น แต่หากใครที่ทานเผ็ดไม่ได้ อาจทานเป็นต้มจืดร้อน ๆแทนได้\r\n\r\n6.กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ\r\nใช้เกลือ ¼ ช้อนชา น้ำอุ่นแก้วใหญ่ ผสมกันแล้วนำมากลั้วคอ  โดยเงยหน้าขึ้นระหว่างที่กลั้วคอไปด้วย เกลือจะช่วยกำจัดแบคทีเรีย และน้ำอุ่นจะช่วยในการละลายเสมหะ\r\n\r\n7.กำจัดเสมหะด้วยสมุนไพร\r\nสมุนไพร สามารถช่วยกำจัดเสมหะได้ เช่น มะนาว มะขามป้อง มะแว้ง เป็นต้น\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://allwellhealthcare.com/phlegm/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1647419276.jpg"],
    [286,3953,"มารู้จัก รถยนต์ไฟฟ้า คืออะไร","Tue, 2022-03-15 09:55","http://www.stkc.go.th/node/3953","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   หากพูดถึง รถยนต์ ในปัจจุบัน ต้องบอกเลยว่ามีวิวัฒนาการและเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำให้รถยนต์มีความก้าวหน้าและมีความสะดวกสบายมากขึ้น ยิ่งทุกวันนี้คนเราหันมาใส่ใจการอนุรักษ์พลังงานและการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์เริ่มพัฒนาเครื่องยนต์ที่ปล่อยไอเสียน้อยลง ไปจนถึง การผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งได้มีการพัฒนาระบบต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าจะมีระบบใดบ้างนั้น เราตาม ไปหาคำตอบกันเลย\r\n\r\n   รถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) อาจฟังดูเป็นเรื่องใหม่สำหรับยุคนี้ แต่ความจริงแล้วรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของโลกเกิดขึ้นตั้งแต่ประมาณปี 1900 แล้ว แต่เพิ่งจะได้รับความสนใจและมีการหันมาพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ากันอย่างจริงจังมากขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 21 (ตั้งแต่ พ.ศ. 2544-2643) ด้วยหลักการทำงานที่ขับเคลื่อนโดยมอเตอร์ไฟฟ้าแทนการใช้เครื่องยนต์\r\n\r\nรู้จัก ‘รถยนต์ไฟฟ้า’\r\n\r\n   รถยนต์ไฟฟ้า คือ รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากไฟฟ้า 100% โดยใช้พลังงานไฟฟ้าที่ถูกเก็บไว้ในแบตเตอรีหรืออุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้าแบบต่าง ๆ หรือให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เป็นการแปลงพลังงานจากแบตเตอรีมาใช้ในการขับรถ ไม่มีกลไกลอะไรซับซ้อนเหมือนรถยนต์ใช้น้ำมันที่ต้องอาศัยการจุดระเบิดเผาไหม้เพื่อขับเคลื่อน จึงทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีเครื่องยนต์เงียบ และไม่มีไอเสียจากการเผาผลาญพลังงาน และนอกจากรถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีข้อดีอื่นอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น\r\n\r\n-ประหยัดค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน เพราะใช้พลังงานมาทดแทนน้ำมันเชื้อเพลงที่นับวันมีแต่จะยิ่งมีราคาพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยความที่ไม่มีเครื่องยนต์ ทำให้ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง การดูแลรักษาจึงง่ายและประหยัดกว่า\r\n\r\n-อัตราเร่งให้แรงบิดที่เร็วทันใจแทบจะทันที เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้ใช้เครื่องยนต์สันดาป ส่งผลให้การทำงานมีเสียงเบาเงียบกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน และทำให้มีอัตราการเร่งที่เร็ว ปราดเปรียว ตอบสนองความต้องการในการขับขี่ของผู้ขับได้ดั่งใจ\r\n\r\n-ไม่เสียเวลาแวะเติมน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงเวลาเร่งรีบตอนเช้าที่น้ำมันในถังใกล้จะหมดแล้วไม่มีเวลาแวะเติมหรือประเมินแล้วว่าขับไปไม่ถึงปั๊มแน่ ๆ แต่รถยนต์ไฟฟ้าสามารถชาร์จแบตที่บ้านได้ เสียบชาร์จทิ้งไว้ระหว่างที่เราหลับ พักผ่อน พอตื่นเช้ามาก็สามารถใช้งานได้ทันทีในปัจจุบันประเทศไทยเองก็มีการสร้างและพัฒนาสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าหรือสถานี EV Charger ในวงกว้างมากขึ้น หมดปัญหาหากรถแบตหมดระหว่างทาง สามารถแวะชาร์จตามสถานีที่ให้บริการได้เลย\r\n\r\nระบบของรถยนต์ไฟฟ้า แบ่งออกได้หลายประเภท ดังนี้\r\n1. รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) – ใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรีเพียงอย่างเดียว ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน สามารถชาร์จไฟได้สม่ำเสมอ โดยใช้เวลาชาร์จประมาณ 6-8 ชั่วโมง สำหรับการชาร์จปกติ หรือ 2-4 ชั่วโมง สำหรับการชาร์จแบบเร็ว\r\n\r\n2. อี พาวเวอร์ (E-Power) – เป็นเทคโนโลยีที่มีการผสมผสานการทำงานระหว่างระบบ Hybrid กับ EV ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมีเครื่องยนต์ขนาดเล็กทำหน้าที่ปั่นกระแสไฟฟ้าเก็บไว้ที่แบตเตอรี แล้วส่งพลังงานไปยังมอเตอร์ไฟฟ้า หรือให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ พลังงานไฟฟ้าจะถูกสร้างขึ้นจากเครื่องยนต์ แต่ตัวรถจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (แบบรถยนต์ไฟฟ้า EV) ไม่มีการชาร์จไฟ เพียงเติมน้ำมันก็ใช้งานได้ตามปกติแล้ว\r\n\r\n3. รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV) – มีรูปแบบการทำงานที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ผสมกับ พลังงานไฟฟ้า ระบบจะทำงานเองอัตโนมัติ โดยมอเตอร์จะช่วยออกตัวด้วยระบบไฟฟ้า ก่อนที่เครื่องยนต์จะทำงานต่อ หากในกรณีรถติดหรือรถหยุดนิ่ง ถ้ารถมีแบตเตอรีมากพอเครื่องยนต์จะดับ แล้วดึงไฟจากแบตเตอรีมาใช้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ไฟหน้ารถ แอร์ เครื่องเสียง\r\n\r\n4. รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV) – หนึ่งในรถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริด ผสานระหว่างเครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล เข้ากับ แบตเตอรีขนาดใหญ่ที่ชาร์จไฟได้ ใช้เวลาชาร์จแบตเตอรีให้เต็มประมาณ 4-6 ชั่วโมง สามารถวิ่งได้โดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรีอย่างเดียวประมาณ 20-50 กิโลเมตร แต่ก็ยังสามารถกลับมาใช้ระบบไฮบริดที่ใช้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้าได้\r\n\r\n5. รถพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell) – รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานไฮโดรเจน (พลังงานสะอาด) มาแปลงเป็นกระแสไฟฟ้าเพื่อนำไปขับเคลื่อนให้รถยนต์แล่นไปได้ โดยในโครงสร้างจะมีแผงเซลล์เชื้อเพลิงที่เก็บไฮโดรเจนในรูปแบบของเหลว มอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนควบคู่กับการชาร์จกระแสไฟฟ้าและแบตเตอรี โดยมีหลักการทำงานคือ ส่งไฮโดรเจนและอากาศที่มีออกซิเจนเข้าไปสู่แผงเซลล์เชื้อเพลิง สร้างกระแสไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี แล้วกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรีก็จะถูกส่งไปที่มอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์\r\n\r\n6. รถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว (Plug-in Electric Vehicle: PEVS) – คล้ายกับรถยนต์ไฟฟ้าแบบ PHEV แต่จะมีแบตเตอรีขนาดใหญ่เป็นแหล่งพลังงานหลักเพียงอย่างเดียว เมื่อแบตเตอรีหมดจะต้องเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จประจุใหม่ แยกตามการใช้งานได้ดังนี้\r\n-รถยนต์ไฟฟ้าประเภท Battery Electric Vehicle (BEV) ขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี 100% ไม่มีเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่มีแบตเตอรีขนาดใหญ่ มีระยะทางการวิ่งที่จำกัด ขึ้นอยู่กับขนาดของแบตเตอรีและปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ในการใช้งานและเส้นทางการเดินทาง\r\n-รถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicles: FCEV) เป็นเชื้อเพลิงไฮโดรเจนจากการเติมเชื้อเพลิงภายนอก ไม่ทำให้เกิดมลพิษทางอากาศจากรถยนต์โดยตรง มีเพียงการปลดปล่อยน้ำเท่านั้น โดยโครงสร้างจะมีแบตเตอรี, แผงเซลล์เชื้อเพลิงหรือ Fuel Cell Stack, ถังแรงดันสูงเพื่อเก็บไฮโดรเจนในรูปแบบของเหลว, มอเตอร์ไฟฟ้า ทำหน้าที่ขับเคลื่อนและชาร์จกระแสไฟฟ้า ส่วนหลักการทำงานจะส่งไฮโดรเจนและอากาศที่มีออกซิเจนเข้าไปสู่แผงเซลล์เชื้อเพลิง เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าเข้ามาเก็บในแบตเตอรี จากนั้นกระแสไฟฟ้าจะถูกส่งไปที่มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://thomasthailand.co/innovation/รถยนต์ไฟฟ้า/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1647312916.png"],
    [287,3952,"เครียดมากทำไงดี กับ 5 วิธีก่อนที่จะทนไม่ไหว","Mon, 2022-03-14 15:32","http://www.stkc.go.th/node/3952","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   เครียด! สิ่งไม่น่าพิศมัยหลังจากพ้นวัยเด็กมา นอกจากความเครียดของคนเราจะต่างกันแล้ว แต่ละความเครียดก็มีระดับไม่เท่ากันด้วย ถ้ามียังไม่มาก การจัดการความเครียดนั้นคงไม่ยาก แต่ถ้าขึ้นชื่อว่าเริ่มทนไม่ไหวเราจะทำอย่างไรดี?\r\n\r\n   จะว่าไปก็หมิ่นเหม่อยู่บ้างตรงที่ แบบไหนเรียกว่าทนไม่ไหว? เพราะหากทนไม่ไหวจริง ๆ มันย่อมระเบิดออกมาในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี การจัดการความเครียดจึงควร “ทำในตอนที่ยังไหว” เพราะยังมีสติอยู่ ก่อนที่จะหนักจนไม่ไหวแล้วจริง ๆ\r\n\r\n   เมื่อพิจารณาดูจะพบว่า ความเครียดมักมีการไต่ลำดับขึ้นไป ตั้งแต่ภาวะ สงสัย กังวล (เริ่มเครียด) หวาดระแวง จิตตก (หนักขึ้นมาหน่อย) รวม ๆ แล้วมักเป็นความเครียดต่อ “สิ่งที่ยังไม่เกิด” หรือ “ยังมาไม่ถึง” หนักขึ้นมาก็คือมี “บางสิ่งเกิดขึ้นแล้ว” จึงเครียด บนความคิดเช่น หาสาเหตุไม่เจอ, ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเกิดกับเรา, ควบคุมผลกระทบไม่ได้, แก้ปัญหาไม่ได้ หรือหาทางออกไม่ได้ และยิ่งถ้ามีปัจจัยหลายประการรวมกัน ถึงตรงนี้น่าจะถือว่าเครียดหนักสุดแล้ว\r\nอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าความเครียดจะเป็นรูปแบบไหน ระดับไหน มันไม่จำเป็นต้องมีมาตรฐานไปวัด หรือไปเทียบกับใคร เพราะถ้าเริ่มรู้สึกว่าจัดการไม่ได้ ก็ถือว่าเราเริ่มไม่ไหวแล้ว ที่สำคัญจะเครียดมากน้อยเราก็ไม่ควรเครียด หรือไม่ควรเก็บเอาไว้เลย\r\n\r\n5 วิธี ลด ละ แก้ไข ในเวลาที่เครียดมาก\r\nชี้แจงนิดหนึ่งว่า ไม่ใช่ต้องทำทั้ง 5 อย่าง แต่ควรทำสักอย่างเพื่อหาทางระบายความเครียดออกไปจากใจเรา\r\n\r\n1.โยน! (พูด)\r\nหลายความเครียด เกิดจากการ “ไม่กล้าพูด” หรือไม่อยากพูดก็ตาม แต่หลายครั้งการพูดออกไปคือการโยนปัญหากลับไปที่ต้นเหตุได้ดีไม่น้อย\r\nโดยอย่างยิ่งในคนที่ปกติไม่ค่อยพูด มักมี (Mindset) เดียวกันในรูปแบบที่ว่า ที่ไม่พูดเพราะคิดมามาก พอไม่พูดก็เลยต้องคิดมาก (เช่นกัน) การจะต้องพูดมักคิดมากว่า อาจเกิดอะไรตามมาแย่กว่าเดิมจึงไม่พูด ดูวนเวียน จน สุดท้ายก็เอาไปคิดมากคนเดียว \r\n\r\nการพูดคือการได้ระบายออกในเบื้องต้นที่ดีที่สุด เพียงต้องไม่ “คิดไปเอง” ว่าไม่มีใครอยากฟัง หรือพูดไปแล้วจะไม่ดีไปเสียหมด แน่นอนว่า “วิธีการพูด” มันอาจมีผลต่อสิ่งที่จะตามมา แต่หลาย ๆ ครั้ง “โยน” ออกไปบ้าง “แม้พูดไปแล้วไม่ดีขึ้น แต่ผลลัพธ์มันสบายใจขึ้นมากกว่าแบกไว้คนเดียว” หรือพูดไปแล้วมันกลายเป็นดูมีปัญหาขึ้นมา ก็จริงอยู่ แต่สิ่งที่เป็นปัญหานั้นอาจจบลงได้ เพราะถูกเปิดเผยออกมา เสมือนว่าต้องยอมเจ็บเพื่อที่เปิดแผล จะได้ล้างแผลสมบูรณ์ ไม่งั้นหากเชื้อโรคไม่ตาย แผลเน่าภายหลังติดเชื้อรักษายาก ร้ายแรงก็เข้ากระแสเลือดตายได้เลยทีเดียว..\r\n\r\nแต่ถ้ายังไง ๆ ก็ไม่อยากโยน (ด้วยคำพูด) การพูดคนเดียว กับหมา กับแมว กับต้นไม้ ก็ยังดีกว่าไม่พูดเลย โดยเราอาจคิดว่า นี่เหมือนคนบ้า แต่เชื่อเถอะว่าจุดหนึ่งหากปล่อยจนไม่ไหว เราก็จะกลายเป็นคนบ้าจริง ๆ เอาได้\r\n\r\nคำแนะนำเพิ่มเติม หากคิดจะพูด อย่าพูดอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ หรือ ทีเล่นทีจริง ในเรื่องที่เรากำลังเครียดมาก ทัศนคติท่าทีมีผลอย่างมากในการสื่อสาร ถ้าเมื่อใดเราพูดและมีท่าทีที่อีกฝ่ายรับรู้ว่าเรากำลังจริงจังหรือเครียด ส่วนใหญ่ไม่มีใครไม่อยากรับฟัง\r\n\r\n2.หยุดรับข้อมูลชั่วคราว\r\nหากเราบอกใครว่ากำลังเครียดเรื่องหนึ่งอยู่ อาจได้ยินคำแนะนำที่คุ้นเคยว่า “ก็อย่าไปรับรู้สิ” จะได้ไม่เครียด ที่จริงมันก็ถูกต้อง เพียงแต่หลายเรื่องมันไม่รับรู้ไม่ได้ มันรู้ไปแล้ว ปัญหามันเกิดแล้ว อีกทั้งบางปัญหาถ้าไม่รับรู้ก็ยิ่งขาดข้อมูลบางอย่างในการแก้ปัญหา ตรงนี้ต้องพิจารณา หรือทบทวนดูในเบื้องต้นว่า “รู้เพิ่ม” แล้วเรา “กระจ่างขึ้น” หรือ “ยิ่งเครียด” หากเป็นความเครียดจากการที่ “แค่รับเรื่องมา” การหยุดรับข้อมูลเสียบ้างเป็นเรื่องที่ได้ผล เช่น การเครียดจากการเสพข่าวต่าง ๆ ที่ไม่ได้หมายความแค่เพียง ข่าวภาคสังคม/การเมือง เท่านั้น การรับรู้เรื่องราวจากคนรอบตัว คนรอบข้างก็ไม่ต่างกัน ไม่ฟัง ไม่ติดต่อ กันชั่วคราวมันก็ช่วยได้\r\nในส่วนข้อมูลที่ทำให้ “กระจ่างขึ้น” ในที่นี้ไม่ได้หมายความแค่ชัดเจนขึ้นเสมอไป เพราะบางเรื่อง ยิ่งชัดเจน กลายเป็น “ยิ่งรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้” แบบนี้ก็ยิ่งเครียด ไม่รู้ดีกว่า กระจ่างขึ้นในทีนี้จึงหมายถึง เห็นสาเหตุชัดเจนขึ้น ทำให้อาจแก้ปัญหาได้ง่ายขึ้น\r\n\r\nกรณีที่พยายามรับข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา ก็ต้องแยกให้ออกด้วยว่า บางเรื่อง “รู้ตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์” เพราะหลายปัญหาต้องแก้ไปที่ละข้อ ที่ละจุด ก็รับข้อมูลเฉพาะส่วนนั้น (แค่นั้นเอาให้รอดก่อน) ให้จบไปทีละเรื่อง หยุดรับข้อมูลอื่นไปชั่วคราว หรือ รู้เฉพาะภาพรวมก็เครียดพอแล้ว การพยายามรับรู้ทุกรายละเอียด อาจเครียดมาก และพาลให้แก้อะไรไม่ได้สักอย่าง ดังที่น่าจะทราบกันดี ความเครียด ความกังวลมีผลต่อความคิด และการตัดสินใจ\r\n\r\n3.หาความบันเทิง\r\nฟังดูเข้าใจง่าย แต่อย่าเพิ่งก่อน! ด้วยเพราะความบันเทิงคนเราล้วนต่างกัน การหาความบันเทิงในที่นี้ มิใช่ หนีปัญหาอยู่แต่กับสิ่งที่บันเทิง ที่หลายคนเลือกจะหลีกหนีความจริงของชีวิต หมกมุ่นหลงใหล มัวเมาไปกับสิ่งไร้สาระเพียงอย่างเดียว หลายคนก็เป็นโดยไม่รู้ตัว ช่างอันตรายกลายเป็นปัญหาชีวิตที่มากขึ้นสะสมไปอีก\r\nการไปหาความบันเทิงตรงนี้ โดยเชิงเทคนิคคือการเปลี่ยนโฟกัส (switch focus) คือการหยุดสนใจในจุดที่เป็นอยู่ หรือในสิ่งที่เครียด ไปสนใจในสิ่งที่ผ่อนคลาย สนใจสิ่งที่ชอบแทนชั่วคราว เพราะในใจลึก ๆ เราคงทิ้งเรื่องเครียดไปทันที ถาวรเลยเป็นไปไม่ได้\r\n\r\nซึ่งวิธีนี้จะได้ผลก็ต่อเมื่อ สิ่งที่บันเทิงหรือสิ่งที่เราเลือกหยุดไปหานั้น มันต้องทำให้เราสนใจจริง ๆ หรือเพลิดเพลินมากพอจนลืมเรื่องเครียด หรือความเครียดไปได้ชั่วขณะด้วย จะทำงานอดิเรก เลี้ยงสัตว์ อ่านหนังสือ ดูหนัง ร้องเพลง เล่นกีฬา ท่องเที่ยว แม้กระทั่ง มี Sex ก็ตาม \r\n\r\nและเหมือนในทุกข้อที่ผ่านมา การทำเช่นนี้ใช่ว่าปัญหา หรือสิ่งที่เครียดนั้น ๆ จะหมดไป แต่จะลดลงมาได้มาก เชื่อว่าทำให้เรามีสติ มีปัญญาที่ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งควรใช้เวลาให้มากเท่าที่เราทำได้ อาจเพียง 1-2 ชั่วโมง หรือ หนีเที่ยว 2-3 วัน ก็แล้วแต่สถานการณ์ แต่ละเรื่องราว (*เรื่องนี้ก็คล้ายที่เคยเขียนเป็นบทความชื่อ “เมื่อเครียดที่สุด ลองหยุดนั่งดูหนัง“)\r\n\r\n4.ปิดสวิตช์ นอน…\r\nการนอนคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด เพราะได้พักทั้งกาย ใจ และสมอง เป็นข้อที่เข้าใจไม่ยาก แต่ถ้าเครียดจริง ๆ เรามักไม่คิดจะทำ หรือไม่อยากจะนอน ทั้งที่นี่คือเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะในภาวะของคนที่ “สติหลุด” หรือกำลังจะเสียสติ ครั้งแรกนั้น ไม่ว่าจะด้วยปัญหาทางจิต หรือยาเสพติด องค์ประกอบร่วมของเกือบทุกรายคือจะ อดนอน หลายคืน ก่อนที่จะทำเรื่องเลวร้าย หรือไม่ก็มีปัญหาทางจิตไปถาวร!\r\nดังนั้นเมื่อเครียดที่สุดหากทำได้ ให้หลับสักตื่น อย่างน้อยยามค่ำคืนก็ต้องนอนให้เป็นปกติ หลับไม่ลงอย่างไรก็ต้องลองพยายามดู ปิดสวิตช์ตัวเองลงบ้าง แม้ตื่นมาเรื่องที่เครียดยังไม่ไปไหน แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้เครียดสะสมไปหนักกว่านี้ เพราะถ้าเครียดแล้วนอนไม่หลับเมื่อใด มันทำลายสุขภาพจิตเรามากกว่าที่คิดมากทีเดียว\r\n\r\n5.ปรับใจ – ปลง\r\nอาจเป็นข้อที่เรารู้กันอยู่แล้วมากที่สุด แต่ทำยากที่สุด เพราะไม่เช่นนั้นคงไม่นำพาเรามาในภาวะที่เรียกว่า “เครียดมาก” ได้ ส่วนหนึ่งที่ทำยาก หรือทำไม่ได้ เพียงเพราะในช่วงเวลานั้นเราลืม หรือกำลังขาดสติบนความกังวล สับสนใด ๆ ก็ตาม แต่หากพอระลึกได้ก็ไม่ต่างจากข้อก่อน แค่นอนสักตื่นได้ก็ดีมากแล้ว\r\nแต่หากว่าก็คิดได้อยู่ว่า อยากปลง อยากปล่อยวางแต่ทำไม่ได้นั้น ก็พอจะมีเทคนิคที่จะช่วยให้เรา “คิด” ปรับใจ หรือปลงได้อยู่เหมือนกัน ดังนี้\r\n\r\n   การยึดว่าเป็นของเรา : สังเกตไหมว่า หลายเรื่องถ้าเป็นปัญหาคนอื่น เราจะคิดออกได้เร็ว ก็ทำแบบนั้นสิ, คิดแบบนี้สิ, กระทั่ง ก็ช่างมันสิ ซึ่งนั่นเพียงเพราะ มันไม่ใช่ปัญหาของเรา ตรงนี้แหละ ถ้าลองคิดเสมือนว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของเราบ้าง เราก็อาจจะวางใจได้ดีกว่า หรือในมุมที่ว่า “ใครเขาก็เจอกันปัญหาแบบนี้” ก็ดูไม่ต่างกัน เพราะเชื่อว่าไม่มีปัญหาใด ที่ไม่มีใครในโลก ไม่เคยเจอไม่ผ่าน อย่างไรย่อมมีคล้ายกันทั้งสิ้น\r\n\r\n   การยอมรับ : อาจเป็นคำกว้าง ๆ แต่มันก็คือพาตัวเองหลุดออกจากบางสิ่ง บางสถานการณ์ เพราะหลายเรื่องที่เราเครียด เหตุผลจริง ๆ คือเรา “ไม่ยอมรับ” หรือรับไม่ได้ ในการที่มันจะไม่เหมือนเดิม เช่น ต้องเสียสิ่งนั้นไป, ขาดสิ่งนี้ไป ไม่ว่าจะเป็น คน สิ่งของ หรือศักดิ์ศรี ทั้งที่รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว เมื่อเรายอมรับไม่ได้จึงเครียด ทีนี้การจะยอมรับ จะคิดในแง่ไหนก็ตาม เพียงต้องมองให้ออกว่า สุดท้ายเราก็ต้องไปต่อในแบบของเราบนเส้นทางที่มัน “ไม่เหมือนเดิม” จะยากจนลง จะลำบากขึ้น หรือต้องเดียวดาย ชีวิตเราก็ต้องไปให้ได้ในทางนี้ นี่คือวิถีของการยอมรับว่า “มันไม่เหมือนเดิม” แล้ว และไม่มีอะไรเหมือนเดิมไปตลอดกาลอยู่ดี\r\n\r\n   กลับมาอยู่กับตัวเอง : ที่ไม่ใช่หมายถึงการอยู่คนเดียว หรือการขังตัวเอง แต่มันก็เหมือนการรวมหลายอย่างเข้าด้วยกัน เพราะมันคือเรื่องการปรับใจ การปลง โดยการย้อนมอง พิจารณาตัวว่า เราเป็นเพียงมนุษย์ เป็นเพียง 1 ในหลายพันล้าน ที่บางสิ่งคล้ายกัน บางสิ่งแตกต่างกัน เราล้วนมีความ “พิเศษ” ในตัวเอง แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ “วิเศษ” เหนือใครในอีกด้านเช่นกัน ดังนั้นการจะสำคัญตัวเองในแบบเกินตัว มันก็ใจร้ายกับเราเองมากไป แต่การจะบอกว่าเราไร้ค่า ก็ไม่ยุติธรรมเช่นกัน มันคงไม่มีคำไหนดีกว่า ชีวิตต้องดำเนินต่อไป…\r\n\r\nส่งท้าย\r\nอันที่จริงเราทุกคนล้วนเก่งมากที่ผ่านอะไรมาหลายอย่างแล้วจนวันนี้ นี่ก็แค่อีกเรื่องที่เราต้องเก่งขึ้นไปอีก แกร่งขึ้นไปอีก และที่ผ่านมาเราก็ได้มีช่วงเวลาดี ๆ มากมาย ซึ่งมันก็ยังต้องมีอีกได้เช่นกัน ซึ่งสิ่งนั้นแค่ข้าม “เครียดที่สุด” วันนี้ไปได้ มันก็ดีมากมายแค่ไหนแล้ว คิดดู\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://sirichaiwatt.com/บทความดีๆ/การพัฒนาตนเอง/การเปลี่ยนแปลงตัวเอง/เครียดมาก5วิธี\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1647246802.jpg"],
    [288,3938,"ลดน้ำหนักแล้วไขมันหายไปไหน?","Fri, 2022-03-11 14:22","http://www.stkc.go.th/node/3938","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   การเผาผลาญไขมันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาและความอดทนอย่างสูง ทั้งต้องออกกำลังกายควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร แต่ทุกคนเคยสงสัยหรือไม่ว่าไขมันที่หายไปทุกครั้งที่เราลดน้ำหนักนั้น มันหายไปไหน ละลายหายไปเหรอ ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเหรอ หรือมันเปลี่ยนเป็นกล้ามเนื้อ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะแท้จริงแล้วไขมันออกจากในร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์!\r\n\r\n   จากการศึกษาของ UNSW Australia พบว่า มวลไขมันส่วนใหญ่ถูกขับออกจากร่างกายในรูปแบบของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนั้นงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษยังเผยอีกว่า ไขมัน 10 กิโลกรัม จะเปลี่ยนเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 8.4 กิโลกรัม และน้ำอีก 1.6 กิโลกรัม โดยที่ร่างกายของเราจะขับคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นออกตอนที่เราหายใจออก และขับน้ำออกผ่านทางปัสสาวะ น้ำตา และเหงื่อ\r\n\r\n   แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า การหายใจเร็วขึ้นเพื่อขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจะทำให้เราผอมได้ง่ายๆ เพราะร่างกายก็ยังต้องอาศัยขั้นตอนการเผาผลาญ เพื่อแปลงไขมันให้เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เสียก่อนที่จะกำจัดมันออกไปจากร่างกาย ซึ่งวิธีที่จะทำให้เกิดกระบวนการนั้นขึ้น ก็คือการออกกำลังกายเป็นประจำและการวางแผนโภชนาการที่ดีนั่นเอง\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.posttoday.com/life/healthy/516273\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1646983338.jpg"],
    [289,3936,"เสาไฟฟ้า 1 ต้น มีสายอะไรพาดผ่านบ้าง ?","Wed, 2022-03-09 13:11","http://www.stkc.go.th/node/3936","วิศวกรรมไฟฟ้า","การไฟฟ้านครหลวง","   เสาไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ในการรองรับการติดตั้งสายไฟให้อยู่เหนือพื้นดิน ด้วยวิธีติดตั้งถ้วยยึดจับสายไฟฟ้า สำหรับเหตุผลที่ทำให้ต้องมีการพาดสายไฟไว้เหนือพื้นดินสูง ๆ ก็เนื่องจากว่าสายไฟฟ้าโดยทั่วไปนั้นเป็นสายเปลือยที่มีอันตรายต่อผู้ที่ไปสัมผัสโดยไม่ตั้งใจ และถ้าหากเกิดความผิดปกติขึ้นก็จะส่งผลกระทบอื่นๆ  อีกมากมาย\r\n\r\n   ในส่วนของเสาไฟฟ้าก็ต้องมีความแข็งแรงและมั่นคงระดับหนึ่ง อีกทั้งควรจะต้องรองรับน้้ำหนักได้ดีและไม่หักโค่นง่าย ในอดีตนั้น เสาไฟฟ้ายุคแรก ๆ ทำด้วยไม้ แต่เมื่อไม้เริ่มหายาก และไม่สามารถใช้งานได้นาน จึงมีการเปลี่ยนวัสดุเป็นเสาคอนกรีตแทน ในส่วนนี้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคของประเทศไทยก็ได้เห็นด้วยและมีการเปลี่ยนเสาไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศเป็นเสาคอนกรีตแล้ว แต่อาจจะยังหลงเหลือในพื้นที่ชนบทห่างไกลบ้างเล็กน้อย ซึ่งก็จะมีการเปลี่ยนเป็นเสาคอนกรีตทั้งหมดในอนาคต (และในปัจจุบันนี้ ก็เริ่มมีเป็นเสาอะลูมิเนียมมาติดตั้งในบางพื้นที่แล้ว)\r\n\r\n   บนถนนสายหลักจะติดตั้งเสาไฟฟ้า 4 ขนาด คือ เสาสูง 22 เมตร, สูง 12 เมตร, 10 เมตร และ 8.50 เมตร สำหรับในซอยส่วนมากจะเป็นขนาด 12 เมตร และ 8.50 เมตร.\r\n\r\n- สำหรับเสาไฟฟ้าที่สูง 12 เมตร นั้นบนสุดจะเป็นสายไฟฟ้าแรงสูง 22,000 โวลต์ สายไฟนี้เข้าใกล้ไม่ได้จึงติดตั้งให้อยู่สูงจากพื้นดิน ประมาณ 10 เมตร\r\n\r\n- รองมาความสูงจากพื้นในระดับ 8 เมตร นั้นเป็นสายไฟฟ้าแรงต่ำ 230 หรือ 400 โวลต์ คือสายไฟที่ต่อโยงไว้จ่ายไฟเข้าบ้านเรือนประชาชนทั่วไป\r\n\r\n- และความสูงจากพื้นในระดับ 5-5.50 เมตร ที่เห็นเป็นสายหลายๆ เส้นขดกันจำนวนมากนั้นคือ สายสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งประกอบด้วย\r\n1. สายออพติกไฟเบอร์ คือสายอินเทอร์เน็ต\r\n2. สายเคเบิลโทรศัพท์\r\n3. สายเคเบิลทีวี\r\n4. สายควบคุมสัญญาณจราจร\r\n5. สายสื่อสารกล้องวงจรปิด เป็นต้น ซึ่งจะพาดสายอยู่ในระดับเดียวกัน\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.mea.or.th/content/detail/82/3131/6454\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1646806307.jpg"],
    [290,3933,"รู้หรือไม่? ขนของหมีขั้วโลกจริงๆแล้ว\"ไม่ใช่สีขาว\"","Tue, 2022-03-08 13:55","http://www.stkc.go.th/node/3933","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","Library of Congress","    หมีขั้วโลก(Polar bear)ทุกคนคงคิดว่ามันเป็นสัตว์ที่คล้ายกับหมีที่มีขนสีขาวปกคลุมไปทั่วร่างกาย แต่จริงๆแล้วหมีขั้วโลกไม่ได้มีขนสีขาวอย่างที่พวกเราเห็น ขนมันจะสีน้ำตาลเหมือนกับหมีกริซลีหรือเปล่านะ ตกลงมันสีอะไรกันแน่? ขอได้เล่า มีคำตอบครับ\r\n\r\n    ที่ขนของหมีขั้วโลกมีลักษณะเป็นสีขาวเพราะช่องว่างอากาศในขนแต่ละเส้นจะกระจายแสงทุกสี ขนสีขาวของหมีขั้วโลกเราจะมองเห็นได้ด้วยตาของเราเมื่อวัตถุสะท้อนกลับความยาวคลื่นทั้งหมดที่มองเห็นได้ของแสง แทนที่จะดูดซับความยาวคลื่นบางส่วน หรือพูดได้ง่ายๆว่า หมีขั้วโลก(Polar bear) จริงๆแล้วขนมันโปร่งใสหรือไม่มีสีนั่นเอง และขนของมันก็สามารถสะท้อนแสงได้ ที่เราเห็นหมีขั้วโลกเป็นสีขาวก็เพราะว่าเป็นการสะท้อนแสงของน้ำแข็งและหิมะ\r\n\r\n    นักวิทยาศาสตร์ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ได้ค้นพบเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับหมีขั้วโลก นักวิทยาศาสตร์พบว่าหมีขั้วโลกจำนวนหนึ่งในสวนสัตว์กลับกลายเป็นสีเขียว แทนที่จะเป็นสีขาวแบบที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากัน ในตอนแรกนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่ามีตะไคร่ติดที่หมีขั้วโลก แต่พอตรวจสอบโดยละเอียดแล้วตะไคร่ไม่ได้ติดที่หมีขั้วโลกเลยแม้แต่นิดเดียว สาเหตุที่หมีขั้วโลกกลายเป็นสีเขียวมีอยู่สองสาเหตุ สาเหตุแรกคือที่มันมีสีเป็นสีเขียวเพราะว่าแสงที่มาตกกระทบที่ขนของหมีขั้วโลกเป็นสีเขียว นอกจากสีเขียวแล้วมันสามารถกลายเป็นได้ทุกสี อาทิเช่นเมื่อพระอาทิตย์ตกดินสีตัวของมันจะออกส้มๆ เหมือนกับสีของท้องฟ้าในเวลานั้น สาเหตุที่มันเป็นอย่างนี้ก็เหมือนกับที่กล่าวไปข้างต้นก็คือขนของมันโปร่งใสและกลวง เมื่อแสงมาตกกระทบที่ขนมันแล้วแสงบางส่วนก็จะถูกเก็บไว้ในตัวมัน และแสงบางส่วนก็จะกระจายออกไป ส่วนสาเหตุที่สองคือเมื่อมันไปอยู่ที่สวนสัตว์แล้วขนของมันไปเสียดสีกับวัตถุที่แข็งไม่เหมือนกับหิมะที่มันเคยได้อาศัยอยู่ที่มีความนิ่ม ทำให้ขนของมันมีช่องว่างและตะไคร่จึงสามารถขึ้นได้ มันก็เลยกลายเป็นตัวสีเขีย\r\n\r\n    ผิวหนังของหมีขั้วโลกแท้จริงแล้วเป็นสีดำ และที่พวกเราเห็นมันบางทีมีสีเหลืองติดมานิดหน่อยอาจจะมาจากแมวน้ำหรือสัตว์ที่มันกินเข้าไป การที่มันมีขนที่โปร่งใส ทำให้แสงแดดสามารถผ่านไปยังชั้นผิวหนังสีดำได้ และอย่างที่รู้กันสีดำมีความสามารถในการดูดซับความร้อนได้เป็นอย่างดี ร่างกายของมันจึงอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่จำเป็นต้องเปลืองพลังงานในการทำให้ร่างกายของมันอบอุ่น นอกจากการมีผิวหนังสีดำที่ช่วยให้มันอบอุ่นแล้ว มันก็ยังมีไขมันใต้ผิวหนังที่เปรียบเสมือนกับชุดชั้นในที่ช่วยให้ร่างกายของมันอบอุ่นขึ้นไปอีก\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://intrend.trueid.net/central/nonthaburi/รู้หรือไม่-ขนของหมีขั้วโลกจริงๆแล้ว-ไม่ใช่สีขาว-trueidintrend_255239\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1646722533.jpg"],
    [291,3923,"ปิโตรเลียมคืออะไร?","Wed, 2022-03-02 13:09","http://www.stkc.go.th/node/3923","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกระทรวงพลังงาน","   ปิโตรเลียม หมายถึง สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมีธาตุเป็นองค์ประกอบหลัก คือ คาร์บอน และไฮโดรเจน โดยอาจมีธาตุอื่น เช่น กํามะถัน ออกซิเจน ไนโตรเจน ปนอยู่ด้วย ปิโตรเลียมเป็นได้ทั้งของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของปิโตรเลียมเอง พลังงานความร้อน และความกดดันตามสภาพแวดล้อมที่ปิโตรเลียมสะสมตัวอยู่\r\n\r\nปิโตรเลียมแบ่งตามสถานะในธรรมชาติได้ 2 ชนิด    \r\n\r\n\r\n\tน้ำมันดิบ (Crude Oil)    \r\n\tก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas)   \r\n\r\n\r\nน้ำมันดิบ (Crude Oil)  มีสถานะตามธรรมชาติเป็นของเหลว ประกอบด้วยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนชนิดระเหยง่ายเป็นส่วนใหญ่ แบ่งเป็น 3 ชนิด ตามคุณสมบัติ และชนิดของไฮโดรคาร์บอนที่ประกอบอยู่ คือ\r\n\r\n\r\n\tน้ำมันดิบฐานพาราฟิน\r\n\tน้ำมันดิบฐานแนฟทีน\r\n\tน้ำมันดิบฐานผสม น้ำมันดิบทั้ง 3 ชนิด เมื่อนํามากลั่นแล้ว จะให้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ก๊าซธรรมชาติ เป็นปิโตรเลียมที่อยู่ในสถานะก๊าซที่สภาพแวดล้อมบรรยากาศ\r\n\r\n\r\nก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas)  จะประกอบด้วยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนในปริมาณร้อยละ 95 ขึ้นไป ส่วนที่เหลือจะเป็น ไนโตรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ ปนอยู่เพียงเล็กน้อย ไฮโดรคาร์บอนในก๊าซธรรมชาติ จัดอยู่ในอนุกรมพาราฟิน มีคุณสมบัติอิ่มตัวและไม่เปลี่ยนแปลงทางเคมีในสภาวะปกติ ก๊าซธรรมชาติมีองค์ประกอบส่วนใหญ่คือ มีเทน (CH4) ซึ่งมีน้ำหนักเบาที่สุด และจุดเดือดต่ำที่สุดเป็นส่วนประกอบถึงประมาณร้อยละ 70 ขึ้นไป\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://dmf.go.th/public/list/data/index/menu/652/mainmenu/652\r\n\r\nหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\r\nกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติกระทรวงพลังงาน\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1646201359.jpg"],
    [292,3919,"Web 3.0 คืออะไร? - ส่งผลกระทบอะไรกับเราบ้าง","Mon, 2022-02-28 15:29","http://www.stkc.go.th/node/3919","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   เราแทบทุกคนต่างต้องใช้อินเทอร์เน็ตกันทั้งสิ้น อัตราการใช้อินเทอร์เน็ตของคนในโลกนี้ก็เพิ่มขึ้นทุก ๆ วัน เทคโนโลยีด้านการสื่อสารก็พัฒนาขึ้นอยู่ตลอด จนมาช่วงเร็ว ๆ นี้Web 3.0 คืออะไร ทำไมถึงเป็นอินเทอร์เน็ต The Next Era โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ในการสร้างจักรวาล Metaverse ก่อนจะอธิบายตรงนี้เรามาย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน การเกิดขึ้นของ “อินเทอร์เน็ต” ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้น ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกเทคโนโลยีเลยก็ว่าได้ นวัตกรรมตัวนี้ได้เข้ามาสร้างสิ่งที่ไม่คาดคิดหลายอย่างให้เกิดขึ้นและได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน\r\n\r\nก่อนจะมาเป็น Web 3.0\r\n   แน่นอนว่า เมื่อพูดถึงการมีอยู่ของ ‘Web 3.0’ แปลว่าก่อนหน้านี้จะต้องมี Web เวอร์ชันก่อน ๆ อย่างแน่นอน ในที่นี้ก็คือ Web 1.0 และ Web 2.0 ซึ่งเป็นการพัฒนาทีละขั้นตอน พอจะสรุปได้ดังนี้\r\n\r\nWeb 1.0\r\n   เป็นเว็บไซต์ในยุคเริ่มต้น เกิดขึ้นในปี 2532 โดย ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี (Tim Berners-Lee) วิศวกรด้านคอมพิวเตอร์ของอังกฤษ เป็นคนที่คิดค้นวิธีการสื่อสารข้อความหลายมิติ (Hypertext) เพื่อสื่อสารข้อมูลหากันโดยใช้อินเทอร์เน็ต ในชื่อ เวิล์ดไวด์เว็บ (World Wide Web) รวมไปถึงการใช้องค์ประกอบพื้นฐานของเว็บไซต์ อย่าง HTTP, HTML และ URL ซึ่ง Web 1.0 นั้นเป็นการสื่อสารแบบทางเดียว (One Way Communication) หมายถึงเป็นการสื่อสารเพียงทางเดียว ไม่มีการโต้ตอบกลับมาใด ๆ คนที่จะสามารถแก้ไขหน้าตาเว็บไซต์ได้ก็จะมีแต่เจ้าของเว็บไซต์ (Webmaster) เท่านั้น อย่างเช่น เว็บไซต์ประกาศข่าว เว็บไซต์ประกาศข่าวรับสมัครงาน เว็บประวัติส่วนตัว เป็นต้น\r\n\r\nWeb 2.0\r\n   เนื่องจาก Web 1.0 นั้นเป็นเว็บไซต์เพื่อสื่อสารทางเดียว ไม่สามารถโต้ตอบกลับมาได้ ทำให้เกิดการพัฒนามาเป็น Web 2.0 ในยุคถัดมา ซึ่งเว็บไซต์ประเภทนี้สามารถทำได้ทั้งอ่าน แบบใน Web 1.0 แต่สามารถโต้ตอบกันได้อย่างอิสระ ในรูปแบบการสื่อสารแบบสองทาง (Two Way Communication) สามารถสื่อสารหากันได้ทั้งระหว่างเจ้าของเว็บไซต์และผู้ใช้งาน หรือระหว่างผู้อ่านกันเองได้ ผู้ใช้งานก็สามารถเป็นได้ทั้งผู้อ่าน และผู้สร้างเนื้อหาเพื่อสื่อสารกันเองได้ เกิดเป็นสังคมบนเว็บไซต์ และเกิดเป็นสื่อสังคมออนไลน์ (Social Network) อย่างเฟซบุ๊ก (Facebook) หรือทวิตเตอร์ (Twitter) ขึ้นมา ซึ่งทำให้ข้อมูลข่าวสารนั้นไหลไปมาได้อย่างรวดเร็ว และมากมายกว่าแต่ก่อนอย่างมาก\r\n    แต่ว่าปัญหาที่ยังคงมีอยู่ก็คือ การติดต่อสื่อสารผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการสื่อสารที่มีตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะช่องทางอยู่ ซึ่งคนกลางเหล่านี้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เราสื่อสารกัน ทำให้เกิดปัญหาการขโมยข้อมูลไปขาย วิเคราะห์เพื่อทำโฆษณาที่ตรงใจเรามากขึ้น ทำให้ข้อมูลของเราที่สื่อสารเข้าไปนั้นไม่เป็นข้อมูลส่วนตัวอีกต่อไป จึงนำไปสู่การพัฒนาแนวคิดของ Web 3.0 เพื่อลดบทบาทของตัวกลางลง เพิ่มความ ‘ไร้ตัวกลาง’ (Decentralized) ให้มากยิ่งขึ้น\r\n\r\nแล้ว Web 3.0 คืออะไรกันแน่\r\n   ในปัจจุบัน Web 3.0 คือแนวคิด รูปแบบของเว็บไซต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ที่คาดการณ์ไว้ว่ามันจะเป็นยุคใหม่ของอินเทอร์เน็ต ที่จะมีความฉลาดมากขึ้น สามารถทำสิ่งต่าง ๆ อย่างเช่นวิเคราะห์ข้อมูลได้ใกล้เคียงกับมนุษย์มากขึ้น ทำให้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่าง Machine Learning (ML), Big Data, Artificial Inteligence (AI), Blockchain สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น\r\n   โดย Web 3.0 นี้เป็นแนวคิดที่เริ่มมาจากทิม เบอร์เนอร์ส-ลี คนเดียวกันกับที่ริเริ่ม Web 1.0 นี่แหละ เขาได้มองว่าเว็บที่จะเป็น Web 3.0 ได้นั้น จะเกิดจากพัฒนาการการเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลบนเว็บไซต์ ให้เป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่เชื่อมโยงระหว่างกันแบบเครือข่ายทั่วทั้งโลก รวมถึงนำเอาเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างเช่น AI เข้ามาช่วยในการทำให้เว็บไซต์นั้นทำงานได้อย่างดีมากขึ้น หรือการถ่ายโอนข้อมูลระหว่างคน และอุปกรณ์ได้แบบอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้เรียกว่าเป็น Semantic Web หรือ ‘เว็บเชิงความหมาย’\r\n   และเนื่องจากว่านี่เป็นเพียงการคาดการณ์เว็บไซต์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี จึงได้อุทิศตนเพื่อการพัฒนามาตรฐานสากลของเว็บไซต์โดยเฉพาะ และได้ก่อตั้ง องค์กรเว็บไซต์สากล (World Wide Web Consortium หรือ W3C) ขึ้นมา และได้สรุปลักษณะของ Web 3.0 ที่อาจจะเกิดขึ้น และเริ่มเป็นจริงแล้วในตอนนี้ออกมาได้ดังนี้\r\n-ไร้ตัวกลาง (Decentralized) หมายถึงมีการกระจายอำนาจผู้ใช้งาน ไม่ต้องติดต่อสื่อสารหากันผ่านตัวกลาง หรือเซิร์ฟเวอร์ต่าง ๆ (เช่น สามารถติดต่อหากันได้โดยไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ของเฟซบุ๊กหรือกูเกิลเข้ามาเกี่ยวข้อง)\r\n-มีโค้ดที่ออกแบบร่วมกันได้ (Bottom-up Design) หมายถึงการพัฒนาโค้ดที่ให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในการเข้ามาพัฒนาโค้ดของเว็บไซต์ หรือแอปต่าง ๆ จนสามารถใช้งานได้ แทนที่จะให้คนกลุ่มเดียว\r\nเข้ามาออกแบบโค้ดเท่านั้น ให้ลองนึกถึงเว็บไซต์ร่วมออกแบบโค้ดโปรแกรมอย่าง กิตฮับ (Github) ที่โค้ดโปรแกรมเป็นแบบโอเพ่นซอร์ส สามารถเข้ามาร่วมพัฒนาโค้ด แก้บั๊กต่าง ๆ ร่วมกัน เป็นต้น\r\n-มีฉันทามติ (Consensus) สามารถตรวจสอบความถูกต้องกันเองระหว่างผู้ใช้ได้ มีความโปร่งใส เพื่อสร้างความเห็นพ้องต้องกันได้\r\n\r\nแล้วคนธรรมดาอย่างเรา ๆ ต้องรู้อะไรบ้างล่ะ \r\n   แน่นอนว่าในหลาย ๆ เว็บไซต์ ที่ไม่ว่าผู้อ่านจะลองหาอ่านกันเอง หรือว่าทางผู้เขียนได้สืบค้นมานั้น ต่างก็มีการพูดถึงการนำ Web 3.0 เข้าสู่เทคโนโลยีของ คริปโทเคอร์เรนซี ทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดนั่นเป็นเพราะว่า คริปโทเคอร์เรนซีนั้นมีพื้นฐานมาจากเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ซึ่งจะวนกลับไปที่ความเป็น Web 3.0 ที่กล่าวไว้ข้างต้นได้นั่นเอง\r\n   ดังนั้นทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงมีความเกี่ยวข้องกัน และด้วยเทรนด์ของโลกที่เริ่มให้ความสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นคริปโทเคอร์เรนซี หรือ NFT (Non-Fungible Token หรือตราที่ไม่สามารถแลกเปลี่ยนได้) ที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ อาจทำให้อนาคต โลกของเราอาจจะกำลังเข้าสู่ยุคของ Web 3.0 อย่างแท้จริงก็เป็นได้แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้อย่างแน่นอน\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.beartai.com/article/tech-article/914953\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1646036994.jpg"],
    [293,3918,"วิธีใช้ยาฟ้าทะลายโจร สำหรับผู้ป่วยโควิด-19","Mon, 2022-02-28 10:57","http://www.stkc.go.th/node/3918","วิทยาศาสตร์การแพทย์","โรงพยาบาลวิชัยเวชอินเตอร์เนชั่นแนลหนองแขม","   ยาฟ้าทะลายโจร ถือเป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2559 คุณหมอจะสั่งยาฟ้าทะลายโจรเพื่อรักษาอาการไข้หวัด ผู้ที่มีอาการของระบบทางเดินหายใจ เจ็บคอ เป็นไข้ ไอ น้ำมูกไหล หรือไข้หวัดใหญ่ ที่มีอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย หรือในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย ท้องเดิน ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ที่ไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อ กลุ่มที่อุจจาระไม่เป็นมูกเลือด ก็สามารถใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาอาการได้\r\n\r\nรูปแบบของยาฟ้าทะลายโจรที่มีในท้องตลาด แบ่งออกเป็น\r\n1. ยาจากผงฟ้าทะลายโจร เป็นฟ้าทะลายโจรที่ตากแห้ง และนำมาบดเป็นผง และนำมาบรรจุแคปซูล หรือทำเป็นยาเม็ด ซึ่งจะมีทั้งไฟเบอร์จากใบไม้และสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ที่เรียกว่า Andrographolide โดยองค์การอาหารและยา ระบุว่า ยาจากผงฟ้าทะลายโจร ควรมีความเข้มข้นของ Andrographolide ไม่ต่ำกว่า 1%\r\n\r\nวิธีอ่านรายละเอียดสลากยา :  หากข้างบรรจุภัณฑ์ระบุว่า ยาจากผงฟ้าทะลายโจร ขนาดบรรจุ 400 มิลลิกรัม/แคปซูลหรือต่อเม็ด จะต้องมี Andrographolide อยู่ที่ 4 มิลลิกรัม\r\n\r\nวิธีการทานยาจากผงฟ้าทะลายโจร เพื่อรักษาอาการไข้หวัด\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tควรได้รับสาร Andrographolide อยู่ที่ 60 มิลลิกรัมต่อวัน\r\n\t\r\n\t\r\n\t1 วันต้องทานครั้งละ 4 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง โดยทานก่อนอาหารและก่อนนอน\r\n\t\r\n\t\r\n\tให้ทานประมาณ 3-5 วัน (ห้ามเกินกว่านี้)\r\n\t\r\n\r\n\r\n2. ยาจากสารสกัดฟ้าทะลายโจร คือการสกัดสาร Andrographolide ล้วนๆ ไม่มีการเจือปนใบหรือไฟเบอร์\r\n\r\nวิธีอ่านรายละเอียดสลากยา :  หากข้างบรรจุภัณฑ์ระบุว่า มี Andrographolide หรือ AP อยู่ที่ 10 หรือ 20 มิลลิกรัม\r\n\r\nวิธีการทานยาจากสารสกัดฟ้าทะลายโจร\r\n\r\nเพื่อรักษาอาการไข้หวัด\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tควรได้รับสาร Andrographolide อยู่ที่ 60 มิลลิกรัมต่อวัน\r\n\t\r\n\t\r\n\t1 วันต้องทานครั้งละ 2 หรือ 1  แคปซูล วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร\r\n\t\r\n\t\r\n\tให้ทานประมาณ 3-5 วัน (ห้ามเกินกว่านี้)\r\n\t\r\n\r\n\r\nซึ่งการทานยาฟ้าทะลายโจรทั้ง 2 รูปแบบนี้สามารถช่วยบรรเทาอาการของผู้ที่เป็นไข้หวัดได้เป็นอย่างดี\r\n** Andrographolide อยู่ที่ 60 มิลลิกรัมต่อวัน คือ ฤทธิ์สำหรับรักษาอาการไข้หวัด***\r\n\r\nฤทธิ์ทางยาของฟ้าทะลายโจร ที่ทำให้หลายคนสนใจและหยิบมาเป็นทางเลือกเพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง ได้แก่\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tลดไข้\r\n\t\r\n\t\r\n\tต้านการอักเสบ\r\n\t\r\n\t\r\n\tต้านไวรัสบางชนิด เช่น หวัด และข้อมูลสิทธิบัตรของจีน ที่ระบุว่า สามารถต้าน SARS-CoV-2 ที่เป็นที่มาของโควิด-19 ได้\r\n\t\r\n\t\r\n\tกระตุ้นภูมิคุ้มกัน\r\n\t\r\n\r\n\r\nยาฟ้าทะลายโจรป้องกันโควิด-19 ได้หรือไม่\r\n\r\nยาฟ้าทะลายโจร ไม่สามารถป้องกันไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้ แต่ช่วยบรรเทาอาการที่ไม่รุนแรง ใช่ในผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดโรครุนแรง เช่น คัดจมูก มีน้ำมูก ลดโอกาสที่โรคจะลุกลามลงปอด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีน และปฎิบัติตัวตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด\r\n\r\nยาฟ้าทะลายโจรสำหรับรักษาผู้ป่วยโควิด-19\r\n\r\nสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มที่มีอาการเล็กน้อย เมื่อได้รับฟ้าทะลายโจร (Andrographolide) ตามขนาดที่กำหนด คือ 180 มิลลิกรัมต่อวัน คือมากกว่าขนาดที่ใช้ในการรักษาไข้หวัด 3 เท่า แต่ก็เป็นขนาดที่มีความปลอดภัย และใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ พบว่าช่วยให้อาการเกิดปอดอักเสบลดลง\r\n\r\nวิธีการใช้งานสำหรับผู้ป่วยโควิด-19\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tใช้เมื่อใกล้ชิดกับผู้ป่วย และเริ่มมาการป่วยเล็กน้อย เช่น คัดจมูก มีน้ำมูก\r\n\t\r\n\t\r\n\tควรทานไม่เกินวันละ 180 มิลลิกรัม แบ่งทานวันละ 3-4 ครั้ง แล้วแต่ขนาด Andrographolide ที่ระบุในแต่ละแคปซูล ไม่ควรทานติดต่อกันเกิน 5 วัน\r\n\t\r\n\t\r\n\tหลังทานยาฟ้าทะลายโจรได้ 3 วัน หากอาการไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์\r\n\t\r\n\r\n\r\nข้อห้ามในการใช้ยาฟ้าทะลายโจร\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tผู้แพ้ยาฟ้าทะลายโจร\r\n\t\r\n\t\r\n\tหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตรไม่ควรใช้\r\n\t\r\n\t\r\n\tผู้ที่มีอาการไข้สูง \r\n\t\r\n\r\n\r\nข้อควรระวังในการใช้ยาฟ้าทะลายโจร\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tผู้ป่วยโรคตับ ไต โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคประจำตัวอื่น ๆ ห้ามใช้ยานี้ร่วมกับยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาวาร์ฟาริน แอสไพริน โคลพิโดเกรล ยาลดความดันโลหิต\r\n\t\r\n\t\r\n\tห้ามใช้ยาฟ้าทะลายโจรติดต่อกันเกิน 5 วัน อาจเกิดปัญหาต่อร่างกายได้\r\n\t\r\n\r\n\r\nอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการทานยาฟ้าทะลายโจร สามารถเกิดขึ้นได้ แต่จะเป็นอาการที่ไม่รุนแรง เช่น\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tคลื่นไส้ อาเจียน\r\n\t\r\n\t\r\n\tรู้สึกขมๆ ในคอ\r\n\t\r\n\t\r\n\tมีอาการถ่ายเหลว ถ่ายบ่อย\r\n\t\r\n\t\r\n\tสำหรับผู้สูงอายุ ที่มีโรคประจำตัว หากทานยาฟ้าทะลายโจร อาจจะพบการขยายของหลอดเลือด ทำให้ความดันลดลง เวียนศีรษะ มือเย็น อ่อนแรง ใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก ซึ่งต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์\r\n\t**ซึ่งอาการต่าง ๆ เหล่านี้ หากทานยาฟ้าทะลายโจรอย่างถูกวิธี จะเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราว และสามารถหายได้เอง\r\n\t\r\n\t\r\n\tมีฤทธิ์ที่ส่งผลต่อตับและไต โดยผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับตับหรือไต จะไม่แนะนำให้ใช้ยาฟ้าทะลายโจร\r\n\t\r\n\r\n\r\nข้อควรระวัง : ยาฟ้าทะลายโจร ที่เก็บไว้ระยะเวลานาน มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์มากขึ้น เพราะฉะนั้นควรดูวันที่ผลิตก่อนซื้อ ไม่ควรซื้อยาฟ้าทะลายโจรที่ผลิตมาเกิน 6 เดือน หากผลิตเกิน 2 ปีไม่ควรซื้อมาใช้\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://vichaivej-nongkhaem.com/health-info/วิธีใช้ยาฟ้าทะลายโจร/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1646020754.jpg"],
    [294,3910,"ใครเคยรู้จัก วิทยุติดตามตัว หรือ เพจเจอร์ มันเอาไว้ทำอะไร?","Fri, 2022-02-25 10:00","http://www.stkc.go.th/node/3910","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   ครั้งหนึ่ง ก่อนที่เราจะมีการแชท การส่งอีเมล วิดีโอคอล หรือแม้กระทั่งการโทรหากันนั้น มนุษย์เคยมีเครื่องมือสื่อสารระบบวิทยุเครื่องเล็กๆ ที่เรียกว่า “เพจเจอร์” (pager) ไว้ใช้ในการติดต่อกันแบบเรียลไทม์ อาจจะมีบางคนที่จำได้ แต่คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะตั้งแต่ Gen Z ขึ้นไป (เกิด 1997 ขึ้นไป) ก็คงแทบจะไม่รู้จักเลย  Bnomics จึงขอใช้โอกาสนี้ในการรำลึกถึงเทคโนโลยีชิ้นนี้ ที่เคยฮิตกันมากในยุค 90\r\n\r\nวิทยุติดตามตัว หรือ เพจเจอร์ คืออะไร\r\n   วิทยุติดตามตัว หรือ เพจเจอร์ (อังกฤษ: pager) (ราชบัณฑิตยสถาน: วิทยุเรียกตัว, วิทยุตามตัว) เป็นเครื่องมือทางโทรคมนาคมส่วนตัวอย่างง่าย สำหรับการส่งข้อความสั้น ๆ โดยรับข้อความทางเดียว กับจำนวนข้อความที่จำกัด อย่างเช่นหมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกลับ จนถึงทั้งตัวอักษรและตัวเลข และเพจเจอร์ 2 ทาง คือสามารถส่งและรับอีเมล การส่งข้อความตัวอักษรและการส่งSMSโดยการส่งข้อความไม่สามารถที่จะส่งได้ทันทีทันใด แต่ต้องโทรศัพท์ไปยังโอเปอร์เรเตอร์เพื่อบอกให้เจ้าหน้าที่พิมพ์ข้อความที่ต้องการและส่งต่อให้อีกทอดหนึ่ง โดยแจ้งหมายเลขประจำเครื่องของผู้รับ\r\n\r\n   ในสมัยนั้น เพจเจอร์โดยมากใช้สำหรับการสนับสนุนการส่งข้อความในยามวิกฤต เนื่องจากความน่าเชื่อถือ และสามารถส่งข้อความถึงอุปกรณ์เป็นกลุ่มได้ ไม่เหมือนกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ในยามฉุกเฉินหรือหายนะจะประสบปัญหาการใช้เครือข่ายเกินพิกัดจนใช้การไม่ได้ อย่างเช่นในเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน พ.ศ. 2544 หรือเหตุการณ์พายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา ด้วยเหตุผลนี้ทำให้เพจเจอร์ยังคงได้รับความนิยมในหมู่ของเจ้าหน้าที่บริการฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ดูแลระบบบริการสารสนเทศหรืออยู่ในระบบคอมพิวเตอร์มือถือ\r\n\r\nเพจเจอร์ในไทย\r\n   เพจเจอร์หรือวิทยุตามตัวเริ่มใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในช่วงปี พ.ศ. 2530 - พ.ศ. 2544 โดยบริษัทแปซิฟิกโดยเทเลซิส เป็นผู้ให้บริการรายแรก ภายใต้ ชื่อ “แพคลิงก์” ซึ่งได้รับสัมปทานจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยต่อมาองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ได้ให้สัมปทานแก่เอกชนรายอื่น เริ่มจาก “โฟนลิงก์” ของกลุ่มชินคอร์ป ตามมาด้วย “ฮัทชิสัน” ซึ่งเป็นการร่วม ทุนระหว่างฮัทชิสันวัมเปาและล็อกซเล่ย์ ที่เปิดให้บริการในเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากนั้นมีกลุ่มเลนโซ่และกลุ่มยูคอม\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://th.wikipedia.org/wiki/วิทยุติดตามตัว\r\nhttps://www.blockdit.com/posts/61486e0f02608a0c57925010\r\n\r\nรูปภาพจาก \r\nhttps://www.gqthailand.com/culture/article/pager-1994\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1645758013.jpg"],
    [295,3908,"เงินคริปโต ธุรกรรมไร้คนกลาง","Thu, 2022-02-24 14:56","http://www.stkc.go.th/node/3908","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   คริปโตเคอร์เรนซี หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า คริปโตฯ เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล (digital asset) หรือสกุลเงินเข้ารหัส ที่ถูกออกแบบให้เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน แน่นอนว่า การเป็นดิจิทัลนั้นจับต้องไม่ได้ (ไม่เหมือนเหรียญหรือธนบัตรที่ใช้แลกเปลี่ยนแบบมีวัตถุเป็นรูปธรรม) แต่ก็สามารถแลกเปลี่ยนได้ระหว่างกันโดยมูลค่าขึ้นอยู่กับความพึงใจของทั้งสองฝ่าย\r\n\r\n   เทคโนโลยีบล็อกเชน ส่งผลให้สกุลเงินดิจิตอลทั้งแบบคริปโต และสาย NFTs (non-fungible token) แพร่หลายมากขึ้น นำไปสู่การกระจายอำนาจทางการเงินออกจากธนาคาร สร้างความหวั่นไหวให้กับสถาบันการเงินทั่วโลก\r\n\r\n   นักวิเคราะห์จากสถาบันที่ปรึกษาการเงินอย่าง Fabernovel มองว่าเงินสกุลดิจิตอลจะแพร่หลายและเริ่มนำมาใช้ซื้อขายสิ่งของในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น ในปีนี้ โดยจะเริ่มจากระดับท้องถิ่นก่อน\r\n\r\n   ทั้งนี้ สกุลเงินคริปโตอาศัยเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เข้ามาใช้คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานทั่วโลกรันระบบการทำธุรกรรมแทนที่สถาบันการเงินในปัจจุบัน โดยข้อมูลทางธุรกรรมแบบบล็อกเชนนั้นจะมีการเข้ารหัส และยังไม่มีผู้ใดเจาะได้ รวมทั้งมีความแม่นยำสูง เพราะทวนสอบและสอบทวนผ่านข้อมูลจากลูกค้าอื่นได้ตลอดเวลา\r\n\r\n   ส่วน NFTs นั้นเป็นการใช้บล็อกเชน เข้ามาคุ้มครอง “ความเป็นหนึ่งเดียว” ของสินค้า นิยมในพวกผลงานศิลปะและผลงานที่มีคุณค่าทางจิตใจสูง (เพราะมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่สามารถมีสิ่งใดทดแทนและปลอมแปลงไม่ได้) ส่งผลให้สินค้า เหล่านี้มีมูลค่าสูงอย่างน่าตื่นตะลึง\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.khaosod.co.th/newspaper/newspaper-inside-pages/news_6814448\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1645689366.jpg"],
    [296,3906,"รู้หรือไม่ธนบัตรทำมาจากอะไร","Thu, 2022-02-24 09:34","http://www.stkc.go.th/node/3906","ภูมิศาสตร์ทางสังคมและเศรษฐกิจ",null,"   เงินที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้ทำมาจากกระดาษธรรมดานะ หลายคนอาจจะยังไม่รู้ขั้นตอนการผลิต และทำไมเราถึงผลิตธนบัตรใช้เองไม่ได้ และวันนี้เราจะมาบอกที่มาที่ไปว่ามันผลิตมาจากไหนกัน!!!แต่ก่อนที่จะไปทำความรู้จักกับธนบัตรไทยว่าทำมาจากอะไร เรามาย้อนเวลากลับไปดูต้นกำเนิดของธนบัตรในบ้านเรากันหน่อยดีกว่า…\r\n\r\n   สำหรับประเทศไทยนั้นมีธนบัตรออกมาใช้เป็นครั้งแรกโดยมีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ หรือก็คือกระทรวงการคลังในปัจจุบันรับอาสาเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ควบคุม ดูแล การสั่งพิมพ์และนำออกใช้ธนบัตรภายในประเทศ จนกระทั่งมีการจัดตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้น\r\n\r\n   กิจการทุกอย่างรวมทั้งอำนาจในการดำเนินการเกี่ยวกับธนบัตร จึงถูกโอนมาอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทยแทน และต่อมาก็ได้จัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นเป็นผลสำเร็จ และพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้เองภายในประเทศ\r\n\r\n   ส่วนอุปกรณ์ที่ทำธนบัตรนั้น จะทำจากกระดาษหรือเปล่า? หรือว่าจะเป็นพลาสติกกันนะ? ไม่ใช่เลย เพราะสิ่งที่นำมาใช้ทำธนบัตรของไทยนั่นคือ กระดาษแบบพิเศษ ที่ทำจากผ้าฝ้าย 100% และมีตราประทับพิเศษหรือที่เราเรียกกันว่า “ลายน้ำ” ซึ่งเกิดจากการนำกระดาษเปียกมาอัดด้วยลูกกลิ้งซึ่งติดลวดลายนูนเอาไว้ ซึ่งปกติจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เมื่อนำไปส่องผ่านแสงอัลตราไวโอเลตจะเห็นเป็นแสงเรืองขึ้นมา…\r\n\r\n   ขั้นตอนการผลิตธนบัตรนั้นเรียกได้ว่ายุ่งยากสุดๆ ไปเลย ไม่ว่าจะเป็นลวดลายต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการพิมพ์เพิ่ม แต่ออกมาพร้อมกับขบวนการผลิต รวมทั้งลายน้ำก็ใช่ว่าจะเป็นของจะทำกันได้ง่ายๆ และต้องใช้อุปกรณ์พิเศษในการสร้างขึ้นมา ที่สำคัญคือตัวกระดาษผ้าฝ้ายที่ใช้ผลิตธนบัตรนั้นมีคุณสมบัติต่างๆ ที่พิเศษกว่ากระดาษฝ้ายที่เห็นตามท้องตลาดทั่วไปมาก\r\n\r\n   นอกจากความยากในกระบวนการผลิตแล้ว ประเด็นสำคัญที่สุดที่เขาไม่อนุญาตให้เราผลิตธนบัตรเอง ก็เพราะการผลิตเงินธนบัตรออกมาในแต่ละครั้ง จำเป็นต้องใช้ทองคำสำรองในคลังจำนวนหนึ่งเพื่อสร้างมันขึ้นมาและหากปล่อยการผลิตธนบัตรกันเองตามใจชอบ ถึงจะช่วยให้เศรษฐกิจบูมอย่างไม่น่าเชื่อ แต่สิ่งที่จะสะท้อนกลับมาก็คือปัญหาภาวะเงินเฟ้อ อย่างที่กำลังประสบกันอยู่ในหลายๆ ประเทศ และคงไม่ดีแน่ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศเราเอง เพราะแค่ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็…เพียงพอแล้วละนะ \r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scholarship.in.th/สาระน่ารู้เกี่ยวกับธนบ/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1645670071.jpg"],
    [297,3904,"กว่าจะเป็นดินสอให้เราเขียน","Tue, 2022-02-22 15:16","http://www.stkc.go.th/node/3904","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"“ดินสอ”เครื่องเขียนที่ใครก็ต้องเคยใช้ เคยซื้อใช้ เคยทำหาย แล้ววนกลับไปซื้อใหม่ ของธรรมดาที่แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็ต้องรู้จักนี้ เคยสงสัยบ้างไหมว่ามันเกิดขึ้นมาจากไหน ทำจากอะไร แล้วทำไมถึงต้องมีรูปร่างหน้าตาแบบนี้\r\n\r\nดินสอไม้ ชื่อก็บอกแล้วว่าทำจากไม้ มีชั้นเคลือบบางๆ อยู่ภายนอก มียางลบตรงก้น มีแกนกลางสีดำที่ทำจากแกรไฟต์ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดสี ดินเหนียว และน้ำ นี่คือส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดในการสร้างดินสอไม้สักแท่ง ส่วนผสมที่ต้องใช้เวลาหลายศตวรรษ กว่าจะพัฒนาเป็นไอเดียนี้ออกมาได้\r\n\r\nก่อนจะถึงปี ค.ศ. 1564 ซึ่งเป็นปีที่มีการค้นพบแกรไฟต์บริสุทธิ์ ทางตอนเหนือของประเทศอังกฤษ ที่เมืองบอร์โรล์ และนำมาใช้ทำไส้ดินสอนั้น ในสมัยโบราณ ชาวอียิปต์ กรีก และโรมัน ได้ใช้แผ่นตะกั่วในการเขียนแผ่นปาปิรุส ก่อนจะนำพู่กันจุ่มหมึกมาเขียนทับ ซึ่งต่อมาในศตวรรษที่ 14 จิตรกรชาวยุโรปส่วนมาก ใช้ดินสอที่มีแท่งตะกั่ว หรือสังกะสี หรือเงิน มาเขียนภาพและหนังสือ โดยนำไม้เนื้ออ่อนมาหุ้ม ทำเป็นปลอกสวมแท่งโลหะนั้นไว้ จนเป็นที่มาของคำว่า lead ที่หมายถึงไส้ดินสอในภาษาอังกฤษ จนเมื่อมีการค้นพบแกรไฟต์ และนำมาใช้เป็นไส้ดินสอ จนเป็นที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางกัน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 เป็นต้นมา\r\n\r\nแกรไฟต์ เป็นธาตุคาร์บอนในรูปแบบหนึ่ง จัดเป็นแร่เนื้ออ่อนที่มีโครงสร้างเป็นเกล็ดบางเป็นชั้นๆ เกาะกันอย่างไม่แข็งแรงนักและสามารถหลุดลอกได้ง่าย โดยการที่แกรไฟต์สามารถทำให้เกิดรอยบนกระดาษ หรือวัสดุได้นั้น เกิดจากการที่เมื่อกดแท่งแกรไฟต์ลงบนพื้นผิววัสดุหรือกระดาษ แกรไฟต์ชั้นบางๆ จะหลุดร่อน และลอกติดไปบนพื้นผิววัสดุทำให้เกิดรอยสีดำขึ้น\r\n\r\nในการทำไส้ดินสอนั้น จะเริ่มจากการนำผงแกรไฟต์ที่บดละเอียด มาผสมรวมกับดินขาว (ชนิดเนื้อละเอียดที่ใช้ทำถ้วยชามหรือกระเบื้อง) และปั้นเป็นแท่งยาว ก่อนนำไปเผาที่อุณหภูมิประมาณ 1,200 องศาเซลเซียส จากนั้นจึงนำไปเคลือบด้วยขี้ผึ้ง ซึ่งทำให้เขียนลื่น และสุดท้ายการประกอบเป็นแท่งดินสอ ก็จะใช้กาวผนึกให้ติดแน่นกับปลอกไม้ที่ใช้หุ้ม โดยไม้ที่นำมาใช้ต้องเป็นไม้เนื้ออ่อนพอควร เพื่อทำให้เหลาง่าย เช่น ไม้ซีดาห์ เป็นต้น\r\n\r\nดินสอที่นิยมใช้กันมาก จะเป็นชนิด HB ที่ย่อมาจาก hard and black คือแข็งและดำ ส่วนดินสอเนื้ออ่อนและมีสีดำเข้มชนิด B, 2B ฯลฯ จะเน้นส่วนผสมที่มีแกรไฟต์ที่มากขึ้น และในทำนองเดียวกันกับดินสอเนื้อแข็งชนิด H, 2H ไปจนถึง 9H ก็จะมีส่วนผสมของดินขาวในสัดส่วนที่มากขึ้นเช่นกัน\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://guru.sanook.com/8807/\r\nhttps://craftnroll.net/craft-insight/pencil/\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1645517814.jpg"],
    [298,3903,"มารู้จักลูกคิดกัน...","Tue, 2022-02-22 13:16","http://www.stkc.go.th/node/3903","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   มนุษย์มีวิวัฒนาการในการหาเครื่องมือช่วยในการคำนวณมากมายตามแต่สภาพท้องที่หรือถิ่นฐานที่อาศัยอยู่นั้น ๆ เชื่อกันว่าลูกคิดมีวิวัฒนาการมาจากการใช้มือและเท้าเพื่อช่วยในการคำนวณ พัฒนาต่อมาจนเป็นลูกหิน โดยมีการใช้เชือกผูกร้อยลูกหินเป็นแนวยาวและมีวิวัฒนาการเรื่อยมาจนเป็นลูกคิดที่มีลักษณะเป็นรางโครงสี่เหลี่ยม และมีแกนร้อยตัวเป็นลูกคิดกลม ๆ  แบ่งเป็น ด้านบนและด้านล่าง ด้านบนจะมีลูกคิด 2 เม็ดขณะที่ด้านล่างในรางไม้จะมี 5 ลูกแบ่งเป็นแถวเรียงกันไปอย่างที่เรารู้จักกัน ลักษณะสำคัญของลูกคิดคือการคิด การคิดด้วยลูกคิดซึ่งสามารถหาผลลัพธ์ทันที โดยไม่ต้องเขียนลงในกระดาษเพียงแต่เลื่อนลูกคิดขยับขึ้นลง\r\n\r\n   มีข้อมูลกล่าวถึงที่มาของลูกคิดในด้านหนึ่งไว้ว่า มีต้นกำหนดมาจากอาณาจักรโบราณของเมโสโปเตเมีย ในช่วงประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ก็ไม่สามารถระบุได้ถึงว่าบุคคลใดเป็นผู้คิดค้นขึ้น แต่ทั้งนี้ในประวัติศาสตร์กลับมีข้อมูลที่ยืนยันได้ว่า ลูกคิดเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศจีน อีกข้อมูลด้านหนึ่งก็มีการกล่าวอ้างว่า นักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวจีนเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น\r\n\r\n   ลูกคิดสามารถพบเห็นได้ทั่วไปจากหลาย ๆ ประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ มีมากมาหลายแบบ เช่น บาบิโลน โรมัน จีน ญี่ปุ่น แต่ที่เป็นที่นิยมและเป็นที่รู้จักกันทั่วไปส่วนใหญ่คือลูกคิดแบบจีน มีชื่อเรียกว่า “ซว่านผาน” รองลงมาคือ แบบญี่ปุ่น ที่เรียกว่า “Soroban”\r\n\r\n   ลูกคิดนับเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์หนึ่งที่อาจเรียกได้ว่า ถูกเทคโนโลยีกลืนหายไปหรือถูกเลิกใช้งานไปในที่สุดเมื่อมีเทคโนโลยีเครื่องคิดเลขอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาแทนที่ ที่คนรุ่นใหม่อาจไม่เคยได้ใช้หรือไม่เคยได้พบเห็น ปัจจุบัน มติการประชุมว่าด้วยมรดกโลกครั้งที่ 8 ประจำปี 2556 ของคณะกรรมการองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ประกาศ เป็นทางการให้อุปกรณ์ “ลูกคิดจีน” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของโลก\r\n\r\n   เป็นอย่างไรบ้างกับเรื่องราวของลูกคิด พอจะช่วยทำให้คลายความคิดถึงสำหรับคนที่เคยใช้งาน หรือพอจะทำให้อยากเห็นและอยากใช้กันบ้างไหมสำหรับใครที่ไม่เคยเห็นไม่เคยใช้\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/article-mathematics/item/10616-2019-09-02-01-29-55\r\n\r\nหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\r\nสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1645510611.jpg"],
    [299,3902,"โรคเรื้อน โรคร้ายที่โลกลืม","Mon, 2022-02-21 08:27","http://www.stkc.go.th/node/3902","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   เมื่อกล่าวถึงโรคระบาดที่น่าสะพรึงกลัวในอดีต โรคเรื้อน (Leprosy) เป็นโรคที่มีการระบาดรุนแรงในประวัติศาสตร์โลก และไทย แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ และสาธารณสุข ทำให้คนทั่วโลกลืมความน่ากลัวของโรคเรื้อนไปจนหมดสิ้น หลายคนอาจคิดว่า โรคเรื้อนได้หายไปจากโลกนี้แล้ว ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น  เพราะความจริงที่แสนเจ็บปวด คือ ยังมีคนจำนวนไม่น้อยบนโลกนี้ ที่ยังต้องเผชิญความเจ็บปวดจากโรคเรื้อน\r\n\r\n   ผู้ป่วยโรคเรื้อนจะเกิดความผิดปกติที่ผิวหนัง และเส้นประสาทส่วนปลาย โดยระยะแรกผู้ป่วยจะมีผื่นขึ้นแต่ไม่คัน สีผิวผิดปกติเป็นวง ผิวหนังแห้ง เหงื่อไม่ออก แต่รู้สึกชาเนื่องจากเส้นประสาทถูกทำลาย หากไม่ทำการรักษาผื่นจะกลายเป็นสีแดง มีแผลเรื้อรังตามมือ และเท้า อีกทั้งเส้นประสาทจะค่อย ๆ ถูกทำลายอย่าง  ช้า ๆ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง แขน ขา และนิ้วมือลีบหงิก การเดินผิดปกติ ปากเบี้ยว หลับตาไม่ลง จมูกยุบ ใบหูหนา และผิดรูป เป็นต้น\r\n\r\n   โรคเรื้อนสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ถ้าปล่อยไว้ให้เกิดอาการที่รุนแรงอาจเสียชีวิตได้  หรือถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มมีอาการ ถึงแม้จะรักษาจนหายแล้ว แต่ความพิการก็ยังคงอยู่ ทั้งนี้จากการศึกษาพบว่า  เชื้อก่อโรคเรื้อนมีระยะฟักตัว และระยะแพร่เชื้อที่ยาวนาน อีกทั้งไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าโรคเรื้อนติดต่อจากคนสู่คนได้อย่างไร แต่มีการสันนิษฐานว่าเกิดจากการหายใจเอาละออง หรือสารคัดหลั่งของผู้ป่วยที่เกิดจากการไอ และจาม เกิดการติดต่อในผู้ที่ร่างกายอ่อนแอที่มีประวัติใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อนเป็นส่วนใหญ่\r\n\r\n   มีการสันนิษฐานว่าโรคเรื้อนน่าจะเกิดเป็นที่แรกๆ ในทวีปแอฟริกา หรือเอเชีย ในช่วงก่อนคริสตกาล เนื่องจากมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายที่เกี่ยวข้อง หรือคล้ายคลึงกับโรคเรื้อน เช่น หน้ากากดินเผาของชาวไนจีเรียโบราณที่มีใบหน้าพิการแบบผู้ป่วยโรคเรื้อน การค้นพบบันทึกโรคระบาดที่อาการคล้ายกับโรคเรื้อนของชาวอียิปต์ และชาวอินเดีย  ซึ่งใกล้เคียงกับการปรากฏในบันทึกการระบาดของโรคเรื้อนใน\r\n\r\n   การระบาดของโรคเรื้อนยังคงเกิดขึ้นทั่วโลก ในแถบยุโรป อเมริกา และเอเชีย มีความเชื่อว่าโรคเรื้อนเป็นเรื่องของบาปกรรม และสายเลือดต้องคำสาป ประกอบการขาดความรู้ ความเข้าใจเรื่องการแพทย์ และสาธารณสุขที่ดี ผู้ป่วยโรคเรื้อนจึงถูกรังเกียจ ทอดทิ้ง และต้องเสียชีวิตด้วยภาวะแทรกซ้อนมากมาย จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1873 แกร์ฮาร์ด อาเมอร์ แฮนเซน (Gerhard Armauer Hansen) นายแพทย์ชาวนอร์เวย์ พบว่าสาเหตุที่แท้จริงของโรคเรื้อนมาจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ Mycobacterium leprae ซึ่งสามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ และด้วยเหตุนี้โรคเรื้อนจึงมีอีกชื่อหนึ่งคือ “โรคแฮนเซน” (Hansen's Disease)  \r\n\r\n   ในประเทศไทยเคยมีการระบาดของโรคเรื้อนมาก่อน ในอดีตคนไทยเรียกโรคเรื้อนว่า “ขี้ทูด กุฏฐัง” “หูหนาตาเล่อ” และ “ไทกอ” เพราะความเชื่อแบบเดียวกับในยุโรป ผู้ป่วยโรคเรื้อนในไทยจึงถูกรังเกียจ และโดนทอดทิ้งไม่ได้รับการรักษาเช่นกัน  มีการบันทึกว่ามีผู้ป่วยถึงหลักแสนคนในประเทศไทย จนถึงกับมีการตั้งหมู่บ้านโรคเรื้อน ใน พ.ศ. 2451 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยของ   รัชกาลที่ 5 นายแพทย์เจมส์ ดับบลิว แมคเคน (James W. McKean) มิชชันนารีชาวอเมริกัน ได้สร้างสถานกักกันโรคเรื้อนที่จังหวัดเชียงใหม่ (Chiangmai Leper Asylum) เพื่อเป็นที่อาศัย และรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อน ในพื้นที่ 400 ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2464  มีการสร้างโรงพยาบาลคริสต์เตียนมโนรมย์ ที่จังหวัดชัยนาท และ “สำนักคนป่วยโรคเรื้อนพระประแดง” ที่ป้อมปู่เจ้าสมิงพราย อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โดยอยู่ในพระราชินูปถัมภ์ของ สมเด็จฯ พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และสภากาชาดไทย จนถึง พ.ศ. 2484 กรมสาธารณสุขได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงสาธารณสุข และได้ย้ายสำนักคนป่วยโรคเรื้อนฯ มาอยู่ภายใต้กองควบคุมโรคเรื้อน กระทรวงสาธารณสุข\r\n\r\n   ในสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  ทรงมีความห่วงใยในสถานการณ์โรคเรื้อนในประเทศไทย จึงทรงพระราชทานพระราโชบายในการแก้ปัญหา และรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อนเชิงรุกทรงพระราชทานเงินทุนตั้งต้นเพื่อสร้างอาคารที่สำนักคนป่วยโรคเรื้อนฯ เพื่อเป็นสถานที่สำหรับค้นคว้าวิจัยโรคเรื้อน และฝึกอบรมแพทย์ และบุคลากรสาธารณสุข ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 3 ปี  \r\n\r\n   จนกระทั่ง วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เสด็จในพิธีเปิดศูนย์อบรม และวิจัยโรคเรื้อนในบริเวณโรงพยาบาลพระประแดง และพระราชทานนามว่า “สถาบันราชประชาสมาสัย” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช มีพระราชดำรัสในบันทึกประวัติมูลนิธิราชประชาสมาสัยบันทึกว่า  “เพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้าวิชาการเกี่ยวกับโรคเรื้อน และทำการฝึกอบรมพนักงานที่ออกไปทำการบำบัดให้ถูกต้องตามหลักวิชาตามแผนขยายงานควบคุมโรคเรื้อนต่อไป” ต่อมาภายหลังได้จดทะเบียนเป็น “มูลนิธิราชประชาสมาสัย” และทรงรับเข้าเป็นมูลนิธิในพระบรมราชูปถัมภ์จวบจนทุกวันนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดให้ทุกวันที่ 16 มกราคมของทุกปีเป็น “วันราชประชาสมาสัย” เพื่อระลึกถึงวันที่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเปิดสถาบันแห่งนี้\r\n\r\n   ด้วยความรู้ด้านการแพทย์ และระบบสาธารณสุขที่มีความก้าวหน้า ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่อาจคิดว่า โรคเรื้อนได้สูญหายไปจากโลกนี้แล้ว แต่ในความจริงยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยังเผชิญกับโรคเรื้อน โดยเฉพาะพื้นที่แออัด หรือพื้นที่ที่ระบบสาธารณสุขไม่ได้คุณภาพ เช่น ประเทศในแถบทวีปแอฟริกา ประเทศอินเดีย และประเทศไทย เป็นต้น องค์การอนามัยโลกจึงได้กำหนดให้วันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนมกราคมของทุกปี (ซึ่งในปีพ.ศ. 2565 นี้ตรงกับวันที่ 30 มกราคม) เป็นวันโรคเรื้อนโลก (World Leprosy Day) เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความน่ากลัวของโรคเรื้อน โรคร้ายที่คนทั่วโลกลืม\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.nsm.or.th/other-service/664-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-science-museum/5457-world-leprosy-day.html\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1645406859.jpg"],
    [300,3901,"เตรียมตัวให้พร้อมอย่างไรก่อนบริจาคโลหิต","Fri, 2022-02-18 15:05","http://www.stkc.go.th/node/3901","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"คำว่า “โลหิต” อาจฟังดูน่าหวาดเสียวและน่ากลัวสำหรับคนบางคน แต่สำหรับโรงพยาบาลแล้ว โลหิตเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญในการรักษาผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยผ่าตัด ผู้ป่วยโรคเลือด ผู้ป่วยมะเร็ง รวมทั้งการรักษาหลายๆ อย่างในปัจจุบันนี้ จะไม่สามารถทำได้หากไม่มีโลหิต\r\n\r\n“โลหิต” มีความสำคัญอย่างไร\r\n           ในร่างกายคนเรามีเลือดไหลเวียนอยู่ในตัว เพื่อทำหน้าที่ลำเลียงอาหาร น้ำ ออกซิเจนไปทั่วร่างกาย ขณะเดียวกันก็นำสารพิษ ของเสีย และคาร์บอนไดออกไซด์จากส่วนต่างๆ เพื่อนำไปกำจัดออกจากร่างกายเพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ ในเลือดมีทั้งของเหลว(ส่วนน้ำ) และเซลล์ชนิดต่างๆ ซึ่งมีหน้าที่ต่างกัน กล่าวคือ\r\n            “เม็ดเลือดแดง” ทำหน้าที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อ และนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เนื้อเยื่อออกไปขับถ่าย เม็ดเลือดแดงมีปริมาณประมาณร้อยละ 40 – 45 ของปริมาณเลือดทั้งหมด และมีอายุเพียง 120 วัน\r\n            “เม็ดเลือดขาว” ทำหน้าที่ให้ภูมิคุ้มกันเหมือนทหารปกป้องเชื้อโรคในร่างกาย มีปริมาณ 1% ของเลือด\r\n            “เกล็ดเลือด” ทำหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัว มีลักษณะเป็นชิ้นส่วนของเซลล์ขนาดเล็ก มีอยู่ประมาณ 5% ของเลือด\r\n            “พลาสมา” เป็นสารน้ำสีเหลือง มีโปรตีน เกลือแร่ ไขมัน ฮอร์โมน ไวตามิน มีปริมาณร้อยละ 55 ของเลือด\r\n\r\nประเภทของหมู่โลหิตตามหมู่โลหิตระบบ ABO\r\n          โลหิตที่อยู่ในคนไทยเรา แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทคือ\r\n                1. หมู่โอ (O) พบได้ร้อยละ 38\r\n                2. หมู่เอ (A) พบได้ร้อยละ 21\r\n                3. หมู่บี (B) พบได้ร้อยละ 34\r\n                4. หมู่เอบี (AB) พบได้ร้อยละ 7\r\n\r\n            นอกจากนี้ในหมู่เลือดที่กล่าวถึงเบื้องต้นแล้วยังมีหมู่โลหิตระบบอาร์เอ็ช(Rh) โดยจำนวนประชากร 1,000 คน จะมีหมู่โลหิตอาร์เอ็ชลบ (Rh-) 3 คน หรือคิดเป็น 0.3% เท่านั้น ซึ่งจัดเป็นหมู่โลหิตที่หายากหรือหมู่โลหิตพิเศษ เท่าที่พบมา เราพบว่าหมู่โลหิตโอเป็นหมู่โลหิตที่หาง่าย เมื่อเมียบกับหมู่โลหิตประเภทอื่นที่บริจาคกันเข้ามา สำหรับผู้ที่ไม่เคยบริจาคโลหิตมาก่อน แต่อยากช่วยเพื่อมนุษย์ด้วยกัน ไม่ยากเลยค่ะ\r\n\r\nคุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิตรวม (Whole Blood)\r\n           1. เป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว\r\n          2. อยู่ในระหว่างอายุ 17 ปีบริบูรณ์ จนถึงอายุ 65 ปี ทั้งนี้\r\n                 2.1 ผู้บริจาคโลหิตหากอายุไม่ถึง 18 ปี บริบูรณ์ ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครองตามกฏหมาย\r\n                 2.2 ผู้บริจาคโลหิตที่มีอายุ 60 ปีถึง 65 ปี\r\n                         - ต้องผ่านเกณฑ์คุณสมบัติอื่นๆของผู้บริจาคเลือด\r\n                         - เป็นผู้บริจาคเลือดประจำมาโดยตลอดจนกระทั่งอายุ 60 ปี (อย่างน้อย 4 ครั้งใน 3 ปีล่าสุด)\r\n                         - บริจาคโลหิตได้ทุก 6 เดือน\r\n                         - ตรวจ CBC ปีละ 1 ครั้ง โดยเริ่มตรวจครั้งแรกตอนบริจาคโลหิตเมื่ออายุครบ 60 ปี และผ่านเกณฑ์ CBC\r\n            3. มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 48 กิโลกรัมขึ้นไป  \r\n            4. ไม่อยู่ในระหว่างรับประทานยาปฏิชีวนะ, ยาป้องกันเลือดแข็งตัว, ยาเพิ่มการเจริญเติบโต (Growth Hormone), ยารักษาสิว Isotretinoin, ยารักษาต่อมลูกหมาก, ยาปลูกผม (Finasteride)\r\n            5. ไม่ได้รับการถอนฟันหรือขูดหินปูน ภายใน 72 ชั่วโมงก่อนบริจาคเลือด ไม่มีบาดแผลสดหรือแผลติดเชื้อใดๆ ตามร่างกาย\r\n            6. ไม่มีประวัติโรคมาลาเรียในระยะเวลา 3 ปี\r\n            7. ผู้หญิงที่ไม่อยู่ในระยะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร\r\n            8. ผู้หญิงที่อยู่ระหว่างมีประจำเดือน เมื่อประจำเดือนหยุดให้บริจาคโลหิตได้\r\n\r\nใครบ้างที่ไม่สามารถบริจาคโลหิตได้\r\n          1. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคปอด มะเร็ง ลมชัก อัมพฤษ์ อัมพาต โรคเลือดออกง่ายแต่หยุดยาก โรคเบาหวานที่ต้องใช้ยาอินซูลินหรือคุมระดับน้ำตาลไม่ได้\r\n          2. ผู้ที่เป็นหรือเคยเป็นไวรัสตับอักเสบบีหรือคู่ครอง (สามีหรือภรรยา) เป็นไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี รวมทั้งผู้ติดเชื้อเอสไอวีหรือซิฟิลิส\r\n          3. ผู้เสพยาเสพติดชนิดใช้เข็มฉีดยา\r\n          4. ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ มีคู่นอนหลายคนหรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย\r\n          5. น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุมากกว่า 5 กิโลกรัม ในเวลา 2 เดือน มีต่อมน้ำเหลืองตามร่างกายโต หรือมีไข้โดยไม่ทราบสาเหตุ\r\n\r\nเตรียมพร้อมอย่างไรก่อนบริจาคโลหิต\r\n         การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต เพื่อมิให้ผู้บริจาคโลหิตอ่อนเพลียมากหลังบริจาคโลหิต ผู้บริจาคโลหิตจึงควรเตรียมตัวดังนี้\r\n            1. ก่อนบริจาคโลหิต 1-2 วัน ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายสดชื่น เลือดไหลเวียนได้ดี\r\n            2. งดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์\r\n            3. ไม่ควรเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากก่อนบริจาคโลหิต 1 วัน\r\n            4. รับประทานอาหารก่อนบริจาคโลหิตภายใน 4 ชั่วโมง\r\n            5. นอนหลับพักผ่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมงขึ้นไป\r\n\r\n            ซึ่งแต่ละครั้งโรงพยาบาลต้องการโลหิตประมาณ 420 – 450 ซีซี / คน ซึ่งปริมาณจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้บริจาค และเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับโลหิตที่ปลอดภัย โลหิตที่ได้จะต้องผ่านกระบวนการทดสอบก่อนนำไปให้ผู้ป่วย คือ ตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ซิฟิลิส และตรวตหาไวรัสเอดส์\r\n\r\nการปฏิบัติตัวหลังบริจาคโลหิต\r\n          - หลังการบริจาคโลหิตเสร็จแล้ว ควรนั่งพักประมาณ 10-15 นาที รับประทานขนมหรืออาหารว่าง ดื่มน้ำ/เครื่องดื่ม 1-2 แก้ว แล้วรับประทานอาหารตามปกติ ไม่ควรงดอาหาร โดยเฉพาะอาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่างๆ ตับ ไข่ เลือดหมู เลือดไก่ ผักใบเขียวและผักที่มีสีเหลือง\r\n          - งดสูบบุหรี่ 1 ชั่วโมง หลังบริจาคโลหิต\r\n          - งดดื่มแอลกอฮอล์จนกว่าท่านจะได้รับประทานอาหาร\r\n          - ดื่มน้ำมากกว่าปกติเป็นเวลา 1-2 วัน เพื่อทดแทนปริมาณเลือดที่ท่านเสียไป\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.postsod.com/parasite-intestine\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1645171540.jpg"],
    [301,3900,"ทำไมเดือนกุมภาพันธ์ บางปีก็มี 28 วัน บางปีก็มี 29 วัน ","Fri, 2022-02-18 13:08","http://www.stkc.go.th/node/3900","ประวัติศาสตร์และโบราณคดี",null,"   เมื่อ 46 ปี ก่อนคริสตกาล จูเลียส ซีซาร์ กษัตริย์แห่งโรมัน ได้ริเริ่มการใช้ปฏิทินจูเลียน ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวโรมันจะใช้ปฏิทินโรมัน ที่มีทั้งหมด 10 เดือน มีจำนวนทั้งหมด 304 วัน (Martius, Aprilis, Maius, Junius, Quintilis, Sextilis, September, October, November และ December) ซึ่งจูเลียส ซีซาร์ มองวาปฏิทินแบบโรมันนั้นมีความไม่เหมาะสมกับความจริง จึงได้เพิ่มเดือนเข้าไปอีก 2 เดือน เป็น 12 เดือน คือเดือน  January และ February และกำหนดให้ในแต่ละเดือนมีจำนวนวัน 30 และ 31 วัน ยกเว้นแค่เดือน February ที่เพิ่มมาใหม่ให้มี 29 วัน แต่ในปี อธิกสุรทิน (ปีที่มี 366 วัน) เดือน February จะมี 30 วัน นอกจากนี้ จูเลียส ซีซาร์ ยังได้เปลี่ยนเดือน Quintilis ซึ่งเป็นเดือนเกิดของตนเองให้มีชื่อว่า July ตามชื่อของตนเองอีกด้วย\r\n\r\n   ต่อมาเมื่อถึงยุคของ ออกัสตุส ซีซาร์ ลูกบุญธรรมของ จูเลียส ซีซาร์ ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ก็อยากจะมีชื่อเดือนเป็นของตนเองบ้าง จึงได้เปลี่ยนเดือน Sextilis ที่เป็นเดือนเกิดของตนเองเป็นเดือน August พร้อมเพิ่มจำนวนวันของเดือน August จาก 30 วัน เป็น 31 วันอีกด้วย เนื่องจากมีความเชื่อว่าถ้าเป็นเลขคู่จะไม่ดี และเมื่อได้มีการเพิ่มวันของเดือน August  ขึ้นทำให้ต้องไปลดจำนวนวันของเดือนอื่นลง ซึ่งก็คือเดือน February นั่นเอง ทำให้จากเดิมเดือน February มี 29 วัน ก็กลายเป็น 28 วัน ส่วนปีอธิกสุรทิน จากมี 30 วันก็กลายเป็นมี 29 วัน ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา\r\n\r\nมาถึงเหตุผลสำคัญกันแล้วว่าทำไมเดือนกุมภาพันธ์บางปีถึงมี 28 วัน บางปีถึงมี 29 วัน\r\n\r\n   จูเลียส ซีซาร์ ได้อ้างอิงจากการนับวันตามระบบสุริยคติ ที่1 ปี จะเท่ากับ 365.25 วัน โดยนับจากวันที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่การที่จะให้ 1 ปี เท่ากับ 365.25 วัน อาจจะทำให้การนับวันยุ่งยากและลำบาก จึงได้กำหนดให้เดือนกุมภาพันธ์มี 28 วัน จนครบปีที่ 4 ซึ่ง เศษที่เหลือ 0.25x4ปี ก็จะได้ 1 วัน และเอา 1 วันที่เหลือมาทบในปีที่ 4 ทำให้ปีที่ 4 มีจำนวนวันทั้งสิ้น 366 วัน หรือเรียกอีกอย่างว่าปี อธิกสุรทิน\r\n(ในยุคของ จูเลียส ซีซาร์ กุมภาพันธ์จะมี 29 วัน และปี อธิกสุรทิน จะมี 30 วัน)\r\n\r\n   ต่อมาในยุคของ เกรกอเรียน ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เนื่องจากเกรกอเรียน พบว่า 1 ปีนั้น มีจำนวน 365.2425 ซึ่งใกล้เคียงกับความเป็นจริง ที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ประมาณ  365.242199074 วั น แต่ของจูเลียส ซีซาร์ 1 ปี จะเท่ากับ 365.25 วัน ทำให้วันวสันตวิษุวัต ของทุกปีมีความคลาดเคลื่อน สมเด็จพระสันตะปาปาเกรโกรีที่ 13 จึงประกาศใช้ ปฏิทินเกรกอเรียน ครั้งแรกเมื่อวันที่ เมื่อ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2125 (ค.ศ. 1582) และได้มีการแก้ไขปฏิทินย้อนหลังอีกด้วย จนทำให้ปฏิทินจูเลียนและปฏิทินเกรกอเรียนนั้นตรงกัน จนใช้กันมาถึงปัจจุบัน\r\nซึ่งเดือนกุมภาพันธ์ที่จะมี 29 วันนั้น จะมีอีกครั้งในปี ค.ศ. 2020 หรือปีพ.ศ. 2563 นั่นเอง\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา \r\nhttps://www.goodchoiz.com/ทำไมเดือนกุมภาพันธ์บางปีก็มี28วันบางปีก็มี29วัน\r\nhttps://www.facebook.com/bangaortv/posts/4711110515664416\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1645164518.jpg"],
    [302,3890,"ทำไมวันวาเลนไทน์ ถึงให้ ช็อกโกแลต","Mon, 2022-02-14 13:32","http://www.stkc.go.th/node/3890","มนุษยศาสตร์",null,"   สงสัยกันไหมครับ ว่าของขวัญที่มอบให้กันในวันวาเลนไทน์ นอกจากดอกกุหลาบ แล้ว ทำไมถึงนิยมมอบ Chocolate ให้กัน ในยุคโรมันที่นักบุญวาเลนไทน์ได้เสียชีวิตนั้น ช็อกโกแลตยังเป็นของหายาก จึงเป็นสิ่งที่มีค่าที่คนรักจะมอบแทนใจให้กันได้ จึงส่งไปพร้อมการ์ดและดอกไม้ ซึ่งสื่อความหมายของความรักมาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็ได้ และอาจจะรวมไปถึงการที่ช็อกโกแลตเคยเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ มิตรภาพ และสันติภาพในช่วงที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงด้วยก็ได้ หรืออาจมาจากการที่ช็อกโกแลตนั้น สามารถช่วยกระตุ้นอารมณ์รักได้ด้วย เพราะมีเรื่องเล่าขานกันมาว่า นายมองเตชูมา นักรบผู้พิชิตแห่งสเปน มักจะดื่มช็อกโกแลตเป็นประจำเสมอ ก่อนไปหาเหล่าสาวๆ ในฮาเร็มของเขาครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อให้ช่วยกระตุ้นอารมณ์รักครับ\r\n\r\nนอกจากช็อกโกแลตจะเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพและมิตรภาพแล้ว ช็อกโกแลตยังมีประโยชน์อีกมากมายเลย\r\n\r\nในตัวช็อกโกแลตนั้น มีส่วนประกอบสำคัญเรียกว่า Flavonoid เป็นสารซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และป้องกันการก่อตัวของไขมันในเส้นเลือดป้องกันโรคหัวใจและการเกิดมะเร็ง ที่สำคัญยังช่วยให้แก่ช้าด้วยนะคะ นอกจากนี้ในช็อกโกแลตยังมีสารบางชนิดไปกระตุ้นให้สมองหลั่งสารเคมีแห่งความสุขที่ชื่อเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) ออกมา ซึ่งจะช่วยลดความเครียดและทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีขึ้นด้วย\r\n\r\nA Loved Food : อาหารแห่งความรัก\r\n\r\nสำหรับคำถามที่ช็อกโกแลตกับวาเลนไทน์มีความสัมพันธ์กันอย่างไร คงต้องบอกว่าต้องใช้เวลานานพอสมควรกว่าที่จะมาเจอกัน จริงอยู่ที่ช็อกโกแลตมีสรรพคุณเป็นยาโดปเสริมสร้างพลังแห่งรัก แต่ก็ถือว่าเป็นอาหารที่มีมูลค่า ดังนั้นจึงต้องขอบคุณการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นช่วงสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร (Queen Victoria ค.ศ. 1837-1901) ที่ทำให้สามารถผลิตช็อกโกแลตได้มากขึ้น อีกทั้งพระองค์ยังโปรดการให้ของขวัญและบัตรอวยพรในช่วงเวลาพิเศษ ซึ่งรวมถึงวันแห่งความรักด้วย\r\n\r\nผู้ที่เริ่มลัทธินี้อย่างจริงจังคงต้องยกให้นายริชาร์ด แคดเบอรี (Richard Cadbury) เจ้าของช็อกโกแลตแคดเบอรีชื่อดังสัญชาติอังกฤษ ได้คิดค้นวิธีทำช็อกโกแลตในรูปแบบแท่งให้กินง่ายขึ้น พร้อมกับออกแบบกล่องให้ดูสวยงาม โดยในปี ค.ศ. 1861 เขาได้ออกแบบกล่องรูปหัวใจโดยมีกามเทพหรือคิวปิดน้อยยืนอยู่บนกล่อง และนั่นก็ทำให้ช็อกโกแลตถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความรัก\r\n\r\nส่วนฝั่งอเมริกาก็ขอบอกว่าไม่น้อยหน้า เมื่อนายมิลตัน เฮอร์ชีย์ (Milton Hershey) ที่เริ่มธุรกิจด้วยการทำคาราเมล ก่อนจะเปลี่ยนมาทำช็อกโกแลตในปี ค.ศ. 1907 เขาก็ได้ออกช็อกโกแลตที่เรารู้จักกันในชื่อว่า “เฮอร์ชีส์คิสเซส” (Hershey’s Kisses) ช็อกโกแลตรูปหยดน้ำที่ทำให้นึกถึงรอยจุมพิตเล็กๆ และตอกย้ำให้ทุกคนคิดถึงช็อกโกแลตเข้าไปอีกขั้น\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.gourmetandcuisine.com/stories/detail/723\r\nhttps://www.sanook.com/campus/931822/\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1644820349.jpg"],
    [303,3881,"ดอกยางมีหน้าที่ทำอะไร?","Wed, 2022-02-09 09:36","http://www.stkc.go.th/node/3881","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ดอกยาง นั้นเป็นส่วนประกอบของยางทุกชนิด โดยดอกยางนั้นจะทำหน้าที่ยึดเกาะถนนและทำหน้าที่รีดน้ำที่อยู่บนถนนเพื่อให้รถยนต์สามารถขับและควบคุมทิศทางไปได้โดยไม่เกิดการลื่นไถล แต่ก็จะมียางอีกประเภทหนึ่งที่ไม่มีดอกยาง ซึ่งยางประเภทนั้นจะเน้นใช้ในการแข่งขันและต้องการการยึดเกาะที่สูงมี tradware ที่ต่ำและส่วนมากจะวิ่งในถนนที่แห้งไม่มีน้ำ จึงไม่จำเป็นต้องมีดอกยาง \r\n\r\nโดยดอกยางนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ\r\n\r\n\r\n\tดอกยาง คือส่วนที่นูนออกมาบนหน้ายาง ทำหน้าที่ยึดเกาะถนนและกระจายน้ำหนักของตัวรถให้เท่ากันบนยางแต่ละเส้น\r\n\tร่องยาง เป็นส่วนที่อยู่ลึกลงไปในดอกยาง ทำหน้าที่รีดน้ำที่ขังอยู่บนถนนเพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับพื้นถนนได้มากที่สุดเพื่อการยึดเกาะถนนที่ดี\r\n\r\n\r\nประเภทของลายดอกยางได้เป็น 3 ประเภท\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\tดอกยางแบบ 2 ทิศทาง (Non-Directional) โดยลายดอกยางเมื่อแบ่งครึ่งเป็น 2 ด้าน ลายดอกยางจะสวนทางกัน แต่เป็นลายดอกยางในรูปแบบเดียวกันทั้งซ้ายและขวา ดอกยางประเภทนี้ส่วนมากออกแบบมาเพื่อเหมาะกับรถที่ไม่ใช้ความเร็วสูงมาก เน้นความสะดวกสบายและนิ่มนวลในการขับขี่\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\tดอกยางแบบทิศทางเดียว (Directional) โดยลายดอกยางเมื่อแบ่งครึ่งเป็น 2 ด้าน ลายดอกยางประเภทนี้จะมีลายดอกยางที่เหมือนกันและไปในทางเดียวกันทั้งซ้ายและขวา และจะมีลูกศรหรือสัญลักษณ์ที่อยู่ข้างยางเพื่อบอกทิศทางการหมุนของยาง เพื่อที่เราจะได้ใส่ยางให้ถูกต้อง ซึ่งยางประเภทนี้จะสามารถรีดน้ำได้ดีกว่ายางประเภท ดอกยาง 2 ทิศทาง เหมาะสำหรับรถที่ใช้ความเร็วมาก และต้องการการควบคุมทิศทาที่ดีขึ้น \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\tดอกยางแบบไม่สมมาตรกัน (Asymmetric) โดยลายดอกยางประเภทนี้จะมีลายที่แตกต่างกันบนหน้ายาง ซึ่งลายดอกยางด้านในนั้นจะออกแบบมาเน้นการขับขี่ที่ความเร็วสูง ส่วนดอกยางด้านนอกนั้นเน้นการขับขี่ในการเข้าโค้งที่ความเร็วสูง\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttp://car.boxzaracing.com/knowledge/2797\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1644374165.jpg"],
    [304,3880,"ทำไมคนเราถึงมีลายนิ้วมือต่างกัน?","Tue, 2022-02-08 08:59","http://www.stkc.go.th/node/3880","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   ในสถานที่เกิดเหตุนักนิติวิทยาศาสตร์จะมีเครื่องมือเพื่อตรวจสอบหาลายนิ้วมือในสถานที่เกิดเหตุว่าใครเป็นคนมีส่วนอยู่ในสถานที่เกิดเหตุบ้าง ตอนนี้หลายคนที่เป็นแฟนการ์ตูนโคนัน จะต้องนึกถึงนักสืบตัวจิ๋วที่ใส่แว่นตาใหญ่ ๆ มีแว่นขยาย มีนาฬิกาคอยยิงยาสลบ เป็นแน่ \r\n\r\nลายนิ้วมือเกิดจากอะไร\r\n\r\n   ผิวหนังบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าของเราจะมีลักษณะพิเศษคือ นอกจากจะมีความหนามากกว่าส่วนอื่นแล้ว ก็ยังมีส่วนที่เป็นสัน (Ridge) และส่วนที่เป็นร่อง (Furrow) ซึ่งจะประกอบขึ้นเป็นลวดลายที่ไม่ซ้ำกันเลย ไม่ว่าจะเป็นลายที่บริเวณปลายนิ้ว ฝ่ามือและฝ่าเท้า สันและร่องเหล่านี้จะก่อให้เกิดความฝืด ทำให้เราหยิบจับของได้สะดวกขึ้นประวัติของลายนิ้วมือ คนเรารู้จักใช้ลายนิ้วมือให้เป็นประโยชน์กันมานานแล้ว โดยชาวจีนและชาวอัสซีเรียนจะเป็นกลุ่มแรก ที่ใช้รอยพิมพ์ของลายนิ้วมือบนดินเหนียวแทนการเซ็นชื่อในการค้าขาย\r\n\r\nรูปแบบของลายนิ้วมือ\r\n\r\n   เส้นนูนที่นำมาซึ่งลายนิ้วมือรูปแบบต่าง ๆ เกิดขึ้นเมื่อตอนที่ยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ นักวิทยาศาสตร์ได้จำแนกรูปแบบของลายนิ้วมือออกเป็นประเภทต่าง ๆ ตามลักษณะของมัน ซึ่งมีดังนี้\r\n\r\n1. แบบเส้นโค้ง (Arches) ลายนิ้วมือแบบโค้งพบได้ประมาณ 5% ของรูปแบบลายนิ้วมือทั้งหมด เส้นนูนของลายนิ้วมือรูปแบบนี้จะเริ่มจากฝั่งหนึ่งลากไปยังอีกฝั่งหนึ่ง โดยไม่มีการย้อนกลับไปทางเดิม โดยปกติจะไม่มีเนินสูง ไม่มีมุมแหลมที่เห็นได้เด่นชัด เกิดขึ้นในตอนที่ยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ ซึ่งหากแผ่นหนาที่จะสร้างเป็นมือและนิ้วมือไม่ปรากฏเส้นนูนให้เห็นมากนัก ก็จะเกิดเป็นลายนิ้วมือแบบเส้นโค้ง\r\n\r\n2. แบบมัดหวาย (Loops) ลายนิ้วมือแบบมัดหวาย พบได้ประมาณ 60-70% ของรูปแบบลายนิ้วมือทั้งหมด มีเส้นนูน 1 เส้นหรือมากกว่านั้นที่เป็นเส้นโค้งที่เป็นเนินสูงและเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง เกิดขึ้นในตอนที่ยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ ซึ่งหากแผ่นหนาที่จะสร้างเป็นมือและนิ้วมือปรากฏเส้นนูนในลักษณะเอียง ไม่สมมาตรกัน จะเกิดเป็นลายนิ้วมือแบบมัดหวายนั่นเอง\r\n\r\n3. แบบก้นหอย (Whorls) ลายนิ้วมือแบบก้นหอย พบได้ประมาณ 25-35% ของรูปแบบลายนิ้วมือทั้งหมด โดยของรูปแบบลายนิ้วมือทั้งหมด และเส้นนูนจะมีลักษณะวนเป็นวงกลมคล้ายกับลายบนก้นหอย เกิดขึ้นในตอนที่ยังเป็นตัวอ่อนในครรภ์ ซึ่งหากแผ่นหนาที่จะสร้างเป็นมือและนิ้วมือปรากฏเป็นลักษณะแบน ไม่ลาดเอียง มีความสมมาตร ส่วนใหญ่จะเกิดเป็นลายนิ้วมือแบบก้นหอย\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttp://oknation.nationtv.tv/blog/HIP/2013/09/30/entry-1\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/65845/-blo-scibio-sci-\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1644285576.jpg"],
    [305,3879,"วิธีดูแลจมูกเล็บให้สุขภาพดี","Mon, 2022-02-07 10:02","http://www.stkc.go.th/node/3879","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   เล็บ นิ้ว และมือเป็นอวัยวะที่มนุษย์เราใช้งานอยู่แทบจะตลอดเวลา ไม่ว่าจะใช้หยิบจับ เขียนหนังสือ และทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย จมูกเล็บที่อยู่รอบเล็บและนิ้วจึงเสี่ยงต่อการได้บาดเจ็บหรือผลกระทบจากการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ง่าย ซึ่งการดูแลจมูกเล็บอย่างเหมาะสมอาจลดปัญหานี้ได้\r\n\r\nปัญหาที่พบบ่อย\r\n\r\n   ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาของจมูกเล็บที่ได้บ่อยที่จุด คือ จมูกเล็บลอก (Hangnail) เป็นปัญหาผิวหนังเหนือโคนเล็บหรือขอบเล็บลอกเป็นเส้นแนวตั้งเข้าหาตัว สามารถเกิดขึ้นกับนิ้วใดก็ได้หรือเกิดพร้อมกันหลายนิ้วในเวลาเดียวกัน และอาการลอกของผิวหนังพบได้ตั้งแต่ 1 จุดและหลาย ๆ พร้อมกัน\r\n\r\nบางครั้งจมูกเล็บก็อาจหมายถึงเศษผิวหนังที่เกินออกมาตรงซอกเล็บ ซึ่งอาการจมูกเล็บลอกทั้งสองแบบนี้ มักสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่เป็น และหลายคนก็อาจเลือกที่จะดึงเศษจมูกเล็บออกจนทำให้แผลขนาดใหญ่ขึ้น เจ็บมากขึ้น มีเลือดออก และเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น ทั้งบริเวณผิวหนังโคนเล็บและซอกเล็บ ซึ่งควรไปพบแพทย์และรักษาอย่างถูกต้อง\r\n\r\nแม้ปัญหาเกี่ยวกับจะจมูกเล็บจะพบได้น้อย แต่บางปัจจัยก็อาจส่งผลต่อสุขภาพของจมูกเล็บได้ เช่น\r\n\r\n\r\n\tผิวแห้งจากสาเหตุต่าง ๆ\r\n\tการสัมผัสกับอากาศเย็นจัดหรือร้อนจัด\r\n\tการสัมผัสกับสารเคมี อย่างน้ำยาล้างจานและผงซักฟอก\r\n\tมือเปียกหรือแช่น้ำนาน\r\n\tล้างมือบ่อยเกินไปหรือใช้สบู่ที่มีฤทธิ์แรง\r\n\tพฤติกรรมแกะเล็บและพฤติกรรมดูดนิ้ว\r\n\tขาดสารอาหารประเภทโปรตีน\r\n\tตัดเล็บไม่ถูกวิธี ตัดขอบเล็บ\r\n\tทำเล็บหรือตกแต่งเล็บมากเกินไป\r\n\r\n\r\nวิธีดูแลจมูกเล็บให้สุขภาพดี\r\n\r\nแม้จมูกเล็บจะเป็นผิวหนังส่วนเล็ก ๆ แต่ก็ไม่ควรละเลย ซึ่งวิธีต่อไปนี้อาจช่วยดูแลจมูกเล็บให้แข็งแรง สุขภาพดี และลอกน้อยลง\r\n\r\n\r\n\tดูแลเล็บให้สะอาดอยู่เสมอ\r\n\tทาครีมหรือสารให้ความชุ่มชื้นทุกครั้งหลังล้างมือหรืออาบน้ำ\r\n\tตัดเล็บให้สั้นพอดี และไม่ตัดขอบเล็บเพื่ออาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้\r\n\tสวมถุงมือเมื่อต้องล้างจาน ทำสวน หรือใช้สารเคมีเพื่อป้องกันจมูกเล็บและผิวหนังบริเวณมือระคายเคืองและแห้ง\r\n\tไม่ควรดึงจมูกเล็บที่ลอกออกมา ให้ใช้วิธีในข้างต้นเพื่อดูแล\r\n\tลดและงดพฤติกรรมดูดนิ้ว กัดเล็บ และแกะเล็บ\r\n\tทำเล็บอย่างเหมาะสม ไม่บ่อยเกินไป และเลือกช่างทำเล็บที่มีความชำนาญ\r\n\r\n\r\nเพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้จมูกเล็บแข็งแรงและเสี่ยงต่อปัญหาเกี่ยวกับจมูกเล็บน้อยลงแล้ว อย่างไรก็ตาม หากจมูกเล็บบาดเจ็บ จมูกเล็บลอกรุนแรง เลือดออกมาก พบอาการติดเชื้อบริเวณจมูกเล็บ อย่างจมูกเล็บบวมแดง กดแล้วเจ็บ เป็นหนอง เล็บเปลี่ยนสี และเล็บเปราะ ควรไปพบแพทย์เพื่อป้องกันเชื้อโรคลามไปยังผิวหนังและเนื้อเยื่อภายในนิ้ว โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคเบาหวานและคนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากสาเหตุต่าง ๆ\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.pobpad.com/จมูกเล็บคืออะไร-และวิธี\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1644202972.jpg"],
    [306,3855,"ทำอย่างไรให้หยุดสะอึก","Tue, 2022-01-25 14:32","http://www.stkc.go.th/node/3855","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   เมื่ออาการสะอึกมาเยือน หลายคนคงมีวิธีการรับมือต่างกันไป ไม่ว่าจะพยายามกลั้นหายใจ กินน้ำ หรือทำให้ตัวเองตกใจ แต่เคยสงสัยไหมว่าการสะอึกนั้นเกิดขึ้นจากอะไร และจะหลีกเลี่ยงหรือทำให้หายสะอึกได้อย่างไรบ้าง\r\nอาการสะอึก เกิดจากการหดตัวอย่างฉับพลันของกล้ามเนื้อกระบังลมที่อยู่ระหว่างช่องอกและช่องท้อง การหดตัวนี้ส่งผลให้เกิดการหายใจเข้าอย่างรวดเร็ว แต่อากาศที่เข้ามานั้นถูกกักโดยเส้นเสียงที่จะปิดลงทันทีทันใดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อกล่องเสียง ทำให้มีเสียงสะอึกตามมาในที่สุด\r\n\r\nการสะอึกมีด้วยกัน 2 ชนิด คือ การสะอึกระยะสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นได้บ่อยและหายได้เร็ว โดยจะคงอยู่ไม่เกิน 48 ชั่วโมง และการสะอึกต่อเนื่องนานกว่า 48 ชั่วโมง การสะอึกชนิดหลังนี้พบได้ไม่บ่อยและควรเข้ารับการรักษา เพราะอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพได้\r\n\r\nการสะอึก เป็นอาการทั่วไป เกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว และไม่น่าเป็นกังวลใจแต่อย่างใด มักเป็นผลจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพียงอยู่ให้ห่างจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้\r\n\r\n\r\n\tสูบบุหรี่มากเกินไป\r\n\tดื่มแอลกอฮอล์เกินพอดี\r\n\tรับประทานอาหารอย่างรวดเร็วและมากเกินไป\r\n\tรับประทานอาหารเผ็ดมากเกินไป\r\n\tดื่มเครื่องดื่มร้อนหรือเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลม\r\n\tท้องอืด\r\n\tกลืนอากาศมากไป สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อเคี้ยวหมากฝรั่งหรืออมลูกอม\r\n\tอุณหภูมิภายในท้องเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การรับประทานของร้อนแล้วดื่มน้ำเย็นตาม\r\n\tสาเหตุทางอารมณ์ เช่น เกิดความเครียด ตื่นเต้น หรือกลัว\r\n\tอุณหภูมิห้องที่เปลี่ยนแปลงกระทันหัน\r\n\r\n\r\nการสะอึกต่อเนื่องหรือการสะอึกเรื้อรัง นอกจากอาการสะอึกชั่วครู่ที่เราคุ้นเคยกันดี ยังมีอาการสะอึกอีกชนิดที่ยาวนานผิดปกติ โดยจะคงอยู่เกินกว่า 48 ชั่วโมง ควรระมัดระวังและอย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาจเป็นผลมาจากโรคชนิดต่าง ๆ ต่อไปนี้\r\n\r\n\r\n\tโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ปอดบวม และเยื่อหุ้มปอดอักเสบ\r\n\tโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน ลำไส้เล็กอุดตัน และลำไส้อักเสบเรื้อรัง การติดเชื้อในช่องท้อง\r\n\tโรคที่กระทบต่อเส้นประสาทที่ควบคุมกระบังลม เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ คอพอก และคอหอยอักเสบ\r\n\tโรคที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เนื้องอกที่กระทบสมอง ลมชัก สมองอักเสบ และสมองได้รับการกระทบกระเทือน\r\n\tปฏิกิริยาตอบสนองทางจิตใจ เช่น การเผชิญภาวะช็อก ความเศร้า ความตื่นเต้น ความเครียด และความกลัว\r\n\tโรคเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ เช่น เบาหวาน\r\n\tการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในเลือดที่อาจเกิดจากแอลกอฮอล์ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะขาดแคลเซียมหรือโพแทสเซียมในเลือด\r\n\r\n\r\nการรับประทานยาหรือการได้รับยาบางชนิดก็อาจส่งผลข้างเคียงให้มีอาการสะอึกได้เช่นกัน เช่น\r\n\r\n\r\n\tยาชา (Anaesthesia) มักใช้สำหรับการผ่าตัดเพื่อทำให้ชาหรือไม่รู้สึกตัว\r\n\tเบนโซไดอะซีปีน (Benzodiazepines) เป็นยาระงับประสาท\r\n\tคอร์ติโคสเตียร์รอยด์ (Corticosteroids) ยาสำหรับลดอาการบวมอักเสบ\r\n\tบาร์บิทูเรต (Barbiturates) ใช้ป้องกันอาการชัก\r\n\tยารักษาภาวะความดันโลหิตสูงอย่างเมทิลโดปา (Methyldopa)\r\n\tยาระงับปวดโอปิออยด์ (Opioids)\r\n\tยาที่ใช้รักษาทางเคมีบำบัดเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง\r\n\r\n\r\nวิธีแก้อาการสะอึก\r\n\r\nสำหรับอาการสะอึกระยะสั้น มีเทคนิคหยุดสะอึกให้เลือกลองใช้มากมาย ซึ่งวิธีที่ได้ผลของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป และแม้ว่าจะยังไม่มีผลทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายหรือยืนยันได้แน่นอน แต่วิธีเหล่านี้ก็ไม่ได้มีอันตราย และเป็นวิธีที่สามารถทำได้ง่าย\r\n\r\n\r\n\tจิบน้ำเย็นจัด\r\n\tกลั้วคอด้วยน้ำเย็น\r\n\tกลั้นหายใจระยะสั้น ๆ แล้วนับ 1-10 ช้า ๆ\r\n\tกัดมะนาวฝาน\r\n\tกลืนน้ำตาลเม็ด หรือใช้ลิ้นแตะน้ำส้มสายชูคล้าย ๆ ชิม\r\n\tหายใจในถุงพลาสติก\r\n\tดึงเข่าให้ติดหน้าอกหรือเอียงตัวไปข้างหน้าเพื่อกดหน้าอกลง\r\n\tทำให้ตกใจหรือทำให้จาม เพื่อให้เกิดการสูดหายใจเข้าอย่างแรง\r\n\tอุดหูทั้ง 2 ข้าง บีบจมูกไว้ แล้วจิบน้ำจากแก้ว 1-2 อึก วิธีนี้อาจต้องใช้ผู้ช่วย\r\n\r\n\r\nการสะอึกระยะยาวต้องรักษา\r\n\r\nการสะอึกประเภทนี้ต่างจากการสะอึกระยะสั้นที่มักหายไปได้เอง แต่การสะอึกระยะยาวจะต้องรับการรักษาทางการแพทย์ โดยเริ่มที่การค้นหาต้นเหตุ อาจเป็นโรคที่ส่งผลให้เกิดอาการสะอึกหรือผลข้างเคียงจากยา แต่หากแพทย์ไม่พบปัญหาสุขภาพหรือสาเหตุใด ๆ ยาบางชนิดจะถูกนำมาใช้ในการช่วยรักษา เช่น บาโคลเฟน (Baclofen) เมโทรโคลพราไมด์ (Metoclopramide) และคลอโปรมาซีน(Chlorpromazine)\r\n\r\nหากยาเหล่านี้ไม่ได้ผล ตัวเลือกถัดไปอย่างการฉีดยาชาเพื่อทำให้เส้นประสาทที่ควบคุมการหดตัวของกระบังลมหยุดทำงาน หรือใช้การกระตุ้นทางไฟฟ้าอ่อนไปยังเส้นประสาทเวกัสจึงจะถูกนำมาใช้เพื่อรักษาอาการสะอึกนี้\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.pobpad.com/สะอึกเพราะอะไร-ทำอย่างไร\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1644203496.jpg"],
    [307,3853,"อดอาหารหลายวัน ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร","Tue, 2022-01-25 11:05","http://www.stkc.go.th/node/3853","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าเราต้องรับประทานอาหารทุกวัน ในแต่ละวันร่างกายของเราจะได้รับพลังงานจากอาหารที่รับประทานเข้าไป การที่เราอดอาหารเป็นเวลานานจะทำให้ไม่มีพลังงานเข้าไปในร่างกาย อาจส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วงแรกที่เริ่มขาดพลังงานจากสารอาหาร ร่างกายจะทดแทนด้วยการไปใช้พลังงานจากส่วนอื่นแทน โดยปกติร่างกายเราใช้น้ำตาลกลูโคส (glucose) เป็นตัวเผาผลาญทำให้ร่างกายเรามีพลังงานกล้ามเนื้อขยับได้ สมองคิดได้ หัวใจสูบฉีด เป็นต้น\r\nดึงพลังงานทดแทนมาใช้..เมื่อ “อดอาหาร”\r\n   ปกติเวลารับประทานอาหารเข้าไป ส่วนที่เกินจากที่ร่างกายใช้..จะมีการสะสมเอาไว้ เพื่อนำไปใช้ในตอนที่ขาดสารอาหาร เรียกว่า “ไกลโคเจน” (glycogen) โดยจะสะสมบริเวณตับและกล้ามเนื้อ ใช้สำหรับเป็นแหล่งของพลังงาน เมื่อปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดลดลง หรือร่างกายขาดสารอาหาร ตับจะเปลี่ยนไกลโคเจนให้เป็น “น้ำตาลกลูโคส” (glucose)\r\n   หลังจากร่างกายมีการดึงมาใช้เรื่อย ๆ จนหมด ร่างกายจะมีการสลายตัวไขมัน หรือการดึงไขมันในร่างกายของเราออกมาใช้ โดยเรียกสิ่งนี้ว่า “คีโตน” เปรียบเสมือนโมเลกุลของน้ำตาล ถ้ากระบวนขาดสารอาหารอย่างต่อเนื่องจนร่างกายดึงทุกส่วนมาใช้หมดแล้ว จึงจะเริ่มดึงเอากล้ามเนื้อ โปรตีน มาใช้ทดแทน\r\n\r\nอดอาหาร..ส่งผลต่อสุขภาพจิต\r\n   การที่อดอาหารนานจนเกินไป ไม่ใช่แค่เรื่องการขาดสารอาหารอย่างเดียว แต่จะเชื่อมโยงกับเรื่องจิตใจของเราด้วย เนื่องจากฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกายเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดความซึมเศร้า ความหิว หรือความอยากรับประทานของคนเรานั้นก็จะลดลง\r\n   คนเราสามารถอยู่ได้โดยไม่กินอะไร..นานแค่ไหนกัน?\r\nถ้าคนเราขาดสารอาหารจะอยู่ได้ประมาณ 6-8 สัปดาห์ แต่ทั้งนี้ ต้องแยกว่าเราขาดสารอาหาร..แล้วเราขาดน้ำด้วยไหม? เพราะการที่ร่างกายขาดน้ำโดยทั่วไปจะอยู่ได้ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ เท่านั้น เนื่องจากการที่ขาดน้ำเรื่อยๆ จะทำให้ขับปัสสาวะไม่ออก ของเสียภายในร่างกายเกิดการสะสมมากขึ้น อาจเกิดภาวะไตวาย ความดันต่ำลง หรืออาจถึงขั้นช็อกจนเสียชีวิตได้\r\n\r\nข้อควรปฏิบัติ...หลังอดอาหารมาหลายวัน\r\n    การที่เราจะเริ่มกลับมารับประทานอาหาร เราต้องเลือกรับประทานอาหารที่พร้อมจะดูดซึม อย่าง อาหารเจลที่พร้อมจะปรับลำไส้ เพื่อรับประทานไปแล้วสามารถดูดซึมได้เลย โดยรับประทานต่อเนื่องแบบนี้ประมาณ 4-7 วัน เพื่อทำให้ร่างกายมีการปรับตัวด้วยการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมา และกลับมาย่อยอาหารหรือดูดซึมเองได้ แต่ต้องจำกัดชนิดอาหารและปริมาณในแต่ละวันให้เหมาะสม โดยค่อยๆ เพิ่มการรับประทานอาหารขึ้นมาทีละขั้นตอน แต่ยังไม่ควรจะเป็นอาหารที่มีรสชาติจัดมากจนเกินไป ทั้งนี้เราควรมีการสังเกตอาการควบคู่กันว่าร่างกายมีการถ่ายเหลวอยู่หรือเปล่า ถ้ายังมีการถ่ายเหลวอยู่ก็แปลว่าร่างกายยังไม่พร้อมที่จะย่อยและดูดซึม\r\n   นอกจากนี้ การรับประทานอาหารหลังจากที่อดอาหารมานานต้องพึงระวัง “ภาวะรีฟีดดิ้ง ซินโดรม” (Refeeding Syndrome) เนื่องจากร่างกายเราไม่ได้รับสารอาหารนั้นเลย เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารโดยทันที จะทำให้เซลล์ทุกอย่างในร่างกายเริ่มซ่อมแซมส่วนที่ขาดหายพร้อมๆ กัน และดึงพลังงานนำไปใช้พร้อมกันหมด ทำให้ร่างกายของเรานั้นปรับตัวไม่ทัน สามารถทำให้เกิดอาการชา ตะคริว ชัก หรือเกร็งได้ ในขณะเดียวกัน..การสร้างเซลล์ใหม่ๆ เราต้องใช้วิตามินบี 1 เข้าไปช่วยด้วยเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.phyathai.com/article_detail/2658/th/อดอาหารหลายวัน_ส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร?branch=PYT2\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1644374631.jpg"],
    [308,3851,"เหตุผลที่ชอบกินแม้ในเวลาที่ไม่หิว","Mon, 2022-01-24 15:24","http://www.stkc.go.th/node/3851","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"    ผู้คนส่วนใหญ่ปฏิเสธอาหารจานหลักด้วยเหตุผลที่ว่า พวกเขาอิ่มแล้ว แต่สำหรับขนมขบเคี้ยวอย่างมันฝรั่งทอดกรอบ คุกกี้ หรือโดนัทสักชิ้น กลับไม่ปฏิเสธด้วยเหตุผลเดียวกัน นั่นอาจเป็นเพราะแรงขับที่ตอบสนองต่อความหิวโหย และความต้องการอาหารที่มีไขมัน (Fatty food) ถูกควบคุมด้วยวงจรของสมองที่แตกต่างกัน\r\n\r\n   การรับประทานอาหารตามปกติหรือที่เรียกว่า Homeostatic feeding เป็นการรับประทานอาหารโดยแรงขับเคลื่อนจากความหิวที่เกิดจากการควบคุมโดยฮอร์โมน ทั้งนี้แรงกระตุ้นต่อการรับประทานอาหารจะจบลงเมื่อสมองรับรู้ถึงระดับพลังงานที่ร่างกายได้รับจากอาหารเพียงพอแล้ว ในขณะที่การรับประทานอาหารแบบ Hedonic feeding จะหมายถึงแนวโน้มที่ของการรับประทานอาหารอร่อย เพื่อความสุข และมักจะสามารถดำเนินการต่อได้แม้จะไม่มีความหิวมาเป็นตัวกระตุ้น\r\n\r\n          การศึกษาใหม่ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Journal Neuron แสดงให้เห็นว่า การรับประทานอาหารแบบ Hedonic feeding ถูกควบคุมโดยโปรตีนส่งสัญญาณ (signaling protein) ที่เรียกว่า nociceptin ซึ่งจะกระตุ้นการสื่อสารของระบบประสาทในบริเวณที่สำคัญของสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม\r\n\r\n          นักวิจัยได้ทำการศึกษา โดยการดัดแปลงพันธุกรรมของหนูเพื่อสร้างโปรตีนโนซิเซปตินเรืองแสง ซึ่งช่วยในการติดตามการเคลื่อนไหวของโปรตีนส่งสัญญาณชนิดนี้ในสมอง จากนั้นนักวิจัยได้ให้หนูกินอาหารมื้อหลัก ก่อนที่จะนำหนูซึ่งอิ่มอาหารแล้วไปไว้ในกรงที่มีอาหารที่มีไขมันแสนอร่อย ซึ่งจากการทดลองปรากฏว่า แม้ว่าหนูจะไม่มีความหิวมากระตุ้น หนูก็ยังดื่มด่ำกับอาหารที่มีไขมัน จนในที่สุดก็กลายเป็นหนูที่มีน้ำหนักตัวเกิน\r\n\r\n          จากการศึกษาพบว่า เมื่อหนูตัวใหญ่ขึ้น การส่งสัญญาณของโปรตีนโนซิเซปตินจะเพิ่มมากขึ้นในวงจรสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนอะมิกดะลา (amygdala) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการประมวลผลทางอารมณ์ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อย่างไรก็ตาม การยับยั้งทางเคมีของเซลล์ประสาทภายในสมองส่วนอะมิกดะลาที่ผลิตโปรตีนโนซิเซปติน จะทำให้หนูหยุดการกินที่มากเกินไป และการยับยั้งดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความอยากอาหารมื้อหลักของพวกมัน\r\n\r\n          ทั้งนี้ผลการศึกษาบ่งชี้ให้เห็นว่า วงจรสมองที่เฉพาะเจาะจงนี้มีส่วนสนับสนุนการรับประทานอาหารที่มากเกินไป แต่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารที่เกิดจากการความหิว นักวิจัยกล่าวว่า วิถีประสาทที่ควบคุมการรับประทานอาหารที่ไม่ได้เกิดจากความหิวนี้มีแนวโน้มที่จะพัฒนามากขึ้นในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีการที่รับประทานอาหารก็ต่อเมื่อเผชิญกับความอดอยากหรือความหิวโหย จึงมีความเป็นไปได้ถึงแนวโน้มของการบริโภคอาหารที่มีแคลอรีสูง และนั่นจึงเป็นเหตุผลให้อัตราการเป็นโรคอ้วนเพิ่มมากขึ้น\r\n\r\n          ความอร่อยของอาหารเป็นหนึ่งในหลายปัจจัยที่ส่งเสริมการบริโภค และการรับประทานอาหารที่มากเกินไป เป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาซึ่งภัยสุขภาพ ดังนั้นประโยคที่ว่า \"เราจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรารับประทาน\" ยังคงเป็นประโยคเตือนใจสำหรับผู้อ่านที่กำลังเคี้ยวโดนัทอยู่ในขณะนี้ได้เป็นอย่างดี\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/article-biology/item/10455-2019-07-01-02-01-52\r\n\r\nรูปภาพจาก\r\nhttps://pixabay.com/th/photos/ความหิว-หิว-การกิน-คุกกี้-บิสกิต-413685/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1644375056.jpg"],
    [309,3849,"ปลาหายใจในน้ำได้อย่างไร?","Thu, 2022-01-20 09:44","http://www.stkc.go.th/node/3849","วิทยาศาสตร์ชีวภาพ",null,"          เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าปลาหายใจทางเหงือก แต่ก็ยังสงสัยว่ามันหายใจทางเหงือกได้อย่างไร ไม่สำลักน้ำหรอและเอาออกซิเจนมาจากไหนวันนี้เรามีคำตอบ ไปดูกันเลยว่าปลาหายใจได้อย่างไรเมื่ออยู่ในน้ำ\r\n         ตรงข้างแก้มทั้งสองของปลาจะมีกระดูกแข็งอยู่ข้างละแผ่น สามารถปิดเปิดได้คล้ายบานพับ ในนั้นจะมีอวัยวะที่เราเรียกเหงือกอยู่ ในการหายใจ แรกทีเดียวปลาจะปิดเหงือก แล้วอ้าปากเพื่อให้น้ำเข้าไปต่อจากนั้นปลาจะหุบปากแล้วเปิดเหงือกเพื่อบังคับน้ำให้ผ่านเหงือกออกมา เนื่องจากที่เหงือกมีเส้นเลือดฝอยอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อน้ำที่มีอากาศละลายอยู่ผ่านเหงือก เส้นเลือดฝอยจะดูดออกชิเจนเอาไว้ ในขณะเดียวกันก็คายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา เช่นเดียวกับการหายใจของสัตว์อื่นๆ\r\n         แต่ก็ยังมีปลาบางจำพวกที่มีอวัยวะพิเศษใช้ช่วยในการหายใจ นอกเหนือจากผิวหนังของปลา ซึ่งมีส่วนสำคัญในการขับถ่ายของเสีย เช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ปลาบางจำพวก เช่น ปลา ไหลน้ำจืด ใช้ลำไส้ช่วยในการหายใจได้ด้วย ในลูกปลาวัยอ่อน (larvae) ของปลาส่วนใหญ่ที่ยังมี ถุงไข่แดงอยู่ ปรากฏว่าเส้นเลือดฝอยบนถุงไข่แดง และที่ส่วนต่างๆ ของครีบสามารถดูดซับเอา ก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกายได้เช่นกัน ในลูกปลาจำพวกที่มีอวัยวะคล้ายปอด (lung fishes) จะมี เหงือกพิเศษซึ่งพัฒนาดีในระยะแรกของการเจริญเติบโตของปลาเท่านั้น ต่อมาเมื่อลูกปลาดังกล่าว โตขึ้น เหงือกพิเศษจะค่อยๆ หดหายไป\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=1&chap=5&page=t1-5-infodetail04.html\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1642646685.jpg"],
    [310,3848,"Real-Time PCR กับ Antigen Test Kit (ATK) ต่างกันอย่างไร?","Wed, 2022-01-19 09:15","http://www.stkc.go.th/node/3848","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"    การตรวจหาเชื้อ COVID-19 นั้นแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ วิธีการตรวจด้วยตนเอง หรือ Antigen Test Kit (ATK) และการตรวจด้วยวิธี RT-PCR (Real Time PCR) ซึ่งวิธีทั้ง 2 นั้นมีข้อแตกต่างอย่างไรบ้าง เรามีคำแนะนำมาฝากทุกท่าน\r\n\r\nReal-Time PCR เป็นการ Swab เพื่อเก็บสารคัดหลั่งทางเดินหายใจส่วนบนเข้าตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ (Lab) โดยต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลรอผลตรวจประมาณ 24-72 ชั่วโมง\r\n\r\n   การตรวจวิธีนี้ มีความแม่นยำสูง สามารถยืนยันผลได้ทันที ในกรณีที่ผลเป็นลบ (-) หรือ Negative แต่มีความเสี่ยงสูง ควรสังเกตอาการของตนเอง หากเริ่มมีอาการแสดงให้มาตรวจซ้ำทันที ช่วยวินิจฉัยการติดเชื้อระยะเริ่มแรก สามารถตรวจพบเชื้อได้ แม้ติดเชื้อมาเพียง 3 วัน หรือมีเชื้อน้อย\r\n\r\nAntigen Test Kit (ATK) ชุดตรวจโควิด-19 โดยสามารถตรวจด้วยตัวเองที่บ้าน เก็บสารคัดหลังโดยอ่านผลทดสอบบน Strip Test ใช้ตรวจคัดกรองในเบื้องต้น โดยรอผลตรวจประมาณ 15-30 นาที\r\n\r\n   การตรวจวิธีนี้ ความแม่นยำในการตรวจ อาจมีความคลาดเคลื่อนจากวิธีการตรวจ หรือชุดตรวจไม่ได้มาตรฐาน/ชำรุด หากไม่มั่นใจควรตรวจซ้ำทันที หรือเว้นระยะ 1-3 วัน เหมาะกับผู้ที่มีความสงสัย และต้องการตรวจเบื้องต้น *กรณีที่ตรวจ ATK ด้วยตนเองและผลเป็นบวก (+) ควรตรวจซ้ำด้วยวิธี RT-PCR อีกครั้ง\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา:\r\nhttps://www.sikarin.com/health/ตรวจโควิด-19-rt-pcr-vs-atk-ต่างกันอย่า\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1642558513.jpg"],
    [311,3842,"ทำไมบางคนถึงชอบเรอ","Tue, 2022-01-11 12:56","http://www.stkc.go.th/node/3842","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   ทุกคนเคยหรือไม่ที่รับประทานอาหารอยู่ดีๆ ก็มีอาการอยากจะเรอขึ้นมา หรือมีเพื่อนในกลุ่มที่ชอบเรอออกมาเสียงดังตลอดทุกครั้ง อาการเรอมีสาเหตุมาจากอะไร แล้วเราสามารถบังคับไม่ให้เกิดการเรอเสียงดังต่อหน้าคนอื่นได้หรือไม่\r\n  อาการเรอ (Belching)เป็นปฏิกิริยาอย่างหนึ่งของร่างกาย เกิดขึ้นเมื่อมีลมอยู่ในระบบทางเดินอาหารช่วงต้น ๆ ร่างกายจึงขับลมออกมาทางปาก นอกจากจะมีลมแล้วยังมีเสียงตามมาอีกด้วย ซึ่งเกิดจากการที่หูรูดของหลอดอาหารมีการสั่นนั่นเอง และยังมาพร้อมกับกลิ่นของอาหารที่ตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารที่เราเพิ่งรับประทานไปตอนนั้นอีกด้วย โดยอาการเรอมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีลมอยู่ในกระเพาะมากเกินไปจนส่งผลให้กระเพาะอาหารพองตัว ดังนั้น ร่างกายจึงขับเอาลมนั้นออกมา เพื่อลดการพองตัวของกระเพาะอาหาร แถมยังช่วยผ่อนคลายความแน่นและความอึดอัดลงได้ ทำให้รู้สึกสบายท้องมากขึ้น\r\n\r\n   บางคนอาจจะมีอาการที่ชอบเรอบ่อย ๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าในกระเพาะอาหารของคุณนั้นมีลมอยู่มากกว่าปกติ และการที่มีลมอยู่มากกว่าปกติมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน โดยสิ่งที่เรามักจะสังเกตได้ง่าย คือ การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีแก๊สอยู่มาก เช่น น้ำอัดลม อย่างไรก็ตาม อาการเรอไม่เพียงเกิดขึ้นเฉพาะเมื่อตอนมีลมมากกว่าปกติเท่านั้น แต่อาจจะมาจากอาการไม่สบายท้องที่มีมาจากสาเหตุอื่น ๆ ได้แก่\r\n\r\n1. การกลืนลม ทั้งแบบที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น รับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มเร็วเกินไป ดื่มน้ำจากหลอดดูด สูบบุหรี่ เด็กอ่อนดูดนมแม่ หายใจลึกหรือเร็วกว่าปกติ\r\n2. การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด เช่น น้ำอัดลม อาหารไฟเบอร์สูง ถั่วต่าง ๆ หัวหอม ต้นหอม ผักตระกูลกะหล่ำ\r\n3. มีกรดในกระเพาะอาหารมาก เช่น ดื่มกาแฟ มีอาหารตกค้างมากเกินไป ความเครียด\r\n4. การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาระบาย ยาบรรเทาอาการปวด ยาอะคาร์โบส (รักษาโรคเบาหวาน ชนิดที่ 2)\r\n5. มีโรคประจำที่ส่งผลต่อการเรอ เช่น กรดไหลย้อน กระเพาะอาหารอักเสบ การติดเชื้อในกระเพาะอาหาร\r\n\r\n   โดยปกติอาการเรอเป็นเพียงกลไกหนึ่งของร่างกายที่ช่วยในการขับลมในกระเพาะออกมา บางคนรับประทานอาหารบางประเภทที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อาจจะไม่มีอาการเรอก็ได้แล้วแต่บุคคล ซึ่งสามารถหายไปได้เองไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ถ้าใครที่พบว่าตนเองหรือคนใกล้ตัวมีอาการเรอบ่อยและมากกว่าปกติ และมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป หรือท้องอืดหลังอาหารเป็นประจำและมีอาการปวดท้อง เจ็บหน้าอก ควรรีบไปปรึกษากับแพทย์ทันที\r\n\r\nแหล่งที่มา \r\nhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/74058/-scihea-sci-\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n   \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1641880716.jpg"],
    [312,3818,"พลังงานนิวเคลียร์คืออะไร","Tue, 2021-12-28 15:16","http://www.stkc.go.th/node/3818","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   ปัจจุบันนี้หลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ได้หันมาให้ความสนใจกับการศึกษาและพัฒนาการนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้ในทางสันติ เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับโลกของเรา จนทุกวันนี้ พลังงานนิวเคลียร์ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราอย่างใกล้ชิด\r\n\r\n   พลังงานนิวเคลียร์ ก็คือพลังงานที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียส หลายคนคงงงว่า แล้วนิวเคลียสคืออะไร ? ก่อนอื่นต้องขออธิบายก่อนว่า ในสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเราไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ใบหญ้าตามธรรมชาติ หรือตึกรามบ้านช่องที่มนุษย์สร้างขึ้น ล้วนประกอบไปด้วยอนุภาคขนาดเล็กที่เกาะตัวกันอยู่จนเกิดเป็นรูปร่างของสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา ซึ่งเราเรียกอนุภาคขนาดเล็กเหล่านั้นว่า “อะตอม” หรือก็คือ “ปรมาณู”ในภาษาไทยนั่นเอง ในอะตอมเอง ยังประกอบไปด้วยอนุภาคอีก 3 ชนิด นั่นคือ “โปรตอน” “นิวตรอน” และ “อิเล็กตรอน” โปรตอนและนิวตรอนนั้น จะรวมตัวกันอยู่เป็นศูนย์กลางของอะตอมซึ่งก็คือ “นิวเคลียส” ในขณะที่อิเล็กตรอนจะวิ่งวนอยู่ รอบ ๆ นิวเคลียส ในส่วนของนิวเคลียสนี่เอง ที่เป็นส่วนสำคัญของการเกิดพลังงานนิวเคลียร์\r\n\r\n  พลังงานนิวเคลียร์ คือ พลังงานที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในนิวเคลียส ซึ่งเราเรียกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ว่า “ปฏิกิริยานิวเคลียร์”โดยแบ่งได้เป็น 2 ชนิด \r\n1.ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น คือปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดจากการแตกตัวของโปรตอน และนิวตรอนในนิวเคลียสของธาตุหนัก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้อาศัยหลักการดังกล่าว มาใช้ในการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ในเครื่องปฏิกรณ์ปรมาณู เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทั้งในการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือในการศึกษาวิจัยต่าง ๆ\r\n\r\n2.ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น คือ จะตรงกันข้ามกับปฏิกิริยาชนิดแรก เพราะปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น จะเกิดจากการรวมตัวกันของนิวเคลียสของธาตุเบา เช่น ไฮโดรเจน ซึ่งปฏิกิริยาที่ว่านี้ ก็เป็นแบบเดียวกันกับที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตย์นั่นเอง \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.oap.go.th/component/content/article/105-thai/resources/articles/nuclear/128-nuclear-1?Itemid=528\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/filefield_paths/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A3%E0%B9%8C-02.jpg"],
    [313,3816,"มารู้จักพลังงานแสงอาทิตย์","Tue, 2021-12-28 14:04","http://www.stkc.go.th/node/3816","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","http://www.gloucestermaritimecenter.org/ประโยชน์ของพลังงานแสงอ/","   พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานจากธรรมชาติ ปราศจากมลพิษ เป็นพลังงานทดแทนอันมีศักยภาพสูง มนุษย์สามารถนำมาใช้ได้ตามความต้องการและมีประโยชน์มาก เช่น นำมาผลิตไฟฟ้าเพื่อทำความร้อน และในปัจจุบันนี้นำมาทำความเย็นก็ย่อมได้ สำหรับในประเทศไทยนั้น มีการประยุกต์ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในหลายประเภท โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของอุปกรณ์แผงโซลาร์เซลล์\r\n\r\n6 ประโยชน์ของพลังงานแสงอาทิตย์\r\n\r\n1.ทำงานได้แม้วันที่มีเมฆมาก\r\n\r\n      แผงโซลาร์เซลล์ทำงานได้ทั้งวันที่มีแดดจัด หรือมีเมฆมาก อีกทั้งยังผลิตไฟฟ้าในช่วงหน้าหนาวได้ใกล้เคียงกับช่วงหน้าร้อนและถึงแม้ไฟดับก็มีการกักเก็บพลังงานไว้ในแบตเตอรี่ ทำให้สามารถใช้ไฟฟ้าได้อีกด้วย\r\n\r\n2.ช่วยลดค่าใช้จ่าย\r\n\r\n      ดูจากตัวเลขในปี 2009 – 2015 ของต่างประเทศ พบว่ามีการผลิตแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายประมาณ 30% ซึ่งมันจะถูกมากกว่าการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้ถ่านหิน อีกทั้งยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางมลพิษอีกด้วย\r\n\r\n3.แผงโซลาร์เซลล์สมารถจัดเก็บพลังงานส่วนเกินในระบบแบตเตอรี่ได้\r\n\r\n      หลายๆคนยังมีความเข้าใจผิดอยู่ว่าแผงโซลาร์เซลล์นั้น สามารถใช้ได้เฉพาะตอนที่มีแสงอาทิตย์เท่านั้น แต่ความจริงแล้วมันยังกักเก็บพลังงานไว้ในแบตเตอรี่แล้วนำไปใช้ในภายหลังได้อีกด้วย แต่จะต้องเป็นแบบ Deep Cycle Battery จึงจะเหมาะกับการเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์ เนื่องจากมีความสามารถในการจ่ายประจุได้สูงสุด 75% และแบตเตอรี่ชนิดนี้สามารถจ่ายไฟได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากกว่า\r\n\r\n4.ออกแบบมาให้มีความเหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของแต่ละบ้าน\r\n\r\n      โดยวิศวกรผู้ติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นผู้คำนวณพร้อมออกแบบให้ตรงตามขนาดจริงของบ้านของคุณ เพราะฉะนั้น คุณจึงไม่ต้องกังวลเรื่องของค่าใช้จ่ายที่อาจเกินต้นทุนหรือถูกยัดเยียดให้ติดตั้งเกินความจำเป็น\r\n\r\n5.พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานที่สะอาดกว่าพลังงานถ่านหิน\r\n\r\n     โดยถ่านหินจัดเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนึ่ง คือ ต้องระเบิดภูเขาเพื่อนำถ่านหินมาใช้ ทำให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพของมนุษย์และสภาพแวดล้อม จากปริมาณปรอท , คาร์บอนจำนวนมหาศาลที่กระจายตัวในอากาศ\r\n\r\n6.แผงโซลาร์เซลล์ นำมารีไซเคิลได้\r\n\r\n    แผงโซลาร์เซลล์ ส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 25 ปี ภายหลังจากการหมดอายุการใช้งาน แผงโซลาร์เซลล์ก็ยังนำมารีไซเคิลได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ผลิต เนื่องจากมีการรีไซเคิลแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย จากผู้ผลิตบางรายในต่างประเทศ โดยถ้าถามถึงข้อด้อยของพลังงานแสงอาทิตย์ ก็คงจะมีเพียงแค่การที่ไม่ได้ส่องแสงให้พลังงานตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งบางครั้งอาจมีช่วงเวลาที่ท้องฟ้ามืดครึ้มจัดใกล้ฝนตก จนกระทั่งบดบังแสงอาทิตย์ไปจนหมด จึงทำให้แผงพลังงานไม่อาจผลิตพลังงานได้ แต่การแก้ปัญหาก็สามารถทำได้จากการเก็บพลังงานเอาไว้ในแบตเตอรี่สำรองนั่นเอง\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1640675053.jpg"],
    [314,3804," 4 จุดบอด ห้ามขับใกล้รถบรรทุก","Fri, 2021-12-24 13:01","http://www.stkc.go.th/node/3804","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   ข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนมากมายที่เห็นแล้วเกิดอาการร้อนๆ หนาวๆ เพราะแต่ละทีก็มีทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต\r\nรถบรรทุกเองก็เป็นอีกหนึ่งยานพาหนะที่ผู้ใช้รถใช้ถนนหลายๆ ท่านไม่อยากเข้าใกล้เท่าไรนัก เพราะนอกจากขนาด\r\nรถที่ใหญ่เต็มถนนแล้ว เวลาเกิดอุบัติเหตุครั้งหนึ่งก็หนักหนาสาหัสเอาการ\r\nทั้งนี้ มีข้อมูลจากผู้ใช้เฟซบุ๊กท่านหนึ่ง ผู้เคยทดลองนั่งรถบรรทุกยืนยันว่า ถ้านั่งตรงคนขับรถบรรทุกแล้ว ความ\r\nสามารถในการมองเห็นรถหรือวัตถุอื่นๆ จะน้อยมาก โดยพบว่าจะมีจุดบอดทั้งหมด 4 ที่ ที่ผู้ขับขี่ยานพาหนะ\r\nร่วมถนนเดียวกันต้องระมัดระวัง เมื่อต้องขับใกล้ๆ กับรถบรรทุก\r\n\r\n\r\n\r\n1. บริเวณด้านหน้ารถ\r\nบริเวณนี้ ผู้ขับขี่ควรเว้นระยะให้อยู่ห่างจากรถบรรทุกราว 4 คันรถ\r\n2. บริเวณด้านขวา\r\nบริเวณนี้คนขับรถบรรทุกจะมองไม่เห็น ถ้าจะให้เขามองเห็น อย่างน้อยต้องเลยหรือเทียบเท่าหน้ารถ\r\n3. บริเวณด้านซ้าย\r\nบริเวณนี้จัดว่าน่ากลัวที่สุด เป็นมุมที่คนขับเห็นได้น้อยมาก และจะเห็นแค่มุมเล็กๆ เท่านั้น ต้องรีบขับผ่านไป\r\nอย่ารอช้า\r\n4. บริเวณด้านหลัง\r\nบริเวณนี้คนขับรถบรรทุกไม่มีทางมองเห็นแน่นอน ถ้าจะให้มองเห็นต้องเว้นระยะห่างจากรถบรรทุกอย่าง\r\nน้อย 10 เมตร หรืออยู่ให้ห่างราว 20-25 คันรถ\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttp://www.electron.rmutphysics.com/science-news/index.php?option=com_content&task=view&id=2630&Itemid=4\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1640325687.jpg"],
    [315,3803,"5 เรื่องน่ารู้ของรถยนต์ไฮโดรเจน","Fri, 2021-12-24 09:04","http://www.stkc.go.th/node/3803","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   ในขณะที่บ้านเราตอนนี้กำลังฮือฮากันกับหลากรถใหม่ที่เปิดตัวออกมาส่งท้ายปี แต่ในตลาดโลก\r\nปฐมบทใหม่ก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อ   Toyota   เปิดตัวรถยนต์   Toyota Mirai   ใหม่ รถยนต์ไฮโดรเจนคัน\r\nแรกที่พร้อมวางขายจริง แต่ในขณะที่หลายคนคิดว่านี่มันไกลตัวไปมาก ๆ ยิ่งบ้านเรายังไม่ส่งเสริม\r\nแม้กระทั่งรถไฮบริด บางทีมีบางอย่างที่คุณควรรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฮโดรเจน ว่าที่การขับเคลื่อนของ\r\nเราๆ ท่านๆ ในอนาคต อันใกล้\r\n1. มันไม่ปล่อยไอเสีย  รถไฟฟ้าอาจจะถูกอุปโลกว่ามันไม่มีไอเสีย Zero emission  แต่ใครที่\r\nทำงานในแวดวงวิศวกรรมต่างทราบดีว่ารถไฟฟ้า สร้างไอเสียที่ไหนสักแห่งอย่างแย่ที่สุดก็โรง\r\nไฟฟ้า แต่รถไฮโดรเจนพลังไฮโดรเจนไม่ใช่แบบนั้น มันไม่ใช่เลย เพรา ไฮโดรเจนใช้หลักการ\r\nแยกโมเลกุลของไฮโดรเจนมาผสานกับออกซิเจน ทำให้มันไม่มีการปล่อยไอเสียโดยสิ้นเชิงไม่\r\nว่าจะกรณีใดๆ ก็ตาม\r\n2.มันไม่ต่างจากรถใช้น้ำมัน ถ้าคุณคิดว่าเมื่อรถยนต์เปลี่ยนแนวคิดไป คุณต้องเปลี่ยนพฤติ\r\nกรรมไปด้วย รถยนต์พลังไฮโดรเจนไม่ใช่แบบที่คุณคิด โดยเฉพาะเมื่อรถยังต้องการพลังงาน\r\nจากภายนอกเข้าสู่รถ แทนที่จะเป็นน้ำมัน มันจะกลับกลายเป็นไฮโดรเจนเหลว ซึ่งการเติมใช้\r\nเวลาไม่นานนักอย่างเช่น  Toyota Mirai   จะเติมไฮโดรเจนจนเต็มใช้เวลาเพียง  5  นาที \r\nแต่ว่าที่ Honda FCV Concept  ใหม่ กลับใช้เวลาเพียง 3  นาที  ซึ่งเท่ากับที่เราใช้เติมน้ำมัน\r\nโดยเฉลี่ย\r\n3.ราคาไม่แพงอย่างที่คิด แม้ว่าบ้านเราอาจจะไม่เคยมีแนวคิดในเรื่องรถไฮโดรเจนมาก่อน\r\nแต่ถ้าคิดว่ารถไฮโดรเจนมีราคาแพงก็คงต้องคิดใหม่ เพราะความจริงแล้วเจ้ารถไฮโดรเจนนั้น\r\nอย่าง  Toyota Mirai   มีราคาจำหน่ายเพียง   58,325 ดอลล่าร์ หรือถ้าเคาะเป็นเงินไทย ก็นับ\r\nว่าถูกมากเพียงราวๆ  2  ล้านบาทเท่านั้น\r\n4.การขับขี่ที่นุ่มเงียบอย่างเหลือเชื่อ  เทคโนโลยีรถไฮโดรเจนคืออีกขีดขั้นของการพัฒนา\r\nรถยนต์ ที่จริงมันเป็นขั้นที่สูงกว่ารถยนต์พลังไฟฟ้า ทำให้หลายสิ่งที่มีในรถไฟฟ้า มีในรถไฮ\r\nโดรเจน ไม่ว่าจะความเงียบในการเดินทางและสมรรถนะจากมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่ง  Toyota Mirai\r\nมาพร้อมชุดมอเตอร์ไฟฟ้าเทียบเท่ากำลัง 157   แรงม้า ทำแรงบิดได้  247  ปอนด์ ฟุต และ\r\nถ้าถามถึงสมรรถนะมันมาสามารถเร่ง 0-100  ก.ม./ช.ม.  ใน  9  วินาที เท่านั้น\r\n5.  มันทนทานกว่าที่คิด สิ่งที่หลายคนกลัวกับเทคโนโลยีใหม่ คงไม่พ้นความทนทานในการ\r\nใช้งานซึ่งไม่น่าแปลกใจนัก แต่จะว่าไปแม้เทคโนโลยี Fuel Cell จะเป็นเรื่องใหม่มาก แต่  \r\nToyota   กล้าที่จะรับประกันระบบนานถึง   8  ปี หรือระยะทางมากถึง 100,000 ไมล์ ซึ่งหมาย\r\nความถึงระบบมีความสามารถรองรับการใช้งานที่ยาวนาน ที่จริงอาจจะมากกว่าเครื่องยนต์ด้วย\r\nซ้ำไป\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.autodeft.com/deftscoop/scoop--5เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฮโดรเจน\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1640311463.jpg"],
    [316,3800,"ทำไมเรามองเห็นฟ้าผ่าก่อนได้ยินเสียง?","Thu, 2021-12-23 08:38","http://www.stkc.go.th/node/3800","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   เชื่อว่าทุกคนเห็นและได้ยินเสียงฟ้าผ่า แต่สงสัยกันมั๊ยว่าทำไมเมื่อเราถึงมองเห็นแสงแว๊บ ๆ จากฟ้าผ่าแล้ว\r\nอีกอึดใจใหญ่ ๆ ถึงจะได้ยินเสียงของมันสาเหตุที่เราเห็นแสงจากฟ้าผ่าก่อนได้ยินเสียงเสมอก็เนื่องมาจากแสง\r\nเดินทางได้เร็วกว่าเสียงมากนั่นเอง โดยแสงมีความเร็ว 299,792,458 เมตรต่อวินาที ตีเป็นเลขกลม ๆ ที่\r\n300,000,000 เมตรต่อวินาทีก็แล้วกัน หรือคิดเป็น 300,000 กิโลเมตรต่อวินาที (ความเร็วในสุญญากาศ)\r\nในขณะที่เสียงมีความเร็วในอากาศที่ 343 เมตรต่อนาที (ความเร็วในอากาศแห้ง, อุณหภูมิ 20’C)\r\n\r\n   จะเห็นว่าความเร็วของแสงนั้น เร็วกว่าความเร็วเสียงมากมาย คิดเป็นตัวเลขออกมาได้ราว ๆ 874,030 เท่า!!\r\nดังนั้นนี่คือเหตุผลที่ว่าเราจะเห็นแสงจากฟ้าผ่าก่อนได้ยินเสียงเสมอ\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.net/ทำไมเรามองเห็นฟ้าผ่าก่อนได้ยินเสียง/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1640223507.jpg"],
    [317,3799,"รู้หรือไม่ ทำไมพริกถึง “เผ็ด”","Wed, 2021-12-22 15:03","http://www.stkc.go.th/node/3799","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   จากการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์เกือบ 200 ปีมาแล้ว พบว่า สารเคมีที่มีชื่อว่า “แคปไซซิน” (capsaicin)\r\nเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้พริกเผ็ด บริเวณที่พบสารแคปไซซินภายในผลพริกนั้น ซึ่งมีลักษณะเป็นกรด ถูกเข้า\r\nใจผิดกันเยอะว่ามันอยู่ในเม็ดของพริก แต่ที่จริงนั้นแคปไซซินถูกพบอยู่ในผิวด้านใน และไส้ของพริกต่างหาก\r\n\r\n\r\nพวกมันจะละลายออกมากับน้ำเวลาที่ถูกนำไปทำอาหาร ในทางวิทยาศาสตร์นั้นจัดให้รสเผ็ดจากแคปไซซิน\r\nเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายประเภทหนึ่ง ซึ่งแคปไซซินจะทำให้เกิดความระคายเคืองที่ทางเดินอาหาร\r\nร่างกายของมนุษย์จึงต้องบังคับให้ Mucous Membranes ที่อยู่ในช่องจมูกทำการพองตัวและหลั่งสารที่เรา\r\nเรียกกันว่า “น้ำมูก” ออกมาเพื่ออุดจมูกไม่ให้สิ่งแปลกปลอมอย่างแคปไซซินเข้าสู่ปอดได้\r\n\r\n \r\n                                           ขอบคุณภาพจาก :https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/1123540/\r\nโดย “แคปไซซิน” จะอยู่ในบริเวณเยื่อแกนกลางสีขาว หรือที่เรียกว่า “รกพริก” เป็นส่วนใหญ่ และส่วนของ\r\nเนื้อพริก เปลือก หรือเมล็ดพริก จะมีสารแคปไซซินอยู่น้อยมาก ซึ่งต่างจากความเข้าใจของคนทั่วไปที่มัก\r\nคิดว่า เมล็ดเป็นส่วนของพริกที่เผ็ดที่สุด\r\n\r\nแต่อย่างไรก็ตาม ปริมาณของสาร “แคปไซซิน” จะมีความแตกต่างกันออกไปตามชนิด และสายพันธุ์ของ\r\nพริกอีกด้วย อีกทั้ง “แคปไซซิน” ยังเป็นสารออกฤทธิ์ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อาทิเช่น บรรเทา\r\nอาการปวดหรือเกร็งของกล้ามเนื้อ อาการปวดข้อ การติดเชื้อทางผิวหนัง แผลในกระเพาะอาหาร ลดระดับ\r\nไขมันในเลือด รวมถึงเชื่อว่าอาจช่วยป้องกันความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย\r\n\r\nทั้งนี้ ต้องดูถึงการศึกษาถึงข้อพิสูจน์หรือหลักฐานทางการแพทย์ว่ามีมากน้อยเพียงใดที่จะช่วยยืนยันสรรพ\r\nคุณ ประโยชน์ และความปลอดภัยของการรับประทานพริกที่มีบทบาทหรือส่วนช่วยในการรักษาโรคเหล่านี้\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.chiangmainews.co.th/page/archives/1123540/\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1640160224.jpg"],
    [318,3788,"ทำไมถึงเรียกว่าแก้วสูญญากาศ","Tue, 2021-12-14 11:36","http://www.stkc.go.th/node/3788","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"  แก้วสูญญากาศ ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นแก้วสแตนเลสแบบสองชั้น หรือที่เรียกว่า Double Wall ซึ่งใช้วิธีทำให้\r\nช่องว่างระหว่างวัสดุ 2 ชั้นนี้กลายเป็นสูญญากาศ เนื่องจากสูญญากาศ ไม่มีความสามารถในการนำหรือพาความร้อน\r\nและยังทำหน้าที่เป็นเหมือนฉนวนกันความร้อน จึงทำให้การถ่ายเทพลังงานความร้อนช้าลง และรักษาอุณหภูมิที่ต้อง\r\nการไว้ได้ยาวนานมากขึ้น\r\n   ในกระบอกน้ำสุญญากาศนั้นจะเกิดการถ่ายโอนความร้อน (heat transfer)  ซึ่งการถ่ายโอนความร้อน หมายถึง \r\nการส่งผ่านความร้อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยการนำความร้อน (heat conduction) การพาความร้อน (heat\r\nconvection) และการแผ่รังสีความร้อน (radiation) การนำความร้อนเช่นการเอามือของเราไปสัมผัสกับแท่งโลหะร้อน \r\nการเคลื่อนที่ของพลังงานความร้อนจะเคลื่อนที่จากที่มีอุณหภูมิสูงกว่าไปยังที่มีอุณหภูมิต่ำกว่า ซึ่งก็คือจากแท่งโลหะ\r\nร้อนมายังมือของเรานั่นเองการนำความร้อนจะเกิดขึ้นเมื่อมีวัตถุมาสัมผัสกันโดยตรง ส่วนการพาความร้อนเป็นการถ่าย\r\nโอนความร้อนผ่านของไหล โดยโมเลกุลของของไหลเมื่อรับความร้อนจะขยายตัวและเคลื่อนที่สูงขึ้นเนื่องจากแรงลอ\r\nตัวพร้อมทั้งพาความร้อนไปด้วย เช่นลมบกลมทะเลและกระแสน้ำเป็นต้น ส่วนการแผ่รังสีความร้อน เป็นพลังงานที่แผ่\r\nจากต้นกำเนิดรังสีผ่านอากาศหรือสสาร ในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางเช่นอากาศ ความร้อน\r\nจากดวงอาทิตย์มายังผิวของเราหรือความร้อนจากหลอดไฟแบบเก่าคือหลอดไส้ร้อนแบบธรรมดา ล้วนเป็นการแผ่รังสี\r\nความร้อน\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.scimath.org/article-chemistry/item/11336-2020-03-06-07-52-52\r\n\r\nหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง\r\nสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1639456565.jpg"],
    [319,3775,"มารู้จักภูเขาไฟกันเถอะ!","Tue, 2021-12-07 14:41","http://www.stkc.go.th/node/3775","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"   ธรรมชาติสร้างชีวิต ขณะเดียวกันก็ทำลายชีวิตได้เช่นกัน  เห็นได้ชัดเจนจากภัยธรรมชาติทั้งหลาย เช่น พายุหมุน แผ่นดินไหว \r\nภูเขาไฟระเบิด ซึ่งสำหรับประเทศไทยเองก็เคยประสบกับภัยธรรมชาติหลายประการ แต่ภัยธรรมชาติอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างห่างไกล\r\nตัวเราก็คือ ภูเขาไฟระเบิด เพราะแม้ว่าประเทศไทยจะมีภูเขาไฟอยู่บ้าง แต่ก็เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว มันจึงไม่ระเบิดหรือปะทุลาวาที่\r\nน่ากลัวออกมา อย่างไรก็ตาม หลายประเทศในโลก ก็ยังคงต้องเผชิญหน้ากับความน่าสะพรึงกลัวของมัน\r\n\r\nประเภทของภูเขาไฟ\r\nแบ่งตามลักษณะรูปทรงได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ\r\n1. ภูเขาไฟแบบโล่ (Shield Volcano) เป็นภูเขาไฟที่มีความลาดชันน้อย เพียง 6-12 องศาเท่านั้น เนื่องจากเกิดจาก\r\nแมกมาบะซอลต์ มีอัตราการไหลเร็ว แข็งตัวช้า ทำให้ลาวาไหลไปได้ไกล และสามารถก่อตัวเป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่ได้ เช่น ภูเขา\r\nไฟมอนาคี ที่เกาะฮาวาย หรือภูเขาไฟกระโดง จังหวัดบุรีรัมย์\r\n2. ภูเขาไฟแบบกรวยกรวด (Ash and Cinder Volcano) เป็นภูเขาไฟที่มีรูปทรงกรวย มีความลาดชันปาน\r\nกลางประมาณ 30 - 40 องศา เกิดจากการระเบิดรุนแรง ทำให้กรวดและเถ้าภูเขาไฟกระเด็นขึ้นสู่ด้านบนแล้วตกลงมาทับถมกัน\r\nบริเวณปากปล่อง เช่น ภูเขาไฟในรัฐออริกอน ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา\r\n3. ภูเขาไฟแบบสลับชั้น (Composite Volcano) เป็นภูเขาไฟขนาดกลาง ลักษณะเป็นรูปทรงกรวย มีปากปล่อง\r\nขนาดใหญ่และมีแอ่งบริเวณปากปล่อง ภายในภูเขาไฟมีธารลาวา กรวด เถ้าภูเขาไฟ เรียงสลับชั้นกันไป เช่น  ภูเขาไฟฟูจิ \r\nประเทศญี่ปุ่น หรือภูเขาไฟปอมเปอิ ประเทศอิตาลี\r\n\r\n   นอกจากนี้ยังมีการแบ่งเป็นภูเขาไฟแบบ Fissure Volcano ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่เกิดจากแมกมาบะซอลต์แทรกตัวขึ้น\r\nมาบริเวณรอยแยกของแผ่นเปลือกโลก และ Caldera Volcano ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่มีหุบเขาอยู่บริเวณยอดอีกด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nการระเบิดของภูเขาไฟ\r\nหากแบ่งประเภทของภูเขาไฟตามระยะเวลาการเกิด จะแบ่งภูเขาไฟได้เป็น 3 ประเภท\r\n1. ภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ (active volcano) เป็นภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิดได้ตลอดเวลา ซึ่งมีอยู่มากบนหมู่เกาะฮาวาย\r\n2. ภูเขาไฟที่สงบลงแล้ว (domant volcano) ภูเขาไฟที่ดับอยู่ แต่ก็มีโอกาสจะระเบิดหรือปะทุขึ้นมาอีกเมื่อไรก็ได้\r\n3. ภูเขาไฟที่ดับแล้ว (extinct volcano) ภูเขาไฟที่ไม่มีโอกาสระเบิดอีกแล้ว เนื่องจากเปลือกโลกบริเวณนั้นอยู่\r\nในภาวะเสถียร ไม่มีการขยับหรือเคลื่อนตัวแล้ว\r\n\r\n    กระบวนการระเบิดของภูเขาไฟนั้นเริ่มจากการที่ใต้ผิวโลกมีความร้อนสะสมอยู่มาก โดยเฉพาะบริเวณที่เรียกว่า\r\n\"จุดร้อน\" ซึ่งจะทำให้เนื้อโลกชั้นล่างหลอมละลายเมื่อความดันและความร้อนสูงถึงระดับหนึ่ง จะเกิดการระเบิดและ\r\nของเหลวที่หลอมละลายใต้ผิวโลกแทรกตัวขึ้นมาตามช่องหรือปล่องของภูเขาไฟ ซึ่งนั่นเรียกว่า \"ลาวา (Lava)\"\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/61342\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1638862968.jpg"],
    [320,3774,"สาเหตุการเกิดแผ่นดินไหว","Tue, 2021-12-07 13:42","http://www.stkc.go.th/node/3774","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"   อะไรเป็นสาเหตุการเกิดแผ่นดินไหว ความสั่นสะเทือนของพื้นดินเกิดขึ้นได้ทั้งจากการกระทำของธรรมชาติและมนุษย์\r\nส่วนที่เกิดจากธรรมชาติ ได้แก่ การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกโดยฉับพลัน ตามแนวขอบของแผ่นเปลือกโลก \r\nหรือตามแนวรอยเลื่อน การระเบิดของภูเขาไฟ การยุบตัวของโพรงใต้ดิน แผ่นดินถล่ม อุกาบาตขนาดใหญ่ตก เป็นต้น\r\nส่วนที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น การระเบิดต่างๆ การทำเหมือง สร้างอ่างเก็บน้ำใกล้\r\nรอยเลื่อน การทำงานของเครื่องจักรกล การจราจร เป็นต้น\r\n\r\nแผ่นดินไหวในประเทศไทยเกิดขึ้นได้จาก\r\n\r\n1. แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่มีแหล่งกำเนิดจากภายนอกประเทศส่งแรงสั่นสะเทือนมายังประเทศไทย โดยมีแหล่งกำเนิด\r\nจากตอนใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน พม่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ทะเลอันดามัน ตอนเหนือของ\r\nเกาะสุมาตรา ส่วนมากบริเวณที่รู้สึกสั่นไหวได้แก่ บริเวณภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ\r\nและกรุงเทพมหานคร\r\n\r\n2. แผ่นดินไหวเกิดจากแนวรอยเลื่อนที่ยังสามารถเคลื่อนตัวซึ่งยู่บริเวณภาคเหนือและภาคตะวันตกของประเทศ \r\nเช่น รอยเลื่อนเชียงแสน รอยเลื่อนแม่ทา รอยเลื่อนแพร่ รอยเลื่อนเถิน รอยเลื่อนเมยอุทัยธานี รอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ \r\nรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ รอยเลื่อนคลองมะรุย เป็นต้น\r\n\r\nภัยจากแผ่นดินไหวมีอะไรบ้างและส่งผลกระทบอย่างไร\r\n\r\nภัยแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นมีทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น พื้นดินแยก ภูเขาไฟระเบิด อาคารสิ่งก่อสร้างพังทะลาย\r\nเนื่องจากแรงสั่นไหว ไฟไหม้ ก๊าซรั่ว คลื่นซูนามิ แผ่นดินถล่ม เส้นทางคมนาคมเสียหาย เกิดโรคระบาด \r\nปัญหาด้านสุขภาพจิตของผู้ประสบภัย ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ\r\nเช่น การสื่อสารโทรคมนาคมขาดช่วง เครื่องคอมพิวเตอร์หยุดหรือขัดข้อง การคมนาคมทางบก ทางอากาศ\r\nชะงัก ประชาชนตื่นตระหนก มีผลต่อการลงทุนและการประกันภัย เป็นต้น\r\n\r\n \r\n\r\nบริเวณที่มีความเสี่ยงต่อภัยแผ่นดินไหวสูงในประเทศไทยได้แก่\r\n1. บริเวณที่อยู่ใกล้แหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว ตามแนวรอยเลื่อนทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่วนใหญ่\r\nอยู่บริเวณ ภาคเหนือและตะวันตก ของประเทศไทย\r\n2. บริเวณที่เคยมีประวัติหรือสถิติแผ่นดินไหวในอดีตและมีความเสียหายเกิดขึ้น จากนั้นเว้นช่วงการเกิดแผ่น\r\nดินไหว เป็นระยะเวลานาน ๆ บริเวณนั้นจะมีโอกาสการเกิดแผ่นดินไหว ที่มีขนาดใกล้เคียงกับสถิติเดิมได้อีก\r\n3. บริเวณที่เป็นดินอ่อนซึ่งสามารถขยายการสั่นสะเทือนได้ดี เช่น บริเวณที่มีดินเหนียวอยู่ใต้พื้นดินเป็นชั้น\r\nหนา เช่น บริเวณที่ลุ่ม หรืออยู่ใกล้ปากแม่น้ำ เป็นต้น\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=77\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1638859461.jpg"],
    [321,3773,"สภาพอากาศ และ ภูมิอากาศ แตกต่างกันอย่างไร?","Tue, 2021-12-07 13:16","http://www.stkc.go.th/node/3773","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม",null,"   สภาพอากาศ คือภาวะลมฟ้าอากาศที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ โดยนักพยากรณ์อากาศจะดูเรื่อง\r\nเกี่ยวกับอุณหภูมิ ความกดอากาศ ทิศทางลม และความชื้นในอากาศในภูมิภาคหนึ่ง ๆ และในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง \r\nเพื่อให้ทราบว่า วันนี้จะมีแสงแดดจัดหรือไม่ พรุ่งนี้จะมีฝนตกหรือเปล่า และมีโอกาสที่หิมะจะตกเพียงใด เป็นต้น \r\nซึ่งโดยทั่วไปการพยากรณ์อากาศในระยะสั้นมักค่อนข้างแม่นยำ\r\n\r\n   ส่วนภูมิอากาศ คือ สภาพอากาศที่เกิดขึ้นเป็นประจำต่อเนื่องยาวนาน และไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก \r\nเช่น ภูมิอากาศแบบขั้วโลก ซึ่งจะมีลักษณะอากาศหนาวเย็นโดยมาก ภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่จะเกี่ยวข้องปัจจัยต่าง ๆ \r\nบนโลกที่ทำให้เกิดลักษณะภูมิอากาศในแต่ละที่มีความต่างกัน\r\n\r\n   นักวิทยาศาสตร์ได้เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงเรื่องเกี่ยวกับอุณหภูมิโดยเฉลี่ย เพื่อให้ทราบแนวโน้มในระยะยาวว่า\r\nภูมิอากาศโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ซึ่งแนวโน้มในปัจจุบันก็ชัดเจนว่า โลกของเรากำลังร้อนขึ้น และมันกำลัง\r\nส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อสรรพชีวิตบนโลกของเรา ทำให้เกิดสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว น้ำแข็งในทะเลละลาย \r\nและระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเราทุกคน\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.bbc.com/thai/features-53723864\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1638857763.jpg"],
    [322,3769,"ดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิเท่าไรกัน?","Fri, 2021-12-03 15:56","http://www.stkc.go.th/node/3769","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม",null,"   ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ศูนย์กลางของระบบสุริยะ gclub เนื้อสารส่วนใหญ่ของระบบสุริยะอยู่ที่ดวงอาทิตย์ \r\nคือ มีมากถึง 99.87% เป็นมวลสารดาวเคราะห์รวมกันอย่างน้อยกว่า 0.13% ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ขนาด\r\nเล็ก เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์อื่น ๆ บนฟ้า แต่เป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกที่สุด จึงปรากฏเป็นวงกลมโต บนฟ้าของโลก\r\nเพียงดวงเดียว ดาวฤกษ์อื่นปรากฎเป็นจุดสว่าง เพราะอยู่ไกลมาก\r\n\r\n 1.ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1,392,000 กิโลเมตร\r\n 2.ความหนาแน่นเฉลี่ย 1,408 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตรหมุนรอบตัวเองที่เส้นศูนย์สูตร 25.04 วัน\r\n 3.อุณหภูมิพื้นผิวประมาณ 6,000 องศาเซลเซียส\r\n 4.แรงโน้มถ่วงที่ผิว 27.9 เท่าของโลกการศึกษาสเปกตรัมของแสงอาทิตย์gclub พบว่า ดวงอาทิตย์มี\r\nธาตุต่าง ๆ อยู่มากมาย ธาตุที่มีมาก ที่สุดในดวงอาทิตย์ถึง 3 ใน 4 ส่วน คือ ไฮโดรเจน รองลงมา คือ ฮีเลียม\r\nธาตุต่าง ๆ เหล่านี้ อยู่ในสภาวะที่เรียกว่า พลาสมา ( plasma ) คือมีประจุไฟฟ้า เพราะอยู่ภายใต้\r\nอุณหภูมิและ ความกดดันสูงมาก ประมาณว่าในใจกลางดวงอาทิตย์คงมีอุณหภูมิสูงถึง 15 ล้านองศาเซลเซียส \r\nซึ่งสูงมากพอที่จะทำให้เกิดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ หลอมไฮโดรเจนให้กลายเป็นฮีเลียม กระบวนการนี้ให้\r\nพลังงานแผ่ออกไปในระบบสุริยะปริมาณมหาศาล\r\n 5.โครงสร้างดวงอาทิตย์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตัวดวงอาทิตย์ และ บรรยากาศของดวงอาทิตย์\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://medium.com/@sclub_tum/ความร้อนของดวงอาทิตย์-b44b057f601d\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1638521772.jpg"],
    [323,3766,"แอร์ทำความเย็นไดอย่างไร?","Thu, 2021-12-02 15:13","http://www.stkc.go.th/node/3766","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   เราเคยเอาแอลกอฮอล์ มาทาที่ผิวของเราบ้างไหมครับ ตอนที่ทาแล้วรู้สึกกันอย่างไร  แน่นอนทุกคนก็คงตอบ\r\nได้เป็นเสียงเดียวกันว่า \"เย็น\" ใช่ไหมครับ แต่พวกเรารู้หรือไม่ว่าทำไมถึงรู้สึกเย็น ?  \r\nคำตอบ ก็คือว่าแอลกอฮอลล์ เป็นของเหลวที่มีจุดเดือดต่ำ ดังนั้นเมื่อมันสัมผัสกับผิวหนังของเราที่มีความร้อน \r\n( ประมาณ 37 องศาเซลเซียส )แอลกอฮอลล์ก็จะอมเอาความร้อนที่ผิวของเราเอาไว้ จนตัวมันเดือดและกลาย\r\nเป็นไอ แล้วระเหยออกไปอย่างรวดเร็ว  มันจึงได้ดึงเอาความร้อนออกจากผิวเราออกไปด้วย จึงทำให้เรา\r\nรู้สึกเย็นขึ้น\r\n   แล้วที่นี้เรามาฟังกันว่า \"แอร์ทำให้อากาศในห้องเราเย็นขึ้นได้อย่างไร \" ก็แทบไม่ต่างกันครับ \r\nน้ำยาแอร์คือสารที่มีจุดเดือดต่ำมากๆ อาทิ เช่น R22, R-134a ดังนั้นเมื่อมันสัมผัสกับอากาศ\r\nในห้องตรงคอยล์เย็น จึงทำให้น้ำยาแอร์เดือดและกลายเป็นไอ และถูกหอบเอาความร้อนในห้องไปทิ้งที่คอยล์\r\nร้อนนอกห้อง ผ่านการวิ่งในท่อแอร์ ทำให้ภายในห้องเย็น จะต่างกันก็แต่กรณีของแอลกอฮอลล์ที่สัมผัสกับผิว \r\nเมื่อมันกลายเป็นไอแล้วเราปล่อยให้มันระเหยลอยทิ้งไปในอากาศแต่ในแอร์เองจะมีระบบทำให้ไอของสาร\r\nทำความเย็น วนกลับมาควบแน่นใหม่ กลายเป็นของเหลวและใช้วนซ้ำได้ ( ไม่ปล่อยทิ้ง )\r\n\r\n\r\n\r\nหลักการทำงานของแอร์\r\n     ก็คือการสร้างระบบ ให้น้ำยาแอร์ไหลเวียนในท่อแอร์ แล้วเกิดการแลกเปลี่ยนความร้อน จนสามารถ\r\nหอบเอาความร้อนในห้องไปทิ้งที่นอกห้องได้\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\nhttps://www.blockdit.com/posts/5e286e76b713a5219222cc04\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1638432851.jpg"],
    [324,3760,"เคยสงสัยไหม? ทำไมรางรถไฟต้องถูกรองด้วยก้อนหิน","Tue, 2021-11-30 11:21","http://www.stkc.go.th/node/3760","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   แม้ว่าหลายคนจะกล่าวว่า การเดินทางโดยรถไฟค่อนข้างอันตราย ถึงอย่างนั้นการโดยสารทางรถไฟก็ยังเป็นหนึ่งในประสบการณ์\r\nการเดินทางที่น่าตื่นเต้น เพราะไม่เพียงแค่ได้เห็นภาพวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของธรรมชาติสองข้างทาง  แต่ยังได้สัมผัสกับบรรยา\r\nกาศของชุมชนที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมพื้นเมือง ความงดงามทางศิลปะของวัดวาอารามและสถานที่สำคัญ ตลอดจนรอยยิ้มของ\r\nผู้คนอย่างไรก็ดีอีกสิ่งหนึ่งที่เกือบจะมองเห็นได้ตลอดเส้นทางรถไฟก็คือ ก้อนหินขนาดเล็กที่อัดแน่นและรองรางรถไฟไว้ เคย\r\nสงสัยหรือไม่ว่าเหตุใดจึงมีก้อนหินเหล่านั้นวางอยู่แทบจะตลอดเส้นทาง?\r\n\r\n   ก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ที่เรามองเห็นว่าถูกวางไว้บริเวณรางรถไฟนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อประดับตกแต่งให้สวยงาม แต่เป็นหินโรยทาง \r\n(Track ballast) ที่ถูกวางไว้ในบริเวณด้านข้างของรางรถไฟ (Railway Tracks) และในระหว่างหมอนรองรางรถไฟ \r\n(Railway Sleepers) ทั้งนี้หมอนรองรางรถไฟเป็นวัสดุที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง เหล็กกล้า หรือคอนกรีตอัดแรงที่มีรูปร่างเป็น\r\nสี่เหลี่ยมมุมฉากซึ่งติดเข้ากับรางรถไฟในลักษณะของการวางตั้งฉากกับรางรถไฟที่ทอดตัวยาวขนานกันตามเส้นทาง โดยมีบท\r\nบาทช่วยยึดจับรางรถไฟทั้งสองเส้นให้อยู่กับที่และมีระยะที่เท่ากัน อย่างไรก็ตามจุดประสงค์ของการวางหินไว้ตลอดแนวทางรถ\r\nไฟนั้นเพื่อยึดโครงสร้างของรางรถไฟไว้ให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง\r\n\r\n\r\n\r\n   หากลองจินตนาการถึงความท้าทายด้านวิศวกรรมที่ต้องคำนวณการสร้างรางรถไฟแคบ ๆ เพื่อรองรับการวิ่งของยานพาหนะ\r\nขนาดใหญ่ที่ต้องบรรทุกทั้งผู้โดยสารและหัวรถจักรที่มีน้ำหนักกว่าหลายร้อยตันในระยะทางหลายกิโลเมตรพร้อมกับปัจจัยใน\r\nเรื่องของการหดและขยายตัวจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การสั่นสะเทือนของพื้นดิน การชะล้างจากน้ำฝนหรือหิมะ \r\nรวมทั้งการเจริญเติบโตของวัชพืชใต้พื้นดิน  ด้วยปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้การขนส่งระบบรางเป็นเรื่องที่น่าสนใจ \r\n\r\n   การสร้างทางรถไฟเริ่มต้นจากพื้นดินเดิม (Subsoil) ที่ถูกยกพื้นให้สูงขึ้นด้วยวัสดุที่รองรับโครงสร้างของระบบการปูผิวหน้า \r\nโดยจะยกให้สูงขึ้นในระดับที่จะไม่เกิดน้ำท่วม ด้านบนของพื้นที่ถูกยกสูงขึ้นนั้นจะถูกปูด้วยหินโรยทางรถไฟก่อนที่จะมีการติดตั้ง\r\nรางรถไฟและหมอนรองรางรถไฟเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงจะเทกลบด้วยหินโรยทางอีกครั้ง หินที่มีลักษณะขอบไม่เรียบจะช่วยยึด\r\nรางรถไฟไว้ในตำแหน่งที่มีการคำนวณอย่างแม่นยำแล้วทางวิศวกรรมระบบราง\r\n\r\n   ในความเป็นจริงแล้ว นอกจากหินโรยทางจะทำหน้าที่ยึดรางรถไฟกับหมอนรองรางรถไฟไม่ให้เคลื่อนไปตามพื้นผิวในขณะที่\r\nรถไฟที่มีน้ำหนักมหาศาลเคลื่อนผ่านแล้ว ยังช่วยป้องกันผลกระทบที่เกิดจากการหดและขยายตัวของรางรถไฟจากความร้อน \r\nการสั่นสะเทือนของพื้นดินและช่วยถ่วงน้ำหนักไม่ให้รางรถไฟลื่นไถลไปตามกระแสน้ำหรือหิมะในวันที่สภาพอากาศเลวร้าย \r\nรวมทั้งป้องกันความเสียหายของหน้าดินในชั้นดินเดิมโดยช่วยในการระบายน้ำรอบตัวรางและใต้รางรถไฟ นอกจากนี้ยังช่วย\r\nไม่ให้พื้นดินต่ำลงจากวัชพืชที่เติบโตขึ้นบริเวณรางรถไฟจากข้อมูลข้างต้นหลายท่านคงทราบถึงความสำคัญของหินที่อยู่ใน\r\nบริเวณรางรถไฟแล้ว ดังนั้นการหยิบก้อนหินโรยทางขึ้นมาขว้างเล่นจึงไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมสำหรับการระบายความเครียด\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.scimath.org/article-physics/item/8393-2018-06-01-02-42-58\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1638246101.jpg"],
    [325,3758,"เฮลิคอปเตอร์บินได้อย่างไร?","Tue, 2021-11-30 09:22","http://www.stkc.go.th/node/3758","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   ได้กล่าวแล้วว่าปีกซึ่งหมุนอยู่เหนือลำตัวด้วยกำลังเครื่องยนต์ทำหน้าที่ให้แรงยกในทิศทาง ตั้งฉากกับพื้น ฉะนั้น เมื่อเร่งเครื่อง\r\nยนต์ให้ได้จำนวนรอบต่อนาที และรอบของปีกหมุนสัมพันธ์กับ รอบเครื่องยนต์ตามเกณฑ์แล้ว นักบินจะยกคันคอลเลกตีฟขึ้น\r\nบังคับมุมปะทะของกลี  ปีกหมุน ซึ่งมีคุณสมบัติเหมือนแพนอากาศ ให้เกิดแรงยกฉุดเฮลิคอปเตอร์ลอยขึ้นจากพื้นในทางดิ่ง\r\n\r\n   การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าทำได้ด้วยการเอียงระนาบของปีกหมุนไปข้างหน้าและแตกแรงยกซึ่ง กำลังฉุดเฮลิคอปเตอร์ขึ้น\r\nไปในทิศทางตั้งฉากกับพื้นออกเป็นสองแรง คือ แรงยกซึ่งยังคงตั้งฉาก กับระนาบของปีกหมุนอยู่ตลอดเวลากับแรงฉุดไปข้าง\r\nหน้า อนึ่ง ระนาบของปีกหมุนอาจจะถูกบังคับให้เอียงไปทางใดก็ได้รอบตัว ฉะนั้นเฮลิคอปเตอร์ จึงมีแรงฉุดให้สามารถ\r\nเคลื่อนที่ไปได้ทุกทิศ ไม่ว่าจะเป็นทางหน้า ทางข้าง และแม้แต่ถอยหลัง\r\n\r\n\r\n\r\n                      แผนภาพแสดงมุมเอียงระนาบการหมุนโรเตอร์ เพื่อให้ได้แรงยกทั้งหมดแตกเป็นแรงฉุดไปข้างหน้า และแรงยกเฮลิคอปเตอร์ไว้\r\n\r\nเฮลิคอปเตอร์ ปลอดภัยกว่าเครื่องบิน ในโอกาสที่เครื่องยนต์ขัดข้องและจำเป็นต้องลงในที่ แคบๆ เช่น ท้องนา ด้วยเหตุผลดังนี้\r\n\r\n1.เมื่อเครื่องยนต์ขัดข้อง เครื่องบินจะเสียความเร็ว แรงยกจะลดลง เครื่องบินจึงลดระยะสูง ลงเรื่อยๆ ขณะที่จวนถึงพื้นความ\r\nเร็วร่อนก็จะลดลง ในที่สุดก็จะถึงจุดร่วงหล่น ซึ่งหมายความว่า นักบินบังคับเครื่องไม่ได้ต่อไป เครื่องบินจะพุ่งหรือร่วงเหมือน\r\nใบไม้ร่วง แรงแห่งความเฉื่อยที่ยัง เหลืออยู่จะทำให้เครื่องบินเคลื่อนที่ต่อไป ชนทุกอย่างที่ขวางหน้าให้แตกหักเสียหาย หรือ\r\nเป็น อันตรายได้\r\n\r\n2.สำหรับเฮลิคอปเตอร์ เมื่อเครื่องยนต์ขัดข้องไม่สามารถส่งแรงขับเคลื่อนออกมาได้ คลัตซ์ พิเศษจะดันให้ปีกหมุนเคลื่อนออก\r\n และคงหมุนแบบอัตโนมัติต่อไป แล้วนักบินจะทำออโตโรเตชัน (autorotation) คือการบังคับเครื่องโดยไม่\r\nอาศัยแรงฉุดของเครื่องยนต์ แต่จะบังคับเครื่องให้ร่อนลง ด้วยมุมชันกว่าปกติ เพื่อรักษาความเร็วของโรเตอร์ไว้ตามเกณฑ์\r\nมิให้ร่วงหล่นลงมาได้ การร่อน เช่นนี้ จะเสียความสูงเร็วมากจึงต้องระวัง และคอยเพิ่มมุมปะทะให้พอดี\r\n\r\n3.ในตอนใกล้พื้น ขณะนี้โรเตอร์จะหมุนช้าลงเพราะไม่มีแรงฉุดเครื่องยนต์แล้ว การเพิ่มมุม ปะทะจะทำให้ได้แรงยกมาก\r\nพอที่จะพยุงเครื่องไว้ในอากาศได้ ในขณะเดียวกัน นักบินจะดึง ยก หัวเครื่องขึ้น เพื่อให้วางตัวอยู่ในท่าเหมือนจะลงตาม\r\nธรรมดา พอปีกหมุนเสียกำลังยกไปน้อยกว่า น้ำหนัก นักบินก็จะวางตัวเฮลิคอปเตอร์ลงบนพื้นดินพอดี\r\n\r\nสรุปได้ง่ายๆ ว่า การที่เฮลิคอปเตอร์ยังคงลอยอยู่กับที่ในอากาศได้โดยไม่ต้องเคลื่อนที่ไป นั้น เป็นสิ่งที่เครื่องบินธรรมดา\r\nทำไม่ได้ ขณะที่ปีกหมุนทำหน้าที่หมุนยกตัวเครื่องไว้ได้นี้ นักบิน ก็ยังมีโอกาสบังคับเครื่องให้บินอยู่ได้ และบังคับให้\r\nวางตัวบนพื้นได้ก่อนที่ปีกหมุนจะหยุดนิ่ง\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=1&chap=8&page=t1-8-infodetail04_1.html\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1638238922.jpg"],
    [326,3757,"ตัวเลขบนทางวิ่ง (Runway) บอกอะไรกับนักบิน?","Mon, 2021-11-29 09:53","http://www.stkc.go.th/node/3757","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   ตัวเลขบนทางวิ่ง (Runway) นั้นบอกอะไรกับนักบินบ้าง เพื่อนๆ คงเคยนั่งเครื่องบิน หรือเห็นภาพทางวิ่งจากสื่อต่างๆ แล้ว\r\nสงสัยมั้ยครับว่า ตัวเลขที่เห็นเหล่านั้น คืออะไร และบอกอะไรให้กับนักบินทราบบ้าง วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังกันครับต้องขอเล่า\r\nถึงการสร้างสนามบินก่อนนะครับ โดยปกติแล้วเครื่องบินควรจะต้อง วิ่งขึ้นหรือลงสนามในทิศทางสวนลมเพื่อให้ได้ Performance \r\nที่ดีที่สุด เช่น เพื่อให้ได้ระยะทางในการวิ่งขึ้น, ลงสนามน้อยที่สุด, ระยะทางแนวราบที่น้อยที่สุดเทียบกับระยะสูงในกรณีวิ่งขึ้น \r\nเป็นต้น แต่ทิศทางของนั้นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแล้วจะวิ่งขึ้นสวนลมตลอดเวลาได้อย่างไร\r\n\r\n\r\n   ในการสร้างสนามบินนั้นจะมีการศึกษาทิศทางของลมก่อน และสร้างทางวิ่งให้ไปแนวทางเดียวกับลมมากที่สุด เช่น สนามบิน\r\nดอนเมือง ลมส่วนมากจะพัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ หรือ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศทางของทางวิ่งก็จะเป็น \r\nMagnetic heading 210 หรือ 030 เลขบนทางวิ่งนั้นก็จะเป็นแค่ตัวเลข 2 หลัก เช่น 210 ก็จะเหลือแค่ 21 \r\n\r\nแล้วถ้าทิศทางของทางวิ่งไม่ได้ลงด้วยหลักสิบละ\r\n   ทิศทางของทางวิ่งไม่จำเป็นต้องลงด้วยหลักสิบเสมอไป สามารถเป็นเลขเท่าไหร่ก็ได้ในเลขของเข็มทิศ (000-359) แต่เลข\r\nบนทางวิ่งจะตัดเลขหลักหน่วยออกเหลือแค่เลขสองหลักเท่านั้น เช่น สนามบินเชียงใหม่ ทิศทางของทางวิ่งเป็น 001/181 แต่\r\nตัวเลขบนทางวิ่งเป็น 18/36 เท่านั้น ส่วนอักษรที่เป็น L กับ R นั้น แสดงว่า สนามบินนั้นมีมากกว่า 1 ทางวิ่ง โดยนำ L,R \r\nต่อท้ายตัวเลขไปเช่น สนามบินดอนเมือง มี สองทางวิ่ง ก็จะเป็น 21L,21R,03L,03R\r\n\r\nแหล่งที่มา : https://commonblogs.com/ตัวเลขบนรันเวย์-บอกอะไร/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1638154432.jpg"],
    [327,3748,"แค่ฝุ่นจางๆและควัน ก็ทำให้เสี่ยง “โรคปอด” ได้นะ","Thu, 2021-11-25 10:49","http://www.stkc.go.th/node/3748","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"  มลภาวะทางอากาศหลายอย่างเป็นสิ่งที่เราไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตา คนส่วนใหญ่จึงละเลยที่จะปกป้องตัวเองจากอันตราย\r\nเหล่านี้ จนกระทั่งเกิดผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและปอด หรืออาจเพราะมลภาวะทางอากาศหลายชนิดไม่มีกลิ่น จึง\r\nทำให้เราไม่ทันระวังและรับสารพิษเหล่านี้เข้าไปกับลมหายใจโดยไม่รู้ตัว\r\n\r\n    \r\n\r\nไม่ใช่แค่ PM 2.5 ที่อันตรายกับทางเดินหายใจ\r\n\r\n  แม้ว่าร่างกายจะออกแบบมาให้จมูกคอยทำหน้าที่เป็นตัวกรองและดักจับเชื้อโรคที่ปะปนในอากาศที่เราหายใจ แต่ฝุ่นละออง\r\nขนาดเล็กอย่าง PM 2.5 ก็ยังสามารถเล็ดลอดเข้าไปได้ถึงหลอดลมฝอยขนาดเล็ก และยิ่งหากมีขนาดเล็กกว่า 1 ไมโครเมตร ก็\r\nจะสามารถซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งปอด แต่ก็ไม่ใช่แค่ PM 2.5 เท่านั้นที่\r\nเราต้องระวัง เพราะในอากาศยังมีมลภาวะอื่นๆ ที่อันตรายไม่แพ้กัน อาทิ\r\n\r\n  - ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง กระบวนการอุตสาหกรรม การบด การโม่        \r\nหรือการทําให้เป็นผงจากการก่อสร้าง เมื่อหายใจเข้าไปจะสามารถสะสมในระบบทางเดินหายใจ เป็น อันตรายต่อสุขภาพ\r\n\r\n  - ก๊าซโอโซน (O3) ทำให้ความสามารถในการทำงานของปอดลดลง เหนื่อยเร็ว โดยเฉพาะในเด็ก คนชรา และคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง\r\n\r\n  - ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิง ก๊าซชนิดนี้จะเข้าไปจับกับเม็ดเลือด ทำให้การลำเลียง\r\nออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายลดน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย และหัวใจทำงานหนักขึ้น\r\n\r\n  - ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) มีผลต่อระบบการมองเห็นและกระตุ้นให้เกิดอาการหอบหืด หรือโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ\r\n\r\n  - ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตา ผิวหนัง และระบบทางเดินหายใจ หากได้รับเป็น\r\nเวลานานๆ จะทำให้เป็นโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังได้\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nhttps://www.paolohospital.com/th-th/center/Article/Details/โรคไต/แค่ฝุ่นจางๆและควันทำให้เสี่ยงโรคปอด\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1637812259.jpg"],
    [328,3744,"เรือเหล็กลอยน้ำได้อย่างไร?","Tue, 2021-11-23 15:16","http://www.stkc.go.th/node/3744","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null," เรือเป็นพาหนะที่ใช้ในการเดินทางทางน้ำ มีโครงสร้างที่ทำมาจากเหล็ก เพื่อความแข็งแรงในการทนทานต่อคลื่นลมในทะเล แต่ทำไมเรือที่ผลิตมาจากเหล็กที่หนักกว่าน้ำทะเลมาก ถึงสามารถลอยบนน้ำทะเลได้ตามหลักการแล้ว เหล็กมีความหนาแน่นมากกว่าน้ำจึงจมน้ำ แต่ถ้านำเหล็กมาตีแผ่เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทำเป็นรูปทรงของเรือ ปริมาตรจะเพิ่มขึ้นทั้ง ๆ ที่มวลเท่าเดิม ทำให้เรือเหล็กมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ จึงลอยน้ำได้ และน้ำก็มีแรงดันให้เรือลอยขึ้นมาได้แรงนี้เรียกว่า “แรงลอยตัวหรือแรงพยุง”  ซึ่งแรงนี้จะขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำที่ถูกวัตถุนั้นแทนที่    ยิ่งวัตถุมีพื้นที่สัมผัสกับน้ำมากเท่าไหร่   หรือเข้าไปแทนที่น้ำได้มาก (สังเกตจากปริมาณน้ำในขันหรือชามที่สูงขึ้น)  ความหนาแน่นของวัตถุจะลดลง   และแรงลอยตัวจะเพิ่มขึ้น   วัตถุจึงลอยตัวในน้ำได้ ดังนั้นหากแผ่วัตถุให้มีขนาดใหญ่และมีขอบโค้งขึ้นมาคล้ายเรือ  วัตถุนั้นก็จะลอยตัวได้ดี    \r\n\r\nหลักการของอาร์คีมีดีส \r\n\r\n          เมื่อนำวัตถุลงไปแทนที่ของเหลว จะมีแรงต้านเท่ากับน้ำหนักของของเหลวปริมาตรเท่าส่วนจม จากหลักการนี้ทำให้เข้าใจในหลักการหลายอย่าง เรือเหล็กทำไมจึงลอยน้ำ ของเหลวต่างชนิดกันมีความหนาแน่นต่างกัน อาร์คีมีดีสชี้ให้เห็นถึงเรื่องความหนาแน่น และนำมาเทียบกับน้ำเรียกว่า ความถ่วงจำเพาะ\r\n\r\nภาพที่ 1 : กฏการลอยตัว\r\nที่มา : http://www.rmutphysics.com/charud/virtualexperiment/labphysics1/Fluid/archimedes/archimedes04.htm\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 : กรณีวัตุถุจมของเหลวและผูกเชือก\r\nที่มา : http://www.rmutphysics.com/charud/virtualexperiment/labphysics1/Fluid/archimedes/archimedes04.htm\r\n\r\n          ความหนาแน่นนี้ขึ้นกับมวลต่อปริมาตร หากวัตถุชนิดเดียวกันมีมวลเท่ากันแต่ปริมาตรต่างกัน ความหนาแน่นก็จะต่างกัน เช่น เมื่อเรานำเหล็กก้อนที่มีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ วางลงในน้ำ  เหล็กก้อนนั้นจะจม แต่เมื่อนำเหล็กก้อนนี้มาแผ่ออกให้เป็นแผ่นขอบโค้งเหมือนเรือ ก็จะมีปริมาตรมากขึ้น เมื่อน้ำหนักคงที่และปริมาตรมากขึ้นก็ส่งผลให้ความหนาแน่นน้อยลงจนกระทั่งน้อยกว่าความหนาแน่นของน้ำ เรือจึงลอยน้ำได้ นอกจากเรือแล้ว เครื่องบินก็ใช้หลักการนี้ด้วย โดยเลียนแบบปีกของนก คือเมื่อความดันอากาศปะทะผ่านใต้ปีกของเครื่องบินก็จะทำให้เกิดแรงยกที่ปีก เครื่องบินก็จะลอยตัวในอากาศได้การที่เรือสร้างมาจากเหล็กที่มีมวลมากและหนัก ถ้าหากเป็นเพียงแค่แท่งเหล็กคงจมน้ำไปทันที ความฉลาดของมนุษย์จึงใช้เทคนิคจากสูตรข้างต้น ด้วยการเพิ่มปริมาตรของเหล็กให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากมวลที่มีเท่าเดิม จึงส่งผลให้ความหนาแน่นเปลี่ยนแปลงไป โครงสร้างที่หนักกว่าน้ำเมื่อถูกเทคนิคการเพิ่มปริมาตรเข้าไป ทำให้เหล็กโปร่ง เบา จึงลอยน้ำได้นั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา : http://www.rmutphysics.com/charud/virtualexperiment/labphysics1/Fluid/archimedes/archimedes04.htm.\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1637655416.jpg"],
    [329,3729,"ยาต้านโควิด-19 ชนิดแรก 'โมลนูพิราเวียร์'","Mon, 2021-11-08 15:16","http://www.stkc.go.th/node/3729","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ยาต้านโควิด-19 โมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ของบริษัทยาสัญชาติอเมริกัน เมอร์ค (Merck) ผ่านการรับรอง\r\nของทางการอังกฤษอย่างมีเงื่อนไขถือเป็นยาเม็ดรักษาโควิดชนิดแรกที่ผ่านการรับรองของรัฐบาลประเทศใดประเทศหนึ่ง\r\n\r\nเมื่อต้นเดือนที่แล้ว บริษัทเมอร์ค ประกาศว่ายาเม็ด โมลนูพิราเวียร์ ซึ่งเมอร์คพัฒนาร่วมกับบริษัทริดจ์ แบ็ค ไบโอเธราพิวติกส์\r\n(Ridgeback Biotherapeutics) ช่วยลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลและการเสีย ชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยที่เพิ่ง\r\nได้รับเชื้อได้ถึงราว 50%หน่วยงานกำกับดูแลทางเภสัชกรรมของอังกฤษแนะนำให้มีการใช้ยานี้ทันทีกับประชากรอายุเกิน 18 ปี\r\nซึ่งตรวจพบว่าติดเชื้อโคโรนาไวรัส ภายในเวลา 5 วันหลังจากที่เริ่มแสดงอาการ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุชัดเจนว่ายาดังกล่าวจะ\r\nเริ่มนำมาใช้ในอังกฤษวันไหน\r\n\r\nสำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ระบุไว้เมื่อเดือนที่แล้วว่า จะเริ่มกระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยและประสิทธิผล\r\nของยาโมลนูพิราเวียร์ภายในเดือนพฤศจิกายน เช่นเดียวกับหน่วยงานด้านอาหารและยาของอีกหลายประเทศ ก่อนหน้านี้ เมอร์ค \r\nทำสัญญาผลิตยาดังกล่าวให้สหรัฐฯ 1.7 ล้านชุด ในราคาชุดละ 700 ดอลลาร์ โดยคาดว่าเมอร์คจะสามารถผลิตได้ทั้งหมด \r\n10 ล้านชุดภายในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ยังบรรลุข้อตกลงอนุญาตให้บริษัทเภสัชกรรมในอินเดียสามารถผลิตยาโมลนูพิราเวียร์\r\nเพื่อแจกจ่ายให้กับประเทศรายได้ต่ำและปานกลางกว่า 100 ประเทศทั่วโลกด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มา : https://www.voathai.com/a/britain-conditionally-approves-first-covid-19-antiviral-pill/6299972.html\r\n\r\nรูปภาพ :     https://www.naewna.com/lady/606151\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1636359376.jpg"],
    [330,3723,"ประโยชน์ของ “พืชกระท่อม” ต่อสุขภาพ","Fri, 2021-11-05 10:24","http://www.stkc.go.th/node/3723","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"หลังจากที่มีการปลดล็อกพืชกระท่อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลายคนก็เริ่มที่จะมีการปลูกอยู่พอสมควร ซึ่งอาจจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับพืชชนิดนี้ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในแง่สุขภาพนั้น เพื่อทำความเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับพื้ชชนิดนี้ เรามาดูสรรพคุณของ ‘พืชกระท่อม’ ในแง่สุขภาพกันว่าจะมีประโยชน์อย่างไรบ้าง\r\n\r\nประโยชน์ของ ‘พืชกระท่อม’ ต่อสุขภาพ \r\n\r\n-แก้ไอ\r\n\r\nให้ใช้ใบสด 1-2 ใบ แล้วต้มกับน้ำตาลทรายแดง แล้วดื่มแก้ไอ หรือนำมาเคี้ยวใบสด คายกาก และดื่มน้ำตามให้มาก เพื่อป้องกันท้องผูก\r\n\r\n-แก้ปวดเมื่อย\r\n\r\nให้นำสมุนไพรดังต่อไปนี้ คือ เถาวัลย์เปรียง, มะคําไก่, มะแว้งต้น, มะแว้งเครือ, เถาโคคลาน, เถาสังวาล, พระอินทร์, หญ้าหนู, ต้นผักเสี้ยนผี, แก่นขี้เหล็ก กับ ใบมะกา อย่างละ 1 ส่วน และนำพืชดังต่อไปนี้ ได้แก่ เนื้อในฝักราชพฤกษ์ 5 ฝัก, ใบกระท่อม 2 ส่วน เถากําแพงเจ็ดชั้น 3 ส่วน จากนั้นก็นำไปต้มใช้รับประทาน ในช่วงก่อนอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ ครึ่ง-1 ถ้วยกาแฟ\r\n\r\n-ใช้ในการแก้ท้องร่วง หรือ ปวดท้อง\r\n\r\nสำหรับการใช้ในการรักษานั้น ให้เลือกทำดังนี้\r\n\r\n-เคี้ยวใบประท่อมแล้วดื่มน้ำตาม\r\n\r\n-ให้ต้มใบกระท่อม จากนั้นเติมเกลือและน้ําตาลทรายแดงเล็กน้อย\r\n\r\n-นำส่วนผสมต่างๆ ดังนี้ เปลือกต้นกระท่อม เปลือกต้นสะเดา เปลือกต้นมะขาม หนักอย่างละ 50 กรัม, หัวขมิ้นชัน (แก่) หัวกระทือ (แก่) อย่างละ 1 หัว เผาไฟพอสุก ต้มรวมกับน้ําปูนใส น้ํา ธรรมดาอย่างละเท่าๆ กัน รับประทานครั้งละ 2-3 ช้อนแกง เมื่อหายจึงหยุดทาน\r\n\r\n-รักษาโรคเบาหวาน\r\n\r\nสำหรับการใช้ในการรักษานั้น ให้เลือกทำดังนี้\r\n\r\n-ใช้ส่วนผสมของกระท่อมทั้ง 5 (ใบ กิ่ง เปลือกต้น รากเนื้อไม้ หรือใช้ต้นกระท่อมต้นเล็ก สูงประมาณ 1 ศอก 1 ต้น) แล้วนำมาสับใส่หม้อต้ม รับประทานครั้งละ 3-5 ซ้อนแกง เช้า-เย็น\r\n\r\n-เคี้ยวใบกระท่อม วันละ 1 ใบ นาน 41 วัน\r\n\r\n-ต้มใบกระท่อม หญ้าหนวดแมว ไม้ค้อนตีนหมา อย่างละเท่ากัน ต้มน้ํา 3 เอา 1 ดื่มครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ เช้า-เย็น\r\n\r\n-ต้มใบกระท่อม ผสม อินทนินน้ํา กระเทียมต้น และ กระเทียมเถา\r\n\r\nขณะเดียวกัน ทีมนักวิจัยจากทางคณะวิทยาศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ ได้มีการศึกษาเพิ่มเติม โดยพบว่าพืชกระท่อมนั้น สามารถช่วยต้านอาการซึมเศร้า จากการทดสอบและบันทึกคลื่นสมองในหนูทดลอง ซึ่งพบว่าหนูที่ได้รับสารจากพืชกระท่อมนั้น จะมีการเคลื่อนไหวแบบแอคทีฟ ไม่เซื่องซึมหรือหยุดนิ่ง เมื่อเทียบกับหนูทั่วไป และนอกจากนี้ ยังช่วยบรรเทาอาการของโรคพาร์กินสันได้ด้วย ซึ่งคณะทีมวิจัยจะทำการศึกษาในมนุษย์ รวมถึงจะทำการศึกษาเพื่อบำบัดอาการเสพติด เฮโรอีน และ ยาบ้า ต่อไป\r\n\r\nแต่อย่างไรก็ตาม หากมีการนำไปใช้ในแบบผิดวัตถุประสงค์ อาทิ มีการทำการผสมกับสิ่งเสพติดชนิดอื่น, มีการขายน้ำต้มกระท่อมในหอพัก สถานศึกษา รวมถึงจำหน่ายอาหารที่มีส่วนผสมของใบกระท่อมแก่สตรีมีครรภ์ และผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ก็ยังถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย ไม่สามารถทำได้อยู่ดี\r\n\r\nแหล่งที่มา : https://mgronline.com/goodhealth/detail/9640000093604\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1636083019.jpg"],
    [331,3717,"10 ประโยชน์ของ “ฟักทอง”","Tue, 2021-11-02 08:46","http://www.stkc.go.th/node/3717","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","ประโยชน์, ฟักทอง, ป้องกัน, รักษา","เทรนด์อาหารคลีนยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องข้ามปี และน่าจะยังอยู่กับหนุ่มสาวชาวไทยไปอีกนาน ใครที่ซื้ออาหารคลีนทาน หรือว่าทำอาหารคลีนทานเอง น่าจะเคยเห็นวัตถุดิบอันเลอค่านี้อยู่บ่อยๆ นั่นก็คือ “ฟักทอง” นั่นเอง ทำไมอาหารคลีนส่วนใหญ่ถึงต้องมีฟักทอง แล้วฟักทองมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลยค่ะ\r\n\r\n10 ประโยชน์ของ “ฟักทอง”\r\n\r\n\r\n\tฟักทอง เป็นหนึ่งในผักที่มีสีเหลืองออกส้ม ที่ช่วยบำรุง และรักษาสายตา\r\n\t \r\n\tมีสารต้านอนุมูลอิสระ ทีช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง\r\n\t \r\n\tบำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง ชุ่มชื่น ชะลอรอยเหี่ยวย่น\r\n\t \r\n\tเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย\r\n\t \r\n\tลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน\r\n\t \r\n\tไขมันน้อย น้ำตาลน้อย กากใยอาหารสูง พลังงานต่ำ จึงเป็นอาหารที่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก\r\n\t \r\n\tป้องกันโรคหลอดเลือด และหัวใจ\r\n\t \r\n\tช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างเป็นปกติ จากกากใยอาหารที่มีอยู่สูง\r\n\t \r\n\tช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย\r\n\t \r\n\tป้องกันการเกิดโรคนิ่ว\r\n\r\n\r\nวิธีทานฟักทองให้ได้ประโยชน์มากที่สุด\r\n\r\nฟักทองไม่ได้มีดีแค่เนื้อฟักทองสีเหลืองทองนะคะ เมล็ดฟักทองเองก็ช่วยคลายเครียดได้ดี น้ำมันฟักทองก็ช่วยบำรุงประสาท หรือแม้แต่เปลืองของฟักทองยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลืดให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วย ดังนั้นลองทานฟักทองจากหลายๆ ส่วนดู และหากจะหั่นเนื้อฟักทองมาประกอบอาหาร อาจจะเหลือเปลือกบางๆ เอาไว้ทานกรุบๆ บ้างก็ได้\r\n\r\nนอกจากนี้ ใครที่อยากทานฟักทองเพื่อลดความอ้วน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ก็อย่าเผลอทานฟักทองแกงบวด ฟักทองสังขยาล่ะ เพราะเป็นขนมที่มีน้ำตาลสูง แนะนำให้ต้ม หรือนึ่งทาน ปั่นทานกับผักผลไม้อื่นๆ หรือทำซุปฟักทอง ฟักทองผัดไข่ทานเป็นอาหารคาวน่าจะดีกว่าค่ะ\r\n\r\nแหล่งที่มา : https://medthai.com/\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1635817587.jpg"],
    [332,3706,"กัญชากับกัญชงแตกต่างกันอย่างไร?","Tue, 2021-10-26 10:17","http://www.stkc.go.th/node/3706","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นอกจากคำว่า ‘กัญชา’ ที่เราได้ยินกันอยู่บ่อยๆ แล้ว ช่วงหลังมานี้ยังมีคำว่า ‘กัญชง’ เพิ่มมาด้วยเช่นกัน และสำคัญในระดับที่มีกฎหมายใหม่ออกมาเพื่อแยกแยะความแตกต่างระหว่างพืชสายเขียวทั้งสองนี้กันเลยทีเดียว ตกลงแล้ว กัญชา กับ กัญชง นี่มันแตกต่างกันยังไงนะ? วันนี้เราสรุปความต่างมาให้กันดูกันคร่าวๆ เผื่อว่าในวันนึงมันจะได้เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของพวกเรากันมากขึ้น\r\n\r\nเริ่มที่กัญชากันก่อน กัญชามีชื่อภาษาอังกฤษที่มักถูกเรียกว่า Marijuana ตัวลำต้นมักจะมีลักษณะเตี้ยและเป็นพุ่ม ต้นกัญชาจะแตกกิ่งก้านค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับกัญชง ส่วนใบก็สีเขียวจัดจะมีประมาณ 5-7 แฉก\r\n\r\nที่สำคัญเลยทีช่วยแยกแยะสองสิ่งนี้ออกจากกัน คือสารที่ทำให้เมาหรือ THC (Tetrahydroconnabinol) ซึ่งจะพบมากในกัญชา เมื่อเราเสพสารชนิดนี้ไปแล้วมันจะทำให้เคลิบเคลิ้มเป็นพิเศษ นี่จึงเป็นเหตุผลทำให้กัญชาถูกนำไปใช้ในเรื่องของสันทนาการ (อย่างไรก็ดีสารสกัดของ THC ก็สามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้ด้วยเหมือนกันนะ)\r\n\r\nส่วน กัญชง นั้นมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Hemp สำหรับลักษณะภายนอก กัญชงจะมีต้นที่สูงและเรียว ยิ่งถ้าเทียบกับต้นกัญชาแล้ว ต้นกัญชงมักจะสูงกว่า ในส่วนของใบกัญชงจะมีขนาดใหญ่กว่ากัญชา มีการเรียงสลับของใบที่ห่างกัน ลักษณะของใบกัญชงจะมีประมาณ 7-11 แฉก โดยสีของใบกัญชงจะเป็นเขียวอ่อน\r\n\r\nขณะที่จุดเด่นของกัญชงนั้นจะไม่ใช่สาร THC แต่จะเป็น CBD (Canabidiol) ซึ่งถ้าหากเสพ CBD แล้วจะไม่ได้เคลิบเคลิ้มเหมือนกับกัญชา หลักๆ แล้วจะถูกสกัดออกมาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เช่น การลดอาการเจ็บปวด หรือช่วยต้านอาการของโรคลมชัก ขณะเดียวกัน สารนี้ก็มักถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอบางชนิดด้วยเหมือนกัน\r\n\r\nเอาเข้าจริงแล้ว กัญชาและกัญชงเป็นเหมือนพืชที่มีแม่คนเดียวกัน เพราะต้นกำเนิดของพวกมันมาจาก Cannabis sativa L. เหมือนกัน\r\n\r\nแหล่งที่มา : https://thematter.co/quick-bite/marijuana-vs-hemp/84267\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1635218223.jpg"],
    [333,3704,"ที่มาของพลาสเตอร์ปิดแผล","Wed, 2021-10-20 12:17","http://www.stkc.go.th/node/3704","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"มันเริ่มจากการทำแผลที่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย และหากคุณต้องทำมันซ้ำ ๆ เป็นเวลาหลายครั้งต่อวัน หลายวันต่อสัปดาห์ การตระเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมคงไม่ใช่เรื่องง่ายและการทำก็เช่นกัน หากคุณอยู่ในยุคที่ต้องพกผ้าก็อต ยาน้ำ อุปกรณ์ทำความสะอาด กรรไกร การกลัดหรือติดให้ผ้าพันแผลติดกันไม่หลุดระหว่างวัน แต่ก็ต้องไม่แน่นเกินไปจนระบายอากาศไม่ได้ หรือรัดจนเลือดไม่สามารถไหลไปได้ทั่วถึงทำให้แผลสมานช้า สิ่งทั้งหลายที่กล่าวมาในข้างต้นเคยเกิดขึ้นในอดีต และเราต้องขอบคุณ เอิร์ล ดิกสัน ที่ทำให้เราไม่ต้องไปกังวลและปวดหัวกับขั้นตอนเหล่านั้นอีกต่อไป\r\n\r\nมันเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1920 คู่แต่งงานข้าวใหม่ปลามัน ซึ่งเอิร์ล ดิกสันผู้เป็นสามีทำงานอยู่บริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ส่วนภรรยาของเขา โจซิฟิน ดิกสัน เป็นแม่บ้านมือใหม่ ด้วยความมือใหม่นี้เองที่ทำให้ภรรยาของเขาต้องเจ็บตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่เป็นประจำ และเอิร์ลก็คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง การทำแผลเป็นประจำทุกวันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ด้วยความคิดที่จะช่วยประหยัดเวลาในการทำแผลที่เขาต้องทำทุกวัน ทำให้เขาลองเอาผ้าก็อตไปวางไว้บนเทปกาว และนั่นทำให้เขาสามารถพันแผลด้วยผ้าก็อตได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการทำพลาสเตอร์ปิดแผล เขานำไอเดียนี้ไปเสนอต่อนายจ้าง และเมื่อนายจ้างเห็นว่าแนวคิดนี้จะสามารถแก้ปัญหาพื้นฐานได้โดยง่าย ในตอนนั้นบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันเองก็เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ทำแผลชั้นนำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผ้าก็อตหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งได้รับการฆ่าเชื้ออย่างดี ดังนั้น การเพิ่มผลิตภัณฑ์ที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตคนเข้ามาจึงเป็นเรื่องที่น่าท้าทายอย่างยิ่ง ดังนั้นการผลิตพลาสเตอร์ยาออกสู่ตลาดจึงเริ่มขึ้น\r\n\r\nพลาสเตอร์ปิดแผลเริ่มต้นที่ขนาดกว้าง 3 นิ้วและยาว 18 นิ้ว แม้ในตอนแรกจะไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่การปรับปรุงขนาดและการใช้งานของมัน รวมถึงการประชาสัมพันธ์ที่ดี ให้เห็นถึงประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ใหม่นี้ ทำให้มันเป็นที่นิยมในเวลาต่อมาในชื่อ band-aid ทุกคนต่างรอวันนี้วันที่พลาสเตอร์ปิดแผลเป็นคำตอบของการทำแผลทั้งปวงที่แท้จริง เพราะมันช่วยประหยัดเวลา และสะดวกในการใช้งานแม้จะทำด้วยตัวเองก็ตาม หลังจากนั้นพลาสเตอร์ปิดแผลมีการพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านขนาด ชนิดของเทปกาว ยาที่ใช้ ผิวสัมผัสผ้าก็อตที่ได้รับการปรับปรุง หรือแม้แต่บรรจุภัณฑ์ที่มีการฆ่าเชื้อให้สามารถใช้และสัมผัสกับแผลได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ในปัจจุบันเรามีพลาสเตอร์ปิดแผลหลากหลายขนาด เหมาะกับบริเวณและรูปร่างต่าง ๆ ของแผล ไม่ว่าจะเล็กใหญ่ กลม เหลี่ยม หรือว่าเป็นแถบ ตัวเทปกาวเองก็ผลิตออกมาจากหลายวัสดุเช่นผ้าที่มีความยืดหยุ่นสูงและติดแน่นกว่าแบบพลาสติกบาง พลาสติกแบบใส หรือแม้แต่เป็นแผ่นฟิล์ม ลวดลายของเทปก็มีหลายสีหลากลวดลายที่ทำให้ไม่ต้องเคอะเขินเวลาปิด ไปจนถึงทำให้เด่นเป็นกระแสแฟชั่นต่าง ๆ\r\n\r\nแม้พลาสเตอร์จะสะดวกกว่าการทำแผลด้วยผ้าก็อต ทายาและปิดแผลด้วยคลิปหรือเทปแบบก่อน แต่ก็จำเป็นต้องเลือกพลาสเตอร์ที่ดีเหมาะสมกับการใช้งาน มันจะต้องไม่ระคายเคืองผิวต่อผู้ใช้ ไม่ทำให้แผลอักเสบ และผ้าก็อตอ่อนนุ่มดูดซับน้ำเหลืองจากแผลได้ดี และต้องได้รับการฆ่าเชื้ออย่างสะอาดไม่ปนเปื้อน แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับการใช้พลาสเตอร์และรู้สึกเหมือนมีส่วนเกินออกมาจากร่างกาย หรือไม่สะดวกเพราะว่าบริเวณที่เป็นแผลต้องสัมผัสกับน้ำหรือความชื้นอยู่บ่อยครั้ง หรือเป็นบริเวณที่ต้องขยับอยู่เสมอ พลาสเตอร์ปิดแผลชนิดยาทา ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น\r\n\r\nแหล่งที่มา : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/89592/-scihea-sci-\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1634707059.png"],
    [334,3695,"เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์","Mon, 2021-10-18 10:46","http://www.stkc.go.th/node/3695","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"อาหารเสียเกิดขึ้นจากเชื้อจุลินทรีย์รูปแบบและสายพันธุ์ต่าง ๆ โดยพวกมันจะเข้าไปกัดกินอาหารและทำให้เกิดการปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อรา ยีสต์ แบคทีเรีย ที่เข้าไปทำให้อาหารเสีย บางรูปแบบของการปนเปื้อนทำให้เกิดผลดี และไม่เป็นอันตรายต่อคน คนเราจึงนำมากินเป็นอาหารได้ ยกตัวอย่างเช่น ไวน์ เบียร์ โยเกิร์ต ชีส นมเปรี้ยว หรือการใช้ประโยชน์จากยีสต์ในการผลิตขนมปัง เป็นต้น\r\n\r\nมีการศึกษาว่า จุลินทรีย์บางประเภทมีประโยชน์ต่อร่างกาย (Probiotic) และการเพิ่มจุลินทรีย์ประเภทดังกล่าวอาจจะส่งผลดีให้กับร่างกายด้วย เพราะโดยปกติแล้วร่างกายคนเราก็มีจุลินทรีย์อาศัยอยู่หลายชนิด ส่วนใหญ่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะลำไส้ และมันสร้างคุณประโยชน์ให้กับเรา อย่างเช่นการสร้างกรดแลกติกให้กับลำไส้\r\n\r\nมีคำพูดเล่น ๆ ที่ว่า กินอาหารสกปรกบ้างก็ได้จะได้มีภูมิคุ้มกัน ซึ่งถือว่าเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย เพราะทั่วไปแล้ว ร่างกายของเราได้รับจุลินทรีย์มาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป และลำไส้ของเราคือสมรภูมิของระบบภูมิคุ้มกันและจุลินทรีย์ในลำไส้บางส่วนก็เป็นครูฝึกที่ดีที่ทำให้ร่างกายของเราได้รู้จักกับความผิดปกติและสิ่งแปลกปลอมในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนั้นจุลินทรีย์ในลำไส้ยังมีหน้าที่ช่วยย่อยอาหารและปลดปล่อยสารอาหารที่มีประโยชน์ออกมาสู่ลำไส้ให้ร่างกายได้ดูดซึมไปใช้ จุลินทรีย์บางชนิดยังทำหน้าที่เหมือนโจรประจำถิ่น โดยดูแลและกำจัดจุลินทรีย์ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกายออกไป\r\n\r\nถ้าหากเราจำเป็นต้องพึ่งพาการทำงานและการมีอยู่ของจุลินทรีย์ที่มีอยู่ในร่างกาย โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหารอย่างลำไส้ ถ้าเรารับประทานอาหารที่เสมือนเป็นยาฆ่าเชื้อ เช่น เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ มันจะเกิดอะไรขึ้นกับจุลินทรีย์ในร่างกายบ้าง\r\n\r\nเรารู้ว่าแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรค เราใช้แอลกอฮอล์อยู่ตลอดเวลาเพื่อฆ่าเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นก่อนจับประตูในโรงพยาบาล หรือฆ่าเชื้อในห้องน้ำ  และแม้แอลกอฮอล์ชนิดเอทิลแอลกอฮอล์จะสามารถกินได้ ทั้งยังไม่ทำให้เราเป็นอันตรายหรือป่วยในทันทีที่รับเข้าไป แต่หากได้รับเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน โทษที่เกิดขึ้นก็มีอยู่เช่นกัน เพราะการดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จะทำอันตรายกับจุลินทรีย์ในร่างกาย รวมถึงทำให้ลำไส้เสียสมดุล\r\n\r\nและหากเราไม่พิจารณาถึงโทษที่อาจเกิดขึ้นหากได้รับแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากหรือต่อเนื่องเป็นเวลานาน หากเรากินเหล้า หรือเบียร์ หรือไวน์ มันจะทำอันตรายกับจุลินทรีย์ในร่างกายรวมถึงทำให้ลำไส้ของเราสูญเสียสมดุลหรือไม่\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์พบว่า การที่เราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเหมาะสม จะสามารถฆ่าเชื้อโรคที่เป็นโทษกับร่างกายได้ ยกตัวอย่างจำพวกที่ทำให้อาหารเป็นพิษ ก่อให้เกิดอาการท้องเสีย เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญที่ไม่ต้องคิดมากเกี่ยวกับการดื่มแอลกอฮอล์ก็คือความจริงที่ว่า แอลกอฮอล์ชนิดที่ใช้ทางการแพทย์ ฆ่าเชื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นมีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์มากกว่า 70% ส่วนเครื่องดื่มจำพวกที่มีแอลกอฮอล์แรง ๆ ความเข้มข้นสูง ๆ อย่างวอดก้ามีสัดส่วนของแอลกอฮอล์เพียง 40% ส่วนไวน์นั้นก็มีเพียง 12% และเบียร์ส่วนใหญ่มีแค่ 5% มันจึงไม่ได้กำจัดเชื้อ ทำลายเยื่อบุเซลล์หรือร่างกายแต่อย่างใด แต่นั่นคือเมื่อคุณดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ และข้อเท็จจริงนี้เองที่เป็นหลักฐานสนับสนุนข้อเท็จจริงที่ว่า ทำไมคนเรือ หรือลูกเรือที่เดินทางไปกับเรือสินค้าหรือเรือเดินสมุทรเป็นเวลานาน จึงดื่มไวน์หรือเบียร์ที่บรรทุกไปในเรือไปด้วย เพราะว่าพวกมันช่วยในการฆ่าเชื้อในระบบทางเดินอาหารตอนต้น มันดีกว่าการดื่มน้ำที่อาจจะปนเปื้อน\r\n\r\nแหล่งที่มา : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/89713/-scihea-sci-\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1634528788.jpg"],
    [335,3694,"ประโยชน์ของแอปเปิลที่น่ารู้","Mon, 2021-10-18 10:35","http://www.stkc.go.th/node/3694","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","healthyperformance.co.uk/an-apple-a-day-keeps-the-doctor-away-but-what-does-it-really-mean/","ชื่อว่าหลายคนอาจเคยได้ยินสำนวน An apple a day keeps the Doctor away. กินแอปเปิล 1 ลูกต่อวัน ช่วยให้เราห่างไกลหมอได้ แอปเปิลมีคุณประโยชน์อย่างไร วันนี้เรามาดูไปพร้อมกันค่ะ\r\n\r\nคุณประโยชน์แอปเปิล\r\n\r\nแอปเปิลอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย เช่น ใยอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ ในแอปเปิล 1 ลูก มีพลังงานอยู่ 95 แคลอรี คาร์โบไฮเดรต 25 กรัม ไฟเบอร์ 4.5 กรัม วิตามินซีร้อยละ 9 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน โพแตสเซียมร้อยละ 4 ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน และมีวิตามินเคร้อยละ 3 ของปริมาณที่ได้รับต่อวัน\r\n\r\nในแอปเปิลมีปริมาณวิตามินซีอยู่ในสัดส่วนที่มาก ซึ่งมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระที่พบในแอปเปิล เช่น เควอซิทีน (Quercetin) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ และช่วยต้านการอักเสบ ส่วนกรดคาเฟอิก (caffeic acid) ในแอปเปิลก็มีฤทธิ์ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันและต่อต้านมะเร็ง เป็นต้น\r\n\r\nแอปเปิลช่วยให้หัวใจแข็งแรง\r\n\r\nในงานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการกินแอปเปิลช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โดยมีผลการวิจัยในผู้ใหญ่กว่า 20,000 คน ที่ได้บริโภคผลไม้เนื้อสีขาวและผัก เช่น แอปเปิล พบว่า มีความเสี่ยงต่ำต่อการเกิดโรคหัวใจ นอกจากนั้นยังพบสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ในแอปเปิล สารนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยลดอาการอักเสบและป้องกันการเกิดโรคหัวใจ และแอปเปิลยังอุดมไปด้วยใยอาหาร ซึ่งช่วยลดความดันโลหิตสูงและลดระดับไขมันในเลือดซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ\r\n\r\nแอปเปิ้ลช่วยในการลดน้ำหนักและต้านโรคมะเร็ง\r\n\r\nเราจะสังเกตว่า คนที่กำลังลดน้ำหนักนั้นนิยมรับประทานแอปเปิลเป็นผลไม้ลดน้ำหนัก เพราะมีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้ที่เรียกว่า เพกติน (Pectin) ซึ่งช่วยย่อยลดระดับน้ำตาลและระดับคอเลสตอรอลในเลือด ช่วยเผาผลาญพลังงานในร่างกาย ทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักตัวได้ง่าย และยังมีพอลิฟีนอล (Polyphenol) ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้  ซึ่งหากคอเลสตอรอลสูงเกินไปจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันเกาะที่ผนังหลอดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจได้ จากผลการศึกษายังพบว่า การบริโภคแอปเปิลในปริมาณมากมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด และโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มา : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/89179/-scihea-sci-\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1634528109.jpg"],
    [336,3691,"เลือกดื่มเกลือแร่ให้เป็น ชดเชยน้ำให้ถูกวิธี","Fri, 2021-10-15 15:25","http://www.stkc.go.th/node/3691","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"น้ำ เป็นส่วนประกอบหนึ่งในร่างกาย เราสูญเสียน้ำในร่างกายผ่านการปัสสาวะ เหงื่อ นอกจากนั้นร่างกายเรายังสูญเสียน้ำผ่านทางผิวหนังและลมหายใจที่เราหายใจออก เราจึงต้องดื่มเครื่องดื่มเข้าไปทดแทนน้ำที่เสียไปจากร่างกาย ซึ่งปริมาณน้ำสำหรับผู้ใหญ่ที่ควรได้รับต่อวัน คือ 2.7 ลิตร สำหรับผู้หญิง และ 3.7 ลิตร สำหรับผู้ชาย\r\n\r\nส่วนประกอบที่สำคัญของเครื่องดื่มเกลือแร่ที่น่ารู้\r\n\r\nเครื่องดื่มเกลือแร่โดยทั่วไปมีน้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญ และยังประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต 6 - 8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคาร์โบไฮเดรตในเครื่องดื่มเกลือแร่ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำตาลชนิดต่าง ๆ เช่น น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลซูโครส และน้ำตาลฟรุกโตส นอกจากนั้นในเครื่องดื่มเกลือแร่ยังมีสารละลายที่สามารถนำไฟฟ้าในร่างกายได้ เรียกว่า อิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) ที่ทำให้แร่ธาตุในร่างกายเกิดสภาวะสมดุลของน้ำและยังช่วยการยืดและหดตัวของกล้ามเนื้อ อิเล็กโทรไลต์ในร่างกายมีหลายชนิด เช่น โซเดียม (Na) โพแทสเซียม (K) คลอไรด์ (Cl) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยอิเล็กโทรไลต์ที่มักพบในเครื่องดื่มเกลือแร่ก็คือ โซเดียมและโพแทสเซียม\r\n\r\n \r\n\r\nเครื่องดื่มเกลือแร่จำเป็นหรือไม่\r\n\r\nหลายคนอาจจะคิดว่า การดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่หลังการออกกำลังกายช่วยซ่อมแซมร่างกายและช่วยทดแทนแร่ธาตุที่สูญเสียไปกับเหงื่อ แต่รู้หรือไม่ว่า การดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ให้เกิดประโยชน์นั้นควรจะคำนึงถึงระยะเวลาและประเภทของการออกกำลังกาย\r\n\r\nเครื่องดื่มเกลือแร่จะเกิดประโยชน์ต่อผู้ที่ออกกำลังกายเป็นเวลานาน เครื่องดื่มเกลือแร่ไม่จำเป็นสำหรับคนที่ออกกำลังกายอย่างเบาหรือเล่นกีฬาที่ใช้กำลังไม่มาก เช่น การวิ่งเหยาะ ๆ หรือกีฬาที่ออกกำลังกายโดยใช้เวลาน้อยกว่า 1 ชั่วโมง นอกจากนั้นการออกกำลังกายเป็นเซต เช่น การเล่นเวท ซึ่งจะใช้เวลาระหว่างเซตในการพักก็ไม่จำเป็นเช่นกัน เนื่องจากในช่วงเวลาที่พักร่างกายจะไม่ค่อยสูญเสียคาร์โบไฮเดรตที่ถูกกักเก็บไว้ที่กล้ามเนื้อและตับในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) เมื่อเทียบกับการออกกำลังกายอย่างหนักที่ต้องดึงคาร์โบไฮเดรตที่ถูกกักเก็บในร่างกายมาใช้\r\n\r\nนอกจากนั้นในการลดน้ำหนัก เราควรที่จะบริโภคให้น้อยกว่าการรับประทานเข้าไป ดังนั้น การดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ในบางครั้งอาจจะไม่จำเป็นเท่าไรนักแถมยังทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วย เนื่องจากเครื่องดื่มเกลือแร่ประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลเป็นส่วนใหญ่ หากออกกำลังกายที่ไม่ได้ใช้แรงมากจึงควรคำนึงถึงแคลอรีของเครื่องดื่มเกลือแร่ที่บริโภคเข้าไปด้วย\r\n\r\nประโยชน์ของเครื่องดื่มเกลือแร่\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม เครื่องดื่มเกลือแร่ไม่ได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว เนื่องจากมันช่วยรักษาสมดุลน้ำและอิเล็กโทรไลต์ในร่างกายที่สูญเสียไปในรูปแบบของเหงื่อ อีกทั้งการที่มนุษย์ออกกำลังกาย โดยทั่วไปเหงื่อของมนุษย์ที่ออกมาเฉลี่ยประมาณ 0.3 – 2.4 ลิตรภายใน 1 ชั่วโมง ดังนั้น สำหรับนักกีฬาจึงไม่ควรสูญเสียน้ำมากเกินกว่า 2-3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวในระหว่างการออกกำลังกายหากจะให้เลือกระหว่างน้ำกับเครื่องดื่มเกลือแร่ เครื่องดื่มทั้งสองตัวนี้ก็สามารถทำให้ร่างกายลดการสูญเสียน้ำได้เช่นเดียวกัน แต่จากการวิจัยพบว่า เครื่องดื่มเกลือแร่ที่มีรสชาติต่าง ๆ ทำให้นักกีฬาต้องการอยากจะดื่มน้ำมากยิ่งขึ้น ซึ่งดีกว่าการดื่มน้ำเปล่าที่ไม่มีรสชาติ ดังนั้น รสชาติของเครื่องดื่มจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการอยากดื่มน้ำมากยิ่งขึ้นจึงทำให้ลดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำในร่างกายได้\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา : https://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/80247/-blo-scihea-sci-\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1634286304.jpg"],
    [337,3688,"นอนไม่หลับทำไงดี?","Fri, 2021-10-15 10:19","http://www.stkc.go.th/node/3688","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"ความผิดปกติของการนอน ที่พบบ่อยที่สุดคือ “อาการนอนไม่หลับ” ซึ่งพบถึง 1/3 ของประชากรที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนไม่หลับพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 ต่อ 1 และพบบ่อยขึ้นตามอายุ ท่านที่เคยนอนไม่หลับ คงทราบถึงความทุกข์ทรมานของภาวะดังกล่าวเป็นอย่างดี ถ้านานๆเป็นครั้งก็ไม่เป็นเรื่องสำคัญๆแต่ถ้าเป็นบ่อยๆ ก็ควรจะต้องแก้ไข\r\n\r\nผลเสียของการนอนไม่หลับ\r\n\r\nคนที่นอนไม่หลับเกิดความเจ็บป่วยไม่สบายทางร่างกายมากกว่าปกติโดยเฉพาะโรคต่อไปนี้ เช่น โรคภูมิแพ้ หอบหืด ความดันโลหิตสูง ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยกว่าปกติมีปัญหาทางด้านอารมณ์และจิตใจ ตึงเครียด กังวล อารมณ์เศร้าและเปล่าเปลียวใจ มีแนวคิดที่จะฆ่าตัวตายสูง นอกจากนี้แล้วการนอนไม่หลับยังส่งผลต่อการงาน ความสามารถทั่วไป ขาดงานบ่อยๆและประสิทธิภาพในการทำงานลดลงหันเข้าสุรา ยาเสพติด\r\n\r\nชนิดของอาการนอนไม่หลับ\r\n\r\nพวกหลับยาก : พวกนี้จะหลับได้ อาจใช้เวลาเป็นชั่วโมง\r\n\r\nพวกหลับไม่ทน : พวกนี้หัวค่ำอาจพอหลับได้แต่ไม่นานก็จะตื่นบางคนอาจไม่หลับอีกตลอดคืน\r\n\r\nพวกหลับๆตื่นๆ : พวกนี้อาจจะมีความรู้สึกคล้ายไม่ได้หลับเลยทั้งคืน เพียงแต่เคลิ้ม ๆ ไปเป็นพัก ๆ\r\n\r\n \r\n\r\nสาเหตุที่พบบ่อย มักจะเนื่องจาก\r\n\r\n\r\n\tความวิตกกังวล ในเรื่องต่างๆอาการเจ็บปวด หรือไม่สบายกายจากโรคที่เป็น\r\n\tมีสิ่งรบกวนจากสภาพแวดล้อม เช่น แสงสว่าง เสียงดัง กลิ่นเหม็น เป็นต้น\r\n\tความไม่คุ้นเคยในสถานที่\r\n\tอาชีพที่ทำให้เกิดนิสัยการนอนไม่แน่นอน เช่น อาชีพ พยาบาล ตำรวจ ยาม ซึ่งต้องสลับเวรไปมา\r\n\tสาเหตุจากความแปรปรวนของจิตใจ ที่ซ่อนอยู่ลึกๆ\r\n\tจากการติดยา หรือสิ่งเสพติดบางประเภท เช่น สุรา ยาม้า\r\n\tจากยาแก้โรคบางอย่างที่ผู้นั้นต้องกินอยู่ประจำ เช่น ยาแก้ปวดบางประเภท ยาลดความดันโลหิต เป็นต้น\r\n\tจากการถูกฝึกเรื่องการนอนอย่างไม่เหมาะสม\r\n\r\n\r\nการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา\r\n\r\nมีวิธีการหลายอย่างที่อาจช่วยให้ผู้ป่วยหลับได้ดีโดยไม่ต้องใช้ยานอนหลับการส่งเสริมสุขภาพของการนอนอาจทำได้หลายวิธี ดังนี้\r\n\r\n\r\n\tจัดเวลานอนให้สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน\r\n\tควรเลิกสูบบุหรี่ และเลิกการดื่มเหล้าจัด\r\n\tบางรายการเปลี่ยนฟูกเป็นสิ่งจำเป็น จากอย่างแข็งเป็นอย่างอ่อน หรือสลับกัน ควรเอาใจใส่ ผ้าคลุมเตียง ไม่ให้ร้อน หรือเย็นมากเกินไป รวมทั้งเสื้อผ้าที่ใส่นอน ควรนุ่ม สบาย อุณหภูมิห้องควรอยู่ในระดับพอดี แต่บางคนต้องการเพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว\r\n\tการเปลี่ยนท่านอนอาจจำเป็นโดยเฉพาะ ถ้าเคยนอนในท่าที่ไม่สบาย บางคนเชื่อว่าไม่ควรนอนตะแคงซ้ายเพราะจะเป็นอันตรายต่อหัวใจ ควรจะแก้ความเข้าใจผิดเพราะบางคนชอบนอนตะแคงซ้าย พวกปฏิบัติธรรม นิยมนอนตะแคงขวา (สีห-ไสยาสน์) ผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือหายใจลำบาก ควรนอนในลักษณะนั่งมากกว่านอนราบ คือยกศีรษะและลำตัวท่อนบนให้สูง\r\n\tอาหารว่างที่ไม่หนักเกินไป อาจช่วยในการนอนหลับ เช่น น้ำส้ม นมอุ่น น้ำผลไม้อื่นๆ มื้อเย็นควรงดน้ำชา กาแฟ รวมทั้งก่อนนอน\r\n\tการอ่านหนังสือในเตียงนอนอาจเบนความสนใจจากความวิตกกังวล\r\n\tควรเลือกรายการโทรทัศน์ที่ไม่ตื่นเต้นมากเกินไป\r\n\tอย่างไรก็ตามห้องนอนและเตียงไม่ควรใช้สำหรับเป็นที่รับประทานอาหารหรือของว่าง ดูโทรทัศน์ หรือทำธุรกิจต่างๆ\r\n\tไม่ควรให้มีเสียงหรือแสงรบกวนจนเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการนอนหลับเป็นแบบตื่นตัวมากเกินไป อาจต้องนอนแยกกับคนที่นอนกรนเสียงดัง\r\n\tการออกกำลังสม่ำเสมอทุกวันช่วยให้หลับดีขึ้น บางคนแนะนำให้เดินเร็วตอนเย็น และหลังจากนั้นให้อาบน้ำอุ่น\r\n\tการผ่อนคลายความตึงเครียดทางเพศอาจช่วยได้\r\n\tพยายามนอนให้มากตามที่ร่างกายต้องการจะได้รู้สึกสดชื่น\r\n\tหลีกเลี่ยง “ความพยายามอย่างจริงจังที่จะทำให้หลับ” ควรมุ่งความสนใจไปที่กิจกรรมอื่นๆ เช่น ทำงานที่น่าเบื่อ ดูรายการโฆษณาสินค้าทางโทรทัศน์ เป็นต้น\r\n\tอีกประการหนึ่งการกลัวนอนไม่หลับยิ่งทำให้ไม่หลับมากขึ้น ยิ่งกลัวยิ่งไม่หลับกลายเป็นวงจรติดต่อกันไป อาจสร้างภาระเงื่อนไข โดยสร้างความเกี่ยวโยงระหว่างการรับประทานยา กับกิจกรรมที่ทำเป็นนิสัย เมื่อการวางเงื่อนไขดังกล่าวเกิดขึ้น\r\n\tกิจกรรมที่ทำเพียงอย่างเดียว อาจมีผลทดแทนยาได้ และทำให้การนอนหลับดีขึ้น\r\n\tบางรายอาจต้องการเปลี่ยนแปลงเวลาในการนอนผู้ป่วยที่ตื่นเช้าเกินไป หลังจากหลับไปแล้ว 6 ชั่วโมง หรือมากกว่า ควรยืดเวลาให้ช้ากว่าเดิม\r\n\tการฝึกกรรมฐาน (สมาธิ) เช่นการกำหนดลมหายใจเข้าออก การสะกดจิตตนเอง การฝึกใช้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย อาจทำให้การนอนหลับดีขึ้น\r\n\r\n\r\nถ้าปฏิบัติตามวิธีการต่างๆ แล้วยังไม่หลับก็สมควรปรึกษาแพทย์หรือจิตแพทย์เพื่อแก้ไขต่อไป\r\n\r\nข้อระวังเมื่อใช้ยานอนหลับ\r\n\r\n\r\n\tยามีผลข้างเคียงที่อาจพบได้ดังนี้\r\n\tมีอาการง่วงซึม จึงไม่ควรจะขับขี่รถยนต์ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักร\r\n\tมีอาการลืมเหตุการณ์หลังจากใช้ยาในระยะเวลาสั้นๆช่วงหนึ่ง เช่น หลังทานยานอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาจำไม่ได้ว่าหลังกินยาแล้วมีพฤติกรรมอย่างไร\r\n\tมีอาการดื้อยาคือต้องใช้ ขนาดเพิ่มขึ้นจึงจะนอนหลับได้\r\n\tหากใช้ยาขนาดสูงและเป็นเวลานานๆ อาจมีการติดยาได้จึงควรหยุดยาเมื่อเริ่มรู้สึกว่าต้องการยาเพิ่มขึ้นจึงจะหลับ\r\n\tสตรีมีครรภ์ในระยะ 3 เดือนแรกไม่ควรกินยานอนหลับเพราะจะมีผลต่อทารกในครรภ์ได้\r\n\tสตรีที่ให้นมบุตรควรงดการให้นมบุตรในช่วงที่กินยานอนหลับ\r\n\tควรงดการดื่มสุรา ไม่ว่าจะเป็นช่วงยาวหรือเป็นพักๆ\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n  แหล่งที่มา : https://med.mahidol.ac.th/ramamental/generalknowledge/general/06052014-1126\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1634267985.jpg"],
    [338,3685,"5 ผักที่มีวิตามินซีสูง","Thu, 2021-10-14 07:12","http://www.stkc.go.th/node/3685","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://multimedia.anamai.moph.go.th/help-knowledgs/benefits-of-fruits-and-vegetables/"," 1. พริกหวาน วิตามินซี 80.4 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม\r\n\r\nแม้จะชื่อว่าพริกหวานแต่ก็มีรสชาติที่ไม่เผ็ดเหมือนชื่อ พริกหวานสามารถกินได้ทั้งแบบสดๆ และปรุงสุกในเมนูอาหาร โดยปกติแล้วจะมีสีเขียวเมื่อสุกแล้วจะมีสีแดง ปัจจุบันมีการปรับปรุงพันธุ์ขึ้นใหม่ ทำให้พริกหวานมีทั้งสีแดง สีเหลือง สีม่วง ที่เต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เบต้าแคโรทีน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 เหล็กและโพแทสเซียม โดยพริกหวานผลที่แก่แล้วจะมีสีแดง เหลือง ส้ม หรือม่วงจะให้วิตามินซีเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าเลยทีเดียว\r\n\r\n  2. บรอกโคลี วิตามินซี 89.2 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม\r\n\r\nผักที่มีดอกสีเขียวนี้อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารหลายชนิดซึ่งพบได้ทั้งส่วนดอกและลำต้น การกินควรกินทั้งส่วนดอกและลำต้นร่วมกันจะช่วยต้านโรคมะเร็งได้ บร็อคโคลีเป็นผักที่ไม่ควรนำไปปรุงอาหารด้วยความร้อนที่นานเกินไปเพราะจะทำให้เสียวิตามินและคุณค่าทางอาหาร\r\n\r\n  3. ผักคะน้า วิตามินซี 147 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม\r\n\r\nผักคะน้าสามารถกินได้ตั้งแต่ยังมีขนาดเล็กจนกระทั่งออกดอก กับคุณสมบัติที่ช่วยต้านการเกิดมะเร็ง ช่วยให้เซลล์ทำงานได้ดีและกำจัดสารพิษในร่างกาย ผักคะน้าสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายชนิดแต่ควรล้างให้สะอาดเพื่อช่วยลดการตกค้างของสารเคมีก่อนทุกครั้ง\r\n\r\n  4. ผักปวยเล้ง  วิตามินซี 120 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม\r\n\r\nผักปวยเล้งอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ อย่าง เหล็ก แคลเซียม โพแทสเซียม และยังมีกรดโฟลิกที่เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในการสร้างสารซีโรโทนินในระบบเซลล์ประสาท ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและนอนหลับได้สนิท\r\n\r\n   5. ใบมะรุม วิตามินซี 141 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม\r\n\r\nมะรุมเป็นพืชพื้นบ้านที่นิยมนำมาประกอบอาหารได้หลายอย่าง โดยทุกส่วนของต้นมะรุมสามารถกินได้ ใบของมะรุมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ลดไข้ ช่วยให้นอนหลับสบาย ป้องกันแผลในกระเพราะอาหาร และช่วยต้านอนุมูลอิสระได้\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา : https://multimedia.anamai.moph.go.th/help-knowledgs/benefits-of-fruits-and-vegetables/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1634170370.jpg"],
    [339,3683,"“วิ่ง” เพื่อเพิ่มพลังการจดจำของสมอง","Fri, 2021-10-08 12:31","http://www.stkc.go.th/node/3683","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null," งานวิจัยล่าสุด นักวิทยาศาสตร์พบว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิก ฟิตเนส (Aerobic fitness) เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำหรือปั่นจักรยาน ในช่วงวัยหนุ่มสาว จะส่งผลดีต่อสมองและการจำของคนเราได้เมื่อย่างเข้าสู่วัยกลางคน (43-55 ปี)\r\n\r\n          ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมินนิโซตา สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาวิจัยถึงผลของการออกกำลังกายแบบ แอโรบิก ฟิตเนส โดยการวิ่งอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี พบว่านอกจากจะช่วยส่งผลต่อการเพิ่มความแข็งแรงให้ร่างกายและหัวใจแล้ว ก็ยังส่งผลดีต่อสมองและการจดจำเมื่อเราอายุมากขึ้นด้วย\r\n\r\n          แอโรบิก ฟิตเนส หรือ คาดิโอ ฟิตเนส (cardio fitness) คือความฟิตของร่างกายที่จะบ่งบอกว่า ร่างกายของเราจะส่งผ่านออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อได้ดีแค่ไหนในขณะที่ออกกำลังกาย\r\n\r\n          โครงการวิจัยนี้มีอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการจำนวน 2,747 คน ซึ่งแต่ละคนเป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงและมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 25 ปี ทีมวิจัยให้อาสาสมัครทุกคนออกกำลังกายด้วยการวิ่งบนลู่วิ่งเป็นประจำในช่วง 1 ปีแรกของการศึกษาวิจัย โดยอาสาสมัครแต่ละคนจะเดินหรือวิ่งบนลู่วิ่งไปเรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกเหนื่อยหอบหรือเริ่มหายใจลำบากจึงหยุดวิ่ง\r\n\r\n          20 ปีถัดมา นักวิจัยได้ทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายของอาสาสมัครทุกคนอีกครั้งด้วยการให้ออกกำลังกายแบบเดียวกับที่ทำในปีแรก และทดสอบวัดประสิทธิภาพด้านการจดจำของสมองในอีก 25 ปี ถัดมานับจากการทดสอบในปีแรกเช่นกัน\r\n\r\n          ผลการทดสอบการออกกำลังกายพบว่า ในปีแรกผู้เข้ารับการทดสอบสามารถวิ่งบนลู่วิ่งได้นานเฉลี่ยประมาณ 10 นาที แต่ใน 20 ปีต่อมา ผลที่ได้มีค่าเฉลี่ยลดลง 2.9 นาที ส่วนการทดสอบประสิทธิภาพการจดจำของสมองพบว่า ผู้ที่มีสถิติการวิ่งบนลู่วิ่งเป็นเวลานานกว่า หรือความสามารถในการวิ่งครั้งหลังลดลงจากครั้งแรกในสัดส่วนที่น้อยกว่าจะแสดงผลการทดสอบด้านประสิทธิภาพความจำและกระบวนการคิดได้ดีกว่าผู้ที่มีอัตราการวิ่งลดลงมากกว่า ทั้งนี้ได้ปรับค่าปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว เช่น การสูบบุหรี่,โรคเบาหวาน และภาวะคอเลสเตอรอลสูง\r\n\r\n          นักวิจัยพบว่า ความสามารถในการวิ่งบนลู่วิ่งทุกๆ นาทีที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ผู้เข้ารับการทดสอบสามารถจดจำคำศัพท์ได้ถูกต้องเพิ่มขึ้น 0.12 คำ จากจำนวนคำศัพท์ 15 คำ และสามารถจัดวางสัญลักษณ์ที่ไม่มีความหมายไว้ในตำแหน่งเดิมได้อย่างถูกต้องเพิ่มขึ้น 0.92 ตำแหน่ง\r\n\r\n          ดร.เดวิด อาร์ เจค็อบส์ หนึ่งในผู้วิจัยเรื่องนี้ได้กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้มีความสำคัญอย่างมาก มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาในผู้สูงวัยแสดงให้เห็นว่า วิธีการทดสอบในลักษณะนี้เป็นหนึ่งในเครื่องมือทดสอบที่มีความน่าเชื่อถือสูงในการทำนายโอกาสว่าคนไข้จะมีแนวโน้มเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือภาวะสมองเสื่อมในอนาคตมากน้อยแค่ไหน และงานวิจัยชิ้นหนึ่งก็แสดงผลว่า ความสามารถในการจดจำคำศัพท์ได้เพิ่มขึ้นทุกๆ 1 คำ มีส่วนสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่อการพัฒนาไปสู่ภาวะสมองเสื่อม โดยมีความเสี่ยงลดลง 18% ในช่วง 10 ปีให้หลัง ซึ่งการค้นพบเหล่านี้ช่วยให้แพทย์วินิจฉัย ป้องกันหรือรักษาบุคคลที่มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคสมองเสื่อมในอนาคตได้\r\n\r\nแหล่งที่มา : https://www.nstda.or.th/sci2pub/aerobic-fitness/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1633671088.jpg"],
    [340,3679,"4 สารต้องห้ามในเครื่องสำอาง","Thu, 2021-10-07 08:51","http://www.stkc.go.th/node/3679","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"ความขาวใสไร้ริ้วรอยของใบหน้านั้นจัดเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชาย ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงอายุไหน  อีกทั้งเนื่องด้วยเมืองไทยของเราเป็นเมืองที่มีอากาศร้อนและแสงแดดที่แผดเผาไม่ปราณีผิวพรรณทำให้คนไทยส่วนใหญ่นอกจากจะมีสีผิวที่คล้ำแล้วยังประสบปัญหาผิวต่างๆ เช่น ฝ้า กระ และจุดด่างดำ อันเป็นเหตุให้ต้องรีบแก้ไขและทำการรักษาโดยเฉพาะในกลุ่มของผู้หญิงอย่างเราๆ จุดด่างพร้อยบนใบหน้าถือเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดออกไปโดยเร็ว\r\n\r\n1. ปรอท (mercury)\r\n\r\nมีกลไกยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน (melanin) ทำให้ผิวขาวและยังป้องกันสิวได้ด้วย\r\n\r\nผลข้างเคียง >> ทำให้เกิดการแพ้ ผื่นแดง ผิวหน้าดำ เกิดฝ้าถาวร เกิดพิษสะสมในผิวหนัง และดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ทำให้ตับและไตอักเสบ \r\n\r\n 2. ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)\r\n\r\nมีกลไกยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ที่ทำหน้าที่ในการสร้างเม็ดสีเมลานิน (melanin) ส่งผลให้ผิวขาวขึ้น \r\n\r\nผลข้างเคียง >> มีอาการแสบร้อน ตุ่มแดง ผิวคล้ำมากในบริเวณที่ทา อาจเกิดเป็นฝ้าถาวร และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง \r\n\r\n 3. สเตียรอยด์ (Steroid)\r\n\r\nมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารเคมีสื่อกลาง (mediators) เช่น โพรสตาแกลนดิน (prostaglandin) และลิวโคไตรอีน (leukotrienes) ที่ใช้สร้างเม็ดสีเมลานิน (melanin) ส่งผลให้ผิวขาวขึ้น\r\n\r\nผลข้างเคียง >> ผดผื่นขึ้นง่าย ผิวบาง อ่อนไหวต่อมลภาวะภายนอก และเห็นเส้นเลือดแดงตามใบหน้าชัดขึ้น\r\n\r\n4. กรดวิตามินเอ (Retinoic acid)\r\n\r\nกระตุ้นการแบ่งเซลล์และเร่งการผลัดเซลล์เยื่อบุผิว (epithelial tissue) ลดการเคลื่อนย้ายเม็ดสีมาที่เซล์ผิวหนัง ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน และยังป้องกันการเกิดสิวอุดตัน (comedone) ได้ด้วย \r\n\r\n ผลข้างเคียง >> ระคายเคืองผิวหนัง ผิวหน้าลอก อักเสบ แพ้แสงแดดได้ง่าย อาจเกิดภาวะผิวด่างขาวหรือผิวคล้ำได้ และอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา : https://www.scimath.org/article-science/item/12454-4\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1633571510.jpg"],
    [341,3678,"กินเจ กับ มังสวิรัติ ต่างกันอย่างไร?","Wed, 2021-10-06 12:57","http://www.stkc.go.th/node/3678","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ","   อาหารเจนับว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ และไม่มีพิษต่อร่างกาย เพราะได้โปรตีนจากถั่วต่าง ๆ และยังย่อย\r\nง่ายเป็นการแบ่งเบาภาระของระบบย่อยอาหาร และระบบขับถ่าย ผู้ที่รับประทานเจ สามารถเลือกส่วนผสมดังต่อไปนี้\r\nมาปรุงอาหารได้ คือ ข้าวกล้อง (ใช้แทนข้าวขาว) โปรตีนเกษตร (แทนเนื้อสัตว์) ผักสด เห็ดหอม ถั่วนานาพันธุ์ เต้าหู้\r\nแป้งหมี่กึง และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันท่าเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ ปัจจุบันมีเมนูอาหารจ่านวนมาก ซึ่งหลายเมนูท่า\r\nเลียนแบบเนื้อสัตว์ได้เหมือนจริง เช่น ขาหมูเจที่ท่าจากแป้ง และถั่ว ฯลฯ\r\n\r\nกินเจ กับ มังสวิรัติ ต่างกันอย่างไร?\r\n\r\n   หลายคนอาจสงสัยว่า \"กินเจ\" ต่างกับ \"กินมังสวิรัติ\" อย่างไร เพราะอาหารมังสวิรัติก็เป็นอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์\r\nเป็นส่วนประกอบเช่นเดียวกัน แต่มังสวิรัติสามารถทานผักได้ทุกชนิด แต่อาหารเจ ต้องเว้นผักฉุน 5 ประเภท คือ\r\nกระเทียม หัวหอม (รวมทั้งหอมแดง หอมขาว หัวหอมใหญ่ ต้นหอม) หลักเกียว (กระเทียมโทนจีน ไม่ค่อยพบใน\r\nประเทศไทย) กุยช่าย และใบยาสูบ รวมทั้งของเสพติดทุกชนิด และยังต้องประพฤติศีลร่วมด้วย จึงจะเป็นการถือศีล\r\nกินเจที่แท้จริง ขณะที่มังสวิรัติ หมายถึง การไม่รับประทานเนื้อสัตว์เท่านั้น\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา : http://dept.npru.ac.th/edu2/data/files/20191107134222_20151004161625_PR%20news%20J%20food%202015.pdf\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1633499862.jpg"],
    [342,3665,"รู้ไหมทำไมต้นไม้ใบถึงด่าง?","Mon, 2021-10-04 14:53","http://www.stkc.go.th/node/3665","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"สาเหตุที่ทำให้ต้นไม้ใบด่าง\r\n\r\n1.ขาดแสงสว่าง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการผลิตคลอโรฟิลล์ที่ทำให้ต้นไม้มีใบสีเขียว สังเกตได้จากการนำต้นไม้ปกติไปวางในที่มืด ผ่านไปไม่กี่วันใบก็จะเป็นสีขาวซีดและอ่อนแอ ซึ่งเป็นวิธีการเดียวกับการเพาะถั่วงอกหรือกุยช่ายให้มีใบสีขาวหรือเขียวอ่อน โดยหากนำมาออกแดดก็จะให้ใบสีเขียวตามเดิม\r\n\r\n2.ขาดสารอาหาร สารบางตัวมีผลต่อการสร้างเม็ดสีของใบ โดยหากต้นไม้ขาดแมกนีเซียม ใบจะเป็นสีเหลืองแต่เส้นใยยังเขียวอยู่ ถ้าขาดกำมะถันหรือฟอสฟอรัส ต้นมีจะใบด่างเหลืองทั้งใบ ซึ่งอาการจะหายไปหากได้รับสารอาหารดังกล่าวในดินครบถ้วน\r\n\r\n3.เนื้อเยื่อใบมีอากาศมาก อาการดังกล่าวส่งผลให้เมื่อแสงแดดไปตกกระทบใบจะเกิดการหักเหของแสง ทำให้ใบเป็นสีเทาเงิน พบมากในป่าธรรมชาติ อาการดังกล่าวจะเป็นถาวรไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นต้นไม้ที่สามารถจำแนกเป็นพันธุ์อื่นได้ เช่น พลูลงยา แนบอุรา หรือคล้าบางชนิด\r\n\r\n.ความผิดปกติทางพันธุกรรม เกิดจากปัจจัยภายนอกที่กระทบโครงสร้างทางพันธุกรรมของต้นไม้ เช่น สารเคมีหรือสารกำมันตภาพรังสี ทำให้ต้นไม้ดังกล่าวกลายพันธุ์จากลักษณะเดิม นอกจากนี้ยังใช้ในวงการตัดแต่งพันธุ์ต้นไม้เพื่อให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่มีความทนทานหรือมีคุณลักษณะที่โดดเด่นกว่าสายพันธุ์เดิม แต่ไม่สามารถควบคุมลักษณะให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ โดยต้นแม่พันธุ์นั้นจะมีความสำคัญในการควบคุมลักษระด่างได้ดีกว่าต้นพ่อพันธ์ุดังรายละเอียดดังนี้\r\n\r\nแม่กิ่งใบเขียว+พ่อกิ่งใบเผือก ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีใบเขียว\r\n\r\nแม่กิ่งใบเขียว +พ่อกิ่งใบด่าง ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีใบเขียว\r\n\r\nแม่กิ่งใบเผือก + พ่อกิ่งใบเขียว ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีใบเผือก\r\n\r\nแม่กิ่งใบเผือก + พ่อกิ่งใบเผือก ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีใบเผือก\r\n\r\nแม่กิ่งใบเผือก + พ่อกิ่งใบด่าง ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีใบเผือก\r\n\r\nแม่กิ่งใบด่าง + พ่อกิ่งใบเขียว ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีทั้งใบเขียว เผือก ด่าง\r\n\r\nแม่กิ่งใบด่าง + พ่อกิ่งใบเผือก ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีทั้งใบเขียว เผือก ด่าง\r\n\r\nแม่กิ่งใบด่าง + พ่อกิ่งใบด่าง ต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ดจะมีทั้งใบเขียว เผือก ด่าง\r\n\r\nมีข้อสังเกตว่าในประเทศญี่ปุ่นพบไม้ใบด่างจำนวนมาก ทำให้บางคนสันนิศฐานว่าอาจเป็นเพราะผลพวงของกัมมันตภาพรังสีของระเบิดปรมาณูในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง\r\n\r\n5.เกิดจากโรค  หากอาการของต้นไม้ในสวนมีการเจริญเติบโตผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นใบมีลายสีด่างหรือสีเขียวไม่สม่ำเสมอกัน เล็กหรือย่น ส่วนยอดหรือดอกหงิกงอผิดจากรูปทรงเดิมและไม่ติดผล ลำต้นแคระแกร็น มีกิ่งก้านสั้นกว่าปกติ อาจเป็นอาการของโรคใบด่างในต้นไม้ หรือ Mosaic Virus ซึ่งเกิดจากไวรัสเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อและสารคลอโรฟิลล์จนส่วนต่างๆ ของต้นมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติมักพบมากในมะละกอ ถั่วฝักยาว มะเขือเทศ มันฝรั่ง หากตัดแต่งด้วยกรรไกรหรืออุปกรณ์เดียวกันก็สามารถแพร่ไปสู่ต้นอื่นได้ นอกจากนี้ยังมีไวรัส Mottled ที่ทำให้เกิดอาการด่างเป็นจุดๆ ยังมี Vascular ที่ทำให้ด่างเฉพาะเส้นใยอีกด้วย ในบางครั้งโรคดังกล่าวก็ไม่ร้ายแรงมาก เพียงแค่ทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตช้าเท่านั้น\r\n\r\nโรคดังกล่าวไม่สามารถป้องกันหรือกำจัดด้วยสารเคมี วิธีแก้ไขให้ตัดเอาชิ้นส่วนหรือต้นไม้ที่มีอาการมากไปเผาและทำลาย เพื่อลดการระบาด หรือเลือกพันธุ์ต้นไม้ที่ต้านทานโรคไวรัส นอกจากนี้ควรกำจัดแมลงพาหะโดยเฉพาะเพลี้ยอ่อน โดยฉีดพ่นด้วยมาลาไทออนหรือเอส 85\r\n\r\nรูปภาพ : https://blog.leonandgeorge.com/\r\n\r\nแหล่งที่มา : https://www.baanlaesuan.com/88572/plant-scoop/leaf-tree\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1633333988.jpg"],
    [343,3664,"เตาแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้อาหารสุกได้อย่างไร?","Mon, 2021-10-04 11:23","http://www.stkc.go.th/node/3664","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"    เพื่อน ๆ ที่มีเตาแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำอยู่ที่บ้าน เคยสงสัยกันรึเปล่าว่า เตาแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำทำให้อาหารสุกได้อย่างไร? แล้วถ้าตอกไข่ใส่บนเตาแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำโดยตรง ไข่จะสุกหรือไม่? ไปหาคำตอบพร้อมกันในหนังสือเรียน สสวท. กันดีกว่า\r\n\r\n \r\n\r\nหลักการทำงานของเตาแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำ\r\n\r\n    เตาแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำทำงานโดยให้กระแสไฟฟ้าสลับผ่านขดลวดที่อยู่ภายในเตา ทำให้เกิดสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา ส่งผลให้เกิดการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นในภาชนะโลหะ เกิดกระแสไฟฟ้าวน (eddy current) กลับไป-มาที่ก้นภาชนะ ตามความถี่ของกระแสไฟฟ้าที่ให้กับขดลวดภายในเตา ซึ่งกระแสไฟฟ้าวนนี้จะทำให้ภาชนะโลหะเกิดความร้อน \r\n\r\n    อย่างไรก็ดีภาชนะโลหะที่ใช้กับเตาแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำต้องถูกออกแบบให้เหมาะสมจึงจะนำมาใช้กับเตาชนิดนี้ได้ ย้อนกลับไปที่คำถามต้นเรื่อง “ถ้าตอกไข่ใส่บนเตาแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำโดยตรง ไข่จะสุกหรือไม่? คำตอบคือ ไม่สุก เพราะ เตาแม่เหล็กไฟฟ้าเหนี่ยวนำถูกหุ้มด้วยวัสดุที่เป็นฉนวนไว้ภายนอก ทำให้ไม่สามารถเกิดการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าขึ้นได้เหมือนที่เกิดกับภาชนะโลหะ จึงไม่เกิดความร้อนขึ้น ไข่หรืออาหารต่าง ๆ จึงไม่สุกนั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา : https://www.scimath.org/article-physics/item/12441-2021-09-14-06-40-13\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1633321417.jpg"],
    [344,3660,"พิษจากปลาปักเป้า","Tue, 2021-09-28 09:37","http://www.stkc.go.th/node/3660","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"\r\n\"พิษปลาปักเป้า\" จัดเป็นพิษที่มีความรุนแรงกว่าพิษอื่นๆ ที่เกิดจากพืชและสัตว์ในทะเล โดยพิษดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า \"tetrodon หรือ puffer poisoning\" ส่วนใหญ่พบตามท้องทะเลชายฝั่งตั้งแต่เขตปะการัง โขดหิน หญ้าทะเล น้ำกร่อย ปากแม่น้ำ เฉพาะปลาปักเป้าพบในแม่น้ำ ลําคลอง หนองบึง และลําธาร ที่มีชื่อและคุ้นเคยกันได้แก่ ปลาปักเป้า ปลาปักเป้าหนามทุเรียน ปลางัว (วัว) ปลากวาง ปลากล่อง ปลากระดูก แต่ที่มีประวัติที่ยอมรับว่าสร้างหรือถ่ายทอดพิษที่เรียกว่า \"tetrodotoxin\" ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้หากนำมาบริโภค คือ ปลาปักเป้า\r\n\r\n\"ปลาปักเป้า\" ในน้ำน่านไทยพบว่ามีประมาณ 35 ชนิด มีขนาดตั้งแต่ 20-90 เซนติเมตร ที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดมี 7 ชนิด มีลักษณะรูปร่างแปลก มีฟันคล้ายจงอยปากนกมี 2-3-4 ซี่ ไม่มีครีบท้อง ส่วนครีบอก ครีบหลัง และครีบก้น ไม่มีก้านครีบที่เป็นหนามแข็ง ทุกครีบมีขนาดเล็กใช้ในการเคลื่อนที่ ส่วนครีบหางใช้เป็นหางเสือ มีเกล็ดเป็นหนามเล็กหรือใหญ่ปกคลุมตามผิวหนังเป็นบางส่วนหรือทั่วไป ที่สำคัญเกือบทั้งตัวสามารถป้องกันตัวเองได้ การพองตัวโดยการถ่ายน้ำหรือลมแล้วแต่โอกาส บางชนิดสามารถทำเสียงได้โดยการขบฟัน เนื้อปลาปักเป้าจะมีกลิ่นเฉพาะ หากผู้ที่รู้จักจะระแวดระวังสามารถสังเกตความแตกต่างได้จึงไม่นำมาบริโภค\r\n\r\nจากการศึกษาอย่างต่อเนื่องพบว่า การเกิดพิษในปลาปักเป้ายังเป็นความสับสนอยู่มาก โดยในเขตร้อนของอินโดแปซิฟิก มีปลาพวกนี้ชุกชุมมาก และมีผู้นิยมนำปลาพวกนี้มาปรุงอาหาร (เช่น ชาวญี่ปุ่น เกาหลี จีน) ซึ่งมีราคาแพงมาก และทั้งรู้ว่ามีพิษซึ่งเกิดขึ้นได้เสมอในปลาปักเป้า อย่างไรก็ตาม พิษของปลาปักเป้าชนิดเดียวกัน จากเขตหนึ่งมีพิษ แต่อีกเขตหนึ่งกลับไม่มีพิษก็ได้ ยิ่งกว่านั้นปลาชนิดเดียวกันในที่เดียวกันต่างตัวต่างมีพิษไม่เท่ากัน\r\n\r\nทั้งนี้ ความเป็นพิษของปลาปักเป้าขึ้นอยู่กับระยะการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเพศในช่วง สืบพันธุ์ โดยทั่วไปเพศเมียจะมีพิษมากกว่าเพศผู้ นักวิชาการให้ข้อมูลว่า อาหารที่ปลากินมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นพิษ คือการได้รับพิษ หรือการเสริมสร้างความเป็นพิษ (ciguatera) นอกจากนี้ยังเป็นไปได้อีกว่าปลาปักเป้าเป็นตัวสะสมพิษ เปลี่ยนแปลงและถ่ายทอด คือเป็นพาหะของพิษ เช่น จากแมงกะพรุน ปลิงทะเล หรือจากพืช จากมอสทะเล สาหร่าย โปรโตซัว การทดลองเอาเนื้อปลาปักเป้าที่มีพิษไปเลี้ยงปลาอีกชนิดหนึ่งพบว่าปลาดัง กล่าวตาย แต่เกิดเป็นพิษขึ้น แสดงว่ามีการถ่ายทอดพิษจากปลาปักเป้าไปสู่ปลาแม้พวกเดียวกันได้ และพิษอาจเกิดจากอาหารที่ปลากิน ผลการศึกษาพบว่า อาหารพวกสาหร่ายที่มีพิษจำนวนมากในทางเดินอาหารของปลาปักเป้าที่มีพิษ ซึ่งจำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างกว้างต่อไป ปลาปักเป้าหลายชนิดในสกุล Lagocephalus และ Takifugu ซึ่งคนญี่ปุ่นกล้านำมารับประทานกันทั้งที่เป็นปลามีพิษอันตรายมาก และที่น่าวิตกคือปลาพวกนี้หลายชนิดมีลักษณะใกล้เคียงกับปลา\r\n\r\nปักเป้า ที่นำมารับประทานกันทั่วไป อวัยวะที่มีพิษของปลาปักเป้า ได้แก่ หนัง ตับ รังไข่ ทางเดินอาหาร และอาจรวมถึงเลือด เป็นส่วนที่มีพิษมากที่สุด ส่วนเนื้อแม้จะปลอดภัยที่สุด แต่ก็อาจมีพิษในบางครั้งหรือบางโอกาส และบางแหล่งที่อาศัย พิษของปลาปักเป้าไม่มีข้อจำกัดที่ขนาดของตัวปลา ปลาขนาดเล็กอาจมีพิษมากพอที่จะทำให้ผู้บริโภคเสียชีวิตได้ แตกต่างเพียงปริมาณพิษจะขึ้นอยู่กับขนาดของตัวปลาเท่านั้น ซึ่งอันดับแรกที่ต้องสนใจในบรรดาพิษที่เกิดขึ้นจากการบริโภคเนื้อปลาหรือ สัตว์น้ำ และจัดเป็นพิษต่อระบบประสาท (Neurotoxin) เป็นเบื้องต้น และรุนแรงกว่าไซยาไนด์\r\n\r\nสำหรับอาการของผู้ป่วยจากการได้รับพิษของปลาปักเป้า ให้สังเกตอาการดังนี้ คือ ตัวสั่น ซีด วิงเวียน ชาที่รับฝีปาก หรือลิ้น และความผิดปรกติในการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่เกิดขึ้นใน 10-45 นาที หลังจากการบริโภค แต่ก็เคยมีรายงานว่าอาจล่วงเลยถึง 3 ชั่วโมง หรือกว่านั้น ซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการกระตุกที่นิ้วมือ นิ้วเท้า หรือปลายอวัยวะอื่นๆ จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นรู้สึกเหน็บชาอย่างรุนแรง บางกรณีเหน็บชาทั้งตัว โดยขณะนั้นผู้ป่วยจะรู้สึกหวิวทั้งร่างกาย มีน้ำลายฟูมปาก เหงื่อท่วมตัว อ่อนเพลียอย่างมาก ปวดเมื่อย ปวดหัว อุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ความดันเลือดต่ำ หัวใจเต้นช้าลงตั้งแต่เริ่มอาการ ส่วนอาการคลื่นเหียน อาเจียน ถ่ายท้อง และปวดท้อง (กระเพาะอาหาร) ซึ่งอาจเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเหล่านี้อาจไม่ปรากฏเลยก็ได้\r\n\r\nนอก จากนี้ยังมีรายงานที่ศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับช่องตาดำ กล่าวคือ จะแคบระยะแรก และเบิกกว้างในระยะต่อมา จนในที่สุดตาจะหยุดเคลื่อนไหวทั้งช่องตาดำ และม่านตาจะคลายตา หลังจากที่เริ่มมีอาการชา จะต้องสังเกตการหายใจซึ่งจะมีการหายใจลำบาก มีอัตราการหายใจถี่ หายใจไม่ลึก หรือไม่เต็มที่ ต่อมาจะหายใจขัด ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้าและปลายอวัยวะต่างๆ รวมทั้งลำตัวจะซีดเขียว เคยมีรายงานว่าบางคนเกิดมีเลือดซึมตามผิวหนังทั่วตัว มีตุ่มและผิวหนังลอก นอกจากนี้ยังมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก สั่น และบังคับไม่ได้มากขึ้นตามลำดับจนในที่สุดเป็นอัมพาตอย่างรุนแรง โดยอาการนี้จะเริ่มที่คอ และบริเวณต่ำลงไป ทำให้ออกเสียงไม่ได้ กลืนลำบาก และในที่สุดกลืนอะไรไม่ได้ กล้ามเนื้อที่ปลายอวัยวะเป็นอัมพาต และไม่สามารถเคลื่อนไหว ในขั้นสุดท้ายตาของผู้ป่วยจะเหม่อลอย และเกิดอาการชัก มือกำเท้างอ เหมือนเด็กแรกเกิด แล้วผู้ป่วยอาจเข้าขั้นตรีทูต โดยส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกตัว ประสาทรับรู้ต่างๆ ไม่ทำงาน และรอความตาย\r\n\r\nแม้ ในญี่ปุ่นเองวิธีแนะนำที่ปลอดภัยที่สุดคือไม่รับประทาน แต่ในกรณีที่เสี่ยงคือต้องรับประทานด้วยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็ควรเลือกปลาปักเป้าจากร้านชั้น 1 ที่มีผู้ประกอบการที่ผ่านการรับรองโดยมีใบอนุญาตที่ถูกต้อง เพราะเป็นเรื่องสำคัญมากที่ผู้นั้นจะต้องมีความรู้ตามข้อบังคับเกี่ยวกับปลา ปักเป้า และพิษของมันจากอวัยวะต่างๆ อย่างทั่วถึง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและความสะอาดเป็นหลัก การเตรียมอาหารโดยการทอด ตุ๋น ปิ้ง ต้ม ฯลฯ ด้วยความร้อนไม่สามารถลดความเป็นพิษของปลาปักเป้าลงได้ การต้มเนื้อปลาด้วยสารละลายโซเดียมไบคาร์บอเนตเป็นเวลานาน อาจจะช่วยลดพิษของปลาปักเป้าได้ แต่ก็ทำลายรสชาติและความละมุนของเนื้อปลาจนไม่น่ารับประทาน\r\n\r\nอนึ่ง แม้ญี่ปุ่นจะก้าวหน้ามากในเรื่องพิษของปลาปักเป้าเกือบทั้งหมดที่นำมาบริโภค หรือรู้จักกัน แต่ก็ถือว่าไม่ปลอดภัยโดยสิ้นเชิง เพราะยังมีผู้เสียชีวิตจากการบริโภคปลาปักเป้าในแต่ละปี\r\n\r\nทางที่ปลอดภัยที่สุดคือ ควรละที่จะนำปลาพวกนี้โดยเฉพาะจากเขตร้อนมาบริโภค แต่หากอยู่ในภาวะที่ถ้าไม่กินจะต้องตาย ก็ขอแนะนำว่าให้แน่ใจว่าได้เอาเครื่องในและหนังปลาออกอย่างหมดจดทันที โดยไม่มีการปนเปื้อน และใช้ส่วนเนื้อมาบริโภคเท่านั้น โดยนำเนื้อปลามาตัดเป็นชิ้นเล็กๆ แช่น้ำ 3-4 ชั่วโมง โดยมีการขยำเนื้อในน้ำเย็นที่สะอาดและเปลี่ยนน้ำเสมอ สารพิษที่ละลายน้ำได้ หากมีอยู่ก็จะละลายน้ำออกไปไม่มากก็น้อย\r\n\r\nยังมีการทดลองที่พบว่าการฉีดหรือการได้รับพิษปลาปักเป้าอยู่เสมอเป็นเวลานาน ไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ ในญี่ปุ่นมีรายงานว่าผู้บริโภคปลาปักเป้าเป็นกิจวัตร ก็ยังมีอาการมึนเมาด้วยพิษและยังมีกรณีที่มีคนเสียชีวิตจากปลาปักเป้าอีก และถึงทุกวันนี้ยังไม่มีวิธีการใดที่จะใช้ตรวจสอบว่าปลาปักเป้าที่นำมาบริ โภคปลอดภัยหรือไม่ ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงมากสำหรับผู้บริโภคปลาปักเป้า คนญี่ปุ่นกับการรับประทานปลาปักเป้า ปรกติปลาปักเป้าจะติดขึ้นมากับเครื่องมือประมงซึ่งเป็นผลพลอยได้ และจะถูกคัดทิ้งไป แต่มีเฉพาะบางเขตของโลกเท่านั้นที่จัดว่าปลาปักเป้าเป็นอาหารที่คนไขว่คว้า\r\n\r\nในญี่ปุ่นปลาปักเป้าเป็นอาหารทรงคุณค่ากว่าปลาอื่นๆ ทุกชนิด ส่วนใหญ่ปลาเหล่านี้ถูกจับขึ้นในทะเลจีนทางตะวันออก แต่ถือว่าไม่ได้คุณภาพเท่าปลาที่ถูกจับขึ้นได้ทางทะเลตะวันตกเฉียงใต้ของ เกาะฮอนชู และทางเหนือของเกาะคิวชิว ปลาจะถูกแช่แข็งหรือขังปลาเป็นไว้กับน้ำทะเลส่งเข้าเมืองใหญ่ให้แก่ภัตตาคาร ต่างๆ ฤดูกินปลาปักเป้าในญี่ปุ่นเริ่มในเดือนตุลาคมจนถึงเดือนมีนาคม ช่วงที่สำคัญที่สุดคือระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งราคาจะแพงที่สุด โดยเฉพาะปลาปักเป้า Fugu rubripes rubripes ในช่วงเริ่มเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นระยะที่อวัยวะสืบพันธุ์ของปลาขยายเต็มที่ และเป็นระยะที่มีพิษมากที่สุด แต่รสชาติของเนื้อปลาก็จะเสื่อมไป จนกระทั่งอวัยวะเพศได้ลดขนาดลงรสชาติของเนื้อปลาก็จะดีขึ้นตามลำดับ ปลาปักเป้าที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทาน แต่จะต้องจ่ายในราคาสูงมาก มี 4 ชนิด ได้แก่\r\n\r\n1. Fugu rubripes rubripes (เนื้อและหนังไม่เป็นพิษ แต่ตับ รังไข่ และทางเดินอาหารเป็นพิษรุนแรงมาก)\r\n2. F. vermicularis vermicularis\r\n3. F. vermicularis pophyreus\r\n4. F. pardalis\r\n\r\n(ทั้ง 3 ชื่อหลังนี้มีส่วนหนังเป็นพิษรุนแรงและมีกล้ามเนื้อที่บางครั้งมีพิษอ่อน)\r\n\r\nวิธีการเตรียมและรับประทานปลาปักเป้าถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมหรือวัฒนธรรม อย่างหนึ่งของคนญี่ปุ่น ในหมู่ของคนมีฐานะดี ส่วนใหญ่ผู้บริโภคจะไม่ใฝ่หาในรสชาติของเนื้อปลา แต่จะรู้สึกซาบซ่านอย่างบอกไม่ถูกเมื่อได้สัมผัสกับพิษที่พอยังมีอยู่อย่าง อ่อนในเนื้อปลา ซึ่งจะทําปฏิกิริยาทําให้รู้สึกผ่อนคลายพร้อมกับการมีอารมณ์อุ่นใจและกาย เลือดลมสูบฉีด ลิ้นและริมฝีปากรู้สึกเป็นอัมพาตอ่อนๆ แต่สบาย แต่บางคนจะไม่รู้สึกดังกล่าวจึงเป็นความเห็นและประสบการณ์ที่แตกต่างกัน\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-science/item/2118-puffer","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1632796659.png"],
    [345,3659,"สารฟอกขาวคืออะไร?","Tue, 2021-09-28 09:31","http://www.stkc.go.th/node/3659","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"\r\nสารฟอกขาวเป็นสารเคมีประเภทหนึ่งที่มีการนำไปใช้อย่างแพร่หลายในการผลิต อาหารหลายประเภท ทั้งในอาหารที่อนุญาตให้ใส่สารฟอกขาว โดยพบการตกค้างปริมาณสูงในอาหารหลายชนิดทั้งที่จำหน่ายภายในประเภทและอาหาร ส่งออก จึงถูกจัดเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่ต้องมีการเฝ้าระวังในการใช้ในผลิตภัณฑ์ อาหารอย่างใกล้ชิด\r\n\r\nสารฟอกขาวที่นิยมใช้ในอาหารบ้านเราส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของสารประกอบซัลไฟต์ ซึ่งเป็นชื่อรวมของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และเกลืออนินทรีย์ของกรดซัลฟูรัสซึ่งแตกตัวให้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สารฟอกขาวบางตัวไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหาร เนื่องจากเป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพ ได้แก่ สารไฮโดรซัลไฟต์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า \"ยาชัด\" ซึ่งเป็นสารที่นิยมใช้ในการฟอกย้อมผ้า แต่พบว่า ผู้ผลิตหลายรายนำมาใช้ในการผลิตอาหารเพื่อฟอกสีอาหารให้ดูน่ากิน\r\n\r\nสารซัลไฟต์เป็นสารเคมีที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหารหลายประเภท โดยใช้เป็นสารกันเสียเพื่อป้องกันและยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ ใช้เป็นสารกันหืนเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมันในอาหารที่ จะทำให้เกิดการเหม็นหืนในผลิตภัณฑ์นั้น และที่สำคัญยังสามารถใช้เป็นสารฟอกขาวอีกด้วย เนื่องจากมีคุณสมบัติยับยั้งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลงเป็นสีน้ำตาลซึ่ง เกิดขึ้นในอาหารประเภท เช่น ผัก ผลไม้ น้ำผลไม้ น้ำหวานจากพืช และอาหารทะเล พวกกุ้ง ปู ปลา ปลาหมึก เป็นต้น ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้เองทำให้มีการนำสารนี้มาใช้อย่างกว้างขวางในผลิตอาหาร ต่างๆ เช่น\r\nการผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง\r\n\r\n\r\nการผลิตน้ำตาล ทั้งน้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บและน้ำตาลปึก  การฟอกสีผลิตภัณฑ์จากแป้ง เช่น แป้งสาลี วุ้นเส้น เส้นก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน เป็นต้น  พืชผักผลไม้ที่ปอกเปลือกและต้องการเก็บไว้นานๆ โดยไม่เกิดสีน้ำตาลเข้มข้น เช่น การผลิตมันฝรั่งอบแห้ง กล้วยอบแห้ง บางครั้งมีการนำไปแช่ถั่วงอก หน่อไม้ หรือใส่ในการผลิตผลไม้แห้ง ผลไม้ดองและแช่อิ่ม\r\n\r\n\r\nใช้เป็นสารฆ่าเชื้อในการผลิตไวน์\r\nโดยปกติถ้าได้รับในปริมาณไม่มากร่างกายคนจะมีเอนไซม์ที่สามารถเปลี่ยนสาร ซัลไฟต์เป็นสารซัลเฟตซึ่งไม่มีพิษต่อร่างกายและถูกขับออกจากร่างกายทาง ปัสสาวะ\r\n\r\nอย่างไรก็ตามการได้รับสารกลุ่มนี้ในปริมาณมากก่อให้ เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้ อาการความเป็นพิษที่เกิดขึ้นจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล\r\nตารางแสดง ปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในอาหารประเภทต่างๆ\r\n \r\n\r\nกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับสารกลุ่มนี้คือกลุ่มผู้ที่เป็นโรคหอบ หืด อาการที่พบคือ หายใจขัด เจ็บหน้าอก ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อุจจาระร่วง เวียนศีรษะ ความดันเลือดต่ำเป็นลมพิษ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่เป็นโรคหอบหืด อาจเกิดอาการช็อก หมดสติและเสียชีวิตได้ ระดับความรุนแรงของอาการขึ้นกับปริมาณการได้รับว่ามากน้อยแค่ไหน\r\n\r\nนอกจากนี้ สารนี้ยังสามารถทำปฏิกิริยากับวิตามินบางชนิด เช่น ไทอามีน ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคขาดวิตามินตัวนี้ ถ้าได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานานจะเกิดพิษสะสมขึ้นโดยไปรบกวนการทำงานของ เอนไซม์ก่อให้เกิดผลเสียต่อระบบเมตาบอลิซึมในร่างกายได้\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกได้กำหนดค่าความปลอดภัยต่อการบริโภค ในชีวิตประจำวันของสารกลุ่มนี้ไว้ว่า ไม่ควรบริโภคเกิน 0.7 มิลลิกรัม ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อ 1 วัน และหากมีการใช้ต้องระบุในฉลาก\r\n\r\nสารซัลไฟต์จัดเป็นสารฟอกขาวที่ประเทศไทยอนุญาตให้ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารหลาย ประเภท ได้แก่ การผลิตน้ำตาล วุ้นเส้น เส้นหมี่ ก๋วยเตี๋ยว ลูกเกด และอาหารทะเลเยือกแข็ง เป็นต้น โดยมีการกำหนดกลุ่มที่อนุญาตให้ใช้วัตถุเจือปนอาหารตามประกาศของกระทรวง สาธารณสุข ได้แก่ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โซเดียม-โพแทสเซียมซัลไฟต์, โซเดียม-โพแทสเซียมไบซัลไฟต์ และโซเดียม-โพแทสเซียมเมทาไบซัลไฟต์เทานั้น และมีการระบุชนิดของอาหารที่อนุญาตให้ใช้ โดยมีการกำหนดปริมาณสูงสุดที่ยอมให้มีการตกค้างในอาหารแต่ละประเภทแตกต่าง กันไปขึ้นกับปริมาณและลักษณะการบริโภคอาหารนั้นๆ แต่ก็เป็นการกำหนดตามมาตรฐานสากลซึ่งเป็นการศึกษาข้อมูลตามลักษณะการบริโภค อาหารของชาวตะวันตก\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม มีการสำรวจพบการตกค้างของสารฟอกขาวในกลุ่มของสารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ซึ่งไม่ อนุญาตให้ใช้ในอาหาร สารกลุ่มนี้เป็นสารเคมีที่นิยมใช้เป็นสารฟอกขาวในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น ฟอกย้อม สิ่งทอ และกระดาษ เป็นต้น สารกลุ่มนี้มีความเป็นพิษรุนแรงกว่าสารซัลไฟต์ตัวอื่นมาก ถ้ากินเข้าไปจะทำให้เกิดการอักเสบที่ลำคอและระบบทางเดินอาหาร มีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน การไหลเวียนเลือดล้มเหลว ระบบหายใจล้มเหลว หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้\r\n\r\nเนื่องจากสารซัลไฟต์มีคุณสมบัติในการฟอกขาวที่มีประสิทธิภาพสูงและราคาถูก จึงมีผู้ผลิตหลายรายนิยมนำไปใช้ในการฟอกขาวอาหารหลายประเภท ทั้งในชนิดที่อนุญาตและไม่อนุญาตให้ใส่สารฟอกขาว ดังมีการสำรวจพบปริมาณซังเฟอร์ไดออกไซต์ตกค้างในปริมาณสูงในอาหารที่จำหน่าย ตามท้องตลาดหลายประเภท ดังแสดงในตารางด้านบน\r\n\r\nดังนั้นในการเลือกซื้ออาหารควรดูฉลากที่แสดงการใช้วัตถุเจือปนอาหารที่มีการ ระบุในฉลาก สำหรับคนที่เป็นโรคหอบหืดควรระวังการบริโภคอาหารที่มีการใช้สารฟอกขาวกลุ่ม ที่กล่าวมานี้ในการผลิต ไม่ควรบริโภคอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ ส่วนในอาหารที่ไม่ต้องแสดงฉลากควรสังเกตลักษณะปรากฏของอาหารนั้นว่าโดยธรรมชาติของอาหารควรเป็นอย่างไร เช่น\r\nผักหรือผลไม้ที่ปอกเปลือก เมื่อวางทิ้งไว้จะมีสีคล้ำขึ้น  ถั่วงอก เมื่อเด็ดหางออกบริเวณที่มีรอยฉีกขาดนั้นจะมีสีคล้ำขึ้น น้ำตาลชนิดต่างๆ มักมีสีน้ำตาลถ้าผลิตโดยไม่ใช้สารฟอกขาว  น้ำตาลปี๊บน้ำตาลปึก เมื่อเก็บไว้จะมีสีน้ำตาลเข้มขึ้นเรื่อยๆ ถ้ายังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยนสีเมื่อเก็บไว้นานๆ ที่อุณหภูมิห้องแสดงว่ามีการใช้สารฟอกขาวในการผลิต\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/2059-bleach","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1632796299.png"],
    [346,3658,"วิตามินกับจุลินทรีย์","Tue, 2021-09-28 09:26","http://www.stkc.go.th/node/3658","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"วิตามิน เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยเป็นตัวช่วยในปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย วิตามินเป็นอาหารหลัก 1 ใน 5 หมู่ที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามิน\r\n\r\nร่างกายเราต้องการวิตามินในปริมาณที่น้อยถึงน้อยมาก แต่ขาดไม่ได้ เมื่อร่างกายขาดวิตามินจะทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะและร่างกาย และเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคได้\r\n\r\nวิตามินถูกจัดจำแนกเป็นชนิดตามกิจกรรมหรือหน้าที่ในทางชีววิทยา (biological activity) ที่มีผลต่อร่างกาย ไม่ได้จัดจำแนกตามลักษณะโครงสร้างทางเคมี โดยทั่วไปวิตามินทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น กลุ่มของวิตามินบีทำหน้าที่เป็นโคเอ็นไซม์เพื่อช่วยในการเร่งปฏิกิริยาเมตาบอลิซึมภายในร่างกาย วิตามินดีทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนช่วยดูดซึมแคลเซี่ยมมาเก็บไว้ในกระดูก วิตามินอีทำหน้าที่เป็นสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน เป็นต้น\r\n\r\nการจัดแบ่งวิตามินตามคุณสมบัติในการละลายจะสามารถแบ่งวิตามินออกเป็น 2 กลุ่ม คือ\r\n\r\n1. วิตามินที่ละลายในน้ำมัน ได้แก่ วิตามินเอ, ดี, อี และเค\r\n\r\n2. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1, บี 2, บี 5, บี 6, บี 9, บี 12 และวิตามินซี\r\n\r\nร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถสร้างวิตามินขึ้นมาเองได้ ต้องรับวิตามินจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ในร่างกายของมนุษย์พบว่า มีจุลินทรีย์บาง ชนิดในระบบทางเดินอาหารสร้างวิตามินได้ เช่น วิตามินบี 1 และวิตามินเค ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมนำมาใช้ได้ จุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารบางชนิดที่สามารถสร้างวิตามิน เช่น Bifidobacteria sp. ผลิตวิตามินบี 1 Lactobacillus lactis ผลิตวิตามินบี 2\r\n\r\nจุลินทรีย์สร้างวิตามินเค ได้แก่ Enterobacter agglomerans, Enterococcus faecium และ Serratia marcescens วิตามินบี 9 (Folic acid) ผลิตจาก Bifidobacterium aldolecentis นอกจากนี้ ยังมีจุลินทรีย์ชนิดอื่นที่สามารถสร้างวิตามินได้ ซึ่งไม่ใช่จุลินทรีย์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร สามารถสร้างวิตามินได้ในปริมาณสูง การผลิตวิตามินในระดับอุตสาหกรรมเพื่อเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพส่วน มากนิยมใช้วิธีทางเคมีเนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่าวิธีอื่น แต่ยังมีการผลิตวิตามินจากการใช้จุลินทรีย์เป็นหลักที่เรียกว่า กระบวนการหมัก ในการผลิตระดับอุตสาหกรรม เช่น วิตามินบี 2 และวิตามินบี 12\r\n\r\nจุลินทรีย์ที่มีความสามารถผลิตวิตามินบี 2 ในปริมาณสูง มีทั้งแบคทีเรีย ยีสต์ และรา เช่น จากแบคทีเรีย ได้แก่ Clostridium acetobutylicum, Mycobacterium smegmatis ยีสต์ ได้แก่ Candida flareri, Mycocandida riboflavina และรา ได้แก่ Eremothecium ashbyii และ Ashbya gossypii อย่างไรก็ตาม จุลินทรีย์ที่มีความสำคัญในการผลิตวิตามินบี 2 ในระดับอุตสาหกรรมมีราเพียง 2 ชนิด ได้แก่ Eremothecium ashbyi และ Ashbya gossypii ซึ่งในปัจจุบันการผลิตวิตามินบี 2 ด้วยกระบวนการหมักนิยมใช้ราสายพันธุ์ Ashbya gossypii ซึ่งสามารถผลิตวิตามินบี 2 โดยปลดปล่อยออกมานอกเส้นใยสู่ในอาหารเหลวที่ใช้เลี้ยง และมีบางส่วนอยู่ภายในเส้นใยจะสกัดนำเอาวิตามินบี 2 ออกมา \r\n\r\nจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการผลิตวิตามินบี 12 ในปริมาณที่สูง คือ Propionobacterium freudenreichii, Propionibacterium shermanii, Paeudomonas denitrificans, Pseudomonas aureofaciens, Pseudomonas denitificans, Pseudomonas ovalis, Methanobacterium soehngenii, Methanobacillus omelianski, protaminobacter rubber, Methanosarcina bakeri, Arthrobacter hyalinus, Nocardia gardneri, Klebsiella sp. และ Corynebacterium sp. เป็นต้น โดยแหล่งของอาหารหลักในการใช้ผลิตวิตามินบี 12 ก็จะแตกต่างกัน เช่น น้ำตาล กากน้ำตาล แอลกอฮอล์ (มีทั้งเอทานอลและเมทานอล) ในการผลิตวิตามินบี 12 ในระดับอุตสาหกรรม จุลินทรีย์ที่ใช้สำหรับการผลิตมี 2 ชนิด คือ Propionobacterium freudenreichii และ Pseudomonas denitrificans\r\n\r\nจุลินทรีย์ ... นอกจากจะมีประโยชน์ใช้สำหรับผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหมักชนิดต่างๆ สำหรับบริโภคแล้ว ยังสามารถผลิตวิตามินซึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์ โดยเฉพาะจุลินทรีย์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร ที่มีความสามารถในการสร้างวิตามินบางชนิดได้ และลำไส้ของมนุษย์สามารถดูดซึมวิตามินเข้าไปใช้ได้ ช่วยเอื้อประโยชน์ให้มนุษย์มีสุขภาพที่ดีสำหรับการดำรงชีวิตประจำวันได้อีกด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/2089-vitamins-and-micro-organisms","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1632795988.png"],
    [347,3653,"ภัยมืดจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด","Mon, 2021-09-27 10:00","http://www.stkc.go.th/node/3653","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ภัยมืดจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด\r\n\r\nปัจจุบันผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเข้ามา มีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างมาก ในอดีตการทำความสะอาดโดยทั่วไปจะใช้น้ำในการทำความสะอาด ต่อมาการนำสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาใช้ร่วมกับน้ำในการทำให้สิ่งสกปรกหลุด ออก และได้มีการพัฒนาสิ่งที่นำมาใช้ทำความสะอาดเรื่อยๆ ซึ่งสารเคมีเป็นตัวเลือกหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการทำให้สิ่งสกปรกหลุดได้ง่าย ขึ้นและเร็วขึ้น รวมทั้งเพิ่มคุณสมบัติด้านอื่นๆ อีก เช่น ฆ่าเชื้อโรค ฟอกสี เป็นต้น\r\n\r\nผลิตภัณฑ์ ทำความสะอาดหมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับขจัดคราบสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เกาะอยู่ตามพื้นผิว หรือสิ่งของ โดยผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะมีองค์ประกอบหลักเป็นสารลดแรงตึงผิว หรือกรด หรือด่าง หรือตัวทำละลายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งอย่าง ส่วนประกอบหลักของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดประกอบด้วย\r\n\r\n1. สารลดแรงตึงผิว (Surfactant) มีหน้าที่หลัก คือ ทำความสะอาดโดยทำให้สิ่งสกปรกหลุดออกไปแล้วแขวนลอยอยู่ในน้ำ ตัวอย่างของสารลดแรงตึงผิวชนิดต่างๆ เช่น alkyl sulphate, alkane sulponate, olefin sulphonate. เป็นต้น\r\n\r\n\r\n2. กรด (acid) ทำหน้าที่ละลายแคลเซียมและขจัดคราบที่เกิดจากตะกอนของอนุภาคโลหะ นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดด่าง กระเบื้องและโถส้วม ตัวอย่างเช่น phosphoric acid, hydrochloric acid, hydroxyacetic acid โดยเฉพาะ hydrochloric acid เป็นกรดแก่ สามารถกัดกร่อนโลหะได้เป็นอย่างดี\r\n\r\n3. ด่าง (alkali) ทำหน้าที่ปรับ pH ให้สูงขึ้นขณะทำความสะอาดทำปฏิกิริยาได้ดีกับไขมัน จึงใช้ผสมในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดห้องครัว ซึ่งคราบสกปรกเกิดจากไขมันเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่าง เช่น sodium hydroxide, sodium metasilicate, soduim carbonate เป็นต้น\r\n\r\n4. สารลดความกระด้างของน้ำ (builder) มีหน้าที่จับอนุภาคโลหะในน้ำกระด้าง ซึ่งขัดขวางความสามารถในการทำความสะอาดของสารลดแรงตึงผิว สารลดความกระด้างของน้ำบางชนิดช่วยทำให้สิ่งสกปรกแขวนลอยอยู่ในน้ำ ไม่กลับไปตกค้างบนพื้นผิวของสิ่งที่ถูกทำความสะอาด ตัวอย่างเช่น complex phosphates, ethylene diamine tetraacetic acid (EDTA) เป็นต้น\r\n\r\n5. ตัวทะละลาย (solvent) ทำหน้าที่ละลายไขมันและเพิ่มความสามารถในการละลายของส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น ethanol, propyleneglycol, glyccerol เป็นต้น\r\n\r\nนอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบที่สามารถมีได้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น สารขัดถู, สารฟอกสี, สารต้านจุลินทรีย์, สี, น้ำหอม,สารกันเสีย, สารโพลิเมอร์ เป็นต้น\r\n\r\nสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเหล่านี้ อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ เช่น เจ็บหน้าอก อ่อนเพลียบ่อยๆ ปวดศีรษะ และระคายเคืองผิวหนัง โดยแม่บ้านจะมีความเสี่ยงในการเจ็บป่วยมากกว่าคนที่ทำงานนอกบ้าน และยังพบว่า 70% ของอุบัติเหตุที่เกิดจากอันตรายของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด มักเกิดขึ้นกับเด็กอายุระหว่าง 1-5 ปี เนื่องจากความประมาทของผู้ใหญ่ เช่น การเก็บผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดไว้ในที่ซึ่งเด็กสามารถหยิบจับได้ เป็นต้น\r\n\r\nอันตรายจากความเป็นพิษของสารเคมีในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับตัวแปรหลายอย่าง เช่น\r\n\r\n-  สารเคมีในผลิตภัณฑ์นั้นๆ\r\n- จำนวนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ใช้ในบ้าน\r\n- ปริมาณและความถี่ในการใช้งาน\r\n- สภาพร่างกายของผู้ให้และผู้สัมผัส\r\n\r\nนอกจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจะเกิดอันตรายต่อมนุษย์แล้วยังอาจส่งผลเสียถึง ธรรมชาติด้วย แต่ผลที่มีต่อธรรมชาติค่อนข้างน้อย ถ้าผู้ใช้ปฏิบัติตามฉลากอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตามมีสารบางชนิดที่อนุโลมให้ใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ได้แก่ เกลือฟอสเฟตซึ่งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเกลือฟอสเฟตที่ทิ้งลงสู่แห่งน้ำในปริมาณมาก จะทำให้พืชน้ำเติบโตได้อย่างรวดเร็วและปกคลุมผิวของน้ำ ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง และเป็นสาเหตุให้สัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในน้ำ เหลือเฉพาะแบคทีเรียที่ไม่ต้องการออกซิเจนเจริญเติบโตได้เท่านั้น และทำให้เน่าเสียในที่สุด\r\n\r\nปัจจุบันเกลือฟอสเฟตถูกห้ามใช้ในหลายประเทศ สำหรับประเทศไทยอนุญาตให้ใช้เกลือฟอสเฟตในผงซักฟอกตาม มอก.78-2542 ได้ไม่เกินร้อยละ 20 สำหรับผงซักฟอกชนิดที่ฟอกด้วยมือและเครื่องวักผ้าและไม่เกินร้อยละ 28\r\n\r\nนอกจากนี้ภาชนะบรรจุหลังการใช้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวด ล้อม ซึ่งอาจเกิดจากตัวภาชนะเอง หรือสารเคมีที่เหลือในภาชนะนั้นแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม วิธีที่จะช่วยลดปัญหานี้ได้แก่\r\n\r\n1. กำจัดภาชนะตามคำแนะนำที่ติดไว้บนฉลาก\r\n2. ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดต่างๆ ให้หมด ไม่เหลือทิ้งในภาชนะ\r\n3. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้น้ำเป็นตัวทำความสะอาดร่วม ควรล้างภาชนะนั้นด้วยน้ำก่อนการทิ้ง\r\n4. ควรทิ้งภาชนะที่บรรจุ ในที่ที่จัดไว้ให้ เพื่อง่ายต่อการทำลาย ไม่ทิ้งลงแม่น้ำ คู คลอง และแหล่งน้ำสาธารณะ\r\n5. ภาชนะที่ทิ้งควรมีฉลากติดไว้เหมือนเดิม เพื่อให้ผู้มีหน้าที่กำจัด จัดการกับภาชนะนั้นๆ ได้ง่ายขึ้น\r\n6. ไม่ควรทิ้งภาชนะทำความสะอาดประเภทสเปรย์ที่ใช้หมดแล้วลงในกองไฟหรือเตา เผาขยะ และไม่ควรเก็บผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ไว้ใกล้เตาไฟ เพราะความร้อนอาจทำให้ระเบิดได้\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/2101-dark-of-cleaning-products","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1632711635.png"],
    [348,3645,"พริกสกัดสร้างประโยชน์...","Thu, 2021-09-23 08:50","http://www.stkc.go.th/node/3645","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ในประเทศไทยนั้น พริกที่นิยมปลูกพริกกันเป็นส่วนใหญ่มีอยู่ 2 กลุ่มคือ  พริกที่อยู่ในกลุ่มรสชาติไม่เผ็ดมากได้แก่ พริกหวาน พริกหยวก พริกชี้ฟ้า ซึ่งจัดเป็น และในกลุ่มของพริกที่เผ็ดได้แก่ พริกขี้หนูสวน พริกขี้หนูใหญ่ และพริกเหลือง นอกจากรสชาติเผ็ดที่ใช้ในการปรุงอาหารแล้ว พริกยังมีประโยชน์อีกมากเนื่องจากสามารถใช้ทานเป็นยาขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียด ช่วยเจริญอาหาร นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ในประเทศไทยยังสามารถนำสารประกอบในพริกมาสกัดเตรียมเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ ได้อีกมากมาย\r\n\r\nรองศาสตราจารย์ วิมล ศรีศุข คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้ดำเนินการวิจัยในโครงการ “ผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อแก้ง่วงจากสารสกัดพริก” ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จุดเริ่มต้นของโครงการนี้มาจากปัญหาของการใช้สารกระตุ้นแก้ง่วงในกลุ่มคนผู้ใช้แรงงาน คนขับรถบรรทุก คนขับรถโดยสารสาธารณะ กลุ่มคนทำงานในสำนักงานหรือนักเรียนนักศึกษา ที่นิยมเครื่องดื่มประกอบด้วยคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง หรือสารที่เป็นอันตรายรุนแรงอื่นๆ ซึ่งสารเหล่านี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค รวมทั้งชีวิตและทรัพย์สินในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุระหว่างการทำงานภายใต้ฤทธิ์ของสารกระตุ้นดังกล่าว\r\n\r\nจากการศึกษาสมุนไพรไทยพบว่า ในผลพริกจะมีสารประกอบที่เรียกว่า แคปไซซินอยด์(Capsaicinoids) ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ทำให้พริกมีรสชาติเผ็ด เมื่อให้ในปริมาณที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ ความดันโลหิต ซึ่งจะส่งผลทำให้ร่างกายเกิดการตื่นตัว ปลุกให้หายง่วงนอนได้ โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย\r\n\r\nการวิจัยเริ่มต้นจากการสกัดสารแคปไซซินอยด์ในพริกอย่างพริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูและพริกเหลือง ซึ่งเป็นพริกที่ให้รสชาติเผ็ดใช้แทนสารกระตุ้นที่ก่ออันตรายต่อสุขภาพ และเตรียมให้อยู่ในรูปแบบต่างๆที่สะดวกสำหรับการพกพา เช่น สเปรย์เพื่อใช้แก้ง่วง ที่มีส่วนผสมของสารสกัดพริกที่ให้ความเผ็ดและสารช่วยละลาย ออกฤทธิ์ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตของสูงขึ้นทันทีที่ฉีดพ่น ทำให้ตื่นตัวหายง่วงได้ ภายในเวลาประมาณครึ่งนาที\r\n\r\nนอกจากนั้นยังมีการพัฒนาสารสกัดจากพริกมาใช้แก้ง่วงในรูปแบบของ แผ่นฟิล์มแก้ง่วง ที่มีลักษณะเหมือนแผ่นฟิล์มอมระงับกลิ่นปาก โดยมีส่วนผสมของสารสกัดพริกจากองค์การเภสัชกรรมและส่วนประกอบพื้นฐานของฟิล์ม ผสมกับสารที่ให้ความเหนียวและยืดหยุ่น สามารถนำไปใช้อมซึ่งสะดวกต่อการพกพาและเหมาะสำหรับผู้บริโภคโดยมีฤทธิ์กระตุ้นในทันทีที่อม  และมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ขนมเจลาตินชนิดใช้เคี้ยวอม ได้อีกด้วย นอกจากนั้นงานวิจัยนี้ยังจึงสามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ต่อไปด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/1339-pepper","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1632361823.png"],
    [349,3639,"ไข่ดิบ...มากประโยชน์หรืออันตราย ?","Wed, 2021-09-22 08:23","http://www.stkc.go.th/node/3639","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ความเชื่อเรื่องการรับประทานไข่ดิบหรือการโดบด้วยไข่ดิบแล้วจะให้กำลังที่มากกว่านั้นยังมีอยู่มาก แต่ในความเป็นจริงแล้วไข่ดิบหรือไข่สุก ไม่ได้มีปริมาณสารอาหารอะไรที่แตกต่างกันเลย ถ้าใครสงสัยว่าจริงหรือไม่ ลองอ่านกันดูนะคะ\r\nชนิดของไข่ ...\r\n\r\nในบรรดาไข่ทั้งหลาย ไข่ดิบที่บริโภคแล้วให้ปริมาณไขมันรวมและปริมาณแคลอรี่มากที่สุดก็คือ ไข่เป็ด ตามมาด้วยไข่ห่าน ไข่นกกระทา ไข่ไก่ง่วง และไข่ไก่ ตามลำดับ ซึ่งในจำนวนนี้พบว่าไข่ห่านนั้นเป็นไข่ที่มีกรดไขมันอย่างโอเมก้า3 มากที่สุดถึง 554 มิลลิกรัม ส่วนไข่ไก่งวงและไข่ไก่มีโอเมก้า6 สูงที่สุดมากกว่า 1 พันมิลลิกรัม การบริโภคไข่แต่ละชนิดนั้นปฏิเสธไม่ได้ว่าให้ปริมาณคลอเรสเตอรอลที่สูงทุกชนิด โดยไข่ไก่ดิบมีปริมาณคลอเรสเตอรอลน้อยที่สุด และไข่ไก่งวงสูงที่สุด\r\n\r\n\r\nไข่ขาว vs ไข่แดง ...\r\n\r\nไข่ขาวนั้นถือได้ว่าแทบไม่มีไขมัน รวมทั้งยังให้ปริมาณแคลอรี่ที่ต่ำมากเพียง 48 แคลอรี่ ส่วนไข่แดงนั้นมีไขมันถึง 26.5 กรัม และมีแคลอรี่สูงถึง 317 แคลอรี่ ทำให้ไข่แดงนั้นมีกรดไขมันอย่างโอเมก้า3 228 มิลลิกรัม และโอเมก้า6 3,538 มิลลิกรัม ส่วนไข่ขาวไม่มีเลย นอกจากนั้นไข่แดงยังมีปริมาณคลอเรสเตอรอล 1,234 มิลลิกรัม ในขณะที่ไข่ขาวไม่มีเลย รวมทั้งปริมาณแร่ธาตุต่างๆไข่แดงก็มีมากกว่าไข่ขาวทุกอย่าง ยกเว้นปริมาณโซเดียม ที่ไข่ขาวมีมากกว่าไข่แดง 4 เท่า\r\n\r\nไข่ดิบ vs ไข่สุก ...\r\n\r\nเมื่อเปรียบเทียบปริมาณสารอาหารของไข่ไก่ดิบ และไข่ไก่สุกที่ผ่านกระบวนการจากการลวกหรือต้มให้สุกนั้นพบว่าปริมาณสารอาหารต่างๆไม่แตกต่างกันเลย จากข้อมูลนี้เองจึงบอกได้ว่าปริมาณสารอาหารที่ได้จากการโดบด้วยไข่ดิบนั้นไม่ได้มีผลใดๆต่างจากไข่สุกเลย\r\n\r\n\r\nนอกจากนั้นเมื่อดูผลเสียที่เกิดจากการบริโภคแล้ว จะเห็นได้ว่าปริมาณคลอเรสเตอรอลจากทั้งไข่ดิบและสุกก็ไม่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่แย่ไปกว่าการได้รับคลอเรสเตอรอลในปริมาณที่สูงแล้ว ไข่ดิบยังนำพาเชื้อโรค มาให้ผู้บริโภคได้อีกด้วย เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะไก่ที่เลี้ยงในฟาร์มที่ไม่ถูกสุขลักษณะนั้นจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรีย Salmonella ที่ก่อให้เกิดอาการท้องร่วงได้ มากกว่าฟาร์มที่เลี้ยงแบบเกษตรอินทรีย์หรือสะอาดถูกต้องตามหลักอนามัย ขนาดเล้ากว้างขวางระบายอากาศได้ดี แสงแดดส่องทั่วถึง และได้รับอาหารจากธรรมชาติ ไข่ไก่ที่ขายทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อนั้นยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella โดยพบว่าฟาร์มที่เลี้ยงแบบไม่ถูกสุขลักษณะนั้นถึง 23% มีการปนเปื้อนเชื้อนี้ และพบ 4% ในฟาร์มเกษตรอินทรีย์ 6.5% ในฟาร์มที่เลี้ยงแบบปล่อย ซึ่งจากผลการศึกษาบอกได้ว่าผู้บริโภคมีความเสี่ยงมากถึง 23% ที่จะได้รับเชื้อ Salmonella จากไข่ไก่ดิบ และถึงแม้การปนเปื้อนจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์จะมีน้อยกว่าเพียง 4% แต่ก็ยังถือว่ายังเป็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญ แต่กระนั้นก็ยังมีรายงานว่าไข่ไก่ดิบที่ผ่านการพลาสเจอร์ไรซ์แล้วนะถูกสุขลักษณะสามารถรับประทานดิบได้เพราะใน 1 พันเคสจากการตรวจสอบเชื้อพาหะนำโรคไม่พบเชื้อใดๆ ซึ่งก่อนการบริโภคสามารถล้างเปลือกไข่ดิบที่ผ่านการพลาสเจอร์ไรซ์แล้วด้วยน้ำสบู่ก่อนได้ เพราะหากจะมีเชื้อ Salmonella ส่วนมากก็จะมากับขี้ที่ติดที่เปลือกไข่นั่นเอง\r\n\r\n\r\nและสุดท้ายเมื่อดูในแง่..โทษจากการบริโภคไข่ขาวดิบ กรมอนามัยรายงานว่า “ไข่ขาวดิบ” จะขัดขวางการดูดซึมไบโอติน ทำให้ย่อยยากร่างกายจึงได้รับประโยชน์ไม่เต็มที่ ไบไอติน (Biotin) หรือวิตามิน H แต่อะวิดีนจะเสื่อมสภาพอยู่ในรูปแบบที่ร่างกายดูดซึมได้เมื่ออาหารผ่านการปรุงสุกแล้ว แต่ในรายงานกล่าวว่า ในทางกลับกันไข่แดงนั้นเป็นแหล่งธรรมชาติที่มีปริมาณไบโอตินสูงมาก ดังนั้นหากทานไข่ดิบทั้งฟอง คือทั้งไข่ขาวและไข่แดงพร้อมกันก็จะไม่มีโอกาสที่จะเกิดการขาดไบโอตินได้\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1632273809.png"],
    [350,3637,"มลพิษทางอากาศ (Air Pollution)","Tue, 2021-09-21 09:33","http://www.stkc.go.th/node/3637","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"มลพิษทางอากาศ... เราสามารถหยุดมันได้\r\n\r\n \r\n\r\nปัจจุบันเราต้องเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมาย ซึ่งนับวันปัญหาดังกล่าวจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศก็เป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งที่พวกเราทุกคนควรจะตระหนักถึงและหาแนวทางในการแก้ไขอย่างจริงจัง\r\n\r\nควันจากโรงงานอุตสาหกรรม\r\n\r\nมลพิษทางอากาศ (Air Pollution) หมายถึง ภาวะของอากาศที่มีสารเจือปนอยู่ในปริมาณที่มากพอ และเป็นระยะเวลานานพอที่จะทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพ อนามัยของมนุษย์ สัตว์ พืช และวัสดุต่างๆ สารดังกล่าวอาจเป็นธาตุหรือสารประกอบ ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หรืออาจอยู่ในรูปของก๊าซ หยดของเหลว หรืออนุภาคของแข็งก็ได้ สารมลพิษทางอากาศหลักที่สำคัญคือ ฝุ่นละออง (SPM) ตะกั่ว (Pb) ก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) (กรมควบคุมมลพิษ)\r\n\r\nคนส่วนใหญ่มักคิดว่ามลพิษทางอากาศต้องเป็นอะไรที่เกี่ยวกับ ควัน ฝนกรด สาร CFC หรือสารพิษรูปแบบต่างๆที่มักเกิดขึ้นภายนอกบ้าน ความจริงมลพิษทางอากาศบางประเภทอาจอยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ เช่น การเกิดฝุ่นฟุ้งจากพายุทะเลทราย หรือควันพิษที่เกิดจากไฟไหม้ป่า ซึ่งแหล่งที่ก่อให้เกิดมลพิษอาจจะมีอยู่ไม่กี่แห่งแต่สามารถส่งผลกระทบไปได้ทั่วทั้งบริเวณใกล้เคียงเช่น หลังการเกิดภูเขาไฟระเบิดจะพบว่ามีกลุ่มควันและขี้เถ้าฟุ้งกระจายไปทั่วชั้นบรรยากาศ\r\n\r\nนอกจากนั้นมลพิษทางอากาศสามารถเกิดขึ้นได้ภายในบ้านเรือนที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่ภายในอาคารสำนักงานและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ควันจากการสูบบุหรี่หรือการทำอาหาร เป็นต้น\r\n\r\nซึ่งเราสามารถระบุตัวสารพิษแหล่งที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายหากได้รับสารพิษดังกล่าวได้ดังนี้\r\n\r\n \r\n\r\nควันจากโรงงานอุตสาหกรรม\r\n\r\nก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ (CO): เป็นก๊าซที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเชื้อเพลิงที่มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ เช่น น้ำมันปิโตรเลียม น้ำมันดีเซล  หากร่างกายเราได้รับก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ในปริมาณที่มากจะส่งผลให้เกิดอาการมึน งง และง่วงนอนเนื่องจากก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์นี้จะไปจับตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดทำให้ปริมาณออกซิเจนในเลือดต่ำลงนั่นเอง\r\n\r\nก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2): เป็นก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่งที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการทำกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้ของถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติหรือการเผาไหม้เชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมและรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งหากร่างกายได้รับก๊าซนี้ในปริมาณที่มากจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้หรืออาเจียนได้\r\n\r\nก๊าซคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCS): เป็นก๊าซก๊าซเรือนกระจกชนิดหนึ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ส่วนมากจะเกิดจากกิจกรรมทางด้านอุตสาหกรรมของมนุษย์เช่น การสร้างเครื่องทำความเย็นหรือการผลิตสเปรย์ เมื่อสาร CFCS ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศจะส่งผลทำลายชั้นโอโซนซึ่งเป็นชั้นที่ช่วยป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ไม่ให้แผ่ลงมาสู่โลกได้ในปริมาณที่มากเกินไป ดังนั้นหากชั้นโอโซนถูกทำลายจะส่งผลให้รังสีดังกล่าวแผ่ลงมายังโลกได้มากจะส่งผลกระทบต่อมนุษย์คือทำให้มีโอกาสที่จะเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้\r\n\r\nก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOX): ส่วนใหญ่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมันดีเซล น้ำมันปิโตรเลียมและถ่านหินซึ่งก๊าซดังกล่าวเป็นสาเหตุทำให้เกิดหมอก ควันและฝนกรด นอกจากนั้นยังทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้หากได้รับในปริมาณที่มาก\r\n\r\nอนุภาคของสารแขวนลอยในอากาศ (Suspended particulate matter): ประกอบไปด้วยฝุ่น ควัน หมอกและไอน้ำซึ่งลอยปะปนอยู่ในชั้นบรรยากาศ สารแขวนลอยเหล่านี้ส่งผลทำให้ทัศนะวิสัยในการมองเห็นลดลงอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ และถ้าเราสูดดมเอาสารพวกนี้เข้าไปในปริมาณที่มากอาจก่อให้เกิดอาการปอดอักเสบได้\r\n\r\nก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2): เกิดจากการเผาไหม้ของถ่านหิน โรงงานผลิตไฟฟ้าหรือเกิดจากกระบวนการทางอุตสาหกรรมบางประเภทเช่น อุตสาหกรรมการทำกระดาษ อุตสาหกรรมทำโลหะ ซึ่งก๊าซดังกล่าวเป็นสาเหตุทำให้เกิดหมอก ควันและฝนกรด ในด้านผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์จะทำให้เกิดอาการหอบ หรือติดเชื้อในปอดได้\r\n\r\n นอกจากนั้นยังมีสารพิษหลายชนิดที่เรารู้จักและคุ้นเคยดีที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ สารพิษเหล่านี้เมื่อถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศก็ส่งผลกระทบต่อมนุษย์ได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น\r\n\r\nผู้ชายสูบบุหรี่\r\n\r\nควันบุหรี่หรือควันยาสูบ (Tobacco smoke): เป็นที่ทราบกันดีว่าควันบุหรี่เป็นสารเคมีที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ไม่ใช่เฉพาะแต่คนที่สูบเท่านั้น แต่คนที่สูดเอาควันบุหรี่เข้าไปก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งปอด โรคหืด หรือการติดเชื้อในปอดได้เช่นเดียวกัน\r\n\r\nสารปนเปื้อนทางชีวภาพ (Biological pollutants): เป็นสารที่เกิดขึ้นในธรรมชาติและล่องลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ เช่น ละอองเกสรดอกไม้หรืออับสปอร์ สารเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคหืด หอบ ภูมิแพ้ หรือโรคเยื่อบุตาอักเสบได้\r\n\r\nสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยเป็นไอได้เร็ว (Volatile organic compounds): ส่วนใหญ่จะเป็นสารที่ระเหยมาจากสีทาบ้าน สีน้ำมันที่เป็นสารจำพวกอะซิโตน การระเหยของน้ำมันปิโตรเลียม หรือแม้แต่ในขั้นตอนของการซักแห้งก็มีสารดังกล่าวระเหยออกมาได้ สารเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่ตา จมูกและคอ ในบางครั้งอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้และที่ร้ายแรงที่สุดคือทำให้ระบบการทำงานของตับล้มเหลว\r\n\r\nฟอร์มอลดีไฮด์ (Formaldehyde): เป็นสารเคมีที่ประกอบไปด้วย คาร์บอน ไฮโดรเจนและออกซิเจน อยู่ในรูปของก๊าซที่ไม่มีสีแต่มีกลิ่น พบได้ทั่วไปตามธรรมชาติส่วนใหญ่เป็นผลผลิตจากพืช สัตว์ และมนุษย์ โดยอาจพบในส่วนผสมของ น้ำมันพืช แชมพู ลิปสติก เสื้อผ้า หรือกระดาษชำระ ถ้าร่างกายได้รับสารดังกล่าวในปริมาณที่มากในระยะเวลาอันสั้นจะทำให้เกิดการระคายเคืองที่ตา จมูก และเกิดอาการภูมิแพ้ แต่หากได้รับในปริมาณที่มากในช่วงระยะยาวจะส่งผลทำลายระบบประสาท ระบบการย่อยอาหารรวมไปถึงก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้\r\n\r\nสารกัมมันตรังสี (Redon): เป็นสารที่สะสมอยู่ภายในบ้านได้ จริงๆแล้วสารเหล่านี้ส่วนใหญ่จะสะสมอยู่ในชั้นหินและชั้นดินภายในบริเวณบ้านนั่นเอง และจะปลดปล่อยออกมาในรูปของก๊าซซึ่งก๊าซดังกล่าวหากร่างกายได้รับในปริมาณมากอาจส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งปอดได้\r\n\r\n \r\n\r\nสถานการณ์เรื่องมลพิษทางอากาศของประเทศไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะมีปริมาณสารพิษในอากาศเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่พัฒนาแล้วเช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง และสระบุรี เป็นต้น ซึ่งปัญหามลพิษทางอากาศส่วนใหญ่เกิดจากยานพาหนะและการทำอุตสาหกรรม\r\n\r\nควันดำจากท่อไอเสียรถโดยสารประจำทาง\r\n\r\nปัญหามลพิษทางอากาศจากยานพาหนะส่วนใหญ่จะพบในเขตกรุงเทพมหานครเนื่องจากมีจำนวนยานพาหนะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการตรวจวัดคุณภาพอากาศในเขตกรุงเทพมหานคร ปี พ.ศ.2540 โดยกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม พบว่าสารมลพิษที่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศมากที่สุดคือ ฝุ่นที่มีค่าเกินมาตรฐานที่กำหนด ส่วนสารมลพิษอื่น ๆ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ สารตะกั่ว ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน\r\n\r\nส่วนปัญหามลพิษทางอากาศในต่างจังหวัดพบในเขตชุมชนขนาดใหญ่ที่มีการขยายตัวของอุตสาหกรรม การคมนาคม ขนส่ง การจราจรและกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การก่อสร้างในจังหวัดเชียงใหม่ ขอนแก่น สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง ลำปาง เป็นต้น กรณีมลพิษทางอากาศที่เกิดขึ้นที่โรงงานไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง นับว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเกิดจากการเผาไม้ของถ่านหินลิกไนต์เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ทำให้เกิดพิษภัยต่อสุขภาพอนามัยของคนและสิ่งมีชีวิตที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นรวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง อีกทั้งยังทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายด้วย\r\n\r\nจากการติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง\r\n\r\nอย่างไรก็ตามปัญหาฝุ่นละอองยังคงเป็นปัญหาใหญ่และยังไม่มีแนวโน้มจะลดลง สำหรับสารมลพิษอื่น ๆ ได้แก่ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ สารตะกั่ว ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศทั่วไป ยังมีค่าต่ำกว่ามาตรฐานคุณภาพอากาศในบรรยากาศที่กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้กำหนดไว้ พบว่าสารตะกั่วมีแนวโน้มลดลงภายหลังจากที่รัฐบาลได้รณรงค์ให้มีการใช้น้ำมันไร้สารตะกั่ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2534\r\n\r\nจะเห็นได้ว่ามลพิษทางอากาศนั้นสามารถเกิดขึ้นได้รอบตัวเรา และแม้ว่ามลพิษทางอากาศส่วนใหญ่จะเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรม โรงผลิตไฟฟ้าหรือจากยานพาหนะก็ตาม แต่เราสามารถมีส่วนช่วยลดมลพิษดังกล่าวได้ โดยเริ่มจากการปรับปรุงตกแต่งบ้าน ปรับเปลี่ยนนิสัยในการบริโภคหรือเปลี่ยนวิธีเดินทางใหม่ สิ่งต่างๆเหล่านี้มีส่วนทำให้มลพิษทางอากาศลดน้อยลงได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราพร้อมที่จะทำตามวิธีดังกล่าวรึยัง และนี่คือบางส่วนในแนวทางที่จะช่วยลดมลพิษทางอากาศได้โดยเริ่มต้นที่บ้านของเราก่อน\r\n\r\n\r\n\r\nเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าจากหลอดไส้ให้เป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน\r\nปิดไฟทุกดวงในบ้านเมื่อไม่ใช้งาน\r\nใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานที่สามารถทดแทนหรือสร้างใหม่ได้ เช่น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการให้ความร้อน หรือพลังงานลมซึ่งพลังงานเหล่านี้จะไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ\r\nพยายามนำกระดาษ พลาสติกหรือแก้วน้ำกลับมาใช้ใหม่แทนการนำไปทิ้งขยะ\r\nลดการใช้ถุงพลาสติกและเปลี่ยนมาใช้ถุงกระดาษแทน\r\nหลีกเลี่ยงการใช้สเปรย์เพราะจะก่อให้เกิดสาร CFCS มากขึ้น\r\nเลิกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากโฟมหรือนำวัสดุที่ทำจากโฟมไปดัดแปลงทำชิ้นงานอื่นๆแทนที่จะนำไปเผาทำลายซึ่งจะก่อนให้เกิดมลพิษตามมา โดยเราสามารถนำโฟมไปทำการอัดและนำมาทำเป็นผนังบุห้องได้\r\nดูแลตรวจสอบเครื่องปรับอากาศและตู้เย็นอยู่เสมอ หากเกิดการชำรุดหรือรอยรั่วควรรีบซ่อมแซมทันที\r\nพยายามเปิดเครื่องปรับอากาศให้น้อยที่สุด\r\nหลีกเลี่ยงการขับรถในเส้นทางที่มีรถติดเป็นประจำ\r\nใช้รถยนต์โดยสารประจำทาง การเดินหรือขี่จักรยานไปโรงเรียนหรือไปทำงานแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว ควรใช้รถส่วนตัวเมื่อต้องเดินทางระยะไกลเท่านั้น\r\nไม่ควรขับรถโดยใช้อารมณ์มากเกินไปเพราะนอกจากจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุแล้ว การที่เราเบรกแรงหรือออกตัวเร็วเกินไปจะทำให้ต้องใช้เชื้อเพลิงในการเผาไหม้มากขึ้นซึ่งย่อมก่อให้เกิดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์เพิ่มมากขึ้นไปด้วย\r\nปลูกต้นไม้เพราะต้นไม้สามารถช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้\r\nควรหมั่นตรวจสอบเครื่องยนต์ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เสมอ\r\n \r\n\r\nเพียงเท่านี้เราก็สามารถลดมลพิษทางอากาศอีกทั้งยังช่วยประหยัดพลังงาน และประหยัดค่าใช้จ่ายประจำวันได้อีกด้วย\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-chemistry/item/1341-air-pollution","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1632191625.JPG"],
    [351,3635,"การเลือกบริโภคน้ำมันพืชให้ปลอดภัย","Mon, 2021-09-20 07:55","http://www.stkc.go.th/node/3635","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"การเลือกบริโภคน้ำมันพืชให้ปลอดภัย\r\n\r\nเมื่อพุดถึงน้ำมันพืชที่เราใช้ในการประกอบอาหารเพื่อบริโภคหลายคนรู้สึกว่าไม่ค่อยอยากจะรับประทานอาหารที่ใช้น้ำมันพืชเป็นส่วนประกอบเลย ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงทันที น้ำมันพืชที่ใช้ประกอบอาหารเป็นอันตรายและน่ากลัวจริงหรือ\r\n\r\nผศ.ดร. สมเกียรติ  โกศัลวัฒน์  อาจารย์ประจำฝ่ายเคมีทางอาหาร  สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ไม่มีน้ำมันพืชชนิดใดดีที่สุด  อยู่ที่การใช้งานและปริมาณที่รับประทาน ซึ่งในการรับประทานนั้นต้องควบคุมปริมาณที่รับประทาน ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันพืชมากเกินไป มีข้อแนะนำว่า  ถ้าคนคนนั้นไม่มีปัญหาเรื่องไขมันในโลหิตสูง จะใช้น้ำมันพืชชนิดใดก็ได้  แต่ควรเลือกน้ำมันพืชที่มีไขมันไม่อิ่มตัว  เพราะจากการศึกษาพบว่า ไขมันอิ่มตัวจะช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลได้  องค์ประกอบของไขมันอิ่มตัวของน้ำมันพืชแต่ละชนิดจะไม่เท่ากันและควรเลือกใช้น้ำมันพืชชนิดที่ไม่มีไขมัน เช่น น้ำมันพืชที่สกัดจากข้าวโพด  น้ำมันถั่วเหลือง  น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน  น้ำมันรำข้าว  หรือน้ำมันงา  เป็นต้น  ในทางที่ดีควรจะใช้น้ำมันพืชสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อย ๆ  อย่าใช้น้ำมันพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว  ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของการรับประทานด้วย  เพราะฉะนั้นควรรับประทานอาหารอย่างไรเพื่อไม่ให้ได้รับแต่อาหารประเภทไขมันมากเกินไป  ข้อควรปฏิบัติคือสลับวิธีการปรุงอาหารและอย่ารับประทานอาหารประเภทผัดหรือทอดทุกมื้อ  ต้องรับประทานอาหารประเภทต้มบ้าง ลวกบ้าง  หรือปิ้งย่างบ้าง  และควรรับประทานในปริมาณที่อิ่มพอดี    ในการบริโภคอาหารในแต่ละวันเราควรควบคุมปริมาณอาหาร  ไม่ควรรับประทานอาหารมากเกินไปเพราะจะทำให้เป็นโรคอ้วน\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/609-oil","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1632099306.png"],
    [352,3622,"ปะการัง .....พืชหรือสัตวกันแน่นะ?","Fri, 2021-09-17 09:15","http://www.stkc.go.th/node/3622","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ปะการัง .....พืชหรือสัตวกันแน่นะ?\r\n\r\n ปะการังเป็นแหล่งทรัพยากรทางทะเลที่สำคัญบริเวณชายฝั่งทะเล เป็นที่อยู่ของพืชและสัตว์ทะเลจำนวนมากเป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งเพาะพันธุ์  วางไข่ และหลบภัยของสัตว์ทะเล  นอกจากนั้นปะการังยังมีส่วนสำคัญต่อระบบนิเวศสทางทะเล  การประมง  และมีส่วนสำคัญในการรักษาสภาพสมดุลธรรมชาติของแนวชายฝั่ง ช่วยลดความรุนแรงของคลื่นที่กระทบแนวชายฝั่ง  ความสวยงามของแนวปะการังยังช่วยในด้านการพักผ่อนหย่อนใจและเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ซึ่งปะการังที่มีสีสันสวยงามเหล่านี้เป็นพืชหรือสัตว์ทะเลกันแน่\r\n\r\n นิพนธ์ พงศ์สุวรรณ  นักวิชาการประมง ระดับชำนาญการพิเศษ    สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเลและป่าชายเลน อธิบายว่า  ปะการังเป็นสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง มีโครงสร้างภายนอกเป็นหินปูนเปรียบเสมือนกระดูก ซึ่งหินปูนจะเป็นส่วนที่รองรับเนื้อเยื่อของตัวปะการัง โดยทั่วไปตัวปะการังจะมีรูปทรงเป็นทรงกระบอกเล็ก ๆ แต่ละกระบอกจะมีช่องเล็ก ๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของปะการังแต่ละตัว  ที่ปลายกระบอกจะมีหนวดที่คอยดักจับสัตว์น้ำตัวเล็ก ๆ เช่น แพลงตอนเป็นอาหาร  ดังนั้น เวลาน้ำลดปะการังก็จะหดตัวเขาไปอยู่ในช่องซึ่งถือเป็นบ้านของปะการัง จะเห็นว่าในปะการัง 1 ก้อน  1  กอ หรือ  1  แผ่น  ประกอบไปด้วยปะการังจำนวนมาก โดยมีเนื้อเยื่อเชื่อมติดกัน\r\n\r\n ปะการังสามารถสืบพันธุได้  2  แบบ คือ แบบที่ 1  แบบอาศัยเพศ  โดยการปล่อยไขและเสปิร์มออกมาผสมกัน  เมื่อไข่ได้รับการผสมเรียบร้อยแล้วก็จะเกิดเป็นตัวอ่อน  ตัวอ่อนก็จะลอยไปตามกระแสน้ำจนกว่าจะหาที่จับเกาะได้ และจะก่อสร้างบ้านใหม่ขึ้นมา   แบบที่ 2  แบบไม่อาศัยเพศ  จะใช้การแตกหน่อออกไปเรื่อย ๆ ตามลักษณะรูปร่างของปะการังแต่ละชนิด  ปะการังที่พบทั่วไปมีพัฒนาการของการอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มปะการัง หรือแนวปะการัง ซึ่งแนวปะการังจะเกิดจากการขยายพื้นที่ของปะการังชนิดต่าง ๆ\r\n\r\n ในเรื่องความงดงามของแนวปะการังนั้นประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก  แนวปะการังที่งดงามและมีชื่อเสียงซึ่งเป็นที่รู้ไปทั่วโลก คือ แนวปะการังของหมู่เกาะลิมิลัน และหมู่เกาะสุรินทร์ ปัจจุบันมีการนำทรัพยากรชายฝั่งมาใช้ประโยชน์มากขึ้นทำให้แนวปะการังตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมอย่างน่าเป็นห่วง ถ้าหากว่าปะการังถูกทำลายหรือตายไปต้องใช้เวลานานมากกว่าจะฟื้นคืนสภาพขึ้นมาได้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1631844923.png"],
    [353,3620,"ซอส... ในชีวิตประจำวัน","Thu, 2021-09-16 08:54","http://www.stkc.go.th/node/3620","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เมื่อพูดถึงคำว่า ซอส นะครับ  ส่วนใหญ่เราคงจะรู้จักกันและเคยรับประทานกันมาแล้ว  โดยใช้ใส่อาหารให้มีรสอร่อยขึ้น  แต่เคยสงสัยกันบ้างไหมครับว่าซอสนั้นเขาทำมาจากอะไรบ้าง  ซอสมีกี่ชนิด  ซอส  ก็คือเครื่องปรุงรสของอาหารต่าง ๆ ครับ  มีอยู่ในครัวเรือนหรือบนโต๊ะอาหารในปัจจุบันนี้ครับ  ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมรสชาติอาหารได้หลายอย่าง  แต่ยังเป็นแหล่งสารอาหารและมีส่วนผสมต่าง ๆ กัน  เพื่อให้เลือกใช้ตามความต้องการของผู้บริโภค  ซอสบางชนิดก็มีไขมันมาก  บางชนิดก็มีเกลือและน้ำตาลมาก\r\n\r\n\r\n ซอสที่ผลิตในปัจจุบันนี้มีการเติมสารปรุงแต่งเจือปนลงไปด้วย เช่น  สารเพิ่มความข้น  สารป้องกันไม่ให้ส่วนผสมแยกตัว  สารทำให้คงตัว  ตลอดจนวัตถุกันเสีย  ดังนั้นผู้บริโภคต้องอ่านฉลากให้ดี ให้ถี่ถ้วน   ซึ่งปัจจุบันนี้มีซอสหลายชนิด เช่น\r\n\r\n\r\nซอสมะเขือเทศ ใช้ผลมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบหลัก  มีธาตุโพแตสเซี่ยมสูง  มีวิตามิน บี 2 พอประมาณ  มีไขมันต่ำ  แต่มีเกลือและน้ำตาลสูง  อาจจะส่งผลต่อผู้บริโภคได้  ถ้าบริโภคมาก ๆ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวาน และความดันโลหิตสูง\r\n\r\nซอสครีม มีส่วนผสมของเนยและไข่แดงเป็นสำคัญ  และมะเขือเทศ มีวิตามินเอ  แต่ก็ให้ไขมันอิ่มตัวสูง  ผู้มีคอลเลสเตอรอลสูงควรหลีกเลี่ยงซอสนี้\r\n\r\nซอสพริก ส่วนใหญ่ใช้พริกชี้ฟ้าของไทย  พริกในท้องถิ่น  บดผสมกับน้ำส้มสายชู  เกลือ  บางสูตรเพิ่มกระเทียมด้วย   ใส่อาหารแต่น้อยไม่ค่อยมีประโยชน์มากนัก\r\n\r\nซอสถั่ว ปกติใช้ถั่ว 2 ชนิด คือ  ถั่วเหลืองและถั่วลิสง  ซอสถั่วเราใช้กันมาก  เช่น ซีอิ้วขาวทำจากถั่วเหลือง  คลุกเคล้ากับแป้งสาลี  หมักกับเชื้อรานาน 2 – 3 เดือน  จนโปรตีนและแป้งในถั่วเหลืองถูกย่อยสลาย  กลายเป็นของเหลว  ที่มีกลิ่นเฉพาะตัว  กรองเอากากออกแล้วฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อน  โดยเฉพาะซีอิ้วขาวที่ผ่านกระบวนการทำดังกล่าวนี้จะมีโปรตีนสูงมากและราคาก็สูงด้วย\r\n\r\nซีอิ้วดำหวาน ได้จากการเอาซีอิ้วขาวผสมกับน้ำตาลหรือกากน้ำตาล  ซีอิ้วมีรสหวานปนอยู่ด้วย\r\n\r\nเต้าเจี้ยว เป็นซอสปรุงรสอีกชนิดหนึ่ง  ผลิตจากถั่วเหลือง  ถ้าหมักเพียงครั้งเดียว  จะได้เต้าเจี้ยวที่มีคุณภาพสูง  มักจะบรรจุในขวดแก้วใส  แต่ถ้าเป็นชนิดคุณภาพรองลงมาจะบรรจุในขวดสีชา\r\n\r\nซอสปรุงรส พัฒนามาจากกระบวนการหมักซีอิ้ว  โดยใช้กากถั่วที่สกัดเอาน้ำมันออกแล้วมาหมักอีกทีหนึ่ง  ด้วยกระบวนการทางเคมีใส่เกลือ  น้ำตาล  เรียกว่า  ซีอิ้วเคมี  มีโปรตีน  น้ำตาลร้อยละ 1.2 – 10  เกลือร้อยละ 18 – 20\r\n\r\nซอสหอยนางรม มีส่วนประกอบสำคัญคือ  หอยนางรมต้มจนเปื่อยร้อยละ 10 – 30 เติมแป้งข้าวโพด  แป้งสาลี  แป้งมันฝรั่ง  เพื่อเพิ่มความเข้มข้นครับ  มีเกลือ  และน้ำตาล  ซอสหอยนางรมทุกยี่ห้อจะใส่สารกันเสียด้วย\r\n\r\nครั้งต่อไปเมื่อเข้าไปในร้านหรือห้างสรรพสินค้า   ลองสำรวจดู จะพบว่ามีซอสหลายอย่าง หลายยี่ห้อใส่ในขวดรูปร่างต่างๆกันดูสวยงาม  และให้ดูรายละเอียดของฉลากข้างขวดด้วย  จะพบว่าทำมาจากวัตถุดิบอะไรบ้าง  และมีกระบวนการผลิตด้วยวิธีการต่างๆกันด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/561-sauce\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1631757260.JPG"],
    [354,3613,"ระวัง...ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ","Wed, 2021-09-15 10:29","http://www.stkc.go.th/node/3613","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ระวัง...ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ\r\n\r\nอะไร อยู่ในก๋วยเตี๋ยวต้มยำหรือ จึงต้องระวังเวลาเราไป   กินก๋วยเตี๋ยวต้มยำ  นอกจากคนขายจะปรุงรสมาให้เสร็จ ใส่  น้ำปลา  น้ำส้ม  พริกดอง  พริกป่น  ถั่วลิสงป่นมาให้เสร็จเรียบร้อย  เราก็จะปรุงรสเพิ่มอีกตามชอบ  ใส่น้ำปลา  น้ำส้ม  พริกป่น  ถั่วลิสงป่นเยอะๆ  กินแล้วอร่อยดี…\r\n\r\n\r\nถั่วลิสงป่นนั่นแหละครับ เป็นที่อยู่และอาหารอย่างดีของเชื้อราบางชนิด ที่สร้างสารพิษชนิดหนึ่งขึ้นมา คือ  อะฟลาทอกซิน (Alflatoxin)  รากลุ่มนี้เรียกว่า  แอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus)   จะมีสีที่เห็นชัดเจน คือ     สีเขียวปนเหลือง  น้ำตาลปนเหลือง  ซึ่งรากลุ่มนี้เจริญได้ดีในอาหารที่มีความชื้น อุณหภูมิอบอุ่น  และก็จะสร้างสารพิษดังกล่าว  สารพิษที่พบบ่อยที่สุด คือ  อะฟลาท๊อกซิน บี  1 ,  บี  2\r\n\r\n\r\nคุณสมบัติพิเศษของอะฟลาท๊อกซิน  คือ  ทนความร้อนได้สูงมาก  อุณหภูมิ  100 องศาเซลเซียส  ก็ยังไม่สลายตัว  มีการศึกษาพบว่า  ที่อุณหภูมิ   260 องศาเซลเซียส  จะทำลายอะฟลาท๊อกซินได้เพียง  ร้อยละ  50 เท่านั้นเองอันตรายของอะฟลาท๊อกซิน คือ  เป็นสารก่อมะเร็งกลุ่มหนึ่งที่พบว่า  สามารถก่อมะเร็งตับได้รุนแรงมาก  โดยเฉพาะ  อะฟลาท๊อกซิน บี 1 ซึ่งมีพิษอันตรายมากที่สุด\r\n\r\n\r\nงานวิจัยของสถาบันโภชนาการ  มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อเร็วๆนี้ นำโดย  ดร.ทรงศักดิ์  ศรีอนุชาต  ที่ทำการวิจัยเรื่อง  การปนเปื้อนของอะฟลาท๊อกซินในก๋วยเตี๋ยว โดยสุ่มเก็บตัวอย่างก๋วยเตี๋ยวในพื้นที่  3  เขตของกรุงเทพมหานคร   คือ    เขต จตุรจักร  บางเขน  บางกะปิ    เขตละ  5  ร้าน    แบ่งเป็นประเภทก๊วยเตี๋ยวต้มยำ ซึ่งมีเครื่องปรุงหลักคือ ถั่วลิสงป่น และ พริกป่น กับ ก๊วยเตียวแบบธรรมดา\r\n\r\n\r\nได้ผลสรุปว่า   ก๊วยเตี๋ยวต้มยำที่ใส่ถั่วลิสงป่น  มีการปนเปื้อนของอะฟลาท๊อกซิน  มากถึงร้อยละ 92 พบเฉลี่ย  1.003.05  ng. ต่อ ชาม  โดยพบทุกร้าน ของทั้ง  3  เขต ส่วนก๊วยเตี๋ยวแบบธรรมดาไม่ได้ใส่ถั่วลิสงป่น  พบการปนเปื้อนประมาณร้อยละ  10 พบเฉลี่ย  23.69  ng. ต่อชาม  โดยพบทุกร้านเฉพาะในเขต  บางเขน  และ  บางกะปิ\r\n\r\n\r\nตอนนี้คงทราบแล้วนะว่า  ทำไมต้องระวัง ก๊วยเตี๋ยวต้มยำ   พิจารณาเอาก็แล้วกันนะครับก่อนจะกินก๊วยเตี๋ยวต้มยำ จะใส่เครื่องปรุงอะไรบ้าง..\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/568-noodle33","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1631676599.png"],
    [355,3610,"ฟันและยาสีฟัน","Tue, 2021-09-14 10:57","http://www.stkc.go.th/node/3610","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," ฟันของคนเราเปรียบเสมือนเป็นเครื่องประดับที่สำคัญบนใบหน้าทั้งหญิงและชาย   ช่วยให้แก้มทรงรูปอยู่ได้ไม่เว้าเข้าไปหาเงือก ตามปกตินั้นฟันน้ำนมจะมี 20 ซี่  อยู่บนขากรรไกรบนและล่างอย่างละ   10   ซี่เท่าๆกัน   โดยมากฟันน้ำนมจะเริ่มโผล่ขึ้นพ้นจากเงือกเมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป  และขึ้นครบเมื่ออายุครบ 2  ปี\r\n\r\n เมื่อฟันน้ำนมเริ่มหลุดร่วงไปสักพักหนึ่งฟันแท้ก็จะโผล่ขึ้นมาแทนที่  ฟันแท้หรือฟันถาวรมี     32 ซี่ อยู่บนขากรรไกรบนและล่างอย่างละ 16 ซี่\r\n\r\nฟันแต่ละซี่มีโครงสร้างหลักอยู่  2  ชนิด  คือ\r\n\r\n1. เดนทีน เป็นส่วนของเนื้อฟัน  มีช่องอยู่ภายในและจะมีรูลงไปเปิดที่ตรงกลางของรากฟัน   มีหลอดเลือดฝอยและเส้นประสาทอยู่ในส่วนนี้ด้วย\r\n\r\n2. อีนาเมล เป็นส่วนที่มีสีขาวและเป็นเงาซึ่งหุ้มส่วนเดนทีน หรือตัวฟัน  เป็นส่วนที่โผล่พ้นเงือกขึ้นมาทั้งหมด  อีนาเมลประกอบด้วยสารจำพวกอนินทรีย์เป็นส่วนใหญ่\r\n\r\nการผุของฟันก็เริ่มจากส่วนนี้นั่นเองครับ   การผุเป็นผลจากการที่แบคทีเรียที่อยู่ในช่องปากและตามซอกฟันจะย่อยสลายเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันหรือที่เคลือบอยู่ตามผิวฟัน   ทำให้เกิดสภาพที่เป็นกรดในบริเวณที่มีเศษอาหาร   กรดนี้จะค่อยๆไปทำลายชั้นอีนาเมล  ทำให้การผุของฟันเกิดขึ้นอย่างช้าๆ   และเมื่อผุทะลุผ่านชั้นอีนาเมลเข้าสู่ชั้นเดนทีน  ก็จะเป็นโพรงอยู่ข้างในฟัน  ทำให้รู้สึกปวดฟันได้ครับ   การใช้ยาสีฟันทำความสะอาดฟัน  ก็เป็นวิธีป้องกันฟันผุได้ทางหนึ่ง\r\n\r\n \r\n\r\n ยาสีฟัน เป็นสิ่งที่ช่วยในการทำความสะอาดฟัน   และช่วยขจัดการสะสมของเศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันให้หลุดออกไป  แบคทีเรียก็จะทำปฏิกิริยากับเศษอาหารไม่ได้\r\n\r\nองค์ประกอบของยาสีฟัน     โดยทั่วๆไปได้แก่\r\n\r\n1. สารขัดถู ทำหน้าที่สำคัญคือ เป็นตัวช่วยขจัดคราบอาหารและเชื้อแบคทีเรียออกจากผิวฟัน    สารนี้เป็นสารที่มีความแข็งพอเหมาะ   ไม่หยาบจนเกินไปที่จะทำอันตรายแก่เงือกและเคลือบฟัน    สารที่นิยมใช้ได้แก่    แคลเซี่ยมคาร์บอเนต    ไดแคลเซี่ยมฟอสเฟต   อะลูมิเนี่ยมออกไซด์  หรือ โซเดี่ยมเมตาฟอสเฟต\r\n\r\n2. สารที่ช่วยให้ยาสีฟันมีความคงตัว เช่น  กลีเซอร์รอล    ซอร์บิตอล   ช่วยรักษาความชื้นและความอ่อนนุ่มของยาสีฟันให้คงตัว  ไม่เปลี่ยนสภาพหรือแข็งเมื่อถูกอากาศ\r\n\r\n3. สารที่เป็นตัวยึด เช่น  โซเดี่ยมคาร์บอกซีเมทิล  เซลลูโลส  ช่วยป้องกันการแยกตัวของของแข็ง  คือสารขัดถูออกจากยาสีฟัน\r\n\r\n4. สารประกอบฟลูออไรด์ ช่วยเพิ่มปริมาณฟลูออไรด์ที่เคลือบผิวฟันเพื่อป้องกันฟันผุ  สารประกอบที่ใช้ทั่วๆไป  ได้แก่   โซเดี่ยมฟลูออไรด์ ยาสีฟันบางชนิด   บางยี่ฮ้อ  อาจจะมีส่วนประกอบอื่นๆที่แตกต่างกันไป  เช่น สารที่มีกลิ่นหอมต่างๆ    รวมทั้งสารเพิ่มฟอง  ฯลฯ\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/551-teethandtoothpaste","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1631591868.JPG"],
    [356,3608,"เรื่อง นม นม ... ","Mon, 2021-09-13 08:31","http://www.stkc.go.th/node/3608","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เรื่อง นม นม ... มารู้จักองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์นมกันเถอะ\r\n\r\n1. นมสดครบส่วน\r\nเป็นนมสดธรรมชาติหรือนมดิบที่ยังไม่ได้แยกไข   มันออก  มีไขมันเฉลี่ยร้อยละ  3.8 นมสดครบ   ส่วน   0.5   ลิตร   ให้พลังงาน 335 กิโล แคลอรี\r\n\r\n\r\n2. นมสดพาสเจอร์ไรส์\r\nเป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรคบางส่วนที่   ทำให้เกิดโรค ด้วยความร้อนระดับต่ำ คือใช้       ความร้อน 63  องศาเซลเซียส  ใน เวลานาน 30 นาที  หรือใช้อุณหภูมิ 72 องศา เซลเซียส ในเวลานาน   17 วินาที แล้วทำให้   เย็นลงอย่างรวดเร็ว ที่อุณหภูมิ  5  องศาสเซลเซียสหรือต่ำกว่า   แล้วบรรจุใน  ภาชนะทีสะอาดอากาศผ่านเข้าออกไม่ได้  นม  ชนิดนี้เก็บไว้ในที่อุณหภูมิ   10   องศาเซลเซียส  ได้นาน  3  -  7   วัน\r\n\r\n\r\n3 นมสดสเตอริไลส์\r\nเป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรค ด้วยความร้อนระดับสูง คือใช้ความร้อน 115 -  130   องศาเซลเซียส  ในเวลานาน  10 -  30   นาที   จะทำให้เกิดกลิ่นนมต้ม ( กลิ่นไหม้ ) น้ำนมมีสีเหลืองอ่อนๆ  แล้วบรรจุในภาชนะที่สะอาดอากาศผ่านเข้าออกไม่ได้  เก็บได้นาน 1-2  ปี\r\n\r\n\r\n4. นมสด UHT\r\nเป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อนระดับที่สูงมาก คือไม่ต่ำกว่า133   องศาเซลเซียส   ในเวลานาน   1  -  2    วินาที    ความร้อนระดับนี้จะช่วยยืดอายุการเก็บนมไว้ได้นาน   คุณค่าทางโภชนาการถูกทำลายไปน้อยมาก  แล้วบรรจุในภาชนะที่สะอาดอากาศผ่านเข้าออกไม่ได้   เก็บได้นาน   6  เดือน\r\n\r\n \r\n5. นมสดพร่องมันเนย\r\nเป็นนมสดธรรมชาติที่ได้แยกไขมันออกบางส่วน มีไขมันเฉลี่ยร้อยละ 1.4  นมสด พร่องมันเนย  0.5 ลิตร  ให้พลังงาน   260   กิโลแคลอรี่\r\n\r\n \r\n6. นมสดขาดมันเนย\r\nเป็นนมสดธรรมชาติที่ได้แยกไขมันออกเกือบหมด มีไขมันเฉลี่ยร้อยละ 0.1  นมสด ขาดมันเนย  0.5  ลิตร  ให้พลังงาน   179   กิโลแคลอรี่\r\n\r\n \r\n7. นมสดโฮโมจิไนส์\r\nเป็นนมสดที่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรส์แล้ว  จึงทำให้ไขมัน ( ครีม )  ในน้ำนมแตกตัวกระจายไปทั่วๆ   เพื่อป้องกันไม่ให้ชั้นไขมันแยกตัวออกมา\r\n\r\n\r\n8. หางนม\r\nเป็นส่วนของนมสดที่ได้จากการสกัดเอาไขมันไปทำเนย   ส่วนที่เหลือเรียกว่าหางนม   แต่ยังมีส่วนที่เป็นประโยชน์อีก คือ มีโปรตีน ร้อยละ 3.68 ไขมันร้อยละ 0.10 น้ำตาลนม ร้อยละ 5  น้ำร้อยละ   90.42   เกลือแร่  และ  วิตามินต่างๆ        ปัจจุบันเอาหางนมไปทำนมผง เรียกว่า นมผงขาดมันเนย ใช้สำหรับทำขนมได้หลายอย่าง\r\n\r\n \r\n9. นมผง\r\nเป็นผลิตภัณฑ์นมที่ทำจากนมสดที่ระเหยน้ำออก ส่วนที่เหลือมีลักษณะเป็นผง โดยมีสัดส่วนของ  น้ำตาลนม ( แลคโตส )   โปรตีน   มันเนย   เกลือแร่  วิตามิน   เหมือนกับที่มีอยู่ในน้ำนมสด\r\n\r\n\r\n10. นมผงดัดแปลงสำหรับทารก\r\nเป็นนมผงที่จะต้องมี โปรตีน ตั้งแต่ ร้อยละ 12 -100   นอกจากนี้ก็มี  ไขมัน  น้ำตาล นมวิตามิน  เกลือแร่\r\n\r\n 11. นมผงขาดมันเนย\r\nเป็นนมผงที่จะต้องมีไขมันไม่เกินร้อยละ 1.5  นอกจากนี้ก็มี โปรตีน  น้ำตาลนม  วิตามิน   เกลือแร่\r\n\r\n 12. นมคืนรูป\r\nเป็นนมที่ถูกแยกเอาไขมันออก แต่ยังเหลือ โปรตีน น้ำตาลนม  เกลือแร่  วิตามิน นำมาผสมน้ำหรือผสมนมสดธรรมชาติใหม่   ก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกับ นมสด     มีการปรุงแต่งรส  กลิ่น  ตามความต้องการของผู้บริโภค   นมคืนรูปสามารถนำมาทำเป็นนมข้นได้   เช่น\r\n12.1  นมข้นคืนรูปไม่หวาน\r\n12.2  นมข้นคืนรูปหวาน\r\n12.3   นมข้นขาดมันเนยคืนรูปหวาน\r\n12.4  นมข้นขาดมันเนยคืนรูปไม่หวาน\r\n\r\n \r\n13. นมข้นหวาน\r\nเป็นนมสดธรรมชาติที่ระเหยเอาน้ำบางส่วนออก และเติมน้ำตาลให้มีความหวานประมาณ ร้อยละ  45    นมข้นเป็นที่นิยม    ใช้ผสมเครื่องดื่ม  ชา  กาแฟ  โอวัลติน  และทำขนมต่างๆ\r\n\r\n \r\n14. นมแปลงไขมัน\r\nเป็นนมที่ทำมาจาก  นมสด  นมผง    นมข้น  หรือนมคืนรูป   อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง   โดยที่มีการแยกไขมันออกไปทำประโยชน์อย่างอื่น    แต่จะใช้น้ำมันพืชมาผสมแทนไขมันที่แยกออกไป ไม่ควารใช้นมแปลงไขมันไปเลี้ยงทารก นมแปลงไขมันมีต่างๆกัน        เช่น\r\n14.1  นมแปลงไขมันพาสเจอร์ไรซ์\r\n14.2   นมแปลงไขมันสเตอริไลส์\r\n14.3  นมข้นหวานแปลงไขมัน\r\n15.4   นมผงแปลงไขมัน\r\n\r\n \r\n15. นมปรุงแต่ง\r\nเป็นนมผงหรือนมสดที่ปรุงแต่งด้วย   สี   กลิ่น   รส  เพิ่มน้ำตาล  ทำให้น่ารับประทานมากกว่านมธรรมดา\r\n\r\n \r\n16. นมเปรี้ยว หรือ   โยเกิร์ต\r\nเป็นนมสดที่มีการเติมเชื้อแบคที่เรีย แลคโตบาซิลลัส ลงไปด้วย   แล้วนำไปบ่มที่อุณหภูมิประมาณ  45  -  50   องศาเซลเซียส ใช้เวลานานประมาณ   4  -  5    ชั่วโมง  แบคทีเรียจะสร้างกรดแลคติก  ทำให้มีกลิ่นและรสเปรี้ยวตามที่ต้องการ  นมเปรี้ยวต้องเก็บไว้ในที่เย็นๆ  เช่น  ตู้เย็น ตู้แช่เย็น   เพื่อรักษาคุณภาพของนมเปรี้ยว  ปัจจุบันที่มีจำหน่ายในท้องตลาด  มี   2    ชนิด  คือ\r\n- โยเกิร์ต ชนิดครีม มีลักษณะเป็นครีมข้นๆ กึ่งเหลวกึ่งแข็ง มีการเติม  สี  กลิ่น  รส เนื้อผลไม้   น้ำเชื่อม  น้ำตาล   ตามความต้องการของผู้บริโภค โยเกิร์ตมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เนื่องจากกรดแลคติกช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซี่ยม  และฟอสฟอรัสได้ดี\r\n- โยเกิร์ต พร้อมดื่ม หรือ นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม มีลักษณะเป็นของเหลว   มีส่วนผสมของน้ำนม   น้ำผลไม้  น้ำตาล  หรือน้ำเชื่อม   เติม  สี  กลิ่น  รส  ตามความต้องการของผู้บริโภค   ดื่มได้ทันทีเหมือนกับดื่มนมทั่วๆไป\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/554-milk","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1631496677.png"],
    [357,3604,"รู้จักน้ำมันปลา...","Fri, 2021-09-10 08:47","http://www.stkc.go.th/node/3604","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"รู้จักน้ำมันปลา...\r\n\r\nน้ำมันปลาจัดเป็นอาหารเสริม   แบ่งเป็น   2   ชนิด   คือ \"น้ำมันปลาที่ได้จากตับปลา\" และ \"น้ำมันปลาที่ได้จากเนื้อปลา\" น้ำมันตับปลาอุดมด้วยวิตามิน  เอ  และ  ดี   รับประธานเพียงวันละ   2   ช้อนชา   ก็สามารถป้องกันมิให้ระบบไหลเวียนโลหิตเกิดผิดปกติ    ทั้งยังให้วิตามิน  เอ  และ  ดี   ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของร่างการในแต่ละวันจากการศึกษาของแพทย์และนักวิจัยหลายกลุ่มพบว่า  น้ำมันปลา ให้ผลที่ดีมากในการลดกลีเซอร์ไรด์ในเลือด    ป้องกันการจับตัวของเลือด   ชะลอการเกาะตัวของคอเลสเตอร์รอลภายในผนังหลอดเลือดแดง\r\n\r\n\r\nน้ำมันจากเนื้อปลา ชนิดแคปซูล  อุดมด้วยกรดไขมันที่มีประโยชน์  แต่อย่างไรก็ตาม   ควรบริโภคเนื้อปลา เช่นปลากะพงขาว  ปลาสำลี  ปลาจะละเม็ดขาว  ปลาทู  ปลาช่อน   จะดีกว่า  และที่สำคัญยิ่งคือ  ต้องทำให้สุกด้วยความร้อนก่อนทุกครั้ง\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/542-fish-oil","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1631238420.png"],
    [358,3602,"ปลวก...สัตว์อันตราย","Thu, 2021-09-09 10:42","http://www.stkc.go.th/node/3602","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," เคยรู้จัก ปลวก กันไหม   เคยเห็นปลวกกันไหม  บางคนอาจรู้จักและเคยเห็นตัวปลวกมาแล้ว  บางคนอาจจะไม่เคย    ปลวกมีกี่ชนิด   ปลวกอยู่ที่ไหน  มีอันตรายหรือเปล่า  ผมจะชี้แจงเรื่องนี้ให้ทราบ   ที่จริงปลวกมีทั้งให้โทษและให้ประโยชน์ แก่คนเราด้วยครับ    เมื่อเอ่ยคำว่าปลวก  มักจะทำเรื่องหวาดผวาให้กับทุกคนที่เป็นเจ้าของบ้าน   เพราะบางครั้งกว่าจะรู้ว่าปลวกขึ้นบ้าน   ก็พบว่าปลวกกินฝาบ้าน   กินเสาเรือน  ไปเยอะแล้ว\r\n\r\n\r\n ในโลกเรานี้มีปลวกอยู่ประมาณ     2000    ชนิด      แต่ที่พบในเมืองไทยมีประมาณ  74   ชนิดครับ      ปลวกจัดเป็นพวกแมลงชนิดหนึ่ง   บางชนิดก็บินได้   บางชนิดก็อยู่ในดินตลอดเวลา     บางชนิดก่อจอมปลวกอยู่    บางชนิดทำรังอยู่ในต้นไม้    แต่ปลวกทุกชนิดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนจะกินไม้เป็นอาหารเสมอ\r\n\r\n\r\n ปลวกจัดเป็นสัตว์สังคมเช่นเดียวกับผึ้ง   โดยจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มๆ   รังใหญ่ๆ   อาจจะมีปลวกนับเป็นล้านตัวนะครับ   ปลวกในรังหนึ่งๆแบ่งออกเป็นชนิด หรือ เป็นวรรณ ได้แก่\r\n\r\n1. วรรณสืบพันธุ์ แมลงเม่าเมื่อเจริญเต็มที่ก็บินออกจากรังเดิม   ตัวผู้ตัวเมียจะจับ\r\n\r\nคู่ผสมพันธุ์กัน  แล้วสลัดปีกให้หลุดออกไป   ต่อจากนั้นมันก็จะไปสร้างรังใหม่  ตามรอยแตกรอแยกของพื้นดิน        ตัวเมียก็จะเป็น ราชินีปลวก ทำหน้าที่ออกไข่เพียงอย่างเดียว   ส่วนตัวผู้เป็น ราชาปลวก ทำหน้าที่ผสมพันธุ์กับตัวเมียหรือราชินีปลวกเท่านั้น\r\n\r\n2. วรรณทหาร หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่า ปลวกทหาร   ตัวค่อนข้างใหญ่     มีเขี้ยวใหญ่   หัว และ ปากโต   ทำหน้าที่คอยป้องกันอันตรายให้แก่รัง\r\n\r\n3. วรรณกรรมกร หรือที่เราเรียกกันทั้วๆไปว่า ปลวกงาน จัดเป็นพวกที่มีจำนวนมากที่สุดในรังปลวก   ตัวค่อนข้างเล็ก  มีหน้าที่หาอาหาร  ดูแลรัง  สร้างรัง  ซ่อมแซมรัง  ดูแลไข่  และ  ตัวอ่อน    พวกวรรณกรรมกร  เป็นวรรณที่อันตรายที่สุด   เพราะมันจะกินทุกอย่างที่ขวางหน้า โดยเฉพาะพวกไม้ต่างๆ\r\n\r\n\r\nมีแหล่งที่อาศัยในที่ต่างๆกันดังนี้ครับ\r\n\r\nก.   อาศัยอยู่ในไม้แห้ง  กัดกินไม้เป็นอาหาร  เช่น  ตามกองไม้   ฝาบ้าน   เสาเรือนที่เป็นไม้พวกนี้ต้องการความชื้นน้อย\r\n\r\nข.   อาศัยอยู่ในรู  ขุดรูสร้างรังอยู่ในดินตลอด   ปลวกกรรมกรจะใช้ดินสร้างเป็นทางเดินที่ติดต่อกับไม้  หรือ  กับต้นไม้  และกินไม้เป็นอาหาร\r\n\r\nค.  อาศัยอยู่ในจอมปลวก   จะสร้างรังเป็นลักษณะของจอมปลวก   ซึ่งจอมปลวกจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ    ภายในจอมปลวกจะมีห้องต่างๆหลายๆห้อง   เช่น ห้องอนุบาลไข่  ห้องอนุบาลตัวอ่อน  ห้องเพาะเชื้อเห็ดไว้เป็นอาหารภายในรังปลวก\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/540-termite","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1631158925.png"],
    [359,3600,"นอนท่าไหนดี...","Wed, 2021-09-08 08:45","http://www.stkc.go.th/node/3600","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," การนอน เป็นการพักผ่อนร่างกายได้อย่างดี  เคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่าคนเรานอนในท่าทางต่างๆกัน  นอนหงาย  นอนคว่ำ  นอนตะแคงซ้าย  นอนตะแคงขวา  แต่จะนอนท่าไหนที่ดีต่อสุขภาพ  เป็นเรื่องที่เราไม่ได้เอาใจใส่  ไม่ได้สนใจว่านอนท่าไหนที่จะช่วยให้สุขภาพดี\r\n\r\n  นายแพทย์ชนินทร์  ลีวานันท์ จากภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู   คณะแพทย์ศาสตร์   ศิริราชพยาบาล   โรงพยาบาลศิริราช  ได้บอกว่าท่านอนของคนเราเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เรานอนหลับสนิทตลอดคืน  และตื่นนอนขึ้นมาด้วยความสดชื่นไม่ปวดเมื่อย   โดยปกติทั่วๆไปคนเรามักจะนอนหงาย  เพราะเป็นท่ามาตรฐานทั่วๆไป  แต่การนอนหงายที่เหมะสมควรใช้หมอนต่ำและต้นคอควรอยู่แนวเดียวกับลำตัว  เพื่อไม่ให้ปวดคอ\r\n\r\nแต่อย่างไรก็ตามการนอนหงายก็ไม่เหมาะสำหรับคนที่เป็นโรคปอดและโรคหัวใจ  ทั้งนี้เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับปอด  ทำให้หายใจไม่สะดวก  ทำให้การทำงานของหัวใจลำบากขึ้น\r\n\r\n ท่านอนที่ดีทีสุดก็คือท่านอนตะแคงขวา เพราะท่านี้ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก และอาหารจากกระเพาะจะถูกบีบลงลำไส้เล็กได้ดี  และยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังได้อย่างดีอีกด้วย  ส่วนท่านอนตะแคงซ้ายก็ช่วยลดอาการปวดหลังได้  อย่างไรก็ตามการนอนตะแคงซ้ายอาจจะทำให้เกิดลมจุดเสียดบริเวณลิ้นปี่  เนื่องจากอาหารที่ยังย่อยไม่หมดก่อนเข้านอนยังค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร   ส่วนท่านอนคว่ำเป็นท่านอนที่ทำให้การหายใจติดขัดได้  ทำให้ปวดต้นคอ\r\n\r\n เมื่อทราบข้อมูลนี้แล้วก็ลองสังเกตตัวเราเองดูว่าปกติเราชอบนอนท่าไหน  ถ้าไม่ชอบท่านอนตะแคงขวา  ก็ลองปรับเปลี่ยนดูนะครับ  กลับมานอนตะแคงขวาตามที่คุณหมอท่านบอก  ตื่นนอนขึ้นมาเราจะได้สบาย  ปลอดโปร่งไม่ปวดเมื่อย\r\n\r\n เป็นเรื่องเล็กๆที่ได้ไปทราบมา จากฝ่ายประชาสัมพันธ์  คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพื่อสุขภาพของเรา  ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/532-sleep","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1631066157.JPG"],
    [360,3597,"ต่อหัวเสือ....ต่อยถึงตายได้","Tue, 2021-09-07 08:28","http://www.stkc.go.th/node/3597","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," มีแมลงบางชนิดที่ทำอันตรายต่อคนเราให้เสียชีวิตได้ โดยการต่อยด้วยเหล็กใน ( Sting )  แมลงกลุ่มนี้ที่มีอันตรายมากจัดอยู่ในวงศ์ เวสปีดี ( Vespidae )  คือ ตัวต่อ ( Waspe )  ซึ่งมีอยู่หลายชนิด  แต่ชนิดที่มีอันตรายมาก  คือ ต่อหัวเสือ มีชื่อ  วิทยาศาสตร์ว่า เวสป้า  โอเรียนตอลลิส( Vespa  orientalis )   ลักษณะลำตัวมีสีดำ   ปีกสีน้ำตาล  ท้องมีแถบสีส้มปนเหลือง   ลำตัวยาวประมาณ   3.0  -  3.5    เซนติเมตร\r\n\r\n \r\n\r\n ต่อหัวเสือสร้างรังโดยกัดใบไม้เคี้ยวกับน้ำลายจนเหนียว   ทำเป็นแผ่นแบนๆคล้ายกับกระดาษ  สร้างรังโดยการจัดซ้อนเรียงกันเป็นชั้นๆ   สร้างรังได้เร็วมาก  รังมีลักษณะกลมค่อนข้างใหญ่   ต่อหัวเสือส่วนใหญ่นอนพักตอนกลางวัน  และออกหากินตอนกลางคืน  ต่อหัวเสือต่อยได้หลายครั้ง  โดยที่ตัวมันเองไม่ตาย สารพิษ สารพิษมีหลายชนิด  เช่น   ฮิสตามีน     เซอโรโทนีน    อะเซตีลโคลีน    ไคนีน\r\n\r\nอาการ ผู้ที่ถูกต่อหัวเสือต่อย    จะมีอาการ    เช่น\r\n\r\n- คลื่นไส้   อาเจียน   เวียนศีรษะ                     - หน้าบวม  คอบวม  ลิ้นบวม\r\n\r\n- แน่นหน้าอก   หายใจติดขัด                         - ผิวหนังปวด  บวม  เป็นผื่นนูน\r\n\r\n- ชีพจรเต้นเร็ว  แต่เบา                                - ความดันโลหิตต่ำ\r\n\r\nผู้ที่ถูกต่อหัวเสือต่อยหลายๆตัว   ถ้าได้รับพิษมากๆ   การไหลเวียนโลหิตจะล้มเหลว  และจะ ตาย ในเวลาต่อมา ผู้ที่ถูกต่อหัวเสือต่อย  ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.stkc.go.th/node/add/starticle","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1630978111.png"],
    [361,3595,"...น้ำกับร่างกายของเรา...","Mon, 2021-09-06 08:10","http://www.stkc.go.th/node/3595","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," น้ำ เป็นเรื่องที่จำเป็นกับชีวิตเรากับร่างกายของเราอย่างมากทีเดียว น้ำเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างมาก  เนื่องจากน้ำเป็นส่วนประกอบของเซลล์ทุก ๆ เซลล์ในร่างกาย  ช่วยในการนำของเสียออกจากร่างกาย  ช่วยลำเลียงอาหารที่ย่อยแล้วไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย ช่วยในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย เป็นต้น\r\n\r\n ข้อมูลทางการแพทย์บอกว่าถ้าเราขาดออกซิเจนเพียงไม่กี่นาทีเราก็เสียชีวิตแล้ว  ถ้าขาดอาหารแล้วร่างกายจะอยู่ได้หลายสัปดาห์เหมือนกันครับ  แต่ถ้าขาดน้ำแล้วไม่เกิน 2 สัปดาห์เราก็เสียชีวิตเช่นกัน\r\n\r\n ร่างกายของคนเราประกอบด้วยของเหลวประมาณร้อยละ 60 – 70 ของน้ำหนักตัว หรือเป็นน้ำเสีย 2 ส่วนใน 3 ส่วน ครับ  น่าสงสัยนะครับว่าในร่างกายของเรามีน้ำ 2 ใน 3 ส่วนและน้ำเหล่านั้นอยู่ตรงส่วนไหน\r\n\r\n น้ำครึ่งหนึ่งจะอยู่ในเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย  เช่น  ในเลือด  น้ำเหลือง  เนื้อเยื่อ  ลำไส้  ตับ  ไต  กระเพาะปัสสาวะ  เป็นต้น\r\n\r\n \r\n\r\nหน้าที่ของน้ำในร่างกาย มีหน้าที่หลายประการ  เช่น\r\n\r\n1. เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่ของเซลล์ทั่วร่างกาย\r\n\r\n2. เป็นส่วนประกอบของเลือด  น้ำเหลือง  น้ำดี  น้ำย่อยอาหาร  เหงื่อ  ปัสสาวะ  และน้ำ\r\n\r\nต่าง ๆ ทั่วร่างกาย\r\n\r\n3. ทำหน้าที่ละลายอาหารที่ย่อยแล้วและแพร่ผ่านผนังหลอดเลือดที่ลำไส้เล็กเข้าสู่กระแสเลือด\r\n\r\n4. ทำหน้าที่เป็นตัวกลางนำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์  และนำของเสียต่าง ๆ ในร่างกายไปขับถ่ายในอวัยวะต่าง ๆ เช่น  ปอด  ผิวหนัง  และไต\r\n\r\n5. ช่วยหล่อลื่นให้อวัยวะต่าง ๆ มีการเคลื่อนไหวได้ดีและทำงานได้ตามปกติ  เช่น น้ำในข้อต่อ  ในช่องท้อง  ในช่องปอด\r\n\r\n6. ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ตลอดเวลา  รวมทั้งทำให้ร่างกายสดชื่น\r\n\r\nเป็นผลพลอยได้มาด้วย\r\n\r\nเรียกได้ว่าน้ำทำหน้าที่สารพัดอย่างเพื่อให้ร่างกายดำรงชีวิตอยู่ได้ตามปกติ  และที่สำคัญนะครับ  คือ  น้ำในร่างกายของเรานั้นไม่ได้มีจำนวนคงที่ตลอดไป  น้ำจะสูญออกไปจากร่างกายของเรา  ตลอดเวลาเช่นกันนะครับ คือ  สูญเสียไปทาง\r\n\r\n- ปัสสาวะ                                            1.5   ลิตร\r\n\r\n- อุจจาระ                                             0.1   ลิตร\r\n\r\n- ปอด(หายใจเป็นไอน้ำ)                    0.4   ลิตร\r\n\r\n- เหงื่อ                                                 0.6   ลิตร\r\n\r\n \r\n\r\n รวมแล้วประมาณ 2.6  ลิตร  ซึ่งก็นับว่ามากพอดู เพราะฉนั้นเราจำเป็นต้องรับน้ำเข้าไปชดเชยกับส่วนที่สูญเสียไปเช่นกัน  โดยเราต้องดื่มน้ำวันละประมาณ 2 ลิตร  นอกจากได้จากดื่มแล้ว  อาหารต่าง ๆ ที่เรารับประทานในแต่ละวันก็มีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยแล้ว  ยิ่งรับประทานผลไม้บางชนิด  เช่น   แตงโมก็ยังยิ่งมีน้ำมากด้วย\r\n\r\n\r\n ถ้าร่างกายขาดน้ำหรือรับน้ำไม่เพียงพอ  ร่างกายก็จะแสดงอาการออกมา คือ  ทำให้คอแห้ง  กระหายน้ำ  และอาจจะนำไปสู่ สภาวะแห้งน้ำ คือ หนังเหี่ยว  ตาลึก  ลิ้น  ปาก  และคอแห้ง  และมักจะมีไข้สูง\r\n\r\n การดื่มน้ำไม่ใช่ว่าเราจะดื่มรวดเดียว 2 ลิตรนะ  ต้องค่อย ๆ ดื่มเข้าไปเป็นระยะ ๆ  ดื่มน้ำบ่อยครั้งนะครับ  เพื่อช่วยรักษาความสดชื่นของร่างกายได้.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1630890649.JPG"],
    [362,3593,"ดูอย่างไรว่าไข่ใหม่หรือไข่เก่า","Thu, 2021-09-02 10:38","http://www.stkc.go.th/node/3593","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ดูอย่างไรว่าไข่ใหม่หรือไข่เก่า\r\n\r\nเมื่อพูดถึงไข่  ทุกคนรู้จักกันดี   ไข่เป็นอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากอีกชนิดหนึ่ง  เพราะเป็นแหล่งที่ดีของโปรตีน  ไขมัน  วิตามิน และ เกลือแร่หลายชนิด  โดยเฉพาะไข่ที่สดและใหม่   โปรตีนในไข่จัดว่าเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์  ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ดี   เราสามารถนำไข่มาประกอบอาหารได้หลายชนิด  โดยเฉพาะอาหารที่ต้องการให้ฟู  ไข่ใหม่จะช่วยให้อาหารฟูได้ดีกว่าไข่เก่า\r\n\r\n ไข่ใหม่มีความสำคัญทั้งในด้านคุณค่าทางอาหารและการประกอบอาหาร   ไข่ที่เก็บไว้เป็นเวลานานอาจมีการเสื่อมคุณค่าของสารอาหารบางชนิด  หรืออาจมีการเน่าเสียเกิดขึ้น  เนื่องจากมีจุลินทรีย์บางชนิดสามารถซึมผ่านรูพรุนของเปลือกไข่เข้าไปเจริญเติบโต  ทำให้ไข่เกิดการเน่าเสียได้  ในการบริโภคไข่ที่ได้ประโยชน์เต็มที่  จึงควรบริโภคไข่ใหม่    เราจึงต้องมีหลักหรือวิธีในการดูว่าใข่นั้นเก่าหรือใหม่  ดังนี้\r\n\r\n1. เปลือกไข่ ไข่ที่ออกจากแม่ไก่ใหม่ ๆ จะมีสารเหนียว ๆ เคลือบเปลือกอยู่  เมื่อถูกอากาศสารนี้จะแข็งตัวเคลือบเปลือกไข่  ทำให้รูพรุนของเปลือกไข่ลดลง  ช่วยป้องกันจุลินทรีย์ไม่ให้เข้าไปในเปลือกไข่ซึ่งจะทำให้ไข่เน่าได้  สารเคลือบนี้มีโพแตสเซี่ยมไฮดรอกไซด์เป็นส่วนประกอบ  สารนี้ทำให้ผิวเปลือกไข่มีลักษณะด้าน ขรุขระ ไม่เรียบ  แต่ถ้าทิ้งไว้นาน ๆ สารนี้จะหลุดออกทำให้ดูผิวเรียบเป็นมัน  สรุปว่า ไข่ใหม่ผิวหยาบขรุขระ  ไข่เก่าผิวเรียบมัน \r\n\r\n2. การลอย – การจม ของไข่ในน้ำ โดยปกติไข่ใหม่ ๆ จะจมน้ำโดยวางตัวในแนวนอนกับพื้น  แต่ถ้าเก็บไว้นาน ๆ ไข่จะลอยน้ำ ไม่จมทั้งใบ  ถ้าเป็นไข่เก่ามาก ๆ ด้านป้านของไข่จะลอยพ้นน้ำ  เพราะโพรงอากาศในไข่จะเพิ่มปริมาตรมากขึ้น  ทำให้ไข่ลอยน้ำได้สูง\r\n\r\n3. ลักษณะของเนื้อไข่ เมื่อนำไข่มาต่อยใส่จาน  ถ้าเป็นไข่ใหม่ไข่ขาวจะใสเป็นวุ้นหนืด ๆ หุ้มรอบ ๆ ไข่แดงบริเวณแคบ ๆ ไข่แดงโค้งนูน  แต่ถ้าไข่เก่า  ไข่ขาวจะกระจายราบไปตามก้นจาน  ไข่แดงแบน  ถ้าไข่เก่ามาก ๆ ไข่แดงจะแตกด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/525-egg27\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1630553912.png"],
    [363,3591,"เข้าใจให้ถูกต้องเรื่อง...เฉาก๊วย","Wed, 2021-09-01 08:58","http://www.stkc.go.th/node/3591","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," ในปัจจุบันนี้ เมื่อพูดถึง เฉาก๊วย หลายๆคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็คงจะรู้จักว่าเป็นขนม หรือ ของหวานชนิดหนึ่ง  ที่มีลักษณะเนื้อหยุ่นๆ  คล้ายๆกับวุ้นสีดำๆ  รับประทานกับน้ำแข็งเย็นๆ  ใส่น้ำตาลหรือน้ำเชื่อมปรุงรสหวานๆ  ใส่แก้วหรือใส่ถ้วย  แต่ในปัจจุบันนี้มีบริษัท ห้างร้านต่างๆได้จัดทำใส่ในถุงพลาสติกสำเร็จรูป  ซื้อมาใส่น้ำแข็งรับประทานได้ทันที  บางบริษัทก็ทำเป็นเฉาก๊วยบรรจุขวดพลาสติก นำไปแช่เย็นซึ่งหลายๆคนก็เคยรับประทานกันมาแล้ว\r\n\r\n เดิมทีเฉาก๊วยเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่แพร่หลายในประเทศจีน  รวมทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกหลายประเทศ  เป็นที่รู้จักกันดีที่เป็นทั้งอาหารหวาน  และทำเป็นเครื่องดื่มน้ำเฉาก๊วย หรือ น้ำชาเฉาก๊วย สำหรับในประเทศไทยเฉาก๊วยเป็นอาหารระดับพื้นบ้าน  เนื่องจากมีจำหน่ายทั่วไปในชุมชนเมืองทั่วประเทศ \r\n\r\n แต่หลายๆคนคงจะสงสัย ว่าเฉาก๊วยที่นำมาทำขนมนั้น  ทำมาจากอะไรกันแน่ และทำได้อย่างไร เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในทางด้านวิชาการ ผมขอชี้แจงเรื่องนี้ให้ทราบนะครับ  เหตุผลที่ต้องชี้แจงเรื่องนี้เนื่องจากว่า   ขณะที่ผมนั่งรถ  คนขับรถเปิดวิทยุ  ในรายการอะไรสักอย่างหนึ่ง  มีผู้หญิง 2  คนคุยกันเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกิน  คุยกันเรื่องขนมเฉาก๊วย  ว่า เฉาก๊วยทำมาจากรากของต้นไม้ ซึ่งผมฟังดูแล้ว  ไม่ค่อยจะถูกต้องทางวิชาการ\r\n\r\n\r\n เฉาก๊วย เป็นชื่อของพืชหรือต้นไม้ชนิดหนึ่ง  เป็นพุ่มเตี้ยๆ มีกิ่งก้านยาว จัดเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย  ในทางด้านพฤกษศาสตร์ มีชื่อว่า เมโซนา  ไชเนนซีส (Mesona chinensis) จัดอยู่ในวงศ์ ลามิเอซีอี (Family Lamiaceae)    ซึ่งพืชในวงศ์นี้ที่เรารู้จักและคุ้นเคยกันดีแล้ว  ได้แก่   สะระแหน่   โหระพา   กระเพรา  แมงลัก  ยี่หร่า ฯลฯ  แต่ใบของเฉาก๊วยมีขนาดใหญ่กว่าใบของกระเพราและใบโหระพา  ใบเฉาก๊วยมีลักษณะเป็นรูปใบหอก  มีปลายใบแหลม  ใบเป็นจักรคล้ายกับฟันเลื่อย   ก้านใบมีสีค่อนข้างขาว   ตัวใบมีสีเขียวสด  ใบค่อนข้างหนาแน่น   ส่วนลำต้นค่อนข้างเปราะและหักได้ง่าย\r\n\r\nการขยายพันธุ์นั้นสามารถตัดส่วนของลำต้นไปปักในดิน รดน้ำให้ชุ่ม  เช่นเดียวกับพวกกระเพรา   โหระพา  สระแหน่  นั่นเอง   นอกจากนี้ใช้เมล็ดไปเพาะปลูกได้เช่นกัน\r\n\r\n การเก็บต้นเฉาก๊วย ประเทศที่ปลูกต้นเฉาก๊วยจำนวนมาก  ก็คือประเทศจีน และคำว่าเฉาก๊วยก็เป็นคำภาษาจีน   คือ เฉา หมายถึง  หญ้า หรือต้นไม้เล็กๆ ก๊วย หมายถึงขนม    เมื่อต้นเฉาก๊วยเจริญเติบโตเต็มที่  ชาวสวนก็จะตัดต้นเฉาก๊วย นำไปตากแดดให้แห้ง มัดรวมกันเป็นมัดๆ  ส่งไปจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ\r\n\r\n วิธีการสกัดสารออกมาจากต้นเฉาก๊วย ทำได้โดย  ตัดต้นออกเป็นท่อนสั้นๆซึ่งมีใบติดอยู่ด้วย   นำไปต้มในน้ำเดือด  ก็จะมีสารที่มีลักษณะคล้ายๆวุ้นออกมา เป็นสารเคมีที่เรียกว่า เพกติน (Pectin)  เป็นจำพวกคาร์โบไฮเดรต  พร้อมกับมีส่วนที่เป็นยางออกมาด้วย  สารที่ออกมานี้มีสีน้ำตาลเข้มเกือบเป็นสีดำ  ที่เราเห็นเฉาก๊วยมีสีดำก็คือสารสองชนิดนี้นั่นเอง\r\n\r\n การทำขนมเฉาก๊วย  ทำได้หลายวิธี  บางแห่งทำเป็นอุตสาหกรรม  บรรจุในภาชนะพลาสติกทั้งชนิดกล่องและถุงพลาสติก ส่งขายอย่างกว้างขวาง  บางคนทำในระดับครัวเรือนและจำหน่ายในย่านชุมชน  สำหรับสูตรในการทำเฉาก๊วยนั้นแต่ละแห่งแตกต่างกันออกไปบ้างตามความชอบ .\r\n\r\n ตอนนี้คงเข้าใจแล้วว่าสารเฉาก๊วยที่ใช้ทำขนมนั้น  สกัดออกมาจากส่วนของลำต้นและใบ  ไม่ใช่ราก\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-biology/item/511-chaogouy","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1630461527.JPG"],
    [364,3589,"คุณค่าโภชนาการจากกล้วยน้ำว้า","Tue, 2021-08-31 08:51","http://www.stkc.go.th/node/3589","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เมื่อเอ่ยถึงกล้วยน้ำว้าทุกคนก็คงจะรู้จักกันเป็นอย่างดี  และเคยรับประทานกันมาแล้วทั้งนั้น  กล้วยน้ำว้าเป็นกล้วยที่มีอยู่คู่กับคนเรามานานตั้งแต่โบราณ  กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ  จึงมีชื่อเรียกตามแต่ละท้องถิ่นมากมาย  เช่น  กล้วยนาก  กล้วยหอมจันทร์  กล้วยมะลิอ่อง  กล้วยสะกุย  กล้วยเจก  กล้วยแลหก  และคงจะมีชื่อเรียกอีกเป็นชื่อพื้นเมืองต่าง ๆ กล้วยน้ำว้ามีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  เมื่อหลายพันปีมาแล้ว  และแพร่พันธุ์กันมาเรื่อย ๆ  จนกระทั่งแจจุบันเป็นกล้วยที่ปลูกกันตามบ้านทั่ว ๆ ไป\r\n\r\n\r\nกล้วยน้ำว้า เป็นไม้ล้มลุกขนาดใหญ่  มีความสูงตั้งแต่ 2 – 9 เมตร  มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่าเหง้า  ส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือดินแท้จริงไม่ใช่ลำต้นเป็นเพียงส่วนของก้านใบมีลักษณะที่เรียกว่ากาบห่อหุ้มเรียงสลับอัดกันแน่นดูคล้ายกับลำต้น  ส่วนใบเป็นใบเดี่ยว  แผ่นใบใหญ่  มีสีเขียว  เรียกว่าใบตอง\r\n\r\n\r\nผลของกล้วยน้ำว้าขณะที่ยังดิบอยู่เนื้อกล้วยจะแข็งมีรสฝาด  เนื้อมีสีขาว  ยังไม่มีกลิ่นหอมของกล้วย  เปลือกของผลดิบแข็ง  มีสีเขียวเข้ม  ปอกยาก  แต่เมื่อตัดจากลำต้นแล้วประมาณ 10 วัน เปลือกจะมีสีเหลืองตลอดลูก  ตกกระเป็นจุด ๆ มีกลิ่นหอมชวนรับประทาน  มีรสหวาน เปลือกปอกได้ง่าย  ผลกล้วยสุกเรานำมาทำอาหารได้กลายอย่าง  เช่น  กล้วยเชื่อม  กล้วยตาก  กล้วยบวชชี  กล้วยแขก  กล้วยปิ้ง  รับประทานเป็นยาระบายอ่อน ๆ เป็นอาหารเสริมสำหรับทารก\r\n\r\nคุณค่าทางอาหารของกล้วยน้ำว้า กล้วยน้ำว้าเป็นพันธุ์ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนทั้งลำต้น  ใบ  ดอก  ผล  โดยเฉพาะผลกล้วยน้ำว้าที่สุกแล้ว  มีสารอาหารที่มีประโยชน์แก่ร่างกายหลายชนิด  \r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/516-cultivated-banana","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1630374675.png"],
    [365,3588,"คางคกมีพิษ...กินแล้วอาจตายได้","Mon, 2021-08-30 09:58","http://www.stkc.go.th/node/3588","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," แทบจะทุกๆคนทั้งผู้ใหญ่และเด็ก  คงจะรู้จัก และ เคยเห็นคางคกกันมาแล้ว    คางคกจัดเป็นสัตว์ครึ่งบกครื่งน้ำ  เช่นเดียวกับ พวก  กบ   เขียด  อึ่งอ่าง  หรือ ตะปาด   คางคกจัดอยู่ในวงศ์ (Family) บูโฟนิดี (Bufonidae)   คางคกทุกชนิด จัดอยู่ใน Genus Bufo พบทั่วทุกภาคของประเทศไทย   \r\n \r\n คางคกชนิดที่พบมากทั่วทุกภาคในฤดูฝน  คือชนิด  Bufo  melanostictus    หรือที่เรียกกันทั่วๆไปว่า  คางคกบ้าน    ลักษณะของคางคก คือ  มีผิวหนังที่ขรุขระ  เป็นตะปุ่ม ตะป่ำ  ใหญ่บ้าง เล็กบ้างทั่วทั้งตัว  โดยเฉพาะมีมากทางด้านหลัง   มีขนาดความยาวจากจมูกถึงก้น  ประมาณ   10  เซนติเมตร   ส่วนที่พบทางภาคใต้ของประเทศไทย  จะมีขนาดที่ใหญ่กว่ามาก  มความยาวประมาณ  22  เซนติเมตร     ชอบอาศัยอยู่ตามพื้นดิน  ชอบหลบซ่อนตัว  อยู่ใต้ก้อนหิน   ขอนไม้  ตามซอกหรือโพรงในดิน  ฯลฯ   มีนิสัยชอบออกหากินในเวลากลางคืน  กินแมลง หรือสัตว์เล็กๆ  หนอน   เป็นอาหาร\r\n\r\n \r\n\r\nสารพิษจากคางคก\r\n \r\n คางคกมีต่อมพิษข้างๆหู  เรียกว่า พาโรติด (Parotid gland)  ต่อมนี้จะมีน้ำพิษ  ซึ่งมีสารที่เป็นพิษ    เช่น บูโฟท๊อกซิน (Bufotoxin) บูฟาจินส์ (Bufagins) อะกลูโคน (Aglucons)   และ บูโฟธาลิน (Bufotalins)    นอกจากต่อม พาโรติด แล้ว      ยังพบสารพิษอยู่ในเลือด  ในไข่  ของคางคก  สารพิษเหล่านี้ทนความร้อนได้สูง  อุณหภูมิ  100  องศาเซลเซียส ก็ยังไม่สลายตัว\r\n\r\n \r\n\r\nอาการเป็นพิษ\r\n\r\n ภายหลังจากที่ภายหลังรับประทานคางคกที่มีสารพิษอยู่ด้วย   ต่อมาไม่นาน  จะรู้สึกมีอาการคลื่นไส้    อาเจียน  ปวดท้อง  ท้องร่วง   วิงเวียน  มีอาการสับสน  มองเห็นภาพต่างๆเป็นสีเหลือง  พูดเพ้อ  ง่วงซึม  มีอาการทางจิตประสาท  ชักและหมดสติได้  การหายใจไม่ปกติ ติดขัด\r\n\r\nต่อมาหัวใจจะเต้นช้าลง  เต้นไม่เป็นจังหวะ  เร็วบ้างช้าบ้าง  ขึ้นอยู่กับปริมาณของสารพิษที่รับประทานเข้าไป  ถ้าได้รับสารพิษจำนวนมาก   ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว  และ ตาย ได้ในที่สุด     สำหรับเด็กยังมีความต้านทานในร่างกายน้อยกว่าผู้ใหญ่  อาจจะเสียชีวิตได้เร็วกว่าผู้ใหญ่\r\n\r\n \r\nการป้องกัน\r\n\r\n ควรหลีกเลี่ยงการบริโภคคางคก  ถ้าจะนำคางคกมาบริโภค  จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ  ในการเตรียมเนื้อคางคกอย่างถูกวิธี  เครื่องในและไข่ของคางคกห้ามนำมาปรุงอาหารโดยเด็ดขาด\r\n ถ้าหากเกิดเป็นพิษจากการรับประทานคางคก  และถ้าผู้ป่วยยังไม่อาเจียน  ต้องรีบทำหรือควรกระตุ้นอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อทำให้ผู้ป่วยอาเจียนโดยเร็ว แล้วรีบน้ำผู้ป่วยไปพบแพทย์ หรือ ส่งโรงพยาบาลทันที ข้อเสนอให้คิด ทำไมต้องไปกินคางคกด้วย  ทั้งๆที่ในเมืองไทยมีอะไรให้เลือกกินได้มากมาย\r\n\r\n แหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/515-toad","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1630292336.JPG"],
    [366,3586,"กินไข่ไก่หรือไข่เป็ดดี....","Fri, 2021-08-27 08:42","http://www.stkc.go.th/node/3586","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," ก่อนอื่นจะขอถามก่อนนะครับว่า   วันนี้คุณรับประทานไข่หรือยัง     หรือ  วันนี้คุณรับประทานไข่ไก่หรือไข่เป็ดครับ  เป็นไงครับ   ชักจะสงสัยขึ้นมาแล้วว่า  ไข่ไก่หรือไข่เป็ด   อะไรดีกว่ากัน    ด้วยเหตุนี้เองครับนี้ผมจึงอยากจะมาชี้แจงเรื่องนี้ให้ทราบกันครับ\r\n\r\n  ไข่นับว่าเป็นอาหารที่มีความสำคัญมากและรับประทานกันแพร่หลายทั่วๆไป  เรียกได้ว่าทั่วโลกครับ    ประชาชนทั่วๆไปมักจะพูดกันและรู้จักไข่ในลักษณะอาหารเสริม   บำรุงกำลัง  ผู้ที่ไม่มีแรง  อ่อนเพลีย   หรือผู้ที่เจ็บป่วย   มักถูกญาติมิตร  เพื่อนฝูง แนะนำให้รับประทานไข่บ้าง  อาหารไข่นับว่าเป็นอาหารที่มีประโยชน์และสะดวกในการประกอบอาหารรับประทาน\r\n\r\n  อย่างไรก็ตามจริงๆแล้วเรื่องราวของไข่เกี่ยวกับคุณประโยชน์จริงๆนั้นยังรู้จักกันน้อย  บางครั้งมักจะมีผู้ตั้งคำถามอยู่เสมอว่าไข่ไก่หรือไข่เป็ด  ชนิดไหนมีประโยชน์มากกว่ากัน\r\n \r\n  ความจริงแล้ว   โปรตีนจากไข่ขาวเป็นโปรตีนชั้นดี   ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้แทนเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพของร่างกายได้ทั้งหมด   นับว่าดีกว่าเนื้อสัตว์เสียอีก   ทางการแพทย์บอกว่า  ไข่ขาวสามารถเปลี่ยนเป็นโปรตีนของร่างกายได้เต็ม   100  %    ประชาชนของประเทศส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะสนใจมากนัก   เราควรจะหันมาให้ความสนใจกับการรับประทานไข่ให้มากขึ้นนะครับ   จะเป็นไข่ไก่หรือไข่เป็ดก็ได้  เพราะล้วนแต่ให้ประโชน์ทั้งนั้น\r\n \r\n ในต่างประเทศมักจะไม่ค่อยรับประทานไข่เป็ดกัน  เพราะหาได้ลำบากกว่าไข่ไก่ครับ  จะสร้างโรงเรือนเลี้ยงเป็ดแบบเลี้ยงไก่ก็ทำไม่สะดวกไข่ไก่หรือไข่เป็ดชนิดใดมีคุณค่ามากกว่ากัน  ดีกว่ากัน    ผมมีข้อมูลเป็นตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นดังนี้นะครับ  สำหรับไข่ไก่  1  ฟอง  และ  ไข่เป็ด  1  ฟอง\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/520-eat","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1630028559.png"],
    [367,3582,"ฉลากอาหารบนภาชนะบรรจุอาหาร","Thu, 2021-08-26 07:37","http://www.stkc.go.th/node/3582","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null," ฉลากอาหารบนภาชนะบรรจุอาหาร\r\n\r\nในปัจจุบันนี้ถ้าเราซื้ออาหารสำเร็จตามห้างสรรพสินค้าหรือห้างร้านต่างๆ   อาหารกระป๋อง  เครื่องดื่มกระป๋อง   อาหารกล่อง    นมสด  นมเปรี้ยว  น้ำผลไม้ต่าง  หรืออาหารที่ใส่ซองพลาสติกมีสีลวดลายสวยงาม    เราลองสังเกตดูนะครับ   บนฉลากที่ติดอยู่ที่กระป๋อง   ข้างกล่อง   ข้างซอง  จะมีตัวเลขที่เป็นข้อมูลหลายอย่าง    ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่เราในฐานะเป็นผู้บริโภคจะต้องรู้ และเข้าใจ\r\n\r\n \r\n ฉลากอาหารที่อยู่บนภาชนะบรรจุอาหารโดยทั่วไปนั้น   จะมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับส่วนประกอบของอาหาร  และคุณค่าทางโภชนาการ  เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเลือกซื้อได้อย่างมั่นใจว่าเป็นอาหารที่เหมาะสมตรงตามความต้องการ  คุ้มราคา  อาหารที่ได้มาตรฐานจะมีฉลากที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานคณะกรรมการอาหารและยา  ( อย. )   กระทรวงสาธารณสุข   โดยมีข้อมูลที่แสดงบนฉลากดังต่อไปนี้\r\n\r\n \r\n 1. เครื่องหมายแสดงทะเบียนหรือเลขอนุญาตใช้ฉลากอาหาร จะมีอักษรย่อของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  คือ    อย.   อยู่ติดกับแถบป้ายตัวอักษรย่อ   ซึ่งแสดงสถานภาพของสถานที่ผลิต  และ   ประเภทของอาหาร   เช่นผลิตในประเทศไทยใช้อักษรย่อว่า  “ ผ ”  ตามด้วยอักษร “ นป ”  คือ น้ำปลา   ตามด้วยเลขทะเบียนและปีที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน   รวมแล้วจะเห็นเลขทะเบียนเป็น   อย. ผนป   25 / 2540   ดังนั้นทุกครั้งก่อนที่เราจะตัดสินใจซื้อนะครับ   ควรมองหาแถบป้ายนี้บนฉลาก   เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลบนฉลากถูกต้อง\r\n\r\n 2. น้ำหนักหรือปริมาตรสุทธิ เป็นน้ำหนักหรือปริมาณของอาหาร  ที่ไม่รวมภาชนะบรรจุ  บางกรณีอาจจะเป็นน้ำหนักเฉพาะเนื้ออาหาร  ไม่รวมน้ำ   ตามกฎหมายข้อมูลนี้จะต้องบอกเป็นหน่วยเมตริก   คือ มีหน่วยน้ำหนักเป็นกรัม   หรือมีหน่วยปริมาตรเป็น มิลลิลิตร\r\n\r\n 3. ชื่ออาหาร มีทั้งชื่อตามที่กฎหมายกำหนด  เช่น   นมพร้อมดื่ม และ ชื่อทางการค้า  ส่วนประกอบที่สำคัญ  โดยจะระบุเป็นปริมาณ ร้อยละของน้ำหนัก  และระบุส่วนประกอบอย่างอื่นที่มีการเติมแต่งลงไปเช่น  สารแต่งกลิ่น รส  สารกันบูด  สีผสมอาหาร  เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทราบ\r\n\r\n 4. วัน เดือน ปี ที่ผลิต หรือหมดอายุ อาจจะใช้คำว่า   ผลิต   หรือ  หมดอายุ  โดยทั่วไปอาหารที่มีอายุการเก็บสั้น  เช่น  นมพาสเจอร์ไรส์  มักระบุวันหมดอายุ    ส่วนที่มีอายุการเก็บนาน เช่น  อาหารกระป๋อง  มักจะระบุวันที่ผลิต   ถ้าพบว่ามีอายุเกิน  2  ปี ขึ้นไป  ก็ไม่ควรซื้อ\r\n\r\n 5. ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิตหรือผู้บรรจุ ถ้าเป็นอาหารนำเข้าต้องระบุประเทศผู้ผลิต\r\n\r\n 6. คำแนะนำในการเก็บรักษา เช่น  ต้องเก็บไว้ในตู้เย็น\r\n\r\n ต่อไปเวลาจะซื้ออาหารสำเร็จ ลองสำรวจดูาหารกล่อง  กระป๋อง  ซองพลาสติกที่ท่านซื้อมา  มีข้อมูลบอกเกี่ยวกับอะไรบ้าง   ควรอ่านและศึกษาให้ละเอียด  ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับเราที่เป็นผู้บริโภค    ที่จริงเรื่องนี้ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่เราควรจะต้องทราบ  เพราะมีประโยชน์สำหรับทุกๆคน  สิ่งนั้นก็คือ ข้อมูลโภชนาการ \r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-biology/item/521-label","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1629938594.png"],
    [368,3577,"คุณค่าทางโภชนาการของมะละกอ","Wed, 2021-08-25 08:59","http://www.stkc.go.th/node/3577","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"คุณค่าทางโภชนาการของมะละกอ\r\n\r\nเรามารู้จัก มะละกอ ให้มากขึ้น        ที่จริงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง  แต่ก่อนที่จะพูดรายละเอียดต่างๆของมะละกอ   เรามาดูประวัติของมะละกอกันก่อน\r\n\r\nมะละกอเป็นไม้ผลที่ปลูกกันมาเป็นเวลาช้านานแล้ว   เดิมทีเป็นไม้ผลพื้นเมืองในเขตร้อนของทวีปอเมริกา  ตามแถบชายฝั่งของประเทศเมกซิโก   และต่อมาได้มีการแพร่กระจายมายังประเทศต่างๆในทวีปเอเชีย   โดยนักเดินเรือชาวปอร์ตุเกส และ ชาวสเปน  เมื่อประมาณ  พ.ศ.   2143 หรือ ร้อยกว่าปีมาแล้ว  และก็ได้กลายมาเป็นไม้ผลที่นิยมรับประทานกันมากในหลายๆประเทศในทวีปเอเชีย\r\n\r\n มะละกอมีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปตามแต่ละท้องถิ่น  เช่น  ทางภาคเหนือ  เรียกกันว่า  มะก๊วยเต้ด   ก๊วยเต้ด  มะก๊วยเทศ  หมากซางพอ    ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  หรือภาคอืสาน  เรียกว่า   หมักหุ่ง    บักหุ่ง  บักกอ    ภาคใต้เรียกว่า   ลอกอ    แตงต้น   ก้วยลามาเต๊ะ   เห็นไมครับ  มะละกออย่างเดียวเรียกกันตั้งหลายชื่อ\r\n\r\n \r\n\r\nลักษณะของมะละกอ\r\n\r\nลำต้น มะละกอจัดเป็นพืชล้มลุก    มีอายุสั้น   ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน  มีน้ำมาก   ลำต้นเปราะ หักง่าย   เมื่อถูกลมพัดแรงๆ  สูงประมาณ     1.5  -  6    เมตร\r\n\r\nใบ เป็นใบเดี่ยวเกิดอยู่ตรงส่วนยอดของลำต้น   ใบมีขนาดใหญ่ลักษณะเป็นแฉกๆหรือเป็นหยักๆ   7  -  11  แฉก\r\n\r\nดอก ดอกมีลักษณะพิเศษ   ตามที่ผมตั้งใจจะพูดในวันนี้ครับ   ดอกมะละกอแบ่งออกได้ดังนี้\r\n\r\n1. ดอกตัวผู้ คือต้นมะละกอต้นนี้จะมีเฉพาะดอกตัวผู้ล้วนๆ  และต้นชนิดนี้ชาวสวนเรียกกันว่าต้นตัวผู้   ลักษณะของดอกตัวผู้จะออกเป็นช่อ   ช่อหนึ่งๆมีหลายดอก  มีก้านดอกยาว  อาจจะยาวประมาณ  1  -  3  ฟุต   ต้นตัวผู้ไม่มีลูกครับ   แต่ชาวสวนจะไม่โค่นทิ้ง   จะต้องเก็บไว้ให้แมลงมาตอมและพาเอาละอองเกสรตัวผู้  ไปผสมกับดอกตัวเมียต่อไป\r\n\r\n2.  ดอกตัวเมีย คือต้นมะละกอต้นนี้จะมีเฉพาะดอกตัวเมียล้วนๆ  และต้นชนิดนี้ชาวสวนเรียกกันว่าต้นตัวเมีย  ลักษณะของดอกตัวเมีย มีขนาดใหญ่   ยาวประมาณ  2  -  2.5   นิ้ว   มีก้านดอกสั้น  เจริญติดอยู่กับฐานของก้านใบ   อาจออกเป็นดอกเดี่ยว  หรือมี   2  -  3   ติดเป็นกระจุก   บางพันธุ์อาจจะมีมากกว่า   10   ดอก  เพื่อได้รับการผสมพันธ์จากละอองเกสรตัวผู้   ก็จะเจริญเป็นผล  มากกว่า   10    ผล\r\n\r\n3.  ดอกกระเทย เป็นดอกสมบูรณ์เพศ   มีทั้งเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน  ดอกมีก้านสั้นติดอยู่กับง่ามของก้านใบ  ซึ่งหลายๆคนอาจจะไม่ทราบว่า  มะละกอมีดอกตั้ง  3    แบบ ผล โดยทั่วๆไปผลมีลักษณะกลมป้อม  จนถึงลักษณะกลมรียาว   เมื่อยังดิบ  เนื้อมีสีขาว  ส่วนผลที่สุกจะมีเนื้อสีส้ม  หรือ ส้มแดง  ใช้รับประทานเป็นผลไม้\r\n\r\n \r\n\r\nคุณค่าทางอาหาร มะละกอสุก   100      กรัม   ประกอบด้วย\r\n\r\nพลังงาน               23           กิโลแคลอรี      เหล็ก                    0.5        มิลลิกัม\r\n\r\nเส้นใย   กาก        1.3             กรัม              วิตามิน บี 1       0.5        มิลลิกรัม\r\n\r\nแคลเซี่ยม             13           มิลลิกรัม         วิตามิน บี 2             0.2        มิลลิกรัม\r\n\r\nฟอสฟอรัส            13           มิลลิกรัม         วิตามิน  ซี              34         มิลลิกรัม\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1629856773.png"],
    [369,3569,"จะกินกะปิอะไรดี แท้ หรือ ใส่สี","Tue, 2021-08-24 08:01","http://www.stkc.go.th/node/3569","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"จะกินกะปิอะไรดี แท้ หรือ ใส่สี\r\n\r\nเราทุกคนคงจะรู้จักและคุ้นเคยกับกะปิ เนื่องจากกะปิเป็นของคู่กันกับครัวเรือนของคนไทย และเคยรับประทานกันมาแล้ว โดยนำมาประกอบอาหาร เช่น แกงเผ็ด แกงคั่ว แกงเลียง เป็นต้น จะต้องใช้กะปิใส่ลงไปด้วย กะปิที่ขายกันในท้องตลาดหรือตามร้านค้าต่าง ๆ ปัจจุบันนี้มีอยู่ 2 ประเภท คือ\r\n 1. กะปิที่ทำมาจากเคยหรือกะปิแท้ กะปิแท้ทำมาจากตัวเคย เป็นจำพวกกุ้งทะเลตัวเล็ก ๆ ชาวประมงเรียกว่าตัวเคย การทำก็คือนำตัวเคยมาหมักกับเกลือเม็ด ในอัตราส่วน ตัวเคย 15 กิโลกรัมต่อเกลือเม็ด 1 กิโลกรัม จะไม่ใช้เกลือป่น ต้องใช้เกลือเม็ด ก็เพื่อให้เกลือเม็ดค่อย ๆ ละลายแทรกอยู่ในเคย กองหมักไว้ 1 คืน และนำไปตากแดด จนกว่าจะแห้งเรียกว่าแห้งพอหมาดๆ นำไปบดให้ละเอียด ถ้าตัวเคยที่นำมาหมักนั้น ยังใหม่และสด กะปิที่ได้ก็จะมีสีสวย ไม่มีสีคล้ำ แต่บางครั้งตัวเคยที่นำมาทำนั้นไม่สด สีกะปิที่ได้จะไม่สวยดูเป็นสีคล้ำมาก (ออกแกมม่วงดำหรือแดงเข้ม) จึงมีการนำสีมาใส่ลงไปเพื่อให้กะปิมีสีสวย ไม่คล้ำ สีค่อนข้างจะสดเห็นได้ชัดและสีที่ใช้บางครั้งเราที่เป็นผู้บริโภคก็ไม่ทราบว่าผู้ผลิตใช่สีอะไร หรือใส่สารกันบูดลงไปด้วย ซึ่งป็นอันตรายสำหรับผู้บริโภค\r\n 2. กะปิที่ทำมาจากปลา เป็นการนำเนื้อปลาต่าง ๆ รวม ๆ กัน ร้อยละ 70 ผสมกับเกลืออีกร้อยละ 30 นำไปบดหมักทิ้งไว้ 2 – 3 วัน แล้วนำไปตากแดดจนแห้งหมาด ๆ นำมาบดอีกครั้งจนละเอียด ก็จะได้กะปิปลา สีของกะปิชนิดนี้จะมีสีคล้ำค่อนข้างดำ ดูแล้วไม่น่ารับประทาน ดังนั้นผู้ผลิตจะนำมาปรุงแต่งด้วยสี และมีส่วนประกอบอื่น ๆ อีก เช่น แป้งมัน แป้งข้าวเจ้า เพื่อพยายามให้ดูคล้ายกับกะปิที่ทำจากตัวเคย แต่ถ้าพิจารณาให้ดีก็จะเห็นข้อแตกต่างกัน กะปิปลาเนื้อละเอียด แต่กะปิแท้เนื้อหยาบ ๆ บางครั้งมองเห็นตัวเคยอยู่ด้วย การทำกะปิบางแห่งมีการใส่สีลงไปด้วย กะปิที่ใส่สีมักจะเป็นกะปิที่มีสีคล้ำออกม่วงดำหรือแดงเข้ม ผู้ผลิตต้องการที่จะอำพรางผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเป็นกะปิแท้ และสีที่ใส่เป็นสีที่ไม่อนุญาตให้ใส่ในอาหาร ซึ่งนับว่าเป็นการฝ่าฝืนประกาศของกระทรวงสาธารณสุข และยังไม่ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคด้วย ต่อไปถ้าจะซื้อกะปิก็ขอให้พิจารณาให้ละเอียดรอบคอบว่าเป็นกะปิแท้ หรือ กะปิใส่สี","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1629766882.png"],
    [370,3566,"เกลือและโซเดียม","Mon, 2021-08-23 11:07","http://www.stkc.go.th/node/3566","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"สารเคมีชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในครัวทั่ว ๆ ไป  นั่นก็คือเรื่องของ เกลือและโซเดียม หรือพูดกันทั่ว  ไป ว่า เกลือแกง นั่นเอ  ซึ่งจัดเป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่ใช้ในการปรุงรสอาหาร  ใช้ถนอมอาหารได้ครับ  องค์การอนามัยโลกกำหนดปริมาณเกลือสูงสุดที่คนเรารับประทาน  ไว้ที่วันละ 6 กรัม แต่จากการสำรวจพบว่าคนไทย  รับประทานเกลือ  ประมาณวันละ 7 กรัม  แพทย์และนักโภชนาการศึกษาพบว่าการบริโภคเกลือมากเกินความต้องการจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง ซึ่งจะนำไปสู่การเป็น โรคหลอดเลือดสมองแตก  โรคหัวใจ  และไตวายได้ในที่สุด\r\n\r\n\r\n  เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายจำเป็นต้องได้รับธาตุโซเดียม   ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเกลือ เพื่อทำหน้าที่ได้ตามปกติ  โซเดี่ยมจะควบคุมความสมดุลของของเหลวในร่างกายและรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ     ยังช่วยการทำงานของประสาทและกล้ามเนื้อ      รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจ  ตลอดจนการดูดซึมสารอาหารบางอย่างในลำไส้เล็ก\r\n\r\n ร่างกายคนเราสามารถเก็บรักษาโซเดียมที่สะสมไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์  นักวิจัยพบว่าคนที่กินอาหารที่มีเกลือต่ำจะมีเกลือในเหงื่อและปัสสาวะน้อยกว่าผู้อื่น  เพราะร่างกายปรับตัวและหยุดขับถ่ายโซเดี่ยมได้ในเวลาอันรวดเร็ว  ดังนั้นผู้ที่เสียเหงื่อมาก ๆ ไม่ว่าเพราะอากาศร้อนหรือออกกำลังกายก็ตาม  ควรดื่มน้ำมาก ๆ เพราะน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุด ไม่ควรทดแทนด้วยการกินเกลือเพิ่ม              \r\n\r\n \r\n  ร่างกายของคนเราในวัยผู้ใหญ่    ควรได้รับโซเดียมในประมาณไม่ต่ำกว่า   วันละ 0.23 กรัม (230 มิลลิกรัม)  ซึ่งมีอยู่ในเกลือ 0.57 กรัม หรือประมาณ 1 ใน 10 ของ 1 ช้อน เด็กไม่สามารถขับถ่ายโซเดียมได้ดีเท่ากับผู้ใหญ่  จึงเสี่ยงต่อการมีโซเดี่ยมสะสมในร่างกายมากเกินไป  ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ (Dehydration) ได้อย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรเติมเกลือในอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก  ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป   สำหรับทารกนั้นต้องปฏิบัติตามประกาศของกระทรวงสาธษรณสุขอย่างเคร่งครัด  และต้องไม่มีการเติมเกลือหรือสารประกอบโซเดี่ยมใด ๆ เลย\r\n \r\n\r\n  ผู้ใหญ่ ต้องการเกลือแต่ก็ในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น  เพราะร่างกายไม่สามารถทนร้อนรับเกลือในปริมาณมาก ๆ ได้  การบริโภคเกลือมากเกินจะทำให้ร่างกายขับถ่ายแคลเซียมมากขึ้น  จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน       อาหารหลายชนิดมีเกลือ “ซ่อนเร้น”  อยู่เสมอ     เช่น  ขนมปัง ธัญพืชพร้อมบริโภค  และขนมกรุบกรอบทั้งหลาย วิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยลดการบริโภคเกลือลงคือ  พยามยามใช้เกลือ(น้ำปลาหรือซีอิ้ว) ให้น้อยลงในการประกอบอาหารหรือเหยาะใส่เวลากิน  ยกตัวอย่างน้ำต้มผัก  เราไม่จำเป็นต้องเติมเกลืออีก  เพราะจะไปลดความหวานตามธรรมชาติของผักได้\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/505-sodium-salt","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1629691661.JPG"],
    [371,3558,"\"กระวาน\" เครื่องเทศที่มีเสน่ห์","Fri, 2021-08-20 09:10","http://www.stkc.go.th/node/3558","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"\"กระวาน\" เครื่องเทศที่มีเสน่ห์\r\n\r\nเครื่องเทศ นับว่าเป็นพืชที่มีเสน่ห์มากชนิดหนึ่ง ที่ชาวยุโรปหรือชาวฝรั่งชื่นชอบมากตั้งแต่โบราณมาแล้ว ที่นักเดินเรือชาวฝรั่งจะแล่นเรือมาทางตะวันออกคือประเทศทางทวีปเอเชีย เพื่อมาหาเครื่องเทศนำกลับไปประเทศของตัวเอง\r\n\r\n\r\nกระวาน เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมของชาติตะวันตกกันมากตั้งสมัยโบราณมาแล้ว ก่อนที่จะพูดถึงคุณประโยชน์ต่าง ๆ ของกระวานนะ  เรามาทำความรู้จักกระวานกันก่อน กระวาน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า อะโมมัม เครอวานฮ์ (Amomum krervanh Pierre) จัดเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า เหง้า ก้านใบที่มีลักษณะเป็นกาบหุ้มซ้อนกันแน่นหนาแข็งแรง มีความสูงประมาณ 3 เมตร ใบเรียงสลับกัน แผ่นใบเรียวแหลม ใบยาวประมาณ 12 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ ดอกกระวาน เจริญออกมาจากส่วนเหง้าใต้ดิน โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดินเป็นช่อ กลีบดอกสีเหลืองอ่อน ผลมีลักษณะกลมเป็นพวง เปลือกผิวเกลี้ยง เป็นพู ๆ มีสีออกนวล ๆ ผลกระวานจะแก่ช่วงเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน เมล็ดกระวานมีขนาดเล็กสีน้ำตาลแก่ มีจำนวนมาก ทั้งผลและเมล็ดมีกลิ่นหอมคล้ายกับการบูร ช่วงเวลาที่ออกดอกจนผลแก่ใช้เวลาประมาณ 5 เดือน กระวานออกดอกให้ผลผลิตเพียงครั้งเดียว แล้วก็จะตายไป เช่นเดียวกับต้นกล้วย ต้นไผ่ แต่หน่อใหม่ก็จะเจริญโผล่ขึ้นมาแทนและเจริญให้ผลผลิตใหม่ต่อไปอีก\r\n\r\nการใช้ประโยชน์ของกระวาน แบ่งออกเป็น 2 อย่างคือ\r\n1. ใช้ในการประกอบอาหาร นำผลกระวานที่แก่จัดไปตากแห้ง เพื่อใช้เป็นเครื่องเทศครับ ใส่ในน้ำพริกแกงเผ็ด แกงมัสมั่น ฯลฯ ใช้แต่งกลิ่นและสีของอาหารหลายชนิด เช่น ใส่ในเหล้า ขนมปัง เค้ก คุ้กกี้ แฮม ๆ ส่วนผลอ่อนและหน่ออ่อนรับประทานแบบผัก\r\n2. การใช้ประโยชน์ทางยา กระวานมีสรรพคุณทางสมุนไพรได้ทุก ๆ ส่วน ทั้งราก ลำต้น หน่อ เปลือกลำต้น แก่นของลำต้น ใบ ผลแก่ เมล็ด เหง้าอ่อน ใช้แก้ท้องอืด แน่น จุก เสียด ขับเสมหะ รักษาโรคผิวหนัง แก้ลม ท้องเสีย ฯลฯ\r\n\r\n\r\nกระวาน มีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งมีกลิ่นหอม ประกอบด้วย การบูร (Camphor) ไพนิน (Pinene) ไลโมนีน (Limonene) เมอร์ซีน (Myrcene) กระวานที่ปลูกที่จังหวัด จันทบุรี ถือว่าเป็นกระวานที่มีคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทย จึงเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศมาก ราคาสูงกว่ากระวาน จากแหล่งอื่น ๆ เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของชาวจังหวัดจันทบุรี จริงๆ กระวานมีคุณค่าทางอาหารสูงประกอบด้วยสารอาหารและแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น\r\n\r\n\r\n กระวานส่วนที่กินได้ 100 กรัม *\r\n ให้พลังงาน      254.0  กิโลแคลอรี\r\n โปรตีน     9.5  กรัม\r\n ไขมัน      6.3  กรัม\r\n คาร์โบไฮเดรต   39.7  กรัม\r\n แคลเซี่ยม    16.0  กรัม\r\n ฟอสฟอรัส   23.0   มิลลิกรัม\r\n เหล็ก    12.6   มิลลิกรัม\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-biology/item/495-amomum-krervanh-pierre","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1629425441.png"],
    [372,3556,"ชีพจรคืออะไร  ?","Thu, 2021-08-19 08:32","http://www.stkc.go.th/node/3556","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"หลายๆ คนคงเคยรู้จักการจับชีพจรจากการชมภาพยนตร์เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตและคงสงสัยว่าชีพจรคืออะไร การจับชีพจรบอกอะไรกับแพทย์บ้างและมีวิธีการอย่างไร\r\n\r\n     ชีพจรเป็นการขยายตัวและหดตัวของหลอดเลือดแดงส่วนปลาย เป็นจังหวะตามคลื่นความดันที่มาจากหลอดเลือดแดงใหญ่ใกล้หัวใจ สามารถจับได้ทั้งที่ข้อมือ (radial) ข้อพับศอก (brachial) ข้างคอ (carotid) ขาหนีบ (femoral) หลังเข่า (poplitial) และหลังเท้า (pedal pulse) การจับชีพจรโดยปกติ เริ่มที่ข้อมือ วิธีจับชีพจรเราใช้คลำโดยหงายมือผู้ป่วยขึ้น วางนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง ของเราลงบนตำแหน่งของชีพจรตรงข้อมือ และวางนิ้วหัวแม่มือไว้ทางด้านหลังข้อมือของ ผู้ป่วย \r\n\r\n การวัดชีพจร    กดปลายนิ้ว ลงบนข้อมือด้วยแรงพอประมาณ จนรู้สึกถึงการเต้นของชีพจร หลังจากนั้น จึงนับชีพจร การจับชีพจรจะช่วยบอก \r\n       ก. อัตราการเต้นของหัวใจกี่ครั้ง/นาที \r\n       ข. จังหวะการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอหรือไม่ \r\n       ค. ชีพจร 2 ข้างเท่ากันหรือไม่ \r\n       ง. ลักษณะของชีพจร \r\n\r\n     ในรายที่มีชีพจรสม่ำเสมอ ปกติเราใช้นับจำนวนชีพจรใน 15 วินาที และคูณ 4 จะเป็นอัตราการเต้นของหัวใจต่อนาที ปกติจะอยู่ระหว่าง 60-100 ครั้ง/นาที และจังหวะคงที่สม่ำเสมอ ถ้ามากหรือน้อยกว่านี้ หรือไม่สม่ำเสมอถือว่าผิดปกติ \r\n\r\n     การตรวจชีพจรร่วมกับการฟังเสียงหัวใจและการตรวจร่างกายอื่นๆ ประกอบกับประวัติความเจ็บป่วยที่สัมภาษณ์ได้ ช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคต่างๆ และเลือกส่งตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ ตามความเหมาะสม ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1629336737.png"],
    [373,3553,"เข็มฉีดวัคซีน เมื่อใช้แล้วไปไหน ?","Wed, 2021-08-18 11:40","http://www.stkc.go.th/node/3553","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"         ในสถานการณ์ปัจจุบัน การระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน รวมถึง การดำเนินชีวิตประจำวัน ปัจจุบัน วัคซีนถูกพัฒนาและนำไปใช้เพื่อเป็นการลดการระบาดและความรุนแรงของอาการเมื่อเกิดการติดเชื้อ การฉีกวัคซีนจึงกลายเป็นความหวังที่ทำให้เศรษฐกิจในประเทศฟื้นกลับมาอีกครั้ง และประชาชนก็จะได้กลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ อย่างไรก็ตาม หลาย ๆ คนอาจทราบถึงข้อมูลและประโยชน์ของวัคซีนมาบ้างแล้ว แต่หลาย ๆ คน อาจจะยังไม่รู้ว่าเข็มฉีดวัคซีนที่เราใช้ฉีด เมื่อใช้งานเสร็จแล้วจะต้องนำไปกำจัดอย่างไรให้ปลอดภัยและไม่แพร่กระจายเชื้อ\r\n\r\n          เข็มที่เราใช้ฉีดวัคซีนหรือเข็มฉีดยานั้น ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มขยะติดเชื้อ หรือขยะทางการแพทย์ ซึ่งเป็นขยะที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่ ถ้ามีการสัมผัสกับขยะติดเชื้อก็อาจมีความเสี่ยงให้เกิดโรคติดเชื้อต่าง ๆ ได้ เช่น โรคตับอักเสบ โรคระบบทางเดินหายใจ หรือแม้แต่โรคเอดส์รวมทั้งการเกิดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อโรคทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องมีการกำจัดอย่างถูกวิธี เมื่อใช้งานเสร็จแล้ว ก็จะต้องถูกทิ้งลงในถังขยะประเภทขยะติดเชื้อ (ถังขยะสีแดงที่เราเห็นตามโรงพยาบาล หรือตามสถานพยาบาล) โดยขยะติดเชื้อที่มีวัสดุมีคมจะต้องทิ้งลงในกล่องหรือถังที่มีความแข็งแรงป้องกันต่อการทะลุและจะต้องปิดฝาให้แน่นสนิทเพื่อความปลอดภัย ส่วนขยะติดเชื้อที่ไม่มีวัสดุมีคมจะต้องทิ้งลงในถุงสีแดงที่มีความทนทานต่อสารเคมีและจะต้องมัดปากถุงให้แน่นก่อนการขนย้าย เพื่อนำไปกำจัดในขั้นตอนต่อไป\r\n\r\n          ขั้นตอนการทำลายเริ่มต้นจากการกำจัดเชื้อปนเปื้อน ซึ่งมีด้วยกันสองวิธี ได้แก่ การเผา และการอบด้วยไอน้ำ หรือการนึ่ง โดยการทำลายเชื้อทั้งสองวิธีนี้ต้องดำเนินการตามเกณฑ์มาตราฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดเพื่อให้สามารถทำลายเชื้อได้ทั้งหมด หลังจากนั้นจึงจะถูกนำไปกำจัดต่อเหมือนขยะมูลฝอยทั่วไป โดยการกำจัดขยะติดเชื้อส่วนใหญ่จะถูกนำไปเผาที่อุณหภูมิประมาณ 700 – 1,000 องศาเซลเซียส ซึ่งส่วนของขี้เถ้าที่มีส่วนประกอบของโลหะ อาจถูกนำกลับมาใช้ใหม่ได้ นอกจากนั้นในบางพื้นที่ที่มีปริมาณขยะมูลฝอยอยู่มากสามารถที่จะนำพลังงานความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้มาใช้ในการผลิตไอน้ำ หรือผลิตกระแสไฟฟ้ามาใช้ในครัวเรือนได้อีกด้วย\r\n\r\n         อย่างไรก็ตามในปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกมีพัฒนาวัคซีนออกมาเป็นจำนวนหลายล้านโดส ที่จะนำมาฉีดให้กับประชาชน ลองคิดกันดูว่า หากหนึ่งคนจะต้องฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโคโรนา (COVID-19) คนละอย่างน้อย 2 โดส แล้วถ้าจำนวนประชากรในประเทศไทยทั้งหมด 70 ล้านคนได้ฉีดวัคซีนกันครบทุกคนล่ะ จะมีขยะติดเชื้อเกิดขึ้นอีกเป็นจำนวนเท่าไหร่ที่จะต้องกำจัด เพราะฉะนั้นพวกเราทุกคนก็ต้องช่วยกันป้องกันตนเอง และปฏิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อทุกคนจะได้ปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของเชื้อ (COVID-19) ในครั้งนี้\r\n\r\nแหล่งที่มา   https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/5102-syringe.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1629261646.png"],
    [374,3545,"อาวุธชีวภาพเป็นไฉน ?","Tue, 2021-08-17 08:56","http://www.stkc.go.th/node/3545","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," ในศตวรรษนี้เทคโนโลยีที่เป็นที่สนใจของสังคม คือ เทคโนโลยีสารสนเทศและเทศโนโลยีชีวภาพ เฉพาะเทคโนโลยีชีวภาพนั้นมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามามีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของคนเรามากขึ้นเรื่อยๆ    ในอนาคตคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร การสาธารณสุข\r\nเทคโนโลยีชีวภาพ หมายถึง การนำเอาสิ่งมีชีวิตหรือชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตมาปรับปรุงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นประโยชน์มากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี  เทคโนโลยีชีวภาพก็เหมือนเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีผู้นำประโยชน์ของเทคโนโลยีไปใช้ในทางลบ เช่น นำเอาสิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตรายต่อพืช สัตว์ โดยเฉพาะมนุษย์มาใช้เป็นอาวุธทำลายล้างกัน ที่เรียกว่าอาวุธชีวภาพ ซึ่งเป็นมหันตภัยที่คุกคามมวลมนุษย์อย่างมาก สิ่งมีชีวิตที่นำมาใช้เป็นอาวุธชีวภาพได้แก่พวกจุลินทรีย์ ที่เป็นเชื้อโรค รวมทั้งชิ้นส่วนของจุลินทรีย์ เช่น สปอร์ หรือเส้นใยของราหรือแบคทีเรีย รวมทั้งพรีออน ( Prion : เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดโรคที่ไม่ใช่เซลล์และไม่มีสารพันธุกรรมมีแต่โปรตีน) และสารพิษที่สกัดจากสิ่งมีชีวิต \r\n\r\n   ในอดีตมีการนำจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคมาใช้เป็นอาวุธชีวภาพมานานแล้วแต่เป็นการผลิตตามธรรมชาติ ในปัจจุบันมีการพัฒนาเทคโนโลยีในการผลิต ทำให้ผลิตได้รวดเร็ว ก่อให้เกิดโรคที่แตกต่างจากลักษณะของโรคที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตรายที่มีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม และระบาดหรือแพร่กระจายในวงกว้าง จุลินทรีย์บางชนิดอาจสร้างสารพิษได้ไม่มากเท่าไร แต่ถ้ามีการนำเทคโนโลยีชีวภาพทางด้านพันธุวิศวกรรมมาใช้ จุลินทรีย์ชนิดนั้นจะสามารถผลิตสารพิษได้มากขึ้น หรือทนต่อสภาพแวดล้อมมากขึ้น เมื่อนำไปใช้เป็นอาวุธก็จะเกิดความรุนแรงอย่างมากหรือดื้อต่อยาต้านจุลชีพ หรือการให้วัคซีนไม่ได้ผล ส่วนใหญ่จะแพร่กระจายได้ดีสมบัติจะเปลี่ยนไปจากเดิม ยากต่อการจำแนกและรักษา \r\n\r\n    จุลินทรีย์ที่จะใช้เป็นอาวุธชีวภาพควรมีลักษณะอย่างไร ?\r\n\r\nคำตอบคือ ต้องทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและมีผลกระทบต่อมนุษย์ หรือมีผลต่อมนุษย์โดยตรง นอกจากนี้ยังต้องผลิตง่าย ต้นทุนต่ำ มีความคงทนในการผลิตและในการเก็บรักษา เก็บไว้ได้นาน กลายพันธุ์ยาก มีความสามารถในการแพร่กระจายสูง และมีระยะฟักตัวสั้น ทนต่อสภาพแวดล้อม ใช้ปริมาณน้อยแต่มีพิษร้ายแรง นอกจากนี้ต้องมีคุณสมบัติเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง เช่น โรคแอนแทรกซ์ ถ้าเข้าสู่ร่างกายทางเดินหายใจก็จะทำให้เกิดโรคที่ปอด แต่ถ้าเข้าทางผิวหนังก็จะเกิดอาการทางผิวหนัง ถ้าเข้าทางเดินอาหารก็จะเกิดอาการในกระเพาะอาหารและลำไส้ เชื้อโรคที่ใช้เป็นอาวุธชีวภาพ เช่น โรคแอนแทรกซ์ หรือโรคกาลี ไข้ทรพิษ ไทฟอยด์ กาฬโรค ไวรัสไข้เลือดออก โรคทูลารีเมีย ฯลฯ สารพิษที่ใช้เป็นอาวุธชีวภาพ เช่น สารพิษบอทลึซึม \r\n\r\n   ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างอาวุธชีวภาพสัก 2 - 3 ชนิด\r\nAntrax หรือโรคกาลี เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เป็นรูปแท่ง ทำให้เกิดโรคระบาดในสัตว์ส่วนใหญ่เป็นสัตว์กินหญ้า เช่น โค กระบือ และติดต่อมาถึงคน เมื่อคนสูดลมหายใจเอาสปอร์ของ เชื้อโรคนี้ที่อยู่ในอากาศเข้าไปสัมผัสหรือกินสัตว์ที่เป็นโรคนี้ ถ้าเข้าสู่ทางเดินอาหารจะทำให้อุจจาระร่วง อาจจะถ่ายออกมาเป็นเลือด ถ้าเข้าทางเดินหายใจจะทำให้เกิดปอดบวม หายใจไม่ออก ถ้าเข้าทางผิวหนัง ผิวหนังจะเป็นแผล \r\n\r\n\r\n1. Information Paper - Anthrax as a Biological Warfare Agent\r\nSmallpox หรือไข้ทรพิษ เป็นเชื้อไวรัสที่อยู่ในสภาพแห้งหรืออุณหภูมิได้นาน ถ้าผู้อ่านมีอายุประมาณ 40 - 50 ปี คงจำได้ว่า จะมีการฉีดวัคซีนให้แก่นักเรียนตามโรงเรียนต่างๆ ซึ่งนักเรียนทุกคนต้องฉีดวัคซีน เพื่อป้องกันไข้ทรพิษ แต่ในปี พ.ศ. 2523 ก็มีการหยุดฉีดวัคซีนกัน เนื่องจากองค์การอนามัยโลกประกาศว่าไข้ทรพิษหมดไปจากโลกนี้แล้ว โรคนี้พวกเรากลัวกันมาก เพราะเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ ทำให้เกิดตุ่มนูนแดงทั่วตัวต่อมาตุ่มจะใสแล้วเป็นหนอง ถ้าเชื้อโรคนี้เข้าสู่กระแสเลือดจะกระจายไปทั่วร่างกายก็จะตายได้ \r\n\r\n\r\n2. Smallpox as a Biological Weapon: Medical and Public Health Management\r\nBotulism เป็นแบคทีเรียรูปแท่ง สามารถสร้างสารพิษที่มีผลต่อระบบประสาททำให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ ติดต่อกันได้ทางการกินและบาดแผล เช่น กินอาหารกระป๋องที่มีพิษของแบคทีเรียนี้เข้าไปอาจทำให้ตายได้ พบว่าเพียง 1 กรัม ทำให้คนตายได้ถึง 1.5 ล้านคน \r\n\r\n3. Botulinum Toxin as a Biological Weapon: Medical and Public Health Management\r\nอาวุธชีวภาพมีฤทธิ์และพิษภัยร้ายแรงมากกว่าสารเคมีหลายเท่า เรามอง ไม่เห็น ไม่รู้รส และไม่ได้กลิ่น รับเข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว การป้องกันจึงทำได้ยาก \r\n\r\n   มีผู้กล่าวว่าในอนาคตการต่อสู้กันในรูปแบบสงครามจะลดลง และการต่อสู่กันโดยผู้ก่อการร้ายจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการใช้อาวุธชีวภาพในการก่อการร้าย ประเทศต่างๆ คงจะต้องให้ความสนใจในเรื่องอาวุธชีวภาพมากขึ้นกว่านี้ ถ้าเกิดเหตุการณ์ที่เกิดโรคระบาดอย่างรุนแรง รวดเร็ว กว้างขวาง ต่อชีวิตพืช สัตว์ หรือมนุษย์อาจเป็นไปได้ที่เกิดจากอาวุธชีวภาพ จะต้องมีการสกัดทำลายอย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ ถ้าปล่อยปละหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจจะสร้างความหายนะสุดที่จะคณานับ\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-biology/item/378-biotechnology","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1629165362.png"],
    [375,3543,"ข้อระวังการบริโภควุ้นเส้น","Mon, 2021-08-16 07:24","http://www.stkc.go.th/node/3543","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"อาหารที่เรารู้จักกันดีและคุ้นเคยกันมาแล้ว  คือ วุ้นเส้น เคยรับประทานวุ้นเส้นกันมาแล้ว แต่ทราบไหมว่าวุ้นเส้นนั้นเขาทำมาจากอะไร  กรรมวิธีการทำปลอดภัยแค่ไหน  น่าคิด...\r\n\r\nวุ้นเส้นเป็นอาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรตที่ทำมาจาก  แป้งถั่วเขียวเป็นอาหารแห้งชนิดหนึ่งที่มีลักษณะเป็นเส้นยาวใส  ไม่มีสี  มีขายทั่วไปในท้องตลาด  ใช้บริโภคเป็นอาหารประจำวันของประชากรในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  วุ้นเส้นเป็นอาหารที่เริ่มแพร่หลายเข้ามาในเมืองไทย  โดยชนชาติจีนเป็นผู้นำเข้ามา\r\n\r\n \r\n ปัจจุบันนี้วุ้นเส้นและวุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูป  วุ้นเส้นได้รับความนิยมมากและเป็นอาหารมีราคาแพง  เพราะนำมาทำอาหารได้ทั้งจืดและเผ็ด  นอกจากนี้แม่บ้านในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้จำเป็นต้องอาศัยเครื่องปรุงสำเร็จรูปมากขึ้น  จึงได้หันมาบริโภควุ้นเส้นกันมากขึ้น  เพราะวุ้นเส้นเป็นอาหารที่เก็บได้นาน  วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูป  เป็นวุ้นเส้นที่ใส่ซอง  มีเครื่องปรุงต่าง ๆ เช่น  กระเทียมเจียว  น้ำมัน  เครื่องปรุงอื่น ๆ บรรจุอยู่ในซองไว้พร้อม  ก่อนรับประทานนำไปใส่ในน้ำร้อนแช่ไว้ครู่หนึ่ง  ก็รับประทานได้ทันทีนับว่าสะดวกดี\r\n\r\n สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  กระทรวงอุตสาหกรรม  ได้กำหนดมาตรฐานการผลิตไว้ด้วยครับ  และได้ให้ความหมายของวุ้นเส้นไว้ว่า  หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากแป้งถั่วเขียวอย่างเดียว  หรือแป้งถั่วเขียวผสมกับแป้งบริโภคอื่น ๆ นำมาทำเป็นเส้นให้สุกแล้วทำให้แห็ง\r\n\r\n ขั้นตอนการผลิตของแต่ละโรงงานมีหลักการใหญ่ ๆ เหมือนกัน  แต่ขั้นตอนปลีกย่อยจะแตกต่างกันไปบ้าง  โดยเฉพาะวุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปเป็นซอง  เครื่องปรุงแต่ละบริษัทจะแตกต่างกันไปบ้าง  การผลิตวุ้นเส้นเมื่อได้แป้งออกมาและทำให้เป็นเส้น  ไอกำมะถันที่ใช้  เช่น  แก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์  โซเดียมหรือโปแตสเซี่ยมซัลไฟต์  วุ้นเส้นที่มีความชื้นสูงดูดซับเอาไอกำมะถันไว้ได้มากกว่าวุ้นเส้นที่มีความชื้นต่ำ  ถ้าบริโภควุ้นเส้นที่มีกำมะถันไปนาน ๆ จะเป็นโรคกระเพาะอาหาร  ปวดท้อง  จุกเสียด  แน่นเฟ้อ  ประสิทธิภาพการย่อยอาหารจะลดลง\r\n\r\n ตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม  มีกำหนดมาตรฐานไว้ว่า  ในวุ้นเส้นมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่เกิน 45 มิลิกรัมต่อกิโลกรัม  ส่วนวุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูป  มีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่เกิน 30 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม\r\n\r\nที่น่าเป็นห่วงก็คือ สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรมพบได้เก็บตัวอย่างวุ้นเส้นและวุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปในท้องตลาดมาวิเคราะห์หาปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ โดยใช้ชนิดวุ้นเส้นจากถั่วเขียว 100% จาก 53 ตัวอย่าง  มีซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกำหนดมาตรฐานอยู่ร้อยละ 15% ของตัวอย่าง\r\n\r\n วุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปโดยใช้ถั่วเขียว  ผสมแป้งจาก 25 ตัวอย่างมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกำหนดมาตรฐานอยู่ร้อยละ 72.0 ของตัวอย่าง  ซึ่งจะเห็นว่าวุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์ตกค้างอยู่เกินกำหนดมาตรฐานค่อนข้างมาก\r\n\r\nซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงถึงสุขภาพของผู้บริโภควุ้นเส้นเป็นประจำนาน ๆ  อาจจะได้รับอันตรายจากสารตกค้างดังกล่าว\r\n\r\n ในปัจจุบันมีผู้นิยมบริโภคอาหารวุ้นเส้นกันมาก  จึงมีข้อแนะนำก่อนบริโภค  ควรนำวุ้นเส้นไปแช่น้ำ 15 นาที  และต้องให้เดือดเป็นเวลา 3 นาที  ซึ่งเป็นเวลาที่ใช้กันทั่ว ๆ ไป  ก็จะลดปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ได้ค่อนข้างมาก  เช่น  วุ้นเส้น 1 กิโลกรัม มีปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 60.8 กรัม  แล้วจากแช่น้ำ 15 นาที  จะเหลือซัลเฟอร์ไดออกไซด์เพียง 21 มิลลิกรัม  และถ้าต้มอีก 3 นาที จะเหลือซัลเฟอร์ไดออกไซด์อยู่เพียง 13.6 มิลลิกรัม  นับว่าลดไปเยอะ\r\n\r\n\r\n แหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/508-noodle","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1629073443.PNG"],
    [376,3538,"มารู้จัก \"ความเผ็ด\" กันหน่อย ....","Fri, 2021-08-13 09:04","http://www.stkc.go.th/node/3538","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"         เมื่อพูดถึงอาหาร การเพิ่มความเผ็ดเป็นอีกหนึ่งวิธีในการปรุงสูตรอาหารต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเอเชียหรืออาหารแบบผสมผสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารไทย ต่างเป็นที่รู้กันดีว่าอาหารไทยหลายชนิดมักมีรสเผ็ด เช่น แกงส้ม ส้มตำ ต้มยำ น้ำพริก เป็นต้น แต่รู้หรือไหมว่าความเผ็ดนั้นไม่ใช่รสชาติของอาหาร และอาหารเผ็ดแต่ละอย่างก็ยังมีรูปแบบความเผ็ดที่แตกต่างกันด้วย\r\n\r\n          มนุษย์เราสามารถบอกความแตกต่างของรสชาติอาหารที่รับประทานได้ เนื่องจากมีจุดรับสัมผัสอยู่บนลิ้น ทำหน้าที่รับรสต่าง ๆ ได้แก่ รสหวาน รสขม รสเค็ม รสเปรี้ยว และรสอูมามิหรือรสกลมกล่อม จุดรับสัมผัสเหล่านี้เชื่อมต่อกับศูนย์รับรสในสมอง ทำการแปลผลรสชาติของอาหารตามที่จุดรับสัมผัสนั้นถูกระตุ้น ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าบนลิ้นไม่มีจุดรับสัมผัสรสเผ็ดมนุษย์จึงไม่สามารถรับรู้รสเผ็ดได้ ทำให้ความเผ็ดไม่ใช่รสชาติของอาหารเหมือนอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ แต่ความเผ็ดเป็นเพียงแค่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายของเราได้รับสารบางตัวในอาหารเผ็ดเท่านั้น สารดังกล่าวเป็นสารเคมีที่พบตามธรรมชาติในพืชที่ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหาร และสามารถให้ความเผ็ดได้ ซึ่งจะพบมากในกลุ่มพืชที่เป็นเครื่องเทศและสมุนไพร เช่น กระเทียม ขิง ยี่หร่า อบเชย กะเพรา เป็นต้น โดยสารกลุ่มนี้จะเข้าไปกระตุ้นเซลล์ประสาทรับความรู้สึกชนิดที่ตรวจจับความเจ็บปวดที่เกิดจากอุณหภูมิสูงในร่างกายของเราเมื่อเซลล์ประสาทดังกล่าวถูกกระตุ้นก็จะส่งสัญญานไปยังสมอง ทำให้สมองของเรารับรู้และเกิดความรู้สึกเจ็บปวดผสมกับความรู้สึกร้อนขึ้นในบริเวณที่ร่างกายสัมผัสกับสารที่ให้ความเผ็ดนั้น ในพืชแต่ละชนิดจะมีสารที่ให้ความเผ็ดที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีผลทำให้อาหารเผ็ดแต่ละอย่างมีรูปแบบความเผ็ดที่แตกต่างกันด้วย อย่างเช่นสารที่ให้ความเผ็ดในพริก คือ แคปไซซิน(Capsaicin) พริกไทย คือ พิเพอรีน (Piperine) ขิงและข่า คือ จินเจอรอล (Gingerol) สารเคมีทั้ง 3 ชนิดนี้มีลักษณะโครงสร้างขนาดใหญ่และโมเลกุลค่อนข้างหนัก จึงทำให้เกิดการเผ็ดที่บริเวณปากและคอ ในขณะที่สารที่ให้ความเผ็ดในวาซาบิ (Wasabi) มัสตาร์ด (Mustard) และฮอสแรดิช (Horseradish) เป็นกลุ่มสารที่เรียกว่า ไอโซไธโอไซยาเนต (Isothiocyanate) มีลักษณะโครงสร้างขนาดเล็กและโมเลกุลเบากว่า ทำให้สารชนิดนี้เมื่อเข้าไปพบกับความร้อนของร่างกายก็จะเกิดการระเหยและเกิดการเผ็ดที่บริเวณจมูกแทน หากเรารับประทานอาหารเผ็ดเข้าไปในปริมาณมาก ๆ ก็อาจจะทำให้มีอาการเหงื่อออก หน้าแดง น้ำตาไหลตามมา อาการเหล่านี้เป็นผลมาจากร่างกายของเราพยายามจะกำจัดสารเคมีที่ให้ความเผ็ดนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่อาจเป็นอันตรายของร่างกายเรานั่นเอง\r\n\r\n           ความเผ็ดถือเป็นตัวช่วยที่เพิ่มความอร่อยและความกลมกล่อมให้กับอาหาร ทำให้หลาย ๆ คนติดใจ และเสพติดการรับประทานอาหารเผ็ด อย่างไรก็ตามการเลือกรับประทานอาหารประเภทใดประเภทหนึ่งเป็นระยะเวลานานก็อาจส่งผลเสียได้ ดังนั้น เราควรรับประทานอาหารเผ็ดในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดผลกระทบต่าง ๆ ต่อสุขภาพร่างกายของเรา\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/5117-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9C%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1628820350.png"],
    [377,3530,"รู้รักษ์ปะการัง ","Wed, 2021-08-11 08:49","http://www.stkc.go.th/node/3530","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," ในฤดูร้อนของทุกปี มักจะเป็นช่วงที่แดดร้อนแรงสุดๆ จนหลายคนแทบไม่อยากออกจากบ้าน แต่รู้หรือไม่ว่ากิจกรรมยามว่างในฤดูร้อนที่คนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ คือการออกไปเที่ยวทะเล แล้วเราทำอะไรบ้างเมื่อมาที่ทะเล เชื่อว่าคนส่วนมากคงจะเล่นน้ำอย่างสนุกสนานบริเวณชายหาด บ้างก็ถ่ายรูป กินอาหาร จิบเครื่องดื่มเย็นๆ และอีกกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ การออกไปดำน้ำ\r\n\r\n          เมื่อเราดำลึกลงไปใต้น้ำมากเท่าไหร่ แรงดันน้ำก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น สิ่งมีชีวิตที่อยู่ใต้น้ำจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่มีแรงดันอยู่รอบตัวทำให้เราเจอกับสิ่งมีชีวิตที่มีความแปลก และพิเศษเต็มไปหมด\r\n\r\n          สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ สำหรับการลงไปสำรวจใต้น้ำคือ แนวปะการัง (Coral reef) ซึ่งเป็นระบบนิเวศที่มีความซับซ้อนมาก และมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สุดในทะเลในกอปะการังหนึ่งกลุ่ม หรือที่เรียกว่า “โคโลนี” ประกอบไปด้วยสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก โดยเริ่มจากตัวปะการังเอง ที่คอยสร้างโครงสร้างหินปูนอยู่ตลอดเวลาเพื่อใช้ปกป้องร่างกายอันอ่อนนิ่มของตัวเอง สาหร่ายชนิดต่างๆ หอยเปลือกแข็ง ดอกไม้ทะเล ทากเปลือย ปลาขนาดเล็กจนถึงขนาดใหญ่ สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในโคโลนีส่วนมากจะกินแพลงตอนเป็นอาหารและมักจะอยู่แบบพึ่งพาอาศัยกัน เช่น การใช้โครงแข็งของปะการังเป็นที่ยึดเกาะป้องกันการไหลไปกับกระแสน้ำ ปลาขนาดเล็กที่คอยหลบอยู่ในดอกไม้ทะเลเนื่องจากดอกไม้ทะเลมีพิษทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นไม่สามารถเข้าใกล้ได้\r\n\r\n         ทุกวันนี้ ความสวยงามของระบบนิเวศใต้ทะเลนั้นกำลังถูกคุกความทั้งจากภาวะการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่ทำให้น้ำทะเลอุ่นขึ้น ภัยธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับแนวปะการัง เช่นคลื่นยักษ์หรือแผ่นดินไหว แต่ที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายกับท้องทะเลมากที่สุดกลับเป็นการทิ้งขยะลงทะเลโดยฝีมือของมนุษย์เรานี่เอง ฉะนั้น ถ้าอยากมีแนวปะการังสวยๆสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายไว้ศึกษากันนานๆ ต้องช่วยกันอนุรักษ์ท้องทะเล อาจเริ่มจากสิ่งง่ายๆ เช่นการไม่ทิ้งขยะลงทะเลและห้ามคนใกล้ตัวไม่ให้ทิ้งขยะด้วย หากทุกคนร่วมแรงร่วมใจช่วยกัน ท้องทะเลที่สวยงามก็จะอยู่ให้เราได้ชื่นชมและศึกษากันไปอีกนานเท่านาน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1628646573.png"],
    [378,3529,"เทคโนโลยีไบโอเมตริก (Biometric) หรือชีวมิติ","Tue, 2021-08-10 10:57","http://www.stkc.go.th/node/3529","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ในเมื่อโลกไม่เคยหยุดหมุน เทคโนโลยีก็ย่อมไม่เคยหยุดอยู่กับที่เช่นกัน เทคโนโลยีจะถูกพัฒนาไปเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งาน ให้ง่าย สะดวกสบาย และลดปัญหาขั้นตอนที่ยุ่งยาก และยิ่งในช่วงสถานการณ์ที่เกิดโรคระบาด COVID-19 นี้ การออกไปนอกบ้านจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลสำหรับทุกคน แต่เราก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะยังคงต้องทำงาน หรือจับจ่ายใช้สอยข้าวของ อาหาร เพื่อความอยู่รอด ซึ่งปัจจุบันนี้เทคโนโลยีอะไรก็ตามที่ตอบสนองการลดการสัมผัสได้มากที่สุดมักได้รับความนิยม อย่างที่หลายคนกำลังปรับตัวอยู่นั่นคือ การลดการใช้เงินสด และหันไปชำระเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ต้องมีผู้พัฒนาซอร์ฟแวร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ มารองรับ ซึ่งเทคโนโลยีประเภทนี้อาจไม่ได้ใหม่ เพียงแค่ไม่ได้แพร่หลายไปในทุกกลุ่มผู้ใช้งานเท่านั้นเอง\r\n\r\nเทคโนโลยีการใช้ลายนิ้วมือเป็นส่วนหนึ่งของ เทคโนโลยีไบโอเมตริก (Biometric) หรือชีวมิติ เป็นเทคโนโลยีในการพิสูจน์หรือการระบุตัวบุคคล ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์และสามารถเทียบวัดหรือนับจำนวนได้มาผนวกเข้ากับหลักการทางสถิติ เพื่อการแยกแยะหรือจดจำแต่ละบุคคล โดยมีการผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับด้านชีวภาพ ด้านการแพทย์ และใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการประมวลผล\r\n\r\nไบโอเมตริกซ์สามารถแบ่งการยืนยันตัวตนได้ 2 ประเภทคือ\r\n\r\nลักษณะทางกายภาพ (Physiological Biometrics)\r\n• ลายนิ้วมือ Fingerprint\r\n• ลักษณะใบหน้า Facial Recognition\r\n• ลักษณะของมือ Hand Geometry\r\n• ลักษณะของนิ้วมือ Finger Geometry\r\n• ลักษณะใบหู Ear Shape\r\n• Iris และ Retina ภายในดวงตา\r\n• กลิ่น Human Scen\r\nลักษณะทางพฤติกรรม (Behavioural Biometrics)\r\n• การพิมพ์ Keystroke Dynamics\r\n• การเดิน Gait Recognition\r\n• เสียง Voice Recognition\r\n• การเซ็นชื่อ Signature\r\nปัจจุบันได้มีการนำเอาเทคโนโลยีไบโอเมตริกเข้ามาช่วยเหลือในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันการเข้า-ออกเวลาในการทำงาน การตรวจคนเข้าเมือ การเปิด-ปิดอุปกรณ์ และล่าสุดที่ Amazon บริษัทยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมค้าปลีก, อีคอมเมิร์ซ และผู้พัฒนาเทคโนโลยี ได้เปิดตัวเครื่องแสกนชำระเงินรูปแบบใหม่อย่าง Amazon One โดยการใช้เทคโนโลยีการชำระเงินด้วยฝ่ามือ เป็นการเก็บข้อมูลลายมือแล้วนำไปผูกกับข้อมูลบัตรเครดิตที่มีการเก็บข้อมูลของข้อมูลเจ้าของบัตรเรียบร้อยแล้ว ผ่านอุปกรณ์การแสกนฝ่ามือที่สะดวกในการติดตั้งและใช้งานได้ง่าย ทำให้เกิดความรวดเร็วและลดการสัมผัสได้ดี และยังมีปลอดภัย มีความเป็นส่วนตัวมากกว่าทางเลือกอื่น ๆ ของการใช้งานไบโอเมตริก ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีการสแกนม่านตาหรือการจดจำใบหน้า โดยผู้ใช้ไม่สามารถระบุตัวตนของบุคคลได้ด้วยรูปฝ่ามือ และที่สำคัญสามารถเก็บข้อมูลได้ละเอียดเเบบรายบุคคล ซึ่งตอนนี้ Amazon ได้นำรูปแบบการชำระเงินนี้ไปใช้กับเครือข่ายร้านค้าของตัวเอง และยังวางแผนที่จะขายเทคโนโลยีให้กับบริษัทอื่น ๆ ด้วย\r\n\r\nแต่อย่างไรก็ตาม มีผู้ใช้งานบางส่วนมีความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว ซึ่งทาง Amazon ได้แจ้งว่า ข้อมูลฝ่ามือจะเข้ารหัสและจัดเก็บไว้ในพื้นที่ปลอดภัยในระบบคลาวด์ และผู้ใช้ Amazon One ยังสามารถขอให้ลบข้อมูลไบโอเมตริกซ์ของตนได้หลังจากใช้งานไม่ว่าจะผ่านทางอุปกรณ์หรือทางออนไลน์\r\n\r\n “จะดีแค่ไหน หากปัญหาการลืมกระเป๋าตังค์หมดไป เพราะเราสามารถชำระเงินด้วยฝ่ามือ\"\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.nsm.or.th/other-service/666-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-information-technology-museum/5168-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B4-%E0%B8%81-biometric-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%8A%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1628567992.png"],
    [379,3524,"มหัศจรรย์น้ำผึ้ง","Mon, 2021-08-09 08:33","http://www.stkc.go.th/node/3524","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"กว่า 8,000 ปีมาแล้วที่มนุษย์รู้จักและนำน้ำผึ้งมาใช้เป็นสารให้ความหวาน น้ำผึ้งมีสรรพคุณทางยา และมีประโยชน์ต่อสุขภาพจึงทำให้มีการนำน้ำผึ้งมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่หลากหลาย บางคนนิยมรับประทานน้ำผึ้งเพียงอย่างเดียว หรืออาจจะนำน้ำผึ้งมาผสมกับน้ำนมหรือผลไม้ นอกจากนี้น้ำผึ้งมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อนๆ จึงมักนำมาให้เด็กที่มีอาการท้องผูกรับประทาน รวมทั้งยังมีสรรพคุณในการป้องกันหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ด้วย\r\n\r\n\r\nน้ำผึ้งเกิดขึ้นได้อย่างไร…. น้ำผึ้งเป็นน้ำหวานที่ได้จากดอกไม้ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลซูโครส กลูโคส และฟรักโทสเป็นส่วนประกอบหลัก โดยผึ้งงานจะเก็บสะสมน้ำหวานจากดอกไม้ไว้ในรังผึ้ง และผึ้งจะสร้างและปล่อยเอนไซม์ที่ชื่อว่า “invertase” ลงไปในน้ำหวานที่เก็บมาจากดอกไม้ ซึ่งจะทำให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพและโครงสร้างทางเคมีของน้ำหวานจากดอกไม้\r\nเอนไซม์ invertase จะเปลี่ยนน้ำตาลซูโครสซึ่งเป็นไดแซ็กคาไรด์ ให้เป็นน้ำตาลกลูโคสและน้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นมอนอแซ็กคาไรด์ และส่วนหนึ่งของกลูโคสที่มีอยู่ในน้ำหวานจากดอกไม้ก็จะเกิดปฏิกิริยาเคมีกับเอนไซม์ glucose oxidase ที่สร้างจากผึ้ง โดย glucose oxidase จะเปลี่ยนกลูโคสไปเป็นกรดกลูโคนิค (gluconic acid) และ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (hydrogen peroxide)\r\nกรดกลูโคนิคจะทำให้น้ำผึ้งมีความเป็นกรดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสภาวะที่ ไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิด ในขณะเดียวกันไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ก็มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์บางชนิดได้เช่นกัน ส่วนความหนืดของน้ำผึ้งนั้นเกิดจากการที่น้ำที่อยู่ในน้ำหวานจากดอกไม้ระเหยออกจากช่องเก็บน้ำผึ้งในรังผึ้ง ด้วยการกระพือปีกของผึ้งภายในรังซึ่งช่วยทำให้น้ำระเหยออกจากน้ำหวานได้เร็วขึ้น จึงทำให้น้ำผึ้งมีความเข้มข้นมาก ซึ่งสภาวะดังกล่าวจะไม่เหมาะกับการเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ จะเห็นได้ว่าผึ้งมีวิธีการที่ทำให้น้ำหวานที่เก็บจากดอกไม้เปลี่ยนสภาพทั้งโครงสร้างทางกายภาพและโครงสร้างทางเคมีได้อย่างน่ามหัศจรรย์\r\nการที่น้ำผึ้งเป็นแหล่งอาหารที่ให้พลังงานสูง เพราะในน้ำผึ้งประกอบด้วยน้ำตาลมอนอแซ็กคาไรด์ ที่ร่างกายของเราสามารถดูดซึมน้ำตาลมอนอแซ็กคาไรด์ไปใช้ได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการย่อยอาหาร ทำให้เวลาที่เรารับประทานน้ำผึ้งจะรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าอย่างรวดเร็ว แต่ในเด็กการดูดซึมน้ำตาลฟรักโทสในน้ำผึ้งไปใช้จะทำได้ไม่ดีเหมือนในผู้ใหญ่  ดังนั้นถ้าเด็กดื่มน้ำผึ้งมากเกินกว่าที่ร่างกายเด็กจะสามารถดูดซึมได้ น้ำตาลฟรักโทสในน้ำผึ้งที่เหลือค้างในลำไส้จะทำให้เกิดการสะสมของน้ำในลำไส้ และถูกขับออกจากร่างกายในที่สุด นี่คือเหตุผลที่ทำไมจึงกล่าวว่า น้ำผึ้งมีการออกฤทธิ์คล้ายยาระบายอ่อนๆ\r\nนอกจากนี้ในน้ำผึ้งยังประกอบไปด้วยวิตามินบี วิตามินซี แคลเซียม และแร่ธาตุต่างๆ ที่ช่วยบำรุงสุขภาพและมีสารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) ในร่างกายอีกด้วย \r\nสารต่อต้านอนุมูลอิสระคืออะไร สารต่อต้านอนุมูลอิสระคือสารที่ช่วยยับยั้งและป้องกันการเกิดปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ภายในเซลล์ของร่างกาย ซึ่งปฏิริยาเคมีเหล่านี้จะเกิดขึ้นจากการกระตุ้นของออกซิเจนหรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์และทำให้เกิดไอออนหรืออนุมูลอิสระซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดความเสียหายต่างๆ ภายในเซลล์ของร่างกาย เช่น ทำให้ร่างกายเสื่อมสภาพ หรือแก่ชราลง ตัวอย่างสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่คุ้นเคยและใกล้ตัว คือสารในกลุ่มวิตามินต่างๆ เช่น วิตามินซี และวิตามินอี เป็นต้น\r\nนักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาและค้นพบกลุ่มสารเคมีที่พบในพืชหลายชนิดปรากฏอยู่ในน้ำผึ้ง เรียกสารกลุ่มนี้ว่า phytochemicals ซึ่งมีความหมายรวมถึงสารต่อต้านอนุมูลอิสระอีกหลายชนิดที่พบในน้ำผึ้งด้วย และน้ำผึ้งแต่ละชนิดก็จะมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าน้ำผึ้งชนิดนั้นได้มาจากดอกไม้ชนิดใด ซึ่งสาร phytochemicals จะส่งผลในเชิงบวกต่อระบบย่อยอาหารและการเผาผลาญอาหารในร่างกายของมนุษย์\r\nนอกจากนี้ในไขผึ้งและน้ำผึ้งยังพบสารที่ออกฤทธิ์ยับยั้งและป้องกันการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่และการเกิดเนื้องอก รวมทั้งสรรพคุณของน้ำผึ้งที่มีสารเคมีที่ช่วยในการต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และราบางชนิด โดยสารเคมีเหล่านี้จะเป็นสารผสมของเรซินและสารอื่นๆ อีกหลายชนิดที่ประกอบอยู่ในไขผึ้งและน้ำผึ้ง ทั้งหมดที่กล่าวมาถือว่าเป็นสรรพคุณที่ดีของน้ำผึ้ง\r\nสำหรับน้ำผึ้งที่ผ่านกระบวนการแปรรูปจะพบสารกลุ่ม phytochemicals น้อยกว่าในน้ำผึ้งที่ได้มาจากธรรมชาติที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูปใดๆ แต่อย่างไรก็ตามมีรายงานการปนเปื้อนของน้ำผึ้งจากสารพิษที่แบคทีเรียสร้างขึ้น เช่น สารพิษโบทูลินั่ม จากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช โดยมีการปนเปื้อนในระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันไป ดังนั้น การเลือกน้ำผึ้งจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องคำนึงถึงด้วยเช่นกัน\r\n\r\nแหล่งที่มา   https://www.scimath.org/article-biology/item/261-2010-06-03-07-07-08","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1628472782.PNG"],
    [380,3523,"วัคซีน (Vaccine) เป็นอย่างไร ","Fri, 2021-08-06 08:45","http://www.stkc.go.th/node/3523","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," วัคซีน (Vaccine) หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า วัคซีนออกฤทธิ์ยังไงและกลไกลการทำงานของวัคซีนเป็นอย่างไร ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับวัคซีนแตกต่างกันออกไป เช่น การฉีดวัคซีนเป็น\r\nการฉีดยาป้องกันโรคเพราะเมื่อร่างกายของเราได้รับเข้าไปแล้วทำให้สามารถป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดโรค ซึ่งจริง ๆ แล้ว วัคซีน คือตัวยาที่ถูกผลิตขึ้นมาจากสิ่งมีชีวิตหรือแอนติเจนที่ถูกผลิตขึ้นมาจากเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่ถูกทำให้ไม่สามารถก่อโรคได้แต่ยังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายของเราสร้างแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันได้ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราเกิดโรคนั้นเองในชีวิตจริง เราทุกคนจะพบเจอกับการฉีดวัคซีนตั้งแต่เด็กๆ โดยวัคซีนที่เราได้รับแต่ละชนิดก็จะมีหลักการทำงานของวัคซีนที่แตกต่างกันไป และส่วนใหญ่วัคซีนที่เราต้องฉีดตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่\r\n\r\nวัคซีนถูกผลิตมาจากเชื้อโรค 3 กลุ่ม หลักๆ ได้แก่\r\n\r\n1.วัคซีนเชื้อตาย (killed vaccine) วัคซีนตัวนี้จะใช้เชื้อโรคที่ตายแล้วทั้งตัวหรือเฉพาะองค์ประกอบบางส่วนของเชื้อโรคหรือจากโปรตีนส่วนประกอบของเชื้อโรคที่ผลิตมาใหม่ โดยอาศัยหลักวิศวพันธุศาสตร์ วัคซีนในกลุ่มนี้ได้แก่ วัคซีนไอกรนชนิดทั้งเซลล์ วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีนอหิวาตกโรคชนิดฉีด วัคซีนพิษสุนัขบ้า วัคซีนไข้สมองอักเสบเจอีชนิดเชื้อตาย วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนฮิบ วัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ วัคซีนไทฟอยด์ชนิดฉีด และวัคซีนนิวโมคอคคัส เมื่อเราได้รับวัคซีนเชื้อตายไปแล้วประมาณ 3-4 ชั่วโมง อาจจะทำให้เรามีไข้ร่วมด้วย\r\n\r\n2.วัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) เป็นวัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลงจนไม่สามารถก่อเกิดโรคได้ แต่เพียงพอที่จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ ได้แก่ วัคซีนโปลิโอชนิดกิน วัคซีนรวมหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม วัคซีนอีสุกอีใส วัคซีนวัณโรค วัคซีนไทฟอยด์ชนิดรับประทาน วัคซีนโรต้า วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก และเมื่อให้เข้าไปในร่างกายจะไม่แสดงปฏิกิริยาทันที\r\n\r\n3.วัคซีนประเภทท็อกซอยด์ (toxoid) เป็นวัคซีนที่ผลิตโดยการนำพิษของจุลินทรีย์หรือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กไม่สามารถมองด้วยตาเปล่า ที่เป็นส่วนสำคัญในการก่อโรคมาทำให้หมดฤทธิ์แต่ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคได้ เช่น วัคซีนคอตีบ และวัคซีนบาดทะยัก เมื่อฉีดเข้าไปแล้วส่วนใหญ่จะมีไข้หรือปฏิกิริยาเฉพาะที่เล็กน้อย\r\n\r\n        การฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันและช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคร้ายกับเด็กและผู้ใหญ่ โดยในวัยเด็กการฉีดวัคซีนจะเป็นการฉีดเพื่อให้รู้จักเชื้อนั้นและสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อนั้นขึ้นมา เมื่อเกิดการติดเชื้อ ร่างกายก็จะส่งภูมิคุ้มกันมายับยั้งเชื้อนั้นได้ทันท่วงที ส่วนในผู้ใหญ่อาจจะเคยได้รับเชื้อนั้นแล้ว แต่ภูมิคุ้นกันในร่างกายอาจจะลดลงเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นหรืออาจจะเป็นเพราะได้รับเชื้อชนิดใหม่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเดิมของเราไม่รู้จักเชื้อนั้น จึงต้องมีการกระตุ้นด้วยการฉีดวัคซีน ดังนั้นการฉีดวัคซีนจึงมีความสำคัญมากกับพวกเราทั้งวัยเด็กและผู้ใหญ่\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/5127-vaccine-and-hope.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1628214358.jpeg"],
    [381,3519,"Cloud Computing คืออะไร?","Thu, 2021-08-05 09:21","http://www.stkc.go.th/node/3519","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ในปัจจุบันอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก กล่าวได้ว่าแทบจะเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ อีกทั้งยังพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเราสามารถส่งข้อมูลต่าง ๆ ผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างรวดเร็ว และรองรับการรับส่งข้อมูลปริมาณมาก ๆ อีกด้วย\r\n\r\nด้วยความสามารถของอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นทำให้การส่งข้อมูลและการประมวลผลต่าง ๆ ถูกทำงานโดยคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ ส่วนอุปกรณ์ในมือของเราทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ใช้งานเท่านั้น เราอาจเคยใช้งานเทคโนโลยีนี้โดยไม่รู้ตัว หรืออาจเคยได้ยินเทคโนโลยีนี้ในชื่อว่า “Cloud Computing”\r\n\r\n \r\n\r\nCloud Computing คืออะไร?\r\n\r\nCloud Computing คือ การเก็บและประมวลผลข้อมูลโดยใช้ระบบ ซอฟต์แวร์ หรือทรัพยากรอื่น ๆ จากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการ (Server) ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้งานอาจมีบัญชีส่วนตัว (Account) ที่สมัครไว้กับผู้ให้บริการในการเลือกใช้ทรัพยากรต่าง ๆ หรือ อาจเข้าใช้งานในฐานะผู้ใช้งานทั่วไป (Guest) ก็ได้แต่อาจโดนจำกัดสิทธิ์บางอย่าง เช่น สามารถดูเอกสารได้อย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขได้ เป็นต้น\r\n\r\n \r\n\r\nทำไมต้อง Cloud Computing?\r\n\r\nจะเห็นได้ว่า Cloud Computing ใช้วิธีการเก็บ ประมวลผล และการจัดสรรทรัพยากรให้ผู้ใช้งานจาก Server ซึ่งติดตั้งอยู่ตามที่ต่าง ๆ ผู้ให้บริการจะเชื่อมต่อ Server เข้าด้วยกัน และผู้ใช้งานเข้าใช้งานผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตทำให้สามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา อีกทั้งในบางระบบยังสามารถใช้งานได้หลายบุคคลในเวลาเดียวกัน (Shared services) มีโอกาสน้อยมากที่ข้อมูลจะสูญหาย ผู้ใช้งานไม่ต้องเสียเวลา หรือเสียทรัพยากรในการวางและดูแลระบบ ทำให้สะดวก รวดเร็ว ใช้งานง่าย และเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก\r\n\r\n \r\n\r\nรูปแบบของ Cloud Computing\r\n\r\nCloud Computing สามารถแบ่งตามลักษณะการให้บริการได้ 3 รูปแบบหลัก ได้แก่\r\n\r\nSoftware as a Service (SaaS)\r\nการใช้เช่าหรือเข้าใช้งานโปรแกรมประยุกต์ (Application) ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตโดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมลงเครื่อง หรือติดตั้งเพียงบางส่วน การให้บริการประเภทนี้ข้อมูลจะถูกส่งไปเก็บ และประมวลผลที่ Server ผู้ให้บริการเป็นหลัก เช่น การให้บริการแอปพลิเคชันของ google ไม่ว่าจะเป็น Sheet, Docs, Slide และ gmail เป็นต้น\r\nPlatform as a Service (PaaS)\r\nการเช่าหรือเข้าใช้งานทรัพยากรที่ทางผู้ให้บริการจัดสรรไว้เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปอีกที เนื่องจากการพัฒนาแอปพลิเคชันมีความซับซ้อนและต้องใช้ทรัพยากรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูล การเชื่อมต่อ หรือแม้กระทั่งการออกแบบหน้าตาที่ใช้โต้ตอบกับผู้ใช้งาน ผู้ให้บริการจึงสร้างเครื่องมือขึ้นมาสำหรับผู้พัฒนาเพื่อให้สามารถสร้างแอปพลิเคชันได้ง่ายขึ้น เช่น Google App Engine, Thunkable เป็นต้น\r\nInfrastructure as a Service (IaaS)\r\nเป็นการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานของเครื่องคอมพิวเตอร์แก่ผู้ใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผล พื้นที่จัดเก็บข้อมูล เครือข่าย ในรูปแบบระบบเสมือน (Virtualization) กล่าวคือผู้ให้บริการจะจำลองเครื่องคอมพิวเตอร์ให้เราเลยนั่นเอง เช่น Microsoft Azure เป็นต้น\r\nเราสามารถสรุปภาพรวมของการให้บริการ Cloud Computing ได้ตามรูปภาพด้านล่าง จะเห็นได้ว่ารูปแบบการให้บริการที่ครอบคลุมทรัพยากรมากที่สุดจะเป็นแบบ Software as a Service (SaaS) ที่เราคุ้นชินกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งสะดวกและเข้าใจได้ง่าย แต่ก็จะถูกจำกัดฟังก์ชันการใช้งานจากผู้ให้บริการ ส่วนการให้บริการแบบ Infrastructure as a Service (IaaS) จะเป็นเพียงการจัดสรรทรัพยากรพื้นฐานมาให้ ผู้ใช้งานจะสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันของตัวเองได้และยืดหยุ่นกว่านั่นเอง\r\n\r\n\r\nเทคโนโลยีการสื่อสารยังคงถูกพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง  เครื่องมือหรือนวัตกรรมต่าง ๆ จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์  หากแต่ว่าการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้จะไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยบุคลเฉพาะด้านเท่านั้น  แต่จะถูกพัฒนาขึ้นจากผู้ใช้งานเอง เราจะสามารถทำงาน ติดต่อสื่อสาร หรือมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยไม่ต้องพกเครื่องมือมากมายไว้กับตัว เสมือนว่าโลกอันกว้างใหญ่ใบนี้ได้ถูกย่อส่วนลงมาให้ใกล้ชิดกันมากขึ้นนั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.nsm.or.th/other-service/666-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-information-technology-museum/5155-%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81-cloud-computing-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%99.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1628130065.png"],
    [382,3510,"รู้จัก Probiotio และ Prebiotic กันหรือยัง","Wed, 2021-08-04 08:51","http://www.stkc.go.th/node/3510","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น  ในแง่ของคุณค่าทางอาหาร  ความปลอดภัย และมีผลดีต่อสุขภาพ จึงเป็นจุดกำเนิดผลิตภัณฑ์อาหารที่เรียกว่าฟังก์ชันนัลฟู้ด  (functional food) ซึ่งเป็นอาหารที่มีผลต่อการทำหน้าที่ต่างๆ ในร่างกาย ส่งผลดีต่อสุขภาพโดยมีบทบาทในการลดความเสี่ยงและอัตราในการเกิดโรค  อาหารหลายชนิดจัดเป็น functional food และพบได้ในชีวิตประจำวัน  โดยเฉพาะกลุ่มพรีไบโอติก (prebiotic) และโพรไบโอติก (probiotic)  ซึ่งมีผลดีต่อสุขภาพลำไส้  ดังนั้นเราจึงควรทำความรู้จักกับพรีไบโอติกและโพรไบโอติกให้มากขึ้น\r\n\r\nโพรไบโอติก เป็นกลุ่มของจุลินทรีย์ที่มีชีวิตและมีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์และสัตว์  โดยโพรไบโอติกจะทำหน้าที่ช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร  โดยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น  ลดปริมาณจุลินทรีย์ที่เป็นโทษลงและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อต่อสู้กับเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายและยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรคทำให้ไม่สามารถเกาะติดกับลำไส้ โดยวิธีการหลั่งสารออกมาต้านจุลินทรีย์ชนิดอื่นหรือเจริญเติบโตไปแย่งที่กันไม่ให้จุลินทรีย์ก่อโรคเจริญและถูกขับออกทางอุจจาระ  เชื้อจุลินทรีย์ที่จัดเป็นโพรไบโอติก เช่น Lactic acid bacteria (LAB) และ Bifidobacteria  ส่วนพรีไบโอติกเป็นส่วนของอาหารที่ไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหาร  ช่วยกระตุ้นการเจริญและกิจกรรมของแบคทีเรียกลุ่มโพรไบโอติกในลำไส้ใหญ่  พรีไบโอติกส่วนมากเป็นสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้เช่น oligosaccharide  และ fructoligosaccharide  เป็นต้น  ปกติแล้วพรีไบโอติกและโพรไบโอติกจะทำงานร่วมกัน    นอกจากนี้พรีไบโอติกและโพรไบโอติกยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ เช่น ช่วยบรรเทาอาการท้องผูก  ป้องกันการเกิดอาการท้องเสียท้องเดิน  ช่วยเผาผลาญไขมัน  เพิ่มการดูดซึมของแคลเซียม  ลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือดและป้องกันมะเร็งลำไส้ เป็นต้น พรีไบโอติกส่วนใหญ่พบในผักผลไม้ เช่น หัวหอม กล้วย กระเทียม หน่อไม้ฝรั่งเป็นต้น  ส่วนโพรไบโอติกอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์นมแปรรูป เช่น นมเปรี้ยว และโยเกิร์ต  เป็นต้น\r\n\r\n\r\nกลไกการทำงานของโพรไบโอติกกลุ่มแบคทีเรียแสดงได้ดังภาพ  เมื่อโพรไบโอติกและเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคเข้าสู่ร่างกายจะไปเกาะติดกับเมือกและเนื้อเยื่อของลำไส้   ซึ่งเชื้อทั้งสองชนิดจะต้องอยู่รอดภายใต้สภาวะของระบบย่อยอาหาร  และเพิ่มจำนวนขึ้นในระบบลำไส้จึงส่งผลต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยู่  ดังนั้นจึงมีการแข่งขันและกีดกันการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ก่อโรคกับโพรไบโอติก  โดยการรวมตัวกันที่ผิวหน้าและผลิตสารต้านเชื้อจุลินทรีย์ชนิดอื่น และกีดกันเชื้อก่อโรคโดยตรง  \r\n\r\nจะเห็นได้ว่าโพรไบโอติกและพรีไบโอติก  เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ  หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่าย  เนื่องจากโพรไบโอติกและพรีไบโอติก  มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้  จึงส่งผลให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดียิ่งขึ้น \r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-biology/item/264-probiotio-prebiotic","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1628041906.jpg"],
    [383,3508,"ทำไมต้องเป็น 5G บทความนี้อาจช่วยไขข้อสงสัยของคุณได้","Tue, 2021-08-03 09:02","http://www.stkc.go.th/node/3508","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ปัจจุบันเราอาจได้ยินคำว่า 4G หรือ 5G กันมาบ้างแล้ว ซึ่งมักจะมาพร้อมกับการพูดถึงโทรศัพท์ สมาร์ทโฟน และอินเทอร์เน็ต แต่ความจริงแล้ว 5G คืออะไรกันแน่ มีความเกี่ยวเนื่องกับชีวิตของเราอย่างไร แล้วทำไมต้องเป็น 5G บทความนี้อาจช่วยไขข้อสงสัยของคุณได้ไม่มากก็น้อย\r\n\r\n \r\n\r\n5G คืออะไร?\r\n\r\nหากสืบค้นข้อมูลมีผู้ให้นิยามของคำว่า 5G ไว้เยอะแยะมากมาย เราอาจสรุปความหมายของ 5G แบบสั้น ๆ เข้าใจง่ายได้ดังนี้ 5G หรือ 5th Generation คือ ยุคของเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายยุคที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพและความเร็วมากขึ้น ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สายได้ เพื่อการใช้งานที่สะดวก ทุกที่ทุกเวลาและมีประสิทธิภาพมากขึ้น\r\n\r\n \r\n\r\nก่อนจะมาเป็น 5G\r\n\r\nวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านเครือข่ายไร้สายนั้นเริ่มขึ้นประมาณปี พ.ศ. 2523 และถูกพัฒนามาเรื่อย ๆ โดยแบ่งออกเป็นยุคต่าง ๆ ดังนี้\r\n\r\n• 1G ประมาณ พ.ศ. 2523 เป็นยุคที่ใช้การส่งสัญาณแบบแอนะล๊อก การสื่อสารไร้สายในยุคแรกเกิดจากการเชื่อมต่ออุปกรณ์รับและส่งสัญญานผ่านอากาศ เราสามารถส่งได้แต่เสียงเท่านั้น เราจึงใช้เทคโนโลยีนี้กับโทรศัพท์ไร้สายเป็นส่วนใหญ่\r\n\r\n• 2G ประมาณ พ.ศ. 2533 ในยุคที่สอง เป็นยุคที่เริ่มใช้การบีบอัดข้อมูลแบบดิจิทัล และใช้คลื่นไมโครเวฟในการส่งสัญญาณ หากเราต้องการส่งข้อมูล ก็ต้องทำการร้องขอการเชื่อมต่อเป็นครั้ง ๆ ไป อีกทั้งโทรศัพท์ถูกพัฒนาให้มีหน้าจอที่สามารถแสดงผลข้อความ จึงทำให้เราสามารถส่งข้อความได้เพิ่มขึ้น เช่น การรับ - ส่ง SMS และ MMS เป็นต้น โดยในยุคนี้เรายังมีอุปกรณ์อีกอุปกรณ์หนึ่งเพิ่มเติมเข้ามานั่นคือ วิทยุติดตามตัว หรือ เพจเจอร์ (Pager) นั่นเอง\r\n\r\n• 3G ประมาณ พ.ศ. 2544 ในยุคที่สาม เป็นยุคที่มีการบีบอัดข้อมูลและสามารถรับส่งได้ด้วยความเร็วที่สูงขึ้น จึงเป็นยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ตไร้สายในโทรศัพท์ คุณสมบัติเด่นที่แตกต่างจากยุค 2G ก็คือ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Always On คือ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับโทรศัพท์ของเราแบบตลอดเวลา เราจึงสามารถส่งได้ทั้งเสียง ข้อความ ภาพ และวีดีโอสั้น ๆ สิ่งที่เราคุ้นเคยในยุคนี้ก็คือ การท่องอินเทอร์เน็ตแบบ WAP และ การ Video Call นั่นเอง\r\n\r\n• 4G ประมาณ พ.ศ. 2552 ในยุคที่สี่ เป็นยุคที่มีการพัฒนาคุณสมบัติของอุปกรณ์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น อุปกรณ์รับ - ส่งข้อมูลที่บีบอัดได้เร็วขึ้น หน่วยประมวลผลที่ทำงานเร็วขึ้น แม้กระทั่งหน้าจอทัชสกรีนที่ทำให้การทำงานของโทรศัพท์มีความหลากหลายมากขึ้น เป็นยุคทองของอินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟน (Smart Phone) เราสามารถส่งได้ทั้งเสียง ข้อความ ภาพ วีดีโอ และไฟล์งานต่าง ๆ เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในการทำงานของเรา เช่น การรับ – ส่งอีเมล การเก็บไฟล์งานบนคลาวด์ (Cloud) อย่างเช่น Google Drive เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นยุคเริ่มต้นของโซเชียลมีเดีย (Social Media) อีกด้วย\r\n\r\n• 5G ประมาณ พ.ศ. 2563 ในยุคที่ห้าเป็นยุคของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง กล่าวได้ว่าเป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตและสมาร์ทโฟนเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของทุกคนไปแล้ว อีกทั้งเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงโทรศัพท์อีกแล้ว ยังถูกใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ หรือที่เราคุ้นหูกันดีในชื่อ IoT (Internet of Things) หรือ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง นั่นเอง\r\n\r\nทำไมต้องเป็น 5G?\r\n\r\nด้วยความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ความเร็วเพิ่มขึ้น การตอบสนองที่ไวขึ้น ทำให้คุณสมบัติของ 5G สามารถสนองความต้องการเหล่านี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น อดีตเราพกสมาร์ทโฟนแค่เครื่องเดียวในการใช้งาน ปัจจุบันบางท่านอาจมีอุปกรณ์อื่นเพิ่มเติมเช่น แท็บเล็ต หรือเราอาจต้องเชื่อมต่อโทรทัศน์ ตู้เย็น หลอดไฟ กล้องวงจรปิด แอร์ ประตูบ้าน หรือแม้กระทั่งรถยนต์เข้ากับอินเทอร์เน็ต เป็นต้น ทำให้เทคโนโลยี 4G ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน เพื่อให้เห็นภาพรวม เราอาจต้องเปรียบเทียบคุณสมบัติระหว่าง 4G กับ 5G ดังรูป\r\n \r\n\r\nจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี 5G มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นหลายด้านโดยอาจแยกเป็นหัวข้อได้ ดังนี้\r\n\r\n• Latency\r\nการตอบสนองไวขึ้น สามารถสั่งงาน และควบคุมสิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว หรือเรียกว่าแทบจะทันที เนื่องจากมีความหน่วงที่ต่ำ ตอบสนองได้ไวถึง 1 ส่วนพันวินาที\r\n\r\n• Data Traffic\r\nรองรับการ รับ-ส่ง ข้อมูลได้มากกว่า ถ้าเป็น 4G จะสามารถ รับ - ส่ง ข้อมูลได้ราว 7.2 Exabytes ต่อเดือน แต่สำหรับ 5G จะเพิ่มขึ้นราว 7 เท่า หรือ 50 Exabytes ต่อเดือน\r\n\r\n• Peak Data Rates\r\nเร็วแรงกว่าเดิม 5G มีความเร็วมากกว่า 4G ถึง 20 เท่า ซึ่งเร็วมากพอที่จะดูวิดีโอ 8K ออนไลน์แบบ 3 มิติ หรือดาวน์โหลดภาพยนตร์ 3 มิติ ได้ในภาย 6 วินาที\r\n\r\n• Available Spectrum\r\nความถี่ให้เลือกใช้มากกว่า โดย 5G จะสามารถใช้งานคลื่นความถี่ได้จนถึง 30GHz ซึ่งเป็นความถี่ย่านใหม่ที่ไม่เคยมีการใช้งานมาก่อน\r\n\r\n• Connection Density\r\nรองรับการใช้งานที่มากกว่า รองรับจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่า จากที่สามารถรับคนได้ราว 1 แสนคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม. กลายเป็น 1 ล้านคนต่อพื้นที่ 1 ตร.กม.\r\n\r\n \r\n\r\nเกี่ยวอะไรกับเรา?\r\n\r\nแน่นอนว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งเทคโนโลยี 5G ก็เช่นกัน เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายที่มีประสิทธิภาพจะเป็นตัวกระตุ้น และเป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของเทคโนโลยีอื่น ๆ เราอาจเห็น 5G เข้าไปมีบทบาทในหลายด้าน เช่น\r\n\r\n• เกษตรกรรม เราจะใช้เครือข่ายในการควบคุมโรงเรือนเพาะปลูก การให้น้ำ หรือแม้กระทั่งการเฝ้าระวังโรคที่จะเกิดขึ้นกับพืชของเรา Smart Farm จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร และทำให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น\r\n\r\n• ด้านธุรกิจ เราสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้า คู่ค้า และสามารถวิเคราะห์ตลาดได้เร็วขึ้น ทำให้คนทั่วไปมีโอกาสเป็นเจ้าของธุรกิจได้มากขึ้น การสั่งสินค้าทางอินเทอร์เน็ตจะกลายเป็นพฤติกรรมทั่วไป\r\n\r\n• ด้านสุขภาพ เราจะสามารถเข้าถึงบริการทางสุขภาพจากผู้เชี่ยวชาญได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยผ่านการ Video Call หรือการรักษาผ่านอุปกรณ์พิเศษ อาทิการผ่าตัดทางไกล\r\n\r\n• ด้านการศึกษา เราจะสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางการศึกษาที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น จากการสืบค้น หรือสื่อรูปแบบต่าง ๆ บนโลกอินเทอร์เน็ต การเรียน การสอน หรือการอบรมสัมมนา จะถูกจัดในรูปแบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น\r\n\r\n• ด้านความปลอดภัย กล้องวงจรปิดและอุปกรณ์ความปลอดภัยต่าง ๆ จะถูกเชื่อมต่อกับศูนย์กลางผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิเคราะห์พฤติกรรมอันตราย และแจ้งเตือนก่อนที่เหตุจะเกิดขึ้น\r\n\r\n• ด้านคมนาคม ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ จะถูกใส่เป็นระบบพื้นฐานของรถยนต์และขนส่งมวลชน รถส่วนบุคคลจะมีระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ ขนส่งมวลชนจะสามารถวิเคราะห์ปริมาณคนและปริมาณรถ รวมถึงระยะเวลาได้แบบ Realtime ทำให้ตรงเวลาและเพียงพอมากยิ่งขึ้น\r\n\r\n• ด้านความบันเทิง เราจะใช้สื่อ มัลติมีเดียต่าง ๆ ผ่านระบบ Streaming และ Cloud Computing กล่าวคือ เราไม่จำเป็นต้องมีเครื่องเล่นหรือคอมพิวเตอร์คุณภาพสูงอีกต่อไป เพียงใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เราก็จะดูสื่อความบันเทิงเหล่านี้ได้\r\n\r\n• ด้านการใช้งานส่วนบุคคล เราจะใช้สมาร์ทโฟนในการควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน การรับ - ส่งไฟล์ในการทำงาน การซื้อของออนไลน์ การดูการถ่ายทอดสด การทำธุรกรรมทางการเงิน เป็นต้น\r\n\r\nเทคโนโลยีการสื่อสารยังคงถูกพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เครื่องมือและการบริการอื่น ๆ ยังถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ หากแต่เราอาจต้องปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยี เพื่อทำให้ชีวิตของเราสะดวกสบายมากขึ้น และสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันยุคทันสมัย เราอาจได้คุยกับเพื่อนแบบโฮโลแกรมสามมิติ หรือเราอาจมีแม่บ้าน AI คอยเป็นเลขาส่วนตัวของเราตลอดเวลาก็เป็นได้ หลังจากนี้เทคโนโลยีการสื่อสารจะหน้าตาเป็นอย่างไร เป็นความท้าทายเหนือจินตนาการยากจะตอบได้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะยังคงถูกพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด\r\n\r\n แหล่งที่มา  https://www.nsm.or.th/other-service/666-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-information-technology-museum/5195-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87-5g.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1627956122.png"],
    [384,3503,"   โอเอซิส (Oasis) คืออะไร??","Mon, 2021-08-02 09:08","http://www.stkc.go.th/node/3503","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ถ้าพูดถึงโอเอซิส หลาย ๆ คนอาจนึกถึงเจ้าก้อนฟองน้ำสีเขียว ที่ใช้ในการปัก/เสียบดอกไม้ และนำไปจัดประดับตกแต่งสถานที่ต่าง ๆ แต่ในที่นี่โอเอซิส คือบริเวณที่เป็นแหล่งน้ำอันอุดมสมบูรณ์กลางทะเลทราย เคยสงสัยกันมั้ยว่า โอเอซิสนั้นเกิดขึ้นได้ยังไง มีความสำคัญอย่างไร แล้วพบเจอได้ที่ไหนบ้าง ไปหาคำตอบกัน\r\n\r\n         โอเอซิส (Oasis) คือพื้นที่เขียวขจี อันอุดมสมบูรณ์ หรือแหล่งน้ำชุ่มชื้น ในเขตพื้นที่ทะเลทรายหรือพื้นที่แห้งแล้งต่าง ๆ บนโลก ซึ่งจะมีพืชพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สังคมพืชพันธุ์ทะเลทรายขึ้นอยู่โดยรอบ โอเอซิสแต่ละแห่งนั้นมีความแตกต่างกัน โดยส่วนใหญ่นั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และก็มีบางส่วนที่มนุษย์เรานั้นสร้างขึ้นมาซึ่งในธรรมชาตินั้นโอเอซิสเกิดจากแหล่งน้ำที่อยู่ใต้พื้นดินหรือน้ำบาดาล แม้ว่าทะเลทรายนั้นจะแห้งแล้งสักเพียงใด แต่หากเมื่อมีฝนตกลงมา น้ำฝนนั้นจะไหลซึมผ่านพื้นทรายลงไปกักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดิน และก่อให้เกิดแหล่งน้ำบาดาลใต้ทะเลทรายขึ้น โดยปกติ  แล้วแหล่งน้ำบาดาลในทะเลทรายจะอยู่ลึกลงไปหลายสิบเมตร ดังนั้นพื้นที่ที่จะเป็นโอเอซิสได้จะต้องมีภูมิศาตร์ที่เหมาะสม นั่นคือพื้นผิวต้องอยู่ในระดับต่ำ ใกล้ระดับน้ำบาดาล เพื่อที่น้ำบาดาลมีแรงดันมากพอที่จะแทรกซึมและดันขึ้นมาบนพื้นผิวได้ และท่วมเอ่อจนเกิดเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติในทะเลทราย ทั้งนี้ต้องอาศัยแรงลมพัด กัดกร่อนพื้นผิวทรายให้ลึกและบางลงร่วมด้วย และเมื่อมีแหล่งน้ำบนพื้นทะเลทรายเกิดขึ้น พวกสัตว์ทั้งหลายก็จะเข้ามาประโยชน์ และในขณะเดียวกันสัตว์เหล่านั้นก็อาจนำพาเมล็ดพันธุ์พืชติดตัวมา ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของการถ่ายอุจจาระที่มีเมล็ดพืชอยู่ทิ้งไว้รอบบริเวณแหล่งน้ำ และเมื่อเมล็ดพืชได้รับความชื้นจากน้ำก็งอกเป็นต้นไม้จนกลายเป็นโอเอซิสในที่สุด\r\n\r\n          โอเอซิส ถือได้ว่าเป็นความอยู่รอดและความหวังของสิ่งมีชีวิตในดินแดนที่แห้งแล้งและกันดาร เพราะเป็นแหล่งรวบรวมความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต แม้แต่มนุษย์เองก็ยังสามารถตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยบริเวณโอเอซิสได้ ถ้าหากมีขนาดใหญ่เพียงพอ อาทิ อัวกาชินาโอเอซิส ประเทศเปรู หรือ ซีวาโอเอซิส ประเทศอียิปต์ ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนกันไปเยี่ยมชมความงามตามธรรมชาติ และทำกิจกรรมภายในโอเอซิส ไม่ว่าจะเป็นปั่นจักรยาน ล่องเรือชมวิว เล่นแซนด์บอร์ดในทะเลทราย ชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกลับขอบทะเลทราย และลงว่ายน้ำในแหล่งน้ำพุธรรมชาติภายในโอเอซิสอีกด้วย และตำแหน่งที่ตั้งของโอเอซิสนั้น มีความสำคัญอย่างมากในการค้าขาย หรือการขนส่งผ่านทะเลทราย โดยการขนส่งจำเป็นที่จะต้องแวะพักยังโอเอซิสต่าง ๆ เพื่อสะสมน้ำและอาหารในการเดินทางต่อ ๆ ไป\r\n\r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/5129-oasis.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1627870117.png"],
    [385,3501,"บูมเมอแรง (Boomerang)","Fri, 2021-07-30 08:02","http://www.stkc.go.th/node/3501","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"  บูมเมอแรง (Boomerang) ของเล่นในวัยเด็กที่นิยมเล่นกันทั่วโลก หรือในประเทศไทยที่อาจจะนิยมไม่เท่าต่างประเทศ แต่ก็อาจเคยเห็นในการ์ตูนดังอยู่บ่อย ๆ ใครจะรู้ว่า เจ้าของเล่นบูมเมอแรงชิ้นนี้ มีหลักการทางฟิสิกส์ที่น่าสนใจซ่อนอยู่\r\n\r\n\r\n          ด้วยความที่ว่าบูมเมอแรงมีการเล่นและผลของการเล่นที่น่าแปลกประหลาดใจคือ พอขว้างบูมเมอแรงออกไป มันก็จะเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วมีลักษณะหมุนโค้งไประยะไกล แล้ววกกลับมายังผู้ขว้าง หลายคนตั้งคำถามว่า บูมเมอแรงกลับมาหาผู้ขว้างได้อย่างไร\r\n\r\n          ก่อนอื่นเรามารู้จักกันก่อนว่า ของเล่นอย่างบูมเมอแรงมีที่มาอย่างไร ตามแหล่งข้อมูลจากที่ต่าง ๆ ได้มีการกล่าวถึงว่า บูมเมอแรงเป็นเครื่องมือสำหรับการล่าสัตว์ของชนพื้นเมืองอะบอริจินในออสเตรเลีย  บูมเมอแรง มี 2 แบบ แบบแรก สามารถวกกลับมาหาผู้ขว้างได้  และแบบที่สองคือ แบบวกกลับไม่ได้ ความแตกต่างของทั้ง  2 แบบคือ แบบวกกลับได้จะเคลื่อนที่เป็นวงกลมแล้ววกกลับมาจุดเริ่มต้น ทำจากไม้หรือพลาสติกที่มีขนาดเบา  ส่วนแบบที่สองจะมีขนาดใหญ่และยาวกว่า ซึ่งสามารถทำให้เคลื่อนที่ไปได้ไกล แบบที่สองนี้จึงเป็นที่นิยมใช้กันในกลุ่มชาวอะบอริจินที่ใช้ล่าสัตว์นั่นเอง แต่ก็มีการใช้แบบที่วกกลับบ้างอยู่เหมือนกันคือ ใช้สำหรับการแข่งขันเพื่อความสนุกว่าของใครจะกลับมาหาผู้ขว้างก่อนกัน\r\n\r\n          หลักการที่ทำให้บูมเมอแรงสามารถลอยตัวอยู่ได้ ใช้หลักการเดียวกันกับการที่ทำให้เครื่องบินบินได้ โดยใช้รูปลักษณ์เป็นปัจจัยที่ทำให้ลอยและหมุนกลับได้ กล่าวคือ ขึ้นอยู่กับมุมและความหนาของบูมเมอแรง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทำ ลักษณะของการแหวกอากาศโดยใช้ปีกที่มีลักษณะปีกด้านบนขวาทั้งสองข้างหนา ส่วนด้านล่างแบนราบ อากาศที่ผ่านตรงส่วนที่หนาจะเดินทางได้ไกลและเร็วกว่า ความกดอากาศจึงน้อยกว่าด้านล่างซึ่งบางกว่า   ดังนั้นความกดอากาศที่สูงกว่าจึงยกบูมเมอแรงให้ลอยได้  ส่วนการหมุนกลับมาหาผู้ขว้างนั้น ต้องอาศัยเทคนิคในขณะที่ขว้างบูมเมอแรงประกอบด้วยคือ การทำให้เกิดการหมุนจากแรกที่ส่งไปและเทคนิคการบิดข้อมือของผู้ขว้าง เพื่อให้ได้จังหวะให้บูมเมอแรงหมุนติ้ว การที่บูมเมอแรงหมุนกลับมาที่เดิมได้เพราะมีแรงลมและมีการหมุน และต้องปาในแนวตั้ง ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหลักการทฤษฎีทางกลศาสตร์ และปรากฏการณ์รักษาการทรงตัว (gyroscopic effect) กล่าวคือมีแรงมากระทำกับบูมเมอแรงในขณะที่มันหมุนอยู่หลายแรงด้วยกันคือ แรงโน้มถ่วงของโลก แรงกระทำบนปีก แรงจากการขว้าง แรงที่เกิดจากความแตกต่างของความเร็ว และแรงจากลม \r\n\r\n           การทำบูมเมอแรงเป็นรูปทรงต่าง ๆ ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักนิยมเล่นบูมเมอแรงมักประดิษฐ์มาแข่งขันกันว่า  บูมเมอแรงของใครพุ่งไปได้ไกลที่สุด และใช้เวลาเดินทางสั้นที่สุด   \r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-physics/item/7811-2017-12-19-02-15-33","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1627606970.PNG"],
    [386,3498,"ไขข้อสงสัยความเร็วกับความเร่งต่างกันอย่างไร","Thu, 2021-07-29 08:55","http://www.stkc.go.th/node/3498","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ความเร็วและความเร่งคือแนวคิดหลักสองอย่างเมื่อทำการศึกษาเรื่องการเคลื่อนที่ของวัตถุที่มีเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ความเร็วคือการเคลื่อนที่ของวัตถุที่เคลื่อนที่ในทิศทางใดทิศทางหนึ่งในขณะที่ความเร่งคือการเปลี่ยนแปลงของความเร็ววัตถุเมื่อเทียบกับเวลา เมื่อใดก็ตามที่คุณผู้อ่านเดิน วิ่ง หรือขับขี่ยานพาหนะ คุณกำลังเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วและความเร่งที่สามารถวัดค่าได้ เช่นเดียวกันกับการบินของนก การว่ายน้ำของปลา การไหลของน้ำในแม่น้ำ การตกลงมาของใบไม้จากต้นไม้ การหมุนรอบตัวเองของโลกและการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ เหล่านี้ล้วนเป็นการกระทำหรือปรากฏการณ์ที่มีความเร็วและความเร่งมาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น ซึ่งถ้าหากเราต้องการแบ่งแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันจะต้องพิจารณาเปรียบเทียบเป็นเรื่อง ๆ จะเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น\r\n\r\n\r\n        เรามาดูควาแตกต่างเบื้องต้นที่ควรทำความเข้าใจเกี่ยกับความแตกต่างระหว่างความเร็วกับความเร่งกันบ้าง\r\n\r\nความเร็ว คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของวัตถุเมื่อเทียบกับเวลา ส่วนความเร่ง คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของความเร็ว\r\n\r\nความเร็ว คือ อัตราส่วนระหว่างระยะทางที่เคลื่อนที่ไปได้กับเวลา ส่วนความเร่ง คือ อัตราส่วนระหว่างความเร็วและเวลา\r\n\r\nความเร็ว มีหน่วยคือ เมตร ต่อ วินาที ส่วนความเร่ง มีหน่วยคือ เมตร ต่อ วินาทีกำลังสอง\r\n\r\nความหมายของความเร็วในทางวิทยาศาสตร์\r\n\r\n         ในทางวิทยาศาสตร์เรานิยามความเร็วด้วยการบอกว่ามันคือ ปริมาณเวกเตอร์ ที่มีทั้งขนาดที่แสดงถึงความเร็วและต้องมีทิศทางบอกด้วยว่ากำลังไปในทิศทางใด [อีกปริมาณหนึ่งคือ ปริมาณสเกลาร์ ที่มีแค่ขนาดเพียงอย่างเดียว] ความเร็วเป็นปริมาณทางกายภาพที่อธิบายถึงอัตราการเคลื่อนที่ของวัตถุพร้อมกับทิศทาง ความเร็วช่วยแสดงอัตราการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของมนุษย์หรือวัตถุใด ๆ เทียบกับเวลาที่ใช้ เช่น รถยนต์ความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หมายความว่า ในอีก 1 ชั่วโมงถ้ารถยนต์คันนี้ยังรักษาความเร็วได้อย่างคงที่จะสามารถเคลื่อนที่ไปได้ระยะทาง 100 กิโลเมตร\r\n\r\nความหมายของความเร่งในทางวิทยาศาสตร์\r\n\r\n          การวัดการเปลี่ยนแปลงของความเร็วโดยเทียบกับเวลา นี่คือคำนิยามอีกวิธีหนึ่งของความเร่ง เมื่อใดก็ตามที่วัตถุมีการเปลี่ยนแปลงความเร็ว เมื่อนั้นก็จะมีความเร่งเกิดขึ้น โดยถ้าความเร็วเพิ่มขึ้นจากเดิม เราก็จะเรียกว่าวัตถุมีความเร่ง แต่ถ้าวัตถุมีความเร็วลดลงจากเดิมเราจะเรียกว่าวัตถุนั้นมีความหน่วง ส่วนความเร่งนั้นเป็นปริมาณเวกเตอร์เหมือนกันกับความเร็วคือต้องมีทั้งขนาดและทิศทาง ซึ่งทำให้เราสามารถพิจารณาแนวคิดความสัมพันธ์เกี่ยวกับความเร็วและความเร่งได้โดยใช้การเปรียบเทียบทิศทางของปริมาณทั้งสอง\r\n\r\nกรณีที่ 1 ความเร่งและความเร็วมีทิศไปในทางเดียวกันหรือขนานกัน วัตถุจะมีความเร็วเพิ่มขึ้น\r\n\r\nกรณีที่ 2 ความเร่งและความเร็วทำมุมตรงข้ามกัน วัตถุจะมีความเร็วลดลง\r\n\r\nกรณีที่ 3 ความเร่งและความเร็วทำมุมตั้งฉากกัน วัตถุจะมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนที่\r\n\r\nซึ่งความเร่งนั้นจะมี 2 ประเภท\r\n\r\nCentripetal acceleration หรือ ความเร่งสู่ศูนย์กลาง เมื่อวัตถุใด ๆ มีการเคลื่อนที่รูปแบบวงกลม มีการเปลี่ยนแปลงทิศทางไปเรื่อย ๆ ตลอดที่เกิดการเคลื่อนที่ เหมือนการโคจรของดาวเคราะห์ในอวกาศ จะเกิดความเร่งเข้าสู่ศูนย์กลางขึ้น\r\n\r\nTangential acceleration หรือ ความเร่งในแนวสัมผัส ก็คือความเร่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงแค่เฉพาะความเร็วเทียบกับเวลา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของทิศทาง วัตถุมุ่งไปยังทิศเดิมเสมอ\r\n\r\nนอกจากจะมีความเร็วแล้วยังมีอัตราเร็วด้วย\r\n\r\n          อัตราเร็ว คือ ระยะทางที่วัตถุเคลื่อนที่จริงในหนึ่งหน่วยเวลา เป็นปริมาณสเกลาร์ มีหน่วยเป็น เมตร/วินาที เช่น รถยนต์กำลังแล่นบนถนนด้วยอัตราเร็ว 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หมายความว่า ใน 1 ชั่วโมง รถยนต์คันนี้จะสามารถวิ่งได้เป็นระยะทาง 15 กิโลเมตร โดยไม่ได้คำนึงถึงทิศทางที่วิ่ง\r\n\r\n          ความเร็ว คือ การกระจัดของวัตถุในหนึ่งหน่วยเวลา เป็นปริมาณเวกเตอร์ มีหน่วยเป็น เมตร/วินาที เช่น เครื่องบินกำลังบินด้วยความเร็ว 500 ไมล์ทะเลต่อชั่วโมง ไปทางทิศเหนือ หมายความว่า ใน 1 ชั่วโมง เครื่องบินจะสามารถบินได้ระยะทาง 500 ไมล์ทะเล โดยมุ่งตรงไปยังทิศเหนือ\r\n\r\nความเร่งและอัตราเร่งก็ต่างกัน\r\n\r\n          อัตราเร่ง คือ อัตราเร็วที่เปลี่ยนแปลงไปในหนึ่งหน่วยเวลา เป็นปริมาณสเกลาร์ มีหน่วยเป็น เมตร/วินาที2 เช่น เรือยอชต์แล่นบนทะเลด้วยอัตราเร่ง 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง2 หมายความว่า ทุก ๆ 1 ชั่วโมง เรือยอชต์จะแล่นไปด้วยอัตราเร็วที่เพิ่มขึ้น 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยไม่ได้คำนึงถึงทิศทางที่วิ่ง\r\n\r\n          ความเร่ง คือ ความเร็วที่เปลี่ยนแปลงไปในหนึ่งหน่วยเวลา เป็นปริมาณเวกเตอร์ มีหน่วยเป็น เมตร/วินาที2 เช่น นักปั่นจักรยานปั่นด้วยอัตราเร่ง 0.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง2 ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ หมายความว่า ทุก ๆ 1 ชั่วโมง จักรยานจะมีความเร็วที่เพิ่มขึ้น 2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมุ่งตรงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้\r\n\r\n         ดังนั้นเเล้วความหมายของ ความเร็ว เเละ ความเร่งจึงแตกต่างกัน\r\n\r\nความเร็ว คือระยะทางที่เปลี่ยนในหนึ่งหน่วยเวลา\r\n\r\nความเร่ง คือความเร็วที่เปลี่ยนในหนึ่งหน่วยเวลา นั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-physics/item/11222-2019-12-19-04-51-40","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1627523720.png"],
    [387,3492,"พลาสติกย่อยสลายได้","Tue, 2021-07-27 08:38","http://www.stkc.go.th/node/3492","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   พลาสติกเป็นวัสดุที่สามารถพบได้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากมีราคาถูก และสามารถปรับปรุงสมบัติได้อย่างหลากหลายเพื่อให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น บรรจุภัณฑ์ เส้นใยสังเคราะห์ ทำให้มีการผลิตพลาสติกออกมาเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดปัญหาขยะพลาสติกตามมา\r\n\r\n          ขยะพลาสติกกลายเป็นสิ่งที่สังคมโลกให้ความสนใจ เนื่องจากพลาสติกบางชนิดไม่ย่อยสลายในธรรมชาติ หรือใช้ระยะเวลาในการย่อยสลายยาวนาน ขยะพลาสติกบางชนิดใช้เวลาในการย่อยสลายมากกว่าร้อยปีในการย่อยสลาย จึงเกิดการตกค้างในธรรมชาติส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหาร โดยเฉพาะกับสัตว์ทะเล นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบ \"อนุภาคพลาสดิกขนาดเล็กหรือไมโครพลาสติก (Microplastics)\" ในท้องของสัตว์ทะเล โดยไมโครพลาสติกชิ้นเล็กระดับไมโครเมตรที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เกิดจากการแตกสลายของขยะพลาสติก หรือจากผลิตภัณฑ์พลาสติกบางชนิด เช่น ไมโครบีดส์ เม็ดสครับ ไมโครพลาสติกไม่เพียงแค่ตกค้างในธรรมชาติ แต่ยังสามารถดูดซับสารพิษ เช่น โลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ซึ่งเมื่อสัตว์น้ำบริโภคไมใครพลาสติกเข้าสู่ร่างกาย ก็จะได้รับสารพิษที่สะสมอยู่ในไมโครพลาสติกเข้าไปด้วย\r\n\r\nนอกจากไมโครพลาสติกแล้ว ขยะจากผลิตภัณฑ์พลาสติกเองก็ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ ดังเช่นข่าววิกฤตเต่าทะเลที่ ตายเพราะการบริโภคถุงพลาสติก หรือบาดเจ็บจากการที่มีขยะพลาสติกติดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย สังคมโลกจึงตระหนัก และให้ความสำคัญของปัญหาขยะพลาสติกมากขึ้น\r\n\r\n          การลดการใช้ การใช้ซ้ำ และการรีไซเคิล เป็นวิธีที่สามารถนำมาใช้ในการลดปัญหาขยะพลาสติกได้ แต่ยังมีอีกทาง เลือกหนึ่งที่เป็นที่สนใจในแวดวงวิชาการคือ การใช้พลาสติกย่อยสลายได้ในสภาวะแวดล้อมธรรมชาติทดแทนพลาสติก แบบเดิม ซึ่ึ่งนอกจากจะสามารถใช้ประโยชน์จากพลาสติกได้เหมือนเดิมแล้ว ยังช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกได้อีกด้วย\r\n\r\n         พลาสติกย่อยสลายได้ในสภาวะแวดล้อมธรรมชาติ (Environmentally Degradable plastics: EDP) ยังสามารถ แบ่งได้เป็นอีก 2 ประเภท ตามกระบวนการย่อยสลาย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการย่อยสลายของพลาสติก แต่ละประเภทจะช่วยให้การจัดการขยะพลาสติกมีประสิทธิภาพและลดมลภาวะให้กับสิ่งแวดล้อมได้ดียิ่งขึ้น โดยพลาสติก ทั้ง 2 ประเภทนี้คือ\r\n\r\n          1. พลาสติกแตกสลายทางชีวภาพได้ (Biodegradable Plastic) หรือพลาสติกย่อยสลายได้ทางชีวภาพสามารถผลิตได้ทั้งจากวัตถุดิบจากธรรมชาติและปิโตรเคมี พลาสติกชนิดนี้เมื่อทิ้งไว้ในสภาวะแวดล้อมทั่วไป จะไม่สามารถย่อยสลายได้อย่างสมบูรณ์ และอาจแตกสลายกลายเป็นไมโครพลาสติกได้ แต่หากมีการนำไป จัดการอย่างเหมาะสม มีการควบคุมสภาวะความร้อน ความชื้น และมีการให้จุลินทรีย์ พลาสติกชนิดนี้จะถูก จุลินทรีย์ย่อยสลายในลำาดับสุดท้ายกลายเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และสารชีวมวลได้อย่างสมบูรณ์\r\n\r\n\r\nแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าพลาสติกที่ใช้อยู่เป็นพลาสติกย่อยสลายได้แบบ EDP ?\r\n\r\n          ตัวชี้วัดสำคัญที่แสดงว่าพลาสติกย่อยสลายได้แบบ EDP คือ การวัดปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมาตรฐาน มอก.17088-2555 และมาตรฐานพลาสติกที่สลายตัวได้ทางชีวภาพ กำหนดให้ คาร์บอนต้องเปลี่ยนเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นตามทฤษฎีภายในระยะเวลาไม่เกิน 180 วัน และให้ดูการรับรองมาตรฐานต่าง ๆ มี IS0 17088 ที่เป็นมาตรฐานสากล และมาตรฐานที่ใช้ในแต่ละประเทศ เช่น ในสหรัฐอเมริกาใช้มาตรฐาน ASTM D6400 ยุโรปใช้มาตรฐาน EN 13432 ส่วนประเทศไทยใช้มาตรฐาน มอก.17088-2555\r\n\r\n        พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ มีอายุกรย่อยสลายสั้นกว่าพลาสติกทั่วไป อาจช่วยลดปัญหาเรื่องพื้นที่การฝังกลบได้บ้างหรือดูเหมือนจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่พลาสติกเหล่านี้อาจแตกสลายไม่สมบูรณ์เกิดเป็นไมโครพลาสติกซึ่งมีผลต่อสิ่งมีชีวิตตังที่มีรายงาน นอกจากนี้ พลาสติกแต่ละชนิดต้องการ การจัดการไม่เหมือนกันและมีค่าใช้จ่ายในการจัดการพลาสติก ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด ด ควรลดการใช้พลาสติก หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทดแทนพลาสติก รวมทั้งลดการสร้างขยะเพื่อรักษาโลกของเรากันเถอะ\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/12178-2021-07-01-07-28-18\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1627349932.jpeg"],
    [388,3483,"COVID-19 ภัยร้ายที่โลกต้องเผชิญ","Fri, 2021-07-23 08:40","http://www.stkc.go.th/node/3483","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," ในอดีตเมื่อปี ค.ศ. 2003 โลกต้องเผชิญกับการระบาดของโรค SARS (Severe Acute Respiratory Syndrome) ทำให้มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกมากกว่า 700 คน ต่อมาปลายปี ค.ศ. 2019 โรคระบาดจากไวรัสกลับมาอีกครั้งในชื่อ COVID-19 (Coronavirus Disease 2019)\r\n\r\n\r\n          การระบาดของโรคได้กระจายอย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรงมากขึ้น จนกระทั่งเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 2020 องค์การอนามัยลกได้ประกาศให้โรค COVD-19 เป็นโรคระบาดใหญ่ เนื่องจากมีการแพร่กระจายของโรคไปทั่วโลกและยากต่อการควบคุม ซึ่งในปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกมากกว่า 75 ล้านคน โดยไวรัสที่ทำให้เกิดโรคระบาดนี้เป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า SARS CoV -2 เนื่องจากไวรัสนี้มีลำดับทางพันธุกรรมคล้ายคลึงกับไวรัสโรคซาร์ส (SARS-CoV ไวรัสชนิดนี้มีลักษณะอย่างไร และจะส่งผลอย่างไรต่อร่างกายของเรา ลองมาศึกษากันค่ะ\r\n\r\nลักษณะของไวรัส SARS-CoV-2\r\n\r\n          การศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนพบว่าไวรัสเป็นทรงกลม มีจีโนมเป็น RNA สายเดี่ยวที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกโปรตีน (แคปซิด) และมีเยื่อหุ้มแบบฟอสโฟลิพิปิดส่องชั้นหุ้มอีกครั้งหนึ่ง ที่เยื่อหุ้มนี้จะมีส่วนโปรตีนสไปค์ (S-protein, Spike) ยื่นเป็นหนามแหลมล้อมรอบมีลักษณะคล้ายมงกุฎ จึงเป็นที่มาของซื่อเรียกทั่วไปว่า \"ไวรัสโคโรนา\" ซึ่งตัวหนามนี้เป็นกลไกสำคัญที่ไวรัสตัวร้ายใช้ในการเข้าถึงเซลล์ของเจ้าบ้าน (Azkur et al., 2020)\r\n\r\n\r\nรู้หรือไม่ ?\r\n\r\n            SARS-CoV-2 มีอยู่ 3 Type ได้แก่ งpe A B และ C ซึ่งแตกต่างกันที่ลำดับกรดอะมิโน โดย Type A และ C ส่วนใหญ่จะพบในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่วน Type B จะพบในแถบเอเชียตะวันออก\r\n\r\nกลไกการออกฤทธิ์ของเชื้อไวรัส\r\n\r\n            ผู้อ่านทุกท่านคงจะทราบแล้วว่า หากเราได้รับละอองฝอยจากสารคัดหลั่ง (น้ำลาย เสมหะ น้ำมูก) ของผู้ป่วยจากการไอหรือจาม และสัมผัสเชื้อโรคที่แพร่กระจายปนเปื้อนตามพื้นผิวต่าง ๆ แล้วมาสัมผัสจมูก ปาก หรือ ตา (อวัยวะที่มีเยื่อเมือกบู จะเป็นการเปิดโอกาสให้ไรรัสเข้าสู่เซลล์ภายในร่างกายเราได้ ซึ่งกลไกเป็นดั่งนี้ สไปค์โปรตีนบนผิวของไวรัสจะใช้บริเวณที่ทำหน้าที่จดจำ (Receptor-binding  domain  site, RBD) จับกับตัวรับจำเพาะบนเยื่อหุ้มเซลล์(Angiotensin-Converting Enzyme 2, ACE2) และมีเอมไซม์ Serine Pro tease ทำให้เกิดการหลอมรวมเยื่อหุ้มเซลล์ ไวรัสจึงสามารถเข้าไปในเซลล์ได้ (Hoffmann et al., 2020) ไวรัสจะทำการเพิ่มจำนวน RNA และสังเคราะห์โปรตีนที่เป็นโครงสร้างของไวรัสในซโทพลาสซึมของเชลล์ จากนั้นจะประกอบเป็นอนุภาคไวรัสใหม่ที่เยื่อหุ้มระหว่างเอนโดพลาสมิก เรติคูลัมและกอลจิบอดี (Endoplasmic Reticulum Golgi Intermediate Compartment, ERGIC) และขนส่งออกนอกเซลล์โดยบรรจุอยู่ในถุงเวสิเคิลทำให้ไวรัสแพร่กระจายไปยังเชลล์อื่น ๆ ทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว\r\n\r\nการแสดงออกของอาการ\r\n\r\n            อาการทั่วไปของผู้ป่วย โรค COVID-19 คือ มีไข้ ไอ อ่อนเพลีย และอาจท้องเสียร่วมด้วย แต่อาการ และระดับความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งทางไวรัสวิทยาเชื่อว่าขึ้นอยู่กับปริมาณของไวรัสที่เข้าสู่ร่างกาย (Gralinski et al, 2013) โดยทั่วโลกพบว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการเล็กน้อยจนถึงป่านกลางแต่สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงมักจะเป็นผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวอยู่ก่อน เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงผู้สูงอายุ (Dong et al.2020) และมีผู้ป่วยบางรายที่ไม่แสดงอาการของโรคแต่สามารถเป็นพาหะแพร่เชื้อได้\r\n\r\nอันตรายของไวรัส SARS-CoV-2\r\n\r\n            ปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายเราได้เอง โดยจะไปกระตุ้นเซลล์ปี ให้พลาสมาเซลล์มีการหลั่งอิมมูโนโกลบูลินเพื่อกำจัดเชื้อโรคเหล่านั้น รวมถึงไปกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด CD4 และ CD: ซึ่งเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกันโดยตรง แต่สำหรับอันตรายของไวรัส SARS-CoV-2 นี้คือ เมื่อไวรัสเข้าไปยังปอด ไวรัสจะเข้าไปยังถุงลมซึ่งมีหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สโดยตรง ในถุงลมจะมีเซลล์อยู่สองชนิด คือ เซลล์ Type / ที่มีผนังบางทำหน้าที่ให้ออกซิเจนผ่านเข้าออกเพื่อแลกเปลี่ยนแก๊ส และเซลล์ Type I มีหน้าที่หลั่งเมือกออกมาป้องกันการยุบเสียหายของถุงลม ซึ่งสไปค์โปรตีนบนผิวของไวรัสจะเข้าไปจับกับตัวรับ ACE2 เพื่อเพิ่มจำนวนในเซลล์ทั้งสองนี้ เมื่อไวรัสเพิ่มจำนวนมากขึ้นทำให้เซลล์เสียหาย เมื่อขาดเซลล์ Type I ส่งผลให้ระดับปริมาณออกซิเจนในเลือดลดลง และขาดเมือกจากเซลล์ Type II ทำให้ถุงลมเกิดการยุบตัวเสียหาย ของเหลวจึงไหลเข้ามาสะสม ทำให้เกิดอาการปอดบวม หายใจติดขัด หอบเหนื่อย (Gralinski et al. 2013)\r\n\r\n\r\n            นอกจากนี้ เซลล์ที่ตายหรือเกิดการเสียหายจะทำให้เม็ดเลือดขาวชนิด Neutrophil เพิ่มจำนวนขึ้นเพื่อที่จะพยายามทำลายเซลล์ที่ถูกติดเชื้อ ส่งผลให้เซลล์ปอดทั้งสองชนิดถูกทำลายอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกันเกิดเป็นภาวะอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน (Acute Respiratory Distress Syndrome, ARDS) และถ้าโปรตีนที่อยู่ในของเหลวไหลปนเข้าไปในกระแสเลือดและไปยังอวัยวะต่าง ๆ จะสามารถทำให้เกิดการอับเสบทั่วทั้งร่างกาย จนผู้ป่วยเสียชีวิตได้ในที่สุด (Gralinskiet al., 2013)\r\n\r\nรู้หรือไม่ทำไม COVID-19 ถึงรุนแรงกว่าโรคซาร์ส ทั้งที่เกิดจากไวรัสตระกูลเดียวกัน\r\n\r\nไวรัส SARS-CoV-2 มีความแข็งแกร่ง เนื่องจากสไปค์โปรตีนของ SARS-CoV-2 สามารถยึดเกาะกับตัวรับ ACE2 ได้ดีกว่าไวรัสโคโรนาที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส (SAR-CoV 10 เท่า\r\nไวรัส SARS-Cov-2 สามารถจริญติบโตได้ดีกว่าไวรัสโรคซาร์สที่อุณหภูมิ 33 งศาเซลเซียส ถึง 100 เท่า จึงทำให้สามารถเกาะจับกับ ACE2 ของเซลล์ในทางเดินหายใจส่วนบน คือ ในโพรงจมูกและลำคอได้ไม่ต้องลงไปจับลึกถึงที่ปอดเหมือนกับโรคชาร์สทำให้สามารถติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อได้ง่ายกว่า (V'Kovski el al., 2020)\r\nวัคซีนแห่งความหวัง\r\n\r\n            เมื่อการระบาดของโรค COVID-19 ลุกลามไปทั่วและไม่มีที่ท่าจะควบคุมได้ ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกย่ำแย่การพัฒนาวัคซีนจึงเป็นความหวังของมวลมนุษยชาติ หลักการพื้นฐานของการผลิตวัคซีน คือ การใช้เชื้อที่ตายแล้วหรือเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือส่วนของเชื้อฉีดเข้าไปในร่างกาย เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อโรคชนิดนั้นขึ้นเอง เช่น ประเทศจีนได้นำเชื้อที่ตายแล้วซึ่งเป็นเชื้อที่แยกได้จากผู้ป่วยมาเลี้ยงขยายพันธ์ จากนั้นฆ่าเชื้อด้วยสารเคมีและทำเชื้อให้บริสุทธิ์ แล้วจึงนำมาทดลองฉีดในหนูและลิง โดยพบว่าว่างกายของสัตว์ทดลองสามารถสร้างภูมิคุ้มกันชนิดอิมมูในโกลบูลิน G ที่จำเพาะต่อโปรตีนในสไปค์โปรตีนของไวรัส โดยทางผู้พัฒนาคาดว่าสามารถนำวัคนนี้มาใช้ได้ในปี ค.ศ. 2022 (Gao et al. 2020) นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ คือ การผลิตวัคซีนจาก mRNA ของไวรัส ซึ่งเป็นส่วนที่จำเพาะต่อการสร้างสไปค์โปรตีนของเชื้อไวรัส โตย mRNA จะถูกห่อหุ้มด้วยไขมันขนาดเล็กเพื่อป้องกันการย่อยสลายจากเอนไซม์ในร่างกายก่อนนำเข้าสู่ร่างกาย เมื่อ mRNA เข้าสู่ร่างกายแล้ว จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัสได้ ขณะนี้ได้เริ่มมีการทดลองใช้ mRNA วัคชีนกับอาสาสมัครแล้ว พบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพที่สามารถป้องกันโรคได้สูง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการทดลองอีกระยะหนึ่งจึงจะนำมาใช้จริง (Corbett et al., 2020) อย่างไรก็ตาม การพัฒนาวัคซีนจะต้องทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนอีกหลายขั้นตอนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา จึงต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะมีการประกาศใช้วัคซีนสำหรับป้องกันโรคนี้ได้\r\n\r\n\r\nการดูแลตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยง COVID-19\r\n\r\n            สำหรับช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยวัคซีนแห่งความหวังท่ามกลางสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ทุกคนควรดูแลสุขภาพของตนเองให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น สวมหน้ากากอนามัย รวมทั้งหมั่นล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่อย่างถูกวิธี หรือใช้เจลแลกอฮอล์ที่มีส่วนผสมของแอลกคฮล์มากกว่า 70% เพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโรคระบบทางเดินหายใจรวมทั้งโรค COVID-19\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-biology/item/12179-covid-19","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1627004456.png"],
    [389,3480,"Gregor Mendel บิดาแห่งพันธุศาสตร์","Thu, 2021-07-22 08:30","http://www.stkc.go.th/node/3480","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เกรกอร์ เมนเดล (Gregor Mendel) บิดาแห่งพันธุศาสตร์ ผู้ค้นพบหลักการพื้นฐานของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เขาเป็นทั้งนักบวช ครู และนักวิทยาศาสตร์ผู้หลงไหลในธรรมชาติ ด้วยความอยากรู้และอยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมมชาติว่า “สิ่งมีชีวิตสามารถถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างไร”\r\n\r\n เมนเดลจึงสร้างแปลงทดลองทางพฤกษศาสตร์ขึ้นภายในลานวัดที่เขาบวชอยู่นั่นเอง ความพยายามกว่า 8 ปี จากการทดลองผสมพันธุ์ถั่วลันเตาหลายพันครั้ง ทำให้เมนเดลเกิดความเข้าใจและเสนอหลักการพื้นฐานทางพันธุศาสตร์ 2 ข้อ ได้แก่ \r\n\r\nกฎข้อที่ 1 กฎการแยก (Law of Segregation)\r\nกฎข้อที่ 2 กฎการรวมกลุ่มอย่างอิสระ (Law of Independent Assortment)\r\n\r\nหลักการนี้ทำให้อธิบายได้ว่า ลักษณะต่างๆ จะถูกถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้อย่างไร แล้วทำไมบางลักษณะจึงสามารถหายไปในบางรุ่นและกลับมาปรากฏได้อีกในรุ่นถัดไป\r\n\r\nการค้นพบของเมนเดลในครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าด้านพันธุศาสตร์ตามมาอีกมากมาย เช่น การสร้างสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม GMOs (genetically modified organisms) เทคโนโลยีการวิเคราะห์ลำดับเบสของยีน (gene sequencing) การเพิ่มปริมาณยีน (gene cloning) การสร้าง DNA ติดตาม (DNA probe) การสร้างยีนกลายพันธุ์ (in vitro mutagenesis) การบ่งชี้ตำแหน่งกลายพันธุ์บนยีน (point mutations and deletions) และอีกมากมาย การปฏิวัติทางพันธุกรรม (genetic revolution) เหล่านี้ เปรียบเสมือนคลื่นยักษ์ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/12403-gregor-mendel","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1626917435.png"],
    [390,3478,"ซามูเอล มอร์ส ผู้พัฒนาโทรเลขไฟฟ้าและรหัสมอร์ส","Wed, 2021-07-21 09:12","http://www.stkc.go.th/node/3478","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"รหัสมอร์ส (Morse code) เป็นการส่งข้อความด้วยสัญญาณ สั้น-ยาว ในรูปของสัญลักษณ์หรือเสียง แทนตัวอักษรต่างๆ ที่กำหนดไว้เป็นสากล ถูกคิดค้นขึ้นโดย ซามูเอล มอร์ส (Samuel Morse) นักวาดภาพและนักประดิษฐ์ชาวอเมริกัน\r\n\r\nที่ผ่านมารหัสมอร์สถูกใช้ในระบบโทรเลขเพื่อการสื่อสารระยะไกลแทนข้อความหรือตัวอักษร แต่ในหมู่ผู้ปฏิบัติงานจริงในพื้นที่เสี่ยง อาจใช้รหัสมอร์สเพื่อส่งข่าวสารในยามคับขันด้วยวิธีการอื่นๆ เช่น ไฟกะพริบ การเคาะจังหวะ หรือแม้แต่การกะพริบตา\r\n\r\nในประเทศไทย เริ่มใช้รหัสมอร์สในสมัยรัชกาลที่ 5 เข้ามาพร้อมการนำระบบโทรเลขสื่อสารเข้ามาใช้ในประเทศไทย โดยระยะแรกเป็นการแปลรหัสมอร์สเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษและโรมัน ทำให้การส่งข้อความภาษาไทยเกิดความล่าช้าและผิดพลาดบ่อยครั้ง ต่อมาจึงได้มีการคิดค้นรหัสมอร์สภาษาไทยขึ้นและใช้กันแพร่หลายต่อมา\r\n\r\nแม้ว่าปัจจุบันการสื่อสารในรูปแบบโทรเลขจะไม่เป็นที่นิยมแล้ว แต่ก็ยังมีการใช้งานรหัสมอร์สอยู่มากในวงการวิทยุสมัครเล่น\r\n\r\nข้อดีสำคัญของการติดต่อผ่านวิทยุสื่อสารด้วยรหัสมอร์ส คือ ใช้แถบความถี่น้อยมากเมื่อเทียบกับการสื่อสารระบบอื่นๆ เป็นการประหยัดความถี่ และสามารถใช้งานพร้อมๆ กันได้โดยไม่มีการรบกวนสัญญาณกัน\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-science/item/12229-2021-05-24-07-49-39","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1626833541.jpeg"],
    [391,3476,"อุณหภูมิในหน่วย “เคลวิน”","Tue, 2021-07-20 07:54","http://www.stkc.go.th/node/3476","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2367 เป็นวันคล้ายวันเกิดของ William Thomson, 1st Baron Kelvin นักฟิสิกส์และวิศวกรชาวอังกฤษ ผู้พัฒนาระบบอุณหภูมิสัมบูรณ์ (absolute temperature) ที่ใช้แพร่หลายในแวดวงวิทยาศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน โดยชื่อเคลวิน (K) ถูกตั้งเป็นหน่วยวัดอุณหภูมิในระบบเอสไอ (SI units) เราสามารถแปลงอุณหภูมิในหน่วยองศาเซลเซียสให้เป็นอุณหภูมิในหน่วยเคลวินได้จากสมการ [K = °C + 273.15]\r\n\r\nเคลวินยังมีผลงานที่สำคัญมากมายทางด้านคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ สาขาไฟฟ้า และ อุณหพลศาสตร์ \r\nอายุ 23 ปี Thomson และ James Prescott Joule ร่วมมือกันทำงานได้ค้นพบปรากฏการณ์ Joule–Thomson และยังพบอีกว่า ที่อุณหภูมิ -273.15 องศาเซลเซียส สรรพสิ่งจะอยู่ในสภาพนิ่ง คือ ไร้การเคลื่อนที่ใดๆ\r\nอายุ 30 ปี ได้ทำงานร่วมกับ Rudolf Clausius ได้ตั้งกฎข้อที่ 2 ของวิชาอุณหพลศาสตร์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องจักรความร้อน และได้ศึกษาปริศนาอายุของโลกโดยใช้ทฤษฎีการนำความร้อนของ Fourier (Jean Baptiste Joseph Fourier)\r\nอายุ 42 ปี ได้พัฒนาเทคนิคการวัดขนาดของอะตอม สร้างกัลวาโนมิเตอร์แบบใช้กระจก และได้จดลิขสิทธิ์อุปกรณ์นี้ อีกทั้งยังเป็นผู้รับผิดชอบโครงการวางสายเคเบิลโทรศัพท์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วย ซึ่งผลงานนี้เองที่ทำให้ได้รับการโปรดเกล้าเป็น “Sir” \r\nอายุ 68 ปี ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น Baron Kelvin of Largs และเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกของอังกฤษที่ได้ตำแหน่ง Lord เพื่อเป็นเกียรติแก่ผลงานของเขา โดยนำชื่อมาจากแม่น้ำเคลวินที่ไหลผ่านมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ในสกอตแลนด์ สหราชอาณาจักร\r\nKelvin เสียชีวิตเมื่ออายุ 83 ปี ศพถูกนำไปฝังใน London เคียงข้าง Isaac Newton\r\n\r\nแหล่งที่มา   https://www.scimath.org/article-physics/item/12345-2021-06-28-02-47-43","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1626742450.PNG"],
    [392,3474,"William Gilbert บิดาแห่งไฟฟ้าและแม่เหล็ก","Mon, 2021-07-19 08:24","http://www.stkc.go.th/node/3474","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"William Gilbert นักวิทยาศาสตร์และแพทย์ชาวอังกฤษที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งไฟฟ้าและแม่เหล็ก” ผู้บุกเบิกงานวิจัยเกี่ยวกับอำนาจแม่เหล็ก แนวคิดแปลกใหม่ของเขาสร้างเป็นแรงบันดาลใจให้ Galileo ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ว่า “โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของเอกภพ”\r\n\r\n\r\nชาวกรีกโบราณค้นพบแร่ชนิดหนึ่งที่สามารถดึงดูดเหล็กได้ เรียกแร่นั้นว่า แมกนีไทต์ (magnetite) ปัจจุบันเรียกวัสดุที่ดึงดูดเหล็กได้ว่า แม่เหล็ก (magnet) ด้วยสมบัติการวางตัวของแม่เหล็ก จึงมีการประยุกต์นำไปสร้างเป็นเข็มทิศเพื่อใช้ในการบอกทิศทาง\r\n\r\nเมื่อแขวนแท่งแม่เหล็กให้หมุนได้อย่างอิสระในแนวราบ แท่งแม่เหล็กจะวางตัวในแนวทิศเหนือ – ทิศใต้เสมอ โดยปลายแท่งแม่เหล็กที่ชี้ไปทางทิศเหนือ เรียกว่า ขั้วเหนือ (north pole) ใช้อักษรตัวย่อ N ส่วนปลายอีกด้านที่ชี้ไปทางทิศใต้ เรียกว่า ขั้วใต้ (south pole) ใช้อักษรตัวย่อ S\r\n\r\nแท่งแม่เหล็กจะมีขั้วเหนือและขั้วใต้เสมอ โดยจะไม่มีแม่เหล็กที่มีเฉพาะขั้วเหนือหรือขั้วใต้เพียงอย่างเดียว เมื่อนำขั้วแม่เหล็กของแท่งแม่เหล็กสองแท่งมาไว้ใกล้กัน ขั้วชนิดเดียวกันจะผลักกัน ขั้วต่างชนิดกันจะดึงดูดกัน\r\n\r\nเพื่อนๆ เชื่อหรือไม่ว่า “โลกประพฤติตัวเสมือนแท่งแม่เหล็ก”\r\nขั้วแม่เหล็กโลก (geomagnetic pole) จะอยู่ใกล้กับขั้วเหนือทางภูมิศาสตร์ (geographical north pole) และขั้วใต้ทางภูมิศาสตร์ (geographical south pole) ซึ่งเปรียบเสมือนแท่งแม่เหล็กวางตัวในแนวเหนือ-ใต้\r\n\r\nดังนั้น เมื่อวางเข็มทิศในบริเวณที่ไม่มีแม่เหล็กอื่นรบกวน เข็มชี้ทิศเหนือของเข็มทิศ จะชี้ไปยังขั้วใต้ของขั้วแม่เหล็กโลก (ขั้วโลกเหนือทางภูมิศาสตร์) และเข็มชี้ทิศใต้ของเข็มทิศจะชี้ไปยังขั้วเหนือของขั้วแม่เหล็กโลก (ขั้วโลกใต้ทางภูมิศาสตร์) จะเห็นว่าเข็มชี้ของเข็มทิศจะชี้ไปยังขั้วแม่เหล็กโลกซึ่งจะตรงข้ามกับขั้วทางภูมิศาสตร์\r\n\r\nเหล็กของแท่งแม่เหล็กสองแท่งมาไว้ใกล้กัน ขั้วชนิดเดียวกันจะผลักกัน ขั้วต่างชนิดกันจะดึงดูดกัน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1626657841.png"],
    [393,3472,"5 สิ่งเปลี่ยนโลก กับ Alan Mathison Turing","Fri, 2021-07-16 09:03","http://www.stkc.go.th/node/3472","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"อลัน แมธิสัน ทัวริง (Alan Mathison Turing) เกิดวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2455 เป็นนักคณิตศาสตร์ ชาวอังกฤษ ผู้เปลี่ยนโลกของเราให้เป็นได้อย่างทุกวันนี้ แล้วเขาเปลี่ยนอะไรบ้าง พบกับ 5 ผลงานโดดเด่นที่เขาได้ทำประโยชน์ต่อชาวโลก ดังนี้\r\n\r\n1. เครื่องจักรทัวริง กับต้นแบบคอมพิวเตอร์ \r\n‘ทัวริง’ บิดาแห่งวิทยาการคอมพิวเตอร์ ได้พัฒนา เครื่องจักรทัวริง หรือ Universal Turing Machine เครื่องจักรที่สามารถทำได้ทุกอย่างเมื่อใส่วิธีการแก้ปัญหาหรืออัลกอริทึมลงไป เป็นต้นแบบของคอมพิวเตอร์ที่ประยุกต์ใช้คณิตศาสตร์สร้างภาษาคอมพิวเตอร์ พัฒนาเป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในปัจจุบัน\r\n\r\n2. ถอดรหัสอินิกมา ช่วยผู้คนมากกว่า 14 ล้านชีวิต\r\n‘ทัวริง’ วีรบุรุษสงครามโลก หนึ่งในทีมถอดรหัสข้อความลับเครื่องอินิกมา (Enigma Machine) ของฝ่ายนาซี ช่วยให้ฝ่ายสัมพันธมิตรรู้เท่าทันกลยุทธ์ของฮิตเลอร์ สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงสิ้นสุดเร็วขึ้น และสามารถช่วยชีวิตผู้คนจากสงครามได้อย่างมหาศาล\r\n\r\n3. ปัญญาประดิษฐ์ จากบททดสอบทัวริง \r\n‘ทัวริง’ ผู้บุกเบิกปัญญาประดิษฐ์ ได้คิดค้นบททดสอบความฉลาดของเครื่องจักร หรือ Turing Test โดยให้ผู้ทดสอบปฏิสัมพันธ์กับบุคคล และกับเครื่อง ถ้าผู้ทดสอบแยกแยะไม่ได้ว่ากำลังปฏิสัมพันธ์กับบุคคลหรือเครื่องอยู่ นั่นแสดงว่าเครื่องจักรมีความสามารถเลียนแบบความคิดได้เหมือนมนุษย์\r\n\r\n4. จุดกำเนิดดิจิทัลคอมพิวเตอร์\r\n‘ทัวริง’ นำเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับวิธีการสร้างคอมพิวเตอร์จากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในงานทั่วไปที่ไม่ใช่เพียงเครื่องจักรที่ใช้ในการถอดรหัสเท่านั้น แนวความคิดนี้จึงเป็นที่มาของการสร้างคอมพิวเตอร์ยุคแรก (Pilot ACE) ในปี ค.ศ. 1950\r\n\r\n5. ถอดรหัสสิ่งมีชีวิต ด้วยกฎทางคณิตศาสตร์\r\n‘ทัวริง’ ใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงอธิบายการเกิดรูปแบบต่าง ๆ ในธรรมชาติ ว่าเป็นไปตามกฎทางคณิตศาสตร์อย่างไร ผลการศึกษานี้ถือเป็นจุดกำเนิดของทฤษฎีการเกิดลวดลายและสัณฐานของสิ่งมีชีวิต เช่น ลวดลายบนผิวของม้าลาย จุดบนผิวของเสือดาว\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-technology/item/12290-5-2","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1626401027.PNG"],
    [394,3469,"กฎของคูลอมบ์ (Coulomb’s Law)","Thu, 2021-07-15 09:31","http://www.stkc.go.th/node/3469","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"กฎของคูลอมบ์ (Coulomb’s Law)   \r\n\r\nขนาดของแรงระหว่างประจุไฟฟ้าทั้งสอง มีค่าแปรผันตามขนาดประจุแต่ละตัว และแปรผกผันกับกำลังสองของระยะห่างระหว่างประจุทั้งสอง โดยทิศทางของแรงที่ประจุกระทำต่อกันจะอยู่ในแนวเส้นตรงที่ลากเชื่อมต่อระหว่างประจุคู่นั้น ๆ แรงกระทำระหว่างประจุชนิดเดียวกัน (บวกทั้งคู่ หรือ ลบทั้งคู่) เป็นแรงผลัก และมีทิศชี้ออกจากกันในแนวเส้นตรงที่เชื่อมระหว่างประจุทั้งสอง แรงกระทำระหว่างประจุคนละชนิดกัน (บวกและลบ) เป็นแรงดึงดูด และมีทิศทางชี้เข้าหากันในแนวเส้นตรงที่เชื่อมระหว่างประจุทั้งสอง \r\n\r\nคูลอมบ์ (Charles-Augustin de Coulomb) นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1736 เขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ค้นพบกฎพื้นฐานของแม่เหล็กไฟฟ้าที่เรียกว่า “กฎของคูลอมบ์” ซึ่งอธิบายขนาดของแรงดึงดูดและแรงผลักระหว่างประจุไฟฟ้า \r\n\r\nรู้หรือไม่? Coulomb (C) ถูกตั้งเป็นชื่อเรียกหน่วยของ “ประจุไฟฟ้า” ในระบบ SI เพื่อเป็นเกียรติแก่ Charles-Augustin de Coulomb โดย 1 C เท่ากับ ปริมาณประจุไฟฟ้าจากกระแสไฟฟ้า 1 A ที่เคลื่อนตัวในเวลา 1 s","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1626316314.png"],
    [395,3467,"James Clerk Maxwell หนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดตลอดกาล","Wed, 2021-07-14 07:41","http://www.stkc.go.th/node/3467","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"James Clerk Maxwell เกิดเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2374 งานของเขาเกี่ยวข้องกับแม่เหล็ก ไฟฟ้า และแสง ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อวงการวิทยาศาสตร์ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เขาได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็น “บิดาแห่งฟิสิกส์สมัยใหม่” ผลงานของเขายังเป็นรากฐานสำคัญให้แก่วงการคณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์อีกด้ว\r\n\r\nรู้หรือไม่? Albert Einstein เคยกล่าวไว้ว่า\r\n\r\n“วิทยาศาสตร์ยุคหนึ่งได้สิ้นสุดลง และเริ่มต้นยุคใหม่ด้วย James Clerk Maxwell”\r\n“One scientific epoch ended and another began with James Clerk Maxwell.”\r\nQuoted in Robyn Arianrhod, Einstein's Heroes: Imagining the World Through the Language of Mathematics (2005), 272.\r\n\r\n \r\nMaxwell x คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า\r\nจากการศึกษาเกี่ยวกับสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก เราทราบแล้วว่าประจุไฟฟ้าทำให้เกิดสนามไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้าทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก นอกจากนี้ยังทราบอีกว่า เมื่อฟลักซ์แม่เหล็กเปลี่ยนแปลงผ่านขดลวดตัวนำ จะทำให้เกิดอีเอ็มเอฟเหนี่ยวนำในขดลวดตัวนำนั้น ในปี พ.ศ. 2407 Maxwell ได้รวบรวมแนวคิดเกี่ยวกับไฟฟ้าและแม่เหล็ก โดยนำเสนอในรูปแบบของสมการคณิตศาสตร์ว่า สนามไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก และสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาทำให้เกิดสนามไฟฟ้า โดยสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กมีทิศทางตั้งฉากซึ่งกันและกัน \r\n\r\nMaxwell ได้ทำนายว่ามีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic waves) ที่เกิดจากการเหนี่ยวนำอย่างต่อเนื่องระหว่างสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก โดยเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วประมาณ 3 x 108 เมตรต่อวินาที ซึ่งเท่ากับอัตราเร็วของแสง จึงได้เสนอแนวคิดว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความถี่ช่วงหนึ่ง คำทำนายนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นจริงโดยการทดลองของเฮิรตซ์ ในปี พ.ศ. 2430\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-physics/item/12248-james-clerk-maxwell","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1626223296.PNG"],
    [396,3465,"วิทยาศาสตร์ของกาแฟ","Tue, 2021-07-13 13:33","http://www.stkc.go.th/node/3465","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"กาแฟเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานเช่นเดียวกับพืชที่อยู่ในสวน ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยให้ผู้ดื่มรู้สึกสดชื่นและตื่นตัวในขณะที่กำลังเรียนหรือทำงาน อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดทั่วโลก และเป็นเครื่องดื่มที่ถูกเลือกให้เป็นตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาถึงความเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคอีกด้วย\r\n\r\n\r\n          การวางใจในกาแฟสักถ้วยที่ช่วยปลุกให้ตื่นขึ้นจากอาการง่วงนอนในยามบ่าย เป็นคุณสมบัติของคาเฟอีน ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญในกาแฟ และเป็นหนึ่งในสารกระตุ้น (stimulant) การทำงานของสมอง รวมทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอหรือลดความเสี่ยงของการเกิดโรคต่าง ๆ ได้ แต่ความสนใจในกาแฟเพียงเพราะคาเฟอีนที่ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าไม่ได้หมายความว่า จะเป็นความน่าสนใจทั้งหมดในแง่มุมของกาแฟที่ดี เนื่องจากมีสารเคมีอื่นๆ ที่มีความน่าสนใจในแง่ของประโยชน์ต่อสุขภาพ มากกว่า 1,000 รายการในกาแฟหนึ่งถ้วย ดังนั้นหากต้องการจิบกาแฟสักถ้วย นี่คือสารสำคัญของกาแฟที่ควรพิจารณา\r\n\r\n          คาเฟอีน (Caffeine) เป็นสารกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยการทำงานของคาเฟอีนจะปิดกั้นการทำงานของโมเลกุลอะดีโนซีน (Adenosine) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ลดการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และเป็นสารที่ส่งเสริมการนอนหลับเมื่อมันจับกับตัวรับของมัน (adenosine receptor)\r\n\r\n\r\n          คาเฟอีนและอะดีโนซีน มีโครงสร้างวงแหวนทางเคมีที่คล้ายคลึงกัน โดยคาเฟอีนจะแย่งจับกับโมเลกุลของอะดีโนซีน และปิดกั้นการทำงานของตัวรับอะดีโนซีน ซึ่งจะกีดกันการทำงานโดยปกติของร่างกายในเวลาที่ต้องการพักผ่อนเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า หรืออาจอธิบายได้ว่า เมื่อร่างกายตื่นตัว อะดีโนซีนจะค่อยๆ สะสมมากขึ้นโดยการจับกับตัวรับ (Adenosine receptor) ดังนั้นในเวลา 1 วันที่ร่างกายตื่นตัว ร่างกายจะมีอะดีโนซีนจับกับตัวรับมากขึ้น และทำให้รู้สึกง่วงมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อร่างกายกำลังพักและนอนหลับ อะดีโนซีนจะค่อยๆ ถูกปลดปล่อยออกมา แต่หากมีคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ไปขัดขวางการทำงานโดยปกติของอะดีโนซีน โดยคาเฟอีนจะไปแย่งจับกับตัวรับของอะดีโนซีนแทน นั่นจึงทำให้ร่างกายยังคงตื่นตัวอยู่ได้  อย่างไรก็ดี การขัดขวางการทำงานดังกล่าว ยังเป็นสาเหตุของความกระวนกระวายใจและอาการนอนไม่หลับ เมื่อร่างกายได้รับกาแฟในปริมาณมากเกินไป แม้เราจะสามารถยืดเวลาของอาการเหนื่อยล้าและความต้องการการพักผ่อนของร่างกายออกไปได้ด้วยกาแฟ แต่การรับสารกระตุ้นความตื่นตัวในปริมาณที่เกินพอดี อาจนำไปสู่ผลกระทบในเรื่องของความวิตกกังวล (anxiety) และภาวะนอนไม่หลับ (Insomnia) ได้\r\n\r\n          กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic acids) เป็นสารประกอบฟีนอล (phenolic compounds) ชนิดหนึ่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่ลดลงของโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวานชนิดที่ 2 พวกเขายังแสดงให้เห็นว่ามีคุณสมบัติต้านการอักเสบและต้านเชื้อแบคทีเรีย นอกจากนี้ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและมีฤทธิ์ต้านการอักเสบอีกด้วย\r\n\r\n          ไตรโกนีลีน (Trigonelline) เป็นสารแอลคาลอยด์ มีความเกี่ยวข้องกับการปกป้องสมองจากการถูกทำลาย ปิดกั้นการทำงานของเซลล์มะเร็ง ป้องกันแบคทีเรีย และลดระดับน้ำตาลในเลือดและคอเลสเตอรอลรวม\r\n\r\n         คาเฟสตอล (cafestol) คาวีออล (kahweol) เป็นไดเทอร์พีน (diterpene) หรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีคุณสมบัติในการป้องกันและต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง อย่างไรก็ดีสารทั้งสองตัวมีความเชื่อมโยงกับการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอล\r\n\r\n          สารต้านอนุมูลอิสระกับกาแฟ ร่างกายมีกระบวนการเผาผลาญพลังงาน ซึ่งผลิตพลังงานที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต แต่กระบวนการดังกล่าวก็สร้างของเสียบ่อยครั้งในรูปของโมเลกุลที่ถูกออกซิไดซ์ ซึ่งอาจเป็นอันตรายในตัวเองหรือทำลายโมเลกุลอื่น ๆ ทั้งนี้สารต้านอนุมูลอิสระเป็นกลุ่มโมเลกุลขนาดใหญ่ที่สามารถกำจัดของเสียอันตรายเหล่านั้นได้ โดยสิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะผลิตสารต้านอนุมูลอิสระเพื่อใช้ในการสร้างสมดุลจากกระบวนการเผาผลาญ (metabolic balance)\r\n\r\n          สำหรับสารต้านอนุมูลอิสระในกาแฟ อาจมีผลในการป้องกันและต่อสู้กับมะเร็ง หรือต่อสู้กับความเสียหายของเซลล์ ซึ่งความเสียหายประเภทหนึ่งที่อาจช่วยลดได้คือ การกลายพันธุ์ของ DNA และมะเร็งเกิดจากการกลายพันธุ์ที่นำไปสู่การบิดเบือนของยีน  นอกจากนี้ที่น่าสนใจคือ การบริโภคกาแฟยังเชื่อมโยงกับอัตราการลดลงของโรคพาร์คินสันและภาวะสมองเสื่อมรูปแบบอื่น รวมทั้งการลดลงของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ด้วย\r\n\r\n          แม้ว่าสารต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบในถ้วยกาแฟจะมีฤทธิ์หรือคุณสมบัติในการป้องกันและต่อสู้กับมะเร็ง แต่ไม่ได้หมายความว่า กาแฟจะช่วยรักษาโรคมะเร็งได้ อย่างไรก็ดี การบริโภคกาแฟในปริมาณมากส่งผลต่อสุขภาพด้านอารมณ์และพฤติกรรมของการนอนหลับ และส่วนผสมอื่น ๆ ทั้งครีมเทียม นม น้ำตาลเป็นส่วนผสมที่เพิ่มแคลอรีที่ควรจำกัดปริมาณอีกด้วย\r\n\r\n แหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/11333-2020-03-06-07-44-30","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1626158015.png"],
    [397,3456,"มนุษย์พลังงานกับกระแสไฟฟ้าในร่างกายมนุษย์ ","Mon, 2021-07-12 09:11","http://www.stkc.go.th/node/3456","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," ในร่างกายของมนุษย์สามารถสร้างพลังงานได้มากมาย  คุณอาจเคยพบกับเหตุการณ์ที่ว่า เวลาที่แตะหรือสัมผัสอะไรที่เป็นโลหะ เช่น รั้วบ้าน ประตูรถ รถเข็นซูเปอร์มาร์เก็ต ฯลฯ คุณจะรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อต นั่นเป็นเพราะร่างกายของคุณสะสมไฟฟ้าสถิตไว้มากเกินไปนั่นเอง เมื่อใดก็ตามที่เราบังเอิญไปสัมผัสกับกระแสไฟฟ้าเราจะถูกกระตุก การกระตุกเกิดจากผลกระทบของการไหลของกระแสไฟฟ้าที่เข้ามาในร่างกายมนุษย์  และถ้าแรงดันไฟฟ้าที่ทำงานอยู่ในร่างกายมนุษย์มีน้อยกว่าหรืออ่อนแอกว่าไฟฟ้าที่เข้ามาปะทะ มนุษย์ก็จะทรุดตัวลงและอาจหมดสติได้ แต่ถ้าไฟฟ้านั้นถูกควบคุมให้กระแสวิ่งผ่านร่างกายลงพื้นดินก็จะปลอดภัยจากการกระตุกได้\r\n\r\n\r\n          ความต้านทาน (Impedance) กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านร่างกายมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความต้านทานรวมซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่ง ความต้านทานรวมนี้คือ ความต้านทานของตัวนำไฟฟ้า ความต้านทานของร่างกาย ความต้านทานของดิน ในกรณีที่กระแสไฟฟ้าไหลลงสู่ดิน ความต้านทานของร่างกายคนเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางกายภาพของแต่ละคน สภาวะทางอารมณ์และความชื้นบนผิวหนัง ความต้านทานของร่างกายจะลดลงอย่างมากเมื่อผิวหนังเปียกชื้น จากรูปเมื่อร่างกายสัมผัสกับสายไฟ 1 เส้นจะมีอันตรายน้อยกว่าการที่ร่างกายสัมผัสกับไฟฟ้าทั้ง 2เส้น เนื่องจากกรณีแรกมีความต้านทานรวมมากกว่าคือ ความต้านทานของร่างกายจากมือถึงเท้า และความต้านทานเนื่องจากดิน กรณีที่สองทางเดินของกระแสไฟฟ้ามีระยะทางอันสั้นและความต้านทานรวมน้อยกว่ามากอาจจะทำให้เสียชีวิตได้ทันที\r\n\r\n          ร่างกายคนเรามีความต้านทานต่อไฟฟ้าเท่าไร ?\r\n\r\n          ความต้านทานของร่างกายต่อไฟฟ้า เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอันตรายเกิดขึ้นต่อมนุษย์ ผิวหนังเป็นตัวควบคุมปริมาณของกระแสไฟฟ้าให้ไหลผ่านเข้าได้มากหรือน้อย จากการศึกษาพบว่า\r\n\r\n          -  ผิวหนังแห้ง มีความต้านทาน 100,000-600,000 โอห์มต่อตารางเซนติเมตร\r\n\r\n          -  ผิวหนังเปียก มีความต้านทาน 1,000 โอห์มต่อตารางเซนติเมตร\r\n\r\n          -  ความต้านทานภายในร่างกายจากมือถึงเท้า (ไม่มีผิวหนัง) 400-600 โอห์มต่อตารางเซนติเมตร\r\n\r\n          -  ความต้านทานระหว่างช่องหู ประมาณ 100 โอห์มต่อตารางเซนติเมตรโดยทั่วไปในทางปฏิบัติกำหนดค่าความต้านทานต่อไฟฟ้าของคนที่ทำงานกับไฟฟ้าไว้ 1,000 โอห์ม\r\n\r\nการคำนวณ : ช่างไฟฟ้าทำงานกับสายไฟฟ้าแรงดัน 12,000 โวลต์ มือพลาดไปโดนสายไฟ ทำให้มีกระแสไหลผ่านลงดินที่ฝ่าเท้าที่สัมผัสอยู่กับเสาคอนกรีต การคำนวณกระแสที่ไหลผ่านร่างกาย\r\n\r\n          จากกฎของโอห์ม  แรงดัน = กระแสไฟฟ้า x ความต้านทาน\r\n\r\n           กระแสที่ไหลผ่านร่างกาย = 12,000 โวลต์ / 1,000 โอห์ม\r\n\r\n                                                = 12 A = 12000 mA\r\n\r\n          ร่างกายของมนุษย์สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เท่าไหร่\r\n\r\n          โดยมาตรฐานทั่วไปแล้ว ร่างกายของคนเรานั้นสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้โดยเฉลี่ย 100 วัตต์ ใน 1 วัน สำหรับคนที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง อย่างเช่นนักกีฬา สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 300-400 วัตต์ ซึ่งอาจสูงมากกว่านี้แล้วแต่ศักยภาพของบุคคล กระแสไฟฟ้าในร่างกายของมนุษย์นั้น เกิดจากพลังงานความร้อนในร่างกายที่เราได้มาจากการทานอาหารยิ่งเรากินอาหารและเกิดการเผาผลาญในร่างกายมากเท่าไหร่ ความร้อนที่เกิดในร่างกายนั้นก็จะผลิตกระแสไฟฟ้าเพิ่มมากยิ่งขึ้นขึ้นเท่านั้น\r\n\r\n          นอกจากนี้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ช่วยเก็บเกี่ยวพลังงานไฟฟ้าจากการเคลื่อนไหวของมนุษย์ โดยเทคโนโลยีมีชื่อว่า Power Felt ถูกพัฒนาขึ้นโดย Corey Hewitt นักศึกษาปริญญาเอกสาขา Center of Nanotechnology and Molecular Materials จาก Wake Forest University ด้วยการใช้วิธีง่ายๆในการสร้างพลังงาน thermoelectric จากร่างกายของคน ได้ผลิตวัสดุแบบใหม่ด้วย nanotubes สอดเข้าไปใน plastic fibers โดยการใช้ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิในการสร้างพลังงานไฟฟ้า วัสดุแบบใหม่นี้มีความยืดหยุ่นสูงซึ่งอาจนำไปประยุกต์ใช้ทำเสื้อผ้าและใช้ความร้อนจากร่างกายเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรืออาจจะนำมาทำชั้นที่คั่นระหว่างฉนวนกันความร้อนและหลังคาบ้าน หรือใช้ทำเป็นที่หุ้มเบาะรถยนต์ เพื่อเก็บเกี่ยวความร้อนจากแสงอาทิตย์มาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าได้\r\n\r\nแหล่งที่มา   https://www.scimath.org/article-science/item/11344-2020-03-06-08-31-32","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1626055912.png"],
    [398,3451,"น้ำตาลที่ทำจากอะไรหวานที่สุด","Fri, 2021-07-09 09:43","http://www.stkc.go.th/node/3451","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"น้ำตาล ถ้าพูดถึงคำนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเพราะเป็นสิ่งที่อยู่กับเรามาช้านาน และเรามักจะเจอในชีวิตเป็นประจำทุกวัน น้ำตาลสิ่งที่ให้ความหวานกับ รสชาติอาหาร เครื่องดื่มต่าง ๆ ขนม เป็นต้น หลายคนชื่นชอบกับรสชาติของน้ำตาลบางคนถึงกับติดความหวานกันเลยทีเดียว แต่จะมีใครรู้หรือไม่ว่า น้ำตาลที่ทำมาจากอะไรนั้นให้ความหวานที่สุด จะมาหาคำตอบกันครับ\r\n\r\n\r\n         น้ำตาล (sugar) สารให้ความหวานชนิดหนึ่ง ที่ได้มาจากธรรมชาติหรือสังเคราะห์ขึ้นทางปฏิกิริยาเคมีส่วนใหญ่ใช้ประกอบอาหาร  น้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน น้ำตาลจะพบได้ในเนื้อเยื่อของพืช แต่ที่พบและมีความเข้มข้นเพียงพอในการสกัดออกมาให้เป็นน้ำตาลที่เราใช้กันอยู่นั้น ส่วนใหญ่จะพบในอ้อยและน้ำตาลจากหัวบีท ที่จะสกัดออกมาเป็นน้ำตาลที่เรารับประทานและใช้ปรุงอาหารภายในครัว เช่น น้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลกรวด เป็นต้น ซึ่งกระบวนการสกัดและผลิตก็แตกต่างกันไปตามแต่ละชนิดของน้ำตาล\r\n\r\nค่าความหวานของน้ำตาล\r\n\r\n         เนื่องด้วยน้ำตาลเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ การวัดค่าความหวานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องใช้เป็นมาตรฐานกำหนดและควบคุมในกระบวนการทางอุตสหาหกรรม ก็เพื่อดูความสุกของอ้อยและเป็นตัวกำหนดราคาซื้อขายอ้อยจากชาวไร่อ้อย ซึ่งโดยทั่วไป การวัดความหวานของอ้อยเป็นที่นิยมมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ\r\n\r\n         1. องศาบริกซ์ (ºBrix) ซึ่งวัดจากปริมาณร้อยละของของแข็งที่ละลายได้ ที่มีอยู่ทั้งหมดในน้ำอ้อย (หน่วยนี้นิยมใช้เป็นมาตรฐานในภาคอุตสาหกรรมประเทศไทย)\r\n\r\n         2. ซี.ซี.เอส (Commercial Cane Sugar : C.C.S) ใช้คำนวณการหีบอ้อยเอาน้ำตาลที่มีอยู่ทั้งหมดในอ้อยออกมาได้เท่าไหร่ (เป็นสูตรคำนวณที่นำมาจากออสเตรเลีย)\r\n\r\n        ซึ่งการรับประทานน้ำตาลควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมในแต่อยู่ในช่วงแต่ละวัยหากรับประทานในปริมาณมากๆและติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดผลเสียและโรคตามมา เช่น โรคอ้วน เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคสมองเสื่อม โรคจอประสาทตาเสื่อม และฟันผุ เป็นต้น แล้วน้ำตาลที่มาจากอะไรหวานที่สุดจะเรียงตามลำดับดังนี้\r\n\r\nน้ำตาลฟรักโตส (Fructose) เป็นน้ำตาลอีกประเภทหนึ่งที่พบในผักและผลไม้และน้ำผึ้ง ที่ให้ความหวานที่สุด เป็นน้ำตาลที่เราเติมเข้าไปในเครื่องดื่ม เช่น น้ำอัดลม  น้ำผลไม้กล่อง  เป็นต้น ซึ่งแตกต่างจากน้ำตาลกลูโคส เนื่องจากฟรุกโตสไม่ได้สร้างพลังงานให้กับกล้ามเนื้อและสมองเลย  แต่จะส่งตรงไปที่ตับและสะสมเป็นไขมันพอกอยู่ที่ตับ\r\n\r\nซูโครส หรือ น้ำตาลซูโครส (Sucrose) เป็นอีกชื่อหนึ่งของน้ำตาลทราย ที่ให้ความหวานรองจากน้ำตาล ฟรักโตส ซึ่งเป็นสารให้ความหวานที่ถูกนำมาใช้ในการปรุงรสชาติอาหารต่างๆ อย่างแพร่หลาย ซึ่งแหล่งธรรมชาติที่เจอน้ำตาลชนิดนี้ได้จากน้ำอ้อยและหัวบีท รวมทั้งยังพบได้ในผลไม้และน้ำผึ้งอีกด้วย\r\n\r\nกลูโคส (Glucose) ที่ให้ความหวานรองจากน้ำตาลซูโครส เป็นน้ำตาลที่ร่างกายสร้างขึ้นเองตามธรรมชาติโดยสังเคราะห์ขึ้นที่ตับ จากการเปลี่ยนพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากอาหารเช่น ข้าว ได้กลูโคส และกลูโคสก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่ตับและจะถูกส่งต่อไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  กลูโคสเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นแหล่งพลังงานหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมอง\r\n\r\nน้ำตาลมอลโทส (Maltose) ที่ให้ความหวานรองจากน้ำตาลกูลโคส เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ ที่เกิดจากโมเลกุลของกลูโคส 2 ตัวรวมกัน ซึ่งในทางอุตสาหกรรมแล้วมอลโทสจะได้มาจากเมล็ดพืช ส่วนใหญ่ที่นิยมได้การหมักเมล็ดมอลต์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเบียร์ เครื่องดื่ม ซีเรียล พาสต้า น้ำตาลมอลโทสจะเป็นตัวที่ให้รสชาติหวานดังกล่าว\r\n\r\nน้ำตาลแลคโตส ที่ให้ความหวานน้อยที่สุดที่กล่าวมาข้างต้น โดยน้ำตาลแลคโตสจะพบในน้ำนม น้ำตาลแลคโตส เป็นน้ำตาลที่พบได้ในน้ำนมของสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น นมวัว นมแพะ และนมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ รวมไปถึงนมแม่ \r\n\r\n       สุดท้ายนี้เห็นกันไหมว่าน้ำตาลแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันทั้งรูปแบบและระดับความหวานของน้ำตาลดังนั้นเลือกใช้ตามความเหมาะสมทั้งนี้คุณจะได้ประโยชน์จากน้ำตาลได้อย่างเต็มที่และนำไปใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด\r\n\r\nแหล่งที่มา   https://www.scimath.org/article-science/item/11338-2020-03-06-07-55-02\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1625798633.png"],
    [399,3449,"User Experience สำคัญอย่างไรต่อการเรียนการสอน","Thu, 2021-07-08 08:32","http://www.stkc.go.th/node/3449","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"  ‘User Experience’ นิยมเรียกย่อๆในสายงาน IT ว่า ‘UX’หรือ ‘UX design’ เป็นการศึกษาการทำงานหรือการโต้ตอบกันระหว่างผู้ใช้งานที่เป็นคนทั่วๆไปกับระบบทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมีหลายลักษณะ เช่น การที่เราโต้ตอบกับ แอปพลิเคชัน ต่างๆ การที่เรากดปุ่ม สัมผัส หรือแม้กระทั่งการเรียกใช้งาน Siri ก็เรียกว่าเป็น User Experience ได้แล้ว โดยระหว่างตัวเราที่เป็นมนุษย์กับสมาร์ตโฟนได้มีการโต้ตอบ แสดงผล เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาได้นี้เรียกว่า การปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้ใช้งานและ สมาร์ตโฟน ดังกล่าว ซึ่งมีศัพท์เฉพาะอีกคำหนึ่งคือ “Interaction” โดยที่เครื่อง smart-phone ของเราจะมีการเก็บข้อมูลการโต้ตอบ พร้อมด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เป็นส่วนประกอบของ smart-phone ของเรามาเป็นตัวประมวลผล เราจึงเห็นหน้าจอเวลาที่เราเลื่อน สัมผัสหน้าจอ และสั่งการด้วยเสียง เป็นต้น การเก็บข้อมูลและการตอบสนองดังกล่าวนั้นเรียกว่า ‘Data and Feedback’ หรือ ‘in-put and out-put’ ก็ได้\r\n\r\nตัวอย่างการนำข้อมูลที่ได้จาก  ‘User Experience’ มาใช้งาน\r\n\r\n          อีกหนึ่งตัวอย่าง ที่หยิบยก ‘User Experience’ เพื่อมาปรับปรุงพัฒนากิจกรรมของผู้ใช้งานในโลกของการเสิร์ชหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตก็คือ Google Analytics นั่นเอง ซึ่ง UX design มีบทบาทเป็นอย่างมากในการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ใช้งานเป็นรายบุคคล เรียนรู้ว่าผู้ใช้งานคนหนึ่งสนใจเรื่องอะไรอยู่ หรือมีกิจกรรมใดที่ชอบทำเป็นพิเศษ ตลอดจนสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาส่งเสริมการขายให้กับผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ในด้านการหากลุ่มลูกค้าที่ต้องการสินค้านั้นจริงๆ ผู้ใช้งานสามารถเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้ผู้ซื้อรับรู้ข้อมูลประกอบสินค้าได้เรื่อยๆ อีกด้วย\r\n\r\n‘User Experience’ กับการศึกษาเรียนรู้\r\n\r\n          ตอนนี้การเสิร์ชหาข้อมูลประกอบการเรียนของเด็กนักเรียนนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง และสามารถทำให้เด็กได้เรียนรู้และเข้าถึงศาสตร์ต่างๆได้ทุกแขนงในเวลาเพียงไม่กี่นาที เช่น การเสิร์ช (Search) หาข้อมูลผ่าน Google และการเรียนรู้จาก YouTube เป็นต้น\r\n\r\n          นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าจะเกิด New Normal ด้านการศึกษาผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นด้วย ซึ่งระบบการศึกษาดังกล่าวตอนนี้เป็นการพูดคุย กันผ่านการ Live Stream หรือ VDO Chat โดยที่ให้ผู้สอนเป็นผู้บรรยายไปพร้อมๆกับถ่ายวิดีโอและแชร์หน้าจอของตัวเองสำหรับเป็นสื่อการสอน พร้อมกันนั้นก็จะมีนักเรียนเป็นผู้ใช้งานอีกกลุ่มหนึ่งที่จะได้ดูวิดีโอนั้น และพิมพ์คำถามเพื่อโต้ตอบกับครูได้ผ่านแอปพลิเคชันดังกล่าว\r\n\r\n          ในแวดวง IT ยังได้คาดการณ์กันไว้ว่าเทคโนโลยีทางการศึกษาจะมีการพัฒนามากขึ้น เพื่อส่งเสริมแนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” และการโต้ตอบระหว่างมนุษย์กับโปรแกรมการตอบสนองใหม่ๆ ได้ด้วย เช่น การทำข้อสอบออนไลน์ และลูกเล่นอื่นๆในการ interaction กับภาพหรือชุดข้อมูลที่เชื่อมโยงเข้ากับเนื้อหาการเรียน เป็นต้น เรียกได้ว่ามนุษย์มีแนวโน้มจะพัฒนาการออกแบบด้าน UX ให้น่าสนใจมากขึ้น และปรับตามผู้ใช้งานให้เหมาะสมมากขึ้นตามประสบการณ์การใช้งานของแต่ละบุคคลได้ด้วย\r\n\r\n          ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ามีแนวโน้มว่า ‘Learning Experience’ หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าประสบการณ์ด้านการเรียนรู้ จะกลายเป็นกระแสใหม่ในวงการการศึกษาทั่วโลกเลยทีเดียว อาจจะพัฒนาไปถึงขั้นที่ว่าทุกคนสามารถเรียนอยู่กับบ้านได้ ไม่ต้องไปโรงเรียน และมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนต่างวัยไปเลยก็ได้ เพราะเมื่อเด็กและผู้ใหญ่มีความสามารถในด้านการเข้าถึงข้อมูลด้านการศึกษาแบบเท่าเทียมกันได้แล้วนั้น ‘อายุ’ ก็ไม่เป็นปัจจัยที่มีผลในการเรียนอีกต่อไป ทุกๆคนสามารถเลือกเรียนวิชาใดก็ได้ และครูก็ไม่จำเป็นจะต้องเรียนจบปริญญาด้านการศึกษาอีกด้วย เพราะผู้เชี่ยวชาญในแขนงวิชาต่างๆ สามารถเป็นครูได้เหมือนกัน ผ่านช่องทางออนไลน์ อย่างที่เราสังเกตเห็นในทุกวันนี้ เช่น แอปพลิเคชัน : Udemy, Google Classroom และ Linkedin learning เป็นต้น ซึ่ง แอปพลิเคชัน เหล่านี้ก็คือส่วนหนึ่งของผลงานการออกแบบ Learning Experience หรือ (LX Design) ที่สามารถใช้งานผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ smart-phone ในยุคปัจจุบันนั่นเอง เรียกได้ว่าเป็นรอยต่อของยุคสมัยแห่งการพัฒนาทางเทคโนโลยีและการเกิดใหม่ของกระบวนการเรียนรู้ได้เลยทีเดียว\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-technology/item/11667-user-experience","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1625707943.PNG"],
    [400,3445,"เลซิตินไขมันที่จำเป็นต่อเยื่อหุ้มเซลล์","Wed, 2021-07-07 08:47","http://www.stkc.go.th/node/3445","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"\"เลซิติน\" ไขมันที่จำเป็นต่อเยื่อหุ้มเซลล์\r\n\r\n\"เลซิติน\" (Lecithin) เป็นไขมันชนิดฟอสโฟไลปิด (Phospholipid) ที่มีความจำเป็นต่อเซลล์ทุกชนิดในร่างกาย เยื่อหุ้มเซลล์ (Cell membrane) ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการเข้าออกของสารอาหารจะมีลักษณะแข็งและขาดความ ยืดหยุ่นถ้าไม่มีเลซิติน นอกจากนี้ ยังพบว่า เลซิตินเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มสมอง กล้ามเนื้อ และเซลล์ประสาท เลซิตินเองมีคุณสมบัติเป็น emulsifier หรือสารที่ทำให้น้ำกับน้ำมันเข้ากันได้ ดังนั้น จะพบว่าได้มีการนำมาใช้ในการควบคุมคอเลสเตอรอลในเลือดกันอย่างแพร่หลาย\r\n\r\nแหล่งที่พบ :\r\nคงเป็นที่ทราบกันดีว่าเลซิตินพบได้มากในถั่วเหลือง แต่แหล่งอาหารที่ให้เลซิตินยังมีอีกมากมาย อาทิ ไข่แดง ตับ ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อสัตว์ ปลา บริวเวอร์ยีสต์ และพืชบางชนิด ทั้งนี้อาจจะรวมถึงผลิตภัณฑ์ Multi - Vitamin ที่มีเลซิตินผสมอยู่ด้วย\r\n\r\nส่วนประกอบ :\r\nฟอสฟาติดิลโคลีน (Phosphatidylcholine) เป็นสารสำคัญที่พบในเลซิติน ซึ่งสารนี้จะให้วิตามินบีชนิดหนึ่ง เรียกว่า โคลีน สาร โคลีนเป็นสารต้นตอในการสังเคราะห์สารสื่อประสาท อะเซททิลโคลีน (Acetylcholine) ส่วนประกอบอื่นๆ ของเลซิติน ได้แก่ ฟอสฟาติดิลอิโนซิทอล ฟอสฟาติดิลเอททาโนลามีน กรดไลโนเลอิก ฯลฯ\r\n\r\nประโยชน์\r\nช่วยป้องกันและสลายคอเลสเตอรอล หรือไขมันที่อุดตันในหลอดเลือด จึงนิยมในกันมากในผู้ที่มีปัญหาไขมันอุดตันในหลอดเลือด\r\nPhosphaticylcholine ซึ่งให้สารโคลีน เป็นสารตั้งต้นของสารสื่อประเภท สารอะเซททิลโคลีน จะช่วยให้ความจำและความสามารถในการเรียนรู้ดีขึ้น\r\nช่วยให้การทำงานของตับมีประสิทธิภาพมากขึ้น\r\nลดการอุดตันของถุงน้ำดี (Gall Stones)\r\nให้สารอิโนซิทอล (Inositol) ซึ่งเป็นส่วนที่ช่วยบำรุงเซลล์ประสาท ทำให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น\r\nการใช้เพื่อป้องกัน และรักษาโรคความจำเสื่อม (Alzheimer's disease) ยังอยู่ในระหว่างการศึกษา\r\nรูปแบบผลิตภัณฑ์ :\r\n\r\nเลซิตินที่วางจำหน่ายในท้องตลาดมีอยู่สองชนิด คือ แกรนูล และแคปซูล ชนิด แกรนูลนิยมรับประทาน โดยผสมกับเครื่องดื่มชนิดต่างๆ เช่น นม นมเปรี้ยว น้ำผลไม้ ฯลฯ และนิยมผสมหรือโปรยบนอาหารประเภทต่างๆ อีกด้วย\r\n\r\nปริมาณของเลซิตินที่แนะนำให้รับประทาน คือ 500-2,400 มิลลิกรัมต่อวัน และควรรับประทานหลังอาหาร\r\n\r\nที่มา https://www.scimath.org/article-science/item/2107-lecithin","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1625622422.png"],
    [401,3442,"ตาบอดสี คืออะไร","Tue, 2021-07-06 12:34","http://www.stkc.go.th/node/3442","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ตาบอดสี หรือที่เรียกว่า colour blindness เป็นอาการที่ตาของผู้ป่วยแปรผลแปรภาพสีผิดไปจากผู้อื่นที่เป็นตาปกติ ตาเป็นอวัยวะจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตอย่างปกติสุขในสังคม หากเกิดความผิดปกติไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดที่มีผลกระทบต่อการมองเห็น บุคคลนั้นๆ ย่อมได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ภาวะตาบอดสีเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในสังคมมากพอสมควร\r\n\r\nการมองเห็นสีของมนุษย์\r\n\r\n\r\nโดยปกติแล้วตาคนเราจะมีเซลล์รับแสงอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก เรียกว่า rods เป็นเซลล์รับแสงที่รับรู้ถึงความมืด หรือสว่าง ไม่สามารถแยกสีออกได้และจะมีความไวต่อการกระตุ้น แม้ในที่ที่มีแสงเพียงเล็กน้อย เช่น เวลากลางคืน เซลล์กลุ่มที่สองเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่มองเห็นสีต่างๆ เรียกว่า cones โดยจะแยกได้เป็นเซลล์อีก 3 ชนิด ตามระดับคลื่นแสงหรือสีที่กระตุ้น คือ เซลล์รับแสงสีแดง เซลล์รับแสงสีน้ำเงิน และเซลล์รับแสงสีเขียว\r\n\r\nสำหรับแสงสีอื่นๆ เกิดจากการกระตุ้นเซลล์ดังกล่าวนี้มากกว่าหนึ่งชนิด แล้วให้สมองเราแปลภาพออกมาเป็นสีที่ต้องการ เช่น สีม่วง เกิดจากแสงที่กระตุ้นทั้งเซลล์รับแสงสีแดง และเซลล์รับแสงสีน้ำเงิน ในระดับที่พอๆ กัน การเกิดสีต่างๆ ที่มองเห็นเหล่านี้ ก็เช่นเดียวกับหลอดภาพของเครื่องรับโทรทัศน์นั่นเอง ซึ่งเซลล์กลุ่มที่สองนี้จะทำงานได้ดีต้องมีแสงสว่างเพียงพอ\r\n\r\nดังนั้น ในที่สลัวๆ เราจึงไม่สามารถแยกสีของวัตถุได้แต่ยังพอบอกรูปร่างได้ เนื่องจากมีการทำงานของเซลล์ในกลุ่มแรกอยู่ เมื่อเพิ่มแสงสว่างขึ้นเราจึงมองเห็นสีต่างๆ ขึ้นมา\r\n\r\n\r\nปัจจัยทางพันธุกรรม\r\n\r\nสาเหตุของตาบอดสีที่เป็นมาแต่กำเนิด มีเรื่องของกรรมพันธุ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยโครโมโซม X ทำให้เพศชายถ้ามีหน่วยพันธุกรรม X ที่ทำให้เกิดตาบอดสี ก็จะแสดงอาการของตาบอดสีออกมา ในขณะที่เพศหญิงถ้าหน่วย X นี้ผิดปกติเพียงหนึ่งหน่วย ก็ยังสามารถมองเห็นได้ปกติเห็นปกติได้ ถ้าหน่วย X อีกตัวหนึ่งไม่ทำให้เกิดตาบอดสี\r\n\r\nความผิดปกติของเม็ดสีและเซลล์รับแสงสีเขียวหรือแดง ถูกควบคุมด้วยยีนบนโครโมโซม X และมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ x-linked recessive จากแม่ไปสู่บุตรชาย เพราะเหตุนี้ตาบอดสีส่วนใหญ่มักจะเกิดกับเด็กผู้ชาย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากมารดา ในเพศหญิงพบน้อยกว่าเพศชาย ประมาณ 16 เท่า หรือคืดเป็น ประมาณร้อยละ 0.4 ของประชากร ขณะที่ตาบอดสีทั้งหมด จะพบได้ ประมาณร้อยละ 10 ของประชากร และเป็นการมองเห็นสีเขียวบกพร่องเสีย ประมาณร้อยละ 5 ของประชากร\r\n\r\nกลุ่มที่มีความผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด ตาทั้ง 2 ข้าง จะมีอาการมองเห็นสีผิดปกติเหมือนกัน คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ที่สามารถเห็นสีได้ปกติจะต้องมีเซลล์รับแสงสีที่จอประสาทตาครบทั้ง 3 สี คือ แดง เขียว และน้ำเงิน และมีปริมาณเม็ดสีในเซลล์ที่ปกติ รวมทั้งระบบประสาทตาและการแปลผลที่เป็นปกติด้วย\r\n\r\nส่วนความผิดปกติของเม็ดสี และเซลล์รับแสงสีน้ำเงินนั้น ถูกควบคุมด้วยยีนบนโครโมโซม 7 จึงมีการถ่ายทอดแบบ autosomal dominant ซึ่งจะพบผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้น้อย\r\n\r\nตาบอดสีอีกกลุ่มหนึ่ง คือ ตาบอดสีที่เป็นภายหลัง มักเกิดจากโรคทางจอประสาทตาหรือโรคของเส้นประสาทตาอักเสบ มักจะเสียสีแดงมากกว่าสีอื่น และอาจเสียเพียงเล็กน้อย คือดูสีที่ควรจะเป็นนั้นดูมืดกว่าปกติ หรืออาจจะแยกสีนั้นไม่ได้เลยก็ได้\r\n\r\nอาการ\r\n\r\nตาบอดสีมีหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยที่สุด เรียกว่า red/green colour blindness โดยจะแยกสีแดงและสีเขียวค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะเวลาที่แสงไม่สว่างนัก ส่วนน้อยลงมาของคนที่มีตาบอดสี คือพวกที่ไม่สามารถแยกสีน้ำเงินกับสีเหลือง จะมีบ้างเหมือนกันที่เป็นโรคตาบอดสีทุกสีเลย แต่เป็นส่วนน้อยมาก คนที่บอดสีแดง - เขียว มักจะบอดสีน้ำเงิน - เหลืองด้วย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นตาบอดสีชนิดใด ล้วนจะมีสายตาหรือการมองเห็น (vision) ที่เป็นปกติ เพียงแต่ความสามารถในการแยกสีไม่ปกติเท่านั้นเอง\r\n\r\nกลุ่มที่มีความผิดปกติที่เกิดขึ้นมาภายหลัง มักเกิดจากการถูกทำลายของจอประสาทตา เส้นประสาทตา หรือส่วนรับรู้ในสมอง จากสาเหตุต่างๆ เช่น การอักเสบ ภาวะขาดเลือด อุบัติเหตุ เนื้องอก การเสื่อมลงของจอประสาทตา หรือผลข้างเคียงจากยาหรือสารเคมี\r\n\r\nผู้ป่วยมักจะมีอาการเรียกชื่อสีหรือเห็นสีผิดไปจาก เดิม โดยมากพบความผิดปกติของการมองสีน้ำเงินเหลืองมากกว่าแดงเขียว ความผิดปกติของตาทั้ง 2 ข้างไม่เท่ากัน อาจเป็นตาเดียวหรือทั้ง 2 ตา มีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นหรือลดลงได้ รวมทั้งมีความผิดปกติของสายตาด้านอื่นๆ เช่น การมองเห็นและลานสายตาลดลงได้ ขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค\r\n\r\nการวินิจฉัยโรค\r\n\r\nสำหรับการตรวจและวินิจฉัย จักษุแพทย์จะทำการซักประวัติอาการผู้ป่วย ร่วมกับการตรวจการรับรู้ของสี และตรวจตาโดยละเอียด เพื่อหาสาเหตุแผนการรักษา การตรวจอาจใช้เครื่องมือช่วยการตรวจหลายอย่าง เช่น ให้อ่านสมุดภาพ Ishihara, ให้ทดสอบเรียงเม็ดสีตามแบบที่กำหนดไว้\r\n\r\nการทดสอบสมุดภาพ\r\n\r\nโดยการให้อ่านกระดาษ ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลขหรือหนังสือ คนตาปกติจะบอกเลขได้ แบบทดสอบดังกล่าวมีชื่อเรียกว่า Ishihara test ส่วนใหญ่พื้นหลังจะเป็นจุดสีเขียว ส่วนเส้นสร้างจากจุดสีแดงหรือส้ม ปัจจุบันมีแบบทดสอบที่ดัดแปลงไปแล้วบ้าง แต่ก็ยังคงลักษณะเดิมไว้ทุกประการ\r\n\r\nการรักษา\r\n\r\nในรายที่เป็นไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะไม่มีอาการแต่อย่างใด ส่วนในรายที่เป็นรุนแรง ผู้ปกครองอาจจะสังเกตพบตอนเป็นเด็ก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะ ถ้าเป็นแล้วจะเป็นตลอดชีวิต โดยเฉพาะแบบที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ยังไม่พบวิธีรักษาที่ได้ผล\r\n\r\nส่วนประเภทที่เกิดจากโรคต่างๆ ที่มีผลต่อจอประสาทและเส้นประสาทตา เมื่อเกิดอาการมองเห็นสีผิดปกติไปให้รีบมารับการตรวจรักษา อาจป้องกันไม่ให้เกิดความผิดปกติถาวรได้\r\n\r\nคำแนะนำบางประการ\r\n\r\n1. ในผู้ป่วยที่มีภาวะตาบอดสีแต่กำเนิด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำถึงโอกาสการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และโอกาสหลีกเลี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะตาบอดสีในหมู่ญาติ\r\n\r\n2. ผู้ที่มีภาวะตาบอดสีภายหลัง ควรรับการตรวจวินิจฉัยถึงสาเหตุ เพื่อแพทย์จะได้วางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป\r\n\r\n3. การที่คนใดคนหนึ่งเกิดตาบอดสีขึ้น คนๆ นี้ก็ยังสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติเหมือนคนปกติทั่วๆ ไปได้ เพียงแต่การแปรผลผิดไปจากความจริงเท่านั้น ถ้าตาบอดสีไม่มากนักสามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้แว่นตา ทั้งนี้ควรปรึกษาจักษุแพทย์ ซึ่งจะตรวจเช็คสายตาและให้คำแนะนำในการปรับตัว ตลอดจนแนวทางในการรักษาต่อไป\r\n\r\n4. บางครั้งคนตาบอดสีอาจถูกกีดกันจากสถาบัน หรืออาชีพบางประเภท ซึ่งจริงๆ แล้วคนที่ตาบอดสีเพียงแต่เห็นสีผิดไปจากสีที่เป็นจริง ไม่ใช่มองไม่เห็นสีเลย\r\n\r\n5. คนที่ตาบอดสีส่วนใหญ่เรียกสีถูก บอกความแตกต่างของไฟจราจรได้ และก็ทำงานส่วนใหญ่ได้เหมือนคนปกติ เว้นเสียแต่จะมีสีในบางแถบสีที่ทำให้เขาสับสน\r\n\r\n6. ในแบบทดสอบอาจจะมีการออกแบบสีในช่วงของแถบสีที่ทำให้คนตาบอดสีดูสับสน ซึ่งโดยโดยปกติในชีวิตประจำวันคนตาบอดสีจะพบสีดังกล่าวน้อยมาก\r\n\r\n7. อาชีพที่คนตาบอดสีไม่ควรทำ ได้แก่ นักเคมีที่ต้องทำงานกับสี จิตรกร อาชีพที่ต้องมีการใช้สีเป็นตัวแสดงถึงสิ่งต่างๆ เช่น ในอุปกรณ์อิเลคโทรนิค ห้องนักบิน เป็นต้น\r\n\r\n8. พบว่าคนตาบอดสีมีความสามารถในการแยกสีเฉดเดียวกันที่มีความแตกต่างกัน เพียงเล็กน้อยได้ดีกว่าคนปกติ เช่น คนตาบอดสีเขียวจะแยกสีที่คล้ายกัน เช่น เขียวอ่อน เขียวอมเหลือง\r\n\r\n\r\nที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/2135-color-blindness","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1625549669.png"],
    [402,3437,"วิธีดับความเผ็ดทั้งง่ายทั้งหายเผ็ดเร็ว","Mon, 2021-07-05 08:03","http://www.stkc.go.th/node/3437","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"   อาหารรสจัดหรือความจัดจ้านของพริก คือหนึ่งเอกลักษณ์ของความเป็นไทยที่หลายคนชื่นชอบ และชาวต่างชาติต่างพูดถึงหากจะหารับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดร้อนและขึ้นชื่อด้านอาหารเผ็ด ๆ คงไม่พ้นที่ประเทศไทย หลายท่านหาวิธีแก้อาการเผ็ดด้วยวิธีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดื่มน้ำ การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีรสชาติหวานหรืออื่น ๆ อีกมากมาย แต่บางคนอาจไม่ทราบว่ามีวิธีที่หลากหลายวิธีที่สามารถดับความเผ็ดได้ดีและรวดเร็ว จะมีอะไรบ้าง\r\n\r\n\r\n       ความเผ็ดร้อนที่เกิดจากพริก เพราะฤทธิ์ของสารชนิดหนึ่งชื่อว่าสารแคปไซซิน (Capsaicin) ที่มีอยู่มากมายในพริก เวลาที่เราทานอาหารเข้าไปสารชนิดนี้ก็จะเข้าไปกระตุ้นปลายประสาททำให้เกิดความรู้สึกแสบร้อนขึ้นมา ดังนั้น การจะทำให้การเผ็ดหายไปก็ต้องขจัดเจ้าแคปไซซินให้หมดไปนั่นเอง ส่วนจะมีวิธีอะไรบ้างนั้นมาดูกัน\r\n\r\n          นม\r\n          ในนมมีโปรตีนชื่อคาเซอิน (Casein) ที่จะไปดึงแคปไซซินจากปลายประสาท แล้วกำจัดมันทิ้ง จึงทำให้ความเผ็ดหายไปได้ วิธีการคือเมื่อเราดื่มนมเข้าไปควรอมไว้ในปากสักพัก เพื่อให้นมทำปฏิกิริยาภายในช่องปาก นอกจากนี้นมยังสามารถเคลือบกระเพาะของเราได้ ไม่ทำให้ความเผ็ดร้อนของพริกไปทำลายกระเพาะอาหารไม่ทำให้เกิดอาการแสบท้องได้ดีอีกด้วย\r\n\r\n          น้ำมะนาวและมะเขือเทศ\r\n         รสเปรี้ยวช่วยให้หายเผ็ดได้ดีเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเราทานส้มตำก็จะมีมะนาวและมะเขือเทศเป็นส่วนประกอบอยู่ในส้มตำอยู่แล้ว ถ้าเผ็ดก็ลองหยิบมะนาวในส้มตำ จะบีบเอาแค่น้ำมะนาวหรือจะทานทั้งเปลือกเลยก็ได้ รวมถึงมะเขือเทศที่ทานเข้าไปได้เลย ก็ช่วยแก้เผ็ดได้ระดับดีเลยทีเดียว\r\n\r\n          น้ำมันมะกอกและน้ำมันมะพร้าว\r\n          น้ำมันนี้สิช่วยได้ แคปไซซินละลายได้ดีในน้ำมันและไขมัน การอมน้ำมันมะกอกหรือน้ำมันมะพร้าวกลั้วไว้ในปากแล้วบ้วนทิ้งจึงช่วยละลายแคปไซซินให้หมดไป ลองนึกเวลาที่เราทำอาหารกับข้าวน้ำมันเป็นสิ่งที่จะทำให้อาหารเราไม่ติดกับกระทะไม่ว่าจะผัดหรือทอด แล้วกับแค่ความเผ็ดลื่นหายออกจากปากของเราแน่นอน\r\n\r\n          น้ำอุ่นหรือซุปร้อนๆ\r\n         วิธีนี้อาจไม่แนะนำนักและคนส่วนมากไม่ค่อยนิยมซึ่งเป็นวิธีทรมานยิ่งขึ้นไปอีก ต้องเป็นคนที่มีความอดทนได้ดีในระดับหนึ่งที่จะคิดใช้วิธีนี้ คนส่วนมากถ้าเผ็ดจะเลือกทานน้ำเย็นจะช่วยหายเผ็ดร้อนแค่ตอนน้ำเย็นอยู่ในปากแต่หลังจากนั้นผลที่ได้จะเพิ่มความเผ็ดร้อนเพิ่มมากขึ้นทวีคูณมากขึ้น ผิดกลับน้ำอุ่นหรือซุปร้อนจะเผ็ดร้อนทวีคูณเมื่ออยู่ในปากแต่เมื่อเรากลืนน้ำอุ่นหรือซุปร้อนๆลงไปแล้วความเผ็ดจะลดลงได้ดีทีเดียวอย่างไม่น่าเชื่อ\r\n\r\n          ข้าวหรือขนมปัง\r\n          อีกวิธีหนึ่งที่ทำได้ง่ายและหายเผ็ดจากพริกอย่างได้ผลคือ ข้าวและขนมปัง เวลาเราทานอะไรเผ็ดๆเพียงแค่หาขนมปัง ไม่งั้นก็ข้าวมาเคี้ยวๆ สักพักความเผ็ดก็จะหายไปเป็นวิธีการที่ได้ผลได้ดีเช่นกัน\r\n\r\n          เกลือ\r\n          เพียงแตะเกลือไว้ที่ลิ้นอมเกลือไว้ในปากเพื่อรับรสเค็มเข้ามาแทนที่ความเผ็ด เมื่อเกลือละลายจนหมด ความเผ็ดร้อนในปากจะลดลงด้วย\r\n\r\n          น้ำตาลและน้ำผึ้ง\r\n          ความหวานก็สามารถชนะความเผ็ดได้ เพียงใช้น้ำตาลทรายที่มีอยู่ในครัวของเรามาอมไว้ความหวานจะไล่ความเผ็ดร้อนของพริกได้ดีเช่นกัน หรือหากมีน้ำผึ้งเอามาทากับขนมปังแล้วกินสูตรนี้ก็ไม่แพ้กัน\r\n\r\n          เครื่องดื่มแอลกอฮอล์\r\n          คุณเคยคิดไหมว่าแอลกอฮอล์ก็ทำให้หายเผ็ดได้ หากคุณเป็นนักดื่มตัวยงคงถูกใจวิธีการนี้ไม่น้อย แต่ไม่แนะนำสำหรับผู้ที่ไม่ชอบดื่มหรือเกลียดกลิ่นแอลกอฮอล์ และอาจทำให้คุณเมาหรือขาดสติได้หากดื่มในปริมาณมากดังนั้นหากจะใช่วิธีนี้ควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม วิธีง่ายเพียงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า ไวน์ เบียร์ เป็นต้น เพียง 1 แก้ว แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มจะไปไล่ความเผ็ดให้หมดไปอย่างรวดเร็ว\r\n\r\n          ปล่อยให้น้ำลายไหล\r\n          วิธีนี้อาจเป็นวิธีที่น่าเกลียดไปสักหน่อยในที่สาธารณะ แนะนำควรทำเมื่อเราอยู่คนเดียว หรือในห้องน้ำที่ที่เป็นส่วนตัวจะดีที่สุด โดยอ้าปากแล้วแลบลิ้นออกมา ก้มหัวลงพอประมาณ ให้น้ำลายไหลสัก 4-5 หยด จะเป็นการไล่ความเผ็ดร้อนออกจากปากโดยเฉพาะลิ้นได้ดี เป็นวิธีที่ง่ายและไม่ต้องใช่อะไรเลย และได้ผลไม่แพ้วิธีต่างๆที่กล่าวมาอย่างแน่นอนครับ\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/11341-2020-03-06-08-02-54","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1625447033.PNG"],
    [403,3427,"หูของคนเรามีผลต่อการทรงตัวอย่างไร","Fri, 2021-07-02 08:24","http://www.stkc.go.th/node/3427","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"หลาย ๆ คนคงทราบและรู้จักกันดีอยู่แล้วว่า หู (Ear) เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าในการได้ยิน แต่จะรู้หรือไม่ว่า นอกจากการได้ยินแล้ว หูยังช่วยให้เราสามารถทรงตัว และเคลื่อนไหวทรงตัวได้อย่างปกติอีกด้วย ซึ่งหากเกิดความผิดปกติภายในหูก็อาจทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาการที่เรียกกันตามภาษาชาวบ้าน ๆ ว่าบ้านหมุนนั่นเอง ซึ่งเราจะมาดูกันว่าโครงสร้างของ “หู” ประกอบด้วยอะไรบ้าง และแต่ละส่วนทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างไร และส่งผลต่อการทรงตัวของเราอย่างไร\r\n\r\n\r\n         หู เป็นอวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่ในการได้ยิน และการทรงตัว ทำงานด้วยพลังงานกลและพลังงานไฟฟ้า (Mechanic and Electrical  Impulse) ซึ่งจะส่งกระแสประสาทไปสู่สมองโดยตรง ทำให้การได้ยินและการทรงตัวเป็นไปอย่างอัตโนมัติ เมื่อใดก็ตามที่มีอารการผิดปกติของหูข้างใดข้างหนึ่ง ก็จะส่งผลกระทบต่อการได้ยิน เช่น มีอาการหูอื้อ หูหนวก หรือไม่สามารถทรงตัวได้ เมื่อเคลื่อนไหวก็จะเกิดอาการโคลงเคลง บ้านหมุน จนทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ ดังนั้นหูจึงเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญมากกับมนุษย์นั่นเอง\r\n\r\n         หู และการได้ยิน มีผลต่อการทรงตัวอย่างไร?\r\n\r\n         ถึงแม้ว่าในหูชั้นในจะมีอวัยวะที่ทำหน้าสำคัญในการรับรู้ตำแหน่งของศีรษะและร่างกาย ซึ่งมีผลและจำเป็นอย่างมากต่อระบบการทรงตัว แต่ระบบการได้ยินและระบบการทรงตัวนั้นทำงานแยกจากกัน ระบบการได้ยินซึ่งประกอบไปด้วยเยื่อแก้วหู (Tympanic membrane) และกระดูกขนาดเล็กทั้ง 3 ชิ้นได้แก่ ค้อน(Malleus) ทั่ง (Incus) โกลน (Stapes) จะวางตัวอยู่ในหูชั้นกลาง (Middle ear) ในขณะที่อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัวจะวางตัวจะอยู่ในหูชั้นใน จึงจะสังเกตได้ว่าผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จะไม่ได้มีปัญหาด้านการทรงไปตัวด้วยนั่นเอง\r\n\r\nการทรงตัว หรือภาวะสมดุลของการทรงตัว\r\n\r\n        การทรงตัว หรือภาวะสมดุลของการทรงตัว ซึ่งทำให้คนเราสามารถนั่ง นอน ยืน เดิน วิ่ง ปฏิบัติ กิจวัตรประจำวัน และปฏิบัติกิจกรรมนอกเหนือจากกิจวัตรประจำวัน เช่น การเล่นกีฬา ว่ายน้ำ ขับรถและกิจกรรมอื่น ๆ ที่เป็นเรื่องเฉพาะตัวได้อย่างปกตินั้น แต่ต้องอาศัยกลไกของการทรงตัวหลายๆอย่างทำงานประสานกันอย่างสมดุล ได้แก่ การรับรู้สภาวะแวดล้อมจากสายตา (vision) การรับรู้แรงถ่วงของร่างกาย ผ่านกล้ามเนื้อข้อต่อของร่างกาย แขน ขา และกระดูกสันหลัง (kinesthetic) และโดยเฉพาะการรับรู้การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของศีรษะผ่านทางประสาททรงตัวในหูชั้นในทั้ง 2 ข้าง (vestibular end-organ) โดยการทำงานของระบบรับรู้ทั้งสามนี้ จะต้องประสานกันอย่างสมดุล และส่งสัญญาณไปสู่ศูนย์รับและประมวลผลข้อมูลในสมองส่วนกลางนั่นเอง\r\n\r\n        การสูญเสียสมรรถภาพของการทรงตัวอย่างถาวรเป็นผลจากความผิดปกติของอะไรก็ตาม ที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะแบบหมุน หรือการเสียสมดุลของการทรงตัวมีกลไกการควบคุมการทรงตัวมี 3 ประการ คือ สายตา (vision) แรงดึงและดัน และแรงสัมผัสของ ร่างกาย (kinesthetic และ proprioceptive sense) และระบบทรงตัวในหูชั้นในจะมีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของลูกตาเป็นอัตโนมัติ (vestibulo-ocular reflex) ดังนั้น การตรวจวัดสมดุลของระบบทรงตัว จึงอาจตรวจระบบสัมพันธ์อันใดอันหนึ่งหรือหลายอันก็ได้\r\n\r\n        การสูญเสียสมรรถภาพถาวรของระบบทรงตัวสามารถเกิดขึ้นจากการมีความผิดปกติของระบบการทรงตัวในหูชั้นใน (labyrinthine) และเครือข่ายเชื่อมโยงของสมอง การสูญเสียสมรรถภาพปรากฏได้ โดยการเสียสมดุลของการทรงตัวแบ่งเป็น\r\n- สูญเสียหน้าที่ทรงตัวของหูชั้นใน\r\n- การแปรปรวนของหน้าที่ทรงตัวของหูชั้นใน\r\n\r\n     สรุปว่าที่กล่าวว่า หูมีความเกี่ยวข้องกับการทรงตัวนั่นก็เพราะว่าหูเป็นอวัยวะสำคัญส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนเราสามารถทรงตัวอยู่ได้คือ เซมิเซอร์คิวลาร์ คาแนล (semicircular canal) ในหู ซึ่งภายในมีของเหลวที่ไวต่อการกระตุ้น ของเหลวนี้จะทำหน้าที่ในการรับรู้สมดุล หากเราหมุนไปรอบๆ ตัวเร็วๆ หลายๆ ครั้ง จะทำให้อวัยวะนี้เกิดความสับสน เราจึงรู้สึกเวียนศีรษะ ดังนั้น เวลาที่มีคนเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน จึงมักเห็นว่าคนเหล่านั้นมักมีอาการเดินเซ ทรงตัวไม่อยู่ให้เห็นบ่อยๆ นั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-science/item/11347-2020-03-06-08-37-55","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1625189069.PNG"],
    [404,3425,"ชาเขียวดื่มมากเกิดผลเสียหรือไม่?","Thu, 2021-07-01 09:23","http://www.stkc.go.th/node/3425","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," ชาเขียว เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มการบริโภคที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีการผลิตชาเขียวในรูปแบบของเครื่องดื่มสำเร็จรูปกันอย่างแพร่หลาย ทำให้สะดวกต่อการบริโภค และด้วยรสชาติความอร่อยของชาเขียว แก้กระหายทำให้รู้สึกสดชื่น รวมไปถึงเทคนิคการโฆษณาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชาเขียว หรือข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสรรพคุณของชาเขียวที่มีต่อร่างกาย เช่น ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ลดความอ้วน และป้องกันโรคมะเร็ง เป็นต้น เป็นแรงจูงใจทำให้กระแสการบริโภคชาเขียวเพิ่มขึ้น แต่อาจก่อให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่เหมาะสม หรือบริโภคชาเขียวในปริมาณสูงเกินไปโดยไม่ทราบถึงผลกระทบต่อร่างกายผู้บริโภคจึงควรทราบถึงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับชาเขียวเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและไม่ส่งผลเสียหรือเป็นพิษได้ \r\n\r\n          Green tea หรือ ชาเขียว คือ ชาที่ได้มาจากต้นชา ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis ซึ่งเป็นชาชนิดที่ไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก โดยการนำใบชาสดมาผ่านความร้อนเพื่อทำให้ใบชาแห้งอย่างรวดเร็ว วิธีการนี้คือ เมื่อเก็บใบชามาแล้วจะนำมาทำให้แห้งอย่างรวดเร็วในหม้อทองแดงโดยใช้ความร้อนไม่สูงเกินไปและใช้มือคลึงเบา ๆ ก่อนแห้ง หรืออบไอน้ำในระยะเวลาสั้น ๆ แล้วนำไปอบแห้งเพื่อยับยั้งการทำงานเอนไซม์ (ความร้อนจะช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทำให้ไม่เกิดการสลายตัว) จึงจะได้ใบชาที่แห้งแต่ยังคงความสดอยู่ และมีสีที่ค่อนข้างเขียว จึงเรียกกันว่า \"ชาเขียว\" นอกจากนี้การที่ใบชาที่ได้นั้นไม่ผ่านขั้นตอนการหมัก จึงทำให้ใบชามีสารประกอบฟีนอลหลงเหลืออยู่มากกว่าในชาอู่หลงและชาดำ (สองชนิดนี้คือชาที่ผ่านการหมัก) จึงทำให้ชาเขียวมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากกว่าชาทั้งสอง โดยชาเขียวจะมีสาร Epigallocatechin gallate (EGCG) ประมาณ 35-50% ส่วนชาอู่หลงมีประมาณ 8-20% และชาดำจะมี EGCG อยู่เพียง 10%\r\n\r\n\r\n\r\n        สารสำคัญที่เป็นประโยชน์พบได้ในชาเขียว จะประกอบไปด้วยกรดอะมิโน วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี สารในกลุ่ม xanthine alkaloids คือ คาเฟอีน และธิโอฟิลลีน ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่เรียกว่า คาเทชิน ซึ่งในการดื่มชาเขียวให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เนื่องจากสารสำคัญในใบชาเขียวกลุ่มโพลีฟีนอล ที่ชื่อว่า เคทิชิน (Catechins) จะทำหน้าที่จับกับอนุมูลอิสระและขัดขวางการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยต้านโรคภัยได้มากมาย เช่น ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคมะเร็งได้ นอกจากนี้ในชาเขียวมีสารแทนนิน (Tannin) ที่มีฤทธิ์ฝาดสมานและเป็นสารที่ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย จึงเป็นไปได้ ถ้าดื่มชาปริมาณมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นชาเขียวแบบชง หรือ แบบพร้อมดื่ม ก็สามารถทำให้เกิดอาการท้องผูกได้เช่นกัน\r\n\r\n        การดื่มชาเขียวแช่เย็นมีประโยชน์หรือโทษ? ในปัจจุบันมีผู้คนมากมายเกิดความสงสัยถึงประโยชน์ของชาเขียวแช่เย็น เพราะเมื่อเทน้ำชาเขียวเย็นลงไปในชามก๋วยเตี๋ยวแล้วจะพบคราบไขมันลอยจับที่ชามก๋วยเตี๋ยวทันที ทำให้ไม่แน่ใจว่าหากดื่มไปแล้วร่างกายจะได้ประโยชน์หรือโทษ ดังนั้นจึงได้มีการวิเคราะห์ว่าการเทน้ำเย็น ๆ ไม่ว่าน้ำอะไรก็ตามลงไปในชามก๋วยเตี๋ยว ก็จะเกิดเป็นไขได้ทั้งนั้น ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของไขมันที่เปลี่ยนอุณหภูมิกระทันหันนั่นเอง ฉะนั้นการดื่มชาเขียวร้อนหรือชาเขียวเย็นจึงไม่แตกต่างกัน\r\n\r\n\r\n\r\nชาเขียวดื่มในปริมาณเท่าไรจึงจะได้ประโยชน์?\r\n\r\n          การรับประทานชาเขียวให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระ จะต้องชงชาเขียวเข้มข้นแบบญี่ปุ่นและต้องดื่มชาเขียวอย่างน้อยวันละ 20 แก้ว เป็นประจำทุกวัน จึงจะสามารถป้องกันมะเร็งได้ ซึ่งในทางปฏิบัติอาจทำได้ยาก และยิ่งการดื่มน้ำชาเขียวปัจจุบันเป็นชาเขียวที่เจือจาง ทั้งยังปรุงรสแต่งกลิ่นและรสด้วยน้ำตาล ซึ่งหากดื่มมาก ๆ อาจทำให้เกิดโรคอ้วนได้\r\n\r\n          ส่วนการดื่มชาร้อนนั้น มีผลวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า สารต้านอนุมูลอิสระในชาจะหายไปประมาณ 20% หากโดนความร้อนนาน ๆ และให้เคล็ดลับการชงชาเขียวให้สารต้านอนุมูลอิสระคงอยู่ ทำได้โดยบีบมะนาวลงไประหว่างชงชา จะคงประโยชน์ของชาไว้ได้มากที่สุด\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/9806-2019-02-21-07-33-02","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1625106214.png"],
    [405,3423,"ภูมิคุ้มกัน สำคัญอย่างไร","Wed, 2021-06-30 13:01","http://www.stkc.go.th/node/3423","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ตามสถานการณ์ที่ทุกคนทราบข่าวกันดีอยู่แล้วว่า ประเทศไทยและทั่วโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา COVID-19 (โควิด -19) ซึ่งจากข่าวและรายงานความรุนแรงของโรคนี้ หลายท่านอาจสังเกตได้ว่า ผู้ป่วยที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ จะทำให้มีความรุนแรงหรืออาการหนักมากกว่าผู้ป่วยที่ร่างกายมีความแข็งแรงหรือมีภูมิคุ้มกันที่ปกติ ซึ่งรายงานความรุนแรงดังกล่าวถึงขั้นเสียชีวิตเลยทีเดียว ผู้เขียนก็เลยหาข้อมูลเกี่ยวกับภูมิคุ้มกันมาฝากให้ได้อ่านกัน เราจะมีวิธีการทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันที่อยู่ในเกณฑ์ดีได้อย่างไร มาติดตามอ่านกันได้เลย\r\n\r\n\r\n       รอบตัวเรานั้นเต็มไปด้วยสิ่งต่าง ๆ ที่อาจมีสิ่งปนเปื้อนอันไม่พึงประสงค์ หรือมีอันตรายต่อร่างกาย นั่นก็คือพวกเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อโรคอื่น ๆ อีกมากมายที่ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็น และหากเชื้อโรคพวกนี้เข้าไปสู่ร่างกายของคนเราแล้วละก็ นั่นหมายความว่า เราอาจจะเจ็บป่วยหรือเป็นโรคต่าง ๆ ได้ แต่ก็ไม่ง่ายซะทีเดียว เพราะความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ที่ร่างกายของคนเรานั้นมีกลไกการป้องกันและทำลายสิ่งแปลกปลอมเมื่อเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งเราเรียกกระบวนการนี้ว่า ระบบภูมิคุ้มกัน (หรือภูมิต้านทาน)\r\n\r\nระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System)\r\n\r\n          ระบบภูมิคุ้มกันเป็นกลไกการทำงานของร่างกายระบบหนึ่ง ที่เป็นกลไกตามธรรมชาติของร่างกายที่ทำหน้าที่ป้องกันหรือต่อต้านไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายหรือเกิดการติดเชื้อจากเชื้อโรคเหล่านั้น ระบบภูมิคุ้มกันมีกลไกจากสารเคมีที่สร้างขึ้นจากร่างกายเพื่อทำหน้าที่ป้องกันและทำลายเชื้อโรค โดยมีเซลล์สำคัญที่ชื่อว่า เซลล์เม็ดเลือดขาว (white blood cell,(WBC) หรือ leucocyte) ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด ทำหน้าที่ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคภายในร่างกาย ช่วยกำจัดสารพิษหรือของเสีย และกำจัดเศษเซลล์ต่าง ๆ ภายในร่างกายที่ถูกทำลายโดยธรรมชาติ\r\n\r\nประเภทของระบบภูมิป้องกัน\r\n\r\nภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด (Innate Immunity) คือภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองเพื่อป้องกันและสกัดเชื้อโรค ทำให้มนุษย์ปลอดภัยจากสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ทำให้มนุษย์ปลอดภัยจากการติดเชื้อที่มาจากสัตว์อื่น ๆ เช่น ผิวหนัง และเยื่อบุต่างๆ ซึ่งเป็นการป้องกันเชื้อโรคชั้นแรก\r\n\r\nภูมิคุ้มกันแบบเจาะจง (Adaptive Immunity) คือภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเองหลังจากเกิดอาการเจ็บป่วย โดยจะไม่ติดเชื้อเดิมอีก\r\n\r\nภูมิคุ้มกันแบบรับมาจากภายนอก (Passive Immunity) คือภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากภายนอกร่างกายเพื่อช่วยต่อสู้กับการติดเชื้อในระยะเวลาสั้น ๆ เช่น เด็กที่ดื่มนมแม่จะได้รับภูมิคุ้มกันจากน้ำนมแม่ การฉีดวัคซีน การทานอาหารที่มีส่วนในการช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน\r\n\r\n        ระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป เมื่อผ่านการติดเชื้อใดๆ มาจะทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อนั้น ๆ มากขึ้น จากการจดจำเชื้อโรคได้จึงช่วยให้ป้องกันเชื้อโรคเหล่านั้นได้ดีขึ้นนั่นเอง\r\n\r\nการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน\r\n\r\n        การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน มีอยู่ด้วยกัน 2 ระบบคือ อาศัยเซลล์ทางตรงและอาศัยเซลล์ทางอ้อม แต่ทั้ง 2 ระบบ จะทำงานโดยมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน โดยทันทีที่เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายไม่ว่าด้วยทางไหนหรือสาเหตุอะไร ภูมิคุ้มกันของเซลล์ทางตรงก็ทำงานโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวจะจับกินทำลายเชื้อโรคทันที ในขณะเดียวกันภูมิคุ้มกันของเซลล์ทางอ้อมก็จะสร้างสารภูมิต้านทานหรือสารต่อต้านสิ่งแปลกปลอมซึ่งเรียกว่าแอนติบอดี (anti body)ที่เป็นโปรตีนชนิดพิเศษขึ้นมาต่อสู้กับเชื้อโรค โดยแอนติบอดีจะเข้าไปจับตัวกับเชื้อโรค ไม่ให้เชื้อโรคทำงานหรือไม่สามารถแผลงฤทธิ์ทำร้ายร่างกายได้\r\n\r\nความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน\r\n\r\n       เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายประสบกับปัญหาสุขภาพที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอจากหลาย ๆ สาเหตุ เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอ การไม่ออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ขาดสารอาหาร ความเครียด ก็อาจส่งผลทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลงซึ่งมีผลทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มผิดปกติได้ ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดปัญหาสุขภาพหรือโรคตามมาเช่น อาการแพ้หรือโรคหอบหืด อาการติดเชื้อได้ง่าย ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคภูมิแพ้ตัวเอง โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น\r\n\r\nการสร้างและดูแลระบบภูมิคุ้มกันที่ดี\r\n\r\n       อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าระบบภูมิคุ้มกัน เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ร่างกายของเราแข็งแรงปลอดจากการติดเชื้อจากเชื้อโรคต่าง ๆ ดังนั้น การดูแลสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ โดยสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตที่ถูกสุขอนามัยตามแนวทางปฏิบัติดังนี้\r\n\r\nไม่สูบบุหรี่\r\n\r\nรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ควรเป็นอาหารที่ส่งผลต่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เช่นผัก ผลไม้ ธัญพืช และอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวน้อย งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ควรรับประทานอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ\r\n\r\n- ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ\r\n\r\n- หลีกเลี่ยงภาวะอาการที่ทำให้เสียสุขภาพจิตและความเครียด ทำจิตใจให้เบิกบานสงบสุข เช่น การทำสมาธิ\r\n\r\n- ควบคุมน้ำหนัก และความดันโลหิต\r\n\r\n- พักผ่อนให้เพียงพอ\r\n\r\n- ดูแลรักษาความสะอาดให้ร่างกายอยู่เสมอ\r\n\r\n       เห็นหรือยังว่าระบบภูมิคุ้มกันสำคัญมากแค่ไหน อย่าลืมใส่ใจและปฏิบัติตามคำแนะนำที่นำมาฝากไว้ให้อ่านกัน และที่สำคัญหากมีความผิดปกติต่อร่างกายซึ่งอาจร้ายแรงถึงขั้นเกิดการติดเชื้อก็ควรรีบไปพบแพทย์กันนะท่านผู้อ่านทุกท่าน\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/11360-2020-03-12-03-11-14\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1625032889.png"],
    [406,3420,"คลายสงสัย! ทำไมน้ำทะเลแต่ละที่ จึงมีสีต่างกัน","Tue, 2021-06-29 08:35","http://www.stkc.go.th/node/3420","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"คลายสงสัย! ทำไมน้ำทะเลแต่ละที่ จึงมีสีต่างกัน\r\n\r\n          หลาย ๆ คนคงเคยไปทะเลมาหลายที่ และก็ได้เห็นสีของน้ำทะเลในช่วงเวลาที่ต่างกันมาบ้าง แต่รู้ไหม? โลกของเรานั้น ประกอบไปด้วยน้ำทะเลเกือบ 70% แต่น้ำทะเลแต่ละน่านน้ำของแต่ละทวีปก็มีสีต่างกันออกไป มาดูกันซิว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลให้เราเห็นสีน้ำทะเลมีสีที่ไม่เหมือนกัน แล้วแต่ละสีมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง\r\n\r\n\r\nการกระเจิงของแสง ทำให้เราเห็นสีของน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป\r\n\r\n          การกระเจิงหรือการแพร่กระจายของแสงในน้ำน้ำทะเล ทำให้เราเห็นน้ำทะเลเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงินเข้ม เพราะแสงสีน้ำเงินเกิดการกระเจิงในน้ำได้ดีที่สุด เมื่อพลังงานแสงตกกระทบกับอนุภาคหรือโมเลกุลของน้ำ  ช่วงคลื่นของแสงสีใดเกิดการกระเจิงมาก การมองเห็นของเราจะสังเกตเห็นแสงสีนั้นเด่นชัดขึ้นมา\r\n          นอกจากนี้การดูดกลืนของแสง จะทำให้เกิดการหายไปของพลังงานแสงเมื่อแสงเคลื่อนที่ลงสู่น้ำ โมเลกุลของน้ำจะดูดกลืนแสงสีแดงได้ดีที่สุด รองลงมาเป็นช่วงแสงสีเขียว เมื่อแสงสีแดงและแสงสีเขียวถูกดูดกลืนได้ดี แสงทั้งสองสีนี้จึงหายไปได้ง่ายเมื่อลงสู่น้ำ จึงเห็นน้ำใสๆ เป็นสีน้ำเงิน\r\n          น้ำทะเลที่ใสสะอาดมีลักษณะเป็นสีฟ้าหรือสีน้ำเงิน การที่น้ำในทะเลลึกมีสีน้ำเงินเข้ม เป็นเพราะมีสิ่งเจือปนต่างๆ ในน้ำทะเลน้อย เนื่องจากห่างไกลจากแผ่นดิน น้ำจึงใสมาก ประกอบกับเป็นบริเวณที่น้ำลึกมาก การดูดกลืนแสงสีแดงและสีเขียวเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ จึงเห็นเพียงสีน้ำเงินเข้มเท่านั้นที่กระเจิงและโดดเด่นขึ้นมา ต่างจากน้ำทะเลบริเวณชายฝั่งที่มีสีสันแตกต่างกัน น้ำทะเลบริเวณใกล้ชายฝั่งจะมีสีสันแตกต่างกัน เช่น สีฟ้าอ่อน สีเขียว สีน้ำตาล สีแดง หรือสีออกเหลือง เกิดจากมีสิ่งเจือปนเพิ่มเข้ามาในน้ำทะเล อาจจะในรูปของสารละลายหรือสิ่งแขวนลอย สีของน้ำทะเลก็จะผิดเพี้ยนไปตามสีของสิ่งเจือปนเหล่านี้\r\n\r\n\r\n          โดยปกติของการเดินทางของแสงจากดวงอาทิตย์ เมื่อส่องมายังโลกจะตกกระทบสิ่งต่าง ๆ ก่อนที่จะสะท้อนกลับมายังดวงตาของเรา จึงทำให้เรามองเห็นสีสันของสิ่งต่าง ๆ แต่สำหรับน้ำที่ทำให้แสงเกิดการกระเจิงได้ เมื่อแสงเดินทางมาตกกระทบแล้ว แสงบางส่วนจะผ่านเข้าไปในนั้นและเกิดการหักเหมากบ้างน้อยมากในมุมต่าง ๆ กันตามที่มันตกกระทบ และเนื่องจากแสงที่มีช่วงคลื่นสีน้ำเงิน (ความยาวคลื่นสั้น) เกิดการกระเจิงในน้ำได้ดีที่สุดแต่ถูกดูดกลืนไว้ได้น้อยที่สุด จึงทำให้น้ำมีสีน้ำเงินหรือฟ้า อย่างไรก็ดี บางส่วนที่ตกกระทบผิวน้ำแล้วไม่ได้ส่องผ่านลงไปแต่กลับสะท้อนบริเวณพื้นผิว หากมันเดินทางเข้าสู่ดวงตาของเรา เราก็จะเห็นผิวน้ำสะท้อนแสงออกมา อย่างเช่นผิวของน้ำทะเลซึ่งระยิบระยับตามแรงคลื่นนั่นเอง\r\n\r\n\r\n\r\nปัจจัยอื่นที่มีผลต่อสีของน้ำทะเล\r\n\r\n          ข้อสังเกตอีกประการที่น่าสนใจเกี่ยวกับทะเลบางที่ที่มีสีเขียว นั่นคือทะเลที่มีความอุดมสมบูรณ์ เพราะว่าหากน้ำทะเลอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแพลงก์ตอนพืช  แพลงก์ตอนเหล่านี้จะดูดกลืนแสงสีน้ำเงินและสะท้อนแสงสีเขียวออกมาแทน ทำให้น้ำทะเลมีสีอมเขียว\r\n          จะเห็นได้ว่าสีของน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยู่กับสิ่งที่ละลายอยู่ในน้ำ ซึ่งแบ่งได้เป็นกลุ่มแพลงก์ตอน กลุ่มสารอินทรีย์ที่ละลายอยู่ในน้ำ และกลุ่มตะกอนแขวนลอย ซึ่งปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้น้ำมีสีแตกต่างออกไปจากสีน้ำเงินที่เป็นสีปกติของทะเลน้ำลึก สีของน้ำทะเลที่เราเห็นไม่ได้มาจากการสะท้อนของทะเลกับท้องฟ้า เพราะทั้งท้องฟ้าและทะเลต่างก็มีแนวทางการกระเจิงแสงเป็นของตัวเอง โมเลกุลของอากาศกระจายแสงช่วงสีฟ้าออกมามากกว่าทำให้มันมีสีฟ้า แต่น้ำทะเลดูดกลืนแสงช่วงคลื่นสีน้ำเงินเอาไว้น้อยกว่า ทำให้มันกระจายแสงสีน้ำเงินออกมามากกว่า แม้ว่ามันจะดูฟ้าเหมือนกันแต่การเกิดสีของมันต่างกัน\r\n          สีน้ำทะเลที่เปลี่ยนแปลงไป ถ้าสังเกตด้วยสายตา ถ้าเป็นน้ำสีน้ำเงินเข้มแสดงว่าน้ำค่อนข้างใสไม่มีสิ่งเจือปน แต่ถ้ามีสีที่เปลี่ยนแปลงไปก็อาจเป็นไปด้ว่ามีสิ่งเจือปนอยู่ ซึ่งประเภทของสิ่งเจือปนที่ทำให้เกิดสีสันในน้ำทะเล สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ แพลงก์ตอน ตะกอนแขวนลอย และสารอินทรีย์ละลายน้ำ\r\n          แพลงก์ตอน สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กล่องลอยอยู่ในมวลน้ำ เป็นอาหารของสัตว์น้ำที่พบได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำทะเล มีสีสันหลากหลายตามแต่ชนิดของมัน เช่น สีเขียว สีแดง สีน้ำเงิน สีน้ำตาล ทะเลที่มีสภาพแวดล้อมดีและสารอาหารเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต แพลงก์ตอนจะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนในมวลน้ำในปริมาณมาก ทำให้น้ำบริเวณนั้นเปลี่ยนสีไปตามชนิดของแพลงก์ตอนที่เพิ่มจำนวนขึ้นมาได้\r\n          ตะกอนแขวนลอย หากมีมากในมวลน้ำ จะทำให้น้ำทะเลสีจางลงจากสีน้ำเงินเข้มเป็นสีฟ้าอ่อน อาจเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือคล้ำหากตะกอนมีสีเข้มมาก\r\n          สารอินทรีย์ละลายน้ำ เป็นสารสีเหลืองหรือน้ำตาลที่ถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำในปริมาณมาก สิ่งต่างๆ ที่เจือปนอยู่ในแหล่งน้ำเหล่านี้ในปริมาณต่างกัน ส่งผลให้สีของน้ำทะเลในแต่ละบริเวณแตกต่างกันออกไป\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-earthscience/item/11467-2020-04-20-08-39-06","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1624930543.PNG"],
    [407,3416,"ทำไม??เราถึงจำเหตุการณ์ในวัยเด็กไม่ได้","Mon, 2021-06-28 10:31","http://www.stkc.go.th/node/3416","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ทำไม??เราถึงจำเหตุการณ์ช่วงวัยเด็กเล็กไม่ได้เลย แต่พอโตขึ้นเราก็เริ่มจำรายละเอียดวัยต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดนี้เกี่ยวกับเรื่องพัฒนาการระบบความจำของคนเรานั่นเอง\r\n\r\nมีคนจำนวนน้อยมาก ที่จะจำเรื่องราวในวัยเด็กตอนอายุก่อน 4 ขวบได้ เพราะในวัยนี้ระบบความจำในสมองยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ยิ่งในช่วง 2 ปีแรก สมองส่วนฮิปโปแคมปัส (ส่วนที่สร้างความทรงจำระยะยาวและการเรียนรู้) และอะมิกดาลา(ส่วนที่สำคัญในการควบคุมระบบความจำ) เพิ่งเริ่มพัฒนาตามวัยค่ะ      \r\n- วันเกิดขวบแรก แทบจะไม่มีใครจำเหตุการณ์ได้เลยว่าตอนนั้นเป็นยังไง ทำอะไร นอนกี่โมง แม่อาบน้ำให้เรายังไง\r\n- วันเกิดขวบที่สอง ช่วงนี้อาจจะจำรายละเอียดเล็กๆ ในด้านอารมณ์ความรู้สึกได้บ้าง แต่ความจำตรงนี้อยู่ได้ประมาณ 1-2 อาทิตย์หรือเดือนนึง จากนั้นก็จะค่อยๆ เลือนหายไป แล้วในที่สุดก็หายไปเลย กลายเป็นจำไม่ได้ \r\nดังนั้นการที่จำอะไรในช่วงนั้นไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย เพราะสมองเราแทบจะบันทึกอะไรไว้ไม่ได้เลยนั่นเอง ทั้งความจำที่อาศัยประสบการณ์ (Episodic memory) และ การจำความหมาย (Semantic memory)\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nช่วงที่เริ่มจดจำอะไรต่างๆ ได้บ้างแล้ว ก็คือ ตอนอายุประมาณ 4 ขวบ ระบบความจำจะพัฒนาอย่างเต็มที่ และนี่อาจเป็นเหตุผลด้วยว่าทำไมเราถึงต้องเริ่มเรียนกันในช่วงนี้ เราจะเริ่มจำเหตุการณ์ในห้องเรียนวัยอนุบาลได้บางเหตุการณ์  แต่ก็มีข้อแม้ว่า จำได้แค่ความทรงจำสั้นๆ เรื่องไม่ปะติดปะต่อ นึกได้เป็นเรื่องๆ ไป เช่น จำเพื่อนร่วมห้องได้ จำครูได้ จำวิธีไปโรงเรียนได้ จำได้ว่าเรียนแล้วได้นอนกลางวันด้วย แต่ประเภทที่ว่าจำรายละเอียดวันใดวันหนึ่งทั้งวันในวัยเด็ก หรือเรียงลำดับเหตุการณ์ ก็ยังเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้อยู่ดีค่ะ\r\n\r\nหลังจากนั้นเมื่อโตขึ้นเรื่อยๆ สมองที่เกี่ยวข้องกับระบบความจำจะทำงานเต็มที่ อะไรที่ผ่านเข้ามาในชีวิต กระบวนการในระบบความจำ ก็จะเปลี่ยนจากข้อมูลที่ได้รับจากประสาทสัมผัสต่างๆ ไปเป็นข้อมูลบันทึกไว้ในความจำ โดยปกติเมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ความทรงจำระยะยาวจะยังไม่เกิดขึ้นหรอกค่ะ แต่ข้อมูลความจำจะย้ายเข้าไปในระบบความทรงจำระยะยาวอย่างช้าๆ ยิ่งเหตุการณ์ไหนที่มีผลต่ออารมณ์ ความรู้สึกก็จะยิ่งจดจำได้แม่นและยาวนานขึ้น ลองสังเกตดูว่าเรื่องที่เราจำได้แต่ละอย่าง ถ้าไม่ใช่ดีใจแบบสุดขีด ก็เสียใจแบบสุดๆ หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ประทับใจ หรือมีผลต่อชีวิตของเรามากๆ เช่น ความรู้สึกตอนขับรถออกถนนครั้งแรก ประสบการณ์ไปเรียนโรงเรียนใหม่วันแรก เป็นต้น\r\n\r\nภาวะการจดจำได้ในเด็กทารก หมายถึง การจำได้ว่าเคยได้เห็นหรือเคยได้ยินอะไร ไม่ใช่แค่เคยทำแต่เพียงอย่างเดียว เมื่อเด็กอายุ 3-4 เดือน เด็กทารกจะสามารถจ้องมอง หรือเปล่งเสียง คล้ายกับว่าสนใจและมีความสนุกสนานเมื่อเราโชว์รูปหรือของต่างๆ รวมทั้งสามารถจำภาพดังกล่าวได้ในอีกหลายนาทีต่อมา ส่วนเด็กที่อายุ 5 เดือนขึ้นไปสามารถจำรูปภาพนั้นได้เกือบ 2 อาทิตย์ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การจำความได้ในทารกนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่สมองได้รับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อมใหม่ๆนั่นเอง ดังนั้นถ้าคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกมีความสนใจใฝ่รู้ในสิ่งใหม่ๆแล้ว  คุณพ่อคุณแม่อาจจะเริ่มต้นโดยการลองเปลี่ยนที่วางของเล่นสลับไปสลับมาทุกๆ 2-3 อาทิตย์ เพราะของเล่นบางอย่างเมื่อเล่นนานๆเด็กอาจจะรู้สึกเบื่อ แต่เมื่อนำกลับมาเล่นอีกใน 2 อาทิตย์ต่อมา ก็อาจช่วยให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเล่นใหม่ได้\r\n\r\nและมีความเชื่อที่ว่า เด็กจะจำความได้เมื่ออายุ 3 ปีขึ้นไป กลายเป็นสมมติฐานที่ผิดไปเสียแล้ว เมื่อมีนักประสาทชีววิทยาจาก Chicago Medical School ได้กล่าวไว้ในงานวิจัยเมื่อเกือบ 10 ปีก่อนว่า จริงๆแล้ว เด็กทารกมีความสามารถจะจดจำและนำข้อมูลกลับมาใช้ได้ประหนึ่งการเรียนรู้คือกลีบดอกกุหลาบ คือเป็นขั้นๆทีละชั้นและไม่ซับซ้อนมากนั่นเอง ซึ่งหมายความว่า กลีบกุหลาบชั้นในๆนั้นก็เหมือนความทรงจำที่ต้องใช้เวลาในการดึงกลับออกมานั่นเอง\r\n\r\nตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กอายุ 2 เดือน เด็กสามารถจดจำจากจิตใต้สำนึกที่ว่า รางวัลจะมาพร้อมกับการกระทำบางอย่าง เด็กจะมีการลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆจนกระทั่งรู้อย่างแน่ชัดว่า การกระทำใดทำให้ได้รับรางวัลกันแน่ สมมติว่า ถ้าเราผูกเชือกที่ข้อเท้าเด็ก 2 เดือนไว้กับสายของลูกโป่ง เด็กจะรู้ได้เกือบจะทันทีว่าการถีบทำให้สายลูกโป่งนั้นเลื่อนออกจากข้อเท้าของตนเองได้ และยังคงจำได้ในวันหรือสองวันต่อมา เมื่อเด็กเห็นสายลูกโป่งซึ่งแม้จะไม่ได้ผูกไว้ที่ขา เด็กจะจำได้ทันทีว่าน่าจะต้องถีบขาตัวเอง ในขณะที่เด็ก 3 เดือนอาจจะจำทริกนี้ได้เป็นอาทิตย์ ส่วนเด็ก 6 เดือนสามารถจำได้ถึง 2 อาทิตย์เป็นต้น แต่ต้องเข้าใจว่า ความสามารถในการจดจำนี้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคลและเฉพาะวิธีการ คือถ้าเปลี่ยนวิธีการผูกเชือกอาจทำให้เด็กลืมวิธีการในการแก้เชือกโดยเบื้องต้นได้\r\n\r\n\r\n\r\nความทรงจำในวัยเด็ก . . . อยู่ไหน\r\n\r\n\r\nเจ้าของทฤษฎีจิตวิเคราะห์ ซิกมันด์ ฟรอยด์ เชื่อว่า การที่เราไม่สามารถจำเหตุการณ์ในวัยเด็กได้ เนื่องจากว่าความทรงจำในช่วงแรก ๆ ของเรานั้นโดนกดเอาไว้หรือไม่ก็ถูกแทนที่ด้วยความจำที่มากมายและซับซ้อนกว่า ในช่วงเวลาต่อมา และความทรงจำที่ถูกกดไว้นั้นก็ได้แสดงออกเป็นลักษณะตัวตนของเราเมื่อโตขึ้น\r\n\r\nแต่มีการศึกษาเกี่ยวกับสมองที่พบว่าการที่เราไม่สามารถจดจำเรื่องราวในวัย ทารกได้เนื่องจากสมองที่เกี่ยวกับความทรงจำระยะยาวนั้นยังพัฒนาได้ไม่เต็ม ที่ แต่ทารกก็สามารถเรียนรู้และจดจำในช่วงเวลาสั้น ๆ ได้\r\n\r\nการที่เราเรียนรู้และพัฒนาทักษะบางอย่างในช่วงวัยทารกไม่ว่าจะเป็นการนั่ง ยืน เดิน หรือส่งเสียงเพื่อการสื่อสารนั้น ต้องอาศัยความจำทั้งสิ้น นั่นคือจำว่าเดินอย่างไรหรือส่งเสียงอย่างไร ซึ่งเป็นเสมือนฐานที่ทำให้เราเติบโตและมีพัฒนาการต่อๆมาค่ะ\r\n\r\nเราคงไม่สามารถจะจดจำเรื่องราวได้ทั้งหมด ดังนั้นหากได้เก็บความทรงจำที่ดีๆ ผ่านสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย หรือของที่ระลึกต่างๆ เมื่อย้อนกลับไป แม้จะจำเรื่องราวไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็จะทำให้เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นความทรงจำที่ล้ำค่า และเป็นบทเรียนชีวิตที่ไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขเรื่องราวได้\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1624851064.png"],
    [408,3412,"How to: วิธีทำให้เหรียญกลับมาเหมือนใหม่ shine bright อีกครั้ง","Fri, 2021-06-25 09:36","http://www.stkc.go.th/node/3412","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"         มาทำความรู้จักกับเหรียญกันก่อน\r\n\r\n          เหรียญ เป็นวัตถุของแข็งมีลักษณะเป็นแผ่นกลม ผลิตมาจากโลหะหรือพลาสติกเป็นหลัก มีการนำเหรียญ มาใช้ประโยชน์หลายด้าน เช่น ใช้เป็นเงินตราที่มีมูลค่าสำหรับแลกเปลี่ยน เรียกว่า เหรียญกษาปณ์ ผลิตแจกจ่ายโดยรัฐบาล เหรียญถูกใช้ในรูปของเงินสดในระบบการเงินสมัยใหม่เช่นเดียวกับธนบัตรแต่ใช้ในหน่วยที่มีมูลค่าต่ำกว่า ขณะที่ธนบัตรจะถูกใช้ในหน่วยที่มีมูลค่าสูงกว่า โดยปกติ ค่าสูงสุดของเหรียญจะต่ำกว่าค่าต่ำสุดของธนบัตร มูลค่าอัตราแลกเปลี่ยนของเหรียญมาจากมูลค่าทางด้านประวัติของมันหรือมูลค่าที่แท้จริงของโลหะที่เป็นส่วนประกอบ (เช่น เหรียญทอง, เหรียญเงิน หรือเหรียญแพลทินัม) เหรียญยัง นำมาใช้เป็นของรางวัลหรือของที่ระลึก ซึ่งก็จะเรียกว่า เหรียญรางวัลกับเหรียญที่ระลึกนั่นเอง\r\n\r\n\r\n\r\nเหรียญกษาปณ์ของไทยมีแบบไหนกันบ้าง\r\n\r\n          กรมธนารักษ์ระบุว่า ปัจจุบัน มีเหรียญที่มีมูลค่าจริงสูงกว่าราคาหน้าเหรียญอยู่ 3 ชนิด ได้แก่\r\n\r\n                   1. เหรียญ 25 สตางค์ เป็นเหรียญกษาปณ์สีแดงเรื่อ ใส้ในเป็นเหล็ก 99% ส่วนด้านนอกชุบด้วยทองแดง 1% เส้นผ่านศูนย์กลาง 16 มม. น้ำหนัก 1.9 กรัม มีต้นทุนการผลิตเหรียญละ 50 สตางค์\r\n\r\n                   2. เหรียญ 50 สตางค์ ผลิตจากโลหะผสมแบบเดียวกัน คือ ใส้ในเป็นเหล็ก 99% ด้านนอกชุบด้วยทองแดง 1% เช่นกัน เส้นผ่าศูนย์กลาง 18 มม. และ มีน้ำหนักถึง 2.4 กรัม ต้นทุนการผลิตเหรียญละ 70 สตางค์\r\n\r\n                   3. เหรียญ 1 บาท ผลิตจากโลหะผสม มีสีขาว โดยใส้ในเป็นเหล็ก ส่วนด้านนอกชุบด้วยนิกเกิล มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 20 มม. น้ำหนัก 3 กรัม ต้นทุนการผลิตสูงถึงเหรียญละ 1.80 บาท\r\n\r\n\r\n           ส่วนเหรียญที่มีต้นทุนการผลิตไม่ขาดทุน ซึ่งกรมธนารักษ์ไม่ระบุว่าต้นทุนเหรียญละเท่าไหร่ มีอยู่ 3 ชนิด ได้แก่\r\n\r\n                   1. เหรียญ 2 บาท เป็นโลหะสีทอง ซึ่งผลิตจากทองแดงผสมด้วยนิกเกิลและอลูมิเนียม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 21.75 มม. น้ำหนัก 4 กรัม\r\n\r\n                   2. เหรียญ 5 บาท เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว ผลิตจากโลหะผสมคือ ใส้ในเป็นทองแดง ส่วนด้านนอกเคลือบกด้วยนิกเกิล มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 24 มม. น้ำหนัก 6 กรัม\r\n\r\n                   3. เหรียญ 10 บาท เป็นเหรียญสีขาวกับสีทอง โดยวงนอกเป็นโลหะผสม คือ ทองแดงกับนิกเกิล วงในผลิตจากทองแดง นิกเกิล และ อะลูมิเนียม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 26 มม. หนัก 8.5 กรัม\r\n\r\nทำไมอยู่ดีๆ เหรียญถึงดำ\r\n\r\n          เคยสังเกตเงินเหรียญที่เราใช้กันอยู่ในทุกๆ วันหรือไม่ว่าสีของเหรียญแต่ละเหรียญจะมีสีที่ต่างกัน ซึ่งนั้นก็ขึ้นอยู่กับอายุการใช้งาน เหรียญบางเหรียญสีเปลี่ยนเพราะความสกปรก แต่บางเหรียญนั้นสีเปลี่ยนเนื่องจากเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยเหรียญที่เราเก็บไว้นานๆ โลหะในเหรียญจะทำปฎิกิริยากับออกซิเจนและความชื้นในอากาศ จนเกิดเป็นโลหะออกไซด์ที่มองเห็นเป็นคราบสีดำๆ บนเหรียญ ทำให้เหรียญดูไม่สวยงามเหมือนใหม่ และอาจถึงขั้นไม่สามารถนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเลยก็เป็นได้\r\n\r\n\r\n\r\nมาดูตัวช่วยที่จะทำให้เหรียญเก่ากลับมาเหมือนใหม่อีกครั้ง\r\n\r\n          น้ำมะขามเปียก เพียงนำมะขามเปียกไปแช่น้ำ ใช้มือบี้จนเนื้อมะขามละลายออกมาในน้ำ จากนั้นนำเหรียญไปแช่ในน้ำมะขามเปียก 2-3 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับความดำของเหรียญ จากนั้นก็นำไปล้างในน้ำสะอาด เพียงเท่านี้เหรียญก็จะแวววับขึ้นมาเลย\r\n\r\n          ซอสมะเขือเทศ  หลายคนอาจจะคาดไม่ถึงว่าซอสมะเขือเทศสามารถทำความสะอาดเหรียญเก่าๆได้ วิธีนี้มีขั้นตอนง่ายๆคือ เทซอสมะเขือเทศลงไปบนเหรียญแล้วทิ้งไว้ซัก 10 นาทีจากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ที่ซอสมะเขือเทศทำความสะอาดเหรียญได้ก็เพราะว่ามีส่วนผสมของน้ำส้มสายชูและเกลือ ซึ่งน้ำส้มสายชูจะไปทำปฏิกริยากับโลหะออกไซด์ให้กลายเป็นเกลือของโลหะโดยมีเกลือแกงเป็นตัวเร่งให้เกิดปฏิกริยา\r\n\r\n          น้ำส้มสายชูและเกลือ เทน้ำส้มสายชูลงในภาชนะก้นตื้นๆที่ไม่ใช่โลหะ โดยจะเทน้ำส้มสายชูประมาณ 1 ส่วน 4 ของถ้วย จากนั้นใส่เกลือไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะแล้วคนให้เกลือละลายเข้ากับน้ำส้มสายชู นำเอาเหรียญที่เราต้องการทำความสะอาดไปแช่ โดยวางเหรียญให้ห่างกันเล็กน้อย ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หรือตามความเหมาะสม เมื่อครบกำหนดให้นำเหรียญขึ้นมาล้างน้ำเปล่าและใช้กระดาษซับน้ำออกให้แห้ง เพียงเท่านี้ก็จะได้เหรียญที่แวววาวเหมือนใหม่แล้ว\r\n\r\n          น้ำอัดลม วิธีง่ายๆเพียงแค่นำเหรียญไปแช่ในน้ำอัดลมทิ้งไว้ 1 - 2 ชั่วโมง โดยคนเหรียญเป็นระยะๆ จากนั้นก็นำเหรียญไปล้างในน้ำสะอาด สาเหตุที่น้ำอดลมทำความสะอาดเหรียญได้ก็เพราะในน้ำอัดลมมีกรดคาร์บอนิกซึ่งมีความเป็นกรดอ่อนๆนั่นเอง\r\n\r\n         น้ำมะนาว ขั้นตอนก็คล้ายกับน้ำมะขามเปียก คือนำน้ำมะนาวมาผสมกับน้ำ จากนั้นนำเหรียญไปแช่ทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง แล้วนำมาล้างด้วยน้ำเปล่าใช้กระดาษทิชชูหรือผ้าสะอาดซับน้ำออกจนแห้ง\r\n\r\n          วิธีที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ล้วนเป็นวิธีที่เราสามารถทำได้เองที่บ้านได้อย่างง่ายๆ ส่วนสาเหตุที่เหรียญกลับมาเหมือนใหม่ได้อีกครั้งเนื่องจาก สารแต่ละตัวที่ใช้มีสมบัติเป็นกรดอ่อน ซึ่งเมื่อทำปฏิกิริยากับเกลือจะสามารถกำจัดโลหะออกไซด์บนผิวของเหรียญไปได้นั่นเอง นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีอื่นๆ อีกเช่น การใช้ผงขัดหรือน้ำยาทำความสะอาดโลหะโดยเฉพาะ  เป็นต้น หากเป็นเหรียญสะสมที่มีราคาแพงก็ไม่ควรใช้สารเคมีที่มีความรุนแรงในการทำความสะอาด เพราะอาจทำให้เหรียญนั้นเกิดความเสียหายได้ ดังนั้น เหรียญสะสมราคาแพงควรเก็บในสภาพเดิมจะดีทีสุด\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-chemistry/item/7422-how-to-shine-bright","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1624588560.PNG"],
    [409,3410,"สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายเมื่อกลืนหมากฝรั่ง","Thu, 2021-06-24 08:41","http://www.stkc.go.th/node/3410","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เชื่อว่าผู้ใหญ่หลายคนในตอนนี้คงเคยโดนอุบายของผู้ใหญ่ในวัยเด็กของตัวเองห้ามไม่ให้กลืนอาหารหรือขนมที่ไม่ควรกลืนลงไป หนึ่งในนั้นคือการถูกหลอกว่ากลืนหมากฝรั่งลงไปแล้วจะติดอยู่ในท้องนานถึง 7 ปี แน่นอนว่าหมากฝรั่งไม่ติดอยู่ได้นานขนาดนั้น \r\n          แล้วเคยสงสัยหรือไม่ว่า จริงๆ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเราหากเรากลืนหมากฝรั่งลงไป\r\n\r\n          การย่อยอาหารพื้นฐานของมนุษย์มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธีหลัก ๆ คือ การเคี้ยว ซึ่งเป็นกระบวนการย่อยเชิงกลที่ใช้ในการบดอาหารให้ละเอียดและมีขนาดเล็กลง และกระบวนการย่อยเชิงเคมีในการเปลี่ยนแปลงขนาดโมเลกุลของอาหารโดยเอนไซม์ในน้ำลายและกระเพาะอาหาร รวมถึงกรดที่ช่วยย่อยให้สิ่งที่เรารับประทานเข้าไปนั้นผ่านทางเดินอาหารไปได้อย่างง่ายดาย\r\n\r\n          ตามหลักแล้ว เมื่อเรารับประทานอาหาร ฟันและลิ้นจะทำงานสัมพันธ์กันเพื่อเคี้ยวอาหารให้กลายเป็นชิ้นเล็กๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวเพื่อให้สามารถดูดซึมสารอาหารได้ตามกระบวนการดูดซึมของร่างกาย ก่อนที่อาหารจะเคลื่อนย้ายลงไปตามการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณทางเดินอาหาร จากนั้นจะถูกเปลี่ยนแปลงไปโดยน้ำย่อยอาหาร และถูกขับออกจากร่างกายไปในที่สุด แต่หมากฝรั่งไม่ใช่อาหารที่ร่างกายสามารถย่อยได้ตามกระบวนการย่อยอาหาร นั่นเป็นเพราะหมากฝรั่งมีส่วนประกอบของยางสังเคราะห์อยู่ด้วย\r\n\r\n\r\n          ยางบิวไทล์(Butyl rubber) หรือถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า \"Synthetic Natural Rubber\" เป็นยางสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่มีโครงสร้างทางเคมีและมีคุณสมับติใกล้เคียงกับยางธรรมชาติ แต่มีคุณสมบัติในเรื่องของความทนต่อแรงดึงและความทนทานต่อการฉีกขาดต่ำกว่าเล็กน้อย ยางสังเคราะห์ชนิดนี้จึงถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบของหมากฝรั่งที่ขายกันอยู่ตามท้องตลาด เนื่องจากช่วยให้มีความเหนียวและสามารถเคี้ยวได้ นอกจากนี้ยังมักนิยมนำไปใช้ผลิตจุกนม อุปกรณ์ทางการแพทย์ และรวมไปทั้งยางในรถยนต์อีกด้วย\r\n\r\n\r\n           แน่นอนว่าหมากฝรั่งไม่ได้รับผลกระทบจากการบดเคี้ยวของฟัน ดังนั้นเมื่อกลืนหมากฝรั่งลงไป มันจะเคลื่อนผ่านทางเดินอาหารลงไปในกระเพาะอาหารเป็นก้อน  ในขณะที่เอนไซม์สามารถย่อยคาร์โบไฮเดรต น้ำมัน และแอลกอฮอล์ได้ในหมากฝรั่ง แต่สำหรับยางสังเคราะห์ที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งนั้นจะไม่สามารถถูกย่อยได้ด้วยกรดในกระเพาะอาหาร เป็นผลให้หมากฝรั่งยังคงสามารถอยู่ในระบบย่อยอาหารได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าหมากฝรั่งที่ใครบางคนเผลอกลืนลงไปจะยังคงอยู่จนถึงตอนนี้\r\n\r\n          หมากฝรั่งที่เผลอกลืนโดยไม่ตั้งใจเป็นเพียงสิ่งไม่มีประโยชน์ชิ้นเล็ก ๆ เหมือนกับอาหารบางประเภทที่เป็นชิ้นเล็กๆ เช่นเมล็ดทานตะวันหรือเมล็ดแตงโม เป็นแค่อาหารส่วนน้อยที่ไม่ได้มีผลกระทบมากนักต่อกล้ามเนื้อในการบีบรัดเพื่อเคลื่อนย้ายอาหารไปตามทางเดินอาหาร  ร่างกายสามารถจัดการกับชิ้นหมากฝรั่งที่เราเผลอกลืนลงไปได้ โดยจะถูกกำจัดออกจากร่างกายพร้อมกากอาหารที่ร่างกายไม่ต้องการในอีกวันหรือสองวันอย่างแน่นอน\r\n\r\n          แม้จะทราบว่าการกลืนหมากฝรั่งไม่เป็นอันตรายมากนัก และไม่ทำให้มันติดอยู่ในกระเพาะอาหารยาวนานถึง 7 ปี แต่หมากฝรั่งก็ไม่ใช่อาหารที่ควรจะกลืนลงไป โดยเฉพาะในเด็กเล็กซึ่งอาจทำให้ก้อนหมากฝรั่งติดคอ หรือเข้าไปขวางทางเดินหายใจได้ เพราะฉะนั้นอุบายเรื่องหมากฝรั่งเพื่อการป้องกันอันตรายร้ายแรงที่ตามมาก็ยังคงสามารถใช้ได้อยู่ เพียงแต่ต้องถูกใช้อย่างเข้าใจ\r\n \r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-chemistry/item/7420-2017-08-08-07-50-51","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1624498870.PNG"],
    [410,3408,"เคมีในสระว่ายน้ำ","Wed, 2021-06-23 09:12","http://www.stkc.go.th/node/3408","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"สระว่ายน้ำ เป็นสถานที่พักผ่อนและออกกำลังกายที่หลาย ๆ คนชื่นชอบ การรักษาสภาพน้ำในสระว่ายน้ำให้สะอาด เพื่อให้ปลอดภัยต่อผู้ใช้ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง หลาย ๆ คนอาจคิดว่าในสระว่ายน้ำมีคลอรีนเป็นสารที่่ใช้กำจัดเชื้อโรคในน้ำ แต่ความจริงแล้วสารที่อยู่่ในน้ำของสระว่ายน้ำคือ กรดไฮโปคลอรัส (HOCl) ซึ่งสามารถกำจัดแบคทีีเรียและตะไคร่น้ำได้ และเป็นสารชนิดเดียวกับที่่ใช้ในการทำน้ำดื่มให้สะอาด สาร HOCl ที่อยู่่ในสระว่ายน้ำ ไม่ได้เกิดจากการใส่ HOCl ลงไปโดยตรง แต่เกิดจากการใส่สารตั้งต้นที่ทำปฏิกิริยากับน้ำแล้วได้ผลิตภัณฑ์เป็น HOCl โดยสารตั้งต้นเหล่านี้มีหลายชนิด เช่น\r\n\r\n1. แก๊สคลอรีน (Cl2) ที่อุณหภูมิห้องมีสถานะแก๊สเมื่อผ่านแก๊สคลอรีนลงในน้ำจะเกิดปฏิกิริยาเคมี แต่เนื่องจากสารนี้มีสถานะแก๊ส มีสมบัติกัดกร่อนและเป็นพิษ จึงไม่สะดวกต่อการนำมาใช้ในสระว่ายน้ำ\r\n\r\n2. เกลือไฮโปคลอไรท์ เช่น โซเดียมไฮโปคลอไรท์ (NaOCl) เป็นสารประกอบที่พบในน้ำยาฟอกขาว ที่อุณหภูมิ ห้องมีสถานะของเหลวที่ไม่เสถียร ส่วนใหญ่จึงพบอยู่่ในรูปสารละลาย มีชื่อทางการค้าว่า คลอรีนน้ำ ปฏิกิริยาเคมีระหว่าง NaOCl กับน้ำ  แคลเซียมไฮโปคลอไรท์ (Ca(OCl)2) มีสถานะของแข็ง มีชื่อทางการค้าว่า คลอรีนผง หรือ คลอรีนเกล็ด ปฏิกิริยาเคมีระหว่าง Ca(OCl)2 กับน้ำ  สารทั้งสองชนิดนี้ใช้งานได้้สะดวก จึงนิยมนำ มาใช้ในสระว่ายน้ำ\r\n\r\n3. สารประกอบ Chlorinated Isocyanurate เช่น Trichloroisocyanuric Acid เมื่อละลายน้ำ จะได้กรดไซยานูริค (Cyanuric Acid) และ HOCI  เป็นกรดอ่อน เมื่อละลายในน้ำจะแตกตัวได้ไฮโดรเนียมไอออน (H3O+) และ ไฮโปคลอไรท์ไอออน (OCl−) ปฏิกิริยานี้เป็นปฏิกิริยาผันกลับ  ทั้ง HOCl และ OCl− สามารถกำจัดแบคทีีเรียและตะไคร่น้ำได้ โดย HOCl มีประสิทธิภาพที่ดีกว่า ดังนั้น ต้องมีการควบคุมปริมาณ HOCl และ OCl− ให้เหมาะสม ปริิมาณของ HOCl และ OCl− ที่อยู่ในสระว่ายน้ำขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ปริิมาณ HOCl และ OCl− จะลดลง เนื่องจากใช้ในการกำจัดแบคทีเรียและตะไคร่น้ำ รวมทั้งการเกิดปฏิกิริยากับสารประกอบอินทรีย์ทีอยู่ในสระว่ายน้ำ หรือการสลายตัวเมื่อถูกแสงแดด โดย OCl− เมื่อโดนแสงยูวี (νuv) จากแสงแดดจะสลายตัวได้เร็วกว่า HOCl  นอกจากนี้ ปริมาณ HOCl ยังขึ้นกับระดับ pH ในสระว่ายน้ำโดยที่ pH ต่ำจะมีปริมาณ HOCl มาก ส่วนที่่ pH สูงจะมีปริมาณ HOCl น้อย แต่ที่ pH 7.5 จะมีปริมาณ HOCl และ OCl− เท่ากัน  ถ้า pH มีค่าต่ำ (มีปริมาณ H3O+ ในน้ำ มาก) จะส่งผลให้มี HOCl เพิ่มขึ้น เนื่องจากระบบจะปรับตัวเพื่อลดปริมาณ H3O+ โดยเกิดปฏิกิริยาระหว่าง H3O+ และ OCl− เพิ่มขึ้น ทำให้ได้ HOCl เพิ่มขึ้น     แต่ถ้า pH มีค่าสูง (มีปริมาณ OH− ในน้ำมาก) จะส่งผลให้ HOCl ลดลง เนื่องจาก H3O+ จะทำปฏิกิริยากับ OH− ทำให้้ H3O+ ลดลง   ระบบจะปรับตัวเพื่อเพิ่มปริมาณ H3O+ โดย HOCl จะแตกตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ได้ H3O+ และ OCl− เพิ่มขึ้น\r\n\r\n            ดังนั้น จึงต้องมีการปรับค่า pH ในสระว่ายน้ำให้เหมาะสม โดยที่ pH 7.2 - 7.8 HOCI และ OCl− จะมีปริมาณที่พอเหมาะ ถ้ามี pH ต่ำกว่า 7.2 จะมีปริมาณ HOCI มาก ทำให้เกิดการแสบตาได้ แต่ถ้ามี pH สูงกว่า 7.8 จะมีปริมาณ OCl− มาก การกำจัดแบคที่เรียจะลดลง นอกจากนี้ OCl− จะสลายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อโดนแสงแดด การปรับ pH ทำได้โดยเติมกรดหรือเบสลงไปในสระว่ายน้ำ เช่น ถ้าน้ำมี pH ต่ำเกินไป จะเติมโซเดียมคาร์บอเนต (Na2CO3) ลงไปเพื่อทำปฏิกิริยากับ H3O+ ทำให้ pH เพิ่มขึ้น แต่ถ้าน้ำมี p สูงเกินไปจะเติมซเดียมไฮใดรเจนซัลเฟต (NaHSO4) ลงไปเพื่อทำปฏิกิริยากับ OH− ทำให้ pH ลดลง\r\n\r\n           นอกจากนี้ น้ำปัสสาวะและเหงื่อของคนที่ลงว่ายน้ำในสระ ซึ่งมีแอมโมเนีย (NH3) ที่สามารถทำปฏิกิริยากับ HOCI เกิดเป็นสารประกอบ Chloramine เช่น NH2CI NHCI3 NHCl3 ซึ่งมีกลิ่นเฉพาะของสระว่ายน้ำ\r\n\r\n            สารประกอบ Chloramine อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองตาและจมูกของผู้ที่ลงว่ายน้ำในสระ นอกจากนี้ในปัสสาวะยังมีกรดยูริค ที่สามารถเกิดปฏิกิริยาเป็นไซยาโนเจนคลอไรด์ ซึ่งเป็นสารกลุ่มเดียวกับไซยาไนต์ ทำให้เกิดการระคายเคืองตา จมูก และทางเดินหายใจได้\r\n\r\n            การดูแลรักษาสระว่ายน้ำดูเหมือนจะง่ายเพียงแค่ใส่สารเคมีบางชนิดลงไปเท่านั้น แต่ความจริงแล้วมีความเกี่ยวข้องกับความรู้ทางเคมีหลายด้าน เช่น PH กรด-เบส สมดุลเคมี ปฏิกิริยาของ HOCI และ OCl− กับสารอื่น ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว\r\n\r\nที่มา https://www.scimath.org/article-chemistry/item/12175-2021-06-09-09-32-52","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1624414351.PNG"],
    [411,3406,"กำจัดเชื้อราภายในบ้าน..ทำได้อย่างไรบ้างนะ","Tue, 2021-06-22 09:34","http://www.stkc.go.th/node/3406","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"วิธีกำจัดเชื้อราในบ้านมาฝากกัน จัดการกับเชื้อราที่นำมาซึ่งอันตรายและเชื้อโรคอย่างหมดจดและถูกวิธีค่ะ\r\n1. เมื่อเกิดเชื้อราขึ้นกับวัสดุที่เป็นพื้นแข็ง ให้ใช้น้ำสบู่ แอลกอฮอล์ หรือน้ำยาขัดห้องน้ำล้าง และขัดให้ด้วยแปรงชนิดแข็งจนเชื้อราออกจนหมดจด จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหลาย ๆ รอบจนกว่าจะแน่ใจว่าสะอาด\r\n2. วัสดุที่เป็นเนื้ออ่อน เช่น หนังสือ กระดาษมัน พลาสติก กล่อง ให้ใช้สำลีชุบฟอร์มาลีนเช็ด แล้วตามด้วยผ้าชุบน้ำสะอาด จากนั้นนำไปวางไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเท และมีแสงแดดส่องถึงเล็กน้อย แล้วปล่อยให้แห้ง\r\n3. พรม ฝ้า หรือที่นอน หากมีเชื้อราขึ้น ให้โยนทิ้งจะปลอดภัยที่สุด เพราะวัสดุที่มีรูอย่างพรม ฝ้า และที่นอนนี้ เป็นวัสดุที่ล้างเชื้อราออกได้ยากมาก และแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถล้างออกได้หมดจด 100% ซึ่งถ้าหากยังดันทุรังใช้ต่อไป ความชื้นในห้องก็อาจจะทำให้เชื้อราลุกลาม ฟักตัวได้กว้างขึ้น ทำให้เกิดโรคและเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจของผู้อยู่อาศัยไม่รู้ตัว ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่คุ้มกันเลยล่ะ\r\n4. อย่าทาสีหรือแลคเกอร์ทับในบริเวณที่เกิดเชื้อรา ให้ล้างออกให้สะอาดหมดจดก่อน จากนั้นค่อยเริ่มทาสีหรือแลคเกอร์\r\n5. กรณีที่เชื้อราผุดให้เห็นในข้าวของเครื่องใช้ประเภทเครื่องหนัง ให้ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดหลายๆ ครั้ง จนแน่ใจว่าสะอาด จากนั้นเช็ดครั้งสุดท้ายด้วยน้ำสะอาด น้ำส้มสายชูจะช่วยกำจัดเชื้อราได้เป็นอย่างดี\r\n6. เฟอร์นิเจอร์ หรือของใช้ที่เป็นไม้เนื้ออ่อน โดยปกติวัสดุเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการขึ้นราเมื่อมีความชื้นอยู่แล้ว ซึ่งมันจะไม่เป็นอะไรมากนักหากนำมาล้างทำความสะอาดภายใน 24-48 ชั่วโมงที่พบเชื้อ หรือเริ่มสังเกตเป็นดอกเป็นดวงขึ้น แต่ในกรณีที่น้ำท่วมแล้วปล่อยบ้านไว้นานเป็นเดือน ๆ ขอแนะนำให้ทิ้งข้าวของเครื่องใช้ที่ทำด้วยไม้เนื้ออ่อนเหล่านั้นไปอย่างไม่ต้องเสียดาย เพราะอาจจะฟักตัวเป็นเชื้อราที่อันตรายมากขึ้นได้\r\n7. ย้ายเฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ที่มีราขึ้น (และตอนนี้ได้ทำความสะอาดแล้ว) ไปอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก หรือที่แสงแดดส่องถึงสักระยะหนึ่ง คือประมาณ 1-2 สัปดาห์ แล้วหมั่นคอยตรวจสอบว่า หลังจากทำความสะอาดแล้วยังมีเชื้อราขึ้นอยู่อีกหรือไม่ หากไม่มีก็แสดงว่าสามารถแน่ใจแล้วว่าเราได้ทำความสะอาดเชื้อราออกไปได้อย่างหมดจดแล้วจริงๆ แต่หากยังพบร่องรอยของเชื้อรา ขอให้นำมาทำความสะอาดใหม่ เพราะมันจะลามได้ง่ายมากถ้าหากวันหนึ่งอากาศชื้นอีกครั้ง\r\n8. วอลเปเปอร์ ใช้กรดซาลิไซลิด ผสมกับแอลกอฮอล์ในอัตราส่วน 1:5 จากนั้นนำผ้ามาชุบไปเช็ดวอลเปเปอร์ซ้ำๆ ประมาณ 2 รอบ แต่ถ้าหากว่ามีเชื้อราอยู่มาก แนะนำให้รื้อทิ้งแล้วเปลี่ยนวอลเปเปอร์ใหม่จะดีกว่า\r\n9. เสื้อผ้า ผ้าม่าน และผ้าห่ม หากพบเชื้อรา สามารถฆ่าเชื้อเบื้องต้นได้โดยใช้น้ำร้อน จากนั้นขยี้แล้วซักให้สะอาดหลายๆ ครั้ง และตากในที่ที่มีแสงแดดเท่านั้น เพื่อเป็นการฆ่าเชื้ออีกที\r\n10. งดกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดความชื้นภายในบ้าน หากตัวบ้านเพิ่งมีราขึ้นและได้รับการทำความสะอาดไปใหม่ๆ ไม่ควรต้มน้ำ ซักผ้า ตากผ้า เปิดเครื่องปรับอากาศเย็นจัด แต่ควรเปิดให้อากาศภายนอกได้ระบายเข้ามาบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันแดดจัด แม้ว่าจะทำให้คุณร้อนอบอ้าวไปบ้าง แต่แสงแดดจะช่วยฆ่าเชื้อราได้ดีเลยทีเดียว\r\nอย่างไรก็ดี การกำจัดเชื้อรานั้นต้องทำไปควบคู่กับการรักษาความสะอาดทุกๆ จุด และสิ่งของทุกๆ อย่างภายในบ้านเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 สัปดาห์แรกที่บ้านยังคงเก็บความชื้นจากภาวะน้ำเอ่อท่วมไว้อยู่ ต้องคอยดูแลใส่ใจอย่างดีเลยทีเดียวค่ะ รับรองว่าถ้าหากทำได้อย่างนี้แล้ว พอพ้นช่วง 2-3 สัปดาห์หลังน้ำท่วมเมื่อไหร่ คุณก็จะได้บ้านอบอุ่นและปลอดภัยปลอดเชื้อโรคหลังเดิมคืนอย่างแน่นอนค่ะ\r\n\r\n\r\nที่มา https://www.scimath.org/article-science/item/2483-2011-11-18-06-00-42\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1624329258.png"],
    [412,3404,"ปฐมพยาบาลอย่างไรเมื่อถูกงูพิษกัด!!","Mon, 2021-06-21 08:56","http://www.stkc.go.th/node/3404","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ประชาชนจึงจำเป็นต้องระมัดระวังป้องกันรับมือกับงู ทั้งที่มีและไม่มีพิษที่อาจจะหนีน้ำแล้วเข้ามาหลบอาศัยอยู่ในบ้านหรือที่ อยู่พักอาศัย งูจะหนีน้ำมาหาที่แห้งๆ เมื่อมองไม่เห็นไปคนเหยียบหรือทำให้งูตกใจก็จะฉกกัด หากเป็นงูพิษร้ายแรงอาจทำให้ผู้ประสบภัยถึงแก่ชีวิตได้ ประชาชนควรเตรียมตัวป้องกันไว้ล่วงหน้าและระมัดระวังตนเอง ก็จะทำให้ปลอดภัยจากงูพิษ รวมทั้งควรรู้วิธีการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้อง\r\n\r\nเมื่อถูกงูพิษฉกกัด เมื่อถูกงูพิษกัด จะมีอาการแตกต่างกันไปตามชนิดของงูพิษ คือ พิษต่อประสาท เช่น งูเห่า งูจงอาง ทำให้เกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อ และที่สำคัญทำให้หยุดหายใจ พิษต่อโลหิต เช่น งูแมวเซา งูกะปะ และ งูเขียวหางไหม้ ทำให้เลือดออกตามผิวหนัง ปัสสาวะเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือด พิษต่อกล้ามเนื้อ เช่น ทำให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อมาก และอาจถ่ายปัสสาวะเป็นสีดำ และพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ\r\n\r\nเภสัชกรเชิดเกียรติ กล่าวต่อว่าผู้ถูกงูพิษกัดควรดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้น ดังนี้\r\n\r\n1) ตั้งสติให้ดีอย่าตกใจเกินเหตุ เนื่องจากผู้ถูกงูกัด บางรายที่ถูกงูพิษกัดอาจไม่ได้รับพิษ เพราะงูไม่ปล่อยพิษออกมา หรืองูพิษตัวนั้นได้กัดสัตว์อื่นมาก่อนและไม่มีน้ำพิษเหลือ ในกรณีที่ได้รับพิษงูผู้ถูกงูกัดจะไม่เสียชีวิตหรือมีอาการอันตรายร้ายแรง ทันที ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาที จึงจะเริ่มมีอาการรุนแรง\r\n\r\n2) ล้างแผลงูกัดด้วยน้ำสะอาด หรือแอลกอฮอล์และทิงเจอร์ ห้ามทำสิ่งต่อไปนี้ กรีดแผล ดูดแผล ใช้บุหรี่หรือไฟไฟฟ้าจี้ที่แผล โปะน้ำแข็ง สมุนไพรพอกแผล ดื่มสุรา กินยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของแอสไพริน เพราะการกระทำเหล่านี้ไม่ช่วยรักษา แต่กลับจะมีผลเสียคือเพิ่มการติดเชื้อ เนื้อตาย และจะทำให้เสียเวลาที่จะนำส่งผู้ถูกงูกัดไปสถานพยาบาลโดยไม่จำเป็น และห้ามดื่มเหล้า เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ กาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มชูกำลั\r\n\r\n3) นอนนิ่งๆ จัดท่าให้ส่วนที่ถูกงูกัดอยู่ต่ำกว่าระดับหัวใจ อย่าเคลื่อนไหวร่างกายโดยไม่จำเป็นโดยเฉพาะบริเวณถูกงูกัด เพื่อชะลอการดูดซึมพิษงูเข้าสู่ท่อน้ำเหลืองและเส้นเลือดดำไหลเวียนเข้า หัวใจ ให้หาไม้ดามบริเวณที่ถูกงูกัดแล้วใช้ผ้าพันให้แน่นพอประมาณเหนือแผลงูกัด ประมาณ 5-15 ซม. แต่ไม่ควรทำการขันชะเนาะ เพราะอาจทําให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้น ๆ ขาดเลือดไปเลี้ยง เกิดเนื้อตายได้\r\n\r\n4) รีบนำผู้ถูกงูกัดส่งสถานบริการสาธารณสุขที่ใกล้ที่สุด และโดยเร็วที่สุด โดย ระหว่างการนำส่งสถานบริการสาธารณสุขถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้ทำการช่วยหายใจ เช่น การช่วยแบบเป่าปากต่อปาก จะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้นานพอ จนไปรับการรักษาที่สถานพยาบาลได้ เพราะงูพิษบางชนิด เช่น งูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม พิษจะทำให้ร่างกายเป็นอัมพาตทั้งตัว ผู้ถูกงูกัดจะเสียชีวิตจากการหยุดหายใจ\r\n\r\nผู้ประสบเหตุควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงลักษณะงูที่กัด และกัดบริเวณใด เมื่อไร ถ้านำซากงูไปด้วยก็จะดีมาก แต่ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาตามหาและถึงกับไล่ตีงูเพื่อนำไปด้วย เพราะจะทำให้เสียเวลาในการรักษาโดยไม่จำเป็น ถ้าผู้ป่วยมีโรคประจำตัว หรือเคยมีประวัติแพ้ยาหรือสารใดๆ ให้แจ้งแพทย์ทราบด้วย ผู้ถูกงูกัดไม่จำเป็นต้องได้รับเซรุ่มแก้พิษงูทุกราย แพทย์จะให้เซรุ่มแก้พิษงูเฉพาะในรายที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น\r\n\r\nวิธีการป้องกัน ผู้ประสบภัยน้ำท่วมควรหลีกเลี่ยงการเดินซอกแคบๆ โพรงไม้ ซอกหินแคบ เดินลุยบริเวณที่มีน้ำขังและมองไม่เห็นพื้นดิน ในที่รกมีหญ้าสูง ในป่าหรือทุ่งนาเวลากลางคืน หากจำเป็นให้เตรียมไฟฉายไปด้วย แล้วใส่กางเกงขายาว ควรมีไม้ตีหญ้าข้างหน้าไว้ ต้องสวมรองเท้าบูทเสมอ และให้ระวังป้องกันรองเท้าบูทมิให้งูหรือสัตว์มีพิษเข้าโดยการพับหรือใช้ยาง มัดไว้\r\n\r\nรวมทั้งหมั่นสำรวจตรวจตราดูแลบ้านเรือนให้สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ปล่อยให้สกปรกรุงรัง ระวังเป็นพิเศษในการยกหิน กองเสื้อผ้าเก่าๆ หรือกองหญ้า เพราะเป็นที่งูชอบอาศัย แต่หากตนเองหรือบุคคลในครอบครัวมีประสบเหตุงูกัดให้รีบพาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ก่อนที่อาการจะลุกลามและเกิดอันตรายต่อชีวิต แล้วรีบโทรแจ้งที่ เบอร์ 1422 หรือ 1669 และเน้นย้ำให้ประชาชนเคร่งครัดปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือตามประกาศของทางราชการ\r\n\r\n\r\nที่มา https://www.scimath.org/article-science/item/2478-2011-11-10-04-44-02","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1624240815.png"],
    [413,3389,"15 สัญญาณเตือนอัลไซเมอร์","Thu, 2021-06-17 08:59","http://www.stkc.go.th/node/3389","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"           คุณเป็นคนขี้ลืมหรือเปล่าคะ เช่น ลืมว่าวางกุญแจรถไว้ที่ไหน ลืมว่าจะต้องทำอะไร ทั้งที่เตือนตัวเองมาตลอดทั้งวันแล้ว ลืมว่าจะพูดอะไร ทั้งที่เพิ่งคิดได้เมื่อกี้ หรืออะไรที่เคยทำเป็นปกติอยู่แล้ว แต่อยู่ ๆ กลับลืมวิธีทำ หรือทำแล้วรู้สึกว่าทำไมมันถึงได้ยากกว่าเมื่อก่อน บางทีนี่อาจจะไม่ใช่อาการขี้ลืมธรรมดาแล้วก็ได้นะคะ จริงๆ แล้วอาการขี้หลงขี้ลืมก็มีกันอยู่ทุกคนค่ะ แต่ส่วนใหญ่สาเหตุจะมาจากการที่เราไม่มีสมาธิกับการทำสิ่งนั้นๆ จึงไม่ได้สนใจจดจำ หรือคิดทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน ทำให้สมาธิในการจดจำสั้นลง แต่ในปัจจุบันมีการสำรวจพบว่าเพราะความเครียด มลพิษ ปัญหาต่างๆ ที่เร่งเร้า และอายุที่เพิ่มมากขึ้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เรากลายเป็นคนขี้ลืม และนำไปสู่โรคความจำเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ได้เช่นกัน แต่อย่าชะล่าใจไปนะคะ ว่าการลืมของเราเป็นเพียงอาการเล็กน้อย เพราะความเครียดหรือความไม่ใส่ใจ เพราะจริงๆ มันอาจจะเป็นสัญญาณเตือนของโรคที่ร้ายแรงกว่านั้นก็ได้\r\n\r\nเพื่อให้คุณๆ ตั้งตัวรับโรคนี้ได้ทัน เรามาสำรวจตัวเองและคนรอบข้างจาก 15 สัญญาณที่เตือนว่า คุณอาจจะกำลังเข้าข่ายการเป็นอัลไซเมอร์กันดีกว่าค่ะ\r\n1. หงุดหงิด อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ เพราะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้\r\n2. การตัดสินใจแย่ลง เปลี่ยนใจง่าย เช่น ถ้ามีเซลล์แมนมาขายของที่หน้าบ้านก็จะซื้อทันที ซึ่งจะต่างจากแต่ก่อนที่จะไม่ซื้อของพวกนี้เลยหรือ ไม่ใช้จ่ายอะไรง่ายๆ ซึ่งข้อนี้มักจะนำไปสู่ปัญหาด้านการเงินด้วย คือใช้จ่ายแบบไม่คิด ใช้เงินโดยไม่คำนวณ ไม่มีการออมไว้เหมือนแต่ก่อน\r\n3. งานหรือกิจกรรมอะไรที่เคยทำอยู่ประจำ จะกลายเป็นงานที่ทำได้ยากขึ้น เช่น ลืมวิธีผูกเนคไท ลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า หรือถ้าจะทำไข่เจียวก็แตกไข่แตกเละคามือ ลืมปรุง หรือทอดโดยไม่ใส่น้ำมัน เป็นต้น\r\n4. วางของผิดที่ผิดทาง เช่น เอากระเป๋าตังค์ไปใส่ไว้ในตู้เย็น เอาช้อนส้อมไปใส่ไว้ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้า โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิด และยังใช้ชีวิตปกติทั้งที่ข้าวของยังวางผิดที่\r\n5. สับสนเรื่องเวลา โดยมักจะคิดว่าเวลาผ่านไปนานกว่าปกติ เช่น นั่งรอห้านาทีก็จะคิดว่านั่งรอมาห้าชั่วโมง หรือเพิ่งใส่เสื้อตัวเก่งไปแล้วเมื่อวาน แต่คิดใส่เสื้อตัวนั้นไปเมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อน เป็นต้น\r\n6. สื่อสารกับคนอื่นยากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการพูด มักจะเรียงลำดับคำผิด ใช้คำผิด พูดผิด หรือคิดไม่ออกว่าจะใช้คำว่าอะไร จะพูดว่าอะไร\r\n7. เดินออกไปข้างนอกอย่างไม่มีจุดหมาย มักจะเดินออกไปที่ไหนซักที่โดยไม่รู้ว่าจะไปทำไม ไปทำอะไร\r\n8. ทำกิจกรรมบางอย่างแบบมีเหตุผลและซ้ำๆ เช่น เดินไปเปิดตู้เย็นแล้วก็ปิดทันทีโดยที่ไม่ได้อยากหยิบอะไร พอเดินกลับมานั่งก็จะลุกขึ้นไปเปิดและปิดแบบเดิมอีกซ้ำๆ\r\n9. ไม่ค่อยดูแลตัวเอง ทั้งเรื่องการตัดผม ตัดเล็บ หวีผม หรือลืมแม้กระทั่งว่าตื่นมาจะต้องล้างหน้าแปรงฟัน\r\n10. แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม พูดหรือทำในสิ่งที่โดยปกติจะไม่พูด เช่น พูดว่าคนอื่นว่าอ้วนออกมาตรง ๆ เพราะขาดความคิดในการชั่งใจ หรือตัดสินใจว่าอะไรถูกหรือผิด เหมือนตอนที่ยังไม่เริ่มมีอาการ\r\n11. รู้สึกหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา หรือมักจะชอบคิดว่าตัวเองเห็นใคร หรืออะไรคอยซุ่มดูตัวเองอยู่ หรือกลัวคนจะมาทำร้ายตลอดเวลา\r\n12. นอนหลับยาก กระสับกระส่ายในตอนกลางคืนมากกว่าแต่ก่อน\r\n13. ถอยห่างออกมาจากครอบครัว เพื่อน รวมไปถึงกิจกรรมเดิมๆ ที่เคยทำ เช่น ไม่พูดคุยกับใคร ไม่เล่นกีฬาที่เคยเล่นประจำทุกวัน เป็นต้น\r\n14. ชอบทำพฤติกรรมเหมือนเด็กๆ เช่น งอแงเมื่อไม่ได้ดั่งใจ หรือดีใจเกินกว่าเหตุถ้าได้ของที่ต้องการ\r\n15. พูดจาและแสดงอาการก้าวร้าว เช่น พูดว่าหรือด่าทอคนอื่น ทั้งที่แต่ก่อนไม่มีพฤติกรรมอย่างนี้มาก่อน\r\n\r\n              นี่เป็นเพียงวิธีสังเกตอาการเพียงเบื้องต้น ที่เราสามารถสำรวจได้ด้วยตัวเองค่ะ แล้วถ้าใครมีอาการข้างต้นเกินกว่า 5 ข้อขึ้นไปก็ต้องพิจารณาตัวเองได้แล้วนะคะ ว่าอาจจะเข้าข่ายโรคอัลไซเมอร์ และทางที่ดีคือลองไปพบแพทย์ เพื่อตรวจอาการเพิ่มเติมจะดีที่สุดค่ะ เพราะโรคนี้ไม่มีทางรักษาและเราสามารถป้องกัน หรือชะลอให้มันเกิดช้าลงได้ค่ะ\r\n \r\n\r\nที่มา https://www.scimath.org/article-science/item/2272-15\r\n ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623895175.PNG"],
    [414,3387,"รู้ไว้ใช่ว่า “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของเชื้อโรค”","Wed, 2021-06-16 11:04","http://www.stkc.go.th/node/3387","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"จากภาวะวิกฤติในช่วงต้นปี ค.ศ. 2020 กับการแพร่กระจายและการระบาดของไวรัสโคโรนา (covid-19) ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดการติดเชื้อและลุกลามไปทั่วโลก ผู้คนเจ็บป่วยและล้มตายเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศแถบยุโรป เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สเปน อังกฤษ หรือแม้แต่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่หากดูเรื่องความสะอาดและสาธารณูปโภคนั้น ดูจะไม่แตกต่างกับประเทศแถบเอเชียเช่น สิงคโปร์หรือแม้แต่ญี่ปุ่นเองก็ตาม ท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า แล้วทำไมอัตราการตายหรือการติดเชื้อในประเทศแถบยุโรปจึงพุ่งสูงขึ้นรายวันได้แบบก้าวกระโดดกว่าประเทศแถบเอเชียเรา สภาพอากาศหรืออุณหภูมิมีผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหรือไม่?  แล้วเราจะมีวิธีการใดในการดูแลและป้องกันตนเองจากเชื้อโรคเหล่านี้ได้อย่างไร วันนี้ผู้เขียนมีข้อมูลดีๆมาฝากให้ลองศึกษาเพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสดังกล่าวค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว ตามไปศึกษากันค่ะ!\r\n\r\n\r\n          จากข้อมูลการศึกษาในห้องทดลอง ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine เมื่อ 17 มีนาคม 2563 พบว่าเชื้อไวรัสโคโรนา สามารถคงอยู่เป็นสภาพละอองฝอยได้เป็นระยะเวลาถึง 3 ชั่วโมง  จึงทำ ให้องค์การอนามัยโลก World Health Organizations หรือ WHO ออกมาเตือนบุคลากรทางการแพทย์ให้เฝ้า ระวังว่าเชื้อชนิดนี้อาจจะแพร่กระจายแบบแขวนละอองในอากาศ หรือที่เรียกว่า Airborne transmission  และต้องป้องกันตัวเองทุกครั้งก่อนดูแลผู้ป่วย แต่อย่างไรก็ตามต้องได้รับการศึกษายืนยันเพิ่มเติมต่อไปว่ามี โอกาสแพร่เชื้อในสภาพแวดล้อมจริงหรือไม่ ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็วนั้นมี หลายช่องทาง ซึ่งการแพร่กระจายเชื้อระหว่างคนสู่คน (person-to-person transmission) เป็นช่องทางหลัก ที่เกิดได้จาก 2 ช่องทาง  ได้แก่\r\n\r\nการติดต่อผ่านทางละอองฝอยขนาดใหญ่ (Droplet transmission) เมื่ออยู่ใกล้ชิดกับผู้\r\nติดเชื้อภายในระยะ 2 เมตร หรือ 6 ฟุตนั่นเอง หรือผู้ติดเชื้อไอหรือจามแล้วทำให้เกิดละอองฝอยซึ่งสามารถกระเด็นเข้าเยื่อบุตา ช่องปาก เยื่อบุโพรงจมูกโดยตรง หรือหายใจเข้าสู่ปอด\r\n\r\nการติดต่อผ่านทางการสัมผัส (Direct and indirect transmission) เช่น การที่ผู้ติดเชื้อ\r\n          นำมือที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก หรือเสมหะของตนเองไปสัมผัสตามพื้นผิวต่างๆ เช่น ลิฟต์ บันไดเลื่อน ลูกบิดประตู   แล้วมีผู้ที่ไม่ทันระมัดระวังไปจับพื้นผิวดังกล่าวแล้วกลับมาสัมผัสบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณเยื่อบุตา จมูก  ช่องปาก จนได้รับเชื้อต่อมา โดยระยะเวลาที่เชื้อจะคงอยู่ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อ ลักษณะพื้นผิว และอุณหภูมิ  ของพื้นผิว พบว่าหากอุณหภูมิสูงขึ้น เช่น 30-40 องศาเซลเซียส เชื้อจะคงอยู่ได้สั้นลง แต่ถ้าหากอุณหภูมิต่ำถึง  4 องศาเซลเซียส เชื้ออาจจะอยู่ได้เป็นเดือน  จากการศึกษาแบบจำลองในห้องทดลอง ณ อุณหภูมิ 21-23   องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 40% พบว่าสามารถตรวจเชื้อที่ตกค้างอยู่พื้นผิวได้นานถึง 72 ชั่วโมง และบางการศึกษาพบว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ต่างๆอาจจะอยู่ได้ตั้งแต่ 2 ชั่วโมงจนถึง 9-14 วันบนพื้นผิวที่อุณหภูมิห้อง หรือประมาณ 21 องศาเซลเซียส    \r\n\r\nวิธีการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ   \r\n\r\n          ถึงแม้ว่าไวรัสโคโรนา (covid-19) จะดูน่ากลัว แพร่กระจายเร็ว และมีโอกาสติดได้ง่าย แต่พวกเราสามารถช่วย   ป้องกันตัวเองและคนอื่นที่อาศัยอยู่ร่วมกันได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention - CDC) ด้วยวิธีการต่อไปนี้  \r\n\r\n          1) ตั้งสติ ศึกษาหาข้อมูลและเข้าใจวิธีการแพร่ระบาดของตัวโรคอย่างถูกต้อง  \r\n\r\n          2) หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาดหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ยืนยันหรือสงสัยโรค\r\n\r\n          3) ล้างมือบ่อยๆอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะหลังไอ จาม ก่อนสัมผัสบริเวณใบหน้า ก่อนรับประทานอาหาร   หลังการใช้ห้องน้ำ หลังสัมผัสพื้นผิวในที่สาธารณะ เช่น ปุ่มลิฟต์ มือจับประตู ราวบันได\r\n\r\n          4) ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ (40-60 วินาที) หากทำได้ครบ 11 ขั้นตอนอย่างถูกต้องตาม คำแนะนำของ WHO ก็จะมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อได้ไม่ต่างจากเจลแอลกอฮอล์ และควรใช้วิธีนี้เมื่อมีสิ่งสกปรกหรือสารคัดหลั่งบนมือชัดเจน เช่น หลังไอ จาม มีเสมหะ น้ำมูก หรือสารคัดหลั่งปนเปื้อนบนมือ\r\n\r\n          5) ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ (20-30 วินาที) ด้วยขั้นตอนการล้างมือเช่นเดียวกับที่กล่าวข้างต้น ล้างให้ทั่วมือจนแห้ง ไม่ต้องล้างน้ำซ้ำ\r\n\r\n          6) ใส่หน้ากากอนามัยในกรณีที่มีโอกาสสัมผัสผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น ทำงานในโรงพยาบาล สนามบิน คนขับรถ หรือสถานที่แออัด เช่น ผับ โรงหนัง สนามมวย สนามม้า\r\n\r\n          7) ทำความสะอาดพื้นผิวด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ (Disinfectant) ตามพื้นผิวต่างๆ เป็นประจำทุกวัน เช่น โต๊ะ ลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ โทรศัพท์ คีย์บอร์ด ชักโครก อ่างล้างมือ ปุ่มกดลิฟต์ บริเวณที่มีการสัมผัสร่วมบ่อยครั้ง จำเป็นต้องทำความสะอาดระหว่างวันอย่างพอเพียง โดยถ้าพื้นผิวมีความสกปรกมากควรใช้สบู่หรือน้ำทำความสะอาดก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อตามพื้นผิว\r\n\r\n\r\nข้อแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ (Hand sanitizer)\r\n\r\n      การใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์หลักคือลดจำนวนเชื้อหรือฆ่าเชื้อเพื่อไม่ให้มีการนำเชื้อจากบริเวณมือเข้าสู่ตนเองหรือแพร่ไปยังผู้อื่น โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ต่อไปนี้\r\n\r\n      1) สบู่ (Soap) และการล้างมือที่ถูกต้อง (Hand hygiene) เป็นวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดสิ่งสกปรก เชื้อโรค หรือไวรัสให้หลุดออกไปจากมือเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ โดยอาศัยการลดแรงตึงผิวช่วยให้น้ำชะล้างสิ่งสกปรกอยากจากมือได้ดีขึ้น แต่อาจจะมีความลำบากคือต้องมีอ่างล้างมือและกระดาษเช็ดมือ\r\n\r\n          เราจะสังเกตได้ว่าสิ่งสกปรกต่าง ๆ สามารถเกาะติดกับเสื้อผ้าและผิวหนังได้ก็เพราะสิ่งสกปรกเหล่านี้\r\n\r\n          เกาะติดอยู่กับไขมัน  ดังนั้นถ้าสามารถละลายไขมันแยกออกไปจากเสื้อผ้าหรือผิวหนัง สิ่งสกปรกก็จะหลุดออกไปด้วย เป็นการทำความสะอาดเสื้อผ้าและผิวหนัง  แต่เนื่องจากไขมันเป็นโมเลกุลที่ไม่ละลายน้ำ  ถ้าใช้น้ำล้างอย่างเดียวสิ่งที่ติดอยู่กับไขมันก็จะไม่หลุดออกไป  ถ้าใช้สบู่จะช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่าย  เนื่องจากโมเลกุลของสบู่ประกอบด้วย  2 ส่วนคือ ส่วนที่ไม่มีขั้ว (ส่วนที่เป็นสายยาวของไฮโดรคาร์บอน) และส่วนที่มีขั้ว\r\n\r\n          การที่สบู่สามารถชะล้างสิ่งสกปรกที่มีไขมันและน้ำมันฉาบอยู่ได้  ก็เนื่องจากกลุ่มสบู่ในน้ำจะหันปลายส่วนที่เป็นไฮโดรคาร์บอนซึ่งไม่มีขั้ว เข้าล้อมรอบสิ่งสกปรก (ไขมันและน้ำมัน) ซึ่งไม่มีขั้วและไม่ละลายน้ำ  และดึงน้ำมันออกมาเป็นหยดเล็ก  ๆ  ล้อมรอบด้วยโมเลกุลสบู่  และหันส่วนมีขั้วออกหาน้ำ (ส่วนของคาร์บอกซีเลทจะละลายในน้ำ) หยดน้ำมันแต่ละหยดที่ถูกดึงออกมาจึงมีประจุลบล้อมรอบและเกิดการผลักกัน  จึงกระจายออกไปอยู่ในน้ำมีลักษณะเป็นอิมัลชันหลุดออกไปจากผิวหน้าของสิ่งที่ต้องการทำความสะอาด\r\n\r\n 11642 3\r\n\r\nภาพที่ 3 กลไกการทำปฏิกิริยาของของสบู่กับคราบสกปรกบนผิวหนังและเสื้อผ้า\r\nที่มา http://nsb.wikidot.com/c-9-5-5-3\r\n\r\n        2) แอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ (Alcohol-based hand sanitizer) ทำความสะอาดมือจนทั่วจนกระทั่งมือแห้งเพื่อฆ่าเชื้อโรคบริเวณมือโดยไม่ต้องใช้น้ำ โดยแอลกอฮอล์จะทำหน้าที่ฆ่าเชื้อไวรัสให้ตายและไม่สามารถแพร่เชื้อต่อไปได้\r\n\r\n             2.1. ชนิดเอธิล แอลกอฮอล์ (Ethyl alcohol) หรือ เอธานอล (Ethanol) เป็นผลิตภัณฑ์ที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดมากที่สุด ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์อย่างน้อย 60% โดยปริมาตรต่อปริมาตร (%v/v)\r\n\r\n             2.2. ชนิดไอโซโพรพานอล (Isopropanol) หรือ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (Isopropyl alcohol) ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นอย่างน้อย 70% (%v/v)\r\n\r\n        หมายเหตุ: จากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 9 มีนาคม 2563 ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า 70% ไม่สามารถผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายในประเทศ ไทยได้ จึงเหลือผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นอย่างน้อย 70% อยู่ในท้องตลาดเท่านั้น (อ้างอิง  http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/054/T_0006.PDF)  ซึ่งในส่วนของแอลกอฮอล์กับการทำความสะอาดนั้นได้กล่าวถึงไปแล้วในบทความก่อนหน้า ย้อนกลับไปติดตามเพื่อความชัดเจนได้ค่ะ\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/11642-2020-06-30-03-33-36\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623816256.png"],
    [415,3386,"การออกฤทธิ์ของวัคซีนกับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย","Tue, 2021-06-15 11:33","http://www.stkc.go.th/node/3386","วิทยาศาสตร์การแพทย์","สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ศูนย์รังสิต)","การออกฤทธิ์ของวัคซีนกับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย เป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันแบบ primary และ secondary response\r\n\r\nเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนหรือวัคซีนครั้งแรก ระบบภูมิคุ้มกันจะตองสนองโดยสร้างแอนติบอดี  เรียกว่า primary response  ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับแอนติเจนจนกระทั่งเริ่มตรวจพบแอนติบอดีได้  เรียกว่า lag period ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 1-30 วัน หรือนานกว่านี้  ขึ้นอยู่กับปริมาณ  ชนิดของแอนติเจนและทางที่แอนติเจนเข้าสู่ร่างกายหลังผ่าน lag period ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  โดยส่วนใหญ่เป็น IgM  ซึ่งอยู่ได้ระยะหนึ่งแล้วจะลดต่ำลง  ในขณะเดียวกันร่างกายจะมีกลไกการสร้าง IgG แม้จะสร้างได้ทีหลังแต่จะมีระดับ antibody ที่สูงกว่าและอยู่ในร่างกายนานกว่า\r\n\r\nเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนชนิดเดิมอีก  memory cell ซึ่งจดจำ antigen ไว้  จะกระตุ้นการตอบสนองของร่างกายรวดเร็วกว่าครั้งแรก เรียกว่า secondary response แอนติบอดีจะอยู่ได้นานและมีประสิทธิภาพมากกว่า  โดยส่วนใหญ่จะเป็น IgG จึงใช้หลักการนี้ในการให้วัคซีนหลายครั้งเพื่อให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีที่ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคได้นานหลายปี\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623731600.png"],
    [416,3385,"การสร้างประเภทของภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย","Tue, 2021-06-15 11:23","http://www.stkc.go.th/node/3385","วิทยาศาสตร์การแพทย์","สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ศูนย์รังสิต)","เมื่อแบ่งภูมิคุ้มกันโรคตามชนิดของแหล่งที่มา สามารถจำแนกได้เป็น 4 ประเภท คือ\r\n\r\n\r\n\tActive naturally acquired immunity คือ การเกิดภูมิคุ้มกันภายหลังการติดเชื้อตามธรรมชาติ\r\n\t(natural infection) เช่น โรคหัด อีสุกอีใส\r\n\tActive artificially acquired immunity คือ การเกิดภูมิคุ้มกันภายหลังการให้วัคซีน\r\n\tPassive naturally acquired immunity คือ การเกิดภูมิคุ้มกันจากการได้รับภูมิคุ้มกันโดยตรง\r\n\tโดยที่ไม่ได้สร้างเอง เช่น ทารกในครรภ์ได้รับภูมิคุ้มกันผ่านทางรก หรือ ถ่ายทอดผ่านทาง\r\n\tcolostrums ในน้ำนมแม่\r\n\tPassive artificially acquired immunity คือ การเกิดภูมิคุ้มกันจากการได้รับแอนติบอดี\r\n\tเช่น ได้รับเซรุ่ม หรือ gamma globulin (immunoglobulin)\r\n\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623731004.png"],
    [417,3384,"ประเภทวัคซีนตามการผลิต","Tue, 2021-06-15 11:21","http://www.stkc.go.th/node/3384","วิทยาศาสตร์การแพทย์","สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ศูนย์รังสิต)","ประเภทวัคซีนตามการผลิต แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ\r\n\r\n\r\n\tวัคซีนเชื้อตาย (killed vaccine) หมายถึงวัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อโรคทั้งตัว (whole cell) ที่ตายแล้ว ตัวอย่างวัคซีนในกลุ่มนี้ ได้แก่ วัคซีนไอกรนชนิดทั้งเซลล์ วัคซีนตับอักเสบเอ วัคซีนอหิวาตกโรคชนิดฉีด วัคซีนพิษสุนัขบ้า และวัคซีนไข้สมองอักเสบเจอีชนิดเชื้อตาย วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด และผลิตจากส่วนประกอบบางส่วนของเชื้อโรค (subunit) ตัวอย่างวัคซีนในกลุ่มนี้ ได้แก่ วัคซีนตับอักเสบบี วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนฮิบ วัคซีนไอกรนชนิดไร้เซลล์ วัคซีนไทฟอยด์ชนิดฉีด และวัคซีนนิวโมคอคคัส หรือผลิตจากโปรตีนส่วนประกอบของเชื้อที่ผลิตมาใหม่โดยอาศัยหลักวิศวพันธุศาสตร์\r\n\tวัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) หมายถึงวัคซีนที่ผลิตขึ้นโดยใช้เชื้อโรคมาทำให้อ่อนฤทธิ์ลงจนไม่สามารถทำให้เกิดโรคแต่เพียงพอที่จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ วัคซีนในกลุ่มนี้ได้แก่ วัคซีนโปลิโอชนิดกิน วัคซีนรวมหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม วัคซีนอีสุกอีใส วัคซีนวัณโรค วัคซีนไทฟอยด์ชนิดรับประทาน วัคซีนโรต้า วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดพ่นจมูก\r\n\tวัคซีนประเภทท็อกซอยด์ (toxoid) หมายถึงวัคซีนที่ผลิตโดยการนำพิษของจุลชีพที่เป็นส่วนสำคัญในการก่อโรคมาทำให้หมดฤทธิ์แต่ยังสามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคได้ เช่นวัคซีนคอตีบ และวัคซีนบาดทะยัก\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623730862.png"],
    [418,3383,"ทำความรู้จัก ข้อดี/ข้อเสีย 4 รูปแบบการผลิตวัคซีนโควิด19","Tue, 2021-06-15 11:15","http://www.stkc.go.th/node/3383",null,"https://www.springnews.co.th/infographic/810136","วัคซีนโควิด19 มีมากมายหลากหลายยี่ห้อ แต่สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ตามกระบวนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ mRNA เวกเตอร์ ซับยูนิต หรือ เชื้อตาย แต่ละรูปแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร ข้อดี ข้อเสีย เป็นอย่างไร\r\n\r\nสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด19 เริ่มเห็นแสงสว่างตั้งแต่เมื่อช่วงปลายปี 2563 หลังจากที่มีวัคซีนผลิตออกมา และเห็นได้ชัดว่าประเทศที่มีการปูพรมฉีดวัคซีนแล้วมีอัตราการแพร่ระบาดที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง\r\n\r\nซึ่งวัคซีนโควิด19 ก็มีอยู่มากมายหลากหลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นแอสตราเซนเนก้า วัคซีนหลักของประเทศไทย ที่พัฒนาและผลิตโดยบริษัทแอสตราเซนเนก้าร่วมกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด หรือวัคซีนซิโนแวค จากประเทศจีน ทว่าคนไทยหลายคนก็ยังคงรอวัคซีนทางเลือกอย่าง ไฟเซอร์-ไบโอเอ็นเทค หรือ โมเดอร์นา ที่มีกระบวนการผลิตลำสมัย โดยใช้วิธีการ mRNA ทว่ายังไม่เคยมีวัคซีนที่ผลิตด้วยวิธีการนี้มาก่อน\r\n\r\nวัคซีนโควิด19 มีทั้งหมด 4 รูปแบบได้แก่\r\n1.วัคซีน mRNA\r\nวัคซีนที่มีเทคโนโลยีการผลิตใหม่ที่สุด แน่นอนว่าทุกคนต้องเคยได้ยินกับคำว่า DNA แต่คำว่า RNA อาจจะไม่ค่อยได้ยินเว้นเสียแต่ว่าเรียนสายวิทยาศาสตร์ บ้างก็อาจจะลืมไปแล้ว แต่ RNA ซึ่งก็คือกรดนิวคลีอิกที่เป็นหนึ่งในสี่สารชีวโมเลกุลหลัก ร่วมกับลิพิด คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน และสิ่งมีชีวิตทุกชนิดใช้ mRNA (messenger RNA: อาเอ็นเอนำรหัส) ในการชี้นำให้ร่างกายสังเคราะห์โปรตีนรูปแบบนั้นๆ ขึ้นมา กล่าวคือเป็นเหมือนพิมพ์เขียว ที่ต้องการให้ร่างกายสังเคราะห์โปรตีนขึ้นมา ร่างกายก็มีหน้าที่ในการนำวัตถุดิบต่างๆ ที่มีอยู่มาสร้างตามสูตรที่ mRNA แนะนำ\r\n\r\nโดยวัคซีน mRNA อาศัยหลักการนี้ คือนำสูตรของไวรัสโควิด19 มาแล้วฉีดเข้าไปในร่างกาย ให้ร่างกายผลิตเชื้อโควิด19 ขึ้นมาเอง แต่วัคซีนไม่มีกระบวนการควบคุมคุณภาพว่าสิ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นมานั้นถูกต้องไหม แม้มันจะไม่ควรผิดก็ตามที\r\n\r\nข้อดี สะดวกและรวดเร็วต่อกระบวนการผลิต\r\nข้อเสีย ไม่เคยผ่านการรับรอง ทำให้ขาดความมั่นใจในการใช้\r\nวัคซีนที่เคยได้รับการรับรองแล้ว ไม่เคย\r\n\r\n2.วัคซีนเวกเตอร์\r\nแน่นอนว่าคุ้นมากกับคำว่าเวกเตอร์หากเรียนคณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลายมา ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องของการบ่งชี้ทิศทาง และขนาด แต่วัคซีนเวกเตอร์นี้ หมายถึง เวกเตอร์ไวรัส (Vector Viral) เป็นรหัสพันธุกรรมบางส่วนของไวรัสที่ต้องการไปฝากไว้กับอีกไวรัสที่ไม่สามารถทำอะไรเราได้ แล้วค่อยนำเข้าสู่เซล และให้เซลผลิตไวรัสที่ปลอดภัยขึ้นมา วิธีการนี้คล้ายคลึงกับวัคซีน mRNA แต่จุดแตกต่างคือการนำไวรัสที่ปลอดภัยกว่าเข้าสู่ร่างกาย\r\n\r\nข้อดี ได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าวัคซีนแบบเชื้อตายและซับยูนิต\r\nข้อเสีย จำเป็นต้องเลือกชิ้นส่วนที่ปลอดภัยมาใช้ผลิต\r\nวัคซีนที่เคยได้รับการรับรองแล้ว วัคซีนอีโบลา\r\n\r\n3.วัคซีนซับยูนิต\r\nวัคซีนซับยูนิต มีความคล้ายกับวัคซีนเวกเตอร์ คือเป็นการนำเข้าเฉพาะบางส่วนของไวรัสเข้าสู่ร่างกาย ทว่าวัคซีนเวกเตอร์จะเป็นการนำบางส่วนของไวรัสที่ต้องการไปฝากไว้กับอีกไวรัสที่ปลอดภัยแล้วค่อยฉีดเข้าสู่ร่างกาย ในขณะที่วัคซีนซับยูนิตเป็นนำชิ้นส่วนนั้นๆ ของไวรัสที่ต้องการไปฝากไว้กับเซลสิ่งมีชีวิตอื่น แล้วค่อยสกัดผลผลิตที่ได้มาทำวัคซีนอีกที\r\n\r\nข้อดี สามารถเลือกจุดที่ต้องการภูมิคุ้มกันได้\r\nข้อเสีย อาจไม่ได้รับผลตอบรับที่ดีเยี่ยม ต้องเติมสารเคมีเพื่อกระตุ้น\r\nวัคซีนที่เคยได้รับการรับรองแล้ว วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนไอกรน\r\n\r\n4.วัคซีนเชื้อตาย\r\nนี่เป็นวิธีการที่เก่าแก่ที่สุดในการผลิตวัคซีน คือการนำเชื้อไวรัสที่ตายแล้ว หรือ ถูกทำให้อ่อนแอลง ฉีดเข้าสู่ร่างกาย หากเป็นเชื้อที่ตายแล้ว ประสิทธิภาพอาจจะด้อยกว่าเชื้อที่อ่อนแอ แต่ก็มีความปลอดภัยมากการเช่นเดียวกัน\r\n\r\nข้อดี ปลอดภัยเป็นอย่างมาก เพราะเชื้อตายแล้ว\r\nข้อเสีย ประสิทธิภาพอาจไม่ดีมาก\r\nวัคซีนที่เคยได้รับการรับรองแล้ว วัคซีนโปลิโอ วัคซีนอีสุกอีใส วัคซีนโรคหัด\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623730547.jpg"],
    [419,3381,"วิตามินกับจุลินทรีย์","Tue, 2021-06-15 10:36","http://www.stkc.go.th/node/3381","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"วิตามิน เป็นสารประกอบอินทรีย์ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยเป็นตัวช่วยในปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย วิตามินเป็นอาหารหลัก 1 ใน 5 หมู่ที่จำเป็นต่อร่างกาย ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และวิตามิน\r\n\r\nร่างกายเราต้องการวิตามินในปริมาณที่น้อยถึงน้อยมาก แต่ขาดไม่ได้ เมื่อร่างกายขาดวิตามินจะทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะและร่างกาย และเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคได้\r\n\r\nวิตามินถูกจัดจำแนกเป็นชนิดตามกิจกรรมหรือหน้าที่ในทางชีววิทยา (biological activity) ที่มีผลต่อร่างกาย ไม่ได้จัดจำแนกตามลักษณะโครงสร้างทางเคมี โดยทั่วไปวิตามินทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น กลุ่มของวิตามินบีทำหน้าที่เป็นโคเอ็นไซม์เพื่อช่วยในการเร่งปฏิกิริยาเมตาบอลิซึมภายในร่างกาย วิตามินดีทำหน้าที่เป็นฮอร์โมนช่วยดูดซึมแคลเซี่ยมมาเก็บไว้ในกระดูก วิตามินอีทำหน้าที่เป็นสารต้านปฏิกิริยาออกซิเดชัน เป็นต้น\r\n\r\nการจัดแบ่งวิตามินตามคุณสมบัติในการละลายจะสามารถแบ่งวิตามินออกเป็น 2 กลุ่ม คือ\r\n1. วิตามินที่ละลายในน้ำมัน ได้แก่ วิตามินเอ, ดี, อี และเค\r\n2. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1, บี 2, บี 5, บี 6, บี 9, บี 12 และวิตามินซี\r\n\r\nร่างกายของมนุษย์ไม่สามารถสร้างวิตามินขึ้นมาเองได้ ต้องรับวิตามินจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ในร่างกายของมนุษย์พบว่า มีจุลินทรีย์บาง ชนิดในระบบทางเดินอาหารสร้างวิตามินได้ เช่น วิตามินบี 1 และวิตามินเค ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมนำมาใช้ได้ จุลินทรีย์ในระบบทางเดินอาหารบางชนิดที่สามารถสร้างวิตามิน เช่น Bifidobacteria sp. ผลิตวิตามินบี 1 Lactobacillus lactis ผลิตวิตามินบี 2\r\n\r\n\r\nจุลินทรีย์สร้างวิตามินเค ได้แก่ Enterobacter agglomerans, Enterococcus faecium และ Serratia marcescens วิตามินบี 9 (Folic acid) ผลิตจาก Bifidobacterium aldolecentis นอกจากนี้ ยังมีจุลินทรีย์ชนิดอื่นที่สามารถสร้างวิตามินได้ ซึ่งไม่ใช่จุลินทรีย์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร สามารถสร้างวิตามินได้ในปริมาณสูง การผลิตวิตามินในระดับอุตสาหกรรมเพื่อเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพส่วน มากนิยมใช้วิธีทางเคมีเนื่องจากต้นทุนการผลิตต่ำกว่าวิธีอื่น แต่ยังมีการผลิตวิตามินจากการใช้จุลินทรีย์เป็นหลักที่เรียกว่า กระบวนการหมัก ในการผลิตระดับอุตสาหกรรม เช่น วิตามินบี 2 และวิตามินบี 12\r\n\r\nจุลินทรีย์ที่มีความสามารถผลิตวิตามินบี 2 ในปริมาณสูง มีทั้งแบคทีเรีย ยีสต์ และรา เช่น จากแบคทีเรีย ได้แก่ Clostridium acetobutylicum, Mycobacterium smegmatis ยีสต์ ได้แก่ Candida flareri, Mycocandida riboflavina และรา ได้แก่ Eremothecium ashbyii และ Ashbya gossypii อย่างไรก็ตาม จุลินทรีย์ที่มีความสำคัญในการผลิตวิตามินบี 2 ในระดับอุตสาหกรรมมีราเพียง 2 ชนิด ได้แก่ Eremothecium ashbyi และ Ashbya gossypii ซึ่งในปัจจุบันการผลิตวิตามินบี 2 ด้วยกระบวนการหมักนิยมใช้ราสายพันธุ์ Ashbya gossypii ซึ่งสามารถผลิตวิตามินบี 2 โดยปลดปล่อยออกมานอกเส้นใยสู่ในอาหารเหลวที่ใช้เลี้ยง และมีบางส่วนอยู่ภายในเส้นใยจะสกัดนำเอาวิตามินบี 2 ออกมา \r\n\r\n\r\nจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการผลิตวิตามินบี 12 ในปริมาณที่สูง คือ Propionobacterium freudenreichii, Propionibacterium shermanii, Paeudomonas denitrificans, Pseudomonas aureofaciens, Pseudomonas denitificans, Pseudomonas ovalis, Methanobacterium soehngenii, Methanobacillus omelianski, protaminobacter rubber, Methanosarcina bakeri, Arthrobacter hyalinus, Nocardia gardneri, Klebsiella sp. และ Corynebacterium sp. เป็นต้น โดยแหล่งของอาหารหลักในการใช้ผลิตวิตามินบี 12 ก็จะแตกต่างกัน เช่น น้ำตาล กากน้ำตาล แอลกอฮอล์ (มีทั้งเอทานอลและเมทานอล) ในการผลิตวิตามินบี 12 ในระดับอุตสาหกรรม จุลินทรีย์ที่ใช้สำหรับการผลิตมี 2 ชนิด คือ Propionobacterium freudenreichii และ Pseudomonas denitrificans\r\n\r\nจุลินทรีย์ ... นอกจากจะมีประโยชน์ใช้สำหรับผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหมักชนิดต่างๆ สำหรับบริโภคแล้ว ยังสามารถผลิตวิตามินซึ่งมีประโยชน์ต่อมนุษย์ โดยเฉพาะจุลินทรีย์ที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร ที่มีความสามารถในการสร้างวิตามินบางชนิดได้ และลำไส้ของมนุษย์สามารถดูดซึมวิตามินเข้าไปใช้ได้ ช่วยเอื้อประโยชน์ให้มนุษย์มีสุขภาพที่ดีสำหรับการดำรงชีวิตประจำวันได้อีก ด้วย\r\n\r\n\r\nที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/2089-vitamins-and-micro-organisms","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623728211.PNG"],
    [420,3377,"หน้ากากอนามัยใช้ยังไงให้อนามัย","Mon, 2021-06-14 12:28","http://www.stkc.go.th/node/3377","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"  ใครจะไปคาดคิดว่าสักวันหนึ่งสิ่งของที่ขาดตลาด โดนโก่งราคา จะไม่ใช่อาหารหรือยารักษาโรคแต่อย่างใด แต่เป็นสิ่งที่เรามองข้ามกันมาโดยตลอดอย่าง “หน้ากากอนามัย”ซะอย่างนั้น จริง ๆ เราตื่นตัวเรื่องหน้ากากมาก่อนหน้านี้นานแล้ว ตั้งแต่เมื่อตอนฝุ่น PM 2.5 นั่นเอง ตอนนั้นหน้ากากชนิด N95 ก็เริ่ม ๆ ที่จะมีแนวโน้มขาดตลาด พอมาตอนนี้ไม่ใช่แค่หน้ากาก N95 เท่านั้นที่ขาดตลาด เพราะแม้กระทั่งหน้ากากอนามัยแบบธรรมดาก็ขาดตลาดตามกันไปด้วย เพราะการระบาดอย่างหนักของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างที่เรารู้กัน\r\n\r\nหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา (Covid-19) ได้จริงหรือไม่\r\n\r\n          ก่อนอื่นเราต้องไปดูกันว่าไวรัสโคโรนาแพร่กระจายได้อย่างไร จริง ๆ แล้วยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าไวรัสชนิดนี้สามารถแพร่ทางอากาศแบบละอองเกสรดอกไม้ได้ ถึงขนาดนั้นจะมีก็แค่ลอยปะปนมากับละอองฝอย ที่เกิดจากผู้ติดเชื้อที่มีการไอหรือจามออกมา ซึ่งหมายถึงมันจะไม่ลอยอย่างอิสระไปได้ไกลมากนัก แล้วพอคนต่อไปที่อยู่บริเวณนั้นหายใจเข้าไปโดยตรงหรือสัมผัสดวงตาหรือมีการสัมผัสละอองน้ำลาย หรือเสมหะด้วยมือ แล้วเผลอเอามือไปสัมผัสหน้า สัมผัสปาก ขยี้ตาก็จะทำให้คนคนนั้นรับเชื้อไวรัสเข้าไปได้ หรือต่อให้มือสะอาดแต่เผลอนำอาหารที่มีไวรัสปนเปื้อนมารับประทาน ก็จะทำให้ติดเชื้อได้เช่นกัน นั่นจึงเป็นที่มาของสโลแกนที่ว่า “กินร้อน ช้อนกลางล้างมือ และ สวมหน้ากากอนามัย\" นั่นเอง (ตอนนี้เปลี่ยนเป็น “ช้อนเรา” แล้ว)\r\n\r\n\r\n\r\n          มาถึงตรงนี้ก็คงจะเริ่มพอเห็นภาพแล้ว...เห็นว่าหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อได้จริง?...เปล่า...เราเห็นรูเบ้อเริ่มที่อยู่ระหว่างหน้ากากอนามัยกับหน้าเรานี่แหละ!! พาลให้สงสัยว่าขนาดตาเรายังมองเห็นแล้ว มันจะไปกันละอองไวรัสที่ลอยอยู่ในบริเวณนั้นได้ยังไงกัน??\r\n\r\n          ใช่แล้ว หน้ากากอนามัยกันไวรัสไม่ได้หรอก...หมายถึง “กันไม่ได้ 100%” แต่ช่วยลดอัตราเสี่ยงหรือจำนวนเชื้อที่เรามีโอกาสไปรับเข้ามา หรือแพร่ให้คนอื่นต่างหาก เรามาลองดูหน้ากากอนามัยแต่ละชนิดกัน\r\n\r\nหน้ากากอนามัยแบบปกติ (แบบเยื่อกระดาษ 3 ชั้น)\r\n\r\n          โดยทั่วไปเป็นแบบสามชั้น ทำจากแผ่นใยสังเคราะห์ที่เรียกว่า Spunbond ชั้นนอกมักจะเห็นเป็นสีเขียวซึ่งเป็นชั้นกันของเหลวไม่ให้ซึมเข้าหรือหลุดออกจากร่างกาย ชั้นกลางเป็นแผ่นกรองดัก เชื้อโรคและฝุ่น ส่วนชั้นในจะเป็นวัสดุนุ่มเพื่อสัมผัสกับร่างกาย ขณะที่แบบสี่ชั้นหรือมากกว่านั้นจะเพิ่ม ActivatedCarbon เพื่อดักจับสารเคมีได้มากขึ้นและอย่างที่เห็น ๆ กันว่าหน้ากากนี้ยังไม่ได้แนบสนิทกับใบหน้าทำให้ยังมีเชื้อเล็ดลอดเข้าหรือออกจากช่องว่างนั้นได้แต่อย่างน้อยมันก็ยังมีสัดส่วนในการกรองอากาศที่ไหลผ่านแผ่นหน้ากากโดยตรงได้อยู่และป้องกันไม่ให้เราเผลอเอามือไปสัมผัสจมูกหรือปากโดยตรงได้ หน้ากากชนิดนี้เป็นที่คุ้นเคยกันอย่างดี พบได้ทั่วไปและควรเป็นชนิดที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งไป\r\n\r\nหน้ากากแบบ N95\r\n\r\n          หน้ากากแบบนี้มีประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อทั้งเข้าและออกได้ดีกว่าแบบธรรมดาเพราะใช้ วัสดุที่กรองอนุภาคหรือเชื้อโรคได้เล็กถึง 0.3 ไมครอนและบางยี่ห้อจะใช้เส้นลวดที่แข็งแรงและมีซีลเสริมตรงส่วนที่เอาไว้ปรับเข้ากับใบหน้าได้มากกว่าทำให้การสวมใส่กระชับกว่าแบบธรรมดารวมถึงส่วนล่างมักจะทำเป็นแบบเข้ารูปหน้าได้ดีกว่าแบบธรรมดาด้วย\r\n\r\nหน้ากากแบบผ้า\r\n\r\n          เป็นที่พูดถึงกันขึ้นมาเนื่องจากการขาดตลาดของหน้ากากทั้ง 2 ชนิดที่กล่าวไป จริง ๆ แล้วหน้ากากแบบผ้าไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถกรองเชื้อโรคเล็ก ๆ ได้ แต่อย่างน้อยในสภาวะแบบนี้ ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่พอที่จะทดแทนกันได้ เพราะอย่างน้อยก็ยังป้องกันการเผลอเอามือหรือสิ่งใด ๆ ที่อาจปนเปื้อนเชื้อโรคไปสัมผัสกับใบหน้าโดยตรงได้\r\n\r\n          ทีนี้เราเห็นภาพแล้วใช่ไหมว่าหน้ากากอนามัยสามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ แต่การใช้งานก็ต้องใช้ให้ถูกเพราะจากการที่เราเข้าใจการแพร่เชื้อและการทำงานของหน้ากากว่าช่วยกันเชื้อโรคทางไหนได้บ้างแล้ว เราก็ต้องพยายามไม่ให้ เชื้อโรค ”สะสม”บริเวณหน้ากากให้มากที่สุดด้วยไม่อย่างนั้นแทนที่หน้ากากจะช่วยกันเชื้อโรคกลับกลาย เป็นตัวสะสมเชื้อโรคชั้นดีเลย เรามาดูวิธีใช้ให้ถูกต้องกันดีกว่า\r\n\r\n\r\n          ล้างมือให้สะอาดตลอดเวลา\r\n\r\n          อย่างที่บอกไปว่าเชื้อโรคจำนวนมากอาจจะมาจับกลุ่มตามผิวหน้ากากได้  ถ้าเป็นอย่างนั้นตัวหน้ากากเองนี่แหละจะเป็นตัวเพิ่มเชื้อให้เราด้วยซ้ำ ดังนั้นหากเราเผลอเอามือไปสัมผัสโดนหน้ากากบ่อย ก็อาจทำให้เชื้อต่าง ๆ กระจายไปอยู่ที่มือได้อย่างแน่นอน\r\n\r\n          จัดให้ลวดอยู่ด้านบน กดให้แนบกับจมูก\r\n\r\n          ไม่ได้พูดกันเล่น ๆ มีคนที่ยังไม่เข้าใจการใส่หน้ากากอีกมาก อาจเพราะเราไม่เคยสนใจมันมาก่อนจึงอาจเผลอกลับหัวหน้ากากไม่ได้เอาลวดที่ไว้ปรับเข้ารูปใบหน้าไว้ตรงจมูก ทำให้ ลดประสิทธิภาพการกันเชื้อไปด้วย\r\n\r\n          ดึงส่วนล่างมาให้อยู่ใต้คางปิดใบหน้าให้มิดชิด\r\n\r\n          ถ้าเป็นแบบมีสี ให้หันด้านมีสีออกข้างนอก ถ้าเป็นแบบยางยืด ให้เกี่ยวใบหู ถ้าเป็นแบบเชือกรัดให้รัดเชือกส่วนล่างกับต้นคอ ส่วนบน รัดกับศีรษะ\r\n\r\n          ไม่นำกลับมาใช้ซ้ำ\r\n\r\n          เมื่อหน้ากากที่เราใส่นั้น เริ่มสังเกตถึงความสกปรกหรือชื้นมาก ๆ ให้เปลี่ยนทันที ไม่ต้องรอจนหมดวัน ส่วนแบบผ้าใช้ซ้ำได้แต่ต้องซักหรือใช้น้ำยาทำความสะอาดก่อนใช้ครั้งต่อไปเสมอ   ตอนทิ้งหน้ากาก ให้ใส่ถุงแล้วรัดให้มิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อกระจายไปสู่ผู้อื่น\r\n\r\n          นอกจากที่กล่าวไปทั้งหมดนั้น ตอนพูดคุยกับคนอื่น ให้พยายามใส่หน้ากากไว้ตลอด ส่วนตอนถอดหน้ากาก ให้จับที่สายคล้อง ไม่จับตรงส่วนผ้าเพื่อนลดโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรค\r\n\r\n\r\n          เท่านี้โอกาสที่เราจะติดเชื้อหรือแพร่เชื้อให้กับคนอื่นก็ลดลงไปแล้ว ยังไงก็อย่าลืมสโลแกนที่ว่า กินร้อน ช้อนเรา ล้างมือ และสำหรับในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) นี้ ก็แนะนำว่าอย่าเพิ่งออกจากบ้านไปไหนโดยไม่จำเป็น ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านรวมถึงทุกคนบนโลกจะผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปได้โดยเร็ว และสูญเสียน้อยที่สุด\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/11468-2020-04-20-08-52-51","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623648514.png"],
    [421,3376,"ระบบภูมิคุ้มกัน","Fri, 2021-06-11 16:26","http://www.stkc.go.th/node/3376","วิทยาศาสตร์ชีวภาพ","คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล","Immune The Series : ระบบภูมิคุ้มกัน\r\n\r\nตอนที่ 1 : รู้จักระบบภูมิคุ้มกัน\r\n\r\n\r\n\r\nตอนที่ 2 : Innate Immunity\r\n\r\n\r\n\r\nตอนที่ 3 : Adaptive Immunity\r\n\r\n\r\n\r\nตอนที่ 4 : การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nขอขอบคุณแหล่งที่มา : นางสาวณัฐนรี วงศ์ทองดี สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาแพทยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623403591.jpg"],
    [422,3367,"แนวทางการรักษาโรคโควิด-19 ใหม่ ประชาชนควรรู้อะไรบ้าง","Fri, 2021-06-11 13:36","http://www.stkc.go.th/node/3367","วิทยาศาสตร์การแพทย์","นพ.ชนาธิป ไชยเหล็ก https://thestandard.co/covid-19-treatment-guidelines-april-2564/","“โควิด-19 ส่วนมากหายได้เอง” \r\n\r\n \r\n\r\n“ถ้ามีอาการรุนแรงจะต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลและได้รับยาต้านไวรัส” \r\n\r\n \r\n\r\nความกังวลหนึ่งของผู้ป่วยเมื่อผมโทรศัพท์ไปแจ้งผลการตรวจและสอบสวนโรคคือ เมื่อติดเชื้อแล้วแพทย์จะรักษาอย่างไร \r\n\r\n \r\n\r\n2 ประโยคแรกเป็นคำตอบเบื้องต้นของผม เพราะระหว่างนี้ผู้ป่วยจะรอการประสานเตียงอยู่ที่บ้าน\r\n\r\n \r\n\r\nเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2564 กรมการแพทย์ได้ปรับปรุงแนวทางการรักษาโควิด-19 ใหม่อีกครั้งให้เหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดในขณะนี้ ถึงแม้จะเป็นแนวทางสำหรับแพทย์ผู้รักษา แต่มีเนื้อหาหลายส่วนที่ประชาชนควรทราบ โดยเฉพาะผู้ป่วยและญาติ ผมขอสรุปเป็น 5 ข้อด้วยกัน \r\n\r\n \r\n\r\nหมายเหตุ: สำหรับคำอธิบายเพิ่มเติมหรือความคิดเห็นของผมจะแทรกไว้ในวงเล็บ (เพิ่มเติม: …)\r\n\r\n \r\n\r\n1. อาการที่เข้าเกณฑ์การตรวจหาเชื้อ\r\n\r\nขอเริ่มจากเกณฑ์การตรวจหาเชื้อ เพราะผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (PUI) จะสามารถขอรับการตรวจหาเชื้อฟรีที่โรงพยาบาลของรัฐหรือโรงพยาบาลตามสิทธิ์การรักษา โดยกรมการแพทย์ได้ปรับเพิ่มอาการตาแดง ผื่น ถ่ายเหลว เข้ามาในอาการของโควิด-19 ด้วย รวมกับของเดิมเป็น\r\n\r\n \r\n\r\nผู้ป่วยที่มี ‘อาการ’ อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\tมีประวัติไข้หรืออุณหภูมิตั้งแต่ 37.5 องศาเซลเซียสขึ้นไป \r\n\tไอ \r\n\tมีน้ำมูก \r\n\tเจ็บคอ \r\n\tไม่ได้กลิ่น \r\n\tลิ้นไม่รับรส \r\n\tหายใจเร็ว หายใจเหนื่อย หรือหายใจลำบาก \r\n\tตาแดง \r\n\tผื่น \r\n\tถ่ายเหลว\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nหากมี ‘ประวัติเสี่ยง’ ในช่วง 14 วันก่อนวันเริ่มป่วย แพทย์ก็จะพิจารณาส่งตรวจหาเชื้อ \r\n\r\n \r\n\r\nโดยประวัติเสี่ยงที่สำคัญ คือ\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\tสัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19 \r\n\tไปสถานที่ที่มีการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก เช่น สถานบันเทิง ตลาดนัด ห้าง หรือขนส่งสาธารณะที่มีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 ในช่วง 1 เดือนย้อนหลัง\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n(เพิ่มเติม: ผู้ป่วยโควิด-19 ส่วนใหญ่จะมีอาการทางเดินหายใจ ผู้ป่วยหลายคนที่มีอาการ ‘ไม่ได้กลิ่น’ มักจะเล่าว่าไม่ได้กลิ่นน้ำหอมที่ตนเองใช้อยู่เป็นประจำ อาการ ‘ถ่ายเหลว’ พบได้บ้าง ผู้สัมผัสเสี่ยงสูงต้องสังเกตอาการนี้ ส่วนผู้ที่มีอาการ ‘ตาแดง’ หรือ ‘ผื่น’ ไม่ได้เป็นโควิด-19 เสมอไป เพราะเป็นอาการที่พบได้ในหลายโรค เช่น เยื่อบุตาอักเสบ ภูมิแพ้)\r\n\r\n \r\n\r\n2. ผู้ป่วย 4 กลุ่มตามระดับความรุนแรง\r\n\r\nเมื่อผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโควิด-19 แล้ว จะต้องแยกตัวที่โรงพยาบาลหรือสถานที่ที่รัฐจัดให้ (โรงพยาบาลสนาม / Hospitel ส่วนการแยกตัวที่บ้านยังไม่ได้พูดถึง) อย่างน้อย 14 วันนับจากวันเริ่มมีอาการหรือวันตรวจพบเชื้อหากไม่มีอาการ ส่วนการรักษา แพทย์จะแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 4 กลุ่มตามระดับความรุนแรง คือ\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\tไม่มีอาการ\r\n\tอาการไม่รุนแรง และไม่มีโรคประจำตัว \r\n\tอาการไม่รุนแรง แต่มีโรคประจำตัว* หรือผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบเล็กน้อย (อาการคือหายใจเร็ว หายใจเหนื่อย)\r\n\tอาการรุนแรง ผู้ป่วยปอดอักเสบที่มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ มีภาวะลดลงของออกซิเจน ≥ 3% หรือมีอาการแย่ลง\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nผู้ป่วย 2 กลุ่มหลังจำเป็นต้องได้รับยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เป็นระยะเวลา 5-10 วันขึ้นอยู่กับอาการ และยาลดการอักเสบคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroids) ส่วน 2 กลุ่มแรก รักษาตามดุลพินิจของแพทย์ โดยจะเป็นการรักษาตามอาการ ไม่ต้องรับประทานยาต้านไวรัส เพราะส่วนมากหายได้เอง แต่แพทย์อาจพิจารณาจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ก็ได้\r\n\r\n \r\n\r\n*โรคประจำตัว หรือปัจจัยเสี่ยงต่ออาการรุนแรง ได้แก่ข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\tอายุ > 60 ปี \r\n\tโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ\r\n\tโรคไตเรื้อรัง \r\n\tโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคหัวใจแต่กำเนิด\r\n\tโรคหลอดเลือดสมอง \r\n\tเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ \r\n\tภาวะอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 90 กิโลกรัม)\r\n\tตับแข็ง \r\n\tภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ \r\n\tภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ต่ำ\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n3. ยาที่ใช้ในการรักษา\r\n\r\nปัจจุบันโควิด-19 ยังไม่มียารักษาเฉพาะ (ยาที่มีประสิทธิภาพในการรักษาโควิด-19) แต่จากการวิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังของผู้ป่วย 744 ราย พบว่า ปัจจัยสำคัญที่ลดความรุนแรงคือ การได้รับยาฟาวิพิราเวียร์เร็วภายใน 4 วันตั้งแต่เริ่มมีอาการ และจากการศึกษาหลายรายงานพบว่า ยาช่วยลดปริมาณไวรัสได้ดี จึงควรให้ยาเร็วก่อนที่ผู้ป่วยจะมีอาการหนัก\r\n\r\n \r\n\r\nผู้ป่วยกลุ่มที่ 4 แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสโลปินาเวียร์และริโทนาเวียร์ (Lopinavir / ritonavir) เพิ่มเติม ซึ่งเป็นยาต้านไวรัส HIV ส่วนยาคลอโรควิน (Chloroquine) ไฮดรอกซีคลอโรควิน (Hydroxychloroquine) ซึ่งเป็นยารักษามาลาเรีย (และอดีตประธานาธิบดีทรัมป์เคยพูดถึง) และยาฆ่าเชื้ออีกชนิด กรมการแพทย์ไม่แนะนำให้ใช้แล้ว \r\n\r\n \r\n\r\n(เพิ่มเติม: ฟาร์วิพิราเวียร์ เป็นยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่คิดค้นโดยบริษัทในญี่ปุ่นเมื่อปี 2557 มีคุณสมบัติยับยั้งการจำลองสารพันธุกรรมของไวรัส ซึ่งจากการวิจัยในหลอดทดลองพบว่า สามารถยับยั้งไวรัส SARS-CoV-2 ได้ ส่วนการวิจัยในมนุษย์พบว่า การได้รับยานี้ทำให้กำจัดไวรัสได้เร็วขึ้น และอาการดีขึ้นเร็วกว่ายาต้านไวรัสชนิดอื่น\r\n\r\n \r\n\r\nข้อมูลจากกรมการแพทย์เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2564 ระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขได้สำรองยาฟาวิพิราเวียร์ไว้ 4 แสนเม็ด และองค์การเภสัชกรรมได้สั่งซื้อเพิ่มอีก 5 แสนเม็ด จึงขอให้มั่นใจว่ามียาเพียงพอกับการระบาดระลอกใหม่ แต่ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง 1 รายต้องใช้ยา 50-90 เม็ด ยาในขณะนี้จึงเพียงพอสำหรับผู้ป่วยประมาณ 4,000-8,000 รายเท่านั้น)\r\n\r\n \r\n\r\n4. ภาวะออกซิเจนต่ำจากการออกกำลัง\r\n\r\nกรมการแพทย์เคยระบุไว้ในแนวทางฯ ตั้งแต่รอบก่อนว่า ภาวะออกซิเจนต่ำจากการออกกำลัง (Exercise-induced hypoxia) ถือเป็น ‘อาการรุนแรง’ โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยปั่นจักรยานอากาศ (นอนหงายแล้วปั่นขาแบบปั่นจักรยาน) นาน 3 นาที หรือเดินข้างเตียงไปมา 3 นาทีขึ้นไป แล้ววัดระดับออกซิเจนในเลือดเทียบระหว่างก่อน-หลังทำ\r\n\r\n \r\n\r\nหากความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2) ลดลง ≥ 3% ถือว่าผลเป็น ‘บวก’ จะต้องได้รับการรักษาแบบกลุ่มที่ 4 \r\n\r\n \r\n\r\n(เพิ่มเติม: ดังนั้นผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรอการประสานเตียงหรือแยกตัวที่บ้าน ถ้ามีอุปกรณ์วัดความอิ่มตัวของออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse oximeter) หรือนาฬิกาที่สามารถวัดระดับของออกซิเจนในเลือด สามารถติดตามความเปลี่ยนแปลงอาการของตนเองได้ หากพบผลเป็นบวก ควรรีบโทรแจ้งโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาด่วน)\r\n\r\n \r\n\r\n5. การจำหน่ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาล\r\n\r\nผู้ป่วยที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วไม่ต้องแยกตัวต่ออีกที่บ้าน เพราะถือว่าพ้นระยะแพร่เชื้อแล้ว โดยกรมการแพทย์กำหนดเกณฑ์การจำหน่ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลไว้ดังนี้ \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\tไม่มีอาการ พักในโรงพยาบาลหรือสถานที่ที่รัฐจัดให้อย่างน้อย 14 วันนับจาก ‘วันที่ตรวจพบเชื้อ’  \r\n\tอาการไม่รุนแรง พักจนครบ 14 วันนับจาก ‘วันเริ่มมีอาการ’ แต่ถ้ายังมีอาการอยู่ ให้พักต่อจนไม่มีอาการ (ไม่มีไข้ อัตราการหายใจปกติ ระดับออกซิเจนในเลือดปกติ) อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง \r\n\tอาการรุนแรงหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ รักษาตัวในโรงพยาบาลจนอาการดีขึ้น และให้ออกโรงพยาบาลตามดุลพินิจของแพทย์\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nทั้งนี้ ไม่ต้องตรวจหาเชื้อซ้ำเมื่อจะกลับบ้าน เนื่องมีหลายการศึกษาพบว่า ในผู้ป่วยที่มีอาการมาแล้วนาน 8 วัน ถึงแม้จะตรวจสารคัดหลั่งในทางเดินหายใจพบสารพันธุกรรมของไวรัสอยู่ แต่ไม่สามารถเพาะเชื้อได้ หรือเป็น ‘ซากเชื้อ’ ที่เคยได้ยินเมื่อปีที่แล้ว ดังนั้นผู้ติดเชื้อจึงสามารถกลับไปพักที่บ้านหรือทำงานได้ตามปกติ \r\n\r\n \r\n\r\nโดยสรุป ผู้ป่วยโควิด-19 จะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มตามความรุนแรง กลุ่มที่ 1-2 ส่วนใหญ่หายได้เอง รักษาตามอาการ แยกตัวจนครบ 14 วันหลังจากวันเริ่มมีอาการ แต่กลุ่มที่ 3-4 มีโรคประจำตัว หรืออาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ ภาวะออกซิเจนต่ำ จะได้รับยาต้านไวรัสเป็นระยะเวลา 5-10 วัน แยกตัวจนครบ 14 วัน และไม่มีอาการแล้ว 1-2 วัน\r\n\r\n \r\n\r\nสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรอการประสานเตียงหรือแยกตัวที่บ้านควรสังเกตอาการตนเอง หากมีอุปกรณ์วัดระดับออกซิเจนในเลือดก่อน-หลังออกแรง 3 นาทีขึ้นไป จะช่วยให้ติดตามการเปลี่ยนแปลงอาการได้ดีขึ้นดังรายละเอียดข้างต้น ถ้ามีไข้สูงตลอดเวลา หายใจเร็วหรือหายใจเหนื่อย ต้องรีบแจ้งโรงพยาบาลเพื่อประเมินอาการ หรือสายด่วน 1669 \r\n\r\n \r\n\r\nอ้างอิง:\r\n\r\n\r\n\tแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) สำหรับแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ฉบับปรับปรุง วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2564 https://covid19.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=119 \r\n\tRole of favipiravir in the treatment of COVID-19 https://www.ijidonline.com/article/S1201-9712(20)32273-6/fulltext \r\n\r\n\r\n \r\n\r\nข้อมูลแหล่งที่มา โดย นพ.ชนาธิป ไชยเหล็ก https://thestandard.co/covid-19-treatment-guidelines-april-2564/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623220991.jpg"],
    [423,3372,"กลไกการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย","Fri, 2021-06-11 12:50","http://www.stkc.go.th/node/3372","วิทยาศาสตร์การแพทย์","สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ศูนย์รังสิต)","ร่างกายของมนุษย์มีกลไกการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อเป็นการต่อต้านเชื้อโรคหรือสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายแบ่งเป็นได้ 2 ระบบ คือ\r\n\r\n\r\n\tระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (Innate หรือ Natural immunity) และ\r\n\tระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับสิ่งแปลกปลอม (Adaptive หรือ Acquired Immunity)\r\n\r\n\r\nภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (Innate immunity) \r\n\r\nหรือภูมิคุ้มกันชนิดไม่จำเพาะ เป็นด่านแรกในการต่อสู้และป้องกันเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกาย กลไกนี้ไม่จำเพาะเจาะจง (Specificity) กับเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่ป้องกันโรคได้หลายชนิดและไม่มีความจดจำเชื้อโรค (Memory)\r\n\r\nกลไกนี้จำแนกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ การป้องกันด่านที่ 1 และการป้องกันด่านที่ 2\r\n\r\nการป้องกันด่านที่ 1 จะเป็นการป้องกันที่บริเวณผิวหนังหรือเยื่อบุต่าง ๆ ประกอบด้วย 3 กลไก\r\n\r\n\r\n\tกลไกทางกายภาพ เป็นกลไกที่กีดขวางไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ เช่น ผิวหนัง เยื่อบุทางเดินหายใจ เยื่อบุทางเดินอาหาร รูขุมขน ต่อมเหงื่อและต่อมใต้ผิวหนังต่าง ๆ รวมทั้งจุลินทรีย์ประจำถิ่น\r\n\tกลไกทางเคมี เป็นกลไกที่อาศัยสารเคมีที่ร่างกายสร้างขึ้นมาทำลายเชื้อโรค เช่น กรดในกระเพาะอาหาร สารคัดหลั่งชนิดต่าง ๆ จากต่อมต่าง ๆ กรดแลคติกและอิเลคโทรไลท์ในเหงื่อ\r\n\tกลไกทางพันธุกรรม เป็นกลไกซึ่งทำให้เชื้อโรคบางชนิดไม่สามารถติดเชื้อในคนบางกลุ่มได้ เช่น คนไม่สามารถติดเชื้อไข้หวัดแมว และแมวไม่สามารถติดเชื้อคางทูมจากคนได้ หรือในคนที่เป็นโรค Sickle cell anemia จะมีความต้านทานต่อโรคมาลาเรีย\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nการป้องกันด่านที่ 2 เป็นการป้องกันโดยปฏิกิริยาทางเคมีระดับเซลล์\r\n\r\nซึ่งตอบสนองทันทีที่เชื้อโรคผ่านการป้องกันด่านแรกบุกรุกเข้าสู่ร่างกายได้ ร่างกายบริเวณนั้นจะเกิดปฏิกิริยาอักเสบ (Inflammatory response) โดยมีกระบวนการกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนย้ายเม็ดเลือดขาวจำพวก Neutrophillic granulocyte (phagocyte) ได้แก่ Macrophage, Dendritic cell, Neutrophils, Eosinophils และ Monocyte ออกจากเส้นเลือดไปสู่บริเวณที่มีสิ่งแปลกปลอมและจับกินเชื้อโรค (Phagocytosis) พร้อมกับกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ ในขณะที่ Phagocyte กำจัดสิ่งแปลกปลอม จะมีการปล่อยสารเคมีเพื่อดึงดูดเม็ดเลือดขาวเข้ามาบริเวณนั้นเพื่อกำจัดเชื้อโรค ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นมีลักษณะ ปวด บวม แดง ร้อน เรียกว่า การอักเสบ (Inflammation)\r\n\r\nนอกจากนี้ กรณีที่เป็นการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียบางชนิด ร่างกายจะสร้างอินเตอร์เฟอรอน ซึ่งเป็นสารที่มีความสำคัญในการขัดขวางการแบ่งตัวของไวรัส ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัสได้\r\n\r\nภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ(Adaptive or Acquired Immunity)\r\n\r\nภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะที่เกิดขึ้นหลังจากได้รับสิ่งแปลกปลอม (Adaptive or Acquired Immunity) หรือการป้องกันด่านที่ 3\r\nในกรณีการป้องกันทั้งสองด่านไม่สามารถกีดกันเชื้อโรคได้ ร่างกายจะตอบสนองต่อเชื้อโรคอย่างจำเพาะเจาะจงผ่านเม็ดเลือดขาว โดยมีเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญคือ B lymphocyte ซึ่งจะสร้าง Antibody และ T lymphocyte ซึ่งจะสร้าง T cells ที่สามารถสร้างการตอบสนองที่หลากหลายทั้งต่อเชื้อในเซลล์และนอกเซลล์\r\n\r\nการตอบสนองแบบ Adaptive มีคุณสมบัติในการจดจำเชื้อโรคได้ ทำให้การตอบสนองในครั้งหลังรวดเร็ว มีประสิทธิภาพดีและมีปริมาณมากกว่าการตอบสนองในครั้งแรก\r\n\r\nภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่\r\n\r\n\r\n\tการตอบสนองโดยการใช้สารน้ำ Humoral Immune Response\r\n\tการตอบสนองชนิดพึ่งเซลล์ Cell Mediated Immune Response\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nการตอบสนองโดยการใช้สารน้ำ (Humoral Immune Response)\r\n\r\nเป็นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่อาศัยสารน้ำ (Humor) คือแอนติบอดี ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในซีรั่ม\r\n\r\nเซลล์ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ คือ เม็ดเลือดขาวชนิด B lymphocytes เมื่อแอนติเจนที่มีโครงสร้างพอเหมาะมาจับ B lymphocytes จะเพิ่มจำนวนและเปลี่ยนแปลงเป็น Plasma cell จากนั้น Plasma cell จะทำการหลั่งแอนติบอดีชนิดต่างๆ ที่จำเพาะกับแอนติเจนชนิดนั้นๆ ออกมา เรียกว่า อิมมูโนโกลบูลิน หรือย่อว่า Ig ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 5 ชนิด คือ IgG, IgA, IgM, IgD และ IgE ภูมิต้านทานที่หลั่งออกมานี้ จะหมุนเวียนในร่างกายและทำหน้าที่ในการจับสิ่งแปลกปลอมที่มีลักษณะเหมือนแอนติเจน\r\n\r\nนอกจากนี้ B lymphocytes ส่วนหนึ่ง ยังมีการเปลี่ยนไปเป็น Memory B cells เก็บความจำ เมื่อได้รับแอนติเจนตัวเดิมอีก Memory B cells จะเปลี่ยนไปเป็น Plasma cell หลั่งสารภูมิต้านทานต่าง ๆ ออกมาได้เร็วกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าครั้งแรก ซึ่งใช้เป็นหลักการของการให้วัคซีน\r\n\r\nการตอบสนองชนิดพึ่งเซลล์ (Cell-Mediated Immune Response)\r\n\r\nเป็นการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่อาศัยเซลล์ เมื่อจุลินทรีย์เข้ามาภายในร่างกาย เซลล์ Macrophage จะกินจุลินทรีย์เข้าไปข้างในเซลล์และเปลี่ยนเป็น Antigen Presenting Cell เพื่อกระตุ้น HelperT cell ซึ่งจะสามารถหลั่งสาร Cytokine ต่างๆ ไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวทั้ง Macrophage และ Granulocytes ให้จับกินเชื้อโรคได้ดีขึ้น และ Cytokine บางตัวจะไปกระตุ้น B lymphocytes ที่รับรู้แอนติเจนเดียวกัน ให้มีการแบ่งตัวและเปลี่ยนแปลงไปเป็น Plasma cell สร้างแอนติบอดีที่จำเพาะกับแอนติเจนนั้น\r\n\r\nนอกจากนี้ Helper T cell ที่ถูกกระตุ้นแล้วจะกลายเป็น Cytotoxic T lymphocyte ซึ่งทำหน้าที่สำคัญคือ ฆ่าเซลล์ที่มีจุลชีพอาศัยอยู่ (Infected cell) และจะทำงานร่วมกับ Natural Killer cell (NK cell) อีกด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nกลไกการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกาย – แอนติเจนและแอนติบอดี\r\n\r\n\r\n\r\nรู้หรือไม่? ว่าแอนติเจนและแอนติบอดีคืออะไร?\r\n\r\nแอนติเจน หมายถึง สิ่งแปลกปลอมเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดี และแอนติเจนนั้นจะทำปฏิกิริยาจำเพาะกับแอนติบอดี ซึ่งวัคซีนก็ถือเป็นแอนติเจนอย่างหนึ่ง บางส่วนของแอนติเจนเท่านั้นที่กระตุ้นให้ร่างกายตอบสนองด้วยการสร้างแอนติบอดี ส่วนของแอนติเจนนี้เรียกว่า Antigenic determinant\r\n\r\nแอนติบอดี เป็นสารจำพวกไกลโคโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองการกระตุ้น\r\nของแอนติเจน แอนติบอดีนี้มีความจำเพาะเจาะจงกับแอนติเจนมาก เพราะจะทำปฏิกิริยากับแอนติเจนที่กระตุ้นให้ถูกสร้างขึ้นเท่านั้น การทำปฏิกิริยาของแอนติเจนกับแอนติบอดีนี้คล้ายกับตัวต่อจิ๊กซอว์ ซึ่งนอกจากร่องและเดือยจะเข้ากันได้พอดีแล้ว สีและลายบนตัวต่อจิ๊กซอว์ต้องตรงกันด้วย\r\n\r\n \r\n\r\nกลไกการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันของร่างกายแบ่งออกเป็น Primary and secondary response\r\n\r\n\r\n\r\nเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจน หรือวัคซีนเป็นครั้งแรก ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยสร้างแอนติบอดี เรียกว่าเป็น Primary response ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับแอนติเจนจนกระทั่งเริ่มมีแอนติบอดีที่ตรวจพบได้ในซีรั่ม เรียกว่า Lag period ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 1 ถึง 30 วัน หรือนานกว่านี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณแอนติเจน ชนิดของแอนติเจนและทางที่แอนติเจนเข้าสู่ร่างกาย หลังจากผ่าน Lag period จะเป็นช่วงที่ร่างกายมีการสร้างแอนติบอดีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยส่วนใหญ่เป็น IgM ซึ่งจะอยู่ได้ระยะหนึ่งแล้วจะมีปริมาณลดต่ำลง อย่างไรก็ตามร่างกายได้จดจำแอนติเจนนี้ไว้แล้ว โดย Memory B cell ดังนั้น เมื่อได้รับแอนติเจนชนิดนี้อีก ร่างกายจะตอบสนองได้รวดเร็วและผลิตแอนติบอดีออกมามากกว่าครั้งแรกมาก แอนติบอดีที่เกิดขึ้นครั้งหลังนี้เรียกว่า Secondary  response ซึ่งจะอยู่นานและมีประสิทธิภาพมากกว่า และเป็นแอนติบอดีชนิด IgG มากกว่า IgM จึงใช้หลักการนี้ในการให้วัคซีนหลายครั้งเพื่อให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีที่ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคได้นานหลายปี\r\n\r\nจากกลไกที่ร่างกายสามารถจดจำแอนติเจนที่ได้รับเข้าไปครั้งแรก ดังนั้น ถ้าเด็กมารับวัคซีนล่าช้ากว่ากำหนดไม่ว่าจะนานเท่าใด ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะเซลล์ที่เคยถูกกระตุ้นไว้แล้วยังอยู่ และยังจำได้ จึงสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ทันที\r\n\r\nแต่ในทางตรงกันข้ามถ้าให้วัคซีนใกล้กันเกินไป อาจทำให้เกิดภูมิคุ้มกันในระดับต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เพราะระดับแอนติบอดีในร่างกายที่เกิดจากการได้รับวัคซีนครั้งแรกยังคงสูงอยู่ จึงเข้าไปจับกับแอนติเจนในวัคซีนที่ได้รับเข้าไปใหม่ เกิดภาวะ Neutralization ทำให้แอนติเจนนั้นสูญเสียประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน\r\n\r\nชนิดของการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค\r\n\r\nการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคทำได้ 2 วิธี หลักๆ คือ\r\n\r\n\r\n\tการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นเอง (Active immunization)\r\n\tหมายถึงการให้แอนติเจนเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรค หรือแอนติเจนชนิดนั้น ซึ่งเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ\r\n\t\r\n\t\tการเกิดภูมิคุ้มกันภายหลังการติดเชื้อตามธรรมชาติ (Active naturally acquired immunity) คือ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคตามธรรมชาติแล้วสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคชนิดนั้น เช่น โรคหัดหลังหายจากการติดเชื้อตามธรรมชาติแล้ว ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นจะคงอยู่ได้นานตลอดชีวิต\r\n\t\tการเกิดภูมิคุ้มกันภายหลังการให้วัคซีน (Active artificially acquired immunity) คือ การให้วัคซีน หรือ ท็อกซอยด์ (Toxoid) เพื่อป้องกันการเกิดโรค เช่น การให้วัคซีนบีซีจี (BCG) ตั้งแต่แรกเกิดเพื่อป้องกันวัณโรค ซึ่งเป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อที่มีชีวิตอยู่แต่ทำให้อ่อนฤทธิ์ลง แล้วไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้แต่จะไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างภูมิคุ้มกันที่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคชนิดนั้นได้\r\n\t\r\n\t\r\n\tการให้ภูมิคุ้มกันต่อโรคโดยตรงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค (Passive immunization)\r\n\tหมายถึงการให้แอนติบอดีเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันต่อโรคชนิดนั้น ซึ่งเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ\r\n\t\r\n\t\tการเกิดภูมิคุ้มกันจากการได้รับภูมิคุ้มกันโดยตรง (Passive naturally acquired immunity) โดยที่ร่างกายไม่ได้สร้างเอง เช่น ภูมิคุ้มกันบางชนิดจะผ่านรกจากแม่ไปสู่ลูกได้ หรือภูมิคุ้มกันจะถ่ายทอดผ่านทาง Colostrum ที่อยู่ในน้ำนมแม่ ซึ่งภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะมีผลคุ้มครองได้ในระยะแรกๆ ของชีวิตแล้วก็หมดไป\r\n\t\tการเกิดภูมิคุ้มกันจากการได้รับแอนติบอดีหรือภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Passive artificially acquired immunity) คือ ได้รับซีรั่ม หรือ Gamma globulin จากคนหรือสัตว์ที่มีภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว เช่น การฉีด Equine Rabies Immunoglobulin (ERIG) ให้กับผู้ที่ถูกสุนัขบ้ากัด หรือการฉีด Antivenom ให้กับผู้ที่ถูกงูพิษกัด\r\n\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nขอขอบคุณที่มาของข้อมูล : สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(ศูนย์รังสิต)\r\nhttp://guruvaccine.com/\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623391257.png"],
    [424,3370,"รู้ทันวายร้ายไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)","Fri, 2021-06-11 08:48","http://www.stkc.go.th/node/3370","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," คาดการณ์กันว่ามนุษยชาติจะต้องสู้รบตบมือกับเจ้าไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) นี้ไปอีกนานตราบเท่าที่เรายังไม่สามารถคิดค้นวัคซีนได้ ซึ่งกว่าจะสำเร็จและสามารถนำมาใช้กับคนทั่วไปได้ ก็อาจต้องรอจนปีหน้า (2021) เลย หรือถ้าจะรอให้มนุษย์สร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติขึ้นมาเองได้นั่นก็คาดการณ์ยากกว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และกว่าจะไปถึงขั้นนั้นจะต้องสูญเสียกันไปอีกเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ทำกันได้จึงต้องประคองตัวระมัดระวังไม่ให้ติดเชื้อกันเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ไปก่อน\r\n\r\n\r\n          มาจนถึงวันนี้เราเองก็พอจะรู้จักเจ้าไวรัสตัวนี้กันระดับหนึ่งแล้ว โดยแนวทางการป้องกันที่รู้กันโดยทั่วไปคือ :\r\n\r\n- หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอหรือจามถึงแม้เราจะยังไม่ทราบว่าเขาติดเชื้อชนิดใดอยู่\r\n\r\n- หลีกเลี่ยงการไปยังสถานที่แออัดหรือมีความเสี่ยงของโรคระบาด\r\n\r\n- หมั่นล้างมือให้สะอาดหรือจะเช็ดด้วยแอลกอฮอล์ก็ได้\r\n\r\n- ควรใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอโดยเฉพาะเวลาออกจากบ้าน\r\n\r\n- ไม่นำมือมาสัมผัสตา จมูก ปาก ถ้าไม่จำเป็น\r\n\r\n- ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่นเช่น แก้วน้ำ ช้อน ส้อม\r\n\r\n- รับประทานอาหารที่ปรุงสุกแล้ว\r\n\r\n- ถ้ามีอาการไอ จาม มีไข้ อ่อนเพลีย ปวดหัว เหนื่อยหอบ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที\r\n\r\n\r\n           ที่ต้องตั้งข้อควรปฏิบัติกันมากมายขนาดนี้เพราะเจ้าไวรัสโคโรนาจอมเจ้าเล่ห์นี้ มีลักษณะเฉพาะตัวที่น่ากลัวกว่าเชื้อโรคอื่น ๆ หลายตัวคือ เมื่อผู้รับเชื้อรับเชื้อเข้าไปแล้วยังไม่แสดงอาการก็สามารถแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ นี่แหละทำให้มันส่งผลกระทบร้ายแรงอย่างมาก ไม่ใช่แค่จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่กลไกทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมการใช้ชีวิตและการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ยังต้องเปลี่ยนไปด้วย เพราะลักษณะเฉพาะของมันที่ทำให้เราเรียกมันว่าจอมเจ้าเล่ห์ยังไงล่ะ\r\n\r\n           เมื่อเจอโจรแล้วเรายังหาวิธีจับตัวคนร้ายมาลงโทษไม่ได้ อย่างน้อยเราต้อง”รู้ทัน”เจ้าโจรคนนั้นเสียก่อน เหมือนกับที่เราเองยังต้อง”รู้ทัน”เจ้าไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) นี้ เพิ่มเติมกันอีกหน่อยดีกว่า!\r\nไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นแล้วเป็นซ้ำได้!!\r\n          นี่เป็นการสับขาหลอกระดับโลกเลยทีเดียว จากที่เราเคยคิดว่ายาฆ่าไวรัสนั้นไม่มีแบบจริงจัง (คือมีแค่ไม่กี่โรคและอาจมีผลข้างเคียง เรานิยมป้องกันด้วยวัคซีนดีกว่า) จึงต้องรักษาตามอาการแล้วปล่อยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองแล้วเราจะไม่เป็นซ้ำอีก แต่จากข้อมูลล่าสุดเราพบผู้ป่วยหลายรายที่เป็นแล้วหายแล้วกลับมาเป็นซ้ำได้อีก! เราจึงต้องพยายามป้องกันตัวเองและไม่ประมาทไปอยู่ใกล้ผู้ที่ติดเชื้อที่หายแล้วเพราะเชื่อว่าร่างกายเขากำจัดเชื้อได้เองเด็ดขาด หรือกลับกันถ้าเราเป็นผู้ติดเชื้อที่หายแล้วก็ต้องไม่ประมาทไปแพร่ใส่ผู้อื่นหรือรับเชื้อมาซ้ำเช่นกัน\r\n\r\nล้างมือ...เชื้อก็ยังอยู่!!\r\n          จะว่าไปนี่เป็นหลักการทั่วไปของการล้างมือที่ว่าต้องล้างให้สะอาดหมดจดถึงจะได้ชื่อว่ากำจัดเชื้อหมดไปจริง ๆ ซึ่งคนส่วนมากมักจะไม่ได้ทำตามนั้นกันซักเท่าไหร่ แต่กับสถานการณ์ปกติกับเชื้อโรคที่ไม่รุนแรงแล้วหลุดไปในร่างกายปริมาณไม่มากร่างกายเราก็พอจะกำจัดได้ ทำให้ที่ผ่านมาเราล้างมือกันแบบไม่สะอาดหมดจดนักก็ยังไม่เป็นอะไร แต่กับเจ้าวายร้ายตัวนี้มันไม่ใช่น่ะสิ ถ้าเราปล่อยให้เชื้อยังหลงเหลือที่มือแล้วเข้าไปในร่างกาย เราไม่สามารถรับประกันได้ว่าภูมิคุ้มกันร่างกายเราจะเอาอยู่หรือไม่ เราจึงควรล้างมือให้สะอาดถูกต้องตามขั้นตอนดังนี้\r\n\r\n- ชโลมมือด้วยน้ำและสบู่ในปริมาณที่มากพอ\r\n\r\n- ถูฝ่ามือเข้าด้วยกัน ใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งถูหลังฝ่ามืออีกข้างและใช้นิ้วมือทั้งสองข้างสอดไประหว่างกันแล้วถูไปมา\r\n\r\n- กำมือแล้วเอาหลังนิ้วของทั้งสองมือถูกัน\r\n\r\n- ใช้มือข้างหนึ่งกำรอบนิ้วหัวแม่มืออีกข้างหนึ่งแล้วหมุนไปมาก่อนจะสลับข้างกัน\r\n\r\n- ถูปลายนิ้วมือไปบนฝ่ามืออีกข้าง\r\n\r\n- ล้างด้วยน้ำ เช็ดให้แห้งด้วยผ้าหรือกระดาษเช็ดมือที่สะอาด\r\n\r\n          มีความเชื่อจากคนอังกฤษว่าถ้าจะล้างมือให้สะอาดจริงให้ร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ทูยู 2 รอบจะทำให้ล้างมือได้สะอาดพอดีเพราะใช้เวลาประมาณ 20 วินาที ถ้าเราจะทำมาใช้บ้างคงสนุกไม่หยอก (แต่ถ้าเราล้างมือที่ห้างหรือที่ทำงานแล้วมีคนมาต่อคิวล่ะ ก็ลองเปลี่ยนเป็นชวนเขาคุยแล้วถามเพลงที่เขาชอบแล้วชวนร้องไปด้วยกันเลยแล้วกัน)\r\n\r\nวัคซีนสำหรับโรคอื่นหรือยาปฏิชีวนะไม่สามารถป้องกันไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้!!\r\n          มีความเชื่อผิดๆอยู่ว่าถ้าเราเคยรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่หรือไวรัสปอดอักเสบจะสามารถป้องกันไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้ซึ่งไม่เป็นความจริง! ถึงแม้อาการบางส่วนจะเหมือนกันก็ตาม ส่วนยาปฏิชีวนะนี่ยิ่งแล้วใหญ่เพราะจริง ๆนั่นเอาไว้สำหรับกำจัดเชื้อแบคทีเรียด้วยซ้ำ ไม่ใช่ไวรัส\r\n\r\nแอลกอฮอล์ล้างมือ เข้มข้นน้อยไปก็ไม่ดี มากไปก็ไม่ดีอีก !!\r\n          เรามาดูกันว่าแอลกอฮอล์ที่ดีควรมีความเข้มข้นอยู่ที่เท่าไหร่กันดีกว่า ความเข้มข้นที่แนะนำสำหรับแอลกอฮอล์ล้างมือคือ 70-90% โดยปริมาตร ซึ่งความเข้มข้นระดับนี้แอลกอฮอล์จะแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ของไวรัสไปทำลายโปรตีนให้เสียสภาพแล้วทำให้เยื่อหุ้มเซลล์แตกทำลายเชื้อโรคได้\r\n\r\n          แต่กับแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้นเกิน 90% โดยสามัญสำนึกมันควรจะยิ่งฆ่าเชื้อได้ดีกว่าอีกไม่ใช่หรือ? คำตอบคือไม่ใช่ เพราะแอลกอฮอล์ที่ความเข้มข้นมากเกินจะไม่สามารถแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ของเชื้อโรคได้และระเหยรวดเร็วเกินไปก่อนที่มันจะปฏิบัติภารกิจวิสามัญฆาตกรรมเจ้าเชื้อโควิด-19ลงได้น่ะสิ\r\n\r\n          ถึงตอนนี้แล้วก็อยากฝากเตือนให้ผู้อ่านทุกท่าน ควรติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้คอยอัปเดตความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ให้เท่าทันเจ้าวายร้ายตัวนี้ตลอดเวลา\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/11492-19","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623376086.PNG"],
    [425,3368,"หลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศที่หลายคนยังไม่รู้","Thu, 2021-06-10 08:44","http://www.stkc.go.th/node/3368","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สำหรับประเทศไทยคงเป็นกลุ่มประเทศลูกค้าหลักของผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศเพราะเป็นประเทศที่มีอุณหภูมิที่ค่อนข้างสูงแถมบางพื้นที่ก็มีความชื้นที่สูงอีกด้วยซึ่งทำให้มนุษย์รู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เป็นสาเหตุมาจากการที่ประเทศไทยนั้นอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรของโลก (เส้นที่ลากรอบโลกจากฝั่งตะวันตกไปยังฝั่งตะวันออกที่มีระยะห่างของขั้วโลกเหนือกับขั้วโลกใต้เท่ากัน) จึงทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในพื้นที่เขตร้อน (มาก) ดังนั้นแทบจะทุกครัวเรือนจึงต้องมีเครื่องปรับอากาศอย่างน้อยครัวเรือนละ 1 เครื่อง โดยตลาดเครื่องปรับอากาศภายในบ้านแบบติดผนัง (Split Wall Type) ของประเทศไทยในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา มีมูลค่าโดยรวม 18,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าปี 2019 จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 15% หรือมีมูลค่า 20,700 ล้านบาท (The Standard, 2019)\r\n\r\n\r\n          จะเป็นไปได้มั้ยถ้าเราจะเปิดประตูตู้เย็นค้างไว้เพื่อทำให้ห้องเย็นขึ้น (แทนที่การเปิดเครื่องปรับอากาศ) ก็ในเมื่อตู้เย็นสามารถทำความเย็นได้อยู่แล้วทำไมเราไม่เปิดประตูตู้เย็นเพื่อให้ห้องเราเย็นขึ้นเหมือนข้างในตู้เย็น... จริง ๆ แล้วการเปิดประตูตู้เย็นเพื่อทำความเย็นให้ภายในห้องไม่ใช่ไอเดียที่แย่เสียทีเดียวเพียงแต่ต้องมีการดัดแปลงกันสักหน่อยเพราะตู้เย็นนั้นจะมี ครีบระบายความร้อน (Fin) อยู่ด้านหลังตู้ ดังนั้นถ้าเราเปิดประตูตู้เย็นค้างไว้แทนที่มันจะทำให้ห้องเราเย็นขึ้น (อุณหภูมิลดต่ำลง) มันกลับส่งผลตรงกันข้ามเพราะตู้เย็นจะทำงานหนักเสียจนเกิดความร้อนขึ้นสูงภายในห้องแทน\r\n\r\n          จากกฎพื้นฐานทางฟิสิกส์อย่าง “กฎการอนุรักษ์พลังงาน = พลังงานนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถสร้างขึ้นได้เอง ไม่สามารถทำให้สูญสลายไปได้ เพียงแต่พลังงานสามารถเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานรูปแบบอื่น ๆ ตามกฎการอนุรักษ์พลังงาน” ซึ่งในกรณีของเรา ความร้อนภายในห้องก็คือพลังงานนั่นเอง ดังนั้นในเมื่อเราไม่สามารถที่จะทำลายความร้อนได้ สิ่งที่เราพอจะทำได้ก็เพียงแค่ย้ายพลังงานความร้อนในรูปเดิมไปยังที่อื่นหรือเปลี่ยนรูปพลังงานความร้อนไปเป็นพลังงานในรูปแบบอื่น ๆ (พลังงานกล พลังงานจลน์ พลังงานไฟฟ้า) ซึ่งตู้เย็นมีความสามารถคือย้ายพลังงานความร้อนไปยังที่อื่น แต่ทั้งนี้ที่ที่ตู้เย็นนำความร้อนจากห้องไป มันกลับไปเพียงแค่หลังตู้เย็น ซึ่งสุดท้ายแล้วความร้อนนี้ก็ยังอยู่ในห้องของเราไม่ได้ไปไหน แต่ถ้าเราสามารถเอาความร้อนที่ว่านี้ออกไปจากห้องเราได้ล่ะ!\r\n\r\n          เครื่องปรับอากาศ คือ เทคโนโลยีการเคลื่อนย้ายพลังงาน (ความร้อน) จากในห้องไปนอกห้อง ถ้ามีเครื่องจักรเครื่องหนึ่งที่ครึ่งหนึ่งนั้นอยู่ภายในห้องเพื่อดึงความร้อนเข้าสู่ตัวมัน และอีกครึ่งหนึ่งนั้นอยู่ภายนอกห้องเพื่อเอาความร้อนที่ดึงจากในห้องปล่อยออกไปสู่นอกห้อง หลักการที่เรียบง่ายนี้ คือหลักการทำงานของเครื่องปรับอากาศ โดยมีสารที่คอยรับเอาความร้อนซึ่งเราเรียกกันโดยทั่วไปว่า น้ำยาแอร์ (Refrigerant) เป็นตัวกลางในการเคลื่อนย้ายความร้อน และมีพัดลมอยู่ทั้งสองฝั่งเพื่อเป็นการเร่งการเคลื่อนย้ายพลังงานความร้อน โดยมีอุปกรณ์สำคัญ ๆ ที่อยู่ภายในระบบ เช่น\r\n\r\nCompressor มีหน้าที่คือ ขับเคลื่อนน้ำยาแอร์ในระบบ และเพิ่มความดัน เพิ่มอุณหภูมิของน้ำยาแอร์จนระเหยเป็นไอ\r\n\r\nCondenser มีหน้าที่คือ ลดอุณหภูมิ และลดความดันของน้ำยาแอร์ให้ต่ำลงจนควบแน่นเป็นของเหลวก่อนที่จะเข้าสู่ภายในห้องเพื่อไปรับความร้อนออกมา\r\n\r\nThrottling Device มีหน้าที่คือ ลดความดันและอุณหภูมิของสารทำความเย็นอีกครั้งเพื่อให้พร้อมระเหยตัวที่อุณหภูมิต่ำก่อนจะไปที่ Evaporator\r\n\r\nEvaporator มีหน้าที่คือ ใช้เพื่อให้สารทำความเย็นเปลี่ยนสถานะจากของเหลวกลายเป็นไอ โดยดูดความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอจากสิ่งแวดล้อมทำให้อุณหภูมิภายในห้องลดลง (ดูดซับความร้อนจากภายในห้องมาสู่สารทำความเย็น)\r\n\r\nรู้หรือไม่\r\n\r\n           Willis Carrier (1876–1950) คือชื่อของผู้ประดิษฐ์เครื่องปรับอากาศคนแรกของโลกและเป็นชื่อยี่ห้อเครื่องปรับอากาศยี่ห้อหนึ่ง\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-physics/item/11655-2020-06-30-06-11-33\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623289474.png"],
    [426,3365,"มลพิษในควันรถ","Wed, 2021-06-09 10:41","http://www.stkc.go.th/node/3365","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"    มนุษย์ทั่วโลกในปัจจุบันมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และแน่นอน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ทำให้นึกถึงต้นเหตุและคาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นนั้นได้ การเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติและวัฎจักรต่างๆ ของโลก นำไปสู่สภาวะที่มนุษย์ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ซึ่งแนวความคิดที่มนุษย์เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศก็ได้รับการยอมรับ ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์คิดหาทางลดการเกิด ก๊าซเรือนกระจก หรือ Greenhouse gas (GHG) จากมนุษย์\r\n\r\n         ทางเลือกที่ดีคือการคิดหาเชื้อเพลิงใหม่ที่ไม่ผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่นเดียวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล เชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น Cellulosic ซึ่งสามารถผลิตเอทานอลจาก ข้าวโพด และ switch grass แต่ก็ยังมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไซด์ แต่ในปริมาณที่น้อยกว่าถึง 85% ของการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่วนเชื้อเพลิงไฮโดรเจนของรถยนต์จะไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สิ่งที่เหลือจากการเผาไหม้จะได้ น้ำ กับ กระแสไฟฟ้า เหมือนกับการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยลม หรือ กระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งไม่มีการปล่อยมลภาวะ\r\n\r\n         ปัญหาที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน คือ เทคโนโลยีดังกล่าวยังอยู่ในส่วนของการศึกษาวิจัย ทำให้นักวิจัยมักพบปัญหาในเรื่องของต้นทุนและสัดส่วนของพลังงานสุทธิ (พลังงานสุทธิ คือ การเปรียบเทียบพลังงานขาเข้า กับ พลังงานขาออก ) ซึ่งทำให้พบว่าใช้พลังงานน้ำมันดีกว่าการเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือก นี่เป็นปัญหาสำคัญ เพราะทั่วโลกมักใช้น้ำมันเป็นพลังงานหลัก เช่น ใช้เครื่องบินในการเดินทาง ใช้รถบรรทุกในการขนส่งอาหาร และการผลิตพลังงานไฟฟ้า ซึ่งทำให้การใช้น้ำมันเป็นพลังงานหลักของเศรษฐกิจโลก เกิดเป็นคำถามที่น่าสนใจ ถ้าเรายังจำเป็นต้องใช้น้ำมันซึ่งยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ ทำไมเราไม่ดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราปล่อยออกมา \r\n\r\n          ซึ่งความจริงแล้ว นักวิจัยก็มองเห็นปัญหาดังกล่าว ศาสตราจารย์ Chris Jones สถาบันGeorgia Institute of Technology (Georgia Tech) และ ทีมงาน ได้ประดิษฐ์ วัสดุที่เรียกว่า hyperbranched aminosilica (HAS) ซึ่งสามารถดักจับ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ Hyperbranched Aminosilica ดังนั้น ทำให้ท่อไอเสียรถยนต์ จะต้องบรรจุ hyperbranched aminosilica (HAS) ในอนาคตอันใกล้นี้ แต่ Dr. Chris Jones บอกว่า เขาและทีมงานไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาและทีมงานมองไปที่ แหล่งผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขนาดใหญ่ คือ โรงผลิตกระแสไฟฟ้า \r\n\r\n         คุณมักคิดว่าพลังงานกระแสไฟฟ้า เป็นพลังงานสะอาด แต่ถ้าคุณพิจารณาถึงแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้า ตั้งแต่การขนส่ง จะพบว่าการผลิตไฟฟ้ามีการใช้จาก แหล่งพลังงานอื่น ในสหรัฐอเมริกา พลังงานหลักที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า 50% จะเป็นถ่านหิน การผลิตกระแสไฟฟ้าทั่วโลกที่ใช้พลังงานจากเชื่อเพลิงฟอลซิลทำให้มีการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ คิดเป็น 26% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก ส่วนในภาคการขนส่ง (คิดจาก เครื่องบิน และยานพาหนะอื่นๆ) เป็น 13% ของการปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลก\r\n\r\n         Jones ได้เล็งเห็นความสำคัญของการกำจัดกลุ่มควัน HAS สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นักวิจัยของสถาบัน Georgia Tech ได้ใช้ พันธะโควาเลนต์ (การที่ 2 อะตอมสร้างพันธะโดยใช้อิเล็กทรอนต์ร่วมกัน) ซึ่งเชื่อมหมู่ amines ของ nitrogen-based ของสารผสมอินทรีย์ ด้วย silica (quartz) ได้ผลลัพธ์เป็น aminosilica มีลักษณะเป็นผง ดูแล้วมีลักษณะขาวเหมือนทราย ภายในสสารจะประกอบ จำนวนของกิ่งก้านของคาร์บอนคล้ายต้นไม้ของพันธะ มีการแตกกิ่งก้านสาขาออกไปหลายแขนง ที่มีชื่อเรียกว่า hyperbranched ที่ปลายสุดของกิ่งก้านจะมีหน้าที่ดักจับ CO2\r\n\r\n          เมื่อ HAS รวมตัวกับทรายจะได้สารเคมีที่เป็นสารผสมสามารถกักเก็บและบรรจุ CO2 เมื่อกลุ่มควันเคลื่อนผ่านสารดังกล่าว สารผสม HAS ไม่เพียงแต่ดักจับ CO2 ได้อย่างเดียว แต่ยังสามารถปล่อย CO2 ที่กักเก็บไว้ หรือ บรรจุ ออกมาในรูป ก๊าซ หรือ ของเหลว โดยเรียกกระบวนการนี้ว่า carbon sequestration (กระบวนการแยกคาร์บอน) กระบวนการนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะ ไม่เพียงแต่ลดการปล่อย CO2 แต่ยังสามารถนำ CO2 ที่กักเก็บไว้กลับมาใช้ใหม่ ในรูปของอาหารเลี้ยง เชื้อเพลิงชีวภาพ ตัวอย่างจากบริษัทหนึ่งใน Louisiana ใช้ CO2 ที่ดักจับได้มาเป็นอาหารเลี้ยงสาหร่าย\r\n\r\n         กระบวนการ carbon sequestration โดยใช้ Hyperbranched aminosilica จะมีข้อดีกว่ากระบวนการอื่น คือ มันสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก โดยนักวิจัย Georgia Tech ทดสอบ 1 ตัวอย่างได้ทั้งหมด 12 ครั้ง และพบว่าความสามารถในการดูดซับ CO2 ไม่ลดลง และความชื้น ไม่มีผลกระทบกับวัสดุดังกล่าว ทำให้สามารถใช้ไอน้ำในการเปลี่ยนรูป CO2 ให้เป็น flue gases ซึ่งมีการใช้พลังงานขาเข้าต่ำ คือ ต้องการพลังงานความร้อนที่ปลดปล่อย CO2 เท่านั้น\r\n\r\n        แต่งานที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับงานวิจัยนี้อย่างหนึ่ง คือ ปฏิกิริยา CO2/amine ที่รวม carbon dioxide เข้าสู่กิ่งก้านของสารประกอบ carbon ต้องใช้ความร้อน แต่ว่านักวิจัยค้นพบว่า aminosilica จับ CO2 ได้ดีที่สุดในอุณหภูมิต่ำจึงจะเกิดการรวมตัวของ CO2 ดังนั้น เขาจึงต้องคำนวณว่าทำอย่างไร จะสามารถลดอุณหภูมิ เพื่อให้สามารถเกิดการจับ CO2 ส่วนปัญหาด้านอื่นจะเป็น ในเรื่องของการพัฒนาจาก สารผสม ซึ่งต้องสามารถบรรจุกลุ่มควันภายในตัวมัน และ ต้องสามารถเคลื่อนย้ายชิ้นส่วนที่บรรจุกลุ่มควันได้ \r\n\r\n        แม้ว่า HAS ยังไม่ได้ถูกพัฒนาจนใช้ได้กับท่อไอเสีย แต่ถ้านักวิจัย Georgia Tech สามารถลดการปล่อย CO2 จากการผลิตพลังงาน ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เราลดปัญหา greenhouses gas ได้\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-chemistry/item/7428-2017-08-10-01-24-45\r\n\r\nCan we make tailpipes that capture CO2?.สืบค้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2560.จาก http://auto.howstuffworks.com/tailpipe-capture-co2.htm.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623210080.png"],
    [427,3362,"เลือดเทียมมีจริงหรือไม่","Tue, 2021-06-08 11:55","http://www.stkc.go.th/node/3362","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เคยได้ยินคำว่าเลือดเทียมกันมาบ้างหรือเปล่า ก่อนหน้านี้มีความเข้าใจผิดในเหล่าชาวบ้านในช่วงที่ความเจริญยังเข้าไปไม่ถึงพื้นที่ต่างจังหวัด ชาวบ้านมักจะเข้าใจผิดว่า น้ำเกลือผสมวิตามินออกเป็นสีเหลือง ๆ เป็นเลือดเทียม แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่\r\n\r\n          ปัจจุบันเราสามารถสังเคราะห์พลาสมา (Plasma) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเลือด ที่แยกเอาเม็ดเลือดออกแล้ว ซึ่งก็คือ น้ำเลือดหรือน้ำเหลืองนั่นเอง ซึ่งสามารถใช้รักษาคนไข้ที่เสียเลือดมาก ๆ ได้ เรียกว่า พลาสมาเทียม หรือ ไอโซพลาสมา (Isoplasma) ด้วยปัจจัยของชนิดเลือดที่เป็นที่ต้องการ และกลุ่มเลือดที่หายากต่าง ๆ ในปัจจุบัน เราก็ยังต้องเผชิญกับอายุของเลือดที่ได้รับการบริจาคมา ซึ่งสามารถเก็บในอุณหภูมิต่ำได้เพียงเดือนครึ่งเท่านั้น ทำให้ความต้องการเลือดไม่เพียงพอต่อการใช้งาน\r\n\r\n          ความสำเร็จทางการแพทย์เกี่ยวกับการสังเคราะห์เลือดเทียมเกิดขึ้นจริง แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนเลือดจริงตามธรรมชาติได้ 100 % เนื่องจากว่าในความเป็นจริงเลือดไม่ได้ประกอบไปด้วยเม็ดเลือดแดงเพียงอย่างเดียว และไม่ได้มีหน้าที่เพียงส่งออกซิเจนไปทั่วร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่อื่น ๆ ที่เลือดเทียมไม่สามารถทำงานได้เหมือเลือดจริงตามธรรมชาติ เช่น การต่อสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาจเข้ามาสู่ร่างกายได้ การสมานบาดแผลหรือกลไกการห้ามเลือดตามธรรมชาติ  ดังนั้น ณ ตอนนี้ สิ่งที่เลือดเทียมสามารถทำได้และนำมาทดแทนการทำงานได้แทนเลือดจริงก็คือ การขนส่งออกซิเจนไปทั่วร่างกายและดึงเอาคาร์บอนไดออกไซต์ออกจากเซลล์ต่าง ๆ\r\n\r\n          การสังเคราะห์เลือดเทียมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการใช้เทคโนโลยีเกี่ยวกับ Perfluorocarbon หรือพอลิเมอร์ (Polymer) ที่มีฟลูออรีนเป็นส่วนประกอบร่วมกับคาร์บอน ด้วยคุณสมบัติที่สามารถจับออกซิเจนได้ โดยผ่านกรรมวิธีละลายในตัวทำละลายและสารประกอบอินทรีย์อื่น ๆ เพื่อคงสภาพให้สามารถใช้งานและไม่ทำอันตรายต่อร่างกาย เลือดเทียมดังกล่าวมีชื่อเรียกในทางการแพทย์ว่า Fluosol ด้วยคุณสมบัติที่กล่าวไปข้างต้นถึงแม้ว่าจะสามารถทำงานทดแทนหน้าที่หลักของเลือดได้ แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนเลือดได้ทั้งหมด\r\n\r\n          วิวัฒนาการทางการแพทย์ไม่ได้หยุดการค้นหาเพื่อหาทางออกเกี่ยวกับการหาเลือดเทียมเพียงเท่านี้ ในเวลาต่อมามีการทดลองการสังเคราะห์ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) แต่ก็ยังเป็นปัญหาที่น่าหนักใจที่ว่า หากมันไม่ได้อยู่ในเซลล์เม็ดเลือดแดงมันก็เป็นพิษต่อร่างกายเรา เพราะมันจะไปทำปฏิกิริยากับเซลล์อื่น ๆ ที่กระจายอยู่ในเลือดและทำให้เกิดปัญหาได้ จนถึงปัจจุบันก็ยังมีการวิจัยทดลองเพื่อการค้นพบทางเลือกใหม่เกี่ยวกับการสังเคราะห์เลือดเทียมให้สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลเหมือนกับเลือดตามธรรมชาติอยู่อย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มที่ดีว่า การค้นพบใหม่แต่ยังไม่สำเร็จ 100 % ก็คือ การสังเคราะห์เลือดจากการใช้เซลล์เริ่มต้น (stem cells) ของผู้บริจาคเลือด หรือจากไขสันหลัง มาเป็นทางออกของเรื่องนี้ เพื่อการผลิตจำนวนมากตามความต้องการที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ\r\n\r\n          แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรรอความช่วยเหลือจากวิวัฒนาการทางการแพทย์ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน สิ่งที่ทำได้ตอนนี้เลยก็คือ การบริจาคเลือดนั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/8500-2018-07-18-04-47-26","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623128177.png"],
    [428,3361,"แสงซินโครตรอนคืออะไร","Mon, 2021-06-07 11:01","http://www.stkc.go.th/node/3361","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"แสงซินโครตรอนคืออะไร\r\n\r\n\r\n.tb_button {padding:1px;cursor:pointer;border-right: 1px solid #8b8b8b;border-left: 1px solid #FFF;border-bottom: 1px solid #fff;}.tb_button.hover {borer:2px outset #def; background-color: #f8f8f8 !important;}.ws_toolbar {z-index:100000} .ws_toolbar .ws_tb_btn {cursor:pointer;border:1px solid #555;padding:3px}   .tb_highlight{background-color:yellow} .tb_hide {visibility:hidden} .ws_toolbar img {padding:2px;margin:0px}\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623038497.jpg"],
    [429,3359,"พลังงานความร้อนใต้พิภพแหล่งพลังงานทางเลือกในอนาคต","Mon, 2021-06-07 07:59","http://www.stkc.go.th/node/3359","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," ในยุคสมัยที่ผู้คนต่างตื่นตัวในเรื่องพลังงาน และพยายามหาแหล่งพลังงานทดแทน เพื่อนำมาใช้แทนพลังงานที่กำลังจะหมดไป ซึ่งแหล่งพลังงานที่หามาทดแทนนั้นจะต้องสามารถนำมาเป็นพลังงานทางเลือกได้ในอนาคต และหนึ่งในพลังงานนั้นคือ พลังงานความร้อนใต้พิภพ แต่เคยสงสัยกันหรือไม่ว่า ความร้อนจากใต้พิภพนี้มาจากไหนแล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร  มีประโยชน์และส่งผลกระทบอย่างไรต่อเราหรือไม่\r\n\r\n          พลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นการนำเอาพลังงานความร้อนที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาใช้ ความร้อนดังกล่าวอยู่ในแกนกลางของโลกเกิดขึ้นมาตั้งแต่โลกกำเนิดขึ้น อุณหภูมิอาจสูงถึง 5000 องศาเซลเซียส หรือที่อุณหภูมิ 9,932 องศาฟาเรนไฮท์  ซึ่งความร้อนนี้จะเดินทางผ่านตัวกลางที่มีความหืนหนืดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงเปลือกโลก ความร้อนดังกล่าวทำให้น้ำที่เก็บกักอยู่ในโพรงหิน มีอุณหภูมิร้อนขึ้นและอาจจะสูงถึง 370 องศาเซลเซียส แต่ทว่าความดันภายในโลกนั้นได้ดันน้ำขึ้นมาบนผิวดินทำให้เกิดการกลายเป็นไอลอยขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศ แล้วตกลงมาเป็นฝนหรือหิมะจากนั้นไหลกลับลงไปใต้ดินนำความร้อนขึ้นมาอีกกลายเป็นการหมุนเวียนของกระแสความร้อนภายในโลก (Convection Cell) พลังงานนี้จึงถูกเรียกว่า พลังงานหมุนเวียน ฉะนั้นแก่นโลกของเราจึงเปรียบเสมือนเตาหลอมเหลวที่มีการไล่ระดับความร้อน ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและความดันตามระดับความลึก โดยปกติอุณหภูมิมิจะเพิ่ม 30 องศาเซลเซียสต่อความลึก 1 กิโลเมตร  และเราสามารถพบพลังงานความร้อนใต้พิภพในบริเวณที่เรียกว่า Hot Spots คือบริเวณที่มีการไหล หรือแผ่กระจาย ของความร้อน จากภายใต้ผิวโลกขึ้นมาสู่ผิวดินมากกว่าปกติ และมีค่าการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิตามความลึก (Geothermal Gradient) มากกว่าปกติประมาณ 1.5 – 5 เท่า\r\n\r\n          พลังงานความร้อนใต้พิภพที่พบในโลกสามารถแบ่งเป็นลักษณะใหญ่ๆได้ 3 ลักษณะ ดังนี้\r\n\r\n          1. แหล่งที่เป็นไอน้ำส่วนใหญ่ (Steam Dominated) เป็นแหล่งพลังงานความร้อนที่กักเก็บความร้อนประกอบด้วย ไอน้ำมากกว่า 95% โดยทั่วไปมักจะเป็น แหล่งที่ใกล้กับหินหลอมเหลวร้อนที่อยู่บริเวณตื้นๆ อุณหภูมิของไอน้ำร้อนจะสูงกว่า 240 องศาเซลเซียส ขึ้นไป พบน้อยมากในโลกเรา ประโยชน์คือสามารถนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากที่สุด\r\n\r\n          2. แหล่งที่เป็นน้ำร้อนส่วนใหญ่ (Hot Water Dominated) เป็นแหล่งพลังงานร้อนที่กักเก็บสะสมความร้อนที่ประกอบไปด้วย น้ำร้อนเป็นส่วนใหญ่ อุณหภูมิน้ำร้อนจะมีตั้งแต่ 100 องศาเซลเซียส ขึ้นไป\r\n\r\n         3. แหล่งหินร้อนแห้ง (Hot Dry Rock) เป็นแหล่งสะสมพลังงานความร้อน ที่เป็นหินเนื้อแน่น แต่ไม่มีน้ำร้อนหรือไอน้ำ ไหลหมุนเวียนอยู่ ดังนั้นถ้าจะนำมาใช้จำเป็นต้องอัดน้ำเย็นลงไปทางหลุมเจาะ ให้น้ำได้รับความร้อนจากหินร้อน โดยไหล หมุนเวียนภายในรอยแตกที่กระทำขึ้น\r\n\r\n          แหล่งพลังงานใต้พิภพสามารถนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า โดยมีหลักการเบื้องต้นก็คือ นำน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิสูงมากๆมาแยกสิ่งเจือปนออกให้หมด จากนั้นทำให้ความดันและอุณหภูมิลดลง เกิดเป็นไอน้ำขึ้นมา แล้วนำแรงอัดของไอน้ำไปหมุนกังหันเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งไอน้ำที่ออกมาจากกังหันจะถูกทำให้มีอุณหภูมิเย็นลงก่อนแล้วนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นก่อนปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือปล่อยกลับลงไปใต้ดินใหม่ ซึ่งเทคนิคของแต่ละโรงไฟฟ้า อาจจะใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนแตกต่างกันออกไป ก็เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้สูงกว่า 20% เช่น ให้ไอน้ำถ่ายเทความร้อนให้สารอย่างไอโซบิวทีน ที่มีจุดเดือดต่ำกว่า เป็นต้น\r\n\r\n          จะเห็นได้ว่าการผลิตพลังความร้อนใต้พิภพแทบไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม พลังงานนี้เป็นแหล่งพลังงานสะอาด ไม่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ สามารถหมุนเวียนและนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้เป็นแหล่งพลังงานที่น่าเชื่อถืออย่างที่สุด  แต่โชคร้ายที่ถึงแม้ว่าหลายประเทศที่มีแหล่งสำรองความร้อนใต้พิภพที่อุดมสมบูรณ์ แต่แหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับการพิสูจน์ว่าดีแล้วนี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์น้อยมาก\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-earthscience/item/11660-2020-06-30-06-17-14","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1623027579.PNG"],
    [430,3352,"รู้หน้าไม่รู้ใคร? มีอะไรอยู่ที่หน้ากาก?","Fri, 2021-06-04 15:16","http://www.stkc.go.th/node/3352","วิทยาศาสตร์การแพทย์","กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข","รู้หน้าไม่รู้ใคร? มีอะไรอยู่ที่หน้ากาก?\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622794618.jpg"],
    [431,3351,"ใคร?...ที่ต้องกักตัว","Fri, 2021-06-04 15:14","http://www.stkc.go.th/node/3351","วิทยาศาสตร์การแพทย์","กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข","ใคร?...ที่ต้องกักตัว\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622794449.jpg"],
    [432,3350,"ใคร? ควรเข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19","Fri, 2021-06-04 15:11","http://www.stkc.go.th/node/3350","วิทยาศาสตร์การแพทย์","กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข","ใคร? ควรเข้ารับการตรวจหาเชื้อโควิด-19\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622794286.jpg"],
    [433,3349,"Physical Distancing หรือ การห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร","Fri, 2021-06-04 15:07","http://www.stkc.go.th/node/3349","วิทยาศาสตร์การแพทย์","กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข","Physical Distancing หรือ การห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622794047.jpg"],
    [434,3348,"10 พฤติกรรมเคยชิน เสี่ยง โควิด-19","Fri, 2021-06-04 15:04","http://www.stkc.go.th/node/3348","วิทยาศาสตร์การแพทย์","กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข","10 พฤติกรรมเคยชิน เสี่ยง โควิด-19\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622793877.jpg"],
    [435,3347,"การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตอน หลัก3ล ช่วยป้องกันไวรัสโคโรนา2019","Fri, 2021-06-04 15:01","http://www.stkc.go.th/node/3347","วิทยาศาสตร์การแพทย์","กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข","การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตอน หลัก3ล ช่วยป้องกันไวรัสโคโรนา2019\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622793678.jpg"],
    [436,3346,"มาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 สำหรับผู้เดินทางโดยอากาศยานมายังประเทศไทย","Fri, 2021-06-04 14:59","http://www.stkc.go.th/node/3346",null,"กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข","มาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 สำหรับผู้เดินทางโดยอากาศยานมายังประเทศไทย\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622793547.jpg"],
    [437,3345,"คำแนะนำ การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตอน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019","Fri, 2021-06-04 14:56","http://www.stkc.go.th/node/3345","วิทยาศาสตร์การแพทย์","กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข","คำแนะนำ การป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตอน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622793365.jpg"],
    [438,3344,"ทำไมต้องกักตัวเอง 14 วัน","Fri, 2021-06-04 14:51","http://www.stkc.go.th/node/3344","วิทยาศาสตร์การแพทย์","กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข","ทำไมต้องกักตัวเอง 14 วัน\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622793097.jpg"],
    [439,3341,"นวัตกรรมเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรกับเทคโนโลยี","Fri, 2021-06-04 08:49","http://www.stkc.go.th/node/3341","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null," หลายๆท่านอาจมีคำถามอยู่ในหัว และมีความสงสัยว่านวัตกรรมนั้นมีความแตกต่างมากน้อยเพียงใดกับเทคโนโลยี  เมื่อเราพูดถึงนวัตกรรมนั้น ความเข้าใจของผู้คนส่วนมากมักเกี่ยวข้องอยู่กับนวัตกรรมทางเทคโนโลยี ที่เป็นสิ่งใหม่และสร้างความเปลี่ยนแปลง เช่น เทคโนโลยีการสื่อสารออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้คนติดต่อกันได้ง่ายขึ้น หรือนวัตกรรมยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพ เป็นต้น นวัตกรรมจึงมีความเกี่ยวเนื่องกับ “ชีวิตที่ดีขึ้น” และเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เหล่านี้เป็นนวัตกรรมที่ “ส่งผลต่อสังคม” เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน บทความนี้ผู้เขียนจึงขออธิบายความแตกต่างของนวัตกรรมกับเทคโนโลยีให้ท่านผู้อ่านได้ทำความเข้าใจกัน ติดตามกันได้เลย\r\n\r\n\r\n          นวัตกรรม (Innovation) มีรากศัพท์มาจาก innovate ในภาษาละติน แปลว่า ทำสิ่งใหม่ขึ้นมา นวัตกรรมหมายถึง ความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่มีอยู่แล้ว ให้ทันสมัยและใช้ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น เมื่อนำนวัตกรรมมาใช้จะช่วยให้การทำงานนั้นได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งนี้ยังช่วย ประหยัดเวลาและแรงงานได้อีกด้วย  เราสามารถแบ่งนวัตกรรมออกได้เป็น 3 ระยะ นั่นคือ\r\n\r\n          ระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค้น (Innovation) หรือเป็นการปรุงแต่งของเก่าให้เหมาะสมกับกาลสมัย\r\n\r\n          ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหล่งทดลองจัดทำอยู่ในลักษณะของโครงการทดลองปฏิบัติก่อน (Pilot Project)\r\n\r\n          ระยะที่ 3 การนำเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทั่วไป ซึ่งจัดว่าเป็นนวัตกรรมขั้นสมบูรณ์\r\n\r\n          ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้โดยสรุปว่า “นวัตกรรม” เป็นการปรับปรุงดัดแปลงวิธีการเดิม หรือนำเอาวิธีการใหม่มาใช้ในกระบวนการดำเนินงานใดๆ แล้วทำให้ประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิม เมื่อนำนวัตกรรมมาใช้กับงานใดหรือสาขาใดก็จะเรียกชื่อตามสาขาที่นำมาใช้นั้น เช่น นวัตกรรมทางการเกษตร นวัตกรรมด้านการสื่อสาร นวัตกรรมการเรียนการสอน และนวัตกรรมด้านการศึกษา เป็นต้น\r\n\r\n          เทคโนโลยี (Technology) จะเป็นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และศาสตร์อื่นๆ มาผสมผสานกันเพื่อสนองเป้าหมายเฉพาะตามความต้องการของมนุษย์ โดยการนำทรัพยากรต่างๆ มาใช้ในการผลิตและจำหน่ายให้ต่อเนื่องตลอดทั้งกระบวนการ เป็นการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาเป็นวิธีการปฏิบัติและประยุกต์ใช้เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่าง ๆ ดังนั้นเทคโนโลยีจึงมักจะมีคุณประโยชน์และเหมาะสมเฉพาะเวลาและสถานที่ และหากเทคโนโลยีนั้นสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีนั้นจะเกื้อกูลเป็นประโยชน์ทั้งต่อบุคคลและส่วนรวม หากไม่สอดคล้องเทคโนโลยีนั้นๆ จะก่อให้เกิดปัญหาตามมามหาศาล\r\n\r\n          ดังนั้นจึงน่าจะสรุปได้ว่านวัตกรรมกับเทคโนโลยีแตกต่างกันในประเด็นดังนี้\r\n\r\nจุดกำเนิดของนวัตกรรมนั้นเกิดจากแนวความคิดและความรู้ใหม่ ๆ ที่เกิดจากการคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นมาใหม่ที่ยังไม่มี ส่วนเทคโนโลยีเกิดจากการนำนวัตกรรมมาพิสูจน์ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์และถูกนำมาใช้อย่างมีระบบเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้เพื่อเกิดประสิทธิภาพ\r\n\r\nนิยาม นวัตกรรม คือ แนวคิดแนวปฏิบัติหรือการกระทำสิ่งใหม่ ๆ ส่วนเทคโนโลยีเป็นนวัตกรรมที่เป็นที่ยอมรับและใช้เป็นแนวปฏิบัติในการดำรงชีวิต\r\n\r\nการนำนวัตกรรมกับเทคโนโลยีไปใช้ นวัตกรรมถูกนำไปใช้ในกลุ่มย่อยเพียงบางส่วนเท่านั้นยังไม่แพร่หลาย ส่วนเทคโนโลยีนำไปใช้อย่างแพร่หลายในชีวิตประจำวัน\r\n\r\n          อาจกล่าวได้ว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีนั่นคือสิ่งเดียวกัน  แต่อยู่ที่มุมมองของบุคคลคนในแต่ละกลุ่มสังคมโดยนวัตกรรมหนึ่งอาจเป็นเทคโนโลยีของอีกกลุ่มสังคมหนึ่งก็ได้\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-technology/item/11658-2020-06-30-06-14-32","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622771357.png"],
    [440,3339,"การปฏิบัติตามหลักศาสนาในช่วงโควิด-19 ของชาวไทยมุสลิม","Wed, 2021-06-02 11:32","http://www.stkc.go.th/node/3339",null,"กรมควบคุมโรค","การปฏิบัติตามหลักศาสนาในช่วงโควิด-19 ของชาวไทยมุสลิม\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622608373.jpg"],
    [441,3338,"5 วิธีปฏิบัติตนให้ปลอดภัยโควิด-19 เมื่อใช้ชีวิตนอกบ้าน","Wed, 2021-06-02 11:04","http://www.stkc.go.th/node/3338","สังคมศาสตร์","กรมควบคุมโรค","5 วิธีปฏิบัติตนให้ปลอดภัยโควิด-19 เมื่อใช้ชีวิตนอกบ้าน\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622606659.jpg"],
    [442,3333,"ขยะอวกาศคืออะไร และสร้างปัญหาอย่างไรให้ชาวโลก","Wed, 2021-06-02 09:40","http://www.stkc.go.th/node/3333","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"นับแต่มนุษย์ส่งยานอวกาศ ดาวเทียม และคนขึ้นไปสำรวจอวกาศในช่วงทศวรรษที่ 1950 ก็ทำให้เกิดขยะขึ้นในห้วงอวกาศ\r\n\r\nยิ่งเราดำเนินโครงการอวกาศเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งทำให้ชิ้นส่วนขยะอวกาศที่ล่องลอยอยู่ในวงโคจรโลกนับวันจะยิ่งแน่นหนาขึ้น และกำลังกลายเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่จะสร้างความเดือดร้อนให้มนุษย์เราได้ทุกเมื่อ\r\n\r\nขยะอวกาศคืออะไร\r\nขยะอวกาศ (space junk หรือ space debris) คือวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นแล้วถูกทิ้งไว้ในห้วงอวกาศเมื่อเลิกใช้งานแล้ว โดยมีทั้งวัตถุขนาดใหญ่ เช่น ยานอวกาศปลดระวาง วัตถุที่สลัดทิ้งระหว่างภารกิจเดินทางขึ้นสู่อวกาศ ชิ้นส่วนเครื่องจักรและดาวเทียมที่เสีย หรือเลิกใช้งานแล้ว\r\n\r\nใครก่อขยะในอวกาศมากที่สุด\r\nญี่ปุ่นกำลังคิดค้นดาวเทียมทำจากไม้ หวังลดขยะนอกโลก\r\nขยะอวกาศห่อหุ้มโลกนับล้านชิ้น จะจัดการกันอย่างไร ?\r\nนอกจากนี้ยังรวมถึงวัตถุขนาดเล็ก เช่น เศษซากการชนกันของวัตถุที่ลอยอยู่ในห้วงอวกาศ หรือแม้แต่แผ่นสีที่หลุดลอกออกจากยานอวกาศ รวมถึงของเหลวแข็งตัวที่ถูกขับออกจากยานอวกาศ เป็นต้น\r\n\r\nขยะอวกาศส่วนมากมักล่องลอยอยู่รอบโลก แต่มนุษย์ก็เคยทิ้งอุปกรณ์บางอย่างไว้บนดวงจันทร์ในช่วงทศวรรษที่ 1960 - 1970\r\n\r\nมีขยะอวกาศมากแค่ไหน\r\nปัจจุบันมีขยะอวกาศที่ขนาดใหญ่กว่า 10 เซนติเมตรล่องลอยอยู่ในวงโคจรโลกมากกว่า 30,000 ชิ้น และคาดว่าจะมีชิ้นส่วนขนาดเล็กกว่า 1 เซนติเมตรอยู่มากถึง 128 ล้านชิ้น\r\n\r\nศาสตราจารย์ มอริบา จาห์ วิศวกรการบินและอวกาศจากมหาวิทยาลัยเท็กซัสและคณะได้จัดทำแผนที่ขยะอวกาศที่เรียกว่า AstriaGraph สำหรับเฝ้าติดตามวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งหมดในอวกาศ เพื่อช่วยนักวิทยาศาสตร์ในการติดตามและพยากรณ์พฤติการณ์ของพวกมัน\r\n\r\n\"เราติดตามวัตถุกว่า 26,000 ชิ้น ตั้งแต่ที่มีขนาดเท่าสมาร์ทโฟน ไปจนถึงขนาดเท่าสถานีอวกาศ อาจมีดาวเทียมที่ยังทำงานอยู่ 3,500 ดวง ซึ่งยังมีประโยชน์อยู่ แต่นอกเหนือจากนั้นก็คือขยะ\" ศาสตราจารย์ จาห์ กล่าว\r\n\r\nขยะอวกาศก่อให้เกิดปัญหาอะไร\r\nยิ่งมีขยะอวกาศมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอันตรายมากขึ้นเท่านั้น\r\n\r\nแม้ขยะอวกาศโดยมากจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชาวโลก เพราะส่วนใหญ่จะถูกเผาไหม้และหายไปเมื่อตกลงสู่ชั้นบรรยากาศโลก\r\n\r\nแต่ปัญหาอาจเกิดขึ้นในห้วงอวกาศ เพราะมีความเสี่ยงที่ขยะอวกาศจะพุ่งชนดาวเทียมสำคัญต่าง ๆ เช่น ดาวเทียมที่ให้บริการบอกตำแหน่ง การนำทางด้วยระบบจีพีเอส การบอกเวลา การสื่อสาร การทำธุรกรรมทางการเงิน และการเตือนภัยสภาพอากาศ จนทำให้ดาวเทียมเหล่านี้ได้รับความเสียหายและหยุดทำงานลง\r\n\r\nแม้แต่ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ยังเคลื่อนตัวในวงโคจรโลกด้วยความเร็ว 5 ไมล์ต่อวินาที นี่หมายความว่าการชนกันที่เกิดขึ้นจะสร้างความเสียหายได้อย่างมาก\r\n\r\nปัญหาดังกล่าวทำให้ในแต่ละปี ต้องมีการบังคับดาวเทียม หรือแม้แต่สถานีอวกาศนานาชาติ (ไอเอสเอส) ให้หลบหลีกการพุ่งชนของขยะอากาศหลายร้อยครั้ง\r\n\r\nเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีขยะอวกาศชิ้นหนึ่งเคลื่อนตัวเข้าใกล้แคปซูลขนส่งนักบินอวกาศ \"ดรากอน\" ของบริษัทสเปซเอ็กซ์ ในขณะที่กำลังเตรียมเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติ สร้างความแตกตื่นให้กับนักบินอวกาศ 4 คนที่อยู่ด้านใน แต่เคราะห์ดีที่ไม่มีการชนกันเกิดขึ้น\r\n\r\nภัยคุกคามที่กล่าวมา ทำให้ศาสตราจารย์ จาห์ และทีมงานจากมหาวิทยาลัยเท็กซัส สร้างแผนที่ AstriaGraph ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ และเปิดให้สาธารณชนใช้งานได้ เพื่อติดตามการเคลื่อนตัวของวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นทุกชนิดที่ลอยอยู่ในวงโคจรโลก ด้วยระบบที่สามารถรายงานผลแทบจะสดในทันที\r\n\r\nศาสตราจารย์ จาห์ บอกว่า ข้อมูลที่ได้จากแผนที่นี้เผยให้เห็นแนวโน้มของสิ่งที่เรียกว่า \"การแพร่กระจายครั้งใหญ่\" หรือการที่ขยะอวกาศขนาดใหญ่เกิดการแตกตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ที่อาจเกิดขึ้นได้ 200 จุด ในวงโคจรโลก\r\n\r\n\"จรวดขนาดใหญ่ ที่ลอยอยู่ในห้วงอวกาศนานหลายทศวรรษ กำลังเป็นเหมือนระเบิดเวลา เมื่อถึงจุดหนึ่งมันจะระเบิด หรือถูกวัตถุบางอย่างพุ่งชน แล้วมันจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยหลายหมื่นชิ้น\"\r\n\r\nการที่ปัจจุบันหลายบริษัท เช่น สเปซเอ็กซ์ และแอมะซอน ต่างส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ ก็ยิ่งทำให้วงโคจรโลกเนืองแน่นไปด้วยวัตถุต่าง ๆ\r\n\r\nองค์การสหประชาชาติ ระบุว่า ทุกบริษัทต้องกำจัดดาวเทียมของตัวเองออกจากวงโคจรโลกภายใน 25 ปีหลังจากปลดระวางแล้ว ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ กำลังมองหาวิธีการกำจัดขยะอวกาศเหล่านี้ออกไป\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์ จาห์ ชี้ว่า ขยะอวกาศขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่รอบโลกในปัจจุบันนั้น เป็นของชาติมหาอำนาจอย่างน้อย 3 ประเทศ และเขาไม่มั่นใจว่า ประเทศเหล่านี้จะยอมทุ่มงบประมาณเพื่อแก้ปัญหานี้หรือไม่ ในขณะที่โลกกำลังเผชิญภัยคุกคามมนุษยชาติอื่น ๆ อีกมากมาย\r\n\r\n\"ประเทศเหล่านี้จะใช้ทรัพยากรเพื่อกำจัดชิ้นส่วนจรวดพวกนี้ หรือ \"การแพร่กระจายครั้งใหญ่\" หรือไม่ ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาคุกคามมนุษยชาติ...ทำไมพวกเขาต้องสนใจด้วย\"","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622601633.jpeg"],
    [443,3328,"วิธีการป้องกันตัวจากเชื้อโควิด 19","Tue, 2021-06-01 09:38","http://www.stkc.go.th/node/3328","วิทยาศาสตร์การแพทย์","กรมควบคุมโรค","วิธีการป้องกันตัวจากเชื้อโควิด 19\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622515080.jpg"],
    [444,3327,"นักวิทย์ ชี้ ‘ไดโนเสาร์’ ชอบใช้ชีวิตในยามราตรีเหมือนกัน","Tue, 2021-06-01 09:36","http://www.stkc.go.th/node/3327","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"นักวิทยาศาสตร์ พบว่า ไดโนเสาร์ขนาดเล็ก ที่ในอดีตหลายสิบล้านปีเคยมีถิ่นพำนักปักหลักอยู่ในพื้นที่ของมองโกเลียและตอนเหนือของจีนในปัจจุบัน พวกมันมีระบบการมองเห็นยามค่ำคืนที่ยอดเยี่ยม และมีระบบประสาทการฟังที่แข็งแรง ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้มันกลายเป็นนักล่าอันโหดเหี้ยมในยามราตรี\r\n\r\nการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ค้นพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า ในระหว่างที่ไดโนเสาร์เหล่านักล่าทั้งหลาย ต่างมีระบบการได้ยินที่ดี แต่การมองเห็นของพวกมันจะถึงระดับที่ดีที่สุดในช่วงเวลากลางวัน มีไดโนเสาร์อยู่พันธุ์หนึ่งที่จิ๋วแต่แจ๋ว นามว่า Shuvuuia Deserti (ชูวูเอีย เดเซอร์ติ) หรือ The Shuvuuia ที่ดูจะชื่นชอบชีวิตยามค่ำคืนกว่าสายพันธุ์อื่นๆ\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์ เปิดเผยการศึกษานี้เมื่อวันพฤหัสบดี ระบุว่า พวกเขาพบกลุ่มกระดูกรอบๆดวงตาของไดโนเสาร์สายพันธุ์นี้ กลุ่มกระดูกนี้อยู่ภายในกระโหลกของมัน ซึ่งเป็นพิกัดของอวัยวะสำหรับการได้ยินของ The Shuvuuia\r\n\r\n\r\nทีมวิจัย บอกว่า The Shuvuuia มีความสามารถในการได้ยินและมองเห็นเหมือนกับนกฮูก นั่นหมายถึง ศักยภาพในการเป็นนักล่าที่เก่งกาจแม้อยู่ในความมืดมิด\r\n\r\nThe Shuvuuia เป็นไดโนเสาร์เดินสองขา ขนาดตัวเท่ากับนกใหญ่ และมีน้ำหนักพอๆกับแมวบ้าน พวกมันมีฟันขนาดเล็กเท่ากับเมล็ดข้าว อาศัยอยู่ในยุคครีเทเชียส (Cretaceous Period) หรือประมาณ 75-87 ล้านปีก่อน\r\n\r\nโรเจอร์ เบนสัน นักบรรพชีวินวิทยา จากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้ช่วยเขียนการศึกษาครั้งนี้ บอกว่า ไดโนเสาร์พันธุ์เล็กนี้มีความแปลกประหลาดที่บรรดานักบรรพชีวินวิทยา ยังคงหาคำตอบเกี่ยวกับพฤติกรรมของพวกมัน\r\n\r\nความน่าสนใจของ The Shuvuuia ไดโนเสาร์ร่างเล็กรูปร่างแปลกตา ศีรษะเล็ก และมีขายาวมาก โดยรวมคล้ายๆกับไก่รูปร่างประหลาด และมีความแตกต่างจากนกและสัตว์ปีกทั่วไป ตรงที่มันมีแขนที่สั้นแข็งแรง และกรงเล็บใหญ่เหมาะสำหรับการใช้ขุดอย่างยิ่ง\r\n\r\nโจนาห์ โชอิเนียร์ นักบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัย Wits University ในแอฟริกาใต้ หัวหน้าการศึกษาครั้งนี้ ให้ความเห็นว่า ไดโนเสาร์ The Shuvuuia อาจจะวิ่งข้ามผืนทะเลทรายแบบหลบซ่อนๆ และใช้ระบบการได้ยินและมองเห็นที่ยอดเยี่ยมของมัน ติดตามไล่ล่าเหยื่อขนาดเล็ก ทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม กิ้งก่า หรือแม้กระทั่งแมลงที่หากินเวลากลางคืน\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์ในการศึกษานี้ ยังศึกษาโครงสร้างที่เรียกว่า lagena ที่มีลักษณะเป็นถุงโค้งๆ ที่อยู่บริเวณกลุ่มกระดูกรอบสมองของไดโนเสาร์พันธุ์นี้ และพบว่ามันเชื่อมต่อกับส่วนหนึ่งของหู ซึ่งช่วยเรื่องการทรงตัวของนกและสัตว์เลี้อยคลาน ยิ่งส่วนที่เรียกว่า lagena มีความยาวมากเท่าไหร่ จะทำให้การได้ยินของสัตว์ชนิดนี้ดีขึ้นเท่านั้น\r\n\r\nยกตัวอย่าง ในกรณีของนกเค้าแมว ที่สามารถออกล่าเหยื่อได้แม้ไร้แสงสว่าง โครงสร้างของมันมีส่วนที่เรียกว่า lagena ยาวที่สุดในหมู่นกชนิดต่างๆ เมื่อเทียบกับขนาดตัวของมัน เช่นเดียวกับไดโนเสาร์ The Shuvuuia ที่มีโครงสร้างส่วนนี้ยาวพอๆกับนกเค้าแมว\r\n\r\nนักวิจัยยังพบว่า The Shuvuuia มีโครงกระดูกส่วน scleral ring รอบดวงตาที่กว้างมาก ซึ่งหมายถึงมันจะสามารถมองเห็นได้แม้ในช่วงกลางคืน\r\n\r\nโชอิเนียร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์ที่เป็นหัวหน้าการศึกษาครั้งนี้ เพิ่มเติมว่า แต่เดิมเขาเข้าใจว่าในยุคไดโนเสาร์ ตอนค่ำคืนเป็นช่วงเวลาที่เหล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมจะออกหากินเพื่อหลบหนีไดโนเสาร์ผู้ล่าที่ต่างออกหากินช่วงกลางวัน แต่จากการศึกษาล่าสุดนี้ ช่วยตอบคำถามว่าไดโนเสาร์อย่าง The Shuvuuia ก็มีวิวัฒนาการที่จะช่วยล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่ออกหากินยามค่ำคืนได้ด้วยเช่นกัน\r\n \r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/dino-loves-nightlife-too-05132021/5889648.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622514973.png"],
    [445,3324,"“เคมีสีเขียว” กับเทรนรักษ์โลกแบบกรีนคลีน","Mon, 2021-05-31 14:14","http://www.stkc.go.th/node/3324","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ท่านผู้อ่านเคยสงสัยหรือไม่ว่าแนวโน้มในปัจจุบันกับเทรนรักษ์โลกเริ่มมาแรงในกระแสสังคมทุกวันนี้ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าแล้ว Green Chemistry นั้นคืออะไร มีดีอย่างไร? เพื่อคลายข้อสงสัยนั้น เราจึงขอนำเสนอบทความจากงานวิจัยที่ได้รับการเผยแพร่ในวารสารของกรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ ในเรื่องกลยุทธ์การจัดการสารเคมีด้วยเคมีสีเขียว (Strategies for Chemicals Management by Green Chemistry) จะเป็นอย่างไรบ้างนั้น ตามไปศึกษาข้อมูลดังรายละเอียดกันเลยค่ะ\r\n\r\n       ตามที่เราได้ทราบกันดีแล้วว่า ในปัจจุบันเรื่องเกี่ยวกับสารเคมีรวมทั้งผลกระทบของสารเคมีเป็นประเด็นในการอภิปรายในเชิงวิชาการอย่างกว้างขวาง สังคมทุกภาคส่วนมีความตระหนักและเห็นพ้องต้องกันว่าปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขดังนั้นจึงมีการนำกลยุทธ์ในการจัดการสารเคมีได้อย่างครบวงจร ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ กลยุทธ์สำคัญในการจัดการสารเคมีคือ การจัดการสารเคมีอย่างเป็นระบบและถูกต้องตั้งแต่ขั้นตอนแรกของการใช้สารเคมีโดยเริ่มจากการนำเข้าการแยกประเภท การจัดเก็บ การเลือกใช้การขนส่ง รวมถึงการจัดการของเสียจากการใช้สารเคมีการดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติที่ดีและการปฏิบัติตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องและถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากในการแก้ปัญหาในภายหลัง ซึ่งมีแนวโน้มในการสูญเสียมากกว่า โดยเฉพาะเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น ต้นทุนการผลิต/การนำเข้า การฟื้นบำรุงในกรณีที่เกิดความเสียหาย ดังนั้น จึงนำแนวความคิดของเคมีสีเขียว (Green Chemistry) มาใช้ในการจัดการสารเคมีเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและก่อเกิดประโยชน์สูงสุด\r\n\r\n\r\n      ในปี ค.ศ. 1991  Paul Anastas และ John C. Warner ได้เสนอการใช้คำว่า “Green Chemistry” เป็นครั้งแรกในโครงการพิเศษที่จัดทำขึ้นโดยองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา (US Environmental Protection Agency; EPA) ซึ่งเคมีสีเขียวมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการและเทคโนโลยีทางเคมีให้มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอันเป็นแนวทางพัฒนาแบบยั่งยืน โดยใช้หลักการและระเบียบวิธีทางเคมีเพื่อลดและป้องกันการเกิดมลพิษตั้งแต่แหล่งผลิต หลักการเปลี่ยนแปลงสมบัติภายในของผลิตภัณฑ์ทางเคมีหรือกระบวนการทางเคมีเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมให้น้อยลง ซึ่งได้หลักการพื้นฐาน 12 ข้อของเคมีสีเขียว มีดังนี้\r\n\r\nPrevent waste คือ การป้องกันการเกิดของเสียโดยการออกแบบกระบวนการการสังเคราะห์ที่    ไม่ก่อให้เกิดของเสียเพื่อจะได้ไม่ต้องมีการกำจัดในภายหลัง    \r\n\r\nRenewable materials คือ การใช้สารหรือวัตถุดิบที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ซึ่งรวมถึงการใช้วัสดุเหลือใช้ หรือทิ้งแล้วจากกระบวนการอื่นๆ\r\n\r\nOmit derivatization steps คือ หลีกเลี่ยงการสร้างสารอนุพันธ์การบล็อก การป้องกันและการถอน การป้องกันการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวของกระบวนการทางกายภาพและทางเคมีโดยไม่จำเป็น\r\n\r\nDegradable chemical products คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ทางเคมีที่แน่ใจได้ว่าหลังจากการใช้งานแล้วจะไม่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม หรือจะสลายตัวไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่เป็นพิษ\r\n\r\nUse safe synthetic methods คือ การออกแบบวิธีสังเคราะห์ที่ใช้หรือสร้างสารเคมีที่มีความเป็นพิษต่ำ หรือไม่เป็นพิษต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมเลยทุกครั้งที่สามารถทำได้\r\n\r\nCatalytic reagents คือ การใช้สารทำปฏิกิริยาแบบเร่งปฏิกิริยาที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง ดีกว่าใช้สารทำปฏิกิริยาแบบปริมาณสัมพันธ์\r\n\r\nTemperature, pressure ambient คือ คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ทุกครั้งที่ต้องใช้พลังงานและควรใช้พลังงานให้น้อยที่สุด วิธีสังเคราะห์ต้องทำที่อุณหภูมิและความ ดันปกติ  \r\n\r\nIn-process monitoring คือ การพัฒนาวิธีวิเคราะห์อย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้สามารถตรวจวัดค่าแบบเรียลไทม์ในขณะผลิตและสามารถควบคุมได้ก่อนที่จะเกิดเป็นสารเคมีอันตราย\r\n\r\nVery few auxiliary substances คือ หลีกเลี่ยงการใช้สารช่วยต่างๆ เช่น ตัวทำละลาย สารช่วยในการแยกและอื่นๆถ้าจำเป็นต้องใช้จะต้องเลือกใช้สารที่ไม่เป็นพิษทุกครั้งที่สามารถทำได้\r\n\r\nE-factor, maximize feed in product คือ การออกแบบวิธีสังเคราะห์ให้วัสดุทุกชนิดที่ใช้ใน กระบวนการรวมเข้าไปอยู่ในผลิตภัณฑ์สุดท้ายให้ได้มากที่สุด\r\n\r\nLow toxicity of chemical products คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์เคมีให้มีผลในการใช้งานตามที่ต้องการ ในขณะที่ต้องทำให้ความเป็นพิษลดลง\r\n\r\nYes, it is safe คือ การเลือกสารและรูปแบบของสารที่ใช้ในกระบวนการทางเคมีที่ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุทางเคมีได้แก่ การรั่วไหล การระเบิด และการเกิดเพลิงไหม้\r\n\r\n        หลักการพื้นฐาน 12 ข้อ ของเคมีสีเขียวนี้ มุ่งเพื่อออกแบบกระบวนการผลิตทางเคมีให้มีประสิทธิภาพ ใช้วัตถุดิบ สารเคมีรีเอเจนต์ตัวทำละลาย สารช่วยและพลังงานอย่างคุ้มค่า เพื่อให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ปกป้องรักษาสุขภาพของมนุษย์และมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุดหลักการพื้นฐาน 12 ข้อของเคมีสีเขียว สามารถรวบรวมสรุปเป็นแผนภาพได้ดังภาพที่ 1 เมื่อนำอักษรตัวแรกสุดของแต่ละบรรทัดมาประกอบกันจะได้คำว่า “PRODUCTIVELY” มีที่มาจากตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของหลักการทั้ง 12 ข้อ รวมกันแล้วเกิดเป็นคำที่มีความหมายว่า “ก่อให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ” นั่นเอง\r\n\r\n        แนวคิดเคมีสีเขียวช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการจัดการสารเคมีและกระบวนการผลิต เพื่อลดผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม และยังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญในเรื่องนี้เพราะครอบคลุมตั้งแต่ การเลือกใช้สารเคมีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การขนส่ง การเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ และการจัดการของเสียจากการใช้สารเคมี นอกจากนี้ยังมีแนวทางปฏิบัติที่พัฒนาขึ้นมาจากแนวคิดเคมีสีเขียว คือ เคมีวิเคราะห์สีเขียว(Green Analytical Chemistry ; GAC) ซึ่งเป็นกระบวนการวิเคราะห์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานโดยเริ่มจากการพัฒนาวิธีวิเคราะห์ทดสอบไปจนถึงกระบวนการจัดการของเสียที่เกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้สำนักพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ ได้มีแนวความคิดเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม โดยมีเนื้อหาครอบคลุมในเรื่องการจัดการสารเคมีในห้องปฏิบัติการอย่างครบวงจร เพื่อยกระดับขีดความสามารถห้องปฏิบัติการในประเทศไทย และเป็นแนวทางการพัฒนาประเทศทางด้านกลยุทธ์การจัดการสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนนั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-chemistry/item/11663-2020-06-30-06-22-02","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622445240.png"],
    [446,3323,"คำแนะนำสำหรับประชาชนเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19)","Mon, 2021-05-31 11:37","http://www.stkc.go.th/node/3323","วิทยาศาสตร์การแพทย์","องค์การอนามัยโลก","คำแนะนำสำหรับประชาชนเกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่\r\n\r\nหมั่นล้างมือบ่อยๆ\r\n\r\nเราควรหมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นประจำ หรือใช้เจลถูมือที่มีส่วนผสมของแอกอฮอล์ถึงแม้ว่ามือเราจะไม่มีคราบสกปรก\r\n\r\nเหตุผล การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือใช้เจลถูมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์สามารถกำจัดเชื้อไวรัสที่อยู่บนมือเราได้\r\n\r\n \r\n\r\nปฏิบัติตนตามหลักสุขอนามัยที่ดี\r\n\r\nปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จามด้วยกระดาษเช็ดหน้า หรือจามใส่ข้อพับต้นแขนด้านใน ทิ้งกระดาษเช็ดหน้าที่ใช้งานแล้วลงในถังขยะที่มีฝาปิดทันที ตามด้วยการล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลถูมือแอลกอฮอล์\r\n\r\nเหตุผล การปิดปากและจมูกทุกครั้งที่ไอ จามจะเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคและเชื้อไวรัส แต่หากเราใช้มือเปล่าปิดปากและจมูกขณะไอ จาม มือของเราอาจปนเปื้อนเชื้อโรคแล้วเมื่อเราไปสัมผัสกับผู้อื่นหรือสิ่งของ สิ่งของและผู้อื่นอาจได้รับเชื้อโรคจากเราได้ จึงควรรีบทำความสะอาดมือทันที\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nการปฏิบัติตนในที่สาธารณะ\r\n\r\nควรเว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1 เมตรหรือ 3 ฟุต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้ที่ไอ จามและมีไข้\r\n\r\nเหตุผล หากเราไปเข้าใกล้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เวลาผู้ป่วยไอหรือจามเชื้อไวรัสก็จะปนออกมากับละอองของน้ำมูกหรือน้ำลายของผู้ป่วย ซึ่งถ้าเราอยู่ใกล้กับผู้ป่วยมากเกินไปเราก็อาจจะหายใจเอาเชื้อไวรัสที่ปนอยู่ในนั้นเข้าไปได้\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nหลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูกและปาก\r\n\r\nเหตุผล มือของเราอาจไปสัมผัสกับพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ หากมือที่ปนเปื้อนเชื้อโรคนั้นมาสัมผัสกับดวงตา จมูกหรือปากของเราเชื้อโรคเหล่านั้นก็จะผ่านเข้าสู่ตัวเราได้\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nสวมหน้ากาก\r\n\r\nเหตุผล การสวมหน้ากากจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคโควิด 19\r\n\r\nการใช้ การจัดเก็บ การทำความสะอาด และ การกำจัดที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ และเหล่านี้เป็นข้อแนะนำที่คุณควรปฏิบัติตามเมื่อสวมหน้ากาก\r\n\r\n\r\n\tทำความสะอาดมือของคุณทุกครั้งก่อนที่จะสวมหน้ากาก ก่อนและหลังการถอดหน้ากาก และทุกครั้งหลังจากที่คุณสัมผัสหน้ากาก\r\n\tตรวจสอบให้แน่ใจว่าหน้ากากคลุมทั้งจมูก ปาก และคางของคุณ\r\n\tซักทำความหน้ากากผ้าทุกวัน หรือถ้าเป็นกากอนามัยให้ทิ้งลงในถังขยะที่มีฝาปิด\r\n\tใช้หน้ากากที่มีมาตราฐานและสะอาดเสมอ หากหน้ากากเปียกชื้นให้เปลี่ยนทันที\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nเลี่ยง 3 สถานที่เพื่อป้องกันตัวคุณจากโควิด 19 \r\n\r\nเหตุผล คุณควรหลีกเลี่ยงสถานที่ดังต่อไปนี้เนื่องจากความเสี่ยงในการแพร่และรับเชื้อโรคจะสูงขึ้น\r\n\r\n1) สถานที่แออัด ที่มีผู้คนจำนวนมาก\r\n\r\n2) สถานที่สัมผัสใกล้ชิด ที่ผู้คนต้องคุยกันในระยะใกล้ชิด\r\n\r\n3) สถานที่แคบและปิด ที่มีการระบายอากาศไม่ดี\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อย\r\n\r\nเหตุผล ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวที่ถูกสัมผัสบ่อยๆ เช่น มือจับประตู ก๊อกน้ำ และหน้าจอโทรศัพท์ เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อยู่บนพื้นผิวเหล่านั้น\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nหากมีไข้ ไอและหายใจไม่สะดวกควรรีบไปพบแพทย์\r\n\r\nแจ้งให้บุคลากรสาธารณสุขทราบหากท่านเคยเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือเคยสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย\r\n\r\nเหตุผล เมื่อมีไข้ ไอและหายใจไม่สะดวกเราควรรีบปรึษาแพทย์ในทันที เพราะอาจเป็นอาการของการติดเชื้อทางเดินหายใจทั่วไปหรือสาเหตุอื่นที่รุนแรงกว่าก็ได้ อาการที่เกี่ยวข้องกับโรคทางเดินหายใจร่วมกับการมีไข้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ และหากมีประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด หรือมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ก็อาจเป็นไปได้ว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่\r\n\r\nการป้องกันตนเองและผู้อื่นจากการเจ็บป่วย\r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\r\n\t\t\tDownload\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\r\n\t\t\tDownload\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\r\n\t\t\tDownload\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\r\n\t\t\tDownload\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622436398.png"],
    [447,3321,"คิดก่อน...บลา บลา นานาโชเชียล","Fri, 2021-05-28 11:09","http://www.stkc.go.th/node/3321","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สื่อสังคม หรือ Social Media ได้เข้ามามีอิทธิพลและปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนไปหลายเรื่อง เช่น หากต้องการ ทราบข่าวสารต่าง ๆ เมื่อก่อนเราก็ไปซื้อหนังสือพิมพ์ หรือเปิดโทรทัศน์ ฟังวิทยุ แต่สมัยนี้ใช้เพียงแค่ปลายนิ้วจิ้มไปที่ สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็สามารถอ่านข่าวสารต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ถ้าต้องการคุยกับเพื่อนก็โทรหา แต่เมื่อมีสื่อสังคม ทำาให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ โดยการพิมพ์ข้อความหรือ “แชท” (Chat) ผ่านโปรแกรมสนทนา สามารถส่งข้อความได้ทั้งแบบส่วนตัวหรือในกลุ่มสนทนา หรืออาจวิดีโอคอลก็ได้ นอกจากนี้ ยังใช้โพสต์ข้อความ รูปภาพ คลิปวีดิทัศน์ หรือถ่ายทอดสดเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันทีทันใด\r\n\r\n\r\nจะเห็นได้ว่าสื่อสังคมมีประโยชน์ในการติดต่อสื่อสาร กระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ต้องใช้อย่างเหมาะสม และระมัดระวังไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น ผู้ใช้จึงต้องคิดก่อน ดังประเด็นต่อไปนี้\r\n\r\nหลายคนเมื่อได้รับข่าวหรือข้อมูลในสื่อสังคม จะแชร์หรือส่งต่อในโปรแกรมสนทนาทันทีทั้งในรูปแบบ การสนทนาส่วนตัว หรือในห้องสนทนากลุ่ม เรียกได้ว่าเป็น “ม้าเร็วส่งสาร” แต่ช้าก่อน!!! ก่อนจะแชร์อะไรออก ไป เรามา “คิด” (THINK) กันสักนิดดีไหม\r\n\r\n\r\n\r\nT: True เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ต้องคิดไว้เสมอก่อนแชร์ว่าข้อมูลนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ โดยตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ ถ้าข้อมูลนั้นไม่เป็นความจริงและ หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น กินสิ่งนี้แล้วจะหายจากโรคนั้น หรือเป็นเรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยต่าง ๆ เมื่อผู้รับข้อความนำาข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง ไปปฏิบัติตาม อาจจะเกิดอันตรายได้ รวมถึงในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น เมื่อเกิดภัยพิบัติ การแชร์ข่าวยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังให้มาก เพราะ ส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก นอกจากนี้ การแชร์ข่าวหรือเรื่องที่ไม่เป็น ความจริงนั้น ยังมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำาความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 14 มีโทษจำาคุก ไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำาทั้งปรับอีกด้วย\r\nH: Helpful เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นหรือไม่ แม้ว่าข้อมูลนั้นจะเป็นเรื่องจริง แต่ถ้าไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นก็ไม่ควรแชร์\r\nI: Inspiring เป็นเรื่องที่สร้างแรงบันดาลใจ และสร้างความรู้สึกที่ดีต่อผู้อ่านหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ควรแชร์ตัวอย่างข้อมูลลักษณะนี้ เช่น ข่าวอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่มีภาพสยดสยอง น่ากลัว ผู้ที่ได้รับข่าวอาจจะรู้สึกหดหู่ สลดใจ จึงไม่ควรแชร์\r\nN: Necessary เป็นเรื่องที่ผู้อื่นจำาเป็นต้องทราบหรือไม่ หากไม่จำาเป็น หรือไม่อยู่ในความสนใจ อาจเป็นการรบกวนหรือสร้างความรำคาญได้ รวมถึงควรเลือกแชร์ข้อมูลให้เหมาะสมกับกลุ่มสนทนาด้วย\r\nK: Kind ต้องพิจารณาว่า ผู้เผยแพร่เรื่องนี้มีเจตนาดีต่อผู้อื่นหรือไม่มีวัตถุประสงค์อะไรในการเผยแพร่ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อผู้อื่นก็ไม่ควรแชร์ เช่น ถ้าเจอ โพสต์ \"ส่งต่อเพื่อช่วยน้องเหมียว\" ในสื่อสังคม ก่อนอื่นต้องพิจารณาว่าเจตนา ของผู้เผยแพร่คืออะไร และถ้าเราแชร์ต่อแล้ว น้องเหมียวจะได้รับการช่วยเหลือ อย่างที่เราตั้งใจไว้จริงหรือไม่ ซึ่งโพสต์ในลักษณะนี้ ผู้เผยแพร่จะได้ประโยชน์ใน การประชาสัมพันธ์แฟนเพจ ได้ยอดคนกดถูกใจเพิ่มขึ้น หรืออาจจะมีโฆษณาแฝง ถ้าเราแชร์ต่อก็จะตกเป็นเครื่องมือในการโฆษณาให้เขาโดยที่ไม่รู้ตัว\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nคิดก่อนโพส (Post)\r\n\r\nนอกจากต้องคิดก่อนแชร์แล้ว ก่อนที่เราจะโพสต์ภาพหรือข้อความใด ๆ บนสื่อสังคมต้อง \"คิด\" (Think) เช่นเดียวกัน และต้องตระหนักอยู่เสมอว่าสิ่งที่เราจะโพสต์ลงสื่อสังคม จะทำาให้ผู้อื่นเดือดร้อนหรือไม่ เช่น การตัดต่อ ภาพผู้อื่นแล้วโพสต์ ทำให้ผู้อื่นเสียหายและเสียชื่อเสียง ถือเป็นการระรานทางไซเบอร์รูปแบบหนึ่ง มีความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 มาตรา 16 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท และอาจถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาท มีโทษจำาคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 อีกด้วย\r\n\r\nนอกจากการตัดต่อภาพที่สร้างความเสียหายให้กับ ผู้อื่นแล้ว การถ่ายภาพผู้อื่นแล้วโพสต์โดยใช้ข้อความแสดง ความคิดเห็นที่ทำาให้ผู้อื่นเสียหาย ก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่ควร ปฏิบัติเช่นกัน เราอาจเคยพบข่าวต่าง ๆ เช่น กรณีที่มีผู้โพสต์ภาพ แม่บ้านนั่งพื้นรอนายจ้างรับประทานอาหาร และผู้โพสต์เขียน ข้อความประกอบในลักษณะต่อว่านายจ้าง ทำาให้นายจ้าง ถูกประนาม ด่าทอ โดยที่พวกเขาไม่ได้ทำาอะไรผิดเลย ซึ่งใน ความเป็นจริง แม่บ้านคนนั้นเต็มใจที่จะนั่งรอบนพื้น และก่อน หน้านั้นก็ได้รับประทานอาหารร่วมกับนายจ้างเรียบร้อยแล้ว เร่ืองนี้สอนให้รู้ว่า สิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นอย่างที่คิด อย่าด่วนตัดสิน ใครไปก่อนที่จะรู้ความจริงทั้งหมด เราจึงมักได้ยินคำาเหล่านี้ “โอละพ่อ” “เงิบ” “โป๊ะแตก” ดังนั้น ก่อนจะโพสต์ข้อความ วิพากษ์วิจารณ์เรื่องใด ควรตรวจสอบความจริงก่อน เพราะอาจ ทำาให้ผู้อื่นเสียหายด้วยปลายนิ้วของเราก็ได้ ซึ่งการโพสต์ลักษณะนี้ เป็นการกระทำาผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ทั้งมาตรา 14 และ 16 เนื่องจากเป็นการเผยแพร่ทั้งข่าวลวง และข่าวที่สร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น ผู้เสียหายสามารถ ฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทได้เช่นเดียวกัน\r\n\r\n\r\n\r\nคิดก่อนคอมเมนต์ (Comment)\r\n\r\nพฤติกรรมต่อมาที่ควรตระหนักและควรระมัดระวังคือ การใช้ข้อความแสดงความคิดเห็น อย่าลืมว่าสื่อสังคม เป็นสื่อสาธารณะ แม้ว่าเราจะตั้งค่าความเป็นส่วนตัวเฉพาะเพื่อนแล้วก็ตาม หรือแสดงความเห็นในโพสต์ของเราเอง ก็ควรใช้คำที่สุภาพ เหมาะสม ไม่ว่าร้ายผู้อื่นหรือใช้คำาพูดส่อเสียด ทำให้ผู้อื่นเสียหาย ซึ่งนอกจากจะผิดจริยธรรมแล้วยัง ผิดกฎหมายอีกด้วยเช่นกัน ถึงแม้จะต่อท้ายด้วยคำว่า “ความคิดเห็นส่วนตัว งดดราม่า” หรือ “คหสต.” แล้วก็ตาม ซึ่งข้อความที่เราแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ของแฟนเพจต่าง ๆ หรือกลุ่มที่ตั้งค่าการแสดงเป็นสาธารณะ จะแสดงใน หน้าแรกของสื่อสังคมของเพื่อนคนอื่น ๆ ของเราด้วย (ถ้าไม่ได้ตั้งค่าให้แสดงข้อความเฉพาะผู้ดูแลแฟนเพจ)\r\n\r\n \r\n\r\nคิดก่อนแฮชแท็ก (Hash Tag)\r\n\r\nนอกจากจะต้องคิดก่อนแชร์ คิดก่อนโพสต์ และคอมเมนต์แล้ว การใช้สื่อสังคมออนไลน์จะต้องใช้วิจารณญาณ และพิจารณาข้อมูลให้รอบด้านก่อนจะเชื่อหรือตัดสินใจอีกเรื่องหนึ่ง คือ การติดแฮชแท็กเป็นการพิมพ์เครื่องหมายแฮชแท็ก (#) ตามด้วยคำาที่บ่งบอกหมวดหมู่หรือสาระสำคัญของเรื่อง เมื่อผู้อ่าน คลิกคำที่มีเครื่องหมาย # ก็จะสามารถเชื่อมโยงไปยังโพสต์อื่น ๆ ที่ติดเครื่องหมาย # เช่นเดียวกับคำนั้นได้ ใช้ประโยชน์ ในการค้นหาเพื่ออ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกันได้ ในบางครั้งเครื่องหมาย # ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดม คนในสื่อสังคมให้มีความเห็นคล้อยตามกันในเร่ืองใดเร่ืองหนึ่ง โดยคนอื่น ๆ ก็พิมพ์ #ข้อความเหล่านั้น และเชื่อตามๆ กัน โดยไม่ได้ตรวจสอบที่มาที่ไปของเรื่องราวหรือข่าวเหล่านั้น บุคคลที่ไม่ได้ทำอะไรผิดก็ถูกกล่าวหาและถูกสังคม ตัดสินไปแล้ว ดังนั้น ก่อนจะพิมพ์ # แชร์ แสดงความคิดเห็น กดถูกใจในสื่อสังคม จะต้องใช้วิจารณญาณและศึกษา ข้อมูลให้รอบด้าน เพราะสิ่งที่ทำาอาจส่งผลเสียมากกว่าที่เราคิดก็ได้\r\n\r\nทั้งหมดนี้เป็นแนวทางปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมโดยไม่สร้างความเดือดร้อนหรือเสียหายต่อผู้อื่น สิ่งเหล่านี้ ควรปลูกฝังให้เกิดกับผู้ใช้สื่อสังคมทุกคนตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ ก่อนจะทำอะไรต้องคิดให้มาก และตระหนักอยู่เสมอว่า สิ่งเหล่านั้นจะส่งผลกระทบถึงใคร หรือทำาให้ใครเดือดร้อนบ้าง เราควรใช้สื่อสังคมในทางสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ ต่อสังคม เช่น เผยแพร่เรื่องราวที่เป็นประโยชน์ สาระความรู้ ช่วยเหลือผู้อื่น สื่อสังคมเปรียบเสมือนกระดาษขาว เราอยากให้กระดาษใบนี้เป็นภาพวาดสวยๆ หรือเป็นภาพน่ากลัว ก็ขึ้นอยู่กับเรา...\r\n\r\n \r\n\r\nบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://magazine.ipst.ac.th/ \r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article/item/12170-2021-04-27-08-44-41","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622174967.png"],
    [448,3318,"เทคโนโลยี E-learning กับความเป็นไปได้ของคุณครูที่เป็น AI","Thu, 2021-05-27 10:04","http://www.stkc.go.th/node/3318","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null," E-learning (อีเลิร์นนิง) มาจากคำว่า electronic learning ซึ่งแปลตรงตัวเลยก็คือ การเรียนแบบอิเล็กทรอนิกส์ ขยายความได้ว่าเป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังสถานศึกษาด้วยตนเอง แต่สามารถเรียนได้ตามสะดวก ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลาและสถานที่ โดยจะเรียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเครื่องคอมพิวเตอร์แบบพกพา หรือ Gadget อื่นๆ รวมทั้งสมาร์ตโฟนด้วย ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ต้องเชื่อมต่อด้วยสัญญาณอินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึง platform ทางการศึกษาที่เป็นโรงเรียนเสมือน มีบทเรียน ครู และการบ้านให้ได้ทำหรือมีปฏิสัมพันธ์ โต้ตอบกันได้ผ่านแพลตฟอร์มดังกล่าว หรือ Education Platform  เช่น แอปพลิเคชันเพื่อการเรียนการสอนอย่าง Udemy Google Classroom เป็นต้น\r\n\r\n\r\nปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai คืออะไร\r\n\r\n          ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Ai ย่อยมาจาก “Artificial Intelligence” โดยที่การเรียนรู้ของ AI ถูกตั้งค่าไว้โดยระบบทางคอมพิวเตอร์เทคนิค ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้เหมือนมนุษย์ เช่น คิดเลข อ่านบาร์โค้ด แปลงข้อมูลจากรูปถ่าย เป็นต้น\r\n\r\n          กล่าวได้ว่า AI สามารถรับข้อมูลการใช้งานหรือข้อมูลของกลุ่มผู้ใช้งานทั้งหมด แล้วนำมาประมวลผลด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งระบบเอาไว้แล้ว หลังจากนั้นก็จัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้เป็น Big Data (ชุดข้อมูลของผู้ใช้งานจำนวนมาก) เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นๆได้ต่อไป\r\n\r\n          ซึ่งส่วนมากแล้ว AI จะเข้ามามีบทบาทในด้านการแทนที่ทรัพยากรมนุษย์ที่ต้องใช้แรงงานทำกิจกรรมบางอย่างในระบบอุตสาหกรรม หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่มีลักษณะแบบที่ต้องทำรูปแบบเดิมซ้ำๆ และต้องการความแม่นยำสูง เช่น เซนเซอร์การตรวจจับโลหะตอนที่เราเข้าไปในห้างหรือสนามบิน, การใช้แผนที่จาก Google Map, การจองและออกตั๋วหนังแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้แต่การประมวลผลของโปรแกรมการสร้างแบบจำลองสามมิติ ก็ใช้เทคโนโลยี AI เช่นกัน\r\n\r\n          แนวคิดของการสร้างปัญญาประดิษฐ์ของ AI คือเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบให้มีระบบทำงานเหมือนกับการทำงานของสมองมนุษย์ โดยทำให้การรับข้อมูล (in put) และการตอบสนอง (out put) ของ AI สามารถตอบโต้กับผู้ใช้ที่เป็นมนุษย์ได้โดยตรง ปัจจุบันก็มีองค์กรที่ให้บริการด้านนี้ เช่น Google, Apple หรือ Alibaba เป็นต้น ที่กำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี AI ให้ผู้ใช้ได้รู้สึกเหมือนตอบโต้กับมนุษย์ด้วยกันหรือใกล้เคียงมนุษย์มากที่สุด เช่น SIRI เป็นต้น โดยสมองของ AI นั้นก็คือโครงข่ายประสาทเทียม Neural Networks หรือ Intel สัญลักษณ์ Intel ที่เห็นบ่อยๆบนเครื่องคอมพิวเตอร์นั่นเอง\r\n\r\n          แนวโน้มการนำปัญญาประดิษฐ์มาปรับใช้จะไปในแนวทางเดียวกันคือการเรียนรู้เพื่อเก็บข้อมูลมาประยุกต์ใช้ และเพื่อช่วยสร้างประสบการณ์การศึกษาแห่งอนาคต\r\n\r\n          AI สามารถทำงานแทนคุณครูในหลายๆเรื่อง เช่น งานเอกสาร หรือการออกคำสั่งให้การบ้านนักเรียนตลอดจนการตรวจการบ้านด้วย หรือในอีกกรณีหนึ่ง ระบบ AI อาจสามารถออกข้อสอบได้โดยการป้อนชุดข้อมูลข้อสอบที่เคยใช้มาย้อนหลังไป 10 ปี แล้วนำมาทำการประมวลผล จัดลำดับความยากง่ายของข้อสอบ แล้วส่งไปยังหน้าจอคอมพิวเตอร์ของนักเรียนผ่านอินเทอร์เน็ตได้ และเมื่อนักเรียนส่งข้อสอบ ระบบก็อาจจะสามารถประมวลผลแบบอัตโนมัติได้ในทันที และยังสามารถรู้คะแนนข้อสอบของนักเรียนทั้งห้องได้ภายในไม่กี่วินาที กิจกรรมทุกอย่างสามารถเป็นไปได้โดยอัตโนมัติโดยไม่ผ่านครูที่เป็นมนุษย์เลย หรือคุณครูอาจจะเป็นผู้ควบคุมระบบของ AI อีกทีก็เป็นไปได้เหมือนกัน\r\n\r\n          ในด้านงานเอกสารที่คุณครูต้องรับผิดชอบเช่น การหาค่ามาตรฐานและประมวลผลเพื่อนำคะแนนของเด็กนักเรียนมาหาเกรดเฉลี่ย ก็สามารถแทนที่ด้วย AI ได้เช่นกันในอนาคต ซึ่งมีแนวโน้มว่า AI จะสามารถคำนวณได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าคุณครูที่เป็นมนุษย์อีกด้วย\r\n\r\n          ในปัจจุบันพิพิธภัณฑ์และห้องสมุดก็ได้จัดทำองค์ความรู้เพื่อการศึกษาในรูปแบบของ E-book หรือเรียกอีกอย่างว่าเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ไว้ให้ผู้สนใจทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้าถึงและศึกษาได้โดยไม่ต้องเดินทางไปพิพิธภัณฑ์หรือห้องสมุดที่มีข้อมูลหรือหนังสือเล่มเลย\r\n\r\n          นอกจากนี้หากมองในแง่ของการออกแบบตามบุคลิกลักษณะหรือความชอบส่วนบุคคล AI ก็มีแนวโน้มว่าจะสามารถปรับหลักสูตรให้เข้ากับความต้องการของนักเรียนรายบุคคลได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการจดจำข้อมูลการ Search และ การ Download สาระความรู้และ E-book ต่างๆไว้ แล้วรวบรวมเพื่อประมวลผลในการ “เสนอบทเรียนต่อไป” ให้กับนักเรียนคนนั้นได้เลย\r\n\r\n          สำหรับการทำงานผสมผสานกันระหว่าง AI และคุณครูที่เป็นมนุษย์ก็จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน นั่นก็เพราะว่า การให้ข้อเสนอแนะ ให้ความรู้ การย่อยชุดข้อมูลให้เข้าใจได้ง่าย และการปรับใช้ตามหลักของจิตวิทยาจากคุณครูที่เป็นมนุษย์ก็มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง ยังมีคนที่ไม่รู้ว่า “ต้องการจะเรียนอะไร” หรือ “ยังไม่มีเป้าหมายที่แน่ชัดในการศึกษาเล่าเรียน” ทั้งสองกรณีที่กล่าวไปข้างต้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของเด็กนักเรียน และมนุษย์ก็ยังต้องการความเข้าอกเข้าใจ การโน้มน้าวจูงใจ ตลอดจนกำลังใจที่คุณครูมีให้นักเรียน\r\n\r\n          ดังนั้นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถเข้ามาแทนที่คุณครูได้นั้น ก็คือการตอบสนอง (Out-put) ทางด้านการรับรู้อารมณ์และความรู้สึก ที่มีแต่มนุษย์ด้วยกันเท่านั้นที่จะรับรู้ได้ ผ่านน้ำเสียง แววตา และอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามการใช้ AIเพื่อการศึกษา ก็มีแนวโน้มว่าจะช่วยสนับสนุนคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งยวดในอนาคตอันใกล้นี้\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-technology/item/11662-e-learning-ai","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1622084655.png"],
    [449,3316,"เจลแอลกอฮอล์กับสเปรย์แอลกอฮอล์แตกต่างกันหรือไม่?","Tue, 2021-05-25 09:01","http://www.stkc.go.th/node/3316","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"  ในช่วงปลายปี ค.ศ. 2019 ถึงต้นปี ค.ศ. 2020 ทุกท่านคงทราบดีแล้วว่า ทั่วโลกเผชิญกับภาวะวิกฤติใด? ใช่แล้ว พวกเราทุกคนกำลังเผชิญกับวิกฤติ COVID-19 หรือการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนานั่นเอง  มีรายงานวิจัยพบว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้จะถูกยับยั้งการทำงานและถูกฆ่าได้ด้วยสารละลายที่มีความเข้มข้นระดับหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือแอลกอฮอล์นั่นเอง จากงานวิจัยหลาย ๆ แหล่งพบว่า แอลกอฮอล์ความเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 70% สามารถฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้ ซึ่งทำให้ขณะนั้นตามท้องตลาดมีการจำหน่ายแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งรวมถึงเมทิลแอลกอฮอล์และเอทิลแอลกอฮอล์ เมื่อมีผู้บริโภคไปซื้อแอลกอฮอล์เช็ดแผลจากร้านขายยา ผู้ขายมักจะหยิบแอลกอฮอล์มาให้เลือกทั้ง 2 ชนิด ราคาเอทิลแอลกอฮอล์จะสูงกว่าเมทิลแอลกอฮอล์เล็กน้อย เพราะฉะนั้นผู้บริโภคส่วนใหญ่และโดยเฉพาะผู้ที่ไม่รู้คุณสมบัติที่แท้จริงของแอลกอฮอล์ทั้ง 2 ชนิด มักจะเลือกชนิดที่ราคาถูกกว่า เพราะประหยัดเงิน และเข้าใจว่ามีคุณสมบัติเหมือนกัน แต่อันที่จริงแล้วคุณสมบัติของเอทิลแอลกอฮอล์ต่างกันมาก แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าแอลกอฮอล์แต่ละชนิดมีความแตกต่างกัน อย่างไรนั้น ตามไปดูกันเลย\r\n\r\n         ในทางเคมี แอลกอฮอล์ (Alcohol) คือสารประกอบอินทรีย์ ที่มีหมู่ไฮดรอกซิล (-OH) ต่อกับอะตอมคาร์บอนของหมู่แอลคิลหรือหมู่ที่แทนแอลคิล สูตรทั่วไปของแอลกอฮอล์แบบอะลิฟาติกไฮโดรคาร์บอน (สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เป็นสายตรง) คือ CnH2n+1OH\r\n\r\n          เมทานอล (Methanol) หรือ เมทิลแอลกอฮอล์ (Methyl alcohol) มีสูตรโครงสร้างแบบย่อ CH3OH เป็นของเหลวใส ระเหยง่าย เป็นพิษ นิยมใช้เป็นตัวทำละลาย และใช้เป็นเชื้อเพลิง ในธรรมชาติ เมทานอลเป็นผลิตภัณฑ์จากการสลายสารอาหารแบบไม่ใช้ออกซิเจนของแบคทีเรียหลายชนิด  ซึ่งเมทานอลจะระเหยออกสู่อากาศภายนอก แล้วสลายตัวได้คาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ\r\n\r\n          โดยทั่วไปนั้นเมทิลแอลกอฮอล์เป็นแอลกอฮอล์ชนิดมีพิษ ใช้สำหรับอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น ใช้เป็นเชื้อเพลิงจุดให้แสงสว่าง หรือปนกับทินเนอร์สำหรับผสมแลคเกอร์แต่ห้ามใช้กับร่างกาย จากคุณสมบัติของเมทิลแอลกอฮอล์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผู้ผลิตหรือผู้ขายไม่ควรนำเอาแอลกอฮอล์ทั้ง 2 ชนิดมาใช้แทนกันเพราะจะทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายได้ เนื่องจากเมทิลแอลกอฮอล์หากนำมาใช้ล้างแผล แอลกอฮอล์จะซึมเข้าไปมากๆ อาจทำให้ผู้ดื่มตาบอดหรือถึงตายได้\r\n\r\n          เอทานอล (Ethanol) หรือ เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl alcohol) (สูตรเคมี C2H5OH) เป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่งซึ่งเกิดจากการนำเอาพืชมาหมักเพื่อเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล จากนั้นจึงเปลี่ยนจากน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ โดยใช้เอนไซม์หรือกรดบางชนิดช่วยย่อย เมื่อทำให้เป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 95% โดยการกลั่น ส่วนใหญ่ผลิตจากพืช สองประเภทคือ พืชประเภทน้ำตาล เช่นอ้อย บีทรูท และพืชจำพวกแป้งเช่น มันสำปะหลัง ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น\r\n\r\n          โดยทั่วไปหากพูดถึงแอลกอฮอล์มักจะอ้างถึงเอทิลแอลกอฮอล์เกือบจะเพียงอย่างเดียว หรือเรียกอีกอย่างว่า grain alcohol ซึ่งเป็นของเหลวที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และสามารถระเหยได้ ซึ่งเกิดจากการหมักน้ำตาล นอกจากนี้ยังสามารถใช้อ้างถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เป็นที่มาของคำว่าโรคพิษสุรา (Alcoholism)\r\n\r\n          เอทิลแอลกอฮอล์เป็นยาเสพติดที่มีฤทธิ์กดประสาท ที่ลดการตอบสนองของระบบประสาทส่วนกลาง แอลกอฮอล์ชนิดอื่น ๆ ซึ่งจะมีสารที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเอทิลแอลกอฮอล์แต่มีจำนวนคาร์บอนอะตอมและสูตรโครงสร้างที่แตกต่างกันอีกชนิดหนึ่งที่พอทดแทนกันได้นั่นก็คือ ไอโซโพรพิล แอลกอฮอล์ (Isopropyl Alcohol)  หรือไอโซโพรพานอล  (Isopropanol) แอลกอฮอล์ทั้งสองชนิดนี้เป็นแอลกอฮอล์ที่ใช้กับร่างกายมนุษย์ได้ แต่ที่นิยมใช้และปลอดภัยมากที่สุดก็คือเอทิลแอลกอฮอล์ เช่น ผสมในยารับประทาน ผสมในสุราหรือเครื่องดื่มประเภทของมึนเมาหรือใช้ทาภายนอกร่างกาย เช่น ล้างแผล ผ้าเย็น กระดาษเช็ดหน้า สเปรย์ เป็นต้น\r\n\r\n          หันกลับมาดูเอทิลแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการฆ่าเชื้อไวรัสกันอีกครั้งค่ะ ซึ่งตามที่เราได้ทราบกันดีว่ามีทั้งชนิดที่เป็นสเปรย์และเจลล้างมือโดยที่ไม่ต้องใช้น้ำล้างออกนั้น ทั้งสองชนิดนี้แตกต่างกันอย่างไรนั้น ซึ่งหากเราพูดกันถึงความเข้มข้นในการฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนาแล้วนั้นองค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่าควรจะใช้แอลกอฮอล์ที่เมื่อเจือจางแล้วเข้มข้นไม่ต่ำกว่า 70%  นั่นก็หมายถึงว่าแอลกอฮอล์สเปรย์หรือเจลแอลกอฮอล์ที่นำมาใช้นั้น ถ้าสารตั้งต้นคือเอทิลแอลกอฮอล์เข้มข้น 95%  และเมื่อนำมาเจือจางในสัดส่วนปริมาณเอทิลแอลกอฮอล์ 75 ส่วนโดยปริมาตร ต่อน้ำบริสุทธิ์หรือสารอื่นๆอีกไม่เกิน 25 ส่วนโดยปริมาตร จะทำให้ได้ความเข้มข้นเอทิลแอลกอฮอล์เมื่อเจือจางแล้วอยู่ที่ 71.25%  นั่นเอง ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งชนิดเสปรย์และเจลนั้นหากควบคุมความเข้มข้นตามกำหนดแล้ว ทั้งสองชนิดนี้สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้เช่นเดียวกัน\r\n\r\n          หากจะพูดถึงความแตกต่างของหลักการทำงานหรือการคงอยู่ในสภาวะทั่วไปแล้วนั้น โดยทั่วไปสารที่มีสถานะเป็นของเหลวเช่นแอลกอฮอล์สเปรย์นั้นเมื่อเราฉีดลงบนฝ่ามือแล้วและทิ้งไว้เพียงไม่กี่วินาทีสารจะเกิดการระเหยไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งชนิดสเปรย์นี้จึงเหมาะที่จะใช้ฆ่าเชื้อไวรัสตามพื้นผิววัตถุสิ่งของที่เราจะใช้มือหยิบจับ โดยเราอาจจะฉีดพ่นลงบนผิวของสิ่งนั้น เพียงไม่กี่วินาทีสารก็จะระเหย เราจึงค่อยใช้มือในการหยิบจับได้อย่างปลอดภัย หรือค่อยเช็ดถูได้ก่อนทำการหยิบจับ  ในขณะที่แอลกอฮอล์ชนิดเจลมีสถานะเป็นของเหลวหนืดซึ่งการคงอยู่ในสภาวะทั่วไปจะอยู่ได้นานกว่าชนิดสเปรย์ อีกนัยหนึ่งหมายถึงความสะดวกสบายในการใช้ทำความสะอาดมือโดยไม่ต้องใช้น้ำล้างออก และสภาพความคงอยู่ในอากาศนานกว่าชนิดสเปรย์ซึ่งเราจะสังเกตได้จากเมื่อบีบแอลกอฮอล์เจลลงบนฝ่ามือแล้วถูให้ทั่วทั้งมือ ปล่อยทิ้งไว้สัก 2-3 นาที เจลนี้จึงจะแห้ง นั่นแสดงให้เห็นว่าแอลกอฮอล์เจลกว่าที่จะระเหยใช้เวลานานกว่าชนิดสเปรย์ รู้แบบนี้แล้วท่านผู้อ่านจะเลือกใช้แอลกอฮอล์ชนิดใดนั้นย่อมขึ้นอยู่กับคุณสมบัติและความประสงค์ของตัวท่านเองว่านิยมหรือต้องการใช้ชนิดใดนั่นเองค่ะ แต่ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อนั้นไม่แตกต่างกันเลยค่ะ ขอเพียงแค่ความเข้มข้นแอลกอฮอล์อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดนั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา https://www.scimath.org/article-chemistry/item/11471-2020-04-21-07-13-10\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1621908086.png"],
    [450,3314,"ประวัติการค้นพบน้ำตาลทราย","Mon, 2021-05-24 08:49","http://www.stkc.go.th/node/3314","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"  น้ำตาลทราย ที่ทุกคนเคยรับประทานกันนั้น   มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ  เรามาทำความรู้จักน้ำตาล ว่ามีความเป็นมาอย่างไร\r\n\r\n \r\n ตามประวัติศาสตร์มีการค้นพบอ้อยและปลูกกันครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย  325 ปีก่อนคริสต์ศักราช คือ ประมาณ 2300 ปีมาแล้วครับ ต่อมาก็เริ่มแพร่พันธุ์ขยายไปยังประเทศต่าง ๆ ทางด้านตะวันออกของอินเดีย  ประเทศจีนเริ่มปลูกอ้อยตั้งแต่ 100 ปีก่อนคริสต์ศักราช ส่วนชาวตะวันตกตอนนั้นยังไม่รู้จักอ้อยครับ ในพระคัมภีร์ของคริสต์ศาสนาได้กล่าวถึง นมกับน้ำผึ้ง แต่ไม่ได้พูดถึงนมกับน้ำตาลทราย   ชาวโรมันคนหนึ่งชื่อ พลินี่ (Pliny) ซึ่งเขาถึงแก่กรรมเมื่อ 55 ปีก่อนคริสต์ศักราช ได้เขียนถึงเรื่องของน้ำตาลหรือความหวานว่า “a kind of honey made from reeds” ซึ่งคงหมายถึง “น้ำผึ้งชนิดหนึ่งทำมาจากต้นกก”\r\n\r\n \r\n อย่างไรก็ตามต่อมาการปลูกอ้อยก็เริ่มแพร่ขยายไปทางตะวันตกของอินเดีย โดยเริ่มขยายออกไปตามแนวชายฝั่งของประเทศเปอร์เซีย และประมาณศตวรรษที่ 6 ของคริสต์ศักราช ก็มีการปลูกอ้อยกันแพร่หลายในประเทศแถบเมดิเตอร์เรเนียน       และในสมัยนั้นประเทศอียิปต์ก็ได้ทำน้ำตาลทรายกันแล้ว และถือกันหรือกล่าวกันว่า น้ำตาลทรายจากประเทศอียิปต์มีความ “ขาวเหมือนหิมะและแข็งดุจหิน”\r\n\r\n\r\n  การนำอ้อยเข้ามาปลูกในดินแดนซึ่งปัจจุบันได้แก่ ประเทศอิสราเอล  เลบานอน  ซีเรีย  เป็นจุดที่น่าสนใจเพราะเป็นจุดแรกที่ชาวยุโรปได้รู้จักน้ำตาลทราย  โดยระหว่างสงครามครูเสด พวกทหารได้นำน้ำตาลทรายกลับบ้านไปฝากครอบครัวของตน แต่ตอนนั้นพวกทหารเหล่านั้นเรียกน้ำตาลทรายว่า “น้ำผึ้งจากต้นกก” ตามบันทึกของ พลินี่ จากจุดนี้เองที่ชาวตะวันตกเริ่มรู้จักน้ำตาลทราย  และมีการค้าขายกันแถบเมืองชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยมีเมืองเวนิชเป็นศูนย์กลางการค้าและเป็นแหล่งทำน้ำตาลให้บริสุทธิ์มากขึ้น อาจกล่าวได้ว่าในศตวรรษที่  11 – 15  ชาวยุโรปรู้จักน้ำตาลทรายดีขึ้น  แต่จัดว่ายังมีราคาแพง เฉพาะขุนนางและผู้มีอันจะกินเท่านั้นที่ซื้อน้ำตาลทรายได้\r\n\r\n\r\n ในศตวรรษที่ 19 – 20 มีการปลูกอ้อยกันมากขึ้นอย่างรวดเร็ว  ในทวีปอเมริกาใต้  อเมริกาเหนือ  สเปน  โปร์ตุเกส  และแพร่หลายไปอีกหลายประเทศรวมทั้งประเทศต่าง ๆ ในเอเซียด้วยจนปัจจุบันนี้ \r\n\r\nที่มา https://www.scimath.org/article-biology/item/539-sugar","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1621820987.PNG"],
    [451,3312,"เรื่องของสมองที่คุณอาจยังไม่รู้","Fri, 2021-05-21 14:35","http://www.stkc.go.th/node/3312","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"   แม้ว่าอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) จะเคยกล่าวว่า ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะ แต่สมองก็ยังคงเป็นอวัยวะที่ซับซ้อนที่สุดที่มนุษย์ยังคงต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจอวัยวะส่วนนี้อยู่เสมอ\r\n\r\n          ไม่เพียงแค่สมองจะควบคุมระบบการหายใจ การทำงานของอวัยวะและการเคลื่อนไหว แต่ยังอยู่เบื้องหลังกระบวนการที่ซับซ้อนมากขึ้นอย่างการควบคุมพฤติกรรม ความคิด อารมณ์ ตลอดจนการสร้างความทรงจำ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาอาจเป็นเพียงข้อมูลบางส่วนที่คุณรู้ และยังคงมีอีกหลายสิ่งที่หลายคนยังคงไม่รู้เกี่ยวกับสมอง\r\n\r\nสมองทำงานตลอดเวลา\r\n          กลีบสมองของมนุษย์ (Lobes of the brain) แบ่งออกเป็น 4 กลีบ ได้แก่ สมองส่วนหน้า ( frontal lobes) ซึ่งตั้งอยู่ด้าน ในตำแหน่งของหน้าผาก ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับความจำ ความคิด และศูนย์ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ  สมองกลีบขมับ (Temporal Lobe) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการได้กลิ่นและการได้ยิน  สมองกลีบข้าง (Parietal lobe) ตั้งอยู่เหนือสมองกลีบท้ายทอย ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรู้สึกตัว และเป็นศูนย์ควบคุมการรับความรู้สึก และสมองกลีบท้ายทอย (Occipital Lobe) มีหน้าที่หลักเกี่ยวกับการมองเห็น และการประมวลผลภาพ นอกจากนี้สมองแต่ละกลีบยังแบ่งยังออกเป็นพื้นที่เฉพาะ (individual region) ที่ทำหน้าที่เฉพาะ เช่น โบรคา (broca’s area) เป็นส่วนของสมองที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สมองส่วนหน้า ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับภาษา เป็นต้น จะเห็นได้ว่า แต่ละส่วนของสมองทำหน้าที่แตกต่างกันเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ และสมองทำงานตลอดเวลาแม้ในขณะหยุดพักหรือนอนหลับ\r\n\r\n          นักวิจัยมีความพยายามในการทำการศึกษาเกี่ยวกับพื้นที่การทำงานเฉพาะของสมองมากขึ้น เนื่องด้วยมีความสำคัญทั้งในด้านการวิจัย และสำหรับการรักษาผู้ป่วยโดยการผ่าตัด\r\nเลือดประมาณร้อยละ 20 ของร่างกายไหลเวียนไปยังสมอง\r\n          เนื้อเยื่อของสมองอาศัยออกซิเจนช่วยในการทำงานเช่นเดียวกับเซลล์เนื้อเยื่อที่อวัยวะอื่นๆ  โดยขณะพัก สมองจะได้รับเลือดที่สูบฉีดจากหัวใจร้อยละ 15-20 แต่อาจมีปัจจัยในเรื่องของอายุ เพศ และน้ำหนักที่ส่งผลกระทบต่อการได้รับเลือดที่แตกต่างกัน\r\n          สำหรับผู้ชาย โดยเฉลี่ยแล้วการเต้นของหัวใจ 1 ครั้งจะสูบฉีดเลือดทั่วร่างกายปริมาณ 70 มิลลิลิตร ดังนั้นจะมีเลือดประมาณ 14 มิลลิลิตรที่สูบฉีดไปยังสมอง ซึ่งเป็นปริมาณเลือดที่จำเป็นสำหรับเซลล์สมอง\r\n         เป็นที่ทราบกันดีว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ (Stroke) เลือดจะถูกขัดขวางการนำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์สมอง และอาจส่งผลให้สมองสูญเสียการทำหน้าที่จนกลายเป็นอัมพฤกษ์ หรืออัมพาตได้ โดยจากการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่แล้วโรคหลอดเลือดสมองตีบจะเกิดขึ้นที่ซีกซ้ายมากกว่าซีกขวา นั่นหมายความว่า ผู้ที่ถนัดขวามีแนวโน้มมากขึ้นที่จะได้รับผลกระทบหลังจากเกิดอาการสมองตีบตัน\r\n\r\nการผ่าตัดสมองไม่เจ็บปวด\r\n          หลายคนอาจเคยเห็นคลิปของผู้ป่วยหญิงที่เล่นไวโอลินขณะที่ศัลยแพทย์กำลังทำการผ่าตัดเนื้องอกในสมอง และคิดว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องแปลกประหลาด และเกิดคำถามมากมาย แต่การตื่นขึ้นในระหว่างการผ่าตัดสมองเป็นเรื่องปกติ\r\n          บ่อยครั้งที่การผ่าตัดสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว การพูด หรือการมองเห็น จะกำหนดให้ผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการทำการผ่าตัดและอยู่ภายใต้ยาระงับความรู้สึก (Anesthetics) ตื่นขึ้นมาเพื่อประเมินการทำงานตามฟังก์ชันข้างต้น อาจจะเป็นเรื่องแปลกที่การผ่าตัดสมองไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวด นั่นเป็นเพราะสมองไม่มีตัวรับความรู้สึกเจ็บปวดที่เรียกว่า nociceptor แต่ส่วนที่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวด คือ แผลที่เกิดขึ้นผ่านผิวหนัง กะโหลกศีรษะและเยื่อหุ้มสมอง (meninges)\r\n\r\nความเสียหายของสมองสามารถเปลี่ยนเราเป็นคนใหม่\r\n          หลายกรณีที่ทำให้มนุษย์ได้เรียนรู้สมองมากขึ้นมักจะเกิดมาจากความผิดพลาด หนึ่งในกรณีที่โด่งดังคือ ฟิเนียส์ พี. เกจ (Phineas P. Gage) ซึ่งเป็นหัวหน้าคนงานก่อสร้างทางรถไฟชาวอเมริกัน ได้รับบาดเจ็บจากการระเบิดหิน และมีแท่งเหล็กขนาดใหญ่พุ่งทะลุผ่านกะโหลกศีรษะ ทำลายสมองกลีบหน้าด้านซ้าย แม้เขาจะรอดชีวิต แต่ความเสียหายจากการบาดเจ็บส่งผลต่อบุคลิกภาพและพฤติกรรมของเขา และเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นคนหยาบคายและวู่วาม กรณีดังกล่าวแสดงให้นักวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 เห็นว่า ความเสียหายที่กลีบสมองส่วนหน้าสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของบุคลิกภาพอย่างมีนัยสำคัญ\r\n          นอกจากนี้ผู้ป่วยที่สูญเสียการมองเห็นจากความเสียหายของสมองกลีบท้ายทอย ไม่ว่าจะเกิดจากการได้รับบาดเจ็บ เนื้องอก หรือโรคสมองตีบ อาจยังคงสามารถรักษาให้อยู่ในสภาวะเห็นทั้งบอด หรือที่เรียกว่า blindsight ซึ่งผู้ที่อยู่ในสภาวะนี้อาจยังสามารถตรวจจับข้อมูลภาพและนำทางไปรอบ ๆ สิ่งกีดขวางได้แม้จะสูญเสียการมองเห็น อย่างไรก็ดีสภาวะนี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมด้วยเช่นกัน\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/11470-2020-04-21-07-12-17","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1621582550.PNG"],
    [452,3310,"ฝ่าวิกฤต โรค ภัย ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล","Thu, 2021-05-20 08:34","http://www.stkc.go.th/node/3310","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"   ในขณะที่โลกเพิ่งได้รู้จักกับไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่าง ไวรัสโคโรนา (COVID-19) และยังไม่ได้วางแผนในการรับมือ เชื้อไวรัสก็ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว สร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกอย่างมากมายทั้งทางตรงและทางอ้อม ผู้คนทั่วโลกไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ องค์กรและธุรกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบอย่างมากมาย ทำให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และจุดเปลี่ยนนี้เองที่ทำให้เกิดเทคโนโลยีที่สามารถช่วยเหลือเราในสภาวะที่ไม่ปกติเช่นนี้ได้ บทความนี้ผู้เขียนยกตัวอย่างสักเล็กน้อยมาดูกันว่า ประเทศกลุ่มแพร่ระบาดรวมถึงประเทศไทยมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง ที่จะเข้ามาช่วยในการใช้ชีวิตที่ไม่ง่ายเลยในช่วงแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา (COVID-19) นี้ ติดตามกันได้เลย\r\n\r\n\r\nแอปพลิเคชันตรวจวัดอุณหภูมิอัตโนมัติถูกติดตั้งไว้ตามรถไฟใต้ดิน สถานีรถไฟ สนามบิน และศูนย์บริการสังคม เพื่อระบุและติดตามบุคคลที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ และช่วยในการดำเนินการที่จำเป็น ระบบอัตโนมัตินี้มีประโยชน์อย่างมากในการคัดกรองบุคคลที่อาจติดเชื้อ (เช่น ระบบของ Megvii สามารถตรวจวัดได้ 300 คนต่อนาที และระบบของ SenseTime สามารถระบุตัวบุคคลที่ไม่ได้สวมหน้ากากอนามัย)\r\n\r\nเพื่อลดการแพร่เชื้อไวรัสที่ผ่านการสัมผัสโดยตรงในที่สาธารณะที่มีผู้คนสัญจรไปมาอย่างหนาแน่น เช่น ชุมชนที่อยู่อาศัย โรงพยาบาล และสถานีรถไฟ Sugr Technology ได้พัฒนาสวิตช์ไฟฟ้าที่สั่งงานด้วยเสียง โดยใช้ชื่อว่า “sesame switch” สวิตช์ดังกล่าวสามารถตรวจจับเสียงพูดและรับรู้คำสั่งเสียงจากระยะไกล\r\n\r\n          คิวอาร์โค้ด (QR CODE)\r\n\r\nผู้บริหารเมืองใหญ่ของจีนกว่า 200 เมืองเปิดตัวบริการชั่วคราวสำหรับโค้ดด้านสุขภาพ (Health Code) ผ่านมินิโปรแกรมของอาลีเพย์ (Alipay) นอกเหนือจากแพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น WeChat และเว็บท่า (Web portal) ที่ดำเนินการโดยหน่วยงานควบคุมโรคระบาด หลังจากที่ผู้ใช้ผ่านการตรวจสอบ ระบบบริการโค้ดด้านสุขภาพจะขอให้ผู้ใช้กรอกแบบฟอร์มออนไลน์และรายงานข้อมูลเบื้องต้นด้วยตนเอง เช่น เมืองที่ผู้ใช้อาศัยอยู่ในปัจจุบัน ผู้ใช้มีอาการที่เกี่ยวเนื่องกับการติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) หรือไม่ ผู้ใช้เคยเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดในช่วง 14 วันที่ผ่านมาหรือไม่ จากนั้นบริการดังกล่าวจะให้คิวอาร์โค้ดที่เป็นสีแดง เหลือง หรือเขียวอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อระบุระดับความเสี่ยงต่อการติดเชื้อของบุคคลดังกล่าว ในการผ่านจุดตรวจที่มีเจ้าหน้าที่ประจำอยู่ตามสนามบินและสถานีรถไฟ ประชาชนจะต้องแสดงคิวอาร์โค้ดของตนเอง\r\n\r\n         หุ่นยนต์และโดรน\r\n\r\nKeenon Robotics Co บริษัทสตาร์ทอัพในเซี่ยงไฮ้ที่เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมหุ่นยนต์ พบว่าผลิตภัณฑ์หุ่นยนต์ด้านบริการเชิงพาณิชย์ของบริษัทฯ ถูกใช้งานในโรงพยาบาลหลายแห่งในจีนเพื่อจัดการกับผู้ป่วยจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) ที่ได้รับการยืนยัน รวมถึงผู้ป่วยที่สงสัยว่าอาจติดเชื้อ หุ่นยนต์ด้านบริการเหล่านี้ทำหน้าที่จัดส่งอาหาร ยา และสิ่งของไปยังแผนกที่ถูกแยกออกไป หลังจากได้รับคำสั่งจากผู้ควบคุมเครื่องที่อยู่ห่างไกล ซึ่งนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการป้องกันโรคระบาด เพราะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อจากการสัมผัส และลดความจำเป็นในการใช้บุคลากร\r\n\r\nยานพาหนะติดตั้งเครื่องถ่ายภาพซีทีแบบเคลื่อนที่จาก Ping An Health Inspection Center ช่วยให้ประชาชนในเมืองอู่ฮั่นสามารถรับการตรวจวินิจฉัยจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) นอกโรงพยาบาล ยานพาหนะดังกล่าวติดตั้งเครื่องซีทีสแกนสำหรับใช้ทั่วร่างกายและใช้การเชื่อมต่อ 5G โดยนับเป็นระบบเคลื่อนที่ระบบแรกที่ใช้เครื่องซีทีสแกนทั่วทั้งร่างกาย ทั้งนี้ CT นับเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพและแม่นยำมากที่สุดสำหรับการตรวจวินิจฉัยไวรัสโคโรนา (COVID-19)\r\n\r\nหลายๆ บริษัทของจีนใช้โดรน เพื่อทำการตรวจสอบการแพร่ระบาดโดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสตัวบุคคล ตัวอย่างเช่น Pudu Technology จากเสิ่นเจิ้นได้ติดตั้งอุปกรณ์โดรนไว้ในโรงพยาบาลกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ ขณะเดียวกัน MicroMultiCopter ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทจากเสิ่นเจิ้น ใช้โดรนในการขนส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์และถ่ายภาพความร้อน\r\n\r\n         ประเทศไต้หวัน\r\n\r\nรัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลไต้หวัน ซึ่งเป็นหญิงข้ามเพศและเคยเป็นแฮกเกอร์มาก่อน ทำงานร่วมกับทีมจากบริษัท Goodideas-Studio สร้างแผนที่ที่เรียกว่า ‘Instant Mask Map’ ขึ้นมา และมีการใช้งานที่ง่ายแสนง่าย โดยใช้ระบบแถบสีแสดงผลว่าจุดที่ปักไว้ในแผนที่มีหน้ากากอนามัยจำหน่ายหรือไม่ โดยสีเทาหมายถึงไม่มีหน้ากากเหลืออยู่เลย สีชมพูมีเพียง 20% หรือน้อยกว่านั้น สีเหลืองมี 20-50% สีเขียวมีมากกว่า 50% และสีฟ้าคือการแสดงผลทั้งหมด\r\n       \r\n   ประเทศไทย\r\n\r\nคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับเอไอเอส พัฒนาหุ่นยนต์บริการทางการเแพทย์ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อลดความเสี่ยง โดยนำมาใช้ติดตามอาการกลุ่มผู้ถูกเฝ้าระวังและดูแลรักษาผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) เป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยหุ่นยนต์ทางการแพทย์สร้างขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสและอยู่ใกล้ผู้ป่วย ด้วยการรักษาและให้คำปรึกษาทางไกลผ่านระบบ Telemedicline เพื่อขยายขีดจำกัดให้สามารถดูแลรักษาและลดความเสี่ยงให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ในเบื้องต้นมีการนำหุ่นยนต์บริการทางการแพทย์มาใช้งานเพื่อเฝ้าระวังแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ที่โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน 2 ชุดเป็นแบบตั้งโต๊ะ โรงพยาบาลทรวงอก จำนวน 1 ชุด เป็นแบบ mobile robot และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จำนวน 1 ชุด เป็นแบบตั้งโต๊ะ ซึ่งจะมีการพัฒนาโปรแกรมให้เสถียรและสามารถกระจายไปใช้ในโรงพยาบาลอื่นๆ ต่อไปได้\r\n          จากการแพร่ระบาดของเชื้อจากไวรัสโคโรนา (COVID-19) ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างไปทั่วโลกไม่เพียงเฉพาะในประเทศจีนที่เป็นประเทศต้นกำเนิดไวรัสชนิดนี้  ซึ่งทุกประเทศที่ได้รับผลกระทบก็มีวิธีการรับมือที่คล้ายคลึงหรือแตกต่างกันไปตามบริบทของประเทศตนเอง แต่อย่างไรก็ตามประเทศที่สามารถรับมือและคิดเทคโนโลยีใหม่ๆเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดประเทศนั้นย่อมได้เปรียบกว่าเสมอ\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-technology/item/11472-2020-04-21-07-14-01","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1621474488.PNG"],
    [453,3308,"ทำไมแก้วเก็บอุณหภูมิถึงเก็บความเย็นได้นาน","Wed, 2021-05-19 08:01","http://www.stkc.go.th/node/3308","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"    ในช่วงฤดูร้อน เราก็คงอยากพกน้ำดื่มเย็น ๆ สักแก้วเพื่อเอาไว้ดื่มคลายร้อน ส่วนในหน้าหนาวเราก็คงอยากได้น้ำดื่มอุ่น ๆ สักแก้วเพื่อรักษาความอบอุ่นในร่างกาย และคงจะดีไม่น้อยถ้าจะมีอุปกรณ์อะไรสักอย่างที่สามารถรักษาน้ำดื่มให้เย็นท่ามกลางอากาศร้อนและรักษาน้ำดื่มให้ร้อนท่ามกลางอากาศเย็น แต่ไม่ต้องเป็นห่วงไปเพราะอุปกรณ์ที่มีความสามารถทำในสิ่งที่ตรงข้ามแบบนี้ได้นั้นมีอยู่แล้วในปัจจุบันและยังสามารถหาซื้อได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึง “แก้วเก็บอุณหภูมิ” ที่มีคุณสมบัติรักษาอุณหภูมิของของเหลวภายในไว้ได้เป็นอย่างดี แต่ก่อนที่เราจะมารู้ว่าทำไมแก้วเหล่านั้นถึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่น้อยมาก เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าเบื้องหลังของกลไกนี้มีอะไรอยู่บ้าง\r\n\r\nอุณหภูมิ คืออะไร?\r\n\r\n          อุณหภูมิคือดัชนีตัวเลขที่ชี้วัดถึง ความสัมพันธ์กับระดับพลังงานจลน์ภายในอะตอม เนื่องจากภายในอะตอมต่าง ๆ นั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่หยุดนิ่ง มันมีทั้ง Electron, Proton, Neutron และเมื่ออนุภาคต่าง ๆ ภายในอะตอมนั้นเกิดการเคลื่อนที่ก็ย่อมจะทำให้เกิดพลังงานจลน์ซึ่งเป็นพลังงานที่เกิดกับวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ โดยการเคลื่อนที่จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออะตอมได้รับพลังงาน อิเล็กตรอนก็จะเคลื่อนที่รอบนิวเคลียสและยกระดับชั้นวงโคจรสูงขึ้น ถ้าหากอะตอมได้รับพลังงานจนมีระดับอุณหภูมิสูงขึ้นไปอีก อิเล็กตรอนอาจจะยกตัวหลุดจากวงโคจรกลายเป็นประจุ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในความเป็นจริงแล้วอะตอมจะไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่จะเกาะกันจนเป็นโมเลกุล ซึ่งการเคลื่อนที่ของโมเลกุลทำให้เกิดรูปแบบของพลังงานจลน์ซึ่งเรียกว่า “ความร้อน” ดังนั้นเมื่อเราให้พลังงานความร้อนให้กับวัตถุใดก็ตาม โมเลกุลของมันจะเกิดการสั่นสะเทือนและเคลื่อนที่เร็วขึ้นจากเดิมจนทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น แต่เมื่อเราลดระดับพลังงานความร้อนที่ให้แก่วัตถุ โมเลกุลของวัตถุนั้นจะสั่นสะเทือนหรือเคลื่อนที่ช้าลงทำให้อุณหภูมิลดลง \r\n\r\nความร้อน เกี่ยวกับแก้วรักษาอุณหภูมิยังไง?\r\n\r\n          สิ่งหนึ่งที่คิดว่าทุกท่านน่าจะทราบกันเป็นอย่างดีนั่นคือ ความร้อน ไม่อยู่กับที่! แต่มันสามารถเดินทางได้ มันสามารถถ่ายโอนหรือส่งผ่านจากวัตถุหนึ่งที่มีอุณหภูมิสูงกว่าไปสู่อีกวัตถุหนึ่งที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าได้ และตามหลักการของการถ่ายโอนความร้อนนั้นจะแบ่งเป็น 3 แบบด้วยกัน อันได้แก่\r\n\r\n1. การนำความร้อน (Conduction)\r\n\r\n2. การพาความร้อน (Convection)\r\n\r\n3. การแผ่รังสีความร้อน (Radiation)\r\n\r\n          ซึ่งหมายความว่ามีแค่ 3 ทางเท่านั้น ที่จะทำให้น้ำดื่มของเรามีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนั้นถ้าเราสามารถป้องกันทั้ง 3 ทางได้ ก็จะสามารถมีน้ำดื่มเย็น ๆ ในหน้าร้อน และมีน้ำดื่มร้อน ๆ ในหน้าหนาวได้\r\n\r\n          ซึ่งแก้วเก็บอุณหภูมิก็ได้ถูกออกแบบมาอย่างชาญฉลาดเพื่อให้สามารถป้องกันการถ่ายโอนความร้อนทั้งสามทาง โดยถูกออกแบบให้มีความบางของผนังของแก้วเพื่อไม่ให้ความร้อนเข้าหรือออกผ่านการนำความร้อนได้ เพราะการนำความร้อนนั้นจะต้องมีตัวกลางเป็นของแข็งและต้องเกิดการสั่นของอนุภาคที่เรียงตัวกันอยู่อย่างหนาแน่นในวัตถุที่เป็นของแข็ง ต่อมาคือการป้องกันการพาความร้อน โดยการออกแบบให้แก้วมีผนังสองชั้นและคั่นกลางด้วยสุญญากาศเพื่อป้องกันการพาความร้อนที่ต้องมีตัวกลางเป็นของเหลวและก๊าซ สุดท้ายคือการป้องกันการแผ่นรังสีความร้อน วัตถุทุกชนิดมีการแผ่และดูดซับรังสีความร้อนหรือที่เรียกว่า \"รังสีอินฟราเรด (Infrared Radiation, IR)\" โดยรังสีอินฟราเรดเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งซึ่งสามารถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลาง จึงแตกต่างจากการนำความร้อนและการพาความร้อนที่ต้องอาศัยอนุภาคของตัวกลางในการถ่ายโอนความร้อน การแผ่รังสีความร้อนจะมีลักษณะการแผ่ออกไปในทุกทิศทุกทางรอบจุดกำเนิดหรือวัตถุ โดยวัตถุที่มีความร้อนมากกว่าจะแผ่รังสีได้มากกว่า ส่วนความสามารถในการดูดซับความร้อนก็จะแตกต่างกันออกไปขึ้นกับลักษณะและสมบัติของวัตถุนั้น ๆเช่น วัตถุสีเข้ม ด้าน จะสามารถแผ่และดูดซับความร้อนได้ดีกว่าวัตถุที่มีสีอ่อนและมันวาว ดังนั้นแก้วเก็บอุณหภูมิจึงนิยมเคลือบภายในแบบ Silver coating เพื่อให้เกิดการแผ่รังสีความร้อนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้\r\n\r\n          จะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์นั้นอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่เราคิด สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเรามีเรื่องให้เรารู้และศึกษาได้อย่างไม่รู้จบ หากเราเป็นคนช่างสังเกตและหมั่นตั้งคำถามแม้แต่กับอุปกรณ์หาซื้อง่ายดายอย่างแก้วเก็บอุณหภูมิก็จะค้นพบความรู้ใหม่ ๆ ได้อย่างมากมายไม่รู้จบ\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/11480-2020-04-21-07-26-04","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1621386077.PNG"],
    [454,3306,"วิตามินในการช่วยภูมิคุ้มกันสู้โรค","Tue, 2021-05-18 09:47","http://www.stkc.go.th/node/3306","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," ความตื่นตัวต่อการดูแลสุขภาพ กลายเป็นชีวิตปกติในรูปแบบใหม่ของใครหลายคน ไม่เพียงเฉพาะเหตุผลของสถานการณ์การระบาดของโรคอุบัติใหม่ แต่การดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารที่ดีและสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ยังเป็นการเตรียมความพร้อมให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคภัยต่าง ๆ ได้\r\n\r\n\r\nวิตามินเอ\r\n          วิตามินเอ (vitamin A) เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีบทบาทสำคัญต่อการมองเห็นในฐานะที่เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของโรดอพซิน (rhodopsin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ดูดซับแสงในตัวรับของจอประสาทตา สนับสนุนการเจริญเติบโตของเซลล์ และช่วยบำรุงรักษาเซลล์ชนิดเยื่อบุเซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ผิวหนัง ทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร เป็นต้น\r\n          ในปี ค.ศ. 1920 วิตามินเอได้รับการขนานนามว่าเป็น วิตามินต่อต้านการติดเชื้อ “the anti-infective vitamin” โดยวิตามินเอความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ในบทบาทของการควบคุมการตอบสนองของเซลล์บี (B-cell) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาวัคซีนและการสร้างภูมิคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพ\r\n          วิตามินเอพบได้ในตับ น้ำมันตับปลา ไข่แดง นมและผลิตภัณฑ์จากนม นอกจากนี้ ยังพบได้ในผักใบเขียวและผักสีเหลืองและสีส้มที่มีเบต้าแคโรทีน ซึ่งร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ เช่น บร็อคโคลี่ ฟักทอง และแครอท\r\n\r\n\r\nวิตามินบี\r\n          วิตามินบีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง B6, B9 และ B12 เป็นหน่วยสนับสนุนการตอบสนองแรกของร่างกายเมื่อได้รับเชื้อก่อโรค โดยวิตามินบีจะช่วยสนับสนุนการผลิตและกิจกรรมของเซลล์นักฆ่า (natural killer cell) ของร่างกาย โดยเซลล์นักฆ่าจะทำงานโดยการที่ทำให้เซลล์ที่ติดเชื้อเปลี่ยนแปลงรูปร่างและเกิดการแตกหักของสายดีเอ็นเอ” ซึ่งเป็นกระบวนการที่เรียกว่า apoptosis\r\n         แหล่งสารอาหารของวิตามิบี 6 พบได้ในธัญพืชพืชตระกูลถั่ว ผักใบเขียว ผลไม้ ถั่ว ปลา ไก่และเนื้อสัตว์ สำหรับวิตามินบี 9 (หรือโฟเลต) จะพบมากในผักใบเขียว พืชตระกูลถั่ว ถั่วและเมล็ดพืช  และวิตามินบี 12 (cyanocobalamin) จะพบได้ในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ นมและในนมถั่วเหลืองเสริม\r\n\r\n\r\nวิตามินซีและอี\r\n          เมื่อร่างกายของคุณต่อสู้กับการติดเชื้อ จะเกิดภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน (Oxidation stress) นำไปสู่การผลิตสารอนุมูลอิสระ (free radicals) ที่สามารถทำลายเนื้อเยื่อและก่อให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงได้ ซึ่งวิตามินซีและวิตามินอีช่วยปกป้องเซลล์จากภาวะดังกล่าว\r\n          วิตามินซียังช่วยสนับสนุนการผลิตเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล (neutrophils) เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (lymphocytes) และ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ (phagocytes) โดยแหล่งของวิตามินซีที่ดี ได้แก่ ส้ม มะนาว เบอร์รี่  กีวี บรอกโคลี มะเขือเทศและพริก ในขณะที่สามารถพบวิตามินอีได้ในถั่ว ผักใบเขียว และน้ำมันพืช\r\n\r\n\r\nวิตามินดี\r\n          นอกเหนือจากบทบาทของการเสริมสร้างแคลเซียมและสภาวะสมดุลของกระดูก วิตามินดียังมีส่วนช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยมีการค้นพบ ตัวรับวิตามินดี (Vitamin D Receptor)บนเซลล์ T (T cell) เซลล์บี  (B cell) และ Antigen presenting cell ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันที่หน้าที่ทำลายเชื้อก่อโรคแม้ว่ารังสีอัลตราไวโอเลต (UV) จากดวงอาทิตย์จะช่วยผลิตวิตามินดีในผิวหนังซึ่งเป็นแหล่งวิตามินดีธรรมชาติที่ดีที่สุด แต่แหล่งอาหารจำพวกไข่ ปลา และนมบางชนิด อาจช่วยเสริมด้วยวิตามินดีได้ด้วย  เหล็ก, สังกะสี, ซีลีเนียม\r\n          ร่างกายต้องการเหล็กสังกะสีและซีลีเนียม สำหรับการสนับสนุนการเจริญเติบโตของเซลล์ภูมิคุ้มกันในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยธาตุเหล็กช่วยฆ่าเชื้อโรคโดยการเพิ่มจำนวนของสารอนุมูลอิสระที่สามารถทำลายเชื้อได้ นอกจากนี้ยังควบคุมปฏิกิริยาของเอนไซม์ที่จำเป็นสำหรับเซลล์ภูมิคุ้มกันในการรับรู้และกำหนดเป้าหมายเชื้อโรค ในขณะที่สังกะสีช่วยรักษาความสมบูรณ์ของผิวหนังและเยื่อเมือก โดยสังกะสีและซีลีเนียมยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยดูดซับความเสียหายที่เกิดจากภาวะความเครียดออกซิเดชัน โดยแหล่งอาหารที่พบธาตุเหล็กได้แก่ เนื้อไก่ ปลา พืชตระกูลถั่ว และธัญพืช พบสังกะสีได้ในหอยนางรมและอาหารทะเลอื่น ๆ ถั่วแห้ง (โดยเฉพาะถั่วบราซิล) ในขณะที่ซีเรียล เนื้อสัตว์ และเห็ดเป็นแหล่งอาหารที่ดีของซีลีเนียม\r\n\r\n          แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตปกติให้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ มีการปฏิบัติตน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในรูปแบบต่างๆ ให้เข้ากับสถานการณ์ที่ช่วยป้องกันโรค แต่ความพอดีที่เพียงพอเป็นหนึ่งในสิ่งที่ควรคำนึงถึงต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบันด้วยเช่นกัน\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/11476-vitamin\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1621306066.png"],
    [455,3302,"เหตุใดความสูงของคนเราจึงลดลงตามอายุ?","Mon, 2021-05-17 08:59","http://www.stkc.go.th/node/3302","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"สายตายาว หูตึง ขี้หลงขี้ลืม กระดูกพรุน ไขข้อเสื่อม ตลอดจนความเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิวหนัง และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย ล้วนเป็นสัญญาณของความชราที่เห็นได้ชัด ในขณะที่การสูญเสียความสูงก็เป็นลักษณะอย่างหนึ่งที่อาจเป็นปัญหาสุขภาพที่เปลี่ยนไปตามอายุ การทำความเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายเมื่ออายุมากขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถรับมือกับผลกระทบเชิงลบของปัจจัยเรื่องอายุได้\r\n\r\n\r\n          หนึ่งสาเหตุที่อาจทำให้ผู้คนที่อยู่ในวัยชราดูเตี้ยลงอาจเกิดจากภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (Sarcopenia) คือ ภาวะของการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ (muscle mass) มักพบบ่อยในผู้สูงอายุ โดยทุก ๆ 10 ปี จะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อในอัตรา 3-5 % สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษก็คือ กล้ามเนื้อส่วนของลำตัวซึ่งทำหน้าที่หลักในการช่วยพยุงร่างกายให้ตั้งตรงและรักษาท่าทาง แต่เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อเหล่านั้นจะสูญเสียความสามารถ เป็นผลให้ลำตัวงอและสั้นลง  หรืออีกหนึ่งสาเหตุก็คือ สุขภาพของกระดูก โดยกระดูกเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (connective tissue) ที่สามารถปรับขนาดและรูปร่างเพื่อตอบสนองต่อกลไกต่าง ๆ ของร่างกายได้\r\n\r\n          ในช่วงวัยรุ่น ร่างกายมีการเจริญเติบโตโดยจะมีมวลกระดูกถูกสะสม 90% ของความหนาแน่นกระดูกสูงสุด (peak bone mass) และจะสะสมสูงสุดในช่วงอายุระหว่าง 30-35 ปี แต่หลังจากนั้นในช่วงอายุประมาณ 35 - 40 ปี ปริมาณมวลกระดูกจะเริ่มลดลง จนในที่สุดทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า โรคกระดูกพรุน (osteoporosis) ซึ่งเป็นภาวะที่มีมวลกระดูกต่ำและกระดูกมีความเปราะบางมากขึ้น  โดยบริเวณที่พบภาวะกระดูกพรุนได้บ่อยจะเป็นบริเวณสะโพก (hips) และปลายแขน (forearms) แต่ที่พบได้บ่อยที่สุดที่กระดูกสันหลังที่อยู่ในแนวกึ่งกลางด้านหลังของลำตัว (spine) ซึ่งมีผลกระทบต่อความสูง\r\n\r\n          หมอนรองกระดูกสันหลัง (vertebral discs) อยู่บริเวณกระดูกสันหลังแนวลำตัว ทำหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาท่าทาง ซึ่งเป็นแผ่นคล้ายเจลอยู่ระหว่างกระดูกสันหลังและทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทก ช่วยให้เกิดความยืดหยุ่น ซึ่งในผู้ที่ยังอายุน้อย หมอนรองกระดูกจะมีองค์ประกอบของน้ำเป็นส่วนสำคัญ จึงมีความแข็งแรงและอ่อนนุ่ม แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น เปอร์เซ็นต์ของน้ำในหมอนรองกระดูกสันหลังก็จะลดลง และจะค่อยๆ บีบอัดและแบน มีความยืดหยุ่นน้อยลง เป็นผลให้คนอายุมากมีความสูงลดลงกว่าเดิมเล็กน้อย ส่วนใหญ่แล้ว ความสูงเป็นกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดจากพ่อและแม่ แต่ก็มีปัจจัยบางอย่างที่สามารถปฏิบัติเพื่อรักษาความสูงได้ และที่สำคัญกว่านั้นคือ ช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตเมื่อมีอายุมากขึ้น\r\n\r\n          การออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-bearing exercise) เป็นสิ่งที่ดีสำหรับการสร้างกระดูก โดยการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การพัฒนากระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่ในช่วงวัยรุ่น (เมื่อมีการสร้างมวลกระดูกสูงสุด) จะส่งผลระยะยาวเมื่ออายุมากขึ้น และการออกกำลังกายชนิดนี้ส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและยังมีศักยภาพในการป้องกันโรคกระดูกพรุน และโรคสะเก็ดเงินได้ด้วย\r\n\r\n          ในขณะที่การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพก็เป็นสิ่งจำเป็น โดยทั่วไปแล้ว อาหารที่มีวิตามินดีและแคลเซียมสูง รวมถึงอัลมอนด์ บร็อคโคลี่ และคะน้า มีส่วนช่วยในเรื่องของสุขภาพของกระดูก นอกจากนี้การไม่สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตลอดจนจำกัดการบริโภคคาเฟอีน เป็นพฤติกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพเช่นกัน\r\n\r\n          ความสูงที่ลดลงเป็นเรื่องปกติในผู้ที่มีอายุมากขึ้น แต่ก็สามารถชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้ ดังนั้นการออกกำลังกาย และการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เป็นการเพิ่มความมั่นใจว่า คุณจะมีสุขภาพกระดูกที่ดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว\r\n\r\nแหล่งที่มา   https://www.scimath.org/article-biology/item/11482-2020-04-21-07-38-30\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1621216747.png"],
    [456,3289,"Keystone species กุญแจหัวใจระบบนิเวศ","Fri, 2021-05-14 10:56","http://www.stkc.go.th/node/3289","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"Keystone species กุญแจหัวใจระบบนิเวศ\r\n\r\n\r\n            ก่อนจะทำความรู้จักกับสิ่งมีชีวิตชนิดนี้เรามารู้จักกับที่มาของชื่อ Keystone species เพื่อทำให้เข้าใจความสำคัญของสิ่งมีชีวิตจำพวก Keystone มากขึ้น\r\n\r\n            Keystone คือชื่อของหินบริเวณกึ่งกลางโครงสร้างสิ่งก่อสร้างในอาณาจักรโรมัน ซึ่งเป็นโครงสร้างซุ้มประตูลักษณะโค้งเรียกกันว่าอาร์ช (arch) หินบริเวณกึ่งกลางทำหน้าที่รับแรงของหินทั้งหมดทำให้โครงสร้างซุ้มประตูสามารถคงโครงสร้างรูปโค้งได้โดยไม่ให้หล่นหรือผิดรูปแต่เมื่อใดก็ตามที่หินชิ้นนี้หายไปโครงสร้างทั้งหมดก็จะพังทลายลงมาจึงเป็นกุญแจสำคัญของโครงสร้างซุ้มโค้งหรือที่เรียกว่ากุญแจหิน Keystone\r\n\r\n            เปรียบกับชนิดของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศที่อยู่ร่วมกันเป็นวัฏจักร สายใยอาหาร (Food web) ห่วงโซ่อาหาร (Food chain) ไปจนถึงการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ (Life cycle) สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นหินบริเวณกึ่งกลางของอาร์ชเปรียบเสมือนผู้สร้างความสมดุลกับระบบนิเวศให้คงอยู่ไม่พังล้มครื้นลงมาทั้งระบบเหมือนซุ้มโค้งคือสิ่งมีชีวิตที่เป็นกุญแจสำคัญของระบบนิเวศเช่นกัน Keystone species จึงได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหลักของระบบนิเวศ\r\n\r\n            สิ่งมีชีวิตชนิดหลักส่วนใหญ่เป็น top บนยอดพีระมิดประชากรในระบบนิเวศซึ่งมีประชากรน้อยมากเมื่อเทียบกับอิทธิพลแบบ top-down effect ของมันเองทั้งในรูปแบบพฤติกรรมและห่วงโซ่อาหารส่งผลกระทบรุนแรงกับสิ่งมีชีวิตจากบนลงล่างของพีระมิดประชากรเมื่อตัวมันเองสูญพันธุ์ทำให้ระบบนิเวศทั้งระบบพังลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ\r\n\r\n\r\n            เสือดำถูกจัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ (EN) และเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองของไทย และเป็นหนึ่งใน keystone species ที่ช่วยควบคุมสมดุลของระบบนิเวศ ในฐานะสัตว์ผู้ล่าสูงสุดในระบบนิเวศ ควบคุมจำนวนของสัตว์กินพืช ถ้าขาดเสือดำ ระบบนิเวศจะมีผลเสีย เพราะสัตว์กินพืชที่เป็นเหยื่อมีมากเกินไป\r\n\r\n            Keystone species มีหลายชนิดทั้งพืชและสัตว์ต่างก็เป็น Keystone species ได้ในระบบนิเวศหนึ่งๆ บนยอดของพีระมิดประชากรสิ่งมีชีวิตชนิดหลักนี้มีบทบาทในรูปแบบของผู้บริโภคลำดับสุดท้ายหรือผู้ล่าแต่ก็ไม่เสมอไปแล้วแต่ปัจจัยสำคัญของแต่ละระบบนิเวศ หัวใจหลักของการเลือกชนิดพันธุ์ Keystone species คือความโดดเด่นของพฤติกรรมที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตแวดล้อมเพื่อควบคุมประชากรทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น หากไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดหลักทำหน้าที่ล่าเพื่อควบคุมประชากรสัตว์กินพืช ทำให้ในระบบนิเวศมีสัตว์กินพืชเกินสมดุลที่ระบบต้องการทำให้พืชซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตในระบบน้อยลงไม่พอต่อความต้องการระบบนิเวศทั้งหมดจึงไม่สามารถดำรงวัฏจักรต่อไปได้และพังลงมาในที่สุด\r\n\r\n            การบุกรุกพื้นที่ป่าของมนุษย์ทำการเกษตรเชิงเดี่ยวสวนยาง ปาล์มน้ำมัน และพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ การเพิ่มสิ่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัย การตัดถนนเพื่อการคมนาคมล้วนแต่ทำให้พื้นที่ป่าบริเวณนั้นถูกลดความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) บทความนี้ของผู้เขียน Keystone species จึงเป็นหัวใจสำคัญว่าทำไมเราถึงต้องตระหนักกับ Road Kills หายนะสัตว์ป่า และ Wildlife crossing ทางเชื่อมสัตว์ป่า ในบทความก่อนหน้าของผู้เขียนล้วนเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ได้\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/11639-keystone-species","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1620964574.PNG"],
    [457,3286,"ความหมายของ 1080p, 2K, UHD และ 4K คืออะไร?","Thu, 2021-05-13 08:35","http://www.stkc.go.th/node/3286","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null," ถ้าหากเรากำลังเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังจะซื้อโทรศัพท์สมาร์ตโฟนเครื่องใหม่ หรือโทรทัศน์เครื่องใหม่แล้วละก็ หนึ่งในปัจจัยที่เราจะต้องนำมาพิจารณาแน่ ๆ ก่อนทำการซื้อก็คือเรื่องของ “ความละเอียดหน้าจอ” เพราะยิ่งภาพที่แสดงผลนั้นมีความคมชัดมากขึ้นเท่าไหร่ ผู้ใช้งานอย่างเราก็จะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีและแตกต่างไปอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความยากของเรื่องการเลือกความละเอียดหน้าจอคือ ความหมายของตัวเลขที่ถูกแสดงให้ผู้บริโภครับทราบ เพราะโดยส่วนมากแล้วผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ก็ไม่ได้ทราบความหมายหรือความแตกต่างของความละเอียดแต่ละแบบอย่างถ่องแท้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีสมาร์ตโฟน 2 เครื่องที่เรากำลังสนใจโดยที่เครื่องที่หนึ่งนั้นบอกว่า มีความคมชัดของหน้าจอในระดับ FHD (Full HD)  ส่วนเครื่องที่สองบอกว่ามีความละเอียดหน้าจอที่ 2160x1080 พิกเซล เราก็อาจจะเกิดความสับสนได้ว่าแล้วเครื่องไหนมีจอภาพที่แสดงผลได้ดีและคมชัดกว่ากันล่ะ? ซึ่งเราก็อาจจะถามกับพนักงานขายก็ได้เพื่อให้เขาทำการเปรียบเทียบให้ แต่การที่เรามีข้อมูลอยู่ในมือเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกทีก็ดูจะเป็นเรื่องที่ไม่เสียหายอะไร...\r\n\r\n\r\n\r\n720p, 1080p ?\r\n\r\n          มาเริ่มกันที่เลข 2 ตัวแรกที่พบเห็นกันบ่อย ๆ (อย่างเช่นการเลือกความคมชัดของวิดีโอใน YouTube) โดยเลขทั้งสองตัวนี้เป็นการแสดงความละเอียดของ “เส้นภาพ” ที่นับจากบนลงล่างหรือนับในแนวตั้ง\r\n\r\n          ถ้า 720p ก็จะหมายความว่ามีเส้นภาพที่นับจากบนลงล่างทั้งหมด 720 เส้น และมีสัดส่วน กว้าง x ยาว ที่ 1280 x 720 พิกเซล (ในอัตราส่วน 16:9 จึงทำให้เส้นภาพที่นับจากซ้ายไปขวาจะได้ 1280 เส้น)\r\n\r\n          ส่วน 1080p ก็จะหมายความว่ามีเส้นภาพที่นับจากบนลงล่างทั้งหมด 1080 เส้น และมีสัดส่วน กว้างxยาว ที่ 1920×1080 พิกเซล (ในอัตราส่วน 16:9 จึงทำให้เส้นภาพที่นับจากซ้ายไปขวาจะได้ 1920 เส้น) หรือมีอีกชื่อที่นิยมใช้เรียกกันทางการตลาดคือ FHD (Full HD)  \r\n\r\n          ส่วนตัวอักษร p ที่ห้อยอยู่ท้ายเลขทั้งสองนี้ หมายถึง Progressive Scan ซึ่งเป็นระบบการแสดงผลของจอภาพแบบใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาของภาพในจอรุ่นเก่า ๆ มีความคมชัดและแสดงรายละเอียดได้ดีกว่า และไม่มีปัญหาการกะพริบของภาพ และจะเห็นได้ชัดเจนเมื่อมีการหยุดภาพในระหว่างการเล่นภาพเคลื่อนไหว ซึ่งระบบ Progressive จะหยุดได้นิ่งสนิท แต่ระบบการแสดงผลแบบเก่าจะเกิดการกะพริบขึ้น\r\n\r\n2K, UHD, 4K ?\r\n\r\n          ถ้า 720p, 1080p เป็นการนับเส้นภาพจากบนลงล่าง 2K, UHD, 4K กลับเป็นการนับเส้นภาพในแนวนอนหรือซ้ายไปขวาแทน โดยที่ตัวอักษร k นั้นมาจากคำนำหน้าหน่วยในระบบเอสไอ แสดงถึงค่าพัน (10^3 หรือ 1,000) ดังนั้น 2K ก็คือการแสดงผลที่เส้นภาพนับจากซ้ายไปขวาได้มากกว่า 2000 เส้นขึ้นไป และ 4000 เส้นขึ้นไปสำหรับ 4K ส่วนจำนวนเส้นภาพในแนวบนลงล่างก็จะแล้วแต่อัตราส่วน แต่โดยส่วนมากแล้วเราจะพบจอ 2K มีสัดส่วน กว้างxยาว ที่ 2560×1440 พิกเซล และพบจอ 4K มีสัดส่วน กว้างxยาว ที่ 4096×2160 พิกเซล\r\n\r\n          ส่วน UHD (Ultra-High Definition) นั้นความละเอียดอยู่ที่ 3840x2160 พิกเซล ซึ่งจะสังเกตเห็นว่าจำนวนเส้นภาพที่นับได้ในแนวนอนนั้นจะไม่ถึง 4000 เส้น (ไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเรียกว่าความคมชัดระดับ 4K ที่ต้องมี 3999 เส้นภาพขึ้นไป) แต่ด้วยเวลาที่ผู้ขายนำสินค้ามาเสนอในตลาดจึงโฆษณาว่ามีความคมชัดระดับ 4K เพราะ 3840 เส้นภาพก็เกือบจะเป็น 4K อยู่แล้ว นอกจากนี้เจ้าความละเอียดระดับ UHD ยังมีอีกชื่อหนึ่งที่นิยมใช้เรียกกัน นั่นคือ QHD โดย Q ย่อมาจาก Quad ซึ่งมีความหมายว่า ประกอบด้วยของ 4 อย่าง เพราะเจ้า UHD นี้มีขนาดการแสดงผลเป็น 4 เท่าของจอ FHD (นำจอ FHD 4 อันรวมกันจะได้ขนาดการแสดงผลในระดับ QHD)\r\n\r\n          ซึ่งถ้าจะสรุปโดยการเรียงลำดับจอภาพที่มีความละเอียดจากน้อยไปมากก็จะได้ว่า   720p < 1080p < 2K < UHD< 4K\r\n\r\n          เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก่อนเลือกซื้อสมาร์ตโฟนเครื่องใหม่หรือโทรทัศน์เครื่องใหม่ก็อย่าลืมดูความละเอียดของหน้าจอกันด้วย จะได้นำมาใช้ดูภาพยนตร์ ซีรี่ส์ และสื่อวิดีโอต่าง ๆ ที่ในสมัยนี้ก็มักจะมีความคมชัดมากขึ้นเรื่อย ๆ\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-technology/item/11484-1080p-2k-uhd-4k\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1620869717.png"],
    [458,3282,"วิวัฒนาการของกล้องดูดาว","Wed, 2021-05-12 08:46","http://www.stkc.go.th/node/3282","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"  เคยสงสัยกันไหมว่าวิวัฒนาการของกล้องดูดาวนั้นมีกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร จนกระทั่งวงการดาราศาสตร์มีการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่สุดถือว่าเป็นการปฏิวัติแบบก้าวกระโดดที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  เมื่อมีนักประดิษฐ์ได้มีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องสำหรับส่องดูวัตถุที่ไกลออกไปบนท้องฟ้าให้เสมือนอยู่ไกลแค่เพียงเอื้อมมือ  หากนับย้อนเวลากลับไปราวๆ 400 ปีที่ผ่านมานักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ทำการสำรวจท้องฟ้า  และนับตั้งแต่นั้นมนุษย์ได้ทำการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ตัวแรกขึ้นมา  และใช้กล้องโทรทรรศน์นั่นสำรวจวัตถุบนท้องฟ้าต่าง ๆ ในช่วงเวลากลางคืน อยากรู้หรือไม่ว่ากล้องโทรทรรศน์ (Telescope) หรือ กล้องดูดาวมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน\r\n\r\n\r\n\r\n          จากอดีตจนถึงปัจจุบันของนักโบราณคดีวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบเอกสารซึ่งเป็นใบสิทธิบัตรการคิดค้นประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ตัวแรกและถูกสร้างขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 1608 (พ.ศ. 2151) ซึ่งก็ยังเป็นที่สงสัยและถกเถียงกันในวงการวิทยาศาสตร์ว่าใครเป็นผู้คิดค้นและประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาคนแรกกันแน่  ซึ่งจากหลักฐานที่มีการค้นพบในปัจจุบันนั้นทำให้หลายๆคนเชื่อว่า ฮานส์  ลิพเพอร์ฮาย (Hans Lippershey)  เป็นบุคคลคนแรกที่ประดิษฐ์คิดค้นกล้องโทรทรรศน์ (Telescope)  แต่จากหลักฐานหนึ่งที่ปรากฏพบว่ามีชายอีกท่านหนึ่งเป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้นกล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ก่อนฮานส์  ลิพเพอร์ฮาย (Hans Lippershey) ถึง 8 ปี นั่นก็คือ ซาคาไรส์  แจนซ์เซน (Sacharias  Janssen)  แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานใดยืนยันได้ชัดเจนจึงทำให้ลิพเพอร์ฮายได้รับการยอมรับมากกว่าแจนซ์เซน  และนักวิชาการส่วนใหญ่นั้นเชื่อว่าลิพเพอร์ฮายเป็นผู้คิดค้นคุณสมบัติของเลนส์  โดยวิธีการนำเลนส์ 2 ตัว มาวางซ้อนกันทำให้สามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลออกไปได้ชัดเจนยิ่งขึ้น  และต่อมาได้นำหลักการนี้มาสร้างเป็นกล้องส่องทางไกลขึ้นเป็นครั้งแรก ในยุคนั้นอุปกรณ์ชิ้นนี้ถูกเรียกว่า “ท่อขยาย” และต่อมาจึงได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นกล้องโทรทรรศน์ (Telescope)\r\n\r\n          กล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ปรากฏตัวครั้งแรกในประเทศเนเธอแลนด์ ในเดือน ตุลาคม ค.ศ. 1608 (พ.ศ. 2151)  ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวประกอบด้วยเลนส์นูนและเลนส์เว้าในท่อ  จึงทำให้สามารถขยายวัตถุได้ถึง 3-4 เท่า ต่อมา      กาลิเลโอซึ่งไม่ได้เป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ (Telescope) เป็นคนแรก แต่กาลิเลโอได้ออกแบบและสร้างกล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ที่มีกำลังขยายที่มากขึ้นประมาณ 20 เท่า และนำเสนอให้ลูกค้าของเขากาลิเลโอเป็นผู้ผลิตเครื่องเครื่องมือที่มีความเชี่ยวชาญและกล้องโทรทรรศน์ (Telescope) จึงมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า “กล้องดูดาวแบบกาลิเลโอ” (Galileo’s Telescope) การเพิ่มกำลังขยาย ของกล้องโทรทรรศน์ แบบหักเหแสงนี้ แปรตามระยะโฟกัสของเลนส์วัตถุ นั่นคือ การทำให้กำลังขยาย ของกล้องดูดาวเพิ่มขึ้น ระยะโฟกัสจะต้องมากขึ้น เลนส์ก็ต้องมีขนาดใหญ่ขึ้น และความยาวของกล้อง ก็ต้องมากตามไปด้วย\r\n\r\n          กล้องโทรทรรศน์ (Telescope) คือ อุปกรณ์ที่ใช้ขยายวัตถุบนท้องฟ้าโดยอาศัยหลักการรวมกันของแสง เพื่อให้สามารถมองเห็นวัตถุบนท้องฟ้าที่อย่าไกลออกไปที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ทำให้สามารถมองเห็นได้ชัดขึ้น และมีขนาดใหญ่ขึ้น  กล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ประกอบด้วยเลนส์นูนสองชุดทำงานร่วมกัน หรือ กระจกเงาเว้าทำงานร่วมกับเลนส์นูน เลนส์นูนหรือกระจกเงาเว้าขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านใกล้วัตถุทำหน้าที่รวมแสง ส่วนเลนส์นูนที่อยู่ใกล้ตาทำหน้าที่เพิ่มกำลังขยาย การเพิ่มกำลังรวมแสงช่วยให้นักดาราศาสตร์มองเห็นวัตถุที่มีความสว่างน้อย  การเพิ่มกำลังขยายช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถมองเห็นรายละเอียดของวัตถุมากขึ้น\r\n\r\n          ประเภทของกล้องโทรทรรศน์ (Telescope) มี 3 ประเภท\r\n\r\n1. กล้องโทรทรรศน์ แบบหักเหแสง (Refractor Telescope) อาศัยหลักการหักเหของแสง ผ่านเลนส์วัตถุ (Objective Lens) แล้วหักเหอีกครั้ง ผ่านเลนส์ตา (Eye piece) กล้องชนิดนี้ ค้นพบก่อนที่กาลิเลโอจะนำมาพัฒนา และนิยมใช้จนแพร่หลาย ในสมัยของกาลิเลโอ ซึ่งเหมาะสำหรับ สำรวจพื้นผิวของดวงจันทร์, ดาวเคราะห์, วงแหวนและดาวบริวารของดาวเคราะห์ เป็นต้น\r\n\r\n2. กล้องโทรทรรศน์ แบบสะท้อนแสง (Refrector Telescope) อาศัยหลักการสะท้อนของแสง ผ่านกระจกโค้ง (Concave Objective Mirror) แล้วหักเหอีกครั้ง ผ่านเลนส์ตา (Eye piece) กล้องชนิดนี้ พัฒนาโดยไอแซ็ค นิวตัน จึงมีอีกชื่อหนึ่ง คือ กล้องโทรทรรศน์แบบนิวตัน (Newtonian Telescope) ซึ่งเหมาะสำหรับ การสำรวจกระจุกดาว, เนบิวลา, วัตถุท้องฟ้า หรือกาแล็กซีที่ค่อนข้างจาง เป็นต้น\r\n\r\n3. กล้องโทรทรรศน์ แบบ Catadioptric (Catadioptric Telescope) อาศัยทั้งหลักการสะท้อนและการหักเหของแสง เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งกล้องชนิดนี้ ใช้ทั้งกระจกโค้งสะท้อน และเลนส์ในการหักเหของแสง เหมาะสำหรับ การสำรวจกระจุกดาว, เนบิวลา, วัตถุท้องฟ้า เป็นต้น\r\n\r\n          เราจะเห็นว่ากล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ที่ใช้สำหรับการสำรวจ และศึกษาสิ่งที่อยู่นอกโลกนั้นมีได้มากมายหลายแบบ ไม่เฉพาะเพียงแต่ช่วงคลื่นแสง ที่มนุษย์เรามองเห็นเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การสร้างกล้องโทรทรรศน์ แบบหลายๆช่วงคลื่น (Milti-wave Telescope) ในตัวเดียวกัน ก็ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านเทคโนโลยี และงบประมาณ รวมถึงบุคลากรที่จะใช้งานอีกด้วย จึงทำให้การสำรวจ หรือศึกษาด้วยกล้องโทรทรรศน์ โดยอาศัยที่แต่ละแบบแยกอิสระจากกัน ยังคงเป็นที่นิยมต่อไปแต่กล้องโทรทรรศน์ที่พบเห็นและรู้จักกันมากที่สุดก็คือ กล้องโทรทรรศน์ที่ทำงานในย่านความถี่ที่ตามองเห็นหรือ Optical telescope นั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-earthscience/item/11489-2020-04-21-08-12-38\r\n\r\nHow Do Telescopes Work?.  Retrieved May 10, 2020, from https://spaceplace.nasa.gov/telescopes/en/\r\n\r\nวิมุติ วสะหลาย. (2005, 5 Jan).  กล้องโทรทรรศน์.  สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2563, จาก http://thaiastro.nectec.or.th/library/article/236/\r\n\r\nSci-Tech. (2009, 10 Dec).  ประวัติย่อของกล้องโทรทรรศน์จากหลังคาบ้านสู่อวกาศ.  สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.sarakadee.com/2009/12/10/telescope/\r\n\r\nSpace Technology.  กล้องส่องดูดาว.  สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2563, จาก https://mikejakkrit668.wordpress.com/\r\n\r\nศูนย์การเรียนรู้วิทยศาสตร์โลกและดาราศาสตร์. กล้องโทรทรรศน์.  สืบค้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2563, จาก http://www.lesa.biz/astronomy/telescope","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1620783993.png"],
    [459,3279,"“มาตรวัดวิทยา” คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไรบ้าง","Tue, 2021-05-11 08:50","http://www.stkc.go.th/node/3279","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"  “มาตรวิทยา” คำนี้อาจฟังดูไม่คุ้นหูเท่าไรนัก แต่ก็พอจะเดาได้บ้างใช่ไหมว่า เป็นคำที่เกี่ยวข้องกับสิ่งใด ซึ่งจะว่าไปแล้ว “มาตรวิทยา” ก็เกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่างเลย โดยมักจะเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ “กระบวนการ” มากกว่าที่จะระบุอย่างเฉพาะเจาะจงว่าจะต้องเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และกระบวนการที่ว่านี้ก็คือ กระบวนการมาตรฐานของการ ชั่ง ตวง และการวัด นั่นเอง\r\n\r\n\r\n          มาตรวิทยา(Metrology) คือ วิชาที่ว่าด้วยการอ้างอิงเหตุผลการคำนวณทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ ทดลองเพื่อให้ผลของการชั่ง ตวง วัด ถูกต้องและเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก จะว่าไปแล้วก็เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากเลยทีเดียว  เพราะกล่าวอย่างง่ายแบบรวบรัดแล้ว มาตรวัดวิทยาก็คือการกำหนดมาตรฐานของกระบวนการและหน่วยการชั่ง ตวง วัด ให้เป็นมาตรฐานสากลที่ทั่วโลกยอมรับนั่นเอง\r\n\r\n          ในสมัยโบราณ แต่ละประเทศมีหน่วยการชั่งตวงวัดที่ต่างกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดค่ามาตรฐานในการชั่ง ตวง วัด ขึ้นเพื่อใช้ร่วมกันทั่วโลก และเมื่อได้หน่วยวัดที่เข้าใจตรงกันแล้ว จึงพบว่าในการชั่ง ตวง วัด แต่ละครั้งก็จะมีความคลาดเคลื่อนเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายๆอย่าง จนต้องมีการตั้งค่าสากลขึ้นเป็นแม่แบบ แล้วเอาค่าจากการวัดครั้งอื่นๆที่มาจากหลายประเทศทั่วโลกมาเปรียบเทียบกันกับแม่แบบสากลนี้\r\n\r\n          มาตรวิทยาเริ่มจากการกําหนดรายละเอียดของหน่วยวัด มาตรฐานด้านการวัด ที่เป็นสากล เพื่อเป็นที่อ้างอิงของกิจกรรมการชั่ง ตวง วัดต่างๆตามข้อตกลงร่วมกันในรูปแบบ “สนธิสัญญาเมตริก” (The Metre Convention) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ทุกประเทศทั่วโลกให้การยอมรับและนำไปใช้\r\n\r\n          ส่วนประเทศไทยได้มีการออกพระราชบัญญัติการพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ.2540 เพื่อบังคับใช้ในประเทศ พร้อมกับได้ให้ความหมายของ มาตรวิทยาไว้ว่า “เป็นกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการสอบเทียบ ปรับตั้ง ความถูกต้องของเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดปริมาณหรือวิเคราะห์ทดสอบ” และได้ตั้ง “สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ” ขึ้นใน พ.ศ. 2541 เพื่อเป็นหน่วยงานที่ดำเนินกิจกรรมการวัดในประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ผลของการวัดเป็นยอมรับของนานาประเทศ\r\n\r\nกระบวนการที่ดำเนินการโดยสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ\r\n\r\n          การดำเนินการของสถาบันมาตรวิทยานั้น นอกจากจะใช้วัดมาตรฐานของสิ่งของและกระบวนการที่เป็นกิจกรรม ชั่ง ตวง วัด ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ยังใช้เป็นเกณฑ์ทดสอบมาตรฐานสากลของเครื่องมือและกระบวนการที่ใช้ประเมินอีกด้วย ซึ่งทำได้โดย ทำการทดสอบการวัดค่าได้ของเครื่องมือและกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงกระบวนการสุดท้าย\r\n\r\n          แล้วทดสอบการวัดค่านั้นใหม่โดยการทวนซ้ำจากกระบวนการสุดท้ายมากระบวนการเริ่มแรกอีกที ทุกกระบวนการตั้งแต่แรกจนทวนเสร็จ มีการวัดเทียบจากค่ามาตรฐานทั้งหมดตลอดทุกกระบวนการ โดยการเปรียบเทียบกับมาตรฐานสากลที่ตั้งไว้โดยทวนซ้ำกลับไปกลับมานี้ เรียกว่า “การสอบกลับได้”\r\n\r\n          ซึ่งจะมีทั้งการสอบกลับได้ของเครื่องมือและกระบวนการชั่ง ตวง วัด ไปจนถึงการสอบกลับได้ของกระบวนการและเครื่องมือที่ใช้ทดสอบนั้นอีกทีหนึ่งด้วย เพื่อตั้งค่าให้เครื่องมือและกระบวนการชั่ง ตวง วัด มีความแม่นยำสูง ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล\r\n\r\nมาตรวิทยากับการนำไปใช้งานในระบบคุณภาพ\r\n\r\n          ปัจจุบันนี้การรับรองระบบคุณภาพเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับภาคอุตสาหกรรม เพราะเป็นหลักประกันว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมมีคุณภาพดี มีคุณลักษณะตรงตามความต้องการ ในข้อกําหนดของมาตรฐาน การรับรองระบบคุณภาพต่างๆ จะมีข้อกําหนดข้อหนึ่งที่ระบุว่าเครื่องมือวัดที่ใช้ในระบบต้องได้รับการรับการสอบเทียบอย่างถูกต้อง มาตรวิทยาที่ได้นำไปใช้งานด้านการกำหนดมาตรฐานนี้ เรามักจะได้ยินจนคุ้นหูกันดี ในชื่อมาตรฐาน ISO ต่างๆ เช่น\r\n\r\n          ISO 9001 คือ การรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ เพื่อให้แน่ใจว่าผลการวัดนั้น สามารถยอมรับได้อย่างเป็นทางการ คำนี้ได้ยินบ่อยมาก เพราะใช้ในการโฆษณาด้วย และยังมี ISO 14000 คือ มาตรฐานที่ใช้ในการรับรองระบบบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่าได้ผลการตรวจวัดถูกต้อง\r\n\r\n          ส่วนอย่างสุดท้ายที่อาจจะผ่านหูผ่านตา ตอนไปโรงพยาบาลหรือเจอตามหน้าเว็บไซต์ของโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่กล่าวว่าผ่านมาตรฐาน HA (Hospital Accreditation) ซึ่งก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า โรงพยาบาลนี้มีการรับรองคุณภาพของโรงพยาบาลแล้ว วางใจได้ หายห่วง\r\n\r\n          กล่าวโดยสรุปได้ว่า ระบบมาตรวิทยาเกิดจากปัญหาด้านการแลกเปลี่ยนสิ่งของหรือบริการบางอย่างระหว่างมนุษย์ที่มีเกณฑ์การประเมินสิ่งของหรือบริการหนึ่งๆต่างกันทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในด้านความได้เปรียบเสียเปรียบในการซื้อขาย\r\n\r\n          ดังนั้น มาตรวัดวิทยาจึงเป็นวิชาที่จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายนี้ประเมินและเปรียบเทียบสิ่งของและบริการดังกล่าวง่ายขึ้น เพราะมีการคำนวณทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มาอ้างอิง เมื่อทุกฝ่ายยอมการประเมินภายใต้ตัวชี้วัดเดียวกัน และบังคับใช้เป็นมาตรฐานสากลด้วยแล้ว ก็ทำให้ทุกประเทศทั่วโลกสามารถตีมูลค่าของสิ่งของหรือบริการที่ทำการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้อย่างราบรื่นภายใต้มาตรฐานที่ยอมรับร่วมกัน\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง\r\n\r\nสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ. มาตรวิทยา. สืบค้นเมื่อวันที่ 04 เมษายน 2563. จาก https://www.nstda.or.th/th/nstda-knowledge/3383-metrology\r\n\r\nสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ. คลังความรู้มาตรวิทยา. สืบค้นเมื่อวันที่ 04 เมษายน 2563. จาก http://www.nimt.or.th/main/?page_id=30280\r\n\r\nสมาคมมาตรวิทยาแห่งประเมศไทย. บทที่ 2 ระบบการวัด. สืบค้นเมื่อวันที่ 04 เมษายน 2563. จาก http://www.mst.or.th/index.php?lay=show&ac=article&Id=539674770\r\n\r\nที่มา https://www.scimath.org/article-technology/item/11498-2020-04-21-08-27-18","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1620697847.PNG"],
    [460,3271,"มาทำความรู้จักกับ Beacon Technology เทคโนโลยีแห่งอนาคต","Fri, 2021-05-07 09:41","http://www.stkc.go.th/node/3271","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null," ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ สมาร์ตโฟนถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยีต่าง ๆ มากขึ้น สามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้นตามความต้องการของผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้สมาร์ตโฟนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย อาจกล่าวได้ว่าฮาร์ดแวร์ที่เป็นหัวใจหลักในการประมวลผลการทำงานได้รวดเร็วไม่แพ้กับคอมพิวเตอร์ เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้สมาร์ตโฟนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้เหล่าผู้ผลิตระบบปฏิบัติการบนสมาร์ตโฟนหรือโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างก็แข่งขันกันพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็มีเทคโนโลยีหนึ่งที่ชื่อว่า Beacon ซึ่งจะมีรายละเอียดและความน่าสนใจอย่างไรนั้น ติดตามได้ในบทความนี้\r\n\r\n\r\n\r\nBeacon คืออะไร\r\n\r\n          Beacon เป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาให้ส่งสัญญาณ bluetooth โดยจะเป็นการส่งคลื่นสัญญาณที่ใช้พลังงานต่ำหรือที่เรียกกันว่า bluetooth 4.0 Low Energy ในระดับความถี่ 2.4 GHz ไปยังอุปกรณ์ของผู้รับโดยอัตโนมัติ ซึ่งอุปกรณ์ในที่นี้ก็คือสมาร์ตโฟนของผู้ใช้ที่อยู่ในบริเวณที่สามารถสัญญาณส่งไปถึงได้ ทั้งนี้สัญญาณจะถูกส่งออกไปในวงรัศมี 10–30 เมตร โดยจะส่งสัญญาณความถี่เป็นช่วง ๆ นับเป็นจำนวนครั้งต่อวินาทีซึ่งขึ้นอยู่กับผู้พัฒนา\r\n\r\n          ในปัจจุบันระบบปฏิบัติการบนโทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภทสมาร์ตโฟนสามารถรองรับ Beacon Technology ได้มากขึ้นในทุกระบบปฏิบัติการ และเริ่มมีการนำเข้ามาใช้อย่างจริงจังในประเทศไทยกันมากขึ้น โดยเฉพาะการนำมาใช้ในพื้นที่ที่ระบบ GPS เข้าไปไม่ถึง เช่น ภายในตัวอาคาร โดยอุปกรณ์ Beacon จะส่งสัญญาณบลูทูธไปยังสมาร์ตโฟนของผู้ใช้บริการที่อยู่ในรัศมีที่สัญญาณส่งถึง หากสมาร์ตโฟนเปิดช่องรับสัญญาณบลูทูธเอาไว้ก็จะมีการแจ้งเตือนทางสมาร์ตโฟน และทำการรับข้อมูล (Information) ที่มีประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการได้ทันที\r\n\r\nการประยุกต์ใช้ Beacon Technology\r\n\r\nใช้ทำหน้าที่เสมือนพนักงานต้อนรับ เช่น ถ้าเราเดินไปใกล้กับบริเวณที่ติด Beacon เราจะได้รับข้อความต้อนรับที่เป็นสาระสำคัญของร้านไม่ว่าจะเป็นข้อมูลโปรโมขัน เมนูอาหาร เป็นต้น\r\n\r\nประยุกต์ใช้ในงานการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ หรือ CRM (Customer Relationship Management) เช่น โดยการส่งคูปองส่วนลดหรือโปรโมชั่นพิเศษ และแจ้งเตือนข้อมูลสินค้าให้ผู้ใช้ได้ทันที ทำให้ผู้ใช้ได้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น\r\n\r\nใช้เป็นระบบนำทาง พื้นที่อาคาร พื้นที่ในร่ม พื้นที่จำกัด ซึ่ง GPS ทำได้แม่นยำแต่จะอยู่ในระยะจำกัดของสัญญาณ\r\n\r\nใช้ในระบบบัตรคิว ในการจัดลำดับการให้บริการงานต้อนรับที่ต้องบริการลูกค้าจำนวนมาก เช่น ธนาคารหรือสถานที่ราชการ\r\n\r\nใช้ในการทำ Bitlock หรือการเข้ารหัสหรือปลดล็อกรหัสการใช้งานอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ตัวปลดล็อกจักรยานด้วยแอปพลิเคชัน คือ เมื่อเจ้าของเดินเข้าไปใกล้ในระยะที่อุปกรณ์ตรวจจับได้ก็สามารถใช้มือถือสั่งปลดล็อกได้\r\n\r\nการทำ Whistle Wearable Device ในการติดตามข้อมูลด้านสุขภาพของสัตว์เลี้ยง\r\n\r\nการทำ Beluvv หรืออุปกรณ์สำหรับการติดตามเด็กเล็ก ซึ่งใช้ส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปยังผู้ปกครองเมื่อเด็ก ๆ ออกห่างหรืออยู่นอกสายตา\r\n\r\nหลังจากอ่านบทความนี้แล้ว คงพอเข้าใจกันบ้างแล้วว่า Beacon มีประโยชน์อย่างไร  ฝากให้ผู้อ่านคิดต่อไปว่า เจ้าอุปกรณ์ตัวนี้มีประโยชน์กับเราอย่างไรบ้าง\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-technology/item/11500-beacon-technology\r\n\r\nestimote. Intro to Estimote APIs Beacons, how do they work?. : a review.  Retrieved March 25, 2020, from http://developer.estimote.com/eddystone/#eddystone--ibeacon-comparison\r\n\r\nAcademy by pulsate. (2015, 24 July).  Intro to Estimote APIs Beacons, how do they work? Example apps & use cases. : a review.  Retrieved March 30, 2020, from http://academy.pulsatehq.com/bluetooth-beacons\r\n\r\nKotakt.io. Beacon profiles: iBeacon vs. Eddystone. : a review.  Retrieved March 25, 2020, from https://kontakt.io/beacon-basics/ibeacon-and-eddystone/","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1620355308.jpeg"],
    [461,3263,"เหตุผลที่ไม่ควรเกลียดแมงมุม","Thu, 2021-05-06 09:06","http://www.stkc.go.th/node/3263","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"    ความหวาดกลัวแมงมุมที่เรียกว่า arachnophobia  เป็นอาการกลัวแมงมุม หรือรวมไปถึงสัตว์ชนิดอื่นในตระกูลแมง เช่น แมงป่อง และอาจถูกจัดรวมกับอาการกลัวแมลงด้วย แต่ในความจริงแล้วหลายคนอาจกลัวแมงมุมเพียงเล็กน้อย และเหตุผลเหล่านี้อาจจะช่วยให้รักแมงมุมได้มากขึ้น\r\n\r\n\r\nแมงมุมช่วยมนุษย์ให้รอดพ้นจากสัตว์ที่อันตรายที่สุดในโลก\r\n\r\n          ส่วนใหญ่แมงมุมจะกินแมลงเป็นอาหาร ซึ่งช่วยควบคุมประชากรแมลงในระบบนิเวศน์ ใยแมงมุม ใหญ่ และมีความซับซ้อน และที่สำคัญดักจับแมลงขนาดเล็กเช่น ยุง ได้ดี ทั้งนี้ ยุงเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกที่คร่าชีวิตมนุษย์ได้มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ๆ เสียอีก\r\n\r\nแมงมุมเป็นสัตว์อายุยืน\r\n\r\n          จากสถิติการบันทึกโลก แมงมุมที่อายุยืนที่สุดในโลกเป็นแมงมุมประตูกลตัวเมีย สายพันธุ์ Gaius villosus อายุ 43 ปี อาศัยอยู่ในรัฐเซาท์เวสเทิร์น ออสเตรเลีย หรือรู้จักกันในชื่อ หมายเลข 16 แม้จะมีอายุมากถึง 43 ปี แต่มันไม่ตายเพราะสิ้นอายุขัย แต่ตายเพราะถูกตัวต่อต่อย\r\n\r\n\r\n          แมงมุมประตูกลเป็นแมงมุมที่เฝ้าประตูทางเข้ารังของมันตลอดเวลา เนื่องจากสร้างรังใหม่หรือย้ายรังได้ยาก และเหตุผลที่มันเฝ้ารัง ไม่ค่อยออกไปที่อื่นนี่เอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์พบเคล็ดลับอายุยืนของมัน นั่นคือ การใช้พลังงานน้อยและมีระบบเผาผลาญต่ำ\r\n\r\nใยแมงมุมมหัศจรรย์\r\n\r\n          ใยแมงมุมเป็นวัสดุชีวภาพธรรมชาติที่แข็งแรงและยืดหยุ่นที่สุดเท่าที่มนุษย์รู้จัก ซึ่งในใช้ในอดีตนักวิจัยใช้ใยของแมงมุมสำหรับการทำผ้าพันแผล โดยได้หาวิธีการโหลดใยของมันด้วยยาปฏิชีวนะ นอกจากนี้ใยแมงมุมสีทองที่พบเห็นได้ทั่วไปในออสเตรเลีย มีความแข็งแรงพอที่จะจับค้างคาวและนกได้ และสามารถนำมาทอเป็นเสื้อคลุมใยแมงมุมได้อย่างสมบูรณ์\r\n\r\nพิษของแมงมุมช่วยระงับปวดได้\r\n\r\n          นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ กำลังพัฒนายาระงับปวด ชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดการเสพติดจากพิษของแมงมุม ที่มีกลไกในการจับเหยื่อได้อย่างรวดเร็วโดยกำหนดเป้าหมายที่ระบบประสาท  ซึ่งความสามารถนี้เป็นคุณสมบัติของยาระงับปวดในมนุษย์ได้\r\n\r\n          พิษแมงมุมจาก Fraser Island funnel web มีโมเลกุลที่ชะลอผลกระทบของการอุดตันในสมอง โดยศาสตราจารย์เกล็นคิง สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุลของมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ กล่าวว่าพิษจะถูกนำมาใช้ในการพัฒนายาเพื่อป้องกันสมองถูกทำลายในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง นอกจากนี้พิษดังกล่าว ยังถูกใช้เพื่อสร้างสารกำจัดศัตรูพืช โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกด้วย\r\n\r\n\r\n\r\n          แมงมุมไม่มีนิสัยก้าวร้าว และจะพยายามหนีห่างออกจากผู้คน หรือเพื่อป้องกันตัวเอง แมงมุมหลายชนิดมีความพิเศษในการซ่อนหรือพรางตัว เช่น แมงมุม Wrap-around spiders สายพันธุ์ Dolophones ที่แผ่ตัวติดกับกิ่งไม้เพื่อซ่อนตัวในระหว่างวัน และจะออกมาสร้างใยในเวลากลางคืน แมงมุม Bird-dropping spider ที่มีรูปร่างคล้ายมูลนก ห้อยติดกับใยแมงมุมเป็นการพรางตัว หรือแมงมุมประตูกล (Trapdoor spiders) ที่อาศัยอยู่ในโพรงที่ปกคลุมด้วยดินและเศษใบไม้\r\n\r\nแมงมุมเป็นแม่ที่ยอดเยี่ยม\r\n\r\n          แมงมุมเพศเมียบางตัวผลิตน้ำนม หรือแม้แต่เสียสละตัวเองเพื่อเป็นอาหารให้ลูก ซึ่งแม่แมงมุมทุกตัวจะปกป้องลูกของพวกมันที่เรียกว่า แมงมุมตัวอ่อน (spiderlings) อย่างไรก็ดี แม่แมงมุมประตูกล จะให้ลูกแมงมุมอยู่ในโพรงเป็นเวลา 9 เดือน ก่อนที่พวกมันจะขุดโพรงในบริเวณใกล้เคียงเพื่ออยู่อาศัย\r\n\r\n          แม้แมงมุมจะเป็นสัตว์ที่มีลักษณะน่ากลัว มีการเคลื่อนที่ที่ว่องไวกว่ามนุษย์ และมีพิษที่เป็นอันตรายถึงชีวิตแต่แมงมุมก็เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์อย่างยิ่ง หากไม่มีแมงมุมหรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่นๆ มนุษย์จะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นหากพบเจอแมงมุมโดยไม่ทันตั้งตัว พยายามตั้งสติ หยิบแก้วน้ำหรือภาชนะที่สามารถครอบตัวแมงมุมได้ และนำมันไปปล่อยสู่แหล่งธรรมชาติ ก็ถือว่าเป็นการช่วยป้องกันระบบนิเวศน์ที่สัตว์ทุกชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันได้แล้ว\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/11488-2020-04-21-08-11-52\r\n\r\nLeanda Denise Mason.(2020,January 7),Don’t like spiders? Here are 10 reasons to change your mind. Retrieved April 11, 2020, From https://theconversation.com/dont-like-spiders-here-are-10-reasons-to-change-your-mind-126433\r\n\r\nแมงมุมอายุมากที่สุดในโลก ตายแล้วในวัย 43 ปี. Retrieved April 11, 2020, From https://ngthai.com/animals/10223/worlds-oldest-known-spider-dies-at-43/","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1620266766.PNG"],
    [462,3261,"เคยสังเกตจุกเล็กๆเหนือผล “สับปะรด”กันไหม ส่วนนี้สามารถนำไปปลูกต่อได้นะ!","Wed, 2021-05-05 08:06","http://www.stkc.go.th/node/3261","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"หลายคนคงรู้จักผลสับปะรดที่เราทานกันเป็นอย่างดี ด้วยรูปร่างที่แปลกสะดุดตา รสชาติหวานอมเปรี้ยว เนื้อฉ่ำ ทานแล้วรู้สึกสดชื่น สับปะรดจึงเรียกได้ว่าเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งแห่งเมืองร้อน  แต่จะมีใครบ้าง? ที่เคยเห็นผลของต้นสับปะรดแบบเต็มๆต้น นอกจากนี้แล้ว...ยังสังเกตได้อีกไหมว่า “จุก” เหนือผลของสับปะรดที่หน้าตาเหมือนมงกุฎเล็กๆนั้น ก็สามารถกลายเป็นสับปะรดต้นใหญ่ได้อีกต้นหนึ่งเช่นกัน ขั้นตอนการทำให้มงกุฎเล็กๆนี้เติบโตเป็นลำต้นที่ให้ผลได้นี้ เป็นส่วนหนึ่งของ “การขยายพันธุ์พืช” นั่นเอง\r\n\r\n          เนื่องจากสับปะรดนั้น จัดเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดีแม้จะมีน้ำน้อย เหมาะสำหรับประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน มักจะนิยมปลูกในพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง และมีสภาพภูมิประเทศที่อยู่ใกล้ทะเล เช่น ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ชลบุรี ระยอง และจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย เช่น พันธุ์ปัตตาเวีย พันธุ์อินทรชิต พันธุ์ขาว พันธุ์ภูเก็ต พันธุ์นางแล เป็นต้น\r\n\r\n          เนื่องจากสับปะรดนั้น จัดเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ดีแม้จะมีน้ำน้อย เหมาะสำหรับประเทศไทยที่เป็นเมืองร้อน มักจะนิยมปลูกในพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง และมีสภาพภูมิประเทศที่อยู่ใกล้ทะเล เช่น ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ชลบุรี ระยอง และจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ พันธุ์ที่นิยมปลูกในประเทศไทย เช่น พันธุ์ปัตตาเวีย พันธุ์อินทรชิต พันธุ์ขาว พันธุ์ภูเก็ต พันธุ์นางแล เป็นต้น สับปะรดที่เราทานกันนั้น มีต้นกำเนิดมาจากทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งจัดเป็นพวก “ไม้ดิน” มีระบบราก และหาอาหารอยู่ในดิน ใบของสับปะรดมีเซลล์พิเศษสำหรับเก็บน้ำเอาไว้ในใบ จึงทำให้ทนทานในภูมิประเทศที่มีความแห้งแล้งได้ดี ทั้งนี้ สับปะรดนั้นสามารถปลูกได้ในดินแทบทุกแห่งในประเทศไทยก็ว่าได้ (ซึ่งจะให้ผลโต หวาน เปรี้ยว หรืออาจจะไม่ออกผลเลย ก็ต้องดูที่ลักษณะของสภาพภูมิประเทศด้วย)\r\n\r\n          เราสามารถใช้ส่วนต่าง ๆ ของสับปะรดในการขยายพันธุ์ได้หลากหลายวิธี ซึ่งสับปะรดก็เป็นผลไม้ที่มีความพิเศษตรงที่สามารถใช้ “จุก” มาปลูกต่อไปได้ด้วย แทนที่จะเป็นเมล็ด หรือกิ่งก้าน นับว่าเป็นความหลากหลายทางพฤษศาสตร์ที่น่าสนใจทีเดียว ซึ่งจะน่าสนุกมาก หากได้ทดลองปลูกสับปะรดจาก “จุก” ที่ว่านี้ด้วยตนเอง\r\n\r\n          ขั้นตอนนั้นก็ไม่ยุ่งยากเลย เพียงแค่คัดเลือกสัปปะรดลูกใหญ่ที่มี “จุก” เหนือผลสับปะรด ยาวประมาณ 50-75 ซม. (หรือความยาวอาจจะน้อยกว่า 50 ซม.แต่มีน้ำหนักประมาณ 200 กรัมก็ถือว่าใช้ได้) ลอกกาบใบล่างออก 3-4 ชั้น เพื่อให้รากแทงออกมาได้สะดวกขึ้น  จากนั้นก็เสียบไม้จิ้มฟันรอบๆ 2-3 อัน  แล้วเอาส่วนล่างแช่ไว้ในน้ำ และเปลี่ยนน้ำทุกๆวัน  เมื่อเริ่มมีรากออกมาก็นำ “จุก” นั้นมาใส่กระถางแล้วใส่ดินลงไป   นำไปวางกลางแจ้งหรือวางในที่แสงแดดส่องถึงเกือบทั้งวัน โดยที่ไม่ต้องรดน้ำบ่อยนัก เพียงเท่านี้เจ้า “จุก” สับปะรด ก็จะกลายเป็นสับปะรดต้นใหญ่ได้ในระยะเวลาประมาณ 6 สัปดาห์ด้วยกัน\r\n\r\n           การปลูกสับปะรดด้วยจุกนั้นใช้พื้นที่น้อยและง่ายดายก็จริง แต่ก็ไม่ใช่วิธีที่เกษตรกรนิยมใช้กัน เพราะว่า การใช้จุก จะทำให้ผลของต้นใหม่ที่ออกมานั้นไม่ได้ตามมาตรฐานที่ต้องการและไม่ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศเท่าการปลูกด้วย “หน่อ” ซึ่งมี 2 แบบ คือ\r\n\r\nขยายพันธุ์ด้วยหน่อดิน เกิดจากตาที่อยู่ในบริเวณลำต้นใต้ดิน ซึ่งจะเริ่มแทงขึ้นมาพ้นผิวดิน หลังจากเกิดการสร้างดอกแล้ว มีจำนวนน้อย รูปทรงเล็กเรียว ใบยาวกว่าหน่อข้าง\r\n\r\nขยายพันธุ์ด้วยหน่อข้าง เกิดจากตาที่พักตัวอยู่บนลำต้นในบริเวณโคนใบ หน่อข้างเหล่านี้ใช้ขยายพันธุ์ได้ดี เป็นวิธีที่เกษตรกรนิยมใช้ในการขยายพันธุ์ในการทำไร่สับปะรด\r\n\r\n           ส่วนการขยายพันธุ์ด้วยจุก โดยธรรมชาติ มงกุฎเล็กๆที่เป็น “จุก” จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เหนือผลสับปะรดหลังจากการออกดอกของสับปะรด (สับปะรดจะออกดอกเล็กๆบริเวณตาสับปะรด) และถ้าเราปล่อยให้จุกนี้เจริญเติบโตไปเรื่อยๆ พร้อมๆกับผลสับปะรดที่สุกงอม ผลและจุก ก็จะหลุดออกจากต้นเดิม แล้วงอกรากออกมากลายเป็นต้นใหม่ได้\r\n\r\n\r\n          แถมท้ายให้อีกนิดสำหรับใครที่มีความชื่นชอบในทางพฤษศาสตร์ และอยากหาข้อมูลเกี่ยวกับ “สับปะรด” ให้มากกว่านี้ โดยสับปะรด (Pineapple) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ananas comosus (L.) Merr. จัดอยู่ในวงศ์ BROMELIACEAE และอยู่ในวงศ์ย่อย BROMELIOIDEAE นั่นเอง\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/11491-2020-04-21-08-14-03\r\n\r\nกรมพัฒนาที่ดิน. การปลูกสับปะรด. สืบค้นเมื่อวันที่ 01/04/2563 จาก. http://mordin.ldd.go.th/nana/web-ldd/Plant/Page09.html\r\n\r\nวิชาเกษตร ปลูกผัก ทำไร่ ไถนา. วิธีปลูกสับปะรด. สืบค้นเมื่อวันที่ 01/04/2563 จาก https://www.vichakaset.com/วิธีปลูกสับปะรด","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1620176764.PNG"],
    [463,3258,"ความสมดุลกับปริมาณน้ำในร่างกายมนุษย์","Mon, 2021-05-03 09:07","http://www.stkc.go.th/node/3258","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญและจำเป็นของเซลล์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเซลล์พืช เซลล์สัตว์ และเซลล์ในร่างกายมนุษย์ ทุกเซลล์ล้วนประกอบด้วยน้ำทั้งสิ้น นอกจากนี้น้ำยังช่วยปรับสมดุลรักษาอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ ช่วยในการย่อยอาหาร และช่วยให้เรามีสมาธิ มีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย  เรามาดูการรักษาความสมดุลของน้ำในร่างกายกันได้ในบทความนี้\r\n\r\n          ทำไมเราจึงต้องปรับปริมาณน้ำในร่างกายให้สมดุล นั่นก็เพราะว่าน้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญภายในร่างกายของเรา มนุษย์มีปริมาณน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณร้อยละ 70 โดยที่น้ำในเลือดมีปริมาณถึงร้อยละ 92 ในสมองมีปริมาณน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 85 ซึ่งในแต่ละเซลล์ในร่างกายจะมีปริมาณน้ำเป็นองค์ประกอบร้อยละ 60 และในไขมันในร่างกายสามารถเก็บสะสมน้ำได้ถึงร้อยละ 10 แต่ในกล้ามเนื้อเก็บสะสมน้ำได้มากถึงร้อยละ 75\r\n\r\n\r\n          วิธีการที่จะช่วยรักษาสมดุลของของเหลวภายในร่างกาย ให้มีระดับคงที่อยู่ได้ อาจมีได้หลายวิธี ซึ่งอาจแตกต่างกันไป ในสิ่งที่มีชีวิตแต่ละชนิด ส่วนในมนุษย์นั้นจะพบว่า ไตที่ทำหน้าที่ช่วยกำจัดสารที่ร่างกายไม่ต้องการออกมาได้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีต่อมเหงื่อ ช่วยกำจัดของเสียออกมาทางผิวหนังได้อีกด้วย ส่วนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการหายใจ จะถูกปอดขับสู่ภายนอก โดยออกมากับลมหายใจออก เวลาที่ร่างกายขาดน้ำ เช่น ขณะออกกำลังกาย หรือทำงานหนัก หรืออยู่ในที่ร้อน และแห้งแล้ง จะทำให้เรามีความรู้สึกกระหายน้ำมาก เพราะร่างกายสูญเสียน้ำออกไปเยอะ โดยขับออกมาเป็นเหงื่อ การดื่มน้ำ จะช่วยทำให้ความเข้มข้นของของเหลวภายในร่างกายกลับคืนสู่สภาวะสมดุลได้เป็นปกติ และน้ำที่ดื่มนั้นควรเป็นน้ำประปา หรือน้ำฝน เพราะมีเกลือแร่ต่างๆ ละลายอยู่น้อยมาก ทำให้ร่างกายกลับคืนสภาวะปกติได้ ถ้าดื่มน้ำที่มีเกลือแร่ละลายอยู่มากๆ เช่น น้ำทะเล ร่างกายต้องกำจัดเกลือแร่ที่มากเกินต้องการออกทางปัสสาวะ และในการกำจัดนี้ จะมีการดึงเอาน้ำภายในร่างกายติดตามออกไปด้วย ทำให้ร่างกายกลับเสียน้ำมากยิ่งขึ้น ทหารที่อยู่ในสนามรบ หรือผู้ที่เดินทางไปในทะเลเป็นเวลานานๆ หรือมนุษย์อวกาศ จำเป็นจะต้องเตรียมน้ำดื่มติดตัวไปให้เพียงพอ เพราะน้ำ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ร่างกายจะขาดเสียมิได้ ผู้ป่วยซึ่งท้องเดินอย่างแรง เช่น เป็นอหิวาตกโรค หรือไข้รากสาด ร่างกายจะเสียน้ำออกมาทางอุจจาระ มากเกินกว่าปกติ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้โดยง่าย ในการรักษา แพทย์จะฉีดน้ำเกลือประมาณ ๐.๘๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นสารละลาย ที่มีความเข้มข้นใกล้เคียงกับของเหลวในเลือดเข้าเส้นเลือดอย่างช้าๆ เพื่อช่วยให้คนไข้ได้รับน้ำชดเชยกับที่เสียไป ทำให้สามารถรอดชีวิตอยู่ได้ ก่อนที่จะให้ยา เพื่อรักษาโรคต่อไป คนไข้ซึ่งได้รับอุบัติเหตุเสียเลือดมากๆ เช่นเดียวกัน ถ้าไม่สามารถห้ามเลือดให้หยุดไหลได้ทันท่วงทีแล้ว ถึงแม้ว่า จะเป็นบาดแผลในบริเวณที่ไม่สำคัญ ก็อาจเสียชีวิตได้โดยง่าย ดังนั้น ในการปฐมพยาบาลผู้ป่วย ซึ่งเสียเลือด จึงต้องห้ามเลือดเสียก่อน จึงนำส่งโรงพยาบาล เพื่อให้เลือดทดแทนเลือดที่สูญเสียไป\r\n\r\n       ปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับและที่ขับถ่ายออกจากร่างกายในแต่ละวันจะอยู่ในภาวะสมดุลได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ได้แก่\r\n\r\nอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ถ้าอุณหภูมิรอบตัวเรายิ่งสูงมากกว่าอุณหภูมิปกติของร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายเราพยายามขับเหงื่อออกมา ทำให้น้ำระเหยออกทางผิวหนังได้มากขึ้น ร่างกายจะสูญเสียน้ำมากขึ้น\r\n\r\nความชื้นสัมพัทธ์ของบรรยากาศ ถ้าอากาศรอบๆ ตัวเรามีความชื้นสัมพัทธ์ที่ต่ำ อากาศแห้ง หรือมีลมพัดแรง จะสูญเสียน้ำออกทางผิวหนังมากกว่าอากาศปกติ เช่น ในฤดูหนาวผิวจะแห้งเนื่องจากอากาศมีความชื้นสัมพัทธ์ต่ำ\r\n\r\nถ้าเราออกกำลังกายมากๆ ร่างกายจะสูญเสียน้ำทางผิวหนังและทางลมหายใจมากขึ้น เช่น นักกีฬาที่เสียเหงื่อมาก ร่างกายจะสูญเสียทั้งน้ำและไอออน โดยเฉพาะไอออนที่อยู่ในของเหลวภายนอกเซลล์ เช่น โซเดียมไอออน ดังนั้นจึงต้องกินเข้าไปทดแทนให้เพียงพอ เช่น การดื่มน้ำเกลือแร่\r\n\r\nส่วนประกอบของอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ถ้าอาหารที่กินเข้าไปมีน้ำมาก ร่างกายจะได้รับน้ำมาก เช่น การกินข้าวต้มแทนข้าวสวย\r\n\r\n          ดังที่กล่าวไปทั้งหมดนั้น จะเห็นได้ว่า น้ำนั้นมีความสำคัญกับร่างกายเป็นอย่างยิ่ง เพราะร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบกว่า 70% จึงถือเป็นองค์ประกอบหลักในเซลล์และช่วยหล่อเลี้ยงเซลล์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้น้ำยังช่วยนำพาสารอาหาร เข้าสู่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย น้ำช่วยรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย รวมถึงช่วยระบายของเสียออกจากเซลล์และระบายความร้อนออกจากร่างกายขณะทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/11494-2020-04-21-08-18-22\r\n \r\nBoundless Anatomy and Physiology.  Water Balance.  Retrieved April 1, 2020, from https://courses.lumenlearning.com/boundless-ap/chapter/water-balance/\r\n\r\nLeonard G. Rowntree. (2009, 3 Nov).  THE WATER BALANCE OF THE BODY.  Retrieved April 1, 2020, from https://journals.physiology.org/doi/abs/10.1152/physrev.1922.2.1.116?journalCode=physrev\r\n\r\nnoun.  water balance. : a review.  Retrieved March 30, 2020, from https://www.merriam-webster.com/dictionary/water%20balance","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1620007644.PNG"],
    [464,3253,"แสง UV ฆ่าเชื้อไวรัสได้จริงหรือ?","Fri, 2021-04-30 08:47","http://www.stkc.go.th/node/3253","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เนื่องด้วยในปัจจุบัน  ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศไทยของเราเอง หรือจากทั่วทุกมุมโลกล้วนกำลังประสบกับปัญหาโรคระบาดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)  ซึ่งเป็นเชื้อโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่มีความรุนแรงมาก ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทางด้านสุขภาพ ซึ่งก่อให้เกิดผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากในหลายประเทศ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อทางภาคเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างถ้วนหน้า ทำให้ทางภาครัฐต้องเข้ามามีส่วนในการช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เพื่อช่วยควบคุมจำนวนผู้ติดเชื้อ และหาทางในการยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรค รวมทั้งคิดค้นหาวิธีการในการกำจัดเชื้อโรคดังกล่าวนี้ บทความในฉบับนี้จึงขอนำเสนอข้อมูลเพื่อคลายข้อสงสัยที่ว่า แสงแดดสามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้จริงหรือไม่?\r\n\r\n\r\n         โดยธรรมชาติแล้วแสงจากดวงอาทิตย์จะประกอบด้วยแสง UV 3 ชนิด ชนิดแรกคือ ยูวีเอ (UVA) เป็นแสงยูวีที่ส่องมาถึงพื้นผิวโลกมากที่สุด โดยแสง UVA สามารถทะลุผ่านผิวหนังของมนุษย์ นี่จึงเป็นสาเหตุในการทำให้เกิดการสูงวัยของผิวถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นรอยเหี่ยวย่นหรือจุดด่างดำบนผิว ชนิดที่สอง คือ ยูวีบี (UVB) เป็นแสงที่สามารถทำอันตรายต่อดีเอ็นเอในผิวหนังมนุษย์ได้ โดยแสง UV ชนิดนี้เป็นสาเหตุของอาการผิวไหม้หรือแม้แต่การเกิดมะเร็งผิวหนัง ซึ่งผลกระทบจากสองสิ่งนี้เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงต้องทาครีมกันแดดเวลาอยู่กลางแจ้ง อีกทั้งไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบด้วยว่า UVA ก็สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน และสุดท้าย คือแสง ยูวีซี (UVC) เป็นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นและมีพลังงานมากที่สุด โดยเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตทุกประเภท แม้กระทั่งไวรัสขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม ความโชคดีของมนุษย์จะไม่ได้รับผลกระทบจาก UVC เนื่องจากแสง UVC ถูกสกัดและกรองออกไปในชั้นบรรยากาศโดยโอโซนก่อนที่จะเดินทางมาถึงโลกและผิวของเรา\r\n\r\n          โดยพลังงานของช่วงคลื่นที่แผ่มาจากดวงอาทิตย์ ตั้งแต่ช่วงคลื่นสั้นต่างๆจนถึง 175 นาโนเมตร จะถูกดูดซับด้วยออกซิเจนในชั้นสตราโทสเฟียร์ที่ความสูงประมาณ 100 กิโลเมตร และพลังงานความยาวคลื่นตั้งแต่ 175 ถึง 280 นาโนเมตร หรืออยู่ในช่วงคลื่นอัลตราไวโอเลตซี (UVC) จะถูกดูดชั้นโอโซนทำลาย ซึ่งช่วงคลื่นเหล่านี้มีระดับพลังงานสูงหากผ่านมาถึงผิวโลกจะเป็นอันตรายต่อ มนุษย์มาก แต่ปัจจุบันชั้นโอโซนถูกทำลายลงมากทำให้อัตราการแผ่รังสียูวีซี (UVC) ลงมาถึงผิวโลกมีเพิ่มมากขึ้น สำหรับพลังงานในช่วงคลื่นตั้งแต่ 280-3000 นาโนเมตร ประกอบด้วยรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UVB) 280-315 นาโนเมตร รังสีอัลตราไวโอเลตเอ (UVA) 315-400 นาโนเมตร ช่วงคลื่นที่ตามนุษย์มองเห็น 400-760 นาโนเมตร และรังสีอินฟราเรด 760-3000 นาโนเมตร\r\n\r\n          ช่วงคลื่นที่ตามองเห็น และช่วงคลื่นรังสีอินฟราเรดจะสามารถเข้าสู่ผิวหนังของมนุษย์ได้ แต่จะไม่ถูกดูดซับไว้จึงไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ แต่รังสีอัลตราไวโอเลตเอ และบี (UVA), (UVB) สามารถเข้าสู่ผิวหนัง และถูกดูดซับไว้ โดยรังสี UVA จะเข้าสู่ผิวหนังลึกสุด และดูดซับมากกว่ารังสี UVB ซึ่งรังสี UVB มีค่าพลังงานมากกว่ารังสี UVA มีผลสามารถทำลายดีเอ็นเอ (DNA) และเกิดมะเร็งส่วนผิวหนังได้ รังสี UVA ถึงแม้จะมีระดับพลังงานที่ต่ำกว่า แต่ยังสามารถแทรกสู่ผิวได้ลึกกว่า หากสัมผัสในระยะเวลานาน และต่อเนื่องจะทำให้เซลล์ผิวหนังอ่อนล้า เสื่อมเร็ว แลดูเหี่ยวย่น จนถึงระดับรุนแรงที่อาจเกิดเป็นเซลล์มะเร็งขึ้นได้\r\n\r\n          รังสี UV หากได้รับในระดับต่ำจะมีประโยชน์ต่อการสร้างวิตามินดี และช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของร่างกาย แต่หากได้รับในปริมาณมากเกินความเป็นประโยชน์จะมีผลต่อการทำลายระบบภูมิคุ้มกัน การทำลายเนื้อเยื่อเซลล์ ทำให้ผิวหนังแลดูเหี่ยวหยุ่นจนถึงขั้นระดับรุนแรงกลายเป็นเซลล์มะเร็ง โดย ณ ปัจจุบันได้มีการคิดค้นวิธีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)  โดยผ่านการใช้รังสี UV หรืออัลตราไวโอเลตฉายลงบนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อทำการฆ่าเชื้อโรค โดยพบว่ารังสี UVC นั้น ถูกแบ่งออกเป็น 3 ช่วงด้วยกัน คือ รังสี UVA, UVB และ UVC โดยช่วงของความยาวคลื่นที่เหมาะสำหรับการฆ่าเชื้อโรคได้ คือ ช่วง 200 – 313 nm ซึ่งจะสามารถฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อจุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรีย ยีสต์ เห็ดและรา รวมถึงไวรัสชนิดที่เป็น DNA และ RNA ได้ โดยช่วงความยาวคลื่นดังกล่าวนี้จะครอบคลุมในช่วงของรังสี UVC และ UVB นั่นเอง ซึ่งความยาวคลื่นที่เหมาะสมที่สุดในการฆ่าเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)   คือ ประมาณ 265 nm นั่นก็คืออยู่ในย่านของรังสี UVC โดยอ้างอิงจากสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ ทำให้เราสามารถนำรังสี UVC มาทำการฆ่าเชื้อดังกล่าวได้นั่นเอง\r\n\r\n\r\n          ปัจจุบันยังไม่มีผลการศึกษาที่ชัดเจนที่บ่งชี้ว่าแสง UVC ส่งผลต่อเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)  แต่จากผลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า แสง UVC สามารถต้านเชื้อไวรัสโคโรนาชนิดอื่นอย่าง 'ซาร์ส' ได้ โดยรังสีนี้ส่งผลต่อโครงสร้างทางพันธุกรรมและยับยั้งไม่ให้ไวรัสทำการสร้างตัวเองเพิ่มได้ ด้วยเหตุนี้ แสง UVC ที่มีความเข้มข้นสูงจึงถูกนำมาใช้ในการต่อกรกับเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19)  โดยในประเทศจีน รถเมล์ทุกคันถูกทำความสะอาดฆ่าเชื้อด้วยแสง UVC ทั้งคัน หรือตามโรงพยาบาลจะมีหุ่นยนต์ที่ฉายแสง UVC เพื่อทำความสะอาดพื้น รวมถึงตามธนาคารที่ใช้แสง UVC เพื่อฆ่าเชื้อบนธนบัตร ซึ่งการใช้ประโยชน์จากแสง UVC นี้ จึงทำให้อุปกรณ์สำหรับฉายแสง UVC มียอดขายเป็นประวัติการณ์ไม่ต่างจากอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ เลย โดยอุปกรณ์ที่เรานิยมนำมาใช้ในการฆ่าเชื้อโรคจะใช้เป็นหลอดรังสี UVC มีชื่อเรียกทั่วไปว่า หลอดกำจัดเชื้อโรค (Germicidal lamp) ซึ่งเป็นหลอดไอปรอทที่มีแรงดันภายในหลอดต่ำ จะเปล่งรังสี UVC ที่ความยาวคลื่น 254 nm เป็นส่วนใหญ่ และเปล่งรังสี UVC ที่ความยาวคลื่น 185 nm รองลงมา โดยระยะเวลาในการฆ่าเชื้อนั้นมีตั้งแต่ 30, 60 วินาที จนถึง 30 นาทีขึ้นอยู่กับช่วงปริมาณความเข้มของรังสี UVC และระยะห่างที่ใช้ในการฆ่าเชื้อ โดยอ้างอิงจากงานวิจัยในต่างประเทศ พบว่าการใช้ปริมาณรังสี UVC ที่มากกว่า 3,240 J / m2 จะสามารถกำจัดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ P9 ที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ (SARS) ได้หมด ดังนั้นเมื่อเทียบเคียงไวรัสโคโรนา (COVID-19)   กับไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ดังกล่าวนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะสามารถใช้รังสี UVC ในการฆ่า ไวรัสโคโรนา (COVID-19)  นี้ได้\r\n\r\n\r\n           แต่ในขณะเดียวกันเมื่อมีประโยชน์ก็ต้องมีโทษเช่นเดียวกัน เนื่องจากมันคือ รังสี UV ดังนั้นจึงอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อผิวหนัง หรือดวงตา ทำให้ทุกครั้งที่มีการใช้งาน เราควรจะต้องทำการป้องกันโดยการสวมชุด PPE ในกรณีที่เราใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้เป็นภาชนะปิด หรือมีการใส่ถุงมือหนาๆ เพื่อป้องกันอันตรายที่มีต่อผิวหนังเพราะรังสี UV อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ และในส่วนของดวงตานั้นก็จะทำให้เกิดการอักเสบที่ดวงตาได้ และอาจส่งผลทำให้ตาบอดได้ ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องมีการใส่แว่นตากันแสงเพื่อป้องกันดวงตาของเรา การรับรังสีอัลตราไวโอเลตมากเกินควร ก่อให้เกิดอันตรายกับระบบต่าง ๆ ของร่างกายได้ รังสีอัลตราไวโอเลตในช่วง UVC มีพลังงานสูงที่สุด และที่สำคัญคืออันตรายที่สุด แต่พบได้น้อยเพราะบรรยากาศกรองเอาไปหมดแล้ว ทว่าเครื่องมือฆ่าเชื้อในน้ำดื่มอาจปล่อยรังสีช่วงนี้ออกมาก็ได้\r\n\r\n           รังสีอัลตราไวโอเลตทั้งสามชนิดคือ UVA, UVB และ UVC สามารถทำให้คอลลาเจนในผิวหนังเสื่อมสภาพได้ ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย แต่ UVA มีความรุนแรงน้อยที่สุด เพราะไม่สามารถก่อให้เกิดอาการแดดเผา (sunburn) ทว่ายังน่ากลัวอยู่ที่สามารถแปลงสภาพ DNA ได้ จนอาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง แต่ร่างกายก็สามารถป้องกันได้ โดยการสร้างเม็ดสีเมลานินขึ้นมา เพื่อป้องกันการทะลวงของยูวี จึงทำให้ผิวคล้ำดำมากขึ้น นอกจากผิวหนังแล้ว ยูวียังเป็นอันตรายต่อดวงตา โดยเฉพาะ UVB ทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า arc eye คือรู้สึกเหมือนมีทรายเข้าตา หรือถ้ารุนแรงกว่านั้นอาจทำให้เป็นโรคต้อกระจก (cataract) อักเสบได้ โดยเฉพาะในหมู่ช่างเชื่อมโลหะ การป้องกันก็คือ สวมใส่แว่นกันแดดป้องกัน หรือแค่ทาโลชั่นที่มีค่า SPF 50+ ขึ้นไป\r\n\r\n\r\n         ที่สำคัญก็คือ ก่อนนำอุปกรณ์ฉายรังสี UVC มาใช้งานนั้น ควรมีการตรวจสอบคุณภาพอุปกรณ์ก่อนการใช้งานว่าอุปกรณ์นั้นผ่านมาตรฐานหรือไม่ เนื่องจากหลอดรังสี UVC นั้น เราไม่สามารถทราบถึงระดับความเข้มของรังสีได้ด้วยตาเปล่า ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้ในการตรวจสอบปริมาณความเข้มของรังสี UVC และคุณภาพของการใช้งานผ่านการตรวจวัดด้วยเครื่องมือที่ได้มาตรฐาน เครื่องมือเหล่านี้จะผ่านการสอบเทียบด้วยกระบวนการที่ถูกต้องเหมาะสมก่อนการใช้งาน ทำให้มั่นใจได้ว่าเครื่องฉายรังสีที่เรานำมาใช้งานนั้นมีความปลอดภัย และมีปริมาณความเข้มของรังสี UVC ที่เหมาะสม ไม่เกินปริมาณที่กำหนดอันส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ใช้งานได้  กล่าวโดยสรุปคือ เรายังไม่สามารถรู้ได้ว่า การใช้แสง UV เพื่อฆ่าเชื้อ COVID-19 ต้องใช้ระยะเวลานานเท่าไร และมีความเข้มข้นขนาดไหนในแต่ละสภาพพื้นผิว รวมถึงปัจจัยต่างๆ อย่างสภาพภูมิอากาศ ฤดูกาล และสถานที่  อีกทั้งการใช้รังสี หรือแสงอาทิตย์ฆ่าเชื้อบนผิวมนุษย์อาจจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี โดยเฉพาะมะเร็งผิวหนังที่อาจเกิดขึ้นกับคุณนั่นเอง\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา   https://www.scimath.org/article-chemistry/item/11634-uv\r\n\r\nเครื่อง UV-C Radiometer สำหรับการวัดปริมาณรังสี UVC ที่ใช้ในการฆ่าเชื้อไวรัส COVID 19.สืบค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม 2563. ที่มา https://www.entech.co.th/uv-c-radiometer-gigahertz-optik/?lang=th   \r\n\r\nพัลลภ สื่อสัมฤทธิ์.(2563). รังสี UV ฆ่าไวรัสได้ดีแค่ไหน และเหตุใดถึงไม่ควรใช้กับมนุษย์.สืบค้นเมื่อ 31 พฤษภาคม 2563. จาก https://www.gqthailand.com/culture/article/can-kill-coronavirus-with-uv-light \r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1619747274.png"],
    [465,3250,"สารให้ความหวาน อันตรายหรือไม่","Thu, 2021-04-29 08:22","http://www.stkc.go.th/node/3250","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"  แน่นอนว่าอะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นสิ่งที่สังเคราะห์ขึ้นมา ไม่ได้เป็นผลผลิตมาจากธรรมชาติ ย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์อย่างเราลังเลใจอยู่ไม่น้อย หากจะนำมันเข้าสู่ภายในร่างกาย วันนี้เรามาทำความรู้จักกับสารชนิดหนึ่งที่ใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เป็นนักรักษาสุขภาพ มักนำมาเป็นเครื่องปรุงรสชาติในอาหารและเครื่องดื่มแทนน้ำตาล เพราะเข้าใจว่าน่าจะมีประโยชน์และให้โทษน้อยกว่าน้ำตาลทั่วไปที่เราบริโภคกันเป็นประจำ วันนี้เรามาทำความรู้จักสารให้ความหวานแทนน้ำตาลให้มากขึ้นกันหน่อยดีกว่า\r\n\r\n\r\n          เทรนด์การรักษาสุขภาพ ทั้งเรื่องความอ้วนและโรคภัยที่อาจเกิดจากการรับประทานความหวาน  ต่างพามองหาสิ่งทดแทนที่เรียกว่า สารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมกันมากขึ้น น้ำตาลเทียม หรือสารให้ความหวานที่มีอยู่ในท้องตลาดในปัจจุบัน มีคุณสมบัติเด่นคือมีรสชาติหวานคล้ายน้ำตาล แต่มีแคลอรี่ที่น้อยกว่าน้ำตาล โดยมีทั้งแบบที่สกัดจากสารเคมี และแบบที่สกัดจากธรรมชาติอยู่ด้วยกันหลายแบบ เช่น\r\n\r\n       1.   แอสปาแตม (Aspartame ) น้ำตาลเทียมที่สกัดจากสารเคมี มีความหวานกว่าน้ำตาลธรรมชาติถึง 200 เท่า มีความขมเล็กน้อย มีข้อดีคือไม่ทำให้เกิดภาวะฟันผุ และไม่กระตุ้นน้ำตาลในเลือดให้สูงขึ้น เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน\r\n\r\n        2.   ซูคราโลส (sucralose) สารให้ความหวานที่ไม่มีพลังงาน มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายขาวถึง 600 เท่า มีข้อดีคือเป็นสารให้ความหวานที่ปลอดภัย ไม่มีสารสะสมในร่างกาย ไม่มีผลต่อน้ำตาลในเลือด ไม่ทำให้ฟันผุ และละลายน้ำได้ดี\r\n\r\n         3.   หญ้าหวาน (Stevia) เป็นสารให้ความหวานจากธรรมชาติและเป็นสารให้ความหวานที่ดีที่สุด ให้ความหวานหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง 250-300 เท่า ให้มีพลังงานน้อยมาก\r\n\r\n         อย่างไรก็ตาม น้ำตาลเทียมหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเหล่านี้ ก็ได้แฝงอันตรายเอาไว้อยู่เหมือนกัน ถ้าทานหรือนำเข้าร่างกายไปในปริมาณที่เกินกว่าความเหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายคือ สารเคมีตกค้างในร่างกาย ก่อให้เกิดการก่อตัวของโรคมะเร็ง และยังมีรายงานที่พบในตอนหลังว่า มีผู้ทำการทดลองและพบว่า การทานสารให้ความหวานทำให้ร่างกายไม่ได้รับพลังงาน นำพาไปสู่การหวนกลับไปกินอาหารชนิดอื่นที่ให้พลังงานมากกว่าเดิม  อีกทั้งยังพบว่า แอสปาแตมที่ไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงทำให้มันไปกองรวมกันอยู่ในลำไส้ใหญ่ และมีแบคทีเรียที่สามารถย่อยแอสปาแตมได้ ซึ่งจะผลิตก๊าซออกมาด้วย จึงทำให้มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อและถ่ายได้มากกว่าปกติ และอันตรายมากที่สุดก็คือ กรดแอสปาร์ติก ซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งในน้ำตาลเทียม ก็สามารถผ่านเข้าสู่เซลล์สมองได้ และเมื่อมีปริมาณแคลเซียมในสมองมาก ๆ ก็ทำให้สมองได้รับอันตรายได้\r\n\r\n          ดังนั้น จากการรับประทานอาหารปกติในชีวิตประจำวันของเรานั้น เช่น จากอาหารประเภทแป้ง ข้าว ซึ่งจะได้รับน้ำตาลในปริมาณที่ไม่น้อยอยู่แล้ว ทางที่ดีที่สุดคือลดการทานหวานจะดีกว่าหรือถ้าเป็นไปได้ การทานผลไม้ก็ช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำตาลที่ไม่ให้พลังงาน จึงไม่ทำให้อ้วนเช่นเดียวกัน\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-chemistry/item/9838-2019-02-22-01-23-21\r\n\r\nโทษของน้ำตาลเทียม อันตรายกว่าที่คิด.  สืบค้นเมื่อวันที่  12 กุมภาพันธ์ 2562. จาก https://www.honestdocs.co/artificial-sweetener-danger\r\n\r\nสารให้ความหวาน . สืบค้นเมื่อวันที่  12 กุมภาพันธ์ 2562. จาก www.medicthai.com/สารให้ความหวาน/","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1619659367.jpg"],
    [466,3248,"รู้ไว้ใช่ว่า “ปัจจัยที่ส่งผลต่อการคงอยู่ของเชื้อโรค”","Wed, 2021-04-28 08:21","http://www.stkc.go.th/node/3248","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"จากภาวะวิกฤติในช่วงต้นปี ค.ศ. 2020 กับการแพร่กระจายและการระบาดของไวรัสโคโรนา (covid-19) ซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดการติดเชื้อและลุกลามไปทั่วโลก ผู้คนเจ็บป่วยและล้มตายเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศแถบยุโรป เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย สเปน อังกฤษ หรือแม้แต่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศที่หากดูเรื่องความสะอาดและสาธารณูปโภคนั้น ดูจะไม่แตกต่างกับประเทศแถบเอเชียเช่น สิงคโปร์หรือแม้แต่ญี่ปุ่นเองก็ตาม ท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า แล้วทำไมอัตราการตายหรือการติดเชื้อในประเทศแถบยุโรปจึงพุ่งสูงขึ้นรายวันได้แบบก้าวกระโดดกว่าประเทศแถบเอเชียเรา สภาพอากาศหรืออุณหภูมิมีผลต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหรือไม่?  แล้วเราจะมีวิธีการใดในการดูแลและป้องกันตนเองจากเชื้อโรคเหล่านี้ได้อย่างไร วันนี้ผู้เขียนมีข้อมูลดีๆมาฝากให้ลองศึกษาเพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสดังกล่าวค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว ตามไปศึกษากันค่ะ!\r\n\r\n\r\n\r\n          จากข้อมูลการศึกษาในห้องทดลอง ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร New England Journal of Medicine เมื่อ 17 มีนาคม 2563 พบว่าเชื้อไวรัสโคโรนา สามารถคงอยู่เป็นสภาพละอองฝอยได้เป็นระยะเวลาถึง 3 ชั่วโมง  จึงทำ ให้องค์การอนามัยโลก World Health Organizations หรือ WHO ออกมาเตือนบุคลากรทางการแพทย์ให้เฝ้า ระวังว่าเชื้อชนิดนี้อาจจะแพร่กระจายแบบแขวนละอองในอากาศ หรือที่เรียกว่า Airborne transmission  และต้องป้องกันตัวเองทุกครั้งก่อนดูแลผู้ป่วย แต่อย่างไรก็ตามต้องได้รับการศึกษายืนยันเพิ่มเติมต่อไปว่ามี โอกาสแพร่เชื้อในสภาพแวดล้อมจริงหรือไม่ ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็วนั้นมี หลายช่องทาง ซึ่งการแพร่กระจายเชื้อระหว่างคนสู่คน (person-to-person transmission) เป็นช่องทางหลัก ที่เกิดได้จาก 2 ช่องทาง  ได้แก่\r\n\r\nการติดต่อผ่านทางละอองฝอยขนาดใหญ่ (Droplet transmission) เมื่ออยู่ใกล้ชิดกับผู้\r\nติดเชื้อภายในระยะ 2 เมตร หรือ 6 ฟุตนั่นเอง หรือผู้ติดเชื้อไอหรือจามแล้วทำให้เกิดละอองฝอยซึ่งสามารถกระเด็นเข้าเยื่อบุตา ช่องปาก เยื่อบุโพรงจมูกโดยตรง หรือหายใจเข้าสู่ปอด\r\n\r\nการติดต่อผ่านทางการสัมผัส (Direct and indirect transmission) เช่น การที่ผู้ติดเชื้อ\r\n          นำมือที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก หรือเสมหะของตนเองไปสัมผัสตามพื้นผิวต่างๆ เช่น ลิฟต์ บันไดเลื่อน ลูกบิดประตู   แล้วมีผู้ที่ไม่ทันระมัดระวังไปจับพื้นผิวดังกล่าวแล้วกลับมาสัมผัสบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณเยื่อบุตา จมูก  ช่องปาก จนได้รับเชื้อต่อมา โดยระยะเวลาที่เชื้อจะคงอยู่ขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อ ลักษณะพื้นผิว และอุณหภูมิ  ของพื้นผิว พบว่าหากอุณหภูมิสูงขึ้น เช่น 30-40 องศาเซลเซียส เชื้อจะคงอยู่ได้สั้นลง แต่ถ้าหากอุณหภูมิต่ำถึง  4 องศาเซลเซียส เชื้ออาจจะอยู่ได้เป็นเดือน  จากการศึกษาแบบจำลองในห้องทดลอง ณ อุณหภูมิ 21-23   องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 40% พบว่าสามารถตรวจเชื้อที่ตกค้างอยู่พื้นผิวได้นานถึง 72 ชั่วโมง และบางการศึกษาพบว่าไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ต่างๆอาจจะอยู่ได้ตั้งแต่ 2 ชั่วโมงจนถึง 9-14 วันบนพื้นผิวที่อุณหภูมิห้อง หรือประมาณ 21 องศาเซลเซียส    \r\n\r\nวิธีการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อ   \r\n          ถึงแม้ว่าไวรัสโคโรนา (covid-19) จะดูน่ากลัว แพร่กระจายเร็ว และมีโอกาสติดได้ง่าย แต่พวกเราสามารถช่วย   ป้องกันตัวเองและคนอื่นที่อาศัยอยู่ร่วมกันได้ด้วยวิธีต่าง ๆ ตามคำแนะนำของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของประเทศสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention - CDC) ด้วยวิธีการต่อไปนี้  \r\n          1) ตั้งสติ ศึกษาหาข้อมูลและเข้าใจวิธีการแพร่ระบาดของตัวโรคอย่างถูกต้อง  \r\n          2) หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาดหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ยืนยันหรือสงสัยโรค\r\n          3) ล้างมือบ่อยๆอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะหลังไอ จาม ก่อนสัมผัสบริเวณใบหน้า ก่อนรับประทานอาหาร   หลังการใช้ห้องน้ำ หลังสัมผัสพื้นผิวในที่สาธารณะ เช่น ปุ่มลิฟต์ มือจับประตู ราวบันได\r\n          4) ล้างมือด้วยสบู่และน้ำ (40-60 วินาที) หากทำได้ครบ 11 ขั้นตอนอย่างถูกต้องตาม คำแนะนำของ WHO ก็จะมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อได้ไม่ต่างจากเจลแอลกอฮอล์ และควรใช้วิธีนี้เมื่อมีสิ่งสกปรกหรือสารคัดหลั่งบนมือชัดเจน เช่น หลังไอ จาม มีเสมหะ น้ำมูก หรือสารคัดหลั่งปนเปื้อนบนมือ\r\n          5) ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ (20-30 วินาที) ด้วยขั้นตอนการล้างมือเช่นเดียวกับที่กล่าวข้างต้น ล้างให้ทั่วมือจนแห้ง ไม่ต้องล้างน้ำซ้ำ\r\n          6) ใส่หน้ากากอนามัยในกรณีที่มีโอกาสสัมผัสผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น ทำงานในโรงพยาบาล สนามบิน คนขับรถ หรือสถานที่แออัด เช่น ผับ โรงหนัง สนามมวย สนามม้า\r\n          7) ทำความสะอาดพื้นผิวด้วยผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อ (Disinfectant) ตามพื้นผิวต่างๆ เป็นประจำทุกวัน เช่น โต๊ะ ลูกบิดประตู สวิตช์ไฟ โทรศัพท์ คีย์บอร์ด ชักโครก อ่างล้างมือ ปุ่มกดลิฟต์ บริเวณที่มีการสัมผัสร่วมบ่อยครั้ง จำเป็นต้องทำความสะอาดระหว่างวันอย่างพอเพียง โดยถ้าพื้นผิวมีความสกปรกมากควรใช้สบู่หรือน้ำทำความสะอาดก่อนการใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อตามพื้นผิว\r\n\r\n\r\nข้อแนะนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ (Hand sanitizer)\r\n\r\n      การใช้ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีวัตถุประสงค์หลักคือลดจำนวนเชื้อหรือฆ่าเชื้อเพื่อไม่ให้มีการนำเชื้อจากบริเวณมือเข้าสู่ตนเองหรือแพร่ไปยังผู้อื่น โดยมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ต่อไปนี้\r\n\r\n      1) สบู่ (Soap) และการล้างมือที่ถูกต้อง (Hand hygiene) เป็นวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดสิ่งสกปรก เชื้อโรค หรือไวรัสให้หลุดออกไปจากมือเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ โดยอาศัยการลดแรงตึงผิวช่วยให้น้ำชะล้างสิ่งสกปรกอยากจากมือได้ดีขึ้น แต่อาจจะมีความลำบากคือต้องมีอ่างล้างมือและกระดาษเช็ดมือ\r\n          เราจะสังเกตได้ว่าสิ่งสกปรกต่าง ๆ สามารถเกาะติดกับเสื้อผ้าและผิวหนังได้ก็เพราะสิ่งสกปรกเหล่านี้\r\n          เกาะติดอยู่กับไขมัน  ดังนั้นถ้าสามารถละลายไขมันแยกออกไปจากเสื้อผ้าหรือผิวหนัง สิ่งสกปรกก็จะหลุดออกไปด้วย เป็นการทำความสะอาดเสื้อผ้าและผิวหนัง  แต่เนื่องจากไขมันเป็นโมเลกุลที่ไม่ละลายน้ำ  ถ้าใช้น้ำล้างอย่างเดียวสิ่งที่ติดอยู่กับไขมันก็จะไม่หลุดออกไป  ถ้าใช้สบู่จะช่วยให้ทำความสะอาดได้ง่าย  เนื่องจากโมเลกุลของสบู่ประกอบด้วย  2 ส่วนคือ ส่วนที่ไม่มีขั้ว (ส่วนที่เป็นสายยาวของไฮโดรคาร์บอน) และส่วนที่มีขั้ว\r\n          การที่สบู่สามารถชะล้างสิ่งสกปรกที่มีไขมันและน้ำมันฉาบอยู่ได้  ก็เนื่องจากกลุ่มสบู่ในน้ำจะหันปลายส่วนที่เป็นไฮโดรคาร์บอนซึ่งไม่มีขั้ว เข้าล้อมรอบสิ่งสกปรก (ไขมันและน้ำมัน) ซึ่งไม่มีขั้วและไม่ละลายน้ำ  และดึงน้ำมันออกมาเป็นหยดเล็ก  ๆ  ล้อมรอบด้วยโมเลกุลสบู่  และหันส่วนมีขั้วออกหาน้ำ (ส่วนของคาร์บอกซีเลทจะละลายในน้ำ) หยดน้ำมันแต่ละหยดที่ถูกดึงออกมาจึงมีประจุลบล้อมรอบและเกิดการผลักกัน  จึงกระจายออกไปอยู่ในน้ำมีลักษณะเป็นอิมัลชันหลุดออกไปจากผิวหน้าของสิ่งที่ต้องการทำความสะอาด\r\n\r\n        2) แอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดมือ (Alcohol-based hand sanitizer) ทำความสะอาดมือจนทั่วจนกระทั่งมือแห้งเพื่อฆ่าเชื้อโรคบริเวณมือโดยไม่ต้องใช้น้ำ โดยแอลกอฮอล์จะทำหน้าที่ฆ่าเชื้อไวรัสให้ตายและไม่สามารถแพร่เชื้อต่อไปได้\r\n             2.1. ชนิดเอธิล แอลกอฮอล์ (Ethyl alcohol) หรือ เอธานอล (Ethanol) เป็นผลิตภัณฑ์ที่วางขายอยู่ตามท้องตลาดมากที่สุด ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์อย่างน้อย 60% โดยปริมาตรต่อปริมาตร (%v/v)\r\n             2.2. ชนิดไอโซโพรพานอล (Isopropanol) หรือ ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ (Isopropyl alcohol) ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความเข้มข้นอย่างน้อย 70% (%v/v)\r\n        หมายเหตุ: จากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 9 มีนาคม 2563 ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นต่ำกว่า 70% ไม่สามารถผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายในประเทศ ไทยได้ จึงเหลือผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นอย่างน้อย 70% อยู่ในท้องตลาดเท่านั้น (อ้างอิง  http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/E/054/T_0006.PDF)  ซึ่งในส่วนของแอลกอฮอล์กับการทำความสะอาดนั้นได้กล่าวถึงไปแล้วในบทความก่อนหน้า ย้อนกลับไปติดตามเพื่อความชัดเจนได้ค่ะ\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/11642-2020-06-30-03-33-36\r\n\r\nจตุรงค์ สุภาพพร้อม. (2559). สารชีวโมเลกุล ตอน ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส ของไขมันและน้ำมัน – สบู่และผงซักฟอก. สืบค้นเมื่อ  31 พฤษภาคม 2563. จาก http://www.phukhieo.ac.th/obec-media/2555/manual/   \r\n\r\nธนกฤต พงพิทักษ์เมธา และนพดล วัชระชัยสุรพล. (2563). การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือและฆ่าเชื้อตามพื้นผิวต่างๆ เพื่อกำจัด ไวรัสโคโรนา 2019 หรือ เชื้อไวรัสโควิด-19 (Application of hand sanitizer and disinfectant for COVID-19). ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย; กรุงเทพฯ. จาก http://www.findglocal.com/TH/Bangkok/610743119019215/MDCU-Pharmacology/ \r\n\r\nCDC. Coronavirus Disease 2019 (COVID-19) - Transmission [Internet]. Centers for Disease Control and Prevention. 2020 [cited 2020 Mar 18].  Retrieved on 31, May 2020. from: https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/prepare/transmission.html\r\n\r\nCDC. Coronavirus Disease 2019 (COVID-19) – Prevention & Treatment [Internet]. Centers for Disease Control and Prevention. 2020 [cited 2020 Mar 17]. Retrieved on 31, May 2020. from: https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/prepare/prevention.html\r\n\r\nWHO | Clean hands protect against infection [Internet]. WHO. World Health Organization; [cited 2020 Mar 19].Retrieved on 31, May 2020. from: https://www.who.int/gpsc/clean_hands_protecti ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1619572919.png"],
    [467,3246,"มารู้จักดาวหางกันให้มากขึ้นกันดีกว่า","Tue, 2021-04-27 08:02","http://www.stkc.go.th/node/3246","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ในอดีตที่ผ่านมานั้นมนุษย์เรารู้จักดาวหางเพียงแค่ว่ามันเป็นวัตถุก้อนกลม ๆ อยู่บนฟ้าที่ทอดหางยาว  คนในยุคนั้นส่วนใหญ่มองดาวหางไปในทางอัปมงคลและยังมีความเชื่อกันอีกว่าเมื่อพบเห็นดาวหางจะเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงลางร้าย เป็นทูตแห่งความตายและสงครามต่างๆนานา หรือแม้แต่เป็นเครื่องมือที่ใช้ทำนายพยากรณ์  ในเชิงวิทยาศาสตร์นั้นความรู้เกี่ยวกับดาวหางมีความก้าวหน้าไปอย่างเชื่องช้า เริ่มตั้งแต่ในปี 635 ก่อนคริสต์ศักราช โดยมีนักดาราศาสตร์จีนตั้งข้อสังเกตว่าหางของดาวหางชี้ออกจากดวงอาทิตย์เสมอ แต่อย่างไรก็ตามคนในยุคแรกก็ยังมีความเชื่อว่าดาวหางน่าจะเป็นวัตถุที่อยู่ในชั้น   บรรยากาศของโลก เนื่องจากดาวหางมีรูปร่างที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วชนิดวันต่อวันเลยทีเดียว ซึ่งก็ต่างจากวัตถุบนท้องฟ้าชนิดอื่นๆที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ การศึกษาดาวหางอย่างเป็นระบบน่าจะเริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 16 เมื่อ ทีโค บราห์ วัดระยะห่างของดาวหางด้วยวิธีแพรัลแลกซ์ จนได้ข้อสรุปว่าดาวหางเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเหนือบรรยากาศโลก และโคจรรอบดวงอาทิตย์\r\n\r\n\r\n          ดาวหาง เป็นวัตถุชนิดหนึ่งในระบบสุริยะที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ มีส่วนที่ระเหิดเป็นแก๊สเมื่อโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ทำให้เกิดชั้นฝุ่นและแก๊สที่ฝ้ามัวล้อมรอบ จึงเกิดเป็นส่วนที่ทอดเหยียดออกไปภายนอกจนมองดูด้วยตามีลักษณะคล้ายหาง ลักษณะเช่นนี้เกิดจากปรากฏการณ์การแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ไปบนนิวเคลียสของดาวหางนั่นเอง และส่วนของนิวเคลียสหรือที่เรียกว่าใจกลางดาวหางนั้นจะประกอบไปด้วย \"ก้อนหิมะสกปรก\" และเต็มไปด้วยน้ำแข็ง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย และมีฝุ่นกับหินแข็งปะปนรวมกันอยู่มากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้ประกอบรวมกันจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ไม่กี่กิโลเมตรไปจนถึงหลายสิบกิโลเมตร  และเมื่อมีแรงภายนอกมากระทำ เช่น ซูเปอร์โนวา (Supernova) หรือดาวฤกษ์ระเบิด   ดาวหางจะหลุดออกจากถิ่นกำเนิดและถูกแรงโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ดึงดูดมาเป็นบริวาร วงโคจรของดาวหางจึงยาวไกลและมีความรีมาก ไม่อยู่ในระนาบสุริยวิถี เนื่องจากเมฆออร์ทมีลักษณะเป็นทรงกลมที่ห่อหุ้มดวงอาทิตย์ ดาวหางจึงเคลื่อนที่เข้าดวงอาทิตย์ได้จากทุกทิศทาง \r\n\r\n          ส่วนประกอบหลักของดาวหางแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ\r\n\r\nส่วนที่เป็นของน้ำแข็ง หรือที่เรียกว่า นิวเคลียส (Nucleus) จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อดาวหางเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น\r\n\r\nน้ำแข็งจากนิวเคลียสส่วนหนึ่งจะละลายกลายเป็นบรรยากาศที่ปกคลุมนิวเคลียส เรียกว่า โคมา (Coma)\r\n\r\nส่วนหางของดาวหางที่แบ่งเป็น 2 ส่วนย่อยคือ หางไอออน (ion tail) ซึ่งเป็นอนุภาคมีประจุจากส่วนโคมาที่ถูกลมสุริยะพัดทำให้มีทิศชี้ออกจากดวงอาทิตย์ หางส่วนที่สองเรียกว่า หางฝุ่น (dust tail) เกิดจากอนุภาคที่ไม่มีประจุจากโคมา โดยส่วนของหางฝุ่นนี้จะโค้งตามการเคลื่อนที่ของดาวหางด้วย\r\n\r\n          การศึกษาดาวหางอาจช่วยให้เราสามารถมองเห็นการกำเนิดระบบสุริยะได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และสามารถอธิบายแหล่งที่มาเกี่ยวกับน้ำบนโลกได้ รวมถึงอาจตอบคำถามได้ว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกเกิดขึ้นได้อย่างไร ดาวหางอาจมีบทบาทเป็นผู้ให้ชีวิตบนดาวเคราะห์โลก ในทางกลับกัน วันหนึ่งข้างหน้าอาจมีดาวหางบางดวงพุ่งตรงมายังโลก ยุติชีวิตทั้งหมดบนดาวเคราะห์ดวงนี้ก็ได้ จึงต้องมีการเฝ้าระวัง ติดตาม และเตรียมการหาวิธีหลีกเลี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้นจากดาวหาง ด้วยเหตุนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังคงต้องศึกษาดาวหางต่อไป\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-earthscience/item/11650-2020-06-30-03-46-53\r\n\r\nNasa Science. Planets in Our Solar System. : a review.  Retrieved June 23, 2020, from https://solarsystem.nasa.gov/planets/overview/\r\n\r\nArmand H. Delsemme,Paul Weissman.  Comet. : a review.  Retrieved June 23, 2020, from https://www.britannica.com/science/comet-astronomy","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1619485337.PNG"],
    [468,3239,"เหตุผลที่คนกลัวความสูง","Mon, 2021-04-26 08:25","http://www.stkc.go.th/node/3239","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"  ความกลัวเป็นอารมณ์ทั่วไปของมนุษย์ที่เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นภัยคุกคามทั้งร่างกายและจิตใจ และเป็นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์จากภัยหรืออันตรายเหล่านั้น แต่สำหรับบางคน ความรู้สึกกลัวที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ และไม่สมเหตุสมผลเป็นความผิดปกติทางจิตเวชอย่างหนึ่ง\r\n\r\n\r\nโรคกลัวความสูงคืออะไร?\r\n\r\n          แม้จะมีคนประมาณหนึ่งในสามที่ประสบกับความกลัว ความวิตกกังวลและไม่สบายใจเมื่อต้องเผชิญกับความสูง แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอาการของโรคกลัวความสูง (Acrophobia) ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทของโรคกลัว (Phobia) ที่เป็นความผิดปกติทางจิตเวชอย่างหนึ่ง โดยผู้ป่วยจะมีอาการกลัวเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งของหรือสถานการณ์ที่ผู้ป่วยกลัว หลีกเลี่ยงสิ่งที่กลัว พร้อมกันนั้นยังเกิดอาการวิงเวียน ใจสั่น หายใจลำบาก และอาจหมดสติ ร่วมด้วย\r\n\r\n          ความกลัว (Fear) เป็นการตอบสนองทางอารมณ์ต่อภัยคุกคามที่รับรู้ได้ว่าเป็นอันตราย ในขณะที่โรคกลัว (Phobia) มีลักษณะคล้ายกับความกลัว แต่มีความแตกต่างตรงที่ความกลัวและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นนั้น สามารถรบกวนคุณภาพชีวิต และความสามารถในการทำงานได้ อย่างไรก็ดี โรคกลัวความสูง เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยกลัวสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสูง หรือการต้องอยู่ห่างจากพื้นดิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรคกลัว เนื่องด้วยบางคนอาจมีความกลัวที่จะต้องอยู่บนอาคารสูงมากพอๆ กับการปีนบันได\r\n\r\n          ผู้ที่เป็นโรคกลัวความสูง มักจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่ต้องอยู่กับความสูง แต่การหลีกเลี่ยงนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้เสมอไป เมื่อต้องเผชิญกับความสูง ระบบประสาทจะถูกกระตุ้นให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ความตื่นตัว (arousal) จะนำไปสู่การตอบโต้ที่เรียกว่า การตอบสนองแบบสู้หรือหนี ( fight-or-flight response) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาทางร่างกายที่เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่รู้สึกว่าเป็นอันตราย เสี่ยงต่อการถูกทำร้าย หรือเสี่ยงต่อความสูญเสียชีวิต ผู้ป่วยโรคกลัวความสูงจะมีอาการวิงเวียน มีอัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น หายใจถี่ เหงื่อออก วิตกกังวล ตัวสั่น และอาจมีอาการคลื่นไส้และปวดท้อง\r\n\r\nการเรียนรู้ต่อการกลัวความสูง\r\n\r\n          สำหรับการเรียนรู้เชิงพฤติกรรม นักพฤติกรรมนิยม (Behaviourist) ส่วนใหญ่ทำการศึกษาความกลัวและโรคกลัวความสูง โดยใช้ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (classical conditioning) และเพื่อแสดงให้เห็นถึงวิธีการที่ทฤษฎีดังกล่าวอธิบาย ให้ลองพิจารณาถึงการปีนต้นไม้ครั้งแรก ซึ่งตามมุมมองของนักพฤติกรรมนิยม คนที่ปีนต้นไม้ครั้งแรกจะไม่มีความกลัว\r\nแต่หากว่าคุณตกต้นไม้ นั่นจึงอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความกลัว\r\n\r\n          นักพฤติกรรมนิยมคาดการณ์ว่า ด้วยประสบการณ์การขึ้นที่สูงและได้รับบาดเจ็บจากการตกจากที่สูง เป็นผลให้เกิดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงเหตุการณ์เชิงลบที่เกี่ยวข้องกับความสูง จะมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้คนกลัวความสูงได้  อย่างไรก็ดี การเรียนรู้ในกลุ่มพฤติกรรม พบปัญหาบางอย่างซึ่งยากต่อการอธิบายถึงสาเหตุของคนเป็นโรคกลัวที่ไม่เคยประสบสถานการณ์ที่ทำให้กลัว แต่เกิดอาการกลัวอย่างรุนแรงได้ ซึ่งคำอธิบายที่ดีที่สุดอาจหมายถึงเหตุผลในเรื่องของการผสมผสานระหว่างพฤติกรรมและมุมมองเชิงวิวัฒนาการ แต่ถึงอย่างนั้น โรคกลัวความสูงสามารถรักษาหรือบรรเทาอาการลงได้ เช่น การใช้จิตบำบัด การบำบัดด้วยการสัมผัส (Exposure therapy) การใช้ยา เป็นต้น\r\n\r\n          นอกจากนี้การผ่อนคลายด้วยการทำโยคะ หายใจลึก ๆ ทำสมาธิ หรือผ่อนคลายกล้ามเนื้อยังเป็นวิธีการที่สามารถช่วยในการรับมือกับความเครียดและความวิตกกังวลจากอาการของโรคกลัวความสูงได้ และการออกกำลังกายเป็นประจำก็เป็นอีกวิธีการง่ายๆ ที่ช่วยบำบัดและบรรเทาความเครียดจากอาการกลัวได้เช่นกัน\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-biology/item/11647-2020-06-30-03-41-37\r\n\r\nRebekah Boynton and Anne Swinbourne, (2017, October 16), Health Check: why are some people afraid of heights? Retrieved June 26, 2020, from https://theconversation.com/health-check-why-are-some-people-afraid-of-heights-82893\r\n\r\nLisa Fritscher,(2020,June 25), Symptoms, Causes, and Treatment of Acrophobia. Retrieved June 26, 2020, from https://www.verywellmind.com/acrophobia-fear-of-heights-2671677","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1619400331.PNG"],
    [469,3229,"การใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน","Fri, 2021-04-23 09:36","http://www.stkc.go.th/node/3229","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"การใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน\r\n\r\n           ในชีวิตประจำวันของเรา เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ในขณะที่ในทุก ๆ วันเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราเองก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนั้นมีทั้งคุณประโยชน์และโทษในเวลาเดียวกัน เพื่อให้เรามีความรู้และสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประโยชน์และปลอดภัย ก็จำเป็นที่จะต้องมีความรู้เกี่ยวกับความรู้ทางด้านต่าง ๆ ต่อไปนี้\r\n\r\nการรู้เท่าทันสื่อ\r\n\r\nแนวทางการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัยและมีจริยธรรม\r\n\r\nการรักษาข้อมูลส่วนตัว\r\n\r\nการรับมือการคุกคามทางออนไลน์\r\n\r\nลิขสิทธิ์และความเป็นเจ้าของผลงาน\r\n\r\nกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์\r\n\r\n การรู้เท่าทันสื่อ\r\n\r\n          แนวคิดการรู้เท่าทันสื่อถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารที่เกิดขึ้นกับสื่อต่าง ๆ ตั้งแต่ยุคของสื่อวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ในระบบแอนะล็อก(Analog) จนก้าวมาสู่ยุคสารสนเทศที่สื่อต่าง ๆ สื่อสารผ่านระบบดิจิทัล อันเป็นยุคที่สื่อต่าง ๆ ถูกหลอมรวมเข้าหากัน ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการสื่อสารที่ทำให้ผู้คนไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลกสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้นั้นในอีกแง่หนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ก็คือความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการสื่อสารเหล่านี้ได้เพิ่มอำนาจให้กับผู้ส่งสาร ซึ่งมักจะเป็นองค์กรสื่อสารมวลชนขนาดใหญ่มีเงินทุนจำนวนมหาศาลที่มีผู้คนเพียงไม่กี่รายที่จะสามารถเข้าถือกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสื่อ และขับเคลื่อนไปด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจ ระบบการสื่อสารจากที่อำนาจไปกระจุกตัวอยู่ที่ผู้ส่งสารให้ถ่ายเทมาอยู่ในฝั่งผู้รับสารด้วยการปลูกฝังแนวคิดการรู้เท่าทันสื่อ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจนนำไปสู่การตระหนักถึงความสำคัญของการติดตั้งกลไกการรู้เท่าทันสื่อ\r\n\r\n          จึงเกิดคำถามตามมาว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากประชาชนผู้บริโภคเนื้อหาข้อมูลข่าวสาร โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน เสพสารนั้นโดยไม่วิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนกับเนื้อหาข้อมูล ปริมาณมหาศาลที่สื่อนำเสนอ จากสภาพ ในเมื่อทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงฐานะของผู้รับสารที่ต้องเผชิญกับรับข้อมูล ข่าวสารจำนวนมากที่สื่อนำเสนอมาด้วยวัตถุประสงค์ต่าง ๆ การรู้เท่าทันสื่อจึงเป็นกลไกที่สำคัญและจำเป็น ดังนั้นเราต้องปกป้องตัวของเรา โดยต้องรู้ให้เท่าทันสื่อ เพราะถ้าเราเลือกที่จะไม่เปิดรับสารและสื่อเลย เราก็อาจจะพลาดข้อมูลที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิตของเราได้หรือถ้าเราเปิดรับสารและสื่อที่ไม่มีประโยชน์ต่อตัวของเราก็จะเกิดผลกระทบในทางลบมากกว่าทางบวก ผลที่ตามมาจากการไม่รู้เท่าทันสื่อ คือ การที่ผู้รับสารสูญเสียการรับรู้โลกที่เป็นจริง แต่จะรับรู้โลกผ่านสายตาสื่อแต่เพียงอย่างเดียว นั่นย่อมหมายถึงผู้รับสารกำลังยอมรับทุกอย่างที่สื่อบอก โดยปราศจากการตั้งคำถาม ต่อรอง ต่อต้าน นิยาม การเล่าเรื่องราว การสร้างภาพตัวแทนของสิ่งต่าง ๆ ผ่านสายตาสื่อ มนุษย์จึงจำเป็นต้องมีความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อเพื่อใช้รับมือกับสื่อที่มีแพร่หลายในปัจจุบัน โดยความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อ มี 4 องค์ประกอบ ดังนี้\r\n\r\nความสามารถในการเข้าถึงสื่อและสาร คือ ความสามารถในการแสวงหาแหล่งที่มา การเลือกและการจัดการ การคัดกรอง การถอดรหัสของข้อมูลข่าวสารในสื่อประเภทต่างๆ รวมถึงความสามารถในการใช้สื่อและเทคโนโลยีต่างๆ เช่น สิ่งพิมพ์ วิดีโอ คอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต\r\n\r\nความสามารถในการวิเคราะห์สื่อและสาร คือ ความสามารถในการเข้าใจสื่อและเนื้อหาสาร สามารถตีความ จัดประเภท กำหนดรูปแบบของงาน โดยใช้การวิเคราะห์และอนุมานเหตุและผล ซึ่งอาศัยพื้นฐานความรู้เดิม ประสบการณ์ และการตัดสินใจเกี่ยวกับสื่อและเนื้อหาสาร รวมถึงความสามารถในการบอกจุดประสงค์ของผู้ผลิตสื่อได้\r\n\r\nความสามารถในการประเมินสื่อและสาร คือ ความสามารถในการตัดสินคุณค่าและความมีประโยชน์ของสารต่อผู้รับสาร โดยใช้การประเมินสื่อและสารยึดหลักคุณธรรม จริยธรรมในตนเอง และยังอาศัยพื้นฐานความรู้เดิมที่มีมาแปลความหมายของสาร รวมถึงการระบุค่านิยมและคุณค่าของสาร และชื่นชมคุณภาพของงานในเชิงสุนทรียะทางศิลปะ\r\n\r\nความสามารถในการสร้างสรรค์สื่อและสาร คือ ความสามารถในการเข้าใจและตระหนักรู้ถึงความสนใจของผู้รับสาร โดยสามารถสร้างสารที่เป็นรูปแบบของตนเองจากเครื่องมือและสื่อที่หลากหลาย โดยใช้การจัดลำดับขั้นของความคิด การใช้สัญลักษณ์ในการสื่อสาร และใช้ทักษะการผลิตสื่อ เช่น การทบทวนแก้ไข การพิมพ์ การผลิตและตัดต่อวิดีโอ การพูด เป็นต้น\r\n\r\n          นอกจากนี้ Center for Media Literacy ยังได้แนะนำกรอบทักษะที่ชื่อว่า “Process Skills: Success for Life” อันเป็นข้อแนะนำเกี่ยวกับทักษะที่เยาวชนจะต้องมีในการก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ในรายงานเรื่อง Learning for the 21st Century ซึ่งพัฒนาโดยผู้นำองค์กรเอกชนและนักการศึกษา ภายใต้กรอบแนวคิด CML MediaLit KitTM ที่ผู้เรียนจะไม่เพียงแต่เพิ่มความรู้เกี่ยวกับเนื้อหาสาระของสื่อในปัจจุบันเท่านั้น แต่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้และปฏิบัติทักษะดังต่อไปนี้ได้\r\n\r\nการเข้าถึง เป็นทักษะที่ผู้เรียนสามารถที่จะเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และใช้ประโยชน์จากข้อมูลนั้น ตลอดจนทำความเข้าใจความหมาย กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถที่จะจดจำ เข้าใจศัพท์ต่าง ๆ สัญลักษณ์เทคนิคในการสื่อสารรู้จักจัดแบ่งประเภทของข้อมูลตามจุดประสงค์ของงาน\r\n\r\nการวิเคราะห์ เป็นทักษะที่ผู้เรียนสามารถที่จะพิจารณาการออกแบบรูปแบบของเนื้อหาสื่อ โครงสร้าง สามารถใช้แนวคิดในด้านศิลปะ วรรณกรรม สังคม การเมือง เศรษฐกิจในการทำความเข้าใจบริบทที่เนื้อหาข่าวสารนั้นถูกสร้างขึ้น เช่น การใช้ความรู้ ประสบการณ์ที่มีทำนายผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ตีความข่าวสารโดยใช้แนวคิดเกี่ยวกับจุดประสงค์ ผู้รับสาร มุมมอง รูปแบบ ประเภท บุคลิกลักษณะ โครงเรื่อง แก่นเรื่อง อารมณ์ ฉาก และบริบท ใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การเปรียบเทียบ การขัดแย้ง การให้ข้อเท็จจริง ความคิดเห็น เหตุและผล การเรียงลำดับ และผลที่ตามมา\r\n\r\nการประเมิน เป็นทักษะที่ผู้เรียนสามารถที่จะเชื่อมโยงเนื้อหาสารกับประสบการณ์ของพวกเขาและตัดสินความถูกต้อง คุณภาพ ความเกี่ยวข้องของเนื้อหาสาร เช่น สามารถชื่นชม มีความพึงพอใจในการตีความเนื้อหาสารที่มีประเภท และรูปแบบที่แตกต่างกัน ประเมินคุณภาพของเนื้อหาสารจากเนื้อหาและรูปแบบตัดสินคุณค่าของเนื้อหาสารจากจากหลักทางศีลธรรม ศาสนา และหลักการประชาธิปไตย สามารถที่จะโต้ตอบ ไม่ว่าจะโดยการเขียน การพิมพ์ ทางอิเลคทรอนิคส์ต่อเนื้อหาสาระที่มีความซับซ้อนอันหลากหลาย\r\n\r\nสร้างสรรค์ เป็นทักษะในการเขียนแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ การใช้คำ ใช้เสียง และภาพอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อจุดประสงค์อันหลากหลาย สามารถใช้เทคโนโลยีในการสร้างสรรค์ ตัดต่อ และแพร่กระจายเนื้อหา เช่น การระดมความคิด การวางแผน การวางและทบทวนกระบวนการ การใช้ภาษาพูดและเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ เชี่ยวชาญในกฎของการใช้ภาษา สร้างและเลือกภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เป้าหมายอย่างหลากหลาย ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในการสร้างเนื้อหาสาร เป็นต้น\r\n\r\n             กรอบในการเรียนรู้การรู้เท่าทันสื่อ โดยการถามผู้เรียนด้วยกรอบคำถาม 5 คำถาม ได้แก่\r\n\r\nใครเป็นผู้ส่งสารนี้ และจุดประสงค์ของผู้พูดคืออะไร\r\n\r\nเทคนิคอะไรที่ถูกใช้ในการดึงดูดความสนใจ\r\n\r\nวิถีชีวิต ค่านิยม มุมมองแบบไหนที่ถูกนำเสนอในสารนี้\r\n\r\nผู้รับสารที่แตกต่างกันตีความสารนี้แตกต่างกันอย่างไร\r\n\r\nอะไรบ้างที่ถูกละเลยในสารนี้\r\n\r\n          ชุดคำถามทั้ง 5 คำถาม จะถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์สื่อในรูปแบบต่าง ๆ  4 รูปแบบ คือ โฆษณา การชักจูงใจและการโฆษณาชวนเชื่อการวิเคราะห์การ เล่าเรื่องในสื่อบันเทิงต่าง ๆ และภาพตัวแทนของเพศ เชื้อชาติ และอุดมการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในเนื้อหาสื่อ ตัวอย่างแนวทางในการวิเคราะห์ เช่น การเปรียบเทียบเนื้อหาของเรื่องเล่าในสื่อที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์ภาพตัวแทนของชายและหญิงในสื่อโฆษณา เทคนิควิธีที่ถูกใช้ในสื่อสิ่งพิมพ์ การศึกษาเนื้อหาสื่อแบบสารคดีในสื่อสิ่งพิมพ์\r\n\r\n          การรู้เท่าสื่อจึงมีความสำคัญมากในฐานะทักษะและความสามารถของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ที่สามารถเลือกรับวิเคราะห์ ข้อมูล ข่าวสาร โดยเฉพาะสื่อที่ส่งผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต หรือสื่อสังคมออนไลน์ พิจารณาโดยตั้งคำถามกับสื่อที่เราเลือกรับ การประเมินสื่อเราสารโดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม เราก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของสื่อนั้น\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา   https://www.scimath.org/article-technology/item/11534-2020-05-01-03-32-41\r\n\r\nชนัญสรา อรนพ ณ อยุธยา. (2560).  การรู้เท่าทันการสื่อสารกับการขับเคลื่อนวาระปฏิรูปสังคมไทยในยุคดิจิทัล.  สุทธิปริทัศน์, 31 (97), 21-33.\r\n\r\nนิตยา วงศ์ใหญ่. (2560,พฤษภาคม).  แนวทางการพัฒนาทักษะการรู้ดิจิทัลของดิจิทัลเนทีฟ.Veridian E-Journal Silpakorn University, 10 (2),  1630-1642.\r\n\r\nปณิตา  วรรณพิรุณ.  (2560).  ความฉลาดทางงดิจิทัล.  พัฒนาเทคนิคศึกษา, 29 (102), 12-20.\r\n\r\nวิทยา  ดำรงเกียรติศักดิ์.  (2558).  พลเมืองดิจิทัล.  เชียงใหม่: คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้.\r\n\r\nวรพจน์  วงศ์กิจรุ่งเรือง.  (2561).  คู่มือพลเมืองดิจิทัล.  กรุงเทพฯ: สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.  .\r\n\r\nโสภิดา  วีรกุลเทวัญ.  (2561).  เท่าทันสื่อ อำนาจในมือพลเมืองดิจิทัล.  กรุงเทพฯ : สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน. ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1619145372.png"],
    [470,3227,"Pizzly Bear ผลพวงภาวะโลกร้อน","Thu, 2021-04-22 10:36","http://www.stkc.go.th/node/3227","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"อยากรู้กันบ้างไหมว่าหมีชนิดใหม่เกี่ยวข้องอะไรกับภาวะโลกร้อน หมีชนิดใหม่นี้มีชื่อว่า Pizzly Bear หรือบางพื้นที่เรียกว่า Grolar Bear ก็ได้ เหตุที่เรียกสองชื่อนี้ก็มาจากการรวมคำของชนิดพ่อและแม่คือหมี Grizzly + Polar นั่นเอง ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใช่ไหม คงเหมือนการผสมข้ามสายพันธุ์ทั่วๆไปของสัตว์ชนิดอื่น ๆ เช่น ฬ่อ  ของม้ากับลา หรือ ไลเกอร์ ซึ่งเป็นส่วนผสมของสิงโตกับเสือ แต่ความแตกต่างก็คือพ่อแม่ของฬ่อและไลเกอร์นั้นต่างก็ใช้ชีวิตอยู่ในสภาพภูมิอากาศเดียวกัน\r\n\r\n\r\n          แต่เจ้าตัว Pizzly Bear นี้เกิดจากหมีขั้วโลกสีขาว (Polar Bear) ที่มีถิ่นที่อยู่อาศัยอยู่ขั้วโลกเหนือเท่านั้น เช่นเดียวกับหมีกลิซลีที่เป็นสายพันธุ์เดียวกับหมีสีน้ำตาล (Grizzly Bear) อาศัยในเขตอบอุ่นทั่วทวีปอเมริกาเหนือและอะแลสกา สภาพภูมิอากาศถิ่นที่อยู่อาศัยของหมีทั้งสองแตกต่างกันมากจนไม่น่าจะมาเจอกันได้ แต่เมื่อราวๆ20ปีก่อน ได้เริ่มมีผู้คนพบหมีพันธุ์ลูกผสมนี้แถบทวีปแคนาดา พวกเขาไม่รู้ว่ามันคือหมีชนิดไหนลำตัวสีขาวเหมือนหมีขั้วโลกเหนือสีขาวแต่ก็มีลำตัวใหญ่บึกบึนตัวใหญ่กล้ามเนื้อหัวไหล่ที่แข็งแรงใบหน้าแต้มสีน้ำตาลยื่นยาวเหมือนหมีสีน้ำตาล ต่างพากันเรียกว่า Pizzly Bear บ้าง Grolar Bear บ้าง และเนื่องจากเป็นหมีที่รวมลักษณะเด่นของทั้งหมีสีขาวและหมีสีน้ำตาลสองขนิดทำให้บางคนก็ยังขนานนามหมีชนิดนี้ว่า Super Bear\r\n\r\n\r\n          โลกใบสีเขียวฟ้าของเรานี้เผชิญกับภาวะโลกร้อนมาอย่างยาวนานและหมี Pizzly ก็เป็นหนึ่งในผลพวงที่สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากภาวะโลกร้อน อุณหภูมิของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกๆปีเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาทุกปี แต่บริเวณขั้วโลกเหนือที่เป็นน้ำแข็งนั้นอุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นสูงมากกว่าถึง 2 องศาต่อปี น้ำแข็งขั้วโลกละลายและแน่นอนต้องส่งผลถึงเจ้าหมีขนปุยสีขาวน่ารักที่หากินในบริเวณนี้เป็นแน่\r\n\r\n\r\n          เจ้าหมีขั้วโลกเหนือสีขาวนี้กินแมวน้ำที่ซุกตัวอยู่ในหิมะเป็นอาหารและพวกมันยังมีถ้ำน้ำแข็งเป็นบ้านจำศีลในช่วงเวลาอันหนาวเหน็บในฤดูหนาวในเดือนธันวาคมและมกราคมเพื่อคลอดลูกและอนุบาลลูกหมีสีขาวตัวน้อยที่ต้องใช้เวลาลืมตาถึง33-44วัน สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้ห่วงโซ่อาหารขาดสมดุลหาอาหารยากขึ้นพวกหมีสีขาวจึงต้องขยายพื้นที่หาอาหารมากยิ่งขึ้นและเดินลงมาหาอาหารเข้าใกล้เขตเส้นศูนย์สูตรมากขึ้น และในขณะเดียวกันนั้นเองอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นก็ได้ทำให้บริเวณที่เคยหนาวเย็นกลับอบอุ่นมากขึ้นจนหมีสีน้ำตาลสามารถขยายขอบเขตพื้นที่หาอาหารขึ้นไปเหนือเส้นศูนย์สูตรได้มากขึ้น พอนึกภาพออกกันไหมว่าเจ้าหมีสองชนิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้มาเจอกันได้อย่างไร\r\n\r\n\r\n          นี่อาจจะเป็นการปรับตัวของวิวัฒนาการหมีให้เหมาะสมกับสภาวะโลกร้อนได้มากยิ่งขึ้นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่เหมาะสมกว่าก็จะอยู่รอดต่อไป แต่แล้วพ่อและแม่ที่เป็นบรรพบุรุษของมันเล่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต ในทุกวันนี้นั้นหมีขั้วโลกเหนือมีอัตราน้อยลงเรื่อยๆทุกปี และหากว่าวันหนึ่งมันได้สูญพันธุ์ไปอย่างไม่มีวันย้อนกลับเหมือนสัตว์ชนิดอื่นๆเล่า คงเห็นแต่เพียงภาพถ่ายและเรื่องเล่าขาน หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับสัตว์อย่างมนุษย์จะเป็นอย่างไร พบกันต่อในบทความต่อไปเรื่อง โรคระบาดเกี่ยวอะไรกับภาวะโลกร้อน\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มา  https://www.scimath.org/article-science/item/11653-pizzly-bear\r\n\r\nวรรณสิงห์ ประเสริฐกุล.(2563, 24 กุมภาพันธ์) “หมี Pizzly Bear (Grizzly + Polar) ผลพวงที่ไม่คาดคิดจากภาวะโลกร้อน” สืบค้นเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2563 จาก https://m.facebook.com/wannasingh/posts/2768701819834288\r\n\r\nทักษิณา ข่ายแก้ว.(2561, 6 กุมภาพันธ์) “หมีขาวขั้วโลก ล่าเหยื่อได้น้อยลง เพราะแผ่นน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น” สืบค้นเมื่อ 22 มิถุนายน 2563 จาก https://www.voathai.com/a/starving-polar-bears-tk/4240726.html\r\n\r\nDina Spector and Kevin Loria.(2014, 16 August) “A Changing World Is Creating These Hybrid Animal” Retrieved June 6, 2020, from https://www.businessinsider.com/pizzly-bear-and-other-hybrid-animals-2014-8\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1619062564.png"],
    [471,3225,"งานวิจัยชี้ 'เสียงเพลง' คือสิ่งสำคัญในการหาคู่ของนกบางชนิด","Wed, 2021-04-21 09:08","http://www.stkc.go.th/node/3225","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"นกร้องเพลงตัวผู้ที่อายุยังน้อยมักจะเรียนรู้เสียงเพลงของพวกมันจากการขับขานของนกที่โตเต็มวัย แต่เมื่อลูกนกเหล่านั้นไม่มีนกที่โตกว่ามาคอยสอน พวกมันจึงหาคู่ได้น้อยลง\r\n\r\nเป็นเวลาห้าปีมาแล้วที่ รอสส์ เครทส์ (Ross Crates) นักนิเวศวิทยาจากมหาวิทยาลัย Australian National University ได้ศึกษาความสามารถในการร้องเพลงและการผสมพันธุ์ของนกที่มีชื่อเรียกว่า regent honeyeaters\r\n\r\nนกที่มีสีดำและสีเหลืองเหล่านี้เคยพบได้ทั่วไปในออสเตรเลีย แต่การสูญเสียพื้นที่อยู่อาศัยตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1950 ทำให้ประชากรของพวกมันลดลงเหลืออยู่ในป่าเพียง 300 หรือ 400 ตัวในปัจจุบัน\r\n\r\nทั้งนี้ นกตัวผู้เคยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ในฤดูหนาว แต่ตอนนี้พวกมันกระจายไปทั่วประเทศ หลายตัวก็แยกไปบินอยู่ตามลำพัง ซึ่งนั่นก็หมายถึงว่า มีนก honeyeater ที่โตเต็มวัยคอยอยู่ใกล้ ๆ กับลูกนกในช่วงปีแรกของชีวิตพวกมันน้อยลง\r\n\r\nCrates กล่าวว่า การเรียนรู้เพลงของนกหลายชนิดเป็นกระบวนการที่คล้ายกับมนุษย์ในการเรียนภาษา พวกมันเรียนรู้โดยการฟังเสียงจากนกตัวอื่น ๆ\r\n\r\nนักวิจัยพบว่า นกตัวผู้จำนวนมากดูเหมือนจะเรียนรู้เพลงจากสายพันธุ์อื่น ๆ เท่านั้น โดยราว 12 เปอร์เซ็นต์ของนก regent honeyeaters จะเลียนแบบเสียงเพลงของนกชนิดอื่น ๆ เช่น friarbirds, นก black-faced cuckooshrikes เป็นต้น\r\n\r\nการศึกษาวิจัยที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B ชี้ว่า เมื่อนกตัวผู้ไม่ได้ร้องเพลงธรรมชาติของสายพันธุ์ของตน จะทำให้หาคู่ได้ยากขึ้น\r\n\r\nPeter Marra นักชีววิทยาด้านการอนุรักษ์ที่มหาวิทยาลัย Georgetown University ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษานี้กล่าวว่า “งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นว่าการสูญเสียภาษาเพลงในขณะที่ประชากรนกมีจำนวนน้อย อาจเป็นการเร่งให้นกมีจำนวนลดลงไปอีก”\r\n\r\nอย่างไรก็ดี เหตุผลที่แท้จริงที่นกตัวเมียไม่ยอมรับนกตัวผู้นั้นยังไม่ชัดเจน\r\n\r\nScott Ramsay นักนิเวศวิทยาเชิงพฤติกรรมที่มหาวิทยาลัย Wilfrid Laurier University ในออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัย กล่าวว่า เสียงเพลงของนกตัวผู้ก็เปรียบเสมือนการโฆษณาตัวเอง เพื่อบอกให้นกตัวเมียรู้ว่าตนกำลังหาคู่อยู่\r\n\r\nRamsay กล่าวเพิ่มเติมว่า นก honeyeaters ตัวเมียอาจไม่จะไม่เคยได้ยินเสียงเพลงที่ไม่คุ้นหูจึงไม่ยอมเข้าใกล้นกตัวผู้ที่ร้องเพลงเหล่านั้น หรืออาจเป็นไปได้ว่าพวกมันเข้าไปใกล้แล้ว แต่นกตัวผู้ไม่เป็นตามที่คาดหวังไว้\r\n\r\nทั้งนี้ นกตัวผู้ส่วนใหญ่ใช้เวลาหลายเดือนในช่วงปีแรกในการเรียนรู้เพลงที่พวกมันจะร้องไปตลอดชีวิต นกบางตัวเรียนรู้เสียงเพลงจากพ่อนก แต่นก regent honeyeaters จะออกจากรังก่อนที่พวกมันจะเรียนรู้ที่จะร้องเพลง ดังนั้น นกตัวผู้จึงต้องหานกชนิดอื่นเพื่อเรียนรู้และเลียนแบบเสียงเพลงเหล่านั้น\r\n\r\nCarl Safina นักนิเวศวิทยาที่มหาวิทยาลัย Stony Brook กล่าวว่า “เราต้องตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์วัฒนธรรมการร้องเพลงของนก เพราะนั่นเป็นสิ่งที่นกเหล่านี้ต้องทำเพื่อความอยู่รอด ซึ่งไม่ใช่สัญชาตญาณ แต่เป็นการเรียนรู้”\r\n\r\nทีมวิจัยของ Crates ได้เริ่มนำสิ่งที่ตนค้นพบไปใช้เพื่อช่วยให้ลูกนกในโครงการสืบพันธุ์ ได้เรียนรู้เสียงเพลงของพวกมัน โดยนักวิจัยได้เปิดเสียงของนกตัวผู้ที่บันทึกไว้ให้ลูกนกฟัง นอกจากนี้ยังได้นำนกตัวผู้ที่มีทักษะในการร้องเพลงไปไว้ใกล้ ๆ กับบรรดาลูกนกที่กำลังเรียนรู้ โดยตั้งความหวังว่านกที่มีประสบการณ์เหล่านี้จะสามารถถ่ายทอดบทเพลงของพวกมันไปยังนกรุ่นต่อไปได้\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/research-birds-that-lose-their-songs-less-likely-to-find-a-mate-/5837945.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1618970938.PNG"],
    [472,3221,"อินเดียตรวจพบไวรัสโคโรนาชนิดใหม่กลายพันธุ์ 2 ตำแหน่ง","Tue, 2021-04-20 09:20","http://www.stkc.go.th/node/3221","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ประเทศอินเดียกำลังเผชิญกับภาวะวิกฤตของโรคโควิด 19 (COVID-19) อย่างหนัก ด้วยยอดผู้ติดเชื้อใหม่ จำนวน 47,262 คน ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 11.7 ล้านคน สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากประเทศสหรัฐอเมริกาและบราซิล และมีผู้เสียชีวิตในรอบ 24 ชั่วโมง จำนวน 275 คน ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 160,441 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 24 มีนาคม 2564) ล่าสุดประเทศอินเดียตรวจพบการกลายพันธุ์ใหม่ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่เกิดการกลายพันธุ์คู่ (Double mutant) สร้างความกังวลให้กับผู้คนทั่วโลกว่าไวรัสกลายพันธุ์แบบใหม่นี้จะติดต่อได้ง่ายขึ้น หรืออาจทำให้วัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคโควิด 19 มีประสิทธิภาพลดลงหรือไม่ \r\n\r\nจากการตรวจหาลำดับทางพันธุกรรมของกลุ่มตัวอย่างผู้ติดเชื้อโรคโควิด 19 จำนวน 10,787 คน ใน 18 รัฐทั่วประเทศอินเดีย พบว่า ในจำนวน 771 ตัวอย่างนั้น เป็นไวรัสกลายพันธุ์ที่พบในอังกฤษ 736 คน ตามด้วยไวรัสกลายพันธุ์จากแอฟริกาใต้ 34 คน และไวรัสกลายพันธุ์จากบราซิล 1 คน และยังพบไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่เกิดการกลายพันธุ์คู่  ในกลุ่มตัวอย่างผู้ติดเชื้อมากกว่า 200 คน โดยเฉพาะในรัฐมหาราษฏระ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของโควิด 19 รุนแรงที่สุด กลุ่มศึกษาจีโนมเชื้อโรคโควิด-19 แห่งอินเดีย (Indian SARS-CoV-2 Consortium on Genomics: INSACOG) ซึ่งเป็นเครือข่ายห้องปฏิบัติการระดับชาติ 10 แห่ง ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขของประเทศอินเดีย ได้ศึกษาลำดับจีโนมหรือแผนที่รหัสพันธุกรรมทั้งหมดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 (SARS-CoV-2)  พบว่า เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ที่เกิดการกลายพันธุ์คู่นี้ มีการเปลี่ยนแปลงลำดับพันธุกรรม 2 ตำแหน่ง ในรหัสพันธุกรรมของไวรัสอนุภาคเดียวกัน ได้แก่ ตำแหน่ง E484Q จากกรดอะมิโนที่ชื่อ กรดกลูตามิก (Glutamic acid : E) ไปเป็น กลูตามีน (Glutamine : Q) ซึ่งเป็นตำแหน่งสำคัญที่สไปค์โปรตีน (Spike protein) จะถูกแอนติบอดีในระบบภูมิคุ้มกันมาจับได้ และตำแหน่ง L452R ที่เปลี่ยนแปลงจากกรดอะมิโนลิวซีน (Leucine : L) ไปเป็น อาร์จินีน (Arginine : R)  โดย ดร.ชาฮิด จามีล (Shahid Jameel) นักไวรัสวิทยา อธิบายว่า “การกลายพันธุ์ 2 ตำแหน่ง บนสไปค์โปรตีน ของไวรัส ซึ่งเป็นส่วนที่ไวรัสใช้ในการเข้าสู่เซลล์ของมนุษย์ อาจทำให้ไวรัสสามารถหลบเลี่ยงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ และอาจมีไวรัสโคโรนาสายพันธุ์แยกต่างหากที่ระบาดในประเทศอินเดีย โดยมีการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง L452R และตำแหน่ง E484Q มารวมกัน”\r\n\r\nนอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขอินเดียยังระบุในแถลงการณ์ว่า \"การกลายพันธุ์ในลักษณะนี้ทำให้ไวรัสสามารถหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันและเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อได้\" ทั้งนี้ ทางการอินเดียระบุว่า เชื้อกลายพันธุ์ชนิดใหม่นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับอัตราการติดเชื้อที่พุ่งสูงขึ้นของอินเดียแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียได้ออกคำสั่งระงับการส่งออกวัคซีนโควิด 19 ของแอสตราเซเนกาเป็นการชั่วคราว เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อในประเทศ ที่อาจทำให้ความต้องการวัคซีนเพิ่มตามไปด้วย จึงต้องเก็บวัคซีนไว้ใช้ในประเทศก่อน โดยคาดว่าจะบังคับใช้มาตรการถึงสิ้นเดือนเมษายน\r\n\r\nการกลายพันธุ์ในเชื้อไวรัสเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในธรรมชาติ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความสามารถในการแพร่กระจายของเชื้อ หรือทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรง แต่การกลายพันธุ์บางอย่าง เช่นในสายพันธุ์ที่พบในอังกฤษ  หรือในแอฟริกาใต้ สามารถทำให้ไวรัสติดต่อได้ง่ายขึ้น และในบางกรณีก็มีอันตรายถึงชีวิต ดังนั้น การรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 และการกลายพันธุ์ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่ดีที่สุดในขณะนี้ คือ การป้องกันตนเองจากการติดเชื้อโดยการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือให้สะอาด และเว้นระยะห่างทางสังคม สิ่งเหล่านี้จะช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อโรคโควิด 19 และปกป้องเราจากเชื้อไวรัสโคโรนาที่เกิดกลายพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ\r\n\r\nเรียบเรียงโดย ชนินทร์ สาริกภูติ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)\r\n\r\nที่มาข้อมูล :\r\nCoronavirus: 'Double mutant' Covid variant found in India. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.bbc.com/news/world-asia-india-56507988 [26 มีนาคม 2564]\r\nNew coronavirus variant, described as 'double mutant', reported in India. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.theguardian.com/world/2021/mar/25/new-coronavirus-variant-described-as-double-mutant-reported-in-india [26 มีนาคม 2564]\r\nGenome Sequencing by INSACOG shows variants of concern and a Novel variant in India. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://pib.gov.in/PressReleaseIframePage.aspx?PRID=1707177 [26 มีนาคม 2564]\r\n\r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/664-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-science-museum/5027-%E0%B9%8Cnew-variants-of-covid-19-in-india.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1618885223.jpg"],
    [473,3214,"บริษัทผลิตอุปกรณ์สำหรับคนขี้ลืม ผุดไอเดียรณรงค์เรื่องขยะในทะเล","Fri, 2021-04-16 09:29","http://www.stkc.go.th/node/3214","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ในขณะที่อุปกรณ์ไฮเทคทันสมัยซึ่งช่วยให้ชีวิตเราสะดวกและง่ายขึ้นนั้นมีขายอยู่มากมายในตลาด แต่อย่างน้อยก็มีบริษัทซึ่งผลิตอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ช่วยให้เราพบสิ่งของที่วางลืมไว้ได้ง่ายขึ้น ได้พยายามสร้างความแตกต่างด้วยการใช้ขยะพลาสติกในทะเลมาเป็นวัตถุดิบสำหรับสินค้าของตน\r\n\r\nโดยบริษัทดังกล่าวคือ Chipolo ผู้ผลิตอุปกรณ์ไฮเทคขนาดเล็กแบบพกพาที่ใช้ชื่อเดียวกันซึ่งมีลักษณะเหมือนเหรียญกลมขนาดใหญ่แต่มีคอมพิวเตอร์ชิพฝังอยู่ข้างใน\r\n\r\nเหรียญ Chipolo นี้จะช่วยให้คนขี้ลืมหาสิ่งของต่าง ๆ ได้เจอเมื่อนำไปคล้องหรือใส่ไว้กับข้าวของต่าง ๆ ที่มักจะไม่อยู่ในสายตาเวลาที่เราต้องการ อย่างเช่น กระเป๋าสตางค์หรือกุญแจรถ และด้วยการเชื่อมต่อทางบลูทูธกับแอพในโทรศัพท์มือถือ เราจะสามารถหาสมบัติชิ้นสำคัญที่ต้องการเจอได้ด้วยการกดปุ่มบนจอโทรศัพท์ ทำให้เหรียญ Chipolo ที่อยู่กับสิ่งของเหล่านี้ส่งเสียงร้องบอกตำแหน่งกับเรา\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ถึงแม้อุปกรณ์นี้จะเป็นประโยชน์แต่ Chipolo ก็มีคู่แข่งมากหน้าหลายตาอย่างเช่น Samsung เป็นต้น ดังนั้นผู้บริหารของ Chipolo จึงพยายามสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของตนด้วยการผลิตอุปกรณ์ช่วยหาของรุ่น Chipolo ONE Ocean Edition ซึ่งทำจากเศษขยะที่พบในทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอวนและแหหาปลา\r\n\r\nคุณนิก้า แครมซาห์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่การตลาดของ Chipolo บอกว่า เนื่องจากวัสดุภายนอกของ Chipolo นั้นทำด้วยพลาสติกซึ่งถึงแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ทางบริษัทก็อยากแสดงถึงความตระหนักและความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อมเช่นกัน\r\n\r\nบริษัท Chipolo ได้ร่วมมือกับหน่วยงานชื่อ Oceanworks ที่ทำงานเพื่อกำจัดขยะพลาสติกในทะเลและนำขยะพลาสติกที่กู้ขึ้นมาได้เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบทำกรอบพลาสติกกลมที่หุ้มด้านนอกของผลิตภัณฑ์\r\n\r\nคุณร็อบ เอียนเนลลี ผู้ก่อตั้งและประธานขององค์การ Oceanworks บอกว่า จากการใช้ขยะพลาสติกในทะเลมาแปรรูปเพื่อทำผลิตภัณฑ์ เรื่องนี้ก็นับเป็นการส่งสาส์นไปถึงทั้งลูกค้าและธุรกิจอื่น ๆ ว่าอะไรก็สามารถจะเกิดขึ้นได้ถ้าเราตั้งใจและเริ่มจากโครงการเล็กๆ ก่อน\r\n\r\nเมื่อไม่นานมานี้บริษัท Chipolo ได้บริจาคเงิน 10,000 ดอลลาร์ให้กับ Ocean Global ซึ่งก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนการเก็บขยะพลาสติกในทะเล และคุณลี เดอร์ อูริออล ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารของ Ocean Global ได้ให้ตัวเลขว่า โดยเฉลี่ยแล้วพลาสติกแต่ละชิ้นจะใช้เวลาระหว่าง 500 ถึง 1,000 ปีก่อนที่จะย่อยสลาย ดังนั้นการที่บริษัทไฮเทคอย่าง Chipolo ให้ความสนใจกับมุมมองใหม่เพื่อใช้ประโยชน์จากขยะพลาสติกจึงนับเป็นเรื่องที่สำคัญ\r\n\r\nขณะนี้มีหลายบริษัทแล้วที่เริ่มสนใจปัญหาดังกล่าว เช่น Adidas มีรองเท้ารุ่นหนึ่งซึ่งใช้วัตถุดิบจากขยะพลาสติกล้วน หรือแผ่นยางปูพื้นของรถ SUV รุ่นที่ชื่อ Fisker Ocean ก็ใช้ขยะพลาสติกและสายไนลอนตกปลาเป็นวัตถุดิบเช่นกัน\r\n\r\nคุณนิก้า แครมซาห์หัวหน้าเจ้าหน้าที่การตลาดบริษัท Chipolo บอกว่า ทางบริษัทรู้สึกดีที่อย่างน้อยก็มีส่วนเล็ก ๆ ในการช่วยแก้ปัญหาใหญ่ระดับโลกในขณะนี้ เธอบอกด้วยว่าเราไม่ได้เพียงแค่ขายผลิตภัณฑ์ไฮเทคที่ทำจากขยะพลาสติกในทะเลเท่านั้น แต่เรากำลังพยายามสร้างความตระหนักและความตื่นตัวเกี่ยวกับมลภาวะในมหาสมุทร โดยหวังว่าจะมีส่วนช่วยให้บริษัทอื่น ๆ คิดและทำในลักษณะเดียวกัน\r\n\r\n\r\nCr.https://www.voathai.com/a/eco-friendly-tech-ct/5816122.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1618540161.PNG"],
    [474,3207,"‘ไมโครซอฟต์’ ชนะโครงการ $22,000 ล้าน ผลิตแว่นตาเออาร์ให้กองทัพสหรัฐฯ","Thu, 2021-04-08 13:17","http://www.stkc.go.th/node/3207","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"\r\nไมโครซอฟต์ ได้รับสัญญามูลค่าเกือบ 22,000 ล้านดอลลาร์ ในการผลิตอุปกรณ์แว่นตาเทคโนโลยีเสริมจริง หรือ AR (Augmented Reality) สำหรับใช้ในการทหารของกองทัพสหรัฐฯ\r\n\r\nกองทัพบกสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ข้อตกลงดังกล่าวเมื่อวันพุธ ในการเดินหน้าผลิต HoloLens อุปกรณ์แว่นตา AR ที่แต่เดิมมีไว้สำหรับอุตสาหกรรมบันเทิงและวิดีโอเกม นำมาปรับใช้กับกองทัพในโครงการ Integrated Visual Augmentation System หรือ IVAS เพื่อเพิ่มศักยภาพทางการทหารให้กับเหล่าทัพ\r\n\r\nส่วนไมโครซอฟต์ ระบุในแถลงการณ์อีกฉบับว่า กองทัพสั่งซื้อแว่น IVAS จำนวน 120,000 ชุดในอีก 10 ปีข้างหน้า เท่ากับว่ามูลค่าทั้งโครงการอาจสูงเกือบ 22,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นกับเงื่อนไขการสั่งซื้อในอนาคต\r\n\r\nแว่นตา HoloLens รุ่นพิเศษ ในโครงการ IVAS ของกองทัพสหรัฐฯ จะช่วยให้ทหารที่ใส่แว่นตา สามารถมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบๆได้ละเอียดขึ้น เพิ่มศักยภาพในการเล็งเป้าหมาย และระบุอันตรายที่อยู่รอบตัวได้\r\n\r\nทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ เพนตากอน เผยว่า เมื่อปีก่อน ทหารอเมริกันได้เริ่มทดสอบอุปกรณ์นี้ในรัฐเวอร์จิเนีย และว่าระบบดังกล่าวช่วยเพิ่มความได้เปรียบให้กับทหารในสมรภูมิที่คาดเดาได้ยาก\r\n\r\nทั้งนี้ อุปกรณ์แว่นตา AR ของกองทัพสหรัฐฯ เป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ด้านการทหารของไมโครซอฟต์ จากที่เมื่อเดือนกันยายนปีก่อน ไมโครซอฟต์ เป็นผู้ชนะโครงการวางระบบ Cloud Computing ให้กับกระทรวงกลาโหม มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ แม้ว่าการเดินหน้าโครงการดังกล่าวจะล่าช้าออกไป จากข้อพิพาททางกฎหมายกับคู่แข่งอย่างแอมะซอนก็ตาม\r\n\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/microsoft-22-billion-deal-with-ar-headset-for-us-army-04012021/5837085.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1617862637.PNG"],
    [475,3201,"'เฟสบุ๊ค' พัฒนาสายรัดข้อมืออัจฉริยะหนุนแว่นตาเออาร์","Wed, 2021-04-07 14:22","http://www.stkc.go.th/node/3201","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"\r\nสื่อสังคมออนไลน์เฟสบุ๊ค (Facebook) พัฒนาสายรัดข้อมือที่ช่วยควบคุมแว่นตาเทคโนโลยีเสริมจริง หรือ AR (Augmented Reality) \r\nคาดเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในปีนี้ ตามรายงานของรอยเตอร์\r\n\r\nเฟสบุ๊ค ระบุในบล็อคเมื่อวันพฤหัสบดีว่า สายรัดข้อมือนี้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้เชื่อมต่อกับโลกเสริมจริงนี้ได้ด้วยปลายนิ้ว อีกทั้งยังตรวจจับสัญญาณ\r\nและแปลความหมายของท่าทางมือและการเคลื่อนไหวอื่นๆได้ด้วย\r\n\r\nนี่ถือเป็นการเคลื่อนไหวล่าสุดของเฟสบุ๊ค ที่กระโจนสู่สังเวียนแว่นตาอัจฉริยะ เฉกเช่นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อื่นๆ ทั้งแอปเปิล (Apple) \r\nแอมะซอน (Amazon) และกูเกิล (Google) ซึ่งต่างเชื่อมั่นว่าแว่นตาอัจฉริยะจะมาแทนที่โทรศัพท์มือถือในอนาคต\r\n\r\nทางเฟสบุ๊ค เคยให้ทัศนะว่า แว่นตาอัจฉริยะจะต้องพึ่งพาโทรศัพท์มือถือ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานและช่วยระบายความร้อนจากแว่นตา \r\nแต่สายรัดข้อมือนี้จะกลายเป็นเครื่องมือรองรับแว่นตาอัจฉริยะได้ และบอกว่าในอีก 5-10 ปีนี้ เฟสบุ๊คจะสามารถพัฒนาแว่นตาเออาร์ออกมาใช้ได้จริง\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/facebook-wristband-for-ar-glasses-03182021/5819796.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1617780179.PNG"],
    [476,3199,"นักวิทยาศาสตร์พบแนวทางใหม่ ฝึกน้องหมาดมกลิ่นโควิด-19","Mon, 2021-04-05 09:59","http://www.stkc.go.th/node/3199","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ศูนย์ฝึกสุนัข BioScent ในเมืองมายยัคคา รัฐฟลอริดา พยายามหาวิธีใช้สุนัขเพื่อช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขตรวจหาเชื้อโรค เช่นมะเร็งชนิดต่างๆ\r\n\r\nไม่นานนี้ Heather Junqueira ผู้ก่อตั้ง BioScent ได้นำสุนัขพันธุ์บีเกิลอายุ 4 ปีชื่อว่าเจ้า Noel ไปไว้ในห้องที่มีกระป๋องสแตนเลสซึ่งมีตัวอย่างของเชื้อโควิด-19 อยู่หลายตัวอย่างด้วยกัน\r\n\r\nเจ้า Noel เริ่มพยายามค้นหากลิ่นที่มันรู้ว่าเมื่อหาเจอแล้วจะได้รับขนมเป็นรางวัลตอบแทน ซึ่งมันก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการค้นหาว่ากระป๋องไหนที่มีแผ่นผ้าที่ใช้เช็ดเหงื่อ หรือหน้ากากอนามัยที่สวมใส่โดยผู้ที่ติดเชื้อโควิดอยู่\r\n\r\nJunqueira ค้นพบว่าสุนัขของเธอตรวจพบเชื้อโควิด-19 ได้ง่ายกว่าเชื้อมะเร็ง นั่นอาจเป็นเพราะเชื้อไวรัสมีกลิ่นที่รุนแรงกว่ามาก ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายตอบสนองต่อเชื้อไวรัส และว่ามนุษย์ไม่สามารถรับรู้ถึงกลิ่นของโคโรนาไวรัสได้\r\n\r\nทั้งนี้ สุนัขมีเซลล์ประสาทรับกลิ่นมากถึง 300 ล้านหน่วยเมื่อเทียบกับมนุษย์ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6 ล้านหน่วย สุนัขกลุ่มที่มีความสามารถพิเศษในการดมกลิ่น หรือ Hound Group รวมถึงพันธุ์บีเกิล อย่างเจ้า Noel มีประสาทรับกลิ่นที่เลื่องชื่อ\r\n\r\nJunqueira กล่าวว่าผลจากการศึกษาของเธอประสบความสำเร็จอย่างเหลือเชื่อ โดยสุนัขสามารถจดจำตัวอย่างของเชื้อโควิดได้ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์\r\n\r\nTommy Dickey ศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานตา บาบารา กล่าวว่าความสำเร็จในการศึกษานี้สอดคล้องกับอัตราความสำเร็จในระดับสูงของการศึกษาอื่น ๆ ทั่วโลกที่เผยแพร่ออกมา เขาได้เขียนบทความร่วมกับ Junquiera ที่เน้นเรื่องการใช้สุนัขดมกลิ่นทางการแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American Osteopathic Association เมื่อเดือนกุมภาพันธ์\r\n\r\nDickey ชี้ให้เห็นว่า ผลลัพธ์ที่โดดเด่นที่สุดคือจากการศึกษาได้แสดงให้เห็นแล้วว่าสุนัขสามารถระบุชี้ผู้ที่ติดเชื้อโควิด-19 ได้ และพวกมันสามารถทำได้อย่างรวดเร็วกว่าและมีความแม่นยำเทียบเท่า หรืออาจจะมากกว่าการตรวจเชื้อแบบทั่วๆไปอีกด้วย\r\n\r\nการทดลองของนักวิจัยชาวฝรั่งเศสและชาวเลบานอนได้ข้อสรุปว่า สุนัขสามารถระบุเชื้อโควิดในตัวอย่างเหงื่อของมนุษย์ได้ด้วยความแม่นยำสูง และเช่นเดียวกันในประเทศโคลอมเบีย ที่สุนัขดมกลิ่นที่ได้รับการฝึกฝนสามารถตรวจจับไวรัสจากสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจได้\r\n\r\nJunquiera จากศูนย์ฝึกสุนัขใน BioScent กล่าวต่อไปอีกว่า สุนัขในการศึกษาวิจัยส่วนใหญ่สามารถทำผลงานได้ดีกว่าการตรวจหาเชื้อโควิดแบบเร่งด่วน โดยมีอัตราความสำเร็จสูงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ในตอนนี้ และที่สนามบินบางแห่งก็มีการนำสุนัขไปใช้ในโครงการนำร่องเพื่อตรวจหาเชื้อโควิดกันบ้างแล้ว\r\n\r\nที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สนามบินดูไบใช้สุนัขตำรวจที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษเพื่อดมกลิ่นเชื้อโควิด โดยจะมีการเก็บตัวอย่างเหงื่อจากผู้โดยสารขาเข้าใส่ไว้ในกรวยโลหะเพื่อให้สุนัขดมกลิ่น หากตรวจพบเชื้อไวรัสผู้โดยสารจะต้องเข้ารับการตรวจทางจมูกด้วย\r\n\r\nส่วนที่สนามบินในเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ผู้โดยสารขาเข้าบางคนถึงกับอาสาใช้ผ้าที่วางไว้ในกระป๋องเช็ดผิวหนังของตนเพื่อให้สุนัขดมกลิ่น สุนัขจะระบุผู้ติดเชื้อโดยการเห่า ตะปบ หรือนอนลงกับพื้น\r\n\r\nนอกเหนือจากที่สนามบินแล้ว สุนัขที่ได้รับการฝึกฝนเรื่องการดมกลิ่นโควิด อาจมีประโยชน์ในสถานที่ต่าง ๆ อย่างเช่น สถานีรถไฟ โรงเรียน และโรงพยาบาล ตลอดจนในที่ชุมนุมสาธารณะขนาดใหญ่ อย่างเช่นการแสดงคอนเสิร์ต และการแข่งขันกีฬา เป็นต้น\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/dogs-sniff-out-covid-19/5798496.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1617591562.PNG"],
    [477,3181,"ภัยเงียบ โรคผิวหนัง","Fri, 2021-04-02 09:53","http://www.stkc.go.th/node/3181","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"แสงแดดอันร้อนแรงนอกจากจะมีรังสียูวีที่ทำร้ายผิวของเราแล้ว อุณหภูมิที่ร้อนจัดก็ยังทำให้เสียสุขภาพได้อีกด้วยฤดูร้อนของประเทศไทย เริ่มต้นประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์\r\n\r\nไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม โดยเฉพาะในเดือนเมษายนดวงอาทิตย์อยู่เกือบตรงศีรษะในช่วงเวลาเที่ยงวัน ทำให้ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ สภาวะอากาศจึงร้อนอบอ้าว\r\n\r\nกว่าเดือนอื่น ๆ\r\n\r\nเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ร่างกายเราจะขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ โรคหนึ่งที่พบมากในเด็กเล็กนั่นก็คือ โรคผิวหนัง ในบางรายอาจเกิดผดผื่นร่วมด้วยและเมื่อเด็ก ๆ ออกไปเจอกับแสงแดด\r\n\r\nอาจทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังได้ เนื่องจากเด็กมีผิวที่บอบบางและไวต่อแสงแดดและในบางรายหากมีอาการรุนแรง อาจเกิดเป็นโรคผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบในเด็ก (Juvenile dermatomyositis, JDM)\r\n\r\nซึ่งมีผลกระทบทั้งต่อกล้ามเนื้อและผิวหนัง มักแสดงอาการก่อนอายุ 16 ปีโรคนี้เป็นกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง (Autoimmune disease) โดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันจะช่วยในการป้องกัน\r\n\r\nและทำลายเชื้อโรคในร่างกาย แต่โรคในกลุ่มนี้จะมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยภูมิคุ้มกันจะมาทำร้ายเนื้อเยื่อปกติ ซึ่งผลจากการทำงานที่ผิดปกตินี้ทำให้เกิดการอักเสบ ทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ\r\n\r\nถูกทำลายโรคผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบในเด็ก (JDM) มีสาเหตุมาจากการอักเสบที่หลอดเลือดขนาดเล็กในกล้ามเนื้อ (Myositis) และผิวหนัง (Dermatitis) และจากหลายๆปัจจัยในปัจจุบัน\r\n\r\nทั้งในเรื่องของพันธุกรรมที่ควบคุมในแต่ละตัวบุคคลและปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้น เช่น แสงแดด หรือการติดเชื้อโดยในปัจจุบันพบว่าไวรัสและแบคทีเรียบางชนิดสามารถกระตุ้น\r\n\r\nให้เกิดการตอบสนองที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันได้บุคคลในครอบครัวมีประวัติเกี่ยวกับโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองได้ เช่นเบาหวานหรือข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่พบว่ามีความเสี่ยง\r\n\r\nที่จะเกิดในลูกคนถัดไปเนื่องจากปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจนดังนั้นปัจจุบันจึงยังไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ส่วนใหญ่อาการปวดกล้ามเนื้อมักมีอาการที่กล้ามเนื้อสะโพก ไหล่\r\n\r\nและพบผื่นที่บริเวณใบหน้า เปลือกตา ข้อนิ้วมือ หัวเข่าและข้อศอก โดยผื่นอาจเกิดก่อนหรือหลังจากที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงโดยโรคนี้เกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบในผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 30\r\n\r\nและในผู้ป่วยบางรายพบว่ามีโรคมะเร็งร่วมด้วย ซึ่งต่างกับในเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะไม่พบโรคมะเร็ง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม โรคนี้เป็นโรคที่สามารถรักษาได้ โดยการใช้ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการอักเสบได้ดีและรวดเร็ว การใช้ยากลุ่มเมธโธเทรกเซท (Methotrexate)\r\n\r\nยากดภูมิคุ้มกันตัวอื่น ๆ เช่นยาไซโคลสปอริน (Cyclosporin) ยาไมโคฟิโนเลทโมฟิทิล (Mycophenolate mofetyl) และยาไซโคลฟอสฟามายด์ (Cyclophosphamide) การให้อิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือด\r\n\r\n(Intravenous immunoglobulin (IVIG))การให้แคลเซียมและวิตามินดีเสริมเนื่องจากความรุนแรงของอาการของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน การรักษาจึงแตกต่างกันไป เพราะในกรณีที่โรครุนแรง\r\n\r\nจะมีการทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ อย่างถาวร ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้นผู้ป่วยในกลุ่มนี้ควรจะได้รับการดูแลและการทำกายภาพบำบัด เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิต\r\n\r\nดังนั้นการดูแลทางด้านจิตใจจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้\r\n\r\n\r\n\r\n \r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4782-skin-disease.html\r\nผู้เขียน นางสาวนพรัตน์ ยิ่งเมืองมาร\r\nที่มาของแหล่งข้อมูล\r\nhttps://www.printo.it/pediatric-rheumatology/TH/info/4/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81-(Juvenile-dermatomyositis-JDM)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1617332003.PNG"],
    [478,3178,"เล่นสนุก ผลลัพธ์มากกว่าความสนุก","Thu, 2021-04-01 13:42","http://www.stkc.go.th/node/3178","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ต่างให้การยอมรับว่า การเล่นอย่างสนุกสนานเป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของเด็กในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ร่างกาย สติปัญญา\r\n\r\nสังคมและอารมณ์ รวมถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เมื่อเด็ก ๆ เล่นอย่างสนุกสนานพร้อมกับพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะช่วยทำให้พวกเขามีพัฒนาการที่ดียิ่งขึ้น\r\n\r\n\r\n       ในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเล่นสนุกกับการเรียนรู้และความจำของเด็ก ยังเผชิญกับข้อจำกัดในเรื่องจริยธรรมวิจัย นักวิทยาศาสตร์จึงอาศัยการศึกษาเทียบเคียงกับการเล่นสนุกของสัตว์\r\n\r\nและพัฒนาการด้านการเรียนรู้ของสัตว์แทน เช่น Dewar (2017) ได้กล่าวถึงการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ เมื่อ ค.ศ. 1964 ทำการทดลองเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการจดจำและการเจริญเติบโต\r\n\r\nของเปลือกสมองสัมพันธ์กับการเล่นสนุกสนานของหนู พบว่า หนูที่ถูกเลี้ยงด้วยการขังเดี่ยวในสภาพแวดล้อมที่น่าเบื่อ หากเปรียบเทียบกับหนูที่ถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยของเล่น\r\n\r\nพบว่าหนูที่ถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยของเล่นมีอัตราการเจริญเติบโตของเปลือกสมองเพิ่มมากกว่า และสามารถหาทางออกจากเขาวงกตได้เร็วกว่าหนูที่ถูกขังเดี่ยว\r\n\r\n      การเล่นสนุกจึงมีส่วนทำให้ระดับของ Brain-derived neurotrophic factor (BDNF) เพิ่มสูงขึ้น หรือกล่าวได้ว่า โปรตีนที่เป็นอาหารของเซลล์ประสาทสมอง มีส่วนช่วยกระตุ้นเซลล์ดังกล่าวให้\r\n\r\nเกิดการแตกแขนง จึงเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาทอย่างมากมาย สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มีความสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้และการจดจำ (Szwast, 2020) ฉะนั้น การเพิ่มขึ้นของ BDNF มีส่วนสำคัญใน\r\n\r\nการกระตุ้นการเจริญเติบโตและพัฒนาการของสมองอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การเรียนรู้เพิ่มสูงขึ้น\r\n\r\n       ในงานของ Pellegrini และ Holmes (2006) ยังชี้ด้วยว่าการเล่นสนุกสนานโดยไม่มีพ่อแม่กำหนดรูปแบบหรือแนวทางการเล่น จะทำให้เด็กมีพัฒนาการการเรียนรู้ดีกว่า เช่นเดียวกันกับการเล่น\r\n\r\nสนุกสนานและออกกำลังในเวลาว่างส่งผลดีต่อการเรียนรู้ ลักษณะดังกล่าวแตกต่างจากการออกกำลังกายในชั่วโมงพลศึกษา การเล่นสนุกของเด็กในเวลาว่างประมาณ 10-20 นาทีมีส่วนส่งเสริม\r\n\r\nพัฒนาการเรียนรู้ที่ดี แต่ถ้าหากปล่อยให้เด็กพักและเล่นนานกว่า 30 นาที อาจทำให้เด็ก ๆ หันกลับมาเรียนต่อได้ยากกว่า ดังนั้น การให้เด็กได้มีช่วงพักและเล่นสนุกบ้างระหว่างเวลาเรียนในระยะเวลา\r\n\r\nที่เหมาะสม จะช่วยกระตุ้นให้พวกเขาสนใจเรียนได้มากกว่าการเรียนเพียงอย่างเดียว\r\n\r\n       ในปัจจุบัน การเตรียมความพร้อมของบุตรหลานเพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง จึงเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองหลายคนให้ความสนใจ\r\n\r\nการมุ่งเน้นความสามารถทางวิชาการนับตั้งแต่วัยเยาว์ กลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ปกครองในวัฒนธรรมเอเชีย เพราะมองถึงอนาคตที่ดีของเด็ก ๆ ในทางกลับกัน ผู้ปกครองฝั่งตะวันตกกลับให้ความ\r\n\r\nสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของเด็กให้เหมาะสมตามช่วงวัย การเล่นสนุกกับบุตรหลานจึงไม่ใช่เรื่องไร้สาระ แต่กลับส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ พัฒนาความคิด และทักษะที่จำเป็นในด้านต่างๆ\r\n\r\n       ในงานของรมร แย้มประทุม (2559) ที่ตีพิมพ์ในวารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย อ้างถึงการเรียนรู้ของเด็กในแต่ละช่วงวัยของนักวิชาการ Piaget (1962) ที่ได้เสนอว่า การเล่น\r\n\r\nของเด็กจะเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญาในแต่ล่วงวัย เด็กที่มีในสองขวบปีแรกใช้ประสาทสัมผัส และเรียนรู้ด้วยการทำซ้ำ เช่น กระโดดอยู่กับที่ การรับและปล่อยลูกบอล เรียกว่า\r\n\r\nการเล่นแบบลงมือปฏิบัติ (Practice Play) สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 18 เดือนขึ้นไป จะเริ่มมีการเล่นสมมติ (Pretend Play) หรือสวมบทบาท (Socio-dramatic Play) หรือการเล่นแบบใช้\r\n\r\nสัญลักษณ์แทน (Symbolic Play) เช่น การใช้ไม้กวาดเป็นกีตาร์ เชือกเป็นงู หรือการเล่นร่วมกับผู้อื่นและสวมบทบาทเป็นตัวละคร โดยมีกฎกติกาที่ผู้เล่นต้องปฏิบัติตาม หรือการเล่นโดยใช้\r\n\r\nสัญลักษณ์แทนสิ่งของที่กำหนด เช่น ปรบมือสองครั้งเมื่อได้ยินชื่อสัตว์ที่บินได้จากคุณครู ซึ่งการเล่นแบบต่างๆเหล่านี้ ช่วยทำให้เด็กได้พัฒนาทักษะด้านการใช้ภาษา การเข้าใจผู้อื่น\r\n\r\nและมีกระบวนการคิดที่เป็นเหตุเป็นผล และเกิดจินตนาการเนื่องจากการเล่นบทบาทสมมติ\r\n\r\n\r\n        จากนั้น เด็กที่มีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป การเล่นเกมที่มีกฎกติกาเพิ่มมากขึ้น เช่น การใบ้คำ การทายปัญหา การเล่นซ่อนหา หรือการเล่นเกมที่มีข้อกำหนดที่ผู้เล่นทุกคนต้องปฏิบัติ ทำให้เด็กได้เรียนรู้\r\n\r\nเข้าใจ และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ส่งผลต่อพัฒนาการการใช้เหตุผลในการเล่นมากขึ้น รวมถึงความสามารถในการควบคุมตนเองตามกติกาได้ดียิ่งขึ้น นอกจากการเล่นสนุกตามพัฒนาการตามช่วงวัยแล้ว\r\n\r\nการสนับสนุนให้เด็กได้ทดลองหรือเล่นของเล่นประเภทการต่อชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่มีรูปทรงเป็นบล็อค ที่สามารถต่อกันได้หลากหลายรูปแบบ ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และกระบวนการแก้ปัญหาได้\r\n\r\nหลากหลายวิธี เมื่อเปรียบเทียบกับการต่อรูปภาพที่มีผลลัพธ์เพียงทางเดียว เช่น การต่อภาพจิกซอร์\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n         การเล่นสนุกสนานจึงแฝงไปด้วยคุณประโยชน์ที่ส่งเสริมการพัฒนาของเด็ก การปล่อยให้เด็ก ๆ เล่นอย่างสนุกสนานและเหมาะสมตามแต่ละช่วงวัย มีส่วนส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กให้ดียิ่งขึ้น\r\n\r\nยิ่งไปกว่านั้น การที่ผู้ปกครองได้ใช้เวลาเล่นสนุกกับบุตรหลาน ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งและให้ความอบอุ่นทางจิตใจให้กับเด็ก พวกเขาสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป\r\n\r\n \r\nที่มา  https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4891-have-fun.html\r\nผู้เขียน   วิลาสินี ไตรยราช\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง\r\n\r\nPellegrini, A. D., & Holmes, R. M. (2006). The role of recess in primary school. Play= learning: How play motivates and enhances children’s cognitive and social-emotional growth. Oxford, UK: Oxford.\r\n\r\nPiaget, J. (1962). The relation of affectivity to intelligence in the mental development of the child. Bulletin of the Menninger clinic, 26(3), 129.\r\n\r\nรมร แย้มประทุม (2559). บทความฟื้นฟูวิชาการความสำคัญของการเล่นต่อพัฒนาการในเด็ก. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย. 6(3), น. 275-278.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1617259322.jpg"],
    [479,3177," ทากทะเลสร้างหัวใจและร่างกายใหม่หลังหัวหลุดจากตัว","Wed, 2021-03-31 09:27","http://www.stkc.go.th/node/3177","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบกรณีการฟื้นฟูตัวเองที่น่าทึ่งของทากทะเลบางชนิดที่สามารถสร้างหัวใจและร่างกายขึ้นมาใหม่ทั้งหมดได้หลังจากที่หัวหลุดออกจากตัว\r\n\r\nเรื่องที่ถูกเรียกว่าเป็น “สิ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติ” นี้เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology การค้นพบดังกล่าวนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเข้าใจวิธีการสร้างเนื้อเยื่อของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ในอนาคตได้ดีขึ้น\r\n\r\nSayaka Mitoh นักวิจัยด้านชีววิทยากล่าวว่าเธอชอบศึกษาทากทะเลญี่ปุ่นเพราะพวกมันมีขนาดเล็ก น่ารัก และแปลก นอกจากนี้พวกมันยังสามารถสังเคราะห์แสงได้ในเวลาสั้นๆ เช่นเดียวกับพืชที่สร้างอาหารจากแสงอาทิตย์\r\n\r\nงานวิจัยของเธอที่มหาวิทยาลัย Nara Women’s University อาจดูเหมือนมาจากหนังสยองขวัญเลยทีเดียว เพราะขณะที่กำลังศึกษาสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กน่ารักในห้องทดลองอยู่นั้น เธอได้เห็นบางสิ่งบางอย่างที่แปลกประหลาด คือการที่ทากทะเลตัดหัวของมันเอง แต่ยังคงมีชีวิตและเคลื่อนไหวต่อไปได้ นอกจากนั้นทากทะเลอีกสองสามตัวก็ทำเช่นเดียวกัน!\r\n\r\nดังนั้น Mitoh และนักวิจัยอีกคนจึงทำการทดลองด้วยตัวเอง พวกเขาตัดหัวของทากทะเล 16 ตัว โดยมีทาก 6 ตัวเริ่มสร้างร่างขึ้นมาใหม่ มี 3 ตัวที่รอดชีวิต และ 1 ในทาก 3 ตัวนั้นมีร่างใหม่งอกออกมาถึงสองครั้ง ทั้งนี้มีทากทะเลญี่ปุ่นอีกสองชนิดที่สามารถฟื้นฟูร่างขึ้นใหม่ได้\r\n\r\nอย่างไรก็ดี สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ก็สามารถสูญเสียส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เมื่อจำเป็น อย่างเช่นจิ้งจกบางตัวทิ้งหางของมันเพื่อหนีจากอันตรายและกลับมางอกใหม่ในภายหลัง นี่คือเหตุการณ์ทางชีววิทยาที่เรียกว่า autotomy หรือการทิ้งส่วนของร่างกายตัวเองออกไป\r\n\r\nนักวิจัย Yusa กล่าวว่านี่เป็นกรณีการทิ้งส่วนของร่างกายที่น่าทึ่งที่สุด และว่าสัตว์บางชนิดสามารถทิ้งขาหรือหางได้ แต่ไม่มีสัตว์ชนิดใดที่สามารถทิ้งร่างกายทั้งตัวได้\r\nทั้งนี้มีทากทะเลชนิดหนึ่งสามารถงอกร่างได้ยาวถึง 15 เซนติเมตร นักวิทยาศาสตร์เคยมีความคิดว่าสิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเท่านี้ไม่น่าจะมีชีวิตรอดอยู่ได้หากปราศจากหัวใจที่จะสูบฉีดเลือดและสารอาหารไปเลี้ยงสมอง\r\n\r\nนักชีววิทยาทางทะเลชาวแคนาดา Susan Anthony ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษานี้ แต่เธอเห็นด้วยกับ Yusa ว่าสิ่งที่ทำให้ทากทะเลญี่ปุ่นเหล่านี้มีความพิเศษน่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกมันสร้างร่างกายขึ้นมาใหม่ได้\r\n\r\nเมื่อทากทะเลเหล่านี้กินสาหร่ายบางชนิด Yusa กล่าวว่าพวกมันสามารถสังเคราะห์อาหารจากแสงแดดและออกซิเจนได้เช่นเดียวกับพืชเป็นเวลาประมาณ 10 วัน เขาเดาว่าหลังจากที่พวกมันตัดหัวออกไปแล้วก็คงจะใช้วิธีการเดียวกับพืชที่แตกหน่อเป็นสีเขียวและได้รับพลังงานจากออกซิเจนและแสงแดดนั่นเอง\r\n\r\nนอกจากนี้ Mitoh และ Yusa กล่าวว่าทากทะเลน่าจะพัฒนาความสามารถนี้ขึ้นมาเพื่อใช้ต่อสู้กับพวกปรสิตต่างๆ\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์หลายๆ คนกล่าวว่ามนุษย์อาจสามารถเรียนรู้สิ่งที่มีประโยชน์จากสัตว์ทะเลชนิดนี้ได้ Nicholas Curtis ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาที่มหาวิทยาลัย Ave Maria ซึ่งไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษานี้กล่าวว่าสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือทากทะเลเหล่านี้มีความซับซ้อนมากกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ที่สามารถฟื้นฟูร่างกายใหม่ได้\r\n\r\nCurtis เขียนไว้ในอีเมลว่า แน่นอนว่าเรื่องนี้คือสิ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติ แต่การเข้าใจกลไกระดับโมเลกุลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้เราเข้าใจว่าเซลล์และเนื้อเยื่อของมนุษย์จะถูกนำไปใช้เพื่อซ่อมแซมความเสียหายของร่างกายได้อย่างไร\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/sea-slugs-regrow-their-bodies/5831522.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1617157660.PNG"],
    [480,3173,"กลยุทธ์ Platform Business Model","Tue, 2021-03-30 10:13","http://www.stkc.go.th/node/3173",null,null,"แพลตฟอร์มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตไปแล้ว ฟังดูแล้วเกินจริงไปหรือป่าว หากทุกคนลองสังเกตคุณจะเห็นได้ว่ามีหลายแอปพลิเคชันที่คุ้นชินอย่าง Facebook, Alibaba, Grab, Lazada และ Shopee ล้วนเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลก ซึ่งแอปพลิเคชันที่กล่าวมาข้างต้นเป็นส่วนธรุกิจที่แตกต่างกันคนละอุตสาหกรรมแต่มีสิ่งเดียวที่คล้ายคลึงกันนั่นคือ Platform Business Model\r\n\r\nPlatform Business Model สามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ\r\n\r\n1. Business Ecosystem คือ ต้องรู้ว่าธุรกิจของเรานั้นมีกิจกรรมอะไรบ้างตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ และมีผู้ใดเกี่ยวข้องในส่วนใดของธุรกิจบ้าง ยกตัวอย่าง แพลตฟอร์มเรียกรถของ Grab มีลูกค้าเรียกรถ คนขับ แอดมินดูแลประสานงาน เป็นต้น\r\n\r\n2. Technology ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ในข้อแรกให้ง่ายและสะดวกสบาย น่าใช้งาน\r\n\r\n3. Business Model ที่ชัดเจนในการแบ่งประโยชน์ของแต่ละฝ่าย โดยทุก ๆ ฝ่ายสามารถยอมรับได้\r\nแพลตฟอร์มที่ดี การออกแบบจึงมีความจำเป็นอย่างมากหากลำพังแค่การวิเคราะห์ด้านโมเดลธุรกิจให้สามารถสร้างรายได้ให้มาก และเป็นตัวกลางเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เพราะแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันถูกออกแบบมาอย่างดีทั้งในด้านพฤติกรรมของผู้ใช้งานและการสร้างความน่าสนใจ ความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลและธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนไป นำไปสู่การนำข้อมูลการใช้งานของผู้บริโภคไปปรับปรุงระบบแอปพลิเคชันไม่ว่าจะเป็นทางด้าน จิตวิทยา กลยุทธ์ทางธุรกิจ และการจัดการผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น\r\n\r\n \r\n\r\n\r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/666-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-information-technology-museum/4973-platform-business-model.html \r\n\r\nเรียบเรียง: ยงยุทธ แก้วจำรัส\r\nตรวจทาน: ธานี หลินลาโพธิ์\r\nกองวิชาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำนักพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ\r\n\r\n ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1617074008.jpg"],
    [481,3171,"\"ฝาแฝด\" ความเหมือนที่แตกต่าง","Mon, 2021-03-29 09:26","http://www.stkc.go.th/node/3171","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"     ถ้าพูดเรื่อง ฝาแฝด อย่างที่ทุกคนเคยเรียนในวิชาชีววิทยา ก็มักจะรู้อยู่แล้วว่า แฝดนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ แบบที่ 1 แฝดที่เหมือนกันแบบเป๊ะๆ ซึ่งบางคนเรียกว่า\r\n\r\nแฝดใบเดียวกัน (เกิดจากไข่ของแม่เซลล์เดียว และอสุจิของพ่อเซลล์เดียว) แฝดแบบนี้บอกได้เลยว่าใครที่ไม่คุ้นเคยเห็นก็คงแยกไม่ออกแน่ๆ กับอีกแบบนึง ก็คือ แฝดที่บางคน\r\n\r\nก็จะเรียกว่าแฝดคนละใบ (ไม่ได้เกิดจากไข่ของแม่ใบเดียวกัน และไม่ได้เกิดจากอสุจิของพ่อตัวเดียวกัน) คืออาจจะเป็นฝาแฝดที่หน้าไม่เหมือนกันเลย หรือต่างเพศกันนั่นเอง\r\n\r\n          ในตำรามักจะสอนว่า แฝดใบเดียวกัน จะมีลักษณะทางพันธุกรรมที่เหมือนกัน 100 เปอร์เซ็นต์ซึ่งอาจจะไม่ใช่อย่างที่เราเคยเรียนกันมาซะแล้ว เพราะมีงานวิจัยล่าสุด สดๆร้อนๆ\r\n\r\nซึ่งถูกตีพิมพ์ในวารสาร Nature Genetics โดยทีมวิจัยของ Jonsson et al. (2021) ได้ศึกษาการเกิดโรคบางประเภทในฝาแฝดแต่ละคู่ ที่ได้ตั้งสมมติฐานว่า แท้จริงแล้วสาเหตุ\r\n\r\nเกิดจากพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงหรือสภาพแวดล้อมเป็นตัวกระตุ้นกันแน่\r\n\r\n          โดยในงานวิจัยล่าสุดมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงลักษณะพันธุกรรมบางส่วนที่ทำให้ฝาแฝดบางคู่อาจจะมีรหัสพันธุกรรมต่างกันเล็กน้อยและส่งผลบางอย่าง\r\n\r\nเช่น การเกิดโรคบางชนิดที่อาจจะเกิดกับแค่คนใดคนหนึ่งเท่านั้น ทางทีมวิจัยได้ลองถอดรหัสพันธุกรรมหรือ จีโนมของฝาแฝดที่เป็นอาสาสมัครจำนวนหลายคู่ และพบความแตกต่าง\r\n\r\nบางอย่างในดีเอ็นเอในบางคู่ ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าความแตกต่างทางพันธุกรรมที่เกิดขึ้นในฝาแฝด น่าจะเกิดตั้งแต่ในช่วงที่มีการแบ่งเซลล์จากหนึ่งเป็นสอง\r\n\r\n           ซึ่งข้อมูลนี้จะสอดคล้องกับ Bruder et al. (2008) ที่เคยตีพิมพ์งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างของลักษณะพันธุกรรมของฝาแฝดเช่นเดียวกัน ซึ่งทีมวิจัยนี้ได้ถอดรหัส\r\n\r\nพันธุกรรมของคู่ฝาแฝดที่มีคนใดคนหนึ่งป่วยเป็นโรคพาร์กินสัน และพบว่ามีความแตกต่างของรหัสพันธุกรรมในบางส่วน ซึ่งความแตกต่างนี้ไม่เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก\r\n\r\nการถูกกระตุ้นด้วยสิ่งแวดล้อม แต่อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นลักษณะนี้ ไม่ได้เกิดกับฝาแฝดทุกคู่และ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งเท่าไรนัก\r\n\r\n           สำหรับข้อมูลที่ได้จากงานวิจัยนี้ถือว่าเป็นเหมือนองค์ความรู้ใหม่และเป็นจุดเริ่มต้นที่อาจจะใช้ในการตอบคำถามเกี่ยวกับปัจจัยในการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ที่เกิดขึ้นใน\r\n\r\nร่างกายมนุษย์ ซึ่งถือว่าเป็นโจทย์ที่นักวิทยาศาสตร์ยังต้องหาคำตอบเพิ่มเติมถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น\r\n\r\nshutterstock 533865133\r\n\r\n \r\nผู้เขียน  ตามพงศ์ เหลืองบริบูรณ์\r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4907-twin.html\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง\r\n1. Really? Identical Twins Have Identical DNA [ออนไลน์], march 11, 2008. แหล่งที่มา :\r\n\r\n https://www.nytimes.com/2008/03/11/health/11real.html\r\n\r\n2. Some identical twins don’t have identical DNA [ออนไลน์], January 7, 2021. แหล่งที่มา :\r\n\r\nhttps://www.sciencenews.org/article/some-identical-twins-dont-have-identical-dna-genetics\r\n\r\n3. Hakon Jonsson, Diffrences between germline genomes of monozygotic twins, Nature Genetics, January 7, 2021. แหล่งที่มา\r\n\r\n:https://www.nature.com/articles/s41588-020-00755-1","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1616984788.jpg"],
    [482,3168,"อาการตากระตุกซ้าย ขวา คืออะไร?","Wed, 2021-03-24 13:45","http://www.stkc.go.th/node/3168","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"    ในความเชื่อของใครหลาย ๆ คน อาการที่เปลือกตาเกิดอาการกระตุก ไม่ว่าจะเป็นตาซ้ายหรือตาขวาก็เหมือนว่าจะเป็นลางบอกเหตุเรื่องดีเรื่องร้ายที่จะเกิดขึ้น\r\n\r\nแต่ในอีกมุมมองหนึ่งหากอาการที่ร่างกายแสดงออกอยู่นี้เป็นการบอกถึงความผิดปกติที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ภายใน แล้วร่างกายกำลังบอกอะไรกับเรา?\r\n\r\n           อาการเปลือกตากระตุก คืออาการที่เรารู้สึกถึงการกระตุกของเปลือกตาบนหรือด้านล่างของดวงตา อาจมีความถี่ของการกระตุกห่างกันหลายชั่วโมง หลายนาที\r\n\r\nหรือไม่กี่วินาที โดยสามารถเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่  1-2 วัน และในบางรายอาจจะเรื้อรังเป็นสัปดาห์ ความรุนแรงอาจน้อยมาก จนถึงขั้นผู้ใกล้ชิดสังเกตเห็นการกระตุกของ\r\n\r\nเปลือกตาได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักรู้สึกรำคาญต่ออาการดังกล่าว การกระตุกของเปลือกตานี้มีความเกี่ยวข้องกับอาการที่เรียกว่า myokymia ซึ่งเป็นอาการหดตัวของกล้ามเนื้อ\r\n\r\nที่เกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ สามารถเกิดขึ้นได้หลายส่วนของร่างกาย เช่น ปลายนิ้ว แขนขา เป็นต้น แต่ถ้าส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อ orbicularis oculi จะทำให้เกิด\r\n\r\nอาการบริเวณเปลือกตา เนื่องจากกล้ามเนื้อดังกล่าวควบคุมการเปิดและปิดของเปลือกตา ทำให้เปลือกตาด้านบนและด้านล่างเกิดการกระตุกขึ้นได้ ซึ่งหลายปัจจัยที่เป็นสาเหตุ\r\n\r\nนั้นมาจากการบริโภคคาเฟอีน การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียดหรือความกังวล ความเหนื่อยล้าของร่างกาย ตลอดจนสาเหตุจากโรคที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ โรคระบบประสาทส่วน\r\n\r\nกลางเสื่อม โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคเนื้องอกในสมองหรือเส้นเลือดในสมองโป่งพองที่มีการกดเส้นประสาทที่เกี่ยวกับเปลือกตา\r\n\r\n         อย่างไรก็ตาม อาการเปลือกตากระตุกที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่นั้นไม่เป็นอันตราย แต่อย่างไรก็ควรสังเกตและให้ความตระหนักถึงความผิดปกติที่ร่างกายแสดงออก และ\r\n\r\nหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจจะส่งผลต่อสุขภาพร่างกาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ความเครียด ที่เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลียและเป็นบ่อเกิดของโรคต่าง ๆ ได้\r\n\r\n\r\n\r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4923-myokymia.html\r\n\r\nผู้เขียน  นางสาวอณัญญา บุญสนอง\r\n\r\nที่มาของแหล่งข้อมูล (Reference)\r\n\r\nBurt Dubow, OD, Eye Twitching: Causes and Treatments, , [Online], February 2020.\r\nhttps://www.cedars-sinai.org/health-library/diseases-and-conditions/e/eye-twitching.html\r\n\r\nAbd Alkader Jafer Chardoub1; Bhupendra C. Patel2., Eyelid Myokymia, [Online], August 15, 2020.\r\nhttps://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK560595/\r\n\r\nFranklin W. Lusby, MD, ophthalmologist, Lusby Vision Institute, La Jolla, CA. Also reviewed by David Zieve, MD, MHA, Medical Director, Brenda Conaway, Editorial Director, and the A.D.A.M. Editorial team., Eyelid twitch, [Online], August 28 2018.\r\nhttps://ufhealth.org/eyelid-twitch","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1616568331.jpg"],
    [483,3166,"“ Clubhouse ”แอปโซเชียลแชทที่ใคร ๆ ก็พูดถึง","Tue, 2021-03-23 09:16","http://www.stkc.go.th/node/3166","สังคมศาสตร์",null,"จากคำกล่าวที่ว่า“มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” ทำให้ต้องมีการสื่อสารแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันอยู่เสมอซึ่งการสื่อสารนั้นมีหลากหลายรูปแบบและด้วยเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทำให้เกิดเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้สามารถติดต่อสื่อสารหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งส่วนหนึ่งในนั้นคือแอปพลิเคชันต่าง ๆ \r\n\r\nดีจริง หรือแค่กระแส ? \r\n \r\nClub House แพลตฟอร์มหนึ่งที่เป็นกระแสทั่วโลกมาในรูปแบบแอปพลิเคชันที่สื่อสารด้วยเสียงผู้ก่อตั้งโรฮาน เซธ (Rohan Seth) และพอล เดวิสัน(Paul Davison) ซึ่งแอปฯนี้เกิดจากความเบื่อหน่ายของ2 คนเพราะอยู่ในช่วงเกิดโรคระบาด COVID-19 ทำให้ไม่สามารถออกไปไหนได้แต่อยากพูดคุยกับเพื่อน ๆ พร้อมกันแบบไม่จำเป็นต้องรู้จักกันเพียงแค่อยากคุยในเรื่องเดียวกันก็พอจึงพัฒนาแอป ฯ ตัวนี้ขึ้นมาและเริ่มเปิดตัวเมื่อช่วงปี 2020\r\n\r\nจุดเด่นที่ทำให้แอป ฯ นี้เป็นที่ยอมรับ และเป็นกระแส \r\n\r\nเจาะกลุ่มผู้ใช้งานความเฉพาะกลุ่มเฉพาะทางส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถบริหารจัดการห้องสนทนาได้เสมือนจัด Event หรืองานสัมมนาแบบจำลองทำให้เป็นพื้นที่สำหรับเหล่าคนดังนักพูดผู้มีอิทธิพลด้านความคิดเข้ามาสร้างประเด็นพูดคุยในหัวข้อที่ตัวเองสนใจได้และด้วยการใช้งานที่ผ่านเสียงเท่านั้นทำให้ตอบโจทย์สำหรับกลุ่มคนที่ต้องการความส่วนตัวในการพูดคุยหรือกลุ่มคนที่ไม่ถนัดการสื่อสารที่ต้องใช้ Eye Contact หรือการเขียนที่ต้องเรียบเรียงด้วยถ้อยคำที่สละสลวยและมีข้อจำกัดในด้านของภาษา\r\nใช้งานง่ายด้วยแพลตฟอร์มที่เป็นมาตราฐานไม่มีฟังก์ชันที่ซับซ้อนและสามารถเข้าฟังได้ทุกห้องไม่จำกัดว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศเรียกได้ว่าเป็นแหล่งรวมความรู้แนวคิด \r\nปลอดภัยเนื่องจากแอป ฯ ใช้งานเสียงเป็นสื่อกลางในการสนทนาอาจทำให้มีความกังวลในการถูกบันทึกเสียงซึ่งทางผู้พัฒนาแอป ฯ ได้ออกแบบความปลอดภัยส่วนนี้เรียบร้อยแล้วคือบทสนทนาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในห้องสนทนานั้นจะไม่ได้รับการบันทึกไว้และไม่สามรถบันทึกการสนทนาได้ (ตามเงื้่อนไขแอป ฯ) นอกจากนี้ก็ยังไม่สามารถที่แชรหน้าจอได้ซึ่งตอบโจทย์เป็นอย่างมากด้านความเป็นส่วนตัว\r\nคุณสมบัติพิเศษสิ่งที่น่าสนใจกว่าแอป ฯ อื่น ๆ คือการเริ่มใช้งานแอป ฯ นี้สามารถดาวน์โหลดได้เฉพาะระบบ iOS เท่านั้น (ระบบ Android อยู่ระหว่างพัฒนา) และการสนทนานั้นไม่สามารถอัดเสียงได้จึงเป็นรายการสดเท่านั้นและยังมีข้อจำกัดสำหรับผู้ใช้งานที่ถึงแม้จะดาวน์โหลด  หรือลงทะเบียนแอป ฯ ได้ก็ยังไม่สามารถใช้งานได้เลยเนื่องจากต้องที่ต้องอาศัยการ Invited หรือการได้รับอนุญาติให้เข้าใช้งานจากบุคคลอื่นที่ใช้งานแอป ฯ นี้เท่านั้นซึ่งการ Invited ก็มีข้อจำกัดว่า 1 บัญชีมีสิทธิ์ได้2คนเท่านั้นแต่หากใช้งานไประยะหนึ่งได้สิทธิ์เพิ่มอีก 3 คนส่วนห้องสนทนาแต่ละห้องก็มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าฟังได้ไม่เกิน 5,000 คน\r\nช่องทางการตลาดสำหรับวงการธุรกิจจากการใช้งานซึ่งช่องทางที่ร่วมผู้ที่สนใจในเรื่องต่าง ๆ  ทำให้สามารถดูแนวโน้มเทรนด์การตลาดและข้อมูลใหม่ ๆ ในการทำธุรกิจตลอดเวลาถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้การทำธุรกิจ\r\nการมีอิสระในการพูดสิทธิเสรีภาพในการพูดคุยถกเถียงแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นในเรื่องที่สนใจได้อย่างอิสระเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวแอป ฯ ได้รับความนิยม\r\nแหล่งรวมความรู้ แนวคิดสร้างสรรค์ และคอนเนคชันเนื่องจากเป็นแหล่งรวมมนักพูดจากทั่วมุมโลกหลากหลายสาขาทำให้ผู้ฟังได้ความรู้แนวคิดใหม่ ๆ หรือการได้รู้จักบุคคลที่หลากหลายซึ่งสามารถนำไปต่อยอดการทำงานการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจต่าง ๆ ได้\r\nถือว่าแอปพลิเคชันClubHouseเป็นช่องทางที่เหมาะสำหรับเป็นห้องจัดอีเวนท์หรือสัมมนาแบบจำลองได้ดีแต่การใช้งานย่อมมีทั้งด้านดีและด้านที่ควรระวังด้วยการพูดที่มีความอิสระเสรีซึ่งเข้ากับยุคปัจจุบันนี้นั่นเองอาจเป็นช่องทางที่นำไปสู่การเปิดประเด็นพูดคุยที่อาจเป็นการละเมิดกฎหมายเรื่องที่อ่อนไหวทางสังคมหรือกระทบบุคคลอื่นจนทำให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) ต้องออกมาเตือนให้ผู้ใช้งานนั้นระมัดระวังห้ามละเมิดกฎหมายเด็ดขาดโดยแจ้งว่าได้มีการสอดส่องผู้ใช้งานแอป ฯ นี้อยู่ด้วย\r\n\r\n\r\n \r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/666-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-information-technology-museum/4928-clubhouse.html\r\nแหล่งข้อมูลอ้างอิง: \r\n\r\n[1] 2564./ “10 เหตุผลที่ทำไม Clubhouse ถึงกลายเป็นแอพสุดปังในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน./ สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564./ จากเว็บไซต์: https://notebookspec.com/web/576930-why-clubhouse-is-so-popular \r\n\r\n[2] 2564./ “ทำความรู้จักกับ “ Clubhouse ”แอปโซเชียลแชทที่ใคร ๆ ก็พูดถึงตอนนี้./ สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564./ จากเว็บไซต์: https://stepstraining.co/trendy/clubhouse-appication \r\n\r\n[3] 2564./ “รู้จัก Clubhouse โซเชียลใหม่มาแรง ใช้งานอย่างไร และทำไมถึงฮิต/ สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564./ จากเว็บไซต์: https://www.matichon.co.th/social/news_2581633 \r\n\r\n[4] 2564./ “ครบจบที่เดียว! รวมทุกฟีเจอร์บน Clubhouse พร้อมวิธีการใช้งาน./ สืบค้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564./ จากเว็บไซต์: https://www.rainmaker.in.th/how-to-feature-clubhouse/ \r\n\r\n \r\nเรียบเรียง: วรรณวจี สุจริตธรรม\r\nตรวจทาน: ฐิติ สิริธนากร\r\nกองวิชาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำนักพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1616465800.PNG"],
    [484,3164,"เรื่องเล่าของน้ำผลไม้","Mon, 2021-03-22 10:40","http://www.stkc.go.th/node/3164","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"        ปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาสนใจรักสุขภาพกันมากขึ้น สนใจในเรื่องการเลือกรับประทานอาหาร และเครื่องดื่ม ให้เหมาะสมกับความต้องการในแต่ละวันซึ่งบทความนี้\r\n\r\nจะมาเล่าในเรื่องน้ำผลไม้กัน เนื่องจากน้ำผลไม้เป็นเครื่องดื่มที่หาซื้อได้ง่ายและสามารถผลิตเองได้ที่บ้าน ผู้เขียนได้เห็นว่าในร้านค้ามีการจำหน่ายน้ำผลไม้กันแพร่หลายและ\r\n\r\nมีให้เลือกหลากหลายมากมาย จนทำให้เกิดคำถามว่าเราควรจะเลือกชนิดไหนจะถึงเหมาะสมกับตัวเราที่สุด วันนี้ผู้เขียนจะมาบอกกันว่าน้ำผลไม้มีหลายประเภท ก่อนที่เราจะไป\r\n\r\nทำความรู้จักน้ำผลไม้กัน ผู้เขียนจะพามารู้จักการแบ่งประเภทของเครื่องดื่มกันก่อน\r\n\r\n\r\n\r\n          โดยการแบ่งของเครื่องดื่มอาจแบ่งได้หลายแบบ เช่น แบ่งตามการอัดก๊าซแล้วแบ่งตามแอลกอฮอล์ หรือแบ่งตามแอลกอฮอล์แล้วจึงแบ่งตามการอัดก๊าซก็ได้ ดังนี้\r\n\r\n1.Carbonated beverage (เครื่องดื่มอัดก๊าซ) -Alcoholic carbonated beverage (เครื่องดื่มอัดก๊าซที่มีแอลกอฮอล์) เช่น เบียร์ และแชมเปญ(ไวน์อัดก๊าซ) เป็นต้น\r\n\r\n-Nonalcoholic carbonated beverage (เครื่องดื่มอัดก๊าซที่ไม่มีแอลกอฮอล์) เช่น น้ำอัดลม2.Noncarbonated beverage (เครื่องดื่มไม่อัดก๊าซ)\r\n\r\n-Alcoholic noncarbonated beverage (เครื่องดื่มไม่อัดก๊าซที่มีแอลกอฮอล์) เช่น ไวน์ บรั่นดี วิสกี กระแช่ และ สาเก เป็นต้น -Nonalcoholic noncarbonated beverage\r\n\r\n(เครื่องดื่มไม่อัดก๊าซที่ไม่มีแอลกอฮอล์) เช่น น้ำผลไม้ น้ำผัก นม โยเกิร์ตพร้อมดื่ม ชา กาแฟ และ โกโก้ เป็นต้น\r\n\r\n\r\n\r\n          ตอนนี้เราก็ทราบแล้วว่าน้ำผลไม้จัดอยู่ในประเภท Nonalcoholic noncarbonated beverage (เครื่องดื่มไม่อัดก๊าซที่ไม่มีแอลกอฮอล์) และน้ำผลไม้มีหลายประเภท ดังนี้\r\n\r\nน้ำผลไม้แท้ : น้ำที่ได้จากการบีบคั้นผลไม้ เป็นน้ำผลไม้พร้อมดื่มชนิดที่สามารถดื่มได้ทันที อาจเรียกว่า Single strength direct juice ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำผลไม้แตกต่างกันไป\r\n\r\nขึ้นอยู่กับชนิดของผลไม้ที่นำมาเป็นวัตถุดิบ ในการผลิตในระดับอุตสาหกรรมต้องนำมา pasteurize ,sterilize หรือ UHT ซึ่งจะเก็บได้นานไม่ต้องแช่เย็น\r\n\r\nน้ำผลไม้แท้ชนิดเข้มข้น ( concentrated fruit juice ) : น้ำผลไม้แท้ที่ทำให้เข้มข้นโดยการให้ความร้อนเพื่อระเหยน้ำออก เป็นการเพิ่มความเข้มข้น เมื่อจะนำมาบริโภคต้องนำมา\r\n\r\nผสมน้ำเพื่อเจือจางเสียก่อน น้ำผลไม้เข้มข้นส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ\r\n\r\nน้ำผลไม้กึ่งแท้,ดัดแปลง : มีการเติมน้ำ หรือเอนไซม์ลงในผลไม้ก่อนนำมาบด คั้น การเติมมีวัตุประสงค์เพื่อให้สกัดน้ำผลไม้ได้มากขึ้น ผลิตโดยการนำผลไม้ หรือเนื้อผลไม้ประมาณ\r\n\r\n25% ขึ้นไป เจือสีสังเคราะห์แล้วทำให้เข้มข้นด้วยน้ำตาล\r\n\r\nน้ำผลไม้เทียม : ไม่มีองค์ประกอบใดมาจากผลไม้\r\n\r\nน้ำผลไม้เทียมเข้มข้น : น้ำผลไม้เทียมที่ทำให้เข้มข้นขึ้น\r\n\r\n          มาถึงตอนนี้ผู้อ่านได้ทราบประเภทของน้ำผลไม้กันแล้ว เวลาจะเลือกซื้อน้ำผลไม้มาดื่มก็ต้องควรคำนึงถึงการบริโภคสักหน่อย ถ้าเป็นน้ำผลไม้เข้มข้น ก็ต้องทำให้เจือจางก่อน\r\n\r\nการเลือกซื้อน้ำผลไม้บรรจุขวดหรือกล่องนั้น ควรอ่านฉลากทุกครั้ง เพราะผู้บริโภคจะทราบว่า น้ำผลไม้ชนิดนั้นมีปริมาณน้ำตาลอยู่เท่าไหร่ มีสารกันบูดหรือไม่ และวันหมดอายุ\r\n\r\nเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องดูทุกครั้ง โดยเฉพาะน้ำผลไม้หากหมดอายุแล้วดื่มเข้าไป จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้\r\n\r\n          ครั้งต่อไปการที่เราจะบริโภคน้ำผลไม้ควรคำนึงและเลือกให้เหมาะสมกับการบริโภค ซึ่งน้ำผลไม้เป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ หากเลือกไม่เป็น หรือซื้อแบบไม่เลือกเลย ก็อาจ\r\n\r\nไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร ซึ่งการที่ดื่มน้ำผลไม้ที่จะให้ดีที่สุด เราควรที่จะคั้นเอง แล้วดื่มทันที จะได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วคุณจะรู้สึกได้ถึงพลังความสดชื่นที่แท้จริง\r\n\r\n \r\n\r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4930-juice.html\r\n\r\nผู้เขียน  รัชเนศ เพ็ชรเย็น\r\n\r\nที่มาของแหล่งข้อมูล\r\n\r\n-ปริญดา เพ็ญโรจน์.เอกสารประกอบการเรียน วิชากระบวนแปรรูปอาหาร 3.\r\n\r\n- พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์ และคณะ.Fruit juice/น้ำผลไม้. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา:http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0884/fruit-juice-น้ำผลไม้.[14 มกราคม 2564]\r\n\r\n- เครื่องดื่ม/น้ำผลไม้.[ออนไลน์]. แหล่งที่มา: https://twcrownf.co.th/?page_id=773.[14 มกราคม 2564]                                                                     \r\n\r\n- เครื่องดื่ม. [ออนไลน์].แหล่งที่มา: https://sites.google.com/site/foodidia/sutr-ded/kheruxng-dum?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1.[14 มกราคม 2564]\r\n\r\n- ภัทรพงศ์ สิมมา.ชนิดของเครื่องดื่ม. [ออนไลน์].แหล่งที่มา: https://sites.google.com/site/kreoungdeum/chnid-khxng-kheruxng-dum.[14 มกราคม 2564]","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1616384440.PNG"],
    [485,3157,"อนามัยโลก ชี้ 1 ใน 4 ของผู้คนทั่วโลก จะเผชิญปัญหาการได้ยิน ภายในปี 2050","Thu, 2021-03-18 09:24","http://www.stkc.go.th/node/3157","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ออกโรงเตือนในวันอังคารว่า ภายในปี ค.ศ. 2050 หรืออีกไม่ถึง 30 ปีข้างหน้านี้ ผู้คนทั่วโลกราว 25% อาจเผชิญกับปัญหาการได้ยิน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกทุ่มงบลงทุนเพื่อการรักษาและป้องกันภาวะดังกล่าว\r\n\r\nอนามัยโลก ออกรายงานว่าด้วยปัญหาการได้ยินของผู้คนทั่วโลก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยระบุว่า ปัจจุบันประชากรโลกราว 1 ใน 5 หรือ 20% มีปัญหาการได้ยิน และคาดว่าในปี 30 ปีข้างหน้า จะมีผู้คนที่สูญเสียการได้ยินเพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ล้านคน คิดเป็นราว 1 ใน 4 ของประชากรโลก และ 700 ล้านคนในนั้นจำเป็นต้องได้รับการรักษา\r\n\r\nปัญหาการได้ยินในรายงานขององค์การอนามัยโลก ครอบคลุมทั้งจากการติดเชื้อ ภาวะจากโรคต่างๆ ความบกพร่องทางการได้ยินมาแต่กำเนิด การสูญเสียการได้ยินจากมลภาวะทางเสียง และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่นำไปสู่ความเสี่ยงต่อปัญหาการได้ยิน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถป้องกันได้แต่เนิ่นๆ\r\n\r\nนายเทดรอส อัดนอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก เสนอให้มีมาตรการป้องกันและรักษา โดยประเมินว่าต้องมีค่าใช้จ่ายราว 1.33 ดอลลาร์ต่อคนต่อปี หรือราว 40 บาทต่อคนต่อปี หากไม่ผลักดันการลงทุนเพื่อการป้องกันและรักษาในเรื่องนี้ ปัญหาการได้ยินอาจสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้เกือบ 1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีทั่วโลก\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/one-in-four-people-will-have-hearing-problem-in-2050-03022021/5798922.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1616034272.PNG"],
    [486,3154,"นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ ประกาศโคลนสัตว์ใกล้สูญพันธุ์สำเร็จเป็นครั้งแรก","Wed, 2021-03-17 13:04","http://www.stkc.go.th/node/3154","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันเพิ่งประกาศการโคลนสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์เป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ซึ่งก็คือเจ้าเฟอร์เร็ตเท้าดำ\r\nที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเซลล์ของสัตว์ที่ตายไปเมื่อ 30 ปีก่อน\r\n\r\nเจ้าหน้าที่จากหน่วยงาน US Fish and Wildlife Service ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เจ้าเฟอร์เร็ตเท้าดำ ชื่อ เอลิซาเบ็ธ แอนน์ (Elizabeth Ann)\r\n เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม โดยใช้วิธีสืบพันธุ์จากเซลล์แช่แข็งของเฟอร์เร็ตเท้าดำที่ชื่อ วิลลา (Willa) ซึ่งตายไปเมื่อปีค.ศ. 1988\r\n\r\nการโคลนนิ่งดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้สามารถนำพันธุ์สัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วกลับคืนมาได้ โดยโครงการโคลนนิ่งเฟอร์เร็ตเท้าดำเป็นส่วนหนึ่ง\r\nของความพยายามในการสร้างประชากรของสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ชนิดนี้\r\n\r\nนอรีน วอลช์ (Noreen Walsh) ผู้อำนวยการของศูนย์อนุรักษ์เฟอร์เร็ตเท้าดำแห่งชาติ ที่อยู่ทางตอนเหนือของรัฐโคโลราโด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ\r\nหน่วยงาน Fish and Wildlife Service กล่าวในการประกาศเรื่องความสำเร็จของการโคลนนิ่งว่า \"โครงการนี้จะสามารถช่วยให้ความพยายาม\r\nอย่างต่อเนื่องในการอนุรักษ์เจ้าเฟอร์เร็ตเท้าดำให้สำเร็จลุล่วงได้\"\r\n\r\nทั้งนี้ เจ้าเฟอร์เร็ตเท้าดำนั้นสามารถจดจำได้ง่ายด้วยรอยดำที่เท้าและรอบดวงตา พวกมันล่าและกินเจ้าแพรี่ด็อกเป็นอาหาร\r\n\r\n\r\nอย่างไรก็ดี เรื่องราวความสำเร็จในการอนุรักษ์เฟอร์เร็ตเท้าดำมีมาตั้งแต่ก่อนการโคลนนิ่งแล้ว ผู้คนคิดว่าพวกมันสูญพันธุ์ไปแล้ว เพราะเจ้าแพรี่ด็อก\r\nที่พวกมันกินเป็นอาหารเริ่มหมดลงเนื่องจากถูกยิงและวางยาพิษโดยเกษตรกรที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมบนที่ดินของตนให้ดีขึ้นสำหรับการเลี้ยงวัว\r\n\r\nแต่เมื่อปี 1981 มีการค้นพบเจ้าเฟอร์เร็ตเท้าดำในรัฐไวโอมิง จากนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงได้รวบรวมประชากรที่เหลือของพวกมันเพื่อทำโครงการเพาะพันธุ์\r\nแบบ captive mating จากนั้นเจ้าเฟอร์เร็ตเท้าดำหลายพันตัวถูกนำไปปล่อยทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ตลอดจนประเทศแคนาดาและเม็กซิโกตั้งแต่ปี 1990\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การขาดความหลากหลายทางพันธุกรรมทำให้เกิดความเสี่ยงต่อประชากรเฟอร์เร็ตเท้าดำ สัตว์ทั้งหมดที่ถูกนำกลับมานั้นมาจากสัตว์สายพันธุ์\r\nใกล้เคียงเพียงเจ็ดชนิด ความคล้ายคลึงกันทางพันธุกรรมนี้ทำให้พวกมันมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพที่รุนแรง\r\n\r\nเมื่อตอนที่เจ้า Willa ตายนั้นหน่วยงาน Wyoming Game and Fish ได้ส่งเนื้อเยื่อของมันไปยัง “สวนสัตว์แช่แข็ง” ที่บริหารงานโดย San Diego Zoo Global \r\nสวนสัตว์นี้เก็บเซลล์จากสัตว์มากกว่า 1,100 สายพันธุ์ตลอดจนสายพันธุ์ย่อยๆ จากทั่วโลกด้วย\r\n\r\nในอนาคตนักวิทยาศาสตร์หวังว่าจะเปลี่ยนแปลงยีนเหล่านั้นเพื่อช่วยให้สัตว์ที่ถูกโคลนขึ้นมาสามารถอยู่รอดได้\r\n\r\nPete Gober หัวหน้าโครงการฟื้นฟูประชากรเฟอร์เร็ตเท้าดำของหน่วยงาน Fish and Wildlife Service กล่าวว่า โดยพื้นฐานแล้วการโคลนนิ่งเหล่านี้ช่วยให้\r\nสามารถตรึงเวลาและสร้างเซลล์เหล่านั้นขึ้นมาใหม่ได้ และแม้ว่าการที่จะไปถึงระดับพันธุวิศวกรรมอาจต้องใช้เวลานาน แต่เขาก็หวังว่าเรื่องนี้จะสามารถเป็นไปได้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1615961041.PNG"],
    [487,3145,"ภัยจากวัตถุกันเสีย","Mon, 2021-03-15 10:11","http://www.stkc.go.th/node/3145","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"        ธรรมชาติของอาหารเกือบทุกชนิด เมื่อเก็บไว้นานๆ ย่อมเปลี่ยนสภาพ จากของสดใหม่กลายเป็นเน่าเสีย นั่นก็เพราะฝีมือของจุลินทรีย์ในอากาศที่รายล้อมตัวเรามากมาย เมื่อใดที่จุลินทรีย์เหล่านี้ปะปนลงไปในอาหาร นั่นหมายความว่ากระบวนการเน่าเสียได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพราะการเน่าเสียเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก กระบวนการถนอมอาหารจึงเกิดขึ้น ทั้งการใช้ความร้อน ความเย็น ความเค็มของเกลือ การฉายรังสี หรือแม้แต่สารเคมีสังเคราะห์ที่เรียกกันทั่วไปว่าสารกันบูด\r\n\r\n        เนื่องจากปัจจุบันคนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบ เพื่อแข่งกับเวลา ทั้งสภาพที่อยู่อาศัย และลักษณะนิสัยในการบริโภคอาหารก็เปลี่ยนไปจากอดีต ขนมปัง หรือขนมขบเคี้ยวต่างๆ จึงเป็นอาหารที่มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตมากขึ้น เพราะหาซื้อง่าย สะดวกและมีหลากหลายชนิดให้เลือกตามความต้องการ เราอาจเคยเห็นขนมปังที่ใส่ถุงพลาสติกวางขายในชนบทหรือตามร้านขายของชำ ที่วางขายได้นานเป็นอาทิตย์ ๆ โดยที่ไม่ขึ้นรา เราอาจจะคิดว่าเพราะบรรจุภัณฑ์ของขนมปังปิดสนิท เชื้อโรคไม่สามารถเข้าไปได้ แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น อาหารเหล่านี้ไม่บูด หรือเน่าเสียเพราะในขั้นตอนการผลิตได้มีการเติมสารบางอย่างลงไป\r\nเพื่อรักษาสภาพของอาหารให้สด ใหม่ ไม่เน่าเสีย สารนั้นก็คือสารกันบูดหรือวัตถุกันเสียนั่นเอง\r\n\r\n        สารกันบูด คือสารเคมีหรือของผสมของสารเคมีที่ใช้ในการถนอมอาหาร โดยอาจจะใส่ลงในอาหาร พ่น ฉาบรอบๆ ผิวของอาหารหรือภาชนะบรรจุ สารดังกล่าวจะทำหน้าที่ยับยั้งหรือทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสียโดยอาจจะไปออกฤทธิ์ต่อผนังเซลล์รบกวนการทำงานของเอนไซม์หรือกลไกทางพันธุกรรม (genetic mechanism)ในเซลล์ ยังผลให้จุลินทรีย์ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้หรือตายในที่สุดแต่ถ้าหากในแต่ละวันเราได้รับสารกันบูดในปริมาณน้อย ร่างกายจะสามารถกำจัดออกทางปัสสาวะได้ตามปกติ แต่หากได้รับในปริมาณมากทุกวัน ตับและไตจะต้องทำงานหนักขึ้นและหากกำจัดออกไปไม่หมดก็จะเกิดการสะสมในร่างกายซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของตับและไตในการกำจัดสารเคมีเหล่านี้ลดลงและอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่อตับและไตได้\r\n\r\n        สารกันบูดที่ใช้ในอาหารมีหลายชนิด กรดเบนโซอิกเป็นสารกันบูดที่นิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปหลายประเภท เนื่องจากเป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษต่อมนุษย์ต่ำ และสามารถขับออกได้ทางปัสสาวะ แต่ถ้าได้รับมากเกินไปอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นและเกิดอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ในแต่ละวันไม่ควรได้รับกรดเบนโซอิกเกินค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake – ADI) คือ 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น เด็กประถมที่น้ำหนัก 35 กิโลกรัม ไม่ควรได้รับกรดเบนโซอิกเข้าสู่ร่างกายในแต่ละวัน เกิน 35 X 5 = 175 มิลลิกรัม ดังนั้นเด็กเล็กย่อมมีโอกาสที่จะได้รับสารกันบูดเกินค่าความปลอดภัยได้ง่ายกว่าเด็กโต หรือผู้ใหญ่\r\n\r\n        สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ได้อนุญาตให้ใช้ในอาหารทุกชนิด และอาหารที่อนุญาตให้ใช้ก็ไม่ใช่ปริมาณเท่ากันหมด คือให้ใช้ในเครื่องดื่ม ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขนมหวานที่ทำจากนม (ไอศกรีม โยเกิร์ตปรุงแต่ง/ผสมผลไม้) ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขนมที่ทำจากผลไม้ ผัก ถั่ว แยม เยลลี่ และผักผลไม้กวน-ดอง-ทำไส้ขนม ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมหรือแค่ 1 กรัมต่อกิโลกรัมเท่านั้นเองจะเห็นว่าปริมาณที่อนุญาตให้ใส่น้อยมาก ต้องใช้เครื่องชั่งน้ำหนักที่มีความละเอียดสูง แม้ไม่น่าจะเป็นปัญหาในผู้ผลิตรายใหญ่ ๆ แต่อาหารท้องตลาดที่เราพบว่าใส่ปริมาณเกินกำหนดอาจทั้งตั้งใจเพราะเข้าใจผิดว่ายิ่งมากยิ่งดี ที่แย่กว่านั้นคือการใช้ในอาหารที่ไม่อนุญาตให้ใช้ เช่น ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปพวก ลูกชิ้น ไส้กรอก ปูอัด ฮ่อยจ๊อและขนมอบหลายชนิด (อนุญาตให้ใส่เฉพาะส่วนไส้ขนม) จากการสุ่มสำรวจอาหารภายในและภายนอกโรงเรียน โดยสถาบันโภชาการมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2555 พบว่าในตัวอย่างอาหารที่ใส่กรดเบนโซอิกสูงมาก ๆ จะสูงกว่าที่ใส่กันโดยเฉลี่ยถึงเกือบ 4 เท่า \r\n\r\n        หากนักเรียนไปซื้ออาหารเจ้านั้นเป็นประจำ (เพราะเป็นเจ้าที่ขายในหรือหน้าโรงเรียนนั้น) และได้รับต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลให้ตับและไตทำงานลดลงซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ในอนาคตเมื่ออายุมากขึ้น แต่ถ้าได้รับปริมาณสูงมาก ๆ อาจทำให้เจ็บป่วยทันที โดยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว อ่อนเพลีย และเกิดอาการแพ้ (ลมพิษ ผื่นคัน) ในบางคนการป้องกันความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดคือ กินอาหารที่ผลิตจากอาหารสดหากเป็นผลิตภัณฑ์อาหารก็ควรดูที่มี อย. รับรอง และเมื่อกินอาหารทั่วไปที่ไม่มีฉลากให้พึงคิดเสมอว่าเราอาจได้รับสารกันบูดในปริมาณสูงได้โดยไม่รู้ตัว จึงไม่ควรกินอาหารนั้น ๆ บ่อย ๆ คือไม่กินทุกวัน ถ้าไม่มั่นใจในร้านค้านั้น ๆ ก็ไม่ควรซื้อในร้านเดิมเป็นประจำด้วย \r\n\r\nเรียบเรียงโดย\r\nน.ส.นิชาภา ชูศิริโรจน์\r\nที่มา\r\nhttp://www.komchadluek.net/news/edu-health/171560\r\nhttps://www.dekthaidd.com/knowledge-detail.aspx?nid=84\r\nhttp://elib.fda.moph.go.th/library/default.asp?page2=subdetail&id_L1=27&id_L2=15799&id_L3=3076\r\nสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.(ม.ป.ป.).อันตราย...อาหารกับสารกันบูด.สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม, 2559,\r\nจาก http://elib.fda.moph.go.th/library/default.asp?page2=subdetail&id_L1=27&id_L2=15799&id_L3=3076","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1615777868.jpg"],
    [488,3143,"ฝนดาวตก (Meteor shower) ","Fri, 2021-03-12 16:26","http://www.stkc.go.th/node/3143","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"หากเราเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืน เราอาจพบเจอดาวตก หรือ Shooting star ที่มีลักษณะเป็นเส้นแสงสว่างเคลื่อนที่พาดผ่านท้องฟ้า ดาวตก คือสะเก็ดดาว (Meteoroid) \r\nที่ลุกไหม้ในชั้นบรรยากาศโลก เมื่อสะเก็ดดาวที่ลอยอยู่ในอวกาศเข้าใกล้โลก แรงดึงดูดของโลกจะทำการดึงสะเก็ดดาวเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ทำให้เกิดความร้อนจากการเสียดสี\r\nของสะเก็ดดาวกับชั้นบรรยากาศก่อให้เกิดแสงสว่างขึ้นเป็นเส้นของดาวตก หากมีสะเก็ดดาวจำนวนมากตกลงสู่ชั้นบรรยากาศโลกพร้อมๆ กัน ทำให้เกิดดาวตกมากมายอย่างต่อเนื่อง \r\nจะถูกเรียกว่า ปรากฏการณ์ฝนดาวตก (Meteor shower) และถ้าสะเก็ดดาวมีขนาดใหญ่และรอดพ้นจากการลุกไหม้ในชั้นบรรยากาศได้ เมื่อตกลงมาถึงพื้นโลกจะถูกเรียกว่า อุกกาบาต (Meteorite)\r\n\r\nอ้างอิง:\r\nMerriam-Webster Dictionary. Definition of “Shooting star”. [Online] Source: http://www.merriam-webster.com/dictionary/shooting%20star. 15 Oct 2015.\r\nHubble Site. Frequently Asked Questions. [Online] Source: http://hubblesite.org/reference_desk/faq/answer.php.id=22&cat=solarsystem. 15 Oct 2015. \r\nNASA. What is a meteor shower? [Online] Source: http://spaceplace.nasa.gov/meteor-shower/en/. 15 Oct 2015.\r\n\r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/664-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-science-museum/2693-%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%81-shooting-star.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1615541177.jpg"],
    [489,3141,"มารู้จัก  “เม็ดแมงลัก” กัน","Thu, 2021-03-11 10:20","http://www.stkc.go.th/node/3141","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"   “แมงลัก” สำหรับใครที่ยังไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน อาจจะคิดว่าเป็นแมงหรือแมลงหรือเปล่า? หรือหลายคนอาจจะคุ้นชินแต่กับคำว่า\r\n “เม็ดแมงลัก” แต่ยังไม่รู้จักกับ “แมงลัก” เสียที ซึ่งวันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกันค่ะ\r\n\r\n   “แมงลัก” คือพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้าย ๆ กับต้นกะเพราหรือโหระพาที่เราคุ้นเคยกัน แต่จะมีใบเล็กกว่าสีของต้นและใบอ่อนกว่า \r\nแถมยังบอบบางและช้ำง่ายกว่าด้วยแมงลักก็สามารถนำมารับประทานได้ทั้งใบและเมล็ด โดยใบนั้นจะมีกลิ่นฉุน นำไปประกอบอาหารเช่นเดียวกับ\r\nกะเพราและโหระพา ส่วนเมล็ดแมงลักหรือที่หลายคนเรียกกันว่า “เม็ดแมงลัก” นั้น สามารถนำมาทำเป็นขนมหรือผสมกับเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้\r\n\r\n   “แมงลัก” เป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงชนิดหนึ่งเลยทีเดียว มีข้อมูลจากกรมอนามัยและกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า \r\nในใบแมงลักสด 100 กรัม มีเบต้า-แคโรทีน 590.56 ไมโครกรัม แคลเซียม 140-350 มิลลิกรัม ไขมัน 0.8 กรัม แป้ง 11.1 กรัม ฟอสฟอรัส 86 มิลลิกรัม \r\nเหล็ก 4.9 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.3 มิลลิกรัม วิตามินซี 78 มิลลิกรัม วิตามินเอ 10,666 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.14 มิลลิกรัม และให้พลังงาน 0.032 กิโลแคลอรี\r\n\r\n   ไม่เพียงแต่ใบเท่านั้นที่ให้พลังงานน้อย เมล็ดก็ให้พลังงานน้อยเพียง 0.03 กิโลแคลอรี โดยเมล็ดจะมีลักษณะเป็นเมือกหุ้มลื่น และพองตัวได้ถึง 45 เท่า\r\nเมื่อแช่ในน้ำ ทำให้รับประทานได้ง่าย เหมาะกับผู้มีปัญหาการกลืนอาหาร ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แถมยังมีส่วนช่วยหล่อลื่นระบบขับถ่ายอีกด้วย \r\nแต่อย่าเพิ่งหลงรักเจ้าเมล็ดแมงลักนี่นะคะ เพราะหากรับประทานไม่ถูกก็มีโทษได้เช่นกัน ขอเตือนไว้ว่าต้องทานตอนที่เจ้าเมล็ดนี้แช่น้ำจนพองตัวเต็มที่แล้วเท่านั้น\r\nมิเช่นนั้นอาจก่อให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องผูกได้ รวมถึงห้ามรับประทานพร้อมยาหรือวิตามิน เพราะแมงลักจะดูดซับตัวยาของเราออกไปกับอุจจาระโดยที่ไม่ทันได้รับสารดังกล่าว\r\n\r\n   เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าแมงลักเป็นพืชที่น่ารักกับร่างกายเราขนาดไหน แต่ทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ ซึ่งต้องเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเราในปริมาณที่เหมาะสม \r\nอย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายกันอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ\r\n\r\nที่มา: http://www.doctor.or.th/article/detail/5844\r\nhttps://th.wikipedia.org/wiki/แมงลัก \r\n\r\nเรียบเรียงโดย: ณัฐสุดา จันทร์พฤกษา","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1615432830.jpeg"],
    [490,3136,"จริงหรือไม่ เป็นสาวไวเพราะกินไก่เยอะ ","Wed, 2021-03-10 09:39","http://www.stkc.go.th/node/3136","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," หลายท่านคงเคยได้ยินกันมาว่า ถ้ารับประทานไก่มากจะทำให้เด็กโตเร็วเป็นสาวไวหรือเด็กชายอาจเกิดการเบี่ยงเบนทางเพศได้ ซึ่งผู้เขียนก็สงสัยเช่นกันจึงค้นหาข้อมูล เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจได้ว่าจะรับประทานเนื้อไก่ได้อย่างสบายใจหรือไม่\r\n\r\n        พ.ญ.จุฬาภรณ์ รุ่งพิสุทธิ์พงษ์ แพทย์อายุรกรรม และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโภชนาบำบัด โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชน เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ปัจจุบันพบว่าเด็กผู้หญิงไทยเริ่มมีประจำเดือนเร็วก่อนวัยอันควร ส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากสภาพความเป็นอยู่ที่ดี กินดีอยู่ดี และที่สำคัญคือ เด็กยุคใหม่มีการบริโภคไก่กันมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่างๆ ต่อร่างกายของเด็กในช่วงที่ยังอยู่ระหว่างการเจริญเติบโต ทำให้เด็กโตเร็ว อายุ 7-8 ปี ก็เริ่มมีเต้านม มีประจำเดือนกันแล้ว” และยังกล่าวอีกว่า “ไม่ว่าเพศหญิงหรือเพศชายที่ได้รับฮอร์โมนเพศหญิงมากไป จะได้รับผลกระทบเช่นกัน คือ ผู้หญิงจะได้รับฮอร์โมนเพศหญิงทำให้โตเป็นสาวเร็วขึ้น ขณะเดียวกันเพศชายที่ได้รับฮอร์โมนเพศหญิง ก็อาจเกิดผลข้างเคียง อย่างเช่น เกิดอาการกระตุ้งกระติ้งได้” พ.ญ.จุฬาภรณ์กล่าว\r\n\r\n\r\n        ส่วนด้าน ศ. นพ.พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา หัวหน้าหน่วยต่อมไร้ท่อ และเมตาโบลิซึมคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ได้อธิบายว่า ภาวะเด็กโตเร็วเกิดขึ้นทั่วโลก โดยมีสาเหตุหลักที่คนทั่วโลกยอมรับก็คือ “ภาวะโรคอ้วน” หรือ “โภชนาการที่ดีเกินไป” เนื่องจากเนื้อเยื่อไขมันที่ทำให้เด็กๆ อ้วนนั้นมีความสามารถทำให้ร่างกายกระตุ้นฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ตัวเซลล์ไขมันไม่ใช่สิ่งที่ดี ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองควรจะเลี้ยงดูลูกให้มีน้ำหนักที่เหมาะสม อย่าปล่อยให้อ้วนตั้งแต่ 3-4 ขวบเพราะมีข้อมูลติดตามผลต่อเนื่องแล้วพบว่า เด็กที่มีอายุ 3- 4 ขวบ จะเข้าสู่วัยรุ่นเร็วกว่าปกติถึง 1-2 ปี เด็กอ้วนจะโตกว่าเพื่อนๆ วัยเดียวกัน แต่จะหยุดสูงเร็ว และหลังจากเติบโตขึ้นเขามักเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สูง ซึ่งภาวะอ้วนหรือโภชนาการที่ดีเกินไปก็เพราะมีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์กว่าแต่ก่อ¬¬¬นมาก ไม่ได้มีสาเหตุหลักมาจากการกินไก่แต่อย่างใด \r\n\r\n        ศาสตราจารย์เกียรติคุณ น.พ.กิตติ อังศุสิงห์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เคยให้ข้อมูลกับผู้ที่ไปร่วมงาน Family Health Fair 2011 เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2554 ถึงปัจจัยด้านอื่นๆ ที่อาจส่งผลให้เด็กโตเร็วก่อนวัยว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเป็นหนุ่มสาวเร็ว ได้แก่ กรรมพันธุ์ โภชนาการ หรือมีการทำงานของฮอร์โมนระบบสืบพันธุ์เร็วเกินไป โดยไม่ทราบสาเหตุ หรืออาจมีต้นเหตุจากเนื้องอกก็เป็นได้ เป็นความจริงที่ว่าเด็กผู้หญิงที่อวบอ้วนมักเป็นสาวเร็ว เด็กที่ผอมหรือออกกำลังกายอย่างหักโหมจะมีประจำเดือนช้า ส่วนปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมที่อาจเกี่ยวกับการเป็นสาวเร็ว ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจนตกค้างในสัตว์ปีก และสารที่ออกฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน เช่น บีพีเอในผลิตภัณฑ์พลาสติก นอกจากนี้การเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วเกี่ยวข้องกับพันธุกรรมได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามยังพบว่า เด็กผู้หญิงที่เป็นสาวเร็ว ประจำเดือนมาเร็ว ในขณะที่แม่อาจจะมีประจำเดือนเมื่ออายุ 14- 15 ปี แสดงว่าปัจจัยอื่นทางสิ่งแวดล้อม สามารถเอาชนะปัจจัยพันธุกรรมได้ และอาจเกี่ยวกับสารเล็ปตินที่เซลล์ไขมันสร้างขึ้น ไปออกฤทธิ์ในสมอง ทำให้เริ่มเป็นสาวเร็วขึ้น \r\n\r\n        นายสัตวแพทย์นรินทร์ ร่มลำดวน รองกรรมการผู้จัดการ ด้านสุขภาพสัตว์ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เคยตอบคำถามผู้ที่มีความสงสัยในประเด็นนี้ ทาง Facebook ของเครือซีพี ที่ชื่อ We are CP เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2554 ในหัวข้อ “ไขข้อสงสัยกินไก่แล้วอกโต” ว่า ตามข้อเท็จจริงมีข้อเขียนเชิงวิชาการมากมายที่ยืนยันว่า ไก่ไทยไม่มีการใช้ฮอร์โมนมานานมากแล้ว และการกินไก่แบบปกติก็ไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดโรค “โรคหนุ่มสาวก่อนวัย” ยกเว้นคนที่เลือกกินเฉพาะไขมัน เช่น ไก่ทอด หรือหนังไก่ทอด เป็นประจำติดต่อกันเป็นเวลานาน น.สพ.นรินทร์ยังกล่าวด้วยว่า ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตไก่อันดับต้นๆ ของโลก มาตรฐานการผลิตไก่ของไทยก็ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศที่เข้มงวดด้านมาตรฐานการผลิต น่าจะตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยต่อการบริโภคได้อย่างชัดเจนว่า ไก่ไทย ปลอดภัยไร้ฮอร์โมน เพราะเมื่อเดือนมิถุนายน 2529 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกประกาศห้ามใช้ยาเฮ็กโซเอสตรอล (Hexoestrol) ซึ่งเป็นยาที่ใช้สำหรับตอนสัตว์ปีก และเป็นฮอร์โมนสำหรับรักษาสัตว์ โดยมีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนตำรับยาที่มีเฮ็กโซเอสตรอล ไม่ให้จำหน่ายในประเทศไทยแล้ว ในปัจจุบันไก่ไทยสามารถเลี้ยงให้โตได้ในเวลาเพียง 40-45 วัน ถ้าฉีดฮอร์โมนราคาแพงเข้าไป ฮอร์โมนยังไม่ทันทำงาน ไก่ก็ต้องถูกชำแหละเสียแล้ว จะคุ้มค่าได้อย่างไร และยังเสี่ยงถูกจับกุมด้วย ขณะเดียวกันเทคโนโลยีวิธีตรวจหาฮอร์โมนตกค้างสามารถทำได้ง่าย ซึ่งผู้เลี้ยงคงจะไม่เสี่ยงแน่นอน\r\n\r\n        นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ บอกว่า...การเป็นหนุ่มสาวเร็ว เป็นโรคอย่างหนึ่งเรียกว่า “โรคหนุ่มสาวก่อนวัย”สาเหตุมาจากมีมวลไขมันพอกตัวเยอะ ผู้ที่ชอบกินไก่ทอดหรือหนังไก่มีโอกาสเป็นโรคนี้สูง...เนื้อไก่ ที่จัดอยู่ในกลุ่มเนื้อสีขาว (White meat)เป็นโปรตีนย่อยง่าย ไขมันน้อย ถ้าเทียบกับเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว และเนื้อไก่ก่อให้เกิด “ภูมิแพ้” น้อยกว่า เพราะกรดอะมิโนในเนื้อมีไม่มากเท่าเนื้อวัว...ดังนั้น คนที่เป็นภูมิแพ้เรื้อรังหรือเด็กมีภูมิแพ้ ควรเปลี่ยนมากินเนื้อไก่... ...ปัจจุบัน รพ.ศิริราช เอาเนื้ออกไก่มาบดทำเป็นน้ำเรียกว่า “นมไก่” ให้เด็กภูมิแพ้กินแทนนมวัวโดยส่วนตัวของผู้เขียนคิดว่า ข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้รับอาจไม่สามารถระบุลงไปได้อย่างชัดเจนว่า “กินไก่ทำโตเร็ว หรือ เบี่ยงเบนทางเพศจริงหรือ” เพราะแม้แต่ข้อมูลทางการแพทย์ที่ค่อนข้างมีน้ำหนัก กลับยังระบุว่า อาจเกิดจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย ที่จะทำให้เด็กโตก่อนวัย แต่น้ำหนักของข้อมูลก็ยังเอนเอียงไปยังฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นสารเร่งโตในไก่ ขณะที่สัตวแพทย์ก็ยืนยันว่า ปัจจุบันไม่มีการฉีดฮอร์โมนดังกล่าวแล้ว จึงไม่อาจสรุปเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน แต่ในฐานะผู้บริโภคควรกินอาหารที่หลากหลาย เพื่อให้ร่างกายเกิดความสมดุลและไม่เสี่ยงต่อการเกิดโรคด้วย\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง :\r\n\r\nhttp://www.tcijthai.com/news/2012/06/scoop/717 \r\nhttp://www.thaihealth.or.th/partnership/Content/24355 -‘ภาวะอ้วน’%20สาเหตุหลักทำให้เด็กโตเร็ว.html\r\n\r\nhttp://health.kapook.com/\r\nhttps://health.kapook.com/view112063.html\r\n\r\nhttp://www.cpthailand.com/\r\nhttp://www.thairath.co.th\r\n\r\nผู้เรียบเรียง รักชนก บุตตะโยธี","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1615343940.jpg"],
    [491,3135,"วิธีทำความสะอาดมือด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคชนิดไม่ต้องใช้น้ำ (Sanitizer) ","Tue, 2021-03-09 10:11","http://www.stkc.go.th/node/3135","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิทยาศาสตร์เผยวิธีทำความสะอาดมือด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคชนิดไม่ต้องใช้น้ำ (Sanitizer) หรือเจลล้างมือให้มีประสิทธิภาพ \r\nควรพ่นเจลลงบนฝ่ามือและถูมือไปมาเป็นเวลา 15 – 30 วินาที\r\n\r\n   ScienceNews รายงานผลการศึกษาจาก Geneva University Hospitals ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กำหนดให้อาสาสมัครซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่\r\nด้านสาธารณสุขจำนวน 23 คน ใช้มือสัมผัสแบคทีเรีย E.coli และบีบเจลล้างมือปริมาณ 3 มิลลิลิตร ใส่ฝ่ามือและถูไปมาโดยใช้เวลาที่แตกต่างกัน\r\nตั้งแต่ 10 – 60 วินาที จากนั้นนักวิจัยได้ตรวจสอบปริมาณแบคทีเรียบนมือของอาสาสมัคร ผลปรากฎว่าแบคทีเรียลดปริมาณลงอย่างมาก\r\nในเวลา 10 - 15 วินาที และค่อย ๆ ลดลงจนวินาทีที่ 30 แต่หลังจาก 45 วินาทีไปแล้วปริมาณแบคทีเรียไม่ลดลงอีกเลย\r\n\r\n   จากผลการศึกษา นักวิจัยจึงแนะนำให้ใช้ระยะเวลา 15 – 30 วินาที ถูมือไปมาหลังจากพ่นเจลล้างมือลงบนฝ่ามือ เพราะเป็นช่วงเวลาที่สามารถ\r\nกำจัดแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันนักวิจัยไม่สามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตามการรักษาสุขอนามัย\r\nของมือเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรค และลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคไข้หวัด โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ได้อีกด้วย\r\n\r\n   ข้อแนะนำสำหรับการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดแต่ละครั้ง ควรฟอกสบู่ที่มืออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเท่ากับการร้องเพลงแฮปปีเบิร์ดเดย์ \r\n(Happy Birthday) 2 รอบ จึงจะกำจัดเชื้อโรคได้\r\n\r\nภาพจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1335428803\r\n\r\nทีมข่าววิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน\r\nLink ที่เกี่ยวข้อง\r\nhttps://www.sciencenews.org/article/cleanest-hands-squirt-and-count-30 \r\nhttp://202.129.59.73/nana/numrae_gell_mint_220952-tew/gell.htm\r\nhttp://www.thaihealth.or.th/Content/4412-กรมอนามัย%20ชี้ล้างมือช่วยสกัดโรค%20เผยคนกรุงใส่ใจล้างมากขึ้น.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1615259472.PNG"],
    [492,3133,"ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry)  สีสันแปลกใหม่….ให้ประโยชน์อนันต์","Mon, 2021-03-08 13:21","http://www.stkc.go.th/node/3133","เกษตรศาสตร์",null,"ข้าวไรซ์เบอร์รี่ สีสันแปลกใหม่….ให้ประโยชน์อนันต์\r\n\r\n   \r\n        ปัจจุบันแนวโน้มอาหารเพื่อคนรักสุขภาพกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการมีสุขภาพที่ดีมีความสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ \r\nและหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพก็คือการใส่ใจเรื่องอาหารการกินโดยเฉพาะ “ข้าว” ที่มีการใช้เทคโนโลยีพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณประโยชน์มากขึ้น\r\nและเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ นั่นคือ “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry)”\r\n\r\n\r\n          ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry) เป็นข้าวที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว \r\nมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ข้าวไรซ์เบอร์รี่มีสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว ผิวมันวาว มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และมีรสชาติอมหวานกลมกล่อม\r\nแกมมา โอไรซานอล (-oryzanol) เบต้าแคโรทีน (β-carotene) โพลีฟีนอล (Polyphenol) มีวิตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินอี วิตามินบี 1 เหล็ก \r\nสังกะสี โฟเลต และมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยควบคุมน้ำหนักและทำให้การทำงานของระบบขับถ่ายดีขึ้น \r\nนอกจากนี้ยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วน\r\nหรือต้องการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย\r\n\r\n\r\nที่มาข้อมูล : \r\nhttps://goo.gl/CCNUDR\r\n\r\nที่มารูปภาพ : \r\nhttps://goo.gl/Uj9OZo\r\n\r\nhttps://goo.gl/b8jmf0","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1615184511.PNG"],
    [493,3124,"“กล้วย” กับนักวิ่ง","Thu, 2021-03-04 09:48","http://www.stkc.go.th/node/3124","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"  เป็นที่ทราบกันดีว่าการออกกำลังกายเป็นประจำ สม่ำเสมอ จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพจิตที่ดี มีพลังในการทำงานและพร้อมที่จะใช้ชีวิตประจำวัน\r\nได้อย่างมีความสุข “การวิ่ง” ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพียงมีรองเท้าหนึ่งคู่ก็ออกวิ่งได้แล้ว แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการวิ่งก็คืออาหาร\r\nที่มีประโยชน์ต่อนักวิ่งก็คือ ผลไม้ที่มีชื่อว่า “กล้วยหอม” เราจะไปดูกันว่ากล้วยหอมมีประโยชน์ต่อนักวิ่งอย่างไร\r\n\r\n        กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง เหมาะกับนักวิ่งทั่วไปหรือนักวิ่งระยะไกล เพราะคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ที่มีอยู่ในกล้วยหอมนั้น \r\nสามารถย่อยได้ง่ายและให้พลังงานมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ มีแร่ธาตุที่สำคัญคือโพแทสเซียม (Potassium) เป็นส่วนสำคัญในการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ \r\n(Heart rate regulation) และการหดตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle contraction) ซึ่งสามารถลดอาการเป็นตะคริวได้อีกด้วย แถมยังมีวิตามินบี 6 ( Vitamin B6 ) \r\nซึ่งวิตามินนี้ช่วยในการลำเลียงออกซิเจน และการเผาผลาญพลังงานได้ดีด้วย\r\n\r\n       มีสรรพคุณดีอย่างนี้นี่เอง กล้วยหอมจึงเป็นผลไม้ที่นักวิ่งส่วนใหญ่ถึงนิยมรับประทานกัน เพราะว่าหาซื้อง่าย ไม่ยุ่งยากในการพกพา แถมยังราคาไม่แพงอีกด้วย \r\nสำหรับใครที่อยากออกกำลังกายโดยการวิ่ง ก็อย่าลืมพกพากล้วยหอมสักลูกไปรับประทานกันด้วยนะรับรองว่ามีประโยชน์อย่างแน่นอน\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง\r\n: www.bloggang.com\r\n: www.wingnaidee.com\r\n\r\nเรียบเรียงโดย เอกวัตน์ ถาวรนารถ\r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/2778-bananas-with-runners.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1614826098.jpg"],
    [494,3121,"เรื่องน่ารู้ของซุปกระดูกหมู","Wed, 2021-03-03 09:38","http://www.stkc.go.th/node/3121","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"    “ซุปกระดูกหมู” เมนูชามน้ำซดคล่องคอที่ถือว่าเป็นเมนูประจำมื้ออาหารของหลายๆ คน ที่มีทีเด็ดจากความหวาน หอม และกลมกล่อมของน้ำซุปที่สามารถสรรค์สร้างเมนูได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว ราเมนซุปกระดูกหมู โดยใช้กระดูกส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกสันหลังหรือเอียวเล้ง (เล้ง, เอียะเล้ง, เอียเล้ง) หรือใช้กระดูกหน้าแข้งหรือคาตั๊ง (คาตั้ง, คาตัง) มาต้มในน้ำเดือด ซึ่งความแรงของไฟที่ใช้ต้มนั้นมีผลต่อความใสและขุ่นของน้ำซุป โดยการต้มด้วยไฟอ่อนถึงไฟปานกลาง ทำให้ได้น้ำซุปใส สีทอง เหมาะสำหรับการทำต้ม-ยำ แกงจืด หรือต้มซุป หากต้มด้วยไฟแรงตลอดเวลาจะได้ซุปสีขาวขุ่น เหมาะสำหรับการทำราเมนญี่ปุ่น ซึ่งสีขาวขุ่นนั้นเกิดจากสารลิโพโปรตีน (Lipoprotein) ที่เป็นพลาสมาโปรตีน ประกอบด้วยไขมันและโปรตีนในเลือดที่อยู่ภายในกระดูกหมูเกิดเสียสภาพจากความร้อนแล้วรวมตัวเป็นลิ่มลอยขึ้นด้านบน ลักษณะคล้ายฟองบนผิวของน้ำซุป หากปล่อยทิ้งไว้ ฟองจะมีการแตกตัวแล้วกระจายในน้ำซุป ทำให้มีสีขุ่นนั่นเอง\r\n\r\n        แล้วทราบกันหรือไม่ว่าเมนูซุปแสนคล่องคอนี้เหตุใดจึงอร่อย? เพราะเมื่อเราต้มกระดูกหมูเป็นเวลานาน ความร้อนจะทำให้โปรตีนในกระดูกเริ่มเสียสภาพ โดยไปทำลายพันธะไฮโดรเจนของโปรตีน จากเดิมที่มีโครงสร้างซับซ้อนให้คลายตัวออกจนมีรูปร่างเป็นสายยาว เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อพันธะเพปไทด์ระหว่างกรดอะมิโนทำให้กรดอะมิโนหลายชนิดถูกปลดปล่อยออกมาบางส่วน โดยหนึ่งในนั้นคือ “กรดกลูตามิก” ที่เป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจากกรดกลูตามิกสามารถจับตัวกับต่อมรับรสบนลิ้น เกิดรสชาติอูมามิทำให้เราสัมผัสได้ถึงรสอร่อยกลมกล่อมนั่นเอง\r\n\r\n        นอกจากนี้ซุปกระดูกหมูยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกายอีกหลายชนิด เช่น กรดอะมิโนไกลซีนที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างง่ายดายช่วยในการย่อยและควบคุมการทำงานของกรดน้ำดี และยังมีกรดอะมิโนโพรลีนที่ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี เพิ่มประสิทธิภาพการโอบอุ้มน้ำให้แก่เซลล์และรักษาความยืดหยุ่นของผิวหนัง อีกทั้งยังช่วยสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีบาดแผลยากต่อการรักษา และน้ำซุปกระดูกหมูยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม อีกด้วย\r\n\r\nฉะนั้นนอกจากความอร่อยแล้ว ซุปกระดูกหมูยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกไม่ใช่น้อย คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ซุปร้อน ๆ เป็นเมนูอาหารที่หลายชนชาตินิยมรับประทานกัน\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง\r\n-วิทย์สนุกรอบตัว. 2559. เรื่องน่ารู้ของน้ำต้มกระดูก. สืบค้นเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม, 2560, \r\nจาก https://www.facebook.com/witsanook/photos/a.327375767415926.1073741828.327302010756635/\r\n558054157681418/?type=3&theater.html.\r\n-สาวิตตรี สระทองเทียน. 2559. น้ำซุปสีขาวจากกระดูกหมู สูตรเข้มข้น. สืบค้นเมื่อ 23 ธันวาคม, 2560, จาก\r\nhttp://www.easycookingmenu.com/index.php/easycooking.html. \r\n-Razak M.A., Begum S.P., Viswanath B. and Rajagopal, S. 2017. Multifarious Beneficial Effect of Nonessential Amino Acid, \r\nGlycine: A Review. Oxidative Medicine and Cellular Longevity. 1-9.\r\n\r\nเรียบเรียงโดย นางสาว จิตติกานต์ อินต๊ะโมงค์\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1614739121.jpg"],
    [495,3115,"ภัยล่องหนจากไมโครพลาสติก","Tue, 2021-03-02 09:55","http://www.stkc.go.th/node/3115","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," เป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่าขยะพลาสติกมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตคิดว่าพลาสติกเป็นอาหารและกินเข้าไป ทำให้ไม่สามารถย่อยได้\r\nและเกิดการอุดตันของทางเดินอาหาร หรือพลาสติกบางรูปทรงอาจไปเกี่ยวอวัยวะหรือตัวของสัตว์ ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเสี่ยง\r\nต่อชีวิตของสัตว์ทั้งบนบกและในน้ำ แต่ยังมีภัยอีกรูปแบบหนึ่งจากพลาสติก ที่เรียกว่าไมโครพลาสติก\r\n\r\n        ไมโครพลาสติกคือ ชิ้นส่วนพลาสติกที่มีขนาด 1 นาโนเมตร ถึง 5 มิลลิเมตร ไมโครพลาสติกมีที่มาจากหลายแหล่งอาทิเช่นไมโครพลาสติกบนบก\r\nซึ่งส่วนมากมาจากการเสียดสีของยางรถยนต์กับถนน หรือสีที่ใช้ทาอาคารหรือยานพาหนะ แม้กระทั้งผ้าที่ทำจากใยสังเคราะห์ นอกจากนี้ยังมีการผลิต \r\nไมโครบีดส์ ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติกจิ๋วที่เป็นส่วนผสมในสบู่ล้างหน้า เจลขัดผิวไมโครพลาสติกเหล่านี้ล้วนสามารถลอดผ่านจากกระบวนการบำบัดน้ำเสีย\r\nลงสู่ทะเลได้ อีกทั้งขยะพลาสติกที่มีขนาดใหญ่ที่ล่องลอยอยู่ในทะเลเมื่อถูกรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ จะสลายโครงสร้างเป็นชิ้นเล็กลงได้ กลายเป็นไมโครพลาสติก\r\nโดยเฉพาะในมหาสมุทรน้ำอุ่นพลาสติกขนาดใหญ่จะย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติก\r\n\r\n        ไมโครพลาสติก สามารถดูดซึมสารพิษที่มีอยู่ในทะเล ดังนั้นยิ่งอยู่ในน้ำทะเลนาน ไมโครพลาสติกจะมีความเป็นพิษเพิ่มสูงขึ้น สิ่งมีชีวิตตั้งแต่ต้นห่วงโซ่อาหาร\r\nเช่นแพลงตอนสัตว์ในทะเลจึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับพลาสติกล่องหนเหล่านี้เข้าไป ส่วนสิ่งมีชีวิตท้ายห่วงโซ่อาหารอย่างเช่นมนุษย์อาจได้รับสารพิษตกค้าง \r\nเพราะไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กสามารถผ่านผนังเซลล์ มีนักวิจัยนำเสนอความเป็นไปได้ว่าอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้อาจโดนลมพัดและล่องลอยอยู่ในอากาศ\r\nเข้าสู่ปอดของสิ่งมีชีวิตได้ เป็นเหมือนมลภาวะทางอากาศเช่นเดียวกับไอเสียจากรถยนต์\r\n\r\n        นอกจากนี้กระบวนการผลิตพลาสติกบางส่วนมีการใส่สารเคมีเพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้กับพลาสติก เช่น Bisphenol A (BPA) \r\nซึ่งส่งผลกับการเจริญเติบโตของเด็ก และพบ Poly Bromodifenyl Ether (PBDE) ในเนื้อเยื่อของนกที่อาศัยแถวทะเล ซึ่งเป็นสารมีพิษที่ใส่ในพลาสติกเพื่อกันการติดไฟ\r\n\r\n        ไมโครพลาสติกจึงเป็นผลมาจากที่เกิดจากการใช้พลาสติก ซึ่งได้แฝงตัวอยู่รอบตัวเราโดยที่เราคาดไม่ถึง และเป็นภัยอันตรายกับสิ่งมีชีวิตบนโลก \r\nรวมทั้งมนุษย์ซึ่งถือว่าอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารดังนั้นเราควรตระหนักถึงการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีบางบริษัท\r\nที่มีการนำพลาสติกมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่  หรือนำวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติมาใช้แทนพลาสติก แต่นวัตกรรมเหล่านี้ล้วนยังมีราคาสูง \r\nหากทุกคนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการกระทำที่ช่วยในการลดการใช้ (Reduce) นำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) หรือ แปรรูป (Recycle) พลาสติก \r\nอาจมีทางช่วยบรรเทาหรือแม้กระทั้งลดปัญหาได้ในอนาคต\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง:\r\nhttp://science.howstuffworks.com/science-vs-myth/everyday-myths/how-long-does-it-take-for-plastics-to-biodegrade.htm\r\nhttp://www.plasticsoupfoundation.org\r\nhttp://www.ecowatch.com/scientists-warn-that-you-could-be-inhaling-chemically-laden-microplast-1891129394.html\r\nhttp://grist.org/living/2011-12-07-how-microplastics-cause-macro-problems-for-the-ocean/\r\n\r\nเรียบเรียงโดย: นางสาวนุชจริม เย็นทรวง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1614653700.PNG"],
    [496,3112,"AQ ทักษะสำคัญในยุคเทคโนโลยี AI","Thu, 2021-02-25 08:56","http://www.stkc.go.th/node/3112","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," เราคงคุ้นเคยกับ IQ (Intelligence Quotient) เชาวน์ปัญญา และ EQ (Emotional Quotient) ความฉลาดทางอารมณ์ หลายคนคงไม่เคยได้ยิน AQ (Adaptability Quotient) หรือ ความฉลาดในการแก้ไขปัญหาความสามารถในการปรับตัว คือมีความยืดหยุ่นสามารถปรับตัวในการเผชิญปัญหาได้ดี นักจิตวิทยาบอกว่าในโลกปัจจุบันนี้ IQ อาจเป็นเพียงข้อกำหนดขั้นต่ำที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการศึกษาและได้งานทำ ส่วน EQ ก็จะช่วยเรื่องความสัมพันธ์และการทำความเข้าใจกับผู้อื่นสำหรับการใช้ชีวิตในสังคม ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของมนุษย์ในการใช้ชีวิต แต่แค่ IQ และ EQ จะเพียงพอหรือไม่กับสังคมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี​ นำมาซึ่งการเกิดบรรทัดฐานใหม่ๆ ในสังคม หรือเกิดเป็น New Normal ในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ให้เข้า​มามีบทบาทในชีวิตของผู้คน จนสามารถสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญทั้งในชีวิตประจำวัน รวมทั้งในการทำงาน​ โดยเฉพาะ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI\r\n\r\n\r\n        ผู้เชี่ยวชาญแนะว่าวิธีดีที่สุดที่จะรับมือกับ AI คือการพัฒนาทักษะด้าน AQ ซึ่งมาจากคำเต็มว่า (Adaptability Quotient) หรือความฉลาดการแก้ไขปัญหาความสามารถในการปรับตัวนั่นเอง ความสามารถในการปรับตัวดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องความสามารถในการดูดซับหรือเรียนรู้ข้อมูลและองค์ความรู้ใหม่ๆเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการปลดหรือโยนทิ้งองค์ความรู้เก่าซึ่งล้าสมัยแล้วออกไป ความสามารถในการเลือกข้อมูลหรือเรื่องที่เป็นประโยชน์ สำคัญและตรงประเด็น และความสามารถในการเอาชนะปัญหาท้าทายและปรับตัวให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ  รวมทั้งความกระตือรือร้นสนใจ ความอยากรู้อยากเห็น และความพร้อมที่จะแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งย่อมรวมถึงความคล่องตัว ความยืดหยุ่น และความกล้าที่จะตั้งคำถามได้ถูกต้องและถามคำถามที่สำคัญ ตลอดจนถึงความสามารถในการฟื้นตัวเมื่อทำพลาดหรือต้องล้มลงด้วย\r\n\r\n         AQ (Adaptability Quotient) ยังถูกพูดถึงในวงกว้าง อย่างนิตยสาร Fast Company ให้คำนิยามแก่ AQ ว่าเป็น “การทำงานแห่งอนาคต” ในขณะที่ Harvard Business Review อธิบายว่าความสามารถในการปรับตัวนั้นคือความได้เปรียบใหม่ของธุรกิจ ขององค์กร ของบุคคล และในรายงานจาก Talent Economy พบว่าในการจ้างงานนับต่อจากนี้ AQ จะมีความสำคัญพอๆ กับ IQ และ EQ อย่างแน่นอน ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นแล้วจากการศึกษาในสหราชอาณาจักรว่ากว่า 91% ของฝ่ายทรัพยากรจะคัดเลือกพนักงานใหม่โดยดูที่ความสามารถในการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนเป็นหัวใจสำคัญนอกจากนี้งานวิจัยอีกมากมายยังชี้ชัดว่า AQ (Adaptability Quotient) ช่วยเพิ่มผลกำไร ยอดขาย การทำงานที่ดีขึ้น ทั้งโดยส่วนตัวและโดยการทำงานเป็นทีม จนอาจเรียกได้ว่าความสามารถด้านการปรับตัวคือสมรรถนะสำคัญของภาวะผู้นำและเป็นหัวใจของนวัตกรรมในยุคเลยทีเดียว\r\n\r\nAQ เชาวน์ปัญญาที่เพิ่มได้\r\n\r\n        เป็นข่าวดีที่เชาวน์ปัญญาด้านการปรับตัวนั้นเป็นสิ่งที่พัฒนากันได้ โดย Otto Scharmer วิทยากรอาวุโสประจำสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ให้คำแนะนำในการเพิ่มความสามารถด้าน AQ ไว้ 3 องค์ประกอบคือ\r\n\r\n        1) เปิดตา เพื่อที่เราจะได้มองเห็นโลกด้วยสายตาที่สดใหม่อยู่เสมอ อันนำไปสู่โอกาสและความเป็นไปได้\r\n\r\n        2) เปิดใจ คือความพยายามที่จะมองสถานการณ์ต่างๆ ด้วยความเข้าใจแบบเอาใจเขามาใส่ใจเรา\r\n\r\n        3) เปิดรับ เป็นการยอมรับความเปลี่ยนแปลงด้วยความเข้าใจ เพื่อลดอีโก้หรือออกจาก Comfort Zone ไปสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ\r\n\r\n        IQ หรือความฉลาดทางปัญญา อาจจะช่วยให้เราจบการศึกษา ได้ทุน ได้งานดี ๆ ทำ ส่วน EQ ก็เป็นความฉลาดทางอารมณ์ซึ่งจะช่วยให้เราสำเร็จและมีความสุขได้ในสังคม แต่ AQ หรือความฉลาดการแก้ไขปัญหาความสามารถในการปรับตัวนั้น จะช่วยเป็นหลักประกันว่าเราจะอยู่รอดหรือไม่ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\n(2563, 15 มีนาคม). 5 ทักษะเพื่อรอดในยุค AI Takes All และเตรียมความพร้อมที่จะเป็นพลเมืองของโลกอนาคต. สืบค้นเมื่อ 3 กรกฎาคม 2563. จาก https://www.brandbuffet.in.th/2019/03/5-skills-for-future-survived-from-ai-takes-all/\r\nadmin. (2563, 12 มีนาคม).  ‘ฉลาดปรับตัว’ หรือ AQ เชาวน์ปัญญาที่เพิ่มได้ ทักษะสำคัญในยุคแข่งขันกับเทคโนโลยี AI.  สืบค้นเมื่อ 3 กรกฎาคม 2563. จาก  https://www.belovetech.com/knowledge/ฉลาดปรับตัว-หรือ-aq-เชาว์ป/\r\n\r\nHDW. (2563, 25 มีนาคม).  AQ ฉลาดปรับตัว ทักษะสำคัญในยุคแข่งขันกับเทคโนโลยี AI. สืบค้นเมื่อ 3 กรกฎาคม 2563. จาก https://blog.hdw.co.th/2020/03/25/aq-ฉลาดปรับตัว-ทักษะสำคัญ/","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1614218191.jpg"],
    [497,3107,"        ขยะพิษคืออะไร ","Tue, 2021-02-23 10:22","http://www.stkc.go.th/node/3107","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"        ขยะพิษคืออะไร หลายคนอาจนึกถึงขยะจำพวก อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แบตเตอรี่ เศษของไมโครชิฟต่าง ๆ หรือพวกหลอดไฟที่ใช้แล้ว แต่ขยะที่เป็นพิษยังมีอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กระป๋องสเปรย์ ตลับหมึกพิมพ์ที่หมดแล้ว  บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำ เป็นต้น ขยะเหล่านี้หากเราไม่รู้จักวิธีการทิ้งหรือกำจัดให้ถูกที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบมาสู่สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ เนื่องจากมีส่วนผสมของโลหะหนัก ตะกั่ว ปรอท บรรจุอยู่ในผลิตภัณฑ์พวกนี้ เพราะฉะนั้น เราควรมาทำความรู้จักกับขยะพิษและหาวิธีจัดเก็บหรือจัดการกับขยะพิษเหล่านั้น\r\n\r\n1.สารไวไฟ หมายถึง สารที่ติดไฟง่ายเมื่อถูกประกายไฟ เช่น น้ำมันก๊าด น้ำมันจารบี ทินเนอร์ ฯลฯ \r\n2.สารมีพิษ หมายถึง สารที่อาจทำให้เสียชีวิต หรือบาดเจ็บรุนแรงจากการสูดดม กินหรือสัมผัส เช่นน้ำยาล้างห้องน้ำ ยาฆ่าแมลง \r\n3.สารกัดกร่อน หมายถึง สารที่มีฤทธิ์เผาไหม้หรือทำลายผิวหนัง นอกจากนี้ยังทำลายระบบทางเดินหายใจได้ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ \r\nน้ำยาที่มีสารฟอกขาว ฯลฯ\r\n4.สารที่ระเบิดได้ หมายถึง สารที่อาจระเบิดได้เมื่อถูกการเสียดสีหรือโดนความร้อน เช่น ดอกไม้ไฟ กระป๋องสเปรย์ต่าง ๆ \r\n5.สารออกซิไดซ์ หมายถึง สารที่เร่งการติดไฟสามารถทำให้ออกซิเจนออกมาเร่งการลุกไหม้ เมื่อสัมผัสกับสารไวไฟ หรือสารที่ติดไฟง่าย \r\nอาจก่อให้เกิดการติดไฟขึ้น เช่น สารเร่งดอกลำไย (มีส่วนผสมของโซเดียมคลอเรต)\r\n6.สารที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หมายถึง สารที่เมื่อปล่อยสู่สภาพแวดล้อมจะทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมทันที \r\nเช่น สารกำจัดศัตรูพืช เราสามารถสังเกตสัญลักษณ์ด้านข้างบรรจุภัณฑ์เพื่อสะดวกในการจัดการหรือจัดเก็บและแยกขยะก่อนทิ้งได้ดังนี้\r\n\r\nที่มา: http://www.thailandindustry.com/onlinemag/view2.php?id=547&section=30&issues=26\r\nการจัดการกับขยะพิษอย่างง่าย \r\n1.ลดปริมาณการใช้สิ่งของอันตรายในบ้าน เพื่อจะได้มีของเสียที่ต้องรวบรวมไปกำจัดในปริมาณที่น้อยลง\r\n2.แยกของเสีย หรือของอันตรายออกจากขยะทั่วไป ถ้าของเสียเหล่านั้นเป็นของเหลวไม่ควรเทรวมกัน เพราะอาจทำปฏิกิริยากันได้\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง:\r\nคู่มือการคัดแยกขยะอันตรายสำหรับเยาวชน สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร\r\nคู่มือการคัดแยกขยะอันตรายในสำนักงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน\r\nhttp://www.thailandindustry.com/onlinemag/view2.php?id=547&section=30&issues=26\r\n\r\nเรียบเรียงโดย: นางสาวธนภรณ์ ก้องเสียง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1614050546.PNG"],
    [498,3105,"คุณทราบไหมว่า แปรงสีฟัน เป็นแหล่งกักเก็บเชื้อโรคอย่างดี !!","Mon, 2021-02-22 13:29","http://www.stkc.go.th/node/3105","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ พบว่า แปรงสีฟันทั่ว ๆ ไป เป็นแหล่งอาศัยของเชื้อโรคประมาณ 10 ล้านตัว \r\nซึ่งรวมถึงแบคทีเรียชนิดอันตรายอย่าง staphylococci, streptococcus, E. coli และ candida นอกจากนี้ ดร. ทาเร็ก ไอดริส \r\nผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมตกแต่ง จากฮาร์เลย์ สตรีท ยังเสริมอีกว่า มีการตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ, บี และซี ในแปรงสีฟัน \r\nและสปอร์ของไวรัสตับอักเสบบีสามารถอยู่รอดได้นานหลายเดือน โดยแบคทีเรียเหล่านี้เดินทางเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ใช้โดยตรงผ่านรอยแผลเล็กๆที่เหงือก \r\nแบคทีเรียเหล่านี้บางส่วนเกี่ยวข้องกับการอุดตันของเส้นเลือด โดยมีผลการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่า เชื้อแบคทีเรีย porphy-romonas gingivalis \r\nซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบ ปรากฏอยู่ในเส้นเลือดที่อุดตันรุนแรง และศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ \r\nก็ยังพบว่าแบคทีเรียในช่องปากของอาสาสมัครที่เป็นโรคหัวใจ ถูกตรวจพบอยู่ในหลอดเลือดหัวใจเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบว่าการสะสมของแบคทีเรียร้ายในระบบเลือด \r\nอาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนด และการที่ทารกมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำอีกด้วย\r\n\r\nอย่างทราบกันดีอยู่ว่า มีหลายโรคที่แพร่กระจายทางน้ำลาย และเลือด เช่น ไวรัสตับอักเสบ HIV สมาคมทันตแพทย์ แห่งสหรัฐอเมริกา \r\nจึงแนะนำวิธีการที่จะลดเชื้อแบคทีเรียไม่ให้สะสมที่แปรงสีฟัน ดังนี้\r\n- อย่าใช้แปรงสีฟันร่วมกัน เพราะการใช้แปรงร่วมกัน โอกาสสัมผัสกับน้ำลาย เลือด ของอีกคนได้ง่ายมาก เสี่ยงต่อการติดเชื้อโดยตรง\r\n- อย่าเก็บแปรงในกล่องปิด เพราะแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น จึงควรวางให้แห้งด้วยอากาศจะดีกว่า\r\n- ล้างขนแปรงด้วยน้ำก๊อก หลังจากแปรงฟันเสร็จ เพื่อเอายาสีฟันที่ค้างและสิ่งสกปรกออก แล้ววางให้ตั้งตรง ให้ขนแปรงถูกอากาศพัดให้แห้ง \r\nหากมีแปรงหลายอัน ก็อย่าให้ขนแปรงมาชนกันหรือสัมผัสกันเพื่อป้องกันการปนเปื้อน\r\n- ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุกๆ 3-4 เดือน อย่าใช้แปรงจนขนแปรงบาน เพราะประสิทธิภาพในการขจัดเอาเศษอาหารจะลดลง แถมยังอาจทำร้ายเหงือกมากขึ้นด้วย \r\nนอกจากนี้ควรงดใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง เนื่องจากจะทำให้เหงือกเป็นแผล และกลายเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล :\r\nwww.thaihealth.or.th\r\nwww.siamzip.com\r\nTag: แปรงสีฟัน, เชื้อโรค, ช่องปาก, แบคทีเรีย, ไวรัส \r\nเรียบเรียงโดย : น.ส.วชิรพร ดิษฐสมบูรณ์","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1613975369.PNG"],
    [499,3097,"นาซ่าส่งยานสำรวจ 'เพอร์ซะเวอแรนซ์' ลงจอดพื้นผิวดาวอังคารสำเร็จ","Fri, 2021-02-19 10:20","http://www.stkc.go.th/node/3097","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ยานสำรวจ 'เพอร์ซะเวอแรนซ์' (Perseverance) ขององค์การอวกาศสหรัฐฯ หรือ นาซ่า (NASA) ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อเวลา 15:55 น. วันพฤหัสบดี ตามเวลาในกรุงวอชิงตัน ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของนาซ่า\r\n\r\nยานสำรวจซึ่งใช้พลังงานนิวเคลียร์นี้ถูกปล่อยลงจากยานอวกาศในวงโคจรรอบดาวอังคาร ก่อนที่จะร่อนลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารอย่างปลอดภัย ท่ามกลางความยินดีของเจ้าหน้าที่ขององค์การนาซ่าที่จับจ้องภารกิจสำคัญนี้บนพื้นโลกผ่านกล้องวิดีโอและไมโครโฟนที่ติดกับยานสำรวจ จนถึงขณะนี้ นาซ่าส่งยานสำรวจลงบนดาวอังคารเป็นผลสำเร็จแล้ว 9 ลำจาก 10 ลำ\r\n\r\nยาน Perseverance และเพื่อนร่วมทาง คือโดรนเฮลิคอปเตอร์ Ingenuity เริ่มเดินทางออกจากโลกเมื่อเดือนกรกฎาคม โดย Ingenuity จะทำการตรวจสอบสภาพบรรยากาศโดยรวมของดาวอังคาร ส่วน Perseverance ที่มีขนาดเท่ารถยนต์และมี 6 ล้อ จะมุ่งหน้าไปยังปล่องเจเซโร (Jezero Crater) ซึ่งเชื่อว่าเคยเป็นทะเลสาบมาก่อน และอาจมีร่องรอยของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ปรากฎอยู่\r\n\r\nภารกิจสำคัญในช่วง 2 ปีของคู่หูคู่นี้คือการพิสูจน์ว่า ครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่หรือไม่ โดยจะมีการเก็บตัวอย่างหินและดินจากดาวดวงนี้ส่งกลับมายังโลกด้วย โดยนาซ่ามีแผนจะส่งยานสำรวจรุ่นต่อไปไปยังดาวอังคารในอีกราว 10 ปีข้างหน้า\r\n\r\nผู้ที่สนใจสามารถติดตามภารกิจของยาน Perseverance และโดรนเฮลิคอปเตอร์ Ingenuity ได้ทางทวิตเตอร์ @NASAPersevere\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/perseverance-probe-successfully-lands-on-mars-/5784067.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1613704894.PNG"],
    [500,3093,"ไขมันดี ไขมันไม่ดี มันต่างกันอย่างไร","Thu, 2021-02-18 10:08","http://www.stkc.go.th/node/3093","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," สมัยนี้คนเราห่วงสุขภาพกันมากขึ้น เราจึงเห็นคนจำนวนไม่น้อยพากันไปออกกำลังกาย บางคนก็ควบคุมอาหาร แต่ทั้งนี้สำหรับบางคน ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการคุมอาหาร นั่นก็คือ ไม่รับประทานไขมันเลย หรือ เลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลทุกชนิด ทำไม่ถึงผิดล่ะ? ไขมัน กับ คอเลสเตอรอล มันเป็นตัวการที่ทำให้อ้วนไม่ใช่เหรอ ? \r\n\r\n   จริงอยู่ที่คนรูปร่างอ้วนนั้นเกิดจากมีไขมันไปพอกตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่ไขมันเหล่านี้ สามารถลดได้จากการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายสร้างสัดส่วนระหว่างกล้ามเนื้อกับไขมันขึ้นมาใหม่ ทำให้ร่างกายสมส่วนขึ้น แต่ไขมันจากอาหารนั้น ไม่ได้ไปสะสมในร่างกายทั้งหมด รวมถึงคอเลสเตอรอล ซึ่งก็ไม่ใช่ตัวร้ายสุด ๆ อย่างที่บางคนเข้าใจ เพราะคอเลสเตอรอลมีประโยชน์ อาทิ ช่วยให้เซลล์ยืดหยุ่น และลำเลียงฮอร์โมนกับวิตามินบางชนิดให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ด้วย ซึ่งจริง ๆแล้ว ร่างกายเราก็สังเคราะห์คอเลสเตอรอลออกมาใช้เองได้ด้วย ที่เรากินเข้าไปจึงจัดว่าเป็นส่วนน้อยเท่านั้น\r\n\r\n   การที่คอเลสเตอรอลจะส่งผ่านไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้นั้น ต้องผ่านเซลล์ไขมัน 2 ชนิด นั่นก็คือ เซลล์ไขมันชนิดความหนาแน่นสูง หรือ high density lipoprotein (HDL) และชนิดความหนาแน่นต่ำ หรือ low density lipoprotein (LDL)\r\n\r\n   องค์ประกอบของ HDL กับ LDL นั้นคล้ายกันมาก นั่นคือจะประกอบไปด้วยไขมันเป็นแกน และมีโปรตีนกับคอเลสเตอรอลติดไปกับไขมันนี้ สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ความหนาแน่น โดย HDL มีความหนาแน่นสูงเนื่องจากปริมาณไขมันน้อย จึงทำให้มัน “แตกกระจาย” ได้ยากระหว่างที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด ดังนั้นข้อดีของ HDL คือ ระหว่างที่มันไหลไปกับเลือดนั้น HDL จะไปจับกับคอเลสเตอรอลส่วนเกินและนำไปส่งที่ตับ เพื่อนำไปสร้างน้ำดี\r\n\r\n   แต่ LDL นั้นมีความหนาแน่นต่ำ และหน้าที่ของมันก็คือ ส่งคอเลสเตอรอลไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ร่างกายในสภาวะปกติต้องการคอเลสเตอรอลไม่มากนัก อีกทั้งเนื่องจากมีความหนาแน่นน้อย ทำให้มัน” แตกกระจาย” ได้ง่ายเวลาที่ไหลอยู่ในกระแสเลือด ดังนั้นแทนที่ร่างกายจะได้คอเลสเตอรรอลไปให้ผนังเซลล์ พอมันแตก ร่างกายเรากลับได้ “อนุมูลอิสระ” แทน ซึ่งเป็นสิ่งไม่ดีต่อร่างกาย แต่ยังดีที่ HDL สามารถเก็บกวาดอนุมูลเหล่านี้กลับไปได้\r\n\r\n\r\n   ดังนั้น ร่างกายที่มีสุขภาพดี ควรมี HDL สูง ๆ และ LDL ต่ำ ๆ ซึ่งอาหารบางอย่างมีไขมันสูงก็จริง แต่ก็เป็นไขมันที่ไปสร้าง HDL ให้กับร่างกาย การที่เรางดรับไขมันทุกอย่าง ก็ทำให้เราลดโอกาสสร้างไขมันดีไปด้วยนั่นเอง\r\n\r\n   แล้วเราควรกินไขมันแบบไหน? ไขมันที่ร่างกายต้องการคือ “ไขมันไม่อิ่มตัว” พบมากในพืชตระกูลถั่ว และปลาต่าง ๆ ไขมันไม่อิ่มตัวจะเพิ่ม HDL และลด LDL ให้กับร่างกาย เราจึงควรรับประทานไขมันชนิดนี้ไว้บ้าง ส่วนไขมันจากสัตว์ เช่น มันหมู กะทิ เป็นต้น พวกนี้คือ “ไขมันอิ่มตัว” ซึ่งจะเพิ่มทั้ง HDL และ LDL ให้กับร่างกาย เราจึงไม่ควรบริโภคมากนัก แต่ไขมันที่น่ากลัวที่สุดเลยก็คือ “ไขมันทรานส์” ซึ่งเกิดจากการเติมสารเคมีบางอย่างให้กับไขมันพืช อาหารที่มีไขมันทรานส์ ก็คืออาหารที่ประกอบด้วย มาการีน อาหารทอดต่าง ๆ ที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำไปซ้ำมานาน ๆ ไขมันชนิดนี้ เพิ่ม LDL ให้กับร่างกายมหาศาล และยังลด HDL อีกด้วย ดังนั้น เราจึงควรเลี่ยงอาหารพวกนี้ครับ\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : นายศิรภัทร  ศิระโรจนกุล นักวิชาการ อพวช.\r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/2821-%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%94%E0%B8%B5-%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1613617734.PNG"],
    [501,3091,"ทำไมน้ำทะเลถึงเค็ม","Wed, 2021-02-17 09:31","http://www.stkc.go.th/node/3091",null,null,"   เหตุผลที่นำทะเล “เค็ม” เพราะน้ำฝนได้ชะล้างสารละลายจำพวกเกลือและแร่ธาตุต่าง ๆ ไหลไปตามแม่น้ำลำธาร แล้วไหลไปสะสมไว้ในทะเล \r\nเมื่อน้ำทะเลระเหย สารละลายต่าง ๆ ก็มิได้ระเหยขึ้นไปด้วย ในท้องทะเลจึงมีสารละลายจำพวกเกลือสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก น้ำทะเลจึงเค็มมากขึ้นเรื่อย ๆ \r\nนอกจากนั้นบางทฤษฎีก็กล่าวว่า ความเค็มของน้ำทะเลไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เพราะในมหาสมุทรมีกระบวนการของธรรมชาติ\r\nที่รักษาระดับความสมดุลของเกลือแร่ คือ ถ้าหากว่าธาตุชนิดใดมีในน้ำมากเกินกว่าปกติ ก็จะถูกกำจัดออกจากน้ำทะเลโดยการแยกตัวออกเป็นของแข็ง\r\n ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีธาตุใดละลายน้ำน้อยเกินปกติ เกลือแร่ของธาตุนั้นในรูปของแข็ง ก็จะถูกละลายกลับสู่น้ำทะเล \r\nดังนั้น ความเค็มของน้ำทะเลจึงคงที่มาหลายล้านปีแล้วนั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : http://krurukbie.blogspot.com/2011/10/blog-post_14.html\r\nhttp://dodeden.com/11082.html\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : กรวิภา เอี่ยมสอ้าง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1613529078.PNG"],
    [502,3089,"ความจริงของสัญลักษณ์วันวาเลนไทน์","Tue, 2021-02-16 10:38","http://www.stkc.go.th/node/3089","มนุษยศาสตร์",null,"หลาย ๆ คนคิดว่าสัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์คือดอกกุหลาบ แต่ความเป็นจริงนั้นดอกอัลมอนด์สีชมพูต่างหาก ที่เป็นสัญลักษณ์ที่ชาวคริสต์มอบให้กันในวันวาเลนไทน์\r\nเพื่อแสดงถึงมิตรภาพ และการแบ่งปันน้ำใจให้แก่กัน\r\n\r\nดอกอัลมอนด์สีชมพูถือเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของวันวาเลนไทน์ ซึ่งมีเรื่องเล่าที่กำเนิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 3 ในยุคสมัยจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง\r\n(Emperor Claudius II) แห่งกรุงโรม พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีใจคอดุร้ายและทรงนิยมการทำสงครามนองเลือด ประกอบกับยุคสมัยนั้นกรุงโรมประสบ\r\nกับภาวะสงคราม ต้องเกณฑ์ชาวเมืองไปรบเป็นจำนวนมาก จึงประกาศยกเลิกให้ชาวเมืองแต่งงานและหมั้นกัน แต่ชาวเมืองจํานวนมากต่างมีครอบครัว มีภรรยา\r\nมีคนรัก และไม่อยากละทิ้งครอบครัว และในตอนนั้น มีนักบุญคนหนึ่งชื่อว่า “เซนต์วาเลนไทน์” หรือ “วาเลนตินัส” กลับสวนกระแสคําสั่งของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง\r\nได้ร่วมมือกับเซนต์มาริอัสชักชวนคู่รักมาแต่งงานกันหลายต่อหลายคู่ จนเรื่องไปถึงจักรพรรดิคลอดิอุสที่สองและโดนจับตัวไปขังในคุก ระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่นั้น\r\nผู้คุมขังได้ขอร้องให้วาเลนตินัสช่วยสอนหนังสือให้กับลูกสาวของเขา นามว่า จูเลีย จูเลียเป็นหญิงสาวที่หน้าตาสวยแต่อาภัพมองไม่เห็น นักบุญได้สอนประวัติศาสตร์\r\nสอนการคิดคำนวณ และเล่าเรื่องพระเจ้าให้เธอฟัง ด้วยความฉลาดของจูเลีย จึงสามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้ได้อย่างถ่องแท้ และจูเลียก็รู้สึกเชื่อใจในตัววาเลนตินัส\r\nวันหนึ่ง จูเลียเอ่ยถามวาเลนตินัสว่า “หากเราอธิษฐานต่อพระผู้เป็นเจ้า ท่านจะทรงได้ยินเราไหม” วาเลนตินัสจึงตอบไปว่า “พระองค์เจ้าได้ยินเราทุกคนแน่นอน”\r\nจูเลียจึงกล่าวต่อว่า “ท่านทราบหรือไม่ ในทุกเช้าเย็น ข้าทูลอธิษฐานขอให้ข้ามองเห็นโลกใบนี้ และเห็นทุก ๆ อย่างที่ท่านเล่าให้ฟัง” วาเลนตินัสจึงตอบกลับไปว่า\r\n“พระเจ้าย่อมมอบแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน แต่ต้องมีความเชื่อมั่นในพระองค์เท่านั้นเอง” ด้วยความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้า จูเลียจึงนั่งคุกเข่าและกุมมืออธิษฐาน\r\nขอพรไปพร้อม ๆ กับวาเลนตินัส และก็เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น เมื่อจูเลียค่อย ๆ ลืมตาขึ้น เธอก็สามารถมองเห็นได้ และเรื่องนี้ก็เป็นที่กล่าวถึงกันไปทั่วทั้งราชอาณาจักร\r\nในคืนก่อนที่วาเลนตินัสจะถูกประหารชีวิต วาเลนตินัสได้เขียนจดหมายฉบับสุดท้ายถึงจูเลีย และลงท้ายด้วยข้อความว่า “From Your Valentine”\r\n\r\nวาเลนตินัส ถูกประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 ศพของเขาได้ถูกเก็บไว้ที่โบสถ์ พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์หรืออัลมอลต์สีชมพู\r\nไว้ใกล้หลุมศพของผู้เป็นที่รักของเธอ โดยทุกวันนี้ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทนแห่งรักนิรันดรและมิตรภาพอันสวยงาม วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จึงกลายมาเป็นวันวาเลนไทน์\r\nวันที่ผู้คนจะรำลึกถึงนักบุญผู้อุทิศตนให้กับความรัก\r\n\r\nนับแต่นั้นมาดอกอัลมอนด์สีชมพูจึงได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของวันวาเลนไทน์ ซึ่งการมอบอัลมอนด์เป็นของขวัญ ถือเป็นการแสดงความรัก ความห่วงใยได้เป็นอย่างดี\r\nเพราะนอกจากจะมีที่มา และความหมายที่ดีแล้ว อัลมอนด์ยังมีสรรพคุณรวมถึงคุณประโยชน์ที่หลากหลายอีกด้วย\r\n\r\nอัลมอนด์ เป็นพืชชนิดหนึ่งในสกุล Prunus เมล็ดสามารถนำมารับประทานได้ เป็นพืชพื้นเมืองในตะวันออกกลางและเอเชียใต้ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 2 ชนิด ชนิดแรก คือ\r\nสวีทอัลมอนด์ (Sweet Almond) มีดอกสีขาว เมล็ดค่อนข้างยาว อัลมอนด์ชนิดนี้เราจะเห็นได้บ่อย เพราะนำมารับประทานกัน ชนิดที่สอง คือแบบ บิทเทอร์ อัลมอนด์\r\n(Bitter Almond) ซึ่งจะมีดอกสีชมพู มีเมล็ดที่แป้นและสั้นกว่าชนิดแรก\r\n\r\nอัลมอนด์ ทั้งสองชนิดจะให้น้ำมันที่ต่างกัน และนำไปใช้ประโยชน์กันคนละอย่าง สวีทอัลมอนด์เหมาะสำหรับนำไปรับประทาน เพราะสวีทอัลมอนด์จะให้น้ำมันพื้นฐานที่\r\nสามารถนำไปปรุงอาหารได้ แต่บิทเทอร์ อัลมอนด์จะมีสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย ชื่อว่า ไซยาไนต์ (Cyanide) และน้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) จำนวนมากปนอยู่ด้วย\r\nน้ำมันจากบิทเทอร์ อัลมอนด์ จึงนิยมนำมาทำประโยชน์ในเรื่องกลิ่นมากกว่าการเอามาบำรุงผิว แต่กระบวนการผลิตนั้นต้องมีการกำจัด สารไซยาไนด์ออกก่อนถึงนำไปเป็น\r\nส่วนผสมได้\r\n\r\n \r\n\r\nที่มา : \r\nประวัติวันวาเลนไทน์ 14 กุมภาพันธ์. [ข้อมูลออนไลน์]. สืบค้นจาก : https://hilight.kapook.com/view/19756?fbclid=IwAR1hleBtWsImnzwr6zLRO1Cd2qXLQC9ZywprBgwQPxW18JbxV4btA7QYTV4 [23 ธันวาคม 2561]\r\nวันวาเลนไทน์ (Valentine's Day) นอกเหนือจากความรักอย่างสุดซึ้ง. สืบค้นจาก : http://www.stc.ac.th/stc/index.php?view=article&catid=43:it-for-fun&id=68:stc-valentines-day&format=pdf [23 ธันวาคม 2561]\r\n\r\nผู้เรียบเรียง \r\nนางสาวนพรัตน์ ยิ่งเมืองมาร","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1613446726.PNG"],
    [503,3088,"ถั่งเช่า สุดยอดสมุนไพรจีน","Mon, 2021-02-15 11:54","http://www.stkc.go.th/node/3088","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ถั่งเช่า หรือ ตังถั่งเช่า ถือเป็นสุดยอดสมุนไพรจีน มีการนำมาใช้ตั้งแต่อดีต ในประวัติศาสตร์มีการนำมาใช้เพื่อเป็นของบำรุงสำหรับองค์จักรพรรดิ มีต้นกำเนิดแถบทุ่งหญ้าบนเทือกเขาสูงที่มีอากาศหนาวและชื้นจัด บริเวณประเทศจีน ธิเบต เนปาล และภูฏาน ซึ่งถั่งเช่าเกิดจากสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด คือ หนอนผีเสื้อ ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hepialus armoricanus Oberthiir ที่จะฝังตัวอยู่ใต้หิมะในฤดูหนาว กับ เชื้อเห็ดรา ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cordyceps sinensis โดยปกติสปอร์ของเชื้อเห็ดราจะกระจายไปทั่วในช่วงฤดูหนาว จนเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน สปอร์ของเชื้อเห็ดราถูกพัดพาไปกับน้ำแข็งที่เริ่มละลายและซึมลงสู่พื้นดิน เมื่อตัวหนอนกินสปอร์ของเชื้อเห็ดรานี้เข้าไป สปอร์เห็ดจะดูดสารอาหารและแร่ธาตุจากตัวหนอน แล้วค่อยๆเจริญเติบโตงอกเส้นใยออกจากท้องและปากของตัวหนอน ขณะเดียวกันตัวหนอนก็จะอ่อนแรงและตายลงในที่สุด เป็นเหตุผลที่บางคนเรียกถั่งเช่าว่า “หญ้าหนอน” หรือเรียกตามลักษณะการเกิดว่า “ฤดูหนาวเป็นหนอน ฤดูร้อนเป็นหญ้า”\r\n\r\n\r\n\r\nโดยในถั่งเช่ามีสารที่มีคุณสมบัติออกฤทธิ์ทางยา เช่น กรดคอร์ไดเซปิก (Cordycepic Acid) นอกจากนี้ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น กรดอะมิโน ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุอีกมากมาย มีสรรพคุณ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยา และหาได้ยาก จึงทำให้ ถั่งเช่าเป็นสมุนไพรที่มีราคาและความต้องการของตลาดสูงมาก โดยถั่งเช่าที่มีคุณภาพดี จะมีราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 2.5 ล้านบาทขึ้นไป\r\n\r\n\r\nอย่างไรก็ดี การรับประทานถั่งเช่ามีข้อควรระวัง เช่น ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากมีสรรพคุณลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งอาจเสริมฤทธิ์กับยาลดน้ำตาลที่ใช้อยู่ก่อให้เกิดอันตรายได้ ในผู้ที่ใช้ยากดภูมิ เช่น ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง เนื่องจากมีฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวอาจทำให้อาการของโรคแย่ลง ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย การรับประทานถั่งเช่าจึงควรให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายหรืออยู่ภายใต้การดูและของแพทย์จึงจะเหมาะสมที่สุด\r\n\r\nที่มาข้อมูล\r\n\r\nhttps://medthai.com/ถั่งเช่า/\r\nhttps://www.bangkokhospital.com/th/health-tips/cordyceps-king-of-chinese-herbs\r\nhttps://www.greenclinic.in.th/cordyceps.html\r\n\r\n\r\nผู้เขียน : น.ส.สมฤทัย ลอยมา ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1613364874.jpg"],
    [504,3079,"ความน่าสนใจของเทคโนโลยี 6G ที่วันนี้เริ่มต้นแล้ว และจะกลายเป็นจริงในอนาคต","Thu, 2021-02-11 09:22","http://www.stkc.go.th/node/3079","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ต้องยอมรับว่าปัจจัยหนึ่งที่คอยขับเคลื่อนหรือหล่อเลี้ยงโลกของเรานั้นคือ อินเทอร์เน็ต ซึ่งก่อให้เกิดเทคโนโลยีตามมาอีกมากมาย ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ เทคโนโลยีการสื่อสารอาจมีเพียงแค่สัญญาณควันไฟ หรือสัญญาณเสียงกลอง แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้พัฒนาไปไกลมาก จากที่คิดว่าคงมีแค่ในภาพยนตร์หรือในจินตนาการ กลับกลายเป็นจริงเกือบทุกสิ่ง และมันกำลังเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เพราะมนุษย์มีความพยายามในการคิดค้น พัฒนาเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อทำให้การดำรงชีวิต และการสื่อสารนั้นง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น\r\n\r\n \r\n\r\nย้อนอดีตกลับไป เทคโนโลยีการสื่อสารของโลกถูกแบ่งเป็นยุค และแต่ละยุคมีความแตกต่างกันแค่ไหน? เราไปดูกัน\r\n\r\n\r\n1G (First Generation)\r\n\r\nยุคเริ่มต้น ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี พ.ศ.2522 การสื่อสารผ่านระบบแอนะล็อกได้ถูกนำมาใช้เพื่อพัฒนาให้เกิดเป็นระบบสื่อสารไร้สาย มันคือการใช้สัญญาณวิทยุในการส่งคลื่นเสียง จากเดิมที่ใช้สายส่งสัญญาณ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ให้เกิดขึ้น ในยุคนั้นแม้ว่าจะมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ใช้กันได้แล้ว แต่มันมีขนาดใหญ่เทอะทะ น้ำหนักมาก พกพาไม่สะดวก และที่สำคัญมันสามารถใช้งานได้เพียงการโทรออก และรับสายเท่านั้น\r\n\r\n\r\n2G (Second Generation)\r\n\r\nยุคพัฒนา อีกราว 10 ปีต่อมา การส่งสัญญาณเสียงผ่านระบบแอนะล็อกก็ได้ถูกทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยการนำมันไปเข้ารหัสด้วยระบบดิจิทัล ทำให้โทรศัพท์ในยุคนี้ทำได้มากกว่าการโทรออก และรับสาย ยุคนี้ถือเป็นการเริ่มต้นยุคทองของโทรศัพท์เคลื่อนที่เลยก็ว่าได้ ผู้ผลิตต่างแข่งขันกันผลิตโทรศัพท์ให้มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบาขึ้น และสามารถส่งข้อความได้ แม้จะเป็นข้อความสั้น ๆ\r\n\r\nสำหรับยุคนี้สามารถแบ่งเทคโนโลยีได้อีก 2 ยุคย่อย ๆ  นั่นคือยุค 2.5G ซึ่งเป็นช่วงที่มีการนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า GPRS (General Packet Radio Service) เข้ามาใช้งานกับระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้การส่ง SMS หรือข้อความตัวอักษรสั้น ๆ  และการส่ง MMS หรือการส่งข้อความแบบรูปภาพถือกำเนิดขึ้นมาได้ ความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดแม้จะทำได้เพียง 115 Kbps (แต่ถูกจำกัดการใช้งานจริงอยู่ที่ 40 kbps) แต่ก็นับว่าเป็นการรับส่งข้อมูลทางโทรศัพท์ที่รวดเร็ว ต่อมายุค 2.75G เป็นช่วงเวลาที่มีความพยายามในการพัฒนาความเร็วในการส่งข้อมูลให้สูงขึ้นโดยการนำเทคโนโลยีที่เรียกว่า EDGE (Enhanced Data Rate for Global Evolution) เข้ามาใช้ ซึ่งทำให้การส่งข้อมูลเร็วกว่าแบบ GPRS ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย สามารถเริ่มเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ เริ่มมีการใช้งานเว็บไซต์ต่าง ๆ  ความเร็วในการรับส่งข้อมูลอยู่ระหว่าง 70 - 180 kbps\r\n\r\n\r\n3G (Third Generation)\r\n\r\nยุคก้าวกระโดด ในราวปี พ.ศ. 2544 เป็นการเริ่มเข้าสู่ยุค 3G ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสมาร์ทโฟนที่เราใช้งานกันในปัจจุบัน เป็นยุคที่มีการพัฒนาทั้งความเร็วในการส่งข้อมูลและการเชื่อมต่อเครือข่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เกิดการพัฒนาอุปกรณ์และโปรแกรมเพื่อใช้งานขึ้นมาอย่างมากมายและหลากหลาย นับเป็นการขยายขีดความสามารถในการรับส่งข้อมูลให้เร็วยิ่งขึ้น เกิดการพัฒนาโปรแกรมการใช้งานแอปพลิเคชันเพื่อใช้งานบนโทรศัพท์ได้อย่างกว้างขวาง เป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารผ่านวีดีโอคอล ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของเทคโนโลยีการสื่อสารอย่างยิ่ง แม้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดจะอยู่ที่ 42 Mbps แต่ก็นับว่าเป็นความเร็วที่พลิกโฉมหน้าของการสื่อสารบนโลกใบนี้ไปอย่างรวดเร็ว\r\n\r\n\r\n4G (Fourth Generation)\r\n\r\nยุคแก้ไขช่องโหว่ง เป็นยุคที่มีการความพยายามพัฒนาความเร็วในการรับส่งข้อมูลและเกิดแอพพลิเคชันใช้งานบนโทรศัพท์มือถืออย่างมากมาย มันเริ่มต้นเมื่อราว ๆ ปี พ.ศ. 2552 ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการนำข้อบกพร่องจากยุคก่อนมาพัฒนาให้สามารถใช้งานได้ดีมากขึ้น ในเรื่องของความเร็วของการรับส่งข้อมูล โดยมีการนำเทคโนโลยี LTE (Long Term Evolution) รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆอีกมากมาย เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มพลังให้เร็วขึ้นกว่ายุค 3G และถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุค IoT (Internet Of Thing) ที่อุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ สามารถสื่อสารกันได้ เชื่อมต่อกันได้ และสามารถทำงานอัตโนมัติ ความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดถึง 1 Gbps ซึ่งนำความเปลี่ยนแปลงเข้ามาสู่ผู้คนบนโลกใบนี้มากมาย เช่น เราสามารถทำการประชุมทางไกลได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว ประหยัด และชัดเจนมากขึ้น เราสามารถรับชมภาพยนตร์ เพลงโปรด หรือแม้แต่เล่นเกมส์ที่มีความซับซ้อนได้อย่างลื่นไหลมากขึ้น ส่งให้ผู้คนในยุคนี้เริ่มใช้ชีวิตติดกับโทรศัพท์มือถือกันมากขึ้น\r\n\r\n\r\n5G (Fifth generation)\r\n\r\nยุคเชื่อมต่อ ยุคนี้เกิดจากความพยายามในการพัฒนาระบบให้ดีขึ้นกว่า 4G โดยเกิดขึ้นในหลายประเทศพร้อมๆกัน เช่น จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ เกาหลีใต้ รวมไปถึงกลุ่มสหภาพยุโรป หลายประเทศกำลังพยายามพัฒนาแนวคิดด้าน Internet of Thing และ Machine to Machine ซึ่งเป็นการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องมือ ยานพาหนะ และอาคารสิ่งก่อสร้างที่มีการติดตั้งวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ เซ็นเซอร์ และเครือข่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์เหล่านี้สามารถส่งผ่านข้อมูลถึงกัน โดยมีความล่าช้าของเวลาน้อยมากและมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดถึง 20 Gbps การผสานความสามารถในการรับส่งข้อมูลให้เร็วมากขึ้นในระดับดังกล่าวกับอุปกรณ์เครื่องมือมากมายนับเป็นเป้าหมายและความคาดหวังของหลายประเทศ เพราะถือเป็นจุดเริ่มต้นสู่การการควบคุมเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆในทุกระยะให้เกิดการตอบสนองได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การทำงานหลายอย่างเข้าถึงความต้องการของสาธารณะได้แม้อยู่ในที่ห่างไกล เช่นการผ่าตัดผ่านระบบอินเตอร์เน็ต การขนส่งระยะไกล การเดินทางด้วยยานพาหนะไร้คนขับ หรือแม้แต่การให้บริการในร้านอาหาร\r\n\r\n\r\nเห็นได้ว่าตั้งแต่ยุค 3G เป็นต้นมา ทิศทางโลกได้เน้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยีการสื่อสารไร้สาย ให้มีความเร็วมากยิ่งขึ้น เสถียรมากขึ้น เชื่อมต่อและทำงานแบบอัตโนมัติ และพัฒนาให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย ที่สามารถสั่งการผ่านระบบสมอง หรือการเขียนคำสั่งให้ประมวลผลได้อย่างแม่นยำ\r\n\r\n6G (six generation)\r\n6G คือยุคที่ระบบการสื่อสารไร้สายบนโทรศัพท์มือถือของเราจะก้าวข้ามข้อจำกัดหลายอย่างไปจากเดิม มันจะเป็นการเชื่อมต่อที่มีความเสถียรและรวดเร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เป็นการนำเอาเทคโนโลยี AI (Artificial Intelligent) เข้ามาผสมผสานกับระบบอินเตอร์เน็ตและโปรแกรมที่ใช้ในอุปกรณ์สื่อสารของเราได้ ซึ่งทำให้ระบบเกิดการเรียนรู้ ปรับเปลี่ยนและแก้ปัญหาหลายอย่างได้ด้วยตัวเอง และช่วยตัดสินใจแทนเราได้ในบางเรื่อง เช่น การขับขี่ยานยนต์ไร้คนขับ การวินิจฉัยปัญหาการเดินทาง การทำงาน และความช่วยเหลือต่างๆ เป็นต้น คาดกันว่าเทคโนโลยีในยุคนี้จะนำความสะดวกสบายมาสู่มนุษย์มากมาย และแน่นอนว่ามันก็จะเข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของพวกเราไปอีกเช่นกัน และเทคโนโลยียุค 6G นี้ก็อยู่ไม่ไกลจากที่เราคาดมากนัก\r\n\r\nเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 ประเทศจีนได้ปล่อยดาวเทียมรับสัญญาณระบบ 6G ขึ้นสู่อวกาศเป็นตัวแรกของโลก โดยมีชื่อว่า UESTC (University of Electronic Science and Technology of China) หรือ Star-Era 12 การที่หันไปใช้ดาวเทียมในการส่งสัญญาณ เพราะจะทำให้เกิดการกระจายของสัญญาณได้ไกล และเป็นวงกว้าง แถมยังทำให้การบริหารจัดการด้านเครือข่ายง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งสัญญาณ 6G นี้จะใช้พลังงานน้อยกว่าและมีความเร็วมากกว่าระบบ 5G ถึง 100 เท่า โดยเทคโนโลยี 6G ใช้คลื่นความถี่ที่มีชื่อว่า เทราเฮิรตซ์ (Terahertz Wave: THz) โดยมีความถี่คลื่นระดับ 300–3000 กิกกะเฮิรตซ์ (GHz) หรือ 300,000-3,000,000 เมกกะเฮิรตซ์ (MHz) ซึ่งเป็นคลื่นความถี่ระดับไมครอน ที่มีความถี่ช่วงคลื่น (sine wave) อยู่ที่ 10  ไมโครเมตร (um) - 1 มิลลิเมตร (mm) คลื่นเทระเฮิรตซ์เป็นช่วงคลื่นที่อยู่ตรงกลางระหว่างคลื่นไมโครเวฟและอินฟราเรด โดยช่วงความถี่แบบนี้ในทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronics) ถือว่าเป็นความถี่ที่สูงมาก แต่ในทางทัศนศาสตร์ (Photonics) ถือว่าเป็นความถี่ที่ต่ำมาก ในเรื่องขอความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุด 100 Gbps\r\n\r\n\r\nเทคโนโลยี 6G ใช้ช่วงคลื่นความถี่ที่เรียกว่า เทราเฮิรตซ์ ซึ่งมีอีกชื่อว่า เทเรย์ (T-ray) ซึ่งมีประโยชย์ในหลายด้าน เช่น ด้านการแพทย์ เราสามารถนำคลื่นช่วงนี้มาใช้วินิจฉัยทางการแพทย์ โดยการสแกนร่างกาย หรือสร้างภาพบนแผ่นฟิล์มแทน เอ็กซ์เรย์ (X-ray) ได้ เนื่องจากเอ็กซ์เรย์ที่ใช้กันปัจจุบัน เป็นการนำรังสีเอ็กซ์มาใช้ในการสแกนร่างกาย ซึ่งมีผลร้ายต่อโมเลกุล และเนื้อเยื้อในร่างกาย แต่คลื่นเทเรย์เป็นคลื่นรังสีอีกช่วงหนึ่งที่สามารถแยกแยะของเหลว และเนื้อเยื่อได้อย่างชัดเจน คล้ายการตรวจแบบเอ็มอาร์ไอร์ (Magnetic resonance imaging: MRI) แต่จะไม่มีการตกค้างของรังสี หรือมีผลร้ายต่อโมเลกุลในร่างกาย ด้านการตรวจสอบความปลอดภัย คลื่นเทเรย์มีอำนาจทะลุทะลวงผ่านวัสดุต่าง ๆ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ทำให้สามาถใช้ในการสแกนตรวจดูวัตถุได้ แต่ยังไม่สามารถสแกนทะลุผ่านวัสดุประเภทโลหะได้ ซึ่งถือเป็นข้อด้อยของคลื่นเทราเฮิรตซ์นอกจากนี้ยังด้านเกษตรและอาหาร เนื่องจากคลื่นเทราเฮิรตซ์นี้มีความไวต่อความชื่น และน้ำมาก ทำให้สามารถแยกแยะความชื้น ความแห้ง และน้ำ จึงสามารถนำมาใช้ในเทคโนโลยีการถนอมอาหารได้อีกด้วย\r\n\r\nแม้จะมีการเริ่มต้นในการพัฒนาเทคโนโลยี 6G นี้ขึ้นบ้างแล้วในหลายประเทศ แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาในการพัฒนาอีกระยะหนึ่งเพื่อให้เกิดความพร้อมที่สุดในการใช้งาน ซึ่งอาจยาวนานถึง 10 ปี หรือ 20 ปี เพราะเทคโนโลยีนี้ในปัจจุบันเป็นเพียงการวิจัย และทดลอง เพื่อหาสิ่งที่จะเข้ามาช่วยให้เทคโนโลยีการสื่อสารนั้นดีกว่าเดิม และยังต้องพัฒนาอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มารองรับให้สามารถใช้งานได้จริง แต่คงไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะมนุษย์ไม่เคยหยุดคิดค้น และพัฒนา และโลกยังต้องการสิ่งที่ดีที่สุดเสมอ\r\n\r\n \r\n\r\nesmarttech.com/uestc-or-star-era-12/#:~:text=%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%20UESTC%20%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD,%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%205G%20%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%2010\r\n[2] https://medium.com/vcharkarndotcom/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%95%E0%B8%8B%E0%B9%8C-terahertz-waves-b270284d6996\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งข้อมูลอ้างอิง:\r\n[1] GPRS,EDGE (เอดจ์),เทคโนโลยี 3G และ 4G[อินเทอร์เน็ต]. (เข้าถึงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564) เข้าได้จาก: https://sites.google.com/site/cam5910122137012/gprs-edge-xedc-thekhnoloyi-3g-laea-4g\r\n[2] เทคโนโลยียุค 4G (Forth Generation)[อินเทอร์เน็ต]2013. (เข้าถึงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564) เข้าได้จาก: http://datacommunicationand.blogspot.com/2013/01/4g-forth-generation.html\r\n[3] เทคโนโลยีสุดขอบแบบ Edge และ 5G มันคืออะไร และเกี่ยวข้องกันอย่างไร[อินเทอร์เน็ต]. (เข้าถึงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564) เข้าได้จาก: https://medium.com/@petchpaitoolkrungwong/\r\n[4] Edge และ Cloud ในยุคโรงงานอัจฉริยะ[อินเทอร์เน็ต]2563. (เข้าถึงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564) เข้าได้จาก: https://www.nectec.or.th/news/news-public-document/edge-cloud-smartfactory.html\r\n[5] วิวัฒนาการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ตอนที่ 4[อินเทอร์เน็ต]2558. (เข้าถึงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564) เข้าได้จาก: http://www.mut.ac.th/research-detail-47\r\n[6] 6G โครงข่ายในอีก 10 ปีข้างหน้า[อินเทอร์เน็ต]. (เข้าถึงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564) เข้าได้จาก: https://www.scimath.org/article-technology/item/11204-6g-10\r\n[7] 6G เทคโนโลยีที่จีนกำลังเริ่มพัฒนา[อินเทอร์เน็ต]2019. (เข้าถึงเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2564) เข้าได้จาก: https://www.longtunman.com/20171\r\n\r\n \r\n\r\nเรียบเรียง: วรรณวจี สุจริตธรรม\r\nตรวจทาน: วิจิตรา สุริยกุล ณ อยุธยา\r\nกองวิชาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ\r\n\r\n \r\n\r\nที่มา  https://www.nsm.or.th/other-service/666-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-information-technology-museum/4859-6g.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1613010120.jpg"],
    [505,3077,"ล้างมือด้วยสบู่ กำจัดเชื้อโรคได้อย่างไร","Wed, 2021-02-10 08:56","http://www.stkc.go.th/node/3077","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"สมัยนี้ห้องน้ำในโรงเรียน ในสถานพยาบาลต่าง ๆ หรือห้องน้ำสาธารณะทั่วไป เรามักจะเห็นแผ่นสติกเกอร์ หรือแผ่นป้ายที่มีรูปภาพพร้อมคำอธิบายสอนวิธีการล้างมือให้ถูกต้อง ติดอยู่เหนือบริเวณอ่างล้างมือ รวมถึงเด็ก ๆ มักถูกปลูกฝังให้ล้างมือบ่อย ๆ อยู่เป็นประจำ เพื่อรักษาความสะอาด ป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เนื่องจากนิ้ว และมือเป็นอวัยวะที่สำคัญในการสัมผัส หยิบจับสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมีโอกาสได้รับเชื้อโรคได้ ตัวอย่างพฤติกรรมที่ประชาชนส่วนใหญ่มักจะสัมผัสกับสิ่งของร่วมกันในที่สาธารณะ ได้แก่ การกดปุ่มลิฟต์ การจับลูกบิดประตู การจับราวบันได-บันไดเลื่อน การกดปุ่มชักโครกในห้องน้ำ และการโหนราวรถโดยสารประจำทาง เป็นต้น เนื่องจากหากมีผู้ป่วยที่ไปจับสัมผัสกับอุปกรณ์เหล่านี้ แล้วเราไปสัมผัสต่อ เมื่อเรานำนิ้ว หรือมือมาแตะกับใบหน้า จมูก ปากของเราก็จะมีโอกาสติดเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น\r\n\r\n\r\nการประดิษฐ์คิดค้นสบู่ก้อนมีมานานกว่า 2,500 - 2,800 ปีก่อนคริสตกาล โดยค้นพบเศษซากสบู่ของชาวฟินิเชียน (ซึ่งกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศสาธารณรัฐเลบานอน) บางข้อมูลก็อ้างว่า ซากเศษก้อนสบู่มาจากชาวบาบิโลเนียน (ซึ่งกลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของชาวอิรักในปัจจุบัน) เมื่อทำการตรวจสอบก้อนสบู่ดังกล่าวพบว่า มีการนำไขมันสัตว์ผสมกับขี้เถ้าจากการเผาไม้แล้วนำมาต้มในน้ำ นอกจากนี้ บางเอกสารมีการอ้างถึงกระดานดินเหนียวเก่าแก่ซึ่งบันทึกด้วยอักษรรูปลิ่ม หรือที่เรียกชื่อว่า อักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) ของชาวสุเมเรียน ได้บันทึกไว้ประมาณ 5,000 ปีมาแล้ว ว่าสบู่ทำมาจาก การต้มไขมันพืชและไขมันสัตว์ ผสมกับขี้เถ้าที่ได้จากการเผาไม้ ซึ่งชาวฟินิเชียน ชาวบาบิโลเนียน และชาวสุเมเรียน ล้วนอาศัยอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า “เมโสโปเตเมีย” (Mesopotamia) ที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำไทกริสกับยูเฟรทีส ซึ่งในปัจจุบันดินแดนนี้มีพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอิรัก เดิมทีมนุษย์ผลิตสบู่เพื่อนำมาใช้ล้างเส้นใยขนสัตว์ และเส้นใยฝ้าย ก่อนจะนำเส้นใยมาทอเป็นผืนผ้า ดังนั้นการผลิตสบู่ก้อนในยุคแรก ๆ ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ในการถูฟอกร่างกายของคนเราแต่อย่างใด ย้อนกลับมาที่เรื่องคุณสมบัติของสบู่ เคยสงสัยหรือไม่ว่า ทำไมการล้างมือจึงต้องฟอกด้วยก้อนสบู่ธรรมดา และห้องน้ำในบางสถานที่จะนิยมใช้สบู่เหลวแทน เปรียบเทียบกับถ้าเราสามารถล้างมือด้วยน้ำเปล่า เพื่อขจัดเชื้อโรคออกจากฝ่ามือและนิ้วของเราได้หรือไม่ หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมสบู่จึงสามารถกำจัดเชื้อโรคได้ บางคนอาจจะคิดไปไกลว่า เป็นเพราะว่า น้ำที่ผสมสบู่ หรือที่เรียกว่าน้ำสบู่มีความสามารถในการฆ่าเชื้อโรคได้ ทำให้เชื้อโรคตายบนมือเรา ซึ่งการล้างมือด้วยสบู่กำจัดเชื้อโรคนั้น ความจริงแล้ว การล้างมือด้วยน้ำสบู่จากก้อนสบู่ธรรมดา ซึ่งส่วนผสมของสบู่ในปัจจุบันนั้นมีสารเคมีเพิ่มมากขึ้นจากสบู่แบบดั้งเดิม เช่น มีสารลดแรงตึงผิวทำให้เกิดฟอง สี มีน้ำหอม และสารเคมีอื่น ๆ เมื่อเราฟอกสบู่ จึงทำให้มีฟองลื่น ทำให้เชื้อโรคถูกชะล้างออกไปได้ง่ายจากมือของเรา เป็นการชะล้างให้เชื้อโรคไหลไปกับน้ำทิ้ง ดังนั้นสบู่ก้อนธรรมดาจึงไม่ได้มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคแต่อย่างใด ถึงแม้ในปัจจุบันนี้ จะมีสบู่ที่ผสมสารเคมีไว้ฆ่าเชื้อโรคโดยเฉพาะ วางขายทั่วไปตามท้องตลาด ที่เรียกกันทั่วไปว่า สบู่ฆ่าเชื้อ ก็ยังมีงานวิจัยที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงถึงเรื่องข้อดี-ข้อเสียในการนำสบู่ฆ่าเชื้อมาใช้งาน อย่างไรก็ดี หากซื้อสบู่มาฟอกแล้วเกิดอาการแพ้ คัน มีผื่นขึ้น ควรเปลี่ยนสบู่ที่ใช้ฟอกเป็นยี่ห้อใหม่\r\n\r\n\r\nในชีวิตประจำวัน เมื่อเรามีโอกาสสัมผัส จับต้องกับสิ่งของต่างๆ ที่มีการใช้งานร่วมกับคนอื่น ๆ ก็ควรพยายามเตือนตนเองอยู่เสมอว่า การล้างมือบ่อย ๆ นั้นเป็นสิ่งจำเป็นเมื่อเราต้องทำงาน หรือมีโอกาสสัมผัสกับสิ่งสกปรกต่าง ๆ จึงควรทำการล้างมือด้วยการถูและฟอกสบู่ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย และป้องกันจากเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย อีกทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้มีการแพร่กระจายเชื้อโรคมายังเพื่อน ครอบครัว และคนที่คุณรักด้วย\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4156-soap.html\r\n\r\nที่มาของแหล่งข้อมูล (Reference)\r\n\r\nสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (2563). ตอนที่ 2 อารยธรรมฟีนีเชียน (ออนไลน์). แหล่งที่มา https://infocenter.nationalhealth.or.th/node/27385 (16 มกราคม 2563).\r\n\r\nDerma Innovation (2013). สารทำความสะอาด ที่หลายคน..ไม่รู้จัก !? (ออนไลน์). แหล่งที่มา https://www.derma-innovation.com/content/13165/surfactant-สารทำความสะอาด-ที่หลายคนไม่รู้จัก (16 มกราคม 2563).\r\n\r\nScholarship (2015). ประวัติของสบู่ ของใช้ที่ทุกคนขาดไม่ได้ ด้วยประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปี (ออนไลน์). แหล่งที่มา https://www.scholarship.in.th/ประวัติของสบู่-ของใช้ที/ (16 มกราคม 2563).","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1612922203.PNG"],
    [506,3062,"ความจริงที่คุณอาจไม่รู้ของถุงผ้าและถุงพลาสติก","Tue, 2021-02-09 10:10","http://www.stkc.go.th/node/3062","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"\r\nในปีที่ผ่านมา มีข่าวมากมายเกี่ยวกับผลกระทบของขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อม สัตว์ทะเลมากมายที่ต้องตายเพราะพลาสติกที่พวกมันกินเข้าไป\r\nการสูญเสีย “มาเรียม” พะยูนน้อยขวัญใจชาวไทย ก็มีเหตุจากการกินพลาสติกเป็นปัจจัยหนึ่ง หรือแม้แต่กวางป่าในอุทยานแห่งชาติที่ตายเพราะกินถุงพลาสติกเข้าไป เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ประชาชนชาวไทยเริ่มหันมาสนใจผลกระทบของขยะพลาสติกต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น\r\n\r\nรัฐบาลมีมาตรการเด็ดขาดในปี 2563 ยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ส่วนภาคเอกชนเองก็มีนโยบายงดแจกถุงในร้านสรรพสินค้า สนับสนุนให้ประชาชนใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก อาจจะพูดได้ว่าทุกคนที่หันมาใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกคงจะภูมิใจไม่น้อยที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยโลก\r\n\r\nผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ภูมิใจกับสิ่งนี้ จนกระทั่งได้มีโอกาสอ่านรายงานจากกระทรวงการสิ่งแวดล้อมและอาหารของประเทศเดนมาร์คที่มีใจความสำคัญว่า ถุงพลาสติกนั้นดีต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าถุงผ้า เพราะพบว่าเมื่อเทียบกันแล้วนั้น ถุงผ้าส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการใช้ถุงพลาสติกเสียอีก! เราต้องใช้ถุงผ้าอย่างน้อย 131 ครั้ง เพื่อให้คุ้มค่าต่อการผลิตเมื่อเทียบกับการใช้ถุงพลาสติกครั้งเดียว! ถ้าเช่นนั้นความพยายามของประชาชนอย่างเรา ภาครัฐและเอกชนที่ให้ลดการใช้ถุงพลาสติกและหันมาใช้ถุงผ้านั้นมีผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอย่างนั้นหรือ? คำตอบคือ... ก็ไม่เสมอไป ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการลดสิ่งแวดล้อมในด้านใด\r\n\r\nการศึกษาของเดนมาร์ค (2018) นั้น เป็นการศึกษาแบบที่เรียกว่า “Life Cycle Assessment” หรือ การประเมินวัฏจักรชีวิต ซึ่งจะเป็นการประเมินผลกระทบของวัตถุนั้นๆ ต่อสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงชีวิตของมัน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การขนส่ง การใช้งาน การแปรรูปเพื่อใช้ใหม่ และการกำจัดหลังจากใช้งาน ในกรณีที่จะประเมินว่าวัตถุนั้นมีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากแค่ไหน ก็จะมีปัจจัยมากมายที่นำมาพิจารณา เช่น ปริมาณน้ำ-ไฟฟ้าที่ใช้และผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนในกระบวนการผลิต เชื้อเพลิงที่ใช้ระหว่างการขนส่ง ความเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมตอนกำจัด Carbon footprint ที่เกิดขึ้นระหว่างการผลิตและขนส่ง เป็นต้น\r\n\r\nต้นทางการผลิตถุงผ้านั้น ต้องใช้ฝ้ายหรือพืชที่ให้เส้นใยผ้าซึ่งต้องมีการใช้พื้นที่ไร่นาและน้ำมากมายในการผลิต บางพื้นที่มีการตัดต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่การผลิต เมื่อได้เส้นใยมาแล้วทอเป็นผ้าต้องใช้กระบวนการตัดเย็บ ฟอกสีที่ใช้ทั้งสารเคมีและน้ำจำนวนมาก รวมทั้งมีเศษผ้าเหลือจากการผลิตมากมาย และการขนส่งถุงผ้า 1 ล้านใบ ต้องใช้เชื้อเพลิงและปริมาณรถมากกว่า เมื่อเทียบกับการขนส่งถุงพลาสติกในจำนวนที่เท่ากัน ส่วนการผลิตถุงพลาสติกนั้น ผลิตมาจากผลพลอยได้หรือ By product จากกระบวนการกลั่นน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีราคาสูง ทุกสิ่งทุกอย่างในกระบวนการผลิตจึงถูกทำให้เกิดมูลค่าทั้งหมด รวมทั้งพลาสติกเอง นักวิชาการบางคนจึงมองว่า การผลิตพลาสติกนั้นดี เพราะแทนที่จะทิ้งทรัพยากรที่เหลือจากการกลั่นไป เอามาทำเป็นพลาสติกจึงดีกว่า สร้างขยะน้อยกว่าการผลิตถุงผ้า เมื่อนำข้อมูลตัวเลขจากปัจจัยเหล่านี้มาเทียบกัน ถุงพลาสติกจึงดูจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าถุงผ้า... แสดงว่าที่เราใช้ถุงผ้ากันเยอะๆแบบนี้ ดีจริงหรือ?\r\n\r\nเมื่อเรามองไปถึงจุดเริ่มต้นที่คนไทยรวมถึงคนทั้งโลกต้องการลดพลาสติก คือ การเห็นแพขยะพลาสติกขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในเกือบทุกมหาสมุทร ขยะพลาสติกที่พบอยู่ในกระเพาะอาหารของโลมา วาฬ เต่าทะเลมากมายที่สังเวยชีวิตไป ทำให้เห็นว่าปริมาณขยะในสิ่งแวดล้อม และผลกระทบของขยะพลาสติกต่อสิ่งมีชีวิต ไม่ได้เป็นปัจจัยที่ถูกนำไปรวมในการประเมิน Life Cycle Assessment จึงเหมือนกับว่าเราและสถาบันการวิจัยนั้นมองไปที่ผลกระทบคนละอย่างกัน สถาบันมองถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมซึ่งมาจากวัฎจักรชีวิตของถุงพลาสติกและถุงผ้า ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองถึงปริมาณขยะ... ในกรณีนี้จึงไม่มีใครผิดหรือถูก เพราะทุกคนล้วนอยากจะลดผลกระทบที่ตนเองมองเห็นทั้งสิ้น\r\n\r\nทั้งนี้ ในฐานะผู้ที่ต้องใช้ถุงผ้า และถุงพลาสติกอย่างเรา ควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อให้สมดุลต่อการแก้ปัญหาขยะและปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมล่ะ? ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ไม่ว่าคุณจะใช้ถุงผ้า หรือถุงพลาสติก ก็ต้องใช้ให้บ่อยและใช้ให้คุ้มค่า แม้แต่ถุงพลาสติกเองก็สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ถุงพลาสติกสามารถใช้ได้มากถึง 37 ครั้งก่อนที่เราจะทิ้งมัน เมื่อเปื้อนก็ล้างทำความสะอาด อีกทั้งถุงพลาสติกยังพกพาสะดวกและรับน้ำหนักได้มากกว่าตัวมันเองหลายเท่า ส่วนใครที่เลือกใช้ถุงผ้านั้น ก็ควรเลือกที่ไม่พิมพ์ลายมากเกินไป เพื่อลดของเสียและปริมาณการใช้สารเคมีเพื่อฟอกสีและพิมพ์ลาย พกถุงผ้าไปด้วยทุกครั้งที่ซื้อของ เมื่อมีถุงผ้าเยอะแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อถุงใบใหม่ทุกครั้งที่เจอ เพียงใช้ที่มีอยู่ให้คุ้มค่าก็พอ ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติกหรือถุงผ้า จะคุ้มค่าการผลิตก็ต่อเมื่อคุณใช้มันบ่อยครั้งมากพอ เพียงเท่านี้ก็เป็นวิธีเล็กๆที่ทำให้เราเป็นส่วนหนึ่งของการลดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาขยะพลาสติกได้อย่างภาคภูมิ\r\n\r\nผู้เขียน : นริศรา บริกุล\r\n\r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4233-plasticbugs.html\r\nแหล่งอ้างอิง\r\nhttps://www2.mst.dk/Udgiv/publications/2018/02/978-87-93614-73-4.pdf\r\nhttp://www.thailcidatabase.net/index.php/history-life-cycle-assessment-lca\r\nhttps://www.theverge.com/2018/5/12/17337602/plastic-tote-bags-climate-change-litter-life-cycle-assessments-environment\r\nhttp://theconversation.com/heres-how-many-times-you-actually-need-to-reuse-your-shopping-bags-101097\r\nhttp://www.niassembly.gov.uk/globalassets/documents/raise/publications/2011/environment/3611.PDF","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1612840245.jpg"],
    [507,3059,"ครีมเทียมเป็นแหล่งของไขมันทรานส์จริงหรือ","Mon, 2021-02-08 08:59","http://www.stkc.go.th/node/3059","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   เมื่อประมาณกลางปี พ.ศ. 2561 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. ได้ประกาศไม่อนุญาตให้ผลิต หรือ นำเข้า หรือ จำหน่าย น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (partially hydrogenated oils) ซึ่งอาจเป็นแหล่งของไขมันทรานส์ (trans fatty acids) ที่มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงเป็นข่าวครึกโครมในเว็บเพจต่าง ๆ และรายการวิทยุโทรทัศน์อย่างแพร่หลายว่าครีมเทียมเป็นอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เป็นแหล่งของไขมันทรานส์ที่น่ากังวล\r\n\r\nครีมเทียม (non-dairy creamer, coffee creamer) หรือผลิตภัณฑ์เลียนแบบครีมจากนมโค ที่เรานิยมผสมลงในเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความกลมกล่อม ความนุ่มละมุน ให้กับรสชาติของเครื่องดื่ม นอกจากจะเพิ่มอรรถรสให้เครื่องดื่มแล้ว ยังเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่แพ้นมวัว และยังมีราคาถูกกว่าครีมจากนมโคอีกด้วย โดยครีมเทียมมีวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต คือ กลูโคสไซรัป ไขมัน และอิมัลซิไฟเออร์ อาจมีการแต่งสี กลิ่น รส หรือเพิ่มคุณสมบัติอื่น ๆ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย โดยนำมาผ่านกระบวนการทำให้เป็นผงแห้ง ด้วยเครื่องทำแห้งแบบพ่นฝอย (spray dryer)\r\n\r\nจากขอมูลข้างต้น แสดงให้เห็นว่าส่วนประกอบของครีมเทียมนั้นมาจากไขมันซึ่งมักเป็นไขมันจากพืช โดยส่วนใหญ่จะเป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) และเมื่อผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจน (hydrogenation) จะเปลี่ยนรูปเป็นกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid) ซึ่งกระบวนการเติมไฮโดรเจนนี้เองอาจทำให้เกิดกรดไขมันชนิดทรานส์ (trans fatty acid) โดยอุตสาหกรรมอาหารมักจะนิยมใช้ เนื่องจากไขมันจะมีลักษณะเป็นของเหลวกึ่งแข็งสามารถทำให้มีลักษณะคล้ายแป้งเปียก (paste) มีกลิ่นหืนช้า\r\n\r\nกรดไขมันทรานส์นี้เองเป็นตัวปัญหาที่จะไปเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอล (low-density lipoprotein cholesterol; LDL) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในร่างกายโดยคอเลสเตอรอลเหล่านี้จะไปสะสมเป็นแผ่นหนานูน (plaque) บนผนังหลอดเลือดทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด และอาจทำให้เส้นเลือดแตก นอกจากนี้ ยังไปลดปริมาณของคอเลสเตอรอลชนิดเอชดีแอล (high-density lipoprotein cholesterol; HDL) ที่เป็นคอเลสเตอรอลดี แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยที่เราจะเลี่ยงกรดไขมันทรานส์ เนื่องจากกรดไขมันทรานส์สามารถพบได้ตามธรรมชาติ เช่น เนื้อสัตว์ นม เป็นต้น แต่จะพบในปริมาณที่น้อย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม เราพบว่า ปัจจุบันยังมีการวางจำหน่ายครีมทีมอยู่ทั่งไป นั้นเป็นเพราะว่าผู้ผลิตครีมทีมหลายบริษัทได้ทำการผลิตครีมเทียมโดยไม่ใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน โดยจะใช้เป็นน้ำมันอื่นทดแทน เช่น น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนแบบสมบูรณ์ (fully hydrogenated oils) และยังมีกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่ไม่ทำให้เกิดไขมันทรานส์ หรือเกิดได้น้อยในผลิตภัณฑ์ โดยผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดจะต้องผ่านการตรวจสอบจาก อย. ทั้งวัตถุดิบและกระบวนการผลิตที่ต้องปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดังนั้น ผู้บริโภคควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ผลิตจากกระบวนการที่ได้มาตรฐาน และอย่าลืมอ่านฉลากทุกครั้งก่อนซื้อสินค้ามาบริโภค\r\n\r\nอาหารทุกอย่างมีทั้งประโยชน์และโทษ ดังนั้นควรรับประทานอย่างพอดี ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ\r\n\r\nที่มา  https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4011-non-dairy-creamer.html\r\nผู้เขียน : ฐิติยา ชุ่มมาลี นักวิชาการ\r\nอ้างอิง\r\nกระทรวงสาธารณสุข. (2561). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 388 เรื่อง กำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย. เข้าถึงได้จาก www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2561/E/166/5.PDF\r\nณัฏฐินี อนันตโชค. (2561). ไขมันทรานส์. เข้าถึงได้จาก www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/436/\r\nCoyle D. (2018). 7 Foods that still contain trans fats. Available from: www.healthline.com/nutrition/trans-fat-foods","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1612749549.jpg"],
    [508,3052,"อะไร คือ ความลับที่ทำให้ค้างคาวทนทานต่อโรคระบาด ?","Fri, 2021-02-05 09:39","http://www.stkc.go.th/node/3052","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่ว่าใครจะไปไหนมาไหน หรือดูข่าวเมื่อใดก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของ โคโรนาไวรัส ที่มีแต่ผู้คนพูดถึงและเริ่มตื่นตัวกันมากขึ้น และถ้าใครได้ติดตามข่าวสารถึงต้นเหตุที่มาของเชื้อโคโรนาที่ระบาดในครั้งนี้ก็ต้องพูดว่า ค้างคาว อีกแล้วหรือนี่ เพราะเชื้อไวรัสที่ระบาดและรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก็จะพบสาเหตุว่าล้วนมาจาก ค้างคาวทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรค SARS ที่ระบาดในปี ค.ศ. 2003 และ MERS ที่ระบาดที่ซาอุดิอาระเบีย ในปี ค.ศ. 2012 หรือแม้กระทั่ง ไวรัส Ebola ที่ถูกยกเป็นไวรัสที่มีความรุนแรงระดับต้นๆ ก็เจอในค้างคาวได้เช่นกัน\r\n\r\n          เมื่อเห็นข้อมูลด้านบนแล้วก็มักจะมีคำถามตามมาว่า แล้วค้างคาวที่เป็นพาหะนำโรคที่ร้ายแรงนี้ ทำไมตัวมันถึงไม่เป็นอะไรเลย วันนี้เราจะไปดูกันว่าอะไรที่เป็นสาเหตุหรือ ปัจจัยที่ทำให้ ค้างคาวนั้นสามารถต้านทานการเจ็บป่วยจากเชื้อโรคหลายๆชนิดได้\r\n\r\nซึ่งนักวิจัยจาก Duke-NUS Medical school ประเทศสิงคโปร์ได้ทำการวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ ของ Nature Microbiology บอกถึงสาเหตุที่ทำให้ค้างคาวไม่มีอาการเจ็บป่วยจากการติดเชื้อไวรัสต่างๆ ก่อนอื่นต้องขอเกริ่นนำถึงรูปแบบหรือวิธีการในการสู้กับเชื้อโรคของร่างกายสิ่งมีชีวิต เมื่อมีการติดเชื้อจุลินทรีย์ ก็จะเกิดการอักเสบขึ้นของร่างกาย เช่น การมีไข้ การบวมแดง การมีหนอง ซึ่งอาการเหล่านี้เกิดจากการที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อโรคงอยู่ ซึ่งจะทำให้เกิดผลต่างๆต่อร่างกายและทำให้เรามีอาการป่วยตามมา ถ้าเป็นเชื้อไวรัส เช่น โคโรนา ก็จะมีอาการแทรกซ้อนที่ปอดในรายที่รุนแรง แต่ถ้าใครที่มีร่างกายแข็งแรง ร่างกายจะค่อยๆกำจัดเชื้อให้หมดจนหายได้ในที่สุด\r\n\r\nทางทีมวิจัยได้กล่าวว่า จุดสำคัญที่ทำให้ค้างคาวไม่เป็นอะไรเลย คือ ค้างคาวไม่มีการอักเสบหลังจากการติดเชื้อไวรัส เหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ ซึ่งทำให้ค้างคาวนั้นไม่เกิดอาการเจ็บป่วยนั่นเอง และทางทีมวิจัยได้กล่าวเสริมต่ออีกว่า มีโปรตีนชนิดหนึ่ง ชื่อว่า NLRP3 ซึ่งปกติจะเป็นโปรตีนที่กระตุ้นการอักเสบในร่างกาย ซึ่งพบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทางทีมวิจัยได้ลองทดสอบการกระตุ้นโปรตีนตัวนี้ด้วยการทดลองเปรียบเทียบกันระหว่าง ค้างคาว หนู และคน โดยพบว่าค้างคาว มีโปรตีน NLRP3 ที่เป็นแบบเฉพาะไม่เหมือนกับสัตว์ชนิดอื่นๆ และเมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัส จะเกิดการกระตุ้นโปรตีนชนิดนี้น้อยมากในค้างคาว เมื่อเทียบกับหนูหรือคน (ในการทดลองนี้ใช้ไวรัส 3 ชนิด คือ Influenza A virus, MERS corona virus, Melaka virus) ซึ่งการกระตุ้นโปรตีนชนิดนี้น้อยกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค้างคาวเป็นสัตว์ที่ไม่ป่วยจากไวรัสต่างๆ แต่แน่นอนว่ากลไกต่างๆที่ทำให้ค้างคาวไม่ป่วยจากเชื้อไวรัสก็ยังเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และยังคงต้อง ศึกษา วิจัยเพิ่มเติม ถึงสาเหตุอื่นๆอีกด้วย เผื่อไม่แน่ในอนาคต เราอาจจะนำความสามารถเหล่านี้ในค้างคาวมาพัฒนาเป็นเครื่องมือในการป้องกันการเกิดโรคระบาดในอนาคตได้\r\n\r\nแม้ค้างคาวจะเป็นแหล่งกักตุนของโรคระบาด แต่ค้างคาวก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ระบบนิเวศมีความสมดุล จึงไม่อยากควรโทษค้างคาวแต่เพียงอย่างเดียว เพราะสาเหตุที่แท้จริงนั้น น่าจะเกิดจากมนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้เข้าไปรุกรานชีวิตของสัตว์เหล่านี้ก่อน แน่นอนว่าการหยุดการล่าและขายสัตว์ป่า สามารถช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสในอนาคตได้\r\n\r\nที่มาของแหล่งข้อมูล:\r\nhttps://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4221-batssecret.html\r\n1. Duke-NUS Medical School. \"The secret to bats' immunity.\"ScienceDaily. 26 February 2019. แหล่งที่มา : www.sciencedaily.com/releases/2019/02/190226112401.htm \r\n2. Programme in Emerging Infectious Diseases, Duke–NUS Medical School, Singapore, Singapore.Dampened NLRP3-mediated inflammation in bats and implications for a special viral reservoir host. Nature Microbiology, 25 February 2019. แหล่งที่มา : https://www.nature.com/articles/s41564-019-0371-3\r\n\r\nค้นคว้าเพิ่มเติม : https://www.nature.com/nmicrobiol/#search-menu","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1612492777.jpg"],
    [509,3050,"รู้หรือไม่...นกสามารถหลับได้ขณะที่มันกำลังบิน","Thu, 2021-02-04 10:52","http://www.stkc.go.th/node/3050","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"การนอนหลับ คือ การพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย การนอนหลับคือช่วงเวลาที่เราได้พักฟื้นร่างกายจากความเหนื่อยล้าจากกิจวัตรประจำวัน จากงานวิจัยเพื่อสุขภาพทั้งหลายต่างแสดงให้เห็นว่า ถ้าหากเรานอนหลับไม่เพียงพอหรืออดหลับอดนอนต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ ทำให้การทำงานของสมองเชื่องช้าลง เกิดอาการมึนงง เวียนศีรษะ และอาจทำให้เสี่ยงต่อภาวะความจำเสื่อม แล้วนกที่ต้องบินระยะทางไกลๆ โดยเฉพาะนกที่ต้องบินอพยพเพื่อไปให้ถึงที่หมายทันฤดูกาลที่เหมาะสม พวกมันจะได้นอนหลับช่วงไหน เพราะถ้าหากพวกมันต้องใช้เวลาแวะพักระหว่างที่อพยพบ่อยๆ พวกมันอาจจะไปถึงที่หมายล่าช้า และไม่ทันฤดูกาลที่อุดมสมบูรณ์ของที่นั่น\r\n\r\n\r\nจากการศึกษาพฤติกรรมนกของนักธรรมชาติวิทยา พบว่า นกอพยพหลายสายพันธุ์สามารถบินต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน และเป็นระยะทางที่ยาวไกล แล้วพวกมันนอนหลับในช่วงไหน? นักวิทยาศาสตร์จึงได้ทำการศึกษา นกฟรีเกต (Frigate) หรือ นกโจรสลัด ซึ่งเป็นนกที่สามารถบินต่อเนื่องได้เป็นเวลานาน โดยสามารถบินต่อเนื่องติดต่อกันได้ยาวนานที่สุดถึงสองเดือน พวกเขาได้ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องตรวจจับขนาดเล็กที่ส่วนหัวของนกเพื่อตรวจสอบการทำงานของสมองของมัน เครื่องตรวจจับนี้จะตรวจวัดการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายของนก จากการศึกษาพบว่า นกโจรสลัด สามารถนอนหลับในขณะที่พวกมันบินได้ โดยจะเฉลี่ยแล้วพวกมันจะใช้เวลาในการนอนหลับระหว่างบิน 41 นาทีต่อวัน และอาจจะงีบหลับเป็นระยะเวลาสั้นๆ โดยใช้เวลาเพียง 12 วินาทีเท่านั้น ในขณะที่นกกำลังหลับอยู่ระหว่างที่มันกำลังบิน แล้วสมองของมันทำงานอย่างไร? จากการศึกษา พบว่า สมองของนกจะทำงานเพียงซีกเดียวเพื่อควบคุมร่างกายของมันให้บินอยู่ได้ แต่มีบางครั้งที่สมองของนกทั้งสองซีกก็หลับไปพร้อมกัน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นขณะที่นกกำลังบินอยู่ในสภาพอากาศที่ค่อนข้างสงบ ทำให้นกสามารถบินถลาโดยไม่ต้องกระพือปีกได้ แต่เมื่อพวกมันอาศัยอยู่บนบก นกโจรสลัดจะใช้เวลานอนหลับยาวนานถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน\r\n\r\nผู้เขียน น.ส.ศิริพร พาหาสิงห์ \r\n\r\nข้อมูลอ้างอิง     https://www.thairath.co.th/news/local/823410\r\n\r\n                         http://nuclear.rmutphysics.com/blog-sci7/?p=20890\r\n\r\n                         https://www.takieng.com/stories/1464\r\n\r\n                         https://www.dek-d.com/education/49737/\r\n\r\nที่มา https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/3927-birdssleep.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1612410756.jpg"],
    [510,3047,"รู้จัก “Water Footprint” คิดสักนิด ก่อนใช้น้ำ","Wed, 2021-02-03 07:14","http://www.stkc.go.th/node/3047","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"        ในอดีตทรัพยากรน้ำจัดเป็นสินค้าไร้ราคา (Free-goods) ไม่มีต้นทุนในทางเศรษฐศาสตร์ แต่ปัจจุบันนี้ น้ำกำลังกลายเป็นทรัพยากรที่อาจขาดแคลนในอนาคต\r\nเพราะหลายประเทศเสี่ยงภัยแล้ง และประชากรโลกเพิ่มขึ้นทบเท่าทวี จะจัดการอย่างไรให้มีน้ำเพียงพอแก่ทุกภาคส่วน และดำเนินไปอย่างยั่งยืน?\r\nร่องรอยการใช้น้ำ (Water Footprint) คือ เครื่องมือทางสิ่งแวดล้อมในการคำนวณปริมาณการใช้น้ำทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงมือผู้บริโภค\r\nรวมถึงการบัดบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ร่องรอยการใช้น้ำเริ่มขึ้นเมื่อ ค.ศ. 2002 ในเนเธอร์แลนด์ และได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย\r\n\r\nร่องรอยกายใช้น้ำมี 3 ลักษณะ\r\n(1) ร่องรอยการใช้น้ำของภาคธุรกิจ (Business Water footprint) น้ำเป็นทรัพยากรสำคัญในธุรกิจทุกสาขา ทั้งด้านอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องนุ่งห่ม และอื่น ๆ\r\nการวัดปริมาณการใช้น้ำระบบ ตั้งแต่การผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมและการบริการ ได้แก่ กระบวนการจัดซื้อวัตถุดิบ การผลิต การจัดเก็บ เทคโนโลยีสารสนเทศ\r\nการกระจายสินค้า และการขนส่ง เรียกได้ว่าเป็นการบริหารการจัดการน้ำในเชิงพาณิชย์\r\n\r\n(2) ร่องรอยการใช้น้ำของผลิตภัณฑ์ (Product water footprint) นั่นคือปริมาณของสินค้าหนึ่ง ๆ ตั้งแต่ปัจจัยการผลิต การผลิตสินค้า จนถึงกระบวนการบำบัดน้ำเสีย\r\nจากขั้นตอนการผลิต โดยอาศัยการวัดปริมาตรและแหล่งน้ำในการผลิต และปริมาตรน้ำที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสีย ยกตัวอย่าง เช่น กางเกงยีนส์ 1 ตัว ได้จากฝ้าย\r\nฝ้ายมีการเจริญเติบโต การเก็บผลผลิต การทอเส้นใย การตัดเย็บ การฟอกสี และผลิตเป็นกางเกงยีนส์ 1 ตัว ในทุกขั้นตอน มีร่องร่อยการใช้น้ำทางตรงและทางอ้อม\r\n\r\n(3) ร่องรอยการใช้น้ำของบุคคล (Personal Water Footprint) ได้แก่ปริมาณการใช้น้ำของปัจเจกบุคคลในชีวิตประจำวัน เช่น อาบน้ำ ล้างจาน รวมถึงการใช้น้ำ\r\nที่แฝงในผลิตภัณฑ์และการบำบัดน้ำเสีย \r\n\r\n   ประโยชน์ของร่องรอยการใช้น้ำ นับเป็นเครื่องมือสะท้อนการใช้น้ำ เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนเห็นพฤติกรรมการใช้น้ำต่อระบบน้ำจืดทั่วโลก และเป็นกลไกสำคัญ\r\nให้รัฐบาลบริหารจัดการน้ำและอนุรักษ์น้ำด้วยวิธีการต่าง ๆ ร่วมกับทุกภาคส่วน ความเข้าใจที่มาที่ไปของการใช้น้ำอำนวยให้เราจัดเตรียมแนวทางการ\r\nแก้ปัญหาเพื่อสู้วิกฤตการขาดแคลนน้ำอย่างยั่งยืน\r\n\r\n\r\nที่มา  https://www.nsm.or.th/other-service/668-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-rama9-museum/4310-water_footprint.html\r\n\r\nผู้เขียน ศิรประภา ศรีสุพรรณ\r\n\r\nที่มาภาพ\r\nWorld Water Development Report 4. World Water Assessment Programme (WWAP), March 2012\r\n\r\nเอกสารอ้างอิง\r\nพิชญาภา ราชธรรมมา. สรร สาระ. การใช้น้ำอย่างคุ้มค่ากับ Water footprint. วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 60. ฉบับที่ 189\r\nHoekstra, A. Y., & Chapagain, A. K. (2006). Water footprints of nations: Water use by people as a function of their consumption pattern.\r\nIntegrated Assessment of Water Resources and Global Change, 35–48. doi:10.1007/978-1-4020-5591-1_3\r\nMangmeechai, A., & Pavasant, P. (2013). Water footprints of Cassava-and Molasses-based ethanol production in Thailand.\r\nNatural resources research, 22(4), 273-282.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1612311254.jpg"],
    [511,3046,"ภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy)","Tue, 2021-02-02 11:00","http://www.stkc.go.th/node/3046","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"\r\nภูมิแพ้อาหาร (Food allergy) หรือ อาการแพ้อาหาร เกิดจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันร่างกายที่ผิดปกติต่ออาหารที่รับประทานเข้าไป มักเป็นสารอาหารประเภทโปรตีน เมื่อร่างกายได้รับสารอาหารชนิดหนึ่งร่างกายจะสร้างสารภูมิต้านทาน หรือ แอนติบอดี (Antibody; Ig) ที่จำเพาะต่อสารอาหารชนิดนั้นออกมา โดยมากการแพ้อาหารจะเกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานชนิดอี (Immunoglobulin E; IgE) อาการภูมิแพ้อาหารมักจะแสดงเมื่อร่างกายได้รับสารอาหารนั้นอีกครั้ง\r\n\r\nเมื่อสารก่อภูมิแพ้ (Allergen) เข้าสู่ร่างกาย จะไปจับกับ IgE แล้วปล่อย mediators หรือสารตัวกลาง เช่น ฮีสตามีน (Histamines) พรอสตาแกนดินส์ (Prostaglandins) ลิวโคไตรอีน (Leukotrienes) และไซโตไคน์ (Cytokines) ทำให้ร่างกายของคนที่แพ้อาหารตอบสนองต่อสารดังกล่าว และเกิดอาการแพ้อาหาร เช่น เป็นลมพิษ ผื่นแดง น้ำมูกไหล คลื่นไส้ อาเจียน ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น มีอาการหอบ ความดันโลหิตต่ำ มีภาวะช็อก หมดสติ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล รวมถึงปริมาณอาหารที่ได้รับเข้าไป และช่วงระยะเวลาที่ได้รับ\r\n\r\nภูมิแพ้อาหารสามารถพบได้ทั้งในวัยเด็กและผู้ใหญ่ อาจเกิดจากพันธุกรรม และปัจจัยทางสรีระของร่างกาย โดยคนที่เป็นโรคภูมิแพ้จะมีโอกาสแพ้อาหารได้มากกว่าคนทั่วไป อีกทั้งยังไม่มีวิธีรักษา จึงมีหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับอาหารและยาทั้งในประเทศไทย รวมถึงต่างประเทศ ออกกฎหมายให้ระบุประเภทอาหารที่เป็นสารก่อภูมิแพ้บนฉลากอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกและหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้แพ้ได้ ตัวอย่างประเภทอาหารที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องระบุบนฉลากอาหาร\r\n\r\nผู้บริโภคที่แพ้อาหารควรศึกษารายละเอียดสารก่อภูมิแพ้บนบรรจุภัณฑ์ก่อนบริโภคอาหารทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือเมื่อบริโภคอาหารชนิดใดแล้วเกิดความผิดปกติต่อร่างกายควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารนั้น รวมถึงอาหารที่อาจปนเปื้อนของสารก่อภูมิแพ้นั้น หรือหากไม่ทราบแน่ชัดควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง เพื่อวินิจฉัยสารที่แพ้ที่แน่ชัด\r\n\r\nผู้เขียน : ฐิติยา ชุ่มมาลี\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง :\r\n(1) Utrecht Center for Food Allergy. Mechanisms [online]. Available from https://ucfa.nl/food-allergy/mechanisms/ [cited 14 Jan 2020]\r\n(2) กองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมงกรมประมง. อาหารก่อภูมิแพ้ “Food allergen” [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก https://www.fisheries.go.th/quality/Food%20Allergens.pdf [วันที่สืบค้น 14 มกราคม 2563]\r\n(3) กองบรรณาธิการ Honestdocs. อาการแพ้อาหาร (Food allergy) [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttps://www.honestdocs.co/food-allergy [วันที่สืบค้น 14 มกราคม 2563]\r\n(4) วารสารศูนย์บริการวิชาการ. การแพ้อาหาร [ออนไลน์]. 2550. ถึงได้จาก https://home.kku.ac.th/uac/journal/year_15_3_2550/04_15_03_2550.pdf [วันที่สืบค้น 14 มกราคม 2563]\r\n(5) สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย. Food allergy and Food allergen [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก https://www.fostat.org/food-allergy-and-food-allergen/ [วันที่สืบค้น 14 มกราคม 2563]\r\n\r\n\r\nแหล่งข้อมูลประเภทอาหารที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่ต้องระบุบนฉลากอาหารเพิ่มเติม :\r\nCodex : http://www.foodallergens.info/Legal/CODEX.html\r\nEU : https://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/PDF/?uri=CELEX:32011R1169&from=en\r\nThai : http://food.fda.moph.go.th/law/data/announ_moph/P367.PDF\r\nUS : https://www.fda.gov/food/buy-store-serve-safe-food/what-you-need-know-about-food-allergies\r\nCr. https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4239-food-allergy.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1612238458.jpg"],
    [512,3039,"“Healing Power of Pets ยาดีจากสัตว์เลี้ยงคู่ใจ”","Mon, 2021-02-01 14:11","http://www.stkc.go.th/node/3039","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"“มาม๊ะ ๆ !! ขอกอดหน่อย” เคยสังเกตตัวเองกันไหมว่า ไม่ว่าเราจะอารมณ์เสีย มาจากที่ไหนก็ตาม เราจะเริ่มสงบและ ใจเย็นขึ้นหรือเมื่อใช้เวลาสักพัก\r\n\r\nไปกับการนั่งคุย ลูบ หรือนั่งดูสัตว์เลี้ยงของเรา นั่นแหล่ะ เรากำลังถูกบำบัดจากสัตว์เลี้ยงของเราอยู่ ซึ่งการบำบัดนี้ เปรียบเสมือนได้รับยาดีแบบที่เราคาดไม่ถึง\r\n\r\nยาดีที่ได้จากสัตว์เลี้ยงของเรานั้น จริง ๆ แล้วกลไกในการบำบัดนี้เกิดขึ้นโดยจากอารมณ์ ความรู้สึกขณะที่เราใช้เวลาไปกับสัตว์เลี้ยง ซึ่งขณะนั้น สมองของเรา\r\n\r\nจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า ออกซิโทซิน (Oxytocin) หรือ “ฮอร์โมนสายสัมพันธ์” ที่ช่วยให้เราอารมณ์ดี หัวเราะได้ง่ายขึ้น ช่วยสร้างสายใย\r\n\r\nสัมพันธ์ระหว่างเรากับคนรอบตัว ทำให้เกิดความรู้สึกดีจากการที่เราได้รับความเชื่อใจจากคนอื่นและสามารถเข้ากับคนอื่น ๆ ได้ ซึ่งปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นนี้\r\n\r\nมีผลแผ่ขยายไปอย่างมาก หนึ่งในนั้นคือ เมื่อเรามีความสุขแล้ว จะส่งผลทำให้ระดับฮอร์โมนคอติซอล (Cortisal) ลดลง ซึ่งฮอร์โมนนี้จะหลั่งเมื่อเรามีความเครียด\r\n\r\nส่งผลให้ร่างกายตื่นตัวผ่านทางการกระตุ้นการสูบฉีดเลือดและเพิ่มความดันโลหิต ถ้ามีมากเกิดไปอาจทำให้เราเป็นโรคความดันสูงเรื้อรัง น้ำตาลและไขมันในเลือดสูง\r\n\r\nรวมไปถึงการเรียนรู้และความจำแย่ลงได้ เนื่องจากฮอร์โมนคอติซอลนี้มีผลในการขัดขวางการสร้างเซลล์ประสาทใหม่\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nด้วยประโยชน์และคุณค่าจากยาดีที่มอบให้โดยสัตว์เลี้ยงของเรา ทำให้ปัจจุบัน ได้มีการรักษาผู้ป่วยด้วยการใช้สัตว์เลี้ยงบำบัด หรือ Pet Therapy ที่ได้รับการรับรอง\r\n\r\nด้วยงานวิจัยมากมายว่าสามารถเยียวยาด้านจิตใจของเด็กที่ขาดความอบอุ่นไปจนถึงผู้สูงอายุได้ และมีรายงานจากวารสารสมาคมจิตแพทย์ญี่ปุ่น (Japanese Psychogeriatric Society)\r\n\r\nว่าได้มีการใช้สุนัขที่ถูกฝึกสำหรับการบำบัดมาเป็นอย่างดีในการบำบัดผู้ป่วยสูงอายุที่ได้รับผลกระทบจากภาวะสมองเสื่อม โรคซึมเศร้า และมีอาการทางจิต โดยการให้\r\n\r\nผู้ป่วยได้ใช้เวลาและทำกิจกรรมร่วมกับสุนัข สัปดาห์ละ 90 นาที เป็นเวลา 6 เดือน ซึ่งผลวิจัยทำให้เห็นว่า สุนัขช่วยกระตุ้นการรับรู้ของผู้ป่วยให้ดีขึ้นและสามารถลด\r\n\r\nพฤติกรรมจากโรคซึมเศร้าลงได้\r\n\r\nรู้แบบนี้แล้วหลายคนคงอยากหาสัตว์เลี้ยงมาเลี้ยงเพื่อช่วยคลายเหงาและบำบัดความเครียด แต่อย่าลืมคำนึงว่าสัตว์เลี้ยงอาจช่วยบำบัดได้แค่อาการเบื้องต้น รวมถึง\r\n\r\nเงื่อนไขของผู้ที่รับการบำบัดด้วยที่จะต้องคำนึงถึงสภาพปัญหาและความเหมาะสมกับตัวบุคคล ที่สำคัญเมื่อน้องสัตว์เลี้ยงเยียวยาเราได้ดีแล้ว อย่าลืมที่จะดูแลสัตว์\r\n\r\nเลี้ยงของเราอย่างดีด้วย เพราะถือว่าเราเองก็มีหน้าที่รับผิดชอบต่อชีวิตของเค้าด้วยเช่นกัน\r\n\r\n\r\n\r\nผู้เขียน \r\n\r\nนายนพชัย บุญมานันท์\r\n\r\nที่มาของแหล่งข้อมูล\r\nCr. https://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4357-healing-power-of-pets.html\r\nhttps://www.ishn.com/articles/111499-the-healing-power-of-pets\r\nhttps://www.pihhealth.org/wellness/blog/the-healing-power-of-pets/\r\nhttps://www.happyhomeclinic.com/alt11-animaltherapy.htm\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1612163463.jpg"],
    [513,3036,"มารู้จักค่าพีเอช (pH)  กันเถอะ ","Thu, 2021-01-28 09:34","http://www.stkc.go.th/node/3036","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"   ค่าพีเอช (pH) เป็นค่าที่แสดงความเป็นกรดเป็นเบสของของเหลว ตัวอักษร pH นั้นย่อมาจาก Potential of Hydrogen ion \r\nหรือค่าจากการวัดความเข้มข้นของไอออนไฮโดรเจน เนื่องจากสูตรที่ใช้คำนวณค่าพีเอชเป็นค่าติดลบของลอการิทึม ค่าพีเอชน้อยจึงมีจำนวนไอออนไฮโดรเจนมาก \r\nและมีคุณสมบัติเป็นกรด ตัวอย่างเช่น  น้ำผลไม้ และกรดกระเพาะ เป็นต้น ส่วนค่าพีเอชมากจะหมายถึงการมีจำนวนไอออนไฮโดรเจนน้อย และมีคุณสมบัติเป็นเบส \r\nตัวอย่างเช่น แอมโมเนีย และผงซักฟอก เป็นต้น เราสามารถวัดค่าพีเอชของสารได้ผ่านการทดลองด้วยกระดาษลิตมัส หรือกระดาษทดสอบค่าพีเอช \r\nซึ่งความเป็นกรดเบสของของเหลวจะเป็นกลางเมื่อค่าพีเอชมีค่าเท่ากับ 7 ซึ่งเท่ากับค่าพีเอชของน้ำบริสุทธิ\r\n\r\nอ้างอิง:\r\nUnited States Environmental Protection Agency (12/5/2012). Acid Rain – What is pH? [Online] Source: http://www.epa.gov/acidrain/measure/ph.html. (17 Sep 2015).\r\nHyper Physics. pH. [Online] Source: http://hyperphysics.phy-astr.gsu.edu/hbase/chemical/ph.html. (17 Sep 2015).\r\nSynonym.com – Classroom. What are the Differences Between Litmus Paper & pH Strips? [Online] Source: http://classroom.synonym.com/differences-between-litmus-paper-ph-strips-13673.html. (17 Sep 2015).","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1611801282.jpg"],
    [514,3034,"จามบอกเหตุ","Wed, 2021-01-27 10:23","http://www.stkc.go.th/node/3034","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ฮัดชิ้ว ฮัดชิ้ว ฮัดชิ้ว มีใครบ่นถึงหรือเปล่าน่ะ?\r\n\r\n\r\n           เราเคยสังเกตไหมว่า เวลาที่มีคนจามติดต่อกันหลายๆครั้ง จะมีคนพูดขึ้นว่า มีคนบ่นถึงหรือมีคนนินทาอยู่หรือเปล่า จนเหมือนกลายเป็นเรื่องล้อเล่นและความเชื่อ\r\nแต่จริงๆ แล้วการจามเป็นกลไกการป้องกันอันตรายของร่างกายและบางครั้งก็เป็นสัญญาณเตือนของโรคต่าง ๆ ดังนั้นเวลาที่เราจามหรือมีคนจามใกล้ๆ เราควรทำอย่างไร\r\nอาการจามสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกฤดูกาล เลยก็ว่าได้ นั่นก็เพราะสาเหตุหลักของการจามนั้นมาจากสิ่งแปลกปลอมโดยเฉพาะสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น เชื้อราในอากาศ\r\nแมลงสาป ยุง แมลงวัน มด และละอองเกสร ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการจามเพื่อเคลียร์หรือฟื้นฟูการทำงานของจมูก โดยเป็นการทำงานร่วมกันของจมูก ปาก ดวงตา\r\nปอด กะบังลม และกล้ามเนื้อหน้าอก เพราะในขณะที่เราจาม ตาของเราจะปิดลงกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องจะหดตัว ลิ้นเคลื่อนไปแตะเพดานปาก และบางครั้งจะหลั่งน้ำมูกหรือน้ำตาออกมา\r\nกระตุ้นให้ร่างกายจามยิ่งขึ้นเพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายมากขึ้นอีกด้วย\r\n\r\n\r\n          อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการจามและคัดจมูก คือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคจมูกอักเสบที่อาจเกิดจากการแพ้ ติดเชื้อสามารถนำไปสู่\r\nโรคที่มีอาการรุนแรงขึ้นที่เรียกว่า ไซนัสอักเสบทั้งแบบฉับพลันและเรื้อรังโรคที่พบอยู่บ่อย ๆก็คือ โรคหวัดหรือไข้หวัด (Acute Rhinopharyngitis : Common cold)\r\nเกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ พบบ่อยในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ทั้งฤดูฝน และฤดูหนาว สามารถพบผู้ติดเชื้อได้ทุกช่วงอายุ เราเคยสังเกต\r\nกันหรือไม่ ตั้งแต่เด็ก ๆ เมื่อเราจามผู้ใหญ่จะบอกให้เราใช้มือ ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษทิชชูปิดจมูกและปากด้วยหนึ่งในสาเหตุที่สำคัญที่สุดก็เพื่อป้องกันการแพร่\r\nกระจายของเชื้อโรค ไม่ว่าจะจามเบาหรือแรงอนุภาคหรือละอองฝอยที่ถูกขับออกมาทางปากและจมูกมีขนาด 0.5 ถึง 5 ไมโครเมตรบวกกับความเร็วตั้งแต่\r\n30-150 กม./ชม. และสูงสุดอาจถึง 1,045 กม./ชม. (เกือบ 85% ของความเร็วของเสียง)จามเพียง 1 ครั้ง สามารถส่งเชื้อโรคออกสู่บรรยากาศได้มากถึง 40,000ตัว\r\nทั้งยังแพร่ได้ไกลถึง 1.5 - 9 เมตร เรียกได้ว่าเชื้อโรคจะกระจายทั่วบริเวณนั้นทันทีแต่ถึงจะน่ากลัวขนาดไหนเราก็ไม่ควรกลั้นจาม การจามคือกลไกการป้องกันร่างกาย\r\nที่ตอบสนองแบบอัตโนมัติกลั้นจามอาจเป็นสาเหตุเล็ก ๆ ของหูชั้นกลางอักเสบทั้งยังเสี่ยงต่อการทำงานผิดปกติของกระบังลมในช่วงนั้นได้และทำให้เกิดการสะสม\r\nเชื้อโรคในร่างกายอีกด้วย\r\n\r\n\r\n         รู้อย่างนี้แล้วไม่ว่าตัวเราเองจะเป็นคนจามหรือคนรอบข้างเราจาม ก็ควรป้องกันทั้งสิ้น เพื่อตัวเราเองและคนรอบข้าง แม้ในบริเวณนั้นไม่มีใครจามก็ไม่ได้\r\nแสดงว่าสะอาดหรือปราศจากเชื้อโรค ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีสิ่งกระตุ้นให้จาม สถานที่แออัด รวมทั้งไม่ใช้มือสัมผัสหน้า ตา จมูกและปาก\r\nเพราะเป็นช่องทางที่เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้ และอย่าลืมสังเกตอาการจามของตัวเองด้วยว่าผิดปกติหรือไม่ ไม่แน่ว่ากลไกของร่างกายที่เราคิดว่า\r\nเป็นเรื่องเล็กน้อยนี้อาจจะสะท้อนสภาวะของร่างกายและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเพื่อเตือนให้เราระมัดระวังจากสิ่งผิดปกติที่เรามองไม่เห็นก็ได้\r\n\r\n\r\n\r\nผู้เขียน : นางสาวอณัญญา บุญสนอง\r\n\r\nที่มา:\r\nhttps://health.kapook.com/view87168.html\r\nhttps://www.huffpost.com/entry/sneezing-facts-didnt-know_n_4936611?utm_hp_ref=mostpopular\r\nhttps://www.researchgate.net/publication/26681056_Sneeze_reflex_Facts_and_fiction\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/71651/-blo-scibio-sci-","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1611717829.PNG"],
    [515,3014,"กินอาหารไขมันสูง ส่งผลต่อเราอย่างไร","Tue, 2021-01-26 10:01","http://www.stkc.go.th/node/3014","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวหรือคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารมัน ทอด ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบต่าง ๆ แม้จะมีรสชาติอร่อย แต่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และไขมันอุดตันในเส้นเลือด ทราบหรือไม่ ไขมันอิ่มตัวคืออะไร ไขมันอิ่มตัวคือโมเลกุลที่ประกอบไปด้วยคาร์บอนและไฮโดรเจนอะตอมที่เชื่อมกันด้วยพันธะเดี่ยวทั้งหมด มีโครงสร้างแบบอิ่มตัว จึงทำให้ไขมันอิ่มตัวมีลักษณะเป็นของแข็งเมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส มักมาคู่กับอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งเมื่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองอุดตันอีกด้วย\r\n\r\nหากรับประทานอาหารที่ไขมันสูงและไม่ออกกำลังกายติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งจากผลร้ายนี้ รายงานล่าสุดจากมูลนิธิวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร (Cancer Research UK) ระบุว่า โรคอ้วนอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าการสูบบุหรี่ โดยโรคมะเร็งที่อาจมีสาเหตุมาจากโรคอ้วน คือ มะเร็งลำไส้ มะเร็งไต มะเร็งตับ และมะเร็งรังไข่\r\n\r\nขณะที่ งานวิจัยของกลุ่มนักวิจัยด้านจิตวิทยาคลินิกจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต (Ohio State University) สหรัฐอเมริกา พบว่า “การกินอาหารประเภทไขมันอิ่มตัวสูงแม้เพียงมื้อเดียว ยังส่งผลให้ความสามารถในการตั้งใจจดจ่อหรือสมาธิลดลงอย่างมากด้วย” กลุ่มผู้วิจัยทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงจำนวน 51 คน โดยทำแบบทดสอบวัดความสามารถในการตั้งใจจดจ่อเป็นระยะเวลา 10 นาที หลังรับประทานอาหารไขมันสูงเข้าไปแล้ว 5 ชั่วโมง โดยเปรียบเทียบผลคะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังกินอาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัว กับผลคะแนนหลังกินอาหารชนิดเดียวกันที่ปรุงด้วยน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ผลปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งหมดทำคะแนนได้น้อยลงโดยเฉลี่ย 11% หลังรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูงเข้าไป หัวหน้ากลุ่มวิจัย สรุปว่า “ไขมันอิ่มตัวอาจทำให้เกิดภาวะอักเสบสูงขึ้นทั่วร่างกายรวมไปถึงสมอง ซึ่งกรดไขมันอิ่มตัวอาจข้ามส่วนเชื่อมต่อที่กั้นระหว่างกระแสเลือดกับเซลล์สมอง (Blood-Brain Barrier) เข้าไปมีปฏิกิริยาโดยตรงบางอย่างกับเซลล์สมองทำให้ความสามารถในการมีสมาธิลดลง”\r\n\r\nจากผลงานวิจัยเช่นนี้ เราจึงควรเลือกรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพของเราให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเกิดโรคภัยที่จะส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา\r\n\r\n\r\nที่มา : 1. กินอาหารมีไขมันอิ่มตัวสูงแค่มื้อเดียว ทำให้ความตั้งใจจดจ่อมีสมาธิลดลงได้. [ออนไลน์]. 2020, แหล่งที่มา: https://www.bbc.com/thai/international-52800832 [20 มิถุนายน 2563]\r\n2. มูลนิธิวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร ชี้โรคอ้วนทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดมากกว่าสูบบุหรี่. [ออนไลน์]. 2019, แหล่งที่มา: https://www.bbc.com/thai/international-48865630 [20 มิถุนายน 2563]\r\n3. อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง (Saturated fat). [ออนไลน์]. 2018, แหล่งที่มา: https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/590 [20 มิถุนายน 2563]\r\nคำค้น : อาหาร, ไขมันอิ่มตัวสูง, Saturated Fat, คอเลสเตอรอล, Cholesterol, สมาธิ, โรคอ้วน\r\n\r\nผู้เรียบเรียง : นางสาวศศลักษณ์ มูลรินต๊ะ นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (วิชาการ) : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (ภาษา) : นายอานุภาพ สกุลงาม นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nผู้อนุมัติเผยแพร่ : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1611630073.PNG"],
    [516,3013,"ไมโครพลาสติกในหิมะ!","Mon, 2021-01-25 11:32","http://www.stkc.go.th/node/3013","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"     การพบไมโครพลาสติกในทะเลอาจเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างความตื่นตัวในการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม เพราะปริมาณการใช้พลาสติกที่มีมากขึ้นอย่างมาก จนถึง ค.ศ. 2020\r\n\r\nทั่วโลกมีปริมาณถึง 330 ล้านตัน แต่ปัจจุบัน นักวิจัยพบพลาสติกบนเทือกเขาสูงอย่างเอเวอเรสต์ด้วยเช่นกัน แม้พื้นที่ดังกล่าวมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลถึง 8,850 เมตร\r\n\r\n“เรารู้จักพลาสติกที่พบในทะเลลึก แต่บัดนี้ กลับพบพลาสติบนเขาที่สูงที่สุดเช่นกัน” ดร.อิโมเจน แนปเปอร์ (Imogen Napper) นักสมุทรศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยพลายเม้าท์\r\n\r\nแห่งสหราชอาณาจักร กล่าว “พลาสติกอยู่ทุกที่ในสภาพแวดล้อมรอบตัว”\r\n\r\n     คณะทำงานที่นำโดยแนปเปอร์เก็บตัวอย่างหิมะและน้ำจากหลายพื้นที่ในเทือกเขาเอเวอเรสต์ และนำมาตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ พบไมโครพลาสติกซึ่งแฝงตัวอยู่หิมะ\r\n\r\nและน้ำดังกล่าวข้อค้นพบได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร One Earth ทั้งนี้ อ้างอิงจากตัวอย่างในการสำรวจเทือกเขาเอเวอเรสต์ ประเทศเนปาลโดยคณะวิจัยเนชั่นแนลจีโอกราฟิก ค.ศ. 2019\r\n\r\nพลาสติกเหล่านี้มาจากกระเป๋า ขวด และสิ่งของอื่น ๆ ที่แตกเป็นชิ้นย่อย ที่ติดตัวไปกับนักเดินทาง “เดิมที ผมไม่เคยคิดถึงผลจากการสำรวจว่าจะมีหน้าตาอย่างไร ...เมื่อเป็นเช่นนี้\r\n\r\nคงต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจัง” แนปเปอร์กล่าวย้ำถึงตัวอย่างทั้งหมดจากเอเวอเรสต์ที่พบไมโครพลาสติกทั้งหมด นับเป็นเรื่องที่ต้องขบคิดอย่างจริงจังถึงมลพิษจากไมโครพลาสติก\r\n\r\nบนภูเขาสูงบางที ผลการสำรวจอาจไม่สร้างความประหลาดใจนัก เพราะในแต่ละปี นักเดินทางนับหลายร้อยพยายามปีนสู่ยอดเขา ขยะจากการเดินทางบนเส้นทางได้รับการขนานนามว่า\r\n\r\n“ถังขยะที่สูงที่สุดในโลก” ชนิดพลาสติกที่คณะวิจัยค้นพบคือ โพลิแอสเตอร์ ซึ่งมาจากอุปกรณ์และเครื่องแต่งกายของนักเดินทางเหล่านั้น\r\n\r\n     ผลงานวิจัยของ ดร.แนปเปอร์สอดคล้องกับการค้นพบมลพิษไมโครพลาสติกในพื้นที่สูง อย่างเทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์และเทือกเขาพี-รินิสในฝรั่งเศสโดยอนุภาคพลาสติก\r\n\r\nเหล่านั้นปลิวมากับลมจากหลายแห่งทุกวันนี้ ด้วยวิกฤตพลาสติกในสิ่งแวดล้อม จึงเกิดโครงการสำคัญในการแก้ปัญหา ทั้งการคิดค้นสถานีจัดเก็บขยะในทะเลอย่าง The Ocean Cleanup\r\n\r\nและความพยายามในแก้ปัญหาที่ต้นทาง ดังเช่นศาสตราจารย์ริชาร์ด ทอมป์สัน(Professor Richard Thompson) หัวหน้าหน่วยวิจัยนานาชาติ ขยะทางทะเล กล่าวถึงความสำคัญ\r\n\r\nในการออกแบบวัสดุที่ทำหน้าที่ได้ดังพลาสติก แต่ไม่สร้างมลภาวะหลังการใช้งานหรือส่งผลกระทบอันตราย นับเป็นนิมิตรหมายสำคัญที่ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา\r\n\r\nมลพิษจากพลาสติก เพื่อวันข้างหน้าของอนุชน\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nไมโครพลาสติกคืออะไร?\r\n\r\nไมโครพลาสติกคือชิ้นพลาสติกขนาดเล็กที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร และเกิดขึ้นเมื่อพลาสติกขนาดใหญ่\r\n\r\nเช่น ขวดน้ำ กระเป๋า ภาชนะ แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ลงสู่ผืนดินหรือพื้นน้ำ จนกลายเป็นมลพิษสิ่งแวดล้อม\r\n\r\nพลาสติกบางประเภทมีขนาดเล็กจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เราเรียกพลาสติกประเภทนี้ว่า “นาโนพลาสติก”(nanoplastics)\r\n\r\n \r\n\r\nผู้เขียน\r\n\r\nชีวสิทธิ์ บุณยเกียรติ\r\n\r\nที่มาของแหล่งข้อมูล\r\n\r\nI.E. Napper et al. Reaching New heights in plastic pollution — preliminary findings of microplastics on Mount Everest. One Earth. Published online November 20, 2020. doi: 10.1016/j.oneear.2020.10.020.\r\n\r\nNewsround, Microplastics found in snow close to summit of Mount Everest. Published online November 21, 2020, available from https://www.bbc.co.uk/newsround/55018012, accessed on January 11, 2021.\r\n\r\nRice, Doyle. 'Real eye-opener': Microplastic pollution discovered in snow near top of Mount Everest. Published online November 20, 2020, available from https://www.usatoday.com/story/news/nation/2020/11/20/mount-everest-microplastic-pollution-discovered/6342235002/, accessed on January 11, 2021.\r\n\r\nWilke, Carolyn. Analyze this: Microplastics are showing up in Mount Everest’s snow. Published online January 6, 2021, available from https://www.sciencenewsforstudents.org/article/analyze-this-microplastics-mount-everests-snow, accessed on January 11, 2021.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1611549132.jpg"],
    [517,3011,"อนามัยโลก ตั้งเป้า 100 ล้านคนทั่วโลกเลิกบุหรี่ได้ในปีหน้า","Mon, 2021-01-25 09:13","http://www.stkc.go.th/node/3011","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"องค์การอนามัยโลก หรือ WHO เรียกร้องรัฐบาลนานาชาติผลักดันมาตรการสนับสนุนการเลิกสูบบุหรี่ของประชาชนในแต่ละประเทศ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย 100 ล้านคนที่สามารถเลิกบุหรี่ได้ในปีหน้า\r\n\r\nองค์การอนามัยโลก ประกาศโครงการ Commit to Quit เมื่อต้นสัปดาห์ มุ่งเน้นไปที่ 22 ประเทศทั่วโลก รวมถึงสหรัฐฯ ให้เพิ่มมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ต้องการเลิกบุหรี่ ก่อนวันงดสูบบุหรี่โลก 31 พฤษภาคมปีหน้า\r\n\r\nนายเทดรอส อัดนอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า บุหรี่คร่าชีวิต 8 ล้านคนทั่วโลกทุกปี และหากผู้สูบบุหรี่ต้องการหาแรงจูงใจในการเลิก ช่วงการระบาดของโควิด-19 ก็เป็นจังหวะที่ดี\r\n\r\nเมื่อต้นปี WHO ออกโรงเตือนผู้สูบบุหรี่ว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเสียชีวิตจากโควิด-19 สูงกว่ากลุ่มอื่นๆ ทำให้ในช่วงการระบาดของโคโรนาไวรัส ได้เกิดการรวมกลุ่มของผู้ที่อยากเลิกสูบบุหรี่ขึ้นมา โดยอนามัยโลก พบว่า ผู้สูบบุหรี่ราว 780 ล้านคน บอกว่าอยากเลิกบุหรี่ แต่มีเพียง 30% ในกลุ่มนี้ที่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและทรัพยากรต่างๆเพื่อช่วยให้พวกเขาเลิกบุหรี่ได้\r\n\r\nภายใต้โครงการ Commit to Quit จะสนับสนุนการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้ และอนามัยโลกหวังว่ารัฐบาลทั่วโลกจะเร่งช่วยเหลือผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ด้วยเช่นกัน\r\n\r\nดร.รูดิเกอร์ เครช ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างเสริมสุขภาพของ WHO กล่าวว่า หน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลกต้องใช้จังหวะที่ผู้คนนับล้านมีความตั้งใจจะเลิกบุหรี่ในตอนนี้ เพิ่มหน่วยบริการที่จะช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จได้ ขณะที่ภาครัฐต้องยกระดับนโยบายและมาตรการที่เข้มงวด เพื่อลดโอกาสเติบโตของธุรกิจบุหรี่และยาสูบในแต่ละประเทศลงไปพร้อมกัน\r\n\r\nตอนนี้ WHO นำร่องพัฒนาระบบออนไลน์เพื่อกระตุ้นการเลิกบุหรี่ของผู้คนทั่วโลก ผ่านระบบ Quit Challenge ใน Whatsapp ที่ให้ความช่วยเหลือออนไลน์กับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยจะมีทีมช่วยเหลือที่สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ และเตรียมเพิ่มอีก 5 ภาษาในเร็วๆนี้\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/who-commit-to-quit-target-100-million-to-quit-smoking-12112020/5696147.htmlhttps://www.voathai.com/a/who-commit-to-quit-target-100-million-to-quit-smoking-12112020/5696147.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1611540830.png"],
    [518,3009,"New Infrastructure แผนการสู่ความเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของจีน","Mon, 2021-01-25 08:57","http://www.stkc.go.th/node/3009","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ในปี 2563 เศรษฐกิจจีนเผชิญกับแรงกดดันและความเสี่ยงจากหลายปัจจัยตั้งแต่ มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่สภาวะถดถอย สงครามการค้ากับสหรัฐฯ ตลอดจนถึงความตึงเครียดจากการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ ล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นให้รัฐบาลจีนเร่งดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการพึ่งพาการส่งออกและเทคโนโลยีของต่างชาติ ไปสู่การพึ่งพาตนเองทั้งด้านการบริโภคภายในประเทศ และเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตนเอง โดยเฉพาะ ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) การผลิตอัจฉริยะ (Smart Manufacturing) วิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health and Life Science) และวัสดุใหม่ (New Materials)\r\n\r\n1. New Infrastructure \r\n\r\nหนึ่งในนโยบายของจีนที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในการประชุมสองสภา ปี 2563 คือ แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (New Infrastructure) แผนการที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลจีนให้ความสำคัญต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยเม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 10 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เป็นระยะเวลา 6 ปี ตั้งแต่ปี 2563 – 2568 โดยรัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณสำหรับปี 2563 กว่า 563,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ\r\n\r\nNew Infrastructure ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในการประชุมคณะทำงานของรัฐบาลกลาง เมื่อเดือนธันวาคม ปี 2562 ซึ่งเป็นแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมเทคโนโลยีหลายประเภท เช่น AI 5G Internet of Things (IoT) รถไฟความเร็วสูง เป็นต้น และเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2563 คณะกรรมาธิการเพื่อการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติ (NDRC) ได้แถลงการณ์กำหนดขอบเขตเนื้อหาของ New Infrastructure ไว้อย่างชัดเจน ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐาน 3 ด้านหลัก ได้แก่\r\n\r\n(1) โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Information-based Infrastructure) แบ่งเป็น 3 ส่วนย่อย คือ\r\n(1.1) โครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ตและสารสนเทศ เช่น เทคโนโลยี 5G เทคโนโลยี IoT Industrial Internet of Things (IIoT) และระบบอินเทอร์เน็ตดาวเทียม\r\n(1.2) โครงสร้างพื้นฐานสำหรับเทคโนโลยีใหม่ เช่น AI Cloud Computing และ Blockchain\r\n(1.3) โครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผล เช่น Big Data Center และ ศูนย์ประมวลผลข้อมูลอัจริยะ\r\n(2) การประยุกต์ปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิม (Converged Infrastructure) ด้วยเทคโนโลยีใหม่ เช่น Internet Big Data AI และเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมให้เป็นนวัตกรรมที่ทันสมัย เช่น ระบบการขนส่งอัจฉริยะ โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอัจฉริยะ\r\n(3) โครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Innovative Infrastructure) \r\nการลงทุนสร้าง New Infrastructure มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของจีนใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ดึงดูดและส่งเสริมการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ รองรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ในอนาคต สร้างพื้นฐานที่ใช้นวัตกรรมเป็นตัวชี้นำการพัฒนา และยกระดับคุณภาพการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะครอบคลุมถึงหลากหลายภาคส่วนของจีน เช่น ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม การแพทย์ การเงิน การคมนาคม การไฟฟ้า สื่อมวลชน ความเป็นอยู่ของสังคมเมือง และความปลอดภัยของส่วนรวม เป็นต้น\r\n\r\n\r\n2. นโยบายด้าน Big Data Center\r\n\r\nการดำเนินงานตามแผนการ New Infrastructure ในส่วนของการสร้าง Big Data Center ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อการปฏิรูปภาคอุตสาหกรรมของจีน จะเป็นรูปแบบการลงทุนของรัฐบาลท้องถิ่นและบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) ได้ประกาศนโยบายก่อนการประชุมสองสภาเพียงหนึ่งสัปดาห์ กำหนดให้หน่วยงานท้องถิ่นระดับมณฑล เขตปกครองตนเอง และเทศบาลนครปักกิ่ง เทียนจิน เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง สนับสนุนการสร้าง Big Data Center เพื่อให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และสนับสนุนให้ฝ่ายอุตสาหกรรมต่าง ๆ หันมาใช้บริการ Cloud Computing เพื่อแบ่งปันข้อมูลในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะข้อมูลในภาคการผลิต เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมเก่าและพัฒนาให้อุตสาหกรรมในประเทศยกระดับขึ้นเป็นอุตสาหกรรมดิจิทัล\r\n\r\nประกาศของ MIIT ระบุว่า Big Data Center จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมภาคสำคัญต่าง ๆ เช่น วัสดุใหม่ (New Materials)  สินค้าอุปโภคบริโภค (Consumer Product) ข้อมูลดิจิทัล (Digital Information) ให้ก้าวข้ามอุปสรรคเชิงเทคนิคในการจัดการข้อมูลที่หลากหลาย และเมื่อ New Infrastructure มีความพร้อม จีนจะสามารถพัฒนาความเชื่อมโยงจนเกิดเป็นตลาดแลกเปลี่ยนข้อมูลภาคอุตสาหกรรม (Industrial Data Trading market)\r\n\r\n\r\n3. บทสรุป\r\n\r\nแผนการลงทุน New Infrastructure ด้วยเม็ดเงินกว่า 10 ล้านล้านหยวน นับเป็นการตัดสินใจของรัฐบาลจีนที่มีความเสี่ยงท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่กำลังย่ำแย่ รวมทั้งงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของรัฐบาลกลางที่ถูกปรับลดลงกว่าร้อยละ 9 จากปีที่ผ่านมาเนื่องจากผลกระทบที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 แผนการดังกล่าวยิ่งแสดงให้เห็นว่าจีนต้องการที่จะลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติโดยเร็วที่สุด และผลักดันบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน เช่น Alibaba และ Huawei ให้เติบโตและสามารถแข่งขันในการแย่งชิงตำแหน่งผู้นำด้านเทคโนโลยีจากสหรัฐอเมริกา \r\n\r\nรายละเอียดระยะเวลาและการดำเนินงานของแผนการลงทุน New Infrastucture เป็นประเด็นสำคัญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนที่นานาประเทศจะต้องเฝ้าติดตาม เพื่อปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดรับกับบทบาทของจีนที่จะเพิ่มสูงขึ้นในเวทีการแข่งขันทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลกในอนาคต\r\n\r\n \r\n\r\nที่มา : ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง ,\r\n          สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1611539853.png"],
    [519,3008,"ไวรัสกับแบคทีเรียใครร้ายกว่ากัน","Fri, 2021-01-22 13:32","http://www.stkc.go.th/node/3008","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ณ ตอนนี้เชื่อว่าหลายๆคนคงให้ความสนใจกับเรื่องของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 กันมาก ทั้งนี้ยังทำให้คนหันมาสนใจอ่านบทความหรือฟังเรื่องราวที่เกี่ยวกับเชื้อโรคและการดูแลสุขภาพ สุขอนามัยกันมากยิ่งขึ้น และหลายคนก็อาจจะได้ยินคำว่าไวรัสกับแบคทีเรียกันอยู่บ่อยๆ เราเคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ไวรัสกับแบคทีเรียมีความแตกต่างกันอย่างไร และก่อให้เกิดโรคอะไรได้บ้าง ไวรัสกับแบคทีเรียใครร้ายกว่ากัน ?\r\n \r\nมาเริ่มกันที่แบคทีเรีย แบคทีเรียเป็นจุลินทรีย์เล็ก ๆ ที่ประกอบด้วยเซลล์เดียว มีส่วนประกอบคล้ายเซลล์สิ่งมีชีวิตอื่นแต่ไม่มีเยื่อหุ้มเซลล์ มีขนาดตั้งแต่ 0.3 ไมครอนไปจนถึงขนาด 750 ไมครอน โดยมีความหลากหลายมากและสามารถมีรูปร่างและลักษณะโครงสร้างได้หลากหลาย โดยแบคทีเรียสามารถอาศัยอยู่ได้ในเกือบทุกสภาพแวดล้อมรวมถึงไปถึงในร่างกายของมนุษย์ เมื่อเข้าไปในร่างกายหรือสิ่งมีชีวิตจะก่อให้เกิดโรคจากการที่ตัวมันปล่อยสารพิษออกมาหรือการที่ร่างกายตอบโต้แบคทีเรียก็จะทำให้ เกิดอาการบวมอักเสบ เป็นไข้ ตัวร้อนได้เช่นกัน รวมถึงแบคทีเรียบางชนิดเองก็จู่โจมถึงระดับเซลล์ แย่งอาหารและทำให้เซลล์ตายในที่สุดได้ด้วย\r\n \r\nไวรัสเป็นจุลินทรีย์ขนาดเล็กอีกประเภทหนึ่งแม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่าแบคทีเรียก็ตาม เช่นเดียวกับแบคทีเรีย พวกมันมีความหลากหลายมากและมีรูปร่างและคุณสมบัติที่หลากหลาย โดยตัวของเป็นอนุภาคชนิดหนึ่งมีโครงสร้างไม่ซับซ้อน และมีขนาดอยู่ในช่วงระหว่าง 20-300 นาโนเมตร มีโครงสร้างและส่วนประกอบง่าย ๆ คือ ส่วนแกนกลาง (Core) มีกรดนิวคลีอิกทำหน้าที่ควบคุมการสร้างส่วนประกอบไวรัสและ ถ่ายทอดพันธุกรรม ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นโปรตีนห่อหุ้มหรือแคปสิด(Capsid) ทำหน้าที่ห่อหุ้มป้องกันส่วนแกนกลางและใช้ยึดเกาะกับเซลล์สิ่งมีชีวิต เปลือกหุ้ม (Envelope) หุ้มรอบแคปสิดอีกที ไวรัสสามารถบุกรุกเซลล์ในร่างกายของมนุษย์ได้โดยใช้ส่วนประกอบเซลล์ของมนุษย์เพื่อเติบโตและเพิ่มจำนวน เสมือนโรงงานผลิตไวรัสและเซลล์นั้นก็จะ ไม่สามารถทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์กับร่างกายจนตายไปในที่สุดแล้วไวรัสก็จะไปจู่โจมเซลล์ตัวใหม่ไปเรื่อยๆจนเป็นที่มาของการเกิดโรค\r\n \r\nทั้งนี้ไวรัสและแบคทีเรียเองก็มีรูปร่างและขนาดแตกต่างไปตามสายพันธุ์อีก แต่มนุษย์ก็ไม่สามารถเห็นพวกมันทั้งคู่ ด้วยตาเปล่าได้อยู่ดีทำให้เรามีโอกาสโดนโจมตีจากเชื้อโรคทั้งสองชนิดได้ทุกเมื่อทุกเวลา โดยความน่ากลัวของเชื้อโรคสำหรับแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ที่ได้พบโดยตรงหรือทางอ้อมซึ่งถ้าให้เปรียบเทียบ อาจได้ผลที่ต่างกัน แต่ที่แน่ๆคือเราทุกคนควรรู้จักป้องกันตัวรักษาสุขอนามัย เพื่อไม่ให้ติดเชื้อเหล่านี้ เลยจะดีที่สุด\r\nแหล่งที่มา\r\n \r\n: https://www.healthline.com/health/bacterial-vs-viral-infections\r\n: https://www.scimath.org/article-biology/item/11464-2020-04-20-08-27-06","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1611297174.jpg"],
    [520,2999,"ปัญหาการใช้เทคโนโลยีเพิ่มระดับความเครียดให้กับพนักงาน","Thu, 2021-01-21 09:20","http://www.stkc.go.th/node/2999","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาชิ้นล่าสุด พบความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีที่สร้างปัญหาให้กับผู้ใช้ กับระดับความเครียดที่เพิ่มขึ้นในพนักงาน ซึ่งเป็นแนวทางในการปรับปรุงระบบการทำงานที่เพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นในอนาคต\r\n\r\n\r\nเมื่อไหร่ก็ตามที่คอมพิวเตอร์มีปัญหา อินเตอร์เน็ตช้า ระบบล่ม แล้วทำให้คุณเกิดความเครียดสุดขีด คุณไม่ได้เผชิญกับภาวะนี้เพียงลำพัง เพราะการศึกษาชิ้นล่าสุดจากบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ Dell Technologies ร่วมกับบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยา EMOTIV ค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างเทคโนโลยีที่สร้างปัญหาให้กับผู้ใช้ กับระดับความเครียดที่พนักงานต่างต้องเผชิญ\r\n\r\nทีมวิจัยในการศึกษาชิ้นนี้ ศึกษาคลื่นสมองของผู้คน ที่มีประสบการณ์หรือเผชิญกับ bad technology หรือเทคโนโลยีที่สร้างปัญหาให้กับผู้ใช้ โดยผู้ที่อยู่ในการศึกษานี้อยู่ในวัยทำงาน หลากหลายช่วงอายุ และมีทักษะด้านคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกันไป\r\n\r\nคำจำกัดความของ เทคโนโลยีที่สร้างปัญหาให้กับผู้ใช้ หรือ bad technology ครอบคลุมตั้งแต่ปัญหาการเข้าใช้คอมพิวเตอร์เล็กๆน้อยๆ ระบบอินเตอร์เน็ตที่ขัดข้อง ปัญหาที่โปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ต่างๆ หรืออาจร้ายแรงถึงระดับไวรัส มัลแวร์ แรนซัมแวร์ หรือการจารกรรมข้อมูลส่วนตัวจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ\r\n\r\nทีมวิจัยให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบรับมือกับปัญหาการใช้คอมพิวเตอร์หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ปัญหาพื้นฐาน เช่นการลงชื่อเข้าใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ส่วนผู้ทดสอบรายอื่นๆ อาจต้องเจอกับปัญหาอินเตอร์เน็ตช้า หรือปัญหาระบบล่ม\r\n\r\nโอลิวิเอร์ ออลลิเยร์ ประธานบริษัท EMOTIV เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า ทันทีที่ผู้คนเจอกับปัญหาด้านเทคโนโลยี ระดับความเครียดของพวกเขาพุ่งสูงขึ้นเท่าตัวในทันที ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก เพราะปกติแล้วเราแทบไม่มีโอกาสเห็นระดับความเครียดพุ่งพรวดเช่นนั้น\r\n\r\nการศึกษาครั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นว่า ความเครียดที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี ให้ผลต่อเนื่องยาวนานเสียด้วย ในมุมมองของออลลิเยร์ที่บอกว่า ผู้คนที่เจอกับปัญหาเหล่านี้มักจะใจเย็นลงได้ยากและใช้เวลานานกว่าปกติ\r\n\r\nนอกจากนี้ ความล้มเหลวด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยหรือหนักหนา ล้วนส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของพนักงานทั้งสิ้น และอาจส่งผลกระทบต่อองค์กรได้อีกทอดหนึ่ง\r\n\r\nปัญหาด้านเทคโนโลยีอาจลดประสิทธิภาพในการทำงาน ในการวิจัยครั้งนี้ พบว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ปัญหาด้านเทคโนโลยีต่างๆ กระทบกับประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานได้มากถึง 30% โดยเฉพาะกับพนักงานอายุน้อย เพราะพบว่า ประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานลดลงถึง 30% ในกลุ่มพนักงานที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี ที่เผชิญกับปัญหาขัดข้องทางเทคนิคเหล่านี้\r\n\r\nซิล มอนโกเมอรี หัวหน้าฝ่าย Customer Experience ของ Dell Technologies บอกว่า ประสบการณ์ที่เลวร้ายเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีกระทบกับคนทุกระดับทักษะด้านคอมพิวเตอร์ แต่คนหนุ่มสาวจะรู้สึกได้รับผลกระทบมากกว่า เพราะพวกเขา “คาดหวัง” ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพพอ\r\n\r\nประธานบริษัท EMOTIV เพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากความเครียดเรื่องเทคโนโลยีที่สร้างปัญหาให้กับผู้ใช้ จะรุนแรงขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริง เนื่องจากว่า ในการศึกษาครั้งนี้ผู้ทดสอบทั้งหมดทราบดีว่าพวกเขาจะต้องเจอกับปัญหาด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่างๆ ทำให้พวกเขาไม่ได้รู้สึกกระทบกระเทือนอะไรมากนัก\r\n\r\nออลลิเยร์ มองว่า ตอนนี้วิกฤตการระบาดของโคโรนาไวรัส โควิด-19 ที่ดำเนินไปทั่วโลก ได้ทำให้ระดับความเครียดของผู้คนพุ่งสูงขึ้นอยู่แล้ว ปัญหาด้านเทคโนโลยีเหล่านี้ยิ่งเข้าไปเพิ่มระดับความเครียดให้ผู้คนเข้าไปอีก จากที่ผู้คนนับล้านทั่วโลกต้องทำงานจากที่บ้าน โอกาสที่จะมีปัญหาด้านเทคโนโลยีก็เพิ่มขึ้น เพราะปกติแล้วการทำงานในออฟฟิส จะมีทีมช่วยเหลือด้านคอมพิวเตอร์พร้อมยื่นมือช่วยแก้ปัญหาให้พนักงานในที่ทำงาน แต่การทำงานจากบ้าน ที่เนรมิตห้องครัว ห้องนั่งเล่น หรือห้องนอนเป็นออฟฟิสส่วนตัว ทำให้พนักงานต้องรับมือเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง\r\n\r\nออลลิเยร์ เพิ่มเติมว่า เมื่อผู้คนต้องทำงานอยู่กับบ้าน และสิ่งที่พวกเขามีอยู่คือคอมพิวเตอร์พกพาจากที่ทำงาน แต่พวกเขาไม่อาจเข้าถึงทีมช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีได้โดยตรง ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่ช่วยทำงานทางไกลให้ได้ผลและมีประสิทธิภาพ\r\n\r\nทั้งนี้ คำแนะนำจากทีมวิจัยที่ศึกษาด้านปัญหาเทคโนโลยีซึ่งส่งผลต่อความเครียดของพนักงาน ระบุว่า พนักงานจะมีผลิตผลจากการทำงานได้เพิ่มขึ้นต่อวันราว 37% หากมีระบบเทคโนโลยีรองรับการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์ และทีมช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีที่คอยหนุนหลังตลอดการทำงาน นอกจากนี้ ยังพบว่า การใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพจะช่วยประหยัดเวลาการทำงานของพนักงานได้ราว 23 นาทีต่อชั่วโมง\r\n\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/bad-tech-stress-and-productivity-01192021/5743715.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1611195652.jpg"],
    [521,2997,"ภัยเงียบ... โรคผิวหนัง","Wed, 2021-01-20 10:09","http://www.stkc.go.th/node/2997","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"แสงแดดอันร้อนแรงนอกจากจะมีรังสียูวีที่ทำร้ายผิวของเราแล้ว อุณหภูมิที่ร้อนจัดก็ยังทำให้เสียสุขภาพได้อีกด้วยฤดูร้อนของประเทศไทย เริ่มต้นประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์\r\n\r\nไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม โดยเฉพาะในเดือนเมษายนดวงอาทิตย์อยู่เกือบตรงศีรษะในช่วงเวลาเที่ยงวัน ทำให้ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ สภาวะอากาศจึงร้อนอบอ้าว\r\n\r\nกว่าเดือนอื่น ๆ\r\n\r\nเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ร่างกายเราจะขับเหงื่อออกมามากกว่าปกติ โรคหนึ่งที่พบมากในเด็กเล็กนั่นก็คือ โรคผิวหนัง ในบางรายอาจเกิดผดผื่นร่วมด้วยและเมื่อเด็ก ๆ ออกไปเจอกับแสงแดด\r\n\r\nอาจทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังได้ เนื่องจากเด็กมีผิวที่บอบบางและไวต่อแสงแดดและในบางรายหากมีอาการรุนแรง อาจเกิดเป็นโรคผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบในเด็ก (Juvenile dermatomyositis, JDM)\r\n\r\nซึ่งมีผลกระทบทั้งต่อกล้ามเนื้อและผิวหนัง มักแสดงอาการก่อนอายุ 16 ปีโรคนี้เป็นกลุ่มโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง (Autoimmune disease) โดยปกติแล้วระบบภูมิคุ้มกันจะช่วยในการป้องกัน\r\n\r\nและทำลายเชื้อโรคในร่างกาย แต่โรคในกลุ่มนี้จะมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยภูมิคุ้มกันจะมาทำร้ายเนื้อเยื่อปกติ ซึ่งผลจากการทำงานที่ผิดปกตินี้ทำให้เกิดการอักเสบ ทำให้เนื้อเยื่อต่าง ๆ\r\n\r\nถูกทำลายโรคผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบในเด็ก (JDM) มีสาเหตุมาจากการอักเสบที่หลอดเลือดขนาดเล็กในกล้ามเนื้อ (Myositis) และผิวหนัง (Dermatitis) และจากหลายๆปัจจัยในปัจจุบัน\r\n\r\nทั้งในเรื่องของพันธุกรรมที่ควบคุมในแต่ละตัวบุคคลและปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เป็นตัวกระตุ้น เช่น แสงแดด หรือการติดเชื้อโดยในปัจจุบันพบว่าไวรัสและแบคทีเรียบางชนิดสามารถกระตุ้น\r\n\r\nให้เกิดการตอบสนองที่ผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันได้บุคคลในครอบครัวมีประวัติเกี่ยวกับโรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองได้ เช่นเบาหวานหรือข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่อย่างไรก็ตามยังไม่พบว่ามีความเสี่ยง\r\n\r\nที่จะเกิดในลูกคนถัดไปเนื่องจากปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่ชัดเจนดังนั้นปัจจุบันจึงยังไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ส่วนใหญ่อาการปวดกล้ามเนื้อมักมีอาการที่กล้ามเนื้อสะโพก ไหล่\r\n\r\nและพบผื่นที่บริเวณใบหน้า เปลือกตา ข้อนิ้วมือ หัวเข่าและข้อศอก โดยผื่นอาจเกิดก่อนหรือหลังจากที่มีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงโดยโรคนี้เกิดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบในผู้ใหญ่ประมาณร้อยละ 30\r\n\r\nและในผู้ป่วยบางรายพบว่ามีโรคมะเร็งร่วมด้วย ซึ่งต่างกับในเด็กที่ป่วยเป็นโรคนี้จะไม่พบโรคมะเร็ง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม โรคนี้เป็นโรคที่สามารถรักษาได้ โดยการใช้ยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมการอักเสบได้ดีและรวดเร็ว การใช้ยากลุ่มเมธโธเทรกเซท (Methotrexate)\r\n\r\nยากดภูมิคุ้มกันตัวอื่น ๆ เช่นยาไซโคลสปอริน (Cyclosporin) ยาไมโคฟิโนเลทโมฟิทิล (Mycophenolate mofetyl) และยาไซโคลฟอสฟามายด์ (Cyclophosphamide) การให้อิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือด\r\n\r\n(Intravenous immunoglobulin (IVIG))การให้แคลเซียมและวิตามินดีเสริมเนื่องจากความรุนแรงของอาการของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน การรักษาจึงแตกต่างกันไป เพราะในกรณีที่โรครุนแรง\r\n\r\nจะมีการทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ อย่างถาวร ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้นผู้ป่วยในกลุ่มนี้ควรจะได้รับการดูแลและการทำกายภาพบำบัด เนื่องจากเป็นโรคเรื้อรังซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิต\r\n\r\nดังนั้นการดูแลทางด้านจิตใจจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nผู้เขียน นางสาวนพรัตน์ ยิ่งเมืองมาร\r\n\r\nที่มาของภาพ :\r\nhttps://www.pobpad.com/dermatomyositis-%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%99\r\n\r\nที่มาของแหล่งข้อมูล\r\nhttps://www.printo.it/pediatric-rheumatology/TH/info/4/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%9C%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81-(Juvenile-dermatomyositis-JDM)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1611112142.jpg"],
    [522,2996,"งานเทคโชว์ CES 2021 เปิดตัวหน้ากากอนามัยล้ำสมัยสู้ภัยโควิด-19","Tue, 2021-01-19 09:52","http://www.stkc.go.th/node/2996","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"การระบาดของโควิด-19 เปลี่ยนชีวิตของผู้คนทั่วโลก และยังทำให้ต้องมีการเปลี่ยนวิถีชีวิต การทำงาน หรือแม้แต่การรับประทานอาหาร ในงาน Consumer Electronics Show หรือ CES ที่จัดขึ้นในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นงานประจำปีเพื่อจัดแสดงอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน บริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ จึงพากันนำเสนออุปกรณ์ไฮเทคที่จะช่วยต่อสู้กับโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นหน้ากาก สเปรย์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ เครื่องกรองอากาศ และเทคโนโลยีไร้การสัมผัส\r\n\r\nบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้มองว่า ไม่มีเทคโนโลยีประเภทใดประเภทหนึ่งที่จะเอาชนะโควิด-19 ได้อย่างราบคาบ จึงหันไปมุ่งพัฒนาอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ \"ความปกติใหม่\" หรือ \"new normal\" ในชีวิตคน เช่น กริ่งประตูที่สามารถวัดอุณหภูมิของผู้มาเยือนก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าบ้าน หรือกริ่งประตูแบบวีดีโอไร้สัมผัส เพื่อลดการสัมผัสและแพร่กระจายของไวรัส เป็นต้น\r\n\r\nThe Wall Street Journal และ CNET รายงานว่าอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในงานเทคโชว์ CES ครั้งนี้ คือหน้ากากไฮเทคหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของการใช้ชีวิตสมัยใหม่ในยุคโควิด-19\r\n\r\n\r\n1.  หน้ากากชนิดแรก คือ มาสก์โฟน (MaskFone) ที่มีไมโครไฟนและหูฟังฝังอยู่ข้างในหน้ากาก เพื่อช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถพูดคุยโทรศัพท์ได้สะดวก และช่วยให้ผู้ฟังได้ยินผู้พูดชัดเจนแม้จะพูดผ่านหน้ากากก็ตาม บริษัทผู้ผลิต MaskFone คาดว่าหน้ากากไฮเทคนี้จะกลายมาเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันที่จำเป็น ที่นอกจากจะปกป้องคุ้มครองผู้ใช้จากไวรัส แบคทีเรียแล้ว ยังช่วยป้องกันฝุ่นละอองและมลพิษอีกด้วย\r\n\r\n\r\n2. หน้ากาก แอร์พ็อพ แอคทีฟพลัส (AirPop Active+) ที่นำมาแสดงในงาน เป็นหน้ากากที่มีเซ็นเซอร์ที่คอยตรวจจับข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการหายใจ ตรวจวัดอุณหภูมิ และความชื้น ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อหน้ากาก AirPop Active+ กับโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนผ่านระบบบลูทูธ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถอ่านข้อมูลต่าง ๆ เช่น อัตราการหายใจ ดัชนีคุณภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ และดูว่ามีการกรองหรือป้องกันสารพิษในอากาศไปมากน้อยแค่ไหน และเมื่อสามารถตรวจสอบเวลาการใช้งานของหน้ากากได้ ผู้ใช้จึงจะสามารถรู้ได้ว่าควรจะเปลี่ยนฟิลเตอร์ หรือแผ่นกรองเมื่อใด ซึ่งแผ่นกรองที่ใส่ไว้ในหน้ากากจะมีอายุการใช้งาน 40 ชั่วโมง\r\n\r\n\r\n3.  หน้ากาก AirPop Active+ มีกำหนดจะออกจำหน่ายเดือนกุมภาพันธ์ ในราคา 150 ดอลลาร์ หรือประมาณ 4,500 บาท สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการจ่ายแพง สามารถซื้อหน้ากากเดียวกัน แต่เป็นเวอร์ชั่น \"ไม่สมาร์ท\" หรือไม่มีเซ็นเซอร์ ในราคา 65 ดอลล่าร์ หรือประมาณ 1950 บาท\r\n\r\n\r\n4. ทางด้านบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่อย่าง LG ยกระดับหน้ากากอนามัยให้มากขึ้นไปอีก โดยมีแนวคิดสร้างเครื่องฟอกอากาศครอบไว้บนใบหน้า ด้วยหน้ากาก เพียวริแคร์ (PuriCare Wearable Air Purifier) ที่จะมีแผ่นกรอง HEPA อยู่ในตัว ซึ่ง แผ่นกรองอากาศ HEPA เป็นแผ่นกรองที่มีประสิทธิภาพสูงที่ใช้ดักจับฝุ่นและเชื้อโรคอนุภาคเล็ก ที่มักจะพบในเครื่องกรองอากาศภายในบ้าน\r\nนอกจากจะมีแผ่นกรอง HEPA แล้วหน้ากาก PuriCare ยังมีพัดลมเพื่อให้อากาศถ่ายเท และเซ็นเซอร์อีกด้วย หน้ากาก PuriCare สามารถเก็บได้ในกล่อง หรือ เคส ที่มีความสามารถทำความสะอาดหน้ากากอนามัยได้ด้วยแสง UV ภายในเวลา 30 นาที ขณะนี้หน้ากาก PuriCare มีขายที่ในฮ่องกง ไต้หวัน และอิรัก เท่านั้น แต่ยังไม่มีรายงานว่าจะนำมาขายในอเมริกาเมื่อไหร่ และราคาเท่าใด\r\n\r\n\r\n5.  อเมซฟิต (Amazfit) หน้ากากใสฆ่าเชื้อโรค ที่อ้างว่าสามารถทำความสะอาดแผ่นกรองด้วยแสง UV ในตัวภายในระยะเวลาเพียง 10 นาที \r\n\r\n\r\nบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งมองเห็นว่านี่เป็นโอกาสที่จะแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของอุปกรณ์และเทคโนโลยีที่พวกเขาผลิตขึ้นมา ถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว หรือเรื่องอื้อฉาวทางการเมืองอื่น ๆ ที่สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือบั่นทอนความน่าเชื่อถือของบริษัทในกลุ่มผู้บริโภคก็ตาม อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์หรือเทคโนโลยีที่นำมาโชว์ในงาน CES นี้มักจะอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเบื้องต้น ส่วนอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ อาจจะยังไม่ได้มีการทำการศึกษาวิจัย แต่ถึงอย่างนั้น ก็พอจะช่วยให้เห็นภาพอุปกรณ์ไฮเทคที่น่าจะมีออกมาในอนาคต เพื่อให้คนเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะความปกติใหม่ ภายใต้การระบาดของโควิด-19\r\n\r\nCr. https://www.nsm.or.th/online-science/knowledgebase/science-articles.html#page=1","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1611024783.jpg"],
    [523,2993,"Top 10 Digital Transformation Trends For 2021","Tue, 2021-01-19 09:22","http://www.stkc.go.th/node/2993","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สำหรับปี 2021 เทคโนโลยีหลักๆ อย่าง ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)  สมองกลฝังตัว (Machine Learning)  และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) จะยังคงครองหัวข้อข่าวอยู่ และเราจะได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นตามมาอีกมากมาย แต่นี่คือการคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น 10 อันดับแรกในปี 2021 โดยนิตยสารฟอบส์ (Forbes)\r\n\r\n1.  สัญญาณ 5G กับเทรนด์หลักในชั่วโมงนี้ (5G Will Finally Go Mainstream - For Real This Time!)\r\n\r\n\r\nเราเคยได้ยินประโยชน์เกี่ยวกับสัญญาณ 5G มาหลายปีแล้ว เช่น การทำงานจากระยะไกล การประชุมออนไลน์ทางวิดีโอ และการทำงานร่วมกันแบบดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ซึ่งแทบจะถือได้ว่ากลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเราไปโดยปริยาย และในปี 2020 นี้เองมีความต้องการการเชื่อมต่อในรูปแบบที่มีความปลอดภัยและรองรับการรับ-ส่งข้อมูลได้มากกว่าเดิม ที่กลายเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน\r\n\r\nโทรศัพท์ แท็บเล็ต และอุปกรณ์อื่น ๆ รวมถึงอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things : IoT) ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งนำไปประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ อาทิ รถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Vehicles) หุ่นยนต์ในโรงงาน เทคโนโลยีด้านการแพทย์การผ่าตัดคนไข้จากระยะไกล (Remote Surgery) ทั้งยังช่วยพัฒนาศักยภาพของระบบค้าปลีก การซื้อของออนไลน์ รวมถึงการใช้งานต่างๆยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความจำเป็นในการใช้งานสัญญาณ 5G จนกลายเป็นเทรนด์หลักในปี 2021 อย่างปฏิเสธไม่ได้\r\n\r\n2.  การขยายตัวของแพลตฟอร์ม (CDP Explosion)\r\n\r\n\r\nการขยายตัวของแพลตฟอร์ม Customer Data Platform (CDP) เป็นแพลตฟอร์มใหม่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง เช่น ระบบการทำธุรกรรมและการสั่งซื้อ (Enterprise Resource Planning: ERP) ระบบข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการขับขี่รถ ระบบข้อมูลผลิตภัณฑ์ เป็นต้น ซึ่งระบบที่กล่าวมาข้างต้นสามารถเก็บ วิเคราะห์ ดูแล และจัดการข้อมูลได้อย่างเหมาะสมเป็นอย่างดี จากผลการวิจัยของบริษัท IBM ประเมินว่าข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการวิเคราะห์และจัดการอย่างเป็นระบบในประเทศสหรัฐฯนั้นต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการข้อมูลถึง 3 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเป็นมูลค่ามหาศาล\r\n\r\nดังนั้นการจัดการกับปัญหานี้จึงเป็นความท้าทายสำหรับทุกองค์กร ซึ่ง CDP เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้โดยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆแล้วจัดการกับข้อมูลให้เป็นระบบ เพื่อที่จะทำให้สามารถใช้งานได้ง่าย เช่น บริษัท Adobe, SAP, Oracle, Treasure, Data และ Microsoft ต่างเห็นความสำคัญและได้ลงทุนอย่างมหาศาลในการจัดการ CDP ใหม่ ให้มีประสิทธิภาพ แพลตฟอร์มการวิเคราะห์นี้มีการใช้งานอย่างกว้างขวางในเวลาไม่นานนัก จนเป็นที่จับตามองว่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลในปี 2021 อย่างแน่นอน\r\n\r\n3.  ระบบคลาวด์แบบไฮบริดประกาศชัยชนะในระดับองค์กร (Hybrid Cloud Declared the Winning Enterprise Architecture)\r\n\r\n\r\nระบบคลาวด์แบบไฮดริด  เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างระบบโครงสร้างพื้นฐานของระบบคลาวด์แบบความเป็นส่วนตัว (Private Cloud) และระบบคลาวด์แบบสาธารณะ (Public Cloud) ที่ถูกนำมาใช้ร่วมกัน เพื่ออุดข้อเสียของคลาวด์ทั้งสองรูปแบบนี้ และยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการได้มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น บริษัทที่ใช้ทรัพยากรการประมวลผลของระบบคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) สำหรับกระบวนการบางอย่าง เช่น ซอฟต์แวร์บัญชีเงินเดือน (Payroll Software) แต่เลือกที่จะใช้ระบบคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่สำคัญทางธุรกิจ โดยมีกุญแจสำคัญคือ การเข้ารหัสการเชื่อมต่อ (Encrypted Connection) ที่จะช่วยให้สามารถทำการรับส่งข้อมูลได้อย่างปลอดภัย อย่างไรก็ตามก็ยังถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองเกินความจำเป็นอยู่ดี\r\n\r\nในปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการลงทุนครั้งใหญ่ในระบบคลาวด์แบบไฮบริดจากผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะรายใหญ่ เช่น AWS, Azure, Google, IBM และ Oracle ที่เพิ่มการลงทุนในการสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลภายในองค์กรและระบบคลาวด์ได้ดียิ่งขึ้น การลงทุนเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับการตอบสนองความต้องการของลูกค้า จัดการกับความท้าทายของการเติบโตของข้อมูลแบบเอกซ์โพเนนเชียลในขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินธุรกิจแบบเชิงรุกในประเด็นต่างๆ เช่น ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และการปฏิบัติตามข้อกำหนดระบบคลาวด์แบบไฮบริดนั่นจะเข้ามามีบทบาทสำคัญทางด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในปี 2021 อย่างแน่นอน\r\n \r\n4.  ระบบการป้องกันความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity Gets a Jolt)\r\n\r\n\r\nการป้องกันความปลอดภัยระบบที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต ทั้งส่วนของ ฮาร์ดแวร์ (Hardware), ซอฟต์แวร์ (Software) และ ข้อมูล (Data) จากภัยคุกคามทางไซเบอร์ซึ่งต้องอาศัยความมั่นคง ความปลอดภัย และการเข้าถึงข้อมูล เพื่อให้แน่ใจว่าโปรแกรมเหล่านี้ปลอดภัยจากการโจมตีของผู้ไม่หวังดี\r\n\r\nเมื่อต้นปี 2020 จากช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน บรรดาเหล่าแฮกเกอร์ (Hacker) ได้โจมตีธุรกิจต่างๆทั่วโลก อาทิ ธนาคาร มีการโจมตีเพิ่มขึ้นถึง 238% และระบบคลาวด์ ถูกโจมตีเพิ่มขึ้น 600% ในเพียงไตรมาสเดียว จึงทำให้หลายองค์กรได้มีมาตราการเข้มงวดทางด้านการป้องกันความปลอดภัยไซเบอร์มากขึ้น โดยปัญญาประดิษฐ์  (Artificial Intelligence) และ ระบบที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยปราศจากการป้อนคำสั่งของโปรแกรมเมอร์หรือสมองกลฝังตัว (Machine Learning) ถูกนำมาใช้บูรณาการร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการป้องกันความปลอดภัยไซเบอร์ องค์กรชั้นนำของโลกมากมายได้ให้ความสนใจกับระบบการป้องกันความปลอดภัยไซเบอร์ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามในปี 2021\r\n\r\n5.  ความเป็นส่วนตัวและการประมวลผลที่เป็นความลับ (Privacy and Confidential Computing Gains Momentum)\r\n\r\n\r\nอีกวิธีหนึ่งในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกล่าวถึงการสื่อสารและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล คือ การประมวลผลที่เป็นความลับ (Confidential Computing) โดยนำข้อมูลที่จะใช้ประมวลผล ไปใส่ไว้ในพื้นที่พิเศษ เพื่อจำกัดสิทธิการเข้าถึงจากโปรแกรมภายนอก ซึ่งข้อมูลถูกเข้ารหัส (encryption) ไว้ และต้องได้รับอนุญาตก่อนถึงจะอ่านข้อมูลได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลถูกแก้ไขโดยแฮ็กเกอร์หรือมัลแวร์ (Malware)\r\n\r\nทั้งนี้บริษัท Google, Microsoft, IBM, Alibaba และ VMware กำลังช่วยพัฒนาโปรโตคอล (Protocol) ใหม่นี้เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาแต่อีกไม่นานจะถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย\r\n\r\n6.  เทคโนโลยีไร้ซึ่งผู้นำ พลิกโฉมธุรกิจการค้า (Headless Tech Disrupts Industries, Reshapes Commerce)\r\n\r\n\r\nเทคโนโลยีไร้ซึ่งผู้นำ ฟังดูน่าเศร้าแต่ความจริงแล้วมัน คือ ธุรกิจทั้งหมดที่สามารถแยกส่วนการจัดการได้อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งการจัดการเป็น 2 ส่วนหลักๆ ส่วนหน้า (Front-End) และส่วนหลัง (Back-End) เทคโนโลยีไร้ซึ่งผู้นำ มีประโยชน์มากกว่าการใช้แพลตฟอร์มมาตรฐาน เพราะสามารถจัดการกับระบบส่วนหน้าหรือส่วนหลัง ได้ตามความต้องการของผู้พัฒนาทำให้มีความหยืดหยุ่นและจัดการได้ง่าย   ผลการศึกษาจากงานวิจัยแสดงให้เห็นว่า 86% ของกำไรที่เพิ่มขึ้น ในช่วง 24 เดือนที่ผ่านมา ประการแรก องค์กรต้องเพิ่มการลงทุน (Return on Investment: ROI) ซึ่งเป็นการได้มาของลูกค้าใหม่ ประการที่สอง สิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการมุ่งเน้นไปที่การพัฒนา คือ การรักษาลูกค้า การเชื่อมต่อแพลตฟอร์มทุกอย่างตั้งแต่คลังสินค้า หน้าร้าน ไปจนถึงบริการออนไลน์ ทำให้มีประสิทธิภาพและคล่องตัวมากขึ้น\r\n\r\n7.  ทำงานจากที่บ้านรอดพ้นจากโควิด 19 (Work from Home Outlasts COVID-19)\r\n\r\n\r\nเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้หลายองค์กรดำเนินธุรกิจไปอย่างช้าๆหรือจนบางธุรกิจต้องปิดตัวลง การแพร่ระบาดครั้งนี้ส่งผลกระทบหลายด้าน จนทำให้มีการทำงานรูปแบบใหม่ขึ้นมา คือ การทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งวิธีการนี้ทำให้หลายธุรกิจยังดำเนินต่อไปได้ อีกทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเครียดจากการทำงานได้ นี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เป็นไปได้สำหรับหลายๆ องค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการปิดพื้นที่เพื่อป้องกันโควิด 19 อย่างเข้มงวด แม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวอย่างช้าๆและพนักงานจะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าทำงานในที่สุด แต่องค์กรต่างๆยังคงกังวลกับการแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง\r\n\r\nองค์กรเทคโนโลยีขนาดใหญ่อย่างเช่น Google และ Facebook ได้ขยายนโยบายทำงานจากที่บ้านไปจนถึงปี 2021 แม้แต่องค์กรขนาดเล็กก็ยังคงรักษาความยืดหยุ่นนี้ไว้เป็นทางเลือกในการดำเนินงาน ส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำงานจากที่บ้านเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว คือการสื่อสารหรือการประชุมออนไลน์แน่นอนว่าเราเคยได้ยินเกี่ยวกับ Zoom, Webex และ Microsoft Teams มามากมาย แพลตฟอร์มเหล่านี้ ได้ก้าวกระโดดและเติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานและปลอดภัยยิ่งขึ้น การแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้องค์กรส่วนใหญ่ได้พบวิธีการทำงานรูปแบบใหม่นี้ ซึ่งการทำงานจากที่บ้านก็ไม่ได้ลดประสิทธิภาพกับประสิทธิผลขององค์กร และบางทีอาจส่งผลให้ลดต้นทุนในหลายๆส่วนขององค์กรอีกด้วย\r\n\r\n8.  ปัญญาประดิษฐ์ในระดับความเท่าเทียมกันทางด้านเทคโนโลยี (AI Democratized at Scale)\r\n\r\nก่อนอื่นมาทำความรู้จักความหมายของ AI Democratized กัน มันคือ ความเท่าเทียมกันในด้านเทคโนโลยี ที่ทุกคนมีสิทธิในการเข้าถึงความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคหรือธุรกิจได้อย่างง่ายดาย การที่ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีโดยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการอบรมกับผู้สอนที่เป็นมนุษย์ เทคโนยีนี้นำปัญญาประดิษฐ์มาเป็นผู้ช่วยแนะนำการใช้งานให้สามารถใช้งานระบบที่ยุ่งยากและมีความซับซ้อน ทำให้เข้าถึงการใช้งานได้ง่ายขึ้นและใช้เวลาเรียนรู้น้อยลง\r\n\r\nระบบนี้ได้ถูกใช้งานมาช่วงระยะเวลานึงแล้ว แต่ใครหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ถูกซ้อนอยู่ในสมาร์ทโฟนของเราเอง ซึ่งอยู่ในแอฟพลิเคชั่นอย่าง Facebook, Google อื่นๆ อีกมากมาย เคยสังเกตมั๊ยว่า เวลาเราพูดอะไร อยากได้อะไร อยากทานอะไร สักพักนึงจะมีโฆษณาเหล่านั้นมาอยู่บนจอสมาร์ทโฟนของเรา นี่แหละเป็นการทำงานของเหล่าปัญญาประดิษฐ์ที่คอยเก็บข้อมูลของเราแล้วนำไปประมวลผลเพื่อตอบสนองความต้องการเราเอง อนาคตอันใกล้อันนี้แพลตฟอร์มเหล่านี้คงถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีกในหลายๆด้าน และสามารถตอบสนองความต้องการและสื่อสารกับมนุษย์ให้ใช้ชีวิตได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น\r\n\r\n9.  อุปกรณ์ท้ายโรงงานกลับมาสร้างความน่าสนใจอีกครั้ง (Device Form Factors Become Interesting Again)\r\n\r\n\r\nยังจำสมาร์ทโฟนที่สามารถพับกันได้อยู่หรือไม่? “มันกำลังจะกลับมา” ด้วยจุดเด่นที่มีขนาดเล็ก บาง และน้ำหนักเบา อีกทั้งใช้งานได้หลากหลายฟังก์ชั่น จากคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ผู้ใช้งานมีความสนใจกับอุปกรณ์ชิ้นมากขึ้นจึงทำให้บริษัท ไมโครซอฟท์ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า Surface Duo ส่วนบริษัทซัมซุงเองก็ไม่น้อยหน้า ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า Galaxy Fold 2 ด้วยเช่นกัน ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งสองมีสามารถเทียบเท่าแท๊บเล็ตและสามารถทำงานได้ดีกว่าสมาร์ทโฟนทั่วไป อีกทั้งยังสามารถพับหรือกางออกได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน\r\n\r\nในปี 2021 นี้ เราจะเห็นสมาร์ทโฟนที่สามารถพับ กางออก และมีประสิทธิภาพมากกว่าสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ไม่เพียงแต่สมาร์ทโฟนเท่านั้น บริษัทที่ผลิตโน๊ตบุ๊คเองก็นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาปรับโฉมโน็ตบุ๊ค อย่าง Lenovo, HP และ Dell ต่างก็กำลังพัฒนาโน๊ตบุ๊คให้สามารถพกพาและใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสามารถเชื่อมต่อกับสัญญาณ 5G ทั้งนี้เมื่อนำเทคโนโลยีต่างๆมาบูรณาการร่วมกันทำให้เป็นนวัตกรรมชิ้นใหม่ในปี 2021 อย่างแน่นอน\r\n\r\n10.  ควอนตัมพลังขับเคลื่อนสู่อนาคต (Quantum Moves to Mainstream)\r\n\r\n\r\nควอนตัมคอมพิวเตอร์ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้งานในปัจจุบัน แต่เราก็ได้เห็นการพัฒนาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งต้องขอบคุณบริษัท IBM, Honeywell, Splunk, Microsoft, AWS และ IonQ เหล่านี้ที่กระตุ้นการเติบโตของควอนตัมคอมพิวเตอร์อย่างเห็นได้ชัด ประโยชน์ของควอนตัมคอมพิวเตอร์นั้นมีมากมาย เช่น การวิเคราะห์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ไปตลอดจนการพัฒนาการรักษาและค้นคว้าสูตรวัคซีน แต่การวิเคราะห์และพัฒนาเรื่องเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและวิจัย ยังไม่สามารถนำมาใช้งานได้จริง\r\n\r\nนอกจากนี้ ผู้คนก็หวาดหวั่นในพลังของควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพในการประมวลผลและวิเคราะห์ตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าหากปัญญาประดิษฐ์และควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกันได้เป็นหนึ่งเดียว หากมนุษย์ไม่สามารถควบคุมมันได้ อาจจะก่อให้เกิดมหันตภัยอย่างคาดไม่ถึงก็เป็นได้\r\n\r\nแต่อย่างไรก็ตาม ควอนตัมคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันนั้นยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยแต่ยังไม่ถูกนำมาใช้งานอย่างจริงจังและยังถูกจำกัดการใช้งาน ซึ่งทำให้ไม่มีผลอันร้ายแรงอย่างแน่นอน ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นอย่างรวดเร็ว ทำให้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางเทคโนโลยี ไม่แน่ในปี 2021 ควอนตัมคอมพิวเตอร์อาจถูกนำมาใช้งานอย่างจริงจังในอนาคตอันใกล้นี้\r\n\r\n \r\n\r\nที่มารูปภาพ :\r\n\r\n[1]https://www.analyticsinsight.net/top-6-emerging-digital-transformation-trends-to-watch-in-2021/\r\n\r\n[2].https://www.efinancethai.com/HotNews/hotnewsmain.aspx?release=y&name=ZDN5MlhmcUdiMzRCOXBlUlRHSU14QT09\r\n\r\n[3] https://www.sundae.co.th/article/?cmd=article&cat=&gid=60,68,78&id=239\r\n\r\n[4] https://www.networkworld.com/article/3233132/what-is-hybrid-cloud-computing.html\r\n\r\n[5] https://www.businessoffashion.com/articles/technology/what-fashion-needs-to-know-about-cybersecurity\r\n\r\n[6] https://venturebeat.com/2019/08/21/intel-google-microsoft-and-others-launch-confidential-computing-consortium-for-data-security/\r\n\r\n[7] https://elogic.co/blog/headless-e%D1%81ommerce-platforms-2021\r\n\r\n[8] https://www.prachachat.net/tourism/news-585395\r\n\r\n[9] https://kasikornbank.com/th/personal/the-wisdom/articles/Pages/Ultimate-Leisure_Sep2018.aspx\r\n\r\n[10] https://www.dignited.com/57748/foldable-smartphones-futuristic-or-just-a-gimmick/\r\n\r\n[11] https://www.techrepublic.com/article/how-to-build-a-quantum-workforce/\r\n\r\n\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : ยงยุทธ แก้วจำรัส\r\n\r\nตรวจทาน : วิจิตรา สุริยกุล ณ อยุธยา\r\n\r\nกองวิชาการเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำนักพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1611022924.jpg"],
    [524,2990,"เครื่องฟอกอากาศจากธรรมชาติ","Fri, 2021-01-15 10:33","http://www.stkc.go.th/node/2990","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"  จากปัญหามลภาวะในอากาศที่เราพบเจอในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเกิดจากไอเสียของการจราจรหรือฝุ่นละออง PM2.5 ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้น\r\n\r\nใครหลายคนอาจแก้ปัญหาด้วยการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศเพื่อฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ไว้ใช้งานที่บ้านแต่ทราบไหมว่าจริง ๆ แล้วเราสามารถพึ่งพาเครื่องฟอกอากาศจาก\r\n\r\nธรรมชาติอย่างต้นไม้ได้\r\n\r\n        ต้นไม้จัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความพิเศษแตกต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เนื่องจากต้นไม้สามารถผลิตอาหารได้เองโดยอาศัยปัจจัยที่จำเป็น ได้แก่ แสง คลอโรฟิลล์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์\r\n\r\nและน้ำ เมื่อต้นไม้ได้รับแสงในช่วงเวลากลางวัน คลอโรฟิลล์ในต้นไม้จะทำหน้าที่ดูดพลังงานแสงแล้วเปลี่ยนสารวัตถุดิบ คือ น้ำและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นน้ำตาลกลูโคส\r\n\r\nน้ำ และแก๊สออกซิเจน โดยน้ำตาลกลูโคสจะถูกเปลี่ยนเป็นแป้งต่อทันที เพื่อเก็บสะสมไว้ในต้นไม้และจะถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นน้ำตาลอีกครั้งเมื่อต้นไม้ต้องการใช้พลังงาน ส่วนน้ำและ\r\n\r\nแก๊สออกซิเจนก็จะถูกคายออกมาทางปากใบกลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม เราเรียกกระบวนการสร้างอาหารของพืชนี้ว่า “การสังคราะห์ด้วยแสง” (Photosynthesis) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญอย่าง\r\n\r\nหนึ่งที่ช่วยให้ต้นไม้สามารถฟอกอากาศได้ เพราะกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงนี้จะทำงานร่วมกันอย่างสมดุลกับกระบวนการหายใจของต้นไม้ที่คล้ายกับการหายใจของมนุษย์เรา\r\n\r\nนั่นคือการดูดซับแก๊สออกซิเจนเข้าไปเพื่อสลายอาหารให้เป็นพลังงานและปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา วงจรการหายใจและวงจรการสังเคราะห์ด้วยแสงในชีวิตประจำวัน\r\n\r\nของต้นไม้จะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา แต่เนื่องจากปริมาณการสังคราะห์ด้วยแสงมีมากกว่าการหายใจ จึงทำให้ในเวลากลางวันต้นไม้จะผลิตแก๊สออกซิเจนมากกว่าในอัตราที่ใช้ไป\r\n\r\nส่วนในเวลากลางคืนเมื่อไม่มีแสง ต้นไม้ก็จะหายใจเพียงอย่างเดียวและปลดปล่อยแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาแทนดังนั้นกลไกการทำงานของต้นไม้ที่สามารถช่วยดูดซับ\r\n\r\nแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเวลากลางวันนี้เอง จึงเป็นสิ่งที่ทำให้ต้นไม้ทำหน้าที่เป็นเครื่องฟอกอากาศในธรรมชาติได้ อีกทั้งส่วนของใบไม้ยังสามารถช่วยดักจับฝุ่นละอองในอากาศ\r\n\r\nทำให้ละอองฝุ่นที่ล่องลอยอยู่ในอากาศก็จะติดค้างอยู่บนผิวใบแทนที่จะถูกสูดเข้าไปทำอันตรายต่อปอดของมนุษย์เราเมื่อฝนตกลงมาฝุ่นเหล่านี้ก็จะถูกชะล้างลงดินไปในที่สุด\r\n\r\n          การปลูกต้นไม้นอกจากจะช่วยให้บริเวณบ้านของเรามีอากาศที่ดีแล้ว เรายังเป็นเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนได้ด้วย เนื่องจากในแวดวงวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับ\r\n\r\nการแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือสภาวะโลกร้อน เห็นตรงกันว่าหากมีการปลูกต้นไม้ทั่วโลกจำนวน 1.2 ล้านล้านต้น ก็จะช่วยดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดโลกร้อน\r\n\r\nอันเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาได้\r\n\r\n\r\nที่มา  http://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4793-air-purifier.html\r\n\r\nผู้เขียน\r\n\r\nนางสาวภัทราพร ทองเกษร\r\n\r\nแหล่งที่มาของข้อมูล\r\n\r\nNGThai. “ต้นไม้” วิธีที่ง่ายและยั่งยืนที่สุดในการลดปัญหาฝุ่นควัน [ออนไลน์]. 2019, แหล่งที่มา :  https://ngthai.com/environment/17055/plant-trees-fight-pm2-5[31 มีนาคม 2563]\r\n\r\nClimate Central.The Power of Trees [ออนไลน์]. 2018, แหล่งที่มา :  https://www.climatecentral.org/gallery/graphics/the-power-of-trees[31 มีนาคม 2563]\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1610681583.jpg"],
    [525,2982,"จิ๋วยิ่งกว่าพลาสติสจิ๋ว “นาโนพลาสติก”","Thu, 2021-01-14 09:39","http://www.stkc.go.th/node/2982","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ปัจจุบันมีขยะพลาสติกจำนวนมากที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในทะเล ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์และกำลังเป็นปัญหาที่หลายคนกังวลในตอนนี้\r\n\r\nถึงแม้ว่าจะมีการรณรงค์ลดใช้พลาสติกแล้วก็ตาม พลาสติกที่ปนเปื้อนในธรรมชาติไม่ได้ถูกกำจัดอย่างถูกต้องจะค่อย ๆ แตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ กลายเป็นพลาสติกที่มีขนาดจิ๋ว\r\n\r\nมันคือชิ้นส่วนพลาสติกที่มีขนาด 1 นาโนเมตร จนถึง 5 มิลลิเมตร เราเรียกว่า ไมโครพลาสติก เมื่อเวลาผ่านไปไมโครพลาสติกจะถูกย่อยสลายทำให้มีขนาดเล็กลงไปอีก เรียกว่า\r\n\r\nนาโนพลาสติก (ขนาดเล็กกว่า 100 – 1000 นาโนเมตร) ซึ่งมีขนาดเล็กจิ๋วมากกว่าฝุ่น PM 2.5 (ขนาดประมาณ 2500 นาโนเมตรหรือเล็กกว่า) กลายเป็นมลพิษชนิดใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต\r\n\r\nเราสามารถรับเอานาโนพลาสติกเข้าสู่ร่างกายได้จากหลายแหล่ง ทั้งจากการหายใจเอาอากาศที่มีการปนเปื้อนเข้าไป จากอาหารทะเลที่มีนาโนพลาสติก และจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน\r\n\r\nเมื่อเข้าสู่ร่างกายนาโนพลาสติกสามารถแทรกซึมเข้าไปยังเนื้อเยื่อและเซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจ ปอด ทางเดินอาหาร และผิวหนัง ที่สัมผัสกับนาโนพลาสติกโดยตรงก่อนจะ\r\n\r\nแพร่ไปยังอวัยวะอื่น ๆ Hwang และคณะพบว่านาโนพลาสติกสามารถก่อผลเสียแก่สุขภาพของมนุษย์ได้ในระดับเซลล์ของมนุษย์ หากเซลล์รับเอานาโนพลาสติกเข้าไปเป็นจำนวนมาก\r\n\r\nนาโนพลาสติกสามารถกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันทำให้เนื้อเยื่ออักเสบ Gopinathและคณะ ยังคาดว่านาโนพลาสติกสามารถรบกวนระบบหมุนเวียนเลือดด้วยการเข้าไปจับกับโปรตีนในน้ำเลือด\r\n\r\nทำให้โปรตีนเปลี่ยนรูปร่างและมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลทำให้โปรตีนไม่ทำงานและอาจจะก่อให้เกิดการอุดตันในหลอดเลือดได้ ถ้าความเข้มข้นของสารประกอบโปรตีนกับนาโนพลาสติกสูงมาก\r\n\r\nก็จะทำให้เซลล์เป็นพิษยับยั้งการทำงานของเม็ดเลือดขาว\r\n\r\nจะเห็นว่านาโนพลาสติกที่เกิดเป็นมลพิษชนิดใหม่นี้ เมื่อปนเปื้อนอยู่ในอากาศและสิ่งแวดล้อมอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ในระยะยาว จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเราควรให้ความสนใจ\r\n\r\nเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากนาโนพลาสติกให้มากยิ่งขึ้น ตลอดจนผลกระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบกับสัตว์อื่น ๆ อีกด้วย\r\n\r\nที่มา  http://www.nsm.or.th/other-service/1757-online-science/knowledge-inventory/sci-article/science-article-nsm/4783-%E0%B8%B7nano-plastic.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1610591978.jpg"],
    [526,2979,"แรงบันดาลใจจากสตาร์วอร์ส! 'โฮโลแกรมสมาร์ทโฟน' หนึ่งในเทคโนโลยีน่าจับตางาน CES 2021","Wed, 2021-01-13 09:50","http://www.stkc.go.th/node/2979","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เป็นเวลา 53 ปีมาแล้วสำหรับหนึ่งสัปดาห์ในเดือนมกราคมของแต่ละปี ที่ผู้คนหลายหมื่นคนจะไปร่วมงานมหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่นครลาสเวกัส ซึ่งรู้จักกันในชื่อว่า Consumer Electronics Show หรือ CES เพื่อชม สัมผัส และสร้างประสบการณ์กับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ ๆ ที่จะออกสู่ท้องตลาด\r\n\r\nโดยในแต่ละปี งานดังกล่าวมักดึงดูดผู้เข้าชมได้รวมกว่าหนึ่งแสนคน และเมื่อปีที่แล้วก็มีการใช้พื้นที่ถึง 2.9 ล้านตารางฟุตด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่ามหกรรมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่านี้เป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคได้อย่างดี และทำให้ผู้เข้าร่วมงานหลายคนต้องล้มป่วย ดังนั้นสำหรับปีนี้จึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่า งาน CES จะต้องหันมาจัดในรูปแบบออนไลน์แทน\r\n\r\nสำหรับปีนี้ เทคโนโลยีของบริษัทหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นที่จับตามองจะเป็นการต่อยอดจากสิ่งที่แฟนสตาร์วอร์สได้เห็นใน “A New Hope” หรือสตาร์วอร์สตอนแรกที่นำออกฉาย นั่นคือภาพ Hologram ของเจ้าหญิง Leia ที่ฉายออกมาจากหุ่นยนต์ R2-D2 เพื่อขอความช่วยเหลือจาก Obi-Wan Kenobi หัวหน้าของเหล่าอัศวินเจได\r\n\r\nหลายสิบปีหลังจากที่จินตนาการและวิสัยทัศน์ของ George Lucas ผู้สร้างและผู้เขียนบทสตาร์วอร์ส ได้สร้างไว้จนติดตาแฟนภาพยนตร์ ปีนี้ Taylor Scott วิศวกรผู้ก่อตั้งบริษัทชื่อ IKIN มีแผนจะนำเทคโนโลยีสร้างภาพ Hologram ที่สามารถใช้ได้กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนมาเสนอต่อนักลงทุนที่สนใจ\r\n\r\nถึงแม้เทคโนโลยีการสร้างภาพ Hologram จากสมาร์ทโฟนของวิศวกรผู้นี้จะยังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนา แต่แนวคิดก็คือ ด้วยเลนส์ที่สร้างจากสารเคมีโพลิเมอร์ โทรศัพท์สมาร์ทโฟนไม่ว่าจะเป็นตระกูลแอนดรอยด์หรือไอโฟน จะสามารถสร้างภาพ Hologram สามมิติที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าท่ามกลางแสงสว่างตามธรรมชาติ ซึ่งต่างจากการสร้างภาพ Hologram ที่เราเคยเห็นมาก่อนซึ่งต้องอาศัยความมืด\r\n\r\nแนวคิดอย่างหนึ่งซึ่งบริษัท IKIN นี้นำเสนอก็คือ ด้วยเทคโนโลยีที่ว่านี้เราจะสามารถเลือกภาพใดก็ได้จากโฟโต้แกลเลอรี่ในสมาร์ทโฟนของเรา และเปลี่ยนรูปที่เก็บอยู่ในโทรศัพท์ให้ฉายออกมาเป็นภาพ Hologram สามมิติ แถมยังจะสามารถหมุนหรือขยายขนาดได้อีกด้วย\r\n\r\nคุณ Taylor Scott วิศวกรผู้เป็นแฟนตัวยงของสตาร์วอร์สรายนี้เชื่อว่า เทคโนโลยีการสร้างภาพ Hologram ดังกล่าวจะสามารถนำไปใช้ได้กับการสร้างวิดีโอเกม การประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอ รวมทั้งการใช้ประโยชน์ทางธุรกิจอื่น ๆ อย่างเช่น การสร้างแผนที่สามมิติที่ล็อบบี้ของโรงแรม หรือใช้ในสถานคาสิโนกับสวนสนุกต่าง ๆ เป็นต้น\r\n\r\nโดยขณะนี้บริษัท IKIN สามารถระดมเงินทุนจากผู้สนใจได้แล้วกว่า 13 ล้านดอลลาร์และต้องการเงินทุนเพิ่มอีกอย่างน้อย 10 ล้านดอลลาร์เพื่อจะเปลี่ยนไฟล์ภาพดิจิตัลที่อยู่ในสมาร์ทโฟนให้ฉายออกมาเป็นภาพ Hologram สามมิติ\r\n\r\nที่มา   https://www.voathai.com/a/ces-show-online-ct/5732492.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1610506207.PNG"],
    [527,2978,"ญี่ปุ่นเตรียมส่ง ‘ดาวเทียมจากไม้’ ดวงแรกของโลก หวังลดขยะอวกาศ","Tue, 2021-01-12 10:15","http://www.stkc.go.th/node/2978","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"มหาวิทยาลัยเกียวโต และบริษัทซูมิโตโม ฟอเรสท์ทรี ร่วมกันพัฒนาสร้างดาวเทียมที่ทำมาจากไม้ดวงแรกของโลก เพื่อช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ในห้วงอวกาศ\r\n\r\nในขณะที่ดาวเทียมอื่น ๆ มักจะทำมาจากอลูมิเนียมหรือโลหะอื่น ๆ ดาวเทียม \"ลิกโนแซท\" (LignoSat) ของญี่ปุ่นจะใช้ไม้เป็นวัสดุห่อหุ้ม ซึ่งบริษัทซูมิโตโม ฟอเรสท์ทรี (Sumitomo Forestry) อ้างว่าไม้มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าโลหะอื่น ๆ คือจะไม่กั้นคลื่นอิเล็กทรอนิกหรือสนามแม่เหล็กของโลก ซึ่งนั่นหมายความว่าสามารถนำเอาเสาอากาศและอุปกรณ์สื่อสารอื่น ๆ ไว้ข้างในกล่องหรือโครงไม้ ลดความเกะกะของอุปกรณ์ ที่อาจจะมีโอกาสหลุดออกมาเป็นขยะ\r\n\r\nนอกจากนี้ ไม้ยังจะถูกเผาไหม้หมดไปเมื่อดาวเทียมกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกอีกครั้ง หลังจากที่หมดอายุลง ทำให้ไม่เกิดขยะหลงเหลืออยู่ในอวกาศ\r\n\r\n\r\nในระยะเริ่มต้น จะมีการศึกษาเพื่อค้นหาชนิดของไม้ และสารเคลือบไม้ที่เหมาะสมที่สุดกับภารกิจในห้วงอวกาศ เพราะต้องสามารถทนต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนและรุนแรงได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ รังสี แสงอาทิตย์\r\n\r\nจากนั้น นักวิจัยจึงจะหันมาพัฒนารูปแบบและงานด้านวิศวกรรมอื่น ๆ เพื่อให้ดาวเทียมใช้งานได้จริง ซึ่งขณะนี้มีแผนที่จะส่งดาวเทียมจากไม้ขึ้นไปในอวกาศในปี พ.ศ.2566\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ทีมพัฒนาดาวเทียมลิกโนแซท ไม่ได้เปิดเผยว่าพวกเขาจะทำยังไงกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ข้างในดาวเทียม หลังจากที่วัสดุที่ทำจากไม้ที่ทำหน้าที่เป็นกล่องนั้นถูกเผาไหม้ไปหมดแล้ว\r\n\r\nโครงการลิกโนแซท ถือเป็นความพยายามหนึ่งเพื่อช่วยลดปริมาณขยะในอวกาศเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา\r\n\r\nจากโมเดลทางสถิติที่พัฒนาโดยองค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) หรือ ESA พบว่าปัจจุบันมีเศษขยะอวกาศมากกว่า 130 ล้านชิ้น ซึ่งเป็นขยะที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ กว่า 34,000 ชิ้นเป็นขยะชิ้นใหญ่ เช่น ชิ้นส่วนของจรวด ในขณะที่บางชิ้นมีขนาดเล็กกว่าหนึ่งมิลลิเมตร โคจรอยู่รอบโลก ซึ่งขยะเหล่านี้บางชิ้นสามารถเดินทางได้เร็วเกือบ 36,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการพุ่งชนสร้างความเสียหายให้แก่จานดาวเทียมอื่น ๆ และยานอวกาศได้\r\n\r\nนอกจากนี้ ในบรรดาดาวเทียมเกือบหกพันชิ้นที่อยู่ในอวกาศมีถึงเกือบครึ่งที่หมดอายุการใช้งานแล้ว\r\n\r\nนายทาคาโอะ โดอิ นักบินอวกาศชาวญี่ปุ่นและศาสตร์จารย์แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ยังเคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีด้วยว่า จานดาวเทียมทุกประเภทเมื่อกลับเข้ามายังชั้นบรรยากาศของโลก จะถูกเผาไหม้ และปล่อยอนุภาคอลูมินา หรือ อลูมินัมออกไซด์ออกมา ซึ่งอนุภาคเหล่านี้สามารถคงอยู่ในชั้นบรรยากาศได้เป็นเวลาหลายปี และในที่สุดก็จะส่งผลต่อสภาพแวดล้อมของโลก\r\n\r\nรายงานประจำปีขององค์การอวกาศยุโรป ยังระบุด้วยว่าปริมาณขยะในอวกาศมีแต่จะมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะมีการใช้มาตรการต่างๆ เพื่อช่วยลดขยะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา องค์การด้านอวกาศหลายแห่งมีโครงการเก็บขยะอวกาศในอนาคต แต่โครงการเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการแก้ไขปัญหา ในขณะที่หากญี่ปุ่นสามารถผลิตจานดาวเทียมจากไม้ได้สำเร็จ จะเป็นมาตรการแรก ๆ ของโลกที่เน้นการลดการสร้างปัญหา\r\n\r\nนอกจากดาวเทียมแล้ว ทางซูมิโตโม ฟอเรสท์ทรี และมหาวิทยาลัยเกียวโต ยังจะร่วมกันศึกษาวิจัยการนำไม้มาใช้ในอวกาสให้มากขึ้น เช่นการสร้างสถานีหรือที่พักบนอวกาศที่ทำมาจากไม้ทั้งหมด\r\n\r\nในหลายปีที่ผ่านมา สถาปนิกเองก็ได้หันมาใช้ไม้ ในการก่อสร้างอาคารมากขึ้น เพื่อลด carbon footprint หรือ ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของผลิตภัณฑ์ออกมาในทุกกระบวนการที่เกี่ยวข้อง และยังเพื่อช่วยดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศอีกด้วย\r\n\r\nมีการสร้างอาคารที่ทำมาจากไม้ที่สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าไม้เป็นวัสดุที่สามารถนำไปก่อสร้างในงานก่อสร้างขนาดใหญ๋ในเมืองได้ ในปีที่ผ่านมา บริษัท โวล อาร์คิเทคเทอร์ (Voll Arkitekter) ได้สร้างอาคารไม้ที่สูงที่สุดในโลก ความสูง 85.4 เมตร ในเมืองบรูมุนด์ดาล ของประเทศนอร์เวย์","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1610421322.jpg"],
    [528,2974,"ภาพถ่ายดวงอาทิตย์จากกล้องโทรทรรศน์ Hi-C เผยให้เห็นชั้นบรรยากาศดวงอาทิตย์ที่ความละเอียดสูงสุด","Mon, 2021-01-11 09:27","http://www.stkc.go.th/node/2974","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ภาพนี้บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์ “High Resolution Coronal Imager” หรือ “Hi-C” เป็นกล้องที่ติดตั้งอยู่บนจรวดประเภท “suborbital-flight” กล่าวคือ เป็นจรวดที่ส่งขึ้นไปในอวกาศแล้วตกกลับมายังโลก ซึ่ง Hi-C สามารถถ่ายภาพดวงอาทิตย์ที่เห็นรายละเอียดสูงถึงระดับ 70 กิโลเมตร หรือประมาณ 0.01 เปอร์เซ็นต์ของขนาดดวงอาทิตย์ นับเป็นภาพถ่ายชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ที่มีความละเอียดสูงสุดเท่าที่เคยมีมา\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nงานวิจัยในครั้งนี้มุ่งความสนใจไปที่กระแสพลาสมาที่วางตัวไปตามเส้นสนามแม่เหล็กในชั้นบรรยากาศ ภาพจากกล้องโทรทรรศน์แสดงให้เห็นเส้นกระแสพลาสมาหลากหลายขนาด โดยทั่วไปมีความกว้างประมาณ 500 กิโลเมตร\r\n\r\nนับเป็นครั้งแรกที่นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ด้วยความละเอียดสูงได้ ช่วยให้เข้าใจอัตราการถ่ายเทพลังงานที่ชั้นต่าง ๆ ของดวงอาทิตย์มากยิ่งขึ้น\r\n\r\nการศึกษาครั้งนี้เป็นการส่งกล้องโทรทรรศน์ Hi-C ขึ้นไปสู่อวกาศเป็นครั้งที่สาม และมีแผนจะส่งขึ้นไปอีกในอนาคต “ปาร์กเกอร์โซลาร์โพรบ (Parker Solar Probe)” และข้อมูลจากยานสำรวจดวงอาทิตย์ของยุโรป “SolO (Solar Orbiter)” เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศชั้นนอกของดวงอาทิตย์\r\n\r\nถึงแม้ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดว่าทำไมชั้นโคโรนามีอุณหภูมิสูงถึงล้านองศาเซลเซียสในขณะที่พื้นผิวส่วนอื่นของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิ 5,500 องศาเซลเซียส ทีมวิจัยหวังว่าภาพจากกล้องโทรทรรศน์ Hi-C และจากภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์อื่น ๆ ในอนาคตจะมากเพียงพอที่จะช่วยไขปัญหานี้ได้ทั้งหมด\r\n\r\n \r\n\r\nอ้างอิง :\r\n\r\n[1] https://iopscience.iop.org/article/10.3847/1538-4357/ab6dcf\r\n\r\n[2] https://www.uclan.ac.uk/news/new-images-reveal-fine-threads-of-million-degree-plasma.php\r\n\r\n \r\n\r\nเรียบเรียง : นางสาวศวัสกมล ปิจดี - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ สดร.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1610332070.jpg"],
    [529,2973,"20 ปี ตึกลูกเต๋า กับสิ่งที่คุณไม่เคยรู้","Fri, 2021-01-08 10:12","http://www.stkc.go.th/node/2973","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"“ตึกลูกเต๋า” ชื่ออย่างไม่เป็นทางการของอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ดูจะเป็นชื่อที่คุ้นหูผู้คนทั่วไป มากกว่าชื่อ “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์” ของ อพวช. ด้วยเหตุที่รูปทรงของอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ มีลักษณะเป็นรูปทรงลูกบาศก์ 3 ลูกวางพิงกันและตั้งอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จึงเป็นที่มาของชื่อ “ตึกลูกเต๋า” นั่นเอง ไม่น่าเชื่อว่า “ตึกลูกเต๋า” ที่ตั้งตระหง่านท้าลมแดดฝนของเมืองไทยอย่างทรนง จะทำหน้าที่เล่าเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ให้กับเยาวชนและผู้คนทั่วไปมาแล้วกว่า 20 ปี ในปี พ.ศ. 2563 คอลัมน์พิเศษ จึงขอเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตึกลูกเต๋า ในมุมที่คิดว่าหลายคนยังไม่เคยรู้ให้ได้ทราบกัน\r\n\r\nนามอาคารอย่างเป็นทางการ\r\nความเป็นมงคลสูงสุดสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจพนักงานของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ก็คือ นามอาคารอย่างเป็นทางการที่ได้รับพระราชทานจาก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่า “อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี” โดยพระราชทานในวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2543 ถึงแม้จะถูกเรียกนามอาคารว่า “ตึกลูกเต๋า” หรือ “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์” มาโดยตลอด แต่ในใจของพนักงานทุกคนต่างรับรู้ และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ในครั้งนี้\r\n\r\n“อาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี” คือ “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์” หรือที่เรียกติดปากว่า “ตึกลูกเต๋า”\r\n\r\nทวิแห่งพระมหากรุณาธิคุณ\r\nตึกลูกเต๋า ในนามของ อพวช. ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึง 2 ครั้ง โดยในครั้งแรก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเปิดอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี อย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2543 และในปี พ.ศ. 2562 พระองค์ได้เสด็จกลับมาที่ อพวช. อีกครั้ง เพื่อทรงเปิดพิพิธภัณฑ์พระราม 9 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ 2 ครั้ง ที่มีคุณค่าทางจิตใจแก่พนักงานของ อพวช. ทุกคน\r\n\r\n\r\nศิลาฤกษ์ทรงคุณค่า\r\nในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2537 เวลา 14.09 น. เป็นเวลาปฐมฤกษ์ที่ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นผู้แทนพระองค์ วางศิลาฤกษ์ เพื่อก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์มหาราชินี บริเวณเทคโนธานี อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี จากแผ่นศิลาฤกษ์ ซึ่งเป็นสิ่งแทนการเริ่มต้นการก่อร่างอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ บัดนี้ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หรือตึกลูกเต๋า ได้ทำหน้าที่อย่างสมบทบาทและสง่างาม สมกับเวลาปฐมฤกษ์ที่แผ่นศิลาฤกษ์นี้ถูกทำพิธี ปัจจุบันแผ่นศิลาฤกษ์อันทรงคุณค่า ถูกจัดแสดงบริเวณด้านหน้าทางเข้าชั้น 1 ตึกลูกเต๋า เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้กับพนักงานของ อพวช. ทุกคน\r\n\r\n\r\nก่อนกาล ตึกลูกเต๋าเปิด\r\nตึกลูกเต๋า เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2543 แต่ทราบหรือไม่ว่า ในช่วงของการก่อสร้างตึกลูกเต๋า ได้มีการจัดแสดงนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ในกรุงเทพมหานคร ถึง 2 ที่ ได้แก่ นิทรรศการ เปิดโลกวิทยาศาสตร์ (Science Exploratorium) จัดแสดงที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ เป็นระยะเวลา 1 ปี ระหว่าง กันยายน พ.ศ. 2540 - สิงหาคม พ.ศ. 2541 โดยนำชิ้นงานชุด Science Circus ที่ผู้ชมสามารถทดลองและเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ด้วยตนเองมาจัดแสดงกว่า 40 ชิ้น และในปี พ.ศ. 2542 จัดนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ ที่ อาคารลีลาศ สวนลุมพินี เป็นเวลา 1 ปีเศษ ก่อนที่อาคารตึกลูกเต๋าจะก่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2543 ทำให้ชิ้นงานทางวิทยาศาสตร์และกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดถูกนำมาจัดแสดงที่ตึกลูกเต๋าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา\r\n\r\n\r\n\r\nตระหง่านอย่างเข้มแข็ง : Magic Boxes ความลับของตึกลูกเต๋า\r\nเมื่อ 20 ปีที่แล้ว พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในบริบทที่คนทั่วไปรับรู้เป็นสิ่งแรก คือรูปทรงอาคารที่ดูทันสมัย แปลก น่าอัศจรรย์ และตื่นตาตื่นใจ เพราะหากมองอย่างเฉพาะเจาะจงไปที่แวดวงสถาปัตยกรรม การสร้างอาคารรูปทรงเรขาคณิตที่นำมุมแหลมของรูปทรงลูกบาศก์ 3 ลูกมาเป็นฐาน ช่างเป็นรูปทรงอาคารที่แหวกแนว และสร้างความฉงนให้กับผู้คนที่พบเจอว่า ตั้งอยู่ได้อย่างไร แนวคิดของการสร้างตึกลูกเต๋านี้ นายเฉลิมชัย ห่อนาค ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คนแรก เป็นหัวหน้าคณะออกแบบตึกลูกเต๋าในขณะนั้น ให้เหตุผลของการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เป็นตึกลูกเต๋าว่า เพื่อสร้างภาพพจน์ใหม่ของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ และสะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม ความลับที่หลายคนยังไม่รู้ ถึงการตั้งได้ของตึกลูกเต๋าก็คือ การใช้มุมแหลมของลูกบาศก์พิงกันอย่างมีเสถียรภาพ และมีฐานรับน้ำหนักเพียง 3 จุด จุดละประมาณ 4,200 ตัน ขณะที่ความแข็งแรงของตึก คือการสร้างอาคารด้วยโครงเหล็กที่ออกแบบให้รับน้ำหนักบรรทุกได้ถึง 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตร สามารถรับแรงลมที่มาปะทะอาคารได้ 120 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ซึ่งเพียงพอจะรับแรงพายุขนาดหนักได้ หากมองตึกลูกเต๋าทางด้านกายภาพ อาจคิดว่า มันเป็นอาคารที่ทรงตัวอยู่ได้อย่างไร แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านวิศวกรรม ทำให้ตึกลูกเต๋า แข็งแรงกว่าอาคารอื่น ๆ หลายเท่านัก\r\n\r\n\r\nลูซี่ : คุณป้าผู้บอกเล่าเรื่องราวที่มาของมนุษย์\r\nนอกจากพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะมีตึกลูกเต๋าเป็นสัญลักษณ์ในภาพจำของคนทั่วไปแล้ว ยังมีโมเดลจำลอง ลูซี่ (Lucy) ซึ่งใคร ๆ ต่างเรียกเธอว่า “ป้าลูซี่” ซึ่งยืนหยัดอยู่ที่ชั้น 2 ของอาคารตึกลูกเต๋า มาตั้งแต่ตึกลูกเต๋าเริ่มเปิดทำการจนถึงวันนี้ โมเดลจำลองลูซี่นี้ จำลองซากฟอสซิลของ ออสตราโลพิเธคคัส อฟาร์เอนซิส (Australopithecus afarensis) ซึ่งมีชีวิตในช่วง 3.9 ล้านปีก่อน ซากลูซี่แสดงให้เห็นถึงข้อมูลมากมายเกี่ยวกับบรรพบุรุษมนุษย์ อีกทั้งตำแหน่งที่ตั้งของลูซี่ในตึกลูกเต๋านี้ ยังคงเล่าเรื่องถึงวิวัฒนาการของมนุษย์อีกด้วย เพราะเหนือลูซี่ขึ้นไป คือโมเดลจำลองเครื่องร่อน จากจินตนาการของ ลีโอนาร์โด ดาร์ วินชี ศิลปินชื่อก้อง และเหนือเครื่องร่อนขึ้นไป คือ โมเดลจำลองดาวเทียม เมื่อรวมโมเดลจำลอง 3 ชิ้นเข้าไป จึงได้เรื่องราวของวิวัฒนาการของมนุษย์ (ป้าลูซี่) จนมนุษย์เริ่มฝันที่จะบินผ่านความคิดและจินตนาการ (โมเดลจำลองเครื่องร่อน) กระทั่งมนุษย์มีวิวัฒนาการที่จะพัฒนาดาวเทียมออกนอกโลก ซึ่งแสดงถึงความก้าวหน้าขั้นสุดของเทคโนโลยีโดยมนุษย์\r\n\r\n20 ปีแล้ว ที่ป้าลูซี่ยังคงยืนหยัดเล่าเรื่องในตำแหน่งเดิม หากมีกล้องจับภาพแบบ Timelapse ตลอด 20 ปี เราจะพบบริบทรอบข้างป้าลูซี่ เปลี่ยนแปลงไป แต่ป้าลูซี่ ยังคงอยู่ที่เดิมไม่เปลี่ยนแปลง\r\n\r\n \r\n\r\n\r\nนิทรรศการภายในตึกลูกเต๋า ถูกออกแบบโดยบริษัท เซอร์ จอนแดนเจอร์ ฟิล จากประเทศอังกฤษ เพื่อให้เป้าหมายของการสื่อสารวิทยาศาสตร์สัมฤทธิ์ผล และสะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มากที่สุด ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ยังคงต้องพัฒนาไปพร้อมกับภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิม นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เนื้อหานิทรรศการในตึกลูกเต๋าถูกผสานด้วยเรื่องราวทางเทคโนโลยีพื้นบ้านที่ถูกออกแบบโดยอาจารย์ดุลย์พิชัย โกมลวานิช กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างกลมกลืน\r\n\r\n\r\n\r\nเพราะนิยามคำว่านิทรรศการ ไม่ใช่เพียงแค่แสดงแผ่นป้ายข้อมูล เพื่อให้ผู้คนอ่านเท่านั้น แต่นิทรรศการในนิยามของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ หรือตึกลูกเต๋า คือการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในหลากหลายวิธีการ รวมถึงการทำโมเดลจำลอง หรือชิ้นงานปฏิสัมพันธ์เพื่อให้การสื่อความรู้ทางวิทยาศาสตร์สัมฤทธิ์ผลที่สุด โมเดลจำลอง Future Head กลุ่มครอบครัว นกทิ้งตัวในแนวดิ่ง และคุณป้าลูซี่ คือโมเดล Prototype ซึ่งมีอายุมากกว่า 20 ปี เท่า ๆ กับอายุของตึกลูกเต๋า การสร้างโมเดล Prototype ขึ้นมาก่อนการสร้างโมเดลของจริง คือการครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งถึงวิธีการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ให้สัมฤทธิ์ผลมากที่สุด ผ่านโมเดลจำลองทั้งในด้านรูปลักษณ์ รวมถึงมิติในการจัดแสดง\r\nที่สำคัญการสร้างโมเดลจำลองเพื่อการจัดแสดงนิทรรศการ จะต้องช่วยการสื่อความรู้วิทยาศาสตร์ให้มีความง่าย และคนทั่วไปเข้าถึงได้ จึงมีความจำเป็นในการสร้างโมเดล Prototype ขึ้นมาก่อนสร้างโมเดลจำลอง ปัจจุบัน โมเดล Prototype ทั้ง 4 ชิ้นนี้ ถูกจัดเก็บในคลังวัสดุทางวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ในฐานะวัตถุอ้างอิงที่ทรงคุณค่า ที่มีเรื่องราวเล่าขานถึงปัจจุบัน ปัจจุบัน โมเดลจำลอง Future Head ยังจัดแสดงที่ชั้น 5 โดยถูกดัดแปลงเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการระบบอัตโนมัติและวิทยาการหุ่นยนต์ ขณะที่โมเดลจำลองครอบครัว โมเดลจำลองนกทิ้งตัวในแนวดิ่ง และโมเดลจำลองป้าลูซี่ ยังถูกจัดแสดงในพื้นที่เดิมตั้งแต่ตึกลูกเต๋าเริ่มเปิด จนถึงปัจจุบัน\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nตึกลูกเต๋า หรือพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ของ อพวช. อยู่คู่กับคนไทยเพื่อให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มานานกว่า 20 ปีแล้ว และถึงแม้ตอนนี้ อพวช. จะเติบโตมีพิพิธภัณฑ์ในสังกัดอีกหลายพิพิธภัณฑ์ แต่ต้องยอมรับว่า “ตึกลูกเต๋า” ยังคงเป็นภาพจำ เป็นคำพูดติดปาก และอาจถือได้ว่าเป็น สัญลักษณ์ ของการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ของไทยจนถึงปัจจุบัน และ ตึกลูกเต๋า จะไม่หยุดพัฒนาวิธีการสื่อสารความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพียงเท่านี้ เพราะ วิทยาศาสตร์ เป็นสิ่งที่มีการพัฒนาและเกิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา ประชาชนคนไทยต้องรู้เท่าทันวิทยาศาสตร์เพื่อให้การดำเนินชีวิตในแต่ละวันเป็นไปอย่างราบรื่น และเป็นประโยชน์กับตนเองให้มากที่สุด เพราะ ตึกลูกเต๋า ยังอยู่กับสังคมไทยตลอดไป\r\n\r\n\r\n\r\nผู้เขียน : นายอานุภาพ สกุลงาม นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (วิชาการ) : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (ภาษา) : นายอานุภาพ สกุลงาม นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nผู้อนุมัติเผยแพร่ : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1610075567.jpg"],
    [530,2969,"“ปิดตา เปิดหู” สู่ยุคแห่ง ASMR เทรนด์โฆษณามาแรง","Thu, 2021-01-07 07:57","http://www.stkc.go.th/node/2969","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"หลายคนคงเคยได้ยินหรือผ่านหูผ่านตาตามโลกโซเชียลกันมาบ้างแล้ว สำหรับคลิปวีดีโอ ASMR ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากสำหรับเหล่ายูทูปเบอร์และสตรีมเมอร์ทั้งหลาย และยังขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ ไม่เว้นแม้แต่วงการโฆษณา\r\n\r\nASMR ย่อมาจาก Autonomous sensory meridian response คือการรับรู้ทางประสาท เป็นอาการตอบสนองต่อการรับรู้ของเสียงเมื่อได้ยินหรือได้ฟังเสียงต่าง ๆ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีการรับรู้ที่ต่างกัน บางคนอาจจะชอบฟังเสียงขบเคี้ยวอาหาร ในขณะที่บางคนอาจจะรู้สึกรำคาญ โดยเสียงที่ทำให้รู้สึกเกิดอารมณ์ผ่อนคลาย อาจจะเป็นเสียงกระซิบเบา ๆ เสียงนวดหรือลูบไล้ไปตามสิ่งของ เสียงฝนตกกระทบหลังคา เสียงจังหวะคงที่ที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในธรรมชาติ การถูกนวดตัวหรือเสียงกรรไกรที่ดังข้างหูตอนนั่งตัดผมอยู่ โดยการบันทึกเสียงแบบ ASMR ต้องใช้ไมโครโฟนแบบพิเศษ ซึ่งบันทึกเสียงด้วยเทคนิค Binaural ทำให้มีมิติของ ข้างบน และข้างล่าง ซึ่งเหนือกว่าระบบเสียงแบบ Surround ที่ให้เสียงได้รอบทิศทางเท่านั้น ทำให้ไมโครโฟนชนิดนี้สามารถเก็บเสียงแผ่วเบาแม้กระทั่งเสียงลมหายใจได้ ผู้ฟังจึงรู้สึกว่าเสียงเหล่านั้นสมจริง เหมือนได้ยินกันข้างหูเลยทีเดียว\r\n\r\nASMR เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและได้รับความนิยมจากการโต้ตอบผ่านกระทู้ในเว็บบอร์ดเรื่องสุขภาพโดยมีการตั้งคำถามว่าเรามีความรู้สึกผ่อนคลายจากการฟังเสียงกระซิบ หรือเสียงลูบไล้นิ้วไปบนพื้นผิวต่าง ๆ ได้จริงหรือ หลังจากนั้นจึงมียูทูปช่องแรกที่นำเสนอคลิป ASMR ชื่อว่า WhisperingLife ซึ่งเธออยากแบ่งปันประสบการณ์ผ่อนคลายนี้กับคนอื่น ๆ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี\r\n\r\nจากความลับของเสียงเหล่านี้ Giulia Poerio คือนักวิจัยคนแรก ๆ ที่ศึกษาว่าเสียงทำงานกับสมองของเรายังไงบ้างและสามารถช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับได้หรือไม่ ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ทำการทดลองจำนวนมากต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น แต่ก็ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่ได้รู้สึกหรือสัมผัสกับความรู้สึกเหล่านั้น หรืออาจจะรู้สึกรำคาญและไม่ชอบเสียด้วย ซึ่งเหมือนกับการฟังเพลงที่บางคนสามารถรู้สึกและอินกับเพลงบางเพลงได้ แต่บางคนกลับไม่รู้สึก ASMR จึงเป็นวิธีที่ใช้ไม่ได้ผลกับทุกคนเช่นกัน\r\n\r\nASMR เริ่มเป็นที่นิยมและแพร่หลายอย่างมากบน YouTube โดยเฉพาะช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เราจะเห็นการทำคลิปที่แปลกและสร้างสรรค์มากมาย ทั้งการกิน การเคาะสัมผัสสิ่งของ เสียงกระซิบ การหายใจ หรือแม้กระทั่งการนั่งมองยาลดกรดฟูฟ่องในแก้วน้ำ รวมทั้งมียูทูปเบอร์และสตรีมเมอร์ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาเพื่อทำคอนเทนท์เกี่ยวกับ ASMR โดยเฉพาะ ด้วยความนิยมและจุดเด่นของ ASMR ที่สามารถสร้างสรรค์จากอุปกรณ์อะไรก็ได้ เราจึงเห็นแบรนด์ต่าง ๆ แทรกงานโฆษณาลงไปในวีดีโอ ASMR ยกตัวอย่างเช่น\r\n\r\niPhone ปล่อยคลิปโฆษณาในแคมเปญ “Shot on iPhone” โดยวีดีโอชุดนี้บอกเล่าเรื่องราวผ่านเสียงกระซิบของหญิงสาว เสียงรองเท้าย่ำไปตามพื้นถนน เสียงคนกำลังเดินป่า เสียงต้นไม้ใบหญ้าในธรรมชาติและเสียงฝนตกกระทบสิ่งต่าง ๆ\r\n\r\nIkea ทำวิดีโอแนว ASMR นำเสนอเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ต่าง ๆ ผ่านเสียงกระซิบของหญิงสาว ประกอบกับภาพที่แสดงรายละเอียดของเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องพัก ไม่ว่าจะเป็นการเปิดปิดโคมไฟ การเคาะอุปกรณ์ต่าง ๆ การลูบไล้ผ้าปูเตียงและเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงพื้นผิวที่แตกต่างกันของเครื่องใช้แต่ละชนิด\r\n\r\nSYSTEMA จับเทรนด์ที่กำลังฮิตในหมู่วัยรุ่นอย่าง ASMR มาสร้างสรรค์เป็นโฆษณาสุดล้ำที่เล่าด้วยเสียงกระซิบและถ่ายทอดเสียงเพื่อนำเสนอความอ่อนนุ่มของแปรงสีฟัน ซึ่งนับเป็นโฆษณา ’ASMR’ ตัวแรกของไทย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ASMR นั้นทำให้เราได้เห็นถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของเทรนด์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ในโลกออนไลน์ที่พร้อมจะขับเคลื่อนไปข้างหน้า แน่นอนว่าในอนาคตอาจมีเทรนด์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาทดแทน ไม่เพียงแต่องค์กรหรือแบรนด์เท่านั้นที่ต้องปรับตัวตามกระแส หากไม่อยากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ก็ต้องปรับตัวตามไปด้วย\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nที่มารูปภาพ\r\n[1] www.shutterstock.com\r\n\r\n\r\n\r\nที่มาของแหล่งข้อมูลอ้างอิง\r\n[1] https://wadofficial.com/2019/08/12/tech-apple-ads-asmr/ (ค้นเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 63)\r\n[2] https://amarinacademy.com/7013/marketing/%E0%B9%82%E0%B8%86%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2-asmr/ (ค้นเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 63)\r\n[3] https://www.brandbuffet.in.th/2019/07/systema-x-jmj-systema-power-teen-asmr/ (ค้นเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 63)\r\n[4] https://accesstrade.in.th/asmr-%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%94/ (ค้นเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 63)\r\n\r\n\r\n\r\nเขียนโดย วรรณภา แก้วล้วน วิทยากร 4 กองนิทรรศการ\r\nตรวจทาน นิติ บุณยเกียรติ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ\r\n               วิจิตรา สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ กองวิชาการ \r\nพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1609981033.jpg"],
    [531,2966,"การศึกษาชี้ผู้หญิงยุคหินเคยเป็นนักล่าสัตว์ใหญ่ในอดีต","Wed, 2021-01-06 10:07","http://www.stkc.go.th/node/2966","มนุษยศาสตร์",null,"การขุดซากศพที่สุสานอายุ 9,000 ปีในเปรูทำให้นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับบทบาททางเพศในการล่าสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์\r\n\r\nการค้นพบนี้สวนทางกับสิ่งที่นักวิจัยได้พบเห็นในวัฒนธรรมการล่าสัตว์อื่นๆ เกือบทั้งหมด แต่นักโบราณคดีก็ไม่ได้มีความเชื่อมั่นในเรื่องนี้กันทุกคน\r\n\r\nในการศึกษาครั้งใหม่ที่ตีพิพม์ในวารสาร Science Advances นักโบราณคดีพบซากศพของหญิงวัยรุ่นที่ถูกฝังอยู่กับสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นชุดอุปกรณ์ล่าสัตว์ขนาดใหญ่ครบชุด เช่น หอก ใบมีด เครื่องขูดและเครื่องมือหินอื่นๆ\r\n\r\nRandy Haas นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่เมืองเดวิสกล่าวว่า พวกเขาไม่สามารถบอกเพศของซากศพได้ที่ไซต์ขุด แต่ทุกคนสันนิษฐานว่าเป็นเพศชาย และจะต้องเป็นนักล่าที่เก่งกาจ หรืออาจจะเป็นหัวหน้าใหญ่ หรือนักรบที่เก่งกาจก็เป็นได้\r\n\r\nแต่หลังจากการศึกษาต่อที่ห้องแล็บ Jim Watson จากมหาวิทยาลัยแอริโซนากล่าวว่า เขาคิดว่าซากศพนี้เป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ\r\n\r\nในการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมการล่าสัตว์เกือบทุกฉบับ การล่าสัตว์ใหญ่มักจะเป็นหน้าที่ของผู้ชายเกือบทั้งหมด นักมานุษยวิทยาส่วนใหญ่สันนิษฐานว่าเป็นเช่นนั้นมาโดยตลอด แต่จากการศึกษาครั้งนี้ทำให้เกิดคำถามว่าการล่าสัตว์ของหญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์อาจเป็นเรื่องปกติธรรมดามากกว่าที่เคยคิดกัน\r\n\r\nนักโบราณคดีได้ขุดซากศพไป 429 ชุด และพบว่ามีซากของชาย 16 คนและหญิง 11 คนที่ถูกฝังไว้ข้างๆ ชุดอุปกรณ์ล่าสัตว์ใหญ่ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ และจากซากศพของเพศหญิง 11 คนที่พบอยู่กับอุปกรณ์ล่าสัตว์นั้น นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุเพศอย่างชัดเจนพร้อมทั้งเชื่อมโยงซากศพเข้ากับอุปกรณ์เหล่านั้นได้เพียงสามคน\r\n\r\nทั้งนี้ไม่เคยมีรายงานฉบับไหนที่ระบุว่าผู้หญิงเป็นนักล่ามาก่อน Haas ตั้งข้อสังเกตว่าตามไซต์งานอื่นๆ เครื่องมือดังกล่าวไม่ได้ถูกอธิบายว่าเป็นอุปกรณ์ล่าสัตว์ แต่เป็นเครื่องมือสำหรับเตรียมอาหารหรือตัดเย็บเสื้อผ้าซึ่งถือว่าเป็นงานของผู้หญิง\r\n\r\nมีกรณีหนึ่ง ที่นักวิจัยไม่เชื่อผลดีเอ็นเอที่ระบุว่าซากศพนั้นเป็นเพศหญิง เนื่องจากพบว่ามีเครื่องมือล่าสัตว์อยู่กับซากศพนั้นด้วย ซึ่ง Haas กล่าวว่าการกีดกันทางเพศอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของเรื่องนี้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ในช่วงระยะเวลา 9,000 ปีอาจเกิดอะไรขึ้นมากมายตามสุสานเหล่านั้น เช่นมีการสลายตัวทำให้ระบุเพศได้ยากขึ้น หรือวัตถุที่พบใกล้ๆ กับศพอาจไม่ได้อยู่ตรงนั้นตอนนี้ถูกนำมาฝัง เป็นต้น\r\n\r\nBen Potter นักโบราณคดีจากศูนย์การศึกษา Liaocheng University Arctic Studies Center กล่าวว่าเขาไม่เชื่อว่าการวิเคราะห์ของ Hass และคณะของเขาจะมีข้อมูลมากมายเกี่ยวกับการแบ่งแยกว่าการล่าสัตว์เป็นงานของเพศไหน\r\n\r\nส่วน Bill Hildebrandt นักโบราณคดีจากกลุ่มวิจัย Far Western Anthropological Research Group กล่าวว่าเขาคิดว่าการศึกษานี้ช่วยแสดงให้เห็นถึงบทบาททางเพศในสมัยโบราณแบบเจาะลึก ตัวเขาเองได้ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมอายุ 8,000 ปีในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้มีการบ่งบอกถึงบทบาททางเพศอย่างตายตัว\r\n\r\nนักโบราณคดีจากกลุ่มวิจัย Far Western Anthropological Research Group กล่าวว่า การศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมการล่าสัตว์ฉบับใหม่ๆ อาจทำให้เราอาจคิดว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักในการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างหญิงและชาย แต่หากลองศึกษาบันทึกทางโบราณคดีฉบับเก่าๆ ดู บางครั้งอาจจะพบสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เป็นได้\r\n\r\nเขากล่าวเสริมอีกว่า บทบาทของสตรีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วง 20 หรือ 30 ปีที่ผ่านมาในสังคมของเรา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่บทบาทของผู้หญิงอาจผันแปรได้ในสมัยโบราณด้วยเช่นกัน\r\n\r\nCr.https://www.voathai.com/a/stone-age-women-hunted-big-game/5701185.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1609902474.png"],
    [532,2954,"COVID-19 แพร่กระจายได้อย่างไร","Tue, 2021-01-05 09:43","http://www.stkc.go.th/node/2954","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"COVID-19 แพร่กระจายได้อย่างไร\r\n\r\n\r\n\r\nสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด 19 (COVID-19) ยังคงเป็นปัญหาที่คุกคามทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมไปทั่วโลก ปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดเชื้อ 75,479,471 คน เสียชีวิต 1,686,267 คน (ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2563) ขณะนี้ (วันที่เขียนบทความ 22 ธันวาคม 2563) กำลังเกิดการระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทยทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จนนำไปสู่การประกาศมาตรการต่าง ๆ ในพื้นที่เสี่ยงที่พบผู้ติดเชื้อ สงสัยกันหรือไม่ว่าโรคโควิด 19 ติดต่อกันได้อย่างไร และแพร่กระจายผ่านทางไหนบ้าง เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของโรคโควิด 19\r\n\r\n ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ SARS-CoV-2 (Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus 2) มีวิธีการแพร่กระจายของของเชื้อเหมือนกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจทั่วไป โดยช่องทางการแพร่กระจายหลักของเชื้อไวรัสชนิดนี้ มีดังนี้\r\n\r\n1. การแพร่กระจายทางการสัมผัสและละอองฝอย (Contact and droplet transmission)\r\n\r\nการแพร่กระจายของไวรัส SARS-CoV-2 สามารถเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสโดยตรง (Direct contact) การสัมผัสทางอ้อม (Indirect contact) หรือการสัมผัสใกล้ชิด (Close contact) กับผู้ติดเชื้อ ผ่านทางสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ หรือละอองฝอยขนาดใหญ่ (Droplets) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 5 ไมครอน ที่เกิดจากการไอจามและการพูดคุย โดยการแพร่กระจายของละอองฝอยในระบบทางเดินหายใจนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลมีการสัมผัสกันอย่างใกล้ชิดในระยะ 1-2 เมตร (3 - 6 ฟุต) กับผู้ติดเชื้อที่มีไอการไอหรือจาม โดยละอองฝอยในระบบทางเดินหายใจที่มีเชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายทางปาก จมูกหรือตา และทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้น การแพร่เชื้อแบบนี้เป็นช่องทางการติดต่อหลักของโรคโควิด-19 เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไอ ซึ่งจะมีละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะออกมาด้วยทุกครั้ง กรณีของการสัมผัสทางอ้อมนั้นจะเกิดจากการสัมผัสกับวัตถุสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส แล้วมาสัมผัสกับตา จมูก หรือปาก โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อเมือก ได้แก่ เยื่อบุดวงตา เยื่อบุจมูก เยื่อบุช่องปาก เป็นต้น\r\n\r\n2. การแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ (Airborne transmission)\r\n\r\nการแพร่กระจายทางอากาศ เกิดจากการแพร่กระจายของละอองฝอยขนาดเล็ก (Droplet nuclei) ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ไมครอน หรือที่เรียกว่า ละอองลอย (Aerosols) ด้วยขนาดที่เล็ก จึงทำให้ละอองฝอยที่มีเชื้อนั้นกระจายไปได้ไกลในอากาศและลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน และสามารถแพร่กระจายไปยังบุคคลอื่นได้ในระยะทางที่ไกลมากกว่า 1 - 2 เมตร (3 – 6 ฟุต) โดยการแพร่กระจายของไวรัส SARS-CoV-2 ทางอากาศนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำหัตถการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลบางขั้นตอนที่อาจทำให้เกิดละอองลอย (Aerosol-generating procedure) เช่น การพ่นยา การดูดเสมหะ การใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นต้น ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์จึงควรป้องกันตนเองให้มากขึ้นโดยการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment, PPE) ร่วมกับการใช้หน้ากากชนิด N95 ในขณะปฏิบัติงานทุกครั้ง\r\n\r\nแม้ว่าขณะนี้โรคโควิด 19 จะยังคงแพร่ระบาดไปทั่วโลกและหลายพื้นที่ในประเทศไทย และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่เราสามารถรับมือกับโรคนี้ได้ด้วยการรักษาระยะห่างทางสังคม โดยอยู่ห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตร หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่แออัด หรือคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ สวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70% และพยายามไม่นำมือมาสัมผัสบนใบหน้าของเรา รวมถึงทำความสะอาดพื้นผิว วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ประจำวัน เช่น โต๊ะ ลูกบิดประตู แป้นพิมพ์ โทรศัพท์มือถือ เป็นประจำ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อและปกป้องตัวเราและประเทศชาติให้ห่างไกลจากโรคโควิด 19 ได้\r\n\r\n\r\nที่มาข้อมูล :\r\nTransmission of SARS-CoV-2: implications for infection prevention precautions. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.who.int/news-room/commentaries/detail/transmission-of-sars-cov-2-implications-for-infection-prevention-precautions [9 ธันวาคม 2563]\r\nโรคโคโรนาไวรัส 2019 (COVID-19). [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.chp.gov.hk/files/pdf/prevent_pneumonia_thai.pdf [27 ธันวาคม 2563]\r\nโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19). [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/faq_more.php [27 ธันวาคม 2563]\r\nลดการแพร่กระจายของ “Covid-19” ด้วยสิ่งนี้. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.sikarin.com/content/detail/465/%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E2%80%9Ccovid-19%E2%80%9D-%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89 [27 ธันวาคม 2563]\r\nเรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ COVID-19 เพื่อปกป้องตัวคุณเองและผู้อื่น. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/downloads/2019-ncov-factsheet-Thai.pdf [4 ธันวาคม 2563]\r\nCORONA VIRUS. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.rama.mahidol.ac.th/atrama/issue037/vocab-rama [4 ธันวาคม 2563]\r\nคำค้น : ไวรัสโคโรนา (Coronavirus), SARS-CoV-2, โรคโควิด 19 (COVID-19)\r\n\r\nผู้เขียน : ดร. ชนินทร์ สาริกภูติ นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1609814637.png"],
    [533,2953,"COVID-19 แพร่กระจายได้อย่างไร","Tue, 2021-01-05 09:43","http://www.stkc.go.th/node/2953","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"COVID-19 แพร่กระจายได้อย่างไร\r\n\r\n\r\n\r\nสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด 19 (COVID-19) ยังคงเป็นปัญหาที่คุกคามทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจและสังคมไปทั่วโลก ปัจจุบันมีจำนวนผู้ติดเชื้อ 75,479,471 คน เสียชีวิต 1,686,267 คน (ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ณ วันที่ 21 ธันวาคม 2563) ขณะนี้ (วันที่เขียนบทความ 22 ธันวาคม 2563) กำลังเกิดการระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทยทำให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น จนนำไปสู่การประกาศมาตรการต่าง ๆ ในพื้นที่เสี่ยงที่พบผู้ติดเชื้อ สงสัยกันหรือไม่ว่าโรคโควิด 19 ติดต่อกันได้อย่างไร และแพร่กระจายผ่านทางไหนบ้าง เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดของโรคโควิด 19\r\n\r\n ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ SARS-CoV-2 (Severe Acute Respiratory Syndrome Coronavirus 2) มีวิธีการแพร่กระจายของของเชื้อเหมือนกับไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจทั่วไป โดยช่องทางการแพร่กระจายหลักของเชื้อไวรัสชนิดนี้ มีดังนี้\r\n\r\n1. การแพร่กระจายทางการสัมผัสและละอองฝอย (Contact and droplet transmission)\r\n\r\nการแพร่กระจายของไวรัส SARS-CoV-2 สามารถเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสโดยตรง (Direct contact) การสัมผัสทางอ้อม (Indirect contact) หรือการสัมผัสใกล้ชิด (Close contact) กับผู้ติดเชื้อ ผ่านทางสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ หรือละอองฝอยขนาดใหญ่ (Droplets) ซึ่งมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 5 ไมครอน ที่เกิดจากการไอจามและการพูดคุย โดยการแพร่กระจายของละอองฝอยในระบบทางเดินหายใจนี้สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลมีการสัมผัสกันอย่างใกล้ชิดในระยะ 1-2 เมตร (3 - 6 ฟุต) กับผู้ติดเชื้อที่มีไอการไอหรือจาม โดยละอองฝอยในระบบทางเดินหายใจที่มีเชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายทางปาก จมูกหรือตา และทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้น การแพร่เชื้อแบบนี้เป็นช่องทางการติดต่อหลักของโรคโควิด-19 เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอาการไอ ซึ่งจะมีละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะออกมาด้วยทุกครั้ง กรณีของการสัมผัสทางอ้อมนั้นจะเกิดจากการสัมผัสกับวัตถุสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส แล้วมาสัมผัสกับตา จมูก หรือปาก โดยเชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อเมือก ได้แก่ เยื่อบุดวงตา เยื่อบุจมูก เยื่อบุช่องปาก เป็นต้น\r\n\r\n2. การแพร่กระจายเชื้อทางอากาศ (Airborne transmission)\r\n\r\nการแพร่กระจายทางอากาศ เกิดจากการแพร่กระจายของละอองฝอยขนาดเล็ก (Droplet nuclei) ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ไมครอน หรือที่เรียกว่า ละอองลอย (Aerosols) ด้วยขนาดที่เล็ก จึงทำให้ละอองฝอยที่มีเชื้อนั้นกระจายไปได้ไกลในอากาศและลอยอยู่ในอากาศได้เป็นเวลานาน และสามารถแพร่กระจายไปยังบุคคลอื่นได้ในระยะทางที่ไกลมากกว่า 1 - 2 เมตร (3 – 6 ฟุต) โดยการแพร่กระจายของไวรัส SARS-CoV-2 ทางอากาศนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำหัตถการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลบางขั้นตอนที่อาจทำให้เกิดละอองลอย (Aerosol-generating procedure) เช่น การพ่นยา การดูดเสมหะ การใส่ท่อช่วยหายใจ เป็นต้น ดังนั้น บุคลากรทางการแพทย์จึงควรป้องกันตนเองให้มากขึ้นโดยการใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment, PPE) ร่วมกับการใช้หน้ากากชนิด N95 ในขณะปฏิบัติงานทุกครั้ง\r\n\r\nแม้ว่าขณะนี้โรคโควิด 19 จะยังคงแพร่ระบาดไปทั่วโลกและหลายพื้นที่ในประเทศไทย และยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่เราสามารถรับมือกับโรคนี้ได้ด้วยการรักษาระยะห่างทางสังคม โดยอยู่ห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตร หลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่แออัด หรือคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ สวมใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้น 70% และพยายามไม่นำมือมาสัมผัสบนใบหน้าของเรา รวมถึงทำความสะอาดพื้นผิว วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ประจำวัน เช่น โต๊ะ ลูกบิดประตู แป้นพิมพ์ โทรศัพท์มือถือ เป็นประจำ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อและปกป้องตัวเราและประเทศชาติให้ห่างไกลจากโรคโควิด 19 ได้\r\n\r\n\r\nที่มาข้อมูล :\r\nTransmission of SARS-CoV-2: implications for infection prevention precautions. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.who.int/news-room/commentaries/detail/transmission-of-sars-cov-2-implications-for-infection-prevention-precautions [9 ธันวาคม 2563]\r\nโรคโคโรนาไวรัส 2019 (COVID-19). [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.chp.gov.hk/files/pdf/prevent_pneumonia_thai.pdf [27 ธันวาคม 2563]\r\nโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19). [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/faq_more.php [27 ธันวาคม 2563]\r\nลดการแพร่กระจายของ “Covid-19” ด้วยสิ่งนี้. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.sikarin.com/content/detail/465/%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87-%E2%80%9Ccovid-19%E2%80%9D-%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89 [27 ธันวาคม 2563]\r\nเรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ COVID-19 เพื่อปกป้องตัวคุณเองและผู้อื่น. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/downloads/2019-ncov-factsheet-Thai.pdf [4 ธันวาคม 2563]\r\nCORONA VIRUS. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.rama.mahidol.ac.th/atrama/issue037/vocab-rama [4 ธันวาคม 2563]\r\nคำค้น : ไวรัสโคโรนา (Coronavirus), SARS-CoV-2, โรคโควิด 19 (COVID-19)\r\n\r\nผู้เขียน : ดร. ชนินทร์ สาริกภูติ นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1609814633.png"],
    [534,2944,"เอาใจเกมเมอร์! เคเอฟซี เปิดตัว เครื่องเล่นเกมอุ่นไก่ทอด","Mon, 2021-01-04 11:09","http://www.stkc.go.th/node/2944","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.voathai.com/a/kfc-gaming-console-better-than-ps5-12242020/5712376.html","เคเอฟซี ก้าวออกจาก comfort zone ในการเป็นเจ้าแห่งไก่ทอด อาหาร comfort food ของผู้คนทั่วโลก ด้วยการพัฒนาเครื่องเล่นเกมคอนโซล ที่สามารถอุ่นไก่ทอดให้ร้อนพร้อมรับประทานระหว่างเล่มเกมได้ ตามรายงานของ USAToday และ Forbes\r\n\r\nแฟรนไชส์ไก่ทอดเจ้าดัง เคเอฟซี ประกาศเมื่อวันอังคาร ในการพัฒนาเครื่องเล่มเกมคอนโซล ภายใต้ชื่อ “KFConsole” ด้วยความร่วมมือกับบริษัท Cooler Master ผู้ผลิตพัดลมระบายความร้อนซีพียูคอมพิวเตอร์เจ้าดัง รวมทั้ง บริษัท Intel, Asus และ Seagate รับประกันความเร็วแรงที่เกมเมอร์ต้องไม่พลาด\r\n\r\nตัวเครื่องภายนอกดูเหมือนหม้อทอดไร้น้ำมัน แต่ภายใต้ตัวเครื่องเป็นขุมพลัง ระบบซีพียู Intel NUC 9 Extreme มีหน่วยความจำแบบ SSD Seagate BarraCuda 1TB สองตัว ความละเอียดระดับ 4k 240 fps รองรับ 4k และ virtual reality มาพร้อมระบบระบายความร้อนของ Cooler Master ที่ช่วงระบายความร้อนจากการทำงานของระบบ มายังเตาอุ่นไก่ทอดภายในตัว\r\n\r\n\r\nก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมิถุนายน เคเอฟซี เปิดเผยว่าจะมีการเปิดตัว KFConsole นี้มาก่อนแล้ว และการเปิดตัวอีกครั้งก่อนคริสต์มาสนี้ สะท้อนว่าเคเอฟซีไม่ได้หยุดอยู่แค่การโปรโมตเรียกกระแสแต่อย่างใด ส่วนราคาและวันออกจำหน่ายยังไม่มีการเปิดเผยออกมาอย่างเป็นทางการ แต่จากสเปคเครื่องอย่าง Intel Nuc9 เพียงอย่างเดียวก็ราคาหลักพันดอลลาร์เข้าไปแล้ว\r\n\r\nที่ผ่านมา เคเอฟซี มักนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ นอกเหนือจากไก่ทอด เช่น หนังสั้น 15 นาที แนวละครหลังข่าว “A Recipe for Seduction on Lifetime” ที่ให้ผู้พันแซนเดอร์เป็นเชฟผู้หล่อเหลา\r\n\r\nและเมื่อปีก่อน เคเอฟซี สร้างเกมจีบหนุ่มสไตล์ญี่ปุ่น ที่มีผู้พันแซนเดอร์เป็นพระเอก รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปลกๆ เช่น รองเท้า Crocs ลายไก่ทอดเคเอฟซีที่มีกลิ่นไก่ทอด และไม้ฟืนกลิ่นไก่ทอดเคเอฟซี","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1609733396.jpg"],
    [535,2942,"อาหารแห่งโลกอนาคต: เนื้อสังเคราะห์(Cultured meat) ลดการเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม","Wed, 2020-12-30 16:52","http://www.stkc.go.th/node/2942","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"รู้หรือไม่ การบริโภคเนื้อสัตว์ของเราเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน ?\r\n\r\nจากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์พบว่าฟาร์มปศุสัตว์ปลดปล่อยมีเทน (Methane, CH4),คาร์บอนไดออกไซด์(Carbon dioxide, CO2) และไนตรัสออกไซด์ (Nitrous oxide, N2O)\r\n\r\nซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนในปริมาณมหาศาลยังไม่กล่าวถึงของเสียที่เหลือจากการชำแหละและการบริโภค\r\n\r\nด้วยเหตุนี้จึงมีกลุ่มคนบางกลุ่มเริ่มรณรงค์ให้งดเว้นการรับประทานเนื้อสัตว์เพื่อลดโลกร้อนและลดการส่งเสริมการฆ่าสัตว์ กระนั้นคนส่วนใหญ่ก็ไม่อาจปฏิเสธอาหารที่ได้มาจากเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่น\r\n\r\nและรสชาติเย้ายวนแต่เพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตอบสนองความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งจึงคิดค้นเนื้อสัตว์รักษ์โลกซึ่งผลิตในห้องทดลอง\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nอาหารจากห้องทดลองอาจดูเหมือนเรื่องน่าเหลือเชื่อในภาพยนตร์ Sci-fi แต่ไม่นานมานี้ในต่างประเทศมีการเปิดตัวเนื้อสัตว์จากห้องทดลองโดยใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพและอาหารมาใช้\r\n\r\nซึ่งไม่ใช่การนำโปรตีนจากพืชมาแปรรูป แต่เป็นเนื้อสัตว์จริงๆที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell)ซึ่งเป็นเซลล์พิเศษที่สามารถแบ่งตัวหรือกลายสภาพเป็นเซลล์ต่างๆตามที่ต้องการ\r\n\r\nแล้วมาเพาะเลี้ยงในห้องทดลองด้วยอาหารเพาะเลี้ยงที่เหมาะสมเพื่อให้ได้เนื้อสัตว์สำหรับประกอบอาหาร เรียกว่า เนื้อสังเคราะห์(Cultured meat)\r\n\r\nเนื้อสังเคราะห์ได้รับการเปิดตัวต่อสาธารณะชนครั้งแรกเมื่อปี 2013 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวเนเธอแลนด์ ในรูปแบบของเบอร์เกอร์เนื้อวัวซึ่งมีต้นทุนสูงถึงกิโลกรัมละ 15 ล้านบาท ไม่เพียงไม่ถอดใจ\r\n\r\nแต่ยังสร้างแรงผลักดันให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เพียง2-3 ปีหลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกได้ค้นพบการสังเคราะห์เนื้อที่มีต้นทุนถูกลงจนคาดว่าจะสามารถผลิตเพื่อจำหน่ายในเชิงพานิชย์ในอนาคตอันใกล้นี้\r\n\r\nนอกจากเนื้อวัวสังเคราะห์ ยังมีการพัฒนาเนื้อหมู ไก่ ปลาทูน่าสังเคราะห์เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคอีกด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์จากบริษัทMosameatหนึ่งในสตาร์ทอัพที่กำลังพัฒนาเนื้อสังเคราะห์ได้ชี้ให้เห็นข้อดีของเนื้อสังเคราะห์ ซึ่งเป็นเนื้อที่ได้มาโดยไม่ต้องฆ่าสัตว์ ช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก\r\n\r\nลดการใช้ทรัพยากรดิน และน้ำ นอกจากนี้ยังช่วยลดการรับยาปฏิชีวนะ สารกระตุ้น และเชื้อก่อโรคบางชนิดจากเนื้อสัตว์เข้าสู่มนุษย์อีกทั้งในอนาคตหากต้นทุนในการผลิตเนื้อสังเคราะห์ลดลงมากกว่านี้\r\n\r\nเนื้อสังเคราะห์อาจช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารอีกด้วย แต่กระนั้นเนื้อสัตว์สังเคราะห์ยังต้องใช้เซลล์ต้นกำเนิด และสารบางอย่างจากสัตว์ นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งจึงหันมาพัฒนาเนื้อสัตว์จากพืช\r\n\r\nเพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่ไม่ต้องการฆ่าและทารุณสัตว์ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้ในบทความต่อไป\r\n\r\n\r\nผู้เขียน\r\n\r\nปวิตา ลิขิตเดชาโรจน์\r\n\r\nที่มาของแหล่งข้อมูล (Reference):\r\nDigatal Ventures, Future of Meat เมื่อเนื้อสัตว์สังเคราะห์จากห้องทดลองจะเป็นอีกหนึ่ง FoodTechที่เป็นความหวังของประชากรโลก[ออนไลน์], 2018\r\nhttp://dv.co.th/blog-th/clean-meat-food-tech/\r\nVOAThai, เนเธอร์แลนด์เตรียมส่ง “เนื้อที่ผลิตในห้องทดลอง” ขายตามร้านอาหารในอีก 3 ปีข้างหน้า [ออนไลน์],2018\r\nhttps://www.voathai.com/a/lab-grown-meat-could-be-in-restaurants-in-3-years/4490101.html\r\nIFLScience, Most \"Meat\" Will Be Meat-Free Or Lab-Grown By 2040, Experts Predict [online], 2019\r\nhttps://www.iflscience.com/environment/most-meat-will-be-meat-free-or-lab-grown-by-2040-experts-predict/\r\nMarketoops!,วิกฤตอาหารโลกทำให้ “เนื้อจากห้องแล็บ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัว [ออนไลน์],2019\r\nhttps://www.marketingoops.com/tech-2/cultured-meat/\r\nScience, Lab-grown meat is starting to feel like the real deal [online], 2020\r\nhttps://www.sciencemag.org/news/2020/04/lab-grown-meat-starting-feel-real-deal?fbclid=IwAR37keTUGqmlIzFALX4ie4kXJT-ez6eXucPOTaGnvuKk5VNAFqk3F6KqAPk#\r\nNature Food, Textured soy protein scaffolds enable the generation of three-dimensional bovine skeletal muscle tissue for cell-based meat [online], 2020\r\nhttps://www.nature.com/articles/s43016-020-0046-5\r\nMosameat, Benefits [online]\r\nhttps://www.mosameat.com/benefits\r\nค้นคว้าเพิ่มเติม (แนะนำแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม)\r\nJornal of Animal Science, Methane emissions from cattle [online], 1995","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1609321952.jpg"],
    [536,2937,"วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ชุดแรกมาถึงสิงคโปร์ และความเสี่ยงในการฉีดวัคซีน","Tue, 2020-12-29 15:24","http://www.stkc.go.th/node/2937","วิทยาศาสตร์การแพทย์","อานุภาพ สกุลงาม (อพวช.)","วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ชุดแรกมาถึงสิงคโปร์ และความเสี่ยงในการฉีดวัคซีน1\r\n\r\n\r\n\r\nสิงคโปร์เป็นประเทศแรกในแถบเอเชีย ที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ที่พัฒนาโดยบริษัท ไฟเซอร์ (Pfizer) และ ไบโอเอ็นเทค (BioNTech) ในตอนเย็นวันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม 2563 โดยวัคซีนดังกล่าวถูกขนส่งผ่านทางสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ เที่ยวบิน SQ7979 จากกรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม ถึง ประเทศสิงคโปร์\r\n\r\nนาย ออง ยี คุง (Ong Ye Kung) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมของสิงคโปร์ เป็นผู้รับวัคซีนดังกล่าวเพื่อนำไปจัดเก็บที่ SATs ซึ่งเป็นบริษัทด้านโลจิสติกส์การจัดการและจัดเก็บของสิงคโปร์ ทั้งนี้ นายอองคาดหวังว่าจะให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางในการขนส่งวัคซีนในแถบเอเชีย\r\n\r\n“เราเชื่อว่า เรามีความสามารถที่จัดหาวัคซีน และแจกจ่ายไปยังภูมิภาคนี้ แน่นอนว่าบางประเทศยังคงต้องการให้จัดส่งวัคซีนไปยังประเทศนั้นๆ โดยตรง เพราะคิดว่ามันจะรวดเร็วกว่า แต่เราก็ยังเชื่อมันว่าจะมีความสามารถในการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าและการขนส่งในภูมิภาคนี้ ผมเชื่อว่าเมื่อทุกสิ่งมีความเสถียรภาพ สิงคโปร์จะมีบทบาทในการกระจายวัคซีนได้สำหรับภูมิภาคนี้”\r\n\r\nนายออง ยังกล่าวอีกว่า บริษัท SATs เป็นบริษัทที่ได้รับการอบรมตามมาตรฐานการขนส่งวัคซีนตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) และการมองการณ์ไกลของบริษัท\r\n\r\n“ในแง่ของพื้นที่ เรามีความสามารถเพียงพอที่จะรองรับสินค้าที่ควบคุมอุณหภูมิได้ โดยในปีที่แล้ว SATs สามารถจัดการสินค้าที่ควบคุมอุณหภูมิได้ถึง 300,000 ตัน (ในที่นี้วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ของไฟเซอร์ และไบโอเอ็นเทค จะต้องถูกขนส่งภายในสภาพพื้นที่ควบคุมอุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส – เพิ่มเติมโดยผู้แปล) และยังมีวิธีการทำงานที่มองการณ์ไกล เพราะก่อนหน้านั้น เมื่อบริษัท SATs ทราบว่าวัคซีนของไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค ต้องจัดเก็บรักษาที่อุณหภูมิ -70 องศาเซลเซียส SATs ก็เริ่มวางแผนการผลิตน้ำแข็งแห้งโดยวันนี้ SATs สามารถผลิตน้ำแข็งแห้งได้เองถึงวันละ 4 ตัน เพื่อรองรับการขนส่งวัคซีนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต”\r\n\r\nนายลี เซียน ลุง (Lee Hsien Loong) นายกรัฐมนตรีของประเทศสิงคโปร์ ได้โพสต์ลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวของเขาว่า ที่ผ่านมาเป็นปีที่ยาวนาน และหวังว่าการมาถึงของวัคซีนล็อตนี้จะทำให้ชาวสิงคโปร์มีกำลังใจและมีความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ และถือว่าเป็นของขวัญให้กับชาวสิงคโปร์ทุกคน และตัวเขาและเพื่อนร่วมงานในนามคณะรัฐมนตรีจะได้รับการฉีดวัคซีนก่อนเพื่อแสดงให้ประชาชนชาวสิงคโปร์มั่นใจว่า วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ที่นำมาใช้นี้ปลอดภัย โดยการฉีดวัคซีนของไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคนี้ จะต้องฉีด 2 ครั้ง และมีระยะเวลาห่างกัน 21 วัน\r\n\r\nสิงคโปร์เป็นประเทศแรกๆ ที่ได้รับอนุมัติและรับวัคซีนป้องกันโควิด 19 จาก ไฟเซอร์ และไบโอเอ็นเทค เช่นเดียวกับประเทศอย่างอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สวิสเซอร์แลนด์ บาห์เรน และ กาตาร์ โดยสิงคโปร์จะทำการฉีดวัคซีนให้กับผู้สมัครใจในการฉีด และให้ความสำคัญกับผู้ที่มีความเสี่ยงมากที่สุดได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ และผู้สูงอายุ หลังจากนั้นสิงคโปร์จะวางแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ฟรี ให้กับประชาชนสิงคโปร์ที่เหลืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงผู้พำนักในสิงคโปร์ในระยะยาว โดยคาดการณ์ว่าจะฉีดวัคซีนให้เสร็จสิ้นภายในปี พ.ศ. 2564 นอกจากนี้สิงคโปร์ยังวางแผนและลงนามสั่งซื้อวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 จากบริษัท โมเดอร์นา (Moderna) และ ซิโนแวค (Sinovac) ด้วย\r\n\r\nสำหรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ของไฟเซอร์ บริษัทเวชภัณฑ์จากสหรัฐอเมริกา และไบโอเอ็นเทค บริษัทเวชภัณฑ์จากเยอรมัน มีประสิทธิภาพป้องกันโรคได้ถึง 95% โดยสตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำ ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือผู้ที่มีอาการแพ้ และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีก็ไม่ควรได้รับวัคซีนนี้ นอกจากนี้ หน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ (Health Sciences Authority : HSA) ภายใต้กระทรวงสาธารณสุขของสิงคโปร์ กล่าวว่า อาจพบอาการข้างเคียงเช่นปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีดวัคซีน รวมถึงอาการเหนื่อยล้า และปวดศีรษะตามมาหลังจากการฉีดวัคซีน ซึ่งอาการเหล่านี้อาจไม่ได้พบเจอในทุกคนที่ฉีดวัคซีน แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้เพราะเป็นการตอบสนองตามธรรมชาติของร่างกายเมื่อได้รับเชื้อโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019\r\n\r\nตอนนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อที่สิงคโปร์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่การแพร่ระบาดครั้งใหญ่ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการระบาดในหมู่กลุ่มคนชั้นแรงงานข้ามชาติที่อาศัยอยู่ในสิงคโปร์ ดังนั้นการที่สิงคโปร์คือประเทศแรกในแถบเอเชีย และอาจจะเป็นศูนย์กลางหลักในการกระจายวัคซีนในภูมิภาคนี้ อาจเป็นโอกาสทองที่สำคัญในการต่อสู้กับโรคโควิด 19 ในแถบเอเชียนี้\r\n\r\n\r\n1 แปลและเก็บความจากบทความ “First shipment of COVID-19 vaccines arrives in Singapore” โดย Chew Hui Min จาก www.channelnewsasia.com\r\n2 กองวิชาการวิทยาศาสตร์ สำนักวิชาการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1609230285.jpg"],
    [537,2936,"ทำไมฤดูหนาวจึงมาพร้อมกับฝุ่น","Tue, 2020-12-29 15:20","http://www.stkc.go.th/node/2936","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","นางสาวทิพย์อัมพร เอี่ยมสอาด กองวิชาการวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)","ทำไมฤดูหนาวจึงมาพร้อมกับฝุ่น\r\n\r\n\r\n\r\nทราบหรือไม่ว่า ประเทศไทยเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ปัญหาเรื่องฝุ่น PM2.5 ที่เกิดตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2562 ได้กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ฝุ่น PM2.5 เหล่านี้นอกจากจะลดความสามารถในการมองเห็นของเราแล้วยังทำลายสุขภาพของประชาชนอย่างร้ายแรงจนหลายคนเริ่มกลัว\r\n\r\nPM2.5 หรือ Particulate Matters คืออนุภาคของฝุ่นละเอียด (Fine particulate matter) ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน หรือมีขนาดประมาณ 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ ด้วยขนาดอนุภาคที่เล็กนี้ทำให้ขนจมูกของมนุษย์ไม่สามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้ การสูดฝุ่น PM 2.5 เข้าไปในร่างกายจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะสามารถผ่านเข้าสู่ถุงลมและปอด จนถึงกระแสเลือด แล้วแทรกซึมกระบวนการทำงานในอวัยวะต่าง ๆ เพิ่มโอกาสการเป็นโรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ และโรคหลอดเลือด ในปี พ.ศ. 2556 องค์การอนามัยโลก (WHO) จัดให้ฝุ่น PM2.5 อยู่ในกลุ่มสารก่อมะเร็ง ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งปอด เพราะฝุ่นPM2.5 สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางพาสารอื่น ๆ เข้าสู่ปอด เช่น โลหะหนัก อย่าง ปรอท และแคดเมียม ฝุ่น PM2.5 มีแหล่งกำเนิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ เช่น การเผาไหม้จากเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่สมบูรณ์ การเผาไหม้จากโรงงานอุตสาหกรรม และโรงไฟฟ้าที่ไม่มีกระบวนการกรองฝุ่น PM2.5 ก่อนออกสู่ชั้นบรรยากาศ การเผาเศษซากวัชพืชทางการเกษตร รวมถึงไฟป่า การเผาไหม้เหล่านี้ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 ลอยขึ้นสูง และถูกกระแสลมพัดออกไป\r\n\r\n\r\n\r\nในช่วงปลายฤดูหนาวที่กำลังเข้าสู่ฤดูร้อน ประเทศไทยจะได้รับความกดอากาศสูงจากทางตอนเหนือแผ่ลงมาปกคลุมไปทั่วพื้นที่ของประเทศ ทำให้รูปแบบการเคลื่อนตัวของชั้นบรรยากาศด้านบนเกิดการเปลี่ยนแปลง พื้นดินคายความร้อนออกมาอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้อุณหภูมิเหนือพื้นดินเย็นกว่าชั้นบรรยากาศด้านบน เนื่องจากมีการคายความร้อนของพื้นผิวโลก จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผันขึ้น (Temperature inversion) เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตรงข้ามกับเหตุการณ์ของอุณหภูมิปกติในชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้เกิดลักษณะคล้ายเพดานห้องที่กักฝุ่นละอองหรือแก๊สมลพิษที่ก่อตัวในระดับพื้นผิวโลกไม่ให้ลอยขึ้น การไหลเวียนและถ่ายเทของอากาศไม่ดีหรือเรียกว่า “อากาศปิด” จึงทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละออง หมอก และควัน ในบรรยากาศมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปกติ เมื่อดูจากปัจจัยแวดล้อมทั้งฤดูกาล ความกดอากาศ กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและนอกประเทศ สะท้อนให้เห็นว่าวงรอบคุณภาพอากาศของประเทศไทยมีโอกาสเกิดฝุ่นละออง PM2.5 ต่อเนื่องตลอดปี โดยมีแนวโน้มที่จะพุ่งขึ้นในช่วงต้นปี และลดต่ำลงในช่วงกลางปีที่เป็นฤดูฝน\r\n\r\nNG info3\r\n\r\nภาพจำลองการเกิดความร้อนผกผันแบบปิด ที่ส่งผลกระทบต่อหลายพื้นที่ในประเทศไทย\r\nเมื่อเดือนมกราคม 2562 อ้างอิง National Geographic Thailand\r\n\r\nองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในภาวะที่เกิดมลพิษทางอากาศควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง แต่ในผู้ที่จำเป็นต้องอยู่กลางแจ้ง ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยประเภท N95 ซึ่งหน้ากากชนิดนี้ต่างจากหน้ากากอนามัยที่ใช้กันทั่วไป เนื่องจากสามารถป้องกันฝุ่นขนาด 0.1 - 0.3 ไมครอน ได้ 95% และถ้าเป็นไปได้ ควรลดระยะเวลาในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง พร้อมกับสังเกตตนเองอยู่ตลอดว่าหากมีอาการผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ทันที\r\n\r\nนางสาวทิพย์อัมพร เอี่ยมสอาด กองวิชาการวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)\r\n\r\nที่มาข้อมูล :\r\n1. ปรากฏการณ์อุณหภูมิผกผัน [2019], แหล่งที่มา : https://stem.in.th/temperature-inversion / [27 พฤศจิกายน 2563]\r\n2. ข้อมูลดัชนีคุณภาพอากาศ [2020], แหล่งที่มา : http://air4thai.pcd.go.th/webV2/aqi_info.php /\r\n[1 ธันวาคม 2563]\r\n3. Recognizing Temperature Inversions [2017], แหล่งที่มา : https://agriculture.mo.gov/plants/pdf/BASF_TechBulletin_TemperatureInversion_highres.pdf / [26 พฤศจิกายน 2563]\r\n4. ภัยในหน้าหนาวจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) [2014], แหล่งที่มา : file:///C:/Users/dell/Downloads/25502-Article%20Text-56180-1-10-20141212.pdf / [26 พฤศจิกายน 2563]\r\n5. ความกดอากาศ, แหล่งที่มา : http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/air-pressure /\r\n[27 พฤศจิกายน 2563]","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1609230078.jpg"],
    [538,2830,"รู้จักกับไวรัสโคโรนา (Coronavirus)","Wed, 2020-09-30 13:17","http://www.stkc.go.th/node/2830","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"รู้จักกับไวรัสโคโรนา (Coronavirus)\r\n\r\nดร. ชนินทร์ สาริกภูติ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)\r\n\r\nไวรัสโคโรนา (Coronavirus) ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1960 เป็นกลุ่มของไวรัสที่ทำให้เกิดโรคในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีก และในมนุษย์ ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่ไม่รุนแรง เช่น โรคไข้หวัดธรรมดา ไปจนถึงอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่รุนแรง เช่น โรคซาร์ส (SARS) ที่พบระบาดครั้งแรกที่ประเทศจีน ซึ่งมีการระบาดไปทั่วโลกและมีอัตราการเสียชีวิตสูง โรคเมอร์ส (MERS) ที่พบระบาดครั้งแรกในประเทศซาอุดิอาระเบีย และในแถบตะวันออกกลาง รวมถึงโรคโควิด 19 (COVID-19) หรือ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่ถูกค้นพบล่าสุดในในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2019 ในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน และแพร่กระจายไปในหลายประเทศทั่วโลก\r\n\r\nไวรัสโคโรนา (Coronavirus) เป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม (Enveloped virus) มีลักษณะกลมหรือรูปไข่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 120 ถึง 160 นาโนเมตร มีสารพันธุกรรมชนิด RNA สายเดี่ยว (Single stranded RNA virus) จัดอยู่ในอันดับ Nidovirales วงศ์ Coronavidae วงศ์ย่อย Orthocoronavirinae นอกจากนี้ จากการศึกษาซีโรไทป์ (Serotype) และจีโนมของไวรัสโคโรนายังสามารถแบ่งออกเป็น 4 สายพันธุ์ (Genera) ได้แก่ Alphacoronavirus Betacoronavirus Gammacoronavirus และ Deltacoronavirus โดยลักษณะโครงสร้างที่สำคัญของไวรัส\r\nโคโรนา จะมีเปลือกหุ้มด้านนอกที่มีองค์ประกอบเป็นโปรตีนและไขมัน ประกอบด้วย\r\n\r\nโปรตีนเปลือกหุ้มไวรัส (E protein : Envelope) เป็นส่วนประกอบบนเปลือกนอก (Envelope) ประกอบไปด้วยไขมันและโปรตีน ทำหน้าที่ห่อหุ้มจีโนมของไวรัส\r\nโปรตีนหนามของไวรัส (S protein : Spike) เป็นโปรตีนที่ยื่นออกมาจากเปลือกนอกของอนุภาคไวรัส ทำหน้าที่ยึดเกาะกับตัวรับ (Receptor) บนผิวเซลล์ เมื่อส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน จะมีลักษณะคล้ายมงกุฎ จึงเป็นที่มาของชื่อไวรัสในกลุ่มนี้ (ภาษาลาติน corona แปลว่า crown หรือ มงกุฎ\r\nโปรตีนเยื่อหุ้มไวรัส (M protein) เป็นส่วนประกอบบนเยื่อหุ้มของไวรัส\r\nโปรตีนห่อหุ้มกรดนิวคลีอิก (N protein : Nucleocapsid) ทำหน้าที่ปกป้อง RNA ของไวรัสจากสิ่งแวดล้อม\r\nโปรตีนฮีแมกกูตินิน เอสเทอเรส (HE protein : Hemagglutinin esterase) ทำหน้าที่จับกับตัวรับ (Receptor) บนผิวเซลล์ ทำให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้\r\nRNA (Ribonucleic acid) เป็นสารพันธุกรรม ใช้ในการจำลองตัวเองเพื่อเพิ่มจำนวนภายในเซลล์ของมนุษย์หรือสัตว์\r\nส่วนใหญ่ไวรัสโคโรนาจะระบาดเฉพาะในสัตว์ เช่น ไวรัสโคโรนา bat-SL-CoVZC45 และ bat-SL-CoVZXC21 ที่ระบาดในสัตว์จำพวกค้างคาว แต่ท่ามกลางจำนวนสายพันธุ์ที่หลากหลายนั้น มีไวรัสโคโรนาที่เกิดการระบาดจากสัตว์สู่มนุษย์ (Zoonotic disease) หรือไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคในคน (Human coronavirus : HCoV) ทั้งหมด 7 สายพันธุ์ ได้แก่\r\n\r\nHuman Coronavirus 229E (HCoV-229E)\r\nHuman Coronavirus NL63 (HCoV-NL63)\r\nHuman Coronavirus OC43 (HCoV-OC43)\r\nHuman Coronavirus HKU1 (HCoV-HKU1)\r\nSevere Acute Respiratory Syndrome Coronavirus (SARS-CoV)\r\nMiddle East Respiratory Syndrome (MERS-CoV)\r\nSevere Acute Respiratory Syndrome Coronavirus 2 (SARS-CoV-2)\r\nโดยสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดอาการในระบบทางเดินหายใจที่ไม่รุนแรงมีจำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ HCoV-229E, HCoV-OC43, HCoV-NL63 และ HCoV-HKU1 โดยส่งผลให้มนุษย์มีอาการไข้หวัดธรรมดา ส่วนสายพันธุ์ที่ก่อโรครุนแรงในมนุษย์ มีจำนวน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ SARS-CoV ที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงหรือโรคซารส์ (SARS) MERS-CoV ที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางหรือโรคเมอร์ส (MERS) และ SARS-CoV-2 ที่ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโรคโควิด 19 (COVID-19) ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยทั้ง 3 สายพันธุ์นี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ Betacoronavirus\r\n\r\nไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ HCoV-229E และ HCoV-OC43 เป็น 2 สายพันธุ์แรกที่มีรายงานการก่อโรคในคน ซึ่งทำให้เกิดอาการไม่รุนแรง ต่อมา ในปี ค.ศ. 2002 - 2003 มีการระบาดของไวรัสซาร์สทางตอนล่างของประเทศจีน โดยเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์นี้ทำให้เกิดอาการปวดบวมรุนแรง ร่วมกับภาวะหายใจลำบาก และได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว โดยมีผู้ติดเชื้อสูงมากถึง 8,000 ราย และมีอัตราการตายถึง ร้อยละ 10 หลังจากการระบาดของโรคซาร์ส ต่อมาในปี ค.ศ. 2004 - 2005 มีรายงานการพบเชื้อโคโรนาในคนอุบัติขึ้นเพิ่มอีก 2 สายพันธุ์ คือ HCoV-NL63 และ HCoV-HKU1 จากนั้นในปี ค.ศ. 2012 มีการระบาดของเชื้อไวรัสโรโคนาสายพันธุ์ใหม่ 2012 (MERS-CoV) บริเวณคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งก่อให้เกิดโรคปอดบวมรุนแรง และมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40 และล่าสุดเมื่อปลายปี ค.ศ 2019 ที่ผ่านมา ได้มีการรายงานของเชื้อไวรัสอุบัติใหม่โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นับเป็นเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ที่ 7 ที่ก่อโรคในคน โดยแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยที่มีอาการปอดอักเสบคล้ายโรคซาร์ส ซึ่งผู้ป่วยทั้งหมดมีความเกี่ยวข้องกับตลาดค้าอาหารทะเลในเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงกำหนดชื่อสำหรับเรียกโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ว่า Coronavirus Disease 2019 (COVID-19) หรือ โรคโควิด 19 นั่นเอง\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาข้อมูล :\r\nเปิดไทม์ไลน์และวิธีป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/home/article/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a1%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad/ [10 สิงหาคม 2563]\r\nไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (2019 Novel Coronavirus, 2019-nCoV). [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.cmu.ac.th/th/article/38cfa1bf-6766-4d4f-aeac-cf17d89d22b7 [11 สิงหาคม 2563]\r\nAlphacoronavirus. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.sciencedirect.com/topics/neuroscience/alphacoronavirus [7 สิงหาคม 2563]\r\nไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 (novel coronavirus 2019, 2019-nCoV). [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.si.mahidol.ac.th/th/healthdetail.asp?aid=1410 [7 สิงหาคม 2563]\r\nCoronavirus. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.who.int/thailand/health-topics/coronavirus [4 สิงหาคม 2563]\r\nCOVID-19 Hand BOOK ทำความรู้จักไวรัส CORONA. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.paolohospital.com/covid19healthyalert/public_resources/img/handbook/Covid-19-Handbook-EP1.pdf [4 สิงหาคม 2563]\r\nองค์ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโคโรน่า (Coronaviruses). [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.pidst.or.th/A215.html [4 สิงหาคม 2563]\r\nเปิด7สายพันธุ์เชื้อ'โคโรนา' ไวรัสตัวร้ายแพร่สู่คน!. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.dailynews.co.th/regional/771595 [7 สิงหาคม 2563]\r\nคำค้น : ไวรัสโคโรนา (Coronavirus), ไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคในคน (Human coronavirus : HCoV), โรคโควิด 19 (COVID-19)\r\n\r\nผู้เขียน : ดร. ชนินทร์ สาริกภูติ นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (วิชาการ) : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (ภาษา) : นายอานุภาพ สกุลงาม นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nผู้อนุมัติเผยแพร่ : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1601446668.jpg"],
    [539,2828,"Mobile Banking ใช้ง่ายใช้คล่องใช้อย่างไรให้ปลอดภัย","Tue, 2020-09-29 17:31","http://www.stkc.go.th/node/2828","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลถูกนำมาใช้ในการดำรงชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 มีการนำเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวก ไม่เว้นแม้แต่การทำธุรกรรมทางการเงินที่เราสามารถทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ทั้งการฝากถอน การโอนเงิน การซื้อขายออนไลน์ หรือการจ่ายค่าใช้จ่ายต่างๆ ด้วยการติดตั้งแอปพลิเคชันของธนาคารที่เรามีบัญชีอยู่เข้ากับแอป Mobile Banking ของธนาคารนั้น การทำธุรกรรมทางการเงินก็สามารถทำได้อย่างง่ายดายสะดวกสบายและรวดเร็ว แต่มีความเสี่ยงในการถูกขโมยข้อมูลทางการเงิน หากใช้โดยขาดความระมัดระวัง\r\n\r\nข้อดี\r\n• สะดวกต่อการใช้งานเพราะอยู่ที่ไหนก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้\r\n• สามารถใช้จ่ายโดยไม่ต้องใช้เงินสด\r\n• ลดความเสี่ยงต่อการถูกชิงทรัพย์\r\n\r\nข้อเสีย\r\n• Mobile Banking ต้องใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตหากสัญญาณขัดข้องก็ไม่สามารถใช้งานได้\r\n• มีความสะดวกในการโอนเงินทำให้มีโอกาสใช้จ่ายมากเกินไป โดยเฉพาะการซื้อสินค้าออนไลน์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่าใช้ง่ายจ่ายคล่องนั้นเอง\r\n• เปิดโอกาสให้เกิดการโจรกรรมข้อมูลทางการเงิน\r\n\r\nข้อควรระวังในการใช้งาน Mobile Banking\r\n• การเข้าถึง Mobile Banking ควรตั้งรหัสผ่านให้ยากต่อการคาดเดา ไม่ควรใช้รหัสผ่านเดียวกับโทรศัพท์ วัน เดือน ปีเกิด และไม่ควรบอกรหัสผ่านแก่ผู้อื่น\r\n• Log in/Log out เมื่อใช้งานเสร็จควร Log out ออกจากโปรแกรมทุกครั้งภายหลังการใช้งาน\r\n• การใช้งาน E-mail หรือ sms ผ่านมือถือ ควรหลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดลิงก์ หรือ E-mail จากบุคคลที่เราไม่รู้จัก หรือไม่มีความน่าเชื่อถือ\r\n• ไม่ควรทำธุระกรรมทางการเงิน ผ่าน Free Wi-fi ในที่สาธารณะ เพราะมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจรกรรมข้อมูล\r\n• ควรตั้งค่าแจ้งเตือนการใช้งาน Application Mobile Banking ทุกครั้งเมื่อมีการใช้งาน\r\nหากปฏิบัติตามนี้ การใช้งาน Mobile Banking จะปลอดภัยต่อการธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากเทคโนโลยีที่สะดวกสะบาย ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่เราเลี่ยงไม่ได้\r\n\r\n\r\n\r\nที่มาของรูปภาพ\r\n[1] https://www.technointrend.com/mobile-banking-security/\r\n\r\n\r\n\r\nที่มาของแหล่งข้อมูล\r\n[1] MOBILE BANKING ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย [ออนไลน์] แหล่งที่มา: https://www.g-able.com/digital-review/digital-transformation/cybersecurity/mobile-banking-%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2/ [เข้าถึงเมื่อ 24 พฤษภาคม 2563]\r\n[2] วิธีใช้ Mobile Banking ให้ปลอดภัย [ออนไลน์] แหล่งที่มา: https://www.technointrend.com/mobile-banking-security/ [เข้าถึงเมื่อ 24 พฤษภาคม 2563]\r\n\r\n\r\n\r\nเขียนโดย ราตรี ใจดี พนักงานบริหาร กองนิทรรศการ\r\nตรวจทาน ภัทรกรณ์ สุ่มมาตย์ นักวิชาการ 5 กองนิทรรศการ\r\n               วัลลี พาละพล วิทยากร กองนิทรรศการ\r\nพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1601375508.png"],
    [540,2827," นักวิทย์เผย ช้างเพศผู้ไม่ได้รักสันโดษอย่างที่คิด","Mon, 2020-09-28 13:35","http://www.stkc.go.th/node/2827","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Scientific Reports เผยข้อมูลการบันทึกวิดีโอสอดส่องพฤติกรรมของช้างพลายป่าแอฟริกัน 1,264 ครั้ง ที่เดินทางไปยังแม่น้ำโบเตติ ในบอสวานา ช่วงปี ค.ศ. 2017-2018 และพบว่าช้างพลายป่าที่อายุน้อยไม่ได้อยู่ลำพัง และมักจะอยู่ร่วมกับฝูงช้างพลายที่แก่กว่าเสมอ\r\n\r\nโดยปกติแล้วเข้าใจกันว่า ช้างเพศเมียที่มีวุฒิภาวะและมีประสบการณ์ จะเป็นผู้นำที่รวมฝูงช้างป่าเข้าไว้ด้วยกัน แต่จากการศึกษาชิ้นล่าสุดนี้ ได้หักล้างข้อสังเกตเดิมที่ว่าช้างเพศผู้เป็นสิ่งมีชีวิตที่รักการอยู่แบบสันโดษ และมักจะย้ายออกจากฝูงของแม่เมื่อมีอายุได้ 10-20 ปี เพราะในการศึกษานี้พบว่า ช้างพลายอายุน้อย จะเลือกอาศัยอยู่กับช้างพลายที่อายุมากกว่า\r\n\r\nทีมวิจัยพบว่า ช้างตัวผู้อายุน้อย จะติดสอยห้อยตามช้างป่ารุ่นพี่ไปทุกหนทุกแห่ง และช้างพลายอาวุโสจะมีบทบาทสำคัญต่อสังคมช้างที่สลับซับซ้อนนี้ด้วย รายงานชิ้นนี้นับเป็นครั้งแรกที่มุ่งศึกษาพฤติกรรมช้างป่าในแอฟริกาและการศึกษานี้ยังลงลึกไปถึงพฤติกรรมของช้างเอเชียในรูปแบบเดียวกันด้วย\r\n\r\nไดอานา ไรส์ ผู้อำนวยการโครงการด้านพฤติกรรมสัตว์ป่าและการอนุรักษ์ จาก Hunter College ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยชิ้นใหม่นี้ มองว่า ช้างเพศผู้ที่มีวุฒิภาวะจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำฝูงอยู่เสมอ\r\n\r\nถ้าเปรียบเทียบกับสังคมมนุษย์ คนรุ่นปู่หรือตาจะได้รับการเคารพนับถือจากผลงานในอดีตที่พวกเขาสั่งสมมา เช่น การช่วยเหลือเลี้ยงดูบุตรหลาน และส่งต่อความรู้ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาหลายทศวรรษให้กับลูกหลาน และพฤติกรรมการให้คุณค่าแก่คนสูงอายุกว่า ปรากฏในสังคมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น อย่างเช่น โลมา วาฬ และช้าง\r\n\r\nคอนนี่ แอลเลน นักชีววิทยาผู้ร่วมเขียนงานวิจัยชิ้นนี้ เพิ่มเติมว่านักวิทยาศาสตร์มีความเข้าใจถึงรูปแบบฝูงช้างที่นำโดยช้างเพศเมียมาโดยตลอด แต่ช้างเพศผู้มีชีวิตสังคมที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก และการเข้าร่วมกลุ่มของพวกมันไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มก้อนทางสายเลือดเท่านั้น\r\n\r\nแอลแลน ยกตัวอย่างพฤติกรรมของช้างพลายในวัยหนุ่มจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกส่งไปอยู่ในอุทยานที่ Pilanesberg ในแอฟริกาใต้ ช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 1990 ในช่วงแรกช้างหนุ่มเหล่านี้มีพฤติกรรมก้าวร้าว และสังหารแรดขาวไปกว่า 40 ตัว แต่พฤติกรรมของพวกมันเริ่มเปลี่ยนไป หลังจากมีช้างที่อาวุโสกว่า 6 ตัวเข้ามาอยู่ร่วมในอุทยานแห่งนี้\r\n\r\nคาร์ล ซาฟีนา นักนิเวศวิทยาจาก Stony Brook University ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมในการศึกษาชิ้นนี้ บอกว่า ช้างอาวุโสจะมีบทบาทในการสร้างความสงบเรียบร้อยในสังคมช้างได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ช้างป่าอายุมากตกเป็นเป้าหมายของผู้ค้าสัตว์ป่า ที่ออกล่างาช้างขนาดใหญ่ของช้างพลายป่าโตเต็มวัย ทางทีมวิจัย จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแผนการอนุรักษ์ช้างป่าที่คำนึงถึงการอนุรักษ์ช้างป่าอาวุโสเข้ามาด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nCr.  https://www.voathai.com/a/male-elephants-are-not-loners-after-all-09242020/5596611.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1601274957.jpg"],
    [541,2823,"นาซ่า เตรียมส่งผู้หญิงไปเหยียบดวงจันทร์ในปี 2024","Thu, 2020-09-24 13:51","http://www.stkc.go.th/node/2823",null,null,"นาซ่าประกาศแผนแห่งประวัติศาสตร์ ในภารกิจส่งนักบินอวกาศหญิงคนแรกไปเหยียบดวงจันทร์ ในปี 2024 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า\r\n\r\nองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซ่า เปิดเผยว่า จะทุ่มงบประมาณ 28,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 8 แสนล้านบาท เพื่อส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์อีกครั้งในรอบเกือบ 50 ปี นับตั้งแต่ปี 1972\r\n\r\nภารกิจเยือนดวงจันทร์ครั้งแรกในรอบหลายสิบปี เป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาร์ทีมิส (Artemis) ซึ่งจะส่งนักบินอวกาศ 2 คนไปยังดวงจันทร์ ด้วยยานโอไรออน (Orion) และนาซาประกาศชัดว่าจะส่งนักบินอวกาศหญิงไปทำภารกิจสำคัญนี้ด้วย โดยขั้นแรกจะส่งยานไร้นักบินไปสำรวจรอบดวงจันทร์ในปี 2021 ตามมาด้วยการนำนักบินอวกาศไปสำรวจรอบดวงจันทร์ในปี 2023 ก่อนที่จะส่งนักบินอวกาศลงพื้นที่สำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ในปี 2024\r\n\r\nในภารกิจครั้งนี้ นาซ่าจะส่งนักบินอวกาศไปสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ เพื่อการค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เป็นการสร้างแรงบันดาลให้นักสำรวจรุ่นใหม่ทั่วโลก รวมทั้งเป็นการวากรากฐานสำหรับภารกิจส่งมนุษย์ไปเหยียบดาวอังคารในอนาคตด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม องค์การนาซ่า แสดงความกังวลว่าปัจจัยทางการเมืองสหรัฐฯ อาจทำให้โครงการดังกล่าวไปไม่ถึงดวงดาว แต่หากคองเกรสอนุมัติงบประมาณ 3,200 ล้านดอลลาร์ทันช่วงคริสต์มาสปีนี้ โครงการสำรวจดวงจันทร์ครั้งใหม่จะเป็นไปตามแผนได้\r\n\r\nที่มา   https://www.voathai.com/a/nasa-to-send-first-woman-on-the-moon-in-2024/5593714.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1600930282.jpg"],
    [542,2820,"Apple เปิดตัวหลากหลายผลิตภัณฑ์ใหม่แม้ไร้เงา 'ไอโฟน 12'","Tue, 2020-09-22 10:15","http://www.stkc.go.th/node/2820","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทเทคโนโลยี Apple จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในวันอังคารที่ 15 กันยายน ที่เมือง Cupertino รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยไฮไลต์สำคัญของงานนี้ คือ iPad และนาฬิกา Apple Watch รุ่นใหม่ล่าสุด รวมทั้งชิปคอมพิวเตอร์แบบใหม่ A14 Bionic และระบบปฏิบัติการ iOS 14\r\n\r\nตามปกติ เดือนกันยายนเป็นเดือนที่ Apple เปิดตัวนาฬิกา Apple Watch และ iPad รุ่นใหม่ และในข้อความเชิญร่วมงานแถลงข่าว Apple เขียนว่า “Time flies” หรือ เวลาผ่านไปเร็วราวกับมีปีกบิน\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม Apple ได้เลื่อนเปิดตัวโทรศัพท์มือถือ iPhone 12 ไปเป็นเดือนหน้า\r\n\r\nApple iPad (รุ่นที่ 8) และ iPad Air\r\n\r\nเป็นเวลา 10 ปีเต็มนับตั้งแต่ iPad รุ่นแรกถือกำเนิดขึ้น โดย iPad รุ่นที่ 8 ใช้ชิปที่เร็วกว่าเดิม แบตเตอรีรุ่นใหม่ที่ Apple บอกว่าใช้งานได้ทั้งวัน กล้องคมชัดกว่าเดิม โดยมีราคาเริ่มต้น 329 ดอลลาร์\r\n\r\nส่วน iPad Air รุ่นใหม่มาพร้อมสีหลากหลายกว่าเดิม รวมทั้งสีรุ้ง มีขนาดหน้าจอ 10.9 นิ้ว จอเรตินา ใช้ชิป A14 Bionic ราคาเริ่มต้น 599 ดอลลาร์\r\n\r\nApple Watch Series 6 และ Watch SE\r\n\r\nนาฬิกา Apple Watch รุ่นใหม่ Series 6 มีสีสันให้เลือกมากขึ้น รวมทั้งสีแดงสด ซึ่ง Apple บอกว่าจะนำเงินส่วนหนึ่งจากการขายนาฬิกาสีแดงนี้ไปช่วยเหลือโครงการโรคเอดส์ในอาฟริกา โดยนาฬิการุ่นใหม่นี้จะใช้ระบบปฏิบัติการใหม่ Watch OS7\r\n\r\nApple ยังเปิดตัว Apple Watch SE ซึ่งราคาถูกกว่า คือเริ่มต้นที่ 279 ดอลลาร์ และแอพพ์ Fitness+ ที่ใช้กับ Apple Watch และอุปกรณ์อื่น ๆ ของ Apple สำหรับผู้ที่ต้องการดูวิดีโอแนะนำการออกกำลังกายหลายประเภท\r\n\r\nระบบปฏิบัติการ iOS 14\r\n\r\nเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้วเช่นกัน ที่เมื่อมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ก็ต้องเปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ควบคู่ไปด้วย ล่าสุดคือ iOS 14 ที่จะอนุญาตให้ผู้ใช้อุปกรณ์ของ Apple สามารถอัพเกรดได้ตั้งแต่วันพุธนี้เป็นต้นไป\r\n\r\nฟังก์ชั่นใหม่ที่มาพร้อม iOS 14 คือระบบค้นหาและจัดวางแอพพ์ที่ดีกว่าเดิม รวมทั้งสามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วย\r\n\r\nCr.  https://www.voathai.com/a/apple-event-2020/5584630.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1600744505.png"],
    [543,2818,"นักวิจัยเตือนไฟป่าจะเกิดรุนแรง บ่อยครั้งและอาจสร้างความเสี่ยงด้านสุขภาพ","Mon, 2020-09-21 10:58","http://www.stkc.go.th/node/2818","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาพื้นที่ซึ่งมีคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดของโลกไม่ได้อยู่ในเม็กซิโก อินเดียหรือจีน แต่เป็นบริเวณรัฐทางด้านตะวันตกของสหรัฐซึ่งมีปัญหาไฟป่าในวงกว้าง โดยเมืองพอร์ตแลนด์ในรัฐโอเรกอนของสหรัฐติดอันดับเมืองใหญ่ซึ่งมีคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในสัปดาห์นี้ตามรายงานการจัดคุณภาพอากาศของ IQAir.com\r\n\r\nส่วนนครซานฟรานซิสโกในรัฐแคลิฟอร์เนียก็เพิ่งผ่านพ้นการแจ้งเตือนระดับมลพิษในอากาศที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพเมื่อวันพฤหัสบดีหลังจากที่อากาศในบริเวณดังกล่าวอยู่ในระดับเลวร้ายต่อสุขภาพ 30 วันติดต่อกัน ซึ่งนับว่าเป็นเวลานานที่สุดเท่าที่เคยมีมา เมื่อปี 2561 เคยมีการแจ้งเตือนคุณภาพอากาศที่ไม่ปลอดภัยต่อสุขภาพในเขตนครซานฟรานซิสโกเป็นเวลา 14 วันติดต่อกัน\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าเราทราบกันแล้วว่ามลภาวะในอากาศโดยเฉพาะฝุ่น PM 2.5 มีผลร้ายต่อสุขภาพและเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอันดับห้าที่ทำให้มีการเสียชีวิตทั่วโลก เพราะฝุ่น PM 2.5 ซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงหนึ่งในสามสิบของขนาดเส้นผมมนุษย์นั้นสามารถเข้าไปถึงฐานปอดและแทรกเข้าไปในกระแสเลือด สร้างความเสียหายต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ทำให้หัวใจวาย สมองขาดโลหิตหล่อเลี้ยง เกิดมะเร็งในปอด ภาวะปอดอุดตัน การอักเสบติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เร่งให้เกิดภาวะความจำเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย\r\n\r\nขณะที่นักวิจัยทราบว่าผลกระทบต่อสุขภาพจากการรับมลภาวะในอากาศระยะยาวจะเป็นอย่างไรนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจากมลภาวะในอากาศ เช่นแก๊สและฝุ่นผงขนาดเล็กจากไฟป่าในช่วงสั้นๆ แต่บ่อยครั้งนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่นักวิจัยจากศูนย์ศึกษาคุณภาพอากาศที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย-เดวิสก็เตือนว่าเรามีโอกาสจะได้เห็นไฟป่าในลักษณะที่เกิดขึ้นในรัฐแถบตะวันตกของสหรัฐปีนี้บ่อยครั้งขึ้น มีความรุนแรงมากขึ้น และการเกิดแต่ละครั้งจะมีเวลายาวนานมากกว่าเดิมเนื่องจากปัญหาโลกร้อนนั่นเอง\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/us-wildfires-health-pollution/5589300.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1600660703.jpg"],
    [544,2809,"นักวิจัยสร้าง 'หนูจอมพลัง' ไม่เสียมวลกล้ามเนื้อ-กระดูก หลังใช้ชีวิตในอวกาศ","Fri, 2020-09-18 09:25","http://www.stkc.go.th/node/2809","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับนักบินอวกาศที่ใช้ชีวิตอยู่ในสภาวะไร้แรงโน้มถ่วงเป็นเวลานาน คือ กล้ามเนื้อและกระดูกอ่อนแอลง จนนำไปสู่การสูญเสียมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ ถึงแม้จะมีวิธีออกกำลังกายแบบพิเศษเพื่อช่วยลดผลกระทบดังกล่าวก็ตาม\r\n\r\nแต่เมื่อไม่นานมานี้ มีนักวิจัยทำการทดลองสร้าง “หนูจอมพลัง” หรือ “mighty mice” ขึ้นมา ที่สามารถรักษามวลกล้ามเนื้อและกระดูกเอาไว้ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในอวกาศเป็นเวลาหนึ่งเดือนก็ตาม ซึ่งการทดลองนี้ถูกมองว่าอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของการหาวีธีป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกและกล้ามเนื้อของนักบินอวกาศในอนาคตได้\r\n\r\nในการทดลองครั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์แห่งแจ็คสัน แลบอราทอรี (Jackson Laboratory) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยชีวการแพทย์ที่ไม่มุ่งหวังผลกำไรในรัฐเมนของสหรัฐฯ ได้ส่งหนูตัวเมีย 40 ตัวขึ้นไปอวกาศ โดยสารไปกับยาน SpaceX เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา โดยหนูทั้งหมดอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติเป็นเวลา 33 วัน ก่อนจะกลับสู่พื้นโลกในเดือนมกราคม\r\n\r\nใน 40 ตัวนี้ มีอยู่ 16 ตัวที่ได้รับการปรับแต่งพันธุกรรม โดยนักวิจัยได้นำเอายีนไมโอสตาติน (myostatin) ที่ผลิตโปรตีนที่ทำหน้าที่ควบคุมและกดการพัฒนาของกล้ามเนื้อและกระดูกออกไป ทำให้กล้ามเนื้อของหนูเจริญเติบโตได้แม้อยู่ในอวกาศ\r\n\r\nผลที่ได้พบว่า หนู 16 ตัวที่ได้รับการปรับแต่งพันธุกรรมไม่สูญเสียมวลกล้ามเนื้อแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีอย่างน้อย 8 ตัว ที่มีมวลกล้ามเนื้อมากกว่าหนูธรรมดาถึงสองเท่า\r\n\r\nส่วนอีก 24 ตัวที่ไม่ได้รับการปรับแต่งพันธุกรรมเลยนั้น สูญเสียมวลกล้ามเนื้อและกระดูกประมาณ ​8-18% ของน้ำหนักตัว และยังเสียความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูกไป 11% อีกด้วย ซึ่งความหนาแน่นของแร่ธาตุในกระดูกนี้เป็นตัวชี้วัดความแข็งแรงของกระดูก\r\n\r\nคู่สามีภรรยา Se-Jin Lee และ Emily Germain-Lee ซึ่งเป็นนักวิจัยหลักของการทดลองนี้ กล่าวกับสำนักข่าวเอพีว่าพวกเขาตื่นเต้นกับผลการทดลอง และอยากจะส่งหนูที่ปรับแต่งพันธุกรรมนี้ขึ้นไปบนอวกาศอีกครั้ง โดยใช้เวลาอยู่บนสถานีอวกาศให้นานขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่จะนำการทดลองนี้ไปพัฒนาใช้เพื่อสร้างมวลกล้ามเนื้อและกระดูกของมนุษย์​\r\n\r\nCr.   https://www.voathai.com/a/5580415.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1600395952.jpg"],
    [545,2805,"ดาวเทียมสามารถอยู่รอดจากสภาวะที่ร้อนจัดและเย็นจัดในอวกาศได้อย่างไร?​","Thu, 2020-09-17 09:45","http://www.stkc.go.th/node/2805","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ก่อนอื่นเราต้องรู้จักก่อนว่าระบบควบคุมความร้อนบนดาวเทียม (Thermal control system) คืออะไร?\r\n    ดาวเทียมนั้นโคจรอยู่รอบโลกไกลออกไปหลายร้อยกิโลเมตรในชั้นอวกาศ ดาวเทียมจะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายในชั้นอวกาศและมีความแตกต่างของอุณหภูมิเป็นอย่างมาก สำหรับดาวเทียมวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit) ที่มีความสูงจากพื้นโลกไม่เกิน 2,000 กม. จะต้องเจอกับอุณหภูมิระหว่าง -170 °C ถึง 123 °C  ส่วนในวงโคจรอื่นที่ไกลออกไป อาจจะมีอุณหภูมิ -250 °C ถึง 300 °C อุณหภูมิที่สูงมากเหล่านี้ส่งผลให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในดาวเทียมเกิดความเสียหาย เนื่องจากโดยทั่วไปอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะได้รับการออกแบบให้ทำงานได้ภายใต้ช่วงอุณหภูมิที่กำหนด (Temperature limit) ที่จะถูกกำหนดมาจากบริษัทผู้ผลิต เพื่อให้อุปกรณ์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ความร้อนที่สูงขึ้นอาจจะทำให้วัสดุอื่นๆ เช่น อลูมิเนียม และเลนส์เกิดการขยายตัว ส่งผลให้คุณสมบัติของอุปกรณ์เหล่านี้ลดลง และอาจเกิดความเสียหายได้ในที่สุด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องควบคุมอุณหภูมิในดาวเทียมให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากความร้อน\r\n\r\n \r\n\r\nข้อจำกัดทางด้านอุณหภูมิของอุปกรณ์ในดาวเทียมจึงเป็นปัจจัยหลักในการออกแบบระบบควบคุมความร้อน เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ทั้งหมดจะสามารถทำงานได้ตลอดช่วงเวลาที่ปฏิบัติภารกิจ ตัวอย่างของช่วงอุณหภูมิของอุปกรณ์บนดาวเทียม ได้แก่\r\n\r\nแบตเตอรี่ โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 0 ถึง 30˚C\r\nกล้อง โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง -20 ถึง 50˚C\r\nอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง -20 ถึง 50˚C\r\nระบบขับเคลื่อน โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง  5 ถึง 40˚C (ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อเพลิง)\r\nแผงโซลาร์เซลล์ โดยทั่วไปอยู่ระหว่าง   -60 ถึง 100˚C\r\n \r\n\r\nวงโคจรทั่วไปของดาวเทียมสามารถแบ่งออกเป็นสองช่วง 1.Sun light phase และ 2.Eclipse phase แสงที่ส่องมาจากดวงอาทิตย์ในช่วง Sun light phase จะทำให้อุณหภูมิของดาวเทียมสูงขึ้นสูงสุด และดาวเทียมจะมีอุณหภูมิต่ำสุดในช่วง Eclipse phase\r\n\r\n   เพื่อป้องกันไม่ให้อุณหภูมิในดาวเทียมสูงเกินกว่าอุณหภูมิที่กำหนดในช่วง Sun light phase ดาวเทียมจะต้องกระจายความร้อนไปตามโครงสร้างภายในที่ทำมาจากวัสดุอลูมิเนียม และโครงสร้างภายนอกที่มีการเคลือบผิวด้วยวัสดุที่กำหนดคุณสมบัติเฉพาะของพื้นผิว (specific surface property) เอาไว้แล้ว โดยพิจารณาจากค่าการดูดซับและการแผ่รังสี (Absorptivity and Emissivity) เช่น การทาสีหรือการติดเทปกันความร้อน (Thermal tape) เพื่อช่วยลดอุณหภูมิภายในดาวเทียม รวมทั้งการใช้ผ้าห่มฉนวนหลายชั้น (Multi-layer Insulation Blanket) เพื่อลดการแลกเปลี่ยนอุณหภูมิภายในของดาวเทียมกับชั้นอวกาศ เทคนิคเหล่านี้ล้วนแต่เป็นระบบควบคุมความร้อนแบบ Passive เป็นระบบที่ง่าย มีต้นทุนต่ำ ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงาน และมีความน่าเชื่อถือสูง \r\n\r\n   แต่เมื่อดาวเทียมเข้าสู่ช่วง Eclipse phase จำเป็นต้องใช้ฮีตเตอร์ เพื่อเพิ่มอุณหภูมิของดาวเทียม เรียกการทำงานนี้ว่าระบบ Active เป็นระบบที่มีความซับซ้อนสูง จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้า มีราคาที่สูง แต่สามารถกำหนดช่วงอุณหภูมิการใช้งานได้อย่างแม่นยำ เช่น ฮีทเตอร์ (Heater), ท่อความร้อน (Heat pipe)\r\n\r\n \r\n\r\nส่วนในดาวเทียม THEOS-2 SmallSAT ของเรานั้น ใช้ระบบควบคุมความร้อนทั้งแบบ Passive และ Active ซึ่งวิศวกรควบคุมความร้อนจะใช้โปรแกรมคำนวณ เพื่อจำลองสภาวะแวดล้อมในอวกาศและคำนวณอุณหภูมิที่จะเกิดขึ้นในอุปกรณ์ต่างๆบนดาวเทียมขณะที่ดาวเทียมโคจรอยู่ในอวกาศที่สภาวะต่างๆ แล้วจึงทำการออกแบบตำแหน่งที่จะติดตั้งระบบควบคุมความร้อน รวมถึงการกำหนดขนาดของพื้นที่ที่จะต้องติดตั้งเทประบายความร้อน และขนาดฮีตเตอร์ให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้อุณหภูมิในดาวเทียมสูงหรือต่ำจนเกินไปและมั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ต่างๆในดาวเทียมจะสามารถทำงานได้จนจบภารกิจ\r\n\r\nเรียบเรียงโดย\r\nนางสาวชิดชนก ชัยชื่นชอบ\r\nThermal and Radiation Engineer โครงการTHEOS-2 SmallSAT\r\n\r\nที่มา  https://www.gistda.or.th/main/th/node/4059","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1600310754.jpg"],
    [546,2804,"กัญชา: พืชร้ายหรือสมุนไพรทางเลือก","Wed, 2020-09-16 09:32","http://www.stkc.go.th/node/2804","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"หลายประเทศทั่วโลกผ่อนปรนกฎหมายอนุญาตให้ประชาชนใช้กัญชาทางการแพทย์หรือเพื่อสันทนาการได้อย่างถูกต้อง\r\n แต่กัญชายังถือเป็นสิ่งเสพติดให้โทษประเภท 5 ในไทย ซึ่งผู้เสพต้องระวางโทษปรับ และ/หรือ จำคุก \r\nส่วนรัฐบาลเพิ่งเริ่มหาทางแก้กฎหมายเปิดช่องให้ศึกษาวิจัยพืชเสพติดได้อย่างถูกต้อง แม้ผู้ป่วยไทยบางส่วนลักลอบใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคร้ายมาหลายปีแล้ว\r\n\r\nบีบีซีไทย คุยกับผู้เกี่ยวข้องถึงผลดี ผลเสีย ของ พืชเสพติดชนิดนี้ ทั้ง ผู้ทดลองใช้สารสกัดจากกัญชาเพื่อรักษาโรคร้าย\r\n แพทย์ผู้สนับสนุน หน่วยงานปราบยาเสพติด และ แพทยสภา\r\nหลายประเทศทั่วโลกผ่อนปรนกฎหมายอนุญาตให้ประชาชนใช้กัญชาทางการแพทย์หรือเพื่อสันทนาการได้อย่างถูกต้อง แต่กัญชายังถือเป็นสิ่งเสพติดให้โทษประเภท 5 ในไทย ซึ่งผู้เสพต้องระวางโทษปรับ และ/หรือ จำคุก ส่วนรัฐบาลเพิ่งเริ่มหาทางแก้กฎหมายเปิดช่องให้ศึกษาวิจัยพืชเสพติดได้อย่างถูกต้อง แม้ผู้ป่วยไทยบางส่วนลักลอบใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคร้ายมาหลายปีแล้ว\r\n\r\nบีบีซีไทย คุยกับผู้เกี่ยวข้องถึงผลดี ผลเสีย ของ พืชเสพติดชนิดนี้ ทั้ง ผู้ทดลองใช้สารสกัดจากกัญชาเพื่อรักษาโรคร้าย แพทย์ผู้สนับสนุน หน่วยงานปราบยาเสพติด และ แพทยสภา\r\n\r\n\r\n\r\nกัญชาในกระแสโลก\r\n\r\nทุกวันนี้หลายประเทศทั่วโลกอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้อย่างถูกกฎหมาย อาทิ เนเธอร์แลนด์ โคลอมเบีย อุรุกวัย แคนาดา และออสเตรเลีย รวมทั้งในรัฐแคลิฟอร์เนียซึ่งนับเป็นรัฐที่ 6 ของสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ขายปลีกกัญชาเพื่อสันทนาการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา หลังจากอนุญาตให้สามารถใช้กัญชาเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ได้เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว\r\n\r\nเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ประเทศเปรูเพิ่งผ่านกฎหมายอนุญาตการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ หลังจากตำรวจได้บุกตรวจบ้านของ แอนา อัลวาเรซ ซึ่งเธอใช้เป็นแล็บสกัดกัญชาชั่วคราวเพื่อรักษาลูกชายของเธอที่ป่วยเป็นโรคลมชัก ร่วมกับแม่อีกหลายคนที่มีลูกป่วยคล้ายกัน\r\n\r\nอย่างไรก็ตามในบางประเทศ กระแสอาจหวนกลับ อย่างเช่น ในสหรัฐฯ นายเจฟฟ์ เซสชันส์ รมว.กระทรวงยุติธรรมก็ออกมาระบุเมื่อต้นเดือนมกราคม 2561 ว่าเขากำลังพยายามหยุดยั้งประกาศที่ออกมาในสมัยของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่ให้รัฐต่าง ๆ ทำให้การใช้กัญชาเป็นเรื่องถูกกฎหมายได้ และประกาศนี้เองที่ทำให้การใช้กัญชาขยายตัวขึ้นมากในสหรัฐฯ\r\n\r\nกัญชาเป็นยาในการแพทย์แผนไทย\r\n\r\nกัญชาเคยถูกใช้เป็นยาในการแพทย์แผนไทย ซึ่งมูลนิธิสุขภาพไทยระบุในมติชนสุดสัปดาห์ฉบับวันที่ 1-7 ก.ค. 2559 ว่าหลักฐานปรากฎใน \"แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์\" ตำราแพทย์แผนไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมียากว่า 10 ตำรับที่มีกัญชาเป็นส่วนประกอบเมื่อปี 2413\r\n\r\nต่อจากนั้นราว 40 ปี สนธิสัญญาควบคุมยาเสพติดฉบับแรกของโลก ณ กรุงเฮก เมื่อปี 2455 ได้ทำให้หลายประเทศทั่วโลกที่ร่วมลงนาม รวมทั้งประเทศไทย หรือ สยาม ณ เวลานั้น เริ่มปรับกฎหมายเพื่อควบคุมยาเสพติดในช่วงต้นศตวรรษที่ 20\r\n\r\nจนกระทั่งในสมัยของพระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ประเทศไทยได้มีพระราชบัญญัติกันชา พ.ศ. 2477 ซึ่งห้ามให้ผู้ใดปลูก นำเข้า ซื้อขาย หรือเสพกัญชา ยกเว้นจะได้รับอนุญาตโดยรมว.มหาดไทยเพื่อการใช้ประโยชน์ในทางโรคศิลปะ ตามมาด้วย พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นพื้นฐานของกฎหมายยาเสพติดที่บังคับใช้ในปัจจุบัน\r\n\r\nไทยเริ่มตามโลก?\r\n\r\nนายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวว่ามติดังกล่าวมีส่วนทำให้ประเทศไทยพิจารณายกร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่จะนำกฎหมายยาเสพติดทั้ง 7 ฉบับมารวมเป็นฉบับเดียว รวมทั้งเปิดช่องให้สามารถใช้ยาเสพติดเพื่อศึกษาและวิจัยได้สะดวกขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณาของครม. ก่อนเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ\r\n\r\nการครอบครองกัญชาเพื่อการศึกษาวิจัยปัจจุบันสามารถทำได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงสาธารณสุขและสามารถทดลองกับสัตว์เท่านั้น เพราะหากใช้กับคนจะเท่ากับเป็นการเสพซึ่งผิดกฎหมาย\r\n\r\n\"ประเทศไทยเราก็มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาว่าเราจะปรับระดับของกัญชง กัญชา กระท่อม และเมทแอมเฟตามีน หรือ ยาบ้า ว่าเราจะปรับระดับของการเป็นยาเสพติดมาไว้ตรงไหน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มองว่า ศึกษาว่า ยาเสพติด 4 ตัวนี้มันน่าจะมีประโยชน์ทางการแพทย์\" เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าว\r\n\r\nกัญชง ซึ่งเส้นใยสามารถนำไปผลิตเสื้อกันกระสุนได้ ปัจจุบันรัฐบาลได้อนุญาตให้ทดลองปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตเป็นเวลา 3 ปีนับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังพิจารณาข้อดีข้อเสียของการเคี้ยวใบกระท่อมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตในหลายจังหวัดทางภาคใต้\r\n\r\nอย่างไรก็ตามคณะกรรมการดังกล่าวยังมองว่ากัญชายังเป็นยาเสพติดประเภทที่ 5 ซึ่งยังไม่อนุญาตให้ใช้เพื่อการบันเทิง \"เพราะจากการวิจัยก็พบว่าการใช้กัญชาเพื่อการบันเทิงมันอาจจะมีผลต่อสมอง โดยเฉพาะเยาวชนที่เข้าไปเกี่ยวข้องอาจจะมีผลร้ายต่อร่างกายหรือสมอง\" เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าว\r\n\r\n\"พูดถึงกัญชา ก็มีการวิจัยว่าสามารถช่วยรักษาโรคได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งหรือโรคเกี่ยวกับระงับการปวด อะไรต่าง ๆ แต่ยังไม่มีผลวิจัยที่เป็นชิ้นเป็นอัน รับรองอย่างถูกต้อง\" นายศิรินทร์ยากล่าว\r\n\r\n\"ประมวลกฎหมายใหม่จะเน้นการอนุญาตให้ทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์สามารถทดลองกัญชาว่ามีประโยชน์อย่างไร ถ้าทำวิจัยออกมาแล้วสามารถใช้ในทางการแพทย์ได้ มันก็จะมีประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป\"\r\n\r\nเมื่อวันที่ 15 ม.ค. ที่ผ่านมา สื่อมวลชนได้รายงานว่า นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้เลือกพื้นที่ขนาด 5,000 ไร่ใน จ.สกลนคร เพื่อทดลองปลูกกัญชาเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ก่อนที่หนึ่งวันต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ปฏิเสธว่าไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน\r\n\r\n\"ใครไปคิดมาเองหรือเปล่า ผมไม่รู้ ต้องไปดูว่าวันนี้ต่างประเทศเขาทำอะไรในเรื่องเหล่านี้บ้าง ลองไปตามดูก็แล้วกัน ... กัญชง เราก็ใช้เฉพาะในเรื่องของการมาทำเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเราต้องควบคุมให้ได้ด้วย เพราะเป็นพืชที่มีสารเสพติด\" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว\r\n\r\n\"แต่ในต่างประเทศตอนนี้กำลังปลูกกันเยอะแยะไปหมด ที่อเมริกานี่ปลูกกันเพื่อนำไปเป็นยา แต่ของเราทำอะไรต่าง ๆ ก็ตาม ต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการควบคุมการแพร่ระบาดของยาเสพติดทุกประเภท ซึ่งคนไทยก็ยังรับไม่ได้ในเรื่องนี้ ก็ต้องค่อย ๆ ศึกษากันไปก่อน\"\r\n\r\nที่มา https://www.bbc.com/thai/thailand-42748753","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1600223574.PNG"],
    [547,2801,"โลกร้อน : โลกเข้าใกล้ภาวะเรือนกระจกสุดร้อนแรงเหมือนเมื่อ 50 ล้านปีก่อน","Tue, 2020-09-15 09:54","http://www.stkc.go.th/node/2801","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"สภาพภูมิอากาศโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เลวร้ายลงทุกขณะ โดยผลวิจัยล่าสุดพบว่า มีแนวโน้มที่ระดับอุณหภูมิเฉลี่ยจะพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 50 ล้านปีเป็นครั้งแรก ภายในช่วงเวลาอีกไม่กี่ร้อยปีข้างหน้า\r\n\r\nสภาพการณ์ดังกล่าวไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อน นับแต่ช่วง 10 ล้านปีหลังเหตุการณ์อุกกาบาตยักษ์พุ่งชนโลก ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงจนไดโนเสาร์ต้องสูญพันธุ์ไป\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากสหรัฐฯ และหลายชาติในยุโรป ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร Science โดยระบุว่าได้วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีจากฟอสซิลของแพลงก์ตอนชนิดหนึ่ง ซึ่งขุดได้จากชั้นดินที่ก้นทะเลลึกหลายแห่ง โดยสัดส่วนระหว่างไอโซโทปของออกซิเจนกับธาตุอื่น ๆ ในเปลือกแข็งของแพลงก์ตอน จะช่วยบอกได้ว่าโลกในอดีตแต่ละยุคสมัยมีอุณหภูมิและปริมาณคาร์บอนในชั้นบรรยากาศเป็นอย่างไร\r\n\r\nผลวิเคราะห์ดังกล่าวชี้ให้เห็นข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นตลอดช่วงมหายุคซีโนโซอิก (Cenozoic) หรือตั้งแต่ 67 ล้านปีที่แล้วมาจนถึงปัจจุบัน โดยโลกได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงจากภาวะเรือนกระจกที่ร้อนแรง (Hothouse) มาสู่สภาพภูมิอากาศอบอุ่น (Warmhouse) และหนาวเย็น (Coldhouse) จนมาสู่ยุคน้ำแข็ง (Icehouse) ในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน แต่ล่าสุดโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ภาวะ Hothouse อีกครั้ง หลังเผชิญกับอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากฝีมือมนุษย์\r\n\r\nข้อมูลจากแนวโน้มดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ได้ว่า ในปี 2300 โลกอาจมีอุณหภูมิพื้นผิวโดยเฉลี่ยสูงกว่าในยุคปัจจุบันอย่างมาก ซึ่งก็คือสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่คิดจากข้อมูลปี 1960-1991 ถึง 16 องศาเซลเซียส นับว่าไม่ต่างจากสภาพการณ์แบบ Hothouse เมื่อราว 50 ล้านปีก่อน ซึ่งเกิดจากการปล่อยคาร์บอนและก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมหาศาลเช่นกัน\r\n\r\nศาสตราจารย์เจมส์ ซาคอส หนึ่งในสมาชิกทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานตาครูซ (UCSC) ของสหรัฐฯ บอกว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์นั้น สามารถจะส่งผลกระทบได้อย่างรุนแรงและรวดเร็วยิ่งกว่าสภาพการณ์ที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ของสหประชาชาติ ได้เคยคาดการณ์เอาไว้มาก\r\n\r\n\"น่าห่วงว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปเหมือนในอดีตซึ่งใช้เวลาหลายล้านปี แต่จะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ศตวรรษข้างหน้า\" ศ. ซาคอสกล่าว\r\n\r\nที่มา https://www.bbc.com/thai/international-54145979","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1600138496.PNG"],
    [548,2799,"Slothbot หุ่นยนต์สโลว์ไลฟ์ช่วยให้มนุษย์เข้าใจธรรมชาติมากขึ้น","Mon, 2020-09-14 10:09","http://www.stkc.go.th/node/2799","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"นักวิทยาศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจียคิดค้นหุ่นยนต์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพฤติกรรมและคุณสมบัติของตัวสลอธ (sloth) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เคลื่อนตัวอย่างช้าๆมาออกแบบหุ่นยนต์ชื่อ slothbot เพื่อทดลองใช้งานเพื่อศึกษาธรรมชาติที่ต้องใช้เวลายาวนาน\r\n\r\n\r\nในโลกยุคที่มิติเรื่องขนาดและความเร็ว ไม่ว่าจะเป็น super store, super size, super computer หรือ super car กลายเป็นเรื่องที่มักถูกอวดอ้างว่าจะช่วยสร้างความเป็นต่อและข้อได้เปรียบในแทบทุกด้านนั้น\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย ได้ศึกษาและนำคุณสมบัติของตัว sloth ซึ่งใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟบนต้นไม้ในคอสตาริก้ามาออกแบบหุ่นยนต์ที่เรียกว่า slothbot โดยนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันประทับใจในชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ห้อยหัวจากกิ่งไม้ในทวีปอเมริกาใต้ดังกล่าวซึ่งอาศัยความเชื่องช้าในการดำเนินชีวิตเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการสงวนพลังงานและพรางตาจากสัตว์ที่เป็นศัตรู\r\n\r\n\r\nโดยนักวิทยาศาสตร์ได้นำแนวคิดของการมีชีวิตและการทำงานอย่างช้าๆของตัวสลอธ (sloth) มาออกแบบหุ่นยนต์ชื่อ slothbot เพื่อทดลองใช้งานที่สวนพฤกษศาสตร์ของนครแอตแลนต้า รัฐจอร์เจีย\r\n\r\nหุ่นดังกล่าวถูกแขวนและเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ บนเส้นลวดสลิงระหว่างต้นไม้สองต้นเพื่อช่วยตรวจจับข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ นับตั้งแต่อุณหภูมิ สภาพอากาศ ระดับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และความชื้น เป็นต้น พร้อมทั้งมีแผงเซลล์แสงอาทิตย์ช่วยสร้างพลังงาน\r\n\r\n\r\n\r\nศาสตราจารย์แมกนัส อีเกอร์สแตท ผู้ได้แนวคิดจากการศึกษาตัว sloth ในคอสตาริกาบอกว่าข้อสังเกตจากชีวิตแบบสโลว์ไลฟที่นำมาประยุกต์ใช้กับหุ่นยนต์ slothbot นั้นเป็นประโยชน์โดยเฉพาะสำหรับการศึกษาและเก็บข้อมูลจากธรรมชาติ เนื่องจากบ่อยครั้งที่สิ่งต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปนั้นใช้เวลานานมากกว่าที่ตาหรือเวลาของมนุษย์จะจับได้ และหุ่นยนต์ slothbot ในลักษณะนี้ก็ได้เปรียบเพราะสามารถปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเพื่อเก็บข้อมูลไม่ว่าจะเป็นความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความชื้น โรคที่เกิดกับพืช ศัตรูพืชหรือแม้กระทั่งกลไกลการขยายพันธุ์ของพืชและสัตว์บางชนิด นอกจากนั้นความช้าของหุ่นยนต์ยังทำให้ไม่สิ้นเปลืองพลังงานและสามารถทำงานอย่างต่อเนื่องได้นานหลายปีด้วย\r\n\r\n\r\nส่วนคุณเอมมิลี คอฟฟี่ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและอนุรักษ์ของสวนพฤกษศาสตร์แอตแลนต้าบอกว่าหุ่นสโลว์ไลฟ์ slothbot นี้เป็นตัวอย่างที่น่าตื่นเต้นของการผสมผสานการเรียนรู้จากธรรมชาติเข้ากับเทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อประโยชน์ของการอนุรักษ์และหากการทดลองขั้นต้นที่สวนพฤกษศาสตร์นี้ได้ผลดีนักวิจัยก็มีแผนจะใช้หุ่น slothbot ในอเมริกาใต้เพื่อศึกษากลไกการผสมพันธุ์ของกล้วยไม้พันธุ์หายากบางชนิดรวมทั้งเพื่อศึกษาชีวิตของกบที่ใกล้จะสูญพันธุ์ต่อไป","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1600052998.png"],
    [549,2792,"โลกมีส่วนทำให้ดวงจันทร์ \"ขึ้นสนิม\"","Fri, 2020-09-11 09:41","http://www.stkc.go.th/node/2792","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"\r\n\r\nนับเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ดวงจันทร์ซึ่งไม่มีชั้นบรรยากาศ รวมทั้งไม่มีน้ำในรูปของเหลวและมีออกซิเจนเพียงน้อยนิด จะมีแร่ธาตุจำพวกเหล็กออกไซด์หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า \"สนิม\" อยู่เป็นจำนวนมากในบางจุดได้ ซึ่งปรากฏการณ์ประหลาดนี้อาจมีสาเหตุบางส่วนมาจากอิทธิพลของโลกเราที่มีต่อดาวบริวารนั่นเอง\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาวาย และห้องปฏิบัติการเครื่องยนต์ขับดันไอพ่น (JPL) ขององค์การนาซาในสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องดังกล่าวลงในวารสาร Science Advances โดยระบุว่าการที่ดวงจันทร์มี \"แร่เหล็กแดง\" หรือแร่ฮีมาไทต์ (Hematite) ซึ่งเป็นสนิมชนิดหนึ่ง ตรงบริเวณขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวนั้น น่าจะมาจาก 3 สาเหตุด้วยกัน\r\n\r\n\r\nสาเหตุประการแรกได้แก่การที่สนามแม่เหล็กโลกนำพาออกซิเจนจากโลกไปยังดวงจันทร์ได้ โดยล่องไปตามเส้นแรงแม่เหล็กส่วนที่ขนานกันเป็นแนวตรงแคบ ๆ ดูคล้ายหางของสนามแม่เหล็กโลก หรือที่เรียกว่าแมกนีโตเทล (magnetotail) ซึ่งปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดสนิมเกาะได้มากกว่าในด้านที่ดวงจันทร์หันเข้าหาโลก แทนที่จะเป็นด้านตรงข้ามหรือด้านไกลของดวงจันทร์\r\n\r\nในอดีตยุคดึกดำบรรพ์ ออกซิเจนที่พบบนดวงจันทร์นี้อาจเคลื่อนย้ายมาจากโลกได้มากกว่าในยุคปัจจุบัน เนื่องจากดวงจันทร์เคยตั้งอยู่ใกล้ชิดติดกับโลกยิ่งกว่านี้เมื่อหลายพันล้านปีก่อน แต่ทุกวันนี้กำลังเคลื่อนห่างออกไปในอัตราปีละเกือบ 4 เซนติเมตร\r\n\r\n\r\nสาเหตุประการที่สองซึ่งทำให้มีแร่ธาตุเป็นสนิมบนดวงจันทร์ได้ อาจเป็นเพราะส่วนหางของสนามแม่เหล็กโลกเข้ามาสกัดลมสุริยะที่เต็มไปด้วยไฮโดรเจนจากดวงอาทิตย์ได้เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่พระจันทร์เต็มดวง ทำให้อะตอมของไฮโดรเจนซึ่งเป็นตัวรีดิวซ์ (reducing agent) ไม่สามารถให้อิเล็กตรอนแก่โลหะ เพื่อลดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ที่ทำให้เกิดสนิมได้\r\n\r\nส่วนปัจจัยประการสุดท้ายที่ทำให้ขั้วของดวงจันทร์ขึ้นสนิมนั้น อาจมาจากน้ำแข็งที่พบใต้แอ่งหลุมบนด้านไกลของดวงจันทร์เอง โดยอุกกาบาตที่พุ่งชนดวงจันทร์อยู่เสมอ น่าจะทำให้เศษน้ำแข็งขึ้นมาปะปนกับฝุ่นละอองบนพื้นผิวหรือเรโกลิธ (regolith) และได้รับความร้อนจากการชนเป็นครั้งคราว จนเกิดการละลายและทำปฏิกิริยากับแร่เหล็ก ซึ่งทำให้กลายเป็นสนิมในที่สุดนั่นเอง\r\n\r\nที่มา  https://www.bbc.com/thai/features-54041876","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1599792092.png"],
    [550,2790,"ผลวิจัยพบ นิ้วที่เกินมาสามารถช่วยให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้คล่องแคล่วขึ้น","Thu, 2020-09-10 10:10","http://www.stkc.go.th/node/2790","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ภาวะนิ้วเกิน (Polydactyl) ซึ่งคนเรามีนิ้วมือหรือนิ้วเท้างอกมาเกินจำนวนปกติ พบได้บ่อยครั้งในอัตรา 1 ในทุก 500 คน โดยเมื่อก่อนเชื่อกันว่า นิ้วที่ 6 หรือจำนวนนิ้วที่มากกว่านี้ไม่มีประโยชน์ ทั้งยังจะขัดขวางการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันเสียด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาล่าสุดของทีมนักวิทยาศาสตร์จากอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (ICL) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications พบว่านิ้วที่เกินมาสามารถช่วยให้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้คล่องแคล่วขึ้น โดยไม่เป็นภาระต่อกระดูกและกล้ามเนื้อของนิ้วปกติ ทั้งไม่สร้างความสับสนต่อการทำงานของสมองอย่างที่แพทย์เคยคาดการณ์ไว้\r\n\r\n\r\nมีการติดตามศึกษาแม่วัย 52 ปีและลูกชายวัย 17 ปีคู่หนึ่ง ซึ่งมีนิ้วมือและนิ้วเท้าจำนวนข้างละ 6 นิ้วแต่กำเนิดทั้งสองคน โดยนิ้วที่เกินมางอกอยู่ระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้\r\n\r\nผู้วิจัยพบว่า สองแม่ลูกสามารถใช้มือทำงานต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อนได้อย่างคล่องแคล่ว แม้แต่ผูกเชือกรองเท้าด้วยมือข้างเดียวก็ทำได้อย่างง่ายดาย พวกเขาสามารถพับกระดาษ พิมพ์ข้อความในโทรศัพท์มือถือ หรือเล่นวิดีโอเกมที่ออกแบบให้มีอุปสรรคขัดขวางเป็นพิเศษได้ดีกว่าคนทั่วไป\r\n\r\n\r\n\r\nมีการสแกนสมองของสองแม่ลูกขณะทำงานที่ได้รับมอบหมาย พบว่าสมองทำงานหนักกว่าปกติ แต่ไม่ถึงระดับที่เป็นภาระหนักหรือสร้างความสับสนด้านการใช้ความคิด ทั้งยังพบว่าสมองได้พัฒนาส่วนควบคุมการใช้นิ้วที่ 6 ขึ้นมาโดยเฉพาะด้วย\r\n\r\nส่วนผลการวิเคราะห์โครงสร้างของนิ้วที่เกินมานั้น พบว่าประกอบด้วยกระดูกสามชิ้นเหมือนนิ้วทั่วไป มีกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นเป็นของตนเอง ทั้งยังเคลื่อนไหวแยกเป็นอิสระจากนิ้วอื่นได้คล้ายกับนิ้วโป้ง\r\n\r\nแต่เดิมนั้นแพทย์ถือว่าการมีนิ้วเกินเป็นความพิการแต่กำเนิด และมักจะพิจารณาให้ตัดทิ้งหลังทารกที่มีนิ้วเกินคลอดออกมาได้ไม่นานนัก แต่ผลการศึกษาล่าสุดนี้อาจเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า แพทย์ควรจะรักษานิ้วเกินที่มีลักษณะสมบูรณ์แข็งแรงเอาไว้กับตัวทารกก่อน เพราะน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าโทษในอนาคต\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ในกรณีที่นิ้วเกินมีลักษณะบกพร่องและเจริญเติบโตไม่ได้เต็มที่ เช่นมีขนาดเล็กเหมือนติ่งเนื้อหรืออ่อนแรง แพทย์อาจยังต้องพิจารณาตัดทิ้งอยู่เช่นเดิม โดยการผ่าตัดประเภทนี้นับว่ายุ่งยากซับซ้อนพอสมควร เพราะไม่สามารถตัดนิ้วที่เกินมาทิ้งไปเฉย ๆ แต่จะต้องปรับแต่งโครงสร้างของมือ ไม่ว่าจะเป็นกระดูก เส้นเอ็น หรือกล้ามเนื้อที่สัมพันธ์กันทั้งหมดด้วย\r\n\r\nCr.  https://www.bbc.com/thai/international-48646940","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1599707433.png"],
    [551,2788,"ฟาร์มเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลขยายตัว เพื่อผลิตอาหารและเชื้อเพลิงแห่งอนาคต","Tue, 2020-09-08 11:04","http://www.stkc.go.th/node/2788","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ลมและฝนกำลังตกลงมา ขณะที่เรือยนต์กำลังแล่นผ่านฟยอร์ดแห่งหนึ่งในหมู่เกาะแฟโร\r\n\r\n\"ที่นี่ลมค่อนข้างแรง\" โอลาเวอร์ เกรกาเซน กล่าว \"เดี๋ยวก็รู้ว่าเราจะเข้าไปใกล้เรือเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากแค่ไหน\"\r\n\r\nไม่นาน เราก็ไปถึงจุดกำบังที่เป็นภูเขาสูงชัน ส่วนบนท้องทะเลก็มีทุ่นหลายร้อยอันลอยอยู่เต็มไปหมด\r\n\r\n\"ทุ่นเหล่านี้ยึดเชือกแนวตั้งไว้\" นายเกรการ์เซน กรรมการผู้จัดการของบริษัทโอเชียนเรนฟอเรสต์ (Ocean Rainforest) ผู้ผลิตสาหร่ายทะเล อธิบาย \"ทุก ๆ หนึ่งเมตร จะมีเชือกห้อยอยู่ ใช้เป็นที่เลี้ยงสาหร่ายทะเล\"\r\n\r\nปะทะคลื่น\r\nแท่นเพาะเลี้ยงสาหร่ายนี้ถูกสมอยึดไว้กับท้องทะเล ประกอบด้วยเชือกที่มีลักษณะเหมือนโครงตาข่ายยาว 50,000 เมตร ออกแบบมาเพื่อต้านทานต่อคลื่นลมแรงในทะเล\r\n\r\n\"โครงสร้างหลักอยู่ลึกลงไป 10 เมตร การทำเช่นนั้นช่วยให้เราเลี่ยงการปะทะกับคลื่นลูกใหญ่ที่สุดได้\" เขาเล่า\r\n\r\nแม้ว่าจะหมู่เกาะแฟโรของเดนมาร์กจะตั้งอยู่ในแอตแลนติกเหนือที่อยู่ห่างไกล นายเกรการ์เซน บอกว่า น่านน้ำที่ลึกจะอุดมไปด้วยสารอาหารและเหมาะสำหรับการเลี้ยงสาหร่ายทะเล นอกจากนี้ยังมีอุณหภูมิคงที่ระหว่าง 6-11 องศาเซลเซียส\r\n\r\nสาหร่ายทะเลเป็นสาหร่ายที่โตเร็ว พวกมันใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และดูดซึมสารอาหารและคาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำทะเล นักวิทยาศาสตร์ บอกว่า สาหร่ายทะเลอาจช่วยต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกได้ และช่วยชดเชยการปล่อยคาร์บอนได้ทั้งหมด\r\n\r\nโอเชียน เรนฟอเรสต์ เพิ่งได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ เมื่อไม่นานนี้ เพื่อสร้างระบบที่คล้ายคลึงกันนี้ในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งต้องการพัฒนาการผลิตสาหร่ายทะเลระดับอุตสาหกรรมสำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพในอนาคต\r\n\r\nบนเรือเก็บเกี่ยวผลผลิต คนขับเรือควบคุมแขนกลที่ยกเชือกขึ้นมาจากน้ำ สาหร่ายถูกตัดออก และนำไปใส่ในถังเก็บ มันเป็นงานที่ใช้เวลาไม่นาน แต่ดูวุ่นวาย จากนั้นเชือกจะถูกหย่อนกลับลงไปเลี้ยงสาหร่ายใหม่ คาดว่าปีนี้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตสาหร่ายทะเลได้ราว 200 ตัน\r\n\r\nสาหร่ายทะเลจำเป็นต้องผ่านการแปรรูปอย่างรวดเร็ว ที่โรงงานขนาดเล็กแห่งหนึ่งในหมู่บ้านคาล์ดบากของหมู่เกาะแฟโร เครื่องจักรกำลังทำความสะอาดผลผลิตที่เก็บมาได้ บางส่วนถูกทำให้แห้ง และส่งไปให้ผู้ผลิตอาหาร ส่วนที่เหลือถูกนำไปหมักและส่งไปให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์\r\n\r\nสาหร่ายทะเลที่ถูกเพาะเลี้ยงในฟาร์มส่วนใหญ่ถูกบริโภคเป็นอาหาร แต่สารสกัดถูกนำไปใช้ในหลากหลายผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นยาสีฟัน เครื่องสำอาง ยา หรืออาหารสัตว์ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะมีส่วนผสมของไฮโดรคอลลอยด์ (hydrocolloid) ที่มาจากสาหร่ายทะเล ซึ่งมีคุณสมบัติเพิ่มความหนืดหรือความข้น\r\n\r\nนอกจากนี้กำลังมีผลิตภัณฑ์อีกจำนวนมากที่ต้องการใช้สารสกัดจากสาหร่ายทะเล โดยมีบริษัทหลายแห่งที่กำลังผลิตวัสดุที่จะนำมาใช้แทนสิ่งทอและพลาสติก รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ แคปซูลน้ำ และหลอดดูด\r\n\r\nการผลิตสาหร่ายทะเลกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า ในช่วงปี 2005-2015 ปริมาณการผลิตเพิ่มเป็นสองเท่า เกิน 30 ล้านตันต่อปี ธุรกิจการผลิตสาหร่ายทะเลมีมูลค่ามากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั่วโลก หรือราว 1.85 แสนล้านบาท\r\n\r\nแต่มีการผลิตจำนวนไม่มากอยู่นอกภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นแหล่งทำฟาร์มสาหร่ายทะเลมายาวนาน แต่ส่วนใหญ่จะใช้แรงงานคน\r\n\r\nการผลิตสาหร่ายทะเลกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติระบุว่า ในช่วงปี 2005-2015 ปริมาณการผลิตเพิ่มเป็นสองเท่า เกิน 30 ล้านตันต่อปี ธุรกิจการผลิตสาหร่ายทะเลมีมูลค่ามากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั่วโลก หรือราว 1.85 แสนล้านบาท\r\n\r\nแต่มีการผลิตจำนวนไม่มากอยู่นอกภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นแหล่งทำฟาร์มสาหร่ายทะเลมายาวนาน แต่ส่วนใหญ่จะใช้แรงงานคน\r\n\r\nน้ำทะเลจากลากูนริมฝั่งทะเลไหลเข้ามายังบ่อเลี้ยงปลา จากนั้น มันจะถูกสูบผ่านระบบกรองเข้าไปเก็บในถังเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล นอกจากนี้ยังมีที่เพาะต้นอ่อนสาหร่ายด้วย\r\n\r\nเธอบอกว่า \"เราต้องคิดค้นขึ้นมาใหม่หมด\"\r\n\r\nน้ำเหล่านี้อุดมไปด้วยไนโตรเจน ซึ่งสาหร่ายดูดซึมไปเป็นอาหาร เลียนแบบสภาพแวดล้อมในธรรมชาติ \"เราไม่จำเป็นต้องเพิ่มสารอะไรเข้าไป ไม่ต้องใช้ปุ๋ย เราใช้น้ำจากการเลี้ยงปลาในการเลี้ยงสาหร่ายทะเลของเรา\" เธอเล่า\r\n\r\n\r\nนางอาบริว ไม่คิดว่า เรื่องที่ดินจะเป็นข้อจำกัด เธอบอกว่า ที่ดินที่เคยใช้ทำนาเกลือและฟาร์มเลี้ยงปลาเดิมสามารถนำมาใช้เลี้ยงสาหร่ายทะเลได้ โดยชี้ว่า มีที่ดินจำนวนมหาศาลที่เอามาใช้ทำฟาร์มได้ทั้งในโปรตุเกส ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ และตุรกี\r\n\r\nมีการทำฟาร์มสาหร่ายทะเลบนบกในแคนาดาและแอฟริกาใต้ด้วย โดยสาหร่ายขนาดเล็กถูกเพาะเลี้ยงในระบบถัง แต่ยังมีความท้าทายอีกหลายอย่าง\r\n\r\n\"ปัญหาหลักก็คือ ต้นทุนพลังงาน การทำงานโดยใช้ถังจำนวนมาก คุณต้องสูบน้ำและเติมอากาศเพื่อให้น้ำไหลเวียนอยู่ตลอด\" นางอาบริว กล่าว\r\n\r\nขณะนี้ ทางบริษัทไม่สามารถอยู่รอดได้ด้วยการพึ่งยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่นางอาบริว เชื่อว่า ตลาดสาหร่ายทะเลจะเติบโตขึ้นต่อไป\r\n\r\n\"มันเป็นแนวโน้มที่มาแรง\" เธอกล่าว \"แต่ละปี มีบริษัทเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีบริษัทหน้าใหม่เข้ามาในทุกขั้นตอนของสายการผลิตนี้\"\r\n\r\n\r\nCr.  https://www.bbc.com/thai/international-53958657","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1599537858.jpg"],
    [552,2771,"ปอดจากผู้บริจาคอวัยวะที่เสียหาย ฟื้นฟูได้หากเชื่อมต่อกับร่างหมูมีชีวิต","Mon, 2020-08-31 10:18","http://www.stkc.go.th/node/2771","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ปอดของมนุษย์ที่ได้รับบริจาคมาเพื่อการผ่าตัดเปลี่ยนถ่าย มีจำนวนมากที่เสียหายใช้การไม่ได้จนต้องทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ค้นพบวิธีใหม่ ซึ่งจะช่วยซ่อมแซมปอดเหล่านี้ให้กลับมาอยู่ในสภาพดีเช่นเดิมได้แล้ว โดยอาศัยความช่วยเหลือจากหมูที่ยังมีชีวิตอยู่\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ เผยถึงความสำเร็จในการทดลองฟื้นฟูปอดที่เสียหายหลังได้รับบริจาคมาจากผู้เสียชีวิต โดยพวกเขาใช้วิธีเชื่อมต่อปอดนั้นเข้ากับหลอดเลือดที่ลำคอของหมูเป็น ๆ เพื่อให้กระแสเลือดจากตัวหมูไหลเวียนเข้ามาฟื้นฟูเซลล์ปอดได้เกือบทั้งหมด โดยใช้เวลาทั้งสิ้นราว 24 ชั่วโมง\r\n\r\nรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Medicine ระบุว่าวิธีนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนปอดที่สามารถนำไปผ่าตัดปลูกถ่ายเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า แก้ปัญหาความขาดแคลนซึ่งมาจากการที่ปอดเป็นอวัยวะบอบบางเสียหายง่าย และเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วหลังนำออกจากร่างกายได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น\r\n\r\nที่ผ่านมาแม้จะมีการใช้อุปกรณ์ EVLP ปั๊มอากาศและของเหลวที่มีออกซิเจนสูงเข้าไปช่วยฟื้นฟูปอดที่เสียหาย แต่วิธีนี้ก็มักจะไม่ได้ผล ทำให้ทีมนักวิจัยคิดจะใช้การทำงานของร่างกายคนหรือสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่แทน เพื่อให้สารอาหารที่จำเป็นและถ่ายเอาสารที่เป็นอันตรายออกจากปอดได้ดีขึ้น\r\n\r\nมีการทดลองฟื้นฟูปอดจากผู้บริจาคอวัยวะ 6 ราย ซึ่งแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าปอดมีความเสียหายจนไม่สามารถใช้ผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายได้ โดยนอกจากจะเชื่อมต่อปอดดังกล่าวเข้ากับระบบไหลเวียนโลหิตของหมูเป็น ๆ ที่ถูกวางยาสลบอยู่แล้ว ยังมีการใช้เครื่องช่วยหายใจปั๊มอากาศเข้าสู่ปอด และให้ยากดภูมิคุ้มกันเพื่อไม่ให้ร่างกายของผู้รับบริจาคปอดต่อต้านเซลล์บางส่วนจากร่างกายหมูที่อาจเข้าไปปนเปื้อนอยู่ด้วย\r\n\r\nผลปรากฏว่าเนื้อปอดส่วนที่ขาวซีดเหมือนกับได้ตายไปแล้ว กลับมาเป็นสีชมพูสดภายในเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งแสดงถึงการแลกเปลี่ยนก๊าซได้ตามปกติเกือบทั้งหมด ทั้งยังพบว่าเนื้อเยื่อและโครงสร้างของปอดกลับมามีคุณภาพในระดับดีพอที่จะนำไปผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การใช้หมูที่ยังมีชีวิตอยู่ฟื้นฟูอวัยวะของมนุษย์อาจเป็นปัญหาทางจริยธรรมได้ แต่ทีมผู้วิจัยบอกว่าการทดลองก่อนหน้านี้ซึ่งเชื่อมต่อร่างของหมูเข้ากับปอดจากหมูตัวอื่น ไม่ได้ทำให้เกิดความทรมานกับหมูทดลองที่ตื่นอยู่ เพราะมันยังเดินไปมา เล่นของเล่น และกินอาหารได้ในขณะนั้น\r\n\r\nในอนาคตทีมผู้วิจัยมีแผนจะพัฒนาเทคนิควิธีนี้ต่อไป เพื่อให้ถึงขั้นที่ผู้รับการผ่าตัดเปลี่ยนถ่ายใช้ระบบไหลเวียนโลหิตของตนเองฟื้นฟูปอดที่ได้รับบริจาคมาได้ ซึ่งจะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาทางจริยธรรมและการที่ภูมิคุ้มกันของคนไข้ต่อต้านอวัยวะใหม่ด้วย\r\n\r\nที่มา https://www.bbc.com/thai/features-53420332","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1598843890.PNG"],
    [553,2769,"IVF : นักวิทยาศาสตร์หญิงผู้สร้าง “เด็กหลอดแก้ว”ที่ปฏิวัติการเจริญพันธุ์ของมนุษยชาติ","Fri, 2020-08-28 09:37","http://www.stkc.go.th/node/2769","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เธอคือบุคคลแรกในโลกที่นำไข่และอสุจิมนุษย์มาปฏิสนธิภายนอกร่างกายได้สำเร็จ นับเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ครั้งสำคัญที่นำไปสู่การทำ \"เด็กหลอดแก้ว\" (in vitro fertilization - IVF) เทคโนโลยีช่วยผู้มีบุตรยากที่เรารู้จักกันดีในปัจจุบัน ทว่าชื่อของเธอกลับไม่เป็นที่รู้จักเท่าใดนัก\r\n\r\nวันอังคารหนึ่งของเดือน ก.พ.ปี 1944 มีเรียม เมนกิน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการห้องวิทยาศาสตร์ (ห้องแล็บ) ชาวอเมริกัน วัย 43 ปี ต้องอดนอนตลอดทั้งคืนเพื่อปลอบโยนลูกสาวอายุ 8 เดือนที่ร้องไห้งอแงเพราะเจ็บเหงือกจากฟันที่กำลังขึ้น\r\n\r\nเช้าวันต่อมา มีเรียมไปทำงานที่ห้องแล็บตามปกติอย่างที่เธอทำมาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ภารกิจทุกวันพุธของเธอคือการนำไข่มนุษย์มาผสมกับตัวอสุจิในจานแก้ว แล้วภาวนาให้มันรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว\r\n\r\nในฐานะเจ้าหน้าที่เทคนิคในห้องแล็บของ ดร.จอห์น ร็อค ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป้าหมายในการทำงานของมีเรียมคือการผสมไข่ในหลอดแก้ว (ภายนอกร่างกายมนุษย์) ซึ่งเป็นขั้นแรกในแผนการแก้ปัญหาการมีบุตรยากของ ดร.ร็อค\r\n\r\nตามปกติ มีเรียมจะปล่อยให้อสุจิและไข่ผสมกันประมาณ 30 นาที\r\n\r\nแต่ในวันพุธนั้นกลับไม่ได้เป็นไปตามแผน\r\n\r\nหลายปีต่อมา มีเรียมได้เปิดเผยว่า \"ดิฉันรู้สึกอ่อนเพลียและง่วงนอนมากในขณะที่ส่องกล้องจุลทรรศน์ดูตัวอสุจิว่ายไปมารอบ ๆ ไข่ จนลืมดูนาฬิกาไปสนิท กว่าจะรู้ตัวอีกทีเวลาก็ล่วงไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว...พูดง่าย ๆ ก็คือ ดิฉันต้องยอมรับว่าความสำเร็จของดิฉัน หลังจากล้มเหลวมา 6 ปีนั้น ไม่ได้เกิดจากความฉลาดหลักแหลม แต่มาจากการงีบหลับระหว่างทำงาน !\"\r\n\r\nหญิงผู้คิดค้นสูตรคอมพิวเตอร์ทำให้ถ่ายรูป \"หลุมดำ\" ได้เป็นครั้งแรกของโลก\r\nรู้จักกับ มิเลวา ไอน์สไตน์ ภรรยาของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์\r\nที่ไหนในโลกที่มีผู้หญิงในวงการวิทยาศาสตร์มากกว่าผู้ชาย?\r\nบุษบา คราเมอร์: ทลายอุปสรรค เสาะหาโอกาส จนเป็นนักดาราศาสตร์ไทยหนึ่งเดียวในเยอรมนี\r\nในวันศุกร์ของสัปดาห์นั้น มีเรียมกลับไปทำงานที่ห้องแล็บ แล้วได้พบภาพอันน่าอัศจรรย์ของเซลล์อสุจิและเซลล์ไข่ที่รวมตัวกัน และตอนนี้กำลังเกิดการแบ่งตัว ทำให้เธอได้เห็นภาพตัวอ่อนมนุษย์ที่ได้รับการปฏิสนธิขึ้นในหลอดแก้วสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก\r\n\r\nความสำเร็จของมีเรียมครั้งนี้ ได้ช่วยปูทางไปสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีด้านการเจริญพันธุ์ ซึ่งช่วยให้ผู้หญิงที่มีบุตรยากได้ตั้งครรภ์ และช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาชีวิตมนุษย์ในระยะแรกเริ่ม\r\n\r\nความสำเร็จดังกล่าว ทำให้ในปี 1978 โลกได้ต้อนรับ ลูอิส บราวน์ \"เด็กจากหลอดทดลอง\" คนแรกที่ปฏิสนธิด้วยวิธีที่เรารู้จักกันในปัจจุบันว่า \"การทำเด็กหลอดแก้ว\"(in vitro fertilization - IVF)\r\n\r\n\r\n\r\nหลังจากนั้น มีเรียมได้เป็นผู้เขียนร่วมในเอกสารงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ 18 ชิ้น ซึ่งรวมถึงงานชิ้นประวัติศาสตร์ 2 ชิ้นเกี่ยวกับความสำเร็จในครั้งแรกของเธอ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโลกอย่าง Science\r\n\r\nแต่ถึงอย่างนั้น ชื่อ มีเรียม เมนกิน กลับไม่เป็นที่รู้จักเท่ากับ ดร.ร็อค ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยของเธอ\r\n\r\nมาร์กาเร็ต มาร์ช นักประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส ในสหรัฐฯ และผู้ร่วมเขียนหนังสือเรื่อง The Fertility Doctor: John Rock And The Reproductive Revolution กล่าวว่า มีเรียมเป็นมากกว่าแค่ผู้ช่วยของ ดร.ร็อค\r\n\r\n\"ดร.ร็อค เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษา แต่มีเรียมเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้มีความคิด ความเคร่งครัด และความเชื่อแบบนักวิทยาศาสตร์ผู้ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตามระเบียบวิธีวิจัย\"\r\n\r\n\r\nชีวิตวัยเด็ก\r\nวันหนึ่งในปี 1900 ไข่กับอสุจิได้ผสมเข้าด้วยกัน แล้วเกิดการแบ่งตัวเป็น 2 เซลล์ จากนั้นก็เพิ่มเป็น 4 และ 8 เซลล์ 9 เดือนถัดมา มีเรียม เฟรดแมน ได้ลืมตาดูโลกในกรุงริกา ประเทศลัตเวีย เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ปี 1901\r\n\r\nตอนอายุประมาณ 2 ขวบ ครอบครัวของเธอได้อพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ โดยที่พ่อได้ทำงานเป็นหมอ\r\n\r\nเมื่อโตขึ้น มีเรียมได้เดินตามรอยบิดา โดยสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ในปี 1922 ด้วยปริญญาด้านประวัติศาสตร์ และกายวิภาคศาสตร์เปรียบเทียบ (comparative anatomy)\r\n\r\nในปีต่อมา เธอได้รับปริญญาโทด้านพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และได้สอนวิชาชีววิทยาและสรีรวิทยาเป็นระยะสั้น ๆ ในนครนิวยอร์ก\r\n\r\nตอนที่มีเรียมตัดสินใจสมัครเข้าศึกษาในโรงเรียนการแพทย์ เธอต้องเผชิญกับอุปสรรคแรก นั่นคือ การถูกปฏิเสธจากโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของประเทศ 2 แห่ง น่าจะด้วยเหตุผลที่เธอเป็นผู้หญิง เพราะในสมัยนั้นมีโรงเรียนแพทย์ชั้นนำเพียงไม่กี่แห่งที่รับผู้หญิงเข้าเรียน\r\n\r\nชีวิตสมรส\r\nในเวลาต่อมา มีเรียมได้แต่งงานกับอดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ชื่อ วาลี เมนกิน ซึ่งตอนนั้นกำลังเป็นนักศึกษาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ส่วนเธอทำงานเป็นเลขาเพื่อช่วยหาเงินส่งสามีเรียนหนังสือให้จบ\r\n\r\nมีเรียมใช้ความใกล้ชิดในแวดวงวิชาการสมัครเข้าเรียนหลักสูตรต่าง ๆ ด้านวิทยาแบคทีเรีย และคัพภวิทยา หรือ วิทยาเอ็มบริโอ ที่ศึกษาเรื่องตัวอ่อนมนุษย์ รวมทั้งยังช่วยสามีในการทดลองต่าง ๆ ในห้องแล็บด้วย ซึ่งที่นั่นทำให้เธอได้รู้จักกับ ดร.เกรกอรี พินคัส นักชีววิทยาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งในเวลาต่อมาเขาและ ดร.ร็อค ได้ร่วมกันพัฒนายาคุมกำเนิดชนิดเม็ด\r\n\r\nดร.พินคัส ได้มอบหมายให้มีเรียมช่วยสกัดฮอร์โมนสำคัญ 2 ชนิดจากต่อมใต้สมอง แล้วนำไปฉีดใส่มดลูกของกระต่ายเพศเมียเพื่อกระตุ้นให้มีการตกไข่เพิ่ม\r\n\r\nการทดลองการปฏิสนธิเทียม\r\nDr John Rockที่มาของภาพ,CENTER FOR THE HISTORY OF MEDICINE, HARVARD\r\nคำบรรยายภาพ,\r\nดร.จอห์น ร็อค เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ปฏิวัติการวิจัยเด็กหลอดแก้ว\r\n\r\nดร.ร็อค ได้เข้าร่วมการทดลองครั้งนี้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเจริญพันธุ์ ซึ่งต้องการนำข้อมูลที่ได้จากการทดลองในสัตว์ของ ดร.พินคัส ไปสู่การวิจัยทางคลินิก\r\n\r\nโดยทุกวันอังคาร เวลา 08:00 น. มีเรียมจะวนเวียนอยู่ที่ด้านนอกห้องผ่าตัดที่ชั้นใต้ดินของโรงพยาบาลเพื่อการกุศลสำหรับสตรีรายได้ต่ำแห่งหนึ่งในเมืองบรุกไลน์ รัฐแมสซาชูเซตส์\r\n\r\nหากเธอโชคดี ดร.ร็อค จะส่งรังไข่ชิ้นเล็ก ๆ ที่เขานำออกจากคนไข้ให้แก่เธอ จากนั้นมีเรียมจะผ่าถุงไข่ ซึ่งเธอเล่าว่ามีขนาดประมาณเม็ดถั่วเฮเซลออกมาเพื่อหาไข่อันล้ำค่าที่อยู่ข้างใน\r\n\r\nสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า มีเรียมจะทำงานเป็นกิจวัตร นั่นคือ ออกหาไข่ในวันอังคาร, ผสมไข่เข้ากับอสุจิในวันพุธ, ภาวนาให้ไข่และอสุจิรวมตัวกันในวันพฤหัสบดี และส่องกล้องจุลทรรศน์เพื่อตรวจผลในวันศุกร์\r\n\r\nการทดลอง 6 ปี\r\nทุกวันศุกร์ เวลาที่มีเรียมตรวจดูตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อน สิ่งที่เธอเห็นมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือ ไข่ที่ไม่ได้รับการผสม และตัวอสุจิที่ตายแล้ว เธอทำเช่นนี้ซ้ำ ๆ 138 ครั้ง ในช่วงเวลากว่า 6 ปี\r\n\r\nจนกระทั่งวันศุกร์หนึ่งในเดือน ก.พ.ปี 1944 ที่เธอเปิดประตูตู้เพาะเลี้ยงตัวอ่อนออกมา แล้วต้องร้องเรียก ดร.ร็อค\r\n\r\nในขณะนั้นห้องแล็บเต็มไปด้วยผู้มาเยี่ยมชม \"ทุกคนวิ่งกรูกันเข้ามาดูมนุษย์อายุน้อยที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา\"\r\n\r\nในเวลาต่อมา มีเรียมเขียนเล่าถึงเหตุการณ์ตอนนั้นว่า เธอ \"ไม่กล้าปล่อยสิ่งล้ำค่านั้นให้คลาดสายตา\"\r\n\r\nเธอพยายามรักษาไข่ที่ปฏิสนธิแล้วด้วยการคอยหยอดของเหลวใส่จานเพาะทีละหยดไปตลอดทั้งคืน ทว่าในที่สุดเธอก็สูญเสียมันไป แต่ก็ประสบความสำเร็จในการผสมไข่กับอสุจิได้ซ้ำอีก 3 ครั้ง\r\n\r\nแล้วจู่ ๆ สามีของมีเรียมก็ตกงาน ส่งผลให้เธอต้องย้ายตามเขาไปทำงานที่มหาวิทยาลัยดุ๊ก ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา ซึ่งคนที่นั้นมองว่าการทำเด็กหลอดแก้ว หรือ IVF เป็นงานวิจัยที่อื้อฉาว แม้แต่แพทย์คนหนึ่งยังเปรียบว่ามันเป็น \"การข่มขืนในหลอดแก้ว\"\r\n\r\nการขาดนักวิทยาศาสตร์ทักษะดีอย่างมีเรียมทำให้การวิจัย IVF ในเมืองบอสตันต้องหยุดชะงักลง เพราะไม่มีผู้ช่วยของ ดร.ร็อค คนใดที่ประสบความสำเร็จในการผสมไข่กับอสุจิในหลอดแก้วได้สำเร็จอีกเลย\r\n\r\n\r\nดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้อง\r\nแม้จะไม่สามารถไปที่ห้องแล็บได้ แต่มีเรียมก็ยังคงร่วมงานกับ ดร.ร็อค แบบระยะไกล\r\n\r\nในปี 1948 ทั้งคู่ร่วมกันตีพิมพ์รายงานเรื่องความสำเร็จในการทำ IVF ครั้งแรกในวารสาร Science โดยที่ มีเรียม มีชื่อเป็นนักวิจัยหลัก\r\n\r\nแต่จากนั้นไม่นาน นักวิทยาศาสตร์หญิงผู้นี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการสานต่องานวิจัยเรื่องนี้จากปัญหาครอบครัว\r\n\r\nมีเรียมมีความคิดจะหย่าขาดจากสามีมาเป็นเวลาหลายปี ทั้งจากการที่เขาควบคุมเรื่องการเงิน และการข่มขู่จะใช้ความรุนแรงต่อหน้าลูกทั้งสองคือ ลูซี และกาเบรียล\r\n\r\nแต่เมื่อพฤติกรรมเขาเลวร้ายลง ในที่สุดมีเรียมก็ตัดสินใจเดินออกมาจากชีวิตคู่ และพบว่าตัวเองต้องดิ้นรนอย่างหนักในฐานะแม่เลี้ยงเดี่ยวเพื่อหารายได้เลี้ยงปากท้องลูก ๆ\r\n\r\nกลับไปบอสตัน\r\nช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 มีเรียมย้ายกลับไปเมืองบอสตัน เพื่อเอาลูซี ซึ่งป่วยเป็นโรคลมชัก เข้าโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ\r\n\r\nส่วนตัวเธอเองได้กลับไปร่วมงานกับ ดร.ร็อค ทว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายนับแต่เธอลาออกไป\r\n\r\nในตอนนี้ ห้องแล็บของ ดร.ร็อค ได้เปลี่ยนภารกิจหลักจากการทำเด็กมาเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กเกิด โดยการพัฒนาการคุมกำเนิดรูปแบบใหม่ที่ใช้งานได้สะดวก จนนำไปสู่การอนุมัติการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดครั้งประวัติศาสตร์ในปี 1960\r\n\r\n\r\nศักยภาพที่ไม่ถูกค้นพบ\r\nในขณะที่ ดร.ร็อค กำลังเข้าใกล้เป้าหมายสูงสุดของเขา มีเรียมได้ทำงานอยู่เบื้องหลังในฐานะ \"ผู้ช่วยงานเขียนวิจัย\"\r\n\r\nเธอค้นคว้าหาหัวข้อวิจัยต่าง ๆ ตั้งแต่การแช่แข็งอสุจิของญี่ปุ่นไปจนถึงการปฏิสนธิม้า เธอยังร่วมเขียนงานวิจัยที่ศึกษาว่าสายกางเกงชั้นในที่ทำความร้อนได้จะทำให้ผู้ชายเป็นหมันได้ชั่วคราวหรือไม่ ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ดูห่างไกลจากเป้าหมายเริ่มแรกของเธอ แต่ก็เป็นความพยายามขยายขอบเขตความรู้ทางวิทยาศาสตร์และศึกษาปริศนาเรื่องการเจริญพันธุ์ที่ยังมีอยู่อย่างจำกัดในยุคนั้น\r\n\r\nมันเป็นการยากที่จะทราบได้ว่ามีเรียมจะประสบความสำเร็จเรื่องอะไรบ้าง หากชีวิตของเธอไม่ได้เป็นไปในรูปแบบนี้ หากเธอไม่ได้แต่งงานกับ วาลี เมนกิน หรือหากเธอได้รับปริญญาเอก\r\n\r\nแต่สิ่งที่สามารถบอกได้ก็คือสภาพแวดล้อมและยุคสมัยที่เธออยู่นั้น ทำให้เธอต้องอยู่ในกรอบบางอย่าง แม้แต่ความสำเร็จสูงสุดด้านวิทยาศาสตร์ของเธอ เรื่องของมีเรียมยังถูกนำเสนอในลักษณะของแม่ลูกอ่อนจิตฟุ้งซ่านที่สร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญโดยบังเอิญ\r\n\r\nแต่หากได้ดูการจดบันทึกอย่างละเอียดถี่ถ้วนของเธอ ความเคร่งครัดในระเบียบวิธีวิจัย และเอกสารอ้างอิงในงานวิจัยที่มีการสืบค้นมาอย่างดีของเธอ ก็จะเห็นได้ว่าความสำเร็จดังกล่าวเกิดมาด้วยความสามารถของตัวเธอเองโดยแท้\r\n\r\nมาร์กาเร็ต มาร์ช เคยกล่าวถึงนักวิทยาศาสตร์หญิงผู้นี้เอาไว้ว่า \"เธอไม่ใช่แค่ผู้ช่วยของใคร\"\r\n\r\n\r\nที่มา  https://www.bbc.com/thai/features-53526923","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1598582225.png"],
    [554,2767,"สภาพอากาศ และ ภูมิอากาศ แตกต่างกันอย่างไร","Thu, 2020-08-27 10:40","http://www.stkc.go.th/node/2767","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"\r\nในขณะที่โลกของเรากำลังร้อนขึ้นทุกขณะ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องรู้ว่า \"สภาพอากาศ\" (weather) และ \"ภูมิอากาศ\" (climate) มีความแตกต่างกันอย่างไร\r\n\r\nสภาพอากาศ คือภาวะลมฟ้าอากาศที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ และจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ โดยนักพยากรณ์อากาศจะดูเรื่องเกี่ยวกับอุณหภูมิ \r\nความกดอากาศ ทิศทางลม และความชื้นในอากาศในภูมิภาคหนึ่ง ๆ และในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เพื่อให้ทราบว่า วันนี้จะมีแสงแดดจัดหรือไม่\r\n พรุ่งนี้จะมีฝนตกหรือเปล่า และมีโอกาสที่หิมะจะตกเพียงใด เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปการพยากรณ์อากาศในระยะสั้นมักค่อนข้างแม่นยำ\r\n\r\nส่วนภูมิอากาศ คือ สภาพอากาศที่เกิดขึ้นเป็นประจำต่อเนื่องยาวนาน และไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงมากนัก เช่น ภูมิอากาศแบบขั้วโลก \r\nซึ่งจะมีลักษณะอากาศหนาวเย็นโดยมาก ภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่จะเกี่ยวข้องปัจจัยต่าง ๆ บนโลกที่ทำให้เกิดลักษณะภูมิอากาศในแต่ละที่มีความต่างกัน\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ได้เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงเรื่องเกี่ยวกับอุณหภูมิโดยเฉลี่ย เพื่อให้ทราบแนวโน้มในระยะยาวว่าภูมิอากาศโลก\r\nมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ซึ่งแนวโน้มในปัจจุบันก็ชัดเจนว่า โลกของเรากำลังร้อนขึ้น และมันกำลังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อสรรพชีวิต\r\nบนโลกของเรา ทำให้เกิดสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว น้ำแข็งในทะเลละลาย และระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเราทุกคน\r\n\r\nที่มา  https://www.bbc.com/thai/features-53723864","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1598499636.jpg"],
    [555,2763,"กินอาหารมีไขมันอิ่มตัวสูงแค่มื้อเดียว ทำให้ความตั้งใจจดจ่อมีสมาธิลดลงได้","Wed, 2020-08-26 09:17","http://www.stkc.go.th/node/2763","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"อาหารอุดมไขมันแม้จะมีรสชาติอร่อยถูกปาก แต่ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายหลายเรื่องในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งของกินที่มีไขมันอิ่มตัว (saturated fat) ในปริมาณสูง ซึ่งล่าสุดมีการศึกษาวิจัยพบว่า การกินอาหารประเภทนี้แม้เพียงมื้อเดียว ยังส่งผลให้ความสามารถในการตั้งใจจดจ่อเป็นสมาธิลดลงอย่างมากด้วย\r\n\r\nทีมนักวิจัยด้านจิตวิทยาคลินิกจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต (OSU) ของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นลงในวารสาร \"โภชนาการทางคลินิกอเมริกัน\" (The American Journal of Clinical Nutrition) โดยระบุว่าผลของการบริโภคอาหารอุดมไขมันในระยะสั้น เช่นภาวะบางอย่างที่เกิดขึ้นกับร่างกายและจิตใจหลังการกินอาหารไขมันสูงเพียงมื้อเดียว ยังไม่เคยได้รับความสนใจศึกษาในเชิงลึกกันมาก่อน\r\n\r\nทีมผู้วิจัยจึงทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างหญิง 51 คน โดยให้ทำแบบทดสอบวัดความสามารถในการตั้งใจจดจ่อเป็นสมาธินาน 10 นาที หลังได้รับประทานอาหารไขมันสูงเข้าไปแล้ว 5 ชั่วโมง โดยเปรียบเทียบผลคะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังกินอาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัว กับผลคะแนนหลังกินอาหารชนิดเดียวกันที่ปรุงด้วยน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว\r\n\r\nการทดลองเริ่มต้นขึ้นในตอนเช้า โดยกลุ่มตัวอย่างซึ่งอดอาหารและน้ำมาเป็นเวลา 12 ชั่วโมง จะทำแบบทดสอบวัดระดับความมีสมาธิในขั้นพื้นฐานของแต่ละคนเสียก่อน จากนั้นจะกินอาหารที่ปรุงด้วยไขมันชนิดใดชนิดหนึ่งและลงมือทำแบบทดสอบอีกครั้ง กระบวนการทั้งหมดจะถูกทำซ้ำใหม่เมื่ออาสาสมัครกลับมาในสัปดาห์ถัดไป แต่จะเปลี่ยนชนิดอาหารที่ให้รับประทานเป็นไขมันชนิดตรงข้าม\r\n\r\nผลปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งหมดทำคะแนนได้ย่ำแย่ลงอย่างมาก หลังรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูงเข้าไป โดยกลุ่มตัวอย่างมีความสามารถในการตั้งใจจดจ่อและติดตามสิ่งเร้าในแบบทดสอบลดลงโดยเฉลี่ย 11%\r\n\r\nแม้ทีมผู้วิจัยจะไม่ได้ตรวจสอบหาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมองหลังกินอาหารไขมันอิ่มตัวสูง แต่ ดร.อันเนลีส แมดิสัน ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า ไขมันอิ่มตัวอาจทำให้เกิดภาวะอักเสบสูงขึ้นทั่วร่างกายรวมไปถึงสมอง ซึ่งกรดไขมันอิ่มตัวอาจข้ามส่วนเชื่อมต่อที่กั้นระหว่างกระแสเลือดกับเซลล์สมอง (blood-brain barrier) เข้าไปมีปฏิกิริยาโดยตรงบางอย่างกับเซลล์สมองได้\r\n\r\nทีมผู้วิจัยยังพบว่าภาวะที่ความสามารถในการมีสมาธิตั้งมั่นลดลง เกิดขึ้นกับผู้ที่มีอาการลำไส้ดูดซึมผิดปกติหรือลำไส้รั่ว (leaky gut) อีกด้วย โดยในกรณีนี้แบคทีเรียในลำไส้และโมเลกุลของสารพิษบางอย่างอาจหลุดลอดเข้าไปในกระแสเลือด และทำให้เกิดผลกระทบต่อสมองได้\r\n\r\nCr. https://www.bbc.com/thai/international-52800832","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1598408225.png"],
    [556,2761,"สุนัขใช้สนามแม่เหล็กโลกนำทางได้เหมือนนกอพยพ","Tue, 2020-08-25 10:02","http://www.stkc.go.th/node/2761","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"แม้จะมีการสันนิษฐานกันมานานแล้วว่า สุนัขมีประสาทสัมผัสที่สามารถรับรู้ถึงพลังของสนามแม่เหล็กโลกได้ เหมือนกับสัตว์อีกหลายชนิดเช่นนก เต่า กบ และซาลาแมนเดอร์ แต่ล่าสุดทีมนักชีววิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย CULS ของสาธารณรัฐเช็กเพิ่งพบหลักฐานที่ยืนยันได้ชัดเจนเป็นครั้งแรกว่า เจ้าตูบของเรามีความสามารถพิเศษดังกล่าวจริง\r\n\r\nรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร eLife ระบุว่า มีการทดลองติดกล้องและอุปกรณ์จีพีเอสกับตัวสุนัขระหว่างออกล่าสัตว์ ซึ่งผลการทดลองนี้ช่วยอธิบายได้ว่า เหตุใดสุนัขหลายตัวจึงสามารถค้นหาเส้นทางที่ถูกต้องหรือเส้นทางลัดได้แม่นยำ แม้จะอยู่ในสถานที่ไม่คุ้นเคย ไม่มีรอยเท้าเก่าหรือร่องรอยอื่น ๆ ให้ติดตามดมกลิ่นได้เลยก็ตาม\r\n\r\nทีมนักวิจัยให้สุนัขล่าเหยื่อ 10 สายพันธุ์ จำนวน 27 ตัว ออกติดตามแกะรอยและนำสัตว์ที่ล่าได้กลับมาหาเจ้าของรวมทั้งสิ้นกว่า 600 ครั้ง โดยการทดลองจัดขึ้นในสถานที่หลายแห่ง ซึ่งมักเป็นป่ารกทึบไม่ค่อยมีแสงอาทิตย์ส่องถึงพื้น ทั้งยังมีใบไม้ร่วงทับถมกันจนหนา กลบรอยเดินเท้าและกลิ่นต่าง ๆ ที่พื้นดินจนหมด\r\n\r\nผลปรากฏว่าสุนัขส่วนใหญ่จะติดตามดมกลิ่นไปได้สักครู่ ก่อนจะถอยกลับมาตั้งหลักในจุดเริ่มต้น แล้วออกวิ่งไปในเส้นทางใหม่ที่แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง\r\n\r\nสุนัขทดลองที่นำเหยื่อกลับมาหาเจ้าของได้ในเวลาอันรวดเร็ว มักจะวิ่งมาตามแนวเหนือ-ใต้ ซึ่งตรงกับการวางตัวของเข็มทิศเสมอ ไม่ว่าเจ้าของจะยืนรออยู่ตรงตำแหน่งใดก็ตาม ถือเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ว่าสุนัขมีความสามารถรับรู้ถึงพลังของสนามแม่เหล็กโลก หรือแม็กนีโตรีเซปชัน (Magnetoreception)\r\n\r\nหมาลุยน้ำที่มาของภาพ,GETTY IMAGES\r\nก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีการศึกษาถึงคุณสมบัติดังกล่าวในสุนัขมากนัก เมื่อเทียบกับสัตว์ชนิดอื่น ๆ เช่นฝูงนกที่ต้องอพยพเป็นระยะทางไกลข้ามทวีปในทุกปี ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบถึงกลไกการทำงานโดยละเอียดของประสาทสัมผัสชนิดพิเศษในสุนัขนี้\r\n\r\nเมื่อไม่กี่ปีก่อน นักวิจัยทีมเดียวกันยังค้นพบว่า สุนัขมักจะขับถ่ายตามแนวทิศทางเหนือ-ใต้ ซึ่งเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ชี้ว่าพวกมันรับรู้และตอบสนองต่อพลังของสนามแม่เหล็กโลกได้\r\n\r\nสำหรับในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์หลายคนเริ่มมีคำถามว่า มนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกหลายชนิดมีความสามารถแบบนี้แอบแฝงอยู่ด้วยหรือไม่ ซึ่งก็เป็นประเด็นที่จะต้องศึกษาเพิ่มเติมกันต่อไป\r\n\r\nที่มา  https://www.bbc.com/thai/features-53540116","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1598324539.png"],
    [557,2759,"สเปิร์มว่ายไปข้างหน้าด้วยการหมุนควงสว่านเหมือนตัวนาก","Mon, 2020-08-24 09:25","http://www.stkc.go.th/node/2759","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เมื่อปี ค.ศ. 1677 หรือ 343 ปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์ชื่ออันโทนี ฟาน เลเวนฮูก เป็นคนแรกที่ใช้กล้องจุลทรรศน์สังเกตน้ำอสุจิของตนเองแล้วพบว่า สเปิร์มของบุรุษเพศแหวกว่ายด้วยการตวัดหางไปมาทางซ้ายและขวาอย่างสมมาตรกัน คล้ายการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าของงูหรือปลาไหล\r\n\r\nแต่อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าทางวิทยาการล่าสุดเพิ่งทำให้เราทราบว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น โดยภาพวิดีโอความคมชัดสูงที่ถ่ายด้วยกล้องสามมิติ ซึ่งมีอัตราเร็วในการบันทึกภาพถึง 55,000 ภาพต่อวินาทีได้เผยว่า ที่จริงแล้วสเปิร์มแหวกว่ายไปข้างหน้าด้วยการหมุนควงสว่านเหมือนตัวนากต่างหาก\r\n\r\nเซลล์ไข่ของมนุษย์เลือกสเปิร์มที่จะผสมเองได้ด้วยปฏิกิริยาเคมี\r\nชี้จังหวะแหวกว่ายของสเปิร์มเป็นไปตามสูตรคณิตศาสตร์\r\nมนุษย์เสี่ยงสูญพันธุ์ จากปัญหาผู้ชายมีสเปิร์มลดลง?\r\nดร. แอร์เมส กาเดญา นักชีววิทยาเชิงคณิตศาสตร์ (mathematical biologist) และเพื่อนร่วมทีมวิจัยของเขาจากมหาวิทยาลัยบริสตอลของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์รายงานการค้นพบข้างต้นในวารสาร Science Advances โดยระบุว่าใช้กล้องสามมิติดังกล่าวบันทึกภาพวิดีโอ ร่วมกับการใช้กล้องจุลทรรศน์ที่สามารถเลื่อนแผ่นสไลด์บรรจุตัวอย่างอสุจิขึ้นลงได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เห็นความเคลื่อนไหวที่หางของมันได้จากหลายมุมมองยิ่งขึ้น\r\n\r\n\r\nดร. กาเดญาบอกว่า การตวัดหางไปมาของสเปิร์มนั้น ที่จริงไม่ได้สมมาตรหรือเท่ากันทั้งซ้ายและขวาอย่างที่เคยเข้าใจกันมา ซึ่งการตวัดหางแบบนี้จะทำให้ต้องว่ายวนเป็นวงกลม ไม่สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้\r\n\r\n\"แต่การแหวกว่ายของสเปิร์ม ยังมีการเคลื่อนไหวอีกแบบเข้าช่วยด้วย นั่นคือการหมุนรอบแกนแนวยาวของลำตัว คล้ายกับตัวนากที่ว่ายน้ำด้วยการหมุนตัวควงสว่าน\" ดร. กาเดญากล่าว\r\n\r\nทีมผู้วิจัยระบุว่า การหมุนตัวในลักษณะนี้ช่วยชดเชยข้อบกพร่องจากการตวัดหางที่ไม่สมมาตร และทำให้สเปิร์มพุ่งตัวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ\r\n\r\nการค้นพบนี้ยังช่วยไขปริศนาที่มีมานานว่า เหตุใดสเปิร์มยังคงแหวกว่ายตรงไปข้างหน้าได้ ทั้งที่โครงสร้างระดับโมเลกุลซึ่งทำให้พวกมันตวัดหางไปมาได้นั้น มีลักษณะไม่สมมาตร\r\n\r\nความรู้ใหม่เรื่องการเคลื่อนไหวของสเปิร์ม ยังอาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจปัญหาการเจริญพันธุ์ของผู้ชายได้มากขึ้น ซึ่งการที่สเปิร์มแหวกว่ายอย่างผิดปกติก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีบุตรยากได้\r\n\r\nCr. https://www.bbc.com/thai/features-53640557","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1598235930.PNG"],
    [558,2747,"แรดขนยาวอาจสูญพันธุ์เพราะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่ถูกมนุษย์ล่า","Fri, 2020-08-21 13:25","http://www.stkc.go.th/node/2747","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ผลการศึกษาดีเอ็นเอของแรดขนยาว (woolly rhino) สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สูญพันธุ์ไปจากแถบไซบีเรีย ในยุคน้ำแข็งเมื่อราว 14,000 ปีที่แล้ว แท้จริงอาจเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่เพราะถูกมนุษย์ล่า\r\n\r\nแรดขนยาว เคยมีชีวิตอยู่บริเวณตอนเหนือของทวีปเอเชียและยุโรป โดยฟอสซิลเก่าแก่ที่สุดที่นักวิทยาศาสตร์ขุดค้นพบในทิเบต เป็นของแรดขนยาวที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อราว 3.6 ล้านปีก่อน\r\n\r\nซากหมาน้อย 18,000 ปี ชี้รอยต่อวิวัฒนาการจากหมาป่าสู่หมาบ้าน\r\nเม็กซิโกพบ \"หลุมดักช้างแมมมอธ\" ของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์\r\nคืนชีพแมมมอธขนยาวใน 2 ปีข้างหน้า ทำได้จริงหรือไม่\r\nก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าแรดขนยาว สูญพันธุ์จากน้ำมือมนุษย์ แต่ผลการศึกษาชิ้นล่าสุดของทีมนักวิจัยจากศูนย์พันธุศาสตร์บรรพชีวิน (Center for Paleogenetics) ในสวีเดน ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology พบหลักฐานที่หักล้างความเชื่อดังกล่าว\r\n\r\n\r\n\r\nทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ดีเอ็นเอจากฟอสซิลกระดูก เนื้อเยื่อที่แห้งเป็นมัมมี่ และเส้นขนของแรดขนยาวจากไซบีเรีย จำนวน 14 ตัว ที่มีอายุตั้งแต่ 14,100 - 50,000 ปี\r\n\r\nผลการศึกษาพบว่า ประชากรแรดขนยาวอยู่ในระดับคงที่อยู่นานหลายพันปีหลังจากมนุษย์ได้เข้าไปตั้งถิ่นฐานในถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกมันทางตะวันออกเฉียงเหนือของไซบีเรียเมื่อราว 30,000 ปีก่อน ซึ่งนี่บ่งชี้ว่า การล่าของมนุษย์ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ทำให้สัตว์โบราณชนิดนี้ต้องสูญพันธุ์ลง\r\n\r\nศาสตราจารย์ลูเว ดอเลียน หนึ่งในทีมวิจัยบอกว่า \"ช่วงเวลาที่แรดขนยาวมีจำนวนลดลงไปสู่การสูญพันธุ์นั้น ไม่สอดคล้องกับการเข้าไปอยู่อาศัยของมนุษย์กลุ่มแรก ๆ ในภูมิภาคนั้น อันที่จริงเราพบว่าพวกมันมีประชากรเพิ่มขึ้นในช่วงนั้นด้วยซ้ำ\"\r\n\r\n\r\nขณะที่ เอดอนา ลอร์ด นักศึกษาปริญญาเอกที่ร่วมงานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า ช่วงที่แรดขนยาวสูญพันธุ์ตรงกับช่วงที่โลกมีอากาศอุ่นขึ้นผิดปกติ ที่เรียกว่า Bølling oscillation และ Allerød oscillation นี่จึงบ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจเป็นตัวการหลักที่ทำให้แรดขนยาวสูญพันธุ์ เนื่องจากอากาศที่อบอุ่นและชื้นแฉะขึ้นอาจทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในพืชผักที่เป็นอาหารของสัตว์โบราณชนิดนี้ และอาจส่งผลอย่างรุนแรงต่อการดำรงชีวิตพวกมัน\r\n\r\n\r\nนอกจากนี้ทีมนักวิจัยยังพบว่า แรดขนยาวมีความหลากหลายทางพันธุกรรมสูง แม้แต่ในช่วงที่ใกล้จะสูญพันธุ์ก็ตาม และยังพบว่า แรดขนยาวสามารถปรับตัวให้เข้ากับการดำรงชีวิตในสภาพอากาศหนาวเย็นได้ดี เพราะมีการกลายพันธุ์ในระดับยีนที่ทำให้ตัวรับความรู้สึกหนาวเย็นที่ผิวหนังมีความไวน้อยลง ช่วยให้พวกมันทนทานต่อสภาพอากาศหนาวเย็นได้ดีขึ้น\r\n\r\n\"นี่บ่งชี้ว่าการสูญพันธุ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก บางทีอาจภายในระยะเวลาไม่กี่ร้อยปี\" ศ.ดอเลียน กล่าว\r\n\r\nหลังจากนี้ ทีมวิจัยหวังว่า จะทำการศึกษาว่าภูมิอากาศที่อุ่นขึ้นในยุคนั้นได้ส่งผลกระทบอื่น ๆ ต่อเหล่าสรรพสัตว์อย่างไรบ้าง\r\n\r\nที่มา  https://www.bbc.com/thai/features-53783590","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1597991116.jpg"],
    [559,2746,"เตียงนอนมนุษย์ถ้ำเก่าแก่ที่สุดในโลก 2 แสนปี ทำจากหญ้ากับเถ้าถ่าน","Thu, 2020-08-20 10:12","http://www.stkc.go.th/node/2746","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"นักโบราณคดีค้นพบซากวัสดุซึ่งประกอบกันขึ้นเป็นเตียงนอนของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่ถ้ำบอร์เดอร์ (Border cave) ในจังหวัดควาซูลู-นาทัล (KwaZulu-Natal) ของประเทศแอฟริกาใต้ โดยซากเตียงที่หลงเหลือในชั้นดินเก่าแก่ที่สุดที่ขุดพบมีอายุระหว่าง 183,000 - 227,000 ปี\r\n\r\nถ้ำดังกล่าวเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีร่องรอยการเข้าไปตั้งถิ่นฐานและทิ้งร้างไปเป็นช่วง ๆ ทำให้ทีมนักโบราณคดีสามารถขุดพบเครื่องมือเครื่องใช้และร่องรอยของการดำรงชีวิตอื่น ๆ ได้จากหลายยุคสมัย ซึ่งสภาพอากาศที่ค่อนข้างแห้งทำให้โบราณวัตถุเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้ได้เป็นอย่างดี ในชั้นดินที่ระดับความลึกต่าง ๆ กัน\r\n\r\nซากของเตียงนอนหลายหลังที่พบทำจากพืชหลากชนิด รวมถึงหญ้ากินี (Guinea grass) หรือที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pacinum Maximum ซึ่งยังคงมีขึ้นอยู่ตามธรรมชาติที่ด้านหน้าของถ้ำในปัจจุบัน\r\n\r\nซากเตียงบางหลังอยู่บนกองเถ้าถ่านที่ได้จากการเผาไม้ โดยในบางครั้งพบว่าเป็นเถ้าถ่านจากไม้การบูร (Camphor) ซึ่งแสดงว่ามนุษย์ถ้ำใช้วิธีเผาไม้หอมให้เกิดควัน และนำเถ้าถ่านที่ได้มารองใต้เตียง เพื่อป้องกันแมลงที่จะเข้ามารบกวนยามหลับใหล\r\n\r\n\r\nซากเตียงยุคก่อนประวัติศาสตร์เหล่านี้ มักถูกพบอยู่บริเวณด้านในของถ้ำใกล้กับกองไฟ ขอบของเตียงบางหลังก็มีร่องรอยถูกไฟไหม้ด้วย นอกจากนี้ยังพบเศษผงดินเหลืองหรือดินแดงที่ใช้ทาตัวตกอยู่บนซากเตียง รวมทั้งพบเศษหินซึ่งทำให้สันนิษฐานได้ว่ามีการนั่งบนเตียงระหว่างทำเครื่องมือหินไว้ใช้สอย\r\n\r\nศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร. ลิน วาดลีย์ ผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิตวอเทอร์สแรนด์ของแอฟริกาใต้ บอกว่าอายุของซากเตียงนี้มีความเก่าแก่พอ ๆ กับกำเนิดของมนุษย์ยุคใหม่หรือโฮโมเซเปียนส์ ซึ่งทีมวิจัยยังไม่แน่ใจว่า มนุษย์ถ้ำที่สร้างและใช้เตียงนี้เป็นมนุษย์ยุคใหม่ หรือว่าเป็นบรรพบุรุษมนุษย์เผ่าพันธุ์อื่นอย่างเช่นโฮโมนาเลดี (Homo naledi) กันแน่\r\n\r\nเมื่อปี 2011 เคยมีรายงานการค้นพบซากของฟูกหรือเตียงนอนอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกมาแล้วที่ถ้ำซิบูดู (Sibudu cave)ในจังหวัดควาซูลู-นาทัลเช่นเดียวกัน โดยเตียงนี้มีอายุเก่าแก่ 77,000 ปี ทำจากวัสดุจำพวกต้นกกหรือต้นอ้อ และมีการใช้พืชสมุนไพรที่มีคุณสมบัติไล่แมลงปูทับที่ชั้นบนสุดของเตียงด้วย\r\n\r\nCr. https://www.bbc.com/thai/features-53794161","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1597893124.png"],
    [560,2744,"แอมโมเนียมไนเตรท' สารอันตรายเบื้องหลังโศกนาฏกรรมทางอุตสาหกรรมทั่วโลก","Wed, 2020-08-19 10:19","http://www.stkc.go.th/node/2744","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"สารแอมโมเนียมไนเตรท คือสารเคมีชนิดใส ไร้กลิ่น ที่มักถูกใช้ในการผลิตปุ๋ย ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุของการระเบิดครั้งใหญ่บริเวณท่าเรือในกรุงเบรุต เลบานอน เมื่อวันอังคาร รวมทั้งในอุบัติเหตุด้านอุตสาหกรรมในหลายประเทศในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา\r\n\r\nตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ระเบิดที่โรงงานผลิตปุ๋ยแห่งหนึ่งในรัฐเท็กซัสเมื่อปี ค.ศ. 2013 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย ซึ่งถูกตัดสินภายหลังว่าเป็นการวางแผนอย่างจงใจ และเหตุการณ์ระเบิดรางรถไฟในเกาหลีเหนือเมื่อปี ค.ศ. 2004 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 161 ราย\r\n\r\nสารแอมโมเนียมไนเตรทเมื่อผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงจะทำให้เกิดแรงระเบิดมหาศาล ซึ่งมักถูกนำมาใช้ในการระเบิดแบบควบคุมในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง แต่กลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มตาลีบัน ก็มักใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการสร้างระเบิดขึ้นมาใช้เองเช่นกัน\r\n\r\nตัวอย่างเช่น ในการวางระเบิดอาคารรัฐบาลแห่งหนึ่งที่เมืองโอกลาโฮมาซิตี้ สหรัฐฯ เมื่อปี ค.ศ. 1995 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 168 คน โดยมีการระบุว่ามีการใช้สารแอมโมเนียมไนเตรทราวสองตันในการวางระเบิดครั้งนั้น\r\n\r\nสำหรับเหตุการณ์ระเบิดครั้งล่าสุดที่กรุงเบรุต นายกรัฐมนตรีเลบานอน ฮัสซาน ดิอับ กล่าวว่ามีสารเคมีอันตรายชนิดนี้มากถึง 2,750 ตัน ถูกเก็บไว้นานหลายปีในโกดังที่ท่าเรือจุดเกิดเหตุ\r\n\r\nการกักเก็บสารแอมโมเนียมไนเตรทอย่างไม่ถูกวิธี เคยเป็นสาเหตุของการระเบิดครั้งใหญ่ที่โกดังสารเคมีแห่งหนึ่งที่เมืองเทียนจินของจีนเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 165 คน และเกิดความเสียหายมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ในครั้งนั้น\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ภายใต้การเก็บรักษาตามปกติทั่วไปนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำให้สารแอมโมเนียมไนเตรทเกิดการระเบิดได้ถ้าไม่มีความร้อนในระดับสูง เนื่องจากสารเคมีชนิดนี้โดยตัวมันเองนั้นไม่ใช่สารไวไฟ แต่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดกระบวนการสันดาปมากกว่า\r\n\r\nศาสตราจารย์จิมมี อ็อกซ์ลีย์ แห่งภาควิชาเคมี University of Rhode Island กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า จากวิดีโอระเบิดที่กรุงเบรุต เราจะเห็นกลุ่มควันสีดำและควันสีแดงลอยขึ้นมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเผาไหม้อย่างไม่สมบูรณ์ ซึ่งเขาเชื่อว่าอาจเกิดการระเบิดเล็ก ๆ ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่อย่างที่เห็น ส่วนระเบิดเล็ก ๆ นั้นจะเป็นอุบัติเหตุหรือเป็นความตั้งใจนั้นคงต้องมีการสืบสวนต่อไป\r\n\r\nถึงกระนั้น ศาสตราจารย์ผู้นี้ยืนยันว่าสารแอมโมเนียมไนเตรทยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในอุตสาหกรรมการเกษตรและการก่อสร้าง ดังนั้นจึงควรมีมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมการใช้และเก็บรักษาสารเคมีอันตรายนี้\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/ammonium-nitrate-industiral-accidents/5531691.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1597807161.jpg"],
    [561,2742,"นักวิจัยเผยโปรตีนใน 'ฟันปลาหมึก' อาจใช้ผลิตหน้ากากและชุดพีพีอีแบบซ่อมแซมตัวเองได้","Tue, 2020-08-18 09:57","http://www.stkc.go.th/node/2742","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"การเกิดโรคระบาดใหญ่ทำให้หน้ากากอนามัย และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลประเภทต่าง ๆ เป็นที่ต้องการมากขึ้นเพื่อใช้ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19\r\n\r\nในงานวิจัยล่าสุด นักวิทยาศาสตร์พบว่านักวิจัยอาจจะพัฒนาวัสดุโพลิเมอร์ชีวสังเคราะห์ที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้จากการสังเคราะห์โปรตีนที่พบในฟันของปลาหมึก\r\n\r\nการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature Materials เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบุว่า ทีมนักวิจัยนานาชาติจากเยอรมนี ตุรกี และ Penn State University ในสหรัฐฯ ได้อธิบายถึงวิธีที่พวกเขาสามารถเปลี่ยนโปรตีนที่มีลักษณะเฉพาะที่พบในฟันปลาหมึกให้เป็นวัสดุที่อ่อนนุ่มและสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งอาจนำมาใช้ในการพัฒนา “soft robots\" หรือหุ่นยนต์ที่มีความอ่อนนุ่ม และอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่ทนต่อการฉีกขาดได้\r\n\r\nวัสดุที่สามารถซ่อมแซมตัวเองได้นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่นักวิจัยบอกว่าวัสดุที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจต้องใช้เวลานานถึง 24 ชั่วโมงในการซ่อมแซมตัวเอง และวัสดุเหล่านั้นมักจะไม่แข็งแรงเหมือนของเดิม\r\n\r\nแต่ Abdon Pena-Francesch หัวหน้าการศึกษาวิจัยครั้งล่าสุดนี้ กล่าวว่า วัสดุสังเคราะห์ที่ได้จากโปรตีนในปลาหมึกนี้จะทำให้สามารถย่นระยะเวลาการซ่อมแซมตัวเองจาก 24 ชั่วโมงเหลือเพียง 1 วินาทีเท่านั้น\r\n\r\nนักวิจัยผู้นี้กล่าวอีกว่า การซ่อมแซมตัวเองโดยธรรมชาตินั้นใช้เวลานาน แต่เทคโนโลยีนี้เหนือกว่าธรรมชาติ และว่า วัสดุชนิดใหม่นี้สามารถซ่อมแซมตัวเองให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้ 100%\r\n\r\nนอกเหนือจากอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลแล้ว นักวิจัยกล่าวว่าวัสดุแบบใหม่จากฟันปลาหมึกยังสามารถนำไปใช้งานกับผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่อาจมีรอยฉีกขาดและรอยแตกเล็ก ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสียหายถาวรจากการเคลื่อนไหวซ้ำไปซ้ำมาอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงแขนหุ่นยนต์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม หรือขาเทียมด้วย\r\n\r\nนักวิจัยชุดนี้กล่าวว่า วัสดุนี้ไม่เพียงแต่สามารถใช้งานได้ดีเท่านั้น แต่ยังสามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งหมายถึงสามารถละลายได้อย่างรวดเร็วตามธรรมชาติ ซึ่งนั่นหมายความว่า หน้ากากและอุปกรณ์ทางการแพทย์แห่งอนาคตก็จะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/self-repairing-masks/5524320.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1597719471.jpg"],
    [562,2738,"10 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับทารกแรกเกิด","Mon, 2020-08-17 09:34","http://www.stkc.go.th/node/2738","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"1. ทำไมผิวหนังของลูกถึงมีรอยเหี่ยวย่น?\r\nผิวหนังของเด็กทารกแรกเกิดจะมีรอยเป็นสีม่วงๆ หรือ แดง และมีก้อนสีขาวๆ ปกคลมอยู่ด้วย หลายท่านอาจสงสัยว่าคืออะไร สำหรับก้อนสีขาวๆ ที่ปกคลุมตามผิวหนังของทารกนั้นเรียกกันว่า vernix หรือไขมันในทารกแรกเกิดที่ช่วยปกป้องผิวบอบบางของทารกจากน้ำคร่ำในมดลูก ส่วนรอยสีแดงๆ ตามตัวของทารกแรกเกิดนั้นมาจากหลอดเลือดใต้ผิวหนังของทารก เพราะเมื่อเด็กเพิ่งเกิด ผิวหนังจะบอบบางและค่อนข้างโปร่งใส จึงทำให้เห็นสีของหลอดเลือดชัดขึ้น หลังผ่านไปหนึ่งหรือสองวันผิวจะเริ่มกลายเป็นสีชมพู และจากนั้นจึงค่อยกลายเป็นสีผิวหนังตามปกติ\r\n\r\n2. ทำไมหัวของลูกถึงดูไม่กลม แต่เป็นเหลี่ยมๆ?\r\nเป็นเรื่องปกติที่หัวของทารกแรกเกิดอาจจะไม่กลมมน เกิดมาจากการเกยกันของกระดูกกระโหลกศีรษะ ขณะที่ทารกถูกเบ่งผ่านออกมาทางช่องคลอด โดยส่วนที่บอบบางของศีรษะทารกจะช่วยให้กระดูกกระโหลกศีรษะกดหรือบีบรัดตัวใน ขณะที่คุณแม่กำลังคลอด ส่งผลให้รูปทรงศีรษะของทารกออกมาไม่กลมมน โดยศีรษะของทารกจะกลมมนขึ้นหลังเกิดมาได้ 1-2 สัปดาห์แล้ว\r\n\r\n3. ทำไมลูกถึงจามบ่อยมาก?\r\nแม้คุณพ่อคุณแม่หลายท่านจะกังวลที่ลูกน้อยวัยแรกเกิดจามบ่อยๆ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเลย เพราะการจามของทารกเป็นวิธีที่พวกเขาใช้ในการขับน้ำคร่ำและสิ่งที่เจือปน อยู่ในอากาศออกจากร่างกาย\r\n\r\n4. ทำไมบนหน้าของลูกถึงเต็มไปด้วยเม็ดตุ่ม?\r\nเป็นเรื่องที่ปกติสำหรับเด็กแรกเกิดบางคน ที่จะมีสิวในทารก (infant acne) เป็นเหมือนตุ่มเล็กๆ โดยสิวในทารกนั้นเกิดจากฮอร์โมนของคุณแม่ที่ยังหลงเหลืออยู่นั่นเอง วิธีการดูแลคือ ให้ล้างหน้าของเจ้าหนูอย่างอ่อนโยน และระวังอย่าให้หน้าของลูกโดนผ้าที่ถูกซักโดยผงซักฟองชนิดรุนแรงด้วย\r\n\r\n5. ทำไมลูกน้อยถึงผิวลอก?\r\nหลังจาก vernix หรือไขมันในทารกแรกเกิดที่ช่วยปกป้องผิวบอบบางของทารกจากน้ำคร่ำในมดลูก เริ่มหลุดออกไป ผิวหนังชั้นนอกสุดของหนูน้อยจะต้องเผชิญและสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวโดย ตรง ผิวหนังจึงเริ่มแห้ง และลอกออก คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติ ผิวหนังจะเปลี่ยนไปตามธรรมชาติของมันเอง ไม่ต้องไปลอกผิวของลูกหรือทาครีมอะไรทั้งสิ้น\r\n\r\n6. ทำไมลูกถึงตกใจง่ายกับแค่เสียงเบาๆ?\r\nอาการตกใจง่ายกับเสียงเบาๆ เป็นเรื่องปกติของทารก ที่เรียกกันว่าปฏิกิริยาโมโร (Moro Reflex) โดยทารกจะมีอาการตกใจและเหวี่ยงแขนออก เมื่อได้ยินเสียงดัง เสียงไอ เสียงจาม หรือเวลาที่พ่อแม่อุ้ม และเวลาที่ทารกรู้สึกเหมือนจะร่วงตกพื้น ซึ่งปฏิกิริยาเหล่านี้ล้วนเป็นอาการบ่งชี้ว่าลูกของคุณมีพัฒนาการปกติ และปฏิกิริยาโมโร (Moro Reflex) จะหายไปหลังทารกอายุมากกว่า 3 เดือนไปแล้ว\r\n\r\n7. ทำไมมือและเท้าของลูกถึงเย็นอยู่ตลอดเวลา?\r\nระบบไหลเวียนโลหิตของทารกแรกเกิดนั้นยังไม่พัฒนาเต็มที่ ดังนั้นโดยมากเลือดจะไหลไปเพื่อช่วยในการทำงานของอวัยวะหลักหรืออวัยวะ สำคัญๆ มากกว่า หลังผ่านไป 2-3 เดือน ระบบไหลเวียนโลหิตของทารกจะพัฒนาได้เต็มที่ขึ้นและร่างกายของทารกจะเริ่ม ปรับตัวให้เข้ากับชีวิตที่ไม่ได้อยู่ในมดลูกได้แล้ว เมื่อถึงตอนนี้มือและเท้าของทารกก็จะไม่เย็นอีกต่อไป\r\n\r\n8. อุจจาระของลูกถึงเหมือนคนที่มีอาการท้องร่วง?\r\nเคยแปลกใจหรือกังวลไหมว่า ทำไมอุจจาระของลูกถึงเหมือนคนที่มีอาการท้องร่วง คือเป็นสีเหลืองอ๋อย บางครั้งก็เป็นเม็ดๆ ดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง แถมลูกยังอุจจาระออกมาครั้งละน้อยๆ แต่หลายครั้งต่อวันอีก ความจริงแล้วเป็นเรื่องปกติของเด็กแรกเกิดและคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ต้องกังวลไป ค่ะ อาการเหล่านี้ล้วนเกิดมาจาก gastrocolic reflex หรือปฏิกิริยาจากกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ ที่เมื่อทารกดูดนมเข้าไป ก็จะอุจจาระออกมา แต่เมื่อระบบย่อยอาหารของทารกเริ่มคุ้นชินกับการดื่มนม อาการเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ลดลงค่ะ\r\n\r\n9. ทำไมริมฝีปากของลูกถึงมีรอยบวมหรือเป็นแผล?\r\nเด็กแรกเกิดมักจะดูดนมแม่หรือดื่มนมจากขวดอย่างรุนแรง จนอาจทำให้เกิดเป็นแผลหรือรอยบวมบนริมฝีปากของเจ้าหนูได้ โดยอาการเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ทารกรู้สึกไม่สบายหรือเจ็บปวดแต่อย่างใด\r\n\r\n10. ทำไมลูกถึงหายใจแปลกๆ?\r\nคุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจสังเกตได้ว่าทารกน้อยของคุณหายใจแบบแปลกๆ หรือหายใจไม่สม่ำเสมอ ถ้าเจอแบบนี้ก็อย่าเพิ่งกังวลไป นั่นเป็นเพราะกะบังลมของหนูน้อยยังพัฒนาไม่เต็มที่ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยังกังวลว่าลูกอาจเกิดอาการ SIDS (Sudden Infant Death Syndrome หรือการหลับไม่ตื่นในเด็กทารก ) ก็ขอให้แน่ใจเสมอว่าลูกนอนหงายอยู่เสมอ และไม่มีอะไรมาทับหรือขวางหน้าของลูกบนเตียงค่ะ\r\n\r\nที่มา .. http://th.theasianparent.com","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1597631671.PNG"],
    [563,2736,"นักอนุรักษ์เตือนขยะโควิดอาจส่งผลให้มี 'หน้ากากในทะเล' มากกว่าแมงกะพรุน","Fri, 2020-08-14 10:33","http://www.stkc.go.th/node/2736","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เมือง Cannes หรือ St. Tropez ซึ่งอยู่ริมชายฝั่ง Côte d'Azur ของประเทศฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในสถานที่พักร้อนที่เป็นที่นิยมมากที่สุดในโลก แต่ตอนนี้การระบาดใหญ่ของโคโรนาไวรัสก่อให้เกิดมลพิษมากมายจากหน้ากากและถุงมือที่ถูกทิ้งลงไปในมหาสมุทร\r\n\r\nLaurent Lombard นักดำน้ำและผู้ก่อตั้งองค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ใช้ชื่อว่า Opération Mer Propre (Operation Clean Sea) ได้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับการพบอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย หรือ PPE และขวดเจลล้างมือในขณะที่ทำความสะอาดมหาสมุทร และได้ส่งภาพที่พวกเขาบันทึกไว้ไปยังสำนักข่าว CNN\r\n\r\nLombard ได้โพสต์เตือนไว้บน Facebook ว่า \"อีกไม่นานในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอาจจะมีหน้ากากอนามัยมากกว่าแมงกะพรุน\" ก็เป็นได้\r\n\r\nJulie Hellec โฆษกขององค์กร Opération Mer Propre บอกกับ CNN ว่านับเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปีของการดำน้ำที่ Lombard ได้เห็นอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยที่ใช้แล้วทิ้งนี้ลอยอยู่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และว่าเราจะต้องหาทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง\r\n\r\nHellec ประเมินว่าบรรดาของใช้แล้วที่โยนทิ้งอันเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 ที่ถูกเก็บขึ้นมาในระหว่างการทำความสะอาดทะเลนั้นมีน้อยกว่า 5% ของขยะในทะเลทั้งหมดที่องค์กร Opération Mer Propre เก็บอยู่ตามปกติ แต่ทางองค์กรกังวลว่าขยะเหล่านั้นอาจเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะนี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น\r\nทั้งนี้ องค์กร Opération Mer Propre ต้องการที่จะเรียกร้องความตระหนักให้ผู้คนหลีกเลี่ยงการทิ้งขยะเกลื่อนกลาดซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสะอาดของมหาสมุทร\r\n\r\nHellec กล่าวเสริมว่าการใช้ถุงมือและหน้ากากอนามัยที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ และห้ามใช้อุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งก็อาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้\r\n\r\nอย่างไรก็ดี ชายหาดในประเทศฝรั่งเศสไม่ได้เป็นเพียงที่เดียวที่มีการพบสิ่งปฏิกูลจากการป้องกันโรคโควิด-19 เมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ OceansAsia ซึ่งเป็นองค์กรในฮ่องกง รายงานว่าพบหน้ากากอนามัยจำนวนมากถูกพัดเข้าชายฝั่งในหมู่เกาะโซโก\r\n\r\nการใช้หน้ากากอนามัยเพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคนั้นเป็นวัฒนธรรมในเอเชียมาช้านานก่อนที่จะเกิดการระบาดใหญ่ของโควิด-19 แต่องค์กร OceansAsia ก็สังเกตเห็นความแตกต่างที่ชัดเจน กล่าวคือเมื่อมีประชากร 7 ล้านคนที่ใช้หน้ากากอนามัยวันละ 1-2 ชิ้น ปริมาณขยะก็ต้องเพิ่มขึ้นตามไปด้วยอย่างแน่นอน\r\n\r\nการผลิต PPE หรืออุปกรณ์ด้านความปลอดภัยแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงการระบาดใหญ่ การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเมื่อเร็วๆ นี้ ประมาณว่ามีการใช้หน้ากากอนามัยเดือนละ 129,000 ล้านชิ้น และถุงมือเดือนละ 65,000 ล้านชิ้น\r\n\r\nNick Mallos ผู้บริหารอาวุโสขององค์กรไม่แสวงผลกำไร Ocean Conservancy บอกกับ CNN ว่า ในหลายๆ ที่ทั่วโลกยังไม่มีการจัดการการเก็บขยะขั้นพื้นฐานเพื่อรับมือกับปริมาณขยะ ดังนั้นขยะเหล่านั้นจึงไปจบอยู่ที่ตามชายหาดและในมหาสมุทร และว่าแม้แต่ในสหรัฐ สหภาพยุโรป และที่อื่นๆ ทั่วโลกที่มีระบบกำจัดขยะที่ดีมากๆ เราก็ยังคงเห็นอุปกรณ์ป้องกันเพื่อความปลอดภัยต่างๆ ถูกทิ้งเกลื่อนกลาดตามถนนหนทางและไหลลงสู่ทางน้ำ\r\n\r\nMallos กล่าวอีกว่า หากหน้ากากอนามัยและถุงมือไปสิ้นสุดลงในมหาสมุทร สัตว์ต่างๆ เช่น นกทะเล และเต่าทะเล อาจถูกพันติดอยู่กับสิ่งเหล่านั้น หรือไม่ก็กลืนกินเข้าไป\r\n\r\nMallos กล่าวเน้นว่า การปฏิบัติตามแนวทางสาธารณสุขในเรื่องการใช้วัสดุ PPE เป็นเรื่องที่สำคัญ ในขณะเดียวกันควรลดการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติก ไปใช้ผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่ปลอดภัยและเหมาะสม และว่าเราควรจะต้องจริงจังกับการลดปริมาณการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง และควรจะมีระบบที่เหมาะสมในการจัดการของเสียที่เกิดจากวัสดุช่วยชีวิตเช่นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลอีกด้วย\r\n\r\nรายงานการศึกษาของ World Economic Forum ให้ตัวเลขว่า มนุษย์เราสร้างขยะพลาสติกราวปีละ 8 ล้านตัน ซึ่งในที่สุดแล้วจะลงสู่ทะเล และตัวเลขที่ว่านี้คือในช่วงก่อนที่โรคโควิด-19 จะระบาดด้วยซ้ำไป\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/covid-waste-ocean/5510534.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1597375994.jpg"],
    [564,2734,"ไมโครซอฟท์เปิดตัว 'โทรศัพท์มือถือสองหน้าจอ' กำหนดวางจำหน่าย 10 ก.ย. นี้ ","Thu, 2020-08-13 10:37","http://www.stkc.go.th/node/2734","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในวันพุธ (12 สิงหาคม) ไมโครซอฟท์ บริษัทซอฟท์แวร์ยักษ์ใหญ่ เปิดตัวโทรศัพท์มือถือสองหน้าจอรุ่นใหม่ Surface Duo ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ มีราคาเริ่มต้นที่ 1,399 ดอลลาร์ (ราว 43,452 บาท) และมีกำหนดวางจำหน่ายตามท้องตลาดในวันที่ 10 กันยายน\r\n\r\nผู้ใช้งานสามารถพับหน้าจอทั้งสองข้างของโทรศัพท์มือถือ Surface Duo เข้าหากันได้เหมือนกับหนังสือ โดยหน้าจอทั้งสองเชื่อมต่อกันด้วยบานพับและสามารถใช้งานไปด้วยกันได้ ซึ่งต่างจากโทรศัพท์รุ่น Galaxy Z Fold 2 ของทางซัมซุง ที่มีหน้าจอเดียวแต่ทำจากกระจกที่ยืดหยุ่นทำให้พับหน้าจอเข้าหากันได้\r\n\r\nทางผู้บริหารของไมโครซอฟท์กล่าวกับสื่อก่อนการเปิดตัว Surface Duo อย่างเป็นทางการว่า โทรศัพท์มือถือรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายผ่านทางแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ โดยใช้หลักการเดียวกับที่มีการคอมพิวเตอร์สองจอในการทำงาน เช่น ผู้ใช้งานสามารถใช้หน้าจอหนึ่งพูดคุยสนทนาผ่านวิดีโอคอลของแอพพลิเคชั่น Team ในขณะที่เช็คอีเมลจากแอพพลิเคชั่น Outlook ในอีกหน้าจอหนึ่งได้ในเวลาเดียวกัน\r\n\r\nผู้ใช้งานยังสามารถเปิดใช้งานแอพพลิเคชั่นที่ไม่ใช่ของไมโครซอฟท์พร้อม ๆ กันสองอย่างได้ เช่น เปิดอินสตาแกรมในหน้าจอหนึ่ง และเปิดทวิตเตอร์ในอีกหน้าจอหนึ่ง หรืออ่านหนังสือจากแอพพลิเคชั่น Kindle ในหน้าจอหนึ่ง และจดโน้ตจากแอพพลิเคชั่น OneNote ของทางไมโครซอฟท์ได้ในอีกหน้าจอหนึ่งเช่นกัน\r\n\r\nพาโนส พาเนย์ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของไมโครซอฟท์ ระบุว่า ไมโครซอฟท์เลือกใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิล เพื่อให้ผู้ใช้งานเข้าถึงตลาดแอพพลิเคชั่นขนาดใหญ่อย่าง Play Store ได้\r\n\r\nขณะนี้ทางไมโครซอฟท์ยังมีแผนวางจำหน่าย Surface Duo ในตลาดสหรัฐฯ เท่านั้น โดยโทรศัพท์รุ่นนี้รองรับการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเจ้าหลัก ๆ ในสหรัฐฯ อย่าง AT&T Verizon และ T-Mobile US แต่ไม่รองรับเครือข่าย 5G โดยจะเปิดให้จองโทรศัพท์รุ่นนี้ได้ตั้งแต่วันพุธเป็นต้นไปที่ร้านของไมโครซอฟท์ ร้านของ AT&T และร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า Best Buy ในสหรัฐฯ\r\n\r\n\r\nCr.  https://www.voathai.com/a/microsoft-new-double-screens-phone/5541128.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1597289823.jpg"],
    [565,2705,"เวอร์จิน กาแล็คติค เผยแผนสร้างเครื่องบินพาณิชย์เร็วเหนือเสียง 3 เท่า","Tue, 2020-08-11 09:19","http://www.stkc.go.th/node/2705","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เวอร์จิน กาแล็คติค (Virgin Galactic) เผยแผนสร้างเครื่องบินพาณิชย์ความเร็วเหนือเสียงถึง 3 เท่า\r\n\r\nบริษัทเวอร์จิน กาแล็คติค ประกาศความร่วมมือกับ Rolls-Royce เมื่อวันจันทร์ ในการพัฒนาเครื่องบินความเร็วสูง ซึ่งออกแบบให้สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ราว 9-19 คน และรองรับระบบโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินทุกแห่งในโลก\r\n\r\nเครื่องบินความเร็วเหนือเสียงนี้ ทำความเร็วมากกว่า 3,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ความสูงกว่า 18,000 เมตร ส่วนรูปโฉมจะคล้ายกับเครื่องบิน Concorde supersonic aircraft เครื่องบินความเร็วเหนือเสียงที่ Rolls-Royce เคยพัฒนาไว้ช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1960 ก่อนที่เครื่องบินรุ่นดังกล่าวจะยุติการผลิตไปเมื่อปี 2003\r\n\r\nเมื่อต้นปี เวอร์จิน กาแล็คติค ลงนามในข้อตกลง a space act ร่วมกับองค์การนาซา เพื่อการพัฒนาเส้นทางบินเชิงพาณิชย์ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานความเร็วสูงอื่นๆ ด้วย\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/virgin-galactic-supersonic-aircraft-08042020/5530496.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1597112363.jpg"],
    [566,2703,"‘อินสตาแกรม’ เปิดตัวฟีเจอร์ทำวิดีโอใหม่แข่งกับ ‘ติ๊กต๊อก’ ","Mon, 2020-08-10 09:02","http://www.stkc.go.th/node/2703","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) บริษัทโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ เฟซบุ๊ก (Facebook) เปิดตัวฟีเจอร์สำหรับผลิตคลิปวิดีโอขนาดสั้นชื่อ “รีลส์” (Reels) ในแอพพลิเคชั่นอินสตาแกรม (Instagram) ของบริษัทเฟซบุ๊ก ในสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศ เพื่อแข่งกับแอพพลิเคชั่น ติ๊กต็อก (TikTok) ของทางจีน\r\n\r\nการเปิดตัวรีลส์มีขึ้นเพียงสองวันหลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้เวลา 45 วันแก่บริษัทไมโครซอฟท์เพื่อซื้อกิจการบริษัทติ๊กตอก สาขาสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคง\r\n\r\nผู้ใช้งานสามารถใช้รีลส์ผลิตคลิปความยาวไม่เกิน 15 วินาทีกับเพลงในคลังเพลงของทางรีลส์ โดยเฟซบุ๊กได้ใช้เวลาอย่างน้อยสองปีพัฒนารีลส์ และเริ่มทดลองในบราซิลเมื่อ พ.ศ. 2561 ก่อนที่จะทดลองในฝรั่งเศส เยอรมนี และอินเดีย ซึ่งก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กเคยปล่อยแอพพลิเคชั่นในลักษณะเดียวกันชื่อแลสโซ (Lasso) มาแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ\r\n\r\nเควิน เมเยอร์ ผู้บริหารระดับสูงของติ๊กต็อก ออกมาโจมตีรีลส์ว่าเป็น “ผลิตภัณฑ์เลียนแบบ” ที่หวังใช้ประโยชน์จากผู้ใช้งานอินสตาแกรมกว่าหนึ่งพันล้านบัญชี\r\n\r\nทางด้านวิชัล ชาห์ รองประธานด้านผลิตภัณฑ์ของอินสตาแกรม ก็ยอมรับว่า รีลส์และติ๊กต็อกมีความคล้ายคลึงกัน โดยระบุว่า “แรงบันดาลใจในการออกแบบมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง”\r\n\r\nแม้ว่ารีลส์จะแตกต่างจากติ๊กต็อกตรงที่สามารถวางรูปซ้อนทับและใส่ฟิลเตอร์ในคลิปวิดีโอได้ แต่ระบบอัลกอริธึมของรีลส์และติ๊กต็อกก็มีความคล้ายคลึงกัน เช่น ทำให้คลิปของผู้ใช้งานที่ไม่เป็นที่รู้จัก แต่ตั้งค่าโปรไฟล์เป็นสาธารณะไปอยู่ในหน้า Explore ทำให้ผู้ใช้งานอื่น ๆ สามารถเห็นผลงานของพวกเขาได้ หรืออนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถแบ่งปันเรื่องราวกับเพื่อนผ่านการโพสซ้ำหรือผ่านการส่งข้อความส่วนตัวได้\r\n\r\nหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเตอร์นัล ยังรายงานด้วยว่า เฟซบุ๊กเสนอเงินให้ผู้ใช้งานติ๊กต็อกที่ได้รับความนิยมมาผลิตเนื้อหาให้กับทางรีลส์แทน โดยทางโฆษกของเฟซบุ๊กตอบว่า ในบางกรณี เฟซบุ๊กจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการผลิตเนื้อหาสำหรับผู้ใช้งานที่ได้รับความนิยม\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ทางอินสตาแกรมระบุว่า ยังไม่มีแผนที่จะให้ผู้ใช้งานรีลส์สามารถหารายได้จากการสร้างผลงานแต่อย่างใด\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/facebook-launchs-instagram-reels/5531977.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1597024922.jpg"],
    [567,2702,"การเรียนออนไลน์ช่วยลดการกลั่นแกล้งในชั้นเรียน","Fri, 2020-08-07 10:20","http://www.stkc.go.th/node/2702","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"การเปลี่ยนแปลงไปเรียนแบบออนไลน์อย่างรวดเร็ว มีข้อเสียต่างๆ มากมายสำหรับนักเรียน ตั้งแต่เรื่องของความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึง internet ไปจนถึงการที่เด็กๆ ได้เรียนหนังสือน้อยลงและไม่มีโอกาสก้าวหน้าทางการศึกษาเท่าที่ึควร\r\n\r\nแต่หลังจากที่เด็กนักเรียนหลายล้านคนเปลี่ยนไปเรียนออนไลน์แบบทันทีทันใด บางคนพบว่ามีข้อดีจนน่าประหลาดใจ เช่นกระบวนการทางสังคมที่ยุ่งยากต่างๆ ก็กลายเป็นเรื่องง่ายหรือบางครั้งก็หายไปเลย โดยตัวอย่างหนึ่งคือการเรียนออนไลน์ช่วยลดการกลั่นแกล้งในชั้นเรียนได้\r\n\r\nStacey Kite ศาสตราจารย์สาขาวิชาศิลปะและวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Johnson & Wales University ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการกลั่นแกล้งกล่าวว่าในช่วงการระบาดใหญ่นี้เธอได้ยินเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ดีของเด็กๆ จนนับไม่ถ้วน เช่นการแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่นที่มีเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้เด็กๆ ที่เคยไม่อยากไปโรงเรียนเพราะถูกรังแกต่างกำลังไปได้ดีในการเรียนออนไลน์ และพวกเขาหาวิธีที่จะเชื่อมโยงกับเพื่อนๆ ผ่านทางวิธีนี้ซึ่งต่อไปอาจเปลี่ยนเป็นมิตรภาพที่แท้จริงก็เป็นได้\r\n\r\nDiana Graber ผู้แต่งหนังสือ \"Raising Humans in a Digital World\" และเป็นผู้ก่อตั้ง Cyber Civics ซึ่งสอนทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิตัลให้แก่เด็กๆ ใน 44 รัฐและใน 7 ประเทศได้สังเกตและได้ยินว่าเด็กๆ ถูกกีดกันน้อยกว่าก่อนที่จะเกิด Covid-19 ตอนนี้พวกเขาต้องพูดคุยโต้ตอบกับเพื่อนนักเรียนออนไลน์หรือในกลุ่มเล็กๆ โดยมีคุณครูคอยดูแล นอกจากนี้เด็กๆ ที่ปกติแล้วเป็นคนขี้อายก็สามารถสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้ง่ายกว่าในการเรียนในชั้นเรียน เด็กที่วุ่นวายตลอดเวลาก็สงบลง ทำงานของตัวเองและไม่ทะเลาะกับเด็กคนอื่นๆ\r\n\r\n\r\nตัวอย่างเช่นตอนที่ Angelina Fusco ยังเรียนอยู่ในโรงเรียน เธอถูกเพื่อนทั้งหญิงและชายพูดจาส่อเสียด และบอกว่าเธอเป็นคนที่น่ารำคาญ\r\n\r\nบ่อยครั้งที่เพื่อนๆ วางแผนทำอะไรต่อมิอะไรกันต่อหน้าโดยที่ไม่ชวนเธอไปด้วย และมักจะมีคำถามว่า ทำไมเธอได้ถึงชอบอ่านหนังสือมากมายนัก? หรือทำไมถึงแต่งตัวแบบนั้น?\r\n\r\nFusco เด็กสาวอายุ 14 ปีบอกว่าเธอมักจะปล่อยให้เพื่อนแกล้งหรือพูดอะไรกับเธอก็ได้ หรือแม้แต่ทำร้ายร่างกายโดยที่เธอไม่เคยโต้ตอบอะไรเลย ที่จริงแล้ว Fusco ชอบการไปโรงเรียน แต่การหามิตรภาพนั้นกลับเป็นเรื่องที่เจ็บปวด ในขณะที่ครูก็พยายามที่จะเข้ามาแทรกแซงเพื่อแก้ไขปัญหาแต่ก็ไม่เป็นผล ในที่สุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเธอก็ไม่อยากที่จะทนอีกต่อไป\r\n\r\nตั้งแต่ก่อนที่โรงเรียนต่างๆ จะถูกสั่งปิดเนื่องจากการเกิดโรคระบาดใหญ่ พ่อแม่ของ Fusco ได้ลงทะเบียนให้เธอเข้าโรงเรียนออนไลน์ที่ชื่อว่า Western Christian Academy ซึ่งช่วยให้เธอสามารถเรียนคนเดียวอย่างสบายๆ ไม่ถูกเพื่อนๆ กลั่นแกล้ง กวนใจ หรือทำให้เสียใจ\r\n\r\nนักจิตวิทยาบอกว่า การเรียนออนไลน์ทำให้สิ่งที่เรียกว่า \"digital drama\" หรือพฤติกรรมแย่ๆ เช่นเดียวกับที่ Fusco เคยประสบมาลดน้อยลงไป เช่นการโพสต์ภาพงานปาร์ตี้บน Instagram ทำให้คนที่ไม่ได้ถูกเชิญรู้สึกไม่ดี รู้สึกว่าถูกกีดกัน บอบช้ำ เศร้าและสับสน พฤติกรรมดังกล่าวอาจลดลงเพราะเด็กไม่ได้อยู่ในบริเวณเดียวกันเพื่อช่วยกันสร้างดราม่าแล้วโพสต์ลงในสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ\r\n\r\nสำหรับ Fusco ตอนนี้เธอจะพูดคุยโต้ตอบทางออนไลน์เฉพาะกับคนที่เธอเลือกเท่านั้น\r\n\r\nถึงแม้ว่าเด็กๆ จะไม่ต้องออกไปพบกับโลกที่โหดร้ายของการถูกกลั่นแกล้งตามโรงอาหารหรือในสนามเด็กเล่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ตจะหมดไป หรือเด็กบางคนจะเลิกพฤติกรรมที่โหดร้าย\r\n\r\nปัญหาเรื่อง Online Bullying นั้นยังไม่ได้หมดไปอย่างสมบูรณ์ เพราะยังมีเด็กที่หาวิธีแฮคข้อมูลอีเมลของเพื่อน เพื่อส่งข้อความไปก่อกวนเด็กคนอื่นๆ ซึ่งเป็นวิธีการเรียกร้องความสนใจอย่างหนึ่ง\r\n\r\nGraber กล่าวว่าในขณะที่บางคนคาดว่าการเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์นั้นจะทำให้มี cyber bullying เพิ่มเป็นทวีคูณแต่ก็ยังไม่พบหลักฐานใดๆ ที่หนักแน่นพอที่จะยืนยันในเรื่องนี้ได้\r\n\r\nFusco บอกว่าตอนนี้เธอรู้จักคนน้อยลง แต่ทุกคนล้วนใจดี มีเมตตาและเป็นคนสนุกสนาน และว่าเธอได้คบค้าสมาคมกับคนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อตัวเธอเอง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม Graber ผู้ก่อตั้ง Cyber Civics กล่าวว่าหากเด็กๆ ประพฤติตัวดีขึ้นในโลกออนไลน์ ผู้ใหญ่ก็ควรจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ที่เห็นในตอนนี้คือการที่ผู้ใหญ่ใช้คำพูดแสดงความเกลียดชังต่อกันทั้งๆ ที่ควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เยาวชน ซึ่งเธอหวังว่าเด็กๆ จะมองดูแล้วทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับผู้ใหญ่\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/online-learning-less-bullies/5509426.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1596770431.PNG"],
    [568,2698,"จามบอกเหตุ","Thu, 2020-08-06 15:24","http://www.stkc.go.th/node/2698","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," เราเคยสังเกตไหมว่า เวลาที่มีคนจามติดต่อกันหลายๆครั้ง จะมีคนพูดขึ้นว่า มีคนบ่นถึงหรือมีคนนินทาอยู่หรือเปล่า จนเหมือนกลายเป็นเรื่องล้อเล่นและความเชื่อ\r\nแต่จริงๆ แล้วการจามเป็นกลไกการป้องกันอันตรายของร่างกายและบางครั้งก็เป็นสัญญาณเตือนของโรคต่าง ๆ ดังนั้นเวลาที่เราจามหรือมีคนจามใกล้ๆ เราควรทำอย่างไร\r\nอาการจามสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกฤดูกาล เลยก็ว่าได้ นั่นก็เพราะสาเหตุหลักของการจามนั้นมาจากสิ่งแปลกปลอมโดยเฉพาะสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น เชื้อราในอากาศ\r\nแมลงสาป ยุง แมลงวัน มด และละอองเกสร ล้วนเป็นสิ่งกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการจามเพื่อเคลียร์หรือฟื้นฟูการทำงานของจมูก โดยเป็นการทำงานร่วมกันของจมูก ปาก ดวงตา\r\nปอด กะบังลม และกล้ามเนื้อหน้าอก เพราะในขณะที่เราจาม ตาของเราจะปิดลงกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องจะหดตัว ลิ้นเคลื่อนไปแตะเพดานปาก และบางครั้งจะหลั่งน้ำมูกหรือน้ำตาออกมา\r\nกระตุ้นให้ร่างกายจามยิ่งขึ้นเพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายมากขึ้นอีกด้วย\r\n\r\n \r\n\r\n          อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการจามและคัดจมูก คือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคจมูกอักเสบที่อาจเกิดจากการแพ้ ติดเชื้อสามารถนำไปสู่\r\nโรคที่มีอาการรุนแรงขึ้นที่เรียกว่า ไซนัสอักเสบทั้งแบบฉับพลันและเรื้อรังโรคที่พบอยู่บ่อย ๆก็คือ โรคหวัดหรือไข้หวัด (Acute Rhinopharyngitis : Common cold)\r\nเกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ พบบ่อยในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ทั้งฤดูฝน และฤดูหนาว สามารถพบผู้ติดเชื้อได้ทุกช่วงอายุ เราเคยสังเกต\r\nกันหรือไม่ ตั้งแต่เด็ก ๆ เมื่อเราจามผู้ใหญ่จะบอกให้เราใช้มือ ผ้าเช็ดหน้า หรือกระดาษทิชชูปิดจมูกและปากด้วยหนึ่งในสาเหตุที่สำคัญที่สุดก็เพื่อป้องกันการแพร่\r\nกระจายของเชื้อโรค ไม่ว่าจะจามเบาหรือแรงอนุภาคหรือละอองฝอยที่ถูกขับออกมาทางปากและจมูกมีขนาด 0.5 ถึง 5 ไมโครเมตรบวกกับความเร็วตั้งแต่\r\n30-150 กม./ชม. และสูงสุดอาจถึง 1,045 กม./ชม. (เกือบ 85% ของความเร็วของเสียง)จามเพียง 1 ครั้ง สามารถส่งเชื้อโรคออกสู่บรรยากาศได้มากถึง 40,000ตัว\r\nทั้งยังแพร่ได้ไกลถึง 1.5 - 9 เมตร เรียกได้ว่าเชื้อโรคจะกระจายทั่วบริเวณนั้นทันทีแต่ถึงจะน่ากลัวขนาดไหนเราก็ไม่ควรกลั้นจาม การจามคือกลไกการป้องกันร่างกาย\r\nที่ตอบสนองแบบอัตโนมัติกลั้นจามอาจเป็นสาเหตุเล็ก ๆ ของหูชั้นกลางอักเสบทั้งยังเสี่ยงต่อการทำงานผิดปกติของกระบังลมในช่วงนั้นได้และทำให้เกิดการสะสม\r\nเชื้อโรคในร่างกายอีกด้วย\r\n\r\n\r\n         รู้อย่างนี้แล้วไม่ว่าตัวเราเองจะเป็นคนจามหรือคนรอบข้างเราจาม ก็ควรป้องกันทั้งสิ้น เพื่อตัวเราเองและคนรอบข้าง แม้ในบริเวณนั้นไม่มีใครจามก็ไม่ได้\r\nแสดงว่าสะอาดหรือปราศจากเชื้อโรค ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีสิ่งกระตุ้นให้จาม สถานที่แออัด รวมทั้งไม่ใช้มือสัมผัสหน้า ตา จมูกและปาก\r\nเพราะเป็นช่องทางที่เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้ และอย่าลืมสังเกตอาการจามของตัวเองด้วยว่าผิดปกติหรือไม่ ไม่แน่ว่ากลไกของร่างกายที่เราคิดว่า\r\nเป็นเรื่องเล็กน้อยนี้อาจจะสะท้อนสภาวะของร่างกายและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเพื่อเตือนให้เราระมัดระวังจากสิ่งผิดปกติที่เรามองไม่เห็นก็ได้\r\n\r\n\r\n\r\nผู้เขียน : นางสาวอณัญญา บุญสนอง\r\n\r\nที่มา:\r\nhttps://health.kapook.com/view87168.html\r\nhttps://www.huffpost.com/entry/sneezing-facts-didnt-know_n_4936611?utm_hp_ref=mostpopular\r\nhttps://www.researchgate.net/publication/26681056_Sneeze_reflex_Facts_and_fiction\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/71651/-blo-scibio-sci-","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1596702284.jpg"],
    [569,2697,"หากรู้สึกเศร้า จงกอดต้นไม้!!","Wed, 2020-08-05 10:25","http://www.stkc.go.th/node/2697","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ในช่วงการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธ์ุใหม่นี้ มนุษย์ส่วนใหญ่ต้องเสียสละหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่เคยชื่นชอบ รวมถึงการสัมผัสใกล้ชิดทางร่างกายกับผู้อื่น เช่นการจับมือทักทาย จูบ และกอด เพื่อให้มีความปลอดภัย\r\n\r\nแต่รอยเตอร์รายงานการศึกษาวิจัยที่แสดงว่ามนุษย์ยังต้องการการสัมผัสทางกายภาพเพื่อให้มีสุขภาพกายและใจที่ดีอยู่ ซึ่งหากปราศจากสิ่งนี้ ผู้คนจำนวนมากอาจมีอาการเหงา เศร้า หรือแม้แต่ล้มป่วยได้\r\n\r\nดังนั้นหากคุณรู้สึกว่าต้องการกอดอะไรบางอย่าง คุณก็สามารถโอบกอดสิ่งหนึ่งไว้ได้แน่นๆ อย่างปลอดภัย และสิ่งนั้นก็คือ “ต้นไม้” นั่นเอง\r\n\r\nการกอดต้นไม้อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่มนุษย์เราได้ใช้วิธีบำบัดทางธรรมชาติดังกล่าวมานานหลายปีแล้ว\r\n\r\nยกตัวอย่างเช่นในญี่ปุ่นมี Shinrin-Yoku หรือวัฒนธรรมการอาบป่า โดย Shinrin เป็นภาษาญี่ปุ่นหมายถึงป่า และ yoku แปลว่าการอาบน้ำ แต่ Shinrin-Yoku ไม่จำเป็นต้องใช้สบู่หรือน้ำ เพราะสิ่งที่จำเป็นต้องใช้ในการอาบป่าก็คือการใช้เวลาอยู่ในป่า เงี่ยหูฟังสรรพเสียงต่างๆ สูดหายใจเอากลิ่นหอมของธรรมชาติ แล้วเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับพลังชีวิตของธรรมชาติเหล่านั้น\r\n\r\nเมื่อไม่นานมานี้ อิสราเอลก็มีการส่งเสริมการกอดต้นไม้ทางสื่อสังคมออนไลน์เช่นกัน โดยหน่วยงานด้านธรรมชาติและอุทยานของประเทศเป็นผู้สนับสนุนโครงการรณรงค์ด้านสาธารณสุขดังกล่าวนี้\r\n\r\nOrit Steinfeld ผู้บริหารฝ่ายการตลาดอุทยานแห่งชาติ Apollonia National Park ของอิสราเอลกล่าวว่าในยุคโคโรนาไวรัสอันไม่พึงประสงค์นี้ เธอแนะนำให้ผู้คนทั่วโลกออกไปสู่ธรรมชาติ สูดลมหายใจลึกๆ กอดต้นไม้ แสดงความรักและรับความรักจากธรรมชาติกลับคืนมา\r\n\r\nBarbara Grant ก็เป็นคนหนึ่งที่ลองกอดต้นไม้ เธอบอกว่าความต้องการขั้นพื้นฐานที่มนุษย์ต้องการมากที่สุดก็คือความสัมพันธ์ การสัมผัส และการกอดนั่นเอง\r\n\r\nส่วน Moshe Hazan บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าเขาไปที่อุทยานดังกล่าวเพื่อกอดต้นไม้ และว่าทุกวันนี้เราไม่ได้กอดผู้คนมากมาย ดังนั้นการกอดต้นไม้เป็นจึงสิ่งดีๆ ที่ทุกคนควรทำ\r\n\r\nอย่างไรก็ตามแคมเปญกอดต้นไม้ของอิสราเอลไม่ใช่แคมเปญแรกในช่วงการระบาดใหญ่นี้ เพราะกรมป่าไม้ของไอซ์แลนด์เปิดตัวโครงการที่คล้ายกันนี้เมื่อเดือนเมษายน โดยแนะนำให้ทุกคนในประเทศกอดต้นไม้อย่างน้อยห้านาทีเป็นประจำทุกวัน\r\n\r\nสำนักข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์ได้เผยแพร่วิดีโอสั้นๆ แสดงภาพผู้คนในไอซ์แลนด์กอดต้นไม้ในป่า โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้เปิดเส้นทางในป่าเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเว้นระยะห่างทางสังคมได้ในขณะที่ตามหาต้นไม้ต้นพิเศษของตน\r\n\r\nเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในวิดีโอกล่าวว่า ในป่ามีต้นไม้มากมาย และทุกคนไม่จำเป็นต้องกอดต้นไม้ต้นเดียวกัน\r\n\r\nแคมเปญการกอดต้นไม้ของไอซ์แลนด์นี้ ถูกโพสต์อยู่ในเวบไซต์ Treehugger.com\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/feeling-sad-hug-a-tree/5530251.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1596597925.PNG"],
    [570,2687,"โรคสุดฮิตที่มากับฤดูกาลที่แสนร้อน","Mon, 2020-08-03 12:48","http://www.stkc.go.th/node/2687","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"\r\n\r\n                เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน นอกจากจะต้องเผชิญกับแสงแดดที่ร้อนแรง อากาศที่ร้อนอบอ้าว และโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 (COVID-19) ที่หลายคงกำลังวิตกอยู่ในขณะนี้ แต่ทราบหรือไม่ว่ายังมีโรคที่แอบแฝงมากับฤดูร้อนอีกมาก ทั้งโรคที่มากับความร้อนของอากาศ หรือโรคที่มากับเชื้อจุลินทรีย์ เพราะสภาพอากาศร้อนชื้นแบบนี้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย เราจึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการดำเนินชีวิตให้มากขึ้น มาดูกันว่ามีโรคอะไรบ้างที่เราต้องระวังกันบ้าง\r\n\r\nโรคอาหารเป็นพิษ เป็นโรคที่พบได้มากที่สุดในช่วงฤดูร้อน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส เช่น อาการท้องเสียเกิดจากเชื้อโนโรไวรัส (Norovirus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหารหรือน้ำดื่ม และจากการสัมผัสผู้ที่ติดเชื้อ โดยหากติดเชื้อนี้อาจมีอาการถ่ายเหลวรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ ร่างกายขาดน้ำ แต่ถ้าเป็นมากต้องได้รับน้ำเกลือเสริม อาจดื่มหรือให้ทางเส้นเลือดแล้วแต่ความรุนแรง\r\n\r\nโรคอุจจาระร่วง เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส และโปรโตซัว ติดต่อได้จากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน ผู้ป่วยจะถ่ายอุจจาระเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน หรือถ่ายเป็นน้ำหรือเป็นมูกปนเลือด อาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องร่างกายจะสูญเสียน้ำและเกลือแร่ อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะช็อก หมดสติ และหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้\r\n\r\nโรคพิษสุนัขบ้า หรือโรคกลัวน้ำ เกิดจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นพาหะนำโรคมาสู่คน ส่วนใหญ่พบในสุนัข แมว ค้างคาว ติดต่อได้ทั้งการโดนกัด ข่วน หรือถูกเลียบริเวณที่มีแผลถลอก หรือน้ำลายสัตว์ที่มีเชื้อเข้าตา ปาก หรือจมูก ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะมีอาการภายใน 15-60 วัน หรือบางรายอาจนานเป็นปี โรคพิษสุนัขบ้ายังไม่มียารักษา ถ้าเป็นหรือติดเชื้อแล้วจะทำให้เสียชีวิตทุกราย ภายใน 2-7 วันหลังแสดงอาการ จึงต้องรีบให้วัคซีนทันทีเมื่อได้รับเชื้อ และแจ้งให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทราบ เพื่อเข้าควบคุมโรคในพื้นที่\r\n\r\nโรคไข้หวัดแดด เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสที่ก่อโรคไข้หวัด ประกอบกับเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด หรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ร่างกายปรับตัวกับสภาพอากาศไม่ทัน เมื่อเจอสภาพอากาศเช่นนี้ทำให้ร่างกายเกิดการสะสมความร้อนไว้ภายใน จนร่างกายระบายความร้อนไม่ทัน ทำให้มีไข้ วิงเวียน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปากแห้ง คอแห้ง เจ็บคอ ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่ค่อยหลับ จึงควรพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนภายใน ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่ หรืออาจทานยาลดไข้ ร่วมด้วย โดยอาการเหล่านี้มักจะหายเป็นปกติภายใน 2 สัปดาห์\r\n\r\nโรคผดร้อน เกิดจากรูขุมขนอุดตันและไม่สามารถขับเหงื่อได้ ทำให้เป็นตุ่มแดงที่ผิวหนัง อาจมีอาการคันและไม่สบายตัว ป้องกันได้โดยการสวมเสื้อผ้าที่เบาบางระบายเหงื่อได้ดี และไม่ทาครีมทาผิวหนาจนรูขุมขนอุดตัน ควรอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำสกปรก โดยปกติผื่นสามารถหายได้เองภายใน 1-2 วัน แต่หากอาการไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์\r\n\r\nโรคผิวไหม้แดด เกิดจากการอยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานาน โดยอาการไหม้แดดจะเกิดเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับสีผิวของแต่ละบุคคล คนที่ผิวขาวมาก มีแนวโน้มที่ผิวจะยิ่งไหม้เร็วกว่าคนที่มีผิวคล้ำ อาการที่เกิดขึ้น ได้แก่ บวม แดง ร้อน และอาการปวดแสบปวดร้อน นอกจากนี้อาจมีอาการคันร่วมด้วย วิธีการป้องกัน คือ ควรหลีกเลี่ยงการออกแดด ทาครีมกันแดด ครีมให้ความชุ่มชื้นและลดการสูญเสียน้ำของผิวหนัง สวมใส่เสื้อผ้าที่เหมาะสมป้องกันแดด หลีกเลี่ยงการขัดถู และงดใช้สารต่าง ๆ ที่ทำให้ผิวหนังแห้ง เช่น สบู่ ตรงบริเวณที่เป็นผิวไหม้ หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที\r\n\r\nโรคลมแดดหรือฮีทสโตรก (Heat stroke) เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป จนทำให้ความร้อนในร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ทำให้มีอาการเมื่อยล้า อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ หน้ามืด คลื่นไส้ หากอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รูขุมขนจะปิดจนไม่สามารถระบายเหงื่อได้ ทำให้มีไข้สูง ตัวร้อนมาก ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันเวลา อาจถึงขั้นชักและหมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้นและถึงแก่ชีวิตได้ วิธีป้องกัน คือ ควรอยู่ในที่ร่มระหว่างที่มีแดดและอากาศร้อนจัด สวมใส่เสื้อผ้าบาง ๆ รวมถึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ\r\n\r\nโรคเครียด ความร้อนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคเครียด โดยจะทำให้เกิดความหงุดหงิด ปวดหัว นอนไม่หลับ ฉุนเฉียว โมโหง่าย ซึ่งในระยะยาวอาจจะส่งผลต่อสุขภาพจิต คือ ทำให้อารมณ์เปลี่ยนแปลง จนกระทบไปถึงความสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง วิธีผ่อนคลายความเครียด คือ อยู่ในที่ที่มีอากาศเย็นสบาย เช่น ใต้ร่มไม้ ที่ร่ม หรือหางานอดิเรกทำเพื่อฝึกสมาธิ เป็นต้น\r\n\r\nสิ่งที่เราควรทำเพื่อหลีกเลี่ยงโรคต่าง ๆ ที่มากับฤดูร้อนนี้ ก็คือ ได้แก่ การเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ และดื่มน้ำที่สะอาด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ รวมถึงรักษาความสะอาดและสุขอนามัยของตนเองอยู่เสมอ ตลอดจนหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่ที่มีสภาพอากาศร้อนจัด เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถผ่านฤดูร้อนปีนี้ไปได้อย่างปลอดภัยไร้โรคใด ๆ มารบกวน\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nที่มาข้อมูล :\r\nพิชิต...โรคที่มากับหน้าร้อน. [ออนไลน์]. 2556, แหล่งที่มา : https://www.si.mahidol.ac.th/sidoctor/e-pl/articledetail.asp?id=659 [6 เมษายน 2563]\r\nหน้าร้อน\" กับ 9 โรคร้าย...ที่ต้องระวัง!. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา : https://vibhavadi.com/health330 [6 เมษายน 2563]\r\nแดดจัด ก็เป็นหวัดได้. [ออนไลน์]. 2562, แหล่งที่มา : https://www.thaihealth.or.th/Content/48703-\r\n\r\nผู้เขียน : ดร. ชนินทร์ สาริกภูติ นักวิชาการ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)\r\nบรรณาธิการ (วิชาการ) : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)\r\nบรรณาธิการ (ภาษา) : นายอานุภาพ สกุลงาม นักวิชาการ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)\r\nผู้อนุมัติเผยแพร่ : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง (ผอ.วว.) ผู้อำนวยการกองวิชาการวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1596433700.PNG"],
    [571,2681,"พิษโลกร้อนในอาหาร!","Fri, 2020-07-31 09:08","http://www.stkc.go.th/node/2681","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ในปัจจุบันนี้หนึ่งในภัยธรรมชาติที่เราทุกคนต่างเริ่มตระหนักกันมากขึ้นคือ “ภาวะโลกร้อน”  ซึ่งทุกคนต่างทราบกันแล้วว่าภัยธรรมชาตินี้ส่งผลกระทบโดยตรงกับตัวเรา ไม่เว้นแม้แต่อาหารที่เรารับประทาน\r\n\r\nรู้หรือไม่? อาหารหลายชนิดที่เรารับประทานนั้นมีสารอาหารที่ลดลง และบางอย่างมีการสะสมสารพิษจนเป็นอันตรายโดยไม่รู้ตัว\r\n\r\n\r\nภาวะโลกร้อนเกิดจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในชั้นบรรยากาศ และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์นี้ทำให้เกิดความผิดปกติในการสังเคราะห์แสงของพืช พืชนำคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสงมากกว่าปกติ จึงทำให้มีการสะสมของปริมาณคาร์บอนมาก ต้นไม้จึงดึงสารอาหารที่อยู่ในดินขึ้นมาใช้ได้น้อยลง จึงมีปริมาณสารอาหารและวิตามินน้อยลง\r\n\r\nบทความจากงานวิจัยในวารสาร Science Advances เมื่อค.ศ. 2018 นักวิทยาศาสตร์จากประเทศจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ระบุถึงปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่สูงขึ้น ทำให้พืชมีปริมาณสารอาหารน้อยลง ในการทดลอง มีการปลูกข้าวที่แตกต่างกัน 18 สายพันธุ์ และให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อสร้างสภาพอากาศจำลองคล้ายภาวะโลกร้อน พบปริมาณสารอาหารและวิตามินในข้าวลดลงโดยเฉลี่ยดังนี้ โปรตีนร้อยละ 10 เหล็กร้อยละ 8 สังกะสีร้อยละ 5 วิตามิน B1 ร้อยละ 17 วิตามิน B2 ร้อยละ 16 วิตามิน B5 ร้อยละ 12 และวิตามิน B9 ร้อยละ 30 ที่ลดลงสูงที่สุด ภาวะดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงกับหญิงที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากเป็นวิตามินที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์\r\n\r\n\r\n\r\nผลกระทบในอีกลักษณะ นั่นคือ การสะสมสารพิษในอาหาร เช่น มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชที่มีความสำคัญมากเป็นอันดับ 5 ของโลก (รองจากข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าว และมันฝรั่ง) ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก (รองจากประเทศไนจีเรีย) แต่ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมากที่สุดในโลก (ข้อมูลเมื่อ พ.ศ. 2560)\r\n\r\n\r\n\r\nในมันสำปะหลัง เกิดการสะสมของกรดไฮโดรไซยานิค (hydrocyanic acid: HCN) โดยพบมากที่เปลือกของหัว ใบ และยอดอ่อน โดยปกติแล้วสารนี้ละลายไปกับน้ำในการล้างและทำความสะอาด แต่เมื่อเกิดภาวะโลกร้อน พื้นที่หลายแห่งขาดแคลนน้ำ หรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูลกาล จึงทำให้การสะสมของกรดไฮโดรไซยานิคในมันสำปะหลัง เมื่อคนบริโภคมันสำปะหลังที่มีกรดสะสมต่อเนื่อง ก่อให้เกิดโรค Konzo ซึ่งเป็นโรคทางระบบประสาท ผู้ป่วยไม่สามารถงอขาได้ อาจเกิดภาวะอัมพาตแบบฉับพลัน\r\n\r\nข้อมูลจากงานวิจัยข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการค้นพบ ปัจจุบันนี้ยังพบหลักฐานอีกมากมายเกี่ยวับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์เราอย่างใกล้ชิด การร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดโลกร้อน จึงมีความสำคัญ ก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะย้อนกลับมาทำร้ายเราอย่างทวีคูณ.\r\n\r\n \r\n\r\nผู้เขียน  -  สิรีพัชร โกยโภไคสวรรค์\r\n\r\nที่มาของแหล่งข้อมูล\r\n-Zhu, C., Kobayashi, K., Loladze, I., Zhu, J., Jiang, Q., Xu, X., ... & Fukagawa, N. K. (2018). Carbon dioxide (CO2) levels this century will alter the protein, micronutrients, and vitamin content of rice grains with potential health consequences for the poorest rice-dependent countries. Science advances, 4(5), eaaq1012.\r\n-VICE MEDIA LLC. Climate Change Will Turn These Common Foods Toxic [ออนไลน์]. 2020, แหล่งที่มา : https://www.vice.com/en_uk/article/gyzajx/the-housing-market-is-fuelling-our-collective-climate-denial [30 มีนาคม 2563]\r\n-มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย. ก๊าซเรือนกระจกอาจทำให้สารอาหารในข้าวลดลง [ออนไลน์]. 2561, แหล่งที่มา : http://www.tei.or.th/th/highlight_detail.php?event_id=177 [30 มีนาคม 2563]\r\n-ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. พิษไซยาไนด์: อันตรายจริงหรือ? [ออนไลน์]. ม.ป.ป., แหล่งที่มา : http://www3.rdi.ku.ac.th/exhibition/50/plant/03_plant/03_plant.html [30 มีนาคม 2563]\r\n-สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. มันสำปะหลัง: การใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง [ออนไลน์]. 2015, แหล่งที่มา : https://www3.rdi.ku.ac.th/?p=17866 [30 มีนาคม 2563]\r\n\r\n \r\n\r\nแหล่งค้นคว้าเพิ่มเติม\r\n-FLAGFROG Office. ภาวะโลกร้อนกำลังทำให้อาหารธรรมดา ๆ มีประโยชน์น้อยลงและกลายเป็น “พิษ” [ออนไลน์]. 2020, แหล่งที่มา : https://www.flagfrog.com/climate-change-toxic-food/ [30 มีนาคม 2563]\r\n-Xinhuathai. งานวิจัยเผย ‘โลกร้อน’ เพิ่มภาวะเจ็บป่วยจากการขาดสารอาหาร [ออนไลน์]. 2019, แหล่งที่มา : https://bit.ly/2QShuiX [30 มีนาคม 2563]\r\n-AMPRO Health. ประโยชน์ของกรดโฟลิก (โฟเลต หรือวิตามินบี 9) [ออนไลน์]. 2562, แหล่งที่มา : https://amprohealth.com/nutrition/folic-acid-vitamin-B9/ [30 มีนาคม 2563]\r\n-Mgronline. ข่าวร้ายสำหรับคนกินข้าว “โลกร้อน” ทำสารอาหารลดน้อยลง [ออนไลน์]. 2561, แหล่งที่มา : https://mgronline.com/science/detail/9610000051677 [30 มีนาคม 2563]\r\n-คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. ภาวะโลกร้อน…ซ่อนโรคร้าย [ออนไลน์]. 2556,แหล่งที่มา : https://www.si.mahidol.ac.th/Th/healthdetail.asp?aid=686 [30 มีนาคม 2563]\r\nธนาคารแห่งประเทศไทย. สถานการณ์มันสำปะหลังที่เปลี่ยนแปลงไป [ออนไลน์]. 2560, แหล่งที่มา : ---https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/NorthEastern/DocLib_Research/cassava_situation_change.pdf [30 มีนาคม 2563]\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1596161314.PNG"],
    [572,2676,"อินสตาแกรม เปิดตัว Reel ท้าชน Tiktok ในเดือนหน้า","Thu, 2020-07-30 09:46","http://www.stkc.go.th/node/2676","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"อินสตาแกรม ภายใต้การบริหารของบริษัทเฟสบุ๊ค เตรียมที่จะปล่อยการใช้งานคล้ายกับแอพลิเคชั่น Tiktok ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นขณะนี้ ตามแหล่งข่าวระบุบริษัทโซเชียลสัญชาติอเมริกันเตรียมจ่ายเงินเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน Tiktok ที่มีคนติดตามจำนวนมาก ให้หันมาใช้งานอินสตาแกรมแทน\r\n\r\nบริการใหม่ที่อินสตาแกรมเตรียมเปิดตัวในประเทศสหรัฐฯ และอีก 7 ประเทศในเดือนสิงหาคมนี้จะใช้ชื่อว่า Reel โดยผู้ใช้งานสามารถอัดคลิปแบบสั้นๆ ที่คล้ายกับคู่แข่งอย่าง Tiktok โดยบริการ Reel ถูกทดสอบก่อนหน้านี้ในหลายประเทศ ทั้งอินเดีย บราซิล ฝรั่งเศส และเยอรมนี\r\n\r\nแต่จุดแตกต่างที่สำคัญก็คือ Reel ของอินสตาแกรมจะอนุญาตให้อัดคลิปได้เพียง 15 วินาที ขณะที่ Tiktok จะสามารถอัดคลิปได้สูงสุด 60 วินาที\r\n\r\nTiktok ภายใต้การบริหารของบริษัท ByteDance จากประเทศจีนกำลังเป็นคู่แข่งสำคัญของบริษัทเฟสบุ๊ค โดยมียอดผู้ใช้งานที่ดาวโหลดแอพ Tiktok ในเดือนเมษายนที่ผ่านมามากกว่า 2 พันล้านครั้ง อย่างไรก็ตาม Tiktok กำลังถูกจับตาในเรื่องความปลอดภัย ด้านข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานเนื่องจากมีความเกี่ยวพันธ์กับประเทศจีน\r\n\r\nอ้างอิงรายงานจากสำนักข่าว Wall Street Journal ที่ไม่เปิดเผยแหล่งข่าว ชี้ว่าอินสตาแกรมจัดเตรียมงบประมาณหลักแสนดอลล่าร์ เพื่อจ่ายเป็นเงินในการดึงผู้ใช้งาน Tiktok ที่เรียกกันว่า ครีเอเต้อร์ (Creator) ที่มีคนติดตามจำนวนมากให้หันมาใช้งาน Reel บนอินสตาแกรม แม้จะไม่ยืนยันข้อมูลดังกล่าวแต่ทางด้านโฆษกหญิงของอินสตาแกรมกล่าว่า “เราให้คำมั่นสัญญาในการลงทุนทั้งในครีเอเต้อร์และประการณ์ในการใช้งาน”\r\n\r\nทางด้าน Tiktok ออกมาประกาศเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อรับมือกับความเคลื่อนไหวครั้งนี้ โดยได้จัดเตรียมงบประมาณราว 200 ล้านดอลล่าร์เพื่อใช้เป็นเงินสนับสนุนเพิ่มเติมให้กับครีเอเต้อร์ที่สร้างสรรค์งานบน Tiktok\r\n\r\nไม่ใช่บริษัทเฟสบุ๊คเท่านั้นที่พยายามจะปกป้องตลาดผู้ใช้งานของตนเอง รายงานล่าสุดชี้ว่า Youtube ก็เตรียมที่จะออกบริการด้านวิดีโอคลิปแบบสั้นที่คล้ายคลึงกับ Tiktok ในเร็วๆนี้เช่นกัน\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/instagram-reel-vs-tiktok-next-month-07282020/5521699.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1596077209.jpg"],
    [573,2672,"ทำอย่างไรให้ฤดูร้อนมีสีสัน หรรษา อิ่มท้อง และสุขภาพดี","Wed, 2020-07-29 10:30","http://www.stkc.go.th/node/2672","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ฤดูร้อนที่มาถึงประเทศในซีกโลกเหนือ อย่างเช่น สหรัฐฯ หมายถึง ช่วงเวลากลางวันที่ยาวขึ้น ท้องฟ้าที่สว่างจ้ามากขึ้น และอากาศที่ร้อนขึ้น ทำให้เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับผู้คนทั่วไปที่จะออกมายืดเส้นยืดสาย เพื่อสร้างเสริมสุขภาพให้แข็งแรง หรือเพื่อลดน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาในช่วงที่ต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้านเพราะการระบาดของโควิด-19\r\n\r\nรายงานของสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ระบุว่า ไม่ว่าใครจะมีเหตุผลอะไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ไม่ควรจะเร่งหักโหมทำให้ตัวเองเหนื่อยล้าเกินไป และควรจะใช้เวลาหันมาพิจารณาสภาพร่างกายและจิตใจให้ถี่ถ้วน ก่อนจะเริ่มวางแผนใช้เวลาในช่วงไม่กี่เดือนนี้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ด้วยการลองทำตามคำแนะนำดังต่อไปนี้\r\n\r\n\r\n1. ดื่มน้ำมากๆ\r\n\r\nสิ่งแรกที่ทุกคนควรทำในช่วงที่อุณหภูมิพุ่งสูงนี้คือ การดื่มน้ำให้มาก โดยเฉพาะผู้ที่เสียเหงื่อไปเยอะ โดยสถาบันการแพทย์ หรือ Institute of Medicine แนะนำว่า ผู้หญิงควรดื่มน้ำอย่างน้อย 2.7 ลิตรต่อวัน ขณะที่ผู้ชายควรดื่มมากถึง 3.7 ลิตรต่อวันเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ร่างกายชุ่มชื้นเสมอ\r\n\r\nหากคิดไม่ออกว่าจะดื่มน้ำให้เพียงพออย่างไร คำแนะนำง่ายๆ คือ นอกจากการดื่มระหว่างวันแล้ว ให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 350 มิลลิลิตรต่ออาหาร 1 มื้อ สำหรับผู้ที่รับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ ซึ่งนอกจากจะทำให้ไม่ลืมดื่มน้ำแล้ว ยังช่วยให้ไม่ทานอาหารมากเกินไปด้วย และหากน้ำเปล่าไม่น่าสนใจพอ ก็อาจเปลี่ยนมาลองน้ำผสมกลิ่นผลไม้ต่างๆ เช่น ส้ม หรือ เลมอน ก็ได้\r\n\r\nนอกจากนั้น ให้เลือกทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักๆ เช่น ซุปต่างๆ หรือ ผลไม้จำพวก แตงโม ส้ม แอปเปิล และองุ่น รวมทั้งผักประเภท แตงกวา ผักกาด เซเลอรี และกะหล่ำปลี เป็นต้น\r\n\r\n\r\n2. ขยับแข้งขา\r\n\r\nการออกกำลังกายเป็นประจำช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกระดูกและกล้ามเนื้อ ลดความเสี่ยงที่จะป่วย และช่วยรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ระดับที่เหมาะสมได้ ดังนั้น จงใช้เวลาในฤดูร้อนที่ฟ้าสว่างนานกว่าช่วงอื่นของวัน ในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เดิน วิ่ง เต้นรำ ฝึกโยคะนอกสถานที่ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เล่นเทนนิส กอล์ฟ กระดานยืนพาย (Paddle Board) พายเรือคายัค หรือสกีน้ำ ซึ่งเป็นกิจกรรมสนุกๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในช่วงอากาศร้อนๆ\r\n\r\nแต่หากการเล่นกีฬาไม่ใช่ของโปรดเสียทีเดียว กิจกรรมงานบ้านบางอย่างก็อาจเป็นตัวเลือกที่ดีได้ เช่น การตัดหญ้า การทำสวน หรือการล้างรถ ที่นอกจากจะเอื้อให้ร่างการได้ขยับเขยื้อนแล้ว ยังทำให้บ้านและสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวเป็นระเบียบด้วย\r\n\r\nนอกจากนั้น การหาเหตุขยับตัวบ้างหลังมื้ออาหาร โดยเฉพาะมื้อเย็น นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะอากาศแดดร่มลมตกจะเย็นสบายกว่าในช่วงกลางวัน ทำให้สามารถเดินชมวิว พร้อมฟังเพลงไปด้วย ขณะแสงสุดท้ายของวันกำลังลับขอบฟ้า นำมาซึ่งความเพลิดเพลินและการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี\r\n\r\n\r\n3. เลือกอาหารทดแทนกลุ่มแป้ง\r\n\r\nลองหาอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ เช่น กะหล่ำดอก และ ถั่วลูกไก่ มาปรุงอาหารแทนเครื่องปรุงปกติ เช่น ข้าวขาว และเส้นพาสต้าแบบปกติ ช่วยให้อิ่มท้องแต่ไม่หนักกระเพาะและเพิ่มน้ำหนัก ทั้งยังมีเส้นใยอาหารมากกว่าด้วย\r\n\r\n\r\nจับคู่อาหารทดแทนกลุ่มแป้งกับกลุ่มโปรตีน\r\n\r\nนอกจากจะเปลี่ยนส่วนประกอบอาหารให้มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว การเลือกเสริมมื้อด้วยอาหารกลุ่มโปรตีนก็จะช่วยให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น โดยไม่ต้องห่วงเรื่องแคลอรี่มากเท่ากับการรับประทานกลุ่มคาร์โบไฮเดรตและกลุ่มไขมันคู่กับเหมือนปกติ ทั้งยังจะได้คุณค่าจากการสร้างมวลกล้ามเนื้อที่จะเร่งระบบเผาผลาญในร่างกายให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย\r\n\r\nอาหารหมวดโปรตีนที่เหมาะกับการรับประทานให้ได้ประโยชน์สูงสุด มีอาทิ สัตว์ทะเลพวกกุ้งหอย เนื้อสัตว์ปีกไม่ติดมัน ถั่วประเทศต่างๆ กรีกโยเกิร์ต ไข่ และปลาที่มีโอเมกา-3 อยู่สูง เช่น ซาลมอน ทูนา และแมกเคอเรล เป็นต้น\r\n\r\n4. เลือกอาหารเส้นใยสูงที่ถูกใจ\r\n\r\nหลายคนทราบดีว่า เส้นใยในอาหารนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากมาย เพราะช่วยให้อิ่มท้อง แต่ไม่ทำให้น้ำหนักขึ้น ทั้งยังช่วงลดระดับคลอเรสเตอรอล และลดความเสี่ยงการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเบาหวานประเภท 2 และมะเร็งล้ำไส้ใหญ่ ได้ด้วย\r\n\r\nปัจจุบัน มีอาหารจำพวกเส้นใยสูงให้เลือกอยู่มากมาย ดังนั้น ลองหาพวกที่ทั้งถูกปากและถูกจริตมาเสริมในมื้อหรือระหว่างมื้อ เพื่อให้ชีวิตมีสีสันไม่น่าเบื่อ เช่น เติมผลไม้พวกเบอร์รี่ลงในข้าวโอ๊ตสำหรับอาหารเช้า รับประทานส้มหรือกล้วย เป็นของว่าง และเลือกสลัดผักต่างๆ เป็นอาหารเที่ยง โดยเปลี่ยนน้ำสลัดเป็นแบบที่ไม่เข้มข้นและแคลอรี่สูง ก่อนจะเพิ่มผักหลากชนิดในอาหารมื้อเย็น เป็นต้น\r\n\r\n\r\n5. ตั้งเคอร์ฟิวการรับประทานอาหาร\r\n\r\nการรับประทานอาหารดึกเกินไปทำให้น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นอย่างง่ายดาย ดังนั้น ควรตั้งเวลาให้ตนเองต้องหยุดรรับประทานอาหารหนักๆ ในแต่ละวันไว้ อย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน โดยต้องมีวินัยปฏิบัติตามกฎที่ตั้งเอาไว้นี้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ร่างกายของเรามีระเบียบและจัดตารางการหยุดพักทำงานของกระเพาะไปด้วย\r\n\r\nหากการหยุดใจตัวเองไม่เพียงพอ เราอาจตั้งกฎการ “ปิดครัว” ที่ทำให้การหาของทานเป็นเรื่องที่ยากกว่าปกติ เพราะเมื่ออะไรๆ ไม่สะดวกดั่งใจ ความอยากอาหารก็น่าจะลดลงไปได้\r\n\r\nแต่ถ้าเกิดอาหารหิวก่อนนอนจริงๆ ก็ลองแปรงฟันหรือบ้วนปากกลั้วคอดู เพราะความสดชื่นในช่องปากอาจจะทำให้ความรู้สึกอยากทานหดหายไปได้\r\n\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/summer-health-tips-outdoor-activities/5516736.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1595993421.PNG"],
    [574,2665,"4 นวัตกรรม 'หน้ากากโควิด-19' ตอบโจทย์ชีวิตนิวนอร์มอล","Fri, 2020-07-24 14:31","http://www.stkc.go.th/node/2665","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ขณะที่การสวมหน้ากากยังมีความสำคัญและจำเป็นอยู่เพื่อลดความเสี่ยงของทั้งการแพร่และรับเชื้อโควิด 19 นั้น ยังมีคนไม่น้อยที่ไม่ยอมใช้หน้ากากด้วยเหตุผลข้ออ้างต่างๆ กัน\r\n\r\nและขณะนี้มีบริษัทรวมทั้งสถาบันหลายแห่งที่พัฒนานวัตกรรมใหม่เกี่ยวกับหน้ากาก ซึ่งพยายามตอบโจทย์และแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งในแง่การหาซื้อได้ยากในท้องตลาดและราคาแพง การปิดกั้นการแสดงออกซึ่งตัวตน ความไม่สะดวกของการใช้เมื่อดื่มของเหลว และการช่วยแปลภาษา เป็นต้น\r\n\r\n\r\n1. iMasc - ขณะที่หน้ากาก N 95 ยังหายากและมีราคาแพงในสหรัฐฯ โดยมีราคาเฉลี่ยชิ้นละ 7 ดอลลาร์ หรือ 210 บาท มิหนำซ้ำผู้ขาย อย่างเช่น Amazon ก็ไม่ยอมขายให้กับผู้ซื้อที่ไม่ใช่หน่วยงานด้านสาธารณสุขนั้น นักวิจัยและวิศวกรของสถาบัน MIT ร่วมกับโรงพยาบาล Brigham and Women ได้พัฒนาหน้ากากต้นแบบที่อาจใช้แทนหน้ากาก N 95 ได้\r\n\r\nจุดเด่นของหน้ากากที่เรียกว่า iMASC นี้คือ ทำจากซิลิโคนใสและมีช่องกรองอากาศสองช่องที่ด้านล่างเพื่อใส่ไส้กรอง N 95 ขนาดเล็กซึ่งเปลี่ยนได้ ข้อดีก็คือหน้ากากนี้ใช้วัสดุ N 95 น้อยกว่า เนื่องจากมุ่งเฉพาะส่วนที่เป็นไส้กรองเท่านั้น แถมตัวหน้ากากยังสามารถทำความสะอาดได้หลายรูปแบบเพื่อนำมาใช้ใหม่ เช่น อบด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ใช้ความร้อน หรือแช่ในสารฟอกขาวและแอลกอฮอล์ เป็นต้น\r\n\r\nหากพัฒนาได้สำเร็จ คาดว่าราคาจะอยู่ที่ราวชิ้นละ 15 ดอลลาร์หรือประมาณ 450 บาท\r\n\r\n2. LEAF - บริษัท Redcliffe Healthcare ในรัฐมิชิแกน พัฒนาหน้ากากที่จะช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถแสดงตัวตนได้มากขึ้น เพราะเป็นหน้ากากที่ใช้วัสดุโปร่งใสทั้งชิ้น\r\n\r\nหน้ากากที่มีชื่อว่า LEAF นี้ ใช้สารซึ่งย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ แถมยังมีโทนสีหลายสีให้เลือกเข้ากับสีผิว นอกจากนั้นยังมีไส้กรองเกรด HEPA ซึ่งช่วยลดกลิ่นและกรองอนุภาคขนาดเล็กในอากาศด้วย โดยวัสดุที่ใช้ก็มีคุณสมบัติต่อต้านการจับตัวของไอน้ำและสามารถทำความสะอาดตัวเองได้ รวมทั้งใช้งานได้นานถึงหนึ่งเดือน\r\n\r\nแต่จุดเด่นสำคัญที่สุดของหน้ากาก LEAF คือการใช้วัสดุใสซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ใช้แสดงอารมณ์และตัวตน รวมทั้งยังสามารถส่งยิ้มทักทายได้เหมือนเดิม\r\n\r\nราคาของหน้ากาก LEAF ซึ่งมีให้เลือกสี่แบบขณะนี้เริ่มต้นที่ชิ้นละ 49 ดอลลาร์ หรือราว 500 บาท\r\n\r\n3. Redee Mask - มีลักษณะพิเศษที่ช่วยแก้ปัญหา pain point ของผู้ใช้ คือมีแผ่นปิดบนหน้ากากอีกหนึ่งชั้น และในเวลาที่ต้องการดื่มเครื่องดื่มหรือของเหลว ผู้ใช้จะเปิดฝานี้เพื่อสอดหลอดดูดเข้าไปข้างใต้ได้อย่างปลอดภัยโดยไม่จำเป็นต้องถอดหรือขยับหน้ากากลงไปที่ระดับคางหรือคอ\r\n\r\nคาดว่าหน้ากาก Redee Mask ซึ่งมีขายแล้วขณะนี้ในราคาชิ้นละ 25 ดอลลาร์ หรือประมาณ 750 บาท จะเป็นที่นิยมในบรรดาบุคลากรผู้ต้องสวมหน้ากากทั้งวันเพื่อให้สามารถดื่มเครื่องดื่มได้อย่างปลอดภัยและสบายใจ โดยไม่ต้องขยับหรือถอดหน้ากากนั่นเอง\r\n\r\n\r\n4. C-Mask - ของบริษัท Donut Robotics ของญี่ปุ่น ซึ่งสามารถแปลภาษาหรือแปลงเสียงเป็นข้อความได้แปดภาษาด้วยกัน เพราะทางบริษัทเห็นปัญหาว่า การสวมหน้ากากนั้นทำให้การสื่อสารด้วยเสียงค่อนข้างจะเข้าใจได้ยาก ส่วนการอ่านริมฝีปากเพื่อช่วยให้เข้าใจก็ทำไม่ได้เช่นกัน ทางบริษัทจึงออกแบบหน้ากากอัจฉริยะช่วยแปลภาษาและแปลงเสียงเป็นข้อความ เพื่อแก้ปัญหาสำหรับผู้เดินทางโดยเฉพาะ\r\n\r\nหน้ากากดังกล่าวจะเชื่อมต่อกับแอพในโทรศัพท์มือถือผ่านทางบลูทูธที่ช่วยการแปลภาษา ตอนนี้ทางบริษัทมีผลิตภัณฑ์ขายในญี่ปุ่นอยู่แล้ว และมีแผนจะส่งหน้ากาก C-Mask นี้ไปขายในยุโรป สหรัฐฯ และจีนต่อไป\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/covid-masks-ct/5514181.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1595575914.jpg"],
    [575,2664,"เหตุใดคนภาคเหนือต้องประสบปัญหาไฟป่าทุกปี","Thu, 2020-07-23 09:16","http://www.stkc.go.th/node/2664","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ฝันร้ายที่ผ่านเข้ามาของประชาชนในภาคเหนือ ที่กำลังเผชิญกับทั้งโรคโควิด-19 และวิกฤตไฟป่า ที่มักมาเยือนผืนป่าทางภาคเหนือเป็นประจำทุกปี แม้เรื่องไฟป่าอาจจะได้รับความสนใจน้อยกว่าโรคโควิด-19 ที่กำลังระบาดอย่างหนักในขณะนี้ แต่เราก็ยังคงต้องให้ความสำคัญ เฝ้าระวัง และมีคำถามเกิดขึ้นเสมอว่า ทำไมภาคเหนือจึงประสบกับไฟป่าทุกปี\r\n\r\nด้วยภูมิศาสตร์ของภาคเหนือ ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงและมีที่ราบคล้ายแอ่งกระทะ ลักษณะของป่าแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ และเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน ใบไม้แห้งจะกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เมื่อเกิดไฟป่า การพัดพาของลมจะทำให้ไฟลุกติดได้ง่ายและไกลขึ้น และด้วยสภาพอากาศที่ไม่ถ่ายเท ยิ่งทำให้ฝุ่นควันมีเพิ่มมากขึ้น\r\n\r\nชาวบ้านหรือชาวเขาในภาคเหนือส่วนใหญ่ทำเกษตรเชิงเดี่ยว จะเผาป่าเพื่อเริ่มทำการเกษตรครั้งใหม่ หรือพืชบางชนิดอาจต้องใช้ไฟเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตหรือผลัดเปลี่ยน เช่น ช่วยให้ผักหวานแตกยอดหรือเห็ดเผาะเมื่อมีต้นไม้และหญ้าขึ้นคลุมผิวดินมาก ๆ จะไม่สามารถขึ้นได้และยากต่อการหา จึงทำให้ชาวบ้านมีความเชื่อว่าเมื่อเผาป่าจะหาของป่าได้ง่ายขึ้น ปัญหานี้จึงอยู่คู่กับภาคเหนือมาตลอด บางครั้งไฟป่าอาจเกิดขึ้นเอง หรือจากน้ำมือมนุษย์ เพียงแค่ไฟเพียงจุดเดียว สามารถลุกลามไปเป็นหลายร้อยไร่ ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน จากการสัมภาษณ์ นายเมธาพันธ์ ภุชกฤษดาภา ผู้ใหญ่บ้าน บ้านม้งดอยปุย ได้กล่าวถึง เหตุการณ์ไฟไหม้ป่าบริเวณดอยปุยของจังหวัดเชียงใหม่ครั้งล่าสุด ว่า ไฟป่าไม่ได้เกิดจากการจุดใหม่ทุกครั้ง บางครั้งเกิดจากแนวไฟเดิม ธรรมชาติของไฟในป่าดิบ มันเดินทางได้เอง กลิ้งได้ บินได้ มุดดินได้ เมื่อโลกร้อน ภัยแล้ง ใบไม้ร่วงไว รวมถึงเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทับถมกัน เมื่อมีปัจจัยพร้อม ทั้งมีปริมาณเชื้อเพลิงจำนวนมาก อากาศร้อน แล้ง รวมกับการบริหารจัดการไม่ดีพอ \"ไฟ\" จึงพร้อมออกเดินทางโดยเสรีทุกทิศทาง ขอเพียงเกิดการจุดครั้งแรก จากนั้น ไม่ต้องมีคนจุดใหม่ ไฟพร้อมจะลามเลียผิวดิน ไต่ขึ้นเรือนยอด มุดลงดินกินซากพืช และพร้อมจะปะทุใหม่ได้ตลอดเวลา ทำให้ปีนี้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง และมีค่าฝุ่นสูงสุดในรอบหลายปี\r\n\r\nจากข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ วันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2563 พบค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (Air Quality Index : AQI) มีค่า AQI สูงถึง 329 และค่า PM 2.5 อยู่ที่ 279 µg/m3 ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่อันตรายและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมาก ทำให้ประชาชนเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ มีความเสี่ยงต่อหัวใจและปอด และสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ เด็ก ผู้สูงวัย ยิ่งส่งผลให้หายใจได้ลำบากมากขึ้น\r\n\r\n\r\nตอนนี้เจ้าหน้าที่และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกำลังเร่งมือช่วยกันดับไฟป่าทุกวิถีทางเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น\r\n\r\nหากจะตอบคำถามที่ว่า ยังจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ไปอีกนานและบ่อยครั้งแค่ไหน หรือเมื่อไรจะหยุดไฟป่าครั้งนี้ได้ คงไม่ใช่แค่เจ้าหน้าที่หรือคนในชุมชนเป็นผู้ให้คำตอบ แต่การแก้ปัญหาระยะยาว คือ การสร้างความเข้าใจ บูรณาการวางแผนองค์ความรู้ของคนในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและร่วมกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นต่างหากคือหนทางอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ และเมื่อนั้นคนภาคเหนือจะได้มีอากาศที่บริสุทธิ์ให้หายใจอีกครั้ง\r\n\r\n \r\n\r\nภาพจาก: 1. Facebook/สภาลมหายใจเชียงใหม่\r\n2. Facebook/WEVO สื่อสู้ฝุ่น\r\nที่มา : 1. ไขปริศนา เส้นทางไฟ. [ออนไลน์]. 2020, แหล่งที่มา: https://www.facebook.com/join.forestbook/videos/878139409367035/ [7 เมษายน 2563]\r\n2. เกิดกี่ครั้งก็ยังไม่หายไป : ปัญหาไฟป่าเชียงใหม่ที่รัฐยังแก้ไขไม่ตรงจุด. [ออนไลน์]. 2020, แหล่งที่มา: https://thematter.co/social/wildfire-in-chiangmai/106468?fbclid=IwAR3r4XFHnSU2Ma2qQCSJ7UPghUpOVZbGrKFBkkCW6mtJoMMLeuUVMoGiAPs [7 เมษายน 2563]\r\n3. ไฟป่าเชียงใหม่ : ทำไมปีนี้ หนักกว่าทุกปี. [ออนไลน์]. 2020, แหล่งที่มา: https://www.bbc.com/thai/thailand-52146438 [7 เมษายน 2563]\r\nคำค้น : ไฟไหม้ป่า, ภาคเหนือ, PM2.5, ควันไฟ\r\n\r\n\r\nผู้เขียน : นางสาวศศลักษณ์ มูลรินต๊ะ นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (วิชาการ) : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (ภาษา) : นายอานุภาพ สกุลงาม นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nผู้อนุมัติเผยแพร่ : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1595470566.jpg"],
    [576,2662,"ดูแลตนเองอย่างไร ในช่วงหลังมาตรการผ่อนปรนโรคโควิด-19 (COVID-19) ","Wed, 2020-07-22 09:58","http://www.stkc.go.th/node/2662","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ดร.ชนินทร์ สาริกภูติ กองวิชาการวิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.)\r\n\r\nจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 (COVID-19) ในประเทศไทยขณะนี้เริ่มมีแนวโน้มที่ดีจากจำนวนผู้ป่วยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. จึงเริ่มผ่อนปรนมาตรการต่าง ๆ ให้ประชาชนได้ออกไปใช้ชีวิตได้เกือบปกติ รวมถึงการเปิดกิจการต่าง ๆ เริ่มมากขึ้น แต่การที่ประเทศไทยมีจำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะหยุดการดูแลสุขอนามัยของตัวเอง เพราะหากเราไม่ระมัดระวังและป้องกันตนเอง อาจทำให้โรคโควิด-19 กลับมาระบาดระลอกสองแบบที่ปรากฏในหลายประเทศได้ ดังนั้น หลังจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ เราควรปฏิบัติ ดังนี้\r\n\r\n1. สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาที่ต้องออกจากบ้าน\r\n2. หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หรือเจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 70% อย่างน้อย 20 วินาที\r\n3. รับประทานอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ และใช้ช้อนกลางของตนเองทุกครั้ง\r\n3. รักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ระหว่างตัวเราเองกับบุคคลอื่น ๆ ในระยะไม่น้อยกว่า 2 เมตร\r\n4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีผู้คนแออัด\r\n5. ไม่นำมือมาสัมผัสกับใบหน้า จมูก และปาก\r\n6. ทำความสะอาดร่างกายทันทีเมื่อกลับถึงบ้าน\r\n7. หมั่นทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิวสัมผัสที่ต้องใช้งานอย่างสม่ำเสมอ\r\n8. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วย\r\n9. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ\r\n10. ออกกำลังกายเป็นประจำ\r\n\r\nแม้ว่ารัฐบาลจะเริ่มผ่อนปรนให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ แต่โรคระบาดยังไม่หายไปไหน เพียงแต่อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ดังนั้น เรายังคงต้องปฏิบัติตามหลักการทางสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ควรปฏิบัติให้เป็นวิถีชีวิตปกติรูปแบบใหม่ เพื่อป้องกันตนเองและผู้อื่นจากการติดต่อและแพร่กระจายของเชื้อ และลดความเสี่ยงจำนวนผู้ติดเชื้อกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง\r\n\r\n\r\n\r\nที่มาข้อมูล :\r\nข้อพึงปฏิบัติหลังการคลายมาตรการ lock down. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.tistr.or.th/tistrblog/?p=6089 [20 พฤษภาคม 2563]\r\nสธ. แนะหัวใจสำคัญ เว้นระยะห่าง ใส่หน้ากากผ้า หลังมาตรการผ่อนปรน ไม่เพิ่มผู้ป่วยรายใหม่. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://pr.moph.go.th/?url=pr/detail/2/04/142335/ [20 พฤษภาคม 2563]\r\nคำค้น : โรคโควิด-19 (COVID-19), รักษาระยะห่างทางสังคม (social distancing), มาตรการผ่อนปรน\r\n\r\nผู้เขียน : ดร. ชนินทร์ สาริกภูติ นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (วิชาการ) : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (ภาษา) : นายอานุภาพ สกุลงาม นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nผู้อนุมัติเผยแพร่ : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1595386746.jpg"],
    [577,2659,"'อเมริกา-จีน-ยูเออี' เตรียมส่งยานสำรวจดาวอังคารสัปดาห์นี้","Tue, 2020-07-21 10:10","http://www.stkc.go.th/node/2659","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สหรัฐฯ จีน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี เตรียมส่งยานอวกาศไปสำรวจดาวอังคารภายในสัปดาห์นี้\r\n\r\nยานอวกาศที่ไม่มีมนุษย์เดินทางไปด้วยจะสำรวจหาร่องรอยของสิ่งมีชีวิตที่อาจเคยอาศัยอยู่บนดาวอังคาร เช่น จุลินทรีย์ รวมทั้งประเมินพื้นที่ต่าง ๆ บนดาวสีแดงนั้นสำหรับการส่งมนุษย์อวกาศขึ้นไปในอนาคต\r\n\r\nยานสำรวจที่สหรัฐฯ จะส่งไปนั้นมีชื่อว่า Perseverance ซึ่งจะไปทำหน้าที่เก็บตัวอย่างหินบนดาวอังคารในช่วงสิบปีข้างหน้าเป็นอย่างน้อย\r\n\r\nสำหรับสาเหตุที่ทั้งสามประเทศ คือ สหรัฐฯ จีน และยูเออี ต่างพร้อมใจกันส่งยานอวกาศไปยังดาวอังคารในสัปดาห์เดียวกันนี้ เป็นเพราะจะมีเพียงเดือนเดียวในรอบ 26 เดือน ที่โลกและดาวอังคารจะอยู่ในฝั่งเดียวกันของดวงอาทิตย์ ซึ่งหมายความว่าการเดินทางจากโลกไปยังดาวอังคารนั้นจะอยู่ใช้เวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้\r\n\r\nยานอวกาศที่จะไปยังดาวอังคารต้องสามารถเดินทางเป็นระยะทาง 482 ล้านกิโลเมตร โดยใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6-7 เดือน จึงจะสามารถเข้าสู่วงโคจรของดาวอังคาร โดยที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นพียงประเทศเดียวที่เคยส่งยานสำรวจไปลงบนดาวอังคารได้สำเร็จ\r\n\r\nการสำรวจก่อนหน้านี้พบว่า ดาวอังคารเคยมีแหล่งน้ำ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจเคยมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างอยู่ด้วย\r\n\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/us-china-uae-sending-spacecrafts-to-mars/5500811.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1595301032.jpg"],
    [578,2655,"ปิดฝาก่อนกดชักโครกช่วยลดการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส","Mon, 2020-07-20 10:06","http://www.stkc.go.th/node/2655","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิทยาศาสตร์ศึกษาแบบจำลองของการกดน้ำชักโครกและการไหลเวียนของอากาศในห้องน้ำและพบว่าละอองฝอยที่ฟุ้งขึ้นมาจากการกดชักโครกดูเหมือนจะแพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างและไกลพอที่คนจะสูดหายใจเข้าไปได้\r\n\r\nแม้ว่าเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะถูกตรวจพบในอุจจาระของผู้ป่วยโควิด -19 บางรายก็ตามแต่ก็ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเชื้อไวรัสในอุจจาระนี้มีปริมาณมากพอที่จะทำให้ติดเชื้อได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามนักวิจัยบอกว่าความเป็นไปได้ของโอกาสการแพร่เชื้อด้วยวิธีนี้ทำให้ควรมีการป้องกัน เพราะเรามักจะเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆ เกี่ยวกับเชื่อโรคโควิด -19 อยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญที่สุดนักวิจัยแนะนำให้ปิดฝาชักโครกก่อนที่จะกดน้ำ\r\n\r\nJi-Xiang Wang นักวิจัยซึ่งศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของเหลวที่มหาวิทยาลัย Yangzhou University ของจีนและเป็นผู้ร่วมเขียนรายงานฉบับนี้กล่าวว่าการกดน้ำชักโครกจะดันไอละอองซึ่งมีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ให้ลอยขึ้นมาจากโถสุขภัณฑ์ ดังนั้นผู้ใช้ห้องน้ำจึงจำเป็นต้องปิดฝาชักโครกก่อน จากนั้นจึงกดน้ำและล้างมือให้สะอาดด้วย\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญกล่าวด้วยว่าคนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญเรื่องความสะอาดของโถส้วมผิดจุด เช่นความหวาดระแวงเกี่ยวกับพื้นผิวของที่นั่งทำให้มักต้องวางกระดาษทิชชู่แผ่นบางๆ ลงบนแป้นที่นั่งอย่างระมัดระวัง แต่ที่จริงแล้วการแพร่เชื้อจากการสัมผัสทางผิวหนังนั้นมีความเสี่ยงต่อสุขภาพค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากที่กดชักโครก นั่นคือเมื่อชิ้นส่วนเล็กๆ ของอุจจาระถูกเหวี่ยงหมุนอย่างแรงในโถส้วมจนอาจฟุ้งลอยขึ้นไปในอากาศได้สูงถึงกว่าสามฟุตและกลายเป็นละอองฝอยติดอยู่ตามพื้นผิวในห้องน้ำได้\r\n\r\nCharles P. Gerba นักจุลชีววิทยาที่มหาวิทยาลัย University of Arizona กล่าวว่าแม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่าห้องน้ำสาธารณะมีส่วนในการแพร่กระจายของไวรัสที่อยู่ในระบบทางเดินอาหาร เช่นโนโรไวรัสซึ่งมักระบาดในเรือสำราญ แต่ยังไม่พบหลักฐานการแพร่เชื้อเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจในห้องน้ำ\r\n\r\nถึงกระนั้นก็ตามความเสี่ยงของเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นศูนย์เสียทีเดียว โดย Charles P. Gerba นักวิจัยผู้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องชักโครกและโรคติดเชื้อมาเป็นเวลา 45 ปีกล่าวว่าสิ่งที่ยังไม่ทราบแน่ชัดในขณะนี้คือการกดชักโครกในห้องน้ำนั้นทำให้เชื้อโคโรนาไวรัสแพร่กระจายได้มากแค่ไหน และจะต้องใช้เชื้อมากเท่าไหร่ถึงจะติดได้\r\n\r\nและถึงแม้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐจะชี้ว่ายังไม่ชัดเจนว่าไวรัสที่พบในอุจจาระนั้นจะทำให้คนติดเชื้อโควิด-19 ได้หรือไม่ และยังไม่เคยมีรายงานยืนยันการแพร่กระจายของไวรัสจากอุจจาระไปสู่คน แต่การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Physics of Fluids เมื่อกลางเดือนมิถุนายนแนะว่าการปิดฝาชักโครกและการล้างมือหลังการระบายทุกข์จะช่วยป้องกันการแพร่ไวรัสในห้องน้ำได้ และเสนอให้บรรดาผู้ผลิตเครื่องสุขภัณฑ์ผลิตชักโครกที่สามารถปิดฝาและทำความสะอาดตัวเองได้แบบอัตโนมัติ รวมทั้งยังแนะนำให้ผู้ใช้ห้องน้ำเช็ดทำความสะอาดที่นั่งทั้งก่อนและหลังใช้ด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม Charles P. Gerba นักจุลชีววิทยาที่ University of Arizona กล่าวว่าสำหรับตัวเขานั้นที่นั่งไม่ใช่ปัญหาสำคัญที่สุด เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการปิดฝาชักโครกก่อนที่จะกดน้ำ ซึ่งตัวเขาเองก็ทำเช่นนั้นมานานหลายสิบปี เขาแนะนำด้วยว่าไม่ควรวางแปรงสีฟันไว้ใกล้ๆ กับชักโครกสำหรับห้องน้ำที่บ้าน และสำหรับห้องน้ำสาธารณะที่ไม่มีฝาปิดนั้นเขาแนะว่าควรกดชักโครกแล้วรีบออกจากจุดนั้นให้เร็วที่สุด และไม่ควรใช้เวลาอ้อยอิ่งอยู่ในห้องน้ำสาธารณะ โดยเฉพาะถ้าเป็นที่ๆ ไม่มีระบบหมุนเวียนถ่ายเทอากาศที่ดีพอ\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/flushing-may-release-coronavirus/5506513.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1595214410.jpg"],
    [579,2649,"เทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code)","Fri, 2020-07-17 10:43","http://www.stkc.go.th/node/2649","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ทำให้หลาย ๆ คน ต้องปรับตัวและยอมรับกับการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ (New normal) และทำให้เทคโนโลยีหนึ่งถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าเราจะเดินทางไปที่ไหน ไปทำอะไร เราก็จะพบกับสัญลักษณ์ที่มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัสตุรัส มีจุดสีดำอยู่ภายใน คล้ายกับเกมเขาวงกต อยู่ในทุก ๆ ที่ แต่แท้จริงแล้วเทคโนโลยีนี้ ถูกคิดค้นและใช้งานในด้านต่าง ๆ มานานแล้ว แต่น้อยคนที่จะรู้จัก นั่นก็คือ เทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR Code)\r\n\r\n\r\nคิวอาร์โค้ด คืออะไร\r\nคิวอาร์โค้ด (QR Code) ย่อมาจาก “Quick Response Code” คือ สัญลักษณ์ชนิดหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นรูปกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัส ภายในประกอบด้วยโมดูลสีดำ (จุดสี่เหลี่ยม) เรียงตัวกัน คิวอาร์โค้ด ถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 1994 โดยบริษัท Denso-Wave (เดนโซ-เวฟ) ประเทศญี่ปุ่น เพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลต่าง ๆ ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ใช้โทรศัพท์ที่มีฟังก์ชันหรือแอปพลิเคชันที่รองรับโปรแกรมอ่านรหัสคิวอาร์ (QR Code Reader) ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทันที\r\n\r\n\r\n\r\nประโยชน์ของคิวอาร์โค้ด\r\nคิวอาร์โค้ด ถูกนำมาประยุกต์ใช้งานในหลากหลายด้าน เช่น ด้านการศึกษา ด้านประชาสัมพันธ์ ด้านการเงิน เป็นต้น เพราะจุดประสงค์หลักของการใช้งานคิวอาร์โค้ด คือ การให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น ที่อยู่ของเว็บไซต์, เบอร์โทรศัพท์ หรือตัวอักษร ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นอาจจะมีจำนวนมากหรือยากต่อการจดจำ แต่เมื่อกลายเป็น คิวอาร์โค้ด ข้อมูลจะถูกย่อให้อยู่ในรูปเพียงรูปเดียว ดังนั้นคิวอาร์โค้ด ถือว่าเป็นช่องทางอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล\r\n\r\n\r\nสร้างคิวอาร์โค้ดของตัวเองกันเถอะ\r\nปัจจุบันคิวอาร์โค้ดถูกนำมาใช้งานกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทำให้เว็บไซต์ต่าง ๆ ได้มีบริการสร้างคิวอาร์โค้ดแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายออกมามากมาย เพียงแค่เราค้นหา คำว่า QR Code Generator ที่โปรแกรมค้นหาบนอินเทอร์เน็ต จากนั้นก็เลือกบริการที่เราต้องการแปลงข้อมูลเป็นคิวอาร์โค้ด เพียงแค่นี้เราก็มีคิวอาร์โค้ดเป็นของตัวเอง ซึ่งการใช้งานก็สามารถนำไปใช้ได้หลากหลายรูปแบบ และยังใช้งานได้ทุกที่ทุกเวลาอีกด้วย\r\n\r\n\r\nตอนนี้ทุกคนก็ได้รู้จักกับเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ดมากขึ้นแล้ว และจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด ถูกนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันของเรามากขนาดไหน ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน เทคโนโลยีคิวอาร์โค้ดไม่ใช่เป็นเพียงแค่การแสกนเพื่อดูข้อมูลสินค้าหรือชำระเงิน  แต่เทคโนโลยีคิวอาร์โค้ดยังถูกนำมาใช้เพื่อเฝ้าระวัง ติดตาม ควบคุม ตามมาตรการการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อีกด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nที่มาของภาพ\r\n[1] https://mgronline.com/celebonline/detail/9630000051750\r\n[2] https://steemit.com/thai/\r\n[3] http://www.howto108.com/qr-code\r\n[4] https://mgronline.com/celebonline/detail/9630000051750\r\n\r\n\r\nที่มาของแหล่งข้อมูล\r\n[1] “QR Code คืออะไร ?” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://www.ops.moe.go.th/ops2017/สาระน่ารู้/1877-qr-code-คืออะไร ค้นเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 63\r\n[2] “QR Code Generator” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.the-qrcode-generator.com  ค้นเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 63\r\n[3] “QR Code คืออะไร ใช้อย่างไรกันแน่?” [ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก https://www.marketingoops.com/news/tech-update/what-is-qr-code ค้นเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 63\r\n\r\n\r\n\r\nเขียนโดย ภัทรกรณ์ สุ่มมาตย์ นักวิชาการ 5 กองนิทรรศการ\r\nตรวจทาน สุชิราภรณ์ ชัยเฉลิมวรรณ นักวิชาการ กองนิทรรศการ\r\n         วรรณภา แก้วล้วน วิทยากร 4 กองนิทรรศการ\r\n         วรรณวจี สุจริตธรรม นักวิชาการ 5 กองวิชาการ\r\nพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1594957430.JPG"],
    [580,2645,"นักวิทยาศาสตร์อาจพบ “ยีนผอม” มุ่งวิจัยต่อสู้โรคอ้วนในอนาคต","Thu, 2020-07-16 09:27","http://www.stkc.go.th/node/2645","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาวิจัยเบื้องต้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cell เมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์อาจค้นพบยีนที่ช่วยให้คนเหล่านั้นคงความผอมเพรียวเอาไว้ได้ และยังอาจเปิดโอกาสในการต่อสู้กับการเป็นโรคอ้วนได้อีกด้วย\r\n\r\nคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติสามารถระบุลักษณะความแปรผันทางพันธุกรรมที่ไม่เหมือนใครในบรรดาคนที่มีรูปร่างผอม หรือที่เรียกว่ายีน ALK ซึ่งยีนดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของเซลล์\r\n\r\nทั้งนี้ นักวิจัยพบยีนดังกล่าวด้วยการศึกษาตัวอย่าง DNA และข้อมูลทางด้านการแพทย์ของชาวเอสโตเนียสุขภาพดีที่มีอายุระหว่าง 20 ถึง 44 ปีจำนวนกว่า 47,000 คน\r\n\r\nJosef Penninger ศาสตราจารย์ภาควิชาพันธุศาสตร์การแพทย์และผู้อำนวยการสถาบัน Life Sciences Institute แห่งมหาวิทยาลัย University of British Columbia และเป็นผู้เขียนรายงานระดับอาวุโส กล่าวว่า นักวิจัยพบว่าความผันแปรทางพันธุกรรมดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับการที่คนเรามีรูปร่างผอมมาก ๆ จึงศึกษาการทำงานของยีน ALK ในหนูและแมลงวัน และพบว่าการกำจัดยีนนี้ออกไปส่งผลให้รูปร่างของแมลงวันและหนูผอมบางลง\r\n\r\nโดยนักวิจัยทดลองให้หนูกินอาหารไขมันสูง และพบว่าหนูที่น้ำหนักตัวปกติกลายเป็นโรคอ้วน ส่วนหนูที่ไม่มียีน ALK ยังคงผอมอยู่เหมือนเดิม\r\n\r\nStephen O'Rahilly ศาสตราจารย์หัวหน้าภาควิชาชีวเคมีและผู้อำนวยการศูนย์รักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญของร่างกายที่มหาวิทยาลัย Cambridge ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า งานวิจัยนี้แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนแต่ก็มีความน่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาเรื่องยีน ALK เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ในการรักษาโรคอ้วน\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ทราบมาก่อนแล้วว่าการกลายพันธุ์ของยีนและโปรตีน ALK นั้นอาจทำให้เกิดเนื้องอกซึ่งกลายเป็นมะเร็งได้ เช่น มะเร็งในปอด มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งสมอง เป็นต้น\r\n\r\nPenninger กล่าวว่า การรักษาโดยการกำหนดเป้าหมายไปที่ยีน ALK อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถต่อสู้กับโรคอ้วนได้ในอนาคต กล่าวคือ หากเราสามารถหยุดหรือลดการทำงานของยีน ALK ได้ ก็อาจทำให้เราคงความผอมเอาไว้ได้ รวมทั้งอาจเป็นโอกาสสำหรับวิธีรักษามะเร็งบางอย่างได้ด้วย\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/skinny-gene-ct/5503411.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1594866471.jpg"],
    [581,2643,"พบฟอสซิลบรรพบุรุษไดโนเสาร์รุ่นจิ๋ว ขนาดเล็กกว่าสมาร์ทโฟน","Wed, 2020-07-15 09:45","http://www.stkc.go.th/node/2643","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"นักวิทยาศาสตร์ เผยซากฟอสซิลที่เป็นบรรพบุรุษของไดโนเสาร์พันธุ์จิ๋ว สัตว์ดึกดำบรรพ์ขนาดพกพาที่เล็กกว่าสมาร์ทโฟน\r\n\r\nสัตว์ดึกดำบรรพ์ยุคก่อนไดโนเสาร์ขนาดจิ๋วนี้มีชื่อว่า “คอนโกนาฟอน เคลี” (Kongonaphon kely) อยู่ในตระกูลเทอร์โรซอร์ หรือ กิ้งก่าบินได้ในยุคไทแรสสิคตอนปลาย มีขนาดเพียง 4 นิ้ว หรือ 10 เซนติเมตร และกินแมลงเป็นอาหาร ตามการเปิดเผยในวารสาร National Academy of Sciences เมื่อวันจันทร์\r\n\r\nโดยซากฟอสซิลอายุกว่า 237 ล้านปีของสัตว์โบราณพันธุ์จิ๋วนี้ ถูกค้นพบในมาดากัสการ์ และคาดว่ามีอายุโตเต็มวัยแล้ว แม้จะมีขนาดเล็กพกพาได้เช่นนี้\r\n\r\nด้านคริสเตียน แคมเมอร์เรอร์ นักวิจัยจาก North Carolina Museum of Natural Sciences บอกว่า นี่เป็นบรรพบุรุษยุคก่อนไดโนเสาร์ขนาดจิ๋วที่ดูน่ารักน่าพกพา และอาจจะเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ได้เลย\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/dinosaur-ancestor-smaller-than-cellphone-07072020/5493702.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1594781128.jpg"],
    [582,2641,"นักวิจัยค้าน การคำนวณอายุสุนัขไม่ใช่การคูณจำนวนปีด้วยเลข 7","Tue, 2020-07-14 09:50","http://www.stkc.go.th/node/2641","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เวลาคนเราพูดถึงอายุของสุนัขเมื่อเทียบกับอายุของมนุษย์ หลายคนมักเลือกใช้วิธีคูณด้วยเลข เพื่อประเมินดูว่าสัตว์เลี้ยงสี่ขาตัวหนึ่งๆ น่าจะเด็กหรือแก่เพียงใด\r\n\r\nแต่การวิจัยครั้งใหม่ที่ตีพิมพ์ใจวารสาร Cell Systems เมื่อเร็วๆ นี้ ลบล้างแนวคิดที่ว่านี้ไปหมด เพราะนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า อายุของมนุษย์และสุนัขไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันเลย\r\n\r\nนักวิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ได้คิดสูตรการคำนวณอายุสุนัขที่พิจารณาตัวแปรเรื่องอัตราการแก่ที่ไม่เท่ากันที่ว่านี้ไว้ด้วย และติดตามการเปลี่ยนแปลงระดับโมเลกุลของดีเอ็นเอของสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ อายุตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์ จนถึงที่มีอายุ 16 ปี รวมกันจำนวน 104 ตัว จนได้ผลลัพธ์ที่สรุปว่า อายุของสุนัขเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่ามนุษย์ในช่วงต้นๆ ของชีวิต ก่อนที่อัตราการแก่ตัวจะเริ่มชะลอลงเมื่อโตเต็มวัยแล้ว\r\n\r\nเทรย์ ไอเดเคอร์ หัวหน้าทีมวิจัย ให้ความเห็นไว้ว่า ผลวิจัยที่ได้ช่วยอธิบายปริศนาเกี่ยวกับอายุของสุนัขได้อย่างดี เพราะหากใช้สูตรการคูณด้วย 7 แล้ว การที่สุนัขอายุ 9 เดือนสามารถตั้งท้องได้ ก็ไม่สอดคล้องกับอายุของมนุษย์เลย\r\n\r\nจากการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยพบว่า สุนัขอายุ 1 ปี กลับแก่เท่าๆ กับมนุษย์อายุ 30 ปีเลยทีเดียว ขณะที่สุนัขอายุ 4 ปี กลับมีอายุเทียบเท่ากับ 52 ปีของมนุษย์\r\n\r\nทั้งนี้ สูตรการคำนวณอายุสุนัขแบบใหม่นี้ เป็นวิธีคำนวณวิธีแรกที่สามารถนำไปใช้กับสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ ได้ด้วย และนักวิทยาศาสตร์วางแผนที่จะทดลองผลลัพธ์ของการวิจัยกับสุนัขพันธุ์อื่นๆ เพื่อศึกษาเรื่องผลกระทบของช่วงอายุขัยต่อไป\r\n\r\nนักวิจัยยังเชื่อด้วยว่า การเฝ้าสังเกตการณ์การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการเติมหมู่เมธิลเข้าไปในโมเลกุลของดีเอ็นเอ ก่อนและหลังการใช้ผลิตภัณฑ์ช่วยชะลอวัย (Anti-aging) จะช่วยให้สัตว์แพทย์ทำการตัดสินใจต่างๆ เกี่ยวกับการวินิจฉัยโลกและการรักษาสัตว์ได้แม่นยำมากขึ้น\r\n\r\nไอเดเคอร์ บอกว่า ผลการศึกษาล่าสุดนี้ ทำให้ทั้งนักวิจัยและเจ้าของสัตว์เลี้ยงเข้าใจความเป็นไปของสุนัขใกล้ตัวได้ดีขึ้น อย่างเช่นในกรณีของตัวเขาเอง ที่เลี้ยงสุนัขอายุ 6 ปี ซึ่งเขามักคิดว่ายังไม่แก่เท่าไหร่ แต่หลังได้ข้อสรุปงานวิจัยนี้แล้ว ทำให้เขาคิดได้ว่า สุนัขของเขา “ไม่ได้อายุน้อย อย่างที่ตนคิดเสมอมา” อีกต่อไป\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/dog-human-age-calculation-formula/5498193.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1594695021.jpg"],
    [583,2627,"กินอยู่อย่างถูกหลักอนามัยป้องกันโรคพยาธิได้","Mon, 2020-07-13 08:59","http://www.stkc.go.th/node/2627","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"\r\n\r\nโรคพยาธิยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขของไทย เนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การบริโภคอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ โดยเฉพาะผู้คนในแถบภาคอีสานที่มักจะใช้เนื้อ หรือเลือดวัวดิบประกอบอาหาร รวมถึงการรับประทานผักและผลไม้สด โดยไม่ล้างทำความสะอาด ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษแล้ว ยังอาจทำให้ร่างกายของเราติดพยาธิได้อีกด้วย\r\n\r\nพยาธิ คือ สิ่งมีชีวิตที่เป็นปรสิต (Parasite) อาศัยอยู่ในร่างกายของมนุษย์และสัตว์ ดำรงชีวิตด้วยการแย่งและดูดสารอาหารจากร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่เข้าไปอาศัยอยู่ พยาธิมีหลายชนิด โดยสามารถพบระยะต่าง ๆ ของพยาธิปะปนอยู่ในธรรมชาติที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต เช่น ในดิน ในน้ำ พื้นหญ้า เนื้อสัตว์ พืช ผัก ผลไม้ น้ำดื่ม และในแมลงพาหะนำโรคหลายชนิด พยาธิสามารถเข้าสู่ร่างกายของเราได้หลายทาง เช่น ทางปาก ได้แก่ พยาธิไส้เดือน พยาธิแส้ม้า พยาธิตัวตืดชนิดต่าง ๆ พยาธิใบไม้ตับ พยาธิใบไม้ลำไส้ พยาธิตัวจี๊ด พยาธิใบไม้ปอด และพยาธิหอยโข่ง ทางผิวหนัง ได้แก่ พยาธิปากขอ พยาธิเส้นด้าย ทางสายรกในครรภ์ ได้แก่ พยาธิตัวจี๊ด เมื่อพยาธิเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดอาการรู้สึกหิวบ่อย รับประทานอาหารมากแต่น้ำหนักลดลง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย เจ็บและบวมตามผิวหนัง เจ็บหน้าอก ไอเป็นเลือด มีผื่นคันหรือเป็นแนวแดง มีตุ่มนูนจำนวนมากขึ้นตามผิวหนัง มีไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว ร่างกายทรุดโทรมหรือเกิดอาการแพ้สารที่ขับออกมาจากตัวพยาธิ และหากเข้าสู่สมองก็อาจเสี่ยงเป็นอัมพาตและเสียชีวิตได้ ซึ่งอาการของโรคที่เกิดจากพยาธินั้น ขึ้นอยู่กับชนิด ขนาด จำนวนและตำแหน่งที่พยาธิอาศัยอยู่ รวมถึงระยะเวลาในการเกิดโรค ดังนั้น หากมีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา และไม่ควรซื้อยาถ่ายพยาธิมารับประทานเอง เนื่องจากพยาธิมีหลายชนิด ซึ่งชนิดของยาและปริมาณที่ใช้ในการรักษาจะแตกต่างกันออกไป\r\n\r\nเราสามารถป้องกันโรคพยาธิได้ โดยการรับประทานอาหารหรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงสุก ดื่มน้ำที่สะอาด ขับถ่ายในห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะ หมั่นล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝนควรระมัดระวังเรื่องการรับประทานผักผลไม้ เพราะหากล้างผักหรือผลไม้ไม่สะอาด อาจมีไข่หรือตัวอ่อนของพยาธิปนเปื้อนอยู่แล้วสู่ร่างกายได้ หากมีน้ำขังควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำ หรือสวมรองเท้าบูทป้องกันเพื่อป้องกันพยาธิชอนไชเข้าสู่ผิวหนัง เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงและปกป้องตัวเราจากการติดเชื้อโรคพยาธิได้\r\n\r\n\r\n\r\nที่มาข้อมูล :\r\nสิ่งน่ารู้เกี่ยวกับโรคพยาธิ. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://www.tm.mahidol.ac.th/hospital/hospital-parasite-th.php [18 มิถุนายน 2563]\r\nสธ. เตือนกินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ เสี่ยงโรคพยาธิ. [ออนไลน์]. 2563, แหล่งที่มา https://gnews.apps.go.th/news?news=61853 [18 มิถุนายน 2563]\r\nคำค้น : พยาธิ, ปรสิต (Parasite), ฤดูฝน\r\n\r\nผู้เขียน : ดร. ชนินทร์ สาริกภูติ นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (วิชาการ) : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (ภาษา) : นายอานุภาพ สกุลงาม นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nผู้อนุมัติเผยแพร่ : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\n\r\n\r\nCr. http://www.nsm.or.th/other-service/664-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-science-museum/4498-parasite.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1594605548.jpg"],
    [584,2625,"กินอาหารไขมันสูง ส่งผลต่อเราอย่างไร","Fri, 2020-07-10 10:37","http://www.stkc.go.th/node/2625","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"\r\nอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวหรือคอเลสเตอรอลสูง เช่น อาหารมัน ทอด ขนมหวาน ขนมกรุบกรอบต่าง ๆ แม้จะมีรสชาติอร่อย แต่ส่งผลเสียต่อร่างกาย ทั้งยังก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน และไขมันอุดตันในเส้นเลือด ทราบหรือไม่ ไขมันอิ่มตัวคืออะไร ไขมันอิ่มตัวคือโมเลกุลที่ประกอบไปด้วยคาร์บอนและไฮโดรเจนอะตอมที่เชื่อมกันด้วยพันธะเดี่ยวทั้งหมด มีโครงสร้างแบบอิ่มตัว จึงทำให้ไขมันอิ่มตัวมีลักษณะเป็นของแข็งเมื่ออยู่ในอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส มักมาคู่กับอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งเมื่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองอุดตันอีกด้วย\r\n\r\nหากรับประทานอาหารที่ไขมันสูงและไม่ออกกำลังกายติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดโรคอ้วน ซึ่งจากผลร้ายนี้ รายงานล่าสุดจากมูลนิธิวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร (Cancer Research UK) ระบุว่า โรคอ้วนอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งมากกว่าการสูบบุหรี่ โดยโรคมะเร็งที่อาจมีสาเหตุมาจากโรคอ้วน คือ มะเร็งลำไส้ มะเร็งไต มะเร็งตับ และมะเร็งรังไข่\r\n\r\nขณะที่ งานวิจัยของกลุ่มนักวิจัยด้านจิตวิทยาคลินิกจากมหาวิทยาลัยโอไฮโอสเตต (Ohio State University) สหรัฐอเมริกา พบว่า “การกินอาหารประเภทไขมันอิ่มตัวสูงแม้เพียงมื้อเดียว ยังส่งผลให้ความสามารถในการตั้งใจจดจ่อหรือสมาธิลดลงอย่างมากด้วย” กลุ่มผู้วิจัยทำการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเพศหญิงจำนวน 51 คน โดยทำแบบทดสอบวัดความสามารถในการตั้งใจจดจ่อเป็นระยะเวลา 10 นาที หลังรับประทานอาหารไขมันสูงเข้าไปแล้ว 5 ชั่วโมง โดยเปรียบเทียบผลคะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังกินอาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัว กับผลคะแนนหลังกินอาหารชนิดเดียวกันที่ปรุงด้วยน้ำมันเมล็ดดอกทานตะวันซึ่งเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ผลปรากฏว่ากลุ่มตัวอย่างทั้งหมดทำคะแนนได้น้อยลงโดยเฉลี่ย 11% หลังรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูงเข้าไป หัวหน้ากลุ่มวิจัย สรุปว่า “ไขมันอิ่มตัวอาจทำให้เกิดภาวะอักเสบสูงขึ้นทั่วร่างกายรวมไปถึงสมอง ซึ่งกรดไขมันอิ่มตัวอาจข้ามส่วนเชื่อมต่อที่กั้นระหว่างกระแสเลือดกับเซลล์สมอง (Blood-Brain Barrier) เข้าไปมีปฏิกิริยาโดยตรงบางอย่างกับเซลล์สมองทำให้ความสามารถในการมีสมาธิลดลง”\r\n\r\nจากผลงานวิจัยเช่นนี้ เราจึงควรเลือกรับประทานอาหาร ออกกำลังกาย และดูแลสุขภาพของเราให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเกิดโรคภัยที่จะส่งผลเสียต่อร่างกายของเรา\r\n\r\n\r\n\r\nที่มา : 1. กินอาหารมีไขมันอิ่มตัวสูงแค่มื้อเดียว ทำให้ความตั้งใจจดจ่อมีสมาธิลดลงได้. [ออนไลน์]. 2020, แหล่งที่มา: https://www.bbc.com/thai/international-52800832 [20 มิถุนายน 2563]\r\n2. มูลนิธิวิจัยโรคมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร ชี้โรคอ้วนทำให้เกิดมะเร็งบางชนิดมากกว่าสูบบุหรี่. [ออนไลน์]. 2019, แหล่งที่มา: https://www.bbc.com/thai/international-48865630 [20 มิถุนายน 2563]\r\n3. อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง (Saturated fat). [ออนไลน์]. 2018, แหล่งที่มา: https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/590 [20 มิถุนายน 2563]\r\nคำค้น : อาหาร, ไขมันอิ่มตัวสูง, Saturated Fat, คอเลสเตอรอล, Cholesterol, สมาธิ, โรคอ้วน\r\n4. http://www.nsm.or.th/other-service/664-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-science-museum/4492-saturated-fat-food.html\r\n\r\nผู้เรียบเรียง : นางสาวศศลักษณ์ มูลรินต๊ะ นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (วิชาการ) : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nบรรณาธิการ (ภาษา) : นายอานุภาพ สกุลงาม นักวิชาการ กองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.\r\nผู้อนุมัติเผยแพร่ : นางสาวอุมาภรณ์ เครือคำวัง ผู้อำนวยการกองวิชาการ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ อพวช.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1594352274.jpg"],
    [585,2622,"องค์การอนามัยโลกยอมรับมีหลักฐานบ่งชี้โอกาสแพร่เชื้อโควิด 19 จากละอองแขวนลอยในอากาศหรือ aerosol","Thu, 2020-07-09 10:17","http://www.stkc.go.th/node/2622","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกกล่าวว่าช่องทางหลักสำหรับการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างหนึ่งคือจาก droplet หรือฝอยละอองที่ออกจากปากและจมูกจากการไอจามของผู้มีเชื้อ ทำให้องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าเราควรรักษาระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 2 เมตร\r\n\r\nแต่เมื่อต้นสัปดาห์นี้นักวิทยาศาสตร์กว่า 230 คนใน 32 ประเทศเรียกร้องให้องค์การอนามัยโลกทบทวนข้อมูลเรื่องการแพร่กระจายเชื้อใหม่ โดยนักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ชี้ว่าละอองแขวนลอยขนาดเล็กหรือที่เรียกว่า aerosol ซึ่งสามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้นานกว่า คืออาจจะนานถึง 3 ชั่วโมงได้นั้นเป็นโอกาสหรือช่องทางการแพร่เชื้อได้เช่นกัน และวันนี้องค์การอนามัยโลกก็แถลงว่ามีหลักฐานที่บ่งชี้เรื่องการแพร่กระจายไวรัสโควิด-19 ทางไอละอองขนาดเล็กที่ว่านี้และกำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อตีความอยู่\r\n\r\nอาจารย์โดนัลด์ มิลตัน ผู้สอนวิชาสุขภาพสิ่งแวดล้อมที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแมรี่แลนด์กล่าวกับ CNN ว่าจนถึงขณะนี้หน่วยงานสาธารณสุขต่างๆ ทั้งองค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐไม่อยากพูดถึงโอกาสการแพร่เชื้อผ่านทาง aerosol หรือละอองที่แขวนตัวในอากาศเพราะเกรงว่าจะทำให้ผู้คนตื่นตระหนก แต่ก็เตือนว่าวัคซีนที่ดีที่สุดสำหรับโรคโควิด-19 ขณะนี้คือความรู้และการให้ข้อมูลแก่ประชาชนเพื่อให้ทุกคนรู้วิธีป้องกันตัวเอง\r\n\r\nส่วนน.พ. วิลเลียม ชาร์ปเนอร์ผู้สอนวิชาโรคติดเชื้อและเวชศาสตร์ป้องกันที่มหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลด์เปรียบเทียบว่าฝอยละออง หรือ droplet ที่กระจายจากการไอจามหรือการสนทนาอาจทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ในระยะ 3 ถึง 6 ฟุตติดเชื้อได้ ซึ่งก็เปรียบเสมือนช่องทางหลักแบบถนนไฮเวย์ แต่ขณะเดียวกัน aerosol หรือละอองแขวนลอยที่ออกมาพร้อมกันและสามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้นานกว่าก็สามารถทำให้ผู้ที่อยู่ในระยะห่างออกไปได้รับเชื้อเช่นกัน\r\n\r\nถึงแม้จะเปรียบเสมือนถนนซอยที่เล็กกว่าก็ตาม และอาจารย์ลินด์ซีย์ มาร์ ผู้สอนด้านวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียเทคก็ให้ตัวอย่างเปรียบเทียบว่าเชื้อไวรัสซึ่งแพร่กระจายจากบุคคลนั้นเหมือนกับควันบุหรี่ คือถ้ายิ่งอยู่ใกล้โอกาสที่จะได้รับเชื้อผ่านทางฝอยละอองโดยตรงก็มีสูง แต่สำหรับผู้ที่อยู่ห่างออกไปเราก็ยังมีโอกาสสัมผัสกับละอองแขวนลอยซึ่งล่องลอยไปในอากาศและอยู่ได้เป็นเวลานานตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงถึง 3 ชั่วโมงได้เช่นกัน\r\n\r\nทางด้านอาจารย์อีริน โบรเมจ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านชีวะวิทยาที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ก็ให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งว่าความชื้นในระดับ 40 ถึง 60% จะมีผลต่อความอยู่รอดและการแพร่กระจายไวรัสนี้ได้ กล่าวคือถ้าความชื้นอยู่ต่ำกว่าระดับ 40% ละอองแขวนลอย aerosol จะสามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้นานขึ้นและไปได้ไกลขึ้นแต่ที่ระดับความชื้นเกิน 60% ถึงแม้จะทำให้ droplet หรือละอองฝอยของไวรัสซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ามีน้ำหนักมากขึ้นและตกสู่พื้นได้เร็วขึ้นก็ตาม แต่ความชื้นจะช่วยให้ไวรัสนี้มีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นและมีโอกาสแพร่เชื้อได้มากขึ้นเช่นกัน\r\n\r\nโดยสรุปก็คือถึงแม้องค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐจะยังไม่เปลี่ยนคำแนะนำเรื่องแนวทางปฎิบัติตนเกี่ยวกับโควิด-19 ในขณะนี้ก็ตาม แต่การสวมหน้ากากอยู่เสมอ การรักษาระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตร การหลีกเลี่ยงสถานที่ๆ มีผู้คนจำนวนมาก รวมทั้งการล้างมือเป็นประจำยังเป็นข้อควรปฏิบัติอยู่ และหน้ากาก N 95 หากสามารถหาได้ก็จะช่วยป้องกันละอองแขวนลอยขนาดเล็กนี้ได้ นอกจากนั้นการใช้ไส้กรองประเภท HEPA สำหรับเครื่องกรองอากาศในบ้านและการเปิดให้อากาศหมุนเวียนถ่ายเทจากภายนอกก็ล้วนเป็นมาตรการป้องกันที่เราสามารถทำได้ในขณะที่โลกยังไม่มีวัคซีนเพื่อป้องกันการติดโรคโควิด-19\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/aerosol-transmission-covid-19-ct/5494125.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1594264672.jpg"],
    [586,2615,"\"นาซา\" เดินหน้าสำรวจร่องรอยทางเทคโนโลยีของอารยธรรมต่างดาว","Fri, 2020-07-03 14:04","http://www.stkc.go.th/node/2615","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา สนับสนุนโครงการค้นหาหลักฐานด้านเทคโนโลยีจากนอกโลก ที่อาจบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่มีความเฉลียวฉลาดนอกโลกได้\r\n\r\nนาซา ผลักดันเงินรางวัลสนับสนุนให้กับทีมวิจัยที่ค้นพบเบาะแสร่องรอยของเทคโนโลยีก้าวหน้าจากดาวเคราะห์ดวงอื่นนอกระบบสุริยะ ซึ่งเรียกรวมกันว่า “technosignatures” ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์หรือสัญญาณใดๆ ที่ระบุถึงการมีอยู่ทางเทคโนโลยีนอกระบบสุริยะ เช่น คลื่นวิทยุจากนอกโลก ซึ่งนาซาเชื่อว่ายังไม่ได้รับการศึกษาและค้นหาอย่างเต็มที่\r\n\r\nเทคโนโลยีที่รุดหน้าของมวลมนุษยชาติ ได้นำไปสู่การค้นพบดาวเคราะห์ใหม่นอกระบบสุริยะมากมาย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์คล้ายโลกที่อยู่นอกระบบสุริยะ มากกว่า 4,000 ดวงด้วยกัน และดาวเคราะห์เหล่านี้โคจรรอบดาวฤกษ์เฉกเช่นโลกของเรา และบางดวงก็ได้รับการยืนยันว่ามีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตคล้ายกับโลกของเรา\r\n\r\n\r\nที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์มุ่งศึกษา ร่องรอยทางชีวภาพบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ ทั้งสารประกอบเคมีหรือร่องรอยทางกายภาพอื่นๆ ที่สื่อถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตแบบเรียบง่ายในจักรวาล แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ นักวิทยาศาสตร์เบนเข็มเข้าสู่การค้นหาร่องรอยทางเทคโนโลยีจากนอกโลก ซึ่งรวมถึงองค์การนาซาด้วย\r\n\r\nการศึกษาร่องรอยทางเทคโนโลยีของอารยธรรมต่างดาว เป็นความร่วมมือระหว่างทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัย University of Rochester ในนิวยอร์ก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสถาบันสมิธโซเนียน\r\n\r\nในแถลงการณ์ของมหาวิทยาลัย University of Rochester ระบุว่า โครงการนี้จะมุ่งศึกษาร่องรอยทางเทคโนโลยีบนอวกาศที่ไม่รวมคลื่นวิทยุจากนอกโลก ซึ่งเป็นการเผยทิศทางใหม่ในการศึกษาความเฉลียวฉลาดที่อยู่นอกพิภพของเรา ด้วย 2 คำถามหลักก็คือ มีหลักฐานทางเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นโดยอารยธรรมจากดาวเคราะห์อื่นๆ ที่สามารถรับรู้ได้ถึงโลกหรือไม่? และอีกคำถามคือ ร่องรอยทางเทคโนโลยีจากต่างดาวสามารถค้นหาได้ง่ายกว่าร่องรองทางกายภาพนอกโลกหรือไม่?\r\n\r\n\r\nทีมวิจัยฝั่ง มหาวิทยาลัย University of Rochester จะศึกษาหลักฐานทางเทคโนโลยีจากนอกโลก 2 ชิ้น ที่เป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงกิจกรรมทางเทคโนโลยีขั้นสูงนอกโลก ได้แก่ แผงพลังงานแสงอาทิตย์ จากที่ทีมวิจัยพบว่าดาวเคราะห์บางดวงพึ่งพาพลังงานจากดาวฤกษ์เหมือนกับโลกที่ต้องการพลังงานจากดวงอาทิตย์ การใช้แผงพลังงานแสงอาทิตย์อาจเป็นหลักฐานแสดงถึงอารยธรรมบนดาวดวงอื่นด้วยเช่นกัน โดยจะตรวจสอบผ่านคลื่นแสงที่สะท้อนออกจากแผงโซลาร์เซลล์บนดาวดวงอื่นนั่นเอง\r\n\r\nอีกด้านหนึ่ง ทีมวิจัยจะค้นหาหลักฐานของมลพิษในชั้นบรรยากาศจากดาวเคราะห์ดวงอื่นนอกระบบสุริยะ ซึ่งจะแตกต่างจากการศึกษาก่อนๆที่มุ่งเน้นสารเคมีในชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์ มาเป็นการศึกษาที่เน้นไปในสารเคมีที่สร้างขึ้นโดยสิ่งมีชีวิตแทน อย่างเช่น มีเทน หรือสารเคมีหรือแก๊สที่สร้างขึ้นจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรมในอารยธรรมอื่นๆ นอกโลก รวมทั้งหลักฐานเรื่องเส้นทางของไฟฟ้าในเมือง โครงสร้างผังเมือง หรือข้อมูลดาวเทียม ที่เกิดขึ้นนอกระบบสุริยะ\r\n\r\nส่วนทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นำโดย อาวี เลิบ (Avi Loeb) หวังว่าการวิจัยนี้จะนำไปสู่การค้นพบใหม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีจากต่างดาวที่คล้ายหรือก้าวหน้ากว่าโลก เพื่อตอบคำถามง่ายๆที่ว่า “เราเป็นอารยธรรมเดียวในจักรวาลนี้หรือไม่?” และอีกคำถามตามต่อที่ว่า “หากตอนนี้เราคืออารยธรรมเดียวที่เหลืออยู่ในจักรวาล แล้วเมื่อก่อนนี้เคยมีอารยธรรมคู่ขนานมากับเราหรือไม่?”\r\n\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/nasa-exoplanet-technosignature-project-07022020/5486675.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1593759867.jpg"],
    [587,2614,"Animals in space สัตว์อะไรบ้างที่เคยไปอวกาศ","Thu, 2020-07-02 09:32","http://www.stkc.go.th/node/2614","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ก่อนที่มนุษย์จะขึ้นไปสู่ห้วงอวกาศ ก่อนที่ยูริ กาการินจะโคจรรอบโลก ก่อนที่นีล อาร์มสรองจะเหยียบดวงจันทร์เป็นคนแรก ยังมีบรรดาสัตว์ต่าง ๆ เคยขึ้นไปเพื่อบุกเบิกอวกาศ เก็บข้อมูลต่าง ๆ และทดสอบความปลอดภัยสูงสุดก่อนทดสอบกับมนุษย์ เมื่อเราพูดถึงสัตว์ในอวกาศ อาจจะรู้จักแค่ “ไลก้า” สุนัขข้างถนนของโซเวียตเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วมีสัตว์ชนิดอื่นอีกมากมาย มาหาคำตอบไปพร้อมกันเลยว่า ก่อนที่มนุษย์จะขึ้นไป มีสัตว์ชนิดไหนเคยขึ้นไปก่อนแล้วบ้าง\r\n\r\n            แมลงวันผลไม้ นับเป็นสัตว์ชนิดแรกที่ได้ขึ้นสู่อวกาศ เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ใช้ในการทดลองอยู่แล้ว โดยเริ่มจากพาขึ้นบอลลูนในปี พ.ศ. 2489 ลอยสูงเหนือพื้นดินถึง 171 กิโลเมตร เพื่อทดสอบผลกระทบของรังสีคอสมิก และได้ขึ้นไปอีกครั้ง กับจรวด V2 ของสหรัฐอเมริกา เพื่อทดสอบระบบช่วยชีวิต ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ปีต่อมา นอกจากนั้นแมลงวันผลไม้และผองเพื่อนแมลงชนิดอื่น ๆ ก็ยังได้ไปอวกาศอีกหลายรอบ\r\n\r\n            ลิง มีหลายครั้งที่ใช้ลิงเป็นนักเดินทางในอวกาศ เพื่อทดสอบอุปกรณ์และระบบต่าง ๆ เนื่องจากลักษณะทางกายภาพ และโครงสร้างภายในที่คล้ายคลึงกับมนุษย์ โดยการท่องอวกาศของลิงครั้งสำคัญมีดังนี้\r\n\r\n            พี่น้อง Albert 1-8 ลิงทีมแรกที่ขึ้นสู่อวกาศ เดินทางไปกับจรวด V2 ของสหรัฐอเมริกา  ใน 8 เที่ยวบิน ตลอดช่วงปี พ.ศ. 2491-2495 เพื่อทดสอบทางสรีระวิทยา อิทธิพลของค่าแรงโน้มถ่วงสูงและต่ำต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยทั้ง 8 ตัว เสียชีวิตจากการทดลองทั้งหมด\r\n\r\n            ลิงตัวแรกที่มีชีวิตในอวกาศได้ เป็นลิงที่ชื่อว่า Yorick โดยไปกับ Aerobee missile ของสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2494 นับว่าเป็นลิงตัวแรกที่มีชีวิตรอดในอวกาศ\r\n\r\n            Ham ลิงชิมแพนซีตัวแรก ถูกส่งขึ้นไปวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2504 ในภารกิจ Mercury ของสหรัฐอเมริกา เพื่อตรวจสอบการทำงานด้านระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งในบางเที่ยวบินของภารกิจ Mercury มีนักบินอวกาศเดินทางไปด้วย\r\n\r\n            Enos ลิงชิมแพนซีในภารกิจ Mercury เป็นลิงตัวแรกที่ได้โคจรรอบโลก เป็นจำนวน 2 รอบ โดยใช้เวลาการบินมากกว่า 180 นาที ในวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2504\r\n\r\n            หลังจากนั้น ลิง ก็ยังเป็นตัวเลือกที่ดีในการทดสอบระบบต่าง ๆ ของร่างกายในอวกาศอีกหลายครั้ง และบางครั้งก็ขึ้นไปพร้อมกันมากกว่า 1 ตัว เพื่อลดความเครียด\r\n\r\n            สุนัข สัตว์เลี้ยงน่ารักสี่ขา นักวิทยาศาสตร์ชาวโซเวียตเริ่มใช้สุนัขในการสำรวจอวกาศ โดยคว้าสุนัขจรจัดแถวกรุงมอสโกมาฝึก ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ไลก้า แต่ไลก้าก็ยังไม่ใช่สุนัขตัวแรกที่ได้ขึ้นไปในอวกาศ แต่จะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกัน\r\n\r\n            Tsygen & Dezik สุนัขข้างถนนจากโซเวียต เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดแรก ที่เดินทางไปอวกาศในวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2494 ที่ความสูง 100 กิโลเมตร และเดินทางกลับเข้ามาโดยทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่\r\n\r\n            ไลก้า สุนัขท่องอวกาศตัวแรก เดินทางไปกับดาวเทียมสปุตนิก 2 ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 ภารกิจนี้เป็นภารกิจที่ไปโดยไม่มีทางกลับ ไลก้าได้เสียชีวิตหลังจากเดินทางไม่กี่ชั่วโมงอันเนื่องมาจากความร้อนของดาวเทียม\r\n\r\n            ถึงTsygen & Dezik จะเดินทางขึ้นไปก่อนไลก้า แต่คนก็ยังจำไลก้า ได้มากกว่าเนื่องจากภารกิจของไลก้าเป็นภารกิจที่โคจรรอบโลกซึ่งเป็นภารกิจที่ใหญ่กว่า หลังจากนั้น สหภาพโซเวียตก็ส่งสุนัขขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยแต่ละครั้งจะส่งขึ้นไปเป็นคู่เพื่อลดความเครียดในการทดลองในอวกาศ\r\n\r\n            หนู นักทดลองในอวกาศ เรามักจะเห็นนักวิทยาศาสตร์ใช้หนูในการทดลองบนอวกาศหลายครั้ง เนื่องจากหนูมีอวัยวะภายในและโครโมโซมใกล้เคียงกับมนุษย์ และมีขนาดตัวที่เล็ก ทำการทดลองได้ง่ายกว่าลิง ดังนั้น หนูจึงถูกส่งไปหลายต่อหลายครั้งในอวกาศ ไม่ว่าจะไปกับจรวด V2 ของสหรัฐอเมริกา พร้อมพี่น้อง Albert หรือแม้แต่กระทั่งกลับมา แบบมีชีวิตกับ ลิง Yorick นอกจากนั้น ยังมีหนูหลายสายพันธุ์ที่ได้ขึ้นไปในอวกาศ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ mice หรือ rat ในภารกิจ Korabl Sputnik 2 โดยสหภาพโซเวียต ในช่วงปีพ.ศ. 2503 และยังมีหนูตะเภา ในภารกิจ Korabl Sputnik 4 อีกด้วย\r\n\r\n            กระต่าย รุ่นพี่ของหนูทดลอง โซเวียตได้เคยนำกระต่ายสีเทา ขึ้นไปทดลองในอวกาศกับภารกิจ Korabl Sputnik 2 โดยสหภาพโซเวียต และรอดกลับมายังพื้นโลก\r\n\r\n            แมว น้องเหมียวแห่งปารีส แมวในนาม Felicette ถูกส่งขึ้นไปกับ Veronique AGI sounding 47 ในวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2506 เพื่อสังเกตการณ์ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิขณะเดินทาง\r\n\r\n            เต่า ผู้แซงกระต่ายไปไกลถึงดวงจันทร์ ในภารกิจ Zond 5 ถูกส่งขึ้นไปโดยโซเวียตเมื่อ 18 กันยายน พ.ศ. 2511 ในภารกิจโคจรรอบดวงจันทร์และเดินทางกลับมายังโลก โดยที่เต่ายังรอดชีวิตกลับมาได้\r\n\r\n            ปลา ผู้แหวกว่ายในสถานีอวกาศ โดยปลาที่ถูกเลือกคือ ปลามัมมิช็อก เป็นปลาที่อึดมาก อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีความผันผวนของอุณหภูมิสูงได้ ทนการปนเปื้อนของรังสีได้ ปลาทั้ง 2 ตัวได้ขึ้นไปอยู่กับสถานีอวกาศ Skylab ของสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2516 โดยปลาสามารถแหวกว่ายในสภาพไร้น้ำหนักได้\r\n\r\n            แมงมุม Anita & Arabellar ถูกส่งไปพร้อมกับปลามัมมิช็อก เพื่อทดสอบว่าแมงมุมสามารถสร้างใยนอกโลกในสภาพความโน้มถ่วงต่ำได้หรือไม่ เพราะแมงมุมต้องการแรงโน้มถ่วงในการกำหนดทิศทางเส้นใย แต่สุดท้ายก็สามารถปรับตัวและสร้างใยได้ และสามารถอยู่บนสถานีอวกาศได้เกือบ 2 เดือนก่อนที่จะจบชีวิต\r\n\r\n            กบ ภารกิจ OFO-A (Orbiting Frog Otolith spacecraft) ของสหรัฐอเมริกา ได้นำกบขนาดใหญ่ 2 ตัวขึ้นไปบนอวกาศ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 เป็นเวลา 5 วัน เพื่อตรวจสอบอิทธิพลของสภาพไร้น้ำหนักต่อโครงสร้างของหูกบ\r\n\r\n            นิวต์ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำพวกซาลาแมนเดอร์ โดยนิวต์ ทั้ง 10 ตัวได้ขึ้นไปกับยาน Bion 7 ของสหภาพโซเวียต เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 เพื่อศึกษาการซ่อมแซมตัวเองของร่างกาย\r\n\r\n            แมงกะพรุน ในกระสวยอวกาศโคลัมเบียเที่ยว STS-40 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2534 แมงกะพรุนพระจันทร์กว่า 2,500 ตัว ได้ว่ายเบียดเสียดกันอยู่ในกระสวยอวกาศ การส่งขึ้นไปครั้งนี้เพื่อศึกษาเรื่องระบบประสาท เนื่องจากแมงกะพรุนมีชุดตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงที่ละเอียดในการรักษาสมดุลการว่ายในทิศทางต่างๆ\r\n\r\n            หมีน้ำ องค์การอวกาศยุโรป ได้ส่งสัตว์ที่อึดที่สุดในโลกโดยสารไปกับยาน Foton M3 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2550 โดยสามารถทนต่อรังสีได้นานถึง 10 วันในสภาพจำศีล และคืนชีพเมื่อกลับสู่สภาวะที่เหมาะสม\r\n\r\n            เป็นเวลากว่า 74 ปีที่วิทยาศาสตร์อวกาศได้ประโยชน์จากสัตว์ทดลอง ในการทดสอบต่าง ๆ ทั้งระบบภายในร่างกายและสภาพจิตใจ ถึงแม้จะมีการสูญเสียสัตว์เหล่านี้ไปบ้าง แต่ก็ได้สร้างองค์ความรู้ให้กับนักวิทยาศาสตร์จำนวนมหาศาล รวมถึงการปูทางสู่เทคโนโลยีในอนาคตต่าง ๆ อีกด้วย หากไม่มีสัตว์เหล่านี้ อาจจะพบกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของมนุษย์ก็เป็นได้\r\n\r\nเรียบเรียง : นายอนันต์พล  สุดทรัพย์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ\r\n\r\nภาพ : นางสาวหัทยา  คชรัตน์ เจ้าหน้าที่จัดการงานทั่วไปชำนาญการ\r\n\r\nอ้างอิง\r\n\r\n[1] https://history.nasa.gov/animals.html\r\n\r\n[2]  https://www.nasa.gov/audience/forstudents/9-12/features/F_Animals_in_Space_9-12.html\r\n\r\n[3]  https://history.nasa.gov/History%20of%20Space%20Life%20Sciences-Neurolab-JSC.pdf\r\n\r\n[4]  http://www.esa.int/Science_Exploration/Human_and_Robotic_Exploration/Research/Tiny_animals_survive_exposure_to_space\r\n\r\n[5] https://blogs.scientificamerican.com/guest-blog/the-first-fish-in-orbit/","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1593657172.jpg"],
    [588,2612,"คุณภาพการนอนจะดีกว่าถ้านอนหลับกับ 'คนที่รู้ใจ'","Wed, 2020-07-01 09:43","http://www.stkc.go.th/node/2612","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิจัยรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการนอนหลับในวารสารวิชาการ Frontiers in Psychiatry เมื่อปลายเดือนมิถุนายน จากการศึกษาคู่รักที่มีสุขภาพดี 12 คนในห้องปฏิบัติการทดลองเรื่องการนอนเป็นเวลาสี่วัน ด้วยการให้กลุ่มอาสาสมัครเหล่านี้ทั้งนอนคนเดียวแล้วนอนกับคนรักที่รู้ใจ\r\n\r\nโดยนักวิจัยศึกษาการทำงานของสมองและระบบต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งคุณภาพของการนอนตลอดช่วงการทดลองดังกล่าว\r\n\r\nนักวิจัยพบว่า เมื่อคู่รักนอนบนเตียงเดียวกันพร้อม ๆ กัน คุณภาพของการนอนจะดีกว่าเมื่อนอนคนเดียว โดยคุณภาพของการนอนที่ว่านี้วัดได้จากระดับของการพักผ่อนที่เรียกว่า REM stage ซึ่งย่อมาจากคำว่า rapid eye movement นั่นเอง\r\n\r\nREM เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการนอน เพราะช่วยให้ร่างกายประมวลรวบรวมความจำ ควบคุมอารมณ์ และแก้ปัญหาต่าง ๆ และทำให้เราฝันได้นั่นเอง\r\n\r\nโดยปกติแล้วร่างกายจะผ่านสี่ขั้นตอนสำหรับการนอน โดยในขั้นแรก เราจะเริ่มหลับอย่างเบา ๆ แต่ไม่ลึก และในขั้นที่สอง ร่างกายจะไม่รับรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ รอบตัว จากนั้นในขั้นที่สามและสี่ซึ่งเป็นช่วงที่เราหลับสนิทนั้น ร่างกายจะใช้การนอนนี้เพื่อฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ และเข้าสู่ระยะที่เรียกว่า REM ซึ่งทำให้เราเริ่มฝันได้นั่นเอง\r\n\r\nนักวิจัยอธิบายว่า การหลับในขั้น REM นี้อาจเกิดขึ้นในช่วงใดก็ได้ของการนอน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดขึ้น 90 นาทีหลังจากที่เราหลับ โดยในช่วงของ REM แขนและขาของเราจะไม่เคลื่อนไหว ทั้งนี้เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดกับตัวเอง ในกรณีที่เราอาจจะฝันแบบโลดโผนมากเกินไป\r\n\r\nหากเรานอนหลับได้ดีและมีคุณภาพ ช่วงของการหลับแบบ REM นี้อาจเกิดซ้ำได้หลายครั้ง และการหลับสนิทก็เป็นประโยชน์สำหรับการประมวลความจำ การซ่อมแซมกล้ามเนื้อ การฟื้นฟูระบบภูมิต้านทาน และการสร้างเซลล์ประสาทขึ้นใหม่ด้วย\r\n\r\nนักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า การหลับอย่างมีคุณภาพซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายและสมองนี้มักเกิดขึ้นหากเรานอนบนเตียงเดียวกับคนที่รู้ใจหรือมีความสัมพันธ์ที่ดีด้วย และแน่นอนว่าคุณภาพของการนอนดังกล่าวย่อมมีประโยชน์ต่อสุขภาพจิต สุขภาพกาย รวมทั้งต่อความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์เมื่อเราตื่นขึ้นด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่า กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา 12 คู่นี้อาจยังน้อยไป และยังจะต้องมีการศึกษาเพื่อยืนยันข้อมูลที่ได้เพิ่มเติม\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/sleep-better-with-partner-ct/5481264.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1593571428.jpg"],
    [589,2611,"ประเทศแถบตะวันออกกลางกับ “ความหวังสู่ดาวอังคาร” ในการส่งยานมุ่งหน้าสำรวจดาวเคราะห์แดง","Tue, 2020-06-30 12:51","http://www.stkc.go.th/node/2611","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีหลายดินแดนที่พยายามส่งยานไปสำรวจดาวอังคาร ได้แก่ รัสเซีย สหรัฐฯ ยุโรป อินเดีย จีน และญี่ปุ่น แต่ยังมีชาติเอเชียชาติอื่นที่จะส่งยานหุ่นยนต์ไปสำรวจดาวอังคารในอนาคตอันใกล้ นั่นคือ “สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์” ชาติอาหรับจากภูมิภาคตะวันออกกลาง\r\n\r\nยานโฮป (Hope) หรือในชื่อโครงการเต็ม Hope Mars Mission และชื่อยานในภาษาอาหรับว่า “อัลอะมัล” (الأمل แปลว่าความหวัง) เป็นยานประเภทโคจรรอบดาว (Orbiter) เพื่อสำรวจดาวอังคารของศูนย์อวกาศมุฮัมมัด บิน รอชิด (Mohammed bin Rashid Space Centre / MBRSC) ซึ่งเป็นหน่วยงานรับผิดชอบโครงการอวกาศของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกอบและผลิตโดยห้องปฏิบัติการฟิสิกส์บรรยากาศและอวกาศ มหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ สหรัฐฯ และยานโฮปยังเป็นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอื่นอีก 2 แห่งในสหรัฐฯ\r\n\r\n \r\n\r\nเมื่อยานโฮปถูกประกอบเสร็จแล้ว จะขนส่งจากสหรัฐฯไปยังญี่ปุ่น เพื่อติดตั้งบนจรวด H-IIA (H-2A) ซึ่งจะมีกำหนดปล่อยขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2563 (ตามเวลาประเทศไทย) จากศูนย์อวกาศทาเนงาชิมะ ทางตอนใต้ของญี่ปุ่น จึงกล่าวได้ว่ายานโฮปเป็นยานของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ผลิตและส่งขึ้นสู่อวกาศโดยต่างประเทศ ต่างจากยานเทียนเวิ่น 1 ของจีน ที่ผลิตในจีนและส่งขึ้นสู่อวกาศโดยจรวดของจีน\r\n\r\nยานโฮปมีภารกิจการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้\r\n\r\n- ศึกษาวัฏจักรของสภาพอากาศในรอบวันและฤดูกาลในรอบปีของดาวอังคาร\r\n\r\n- ศึกษาสภาพอากาศในบรรยากาศชั้นล่างของดาวอังคาร (เช่น พายุฝุ่น)\r\n\r\n- ศึกษาความแตกต่างทางสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่บนดาวอังคาร\r\n\r\n- ศึกษากระบวนการสูญเสียแก๊สจากชั้นบรรยากาศของดาวอังคารสู่อวกาศ\r\n\r\nจากภารกิจการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ของยานโฮป ตัวยานจึงมีอุปกรณ์ตรวจวัดบรรยากาศดาวอังคาร 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องถ่ายภาพความละเอียดสูงหลายย่านความยาวคลื่นที่ใช้ตรวจวัดฝุ่นและโอโซนในบรรยากาศ อุปกรณ์ตรวจวัดสเปกตรัมในช่วงรังสีอินฟราเรด ใช้ศึกษาบรรยากาศชั้นล่างของดาวอังคาร และอุปกรณ์ตรวจวัดสเปกตรัมในช่วงรังสีอัลตราไวโอเลต ใช้ตรวจวัดระดับของไฮโดรเจนและออกซิเจน\r\n\r\n\r\nหากการปล่อยยานสู่อวกาศและการเดินทางสู่ดาวอังคารเป็นไปอย่างราบรื่น ยานจะใช้เวลาเดินทางไปยังดาวอังคารนาน 7 เดือน โดยมีกำหนดถึงดาวอังคารในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการครบรอบ 50 ปีที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นเอกราช ทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์คาดหวังว่ายานโฮปจะสามารถปฏิบัติภารกิจในวงโคจรรอบดาวอังคารได้นาน 2 ปี\r\n\r\n \r\nโครงการยานสำรวจดาวอังคารของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ประกาศเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2557 โดยเชคเคาะลีฟะฮ์ บิน ซายิด อัลนะฮ์ยาน ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อเพิ่มศักยภาพแก่ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศและเพิ่มความรู้ความเข้าใจถึงบรรยากาศของดาวอังคาร และเลือกชื่อ “โฮป” กับ “อัลอะมัล” ให้ยานสำรวจดาวอังคารลำนี้ เพื่อสื่อถึงการมองโลกในแง่ดีของชาวอาหรับรุ่นใหม่นับล้านคน\r\n\r\nเรามาร่วมลุ้นกันว่าก้าวแรกและความหวังของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในการสำรวจระบบสุริยะ จะสำเร็จ จนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในฐานะชาติอาหรับ สามารถร่วมเป็นหนึ่งในชาติเอเชียที่มีความก้าวหน้าในการสำรวจอวกาศ ร่วมกับประเทศญี่ปุ่น จีนและรัสเซียหรือไม่\r\n\r\n \r\n\r\nอ้างอิง :\r\n\r\n[1] https://nssdc.gsfc.nasa.gov/nmc/spacecraft/display.action?id=EMM-HOPE\r\n\r\n[2] https://www.bbc.com/news/world-middle-east-52973849\r\n\r\n \r\n\r\nเรียบเรียงโดย\r\n\r\nพิสิฏฐ นิธิยานันท์\r\n\r\nเจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ\r\n\r\nศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์\r\n\r\nสถาบันวิจัยดาราาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1593496292.jpg"],
    [590,2608,"งานวิจัยชี้ ชักโครกอาจเป็นจุดแพร่กระจายโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่","Mon, 2020-06-29 10:26","http://www.stkc.go.th/node/2608","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"งานวิจัยเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ พบว่า หนึ่งในกิจวัตรประจำวันที่คนเราหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่าง การเข้าห้องน้ำเพื่อขับถ่ายอาจเป็นจุดเสี่ยงของการติดเชื้อได้ ขณะที่ตัวเลขการติดเชื้อทั่วโลกขยับเข้าใกล้ระดับ 10 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 490,000 คน\r\n\r\nแม้ว่าองค์การอนามัยโลกจะเคยให้ความเห็นไว้ว่า ความเสี่ยงของการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้จากของเสียที่คนรับขับถ่ายออกมานั้นอยู่ในระดับต่ำ ความจริงก็คือ การศึกษาหลายชิ้นชี้ว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 นั้นสามารถพบได้แม้ในอุจจาระจริงๆ\r\n\r\nสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานความเห็นของ อาลี นูรี ประธานสมาพันธ์นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน (Federation of American Scientists) ที่ย้ำว่า สิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรระลึกไว้คือ หากไม่จำเป็นต้องใช้ห้องน้ำสาธารณะจริงๆ ก็จงอย่าใช้\r\n\r\nนูรี แสดงความกังวลว่า การใช้บริการห้องน้ำสาธารณะนั้นมีความเสี่ยงหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องของความคับแคบซึ่งหมายความว่า ผู้ใช้บริการไม่สามารถรักษาระยะห่างได้จริง นอกจากนั้น ระบบถ่ายเทอากาศในห้องน้ำมักจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นส่วนใหญ่ไม่มีหน้าต่าง ซึ่งแปลว่า ไวรัสจะไม่เคลื่อนย้ายไปไหนและล่องลอยหรือฝังตัวอยู่นานกว่าปกติ\r\n\r\nยิ่งไปกว่านั้น การชักโครกสามารถทำให้ความเสี่ยงที่ว่านี้พุ่งสูงขึ้นอีก เนื่องจากแรงดันจากโถนั้นสามารถส่งละอองอนุภาคเข้าสู่อากาศได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ทุกคนควรทำหากจำเป็นต้องใช้ห้องน้ำสาธารณะคือการปิดฝาโถส้วนก่อนจะกดชักโครก\r\n\r\nปัจจัยอื่นในห้องน้ำที่ทำให้ความเสี่ยงของการติดเชื้อเพิ่มขึ้นก็คือ เครื่องเป่าลมร้อนสำหรับมือที่สามารถกระจายเชื้อไวรัสไปได้ไกลถึง 3 เมตร ตามข้อมูลของการศึกษาเมื่อปี ค.ศ. 2015 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Applied Microbiology\r\n\r\nและท้ายสุด พื้นผิวต่างๆ ตั้งแต่มือจับประตูไปจนถึงก๊อกน้ำและจุดต่างๆ ภายในห้องน้ำ คือบริเวณที่มีคนมากมายสัมผัสและอาจเป็นจุดแพร่เชื้อโควิด-19 ได้\r\n\r\nอย่างไรก็ดี นูรี ย้ำว่า เรื่องที่สำคัญที่สุดก็คือการเข้าใกล้และสัมผัสกันของผู้คน เพราะนั่นคือความเสี่ยงที่สูงที่สุด ดังที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ย้ำเสมอว่า นั่นคือจุดที่โควิด-19 ถูกส่งผ่านต่อไปได้มากที่สุด\r\n\r\nแต่ในความเป็นจริงนั้น หากมีความจำเป็นที่ต้องใช้ห้องน้ำสาธารณะจริงๆ นูรี กล่าวว่า อย่างน้อยต้องใส่หน้ากาก พยายามหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้อื่น และหากในห้องน้ำมีคนอยู่มาก ก็ควรพยายามรอจนกว่าคนจะออกมาและมีพื้นที่เหลือ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากห้องน้ำสาธารณะได้บ้าง\r\n\r\nและเมื่อทำทุกอย่างตามคำแนะนำข้างต้นแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมทำก็คือ การล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำอุ่นเป็นเวลา 20 วินาทีหลังเสร็จกิจ แล้วเช็ดมือให้แห้งด้วยกระดาษ แต่อย่าใช้เครื่องเป่าลมร้อนเป็นอันขาด และหากจะจับก๊อกน้ำ ก็ให้ใช้กระดาษเปิดน้ำแล้วทิ้งเมื่อปิดน้ำแล้ว แต่ถ้าหากสะดวก ก็อาจใส่ถุงมือแบบใช้ครั้งเดียว หรือแม้แต่ถุงพลาสติกสะอาดๆ ในระหว่างเข้าห้องน้ำและถอดทิ้งเมื่อเสร็จธุระแล้วก็ได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม หลังการระบาดของโควิด-19 ลากยาวมาหลายเดือนจนถึงจุดที่ภาครัฐยอมผ่อนคลายมาตรการควบคุมและป้องกันต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้คนสามารถออกมาใช้ชีวิตนอกบ้านได้บ้าง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าการเข้าห้องน้ำสาธารณะก็คือ การที่ประชาชนลืมตัวและไม่ทำตามคำแนะนำทุกอย่างในการปฏิบัติตัวระหว่างที่วิกฤตินี้ยังไม่คลี่คลายลง ทั้งการสวมหน้ากาก การรักษาระยะห่างทางสังคม และการรักษาความสะอาดของมือนั่นเอง\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/coronavirus-covid-19-toilet-risk-infection/5479015.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1593401190.JPG"],
    [591,2605,"Lithium-Sulfur แบตเตอรี่แห่งอนาคต","Fri, 2020-06-26 09:00","http://www.stkc.go.th/node/2605","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ก่อนหน้านี้เราอาจเคยได้ยินชื่อ แบตเตอรี่ชนิดลิเธียมไอออน (Li-ion Battery) แบตเตอรี่ชนิดนิกเกิล-แคดเมียม (Nickel-Cadmium Battery) และ แบตเตอรี่ชนิดนิกเกิล-เมทัลไฮไดรด์ (Nickel-Metal Hydride Battery) ซึ่งแบตเตอรี่ในกลุ่มนี้ถือเป็นแบตเตอรี่ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง เนื่องจากมีความสามารถในการเก็บประจุไฟฟ้าได้สูงอีกทั้งมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา แต่มีราคาสูงเกินไป\r\n\r\nเมื่อไม่กี่ปีมานี้มีการพัฒนาและปรับปรุงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ โดยให้พลังงานสูง มีอายุใช้งานที่ยาวนาน และราคาถูก จึงทำให้พบแบตเตอรี่ชนิดใหม่อย่างลิเธียม-ซัลเฟอร์ ซึ่งแบตเตอรี่ชนิดนี้สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ทโฟนได้เป็นเวลาอย่างน้อย 5 วัน หรือเทียบเท่าพลังงานรถยนต์ไฟฟ้า 1,000 กิโลเมตร อ้างอิงจาก ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาช ในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย หัวใจสำคัญที่ทำให้แบตเตอรี่ชนิดลิเธียม-ซัลเฟอร์มีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยการปรับปรุงพันธะการยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคในแคโทดของกำมะถันทำให้แบตเตอรี่สามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้สูงขึ้น มีเสถียรภาพและไม่ลดประสิทธิภาพในการทำงานลง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่ชนิดลิเธียม-ซัลเฟอร์นี้ยังอยู่ในระยะการพัฒนาในระดับห้องปฏิบัติการ แต่อีกไม่นานคงนำมาใช้งานจริงร่วมกับเทคโนโลยีต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เป็นต้น\r\n \r\nเขียนโดย ยงยุทธ แก้วจำรัส นักวิชาการ กองวิชาการ\r\nตรวจทาน สมชาย แสงใสแก้ว นักวิชาการ 6 กองวัสดุอุเทศ\r\n              วรพรรณ สธนพงศ์ นักวิชาการ 8 กองวัสดุอุเทศ\r\nพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ\r\n\r\nที่มา  http://www.nsm.or.th/other-service/666-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-information-technology-museum/4421-lithium-sulfur.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1593136859.jpg"],
    [592,2600,"“โอลิมปัส” ปิดตำนาน 84 ปีธุรกิจกล้องถ่ายภาพ","Thu, 2020-06-25 09:13","http://www.stkc.go.th/node/2600","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทโอลิมปัสของญี่ปุ่น ปิดตำนานธุรกิจกล้องถ่ายภาพ ที่ดำเนินการมากว่า 84 ปี หลังขายกิจการให้กับกลุ่มทุนร่วมชาติซึ่งเข้าซื้อแบรนด์ไวโอจากโซนีไปเมื่อ 6 ปีก่อน\r\n\r\nโอลิมปัสเริ่มต้นธุรกิจถ่ายภาพตั้งแต่ ค.ศ. 1936 ด้วยการขายกล้องพร้อมเลนส์ Zuiko ก่อนจะพัฒนากล้องถ่ายภาพแบบพกพา Pen Series เมื่อปี 1959 ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่การคืบคลานเข้ามาของสมาร์ทโฟนที่โอลิมปัสไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในฐานะเจ้าแห่งกล้องถ่ายภาพได้ สะท้อนจากผลประกอบการที่ขาดทุนในธุรกิจกล้องถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน\r\n\r\nโอลิมปัส เผยข้อตกลง MOU กับทางบริษัท Japan Industrial Partners ที่เข้าซื้อกิจการถ่ายภาพของโอลิมปัสในวันพุธ ซึ่ง JIP เป็นที่รู้จักจากการเข้าซื้อแบรนด์ไวโอ ของโซนี เมื่อปี 2014 ก่อนจะพัฒนามาเป็นคอมพิวเตอร์แลปทอปภายใต้ชื่อดังกล่าว แต่ยังไม่ได้รับการเปิดเผยว่าทิศทางของกล้องโอลิมปัสจะเป็นไปในรูปแบบใด และจะมีการลงนามการซื้อขายในวันที่ 30 กันยายนนี้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม บริษัท Olympus Corporation ยังดำเนินกิจการในอุตสาหกรรมอื่นๆ ทั้งในตลาดอุปกรณ์ผ่าตัด อุปกรณ์การแพทย์ และเครื่องมืออุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทและมีสัดส่วนการตลาดใหญ่ในระดับโลกมากกว่าการขายกล้องถ่ายรูปอย่างมาก\r\n\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/olympus-camera-exiting-camera-business-06242020/5476079.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1593051200.jpg"],
    [593,2597,"นักวิจัยค้นพบกรดอะมิโนชนิดหายากในทุเรียน","Wed, 2020-06-24 09:40","http://www.stkc.go.th/node/2597","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ",null,"จากการวิจัยของ the Leibniz-Institute for Food Systems Biology แห่งมหาวิทยาลัยเทคนิค มิวนิค (Technical University of Munich) กรดอะมิโนชนิดหายากชื่อว่า อีไทโอนิน ( Ethionine) ถูกค้นพบในทุเรียน หรือชื่อวิทยาศาสตร์ Durio zibethinus ผลไม้ที่ได้รับการขนานนามว่าราชาแห่งผลไม้ เพราะโดดเด่นของรูปลักษณ์และกลิ่นเฉพาะ\r\nทุเรียน จัดเป็นพืชเขตร้อนพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลมีเปลือกหนาและหนามแข็งล้อมรอบ ภายในมีลักษณะเป็นร่องให้เมล็ดเจริญ เมื่อสุกเนื้อสีเหลืองละมุน รสหวาน และมีกลิ่นเฉพาะรุนแรงคล้ายกำมะถัน\r\nในการศึกษาครั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยต้องการตรวจสอบการสร้างกรดอะมิโนอีไทโอนินในทุเรียน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดกลิ่นเฉพาะของทุเรียน และชี้ถึงกลิ่นของกรดอะมิโนอีไทโอนินที่พบในระยะผลสุก เกิดจากจากสารตั้งต้นชื่อ อีเทนไทนอล (Ethanethiol) โดยกรดอะมิโนอีไทโอนินมีปริมาณแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ อย่างหมอนทอง กระดุม หรือชะนี ซึ่งความเข้มข้นระหว่าง 621 - 9600 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ในระยะสุกกรดอะมิโนอีไทโอนิน และสารที่สร้างกลิ่นอย่างอีเทนไทนอล จะมีความเข้มข้นสูง\r\nโดยทั่วไปพืชจะมีการปล่อยเอนไซม์ออกมาเมื่อผลสุก แต่พบว่าทุเรียนมีการสร้างกรดอะมิโนอีไทโอนินซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่ไม่พบในพืชส่วนใหญ่ และมีการทดสอบกรดอะมิโนอีไทโอนินในกลุ่มสัตว์เพื่อตรวจสอบความอันตรายของกรดอะมิโนชนิดนี้ พบว่า เมื่อผสมกรดอะมิโนชนิดนี้กับอาหารให้หนูกินก่อให้เกิดการทำลายตับและก่อเซลล์มะเร็งในตับ\r\nสำหรับคนชอบทุเรียน ไม่ต้องตกใจแต่อย่างใด เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับคนน้ำหนัก 70 กก. ต้องกินทุเรียนถึง 580 กก. ในหนึ่งวัน จึงจะทำให้ปริมาณกรดอะมิโนอีไทโอนินสูงจนก่อเกิดอันตรายต่อเซลล์ตับ ในทางตรงข้าม หากบริโภคในปริมาณน้อย ซึ่งมีกรดอะมิโนอีไทโอนินความเข้มข้นต่ำ กลับส่งผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อย่างไรก็ตามยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติม\r\nบริโภคทุเรียนให้พอเหมาะเพื่อสุขภาพของทุกคน!","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1592966406.JPG"],
    [594,2594,"เฉื่อยชาพามะเร็ง! ผลวิจัยชี้การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง","Tue, 2020-06-23 14:59","http://www.stkc.go.th/node/2594","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ศูนย์มะเร็ง MD Anderson ที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเท็กซัส ติดตามศึกษากลุ่มตัวอย่างราว 8,000 คน ในช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2552 ถึง 2556 โดยให้คนกลุ่มนี้พกอุปกรณ์เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ตื่นอยู่\r\n\r\nโครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาซึ่งทำกับคนอเมริกันที่มีอายุเกิน 45 ปีจำนวนกว่า 30,000 คน โดยเฉพาะที่เป็นคนอเมริกันผิวดำและที่อยู่ในรัฐทางใต้ เพื่อหาคำตอบว่าเหตุใดคนกลุ่มนี้จึงมีอัตราเส้นเลือดในสมองอุดตัน ซึ่งเป็นสาเหตุของการสูญเสียความจำ หรือทำให้เป็นโรคหลงลืมมากกว่าคนกลุ่มอื่น\r\n\r\nผลการศึกษาหลังจากที่ติดตามเก็บข้อมูลเป็นเวลาห้าปี ได้พบว่า กลุ่มคนที่มีพฤติกรรมเฉื่อยชา คือชอบอยู่นิ่ง ๆ โดยไม่เคลื่อนไหวร่างกายนั้น มีอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งสูงกว่าคนกลุ่มอื่นถึง 82% ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตัดตัวแปรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อายุ เพศ หรือสถานะโรคประจำตัวออกไปแล้ว\r\n\r\nและกลุ่มตัวอย่างที่ว่านี้ก็ไม่เคยมีใครเป็นมะเร็งมาก่อนเลยก่อนเริ่มการวิจัย\r\n\r\nแพทย์หญิงซูซาน กิลคริสต์ หัวหน้านักวิจัยของศูนย์มะเร็งที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเท็กซัสบอกว่า การศึกษานี้นับเป็นครั้งแรกที่บ่งชี้ความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างการไม่เคลื่อนไหวร่างกายกับการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง และว่า การค้นพบความสัมพันธ์ที่ว่านี้ช่วยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการนั่งอยู่กับที่ให้น้อยลง และเคลื่อนไหวร่างกายให้มากขึ้น\r\n\r\nโดยแพทย์หญิงซูซาน กิลคริสต์ แนะว่า การนั่งให้น้อยลงอย่างน้อยวันละ 30 นาที และหันไปทำกิจกรรมเบา ๆ หรือกิจกรรมระดับปานกลาง เช่น การเดิน จะสามารถลดความเสี่ยงของมะเร็งลงได้ถึง 8%\r\n\r\nก่อนหน้านี้ก็มีผลการศึกษาที่แสดงแล้วว่า กว่า 50% ของการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งนั้นอาจป้องกันได้จากการเลือกรูปแบบการใช้ชีวิตที่เหมาะสม อย่างเช่น ทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย และไม่สูบบุหรี่ แต่ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่ผลการศึกษาสามารถยืนยันได้ด้วยอุปกรณ์ที่ช่วยรายงานการเคลื่อนไหวซึ่งติดอยู่กับร่างกายของกลุ่มทดลอง แทนที่จะให้สมาชิกกลุ่มทดลองรายงานข้อมูลจากความจำของตัวเอง\r\n\r\nและขณะที่แพทย์หญิงซูซาน กิลคริสต์ แนะว่า การเปลี่ยนอิริยาบถ อย่างเช่น ลุกขึ้นยืนหรือเดินราว 5 นาทีในทุก ๆ ชั่วโมง หรือการเคลื่อนไหวร่างกายแบบเบา ๆ เช่น การเดินวันละ 30 นาที จะช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลงได้ราว 8% นั้น แต่กิจกรรมการเคลื่อนไหวร่างกายระดับปานกลางถึงระดับเข้มข้น เช่น การถีบจักรยานด้วยความเร็วราว 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การเดินเร็ว ๆ การเคลื่อนไหวแบบแอโรบิกในน้ำ ไปจนถึงการเต้นรำในจังหวะบอลรูม หรือ การเล่นเทนนิส จะช่วยลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากมะเร็งลงได้ถึง 31% เช่นกัน\r\n\r\nและจากข้อมูลดังกล่าว หัวหน้านักวิจัยของศูนย์มะเร็งที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเท็กซัสก็บอกว่า ขั้นต่อไปคือการศึกษาเพื่อพยายามหาคำตอบว่า การเคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายจะมีผลโดยเฉพาะเจาะจงต่อมะเร็งที่อวัยวะส่วนใด รวมทั้งเพศและเชื้อชาติ จะมีส่วนกำหนดเรื่องนี้ด้วยหรือไม่เช่นกัน\r\n\r\nที่มา    https://www.voathai.com/a/cancer-and-movement-ct/5472040.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1592899164.jpg"],
    [595,2587,"นักวิทย์ฯ พบ อารยธรรมของสิ่งมีชีวิตอื่นบนทางช้างเผือก-จระเข้เคยเดินด้วยสองเท้า","Mon, 2020-06-22 08:17","http://www.stkc.go.th/node/2587","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"การศึกษาค้นคว้าล่าสุดโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีการตีพิมพ์ออกมาในสัปดาห์นี้ ในวารสาร Astrophysical Journal ระบุว่า น่าจะมีอารยธรรมที่เจริญแล้วของสิ่งมีชีวิตอื่นในกาแล็กซีของเราอยู่มากถึงราว 36 กลุ่ม\r\n\r\nผลงานวิจัยนี้สรุปความจากการใช้การคำนวณที่ชี้ว่า กว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกของเรานั้นจะถือกำเนิดขึ้นมาได้ต้องใช้เวลาถึงเกือบ 5,000 ล้านปีนับตั้งแต่กลุ่มแก๊สและฝุ่นผงในอวกาศจะควบแน่นเป็นก้อนจนกลายมาเป็นดาวโลก แล้วนำจุดนี้มาใช้ในการเปรียบเทียบค้นคว้าเกี่ยวกับความน่าจะเป็นของการมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ\r\n\r\nศาสตราจารย์ คริสโตเฟอร์ คอนเซลีซ ผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮม และเป็นหัวหน้าทีมวิจัยเรื่องนี้ กล่าวว่า การคำนวณหาตัวเลขกลุ่มอารยธรรมที่มีความเจริญนอกโลกนั้น ดูกันที่ประเด็นวิวัฒนาการในระดับจักรวาล ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ข้อจำกัดทางชีวดาราศาสตร์ของโคเปอร์นิคัส (Astrobiological Copernican Limit)\r\n\r\nผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์ ทอม เวสต์บีย์ ผู้ที่รับผิดชอบการทำวิจัยและเขียนต้นฉบับบทความวิจัย กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีการในอดีตที่ใช้ในการประเมินหาจำนวนอารยธรรมสิ่งมีชีวิตที่เจริญแล้วเป็นการเดาตัวเลขค่าต่างๆ แต่การศึกษาชิ้นล่าสุดนี้เป็นการใช้ข้อมูลช่วยคำนวณให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น\r\n\r\nผู้ช่วยศาสตราจารย์ เวสต์บีย์ เสริมว่า การวิจัยครั้งนี้ใช้สมมติฐานที่ว่า สิ่งมีชีวิตที่มีความก้าวหน้าแล้ว ซึ่งหมายถึงอารยธรรมที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีสูงพอที่จะทำการติดต่อสื่อสารได้ ควรใช้เวลาไม่เกิน 5,000 ล้านปีในการรวมกลุ่มก้อน ในรูปแบบของดาวเคราะห์และดวงดาวในกาแล็กซี ที่กระจายอยู่ทั่วทางช้างเผือก\r\n\r\nแต่เมื่อมีการพูดถึงการติดต่อสื่อสารกับอารยธรรมเหล่านี้ นักวิจัยกล่าวว่า คงเป็นเรื่องยาก เพราะระยะทางระหว่างแต่ละกลุ่มน่าจะห่างกันถึง 17,000 ปีแสง และส่วนคำตอบสำหรับคำถามว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มเดียวในกาแล๊กซีนี้หรือไม่ คงต้องดูกันว่า อารยธรรมแต่ละแห่งนั้นอยู่รอดกันได้นานเพียงใดด้วย\r\n\r\nนอกจากการค้นพบใหม่ๆ นอกโลกแล้ว นักวิจัยอีกกลุ่มยังค้นพบเรื่องใหม่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนโลกในยุคดึกดำบรรพ์ด้วย ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ที่เพิ่งออกมาในวันพฤหัสบดีนี้\r\n\r\n\r\nในรายงานชิ้นนี้ นักวิจัยพบว่า สัตว์โบราณที่เป็นบรรพบุรุษของจระเข้ เคยเดินด้วยขาหลัง 2 ข้าง ไม่ใช่คลาน 4 ขาเหมือนลูกหลานในยุคปัจจุบัน โดยได้รับการยืนยันจากรอยเท้าในซากฟอสซิลที่ค้นพบในประเทศเกาหลีใต้ ที่ก่อนหน้านี้เชื่อว่าเป็นรอยเท้าของ เทอร์โรซอร์ หรือไดโนเสาร์มีปีก\r\n\r\nแต่การวิเคราะห์หลักฐานทางประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งเป็นซากรอยเท้ายาว 18-24 นิ้ว จากยุคครีเทเชียสตอนต้น หรือเมื่อกว่า 100 ล้านปีที่แล้ว ทำให้นักวิจัยสรุปได้ว่า สัตว์เจ้าของรอยเท้านี้เป็นตระกูลเดียวกับจระเข้ ซึ่งเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ และมีความยาวลำตัวเกือบ 3 เมตร ทั้งยังยืนเมื่ออยู่บนบกด้วยการใช้ขาหลังเพียงอย่างเดียว โดยดูจากร่องรอยการเดินที่แสดงให้เห็นทั้งส้นเท้าและกรงเล็บ ไม่ใช่เพียงแค่ใช้ยืนเหมือนสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีปีกอย่างที่เคยเชื่อกันมาก่อนหน้านี้\r\n\r\nการค้นพบความลับของสิ่งมีชีวิตทั้งในและนอกโลก นอกจากจะยืนยันทฤษฎีของการวิวัฒนาการต่างๆ มากขึ้นแล้ว ยังปูทางไปสู่การศึกษาวิจัยใหม่ๆ ที่อาจช่วยไขปริศนาที่มนุษย์ยังรอหาคำตอบ และได้พบกับเรื่องมหัศจรรย์อื่นๆ อีกมากมาย\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/extraterrestrial-civilization-milk-way-crocodile-cretaceous/5468274.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1592788623.jpg"],
    [596,2583,"เทคโนโลยี Playstation 5 ","Fri, 2020-06-19 10:36","http://www.stkc.go.th/node/2583","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ในปัจจุบันกล่าวได้ว่า เกม เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของหลาย ๆ คนไม่ว่าจะเป็น เกมโทรศัพท์มือถือ เกมคอมพิวเตอร์ หรือเกม PlayStation ซึ่งเกมแต่ละประเภทได้มีวิวัฒนาการให้มีความสมจริง และให้คนเล่นเพลิดเพลินสนุกสนานไปกับเกมมากขึ้น วันนี้เราจะมากล่าวถึง เกม Playstation5 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเกมที่มีกำหนดการเปิดตัวและวางจำหน่ายในปี 2020 แต่ก่อนที่เราจะรู้จักเกม Playstation5 ว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่เพิ่มขึ้นมา เรามาทำความรู้จักกับเกม PlayStation แต่ละรุ่นก่อนที่จะมี Playstation5 ว่ามีเทคโนโลยีอะไรบ้าง\r\n\r\nPlayStation เป็นเกมที่พัฒนาขึ้นโดย เคน คุตารากิ จาก Sony Interactive Entertainment ซึ่งเป็นบริษัท ในเครือของ Sony โดยใช้เทคโนโลยี CD-I (Compact Disc-Interactive) โดยได้มีการพัฒนาออกมาหลายรุ่น ได้แก่\r\n\r\nPlaystation1 (PS 1)\r\nเกม Playstation1 ประกอบด้วยอุปกรณ์หลักคือ จอแสดงผลมัลติมีเดีย จอยสติ๊ก เครื่องเล่น และแผ่นเกม โดยคุณสมบัติของเครื่องเล่น ประกอบด้วย\r\n- หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) อยู่ที่ 32-bit MIPS (33MHz)\r\n- หน่วยประมวลผลด้านกราฟฟิก 3 มิติ (GPU) 32-bit R800A (33MHz)\r\n- หน่วยความจำภายในเครื่อง (System RAM) อยู่ที่ 2 MB\r\n- หน่วยความจำที่เกี่ยวข้องกับการแสดงผลและกราฟิก (Video RAM) 1 MB\r\n- ความละเอียดของภาพอยู่ที่ 640×480 (SD) เครื่องเล่นเกมเป็นระบบ CD-ROM\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nPlaystation2 (PS 2)\r\nเกม Playstation2 อุปกรณ์หลักจะมีความคล้ายกับ Playstation1 แต่คุณสมบัติของเครื่องเล่น จะแตกต่างกัน ดังนี้\r\n- หน่วยประมวลผลกลาง (CPU ) อยู่ที่ 64-bit 'Emotion Engine' (299MHz)\r\n- หน่วยประมวลผลด้านกราฟฟิก 3 มิติ (GPU) 'Graphics Synthesizer' (147MHz)\r\n- หน่วยความจำภายในเครื่อง (System RAM) อยู่ที่ 32 MB\r\n- หน่วยความจำที่เกี่ยวข้องกับการแสดงผลและกราฟิก (Video RAM) 4 MB\r\n- ความละเอียดของภาพอยู่ที่ 720×480 (SD) และบางเกมอยู่ที่ 1280x720 (HD)\r\nนอกจากนั้นเครื่องเล่นเกมยังเป็นระบบ DVD ประเภท 4.7 GB DVD และ 9 GB dual-layer DVD เกมบางเกมสามารถออนไลน์กันได้ เครื่องเกม Playstation2 ยังสามารถเล่นแผ่น เกม Playstation1และแผ่น DVD ภาพยนตร์ได้อีกด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nPlaystation3 (PS3)\r\nเกม Playstation3 แบ่งรุ่นตามความจุของฮาร์ดดิส(HDD) มีอุปกรณ์การเล่นหลักคล้ายกับ Playstation1 และ Playstation2 แต่จะแตกต่างกันที่คุณสมบัติของเครื่องเล่น ดังนี้\r\n- หน่วยประมวลผลกลาง (CPU ) ประเภท 'Cell' with 6-core equivalent architecture (3.2GHz)\r\n- หน่วยประมวลผลด้านกราฟฟิก 3 มิติ (GPU) ประเภท 'Reality Synthesizer' (500MHz)\r\n- หน่วยความจำภายในเครื่อง (System RAM) อยู่ที่ 256 MB XDR (3.2GHz)\r\n- หน่วยความจำที่เกี่ยวข้องกับการแสดงผลและกราฟิก (Video RAM) 256MB GDDR3 (700MHz)\r\n- ความละเอียดของภาพอยู่ที่ 720x480 (SD), 1280x720 (HD)\r\nและบางเกมอยู่ที่ 1920x1080 (Full HD) เครื่องเล่นเกมเป็นระบบ Blu-ray ประเภท 25GB BD และ 50GB dual-layer BD เครื่องเล่นเกม Playstation3 สามารถเล่นแบบเกมออนไลน์ได้ สามารถดาวน์โหลดเกมได้จาก PS Store และบางรุ่นสามารถเล่น Playstation1 และ Playstation2 ได้\r\n\r\n\r\n\r\nPlaystation4 (PS 4)\r\nเกม Playstation4 ในปัจจุบัน เครื่องเล่นมีเทคโนโลยีที่แตกต่างจาก กว่ารุ่นก่อน ๆ คือ หน่วยประมวลผลกลาง (CPU ) ประเภท Quad-core 'Steamroller' (3 GHz)\r\n- หน่วยประมวลผลด้านกราฟฟิก 3 มิติ (GPU) ประเภท AMD HD 7670 (1 GHz)\r\n- หน่วยความจำภายในเครื่อง (System RAM) อยู่ที่ 8GB\r\n- หน่วยความจำที่เกี่ยวข้องกับการแสดงผลและกราฟิก (Video RAM) 1 GB\r\n- ความละเอียดของภาพอยู่ที่ 1080p 3D 60fps และ 4K\r\nเครื่องเล่นเกม เป็น ระบบ Blu-ray ประเภท 50GB BD เครื่องเล่นเกม PlayStation4 ไม่สามารถเล่นแผ่นเกมของ PlayStation รุ่นก่อนหน้าได้แต่สามารถเล่นออนไลน์ได้ รองรับการเล่นโซเชียลต่าง ๆ สามารถอัดวิดีโอได้พร้อมทั้งมีอุปกรณ์เสริมที่ทันสมัย เช่น PS VR\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nPlaystation5\r\nมีคุณสมติของเครื่องเล่น ดังนี้\r\n- หน่วยประมวลผลกลาง (CPU ) ประเภท 8x Zen 2 Cores at 3.5GHz\r\n- หน่วยประมวลผลด้านกราฟฟิก 3 มิติ (GPU) ประเภท 36 CUs at 2.23GHz\r\n- หน่วยความจำภายในเครื่อง (System RAM) อยู่ที่ 16GB GDDR6/256-bit\r\n- ค่าความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลที่ทำให้เข้าเกมได้เร็วขึ้น( IO Throughput ) 5.5GB/s (Raw) หรือ 8-9GB/s (Compressed)\r\n- ความละเอียดของภาพเป็น 4K และระบบเสียงแบบ 3 มิติสามารถรองรับ USB HDD\r\n- หน่วยความจำสามารถขยายได้เป็น ประเภท NVMe SSD Slot และสามารถรองรับการเล่นเกม จาก Playstation4 ได้ เครื่องเกมรองรับ 4K UHD Blu-Ray drive\r\n\r\nกล่าวได้ว่าปัจจุบันเป็นยุคเทคโนโลยีต่างๆเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันเป็นปัจจัยหลักที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว เกมก็เป็นอีกหนึ่งในเทคโนโลยีที่จะทำให้เราเพลิดเพลินสนุกสนาน สามารถเล่นเพื่อคลายความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน หรือเล่นเพื่อจำลองและเรียนรู้การแก้ปัญหา จะเห็นว่าเทคโนโลยีเกมส์พัฒนาความเสมือนจริงขึ้นเรื่อยๆไม่แน่ว่าอนาคตเราอาจจะมีเกมโลกเสมือนจริงเหมือนในภาพยนต์บางเรื่องก็ได้ สุดท้ายการเล่นเกมควรแบ่งเวลาการเล่นให้ดีไม่ให้เสียเวลาการเรียนหรือการทำงาน\r\n\r\n\r\nที่มา\r\nhttp://www.nsm.or.th/other-service/666-online-science/knowledge-inventory/sci-article/sci-article-information-technology-museum/4462-playstation-5.html\r\n\r\n\r\nเขียนโดย ชัชวาลย์ สารไชย นักวิชาการ กองนิทรรศการ\r\nตรวจทาน ภัทรากรณ์ สุ่มมาตย์ นักวิชาการ 5 กองนิทรรศการ\r\n           วัลลี พาละพล วิทยากร กองนิทรรศการ\r\nพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1592537770.jpg"],
    [597,2576,"ระบบภูมิคุ้มกัน ทำงานอย่างไรต่อการรับมือกับเชื้อไวรัสโรค COVID-19","Thu, 2020-06-18 13:03","http://www.stkc.go.th/node/2576","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ระบบภูมิคุ้มกัน\r\nโลกทุกวันนี้มีอันตรายอยู่รอบตัว ทั้งที่มองเห็นได้และมองไม่เห็น อย่างเช่นตอนนี้ หลายคนคงกำลังวิตกกังวลกับโรค COVID-19 ที่สร้างผลกระทบไปทั่วโลก แต่เพื่อนๆ รู้หรือไม่ ในร่างกายของเรามีระบบภูมิคุ้มกัน (immune system) ที่คอยช่วยป้องกันเราจากอันตรายที่อาจเกิดจากสิ่งแปลกปลอมรอบตัว ทำให้เรายังคงแข็งแรงอยู่ได้ มารู้จักระบบภูมิคุ้มกันของเราให้มากขึ้น และดูว่าระบบนี้ทำงานอย่างไร\r\n\r\n \r\nสิ่งแปลกปลอมรอบตัวเรา\r\nร่างกายมีโอกาสได้รับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส จากการสัมผัส การกิน หรือการหายใจ เมื่อรับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปแล้ว  บางคนเจ็บป่วย แต่บางคนไม่มีอาการ เป็นเพราะประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของแต่ละคนต่างกัน\r\n\r\n \r\nอวัยวะและเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน\r\nร่างกายมีอวัยวะและเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ป้องกัน ดักจับ และทำลายสิ่งแปลกปลอม โดยมีเซลล์เม็ดเลือดขาวในหลอดเลือด หลอดน้ำเหลือง และยังสะสมอยู่ในอวัยวะ และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นหน่วยป้องกันที่สำคัญของร่างกาย\r\n\r\n \r\nกลไกต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย\r\nเมื่อมีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายและก่อให้เกิดอันตราย ร่างกายจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนอง โดยมีกลไกต่อต้าน/ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมในร่างกายมี 2 แบบ คือ แบบไม่จำเพาะ และ แบบจำเพาะ ซึ่งทั้งสองแบบจะทำงานร่วมกัน\r\n\r\n \r\n1. กลไกต่อต้าน/ทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ\r\nกลไกนี้เปรียบเสมือนแนวป้องกันที่ช่วยต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อหรือที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกายแล้ว แต่ถ้าแนวป้องกันนี้ถูกทำลาย เช่น มีบาดแผลที่ผิวหนัง ร่างกายยังมีกลไกการต่อต้านแบบไม่จำเพาะอีกอย่างคือ การอักเสบและการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มที่คอยดักจับและทำลายเชื้อโรคที่ผ่านเข้ามาในร่างกาย\r\n\r\n \r\n2. กลไกต่อต้าน/ทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ\r\nเมื่อแอนติเจน (antigen) ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกาย จะกระตุ้นกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว 2 ชนิด คือ เซลล์บี (B cell) และ เซลล์ที (T cell)  เซลล์บีและเซลล์ทีจะจับกับแอนติเจนอย่างจำเพาะ และจะกระตุ้นให้เซลล์บีพัฒนาไปเป็นเซลล์พลาสมา (plasma cell) ทำหน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดี (antibody) สำหรับเซลล์ทีที่ถูกกระตุ้นมีหลายชนิดและทำหน้าที่ต่างกัน เช่น\r\n\r\n- เซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส (cytotoxic T cell)\r\n\r\n- เซลล์ทีผู้ช่วย (helper T cell) ซึ่งกระตุ้นการทำงานและการแบ่งเซลล์ของเซลล์เม็ดเลือดขาว\r\n\r\nในการตอบสนองดังกล่าวเซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วนจะพัฒนาไปเป็นเซลล์ความจำ (memory Cell) ที่มีความจำเพาะต่อแอนติเจนนั้น ทำให้เมื่อได้รับแอนติเจนชนิดเดิมอีกในครั้งต่อไป จะตอบสนองและสร้างแอนติบอดีได้อย่างรวดเร็ว\r\n\r\n\r\nสำหรับโรค COVID-19 เกิดจากโคโรนาไวรัส สามารถติดต่อกันได้ง่ายผ่านทางสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ที่มีไวรัสอยู่ในร่างกาย ดังนั้นการเข้าใกล้ผู้ที่ไอหรือจาม อาจหายใจเอาไวรัสเข้าไป รวมทั้งการสัมผัสสิ่งของร่วมกันกับผู้ที่มีไวรัสปนเปื้อนอยู่\r\n\r\n\r\nCr. https://www.scimath.org/article-biology/item/11611-2020-06-05-09-38-52","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1592460197.png"],
    [598,2575,"“ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก”จากงานวิจัยสู่การสร้างรายได้และอาชีพในอนาคต","Wed, 2020-06-17 08:36","http://www.stkc.go.th/node/2575","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"“ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก”จากงานวิจัยสู่การสร้างรายได้และอาชีพในอนาคตท่านผู้อ่านเคยสงสัยหรือไม่ว่าขยะพลาสติกประเภทหลอดที่ใช้ดูดเครื่องดื่มสีสันต่างๆและขนาดต่าง ๆ ที่บ้านเราใช้กันอยู่นั้นทำมาจากพลาสติกประเภทใด แล้วจะใช้เวลามากน้อยเพียงใดในการย่อยสลายพลาสติกประเภทนี้ เราจะมีวิธีการอย่างไรจึงจะช่วยกันลดขยะจากพลาสติกจำพวกหลอดหรือการช่วยลดภาวะโลกร้อนนี้ได้ ตามไปดูกัน\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n          หลอดที่เราพบเห็นกันโดยทั่วไป ส่วนใหญ่ผลิตมาจากหลอดที่ทำมาจากพลาสติกประเภทพอลิสไตรีน พอลิสไตรีน (Poly Stylene, PS) เป็นพลาสติกชนิดเทอร์โมพลาสติก คือหลอมเป็นของเหลวได้ โดยที่อุณหภูมิห้องจะอยู่ในสถานะของแข็งแต่จะหลอมละลายเมื่อทำให้ร้อนและแข็งตัวเมื่อเย็นลง พอลิสไตรีนแข็งที่บริสุทธิ์จะใส ไม่มีสี แต่สามารถทำเป็นสีต่าง ๆ ได้และยืดหยุ่นได้จำกัด\r\n\r\n          พอลิสไตรีนที่ใช้กันอยู่ทั่วไปส่วนใหญ่เป็นชนิดที่เรียกว่า expanded polystyrene (EPS) เป็นชนิดที่ได้จากการผสมพอลิสไตรีนร้อยละ 90-95 กับสารทำให้ขยายตัว (ที่ใช้กันมากคือเพนเทนหรือคาร์บอนไดออกไซด์ เมื่อก่อนใช้ CFC ซึ่งเป็นสารทำลายชั้นโอโซน) ร้อยละ 5-10 พลาสติกที่เป็นของแข็งถูกทำให้เป็นโฟมโดยการใช้ความร้อน (มักเป็นไอน้ำ) พอลิสไตรีนอีกชนิดหนึ่งคือ Extruded polystyrene (XPS) มีชื่อทางการค้าที่แพร่หลายคือ Styrofoam เป็นชนิดที่มีการเติมอากาศไว้ในช่องว่างตามเนื้อโฟมทำให้มีค่าการนำความร้อนต่ำ ใช้ในงานก่อสร้าง และใช้เป็นฉนวนกันความร้อนในอาคาร และยังมีชนิดที่เป็นแผ่นเรียกว่า Polystyrene Paper Foam (PSP) ใช้เป็นภาชนะบรรจุอาหาร เช่นกล่องหรือถาดใส่อาหาร\r\n\r\n\r\n          นอกจากหลอดที่ทำมาจากพลาสติกประเภทพอลิสไตรีนแล้ว ยังมีหลอดที่ทำมาจากพืชตามธรรมชาติ กินได้ ย่อยสลายเร็ว ซึ่งเป็นหลอดที่เกิดจากงานวิจัยของกลุ่มนักวิจัยอีสานได้คิดค้นหลอดกินได้ โดยหลอดกินได้นี้เป็นไอเดียของคุณสุรพร กัญจนานภานิช ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้นำไอเดียการแปรรูปพืชตามธรรมชาติและข้าวที่มีผลผลิตอยู่แล้วไปปรึกษากับหน่วยงานที่ส่งเสริมด้านงานวิจัยหลายแห่ง เพื่อที่จะทำหลอดที่สามารถใช้ทดแทนหลอดพลาสติกที่ไม่สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ และหลอดที่สามารถผลิตได้ไม่เพียงแค่สามารถย่อยสลายได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่หลอดที่ได้ยังสามารถรับประทานได้ โดยที่ไม่เป็นอันตราย เพราะทำมาจากพืชตามธรรมชาติ และที่สำคัญยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย\r\n\r\n          สำหรับคุณสมบัติของหลอดที่ได้คือ สามารถแช่ในน้ำร้อนได้ 35 นาที และแช่ในน้ำเย็นและน้ำอุณหภูมิปกติได้ 6-12 ชั่วโมง โดยที่ยังคงรูปเหมือนเดิม และถ้าปล่อยไว้ให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ ใช้เวลาประมาณ 30 วัน หรือถ้าจะรับประทาน ต้องแช่น้ำ 3-5 นาที หลอดนิ่มและรับประทานได้ ซึ่งการใช้หลอดโดยปกติ คนทั่วไปใช้ไม่เกิน 10-15 นาที เลิกใช้และทิ้ง ดังนั้น หลอดกินได้ ซึ่งสามารถคงได้นานกว่านั้น จึงไม่ใช่ปัญหาในการใช้งาน แต่สิ่งที่ผู้บริโภคจะได้ คือ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และดีต่อสุขภาพ ถ้ารับประทานเข้าไป ช่วยเกษตรกรให้ขายผลผลิตทางการเกษตรได้เพิ่มขึ้น ซึ่งในช่วงเริ่มต้นได้ทดลอง โดยให้คนรอบข้างได้ทดลองใช้ทุกคนค่อนข้างพอใจ เพราะจะไม่นิ่มเหมือนหลอดกระดาษ และไม่มีกลิ่นสารเคมี แต่เป็นกลิ่นของพืชตามธรรมชาติ\r\n\r\n\r\n\r\n          แต่ในปัจจุบันเราจะเห็นหลอด(Polylactic Acid - PLA) ซึ่งเป็นหลอดพลาสติกชีวภาพที่มีส่วนผสมวัตถุดิบธรรมชาติ เช่นกัน ต่างกัน ตรงที่ PLA ต้องนำวัตถุดิบธรรมชาติเหล่านั้นไปผ่านกระบวนการหมัก ซึ่งในกระบวนการย่อยสลายทำได้ยากกว่า โดยถ้าถูกนำไปทิ้งในกองขยะและมีขยะอื่นๆ ทับอยู่ไม่สามารถย่อยสลายได้ ถ้าจะให้ย่อยสลายได้ต้องแยกออกมา ถึงจะย่อยสลายได้ ปัจจุบัน พลาสติกชีวภาพ PLA ได้รับความนิยมนำมาแทนพลาสติกกันมากในต่างประเทศ เพราะมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับพลาสติก\r\n\r\n          นอกจาก พลาสติกชีวภาพ PLA ยังมีหลอดทางเลือกอื่นๆ ที่มาแทนพลาสติก เช่น หลอดกระดาษ ปัจจุบันถือว่า ได้รับความนิยมมากในประเทศไทย และต่างประเทศ เพราะผู้ผลิตรายใหญ่จากประเทศจีน หันมาผลิตหลอดกระดาษออกขายจำนวนมาก แต่ปัญหาของหลอดกระดาษ คือ กลิ่นเหมือนสารเคมีที่มาจากกาวที่ใช้ เมื่อโดนน้ำยังไม่รู้ว่ากาวละลาย แล้วจะเป็นอันตรายผู้บริโภคหรือเปล่า และยังมีหลอดประเภทอื่น อย่าง หลอดไม้ไผ่ หลอดผักบุ้ง เป็นต้น ซึ่งมีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่างกัน\r\n\r\n                          \r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\n“หลอดกินได้ ผลงานนวัตกรรมแปรรูปผลผลิตการเกษตร ฝีมือคนไทย”. สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2563 . จาก https://ibusiness.co/detail/9620000087425  \r\n\r\nผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ พรเฉลิมพงศ์,ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นิธิยา รัตนาปนนท์.polystyrene (PS) / พอลิสไตรีน.สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2563 . จาก http://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/1452/polystyrene-ps\r\n\r\nSir.nim. ​PLA บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก นวัตกรรมพลาสติกจากพืช.สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2563 . จาก https://www.smethailandclub.com/design-3916-id.html\r\n\r\nhttps://www.scimath.org/article-chemistry/item/11327-2020-03-06-07-26-08\r\n ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1592357793.jpeg"],
    [599,2570,"5 วิธีธรรมชาติช่วยสุขภาพจิตในยามตึงเครียด","Tue, 2020-06-16 09:44","http://www.stkc.go.th/node/2570","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"(CNN)ชีวิตของคนเราทุกวันนี้มีแต่ความตึงเครียด และหากวิธีรับมือกับความเครียดของคุณเองใช้ไม่ได้ผลแล้ว ยังมีวิธีที่ได้รับการสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถช่วยบรรเทาความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความเครียดเหล่านั้นได้ วิธีที่ว่านี้เป็นวิธีทางธรรมชาติโดยไม่จำเป็นต้องมีใบสั่งแพทย์\r\n\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าการออกกำลังกายช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตที่ไปหล่อเลี้ยงสมองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่มีบทบาทในการควบคุมแรงจูงใจ อารมณ์ และการตอบสนองต่อความเครียด นอกจากนี้ยังช่วยปล่อยสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ให้ความรู้สึกดีกับร่างกายอีกด้วย\r\n\r\nนอกจากนี้การศึกษาพบว่าไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายแบบที่มีความเข้มข้นสูงเพื่อลดความเครียด แต่การออกกำลังกายแบบเข้มข้นระดับปานกลาง ซึ่งหมายถึงการออกกำลังกายหนักพอที่จะสามารถพูดไปด้วยได้ แต่ไม่ถึงขนาดร้องเพลงไปด้วยได้นั้นจะช่วยลดภาวะซึมเศร้าได้\r\n\r\nการศึกษาหลายๆ ฉบับแสดงให้เห็นถึงประโยชน์สูงสุดจากการออกกำลังกายแบบเป็นจังหวะซึ่งจะทำให้เลือดสูบฉีดในกล้ามเนื้อกลุ่มที่สำคัญ การออกกำลังกายที่ว่ารวมไปถึงการวิ่ง ว่ายน้ำ การปั่นจักรยาน และการเดิน เพียงวันละ 15 ถึง 30 นาทีอย่างน้อยสามครั้งต่อสัปดาห์ตลอดระยะเวลา 10 สัปดาห์หรือนานกว่านั้นในระดับความเข้มข้นต่ำถึงปานกลาง ก็จะช่วยให้จิตใจสงบและมีสุขภาพที่ดีได้\r\n\r\nวิธีต่อไปคือการนอนหลับให้สนิท ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการช่วยบรรเทาความเครียดและทำให้อารมณ์ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องหัวใจ พัฒนาสมอง และทำให้ทานจุกจิกน้อยลง\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญแนะนำวิธีการพัฒนาพฤติกรรมการนอนหลับไว้ดังนี้\r\n\r\n• ควรสร้างกิจวัตรประจำวันโดยการเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลา แม้แต่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ การที่จะสอนร่างกายและสมองให้สงบลงได้นั้น ควรพยายามเริ่มผ่อนคลายอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน ปิดการรับข่าวสารต่างๆ และเลิกใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน การอาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ ฟังเพลงผ่อนคลาย นั่งสมาธิ หรือออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายแบบเบาๆ ก็เป็นทางเลือกที่ดีด้วยเช่นกัน\r\n\r\n• ควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มบางชนิด หลีกเลี่ยงการใช้นิโคตินหรือดื่มกาแฟในช่วงบ่ายแก่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการนอนไม่หลับ และไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้ตื่นนอนตอนกลางดึกได้\r\n\r\n• เตียงนอนและหมอนควรให้ความรู้สึกสบาย อากาศในห้องนอนควรเย็นสบาย ไม่ควรดูโทรทัศน์หรือทำงานในห้องนอน เพราะห้องนอนควรเป็นที่สำหรับการนอนหลับเท่านั้น\r\n\r\n• ห้องนอนควรมืดสนิท ควรกำจัดแสงจ้าทั้งหมด รวมทั้งแสงสีฟ้าจากโทรศัพท์มือถือหรือแล็ปท็อปด้วย อาจใช้ผ้าม่านที่ช่วยให้ห้องมืดสนิท แต่ในเวลากลางวันก็ควรพยายามให้ร่างกายรับแสงจากธรรมชาติให้มากที่สุดด้วยเช่นกัน\r\n\r\nอีกวิธีหนึ่งคือ การหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกว่าส่งผลดีต่อสมองและช่วยลดความเครียดอีกด้วย\r\n\r\nDr. Cynthia Ackrill ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการความเครียดและบรรณาธิการของนิตยสาร Contentment magazine โดยสถาบัน American Institute of Stress กล่าวว่าการเรียนรู้วิธีกำหนดลมหายใจช่วยให้ร่างกายและจิตใจสงบลงได้\r\n\r\nJacinta Brinsley นักศึกษาระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย South Australia กล่าวว่าการฝึกโยคะ ไทชิ หรือจี้กง ก็ช่วยลดความเครียดได้เช่นเดียวกัน โยคะเป็นรูปแบบหนึ่งของการออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยปล่อยสารเอ็นโดรฟินแล้ว ยังสามารถควบคุมระบบการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกาย และปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับได้ด้วย\r\n\r\nนอกจากนี้การออกกำลังกายแบบดั้งเดิมของชาวจีนที่เรียกว่าไทชิและจี้กง ก็ช่วยลดความเครียดได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ไม่มีความรุนแรง มีความเข้มข้นปานกลาง มีลำดับการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของสมาธิ การหายใจ การประสานและการผ่อนคลาย\r\n\r\nและวิธีทางธรรมชาติวิธีสุดท้ายในการลดความเครียดก็คือการทำสมาธิ ซึ่งการทำสมาธิและการฝึกสติเป็นสองวิธีที่ยอดเยี่ยมในการลดความเครียด อาจใช้เวลาเพียงหนึ่งนาทีในตอนเช้าและตอนเย็นของทุกวันในการทำสมาธิเพื่อช่วยให้จิตใจแจ่มใส มองโลกในแง่ดี และเช่นเดียวกับการออกกำลังกาย การฝึกสติหรือทำสมาธิก็จำเป็นต้องมีการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอด้วยและผลลัพธ์ที่ได้จะคุ้มค่าแก่ความพยายามอย่างแน่นอน\r\n\r\nที่มา https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/1668-new-normal","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1592275492.jpg"],
    [600,2561,"ดาวเคราะห์น้อยและองศาปะทะโลก กับการสิ้นสุดของยุคไดโนเสาร์","Mon, 2020-06-15 11:03","http://www.stkc.go.th/node/2561","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"การศึกษาล่าสุดโดยกลุ่มนักวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุของการสิ้นสุดของยุคไดโนเสาร์ครองโลก ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications เมื่อเร็วๆ นี้ เปิดเผยถึงปัจจัยใหม่ที่มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกเมื่อหลายล้านปีก่อน ซึ่งก็คือ มุมองศาของดาวเคราะห์น้อยที่ปะทะพื้นผิวโลก นั่นเอง\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่า ดาวเคราะห์น้อยที่เป็นต้นตอของหายนะครั้งนั้น โคจรเข้ามาในชั้นบรรยากาศโลกเมื่อ 66 ล้านปีก่อน และพุ่งเข้าชนพื้นผิวโลกที่ๆ ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ แหลมยูคาทาน ประเทศเม็กซิโก โดยมีการประเมินว่าแรงปะทะครั้งนั้นน่าจะพอๆ กับแรงของระเบิดนิวเคลียร์หมื่นล้านลูกเลยทีเดียว\r\n\r\nสิ่งที่ตามมาก็คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทำให้สิ่งมีชีวิตกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสัตว์และพืช รวมทั้งไดโนเสาร์ที่ไม่มีปีก สูญสิ้นไปหลังจากนั้นไม่นาน\r\n\r\nแต่สิ่งที่นักวิจัยสงสัยคือ ดาวเคราะห์น้อยที่ว่านี้ พุ่งเข้าปะทะกับผิวโลกในมุมตรงหรือไม่อย่างไร จึงทำการตรวจสอบข้อมูลจากแอ่งธรณีหรือหลุมอุกกาบาตที่มีขนาดความกว้าง 200 กิโลเมตรในเม็กซิโก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเป็นสิ่งที่เหลือจากการปะทะของดาวเคราะห์น้อย\r\n\r\nและหลังนักวิจัยทำการจำลองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน ทีมงานได้ข้อสรุปว่า ดาวเคราะห์น้อยดวงนั้นพุ่งเข้าปะทะในมุมประมาณ 60 องศา กับพื้นผิวโลก ซึ่งเป็นมุมที่ทำให้เกิดแก๊สต่างๆ จำนวนมหาศาลที่พุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างรวดเร็ว และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทันที\r\n\r\nแกเร็ธ คอลลินส์ นักวิจัยจาก Imperial College London ของอังกฤษ และเป็นหัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อราว 66 ล้านปีก่อนคือ สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น “สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้กับไดโนเสาร์” เพราะมุมปะทะของดาวเคราะห์น้อยเป็นมุมที่ก่อให้เกิดความหายนะที่ร้ายแรงที่สุดมุมหนึ่ง และทำให้แก๊สต่างๆ ถูกปล่อยออกมา ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมากมาย จนถึงขั้นสูญพันธุ์\r\n\r\nคอลลินส์ กล่าวด้วยว่า ถ้าหากดาวเคราะห์น้อยปะทะพื้นโลกในมุมที่ตั้งตรง หรือ ในองศาที่ต่ำกว่าที่เกิดขึ้น ความรุนแรงก็น่าจะไม่ร้ายแรงถึงระดับที่สิ่งมีชีวิตต้องดับสูญมากมายขนาดนั้น\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า แก๊สและสารเคมีต่างๆ ที่ถูกปล่อยออกมาหลังดาวเคราะห์น้อยปะทะโลก ทำให้เกิดภาวะอากาศหนาวเย็นสุดขั้ว เปรียบได้กับสภาวะ “ฤดูหนาวนิวเคลียร์” ซึ่งเกิดจากการที่อนุภาคซัลเฟอร์จำนวนมากมายลอยอยู่ในอากาศ และ\r\n\r\nปิดกั้นความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่พื้นโลก ขณะที่เหตุการณ์ปะทะนั้นยังน่าจะทำให้เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ป่าวงกว้าง แผ่นดินไหว และคลื่นยักษ์สึนามิด้วย\r\n\r\nทีมงานวิจัยยังกล่าวด้วยว่า รายงานชิ้นล่าสุดนี้มีการจำลองเหตุการณ์ทั้งหมดครั้งแรกก่อนใคร ตั้งแต่ก่อนดาวเคราะห์น้อยพุ่งสู่พื้นโลก จนถึงการเกิดแอ่งธรณี ที่ช่วยทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจดีขึ้นว่า แองธรณีหรือหลุมอุกกาบาตต่างๆ นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรด้วย\r\n\r\nและในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ยังเดินหน้าหาคำตอบว่า สิ่งมีชีวิตบางประเภทรอดชีวิตจากเหตุหายนะครั้งนั้นมาได้อย่างไร คอลลินส์ กล่าวว่าการวิจัยที่สำเร็จไปแล้วนั้น อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า สุดท้ายแล้ว ชีวิตบนโลกนี้สามารถอยู่รอดและฟื้นตัวจากสภาพการณ์อันเลวร้ายภายในเวลาอันไม่นานจริงๆ\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/dinosaur-extinction-asteroid-climate-change/5459203.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1592193782.jpg"],
    [601,2546,"12 มิถุนายน วันต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก (World Day Against Child Labour) ","Fri, 2020-06-12 09:01","http://www.stkc.go.th/node/2546","สังคมศาสตร์",null,"วันต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก (World Day Against Child Labour)\r\n\r\n\r\nองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (The International Labour Organization หรือ ILO) กำหนดให้วันที่ 12 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กสากล ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2002 เพื่อให้ผู้คนหันมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มจำนวนขึ้นของแรงงานเด็ก และช่วยกันยุติการกระทำเหล่านี้ โดยความร่วมมือกันของหน่วยงานรัฐบาล ลูกจ้าง องค์กรผู้ใช้แรงงาน และกลุ่มองค์กรที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เป็นล้านคนจากทั่วทุกมุมโลกที่จะร่วมหารือถึงการช่วยเหลือเด็กเหล่านี้และทำให้แรงงานเด็กลดจำนวนลง\r\n\r\nประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาฉบับที่ 182 นี้เมื่อปี พ.ศ. 2544 และเมื่อไม่นานมานี้ประเทศไทยได้ดำเนินการจัดทำ “นโยบายและแผนระดับชาติเพื่อขจัดปัญหาการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย พ.ศ. 2552 – พ.ศ.2557” แผนงานระดับชาตินี้ครอบคลุมกลยุทธ์ในการป้องกัน คุ้มครอง และช่วยเหลือเด็กทุกคนในประเทศไทย ที่มีความเสี่ยงในการตกเข้าไปในรูปแบบที่เลวร้ายของการใช้แรงงานเด็ก\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1591927308.png"],
    [602,2544,"'โควิด-19' สร้างฝันร้ายให้กับหลายคน","Thu, 2020-06-11 08:57","http://www.stkc.go.th/node/2544","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสทำให้การทำกิจกรรมต่าง ๆ ในตอนกลางวันของคนหลายล้านคนทั่วโลกเปลี่ยนแปลงไป และสำหรับบางคนเหตุการณ์นี้ยังมีผลต่อการนอนหลับด้วย\r\n\r\nความหวาดกลัวต่อความสูญเสีย ความโดดเดี่ยว และความโศกเศร้ามักเกิดขึ้นในเวลาที่นอนหลับ แต่หลายคนบอกว่าความรู้สึกดังกล่าวทำให้พวกเขารู้สึกกดดันและหวาดกลัวจนนอนไม่หลับด้วยซ้ำ\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ความฝันในช่วงการเกิดโรคระบาดใหญ่นี้มักจะเกี่ยวกับความหวาดกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ เช่น สิ่งที่กำลังคุกคามเราอยู่นั้นคืออะไร? การระบาดใหญ่จะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่? บางคนฝันถึงความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยของคนอันเป็นที่รัก บ้างก็ฝันถึงการที่ต้องสูญเสียชีวิตตามปกติไป\r\n\r\nMary Alice Mathison นักบวชหญิงในรัฐฟลอริดา เล่าว่า เธอฝันว่ามีคน 500 คนมาร่วมงานศพที่โบสถ์ของเธอ และคนเหล่านั้นไม่ยอมกลับบ้าน\r\n\r\nส่วน Ashley Trevino อาศัยอยู่ในรัฐเท็กซัส เธอต้องตกงานจากโรคระบาดใหญ่นี้ และหลังจากที่มีผู้เสียชีวิตด้วยโควิด-19 เป็นรายแรกในละแวกบ้าน เธอก็ฝันว่าตัวเองและเพื่อนสาวถูกฉีดเชื้อโคโรนาไวรัสเข้าไปในร่างกายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล\r\n\r\nทางด้าน Roha Rafiq อาจารยมหาวิทยาลัยในปากีสถานฝันว่าเธอเป็น 1 ใน 100 คนที่ไม่ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งหลงเหลืออยู่บนโลกนี้ เธอเล่าว่าในความฝันนั้นผู้ติดเชื้อวิ่งไล่เธอและผู้ที่ไม่ติดเชื้อคนอื่นๆ เพราะต้องการทำให้ทุกคนบนโลกนี้เป็นเหมือนกันหมด\r\n\r\nRoha Rafiq ไม่ใช่คนเดียวที่มีความฝันแบบนั้น มีผู้คนมากมายที่เล่าประสบการณ์ความฝันแลกเปลี่ยนกันฟังภายใต้ชื่อ “I Dream of COVID” ในสื่อสังคมออนไลน์ Twitter ผู้เชี่ยวชาญตั้งข้อสังเกตว่าในประวัติศาสตร์ที่เคยบันทึกไว้ มนุษยชาติแทบไม่เคยมีประสบการณ์ “ความฝันร่วม” พร้อมๆ กันมากมายเช่นนี้มาก่อน\r\n\r\nDeirdre Barrett ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัย Harvard ผู้ศึกษาความฝันเกี่ยวกับโควิดที่เกิดขึ้นทั่วโลกบอกว่า เธอรวบรวมความฝันราว 6,000 เรื่องได้จากผู้คนประมาณ 2,400 คน\r\n\r\nCathy Caruth ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Cornell กล่าวว่าความฝันเกี่ยวกับโควิด-19 นั้นคล้ายกับความฝันของผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิม่าที่มีความกังวลเรื่องกัมมันตภาพรังสีและคล้ายๆ กับฝันร้ายของทหารผ่านศึกจากสงครามเวียดนามด้วย\r\n\r\nศาสตราจารย์ Barrett กล่าวว่าเธอพบว่าบุคลากรด้านการแพทย์มักมีความฝันที่เหมือนๆ กัน เช่นการช่วยชีวิตคนป่วยไม่สำเร็จรวมทั้งฝันว่าลูกหลานหรือคนใกล้ชิดติดเชื้อนี้และนำไปแพร่ให้กับคนที่รัก เป็นต้น\r\n\r\nDr. Lisa Medalie ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับที่มหาวิทยาลัย Chicago แนะนำว่าการนอนหลับให้สบายในช่วงที่มีการระบาดใหญ่นี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และเธอได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเคล็ดลับการนอนหลับให้ดีขึ้นไว้ในเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยไว้ดังนี้คือ\r\n\r\n· ทำกิจกรรมต่างๆ ให้มีโครงสร้างอย่างเป็นระเบียบทุกวัน เช่นออกกำลังกาย ทานอาหาร และพูดคุยกับครอบครัวและเพื่อนๆ ในเวลาปกติ\r\n· ใช้เวลาอยู่กับตัวเองตามลำพังอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง\r\n· ทำให้ห้องนอนเป็นที่ที่มีความสงบ เย็นสบาย มืด และเงียบ\r\n· นอนเวลาเดียวกันทุกคืน โดยผู้ใหญ่ควรนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมง และควรจำกัดเวลานอนกลางวันไม่ควรเกิน 30 นาที และควรนอนก่อน 14:00 น.\r\n· ปิดอุปกรณ์อิเลคทรอนิก 1 ชั่วโมงก่อนเข้านอน โดยไม่นำอุปกรณ์เหล่านั้นเข้าไปในห้องนอนด้วย\r\n· ฝึกการกำหนดลมหายใจเพื่อให้ง่วงนอน โดยการหายใจเข้า และหายใจออกอย่างช้าๆ อย่างละ 3 วินาที\r\n\r\nCr.  https://www.voathai.com/a/covid-dreams-ct/5455096.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1591840660.png"],
    [603,2541,"นักวิทย์ ชี้ “กรุ๊ปเลือด” ส่งผลต่อความรุนแรงของโควิด-19","Wed, 2020-06-10 11:14","http://www.stkc.go.th/node/2541","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิทยาศาสตร์ พยายามหาคำตอบกันมาตลอดว่าทำไมคนที่ติดเชื้อโคโรนาไวรัส ทำไมบางคนถึงมีอาการไม่รุนแรง ในขณะที่บางคนนั้นปางตาย ก่อนหน้านี้มีปัจจัยบางอย่างที่เราพอทราบกันแล้ว เช่น อายุ โรคประจำตัว แต่งานวิจัยล่าสุดจากยุโรป พบว่า หมู่เลือดของคนเราก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญหนึ่งต่อความรุนแรงของโควิด-19 ด้วยเช่นกัน\r\n\r\nนักวิจัยในเยอรมนีและนอร์เวย์ ทำการศึกษาและค้นพบว่า คนที่มีเลือดกรุ๊ปเอ (A+) มีความเสี่ยงที่จะติดโควิด-19 สูงกว่า และมีอาการรุนแรงมากกว่าคนกรุ๊ปเลือดอื่น ๆ\r\n\r\nผลการวิจัยที่ได้ครั้งนี้ได้มาจากการทำการศึกษาผู้ป่วยโควิด-19 ประมาณเกือบ 2,000 คนในอิตาลี และสเปน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ\r\n\r\nสิ่งที่พวกเขาค้นพบคือ ในจีโนม (genome) หรือหน่วยพันธุกรรมทั้งหมดที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติของมนุษย์ จะมีจุดอยู่สองจุดที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของคนเราที่จะเกิดภาวะระบบทางเดินทางหายใจล้มเหลวหากติดโควิด-19 ซึ่งหนึ่งในจุดสองจุดนั่นคือ พันธุกรรม หรือ ยีนส์ (gene) ที่เป็นตัวบ่งบอกกรุ๊ปเลือดนั่นเอง\r\n\r\nคนที่มีเลือดกรุ๊ป เอ จะมีโอกาสสูงกว่าคนเลือดกรุ๊ปอื่นถึง 45% ที่จะเกิดภาวะหายใจล้มเหลว ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขามีโอกาสสูงที่จะต้องการออกซิเจน หรือต้องใช้เครื่องช่วยหายใจในการรักษาโควิด-19\r\n\r\nและข้อมูลนี้น่าจะเป็นตัวช่วยให้กับทีมหมอและพยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เพราะสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยโควิด-19 คือ ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหายใจล้มเหลว มีอาการติดเชื้อในปอด หรือกลุ่มที่มีอาการหายใจไม่ออกเฉียบพลัน\r\n\r\nในสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับในประเทศไทย เลือดกรุ๊ปเอเป็นหมู่โลหิตที่มีมากเป็นอันดับที่ 2 รองจากเลือดกรุ๊ปโอ ซึ่งจากการศึกษาชิ้นนี้พบกว่าคนเลือดกรุ๊ปโอ กลับมีโอกาสที่จะเกิดภาวะหายใจล้มเหลวจากโควิด-19 น้อยกว่าหมู่เลือดอื่นๆ ถึง 35%\r\n\r\nผลจากรายงานนี้คล้ายกับการศึกษาก่อนหน้านี้ในจีนและสหรัฐฯ ที่แสดงให้เห็นว่าคนที่มีเลือดกรุ๊ปเอ จะมีโอกาสติดโควิด-19 มากกว่ากรุ๊ปโอ\r\n\r\nนอกจากนี้ ในช่วงที่เกิดการระบาดของโรคซาร์ส เมื่อ 17 ปีก่อน ก็พบว่าคนเลือดกรุ๊ปบเอ มีโอกาสที่จะติดโรคมากกว่าเช่นกัน\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/coronavirus-research-over-blood-type-and-coronavirus-severity-06052020/5451447.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1591762494.jpg"],
    [604,2538,"วันมหาสมุทรโลก  (World Ocean Day) ","Tue, 2020-06-09 08:51","http://www.stkc.go.th/node/2538","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"วันทะเลโลก หรือ วันมหาสมุทรโลก (World Ocean Day) ตรงกับวันที่ 8 มิถุนายน ของทุกปี เพื่อตระหนักและอนุรักษ์ทะเลให้สวยงามและสมบูรณ์\r\n\r\n\r\n          นอกจากทะเลจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมแล้ว ทะเลและมหาสมุทรทั่วทั้งโลกยังเป็นเสมือนหัวใจของโลกใบกลม ๆ ของเรา ที่สำคัญทะเลยังเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติขนาดใหญ่มาก ดังนั้น เพื่อเป็นการตระหนักถึงความสำคัญของท้องทะเลและมหาสมุทร วันที่ 8 มิถุนายน ของทุกปี จึงถูกระบุไว้ให้เป็นวันทะเลโลก หรือวันมหาสมุทรโลก (World Ocean Day) ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักประวัติวันทะเลโลกไปพร้อม ๆ กันตามนี้\r\n\r\nประวัติวันทะเลโลก (World Ocean Day)\r\n\r\n          วันทะเลโลก (World Ocean Day) ตรงกับวันที่ 8 มิถุนายน ของทุกปี วันสำคัญของโลกวันนี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2535 โดยความร่วมมือของกลุ่มประชาคมโลก (The Earth Summit) ณ เมืองริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา วันที่ 8 มิถุนายน ของทุกปี ก็นับเป็นวันสำคัญของโลกอีกวันหนึ่งที่น่าจดจำ\r\n\r\n\r\n\r\nความสำคัญของวันทะเลโลก\r\n\r\n          จุดประสงค์ของการจัดตั้งวันทะเลโลกขึ้นมาก็เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการดูแลและอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งมหาสมุทรไปยังประชาชนทั่วโลก ผ่านเครือข่ายความร่วมมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก พร้อมกันนั้นก็ยังได้จัดกิจกรรมรณรงค์และมีกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมกับองค์กรต่าง ๆ เช่น พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ สวนสัตว์ โรงเรียน มหาวิทยาลัย และองค์กรอนุรักษ์ในเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้ทุกคนร่วมมือกันใส่ใจดูแล และอนุรักษ์ท้องทะเลให้ยังคงอุดมสมบูรณ์และสวยงามตราบจนชั่วลูกชั่วหลานสืบไป\r\n\r\nกิจกรรมวันทะเลโลก\r\n\r\n          สำหรับในประเทศไทย หลาย ๆ จังหวัดจะร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องจัดกิจกรรมเพื่อร่วมตระหนักถึงความสำคัญของวันทะเลโลกเป็นประจำทุกปี เช่น การจัดนิทรรศการให้ความรู้ทางทะเล การร่วมกันเก็บขยะบนชายหาด จัดกิจกรรมในการอนุรักษ์ฟื้นฟู แพร่พันธุ์สัตว์ทะเลต่าง ๆ บริเวณชายหาด ทั้งหมดทั้งมวลเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกให้ตื่นตัวและใส่ใจกับการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมใต้ท้องทะเลของท้องถิ่นตนเอง\r\n\r\n\r\nเราจะช่วยอนุรักษ์ท้องทะเลได้อย่างไรบ้าง ?\r\n\r\n          การตระหนักถึงความสำคัญของวันทะเลโลกอย่างแท้จริง เริ่มต้นได้ง่าย ๆ ด้วยการร่วมมือกันอนุรักษ์ท้องทะเลตามคำแนะนำของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล ดังนี้\r\n\r\n          1. ถ้าคุณไปเที่ยวทะเล อย่าจับสัตว์ทะเลหรือเก็บเปลือกหอยกลับบ้าน ปล่อยให้มันอยู่กับทะเลดีกว่า เพื่อแบ่งปันความความสวยงามให้ผู้อื่นได้พบเห็นภายหลัง โดยคุณอาจเลือกวิธีถ่ายภาพเก็บความประทับใจไว้แทนก็ได้\r\n\r\n          2. ไม่ทิ้งเศษขยะ เศษอาหาร ถุงพลาสติก ลงในชายหาดและในทะเล เพราะหากสัตว์ทะเลกินเข้าไปจะทำให้สัตว์ป่วยและตาย\r\n\r\n          3. ไม่ควรปล่อยน้ำเสียจากการซักล้างหรือน้ำปนเปื้อนสารพิษลงท่อระบายน้ำที่ไม่ได้ผ่านขั้นตอนการบำบัดน้ำเสีย ก่อนปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะท้ายที่สุดมันจะไหลลงสู่ทะเล\r\n\r\n          4. ตรวจสอบเรือก่อนออกจากฝั่ง หากมีรอยรั่วของถังเก็บน้ำมันต้องซ่อมแซมก่อน เพื่อป้องกันการรั่วไหลของคราบน้ำมันบนพื้นผิวทะเล\r\n\r\n          5. หากคุณดำน้ำเพื่อชมปะการัง ไม่ควรจับต้องสัตว์ทะเล พืชทะเล เพราะอาจเป็นการทำร้ายสัตว์และพืชทะเลโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งยังเป็นการป้องกันอันตรายจากสัตว์มีพิษอีกด้วย\r\n\r\n          6. อย่าปล่อยโคมลอย ลูกโป่ง ขึ้นบนอากาศ เพราะหากมันตกลงทะเล สัตว์ทะเลจะเข้าใจว่าเป็นอาหารและกินเข้าไป ซึ่งเป็นสาเหตุให้สัตว์ทะเลตาย \r\n\r\n          วันทะเลโลกจะมีความสำคัญอย่างแท้จริงได้ หากทุกคนร่วมมือร่วมใจช่วยกันดูแลและอนุรักษ์ท้องทะเล รวมไปถึงชายหาด ด้วยสองมือและหนึ่งใจของเราเองนะคะ\r\n\r\nที่มา https://hilight.kapook.com/view/137181","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1591667504.png"],
    [605,2536,"9 มิถุนายน \" วันอานันทมหิดล \"","Tue, 2020-06-09 08:37","http://www.stkc.go.th/node/2536","สังคมศาสตร์",null,"เมื่อกล่าวถึงพระนามของ \"รัชกาลที่ ๘” เชื่อว่าพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าต่างน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงเป็นผู้พระราชทานกำเนิดคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงณ์มหาวิทยาลัย ด้วยทรงมีพระเมตตาธิคุณให้พสกนิกรมีสุขภาพ พลานามัยที่แข็งแรง และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) ในความสำคัญตอนหนึ่งว่า\r\n\r\n           \"…ทรงต้องการให้มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น ให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชน…” จึงทำให้วงการแพทย์ในประเทศไทยตื่นตัว เนื่องจากขณะนั้นการศึกษาแพทย์ของประเทศไทยมีอยู่เพียงแห่งเดียว\r\n\r\n           พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร พระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีฉลู ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ทรงเป็นพระโอรสของสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (ภายหลังดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) และพระราชชนนีศรีสังวาลย์ (ภายหลังดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ทรงมีพระพี่นางและพระเจ้าน้องยาเธอร่วมพระชนกชนนีอีก ๒ พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพล อดุลยเดช (ภายหลังทรงขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช) พระองค์ทรงเริ่มการศึกษาชั้นต้นที่ โรงเรียนมาแตร์เดอี จากนั้นศึกษาต่อที่ โรงเรียนเทพศิรินทร์ หลังจากเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.ศ. ๒๔๗๕ นั้น สมเด็จพระราชชนนีได้ขอพระราชทานพระราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการที่จะทรงนำพระโอรส และพระธิดาไปประทับที่เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยพระองค์ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนมีเรมองต์ ต่อมาย้ายไปศึกษาที่โรงเรียนนูแวลเดอลา ซูวิสโรมองต์ หลังจากนั้นจึงเสด็จนิวัติพระนคร\r\n\r\n           เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ต่อมาภายหลังพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ สภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลในขณะนั้นมีมติเห็นชอบให้อัญเชิญ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดล (พระยศขณะนั้น) ขึ้นครองราชย์สืบราชสันติวงศ์ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ ขณะนั้นพระชนมายุเพียง ­๘ พรรษา และยังทรงประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงต้องทรงมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งได้แก่พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพยอาภา และเจ้าพระยายมราช ทำการบริหารแผ่นดินแทนจนกว่าจะทรงบรรลุนิติภาวะหลังจากทรงงานไม่กี่ปี พระองค์ก็เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ณ ห้องพระบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ภายในพระบรมมหาราชวัง รวมระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติทั้งสิ้น ๑๒ ปี\r\n\r\n           ตลอดระยะเวลา ๑๒ ปี ที่ทรงครองราชย์ พระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านการปกครอง พระองค์ทรงเยี่ยมชาวไทยเชื้อสายจีนเป็นครั้งแรก ณ สำเพ็ง พระนคร พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ เพื่อแก้ไขความขัดแย้งกันระหว่างชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนที่เกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง ด้านการศาสนา พระองค์ได้ประกอบพิธีทรงปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ท่ามกลางมณฑลสงฆ์ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๑ ด้านการศึกษา พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกของพระองค์ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ และอีกครั้งที่ หอประชุมราชแพทยาลัย ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ โดยในการพระราชทานปริญญาบัตรครั้งนี้ มีพระราชปรารภให้มีการผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่จะช่วยเหลือประชาชน โรงเรียนแพทย์แห่งที่ ๒ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งในปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยปวงชนชาวไทยได้ถือเอาวันที่ ๙ มิถุนายนของทุกปีเป็น \"วันอานันทมหิดล\" และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน จึงสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ขึ้น ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อเป็นการเผยแผ่พระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์ ตลอดจนเป็นการเฉลิมพระเกียรติล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๘ และให้พสกนิกรได้ร่วมน้อมรำลึกถึงพระองค์สืบไป\r\n\r\n            ศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี STKC ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จึงขอเชิญปวงชนชาวไทยทุกคนร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘)  ในวันอานันทมหิดล ๙ มิถุนายนของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันที่มีความสำคัญ กล่าวคือเป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) \r\n\r\nที่มา http://www.culture.go.th/culture_th/ewt_news.php?nid=567&filename=index\r\n\r\n          ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1591666666.jpg"],
    [606,2534,"นักวิทยาศาสตร์พบอากาศซึ่งสะอาดบริสุทธิ์มากที่สุดของโลก","Mon, 2020-06-08 08:39","http://www.stkc.go.th/node/2534","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ขณะที่โลกกำลังมีปัญหาจากความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิอากาศอย่างรวดเร็วและรุนแรงจากพฤติกรรมของมนุษย์นั้น นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามหาคำตอบว่ามีจุดใดของโลกหรือไม่ซึ่งยังไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้?\r\n\r\nอาจารย์โซเนีย ไครเดนไวส กับทีมงานจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโคโลราโด ที่ศึกษาเรื่องนี้ ได้พบว่า อากาศที่อยู่เหนือ Southern Ocean หรือที่เรียกอีกชื่อว่ามหาสมุทรแอนตาร์คติก ซึ่งเป็นพื้นน้ำที่ล้อมรอบทวีปแอนตาร์คติกาที่ขั้วโลกใต้นั้น มีความบริสุทธิ์มากที่สุดในโลก\r\n\r\nทีมงานของมหาวิทยาลัยดังกล่าวเก็บตัวอย่างอากาศจากชั้นบรรยากาศระดับล่างสุดซึ่งติดกับพื้นน้ำเพื่อตรวจสอบองค์ประกอบของเชื้อจุลินทรีย์ต่าง ๆ รวมทั้งละอองแขวนลอยในอากาศ\r\n\r\nโดยปกติแล้วเชื้อโรคและละอองแขวนลอยดังกล่าวที่เกิดจากมนุษย์และกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ จะสามารถพบได้ในชั้นบรรยากาศทั่วไป และบางครั้งก็ถูกลมพัดพาจากต้นตอแหล่งที่เกิดไปยังจุดอื่นซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรได้\r\n\r\nแต่นักวิทยาศาสตร์ต้องแปลกใจเมื่อพบว่า ตัวอย่างของอากาศเหนือพื้นผิวน้ำของมหาสมุทร Southern Ocean ดังกล่าว ปลอดจากอนุภาคต่าง ๆ ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น ละอองฝุ่นจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล จากการเผาต้นไม้หรือป่า จากกระบวนการผลิตและใช้ปุ๋ย หรือแม้กระทั่งจากการทิ้งน้ำเสีย\r\n\r\nนักวิจัยรายงานด้วยว่า มหาสมุทร Southern Ocean ซึ่งล้อมรอบทวีปแอนตาร์คติกาที่ขั้วโลกใต้นี้ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งในพื้นที่เพียงไม่กี่แห่งของโลกซึ่งไม่ได้รับผลกระทบจากมลภาวะที่มาจากการใช้ชีวิตของมนุษย์ทั้งในอดีตและปัจจุบันเลย\r\n\r\nและอากาศจากแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์ที่อยู่ใกล้เคียงไม่ว่าจะเป็นในทวีปอเมริกาใต้หรือทวีปออสเตรเลียซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันกิโลเมตรนั้น ก็ไม่สามารถไปไกลถึงจุดนี้ได้\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ถึงกับระบุในรายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ว่าอากาศเหนือมหาสมุทร Southern Ocean ที่ขั้วโลกใต้นี้ อาจจะเรียกได้ว่ามีความสะอาดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง\r\n\r\nซึ่งเรื่องนี้ก็นับว่าเป็นข่าวดีเพราะมลภาวะในอากาศสามารถพบได้ในทุกทวีปที่มีมนุษย์อาศัยอยู่ และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึงราว 7 ล้านคนต่อปี\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/cleanest-air-on-earth-ct/5448683.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1591580391.jpg"],
    [607,2527,"5 มิถุนายน วันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day)","Fri, 2020-06-05 09:33","http://www.stkc.go.th/node/2527","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"\" สิ่งแวดล้อม เป็นรากฐานของชีวิตและลมหายใจของมนุษย์ หากป่าไม้ พื้นดิน ทะเล และระบบนิเวศของโลกเสียสมดุลไป แหล่งอาหารของเราจะได้รับผลกระทบ รวมไปถึงสัตว์อื่นๆ บนโลกก็จะใช้ชีวิตลำบาก และนี่คือสาเหตุที่ทั่วโลกมาประชุมกันเพื่อหาทางออก อันเป็นที่มาของ \"วันสิ่งแวดล้อมโลก\" 5 มิถุนายน ของทุกปี \"\r\n\r\n\" ประวัติวันสิ่งแวดล้อมโลก (World Environment Day) \"\r\nวันสิ่งแวดล้อมโลก หรือ World Environment Day นั้นก่อตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดความตื่นตัวในด้านวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อมขึ้นทั่วโลก จึงมีมติให้จัดประชุมใหญ่ที่กรุงสตอกโฮลม์ ระหว่างวันที่ 5-16 มิถุนายน พ.ศ. 2515 โดยรัฐบาลของสวีเดนเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเรียกการประชุมนี้ว่า \"การประชุมสหประชาชาติเรื่องสิ่งแวดล้อมของมนุษย์\" หรือ \"UN Conference on the Human Environment\" ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1300 คน จาก 113 ประเทศ รวมถึงมีผู้สังเกตการณ์อีกกว่า 1,500 คน จากหน่วยงานของรัฐ องค์การสหประชาชาติ และสื่อมวลชนแขนงต่างๆ เพื่อร่วมกันหาหนทางแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประเทศต่าง ๆ กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งผลจากการประชุมครั้งนั้นได้มีข้อตกลงร่วมกันหลายอย่าง เช่น การจัดตั้งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP: United Nations Environment Programme) ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงไนโรบี ประเทศเคนยา และรัฐบาลประเทศต่างๆ ก็ได้รับข้อตกลงจากการประชุมคราวนั้น ไปจัดตั้งหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมขึ้นในประเทศของตน ดังนั้นเพื่อเป็นการระลึกถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมมือ จากหลากหลายชาติในด้านสิ่งแวดล้อม องค์การสหประชาชาติจึงได้ประกาศให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปีว่าเป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก เนื่องจากธรรมชาติได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ และภัยธรรมชาติ ทำให้ทั่วโลกได้ตระหนักเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อม  และมีเว็บไซต์องค์กรหลักคือ   www.worldenvironmentday.global สืบเนื่องมาจากโลกของเราเกิดวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เพื่อให้เกิดความร่วมมือและรู้ทันเหตุการณ์ตลอดเวลา\r\n\r\n\" ความสําคัญวันสิ่งแวดล้อมโลก \"\r\nเพราะสิ่งแวดล้อมล้วนเกี่ยวข้องกับทุกชีวิต ในแต่ละปีธีมของการจัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลกจะปรับเปลี่ยนไป ในวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2563 ได้จัดขึ้นเพื่อยกย่องประเทศกัมพูชา ว่าเป็นประเทศที่มีความสมบูรณ์ในสายพันธุ์ของพืชและสัตว์มากที่สุด โดยเฉพาะพันธุ์นกที่มีเป็นอันดับ 1 ของโลก บนโลกเรามีสายพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตกว่า 8 ล้านสปีชีส์ ทั้งพืช สัตว์ รา และแบคทีเรีย ถือว่าเป็นบ้านหลังใหญ่ ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายที่ใหญ่โต ครอบคลุมทั่วโลก ถ้ามีส่วนใดส่วนหนึ่งเปลี่ยนแปลงหรือถูกเอาออกไป ก็จะเกิดผลกระทบตามมา สิ่งแวดล้อมมอบอากาศบริสุทธิ์ให้กับเรา มอบน้ำที่สะอาดให้เราดื่ม มอบดินที่อุดมสมบูรณ์อันเป็นแหล่งอาหารและยาให้กับมนุษย์ ชีวิตต่างๆ บนโลกนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีกระบวนการทางธรรมชาติ ที่เป็นมากกว่าสินค้าหรือบริการที่ซื้อหาได้\r\n\r\n\" กิจกรรมวันสิ่งแวดล้อมโลก \"\r\nแต่ละประเทศจัดกิจกรรมในวันสิ่งแวดล้อมโลกแตกต่างกัน แต่เป้าหมายหลักก็คือ เพื่อรักษาความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต (Biodiversity) ของท้องถิ่นนั้นให้ดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ดิน, น้ำ, อากาศ ที่ส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารของชีวิต เราต่างต้องดูแลให้ปลอดภัย เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ไว้ให้ลูกหลานในอนาคต  โดยจะมีวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมให้รำลึกถึงสิ่งแวดล้อมจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน โดยในปี พ.ศ. 2563 นี้เกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องปิดสถานที่ท่องเที่ยวตามอุทยานต่างๆ ด้วย จึงเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติทั่วโลกได้ฟื้นฟูเต็มที่ ซึ่งประเทศไทยมีหน่วยงานที่ดูแลสิ่งแวดล้อมภายใต้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2518 และหน่วยงานอื่นๆ ที่ต้องการเผยแพร่ความรู้ความสำคัญของวันสิ่งแวดล้อมโลกให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ก็มักจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับลักษณะท้องถิ่นตัวเอง ดังนี้\r\n- จัดนิทรรศการให้ความรู้\r\n- จัดเสวนาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม\r\n- กิจกรรมปลูกต้นไม้\r\n- กิจกรรมดูแลชายหาด\r\n- ปลูกปะการัง\r\n\r\n\" คำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลก \"\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985) : Youth, Population and Environment เยาวชน ประชากรและสิ่งแวดล้อม\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2529 (ค.ศ. 1986) : A Tree for Peace ต้นไม้เพื่อสันติภาพ\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2530 (ค.ศ. 1987) Theme : Public Participation, Environment Protection and Sustainable Development\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) : When people put the environment first, development will lastการมีส่วนร่วมของประชาชน การปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2532 (ค.ศ. 1989) : Global Warming ภาวะโลกร้อน\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) : Children and the Environment (Our Children, Their Earth) เด็กและสิ่งแวดล้อม\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) : Climate Change : Need for Global Partnership การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2535 (ค.ศ. 1992) : Only One Earth : Care and Share\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) : Poverty and the Environment : Breaking the Vicious Circle\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) : One Earth, One Family โลกใบเดียวครอบครัวเดียวกัน\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995) : We The Peoples, United for the Global Environment ประชาชนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมโลก\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2539 (ค.ศ. 1996) : Our Earth, Our Habitat, Our Home รักโลก : ดูแลถิ่นฐานบ้านเรา\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2540 (ค.ศ. 1997) : For Life on Earth เพื่อชีวิตที่ยั่งยืนบนผืนโลก\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) : For Life on Earth “Save our Seas” \"เศรษฐกิจพอเพียง เลี้ยงชีวิตยั่งยืน\"\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2542 (ค.ศ. 1999) : Our Earth, Our Future Just Save It รักโลก รักอนาคต รักษ์สิ่งแวดล้อม\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2543 (ค.ศ. 2000) : 2000 The Environment Millennium : Time to Act ปี 2000 สหัสวรรษแห่งสิ่งแวดล้อม : ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อโลก เพื่อเรา\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) : CONNECT with the World Wide Web of Life เชื่อมโยงโลกกว้าง ร่วมสร้างสานสายใยชีวิต\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2545 (ค.ศ. 2002) : Give Earth a Chance ให้โอกาสโลกฟื้น คืนความสดใสให้ชีวิต\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2546 (ค.ศ. 2003) : Water – Two Billion People are Dying for It! รักษ์น้ำเพื่อสรรพชีวิต ก่อนวิกฤติจะมาเยือน\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) : Wanted ! Sea and Oceans – Dead or Live ? ร่วมพิทักษ์ ร่วมรักษ์ทะเลไทย\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) : GREEN CITIES PLAN FOR THE PLANET เมืองเขียวสดใส ร่วมใจวางแผนเพื่อโลก\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) : DON’T DESERT DRYLANDS! เพิ่มความชุ่มชื้น คืนสู่ธรรมชาติ\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) : MELTING ICE-A HOT TOPIC ลดโลกร้อน ด้วยชีวิตพอเพียง\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) : Co2 Kick the Habit ! Towards a Low Carbon Economy ลดวิกฤติโลกร้อน : เปลี่ยนพฤติกรรม ปรับแนวคิด สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2552(ค.ศ. 2009) : Your Planet Needs You -United to Combat Climate Changes คุณคือพลังช่วยหยุดภาวะโลกร้อน\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2553(ค.ศ. 2010) : Many Species One Planet One Future ความหลากหลายทางชีวภาพ กู้วิกฤติชีวิตโลก\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2554 (ค.ศ. 2011) :  Forests:Nature at your Service ป่าไม้มีคุณ เกื้อหนุนสรรพชีวิต คิดถนอมรักษา \r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2555 (ค.ศ. 2012) Green Economy: Does it include you คุณคือพลัง สร้างสรรค์เศรษฐกิจ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2556 (ค.ศ. 2013) : THINK EAT SAVE กิน อยู่ คิด\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2557 (ค.ศ. 2014) : Raise you voice not the sea level ยกระดับความคิด แก้วิกฤติน้ำท่วมโลก\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) : Seven billion Dreams, One Planet Consumer With Care ฝัน 7 พันล้านใจ คิดห่วงใยผืนโลก\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2559 (ค.ศ. 2016) : Zero Tolerance For The Illegal Wildlife Trade หยุดซื้อ หยุดขาย หยุดฆ่า แก้ปัญหาสัตว์ป่าสูญพันธุ์\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2560 (ค.ศ. 2017) : Connecting People to Nature : I’m With Nature ชีวิตฉันผูกพันกับธรรมชาติ\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2561 (ค.ศ. 2018) : Beat Plastic Pollution : If you can't reuse it, refuse it! รักษ์โลก เลิกพลาสติก\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2562 (ค.ศ. 2019) : Beat Air Pollution : WE CAN?T STOP BREATHING. BUT WE CAN DO SOMETHING ABOUT THE QUALITY OF OUR AIR เราไม่สามารถหยุดหายใจได้ แต่เราสามารถทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อให้คุณภาพอากาศของเราดีขึ้นได้\r\nคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) : Time for Future\r\n\r\n** ปี พ.ศ. 2563 เจ้าภาพวันสิ่งแวดล้อมโลก คือ ประเทศกัมพูชา ภายใต้ธีม Celebrate Biodiversity ที่ตอนนี้มีความหลากหลายของพันธุ์นกเป็นอันดับหนึ่งของโลกมีความหลากหลายของกล้วยไม้, ผีเสื้อ, ปลาน้ำจืด และสัตว์เลื้อยคลานเป็นอันดับสองของโลก\r\n\r\n\r\nCr.  https://www.worldenvironmentday.global/ \r\n     https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1855566\r\n     https://th.wikipedia.org/wiki/วันสิ่งแวดล้อมโลก\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1591324417.png"],
    [608,2525,"เปิดกิจกรรมคนไทยในอเมริกา รับมือเจ้าตัวเล็กอย่างไรในสถานการณ์ COVID-19","Fri, 2020-06-05 09:09","http://www.stkc.go.th/node/2525","สังคมศาสตร์",null,"การต้องอยู่บ้านเพื่อรับมือการระบาดของโควิด 19 ที่ต้องถูกจำกัดทั้งการเดินทางและต้องงดจัดกิจกรรมที่ทำได้ในเวลาปกติมานานหลายสัปดาห์ ทำให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ต้องคอยมองหากิจกรรมใหม่ๆ น่าสนใจ เพื่อให้การใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมงกับเจ้าตัวเล็กไม่น่าเบื่อ\r\n\r\nกุลกานต์ แมมเบอร์ ชาวไทยรัฐอิลลินอยส์​ เล่าถึงกิจกรรมสนุกๆ ที่กลุ่มคุณพ่อคุณแม่ในชุมชนเล็กๆ ที่เมือง สก็อต แอร์ฟอร์ซเบส (Scott AFB) ชุมชนค่ายทหารทางตอนกลางของสหรัฐฯ ช่วยกันสร้างสรรค์ให้เด็กๆได้ร่วมสนุกกันทั้งหมู่บ้าน แบบรักษาระยะห่างตามแนวทาง social distancing\r\n\r\n“พ่อแม่ ทั้งหลายทั่วหมู่บ้านที่ลูกๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน ต่างพร้อมใจกัน มาช่วยทำให้การเดินรอบหมู่บ้านของเด็กๆ สนุกสนานและมีความบันเทิง มีการโพสต์ ในกลุ่มเฟสบุ๊คของหมู่บ้านให้ช่วยทำ Scarvenger Hunt หรือ เกมส์ตามล่าหาสมบัติ ให้แต่ละครอบครัวช่วยเอารูปศิลปะติดบนหน้าต่าง หรือ เอาตุ๊กตาติดบนหน้าต่าง ให้เด็กๆ ช่วยกันตามหา ว่าหาเจอกี่ตัว เพื่อที่การเดินเล่นรอบหมู่บ้านของเด็กๆ มีความสนุก พ่อแม่ต่างพร้อมใจช่วยกัน ดีมากๆเลยค่ะ”\r\n\r\nมีการมอบหมายว่าขอให้แต่ละบ้านช่วยเขียน คือให้เด็กๆ เอาชอล์กที่เขียนตามพื้น ทางเดินเท้ามาช่วยเขียนให้กำลังใจ และสร้างพลังบวกให้กับคนอื่น ๆ\r\nกุลกานต์ แมมเบอร์ ชาวไทยรัฐอิลลินอยส์\r\nแม้เด็กๆจะเจอกันไม่ได้ เล่นด้วยกันไม่ได้เหมือนเคย เพราะการระบาดของโควิด 19 ที่ทางการต้องสั่งปิดโรงเรียน และห้ามออกจากบ้านหากไม่จำเป็น แต่ทุกคนในชุมชนก็ร่วมสนุกได้ด้วยเกมส์น่ารักๆ ที่ผู้ปกครองช่วยกันคิดค้นเป็นกิจกรรมในยามที่ต้องอยู่บ้านด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง และบางครั้งยังเป็นโอกาสการส่งกำลังใจให้กันในสภาวการณ์ที่ไม่ปกติ\r\n\r\n“มีการมอบหมายว่าขอให้แต่ละบ้านช่วยเขียน คือให้เด็กๆ เอาชอล์กที่เขียนตามพื้น ทางเดินเท้ามาช่วยเขียนให้กำลังใจ และสร้างพลังบวกให้กับคนอื่น ๆ เมื่อวานนี้ สเตลล่า (ลูกสาววัย 5 ขวบ) ก็สนุกมากในการออกไปตามหาข้อความเหล่านั้นบนทางเท้า เป็นการช่วยเหลือกันในชุมชนที่ดีมากๆค่ะ”\r\n\r\nจริงๆ แล้วมันลำบากนะคะ คือเหนื่อยมากกับการที่ต้องทำงานที่บ้าน และก็มีลูกเล็กอยู่ ทำงานที่บ้าน คือมันเหนื่อยที่ต้องเหมือนกับว่า มันไม่มีโอกาสให้พักน่ะค่ะ เพราะว่างานก็ยุ่งแล้วก็ต้องคอยแบ่งเวลาการทำงาน ช่วยลูก การบ้านส่งโรงเรียน\r\nสุขุมา สุกุล ชาวไทยในเมืองเบลมอนท์ รัฐแคลิฟอร์เนีย\r\nแต่สำหรับเวลาส่วนใหญ่แล้ว กุลกานต์ ก็ยังปรับเวลาการทำงานของตัวเอง ต้องพยายามหากิจกรรมอื่นๆ เพื่อดูแลหนูน้อยสเตลล่า อยู่ตลอด 24 ชั่วโมง\r\n\r\n“พาเขาทำกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ อ่านหนังสือ หรือเล่น ออกกำลังกาย พาเขาทำวีดิโอสนุกๆ เพื่อที่จะไม่ให้เขาเบื่อ เพราะว่าปกติก็ออกไปเล่นกับเพื่อน เจอเพื่อนบ่อยๆทุกวัน แต่ตอนนี้ก็อยู่แต่กับแม่” กุลกานต์ เล่าถึงกิจกรรมที่ทำในยามที่ต้องอยู่กับลูกตลอด 24 ชั่วโมง\r\n\r\n\r\nผู้ปกครองที่ทำงานประจำหลายคนอาจจะเจอสถานการณ์แบบนี้ไม่บ่อยครั้งนัก เมื่อต้องอยู่ดูแลลูกๆที่บ้านอย่างใกล้ชิดทุกวันภายใต้ข้อจำกัดมากมาย ขณะเดียวกันก็ยังต้องทำงานที่รับผิดชอบจากบ้านให้เสร็จ จนกลายเป็นเรื่องเหนื่อยหนักกว่าที่คิด\r\n\r\nสุขุมา สุกุล พนักงานบริษัทเอกชน ที่เมือง Belmont ในรัฐ California ก็เป็นส่วนหนี่ง\r\n\r\n“คือมันจริงๆ แล้วมันลำบากนะคะ คือเหนื่อยมากกับการที่ต้องทำงานที่บ้าน และก็มีลูกเล็กอยู่ ทำงานที่บ้าน คือมันเหนื่อยที่ต้อง เหมือนกับว่า มันไม่มีโอกาสให้พักน่ะค่ะ เพราะว่างานก็ยุ่งแล้วก็ เหมือนกับว่าต้องคอยแบ่งเวลาการทำงาน ช่วยลูก เพราะว่าลูกก็ต้องทำงานส่งทางโรงเรียน เวลาที่ทำงานก็จะยืดยาวออกไป เวลาที่ทำงานก็จะยืดยาวออกไป สมมุติว่าเริ่มงาน 9 โมงแทนที่จะใช้เวลาทำงานเสร็จ 6 โมง มันก็อาจจะไม่เสร็จ เพราะเวลาที่ทำงานก็ต้องคอยแบ่งๆ ไป ก็อาจจะต้องทำงานดึกขึ้นๆไปเรื่อยๆ” สุขุมา ให้สัมภาษณ์กับ วีโอเอ ภาคภาษาไทยผ่าน สไกป์\r\n\r\nแม้เด็กๆจะต้องอยู่กับบ้าน แต่หลายโรงเรียนก็มีกิจกรรมการเรียนออนไลน์ และการบ้านจากคุณครูที่มอบหมายเพื่อพัฒนาทักษะและการเรียนรู้ของเด็กๆจะไม่ขาดช่วง แต่ก็เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองเช่นกันที่ต้องรับมือกับเรื่องเหล่านี้\r\n\r\nนิศากร คริสเป้ ชาวไทยที่ย่านควีน นครนิวยอร์ก บอกว่าเธอต้องคอยประสานและติดตามข่าวสารจากโรงเรียนทุกวัน\r\n\r\n“เด็กๆนี่ก็เริ่มสอนหนังสือที่บ้าน หรือโฮมสคูล ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วก็สลับกันให้เรียนหนังสือบ้าง วาดรูปบ้าง ทำกิจกรรมบ้าง ออกกำลังกายนิดหน่อย แล้วแต่ ส่วนเรื่องของโฮมสคูลจริงจัง คือทางโรงเรียนมีตารางมาให้ ทำการบ้าน มีงานที่มอบหมาย มีแนวทางมาให้ว่าจะทำ อะไรบ้าง เราก็ต้องทำตามไกด์ไลน์นั้นค่ะ”\r\n\r\nแม้จะยังไม่มีคำตอบว่าสภาวการณ์ที่ไม่ปกติแบบนี้จะดำเนินไปอีกยาวนานเท่าไหร่ แต่คำถามนี้อาจไม่สำคัญเท่ากับการดำเนินชีวิตอย่างไรให้ปลอดภัยจากภาวะการระบาดใหญ่ ขณะเดียวกันก็เรียนรู้การใช้โอกาสให้คุ้มค่ากับการได้อยู่บ้าน ใกล้ชิดกับคนในครอบครัว พร้อมทั้งส่งความปรารถนาดีให้ทุกคนได้ผ่านความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/covid-thai-diaspora-parent-kids-stay-home-activieies-voa-thai/5379377.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1591322970.jpg"],
    [609,2523,"นักปรัชญาแนะวิธี \"สอนลูกอย่างไรไม่ให้เหยียดผิว?\"","Thu, 2020-06-04 09:29","http://www.stkc.go.th/node/2523","สังคมศาสตร์",null,"อาจารย์เจนนิเฟอร์ ฮาร์วีย์ ผู้สอนวิชาศาสนาและปรัชญาที่มหาวิทยาลัย Drake ในรัฐไอโอวา และผู้เขียนหนังสือชื่อ Raising White Kids: Bringing Up Children in a Racially Unjust America มีข้อแนะนำในบทความซึ่ง CNN นำมาเผยแพร่ว่า ปัญหาหนึ่งในอเมริกาเวลานี้ คือสิ่งที่เธอเรียกว่า White Silence ซึ่งนอกจากจะหมายถึงการนิ่งเงียบอยู่เฉยของกลุ่มคนผิวขาวที่อาจเทียบเท่ากับการยอมรับและยินยอมในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เรื่องนี้ยังอาจสื่อถึงการเพิกเฉยไม่ใส่ใจของคนทั่วไปที่ไม่ต้องการสร้างความขุ่นเคืองหรือยุ่งยากใจให้กับคนอื่นด้วย\r\n\r\nโดยอาจารย์เจนนิเฟอร์ ชี้ว่า Silence หรือการนิ่งเงียบนี้ อาจเกิดขึ้นได้ถึงแม้จะมีคำพูดหรือการพร่ำสอนว่าทุกคนนั้นเท่าเทียมกัน หรือเราควรจะเอื้อเฟื้อกับทุกคน รวมทั้งการกล่าวสนับสนุนให้ส่งเสริมความแตกต่างหลากหลายทางเชื้อชาติก็ตาม เพราะคำพูดเหล่านี้จะไม่มีประโยชน์อันใดหากเราไม่ได้ตั้งใจหรือลงมือปฏิบัติอย่างแท้จริง\r\n\r\nคุณเจนนิเฟอร์ ฮาร์วีย์ สตรีอเมริกันผิวขาวผู้มีลูกสาวสองคนนี้ เตือนว่า ถ้าเราไม่อยากให้ลูกโตขึ้นและกลายเป็นคนที่เหยียดผิวในอนาคต เราควรต้องใส่ใจเพื่อทำลายความนิ่งเงียบและสอนเด็ก ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้แต่เนิ่น ๆ เพราะไม่มีคำว่าเร็วไปที่จะพูดคุยเรื่องความแตกต่างด้านเชื้อชาติ\r\n\r\nโดยผลการศึกษาหลายชิ้นแสดงว่า ในช่วงอายุสามถึงสี่ปี เด็กจะเริ่มมีภาพจำเกี่ยวกับเอกลักษณ์ตัวตนด้านเชื้อชาติและผิวพรรณของตัวเองและของผู้อื่นแล้ว และที่อายุราวห้าปี เด็กก็จะเริ่มเรียนรู้ว่าคนต่างกลุ่มต่างผิวนั้นได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างไร\r\n\r\nดังนั้นการสนทนาเกี่ยวกับประเด็นความแตกต่างด้านเชื้อชาติ จึงเป็นการบอกกับลูกหลานของเราโดยปริยายว่านี่คือสิ่งที่เราสนใจและสามารถจะพูดคุยกันได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว เด็กก็อาจจะคิดเองว่าการพูดคุยในประเด็นเกี่ยวกับเชื้อชาตินั้นเป็นเรื่องต้องห้าม\r\n\r\nการเปิดโอกาสให้พูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์หรือการสอนให้เด็กมีความเข้าใจและมีภูมิต้านทานเรื่องการเหยียดผิวนี้ เป็นหน้าที่โดยตรงของครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่โรงเรียน กลุ่มเพื่อน หรือสื่อสังคมออนไลน์จะทำแทนได้\r\n\r\nโดยอาจารย์เจนนิเฟอร์ ฮาร์วีย์ แนะว่า เราอาจใช้วิดีโอคลิปจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นเพื่อถามความเห็นของลูกว่าได้เห็นอะไร ซึ่งบางครั้งเราก็อาจจะประหลาดใจเมื่อได้ทราบเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกรู้แล้วหรือยังไม่รู้ แต่ที่สำคัญที่สุด การสนทนาแลกเปลี่ยนนี้จะช่วยให้เรารู้ว่าเด็กของเรานั้นควรจะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง\r\n\r\nอาจารย์เจนนิเฟอร์ ผู้เขียนหนังสือแนะนำวิธีเลี้ยงลูกในสภาพสังคมที่มีความแตกต่างด้านเชื้อชาติผิวพรรณในอเมริกาผู้นี้ ยังเสริมด้วยว่า กระบวนการพูดคุยสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นและสร้างค่านิยมในครอบครัวนี้สำคัญมาก ที่จะช่วยให้เด็กของเราสามารถเรียบเรียงและตีความสิ่งที่พวกเขาได้เห็นและได้ยินในชีวิตประจำวัน เพื่อพัฒนาแนวความคิดและค่านิยมที่ถูกต้องเรื่องความสัมพันธ์กับกลุ่มคนต่างเชื้อชาติต่างผิวพรรณ\r\n\r\nและเสริมว่า พ่อแม่ไม่ควรกลัวที่จะพูดความจริง เพราะความจริงถึงแม้จะไม่สวยงามแต่ก็จะช่วยสร้างบริบทสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้น และช่วยสร้างความเข้าใจสำหรับสิ่งที่เด็กได้พบเห็นอยู่เป็นประจำ\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/how-to-talk-to-kids-about-racism-ct/5447036.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1591237795.jpg"],
    [610,2519,"ปุจฉา: เพศหญิงอายุยืนกว่าเพศชายจริงหรือ?","Tue, 2020-06-02 10:35","http://www.stkc.go.th/node/2519","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทำการศึกษาและยืนยันมาเป็นเวลานานแล้วว่า ผู้หญิงมักมีอายุยืนกว่าผู้ชาย เพราะปัจจัยด้านพื้นฐานทางชีวภาพที่แตกต่างกัน และงานค้นคว้าชิ้นล่าสุดที่เน้นการศึกษาสิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงลูกด้วยนมหลายสายพันธุ์ พบว่า สิ่งมีชีวิตเพศเมียก็มีอายุที่ยืนกว่าเพศตรงข้ามเช่นกัน แต่ความต่างกันจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ต่างกันไป\r\n\r\nโดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงมักมีอายุยืนกว่าผู้ชายเกือบ 8% ขณะที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพศเมียที่นักวิจัยทำการศึกษา มีอายุยืนยาวกว่าเพศผู้โดยเฉลี่ยถึง 18.6% เลยทีเดียว\r\n\r\nยกตัวอย่างเช่น สิงโตตัวเมียที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติมีอายุยืนกว่าสิงโตตัวผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเหมือนกัน อย่างน้อย 50%\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์ที่ประกอบด้วยสมาชิกจากหลายประเทศ ร่วมกันทำการค้นคว้าที่มหาวิทยาลัยลียง ในประเทศฝรั่งเศส ทำการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเสียชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับอายุของประชากรสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 101 สายพันธุ์จำนวน 134 กลุ่ม และพบว่า ผลลัพธ์ที่ได้นั้นน่าประหลาดใจมาก\r\n\r\nฌอง-ฟรองซัวส์ เลอแมทเทรอ หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า การที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่เป็นเพศเมียอายุยืนยาวกว่ามนุษย์ผู้หญิงมาก อาจเป็นเพราะเรื่องการแย่งชิงคู่ระหว่างสัตว์เพศผู้ แต่ทฤษฎีนี้ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนแต่อย่างใด\r\n\r\nขณะเดียวกัน แม้ผู้หญิงจะอายุยืนกว่าผู้ชาย ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตของผู้ชายหรือสัตว์เพศผู้ ไม่ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าของผู้หญิงหรือสัตว์เพศเมียมากมาย นักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาเรื่องนี้จึงเชื่อว่า น่าจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีความซับซ้อนกว่ามากที่มีอิทธิพลต่อความแตกต่างนี้\r\n\r\nทีมวิจัยที่เขียนรายงานนี้ ยกตัวอย่างสัตว์ป่าตัวผู้ที่ใช้ชีวิตแบบท่องป่าไปเรื่อยๆ อาจติดเชื้อต่างๆ จากธรรมขาติได้ ซึ่งเป็นกรณีศึกษาของประชากรแกะเขาใหญ่ 3 กลุ่มที่ทีมงานได้ข้อมูลมา\r\n\r\nช่องว่างระหว่างอายุขัยของเพศหญิงและเพศชายอาจเป็นเรื่องของสภาพสิ่งแวดล้อมในพื้นที่หนึ่งๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการดำรงชีวิตให้อยู่ และ การสืบพันธุ์ เช่น สัตว์ตัวผู้อาจต้องลงทุนลงแรงในเรื่องการแย่งชิงตัวเมีย หรือเรื่องการสืบพันธุ์ เหนือสิ่งอื่นใด จนทำให้อายุสั้นกว่าตัวเมียก็เป็นได้\r\n\r\nหนึ่งในนักวิจัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ความน่าจะเป็นที่สัตว์เพศเมียอายุยืนว่าสัตว์ตัวผู้ อาจเป็นเพราะตัวผู้มักมีหน้าที่ออกไปหาอาหารและดูแลลูกๆ หลังตัวเมียคลอดลูกและให้นมในช่วงแรกๆ ก่อนจะแบ่งภาระให้ตัวผู้ที่มีหน้าที่อื่นอยู่แล้ว\r\n\r\nเพื่อให้เข้าใจถึงปัจจัยที่ส่งผลต่ออายุขัยของสัตว์ทั้งตัวผู้และตัวเมีย ทีมงานวางแผนที่จะเก็บข้อมูลเพิ่มเติมจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในธรรมชาติ เพื่อเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใช้ชีวิตในสวนสัตว์ ซึ่งไม่ต้องออกล่าอาหารหรือหาคู่แต่อย่างใด\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์หวังว่า การศึกษานี้จะช่วยให้เข้าใจมากขึ้นว่า อะไรมีผลต่อช่วงอายุของคนเรา โดยเฉพาะเมื่ออายุขัยของมนุษย์ยาวขึ้นกว่าเมื่อ 200 ปีก่อนมากแต่ผู้หญิงก็ยังอายุยืนกว่าผู้ชายอยู่ดี\r\n\r\nข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อสหรัฐฯ หรือ CDC ระบุว่า ชาวอเมริกันเพศชายมีอายุเฉลี่ยที่ 76 ปี ขณะที่ชาวอเมริกันเพศหญิงมีอายุเฉลี่ยสูงถึง 81 ปี ขณะที่ผู้หญิงสูงอายุมักมีสุขภาพดีกว่าผู้ชายในช่วงวัยเดียวกันด้วย\r\n\r\nทั้งนี้ ข้อมูลทางการแพทย์ชี้ให้เห็นว่า ระดับของฮอร์โมนเทสทอสเทอโรนในเพศชายนั้น มีความสัมพันธ์กับการลดลงของระบบภูมิคุ้มกัน และเรื่องของความเสี่ยงของโรคเกี่ยวหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยงบางอย่าง เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา หรือนิสัยการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพ โดยผู้ชายมักไม่ค่อยเชื่อคำแนะนำของแพทย์ในเรื่องดังกล่าวเมื่อเทียบกับผู้หญิง\r\n\r\nนอกจากนั้น สถิติยังแสดงให้เห็นด้วยว่าผู้ชายมักเลือกทำสิ่งที่เสี่ยงต่อชีวิต เสียชีวิตในอุบัติเหตุทางรถยนต์ หรือยิงกันจนเสียชีวิตมากกว่าด้วย\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/study-research-longevity-men-women-animal/5346833.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1591068952.JPG"],
    [611,2512,"ยอดติดเชื้อโควิด-19 เฉียด 6 ล้านคนทั่วโลก","Mon, 2020-06-01 10:21","http://www.stkc.go.th/node/2512","สังคมศาสตร์",null,"ยอดติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โควิด-19 ใกล้แตะ 6 ล้านคนทั่วโลกแล้ว ส่วนผู้เสียชีวิตมากกว่า 3.6 แสนคน ตามข้อมูลของมหาวิทยาลัยจอห์นส ฮอพกินส์ ส่วนบราซิลเตรียมเปิดเศรษฐกิจวันจันทร์หน้า (1 มิ.ย.) แม้ยอดเสียชีวิตพุ่งทะลุ 1 พันรายทุกวัน\r\n\r\nโดยทวีปอเมริกายังคงเป็นพิกัดการระบาดหนักของโควิด-19 เริ่มจากบราซิลมีผู้ติดเชื้อโควิด-19เป็นอันดับ 2 โลกที่เกือบ 4.4 แสนคน สำนักข่าวอัลจาซีราห์ รายงานว่า บราซิลมีผู้เสียชีวิตทะลุ 1,000 คนต่อวัน ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 เมื่อพฤหัสบดีที่ผ่านมา ยอดเสียชีวิตรวมล่าสุดในวันศุกร์อยู่ที่ 26,754 คน แต่รัฐบาลบราซิลเตรียมผ่อนคลายล็อคดาวน์เฟสแรก 1 มิถุนายน ในนครเซาเปาโล พื้นที่ระบาดหนักของโควิด-19 ในบราซิล\r\n\r\nส่วนอันดับ 1 อย่างมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 1.7 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 101,000 คน ทางการสั่งยกเลิกการแข่งขันวิ่งมาราธอนรายการใหญ่ Boston marathon เป็นครั้งแรกในรอบ 124 ปี จากวิกฤตโควิด-19 หลังจากเลื่อนมาแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ทีมจัดคาดว่าอาจจะกลับมาจัดการแข่งขันได้ในวันที่ 14 กันยายนนี้ การแข่งขัน Boston Marathon ครั้งแรเกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1897 และเป็นรายการแข่งขันที่ดำเนินมายาวนานที่สุดในโลก\r\n\r\nด้านโครงการอาหารโลก (WFP) ของสหประชาชาติ ออกมาเตือนว่าวิกฤตโควิด-19 จะทำให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านอาหารซ้ำเติมผู้คนในละตินอเมริกาและแคริบเบียนอีกเกือบ 14 ล้านคน จากเดิมที่เมื่อปีก่อนมีผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวราว 3.4 ล้านคนไม่สามารถเข้าถึงอาหารการกินที่จำเป็นเพียงพอ\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/world-coronavirus-update-05292020/5441233.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1590981670.jpg"],
    [612,2510,"'แรงงานสากล' ชี้พิษโควิด-19 ทำคนรุ่นใหม่ตกงานมากสุด","Fri, 2020-05-29 10:21","http://www.stkc.go.th/node/2510","สังคมศาสตร์",null,"องค์การแรงงานสากล หรือ ILO เปิดเผยรายงานว่า คนรุ่นใหม่อายุระหว่าง 15 - 24 ปี คือกลุ่มที่ตกงานมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดการระบาดของโคโรนาไวรัสเมื่อต้นเดือนมกราคม โดยเรียกคนกลุ่มนี้ว่า \"ล็อคดาวน์ เจนเนอเรชั่น\"\r\n\r\nรายงานของ ILO ระบุว่า ปัจจุบัน 13.6% ของประชากรรุ่นหนุ่มสาวทั่วโลก 267 ล้านคน ยังคงไม่มีงานทำหรือไม่ได้รับการฝึกฝนและการศึกษาภายในสิ้นปีนี้ และคนรุ่นใหม่กลุ่มนี้ยังถูกเลิกจ้างในอัตราที่รวดเร็วกว่าและมากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ ในสังคมด้วย\r\n\r\nผู้อำนวยการของ ILO กาย ไรเดอร์ กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นในตลาดแรงงานของคนหนุ่มสาวในขณะนี้รุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นเมื่อคราววิกฤติทางการเงินปี ค.ศ. 2008 เสียอีก\r\n\r\nรายงานของ ILO พบว่า ผู้หญิงรุ่นใหม่คือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 มากกว่าผู้ชาย และมีโอกาสที่คนรุ่นใหม่เหล่านี้จะถูกกันออกจากตลาดแรงงานในระยะยาว เนื่องจากไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาในช่วงที่เกิดล็อคดาวน์ และนั่นหมายถึงการขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19\r\n\r\nILO ยังบอกด้วยว่า มีหลักฐานชี้ให้เห็นว่า มากกว่าครึ่งหนึ่งของคนหนุ่มสาวทั่วโลกมีความเสี่ยงต่ออาการวิตกกังวลหรือซึมเศร้าจากภาวะการระบาดใหญ่ครั้งนี้ ซึ่งรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ควรยื่นมือเข้ามาช่วยในการจัดทำนโยบายช่วยเหลือคนหนุ่มสาวที่ตกงาน ทั้งทางด้านการศึกษา การฝึกงาน และด้านสุขภาพจิต\r\n\r\nCr.  https://www.voathai.com/a/ilo-covid19-young-generation-job-losses/5438294.html ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1590722472.jpg"],
    [613,2509,"นาซ่าพร้อมส่งนักบินอวกาศขึ้นสู่วงโคจรครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ","Thu, 2020-05-28 08:56","http://www.stkc.go.th/node/2509","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซ่า แสดงความมั่นใจในแผนการส่งนักบินอวกาศขึ้นสู่วงโคจรโลกครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปีที่จะมีขึ้นในวันพุธนี้ โดยนี่จะเป็นครั้งแรกของแผนสำรวจอวกาศโดยบริษัทเอกชนด้วย\r\n\r\nผู้บริหารองค์การนาซ่า จิม ไบรเดนสไตน์ กล่าวระหว่างการแถลงสรุปข่าวที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี้ ในรัฐฟลอริดา ในวันอังคารว่า พยากรณ์อากาศล่าสุดระบุว่า สภาพอากาศในวันปล่อยกระสวยอวกาศ SpaceX Dragon ที่พัฒนาโดยบริษัทเทคโนโลยี SpaceX ของมหาเศรษฐี อิลอน มัสก์ ในวันพุธนี้ อยู่ในระดับเหมาะสมสำหรับการส่งยานอวกาศขึ้นประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งดีกว่าระดับ 40 เปอร์เซ็นต์ที่วัดได้เมื่อวันจันทร์อย่างมาก\r\n\r\nไบรเดนสไตน์ กล่าวด้วยว่า ภาคเอกชนได้เข้าร่วมกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในการส่งยานขนส่งอวกาศแบบไร้คนบังคับ เพื่อนำเสบียงอุปกรณ์ต่างๆ ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และการปล่อยยานพร้อมนักบินอวกาศ 2 นายในวันพุธนี้ จะเป็นก้าวสำคัญก้าวหนึ่งของพัฒนาการด้านกิจการอวกาศด้วย\r\n\r\nนักบินอวกาศ 2 นายจากองค์การนาซ่าที่จะเดินทางไปอวกาศโดยยาน SpaceX Falcon 9 ซึ่งก็คือ ดั๊ก เฮอร์ลีย์ และ บ๊อบ เบห์นเคน ได้เข้าร่วมการแถลงข่าวครั้งนี้ ซึ่งทำผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์โดยไม่มีผู้สื่อข่าวเข้าร่วม ขณะที่ทั้งสองคนและไบรเดนสไตน์ นั่งห่างจากกัน 2 เมตร ตามหลักปฏิบัติการรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันการระบาดของโควิด-19\r\n\r\nองค์การนาซ่ายืนยันว่า ทางองค์การได้ดำเนินมาตรการพิเศษในช่วงเกิดการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่และลูกเรือทุกคนปลอดภัยเสมอมา\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/nasa-spacex-launch-kennedy-center/5436774.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1590631019.jpg"],
    [614,2507,"ว่าที่นักศึกษาใหม่ เตรียมตัวเรียนต่อในสหรัฐฯ อย่างไร ท่ามกลางความท้าทายโควิด-19?","Wed, 2020-05-27 08:57","http://www.stkc.go.th/node/2507","สังคมศาสตร์",null,"จะเรียนกันแบบไหน? ความไม่แน่นอนภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่นิ่ง\r\nมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งในสหรัฐฯ มีนโยบายที่แตกต่างกัน ในการกำหนดรูปแบบการเรียนการสอนให้เข้ากับสถานการณ์โควิด-19 บางแห่งเลือกที่จะใช้การผสมผสานระหว่างการเรียนออนไลน์และในชั้นเรียน ในขณะที่บางแห่งยังไม่ตัดสินใจจนกว่าจะถึงเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม\r\n\r\nส่วนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด จะยังเปิดภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วงตามปกติในเดือนกันยายน แต่จะในรูปแบบใดนั้น ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัด ศิริรัตน์เล่าว่า เธอและเพื่อนนักศึกษาหลายคนกังวลเรื่องคุณภาพและความคุ้มค่าของการศึกษา หากต้องเรียนแบบออนไลน์\r\n\r\n\"คลาสส่วนใหญ่ based on discussion (เน้นไปที่การอภิปราย ถกเถียง) หลัก ๆ แล้วมันต้องมีการถกเถียงในห้อง มีการแสดงความคิดเห็น ถามตอบแบบแอคทีฟมาก ๆ ซึ่งก็ยังไม่แน่ใจว่าการเรียนออนไลน์ การเรียนผ่าน Zoom จะทำให้ประสบการณ์ตรงนั้นหายไปมากน้อยแค่ไหน...ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง คือเรื่องของไทม์โซน ซึ่ง 50% ของนักเรียนคณะมุกก็คืออยู่ทั่วโลกเลย แล้วคลาสที่ต้องการใช้ discussion ขนาดนั้นคือจะต้องสามารถจัดการให้นักศึกษาทุกคนได้รับประสบการณ์เดียวกัน ซึ่งคิดว่าเป็นความยากและนักศึกษาหลายคนก็เป็นกังวล\"\r\n\r\n\r\nด้าน พงศ์ธร เตชะบุญอัคโข ซึ่งกำลังเตรียมตัวไปศึกษาต่อด้านการประพันธ์เพลง (music composition) ที่ San Francisco Conservatory of Music ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แสดงความกังวลในเรื่องเดียวกัน เขาเกรงว่าประสบการณ์บางอย่างจะสูญเสียไป หากต้องเรียนออนไลน์\r\n\r\n“โรงเรียนมันตั้งอยู่ในศูนย์กลางของ art square มี San Francisco Symphony ถ้าผมต้องเรียนออนไลน์มันก็ขาดโอกาส ขาดคอนเนคชั่นที่ควรจะได้ ผมว่ามันก็ไม่คุ้มที่จะเรียนครับ ถ้าเรียนออนไลน์...จากประสบการณ์เรียนออนไลน์ ผมว่ามันไม่เวิร์ค มันไม่มี eye contact (การสบตา) ที่แน่ชัด ผมคิดว่าการเรียนศิลปะ ดนตรี หรือศิลปศาสตร์ด้านต่าง ๆ มันต้องตัวต่อตัวแบบไม่ใช้เทคโนโลยี จะเวิร์คกว่า ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้น แล้วเขาเสนอให้เรียนออนไลน์ ผมก็คงต้องคิดใหม่\"\r\n\r\nทั้งศิริรัตน์ และ พงศ์ธร ยังมองว่าการเรียนออนไลน์ไม่คุ้มกับค่าเล่าเรียนแสนแพงที่ต้องจ่าย หลักสูตรปริญญาโทของ ศิริรัตน์​ มีค่าเทอมปีละ 54,000 ดอลล่าร์ หรือประมาณกว่า 1,700,000 บาท ส่วนค่าเทอมของพงศ์ธร อยู่ที่ 48,000 ดอลล่าร์ หรือประมาณ 1,500,000 บาท\r\n\r\nคาดนักศึกษาต่างชาติลด หลังเจอปัญหาวีซ่า-การเดินทางเข้าสหรัฐฯ\r\nการขอวีซ่าและการเดินทางเข้าประเทศก็เป็นอีกข้อกังวลหนึ่ง เนื่องจากสถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยและอีกหลายประเทศยังคงงดให้บริการด้านวีซ่า ในขณะที่อเมริกายังปิดน่านฟ้าไม่ให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ อย่างน้อยจนถึงปลายเดือนมิถุนายน\r\n\r\n“เรื่องวีซ่าก็กังวลนิดนึงเรื่องการดำเนินการด้านเอกสาร มันก็ค่อนข้างดูดีเลย์ อย่างเช่น ผมต้องไปขอ statement จากธนาคาร ผมเพิ่งขอได้เมื่อต้นเดือนนี้ เพราะต้องรอห้างเปิด หรือสาขาใหญ่เปิด ทำให้ทุกอย่างดีเลย์ไป ผมก็เลยเริ่มรู้สึกกังวลว่าถ้าเอกสารไปไม่ครบ หรือว่ายังไม่ไปถึง บางอย่างต้องส่งเป็นเอกสารตัวจริงไป ผมก็ไม่รู้ว่าการทำการของไปรษณีย์ไทยจะมีผลกระทบไหม แต่ผมคิดว่าทุกอย่างล่าช้าไปเรื่อย ๆ ผมก็ไม่แน่ใจว่าสถานทูตอเมริกาที่ไทยจะเปิดทำการหรือเปล่า หรือว่าให้เข้าไปขอวีซ่าอะไรยังไง มีความกังวลประมาณนึง” พงศ์ธรกล่าว\r\n\r\nผลการสำรวจในเดือนพฤษภาคมของ Institute of International Education หรือ IIE ซึ่งดูแลเรื่องโครงการแลกเปลี่ยน และการให้ความช่วยเหลือนักศึกษานานาชาติ พบว่าประมาณ 90% ของสถาบันอุดมศึกษาในสหรัฐฯ คาดว่าจำนวนนักศึกษาต่างชาติในปีการศึกษานี้จะลดลง จากที่มีเกือบ 1,100,000 คนในปีก่อน หรือประมาณ 5.5% ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมดในอเมริกา โดยสาเหตุหลักมาจากการไม่สามารถขอวีซ่า หรือเดินทางเข้าอเมริกาได้ ในขณะที่บางส่วนก็ไม่ต้องการเรียนแบบออนไลน์\r\n\r\nนักศึกษา-มหาวิทยาลัย ปรับใช้กลยุทธ์เชิงรุก\r\n\r\nสิ่งหนึ่งที่พอจะทำให้ ศิริรัตน์​ และพงษ์ธร อุ่นใจได้บ้าง คือการที่มหาวิทยาลัยของทั้งคู่ มีความตื่นตัวเรื่องความกังวลของนักศึกษา และผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเห็นได้ชัดว่ามีความพยายามที่จะโน้มน้าวให้นักศึกษาต่างชาติมาเรียน เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มความหลากหลายในชั้นเรียนแล้ว ค่าเทอมจากนักศึกษานานาชาติยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของมหาวิทยาลัยอีกด้วย\r\n\r\nสมาคมนักการศึกษานานาชาติ (NAFSA: Association of International Educators) ประเมินว่าค่าเล่าเรียน ค่าจับจ่ายใช้สอย และค่ากินอยู่ของนักศึกษาต่างชาติในอเมริกา มีมูลค่าถึง 41,000 ล้านดอลล่าร์ในระบบเศรษฐกิจของประเทศ\r\n\r\nพงศ์ธร หรือ บุ๊ค วัย 23 ปี บัณฑิตจากสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาเล่าว่า เขาประทับใจกับความรวดเร็ว และการเข้าถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจของ San Francisco Conservatory of Music ที่ ณ เวลานี้ แจ้งว่าจะมีการเรียนการสอนในชั้นเรียนตามปกติ\r\n\r\n\"ถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วนขึ้นมาปุ๊บ ผู้บริหาร ผู้อำนวยการของแต่ละภาคจะมา take action (จัดการ) แล้วคุยกับเราโดยตรง เรื่องที่ด่วน ๆ พวกผู้อำนวยการจะเข้ามาคุยแล้วทุกอย่างมันจะเร็วมาก...ผมก็เคยคุยกับตัวไดเร็คเตอร์ ของ Office of Admissions (สำนักงานคัดเลือกและสรรหานักศึกษา) มีคำถามโน่นนี่นั่น เขาสามารถจัดการตรงนั้นได้เลย เช้าวันถัดมาเขาส่งอีเมล์มาเป็นลิสท์เลยว่าอันนี้จัดการให้แล้ว ผมก็ถามเขาว่ามีทุนเพิ่มให้มั้ยในสถานการณ์แบบนี้ อยู่ดี ๆ เช้าวันถัดมาเขาก็ให้เพิ่มได้เลย\"\r\n\r\n\r\nส่วนศิริรัตน์ เล่าว่าการสื่อสารจาก Harvard Kennedy School ยังค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับคณะอื่นของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ผ่านมาคณบดีมีจดหมายถึงนักศึกษาเพียงครั้งเดียว จึงทำให้เธอและนักศึกษาต้องเป็นฝ่ายรุก โดยมีการปรึกษาหารือผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอแนะ\r\n\r\n\"จะสื่อสารผ่าน Slack และ Whatsapp เพื่อน ๆ แอคทีฟมาก เพิ่งมีการนัด Town Hall กันไปสองรอบ คือให้นักเรียนมาคุยกันเลยว่าความต้องการของแต่ละคนเป็นยังไง ทั้งในแง่ของนักเรียนอเมริกันเอง และต่างชาติเอง เพื่อที่เราจะได้ทำข้อเสนอ เสนอให้กับคณะเลยว่าเราจะทำยังไง มองว่าเป็นการทำงานร่วมกันมากกว่า ระหว่างนักศึกษากับตัวคณะเองเพื่อหาหนทางที่ดีที่สุด เพราะในบางทีที่เขาตัดสินใจ เขาอาจจะไม่ได้เห็นมุมมองบางอย่างของนักศึกษาอย่างแท้จริง ทุกคนแอคทีฟมาก มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตลอดเวลาเลยว่าเราจะทำยังไง\"\r\n\r\nอดีตบัณฑิตจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสริมว่า เธอและนักศึกษาคนอื่น ๆ ได้ยื่นจดหมายเปิดผนึก เพื่อให้คณะพิจารณาข้อเสนอของตน\r\n\r\n\"จดหมายเปิดผนึกสองสามหน้าเลย ว่าเรามีความกังวลเรื่องอะไร รวมถึงค่าเทอมด้วยค่ะ ทุกคนคือคาดหวังว่าถ้าประสบการณ์หลาย ๆ อย่างหายไป ไม่ได้ไปเรียนที่คณะ จะขอลดราคาได้มั้ย กำลังหารือกันอยู่ ยังไม่ได้รับความชัดเจนจากคณะ...บางคนก็ไม่รู้ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านก่อนไหม บางคนได้รับผลทางเศรษฐกิจ กังวลกันหลายอย่าง เลยรู้สึกว่าต้องคุยกันละ ต้องทำให้คณะได้รับรู้\"\r\n\r\nสู่รั้วมหาวิทยาลัย ก้าวใหม่ที่ต้องกล้า\r\nการต้องจัดการกับความไม่ชัดเจนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ทำให้ ศิริรัตน์ และ พงษ์ธร ผู้อยู่ในวัยยี่สิบต้น ๆ ได้พัฒนาทักษะใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหา\r\n\r\nพงษ์ธร บอกว่าประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้เขากล้าพูด กล้าถาม จนทำให้ได้ส่วนลดค่าเล่าเรียนเพิ่มเติม\r\n\r\n\"ที่ขอทุนเพิ่ม ก็คงใช้คำว่า ‘ด้านได้ อายอด’ ต้องกล้าพิมพ์ไป มีอะไรก็ต้องคุยกับเขาตรง ๆ เมื่อก่อนผมก็ไม่ค่อยกล้า ก็ต้องกล้าถามเลย เพราะว่าการได้คุยกันเขาจะได้รู้ว่าสิ่งที่ต้องจัดการจริง ๆ คืออะไร การพิมพ์ก็ส่วนหนึ่ง ทำให้ภาษาอังกฤษดีขึ้น การเรียบเรียงภาษาให้เขาอ่านรู้เรื่อง มันก็อัพขึ้น แต่พอได้คุยกันเราก็ต้องพูดให้เขารู้เรื่องและกระชับ ได้ทักษะทางด้านภาษาและทักษะความกล้าเพิ่มขึ้น\"\r\n\r\n\r\nส่วนศิริรัตน์ มองว่าความไม่แน่นอน ข้อมูลที่มีอยู่อย่างจำกัด และความบีบรัดเรื่องเวลา ทำให้เกิดความเครียดบ้าง แต่เธอเลือกที่จะใช้ข้อมูลและทรัพยากรที่มีอยู่ ตัดสินใจให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้\r\n\r\n\"เป็นสถานการณ์ที่ยากพอสมควร เป็นประสบการณ์ที่ไม่มีใครเคยเจอ ไม่มีใครที่เราแบบรู้แน่นอนว่า ถ้าเกิดปัญหานี้แล้วถามคนนี้จะรู้ ทุกคนเผชิญสถานการณ์เดียวกันหมด อย่างเดียวที่ทำได้คือหาข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจให้เราได้มากที่สุดในสถานการณ์ที่มันไม่แน่นอน...แต่ที่สำคัญ ระหว่างทาง เราต้องวางแผนแล้วว่า ถ้าเราเลือกทางนี้ scenario (เหตุการณ์) ที่เกิดขึ้น 1, 2, 3 เราจะทำยังไงต่อไป ให้เรามีประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตที่ดีที่สุด อย่างเช่น ถ้าเรียนออนไลน์ 100% เราก็ต้องมาจัดการแล้วว่า ถ้า time zone เราต้องเรียนตอนกลางคืน เราจะต้องทำยังไง ถ้าเกิดเขาเปิดเทอมเดือนมกราคม ก็ต้องหาบ้านสำรองให้เร็วที่สุด ก็คือเตรียมให้เราพร้อมมากที่สุดในทุก ๆ ทางที่เราเลือกแล้วค่ะ\"\r\n\r\nปัจจุบัน ว่าที่นักศึกษาใหม่ทั้งสองคน ได้เริ่มลงมือเตรียมการหลายอย่างที่ทำได้ ทั้งเอกสารเพื่อการขอวีซ่า และอ่านหนังสือประกอบการเรียน ที่สำคัญ พวกเขาบอกว่า จิตใจก็ต้องเตรียมให้พร้อม หากการเรียนต่อระดับปริญญาโทในสหรัฐฯ โดยเฉพาะในเทอมแรก จะแตกต่าง ไม่เหมือนที่เคยวาดหวังเอาไว้\r\n\r\nรายงานโดย วรางคณา ชมชื่น Voice of America กรุงวอชิงตัน\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/thai-students-us-colleges-universities-covid-19/5433815.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1590544629.jpg"],
    [615,2505,"การกักตัวช่วงโควิด-19 ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องดีขึ้นหรือแย่ลง?","Tue, 2020-05-26 11:28","http://www.stkc.go.th/node/2505","สังคมศาสตร์",null,"พ่อแม่ผู้ปกครองบางคนอาจไม่ค่อยแน่ใจว่าปฏิกิริยาตอบโต้ระหว่างพี่น้องซึ่งต้องใช้เวลาร่วมกันมากขึ้นในช่วงที่โรงเรียนปิดหรือถูกกักตัวจะยิ่งเพิ่มความขัดแย้งหรือช่วยสร้างความสัมพันธ์ฉันน้องพี่ให้เหนียวแน่นมากขึ้นได้\r\n\r\nรายงานการศึกษาเบื้องต้นที่ทำในอังกฤษกับราว 500 ครอบครัว พบว่าสองในสามของครอบครัวเหล่านี้บอกว่าพี่ ๆ น้อง ๆ สามารถพัฒนาความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นมากขึ้น ขณะที่ราวหนึ่งในห้าบอกว่าเรื่องนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นได้\r\n\r\nแคลร์ ฮิวส์ อาจารย์ผู้สอนด้านจิตวิทยาพัฒนาการ ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ของอังกฤษ ผู้ศึกษาเรื่องนี้ บอกว่า เรื่องที่เธอได้พบและผู้ปกครองทั้งหลายควรได้ทราบก็คือ เด็ก ๆ เหล่านี้มีโอกาสใช้เวลาเพื่อทำความรู้จักและเรียนรู้ซึ่งกันและกันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน\r\n\r\nอาจารย์แคลร์ ฮิวส์ บอกด้วยว่า พ่อแม่ควรเข้าใจเรื่องที่สำคัญ 3 อย่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของลูก\r\n\r\nประการแรก เนื่องจากไม่มีใครสามารถเลือกพี่หรือน้องของตัวเองได้ ดังนั้นความสัมพันธ์แบบทั้งรักและเกลียดจึงเป็นเรื่องธรรมดา\r\n\r\nประการที่สอง คือความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องมักจะยืนยาวที่สุดในบรรดาความสัมพันธ์ทั้งหมดที่เรามีอยู่ในชีวิต จากการได้เติบโตมาด้วยกันและผ่านประสบการณ์ต่างๆ ร่วมกันมา และความสัมพันธ์นี้สำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เราต้องผ่านวิกฤติที่สำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการหย่าร้าง ความเจ็บป่วย หรือการตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้น\r\n\r\nมีการศึกษาบางชิ้นที่บอกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องนั้นมีอิทธิพลและยืนยาวมากกว่าความสัมพันธ์กับเพื่อน กับคู่สมรส หรือแม้กระทั่งความสัมพันธ์ที่เรามีกับทายาทของเราเองด้วยซ้ำ\r\n\r\nประการที่สาม คือความสัมพันธ์ในหมู่พี่น้องไม่ว่าจะรกระเหินเพียงใด แต่เรื่องนี้ก็มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาด้านอารมณ์และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการฝึกเด็กให้ได้เรียนรู้เรื่องการแก้ปัญหาและควบคุมอารมณ์ของตัวเอง รวมทั้งได้เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของคนอื่น อันเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ทั้งในทางลบและในแง่บวกนั่นเอง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างพี่กับน้องนั้นส่วนหนึ่งมักถูกกำหนดด้วยปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความแตกต่างด้านอายุ เพศ ลำดับการเกิด และสภาพแวดล้อมของการเลี้ยงดูเป็นต้น\r\n\r\nแต่อย่างน้อยที่สุด อาจารย์ลอรี่ เครเมอร์ ผู้สอนด้านจิตวิทยาประยุกต์ ที่มหาวิทยาลัยนอร์ธอีสเทิร์น แนะว่า พ่อแม่ผู้ปกครองจะมีส่วนช่วยส่งเสริมเรื่องนี้ได้ เช่น แทนที่จะเป็นคนตัดสินใจว่าลูกอยากทานอะไร ก็อาจลองถามลูกคนหนึ่งให้คิดว่าอีกคนนั้นอยากกินอะไร เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้พยายามเข้าใจหรือศึกษาซึ่งกันและกัน\r\n\r\nหรือในขณะที่พี่หรือน้องมีความถนัดในวิชาแตกต่างกัน ก็ควรจะเปิดโอกาสให้คนใดคนหนึ่งผลัดกันสอนหรือติวในวิชาที่ตัวเองทำได้ดี เป็นต้น\r\n\r\nส่วนอาจารย์โจนาทาน แคสปี ผู้สอนเรื่องพัฒนาการของมนุษย์ ที่มหาวิทยาลัยมอนท์แคร์ ก็เตือนว่า พ่อแม่ควรจะเบาใจได้ถ้าลูก ๆ มีการทะเลาะทุ่มเถียงกันบ้าง โดยเรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วงอะไร เพราะหากความสัมพันธ์ลักษณะนี้ไม่เกิดขึ้นแล้ว ก็แสดงว่าเด็ก ๆ ของเรานั้นมีความเหินห่าง ไม่เข้าใจ และไม่ได้อยู่ในโลกของกันและกันเลย\r\n\r\nซึ่งเรื่องนี้ก็อาจเป็นจริงดังคำกล่าวที่ว่า สำหรับความสัมพันธ์ทั้งหลายในชีวิตเรานั้นมิตรภาพอาจมีโอกาสพังทลายได้ แต่ภราดรภาพนั้นเป็นเหมือนสายใยที่ยากจะตัดได้ขาด เพราะสายเลือดนั้นย่อมข้นกว่าสายน้ำอย่างแน่นอน\r\n\r\nCr.  https://www.voathai.com/a/sibling-rivalry-ct/5429172.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1590467320.jpg"],
    [616,2497,"เตือนภัยใช้ยามาลาเรียต้านโควิด เสี่ยงเสียชีวิตมากกว่าป้องกันรักษา","Mon, 2020-05-25 09:53","http://www.stkc.go.th/node/2497","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาชิ้นล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวันศุกร์ ออกมาเตือนภัยเรื่องการใช้ยาต้านมาลาเรีย ไฮดรอกซีคลอโรควิน (hydroxychloroquine) ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวถึงในช่วงที่ผ่านมา โดยทีมวิจัยเตือนว่าอาจส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจ และมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่ารักษาและป้องกันโควิด-19\r\n\r\nการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Lancet ฉบับวันศุกร์ ศึกษาผู้ติดเชื้อโควิด-19 มากกว่า 96,000 คน ที่รักษาตัวในโรงพยาบาล และพบว่า คนไข้ที่ได้รับยาไฮดรอกซีคลอโรควิน หรือยาในกลุ่มคลอโรควินอื่นๆ จะมีแนวโน้มที่จะเกิดอาการหัวใจเต้นผิดปกติ และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหันได้มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาในกลุ่มนั้น\r\n\r\nการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวันศุกร์นี้ เก็บข้อมูลจากโรงพยาบาล 671 แห่ง และพบคนไข้โควิด-19 ราว 14,888 คน ที่ได้รับยาไฮดรอกซีคลอโรควินหรือยาคลอโรควิน และอีก 81,144 คน ไม่ใช้ยาในกลุ่มนี้หรือการรักษาอื่นใด\r\n\r\nก่อนหน้านี้เมื่อเดือนเมษายน ผู้นำสหรัฐฯ เริ่มกล่าวอ้างถึงการใช้ยาต้านมาลาเรีย ในการรักษาโควิด-19 และกลับมาพูดถึงอีกครั้งในสัปดาห์นี้ว่าเขาใช้ยาดังกล่าวในป้องกันโควิด-19 อีกด้วย ทำให้เกิดความต้องการยาไฮดรอกซีคลอโรควินมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา\r\n\r\nแต่ในการศึกษาล่าสุดนี้ ระบุว่า การใช้ยาไฮดรอกซีคลอโรควิน ไม่ควรใช้ในการรักษาโควิด-19 นอกเหนือการทดสอบในมนุษย์ จนกว่าจะมีการศึกษาที่ยืนยันถึงผลลัพธ์ทางการแพทย์ที่ชัดเจนว่าปลอดภัยและได้ผลกับผู้ป่วยโควิด-19 ซึ่งสอดรับกับองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ที่ออกคำเตือนเมื่อเดือนเมษายนถึงการใช้ไฮดรอกซีคลอโรควินรักษาโควิด-19\r\n\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/lancet-study-warned-danger-of-hydroxychloroquine-with-coronavirus-05222020/5432035.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1590375204.jpg"],
    [617,2493,"ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทย","Fri, 2020-05-22 09:15","http://www.stkc.go.th/node/2493","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ความหลากหลายทางชีวภาพคือชีวิต ชีวิตของพวกเราทุกคน\r\nBiodiversity is life,  Biodiversity is our life\r\n\r\n“เราทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ความอยู่รอดของเรานั้นยึดโยงอยู่กับความหลากหลายทางชีวภาพอย่างแยกไม่ออก”\r\n\r\nในปี ค.ศ.1992 ได้มีการประชุมผู้นำโลกครั้งใหญ่ คือ การประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วย สิ่งแวดล้อมและการพัฒนา หรือเรียกอีกชื่อว่า “เอิร์ทซัมมิท” ณ เมืองริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล  การประชุมครั้งนั้นทำให้เกิดความตกลงระหว่างประเทศที่สำคัญ 2 ฉบับ คือ กรอบอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีเป้าหมายในการควบคุมและลดการปลดปล่อยแก๊สเรือนกระจก และอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ อันเป็นความตกลงระดับโลกฉบับแรกที่กล่าวถึงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งนานาประเทศต่างก็ให้การยอมรับกันถ้วนหน้า โดยมีรัฐบาลของกว่า 150 ประเทศร่วมลงนามรับรอง ณ การประชุมดังกล่าว ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย  ต่อมา ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาฉบับนี้ เมื่อ 31 ตุลาคม ค.ศ.2003 และมีผลรับรองเมื่อ 29 มกราคม ค.ศ.2004 เป็นประเทศภาคีอนุสัญญาในลำดับที่ 188  ปัจจุบันมีประเทศร่วมเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญาฉบับนี้ทั้งหมด 193 ประเทศ\r\n\r\nอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นความตกลงระหว่างประเทศฉบับแรกที่ตระหนักว่า การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นเป็น “ความตระหนักร่วมกันของมวลมนุษยชาติ” และเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จำเป็นต้องมีในกระบวนการพัฒนา มีเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่\r\n\r\n(1) การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ\r\n\r\n(2) การใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบของความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน\r\n\r\n(3) การแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมอย่างยุติธรรมและเท่าเทียม\r\n\r\n\r\nในปีนี้ ผู้คนมีความสนใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ  เพราะองค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้ปี ค.ศ.2010 เป็น ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (2010 International Year of Biodiversity) เพื่อเฉลิมฉลองให้แก่สรรพชีวิตบนโลก และระลึกถึงคุณค่าของความหลากหลายทางชีวภาพที่มีต่อการดำรงชีวิตของเรา  รวมทั้งเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันปกป้องคุ้มครองความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตบนโลก  ในส่วนของประเทศไทย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็เห็นควรประกาศให้ปี พ.ศ.2553 เป็นปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย    \r\n\r\nสำหรับประเทศไทยที่สอดรับกับปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพพอดี นั่นคือ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 ซึ่งตรงกับวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันนานาชาติเพื่อการสำรวจสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ (International Institute for Species Exploration : IISE) ของมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต สหรัฐอเมริกา และคณะกรรมการนักอนุกรมวิธานนานาชาติ ได้ประกาศรายชื่อสุดยอดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ 10 ชนิด จากจำนวนนับพันชนิดที่ถูกสำรวจพบในรอบปีที่ผ่านมา โดยหนึ่งในนั้น คือ ทากทะเลชนิดใหม่ ที่มีชื่อเรียกว่า “ไอ้เท่ง” ซึ่งมีการสำรวจพบเมื่อปีที่แล้ว บริเวณร่องน้ำในป่าชายเลนอ่าวปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยคณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี  ทากทะเลชนิดนี้มีขนาดประมาณ 6-17 มิลลิเมตร และมีลำตัวสีดำ คณะนักวิจัยจึงตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้มันว่า ไอเทง เอเตอร์ (Aiteng ater) ซึ่งเมื่ออ่านแล้วหลายคนอาจรู้สึกคุ้น ๆ เพราะชื่อสกุล Aiteng นั้น ตั้งตามชื่อตัวหนังตะลุงของปักษ์ใต้ที่ชื่อ \"ไอ้เท่ง\" นั่นเอง  ส่วนคำว่า ater นั้นมาจากภาษาละติน หมายถึง สีดำ  สาเหตุที่สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 10 สุดยอดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ เนื่องจาก การค้นพบครั้งนี้ทำให้เกิดการจัดจำแนกวงศ์ของสิ่งมีชีวิตใหม่ คือ ไอเทงกิเด (Aitengidae)  และแม้ว่าทากทะเลชนิดนี้จะมีลักษณะหน้าตาคล้ายกับทากทะเลทั่วไป แต่มันกลับกินแมลงในระยะดักแด้เป็นอาหาร ซึ่งแตกต่างจากทากทะเลวงศ์อื่น ๆ ที่มักกินสาหร่ายเป็นอาหาร และมันยังสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ คล้ายกับสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ซึ่งความพิเศษนี้พบได้น้อยมากในทากทะเลที่มีการค้นพบหรือมีการศึกษาอยู่ในปัจจุบัน\r\n\r\nประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศที่มีทรัพยากรชีวภาพหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก พันธุ์พืช  พันธุ์สัตว์รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) หรือ ทรัพยากรชีวภาพ (Bioresource) เป็นฐานสำคัญของการเกษตร ยารักษาโรค และต่อเศรษฐกิจทั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ   สาเหตุสำคัญที่ทำให้ในพื้นที่ป่าตามธรรมชาติในประเทศไทยมีความหลากหลายของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์เป็นอย่างมาก เนื่องจากเหตุผลหลายประการได้แก่\r\n           1. ประเทศไทยตั้งอยู่ในโซนร้อนเหนือเส้นศูนย์สูตรเล็กน้อยและอยู่ติดทะเล จึงมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการอยู่รอด การเจริญเติบโตและการแพร่พันธุ์ของสิ่งมีชีวิตหลายชนิดตลอดปี อย่างไรก็ตามสภาพภูมิอากาศจะแตกต่างกันบ้างในภาคต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งของภาคและระดับความสูงต่ำของพื้นที่ แต่โดยภาพรวมแล้วประเทศไทยจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วมากเหมือนในเขตอบอุ่นและเขตหนาว จึงไม่เป็นปัจจัยจำกัดในการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิต\r\n\r\n          2. มีความแตกต่างกันของสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย เช่น ภาคเหนือเหนือเป็นภูเขาสูง อุณหภูมิต่ำในฤดูหนาว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นที่ราบขนาดใหญ่มีสภาพภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง ภาคกลางเป็นที่ราบลุ่ม ภาคใต้เป็นเขาสูงสลับพื้นที่ราบ บริเวณมีมรสุมพัดผ่านตลอดทั้งปี บางพื้นที่ในภาคตะวันออกภาคกลางและและภาคใต้ที่อยู่บริเวณปากแม่น้ำเป็นต้น จากสภาพที่มีความหลากหลายของภูมิประเทศและภูมิอากาศในพื้นที่ที่อยู่ในระดับความสูงจากระดับน้ำ ทะเลที่ต่างกัน มีปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิและปัจจัยอื่นๆ เช่นสภาพพื้นดินที่แตกต่างกัน ได้เอื้ออำนวยให้เกิดความหลากหลายของประเภทของป่าตามธรรมชาติเป็น \r\n                    1) ป่าไม่ผลัดใบเช่น ป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าชายเลน \r\n                    2) ป่าผลัดใบเช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ \r\n                    3) ป่าที่มีลักษณะพิเศษเช่นป่าชายหาด ป่าเขาหินปูน เป็นต้น    ซึ่งป่าแต่ละประเภทจะมีลักษณะที่เฉพาะตัวและมีสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัว                             \r\n                       อาศัยอยู่ในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน\r\n\r\n          3. ประเทศไทยอยู่ในบริเวณศูนย์กลางที่มีการกระจายพันธุ์ของพืชและสัตว์ กล่าวคือเป็นเขตซ้อนทับกันของกลุ่มพรรณพฤกษชาติ (Floristic Region) ถึง 3 กลุ่มคือ \r\n               กลุ่มอินโด - เบอร์มีส (Indo-Burmese elements) \r\n               กลุ่มอินโด-ไชนิส (Indo-Chinese elements) \r\n               กลุ่มมาเลเซีย (Malaysian elements) \r\n             ในส่วนของสัตว์ป่า ประเทศไทยถือเป็นจุดซ้อนทับของเขตสัตวภูมิศาสตร์ (Zoological Region) 3 เขตเช่นกันคือ \r\n               เขตชิโน-หิมาลัย (Shino-Himalayan) \r\n               เขตอินโด-ไชนีส (Indo-Chinese) \r\n               เขตชุนดา (Sundaic)\r\n   \r\n\r\nมนุษย์สามารถได้รับประโยชน์จากความหลากหลายทางธรรมชาติในหลายๆ ด้าน ดังนี้\r\n\r\n            1. ประโยชน์ด้านการบริโภคใช้สอย หมายถึงประโยชน์ของความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นทรัพยากร ทางธรรมชาติอันเอื้อต่อปัจจัยในการดำรงชีวิตให้แก่มนุษย์ เช่น ด้านอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค เป็นต้น \r\n\r\n                - ด้านการผลิตอาหาร มนุษย์รับอาหารจากพืชและสัตว์ พืชไม่น้อยกว่า 5,000 ชนิดที่สามารถนำมาประกอบอาหารได้ \r\nและไม่น้อยกว่า 150 ชนิดที่มนุษย์นำมาเพาะปลูกเป็นอาหารของมนุษย์และสัตว์ แต่มีเพียง 20 ชนิดเท่านั้นที่ใช้เป็นอาหารหลักของประชากรโลก คือ พวกแป้ง ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวสาลี มันฝรั่ง ความหลากหลายทางธรรมชาติที่มนุษย์นำมาใช้เป็นแหล่งอาหารจะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่ถูก นำมาใช้ ในการปรับปรุงคัดเลือกพันธุ์เพื่อให้ได้ผลผลิตมากขึ้น \r\n\r\n                - ด้านการแพทย์ มีการใช้ประโยชน์จากพืชและสัตว์ในทางการแพทย์มากมายประมาณร้อยละ 25 ของยารักษาโรคผลิตขึ้นมาจาก พืชดั้งเดิม เช่น การนำพืชพวก ชินโคนา (cinchona)\r\nผลิตยาควินินที่ใช้รักษาโรคมาลาเรีย\r\n\r\n            2. ประโยชน์ด้านการผลิต ด้านการอุตสาหกรรม ผลผลิตของป่าที่นำมาใช้ประโยชน์ไม่ว่าจะโดยตรง เช่น การป่าไม้ ของป่า หรือโดยอ้อม เช่นการสกัดสารเคมีจากพืชในป่า \r\n\r\n            3. ประโยชน์อื่นๆ อันได้แก่คุณค่าในการบำรุงรักษาระบบนิเวศให้สามารถดำรงอยู่ได้ และดูแลระบบนิเวศ ให้คงทน เช่น การรักษาหน้าดินการตรึงไนโตรเจนสู่ดิน การสังเคราะห์พลังงานของพืช การควบคุมความชื้น เป็นต้น ซึ่งจัดเป็นประโยชน์ที่สำคัญ ตลอดทั้งในด้านนันทนาการและการท่องเที่ยวของมนุษย์\r\n\r\nที่มา https://www.scimath.org/article-biology/item/593-biodiversity-is-life","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1590114343.jpg"],
    [618,2491,"การศึกษาชี้ ก๊าซเรือนกระจกลดลง 17% ช่วงโควิดระบาด แต่อาจไม่ยืนยาว","Thu, 2020-05-21 09:13","http://www.stkc.go.th/node/2491","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ที่ตีพิมพ์ในวันอังคาร ระบุว่า มาตรการล็อคดาวน์ช่วงการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ทั่วโลก ได้ทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงถึง 17% ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ทีมวิจัยกังวลว่าอาจเป็นการปรับลดลงแค่ช่วงระยะสั้นเท่านั้น\r\n\r\nการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature Climate Change ฉบับล่าสุด ระบุว่า ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกลดลง 17% ช่วงเดือนเมษายน จากมาตรการล็อคดาวน์ช่วงโควิดที่ทั่วโลกบังคับใช้ ได้ลดการใช้พลังงานลดอย่างฮวบฮาบในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะภาคการไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรม และการขนส่งคมนาคม ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันมากกว่า 86% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก\r\n\r\nทีมวิจัยยังคาดว่า แม้ทั่วโลกจะเริ่มผ่อนคลายล็อคดาวน์ และกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดทั้งปีนี้ จะลดลงอยู่ที่ราว 4-7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และทีมวิจัยได้เรียกร้องให้นานาชาติปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลังสิ้นสุดการระบาดของโควิด-19 ด้วย\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/world-greenhouse-gas-reduced-17-percent-during-pandemic-05192020/5426706.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1590027219.jpg"],
    [619,2489,"วิกฤตโควิดเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานในออฟฟิสอย่างถาวร","Wed, 2020-05-20 10:40","http://www.stkc.go.th/node/2489","สังคมศาสตร์",null,"เมื่อถึงเวลาที่คนทำงานทั่วโลกต้องกลับไปทำงาน พวกเขาอาจจะพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้นมากมายอันเนื่องมาจากการเกิดโรคระบาดใหญ่ครั้งนี้ อย่างแรกคือจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้กลับไปทำงานในออฟฟิส เพราะการทำงานจากที่บ้านจะเป็นที่ยอมรับมากขึ้น และบริษัทต่างๆ ก็กำลังชั่งน้ำหนักระหว่างการประหยัดค่าเช่าและค่าน้ำค่าไฟ เทียบกับประสิทธิภาพในการทำงานหากทำงานจากที่บ้าน\r\n\r\nนอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเริ่มต้นจากการเดินทางไปทำงาน เนื่องจากพนักงานจะมาถึงที่ทำงานในเวลาที่ต่างกันเพื่อหลบเลี่ยงความแออัดในชั่วโมงเร่งด่วน พนักงานอาจต้องสลับวันทำงานเพื่อลดความแออัดในออฟฟิส มีการทำเครื่องหมายบนพื้นหรือใช้เซ็นเซอร์ระบบดิจิตอลเพื่อเตือนผู้คนให้อยู่ห่างกัน และอาจนำวิธีการแบ่งห้องทำงานออกเป็นห้องเล็กๆ กลับมาใช้อีกครั้ง\r\n\r\nJohn Furneaux CEO ของ Hive ซึ่งเป็นบริษัท Startup ด้านซอฟต์แวร์ในที่ทำงานในนครนิวยอร์คกล่าวว่า เหตุการณ์นี้จะเป็นการเร่งปฏิกิริยาให้เราทำในสิ่งที่ไม่เคยกล้าทำมาก่อน และยังเป็นแรงผลักดันให้สามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางจากการทำงานในศตวรรษเก่าอีกด้วย\r\n\r\nFurneaux กล่าวว่า Hive วางแผนที่จะช่วยให้พนักงานหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินในชั่วโมงเร่งด่วน โดยเริ่มจากการให้มาทำงานในเวลาที่ต่างกัน ส่วนที่ประเทศอังกฤษ รัฐบาลกำลังพิจารณาให้นายจ้างใช้วิธีเดียวกัน\r\n\r\nสำหรับในบริษัทขนาดใหญ่ บรรดาผู้บริหารระดับสูงต่างกำลังคิดทบทวนเกี่ยวกับการยัดเยียดให้พนักงานจำนวนมากทำงานอยู่ในออฟฟิสเดียวกันในใจกลางเมือง Jes Staley CEO ของธนาคารบาร์เคลย์ ที่ประเทศอังกฤษกล่าวว่า ทางธนาคารกำลังปรับเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับสถานที่ตั้งของสำนักงานในระยะยาว แนวคิดในการให้คนงาน 7,000 คนทำงานในอาคารเดียวกันอาจกลายเป็นเรื่องของอดีตไป\r\n\r\nเรื่องดังกล่าวนั้นเกิดขึ้นแล้วในประเทศจีน ซึ่งเมื่อกักตัวเองอยู่ที่บ้านเริ่มผ่อนคลายลงเมื่อเดือนมีนาคม หน่วยงานเทศบาลกรุงปักกิ่งได้จำกัดจำนวนคนในแต่ละสำนักงานให้ไม่เกิน 50% ของจำนวนพนักงานตามปกติ พร้อมทั้งมีนโยบายให้พนักงานในออฟฟิศสวมหน้ากากอนามัย และนั่งห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร (3.3 ฟุต)\r\n\r\nอย่างน้อยที่สุดวิกฤตโควิด-19 นี้อาจกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยในเรื่องของการแบ่งพื้นที่สำนักงานในปัจจุบัน เช่นการใช้พื้นที่ทำงานร่วมกันตามบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีทั้งหลาย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นกันเองและมีความสร้างสรรค์ แต่ตอนนี้ต้องนำวิธีการแบ่งสำนักงานเป็นห้องเล็กๆ หรือใช้ฉากกั้นกลับมาอีกครั้ง เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส\r\n\r\nส่วนบริษัท ออกแบบ Bergmeyer กำลังติดตั้งฉากกั้นแบ่งบนโต๊ะทำงาน 85 ตัวที่เคยถูกรื้อออกไปเมื่อหลายปีก่อนในสำนักงานที่นครบอสตัน วิธีนี้จะคืนความเป็นส่วนตัวและสร้างความปลอดภัยให้กับโต๊ะทำงานของแต่ละคน ส่วน Google และ Facebook ก็บอกแล้วว่าพนักงานจะสามารถทำงานจากที่บ้านได้จนถึงสิ้นปี ส่วนบริษัทอื่นๆ ก็ตระหนักว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่ในที่ทำงานด้วยซ้ำไป\r\n\r\nคาดว่าเทรนด์การทำงานจากที่บ้านนี้จะยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่าการเกิดโรคระบาดใหญ่จะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม ซึ่งคาดว่าจะมีพนักงาน 41% ทำงานจากที่บ้าน หรืออย่างน้อยก็ทำเป็นครั้งคราว เพิ่มขึ้นจาก 30% ก่อนที่จะเกิดโรคระบาด\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/office-life-post-covid19-ct/5427406.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1589946043.jpg"],
    [620,2481,"ควรห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนหรือไม่?","Tue, 2020-05-19 09:35","http://www.stkc.go.th/node/2481","สังคมศาสตร์",null,"โทรศัพท์มือถือได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสารของคนเรา แต่หลายคนยังไม่เห็นด้วยกับเรื่องที่ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นจะสามารถเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ต่อการศึกษาได้หรือไม่?\r\n\r\nการที่มีโทรศัพท์มือถือจะทำให้นักเรียนถูกรบกวนสมาธิในชั้นเรียน เด็ก ๆ อาจจะใช้โทรศัพท์ส่งข้อความในห้องเรียน บางคนอาจใช้โทรศัพท์ถ่ายรูปในการโกงข้อสอบ บางคนอาจจะเล่นเกม หรือดูวีดีโอ แทนที่จะตั้งใจเรียน\r\n\r\nเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ครูผู้สอน ตลอดจนผู้ปกครองต่างพยายามหาวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมดูแลการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียน\r\n\r\nที่รัฐออนตาริโอ ประเทศแคนาดา ห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือในระหว่างการเรียนการสอน แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับกิจกรรมในห้องเรียนต่าง ๆ รวมถึงในเรื่องของสุขภาพและเหตุฉุกเฉินอื่น ๆ ด้วย\r\n\r\nส่วนที่ประเทศฝรั่งเศส ได้ผ่านร่างกฎหมายในปีพ.ศ. 2561 ว่าด้วยการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในโรงเรียนสำหรับนักเรียนที่มีอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งเป็นอายุของนักเรียนระดับมัธยมปลาย\r\n\r\nเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Gavin Newsom ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ลงนามในกฎหมายฉบับใหม่ ที่ว่าทั้งโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนสามารถห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนในชั้นเรียนและในโรงเรียนได้ อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ไม่ได้ระบุว่าจะต้องห้ามนำโทรศัพท์เข้ามาในโรงเรียนโดยเด็ดขาด\r\n\r\nนอกจากนี้กฎหมายดังกล่าวยังกำหนดให้เขตการศึกษาต่าง ๆ โรงเรียนเอกชน และสำนักงานการศึกษา พัฒนานโยบายโทรศัพท์มือถือเพื่อป้องกันหรือจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนที่โรงเรียน แต่ก็มีข้อยกเว้นซึ่งรวมถึงเหตุฉุกเฉิน หรือหากมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของนักเรียน\r\n\r\nโรงเรียนมัธยมหนึ่งแห่งในเขต Silicon Valley ของรัฐแคลิฟอร์เนีย มีปัญหาร้ายแรงกับการที่นักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือ\r\n\r\nJoanne Sablich ครูสอนภาษาฝรั่งเศสที่โรงเรียนแห่งนี้ กล่าวว่า การที่นักเรียนที่ใช้โทรศัพท์ในชั้นเรียนเป็นปัญหาใหญ่ พวกครั้งมักจะคอยเช็คโทรศัพท์ ส่งข้อความ เข้าสื่อสังคมออนไลน์ จนทำให้เธอต้องคอยริบโทรศัพท์จากนักเรียนครั้งแล้วครั้งเล่า\r\n\r\nAdam Gelb รองอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียน กล่าวว่า นักเรียนบางคนใช้เวลาบนโทรศัพท์มากถึงวันละ 11 หรือ 12 ชั่วโมง ดังนั้น โรงเรียนจึงต้องหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีอื่นในการควบคุม\r\n\r\nอย่างเช่น โรงเรียนมัธยม San Mateo High School ที่กำหนดให้นักเรียนทุกคนจะต้องนำโทรศัพท์ของตนใส่ไว้ในกระเป๋าเล็ก ๆ ที่ล็อคด้วยแม่เหล็ก โดยกระเป๋านี้มีชื่อว่า Yondr Pouch พอเลิกเรียนนักเรียนก็จะปลดล็อคกระเป๋านี้ด้วยอุปกรณ์ปลดล็อค\r\n\r\nYondr Pouch ถูกนำมาใช้ตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั้งในสหรัฐฯ และที่ยุโรป โดยมีค่าใช้จ่ายราวปีละ 20,000 ดอลล่าร์ต่อหนึ่งโรงเรียน หรือ 12 ดอลล่าร์ต่อนักเรียนหนึ่งคน\r\n\r\nคุณครู Joanne Sablich บอกว่า เธอดีใจที่เห็นนักเรียนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ตั้งใจเรียนมากขึ้น แทนที่จะจ้องมองแต่ที่โทรศัพท์ของตัวเอง\r\n\r\nส่วนโรงเรียนอื่น ๆ อาจเลือกวิธีที่ง่ายกว่า เช่น การห้ามใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน หรือบางแห่งห้ามใช้โทรศัพท์ทั้งวันรวมถึงเวลาพักกลางวันด้วย\r\n\r\nเขตการศึกษา Saint Marys ในรัฐเพนซิลเวเนีย เลือกที่จะไม่ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่ง Brian Toth ผู้กำกับการเขตชนบทเล็ก ๆ แห่งนี้ บอกกับ VOA ว่า คุณครูแต่ละคนสามารถตัดสินใจได้ว่าจะจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือของนักเรียนหรือไม่ และเมื่อใด\r\n\r\nToth กล่าวว่า นักเรียนต่างเติบโตขึ้นมาพร้อม ๆ กับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของครูที่จะสอนให้พวกเขาสามารถใช้โทรศัพท์ให้เป็นเครื่องมือในห้องเรียนได้อย่างเหมาะสม และว่า ทางโรงเรียนยังสอนนักเรียนเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือ การใช้โทรศัพท์มือถือกับสื่อสังคมออนไลน์ ตลอดจนการใช้อินเทอร์เน็ตอีกด้วย\r\n\r\nเขากล่าวทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาสำหรับเด็ก ๆ ตราบใดที่เราสามารถสอนพวกเขาให้ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ได้อย่างมีความรับผิดชอบ และอย่ากลัวที่จะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในการช่วยนักเรียน\r\n\r\nCR. https://www.voathai.com/a/should-school-ban-mobile-phone/5286464.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1589855743.jpg"],
    [621,2480,"“อาหารช่วยปรับอารมณ์” นำเทรนด์อาหารแห่งปี 2020","Tue, 2020-05-19 09:33","http://www.stkc.go.th/node/2480","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ก่อนเข้าสู่ปี ค.ศ. 2020 หรือ พ.ศ. 2563 ใครที่อยากเริ่มต้นด้วยสิ่งใหม่ เรามีเทรนด์อาหารแห่งปีส่งตรงจากเตาร้อนๆ มาฝากกัน\r\n\r\nเจนนี เซคเลอร์ หัวหน้าฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของบริษัท Mintel และไมค์ คอสท์โย ผู้เชี่ยวชาญด้านเทรนด์จาก Datassential ร่วมกันฟันธงเทรนด์อาหารแห่งปี 2020 กัน\r\n\r\nโปรตีนจากพืชยังคงเป็นกระแสนิยมต่อเนื่องในปี 2020 โดยเซคเลอร์ บอกว่า ความนิยมในเมนูโปรตีนจากพืชจะไปไกลกว่ากลุ่มมังสวิรัติและคนกินเจแบบวีแกนสายเคร่ง เพราะผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มใส่ใจที่จะนำโปรตีนจากพืชมาใส่จานอาหารของตน ทั้งเพื่อประโยชน์ต่อร่างกายและความอยากรู้อยากลองเมนูใหม่ๆ โดยคาดว่าเมนูโปรตีนจากพืชจะกลายเป็นอาหารกระแสหลักมากขึ้นในปี 2020\r\n\r\nในอีกด้านหนึ่ง คอสท์โย จาก Datassential มองว่า ผู้บริโภคบางกลุ่มเริ่มตั้งคำถามถึงคุณประโยชน์ของเมนูบางชนิดที่ใช้โปรตีนทางเลือก อย่างแฮมเบอร์เกอร์เนื้อเทียม ว่ามีประโยชน์ทัดเทียมเบอร์เกอร์เนื้อจริงหรือไม่ แต่ในภาพรวมแล้วเมนูโปรตีนพืช รวมทั้งดอกกะหล่ำและกะหล่ำดาว จะยังอินอยู่ในศักราชใหม่นี้ได้ เห็นได้จากร้านอาหารมากมายทยอยเพิ่มเมนูที่เป็นมังสวิรัติมากขึ้น\r\n\r\nผู้บริโภคอยากรู้จักเส้นทางของอาหารที่ยั่งยืน เพราะ “อาหารที่ดีควรมีสตอรี่” โดยเฉพาะปัจจุบันที่นักกินห่วงใยสิ่งแวดล้อมและปัญหาการทารุณสัตว์มากขึ้น และจะเริ่มตั้งคำถามกลับมายังนักปรุงอาหารว่าส่วนผสมและวัตถุดิบแต่ละอย่างนั้นมีที่มาอย่างไรและเป็นเส้นทางอาหารที่ยั่งยืนหรือไม่\r\n\r\nหัวหน้าฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของบริษัท Mintel มองว่า ร้านอาหารและบริษัทต่างๆ ต้องใส่ใจที่จะให้รายละเอียดไปถึงคุณค่าของอาหารที่ลูกค้าจะช่วยพิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้แค่ไหน เพิ่มเติมจากคุณค่าทางโภชนาการที่จะได้รับ แต่ก็อย่าลืมสิ่งสำคัญ คือ รสชาติที่ดีและราคาที่เหมาะสม\r\n\r\nอาหารจากแอฟริกาใต้ วิ่งเข้าเส้นชัยเทรนด์อาหารปี 2020 โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเทรนด์จาก Datassential มองว่า เมนูที่มาจากแอฟริกาใต้ ครอบคลุมตั้งแต่ไวน์ เนื้อแดดเดียว ที่เรียกว่า biltong และเนื้อบาร์บีคิว ที่เรียกว่า braai จะเป็นเมนูแห่งปีใหม่ที่พูดถึงในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่โลกเปิดกว้างให้ได้รู้จักอาหารจากอีกซีกโลก และอาหารแอฟริกาใต้ก็เป็นอีกกระแสสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากรู้อยากลองอาหารต่างชาติที่ไม่ใช่ ซูชิ กิมจิ ที่คุ้นเคยอีกต่อไป\r\n\r\nอาหารช่วยปรับอารมณ์ ก็เป็นอีกกระแสนิยมในปี 2020 เช่นกัน เซคเลอร์ อธิบายว่า ผลิตภัณฑ์อาหารที่มุ่งเน้นสุขภาพสมองและภาวะอารมณ์จะได้รับความสนใจอย่างมาก ผู้คนมองหาเครื่องปรุงและส่วนผสม ที่ช่วยให้มีสมาธิมากขึ้น ช่วยปรับอารมณ์ และช่วยให้ผ่อนคลาย อย่างที่นักโภชนาการหลายท่าน เห็นว่า ขมิ้นและคาโมมายล์ จะช่วยลดความวิตกกังวลได้ ส่วนบลูเบอร์รีและช็อคโกแลต จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้น\r\n\r\nหัวหน้าฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มของบริษัท Mintel บอกอีกว่า ยิ่งในปี 2020 จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สุดเข้มข้น คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเรื่องให้มีความสงบและผ่อนคลายอารมณ์ออกมาขายทั่วบ้านทั่วเมือง แม้แต่สีแพนโทนแห่งปี 2020 ยังลดความร้อนแรงจากสี Coral เมื่อปี 2019 มาเป็น Classic Blue ที่สงบเยือกเย็นอย่างเห็นได้ชัด และจะเห็นสัญญาณในการดับความร้อนระอุทางอารมณ์ออกมาอีกมากมายในศักราชใหม่นี้\r\n\r\nเทรนด์ส่งอาหารทันใจจะมาแรงต่อเนื่อง ในมุมมองของ คอสท์โย อธิบายว่า ธุรกิจอาหารจะปรับเมนูอาหารที่ง่ายขึ้นและใช้วัตถุดิบที่เตรียมไว้ล่วงหน้ามากขึ้น จาก 2 ปัจจัยหลัก คือ เพื่อให้สอดรับกับจำนวนแรงงานที่ลดลงในอุตสาหกรรม จากปัญหาขาดแคลนแรงงานในธุรกิจร้านอาหาร และต้องทำอาหารที่รองรับกับการส่งอาหารถึงที่มากขึ้น\r\n\r\nข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด Technomic เมื่อปี 2018 เปิดเผยว่า ผู้บริโภคยอมจ่ายค่าส่งอาหาร 10,200 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 42% จากปี 2017 ดังนั้น เมนูอาหารที่ยังดูน่ากิน แม้จะต้องใช้เวลาส่งถึงบ้านประมาณ 30 นาที จะกลายเป็นเมนูที่อินเทรนด์ในปี 2020 อย่างแน่นอน\r\n\r\nส่งท้ายด้วย เทรนด์แห่งชา ที่ยังไม่ซาไปในปี 2020 เพราะคอสท์โย บอกว่า ร้านกาแฟต่างชูนวัตกรรมเครื่องดื่มชาที่มีจุดเด่นกันมากขึ้น ข้อมูลจาก Datassential บอกว่า ร้านกาแฟต่างๆจะเริ่มมีบาริสตาที่พร้อมจะบรรยายที่มาที่ไปและรสชาติของชา ซึ่งอาจจะเหมือนกับการสร้างประสบการณ์ในพิธีชงชาเขียวมัตฉะของญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้\r\n\r\nนอกจากนี้ บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านธุรกิจ Technomic ฟันธงเลยว่า Asian cheese tea หรือ ชาจากเอเชียที่ใส่ครีมชีสเข้าไป เช่นเดียวกับชาดอกอัญชันที่มีความซับซ้อนของสีสัน จะกลายเป็นเทรนด์ใหม่แห่งปี 2020 ด้วยเช่นกัน\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/food-trend-2020-12262019/5221540.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1589855621.jpg"],
    [622,2478,"ทาสแมวเครียด! นักวิทย์พบแมวติดโควิด-19 แพร่เชื้อให้ตัวอื่นได้ แม้ไม่แสดงอาการ","Fri, 2020-05-15 09:27","http://www.stkc.go.th/node/2478","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ผลการวิจัยในสหรัฐฯ ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 พบว่า แมวที่ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 สามารถแพร่เชื้อให้แมวตัวอื่นๆได้ แม้ไม่แสดงอาการ\r\n\r\nสมาคมสัตวแพทย์อเมริกัน (American Veterinary Medical Association) ออกแถลงการณ์ตอบโต้เมื่อวันพุธ กรณีการวิจัยล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารการแพทย์ New England Journal of Medicine ในวันเดียวกันที่ว่า ในการทดลองในห้องวิทยาศาสตร์ พบว่า แมวสามารถแพร่เชื้อโควิด-19 ให้แมวตัวอื่นได้ แม้ว่าพวกมันจะไม่แสดงอาการป่วยเลยก็ตาม แต่ทีมวิจัยนี้ บอกว่า ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมอีกว่าแมวที่ติดเชื้อสามารถแพร่ชื้อจากแมวไปสู่คนได้หรือไม่\r\n\r\nสิ่งที่ทีมวิจัยจาก University of Wisconsin ทดสอบ คือ นำเชื้อโควิด-19 จากมนุษย์ไปให้แมว 3 ตัว และจัดสรรพื้นที่ให้แมวอยู่ร่วมกับแมวที่ไม่มีเชื้อโควิด-19 ปรากฏว่าภายในเวลา 5 วัน แมวทั้ง 3 ตัวที่ปลอดเชื้อก็ติดเชื้อกันถ้วนหน้า ที่สำคัญแมวทั้งหมดที่ติดเชื้อ ไม่แสดงอาการป่วยใดๆเลย กล่าวคือ ไม่จาม ไม่ไอ ไม่มีไข้ และน้ำหนักไม่ลดลง\r\n\r\nทางสมาคมสัตวแพทย์อเมริกัน ระบุสั้นๆถึงการค้นพบนี้ว่า การค้นพบการแพร่เชื้อโควิด-19 ในห้องแลบ ไม่ได้หมายความว่าแมวจะแพร่เชื้อให้สัตว์อื่นได้ง่ายภายในสถานการณ์ทั่วไป\r\n\r\nด้านผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัส ปีเตอร์ ฮาล์ฟแมน จาก University of Wisconsin หัวหน้าทีมวิจัยชิ้นนี้บอกว่า ถ้าใครกังวลถึงความเสี่ยงเหล่านี้ก็ควรยึดหลักรักษาสุขอนามัยทั่วไป เช่น การล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสกับสัตว์เลี้ยง ไม่จูบสัตว์เลี้ยง และทำความสะอาดพื้นผิวที่สัตว์เลี้ยงสัมผัสให้ได้มากที่สุด เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ\r\n\r\nความกังวลว่าสัตว์เลี้ยงจะติดโควิด-19 เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานเมื่อเดือนก่อนว่า มีแมวบ้าน 2 ตัวติดโควิด-19 ในรัฐนิวยอร์ก ซึ่งตัวหนึ่งป่วยไม่รุนแรง ส่วนอีกตัวไม่แสดงอาการ ตามหลังกรณีที่พบเสือและสิงโตหลายตัวที่สวนสัตว์ในบรองซ์ติดโควิด-19 ขณะที่มุมมองของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐฯ หรือ CDC มองว่า ความเสี่ยงที่สัตว์เลี้ยงจะแพร่เชื้อโควิดให้มนุษย์อยู่ในระดับที่ต่ำมาก จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่มีในตอนนี้\r\n\r\nCr.  https://www.voathai.com/a/cats-with-no-symptoms-spread-coronavirus-in-lab-test-05142020/5420224.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1591014186.jpeg"],
    [623,2476,"หน้ากากสำหรับวิถีชีวิตใหม่ แต่ทำไมบางคนไม่อยากทำตาม?","Thu, 2020-05-14 09:37","http://www.stkc.go.th/node/2476","สังคมศาสตร์",null,"นายแอนดรูว์ คูโอโม ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กซึ่งเป็นรัฐที่มีผู้ป่วยโรคโควิด-19 มากที่สุดในสหรัฐกล่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ว่าการใส่หน้ากากเมื่อต้องออกไปพบปะผู้คนนอกจากจะสร้างความปลอดภัยให้กับตัวเองแล้วยังเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้อื่นด้วย แต่คำถามก็คือถึงจะมีคำแนะนำหรือมีข้อกำหนดในบางรัฐในบางพื้นที่ของสหรัฐให้สวมหน้ากากก็ตาม ทำไมคนอเมริกันบางส่วนจึงต่อต้านหรือไม่ยอมรับเรื่องนี้\r\n\r\nคุณสตีเวนส์ เทย์เลอร์ นักจิตวิทยาและผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาของการระบาดใหญ่อธิบายว่าบางคนคิดว่าข้อกำหนดเรื่องการใช้หน้ากากเป็นการละเมิดสิทธิพลเมืองและการต้องปฏิบัติตามคำสั่งก็เหมือนกับการสละเสรีภาพในการเลือกของตน คุณสตีเวนส์ชี้ว่าคนทั่วไปมักจะฝ่าผืนหรือต่อต้านถ้ามีข้อกำหนดให้ต้องทำตาม โดยคนกลุ่มนี้มักจะให้ค่ากับเสรีภาพที่จะทำได้ตามที่ใจต้องการมากกว่า\r\n\r\nขณะเดียวกัน ข้อแนะนำให้สวมหน้ากากเพื่อป้องกันการรับและการแพร่เชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ก็ค่อนข้างสับสน เพราะในเวลาเพียงแค่สามเดือนศูนย์ควบคุมโรคของสหรัฐได้เปลี่ยนท่าทีจากเดิมที่ไม่แนะนำให้ใช้หน้ากากมาเป็นการขอให้ใช้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำให้คนอเมริกันบางส่วนไม่เข้าใจหรือตามไม่ทัน ยิ่งกว่านั้นตัวอย่างหรือสัญญาณซึ่งคนอเมริกันได้เห็นจากผู้นำก็มีความสำคัญด้วยเพราะถึงแม้จะมีคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐบาลแต่ผู้นำทางการเมืองซึ่งผู้คนเห็นตัวอย่างจากภาพในข่าวอยู่ทุกวันกลับไม่ปฏิบัติตาม อย่างเช่นประธานาธิบดีทรัมป์เองไม่เคยสวมหน้ากากในเวลาที่ออกสื่อเลย และรองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ก็ถูกตำหนิหลังจากไปเยี่ยมคนไข้ที่โรงพยาบาลเมโยคลีนิคเมื่อไม่กี่วันมานี้โดยไม่สวมหน้ากากเช่นกัน\r\n\r\nนอกจากความเชื่อเรื่องสิทธิส่วนบุคคล การไม่ต้องการถูกจำกัดเสรีภาพในการเลือก หรือความสับสนจากข้อมูลแล้ว บางคนอาจเลือกไม่ใช้หน้ากากเพราะมีเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้หายใจไม่สะดวกเป็นต้น และการตัดสินใจจะใช้หน้ากากหรือไม่ถึงแม้จะรู้ว่าเรื่องนี้ดีมีประโยชน์นั้นอาจมีคำอธิบายอีกด้านหนึ่งจากพฤติกรรมลึกๆ ของมนุษย์นั่นเอง เนื่องจากบางคนอาจรู้สึกว่าการใส่หน้ากากเป็นการส่งสัญญาณว่าตัวเองนั้นอ่อนแอ เพราะโดยสัญชาตญาณแล้วสัตว์โลกบางชนิดมีวิธีเอาตัวรอดด้วยการปกปิดความกลัวและไม่แสดงเรื่องนี้ให้สัตว์อื่นซึ่งเป็นผู้ล่าได้เห็น ซึ่งคุณเดวิด อะบรามส์นักจิตวิทยาและผู้สอนวิชาพฤติกรรมสังคมที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์กอธิบายว่าคนเราอาจกลัวว่าการสวมหน้ากากจะเหมือนการส่งสัญญาณว่าเรากลัวการติดเชื้อ ดังนั้นเพื่อทดแทนกับปมดังกล่าวหลายคนจึงตัดสินใจไม่สวมหน้ากากเพียงเพราะอยากแสดงให้โลกเห็นว่าตนเองนั้นมีความแข็งแกร่งนั่นเอง\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/why-no-mask-ct/5409426.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1589423831.jpg"],
    [624,2472,"การศึกษาชี้ดวงอาทิตย์ที่”นิ่ง”กว่าดาวฤกษ์อื่นๆ ดีต่อชีวิตบนโลก","Wed, 2020-05-13 10:40","http://www.stkc.go.th/node/2472","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"การศึกษาชิ้นใหม่ชี้ว่าดวงอาทิตย์ของเราดูจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องความสว่างและความเข้มข้นของแสงน้อยกว่าดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายกัน\r\n\r\nนักวิจัยรายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจากการตรวจสอบดาวฤกษ์อื่นๆ 369 ดวง โดยเปรียบเทียบกับดวงอาทิตย์ในแง่ของอุณหภูมิพื้นผิว ขนาด และการหมุนรอบตัวเอง และพบว่าโดยเฉลี่ยแล้วดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ มีความแปรปรวนของความสว่างและความเข้มของแสงมากกว่าดวงอาทิตย์ของเราถึงห้าเท่า\r\n\r\nTimo Reinhold นักดาราศาสตร์จากสถาบัน Max Planck Institute for Solar System Research ในเยอรมนี หัวหน้าการเขียนรายงานฉบับนี้กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่าความแปรปรวนของความสว่างเป็นผลมาจากจุดดำบนพื้นผิวของดาวฤกษ์ และว่าการพบดาวฤกษ์ที่มีตัวแปรต่างๆ คล้ายกับดวงอาทิตย์ของเรามาก แต่มีความแปรปรวนมากกว่าถึงห้าเท่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจ\r\n\r\nดวงอาทิตย์ของเรานั้นประกอบด้วยแก๊สไฮโดรเจนและฮีเลียมเป็นส่วนใหญ่ และเป็นดาวฤกษ์ขนาดที่พบได้ทั่วไปซึ่งก่อตัวขึ้นเมื่อ 4,500 ล้านปีที่แล้ว มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ล้าน 4 แสนกิโลเมตร และมีอุณหภูมิพื้นผิวอยู่ที่ 5,500 องศาเซลเซียส\r\n\r\nนักวิจัยได้เปรียบเทียบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ กับบันทึกทางประวัติศาสตร์ของพฤติกรรมของดวงอาทิตย์ โดยรวบรวมข้อมูลการสังเกตการณ์จุดดำบนดวงอาทิตย์ประมาณ 400 ปี รวมทั้งข้อมูลการแปรผันขององค์ประกอบทางเคมีในวงปีของต้นไม้และการสะสมของน้ำแข็งที่เชื่อมโยงกับพฤติกรรมดวงอาทิตย์เป็นเวลา ประมาณ 9,000 ปี บันทึกเหล่านี้แสดงว่าดวงอาทิตย์ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ มากไปกว่าในปัจจุบันเลย\r\n\r\n\r\nการค้นพบว่าดวงอาทิตย์ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงมากเท่าดาวฤกษ์ที่คล้ายกันดวงอื่นๆ อาจจะเป็นข่าวดีสำหรับทุกชีวิตบนโลก เพราะดวงอาทิตย์ที่มีพลังมากเกินไปอาจส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อสภาพทางธรณีวิทยาและภูมิอากาศของโลก และจะเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขสำหรับสภาพชีวิตบนโลกใบนี้ได้ นอกจากนั้นการเหนี่ยวนำของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากจุดดำที่เพิ่มบนดวงอาทิตย์จะส่งผลกระทบต่อโลก และอาจทำให้เกิดปัญหาต่อดาวเทียมและอุปกรณ์สื่อสารอื่นๆ บนโลกได้ด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ขณะนี้ดวงอาทิตย์อาจอยู่ในช่วงเวลาที่เงียบสงบ และอาจมีความแปรปรวนมากกว่าเดิมได้ในอนาคต แต่นักวิจัยกล่าวว่าการทำนายพฤติกรรมของดวงอาทิตย์ในช่วง 11 ปีข้างหน้านี้บ่งชี้ว่าจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในอนาคตอันใกล้ค่อนข้างแน่ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าการอยู่กับดวงอาทิตย์ที่ค่อนข้างน่าเบื่อคงไม่ใช่ทางเลือกที่แย่ที่สุดสำหรับมนุษย์แต่อย่างใด\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/less-active-sun-ct/5417611.html\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1589341227.jpg"],
    [625,2469,"'โคโรนาไวรัส' จะเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมอย่างถาวรได้หรือไม่?","Tue, 2020-05-12 08:37","http://www.stkc.go.th/node/2469","สังคมศาสตร์",null,"วิกฤตโคโรนาไวรัสส่งผลให้ระดับมลพิษทั่วโลกลดลงอย่างมาก กลุ่มนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างรู้สึกยินดีกับการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนเตือนว่า ระดับมลพิษมีแนวโน้มที่จะกลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนก่อนที่จะเกิดวิกฤติ เมื่อสถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ\r\n\r\nหลังจากรัฐบาลประเทศต่าง ๆ ใช้มาตรการล็อคดาวน์และมีนโยบายให้ประชาชนกักตัวเองอยู่ที่บ้าน ดูเหมือนท้องฟ้าตามเมืองต่าง ๆ แจ่มใสขึ้นกว่าเดิม ตั้งแต่นครนิวยอร์กไปจนถึงกรุงปารีส และกรุงปักกิ่ง\r\n\r\n\r\n\r\nข้อมูลดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าระดับไนโตรเจนไดออกไซด์ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ ลดลงประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ในหลายพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับเมื่อห้าปีก่อน\r\n\r\nMichelle Manion นักเศรษฐศาสตร์ที่สถาบัน World Resources Institute ในสหรัฐฯ ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงไม่กี่วันมานี้ สภาพอากาศที่นครบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ แจ่มใสมากจนเธอสามารถอ่านตัวอักษรที่อยู่ทางด้านบนของอาคาร Prudential ซึ่งเป็นตึกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของเมืองนี้ ซึ่งเธอไม่เคยมองเห็นตัวอักษรเหล่านั้นมาก่อนเลย\r\n\r\nCharlie Baker ผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ เริ่มสั่งปิดโรงเรียนและธุรกิจกิจต่าง ๆ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม ตั้งแต่นั้นมาการจราจรบนท้องถนนในพื้นที่ลดลงราว 66% การที่ผู้คนไม่เดินทางไปไหนมาไหน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย\r\n\r\nปริมาณการจราจรบนท้องถนนและการเดินทางทางอากาศที่ลดลงอย่างมาก ทำให้ความต้องการน้ำมันทั่วโลกลดลงอย่างมากด้วย โดยที่ผ่านมา สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ใช้น้ำมันมากกว่าประเทศอื่น ๆ แต่ปริมาณความต้องการน้ำมันของสหรัฐฯ ลดลงต่ำกว่าอัตราเฉลี่ยในเดือนมกราคมถึงกลางเดือนมีนาคมถึง 31% ตามรายงานของสำนักงานข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ\r\n\r\nCarbon Brief เว็บไซต์การวิจัยสภาพอากาศของประเทศอังกฤษ คาดการณ์ว่าการลดลงของการผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลเช่นถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ อาจช่วยลดการปล่อยมลพิษลง 5.5% ในปีนี้ ซึ่งนับว่าลดลงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา และลดมากกว่าในช่วงเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ระหว่างปีพ.ศ. 2551-2552 ถึงสี่เท่า\r\n\r\nแต่ผู้เชี่ยวชาญบางคนกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นนี้ไม่น่าจะอยู่ได้นาน\r\n\r\nMichael Gerrard ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมาย Saban Center for Climate Change Law ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในนครนิวยอร์ค คาดการณ์ว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเมื่อวิกฤตโคโรนาไวรัสสิ้นสุดลง\r\n\r\n\r\n\r\nภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าระดับมลพิษทางอากาศในประเทศจีนสูงขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ หลังจากที่บางอุตสาหกรรมเริ่มเปิดกิจการหลังจากการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ได้ชะลอตัวลง\r\n\r\nนอกจากนี้แล้ว วิกฤตโคโรนาไวรัสยังส่งผลกระทบต่อบริษัทพลังงานทดแทนอีกด้วย BloombergNEF (BNEF) องค์กรการวิจัยด้านพลังงานได้ปรับลดประมาณการณ์ด้านการขยายตัวของพลังงานลมทั่วโลกในปี พ.ศ. 2563 ลง 12% และพลังงานแสงอาทิตย์ถูกปรับลดลง 8%\r\n\r\nการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนก็มีน้อยลง และยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าลดลง 40% เมื่อเทียบกับเมื่อปีที่แล้ว\r\n\r\nประมาณการณ์ของ BloombergNEF เกี่ยวกับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนแสดงให้เห็นว่า โลกของเรายังไม่บรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำหนดภายใต้ข้อตกลงกรุงปารีสตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ปี พ.ศ. 2558 ว่าด้วยการควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้นไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส\r\n\r\nLogan Goldie-Scot หัวหน้าฝ่ายพลังงานสะอาดของ BNEF กล่าวกับ VOA ว่า ยิ่งความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากโคโรนาไวรัสมีมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นการยากสำหรับโลกของเราที่จะบรรลุเป้าหมายของสหประชาชาติมากขึ้นเท่านั้น\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/coronavirus-environment/5413758.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1589247459.jpg"],
    [626,2461,"เคล็ดลับการกระตุ้นเด็กๆ อย่างมีประสิทธิภาพในช่วงการเกิดโรคระบาดใหญ่","Fri, 2020-05-08 09:49","http://www.stkc.go.th/node/2461","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"(CNN) ตามปกติแล้วผู้ปกครองจะคอยช่วยลูกๆ ทำการบ้านอยู่เสมอเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กๆ ทำงานของตนเสร็จเรียบร้อย แต่การที่ครอบครัวต้องใช้เวลาร่วมกันยาวนานขึ้นในช่วงวิกฤติปัจจุบันทำให้มีปัญหาท้าทายใหม่ๆ เกิดขึ้น\r\n\r\nหลังจากที่เกิดภัยพิบัติเช่นพายุเฮอริเคน หรือไฟไหม้ ทำให้ทราบว่าการสร้างแบบแผนเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสม่ำเสมอ และการรักษาระเบียบสำหรับทั้งผู้ปกครองและเด็กๆ ซึ่งรวมไปถึงการสร้างตารางเวลา การพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางต่างๆ อย่างชัดเจน อย่างเช่นเวลาในการใช้หน้าจอของลูกๆ\r\nแต่พ่อแม่จะมีวิธีอย่างไรที่จะให้ลูกๆ ปฏิบัติตามตารางเวลานั้น และทำงานของตนให้เสร็จเรียบร้อยโดยที่ไม่มีปากมีเสียง ไม่ระเบิดอารมณ์ และไม่มีอาการโมโห\r\n\r\nWendy Grolnick นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงดูบุตรที่ทำงานร่วมกับผู้ปกครองในสถานการณ์ภัยพิบัติ ได้ศึกษาวิธีการที่ผู้ปกครองสามารถช่วยเด็กในการสร้างแรงจูงใจให้ตนเองและลดความขัดแย้งในครอบครัว และได้แนะนำกลยุทธ์บางอย่างเพื่อให้ทุกอย่างในบ้านราบรื่นขึ้นในช่วงวิกฤตโคโรนาไวรัสไว้ดังนี้\r\n\r\nให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการกำหนดตารางเวลา เมื่อได้มีส่วนร่วมในการสร้างแนวทางและร่วมกำหนดเวลา พวกเขาจะเชื่อว่าแนวทางเหล่านั้นมีความสำคัญ พร้อมทั้งยอมรับ และปฏิบัติตาม\r\n\r\nการที่จะให้ลูกๆ ได้มีส่วนร่วมนั้น พ่อแม่ควรจะจัดประชุมครอบครัว และพูดคุยเรื่องกำหนดเวลาและให้เด็กๆ ช่วยกันลงความเห็นว่าทุกคนควรจะลุกจากเตียงและเปลี่ยนเสื้อผ้าเวลาไหน ควรจะหยุดพักจากการทำการบ้านเวลาไหน และแต่ละคนควรจะอยู่ตรงไหนในช่วงเวลาที่เรียนหนังสือ\r\n\r\nอย่างไรก็ดี ทุกคนในบ้านอาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้นพ่อแม่ก็จะต้องต่อรองกับลูกๆ เพื่อที่จะได้นำความคิดเห็นของลูกๆ บางคนมาใช้ การแก้ปัญหาความขัดแย้งเป็นทักษะที่สำคัญที่เด็กๆ ควรจะเรียนรู้ และพวกเขาจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดจากพ่อแม่ของตน\r\n\r\nอนุญาตให้เด็กๆ มีทางเลือก แน่นอนว่าเด็กๆ จะต้องทำการบ้านและงานบ้านให้เสร็จ แต่การมีทางเลือกบางอย่างเกี่ยวกับวิธีการทำงานให้สำเร็จนั้นช่วยให้เด็กรู้สึกกดดันน้อยลงและไม่รู้สึกว่าถูกบีบบังคับซึ่งจะเป็นการทำลายแรงจูงใจของพวกเขา โดยพ่อแม่อาจจะนำเสนองานบ้านรอบๆ บ้านแล้วให้ลูกเลือกว่าต้องการทำอะไร นอกจากนี้ควรให้ลูกเลือกเวลาหรือวิธีการทำงานให้เสร็จ เช่นอยากจะล้างจานก่อนหรือหลังดูโทรทัศน์ และควรให้ลูกเลือกกิจกรรมสนุกๆ ที่ต้องการจะทำในตอนเย็น หรือในช่วงที่หยุดพักจากการเรียนหนังสือด้วย\r\n\r\nรับฟังและให้ความเห็นอกเห็นใจ เด็กๆ จะเปิดกว้างมากขึ้นในการรับฟังในสิ่งที่ตนต้องทำหากรู้สึกว่าพ่อแม่เข้าใจในมุมมองของตน เช่นเข้าใจว่าการที่ต้องอยู่บ้านไม่ใช่เรื่องสนุก และเข้าใจว่าลูกคิดถึงเพื่อนๆ แม้ว่าในบางครั้งพ่อแม่จะไม่เห็นด้วยกับมุมมองของลูก แต่หากแสดงความเข้าอกเข้าใจก็จะได้รับความร่วมมือจากลูกๆ เพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันก็เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกด้วย\r\n\r\nให้เหตุผลสำหรับกฎต่างๆ หากผู้ปกครองให้เหตุผลว่าเหตุใดจึงต้องขอให้ลูกทำงานบางอย่าง เด็กๆ ก็จะสามารถเข้าใจได้ดีขึ้น อย่างเช่นการบอกลูกๆ ว่า สาเหตุที่ต้องแบ่งงานบ้านให้ทุกคนในครอบครัว เพราะจะทำให้ทุกคนมีเวลาสำหรับกิจกรรมสนุกๆ หลังอาหารเย็นกันมากขึ้น\r\n\r\nแก้ไขปัญหาร่วมกัน เมื่อทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ อาจมีอาการหงุดหงิด จุกจิกจู้จี้ และมีเสียงตะโกนโหวกเหวกบ้าง ผู้ปกครองอาจลองการแก้ปัญหาร่วมกับลูกๆ โดยการใช้คำพูดแสดงความเห็นอกเห็นใจ หาสาเหตุของปัญหาพร้อมทั้งหาวิธีแก้ไข\r\n\r\nทั้งนี้ ข้อปฏิบัติเหล่านี้จะสามารถช่วยให้เด็กรู้จักพฤติกรรมของตัวเองมากขึ้น และให้ความร่วมมือมากขึ้น\r\n\r\nอย่างไรก็ตามกลยุทธ์เหล่านี้ต้องอาศัยเวลาและความอดทน ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจทำได้ยากในช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดเช่นนี้ การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่าพ่อแม่มีแนวโน้มว่าจะเสียงดัง เรียกร้องและข่มขู่เมื่อพวกเขาเวลามีจำกัด มักจะเครียดหรือรู้สึกกังวลว่าลูกๆ จะทำตัวอย่างไร\r\n\r\nดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ปกครองควรหาเวลาในการดูแลและฟื้นฟูตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเดินเล่น การออกกำลังกาย นั่งสมาธิ หรือเขียนสมุดบันทึก\r\n\r\nการเกิดโรคระบาดใหญ่หรือภัยพิบัติอื่นๆ ทำให้เกิดปัญหาท้าทายสำหรับผู้ปกครอง แต่การใช้กลยุทธ์การสร้างแรงบันดาลใจจะช่วยให้พ่อแม่สามารถจัดสภาพแวดล้อมที่สงบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่ลูกอีกด้วย\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/motivate-kids-during-pandamic/5405109.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1588906183.jpg"],
    [627,2459,"‘แอปเปิล’ พัฒนาระบบปลดล็อคใบหน้าแม้ใส่มาส์ก","Thu, 2020-05-07 08:28","http://www.stkc.go.th/node/2459","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"แอปเปิล (Apple) เตรียมระบบปลดล็อคด้วยใบหน้า หรือ FaceID ได้ แม้จะสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่ก็ตาม ช่วงการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้หลายพื้นที่ทั่วโลก ต้องแนะนำให้ประชาชนสวมใส่หน้ากากเพื่อป้องกันการติดเชื้อ\r\n\r\nทางแอปเปิล เปิดเผยว่า ภายใต้ระบบปฏิบัติการ iOS 13.5 รุ่นเบต้า จะมีการพัฒนาระบบ FaceID ให้สามารถปลดล็อคด้วยใบหน้าได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องถอดหน้ากากออกเหมือนแต่ก่อน โดยระบบจะรู้ว่าผู้ใช้สวมหน้ากากอยู่ และจะขึ้นคำสั่งให้ปลดล็อคด้วยรหัสแทนที่จะพยายามค้นหาใบหน้า\r\n\r\nนอกจากจะปรับปรุงระบบการปลดล็อคใบหน้าในระหว่างสวมหน้ากากแล้ว ในระบบปฏิบัติการ iOS 13.5 จะเพิ่มแอพพลิเคชันในการติดตามเส้นทางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เป็นความร่วมมือระหว่างแอปเปิลและกูเกิล ซึ่งสามารถแจ้งเตือนผู้คนให้ทราบว่าพวกเขาอาจเข้าใกล้ผู้ที่อาจติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้ โดยไม่ต้องเข้าถึงแอพพลิเคชั่นใดๆ และใช้ได้ทั้งระบบ iOS และแอนดรอยด์ ที่คาดว่าจะเริ่มใช้ได้ช่วงเดือนพฤษภาคมนี้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1588814886.jpg"],
    [628,2457,"ฮ่องกงผลิตสเปรย์ฆ่าเชื้อ โควิด-19 ป้องกันยาวนาน 90 วัน","Tue, 2020-05-05 08:44","http://www.stkc.go.th/node/2457","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ฮ่องกงจดสิทธิบัตรและเริ่มต้นผลิตสเปรย์ฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งรวมถึงโควิด-19 และสามารถป้องกันและฆ่าเชื้อโรคได้ยาวนานถึง 90 วัน ตามรายงานของ Deutsche Welle และ Sky News\r\n\r\nสเปรย์ชนิดนี้ ชื่อว่า MAP-1 พัฒนาโดยมหาวิทยาลัย Hong Kong University of Science and Technology และเข้าจดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว โดยผู้พัฒนาระบุว่า สเปรย์ฆ่าเชื้อโรคนี้จะฆ่าเชื้อบนพื้นผิวที่ฉีดพ่นได้นานถึง 90 วัน และป้องกันแบคทีเรียและไวรัส ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์ที่เป็นต้นตอของโควิด-19 ด้วย ที่สำคัญสเปรย์ดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อผู้ใช้และจะอยู่บนพื้นผิวที่ฉีดพ่น แม้จะผ่านการสัมผัสบ่อยครั้ง เช่น ปุ่มกดลิฟต์ ราวบันได หรือตามราวจับของระบบขนส่งมวลชน\r\n\r\nอาจารย์โจเซฟ ควอน (Joseph Kwan) หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยสเปรย์ตัวนี้ บอกว่า พื้นที่ต่างๆที่ได้รับการสัมผัสบ่อยๆ เป็นตัวกลางในแพร่เชื้อโรคต่างๆ และการฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อตัวนี้จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้ดี\r\n\r\nทีมวิจัยใช้เวลากว่า 10 ปีในการพัฒนาสเปรย์ MAP-1 ที่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นได้ โดยสเปรย์จะมีละอองนาโนแคปซูลที่ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อ ซึ่งแตกต่างจากสเปรย์ฆ่าเชื้อทั่วไปที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และน้ำยาซักฟอกต่างๆ นอกจากนี้ ตัวสเปรย์ยังมีสารเคลือบผิวชนิดพิเศษที่อ่อนไหวต่อความร้อน และจะปล่อยสารฆ่าเชื้อเมื่อมีความร้อนจากการสัมผัสของมนุษย์ และจะปิดระบบฆ่าเชื้อเองหากไม่ถูกสัมผัสเพื่อรักษาปริมาณน้ำยาฆ่าเชื้อได้ด้วยตัวมันเอง\r\n\r\nทางทีมวิจัยระบุว่า สารเคลือบพื้นผิวชนิดนี้ได้รับอนุญาตจากทางการฮ่องกงให้ผลิตเชิงพาณิชย์ได้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะนำมาวางขายอย่างเป็นทางการ ช่วงเดือนพฤษภาคมปีนี้ สนนราคา 31 ดอลลาร์ หรือราว 1,000 บาท สำหรับปริมาณ 60 มิลลิลิตร และ 87 ดอลลาร์ หรือราว 2,800 บาท สำหรับสเปรย์ขนาด 200 มิลลิลิตร แต่ถ้าเป็นการฉีดพ่นฆ่าเชื้อในสถานที่ขนาดใหญ่อย่างโรงเรียน ใช้ต้นทุนประมาณ 2,500-6,000 ดอลลาร์ หรือราว 81,000-195,000 บาททีเดียว\r\n\r\nโดยระหว่างนี้องค์กรการกุศลท้องถิ่นของฮ่องกง ได้นำสเปรย์ MAP-1 ไปฉีดพ้นตามบ้านเรือนของคนรายได้น้อยในฮ่องกงกว่าพันครอบครัว รวมทั้งนำไปใช้ฆ่าเชื้อโรคตามห้างสรรพสินค้า โรงเรียน และศูนย์กีฬาในฮ่องกงแล้ว\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/hong-kong-disinfectant-spray-04302020/5399566.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1588643041.jpg"],
    [629,2450,"ใส่หน้ากากอนามัยขณะออกกำลังกายมีข้อดี-ข้อเสีย อย่างไร?","Fri, 2020-05-01 10:37","http://www.stkc.go.th/node/2450","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ในสถานการณ์โควิด-19 ขณะนี้ ถ้ามีคำถามว่าการออกกำลังกายกลางแจ้งเป็นเรื่องที่ควรทำหรือไม่? และถ้าทำควรจะสวมหน้ากากหรือไม่? คำตอบนั้นก็คงจะแตกต่างกันไปจากการที่ความรู้และความเข้าใจเรื่องการหายใจอย่างหนักระหว่างการออกกำลังกายกับการแพร่เชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ยังมีค่อนข้างจำกัด\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ได้เสนอรายงานว่า ขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่าการออกกำลังกายกลางแจ้ง ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีหน้ากากก็ตาม เป็นเรื่องที่ปลอดภัย\r\n\r\nโดยอาจารย์เบนจามิน คาวลิง ผู้สอนวิชาระบาดวิทยาและชีวสถิติที่ University of Hong Kong ผู้ศึกษาเรื่องนี้ บอกว่า การวิ่งนั้นดีต่อสุขภาพของเรา และโอกาสการแพร่หรือติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ระหว่างการวิ่งก็มีค่อนข้างน้อย ทั้งสำหรับคนวิ่งเองและสำหรับคนอื่นที่เราวิ่งผ่าน\r\n\r\nแต่สำหรับผู้ที่สบายใจจะสวมใส่หน้ากากระหว่างการวิ่งหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งนั้น ความหนาและวัสดุที่ใช้สำหรับหน้ากากย่อมมีผลต่อความสะดวกของการหายใจอย่างแน่นอน\r\n\r\nนายแพทย์ลูวิส ฟิลิปเป้ บูเลต ศาสตราจารย์ด้านโรคปอดและหัวใจของมหาวิทยาลัยลาวาว ในนครควีเบคของแคนาดา ก็ชี้ว่า หน้ากากอาจจะสะสมความชื้นจากเหงื่อทำให้หายใจได้ยากขึ้น นอกจากนั้นหน้ากากที่ชื้นมักจะเสียประสิทธิภาพของการป้องกันเชื้อโรคได้\r\n\r\nนายแพทย์แกรนท์ ลิปแมน แพทย์ประจำห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ก็เสริมว่า หน้ากากที่ชื้นและเก็บกักลมหายใจออกของเราจะทำให้เหงื่อสะสมตัวที่บริเวณส่วนล่างของหน้า และไปกระตุ้นการสร้างสารคัดหลั่งในโพรงจมูกได้ นอกจากนั้น สำหรับคนที่สวมแว่น หน้ากากที่สวมอย่างไม่กระชับอาจทำให้เกิดฝ้าที่เลนส์ และสร้างความรำคาญขึ้นได้ด้วย\r\n\r\nยิ่งกว่านั้นคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจก็คือ ถ้าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของหัวใจหรือระบบหายใจ หน้ากากจะลดปริมาณอากาศที่เข้าสู่ปอดทำให้ระดับออกซิเจนในโลหิตของเราลดลง เป็นผลให้อัตราการเผาผลาญและเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคลสเป็นพลังงานต่ำลงซึ่งก็จะทำให้เราเหนื่อยง่ายขึ้นได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ทุกข้อเสียย่อมมีข้อดีอยู่บ้าง เพราะคุณเกรสัน วิคแฮม นักกายภาพบำบัดและครูฝึกด้านการออกกำลังกาย บอกว่า คนที่ใส่หน้ากากขณะที่ออกกำลังกายควรหมั่นตรวจสอบสภาพตัวเองว่ามีอาการวิ่งเวียน รู้สึกชา หรือหายใจไม่ออกหรือไม่ และปรับให้เหมาะสม\r\n\r\nส่วนข่าวดีก็คือ ถ้าร่างกายของเราคุ้นเคยกับการออกกำลังกายด้วยการสวมหน้ากากแล้วเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นและไม่จำเป็นต้องใช้หน้ากากอีกต่อไป ตอนนั้นเราก็จะมีพร้อมและสามารถทำได้ดีกว่าคนอื่นนั่นเอง\r\n\r\nที่มา https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/1462-3-face-shiel","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1588304232.jpg"],
    [630,2448,"“หลอดจากแป้งข้าวโพด” ทางเลือกใหม่ของสายรักษ์โลก","Thu, 2020-04-30 09:30","http://www.stkc.go.th/node/2448","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ข้อมูลจาก Conservation International ประเมินว่าพลาสติกราว 8 ล้านตันจะเข้าสู่แหล่งน้ำในทุกๆปี และต้องใช้เวลาถึง 500 ปีกว่าจะย่อยสลายไปได้ ล่าสุด ผู้ประกอบการที่มีแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมหันมาพัฒนาหลอดที่ทำจากวัสดุธรรมชาติที่ทนทานและราคาถูกกว่าหลอดกระดาษที่นำมาใช้ทดแทนหลอดพลาสติกในปัจจุบัน\r\n\r\nแคเมรอน รอสส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท เซลีส ไบโดโพรดักส์ นำหลอดที่มีส่วนผสมจากโพลีแลคติก แอสิด จากแป้งข้าวโพด ซึ่งดูด้วยตาอาจไม่ต่างจากหลอดพลาสติกทั่วไป\r\n\r\nปัจจุบัน ร้านกาแฟและร้านอาหารเลือกใช้บรรจุภัณฑ์และหลอดกระดาษมากขึ้น ทว่า ความรักษ์โลกตามมาด้วยราคาแสนแพง จากที่ราคาของหลอดกระดาษนั้นสูงถึง 8 เท่าเมื่อเทียบกับหลอดพลาสติกทั่วไป แต่ผู้ผลิตหลอดจากแป้งข้าวโพด บอกว่า จุดเด่นของหลอดพลาสติกชีวภาพของเขามีราคาถูกกว่า 1 เซนต์ หรือประมาณ 30 สตางค์ต่อหลอดเท่านั้น และยังไม่เปื่อยยุ่ยเพื่อสัมผัสกับของเหลวเหมือนกับหลอดกระดาษทั่วไปด้วย\r\n\r\nแคเมรอนได้แรงบันดาลใจมาจากการไปเดินป่าในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย เพราะในทริปนั้นแทนที่เขาจะได้ชื่นชมธรรมชาติ กลับต้องมานั่งเก็บขยะที่เกลื่อนกลาดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติไปเสียได้ เขาจึงใช้ความรู้ที่มีมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายตามธรรมชาติเพื่อช่วยแก้ปัญหาขยะเหล่านี้ได้ไม่มากก็น้อย\r\n\r\nCr.  https://www.voathai.com/a/biodegradable-straw-from-cornstrach-03062020/5319058.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1588213800.jpg"],
    [631,2447,"กาแฟจะดีต่อสุขภาพแค่ไหนขึ้นกับวิธีทำ !!!","Wed, 2020-04-29 09:41","http://www.stkc.go.th/node/2447","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ผลการศึกษาในนอรเวย์ที่ทำกับชายและหญิงที่มีสุขภาพดีอายุระหว่าง 20-79 ปีจำนวนกว่าห้าแสนคนเป็นเวลา 20 ปีพบว่ากาแฟเป็นผลดีต่อสุขภาพแต่มีข้อแม้ว่ากาแฟนั้นควรต้องผ่านการเตรียมด้วยการใช้กระดาษกรองหรือ filter ไม่ใช่ด้วยวิธีใช้แรงกดอัดหรือที่เรียกว่า French press\r\n\r\nนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Gothenburg ของสวีเดนพบว่ากาแฟที่ทำโดยไม่ผ่านการกรองหรือใช้กระดาษแผ่นกรองจะมีสารตกค้างบางอย่างที่เป็นผลให้สารไตกรีเซอร์ไรและโคเรสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น แต่ในทางกลับกันกระดาษแผ่นกรองที่ใช้เพื่อเตรียมกาแฟจะช่วยขจัดสารอันตรายนี้ออกไปได้ และช่วยป้องกันโรคหัวใจรวมทั้งลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรลงด้วย\r\n\r\nผลการศึกษาให้ตัวเลขว่ากาแฟที่ทำด้วยการปล่อยน้ำร้อนให้ไหลผ่านผงกาแฟในกระดาษกรองซึ่งช่วยขจัดสารเคมีตกค้างนั้นจะลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตจากสาเหตุต่างๆ ลงได้เฉลี่ย 15% โดยเฉพาะผู้ที่ดื่มกาแฟวันละหนึ่งถึงสี่แก้วจะมีโอกาสมีชีวิตยืนยาวมากกว่าด้วย\r\n\r\nนอกจากประโยชน์ต่อหัวใจและสุขภาพโดยรวมแล้ว สมาคมโรคหัวใจอเมริกันยังพบด้วยว่ากาแฟช่วยสร้างสมาธิ ทำให้อารมณ์ดีและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ส่วนผลการศึกษาอื่นๆ ก็เสริมว่ากาแฟช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพอื่นๆ ได้ เช่น มะเร็งผิวหนัง โรคเยื่อหุ้มปลายประสาทแข็งตัว เบาหวานประเภทสอง มะเร็งต่อมลูกหมาก รวมทั้งโรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/coffee-brew-longevity-ct/5396836.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1588128114.jpg"],
    [632,2444,"นอนหลับเพียงพอช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้จริงหรือ?","Tue, 2020-04-28 09:47","http://www.stkc.go.th/node/2444","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาครั้งใหม่แสดงให้เห็นว่าคนวัยผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี ซึ่งได้รับการนอนหลับพักผ่อนอย่างน้อยคืนละแปดชั่วโมง อาจมีโอกาสน้อยกว่าที่จะได้รับบาดเจ็บจากการออกกำลังกายทั่วๆ ไป\r\n\r\nการศึกษานี้ใช้ข้อมูลจากทหารสหรัฐฯ กว่า 7,500 นายในกองกำลังปฏิบัติการพิเศษของกองทัพบก ผู้ที่เข้าร่วมในการศึกษาเป็นผู้ชายประมาณ 95%\r\n\r\nนักวิจัยพบว่าทหารที่นอนหลับคืนละไม่เกิน 4-5 ชั่วโมงนั้นมีรายงานการบาดเจ็บที่กระดูกหรือกล้ามเนื้อเมื่อปีที่แล้วมากกว่าคนที่นอนหลับแปดชั่วโมงหรือนานกว่านั้นถึงสองเท่า\r\n\r\nTyson Grier เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของกองทัพสหรัฐฯ ในรัฐแมรี่แลนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเขียนรายงานการศึกษาฉบับนี้ กล่าวว่าการได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสมรรถภาพทางกายในหมู่คนที่แอคทีฟ หรือคนที่เคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ แต่ยังอาจช่วยการป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูกอีกด้วย\r\n\r\nในระหว่างการศึกษาตลอดทั้งปี นายทหารมากกว่าครึ่งกล่าวว่าพวกเขาได้รับบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อและกระดูกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง\r\n\r\nราว 63% รายงานว่าได้นอนหลับคืนละ 6-7 ชั่วโมง 10% รายงานว่านอนคืนละไม่เกินสี่ชั่วโมง มีเพียง 16% เท่านั้นที่ได้นอน 8 ชั่วโมงขึ้นไป\r\n\r\nเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ได้นอนหลับคืนละ 8 ชั่วโมงขึ้นไปแล้ว ทหารที่นอนหลับ 7 ชั่วโมงมีแนวโน้มที่จะได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อและกระดูกมากกว่าถึง 24%\r\n\r\nกล่าวคือความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเวลานอนหลับลดลง โดยการนอนหลับ 6 ชั่วโมง เพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ 53% และหากนอนหลับเพียง 5 ชั่วโมงความเสี่ยงของการบาดเจ็บนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัว\r\n\r\nนักวิจัยกล่าวว่าในกองทัพบกนั้น สองในสามของการบาดเจ็บล้วนมาจากการใช้กล้ามเนื้อและกระดูกมากเกินไป ส่วนใหญ่เกิดจากการออกกำลังกายหรือการทำกิจกรรมซ้ำๆ\r\n\r\nราว 42% ของทหารในกองทัพรายงานว่าตนนอนหลับโดยเฉลี่ยห้าชั่วโมงหรือน้อยกว่าในแต่ละคืน ซึ่งในการศึกษาได้ระบุไว้ว่าการให้ทหารได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ อาจเป็นวิธีช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้\r\n\r\nข้อจำกัดประการหนึ่งของการศึกษาวิจัยนี้คือ นักวิจัยมีเพียงข้อมูลที่ระบุว่าทหารแต่ละนายนอนหลับคืนละกี่ชั่วโมง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อดูว่าการเพิ่มเวลานอนหลับจะสามารถช่วยลดการบาดเจ็บได้จริงหรือไม่\r\n\r\nนายแพทย์ Hohui Wang จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานฟรานซิสโก ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษานี้กล่าวว่าการนอนน้อยเกินไปทำให้สมาธิและพลังจิตลดลง ซึ่งสามารถนำไปสู่การบาดเจ็บต่างๆ ได้\r\n\r\nนายแพทย์ Wang กล่าวเสริมว่าการนอนไม่พอทำให้เซลล์ในหลายๆ อวัยวะเกิดการเสียหาย และการนอนหลับให้นานเป็นพิเศษอาจช่วยให้ซ่อมแซมเซลล์นี้ได้ตามกาลเวลา\r\n\r\nร้อยโท Jeffrey Osgood แห่งสถาบันวิจัย Walter Reed Army Institute of Research ในรัฐแมรี่แลนด์ กล่าวว่าคนส่วนใหญ่จะมีสุขภาพดีและปฏิบัติหน้าที่ได้ดีที่สุดด้วยการนอนหลับคืนละ 7-9 ชั่วโมง\r\n\r\nเขาได้แนะนำวิธีที่จะทำให้นอนหลับได้นานขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้นไว้ดังนี้\r\n\r\nพยายามหลีกเลี่ยงคาเฟอีน นิโคติน ก่อนการนอนหลับ\r\nออกกำลังกายในช่วงเวลาที่จะนำไปสู่การนอนหลับ\r\n\r\nหลีกเลี่ยงการใช้แอลกอฮอล์เป็นเครื่องช่วยการนอนหลับ\r\n\r\nอย่าปล่อยให้ท้องหิวก่อนนอน\r\n\r\nพยายามทำให้ห้องนอนมืดและเงียบ\r\n\r\nใช้หน้ากากนอนหลับสำหรับปิดตา หรือที่อุดหูหากจำเป็น\r\n\r\nเก็บโทรศัพท์สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ต่างๆ ให้ห่างจากเตียงนอน\r\n\r\nการศึกษานี้ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Sleep Health\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/enough-sleep-reduces-risk-of-injury/5328679.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1588042054.jpg"],
    [633,2440,"อาหารเช้าสำคัญที่สุดจริงหรือไม่?","Mon, 2020-04-27 10:59","http://www.stkc.go.th/node/2440","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"Cordialis Msora-Kasago นักโภชนาการและโฆษกสถาบัน the Academy of Nutrition and Dietetics กล่าวว่า ในฐานะนักโภชนาการ เธอมักจะแนะนำให้ทุกคนเริ่มต้นวันใหม่ด้วยการรับประทานอาหารเช้าที่มีประโยชน์ และตลอดช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมาเธอไม่เคยพบนักโภชนาการคนไหนที่แนะนำให้งดอาหารเช้าเลย อาหารเช้าช่วยเพิ่มพลังงาน ควบคุมความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และยังช่วยพัฒนาสมาธิและสมรรถภาพร่างกายอีกด้วย\r\n\r\nหากมีการวางแผนโภชนาการอย่างดี อาหารเช้ายังสามารถเพิ่มสารอาหารที่สำคัญให้กับร่างกาย เช่นโปรตีน ไขมัน และแคลเซียมชนิดที่ดีต่อสุขภาพ\r\nแต่สูตรการอดอาหารเป็นช่วงๆ ที่นิยมใช้กันในการลดน้ำหนักมักแนะนำให้ต้องงดอาหารเช้า\r\n\r\nMark Mattson นักประสาทวิทยาที่สถาบัน National Institute on Aging และที่คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Johns Hopkins ได้อธิบายไว้ในบทความของ New York Times เมื่อเร็วๆ นี้ว่าคนที่พยายามลดน้ำหนักควรพยายามงดแคลอรีให้ได้ 16 ชั่วโมง และวิธีที่ง่ายที่สุดในการทำเช่นนี้คือหยุดทานอาหารก่อนสองทุ่ม งดอาหารเช้าในเช้าวันรุ่งขึ้นแล้วทานอีกครั้งในเวลาเที่ยงของวันนั้นเมื่อร่างกายของคุณสามารถปรับตัวกับการงดอาหารเช้าแล้ว คุณก็จะไม่ได้รับผลข้างเคียงที่ไม่ดีจากการทำเช่นนั้นเลย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การวิจัยในปัจจุบันเกี่ยวกับอาหารเช้าและการควบคุมน้ำหนักนั้นมีความขัดแย้งกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อเร็วๆ นี้ BMJ ได้วิเคราะห์งานวิจัย 13 ฉบับเกี่ยวกับอาหาร และสรุปว่าการทานอาหารเช้าอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีสำหรับการลดน้ำหนัก\r\nในขณะที่การศึกษาวิจัยฉบับอื่นๆ ชี้ให้เห็นว่าการทาน\r\n\r\nอาหารเช้ามื้อใหญ่และอาหารเย็นมื้อเล็ก ช่วยให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้น และความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจก็ลดลง เพราะว่าการทานอาหารที่มากแคลอรี่ในช่วงเริ่มต้นวันใหม่นั้นสอดคล้องกับวงจรนาฬิกาชีวะส่งผลต่อระบบเผาผลาญและลดความเสี่ยงของการที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการทานแคลอรี่ในมื้อเย็น\r\n\r\nในการศึกษาเล็กๆ ครั้งล่าสุด นักวิจัยให้อาสาสมัครกลุ่มหนึ่งทานอาหารเช้ามื้อใหญ่และอาหารเย็นมื้อเล็ก และอีกกลุ่มหนึ่งทานอาหารเช้ามื้อเล็ก และอาหารเย็นมื้อใหญ่ ผลลัพธ์ที่ได้นั้นสอดคล้องกับการศึกษาครั้งก่อนหน้านี้ คือกลุ่มที่ทานอาหารเช้ามื้อใหญ่กว่ามื้อเย็น ทั้งที่มีปริมาณแคลอรี่เท่ากัน สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าอีกกลุ่มหนึ่งถึง 2.5 เท่า และระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินก็ลดลง\r\n\r\nTamara Duker Freuman นักโภชนาการจากนิวยอร์คกล่าวว่าสิ่งที่เห็นได้จากการศึกษาจำนวนมากที่มีขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และแม้กระทั่งหลายสิบปีก็คือผู้ที่ทานอาหารเช้ามีแนวโน้มที่จะมีค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่า (BMI) และมีระบบการเผาผลาญที่ดีขึ้น และความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจลดลง\r\n\r\nในสัปดาห์นี้รายงานการวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Clinical Nutrition สรุปว่าการรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำอาจช่วยให้สุขภาพหัวใจดีขึ้น และลดอัตราการเสียชีวิตจากสาเหตุทั้งหมด ในขณะที่การงดอาหารมื้อเช้าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและการเสียชีวิต\r\n\r\nFreuman กล่าวว่าแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่งดอาหารเช้าทุกคนจะต้องมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือเป็นโรคหัวใจ หรือโรคเบาหวานประเภท 2 และไม่ได้หมายความว่าบุคคลที่งดอาหารเช้าและมีสุขภาพที่ดีอยู่แล้วจะต้องเริ่มรับประทานอาหารเช้า แต่หากคุณไม่ทานอาหารเช้า แต่มีปัญหาเรื่องน้ำตาลในเลือด ไตรกลีเซอไรด์ คอเลสเตอรอล หรือน้ำหนักตัวแม้จะทานอาหารที่มีประโยชน์ ก็ควรพิจารณาสร้างนิสัยการทานอาหารเช้าที่ดีต่อสุขภาพทุกวัน และลดอาหารเย็น\r\n\r\nการใช้สูตรอดอาหารร่วมกับการรับประทานอาหารเช้า\r\n\r\nMsora-Kasago นักโภชนาการจากสถาบัน the Academy of Nutrition and Dietetics อธิบายว่าการปฏิบัติตามระบบการควบคุมเวลาทานอาหารประจำวัน ไม่จำเป็นต้องงดอาหารเช้า ตัวอย่างเช่นคุณสามารถหยุดทานเวลาหนึ่งทุ่ม และไม่ทานอีกเลยจนกว่าจะถึง 7 โมงเช้าในเช้าวันถัดไป ซึ่งคุณจะยังได้รับประโยชน์จากการอดอาหาร 12 ชั่วโมงในขณะที่เติมพลังให้ร่างกายและจิตใจของคุณด้วยสารอาหารที่สำคัญเพื่อเริ่มต้นวันใหม่\r\n\r\nรับประทานอาหารเช้าก่อนออกกำลังกายดีหรือไม่?\r\n\r\nงานวิจัยบางชิ้นระบุว่าคุณสามารถเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น หากออกกำลังกายในขณะท้องว่าง\r\n\r\nแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณ บางคนสามารถออกกำลังกายในสภาพที่อดอาหารโดยที่ไม่รู้สึกอะไร ในขณะที่คนอื่นๆ อาจรู้สึกอ่อนแอ วิงเวียน หรือไม่สามารถออกกำลังกายได้\r\n\r\nอาหารเช้าที่มีประโยชน์\r\n\r\nMsora-Kasago กล่าวว่าในการเลือกอาหารเช้านั้นให้มองหาอาหารที่มีโปรตีนซึ่งจะช่วยเพิ่มความอิ่ม และลดการทานอาหารว่างตอนกลางวัน และว่าอาหารเช้าที่มีประโยชน์ควรมีเมล็ดธัญพืช ไขมันเพื่อสุขภาพ ผลไม้หรือผัก และอาหารหรือเครื่องดื่มที่อุดมด้วยแคลเซียม\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/eat-or-not-to-eat-breakfast/5329444.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1587959986.jpg"],
    [634,2437,"โควิด-19 อาจส่งผลต่อความพยายามในการลดการใช้พลาสติกโลก","Fri, 2020-04-24 09:12","http://www.stkc.go.th/node/2437","สังคมศาสตร์",null,"เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา รัฐต่างๆ ของสหรัฐเพิ่งเริ่มใช้กฎหมายจำกัดการใช้พลาสติกตามร้านค้าและร้านอาหาร โดยผู้ซื้อจะต้องนำกระเป๋าหรือถุงที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้มาซื้ออาหาร หรือจ่ายเงินนิดหน่อยเป็นค่าถุงพลาสติก ร้านอาหารในบางพื้นที่ถูกสั่งห้ามใช้ภาชนะพลาสติกบางอย่างสำหรับใส่อาหารกลับบ้าน\r\n\r\nความพยายามดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวในสหรัฐฯ ในการกำจัดการใช้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวออกจากชีวิตประจำวัน\r\n\r\nแต่การระบาดใหญ่ของ COVID-19 ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป\r\n\r\nความพยายามของสหรัฐฯ ในการลดการใช้พลาสติกซึ่งส่วนใหญ่เป็นถุงช้อปปิ้ง ได้ถูกเพิกเฉยจากสาธารณชนเนื่องจากความหวาดกลัวเรื่องการติดเชื้อโคโรนาไวรัส\r\n\r\nผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์ และรัฐอิลลินอยส์ สั่งห้ามไม่ให้มีการใช้ถุงผ้าในการนำกลับมาซื้ออาหาร รัฐโอเรกอนได้สั่งยกเลิกการห้ามใช้ถุงพลาสติกเป็นการชั่วคราว และเมืองต่าง ๆ ได้ประกาศหยุดการห้ามใช้ถุงพลาสติกชั่วคราวเนื่องจากวิกฤตโคโรนาไวรัส\r\n\r\nนอกจากนี้ หลายรัฐยังห้ามนำถ้วยและหลอดที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ มาใช้ที่ร้านกาแฟที่ยังคงเปิดอยู่เพียงไม่กี่แห่ง ทำให้นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหลายคนกังวลว่า โควิด-19 อาจยุติความสำเร็จในความพยายามที่จะลดมลพิษพลาสติก\r\n\r\nGlen Quadros เจ้าของร้าน Great American Diner & Bar ในนครซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน กล่าวว่า ผู้คนต่างพากันหวาดกลัวต่อชีวิต เศรษฐกิจ และการเลี้ยงปากเลี้ยงท้องครอบครัว ดังนั้น ปัญหาสภาพแวดล้อมจึงกลายเป็นเรื่องที่มาทีหลัง\r\n\r\nร้านอาหารของ Quadros ใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพสำหรับลูกค้าที่ซื้อกลับบ้าน แต่บรรจุภัณฑ์เหล่านั้นมีราคาแพงกว่าพลาสติกถึงสามเท่า และยังเริ่มหาซื้อได้ยาก เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น\r\n\r\nขณะเดียวกัน ทางด้านบริษัทผู้ผลิตพลาสติกเห็นว่า สถานการณ์ในปัจจุบันน่าจะเป็นโอกาสที่จะขอให้เจ้าหน้าที่ของสหรัฐพิจารณาเรื่องการจำกัดการใช้พลาสติกใหม่อีกครั้ง โดยทางอุตสาหกรรมพลาสติกขอให้รัฐต่าง ๆ ยกเลิกการห้ามใช้พลาสติก โดยอ้างว่าถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวปลอดภัยกว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน\r\n\r\nสมาคมอุตสาหกรรมพลาสติกได้ส่งจดหมายถึง Alex Azar รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์สหรัฐฯ เรียกร้องให้ช่วยต่อต้านการห้ามใช้ถุงพลาสติกโดยอ้างว่ากฎหมายนั้นทำให้ผู้คนตกอยู่ในความเสี่ยง ส่วนสหภาพแรงงานในชิคาโกก็เรียกร้องให้ยุติการเก็บภาษีถุงพลาสติกด้วยเช่นเดียวกัน\r\n\r\nดร. Jennifer Vines หัวหน้าเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน กล่าวว่า จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ทราบว่าถุงผ้าที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้นั้นสร้างความเสี่ยงที่จะแพร่เชื้อไวรัสได้จริงหรือไม่ และว่า ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่าไวรัสที่พบบนพื้นผิว รวมถึงผ้า หรือสิ่งอื่น ๆ จะทำให้คนติดเชื้อไวรัสได้จริง ๆ\r\n\r\nขณะที่ร้านขายอาหารบางแห่งยังให้ผู้ซื้อใช้ถุงของตัวเองได้ แต่พวกเขาต้องนำอาหารใส่ถุงเอง พนักงานจะได้ไม่ต้องสัมผัสกับถุงของลูกค้า ในขณะที่อีกหลายแห่งห้ามใช้ถุงแบบใช้ซ้ำเลย\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/pandemic-blows-plastic-reduction-effort/5378035.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1587694343.jpg"],
    [635,2434,"7 เคล็ดลับเพื่อความอยู่รอดในการทำงานที่บ้านร่วมกับคู่ครอง","Thu, 2020-04-23 09:55","http://www.stkc.go.th/node/2434","สังคมศาสตร์",null,"คนทำงานทั่วประเทศต่างต้องแบ่งพื้นที่ที่ทำงานแห่งใหม่ ให้กับเพื่อนร่วมงานคนใหม่ หรือคู่ครองของพวกเขานั่นเอง\r\n\r\nการทำงานที่บ้านกับคู่ครองอาจจะสนุกอยู่สักสองสามวัน ได้ทานอาหารกลางวันด้วยกัน ทานอาหารค่ำด้วยกันเร็วขึ้นเพราะไม่ต้องฝ่ารถติด แต่หลังจากนั้นไม่นานก็อาจกลายเป็นความอึดอัดได้\r\n\r\nAnthony Chambers นักจิตวิทยาด้านคู่ครองและครอบครัว และหัวหน้าเจ้าหน้าที่วิชาการของสถาบันครอบครัว มหาวิทยาลัย Northwestern กล่าวว่าภารกิจหลักของชีวิตการแต่งงานคือการพยายามรับมือกับความแตกต่างของกันและกันให้ได้\r\n\r\nตอนนี้คู่รัก หรือคู่ครองที่ต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลาวันละ 24 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 7 วัน ก็จะมองเห็นความแตกต่างทุกๆ อย่างเด่นชัดขึ้น เพราะเวลาที่ได้อยู่ห่างกันวันละ 8-12 ชั่วโมง ก็จะช่วยให้สามารถมองข้ามปัญหาเหล่านั้น\r\n\r\n7 เคล็ดลับเพื่อความอยู่รอดจากปัญหาดังกล่าวมีดังนี้\r\n\r\n1. ยอมรับความเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะที่ผ่านมาเราเคยได้ยินแต่คำพูดที่ว่า ไม่ควรนำงาน และเรื่องส่วนตัวมาปะปนกัน แต่ตอนนี้จะต้องทำใจยอมรับกับความเปลี่ยนแปลง และปัญหาที่จะต้องเผชิญ การที่จะต้องอยู่ด้วยกันตลอดเวลาอาจทำให้ความสัมพันธ์กระทบกระทั่งกันได้ (Anthony Chambers)\r\n\r\n2. วางแผนสำหรับวัน ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่จะต้องพูดคุยสื่อสารกันให้บ่อยขึ้น ดังนั้นควรใช้เวลาไม่กี่นาทีในทุกๆ เช้าเพื่อพูดคุยกันว่าเมื่อวานทำอะไรบ้าง ดีหรือไม่ดีอย่างไร และวางแผนว่าวันนี้ควรจะทำอะไรบ้าง (Melanie Katzman นักจิตวิทยาด้านธุรกิจ)\r\n\r\n3. หลีกเลี่ยงการทำงานในห้องนอน ถ้าเป็นไปได้ควรแยกกันทำงานคนละที่ และหลีกเลี่ยงการใช้ห้องนอนเป็นที่ทำงาน ห้องนอนควรเป็นสถานที่สำหรับคุยกัน นอนหลับ หรือไว้สำหรับเวลาโรแมนติกเท่านั้น (Kathy Marshack นักจิตวิทยาในรัฐโอเรกอน)\r\n\r\n4. กำหนดสถานที่ 'ห้ามรบกวน' ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าการถูกรบกวนในระหว่างการทำงาน หรือในเวลาที่กำลังเร่งงานให้เสร็จตามกำหนดการ ดังนั้นควรปักหมุดพื้นที่ในการทำงาน หรือช่วงเวลาของวันที่ไม่ต้องการถูกรบกวน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีวิธีที่จะแสดงให้เห็นว่าพร้อมที่จะถูกกวนได้ อย่างเช่นการนั่งทำงานที่โต๊ะอาหาร อาจหมายถึงว่ากำลังตอบอีเมล หรือทำงานเบาๆ ซึ่งสามารถหยุดชั่วคราวได้ แต่ถ้าหากปิดประตูห้องทำงาน ก็หมายถึงการที่ไม่ต้องการถูกรบกวน\r\n\r\n5. ไม่ปฏิบัติต่อคู่สมรสเหมือนเป็นเพื่อนร่วมงาน แม้ว่าจะคิดถึงการที่ได้ระดมสมองกับเพื่อนร่วมงาน หรือการปรึกษาหารือ หรือพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานเรื่องความอึดอัดใจในการประชุมทางโทรศัพท์ครั้งล่าสุด แต่ก็ไม่ควรทำเช่นนั้นกับคู่สมรส เพราะในตอนนี้ทั้งคู่ต้องช่วยกันทำงานบ้าน และช่วยกันเลี้ยงลูกอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ควรเพิ่มภาระให้แก่กันและกัน แต่ควรติดต่อพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานมากกว่า (Melanie Katzman)\r\n\r\n6. ควรมีรหัสคำพูด ในสถานการณ์เช่นนี้ ย่อมมีทั้งวันที่ดีและวันที่ร้าย หากรู้สึกเครียดมากจนอยากจะระเบิดออกมา ควรมีรหัสคำพูดที่เป็นการส่งสัญญาณว่าต้องการจะหยุดพัก (Melanie Katzman)\r\n\r\n7. หาแพะรับบาป โดยการจินตนาการชื่อคนคนหนึ่งขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงการที่ต้องโยนความผิดใส่คู่ครองของตนโดยตรง แต่โยนความผิดให้แพะแทน ซึ่งจะช่วยทำลายความตึงเครียด และช่วยให้เกิดเสียงหัวเราะได้ (Melanie Katzman)\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/tips-to-survive-working-from-home-with-spouse/5384490.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1587610535.jpg"],
    [636,2427,"\"จุดนัดพบบนโลกเสมือนจริง\" เส้นชีวิตทางสังคมในยุคแห่งโรคระบาด","Wed, 2020-04-22 08:58","http://www.stkc.go.th/node/2427","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ก่อนนี้การประชุมทางไกลโดยใช้วิดีโอส่วนใหญ่ใช้สำหรับการประชุมในบริษัทองค์กรต่าง ๆ แต่ปัจจุบันวิธีนี้กลายเป็นเส้นชีวิตที่เราใช้เชื่อมโยงกับเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน และสมาชิกในครอบครัวที่แยกกันกักตัวอยู่ตามที่ต่าง ๆ\r\n\r\nMadison Keesler และ Benjamin Freemantle ซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกันในนครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ช่วยกันขนย้ายเฟอร์นิเจอร์และสัตว์เลี้ยงจากห้องนั่งเล่นเพื่อเตรียมตัวเต้นรำกับสมาชิกคนอื่น ๆ อีกหลายสิบคน ของคณะบัลเลต์ SanFranciscoBallet ซึ่งตอนนี้กักตัวเองอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก\r\n\r\nตั้งแต่คำสั่งให้กักตัวเองอยู่ในบ้านมีผลบังคับใช้เมื่อสามสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะบัลเลต์ใช้วิธีคุยกันผ่านทางวิดีโอในชั้นเรียนของแต่ละวัน Keesler ซึ่งเป็นนักแสดงเดี่ยวของคณะบัลเลต์แห่งนี้กล่าวว่า ทุกคนในคณะบัลเลต์นี้เหมือนเป็นคนในครอบครัว การยกเลิกการแสดงอย่างกะทันหัน และการสูญเสียสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำทุกวันรวมทั้งมิตรภาพที่ดีล้วนเป็นเรื่องที่ท้าทาย ดังนั้นอย่างน้อยที่สุดการคุยกันผ่านวิดีโอก็ช่วยให้ได้พูดคุย ได้เห็นหน้ากันบ้างเล็กน้อย หลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมา\r\n\r\nFreemantle หัวหน้าคณะบัลเลต์ กล่าวว่า ชั้นเรียนเสมือนจริงที่ทางคณะได้เผยแพร่ออนไลน์ต่อสาธารณชนนั้น ช่วยบรรเทาทุกข์ให้แก่แฟน ๆ นับพันคนที่อดดูการแสดงที่ถูกยกเลิกไป ตอนนี้พวกเขาสามารถมองเห็นนักแสดงของตนได้อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะอยู่ในครัว ในห้องนอน หรือโถงทางเดิน คนส่วนใหญ่อยากจะรู้จักนักบัลเลต์ที่ตนชื่นชอบแต่ก็ไม่มีโอกาสในเวลาที่นักแสดงอยู่บนเวที ดังนั้น การทำเช่นนี้ช่วยให้ผู้คนได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของนักเต้นเหล่านั้นกันมากขึ้น\r\n\r\nแฟนบัลเลต์คนหนึ่งเขียนไว้ว่า ความฝันของเธอเป็นจริงที่ได้เห็นตัวตนของนักบัลเลต์ที่เธอชื่นชอบ และยังได้เข้าร่วมชั้นเรียนกับคณะ SF Ballet จากที่บ้านอีกด้วย\r\n\r\nนอกจากนี้แล้ว Virtual Meetups ยังช่วยให้เพื่อนเก่าสามารถเชื่อมต่อกันในรูปแบบใหม่\r\n\r\nLexine Alpert ได้ติดต่อพูดคุยกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวสตรีที่เธอรู้จักมาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1980 ตอนที่เข้าร่วมกลุ่ม “Nuclear Beauty Parlor” ที่ซานฟรานซิสโก แต่ตอนนี้ทุกคนกระจายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ปกติแล้วกลุ่มของเธอจะรวมตัวกันทุกสองปี แต่เมื่อเริ่มมีการเว้นระยะห่างทางกายภาพ พวกเธอกลับรู้สึกต้องการที่จะพบกันทุกสัปดาห์โดยใช้ Zoom\r\n\r\nAlpert เล่าว่า ในการคุยกันผ่าน Zoom ครั้งล่าสุด มีเพื่อนหญิงสิบคนมาเข้าร่วม โดยส่วนใหญ่มีเครื่องดื่มที่ตนชื่นชอบอยู่ในมือ แต่ละคนจะพูดถึงประสบการณ์ของตนเกี่ยวกับโคโรนาไวรัส และเล่าถึงวิธีการรับมือกับสถานการณ์นี้\r\n\r\nส่วน Louie Schwartzberg ผู้ใช้เวลาหลายเดือนในการสร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่อง \"Fantastic Fungi\" โดยมีกำหนดฉายในโรงภาพยนตร์ของสหรัฐฯ และยุโรป ในวันที่ 26 มีนาคม แต่เมื่อมีคำสั่งให้ปิดโรงภาพยนตร์ เขาจึงต้องวางแผนการณ์ใหม่ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว\r\n\r\nSchwartzberg เล่าวว่า ในเมื่อผู้คนไม่สามารถมาโรงภาพยนตร์ได้อีกต่อไป เขาจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้วิธีการเปิดตัวภาพยนตร์เสมือนจริง โดยผู้คนสามารถเพลิดเพลินกับการชมภาพยนตร์ที่บ้าน และยังสามารถชมการถามตอบแบบสด ๆ กับคณะผู้เชี่ยวชาญของภาพยนตร์ และการเปิดตัวครั้งนี้มีผู้ร่วมชมภาพยนตร์ถึง 20,000 คน จาก 101 ประเทศ\r\n\r\nSchwartzberg ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการถ่ายภาพธรรมชาติ เล่าว่า การที่ได้เฝ้าสังเกตการณ์เห็ดต่าง ๆ ในภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเขาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสิบปี ทำให้เขาได้มีมุมมองเกี่ยวกับการรอดชีวิตจากภัยธรรมชาติ\r\n\r\nหนึ่งในข้อคิดที่เขาได้หลังจากที่ชมภาพยนตร์จนจบก็คือ การอยู่รวมกันเป็นชุมชนย่อมเอาชีวิตรอดได้ดีกว่าอยู่คนเดียว และในภาวะการระบาดใหญ่เช่นนี้ เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ชุมชนเหล่านั้นคงอยู่ต่อไป\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/virtual-meetups-lifeline-during-pandemic/5369429.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1587520700.jpg"],
    [637,2425,"โคโรนาไวรัสในอาหาร มีโอกาสเป็นไปได้แค่ไหน?","Tue, 2020-04-21 14:05","http://www.stkc.go.th/node/2425","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เนื้อไก่ที่มีเชื้อแบคทีเรียซัลโมเนลล่า (salmonella) หรืออาหารอื่น ๆ ที่มีเชื้อแบคทีเรียอีโคไล (E.coli) หรือโนโรไวรัส (noroviruses) อาจทำให้คนเราเจ็บป่วยได้ แต่เหตุใดเจ้าหน้าที่ด้านสุขภาพจึงไม่เตือนผู้คนเกี่ยวกับการทานอาหารที่ปนเปื้อนโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่\r\n\r\nวิธีการที่แตกต่างกันที่เชื้อโรคเหล่านี้ทำให้คนเจ็บป่วย\r\n\r\nศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) กล่าวว่า ไวรัสและเชื้อโรคที่ติดอยู่ตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ จะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ส่วนไวรัสที่อยู่ในทางเดินหายใจ อย่างเช่น COVID-19 มักจะยึดติดอยู่กับเซลล์ต่าง ๆ เช่น ที่ปอด แต่เชื้อโรคอย่างเช่น โนโรไวรัสและซัลโมเนลล่า จะอยู่ในช่องท้อง และหลังจากที่เกาะติดกับเซลล์ภายในอวัยวะแล้วก็จะเพิ่มปริมาณเป็นทวีคูณ\r\n\r\nCDC และผู้เชี่ยวชาญกลุ่มอื่น ๆ ยังคงศึกษาเกี่ยวกับโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่อยู่ และบอกว่ายังไม่มีหลักฐานใด ๆ ที่ระบุว่า ผู้ป่วย COVID-19 ได้รับเชื้อผ่านทางช่องท้องของพวกเขา อย่างไรก็ตาม มีการพบเชื้อไวรัสจากของเสียของผู้ติดเชื้อขับถ่ายออกมา\r\n\r\nCDC ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีหลักฐานว่าเชื้อโรคที่พบในสิ่งปฏิกูลของมนุษย์สามารถทำให้คนป่วยได้จริงหรือไม่ และโคโรนาไวรัสที่พบในของเสียของมนุษย์ไม่น่าจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าไวรัสชนิดนี้สามารถอยู่รอดในระบบย่อยอาหารได้\r\n\r\nเชื้อโรคแพร่กระจายในรูปแบบที่แตกต่างกัน\r\n\r\nไวรัสต่าง ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ และ COVID-19 ส่วนใหญ่แพร่กระจายโดยการสัมผัสระหว่างบุคคล และจากละอองจากการไอหรือจาม ขณะที่เชื้อโรคที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คนป่วยจากการรับประทานอาหารมักจะทำให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วง ในบางกรณีเชื้อโรคที่พบในสิ่งปฏิกูลของมนุษย์สามารถเดินทางจากมือของคนไปยังสิ่งที่พวกเขาสัมผัส\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า นั่นคือเหตุผลที่ว่า เหตุใดการที่คนงานด้านอาหารถึงต้องหยุดอยู่กับบ้านเมื่อมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินอาหารจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว พวกเขาอาจทำให้ผู้คนมากมายต้องเจ็บป่วยตามไปด้วย\r\n\r\nและว่า ความเสี่ยงที่ใหญ่หลวงที่สุดที่เกี่ยวข้องกับอาหารและ COVID-19 ก็คือการที่จะต้องแตะต้องสัมผัสตัวคนอื่น ๆ หรือพนักงานในร้านขายอาหาร ดังนั้น ร้านค้าต่าง ๆ จึงจำกัดจำนวนคนที่เข้าไปซื้อของในร้าน และขอให้ลูกค้าเว้นระยะห่างทางสังคม โดยทำเครื่องหมายว่าควรยืนห่างกันมากน้อยแค่ไหน\r\n\r\nอย่างไรก็ดี โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่สามารถอยู่รอดได้ในบางพื้นผิว ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าให้ใช้มือของตัวเองให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่เอามือไปจับหน้าตัวเองในเวลาที่ไปซื้อของ นอกจากนี้ CDC ยังแนะนำให้ล้างมือหลังจากที่จัดเก็บข้าวของที่ซื้อมาเข้าที่เข้าทางแล้วด้วย\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/coronavirus-in-foods/5369240.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1587452715.jpg"],
    [638,2420,"'หุ่นยนต์ช่วยงานมนุษย์' กลายเป็นขวัญใจในช่วงโควิด-19","Fri, 2020-04-17 10:13","http://www.stkc.go.th/node/2420","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"หลังจากที่รัฐบาลของกรุงวอชิงตันมีคำสั่งให้ผู้ไปซื้อของในร้านค้าต้องอยู่ห่างกัน 2 เมตร คุณเทรซี่ สตาร์นาร์ด เจ้าของร้าน Broad Branch Market ก็รู้ทันทีว่าธุรกิจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะขณะที่ลูกค้าเข้ามาแน่นร้านเพื่อซื้อของจำเป็นให้พอนั้น เธอไม่ต้องการให้ร้านเป็นแหล่งแพร่เชื้อแต่ก็ต้องการขายของเช่นกัน\r\n\r\nดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาสองเรื่องนี้ คุณเทรซี่จึงหันไปใช้หุ่นยนต์ส่งสินค้าของบริษัท Starship Technologies และได้ทำให้หุ่นยนต์บริการส่งของถึงบ้านสีขาวขนาดเท่ากระติกน้ำแข็งขนาดใหญ่ซึ่งเคลื่อนที่บนล้อหกล้อนี้ กลายเป็นจุดสร้างความสนใจขึ้นมาทันที\r\n\r\nเพราะเมื่อหุ่นยนต์ตัวนี้เคลื่อนไปบนฟุตบาท ผู้คนก็มักจะหันมามองและถ่ายรูปหรือถ่ายวิดีโอไว้เป็นที่ระลึก\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเครื่องช่วยและเป็นเครื่องมือโฆษณาที่ดี หุ่นยนต์ส่งของซึ่งมีจำนวนจำกัดนี้ก็ไม่สามารถสนองความต้องการของลูกค้าทุกคนได้ เพราะการใช้งานขึ้นอยู่กับสภาพของฟุตบาทและถนนที่ต้องดีพอสมควรและไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของเมืองยังต้องอนุญาตให้หุ่นยนต์ใช้ทางเดินร่วมกับคนเดินเท้าด้วย\r\n\r\nแต่อย่างน้อยที่สุด มันก็ช่วยให้คุณเทรซี่เจ้าของร้านซุปเปอร์มาร์เก็ตในกรุงวอชิงตันไม่ต้องขับรถไปส่งสินค้าด้วยตัวเอง\r\n\r\nในช่วงเวลาวิกฤติอย่างเช่นการระบาดของโควิด-19 มีการใช้หุ่นยนต์เข้าช่วยในหลายด้านด้วยกัน คือนอกจากจะช่วยส่งสินค้าแล้ว หุ่นยนต์ยังช่วยส่งอาหารตามสั่งถึงบ้าน และที่โรงพยาบาลในเบลเยียมก็มีการใช้หุ่นยนต์ช่วยฆ่าเชื้อโรคหรือใช้หุ่นยนต์เพื่อช่วยทำความสะอาดสถานที่สาธารณะในฮ่องกง เป็นต้น\r\n\r\nหุ่นยนต์ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับงานที่อันตรายและสกปรกซึ่งมนุษย์ไม่อยากแตะต้อง หรือแม้กระทั่งในโรงพยาบาลบางแห่งมีการใช้หุ่นยนต์ช่วยส่งยาและเวชภัณฑ์\r\n\r\nและในอิตาลีก็มีหุ่นยนต์ผู้ช่วยพยาบาลซึ่งมีหน้าจอทัชสกรีน และติดตั้งกล้องไว้เพื่อช่วยดูคนไข้ที่ข้างเตียง เพื่อช่วยให้พยาบาลไม่ต้องเข้าใกล้ผู้ป่วยโควิด-19 มากไป\r\n\r\nแต่ถึงแม้จะมีการใช้หุ่นยนต์อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในช่วงเวลาวิกฤติ คุณเจฟ เบิร์นสตีน ผู้อำนวยการสมาคมอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ในสหรัฐก็ยอมรับว่า ยังมองไม่เห็นโอกาสการเติบโตของธุรกิจนี้อย่างสำคัญในอนาคตอันใกล้\r\n\r\nและอาจารย์เฮาวี่ โชเซ็ท ผู้สอนวิชาหุ่นยนต์ที่มหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ก็ชี้ว่าปัญหาก็คือเราไม่เคยได้รับความสนใจหรือมีทรัพยากรอย่างเพียงพอเพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ล่วงหน้าให้พร้อมรับกับสถานการณ์ฉุกเฉิน\r\n\r\nโดยอาจารย์เฮาวี่ โชเซ็ท บอกด้วยว่า ความสนใจพัฒนาหุ่นยนต์นั้นมักจะมาเป็นพัก ๆ ตามวิกฤติที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าแล้วก็จางหายไป ตัวอย่างเช่น กลุ่มงานของเขาได้พัฒนาหุ่นยนต์เลื้อยได้รูปร่างคล้ายงูเพื่อช่วยค้นหาผู้เคราะห์ร้ายซึ่งติดอยู่ในที่อับ แต่หลังจากที่ได้ใช้เพื่อช่วยชีวิตในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเม็กซิโกเมื่อปี 2560 แล้ว เงินทุนสนับสนุนและความสนใจเรื่องนี้ก็จางหายไป\r\n\r\nอาจารย์โชเซ็ทบอกด้วยว่า หุ่นยนต์ที่จะสามารถนำมาใช้แทนมนุษย์ได้เป็นอย่างดีนั้นยังต้องการการวิจัยและพัฒนาเพิ่มอีกมาก รวมทั้งต้องการเงินทุนสนับสนุนอย่างจริงจังด้วย\r\n\r\nแต่ปัญหาของเรื่องนี้ตามที่คุณแอนดรา คีย์ กรรมการผู้จัดการของ Silicon Valley Robotics ได้ชี้ไว้ ก็คือ นักลงทุนมักต้องการผลตอบแทนอย่างรวดเร็วขณะที่การลงทุนในเทคโนโลยีหุ่นยนต์นั้นอาจต้องใช้เวลา 10 ถึง 15 ปีกว่าจะเห็นผล\r\n\r\nดังนั้นในยามที่วิกฤตอาจจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้นี้ สิ่งที่เราต้องการคือการมองการณ์ไกลและเงินลงทุนแบบใจเย็น เพราะหากไม่ลงทุนล่วงหน้าแล้วเราอาจไม่มีหุ่นยนต์ที่เหมาะกับสภาพเพื่อใช้งานได้ในยามที่ต้องการ\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/covid-robot-ct/5374222.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1587093208.jpg"],
    [639,2418,"การอบขนมปัง “ดีต่อใจ” ทั้งผู้ให้และผู้รับ","Thu, 2020-04-16 09:59","http://www.stkc.go.th/node/2418","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"โลกของเรากำลังประสบกับวิกฤตด้านสุขภาพครั้งสำคัญ จากการที่โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ ทำให้หลาย ๆ ประเทศต่างจำกัดกิจกรรมที่พลเมืองของตนสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง หรือแม้แต่โรงเรียนหลายแห่งก็ถูกปิด ร้านอาหาร และธุรกิจอื่น ๆ ตามเมืองใหญ่ทั่วโลกก็ต้องปิดตัวลงด้วยเช่นกัน\r\n\r\nเหตุฉุกเฉินสาธารณะในครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นบุคคลบางประเภท เช่น กลุ่ม Panic Shopper หรือกลุ่มคนที่กลัวว่าจะไม่สามารถหาของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นพวกเขาจึงระดมซื้อทุกอย่างจากซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันข้างหน้า\r\n\r\nและ “ขนมปัง” ก็เป็นสินค้าแรก ๆ ที่มักจะหายไปในสถานการณ์ฉุกเฉิน\r\n\r\nดังนั้น ถ้าหากคุณยังไม่เคยทำขนมปังตอนนี้อาจเป็นเวลาที่ดีที่จะหัดทำ การทำขนมปังนับว่าเป็นทักษะเพื่อความอยู่รอด ด้วยส่วนประกอบง่าย ๆ เพียงไม่กี่อย่าง เช่น แป้ง เกลือ และยีสต์ ก็สามารถอบขนมปังสดใหม่สำหรับครอบครัว เพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงานได้\r\n\r\nอย่างไรก็ดี การอบขนมปังไม่ได้เป็นเพียงแค่ทักษะการเอาชีวิตรอดที่มีประโยชน์เท่านั้น แต่ยังช่วยให้รู้สึกดีขึ้นในเวลาที่มีความเครียด และอันที่จริงแล้วการอบขนมปังและการทำอาหารก็เป็นหนึ่งในวิธีการที่นำมาใช้ในการบำบัดผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตอยู่แล้ว\r\n\r\nJulie Ohana นักสังคมสงเคราะห์ผู้หนึ่ง ได้เสนอวิธีการที่เธอเรียกว่า culinary therapy หรือการทำอาหารเพื่อการบำบัดให้แก่ผู้ป่วยของเธอในนครนิวยอร์ก เธอบอกว่า การที่ใช้คำว่า ‘บำบัด’ เพราะสำหรับเธอแล้วการทำอาหารถือเป็นการบำบัด และ 'การบำบัด' นั้นก็หมายถึงบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้รู้สึกดี เป็นประโยชน์ และให้ผลดีต่อคนที่ทำสิ่งนั้นๆ\r\n\r\n\r\nJulie Ohana ใช้การบำบัดด้วยการทำอาหารในการช่วยให้ผู้คนสามารถเอาชนะปัญหาหลายๆประเภท\r\n\r\nเธออธิบายว่า เวลาที่อยู่ในครัว ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารหรืออบขนม ล้วนแต่ต้องใช้สมาธิในระดับหนึ่งทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่กำลังอบขนม การอบขนมต้องทำตามสูตรทีละขั้นตอนอย่างแม่นยำ การนวดแป้งช่วยให้ผ่อนคลายและทิ้งความคิดอื่น ๆ ทั้งหมดเพื่อใช้สมาธิกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ นอกจากนี้ยังช่วยลดความอึดอัด ลดความเครียด และช่วยให้มีความสุขอีกด้วย\r\n\r\nเธอกล่าวต่อไปอีกว่า การอบขนมปังเป็นกระบวนการที่เต็มไปด้วยความรัก เพราะไม่เพียงแต่ทำให้รู้สึกดีแต่ยังสร้างสิ่งที่จับต้องได้ สัมผัสได้และกินได้ด้วย! เธอจึงเรียกการอบขนมปังว่าเป็นการใช้แรงงานที่เต็มไปด้วยความรัก\r\n\r\nOhana กล่าวส่งท้ายว่า สิ่งที่ผู้ทำขนมปังทุกคนทราบดีก็คือ การที่ได้มอบของอร่อย และขนมที่อบอย่างดี ทำให้ทั้งผู้ให้และผู้รับต่างรู้สึกดี การอบขนมไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ทำเพื่อคนอื่นเท่านั้น แต่คนที่ทำก็ได้รับประโยชน์ด้วยเช่นเดียวกัน'\r\n\r\nCr  https://www.voathai.com/a/baking-is-good-for-mental-health/5369425.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1587005942.jpg"],
    [640,2414,"\"แอปเปิล-กูเกิล\" ผนึกกำลังวางระบบติดตามเส้นทางโควิดระบาด","Wed, 2020-04-15 10:43","http://www.stkc.go.th/node/2414","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"แอปเปิล (Apple) และ กูเกิล (Google) ผนึกกำลังพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถแจ้งเตือนผู้คนให้ทราบว่าพวกเขาอาจเข้าใกล้ผู้ที่อาจติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้ โดยไม่ต้องเข้าถึงแอพพลิเคชั่นใดๆ และใช้ได้ทั้งระบบ iOS และแอนดรอยด์\r\n\r\n2 ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีโลก ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญเมื่อวันศุกร์ ในการพัฒนาระบบ API หรือฟังก์ชันเชื่อมต่อกับโปรแกรมอื่นๆ เพื่อใช้ติดตามเส้นทางการระบาดของโควิด-19 ที่จะนำมาใช้ในเดือนพฤษภาคมนี้\r\n\r\nนอกจากนี้ ทั้ง 2 บริษัทยังร่วมกันออกแบบระบบติดตามตัวบุคคลผ่านสัญญาณบลูทูธ เพื่อระบุว่าบุคคลนั้นใกล้ชิดกับใครเป็นระยะเวลานานมากพอที่จะแพร่เชื้อหรือรับเชื้อได้แค่ไหน และหากพบว่าใครในเครือข่ายใกล้ชิดตรวจพบว่าติดเชื้อโคโรนาไวรัส ระบบแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้ทันที ซึ่งระบบดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการทดสอบในอาสาสมัครเท่านั้น โดยในแถลงการณ์ของแอปเปิลและกูเกิล ยืนยันว่าจะไม่มีการบันทึกข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ในระบบนี้\r\n\r\nทั้งนี้ ทางเว็บไซต์บลูมเบิร์ก ซีเอ็นบีซี และบีบีซี รายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ อาจสนับสนุนการพัฒนาระบบติดตามตัวบุคคลนี้ เพื่อสกัดกั้นการระบาดของโควิด-19 ในประเทศ ซึ่งมีผู้ติดเชื้อ 480,000 ราย และเสียชีวิต 18,000 คนแล้ว\r\n\r\nระบบติดตามตัวบุคคลเพื่อจับตาเส้นทางการระบาดของโควิด-19 ไม่ใช่เรื่องใหม่นัก เพราะบางประเทศอย่างสิงคโปร์ อิสราเอล เกาหลีใต้ และโปแลนด์ นำระบบดังกล่าวมาใช้ติดตามประชาชนในประเทศ เพื่อรับมือกับโควิด-19 และตอนนี้อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี เตรียมผลักดันนโยบายดังกล่าวด้วยเช่นกัน\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/apple-google-joined-hands-for-covid-tracking-system-04102020/5367720.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1586922210.jpg"],
    [641,2411,"นักวิทยาศาสตร์ชี้ จุลินทรีย์มีชีวิตในหินโบราณใต้ท้องสมุทรโลกแสดงความน่าจะเป็นของสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร","Tue, 2020-04-14 09:26","http://www.stkc.go.th/node/2411","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ทีมวิจัยที่นำโดย โยเฮ ซูซูกิ จากมหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นทีมล่าสุดที่ไม่ลดละความพยายามที่จะพิสูจน์ว่า มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กซ่อนอยู่ตามหินโบราณใต้ท้องสมุทร และค้นพบเซลล์สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ภายในก้อนหินโบราณที่เปลือกโลกใต้สมุทรอันหนาวเย็น ทางตอนใต้ของพื้นมหาสมุทรแปซิฟิก\r\n\r\nการค้นพบนี้ทำให้วงการนักวิทยาศาสตร์งุนงงว่า เชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้ซึ่งมีอยู่เป็นล้านๆ ตัว สามารถมีชีวิตอยู่รอดท่ามกลางสภาวะที่ไม่น่าเอื้ออำนวย ภายในก้อนหินอายุหลายล้านปีได้อย่างไร\r\n\r\nอย่างไรก็ดี การค้นพบนี้กลับมาสนับสนุนความน่าจะเป็นที่ว่า สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วระดับจุลินทรีย์นั้นอาจมีอยู่เต็มไปหมดในเปลือกโลกใต้สมุทร ซึ่งประกอบไปด้วยชั้นหินขนาดมหึมาที่สูงเท่าๆ กับเขาเอเวอเรสต์ และกระจายตัวครอบคลุมพื้นที่ 3 ใน 5 ของโลก ทั้งยังทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตระดับนี้อาจยังมีชีวิตอยู่ในเทือกเขาต่างๆ บนดาวอังคารซึ่งครั้งหนึ่งถูกปกคลุมด้วยพื้นมหาสมุทร\r\n\r\nทั้งนี้ เปลือกโลกใต้สมุทรนั้นก่อตัวขึ้นมาค่อนข้างต่อเนื่องเป็นเวลาราว 3,800 ล้านปีแล้ว บริเวณแนวเทือกเขาใต้ทะเลที่ทอดตัวยาวเป็นระยะทาง 40,000 ไมล์ หรือประมาณ 64,373 กิโลเมตรรอบโลก และส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยหินชนิดที่เรียกว่า หินบะซอลต์ หรือหินอัคนีพุ ที่เกิดจากการเย็นตัวของลาวาอย่างรวดเร็วผสมกับน้ำทะเลเย็นจัด และก่อให้เกิดพลังงานที่สามารถช่วยหล่อเลี้ยงจุลินทรีย์ชีวิตตามพื้นสมุทร หรือลึกไปกว่านั้น ดังที่พิสูจน์จากการค้นพบข้างต้น\r\n\r\nในระหว่างการศึกษาวิจัยที่นำโดย ซูซูกิ นั้น ทีมงานสกัดหินจากใต้สมุทรมาทำความสะอาดให้มั่นใจว่า ไม่มีน้ำทะเลที่เต็มไปด้วยจุลินทรีย์ต่างๆ หลงเหลืออยู่ และฆ่าเชื้อพื้นผิวภายนอกอย่างละเอียด ก่อนจะผ่าหินออกมาและพบว่ายังมีสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋ว ซึ่ง มาเรีย-ปาส ซอร์ซาโน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากศูนย์ชีวดาราศาสตร์ (Center of Astrobiology) ในสเปน ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมการวิจัยนี้ แต่คุ้นเคยกับประเด็นนี้ ให้ความเห็นว่า สิ่งที่ทีมของซูซูกิค้นพบ น่าจะเป็นผู้อยู่อาศัยที่แท้จริงของเปลือกโลกของเรา\r\n\r\nการที่สิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วจำนวนมหาศาลเหล่านี้มีชีวิตอยู่อย่างหนาแน่นในสภาพแวดล้อมที่ความดันอากาศสูงราว 8,520 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว หรือ 3,865 กิโลกรัมต่อตารางนิ้ว เทียบกับระดับความดันปกติบนพื้นผิวโลกที่ 14.7 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว หรือราว 6.6 กิโลกรัมต่อตารางนิ้ว และมีสารอาหารอันน้อยนิด เป็นหลักฐานที่พิสูจน์ถึงวิถีของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะ จุลินทรีย์ชีวิต ที่ดำเนินเพื่อดำรงชีพอยู่ได้\r\n\r\nการศึกษาลึกลงไปพบว่า สิ่งมีชีวิตที่ค้นพบจากก้อนหินโบราณนี้ มีรายละเอียดทางพันธุกรรมที่ต่างจากพวกที่นักวิทยาศาสตร์พบเจอบนพื้นเปลือกโลกใต้สมุทร กล่าวคือ จุลินทรีย์ชีวิตกลุ่มที่เพิ่งพบเจอนี้ ไม่สามารถสังเคราะห์อาหารด้วยตนเองได้ และต้องหาอาหารจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งในกรณีของพวกมัน ก็คือ พลังงานจากอินทรียวัตถุ ซึ่งอาจเป็นของเสียหรือซากสัตว์ทะเลที่ตกลงมาอยู่ก้นทะเล หรือไม่ก็ส่วนย่อยสลายทางเคมีที่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นชีวภาพของเปลือกโลกนั่นเอง\r\n\r\nซูซูกิ ผู้ซึ่งเป็นผู้นำทีมจัดทำรายงานชิ้นนี้ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Communications Biology กล่าวว่า สารอาหารทั้งหมดนี้ถูกกักเก็บจนเข้มข้นและผสมกับโคลนที่ติดอยู่ตามรอยแตกของหิน จนกลายมาเป็นเหมือน โคลนมหัศจรรย์ที่ช่วยให้ชีวิตดำรงอยู่ได้\r\n\r\nนอกจากสารอาหารเหล่านี้แล้ว ซูซูกิ บอกด้วยว่า จุลินทรีย์ในก้อนหินโบราณใต้ท้องสมุทร ยังกินก๊าซมีเทนที่อยู่ในหินเป็นอาหารด้วย แต่นักวิจัยยังหาคำอธิบายไม่ได้ว่า ก๊าซนี้มีที่มาจากไหน\r\n\r\nอารยา อูดรี นักวิทยาศาสตร์ด้านดาวเคราะห์จาก มหาวิทยาลัยเนวาดา ซึ่งไม่ได้ร่วมจัดทำรายงานนี้ ให้ความเห็นว่า การยืนยันถึงการมีชีวิตอยู่ของจุลินทรีย์ชีวิตในก้อนหินโบราณนี้ นำมาสู่ความหวังที่จะพิสูจน์ว่า น่าจะมีสิ่งมีชีวิตหลงเหลืออยู่บนดาวอังคาร เนื่องจากหินบะซอลต์จากพื้นสมุทรของโลกมีลักษณะทางเคมีที่คล้ายกับหินบะซอลต์ที่พบบนดาวอังคารมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อก๊าซมีเทนนั้นมีอยู่บนดาวอังคารด้วยเช่นกัน\r\n\r\nซอร์ซาโน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสจากศูนย์ชีวดาราศาสตร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากเชื้อจุลินทรีย์สามารถรอดชีวิตอยู่บนดาวอังคาร และรอดมหันตภัยกัมมันตภาพรังสีบนพื้นผิวดาวมาได้ มนุษย์อาจมีโอกาสค้นพบสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่ว่านี้ในไม่ช้า โดยโครงการสำรวจอวกาศร่วมระหว่างยุโรปและรัสเซีย มีแผนปล่อย ยานโรเวอร์ Rosalind Franklin ของโครงการ Exomars เพื่อสำรวจสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร และมีกำหนดลงจอดในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยโคลนซึ่งเต็มไปด้วยโมเลกุลของสารอินทรีย์ ขณะที่องค์การนาซา มีแผนปล่อยยานโรเวอร์ Perseverance ไปเก็บตัวอย่างหินบริเวณปล่องภูเขาไฟบนดาวอังคารซึ่งมีโคลนแบบเดียวกันอยู่เต็มไปหมด ในช่วงฤดูร้อนของปีนี้ด้วย\r\n\r\nมาร์ค เลเวอร์ นักนิเวศน์วิทยาจากมหาวิทยาลัยอาร์ฮุส ในประเทศเดนมาร์ก ซึ่งเคยร่วมเขียนรายงานเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในมหาสมุทร กล่าวเสริมว่า การพิสูจน์ว่าเชื้อจุลินทรีย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้บนดาวอังคาร อาจนำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่กว่าในจักรวาล ว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่เราไม่รู้และรอการค้นหาอยู่\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/national-geographic-society-microbes-ocean-crust-mars/5366867.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1586831209.jpg"],
    [642,2409,"แพทย์แนะหยุดสัมผัสใบหน้าตัวเอง ลดโอกาสติดเชื้อโควิด-19","Mon, 2020-04-13 09:52","http://www.stkc.go.th/node/2409","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เจ้าหน้าที่สาธารณสุขกล่าวว่า การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสช่วยเตือนว่าเราสัมผัสใบหน้าตัวเองกันบ่อยครั้งเกินไป หากลดพฤติกรรมนี้ลงก็จะช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสได้\r\n\r\nหากเราลองนึกถึงสิ่งที่มีเชื้อโรคที่สัมผัสอยู่ทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ กุญแจรถ ประตู ลิฟท์ หรือแม้แต่เงินสด ซึ่งไม่ทราบเลยว่ามาจากที่ไหนบ้าง และหากแบคทีเรีย ไวรัส และสารก่อภูมิแพ้ทั้งหมดจากสิ่งของเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายของเราผ่านทางเยื่อเมือกในจมูก ปาก และดวงตา หรือผ่านทางรอยแผลบนใบหน้าหรือลำคอ ที่ไม่ทราบว่ามีอยู่ จะเกิดอะไรขึ้น?​\r\n\r\nในการวิจัยเมื่อปีพ.ศ. 2558 มหาวิทยาลัยซิดนีย์ได้สังเกตนักเรียนแพทย์ทางกล้องวิดีโอ และบันทึกจำนวนครั้งที่พวกเขาเอามือจับใบหน้าตัวเอง และพบว่า นักเรียนแพทย์ 26 คนได้สัมผัสใบหน้าตัวเองโดยเฉลี่ย 23 ครั้งต่อชั่วโมง และมีการสัมผัสดวงตา จมูก หรือปากถึง 44%\r\n\r\nการที่จะไม่จับต้องใบหน้าของตัวเองนั้นยากกว่าที่คิด ซึ่งเจ้าหน้าที่กล่าวว่า หากใครมีเชื้อโรคที่นิ้วมือ แค่เพียงสัมผัสเดียวเท่านั้นเชื้อโรคก็สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านรูจมูก ตา หรือปากได้\r\n\r\nดร. Dawn Mueni Becker ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อที่เมือง Gainesville รัฐ Florida กล่าวว่า เชื้อไวรัสที่ส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อเมือกที่พบในจมูก ช่องปาก และริมฝีปาก การล้างมือไม่สะอาดจะทำให้ง่ายต่อการติดเชื้อไวรัสด้วยวิธีนี้\r\n\r\nแต่มนุษย์เราจับใบหน้าตัวเองมาตลอดทั้งชีวิต และการหยุดนิสัยที่ว่านี้พูดง่ายแต่ทำยาก\r\n\r\nเมื่อเดือนที่แล้วได้มีการเผยแพร่วีดีโอในโลกโซเชียล ที่แสดงภาพเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐแคลิฟอร์เนียสัมผัสใบหน้าของเธอเองในระหว่างการแถลงข่าวแนะนำผู้คนไม่ให้ทำเช่นนั้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส\r\n\r\nเธอบอกว่า เราต้องเริ่มด้วยการไม่แตะต้องใบหน้าของตัวเอง เพราะหนึ่งในวิธีหลักที่ไวรัสแพร่กระจายคือการที่คนเราสัมผัสปาก จมูก หรือดวงตาของตน จากนั้นเธอก็เอานิ้วแตะที่ลิ้นของเธอเพื่อที่จะพลิกเอกสารไปยังหน้าถัดไป ซึ่งดูเหมือนเธอจะไม่รู้ตัวเลยว่า ไม่ได้ทำตามคำแนะนำของตัวเธอเองเลย\r\n\r\nเช่นเดียวกับพฤติกรรมส่วนใหญ่ การจับใบหน้าอย่างต่อเนื่องเริ่มตั้งแต่อายุยังน้อยจนติดเป็นนิสัย ผู้คนจับใบหน้าตัวเองด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน การศึกษาของรัฐบาลกลางในปีพ.ศ 2557 ฉบับหนึ่งระบุว่า การสัมผัสใบหน้าตัวเองจะช่วยลดความเครียดและความรู้สึกอึดอัดได้\r\n\r\nการศึกษาระบุว่า การเผลอจับหน้าตัวเองโดยที่ไม่รู้ตัวนั้นเกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เคร่งเครียด\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม มีวิธีที่ปลอดภัยในการสัมผัสใบหน้าของตัวเองหากไม่สามารถหยุดตัวเองได้\r\n\r\nดร. Becker บอกว่า มีวิธีที่จะลดโอกาสการติดเชื้อจากการสัมผัสใบหน้า เช่น ควรมีกระดาษทิชชู่ไว้ใกล้ ๆ ในกรณีที่มีน้ำมูกไหล หรือไอจาม และใช้กระดาษชำระเวลาที่จับใบหน้าตัวเองแทนที่จะใช้มือเปล่า การมีสติ และรับรู้ถึงพฤติกรรมนี้ของตนก็สามารถช่วยในการหลีกเลี่ยงการจับใบหน้าของตัวเองได้\r\n\r\nนอกจากนี้ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ยังแนะนำให้ล้างมือด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที หากไม่มีน้ำ ก็สามารถใช้เจลทำความสะอาดมือแบบที่ผสมแอลกอฮอล์อย่างน้อย 60% และว่า การใช้สบู่และน้ำในการล้างมือที่สกปรกอย่างเห็นได้ชัด คือวิธีที่ดีที่สุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ใช้ห้องน้ำ สั่งน้ำมูก ไอ หรือจาม\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/coronavirus-stop-touching-face-challenge/5361340.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1586746375.jpg"],
    [643,2403,"'เต้นบำบัด' กิจกรรมช่วยคลายเครียดในครอบครัวช่วงกักตัวอยู่บ้าน","Fri, 2020-04-10 09:33","http://www.stkc.go.th/node/2403","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ขณะที่นักจิตวิทยาส่วนหนึ่งแนะให้เรารับมือกับความเครียดด้วยการทำสมาธินั้น นักจิตวิทยาและนักบำบัดความเครียดด้วยการเต้นหรือ dance therapist บางคนเสนอว่า เราอาจจัดการกับปัญหานี้ได้ด้วยการปลดปล่อยตัวเอง\r\n\r\nมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่แสดงว่า ดนตรีกับการเคลื่อนไหวเข้าจังหวะนั้นช่วยสร้างความสุขและความอิ่มเอิบได้แม้จะเป็นในช่วงสั้น ๆ ก็ตาม เพราะเมื่อเราขยับแขนขาและกล้ามเนื้อ ร่างกายก็จะปล่อยฮอร์โมนเอ็นโดฟินออกมา\r\n\r\nนอกจากนั้น ประสบการณ์ที่เรามีในกลุ่มร่วมกับคนอื่นจากการเต้นรำยังช่วยสร้างความเชื่อมต่อผ่านทางการแสดงออก และทำให้เรารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสังคมในลักษณะที่ว่า ผลงานของกลุ่มนั้นจะดีกว่าหรือให้ผลได้มากกว่าผลรวมจากการที่ต่างคนต่างทำนั่นเอง\r\n\r\nนักจิตวิทยาอธิบายด้วยว่า ประโยชน์ของการปลดปล่อยอารมณ์ผ่านการเต้นนี้นอกจากจะดีต่อใจกับผู้ใหญ่แล้ว ยังเป็นประโยชน์สำหรับเด็ก ๆ ด้วย เพราะช่วยให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์ผ่านภาษาท่าทางมากกว่าด้วยวาจาแต่เพียงอย่างเดียว\r\n\r\nนอกจากนั้น เมื่อเราได้สื่อสารกับร่างกายผ่านท่วงท่าการเต้นรำและเสียงเพลง กิจกรรมที่ว่านี้จะเข้าไปสัมผัสกับความรู้สึกลึก ๆ ของเรา และเปิดโอกาสให้กับอะไรบางอย่างที่อาจจะดูไร้สาระแต่ก็นับเป็นความคิดสร้างสรรค์อย่างหนึ่งด้วย\r\n\r\nและที่สำคัญกว่านั้น โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีสมาชิกรุ่นเยาว์อยู่ในบ้าน การมีกิจกรรมเต้นร่วมกันนี้จะเปลี่ยนเด็กของเราจากการเป็นผู้รับประสบการณ์แต่เพียงฝ่ายเดียว ให้กลายเป็นผู้สร้างประสบการณ์ รวมทั้งยังช่วยสร้างโมเมนต์ของประสบการณ์ร่วมที่น่าจดจำในครอบครัวด้วย\r\n\r\nยิ่งกว่านั้น คุณโจดี้ เวเกอร์ นักบำบัดด้วยวิธีเต้นรำที่โรงพยาบาล Dominion Hospital ในรัฐเวอร์จิเนีย ยังชี้ว่า เมื่อเราเต้นรำ ศูนย์ควบคุมความพึงพอใจในสมองของเราจะทำงาน ซึ่งเรื่องนี้ก็จะเป็นผลดีต่อทั้งสมอง ดีต่ออารมณ์ ดีต่อกาย และดีต่อความสัมพันธ์ทางสังคมโดยรวมด้วยนั่นเอง\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/dance-therapy-ct/5365523.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1586485980.jpg"],
    [644,2400,"“เสพติดดิจิตัล” ภัยเงียบต่อสุขภาพ","Thu, 2020-04-09 08:34","http://www.stkc.go.th/node/2400","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"การใช้งานสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน บางคนจ้องหน้าจอจนเกิดความเจ็บป่วย หลายองค์กรพยายามออกมาสร้างแรงกระเพื่อม เพื่อให้สังคมตระหนักถึงภัยของการ “เสพติดดิจิตัล”\r\n\r\nในโลกยุคที่เทคโนโลยีรายล้อมตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ถ่ายทอดผ่านอินเทอร์เน็ต เกมส์ หรือแอพพลิเคชั่นสังคมออนไลน์ ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่ที่จะพยายามดึงความสนใจจากผู้ใช้งาน หลายคนจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียที่หลากหลาย ส่งผลให้สุขภาพย่ำแย่ จึงมีกลุ่มคนที่ออกมาเตือนเพื่อให้คนทั่วไปรู้เท่าทัน และต้องการที่จะสร้าง “ความสุขสมดุลในโลกยุคดิจิตัล” ให้กับสังคมปัจจุบัน\r\n\r\nคุณ Nina Hersher ผู้บริหารระดับสูงของสมาคมการค้า Digital Wellness Collective บอกว่า “เรากำลังอยู่ในยุคที่ความสนใจของคน ถูกตีเป็นมูลค่าทางด้านเศรษฐกิจ” โดยองค์กรที่เธอทำงานแห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อหาจุดสมดุลในการใช้เทคโนโลยีสำหรับคนทั่วไป ให้เหมาะสมทั้งด้านร่างกาย อารมณ์และจิตใจ\r\n\r\nคุณ Hersher เป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ต้องต่อสู้กับอาการพูดติดอ่างในวัยเด็ก ซึ่งเธอชี้ว่าเคยใช้การสบตากับคู่สนทนาเพื่อส่งสัญญาณว่าเธอต้องการจะสื่อสารด้วย\r\n\r\nเธอบอกกับวีโอเอว่า “ทุกวันนี้คนใช้มือถือ แทบจะไม่ละสายตาจากหน้าจอ เธอจึงอยากจะสร้างความเปลี่ยนแปลง ให้คนหันมาสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว อยู่กับปัจจุบันมากกว่านี้”\r\n\r\nความเจ็บป่วยจากการเสพติดดิจิตัลเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น\r\n\r\n“Nomophobia” หรืออาการหวาดกลัวจากการขาดโทรศัพท์มือถือเพื่อติดต่อสื่อสาร\r\n\r\n\"Tech neck\" คืออาการปวดคอจากการก้มมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน โดยการก้มที่ 45 องศาทำให้คอต้องรับน้ำหนักของศีรษะที่มากกว่าปกติ\r\n\r\n“Email Apnea” เป็นอาการกลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัวขณะอ่านหรือพิมพ์ข้อความผ่านหน้าจอ\r\n\r\nนักจิตวิทยา Anatasia Kim ซึ่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์จากสถาบัน the Wright Institute ที่ตั้งในเมือง Berkeley รัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า “หากคุณมีอาการตื่นเต้นทุกครั้งที่จำนวนคนกดไลค์เพิ่มสูงขึ้น ถือว่าเป็นอีกหนึ่งสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม”\r\n\r\nทางด้านพยาบาลผดุงครรภ์ Kristen Graser เล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้เธอตัดสินใจลดการใช้โทรศัพท์มือถือ สืบเนื่องมาจากวันที่เธอกำลังดูแลเด็กแรกเกิด แต่ด้วยความคุ้นเคยเธอได้เหลือบมองหน้าจอมือถือ จุดนั้นเองทำให้คุณ Graser ตระหนักได้ว่าเธอกำลังสูญเสียการควบคุมตัวเอง\r\n\r\nปัจจุบันมีหลายองค์กรที่พยายามรณรงค์ให้สังคมเห็นถึงข้อเสียของการใช้เวลากับเทคโนโลยีที่มากเกินไป เช่น องค์กร America Offline ได้สร้างการออกค่ายสำหรับวัยรุ่นที่ปราศจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งโครงการนี้ริเริ่มมาจากโค้ชบาสเก็ตบอลเยาวชนที่อยากให้เด็กลดการจ้องหน้าจอ\r\n\r\nแม้การใช้ชีวิตโดยปราศจากเทคโนโลยีการสื่อสารอาจจะเป็นสิ่งที่สุดโต่งจนเกินไปสำหรับใครหลายคน สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือหาจุดสมดุลในการใช้ประโยชน์ของอุปกรณ์เหล่านี้โดยไม่ให้มันมาทำลายสุขภาพและชีวิตของเรา\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/digital-wellness-ks/5356475.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1586396066.jpg"],
    [645,2399,"วิธีรักษาสุขภาพจิตในระหว่างการกักตัวอยู่ในบ้าน","Wed, 2020-04-08 10:53","http://www.stkc.go.th/node/2399","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"รัฐบาลหลายๆ ประเทศทั่วโลกได้ร้องขอหรือสั่งให้พลเมืองกักกันตัวเอง และอยู่บ้านเพื่อหลีกเลี่ยงการติดต่อกับคนอื่น\r\n\r\nการกักตัวเองจะช่วยชะลอการแพร่กระจายของโรคต่างๆ เช่น COVID-19 ซึ่งพบเป็นครั้งแรกที่ประเทศจีนในช่วงปลายเดือนธันวาคมและกลายเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณะสุขทั่วโลกอย่างรวดเร็ว\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การกักตัวเองอยู่ในบ้านอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ โดยความเสี่ยงในเรื่องความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้าอันเป็นผลมาจากการกักกันตัวเองนั้นมีเพิ่มมากขึ้น\r\n\r\nดังนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพทั่วโลกจึงเสนอคำแนะนำเพื่อช่วยให้สามารถรับมือกับผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ของการกักตัวเองที่มีต่อสุขภาพจิตได้\r\n\r\nClaudia W. Allen นักจิตวิทยา หัวหน้าภาควิชาพฤติกรรมศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์ Family Stress Clinic มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย แนะนำวิธีที่จะช่วยรักษาสุขภาพจิตไว้ดังนี้\r\n\r\nทำทุกอย่างตามปกติ ทำทุกอย่างตามปกติมากที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อช่วยให้มีสุขภาพดีในระหว่างการกักตัว เช่นควรตื่นนอนและแต่งตัวตามเวลาปกติ คนที่อยู่ในชุดนอนทั้งวันอาจทำให้รู้สึกว่าไม่อยากจะทำอะไร หรือไม่มีเป้าหมาย\r\n\r\nวางแผนการ ควรมีการวางแผน เขียนรายการกิจกรรมและกำหนดเวลา กิจกรรมเหล่านั้นอาจรวมถึงการทำความสะอาดบ้าน ชำระค่าใช้จ่าย โทรศัพท์ และเตรียมอาหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพยังแนะนำให้ทานอาหารตามเวลาปกติด้วย\r\n\r\nมีกิจกรรมดูแลตัวเอง ควรมีกิจกรรม “การดูแลตนเอง” ในระหว่างการกักตัว เช่นการออกกำลังกาย การอ่านหนังสือ หรือการเล่นดนตรี การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าจะอยู่แต่ในบ้าน แต่ต้องไม่ลืมที่จะขยับร่างกาย หรืออาจจะเข้าคลาสออกกำลังกายออนไลน์\r\n\r\nออกไปข้างนอกบ้าน ควรออกไปใช้เวลาอยู่นอกบ้านบ้าง ธรรมชาติสามารถช่วยบรรเทาความเบื่อและความตึงเครียดอื่นๆ ที่เกิดจากการกักตัวได้ เช่นการออกไปเดินเล่น ทำงานในสวนหลังบ้าน ปลูกผัก สำรวจป่า รับแสงแดด และล้างรถหรือรถจักรยาน\r\n\r\nใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างฉลาด สื่อสังคมออนไลน์เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกัน แต่ถ้าใช้มากเกินไปอาจก่อให้เกิดอันตรายได้\r\n\r\nClaudia Allen กล่าวว่าการศึกษาบางชิ้นแสดงให้เห็นว่าสื่อสังคมออนไลน์สามารถทำให้บางคนรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง ดังนั้นควรใช้อย่างชาญฉลาด เช่นใช้ในการพูดคุยกับเพื่อน ครอบครัว เพื่อนบ้าน และคนอื่นๆ ผ่านบริการสื่อสารผ่านวิดีโอ\r\n\r\nหาวิธีช่วยเหลือผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่นเป็นอีกวิธีหนึ่งในการยกระดับจิตใจในระหว่างการกักตัว ซึ่งอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายๆ เช่นการโทรหาคนที่อยู่คนเดียว หรือทักทายเพื่อนบ้านจากทางหน้าต่าง นอกจากนี้สามารถให้บริการออนไลน์ เช่นหากเป็นครู ก็สามารถให้ความช่วยเหลือในเรื่องการทำการบ้านออนไลน์แก่เพื่อนๆ ที่ตอนนี้ต้องสอนหนังสือลูกอยู่ที่บ้าน\r\n\r\nและตรวจสอบความรู้สึกของตัวเอง หากรู้สึกว่าประสบปัญหาจากผลกระทบของการกักตัว ให้ติดต่อแพทย์ หรือองค์กรเพื่อชุมชน หรือติดต่อหมายเลขสายด่วนฉุกเฉิน\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/how-to-keep-mentally-healthy-during-coronavirus/5353059.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1586318024.jpg"],
    [646,2396,"ทำอย่างไรให้ร่างกายแข็งแรง ในช่วงเวลาการกักตัวอยู่ที่บ้าน","Wed, 2020-04-08 09:39","http://www.stkc.go.th/node/2396","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"CNN มีรายงานว่าความกังวลในเรื่องโคโรนาไวรัส การเว้นระยะห่างทางสังคม การปิดสถานออกกำลังกาย และการกักบริเวณตัวเองอยู่ในบ้าน อาจทำให้ผู้คนอยากเอาแต่นอนขดตัวอยู่บนโซฟาและดูโทรทัศน์ หรือนอนอ่านหนังสือนิยายทั้งวัน\r\n\r\nแต่การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยป้องกันไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่ม (ซึ่งอาจทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง) ช่วยให้อารมณ์ดี และช่วยให้มีสุขภาพดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดอยู่ทั่วโลกในขณะนี้\r\n\r\nอย่างไรก็ดี ช่วงเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมในการดูแลสุขภาพของตัวเองด้วยการเพิ่มการออกกำลังกายเข้าไปในตารางเวลาชีวิตประจำวัน\r\n\r\nในแต่ละวันควรตั้งเป้าหมายการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ หรือการออกกำลังกายเพื่อประสิทธิภาพร่างกายและหัวใจอย่างน้อย 30 นาทีรวมถึงการฝึกความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ และสร้างมวลกระดูกอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะถ้าหากเป็นโรคเบาหวานหรือมีอาการเริ่มต้นของการเป็นโรคเบาหวาน เพราะร่างกายของคนส่วนใหญ่อาจเผาผลาญแคลอรี่น้อยกว่าปกติ เนื่องจากกิจวัตรประจำวันที่ทำได้มีอยู่เพียงจำกัด\r\n\r\nการพยายามไม่นั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ เป็นเรื่องที่สำคัญ การศึกษาวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าพฤติกรรมการนั่งอยู่กับที่ แม้จะนานขึ้นเพียงหนึ่งชั่วโมงก็ทำให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในเพศชายลดลง และการศึกษาขนาดใหญ่ฉบับหนึ่งพบว่าพฤติกรรมการนั่งอยู่กับที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และเสี่ยงต่อการเสียชีวิต\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ไม่ควรออกกำลังกายแบบหักโหมมากเกินไป การออกกำลังกายหนักหน่วงมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อายุเกิน 65 ปีซึ่งร่างกายไม่ได้แข็งแรงอยู่ก่อน หรือเริ่มมีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว อาจเป็นการไปยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันชั่วคราว ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงเวลาที่มีการระบาดใหญ่ครั้งนี้\r\n\r\nนอกจากนี้การออกกำลังกายกลางแจ้ง รวมถึงการวิ่ง ขี่จักรยาน เดินป่าและเดินออกกำลังกาย ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดด ซึ่งอาจช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและช่วยให้อารมณ์ดีได้ แต่ต้องไม่ลืมที่จะเว้นระยะห่างทางสังคมด้วย\r\n\r\nแม้ว่าจะไม่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายในบ้าน แต่ยังมีอะไรอีกมากมายที่สามารถทำได้เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีชีวิตชีวาและมีสติในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้ ทั้งบริการสตรีมมิ่งออนไลน์ อินเทอร์เน็ตและแอพพลิเคชั่นในมือถือ ล้วนเสนอวิธีการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ในบ้านมากมาย ทั้งที่ไม่มีค่าใช้จ่าย และแบบราคาไม่แพง ทั้งแบบที่ใช้อุปกรณ์เล็กน้อย และแบบที่ไม่อาศัยอุปกรณ์ใดๆ เลย\r\n\r\nEllen Barrett ผู้เชี่ยวชาญด้านโยคะ แนะนำให้สร้างพื้นที่ที่สะดวกสบายสำหรับการออกกำลังกายในบ้าน อย่างตัวเธอเองจะมีเสื่อโยคะปูอยู่ในมุมสงบของห้องนั่งเล่นที่อยู่นอกห้องนอน ซึ่งเต็มไปด้วยแสงธรรมชาติ เธอสามารถนั่งสมาธิหรือยืดเส้นยืดสายแบบเบาๆ หรือออกกำลังกายเท้าเปล่าแบบเข้มข้นได้ด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การออกกำลังกายไม่ได้มีความสำคัญต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตเท่านั้น แต่การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการออกกำลังกายนั้นช่วยเพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพของการเรียนรู้ด้วย นอกจากนี้การออกกำลังร่วมกับผู้อื่นยังช่วยให้สนุกสนาน ดังนั้นอย่าลืมที่จะชวนลูกๆ มาออกกำลังกายด้วยกัน\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/how-to-stay-fit-during-coronavirus/5353054.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1586313560.jpg"],
    [647,2388,"นักโภชนาการแนะวิธีรับมือ 'การกินจุกจิกจากความเครียด'","Fri, 2020-04-03 07:58","http://www.stkc.go.th/node/2388",null,null,"ความเครียดนั้นเป็นปัญหาที่มักพบได้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนว่าจะติดหรือไม่ติดโควิด-19 และแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ยังจะต้องเอาอีกนานเท่าไหร่ รวมทั้งการถูกจำกัดพื้นที่ให้ทำงานจากที่บ้านด้วยนั้น ก็ดูจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างความเครียดเพิ่มขึ้นได้\r\n\r\nมีคนบางส่วนที่ตอบรับความเครียดด้วยการกิน ขณะที่บางคนความเครียดทำให้ไม่อยากทานอะไรเลย แต่สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มจะหยิบฉวยอาหารเข้าปากเพื่อรับมือกับความเครียดนั้น นักโภชนาการได้ให้คำแนะนำไว้ดังนี้\r\n\r\nข้อหนึ่ง เราควรพยายามรู้ตัวและควบคุมสาเหตุที่จะกระตุ้นให้เกิดความเครียด ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นการติดตามข่าว หรือการอ่านเรื่องราวที่มีการแชร์ออนไลน์มากเกินไป แต่หากเราไม่สามารถเลี่ยงตัวกระตุ้นความเครียดที่ว่านี้ได้แล้ว คุณคาโรลีน โอนีล นักโภชนาการผู้หนึ่ง แนะว่าเราควรทำบันทึกรายการอาหารที่หยิบเข้าปากในแต่ละวัน เพื่อช่วยให้เห็นภาพว่าเรากินอะไร ที่ไหน และเป็นจำนวนเท่าใด?\r\n\r\nข้อที่สอง ก็คือถ้าเราอดกินจุกจิกหรือละเว้นของขบเคี้ยวไม่ได้ นักโภชนาการแนะให้เตรียมของกินเล่นในปริมาณที่เหมาะสมไปล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เผลอตัวกินเพลินจนหมดทั้งถุงใหญ่นั่นเอง\r\n\r\nข้อที่สาม ก็คือให้จัดบริเวณครัวและตู้เย็นเสียใหม่ โดยเอาของกินที่ล่อตาล่อใจไปให้พ้นสายตา และเอาของดีที่มีประโยชน์ เช่น ผักผลไม้ วางไว้ในบริเวณที่เห็นหรือหยิบฉวยได้ง่ายในตู้เย็น ซึ่งจะเป็นประโยชน์เวลาที่เกิดแรงกระตุ้นให้ต้องหาอะไรกินลดความเครียด\r\n\r\nข้อที่สี่ ก็คือควรหาเวลาหยุดพักเพื่อจิบชาสมุนไพร หรือกาแฟใส่โกโก้บ้าง เพื่อช่วยบริหารจัดการความรู้สึกของตัวเองไม่ให้สะสมความเครียดมากจนเบรคไม่อยู่\r\n\r\nแต่สุดท้ายหากทนไม่ไหวจริง ๆ และต้องลดความเครียดด้วยการสนองความต้องการของปากกับลิ้นแล้ว นักโภชนาการแนะให้พยายามเลือกของว่างลดความเครียดที่มีประโยชน์ เช่น ช็อกโกแลตดำที่อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนซ์ เป็นต้น\r\n\r\nโดยข้อคิดและเคล็ดลับสำหรับการรับมือกับความเครียดแบบไม่ตามใจปาก ซึ่งทั้งเพศชายและเพศหญิงที่ทำงานจากบ้านอาจนำไปใช้ได้ ก็คือ นอกจากการสร้างระยะห่างทางสังคม ถ้าจะให้ดีแล้วควรต้องสร้างระยะห่างที่พอดีจากครัวและตู้เย็นด้วยเช่นกัน\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/stress-and-eating-ct/5356489.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1585875480.jpg"],
    [648,2387,"สัตว์เลี้ยงแสนรักมีประโยชน์ จริงหรือไม่สัตว์เลี้ยงแสนรักมีประโยชน์ จริงหรือไม่","Thu, 2020-04-02 10:18","http://www.stkc.go.th/node/2387","สังคมศาสตร์",null,"การศึกษาวิจัยโดยนักจิตวิทยายืนยันว่า การมีสัตว์เลี้ยงแสนรักอาจมีคุณค่าทางจิตใจและมอบความสุขให้แก่ผู้เลี้ยง แต่ในความเป็นจริงนั้น ยังไม่มีการวิจัยที่สรุปได้จริงว่า สัตว์เลี้ยงนั้นมีประโยชน์ต่อมนุษย์จริงหรือไม่\r\n\r\nปัจจุบัน ผู้คนนิยมเลี้ยงสัตว์มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะความรักในสัตว์ประเภทหนึ่งๆ ความเหงา หรือเพราะกระแสนิยม และหลายคนเชื่อว่า การมีสัตว์เลี้ยงนั้นมีประโยชน์จริง แม้นักวิจัยยังไม่สามารถยืนยันความเชื่อนี้ได้\r\n\r\nสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ศาสตราจารย์แฮโรลด์ เฮอร์ซอก ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยา และเป็นผู้รักสัตว์ จากมหาวิทยาลัย เวสต์เทิรน์ แคโรไลนา กล่าวว่า การมีสัตว์เลี้ยงนั้นมีประโยชน์มากมายแก่ผู้เลี้ยง อาทิ อัตราการรอดชีวิตที่สูงขึ้น โอกาสการมีอาการหัวใจวายที่น้อยลง มีความเหงาน้อยลง ความดันเลือดดีขึ้น สุขภาพจิตที่ดีขึ้น การมีปัญหาซึมเศร้าหดหู่และเครียดน้อยลง การที่ไม่ต้องไปพบแพทย์บ่อย มีความพอใจและนับถือตัวเองมากขึ้น นอนหลับพักผ่อนดีขึ้น และมีการเคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น\r\n\r\nแต่ขณะเดียวกัน ศาสตราจารย์เฮอร์ซอก บอกว่า งานวิจัยก็สรุปด้วยว่า เจ้าของสัตว์เลี้ยงนั้นกลับมีโอกาสที่จะตกอยู่ในภาวะเหงา ซึมเศร้า และเกิดอาการที่เรียกว่า Panic Disorder หรือภาวะตื่นตระหนกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่มีเหตุผลหรือหาสาเหตุไม่ได้ หรือเกิดอาการของโรคหืดหอบ โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคไมเกรน และต้องใช้ยามากขึ้น\r\n\r\nเมแกน มุลเลอร์ จากมหาวิทยาลัยทัพส์ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งมีสัตว์เลี้ยงเช่นกัน ให้ความเห็นว่า แม้ว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงทั้งหลายจะมั่นใจว่า การมีเพื่อนคู่ใจสี่ขาทำให้ชีวิตดีขึ้น การศึกษาข้อเท็จจริงทางวิทยาศาตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างไม่มีข้อกังขาว่า สัตว์เลี้ยงนั้นดีต่อสุขภาพของผู้เลี้ยงจริงๆ\r\n\r\nมุลเลอร์ บอกว่า ขณะที่คนที่เลี้ยงสัตว์มักถามตัวเองว่า “สัตว์ที่เลี้ยงอยู่นั้นดีต่อตนหรือไม่” เธอกลับมองว่า ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ “ใครเหมาะจะมีสัตว์เลี้ยง ภายใต้สภาวะแวดล้อมแบบใด และคนและสัตว์เลี้ยงนั้นเข้ากันได้ไหม” มากกว่า\r\n\r\nมุลเลอร์ กล่าวว่า งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า การมีสัตว์เลี้ยงช่วยผู้เลี้ยงที่มีปัญหาเครียดได้พอสมควร ขณะที่ศาสตราจารย์เฮอร์ซอก กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีงานวิจัยเกี่ยวกับประโยชน์ของสัตว์เลี้ยงในการช่วยผู้มีปัญหาโรคซึมเศร้ามามากมาย นักวิจัยยังไม่สามารถสรุปที่ชัดเจนได้ว่า สัตว์เลี้ยงช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นได้จริงหรือไม่\r\n\r\nขณะเดียวกัน การทดลองผลกระทบของสัตว์เลี้ยงกับเด็กๆ ที่มีปัญหา เช่น โรคสมาธิสั้น หรือออทิสติก สรุปว่า สัตว์เลี้ยงช่วยให้เด็กเหล่านั้นมีพัฒนาการในทางที่ดี หรือมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ขณะที่ผู้ปกครองของเด็กที่มีสัตว์เลี้ยงเป็นตัวช่วย รู้สึกเครียดน้อยลงไปด้วย\r\n\r\nนอกจากนั้น งานศึกษาอีกชิ้นที่จัดพิมพ์ออกมาในปีที่แล้วชี้ว่า ผู้ที่เลี้ยงสุนัขมักมีสุขภาพที่ดีขึ้นหลังรอดชีวิตมาจากอาการป่วยเฉียบพลัน เช่น หัวใจวาย หรือเส้นเลือดในสมองแตก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียว แต่งานวิจัยนี้พิสูจน์ได้เฉพาะในกรณีของสุนัขเท่านั้น ขณะที่ยังไม่มีการวิเคราะห์ว่า สัตว์เลี้ยงอื่นๆ จะมีผลดีต่อเจ้าของที่มีประวัติอาการป่วยหนัก\r\n\r\nอย่างไรก็ดี สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ออกมาเตือนว่า การมีสัตว์เลี้ยงนั้นเป็นเรื่องมาพร้อมกับข้อผูกมัดทางการเงินและความรับผิดชอบระดับหนึ่ง ดังนั้น การที่คนๆ หนึ่งจะเลี้ยงสัตว์หรือไม่ ไม่ควรเป็นเพราะเหตุผลที่ต้องการจะลดความเสี่ยงโรคประจำตัวร้ายแรง\r\n\r\nท้ายสุด มุลเลอร์ แห่งมหาวิทยาลัยทัพส์ กล่าวว่า มีการเริ่มทำงานวิจัยระยะยาว เพื่อเฝ้าดูพฤติกรรมและอาการของคนที่มีและไม่มีสัตว์เลี้ยง เพื่อหาข้อสรุปว่า ใครควรเลี้ยงสัตวประเภทใด และควรหลีกเลี่ยงสัตว์ประเภทใด เพราะเหตุผลอะไร ซึ่งเธอบอกว่า อาจนำไปสู่การรักษาทางการแพทย์ ที่ผู้ป่วยอาจได้รับการจ่ายยาเป็นสุนัข หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ก็เป็นได้\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1585797549.jpg"],
    [649,2383,"'ไม่จับ-ไม่จูบ' การทักทายในยุคของโคโรนาไวรัสระบาด","Wed, 2020-04-01 11:19","http://www.stkc.go.th/node/2383","สังคมศาสตร์",null,"ในบางประเทศ เช่น สหรัฐฯ ผู้คนใช้การจับมือและการกอดเพื่อทักทายกัน ขณะที่ในหลายวัฒนธรรมของยุโรป ใช้การจูบที่แก้ม หรือ Air Kiss ซึ่งเป็นการจูบหลอก ๆ ในเวลาที่ทักทายกัน และถ้าเป็นนักกีฬาที่เล่นเป็นทีมก็มักจะใช้วิธี high five หรือแตะมือกันเพื่อทักทาย\r\n\r\nแต่ในขณะที่เชื้อโควิด-19 กำลังระบาดใหญ่ไปทั่วโลก องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้เตือนให้หลีกเลี่ยงฝูงชนจำนวนมาก และพยายามให้มีระยะห่างทางสังคมเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค จึงนำไปสู่วิธีการทักทายแบบใหม่ ๆ ทั่วโลก\r\n\r\nสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศสได้แนะนำให้ประชากรหยุดการทักทายแบบดั้งเดิม และรัฐบาลอิตาลีได้สั่งห้ามการจูบเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของ covid-19\r\n\r\nปกติหลายวัฒนธรรมในเอเชียก็ใช้วิธีการทักทายโดยไม่ต้องถูกเนื้อต้องตัวกันอยู่แล้ว ดังนั้นจึงง่ายกว่าสำหรับชาวเอเชียในการหลีกเลี่ยงการทักทายแบบสัมผัส ตัวอย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่น การโค้งคำนับโดยมือทั้งสองแนบไว้ข้างลำตัว เป็นการทักทายแบบดั้งเดิม รวมทั้งการไหว้ ซึ่งเป็นการทักทายของปลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน\r\n\r\nในช่วงแรกของการระบาดที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน วิดีโอที่มีชื่อว่า “อู่ฮั่นเชค” ได้ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ในวิดีโอดังกล่าว ชายสองคนทักทายกันด้วยการเตะเท้า โดยเตะขวาเตะซ้ายแบบรวดเร็ว จนเหมือนเป็นท่วงท่าในการเล่นกีฬาฟุตบอล จากนั้นก็มีชายอีกหลายคนทักทายกันในแบบเดียวกัน จนแพร่หลายไปทั่วโลก\r\n\r\nนอกจากนี้ เรายังได้เห็นผู้นำและนักการเมืองในหลายประเทศใช้วิธีเอาข้อศอกชนกันแทนการจับมือ และการไหว้ ส่วนที่อิหร่าน จะใช้การทักทายที่เรียกว่า Butt Bump หรือการเอาก้นชนกัน ซึ่งก็อาจนำมาใช้ในช่วงที่กำลังเกิดการระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ได้เช่นกัน\r\n\r\nCr.  https://www.voathai.com/a/greetings-in-the-age-of-coronavirus/5342623.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1585714745.jpg"],
    [650,2380,"“เคบิน ฟีเวอร์ - อาการเบื่อบ้าน” คืออะไร? รักษาได้หรือไม่?","Tue, 2020-03-31 09:23","http://www.stkc.go.th/node/2380","สังคมศาสตร์",null,"รายงานจาก CNN ระบุว่า ในเวลาที่คนเราไม่สามารถออกไปทำงานได้ และกิจกรรมนอกบ้านที่ทำได้ก็มีอยู่เพียงจำกัด ความรู้สึกอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นอาจส่งผลให้เกิดอาการที่เรียกว่า “cabin fever” หรือสภาพกดดันทางจิตใจเวลาที่อยู่แต่ในบ้าน แต่อาการเหล่านี้มีจริงหรือไม่ ถ้ามีจริง มีวิธีที่ทำให้อาการนี้ลดน้อยลงได้หรือไม่ อย่างไร?\r\n\r\n“Cabin Fever” เดิมทีเป็นการพูดถึงคนที่ต้องอยู่โดดเดี่ยวในพื้นที่ห่างไกล หรืออาศัยอยู่ในกระท่อมในแถบอเมริกาเหนือ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ที่จำเป็นต้องอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลาหลาย ๆ วัน\r\n\r\nVaile Wright นักจิตวิทยาและผู้อำนวยการศูนย์วิจัย American Psychological Association กล่าวว่า “Cabin Fever” หรือสภาพกดดันทางจิตใจที่ต้องอยู่แต่ในบ้านนี้ ไม่ใช่อาการทางจิต กล่าวคือ อาการนี้อาจไม่ได้มีอยู่จริง แต่เป็นเพียงความรู้สึกที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ทางด้านลบและความทุกข์ใจที่เกิดจากการถูกจำกัดพื้นที่ ตลอดจนความหงุดหงิดใจ เบื่อหน่าย สิ้นหวัง และแม้กระทั่งมีพฤติกรรมที่ผิดแปลก กระสับกระส่าย และไม่มีสมาธิ\r\n\r\nนักจิตวิทยาบอกว่า บุคลิกภาพและอารมณ์เป็นปัจจัยสำคัญว่าจะพัฒนาอารมณ์เหล่านี้ได้รวดเร็วแค่ไหน หากธรรมชาติของคุณเป็นคนที่ชอบสิ่งแวดล้อมภายนอก และไม่คุ้นเคยกับการอยู่บ้าน ก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะมีความรู้สึกแบบนี้ได้\r\n\r\nPaul Rosenblatt นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์กิตติคุณสาขาวิชาสังคมศาสตร์ครอบครัวที่มหาวิทยาลัย Minnesota ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับเรื่อง “Cabin Fever” มาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980 กล่าวว่า คนบางคนก็เกิดอาการเหล่านี้ได้ทันที กล่าวคือ เมื่อพวกเขานึกถึงว่าจะต้องอยู่บ้านเป็นเวลานาน ๆ ก็เกิดอาการวิตกกังวลแล้ว\r\n\r\nส่วนบรรดาคนที่มองเห็นว่าการกักกันตัวเองนั้น ทำให้มีเวลาได้ทำความสะอาดบ้าน จัดการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จัดระเบียบตู้เสื้อผ้า หรือหางานอดิเรกใหม่ ๆ ทำ ก็อาจเกิดอาการ “Cabin Fever” ช้ากว่าคนอื่น\r\n\r\nแต่ไม่ว่าคุณจะอยู่ในกลุ่มไหน ทั้ง Wright และ Rosenblatt แนะนำหลายวิธีที่คุณสามารถลดความตึงเครียดและความรู้สึกที่ถูกจำกัดอยู่ในบ้านของตัวเอง ไว้ดังต่อไปนี้\r\n\r\nEstablish a routine – สร้างกิจวัตรประจำวัน\r\nควรตื่นนอนตามเวลาเดิม รับประทานอาหาร และทำทุกอย่างเป็นปกติตามตารางเวลาเดิมเท่าที่จะสามารถทำได้ แทนที่จะทำเหมือนว่าการกักตัวเองนี้เป็นวันหยุดพักผ่อน\r\n\r\nMix up your space a bit – จัดบ้านใหม่\r\nการอยู่ในบ้านที่ตกแต่งแบบเดิม ๆ เป็นเวลาหลายสัปดาห์ อาจมีส่วนที่ทำให้เกิดอาการกดดันทางจิตใจ ดังนั้นการย้ายข้าวของ จัดบ้านใหม่ อาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้\r\n\r\nStay physically and mentally active - ออกกำลังกายและใจสม่ำเสมอ\r\nหากคุณไม่ได้สัมผัสกับผู้ติดเชื้อ หรือเป็นผู้ติดเชื้อเสียเอง การเว้นระยะห่างทางสังคมไม่ได้หมายความว่าคุณออกไปไหนไม่ได้ ดังนั้น การได้ออกไปข้างนอก รับอากาศบริสุทธิ์ และเดินเล่นบ้าง ถือเป็นสิ่งที่สำคัญเช่นกัน\r\n\r\nConnect with others - ติดต่อพูดคุยกับเพื่อนฝูง\r\nการพูดคุยติดต่อกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่สำคัญมากในช่วงการกักตัวและแยกตัว สิ่งที่ท้าทายที่สุดในขณะนี้ คือการที่ไม่สามารถพบเจอกันได้ ดังนั้น การส่งข้อความคุยกัน โทรศัพท์หากัน คุยกันผ่านกล้องวีดีโอ การเข้าร่วมชุมชนออนไลน์ อาจช่วยให้คลายเหงาหรือหงุดหงิดได้\r\n\r\nBut find time to separate, too - หาเวลาความเป็นส่วนตัว\r\nในบางครั้ง ความท้าทายของ “Cabin Fever” คือ ตัวคุณอาจไม่รู้สึกอะไร แต่คนที่คุณอยู่ด้วยอาจมีอาการนี้แบบรุนแรง ดังนั้น ครอบครัวหรือคู่รักควรสร้างความสมดุลในการอยู่ร่วมกันและการแยกกัน การติดอยู่ในบ้านด้วยกันตลอดเวลาอาจทำให้เกิดปัญหา ควรให้เวลาความเป็นส่วนตัวกับทั้งตนเองและสมาชิกในบ้าน\r\n\r\nEmbrace discomfort - ทำความเข้าใจกับสถานการณ์\r\nท้ายที่สุดแล้ว การจัดการกับอาการ cabin fever นั้น ก็คือการทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และหาทางรับมือกับสถานการณ์นั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสม\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/cabin-fever/5347510.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1585621402.jpg"],
    [651,2378,"ของมันต้องมี! ควรซื้ออะไรเก็บไว้ในบ้านหากต้องล็อคดาวน์รับโควิด-19?","Mon, 2020-03-30 09:25","http://www.stkc.go.th/node/2378","สังคมศาสตร์",null,"นักโภชนาการมีคำแนะนำในการซื้อสินค้าจำพวกอาหาร หากประเทศต้องเตรียมรับมือกับการล็อคดาวน์รับวิกฤตโควิด-19 นานหลายสัปดาห์หรืออาจเป็นเดือน พร้อมแนะการกักตุนไม่ช่วยอะไร\r\n\r\nCNN นำข้อมูลของนักโภชนาการ อลิสซา ไพค์ นักกำหนดอาหาร ฝ่ายโภชนาการจาก International Food Information Council แนะวิธีการเตรียมซื้อสินค้าจำพวกอาหารที่จำเป็นก่อนล็อคดาวน์ โดยให้เน้นความหลากหลายของอาหารมากกว่าปริมาณที่จะซื้อ\r\n\r\nนักกำหนดอาหาร แนะให้ซื้อถั่วและธัญพืชกระป๋องหลากหลายชนิดที่สามารถเก็บไว้ได้นาน ปลากระป๋องจำพวกแซลมอนและทูน่า ที่อุดมด้วยโอเมก้า-3 เนยถั่ว เส้นพาสต้าโฮลวีตหรือที่ทำจากถั่วและธัญพืชไม่ขัดสี ผักผลไม้กระป๋องน้ำตาลและโซเดียมต่ำ ผลไม้แห้ง ป็อบคอร์น รวมทั้งช็อคโกแลต สำหรับผู้ที่ดื่มคาเฟอีนเป็นชีวิตจิตใจ ชากาแฟ น้ำดื่ม และนม ควรมีไว้ติดบ้าน\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/coronavirus-ready-for-lockdown-03172020/5332970.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1585535119.jpg"],
    [652,2375,"คุยกับลูกอย่างไร ให้เข้าใจวิกฤตโควิด-19?","Fri, 2020-03-27 09:48","http://www.stkc.go.th/node/2375","มนุษยศาสตร์",null,"ในขณะที่โรงเรียนในหลายประเทศ รวมทั้งสหรัฐฯ ปิดทำการเรียนการสอนอย่างไม่มีกำหนด และชีวิตประจำวันของผู้คนที่เปลี่ยนแปลงไป เด็กๆ จะได้ยินเกี่ยวกับโคโรนาไวรัสกันมากขึ้น แต่พวกเขาอาจไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ หรือไม่ทราบว่ารุนแรงมากน้อยแค่ไหน?\r\n\r\nผู้ปกครองหลายคนอาจกำลังตัดสินใจว่าจะพูดคุยกับลูก ๆ เกี่ยวกับการระบาดของโรคนี้อย่างไร? และบางคนก็กังวลว่า การพูดเรื่องนี้มากเกินไปจะทำให้ลูก ๆ รู้สึกกังวลและหวาดกลัวหรือไม่?\r\n\r\nNicole Poponi คุณแม่ของเด็กหญิง Clara อายุ 10 ขวบ และเด็กหญิง Jane อายุ 12 ขวบ ซึ่งอาศัยอยู่ในเมือง Audubon รัฐ New Jersey กล่าวว่า เธอกับลูก ๆ พูดคุยถึงเรื่องนี้กันเยอะมาก และนั่งดูข่าวด้วยกันทุกเช้า ส่วนลูกสาวทั้งสองคนบอกว่าพวกเธอคุยเรื่องโคโรนาไวรัสกับเพื่อนที่โรงเรียน และคุณครูก็มักพูดคุยเรื่องนี้ในห้องเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ด้วย\r\n\r\nด้านคุณ Beth Young ซึ่งอาศัยอยู่ที่เมือง Fort Mill รัฐ South Carolina กล่าวว่า เธอตัดสินใจจำกัดการสนทนากับลูก ๆ ทั้งสี่คน อายุ 8, 10,12 และ 15 ปี เพราะไม่ต้องการให้ลูก ๆ กลัวการเจ็บป่วย และเธอไม่อยากให้ลูก ๆ กังวลถึงเรื่องการเสียชีวิต\r\n\r\nสำหรับเด็ก ๆ โคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือ COVID-19 อาจทำให้เกิดอาการป่วยเพียงเล็กน้อยหรือปานกลาง เช่น มีไข้ และไอ แต่สำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพอยู่แล้ว อาจทำให้เกิดการเจ็บป่วยที่รุนแรงมากขึ้น รวมไปถึงโรคปอดอักเสบซึ่งส่งผลต่อการหายใจ ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้่ในเวลาไม่นาน\r\n\r\nองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า คนที่มีอาการเล็กน้อยจะฟื้นตัวได้ภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่มีอาการรุนแรงกว่าอาจใช้เวลา 3-6 สัปดาห์ในการฟื้นตัว\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กแนะนำให้ผู้ปกครองพยายามสงบสติอารมณ์ และพยายามพูดคุยกับบุตรหลานในแง่บวก และควรศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับโควิด-19 เพื่อที่จะสามารถตอบคำถามของเด็ก ๆ ได้อย่างถูกต้อง\r\n\r\nแพทย์หญิง Jamie Howard นักจิตวิทยาที่สถาบัน Child Mind Institute ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร กล่าวว่า การที่ผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกถามคำถามได้ และการบอกลูก ๆ ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไรในช่วงเวลาเช่นนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญ\r\n\r\nผู้ปกครองยังควรอธิบายถึงวิธีป้องกันต่าง ๆ เช่น การสวมหน้ากากปิดปากและจมูก การล้างมือให้สะอาด และการเว้นระยะห่างทางสังคม หรือ Social Distancing\r\n\r\nสำหรับทางโรงเรียนนั้น ที่ผ่านมาคุณครูส่วนใหญ่พยายามที่ยับยั้งความคิดที่ว่า เชื้อโคโรนาไวรัสชนิดนี้มาจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง\r\n\r\nโรงเรียนรัฐบาลในนครซีแอตเทิล รัฐวอชิงตัน ได้เขียนบนเว็บไซต์ว่า การให้ข้อมูลที่ผิด ๆ นำไปสู่ความหวาดกลัวและความโกรธเคือง ผู้นำของเขตการศึกษาดังกล่าวเรียกร้องให้นักเรียนของตนต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติและความมีอคติ\r\n\r\nเพราะมีรายงานว่ามีนักเรียนชาวเอเชียบางคนที่ตกเป็นเป้าหมายและถูกเลือกปฏิบัติ อันเนื่องมาจากการระบากของโควิด-19 ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/talking-to-kids-about-coronavirus/5342626.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1585277318.jpg"],
    [653,2370,"กลัวเน็ตล่ม!! YouTube ลดความคมชัดสู่ระดับ ‘ดีวีดี’ ช่วงโควิดระบาด","Thu, 2020-03-26 09:04","http://www.stkc.go.th/node/2370","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"หลังจากที่คนทั่วโลกต้องใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้น ท่ามกลางการระบาดของโควิด 19 ความต้องการดูรายการผ่านระบบสตรีมมิ่งจึงเพิ่มขึ้นด้วย\r\n\r\nปรากฏการณ์นี้ทำให้เกิดความกังวลว่า เครือข่ายอินเตอร์เน็ตอาจแบกภาระหนักเกินไป บริษัท YouTube จึงปรับมาตรฐานความคมชัดของการชมคลิปบนแพลตฟอร์มนี้ ให้ต่ำลง เทียบได้กับความชัดของแผ่นดีวีดี\r\n\r\nสื่อ USA Today รายงานว่า การลดความคมชัดครั้งนี้ จาก 1080p เป็น 480p จะสามารถผ่อนการใช้แบนด์วิดธ์ มาเป็น 1.1 เมกกาบิต จาก 5 เมกกาบิต ต่อวินาที\r\n\r\nสำหรับผู้ที่ต้องการความคมชัดมากขึ้น สามารถปรับได้จากปุ่มเมนู\r\n\r\nซีเอ็นเอ็นรายงานว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ของ YouTube เริ่มต้นในวันอังคาร และคาดว่าจะกินเวลา 30 วัน\r\n\r\nบริษัทกล่าวในแถลงการณ์ว่า YouTube พยายามทำหน้าที่ช่วยลดระดับการดึงสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่หนักในสถานการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน\r\n\r\nก่อนหน้านี้บริษัท YouTube และ Netflix กล่าวว่าจะลดระดับความชัดของรายการที่สตรีมผ่านอินเตอร์เน็ต เพื่อไม่ให้ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตล่ม เนื่องจากการชมภาพยนตร์และคลิปต่างๆ ของคนที่ต้องอยู่บ้านช่วงการระบาดของโควิด 19\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/youtube-coronavirus-internet/5345580.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1585188240.jpg"],
    [654,2368,"แพทย์เตือน “จมูกไม่ได้กลิ่น-ลิ้นไม่รู้รส” สัญญาณเสี่ยงติดโควิด-19","Wed, 2020-03-25 10:56","http://www.stkc.go.th/node/2368",null,null,"สมาคมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านหู คอ จมูก จากสหรัฐฯและอังกฤษ ยืนยันตรงกันว่า ภาวะสูญเสียการได้กลิ่นและรับรส อาจเป็นสัญญาณหนึ่งของการติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือ โควิด-19 ได้\r\n\r\nคณะแพทย์จากสมาคมแพทย์ด้านโสตศอนาสิกวิทยาแห่งสหรัฐฯ และอังกฤษ ออกประกาศเตือนว่า พบคนไข้ที่ติดเชื้อโควิด-19 แต่แสดงอาการออกมาคล้ายกัน นั่นคือ สูญเสียการได้กลิ่นและรับรสแบบเฉียบพลัน\r\n\r\nแถลงการณ์ทางสมาคมแพทย์ American Academy of Otolaryngology – Head and Neck Surgery จากสหรัฐฯ ระบุว่า มีหลักฐานผู้ติดเชื้อทั่วโลกที่สูญเสียประสาทรับรสและได้กลิ่น ซึ่งเชื่อมโยงกับสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ในตอนนี้ เช่นเดียวกับรายงานทางการแพทย์จากเกาหลีใต้ จีน เยอรมนี และอิตาลี ที่ยืนยันด้วยว่า พบตัวเลขผู้ป่วยที่ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ มีภาวะรับรู้กลิ่นและรสต่างๆได้ลดลง หรือสูญเสียประสาทรับกลิ่นรสไปแบบเฉียบพลันทันที และมีผู้ป่วยที่แสดงอาการเช่นนี้ทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่พบผู้ป่วยโควิด-19 ราว 30% ที่มีภาวะจมูกไม่ได้กลิ่นหรือลิ้นไม่รู้รส\r\n\r\nทั้งนี้ สมาคมแพทย์ด้านโสตศอนาสิกวิทยาแห่งสหรัฐฯและอังกฤษ นำการศึกษาชิ้นล่าสุดนี้มาช่วยผลักดันให้บุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 สวมใส่ชุดและอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อให้มิดชิดรัดกุม และหากมีอาการต้องสงสัยดังกล่าว ควรกักตัวเองเพื่อสังเกตอาการและแยกตัวจากคนใกล้ชิดทันที\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/sudden-loss-of-smell-and-taste-may-be-a-symptom-of-covid-19-03242020/5343588.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1585108592.jpg"],
    [655,2365,"นักวิจัยชี้กิจกรรมที่กระฉับกระเฉงช่วยให้เนื้อสมองไม่หดตัว","Tue, 2020-03-24 08:55","http://www.stkc.go.th/node/2365","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิจัยของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐ ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายในรูปแบบต่าง ๆ กับความเสื่อมถอยของสมองในกลุ่มคนวัยชรา ได้พบว่า กิจกรรมต่าง ๆ แม้กระทั่งแบบเบา ๆ เช่น การเดิน การทำสวน การเต้นรำ และกิจกรรมระดับปานกลาง เช่น การขี่จักรยาน การว่ายน้ำ ไปจนถึงกิจกรรมอย่างแข็งขัน อาทิเช่น การเล่นกีฬา การวิ่งจ๊อกกิ้ง และการเต้นแอโรบิคนั้น ล้วนแต่มีส่วนช่วยป้องกันการหดตัวของเนื้อสมอง โดยเฉพาะเมื่อเราแก่ตัวลง\r\n\r\nนักวิจัยใช้วิธี MRI สแกนเนื้อสมองเพื่อวิเคราะห์ขนาด การทำงาน และความเสื่อมถอยของสมอง และพบว่ายิ่งเรามีกิจกรรมที่กระฉับกระเฉงและเคลื่อนไหวไปมามากเท่าใดเนื้อสมองของเราก็จะไม่หดตัวหรือหดลงตามวัยน้อยลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีกิจกรรมลักษณะดังกล่าว\r\n\r\nโดยปกติแล้ว เนื้อสมองของเราจะเริ่มหดตัวในช่วงอายุ 60 ถึง 70 ปี แต่กิจกรรมหรือไลฟสไตล์ที่กระฉับกระเฉงดังกล่าว จะช่วยรักษาหรือชะลอการหดตัวของเนื้อสมองได้มากกว่าผู้ที่เฉื่อยชาราว 1.4% หรือเท่ากับประมาณ 4 ปี\r\n\r\nนักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า เนื้อสมองที่หดตัวช้าลงตามวัยนี้น่าจะเป็นผลมาจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และคำอธิบายหนึ่งก็คือการเติบโตของเซลล์ประสาทจากกิจกรรมการเคลื่อนไหวต่าง ๆ และการออกกำลังกาย รวมทั้งการสร้างภูมิต่อต้านภาวะอักเสบในร่างกายหรือ inflammation และการลดฮอร์โมนความเครียด cortisol ด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดหนึ่งของการศึกษาครั้งนี้ มาจากการรายงานโดยอาศัยความจำของกลุ่มตัวอย่างอายุเฉลี่ยราว 74 ปี จำนวนราว 1,500 คน และแสดงเพียงความเกี่ยวพันระหว่างระดับของการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันกับปริมาณเนื้อสมอง\r\n\r\nนักวิจัยแนะว่า ผู้ใหญ่หรือคนวัยกลางคนไม่ควรละเลยการผสมผสานกิจกรรมรูปแบบต่าง ๆ ในการใช้ชีวิตประจำวัน และผลการศึกษาก่อนหน้านี้ก็แสดงว่า กิจกรรมการใช้ร่างกายแบบไปอยู่นิ่ง ๆ นั้น มีส่วนสัมพันธ์กับการลดโอกาสความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ด้วย\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/dance-elders-ct/5333405.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1585014929.jpg"],
    [656,2363,"นักวิจัยประสบความสำเร็จกับเทคโนโลยีควบคุมเครื่องมือด้วยคลื่นสมอง","Mon, 2020-03-23 10:58","http://www.stkc.go.th/node/2363","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ในยุคที่การก้าวกระโดดทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นได้รวดเร็วนี้ นักวิจัยทีมหนึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีพร้อมอุปกรณ์ที่สามารถอ่านคลื่นสมองเพื่อสั่งเครื่องมือต่างๆ ให้ทำงานได้\r\n\r\nนักวิจัยจากบริษัทที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบัน Harvard Innovation Lab คือทีมที่สามารถคิดค้นและประดิษฐ์อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อคลื่นสมองของมนุษย์เข้ากับเครื่องมืออิเลคทรอนิคส์ได้ก่อนใคร\r\n\r\nตัวอย่างสิ่งประดิษฐ์ที่ทีมนำเสนอออกมามี อาทิ ของเล่นรถแข่งที่ผู้เล่นไม่ต้องใช้มือจับคันบังคับหรืออุปกรณ์อื่นใด นอกจากสวมที่รัดศีรษะ ซึ่งผลิตโดยบริษัท BrainCo และมีตัวเซ็นเซอร์มีส่วนประกอบของวัสดุไฮโดรเจล หรือโพลิเมอร์ชนิดหนึ่ง ทำให้สามารถอ่านคลื่นไฟฟ้าสมองของผู้สวมใส่ได้\r\n\r\nแม็กซ์ นิวลอน ประธานบริษัท BrainCo กล่าวว่า อุปกรณ์นี้ทำหน้าที่ประเมินความมีสมาธิของผู้เล่น เพื่อช่วยให้คนๆ นั้นสามารถเรียนรู้การตั้งสมาธิ หรือ ผ่อนคลาย\r\n\r\nนิวลอน บอกว่า เมื่อผู้ใช้งานอุปกรณ์นี้มีสมาธิ คลื่นสมองก็จะมีรูปแบบแบบหนึ่ง และยิ่งมีความสงบนิ่งและผ่อนคลาย คลื่นสมองก็จะเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นอีกแบบ ทีมงานจีงคำนวณความแตกต่างของรูปแบบคลื่นสมองดังกล่าว แล้วแปลงเป็นค่าตัวเลขตั้งแต่ 0 ถึง 100 ซึ่งหมายถึง ความผ่อนคลายเต็มที่ ไปจนถึง การมีสมาธิขั้นสูงสุด ซึ่งเป็นค่าที่ช่วยส่งพลังขับเคลื่อนรถแข่งให้เข้าเส้นชัยเป็นที่ 1 ได้สำเร้จ\r\n\r\nนอกจากนี้ นักวิจัยยังออกแบบอุปกรณ์จับและอ่านค่าคลื่นสัญญาณไฟฟ้าจากกล้ามเนื้อ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของอุปกรณ์แขน/ขาเทียม ที่มีส่วนประกอบเป็นหน่วยประมวลผลและตัวเซ็นเซอร์\r\n\r\nรายงานข่าวบอกว่า การทดสอบอุปกรณ์แขนเทียมกับผู้ร่วมทดลองซึ่งเป็นชายชาวจีนที่ประสบอุบัติเหตุแขนขาด ทำให้เจ้าตัวสามารถจับพู่กันเขียนตัวหนังสือจีนได้เสมือนคนปกติ เพียงใช้สมองบังคับนิ้วเทียมให้ขยับเท่านั้น\r\n\r\nนิวลอน แห่งบริษัท BrainCo บอกว่า เทคโนโลยีระบบเชื่อมต่อสำหรับคอมพิวเตอร์ หรือ interface ที่พัฒนาออกมาสำเร็จนี้ แสดงให้เห็นถึงทิศทางการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์และจักรกลที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต\r\n\r\nนิวลอน บอกว่า เมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อน มนุษย์เราเริ่มควบคุมเทคโนโลยีด้วยการใช้มือ เช่น การใช้นิ้วเปิด-ปิดสวิทช์ไฟ ต่อมา ก็เป็นเทคโนโลยีสัมผัสหน้าจอ อย่างกรณีโทรศัพท์ไอโฟน และปัจจุบัน คนเราเริ่มคุ้นเคยกับการใช้เสียงสั่งงานแล้ว ดังนั้น ในอนาคต คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่จะเห็นการใช้สมองสั่งงานเครื่องจักร\r\n\r\nได้ยินกันเช่นนี้แล้ว อีกไม่นาน เราคงจะเห็นการใช้เทคโนโลยีรุ่นใหม่ๆ ที่ให้ผู้บริโภคใช้เพียงความคิดเพื่อทำให้ชีวิตสะดวกสบายยิ่งขึ้นไปอีก\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/brain-control-computer-interface-technology/5317145.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1584935938.jpg"],
    [657,2361,"ผู้เชี่ยวชาญเยอรมัน ชี้ ใช้ธนบัตรไม่เสี่ยงติดโคโรนาไวรัส","Fri, 2020-03-20 10:19","http://www.stkc.go.th/node/2361","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อของเยอรมนี ยืนยันว่าการใช้หรือหยิบจับธนบัตรนั้นไม่ได้ทำให้ผู้ใช้เกิดความเสี่ยงในการติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้ ตามรายงานของรอยเตอร์ส\r\n\r\nนายโลธาร์ วีลเลอร์ ผู้อำนวยการสถาบันด้านโรคติดต่อ โรเบิร์ต คอกช์ หรือ RKI เปิดเผยเมื่อวันพุธว่า การศึกษาแทบไม่พบตัวเลขการติดเชื้อไวรัสผ่านการใช้ธนบัตรนั้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ที่ต้องระวัง คือ ละอองน้ำมูกจากการไอจามของผู้ติดเชื้อที่เป็นสาเหตุหลักของการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการติดเชื้อในวงกว้าง จนกลายเป็นภาวการณ์ระบาดครั้งใหญ่ตามการประกาศขององค์การอนามัยโลกในวันเดียวกันนี้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม มุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดต่อจากเยอรมนีนั้น ยังขัดกับเจ้าหน้าที่จากองค์การอนามัยโลก ที่แนะให้ประชาชนล้างมือหลังจากหยิบจับธนบัตรแล้ว\r\n\r\nด้านสถานการณ์ในเยอรมนีตอนนี้ มีรายงานผู้ติดเชื้อเกือบ 1,300 คน เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน และทางนายกรัฐมนตรีหญิงแห่งเยอรมนี แองเกลา แมร์เคิล ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธด้วยว่า ชาวเยอรมันราว 70% ทั่วประเทศมีแนวโน้มที่จะติดเชื้อโคโรนาไวรัสได้\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/germany-disease-expert-said-no-risk-using-banknote-03112020/5324957.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1584674351.jpg"],
    [658,2359,"แพทย์แนะวิธี ทำอย่างไรให้รอดจากวิกฤตโควิด-19?","Thu, 2020-03-19 14:45","http://www.stkc.go.th/node/2359","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ระหว่างที่การพัฒนาวัคซีนโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น และอาจต้องใช้เวลานานถึงปีหน้ากว่าจะได้เห็นเป็นรูปธรรม สิ่งที่ทีมแพทย์ทั่วโลกจะช่วยแนะนำได้ คือการให้ทุกคนดำรงชีวิตอย่างมีสุขภาพดีและป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19\r\n\r\nล้างมือสะอาด ห่างไกลผู้ไอ-จามลดโอกาสติดโควิด-19\r\n\r\nดร.แอนโธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดต่อแห่งสหรัฐฯ ย้ำว่า การล้างมือให้สะอาด อยู่ห่างไกลผู้ที่ไอและจาม และให้บุตรหลานอยู่บ้านหากล้มป่วย จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อโควิด-19 รวมทั้งไข้หวัดใหญ่ได้ อย่าลืมกฏ 20 วินาทีในการล้างมือให้สะอาดทุกซอกทุกมุม และเช็ดมือด้วยผ้าหรือทิชชูที่แห้งสะอาด แต่ถ้าเข้าถึงน้ำและสบู่ไม่ได้ ให้เลือกใช้น้ำยาล้างมือ ที่มีแอลกอฮอล์เข้มข้นอย่างน้อย 60%\r\n\r\nรับมืออย่างไรถ้ามีการไอ-จาม?\r\n\r\nถ้าเป็นคนไอ-จาม ควรใช้ช่วงข้อพับข้อศอกป้องจมูกและปาก เพื่อป้องกันละอองน้ำมูกแพร่กระจาย โดยทาง WHO ยอมรับว่า การไอแต่ละครั้งจะพ่นละอองออกมาได้ไกลถึง 6 เมตร ส่วนการจามไปได้ไกลถึง 8 เมตร และเมื่อไวรัสกระจายอยู่ในอากาศ มันสามารถอยู่ได้นานหลายชั่วโมงายในละอองน้ำมูก หรือบนพื้นผิวที่มันสัมผัส\r\n\r\nแต่ถ้าดวงดีมีคนมาไอ-จามใกล้ๆ ดร. แอนน์ ชูแชด (Dr. Ann Schuchat) จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อแห่งสหรัฐฯ หรือ CDC บอกว่า ละอองน้ำมูกสามารถแพร่กระจายผ่านอากาศได้ ขณะที่ทางองค์การอนามัยโลก หรือ WHO แนะว่าควรจะห่างจากคนรอบข้างอย่างน้อย 3 เมตร เพื่อที่จะไม่ต้องสูดละอองน้ำมูกจากการจามใครโดยไม่จำเป็น ถ้าเป็นไปได้และไม่ดูประหลาดไป ถ้าเห็นใครไอ ให้หันศีรษะหรือหันทั้งตัวหลบไปจากคนๆนั้น พร้อมทั้งอาจจะใช้ผ้าเช็คหน้าหรือทิชชูป้องปากและจมูกตัวเองไว้ด้วยก็ได้\r\n\r\nถ้าเกิดการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสใกล้ถึงชุมชนที่อยู่ จะทำอย่างไร?\r\n\r\nCDC แนะว่า เตรียมการในบ้านตัวเองไว้ก่อน อย่างการเลือกห้องสำหรับกักตัวผู้ติดเชื้อจากสมาชิกคนอื่นๆภายในครอบครัว และถ้ามีใครรู้สึกไม่สบาย พยายามแยกตัวเองออกจากคนในครอบครัวให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ การเตรียมอาหารพร้อมทานไม่เสียง่าย อุปกรณ์ของใช้ในห้องน้ำ ยาและเวชภัณฑ์ พวกยาแก้หวัดลดไข้ และหลีกเลี่ยงการไปยังพื้นที่คนพลุกพล่านหากไม่จำเป็น\r\n\r\nถ้าครอบครัวป่วยทำอย่างไร?\r\n\r\nให้สังเกตอาการสำคัญ ถ้าเริ่มไอ มีไข้ หรือหายใจติดขัด ควรปรึกษาแพทย์ทันที และให้ผู้ป่วยอยู่ในห้องที่เตรียมไว้ให้แยกกับสมาชิกในครอบครัว CDC ระบุว่าส่วนใหญ่แล้วคนไข้สามารถฟื้นตัวได้ที่บ้าน แต่ระหว่างนี้ผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อให้คนในบ้าน\r\n\r\nทักทายอย่างไรให้ห่างไกลโควิด-19?\r\n\r\nดร.ซิลวี ไบรอันด์ ผู้อำนวยการฝ่ายการระบาดใหญ่ องค์การอนามัยโลก แนะ 4 วิธีทักทายให้ห่างไกลโรค ได้แก่ การใช้ข้อศอกแตะกัน หรือ bumping elbows, การโบกมือทักทาย, การโค้งคำนับ และการไหว้แบบไทย ส่วนเมื่อวันอังคารผู้ว่าการรัฐเนบราสกา พีท ริกเกตส์ โพสต์วิดีโอของเขาบนทวิตเตอร์ทักทายด้วยการให้ข้อศอกแตะกันนำเทรนด์ ส่วนที่อิหร่านและเลบานอน มีกระแสการทักทายแบบใช้เท้าแตะกันเพื่อทักทาย ซึ่งเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านมารยาท วิลเลียม แฮนสัน เปิดเผยกับ CNN ว่าถ้าเลือกได้ควรทักทายแบบให้มือผายออกมาแทนที่จะคว่ำมือ และควรสบตาคู่สนทนาเพื่อแสดงความจริงใจและใส่ใจ ในช่วงที่การสัมผัสกันอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ\r\n\r\nมีวิธีป้องกันอื่นๆอีกหรือไม่?\r\n\r\nอย่าเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง\r\nหลีกเลี่ยงการใช้ภาชนะร่วมกับใคร\r\nฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่\r\nทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ, สวิตช์ไฟ, ลูกบิดประตูด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค\r\nสร้างภูมิต้านทานด้วยการออกกำลังกาย กินผักผลไม้ พักผ่อนเพียงพอ ไม่เครียด\r\n\r\nที่มา   https://www.voathai.com/a/how-to-survive-coronavirus-covid-19-03062020/5319053.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1584603957.jpg"],
    [659,2357,"“สวมหน้ากากก็ไม่รอด” เทคโนโลยีจีนระบุตัวบุคคลได้แม่นยำ 95%","Wed, 2020-03-18 10:07","http://www.stkc.go.th/node/2357","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ในขณะที่ผู้คนต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันเชื้อโควิด-19 บริษัทด้านเทคโนโลยีในประเทศจีน ได้ออกมาเปิดเผยว่าได้พัฒนาระบบจดจำใบหน้าให้สามารถระบุตัวบุคคลได้ แม้คนนั้นจะสวมหน้ากากอยู่ก็ตาม\r\n\r\nสำนักข่าว Reuters รายงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เกี่ยวกับเครือข่ายกล้องวงจรปิดที่ถูกใช้ควบคู่กับระบบจดจำใบหน้าที่ประสบปัญหา หลังจากปลายปีที่ผ่านมาได้พบเชื้อโควิด-19 ในมณฑลหูเป่ยและเกิดการระบาด จนทำให้ประชาชนจำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัยเวลาอยู่นอกบ้าน\r\n\r\nล่าสุด บริษัท Hanwang Technology หรือชื่อในตลาดต่างประเทศคือ Hanvon ได้นำเสนอเทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าที่สามารถระบุตัวบุคคลได้แม่นยำแม้ประชาชนจะสวมหน้ากากอยู่ก็ตาม\r\n\r\nโดยบริษัทนี้ตั้งอยู่ในกรุงปักกิ่ง มีพนักงาน 20 คน และได้พัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ในระบบมีข้อมูลของบุคคลราว 6 ล้านคน แม้จะมีข้อมูลของประชาชนที่สวมหน้ากากเพียงเล็กน้อย แต่บริษัทก็ได้นำเทคโนโลยีนี้มาใช้จริงภายหลังเกิดการระบาดของเชื้อโควิด-19\r\n\r\n\r\nHuang Lei รองประธานบริษัทฯ กล่าวว่า “ถ้าเชื่อมต่อกับตัววัดอุณหภูมิ ระบบจะสามารถระบุตัวบุคคล พร้อมแจ้งเตือนหากพบคนที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส”\r\n\r\nและหากนำเทคโนโลยีนี้ติดตั้งร่วมกับกล้องวงจรปิดหลายตัว จะเพิ่มศักยภาพให้สามารถระบุรายละเอียดของประชาชนได้มากถึง 30 คนภายในหนึ่งวินาที เขาบอกด้วยว่า ถ้าบุคคลสวมหน้ากากความแม่นยำของระบบจะอยู่ที่ร้อยละ 95 และถ้าไม่สวมหน้ากากเทคโนโลยีนี้จะมีความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 99.5\r\n\r\nเมื่อกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของประเทศจีนนำระบบนี้ไปใช้ สามารถช่วยระบุชื่อและข้อมูลสำคัญของแต่ละบุคคล จากการเปรียบเทียบรูปถ่ายและรายละเอียดที่มีอยู่ในคลังข้อมูลของรัฐบาล และหากต้องการติดตามบุคคลรายใดเป็นพิเศษก็สามารถกระทำได้\r\n\r\nทางบริษัทเชื่อว่าจะเป็นการช่วยลดอาชญากรรม รวมถึงแจ้งเตือนล่วงหน้าหากมีเหตุก่อการร้าย อย่างไรก็ตามทางบริษัท Hanvon ยอมรับว่าระบบยังมีจุดอ่อนหากบุคคลสวมหน้ากากอนามัยพร้อมกับแว่นกันแดด จะทำให้การตรวจจับมีปัญหา\r\n\r\nปัจจุบัน บริษัทมีลูกค้ากว่า 200 ราย และตำรวจในกรุงปักกิ่งที่ใช้ระบบนี้ โดยเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีดังกล่าวจะขยายไปยังส่วนอื่น ๆ ในประเทศจีนกว่า 20 มณฑล\r\n\r\nระบบนี้แม้อาจจะเพิ่มการรุกล้ำในพื้นที่ส่วนตัวมากยิ่งขึ้น แต่ภายใต้สถานการณ์ที่ฉุกเฉินทางด้านสาธารณสุข เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะให้การยอมรับ\r\n\r\nทางบริษัทหวังว่าระบบนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก ที่จะต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/china-mask-recognition-ks/5330349.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1584500844.jpg"],
    [660,2347,"5 วิธีเนรมิตออฟฟิสสะอาดปลอดภัยห่างไกลโควิด-19","Mon, 2020-03-16 09:13","http://www.stkc.go.th/node/2347","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"วิธีรักษาความสะอาดในที่ทำงาน ดูแลร่างกายให้แข็งแรง ในระหว่างการแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่\r\n\r\nCNN มีรายงานว่าคนทั่วไปอาจใช้เวลาในที่ทำงานมากกว่าที่บ้าน แต่คนเหล่านั้นทำความสะอาดโต๊ะทำงานครั้งสุดท้ายกันเมื่อไหร่?\r\n\r\nตามสำนักงานมีจุดเล็กๆ หลายร้อยแห่ง ที่กลายเป็นแหล่งสะสมไวรัสและแบคทีเรีย ไม่ว่าจะเป็นซอกเล็กๆ บนแป้นพิมพ์ ปุ่มกดเวลาขึ้นลงลิฟต์ หรือที่จับตู้เย็นส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน\r\n\r\nในขณะที่เชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่โดยมากถ่ายทอดระหว่างมนุษย์สู่มนุษย์ แต่การสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อไวรัสอยู่ก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้เช่นเดียวกัน\r\n\r\nศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ หรือ CDC และคณะกรรมการบริหารงานความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยการประกอบอาชีพ หรือ OSHA มีเคล็ดลับเกี่ยวกับวิธีการฆ่าเชื้อในที่ทำงานอย่างถูกต้องเพื่อรักษาสุขภาพและที่ทำงานให้สะอาดในระหว่างที่มีการแพร่ระบาดครั้งใหญ่นี้ไว้ดังต่อไปนี้\r\n\r\nทำความสะอาดโต๊ะทำงาน\r\n\r\nก่อนที่จะเริ่มการทำงาน ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ EPA เพื่อฆ่าเชื้อบริเวณพื้นผิวโต๊ะทำงาน แป้นพิมพ์ เมาส์คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ และวัตถุหรือพื้นผิวอื่นๆ ที่ต้องสัมผัสแตะต้องอยู่เป็นประจำ\r\n\r\nล้างมือบ่อยๆ\r\n\r\nเตรียมตัวให้พร้อมที่จะต้องเดินไปอ่างล้างมือที่ใกล้ที่สุดบ่อยๆ ควรล้างมือหลังจากรับประทานอาหาร จับที่จับประตู สั่งน้ำมูกด้วย และอื่นๆ อีกมากมาย ควรล้างมือให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และต้องล้างให้ถูกวิธีด้วย\r\n\r\nหากไม่มีสบู่ให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ\r\n\r\nหากคุณไม่สามารถออกจากการประชุมเพื่อล้างมือด้วยสบู่ได้ ให้ใช้ hand sanitizers หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือที่ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อแทน แต่ก็ควรจะล้างมือด้วยสบู่และน้ำเสมอหลังจากที่ใช้เจลทำความสะอาดมือไปแล้ว เพราะเจลไม่สามารถทำความสะอาดได้หมดจดเท่ากับการล้างมือ\r\n\r\nงดการทักทายด้วยวิธีจีบมือ\r\n\r\nโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่เป็นโรคที่ติดต่อระหว่างมนุษย์ ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสทางกายภาพที่ไม่จำเป็น การปฏิเสธการจับมือไม่ใช่การเสียมารยาทอีกต่อไป แต่ควรใช้วิธีโบกมือทักทายแทน\r\n\r\nทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ\r\n\r\nการล้างมือ และการฆ่าเชื้อจะไม่มีประโยชน์เลยหากโทรศัพท์ของคุณสกปรก คุณสามารถใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ที่เปียกหมาดๆ ทำความสะอาดหน้าจอและด้านหลังของโทรศัพท์ iPhone และ Android (บริษัท Apple กล่าวในสัปดาห์นี้ว่าผ้าเช็ดทำความสะอาดที่ผสมน้ำยาฆ่าเชื้อสามารถใช้ทำความสะอาดโทรศัพท์ iPhone ได้) เพียงแต่หลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำเข้าไปตามช่องต่างๆ เท่านั้น\r\n\r\nหากปฏิบัติตามคำแนะนำนี้ ก็จะปลอดภัยจากเชื้อไวรัส แต่หากต้องการฆ่าเชื้อโรคให้ได้มากที่สุด จะต้องทราบถึงความแตกต่างระหว่างการฆ่าเชื้อและการทำความสะอาด การทำความสะอาดจะกำจัดไวรัสและแบคทีเรียออกจากพื้นผิวเท่านั้น แต่การฆ่าเชื้อจะกำจัดเชื้อโรคออกไปทั้งหมด\r\n\r\nCDC และ EPA อธิบายความแตกต่างระหว่างการทำความสะอาด การฆ่าเชื้อโรค ไว้ดังนี้\r\n\r\nCleaning หรือ การทำความสะอาด คือการขจัดเชื้อโรคและสิ่งสกปรกออกจากพื้นผิว โดยสามารถใช้สบู่และน้ำในการทำความสะอาดพื้นผิว แต่การทำเช่นนี้ไม่ได้ฆ่าเชื้อโรคเสมอไป แต่เป็นการทำให้สกปรกน้อยลง แนะนำให้ทำความสะอาดพื้นผิวก่อนที่จะฆ่าเชื้อ\r\n\r\nDisinfecting หรือ การฆ่าเชื้อโรค คือการฆ่าเชื้อโรคบนพื้นผิว สารเคมีในน้ำยาฆ่าเชื้อนั้นแรงกว่าสบู่ การฆ่าเชื้อโรคช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ ในการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้องผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจะต้องคงอยู่บนพื้นผิวตามระยะเวลาที่กำหนด โดยปกติ 3 ถึง 5 นาที\r\n\r\nSanitizing คือการฆ่าเชื้อโรค แต่ฆ่าเชื้อได้ไม่เท่ากับ Disinfecting ผลิตภัณฑ์บางอย่างสามารถในการทำทั้งสองอย่าง แต่ Disinfecting จะใช้เวลามากกว่า อย่างไรก็ตาม sanitizers มีประสิทธิภาพลดความเสี่ยงของการติดเชื้อด้วยเช่นเดียวกัน\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/office-cleaning-covid-19-03132020/5328289.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1584324836.jpg"],
    [661,2313," “ล้างมือให้สะอาด” ช่วยชะลอการแพร่ระบาดของโรคร้ายตามสนามบินต่าง ๆ ได้","Tue, 2020-03-10 08:37","http://www.stkc.go.th/node/2313","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัสส่งผลต่อการเดินทางทางอากาศ และทำให้ผู้คนตั้งคำถามถึงความปลอดภัยในการเที่ยวทางเรือ บรรดานักเดินทางต่างยกเลิกการเดินทางไปยังประเทศในแถบเอเชีย หรือแม้แต่งดรับประทานอาหารจีนในประเทศต่าง ๆ ที่ไม่ได้มีการแพร่ระบาดของไวรัสที่เรียกว่า COVID-19 ด้วย\r\n\r\nแพทย์กล่าวเตือนว่า โรคติดเชื้อนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถแพร่ระบาดไปทุก ๆ ที่ได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง\r\n\r\nในกรณีของโรคซาร์ส หรือโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 ซึ่งกินระยะเวลาเพียงประมาณหกเดือน โรคนี้ได้แพร่กระจายไปยังประเทศต่างๆ กว่า 24 ประเทศ ส่วนใหญ่ผ่านการเดินทางทางอากาศ\r\n\r\nChristos Nicolaides นักฟิสิกส์ที่สถาบัน Massachusetts Institute of Technology ซึ่งเป็นผู้สร้างแบบจำลองการคำนวณเพื่อดูการแพร่กระจายของโรค ได้พูดคุยกับ VOA ผ่าน Skype ว่า เครือข่ายการขนส่งทางอากาศเป็นเส้นทางหลักในการแพร่กระจายโรคไปทั่วโลก เพราะในสนามบินทุกคนต้องสัมผัสสิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตู้เช็คอิน ราวจับต่าง ๆ ที่นั่ง ปุ่มกดน้ำดื่ม โต๊ะอาหาร\r\n\r\nส่วนในเครื่องบินก็มีที่นั่ง ถาดอาหาร ที่วางแขน และลูกบิดประตูเข้าออกห้องน้ำ และในเวลาที่ผู้คนมีอาการไอ หรือจาม ละอองน้ำมูกก็จะกระจายไปในอากาศและตกลงสู่พื้นผิวที่คนอื่นสัมผัสกัน\r\n\r\nNicolaides ผู้เป็นหัวหน้าการศึกษาวิจัยนี้ สรุปว่า หากต้องการชะลอการแพร่ระบาดของโรค ให้เน้นเรื่องการล้างมือ และว่า นักวิจัยได้พยายามคำนวณอัตราการล้างมือทั่วโลก โดยการศึกษาก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า ผู้คนราว 70% ล้างมือหลังการใช้ห้องน้ำ และจากตัวเลขดังกล่าวมีเพียง 6% หรือ 7% เท่านั้นที่ล้างมืออย่างถูกวิธี\r\n\r\nเขาอธิบายว่า การล้างมืออย่างถูกวิธีนั้น หมายถึงการล้างมือด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 15 วินาที\r\n\r\nNicolaides ระบุว่า จากการศึกษาพบว่า ที่สนามบินมีเพียง 1 ใน 5 คนเท่านั้นที่มีมือสะอาด และเขายังคำนวณว่า หาก 60% ของนักเดินทางสามารถล้างมือให้สะอาด จะสามารถช่วยชะลอการก่อตัวของโรคต่าง ๆ ทั่วโลกได้ 69%\r\n\r\nหรือหากมีนักเดินทางเพียง 30% เท่านั้นล้างมือจนสะอาด การแพร่กระจายของโรคก็ยังสามารถลดลงได้ถึง 24%\r\n\r\nNicolaides ได้ศึกษาสนามบินที่เขาเรียกว่าเป็น super-spreader airports ซึ่งเป็นสนามบินที่รวมเอาลักษณะสองอย่างไว้ด้วยกัน อย่างแรกคือมีการจราจรและผู้คนคับคั่ง และอย่างที่สองคือ เป็นสนามบินที่เชื่อมต่อกับสนามบินอื่น ๆ และเที่ยวบินระหว่างประเทศอื่น ๆ อีกมากมาย\r\n\r\nสนามบินเหล่านี้มีขนาดใหญ่ที่สุดสิบแห่งในโลก ซึ่งรวมถึง John F. Kennedy ในนิวยอร์ก, Los Angeles International, London Heathrow, Hong Kong International และ Beijing Capital เป็นต้น\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/hand-washing-to-slow-epidemic/5306292.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1583804222.jpg"],
    [662,2312,"“หลอดจากแป้งข้าวโพด” ทางเลือกใหม่ของสายรักษ์โลก","Mon, 2020-03-09 09:46","http://www.stkc.go.th/node/2312","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"\r\nข้อมูลจาก Conservation International ประเมินว่าพลาสติกราว 8 ล้านตันจะเข้าสู่แหล่งน้ำในทุกๆปี และต้องใช้เวลาถึง 500 ปีกว่าจะย่อยสลายไปได้ ล่าสุด ผู้ประกอบการที่มีแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมหันมาพัฒนาหลอดที่ทำจากวัสดุธรรมชาติที่ทนทานและราคาถูกกว่าหลอดกระดาษที่นำมาใช้ทดแทนหลอดพลาสติกในปัจจุบัน\r\n\r\nแคเมรอน รอสส์ ผู้ก่อตั้งบริษัท เซลีส ไบโดโพรดักส์ นำหลอดที่มีส่วนผสมจากโพลีแลคติก แอสิด จากแป้งข้าวโพด ซึ่งดูด้วยตาอาจไม่ต่างจากหลอดพลาสติกทั่วไป\r\n\r\nปัจจุบัน ร้านกาแฟและร้านอาหารเลือกใช้บรรจุภัณฑ์และหลอดกระดาษมากขึ้น ทว่า ความรักษ์โลกตามมาด้วยราคาแสนแพง จากที่ราคาของหลอดกระดาษนั้นสูงถึง 8 เท่าเมื่อเทียบกับหลอดพลาสติกทั่วไป แต่ผู้ผลิตหลอดจากแป้งข้าวโพด บอกว่า จุดเด่นของหลอดพลาสติกชีวภาพของเขามีราคาถูกกว่า 1 เซนต์ หรือประมาณ 30 สตางค์ต่อหลอดเท่านั้น และยังไม่เปื่อยยุ่ยเพื่อสัมผัสกับของเหลวเหมือนกับหลอดกระดาษทั่วไปด้วย\r\n\r\nแคเมรอนได้แรงบันดาลใจมาจากการไปเดินป่าในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย เพราะในทริปนั้นแทนที่เขาจะได้ชื่นชมธรรมชาติ กลับต้องมานั่งเก็บขยะที่เกลื่อนกลาดแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติไปเสียได้ เขาจึงใช้ความรู้ที่มีมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ย่อยสลายตามธรรมชาติเพื่อช่วยแก้ปัญหาขยะเหล่านี้ได้ไม่มากก็น้อย\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/biodegradable-straw-from-cornstrach-03062020/5319058.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1583721960.jpg"],
    [663,2309,"ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านอาจทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องการหายใจ","Fri, 2020-03-06 09:51","http://www.stkc.go.th/node/2309","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"พ่อแม่มือใหม่ที่ทำความสะอาดบ้านบ่อย ๆ เพื่อปกป้องลูกน้อยจากแบคทีเรียและเชื้อโรคอื่น ๆ อาจจะต้องลดความพยายามเหล่านั้นลงบ้าง เพราะการศึกษาครั้งใหม่แสดงให้เห็นว่า การสัมผัสกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมาก ๆ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็น “โรคหอบหืด” ในวัยเด็ก\r\n\r\nในการศึกษาที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสารทางการแพทย์ CMAJ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Simon Fraser ที่เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา สอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพ่อแม่เด็กว่า ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ่อยแค่ไหน? และชนิดใดบ้าง? ในช่วง 3-4 เดือนแรกที่ทารกเกิด\r\n\r\nผลการศึกษาพบว่า เมื่ออายุครบสามขวบ เด็กที่สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมากที่สุดมีแนวโน้มที่จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหอบหืด มากกว่าเด็กที่มีการสัมผัสน้อยที่สุดถึง 37%\r\n\r\nการศึกษายังพบว่า การสัมผัสสูดดมผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในปริมาณมาก ๆ อาจทำให้เด็กมีความเสี่ยงต่ออาการหายใจติดขัดเรื้อรังมากกว่าเด็กคนอื่นถึง 35% และมีแนวโน้มที่จะมีอาการแพ้เรื้อรังมากกว่าเด็กอื่น 49%\r\n\r\nTim Takaro นายแพทย์จากมหาวิทยาลัย Simon Fraser ซึ่งเป็นผู้ร่วมทำการศึกษาครั้งนี้ บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เขาเข้าใจดีว่าพ่อแม่ต้องการทำให้บ้านเป็นที่ที่สะอาดและปลอดภัยจากเชื้อโรคสำหรับลูก แต่พ่อแม่ก็ควรตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อที่ว่าบ้านที่สะอาดคือบ้านที่มีกลิ่นเหมือนผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ใช้สารเคมีเท่านั้น จริงหรือ?\r\n\r\nนายแพทย์ Takaro แนะนำว่า บ้านที่สะอาดควรเป็นบ้านที่ไม่มีกลิ่นสังเคราะห์ใด ๆ เลย โดยพ่อแม่ควรอ่านฉลากและมองหาผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากสีและกลิ่นจากสารเคมี นอกจากนี้ก็ควรพิจารณาผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสูตรธรรมชาติ หรือ ออแกนิค แทนสารเคมีด้วย\r\n\r\nนักวิจัยระบุว่า ในช่วงเดือนแรก ๆ ของชีวิตลูกน้อย เป็นช่วงที่มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เช่นเดียวกับอวัยวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ\r\n\r\nในขณะที่สารเคมีในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอาจทำให้เกิดอาการอักเสบเรื้อรังที่อาจนำไปสู่โรคหอบหืด นอกจากนี้ยังอาจทำให้อาการดังกล่าวปรากฏบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้นด้วย\r\n\r\nจากการสอบแถมพ่อแม่ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มักใช้กันบ่อยที่สุด คือน้ำยาล้างจาน น้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ น้ำยาทำความสะอาดกระจก และผงซักฟอก\r\n\r\nปัจจุบัน บริษัทผู้ผลิตสินค้าทำความสะอาดต่าง ๆ ทั้งในแคนาดาและสหรัฐฯ ยังไม่ถูกกำหนดให้ต้องแสดงรายการสารเคมีทั้งหมดในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดของตน สินค้าบางอย่างที่ติดฉลากว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือเป็นผลิตภัณฑ์ \"สีเขียว\" ก็อาจมีสารที่เป็นอันตรายด้วยเช่นเดียวกัน\r\n\r\nคุณ Elissa Abrams ผู้เขียนความเห็นเกี่ยวกับการศึกษานี้ ซึ่งเป็นแพทย์จาก University of Manitoba ในเมือง Winnipeg ประเทศแคนาดา ยอมรับว่าผลกระทบของผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดนั้นยังไม่เป็นที่ชัดเจน แต่เธอเชื่อว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้และสารเคมีที่เป็นส่วนประกอบล้วนเป็นสิ่งที่ก่อกวนการเจริญเติบโตของเด็ก ๆ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเหล่านี้\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/home-cleaning-products-breathing-problem/5308962.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1583463107.jpg"],
    [664,2308,"เกาหลีใต้ใช้แอพพ์ช่วยรับมือโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่","Thu, 2020-03-05 09:42","http://www.stkc.go.th/node/2308","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เกาหลีใต้ยังคงรักษาชื่อเสียงในประเทศที่มีความล้ำหน้าด้านเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก จากการใช้แอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือเพื่อช่วยรับมือกับการระบาดของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่\r\n\r\nรายงานของ CNN Business เปิดเผยว่า ในขณะที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของเกาหลีใต้ยังคงสูงเป็นอันดับสอง รองจากประเทศจีน ประชาชนชาวเกาหลีใต้มีความตื่นตัวกับการเตรียมตัวเพื่อป้องกันไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งพิสูจน์ได้จากการที่ 6 แอพพ์ใหม่สำหรับติดตามสถานการณ์การระบาด มียอดดาวน์โหลดมากติด 15 อันดับแอพพ์ยอดนิยมที่ Google Play Store ร้านทางการของโทรศัพท์มือถือระบบแอนดรอยด์เก็บสถิติไว้ในสัปดาห์ที่ผ่านมา\r\n\r\nผู้พัฒนาแอพพ์เหล่านี้ บอกกับผู้สื่อข่าว CNN Business ว่าพื้นฐานการใช้งานของแอพพ์ทั้งหมดคือการนำข้อมูลต่างๆ ที่รัฐบาลเก็บรวบรวมไว้มานำเสนอแก่ผู้ใช้งาน ทำให้มีผู้สนใจดาวน์โหลดกันมากมายตั้งแต่เปิดตัวมา\r\n\r\nหนึ่งในแอพพลิเคชั่นที่ติดอันดับความนิยมคือ Corona 100m ซึ่งมีผู้ดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 1 ล้านครั้งตั้งแต่เปิดตัวในวันที่ 11 กุมภาพันธ์\r\n\r\nแบ วอน-ซอค ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น Corona 100m บอกว่า จำนวนผู้ดาวน์โหลดแอพพ์นี้เพิ่มขึ้นราว 20,000 คนทุกๆ ชั่วโมง โดยแอพพ์นี้ช่วยให้ผู้ใช้งานทราบทันทีเมื่อมีการยืนยันการติดเชื้อ รวมทั้งสัญชาติ เพศ อายุ สถานที่ที่ผู้ป่วยคนนั้นๆ เคยเดินทางไปมา และระยะห่างของผู้ใช้งานแอพพ์กับผู้ติดเชื้อด้วย\r\n\r\nนอกจากนั้น ยังมี Corona Map ซึ่งเป็นแอพพ์ที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน โดยผู้พัฒนาได้แนวคิดมาจากข้อมูลของรัฐบาลเกี่ยวกับจุดที่มีผู้ติดเชื้อ ซึ่งเข้าใจยากและผู้อ่านไม่สามารถเห็นภาพได้ จึงแปลงข้อมูลดังกล่าวให้อยู่ในรูปแบบของแผนที่ดิจิทัลแทน\r\n\r\nทั้งนี้ ผู้พัฒนาทั้งสองแอพพ์กล่าวว่า เงินทุนตั้งต้นและจัดการแอพพ์เป็นเงินส่วนตัวทั้งสิ้น และปัจจุบันเริ่มขอให้ผู้ใช้งานบริจาคสมทบทุนเพื่อดำเนินการต่อแล้ว\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/coronavirus-covid-19-south-korea-application/5315351.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1583376125.jpg"],
    [665,2305,"พ่อแม่ควรฟัง “สื่อสารอย่างไรให้ตรงใจวัยรุ่น” มีนาคม 03, 2020","Wed, 2020-03-04 09:49","http://www.stkc.go.th/node/2305","สังคมศาสตร์",null,"ความปวดหัวส่วนใหญ่ที่ผู้ปกครองหลายคนต้องเคยเผชิญ นั่นคือลูกที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นมาปรึกษาปัญหา แต่บทสนทนามักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่เข้าใจพวกเขา และลงท้ายด้วยบรรยากาศที่ขุ่นมัว ความสัมพันธ์แทนที่จะดีขึ้นกลับแย่ลง อะไรคือสิ่งที่พ่อแม่ควรตระหนักเวลาลูกมาปรึกษา รับมืออย่างไรเพื่อสร้างผลลัพธ์และความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว นักจิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น Lisa Damour ได้ถ่ายทอดเคล็ดลับผ่านบทความที่ตีพิมพ์ใน The New York Times เธอชี้ว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ในสิ่งที่ลูกๆ คาดหวัง\r\n\r\nประเด็นแรกที่พ่อแม่ควรทำเวลาลูกวัยรุ่น มาปรึกษานั่นคือ “การเป็นผู้ฟังที่ดี” วัยรุ่นไม่ต่างจากผู้ใหญ่ ที่บางครั้งเพียงอยากจะระบายปัญหา ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กหรือจะใหญ่ การได้พูดออกมาจะช่วยให้วัยรุ่นรู้สึกสบายใจมากยิ่งขึ้น หลายครั้งการเล่าออกมาจะช่วยให้พวกเขาเรียบเรียงปัญหา พ่อแม่ควรทำหน้าที่เป็นผู้ฟัง เลี่ยงการพูดขัดจังหวะ และพยายามไม่แทรกความคิดเห็นของตัวเองลงไปในบทสนทนา\r\n\r\nปัญหาของวัยรุ่นต้องให้ตัวเขาเองแก้ไขเอง เราต้องยอมรับว่าพ่อแม่ไม่สามารถเข้าไปช่วยทำให้ลูกหายอกหัก หรือยุติการทะเลาะในกลุ่มเพื่อนฝูง ผู้ปกครองก็ไม่สามารถไปเลื่อนวันสอบวัดผลที่ใกล้เข้ามา ปัญหาและความเครียดเหล่านี้อาจทำให้เด็กหลายคนรู้สึกโดดเดี่ยว สิ่งที่ทำได้คือ “สร้างความรู้สึกว่าลูกไม่ได้เผชิญปัญหาเพียงลำพัง” คำพูดที่เห็นอกเห็นใจจะช่วยให้ผู้ฟังรับรู้ถึงความห่วงใย ยกตัวอย่างเช่น “ลูกจะหงุดหงิดในเรื่องนี้ก็ไม่แปลก” ประโยคนี้จะช่วยให้วัยรุ่นรู้ว่าพ่อแม่อยู่ข้างเขา หรืออาจจะตั้งเป็นประโยคคำถาม เช่น “ตอนนี้อยากอยู่คนเดียวไหมหรืออยากให้อยู่ใกล้ๆ” “พ่อช่วยอะไรตอนนี้ได้ไหมที่จะทำให้ลูกรู้สึกดีขึ้น” คำถามเหล่านี้แสดงออกถึงความจริงใจและไม่ทอดทิ้งให้เขาต้องแก้ปัญหาอยู่คนเดียว\r\n\r\nในบางกรณีคำแนะนำที่ดีของพ่อแม่อาจจะเป็นดาบสองคม เพราะวัยรุ่นอาจจะสูญเสียความมั่นใจในการแก้ไขปัญหาของตัวเอง รู้สึกว่าผู้ใหญ่เท่านั้นที่ให้คำแนะนำที่ดีได้ วิธีการที่ควรนำไปปรับใช้คือ “สร้างความเชื่อมั่น” พูดให้กำลังใจ ส่งเสริมให้เห็นว่าตัวเขาเองจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน วัยรุ่นบางคนอาจจะไม่ต้องการคำแนะนำหรือทางออก เพียงแต่อยากได้ความเห็นด้วยจากผู้ปกครอง พ่อแม่ควรที่จะระมัดระวังการสื่อสารมากเป็นพิเศษ แม้บางทีพวกเขาตัดสินใจพลาด แต่นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาของการสะกิดรอยแผลของความผิดพลาด ประโยคอย่าง “แม่เคยบอกแล้วว่าอย่าทำอย่างนี้” จะไม่นำไปสู่บรรยากาศของการสนทนาที่สร้างสรรค์ ถ้าอยากจะเตือนควรพูดคุยในโอกาสอื่นๆ ที่สภาวะของวัยรุ่นไม่เปราะบางและอยู่ในสถานะที่เปิดรับความคิดเห็นของพ่อแม่\r\n\r\nหลังจากที่ “รับฟังปัญหา” “แสดงความเห็นอกเห็นใจ” และ “สร้างความเชื่อมั่น” ถ้าหากลูกวัยรุ่นขอให้พ่อแม่แสดงความคิดเห็น สองสิ่งที่ควรทำคือ “ค้นหาว่าลูกต้องการอะไร” และ “ช่วยเหลือตามความเหมาะสม” ยกตัวอย่างเช่น ลูกทำกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก และมีการบ้านต้องเขียนรายงานส่งอาจารย์ สิ่งที่พ่อแม่ควรทำความเข้าใจคือลูกอยากทำกิจกรรมซึ่งไม่ควรไปแนะนำให้ตัดทิ้ง และการให้ความช่วยเหลืออย่างเช่น ช่วยเตรียมอาหารเพื่อให้ลูกได้ทาน ทำให้เขามีเวลามากขึ้นเพื่อการเรียนและทำกิจกรรม ถือว่าเป็นการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม\r\n\r\nสุดท้ายแล้ววัยรุ่นอาจจะไม่ได้ซับซ้อน พวกเขาเพียงแค่ต้องการพ่อแม่ที่รับฟังปัญหาและมีความเข้าอกเข้าใจ ที่สำคัญผู้ใหญ่ควรพักความคิดเห็นของตัวเองไว้ก่อน\r\n\r\nที่มา: นิวยอร์กไทม์ส","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1583290164.jpg"],
    [666,2304,"ต้องใช้ทรัพยากรของโลกมากมายแค่ไหน ในการผลิตเสื้อผ้าเพียงชิ้นเดียว?","Tue, 2020-03-03 10:24","http://www.stkc.go.th/node/2304","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าต้องใช้ทรัพยากรของโลกมากมายแค่ไหน ในการผลิตเสื้อผ้าเพียงชิ้นเดียว ผู้เชี่ยวชาญมีคำตอบสำหรับเรื่องนี้\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืนที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร OXFAM ชี้ว่า น้ำที่ใช้ในการผลิตกางเกงยีนส์และเสื้อยืดเพียงอย่างละหนึ่งตัว สามารถใช้ดื่มดินได้เป็นเวลานานถึง 13 ปีสำหรับประชากรหนึ่งคน ซึ่งหมายความว่าต้องใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมจำนวนมากในการผลิตเสื้อผ้าที่เราสวมใส่กันอยู่\r\n\r\nปัจจุบันการผลิตเสื้อผ้าอย่างยั่งยืนเป็นหัวข้อสำคัญของการอภิปรายในหลายส่วนของโลก เนื่องจากอุตสาหกรรมแฟชั่นถือเป็นหนึ่งในผู้ก่อมลพิษที่ใหญ่ที่สุดในโลกในตอนนี้\r\n\r\nโดยคำว่า “ยั่งยืน” หรือ Sustainable หมายถึงการไม่ทำลาย หรือไม่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติมากเกินไป\r\n\r\nโครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติตั้งข้อสังเกตว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นผู้ที่ใช้น้ำมากที่สุดเป็นอันดับที่สอง และปล่อยก๊าซคาร์บอน 8 ถึง 10 เปอร์เซนต์ของทั้งหมดทั่วโลก ซึ่งมากกว่าเที่ยวบินระหว่างประเทศทั้งหมดและการขนส่งทางทะเลรวมกัน\r\n\r\nนอกจากนี้สารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นอันตราย ตลอดจนการขนส่งสินค้าและบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่สามารถทำลายได้ ล้วนแต่ทำให้เกิดต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม\r\n\r\nอย่างไรก็ดี ผู้ผลิตและผู้ขายเสื้อผ้าบางรายได้ค้นพบวิธีการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ตัวอย่างเช่น ในตลาดเสื้อผ้าระดับสูง นักออกแบบเสื้อผ้าพยายามทำตลาดแฟชั่นเสื้อผ้าที่มีความยั่งยืนให้เป็นสินค้าที่หรูหรา\r\n\r\nในปีพ.ศ. 2558 รายงานเรื่องความยั่งยืนของบริษัท Nielsen พบว่า 66% ของลูกค้ายินดีจ่ายมากขึ้นในการซื้อเสื้อผ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม\r\n\r\nส่วนในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าระดับล่างก็มีไอเดียใหม่ ๆ เช่นเดียวกัน เช่น ในปีพ.ศ. 2562 บริษัท Inditex ที่เป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้าซาร่า ประกาศว่าจะเปลี่ยนไปขายเสื้อผ้าที่ผลิตจากวัสดุที่ยั่งยืนหรือวัสดุรีไซเคิลทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2568\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/climate-cost-of-fashion/5264038.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1583205890.jpg"],
    [667,2301,"นักวิจัยใช้เสียงเรียกฝูงปลาให้กลับคืนสู่ปะการังเสื่อมโทรม","Mon, 2020-03-02 10:47","http://www.stkc.go.th/node/2301","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"จากการทดลองทำให้นักวิจัยได้พบว่าฝูงปลากลับมาหลังจากที่ได้ยินเสียงของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามแนวปะการังที่มีความอุดมสมบูรณ์ที่ถูกบันทึกไว้\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองวางลำโพงใต้น้ำไว้ในบริเวณที่ปะการังเสื่อมโทรมใน Great Barrier Reef ซึ่งอยู่ทางเหนือของออสเตรเลีย และเปิดเสียงไว้เป็นระยะเวลาประมาณหกสัปดาห์เมื่อปีพ.ศ. 2560 หลังจากการศึกษาผลการทดลองนี้ นักวิทยาศาสตร์รายงานว่ามีปลากลับมาอยู่ในบริเวณ ที่มีการเปิดเสียงปะการังที่อุดมสมบูรณ์มากขึ้นถึงสองเท่า\r\n\r\nนอกจากนี้นักวิจัยพบว่าเสียงดังกล่าวยังทำให้มีสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ กลับมาอาศัยอยู่ในบริเวณนี้เพิ่มขึ้นถึง 50% และฝูงปลาที่กลับมาตามเสียงนั้นล้วนเป็นสายพันธุ์ที่เป็นห่วงโซ่อาหารที่สำคัญๆ ทั้งสิ้น\r\n\r\nนักวิจัยตั้งข้อสังเกตถึงความสำคัญของการที่มีปลาหลากหลายชนิดกลับคืนสู่พื้นที่ปะการังเสื่อมโทรม โดยชี้ว่าปลาหลากหลายสายพันธุ์เหล่านี้ จะช่วยกันฟื้นฟูสภาพแวดล้อมของมหาสมุทรและชีวิตในทะเล และแนวปะการังที่เสียหายนั้นมีโอกาสที่จะฟื้นตัวสูงขึ้นหากมีประชากรปลาจำนวนมากและหลากหลาย\r\n\r\nSteve Simpson ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย Exeter หัวหน้าการวิจัยนี้กล่าวในแถลงการณ์ว่า แนวปะการังที่อุดมสมบูรณ์นั้นจะเป็นที่ที่มีเสียงดังอึกทึกมาก โดยจะมีทั้งเสียงของกุ้ง ปลา และสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆ ส่วนปลาเล็กๆ จะฟังเสียงเหล่านี้ในเวลาที่มองหาที่อยู่อาศัย\r\n\r\nเขาเสริมว่าแนวปะการังที่เสื่อมโทรมนั้นเงียบสงบจนน่ากลัว เมื่อถูกทำลายด้วยมลพิษที่เกิดจาก น้ำมือมนุษย์ ปะการังที่เสียหายอาจทำให้เกิดกลิ่นและเสียงที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งทำให้กุ้งและปลา หายไป แต่การทดลองแสดงว่าการใช้ลำโพงใต้น้ำเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ ในการทำให้ปลาตัว เล็กๆ กลับคืนสู่บริเวณนั้น\r\n\r\nMark Meekan นักชีววิทยาปลาแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเลออสเตรเลีย กล่าวว่าการกลับมา ของปลาเหล่านี้เป็นก้าวแรกของการพัฒนาสุขภาพของแนวปะการังครั้งสำคัญ และการฟื้นฟูนั้น เกิดจากการที่ฝูงปลาช่วยกันทำความสะอาดแนวปะการัง และสร้างพื้นที่สำหรับปะการังที่เกิดใหม่อีกด้วย\r\n\r\nTim Gordon สมาชิกของทีมวิจัยอีกคนหนึ่งจากมหาวิทยาลัย Exeter เชื่อว่าเสียงที่เปิดจะสามารถช่วยฟื้นฟูปะการังที่ตายแล้วในพื้นที่ที่ถูกทำลายอย่างรุนแรงในมหาสมุทรทั่วโลกได้ และว่าการเพิ่มประชากรปลาด้วยวิธีนี้ จะเป็นการเริ่มกระบวนการฟื้นฟูตามธรรมชาติ เพื่อรับมือกับความเสียหายที่พบเห็นในแนวปะการังหลายแห่งทั่วโลก\r\n\r\nAndy Radford จากมหาวิทยาลัย Bristol กล่าวว่า การเปิดเสียงใต้น้ำเป็นวิธีที่ให้ความหวัง ในการต่อสู้กับความเสียหายของแนวปะการังในระดับชุมชนท้องถิ่น แต่เขาตั้งข้อสังเกตว่าภัยคุกคามอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ และการประมงแบบเกินขีดจำกัด ควรจะต้องลดลงด้วยเช่นเดียวกัน\r\n\r\nรายงานการศึกษาของคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติรวมถึงนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Exeter และ Bristol ของประเทศอังกฤษ และมหาวิทยาลัย James Cook ของประเทศออสเตรเลียเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถูกตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Nature Communications\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/sounds-call-fish-back-to-dead-coral/5206034.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1583120834.jpg"],
    [668,2299,"'แอมะซอน' เปิดซูเปอร์มาร์เก็ตไร้แคชเชียร์เต็มรูปแบบแห่งแรก","Fri, 2020-02-28 09:52","http://www.stkc.go.th/node/2299","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของสหรัฐฯ \"แอมะซอน\" เปิดร้านซูเปอร์มาร์เก็ตแบบไม่มีพนักงานเก็บเงิน หรือ แคชเชียร์ แห่งแรกในวันอังคารที่ 25 ก.พ. ที่นครซีแอตเติล โดยใช้ชื่อว่า Amazon Go Grocery\r\n\r\nที่ร้านนี้ ลูกค้าสามารถใช้วิธีสแกนแอพพ์ในสมาร์ทโฟนแทนการจ่ายเงินสดหรือบัตรเครดิต โดยแอมะซอนได้ติดตั้งกล้องและเซนเซอร์ไว้เพื่อตรวจจับว่าลูกค้าหยิบสินค้าใดออกไปจากชั้นวางสินค้าบ้าง ก่อนที่จะสั่งเก็บเงินทางบัญชีแอมะซอนออนไลน์\r\n\r\nร้าน Amazon Go Grocery เป็นการขยายมาจากร้าน Amazon Go ที่เป็นโครงการทดลองของแอมะซอนตั้งแต่ 2 ปีก่อน โดยร้านใหม่นี้มีสินค้าให้เลือกมากกว่า และมีขนาดใหญ่กว่าร้านเดิมถึง 5 เท่า\r\n\r\nโดยแอมะซอนมีโครงการเปิดร้าน Amazon Go Grocery แห่งที่สองที่นครลอสแอนเจลิสในช่วงปลายปีนี้\r\n\r\nการเปิดตัวร้านค้าไร้แคชเชียร์ของแอมะซอนนี้ถือเป็นการรุกธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตแบบเต็มตัว หลังจากที่ลงทุนซื้อกิจการของร้านโฮลฟู้ดส์ (Whole Foods) ที่มีสาขา 500 แห่งมาตั้งแต่ปี 2017\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม แอมะซอนยังคงตามหลังคู่แข่งสำคัญในธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ต คือ ห้างวอลมาร์ท (Walmart) ที่มีสาขากว่า 4,700 แห่ง และมีอีกหลายบริษัทที่กำลังทดสอบระบบไร้แคชเชียร์เช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น 7-Eleven ที่กำลังทดสอบระบบนี้ที่ร้านสาขาในรัฐเท็กซัส\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/amazon-cashier-less-grocery-store/5303446.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1582858345.jpg"],
    [669,2297,"คุณตื่นนอนอย่างไรในตอนเช้า?","Thu, 2020-02-27 14:42","http://www.stkc.go.th/node/2297","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"หากคุณตั้งนาฬิกาปลุกแบบเสียงดัง หรือเสียงที่ไม่น่าพึงใจนัก อาจทำให้ยากต่อการสลัดอาการง่วงหงาวหาวนอนในตอนเช้า แต่นักวิจัยกล่าวว่าเสียงนาฬิกาปลุกที่เป็นทำนองเพลง สามารถช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นได้หลังจากที่ตื่นนอน\r\n\r\nการศึกษานี้ดำเนินการโดยนักวิจัยในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมการศึกษาทั้งหมด 50 คน อาสาสมัครจะตอบคำถามเกี่ยวกับเสียงนาฬิกาปลุกที่ตนชอบใช้ตั้งปลุกในตอนเช้า รวมไปถึงความรู้สึกเกี่ยวกับเสียงปลุกนั้น และความรู้สึกในตอนที่ตื่นนอนขึ้นมา\r\n\r\nจากการศึกษานี้ นักวิจัยพบว่าผู้ที่ตื่นนอนด้วยนาฬิกาปลุกที่เป็นเสียงเพลงจะรู้สึกตื่นตัวมากกว่า\r\n\r\nStuart McFarlane หัวหน้าการศึกษาครั้งนี้กล่าวกับ VOA ว่าพวกเขารู้สึกประหลาดใจมากกับผลการศึกษานี้ เพราะคิดว่าเสียงบี๊บที่ดังรุนแรงนั้น น่าจะปลุกให้ตื่นนอนได้ดีกว่า\r\n\r\nการตื่นนอนไม่เต็มที่ หรืออาการงัวเงียหมายถึงคนที่ยังคงง่วงนอนอยู่มากเมื่อตื่นขึ้นมา และมีปัญหาในการเคลื่อนไหวตัว\r\n\r\nMcFarlane กล่าวว่าทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายของอาการตื่นนอนไม่เต็มที่ให้ดียิ่งขึ้น อาการงัวเงียนั้นมักจะเกิดขึ้นในตอนเช้าเป็นระยะเวลานานถึง 30 นาที แต่ผลการศึกษาพบว่าอาการงัวเงียนี้อาจอยู่ได้นาน 2-4 ชั่วโมง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอาการงัวเงียเป็นเวลานานๆ แต่ผู้ที่มีอาการเช่นนั้นก็ควรหาทางแก้ไข โดยเฉพาะอย่ายิ่งเมื่อต้องปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องใช้ประสิทธิภาพร่างกายสูงสุด ซึ่งรวมถึงงานต่างๆ ที่เป็นอันตรายเช่นการขับรถหรือปั่นจักรยาน หลังจากที่ตื่นนอนได้ไม่นาน เช่นเดียวกับคนที่ทำงานในสถานการณ์อันตรายหลังจากที่ตื่นนอน เช่นนักดับเพลิงและนักบิน เป็นต้น\r\n\r\nนอกจากนี้การตื่นนอนไม่เต็มที่ หรืออาการงัวเงีย ยังเชื่อมโยงไปถึงอุบัติเหตุที่สำคัญรวมถึงอุบัติเหตุเครื่องบินตก และอุบัติเหตุในการขนส่งต่างๆ ด้วย\r\n\r\nเหตุใดการตั้งนาฬิกาปลุกด้วยเสียงเพลงจึงดีกว่า?\r\n\r\nนักวิจัยคิดว่าเสียงเพลงอาจจะช่วยลดอาการงัวเงียได้ดีกว่า เพราะมีหลายโทนเสียงเมื่อเทียบกับโทนเสียงเดียวของเสียงปลุก \"บี๊บ\"\r\n\r\nMcFarlane กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงในท่วงทำนองของเสียงดนตรีอาจช่วยให้ตื่นตัวหลังจากที่ตื่นนอนได้ แต่ตอนนี้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปคำตอบของเรื่องนี้ จำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริง\r\n\r\nเพลงประเภทไหนที่เหมาะสำหรับการใช้เป็นเสียงนาฬิกาปลุก?\r\n\r\nนักวิจัยแนะนำเสียงนาฬิกาปลุกที่ง่ายต่อการฮัมหรือร้องคลอตามไปด้วย McFarlane บอกว่าเสียงเพลงที่เขาใช้ตั้งปลุกอยู่ตอนนี้ก็มี ‘Close to me’ โดย the Cure และ ‘Borderline’ โดยMadonna\r\n\r\nอย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าไม่ว่าจะตื่นนอนได้อย่างไร แต่ระยะเวลาในการนอนหลับนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก\r\n\r\nนายแพทย์ Stuart F. Quan ผู้อำนวยการแผนกความผิดปกติด้านการนอนและจังหวะรอบวันที่โรงพยาบาล Brigham and Women’s ในนครบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ให้คำแนะนำในการช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นและรู้สึกสดชื่นกะปรี้กะเปร่าทุกเช้าไว้ดังนี้\r\n\r\n• กำหนดเวลาปกติ - เข้านอนและตื่นในเวลาเดียวกันทุกวันแม้กระทั่งวันหยุดสุดสัปดาห์ นักวิจัยแนะนำให้นอนอย่างน้อยคืนละเจ็ดชั่วโมง\r\n\r\n• ตกแต่งห้องให้เหมาะสำหรับการนอนหลับ - ห้องควรจะมืดสนิทในขณะที่นอนหลับ วางเตียงให้ห่างจากหน้าต่าง พยายามทำให้ห้องเงียบและมีความเย็น\r\n\r\n• ออกกำลังกาย - การศึกษาส่วนใหญ่ชี้ว่าการออกกำลังกายตามปกติ คือสามหรือสี่ครั้งต่อสัปดาห์ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น\r\n\r\n• พยายามไม่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บนเตียง – ปิดโทรศัพท์มือถือของคุณก่อนเข้านอน หรือวางไว้โดยการตั้งค่า “ห้ามรบกวน”\r\n\r\n• หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อใหญ่ก่อนนอน\r\n\r\n• จำกัดปริมาณนิโคติน คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ก่อนนอน\r\n\r\n• ควรตื่นตัวหรือเคลื่อนไหวให้มากขึ้นในระหว่างวัน - วิธีนี้จะช่วยให้คุณหลับได้เร็วขึ้นและง่ายขึ้น\r\n\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/what-wakes-you-up-each-morning/5300312.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1582789333.jpg"],
    [670,2295," งานวิจัยชี้ ปลูกต้นไม้ไว้บนโต๊ะทำงานอาจช่วยลดความเครียดจากงานได้","Wed, 2020-02-26 09:10","http://www.stkc.go.th/node/2295","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"งานวิจัยล่าสุดจากญี่ปุ่นชี้ว่า พนักงานบริษัทที่ต้องทำงานติดโต๊ะตลอดเวลา และประสบปัญหาความเครียดพุ่งสูง เพราะกลัวทำงานเสร็จไม่ทันกำหนดหรือเพราะเจ้านายและสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน อาจเลือกปลูกต้นไม้ต้นเล็กๆ ไว้บนโต๊ะเพื่อช่วยลดอาการเครียดที่ว่านี่ได้\r\n\r\nทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเฮียวโก ในประเทศญี่ปุ่น ทำการทดสอบดังกล่าวกับพนักงานบริษัทจำนวน 63 คน ที่มีอายุตั้งแต่ 24 ถึง 60 ปี และใช้เวลาทำงานกับคอมพิวเตอร์สัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ และตีพิมพ์ผลงานสรุปออกมาในวารสาร HortTechnology ซึ่งเป็นงานพิมพ์โดย สมาคมพืชสวนแห่งอเมริกา (American Society for Horticultural Science) ที่เน้นเสนอผลงานการทดลองวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญด้านพืชสวน แพทย์ และนักวิทยาศาสตร์\r\n\r\nงานวิจัยดังกล่าวเกิดขึ้นหลังพบว่า มนุษย์เงินเดือนในญี่ปุ่นประสบภาวะความเครียดพุ่งสูงจนเกิดปัญหาสุขภาพจิตมากขึ้นในอัตราที่น่าตกใจ จึงวางแผนวิจัยภายใต้สมมติฐานว่า พนักงานจำนวนมากไม่ค่อยให้ความสำคัญกับประโยชน์ของต้นไม้ในการลดความเครียดจากการทำงาน แล้วทำการทดสอบกับคนในที่ทำงานจริงๆ ไม่เหมือนกับงานวิจัยก่อนๆ ที่ส่วนใหญ่ทำการในห้องทดลองหรือสถานการณ์เกือบเสมือนจริง\r\n\r\nดร. มาซาฮิโร่ โทโยดะ (Dr. Masahiro Toyada) ผู้นำทีมวิจัยนี้สรุปว่า หากนายจ้างสนับสนุนให้พนักงานหยุดงานสัก 3 นาทีเพื่อ “การพักผ่อนอยู่กับธรรมชาติ” สุขภาพจิตของพนักงานจะดีขึ้นได้จริง\r\n\r\nในการทำการทดสอบ ทางทีมงานเลือกใช้มาตรวัดความวิตกกังวล State-Trait Anxiety Inventory (STAI) พร้อมๆ กับการวัดอัตราการเต้นของชีพจร ก่อนและหลังการหยุดพักโดยในสัปดาห์แรก ผู้ร่วมทดสอบจะไม่มีต้นไม้ตั้งอยู่บนโต๊ะ เพื่อเทียบกับผลที่ได้ในสัปดาห์ที่ 2 และสัปดาห์ที่ 3 ซึ่งผู้ร่วมทดสอบจะเลือกต้นไม้ที่ชื่นชอบมาตั้งไว้บนโต๊ะและเรียนรู้วิธีดูแล\r\n\r\nผลวิจัยที่ออกมาชี้ว่า ระดับความเครียดของผู้เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่ค่อยๆ ลดลง ขณะที่อัตราการเต้นของชีพจรก็ลดลง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ระบบประสาทซิมพาเทติก (sympathetic nervous system) หรือระบบประสาทที่มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะบางอย่าง ซึ่งทำงานอยู่นอกเหนืออำนาจจิตใจ และมักกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วและแรง กลับมีความสงบมากขึ้น\r\n\r\nเมื่ออ้างอิงตอบรับในทางบวกจากผู้ร่วมโครงการราวครึ่งหนึ่ง ทีมวิจัยสรุปออกมาว่า ความรู้สึกอ่อนไหวและรักต้นไม้ของแต่ละคนมีส่วนช่วยลดระดับความเครียดได้จริง\r\n\r\nนอกเหนือจากประเด็นความเครียดแล้ว การวิจัยนี้ยังสรุปด้วยว่า หลังการหยุดพักระหว่างการทำงาน แล้วนั่งชื่นชมธรรมชาติ หรือในกรณีนี้ คือการดูต้นไม้ของตนสัก 3 นาที ค่อยกลับมาทำงานต่อ ผู้ร่วมทดสอบมีสมาธิที่ดีขึ้น\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม นักวิจัยยอมรับว่า การปลูกต้นไม้บนโต๊ะทำงานไม่ได้ช่วยลดความเครียดของทุกคนได้เสมอไป เพราะอัตราการเต้นของชีพจรของผู้ร่วมทดสอบบางคนปรับสูงขึ้นพร้อมๆ กับระดับความเครียด ขณะที่การมีต้นไม้กลับไม่มีผลกับผู้ร่วมโครงการบางคนเสียด้วยซ้ำ\r\n\r\nดร. โทโยดะ คิดว่า ในกรณีที่ระดับความเครียดของบางคนพุ่งสูง เหตุผลที่เป็นไปได้น่าจะเป็นเพราะ คนเหล่านั้นตกอยู่ในภาวะกลัวความรับผิดชอบที่จะต้องดูแลต้นไม้ของตนให้ดี ขณะที่ตัวต้นไม้กลับดูแย่ลง กล่าวคือ เหี่ยวเฉาหรือดูเหมือนใกล้ตาย ส่วนกรณีผู้ที่ต้นไม้ไม่ค่อยส่งผลอะไรมาก น่าจะเป็นเพราะคนเหล่านั้นเกิดความคุ้นเคยกับการมีต้นไม้จนไม่รู้สึกอะไรพิเศษอีกต่อไป\r\n\r\nแต่นักวิจัยยังระบุว่า การสร้างสภาพแวดล้อมสีเขียวสะท้อนความเป็นธรรมชาติในที่ทำงานกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น\r\n\r\nดร. ชาร์ลส ฮอลล์ (Dr. Charles Hall) จากมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเทกซัสเอแอนด์เอ็ม (Texas A&M University) ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า แม้หลายคนจะทราบดีอยู่แล้วว่า ต้นไม้นั้นมีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์จริงๆ แต่ผลวิจัยนี้คือสิ่งที่ตอกย้ำความจริงนี้ให้ทุกคนตระหนักมากขึ้น พร้อมกล่าวด้วยว่า ต้นไม้บนโต๊ะทำงานไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ช่วยลดอาการเครียดได้ แต่การมองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อชื่นชมธรรมชาติ หรือหยุดพักการทำงานสักครู่แล้วออกไปเดินในสวนก็น่าจะให้ผลลัพธ์ในทางบวกเช่นกัน\r\n\r\nดร. ฮอลล์ สรุปอีกว่า สิ่งที่ดีกว่าการมีต้นไม้ไว้บนโต๊ะทำงานเพื่อเตือนให้เราหยุดพักและลดความเครียด ก็คือการพักสายตาไว้กับสีเขียวของต้นไม้โดยไม่ต้องคิดหรือพูดอะไรสัก 3 นาที ซึ่งเปรียบเสมือนกับ การมีสัมมาสติ มีจิตรู้อยู่กับปัจจุบัน นั่นเอง\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/office-with-plant-reduce-stress-02192020/5296122.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1582683047.jpg"],
    [671,2293,"นักวิทย์ฯสหรัฐฯ หาทางสกัด “พิษงู” ช่วยรักษามะเร็ง","Tue, 2020-02-25 10:32","http://www.stkc.go.th/node/2293","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ทีมวิจัยนำโดยนายสตีเฟน แมคเคสซี อาจารย์คณะชีววิทยาจาก University of Northern Colorado เผยผลการศึกษาเกี่ยวกับพิษงูหลากหลายชนิด ที่สามารถจู่โจมเข้าทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายมนุษย์ได้แบบเฉพาะตัว\r\n\r\nในการศึกษานี้ นักศึกษาของนายแมคเคสซี จะนำพิษงูจากทั่วทุกมุมโลก เช่นงูหางกระดิ่ง งูแมวเซา และนำพิษงูต่างๆ มาศึกษาลงลึกถึงสารประกอบและโปรตีนภายในพิษงูเหล่านี้ และพบว่า ในพิษงูมีสารประกอบที่มีวิวัฒนาการในตัวเองเพื่อปลิดชีพสัตว์อื่นๆ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวทำลายสิ่งมีชีวิตทุกอย่างได้ แต่ปรากฏว่า สิ่งที่เป็นอันตรายที่สุดอย่างพิษงูนี้ กลับกลายเป็นหนทางที่เหมาะสมในการรักษาโรคได้ด้วยเช่นกัน\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม หัวหน้าทีมวิจัยจาก UNC บอกว่า เมื่อไรก็ตามที่เขาเสนอแนวทางการรักษาด้วยพิษงูต่อสาธารณชน ผู้คนจะนึกถึงอันตรายของพิษงูขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก แต่กลับไม่ได้คำนึงถึงคุณประโยชน์ของสัตว์เลื้อยคลานมีพิษต่อมนุษย์ เหมือนกับเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่จะหวาดกลัวสัตว์มีพิษไว้ก่อน\r\n\r\nการศึกษาคุณประโยชน์ของพิษงู เริ่มต้นมายาวนานตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1950 ที่มีการนำพิษงูมารักษาโรคความดันโลหิตสูงกับผู้คนหลายล้านชีวิตทั่วโลก แต่นายแมคเคสซี บอกว่า ทีมวิจัยของเขาน่าจะเป็นที่แรกๆ ที่ศึกษาวิจัยถึงความเป็นไปได้ในการใช้สารประกอบในพิษงูเพื่อรักษาโรคมะเร็งอย่างจริงจัง\r\n\r\nด้านนายแทนเนอร์ ฮาร์วีย์ หนึ่งในผู้ศึกษาเรื่องพิษงูแมวเซาโดยเฉพาะ บอกว่า พิษงูแต่ละชนิด สามารถรักษาโรคมะเร็งที่แตกต่างกันออกไป และขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ในการรักษาด้วย ตัวอย่างเช่น เราสามารถใช้พิษงูแมวเซารักษามะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากใช้ในปริมาณน้อยๆ แต่พิษงูแมวเซานี้ไม่สามารถใช้ในการรักษามะเร็งผิวหนังได้ในขณะที่พิษงูชนิดอื่นๆสามารถรักษาได้\r\n\r\nทั้งนี้ การใช้พิษงูบำบัดรักษาโรคมะเร็งไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งยากกว่านั้นคือการใช้พิษงูรักษาคนไข้อย่างปลอดภัยต่างหาก ซึ่งทีมวิจัยของ UNC ตั้งเป้าในการจัดสรรสัดส่วนของพิษงูเพื่อให้สามารถจัดการกับโรคมะเร็งในแต่ละชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุด โดยที่ไม่เข้าไปทำลายเซลล์ปกติของคนไข้\r\n\r\nสำหรับการศึกษาวิจัยการบำบัดมะเร็งด้วยพิษงูยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น และทีมวิจัยตั้งเป้าที่จะพัฒนาไปถึงการทดสอบกับผู้ป่วยมะเร็งในอนาคต แต่ในระหว่างนี้ สิ่งที่ทีมวิจัยอยากจะผลักดันมากที่สุด คือ การเรียกร้องให้ผู้คนยุติการฆ่างูที่มีพิษเพียงเพราะความหวาดกลัว เพราะไม่รู้ว่าวันหนึ่งสิ่งที่ดูมีพิษร้ายกับเรา อาจกลายเป็นสิ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของเราก็เป็นได้\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/us-researchers-finding-snake-venom-as-cancer-cure-02202020/5297297.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1582601549.jpg"],
    [672,2291,"SpaceX ปล่อยดาวเทียม 60 ดวงเพื่อขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ต","Mon, 2020-02-24 10:47","http://www.stkc.go.th/node/2291","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัท SpaceX (สเปซเอ็กซ์) ของมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ ปล่อยดาวเทียมชุดล่าสุดเข้าสู่ห้วงอวกาศ ตามแผนงานธุรกิจอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่หวังส่งดาวเทียมอีกมากมายขึ้นโคจรรอบโลกภายใน 1 ปี\r\n\r\nยานอวกาศ SpaceX Falcon 9 ของบริษัทเทคโนโลยีแห่งนี้ ถูกปล่อยตัวขึ้นสู่อวกาศ จากสถานีของกองทัพอากาศ ณ แหลมคาแนเวอรัล (Cape Canaveral) มลรัฐฟลอริด้า เมื่อเวลา 9 นาฬิกา ของเช้าวันพุธตามเวลาท้องถิ่น โดยมีภารกิจหลักคือการส่งดาวเทียมชุดที่ 4 จำนวนราว 60 ดวงขึ้นสู่วงโคจร\r\n\r\nดาวเทียมชุดล่าสุดของ SpaceX ที่เดินทางขึ้นสู่ห้วงอวกาศนี้ จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายดาวเทียมของบริษัทจำนวนกว่า 170 ดวงที่โคจรอยู่รอบโลกแล้วในขณะนี้ โดยบริษัทมีแผนจะส่งดาวเทียมขึ้นอวกาศอีกอย่างน้อย 22 ครั้งตลอดปี 2020 เพื่อช่วงเสริมสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของตน ซึ่งตั้งชื่อไว้ว่า Starlink (สตาร์ลิงค์) ผ่านดาวเทียมไม่น้อยกว่า 1,500 ดวงตามแผนงานธุรกิจที่วางไว้\r\n\r\nปัจจุบัน SpaceX มีใบอนุญาตเพื่อปล่อยดาวเทียมกว่า 10,000 ดวงอยู่ในมือ และมีแผนจะขอใบอนุญาตเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถปล่อยเพิ่มอีก 30,000 ดวง โดยมีจุดประสงค์ที่จะใช้ดาวเทียมทั้งหมดในการให้บริการอินเทอร์เน็ตราคาถูก ให้กับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ และแคนาดา ภายในปี 2020 ก่อนจะขยายบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงราคาถูกนี้ไปยังทั่วโลก อันรวมถึงพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้\r\n\r\nนายมัสก์ ผู้บริหาร SpaceX ประเมินว่า หากแผนงานนี้สำเร็จ รายได้ของบริษัท จะเพิ่มขึ้นปีละหลายพันล้านดอลลาร์ ขณะที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับโอกาสความสำเร็จและความเสี่ยงของแผนธุรกิจนี้ ซึ่งมีทั้งต้นทุนการสร้างและการปล่อยดาวเทียมที่คาดว่าจะสูงถึงราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และการสร้างสถานีงาน หรือ Terminal ที่มีความซับซ้อนแต่ราคาไม่สูงให้กับผู้ใช้งาน\r\n\r\nยิ่งไปกว่านั้น นักดาราศาสตร์ยังกังวลว่า ระดับความสูงของวงโคจรของดาวเทียมของ SpaceX อาจบดบังการดูกลุ่มดาวในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งทางบริษัทกำลังเร่งหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้อยู่\r\n\r\nนอกจาก SpaceX แล้ว บริษัทคู่แข่ง และธุรกิจ Start-up อีกหลายแห่งก็มีแผนที่จะปล่อยดาวเทียมซึ่งรวมกันแล้วไม่น้อยกว่าหลายหมื่นดวงเข้าสู่วงโคจรรอบโลก ภายในช่วงทศวรรษหน้า ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ดาวเทียมเหล่านี้จะโคจรมาปะทะกันเอง และข้อสงสัยว่า หน่วยงานผู้กับกับดูแลจะสามารถควบคุมแผนพัฒนาธุรกิจเหล่านี้ได้อย่างไร\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/spacex-satellite-internet-elon/5265825.html ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1582516073.jpg"],
    [673,2289,"'ฉลาดปรับตัว' หรือ AQ ทักษะสำคัญในยุคแข่งขันกับเทคโนโลยี AI","Fri, 2020-02-21 09:15","http://www.stkc.go.th/node/2289","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"IQ หรือความฉลาดทางปัญญา กับ EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ นับเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญสองอย่างเพื่อความสำเร็จในชีวิตและการทำงาน\r\n\r\nแต่นักจิตวิทยาบอกว่า ในโลกปัจจุบันนี้ IQ อาจเป็นเพียงข้อกำหนดขั้นต่ำที่จะช่วยให้เราประสบความสำเร็จในการศึกษาและได้งานทำ ส่วน EQ ก็จะช่วยเรื่องความสัมพันธ์และการทำความเข้าใจกับผู้อื่นสำหรับการใช้ชีวิตในสังคม\r\n\r\nแต่คำถามที่สำคัญก็คือ ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่งและเราต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่ท้าทายอยู่ตลอดเวลานั้น นอกจาก IQ กับ EQ แล้ว อะไรที่จะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดได้โดยไม่ถูกทดแทนด้วยเครื่องจักรหรือปัญญาประดิษฐ์\r\n\r\nตามรายงานของ BBC ผู้เชี่ยวชาญแนะว่าวิธีดีที่สุดที่จะรับมือกับ AI คือการพัฒนาด้าน AQ ซึ่งมาจากคำเต็มว่า Adaptability Quotient หรือความฉลาดและความสามารถในการปรับตัวนั่นเอง\r\n\r\nคุณนาตาลี แฟรดโต้ ผู้บริหารคนหนึ่งของบริษัทการเงิน Goldman Sachs ที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ อธิบายว่า ความสามารถในการปรับตัวดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเรื่องความสามารถในการดูดซับหรือเรียนรู้ข้อมูลและองค์ความรู้ใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการปลดหรือโยนทิ้งองค์ความรู้เก่าซึ่งล้าสมัยแล้วออกไป ความสามารถในการเลือกเฟ้นข้อมูลหรือเรื่องที่เป็นประโยชน์ สำคัญและตรงประเด็น และความสามารถในการเอาชนะปัญหาท้าทายและปรับตัวให้พร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ\r\n\r\nรวมทั้งความกระตือรือล้นสนใจ ความอยากรู้อยากเห็น และความพร้อมที่จะแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งย่อมรวมถึงความคล่องตัว ความยืดหยุ่น และความกล้าที่จะตั้งคำถามได้ถูกต้องและถามคำถามที่สำคัญ ตลอดจนถึงความสามารถในการฟื้นตัวเมื่อทำพลาดหรือต้องล้มลงด้วย\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญบางคน เช่น คุณเดฟ คอปลิน CEO ของบริษัท Envisioners ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีในอังกฤษ เตือนว่า เนื่องจากในขณะนี้ AI หรือระบบปัญญาประดิษฐ์สามารถทำเรื่องการจัดระบบระเบียบข้อมูลและสิ่งที่เป็นแบบแผนแน่นอนได้ดีกว่ามนุษย์ ดังนั้นโอกาสที่มนุษย์จะถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวจึงมีอยู่สูงมาก\r\n\r\nด้วยเหตุนี้ความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ความคิดสร้างสรรค์ การเลิกยึดติดกับสิ่งเก่า และความสามารถปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์รวมทั้งปัญหาความต้องการใหม่ ๆ จึงนับเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับความอยู่รอดของเราในโลกยุคนี้\r\n\r\nIQ หรือความฉลาดทางปัญญา อาจจะช่วยให้เราจบการศึกษา ได้ทุน ได้งานดี ๆ ทำ ส่วน EQ ก็เป็นความฉลาดทางอารมณ์ซึ่งจะช่วยให้เราสำเร็จและมีความสุขได้ในสังคม แต่ AQ หรือความสามารถในการปรับตัวนั้น จะช่วยเป็นหลักประกันว่าเราจะอยู่รอดหรือไม่ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง\r\n\r\nตราบเท่าที่เรามีจิตใจเปิดรับการเรียนรู้ กล้าตั้งคำถามได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งรู้ว่าจะหาคำตอบสำหรับคำถามนั้นจากที่ไหนหรืออย่างไร\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/aq-and-ai-survival-ct/5294490.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1582251347.jpg"],
    [674,2288,"ความแก่ชราเกิดที่ส่วนไหน? และเราจะยื้อได้หรือไม่?","Thu, 2020-02-20 11:07","http://www.stkc.go.th/node/2288","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"รายงานการศึกษาชิ้นใหม่ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคม ในวารสาร Nature Medicine โดยนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่มุ่งศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับกระบวนการชราภาพของมนุษย์ในระดับโมเลกุล พยายามหาคำตอบว่า ทำไมคนเราแต่ละคนจึงมีกระบวนการแก่ชราเร็วช้าไม่เท่ากัน?\r\n\r\nรวมทั้งยังตั้งเป้าไว้ด้วยว่า วันหนึ่งเราจะสามารถเข้าแทรกแซงหรือสร้างผลต่อกระบวนการที่ว่านี้ได้ โดยอาศัยตัวยาหรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตที่เหมาะสม\r\n\r\nนักวิจัยได้ติดตามศึกษากลุ่มตัวอย่างอายุ 34 ถึง 68 ปีจำนวน 43 คนเป็นเวลาสองปี โดยเก็บตัวอย่างเลือดและอุจจาระเพื่อศึกษาสารเคมีที่ช่วยบ่งชี้ หรือ biomarkers ของร่างกาย\r\n\r\nแพทย์ทราบมานานแล้วว่าเมื่อคนเราแก่ตัวลงนั้น ระดับของสารบ่งชี้บางอย่างจะเปลี่ยนไป เช่น มีโคเลสเตอรอลสูงขึ้น การทำงานของจุลชีวะบางอย่างในระบบลำไส้เพิ่มขึ้น รวมทั้งมีไขมันและโปรตีนต่าง ๆ มากขึ้นด้วย\r\n\r\nและจากการศึกษานี้นักวิจัยชี้ว่า คนเรามีลักษณะหรือรูปแบบของความแก่ที่แสดงออกหรือสะท้อนให้เห็นได้อย่างน้อยสี่ด้าน หรือสี่ช่องทาง ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่หน้าตาหรือผิวพรรณที่เหี่ยวย่นเท่านั้น\r\n\r\nหน้าต่างที่ช่วยสะท้อนกระบวนการชราภาพดังกล่าว ได้แก่\r\n\r\nกระบวนการย่อยอาหารและเผาผลาญพลังงาน\r\nระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย\r\nการทำงานของตับ\r\nการทำงานของไต\r\nตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีกระบวนการเผาผลาญของร่างกายเสื่อมถอยก็มีโอกาสเป็นโรคเบาหวาน คนที่มีจุดอ่อนในระบบภูมิคุ้มกันก็จะติดเชื้อหรือป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ได้ง่าย ส่วนผู้ที่มีความอ่อนแอของตับและไตก็จะมีปัญหาเกี่ยวกับโรคเหล่านี้ ส่งผลให้สุขภาพร่างกายถูกบั่นทอนและนำไปสู่การถดถอยของสภาพสังขารโดยรวม เป็นต้น\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยอธิบายว่าคนเราแต่ละคนจะไม่ได้ถูกจำกัดว่าจะต้องมีช่องทางหรือกระบวนการของความชราภาพเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น เพราะบางคนอาจจะมีเส้นทางของความเสื่อมถอยของสังขารมากกว่าหนึ่งได้\r\n\r\nแต่ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดก็บอกว่า ถ้าเราทราบและเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบความเสื่อมถอยของเราว่าเกิดขึ้นและแสดงออกผ่านทางช่องใด เรื่องนี้ก็อาจเป็นประโยชน์และจะเป็นโอกาสให้เราสามารถพยายามเข้าไปควบคุมจัดการ ปรับเปลี่ยน หรือพยายามชะลอกระบวนการชราภาพที่ว่านี้ได้\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์หวังว่าข้อมูลและความรู้ที่จะได้จากการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกลไกของความแก่ชราและสาเหตุที่มานี้ จะช่วยให้สามารถออกแบบกระบวนการเพื่อชะลอความแก่ที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคลได้ในที่สุด\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/aging-process-ct/5247734.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1582171637.jpg"],
    [675,2285,"ออฟฟิสไกลบ้าน-ทำงานหนัก เสี่ยงปัญหาสุขภาพรุมเร้า","Wed, 2020-02-19 09:17","http://www.stkc.go.th/node/2285","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาครั้งใหม่ชี้ให้เห็นว่าคนที่ทำงานเป็นเวลานาน ๆ หลายชั่วโมง และต้องเดินทางไกลเพื่อไปทำงานอาจมีปัญหาเรื่องการนอนหลับและไม่ได้ออกกำลังกายอย่างเพียงพอ\r\n\r\nนักวิจัยในสวีเดนได้ศึกษาผู้คนที่ทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์และต้องเดินทางโดยเฉลี่ยนานกว่าครึ่งชั่วโมงทั้งขาไปและขากลับ และพบว่าคนเหล่านั้นมีความเสี่ยงในการมีวิถีชีวิตแบบเฉื่อยชา สูงขึ้น 25% และความเสี่ยงต่อปัญหาการนอนหลับสูงขึ้น 16%\r\n\r\nJaana Halonen จากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มและสถาบันสุขภาพและสวัสดิการ Finnish Institute for Health and Welfare ในเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษาวิจัยครั้งนี้กล่าวว่าปัญหาเรื่องการนอนหลับอาจเกิดขึ้นจากการที่ไม่มีเวลาสำหรับกิจกรรมคลายเครียด หรือการผ่อนคลาย และว่าคนที่มีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และยังต้องเดินทางไปทำงานเป็นระยะทางไกลๆ อาจเหนื่อยเกินกว่าที่จะมีความกระตือรือร้นได้\r\n\r\nสำหรับการศึกษาครั้งนี้ นักวิจัยได้สำรวจความคิดเห็นผู้ใหญ่วัยทำงานมากกว่า 22,000 คนอย่างน้อยสองครั้งในระหว่างปีพ.ศ. 2551 จนถึงปีพ.ศ. 2561 โดยจะสอบถามเกี่ยวกับการทำงานและการเดินทางไปทำงาน รวมถึงเรื่องการออกกำลังกายและการนอนหลับ นอกจากนี้ยังถามด้วยว่าสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์บ่อยมากน้อยแค่ไหน\r\n\r\nOliver Mytton นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษานี้กล่าวว่า การที่จะเลือกทำงานที่ต้องเดินทางไกลๆ นั้น ควรจะคำนึงถึงผลกระทบที่จะมีต่อสุขภาพด้วย เขาตั้งข้อสังเกตอีกว่าใช่ว่าทุกคนจะมีทางเลือกมากมายในเรื่องสถานที่ทำงาน หรือมีโอกาสในการทำงานจากที่บ้าน แต่การศึกษาในเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่านายจ้าง และรัฐบาลควรมีความยืดหยุ่นต่อความต้องการของพนักงานของตน\r\n\r\nการศึกษาเรื่องนี้ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร Occupational & Environmental Medicine\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/commuters-may-get-less-sleep-and-exercise/5264726.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1582078632.jpg"],
    [676,2283,"'อาการอ่อนล้าเรื้อรัง' ปริศนาน่าหนักใจในวงการแพทย์สมัยใหม่ ","Mon, 2020-02-17 10:21","http://www.stkc.go.th/node/2283","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เป็นเวลาหลายปีมาแล้วหลังจากที่นักวิจัยทราบถึงความผิดปกติจาก 'อาการอ่อนล้าเรื้อรัง' แต่นักวิจัยก็ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุของอาการนี้\r\n\r\nสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐฯ ใช้อาสาสมัครในการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสภาวะอ่อนล้าเรื้อรังซึ่งส่งผลต่อชาวอเมริกันราว 2.5 ล้านคน\r\n\r\nZach Ault คุณพ่อลูกสามซึ่งมีความสุขกับการออกกำลังกายมาเป็นเวลานานหลายปี เขาฝึกซ้อมการวิ่งแบบกึ่งมาราธอนโดยหวังว่าจะได้เข้าร่วมในการแข่งขัน แต่ในปีพ.ศ. 2560 เขาต้องหยุดพักการซ้อมเพื่อพักฟื้นจากอาการติดเชื้อ หลังจากที่ฟื้นตัวเขาก็พยายามกลับมาซ้อมวิ่งต่อ แต่ก็ไม่สามารถทำได้\r\n\r\nโรคภัยที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่านี้สร้างปัญหาให้กับ Ault มากมาย เขาไม่สามารถเล่นกับลูก ๆ ได้ ต้องลดงานที่ทำลง ซึ่งแม้แต่การนอนหลับยาวนานถึงวันละ 16 ชั่วโมงก็ไม่ได้ทำให้เขาหายเหนื่อยแต่อย่างใด\r\n\r\nอาการอ่อนล้าเรื้อรังทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากและยาวนานกว่าหกเดือน โดยจะมีอาการแย่ลงหลังจากการออกกำลังกายทุกชนิด นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจมีปัญหาในการยืนตัวตรง และมีปัญหาในการคิด ซึ่งมักจะอธิบายว่าเป็นอาการที่เรียกว่า “brain fog” หรือภาวะสมองล้า\r\n\r\nผู้ป่วยหลาย ๆ คนได้รับการวินิจฉัยที่ผิด ๆ เพราะยังไม่มีการรักษาใด ๆ หรือแม้แต่การทดสอบใด ๆ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยอาการนี้ และแพทย์ก็ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าใครจะฟื้นตัว และใครที่จะมีอาการรุนแรงเป็นเวลานานหลายปี\r\n\r\nแพทย์ที่สถาบันสุขภาพแห่งชาติพยายามศึกษาหาสาเหตุเพิ่มเติมของอาการนี้ โดยให้ความสนใจในกลุ่มคนที่มีความผิดปกติหลังจากที่มีอาการติดเชื้อใด ๆ ภายในระยะเวลาห้าปี\r\n\r\nผู้ป่วยราว 500 คนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาของสถาบัน NIH โดยเริ่มต้นด้วยการเข้ารับการตรวจเลือด ทดสอบพันธุกรรม สแกนภาพสมอง และอื่น ๆ จากนั้นนักวิจัยจะตรวจสอบผลลัพธ์ก่อนตัดสินใจว่าจะต้องเรียกผู้ป่วยคนไหนกลับมาตรวจอีกครั้ง\r\n\r\nZach Ault เป็นผู้หนึ่งที่เข้าร่วมในการศึกษาครั้งนี้ แพทย์จะให้เขาปั่นจักรยานเพื่อวัดดูว่ากล้ามเนื้อขาของเขาใช้อ็อกซิเจนอย่างไร จากนั้นแพทย์จะสวมหมวกพิเศษบนหัวของเขาเพื่อวัดคลื่นไฟฟ้าในสมอง และส่งเขาไปค้างคืนในห้องที่อัดอากาศแน่น จากนั้นใช้ท่อระบายอากาศออกจากห้องเพื่อการศึกษาเพิ่มเติม\r\n\r\nการศึกษานี้ไม่ได้ระบุถึงวิธีการรักษาใด ๆ ให้แก่ผู้ที่มีอาการอ่อนล้าเรื้อรัง แต่ Ault บอกว่าการเข้าร่วมการในศึกษาช่วยให้เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับโรคนี้ และช่วยให้เขาคิดหาวิธีการประหยัดพลังงานของตัวเองได้ และว่าเป็นเรื่องยากที่จะทราบได้ว่าเขาจะสามารถฟื้นตัวได้หรือไม่ เขาได้แต่หวังว่าจะใช้ชีวิตอย่างดีที่สุดจนกว่านักวิจัยจะหาคำตอบของเรื่องนี้ได้\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/chronic-fatigue-syndrome/5245378.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1581909714.jpg"],
    [677,2280,"'ไหมชีวภาพจากเซลล์ผิวหนัง' เปิดโอกาสใหม่ในการรักษาแผลและซ่อมแซมอวัยวะ","Fri, 2020-02-14 09:22","http://www.stkc.go.th/node/2280","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิจัยจากฝรั่งเศส โคลัมเบีย และสหรัฐ ได้พัฒนาเส้นใยที่ทำจากเซลล์ผิวหนังของมนุษย์ขึ้น ซึ่งเส้นใยดังกล่าวอาจจะถูกนำมาทอให้มีลักษณะคล้ายกับสิ่งทอชีวภาพ ซึ่งจะนำไปใช้ในวงการแพทย์ในรูปของไหมเพื่อเย็บแผลได้\r\n\r\nโดยข้อดีหรือประโยชน์ของเส้นใยธรรมชาติที่ทำจากเซลล์ผิวหนังมนุษย์ที่ว่านี้ก็คือ เมื่อแพทย์นำไปใช้เย็บแผลแล้ว ไหมดังกล่าวจะสามารถละลายตัวและผสมผสานเข้าเป็นเนื้อเดียวกันกับอวัยวะของมนุษย์ได้ ไม่ว่าอวัยวะนั้นจะอยู่ด้านนอกร่างกายหรือเป็นอวัยวะที่อยู่ภายในก็ตาม\r\n\r\nเรื่องนี้นับว่าเป็นข่าวดี เพราะเท่าที่ผ่านมานั้นการใช้ไหมสังเคราะห์เพื่อเย็บแผลอาจจะถูกต่อต้านหรือปฏิเสธโดยระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในฐานะที่เป็นสิ่งแปลกปลอม\r\n\r\nและจากคุณลักษณะสำคัญที่ไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์นี้ แพทย์ก็หวังว่าไหมเย็บแผลที่สร้างขึ้นจากเซลล์ผิวหนังมนุษย์จะเป็นประโยชน์อย่างมาก ทั้งในแง่ของการสมานแผลบนผิวหนัง และการซ่อมแซมอวัยวะสำคัญต่าง ๆ ที่อยู่ภายใน\r\n\r\nเพราะแพทย์สามารถใช้ไหมชีวภาพนี้ถักทอให้เป็นรูปต่าง ๆ ตามที่ต้องการได้ เช่น เป็นถุง เป็นท่อ หรือว่าเป็นวาล์วเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะปัญหาและการทำงานของอวัยวะซึ่งต้องการซ่อมแซม\r\n\r\nการพัฒนาเส้นใยจากเซลล์ผิวหนังมนุษย์ที่สามารถนำมาถักทอให้เป็นไหมเย็บแผลแบบชีวภาพนี้ นับได้ว่าเป็นความก้าวหน้าล่าสุดสำหรับวงการศัลยกรรม เพราะเมื่อปีที่แล้ว นักวิทยาศาสตร์สามารถพัฒนา \"กาวชีวภาพ\" ชนิดหนึ่งได้สำเร็จ\r\n\r\nโดยกาวชีวภาพนี้จะทำงานในร่างกายหลังจากได้รับการกระตุ้นด้วยแสงเพื่อให้เริ่มกระบวนการสมานแผลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแผลเก่าหรือแผลใหม่ก็ตาม\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/human-skin-yarn-ct/5286468.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1581646931.jpg"],
    [678,2278,"อุณหภูมิในเขตขั้วโลกใต้พุ่งแตะระดับสูงสูดเป็นประวัติการณ์","Thu, 2020-02-13 10:04","http://www.stkc.go.th/node/2278","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"อุณหภูมิที่ขั้วโลกใต้พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุด นับตั้งแต่มีการเริ่มเก็บสถิติมาเมื่อกว่า 60 ปีที่แล้ว ขณะที่นักวิทยาศาสตร์แสดงความกังวลเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนและปัญหาการละลายของน้ำแข็งในแถบนั้น\r\n\r\nองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization หรือ WMO) รายงานว่า ทีมวิจัยของอาร์เจนติน่าที่ประจำอยู่ที่แอนตาร์คติกยืนยันว่า อุณหภูมิในเขตขั้วโลกใต้พุ่งสูงถึง 18.3 องศาเซลเซียส ในวันพฤหัสบดีตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งสูงกว่าสถิติสูงสุดที่ 17.5 องศาเซลเซียสที่บันทึกไว้เมื่อเดือนมีนาคมปี ค.ศ. 2015\r\n\r\nทั้งนี้ WMO ระบุว่า แม้ระดับอุณหภูมิสูงสุดที่บันทึกได้นี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นในแถบขั้วโลกใต้ แต่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าสถานการณอาจเลวร้ายลงมาก่อนหน้านี้แล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ธารน้ำแข็งในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรแอนตาร์คติกที่ละลายไปแล้วราว 87% โดยมีการละลายเร็วขึ้นกว่าปกติในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา\r\n\r\nทางองค์การฯ ยังกล่าวด้วยว่า สภาพอากาศที่คาบสมุทรแอนตาร์คติกที่ทีมวิจัยประจำอยู่ เป็นพื้นที่ที่อุหณภูมิปรับสูงขึ้นรวดเร็วที่สุดพื้นที่หนึ่งในโลก โดยมีการเพิ่มขึ้นไปแล้วเกือบ 3 องศาเซลเซียสในช่วงกว่า 50 ปีที่ผ่านมา\r\n\r\nนอกจากนั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ภาวะโลกร้อนคือปัจจัยหลักที่ทำให้แผ่นน้ำแข็งในแถบขั้วโลกใต้ละลายมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปด้วย\r\n\r\nองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกกล่าวว่า จะต้องมีการตรวจสอบรายละเอียดความถูกต้องของรายงานดังกล่าวอีกครั้ง และให้ความเห็นว่า อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นน่าจะเป็นผลมาจากการเคลื่อนตัวของอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว มาจากบริเวณยอดเขาในพื้นที่\r\n\r\nคาบสมุทรแอนตาร์คติกครอบคลุมพื้นที่ตอนเหนือสุดของทวีป และอยู่ใกล้กับตอนใต้สุดของอเมริกาใต้\r\n\r\n\r\nCr.  https://www.voathai.com/a/antarctica-wmo-glacier-global-warming/5279141.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1581563089.jpg"],
    [679,2276,"SpaceX ปล่อยดาวเทียม 60 ดวงเพื่อขยายเครือข่ายอินเทอร์เน็ต","Wed, 2020-02-12 09:45","http://www.stkc.go.th/node/2276","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัท SpaceX (สเปซเอ็กซ์) ของมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ ปล่อยดาวเทียมชุดล่าสุดเข้าสู่ห้วงอวกาศ ตามแผนงานธุรกิจอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่หวังส่งดาวเทียมอีกมากมายขึ้นโคจรรอบโลกภายใน 1 ปี\r\n\r\nยานอวกาศ SpaceX Falcon 9 ของบริษัทเทคโนโลยีแห่งนี้ ถูกปล่อยตัวขึ้นสู่อวกาศ จากสถานีของกองทัพอากาศ ณ แหลมคาแนเวอรัล (Cape Canaveral) มลรัฐฟลอริด้า เมื่อเวลา 9 นาฬิกา ของเช้าวันพุธตามเวลาท้องถิ่น โดยมีภารกิจหลักคือการส่งดาวเทียมชุดที่ 4 จำนวนราว 60 ดวงขึ้นสู่วงโคจร\r\n\r\nดาวเทียมชุดล่าสุดของ SpaceX ที่เดินทางขึ้นสู่ห้วงอวกาศนี้ จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายดาวเทียมของบริษัทจำนวนกว่า 170 ดวงที่โคจรอยู่รอบโลกแล้วในขณะนี้ โดยบริษัทมีแผนจะส่งดาวเทียมขึ้นอวกาศอีกอย่างน้อย 22 ครั้งตลอดปี 2020 เพื่อช่วงเสริมสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของตน ซึ่งตั้งชื่อไว้ว่า Starlink (สตาร์ลิงค์) ผ่านดาวเทียมไม่น้อยกว่า 1,500 ดวงตามแผนงานธุรกิจที่วางไว้\r\n\r\nปัจจุบัน SpaceX มีใบอนุญาตเพื่อปล่อยดาวเทียมกว่า 10,000 ดวงอยู่ในมือ และมีแผนจะขอใบอนุญาตเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถปล่อยเพิ่มอีก 30,000 ดวง โดยมีจุดประสงค์ที่จะใช้ดาวเทียมทั้งหมดในการให้บริการอินเทอร์เน็ตราคาถูก ให้กับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ และแคนาดา ภายในปี 2020 ก่อนจะขยายบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงราคาถูกนี้ไปยังทั่วโลก อันรวมถึงพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้\r\n\r\nนายมัสก์ ผู้บริหาร SpaceX ประเมินว่า หากแผนงานนี้สำเร็จ รายได้ของบริษัท จะเพิ่มขึ้นปีละหลายพันล้านดอลลาร์ ขณะที่หลายฝ่ายตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับโอกาสความสำเร็จและความเสี่ยงของแผนธุรกิจนี้ ซึ่งมีทั้งต้นทุนการสร้างและการปล่อยดาวเทียมที่คาดว่าจะสูงถึงราว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และการสร้างสถานีงาน หรือ Terminal ที่มีความซับซ้อนแต่ราคาไม่สูงให้กับผู้ใช้งาน\r\n\r\nยิ่งไปกว่านั้น นักดาราศาสตร์ยังกังวลว่า ระดับความสูงของวงโคจรของดาวเทียมของ SpaceX อาจบดบังการดูกลุ่มดาวในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งทางบริษัทกำลังเร่งหารือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้อยู่\r\n\r\nนอกจาก SpaceX แล้ว บริษัทคู่แข่ง และธุรกิจ Start-up อีกหลายแห่งก็มีแผนที่จะปล่อยดาวเทียมซึ่งรวมกันแล้วไม่น้อยกว่าหลายหมื่นดวงเข้าสู่วงโคจรรอบโลก ภายในช่วงทศวรรษหน้า ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ดาวเทียมเหล่านี้จะโคจรมาปะทะกันเอง และข้อสงสัยว่า หน่วยงานผู้กับกับดูแลจะสามารถควบคุมแผนพัฒนาธุรกิจเหล่านี้ได้อย่างไร\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/spacex-satellite-internet-elon/5265825.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1581475556.jpg"],
    [680,2272,"'เทคโนโลยีเสมือนจริง' ช่วยเด็กออทิสติกเดินทางไปยังสถานที่แปลกใหม่","Tue, 2020-02-11 08:54","http://www.stkc.go.th/node/2272","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"Prior’s Court โรงเรียนสำหรับเด็กออทิสติกในเมือง Berkshire ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ ได้นำเทคโนโลยีเสมือนจริงหรือชุดหูฟัง VR มาใช้ในโรงเรียน โดยเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนก็ได้ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ เพื่อการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเด็กนักเรียนแต่ละคนด้วย\r\n\r\nผู้ที่มีอาการออทิสติกมักจะปรับตัวให้เข้ากับสถานที่และสถานการณ์ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนได้ยาก แต่ชุดหูฟัง VR นี้จะช่วยให้ผู้สวมใส่รู้สึกเหมือนอยู่ในสถานที่ต่างๆ ตัวอย่างเช่นคนที่สวมชุดหูฟัง VR จะสามารถมองเห็นสถานที่ต่างๆ ได้ถึง 360 องศาในขณะที่หันหลังกลับ และยังได้ยินเสียงของสถานที่นั้นๆ ได้อีกด้วย\r\n\r\nครูผู้สอนที่โรงเรียน Prior’s Court ใช้ VR เพื่อแนะนำให้เด็กๆ ได้รู้จักกับสถานการณ์ต่างๆ เช่นการไปห้างสรรพสินค้าหรือการขึ้นเครื่องบิน โดยสามารถทำได้อย่างปลอดภัยในชั้นเรียน\r\n\r\nNuno Guerreiro ครูสอนคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียน Prior’s Court บอกกับผู้สื่อข่าวรอยเตอร์ว่า เด็กๆ ในโรงเรียนล้วนมีปัญหาด้านการรับรู้ ดังนั้นการไปยังสถานที่ที่วุ่นวายมากๆ อาจจะทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัด และว่าการไปอยู่ในสถานที่แปลกใหม่นั้น อาจเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กที่มีอาการออทิสติก เพราะพวกเขาจะชอบในสิ่งที่คุ้นเคย และชอบในสิ่งที่เป็นกิจวัตรประจำวัน\r\n\r\nโรงเรียน Prior’s Court ดูแลเยาวชนที่มีอาการออทิซึมรุนแรง 95 คน ซึ่งบางคนไม่สามารถพูดหรือสื่อสารความต้องการของพวกเขาได้เลย\r\n\r\nเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนหวังว่าการใช้เทคโนโลยีเสมือนจริงนี้ จะช่วยให้เด็กๆ รู้สึกดีขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เป็นกิจวัตรประจำวันของตน\r\n\r\nนอกเหนือไปจากการทำความคุ้นเคยกับสถานที่ในชีวิตประจำวันในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว เด็กๆ ยังอาจได้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ใหม่ๆ เช่น การเล่นสกีหรือการดำน้ำลึกอีกด้วย\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/vr-helps-autistis-children-travel/5275520.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1581386090.png"],
    [681,2267,"ควันจาก 'ไฟป่า' อาจมีผลต่อสุขภาพในระยะยาว","Fri, 2020-02-07 08:12","http://www.stkc.go.th/node/2267","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"\r\nไฟป่าที่รุนแรงขึ้นทุกปีในออสเตรเลียและทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ เพิ่มความวิตกกังวลแก่ผู้คนทั่วโลกเกี่ยวกับผลกระทบที่มีต่อสุขภาพในระยะยาวจากการสูดดมควันจากไฟป่า\r\n\r\nเคลซีย์ นอร์ตัน (Kelsey Norton) พยาบาลวัย 30 ปี สูญเสียบ้านของเธอไปในไฟป่าที่เผาไหม้ใกล้เมืองพาราไดซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปีที่แล้ว เปลวไฟจากไฟป่าที่อยู่รอบ ๆ และจากบ้านเรือนนับพันหลังที่ถูกไฟเผา ทำให้มีกลุ่มควันหนาทึบปกคลุมบริเวณนั้นเป็นเวลาหลายสัปดาห์ จนทำให้หายใจไม่สะดวก\r\n\r\nคุณนอร์ตันต้องต่อสู้กับอาการติดเชื้อทางเดินหายใจซึ่งทำให้ร่างกายอ่อนแอลง การทำงานกลายเป็นเรื่องยาก จนทำให้เธอกังวลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่อาจจะตามมาในอนาคต เธอกล่าวกับผู้สื่อข่าว Associated Press ว่าเธอไม่ต้องการเป็นมะเร็งในช่วงวัย เพียง 50 ปี เพียงเพราะสูดดมควันไฟเข้าไปในช่วงอายุ 30 ปี\r\n\r\n\r\nผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะสั้นจากไฟป่านั้นเป็นที่ประจักษ์กันดี แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ทราบเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวของการสูดดมควันไฟที่มีความรุนแรง\r\n\r\nการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทำให้บางส่วนของโลกแห้งขึ้นและสภาพแวดล้อมที่แห้งนั้นมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดไฟไหม้ป่ามากขึ้น ไฟที่ลุกลามจะส่งกลุ่มควันซึ่งสามารถเดินทางได้ระยะทางหลายพันกิโลเมตร ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคน\r\n\r\nไฟป่าที่ลุกไหม้ทั่วประเทศออสเตรเลียตั้งแต่เดือนกันยายน ทำให้กลุ่มควันไฟได้แผ่กระจายไปทั่วพื้นที่กว่า 20 ล้านตารางกิโลเมตร หน่วยงานด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติและผู้ให้บริการตรวจสอบบรรยากาศ Copernicus Atmospheric Monitoring Service รายงานว่า กลุ่มควันได้เคลื่อนไปทั่วมหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงอเมริกาใต้\r\n\r\n\r\nไฟป่าในออสเตรเลียได้เผาทำลายบ้านเรือนไปกว่า 2,000 หลัง และคร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 26 ราย เจ้าหน้าที่ได้สั่งให้มีการอพยพหลายครั้งในรัฐนิวเซาธ์เวลล์และรัฐวิคตอเรีย ทั้งสองรัฐได้ประกาศเตือนเรื่องคุณภาพอากาศที่เป็นอันตรายในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่เจ้าหน้าที่กล่าวว่า ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพควรจะพิจารณาย้ายไปอยู่ที่อื่นสักระยะจนกว่าควันไฟจะหมดไป\r\n\r\nทุก ๆ ปีมีผู้คนในสหรัฐฯ ราว 20,000 คนเสียชีวิตเร็วกว่าที่คาดคิดเนื่องจากการสูดดมควันไฟอย่างต่อเนื่อง นักวิทยาศาสตร์คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มเป็นสองเท่าในอีก 100 ปีข้างหน้า\r\n\r\nศูนย์วิจัย The California National Primate Research Center กำลังทำการศึกษาเรื่องปัญหาสุขภาพในระยะยาวจากการสูดดมควันจากไฟป่า โดยศึกษาผลกระทบของควันไฟที่มีต่อลิง\r\n\r\n\r\n\r\nสารเคมีชนิดใหม่สามารถป้องกันการเริ่มต้นและแพร่กระจายของไฟป่า\r\nในการศึกษานี้ นักวิจัยศึกษาปอดของลิงจำพวก ลิงวอก (rhesus monkey) จำนวน 50 ตัว ซึ่งลิงเหล่านี้อาศัยอยู่ในคอกกลางแจ้งตลอดทั้งปี นักวิจัยพบว่าในปี พ.ศ. 2551 ลูกลิงเหล่านั้นสูดดมควันจากไฟป่าเป็นเวลานาน ทำให้ปอดมีขนาดเล็กกว่าลิงกลุ่มอื่นที่เกิดหนึ่งปีให้หลังราว 20%\r\n\r\nรัฐบาลรัฐนิวเซาท์เวลส์เตือนประชาชนถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพจากไฟไหมป่า ซึ่งมีตั้งแต่อาการเบื้องต้นเช่น คันหรือแสบตา น้ำมูกไหล ไปจนถึงหายใจไม่สะดวก ปวดศีรษะ ระคายคอ และไอ ไปจนถึงอาการบาดเจ็บที่เกิดจากไฟลวก\r\n\r\nส่วนหน่วยงานควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ หรือ ซีดีซี (U.S. Center for Disease Control and Prevention) ระบุว่า ควันจากไฟป่านั้นมีส่วนประกอบที่มีผลต่อสุขภาพมากมาย ที่ทำให้คุณภาพอากาศด้อยลง ขณะที่การสูดควันเข้าไปสามารถส่งผลเสียต่อระบบการหายใจและโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งนำไปสู่ความต้องการทางแพทย์ฉุกเฉิน และการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยที่ต้องการยาเพื่อรักษาอาการหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบ อาการเจ็บหน้าอก โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง การติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ และโรคปอด\r\n\r\nในระยะยาวนั้น แม้ยังไม่มีเอกสารทางการแพทย์ใดๆ สรุปอย่างเป็นทางการ มีรายงานว่า การต้องอยู่กับควันของไฟป่าเป็นเวลานาน อย่างกรณีของคนที่อาศัยอยู่ในกรุงปักกิ่ง และกรุงนิวเดลี ที่ปัญหาคุณภาพอากาศในระดับที่ไม่ปลอดภัยมาเป็นเวลานาน น่าจะทำให้เกิดโรคหัวใจ โรคปอด โรคไต โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 อาการติดเชื้อในกระแสเลือด และโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ\r\n\r\nคุณไมเคิล ไคลน์แมน (Michael Kleinman) นักวิจัยเรื่องผลกระทบของมลพิษทางอากาศที่มีต่อสุขภาพ และศาสตราจารย์ด้านพิษวิทยาที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเออร์ไวน์ กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลของเจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังชื้ให้เห็นว่า อัตราการเป็นมะเร็งปอดและการเสียชีวิตจากโรคหัวใจในหมู่นักดับเพลิงที่ผจญไฟป่าสูงขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด\r\n\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวด้วยว่า ไฟป่าในออสเตรเลียและทางฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ ได้เผาผลาญต้นไม้ บ้านเรือนและสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ หลายพันแห่งจนมอดเป็นเถ้าถ่าน ซึ่งควันจากการเผาไหม้เหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ\r\n\r\nตัวอย่างเช่น วัสดุก่อสร้างและของใช้ในครัวเรือนที่ทำจากพลาสติก เวลาถูกไฟเผาจะร้อนกว่าและทำให้เกิดควันที่มีพิษมากยิ่งขึ้น และนั่นหมายถึงอันตรายที่เพิ่มขึ้นต่อสุขภาพของคนเราจากการสูดดมควันไฟเหล่านั้นเช่นกัน\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/smoke-effects-health-in-long-term/5254494.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1581037951.jpg"],
    [682,2266,"วัยรุ่นอารมณ์บูด หรือซึมเศร้า สังเกตอย่างไร?","Fri, 2020-02-07 08:10","http://www.stkc.go.th/node/2266","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"\r\nการเปลี่ยนจากวัยเด็กไปสู่วัยรุ่นนั้นอาจเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้ เพราะฮอร์โมนในร่างกายอาจส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของคนหนุ่มสาวได้\r\n\r\nเมื่อเด็ก ๆ โตขึ้นพวกเขามักจะตีตัวออกห่างจากผู้ปกครอง พร้อมทั้งพัฒนาบุคลิกภาพเฉพาะของตนเอง ดังนั้นพวกเขาอาจจะพูดหรือทำตัวแตกต่างในเวลาที่เข้าสู่วัยรุ่น\r\n\r\nตัวอย่างเช่น เด็กอายุ 15 ปีที่เคยมีบุคลิกภาพที่เป็นมิตร อาจกลายเป็นคนที่หงุดหงิดง่าย เด็กหญิงอายุ 16 ปีที่เคยชอบใช้เวลากับครอบครัว อาจกลายเป็นคนที่ชอบเก็บตัวอยู่ในห้องคนเดียว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและบุคลิกภาพเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติของการเป็นวัยรุ่น\r\n\r\nแต่เราจะบอกได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ที่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นเรื่องที่ปกติ หรือเมื่อไหร่ที่จะเรียกว่าเป็นสัญญาณของภาวะซึมเศร้า หรือปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ ?\r\n\r\nการสำรวจความคิดเห็นครั้งล่าสุดแสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองหลายคนอาจจะไม่ทราบถึงความแตกต่างของเรื่องนี้ โดยพบว่าชาวอเมริกันจำนวนมากไม่สามารถบ่งบอกสัญญาณของภาวะซึมเศร้าในบุตรหลานที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่น และที่เป็นวัยรุ่นแล้วได้\r\n\r\nผลการสำรวจของโรงพยาบาลเด็ก C.S. Mott Children’s Hospital ซึ่งเป็นโครงการของศูนย์ประเมินและวิจัยด้านสุขภาพเด็ก Susan B. Meister ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน สอบถามหญิงชาย 819 คนในสหรัฐฯ ซึ่งมีบุตรอย่างน้อยหนึ่งคนเรียนอยู่ในระดับมัธยมต้น หรือมัธยมปลาย เกี่ยวกับบทบาทของพวกเขาตลอดจนบทบาทของทางโรงเรียนในการตระหนักรู้ถึงภาวะซึมเศร้าของเยาวชน\r\n\r\nสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่มั่นใจว่าตนจะสามารถรับรู้ถึงภาวะซึมเศร้าในบุตรหลานวัยรุ่นของตนได้ อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่าพ่อแม่ราวสองในสามมีปัญหาในการบ่งชี้ถึงสัญญาณและอาการของความผิดปกติทางสุขภาพจิตดังกล่าว\r\n\r\nSarah Clark ผู้อำนวยการร่วมในการศึกษาครั้งนี้ กล่าวว่า บุตรหลานในหลายครอบครัวทั้งที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่นและที่เป็นวัยรุ่นแล้ว ล้วนมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญทั้งในด้านพฤติกรรมและวิธีการที่ผู้ปกครองและเด็กมีปฎิสัมพันธ์ต่อกัน ซึ่งอาจเป็นเรื่องท้าทายในการเข้าใจสภาพอารมณ์ของเด็กวัยรุ่นเหล่านั้น แม้ว่าจะเป็นภาวะซึมเศร้าหรือไม่ก็ตาม\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/bad-mood-or-depression-02042020/5273556.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1581037824.jpg"],
    [683,2264,"กาแฟ ”รักษ์โลก” แนวใหม่ไม่ต้องใช้เมล็ดในการผลิต","Wed, 2020-02-05 10:39","http://www.stkc.go.th/node/2264","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ",null,"บริษัทสตาร์ทอัพในอเมริกาแห่งหนึ่งชื่อ Atomo Coffee ได้เงินทุนสนับสนุนจากบริษัทลงทุนแห่งหนึ่งในฮ่องกงมูลค่า 2 ล้าน 6 แสนดอลลาร์ เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ\r\n\r\nAtomo Coffee ซึ่งตั้งอยู่ที่นครซีแอตเติ้ลของสหรัฐ เป็นโครงการของเพื่อนสนิทสองคน คนหนึ่งคือ คุณจาเร็ต สต๊อปโฟทส์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารมาก่อน เขาได้แนวคิดเรื่องการทำกาแฟโดยไม่ต้องอาศัยเมล็ด จากความรู้สึกเบื่อหน่ายเกี่ยวกับรสชาติของกาแฟที่ไม่คงเส้นคงวา\r\n\r\nคุณจาเร็ตซึ่งตอนนี้มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ของบริษัทอยู่ด้วย ได้ใช้กระบวนการแบบวิศวกรรมย้อนกลับหรือ reverse-engineering เพื่อศึกษาวิเคราะห์และแยกแยะองค์ประกอบทั้งหมดของกาแฟ ทั้งลักษณะ กลิ่น สี และรสชาติ ในห้องทดลองซึ่งตั้งอยู่ในโรงรถของเขาเอง\r\n\r\nจากกระบวนการและข้อมูลที่ได้ ทำให้บริษัท Atomo Coffee สามารถสร้างกาแฟและนำออกขายหน้าร้านได้โดยไม่ต้องอาศัยเมล็ดกาแฟในกระบวนการผลิตเลย\r\n\r\nคุณจาเร็ต สต๊อปโฟทส์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท บอกด้วยว่า ถึงแม้จะเป็นกาแฟจากกระบวนการวิศวกรรมย้อนกลับที่ไม่ต้องใช้เมล็ดกาแฟก็ตาม แต่ลูกค้าก็ไม่สามารถระบุความแตกต่างได้\r\n\r\nมิหนำซ้ำลูกค้าบางคนยังชมว่า กาแฟไร้เมล็ดแบบนี้เมื่อลองจิบดูแล้วมีความนิ่มนวลกว่าแถมยังให้รสชาติแบบเต็ม ๆ หรือ full-bodied มากกว่าด้วย\r\n\r\nหัวหน้าเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์ของบริษัท Atomo Coffee บอกด้วยว่า ข้อได้เปรียบสำคัญของกาแฟแบบไร้เมล็ด คือการช่วยอนุรักษ์สภาพแวดล้อม\r\n\r\nเพราะการทำไร่กาแฟทำให้ต้องมีการโค่นป่าเขตร้อนเพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกกาแฟ ดังนั้นกาแฟยุคใหม่แบบไม่ต้องใช้เมล็ดนี้จึงมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่า ขณะที่รสชาตินั้นก็ไม่ผิดแผกไปจากเดิม\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/beanless-coffee-ct/5246183.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1580873973.jpg"],
    [684,2263,"เปิดตัวโทรศัพท์มือถือแบบใหม่ไร้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตสำหรับเด็ก","Tue, 2020-02-04 14:20","http://www.stkc.go.th/node/2263","วิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ",null,"Gabb Wireless ผู้ออกแบบโทรศัพท์มือถือใหม่สำหรับเด็ก ยืนยันว่าโทรศัพท์ที่ทางบริษัทออกแบบมานี้จะสามารถช่วยปกป้องเด็ก ๆ จากอันตรายจากการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้\r\n\r\nการได้มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเองเครื่องแรกนั้นถือว่าเป็นก้าวสำคัญของชีวิตสำหรับเด็กหลาย ๆ คนทั่วโลก เพราะพวกเขาจะได้ลิ้มรสความเป็นอิสระ เมื่อเสียงระฆังหลังเลิกเรียนดังขึ้น เด็กๆ แทบจะทุกคนก็จะหยิบโทรศัพท์ออกมาและก็เอาแต่จ้องดูที่หน้าจอโทรศัพท์ของตน\r\n\r\nแต่โทรศัพท์เครื่องใหม่ของเด็กเหล่านี้ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงที่ทำให้พ่อแม่ต้องกังวลใจ เนื่องจากลูก ๆ มักจะใช้เวลาอยู่บนหน้าจอนานเกินไป\r\n\r\nAlani Parker คุณแม่ของ Leila และ Rilee Parker สาวน้อยอายุ 13 และ 11 ปีเล่าว่าเธอรู้สึกโมโหมากเมื่อพบว่าลูกสาวของเธอตกเป็นเป้าหมายของผู้ชายคนหนึ่งในสื่อสังคมออนไลน์ที่ออกแบบไว้สำหรับเด็ก และเธอยังรู้สึกหวาดกลัวเพราะเธอไม่ทราบเลยว่า แต่ละวันลูก ๆ ของเธอคุยกับใครบ้าง\r\n\r\nที่จริงแล้ว Parker ไม่ได้ต้องการให้ลูก ๆ ของเธอมีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนใช้ แต่เป็นเพราะเธอต้องการที่จะสามารถติดต่อพูดคุยกับเด็ก ๆ ได้\r\n\r\nบรรดาพ่อแม่ต่างให้ความสนใจกับโทรศัพท์มือถือแบบดั้งเดิมที่ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ แต่เด็ก ๆ กลับไม่ชอบเพราะคิดว่าโทรศัพท์แบบนั้นมันไม่เท่ห์เอาซะเลย\r\n\r\nปัจจุบัน Gabb Wireless เครือข่ายมือถือใหม่สำหรับเด็ก ๆ ออกแบบโทรศัพที่มองดูแล้วก็เหมือนเป็นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน แต่ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ เด็ก ๆ จะสามารถโทรออกด้วยเสียง ส่งข้อความ ใช้กล้องถ่ายรูป เครื่องคิดเลข ปฏิทิน นาฬิกา และนาฬิกาปลุก แต่ไม่สามารถเข้าใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ได้ ไม่มีวีดีโอ และไม่มีแอพฯ\r\n\r\nStephen Dalby ผู้ก่อตั้งบริษัท Gabb Wireless กล่าวว่า นักเรียนมัธยมปลายโดยเฉลี่ยกลับมาบ้านหลังจากที่ใช้เวลาอยู่บนหน้าจอไปแล้วเกือบห้าชั่วโมงก่อนจะกลับมาถึงบ้านจากที่โรงเรียน และว่าทางบริษัทได้ออกแบบโทรศัพท์นี้ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้ใช้ชีวิตนอกจอโทรศัพท์บ้าง\r\n\r\nLeila เล่าว่าหลังจากที่เพื่อนๆ ของเธอทราบว่าเธอใช้โทรศัพท์แบบนี้ ทุกคนต่างก็ออกความเห็นว่าคุณแม่ของเธอจะต้องเป็นคนที่ดุมาก แต่ตัวเธอเองก็ทราบดีว่าคุณแม่ของเธอเพียงต้องการปกป้องลูกๆ เพราะรักลูกๆ มากนั่นเอง\r\n\r\nอย่างไรก็ดี โทรศัพท์รุ่นใหม่นี้ช่วยให้บรรดาผู้ปกครองสามารถติดต่อกับบุตรหลานได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถปกป้องพวกเขาจากภัยอันตรายที่อยู่ภายนอกได้\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/phonejust-for-kids-no-internet/5256828.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1580800855.jpg"],
    [685,2260,"เทคโนโลยีใหม่ช่วยตรวจหามะเร็งตับอ่อน","Tue, 2020-01-14 09:38","http://www.stkc.go.th/node/2260","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"มะเร็งตับอ่อนเป็นหนึ่งในโรคมะเร็งที่เป็นอันตรายมากที่สุด แต่เป็นโรคที่ตรวจพบได้ยากและมักจะตรวจพบเมื่ออยู่ในระยะลุกลามจนเกินกว่าที่จะรักษาให้หายขาดได้ แต่บรรดานักวิจัยกำลังทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ที่อาจช่วยป้องกันการพัฒนาโรคมะเร็งตับอ่อนนี้ได้\r\n\r\nตับอ่อนเป็นอวัยวะสำคัญที่ผลิตสารอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดของร่างกาย ตับอ่อนนั้นมองเห็นได้ยาก เพราะเป็นอวัยวะที่อยู่ทางด้านหลังของช่องท้องและถูกบดบังด้วยช่องท้องและตับ ซึ่งนั่นคือเหตุผลที่แพทย์ตรวจหาก้อนเนื้อได้ยากในระหว่างที่ตรวจร่างกายตามปกติ\r\n\r\nนายแพทย์ Somashekar Krishna ผู้เชี่ยวชาญเรื่องต่อมไร้ท่อ กล่าวคือเป็นผู้ที่ศึกษาในเรื่องของฮอร์โมน และอวัยวะต่างๆ ที่ผลิตฮอร์โมนกล่าวว่าเรื่องดังกล่าวคือเหตุผลที่บ่งชี้ว่าเหตุใดจึงมีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับอ่อนเพียง 9% เท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกห้าปีหลังจากที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ และว่าโรคมะเร็งชนิดนี้จะไม่แสดงอาการใดๆ เลยในระยะเริ่มต้น\r\n\r\nPatricia Beatty ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพราะคิดว่าตนติดเชื้อไวรัสในกระเพาะอาหาร แต่ในระหว่างที่สแกนกระเพาะอาหารของเธอ แพทย์กลับพบว่ามีถุงน้ำหรือ Cyst อยู่ ซึ่งแพทย์แจ้งกับเธอว่าถุงน้ำนั้นคือภาวะก่อนการเป็นมะเร็ง\r\n\r\nทั้งนี้ มะเร็งตับอ่อนสามารถพัฒนาได้สองวิธี คือการที่เริ่มจากการเป็นเนื้องอก หรือ Tumor ที่มีเชื้อมะเร็ง หรือเริ่มเมื่อถุงน้ำหรือ Cyst กลายเป็นมะเร็ง ความแตกต่างระหว่างเนื้องอกและถุงน้ำคือ เนื้องอกจะเป็นก้อนแข็ง ในขณะที่ถุงน้ำจะเต็มไปด้วยของเหลว ซีสต์ในตับอ่อนนั้นเป็นเรื่องที่พบเห็นทั่วไป และส่วนใหญ่จะไม่เป็นมะเร็ง แพทย์สามารถตรวจสอบของเหลวจากภายในถุงน้ำเหล่านั้นได้ แต่ก็ยากที่จะบอกได้ว่าซีสต์ก้อนไหนที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง\r\n\r\nเนื้องอกหรือซีสต์ที่เป็นมะเร็งนั้นสามารถชี้ชัดได้ด้วยการใช้เครื่องมือถ่ายภาพชนิดพิเศษ แต่การถ่ายภาพแบบนั้นมีค่าใช้จ่ายสูงจนไม่สามารถใช้เป็นอุปกรณ์ทดสอบแบบปกติได้\r\n\r\nนายแพทย์ Krishna เป็นหัวหน้าการในการศึกษาวิจัยอุปกรณ์ชนิดใหม่ที่ให้แพทย์สามารถดูก้อนซีสต์ได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ที่ศูนย์การแพทย์ Wexner แห่งมหาวิทยาลัยโอไฮโอ เขากล่าวว่าการศึกษาของเขาแสดงให้เห็นว่าอุปกรณ์ใหม่นี้มีความแม่นยำในการวินิจฉัยก้อนซีสต์สูงถึง 96% ถึง 97%\r\n\r\nวิธีดังกล่าวใช้กล้องจุลทรรศน์ขนาดเล็กที่มีแสงเลเซอร์ในการผลิตภาพด้านในของถุงน้ำ\r\n\r\nซึ่งนายแพทย์ Krishna และนักวิจัยท่านอื่นๆ กำลังให้การฝึกอบรมแพทย์ทั่วสหรัฐฯ ในการใช้เทคโนโลยีใหม่นี้ เพื่อที่จะสามารถชี้ระบุก้อนซีสต์ที่เป็นมะเร็งได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น\r\n\r\nอย่างไรก็ตามแพทย์จะใช้วิธีการใหม่นี้ หลังจากผู้ป่วยได้รับใบสั่งจากแพทย์ให้เข้ารับการตรวจสอบด้วยการถ่ายภาพแบบอื่นๆ เท่านั้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเชื้อมะเร็งจะยังคงเติบโตอยู่ภายในร่างกายของผู้ป่วยอย่างเงียบๆ จนสายเกินกว่าที่จะช่วยคนเหล่านั้นได้\r\n\r\nนายแพทย์ Somashekar Krishna กล่าวกับผู้สื่อข่าว VOA ว่าการตรวจเลือดเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหามะเร็งตับอ่อนในระยะเริ่มต้น ซึ่งนักวิจัยกำลังพยายามคิดค้นพัฒนาวิธีการทดสอบด้วยการตรวจเลือดกันอยู่\r\n\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/new-tech-for-detect-pancreatic-cancer-01052020/5227146.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1578969501.jpg"],
    [686,2256,"แพทย์อเมริกันแนะแนวทางใหม่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล","Mon, 2020-01-13 10:43","http://www.stkc.go.th/node/2256","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาฉบับใหม่ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงคำแนะนำด้านสุขภาพอาจนำไปสู่การลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยให้ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจได้รับการรักษาได้ดียิ่งขึ้น\r\n\r\nโรคหัวใจเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของโลก และคอเลสเตอรอลในระดับที่สูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคนี้ โดยที่ผ่านมา แพทย์ให้การรักษาผู้ป่วยโดยดูที่ระดับคอเลสเตอรอลตัวร้าย หรือที่เรียกว่า LDL\r\n\r\nในปีพ.ศ. 2556 แนวทางปฏิบัติใหม่ในสหรัฐฯ แนะให้แพทย์ตรวจสอบความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจโดยรวม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง แนวทางปฏิบัตินี้แนะนำให้แพทย์พิจารณาอายุ ความดันโลหิต อาการของโรคเบาหวาน และปัจจัยอื่น ๆ ของผู้ป่วย\r\n\r\nแนวคิดของแนวทางปฏิบัตินี้ก็คือ ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงสุดจะได้รับประโยชน์สูงที่สุดจากยาลดคอเลสเตอรอล “สเตติน”\r\n\r\nนักวิจัยได้ศึกษาข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ข้อมูลดังกล่าวนี้มีผลการวัดระดับคอเลสเตอรอลจากผู้ใหญ่มากกว่า 32,000 คน ในช่วงระหว่างปีพ.ศ. 2548 ถึงพ.ศ. 2559\r\n\r\nในกลุ่มคนที่ทานยาสเตติน ระดับคอเลสเตอรอลตัวร้ายโดยเฉลี่ยลดลง 21 จุดตลอดระยะเวลาที่ทำการศึกษา นอกจากนี้ระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมและไขมันชนิดอื่น ๆ ในเลือดก็ลดลงด้วยเช่นเดียวกัน\r\n\r\nนายแพทย์ Michael Miller เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจที่ศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษานี้ กล่าวว่า ผลลัพธ์ดังกล่าวนั้นดีมากจนน่าประหลาดใจ โดยรวมกันแล้วคาดว่าความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและอาการเส้นเลือดอุดตันในสมองจะลดลง 15% ถึง 20%\r\n\r\nนอกจากนี้อัตราการใช้ยา “สเตติน” ของผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานยังมีเพิ่มมากขึ้น\r\n\r\nนายแพทย์ Neil J. Stone จากมหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น ซึ่งเป็นหัวหน้าในการพัฒนาแนวทางปฏิบัติปี พ.ศ. 2556 จากสมาคม American College of Cardiology และ American Heart Association กล่าวว่า การป้องกันไม่ให้ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานมีอาการหัวใจวายเป็นครั้งแรกนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก\r\n\r\nนายแพทย์ Pankaj Arora จากมหาวิทยาลัยรัฐแอละบามา วิทยาเขตเบอร์มิงแฮม หัวหน้าการศึกษาวิจัยนี้ กล่าวว่า ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องดังกล่าว\r\n\r\nด้านนายแพทย์ Arora จากมหาวิทยาลัยแอละบามา เตือนว่า ยังไม่พบว่ามีการรักษาเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกลุ่มอื่น ๆ และว่ายังมีอีกหลายคนที่ไม่ทราบว่าตัวเองมีปัญหาในเรื่องระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้ก็คือ ควรไปตรวจวัดระดับคอเลสเตอรอลหากยังไม่ได้ตรวจวัดในระยะนี้\r\n\r\nรายงานการศึกษานี้ ตีพิมพ์อยู่ในวารสาร the American College of Cardiology","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1578886991.jpg"],
    [687,2254,"สหรัฐฯ ใช้หุ่นยนต์ทำงานแทนคนเพิ่มขึ้นสองเท่าในช่วง 9 ปี","Wed, 2020-01-08 09:10","http://www.stkc.go.th/node/2254","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"รายงานระบุว่าจำนวนหุ่นยนต์ที่ใช้ในสถานที่ทำงานทั่วสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นสองเท่าจากปีพ.ศ. 2552 ถึงปี 2560\r\n\r\nรายงานดังกล่าวมาจากกลุ่มวิจัยของมูลนิธิ Century Foundation ซึ่งตั้งอยู่ในนิวยอร์ก ซึ่งระบุว่า หุ่นยนต์ส่วนใหญ่ทำงานในฝ่ายการผลิตทั่วรัฐในแถบมิดเวสต์ หรือแถบตอนกลางของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อการสูญเสียงานด้านการผลิต\r\n\r\nWilliam M. Rodgers III ศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ที่ศูนย์พัฒนาบุคลากร Heldrich Center ที่มหาวิทยาลัย Rutgers ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ เป็นผู้ร่วมเขียนรายงานที่ศึกษาว่าหุ่นยนต์ที่ทำงานแทนมนุษย์นั้นส่งผลกระทบต่อคนงานในสหรัฐฯ อย่างไรบ้าง\r\n\r\nศาสตราจารย์ Rodgers กล่าวว่า ปัญหานี้อาจทำให้ผู้คนต้องย้ายถิ่นฐานหรือย้ายงานมากขึ้น แต่บรรดาบริษัทธุรกิจต่าง ๆ ที่ขยายตัวโดยที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยี ไม่ต้องพึ่งพาหุ่นยนต์ สามารถรับมือกับปัญหานี้ได้\r\n\r\nรัฐบางรัฐในแถบมิดเวสต์มีการใช้หุ่นยนต์มากกว่าพื้นที่อื่นถึงสองเท่า ซึ่งทำให้ผู้คนในบริเวณนั้น ๆ ได้รับความเดือดร้อน\r\n\r\nที่รัฐมิชิแกน โอไฮโอ อินเดียนา อิลลินอยส์ และวิสคอนซิน มีอัตราการใช้แรงงานหุ่นยนต์สูงที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในธุรกิจด้านการผลิตที่ซึ่งหุ่นยนต์มักจะทำงานที่ไม่ซับซ้อนมากนักในแต่ละวัน รวมถึงการประกอบสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน การลำเลียงสินค้า เชื่อม หรือทาสี เป็นต้น\r\n\r\n\r\nรายงานพบว่า คนงานที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการถูกหุ่นยนต์เหล่านี้แย่งงาน คือกลุ่มคนหนุ่มสาว ซึ่งมีระดับการศึกษาน้อยกว่าคนงานกลุ่มอื่น ๆ ส่วนชายและหญิงอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันก็ประสบปัญหาสูญเสียงานมากที่สุดด้วย\r\n\r\nศาสตราจารย์ Rodgers ตั้งข้อสังเกตว่า คนงานในสหรัฐฯ ที่ต้องเปลี่ยนงาน มักต้องเปลี่ยนอาชีพ และรับค่าจ้างที่ต่ำกว่าเดิม ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาเมื่อมีการย้ายงานจำนวนมาก จนนำไปสู่การเกิดปัญหาแรงงานล้นตลาดในบางอุตสาหกรรม และว่าหากความต้องการด้านแรงงานไม่เพิ่มขึ้นรวดเร็วมากพอ ค่าแรงก็จะเริ่มลดลง\r\n\r\nศาสตราจารย์ Rodgers เรียกร้องให้บรรดานายจ้างพัฒนามาตรการที่ดีขึ้นในการให้ความช่วยเหลือพนักงานที่ต้องเปลี่ยนงาน หากพบวิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง คนงานที่ถูกหุ่นยนต์แย่งงานอาจสามารถลงเอยด้วยการได้ทำงานในตำแหน่งที่จ่ายค่าจ้างสูงกว่าเดิม โปรแกรมให้ความช่วยเหลือลูกจ้างที่ตกงานควรให้ความรู้ตลอดจนการฝึกอบรมเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้กับพนักงานเหล่านั้นสำหรับเส้นทางอาชีพสายใหม่ และในตอนนี้ก็เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมตัวรับมือกับแรงงานหุ่นยนต์ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น\r\n\r\n\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/robots-workforce-01052020/5226267.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1578449456.jpg"],
    [688,2253,"อินเดียเตรียมส่งยานสำรวจดวงจันทร์อีกครั้งในปีนี้","Tue, 2020-01-07 15:46","http://www.stkc.go.th/node/2253","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"อินเดียวางแผนที่จะเดินหน้าโครงการสำรวจอวกาศรอบใหม่ในปีนี้ หลังจากล้มเหลวไปเมื่อปีก่อน ตามการเปิดเผยของทางการอินเดีย\r\n\r\nองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย เตรียมส่งยานสำรวจดวงจันทร์ “จันทรยาน-3” ซึ่งเป็นยานหลักที่ส่งไปยังดวงจันทร์ ก่อนจะส่งยานสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์เข้าไปเก็บชิ้นส่วนตัวอย่างบนพื้นผิวดวงจันทร์อีกทอดหนึ่ง ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของโครงการจันทรยานที่ดำเนินมาเป็นรอบที่ 3 ซึ่งตั้งเป้าว่าจะปล่อยยานสำรวจลำใหม่นี้ ในเดือนพฤศจิกายน\r\n\r\nซึ่งหากโครงการจันทรยาน-3 สำเร็จ จะทำให้อินเดียเป็นประเทศที่ 4 ในโลก ตามหลังรัสเซีย, สหรัฐฯ และจีน ที่บรรลุภารกิจสำรวจพื้นผิวดวงจันทร์ และเป็นการสร้างรากฐานสำคัญของอินเดีย ในการเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศที่ใช้ต้นทุนต่ำ โดยโครงการจันทรยาน-3 นี้ มีต้นทุน 35 ล้านดอลลาร์\r\n\r\nในโอกาสเดียวกันนี้ องค์การวิจัยอวกาศอินเดีย เปิดเผยว่าได้คัดเลือกนักบินอวกาศ 4 คน สำหรับภารกิจโคจรรอบโลก ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า\r\n\r\nก่อนหน้านี้ ยานสำรวจอวกาศ จันทรยาน-2 ประสบปัญหาระหว่างการลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา\r\n\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/india-to-launch-new-moon-mission-in-2020/5231496.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1578386790.jpg"],
    [689,2250,"10 อันดับสุดยอดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ปี 2019","Tue, 2020-01-07 11:26","http://www.stkc.go.th/node/2250","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.bbc.com/thai/international-50895057","เรามาดู 10 อันดับสุดยอดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ตลอดปี 2019 กัน จะมีเรื่องราวอะไรน่าตื่นเต้น และน่าทึ่งขนาดไหน ตามไปดูกันเลยครับ\r\n　\r\nอันดับ 10 :\r\nค้นพบทวีปที่ 8 คือ \"เกรตเทอร์ เอเดรีย\" (Greater Adria) ซ่อนตัวอยู่ใต้ทวีปยุโรป\r\n　\r\nอันดับที่  9 :\r\nสามารถสร้างปฏิกิริยาเคมีภายใต้ภาวะอุณหภูมิต่ำอย่างสุดขั้วที่ 500 นาโนเคลวินได้สำเร็จ ซึ่งนับว่าเย็นยะเยือกเสียยิ่งกว่าห้วงอวกาศระหว่างดวงดาว \r\n　\r\nอันดับที่ 8 :\r\nการพัฒนายาต้านเชื้อเอชไอวีแบบออกฤทธิ์ระยะยาว 1-2 เดือน\r\n　\r\nอันดับที่ 7 :\r\nควอนตัมคอมพิวเตอร์ 54 คิวบิตที่ Google พัฒนาขึ้น บรรลุถึงขีดความสามารถที่เหนือชั้นกว่าคอมพิวเตอร์ใดๆ บนโลกใบนี้ในการประมวลผล หรือที่เรียกว่า \"ควอนตัม ซูพรีเมซี\" (Quantum Supremacy)\r\n　\r\nอันดับที่ 6 :\r\nค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่อยู่ห่างจากโลก 111 ปีแสง มีน้ำเป็นองค์ประกอบสำคัญ\r\n　\r\nอันดับที่ 5 :\r\nค้นพบว่าชิ้นส่วนฟอสซิลของมนุษย์ยุคใหม่ หรือโฮโม เซเปียนส์ (Homo Sapiens) ซึ่งมีอายุเก่าแก่ถึง 210,000 ปี\r\n　\r\nอันดับที่ 4 :\r\nยานไลต์เซลทู (Lightsail 2) สามารถเปลี่ยนระดับการโคจร ขณะอยู่ในวงโคจรรอบโลกได้สำเร็จ\r\n　\r\nอันดับที่ 3 :\r\nค้นพบยารักษาอีโบลา 2 ขนาน\r\n　\r\nอันดับที่ 2 :\r\nยาน \"วอยาเจอร์ทู\" (Voyager 2) เดินทางพ้นขอบเขตอิทธิพลลมสุริยะ เพื่อสำรวจส่วนอื่นเพิ่มเติม\r\n　\r\nอันดับที่ 1 :\r\nยาน \"วอยาเจอร์ทู\" (Voyager 2) เดินทางพ้นขอบเขตอิทธิพลลมสุริยะ\r\n　\r\nเรียกได้ว่าเป็น 10 สุดยอดการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่พามนุษย์ล้ำหน้าไปอีกขั้นจริงๆ ปีนี้จะมีอะไรให้เราได้ประหลาดใจอีก ทีมงาน STKC จะนำมานำเสนอให้ทุกท่านได้รับชมกันแน่นอนครับ\r\n　\r\n#STKC\r\n　\r\n　\r\n　","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1578371168.jpg"],
    [690,2245,"นักวิจัยหวั่น “ปัญญาประดิษฐ์” จ่อแย่งงาน “มนุษย์ออฟฟิส”","Mon, 2020-01-06 08:59","http://www.stkc.go.th/node/2245","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ระหว่างที่หลายคนกำลังเป็นห่วงเป็นใยงานในภาคอุตสาหกรรมว่าจะถูกจักรกลแย่งงาน หันมาอีกที ระบบปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อาจจะเข้ามาแทนที่ตำแหน่งงานของมนุษย์ออฟฟิสในเวลาอันใกล้นี้แล้ว โดยในการศึกษาจาก Brookings Institute ฟันธงเลยว่า AI จะสะเทือนตำแหน่งงานที่ต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญา และในตำแหน่งที่จะได้รับค่าจ่างสูงๆเสียด้วย\r\n\r\nนายมาร์ค มูโร นักวิจัยอาวุโสจาก Brookings Institute บอกว่า จากเดิมที่คิดว่า AI จะทดแทนตำแหน่งงานค่าจ้างน้อย แต่ตอนนี้พบว่าปัญญาประดิษฐ์จะสามารถทดแทนงานของคนรายได้ปานกลาง อย่างเหล่าพนักงานออฟฟิส ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างมาก\r\n\r\nระบบปัญญาประดิษฐ์ ออกแบบมาเพื่อทำสิ่งที่ต้องพึ่งพามันสมองของมนุษย์ เช่น การวางแผน, การเรียนรู้, การให้เหตุผล และการแก้ปัญหา ซึ่งทีมวิจัยของ Brookings Institute วิเคราะห์อาชีพที่จะได้รับผลกระทบจาก AI โดยตรง และพบว่าไม่มีตำแหน่งงานใดที่รอดพ้นจากเงื้อมมือ AI ไปได้\r\n\r\nนายมูโร ชี้ว่า ตำแหน่งงานที่ใช้วุฒิการศึกษาปริญญาตรี 4 ปี จะได้รับผลกระทบจาก AI มากกว่าตำแหน่งงานที่ใช้วุฒิการศึกษาระดับมัธยมปลายถึง 5 เท่าตัว อย่างตำแหน่งงานที่มีรูปแบบการทำงานแบบชัดเจนตายตัว เช่น นักวิเคราะห์ตลาด, ผู้จัดการฝ่ายขาย, โปรแกรมเมอร์, นักวิเคราะห์ฝ่ายบริหาร และวิศวกร นั่นเป็นเพราะว่า AI ถูกออกแบบให้มีทักษะที่จำเป็นของมนุษย์ออฟฟิส โดยเฉพาะตำแหน่งฝ่ายบริหาร อย่างผู้จัดการและฝ่ายวิเคราะห์ ซึ่งเป็นงานถนัดของ AI ในแง่ของการใช้ทักษะการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน\r\n\r\nจากความท้าทายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ ทีมวิจัยของ Brookings Institute แนะว่า การปรับตัวเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนสำหรับมนุษย์ในทุกหย่อมหญ้า ในการเพิ่มคุณค่าให้กับงานที่ทำอยู่\r\n\r\nขณะที่เอนิมา อนันกุมาร์ หัวหน้าฝ่าย Machine Learning ของ Nvidia กล่าวว่า พนักงานทุกคนควรประเมินอนาคตของบทบาทหน้าที่ที่ได้รับในงานที่ทำ ด้วย 3 คำถามสำคัญ คือ งานที่ทำอยู่เป็นงานที่ทำซ้ำซากหรือไม่? มีรูปแบบการประเมินผลงานที่ชัดเจนหรือไม่? และงานที่ทำเกี่ยวข้องกับข้อมูลมหาศาลเพื่อใช้ในการฝึกฝน AI ด้วยหรือไม่? ถ้าคำตอบทั้งหมดคือ “ใช่” ก็ฟันธงได้ว่า AI จ่อแย่งงานนี้ของคุณไปในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้าแน่นอน\r\n\r\nอนันกุมาร์ แนะว่า พนักงานที่เสี่ยงต่อการถูก AI แย่งงาน ควรมุ่งเป้าไปที่ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์และสัญชาตญาณมนุษย์ เพิ่มทักษะแบบ Soft Skill และด้านเทคโนโลยีซึ่งให้รู้เท่าทัน AI ขณะเดียวกันต้องมี growth mindset ในแง่ของการยอมรับและปรับเพิ่มการเรียนรู้ทักษะใหม่ เพื่อเปิดประตูแห่งโอกาสที่จะเข้ามาในอนาคต\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/ai-worker-to-steal-middle-class-01022020/5230372.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1578275967.jpg"],
    [691,2243,"“วิตามิน” บางชนิดทานขณะทำ “คีโม”เสี่ยงเสียชีวิต","Fri, 2020-01-03 10:17","http://www.stkc.go.th/node/2243","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"จากการศึกษาล่าสุดชี้ว่า ผู้ป่วยมะเร็งทรวงอกที่ทานสารเสริมอาหารระหว่างการรักษาด้วยวิธีคีโม หรือเคมีบำบัด อาจเพิ่มความเสี่ยงที่เซลล์มะเร็งจะย้อนกลับมาและนำไปสู่การเสียชีวิต\r\n\r\n\r\nสำนักข่าว Reuters อ้างอิงรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Oncology ระบุการรับประทานสารเสริมอาหารจำพวกต้านอนุมูลอิสระ เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินบี12 และกรดไขมันโอเมก้า 3 สารเหล่านี้อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพของการทำคีโมในผู้ป่วยมะเร็งลดลง\r\n\r\nChristine Ambrosone ประธานการควบคุมและป้องกันโรคมะเร็งจากศูนย์ Roswell Park Comprehensive Cancer Center จากเมืองบัฟฟาโล่ รัฐนิวยอร์ก กล่าวว่า “จากการศึกษานี้ รวมถึงหลายงานวิจัย แนะนำให้หลีกเลี่ยงการทานวิตามินเสริมในระหว่างการทำเคมีบำบัด” สำหรับผู้ที่เป็นมะเร็งทรวงอก\r\n\r\nเธออธิบายเพิ่มว่าสารต้านอนุมูลอิสระอาจจะไปเป็นอุปสรรคในการฆ่าเซลล์มะเร็ง “กระบวนการทำคีโมก็คือการสร้างภาวะออกซิเดนที่มากเกินปกติ หรือ “oxidative stress” ถ้ารับสารต้านอนุมูลอิสระเข้าไป ก็จะทำให้เคมีบำบัดมีประสิทธิภาพที่ลดลง” Ambrosone ยังระบุว่าแม้จะไม่มีข้อมูลที่ยืนยันหนักแน่น แต่ในหลายปีที่ผ่านมาแพทย์มักจะแนะนำให้ผู้ป่วยหลีกเลี่ยงสารอาหารจำพวกต้านอนุมูลอิสระขณะทำคีโม\r\n\r\nเธอและเพื่อนร่วมงานได้ทำการวิเคราะห์จาการการศึกษา “Diet, Exercise, Lifestyle and Cancer Prognosis” ที่มุ่งหาความสัมพันธ์ของการรับประทานสารเสริมอาหารและการรักษาด้วยเคมีบำบัด\r\n\r\nงานวิจัยนี้ศึกษาในผู้ป่วยจำนวน 1,134 ราย โดยทำการติดตามในระยะเวลาเฉลี่ยราว 6 ปี ผู้ที่เข้าร่วมจะถูกซักถามทั้งเรื่องของการรับประทานอาหารเสริมในช่วงก่อนและระหว่างการทำคีโม การใช้ชีวิต อาหารที่ทานและการออกกำลังกาย\r\n\r\nหลังจากตัดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ออกไป พบว่าผู้ที่รับสารต้านอนุมูลอิสระทั้งก่อนและระหว่างการทำคีโม เช่น สารเบต้าเคโรทีน โคเอนไซน์คิวเท็น วิตามินเอ ซีและอี ในกลุ่มนี้ร้อยละ 41 มีความเสี่ยงที่มะเร็งทรวงอกจะกลับมา และร้อยละ 40 อาจจะเสียชีวิตเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่รับประทานสารดังกล่าว\r\n\r\nAmbrosone ชี้ว่างานวิจัยก่อนหน้านี้ระบุ ธาตุเหล็กมีผลทั้งก่อให้เกิดและส่งเสริมโรคมะเร็ง\r\n\r\nเป็นที่น่าสังเกตว่าผู้ที่ทาน วิตามินบี 12 และ ธาตุเหล็ก เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่โรคมะเร็งอาจจะเกิดซ้ำ โดยผู้หญิงที่ทานวิตามินบี 12 เกิดโรคมะเร็งซ้ำร้อยละ 83 เสียชีวิตระหว่างการติดตามผลร้อยละ 22 ส่วนผู้ที่ทานธาตุเหล็ก เกิดมะเร็งซ้ำร้อยละ 79 ส่วนผู้ที่ทานโอเมก้า 3 เกิดมะเร็งซ้ำร้อยละ 67 ทั้งหมดนี้เทียบกับผู้ที่ไม่ทานสารเสริมอาหารที่กล่าวมา\r\n\r\nทางด้านแพทย์หญิง Amy Tiersten ศาสตราจารย์ด้านโลหิตและมะเร็งวิทยา จากบัณฑิตวิทยาลัย Icahn School of Medicine at Mount Sinai มหานครนิวยอร์กกล่าวแสดงความชื่นชมต่องานวิจัยดังกล่าว เนื่องจากการทานสารในกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ ถูกเฝ้าระวังในผู้ป่วยมะเร็งทรวงอกที่ทำคีโมมาโดยตลอด\r\n\r\nเธอบอกว่าในทางทฤษฎีสารต้านอนุมูลอิสระอาจจะไปช่วยป้องกันเซลล์ดีจาการทำคีโม แต่เราไม่รู้ว่าสารนี้อาจจะไปปกป้องเซลมะเร็งด้วยหรือไม่ แต่จากงานวิจัยดังกล่าวทำให้มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือมากขึ้น\r\n\r\nแพทย์หญิง Tiersten ยังบอกว่า “รู้สึกแปลกใจกับตัวเลขร้อยละ 41 ที่ผู้ป่วยมีโอกาสจะเป็นมะเร็งอีกครั้ง หากทานสารต้านอนุมูลอิสระ เธอบอกผู้ป่วยที่ทำคีโมอยู่เสมอว่าวิตามินที่ดีที่สุดมาจากการทานอาหารที่เหมาะสมและสมดุลย์ ซึ่งยังคงจะให้คำแนะนำเช่นนี้ต่อไป พร้อมจะแจ้งผลการวิจัยดังกล่าวให้ผู้ป่วยทราบเพิ่มเติมด้วย”\r\n\r\ncr.  https://www.voathai.com/a/breast-cancer-supplementals-ks/5226357.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1578021475.jpg"],
    [692,2241,"“เอฟบีไอ” เตือนสมาร์ททีวีอาจสอดแนมผู้ใช้ได้","Thu, 2020-01-02 11:30","http://www.stkc.go.th/node/2241","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เอฟบีไอ เตือนผู้ใช้สมาร์ททีวี มีความเสี่ยงที่จะถูกสอดแนมโดยเหล่าแฮกเกอร์ได้\r\n\r\nสำนักงานสอบสวนกลาง หรือ FBI เตือนว่าการใช้สมาร์ททีวี โดยเฉพาะรุ่นที่มีระบบเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต รวมทั้งมีระบบจดจำใบหน้าในตัวด้วย อาจทำให้ผู้ใช้มีความเสี่ยงที่จะถูกสอดแนมหรือเจาะล้วงข้อมูลโดยอาชญากรบนโลกไซเบอร์ได้\r\n\r\nนายแมท เทต ผู้เชี่ยวชาญด้าน cybersecurity และอดีตที่ปรึกษาของ GCHQ ของอังกฤษ บอกว่า สมาร์ททีวีรุ่นใหม่และอุปกรณ์ที่ดำเนินการด้วยระบบซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อน สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และมีระบบเซนเซอร์เชื่อมต่ออื่นๆ เช่น ไมโครโฟน หรืออุปกรณ์สตรีมมิ่ง จะมีช่องทางให้แฮกเกอร์เข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ เปิดปิดเสียงเอง แอบเปิดรายการที่ไม่เหมาะสมให้กับเด็ก หรือเลวร้ายกว่านั้น คือ แฮกเกอร์อาจแอบถ่ายภาพหรือบันทึกวิดีโอผ่านทางสมาร์ททีวีในห้องนอนของคุณได้\r\n\r\nทาง FBI แนะว่า หากมีสมาร์ททีวีใช้ที่บ้าน ควรติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยในตัวเครื่อง เรียนรู้การใช้สมาร์ททีวีเบื้องต้น ที่จำเป็นต่อการป้องกันการเจาะล้วงข้อมูลโดยผู้ไม่ประสงค์ดี ทั้งการปรับระบบตั้งค่าอินเตอร์เน็ตในตัวเครื่อง และเรียนรู้ที่จะเปิดปิดกล้อง ไมโครโฟน และลำโพงที่มากับตัวเครื่อง หรืออย่างง่ายที่สุด หากไม่จำเป็นต้องใช้กล้องที่มากับโทรทัศน์ ก็ใช้เทปดำปิดทับส่วนที่เป็นกล้องของโทรทัศน์ไปเลย รวมทั้งถอดปลั๊กโทรทัศน์เมื่อไม่ได้ใช้\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/fbi-warned-smart-tv-threats-12242019/5219320.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1577939402.jpg"],
    [693,2236,"เทรนด์ใหม่! หุ่นยนต์เขียนบัตรอวยพรด้วยลายมือคน","Fri, 2019-12-27 10:40","http://www.stkc.go.th/node/2236","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"การเขียนจดหมายหรือข้อความด้วยลายมือ เป็นสิ่งคนเราใช้ส่งข่าวสาร และแสดงออกถึงความรู้สึกลึก ๆ ข้างใน มาเป็นเวลานานนับร้อยปี ลายมือยังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคล ที่ตัวพิมพ์ในยุคดิจิตอลไม่สามารถทดแทนได้\r\n\r\nแต่ปัจจุบัน ผู้บริโภคจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้หันไปใช้บริการจ้างหุ่นยนต์เขียนจดหมายและการ์ดอวยพรเลียนแบบลายมือมนุษย์ หนังสือพิมพ์ The Washington Post รายงานว่า หุ่นยนต์เหล่านี้สามารถทำให้ตัวหนังสือหรือลายมือออกมาสมจริง บางแห่งมีการทำให้เกิดรอยเปื้อน รอยน้ำหมึกหยด หรือตั้งโปรแกรมให้หุ่นยนต์เว้นช่องไฟ ลงน้ำหนักมือไม่สม่ำเสมอ เพื่อให้เหมือนการเขียนคนมากที่สุด\r\n\r\nHandwrytten เป็นบริษัทแห่งหนึ่งในรัฐอริโซน่า ที่ใช้หุ่นยนต์ 80 ตัว บรรจงนั่งเขียนจดหมาย การ์ดขอบคุณ และบัตรอวยพรด้วยปากกาสีน้ำเงินกว่า 100,000 ชิ้นต่อเดือน\r\n\r\nในช่วงห้าปีตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ฐานลูกค้าของ Handwrytten ได้ขยายกว้างมากขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มเผยแพร่ศาสนาที่ส่งการ์ดให้นักโทษในเรือนจำ ลูกหลานที่ส่งจดหมายให้พ่อแม่ ไปจนถึง ร้านค้าแบรนด์หรู บริษัทผลิตรถยนต์ และองค์กรไม่หวังผลกำไร ที่ยอมจ่าย 3 ดอลล่าร์ หรือประมาณเกือบหนึ่งร้อยบาท สำหรับการ์ดหนึ่งใบที่เขียนโดยลายมือของหุ่นยนต์ คาดว่า รายได้ของบริษัทในปีนี้จะโตขึ้นสามเท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว\r\n\r\nHandwrytten มีแบบตัวอักษรให้เลือกประมาณ 20 แบบ ลูกค้ายังสามารถให้บริษัทสร้างฟ้อนท์จากลายมือจริง ๆ ของตัวเอง ในสนนราคา 1,000 ดอลล่าร์ ส่วนผู้ที่ต้องการเพิ่มลายเซ็นต์ ต้องจ่ายอีก 150 ดอลล่าร์ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ มักจะเป็นนักการเมือง หรือผู้บริหารบริษัท\r\n\r\nหุ่นยนต์เหล่านี้ใช้เวลาในการเขียนการ์ดแต่ละใบประมาณ 4-5 นาที ซึ่งเดวิด วัคส์ (David Wachs) เจ้าของบริษัทมองว่ายังช้าเกินไป แต่ข้อดีของหุ่นยนต์คือสามารถทำงานได้ 24 ชั่วโมงโดยไม่จำเป็นต้องมีเวลาพัก เครื่องจักรเหล่านี้จะส่งเมสเสจไปหาพนักงานมนุษย์ เพื่อแจ้งว่ากระดาษ หรือปากกาหมึกหมด\r\n\r\nนอกจาก Handwrytten ยังมีบริษัทอื่น ๆ ในอเมริกา เช่น Felt ในรัฐโคโลราโด ที่ให้ลูกค้าใช้นิ้วมือ หรือปากกาสไตลัส (stylus) เขียนข้อความลงบนสมาร์ทโฟน ก่อนที่จะส่งมาให้บริษัท หรือบริษัท Postable ในนิวยอร์ก ที่ให้ลูกค้าตั้งเวลาส่งการ์ดได้ล่วงหน้าเป็นปี นอกจากนี้ยังมีบริษัทอื่น ที่จ้างคนจริง ๆ มานั่งเขียนการ์ดหรือจดหมายประมาณ 1,000 ฉบับต่อสัปดาห์\r\n\r\nนักวิจารณ์มองว่าการเอ้าท์ซอร์ส (outsource) หรือมอบงานเหล่านี้ให้หุ่นยนต์ ทำให้การเขียนข้อความส่วนตัวของมนุษย์สูญเสียคุณค่าที่เคยมี และเป็นตัวอย่างของการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้าง “ของจริงแบบปลอม ๆ” ขึ้นมา\r\n\r\nเอเลน แฮนด์เลอร์ สปิทส์ (Ellen Handler Spitz) อาจารย์มหาวิทยาลัยเยล กล่าวว่า ถึงแม้จะเป็นแผนการธุรกิจที่ชาญฉลาด แต่การให้หุ่นยนต์เขียนข้อความส่วนตัวทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกทรยศ เพราะการเขียนด้วยลายมือ เป็นสิ่งที่ต้องใช้ความพยายามและใช้เวลา แสดงออกถึงความสนิทสนมลึกซึ้งระหว่างผู้ให้และผู้รับ\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ผู้ใช้บริการบางคนกลับบอกว่า พวกเขายินดีที่จะให้หุ่นยนต์เขียนการ์ดแทน เพราะพวกเขาไม่ชอบการนั่งเขียน บ้างก็บอกว่าลายมือของตัวเองดูไม่ได้ นอกจากนั้น พวกเขายังมองว่าจะเขียนเอง หรือให้เครื่องจักรเขียนก็ไม่ต่างกัน เพราะสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า “เจ้าของลายมือ” คือความคิดถึงและความตั้งใจ ที่ผู้ส่งมีให้ผู้รับ\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/robot-handwriting-handwritten-cards-letters/5220559.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1577418044.jpg"],
    [694,2234,"ปาร์ตี้หนักรับปีใหม่เสี่ยงปัญหาหัวใจเต้นผิดจังหวะ","Thu, 2019-12-26 10:59","http://www.stkc.go.th/node/2234","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"บรรยากาศของเทศกาลปลายปีมีส่วนในการสร้างความสุขสดชื่นให้กับหลายคน เพราะมีทั้งงานเลี้ยง การให้และรับของขวัญ รวมทั้งโอกาสที่จะได้รับโบนัสด้วย\r\n\r\nแต่งานปาร์ตี้ซึ่งมักจะมีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหลักแทรกอยู่บวกกับอาหารและของกินเล่นที่อุดมด้วยไขมันกับความเค็มนั้น อาจนำไปสู่สิ่งที่วงการแพทย์เรียกว่า “holiday heart syndrome” หรืออาการหัวใจเต้นผิดจังหวะได้\r\n\r\nHoliday Heart Syndrome หรืออาการหัวใจเต้นผิดจังหวะปกตินี้เป็นคำที่วงการแพทย์เริ่มใช้เมื่อราว 40 ปีที่แล้ว จากการที่มีคนไข้ถูกส่งตัวเข้าห้องฉุกเฉินมากขึ้นอย่างผิดปกติในช่วงเทศกาลปลายปีจากการที่หัวใจเต้นไม่เป็นระส่ำ\r\n\r\nและศัพท์ทางการแพทย์ที่มีชื่อว่า atrial fibrillation หรือ AFib นี้ นอกจากจะหมายถึงการที่หัวใจเต้นเร็วและแรงผิดปกติแล้ว ยังรวมถึงอาการข้างเคียงอื่น ๆ เช่น ใจสั่น วิงเวียนศีรษะ หายใจไม่ออก เหนื่อยอ่อน และเจ็บหน้าอกด้วย ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีก็อาจนำไปสู่ปัญหาการเกิดลิ่มเลือดทำให้สมองขาดโลหิตหล่อเลี้ยงหรือ Stroke ได้เช่นกัน\r\n\r\nแพทย์เตือนด้วยว่า อาการเหล่านี้อาจจะเกิดได้กับคนที่มีหัวใจปกติแข็งแรงสมบูรณ์ดี และแนะนำวิธีป้องกันปัญหาดังกล่าวว่า ควรเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาด พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ ละเว้นอาหารที่มีไขมันสูงหรือมีรสเค็มจัด รวมทั้งพยายามหลีกเลี่ยงการสนทนากับเครือญาติในเรื่องที่หนัก ๆ หรือเครียดในช่วงเทศกาลปลายปี ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ระดับฮอร์โมนความเครียดสูงขึ้น\r\n\r\nในแง่ของปริมาณแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมนั้น ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์แนะว่าการดื่มแบบพอประมาณหมายถึงหนึ่งดื่มต่อวันสำหรับผู้หญิง และไม่เกินสองดื่มต่อวันสำหรับผู้ชาย โดยตามมาตรฐานในอเมริกานั้น หนึ่งดื่มหมายถึงสุราไม่ผสมน้ำหนัก 14 กรัมหรือประมาณ 1.5 ออนซ์ ไวน์หนึ่งแก้วปริมาณ 5 ออนซ์ หรือเบียร์หนึ่งกระป๋องคือ 12 ออนซ์\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/holiday-heart-syndrome-ct/5219357.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1577332767.jpg"],
    [695,2232,"รัสเซียเผยความสำเร็จทดลอง \"รูเน็ต\" เครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศ","Wed, 2019-12-25 09:38","http://www.stkc.go.th/node/2232","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"รัสเซียเปิดเผยความสำเร็จในการทดสอบใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ หรือที่เรียกว่า Runet ซึ่งอาจจะนำมาใช้แทนอินเทอร์เน็ตข้ามประเทศที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ตามรายงานของ BBC\r\n\r\nกระทรวงสื่อสารของรัสเซียระบุว่า ผลการทดสอบประสบความสำเร็จด้วยดี แต่ยังไม่มีแผนจะนำเสนอเรื่องนี้ต่อประธานาธิบดีปูติน และว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไปไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการทดสอบนี้\r\n\r\nปัจจุบัน หลายประเทศกำลังนำเครือข่ายอินเทอร์เน็ตภายในประเทศมาใช้ เพื่อควบคุมการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของประชาชนกับเครือข่ายในต่างประเทศ เช่น ระบบ NIN ของรัฐบาลอิหร่าน และ Firewall of China ของจีน ซึ่งเรื่องนี้สร้างความกังวลเรื่องเสรีภาพในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนในประเทศนั้น ๆ\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าข้อดีอย่างหนึ่งของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศ คือช่วยให้บริษัทเทคโนโลยีในประเทศนั้นสามารถเติบโตได้ ตัวอย่างเช่น การบล็อกกูเกิล ยูทูบ และเฟสบุ๊กในจีน ช่วยให้บริษัทอินเทอร์เน็ต อย่างเช่น ไป่ตู เหว่ยโป๋ และ ยูกุ เติบโตอย่างรวดเร็ว\r\n\r\nปัจจุบัน รัสเซียมีบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของตัวเอง เช่น Yandex, Mail.Ru และ VK ซึ่งเชื่อว่าจะได้ประโยชน์จากมาตรการควบคุมอินเทอร์เน็ต ตลอดจนบริษัทท้องถิ่นรายเล็ก ๆ ด้วย\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/russia-domestic-internet-test/5218639.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1577241533.jpg"],
    [696,2229,"ชาเขียวกับความลับในการต่อสู้กับแบคทีเรียดื้อยา","Tue, 2019-12-24 14:16","http://www.stkc.go.th/node/2229","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"แบคทีเรียดื้อยาเป็นหนึ่งในภัยคุกคามร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชนและต่อวงการสาธารณสุขทั่วโลก ในขณะที่นักวิจัยพยายามที่จะหาทางแก้ปัญหา การศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า สารต้านอนุมูลอิสระที่พบในชาเขียวอาจช่วยเพิ่มความสามารถของยาปฏิชีวนะเพื่อต่อสู้กับการติดเชื้อที่เกิดจากแบคทีเรียบางสายพันธุ์ที่ทนต่อการรักษาในปัจจุบันได้\r\n\r\nย้อนกลับไปในปีพ.ศ. 2471 เซอร์ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิง (Sir Alexander Fleming) นักชีววิทยา นักเภสัชวิทยา และนักพฤกษศาสตร์ชาวสกอตแลนด์ ค้นพบสาร benzylpenicillin (Penicillin G) จากเชื้อรา Pennicilium notatum ซึ่งนั่นนำไปสู่การพัฒนายาปฏิชีวนะตัวแรกของโลก และเกิดพัฒนายาปฏิชีวนะตัวอื่นๆ ตามมา เพื่อใช้สำหรับการรักษาโรคจากการติดเชื้อแบคทีเรีย อย่างไรก็ตามแบคทีเรียก็พัฒนาตัวเองเพื่อความอยู่รอดและกลายเป็นแบคทีเรียที่ดื้อต่อยาที่ออกแบบมาเพื่อทำลายมันเช่นกัน\r\n\r\n          ความพยายามในการค้นคว้าอย่างหนักเพื่อค้นหาวิธีการแก้วิกฤตความต้านทานยาปฏิชีวนะเมื่อเชื้อโรคหรือแบคทีเรียดื้อยามากขึ้น และกลายเป็นปัญหาสำหรับการรักษาทางการแพทย์ ผลการศึกษาล่าสุดพบว่า สารประกอบหนึ่งที่พบในชาเขียวอาจช่วยสนับสนุนยาปฏิชีวนะให้สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ\r\n\r\n          นักวิทยาศาสตร์จาก University of Surrey School of Veterinary Medicine ในเมือง Guildford สหราชอาณาจักร มุ่งเน้นไปที่แบคทีเรีย Pseudomonas aeruginosa ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมลบที่ทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรงต่อระบบผิวหนัง เลือด ทางเดินหายใจ และทางเดินปัสสาวะ ทั้งนี้แบคทีเรียชนิดนี้พัฒนาจนดื้อต่อยาปฏิชีวนะหลายชนิด (multidrug (MDR)) และยากต่อการรักษามากขึ้น โดยในปัจจุบัน แพทย์รักษาโรคจากการติดเชื้อ P. aeruginosa ด้วยการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกัน\r\n\r\n จากงานวิจัยพบว่า ชาเขียวมีสารประกอบที่เรียกว่า Epigallocatechin gallate (EGCG) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของยาแอสทรีโอแนม (aztreonam) หรือยาต้านเชื้อแบคทีเรียที่ใช้กันทั่วไปในการรักษาโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเชื้อ P. aeruginosa โดยจากการทดสอบการใช้สารประกอบ EGCG ร่วมกับ aztreonam ในห้องปฏิบัติการเพาะเชื้อ พบว่า การรวมกันนี้ช่วยลดจำนวนเชื้อแบคทีเรีย P. aeruginosa สายพันธุ์ดื้อยาหลายสายพันธุ์ นอกจากนี้ยังทำการทดสอบปฏิสัมพันธ์ระหว่าง EGCG และ aztreonam ในแบบจำลองสัตว์โดยใช้ตัวอ่อนของผีเสื้อ (moth larvae) ซึ่งเป็นแบบจำลองสำหรับการศึกษาประสิทธิภาพของยาเพื่อยืนยันการค้นพบ ในขณะที่การทดสอบในเซลล์ผิวของมนุษย์นั้นแสดงให้เห็นถึงระดับความเป็นพิษน้อยที่สุดจนถึงระดับที่ไม่มีความเป็นพิษเลย\r\n\r\n          งานวิจัยชิ้นนี้ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Medical Microbiology เพื่อชี้แจงถึงการค้นพบแนวทางการต่อสู้กับแบคทีเรียดื้อยาให้ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ ซึ่งนักวิจัยเชื่อว่า สารประกอบ EGCG อาจช่วยให้การดูดซึมของยา aztreonam เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มผ่านการซึมผ่านของแบคทีเรีย และอาจรบกวน \"biochemical pathway\" ที่เชื่อมโยงกับความไวต่อยาปฏิชีวนะ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่า การใช้ EGCG ร่วมกับยา aztreonam ช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้ยาหรือ EGCG เพียงอย่างเดียว \r\n\r\n          การศึกษาค้นพบว่า ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติอย่าง EGCG สามารถใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะและได้ผลที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ทางคลินิกชี้ให้เห็นว่า วิธีการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สำคัญสำหรับการรักษาทางการแพทย์ที่สามารถกำจัดภัยคุกคามทางสุขภาพอย่างเชื้อแบคทีเรีย P. aeruginosa ได้ และการศึกษาครั้งนี้ยังเป็นอีกแรงผลักดันสำหรับการพัฒนาทางเลือกสำหรับการรักษาโรคจากเชื้อดื้อนาต่อไปในอนาคต\r\n\r\nแหล่งที่มา\r\n\r\nEpigallocatechin gallate\r\nRetrieved September 22, 2019, From https://en.wikipedia.org/wiki/Epigallocatechin_gallate\r\n\r\nAntibiotic\r\nRetrieved September 22, 2019, From https://en.wikipedia.org/wiki/Antibiotic\r\n\r\nMadison Dapcevich. (2019, September 24). Compound In Green Tea May Hold Secret For Fighting Antibiotic-Resistant Bacteria\r\n\r\nRetrieved September 22, 2019, From https://www.iflscience.com/health-and-medicine/compound-in-green-tea-may-hold-secret-for-fighting-antibioticresistant-bacteria/\r\n\r\nAdam Felman. (2019, January 18). What to know about antibiotics?\r\n\r\nRetrieved September 22, 2019, From https://www.medicalnewstoday.com/articles/10278.php","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1577171783.jpg"],
    [697,2227,"ไอโฟนก็มา! เผยคำค้นหายอดนิยมใน Google ปี 2019","Mon, 2019-12-23 17:37","http://www.stkc.go.th/node/2227","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"คำที่นิยมค้นหาใน Google มากที่สุดในปี 2019 คือผลการแข่งขันคริกเก็ต การเสียชีวิตของนักแสดง Cameron Boyce และ iPhone 11\r\n\r\nGoogle เปิดเผยการจัดอันดับคำค้นหาทั่วโลกประจำปีที่มีอัตราการการค้นหาสูงที่สุดเมื่อเทียบกับปีก่อน\r\n\r\n3 ใน 10 คำค้นหายอดนิยม คือผลการแข่งขันกีฬาคริกเก็ตนานาชาติ โดยการแข่งขันระหว่าง “อินเดีย-แอฟริกาใต้” มีคนค้นหามากที่สุดเป็นอันดับ 1 ส่วนอันดับที่ 4 คือการแข่งขันระหว่าง “บังคลาเทศ-อินเดีย” และ “ICC Cricket World Cup” ถูกค้นหามากที่สุดเป็นอันดับที่ 10\r\n\r\nส่วนการค้นหาการแข่งขันฟุตบอล Copa America ซึ่งเป็นนัดชิงแชมป์ของอเมริกาใต้ ถูกค้นหามากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 อันดับที่ 2 คือ Cameron Boyce นักแสดงช่องดิสนีย์ชาวอเมริกันอายุ 20 ปีที่เสียชีวิตด้วยโรคลมชักเมื่อเดือนกรกฎาคม\r\n\r\nการเปิดตัว iPhone 11 ของบริษัท Apple ติดอยู่อันดับที่ 5 ในการจัดอันดับการค้นหาทั่วโลกของ Google\r\n\r\nสามอันดับถัดไปล้วนเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบันเทิงของสหรัฐ ซึ่งได้แก่รายการโทรทัศน์ของ HBO ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น Game of Thrones อยู่ที่อันดับที่ 6 ถัดไปเป็นภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร “Avengers: Endgame” ตามด้วยภาพยนตร์ที่ทุกคนตั้งตารอคอย “Joker” อยู่ที่ 8\r\n\r\nขณะที่อันดับ 9 ได้แก่ “Notre Dame” ซึ่งแสดงให้ว่าผู้คนจากนานาประเทศต่างให้ความสนใจหลังจากที่เกิดเพลิงไหม้เมื่อเดือนเมษายน ทำให้มหาวิหารโรมันคาธอลิกที่มีชื่อเสียงในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง\r\n\r\nสำหรับในสหรัฐฯ คำค้นหาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปี 2019 คือ “Disney Plus” บริการสตรีมวิดีโอที่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน ซึ่งถูกมองว่าได้รับการผลักดันโดยตรงจากดิสนีย์เพื่อให้แข่งขันกับ Netflix, Hulu และ Apple TV Plus เป็นต้น\r\n\r\nนอกจากนี้ในสหรัฐฯ ยังมีคำค้นหายอดนิยมอื่น ๆ เช่น Hurricane Dorian, Notre Dame และ Women’s World Cup soccer championship, Area 51 ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยเพื่อการศึกษาของรัฐบาลเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตจากนอกอวกาศ และยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาว\r\n\r\nคำค้นหาสำหรับวันหยุดพักผ่อนยอดนิยมทั่วโลกได้แก่ การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับ Maldives, Mexico, Japan, Bora Bora และ Las Vegas ในรัฐเนวาดา\r\n\r\nGoogle รายงานอีกว่า การค้นหาคำว่า Baby Yoda และ Baby Shark ติดอยู่อันดับสูงกว่าคำว่า Royal Baby หรือการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการประสูติของพระโอรสน้อยของเจ้าชายแฮร์รี่ และเมแกน มาร์เคิล แห่งราชวงศ์อังกฤษ\r\n\r\nอย่างไรก็ดี ในหลาย ๆ ประเทศ ชื่อของ Greta Thunberg นักกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเป็นคำค้นหายอดนิยม ส่วนในฝรั่งเศสการค้นหาเกี่ยวกับวิหาร Notre Dame Cathedral เป็นคำที่นิยมมากที่สุด ตามด้วยข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้งของประเทศ\r\n\r\nชาวเยอรมันนิยมค้นหาข่าวเกี่ยวกับการตายของนักออกแบบ Karl Lagerfeld และการเลือกตั้งรัฐสภายุโรป ส่วนที่แคนาดา คำถามยอดนิยมในการค้นหาคือ “Who Should I vote for?” ในขณะที่คำถามที่พบบ่อยในแอฟริกาใต้คือ “Why were cornflakes invented?”\r\n\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/top-searches-on-google-2019/5212918.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1577097478.jpg"],
    [698,2224,"จีนเริ่มใช้ระบบศาลอัจฉริยะสำหรับคดีพิพาทออนไลน์","Fri, 2019-12-20 14:30","http://www.stkc.go.th/node/2224","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ในความพยายามเพื่อลดปริมาณงานสำหรับมนุษย์และเพิ่มประสิทธิภาพรวมทั้งความเร็วของกระบวนการในศาล จีนเริ่มนำระบบศาลออนไลน์หรือที่เรียกว่าศาลอัจฉริยะมาใช้ที่กรุงปักกิ่งและเมืองกวางโจวหลังจากที่ได้ทดลองใช้เมืองหางโจวเมื่อปี 2560 จากการที่เมืองหางโจวเป็นศูนย์กลางของบริษัทเทคโนโลยีของจีน\r\n\r\nโดยในสมาร์ทคอร์ทหรือศาลอัจฉริยะที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์เข้าช่วยนี้ ผู้ร้องทุกข์สามารถลงทะเบียนคำร้องของตนทางอินเทอร์เน็ตและเข้าร่วมกระบวนการไต่สวนออนไลน์ ซึ่งศาลจะสื่อสารเรื่องราวและคำวินิจฉัยต่างๆ ให้กับคู่กรณีด้วยการส่งข้อมูลทางอุปกรณ์ดิจิทัล\r\n\r\nนับตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงตุลาคมปีนี้ มีชาวจีนเข้าใช้บริการศาลออนไลน์รวมแล้วกว่า 3 ล้าน 1 แสนครั้งและมีชาวจีนกว่า 1 ล้านคนพร้อมทั้งนักกฎหมายอีกกว่า 7 หมื่น 3 พันคนที่ลงทะเบียนร่วมใช้บริการเช่นกัน\r\n\r\nในการสาธิตระบบดังกล่าวต่อสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ศาลออนไลน์ที่เมืองหางโจวแสดงกระบวนการไต่สวนซึ่งคู่กรณีสื่อสารกับผู้พิพากษาเสมือนจริงที่ทำงานด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ โดยผู้พิพากษาเสมือนจริงได้ถามโจทก์ว่าจำเลยมีข้อคัดค้านใดในหลักฐานที่ฝ่ายโจทก์ยื่นให้ศาลพิจารณาหรือไม่ อย่างไรก็ตามแม้จะมีการใช้ผู้พิพากษาเสมือนจริงที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI ก็ตามแต่ก็ยังมีผู้พิพากษาที่เป็นคนจริงคอยสังเกตกระบวนการและตรวจสอบคำวินิจฉัยที่สำคัญอยู่\r\n\r\nข้อดีอย่างหนึ่งของระบบศาลออนไลน์หรือสมาร์ทคอร์ทของจีนก็คือระบบศาลดังกล่าวสามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์โดยไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะเวลาราชการ และการยื่นคำร้องหรือการส่งเอกสารหลักฐานก็สามารถทำได้ออนไลน์โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปถึงศาลด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตามตอนนี้ศาลออนไลน์ที่เมืองหางโจวรับพิจารณาเฉพาะคดีความเกี่ยวกับระบบดิจิทัลเท่านั้น เช่น ข้อพิพาทเรื่องการค้าทางระบบอินเทอร์เน็ต การละเมิดลิขสิทธิ์ หรือข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการจ่ายเงินออนไลน์ เป็นต้น และการนำระบบศาลออนไลน์มาใช้ที่เมืองจีนนี้ส่วนหนึ่งเป็นการตอบสนองต่อความเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและการจ่ายเงินแบบ e-payment ของจีน รวมทั้งจากการที่ netizen หรือชาวเน็ตในเมืองจีนมีจำนวนมากถึง 850 ล้านคนในขณะนี้\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/china-internet-court-ct/5210313.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1576827057.jpg"],
    [699,2219,"เกษตรกรโคนมรัสเซียให้วัวใส่แว่นตา VR ช่วยเพิ่มคุณภาพน้ำนม","Thu, 2019-12-19 15:21","http://www.stkc.go.th/node/2219","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"กระทรวงเกษตรกรกรุงมอสโกเผยแพร่ข่าวพร้อมภาพของฟาร์มโคนมแห่งหนึ่งนอกกรุงมอสโกที่กำลังทดลองใช้แว่นตา VR กับวัวในฟาร์ม โดยหลังว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณและคุณภาพของนมที่ผลิตได้\r\n\r\nเกษตรกรเชื่อว่า แว่นตาดังกล่าวทำให้วัวมองเห็นภาพทุ่งหญ้าฤดูร้อน และทำให้อารมณ์ดี\r\n\r\nการศึกษาพบว่าสภาพแวดล้อมของวัวสามารถส่งผลกระทบต่อน้ำนมที่ผลิตขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปรับปรุงคุณภาพหรือเพิ่มปริมาณน้ำนม ดังนั้นทีมนักพัฒนา คณะสัตวแพทย์ และที่ปรึกษาด้านการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม จึงช่วยกันผลิตแว่นตา VR ขนาดใหญ่สำหรับวัว โดยดัดแปลงจากแว่นตาของมนุษย์เพื่อให้เข้ากับรูปร่างของศีรษะวัวที่มีขนาดแตกต่างกันและสายตาที่แตกต่างกันของวัว\r\n\r\nสิ่งที่วัวมองเห็นจากแว่นตา VR คือทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ภายใต้ดวงอาทิตย์ในฤดูร้อน ซึ่งเป็นเสมือนสวรรค์ของวัว\r\n\r\nรายงานระบุว่า แม้จนถึงในตอนนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าแว่นตานี้สามารถช่วยในการผลิตน้ำนมได้หรือไม่ ซึ่งต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ แต่การทดสอบครั้งแรกแสดงให้เห็นว่าความวิตกกังวลของวัวลดลง และวัวมีอารมณ์ที่ดีขึ้น\r\n\r\nเกษตรกรโคนมชาวรัสเซีย ไม่ได้เป็นเพียงเกษตรกรกลุ่มเดียวที่พยายามอย่างมากเพื่อให้วัวของตนมีความสุขและเพื่อปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์โคนม ก่อนหน้านี้เกษตรกรวากิวบางรายใช้วิธีจัดแสง ร่วมกับวิธีอื่น ๆ เพื่อให้วัวสงบและผลิตเนื้อวัวที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้\r\n\r\nส่วนบางรายก็เปิดเพลงให้วัวฟัง ซึ่งเชื่อว่าวิธีนี้สามารถช่วยให้วัวผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพดีขึ้น\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/vr-goggles-for-happy-cow-12092019/5199759.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1576743713.jpg"],
    [700,2215,"ผลวิจัย “โรคอ้วน” ในเด็กตั้งคำถามความสัมพันธ์ของ “สมอง” กับ “น้ำหนักตัว”","Wed, 2019-12-18 09:47","http://www.stkc.go.th/node/2215","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิจัยพิจารณา คำถามมากมายเกี่ยวกับโรคอ้วน เช่น น้ำหนักที่เกินมาตรฐานจะทำให้สมองในส่วนควบคุมและยับยั้งตนเองเล็กลงหรือไม่ โรคอ้วนเป็นผลจากสมองที่แตกต่างกัน หรือแค่พฤติกรรมการบริโภค การใช้ชีวิต สภาพครอบครัว หรือจริงๆ แล้วเป็นผลจากพันธุกรรม\r\n\r\nการศึกษาล่าสุดในกลุ่มเยาวชนที่ประเทศสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่า ยังคงมีความไม่แน่นอนในคำอธิบายโรคอ้วนด้วยขนาดของสมอง\r\n\r\nสำนักข่าว AP รายงานผลการศึกษาระยะยาวในกลุ่มตัวอย่างจำนวนมากที่สุดในด้านพัฒนาการสมองและสุขภาพของเด็ก เพื่อค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างโรคอ้วนและการทำงานของสมอง ล่าสุดผลลัพธ์ยังไม่ชี้ชัด โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าต้องวิเคราะห์ผลการศึกษาอย่างระมัดระวัง\r\n\r\nในบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์ในวารสารด้านสุขภาพของเด็กและเยาวชน JAMA Pediatrics ได้กล่าวถึงการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพื่อเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างน้ำหนัก โครงสร้างสมองและสุขภาพจิต โดยได้คัดเลือกเด็กชาวอเมริกันอายุ 9-10 ปีจำนวน 3,190 คน จำนวนนี้กำหนดให้มีเด็กที่น้ำหนักเกินมาตรฐานราว 1,000 คนเพื่อให้สอดคล้องกับสถิติตัวเลขประชากรน้ำหนักเกินในประเทศสหรัฐฯที่อยู่ในอัตรา 1 ใน 3 การศึกษานี้เก็บข้อมูลจากการชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ตรวจสมองด้วยวิธี MRI และให้ทำแบบทดสอบผ่านคอมพิวเตอร์เพื่อวัดศักยภาพด้านความจำ ความสามารถทางภาษา ตรรกะความคิด และการควบคุมความต้องการของตนเอง\r\n\r\nแพทย์หญิง Eliana Perrin ศาสตราจารย์ด้านกุมารเวชศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Duke University ผู้ร่วมเขียนในบทบรรณาธิการดังกล่าว อธิบายว่า “เราไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของโรคอ้วนและสมองจะไปในทิศทางใด และเราก็ไม่ได้บอกว่าคนที่เป็นโรคอ้วนจะไม่ฉลาดเท่ากับคนที่มีน้ำหนักในระดับมาตรฐาน”\r\n\r\n\r\n\r\nผลจากการสแกนสมองในเด็กกลุ่มที่มีน้ำหนักตัวมาก พบความแตกต่างเล็กน้อยในความหนาแน่นของสมองส่วนหน้า ซึ่งสมองบริเวณนี้จะทำหน้าที่ควบคุมทักษะด้านการจัดการ หรือ Executive Function ยกตัวอย่างเช่น การวางแผน รู้จักยับยั้งความต้องการของตนเอง และการทำหลายกิจกรรมในเวลาเดียวกัน ประกอบกับกลุ่มเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากนี้ ยังได้คะแนนที่ด้อยกว่าเล็กน้อยจากแบบทดสอบในส่วนคำถามด้านทักษะการจัดการ\r\nScott Mackey นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัย University of Vermont เจ้าของการศึกษานี้ระบุว่า ผลที่ได้มามีความแตกต่างที่ไม่ชัดเจนนัก ระหว่างเด็กทั้งสองกลุ่ม ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่สามารถใช้ชี้วัดความสามารถหรือพฤติกรรมทางด้านการเรียนรู้\r\nเขาเชื่อว่าน้ำหนักเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวออกแรงและโภชนาการที่เหมาะสมมากกว่า แต่ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำมาวิเคราะห์ในงานวิจัยนี้\r\n\r\nอย่างไรก็ดี การศึกษานี้ทำให้เกิดความสนใจว่า “การอักเสบ” ของเซลล์ที่อาจเกิดในวัยเด็ก ส่งผลต่อน้ำหนักตัว โครงสร้างและการสั่งการของสมอง\r\n\r\nเคยมีผลการศึกษา “โรคอ้วน” ในกลุ่มผู้ใหญ่ ชี้มีความเกี่ยวข้องก่อให้เกิดภาวะการอักเสบอ่อนๆของเซลล์ทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดเกิดความเสียหาย เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและมีสุขภาพจิตที่ถดถอย ในบางการศึกษานักวิจัยเชื่อว่าการอักเสบส่งผลให้ สมองของผู้ใหญ่ที่มีโรคอ้วนมีมวลความหนาแน่นที่น้อยลง\r\n\r\nทางด้าน Natasha Schvey นักวิจัยโรคอ้วน จากมหาวิทยาลัย Uniformed Services University คณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ ชี้ว่าพฤติกรรมการบริโภคและโรคอ้วนเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่นระบบเผาผลาญและจิตวิทยาในหลายๆ ด้าน เธอกล่าวว่า “จากหลายๆ งานวิจัยเรื่องโรคอ้วน เราอาจบอกได้ว่ามันไม่ใช่แค่การควบคุมตัวเองของแต่ละบุคคล บ้างอาจจะบอกว่าเป็นเรื่องความพยายามและความตั้งใจ แต่มันก็เป็นแค่ส่วนเล็กๆ ของภาพรวมทั้งหมด”\r\n\r\nSchvey ยังบอกอีกว่า “ยังมีสิ่งที่กำหนดน้ำหนักของคนเรา และส่วนสำคัญคือเรื่องของพันธุกรรม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นเช่นนี้ตลอดไป”\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/obesity-brain-ks/5207274.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1576637277.jpg"],
    [701,2211,"จีนใช้ระบบ 'จดจำใบหน้า' ในการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือ","Tue, 2019-12-17 09:51","http://www.stkc.go.th/node/2211","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"จีนออกกฏใหม่ให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปใบหน้าของตัวเองในการลงทะเบียนเพื่อเปิดบริการใหม่\r\n\r\nการใช้ระบบจดจำใบหน้านี้มีผลบังคับใช้เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนกล่าวว่ากฎใหม่ดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ในการยืนยันอัตลักษณ์ของบุคคลเพื่อช่วยป้องกันการทุจริตต่างๆ\r\n\r\nกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีนยังไม่ได้ระบุว่าบริษัทใดบ้างที่จะเป็นผู้ดำเนินการระบบจดจำใบหน้าให้แก่บรรดาบริษัทโทรคมนาคม\r\n\r\nทั้งนี้ผู้ที่ต้องการเปิดบริการโทรศัพท์มือถือใหม่ทุกคนจะต้องถูกถ่ายรูปเก็บไว้ แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ากฎหมายใหม่นี้จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือที่มีอยู่แต่เดิมแล้วอย่างไรบ้าง\r\n\r\nการใช้ระบบจดจำใบหน้าในการเปิดบริการโทรศัพท์มือถือใหม่นี้ยังเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการใช้เทคโนโลยีนี้ในจีน ซึ่งมีการใช้กันอย่างแพร่หลายไม่ว่าจะเป็นตามร้านค้า ในระบบรถไฟใต้ดิน และสนามบิน เป็นต้น\r\n\r\nนอกจากนี้ อาลีบาบา บริษัทค้าปลีกของจีนเปิดทางเลือกให้ลูกค้าของตนสามารถชำระค่าสินค้าโดยใช้การสแกนใบหน้าได้ และแขกของโรงแรมยังสามารถใช้ระบบจดจำใบหน้าในการเช็คอินได้อีกด้วย\r\n\r\nหลายเมืองของจีนได้ประกาศว่าจะใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าในระบบรถไฟใต้ดิน หนังสือพิมพ์ China Daily ของรัฐบาลจีนรายงานว่า ระบบดังกล่าวจะถูกใช้เพื่อการ “จำแนกผู้โดยสาร” และใช้ในการกำหนดมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยที่แตกต่างกัน\r\n\r\nเมื่อเดือนกรกฎาคม สำนักข่าวซินหว่ามีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกำลังวางแผนหรือได้สร้างระบบจดจำใบหน้าที่ทางเข้าของชุมชนสาธารณะทั้งหมด 59 แห่ง\r\n\r\nสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าอย่างกว้างขวางในพื้นที่ซินเจียงตะวันตก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเผยว่า ชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมกว่า 1 ล้านคนถูกควบคุมตัวไว้ได้ในค่ายทั่วซินเจียง จากการใช้เทคโนโลยีนี้\r\n\r\nอย่างไรก็ดี จีนได้อธิบายถึงศูนย์กักกันเหล่านี้ว่าเป็น “ค่ายการศึกษา” ซึ่งมีวัตุประสงค์ในการป้องกันผู้คนจากกลุ่มหัวรุนแรงชาวอิสลามและลัทธิแบ่งแยกดินแดน แต่กลุ่มสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ สหรัฐอเมริกา และประเทศอื่น ๆ ได้ประณามค่ายดังกล่าวว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการกักขังโดยพลการ\r\n\r\nนอกจากนี้ยังมีรายงานว่าหน่วยงานตำรวจจีนบางหน่วยงานใช้แว่นตาแบบพิเศษที่ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าอีกด้วย\r\n\r\nจีนได้ประกาศแผนการที่จะขยายการใช้ระบบจดจำใบหน้าในการลงทะเบียนนักเรียนสำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแห่งชาติ\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม มีการเรียกร้องให้รัฐบาลจีนพิจารณากฎข้อบังคับเพิ่มเติมสำหรับการใช้เทคโนโลยีชนิดนี้\r\n\r\nหนังสือพิมพ์ People Daily ของพรรคคอมมิวนิสต์ เรียกร้องให้รัฐบาลจีนตรวจสอบหลังจากมีผู้สื่อข่าวคนหนึ่งรายงานว่าเขาได้พบว่ามีการซื้อขายข้อมูลใบหน้าทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งรายงานระบุว่า ใบหน้าของคน 5,000 คนมีราคาประมาณ 1.42 ดอลลาร์\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/china-face-recognition/5199227.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1576551093.jpg"],
    [702,2209,"ชาวอเมริกันเจอ “หุ่นยนต์” แย่งงานเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 10 ปี","Mon, 2019-12-16 09:38","http://www.stkc.go.th/node/2209","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"หุ่นยนต์และจักรกลเข้ามามีบทบาทในตลาดแรงงานอเมริกันเพิ่มมากขึ้นกว่าเท่าตัว ในช่วงปี ค.ศ. 2009-2017 โดยภาคการผลิตอเมริกันได้รับผลกระทบหนักช่วงทศวรรษที่ผ่านมา\r\n\r\nวิลเลียม รอดเจอร์ส นักเศรษฐศาสตร์และอาจารย์จากศูนย์พัฒนาแรงงานจาก Rutgers University และผู้จัดทำรายงานด้านหุ่นยนต์ที่มีผลต่อการจ้างงานและค่าจ้างในอเมริกา ระบุว่า เศรษฐกิจในยุคนี้พึ่งพาเทคโนโลยีและหุ่นยนต์มากขึ้น เพื่อแทนที่กำลังแรงงานที่เป็นมนุษย์\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ยุค Robotization ที่หุ่นยนต์มีบทบาทในตลาดแรงงานมากขึ้น ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานอเมริกาทั้งหมด\r\n\r\nในรายงานพบว่า รัฐในตอนกลางด้านเหนือของประเทศ หรือ มิดเวสต์ อาทิ มิชิแกน โอไฮโอ อินเดียนา อิลลินอยส์ และวิสคอนซิน ที่มีอัตราการใช้หุ่นยนต์อย่างเข้มข้น ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในภาคการผลิต อย่างโรงงานประกอบชิ้นส่วนและโรงงานบรรจุภัณฑ์\r\n\r\nขณะที่กลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบมากสุด คือ คนอายุน้อย ระดับการศึกษาต่ำ นอกจากนี้ยังพบว่า ชายผิวสีและผู้หญิงจะถูกหุ่นยนต์แย่งงานมากที่สุด แต่คนกลุ่มดังกล่าวจะเลือกหางานในภาคส่วนอื่นๆที่ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าแทน อย่างภาคบริการ\r\n\r\nนายรอดเจอร์ส แนะว่า ทางที่จะช่วยให้มนุษย์ไม่ถูกหุ่นยนต์แย่งงานได้ คือ การพัฒนาการศึกษาและฝึกอบรมแรงงานที่จะได้รับผลกระทบให้สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางอาชีพที่สร้างรายได้มากขึ้นให้พวกเขา และตอนนี้ที่เศรษฐกิจอเมริกันกำลังเฟื่องฟู ถือเป็นจังหวะที่ดีที่สุดในการลงทุนพัฒนาแรงงานมนุษย์ เพื่อสร้างเกราะป้องกันจากการคืบคลานเข้ามาของยุค Robotization\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/us-job-robot-replacement-12122019/5204373.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1576463885.jpg"],
    [703,2196,"ฉลากเตือนการใช้พลังงานอาจช่วยลดการบริโภคได้เฉลี่ย 200 แคลอรี่ต่อวัน","Fri, 2019-12-13 09:43","http://www.stkc.go.th/node/2196","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"โดยปกติแล้วผู้ชายต้องการค่าพลังงานประมาณ 2,500 กิโลแคลอรีต่อวัน และราว 2,000 กิโลแคลอรีต่อวันสำหรับผู้หญิง สำหรับการทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ตั้งแต่การหายใจไปจนถึงการเคลื่อนไหว\r\n\r\nเนื่องจากอาหารทุกอย่างที่เราทานมีต้นทุนด้านพลังงานแตกต่างกัน ดังนั้นข้อเท็จจริงก็คือ เมื่อเราทานมากเกินไปและใช้น้อยกว่าที่ทาน ค่าพลังงานส่วนเกินนี้จะเหลือสะสมทีละเล็กทีละน้อยทำให้เกิดปัญหาน้ำหนักตัวเกินและความอ้วนขึ้นได้\r\n\r\nแต่นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Loughborough ของอังกฤษ ผู้ศึกษารายงาน 14 ชิ้น ได้เสนอว่าถ้ามีการติดป้ายฉลากกำกับอาหารแต่ละประเภทโดยไม่ได้บอกเฉพาะค่าแคลอรี่เท่านั้น แต่ระบุด้วยว่าอาหารซึ่งมีค่าแคลอรีจำนวนนี้จะต้องใช้เวลากี่นาทีกับกิจกรรมอะไรบ้าง เช่น การเดินหรือการวิ่งเพื่อกำจัดให้หมดสิ้น เรื่องนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจและความตื่นตัวสำหรับผู้บริโภคได้มาก\r\n\r\nนักวิจัยยกตัวอย่าง เครื่องดื่มประเภทซอฟท์ดริงค์ผสมน้ำตาลหนึ่งกระป๋องที่มีค่าแคลอรี่ 138 หน่วย ต้องใช้เวลาวิ่ง 13 นาทีหรือเดิน 26 นาทีในการกำจัด\r\n\r\nขนมขบเคี้ยวหนึ่งถุงที่มีค่าแคลอรี่ 171 หน่วยต้องใช้เวลาวิ่ง 16 นาทีหรือเดิน 31 นาที\r\n\r\nซีเรียลหนึ่งถ้วยที่ทานตอนเช้ามีแคลอรี่ 172 หน่วยและต้องวิ่ง 16 นาทีหรือเดิน 31 นาทีจึงจะใช้หมด\r\n\r\nช็อกโกแลตแผ่นซึ่งประกอบด้วยค่าพลังงาน 229 แคลอรี่ ผู้ทานต้องวิ่งถึง 22 นาทีหรือเดิน 42 นาทีเพื่อกำจัด\r\n\r\nมัฟฟินบลูเบอรี่หนึ่งชิ้นที่มี 265 แคลอรี่ การจะใช้ค่าพลังงานนี้ให้เหลือศูนย์ต้องอาศัยการวิ่ง 25 นาทีหรือเดิน 48 นาที\r\n\r\nส่วนแซนด์วิชไก่ที่ใส่เบคอนซึ่งมีแคลอรี่สูงถึง 445 หน่วยนั้น ผู้ทานต้องวิ่งถึง 42 นาทีหรือเดินนานถึง 1 ชั่วโมง 22 นาทีเพื่อกำจัดให้หมดไป\r\n\r\nนักวิจัยเชื่อว่า การปิดป้ายฉลากแบบนี้เพื่อให้ผู้บริโภคทราบและเข้าใจว่าเมื่อกินเข้าไปแล้วจะต้องใช้พลังงานออกไปอย่างไร และนานเท่าใด เพื่อไม่ให้เหลือสะสมในร่างกาย จะช่วยลดการบริโภคเกินความจำเป็นได้เฉลี่ยถึง 200 แคลอรี่ต่อคนต่อวัน\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/food-exercise-labelling-ct/5202870.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1576205031.jpg"],
    [704,2193,"งานวิจัยชี้การรักษาสุขภาพ 'ปาก' มีผลดีต่อสุขภาพ 'ใจ'","Thu, 2019-12-12 11:22","http://www.stkc.go.th/node/2193","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เรื่องสุขภาพของช่องปากที่มีผลต่อสุขภาพของส่วนอื่นของร่างกายอาจจะเป็นสิ่งที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมาบ้างแล้ว\r\n\r\nแต่ผลการศึกษาซึ่งเผยแพร่ทางวารสารวิชาการเกี่ยวกับโรคหัวใจของยุโรปชื่อ Journal of Preventive Cardiology เมื่อต้นเดือนธันวาคม จากการตรวจสอบข้อมูลสุขภาพของชาวเกาหลีกว่า 161,000 คน อาจจะช่วยย้ำความสนใจเรื่องนี้ได้\r\n\r\nการศึกษาที่ว่านี้ติดตามข้อมูลด้านสุขภาพของชาวเกาหลีใต้อายุระหว่าง 40 – 79 ปีเป็นเวลา 10 ปีครึ่ง โดยเป็นการรวบรวมข้อมูลในทุกด้าน ตั้งแต่รูปแบบการใช้ชีวิต ปัญหาความเจ็บป่วย รวมทั้งสุขภาพของช่องปากด้วย\r\n\r\nผลการศึกษาสรุปว่า ผู้ที่ดูแลสุขภาพของช่องปากเป็นอย่างดี เช่น แปรงฟันวันละหลาย ๆ ครั้งจะลดโอกาสความเสี่ยงของโรคหัวใจล้มเหลวและอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือ atrial fibrillation ลงได้\r\n\r\nโดยนักวิจัยพบว่าผู้ที่แปรงฟันอย่างน้อยวันละสามครั้งจะมีความเสี่ยงเรื่องหัวใจเต้นผิดจังหวะน้อยลง 10% และลดความเสี่ยงของหัวใจล้มเหลวลงได้ 12%\r\n\r\nผลการศึกษาก่อนหน้านี้เคยพบว่า การละเลยไม่ดูแลสุขภาพช่องปากนั้นเพิ่มจำนวนเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือดซึ่งทำให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกายหรือ inflammation รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะและหัวใจล้มเหลวด้วย\r\n\r\nการศึกษาของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันเมื่อปีที่แล้วให้ข้อมูลว่า เราควรแปรงฟันสองครั้งต่อวันเป็นอย่างน้อย โดยใช้เวลาครั้งละ 2 นาทีเพื่อลดความเสี่ยงเกี่ยวกับหัวใจดังกล่าว และนอกจากการแปรงฟันแล้วการดูแลรักษาสุขภาพเหงือกก็สำคัญเช่นกัน เพราะหากฟันดีแต่เหงือกอักเสบ โอกาสที่จะเกิดภาวะอักเสบในร่างกายรวมทั้งโรคหัวใจก็ยังมีอยู่ โดยการดูแลสุขภาพเหงือกนั้นจะต้องใช้ไหมขัดฟันอย่างน้อยวันละครั้ง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม แม้ผลการศึกษาครั้งนี้จะให้ภาพเกี่ยวกับสุขภาพของช่องปากและสุขภาพของหัวใจ แต่นักวิจัยบางคนก็เตือนว่าข้อมูลดังกล่าวมาจากคนในประเทศเดียวและเป็นข้อมูลในเชิงสังเกต ซึ่งยังไม่สามารถพิสูจน์ถึงสาเหตุและผลได้\r\n\r\nแต่ถึงแม้รายงานการศึกษาชิ้นนี้จะยังไม่สามารถอธิบายความเป็นเหตุและผลเรื่องสุขภาพของปากกับสุขภาพหัวใจ เพราะเพียงแสดงถึงความเกี่ยวโยง แต่อย่างน้อยข้อมูลดังกล่าวก็อาจจะช่วยเตือนใจว่าผู้ที่อยากมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงควรต้องเริ่มจากการรักษาความสะอาดของเหงือกและฟัน\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/brush-teeth-healthy-heart-ct/5201319.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1576124531.jpg"],
    [705,2190,"รถยนต์ 'อ่านความรู้สึก' เทคโนโลยีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี?","Wed, 2019-12-11 10:23","http://www.stkc.go.th/node/2190","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ปัจจุบัน รถยนต์แบบควบคุมตัวเองอัตโนมัติอาจจะเอาท์ไปแล้ว เมื่อคณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Texas A&M กำลังพัฒนารถยนต์แห่งอนาคตที่สามารถอ่านความรู้สึกของผู้ขับขี่ได้\r\n\r\nที่ห้องทดลองด้านเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย Texas A&M นักวิจัยกำลังพยายามจำแนกอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ออกเป็นหลายแบบ โดยวัดจากลักษณะคลื่นสมองที่เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ต่าง ๆ แล้วนำไปเชื่อมโยงกับระบบเทคโนโลยีควบคุมรถยนต์ โดยหวังว่าสักวันจะทำให้รถยนต์รุ่นใหม่สามารถอ่านหรือตอบสนองต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารในขณะนั้นได้\r\n\r\nคุณเจมส์ ฮับบาร์ด จูเนียร์ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย Texas A&M กล่าวว่า รถยนต์แห่งอนาคตจะสามารถอ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สมองส่งออกมา ซึ่งสอดคล้องกับความรู้สึกต่าง ๆ แล้วเแปลงเป็นการตอบสนองในระบบเทคโนโลยีรถยนต์ เช่น เปิดเพลงที่สอดคล้องกับอารมณ์ในขณะนั้น\r\n\r\nนักวิจัยใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันเพื่อกระตุ้นและวัดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในสมอง เช่น การมองเห็นภาพตรงหน้าต่าง ๆ แตกต่างกัน หรือการวัดคลื่นสมองขณะกำลังกรอกตาไปมา เป็นต้น\r\n\r\nนักวิจัยเชื่อว่าการทำให้รถยนต์สามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของผู้ขับขี่ได้จะช่วยให้เกิดประโยชน์มากมาย เช่น การตรวจจับว่าผู้ขับขี่กำลังง่วงซึมอยู่หรือไม่ หรือมีความเครียดจากสภาพการจราจรตรงหน้ามากแค่ไหน\r\n\r\nศาสตราจารย์ เจมส์ ฮับบาร์ด จูเนียร์ กล่าวว่า เมื่อรถยนต์ตรวจจับว่าคุณกำลังเครียดหรือหัวร้อน ก็อาจเล่นเพลงที่ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้ทันที\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ยังคงมีความกังวลถึงการลอบแฮคข้อมูล โดยเฉพาะการที่ผู้แฮคสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านอารมณ์ของจ้าของรถยนต์นั้น ก็อาจเป็นอันตรายได้เช่นกัน\r\n\r\nแต่อาจารย์เจมส์ ฮับบาร์ด บอกว่า เทคโนโลยีและเครื่องมือทุกอย่างล้วนเป็นดาบสองคม ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เทคโนโลยีนั้น\r\n\r\nนักวิจัยผู้นี้ยกตัวอย่างไขควง ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากมาย แต่ก็อาจถูกนำไปใช้เป็นอาวุธได้เช่นกัน ซึ่งเรื่องนี้จะไม่เป็นอุปสรรคที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ยุติการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างแน่นอน\r\n\r\nสำหรับเทคโนโลยีอ่านความรู้สึกนี้ แม้อีกนานหลายปีกว่าที่จะสามารถนำออกมาใช้ได้จริง แต่นักวิจัยก็เชื่อว่าในที่สุดแล้วเทคโนโลยีนี้จะสามารถเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนน และช่วยให้ผู้ขับขี่อารมณ์ดีผ่อนคลายขึ้นได้บ้างไม่มากก็น้อย\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/emotion-sensing-car/5191576.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1576034614.jpg"],
    [706,2188,"ระบบพยากรณ์อากาศ 'แม่นยำสูง' กำลังขยายไปทั่วโลก","Wed, 2019-12-04 10:55","http://www.stkc.go.th/node/2188","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"\r\nเคยไหมที่พยากรณ์อากาศบอกพรุ่งนี้จะหนาว ปรากฏเอาเข้าจริงร้อนมาก? หรือบอกจะแดดจ้า เรากลับเจอพายุฝน? นี่นับเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับหลาย ๆ ธุรกิจ หลาย ๆ อุตสาหกรรม ข้อมูลสภาพอากาศที่แม่นยำมีความจำเป็นอย่างมาก\r\n\r\nแต่อีกไม่นานระบบการพยากรณ์อากาศแบบที่เรียกว่า high-resolution กำลังจะครอบคลุมทั่วโลก\r\n\r\nบริษัทไอทียักษ์ใหญ่อย่าง IBM กำลังจะทำให้การพยากรณ์อากาศที่มีความแม่นยำสูงเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น ให้สอดคล้องกับสภาวะอากาศทั่วโลกที่มีความแปรปรวน จากเดิมที่การวิเคราะห์สภาพอากาศแบบความละเอียดสูงนี้ใช้ในประเทศพัฒนาแล้วเท่านั้น เช่น ประเทศสหรัฐฯ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศในยุโรป เป็นต้น\r\n\r\nเชื่อว่าระบบนี้จะช่วยให้ผู้คนรับมือกับสภาพอากาศฉุกเฉิน อย่างเช่น พายุที่มีความรุนแรง ได้ดียิ่งขึ้น นักบินจะสามารถเลือกเส้นทางบินได้เหมาะสม เกษตรกรจะวางแผนการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวได้ถูกต้อง รวมถึงช่วยให้ผู้คนที่สัญจรไปมาในแต่ละวันดูแลตัวเองได้ดีขึ้น\r\n\r\nระบบพยากรณ์อากาศทั่วไปจะมีความละเอียดที่ 10-15 ตารางกิโลเมตร และจะปรับข้อมูลให้ทันสถานการณ์ทุก ๆ 6-12 ชั่วโมง แต่ระบบ Global High-Resolution Atmospheric Forecasting System หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า GRAF จากบริษัท IBM จะใช้ความละเอียดที่ 3 ตารางกิโลเมตรและปรับข้อมูลทุก ๆ 1 ชั่วโมง โดยระบบ GRAF จะทำงานด้วย Supercomputer ที่มีสมรรถนะสูง\r\n\r\nเควิน เพตตี้ ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์และพยากรณ์อากาศของบริษัท The Weather Company ที่มีบริษัท IBM เป็นเจ้าของระบุว่า ระบบนี้จะให้รายละเอียดของสภาพอากาศแบบที่เราไม่เคยได้เห็นในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเช่น ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และอเมริกาใต้\r\n\r\nเพตตี้บอกว่า “ระบบจะให้รายละเอียดที่ตรงกับเป้าหมายมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศที่จะเกิดขึ้น”\r\n\r\nเขายังบอกกับวีโอเอเพิ่มเติมว่า “เรามาถึงจุดที่คอมพิวเตอร์มีศักยภาพมากพอที่จะประมวลผลระดับรายละเอียดสูง ทำให้เราสามารถขยายพื้นที่ไปทั่วโลก และให้ข้อมูลนี้กับคนที่จำเป็นเพื่อนำไปใช้งาน”\r\n\r\nทางด้าน เฟรด คาร์ ศาสตราจารย์เกียรติคุณด้านอุตุนิยมวิทยาจาก มหาวิทยาลัย University of Oklahoma ได้อธิบายว่า ระบบการพยากรณ์อากาศแบบความละเอียดสูงหรือ high-resolution นี้มีใช้ในประเทศสหรัฐฯ เป็นระบบที่ใช้เวลาการประมวลผลจากคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมาก และการขยายระบบนี้ไปใช้งานทั่วโลก ถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ\r\n\r\nศาสตราจารย์คาร์ยังพูดถึงจุดสำคัญของระบบว่า ความแม่นยำของการพยากรณ์นั้นสัมพันธ์กับการเก็บข้อมูล โดยเขาบอกว่า ในสหรัฐฯ การเก็บข้อมูลสภาพอากาศจากเรดาห์ จากสายการบิน และจากภาคพื้น สามารถทำได้ไม่ยาก แต่ตัวเขาเองไม่ทราบว่าทางบริษัท IBM ใช้วิธีในการเก็บข้อมูลอย่างไรในพื้นที่กว่า 98% ของโลก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ยังไม่เคยใช้ระบบนี้มาก่อน เขาเชื่อว่าในเบื้องต้นข้อมูลอาจจะขาดความแม่นยำ เพราะการเก็บข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์\r\n\r\nในอนาคตบริษัท IBM วางแผนพัฒนาความแม่นยำ โดยจะเก็บข้อมูลจาก “เซนเซอร์วัดความดันบรรยากาศ” ที่ติดตั้งในสมาร์ทโฟนทั่วไป และจะให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกว่าจะป้อนข้อมูลนี้ให้ระบบหรือไม่\r\n\r\nแม้ปัจจุบันบริษัทระบุว่ายังไม่ได้ใช้ข้อมูลประเภทนี้ แต่ก็สร้างความกังวลในประเด็นสิทธิความเป็นส่วนตัว\r\n\r\nอย่างล่าสุด หน่วยงานจากมหานครลอสแอนเจลิสได้ฟ้องบริษัท IBM จากการกรณีใช้ข้อมูลระบุพื้นที่ของผู้ใช้งาน แอพลิเคชั่น “Weather Channel” อย่างไม่เหมาะสม\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/weather-forecast-ks/5190512.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1575431742.jpg"],
    [707,2185,"อียูเริ่มตรวจสอบวิธีเก็บข้อมูลผู้ใช้ของ 'กูเกิล' เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่?","Tue, 2019-12-03 10:13","http://www.stkc.go.th/node/2185","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คณะกรรมการต่อต้านการผูกขาดของสหภาพยุโรปกำลังตรวจสอบวิธีจัดเก็บข้อมูลของบริษัทเทคโนโลยีกูเกิล ว่าขัดกับกฎหมายของอียูหรือไม่\r\n\r\nโดยการตรวจสอบดังกล่าวจะมุ่งไปในประเด็นที่ว่า กูเกิลจัดเก็บข้อมูลอย่างไรและทำไมจึงต้องเก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้\r\n\r\nผู้ตรวจสอบของอียูกล่าวกับรอยเตอร์ว่า ในเบื้องต้นได้มีการส่งแบบสอบถามไปยังกูเกิลแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสอบสวนเกี่ยวกับข้อมูลการค้นหาต่าง ๆ ที่กูเกิลจัดเก็บไว้ รวมถึงการโฆษณาออนไลน์ การเจาะกลุ่มเป้าหมาย การท่องเว็บไซต์ และพฤติกรรมอื่น ๆ ของผู้ใช้กูเกิล\r\n\r\nในช่วงสองปีที่ผ่านมา คณะกรรมการสนับสนุนการแข่งขันอย่างเท่าเทียมในสหภาพยุโรป ได้สั่งปรับเงินกูเกิลไปแล้วกว่า 8,000 ล้านยูโร และขอให้กูเกิลปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจ\r\n\r\nด้านกูเกิลยืนยันว่า ข้อมูลผู้ใช้ที่ถูกเก็บไว้นั้นจะถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อผู้ใช้ได้ดีกว่าเดิม และผู้ใช้สามารถจัดการถ่ายโอน หรือลบข้อมูลของตัวเองได้ตลอดเวลา\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/eu-google-antitrust/5190019.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1575342803.jpg"],
    [708,2178,"ฟอร์ดเปิดตัว 'มัสแตง แมค-อี' เอสยูวีไฟฟ้ารุ่นแรก","Mon, 2019-12-02 13:30","http://www.stkc.go.th/node/2178","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทรถยนต์ฟอร์ด (Ford) เปิดตัวรถไฟฟ้าเอนกประสงค์ หรือ SUV คันแรกของบริษัท โดยใช้ชื่อว่า Mustang Mach-E ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมหน้าอุตสาหกรรมรถยนต์ในสหรัฐฯ\r\n\r\nFord ระบุว่า Mustang Mach-E สามารถวิ่งได้ระยะทาง 370 - 480 กม. จากการเติมไฟหนึ่งครั้ง\r\n\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้จะเป็นตัวเร่งให้บริษัทรถยนต์รายใหญ่อื่น ๆ เร่งผลิตรถไฟฟ้ารุ่นใหม่ออกมามากขึ้น โดยเฉพาะรถเอสยูวีและรถกระบะ\r\n\r\nปัจจุบัน มีรถไฟฟ้าขายในตลาดอเมริกา 18 รุ่น และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 80 รุ่น ภายใน 3 ปีข้างหน้า\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งตลาดของรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐฯ ยังคงน้อยอยู่เมื่อเทียบกับรถยนต์แบบใช้เชื้อเพลิงน้ำมัน คือราว 1.2% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด แต่บริษัทวิจัย LMC Automotive คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 7% ภายในปี 2030\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/new-ford-mustang-electric-vehicles/5172868.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1575268253.jpg"],
    [709,2176,"สารเคมีชนิดใหม่สามารถป้องกันการเริ่มต้นและแพร่กระจายของไฟป่า","Fri, 2019-11-29 14:51","http://www.stkc.go.th/node/2176","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"นักวิจัยได้พัฒนาสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวที่จะสามารถช่วยป้องกันการแพร่กระจายของไฟป่าได้\r\n\r\nของเหลวชนิดใหม่ที่ว่านี้เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์และคณะวิศวกรที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในแคลิฟอร์เนีย รายงานเรื่องนี้ได้รับการตีพิมพ์อยู่ในรายงานการประชุมของ National Academy of Sciences\r\n\r\nคณะนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่าสารเคมีชนิดนี้อาจกลายเป็นอาวุธที่มีค่าแก่นักผจญเพลิงในการต่อสู้กับไฟป่า\r\n\r\nทุก ๆ ปี ไฟป่าเผาทำลายเนื้อที่ประมาณ 40,000 ตารางกิโลเมตรทั่วสหรัฐฯ โดยในปีพ.ศ. 2561 รัฐบาลใช้งบประมาณกว่า 3 พันล้านดอลล่าร์ในความพยายามเรื่องการดับเพลิง ซึ่งทำให้ทรัพย์สินเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์\r\n\r\nไฟป่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรงมากทางฝั่งตะวันตกของรัฐแคลิฟอร์เนีย ปีที่แล้ว \"Camp Fire\" ที่เกิดขึ้นทางเหนือของแคลิฟอร์เนียกลายเป็นไฟป่าที่อันตรายที่สุดในสหรัฐฯ ในรอบศตวรรษ เจ้าหน้าที่ของรัฐกล่าวโทษไฟป่าดังกล่าวว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 86 ราย และยังทำลายอาคารต่าง ๆ กว่า 18,000 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบ้านเรือนของผู้คน\r\n\r\nรายงานฉบับใหม่ระบุว่าไฟป่าส่วนใหญ่เป็นผลมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยมักจะเริ่มมาจากตามริมถนน ในบริเวณที่ตั้งแคมป์ และบริเวณรอบ ๆ อุปกรณ์ส่งกระแสไฟฟ้า นักวิจัยพยายามค้นหาสารที่สามารถนำไปใช้กับบริเวณดังกล่าวเพื่อระงับไม่ให้เกิดเพลิงไหม้\r\n\r\nโดยปกติแล้ว นักผจญเพลิงมักใช้สารเคมีหน่วงการติดไฟเพื่อใช้ในการดับไฟ สารหน่วงไฟนี้เป็นวัสดุที่สามารถยับยั้งหรือชะลอการแพร่กระจายของไฟ แต่ปัจจุบันทีมนักดับเพลิงใช้สารนี้ในการดับไฟเท่านั้น เนื่องจากการใช้สารเคมีดังกล่าวไม่ได้ถูกออกแบบมาให้อยู่บนต้นไม้หรือพืชอื่น ๆ ได้เป็นเวลานาน ๆ และสามารถหายไปได้อย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศ\r\n\r\nบางครั้งมีการใช้สารเคมีนี้เพื่อการแก้ปัญหาระยะสั้น เช่น ใช้ในการป้องกันอาคารต่างๆ เพื่อไม่ให้เป็นเส้นทางของไฟที่ลุกลาม แต่ประสิทธิภาพก็จะสูญเสียไปอย่างรวดเร็วด้วย\r\n\r\nของเหลวที่ได้รับการทดสอบโดยคณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดนี้ถูกค้นพบเพื่อใช้ในการยืดอายุของสารหน่วงไฟโดยที่ไม่ทำอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม\r\n\r\nEric Appel ศาสตราจารย์ด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Stanford ผู้ช่วยเขียนรายงานฉบับนี้ ตั้งข้อสังเกตว่าการใช้สารเคมีดับไฟป่าดังกล่าวช่วยให้นักผจญเพลิงสามารถป้องกันก่อนที่จะเกิดเพลิงไหม้ได้ และว่าการใช้สารเคมีนี้ยังช่วยคุมเพลิงไฟป่าได้มากขึ้น\r\n\r\nนักวิจัยทำการทดลองสารเคมีป้องกันไฟป่าร่วมกับสำนักงานป่าไม้และสำนักงานป้องกันอัคคีภัยของแคลิฟอร์เนีย หรือ CalFire ในบริเวณที่มักจะเกิดเพลิงไหม้ และพบว่าสารเคมีดังกล่าวสามารถป้องกันอัคคีภัยได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะมีฝนตกไปถึงครึ่งนิ้วแล้วก็ตาม แต่ภายใต้สถานการณ์เดียวกัน สารหน่วงไฟที่ใช้กันทั่วไปสามารถป้องกันไฟได้เพียงเล็กน้อยหรือไม่สามารถป้องกันไฟได้เลย\r\n\r\nEric Appel กล่าวว่า เขาหวังสารเคมีป้องกันไฟป่าชนิดใหม่นี้ จะช่วยให้สามารถระบุและดูแลพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อปกป้องชีวิตต่างรวมถึงวิถีชีวิตของผู้คนด้วย\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/new-substance-can-prevent-wildfire/5118911.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1575013915.jpg"],
    [710,2173,"'ผิวอัจฉริยะ' ช่วยสัมผัสเสมือนจริงผ่านหน้าจอ","Thu, 2019-11-28 10:04","http://www.stkc.go.th/node/2173","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่ในปัจจุบันช่วยให้คนที่อยู่ห่างไกลกันสามารถพูดคุยและเห็นหน้าค่าตากันได้ใกล้ ๆ ผ่านหน้าจอ แต่สิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีเหล่านี้ขาดหายไปคือการสัมผัส ซึ่งเป็นเสมือนสิ่งเชื่อมโยงความผูกพันของมนุษย์เรา\r\n\r\nและเพื่อชดเชยหรือแก้ปัญหาในเรื่องนี้ นักวิจัยที่คณะวิศวกรรมชีวภาพ มหาวิทยาลัย Northwestern ในสหรัฐฯ ได้คิดค้นพัฒนา \"ผิวหนังอัจฉริยะ\" ด้วยการเพิ่มความรู้สึกตอบสนองแบบกายสัมผัสเข้าไปในเทคโนโลยีเสมือนจริงที่เชื่อมต่อกับผิวหนังจำลอง\r\n\r\nในรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature ฉบับวันพุธ นักวิจัยด้านวิศวกรรมนาโน จอห์น โรเจอร์ส และทีมงานที่ Northwestern ได้สร้างผิวหนังจำลองจากวัสดุอ่อนนุ่ม ติดอุปกรณ์ส่งแรงสั่นสะเทือนไว้ด้านใน เชื่อมต่อกับเครือข่ายไร้สายและไม่ต้องใช้แบตเตอรี่\r\n\r\nผิวหนังจำลองแบบใหม่นี้สามารถส่งต่อแรงสั่นสะเทือนเล็ก ๆ เมื่อถูกกระตุ้น ซึ่งคุณโรเจอร์สบอกว่าทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนกายสัมผัสอย่างธรรมชาติ คล้ายกับการถูนิ้วเบา ๆ บนผิวหนังจริง\r\n\r\nรายงานวิจัยชิ้นนี้บอกว่า \"ผิวหนังอัจฉริยะ\" แบบใหม่ สามารถนำไปใช้ได้ในหลายสาขา ตั้งแต่การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เกมคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยี VR ตลอดจนการพัฒนาอวัยวะเทียม และการแพทย์ทางไกล หรือ telemedicine\r\n\r\nลุค ออสบอร์น นักวิจัยด้านการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัย Johns Hopkins กล่าวถึงผิวหนังอัจฉริยะนี้ว่า เป็นนวัตกรรมที่น่าตื่นเต้นซึ่งจะช่วยเปลี่ยนโลกการสื่อสารในอนาคต และอาจนำไปผลิตอวัยวะเทียมที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกด้านการสัมผัสแก่ผู้สวมใส่ได้ รวมถึง การรับรู้แรงกด ความร้อน ความเย็น และความเจ็บปวดต่าง ๆ\r\n\r\nนอกจากนี้ ผิวหนังอัจฉริยะยังอาจนำมาใช้ในการติดต่อธุรกิจ การเล่นคอนเสิร์ต หรือการปราศรัยต่อผู้คนจำนวนมาก ผ่านความรู้สึกที่เหมือนการสัมผัสมือกับผู้ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของจอคอมพิวเตอร์ หรือ \"virtual handshake\"\r\n\r\nแต่ที่พิเศษคือ เทคโนโลยีนี้ทำให้การจับมือหรือสัมผัสกับผู้คนจำนวนมากในคราวเดียวกันนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้นำการเมือง ผู้นำทางศาสนา หรือนักร้องดาราที่มีแฟน ๆ ติดตามจำนวนมาก\r\n\r\nคุณเจเรมี ไบเลนสัน นักจิตวิทยาซึ่งเป็นหัวหน้าห้องทดลองด้านการติดต่อสื่อสารผ่านโลกเสมือน ที่มหาวิทยาลัย Stanford กล่าวว่า การจับมือนั้นมีพลังอย่างไม่น่าเชื่อ และจากการศึกษาพบว่าผู้ที่ได้สัมผัสมือผ่านเทคโนโลยีเสมือนจริงนั้นสามารถเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกหรือสิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการสื่อสารได้อย่างถูกต้องแม่นยำกว่าที่คิดกันไว้ และใกล้เคียงกับการสัมผัสทางกายจริง ๆ\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักจิตวิทยาผู้นี้ยังกังวลก็คือ แม้อารมณ์ความรู้สึกที่ส่งผ่านการสัมผัสทางกายจริง ๆ เป็นสิ่งที่โกหกได้ยาก แต่การสร้างสัมผัสเสมือนขึ้นมา ก็หมายความว่าในอนาคตอาจมีการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้สร้าง \"สัมผัสลวง\" เพื่อหาผลประโยชน์ได้เช่นกัน\r\n\r\nถึงกระนั้นสำหรับคนทั่วไป การที่จะได้สัมผัสกับคนที่อยู่ไกลให้เหมือนใกล้กัน ก็ดูจะเป็นอนาคตที่น่าตื่นเต้นและน่าค้นหามากกว่าความน่ากลัว\r\n\r\ncr https://www.voathai.com/a/smart-skin/5182204.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1574910266.png"],
    [711,2171,"“เฟสบุ๊ก” สั่งลบบัญชีปลอม-โพสต์รุนแรงหลายล้านชิ้น","Wed, 2019-11-27 08:47","http://www.stkc.go.th/node/2171","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สื่อสังคมออนไลน์ เฟสบุ๊ก สั่งลบบัญชีปลอมราวหลายพันล้านบัญชี รวมทั้งลบเนื้อหารุนแรงบนแพลตฟอร์มนับล้านชิ้นออกไป ตามรายงานการบังคับใช้มาตรการเพื่อดูแลสื่อสังคมออนไลน์เมื่อวันพุธ\r\n\r\nเฟสบุ๊ก ระบุว่า ได้ลบบัญชีปลอมราว 5,400 ล้านบัญชี ที่พบว่าเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ในปีนี้ จากเมื่อปีที่แล้วเฟสบุ๊กสั่งลบบัญชีปลอมราว 1,550 ล้านบัญชีในเฟสบุ๊ก และปีนี้เป็นปีแรกที่เฟสบุ๊กเข้าไปจัดการบัญชีปลอมในอินสตาแกรมด้วย\r\n\r\nนอกจากนี้ เฟสบุ๊กยังได้ลบโพสต์ที่มีเนื้อหาเข้าข่ายโฆษณาชวนเชื่อขององค์กรก่อการร้ายได้มากถึง 98% ตลอดช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา และยังสั่งลบโพสต์ 11.6 ล้านโพสต์ที่มีภาพเปลือยเด็กและเนื้อหาลามกอนาจารกับเด็กในเฟสบุ๊ก และลบเนื้อหาลักษณะเดียวกันราว 754,000 ชิ้นในอินสตาแกรมด้วย\r\n\r\nนี่เป็นความพยายามครั้งใหญ่ในการปราบปรามเนื้อหาลามกอนาจารเด็กในแพลตฟอร์มทั้งหมดของเฟสบุ๊ก อย่างไรก็ตาม ทางสำนักงานสอบสวนกลาง หรือ FBI มองว่ายังมีช่องโหว่จากมาตรการความเป็นส่วนตัวของเฟสบุ๊กในช่องทางอื่น อย่าง Facebook Messenger และ WhatsApp ที่ยังเป็นอุปสรรคต่อการปรามปรามเนื้อหาลามกอนาจารและการใช้ความรุนแรงต่อเด็กได้\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/facebook-took-down-billions-fake-accounts-and-millions-violent-contents-11132019/5164973.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1574819242.jpg"],
    [712,2167,"พ่อแม่อเมริกันแห่ใช้แอพพลิเคชั่น “พี่เลี้ยงติดล้อ”","Tue, 2019-11-26 09:27","http://www.stkc.go.th/node/2167","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"พ่อแม่อเมริกันที่ตารางงานรัดตัว หันไปพึ่งพาแอพพลิเคชั่น “พี่เลี้ยงติดล้อ” บริการรับ-ส่งลูกทำกิจกรรมหลังเลิกเรียน รวมทั้งช่วยรับ-ส่งไปโรงเรียนแทนผู้ปกครองที่ไม่มีเวลาอีกด้วย ตามรายงานของเอพี\r\n\r\nบริษัทแอพพลิเคชั่น HopSkipDrive, Kango, Zum มีจุดขายที่แตกต่างจาก Uber หรือ Lyft ที่เน้นบริการรับส่งผู้โดยสารผ่านแอพพลิเคชั่นทั่วไป โดยแอพใหม่เหล่านี้เริ่มต้นจากบรรดาคุณแม่วัยทำงานที่ต้องการหาบริการคนขับรถรับ-ส่งลูกตัวเองไปโรงเรียน รวมทั้งพาไปทำกิจกรรมหลังเลิกเรียน และที่ผ่านมาบริการผ่านแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ ช่วยรับส่งเด็กๆมากกว่า 1.4 ล้านคน ในโรงเรียน 16,000 แห่ง ในแคลิฟอร์เนีย และกำลังขยายตลาดมายังโคโลราโด เท็กซัส และกรุงวอชิงตันแล้ว\r\n\r\nซารา แชร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Kango บอกว่า เป้าหมายของแอพฯนี้คือช่วยแก้ปัญหาให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่ติดภารกิจเรื่องงานในเวลาที่ต้องไปรับส่งลูกทำกิจกรรมอื่นๆหลังเลิกเรียน ส่วนผู้ที่จะมาเป็นคนรับ-ส่งเด็กๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นได้ ต้องผ่านการคัดกรองเข้มงวด ทั้งการตรวจประวัติอาชญากรรม มีประสบการณ์การเลี้ยงดูเด็ก และเลี้ยงดูบุตรหลาน\r\n\r\nเวลาใช้บริการนี้ เด็กและคนขับรถจะมีรหัสผ่านส่วนตัวที่ต้องตรงกันเพื่อความปลอดภัย รวมทั้งพ่อแม่สามารถติดตามพิกัดของเด็กได้อย่างเรียลไทม์ผ่านแอพพลิเคชั่น\r\n\r\nส่วนประเด็นเรื่องความไว้วางใจในการโดยสารไปกับคนแปลกหน้า โจแอนนา แมคฟาร์แลนด์ ซีอีโอของ HopSkipDrive บอกว่า ลองเปรียบเทียบกับการนั่งรถบัสรับส่งนักเรียนทั่วไป เราไม่รู้ว่าคนขับรถคือใครรวมทั้งเด็กที่นั่งไปบนรถกับลูกหลานเป็นใคร และยังไม่สามารถติดตามตัวเด็กได้ ซึ่งต่างจากแอพพลิเคชั่นนี้ที่สามารถติดตามชีวิตของลูกได้ตลอดเส้นทาง\r\n\r\nในแง่ของผู้ปกครองที่เคยใช้แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ต่างชื่นชอบกันมา อย่างคุณอัลพ่า โคห์ลี ผู้พัฒนาคอนเทนต์ของไมโครซอฟต์ ที่บอกว่า ชีวิตของพ่อแม่วัยทำงาน เวลามีค่าอย่างมาก และเธอประหยัดเวลาเดินทางในตอนเช้าจาก 1 ชั่วโมงครึ่ง เหลือเพียง 15 นาที หลังจากให้ลูกเดินทางผ่านแอพฯ Zum\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดเรื่องค่าบริการที่สูง ซึ่งอาจเป็นข้อจำกัดของหลายครอบครัว อย่างฟิงค์ นักการศึกษาจากแคลิฟอร์เนีย ที่บอกว่า แค่ค่าเดินทางระยะ 4 กิโลเมตร ก็มีราคาประมาณ 18 ดอลลาร์ หรือราว 540 บาทเข้าไปแล้ว ซึ่งถือว่าแพงมากสำหรับผู้ที่ต้องใช้บริการนี้เป็นประจำ\r\n\r\nแอพพลิเคชั่น Zum ให้บริการใน 7 รัฐของอเมริกา รับ-ส่งเด็กอายุตั้งแต่ 5-18 ปี ส่วน HopSkipDrive เปิดให้บริการใน 5 รัฐของอเมริกา รับ-ส่งเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป และ Kango ให้บริการในรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่มีบริการรับ-ส่งเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งต้องมีผู้ดูแลติดตามไปด้วย\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/nannies-on-wheels-11222019/5177729.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1574735276.jpg"],
    [713,2162,"'เทสลา' บุกตลาดรถบรรทุกและรถกระบะไฟฟ้า คาดออกสู่ตลาด 2021","Mon, 2019-11-25 15:07","http://www.stkc.go.th/node/2162","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"นายอีลอน มัสก์ ซีอีโอบริษัทรถยนต์เทสลา (Tesla) เปิดตัวรถหุ้มเกราะไฟฟ้าที่งานแสดงรถยนต์นครลอสแอนเจลีส ในวันพฤหัสบดี โดยถือเป็นคำประกาศบุกตลาดรถบรรทุกและรถกระบะไฟฟ้าของเทสลาอย่างเต็มตัว\r\n\r\nมัสก์ระบุว่า รถกระบะไฟฟ้า หรือ “cybertruck” จะเริ่มออกสู่ตลาดในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่ $39,900 สามารถวิ่งได้ไกล 800 กม. จากการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญคาดว่า รถกระบะไฟฟ้าของเทสลาจะดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบชีวิตกลางแจ้งและการผจญภัย มากกว่ากลุ่มคนที่จะใช้งานหนักอย่างจริง ๆ จัง ๆ และนั่นอาจไปตัดยอดขายรถเอสยูวีไฟฟ้าของเทสลาเอง\r\n\r\nปัจจุบัน บริษัทรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ หลายบริษัท กำลังเร่งนำรถกระบะไฟฟ้าออกสู่ตลาดเช่นกัน เช่น ฟอร์ดมีแผนจะเปิดตัวรถกระบะไฟฟ้า F-150 เร็ว ๆ นี้ ขณะที่ General Motors ก็มีแผนจะนำกระบะไฟฟ้าออกสู่ตลาดในปี 2021 เช่นกัน\r\n\r\nมัสก์ระบุทางทวิตเตอร์ว่า มีผู้สั่งจองแล้วจนถึงตอนนี้ 146,000 ราย โดย 42% เลือกรุ่นสองมอเตอร์ 41% เลือกรุ่นสามมอเตอร์ และ 17% เลือกรุ่นมอเตอร์เดี่ยว และบอกด้วยว่าเป็นยอดสั่งจองที่ไม่ได้มาจากการลงโฆษณาหรือจ่ายเงินให้สปอนเซอร์ใด ๆ\r\n\r\nมัสก์เปิดตัวรถหุ้มเกราะไฟฟ้าที่งานแสดงรถยนต์นครลอสแอนเจลีส โดยถือเป็นคำประกาศบุกตลาดรถบรรทุกและรถกระบะไฟฟ้าของเทสลาอย่างเต็มตัว\r\n\r\nมัสก์ระบุว่า รถกระบะไฟฟ้า หรือ “cybertruck” จะเริ่มออกสู่ตลาดในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยตั้งราคาเริ่มต้นไว้ที่ $39,900 สำหรับรุ่นมอเตอร์เดี่ยว สามารถวิ่งได้ไกล 800 กม. จากการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง\r\n\r\nโดยในการสั่งจองรถกระบะรุ่นนี้ ผู้สั่งจองต้องจ่ายเงินล่วงหน้า 100 ดอลลาร์ผ่านเว็บไซต์ของ Tesla แต่หากเปลี่ยนใจในช่วงสองปีจากนี้ก็สามารถรับเงินคืนได้\r\n\r\nปัจจุบัน บริษัทรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ หลายบริษัท กำลังเร่งนำรถกระบะไฟฟ้าออกสู่ตลาดเช่นกัน เช่น ฟอร์ดมีแผนจะเปิดตัวรถกระบะไฟฟ้า F-150 เร็ว ๆ นี้ ขณะที่ General Motors ก็มีแผนจะนำกระบะไฟฟ้าออกสู่ตลาดในปี 2021 เช่นกัน\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/tesla-electrics-truck-and-pickup/5177739.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1574669236.jpg"],
    [714,2160,"พบช่องโหว่สมาร์ทโฟน 'แอนดรอยด์' ให้แฮคเกอร์แอบถ่ายวีดีโอ ขโมยภาพ","Fri, 2019-11-22 10:34","http://www.stkc.go.th/node/2160","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ซีเอ็นเอ็นรายงานว่ามีการค้นพบช่องโหว่ทางความปลอดภัย ที่อาจทำให้แฮคเกอร์สามารถควบคุมกล้องของสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ เพื่อสอดแนมผู้ใช้ได้โดยไม่รู้ตัว\r\n\r\nบริษัทด้านความปลอดภัย Checkmarx เป็นผู้ตรวจเจอช่องโหว่นี้เมื่อหลายเดือนก่อน แต่เพิ่งเปิดเผยเรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนในวันอังคารที่ผ่านมา\r\n\r\nCheckmarx พบว่ามีแอพพลิเคชั่นปลอมที่สามารถเปิดช่องให้แฮคเกอร์สามารถควบคุมกล้องของสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ เพื่อใช้ถ่ายภาพ และอัดวีดีโอ โดยที่ไม่ต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้าของเครื่อง\r\n\r\nนอกจากนี้ ยังสามารถทำให้แฮคเกอร์เข้าถึงวีดีโอและรูปภาพที่เก็บไว้ในเครื่อง ถึงแม้ว่าผู้ใช้จะปิดแอพดังกล่าวไปแล้วก็ตาม\r\n\r\nCheckmarx ชี้ว่าสมาร์ทโฟนของซัมซุง และกูเกิลรุ่น Pixel 2 XL และ Pixel 3 เป็นเครื่องที่ได้รับความเสี่ยงมากที่สุด และอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้หลายร้อยล้านคน\r\n\r\nทั้งกูเกิล และซัมซุง รายงานว่าบริษัทได้ทำการอัพเดทเพื่ออุดช่องโหว่ทางความปลอดภัยดังกล่าวไปแล้ว หลังจากที่จะได้รับการแจ้งเตือนจากบริษัท Checkmarx\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/android-smartphone-hacker-security-flaws-app-photo-camera/5174994.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1574393686.jpg"],
    [715,2158,"'นั่งผิดท่า' อาจนำไปสู่อาการเจ็บปวดเรื้อรัง","Thu, 2019-11-21 10:06","http://www.stkc.go.th/node/2158","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"คุณเคยนึกถึงท่าทางของคุณในขณะที่ใช้โทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์บ้างหรือไม่? นักวิจัยพบว่าคนส่วนใหญ่ หรืออย่างน้อยก็ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องที่ทุกคนควรใส่ใจ\r\n\r\nแม้แต่นายแพทย์ Lushantha Gunasekera ก็เริ่มมีอาการเจ็บปวดจากการใช้โทรศัพท์มือถือ จนเขาคิดว่าตัวเองควรจะต้องออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ เขาบอกว่าเขามีอาการปวดบริเวณหลังส่วนบน คอ รวมถึงหัวไหล่ และปวดอยู่เพียงข้างเดียว\r\n\r\nNathaniel Melendez เทรนเนอร์ที่สถานออกกำลังกาย Orlando Health ทราบดีว่าอาการปวดดังกล่าวนั้นเกิดจากการนั่งผิดท่าผิดทาง เนื่องจากการนั่งตัวงอหรือยื่นหน้าเพื่อดูจอคอมพิวเตอร์จะไปกดกล้ามเนื้อที่ลำคอ ทำให้เกิดความเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อตึง และปวดหัว นอกจากนี้ยังอาจทำให้กระดูกสันหลังมีอาการบาดเจ็บ\r\n\r\nแต่เรื่องนี้สามารถป้องกันและแก้ไขได้\r\n\r\nNathaniel กล่าวว่า การออกกำลังกายแบบช่วยสร้างความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อที่ลำตัว และแบบที่ช่วยแก้ไขท่าทางจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ และว่าการนั่งเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกิดอาการตึงได้\r\n\r\nแต่นักวิจัยที่ Orlando Health พบว่ามีคนอเมริกันที่ตอบแบบสอบถามน้อยกว่าครึ่งที่ไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้\r\n\r\nทั้งนี้การที่คนเรายื่นศีรษะออกไปข้างหน้าทุก ๆ 2.5 เซนติเมตรจากแนวลำตัว จะเพิ่มแรงกดที่หัวไหล่ถึง 4.5 กิโลกรัม ดังนั้นหากยื่นศีรษะไปข้างหน้า 100 มิลลิเมตร ความไม่สมดุลของน้ำหนักก็จะมากยิ่งขึ้นไปอีก เทียบเท่ากับการที่มีเด็กนั่งอยู่บนหัวไหล่ของคุณเลยทีเดียว\r\n\r\nนายแพทย์ Lushantha Gunasekera กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนท่าทางของเขาสร้างความแตกต่างอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการฝึกกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวให้มากขึ้น เคลื่อนไหวให้มากขึ้น และระมัดระวังท่าทางของตัวเองอยู่ตลอดเวลา ล้วนแต่มีส่วนช่วยให้อาการเจ็บปวดของเขาหายไป\r\n\r\nMelendez จาก Orlando Health กล่าวเสริมว่า การใช้คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือนั้น หากเป็นไปได้ควรให้หน้าจออยู่ในระดับเดียวกับสายตา หยุดพักบ่อย ๆ รวมทั้งควรเปลี่ยนท่านั่งไปด้วย\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/poor-posture-can-lead-to-chronic-pain/5138942.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1574305593.jpg"],
    [716,2152,"ไขปริศนา! ออกกำลังกายก่อนหรือหลังทานอาหารเช้า ดีต่อสุขภาพกว่ากัน?","Wed, 2019-11-20 09:11","http://www.stkc.go.th/node/2152","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"คนที่ชอบออกกำลังกายตอนเช้า อาจเคยสงสัยว่าควรทานอาหารก่อนหรือหลังไปวิ่ง หรือเล่นฟิตเนส ผู้ที่เชื่อว่าไม่ควรไปออกกำลังขณะท้องว่างคิดว่าถ้าทานอาหารไปบ้างจะทำให้ร่างกายมีแรงเล่นได้หนักและนานขึ้น\r\n\r\nแต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เชื่อว่าควรรับประทานอาหารหลังจากการออกกำลังกาย มั่นใจว่าจะสามารถเผาผลาญไขมันได้ดีกว่า\r\n\r\nสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ผลการวิจัยต่อกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กที่อังกฤษ ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหารเช้า\r\n\r\nการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัย Bath ที่อังกฤษ มุ่งศึกษาผลการออกกำลังกายโดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายที่น้ำหนักตัวเกินขนาด 30 ราย เป็นเวลา 6 สัปดาห์\r\n\r\nนักวิจัยพบว่า แม้ว่า การออกกำลังกายขณะท้องว่างไม่จำเป็นที่จะทำให้น้ำหนักลดลงมากกว่าการทานอาหารไปก่อน แต่การออกกำลังกายก่อนอาหารเช้ามีผลดีต่อการทำงานของร่างมากกว่า ในเรื่องการตอบสนองสารอินซูลินโดยกล้ามเนื้อ นั่นหมายถึงการช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ\r\n\r\nร.ศ. Javier Gonzales แห่งมหาวิทยาลัย Bath กล่าวในรายงานว่า กลุ่มทดลองที่ไม่ทานอาหารเช้าก่อนออกกำลังกาย สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่ออินุซูลินในร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะทั้งสองกลุ่ม ลดน้ำหนักได้เท่าๆ กัน และสร้างความเเข็งแรงต่อกล้ามเนื้อได้เท่าๆ กัน\r\n\r\nซีเอ็นเอ็นอ้างคำเเนะนำจากสมาคมสเก็ตลีลา หรือ Figure Skating ของสหรัฐฯ เรื่องการป้องกันปัญหาต่อกล้ามเนื้อ จากการออกกำลังกายขณะท้องว่าง\r\n\r\nประการเเรกควรดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับการออกกำลังกาย ประการที่สองควรทานอาหาร 15 ถึง 30 นาทีหลังออกกำลังกาย ในสัดส่วน โปรตีนคุณภาพสูง 1 ส่วน ต่อคาร์โบไฮเดรต 4 ส่วน ท้ายสุดอาหารเสริมพลังงานที่ดีในคำแนะนำของรายงานชิ้นนี้ คือ กล้วยหอม กับเนยถั่ว (peanut butter) โยเกิร์ตไขมันต่ำ และ ผลไม้\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/exercise-burns-ro/5165468.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1574215916.jpg"],
    [717,2153,"ไขปริศนา! ออกกำลังกายก่อนหรือหลังทานอาหารเช้า ดีต่อสุขภาพกว่ากัน?","Wed, 2019-11-20 09:11","http://www.stkc.go.th/node/2153","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"คนที่ชอบออกกำลังกายตอนเช้า อาจเคยสงสัยว่าควรทานอาหารก่อนหรือหลังไปวิ่ง หรือเล่นฟิตเนส ผู้ที่เชื่อว่าไม่ควรไปออกกำลังขณะท้องว่างคิดว่าถ้าทานอาหารไปบ้างจะทำให้ร่างกายมีแรงเล่นได้หนักและนานขึ้น\r\n\r\nแต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เชื่อว่าควรรับประทานอาหารหลังจากการออกกำลังกาย มั่นใจว่าจะสามารถเผาผลาญไขมันได้ดีกว่า\r\n\r\nสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงานว่า ผลการวิจัยต่อกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กที่อังกฤษ ชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการออกกำลังกายก่อนรับประทานอาหารเช้า\r\n\r\nการวิจัยโดยผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัย Bath ที่อังกฤษ มุ่งศึกษาผลการออกกำลังกายโดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายที่น้ำหนักตัวเกินขนาด 30 ราย เป็นเวลา 6 สัปดาห์\r\n\r\nนักวิจัยพบว่า แม้ว่า การออกกำลังกายขณะท้องว่างไม่จำเป็นที่จะทำให้น้ำหนักลดลงมากกว่าการทานอาหารไปก่อน แต่การออกกำลังกายก่อนอาหารเช้ามีผลดีต่อการทำงานของร่างมากกว่า ในเรื่องการตอบสนองสารอินซูลินโดยกล้ามเนื้อ นั่นหมายถึงการช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและโรคหัวใจ\r\n\r\nร.ศ. Javier Gonzales แห่งมหาวิทยาลัย Bath กล่าวในรายงานว่า กลุ่มทดลองที่ไม่ทานอาหารเช้าก่อนออกกำลังกาย สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองต่ออินุซูลินในร่างกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะทั้งสองกลุ่ม ลดน้ำหนักได้เท่าๆ กัน และสร้างความเเข็งแรงต่อกล้ามเนื้อได้เท่าๆ กัน\r\n\r\nซีเอ็นเอ็นอ้างคำเเนะนำจากสมาคมสเก็ตลีลา หรือ Figure Skating ของสหรัฐฯ เรื่องการป้องกันปัญหาต่อกล้ามเนื้อ จากการออกกำลังกายขณะท้องว่าง\r\n\r\nประการเเรกควรดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่มให้พลังงานสำหรับการออกกำลังกาย ประการที่สองควรทานอาหาร 15 ถึง 30 นาทีหลังออกกำลังกาย ในสัดส่วน โปรตีนคุณภาพสูง 1 ส่วน ต่อคาร์โบไฮเดรต 4 ส่วน ท้ายสุดอาหารเสริมพลังงานที่ดีในคำแนะนำของรายงานชิ้นนี้ คือ กล้วยหอม กับเนยถั่ว (peanut butter) โยเกิร์ตไขมันต่ำ และ ผลไม้\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/exercise-burns-ro/5165468.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1574215916_0.jpg"],
    [718,2151,"นักวิจัยพบจีนส์ที่ทำให้คนไม่ชอบผัก","Wed, 2019-11-20 09:09","http://www.stkc.go.th/node/2151","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิจัยเสนอรายงานระหว่างการประชุมสมาคมหัวใจอเมริกันเมื่อวันจันทร์ที่ 11 พ.ย. เรื่องการค้นพบจีนส์บางตัวที่อาจจะเป็นคำอธิบายได้ว่าทำไมบางคนจึงเกลียดหรือไม่ชอบกินผัก\r\n\r\nโดยนักวิจัยบอกว่าโดยปกติแล้วในปากหรือบนลิ้นของเรานั้นมีปุ่มรับรสประเภทต่างๆ อยู่อย่างน้อย 25 ประเภทด้วยกันเช่น รสเปรี้ยว หวาน เค็ม ขม หรือแม้กระทั่งรสอร่อยลิ้นแบบผงชูรส เป็นต้น และราว 25% ของคนเราจะมีจีนส์ที่เรียกชื่อว่า PAV อยู่สองคู่ โดยจีนส์ที่ว่านี้จะสร้างความไวต่อรสขื่น หรือพูดง่ายๆ ก็คือคนที่มีจีนส์แบบนี้จะรู้สึกว่าผักมีรสขมนั่นเอง โดยจีนส์ซึ่งทำให้เกิดความละเอียดอ่อนต่อรสขมของผักดังกล่าวจะมีปฏิกิริยาเป็นพิเศษต่อผักที่มีสีเขียวเข้มหรือประเภทที่มีลักษณะเป็นดอกหรือเป็นหัวอย่างเช่น ผักบล็อกเคอรี่ หัวกะหล่ำ กะหล่ำปี หรือผักคะน้า เป็นต้น\r\n\r\nนักวิจัยบอกด้วยว่าผู้ที่มีจีนส์ดังกล่าวจะรับรสของผักเหมือนกับรสชาติของกำมะถันทำให้เกิดความไม่ชอบขึ้น ผลการวิจัยระบุด้วยว่าคนที่มีจีนส์รับรสขมแบบนี้มีแนวโน้มจะทานผักน้อยกว่าผู้ที่ไม่มีจีนส์ดังกล่าวถึงราว 2.6 เท่า\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่พบจีนส์อื่นๆ ซึ่งทำให้คนเรามีความละเอียดอ่อนต่อหรือปฏิเสธรสชาติชนิดอื่น เช่นรสเค็ม รสหวาน หรือแม้กระทั่งรสไขมัน และปัญหาของเรื่องนี้อย่างที่เราทราบกันก็คือผักโดยเฉพาะผักสีเขียวเข้มและผักประเภทที่มีลักษณะเป็นดอกเป็นหัวนั้นจะอุดมไปด้วยวิตามินและสารพฤกษเคมีต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายและช่วยสร้างภูมิต้านทาน เช่นกากเส้นใยหรือไฟเปอร์ และมีวิตามินเอ วิตามินซี กับวิตามินอื่นๆ ด้วย\r\n\r\nนักวิจัยเตือนว่าการเกลียดผักประเภทที่เป็นดอกหรือเป็นหัวหรือปฏิเสธผักชนิดอื่นๆ นั้นนอกจากอาจทำให้ตัวเองมีสุขภาพที่เสี่ยงต่อโรคภัยแล้วยังจะทำให้เรามีรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นได้ เช่นกัน\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/vegetable-taster-genes-ct/5163828.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1574215755.jpg"],
    [719,2138,"กระสวยอวกาศ 'ซิกนัส' ขนเตาอบ-ชิ้นส่วนรถสปอร์ต ไปส่งสถานีอวกาศระหว่างประเทศ","Thu, 2019-11-14 09:27","http://www.stkc.go.th/node/2138","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัท Northrop Grumman ส่งกระสวยอวกาศ Cygnus บรรทุกสิ่งของต่าง ๆ ขององค์กรนาซ่าไปยังสถานีอวกาศระหว่างประเทศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยการเดินทางเป็นไปด้วยดีและคาดว่าจะไปถึงสถานีอวกาศในวันจันทร์นี้\r\n\r\nรายงานระบุว่า สิ่งของที่ส่งไปนั้นมีน้ำหนักราว 3,700 กก. ซึ่งมีชิ้นส่วนรถสปอร์ต เตาอบขนมคุ้กกี้ และเสื้อเกราะป้องกันกัมมันตรังสี รวมอยู่ด้วย\r\n\r\nโดยนักบินอวกาศจะทดสอบการอบขนมคุ้กกี้ด้วยเตาอบ และทดสอบเสื้อป้องกันกัมมันตรังสี สำหรับการเดินทางไกลในอวกาศ เช่น การไปสำรวจดาวอังคาร\r\n\r\nขณะที่บริษัทรถยนต์แลมบอร์กีนีจากอิตาลี ได้ส่งตัวอย่างวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ไปกับยานลำนี้ด้วย เพื่อนำไปทดสอบกับสภาพในอวกาศก่อนที่จะนำไปผลิตเป็นเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะสำคัญในร่างกายมนุษย์\r\n\r\nโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์นาโนซึ่งทำงานร่วมกับบริษัทแลมบอร์กีนี กล่าวว่า สภาพแวดล้อมในอวกาศนั้นมีความเข้มข้นสุดขั้วไม่ต่างจากภายในร่างกายของมนุษย์เรา\r\n\r\nปัจจุบัน นาซ่ามีสัญญากับบริษัท Northrop Grumman และ SpaceX เพื่อให้จัดส่งสิ่งของและเสบียงต่าง ๆ ให้กับนักบินอวกาศที่สถานีอวกาศระหว่างประเทศเป็นประจำ โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 12 นับตั้งแต่ปี 2013 ที่ Northrop Grumman ส่งกระสวยอวกาศไปยังสถานีอวกาศเป็นผลสำเร็จ​\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/space-shipment-cygnus-northrop-grumman/5150919.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1573698471.jpg"],
    [720,2136,"“แขนกลเทอร์มิเนเตอร์-เครื่องร่อนไฟฟ้า” ไฮไลต์งานเทคโนโลยีญี่ปุ่น","Wed, 2019-11-13 08:53","http://www.stkc.go.th/node/2136","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"อนาคตมาอยู่ตรงหน้าแล้วสำหรับนิทรรศการเทคโนโลยี Combined Exhibition of Advanced Technologies หรือ CEATEC ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 20 มาในธีม Society 5.0 และ 'City of 2030' ซึ่งจะพาผู้เข้าร่วมงานไปสัมผัสกับอาณาจักรแห่งเทคโนโลยี ที่อาจเป็นอุปกรณ์ใกล้ตัวมนุษย์เราในอีก 10 ปีข้างหน้า\r\n\r\nที่สร้างความฮือฮาที่สุดในงานนี้ เห็นจะเป็น Tactile Telerobot หรือแขนกลควบคุมระยะไกล ที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ที่เชื่อมต่อทางไกลแบบไร้สายกับอุปกรณ์นี้ได้ โดยอุปกรณ์นี้เป็นที่รู้จักจากนิทรรศการเทคโนโลยีของแอมะซอนที่เพิ่งเปิดตัวช่วงกลางปีนี้มาแล้ว\r\n\r\nเฉพาะในงาน CEATEC ปีนี้ มีบริษัทเทคโนโลยีอย่างน้อย 3 แห่ง ร่วมพัฒนาเครื่องจักรให้เข้าใกล้ความเป็นมนุษย์เข้าไปทุกที ด้วยการเพิ่มศักยภาพด้านประสาทสัมผัสที่เหมือนมนุษย์ที่หุ่นยนต์เหล่านี้ยังขาดอยู่\r\n\r\nเควิน คาจิทานิ จากหน่วยงาน Avatar Division ของ ANA HOLDINGS ซึ่งพัฒนาจักรกล The Shadow บอกว่า อีกไม่นานเทคโนโลยีจักรกลก็จะสามารถทำหน้าที่ต่างๆแทนเราได้แล้ว ซึ่งนั่นจะเป็นประโยชน์ให้เราสามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ในพื้นที่ห่างไกลที่เราเข้าไม่ถึง เช่น การก่อสร้าง การทำอาหาร ทำความสะอาด หรือดูแลคนที่เรารักแม้ว่าตัวเราจะห่างไกลกันก็ยังได้\r\n\r\nริช วอล์คเกอร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ทีมงานได้เพิ่มระบบสัมผัสที่คล้ายกับมนุษย์ ซึ่งจะช่วยให้จักรกลสัมผัส รับรู้ และเข้าใจว่ากำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งทลายข้อจำกัดในการใช้งานหุ่นยนต์ในอนาคตได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม เจ้าแขนจักรกล The Shadow ยังดูไม่ค่อยเป็นมิตรกับมวลมนุษยชาติเท่าไรนัก แถมยังละม้ายคล้ายเหมือนกับจักรกลในภาพยนตร์คนเหล็ก Terminator อยู่มากทีเดียว\r\n\r\nนอกจากแขนกลรุ่นใหม่นี้แล้ว ในงาน CEATEC ที่กรุงโตเกียว ยังไม่ทิ้งเทคโนโลยีสุดแปลกแหวกแนว และแฝงความน่ารักตามสไตล์ญี่ปุ่น เช่น หุ่นยนต์เล่นตู้เกมแทนมนุษย์ และจานร่อนไฟฟ้าโดยสาร rFlight ที่เป็นเครื่องร่อนแบบ 1 ที่นั่ง ให้ผู้ใช้นอนราบไปกับเครื่องร่อนแบบเปิดประทุน อาจจะเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ที่เหนือความคาดหมายไปไกลจากคอปเตอร์ไม้ไผ่ของโดเรมอนไปมาก\r\n\r\nอากิตากะ ยาหงิ จากบริษัท Tyco Electronics Japan G.K. บอกว่า ทั่วโลกต่างก็พัฒนาเทคโนโลยีการบินหลากหลายรูปแบบออกมา ซึ่งระบบการบินมีประโยชน์ในการกู้ภัยช่วยภัยพิบัติ หรือเวลาที่การจราจรติดขัด และว่าบริษัทต้องการผลักดันเทคโนโลยีการบินเช่นนี้อย่างมาก\r\n\r\nนี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของบริษัทเทคโนโลยีและองค์กรกว่า 700 แห่งจาก 24 ประเทศทั่วโลกที่จัดแสดงในนิทรรศการนี้เทคโนโลยี ซึ่งญี่ปุ่นคาดว่าจะดึงดูดผู้ที่สนใจร่วมงานได้ราว 160,000 คนทีเดียว\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/japan-ceatec-20th-10172019/5128505.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1573610010.jpg"],
    [721,2135,"'ไฟร์อาย' เผยแฮกเกอร์จีนลอบเจาะล้วงข้อความในโทรศัพท์ชาวต่างชาติหลายพันคน","Tue, 2019-11-12 10:09","http://www.stkc.go.th/node/2135","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ ไฟร์อาย (FireEye) เปิดเผยว่า แฮกเกอร์จากจีนซึ่งมีความเกี่ยวโยงกับรัฐบาลจีน ได้ลอบเจาะล้วงข้อมูลการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือของชาวต่างชาติหลายพันคน\r\n\r\nFireEye ระบุในรายงานว่า แฮกเกอร์ซึ่งสังกัดกลุ่ม Advanced Persistent Threat 41หรือ APT41 มีส่วนในการสอดแนมทางไซเบอร์หลายครั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มุ่งเป้าไปที่เป้าหมายระดับสูงและเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกเลือกมาโดยเฉพาะ โดยใช้วิธีติดตั้งซอฟท์แวร์แฮกข้อมูล หรือ Spyware ไว้ในคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ของบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศคู่แข่งของจีน\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม FireEye มิได้เปิดเผยข้อมูลของบริษัทโทรคมนาคมหรือผู้ที่ตกเป็นเป้าในการถูกเจาะล้วงข้อมูลครั้งนี้\r\n\r\nรายงานของ FireEye บอกด้วยว่า Spyware ดังกล่าวซึ่งชื่อว่า MESSAGETAP ถูกตั้งโปรแกรมไว้ให้ดักจับข้อความที่เกี่ยวกับผู้นำการเมือง กองทัพ หรือหน่วยงานข่าวกรองต่าง ๆ รวมทั้งการเคลื่อนไหวทางการเมืองของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลจีน\r\n\r\nแต่ทาง FireEye ยืนยันว่าไม่มีรายชื่อของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ที่ตกเป็นเป้าหมายแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมิได้ระบุชื่อยี่ห้อของอุปกรณ์ที่ถูกแฮกหรือถูกลอบติดตั้ง Spyware ดังกล่าวแต่อย่างใด\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/chinese-hackers-intercepted-text-messages/5147687.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1573528149.jpg"],
    [722,2131,"ฟินแลนด์ พัฒนาพลังงานไฟฟ้าจากขี้ม้า","Mon, 2019-11-11 14:08","http://www.stkc.go.th/node/2131","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ผู้จัดงานแข่งม้า FEI World Cup Jumping Show ในเฮลซิงกิ ของฟินแลนด์ เปลี่ยนมุมมองของพลังขี้ม้าที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการนำขี้ม้ามากกว่า 100 ตันมาผลิตเป็นกระแสไฟฟ้าพลังงานทดแทน เพื่อใช้ระหว่างการจัดการแข่งขัน และสามารถนำมาแบ่งปันเพื่อใช้ทำความร้อนในบ้านเรือนที่เมืองหลวงของฟินแลนด์ได้อีกด้วย\r\n\r\nสหพันธ์กีฬาขี่ม้านานาชาติ หรือ FEI ผลักดันแนวคิดไฟฟ้าพลังขี้ม้านี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการผลักดันการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนในการแข่งขันกีฬา ด้วยการร่วมมือกับบริษัทด้านพลังงานระหว่างประเทศฟอร์ทัม ยาเวนพา (Fortum Jarvenpaa) ที่เห็นประโยชน์จากขี้ม้าจำนวนมากในการแข่งขันนี้ ซึ่งนำมาใช้เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนได้\r\n\r\nในโครงการเริ่มแรกเมื่อปี 2017 โครงการ Fortum HorsePower นำไฟฟ้าจากขี้ม้ามาใช้ในส่วนของเครื่องทำความร้อนในคอกม้าชั่วคราว 200 แห่งระหว่างการแข่งขัน ก่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และในปีหน้าคาดว่าม้าที่เข้าแข่งขันราว 235 ตัว จะผลิตขี้ม้าได้ราว 112 ตัน นั่นเท่ากับเป็นพลังงานไฟฟ้าราว 168 เมกะวัตต์ เพียงพอสำหรับกิจกรรมการแข่งขันต่อเนื่อง 4 วัน และเหลือสำหรับแบ่งเป็นกระแสไฟฟ้าใช้ทำความร้อนในแฟลตขนาดเล็ก 26 จุดในเฮลซิงกิได้นาน 1 เดือนเต็ม\r\n\r\ncr. https://www.mhesi.go.th/home/index.php/pr/news/597-smart-farmer-1-1","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1573456116.jpg"],
    [723,2126,"ปะการังในฮาวายเริ่มกัดขาวเพราะน้ำทะเลอุ่นขึ้นรอบใหม่","Fri, 2019-11-08 09:35","http://www.stkc.go.th/node/2126","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"Jamison Gove นักสมุทรศาสตร์วิทยาแห่งสถาบันสมุทรศาสตร์วิทยาเเละชั้นบรรยากาศโลกเเห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA (National Oceanic and Atmospheric Administration) กล่าวว่า ในปี 2015 ฮาวายเจอกับภาวะน้ำทะเลอุ่นขึ้นสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์\r\n\r\nเขาบอกว่าที่สำคัญที่สุด อุณหภูมิของน้ำทะเลในฮาวายที่ร้อนขึ้นในปีนี้สูงกว่าในปีค.ศ. 2015\r\n\r\nทีมนักวิจัยซึ่งใช้อุปกรณ์ไฮเทคในการเฝ้าดูแนวปะการังของฮาวาย พบสัญญาณระยะเริ่มต้นของภาวะกัดขาวของปะการังในบริเวณ Papa Bay เเละในจุดอื่น ๆ ซึ่งมีต้นเหตุจากคลื่นน้ำทะเลอุ่นขึ้น และมีการพยากรณ์ว่า น้ำทะเลในมหาสมุทรเเปซิฟิกทางเหนือจะยังส่งคลื่นความร้อนไปยังบริเวณน่านน้ำของเกาะฮาวายต่อไปจนถึงเดือนตุลาคม\r\n\r\nGove กล่าวว่า อุณหภูมิของน้ำทะเลได้เพิ่มสูงมาเป็นระยะเวลานาน ปัญหาไม่ได้อยู่เพียงเเค่ว่าน้ำทะเลอุ่นขึ้นเท่าใดเท่านั้น เเต่น้ำทะเลจะคงความอุ่นไปนานเเค่ไหน\r\n\r\nแนวปะการังทั่วโลกมีความสำคัญมากเพราะนอกจากจะเป็นแหล่งที่อยู่ของปลาเเล้ว ยังเป็น แหล่งอาหารเเละยาของมนุษย์อีกด้วย แนวปะการังยังทำหน้าที่เป็นแนวกั้นตามธรรมชาติเเก่แนวชายฝั่งที่ช่วยลดเเรงกระแทกของคลื่นทะเล เเละช่วยปกป้องแนวชายฝั่งที่มีคนอาศัยอยู่หนาเเน่นจากคลื่นทะเลที่สูงขึ้นในช่วงที่เกิดพายุเฮอร์ริเคน\r\n\r\nในฮาวาย แนวปะการังยังมีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจอีกด้วย ธุรกิจการท่องเที่ยวเติบโตเนื่องจากเเนวปะการังช่วยสร้างเเละปกป้องชายหาดที่สวยงามเเละขึ้นชื่อของฮาวาย มีจุดดำน้ำดูปลาเเละกีฬาดำน้ำ เเละยังช่วยสร้างคลื่นที่ดึงดูดนักเล่นกระดานโต้คลื่นจากทั่วโลกให้ไปเที่ยวฮาวาย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม Gove ย้ำว่าอุณหภูมิของน้ำทะเลไม่ได้อุ่นขึ้นไปทั่วทั้งรัฐฮาวาย เขากล่าวว่าทิศทางลม กระเเสน้ำทะเล เเละเเม้เเต่ลักษณะต่าง ๆ ทางภูมิศาสตร์ บนแผ่นดินล้วนมีผลต่อการเกิดคลื่นความร้อนจุดต่าง ๆ ในทะเล\r\n\r\nGove กล่าวว่า ภูเขาไฟลูกใหญ่สองลูกบนเกาะ Big Island ที่กันลมพัดผ่าน ทำให้ฝั่งตะวันตกของเกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของ Papa Bay กลายเป็นจุดที่ร้อนที่สุดจุดหนึ่งของรัฐ เเละเป็นจุดที่เกิดภาวะปะการังกัดขาวมากที่สุดจุดหนึ่ง\r\n\r\nเขาบอกว่า ในบริเวณอ่าวเเห่งนี้เกิดภาวะกัดขาวกับปะการังเกือบทุกสายพันธุ์ เเละปะการังเหล่านี้ยังอยู่ในสภาพที่กำลังฟื้นตัวจากภาวะกัดขาวเมื่อ 4 ปีเเล้ว เเละอาจทนทานต่อคลื่นน้ำทะเลร้อนครั้งใหม่ได้ไม่ดีนัก\r\n\r\nทาง NOAA ชี้ว่า คลื่นน้ำร้อนในทะเลเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน รวมทั้งสภาพที่อากาศมีความดันต่ำเป็นเวลานาน ระหว่างฮาวายกับอลาสก้าที่ทำให้ความเเรงของลมอ่อนลง ซึ่งทำให้อุณหภูมิบนผิวหน้าน้ำทะเลทั่วมหาสมุทรแปซิฟิกทางเหนืออุ่นขึ้น\r\n\r\nสำหรับปะการัง น้ำทะเลร้อนสร้างความเครียดเเก่ปะการัง เเละหากเรื้อรังต่อไปก็จะทำให้ปะการังตายลง ซึ่งจะทำให้เเนวปะการังล่มสลาย\r\n\r\nGreg Asner นักนิเวศวิทยาเเละผู้อำนวยการของ Center for Global Discovery and Conservation Science มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซน่า กล่าวว่า ปะการังเกือบทุกสายพันธุ์ที่ทีมงานได้เฝ้าติดตามดู เกิดภาวะกัดขาวบางส่วน เขาเเละทีมงานได้ดำน้ำลงไปสำรวจปะการังในอ่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้\r\n\r\nAsner กล่าวว่า ตัวเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เเสดงให้เห็นว่า น้ำในอ่าวนี้อุ่นขึ้นกว่าอุณหภูมิปกติ ในช่วงนี้ของปีประมาณ 3.5 องศาฟาเรนไฮท์ เขากล่าวว่า หลังภาวะคลื่นน้ำร้อนในทะเลยุติลง ทีมงานจะรู้ชัดเจนมากขึ้นว่าต้องวางแผนฟื้นฟูปะการังในจุดใดบ้าง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1573180510.jpg"],
    [724,2122," “วอทส์แอพ” ฟ้อง บ.อิสราเอล วางซอฟต์แวร์สอดแนมทั่วโลก","Thu, 2019-11-07 10:35","http://www.stkc.go.th/node/2122","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"วอทส์แอพ (WhatsApp) แอพพลิเคชั่นส่งข้อความฟรีบนสมาร์ทโฟน สั่งฟ้องบริษัท NSO ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์สอดแนม โดยอ้างว่าให้ความช่วยเหลือรัฐบาลอิสราเอลในการสอดแนมโทรศัพท์ของผู้ใช้ราว 1,400 รายใน 4 ทวีปทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเป็นนักการทูต สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลประเทศต่างๆ ตามรายงานของรอยเตอร์ส\r\n\r\nทางวอทส์แอพ ซึ่งมีเฟสบุ๊กเป็นเจ้าของ ได้ยื่นฟ้องศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯในซานฟรานซิสโก อ้างว่าบริษัท NSO บริษัทเอกชนของอิสราเอล ช่วยเหลือกิจการสอดแนมของรัฐบาลใน 20 ประเทศ อาทิ เม็กซิโก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน แต่บริษัท NSO ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ และว่าบริษัทมุ่งพัฒนาระบบเพื่อช่วยเหลือหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายในการต่อต้านการก่อการร้ายและปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรงเท่านั้น\r\n\r\nเมื่อเดือนพฤษภาคม วอทส์แอพ พบจุดบกพร่องของแอพพลิเคชั่น ที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์สอดแนมบนโทรศัพท์มือถือ โดยไม่จำเป็นต้องกดรับสายผ่านการโทรหาเป้าหมายที่ใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้ ก่อนจะพบว่าระบบสอดแนมดังกล่าวได้รับการพัฒนาจากหน่วยงาน NSO Group บริษัทเอกชนของอิสราเอลซึ่งเป็นที่รู้จักในการพัฒนาซอฟต์แวร์สอดแนมให้กับรัฐบาลอิสราเอล\r\n\r\nด้านบริษัทรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ Citizen Lab ในแคนาดา ที่ร่วมสืบสวนกรณีดังกล่าว เปิดเผยกับรอยเตอร์สว่าสามารถระบุเป้าหมายของการสอดแนมผ่านมัลแวร์ดังกล่าว แต่ไม่สามารถระบุชื่อของเป้าหมายได้ เพียงแต่บอกว่าหนึ่งในนั้นคือผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียง\r\n\r\nปัจจุบัน แอพพลิเคชั่น วอทส์แอพ มีผู้ใช้ราว 1,500 ล้านคนทั่วโลก ได้ปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องดังกล่าว เพื่อป้องกันการถูกเจาะล้วงข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นแล้ว\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/whatsapp-sued-israely-nso-firm-for-spyware-10292019/5145032.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1573097704.jpg"],
    [725,2121,"คุณสามารถพิมพ์ข้อความบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้เร็วแค่ไหน?","Thu, 2019-11-07 10:32","http://www.stkc.go.th/node/2121","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"มีชาวอเมริกันจำนวนมากที่ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนในกิจกรรมการสื่อสารส่วนใหญ่หรือทั้งหมดในแต่ละวัน ทำให้คนเหล่านั้นสามารถพิมพ์อีเมลและพิมพ์ข้อความบนโทรศัพท์ได้รวดเร็วขึ้น\r\n\r\nแต่การพิมพ์ข้อความโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นจะสามารถทำได้เร็วแค่ไหนเมื่อเทียบกับการพิมพ์บนแป้นพิมพ์แบบดั้งเดิม คณะนักวิจัยได้ทำการทดลองเพื่อหาคำตอบของเรื่องนี้กับอาสาสมัครกว่า 37,000 คนจากกว่า 160 ประเทศ\r\n\r\nการศึกษานี้เป็นโครงการของคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Aalto ประเทศฟินแลนด์มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษและสถาบันเทคโนโลยี ETH Zurich ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตเพื่อทดสอบความเร็วในการพิมพ์ข้อความบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน\r\n\r\nอาสาสมัครทั้งที่ใช้ระบบ Android และ iPhone ใช้โทรศัพท์โดยเฉลี่ยประมาณวันละหกชั่วโมง ส่วนใหญ่กล่าวว่าพวกเขาใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างในการพิมพ์ข้อความ และส่วนใหญ่ใช้แป้นพิมพ์มาตรฐานในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของตน\r\n\r\nในการทดลองนี้อาสาสมัครทุกคนจะได้รับประโยคภาษาอังกฤษ 15 ประโยคเพื่อพิมพ์ลงในโทรศัพท์ของตนอย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นักวิจัยพบว่าคนเหล่านั้นพิมพ์ข้อความโดยเฉลี่ยประมาณ 36 คำต่อนาที โดยมีอัตราการพิมพ์ผิดอยู่ที่ 2.3%\r\n\r\nนักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าการพิมพ์ข้อความ 36 คำต่อนาทีนั้นช้ากว่าอัตราเฉลี่ยในการใช้แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์อยู่ราว 25% การศึกษาของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เมื่อปีพ.ศ. 2561 ระบุว่าความเร็วเฉลี่ยสำหรับนักพิมพ์แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์อยู่ที่ประมาณ 52 คำต่อนาที\r\n\r\nนักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่พิมพ์โดยใช้แป้นพิมพ์ เริ่มพิมพ์กันช้าลงมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว 75% ของผู้ที่เข้าร่วมการศึกษามีความเร็วในการพิมพ์ต่ำกว่า 44 คำต่อนาที แต่ผู้ที่พิมพ์ข้อความโดยใช้โทรศัพท์ได้เร็วที่สุดสามารถพิมพ์ได้มากกว่า 80 คำต่อนาที\r\n\r\nอย่างไรก็ตามผลการศึกษานี้ไม่แสดงความแตกต่างเรื่องมาตรฐานความเร็วในการพิมพ์ระหว่างเพศชายและเพศหญิง โดยอาสาสมัครที่ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองนิ้ว หรือใช้สองนิ้วในการพิมพ์ข้อความนั้นสามารถพิมพ์ได้เร็วถึง 38 คำต่อนาที ส่วนผู้ที่ใช้นิ้วเดียวพิมพ์ได้เพียง 29 คำต่อนาที\r\n\r\nทั้งนี้กลุ่มที่พิมพ์ได้เร็วที่สุดคือกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 10 ถึง 19 ปี ความเร็วเฉลี่ยเกือบ 40 คำต่อนาที กลุ่มคนอายุ 40 ถึง 49 ปีพิมพ์ได้ 29 คำต่อนาที และผู้ที่มีอายุ 50 ถึง 59 ปีพิมพ์ได้เพียง 26 คำต่อนาทีเท่านั้นเอง\r\n\r\nท่ี่มา https://www.voathai.com/a/how-fast-can-you-write-on-your-smartphone/5138938.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1573097577.jpg"],
    [726,2116,"เภสัชกรแคเมอรูนประดิษฐ์อุปกรณ์ตรวจหายาปลอม","Fri, 2019-11-01 09:08","http://www.stkc.go.th/node/2116","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"แต่ละปีมีประชากรหลายหมื่นคนทั่วแอฟริกาที่ต้องเสียชีวิต หรือมีอาการเจ็บป่วยจากการใช้ยาปลอม ดังนั้น Franck Verzefé เภสัชกรชาวแคเมอรูนจึงได้พัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในการตรวจสอบว่ายานั้นๆ เป็นยาปลอมหรือยาจริง\r\n\r\nMoki Edwin Kindzeka นำรายงานของ Anne Nzouankeu จาก ดูอาลา ประเทศแคเมอรูนมาถ่ายทอดเสนอ\r\n\r\nนายแพทย์ชาวฝรั่งเศส Lionel Nana กล่าวว่าเขามักจะเห็นผู้ป่วยที่คลินิกในดูอาลา ที่ยังคงป่วยอยู่ไม่หายเพราะการใช้ยาปลอม และนั่นก็เป็นเหตุผลที่เขานำอุปกรณ์นี้มาใช้ทันทีเมื่อทราบว่าสามารถช่วยชี้ได้ว่ายาที่ใช้เป็นยาจริงหรือยาปลอม และว่าก่อนหน้านี้ ยาที่เขาสั่งให้แก่ผู้ป่วย ไม่ได้ให้ผลดีเสมอไป แต่ตั้งแต่มีอุปกรณ์นี้ เขาสามารถรับประกันได้เลยว่าการดูแลผู้ป่วยดีขึ้นอย่างน้อย 90%\r\n\r\nนายแพทย์ Nana ใช้อุปกรณ์แบบพกพาที่เรียกว่า True-Spec ที่สร้างโดยเภสัชกรชาวแคเมอรูน\r\n\r\nโดยการวางยาไว้บนอุปกรณ์ดังกล่าว เพียงไม่ถึง 10 วินาที อุปกรณ์จะวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของยาและส่งผลลัพธ์กลับไปยังโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์นี้\r\n\r\nหากเป็นยาจริงอุปกรณ์จะแสดงองค์ประกอบของยา และหากเป็นยาปลอมอุปกรณ์จะแสดงผลว่า “ไม่สามารถระบุองค์ประกอบของยาได้”\r\n\r\nอุปกรณ์ดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างดีจากวิทยาลัยเภสัชกรแห่งประเทศแคเมอรูน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่องค์การอนามัยโลกได้เตือนว่ามีการแพร่จำหน่ายของยาความดันโลหิตสูงปลอมในแคเมอรูน และวัคซีนโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบปลอมในไนเจอร์\r\n\r\nChristopher Ampoam นายแพทย์ชาวฝรั่งเศสจากวิทยาลัยเภสัชกรแห่งประเทศแคเมอรูนกล่าวว่า การใช้แอพพลิเคชั่นนี้จะช่วยให้แพทย์ทั้งหลายมั่นใจในคุณภาพของยาที่พวกเขาสั่งให้ผู้ป่วย และยังช่วยให้บรรดาผู้บริโภคมั่นใจในคุณภาพของยาที่ใช้อีกด้วย\r\n\r\nTrue-Spec ได้รับการเสนอชื่อให้เป็น 1 ใน 30 นวัตกรรมที่เข้ารอบสุดท้ายในการแข่งขันด้านนวัตกรรมขององค์กรอนามัยโลกประจำปีพ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นการแข่งขันเพื่อแสดงความตระหนักรู้ถึงนวัตกรรมเชิงสุขภาพที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการด้านสาธารณสุขของแอฟริกาได้\r\n\r\nสำหรับตอนนี้อุปกรณ์ที่ว่านี้มีใช้เฉพาะในแคเมอรูนเท่านั้น Franck Verzéfé ผู้ประดิษฐ์คิดค้น True-Spec กล่าวว่าประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาได้แสดงความสนใจที่จะนำอุปกรณ์นี้ไปใช้กันแล้ว\r\n\r\nและว่าขั้นตอนต่อไปคือการร่วมมือกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ ในแอฟริกา เพื่อให้รัฐบาลได้มีส่วนร่วมมากขึ้นในการต่อสู้กับการผลิตยาปลอม และหาทางออกที่แท้จริงเพื่อช่วยแก้ปัญหาของชาวแอฟริกัน เนื่องจากประชากรชาวแอฟริกันเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากยาปลอมมากที่สุด\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การศึกษาของสหภาพยุโรปเมื่อปีที่แล้วพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของยาปลอม หรือยาที่มีคุณภาพต่ำทั้งหมดที่รายงานไปยังองค์การอนามัยโลก ถูกพบอยู่ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่าในแอฟริกา ในรายงานยังระบุด้วยว่าเฉพาะยาต้านมาลาเรียปลอมเพียงอย่างเดียว ก็ทำให้มีผู้เสียชีวิตปีละมากกว่า 64,000 คน\r\n\r\ncr.https://www.voathai.com/a/cameroon-fake-drugs-detector/5087408.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1572574082.jpg"],
    [727,2113,"เก่งเหมือนกิ้งก่า? มนุษย์สามารถซ่อมสร้างกระดูกอ่อนบางส่วนได้เอง","Thu, 2019-10-31 09:25","http://www.stkc.go.th/node/2113","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ถึงแม้มนุษย์จะไม่มีขีดความสามารถในการสร้างอวัยวะบางส่วนที่ถูกตัดขาดหรือเสียหายไปขึ้นมาใหม่เหมือนกับสัตว์เลื้อยคลานประเภทกิ้งก่าได้ก็ตาม แต่นักวิจัยของมหาวิทยาลัย Duke ซึ่งเสนอรายงานทางวารสาร Science Advances พบว่า กระดูกอ่อนในข้อต่อของอวัยวะบางส่วนของมนุษย์นั้นสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะทำได้ไม่ดีหรือเร็วเท่าในสัตว์เลื้อยคลานบางชนิด\r\n\r\nนักวิจัยทราบว่าสัตว์บางชนิด เช่น กิ้งก่า ปลาม้าลาย และ axoloti หรือปลาเดินได้ในเม็กซิโกนั้น มีความสามารถในการซ่อมแซมและสร้างอวัยวะขึ้นทดแทน เพราะมีโมเลกุลชนิดหนึ่งที่เรียกว่า microRNA ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อในกระดูกข้อต่อ\r\n\r\nขณะเดียวกันนักวิจัยก็พบว่า มนุษย์เราก็มีโมเลกุล microRNA ที่ว่านี้เช่นกัน แต่ความสามารถของโมเลกุล microRNA ในการซ่อมแซมในร่างกายมนุษย์นั้นจะแตกต่างกันไปสำหรับอวัยวะแต่ละส่วน\r\n\r\nโดยโมเลกุล microRNA จะทำงานได้อย่างดีหรือแข็งขันสำหรับกระดูกข้อเท้า แต่จะทำงานได้ไม่ดีเท่าสำหรับหัวเข่าหรือสะโพก\r\n\r\nถึงกระนั้นก็ตาม นักวิจัยของมหาวิทยาลัย Duke ผู้ศึกษาเรื่องนี้ก็บอกว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบกลไกการทำงานซึ่งเป็นตัวควบคุมกระบวนการซ่อมสร้างอวัยวะนี้ในเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนของคน และเรียกความสามารถในเรื่องนี้ว่าเป็น “ความสามารถแบบกิ้งก่าที่แฝงอยู่ในตัวคน”\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม เนื่องจากความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองของกระดูกอ่อนในอวัยวะแต่ละส่วนของมนุษย์นั้นไม่เท่ากัน คือกระดูกข้อเท้าจะมีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองได้มากที่สุด ตามด้วยหัวเข่าและกระดูกสะโพก ดังนั้นเรื่องนี้จึงดูจะเป็นคำตอบว่า ทำไมผู้ที่บาดเจ็บที่ข้อเท้าจึงมีโอกาสหายหรือฟื้นตัวได้เร็วกว่าการบาดเจ็บที่หัวเข่าหรือสะโพก\r\n\r\nนักวิจัยกล่าวด้วยว่า เรื่องนี้อาจเป็นข่าวดี เพราะในอนาคตอาจมีการใช้โมเลกุล microRNA ฉีดเข้าไปในกระดูกข้อต่อเพื่อช่วยรักษากระดูกที่เสียหาย หรือเพื่อป้องกันโรคข้ออักเสบ รวมทั้งอาจเป็นพื้นฐานสำหรับโอกาสที่จะสร้างอวัยวะขึ้นมาทดแทนด้วย\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/salamander-like-ability-ct/5135592.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1572488749.jpg"],
    [728,2111,"นักวิจัยอเมริกัน “สอนหนูขับรถ” เพื่อศึกษาฮอร์โมนป้องกันโรคซึมเศร้า","Wed, 2019-10-30 08:39","http://www.stkc.go.th/node/2111","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การทดลองให้หนูขับรถขนาดจิ๋วที่ว่านี้ เกี่ยวข้องกับการศึกษาสารที่ร่างกายหลั่งออกมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด และนักวิจัยเชื่อว่าความรู้ที่ได้อาจมีประโยชน์ต่อคำเเนะนำเพื่อให้มนุษย์มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้นได้ไม่มากก็น้อย\r\n\r\nสื่อซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยริชมอนด์ ในสหรัฐฯ เริ่มการทดลองด้วยการแบ่งหนูเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้อยู่ในสภาพเเวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้น โดยเฉพาะของเล่นต่าง ๆ และกลุ่มที่สอง ให้อยู่ในกรงซึ่งไร้สิ่งกระตุ้น\r\n\r\nจากนั้นหนูทั้งสองกลุ่มถูกจับมาใส่พาหนะที่ทำจากพาชนะพลาสติกที่ต่อกับล้อ หน้าตาเหมือนรถขนาดจิ๋ว ภายในมีที่เร่งมอร์เตอร์ให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้า หากว่าหนูตัวใดสามารถทำให้รถเเล่นได้ไกลจากจุดตั้งต้นถึงอีกฝั่งหนึ่งของพื้นที่ที่ถูกจัดไว้ได้ รางวัลที่รอพวกมันอยู่ก็คือขนมกรุบกรอบรสหวาน\r\n\r\nปรากฏว่าหนูที่ถูกเลี้ยงดูในสภาพเเวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้น สามารถขับรถคันจิ๋วนี้ได้ดี ส่วนกลุ่มที่เคยอยู่เเต่ในกรง ‘สอบตก’ ในการขับรถครั้งนี้\r\n\r\nเคลลีย์ แลมเบิร์ต (Kelly Lambert) ผู้นำทีมวิจัยครั้งที่ Behavioral Neuroscience Laboratory แห่งมหาวิทยาลัยริชมอนด์ ศึกษาถึงสารที่สมองของหนูเหล่านี้หลั่งออกมา ด้วยการวิเคราะห์อุจจาระของพวกมัน\r\n\r\nสิ่งที่พบอย่างชัดเจนในหนูทั้งสองกลุ่ม คือ ปริมาณฮอร์โมนที่เรียกว่า corticosterone\r\nสารอีกชนิดหนึ่งที่พบในอุจจาระหนูในการทดลองคือ DHEA ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในร่างกายเมื่อเผชิญหน้ากับความเครียด\r\n\r\nซีเอ็นเอ็นระบุโดยอ้างข้อมูลของ นักวิจัย เคลลีย์ แลมเบิร์ตว่า corticosterone ถูกหลั่งออกมาเมื่อร่างกายต้องเจอเรื่องตื่นเต้น เผชิญกับความกังวล และความกลัว ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องใหญ่\r\n\r\nส่วน DHEA เป็นสารที่ป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดความเครียดยาวนาน จากปริมาณ corticosterone ที่อาจมีมากจนเป็นพิษ\r\n\r\nนักวิจัยพบว่าการให้หนูทำสิ่งที่ยาก เช่น ขับรถในการทดลองนี้ ช่วยฝึกให้พวกมันจัดการกับเหตุการณ์ตึงเครียด และฟื้นจากสภาพตระหนกตกใจ\r\n\r\nอาจารย์แลมเบิร์ต กล่าวว่า ดูเหมือนว่าการให้หนูบังคับพาหนะ เปรียบเหมือนการให้หนูฝึกรับรู้ถึงความสามารถในการควบคุมสถานการณ์\r\n\r\nความรู้ที่ได้จากการทดลองนี้สามารถปรับใช้กับมนุษย์ได้ แม้คนเราจะมีสมองที่ซับซ้อนกว่าหนูมาก กล่าวคือ นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าสารที่หนูหลั่งออกมา แสดงถึงการฟื้นตัวจากสถานการณ์ที่เกิดความเครียด ซึ่งความสามารถนี้เป็นเครื่องมือป้องกันด่านเเรกของความเจ็บป่วยทางใจ เช่น โรคซึมเศร้าได้\r\n\r\nผู้ทำงานวิจัยชิ้นนี้เรียกการป้องกันความเจ็บป่วยทางจิตด้วยการปรับพฤติกรรม ว่า ‘behaviorceuticals’ ซึ่งช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ป้องกันการเกิดความเครียดระยะยาวได้\r\n\r\nสำหรับมนุษย์ สิ่งที่เทียบเคียงได้กับ ‘กิจกรรมขับรถของหนู’ ในการทดลอง อาจจะเป็นงาน ประเภท การถักไหมพรม ที่ฝึกการประสานงานของนิ้ว อุ้งมือ และสมองไปพร้อม ๆ กัน นั่นเอง\r\n\r\nเพราะกิจกรรมเหล่านี้มีส่วนสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถของเราว่าจะควบคุมสถานการณ์ตรงหน้าได้ แม้ว่างานจะค่อนข้างซับซ้อนกว่าปกติก็ตาม\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/rat-stress-ro/5138927.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1572399584.jpg"],
    [729,2108,"'เนลล็อปโทเดส เกรเต้' แมลงพันธุ์ใหม่ตั้งชื่อตาม \"เกรตต้า ธันเบิร์ก\"","Tue, 2019-10-29 13:35","http://www.stkc.go.th/node/2108","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"แมลงปีกแข็งพันธุ์ใหม่ได้รับการตั้งชื่อตามนักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมวัย 16 ปีชาวสวีเดน เกรตต้า ธันเบิร์ก (Greta Thunberg)\r\n\r\nพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงลอนดอน ระบุว่า แมลงพันธุ์นี้ถูกจัดอยู่ในวงศ์ Ptiliidae และมีขนาดเล็กมาก ซึ่งมันได้รับการตั้งชื่อว่า 'เนลล็อปโทเดส เกรตเต้' ตามชื่อของ เกรตต้า\r\n\r\nแมลงตัวนี้มีความยาวไม่ถึง 1 มิลลิเมตร ไม่มีดวงตาและไม่มีปีก ถูกค้นพบเมื่อคริสทศวรรษ 1960 จากตัวอย่างของดินและเศษใบไม้ที่ถูกส่งมาจากกรุงไนโรบี ประเทศเคนย่า เมื่อปี ค.ศ.1978\r\n\r\nคุณไมเคิล ดาร์บี้ นักวิทยาศาสตร์ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ผู้เป็นคนตั้งชื่อแมลงพันธุ์ใหม่ บอกว่า เกรตต้าคือขวัญใจของตน เธอคือผู้เรียกร้องให้ปกป้องโลก ซึ่งตนคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะสร้างความตระหนักต่อสิ่งที่เธอทำ\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้บอกว่า เขาตั้งชื่อแมลงตัวจิ๋วนี้ตามชื่อ \"เกรตต้า\" ไม่ใช่เพราะขนาด แต่เพราะแรงบันดาลใจที่เธอส่งผ่านไปยังผู้คนทั่วโลก\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/beetile-named-after-greta-thunburg/5139887.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1572330958.jpg"],
    [730,2093,"ทางการสหรัฐฯ สั่งสอบแอพฯ TikTok ของจีน หวั่นเป็นภัยความมั่นคง","Mon, 2019-10-28 10:26","http://www.stkc.go.th/node/2093","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"2 วุฒิสมาชิกของสหรัฐฯ เรียกร้องให้หน่วยงานด้านความมั่นคงตรวจสอบแอพพลิเคชั่น TikTok แอพพลิเคชั่นแชร์คลิปวิดีโอสั้นขวัญใจวัยรุ่นเจน Z หวั่นเป็นภัยความมั่นคงของประเทศ\r\n\r\nวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ชัค ชูเมอร์ และวุฒิสมาชิก ทอม คอตตอน จากพรรครีพับลิกัน ยื่นจดหมายถึงนายโจเซฟ แมคไกวร์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ พุ่งเป้าไปที่แอพพลิเคชั่น TikTok ที่ได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นทั่วโลกขณะนี้\r\n\r\nโดยทั้ง 2 แสดงความกังวลถึงการเก็บข้อมูลผู้ใช้ของแอปพลิเคชั่น และการเซนเซอร์เนื้อหาที่เป็นประเด็นอ่อนไหวหรือเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน ซึ่งอาจจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาของผู้ใช้ในอเมริกาหรือไม่ และส่วนหนึ่งของจดหมายถึงสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ ระบุว่าด้วยยอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นดังกล่าวมากกว่า 111 ล้านดาวน์โหลด เฉพาะในสหรัฐฯ แอพพลิเคชั่น TikTok ถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงอย่างหนึ่งที่เราไม่อาจเพิกเฉยได้\r\n\r\nแอพพลิเคชั่น TikTok เป็นของบริษัท Bytedance Technology จากประเทศจีน เป็นช่องทางให้ผู้ใช้สร้างและตัดต่อคลิปวิดีโอสั้นๆ และแชร์บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยจะเก็บข้อมูลผู้ใช้ในสหรัฐฯและอีกหลายประเทศทั่วโลกที่สามารถใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า โฆษกของ TikTok ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการเซนเซอร์เนื้อหาจากจีน และว่ารัฐบาลจีนไม่มีอำนาจในการควบคุมแอพพลิเคชั่น TikTok เนื่องจากแอพฯนี้ไม่เปิดให้ดาวน์โหลดในจีน แต่จะมีอีกแอพพลิเคชั่นแบบเดียวกันภายใต้ชื่อ Douyin\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/tik-tok-investigation-10252019/5140015.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1572233161.jpg"],
    [731,2085,"รู้จัก 'บล็อบ' สิ่งมีชีวิตสุดประหลาด ฆ่าไม่ตาย เรียนรู้ได้โดยไม่ต้องใช้สมอง","Fri, 2019-10-25 10:39","http://www.stkc.go.th/node/2085","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"สิ่งมีชีวิตล่าสุดที่สวนสัตว์แห่งกรุงปารีสนำออกมาแสดงโชว์เป็นครั้งแรกของโลก คือสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีแข้งไม่มีขา ไม่มีตาหรือปาก ไร้สมองแต่ไม่โง่ แถมยังฆ่าไม่ตายง่าย ๆ อีกด้วย\r\n\r\nชื่อของเจ้าตัวนี้ คือ “บล็อบ” (Blob) สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวสีเหลืองที่ถูกจัดให้อยู่ในตระกูล Myxomycete หรือตระกูล “ราเมือก” ชนิดหนึ่ง\r\n\r\nบรูโน่ ดาวิด (Bruno David) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “บล็อบ” เป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ที่สุดชนิดหนึ่งของโลก บล็อบมีชีวิตอยู่บนโลกนี้มาหลายล้านปีแล้ว แต่ยังไม่มีใครรู้เลยว่า บล็อบเป็นตัวอะไรกันแน่ เพราะบล็อบมีพฤติกรรมของทั้งสัตว์และเชื้อราอยู่ในตัวเดียวกัน\r\n\r\nความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของบล็อบ คือบล็อบไม่มีสมองหรือระบบประสาท แต่กลับมีความสามารถเรียนรู้ขั้นสูง สามารถจดจำและแก้ปัญหาได้\r\n\r\nดาวิดบอกว่า บล็อบสามารถเรียนรู้ที่จะข้ามสิ่งกีดขวาง หรืออุปสรรคเพื่อไปหาแหล่งอาหาร และยิ่งผ่านการฝึกฝนมากเท่าไหร่ บล็อบก็ยิ่งแก้ปัญหาเร็วขึ้นเท่านั้น\r\n\r\nนอกจากนี้ ถ้านำบล็อบ 2 ตัวมารวมกัน บล็อบตัวที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อน ยังสามารถถ่ายทอดข้อมูลให้กับบล็อบที่ยังอ่อนต่อโลกได้อีกด้วย\r\n\r\nที่แปลกยิ่งกว่านั้น คือการค้นพบว่าบล็อบมีมากกว่า 700 เพศ ซึ่งเป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่ช่วยให้บล็อบสามารถสืบและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว\r\n\r\nบล็อบเติบโตได้ดีในพื้นที่มืดและชื้น เช่น ในป่าดิบ ขอนไม้ที่เน่าเปื่อยผุพัง หรือตามซากใบไม้ที่ทับถมบนดินเป็นเวลานาน บล็อบไม่ชอบแดด และยังไม่ถูกกับความแห้ง เกลือ และคาเฟอีนอีกด้วย\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ตั้งชื่อ “บล็อบ” ตามชื่อภาพยนตร์ไซไฟสยองขวัญในปี ค.ศ. 1958 เรื่อง \"The Blob\" นำแสดงโดย สตีฟ แมคควีน บล็อบในหนัง เป็นสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก หน้าตาคล้ายกาละแมสีดำที่เพิ่งกวนเสร็จใหม่ ๆ ที่ออกอาละวาดเข่นฆ่าชาวเมืองเพนซิลเวเนีย แถมยังไม่มีใครสามารถทำลายหรือหยุดยั้งได้\r\n\r\nในขณะที่บล็อบตัวจริง ไม่ดุร้ายกินเนื้อคนเหมือนในภาพยนตร์ แต่จะกินอาหารประเภทซีเรียล หรือธัญญาหาร บล็อบสามารถคืบคลาน เคลื่อนที่ไปหาอาหารได้ด้วยความเร็ว 4 เซนติเมตรต่อชั่วโมง และย่อยอาหารได้โดยไม่มีปัญหา ถึงแม้ว่าจะไม่มีปากหรือท้องก็ตาม\r\n\r\nคุณสมบัติเดียวที่บล็อบตัวจริงมีเหมือนบล็อบกาละแมในหนัง คือ ความตายยาก นักวิทยาศาสตร์พบว่าเมื่อหั่นบล็อบออกเป็นสองส่วน บล็อบใช้เวลาเพียง 2 นาทีเท่านั้นที่จะรักษาเยียวยาตัวเอง จึงทำให้สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวชนิดนีน้ สามารถอยู่ยงคงกระพันมาได้นานหลายล้านปี\r\n\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/blob-mysterious-bright-yellow-slime-mold/5137186.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1571974779.jpg"],
    [732,2084,"กูเกิลอวดโฉม “ควอนตัมคอมพิวเตอร์” ศักยภาพเหนือซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั้งมวล","Thu, 2019-10-24 13:31","http://www.stkc.go.th/node/2084","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"กูเกิล ประกาศความสำเร็จด้านเทคโนโลยีครั้งสำคัญ ในการเปิดตัวระบบปฏิบัติการควอนตัมคอมพิวเตอร์ ที่อ้างว่าสามารถแก้ไขโจทย์ที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ต้องใช้เวลาร่วม 10,000 ปี ให้เสร็จสิ้นได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที\r\n\r\nซีอีโอแห่งกูเกิล ซันดาร์ พิชัย แถลงก้าวแห่งความสำเร็จของเปิดตัวระบบปฏิบัติการควอนตัมคอมพิวเตอร์เมื่อวันพุธ และว่าระบบปฏิบัติการควอนตัมคอมพิวเตอร์ของกูเกิลไปถึงระดับ quantum supremacy หรือเหนือกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั้งมวลแล้ว\r\n\r\nด้านบริษัท IBM คู่แข่ง ได้ออกมาโต้กลับการแถลงความสำเร็จของกูเกิล ว่าการทดสอบคำนวณโจทย์ที่กูเกิลกล่าวถึงนั้น หากใช้คอมพิวเตอร์ธรรมดาที่มีในปัจจุบัน ใช้เวลาเพียงแค่ 2 วันครึ่ง ไม่ใช่ 10,000 ปีอย่างที่กูเกิลได้อ้างไว้ และว่าระบบปฏิบัติการควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่ถึงเป้าหมาย quantum supremacy จะต้องทำในสิ่งที่คอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมทำไม่ได้\r\n\r\nปัจจุบัน บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก ต่างแข่งขันพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ (Quantum Computer) ซึ่งนำคุณสมบัติของอนุภาคย่อยของอะตอมมาใช้ในการประมวลผล ทำให้มีการประมวลผลที่เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปมหาศาล และจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ การขนส่ง การพัฒนายาและเวชภัณฑ์ในอนาคต\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/google-quantum-processor-10232019/5136515.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1571898687.jpg"],
    [733,2081,"ครั้งแรกในประวัติศาสตร์! กับการเดินอวกาศของนักบินอวกาศ 'หญิงล้วน'","Tue, 2019-10-22 09:21","http://www.stkc.go.th/node/2081","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"\r\nทีมนักบินอวกาศหญิงที่สถานีอวกาศระหว่างประเทศ สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเดินอวกาศโดยใช้ผู้หญิงทั้งหมดเป็นครั้งแรก\r\n\r\nนักบินอวกาศของนาซ่า คริสติน่า โคช และ เจสสิก้า เมียร์ ร่วมกันเดินอวกาศเพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสียหายของระบบไฟฟ้านอกสถานีอวกาศระหว่างประเทศที่ลอยอยู่ในวงโคจรโลก ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มนุษย์เริ่มการเดินอวกาศเมื่อราว 50 ปีที่แล้ว\r\n\r\nบรรดาผู้นำขององค์การอวกาศสหรัฐฯ และผู้นำกลุ่มสตรีทั่วโลก ต่างแสดงความยินดีต่อประวัติศาสตร์หน้าใหม่นี้ และต่างคาดหวังว่ากรณีนี้จะกลายเป็นเรื่องปกติของการทำงานในอวกาศในอนาคต\r\n\r\nคุณเคธี ซุลลิแวน สตรีอเมริกันคนแรกที่เดินอวกาศเมื่อ 35 ปีที่แล้ว แสดงความยินดีต่อการเดินอวกาศของนักบินอวกาศหญิงล้วน โดยบอกว่าในที่สุดก็มีผู้หญิงก้าวเข้าสู่วงการนักบินอวกาศมากขึ้น และเธอเชื่อว่าต่อจากนี้จะมีผู้หญิงมากกว่า 1 คนในทุก ๆ สถานที่\r\n\r\nเดิมทีนาซ่าวางแผนจะให้มีการเดินอวกาศแบบใช้ผู้หญิงทั้งหมดตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ติดขัดตรงที่มีชุดเดินอวกาศไซส์สำหรับผู้หญิงไม่เพียงพอ\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/world-first-all-female-spacewalk-team/5130102.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1571710907.jpg"],
    [734,2079,"มลพิษทางอากาศอาจส่งผลต่ออวัยวะทุกส่วนและทุกเซลล์ในร่างกาย","Mon, 2019-10-21 10:32","http://www.stkc.go.th/node/2079","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การสูดหายใจเข้าลึก ๆ นาน ๆ เป็นสิ่งที่ดีสำหรับทั้งร่างกายและจิตใจ เพราะช่วยนำออกซิเจนที่มีความจำเป็นเข้าไปสู่เลือด และช่วยสร้างความสงบทางด้านอารมณ์ได้\r\n\r\nแต่ความสงบและออกซิเจนนั้นไม่ได้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เข้ามาพร้อมกับการสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพราะในหลาย ๆ ส่วนของโลกการสูดหายใจลึก ๆ เป็นการนำเอามลพิษเข้าสู่ร่างกาย\r\n\r\nการสูดหายใจเอาอากาศที่มีมลพิษของประชากรหลาย ๆ ส่วนในโลกกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ในเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่า 91% ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในที่ที่มีคุณภาพอากาศแย่เกินขีดจำกัด ตามแนวทางของ WHO\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญของ WHO กล่าวว่า ทุก ๆ ปี มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตผู้คนราว 7 ล้านคนทั่วโลก โดยการเสียชีวิตของคนราว 4 ล้านคนเชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศจากภายนอก และอีก 3 ล้านคนเชื่อมโยงกับมลพิษทางอากาศภายในหรือที่เรียกว่า \"มลพิษทางอากาศในครัวเรือน\"\r\n\r\nWHO กล่าวเพิ่มเติมอีกว่ามลพิษทางอากาศเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้คนคนนับพันล้านคน\r\n\r\nรายงานของ WHO ระบุว่า กว่า 80% ของประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองสูดอาการที่เป็นมลพิษอยู่ในระดับที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ\r\n\r\nการศึกษาบางฉบับแสดงให้เห็นว่า ขนาดของมลพิษในอากาศคือสิ่งที่คุกคามต่อสุขภาพมากที่สุด\r\n\r\nอนุภาคขนาดเล็กละเอียดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5 ไมโครเมตรหรือเล็กกว่านั้นดูเหมือนจะส่งผลเสียต่อสุขภาพมากที่สุด ขนาดที่ว่านั้นมีสัดส่วนเพียง 3% ของเส้นผมมนุษย์หรืออาจจะเล็กกว่านั้น นักวิทยาศาสตร์มักจะเรียกมลพิษทางอากาศชนิดนี้สั้นๆ ว่า PM2.5 และ PM ที่เล็กที่สุดสามารถเคลื่อนที่ผ่านเนื้อเยื่อได้\r\n\r\nอย่างไรก็ดี การหายใจอยู่ในอากาศที่มีมลพิษ ไม่ได้ส่งผลต่อระบบการหายใจมนุษย์ของเพียงอย่างเดียวนั้น แต่จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่าปาก จมูก ลำคอ และปอดก็ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศด้วยเช่นกัน\r\n\r\nบรรดานักวิทยาศาสตร์จากหลายๆ แห่งชี้ว่า PM2.5 สามารถส่งผลกระทบต่อทุกอวัยวะและทุกเซลล์ในร่างกายของเรา PM2.5 สามารถผ่านสิ่งกีดขวางที่ปกป้องสมองของคนเราได้ และยังสามารถผ่านไปถึงรก ดังนั้นแม้แต่ทารกในครรภ์มารดาก็ไม่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ\r\n\r\nWHO รายงานว่ามลพิษทางอากาศทำให้เกิดการเสียชีวิตด้วยอาการเส้นโลหิตอุดตันในสมอง หรือสโรค 24% และทำให้ผู้คนเป็นโรคหัวใจ 25%\r\n\r\nนอกจากนี้นักวิจัยจาก Forum of International Respiratory Societies หรือ FIRS ยังพบว่ามลพิษทางอากาศนั้นเป็นอันตรายต่อสมองผู้สูงอายุด้วย โดยผู้สูงอายุที่ต้องสูดดมมลพิษทางอากาศมากๆ นั้นมีความเสี่ยงต่ออาการสมองเสื่อมเพิ่มมากขึ้น\r\n\r\nรายงานยังระบุอีกว่ามลพิษทางอากาศนั้นทำให้กระดูกอ่อนแอลง แตกหักง่ายขึ้น ทำให้ผิวพรรณมีริ้วรอย มีอาการเจ็บตา รบกวนการนอนหลับ และส่งผลกระทบต่อไต และนักวิจัยกล่าวว่าการอาศัยอยู่ใกล้ๆ กับถนนที่มีความวุ่นวายอาจทำให้เป็นโรคตับได้\r\n\r\nนักวิจัยของ WHO กล่าวว่าในปีพ.ศ. 2559 มีเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบประมาณ 600,000 คนที่เสียชีวิตจากอาการเจ็บป่วยที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศควรเป็นผู้นำในการต่อสู้กับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ และแนะนำให้หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีอากาศเป็นพิษ ควรอยู่แต่ในตัวอาคารเมื่อมลพิษทางอากาศอยู่ในระดับสูง ควรสวมหน้ากากไม่ว่าจะเป็นแบบผ้าหรือกระดาษ ในการปิดจมูกและปากเพื่อป้องกันมลพิษทางอากาศไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/air-pollution-effects-whole-body/5120601.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1571628731.jpg"],
    [735,2078," อียูเผย 'แรนซัมแวร์' คืออาชญากรรมไซเบอร์ที่ร้ายแรงที่สุด","Fri, 2019-10-18 14:06","http://www.stkc.go.th/node/2078","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"รายงานเรื่องอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ของสหภาพยุโรป ประจำปี ค.ศ.2019 ระบุว่า การโจมตีทางออนไลน์ในปีนี้มีจำนวนลดลง แต่อาชญากรมุ่งหวังข้อมูลและผลตอบแทนมากขึ้น\r\n\r\nสำนักงานบังคับใช้กฎหมายของสหภาพยุโรปจัดทำรายงานชื่อว่า Internet Organized Crime Threat Assessment (IOCTA) ระบุว่า ไวรัสเรียกค่าไถ่ หรือ แรนซัมแวร์ ยังคงเป็นภัยคุกคามอันดับหนึ่งในโลกไซเบอร์ ยกตัวอย่างเช่น แรนซัมแวร์ที่มีชื่อว่า \"GermanWiper\" ที่โจมตีข้อมูลในคอมพิวเตอร์ของบริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งของเยอรมนีในปีนี้\r\n\r\nการโจมตีของแรนซัมแวร์จะทำให้ผู้ถูกโจมตีไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ โดยอาชญากรไซเบอร์จะเรียกเงินค่าไถ่จำนวนหนึ่งแลกกับการปลดล็อคข้อมูลที่ถูกโจมตีนั้น สร้างความสูญเสียทางการเงินต่อองค์กรหรือปัจเจกชนจำนวนมาก\r\n\r\nขณะเดียวกัน ตำรวจยุโรป หรือ ยูโรโพล ระบุด้วยว่าการหาแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กและเยาวชนผ่านอินเทอร์เน็ต และการปลอมแปลงตัวตนออนไลน์ เช่น การใช้เทคโนโลยี Deepfakes เพื่อสร้างเนื้อหาปลอม ก็เป็นรูปแบบของอาชญากรรมไซเบอร์ที่กำลังแพร่หลายในยุโรปในปัจจุบันเช่นกัน\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/european-union-ransomware/5119004.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1571382371.jpg"],
    [736,2076,"ผู้เชี่ยวชาญชี้ 'มาลาเรีย' สามารถหมดไปได้ในหนึ่งชั่วอายุคน","Thu, 2019-10-17 10:24","http://www.stkc.go.th/node/2076","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"รายงานที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ The Lancet ระบุว่าโรคมาลาเรียอาจถูกกำจัดได้ในหนึ่งชั่วอายุคน หรือประมาณ 25-30 ปี หากมีการลงทุนเพิ่มขึ้นปีละกว่า 2 พันล้านดอลล่าร์ในการจัดการกับโรคนี้\r\n\r\nโรคมาลาเรียคร่าชีวิตผู้คนราวปีละ 435,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็ก ศาสตราจารย์ Jake Baum หัวหน้าเครือข่ายศึกษาวิจัยโรคมาลาเรียที่มหาวิทยาลัย Imperial College ที่กรุงลอนดอนกล่าวว่าความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการต่อสู้กับโรคนี้เกิดขึ้นในศตวรรษนี้ โดยจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคนี้ลดลงครึ่งหนึ่งตั้งแต่ปีพ.ศ. 2543 แต่ถึงอย่างไรการกำจัดโรคมาลาเรียก็ไม่ใช่เรื่องง่าย\r\n\r\nเพียงห้าประเทศในแอฟริกาก็คิดเป็นครึ่งหนึ่งของอัตราผู้ป่วยโรคมาลาเรียทั่วโลก ที่ประเทศ Burundi กำลังมีการแพร่ระบาดของโรคนี้ บรรดาแพทย์ในประเทศนั้นต่างทราบถึงความจำเป็นอย่างเร่งด่วนในการลงทุนด้านการดูแลรักษาสุขภาพ\r\n\r\nนายแพทย์ Albert Mbonerane ผู้ก่อตั้งศูนย์ป้องกันโรคมาลาเรีย Saint François d'Assise Anti-Malaria Center ใน Burundi กล่าวว่าทุกคนควรทราบว่ามาลาเรียเป็นโรคที่เกิดกับคนจน และยังคงเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในอันดับต้นๆ อีกด้วย\r\n\r\nรายงานซึ่งเขียนขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญด้านมาลาเรียชั้นนำของโลก 41 คนประเมินว่าแต่ละปีทั่วโลกมีการใช้งบประมาณเพื่อต่อสู้กับโรคนี้ 4,300 ล้านดอลล่าร์และต้องใช้เพิ่มขึ้นอีกปีละ 2 พันล้านดอลล่าร์เพื่อกำจัดโรคนี้ให้หมดไปภายในปี พ.ศ. 2593\r\n\r\nยุงก้นปล่องเป็นพาหะนำโรคนี้ หากต้องการกำจัดก็จะต้องใช้เครื่องมือใหม่ๆ โดยอาจรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยยีน หรือ \"gene drives\" ซึ่งอาจทำให้ประชากรยุงล่มสลายหรือทำให้พวกมันต้านทานปรสิตได้\r\n\r\nเมื่อราว 70 ปีที่แล้ว มีโครงการที่พยายามจะกำจัดโรคมาลาเรีย แต่ก็ถูกยกเลิกไปในอีกหนึ่งทศวรรษต่อมา ความพยายามและการลงทุนครั้งใหม่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากมูลนิธิ Bill and Melinda Gates ทำให้เกิดแรงผลักดันใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีความกังวลอยู่บ้าง ซึ่งศาสตราจารย์ Baum พูดถึงเรื่องนี้ว่า ความพยายามที่จะกำจัดโรคมาลาเรียที่ไม่คืบหน้าเสียที ก็ทำให้บรรดาผู้บริจาคต่างท้อถอยกันเป็นธรรมดา\r\n\r\nนายแพทย์ Pedro Alonso ผู้อำนวยการโครงการมาลาเรียของสหประชาชาติกล่าวว่าการดูแลสุขภาพโดยรวมที่ดีขึ้นเป็นสิ่งที่สำคัญ\r\n\r\nหากปราศจากการดูแลสุขภาพในระดับที่เพียงพอ ซึ่งมีประชากรเป็นศูนย์กลาง และการมีเงินทุนสนับสนุนอย่างเหมาะสมแล้ว การกำจัดโรคมาลาเรียก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้\r\n\r\nผู้เขียนรายงานกล่าวด้วยว่า การที่จะกำจัดโรคมาลาเรียให้ได้นั้น จะต้องมีความมุ่งมั่นอย่างมาก แต่ผลตอบแทนทางสังคม จะคุ้มค่ากับการลงทุน\r\n\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/malaria-wiped-out-in-one-generation/5090659.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1571282651.jpg"],
    [737,2072,"เลี้ยงสุนัข... อายุยืนจริงหรือไม่?","Wed, 2019-10-16 09:29","http://www.stkc.go.th/node/2072","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"สุนัขได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร และรายงานชิ้นใหม่ที่สำรวจข้อมูลจากประชาชนเกือบ 4 ล้านคนในหลายประเทศ รวมทั้ง สหรัฐฯ แคนาดา นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย และอังกฤษ เป็นเวลาเกือบ 70 ปี ระบุถึงข้อดีของการเสี้ยงสุนัขอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ อาจทำให้เจ้าของสุนัขมีอายุยืนยาวขึ้น ก็เป็นได้\r\n\r\nรายงานการวิจัยจาก University of Toronto ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Circulation ของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน ที่เผยแพร่ในวันอังคาร ชี้ว่า การเลี้ยงสุนัขสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุได้ราว 24% โดยเฉลี่ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจหรือหลอดเลือดเลี้ยงสมองอุดตัน (Stroke) ที่สามารถลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตได้ถึง 31%\r\n\r\nรายงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่สำรวจชาวสวีเดนกว่า 300,000 คน บ่งชี้เช่นกันว่า คนที่อาศัยอยู่คนเดียวแต่เลี้ยงสุนัข และเคยมีอาการหัวใจล้มเหลว มีโอกาสเสียชีวิตลดลง 33% เทียบกับคนที่ไม่เลี้ยงสุนัข ในขณะที่ผู้เลี้ยงสุนัขที่อาศัยอยู่คนเดียว และเคยมีอาการสโตรค มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตน้อยลง 27%\r\n\r\nองค์การอนามัยโลก ระบุว่าโรคหัวใจล้มเหลว และโรคหลอดเลือดเลี้ยงสมองอุดตัน เป็นสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของการเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บทั่วโลก\r\n\r\nผช.ศ.โทฟ ฟอลล์ แห่งภาควิชาระบาดวิทยา มหาวิทยาลัย Uppsala ในสวีเดน ผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้ ชี้ว่า ความเหงาและความแปลกแยกจากสังคม คือสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ช่วยยืนยันว่าการมีสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อนคู่คิดมิตรคู่บ้าน สามารถช่วยคลายความเหงาเปล่าเปลี่ยว\r\n\r\nเช่นเดียวกับรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC ที่บอกว่า สุนัขช่วยลดความเครียดและลดอาการซึมเศร้าได้สำหรับคนทุกเพศและทุกวัย\r\n\r\nนอกจากนี้การเลี้ยงสุนัขยังช่วยให้ผู้เลี้ยงได้เดินออกกำลังกายทุกวัน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ กับสุนัขของพวกเขา ซึ่งช่วยเพิ่มอายุขัยของผู้ที่ป่วยเป็นโรคร้ายต่าง ๆ ได้อีกด้วย โดยรายงานของสมาคมโรคหัวใจอเมริกันชี้ว่า ผู้เลี้ยงสุนัขมักได้ออกกำลังกายมากกว่าคนที่ไม่ได้เลี้ยงราว 30 นาทีต่อวัน\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ดร.มาร์ธา กูลาตี บรรณาธิการ CardioSmart.org ซึ่งเป็นกระดานสนทนาของผู้ป่วยโรคหัวใจเพื่อการวิจัย ระบุว่า งานวิจัยทั้งสองชิ้นนี้ล้วนเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งหมายความว่านักวิจัยไม่สามารถหาหลักการทางวิทยาศาสตร์โดยตรงมาอธิบายได้ว่าผู้เลี้ยงสุนัขมีอายุยืนกว่าเพราะเหตุใด\r\n\r\nถึงกระนั้น ดร.กูลาตี ชี้ว่า ปัจจุบันแพทย์โรคหัวใจจำนวนมากต่างแนะนำให้คนไข้ของตนเลี้ยงสุนัขเพื่อความผ่อนคลาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นกับความสามารถทั้งในเรื่องของกำลังกาย กำลังใจ และกำลังทรัพย์ ของคนไข้ผู้นั้น ว่าจะสามารถเลี้ยงสุนัขได้อย่างดีหรือไม่ เพราะการดูแลสุนัขสักตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และหากยังไม่พร้อม แทนที่น้องหมาจะเป็น “ตัวช่วย” อาจจะกลายเป็น “ภาระ” แทนก็เป็นได้\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/dog-owners-live-longer/5115856.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1571192964.jpg"],
    [738,2070,"ผลสำรวจเศรษฐกิจออนไลน์พบ คนไทยใช้อินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนมากที่สุดในโลก  ","Tue, 2019-10-15 10:19","http://www.stkc.go.th/node/2070","มนุษยศาสตร์",null,"ผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟนมากที่สุดในโลก โดยคนไทยทำสถิตินำหน้าทุกชาติในอาเซียน ด้วยการใช้เวลามากกว่า 5 ชั่วโมงต่อวันท่องโลกอินเตอร์เน็ต ตามด้วยอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ที่ใช้เวลามากกว่า 4 ชั่วโมง ในขณะที่คนทั้งโลก ใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 ชั่วโมง\r\n\r\nข้อมูลดังกล่าวได้มาจากรายงานสำรวจกิจกรรมทางเศรษฐกิจออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (“e-Conomy SEA 2019 – Swipe up and to the right: Southeast Asia’s $100 billion internet economy”) ที่กูเกิล จัดทำร่วมกับ กองทุน เทมาเสค (Temasek) ของรัฐบาลสิงคโปร์ และ เบน แอนด์ คอมพานี (Bain & Company) บริษัทให้คำปรึกษาด้านธุรกิจ ซึ่งออกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน\r\n\r\nรายงานดังกล่าววัดการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจออนไลน์ผ่าน 5 ภาคส่วน คือ ธุรกิจท่องเที่ยวออนไลน์ สื่อออนไลน์ ซึ่งรวมถึงการโฆษณาและสตรีมมิ่ง การใช้บริการเรียกรถโดยสารผ่านแอพพลิเคชั่น การซื้อของออนไลน์ และการใช้บริการการเงินออนไลน์ และคาดว่าเศรษฐกิจออนไลน์จะโตทะลุความคาดหมาย มีมูลค่ามากถึง 100,000 ล้านดอลล่าร์ในปีนี้\r\n\r\nนอกจากนี้ยังได้ทำนายด้วยว่า ช่องว่างของการใช้อินเตอร์เน็ตระหว่างมหานครที่มีผู้อาศัยมากกว่า 10 ล้านคน และชนบท จะแคบลง เพราะคนในพื้นที่นอกเมืองจะหันมาใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น และจะทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจออนไลน์นอกหัวเมืองใหญ่โตขึ้น 4 เท่าในอีก 6 ปีข้างหน้า\r\n\r\nทั้งนี้ รายงานของกูเกิลไม่ได้สำรวจผลเสียของเศรษฐกิจออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะการเสพติดเกมออนไลน์ของเยาวชนในภูมิภาค หรือขยะพลาสติกที่เพิ่มมากขึ้น จากการสั่งซื้ออาหารและสินค้าออนไลน์​ เป็นต้น\r\nCr. https://www.voathai.com/a/google-reports-highest-mobile-internet-use-in-asean-region/5117465.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1571109595.jpg"],
    [739,2068,"'โนเบล' สาขาฟิสิกส์ตกเป็นของ 3 นักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกความรู้เรื่องจักรวาล","Wed, 2019-10-09 13:36","http://www.stkc.go.th/node/2068","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"สามนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างองค์ความรู้เรื่องวิวัฒนาการของจักรวาล ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีนี้\r\n\r\nคณะกรรมการรางวัลโนเบลมอบรางวัลนี้ให้เเก่ เจมส์ พีเบิลส์ จากงานที่เขาช่วยทำให้เกิดความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของจักรวาลภายหลังปรากฎการณ์ Big Bang\r\n\r\nเขาได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งของเงินรางวัลรวมมูลค่า 918,000 ดอลลาร์ หรือเกือบ 30 ล้านบาท\r\n\r\nส่วนอีกครึ่งหนึ่งจะถูกมอบให้ผู้รับรางวัลร่วมอีกสองรายคือ มิเชล เมเยอร์ (Michel Mayor) และดิเดียร์ เควโลซ (Didier Queloz)\r\n\r\nสองรายนี้ประกาศการค้นพบดาวเคราะห์ดวงเเรกที่อยู่นอกระบบสุริยะ ซึ่งโคจรรอบดาวอีกดวงหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายกับดาวในระบบสุริยะ เมื่อ 24 ปีก่อน\r\n\r\nตั้งเเต่นั้นเป็นต้นมา มีการค้นพบดาวลักษณะนี้อีกกว่า 4,000 ดวงในกาเเล๊กซี่ทางช้างเผือก\r\n\r\n\r\n\r\nที่มา  https://www.voathai.com/a/nobel-physics-2019/5115867.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1570603012.jpg"],
    [740,2067,"ยอดผู้เสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น","Tue, 2019-10-08 14:23","http://www.stkc.go.th/node/2067","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"พบผู้เสียชีวิตจากอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 9 คนในอเมริกา ขณะที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่าตัวเลขผู้ป่วยด้วยโรคปอดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้านี้อาจพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในไม่ช้า\r\n\r\nศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า อาจจะมียอดผู้ป่วยด้วยโรคปอดจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกหลายร้อยรายภายในเวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียว จากที่ปัจจุบัน ตัวเลขล่าสุดจาก CDC พบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคปอด 530 คน ใน 36 รัฐทั่วอเมริกา และผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 9 รายแล้ว ซึ่งตอนนี้ CDC จะมีการอัพเดทตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตด้วยปัจจัยดังกล่าวกันทุกสัปดาห์ หลังพบผู้เสียชีวิตรายแรกในอเมริกาเมื่อไม่กี่เดือนก่อน\r\n\r\nล่าสุดทาง CDC ต้องขึ้นให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการแห่งสภาคองเกรสเป็นครั้งแรก ถึงสถานการณ์ของผู้ป่วยจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า แต่ขณะนี้ทางหน่วยงานสาธารณสุขของสหรัฐฯ ยังไม่อาจฟันธงได้ว่าสาเหตุนั้นมาจากบุหรี่ไฟฟ้าโดยตรง หรือมาจากส่วนประกอบในของเหลวที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า เพราะมีรายงานว่าผู้ป่วยด้วยโรคปอดจากบุหรี่ไฟฟ้าส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ THC ที่พบในกัญชาด้วย\r\n\r\nCr.  https://www.voathai.com/a/vaping-death-09242019/5097130.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1570519439.jpg"],
    [741,2060,"อาหารมังสวิรัติอาจไม่ได้เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศเสมอไป","Mon, 2019-10-07 14:18","http://www.stkc.go.th/node/2060","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาครั้งใหม่ชี้ว่า อาจมีความเป็นไปได้ที่เราจะช่วยรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ยังคงทานแซนด์วิชเบคอน หรือทานหอยนางรมบ้างเป็นครั้งคราว\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ชี้ว่า ใน 95% ของประเทศต่าง ๆ ที่พวกเขาได้ทำการวิเคราะห์ พบว่าการบริโภคเนื้อสัตว์ ปลา หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมเพียงวันละมื้อ ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและแหล่งต่าง ๆ น้อยกว่าการทานอาหารมังสวิรัติที่มีทั้งนมและไข่\r\n\r\nส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเลี้ยงโคนมเพื่อผลิต นม เนย และเนยแข็งนั้น ต้องใช้พลังงานและที่ดินเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารสำหรับโคนมเหล่านั้น ตลอดจนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น\r\n\r\nนักวิจัยที่ศูนย์ Johns Hopkins Center for a Livable Future กล่าวว่า อาหารที่มีแมลง ปลาตัวเล็ก ๆ และหอย ต่างก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมล็กน้อย เช่นเดียวกับอาหารมังสวิรัติที่ทำจากพืช แต่มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์คำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้น้ำจืดสำหรับการรับประทานอาหาร 9 ประเภทที่แตกต่างกัน ตั้งแต่การงดเนื้อสัตว์หนึ่งวันต่อสัปดาห์ การไม่ทานเนื้อแดง ไปจนถึงการไม่ทานเนื้อสัตว์ชนิดอื่นยกเว้นปลา และการทานอาหารมังสวิรัติใน 140 ประเทศ\r\n\r\nกลุ่มผู้เคลื่อนไหวและนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศจำนวนมากเรียกร้องให้เปลี่ยนไปทานอาหารที่ทำจากพืชเพื่อช่วยควบคุมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และลดการตัดไม้ทำลายป่า เนื่องจากการผลิตเนื้อแดงต้องอาศัยที่ดินจำนวนมากในการทำทุ่งปศุสัตว์และปลูกพืชที่ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์\r\n\r\nคณะนักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศของสหประชาชาติ กล่าวว่า กิจกรรมทางด้านการเกษตร ป่าไม้ และการใช้ที่ดินอื่น ๆ มีอัตราส่วนเกือบหนึ่งในสี่ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์สร้างขึ้น ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2550 - พ.ศ. 2559\r\n\r\nKeeve Nachman ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่โรงเรียนการสาธารณสุข Johns Hopkins Bloomberg ในบัลติมอร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษาวิจัยนี้ กล่าวว่า ยังไม่มีวิธีใดที่จะสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ และว่าในประเทศที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง เช่นอินโดนีเซีย ประชาชนจำเป็นต้องทานโปรตีนจากสัตว์ให้มากขึ้นเพื่อเป็นให้ได้คุณค่าทางโภชนาการที่เพียงพอ\r\n\r\nซึ่งนั่นหมายถึงว่า โภชนาการต่าง ๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้น้ำในบรรดาประเทศยากจน จะต้องมีเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยลดความหิวโหยและการขาดสารอาหารในประเทศเหล่านั้น ในขณะที่ประเทศที่มีรายได้สูงก็ควรลดการบริโภคเนื้อสัตว์ อาหารที่ทำจากนม และไข่ให้น้อยลง\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/vegetarian-diets-not-climate-friendly/5106174.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1570432701.jpg"],
    [742,2055,"เผย 6 คำแนะนำ 'อายุยืน' - กินดี นอนหลับ ออกกำลังกาย ไม่เครียด!","Fri, 2019-10-04 10:44","http://www.stkc.go.th/node/2055","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"รายงานเกี่ยวกับคำแนะนำสำหรับการมีชีวิตที่ยืนยาวซึ่งเขียนโดย Christie Aschwanden ในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ฉบับวันที่ 28 กันยายน 2019 รวบรวมคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาที่จะช่วยให้มีอายุยืนรวม 6 ข้อ\r\n\r\nได้แก่ การออกกำลังกาย นอนพักผ่อนให้พอ กินอาหารที่ดีมีประโยชน์ เลี่ยงแอลกอฮอล์ที่มากเกินไป จัดการกับความเครียด และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น\r\n\r\n1. การออกกำลังกาย - แพทย์บอกว่าการเคลื่อนไหวร่างกายเพียง 10 ถึง 15 นาทีต่อวันก็ให้ผลที่ดีได้ โดยไม่จำเป็นถึงกับต้องวิ่งมาราธอน และว่าเราจะไม่ได้ประโยชน์อะไรเพิ่มเติมจากการหักโหมออกกำลังกายเกินกว่าหนึ่งชั่วโมงต่อวัน\r\n\r\nตัวอย่างเรื่องประโยชน์ของการเคลื่อนไหวร่างกายนั้นมาจากผลการศึกษาในอังกฤษเมื่อราว 60 ปีที่แล้ว ซึ่งพบว่าพนักงานขายตั๋วบนรถเมล์สองชั้นของอังกฤษที่ต้องเดินขึ้นลงตลอดเวลาในการทำงาน มีอายุยืนกว่าพนักงานขับรถที่ต้องนั่งทำงานทั้งวัน\r\n\r\nนอกจากนั้น การออกกำลังกายยังเป็นผลดีต่อสมองด้วย ในแง่การช่วยสร้างการเชื่อมต่อของเซลประสาท\r\n\r\n\r\nการศึกษาชิ้นใหม่ช่วยยืนยันไม่มีใครแก่เกินออกกำลังกาย\r\n2. การนอนหลับ - เป็นกระบวนการที่ร่างกายและสมองได้ฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเอง โดยการอดนอนจะไปลดการทำงานของอินซูลินซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงของโรคเบาหวานได้\r\n\r\nผลการศึกษาเมื่อปี 2015 ชี้ว่า ความเสี่ยงของโรคเบาหวานประเภท 2 จะเพิ่มขึ้นในคนที่นอนน้อยกว่าวันละ 7 ชั่วโมงหรือมากกว่า 9 ชั่วโมง และนักวิจัยแนะว่าชั่วโมงการนอนหลับที่เหมาะสมนั้นคือ 7 - 8 ชั่วโมงต่อวัน\r\n\r\n\r\nแพทย์ชี้ 'นอนชดเชย' ในวันหยุดไม่ช่วยแก้ปัญหานอนไม่พอ-เสี่ยงหลายโรค\r\n3. อาหารที่ดีมีประโยชน์ – ไม่มียาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดซึ่งได้รับการรับรองว่าช่วยให้อายุยืนได้ และผลการทดลองในหนูที่รับแคลอรี่น้อยลงและมีอายุยืนขึ้นนั้น ก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะให้ผลแบบเดียวกันในมนุษย์หรือไม่ ดังนั้น การเลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งควรเลือกเวลากินให้ถูกต้องด้วย\r\n\r\nสำหรับอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน เช่น ปลา ผัก ผลไม้ ถั่วเปลือกแข็ง ไขมันชนิดดีเช่น น้ำมันมะกอก และเมล็ดธัญพืชไม่ขัดสีนั้น นักโภชนาการแนะว่าสำหรับผู้ที่ไม่ถนัดอาหารสไตล์นี้อาจทานอาหารที่เน้นผักผลไม้ก็จะให้ประโยชน์เช่นกัน\r\n\r\n\r\nอิ่มท้องอิ่มใจ กับ “อาหารสร้างอารมณ์ดี”\r\n4. การดื่มแอลกอฮอล์ - ผลการวิจัยของฝรั่งเศสเคยระบุว่า ไวน์แดงในปริมาณที่เหมาะสมอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวานประเภท 2 ได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม แพทย์แนะนำว่าควรถือหลักพอประมาณเรื่องแอลกอฮอล์ คือให้ไม่เกิน วันละหนึ่งถึงสองแก้ว และสำหรับคนที่ไม่เคยดื่ม นักวิจัยก็เตือนว่าไม่ควรจะเริ่มโดยคิดว่าจะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้\r\n\r\n\r\nนักวิจัยระบุ 'แอลกอฮอล์' ทำลายร่างกายลึกถึงเซลล์ตั้งต้น\r\n5. การบริหารจัดการความเครียด - เป็นเรื่องสำคัญเพราะความเครียดทำให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกายหรือ inflammation ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคร้ายต่าง ๆ เช่น มะเร็ง หัวใจวาย หรืออัลไซเมอร์\r\n\r\n\r\nนักวิจัยพบพันธุกรรมแปรผัน 44 แบบ เกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้ารุนแรง\r\n6. การสร้างสายใยความสัมพันธ์กับผู้อื่น และทำให้ชีวิตมีเป้าหมายและมีคุณค่า - เพราะความสัมพันธ์ที่มีความหมายก็มักเป็นพลังสำคัญช่วยผลักดันให้อายุยืนยาวได้\r\n\r\n\r\nงานวิจัยฮาร์วาร์ดชี้ \"ความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ\" สำคัญกว่าเงินทอง ชื่อเสียง หรือตำแหน่งใหญ่โต\r\nอาจารย์ Steve Cole ศาสตราจารย์ด้านอายุรกรรมและพฤติกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัย UCLA ชี้ว่า ความหมายที่แท้จริงของการมีอายุยืนนั้นไม่ใช่การมีชีวิตอยู่ได้นาน แต่เป็นความโชคดีของเราที่อยู่ได้โดยปราศจากโรคร้ายที่รุมเร้ามากกว่า\r\n\r\nดังนั้นจึงดูเหมือนว่า นัยสำคัญของการมีอายุยืนจึงไม่ใช่ที่จำนวนปี แต่เป็นการมีอายุแบบที่ไม่ต้องนอนป่วยยาว ๆ อยู่บนเตียงนั่นเอง\r\n\r\nที่มา : https://www.voathai.com/a/longevity-ct/5108541.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1570160671.jpg"],
    [743,2053," คนหลายล้านคนเสี่ยงติดโรคหัดที่กำลังระบาดทั่วโลก","Thu, 2019-10-03 10:04","http://www.stkc.go.th/node/2053","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"WHO เตือนว่าโรคหัดกำลังระบาดรวดเร็วทั่วโลกเพราะคนหลายล้านคนไม่ได้รับวัคซีน\r\n\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกรายงานว่าจำนวนคนติดเชื้อโรคหัดในช่วง 6 เดือนเเรก ของปีนี้เป็นจำนวนที่สูงที่สุดตั้งเเต่ปี ค.ศ. 2006 หรือเมื่อ 13 ปีที่แล้ว โดยล่าสุดองค์การอนามัยโลกรายงานว่ามีคนติดเชื้อโรคนี้เเล้ว 365,000 รายถือเป็นเกือบ 3 เท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกย้ำว่าจำนวนคนติดเชื้อจริงๆ น่าจะสูงกว่าตัวเลขนี้มากเพราะมีคนที่ติดเชื้อน้อยกว่า 1 ใน 10 ที่รายงานว่าเป็นโรคนี้ เเละมาจนถึงกลางปีนี้ WHO รายงานว่าจำนวนคนติดเชื้อโรคหัดในทวีปแอฟริกาเพิ่มขึ้นร้อยละ 900 ตามมาด้วยร้อยละ 230 ในพื้นที่ทางแปซิฟิกตะวันตกเเละร้อยละ 120 ในพื้นที่ทวีปยุโรปและมีเพียงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับทวีปอเมริกาทั้งเหนือเเละใต้เท่านั้นที่สามารถควบคุมการระบาดของโรคได้ โดยมีจำนวนคนติดเชื้อลดลงร้อยละ 15\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกย้ำว่า คองโก มาดากัสก้าเเละยูเครนรายงานว่ามีคนติดเชื้อในจำนวนที่สูงที่สุดในปีนี้ เเต่ Christian Lindmeier โฆษกของ WHO กล่าวว่ามาดากัสก้าสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคได้ดี\r\n\r\nเขากล่าวว่ามีข่าวดีในมาดากัสก้าเนื่องจากมีการส่งเสริมการฉีดวัคซีนฉุกเฉินทั่วประเทศ ทำให้จำนวนคนติดเชื้อลดลงอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เเม้ว่ายังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจำนวนคนติดเชื้อสูงทึ่สุดก็ตามและมาตรการที่ในมาดากัสก้าใช้นี้เเสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนป้องกันโรคที่ช่วยหยุดยั้งการระบาดได้เเละช่วยปกป้องสุขภาพของประชาชน\r\n\r\nWHO รายงานว่าโรคหัดเป็นโรคที่ป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนเพียงสองเข็ม วัคซีนนี้มีประสิทธิภาพดีเเละความปลอดภัยสูงและองค์การอนามัยโลกเตือนว่าคนที่ไม่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่มีความร้ายเเรง ซึ่งอาจทำให้พิการเเละอาจเสียชีวิตได้\r\n\r\nโฆษกขององค์การอนามัยโลกบอกว่ามีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้คนไม่รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้เเละไม่สามารถระบุสาเหตุหลักได้ เขายกตัวอย่างว่าการเคลื่อนไหวต่อต้านการฉีดวัคซีนเเละการได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมีผลกระทบต่อคนในบางพื้นที่ บางชุมชนและในบางประเทศ\r\n\r\nโฆษกขององค์การอนามัยโลกกล่าวว่าที่สำคัญมากกว่านั้นคือการเข้าถึงการบริการทางสุขภาพ ยารักษาโรค ตลอดจนการบริการทางสาธารณสุขที่มีคุณภาพ เขาชี้ว่าจะเห็นว่าในเเต่ละชุมชนมีสาเหตุที่เเตกต่างกันไปที่ทำให้คนไม่ได้รับวัคซีน รวมทั้งความขัดเเย้งและการพลัดถิ่น\r\n\r\nWHO รายงานว่าโรคหัด กำลังระบาดในกลุ่มเด็กเเละในกลุ่มเยาวชน ตลอดจนกลุ่มผู้ใหญ่ในหลายๆประเทศเพราะคนเหล่านี้ไม่ได้รับวัคซีนมาก่อน ทางองค์การอนามัยโลกได้เร่งเร้าให้คนทั่วไปเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ให้ครบตามกำหนด\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)\r\n\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/who-measles-tk/5096052.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1570071848.jpg"],
    [744,2049,"วิจัยชี้ ชา 1 ถุงปล่อยไมโครพลาสติกนับพันล้านหน่วย","Wed, 2019-10-02 11:13","http://www.stkc.go.th/node/2049","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ทีมวิจัยที่มหาวิทยาลัยในแคนาดา พบว่า ถุงชาร้อนเพียง 1 ซอง สามารถปล่อยนาโนพลาสติกและไมโครพลาสติกนับพันล้านหน่วยลงไปในเครื่องดื่มร้อนที่คุณดื่มได้\r\n\r\nทีมวิจัยจาก McGill University วิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นจากการนำถุงชาร้อนที่ขายตามท้องตลาด 4 ยี่ห้อ นำใบชาออกมาก่อนจะใส่น้ำร้อนเดือด เหมือนกับการชงชาทั่วไป และพบว่าชาร้อน 1 ซอง สามารถปล่อยไมโครพลาสติกราว 11,600 ล้านหน่วย และพบว่าปล่อยอนุภาคนาโนพลาสติก 3,100 ล้านหน่วยลงไปในเครื่องดื่มเพียงถ้วยเดียว ซึ่งมากกว่าปริมาณพลาสติกที่พบในอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ขณะที่ผู้ผลิตชาร้อนสำเร็จรูปในปัจจุบัน ใช้โพลีโพรพิลีนในการเคลือบถุงชา\r\n\r\nในการศึกษาอีกฉบับหนึ่งระบุว่า มนุษย์บริโภคพลาสติกเฉลี่ย 5 กรัมต่อสัปดาห์ ตามมาด้วยการศึกษาผลกระทบจากพลากสติกในอาหารและเครื่องดื่มชิ้นแรกๆที่ได้รับความสนใจ คือการพบไมโครพลาสติกในน้ำดื่มบรรจุขวด ก่อนที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO จะออกมายืนยันว่าเมื่อเดือนก่อนว่า ไมโครพลาสติกที่พบในน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกนั้นไม่ถึงระดับอันตราย\r\n\r\nซึ่งเท่ากับน้ำหนักของบัตรเครดิต ขณะที่ตอนนี้ยังไม่มีการวิจัยผลกระทบต่อสุขภาพจากการบริโภคพลาสติก ซึ่งทีมวิจัยเรียกร้องให้มีการศึกษาวิจัยต่อยอดถึงผลกระทบด้านสุขภาพจากการบริโภคพลาสติกต่อไป\r\n\r\nที่มา https://www.voathai.com/a/tea-bag-microplastic-09272019/5102218.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1569989625.jpg"],
    [745,2043,"'แอ๊ปเปิล' ถูกใจสิ่งนี้! เมื่อความต้องการ 'ไอโฟน 11' สูงกว่ารุ่นเดิมปีที่แล้ว","Mon, 2019-09-30 08:19","http://www.stkc.go.th/node/2043","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"นักวิเคราะห์การตลาดหลายราย ระบุว่า ความต้องการโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นใหม่ของ Apple คือ iPhone 11 สูงกว่าความต้องการไอโฟนรุ่นก่อนที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว ก่อนหน้าที่ร้านโทรศัพท์มือถือต่างๆ จะเริ่มให้สั่งซื้อ iPhone 11 ล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันศุกร์ที่จะถึงนี้\r\n\r\nข่าวนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของ Apple หลังจากที่ยอดขายไอโฟนลดลงต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา\r\n\r\nนักวิเคราะห์ใช้วิธีวัดความต้องการของโทรศัพท์มือถือรุ่นที่ออกใหม่ โดยดูจากวันที่คาดว่าจะส่งมอบโทรศัพท์รุ่นนั้น ซึ่งถ้าความต้องการมาก วันที่ส่งมอบก็จะถูกเลื่อนออกไปนานขึ้นเพราะต้องใช้เวลามากขึ้นในการผลิต\r\n\r\nสำหรับ iPhone 11 ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้น บริษัทวิจัยการตลาด Nomura Group คาดว่าเวลาส่งมอบโทรศัพท์แก่ผู้สั่งจองจะอยู่ที่ 17 วันหลังวันเปิดจองวันแรก เทียบกับ iPhone XS และ XS Max ที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งใช้เวลาส่งมอบ 11 วันหลังวันเปิดตัว\r\n\r\nโดย iPhone 11 Pro สีเทาและสีทอง คือรุ่นที่มีความต้องการมากที่สุดในบรรดาไอโฟนทั้งหมดที่เปิดตัวเมื่อสัปดาห์ก่อน\r\n\r\nนักวิเคราะห์ชี้ว่า สาเหตุที่ทำให้ความต้องการไอโฟนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ใช้ไอโฟนจำนวนมากไม่ได้อัพเกรดโทรศัพท์ของตนเมื่อปีที่แล้ว เนื่องจากราคาที่สูงกว่ารุ่นก่อนๆ เทียบกับราคาที่ถูกลงราว 50 ดอลลาร์ใน iPhone 11\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/apple-iphone-11-demand-surges/5086007.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1569806390.jpg"],
    [746,2036,"'หัวเหว่ย' เปิดตัวโทรศัพท์ Mate 30 รุ่นแรกที่ไม่มีแอพกูเกิล","Wed, 2019-09-25 10:33","http://www.stkc.go.th/node/2036","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทเทคโนโลยีจีน หัวเหว่ย (Huawei) เปิดตัวโทรศัพท์มือถือแบบไฮเอนด์ รุ่นใหม่ล่าสุด Mate 30 และ Mate 30 Pro ในงานที่จัดขึ้นที่นครมิวนิค เยอรมนี ในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นโทรศัพท์รุ่นแรกของหัวเหว่ยที่ไม่มีแอพของกูเกิลติดตั้งไปด้วย หลังจากหัวเหว่ยเผชิญมาตรการลงโทษจากรัฐบาลสหรัฐฯ\r\n\r\nริชาร์ด หยู ประธานฝ่ายธุรกิจผู้บริโภคของหัวเหว่ย กล่าวในงานเปิดตัว Mate 30 และ Mate 30 Pro ว่า หัวเหว่ยไม่สามารถใส่แอพของกูเกิลเข้าไปในโทรศัพท์รุ่นใหม่ได้ เนื่องจากการลงโทษของรัฐบาลสหรัฐฯ\r\n\r\nโทรศัพท์รุ่นใหม่ของหัวเหว่ยจะยังคงใช้ระบบปฏิบัติการ Android ของ Google ต่อไป แต่จะไม่มีแอพยอดนิยมของ Google อย่าง Play Store และ Google Maps นอกจากนี้ยังไม่มีแอพ Instagram และ WhatsApp ของ Facebook ด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม นายหยูบอกว่า มีแอพอื่นๆ อีกมากมายใน Huawei App Gallery ที่คล้ายกับ Whatsapp, YouTube หรือ Google Maps\r\n\r\nนักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีเชื่อว่า การที่โทรศัพท์รุ่นใหม่ของหัวเหว่ยไม่มีแอพดังกล่าวของ Google และ Facebook จะทำให้ดึงดูดผู้บริโภคน้อยลง\r\n\r\nเมื่อต้นเดือนนี้ หัวเหว่ยเพิ่งเปิดตัวระบบปฏิบัติการของตนเอง โดยใช้ชื่อว่า HarmonyOS ที่จะนำมาใช้แทน Android แต่ยังไม่ใช่ในโทรศัพท์ Mate 30 ที่เพิ่งเปิดตัวครั้งนี้\r\n\r\nที่มา - https://www.voathai.com/a/huawei-mate30-sanction-hit-phone/5091001.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1569382449.jpg"],
    [747,2034,"ผลวิจัยยืนยัน “บุหรี่ไฟฟ้า” ทำลายปอดเสียหายไม่แพ้บุหรี่ทั่วไป","Tue, 2019-09-24 09:51","http://www.stkc.go.th/node/2034","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"\r\nศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC เปิดเผยว่า พบผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 6 ราย และยังพบผู้ป่วยเพิ่มเป็น 380 ราย ซึ่งป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับปอด ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้า และล่าสุดมีการวิจัยที่ยืนยันว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าสร้างความเสียหายให้กับปอดไม่ต่างกับการสูบบุหรี่ทั่วไป\r\n\r\nอดัม เฮอร์เจนเรเดอร์ วัยรุ่นอเมริกันวัย 18 ปี ซึ่งสูบบุหรี่ไฟฟ้า บอกระหว่างเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลว่า แม้ว่าเขาจะมีอายุได้ 18 ปี แต่ปอดของเขามีสภาพเหมือนคนอายุถึง 70 ปีเข้าไปแล้ว\r\n\r\nอดัมเป็นหนึ่งในวัยรุ่นอเมริกันหลายคนที่หันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งมีแบรนด์บุหรี่ไฟฟ้ายี่ห้อหนึ่งที่ออกมาโฆษณาว่าการสูบบุหรี่ชนิดนี้เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ทั่วไป โดยที่พวกเขาไม่รู้ว่ากำลังสูดไอระเหยที่มีสารเคมีอะไรเข้าไปบ้าง\r\n\r\nนพ. โรเบิร์ต แกลตเทอร์ แพทย์ในห้องฉุกเฉิน บอกว่า ทุกครั้งที่สูบบุหรี่ไฟฟ้า ผู้สูบจะสูดละอองของเหลวเข้าไป ซึ่งไม่ใช่ไอน้ำอย่างที่คิดกัน แต่เป็นสารเคมีอัลดีไฮด์และแอลกอฮอล์ชนิดพิเศษที่ก่อตัวขึ้นระหว่างกระบวนการทำให้สารเคมีในบุหรี่ไฟฟ้าร้อนจนกลายเป็นละอองควัน\r\n\r\nยิ่งไปกว่านั้น ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจสอบสารเคมีที่เป็นส่วนผสมในบุหรี่ไฟฟ้า 150 ชนิด พบว่า สารละลายที่ใช้สำหรับบุหรี่ไฟฟ้าประกอบด้วยสารเคมีราว 200 ชนิดด้วยกัน ซึ่งได้รับการอนุมัติโดยหน่วยงานของรัฐเพื่อการบริโภค แต่ไม่ใช่สำหรับการสูบหรือสูดไอระเหยแต่อย่างใด\r\n\r\nการศึกษาชิ้นใหม่จากคณะแพทย์ศาสตร์ ของมหาวิทยาลัย University of North Carolina พบว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าทำให้ปอดเกิดการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับผู้ที่ป่วยด้วยโรคถุงลุมโป่งพองจากการสูบบุหรี่ทั่วไป\r\n\r\nอาจารย์โรเบิร์ต ทาร์แรน หัวหน้าทีมวิจัยล่าสุดนี้ บอกว่า ได้พบโปรตีนที่เรียกว่า โพรทีเอส (protease) ในปอดของผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าบางราย ซึ่งหากมีมากขึ้นก็จะเข้าทำลายปอดให้เสียหายได้ ซึ่งในการศึกษานี้พบว่า ปริมาณโพรทีเอส ของผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้า อยู่ในระดับที่เท่ากับผู้สูบบุหรี่ทั่วไปด้วย\r\n\r\nอาจารย์ทาร์แรน ยังบอกด้วยว่า สารนิโคตินที่พบในบุหรี่ไฟฟ้า มีส่วนเชื่อมโยงกับระดับ protease ที่เพิ่มขึ้นในปอดของผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าด้วย\r\n\r\nแม้ในการศึกษานี้ จะชี้ว่ายังเร็วเกินไปที่จะบ่งชี้ผลกระทบในระยะยาวสำหรับการสูบบุหรี่ไฟฟ้า แต่สำหรับวัยรุ่นที่ปอดยังเติบโตไม่เต็มที่ ถือว่าเป็นช่วงวัยที่เสี่ยงกว่าวัยผู้ใหญ่ในการสูบบุหรี่ไฟฟ้า\r\n\r\nปัจจุบัน ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC ออกมาเตือนให้ “พิจารณา” ที่จะไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า ส่วนสมาคมการแพทย์อเมริกัน ออกคำเตือนประชาชนให้ “หลีกเลี่ยง” การใช้บุหรี่ไฟฟ้า เช่นเดียวกับสมาคมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในระดับมลรัฐ ออกมาเรียกร้องให้มีมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของวัยรุ่น จากตัวเลขของผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยด้วยโรคปอด ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการใช้อุปกรณ์ดังกล่าวที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ\r\n\r\nที่มา -  https://www.voathai.com/a/e-cigarette-lung-damage-as-regular-cigarette-09162019/5085925.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1569293460.jpg"],
    [748,2032,"พาทัวร์หัวใจด้วยเทคโนโลยีวีอาร์  (VR)","Mon, 2019-09-23 09:00","http://www.stkc.go.th/node/2032","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เทคโนโลยีเสมือนจริง หรือ Virtual Reality เริ่มมีบทบาทสำคัญในด้านการแพทย์มากขึ้น อย่างล่าสุด ทีมแพทย์ร่วมมือกับนักพัฒนาเทคโนโลยีวีอาร์ สร้างหัวใจเสมือนจริง เพื่อสร้างความเข้าใจกับผู้ป่วยและครอบครัวในการผ่าตัดหัวใจ\r\n\r\nโบ อาย และเด็กชายโอไรออน อาย วัย 12 ปี เข้าใจส่วนต่างๆ ของหัวใจมนุษย์เป็นอย่างดี หลังจากที่ลูกชายของเขาป่วยเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด กำลังเข้ารับการผ่าตัดหัวใจแบบเปิดเป็นครั้งที่ 4 เพราะครั้งนี้ ทั้งสองคนจะได้เข้าไปท่องหัวใจบนโลกเสมือนจริงเป็นครั้งแรก ผ่านเทคโนโลยี Virtual Reality หรือ VR ที่เรียกว่า Stanford Virtual Heart พัฒนาโดยแพทย์ด้านหัวใจ จากโรงพยาบาลเด็ก Lucile Packard ของมหาวิทยาลัย Stanford ที่ร่วมมือกับ Lighthaus บริษัทด้านเทคโนโลยี VR เนรมิตหัวใจเสมือนจริงให้เห็นแบบคมชัด 360 องศา\r\n\r\nในการทัวร์หัวใจของ Stanford Virtual Heart จะให้สวมใส่แว่นตา VR ซึ่งจะสามารถมองเห็น และยังจับต้องด้วยการหยิบแยกชิ้นส่วนภายในหัวใจเสมือนจริงนี้ มาสังเกตและทำความเข้าใจการทำงานของส่วนต่างๆ ของหัวใจได้อย่างชัดเจนขึ้น\r\n\r\nนพ. เดวิด แอเซลรอด แพทย์โรคหัวใจเด็กที่ดูแลโอไรออนมาตั้งแต่กำเนิด และเป็นที่ปรึกษาของ Stanford Virtual Heart บอกว่า แรกเริ่มเดิมที เทคโนโลยีนี้มีขึ้นเพื่อใช้สอนนักศึกษาแพทย์ ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นทัวร์หัวใจให้กับผู้ป่วยเด็ก เพื่ออธิบายภาวะโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และอธิบายขั้นตอนการรักษาด้วยการผ่าตัดอันซับซ้อนที่จะเกิดขึ้นให้คนไข้และครอบครัวได้เข้าใจ\r\n\r\nเทคโนโลยี VR ได้ช่วยทำให้โอไรออนและคุณพ่อเห็นภาพที่ชัดเจนของหัวใจในแบบที่พิเศษกว่าคำอธิบายทางการแพทย์ใดๆ\r\n\r\nโบ อาย พ่อของโอไรออน บอกหลังจากได้เห็นหัวใจเสมือนจริงว่า เขาไม่เคยทราบมาก่อนว่าลิ้นหัวใจแต่ละส่วนมีลักษณะที่แตกต่างกันขนาดไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากที่เราได้เห็นภายในหัวใจ และช่วยให้เขาเห็นภาพของสิ่งที่โอไรออนต้องเผชิญในการผ่าตัดด้วย\r\n\r\nสำหรับเด็กและครอบครัวที่ต้องรับมือกับการผ่าตัดหัวใจแล้ว ทัวร์หัวใจ Stanford Virtual Heart นี้ ไม่เพียงแต่สร้างความเข้าใจ แต่ยังทำให้พวกเขาอุ่นใจได้มากขึ้นในการรักษา และช่วยให้คนรอบข้างดูแลบุตรหลานผู้เป็นที่รักเหมือนดวงใจได้ดียิ่งขึ้น\r\n\r\nCr. : https://www.voathai.com/a/vr-virtual-heart-09192019/5091065.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1569204055.jpg"],
    [749,2027,"การศึกษาชี้ เทคโนโลยีวีอาร์ ช่วยป้องกันภาวะความจำเสื่อมได้","Wed, 2019-09-18 09:18","http://www.stkc.go.th/node/2027","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เวย์น การ์เซีย วัย 57 ปีสวมอุปกรณ์แว่นตาวีอาร์ และเริ่มปั่นจักรยานที่เชื่อมต่อกับโปรแกรมความจริงเสมือน หรือ VR ในห้องทดลองที่มหาวิทยาลัย University of Southern California หรือ USC วิทยาเขตนครลอสแองเจลีส สำหรับการศึกษาเกี่ยวกับการป้องกันภาวะความจำเสื่อมด้วยเทคโนโลยีวีอาร์ ผสมผสานกับการออกกำลังกาย\r\n\r\nนายการ์เซีย บอกว่า มันน่ากลัวที่วันหนึ่งเขาอาจจะเผชิญกับโรคความจำเสื่อมนี้ เพราะปู่ ย่า พ่อ และแม่ของเขามีภาวะความจำเสื่อม และเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ต้องเห็นพ่อแม่ซึ่งเคยเป็นปกติดีเริ่มมีความทรงจำเลือนลางลงไปเรื่อยๆ\r\n\r\nด้านจูดี้ พา หนึ่งในทีมวิจัยจาก USC Keck School of Medicine บอกว่า ภาวะความจำเสื่อมจะค่อยๆมีอาการสะสมประมาณ 10-20 ปีก่อนจะแสดงอาการออกมาในลักษณะที่ผู้ป่วยไม่สามารถดูแลตัวเอง หรือทำกิจกรรมที่เคยทำได้ตัวเอง อย่างการจ่ายค่าสาธารณูปโภค ขับรถ ทำกับข้าว แต่งตัว ซึ่งนั่นก็ถือว่าสายเกินแก้ไปเสียแล้ว และปัจจุบันยังไม่มีหนทางรักษาภาวะดังกล่าว\r\n\r\nทีมวิจัยจาก USC ต้องการศึกษาผลจากการใช้เทคโนโลยีวีอาร์ที่มีต่อสมองและการรับรู้ของผู้สูงวัย ซึ่ง จูดี้ พา อธิบายว่า เทคโนโลยีวีอาร์พิเศษว่าเกม 2 มิติทั่วไป ตรงที่ให้ประสบการณ์ 3 มิติที่จำเป็นต่อการฝึกฝนระบบการจดจำด้านระยะ ขนาด และตำแหน่งของวัตถุในสมอง\r\n\r\nการทดลองวีอาร์ชะลอภาวะความจำเสื่อมของทีมวิจัยจาก USC เน้นการศึกษาและป้องกันความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ ภาวะความจำเสื่อม และความผิดปกติทางการรับรู้ ด้วยการใช้อุปกรณ์วีอาร์ ที่สร้างสถานการณ์จำลอง ควบคู่กับการออกกำลังกายและฝึกการใช้สมองไปพร้อมกัน\r\n\r\nนายการ์เซียอธิบายการทดสอบของเขาว่า เขาต้องปั่นจักรยานให้ได้ระดับอัตราการเต้นของหัวใจอยู่ที่ 135 ครั้งต่อนาที พร้อมกันต้องทำกิจกรรมที่อยู่ในเกมวีอาร์ไปพร้อมๆกัน นั่นคือ การจดจำเส้นทาง การหยิบอาหารในเกมด้วยการแตะเบรค และนำอาหารไปป้อนให้สัตว์ต่างๆที่อยู่ในเกม\r\n\r\nทั้งนี้ ในการศึกษาการใช้เทคโนโลยีวีอาร์ในการป้องกันภาวะความจำเสื่อม ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้นเท่านั้น โดยมุ่งไปที่ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ เช่น การดำรงชีวิตแบบเฉื่อยชา และการขาดสิ่งเร้าทางสมองและทางสังคม ด้วยเป้าหมายที่จะชะลอความเสื่อมถอยด้านการรับรู้ ให้ผู้สูงวัยได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างมีเรื่องราวให้จดจำ\r\n\r\nที่มา.  https://www.voathai.com/a/vr-aging-dementia-09122019/5081976.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1568773096.jpg"],
    [750,2022,"ควรออกกำลังกายหรือไม่...ในขณะป่วย? ","Tue, 2019-09-17 13:22","http://www.stkc.go.th/node/2022","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"\r\nแพทย์ที่สมาคม American Heart Association แนะนำให้ออกกำลังกายในระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายช่วยให้มีสุขภาพที่ดี\r\n\r\nหลายๆ คนออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยจะออกกำลังกายเพียงไม่กี่นาทีเป็นประจำทุกวันหรือวันเว้นวัน ดังนั้นการที่จะออกกำลังกายให้ได้ 150 นาทีนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับคนเหล่านี้\r\n\r\nแต่คำถามก็คือ จะทำอย่างไรในเวลาที่ป่วย? หากคุณรู้สึกไม่สบายคุณควรออกกำลังกายตามปกติหรือไม่? การออกกำลังกายจะช่วยให้หายป่วยเร็วขึ้น หรือจะทำให้หายป่วยช้าลง?\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพตอบคำถามเหล่านี้รวมทั้งคำถามอื่นๆ ไว้ บนเว็บไซต์ของ Mayo Clinic ซึ่งเป็นศูนย์การแพทย์ที่ไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐฯ\r\n\r\nEdward R. Laskowski นายแพทย์ที่ Mayo Clinic ตั้งข้อสังเกตว่า การออกกำลังกายแบบไม่รุนแรงไปจนถึงปานกลางนั้น เป็นสิ่งที่สามารถทำได้หากเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดา\r\n\r\nนายแพทย์ Laskowski และผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ มีเกณฑ์ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับการออกกำลังกายในเวลาที่ป่วย โดยอธิบายว่าการออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ปกติ หากมีอาการเจ็บป่วยที่อยู่เหนือลำคอขึ้นไป ซึ่งอาการเหล่านี้อาจรวมถึงน้ำมูกไหล คัดจมูก จาม หรือเจ็บคอเล็กน้อย\r\n\r\nนายแพทย์ Laskowski กล่าวเสริมอีกว่า ที่จริงแล้วการออกกำลังกายอาจช่วยให้รู้สึกดีขึ้นโดยจะเป็นการเปิดโพรงจมูก ให้หายคัดจมูกชั่วคราว และช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้น\r\n\r\nWebMD ซึ่งเว็บไซต์สุขภาพของชาวอเมริกันก็ให้คำแนะนำที่คล้ายกันนี้\r\n\r\nGeralyn Coopersmith ผู้ฝึกสอนสมรรถภาพทางกาย ซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มเกี่ยวกับการออกกำลังกายและโภชนาการ กล่าวว่ากฎทั่วๆ ไปคือหากมีอาการฟุดฟิดเพียงเล็กน้อย เมื่อทานยาและไม่รู้สึกป่วยมากจนเกินไป ก็สามารถออกกำลังกายได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตามทั้ง Coopersmith และ นายแพทย์ Laskowski แนะนำให้หยุดพักจากการออกกำลังกายหากมีอาการเจ็บป่วยในบริเวณที่ต่ำกว่าลำคอลงมา เช่นมีอาการคัดหน้าอก ไอแบบรุนแรง หรือมีอาการปวดท้อง\r\n\r\nและก็ยังมีอาการอื่นๆ ที่สามารถบอกได้ว่าควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย ได้แก่\r\n\r\nตัวร้อนผิดปกติ\r\n\r\nรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากมาก หรือมีอาการอ่อนระโหยโรยแรง\r\n\r\nปวดกล้ามเนื้อในบริเวณกว้างๆ\r\n\r\nCoopersmith กล่าวเสริมอีกว่าหากมีอาการแน่นหน้าอก ไม่ควรออกกำลังกาย ทั้งนี้ทุกคนควรจะฟังเสียงจากร่างกายของตัวเอง หากรู้สึกแย่จริงๆ ก็ควรหยุดพักให้ร่างกายได้พักผ่อน หรือให้ลดความเข้มข้นของการออกกำลังกาย เช่นให้ใช้วิธีการเดินออกกำลังกายแทนการวิ่ง และว่าการหยุดออกกำลังกายเพียงไม่กี่วันในเวลาที่ป่วย ไม่น่าส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพของร่างกายแต่อย่างใด เมื่อรู้สึกดีขึ้นแล้ว ก็สามารถออกกำลังกายแบบเข้มข้นตามเดิมได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม นายแพทย์ Laskowski เตือนว่าการออกกำลังกายในเวลาที่ป่วยมากกว่าการเป็นหวัดแบบธรรมดา อาจทำให้มีอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บมากขึ้นได้\r\n\r\nที่มา : https://www.voathai.com/a/exercise-while-sick/5077085.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1568701327.jpg"],
    [751,2020,"ค้นพบ “น้ำ” บนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเป็นครั้งแรก","Mon, 2019-09-16 10:12","http://www.stkc.go.th/node/2020","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ทีมนักวิทยาศาสตร์อังกฤษ ค้นพบน้ำบนดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะเป็นครั้งแรก จุดไฟแห่งความหวังครั้งใหม่แห่งมวลมนุษยชาติว่าด้วยการค้นหาดาวเคราะห์ดวงใหม่ที่เหมาะกับการดำรงชีพของมนุษย์\r\n\r\nทีมนักวิจัยจาก University College London ออกถลงข่าวเมื่อวันพุธว่าค้นพบไอน้ำในอากาศของดาวเคราะห์ K2-18b ซึ่งทีมนักวิทยาศาสตร์เรียกกันว่า Super Earth ห่างออกไปจากโลกราว 110 ปีแสง และมีอุณหภูมิเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิต\r\n\r\nปัจจุบัน มีการค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะมากกว่า 4,000 ดวง แต่นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่ามีดาวเคราะห์ K2-18b เพียงดวงเดียวเท่านั้นที่พบน้ำ พื้นผิวขรุขระ และสภาพอากาศที่จำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตใกล้เคียงกับโลก แตกต่างกันแค่ดาวเคราะห์ K2-18b มีขนาดใหญ่เป็น 2 เท่าของโลก\r\n\r\nดาวเคราะห์ K2-18b ถูกค้นพบโดยองค์การนาซา เมื่อปี ค.ศ. 2015 แต่การค้นพบล่าสุดโดย ทีมนักวิจัยจาก University College London ช่วยทำให้มนุษย์เข้าใกล้คำตอบที่ว่า “โลกลักษณะแบบนี้มีเพียงหนึ่งเดียวในจักรวาลหรือไม่?”\r\n\r\nที่มา. https://www.voathai.com/a/water-founded-in-super-earth-exoplanet-09112019/5079813.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1568603554.jpg"],
    [752,2015,"'แอ๊ปเปิล' เปิดตัวไอโฟนใหม่ ชูเทคโนโลยีกล้องสามตัว","Wed, 2019-09-11 10:13","http://www.stkc.go.th/node/2015","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัท แอ๊ปเปิล (Apple Inc) เปิดตัวโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด iPhone 11 และบริการทีวีสตรีมมิ่ง Apple TV+ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ใหม่อื่นๆ ในงานที่จัดขึ้นที่เมืองคูเปอร์ติโน รัฐแคลิฟอร์เนีย ในวันอังคารตามเวลาในสหรัฐฯ\r\n\r\nเริ่มจาก iPhone 11 ที่จะมีทั้งหมด 3 รุ่น เหมือนไอโฟนรุ่นก่อนๆ คือ iPhone 11 รุ่นธรรมดา ที่มีกล้องสองตัว และใช้ไมโครชิพรุ่นใหม่ A13 ราคาเริ่มต้น $699 ตามด้วย iPhone 11 Pro ที่มีกล้องสามตัวด้านหลังที่สามารถทำงานร่วมกันได้ทั้งเวลาถ่ายรูปและถ่ายวิดีโอ ราคาเริ่มต้น $999 และปิดท้ายด้วย iPhone 11 Pro Max ซึ่งหน้าจอใหญ่กว่าสองรุ่นแรก ราคา $1,099\r\n\r\nไอโฟนใหม่ทั้งสามรุ่นนี้จะเริ่มให้สั่งจองได้ในวันศุกร์นี้ และจะเริ่มส่งมอบสินค้าในวันที่ 20 กันยายน นักวิเคราะห์คาดว่า Apple จะสามารถขายไอโฟนรุ่นใหม่ได้ 200 ล้านเครื่องทั่วโลกภายในปีหน้า\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม คู่แข่งของ Apple คือ Huawei Technologies และ Samsung Electronics ต่างเปิดตัวโทรศัพท์แบบมีกล้องสามตัวมาแล้วก่อนหน้านี้\r\n\r\nนอกจากไอโฟนรุ่นใหม่แล้ว Apple ยังเปิดตัวบริการทีวีสตรีมมิ่ง Apple TV+ ที่มีค่าสมาชิกเดือนละ 5 ดอลลาร์ ถูกกว่าคู่แข่งอย่าง Netflix และ Disney+ และยังมีบริการเกมออนไลน์แบบใหม่ Apple Arcade โดยจะเปิดให้บริการในมากกว่า 100 ประเทศ ในเดือนพฤศจิกายนนี้\r\n\r\nสำหรับลูกค้าที่ซื้อไอโฟน ไอแพด หรือคอมพิวเตอร์แม็ค จะได้เป็นสมาชิก Apple TV+ ฟรีหนึ่งปี\r\n\r\nนอกจากนี้ Apple ยังเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ Apple Watch Series 5 และไอแพดรุ่นใหม่หน้าจอ 10.2 นิ้ว ในงานนี้ด้วย\r\n\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/apple-new-iphones-reveal/5078268.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1568171639.jpg"],
    [753,2012,"สัมผัสประสบการณ์เหมือนจริงของดาวอังคารกับ 'แอสโตรแลนด์' ในสเปน","Tue, 2019-09-10 13:23","http://www.stkc.go.th/node/2012","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"\r\nใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตบนดาวอังคารว่าเป็นอย่างไร เวลานี้ไม่ต้องไปถึงดาวอังคารแล้ว เพราะสามารถทำได้ที่ Astroland ซึ่งจำลองสภาพแวดล้อมแบบดาวอังคารมาไว้ที่ถ้ำแห่งหนึ่งทางเหนือของสเปน และเปิดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกมาลองสัมผัสประสบการณ์นี้โดยตรง\r\n\r\nโครงการของ Astroland ที่จำลองสภาพแวดล้อมแบบดาวอังคารมาไว้ที่สเปนนั้นมีชื่อเรียกว่า Ares Station ซึ่งใช้ความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์ สถาปนิก และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายคน ในการเปลี่ยนด้านในของถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในเทือกเขาแคนตาเบรีย ทางเหนือของสเปน ให้เป็นสถานที่พิเศษที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวมาลองใช้ชีวิตภายใต้สภาพแวดล้อมเหมือนดาวอังคาร\r\n\r\nสภาพไร้บรรยากาศ อุณหภูมิติดลบสุดขั้ว และรังสีคอสมิคที่ล่องลอยอยู่ทั่วไป คือส่วนหนึ่งของสภาพแวดล้อมของ \"ดาวแดง\" หรือ \"Red Planet\" ที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถอาศัยอยู่บนพื้นผิวของดาวอังคารได้ ทำให้ต้องสร้างอาณานิคมขึ้นใต้ดิน\r\n\r\nโดยก่อนที่จะเข้าไปใช้ชีวิตในโดมชั่วคราวที่สร้างขึ้นในถ้ำดังกล่าวเป็นเวลา 3 คืน 4 วัน นักผจญภัยที่เข้าร่วมโครงการนี้ต้องเข้าคอร์สฝึกฝนออนไลน์เป็นเวลา 26 วัน และฝึกจริงแบบเข้มข้มที่จำลองสถานการณ์ต่างๆ อีก 3 วัน ก่อนที่จะกลายเป็น \"Astrolander\" ที่พร้อมจะเข้าไปใช้ชีวิตบนดาวอังคารจำลองจริงๆ\r\n\r\nหนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการนี้ บอกว่า สิ่งสำคัญที่ประสบพบเจอตลอดเวลาระหว่างการอยู่ใน Ares Station คือการคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และลองผิดลองถูก ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่พิเศษจริงๆ\r\n\r\nภายนอกของโดมที่ถูกสร้างขึ้นในถ้ำ ผู้เข้าร่วมต้องเผชิญกับสภาพไร้น้ำหนัก ต้องเรียนรู้วิธีเดินในอวกาศ และวิธีปลูกพืชในห้องแล็ปที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษ ไม่ต่างจากภาพยนตร์เรื่อง The Martian\r\n\r\nผู้เข้าร่วมโครงการอีกผู้หนึ่ง บอกว่า ประสบการณ์ใช้ชีวิตบนดาวอังคารจำลองเป็นเวลา 4 วันนี้พิเศษมากๆ โดยเฉพาะการที่ได้ลองใช้ยานพาหนะพิเศษที่เรียกว่า EVA ซึ่งวิ่งบนพื้นผิวที่จำลองจากดาวอังคาร เช่น บนลาวาที่แข็งตัว\r\n\r\nบรรดาผู้ที่มีโอกาสไปที่ Ares Station ของ Astroland ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้ที่ไหนบนโลกนี้ ทำให้ได้เรียนรู้การปรับตัว ทั้งทางกายและจิตใจ เพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าใหม่ๆ ตลอดเวลาเหมือนอยู่ในอีกโลกหนึ่ง\r\n\r\nAstroland ระบุว่า ถ้ำจำลองดาวอังคารที่สเปนแห่งนี้สามารถรับนักผจญภัยได้คราวละไม่เกิน 10 คน โดยมีค่าใช้จ่ายราว 6,600 ดอลลาร์ หรือประมาณ 200,000 บาทต่อคน ซึ่งภารกิจชุดแรกผ่านไปแล้วด้วยดี และตอนนี้กำลังเปิดรับผู้ที่ชอบผจญภัยหรือหาความท้าทายใหม่ๆ ไปใช้ชีวิตที่นั่นเป็นชุดที่สอง\r\n\r\n\r\n\r\ncr . https://www.voathai.com/a/spain-astroland/5068449.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1568096611.jpg"],
    [754,2009," การศึกษายืนยัน ดื่มน้ำอัดลมทุกชนิด 2 แก้วต่อวัน เสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควร","Mon, 2019-09-09 09:38","http://www.stkc.go.th/node/2009","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA ที่ศึกษาข้อมูลจากชายหญิง 451,743 คน จาก 10 ประเทศในยุโรป ในระยะเวลา 19 ปี พบว่า การบริโภคน้ำอัดลมวันละ 2 แก้วขึ้นไป จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวกับระบบย่อยอาหารและลำไส้ และหากดื่มน้ำอัดลมประเภทไดเอ็ท หรือที่ใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล วันละ 2 แก้วขึ้นไป จะมีส่วนเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตด้วยโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ\r\n\r\nนอกจากนี้ ในการศึกษายังพบว่า การดื่มน้ำอัดลมในปริมาณมากต่อวัน ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคพาร์กินสันอีกด้วย\r\n\r\nทั้งนี้ อายุเฉลี่ยของผู้ที่อยู่ในการวิจัยนี้ อยู่ที่ 50.8 ปี และราว 71.1% เป็นผู้หญิง\r\n\r\nการศึกษานี้ครอบคลุมผลกระทบของการบริโภคน้ำอัดลมในทุกรูปแบบ ทั้งที่ใช้น้ำตาลธรรมชาติและที่ใส่สารให้ความหวานแทนน้ำตาล ที่ขนาดการบริโภค 1 แก้ว เท่ากับประมาณ 250 มิลลิลิตร แต่ปัจจุบันน้ำอัดลมที่จำหน่ายทั่วโลก 1 กระป๋องมีปริมาณ 355 มิลลิลิตร\r\n\r\nปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ ด้วยการบริโภคเครื่องดื่มน้ำตาลน้อยหรือปราศจากน้ำตาลกันมากขึ้น เช่นเดียวกับการผลักดันภาษีน้ำอัดลมในสหรัฐฯ ซึ่งเกิดขึ้นในบางเมืองของรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, โอเรกอน และอิลลินอยส์ ท่ามกลางแรงกดดันจากผู้ประกอบการน้ำอัดลมรายใหญ่ที่พยายามคัดค้านประเด็นดังกล่าว\r\n\r\ncr. https://www.voathai.com/a/soda-2-glasses-a-day-raise-more-risk-for-early-death-09052019/5072474.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1567996704.jpg"],
    [755,2006,"เฟสบุ๊ก (Facebook) เปิดตัวเครื่องมือใหม่ที่อนุญาตให้ผู้ใช้เฟสบุ๊กสามารถปิดกั้นการถูกรวบรวมข้อมูล","Fri, 2019-09-06 13:05","http://www.stkc.go.th/node/2006","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เฟสบุ๊ก (Facebook) เปิดตัวเครื่องมือใหม่ที่อนุญาตให้ผู้ใช้เฟสบุ๊กสามารถปิดกั้นการถูกรวบรวมข้อมูลของตนผ่านแอพพ์หรือเว็บไซต์ต่างๆ ได้ ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่ใช้ฟังก์ชั่นนี้อาจเห็นโฆษณาต่างๆ น้อยลงขณะที่เข้าเฟสบุ๊ก\r\n\r\nเฟสบุ๊กกล่าวในวันอังคารว่า เครื่องมือใหม่นี้เดิมใช้ชื่อว่า “clear history,” ซึ่งถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “off-Facebook activity” ซึ่งผู้ใช้สามารถเห็นกิจกรรมต่างๆ ที่อยู่นอกเฟสบุ๊กผ่านการกดไลค์ แต่ผู้ใช้ก็สามารถเลือกปิดฟังก์ชั่นดังกล่าวได้เพื่อไม่ให้ถูกติดตามโดยโฆษณาต่างๆ หรือถูกดึงข้อมูลของตนไปใช้โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต\r\n\r\nเครื่องมือใหม่นี้เริ่มมีใช้ในวันอังคารในสามประเทศเป็นอันดับแรก คือ เกาหลีใต้ สเปน และไอร์แลนด์ ก่อนที่จะขยายไปยังตลาดอื่นๆ ต่อไป \"ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า\"\r\n\r\nเวลานี้เฟสบุ๊กกำลังถูกจับตามองใกล้ชิดเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้และนโยบายความเป็นส่วนตัว และเพิ่งถูกปรับเงิน 5,000 ล้านดอลลาร์จากคณะกรรมการด้านการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ สืบเนื่องจากการกระทำผิดเรื่องการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าการเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่นี้เป็นความพยายามของเฟสบุ๊กเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรับเงินอีกในอนาคต แต่ก็ยังเปิดโอกาสให้เฟสบุ๊กสามารถติดตามข้อมูลผู้ใช้ได้ต่อไป เพราะเฟสบุ๊กยังคงต้องพึ่งพาโฆษณาแบบเจาะกลุ่มเป้าหมายซึ่งถือเป็นรายได้หลักของสื่อสังคมออนไลน์ยอดนิยมนี้\r\n\r\n\r\n\r\nCr. https://www.voathai.com/a/facebook-lauches-new-tool/5050012.html\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1567749925.jpg"],
    [756,2002,"การศึกษาชิ้นใหม่ช่วยยืนยันไม่มีใครแก่เกินออกกำลังกาย","Thu, 2019-09-05 07:10","http://www.stkc.go.th/node/2002","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิจัยด้านการแพทย์บอกว่า ความเชื่อตั้งเดิมที่ว่าการออกกำลังกายจะสร้างปัญหาและภาระให้กับผู้สูงวัยนั้นเป็นความคิดที่ล้าสมัย เพราะนายแพทย์เลห์ บรีน จากคณะวิทยาศาสตร์การกีฬาและการบำบัดฟื้นฟูด้วยการออกกำลังกาย ที่มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ของอังกฤษ กล่าวว่า วิธีที่ดีที่สุดเพื่อป้องกันโรคภัยและความเจ็บป่วยในวัยชรานั้นคือการหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ\r\n\r\nคำถามก็คือการออกกำลังกายแบบไหนจะเหมาะสมที่สุดสำหรับคนสูงวัย คำตอบก็คือการออกกำลังกายแบบที่เรียกว่า Resistance Training หรือการออกกำลังกายแบบออกแรงต้านเพื่อมุ่งสร้างกล้ามเนื้อและมวลกระดูก เพราะทั้งสองเรื่องนี้ล้วนแต่มีความสำคัญต่อสุขภาพที่ดีของร่างกายที่ผ่านโลกมานาน\r\n\r\nคุณหมอเลห์ บรีน จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ให้คำแนะนำด้วยว่า ผู้ที่อยู่ในช่วงวัย 50 เศษถึง 60 ปีเศษ ควรออกกำลังกายแบบออกแรงต้านเพื่อช่วยสร้างกล้ามเนื้อและมวลกระดูกราวสองถึงสามวันต่อสัปดาห์ โดยการศึกษาได้ชี้ให้เห็นว่ามีการเพิ่มขึ้นของมวลกล้ามเนื้อราว 20% อันเป็นผลจากการออกกำลังกายลักษณะดังกล่าว\r\n\r\nและผลที่ได้นี้เกิดขึ้นในกลุ่มผู้มากวัยแต่ใจยังสู้อยู่ แม้จะไม่เคยฝึกเรื่องการออกกำลังกายลักษณะนี้มาก่อนเลย\r\n\r\nการศึกษาของมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมดังกล่าวดูจะเป็นเครื่องยืนยันด้วยว่า อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขจริงๆ และไม่มีคำว่าแก่เกินกว่าจะได้รับประโยชน์จากการออกกำลังกาย โดยเฉพาะที่มุ่งสร้างกล้ามเนื้อกับมวลกระดูก\r\n\r\nโดยตัวอย่างที่เห็นได้คือการศึกษาเรื่องนี้กับชายสูงวัยอายุตั้งแต่ 65 ถึง 80 ปีจำนวน 15 คน และนายแพทย์เลห์ บรีน บอกด้วยว่า ทางมหาวิทยาลัยมีแผนจะศึกษาเพิ่มเติมเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงต่อไปในช่วงปลายปีนี้\r\n\r\ncr : voathai.com/a/elderly-hardcore-exercise-ct/5068958.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1567642258.jpg"],
    [757,1999,"อินเดียหวังปฏิบัติการสำรวจขั้วใต้ดวงจันทร์จะส่งเสริมสถานะด้านอวกาศที่ใช้ต้นทุนต่ำ","Tue, 2019-09-03 14:48","http://www.stkc.go.th/node/1999","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เจ้าหน้าที่ด้านอวกาศของอินเดียคาดว่า ยานสำรวจขั้วใต้ของดวงจันทร์ซึ่งแยกตัวจากยานแม่ Chandrayaan 2 ได้สำเร็จเมื่อวันจันท์ จะร่อนลงสัมผัสพื้นผิวของดาวบริวารของโลกดวงนี้ได้ในวันเสาร์ เพื่อปล่อยหุ่นยนต์ขนาดเล็กน้ำหนัก 27 กิโลกรัมออกไปสำรวจและเก็บตัวอย่างต่างๆ ทั้งจากบริเวณผิวหน้าและใต้พื้นผิว โดยใช้เวลารวม 14 วัน เพื่อพิสูจน์ยืนยันเรื่องการมีแหล่งน้ำ\r\n\r\nบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์นี้ไม่เคยมีประเทศใดพยายามสำรวจมาก่อน\r\n\r\nรัฐบาลอินเดียหวังว่าปฏิบัติการสำรวจดวงจันทร์ที่ว่านี้ ถ้าเป็นผลสำเร็จตามเป้าหมายจะช่วยผลักดันอินเดียให้เป็นประเทศที่สี่ในกลุ่มประเทศระดับแนวหน้าเรื่องการสำรวจดวงจันทร์ เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงสหรัฐ รัสเซีย กับจีน เท่านั้นที่เคยส่งยานไปสำรวจดวงจันทร์\r\n\r\nหน่วยงานด้านอวกาศของอินเดียแถลงว่า อุปกรณ์ต่างๆ บนยานอวกาศ Chandrayaan 2 ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตที่แปลว่ายานสู่ดวงจันทร์นี้ มีขีดความสามารถในการตรวจหาแหล่งน้ำที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นผิวดวงจันทร์ได้หลายเมตร\r\n\r\nและหากพบหลักฐานเรื่องนี้ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการส่งมนุษย์ขึ้นไปตั้งฐานอยู่บนดวงจันทร์ได้ โดยอินเดียมีแผนจะส่งมนุษย์ขึ้นไปยังดวงจันทร์ภายในปี 2065\r\n\r\nโครงการสำรวจดวงจันทร์ดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของอินเดียที่ใช้ต้นทุนต่ำ โดยโครงการสำรวจด้วยยาน Chandrayaan 2 นี้ใช้เงินลงทุนเพียงราว 140 ล้านดอลลาร์ ซึ่งก็เป็นค่าใช้จ่ายเพียงไม่ถึงหนึ่งในสามของงบประมาณสำรวจอวกาศของประเทศตะวันตก\r\n\r\nCr. : https://www.voathai.com/a/india-moon-mission-ct/5067274.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1567496922.jpg"],
    [758,1997,"ดวงตาเป็นมากกว่า 'หน้าต่างหัวใจ' เพราะอาจเผยว่าเราโกหกหรือไม่!","Mon, 2019-09-02 14:33","http://www.stkc.go.th/node/1997","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"อาจเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ดวงตา อวัยวะที่เราใช้ในการรับภาพนั้น มักอยากจับจ้องมองสิ่งที่ดีและสวยงาม แต่ขณะเดียวกันนักวิจัยก็บอกว่า ลักษณะหรือพฤติกรรมการมองของเราอาจจะช่วยบอกได้ว่าเราเคยรู้จักบุคคลหรือเคยเห็นสิ่งนั้นมาก่อนหรือไม่\r\n\r\nนักวิจัยสนใจศึกษาเรื่องนี้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรมที่อาจจะช่วยพิสูจน์หาข้อเท็จจริงบางอย่างได้ เพราะโดยปกติแล้ว เครื่องจับเท็จซึ่งมุ่งที่การตอบสนองทางร่างกายบางอย่าง เช่น การเต้นของหัวใจ ระดับเสียงในการตอบคำถาม และปฏิกิริยาทางร่างกายนั้น อาจจะไม่สามารถยืนยันได้อย่างถูกต้องน่าเชื่อถือ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะผู้ที่มีความชำนาญอาจจะสามารถควบคุมพฤติกรรมเหล่านี้ได้\r\n\r\nแต่นักวิจัยบอกว่า สายตาและลักษณะการมองสิ่งต่างๆ ของคนเรา โดยเฉพาะสิ่งที่เรารู้จักคุ้นเคยมาก่อนนั้น จะแตกต่างจากสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เพราะเมื่อเรามองภาพหรือสิ่งที่รู้จักคุ้นเคย สายตามักจะมองจับที่ส่วนต่างๆ ของใบหน้าซึ่งเป็นที่คุ้นตาอย่างรวดเร็ว เพื่อสำรวจและยืนยันความจำ\r\n\r\nแต่หากภาพหรือใบหน้าที่นำมาแสดงนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เราก็มักจะใช้เวลานานกว่า และใช้สายตาสำรวจส่วนต่างๆ บนใบหน้ามากกว่า เมื่อเทียบกับการมองสิ่งที่เราเคยรู้จักแล้ว\r\n\r\nแม้ว่าการศึกษาพฤติกรรมการใช้สายตามองนี้อาจจะไม่ใช่วิธีที่จะใช้ยืนยันการจับเท็จได้อย่างสมบูรณ์ แต่อย่างน้อยที่สุดวิธีนี้ก็จะช่วยให้เจ้าหน้าที่สอบสวนสามารถมีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพยานหรือหลักฐานทางวัตถุต่างๆ ที่นำมาแสดงว่าเป็นสิ่งที่บุคคลนั้นเคยรู้จักหรือเคยเห็นมาก่อนหรือไม่\r\n\r\nและขณะที่ดวงตาเปรียบเสมือนหน้าต่างของหัวใจนั้น แต่ในแง่ของการมองแล้ว นักวิจัยเชื่อว่าคนเราอาจจะโกหกคนอื่นด้วยคำพูดได้ แต่สายตานั้นไม่สามารถจะโกหกได้อย่างแน่นอน\r\n\r\nที่มา : https://www.voathai.com/a/eye-movement-lying/5052276.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1567409590.jpg"],
    [759,1993,"รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติการทดลองปลูกอวัยวะมนุษย์ในสัตว์","Fri, 2019-08-30 10:36","http://www.stkc.go.th/node/1993","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"หนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun ของญี่ปุ่น รายงานว่า Hiromitsu Nakauchi นักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมวิจัยที่สถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยโตเกียว ยืนยันการอนุมัติการทดลองปลูกอวัยวะมนุษย์ในสัตว์แล้ว\r\n\r\nศูนย์วิจัยของ Nakauchi ทำการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างตัวอ่อนสัตว์ที่มีเซลล์ของมนุษย์อยู่ในตัว โดยได้ขออนุมัติการปลูกเซลล์มนุษย์ในตัวอ่อนของสัตว์แล้วฝังเข้าไปในมดลูกของสัตว์\r\n\r\nเป้าหมายของการวิจัยนี้ก็คือการปลูกอวัยวะของมนุษย์ในสัตว์จนโตเต็มที่ ซึ่งอาจสามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ และหากประสบความสำเร็จ อวัยวะดังกล่าวจะสามารถช่วยผู้ที่มีความจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การทดลองดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากนักวิทยาศาสตร์ที่แสดงความห่วงกังวลในเรื่องจริยธรรม\r\n\r\nก่อนหน้านี้ รัฐบาลญี่ปุ่นสั่งห้ามการทดลองปลูกเซลล์มนุษย์ในตัวอ่อนของสัตว์เป็นเวลานานกว่า 14 วัน เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีความกังวลว่าอาจนำไปสู่การกำเนิดของสิ่งมีชีวิตลูกผสมระหว่างสัตว์และยีนของมนุษย์\r\n\r\nแต่รายงานของวารสาร Nature ระบุว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นยกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าวเมื่อเดือนมีนาคม การยกเลิกคำสั่งนี้ช่วยให้คณะวิจัยของ Nakauchi สามารถปลูกอวัยวะจนโตเต็มที่ โดยจะเริ่มต้นจากการทดลองปลูกอวัยวะตับอ่อนของมนุษย์ในสัตว์ อย่างเช่น หนูทดลอง\r\n\r\nHiromitsu Nakauchi กล่าวว่า ในที่สุดเราก็สามารถเริ่มต้นทำการศึกษาในเรื่องนี้ได้อย่างจริงจัง หลังจากการเตรียมการนานถึง 10 ปี แต่เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องสร้างอวัยวะมนุษย์ได้ทันที\r\n\r\nทีมวิจัยของ Nakauchi วางแผนที่จะสร้างตัวอ่อนที่ไม่สามารถสร้างตับอ่อนเองได้ โดยฉีดเซลล์ต้นกำเนิดของมนุษย์เข้าไปในตัวอ่อนเพื่อให้สร้างตับอ่อนจากเซลล์นั้น จากนั้นตัวอ่อนจะถูกฉีดเข้าไปในมดลูกของสัตว์ ด้วยความหวังว่าตับอ่อนเซลล์มนุษย์จะเติบโตขึ้นมาได้\r\n\r\nหากการทดลองนี้ประสบความสำเร็จ นักวิจัยหวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถปลูกอวัยวะขนาดเท่าของมนุษย์ในสัตว์ขนาดใหญ่ เช่น หมูและแกะ ได้\r\n\r\nหนังสือพิมพ์ Asahi Shimbun รายงานว่า แนวทางใหม่กำหนดให้นักวิจัยต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการถือกำเนิดของสิ่งมีชีวิตครึ่งคนครึ่งสัตว์\r\n\r\nNakauchi กล่าวว่า จะปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้ และกล่าวอ้างว่าการทดลองนี้อยู่ในความควบคุมเพื่อป้องกันผลลัพธ์ดังกล่าว และว่าจำนวนเซลล์ของมนุษย์ที่ปลูกในร่างแกะนั้นมีขนาดเล็กมาก ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1,000 หรือ 1 ต่อ 10,000 ซึ่งการปลูกถ่ายในอัตราส่วนนี้จะไม่มีทางทำให้เกิดการถือกำเนิดของสัตว์ที่มีใบหน้าเป็นมนุษย์ได้\r\n\r\nCr : https://www.voathai.com/a/japan-grow-human-organs-in-animals/5040708.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1567136215.jpg"],
    [760,1991,"องค์การอนามัยโลกระบุ 'ไมโครพลาสติก' ในน้ำดื่ม มีความเสี่ยงต่ำต่อสุขภาพ","Thu, 2019-08-29 14:18","http://www.stkc.go.th/node/1991","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"องค์การอนามัยโลกหรือ WHO (World Health Organization) จัดทำรายงานชิ้นแรกที่เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพจากมวลพลาสติกขนาดเล็ก หรือไมโครพลาสติก ซึ่งถูกพบได้ตามเเม่น้ำ ทะเลสาบ แหล่งน้ำทิ้ง หรือแม้กระทั่งในน้ำดื่มของมนุษย์\r\n\r\nผลการวิจัยพบว่า หากมนุษย์ดื่มน้ำที่มีมวลพลาสติกขนาดเล็กเข้าไป อันตรายที่มีต่อสุขภาพจะอยู่ในระดับต่ำ\r\n\r\nบรูซ กอร์ดอน ผู้ประสานงานแห่งฝ่าย Water, Sanitation and Health ขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า เมื่อร่างกายรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ระบบย่อยอาหาร ส่วนใหญ่ของมวลพลาสติกเหล่านั้นจะไม่ถูกดูดซึมสู่ร่างกายมนุษย์\r\n\r\nเขากล่าวว่า มวลพลาสติกขนาดจิ๋วในน้ำจากขวดน้ำดื่ม จะถูกพบมากกว่าในน้ำปะปาเล็กน้อย และบางส่วนที่พบในน้ำขวดมาจากฝาปิด และจากกระบวนการผลิตขวด\r\n\r\nการศึกษาชิ้นนี้ระบุด้วยว่า หากกระบวนการบำบัดน้ำเสียทำได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดปริมาณไมโครพลาสติกลงได้อย่างมาก\r\n\r\nเจนนิเฟอร์ เดอ ฟร็องซ์ ผู้เชี่ยวชาญที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่า ประชากรจำนวนมากในโลกไม่สามารถเข้าถึงระบบบำบัดน้ำเสียที่มีคุณภาพดีพอ เธอกล่าวว่า ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์จากการที่มีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดี และหากสามารถลดปริมาณมวลสารขนาดเล็กได้ ก็จะมีส่วนช่วยลดเชื้อโรคขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ด้วย\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ควรมีการศึกษามากขึ้นถึงผลกระทบจากมวลพลาสติกขนาดเล็กต่อมนุษย์และสิ่งเเวดล้อม\r\n\r\nWHO เเนะนำตามข้อมูลปัจจุบันว่า ควรมีการกำจัดหรือลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กและสารเคมีที่สร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพของมนุษย์ เช่นเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของ โรคท้องร่วง\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nที่มา : https://www.voathai.com/a/who-microplastic-ro/5053828.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1567063127.jpg"],
    [761,1988,"'แอปเปิ้ล' ตั้งเงินรางวัล $1 ล้านสำหรับผู้พบช่องโหว่ระบบความปลอดภัยไอโฟน","Wed, 2019-08-28 14:04","http://www.stkc.go.th/node/1988","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทแอปเปิ้ล (Apple Inc) ได้ตั้งเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สำหรับผู้ที่สามารถพบข้อบกพร่องในระบบความปลอดภัยของโทรศัพท์มือถือ ไอโฟน\r\n\r\nถือเป็นเงินรางวัลสูงสุดที่ Apple ให้ เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบป้องกันการถูกแฮกโทรศัพท์ ในขณะที่กำลังมีความกังวลเรื่องที่รัฐบาลหลายประเทศแอบลอบเจาะล้วงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง สื่อมวลชน และนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลก\r\n\r\nทาง Apple ระบุว่าผู้ที่จะคว้าเงินรางวัลก้อนใหญ่ที่สุด คือ 1 ล้านดอลลาร์นี้ได้ ต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถเข้าถึงไอโฟนของบุคคลเป้าหมายได้จากระยะไกล โดยที่ไม่มีความช่วยเหลือใดๆ จากเจ้าของโทรศัพท์\r\n\r\nที่ผ่านมา Apple ได้ตั้งเงินรางวัลให้กับผู้ที่สามารถพบข้อบกพร่องในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple หลายครั้ง โดยเงินรางวัลสูงสุดที่เคยให้คือ 200,000 ดอลลาร์ สำหรับผู้ที่พบข้อบกพร่องในซอฟท์แวร์ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการอัพเดท\r\n\r\nที่มา : https://www.voathai.com/a/apple-set-bounty-for-iphone-security-flaws-detector/5034832.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1566975898.jpg"],
    [762,1983," 'ฮุนได' เปิดตัวรถยนต์หลังคาโซล่าเซลล์คันแรก","Tue, 2019-08-27 10:09","http://www.stkc.go.th/node/1983","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทผลิตรถยนต์ Hyundai Motor Group ของเกาหลีใต้ เปิดตัวรถยนต์คันแรกที่ติดตั้งระบบชาร์จไฟด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคารถ\r\n\r\nผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ต่างก็กำลังพัฒนาระบบชาร์จไฟด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพแก่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า และเพื่อเพิ่มระยะทางในการขับขี่ระหว่างการชาร์จแต่ละครั้งด้วย\r\n\r\nเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Hyundai ประกาศว่าเทคโนโลยีนี้จะเริ่มมีใช้กับรถยนต์ Sonata Hybrid รุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีขายในเกาหลีใต้ ไฮบริดเป็นรถยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนด้วยทั้งพลังงานไฟฟ้าและพลังงานเชื้อเพลิง เช่น น้ำมันเบนซิน\r\n\r\nSonata Hybrid มีโครงสร้างของแผงโซล่าติดตั้งอยู่บนหลังคาของรถ ซึ่งจะทำหน้าที่ในการรวบรวมพลังงานจากแสงอาทิตย์เพื่อช่วยในการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ และสามารถชาร์จได้ในขณะที่รถจอดอยู่ หรือในขณะที่รถเคลื่อนตัวอยู่ก็ได้\r\n\r\nพลังงานที่ถูกเก็บกักโดยแผงโซล่าจะถูกแปลงเป็นไฟฟ้าที่สามารถเก็บไว้ในแบตเตอรี่\r\n\r\nHyundai กล่าวว่า เทคโนโลยีนี้สามารถเก็บกักพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากพอที่จะชาร์จแบตเตอรี่ของรถยนต์ได้ 30 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และด้วยการชาร์จเฉลี่ยวันละหกชั่วโมง คาดว่าจะสามารถเพิ่มระยะทางในการขับขี่ได้ปีละ 1,300 กิโลเมตร\r\n\r\nส่วนยานพาหนะไฟฟ้าและไฮบริดรุ่นอื่นๆ จะต้องเชื่อมต่อกับปลั๊กไฟเพื่อชาร์จไฟ เวลาในการชาร์จจะแตกต่างกันไปตามประเภทของยานพาหนะและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้ ซึ่งบรรดาผู้ผลิตพยายามอย่างยิ่งที่จะหาทางเพิ่มระยะทางในการขับขี่ก่อนที่จะต้องชาร์จแบตเตอรี่\r\n\r\nHyundai เผยว่า ต่อไปจะเปิดตลาดรถยนต์รุ่น Sonata Hybrid หลังคาโซล่าที่อเมริกาเหนือ ซึ่งจะมีรถยนต์รุ่นดังกล่าวขายในเร็ววันนี้ และว่าทางบริษัทยังวางแผนที่จะเพิ่มเทคโนโลยีหลังคาโซล่าให้กับรถรุ่นอื่นๆ ของบริษัท ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ด้วย\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1566875344.jpg"],
    [763,1962,"การใช้สื่อสังคมออนไลน์บ่อนทำลายสุขภาพจิตวัยรุ่นจริงหรือ?","Thu, 2019-08-15 10:03","http://www.stkc.go.th/node/1962","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาฉบับใหม่ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet Child & Adolescent Health ฉบับวันอังคาร ไปสัมภาษณ์เด็กและเยาวชนเกือบ 10,000 คน ที่มีอายุระหว่าง 13-16 ปีในประเทศอังกฤษ พบว่า สื่อสังคมออนไลน์อาจไม่ใช่ผู้ร้ายที่สร้างปัญหาสุขภาพจิตตัวจริง แต่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตของเด็กวัยรุ่นหญิง จากการที่โซเชียลมีเดียเป็นประตูสู่การระรานบนโลกออนไลน์ หรือ cyber-bullying รวมทั้งกระทบต่อกิจกรรมที่มีประโยชน์กับชีวิตมากกว่าการนั่งเฝ้าหน้าจอมือถือและคอมพิวเตอร์ที่บ้าน\r\n\r\nรัสเซล ไวเนอร์ ผู้ร่วมทำการวิจัยจากสถาบันสุขภาพเด็ก UCL Great Ormond Street Institute of Child Health บอกว่า ในการศึกษาไม่ได้ฟันธงตรงๆว่าสื่อสังคมออนไลน์เป็นอันตราย แต่การใช้อย่างบ่อยครั้ง อาจกระทบกิจกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น เช่น การนอนหลับ และการออกกำลังกาย ขณะเดียวกันก็เพิ่มโอกาสให้เยาวชนเข้าถึงเนื้อหาที่เป็นอันตรายและกระทบจิตใจ อย่างการถูกระรานบนโลกออนไลน์\r\n\r\nเมื่อพูดถึงความถี่ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในการศึกษานี้ สัมภาษณ์เยาวชนปีละ 1 ครั้ง ในช่วงปี ค.ศ. 2013-2015 โดยให้พวกเขารายงานว่าใช้สื่อสังคมออนไลน์ทั้ง เฟสบุ๊ก อินสตาแกรม วอทส์แอพ ทวิตเตอร์ และสแนปแชทบ่อยแค่ไหนในแต่ละวัน และกำหนดว่าการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์มากกว่า 3 ครั้งต่อวันนั้นจัดอยู่ในกลุ่ม “บ่อยมาก”\r\n\r\nในการวิจัยยังถามถึงสารทุกข์สุกดิบของวัยรุ่นที่ทำการวิจัยในช่วง 1 ปีถัดมา ตั้งแต่สภาพจิตใจ และสภาพความเป็นอยู่ ความพึงพอใจในชีวิต ความสุข และความกังวลในจิตใจของพวกเขา\r\n\r\nปรากฏว่าไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นหญิงหรือชาย ยิ่งเล่นโซเชียลมีเดียบ่อยครั้งเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีระดับความเครียดมากเท่านั้น และภาพดังกล่าวยิ่งชัดเจนกับวัยรุ่นหญิง โดยในการศึกษาพบว่า เกือบร้อยละ 60 ของวัยรุ่นหญิงที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจ มีปัญหาด้านคุณภาพการนอนหลับและถูกระรานบนโลกออนไลน์ แต่กับเด็กผู้ชายที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์บ่อยครั้ง มีเพียงร้อยละ 12 ที่มีผลกระทบทางจิตใจ\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การศึกษาชิ้นนี้ ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ถึงสาเหตุของปัญหาสุขภาพจิตของวัยรุ่นชาย อีกทั้งยังไม่ได้เก็บรายละเอียดถึงระยะเวลาที่วัยรุ่นใช้เล่นโซเชียลมาเป็นข้อมูลการศึกษา ซึ่งต้องการการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในอนาคต แต่นี่ถือเป็นอีกการวิจัยที่ย้ำยืนยันว่าสื่อสังคมออนไลน์นั้นมีส่วนเชื่อมโยงต่อปัญหาสุขภาพจิตในวัยรุ่น หลังจากที่เมื่อเดือนก่อน ทีมวิจัยแคนาดาพบว่าการใช้สื่อสังคมออนไลน์มากๆ มีส่วนเชื่อมโยงให้เกิดภาวะซึมเศร้ามากขึ้นในวัยรุ่น\r\n\r\nบ็อบ แพตตัน อาจารย์ด้านจิตวิทยาคลินิก จาก University of Surrey ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยครั้งนี้กล่าวว่า การวิจัยนี้กำลังบอกว่าวิธีที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะเน้นจำกัดเวลาเล่นโซเชียลมีเดีย เพื่อให้สุขภาพกายใจของเด็กและเยาวชนดีขึ้นนั้นอาจไม่ได้ผลตรงเป้า แต่ควรเน้นไปที่การทำกิจกรรมที่เกิดประโยชน์ต่อร่างกายโดยตรง ก็คือ การนอนหลับและออกกำลังกายมากขึ้น\r\n\r\nเช่นเดียวกับแอน เดอสเมต อาจารย์จาก Ghent University ในเบลเยียมที่แนะว่า หากเลือกปรับพฤติกรรมให้ดีต่อสุขภาพ และแก้ปัญหาการระรานบนโลกออนไลน์ให้ลดน้อยถอยลงไปได้ สื่อสังคมออนไลน์ ที่มีเป้าหมายตั้งต้นคือการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ก็ยังคงมีด้านดีหากใช้ให้เป็น\r\n\r\n\r\nที่มา : https://www.voathai.com/a/social-media-mental-health-adolescent/5042474.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1565838235.jpg"],
    [764,1960,"ผลการศึกษาระบุว่าต้นไม้ช่วยลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน","Wed, 2019-08-14 11:03","http://www.stkc.go.th/node/1960","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ผลการศึกษาในยุโรปเมื่อเร็วๆ นี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ชี้ว่า ต้นไม้มีศักยภาพในการช่วยดูดซับ 2 ใน 3 ของเเก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกไปเพิ่มเติมในชั้นบรรยากาศ เนื่องมาจากกิจกรรมของมนุษย์ตั้งเเต่การเริ่มต้นของยุคอุตสาหกรรม\r\n\r\nผลการศึกษาชิ้นล่าสุดนำโดยทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย ETH Zurich ด้านเทคโนโลยี ค้นพบว่า หากมีต้นไม้เพิ่มขึ้นอีก 500,000 ล้านต้นซึ่งจะปกคลุมพื้นที่ที่มีขนาดเท่ากับสหรัฐอเมริกา จะช่วยดูดซับเเก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 200 กิกกะตันจากชั้นบรรยากาศโลกเมื่อต้นไม้โตเต็มที่\r\n\r\nทีมผู้ร่างผลการศึกษานี้ชี้ว่า เมื่อรวมกับการลดปริมาณเเก๊สเรือนกระจกที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศลง การเพิ่มจำนวนต้นไม้ช่วยลดปริมาณเเก๊สเรือนกระจกที่สั่งสมในชั้นบรรยากาศลงได้ภายในปีค.ศ. 2050 หรืออีก 31 ปีข้างหน้าเ เละจะเป็นทางเเก้ปัญหาภาวะโลกร้อนที่ได้ผลมากที่สุดเท่าที่มีมา\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์นี้บอกว่า การควบคุมภาวะโลกร้อนให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียสให้ได้ภายในปีค.ศ. 2050 ซึ่งเป็นเป้าหมายของสหประชาชาติจำเป็นต้องมีการปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นอีกหลายพันล้านไร่ โดยเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 20 จากพื้นที่ป่าที่มีอยู่ในขณะนี้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม นี่เป็นการเเข่งกับเวลาเนื่องจากโลกที่อุ่นขึ้นทำให้พื้นที่ดินสำหรับปลูกป่าลดลง\r\n\r\nThierry Rivard เเห่งหน่วยงานไม่หวังผลกำไร TreePeople กล่าวว่า มีต้นไม้เหลืออยู่ไม่มากนักในส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าเเห่งชาติเองเจลลีส (Angeles National Forest) ทางตะวันออกเฉียงเหนือของนครลอสเองเจลลีส ในพื้นที่นี้มีทีมอาสาสมัครกำลังตัดทำลายพืชต่างถิ่นที่กำลังลุกลาม อาทิ ต้นมัสตาร์ดเเละต้นทิสเซิลที่มีหนาม ตลอดจนปลูกพืชท้องถิ่นทดแทนราว 40 ชนิด\r\n\r\nRivard กล่าวว่า พืชที่เพิ่งปลูกเป็นพืชประเภทหญ้าชนิดต่างๆ บางชนิดเป็นไม้พุ่ม บางชนิดเป็นต้นไม้ อาทิ ต้นโอ๊คเเละต้นอัลเดอร์แบรี่ พืชล้มลุกขนาดเล็กประเภทไม้พุ่ม ต้นไม้เหล่านี้เคยเติบโตดีมากในพื้นที่นี้ในสภาพนิเวศวิทยาที่สมดุลจนกระทั่งปัจจุบันที่ถูกพืชต่างถิ่นที่เข้าไปคุกคาม\r\n\r\nในช่วงหลายสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาอาสาสมัครช่วยกันดึงเเละกำจัดพืชต่างถิ่นที่ลุกลามเป็นบริเวณกว้างเเละหิ้วน้ำทีละถังขึ้นไปรดเเก่ต้นไม้ที่ปลูกตามแนวเขา\r\n\r\nCindy Montanez ซีอีโอแห่ง TreePeople กล่าวว่า ต้นไม้มีประโยชน์หลายอย่าง ต้นไม้ให้ร่มเงาเเก่มนุษย์ สิ่งเเวดล้อม ขณะที่โลกกำลังเจอกับภาวะอากาศร้อนรุนเเรงบ่อยมากขึ้นและต้นไม้ช่วยอุ้มน้ำเอาไว้ได้ด้วย\r\n\r\nความพยายามสำคัญในการลดการตัดไม้ทำลายป่าเเละการขยายพื้นที่ป่าที่มีอยู่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ รวมทั้งโครงการ the Thirty Hills ในป่าสุมาตรา เเละโครงการ Trillion Trees ที่เน้นดำเนินการในบางส่วนของอเมริกาใต้เเละแอฟริกา\r\n\r\nโครงการทั้งสองนี้ดำเนินการโดยกองทุนสัตว์ป่าโลกเเละองค์การในความร่วมมือหลายแห่ง เป็นส่วนหนึ่งของความพยายาม comprehensive ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อระบบนิเวศวิทยา ยกตัวอย่างวิธีการปลูกโกโก้ที่เป็นมิตรต่อป่าไม้ในแอฟริกา เเละการผลิตน้ำผึ้งในอินโดนีเซีย\r\n\r\nรายงานผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ชี้ว่า มีหกประเทศที่มีศักยภาพในการฟื้นฟูป่าได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ป่าที่ต้องการทั้งหมด ซึ่งได้เเก่ รัสเซีย สหรัฐฯ เเคนาดา บราซิลเเละจีน\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)\r\n\r\n\r\n\r\nที่มา : https://www.voathai.com/z/1828","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1565755413.jpg"],
    [765,1956,"'แอปเปิ้ล' ตั้งเงินรางวัล $1 ล้านสำหรับผู้พบช่องโหว่ระบบความปลอดภัยไอโฟน","Tue, 2019-08-13 10:45","http://www.stkc.go.th/node/1956","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทแอปเปิ้ล (Apple Inc) ได้ตั้งเงินรางวัล 1 ล้านดอลลาร์สำหรับผู้ที่สามารถพบข้อบกพร่องในระบบความปลอดภัยของโทรศัพท์มือถือ ไอโฟน\r\n\r\nถือเป็นเงินรางวัลสูงสุดที่ Apple ให้ เพื่อใช้ในการพัฒนาระบบป้องกันการถูกแฮกโทรศัพท์ ในขณะที่กำลังมีความกังวลเรื่องที่รัฐบาลหลายประเทศแอบลอบเจาะล้วงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง สื่อมวลชน และนักสิทธิมนุษยชนทั่วโลก\r\n\r\nทาง Apple ระบุว่าผู้ที่จะคว้าเงินรางวัลก้อนใหญ่ที่สุด คือ 1 ล้านดอลลาร์นี้ได้ ต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถเข้าถึงไอโฟนของบุคคลเป้าหมายได้จากระยะไกล โดยที่ไม่มีความช่วยเหลือใดๆ จากเจ้าของโทรศัพท์\r\n\r\nที่ผ่านมา Apple ได้ตั้งเงินรางวัลให้กับผู้ที่สามารถพบข้อบกพร่องในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ Apple หลายครั้ง โดยเงินรางวัลสูงสุดที่เคยให้คือ 200,000 ดอลลาร์ สำหรับผู้ที่พบข้อบกพร่องในซอฟท์แวร์ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยการอัพเดท","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1565667909.jpg"],
    [766,1945,"บริษัทอเมริกันผุดไอเดียรีไซเคิลแบตเตอรีรถยนต์ไฟฟ้าใช้ในสนามกีฬา","Thu, 2019-08-08 11:25","http://www.stkc.go.th/node/1945","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัท JATO Dynamics ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับรถยนต์และยานพาหนะอื่นๆ พบว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 74% ในปี พ.ศ. 2561 ซึ่งมียอดขายรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 125 ล้านคัน หรือ 1.5% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก และคาดว่าตลาดนี้น่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วในปีต่อๆ ไป\r\n\r\nรถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ต้องใช้แบตเตอรี่ในการขับเคลื่อน บางครั้งต้องใช้มากกว่าหนึ่งอัน แบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าจะมีประสิทธิภาพลดลงเมื่อเวลาผ่านไปและจะต้องเปลี่ยนใหม่ ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ส่วนมากรับประกันประสิทธิภาพแบตเตอรี่ที่คุณภาพดีราว 8 ปีเท่านั้น\r\n\r\nเวลานี้ บริษัทผู้จัดจำหน่ายชิ้นส่วนรถบรรทุกและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของสหรัฐที่ชื่อว่า Eaton ได้ค้นพบวิธีนำแบตเตอรี่ที่รถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ โดยนำแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานมากแล้ว หรือที่เรียกว่า \"second-life-batteries\" จากยานยนต์ไฟฟ้า กลับมาใช้ใหม่ร่วมกับผลิตภัณฑ์ xStorage ซึ่งใช้เก็บพลังงานไว้ในตัวอาคาร\r\n\r\nเจ้าหน้าที่ของ Eaton กล่าวว่า ทางบริษัทกำลังเจรจากับทีมฟุตบอลยุโรปหลายทีม ในเรื่องการใช้แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าสำหรับการเก็บไฟให้กับสนามกีฬา\r\n\r\nEaton ได้ติดตั้งระบบดังกล่าวในสนามกีฬาใหญ่ๆ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เช่นที่สนามกีฬา Johan Cruyff Arena ในกรุงอัมสเตอร์ดัม สนามกีฬาแห่งนี้จุคนได้ประมาณ 54,000 คน และเป็นที่ตั้งของทีมฟุตบอล Ajax ซึ่งเป็นทีมที่มีชื่อเสียงมากที่สุดทีมหนึ่งของยุโรป นอกจากนี้สนามกีฬานี้ยังเป็นที่จัดคอนเสิร์ตใหญ่ๆ และกิจกรรมสำคัญอื่นๆ ด้วย\r\n\r\nนอกจากนี้ยังมีสนามกีฬา Bislett ของประเทศนอร์เวย์ ที่ได้รับการติดตั้งระบบนี้แล้ว โดยสนามกีฬานี้ส่วนหนึ่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์ด้วย\r\n\r\nบริษัท Eaton เผยว่า xStorage นั้นมีราคาน้อยกว่าแบตเตอรี่ใหม่ 20% ระบบเก็บพลังงานที่สนามกีฬา Johan Cruyff Arena สามารถผลิตไฟฟ้าได้ทั้งหมด 3 เมกะวัตต์ ซึ่งทางบริษัทบอกว่าเพียงพอที่จะให้พลังงานแก่บ้านได้หลายพันครัวเรือน\r\n\r\nนอกจากนี้ยังเพิ่มระบบการผลิตพลังงานในช่วงเวลาที่มีการใช้พลังงานสูง เช่นในระหว่างการแสดงคอนเสิร์ต\r\n\r\nEaton กล่าวว่า ระบบเก็บกักพลังงานช่วยให้มีพลังงานที่ยั่งยืนมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็สร้างวงจรเศรษฐกิจสำหรับแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าด้วย\r\n\r\nEaton เป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่หลายๆ บริษัท ที่พยายามพัฒนาตลาดสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเก่าๆ และ BMW บริษัทผลิตรถยนต์ของเยอรมัน ก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่นำแบตเตอรี่ที่ใช้แล้วจากรถยนต์ไฟฟ้า i3 ของตนมาใช้เก็บกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากทุ่งกังหันลม\r\n\r\nบริษัท Eaton คาดว่าตลาดแบตเตอรี่มือสองจะเติบโตขึ้น 20 เท่าภายในปี พ.ศ.2565 ส่วนที่ยุโรปตะวันออกกลาง และแอฟริกา คาดว่ามูลค่าการตลาดอาจสูงได้ถึง 2,300 ล้านดอลลาร์ ภายใน ปี พ.ศ. 2568","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1565238331.jpg"],
    [767,1943,"บริษัทเอ็นอีซีของญี่ปุ่น เปิดตัว \"รถยนต์บินได้\"","Wed, 2019-08-07 13:47","http://www.stkc.go.th/node/1943","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น NEC เปิดตัว \"รถยนต์บินได้\" ในวันจันทร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายเครื่องบินโดรนขนาดใหญ่แบบสี่ใบพัด สามารถบินขึ้นลงในแนวดิ่ง\r\n\r\nการทดสอบบินครั้งนี้ใช้เวลาราว 1 นาที โดยเป็นการบินขึ้นในความสูงราว 3 เมตร จัดขึ้นที่โรงงานของ NEC ชานกรุงโตเกียว ซึ่งทางบริษัทเชิ(ญนักข่าวจำนวนมากมาเป็นสักขีพยานในการทดสอบ\r\n\r\nรัฐบาลญี่ปุ่นให้การสนับสนุนโครงการพัฒนารถยนต์บินได้ โดยมีเป้าหมายที่จะนำมาใช้บรรทุกคนจริงๆ ในอีก 10 กว่าปีข้างหน้า\r\n\r\nสำหรับรถยนต์บินได้ที่นำมาใช้ในการทดสอบในวันจันทร์ เรียกว่า EVtol ซึ่งย่อมาจาก “electric vertical takeoff and landing” หรือ \"ยานพาหนะไฟฟ้าที่บินขึ้นและลงจอดในแนวดิ่ง\" ซึ่งถูกออกแบบมาโดยไม่ต้องมีนักบินบังคับ แม้จะมีขนาดใหญ่พอที่จะสามารถบรรทุกคนได้\r\n\r\nเจ้าหน้าที่ของ NEC กล่าวว่า ยานพาหนะบินได้นี้สามารถนำไปใช้ในงานหลากหลายประเภท เช่น การช่วยผู้ประสบภัยในพื้นที่เข้าถึงยาก ไปจนถึงการท่องเที่ยวในอวกาศ\r\n\r\nนอกจาก NEC แล้ว บริษัทเทคโนโลยีในหลายประเทศต่างพยายามพัฒนายานพาหนะบินได้ เช่น บริษัท Uber ที่กำลังออกแแบบ Uber Air โดยวางแผนว่าจะสามารถนำมาใช้รับส่งผู้โดยสารได้ในปี ค.ศ. 2023 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1565160432.jpg"],
    [768,1940," ญี่ปุ่นเปิดตัวทีมหุ่นยนต์ผู้ช่วยสำหรับกีฬาโอลิมปิก 2020","Tue, 2019-08-06 16:30","http://www.stkc.go.th/node/1940","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"หุ่นยนต์ผู้ช่วยสำหรับกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน ปี ค.ศ. 2020 ได้รับการออกแบบมาให้สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของต่างๆ ข้ามสนามได้อย่างรวดเร็ว และทำหน้าที่เก็บอุปกรณ์ในการแข่งขันกีฬา เช่น หอกจากกีฬาพุ่งหลาว และแผ่นกลมสำหรับกีฬาขว้างจักร หลังจากที่นักกีฬาขว้างออกไปแล้ว\r\n\r\nหุ่นยนต์อีกตัวจะมีหน้าจอที่มีขนาดเท่าคนบนล้อของมัน หุ่นยนต์ตัวนี้ได้รับการออกแบบ มาเพื่อช่วยให้ผู้ชมทางบ้านสามารถดูกีฬาแบบเสมือนจริงได้\r\n\r\nนอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์ที่ถูกออกแบบมาให้ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ยิ้มแย้มเป็นมิตร เรียกว่า “หุ่นยนต์มาสคอต” ซึ่งแม้เดินไม่ได้แต่สามารถขยับแขนขาได้ พูดไม่ได้แต่สามารถส่งสายตาได้หลายแบบ ทั้งแบบสายตาเป็นประกาย และเป็นรูปหัวใจ ถือเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นตัวแทนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้\r\n\r\nคุณ Tomohisa Moridaira หัวหน้าคณะวิศวกรกล่าวเสริมว่า หุ่นยนต์ตัวนี้ยังอาจทำงานอย่างอื่นได้อีก เช่น การถือคบเพลิงโอลิมปิกโดยใช้แม่เหล็ก\r\n\r\n“หุ่นยนต์ภาคสนาม” เป็นหุ่นยนต์ที่มีขนาดเล็ก มีรูปร่างเหมือนรถประจำทาง สามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วถึง 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกล้องสามตัวและเซ็นเซอร์พิเศษที่ช่วยให้มองเห็นสภาพแวดล้อม ด้านบนของตัวรถมีไฟชนิดพิเศษรอบๆ ที่จะสว่างขึ้นในขณะที่ทำงาน โดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวาง และยังสามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นหญ้าได้อีกด้วย\r\n\r\nคุณ Takeshi Kuwabara ผู้ดูแลการพัฒนาหุ่นยนต์บอกว่า หุ่นยนต์นี้ถูกออกแบบมาให้สามารถทำงานร่วมกันกับทั้งหุ่นยนต์และมนุษย์ และว่าเป้าหมายก็คือการใช้ประโยชน์จากข้อดีของทั้งมนุษย์และหุ่นยนต์\r\n\r\nหุ่นยนต์เหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการสำหรับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2020 ที่กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น\r\n\r\nบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่น Toyota Motor Corporation เปิดตัวหุ่นยนต์เหล่านี้ให้ผู้สื่อข่าวได้ชมเมื่อไม่กี่วันก่อน โดย Toyota เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2020 ด้วย\r\n\r\nศูนย์วิทยาการหุ่นยนต์ของโตโยต้าในสหรัฐฯ ได้พัฒนาหน้าจอเคลื่อนที่ขนาดเท่ามนุษย์หรือ T-TR1 ที่ออกแบบมาเพื่อเป็นตัวแทนของคนที่ไม่สามารถเข้าร่วมชมการแข่งขันได้\r\n\r\nก่อนหน้านี้ โตโยต้าได้พัฒนาหุ่นยนต์ที่เคลื่อนที่ด้วยล้อมาแล้วหลายชนิด เพื่อช่วยผู้สูงอายุทำงานบ้าน และช่วยผู้ป่วยในโรงพยาบาล นอกจากนี้หุ่นยนต์เหล่านี้ยังสามารถนำทางคนพิการไปยังที่นั่งในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และยังช่วยเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มได้อีกด้วย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1565083823.jpg"],
    [769,1936,"นักเรียนผดุงครรภ์ใช้เทคโนโลยี AR ในการฝึกทำคลอด","Mon, 2019-08-05 08:45","http://www.stkc.go.th/node/1936","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เทคโนโลยีเสริมจริงหรือ AR (Augmented Reality) เพิ่งจะมีใช้เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับที่ใช้เล่นเกม Pokemon Go บนโทรศัพท์มือถือ\r\n\r\nแต่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน มีการนำ Augmented Reality หรือ AR มาช่วยในการฝึกทำคลอดได้\r\n\r\nนักผดุงครรภ์เป็นผู้ที่นำชีวิตใหม่มาสู่โลกใบนี้ และนักเรียนผดุงครรภ์ที่มหาวิทยาลัย Middlesex ในกรุงลอนดอน ก็กำลังเรียนรู้วิธีการใหม่ในการทำคลอด\r\n\r\nSarah Chitongo ผู้สอนที่มหาวิทยาลัย Middlesex เป็นครูสอนในชั้นเรียนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงนี้ นักเรียนของเธอใช้แว่นตาที่ติดตั้งเทคโนโลยีเสริมจริงหรือ AR เพื่อให้นักเรียนผดุงครรภ์ได้มีประสบการณ์กับการจำลองในการทำคลอดที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง\r\n\r\nSarah กล่าวว่า เทคโนโลยีนี้ช่วยให้นักเรียนได้มองเห็นภาพจริงของร่างกายที่เสมือนจริง สามารถเดินเข้าไปดูใกล้ๆ หรือเดินไปรอบๆ เพื่อให้มองเห็นภายในได้\r\n\r\nDarron Hazelby เจ้าหน้าที่เทคนิคด้านการบริการทางคลินิกที่มหาวิทยาลัย Middlesex กล่าวว่า AR ช่วยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการศึกษาการทำคลอดที่มองเห็นได้ชัดเจนกว่าการเรียนในหนังสือ และยังให้ประสบการณ์มากกว่าและได้ลงมือทำ ได้เคลื่อนไหวไปรอบๆ และได้มีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวด้วย\r\n\r\nการฝึกฝนจะช่วยเตรียมนักเรียนผดุงครรภ์ให้พร้อมสำหรับความผิดพลาดต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการคลอดบุตร รวมถึงสามารถจัดการกับภาวะแทรกซ้อนเนื่องจากความบกพร่องทางพันธุกรรมด้วย\r\n\r\nSarah Chitongo จากมหาวิทยาลัย Middlesex กล่าวอีกว่า ผู้หญิงผิวดำและชาวเอเชียมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวานมากกว่าผู้หญิงกลุ่มอื่นๆ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงเหล่านั้นจะต้องเสียชีวิตเพราะอาการเจ็บป่วยดังกล่าว ดังนั้นเทคโนโลยี AR จะเป็นทางออกที่ดีของปัญหานี้\r\n\r\nอย่างไรก็ดี การให้นักเรียนสัมผัสกับเทคโนโลยีหรือแว่นตา AR มาก่อนช่วยให้พวกเขาสามารถใช้อุปกรณ์นี้ได้อย่างสะดวกใจมากขึ้น และการเรียนรู้อย่างจริงจังก็จะทำให้นักเรียนเข้าใจเทคโนโลยีนี้ได้ดีขึ้นด้วย\r\n\r\nSarah Chitongo บอกว่า เธอต้องใช้เวลาเกือบสิบปีในการทำงานผดุงครรภ์ ก่อนที่จะมองเห็นข้อผิดพลาดในการคลอดบุตร และว่าการใช้เทคโนโลยี AR ในห้องเรียนจะช่วยให้นักเรียนสามารถจัดการกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงได้ดียิ่งขึ้น และอาจสามารถช่วยชีวิตคนได้อีกด้วย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1564969527.jpg"],
    [770,1934,"เยาวชนทั่วโลกร่วมแข่งขัน Google Science Fair","Fri, 2019-08-02 13:54","http://www.stkc.go.th/node/1934","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เยาวชนทั่วโลก อายุระหว่าง 13-18 ปี เข้าร่วมการแข่งขัน Google Science Fair ในการนำเสนอโครงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิดช่วยเหลือด้านสุขภาพ ช่วยเหลือผู้มีความบกพร่องทางร่างกาย และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม\r\n\r\nโดยนายฟิออน เฟอร์เรรา จากไอร์แลนด์ เป็นผู้ชนะการแข่งขันประจำปีนี้ จากโครงการคัดแยกไมโครพลาสติกจากแหล่งน้ำด้วยแม่เหล็ก เพื่อแก้ปัญหาการจัดการน้ำเสียที่ไหลลงสู่มหาสมุทรในยุโรป คว้ารางวัลใหญ่จาก Google เป็นทุนการศึกษา 50,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.5 ล้านบาท\r\n\r\nนอกจากนี้ ยังมีโครงการอื่นๆที่น่าสนใจและได้รับรางวัลจากผู้สนับสนุนด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ อย่างน.ส.เซเลสติน เวนาดี้ จากอินโดนีเซีย ที่ได้รางวัล Virgin Galactic Pioneer Award จากการคิดค้นเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดรุ่นใหม่เทคโนโลยีตรวจจับอุณหภูมิ ซึ่งไม่ต้องเจาะเลือดและมีราคาย่อมเยาว์กว่าเครื่องมือในท้องตลาดหลายสิบเท่า\r\n\r\nส่วนนายแดเนียล คาซันเซฟ จากรัสเซีย ได้รางวัล Lego Education Builder Award จากการสร้างอุปกรณ์แปลภาษามือให้เป็นเสียง เพื่อช่วยเหลือผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน และนายทวน ดอลเมน จากตุรกี ที่ได้รางวัล Scientific American Innovator Award จากการพัฒนาการเก็บพลังงานจากการเคลื่อนไหวของต้นไม้ และนำพลังงานเหล่านั้นหมุนเวียนมาใช้ในการเกษตรได้อย่างยั่งยืน\r\n\r\nที่น่าสนใจคือ ด.ช.เหมวิช วาฤทธิ์ หรือน้องฮับ อายุ 13 ปี เข้าสู่รอบตัดสินของ Google Science Fair ด้วยการคิดค้นอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังสำหรับผู้พิการทางหู ซึ่งน้องฮับเป็นเด็กไทยคนแรกที่เข้ามาถึงรอบ 20 คนสุดท้าย และยังเป็นเด็กอายุน้อยที่สุดในการแข่งขันนี้ด้วย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1564728843.jpg"],
    [771,1931,"ทำไมการใช้อุปกรณ์ดิจิตัลหลายอย่างทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น?","Thu, 2019-08-01 10:22","http://www.stkc.go.th/node/1931","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"Media multitasking คือการใช้อุปกรณ์ดิจิตัลหลายอย่างสลับไปมาโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เช่น การทำงานด้วยคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป และใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนในเวลาเดียวกัน\r\n\r\nการศึกษาที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัย Rice ที่เมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส เผยว่า ขนาดรอบเอวของคนเราอาจมีความเชื่อมโยงกับการใช้โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นแนวโน้มที่มีความสัมพันธ์กับการที่มีเทคโนโลยีต่างๆ เพิ่มมากขึ้นในสังคม กล่าวคือ เมื่ออุปกรณ์ดิจิตัลต่างๆ แพร่หลายมากขึ้น ผู้คนก็อ้วนขึ้นตาม ไปด้วย\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกระบุว่า ประชากรทั่วโลกเป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นถึงสามเท่าตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ซึ่งการเปลี่ยนแปลงการบริโภคอาหาร และระดับกิจกรรมต่างๆ ล้วนส่งผลต่อแนวโน้มนี้\r\n\r\nRichard Lopez นักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Rice ได้ศึกษาถึงความเชื่อมโยงระหว่างน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นกับการใช้งานอุปกรณ์ดิจิตัลหลายอย่างพร้อมๆ กัน โดยการศึกษานี้ตัดปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการนั่งติดอยู่กับที่ออกไป\r\n\r\nLopez ร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Dartmouth และมหาวิทยาลัย Ohio State ศึกษาผู้ใหญ่จำนวน 132 คน อายุ 18 ถึง 23 ปี โดยทุกคนจะตอบคำถามต่างๆ เช่น ให้ความสนใจกับการแจ้งเตือนในโทรศัพท์มือถือบ่อยแค่ไหน และนักวิจัยยังวัดปริมาณไขมันในร่างกายของผู้เข้าร่วมการศึกษาอีกด้วย\r\n\r\nนักวิจัยพบว่า ผู้ที่ใช้อุปกรณ์ดิจิตัลหลายๆ อย่างพร้อมกัน มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคอ้วน โดยการวัดดัชนีมวลกายหรือ BMI และเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย\r\n\r\nนอกจากนี้ผู้ร่วมการศึกษา 72 คนได้เข้ารับการถ่ายภาพสมอง และพบว่าเมื่อผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์สื่อหลายอย่างพร้อมๆ ถูกดึงดูดใจด้วยอาหาร ภาพสมองจะแสดงรูปแบบการทำงานของสมองที่แตกต่างกัน กล่าวคือสมองของคนเหล่านั้นขับเคลื่อนพฤติกรรมการกิน และสมองส่วนหน้าซึ่งช่วยในการควบคุมตัวเองทำงานน้อยลง\r\n\r\nนักวิจัยไม่แน่ใจว่าคนที่ทำงานโดยใช้อุปกรณ์ดิจิตัลหลายอย่างพร้อมๆ กัน จัดว่าเป็นคนที่ไม่สามารถควบคุมตัวเองหรือไม่ แต่การทำเช่นนั้นก็ส่งผลให้การพัฒนาสมองของคนเหล่านั้นได้รับผลกระทบ\r\n\r\nLopez กล่าวส่งท้ายว่า ขั้นตอนต่อไปคือการศึกษาเพิ่มเติม โดยใช้วิธีติดตามผู้ร่วมการศึกษาเมื่อเวลาผ่านไป เพื่อดูว่าการเป็นโรคอ้วนเป็นตัวผลักดันให้คนใช้งานอุปกรณ์ดิจิตัลหลายอย่างพร้อมๆ กัน หรือการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้สลับไปมาเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นโรคอ้วนกันแน่","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1564629739.jpg"],
    [772,1929,"สหรัฐฯ หวนคืนท็อป 5 ดัชนีนวัตกรรมโลก-ไทยกระเตื้องขึ้น 1 อันดับ","Wed, 2019-07-31 10:40","http://www.stkc.go.th/node/1929","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สหรัฐฯ หวนกลับคืนสู่ท็อป 5 การจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลกขององค์การสหประชาชาติ ประจำปีนี้ ส่วนจีนกระโดดขึ้นมาอีก 3 อันดับ เป็น 14 ด้านไทยขยับขึ้นเป็นอันดับที่ 43 แต่ยังตามหลังเวียดนาม\r\n\r\nการจัดอันดับ The Global Innovation Index 2019 หรือ ดัชนีนวัตกรรมโลก ที่จัดทำขึ้นโดยสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การสหประชาชาติ หรือ UN จากการจัดอันดับ 129 ประเทศทั่วโลก พบว่า สวิตเซอร์แลนด์ ครองแชมป์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 สวีเดนตามมาเป็นอันดับ 2\r\n\r\nส่วนสหรัฐฯ ดีดจากอันดับ 6 ขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ดันเนเธอร์แลนด์ไปอยู่ในอันดับ 4 และอังกฤษร่วงไปอยู่อันดับ 5\r\n\r\nที่น่าสนใจคือ อิสราเอล กระโจนเข้ามาในอันดับ 10 ได้เป็นครั้งแรก\r\n\r\nในรายงานฉบับนี้ ชี้ว่า จีนยังคงเดินหน้าต่อไปในฐานะกลุ่มประเทศที่มีนวัตกรรมล้ำหน้า โดยจีนตะกายขึ้นมา 3 ขั้นจบที่อันดับ 14 ตามหลังฮ่องกงที่มาในอันดับ 13 ส่วนญี่ปุ่นไล่หลังจีนมาอยู่ที่อันดับ 15\r\n\r\nส่วนประเทศไทยปีนขึ้นไป 1 อันดับ จาก 44 ไปที่ 43 แต่ยังตามหลังเวียดนามที่ได้อันดับ 42\r\n\r\nดัชนีนวัตกรรมโลก มีหลักเกณฑ์การพิจารณาจากดัชนีชี้วัด 80 ประเภท ตั้งแต่การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา ปริมาณการยื่นขอจดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า ไปจนถึงดัชนีชี้วัดใหม่ๆ อย่างการสร้างแอพพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ และการส่งออกสินค้าไฮเทค","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1564544403.jpg"],
    [773,1922,"รู้จัก 'ม่านสาหร่าย' นวัตกรรมใหม่แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม","Tue, 2019-07-30 10:00","http://www.stkc.go.th/node/1922","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ม่านสาหร่ายที่ถูกเรียกว่า biocurtains เป็นสิ่งประดิษฐ์กึ่งวิศวกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและกึ่งศิลปะ โดยผ้าม่านที่ได้รับการออกแบบไม่เหมือนใครนี้จะถูกเติมด้วยสาหร่ายที่ช่วยดูดคาร์บอนและปล่อยออกซิเจนออกมา\r\n\r\nม่านสาหร่ายนี้ยังอาจเป็นองค์ประกอบเล็กๆ ในด้านวิศวกรรม ที่ช่วยในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงอีกด้วย\r\n\r\nเจลชีวภาพสีเขียวเป็นสาหร่ายที่มีชีวิต ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ด้วยคาร์บอนเป็นหลัก และช่วยปล่อยออกซิเจนออกมาสู่บรรยากาศ โดยเจลสีเขียวนี้จะถูกปั๊มส่งเข้าไปในม่านที่แขวนอยู่บนผนังกลางแจ้ง\r\n\r\nMarco Poletto จาก ecoLogicStudio ซึ่งเป็นผู้ปั๊มเจลสีเขียวเข้าไปในม่านนี้กล่าวว่า Cyanobacteria เป็นสาหร่ายขนาดเล็ก เซลล์ขนาดเล็กๆ นี้เป็นเครื่องสังเคราะห์แสงที่ทรงพลังมาก พวกมันจะแปลงพลังงานจากดวงอาทิตย์และดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ อนุภาค และก๊าซต่างๆ ในอากาศ และกักรวมสิ่งเหล่านั้นไว้ในตัวเอง\r\n\r\nและว่า ไบโอเจลในปริมาณหนึ่งตารางเมตรสามารถดูดคาร์บอนได้วันละ 31 กรัม และปล่อยออกซิเจนได้วันละ 24 กรัม\r\n\r\nPoletto และเพื่อนร่วมงาน กล่าวว่า คาร์บอนไม่ได้ถูกนำไปเก็บไว้เพียงเท่านั้น แต่ยังถูกนำไปเปลี่ยนเป็นมวลชีวภาพเพื่อใช้เรื่องของอาหาร สุขภาพ อย่างเช่นในอุตสาหกรรมความสวยความงาม อุตสาหกรรมยา หรือนำไปใช้เป็นพลังงานได้\r\n\r\nแต่เจลชีวภาพนี้เมื่อถูกนำไปใส่ในผ้าม่านแล้วจะไม่ได้คงอยู่ตลอดไป คือต้องมีการเปลี่ยนใหม่ทุกๆ สองสัปดาห์\r\n\r\nม่านสาหร่ายนี้ได้ถูกติดตั้งไว้ในอาคารหลายแห่งในยุโรป และถูกนำไปแสดงในงานนิทรรศการด้านเทคโนโลยีในกรุงปารีส\r\n\r\nทั้ง นี้ทางบริษัทสามารถสร้างม่านที่กำหนดขนาดเองได้ทุกที่ตั้งแต่ 300 ถึง 2,000 ดอลลาร์สหรัฐขึ้นอยู่กับขนาดของพื้นที่","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1564455620.jpg"],
    [774,1918,"อาบน้ำร้อนก่อนนอน 1-2 ชม. ช่วยเพิ่มคุณภาพการนอน?","Fri, 2019-07-26 10:39","http://www.stkc.go.th/node/1918","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งรัฐเท็กซัส ที่เมืองออสติน พบว่าการอาบหรือแช่น้ำร้อนก่อนเวลานอนราว 1 ถึง 2 ชั่วโมง จะช่วยให้ร่างกายปรับอุณหภูมิและช่วยเรื่องการนอนได้\r\n\r\nเพราะโดยปกติแล้ว อุณหภูมิร่างกายของคนเราจะผันแปรไปตามเวลาของวัน และถูกควบคุมโดยนาฬิกาชีวะ หรือที่เรียกว่า circadian rhythm\r\n\r\nและการอาบน้ำร้อนก่อนนอน 1 ถึง 2 ชั่วโมงจะช่วยกระตุ้นระบบที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำให้ร่างกายเย็นลง และเป็นผลดีต่อวงจรการนอน ทั้งในแง่ของการทำให้หลับได้เร็วขึ้น นานขึ้น และหลับได้ลึกมากขึ้นด้วย\r\n\r\nคำถามคือว่า น้ำร้อนที่ว่านี้ควรจะมีอุณหภูมิเท่าใด ซึ่งนักวิจัยให้คำตอบว่าควรอยู่ระหว่าง 104 ถึง 109 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 40 ถึง 43 องศาเซลเซียส\r\n\r\nแม้ฟังดูแล้วจะเป็นเรื่องขัดแย้งในตัวเองที่ว่า การอาบน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นก่อนนอนจะช่วยปรับอุณหภูมิของร่างกายให้เย็นลง แต่นักวิจัยบอกว่า น้ำร้อนนั้นจะช่วยให้ร่างกายเย็นลงในขณะที่น้ำเย็นกลับทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น ซึ่งทำให้มีปัญหาต่อการนอน\r\n\r\nจากผลการศึกษาเรื่องนี้ นักวิจัยกำลังพัฒนาเตียงน้ำซึ่งจะสามารถปรับอุณหภูมิของเตียงเพื่อช่วยควบคุมอุณหภูมิและระดับความดันโลหิตของผู้ใช้ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างคุณภาพของการนอนตลอดทั้งคืน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1564112345.jpg"],
    [775,1915," งานวิจัยชี้อาการ 'หัวใจสลาย' อาจเกี่ยวโยงกับความเสี่ยงเป็นมะเร็ง","Thu, 2019-07-25 09:50","http://www.stkc.go.th/node/1915","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมแพทย์หัวใจอเมริกันในวันพุธระบุว่า อาการ Broken Heart Syndrome หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า \"หัวใจสลาย\" เป็นอาการผิดปกติทางร่างกายที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจทำงานขัดข้อง ซึ่งทำให้คนที่ป่วยมีอาการแน่นหน้าอกและหายใจไม่ออก\r\n\r\nอาการดังกล่าวเกิดจากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของฮอร์โมนความเครียดจากปัญหาปัจจัยภายนอกที่โหมรุมเร้าทับถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว เช่นการสูญเสียคนรัก การถูกบอกเลิกโดยไม่ได้ทำใจ การตกงาน หรือแม้กระทั่งการได้รับทราบข่าวร้ายเกี่ยวกับสุขภาพของตนเอง\r\n\r\nและที่น่าสนใจก็คือ นักวิจัยพบว่าราว 'หนึ่งในหก' ของผู้ที่มีอาการหัวใจสลายจากกล้ามเนื้อหัวใจขัดข้องนี้ มีความเสี่ยงของโรคมะเร็งตามมาด้วยเมื่อเทียบกับคนที่ไม่มีอาการ\r\n\r\nข่าวร้ายกว่านั้นก็คือว่า ในจำนวนหนึ่งในหกคนของผู้ที่มีโอกาสความเสี่ยงจะเป็นมะเร็งจากฮอร์โมนความเครียด เนื่องจากภาวะตัวแปรภายนอกต่างๆ นี้ มีถึง 90% เป็นผู้หญิง\r\n\r\nโดยมะเร็งที่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีภาวะหัวใจล่มสลายเหล่านี้มักจะเป็นมะเร็งที่พบกันได้บ่อย คือมะเร็งทรวงอก มะเร็งของระบบลำไส้และทางเดินอาหาร มะเร็งของระบบทางเดินหายใจ มะเร็งของระบบสืบพันธุ์ และมะเร็งผิวหนัง เป็นต้น\r\n\r\nแพทย์ชี้ว่าเป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องย้ำว่า ขณะนี้ได้พบเพียงแค่ความเกี่ยวโยงระหว่างคนที่มีอาการ Broken Heart Syndrome หรือกล้ามเนื้อหัวใจขัดข้องจากฮอร์โมนความเครียดต่างๆ กับความเสี่ยงของมะเร็ง\r\n\r\nแต่นักวิจัยยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจนในลักษณะที่เป็นเหตุเป็นผลต่อกันว่าอะไรเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ และนักวิจัยจะต้องทำการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเพื่อหาคำตอบที่ชัดเจน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1564023031.jpg"],
    [776,1914," นกนางนวลออสเตรเลียเป็นพาหะเชื้อโรคดื้อยาปฏิชีวนะ","Wed, 2019-07-24 10:02","http://www.stkc.go.th/node/1914","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิทยาศาสตร์เผยนกนางนวลทั่วออสเตรเลียเป็นพาหะของเชื้อโรคที่ดื้อยาปฏิชีวนะ นกดังกล่าวเป็นพาหะของแบคทีเรียเช่นอีโคไลซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ หรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์เกรงว่าแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคนี้อาจแพร่กระจายจากนกนางนวลไปสู่คน รวมไปถึงปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงทั้งหลายได้ด้วย\r\n\r\nนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Murdoch ในเมือง Perth พบว่ากว่า 1 ใน 5 ของนกนางนวลสีเงินทั่วประเทศเป็นพาหะของแบคทีเรียเช่นอี โคไล ที่ดื้อยาปฏิชีวนะ นักวิจัยเชื่อว่านกนางนวลได้เชื้อแบคทีเรียจากสิ่งปฏิกูลและผ้าอ้อมเด็กที่ใช้แล้ว ในขณะที่คุ้ยเขี่ยหาอาหารตามกองขยะหรือถังขยะ\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามนุษย์อาจสามารถติดเชื้อโรคนั้นได้หากมีการสัมผัสกับอุจจาระของนกนางนวล อย่างไรก็ตามการล้างมือให้สะอาดจะช่วยลดความเสี่ยงหลังการสัมผัสได้ มีตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าแบคทีเรียในนกนางนวลดื้อยาปฏิชีวนะชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายในการรักษาอาการติดเชื้อที่รุนแรง\r\n\r\nDr. Sam Abraham นักจุลชีววิทยาที่มหาวิทยาลัย Murdoch กล่าวว่าแหล่งที่มาของเชื้อแบคทีเรียในนกนางนวลน่าจะเป็นของเสียจากครัวเรือน และว่านักวิจัยเชื่อว่านกนางนวลรับเชื้อแบคทีเรียนี้มาจากมนุษย์ เนื่องจากแบคทีเรียดังกล่าวอาศัยอยู่ในลำไส้ของมนุษย์นกนางนวลอาจจะสัมผัสอุจจาระของมนุษย์ไม่ว่าจะผ่านทางน้ำเสีย หรือผ่านทางผ้าอ้อมเด็กที่ใช้แล้ว หรือผ้าอ้อมของคนสูงอายุจากnursing homes โดยการคุ้ยเขี่ยตามถังขยะ\r\n\r\nการศึกษาดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Antimicrobial Chemotherapy และนำโดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยMurdoch ที่อยู่ทางตะวันตกของออสเตรเลีย\r\n\r\nจากผลการศึกษานอกจากนี้นักวิจัยยังเรียกร้องให้รัฐบาลออสเตรเลียพิจารณาหาวิธีป้องกันนกนางนวลและสัตว์ป่าอื่นๆ จากการคุ้ยเขี่ยหลุมทิ้งขยะอีกด้วย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1563937371.jpg"],
    [777,1910,"งานวิจัยชี้เครื่องดื่มผสมน้ำตาลอาจก่อมะเร็ง","Tue, 2019-07-23 13:30","http://www.stkc.go.th/node/1910","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิจัยเผยคนที่ดื่มเครื่องดื่มที่ผสมน้ำตาลปริมาณมากมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง โดยการศึกษาวิจัยครั้งใหญ่ในฝรั่งเศสชี้ให้เห็นว่า การจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล อาจช่วยลดจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งได้ด้วย\r\n\r\nการดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเป็นที่นิยมทั่วโลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมีความเชื่อมโยงกับการเป็นโรคอ้วน หรือภาวะที่มีน้ำหนักตัวเกินซึ่งทำให้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง\r\n\r\nนักวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้ใหญ่ชาวฝรั่งเศสกว่า 100,000 คน เป็นเวลา 9 ปี คือจากปี พ.ศ. 2552 จนถึง พ.ศ. 2561 โดยแบ่งเป็นผู้ชาย 21% และเป็นผู้หญิง 79% เพื่อดูว่าแต่ละคนดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลมากน้อยแค่ไหน จากนั้นนักวิจัยจะวัดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งทุกชนิดของกลุ่มตัวอย่าง เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก\r\n\r\nนักวิจัยยังมองถึงความเสี่ยงอื่นๆ ในการเป็นโรคมะเร็งที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละบุคคล รวมถึงอายุ เพศ ระดับการศึกษ าประวัติครอบครัว การสูบบุหรี่ และระดับการออกกำลังกาย\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์พบว่า การดื่มเครื่องดื่มผสมน้ำตาลเพิ่มขึ้น 100 มิลลิลิตร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งโดยรวม 18% และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม 22%\r\n\r\nและเมื่อพิจารณาผู้ที่ดื่มน้ำผลไม้และผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มชนิดหวานอื่นๆ พบว่าคนทั้งสองกลุ่มมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งโดยรวมเช่นกัน\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากและลำไส้ใหญ่ ซึ่งอาจเป็นเพราะในกลุ่มอาสาสมัครมีผู้ป่วยโรคมะเร็งสองชนิดนี้เพียงไม่กี่รายเท่านั้น\r\n\r\nAmelia Lake ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการสาธารณสุข ที่มหาวิทยาลัย Teesside ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ในขณะที่การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้ระบุสาเหตุและผลกระทบที่ชัดเจนระหว่างน้ำตาลกับโรคมะเร็ง แต่ก็ทำให้มองเห็นถึงความสำคัญในการลดการบริโภคน้ำตาล เพราะการลดปริมาณน้ำตาลในอาหารเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง\r\n\r\nการศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ของอังกฤษ BMJ British medical journal\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ควรจำกัดปริมาณน้ำตาลให้น้อยกว่า 10% ของพลังงานทั้งหมดที่ร่างกายได้รับในแต่ละวัน\r\n\r\nปัจจุบัน หลายประเทศรวมถึง อังกฤษ เบลเยียม ฝรั่งเศส ฮังการี และเม็กซิโกได้มีการเก็บภาษีน้ำตาลแล้ว หรือกำลังจะใช้วิธีเก็บภาษีน้ำตาล เพื่อยกระดับสุขภาพของประชาชนในประเทศให้ดีขึ้น","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1563863400.jpg"],
    [778,1908,"ยอดผู้ใช้ “ Netflix ” ในสหรัฐฯ ลดลงครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี","Mon, 2019-07-22 11:09","http://www.stkc.go.th/node/1908","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทผู้ให้บริการสตรีมมิ่งวิดีโอ เน็ตฟลิกซ์ อิงค์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จำนวนสมาชิก Netflix ในสหรัฐฯ ชะลอตัวลงอย่างมากเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดผู้ให้บริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ ที่เริ่มเข้าแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดกันดุเดือดขึ้น ตามรายงานของ Wall Street Journal\r\n\r\nโดยตัวเลขลูกค้าในไตรมาส 2 ของปีนี้ Netflix มีตัวเลขลูกค้าในสหรัฐฯ ลดลง 130,000 ราย เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี ขณะที่มีลูกค้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น 2.7 ล้านรายในไตรมาส 2 ของปีนี้ แต่ถือว่าต่ำกว่าอย่างมากจากที่คาดไว้ที่ 5 ล้านราย ซึ่งเป็นผลมาจากปรับขึ้นค่าบริการ และจำนวนซีรีส์เรื่องใหม่ที่ลดลงของ Netflix รวมทั้งคู่แข่งจาก Walt Disney, Apple, Warner Media และ NBCUniversal เตรียมกระโจนเข้าสู่สงครามแย่งชิงลูกค้าสตรีมมิ่งกันอย่างดุเดือด\r\n\r\nทั้งนี้ Netflix ยังคงเป็นผู้นำในตลาดสตรีมมิ่งวิดีโออยู่ ด้วยจำนวนลูกค้าในสหรัฐฯ 60.1 ล้านราย และ 91.5 ล้านรายทั่วโลก","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1563768553.jpg"],
    [779,1903,"นอนมาแล้วกี่คน? 'ผ้าปูเตียงฝังชิพ' เผยให้ทราบว่าซักรีดครั้งสุดท้ายเมื่อไร","Fri, 2019-07-19 09:48","http://www.stkc.go.th/node/1903","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"จีนเปิดตัวระบบไฮเทคที่บอกให้ทราบว่าผ้าปูเตียงถูกซักครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เพื่อช่วยให้นักเดินทางที่เหนื่อยล้าได้เบาใจ\r\n\r\nร้านบริการซักรีดในเมืองอู๋ฮั่นในภาคกลางของจีน ใช้วิธีการติดไมโครชิพลงในผ้าปูที่นอน ผ้าเช็ดตัว และผ้าห่ม ซึ่งลูกค้าสามารถใช้โทรศัพท์มือถืออ่านดูวันที่ผ้าเหล่านั้นถูกซักเป็นครั้งสุดท้ายได้\r\n\r\nสำนักข่าวซินหว่ารายงานว่า ชิพดังกล่าวจะถูกติดไว้ที่มุมหนึ่งของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ส่งไปซักที่ร้านซักรีด Wuhan Kunteng Laundry ซึ่งเป็นผู้ให้บริการซักรีดแก่โรงแรมและหอพักหลายๆ แห่งของเมือง\r\n\r\nชิพแต่ละตัวมีรหัส QR ที่สามารถสแกนได้ด้วยโทรศัพท์มือถือ สามารถกันน้ำได้และทนต่ออุณหภูมิสูง ดังนั้นชิพเหล่านี้จะยังใช้การนานได้แม้ว่าจะผ่านการซักรีดหลายครั้งหลายหนก็ตาม\r\n\r\nเมืองอู๋ฮั่นมีประชากรมากกว่า 10 ล้านคนและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องของประวัติศาสตร์จีน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางการขนส่งที่สำคัญภายในประเทศจีนอีกด้วย\r\n\r\nนวัตกรรมนี้เป็นคลื่นลูกใหม่ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่กำลังแผ่ขยายไปทั่วโรงแรมต่างๆ ในจีน\r\n\r\nเมื่อปีที่แล้ว เครือโรงแรม InterContinental ร่วมมือกับ Baidu ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีจีนที่มีความเชี่ยวชาญด้านบริการค้นหาทางอินเทอร์เน็ตและปัญญาประดิษฐ์ ในการเปิดตัว “ห้องอัจฉริยะ” หรือ “Smart Rooms” ซึ่งรองรับเทคโนโลยี AI ในประเทศจีน\r\n\r\nความก้าวหน้าดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นในโรงแรมธุรกิจขนาดใหญ่สองแห่งของประเทศ คือ InterContinental Beijing Sanlitun และ InterContinental Guangzhou ซึ่งได้เปิดตัวห้องสวีทระบบ AI จำนวน 100 ห้อง\r\n\r\nส่วนโรงแรมอื่นๆ เช่น โรงแรม Hangzhou Marriott Hotel Qianjiang และโรงแรม Sanya Marriott Hotel Dadonghai Bay ได้กลายเป็นโรงแรมระดับนานาชาติแห่งแรกของแมริออท ที่ใช้เทคโนโลยีระบบจดจำใบหน้าในการเช็คอินเข้าพักในโรงแรม","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1563504526.jpg"],
    [780,1901,"แพทย์อเมริกันมองว่าควรใช้ 'การผ่าตัดกระเพาะ' บำบัดโรคอ้วนแต่เนิ่นๆ","Thu, 2019-07-18 09:30","http://www.stkc.go.th/node/1901","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ชอน โรเจอร์ส พยายามมานานร่วม 20 กว่าปีเพื่อควบคุมน้ำหนักตัว เเม้ว่าขณะที่โรคเบาหวานที่เป็นอยู่มีอาการแย่ลงก็ตาม\r\n\r\nการบำบัดด้วยการควบคุมอาหารกับสารอินซูลินไม่ช่วยให้เขาลดน้ำหนักตัวได้อย่างที่ต้องการ เขาไม่สามารถควบคุมภาวะเบาหวานได้\r\n\r\nสารอินซูลินทำให้ผู้ใช้รู้สึกหิว ทำให้ยากมากขึ้นที่จะลดน้ำหนักตัว แต่การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารเสียค่าใช้จ่ายสูง\r\n\r\nในสหรัฐฯ บริษัทประกันสุขภาพไม่จ่ายค่าผ่าตัดนี้ นอกเสียจากว่าดัชนีมวลกายของผู้ป่วย หรือ BMI สูงที่อย่างน้อย 35 เเม้ว่าภาวะเบาหวานของผู้ป่วยจะเกินการควบคุม\r\n\r\nด็อกเตอร์สเตซี่ เบรทเฮาเออร์ แห่งมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอ กล่าวว่าไม่สามารถใช้ดัชนีมวลกายเป็นตัวชี้บ่งว่าผู้ป่วยตอบสนองต่อการบำบัดเบาหวานดีแค่ไหน ดัชนีมวลกายเป็นตัวชี้ที่ไม่ยุติธรรมเละไม่ถูกต้องในการระบุว่าใครควรได้รับการผ่าตัดลดกระเพาะอาหาร\r\n\r\nด็อกเตอร์เบรทเฮาเออร์บอกว่า ข้อกำหนดว่าผู้ป่วยคนใดควรได้รับการบำบัดด้วยการผ่าตัดนี้ไม่ทันต่อยุค ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการผ่าตัดจะมีอาการเบาหวานรุนแรงขึ้น อายุขัยจะสั้นลงหากไม่ได้รับการรักษาที่ได้ผล\r\n\r\nสมาคมการแพทย์อเมริกัน(American Medical Association) ถือว่าภาวะโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังที่ซับซ้อนซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษา หากไม่ได้รับการบำบัด โรคอ้วนจะนำไปสู่โรคหัวใจ มะเร็ง และภาวะเบาหวาน\r\n\r\nด็อกเตอร์เบรทเฮาเออร์สนับสนุนการรักษาแต่เนิ่นๆ ทั้งโรคอ้วนและเบาหวาน เขากล่าวว่า ไม่มีใครบอกผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ป่วยโรคหัวใจว่าให้บำบัดโรคด้วยตัวเอง ผู้ป่วยต้องมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาโรคของตนเอง และต้องดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง แต่ผู้ป่วยเหล่านี้ควรมีโอกาสได้รับการบำบัดโรคที่มีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กันด้วย\r\n\r\nและตั้งแต่เขาเข้ารับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหาร คุณโรเจอร์สลดน้ำหนักตัวลงมาได้อย่างมาก ภาวะเบาหวานก็อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ เขาไม่จำเป็นต้องกินยาคุมเบาหวานอีกแล้ว และลดปริมาณอินซูลินที่ใช้ต่อวันลงมาจากเกือบ 500 ยูนิทต่อวัน เหลือแค่ราว 10 ยูนิทเท่านั้น\r\n\r\nเขาบอกว่า การผ่าตัดกระเพาะอาหารเปลี่ยนแปลงชีวิตเขาอย่างมาก เขาขอแนะนำการผ่าตัดนี้แก่ทุกคนที่มีปัญหาเดียวกัน\r\n\r\nภาวะเบาหวานเป็นปัญหาสุขภาพทั่วโลก มีคนมากกว่า 400 ล้านคนหรือ ผู้ใหญ่ 1 คนในทุก 11 คนเป็นโรคนี้\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกหรือ WHO ประมาณว่า ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคตอันใกล้ แต่หากคนที่เป็นโรคเบาหวานได้รับการผ่าตัดกระเพาะแต่เนิ่นๆ ภาวะเบาหวานของพวกเขาจะรักษาหายได้\r\n\r\nสำหรับคนที่เป็นเบาหวานมานาน 10 ปีขึ้นไปและต้องฉีดสารอินซูลินเทียม การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารจะไม่ช่วยแก้ไขภาวะเบาหวานได้ แต่แม้กระนั้น ด็อกเตอร์เบรทเฮาเออร์กล่าวว่า การผ่าตัดลดขนาดกระเพาะลงจะช่วยให้สุขภาพของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างแน่นอน\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1563417032.jpg"],
    [781,1891,"'แรนซัมแวร์' เรียกค่าไถ่ระบบคอมพิวเตอร์ของทางการสหรัฐฯ 170 ระบบ","Fri, 2019-07-12 10:30","http://www.stkc.go.th/node/1891","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สัปดาห์ที่แล้ว เมือง Lake City ในรัฐฟลอริดา เป็นเมืองที่สองของรัฐที่ยอมจ่ายค่าไถ่เป็นเงิน 460,000 ดอลลาร์ กับอีก 42 บิทคอยน์ ตามคำเรียกร้องของแฮคเกอร์ เพื่อให้ระบบคอมพิวเตอร์ของเมืองสามารถกลับมาใช้งานได้อีก\r\n\r\nก่อนหน้านี้ เมือง River Bench ก็เป็นเมืองขนาดเล็กในรัฐฟลอริดาเช่นกันที่ยอมจ่าย Bitcoins มูลค่า 600,000 ดอลลาร์ เพื่อให้ได้ข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ที่ถูก Ransomware โจมตีกลับคืนมา\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ในทั้งสองกรณีนี้บริษัทประกันจะยอมจ่ายคืนเงินค่าไถ่บางส่วนให้กับรัฐบาลของเมือง\r\n\r\nเมื่อเดือนพฤษภาคม บริษัท Recorded Future ซึ่งทำงานเกี่ยวกับความมั่นคงของระบบไซเบอร์ ระบุว่า ในช่วงหกปีหลังนี้มีระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลมลรัฐ และหน่วยปกครองท้องถิ่นในสหรัฐ อย่างน้อยราว 170 ระบบที่ถูกโจมตีด้วย Malware ชื่อ Ransomware เพื่อแลกกับค่าไถ่\r\n\r\nมิฉะนั้นระบบดังกล่าวจะไม่สามารถใช้การได้ และข้อมูลที่อยู่ในระบบอาจต้องสูญหายไป\r\n\r\nโดยตัวอย่างของเรื่องนี้ก็คือ นครบัลติมอร์ ในรัฐแมรี่แลนด์ ซึ่งมีประชากรราว 600,000 คน ไม่ยอมจ่ายเงินค่าไถ่ 80,000 ดอลลาร์ให้กับแฮคเกอร์ผู้ใช้ Ransomware และเป็นผลให้ทางเมืองต้องใช้เงินถึง 18 ล้านดอลลาร์เพื่อกู้คืนข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์กลับคืนมา","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1562902224.png"],
    [782,1887," ทีมนักวิจัยอเมริกันคิดค้นวิดีโอเกมส์ช่วยเกษตรกรป้องกันโรคระบาดหมู","Thu, 2019-07-11 09:46","http://www.stkc.go.th/node/1887","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ผสมผสานวิดีโอเกมส์กับระบบจำลองทางคอมพิวเตอร์ เพื่อเเสดงให้เห็นว่าคนเราสามารถลดความรวดเร็วของการเเพร่ระบาดของโรคติดต่ออันตรายที่เกิดกับหมูลงได้ หากเกษตรกรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ\r\n\r\nผู้ร่างรายงานผลการศึกษากล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากวิดีโอเกมส์ช่วยให้คนปฏิบัติตามกฎระเบียบในการเลี้ยงสุกร\r\n\r\nตั้งเเต่มีการพบโรคท้องร่วงที่เกิดจากเชื้อไวรัส PEDV (porcine epidemic diarrhea virus) เมื่อ 40 ปีที่แล้ว โรคนี้ยังคงระบาดในฟาร์มเลี้ยงสุกรในยุโรป เอเชีย เเละอเมริกาเหนือ\r\n\r\nเเละเมื่อเชื้อไวรัส PEDV ระบาดในสหรัฐฯ เมื่อปี ค.ศ. 2013 โรคนี้ได้ทำให้หมูตายไปแล้ว 7 ล้านตัวในสหรัฐฯ\r\n\r\nScott Merrill ศาตราจารย์ด้านดินเเละพืช มหาวิทยาลัยแห่งเวอร์มอนต์กล่าวว่า เชื้อไวรัส PEDV เพียงเล็กน้อยสามารถทำให้หมูทุกตัวในสหรัฐฯ ติดเชื้อได้ ศาสตราจารย์ผู้นี้กล่าวว่า ไวรัส PEDV เป็นอันตรายมากต่อลูกหมู\r\n\r\nด้าน Gabriela Bucini นักวิจัยเเละหัวหน้าผู้ร่างรายงานการศึกษา กล่าวว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของหมูที่ติดเชื้อจะตายจากโรคนี้ เเละศาตราจารย์ Merrill กล่าวเสริมว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้พบว่ามีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องการทำงานในอุตสหกรรมเลี้ยงสุกรอีกต่อไป เพราะโรคท้องร้วงรุนแรงจากไวรัส PEDV เพราะทำใจยากมากที่ได้เห็นหมูจำนวนมากป่วยเเละตาย\r\n\r\nขณะที่เชื้อไวรัส PEDV ยังคงเป็นโรคที่คุกคามประชากรหมูในสหรัฐฯ จำนวนการติดเชื้อได้ลดลงตั้งเเค่ปี ค.ศ. 2013 ทีมนักวิจัยได้ให้เหตุผลของการติดเชื้อที่ลดลงว่าเป็นเพราะเกษตรกรเเละผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการต่างๆ ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร ได้ปรับเปลี่ยนวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาทิ มีการทำความสะอาดฆ่าเชื้ออุปกรณ์ที่ใช้ เสื้อผ้าเเละรองเท้าที่อาจเป็นตัวนำเชื้อไปเเพร่ระบาดระหว่างฟาร์มได้\r\n\r\nเห็นได้ชัดเจนว่าวิธีปฏิบัติด้านความปลอดภัยเหล่านี้มีความสำคัญในการป้องกันการเเพร่ระบาดของโรคที่เกิดกับหมู เเต่เท่าที่ผ่านมายังไม่มีวิธีวัดว่ามาตรการต่างๆ เหล่านี้ได้มีความสำคัญแค่ไหน\r\n\r\nมาถึงตอนนี้ Bucini นักวิจัยเเละทีมงานได้ทดลองใช้วิดีโอเกมส์ในการวัดประสิทธิภาพของมารตรการเรื่องนี้\r\n\r\nในเกมส์หนึ่งที่ใช้ในการวิจัย ผู้เล่นต้องเป็นเกษตรกรเลี้ยงหมูเเละพยายามทำงานให้เสร็จ ในขณะที่ต้องป้องกันหมูของตนไม่ให้ติดโรคไวรัสชนิดนี้ ผู้เล่นได้รับคำเตือนถึงความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคเเละมีทางเลือกว่าจะปฏิบัติตามหรือจะจะเพิกเฉยข้อปฏิบัติด้านความปลอดภัย อาทิ ทำการฆ่าเชื้อเสื้อผ้าตอนเข้าเเละออกจากฟาร์ม การปฏิบัติตามมาตราการด้านความปลอดภัยช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อลง เพียงเเต่ต้องเสียเวลาที่มีค่าไปด้วย\r\n\r\nSteve Dritz ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสุกรเเละศาสตราจารย์ภาควิชาสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคนซัส ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยกล่าวเเสดงความหวังว่า วิดีโอเกมส์ที่นักวิจัยใช้ทดลองอาจจะนำไปใช้ในการป้องกันการระบาดของโรคในปศุสัตว์ได้ในอนาคต\r\n\r\nเขากล่าวว่า นี่จะเป็นเครื่องมือที่เเสนวิเศษ เพราะช่วยให้ค้นหาว่าอะไรเป็นปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้เพื่อป้องกันการระบาดของโรค เเละนี่เป็นวิธีการใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน\r\n\r\nผลการวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers ด้านสัตวแพทย์ไปเมื่อเร็วๆนี้\r\n\r\n(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1562813179.jpg"],
    [783,1886,"นาซ่าเตรียมส่งยาน 'ดราก้อนฟลาย' สำรวจดวงจันทร์เยือกแข็ง 'ไททัน'","Wed, 2019-07-10 14:05","http://www.stkc.go.th/node/1886","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"หากดูเผินๆ เเล้ว ดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์มีลักษณะคล้ายกับโลกอย่างมาก มีทะเลสาบและมหาสมุทรกระจายทั่วไปเเละมีฝนตกเป็นบางครั้งบางคราว ทำให้ทรายที่เป็นผิวหน้าของดวงจันทร์ไททันมีความเปียกชื้น\r\n\r\nเเต่ดวงจันทร์ไททันก็เเตกต่างจากโลกเช่นกัน โดยมีความหนาวเย็นติดลบจนน้ำกลายเป็นน้ำเเข็ง เเก๊สมีเทนกลายเป็นแก๊สเหนียวเหมือนน้ำมัน พื้นทรายบนดวงจันทร์ไททันเกิดขึ้นจากวัสดุอินทรีย์ชนิดต่างๆ คือ คาร์บอน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน เเละออกซิเจน ซึ่งต่างจากเม็ดทรายที่พบทั่วไปตามชายหาดบนโลก\r\n\r\nElizabeth Turtle หัวหน้านักวิจัยประจำโครงการ ดราก้อนฟลาย (Dragonfly) กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่น่าตื่นเต้นมากเกี่ยวกับดวงจันทร์ไททันอยู่ที่ดวงจันทร์ดวงนี้มีทั้งความเหมือนเเละความเเตกต่างจากโลก\r\n\r\nเราไม่สามารถมองเห็นผิวหน้าของดวงจันทร์ไททันได้เพราะถูกบดบังจากชั้นบรรยากาศที่ขมุกขมัวของดวงจันทร์ดวงนี้ ซึ่งมีความหนาเเน่นมากกว่าชั้นบรรยากาศโลกสี่เท่าตัว เมื่อรวมเข้ากับเเรงดึงดูดระดับต่ำกว่าโลกถึง 1 ใน 7 ทำให้ดวงจันทร์ไททันเหมาะเเก่การสำรวจจากทางอากาศ\r\n\r\nยานสำรวจดราก้อนฟลายมีใบพัดสองชุด รวมสี่ใบพัด โดยวางทับด้านบนทำให้มองเเล้วเหมือนกับโดรน เพียงเเต่มีขนาดใหญ่กว่าโดรนทั่วไปมาก มีความยาวที่ประมาณ 3 เมตร เเละสูงกว่าหนึ่งเมตร\r\n\r\nการออกแบบนี้ช่วยให้ยานสำรวจสามารถถ่ายภาพจากทั้งทางอากาศเเละจากภาคพื้นดินได้ ตลอดจนสามารถลงจอดบนพื้นผิวที่เย็นจนกลายเป็นน้ำเเข็งของดวงจันทร์ไททันได้ การสำรวจเน้นที่พื้นที่บริเวณใกล้กับจุดศูนย์สูตรของไททันที่มีเนินทรายปกคลุม ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกับเนินทรายของทะเลทรายบนโลก\r\n\r\nจากจุดนี้ ดราก้อนฟลายจะเริ่มการสำรวจดวงจันทร์ไททันด้วยการกระโดดกบ เพื่อตระเวณสำรวจจุดเป้าหมายต่อไปว่ามีอะไรอยู่ในบริเวณบ้าง เเล้วจะกลับมายังจุดลงจอดเพื่อวิเคราะห์ตัวอย่างของผิวหน้า ถ่ายภาพเเละตรวจหาแผ่นดินไหว หรือ titanquakes\r\n\r\nยานดราก้อนฟลายเดินทางไกล 8 กิโลเมตรต่อการกระโดดกบหนึ่งครั้ง ทำให้สามารถเดินทางเข้าไปถึงหลุม Selk crater ที่อยู่ห่างจากจุดลงจอดไปกว่า 100 กิโลเมตรได้\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์คิดว่า ความร้อนที่เกิดจากการพุ่งชนของลูกอุกาบาตจนทำให้พื้นผิวกลายเป็นหลุม น่าจะร้อนมากจนทำให้น้ำเเข็งในเปลือกของดวงจันทร์ไททันละลาย สร้างสภาพเเวดล้อมที่มีองค์ประกอบเพียบพร้อมสำหรับสิ่งมีชีวิต\r\n\r\nทีมงาน ดราก้อนฟลาย ต้องการค้นหาคำตอบว่าการรวมตัวของวัสดุอินทรีย์กับน้ำที่เป็นของเหลวเเละพลังงานในรูปของความร้อน ช่วยก่อให้เกิดโมเลกุลที่มีความซับซ้อนหรือสิ่งมีชีวิตได้หรือไม่\r\n\r\nMelissa Trainer รองหัวหน้านักวิจัยของโครงการดราก้อนฟลาย กล่าวว่า ทีมงานมีโอกาสได้สำรวจโลกอีกโลกหนึ่งที่เรารู้ว่ามีองค์ประกอบทุกอย่างที่เหมาะเเก่สิ่งมีชีวิต เเต่ต้องการรู้ว่ามีสิ่งชีวิตกำเนิดขึ้นหรือไม่\r\n\r\nหากมีสิ่งมีชีวิตกำเนิดขึ้นบนดวงจันทร์ไททัน ยานสำรวจดราก้อนฟลายน่าจะสามารถตรวจพบได้โดยใช้อุปกรณ์ที่ช่วยเสาะหากรดอะมีโอชนิดหนึ่งที่พบในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก\r\n\r\nยานสำรวจดราก้อนฟลายจะถูกส่งออกไปทำงานสำรวจในปี ค.ศ. 2026 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า เเละจะเดินทางไปถึงดวงจันทร์ไททันในปี ค.ศ. 2034 โดยจะใช้เวลาเดินทางในห้วงอวกาศนาน 8 ปี\r\n\r\nในขณะนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์เเละวิศวกรในโครงการมีงานทำมากมายและเเม้ว่ายังต้องใช้เวลานานอีกหลายปี พวกเขามั่นใจว่างานสำรวจดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์ครั้งนี้จะคุ้มค่าแก่การรอคอยอย่างเเน่นอน\r\n\r\n(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1562742308.png"],
    [784,1885,"นักอนุรักษ์กู้ขยะพลาสติก 40 ตันจากแพขยะใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิก","Wed, 2019-07-10 14:03","http://www.stkc.go.th/node/1885","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ทีมกะลาสีอาสาสมัครบนเรือสินค้าขนาด 43 เมตร เดินทางจากฮาวายไปยังใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อกอบกู้ขยะพลาสติกที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในทะเล และได้เดินทางกลับไปยังฮอลโนลูลูพร้อมขยะ 40 ตัน ส่วนใหญ่ของขยะที่เก็บได้เป็นชิ้นส่วนของอวนหาปลา\r\n\r\nโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเก็บกู้อวนหาปลาที่เป็นอันตรายต่อวาฬ เต่า ปลา และยังสร้างความเสียหายแก่ปะการังด้วย\r\n\r\nทีมอาสาสมัครทีมนี้ทำงานให้กับสถาบันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Ocean Voyages Institute ที่ไม่หวังผลกำไร ที่ตั้งอยู่ที่แคลิฟอร์เนีย ได้กอบกู้อวนหาปลาเหล่านี้ออกจากมหาสมุทรบริเวณนี้ที่กระแสน้ำทะเลจากฮาวายกับแคลิฟอร์เนียมาบรรจบกัน\r\n\r\nMary Crowley ผู้ก่อตั้งกลุ่ม กล่าวว่า การกอบกู้ขยะครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางของทีมงานที่ยาวนาน 25 วัน เรือสินค้าเดินทางกลับไปยังฮอนโนลูลูเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน มีการแยกขยะพลาสติกจากอวนหาปลาที่กอบกู้มา และนำไปบริจาคแก่ศิลปินท้องถิ่นหลายคนเพื่อนำไปแปรรูปเป็นงานศิลปะเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับมลพิษขยะพลาสติกในมหาสมุทร\r\n\r\nส่วนขยะที่เหลือถูกนำไปมอบให้โรงงานผลิตไฟฟ้าที่ปลอดจากควันเสีย โดยขยะจะถูกเผาเพื่อผลิตเป็นพลังงาน\r\n\r\nNick Mallos ผู้อำนายการของโครงการ Trash Free Seas Program แห่งหน่วยงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่หวังผลกำไร Ocean Conservancy ประมาณว่ามีอวนและอุปกรณ์หาปลาราว 600,000 ถึง 800,000 ตันถูกทิ้งลงทะเลหรือสูญหายไปในทะเลในช่วงเกิดมรสุมหลายครั้งทุกปี\r\n\r\nบรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า นอกจากนี้ยังมีขยะอีก 9 ล้านตันที่เป็นขยะพลาสติก ทั้งขวดพลาสติก ถุงพลาสติก ของเล่น และวัสดุอื่นๆ ที่ไหลลงไปในทะเลทุกปีจากชายทะเล แม่น้ำและลำธาร\r\n\r\nสถาบัน Ocean Voyages Institute เป็นหนึ่งในสถาบันทั่วโลกที่พยายามจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกในทะเล ส่วนใหญ่เน้นทำความสะอาดชายหาดแห่งต่างๆ ด้วยการเก็บอวนหาปลา กับดักปลา และอุปกรณ์หาปลาอื่นๆ ที่มาเกยฝั่ง และพยายามผลักดันให้มีการลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้ง\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า แพขยะใหญ่ในมหาสมุทรแปซิฟิกมีขยะที่น่าจะมีน้ำหนักรวมทั้งหมด 7 ล้านตัน และมีความหนาจากผิวหน้าทะเลลงไปถึง 9 ฟุต แพขยะแห่งนี้ได้ชื่อว่า \"วอร์เท็กซ์ขยะแปซิฟิก\" ขยะพลาสติกเหล่านี้ส่วนใหญ่ไหลมาจากประเทศต่างๆ ในเอเชีย\r\n\r\nแพขยะตั้งอยู่ระหว่างเกาะฮาวายกับแคลิฟอร์เนีย มองเห็นไม่ง่ายนักจากห้วงอวกาศเพราะกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากโครงการ Ocean Cleanup กล่าวว่า แพขยะแปซิฟิกกินพื้นที่ 1 ล้าน 6 แสนตารางกิโลเมตร และการวิจัยหลายชื้นชี้ว่า แพขยะมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังพบว่ามีแพขยะคล้ายๆ กันนี้ลอยอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีชื่อว่า \"แพขยะใหญ่แอตแลนติกเหนือ\" ด้วย\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1562742224.jpg"],
    [785,1878,"แดนกีวีเริ่มแล้ว! แบนถุงพลาสติก ฝ่าฝืนปรับกว่า 2 ล้านบาท","Mon, 2019-07-08 09:30","http://www.stkc.go.th/node/1878","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"มาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วทั่วนิวซีแลนด์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป โดยหากพบว่าห้างร้านไหนยังให้ถุงพลาสติกแก่ลูกค้า อาจถูกลงโทษปรับไม่เกิน $67,000 หรือราว 2 ล้านบาท\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์หลายคนบอกว่ามาตรการนี้ยังคงน้อยเกินไปสำหรับการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกในนิวซีแลนด์\r\n\r\nแต่ละปี ชาวนิวซีแลนด์ใช้ถุงพลาสติกราว 750 ล้านชิ้น ซึ่งผลสำรวจชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่สนับสนุนมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกที่รัฐบาลนิวซีแลนด์บอกว่าเป็นตัวการสำคัญในการทำลายสิ่งแวดล้อม\r\n\r\nรัฐบาลแดนกีวีขอให้ประชาชนรายงานต่อทางการทันทีหากพบว่าห้างหรือร้านไหนที่ยังคงให้ถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งแก่ลูกค้าอยู่ นอกจากนี้จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ไปสุ่มตรวจตามร้านต่างๆ เป็นประจำ\r\n\r\nยูจีนี เซจ ผู้ช่วยรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของนิวซีแลนด์ กล่าวว่า คำสั่งแบนครั้งนี้คือส่วนหนึ่งของมาตรการกำจัด \"วัฒนธรรมการทิ้งขยะ\" ของนิวซีแลนด์\r\n\r\nเธอบอกด้วยว่า คนรุ่นเก่าแก่ อย่างเช่นคุณยายของเธอนั้นแทบไม่ต้องใช้ถุงพลาสติกเวลาไปจ่ายตลาดหรือซื้อของ มาตรการนี้จึงเหมือนเป็นการย้อนไปสู่วัฒนธรรมแบบเดิมที่เรายังใช้ถุงพลาสติกไม่มากนัก\r\n\r\nนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ จาซินดา อาร์เดิร์น ประกาศมาตรการห้ามใช้ถุงพลาสติกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยคำสั่งที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ครอบคลุมถึงถุงพลาสติกบางที่มีความหนาไม่ถึง 70 ไมครอน แต่ทางการยังคงยกเว้นให้ใช้ถุงขยะ ถุงผ้าร่ม และถุงสำหรับเก็บของเสียของสุนัขและสัตว์เลี้ยงต่างๆ\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์นโยบายนี้บอกว่าช่องโหว่ที่เกิดจากมาตรการดังกล่าวคือ ห้างร้านต่างๆ จะสามารถขายถุงพลาสติกแบบหนาที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้มากขึ้น ซึ่งถุงพลาสติกดังกล่าวสามารถเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าถุงพลาสติกแบบบาง เพราะใช้เวลาย่อยสลายนานกว่า\r\n\r\nปัจจุบันมากกว่า 50 ประเทศทั่วโลก รวมทั้ง จีนและฝรั่งเศส ได้ใช้กฎหมายจำกัดหรือห้ามใช้ถุงพลาสติกแบบที่นิวซีแลนด์นำมาใช้ในขณะนี้ และอีกหลายประเทศ รวมทั้ง แคนาดา ที่กำลังจะนำมาใช้เร็วๆ นี้เช่นกัน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1562553038.jpg"],
    [786,1875,"พบปัญหา \"เฟสบุ๊ก-ทวิตเตอร์\" ล่มทั่วโลกหลายชั่วโมง!","Fri, 2019-07-05 10:39","http://www.stkc.go.th/node/1875","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สื่อสังคมออนไลน์เฟสบุ๊ก อินสตาแกรม วอทส์แอพ และทวิตเตอร์ เกิดเหตุขัดข้องทั่วโลกร่วมหลายชั่วโมงในวันพุธ ตามรายงานของซีเอ็นเอ็นและบีบีซี\r\n\r\nผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เฟสบุ๊ก, เฟสบุ๊ก แมสเซนเจอร์, อินสตาแกรม วอทส์แอพ เกิดข้อขัดข้องที่ไม่สามารถโพสต์ภาพนิ่ง คลิปวิดีโอ หรือแนบไฟล์เอกสารออนไลน์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียดังกล่าวได้\r\n\r\nขณะที่ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า สื่อสังคมออนไลน์ ทวิตเตอร์ เกิดข้อขัดข้องในการส่งข้อความส่วนตัว หรือ direct message และระบบการแจ้งเตือนในทวิตเตอร์ ซึ่งทางทวิตเตอร์ได้ทวีตข้อความถึงเหตุขัดข้องดังกล่าว และว่าจะเร่งแก้ไขโดยเร็วที่สุด\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nทางผู้บริหารเฟสบุ๊ก ซึ่งเป็นเจ้าของ 3 แอพพลิเคชันสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้หลายพันล้านคน เปิดเผยกับบีบีซีว่า กำลังหาทางแก้ไขข้อขัดข้องดังกล่าวอย่างรวดเร็วที่สุด\r\n\r\nโดยขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของความขัดข้องล่าสุดที่เกิดขึ้นกับสื่อสังคมออนไลน์ทั่วโลกเมื่อวันพุธ แต่ทางเฟสบุ๊กยืนยันว่าไม่ได้มาจากการโจมตีบนโลกไซเบอร์อย่างที่กังวล ขณะที่ทวิตเตอร์ไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุของความขัดข้องนี้\r\n\r\nรายงานระบุด้วยว่า พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาขัดข้องนี้มากที่สุด คือ สหรัฐฯ ยุโรป และอเมริกาใต้ ซึ่งเริ่มเกิดปัญหาในการเข้าเฟสบุ๊กตั้งแต่ช่วงเช้าวันพุธตามเวลาในสหรัฐฯ\r\n\r\nก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เฟสบุ๊กและอินสตาแกรม เคยเกิดภาวะขัดข้องเกือบ 24 ชั่วโมง นับว่ายาวนานที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งสื่อสังคมออนไลน์เหล่านี้ขึ้นมา และในเดือนเมษายนก็เกิดปัญหาขัดข้องขึ้นอีกครั้งและกับแอพพลิเคชั่นวอทส์แอพด้วย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1562297997.jpg"],
    [787,1872,"ครั้งแรกของไทย กับการส่งขบวนพาเหรดเข้าร่วม World Pride 2019","Thu, 2019-07-04 10:23","http://www.stkc.go.th/node/1872","มนุษยศาสตร์",null,"เสียงขบวนแห่กลองยาว ที่ลุงป้าน้าอาชาวไทยพร้อมใจกันบรรเลง เป็นการประกาศว่าคนไทยในมหานครนิวยอร์กที่มายืนตั้งขบวนอยู่บนถนน Fifth Avenue กลางเกาะแมนฮัตตัน พร้อมแล้วที่จะเข้าร่วม World Pride Parade เพื่อเฉลิมฉลองกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศร่วมกับหลายประเทศทั่วโลก\r\n\r\nปีนี้เป็นปีแรกที่ประเทศไทยส่งขบวนเข้าร่วมงาน World Pride ที่นิวยอร์กเป็นเจ้าภาพ ในวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งผู้จัดคาดว่ามีผู้เข้าร่วมเดินและผู้ที่มาชมขบวนพาเหรดตลอดสองข้างทางนับล้านคน\r\n\r\nการส่งขบวนเข้าร่วมในปีนี้ คุณจริญญา เกียรติลัภนชัย ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานนิวยอร์ก กล่าวกับวีโอเอไทยว่า ททท. ต้องการประชาสัมพันธ์ว่าประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม รวมไปถึงกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ และได้ทำแคมเปญ \"Go Thai Be Free\" เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว\r\n\r\n“ตลาดอเมริกานี่ก็มีคนประกาศตัวว่าเขาเป็น LGBT ประมาณ 5 ล้านกว่าคน เราก็เชื่อว่ากลุ่มนี้จะเป็น target ของเรา เราเชื่อมั่นว่าตลาดนี้จะโตขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน้อยการที่ ททท.เปิดตัวตลาดนี้ขึ้นมา อย่างน้อยเราเชื่อว่าคนเหล่านี้จะวางใจที่จะไปประเทศไทยมากขึ้น บางประเทศขณะที่มีการเปิดรับ บางประเทศก็ไม่ยอมรับคนกลุ่มนี้ อันนี้เป็นจุดแข็งที่ประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่น เราก็คิดว่าจุดแข็งที่แตกต่างอันนี้ จะมีนักท่องเที่ยว LGBT ไปเมืองไทยมากขึ้น”\r\n\r\n\r\nคนไทยทั้งที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์กและที่มาจากรัฐอื่น ๆ พร้อมใจกันแต่งตัวชุดแฟนซี เพื่อสร้างสีสันและความสนุกสนานให้คนที่มาร่วมงาน เช่นเดียวกับ คุณสมพร อุทัยกิติศัพท์ ชาวไทยในนิวยอร์กที่บอกว่าเธอมาให้กำลังใจกลุ่ม LGBTQ ไทยโดยเฉพาะ\r\n\r\n\"เราอยากจะสนับสนุน เราก็เลยมาเหมือนกันแม้ว่าเราจะเป็นผู้หญิง แต่เราก็มีความสนับสนุนที่จะให้เพื่อนเราที่เป็นคนไทยมี choice ที่เขาจะเป็นอะไรก็ได้ที่เขาต้องการ\"\r\n\r\nWorld Pride ปีนี้พิเศษกว่าปีอื่น ๆ เพราะตรงกับการครบรอบ 50 ปีของเหตุจลาจล Stonewall Riots ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชาวเกย์และเลสเบี้ยนในนิวยอร์กรวมตัวกันต่อต้านตำรวจ ที่บุกเข้ามาจับกุมพวกเขาในบาร์ Stonewall Inn\r\n\r\nในปี ค.ศ. 1969 การเป็นคนรักเพศเดียวกัน และการแต่งกายข้ามเพศในสหรัฐฯ ยังคงผิดกฎหมาย ทำให้พวกเขามักจะถูกกลั่นแกล้ง ถูกเลือกปฏิบัติ ส่วนบาร์ที่เป็นแหล่งพบปะของชาวเกย์และเลสเบี้ยน เช่น Stonewall Inn ก็มักจะถูกตำรวจบุกค้นตรวจจับอยู่เสมอ แต่ละครั้งก็มักจะมีการใช้ความรุนแรง เพียงแต่ในเช้ามืดของวันที่ 28 มิถุนายน ปีค.ศ. 1969 เกย์และเลสเบี้ยนใน Stonewall Inn เลือกที่จะต่อสู้ ไม่ยอมจำนน จนนำไปสู่การจลาจล และเป็นจุดเริ่มต้นที่การเรียกร้องสิทธิและความเสมอภาคของกลุ่ม LGBTQ ขยายตัวไปในวงกว้าง\r\n\r\nคุณ สุกฤษฎิ์ เกษกลิ่นหอม เกย์ไทยในวอชิงตันดีซี บอกว่างาน Pride เป็นช่วงเวลาที่ทำให้หลายคนได้รู้สึกภูมิใจกับเพศสภาพของตัวเอง และรำลึกถึงการต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่มีมายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ\r\n\r\n“มันทำให้เรารู้ว่า กว่าที่เราจะมีไพรด์อย่างทุกวันนี้ เราต้องต่อสู้กับอะไรมากมาย...มันไม่ใช่การแต่งตัวสวย มันไม่ได้เป็นการแต่งตัวออกมาอวดโชว์กัน มันเป็นการโชว์ให้โลกได้เห็นว่าเรามีตัวตน เราเป็นเกย์ เราเป็นเลสเบี้ยน เราเป็น LGBT เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก”\r\n\r\nชาว LGBTQ ไทยที่อยู่ในสหรัฐฯ บอกกับวีโอเอไทยว่า ประเทศไทยมักจะถูกมองว่าเป็นสวรรค์ของกลุ่ม LGBTQ เพราะมีความเป็นมิตร ปลอดภัย\r\n\r\nแต่ในขณะที่สังคมไทยเปิดกว้างและให้การยอมรับกลุ่ม LGBTQ มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา หลายคนกลับรู้สึกว่า การดำเนินการด้านกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างความเสมอภาคอย่างแท้จริง ยังไม่เดินหน้าไปเท่าที่ควร\r\n\r\nคุณเฉลิมราช ฉายมงคลชัย เกย์ไทยที่มาร่วมงาน World Pride บอกว่าสังคมไทยยังมีการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ\r\n\r\n“ในสังคมตอนนี้ เขาเหมือนจะยอมรับว่าเรามีตัวตน แต่ในความเป็นจริง เรายังถูกกีดกัน เรายังถูกปิดกั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหางาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแสดงออก การแต่งตัวแบบนี้ เป็นแบบนี้ ไม่ใช่เราผิด เราแค่ต้องการแสดงออกสิ่งที่เราเป็น อยากให้คนไทยมองว่าเราไม่ใช่จุดบกพร่อง แค่นั้นเอง นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่อยากเห็น”\r\n\r\nส่วนคุณฐิตวัฒน์ โภคทรัพย์ทอง เจ้าของกิจการร้านอาหารไทยในกรุงวอชิงตันดีซี กล่าวว่า เขาสนับสนุนให้เมืองไทยจัดงาน Pride ทุกปี เพื่อเป็นการให้กำลังใจกลุ่ม LGBTQ ในทุกภาคส่วนของสังคม\r\n\r\nในขณะที่นิวยอร์ก และเมืองใหญ่ ๆ อย่าง มะนิลา มิลาน ปารีส และเม็กซิโก ซิตี้ ออกมาเฉลิมฉลอง Pride อย่างเสรีและปลอดภัยในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศในอีกหลายเมืองกลับไม่มีโอกาสแบบเดียวกัน ในกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี LGBTQ ถูกตำรวจยิงแก๊สน้ำตาและกระสุนยางใส่ เพื่อบังคับให้เลิกจัดงาน Pride ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งย้ำเตือนว่า ยังมีกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศในอีกหลายมุมของโลกที่ยังต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกัน \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1562210627.jpg"],
    [788,1870,"ทำงาน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ช่วยสุขภาพจิตได้มากที่สุด","Wed, 2019-07-03 09:40","http://www.stkc.go.th/node/1870","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cambridge และมหาวิทยาลัย Salford ของอังกฤษศึกษาสำรวจความเกี่ยวพันเรื่องชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์กับสุขภาพจิตและความพึงพอใจในชีวิตจากกลุ่มคนทำงานกว่า 71,000 คนในอังกฤษเป็นเวลาเก้าปี โดยกลุ่มตัวอย่างถูกตั้งคำถามเรื่องประเด็นต่างๆ เช่น ความกระวนกระวายใจและปัญหาการนอนหลับซึ่งมีผลต่อสุขภาพจิต\r\n\r\nนักวิจัยได้คำตอบว่าชั่วโมงการทำงานที่เหมาะสมที่สุดต่อสุขภาพจิตคือ 8 ชั่วโมงหรือหนึ่งวันต่อสัปดาห์ และการทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จะไม่สร้างประโยชน์เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพจิตแต่อย่างใด\r\n\r\nอย่างไรก็ตามขณะที่การทำงาน 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ดูจะให้คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาสุขภาพจิตให้ดีสมบูรณ์ นักวิจัยพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์กับความพึงพอใจในชีวิตของตัวเองนั้นเปลี่ยนไป โดยนักวิจัยพบว่าผู้ชายได้รับความพึงพอใจเพิ่มขึ้นราว 30% จากการทำงานที่ได้ค่าตอบแทนสัปดาห์ละ 8 ชั่วโมงขณะที่สำหรับผู้หญิงนั้นความพึงพอใจในชีวิตตัวเองจะขึ้นถึงจุดสูงสุดเมื่อทำงานสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง\r\n\r\nจากการเพิ่มขึ้นและการคุกคามจากเทคโนโลยีอัตโนมัติรวมทั้งปัญญาประดิษฐ์ ขณะนี้บริษัทต่างๆ กำลังให้ความสนใจทบทวนเรื่องบรรทัดฐานการทำงานและชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ของคนงานมากขึ้น เพื่อส่งเสริมให้คนงานมีความสุข รักงานที่ทำ รวมทั้งมีสุขภาพจิตที่ดีและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า work-life balance สำหรับคนทำงาน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1562121635.jpg"],
    [789,1868,"ทวิตเตอร์เริ่มใช้ฟังก์ชั่นทำสัญลักษณ์กับทวีตของผู้นำประเทศที่ทำผิดกฎ","Tue, 2019-07-02 09:50","http://www.stkc.go.th/node/1868","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สื่อสังคมออนไลน์ ทวิตเตอร์ ประกาศฟังก์ชั่นใหม่ที่จะนำมาใช้ในการระบุและทำเครื่องหมายในทวีตของบรรดาผู้นำประเทศที่เข้าข่ายละเมิดกฎของทวิตเตอร์ คืออาจมีเนื้อหาที่สนับสนุนความรุนแรง สนับสนุนการก่อการรา้ย หรือมุ่งเป้าทำร้ายผู้ใช้ทวิตเตอร์คนอื่นๆ\r\n\r\nหลังจากมีการระบุและทำเครื่องหมายทวีตดังกล่าวแล้ว ทางทวิตเตอร์จะตัดสินใจต่อไปว่าจะลบทวีตนั้นทิ้งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเนื้อหาในทวีตนั้นๆ โดยจะมีคณะทำงานพิเศษที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นโยบายสาธารณะ และความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบทวีตของผู้นำโลกแต่ละชิ้น\r\n\r\nทวิตเตอร์กล่าวว่า ฟังก์ชั่นนี้จะถูกนำมาใช้กับบัญชีทวิตเตอร์ของเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองประเทศต่างๆ ที่มีผู้ติดตามมากกว่า 100,000 คนขึ้นไป\r\n\r\nหากทวีตของใครที่ถูกทำเครื่องหมายไว้ ทวีตนั้นจะไม่ถูกเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตผ่านระบบค้นหาต่างๆ และผู้ที่ติดตามผู้นำคนนั้นก็จะไม่ได้ระับข้อความเตือนใดๆ ว่ามีทวีตใหม่ปรากฎ\r\n\r\nสื่อหลายสำนักรายงานว่า ฟังก์ชั่นใหม่ของทวิตเตอร์มุ่งเป้าไปที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เคยละเมิดกฎข้อบังคับของทวิตเตอร์มาแล้วหลายครั้ง ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์ ให้ความเห็นต่อสถานีข่าว Fox ในวันพุธว่า ทวิตเตอร์พยายามที่จะปิดกั้นการกระจายข้อความของตน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1562035824.jpg"],
    [790,1862,"พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไฮเทคมอบประสบการณ์การสัมผัสเสมือนจริงแก่ผู้เข้าชม","Mon, 2019-07-01 09:49","http://www.stkc.go.th/node/1862","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"การไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์ หรือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ ไม่ได้เป็นเพียงการเข้าชมนิทรรศการ หรือดูสัตว์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป เพราะเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น ช่วยให้ผู้เข้าชมได้รับประสบการณ์ในเชิงโต้ตอบที่กระตุ้นประสาทสัมผัสได้\r\n\r\nที่พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย เพิ่งจะสร้างอาคารใหม่ที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆ\r\n\r\nจากกำแพงฟองสบู่ที่เราสามารถให้ฟองแตกได้เสมือนจริง ซึ่งแสดงข้อมูลเกี่ยวกับมหาสมุทร ไปจนถึงโรงละคร ที่จัดแสดงในอาคารใหม่ที่ใช้ชื่อว่า Pacific Visions ในพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Aquarium of the Pacific ในรัฐแคลิฟอร์เนีย มุ่งหวังให้ผู้เข้าชมให้ความสนใจเรื่องราวต่างๆ ของมหาสมุทรและโลก\r\n\r\nJerry Schubel ประธานพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ Aquarium of the Pacific กล่าวว่า ทางพิพิธภัณฑ์ใช้เทคโนโลยีในการสร้างความตื่นตาตื่นใจ ความยิ่งใหญ่ ความงดงามของมหาสมุทรโลก และสิ่งที่สำคัญก็คือทุกคนสามารถเข้าถึงพิพิธภัณฑ์นี้ได้ เช่นการทำภาพยนตร์สำหรับคนหูหนวก หรือคนตาบอด ด้วยการใช้อุปกรณ์ซึ่งช่วยให้ผู้เข้าชมรู้เสมือนสัมผัสได้จริงบนหน้าจอขนาดใหญ่\r\n\r\nAlex Driskill-Smith ประธานบริษัท Ultrahaptics อธิบายว่า ผู้เข้าชมจะวางมือลงบนพื้นที่ว่าง จากนั้นเจ้าหน้าที่จะฉายแสงที่ให้ความรู้สึกลงที่มือ โดยใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ซึ่งเป็นคลื่นเสียงที่เราไม่สามารถได้ยิน\r\n\r\nบริษัท Ultrahaptics ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีนี้ กำลังสร้างประสบการณ์ที่เสมือนการสัมผัสได้จริง เพื่อให้ความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าชมตลอดทั้งปีหน้า ส่วนตัวอุปกรณ์เองจะมีจำหน่ายทั่วไปในตลาดตลอดช่วง สองสามปีข้างหน้านี้ด้วยเช่นกัน\r\n\r\nAlex อธิบายอีกว่า อุปกรณ์ดังกล่าวจะมีลำโพง ultrasonic อยู่ข้างใน ซึ่งจะปล่อยคลื่นอัลตร้าซาวด์ออกมาในช่วงเวลาที่แตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละครั้ง คลื่นเหล่านี้จะถูกคำนวณให้ไปถึงจุดโฟกัสจุดเดียวบนมือ เพื่อที่จะสามารถสแกนทั่วๆ มือไปได้ และสร้างเป็นรูปทรงต่างๆ ได้บนมือ\r\n\r\nคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์นี้จะถูกเชื่อมต่อแบบไร้สายกับระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการจัดการการแสดง และคลื่นอัลตร้าซาวด์ที่ใช้สร้างการสัมผัสเสมือนจริงนั้น ต้องทำงานไปพร้อมๆ กับเอฟเฟกต์อื่นๆ ของภาพยนตร์ที่ทุกคนสามารถสัมผัสได้ เช่นการทำให้มีลมพัด และแม้แต่การทำให้ที่นั่งสั่นสะเทือนด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ดี เป้าหมายของเทคโนโลยีเหล่านี้คือการให้ผู้เข้าชมทุกคนสามารถได้ชื่นชมความงดงามของมหาสมุทรในแบบที่ลึกซึ้งได้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1561949392.jpg"],
    [791,1858,"“แอมะซอน” เตรียมเปิดร้านเครื่องสำอางสำหรับช่างมืออาชีพ","Fri, 2019-06-28 10:08","http://www.stkc.go.th/node/1858","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"“แอมะซอน” (Amazon) ประกาศแผนเปิดร้านเครื่องสำอาง ที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายสำหรับช่างมืออาชีพ หวังแข่งขันกับร้านเครื่องสำอางค้าปลีกที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือดในตลาด ตามรายงานของรอยเตอร์ส\r\n\r\nทาง Amazon เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ว่า จะจัดทำร้านค้าออนไลน์เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายสำหรับช่างทำผม และผู้เชี่ยวชาญด้านความงามต่างๆ ซึ่งจะทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามที่มีใบอนุญาต สามารถซื้อผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ ในราคาที่ถูกและซื้อได้ครบจบในที่เดียว รวมทั้งมีจุดแข็งในบริการส่งฟรีภายใน 1-2 วันทำการผ่านระบบ Business Prime ของ Amazon\r\n\r\nหลังจากการเปิดตัวห้างร้านแบบใหม่ของ Amazon ราคาหุ้นธุรกิจร้านจำหน่ายเครื่องสำอางค้าปลีกอย่าง Ulta Beauty และ Sally Beauty ร่วงลงร้อยละ 3 และร้อยละ 9 ตามลำดับ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1561691301.jpg"],
    [792,1857,"“ยูทูบ” เปิดตัวโปรแกรมลองเครื่องสำอางค์ผ่านระบบเออาร์","Thu, 2019-06-27 14:58","http://www.stkc.go.th/node/1857","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เว็บไซต์แชร์วิดีโอ ยูทูบ (Youtube) เปิดตัวระบบลองเครื่องสำอางค์ผ่านระบบเสริมจริง หรือ Augmented Reality ร่วมมือกับแบรนด์เครื่องสำอางค์ชื่อดัง หวังดึงดูดผู้ชมและนักช้อปรุ่นใหม่\r\n\r\nเว็บไซต์ YouTube ในเครือของ Google ประกาศเมื่อวันอังคารว่าจะเริ่มใช้ AR Beauty Try-On ระบบลองเครื่องสำอางค์ผ่าน AR ที่พัฒนาจากบริษัทลูก FameBit เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถลองเครื่องสำอางค์ได้ระหว่างการชมคลิปวิดีโอ\r\n\r\nYoutube เปิดเผยในแถลงการณ์ว่า ในขั้นตอนการทดสอบ AR Beauty Try-On พบว่าผู้ชมร้อยละ 30 สนใจที่จะลองลิปสติกผ่านระบบ AR และจะใช้เวลาเฉลี่ย 80 วินาทีในการลองลิปสติก ขณะที่เอเลฟเธอเรีย คูว์รี นักวิเคราะห์ด้าน AR จาก ABI Research มองว่า ผู้บริโภคมีความสงสัยใคร่รู้ในเทคโนโลยี AR และจะใช้เวลาลองผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางค์มากขึ้นหากได้รับคำแนะนำจาก Youtuber ที่พวกเขาเชื่อถือ และมีแนวโน้มที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมากขึ้น\r\n\r\nAR Beauty Try-On จะช่วยให้ผู้ชมสามารถลองเลือกสีลิปสติกบนริมฝีปากของตัวเองได้ ระหว่างการชมคลิปวิดีโอรีวิวลิปสติกรุ่นที่ต้องการ หรือในคลิปวิดีโอสาธิตการทาลิปสติกก็ได้ และยังสามารถกดสั่งซื้อสินค้าได้ทันที โดย Youtube ร่วมมือกับแบรนด์เครื่องสำอางค์ MAC Cosmetics ในเครือ Estee Lauder ที่จะเป็นแบรนด์แรกที่ใช้ระบบ AR Beauty Try-On นี้\r\n\r\nก่อนหน้านี้ Amazon เพิ่งเปิดเผยว่าจะร่วมมือกับ L’Oréal เพื่อให้นักช้อปลองเครื่องสำอางค์ก่อนซื้อได้ และทาง L’Oréal เองเคยร่วมมือกับบริษัท ModiFace ผู้วางระบบ AR สำหรับธุรกิจเครื่องสำอางค์ และร้านค้าปลีกเครื่องสำอางค์ Ulta Beauty ได้ร่วมมือกับบริษัท QM Scientific และ GlamST สำหรับการลองเครื่องสำอางค์ผ่านระบบ AR เมื่อปีก่อน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1561622329.jpg"],
    [793,1854,"GooGle เปิดตัว “สตาเดีย” บริการสตรีมเกมส์ พร้อมให้บริการปลายปีนี้","Wed, 2019-06-26 09:34","http://www.stkc.go.th/node/1854","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"Google เผยรายละเอียดเกี่ยวกับ Stadia ซึ่งเป็นบริการสตรีมมิ่งวิดีโอเกมแบบใหม่ ที่จะเริ่มให้บริการใน 14 ประเทศในเดือนพฤศจิกายนนี้\r\n\r\nสำหรับการเปิดตัวนี้ Google จะขายชุดอุปกรณ์เล่นเกมส์ \"founders edition bundle\" ในราคา 129 ดอลลาร์ โดยมีค่าสมาชิกรายเดือนอยู่ที่ 9.99 ดอลลาร์ ส่วนในยุโรปราคาชุดฮาร์ดแวร์จะอยู่ที่ 129 ยูโรและ ค่าสมาชิก 9.99 ยูโรต่อเดือน\r\n\r\nแพลตฟอร์มใหม่สำหรับเกมนี้มีจุดมุ่งหมายให้คนสมัครสมาชิกในทำนองเดียวกันกับ Netflix ที่ช่วยให้ผู้เล่นสามารถเล่นเกมบนอุปกรณ์ใดๆ ที่สามารถเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตได้\r\n\r\nการให้บริการดังกล่าวอาจส่งผลต่ออุตสาหกรรมเกมซึ่งมีขนาดใหญ่ได้ เนื่องจากผู้ใช้สามารถเล่นเกมได้โดยไม่ต้องมีคอนโซล และไม่ต้องมีซอฟต์แวร์เกมทั้งที่ใช้แผ่นดิสก์หรือที่ใช้วิธีดาวน์โหลดก็ตาม\r\n\r\nสำหรับเกมที่ให้สตรีมฟรีเกมแรกจะเป็นเกมยิงปืน Destiny 2 จากบริษัทเกม Bungie\r\nนอกจากนี้เหล่าสมาชิกยังอาจซื้อเกมที่เป็นที่นิยมได้เช่น Assassin's Creed Odyssey และ Ghost Recon Breakpoint\r\n\r\nบริษัท Stadia กำลังจะเปิดตัวในสหรัฐ อังกฤษ เบลเยียม แคนาดา เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมันไอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สเปน และสวีเดน\r\n\r\nแพลตฟอร์มสำหรับเกมนี้ได้รับการประกาศเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่ง Sundar Pichai หัวหน้าผู้บริหารระดับสูงของ Google บอกว่าแนวคิดริเริ่มของ Stadia ก็คือการสร้างแพลตฟอร์มเกมสำหรับทุกๆ คน\r\n\r\nGoogle หวังว่า Stadia จะเป็นบริการสำหรับเกมเหมือนที่ Netflix และ Spotify เป็นแพลตฟอร์มสำหรับโทรทัศน์และเพลง โดยการทำให้เกมที่ต้องบังคับด้วยเครื่องเล่นที่เป็นคอนโซล มีให้ผู้ใช้เลือกได้อย่างกว้างขวาง\r\n\r\nอย่างไรก็ดี แม้จะยังไม่ชัดเจนว่า Google จะสามารถทำได้อย่างที่คาดหวังไว้หรือไม่ แต่ก็มีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปในอุตสาหกรรมนี้ได้ และนอกจากจะผลิตเกมของตัวเองแล้ว Google จะชักชวนผู้พัฒนาเกมรายอื่นๆ ให้เข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มของตนด้วย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1561516473.jpg"],
    [794,1851,"'ผลไม้แช่แข็ง' อาจมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าผลไม้สด","Tue, 2019-06-25 14:09","http://www.stkc.go.th/node/1851","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"CNN รายงานผลการศึกษาซึ่งเราอาจจะไม่ทราบมาก่อนว่า ผักผลไม้แช่แข็งนั้นยังคงมีวิตามินและมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าผักผลไม้สดด้วยซ้ำ\r\n\r\nการศึกษาของ Ali Bouzari นักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร ระบุว่า การแช่แข็งอาหารนั้นดูจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะรักษาวิตามิน รวมทั้งสารเคมีต่างๆ ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารและเป็นประโยชน์ในการต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งผักผลไม้เหล่านี้มีอยู่\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับพืชให้คำอธิบายว่า ผักผลไม้แช่แข็งจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าถ้าเราต้องการเก็บอาหารไว้ในระยะยาว หรือเมื่อพ้นฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่มีผักผลไม้ต่างๆ ให้เลือกไปแล้ว ไม่ใช่การเก็บเอาไว้ช่วงสั้นๆ เพียงแค่สองสามวันเท่านั้น\r\n\r\nเพราะการแช่แข็งด้วยวิธีใช้ไนโตรเจนในทางอุตสาหกรรมจะช่วยรักษาสารอาหารต่างๆ ในผลไม้สด ที่มักจะเสื่อมสภาพลงตามธรรมชาติจากการทำปฏิกิริยากับออกซิเจน\r\n\r\nเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งของการที่ผักผลไม้ที่ถูกแช่แข็งยังคงมีคุณค่าทางอาหารเหนือกว่าผลไม้สดก็คือ โดยทั่วไปแล้วสินค้าที่แช่แข็งนั้นมักจะถูกเก็บเกี่ยวจากไร่หรือสวนในช่วงเวลาที่มีความสุกและความพร้อมเต็มที่ หรือเรียกว่าเป็นช่วงเวลาที่ peak ซึ่งวิตามินหรือสารอาหารในผักผลไม้เหล่านี้จะขึ้นถึงระดับสูงสุด เมื่อเทียบกับผักผลไม้สดที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวจากไร่สวนก่อนเวลาและป้อนสู่ท้องตลาด โดยจะต้องผ่านกระบวนการลำเลียงขนส่งมายังซุปเปอร์มาร์เก็ตก่อนที่จะให้เราเลือกซื้อและรับประทาน\r\n\r\nผักผลไม้เหล่านี้จะต้องถูกเก็บเกี่ยวก่อนหน้าช่วงเวลา peak หลายสัปดาห์ เพราะจะต้องเผื่อเวลาสำหรับการลำเลียงขนส่งเดินทาง ดังนั้นความพร้อมสูงสุดของคุณค่าทางอาหารและวิตามินจึงเทียบไม่ได้เท่ากับผลไม้สดที่ถูกเก็บเพื่อแช่แข็ง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ดูเหมือนจะมีข้อยกเว้นอย่างหนึ่งเกี่ยวกับคุณค่าทางอาหารและความอุดมด้วยวิตามินที่ผลไม้แช่แข็งอาจจะด้อยกว่าผลไม้สด คือในกรณีที่ผักไม้สดนั้นสดใหม่จริงมาจากไร่สวนที่เรียกว่า Farmers’ Market หรือตรงจากไร่สวนที่ผลิตถึงผู้บริโภคโดยตรง\r\n\r\nเพราะผักผลไม้ประเภทนี้มักจะมีการขายและบริโภคภายในสองถึงสามวันหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว ดังนั้นในกรณีนี้ ผักสดในลักษณะดังกล่าวจะยังคงมีความสดจริง และมีคุณค่าทางโภชนการและวิตามินมากกว่าผลไม้แช่แข็ง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1561446597.jpg"],
    [795,1850,"สถาบันเทคฯ สวิส คิดค้นการสร้างเชื้อเพลิงปิโตรเลียมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์","Tue, 2019-06-25 14:08","http://www.stkc.go.th/node/1850","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สถาบันเทคโนโลยี ETH Zurich แห่งสวิตเซอร์เเลนด์พัฒนาเทคโนโลีสร้างเชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์\r\n\r\nแม้ความคิดนี้อาจฟังดูสวนกระเเสการผลิตพลังงานสะอาดเพื่อนำมาใช้โดยตรง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าพลังงานฟอสซิลยังคงเป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับระบบคมนาคมขนส่ง\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญ Aldo Steinfeld จาก ETH Zurich กล่าวว่า การใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาสร้างเชื้อเพลิงปิโตรเลียม สามารถผลิต เเมธานอลขึ้นมาได้ โดยการเผาผลาญพลังงานในกระบวนการผลิตนี้ไม่ได้เพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ \r\nในกระบวนการดังกล่าว เตาปฏิกรพลังงานแสงอาทิตย์ ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างปฏิกิริยาที่แยกน้ำออกจากคาร์บอนไดออกไซด์ ในระดับความร้อนที่สูงมาก\r\n\r\nPhilipp Furler จากบริษัท Spin-off Synhelion ตั้งใจที่จะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวผลิตพลังงานเชื้อเพลิงเพื่อตอบสนองความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมให้ได้ในอีก 6 ปีจากนี้ ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1561446494.jpg"],
    [796,1844,"อาหารฟาสต์ฟูดบวกการไม่สนใจออกกำลังกายส่งผลถึงโรคความจำเสื่อมได้","Thu, 2019-06-20 14:46","http://www.stkc.go.th/node/1844","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาของมหาวิทยาลัย Australian National University (ANU) ในออสเตรเลีย ที่วิเคราะห์ผลการวิจัยระหว่างประเทศราว 200 ชิ้นโดยอาศัยกลุ่มตัวอย่างกว่า 7,000 คน ซึ่งเผยแพร่ในวารสารวิชาการ Frontier in Neuroendocrinology ระบุความเกี่ยวพันระหว่างการทานอาหารแคลอรี่สูงประเภทฟาสต์ฟูด กับโรคทางสมอง โดยเฉพาะโรคความจำเสื่อม\r\n\r\nโดยผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนในยุคนี้ทานอาหารที่มีแคลอรี่สูงกว่าเมื่อ 50 ปีก่อน จากชีวิตที่รีบเร่งและการมีอาหารทางเลือกที่เร็วและสะดวก ตัวอย่างเช่น อาหารฟาสต์ฟูดหนึ่งมื้อซึ่งประกอบด้วยเบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด กับเครื่องดื่มนั้น จะมีแคลอรี่ประมาณ 650 หน่วย ซึ่งเท่ากับราวหนึ่งในสี่ของความต้องการแคลอรี่สำหรับผู้ชายในแต่ละวัน และเท่ากับประมาณหนึ่งในสามของความต้องการแคลอรี่สำหรับผู้หญิงในแต่ละวัน\r\n\r\nศาสตราจารย์ Nicolas Cherbuin ของมหาวิทยาลัย ANU อธิบายว่าอาหารที่มีแคลอรี่สูง เช่น อาหารฟาสต์ฟู้ด มีความเกี่ยวพันกับโรคอ้วนและปัญหาเบาหวานประเภทสอง และถ้าประกอบกับการขาดกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายหรือการออกกำลังกายด้วยแล้ว ก็จะทำให้เกิดภาวะอักเสบในร่างกาย หรือ inflammation ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการทำงานของเซลล์สมองและปัญหาความจำเสื่อมเมื่อเราอายุมากขึ้นได้\r\n\r\nนักวิจัยเตือนว่า ถึงแม้อาการความจำเสื่อมส่วนใหญ่มักจะแสดงให้เห็นในช่วงเลยวัยกลางคนไปแล้วก็ตาม กระบวนการซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ประสาทและทำให้เกิดโรคความจำเสื่อมหรือสมองฝ่อนี้จะไม่สามารถแก้ไขให้กลับคืนได้เมื่อย่างเข้าวัยกลางคน แต่เรื่องนี้ก็อาจป้องกันได้หากเราเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์และสนใจออกกำลังกายในเชิงป้องกันตั้งแต่ยังเยาว์วัย\r\n\r\nขณะนี้มีผู้คนราวหนึ่งในสามของโลกมีน้ำหนักตัวเกินหรือเป็นโรคอ้วน และมีราว 50 ล้านคนซึ่งเป็นโรคความจำเสื่อม ดังนั้นคำแนะนำอย่างชัดเจนของนักวิจัยจากการศึกษาเรื่องนี้คือ อย่าละเลยเรื่องความสำคัญและความจำเป็นของการดูแลสุขภาพตัวเอง การเลือกทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และสนใจออกกำลังกายตั้งแต่ในช่วงวัยหนุ่มสาว เพราะถ้ารอให้เวลาล่วงเลยไปถึงช่วงวัยกลางคนหรือวัยทองแล้วก็อาจจะสายเกินไป\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกให้คำแนะนำด้วยว่า การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายประเภท Cardio ซึ่งทำให้หัวใจเต้นแรง การไม่สูบบุหรี่ และละเว้นการบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป การควบคุมน้ำหนักตัว การทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ การรักษาระดับความดันโลหิตและระดับโคเลสเตอรอลให้เหมาะสม รวมทั้งการได้นอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพและเพียงพอ ล้วนเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงของโรคความจำเสื่อมได้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1561016778.jpg"],
    [797,1841,"หุ่นยนต์อวกาศชุดใหม่ขึ้นประจำสถานีอวกาศระหว่างประเทศแล้ว","Wed, 2019-06-19 15:42","http://www.stkc.go.th/node/1841","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"หุ่นยนต์อวกาศ หรือ Astrobees ที่ประจำอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติในขณะนี้มีอยู่สามตัวด้วยกัน ตัวเเรกชื่อ Honey ตัวที่สองชื่อ Queen ส่วนตัวสุดท้ายชื่อ Bumble\r\n\r\nหุ่นยนต์สองตัวเพิ่งเดินทางไปถึงสถานีอวกาศนานาชาติเมื่อไม่นานมานี้เเละกำลังจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งในทีมนักบินอวกาศที่สถานีอวกาศนานาชาติ\r\n\r\nมาเรีย บูเอลัท ผู้จัดการโครงการ Astrobee กล่าวว่า ตอนนี้หุ่นยนต์สองตัวคือ Honey กับ Bumble ขึ้นไปอยู่ในวงโคจรเเล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา\r\n\r\nAnn Mclean หนึ่งในนักบินอวกาศประจำบนสถานีอวกาศนานาชาติได้เตรียมความพร้อมของหุ่นยนต์ Bumble ที่ตอนนี้เปิดเครื่องหุ่นยนต์เเล้วเเละหุ่นยนต์อยู่ในสภาพสมบูรณ์เเละพร้อมใช้งาน\r\n\r\nหุ่นยนต์ทั้งสองตัวจะเข้ารับงานต่อจากหุ่นยนต์ช่วยงานยานสถานีอวกาศนานาชาติรุ่นก่อนหน้าที่ชื่อว่า the Spheres\r\n\r\nหุ่นยนต์ Astrobees มีกล้องถ่ายภาพเเละไมโครโฟนติดอยู่ด้วย เเละในช่วงสองสามเดือนต่อจากนี้ มาเรีย บูเอลัท ผู้จัดการโครงการบอกว่า หุ่นยนต์จะเรียนรู้การเคลื่อนที่ไปมาภายในสถานีอวกาศนานาชาติ\r\n\r\nบูเอลัท กล่าวว่า ทีมงานกำลังตั้งค่าความเเม่นยำของกล้องถ่ายภาพบนสถานีอวกาศนานาชาติเมื่อทำแผนที่ภายในตัวสถานีเรียบร้อยเเล้ว หุ่นยนต์ Astrobees จะสามารถเคลื่อนที่ไปมาเองได้ทั่วภายในตัวสถานีอวกาศนานาชาติเเละทำงานยกของหนัก\r\n\r\nมาเรีย บูเอลัท ผู้จัดการโครงการกล่าวว่า ทีมงานต้องการใช้หุ่นยนต์ทำงานที่อันตรายสำหรับนักบินอวกาศ งานสกปรก ตลอดจนงานที่น่าเบื่อ เพื่อให้ทีมนักบินอวกาศมีเวลาไปทำงานที่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้\r\n\r\nหุ่นยนต์ Astrobee จะมีงานทดลองต้องทำมากมายเพราะบรรดานักเรียนมัธยมต้นและปลายทั่วสหรัฐฯกำลังเเข่งขันกันเพื่อให้การทดลองได้รับเลือกให้ขึ้นไปทดลองบนสถานีอวกาศนานาชาติ\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1560933749.jpg"],
    [798,1838,"โหมดถนอมแบตเตอรีอัจฉริยะ ฟังก์ชันใหม่ในไอโฟน iOS 13","Tue, 2019-06-18 10:28","http://www.stkc.go.th/node/1838","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นใหม่ของแอปเปิล iOS 13 เผยฟังก์ชันใหม่ในการยืดอายุการใช้งานของไอโฟน รองรับความต้องการของผู้บริโภคที่เริ่มเปลี่ยนสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ช้าลง ตามรายงานของเว็บไซต์ CNBC\r\n\r\nฟังก์ชันใหม่นี้ เรียกว่า Optimized Battery Charging หรือ โหมดถนอมแบตเตอรี เพื่อช่วยลดการเสื่อมอายุของแบตเตอรีไอโฟน โดยจะเรียนรู้พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ และวางแผนในการชาร์จไฟให้เหมาะสมกับการใช้งาน\r\n\r\nหมายความว่า ภายใต้โหมดถนอมแบตเตอรี จะชาร์จไอโฟนไปถึงระดับ 80% ด้วยความเร็วปกติ และจะชะลอการชาร์จไฟในส่วนที่เหลือตามพฤติกรรมการใช้งาน เช่น หากคุณมักจะเริ่มชาร์จไฟไอโฟนตอนก่อนนอน และถอดปลั๊กชาร์จช่วง 6 โมงเช้าเป็นประจำ ระบบจะชาร์จไฟไว้ที่ 80% ตลอดคืน ก่อนจะชาร์จให้เต็มเมื่อใกล้จะถึงเวลาใช้งาน ซึ่งดีกว่าการชาร์จไฟให้เต็มตลอดเวลาแม้ไม่ใช้งาน ที่ทำให้แบตเตอรีเสื่อมไวกว่าปกติ\r\n\r\nปัจจุบัน ผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะใช้สมาร์ทโฟนรุ่นเดิมกันมากขึ้น โดยเฉลี่ยจะใช้เครื่องเดิมราว 3-4 ปี แทนที่จะนำเครื่องเก่าไปแลกเป็นเครื่องใหม่ทุกๆ 2 ปี ในขณะที่อายุการใช้งานของแบตเตอรีจะมีประสิทธิภาพลดลงตามอายุการใช้งาน ซึ่งเมื่อปีที่แล้ว แอปเปิล เริ่มต้นโครงการเปลี่ยนแบตเตอรีให้กับลูกค้าที่ใช้ไอโฟน หลังจากกระแสโจมตีเครื่องปัญหาแบตเตอรีของไอโฟนรุ่นเก่าๆ\r\n\r\nทั้งนี้ ฟังก์ชัน Optimized Battery Charging หรือ โหมดถนอมแบตเตอรี จะเปิดให้โหลดแบบทดลองใช้ หรือ Beta ในเดือนหน้า และเปิดให้อัพเดทได้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ พร้อมกับการเปิดตัวไอโฟนรุ่นล่าสุด","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1560828518.jpg"],
    [799,1837,"งานวิจัย: สุนัขสามารถรับรู้ถึงความเครียดของเจ้าของได้","Tue, 2019-06-18 10:27","http://www.stkc.go.th/node/1837","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เมื่อเจ้าของสุนัขต้องประสบกับความเครียดเป็นเวลานานๆ พวกเขามักไม่ได้รู้สึกกดดันอยู่เพียงลำพัง เพราะสุนัขของพวกเขาก็รู้สึกไปด้วยเช่นกัน\r\n\r\nข้อมูลดังกล่าวมาจากการศึกษาฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อเร็วๆ นี้\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดนศึกษาวิจัยอาสาสมัคร 58 คนที่เป็นเจ้าของสุนัขพันธุ์ Border Collies และพันธุ์ Shetland Sheepdog ซึ่งเป็นสุนัขที่คอยต้อนสัตว์อื่นๆ\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ตรวจขนสุนัขและเส้นผมของเจ้าของสุนัข เพื่อดูระดับของฮอร์โมนคอร์ติโซน (cortisol) สารเคมีนี้จะถูกปล่อยเข้าสู่กระแสเลือดในช่วงที่เกิดความเครียด และนักวิทยาศาสตร์สามารถนำเส้นผมมาตรวจสอบสารเคมีนี้ได้\r\n\r\nLina Roth นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Linkoping ของสวีเดน กล่าวว่า ภาวะซึมเศร้า และการว่างงาน เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดที่อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณสาร cortisol ที่ถูกปล่อยออกมาในร่างกายมนุษย์\r\n\r\nLina Roth และเพื่อนร่วมงานของเธอพบว่า ระดับ cortisol ในเส้นผมของเจ้าของสุนัขนั้นตรงกับระดับที่พบในสุนัขของพวกเขา ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าระดับความเครียดของทั้งสุนัขและเจ้าของอยู่ในระดับเดียวกัน หรือมีความเชื่อมโยงกันนั่นเอง\r\n\r\nRoth เชื่อว่าเจ้าของจะมีอิทธิพลต่อสุนัขแทนที่จะเป็นสุนัขที่มีอิทธิพลต่อเจ้าของ ซึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะลักษณะบุคลิกภาพของมนุษย์ส่งผลต่อสุนัขด้วยเช่นกัน คืออาจเป็นไปได้ว่า คนเป็นส่วนสำคัญของชีวิตสุนัขเพียงอย่างเดียว ในขณะที่มนุษย์เรายังมีเครือข่ายสังคมอื่นๆ ด้วย\r\n\r\nAlicia Buttner ผู้อำนวยการด้านพฤติกรรมสัตว์ที่สมาคม Nebraska Humane Society in the American city of Omaha กล่าวว่า มีการค้นพบหลักฐานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อแสดงให้เห็นถึงความผูกพันใกล้ชิดระหว่างคนและสุนัขของพวกเขา ที่คล้ายคลึงกับความผูกพันระหว่างพ่อแม่และลูกๆ\r\n\r\nต่อจากนี้ Roth และเพื่อนร่วมงาน วางแผนที่จะตรวจสอบดูว่าสุนัขชนิดอื่นตอบสนองต่อเจ้าของในลักษณะเดียวกันหรือไม่\r\n\r\nแต่สำหรับในตอนนี้ เธอให้คำแนะนำในการลดความเครียดที่เจ้าของสุนัขอาจส่งต่อไปให้สัตว์เลี้ยงของตน สุนัขที่ได้เล่นเยอะๆ จะแสดงอาการเครียดน้อยลง ดังนั้นเจ้าของสุนัขทั้งหลายควรใช้เวลาเล่นสนุกกับสุนัขของคุณ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1560828439.jpg"],
    [800,1829,"งานวิจัยชี้ \"เปิดไฟนอน\" อาจทำให้รอบเอวเพิ่ม","Fri, 2019-06-14 09:56","http://www.stkc.go.th/node/1829","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"รายงานการวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ JAMA Internal Medicine ชี้ว่า การนอนหลับโดยที่เปิดไฟหรือเปิดทีวีทิ้งไว้ อาจเกี่ยวข้องกับรอบเอวของเราได้\r\n\r\nนักวิจัยที่ National Institute of Environmental Health Science ในรัฐนอร์ธแคโรไลน่า เปิดเผยรายงานการศึกษาเรื่องผลกระทบของแสงที่มีต่อการนอน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นสตรีชาวอเมริกัน 43,722 คน อายุระหว่าง 35 – 74 ปี และใช้เวลา 5 ปี (2003 – 2009) ภายใต้การวิจัยที่มีชื่อว่า Sister Study\r\n\r\nผลการวิจัยพบว่า การมีแสงสว่างภายในห้องตอนกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นแสงจากหลอดไฟหรือจากทีวีที่เปิดทิ้งไว้ อาจมีความเชื่อมโยงกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของกลุ่มตัวอย่างเหล่านั้น\r\n\r\nคุณเดล แซนด์เลอร์ ผู้นำการวิจัยครั้งนี้ชี้ว่า ได้ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดตอบแบบสอบถาม โดยเลือกพฤติกรรมการนอนของตนเองใน 4 กลุ่ม คือ 1.นอนแบบปิดไฟ 2.เปิดไฟหัวนอนทิ้งไว้ 3.เปิดไฟไว้นอกห้อง 4.เปิดไฟสว่างหรือเปิดทีวีทิ้งไว้ในห้องนอน\r\n\r\nผลวิจัยชี้ให้เห็นว่า 22% ของคนที่เปิดไฟสว่างหรือเปิดทีวีทิ้งไว้ตอนนอนหลับมีโอกาสที่จะมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน และ 33% มีโอกาสที่จะเป็นโรคอ้วน\r\n\r\nและเมื่อเจาะลึกลงไป พบว่าในกลุ่มตัวอย่างที่ 4 นี้ โดยเฉลี่ยแล้วน้ำหนักจะขึ้นราว 5 กิโลกรัมหรือมากกว่านั้น ในช่วง 5 ปีที่ทำการสำรวจ หรืออาจมีค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index – BMI) เพิ่มขึ้นราว 10% เทียบกับคนที่นอนแบบปิดไฟ\r\n\r\nงานวิจัยชิ้นนี้ให้ตัวเลขในทำนองเดียวกับงานวิจัยเมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Clinical Endocrinology and Metabolism ที่ชี้ว่าการเปิดไฟไว้ขณะนอนหลับอาจเพิ่มค่า BMI ราว 10% เช่นกัน\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม คุณเดล แซนด์เลอร์ ระบุว่า ข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้คือใช้วิธีให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามซึ่งมีโอกาสคลาดเคลื่อนได้มาก ดังนั้นจึงแนะนำให้มีการวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้\r\n\r\nถึงกระนั้น ดร.แนทธาเนียล วัตสัน ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาแห่ง University of Washington กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยเน้นย้ำถึงสิ่งที่แพทย์และผู้เชี่ยวชาญพยายามแนะนำมาโดยตลอด คือการทำให้ช่วงเวลานอนหลับของเรามีประสิทธิภาพมากที่สุด และดีต่อสุขภาพมากที่สุด ด้วยการกำจัดสิ่งรบกวนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แสงไฟ ทีวี หรืออุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ทุกประเภท\r\n\r\n(ทรงพจน์ สุภาผล เรียบเรียงรายงานจาก CNN)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1560480960.jpg"],
    [801,1826,"ประชากรเกือบครึ่งโลกเตรียมใช้เครือข่าย 5 จีในอีก 5 ปีข้างหน้า","Wed, 2019-06-12 10:33","http://www.stkc.go.th/node/1826","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทเทคโนโลยีจากฝั่งยุโรป เชื่อว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกจะเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 5 จีได้เร็วกว่าคาดหมาย\r\n\r\nบริษัท Ericsson ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมสัญชาติสวีเดน เปิดเผยรายงานเมื่อวันอังคาร ระบุว่า ราวร้อยละ 45 ของประชากรโลก จะสามารถเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 5 จี ในปี ค.ศ. 2024 หรืออีก 5 ปีข้างหน้า ตามรายงานของ CNN\r\n\r\nนอกจากนี้ บริษัท Ericsson ยังประเมินว่า จะมีผู้ใช้บริการเครือข่าย 5 จีราว 1,900 ล้านราย ในช่วงเวลาเดียวกันด้วย ซึ่งมากกว่าประมาณการณ์เดิมถึงร้อยละ 27\r\n\r\nที่ผ่านมา ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลก ต่างเร่งวางระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับระบบ 5 จี ที่จะกลายเป็นกำลังสำคัญต่อเทคโนโลยีแห่งอนาคตมากมาย อาทิ รถขับเคลื่อนอัตโนมัติและโครงการ Smart Cities ในหลายประเทศทั่วโลก\r\n\r\nปัจจุบัน สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ และเกาหลีใต้ นำร่องการใช้เครือข่าย 5 จี กำจัดในเขตเมืองใหญ่บ้างแล้ว และจีนจะเป็นประเทศต่อไปที่นำระบบ 5 จีมาใช้ในอนาคตอันใกล้ อย่างไรก็ตามหลายประเทศตะวันตกแสดงความกังวลเรื่องการวางโครงข่าย 5 จี โดยใช้อุปกรณ์ของบริษัทหัวเหว่ย เนื่องจากกังวลว่าจีนอาจสอดแนมด้านความมั่นคงในประเทศที่เปิดรับเครือข่ายนี้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1560310413.jpg"],
    [802,1824,"'ไมโครพลาสติก' ในร่างกายมนุษย์มาจากที่ไหน? ส่งผลอย่างไร?","Tue, 2019-06-11 09:11","http://www.stkc.go.th/node/1824","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการ Environmental Science and Technilogy เมื่อวันพุธที่ 5 มิถุนายน ซึ่งอาศัยเกณฑ์ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ ให้ภาพว่าในแต่ละปีมีคนอเมริกันได้รับอนุภาคขนาดเล็กของพลาสติก หรือที่เรียกว่า \"ไมโครพลาสติก\" เข้าสู่ร่างกายโดยเฉลี่ยตั้งแต่ 74,000 ถึง 121,000 อนุภาคโดยขึ้นอยู่กับอายุและเพศของบุคคล\r\n\r\nแต่สำหรับผู้ที่ดื่มน้ำจากขวดพลาสติกเป็นประจำ การรับอนุภาคดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกปีละราว 90,000 อนุภาคเลยทีเดียว\r\n\r\nนักวิจัยได้ตัวเลขดังกล่าวจากการวิเคราะห์รายงานการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายจากแหล่งสำคัญแปดแหล่ง คือจากอากาศที่หายใจ จากการดื่มแอลกอฮอล์ จากน้ำบรรจุขวด จากน้ำผึ้ง อาหารทะเล เกลือ น้ำตาล และน้ำประปา แต่แหล่งที่มาของไมโครพลาสติกดังกล่าวไม่รวมถึงเนื้อสัตว์และผักต่างๆ เนื่องจากยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ\r\n\r\nนักวิจัยอธิบายว่า Microplastic หรืออนุภาคขนาดเล็กของพลาสติกนี้มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราอยู่แล้ว และไม่ใช่เฉพาะคนเท่านั้นแต่สัตว์ต่างๆ ก็ได้รับไมโครพลาสติกนี้เข้าสู่ร่างกายในกระบวนการดำรงชีวิตเช่นกัน เพียงแต่ว่ามนุษย์อาจได้มากกว่าจากกระบวนการผลิตและการบรรจุอาหาร\r\n\r\nจากตัวเลขของกระทรวงเกษตรและสำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ นักวิจัยประเมินว่า โดยเฉลี่ยในแต่ละปีเด็กผู้ชายจะได้รับไมโครพลาสติกราว 81,000 หน่วย เทียบกับ 74,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้หญิงส่วนผู้ชายที่เป็นผู้ใหญ่จะได้ไมโครพลาสติก 121,000 หน่วยเทียบกับ 98,000 หน่วยสำหรับผู้หญิง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การดื่มน้ำบรรจุขวดพลาสติกเพียงอย่างเดียวจะเพิ่มอนุภาคพลาสติกนี้ได้ถึง 75,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้ชาย 64,000 หน่วยสำหรับเด็กผู้หญิงและราว 127,000 หน่วยสำหรับผู้ชายกับราว 93,000 หน่วยสำหรับผู้หญิงตามลำดับ\r\n\r\nผลการวิจัยก่อนหน้านี้แสดงว่า อนุภาคไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กพอที่จะแทรกตัวเข้าไปในเนื้อเยื่อของร่างกายและกระตุ้นปฏิกิริยาด้านภูมิคุ้มกัน หรือปล่อยสารพิษกับโลหะหนักที่ติดมาจากสิ่งแวดล้อมได้\r\n\r\nแต่ผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริงของเรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ทราบกัน\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนผู้ไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้เตือนว่า นอกจากผลของไมโครพลาสติกในร่างกายมนุษย์ซึ่งยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจนแล้ว การศึกษาดูจะละเลยเรื่องกลไกและระบบร่างกายของมนุษย์ที่อาจสามารถกรองหรือกำจัดไมโครพลาสติกในอากาศที่เราหายใจเข้าไปได้\r\n\r\nและนักวิทยาศาสตร์บางคน เช่น ศาสตราจารย์ Richard Lampitt จากทีมวิจัยด้านสมุทรศาสตรของอังกฤษก็ชี้ว่า ขณะนี้เรายังขาดการให้คำนิยามไมโครพลาสติกอย่างชัดเจนว่ามีขนาดเล็กแค่ไหน เพราะนอกจากไมโครพลาสติกแล้ว ยังมีอนุภาคของพลาสติกขนาดเล็กกว่าที่เรียกว่า \"นาโนพลาสติก\" ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในขอบข่ายของการศึกษาครั้งนี้ด้วย\r\n\r\nในขณะนี้ถึงแม้จะมีการประเมินจำนวนไมโครพลาสติกที่มนุษย์ได้รับเข้าไปในร่างกายจากแหล่งต่างๆ ก็ตาม แต่ความเข้าใจเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพอย่างแท้จริงนั้นยังไม่ชัดเจน และนักวิทยาศาสตร์ก็เห็นพ้องกันว่าจำเป็นจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้ต่อไป","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1560219095.jpg"],
    [803,1822,"เฟสบุ๊ก ตัดสัมพันธ์ หัวเหว่ย สั่งห้ามติดตั้งแอพพร้อมใช้บนมือถือ","Mon, 2019-06-10 15:01","http://www.stkc.go.th/node/1822","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สื่อสังคมออนไลน์ เฟสบุ๊ก ตัดสัมพันธ์กับหัวเหว่ย ด้วยการสั่งห้ามหัวเหว่ยติดตั้งแอพพลิเคชั่นในเครือของเฟสบุ๊กทั้งหมด ในรูปแบบของ pre-install หรือแอพพลิเคชั่นพร้อมใช้บนสมาร์ทโฟน ตามคำสั่งของทางการสหรัฐฯ ที่ห้ามบริษัทหัวเหว่ยทำธุรกิจกับอเมริกา\r\n\r\nทางเฟสบุ๊ก ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ ระบุว่า เฟสบุ๊กยกเลิกให้สิทธิอนุญาตให้บริษัทหัวเหว่ย ติดตั้งแอพพลิเคชั่นในเครือของเฟสบุ๊กทั้งหมดบนสมาร์ทโฟนของหัวเหว่ย นั่นหมายความว่าแอพพลิเคชั่นเฟสบุ๊กจะไม่ปรากฏเป็นแอพพลิเคชั่นพร้อมใช้จากหัวเหว่ยอีกต่อไป\r\n\r\nทั้งนี้ ผู้ใช้สมาร์ทโฟนของหัวเหว่ยรุ่นที่จำหน่ายในปัจจุบัน สามารถโหลดและอัพเดทแอพพลิเคชั่นของเฟสบุ๊กได้อยู่ และทางเฟสบุ๊กยังไม่ลงรายละเอียดว่า ผู้ที่ซื้อสมาร์ทโฟนของหัวเหว่ยรุ่นใหม่ๆจะสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้ได้ภายหลังหรือไม่\r\n\r\nการเคลื่อนไหวของเฟสบุ๊ก เกิดขึ้นหลังจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนเริ่มยกระดับขึ้น โดยเมื่อเดือนก่อน ทางกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ สั่งห้ามบริษัทอเมริกันขายเทคโนโลยีของบริษัทให้กับบริษัทหัวเหว่ยและบริษัทเทคโนโลยีของจีนรายอื่นๆ จนกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลสหรัฐฯ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1560153661.jpg"],
    [804,1815,"งานวิจัย: เด็กเล่นเกมรุนแรงมีแนวโน้ม 'จับปืน-เหนี่ยวไก' มากกว่าปกติ","Fri, 2019-06-07 08:07","http://www.stkc.go.th/node/1815","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"รายงานวิจัยชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Network Open ชี้ว่า เด็กที่เล่นหรือดูเกมที่มีเนื้อหารุนแรง ซึ่งรวมถึงมีการใช้อาวุธปืนในเกมนั้น มีแนวโน้มที่จะจับปืนและเหนี่ยวไกปืนเพิ่มขึ้น\r\n\r\nเด็กอายุระหว่าง 8-12 ปี จำนวน 242 คน เข้าร่วมในงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Ohio State โดยแบ่งเด็กออกเป็นสามกลุ่มแล้วให้จับคู่กัน กลุ่มแรกให้เล่นเกมที่มีการใช้อาวุธปืน กลุ่มที่สองเล่นเกมที่มีการใช้ดาบเป็นอาวุธ และกลุ่มที่สามเป็นเกมที่ไม่มีเนื้อหารุนแรง\r\n\r\nซึ่งเด็กที่จับคู่กันแต่ละคู่นั้น คนหนึ่งจะเป็นคนเล่นเกมและอีกคนหนึ่งเป็นคนนั่งดูเพื่อนเล่น เป็นเวลาราว 20 นาที จากนั้นให้เด็กเข้าไปในห้องที่มีของเล่นมากมายอยู่ในนั้น และมีปืนจริงที่ไม่มีกระสุนและไม่สามารถใช้งานได้ 2 กระบอกซุกซ่อนอยู่ในตู้ภายในห้องดังกล่าว\r\n\r\nผลการศึกษาพบว่ามีเด็ก 220 คนจาก 242 ที่พบปืนที่ซ่อนอยู่ โดยในจำนวนนี้ 61.8% ของเด็กที่เพิ่งเล่นเกมที่มีการใช้อาวุธปืนมานั้นจะเข้าไปถือปืน เทียบกับ 56.8% ของกลุ่มเด็กที่เล่นเกมที่มีการใช้ดาบเป็นอาวุธ และ 44.3% ของกลุ่มเด็กที่ไม่ได้เล่นเกมที่มีเนื้อหารุนแรง\r\n\r\nนอกจากนี้ เด็กกลุ่มที่เล่นเกมที่มีความรุนแรงยังมีแนวโน้มที่จะเหนี่ยวไกปืนมากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้เล่นเกมรุนแรง และจำนวนการเหนี่ยวไกปืนมากหรือน้อยยังขึ้นอยู่กับประเภทของเกมที่เล่นด้วย กล่าวคือ หากเป็นเกมที่ต้องใช้ปืนยิงตัวสัตว์ประหลาดในเกมนั้น เด็กที่อยู่ในกลุ่มนี้มีโอกาสเหนี่ยวไกปืนเพิ่มขึ้นราว 10 เท่า\r\n\r\nและเมื่อยิ่งพิจารณาลงลึกไปอีก นักวิจัยพบว่า เด็กกลุ่มที่เล่นเกมซึ่งใช้อาวุธปืน มีโอกาสเหนี่ยวไกขณะเล็งปืนที่ตัวเองหรือที่เด็กอีกคนที่จับคู่กับตนเอง มากขึ้นราว 3.4 เท่า เทียบกับระดับ 1.5 เท่าในกลุ่มที่เล่นเกมแบบใช้ดาบ และ 0.2 เท่าในกลุ่มที่เล่นเกมแบบไม่รุนแรง\r\n\r\nแบรด บุชแมน ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารที่มหาวิทยาลัย Ohio State ผู้จัดทำรายงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า แต่ละวันในสหรัฐฯ มีเด็กและวัยรุ่นเกือบ 50 คนที่ถูกทำร้ายด้วยอาวุธปืน ในขณะที่ครัวเรือนอเมริกันที่ครอบครองอาวุธปืนนั้น มีอยู่ราว 20% ที่ยังไม่มีการเก็บอาวุธปืนนั้นอย่างปลอดภัย\r\n\r\nนักวิจัยผู้นี้ชี้ด้วยว่า งานวิจัยชิ้นนี้สามารถชี้ให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญสองประการสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง\r\n\r\nหนึ่งคือ ผู้ปกครองที่มีปืนภายในบ้านควรเก็บปืนของตนให้ปลอดภัยและไม่ให้ลูกหลานสามารถเข้าถึงได้ และสองคือ ผู้ปกครองควรปกป้องเด็กๆ จากสื่อที่รุนแรงในรูปแบบต่างๆ รวมถึงวิดีโอเกม\r\n\r\n(SOURCE: https://jamanetwork.com/journals/jamanetworkopen/fullarticle/2734799 , JAMA Network Open, May 31, 2019.​)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1559869624.jpg"],
    [805,1814,"นักวิจัยอังกฤษพัฒนาระบบตรวจหามะเร็งลำไส้ใหญ่ล้ำสมัย","Thu, 2019-06-06 15:13","http://www.stkc.go.th/node/1814","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"มะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดอันดับที่สามของโลก เเละหากตรวจพบเร็วเท่าใด ผู้ป่วยก็มีโอกาสสูงมากขึ้นเท่านั้นที่จะหายจากโรค\r\n\r\nเเต่แพทย์ที่ทำการตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่มักไม่สามารถมองเห็นทุกอย่างที่แสดงบนหน้าจอได้เสมอไป และรายละเอียดอื่นๆ ที่มีขนาดเล็กอาจตรวจไม่พบ\r\n\r\nลอเรนซ์ เลิฟวัท ผู้เชี่ยวชาญที่มหาวิทยาลัย UCL กล่าวว่า การตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่อาจตรวจไม่พบติ่งเมือกหนึ่งในห้าในระหว่างการตรวจ เเละนี่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะมะเร็งชนิดนี้เป็นสาเหตุใหญ่อันดับที่สองที่ทำให้คนเสียชีวิตในอังกฤษ\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ปัญญาประดิษฐ์สามารถมองเห็นภาพถ่ายได้ทั้งหมด เพราะไม่มีทางมองผิดจุดเเละไม่มีทางเสียสมาธิ\r\n\r\nปีเตอร์ เมาท์นี่ ซีอีโอของ Odin Vision กล่าวว่า เมื่อได้ภาพวิดีโอสดภายในลำไส้ใหญ่ ระบบที่ใช้จะนำภาพวิดีโอที่ได้ไปวิเคราะห์ทีละภาพเเละประมวลข้อมูลด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ เเละตนเองพยายามระบุว่าติ่งที่เห็นอยู่ในจุดใดของลำไส้ใหญ่โดยมองที่ลักษณะของเนื้อเยื่อที่มีสีเเตกต่างกันไป\r\n\r\nข้อมูลที่ได้นี้มีขนาดใหญ่เเละมีรายละเอียดมากเกินไปที่จะส่งผ่านทางอินเตอร์เน็ต ดังนั้น ระบบ Odin Vision จะใช้การสื่อสารระหว่างโลกเเละดาวเทียมที่ห่างออกไปหลายล้านไมล์แทน โดยจัดเก็บเอาไว้ในฐานข้อมูล cloud เเละส่งข้อมูลกลับมาที่แพทย์ในขณะที่กำลังทำการตรวจทันที\r\n\r\nการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ยังอยู่ในระยะเเรกเริ่มในขณะนี้ หากเทคโนโลยีประสบความสำเร็จ ระบบจัดเก็บข้อมูลใน cloud นี้จะเข้าถึงได้โดยคลินิกเเละโรงพยาบาลต่างๆ เเม้ในเขตชนบทห่างไกล เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ป่วยทุกคนจะได้ผลการวินิจฉัยที่รวดเร็วเเละเเม่นยำ\r\n\r\nแดน สโตยานอฟ ผู้เชี่ยวชาญแห่งภาควิชาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัย UCL กล่าวว่า AI มีบทบาทช่วยให้ทีมงานสามารถพัฒนาบริการที่มีคุณภาพ เพื่อรับประกันว่าผู้ป่วยได้รับการบริการตรวจวินิจฉัยโรคที่ดีที่สุด\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังพัฒนาระบบ Odin Vision หวังว่าเทคโนโลยีใหม่ที่ก้าวหน้านี้จะช่วยรักษาชีวิตของผู้ป่วยหลายพันราย เเละช่วยให้ผู้ป่วยไม่ต้องเข้ารับการบำบัดด้วยการฉายรังสี ผู้ป่วยที่หายจากมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่างหวังว่า เทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยโรคใหม่นี้จะพร้อมออกมาให้ใช้งานกันในอนาคตอันใกล้\r\n\r\nบริษัท Odin Vision กำลังวางแผนที่จะศึกษาทดลองในคนเป็นโครงการนำร่องในอีก 12 เดือนข้างหน้า เเละคาดว่าเทคโนโลยีใหม่นี้จะพร้อมออกมาให้ใช้งานกันในอีกสองปีข้างหน้า","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1559808799.jpg"],
    [806,1810,"ความกังวลเรื่องการใช้เทคโนโลยี 'จดจำใบหน้า' เริ่มลามไปทั่วโลก","Wed, 2019-06-05 09:43","http://www.stkc.go.th/node/1810","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ซานฟรานซิสโกได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของเทคโนโลยีแห่งหนึ่งของโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ ซานฟรานซิสโกกลับเป็นเมืองแรกในสหรัฐอเมริกาที่ออกกฎหมายห้ามไม่ให้ตำรวจและหน่วยงานของรัฐฯ ใช้เทคโนโลยี Facial Recognition หรือเทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” โดยผู้ที่สนับสนุนมาตรการนี้กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อเสรีภาพของประชาชน\r\n\r\nนายเนธาน เชียร์ด ผู้จัดกิจกรรมรณรงค์ระดับรากหญ้า ของมูลนิธิ Electronic Frontier Foundation กล่าวกับวีโอเอว่า เทคโนโลยีนี้ทำให้หลายคนกังวลเรื่องผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก\r\n\r\n“ด้วยเหตุที่เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐฯ สามารถแทรค หรือติดตามพลเมืองได้ อาจจะมีผลกระทบต่อสิทธิในการแสดงออกของประชาชน ตามบทบัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 หรือ First Amendment ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้หลายคนกังวลใจมาก”\r\n\r\nในขณะที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายออกมาห้ามใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในฝั่งของจีน กลับมีการเอาไปใช้งานด้านความมั่นคงในประเทศอย่างแพร่หลาย ถึงขนาดมีการเอาไปใช้ในการแจกจ่ายกระดาษชำระในห้องน้ำสาธารณะ\r\n\r\nเทคโนโลยี Facial Recognition นี้ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่ปี ก็ได้เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้าล้ำลึกไปมาก\r\n\r\nบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของของสหรัฐฯ อย่าง แอบเปิ้ล ก็เป็นบริษัทหนึ่งที่นำเอาเทคโนโลยี \"จดจำใบหน้า” มาใช้เป็นกลไกในการปลดล็อคโทรศัพท์ไอโฟนรุ่นล่าสุด บริษัท อี คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง แอมะซอน ก็ใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมา ผู้ถือหุ้นของ แอมะซอน ได้เคยมีการลงมติเพื่อจำกัดการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว แต่ก็ไร้ผลทั้งสองครั้ง\r\n\r\nสภาคองเกรส หรือรัฐสภาของสหรัฐฯ กำลังมีการประเมินกันอยู่ว่า เทคโนโลยี Facial Recognition มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพพลเมืองอย่างไรบ้าง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ เทคโนโลยีนี้กล่าวว่า บางครั้งมีปัญหาในการนำเทคโนโลยี \"จดจำใบหน้า” ไปใช้ โดยเฉพาะในการใช้แยกแยะใบหน้าของผู้หญิง และคนผิวสี\r\n\r\nจอย บูว์ลัมวีนี ผู้ก่อตั้ง Algorithmic Justice League องค์กรที่ส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence อย่างมีจริยธรรม กล่าวต่อสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ว่าควรจะมีการยับยั้งการใช้ เทคโนโลยี Facial Recognition จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบ\r\n\r\n“อย่างน้อยคองเกรสน่าจะออกกฎยับยั้งไม่ให้ตำรวจใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ชั่วคราว เพราะว่ามีการเอาไปใช้ในทางที่ผิด ขาดการควบคุมดูแล และยังเป็นเทคโนโลยีที่ค่อนข้างใหม่ ทำให้มีความเสี่ยง โดยเฉพาะถ้านำมาใช้กับกลุ่มคนชายขอบ หรือชุมชนที่เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคม”\r\n\r\nในขณะที่มีเสียงต่อต้าน ก็มีอีกกลุ่มที่สนับสนุนการใช้ Facial Recognition ​ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานด้านไบโอเมทริคส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีระดับสูง ที่นำข้อมูลทางชีวภาพมาใช้ในการตรวจสิทธิหรือแสดงตน ไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางกายภาพหรือพฤติกรรม โดยคนกลุ่มนี้บอกว่า เทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” มีประโยชน์มากต่อมนุษยชาติ\r\n\r\nนายบรูซ แฮนสัน ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท Credence ID กล่าวว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่ผู้ร้ายที่น่ากลัว\r\n\r\n“ยุคนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญและน่าตื่นเต้นของไบโอเมทริคส์ ภาพลักษณ์หรือความคิดที่ว่าเทคโนโลยีนี้ เป็นผู้ร้าย หรือจะทำให้สังคมกลายเป็นโลกมืดที่ผู้คนถูกรัฐฯ กดขี่ เป็นการเข้าใจผิด”\r\n\r\nบริษัทของนายแฮนสัน ใช้ เทคโนโลยี “จดจำใบหน้า” และ ไบโอเมทริคส์อื่น ๆ เช่น การพิมพ์ลายนิ้วมือ เพื่อช่วยระบุตัวบุคคลในประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อให้คนเหล่านั้นเข้าถึงปัจจัยสำคัญ เช่น อาหาร ยา อุปกรณ์การแพทย์ หรือนมผงสำหรับทารก เขาคิดว่าการที่ซานฟรานซิสโกออกกฎหมายห้ามใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไป\r\n\r\nเขาเห็นว่า “การออกกฎหมายห้ามแบบนั้นเป็นการทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะควรจะมีการพิจารณาดูก่อนว่ามีการนำเอาเทคโนโลยีไปใช้ในลักษณะไหนบ้าง ควรจะมีการถกเถียงกันว่าเราจะอยู่ร่วมกับเทคโนโลยีแบบนี้ได้หรือไม่ หรือว่าเราอยากจะอยู่ในสังคมที่มีแต่ความหวาดระแวง การห้ามใช้เทคโนโลยีอย่าง Facial Recognition และ ไบโอเมทริคส์ ก็เหมือนกับการห้ามไม่ให้ใช้อินเตอร์เน็ต เพราะก็มีคนใช้อินเตอร์เน็ตในทางที่ไม่ดีเช่นกัน”\r\n\r\nขณะนี้ เมืองอื่น ๆ ในสหรัฐฯ กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะออกมาตรการห้ามใช้ Facial Recognition ตามรอย ซานฟรานซิสโก หรือไม่ ในขณะที่บริษัท องค์กรต่าง ๆ หรือแม้แต้รัฐบาลหลายประเทศ กำลังหาทางนำเอาเทคโนโลยีเดียวกันนี้มาใช้ในด้านอื่น ๆ มากขึ้น\r\n\r\nการนำเอาเทคโนโลยี Facial Recognition มีแต่จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละวัน สิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ตอนนี้ก็คือว่า การออกกฎหมายห้าม จะไล่ทันการนำเอาไปใช้หรือไม่","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1559702626.jpg"],
    [807,1808,"หุ่นยนต์หลายฟังก์ชั่นตัวใหม่ ช่วยเป็นเพื่อนแก้เหงาในบ้าน","Tue, 2019-06-04 10:18","http://www.stkc.go.th/node/1808","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทเทคโนโลยีอิสราเอล พัฒนาหุ่นยนต์ผู้ช่วยในบ้านตัวใหม่ ที่จะคอยติดตามคุณไปรอบๆ บ้าน คอยนำทางผ่านสิ่งกีดขวางต่างๆ เพื่อให้คุณสามารถทำงานหลายอย่างได้พร้อมกัน\r\n\r\nTemi เป็นหุ่นยนต์ในบ้านรูปแบบใหม่ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ทำทุกอย่างที่อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ สามารถทำได้ Temi จะคอยติดตาม นั่งเฝ้าเจ้าของอยู่รอบๆ เหมือนเป็นสุนัขที่ซื่อสัตย์ หรือเป็นหุ่นยนต์พ่อบ้าน จากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง\r\n\r\nหากแตะที่ด้านบนสุดของหัวหุ่นยนต์จะเป็นการเปิดใช้งานฟังก์ชั่นการติดตาม หากคุณกำลังประชุมทางโทรศัพท์อยู่ที่บ้าน เมื่อแตะที่หน้าจอ หน้าจอก็จะติดตามใบหน้าของคุณโดยใช้เซ็นเซอร์ที่แตกต่างกันถึง 7 ตัว หากลองก้มลงเล็กน้อย หน้าจอก็จะติดตามใบหน้าไปทุกที่\r\n\r\nหุ่นยนต์นี้ใช้โปรแกรมที่คล้ายกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ Alexa และ Google หากคุณเรียกชื่อ Temi หน้าจอก็จะยกขึ้นเพื่อรอรับคำสั่ง หรือตอบคำถาม\r\n\r\nRoboteam บริษัท Start-up จากอิสราเอลผู้สร้างหุ่นยนต์ Temi ใช้เซ็นเซอร์ต่างๆ 16 ตัวในระบบนำทาง ซึ่งได้แก่เซ็นเซอร์ความลึก เซ็นเซอร์ความใกล้ชิด และ Lidar ซึ่งเป็นเซ็นเซอร์ระยะไกลที่ใช้แสงเพื่อวัดระยะทางที่เปลี่ยนแปลงได้\r\n\r\nTemi จะสำรวจสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวและสร้างแผนที่ 2 มิติเพื่อให้สามารถจดจำตำแหน่งได้ และจะใช้ระบบการจดจำใบหน้าเพื่อระบุและติดตามตัวเจ้าของ\r\n\r\nTemi ยังมีความสามารถก้าวไปอีกขั้นเมื่อถูกนำไปใช้เป็นหุ่นยนต์สำหรับการรับคำสั่งจากทางไกล ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถโทรเข้าระบบของหุ่นยนต์ และใบหน้าของคุณจะปรากฏอยู่บนหน้าจอของ Temi ซึ่งอาจนำไปใช้ประโยชน์สำหรับการอ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง ในขณะที่เดินทางไปทำธุรกิจ\r\n\r\nนอกจากนี้หุ่นยนต์ Temi ยังเป็นเพื่อนแก้เหงา ซึ่งผู้ก่อตั้งบริษัทนี้เล่าว่า ความยากลำบากในการใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนของคุณยายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาสร้างหุ่นยนต์ตัวนี้ขึ้นมา\r\n\r\nอย่างไรก็ดี Roboteam หวังว่าหุ่นยนต์ผู้ช่วยส่วนตัวนี้จะมีใช้กันทั่วไปเหมือนๆ กับโทรศัพท์สมาร์ทโฟนภายใน 4 ถึง 5 ปี","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1559618291.png"],
    [808,1804,"โทรคมนาคมอังกฤษเปิดตัวบริการโครงข่าย 5 จี","Fri, 2019-05-31 09:15","http://www.stkc.go.th/node/1804","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ของอังกฤษ EE ประกาศเป็นบริษัทแรกของประเทศที่จะให้บริการโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 5 จี แต่ไม่มีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน หัวเหว่ย ที่กำลังตกเป็นประเด็นในตอนนี้\r\n\r\nทาง EE บริษัทลูกของเครือโทรคมนาคมรายใหญ่ของอังกฤษ BT จะให้บริการโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 5 จี นำร่องใน 6 เมืองใหญ่ของอังกฤษ ได้แก่ เบลฟาสต์ เบอร์มิงแฮม คาร์ดิฟฟ์ เอดินเบระ กรุงลอนดอน และแมนเชสเตอร์\r\n\r\nเมื่อสัปดาห์ก่อน บริษัท EE ประกาศว่าจะให้บริการโครงข่าย 5 จี ขณะที่คู่แข่งอย่าง Vodafone ของอังกฤษ เตรียมให้บริการระบบ 5 จี ในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้ ใน 7 เมืองใหญ่ในอังกฤษ โดยได้บริษัทหัวเหว่ยช่วยวางระบบโครงสร้างพื้นฐานของโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้ แต่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ทั้ง 2 แห่งในอังกฤษ จะไม่จำหน่ายสมาร์ทโฟนของหัวเหว่ย Mate 20 X 5G ที่รองรับระบบ 5 จี\r\n\r\nทั้งนี้ หลายประเทศตะวันตกแสดงความกังวลเรื่องการวางโครงข่าย 5 จี โดยใช้อุปกรณ์ของบริษัทหัวเหว่ย เนื่องจากกังวลว่าจีนอาจสอดแนมด้านความมั่นคงในประเทศที่เปิดรับเครือข่ายนี้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1559268914.jpg"],
    [809,1803,"“โปเกมอน สลีพ” สนุกกับเกมได้แม้ยามนอนหลับ","Thu, 2019-05-30 10:03","http://www.stkc.go.th/node/1803","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทนินเทนโด (Nintendo) เปิดตัวแอพพลิเคชั่นใหม่ในเครือโปเกมอน Pokémon Sleep พัฒนาเพื่อตรวจสอบคุณภาพการนอนหลับของผู้เล่นเกมโปเกมอน โก และใช้ข้อมูลการนอนมาใช้ในการเล่นเกมได้อีกทางหนึ่ง\r\n\r\n\r\nโดยแอพพลิเคชั่น Pokémon Sleep จะบันทึกข้อมูลการนอนหลับของผู้ใช้แอพพลิเคชั่นในเครือโปเกมอน ว่านอนหลับนานแค่ไหนไปจนถึงการบันทึกเวลาที่พวกเขาตื่นมาเล่นเกม แต่ทางนินเทนโดไม่ได้เปิดเผยว่าจะนำข้อมูลการนอนเหล่านี้ไปผสมกับการเล่นเกมได้อย่างไร\r\n\r\n\r\nนินเทนโดประสบความสำเร็จอย่างมาก จากแอพพลิเคชั่น Pokémon Go ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกเมื่อปี ค.ศ. 2016 ซึ่งนายทสึเนคาซึ อิชิฮาระ ผู้บริหาร Pokémon เปิดเผยที่กรุงโตเกียวว่าจะนำการนอนหลับมาใช้สร้างความบันเทิงได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปีหน้า เพื่อหวังดึงดูดผู้เล่นที่ชื่นชอบการนอนหลับพักผ่อนและมีไลฟ์สไตล์รักสุขภาพ\r\n\r\n\r\nเกมที่เกี่ยวข้องกับ Pokémon ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่การวางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1996 มีผู้ซื้อเกมของ Pokémon ไปมากกว่า 340 ล้านเกม","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1559185393.jpg"],
    [810,1800,"'กูเกิล' ตอบรับนโยบายทรัมป์ ระงับสัมพันธ์ 'หัวเหว่ย'","Tue, 2019-05-28 09:45","http://www.stkc.go.th/node/1800","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"บริษัทเทคโนโลยี อัลฟาเบ็ท (Alphabet Inc) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล (Google) ประกาศระงับการทำธุรกิจกับบริษัทเทคโนโลยีจีน หัวเหว่ย (Huawei) ในส่วนที่ต้องมีการถ่ายโอนฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ และบริการด้านเทคโนโลยีต่างๆ ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส หลังจากที่หัวเหว่ยเพิ่งถูกรัฐบาลสหรัฐฯ ใส่ชื่อไว้ในบัญชีดำของบริษัทต่างชาติที่อาจถูกตัดขาดการทำธุรกิจกับบริษัทอเมริกันทั้งหมด\r\n\r\nด้านโฆษกของกูเกิล แถลงในวันจันทร์ว่า ผู้ที่ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนของหัวเหว่ยอยู่ จะยังคงสามารถใช้และดาวน์โหลดแอพพ์ของกูเกิลต่อไปได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม คาดว่าการระงับความสัมพันธ์ครั้งนี้จะกระทบต่อผู้ใช้สมาร์ทโฟนหัวเหว่ยในอนาคต เนื่องจากหัวเหว่ยจะไม่สามารถอัพเดทระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิลได้อีก ซึ่งรวมถึงแอพพ์ต่างๆ อยา่ง Google Play Store, Gmail และ YouTube\r\n\r\nเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ใส่ชื่อ \"หัวเหว่ย\" ไว้ในบัญชีดำที่มีโอกาสถูกสั่งห้ามทำธุรกิจทุกประเภทกับบริษัทอเมริกัน ซึ่งทางรัฐบาลจีนได้ออกมากล่าวโจมตีการตัดสินใจของสหรัฐฯ พร้อมระบุว่าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องบริษัทของจีน​\r\n\r\nและเมื่อวันเสาร์ นายเหริน เจิ้งเฟย ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัทหัวเหว่ย กล่าวว่า มาตรการลงโทษของรัฐบาลสหรัฐฯ จะมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยต่อตัวเลขการเติบโตของหัวเหว่ย\r\n\r\nนายเหริน กล่าวว่าหัวเหว่ยไม่เคยละเมิดกฎหมายใดๆ และทางบริษัทจะไม่เปลี่ยนคณะผู้บริหารตามที่สหรัฐฯ ร้องขอ หรือยอมรับให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถตรวจสอบการทำงานของบริษัทได้ ดังที่บริษัทโทรคมนาคมของจีนอีกรายหนึ่ง คือ ZTE ได้ทำมาแล้ว\r\n\r\nเขายืนยันด้วยว่าจะไม่ยอมรับคำสั่งใดๆ จากรัฐบาลอเมริกัน แม้จะถูกกดดันอย่างหนักในขณะนี้ก็ตาม\r\n\r\nซีอีโอของหัวเหว่ยยังกล่าวด้วยว่า ทางบริษัทจะยังสามารถดำเนินธุรกิจไปได้อย่างไม่มีปัญหา แม้บริษัทผลิตชิพคอมพิวเตอร์ของสหรัฐฯ เช่น Intel, Qualcomm, Xilinx และ Broadcom​ มีท่าทีว่าอาจจะไม่ส่งชิพมาให้กับหัวเหว่ยเพื่อใช้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ในอนาคตก็ตาม\r\n\r\nด้านบริษัท HiSilicon ผู้ผลิตชิพป้อนให้กับหัวเหว่ย ระบุว่า ได้เตรียมพร้อมรับมือกับการลงโทษของสหรัฐฯ ในลักษณะนี้ มานานแล้ว","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1559011533.jpg"],
    [811,1796,"“Facebook” เข้มงวดสตรีมมิ่งเข้าข่ายก่อการร้าย-สร้างความเกลียดชัง","Mon, 2019-05-27 06:59","http://www.stkc.go.th/node/1796","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"สื่อสังคมออนไลน์ เฟสบุ๊ก ยกระดับความเข้มงวดด้านนโยบายการถ่ายทอดสดภาพและเสียงผ่านอินเตอร์เน็ต หรือ livestreaming ผ่านเฟสบุ๊ก ภายใต้กรอบการทำงานระหว่างประเทศ ที่ใช้ชื่อว่า “Christchurch Call” หรือ “ข้อเรียกร้องไครส์เชิร์ช” ที่ตั้งชื่อตามเหตุโจมตีมัสยิด 2 แห่ง ในนิวซีแลนด์\r\n\r\nมาตรการดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมง ก่อนที่ผู้บริหารเฟสบุ๊กจะเข้าพบนางจาซินดา อาร์เดิร์น นายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ระหว่างการประชุมสุดยอดด้านเทคโนโลยี ในการร่วมลงนามสัญญา “Christchurch Call” ร่วมกับผู้นำโลกและผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกที่กรุงปารีส ของฝรั่งเศสในวันพุธ\r\n\r\n\r\nโดยเฟสบุ๊ก ระบุว่า หากเฟสบุ๊กพบเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายหรือการสร้างความเกลียดชัง จะสั่งบล๊อคบัญชีผู้ใช้ที่เผยแพร่เนื้อหาดังกล่าวชั่วคราวหากพบการกระทำดังกล่าวครั้งแรก และจะสั่งยกเลิกบัญชีทันทีหากพบการเผยแพร่เนื้อหาขั้นร้ายแรง\r\n\r\nนอกจากนี้ เฟสบุ๊ก ยังลงทุน 7.5 ล้านดอลลาร์ ในการศึกษาวิจัยเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพและวิดีโอที่มีเนื้อหาเข้าข่ายก่อการร้ายหรือสร้างความเกลียดชัง แม้ว่าเนื้อหาดังกล่าวจะพยายามตัดต่อเนื้อหาให้หลบเลี่ยงการตรวจจับของระบบ AI จากเฟสบุ๊กก็ตาม\r\n\r\n\r\nทั้งนี้ ภายใต้ “Christchurch Call” เป็นกรอบการทำงานร่วมกันให้กับประเทศและบริษัทด้านเทคโนโลยีที่ลงนามในสัญญาฉบับนี้ หาทางแก้ไข ป้องกัน และรับมือกับนำเสนอเนื้อหาที่เข้าข่ายการก่อการร้าย โดยมีผู้นำฝรั่งเศสและนิวซีแลนด์ เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ และมีผู้นำจากอังกฤษ แคนาดา ไอร์แลนด์ เซเนกัล อินโดนีเซีย จอร์แดน และสหภาพยุโรป รวมทั้งบริษัททวิตเตอร์ กูเกิล ไมโครซอฟต์ และเฟสบุ๊ก ที่เข้าร่วมการหารือและลงนามในสัญญาฉบับนี้ ขณะที่สหรัฐฯ ออกแถลงการณ์สนับสนุนแนวคิดของ “Christchurch Call” แต่ปฏิเสธที่จะลงนามในสัญญาดังกล่าว","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1558915187.jpg"],
    [812,1792,"\"ซอมบี้เซลล์\" กุญแจไขความลับความเยาว์วัย!?","Fri, 2019-05-24 14:43","http://www.stkc.go.th/node/1792","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"รายงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า ในร่างกายมนุษย์เรามีเซลล์พิเศษประเภทหนึ่งที่มีคุณสมบัติคล้าย “ซอมบี้” คือฆ่าไม่ตาย ซึ่งอาจเป็นกุญแจไขความลับของการมีอายุยืนยาว\r\n\r\nเมื่อพูดถึงซอมบี้ เรามักจะนึกถึงสิ่งมีชีวิตที่ฆ่าไม่ตาย หรือตายแล้วก็กลับฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ และถ้าเป็น “ซอมบี้เซลล์” ในทางวิทยาศาสตร์ ก็หมายถึงเซลล์ที่ไม่ตาย แต่สามารถสะสมในร่างกาย นำไปสู่ภาวะชราภาพและโรคต่างๆ ที่มาพร้อมกับวัยที่สูงขึ้น เช่น โรคที่เกี่ยวกับกระดูกและสมอง\r\n\r\nขณะนี้ นักวิจัยกำลังพยายามศึกษาวิจัยเพื่อคิดค้นยาที่สามารถฆ่าซอมบี้เซลล์เหล่านั้นเพื่อชะลอการแก่ตัวลงของคนเราและชะลอเวลาการเกิดโรคร้ายต่างๆ\r\n\r\nนายแพทย์จอห์น เคิร์กแลนด์ แห่ง Mayo Clinic ในรัฐมินนิโซตา สหรัฐฯ ผู้ศึกษาเรื่องซอมบี้เซลล์ กล่าวกับ Associated Press ว่า เซลล์ดังกล่าวอาจเรียกว่าเป็นเซลล์การแก่ตัว ซึ่งเกิดขึ้นเหมือนกับเซลล์ทั่วไป แต่เกิดความผิดปกติบางอย่างที่อาจเป็นผลมาจากการติดเชื้อหรือดีเอ็นเอบางส่วนถูกทำลาย\r\n\r\nโดยเซลล์ที่ว่านี้ไม่ตายไปด้วย แต่กลับกลายเป็น “ซอมบี้เซลล์” ซึ่งเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “การระงับการเคลื่อนไหว” และจะปล่อยสารเคมีบางอย่างออกมาทำลายเซลล์ปกติที่อยู่ติดกัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก่ตัวและโรคร้ายต่างๆ\r\n\r\nนักวิจัยได้เคยทดสอบยาบางชนิดเพื่อทำลายซอมบี้เซลล์ในหนูทดลอง ซึ่งผลปรากฎว่าช่วยลดอาการหลายอย่างที่เกี่ยวกับอายุที่เพิ่มขึ้นของหนูทดลอง เช่น โรคเบาหวาน โรคต้อ ปัญหาที่ไต หรือการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ\r\n\r\nนอกจากนี้นักวิจัยยังพบด้วยว่า หนูทดลองบางตัวที่อายุมากและได้รับยาต้านซอมบี้เซลล์นี้เข้าไป กลับสามารถเดินได้เร็วขึ้น แข็งแรงขึ้น และสามารถทำกิจกรรมทางกายต่างๆ ได้ดีขึ้น โดยนักวิจัยพบว่ากระบวนการดังกล่าวสามารถยืดอายุของหนูทดลองที่แก่มากแล้วได้ถึง 36%\r\n\r\nและเมื่อลองนำซอมบี้เซลล์นี้ไปใส่ในตัวของหนูทดลองที่ยังอายุน้อย พบว่าหนูทดลองตัวนั้นเดินช้าลง ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อลดลง และเซื่องซึมมากขึ้น\r\n\r\nที่น่าประหลาดใจคือ ซอมบี้เซลล์ที่ถูกใส่ไปในตัวหนูทดลองอายุน้อยนั้น ยังไปทำให้เซลล์อื่นๆ รอบข้างกลายเป็นซอมบี้เซลล์ไปด้วย\r\n\r\nหลังจากได้ผลชัดเจนกับหนูทดลอง นายแพทย์เคิร์กแลนด์ได้ทดลองกระบวนการนี้กับคนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง 14 คนที่เป็นผู้ป่วยโรคพังผืดที่ปอดแบบไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งมักลุกลามไปเป็นโรคปอดที่ทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งพบซอมบี้เซลล์ที่ปอดของผู้ป่วยเหล่านี้ด้วย\r\n\r\nหลังการรักษาด้วยยาต้านซอมบี้เซลล์เป็นเวลาสามสัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยมีลักษณะทางกายภาพบางอย่างดีขึ้น เช่น เดินได้เร็วขึ้น แม้ยังไม่พบการพัฒนาที่ชัดเจนในด้านอื่นๆ มากนัก\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การทดลองครั้งแรกกับมนุษย์นี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการศึกษาเรื่องซอมบี้เซลล์ในอนาคต และขณะนี้มีอย่างน้อย 12 บริษัทที่ได้เริ่มวิจัยยาต้านซอมบี้เซลล์นี้อย่างเป็นจริงเป็นจังแล้ว\r\n\r\nอาจารย์ลอร่า นีเดิร์นโฮฟเฟอร์ แห่ง University of Minnesota เชื่อว่า ในอนาคต ยาต้านซอมบี้เซลล์อาจสามารถนำมาใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากโรคมะเร็ง ด้วยการป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งลุกลามออกไปอีก แต่สำหรับการนำยานี้มาใช้กับคนที่แข็งแรงดี เพื่อป้องกันไม่ให้แก่ตัวลงอย่างรวดเร็วนั้น ผู้เชี่ยวชาญผู้นี้บอกว่ายังต้องมีการศึกษาวิจัยอีกมากเพื่อให้แน่ใจว่ายาดังกล่าวปลอดภัยและไม่มีผลข้างเคียงอื่นๆ\r\n\r\nถึงกระนั้น นักวิจัยจากหลายสถาบันเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว “ซอมบี้เซลล์” อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยไขความลับสู่การรักษาโรคร้ายต่างๆ หรืออาจเป็น “น้ำพุแห่งความเยาว์วัย” ที่ถูกพูดถึงกันมาหลายยุคหลายสมัยแล้วก็เป็นได้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1558683814.jpg"],
    [813,1784,"“สุนัขบริการ” ช่วยบำบัดผู้พิการทางกายและป่วยทางจิต","Thu, 2019-05-23 09:14","http://www.stkc.go.th/node/1784","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"Michael Carrasquillo เป็นทหารผ่านศึกในสงครามที่อิรักกับที่แอฟกานิสถาน เมื่อสามปีที่แล้ว เขาไม่สามารถออกจากบ้านคนเดียวได้ เขารู้สึกกังวลทุกครั้งที่ต้องอยู่ในที่สาธารณะ เเต่ปัญหาเหล่านี้หายไปหลังจากเขาได้รับสุนัขบริการ ชื่อ โอไฮ\r\n\r\nเขาบอกว่า หากภรรยาของเขาไม่อยู่ด้วย เขาทำอะไรไม่ได้ เขาออกไปไหนมาไหนเองในที่สาธารณะไม่ได้ อยู่คนเดียวก็ไม่ได้เพราะวิตกกังวลจนทำอะไรไม่ถูก เเต่ตอนนี้ เขามีเจ้าโอไฮอยู่ด้วยตลอดเวลา เขาออกไปไหนมาไหนได้เองโดยไม่ต้องคอยพึ่งภรรยา เขาออกไปขึ้นรถไฟใต้ดินกับเจ้าโอไฮได้\r\n\r\nโอไฮ (Ojai) ได้รับการฝึกที่ Canine Companions for Independence ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดหาสุนัขบริการเเก่ คนที่มีความพิการ\r\n\r\nสุนัขบริการอย่าง โอไฮ ถูกฝึกให้เก็บของที่ตกได้ เเละยังเปิดประตูเเละปิดประตูได้ เเถมยังเข้าใจคำสั่งระดับสูงได้อีกมากกว่า 40 คำสั่ง\r\n\r\nหน่วยงานฝึกสุนัขบริการเเห่งนี้ฝึกสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์กับพันธุ์โกลเดน รีทรีฟเวอร์ เป็นหลัก\r\n\r\nลอร่า แอน ดูเบคกี้ แห่ง Canine Companions for Independence กล่าวว่า ทางหน่วยงานเห็นว่าสุนัขสองสายพันธุ์นี้สามารถปรับตัวได้ดีมากเเละเป็นสุนัขตัวโตพอที่จะทำตามคำสั่งหลายๆ อย่างได้ อาทิ เปิดปิดสวิทช์ไฟ หรือลากล้อเข็น เเต่ก็มีขนาดที่เล็กพอที่จะพาขึ้นเครื่องบินหรือรถไฟได้ โดยไม่เกะกะขวางทางชาวบ้าน\r\n\r\nสุนัขบริการเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนตั้งเเต่ยังเป็นลูกสุนัข บรรดาอาสาสมัครตกลงที่จะรับสุนัขเข้าฝึกนาน 18 เดือนเพื่อสอนความสามารถทางสังคมเเละเข้าใจคำสั่งพื้นฐาน หลังจากนั้น สุนัขจะกลับเข้าไปที่อยู่ศูนย์ฝึกต่ออีก 6 เดือนเพื่อรับการฝึกกับครูฝึกมืออาชีพ เมื่อเสร็จสิ้นเเล้ว เกือบครึ่งหนึ่งของสุนัขเรียนจบการฝึก โดยทำคะเเนนได้สูงพอที่จะได้รับการจับคู่เข้ากับคนที่ต้องการสุนัขบริการ\r\n\r\nผู้ต้องการสุนัขบริการจะพักอยู่ที่ศูนย์ฝึกนานสองสัปดาห์ เพื่อเรียนรู้กับทีมฝึกเเละสุนัข\r\n\r\nดูเบคกี้ กล่าวว่า หอพักของทางศูนย์ช่วยให้ทีมงานสามารถสร้างสภาพจำลองประสบการณ์การใช้ชีวิตร่วมกันในบ้านได้ระหว่างสุนัขเเละผู้ขอรับสุนัข ทีมงานสามารถปลดเชือกสุนัขบริการออกได้เพื่อดูว่าสุนัขตอบสนองอย่างไรบ้างในด้านต่างๆ\r\n\r\nมีคนจำนวนมากขึ้นชื่อรอในบัญชีผู้ขอรับสุนัขบริการ ซึ่งตั้งหน้าตั้งตาคอยวันที่สุนัขบริการจบจากการฝึกอบรม เเละผู้รับสุนัขบริการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลย เเต่พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของสุนัขเเต่อย่างใด\r\n\r\nหน่วยงาน Canine Companions for Independence จะยังเป็นเจ้าของสุนัขต่อไปตลอดชีวิตการทำงานของสุนัขบริการ เเละจะคอยติดตามเพื่อให้เเน่ใจว่าสุนัขได้รับการดูเเลอยู่เสมอ\r\n\r\nMichael Carrasquillo ทหารผ่านศึกชาวอเมริกัน กล่าวว่า เขากับโอไฮ เป็นทีมเดียวกันเพราะทำทุกอย่างด้วยกัน\r\n\r\nสำหรับทหารผ่านศึกที่ต้องเยียวยาสภาพจิตใจหลังผ่านประสบการณ์ในสนามรบอย่าง Michael Carrasquillo โอไฮไม่ได้เป็นเเค่สุนัขบริการเท่านั้น เเต่เป็นเพื่อนคู่หูที่ซื่อสัตย์เเละทุ่มเท\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1558577685.jpg"],
    [814,1783,"รวบแก็งค์แฮกเกอร์ยุโรปปล่อยมัลแวร์ฉกเงินเหยื่อ ร่วม 100 ล้านดอลลาร์","Thu, 2019-05-23 09:13","http://www.stkc.go.th/node/1783","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ตำรวจจากหลายประเทศแถลงความสำเร็จ ในการจับกุมขบวนการแฮกเกอร์จากยุโรปตะวันออก ที่ปล่อยมัลแวร์ในคอมพิวเตอร์เหยื่อ 41,000 รายทั่วโลก และขโมยเงินไปได้ราว 100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3,100 ล้านบาท\r\n\r\nอัยการของรัฐบาลสหรัฐฯ ในเขตเวสต์เทิร์นของรัฐเพนซิลเวเนีย ระบุว่า ทางการสหรัฐฯและอีกหลายประเทศ ตัดสินให้ขบวนการแฮกเกอร์หลายสิบคนจากยุโรปตะวันออก มาจากบัลแกเรีย จอร์เจีย คาซัคสถาน มอลโดวา รัสเซีย และยูเครน มีความผิดทางอาญา ฐานลักลอบติดตั้งมัลแวร์ GozNym ซึ่งใช้ขโมยข้อมูลออนไลน์เพื่อเข้าถึงบัญชีธนาคารของเหยื่อ 41,000 บัญชี และโอนเงินออกจากบัญชีของเหยื่อไปราว 100 ล้านดอลลาร์ มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2015\r\n\r\nการกวาดล้างขบวนการแฮกเกอร์กลุ่มนี้ เป็นความร่วมมือของตำรวจจากสหรัฐฯ บัลแกเรีย เยอรมนี จอร์เจีย มอลโดวา และยูเครน ซึ่งจับกุมและดำเนินคดีเหล่าแฮกเกอร์ไปแล้ว 6 คน รวมทั้งหัวหน้าขบวนการ นายอเล็กซานเดอร์ โคโนโวลอฟ และมารัต คาสดิจาน ที่ทั้งคู่ถูกจับกุมและดำเนินคดีในจอร์เจีย ขณะที่สหรัฐฯตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ลักทรัพย์ และฟอกเงินผ่านบัญชีธนาคารสหรัฐฯและบัญชีต่างประเทศ กับสมาชิกอีก 10 คน ซึ่ง 5 คนในนั้นเป็นชาวรัสเซียที่ยังหลบหนีลอยนวล","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1558577603.jpg"],
    [815,1774,"Dreamscape เสนอประสบการณ์หลากหลายระบบประสาทสัมผัสในโลกเสมือนจริง","Tue, 2019-05-21 13:19","http://www.stkc.go.th/node/1774","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ผู้เข้าชมคนหนึ่งเดินผ่านประตูที่เปิดสู่โลกอีกโลกหนึ่งเเละทิ้งความเป็นจริงเอาไว้เบื้องหลัง\r\n\r\nบรูช วอน ซีอีโอของบริษัท Dreamscape Immersive กล่าวว่าเรามองว่า Dreamscape เป็นนายหน้าการท่องเที่ยวที่จะพาคุณไปท่องโลกที่ไร้ขีดจำกัดของเวลา พื้นที่เเละมิติ เขาเคยทำงานด้าน special effects ของสวนสนุกของดิสนี่ย์ ตอนนี้เขาเป็นซีอีโอของบริษัท Dreamscape\r\n\r\nลองจินตนาการทริปไปเที่ยวสวนสัตว์ที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดจากต่างดาว หรือไปตามล่าสมบัติหรือการผจญภัยใต้ทะเลเเละนั่นเป็นโลกเสมือนจริงที่ แซค กรีน ก้าวเข้าไปเมื่อเข้าไปในห้อง Dreamscape ห้องหนึ่ง\r\n\r\nบริษัท Dreamscape ทำให้โลกเสมือนจริงนี้เป็นไปได้ด้วยการผสมผสานการเล่าเรื่องของฮอลิวู้ดเข้ากับความเชี่ยวชาญในการสร้างสวนสนุกแบบธีมพาร์ค \r\nวอล์เตอร์ พาร์คเกอร์ ผู้เขียนบทภาพยนตร์เเละโปรดิวเซอร์บอกว่าเทคโนโลยีเสมือนจริงหรือ วีอาร์ ทำให้องค์ประกอบเหล่านี้มีชีวิต เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเเละประธานคณะกรรมการบริษัท Dreamscape\r\n\r\nเขากล่าวว่าเทคโนโลยีที่ใช้ช่วยอำนวยให้ทีมงานที่บริษัทสามารถจับร่างกายคนได้ทั่วตัวเเละการเคลื่อนไหวของร่างกายทุกส่วน ทำให้กลายเป็นอวตารขึ้นมาในโลกเสมือนจริง โรบิน แม็คมิลเลี่ยน ผู้เข้าชมอีกคนหนึ่งรู้สึกทึ่งมากกับประสบการณ์ที่ได้รับ\r\nเธอคิดว่านี่จะเป็นอนาคตของความบันเทิงที่ให้ประสบการณ์ที่เหมือนจริงอย่างสมบูรณ์แบบจนทำให้ลืมไปเลยว่าจริงๆ เเล้วเธอยืนอยู่ในห้องห้องหนึ่งเท่านั้น\r\n\r\nผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่าก่อนที่จะเดินผ่านประตูเข้าไปสู่โลกเสมือนจริง ผู้เข้าชมจะต้องสวมตัวเซ็นเซ่อร์จำนวนสี่ตัว โดยสวมไว้ที่มือเเละเท้าทั้งสองข้าง สะพายเป้เเละสวมเเว่นตาวีอาร์เสียก่อน\r\n\r\nบรูช วอน ซีอีโอของบริษัท Dreamscape บอกว่าเทคโนโลยีลบขอบกั้นระหว่างความเป็นจริงกับโลกเสมือนจริง โดยผู้ใช้สามารถยื่นมือออกไปลูบสัตว์ประหลาดต่างดาวได้หรือมีคบไฟที่ช่วยนำทางเเละมีคบไฟอยู่จริง\r\n\r\nเเละไม่เพียงเเค่นี้เท่านั้น คอมพิวเตอร์แบบเป้สะพายหลังของผู้ใช้เเต่ละคนกับตัวเซ็นเซ่อร์ในห้องเป็นตัวสร้าง special effects อาทิ ลม หมอกเเละเเรงสั่นของพื้นดิน ห้อง Dreamscape สามารถจุคนได้ครั้งละ 6 คนในการเข้าชมรอบละ 10 นาทีเเละตอนนี้ทางบริษัท Dreamscape ได้เริ่มวางแผนขยายกิจการท่องเที่ยวในโลกเสมือนจริงนี้เพิ่มอีกหลายแห่งเเล้ว\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1558419563.jpg"],
    [816,1769,"แฮกเกอร์ติดตั้งซอฟต์แวร์สอดแนมผ่าน “วอทส์แอพ”","Fri, 2019-05-17 09:17","http://www.stkc.go.th/node/1769","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"วอทส์แอพ (WhatsApp) แอพพลิเคชั่นส่งข้อความฟรีผ่านสมาร์ทโฟน เปิดเผยว่า พบจุดบกพร่องของแอพพลิเคชั่น ที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถติดตั้งซอฟต์แวร์สอดแนมบนโทรศัพท์มือถือ ผ่านการโทรหาเป้าหมายที่ใช้แอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้ ขณะที่พบโทรศัพท์เคลื่อนที่หลายสิบเครื่องที่ได้รับการติดตั้งซอฟต์แวร์สอดแนมไปแล้ว\r\n\r\nทางไฟแนนเชียลไทม์ส ระบุว่า ระบบสอดแนมดังกล่าวได้รับการพัฒนาจากหน่วยงาน NSO Group บริษัทเอกชนของอิสราเอลซึ่งเป็นที่รู้จักในการพัฒนาซอฟต์แวร์สอดแนมให้กับรัฐบาลอิสราเอล\r\n\r\nซอฟต์แวร์สอดแนมดังกล่าว จะสามารถเข้าถึงและติดตั้งในสมาร์ทโฟนได้ด้วยระบบการโทรผ่านแอพลิเคชั่น โดยไม่จำเป็นต้องกดรับสาย\r\n\r\nปัจจุบัน แอพพลิเคชั่น วอทส์แอพ มีผู้ใช้ราว 1,500 ล้านคนทั่วโลก ได้ปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องดังกล่าว และแนะให้ผู้ใช้แอพพลิเคชั่นอัพเกรดแอพพลิเคชั่นให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด เพื่อป้องกันการถูกเจาะล้วงข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่น","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1558059446.jpg"],
    [817,1763,"ทีมนักวิจัยพัฒนาขาหุ่นยนต์ เลียนแบบการทำงานของกล้ามเนื้อมนุษย์ทีมนักวิจัยพัฒนาขาหุ่นยนต์ เลียนแบบการทำงานของกล้ามเนื้อมนุษย์","Wed, 2019-05-15 08:59","http://www.stkc.go.th/node/1763","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ขณะที่หุ่นยนต์ชนิดอื่นๆ ถูกตั้งโปรแกรมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ ขาหุ่นยนต์ที่ทีมงานของมหาวิทยาลัยเเห่ง Southern California พัฒนาขึ้นนี้ทำงานแตกต่างออกไป\r\n\r\nศาสตราจารย์ฟรานซิสโก วัลเลอโร คูเอวาส อาจารย์ด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ แห่งมหาวิทยาลัย USC กล่าวว่า ขาหุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นนี้เเตกต่างไปจากหุ่นยนต์ทั่วไปตรงที่ไม่ได้ถูกโปรแกรมให้ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ\r\n\r\nระบบการคิดคำนวณที่ใช้กับขาหุ่นยนต์ได้เเรงบันดาลใจจากระบบการเคลื่อนไหวเเละควบคุมกล้ามเนื้อของสิ่งมีชีวิต ขาหุ่นยนต์นี้มีเอ็นกล้ามเนื้อที่เหมือนกับเอ็นกล้ามเนื้อของสัตว์ ควบคุมโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ทำให้ขาหุ่นยนต์หัดเดินได้ภายใน 5 นาทีของช่วงเวลา \"free play\" ขาหุ่นยนต์ยังสามารถเรียนรู้การเคลื่อนไหวเเบบอื่นๆ ได้โดยไม่โปรแกรมคำสั่งเพิ่มเติม\r\n\r\nอาลี มาร์เจนนันจาด นักศึกษาปริญญาเอกด้าน Biomedical Engineering ที่มหาวิทยาลัย USC บอกว่า ขาหุ่นยนต์ทำงานเหมือนทารกที่พยายามดึงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เเละเรียนรู้ว่าจะเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างไรบ้าง เเละเรียนรู้ในการควบคุมกล้ามเนื้อเหล่านั้น\r\n\r\nหุ่นยนต์ที่ใช้ระบบการคิดคำนวณนี้สามารถรับการฝึกเหมือนกับการฝึกสุนัข โดยใช้เซ็นเซอร์เป็นตัวช่วย\r\n\r\nศาสตราจารย์ วัลเลโร คูเอวาส บอกว่า เมื่อขาหุ่นยนต์ผลักสาย the belt ไปข้างหลัง การหมุนที่ทำมุมต่างๆ จะส่งสัญญาณเป็นตัวเลขไปที่ระบบการคิดคำนวณที่ที่จะสื่อว่า ชอบ หรือ ถูกใจ แต่หากหุ่นยนต์เคลื่อนไปในทางตรงกันข้าม ระบบการคิดคำนวณที่ก็จะสื่อว่า ไม่ถูกใจ\r\n\r\nดาริโอ เออบีน่า เมลเลนเดส นักศึกษาปริญญาเอกด้าน Biomedical Engineering ที่มหาวิทยาลัย USC บอกว่า ทีมงานออกแบบขาหุ่นยนต์ก่อนที่จะพิมพ์ขาหุ่นยนต์ออกมาด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ การใช้งานอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้ในอนาคตอันใกล้คือการช่วยเหลือคนที่มีความพิการทางกาย\r\n\r\nศาสตราจารย์ วัลเลโร คูเอวาส กล่าวว่า ขาหุ่นยนต์อาจจะเลียนเเบบความสามารถของผู้ใช้ หรืออาจเป็นตัวช่วยหากผู้ใช้ไม่มีเรี่ยวเเรงหรืออ่อนเเอเกินไป\r\n\r\nความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งคือการใช้งานในอนาคตเพื่อช่วยเหลือในพื้นที่วิกฤติ โดยขาหุ่นยนต์สามารถปรับตัวเข้ากับพื้นที่ที่มีความลาดชันระดับต่างๆ ได้ เเละทีมนักวิจัยชี้ว่า พวกเขาคาดการณ์ว่าขาหุ่นยนต์เรียนรู้ด้วยตัวเอง จะเข้าไปมีบทบาทในงานด้านการสำรวจอวกาศในอนาคต พวกเขาบอกว่าหุ่นยนต์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมนี้ อาจจะพัฒนาออกมาใช้งานจริงๆ ภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า\r\n\r\n(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1557885584.jpg"],
    [818,1757,"อังกฤษเดินหน้าโครงการ 5 จี กับหัวเหว่ย","Mon, 2019-05-13 10:01","http://www.stkc.go.th/node/1757","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"อังกฤษเป็นหนึ่งในหลายประเทศในยุโรป ที่เตรียมใช้เทคโนโลยีจากบริษัทหัวเหว่ยของจีน ในการพัฒนาโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 5 จี แม้ว่าสหรัฐฯ จะออกมาเตือนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา ว่าอาจทำให้สหรัฐฯและอังกฤษไม่อาจแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านความมั่นคงระหว่างกันได้เหมือนที่ผ่านมา เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยของโครงข่ายของอังกฤษที่กำลังจะพัฒนาในอนาคต\r\n\r\nด้าน David Dollar นักวิเคราะห์จาก Brookings Institution มองว่า ระบบ 5 จี จะเป็นโครงข่ายโทรคมนาคมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก แต่หากจะลงทุนพัฒนาโครงการดังกล่าวโดยปราศจากอุปกรณ์โทรคมนาคมจากจีน จะทำให้เสียโอกาสในการนำเข้าอุปกรณ์คุณภาพสูงแต่ราคาถูกจากจีน และยิ่งทำให้ต้นทุนของโครงข่าย 5 จี สูงเกินเข้าถึง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1557716486.jpg"],
    [819,1756,"งานวิจัยระบุเด็กทั่วโลกเป็น \"โรคหอบหืด\" มากขึ้นเพราะมลพิษทางอากาศ","Mon, 2019-05-13 09:58","http://www.stkc.go.th/node/1756","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"รายงานขององค์การอนามัยโลก ระบุว่า อาการหอบหืดในเด็กถือเป็นโรคเรื้อรังที่พบบ่อยที่สุดอย่างหนึ่งในเด็กเล็ก โดยเชื่อว่ามลพิษทางอากาศคือสาเหตุหลักของโรคนี้\r\n\r\nรายงานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่า มลพิษทางอากาศนั้นคือสาเหตุสำคัญของโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหอบหืดในเด็ก\r\n\r\nคุณซูซาน แอนเนนเบิร์ก แห่งสถาบันด้านสาธารณสุขมิลเคน ของมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ในกรุงวอชิงตัน ระบุว่า งานวิจัยชิ้นล่าสุดแสดงให้เห็นว่า มลพิษทางอากาศคือปัจจัยเสี่ยงอันดับหนึ่งด้านสิ่งแวดล้อม ที่อาจก่อให้เกิดโรคร้ายได้\r\n\r\nองค์การอนามัยโลก ประเมินว่า แต่ละปีมีเด็กเสียชีวิตก่อนวัยอันควรด้วยสาเหตุที่เกี่ยวกับมลพิษทางอากาศราย 3 ล้าน 7 แสนคนทั่วโลก\r\n\r\nแต่รายงานชิ้นใหม่ของสถาบันด้านสาธารณสุขมิลเคน ชี้ชัดลงไปว่า สารไนโตรเจนไดออกไซด์ หรือ NO2 ที่มาจากท่อไอเสียรถยนต์ คือตัวการสำคัญที่เป็นต้นเหตุของโรคหอบหืดในเด็กทั่วโลก\r\n\r\nคุณซูซาน แอนเนนเบิร์ก กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของเมืองใหญ่หลายเมืองทั่วโลก พบว่าราวครึ่งหนึ่งของเด็กที่เป็นโรคหอบหืดรายใหม่นั้น มีความเกี่ยวข้องกับระดับสารไนโตรเจนไดออกไซด์ในเมืองนั้นๆ\r\n\r\nรายงานยังพบด้วยว่า เมืองที่พบเด็กป่วยเป็นโรคหอบหืดจำนวนมากนั้น มีปริมาณสาร NO2 อยู่ในระดับที่องค์การอนามัยโลกระบุว่าเป็นระดับปลอดภัย\r\n\r\nคุณพลอย พัทธนันท์ อัชชะกุลวิสุทธิ์ แห่งสถาบันด้านสาธารณสุขมิลเคน มหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน ชี้ว่า 90% ของโรคหอบหืดในเด็กที่เชื่อว่ามีสาเหตุมาจากสารสารไนโตรเจนไดออกไซด์ อยู่ในพื้นที่ที่มีระดับสารดังกล่าวไม่เกิน 21 ส่วนต่อ 1,000 ล้านส่วน ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เป็นอันตรายตามคำจำกัดความขององค์การอนามัยโลก\r\n\r\nรายงานวิจัยชิ้นนี้ยังพบด้วยว่า เมืองที่มีระดับ NO2 สูงที่สุดนั้น ส่วนใหญ่อยู่ใน 3 ประเทศ คือ จีน อินเดีย และสหรัฐฯ\r\n\r\nนักวิจัยแนะนำว่า วิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือกับการเพิ่มขึ้นของโรคหอบหืดในเด็ก คือการใส่อุปกรณ์ป้องกันเมื่อต้องไปในบริเวณที่การจราจรติดขัด และช่วยกันรณรงค์ต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก เช่น การเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1557716354.jpg"],
    [820,1750,"เด็กๆ ควรใช้เวลาหน้าจอ (Screen Time) มากน้อยแค่ไหน?","Tue, 2019-05-07 10:15","http://www.stkc.go.th/node/1750","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"องค์การอนามัยโลกหรือ WHO ได้ออกแนวทางปฏิบัติสำหรับการใช้เวลากับหน้าจอ หรือ Screen Time ของเด็กเป็นครั้งแรก โดยระบุว่าเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ขวบไม่ควรมี Screen Time มากนัก และเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบไม่ควรมี Screen Time เลย\r\n\r\nหน่วยงานด้านสุขภาพของสหประชาชาติกล่าวว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบไม่ควรใช้เวลาบนหน้าจอนานกว่า 1 ชั่วโมงในแต่ละวัน หรือถ้าน้อยกว่านั้นได้ยิ่งดี\r\n\r\nแนวทางปฏิบัติขององค์การอนามัยโลกนี้ค่อนข้างคล้ายกับคำแนะนำจากสถาบันกุมารแพทย์อเมริกัน หรือ American Academy of Pediatrics ที่แนะนำให้เด็กทารกที่อายุต่ำกว่า 18 เดือนหลีกเลี่ยงการใช้หน้าจออื่นๆ นอกเหนือจากวิดีโอแชท และผู้ปกครองของเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบควรเลือกโปรแกรมคุณภาพสูงที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่เด็กสามารถดูได้พร้อมกับผู้ปกครอง เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจสิ่งที่พวกเขากำลังดูอยู่\r\n\r\nแต่ Andrew Przybylski ผู้อำนวยการวิจัยของสถาบัน Oxford Internet Institute ที่มหาวิทยาลัยOxford กล่าวว่าคำแนะนำเรื่อง Screen Time ของ WHO นั้นมุ่งเน้นไปในเรื่องของการใช้เวลาที่หน้าจอมากเกินไป โดยที่ไม่ได้คำนึงประโยชน์จากเนื้อหาของสื่อดิจิตัลเหล่านั้น หรือบริบทของการใช้\r\n\r\nส่วนวิทยาลัยกุมารแพทย์ Royal College of Paediatrics and Child Health ในประเทศอังกฤษกล่าวว่าข้อมูลที่มีอยู่นั้นยังอ่อนเกินไปที่จะให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถกำหนดเกณฑ์สำหรับ Screen Time ที่เหมาะสมได้\r\n\r\nดร. Max Davie เจ้าหน้าที่ด้านการพัฒนาสุขภาพของวิทยาลัยนี้กล่าวอีกว่า งานวิจัยของทางวิทยาลัยยังแสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนการกำหนด Screen Time และการจำกัดเวลาตามแนวทางขององค์การอนามัยโลกนั้นดูเหมือนจะไม่ได้สัดส่วนกับอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกไม่ได้ระบุรายละเอียดของอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการมี Screen Time มากเกินไป แต่กล่าวว่าแนวทางปฏิบัติดังกล่าวซึ่งรวมถึงคำแนะนำสำหรับการออกกำลังกายและการนอนหลับนั้น มีความจำเป็นต่อการแก้ปัญหาพฤติกรรมการนั่งติดอยู่กับที่ของประชากรทั่วๆ ไป และตั้งข้อสังเกตว่าการไม่เคลื่อนไหวร่างกายทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคอ้วนกันมากขึ้นด้วย\r\n\r\nนอกจากนี้ยังมีคำแนะนำว่าทารกที่อายุน้อยกว่า 1 ขวบควรนอนคว่ำอย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง และเด็กโตควรมีกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายอย่างน้อยวันละสามชั่วโมง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1557198926.jpg"],
    [821,1748,"ชาวอเมริกันค้นหางานชั่วคราวผ่านแอพพลิเคชั่นมากขึ้น","Fri, 2019-05-03 09:46","http://www.stkc.go.th/node/1748","สังคมศาสตร์",null,"ชาวอเมริกันเริ่มให้ความสนใจกับการทำงานแบบชั่วคราวที่เป็นอิสระมากขึ้น ในยุคที่ Gig Jobs หรืองานชั่วคราวที่สถานที่ เวลา และรูปแบบการทำงานยืดหยุ่นกว่าการทำงานในออฟฟิส และพวกเขาเลือกค้นหางานที่ใช่ผ่านแอพพลิเคชั่นที่สะดวกสบายและง่ายขึ้น\r\n\r\nตัวอย่างเช่น นาย William Neher มี Gig Jobs หรือ งานพาร์ทไทม์มากถึง 12 อาชีพ รวมทั้งงานจูงสุนัขและรับชาร์จไฟสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าในกรุงวอชิงตันและปริมณฑล โดยสมาร์ทโฟนของเขาก็ได้กลายเป็นแหล่งหางานและกระเป๋าเงินคู่ใจไปด้วย\r\n\r\nเฉพาะงานจูงสุนัขไปเดินเล่น ก็ทำรายได้ให้เขาราว 100 ดอลลาร์ หรือราว 3,100 บาทแล้ว ขณะที่งานชาร์จไฟสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าเฉลี่ย 30 คันต่อวัน ชาร์จรายได้เข้ากระเป๋าราว 200 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6,200 บาทแบบสบายๆ\r\n\r\nปัจจุบัน ข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐฯ พบว่า มีชาวอเมริกันที่เป็นแรงงานชั่วคราว หรือ gig worker เกือบ 2 ล้านคน จากการเก็บข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2559","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1556851617.jpg"],
    [822,1747,"เเท็กซี่ไฟฟ้าบินได้จะช่วยลดแก๊สเรือนกระจก","Thu, 2019-05-02 09:16","http://www.stkc.go.th/node/1747","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ขณะนี้มีหลายบริษัทที่กำลังหาทางพัฒนาเครื่องบินขนาดเท่ารถยนต์ที่ออกบินเเละลงจอดในแนวตั้งที่เรียกสั้นๆ ว่า VTOL ที่สามารถพาผู้โดยสารเดินทางเหนือการจราจรภาคพื้นดินที่คับคั่งด้วยความเร็วเกิน 100 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือราว 160 กิโลเมตรเเละลงจอดในพื้นที่จำกัดที่เต็มไปด้วยตึกและอาคารของเมืองใหญ่ได้\r\n\r\nทีมนักวิจัยชี้ว่ายวดยานเเห่งอนาคตนี้จะช่วยลดปริมาณเเก๊สเรือนกระจกลงได้ถึงครึ่งหนึ่งต่อผู้โดยสารสามคนต่อการเดินทางระยะทางรวม 100 กิโลเมตร แต่ว่าการประหยัดที่ว่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้โดยสารดังกล่าวเลือกที่โดยสารร่วมไปกับผู้อื่นในยวดยานเพื่ออนาคตนี้เเทนการขับรถส่วนตัว\r\n\r\nเกรกกอรี่ เคียวเลียน (Gregory Keoleian) ผู้เชี่ยวชาญแห่ง Center for Sustainable Systems ของมหาวิทยาลัยมิชิแกนกล่าวในแถลงการณ์ว่าประหลาดใจมากที่พบว่ายวดยาน VTOL มีศักยภาพสูงมากด้านการประหยัดพลังงานเเละลดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกลง\r\n\r\nเขายกตัวอย่างว่ายวดยาน VTOL หากบรรทุกผู้โดยสารเต็มอัตราจะสามารถประหยัดได้มากกว่าการเดินทางด้วยรถยนต์ระหว่างเมือง San Francisco ไปยังเมือง San Jose หรือจากเมือง Detroit ไปยัง Cleveland เป็นต้น\r\n\r\nทางมหาวิทยาลัยมิชิแกนกำลังทำงานร่วมกับทีมนักวิจัยที่บริษัทผลิตรถยนต์ฟอร์ดพบว่ายวดยาน VTOL ต้องใช้พลังงานในปริมาณมากในการ take-off เเละในการไต่ระดับความสูง เเต่จะมีประสิทธิภาพมากกว่ารถยนต์เมื่อขึ้นถึงระดับการบิน\r\n\r\nผลการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ชี้ว่านั่นมีผลให้เเท็กซี่บินได้นี้สร้างแก๊สเรือนกระจกในปริมาณมากกว่ารถยนต์หากเดินทางในระยะทางสั้น เเต่จะมีประสิทธิภาพมากกว่าหากเดินทางในระยะทางไกลกว่า\r\n\r\nทีมนักวิจัยยังได้เเย้งด้วยว่าที่นั่งบนเเท็กซี่บินได้นี้น่าจะขายเเก่ผู้โดยสารเเยกกัน เหมือนกับที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินโดยสารทั่วไป ซึ่งหมายความว่ามีความเป็นได้สูงที่ที่นั่งเหล่านี้น่าจะเต็มหมด ซึ่งต่างจากรถยนต์ที่มีจำนวนผู้โดยสารโดยเฉลี่ยราว 1-2 คน \r\nเเท็กซี่บินได้หนึ่งลำมีนักบินหนึ่งคนเเละผู้โดยสารสามคน ใช้เวลาเพียง 27 นาทีในการเดินทางระยะทาง 100 กิโลเมตรเเละจะสร้างเเก็สเรือนกระจกต่อหัวผู้โดยสารน้อยกว่ารถยนตร์ใช้น้ำมันจำนวนสองคันที่เดินทางบนพื้นดินในระยะทางเดียวกันถึงร้อยละ 52 เเละน้อยกว่ารถยนต์ไฟฟ้าสองคันรวมกันราวร้อยละ 6\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม หากยวดยาน VTOL มีผู้โดยสารเพียงคนเดียวจะสร้างแก็สเรือนกระจกมากกว่ารถยนต์พลังงานน้ำมัน ความคุ้มค่าด้านความยั่งยืนทางสิ่งเเวดล้อมจะลดลงมาก โดยลดลงไปอยู่ที่ร้อยละ 35 หากเทียบกับรถยนต์พลังงานน้ำมันหนึ่งคันเเละจะปล่อยเเก๊สเรือนกระจกออกสูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ร้อยละ 28\r\n\r\nด้าน จามีลาห์ แม็กนัสสัน (Jemilah Magnusson) แห่ง Institute for Transportation and Development Policy กล่าวว่าแม้ว่ารถยนต์บินได้ดังกล่าวจะเป็นที่ดึงดูดใจ ยังเป็นไปได้ยากที่จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนแก่การขนส่งมวนชน\r\nเธอกล่าวกับผู้สื่อข่าวแห่งมูลนิธิทอมสัน รอยเตอร์ส ว่าวิธีที่มีประสิทธิภาพกว่าเเละง่ายกว่าในการปรับปรุงการเดินทางในระยะทางไกลโดยรถยนต์คือการเสนอทางเลือกด้านบริการการขนส่งสาธารณะเเละเสนอผลประโยชน์เพื่อจูงใจคนเลี่ยงการขับรถยนต์ส่วนตัวหากไม่มีผู้โดยสารคนอื่นนั่งไปด้วย\r\n\r\nผลการศึกษาของทางมหาวิทยาลัยมิชิแกนไม่ได้แจกเเจงว่ายวดยานบินได้ VTOL จะเริ่มให้บริการลูกค้าเป็นครั้งเเรกเมื่อไหร่\r\n\r\n(เรียบเรียงโดบทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1556763396.jpg"],
    [823,1744,"รายงานของยูเอ็นชี้สัตว์เเละพืชเกือบหนึ่งล้านสายพันธุ์จะสูญพันธุ์","Wed, 2019-05-01 10:20","http://www.stkc.go.th/node/1744","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ร่างรายงานของยูเอ็นชิ้นนี้จะออกมาเปิดเผยอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 พฤษภาคมนี้ โดยชี้ว่าโลกกำลังเผชิญกับการสูญเสียอย่างรวดเร็วของอากาศที่สะอาด เเหล่งน้ำดื่ม ป่าไม้ที่ช่วยดูดซับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แมลงผสมเกสรพืช ปลาที่อุดมด้วยโปรตีนเ เละป่าชายเลนที่ช่วยลดความเเรงของมรสุม\r\n\r\nเเละนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางนิเวศวิทยาที่สร้างคุณประโยชน์เเก่โลก เเละการสูญเสียสิ่งเหล่านี้ไปจะสร้างภัยคุกคามเเก่โลกไม่น้อยไปกว่าผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศโลกที่กำลังร้อนขึ้น\r\n\r\nร่างรายงานที่ชื่อ Summary for Policy Makers ที่ยาว 44 หน้าชิ้นนี้ถือว่าการสูญเสียความหลากหลายทางนิเวศวิทยาเเละภาวะโลกร้อนเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด\r\n\r\nRobert Watson ประธานคณะผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้ของยูเอ็น กล่าวกับเอเอฟพีว่า เราจำเป็นต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศกับการสูญเสียความหลากหลายทางธรรมชาติ มีความสำคัญเท่ากันต่อทั้งสิ่งเเวดล้อม การพัฒนาเเละเศรษฐกิจ\r\n\r\nเขากล่าวว่า วิธีผลิตอาหารและพลังงานของคนเราส่งผลเสียต่อความหลากหลายทางนิเวศวิทยาเเละบทบาทของธรรมชาติที่มีต่อคน และจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนอย่างถาวรเพื่อลดความเสียหาย\r\n\r\nการตัดไม้ทำลายป่ากับการเกษตรกรรม รวมทั้งการเลี้ยงปศุสัตว์ เป็นแหล่งสร้างแก๊สเรือนกระจกราว 1 ใน 4 ของทั้งหมดที่ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศเเละมีผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศวิทยาธรรมชาติ\r\n\r\nรายงานของคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างประเทศด้านวิทยาศาสตร์และนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศวิทยา (Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services) หรือ IPBES เตือนว่า อัตราการการสูญพันธุ์ของสัตว์ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว\r\n\r\nรายงานนี้ชี้ว่า อัตราการสูญเสียในขณะนี้อยู่ที่หลายสิบถึงหลายร้อยเท่าตัวเมื่อเทียบกับที่เคยมีมาโดยเฉลี่ยตลอดช่วง 10 ล้านปีที่ผ่านมา เเละบอกว่ามีสัตว์ราวครึ่งล้านถึงหนึ่งล้านสายพันธุ์ที่กำลังจะกลายเป็นสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 6 ในรอบ 500 ล้านปี กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ครั้งที่แล้วสร้างจุดจบแก่ยุคครีเตเชียส (Cretaceous period) เมื่อราว 66 ล้านปีที่แล้ว ตอนที่ก้อนอุกกาบาตขนาดความกว้าง 10 กิโลเมตรพุ่งชนโลก ทำให้สิ่งมีชีวิตเกือบทุกประเภทสาบสูญไปจากโลก\r\n\r\nบรรดานักวิทยาศาสตร์ประมาณว่า โลกทุกวันนี้มีสัตว์สายพันธุ์ที่แตกต่างกันถึงราว 8 ล้านชนิดเเละส่วนมากเป็นเเมลง\r\n\r\nRebecca Shaw หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ที่กองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ซึ่งเคยเป็นสมาชิกของคณะกรรมการวิทยาศาสตร์ด้านภาวะโลกร้อนเเละความหลากหลายทางชีววิทยาของยูเอ็น กล่าวว่า หากเราต้องการให้โลกมีความยั่งยืนเเละสามารถรองรับความจำเป็นของคนทั่วโลกได้ เราต้องปรับวิถีข้างต้นนี้ภายใน 10 ปีข้างหน้าอย่างที่ดำเนินการกับภาวะโลกร้อน\r\n\r\nปัจจัยโดยตรงที่ทำให้สัตว์และพืชสูญพันธุ์จัดเรียงตามสำดับความสำคัญ ได้เเก่ การลดลงของแหล่งที่อยู่อาศัยเเละการเปลี่ยนแปลงด้านการใช้ที่ดิน การล่าสัตว์เป็นอาหารหรือเพื่อการลักลอบค้าชิ้นส่วนสัตว์ป่า ภาวะโลกร้อน มลภาวะเเละสัตว์พันธุ์ต่างถิ่น อาทิ หนู ยุงเเละงู ที่ติดมากับเรือหรือเครื่องบิน\r\n\r\nWatson ประธานคณะผู้ร่างรายงานผลการศึกษาชิ้นนี้ชี้ว่า มีปัจจัยโดยตรงสำคัญที่สุดสองอย่างที่ทำให้เกิดการสูญเสียทางชีววิทยาเเละเกิดภาวะโลกร้อน นั่นก็คือจำนวนประชากรบนโลกที่เพิ่มขึ้นเเละความสามารถที่เพิ่มขึ้นในการบริโภค\r\n\r\nมาจนถึงขณะนี้ อุณหภูมิของโลกได้เพิ่มขึ้นเเล้ว 1 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับระดับอุณหภูมิในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19\r\n\r\nในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เกือบกึ่งหนึ่งของระบบนิเวศวิทยาบนบกเเละในทะเลอ่อนแอลง เพราะได้รับผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ นอกจากนี้ การอุดหนุนด้านการประมง อุตสาหกรรมการเกษตร การปศุสัตว์ การทำเหมืองเเละการผลิตพลังงานจากเชื้อเพลิงชีวภาพหรือจากซากฟอสซิล สร้างของเสีย การสูญเปล่า เเละทำให้เกิดการบริโภคเกินพอดี\r\n\r\n(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1556680856.jpg"],
    [824,1742,"นักวิทยาศาสตร์พัฒนา ‘โดรน’ เพื่องานดูแลอาคารแทนมนุษย์","Tue, 2019-04-30 09:28","http://www.stkc.go.th/node/1742","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"นักวิทยาศาสตร์พัฒนา ‘โดรน’ เพื่องานดูแลอาคารแทนมนุษย์\r\n\r\nนักวิจัยที่อังกฤษและสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งโปรแกรมให้โดรนทำงานแทนคนในการทำความสะอาดกระจกของตึกสูงและตรวจสอบสภาพอาคาร\r\n\r\nเมอร์โค โควัคจาก Federal Laboratories ของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เพิ่มการทำงานของระบบหุ่นยนต์ ทำให้เกิดการพิจารณาถึงการทำงานของสิ่งปะดิษฐ์นี้ ที่อาจสามรถตอบสนองกับสภาพงานและสถานการณ์ในการก่อสร้างได้มากขึ้นเรื่อยๆ\r\n\r\nโดรนจึงอาจทำใช้ในการตรวจสอบโครงสร้างของอุโมงค์และเหมืองแร่ได้ด้วย เพราะพื้นที่เหล่านี้ เข้าถึงยากและอาจมีความเสี่ยงต่อมนุษย์\r\n\r\nนักประดิษฐ์เมอร์โค โควัค กล่าวว่าโดรนจะเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยมนุษย์ให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น ปลอดภัยกว่าเดิม และใช้งบประมาณน้อยลง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1556591331.jpg"],
    [825,1740,"ครั้งแรกของโลก! อิสราเอลสร้างหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ","Mon, 2019-04-29 08:25","http://www.stkc.go.th/node/1740","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ทีมนักวิทยาศาสตร์อิสราเอล ผลิตหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ใช้ชิ้นส่วนเนื้อเยื่อของมนุษย์ในการสร้างหัวใจใหม่ขึ้นมา เพื่อเป็นใบเบิกทางในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องการเปลี่ยนถ่ายหัวใจมนุษย์ในอนาคต\r\n\r\nความก้าวหน้าทางการแพทย์ครั้งใหม่ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Advanced Science เผยภาพหัวใจขนาด 2.5 เซนติเมตร ขนาดเล็กเท่ากับหัวใจของกระต่าย แต่มีโครงสร้างของหัวใจที่ใกล้เคียงของหัวใจจริงๆทั้งหมด ซึ่งพิมพ์ขึ้นมาจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ\r\n\r\nอาจารย์ Tal Dvir หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University แถลงข่าวความสำเร็จเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อธิบายว่า นี่ถือเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ครั้งสำคัญ เพราะเป็นหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ผลิตจากเซลล์ของมนุษย์ และมีโครงสร้างห้องหัวใจและหลอดเลือดที่ใกล้เคียงกับหัวใจของจริงทั้งหมด\r\n\r\nอาจารย์ Dvir มองว่า จุดเด่นของหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติดวงนี้ คือ หมึกชีวภาพที่มาจากเนื้อเยื่อของคนไข้โดยตรง ซึ่งช่วยลดปัญหาการเข้ากันไม่ได้ของอวัยวะที่ปลูกถ่ายในคนไข้ และร่นเวลาที่คนไข้ต้องรอในการปลูกถ่ายหัวใจในอนาคต\r\n\r\nขั้นตอนการผลิตหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบนี้ จะเริ่มจากการนำชิ้นส่วนเซลล์เนื้อเยื่อไขมัน หรือ fatty tissue ของคนไข้มาแยกส่วนที่เป็นเซลล์และที่ไม่ใช่เซลล์ เช่น คอลลาเจน เพื่อใช้เป็นหมึกชีวภาพสำหรับขึ้นรูปเป็นหัวใจในเครื่องพิมพ์ 3 มิติ และปรับแต่งเซลล์ให้เป็นสเต็มเซลล์เพื่อพัฒนาเป็นเซลล์หัวใจดวงใหม่\r\n\r\nสำหรับหัวใจกระต่าย ขนาด 2.5 เซนติเมตรนั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการพิมพ์ขึ้นมา แต่สำหรับหัวใจมนุษย์ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วัน และต้องใช้เซลล์หลายพันล้านเซลล์สำหรับหัวใจเพียง 1 ดวง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University อธิบายเพิ่มเติมว่า ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนให้หัวใจได้เติบโตมากพอที่จะเริ่มเต้นเหมือนหัวใจปกติ โดยในขั้นตอนนี้ทีมวิจัยเตรียมทดสอบปลูกถ่ายหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้ในสัตว์ และคาดว่าจะทดสอบในมนุษย์ได้ในเวลาต่อไป\r\n\r\nในขณะที่ตอนนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า เครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้จะสร้างหัวใจเทียมที่ทำงานได้ดีกว่าหัวใจธรรมชาติได้หรือไม่ แต่ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดก็คือ ชิ้นส่วนที่สร้างขึ้นจากเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้ สามารถทดแทนหรือใช้ซ่อมแซมชิ้นส่วนของหัวใจที่เป็นโรคหรือเสียหายได้\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University ตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 10 ปี โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ทันสมัยทั่วโลก จะมีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สร้างอวัยวะทดแทนให้กับมนุษย์ได้\r\n\r\n(นีธิกาญจน์ กำลังวรรณ เรียบเรียงบทความจาก Bloomberg และ The Jerusalem Post)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1556501135.jpg"],
    [826,1738,"พิพิธภัณฑ์ \"จอร์เจีย โอคีฟ\" นำเเว่นพิเศษช่วยคนตาบอดสีให้เข้าถึงจินตนาการของศิลปิน","Fri, 2019-04-26 08:24","http://www.stkc.go.th/node/1738","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ศิลปินจอร์เจีย โอคีฟ (Georgia O'Keeffe) ชาวอเมริกันสร้างชื่อเสียงจากผลงานภาพวาดดอกไม้ขนาดใหญ่ และงานของเธอถูกนำไปโชว์ที่พิพิธภัณฑ์หลายแห่งทั่วโลก\r\nล่าสุดสีสันของงานศิลปะโดยจอร์เจีย โอคีฟจะถูกถ่ายทอดผ่านเทคโนโลยีเพื่อให้ผู้สนใจที่ตาบอดสีสามารถเข้าถึงภาพวาดของเธอได้มากกว่าเดิม\r\nพิพิธภัณฑ์ Georgia O'Keeffe Museum ที่นครซานตาเฟ ในรัฐนิวเม็กซิโกของสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันจันทร์ว่าทางพิพิธภัณฑ์ได้ร่วมมือกับบริษัท EnChroma ในแคลิฟอร์เนีย เพื่อนำแว่นตาชนิดพิเศษมาให้ผู้เข้าชมที่ตาบอดสีได้ใช้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคมนี้\r\nผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่ตาบอดสีแดง - เขียวสามารถยืมแว่นตาเพื่อชมผลงานของโอคีฟ ในแบบที่เธอต้องการแสดงให้ผู้คนได้ชมกัน\r\n\r\nคาทรินา สเตซีย์ หนึ่งในภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้กล่าวว่าในช่วงปั้นปลายของจอร์เจีย โอคีฟ เธอเองก็มีปัญหาบกพร่องทางสายตาเนื่องจากจอประสาทตาเสื่อม\r\n\r\nดังนั้นผลงานโดยโอคีฟในช่วงปลายของชีวิต จึงเน้นไปที่งานประติมากรรม ซึ่งเป็นงานปั้น แทน\r\n\r\nภัณฑารักษ์ผู้นี้ กล่าวว่าหากพิจารณาถึงประวัติด้านนี้ของโอคีฟ โครงการที่พิพิธภัณฑ์แห่งเมืองซานตาเฟ ทำร่วมกับบริษัท EnChroma จะพบว่า การช่วยให้คนตาบอดสีเข้าถึงงานของโอคีฟมากขึ้น เกี่ยวพันกับเรื่องราวชีวิตของศิลปินผู้นี้อย่างมีนัยสำคัญ\r\n\r\nแอนดริว ชมีเดอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท EnChroma กล่าวว่า แว่นพิเศษที่นำมาใช้ในโครงการนี้ช่วยให้คนตาบอดสีเข้าถึงผลงานของศิลปินผู้นี้มากขึ้น\r\nที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ จอร์เจีย โอคีฟ มักเลือกสีในการวาดภาพตามธรรมชาติ ซึ่งการตัดกันของสีทำให้เข้าถึงอารมณ์เบื้องลึก\r\nและหากไม่มีเทคโนโลยีพิเศษ การที่ได้มองเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสีต่างๆ นั้นเป็นสิ่งท้าทายสำหรับผู้ที่ตาบอดสี","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1556241853.jpg"],
    [827,1734,"เชื่อมต่อออนไลน์ได้ปลอดภัยขึ้นกับ “Li-Fi”","Thu, 2019-04-25 09:36","http://www.stkc.go.th/node/1734","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ทีมวิจัยจากกองทุน National Science Foundation พัฒนาการส่งข้อมูลโดยอาศัยแสงภายในบ้าน ผ่านระบบที่เรียกว่า Li-Fi ซึ่งมีแนวคิดมาจาก เซีย โจว หัวหน้าทีมวิจัยจาก Dartmouth College ที่เปลี่ยนแสงรอบๆตัวให้กลายเป็นตัวส่งข้อมูลไร้สาย และเข้าถึงข้อมูลได้ผ่านแสงที่เปลี่ยนแปลงไป\r\n\r\nนายโจว พบว่า การส่งข้อมูลผ่าน Li-Fi ด้วยการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์แปลงสัญญาณ จะทำให้แสง LED ทุกชนิดกลายเป็นอุปกรณ์อินเตอร์เน็ตไร้สายได้ทันที อีกทั้งยังปลอดภัยกว่า เนื่องจากแสงไม่สามารถทะลุผ่านกำแพงไปได้ นั่นหมายความว่า ผู้ใช้สามารถควบคุมการสื่อสารภายในห้องโดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะมีผู้ใช้รายอื่นเข้ามาขโมยข้อมูลจากเครือข่าย Li-Fi ได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ข้อดีดังกล่าวก็ถือเป็นข้อด้อยของ Li-Fi ที่ไม่สามารถแชร์สัญญาณกับผู้อื่นในพื้นที่ที่แสงไม่อาจทะลุผ่านได้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1556159787.jpg"],
    [828,1731,"“123456” ครองแชมป์รหัสผ่านยอดนิยม","Wed, 2019-04-24 08:14","http://www.stkc.go.th/node/1731","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"การศึกษาชิ้นใหม่จากสำนักงานด้านความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ของอังกฤษ หรือ NCSC พบว่า รหัสผ่านเข้าบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ยอดนิยม ยังคงเป็นชุดเลข 123456 โดยมีการใช้เลขชุดนี้ใน 23 ล้านรหัสผ่าน ตามรายงานของบีบีซี\r\n\r\nข้อมูลจาก NCSC ยังระบุด้วยว่า อันดับ 2 ของรหัสผ่านยอดนิยม ได้แก่ 123456789 รองลงมาคือรหัสที่สะกดว่า Qwerty ตามมาด้วยรหัสที่ใช้คำตรงๆว่า password และ 1111111 ซึ่งอยู่ใน 5 อันดับแรกของรหัสผ่านที่มีผู้ใช้มากที่สุด และยังมีการใช้รหัสผ่านเป็นชื่อสโมสรฟุตบอล ทั้ง Liverpool และ Chelsea เป็นอันดับต้นๆ จากการตรวจสอบรหัสผ่านของบัญชีที่ถูกเจาะล้วงข้อมูล\r\n\r\nนอกจากนี้ ยังมีรหัสที่มาจากชื่อ อย่าง Ashley, Michael, Daniel, Jessica และ Charlie ที่เป็นชื่อที่มีการใช้เป็นรหัสผ่านบัญชีออนไลน์ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการเจาะล้วงบัญชีส่วนตัวด้วยเช่นกัน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1556068477.jpg"],
    [829,1728,"ทานเบคอนเพียงวันละหนึ่งชิ้นเสี่ยงต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่","Tue, 2019-04-23 10:22","http://www.stkc.go.th/node/1728","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาชิ้นใหม่ชี้ว่าการทาน Red Meat หรือที่เรียกกันว่าเนื้อแดงซึ่งหมายถึงเนื้อสัตว์ใหญ่สี่ขา และเนื้อแปรรูปที่ผ่านการปรุงแต่งแม้เพียงในปริมาณที่ไม่มากนักก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ โดยข้อมูลดังกล่าวมาจากการศึกษาของ National Health Service (NHS) ในประเทศอังกฤษซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลการกินอาหารของผู้ใหญ่ในอังกฤษราวเกือบห้าแสนคนเป็นเวลากว่าหกปี\r\n\r\nการวิจัยด้านสุขภาพครั้งนี้พบว่าผู้ที่ทานเนื้อสัตว์สี่ขาและเนื้อแปรรูปวันละ 76 กรัม ซึ่งเทียบเท่ากับแฮมเบอร์เกอร์เนื้อขนาด ¼ ปอนด์ มีโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มากขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับผู้ที่ทานเนื้อดังกล่าววันละ 21 กรัม หรือเทียบเท่ากับแฮมหรือเบคอนหนึ่งชิ้น\r\n\r\nนอกจากนี้การศึกษายังพบว่าเนื้อสัตว์แปรรูปเช่นไส้กรอก เบคอนหรือซาลามี สร้างความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากกว่าเนื้อสัตว์สี่ขา โดยการรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปทุกๆ 25 กรัมหรือเทียบเท่ากับเบคอนชิ้นบางๆ หนึ่งชิ้นในแต่ละวันจะเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่ขึ้น 20%\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์อธิบายว่าสารเคมีที่ใช้ในกระบวนการปรุงแต่งเนื้อแปรรูป เช่นไส้กรอก เบคอน หรือซาลามี เพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้นานหรือให้มีรสชาติเปลี่ยนไป เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ และความร้อนสูงที่ใช้เพื่อให้เนื้อแดงสุก เช่น การย่างบาร์บีคิว รวมทั้งเซลโปรตีนที่ทำให้เนื้อมีสีแดง ก็อาจเป็นสารก่อมะเร็งได้เช่นกัน\r\n\r\nศาสตราจารย์ Tim Key ผู้ร่วมเขียนการศึกษาวิจัยครั้งนี้ และเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาโรคมะเร็งของมหาวิทยาลัย Oxford กล่าวว่า การรับประทานเนื้อปรุงแต่งแปรรูปแม้จะเพียงจำนวนเล็กน้อยแต่ก็ดูเหมือนจะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้เช่นเดียวกับการทานเนื้อสัตว์สี่ขาหรือเนื้อแดงจำนวนมาก โดยงานวิจัยล่าสุดนี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันเพิ่มเติมว่าการรับประทานเนื้อสัตว์สี่ขาและเนื้อแปรรูปจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่\r\n\r\nศาสตราจารย์ Tim Key กล่าวด้วยว่าผู้ที่ทานเนื้อสัตว์สี่ขาและเนื้อแปรรูปสัปดาห์ละ 4 ครั้งขึ้นไปมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าผู้ที่กินเนื้อสัตว์สี่ขาและเนื้อแปรรูปน้อยกว่าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง\r\n\r\nการศึกษาของ National Health Service (NHS) ในประเทศอังกฤษซึ่งได้รับเงินสนับสนุนส่วนหนึ่งจาก Cancer Research UK แนะว่าคนที่ทานเนื้อสัตว์ใหญ่และเนื้อแปรรูปวันละมากกว่า 90 กรัม (น้ำหนักตอนสุก) ควรลดลงให้เหลือ 70 กรัมต่อวัน\r\n\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม เนื้อแดงหรือเนื้อสัตว์สี่ขาช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารและแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น โปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินดีและบี เป็นต้น นอกจากนั้น ปัจจัยอื่นที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ก็คือแอลกอฮอล์ การขาดเส้นใยอาหาร และการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย\r\n\r\nการศึกษาชิ้นนี้ให้ข้อแนะนำว่าเส้นใยอาหารจากขนมปัง และอาหารเช้าที่เป็นซีเรียลหรือเมล็ดธัญพืชจะช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1555989756.jpg"],
    [830,1727,"“แอปเปิล” เปิดตัวหุ่นยนต์กำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์รุ่นล่าสุด","Mon, 2019-04-22 08:43","http://www.stkc.go.th/node/1727","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"แอปเปิล (Apple) เปิดตัวหุ่นยนต์กำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์รุ่นล่าสุด Daisy ที่สามารถรีไซเคิลไอโฟนได้ราว 1.2 ล้านเครื่องต่อปี ตามรายงานด้านสิ่งแวดล้อมประจำปีของ Apple เมื่อวันพฤหัสบดี\r\n\r\nหุ่นยนต์ Daisy สามารถแยกชิ้นส่วนไอโฟน 15 รุ่นของ Apple ได้ และรีไซเคิลไอโฟนได้เฉลี่ย 200 เครื่องต่อชั่วโมง ขณะที่ขนาดของหุ่นยนต์ Daisy เล็กกว่าหุ่นยนต์รีไซเคิลรุ่นเก่าของ Apple ที่มีชื่อว่า Liam และที่สำคัญปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่ชิ้นส่วนจากไอโฟนที่หุ่นยนต์ Daisy คัดแยกออกมาจะกลับไปอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่ผลิตในปีนี้ อย่างเช่น แผ่นอลูมิเนียมจากไอโฟนรุ่นเก่าจะนำกลับไปใช้เป็นส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์พกพา Macbook Air เครื่องใหม่ที่ผลิตในปีนี้\r\n\r\nนอกจากนี้ Apple ยังเปิด Material Recovery Lab ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส บนพื้นที่ 9,000 ตารางฟุต สำหรับการพัฒนาระบบรีไซเคิลขนาดใหญ่ที่ใช้หุ่นยนต์และระบบ machine learning ในกระบวนการรีไซเคิลด้วย\r\n\r\nข้อมูลเมื่อปี พ.ศ. 2559 พบว่า ทั่วโลกก่อขยะอิเล็กทรอนิกส์ราว 44.7 ล้านตัน แต่มีเพียงร้อยละ 20 ของขยะทั้งหมดนี้ที่ได้รับการรีไซเคิลอย่างถูกต้องเหมาะสม ขณะที่ Apple ระบุว่า บริษัทได้ปรับปรุงอุปกรณ์ของบริษัทมากกว่า 7.8 ล้านชิ้น ซึ่งช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ราว 48,000 ตันที่จะต้องนำไปทิ้งในแหล่งกำจัดขยะเมื่อปีที่แล้ว","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1555897414.jpg"],
    [831,1722,"ครั้งแรกของโลก! อิสราเอลสร้างหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ","Fri, 2019-04-19 09:37","http://www.stkc.go.th/node/1722","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ทีมนักวิทยาศาสตร์อิสราเอล ผลิตหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่ใช้ชิ้นส่วนเนื้อเยื่อของมนุษย์ในการสร้างหัวใจใหม่ขึ้นมา เพื่อเป็นใบเบิกทางในการรักษาผู้ป่วยที่ต้องการเปลี่ยนถ่ายหัวใจมนุษย์ในอนาคต\r\n\r\nความก้าวหน้าทางการแพทย์ครั้งใหม่ ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Advanced Science เผยภาพหัวใจขนาด 2.5 เซนติเมตร ขนาดเล็กเท่ากับหัวใจของกระต่าย แต่มีโครงสร้างของหัวใจที่ใกล้เคียงของหัวใจจริงๆทั้งหมด ซึ่งพิมพ์ขึ้นมาจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ\r\n\r\nอาจารย์ Tal Dvir หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University แถลงข่าวความสำเร็จเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา อธิบายว่า นี่ถือเป็นความก้าวหน้าทางการแพทย์ครั้งสำคัญ เพราะเป็นหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่ผลิตจากเซลล์ของมนุษย์ และมีโครงสร้างห้องหัวใจและหลอดเลือดที่ใกล้เคียงกับหัวใจของจริงทั้งหมด\r\n\r\nอาจารย์ Dvir มองว่า จุดเด่นของหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติดวงนี้ คือ หมึกชีวภาพที่มาจากเนื้อเยื่อของคนไข้โดยตรง ซึ่งช่วยลดปัญหาการเข้ากันไม่ได้ของอวัยวะที่ปลูกถ่ายในคนไข้ และร่นเวลาที่คนไข้ต้องรอในการปลูกถ่ายหัวใจในอนาคต\r\n\r\nขั้นตอนการผลิตหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติแบบนี้ จะเริ่มจากการนำชิ้นส่วนเซลล์เนื้อเยื่อไขมัน หรือ fatty tissue ของคนไข้มาแยกส่วนที่เป็นเซลล์และที่ไม่ใช่เซลล์ เช่น คอลลาเจน เพื่อใช้เป็นหมึกชีวภาพสำหรับขึ้นรูปเป็นหัวใจในเครื่องพิมพ์ 3 มิติ และปรับแต่งเซลล์ให้เป็นสเต็มเซลล์เพื่อพัฒนาเป็นเซลล์หัวใจดวงใหม่\r\n\r\nสำหรับหัวใจกระต่าย ขนาด 2.5 เซนติเมตรนั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงในการพิมพ์ขึ้นมา แต่สำหรับหัวใจมนุษย์ จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 วัน และต้องใช้เซลล์หลายพันล้านเซลล์สำหรับหัวใจเพียง 1 ดวง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University อธิบายเพิ่มเติมว่า ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือนให้หัวใจได้เติบโตมากพอที่จะเริ่มเต้นเหมือนหัวใจปกติ โดยในขั้นตอนนี้ทีมวิจัยเตรียมทดสอบปลูกถ่ายหัวใจจากเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้ในสัตว์ และคาดว่าจะทดสอบในมนุษย์ได้ในเวลาต่อไป\r\n\r\nในขณะที่ตอนนี้ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า เครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้จะสร้างหัวใจเทียมที่ทำงานได้ดีกว่าหัวใจธรรมชาติได้หรือไม่ แต่ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดก็คือ ชิ้นส่วนที่สร้างขึ้นจากเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้ สามารถทดแทนหรือใช้ซ่อมแซมชิ้นส่วนของหัวใจที่เป็นโรคหรือเสียหายได้\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Tel Aviv University ตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 10 ปี โรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ทันสมัยทั่วโลก จะมีเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สร้างอวัยวะทดแทนให้กับมนุษย์ได้\r\n\r\n(นีธิกาญจน์ กำลังวรรณ เรียบเรียงบทความจาก Bloomberg และ The Jerusalem Post)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1555641445.jpg"],
    [832,1721,"การกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟฟ้าช่วยกระตุ้นความจำให้แก่ผู้สูงอายุ","Thu, 2019-04-18 09:53","http://www.stkc.go.th/node/1721","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาฉบับใหม่พบว่าการกระตุ้นสมองผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปด้วยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ช่วยให้ความทรงจำของพวกเขาดีขึ้นจนเหมือนคนในช่วงวัย 20 ปี\r\n\r\n \r\nRobert Reinhart นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยบอสตันกล่าวว่า ในอนาคตอาจจะมีคนไปใช้บริการที่คลินิคเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการจำ ซึ่งลดน้อยลงไปทั้งในผู้สูงอายุและผู้มีภาวะสมองเสื่อมอย่างเช่นโรคอัลไซเมอร์ก็เป็นได้ และว่าการบำบัดรักษาดังกล่าวนี้มุ่งกระตุ้น \"ความจำเพื่อการใช้งานระยะสั้น\" ที่สามารถเก็บข้อมูลไว้ในสมองชั่วคราวในขณะที่ทำงานไปด้วยซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการคิดเลขในใจ การทานยา การจ่ายบิล การจำรายการเพื่อซื้อของในซูเปอร์มารเกต หรือการวางแผนต่างๆ เป็นต้น\r\n\r\nการศึกษาครั้งใหม่นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่แสดงให้เห็นว่าการกระตุ้นสมองสามารถกระตุ้นความจำระยะสั้นเพื่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ และนักวิจัย Reinhart กล่าวว่าการทดลองในผู้สูงอายุประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากความสามารถในการจำนี้จะยังคงอยู่เกือบหนึ่งชั่วโมงหลังจากการกระตุ้นสมองสิ้นสุดลง\r\nในการทดลองนี้กระแสไฟฟ้าจะถูกส่งเข้าไปยังสมองผ่านหมวกครอบศีรษะที่คอยตรวจคลื่นสมองอยู่ และทำให้ผู้เข้าร่วมการศึกษาอาจรู้สึกชาเล็กน้อย มีอาการคัน หรือมีความรู้สึกเหมือนถูกเข็มเล็กๆ แทงอยู่เป็นเวลาประมาณ 30 วินาที หลังจากนั้นผิวหนังก็จะชินกับกระแสไฟฟ้าจนไม่รู้สึกอะไรไปเอง \r\n\r\nแนวคิดของนักวิจัยในการกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟฟ้า คือการทำให้การสื่อสารระหว่างเยื่อหุ้มสมองสมองส่วนหน้าและสมองส่วนขมับด้านซ้ายดีขึ้น เพราะบางครั้งสมองทั้งสองส่วนขาดการประสานงานกัน\r\n\r\nการศึกษาครั้งนี้ประกอบไปด้วยผู้เข้าร่วมช่วงวัย 20 ปี 42 คน และที่มีอายุระหว่าง 60 ถึง 76 ปีอีก 70 คน\r\n\r\nการทดลองกระตุ้นสมองแบบหลอกยืนยันว่ากลุ่มผู้สูงอายุมีความแม่นยำน้อยกว่ากลุ่มที่อายุน้อยกว่า แต่ในช่วงระหว่างและหลังจากการกระตุ้นสมองจริงนาน 25 นาที ทั้งสองกลุ่มทำได้ดีพอๆ กันโดย ความจำระยะสั้นนี้จะยังคงอยู่อย่างน้อยอีก 50 นาทีหลังจากการกระตุ้นสมองสิ้นสุดลง\r\n\r\nนักวิจัยกล่าวว่าขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าประโยชน์เรื่องการช่วยปรับปรุงความจำจากการใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นสมองนี้จะอยู่ได้นานแค่ไหน แต่งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ให้เห็นว่าความจำระยะสั้นอาจจะอยู่ได้นานถึงห้าชั่วโมงหรือมากกว่านั้นหลังจากที่การกระตุ้นสิ้นสุดลง\r\n\r\nRobert Reinhart เห็นด้วยว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมก่อนที่นำไปทดสอบเพื่อการบำบัดรักษาอย่างเป็นทางการได้\r\n\r\nข้อมูลด้านประชากรของสหรัฐระบุว่าภายในปี 2030 หรืออีก 11 ปีต่อจากนี้ราว 20 เปอร์เซ็นต์ของคนอเมริกันจะมีอายุวัยเกษียณ และเรื่องนี้จะเพิ่มความต้องการเรื่องการดูแลทางการแพทย์ขึ้นอีกมากด้วย\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1555556000.jpg"],
    [833,1711,"ยาจำนวนมากมีส่วนประกอบที่ไม่มีตัวยาแต่ก่อให้เกิดอาการแพ้","Wed, 2019-04-10 09:49","http://www.stkc.go.th/node/1711","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"รายงานที่ตีพิมพ์เมื่อราวกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาในวารสาร Science Translational Medicine ชี้ว่า ยารักษาโรคชนิดต่างๆ มักมีส่วนผสมที่เรียกว่าส่วนผสมที่ไม่มีฤทธิ์รวมอยู่ด้วย ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอาการเเพ้หรืออาการท้องร่วง อาเจียนหรือปวดท้อง สำหรับคนที่แพ้ส่วนประกอบที่ผสมอยู่ในยาเหล่านี้\r\n\r\nยารักษาโรคอาจมีส่วนประกอบที่ไม่มีฤทธิ์รักษาโรคผสมอยู่ เช่น กลูเตน เเลคโตส หรือสีย้อม ที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้บางอย่างในผู้ป่วยบางคน\r\n\r\nด็อกเตอร์จีโอวานนี ทราเวิร์สโซ (Dr. Giovanni Traverso) แพทย์ระบบทางเดินอาหารริเริ่มการวิจัยนี้ หลังจากคนไข้โรคเซลิแอคของเขามีอาการแพ้ยารักษาโรคที่มีกลูเตนผสมอยู่\r\n\r\nเขากล่าวว่ายังมีความเข้าใจกันน้อยมากเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้จากส่วนผสมที่ไม่มีฤทธิ์รักษาโรคในยารักษาโรค\r\n\r\nการศึกษานี้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับส่วนผสมที่ไม่มีฤทธิ์รักษาโรคจากฐานข้อมูลเกี่ยวกับยาตามใบสั่งเเพทย์เเละยาที่ซื้อได้ตามร้านขายยามากกว่า 42,000 ชนิด\r\n\r\nการวิจัยนี้พบว่ายารักษาโรคหนึ่งเม็ดมีส่วนผสมที่ไม่มีฤทธิ์รักษาโรคอย่างน้อย 8 อย่าง เเต่ยาบางชนิดอาจมีส่วนประกอบที่ไม่มีฤทธิ์รักษาโรคถึง 20 อย่างหรือมากกว่านั้น\r\n\r\nแม้ส่วนผสมที่น่ากังวลส่วนมากในยารักษาโรคมีอยู่ในปริมาณเล็กน้อยเท่านั้น แต่นักวิจัยชี้ว่าร้อยละ 39 ของผู้สูงวัยที่กินยาตามใบสั่งเเพทย์วันละอย่างน้อย 5 ชนิด ดังนั้นปริมาณเล็กน้อยจากตัวยาเเต่ละตัวเมื่อรวมกันเเล้วก็ค่อนข้างสูง \r\n\r\nบรรดาผู้ผลิตยาได้ออกคำเตือนเเล้วบนฉลากยารักษาโรค หากยานั้นๆ มีส่วนผสมของน้ำมันถั่วสกัด และทางสำนักงานอาหารและยาแห่งสหรัฐฯกำลังพิจารณาข้อเสนอที่ว่า ควรมีการติดคำเตือนบนฉลากยาที่มีส่วนผสมของกลูเตนด้วย\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1554864593.jpg"],
    [834,1708,"เกาหลีใต้เปิดตัว 'เครือข่าย 5G' ประเทศแรกในโลก","Tue, 2019-04-09 09:01","http://www.stkc.go.th/node/1708","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว เกาหลีใต้เปิดตัวเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G ทั่วประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งเร็วกว่ากำหนดการเดิมสองวัน ถือเป็นประเทศแรกในโลกที่เริ่มใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงนี้\r\n\r\nที่ผ่านมา เกาหลีใต้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเทคโนโลยีก้าวล้ำนำหน้าประเทศอื่น โดยรัฐบาลกรุงโซลตั้งเป้าว่าการเปิดตัวเครือข่าย 5G นี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเกาหลีใต้ได้อีกทางหนึ่ง\r\n\r\nก่อนหน้านี้มีข่าวว่า บริษัทโทรคมนาคม Verizon อาจเปิดตัวเครือข่าย 5G เร็วขึ้นกว่าเดิม ทำให้บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมในเกาหลีใต้ต้องเลื่อนเปิดตัวให้เร็วขึ้นเช่นกัน เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นประเทศแรกในโลกที่มีเครือช่าย 5G ตามรายงานของสำนักข่าว Yonhap\r\n\r\nซึ่งทาง Verizon นั้น แม้จะเปิดตัว 5G จริงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แต่ยังจำกัดเฉพาะในแถบนครชิคาโกและนครมินนิอาโพลิสเท่านั้น\r\n\r\nสำนักข่าว Yonhap รายงานด้วยว่า บริษัท SK Telecom ของเกาหลีใต้ เปิดตัวเครือข่าย 5G เร็วกว่า Verizon ของสหรัฐฯ สองชั่วโมง และมีคนดังของเกาหลีใต้ 6 คนที่เป็นลูกค้าชุดแรกของเครือข่ายนี้ รวมถึงสมาชิกวงเค-ป๊อป EXO และนักกีฬาสเก็ตน้ำแข็งโอลิมปิกจากเกาหลีใต้ คิม ยู-นา\r\n\r\nสำหรับประชาชนทั่วไปในเกาหลีใต้ สามารถเริ่มใช้เครือข่าย 5G ได้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่บริษัทซัมซุง เปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ Galaxy S10 5G ซึ่งบอกว่าเป็นมือถือรุ่นแรกที่สามารถรองรับเครือข่าย 5G ได้ในตัว\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญระบุว่า เครือข่าย 5G จะสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้เร็วกว่า 4G ถึง 20 เท่า คือสามารถดาวน์โหลดหนังหนึ่งเรื่องในเวลาไม่ถึง 1 วินาที","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1554775262.jpg"],
    [835,1702,"นักวิจัยพบ เพลง “ดั๊บสเตป” ช่วยลดความเสี่ยงจากยุงกัดได้","Fri, 2019-04-05 15:19","http://www.stkc.go.th/node/1702","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชิ้นล่าสุด ระบุว่า หนทางหลบหลีกการถูกยุงกัด อาจจะง่ายขึ้นเพียงแค่เปิดเพลงฟัง ..\r\n\r\nการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Acta Tropica เมื่อ 25 มีนาคมที่ผ่านมา เผยผลการทดสอบว่าเพลงดั๊บสเต็ป หนึ่งในแนวดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มีต้นกำเนิดจากอังกฤษ อาจมีส่วนช่วยให้ลดความเสี่ยงจากยุงกัดได้\r\n\r\n\r\nคณะวิจัยนานาชาติที่เชี่ยวชาญด้านยุงและโรคที่มียุงเป็นพาหะ บอกว่า เสียง มีส่วนสำคัญในการผสมพันธุ์ ความอยู่รอด และการรักษาจำนวนประชากรของสัตว์หลายชนิด ทีมวิจัยจึงเน้นไปที่ปฏิกิริยาจากเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีผลต่อการออกล่า โจมตี รวมทั้งผสมพันธุ์ของยุงลาย ที่เป็นพาหะของไข้เลือดออกและไวรัสซิกา และพบว่าแนวเพลงนี้อาจจะใช้เป็นยากันยุงได้\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาเรื่องนี้ บอกว่า สำหรับแมลงแล้ว เพลงที่มีคลื่นความถี่ต่ำจะกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางเพศ แต่เสียงรบกวนจะกระทบกับกระบวนการดังกล่าว\r\n\r\nในการศึกษาพบว่ายุงลายเพศเมียเลือกจะสนุกสนานกับเพลงดั๊บสเต็ปก่อนจะไปกัดเป้าหมาย และโอกาสดูดเลือดก็ลดลง นอกจากนี้ ยุงที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเพลงแนวดั๊บสเต็ป จะผสมพันธุ์น้อยลงด้วย\r\n\r\nการทดลองได้ใช้บทเพลงหลายแนว แต่ที่เห็นได้ชัดเจน คือ เพลงแนวดั๊บสเต็ป ของศิลปินชาวอเมริกัน สกริลเล็กซ์ (Skrillex) ซึ่งทีมวิจัยใช้เพลงดังของเขาอย่าง 'Scary Monsters And Nice Sprites' ที่มีระดับคลื่นเสียงสูงและต่ำมากอยู่ในเพลงเดียวกันมาทดลอง\r\n\r\n\r\n​\r\n\r\nโดยแบ่งเป็นยุงลายที่ไม่ได้ฟังเพลง กับยุงลายที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีเพลงนี้อยู่ ปรากฏว่า ยุงลายเพศเมียที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเพลงแนวดั๊บสเต็ปอยู่ มีแนวโน้มที่จะกัดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับยุงที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไร้เสียงเพลง\r\n\r\nทีมวิจัยมองว่า การศึกษาครั้งนี้ อาจต่อยอดไปถึงการพัฒนาอุปกรณ์ป้องกันยุงที่ใช้เสียงเพลงเข้ามาช่วย เพื่อควบคุมและป้องกันโรคที่มียุงเป็นพาหะในอนาคตได้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1554452387.jpg"],
    [836,1700,"'Apple Watch' ประสบความสำเร็จในการตรวจจับสัญญาณของหัวใจที่ผิดปกติ","Thu, 2019-04-04 09:12","http://www.stkc.go.th/node/1700","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"การศึกษาฉบับใหม่ชี้ให้เห็นว่านาฬิกา Apple Watch สามารถระบุอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับสภาวะโรคหัวใจที่รุนแรงได้\r\n\r\nผู้ใช้นาฬิกา Apple Watch กว่า 400,000 คนเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้ ซึ่งเป็นโครงการของนักวิจัยที่คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด\r\n\r\nApple บริษัทเทคโนโลยีอเมริกัน เป็นผู้มอบทุนสนับสนุนการศึกษาวิจัยครั้งนี้ และผลลัพธ์จากการศึกษาถูกนำเสนอในที่ประชุมใหญ่เรื่องสุขภาพหัวใจที่รัฐนิวออร์ลีนส์\r\n\r\nนักวิจัยค้นหาสัญญาณของหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะ ซึ่งเป็นรูปแบบของการเต้นของหัวใจผิดปกติที่พบบ่อยที่สุด สภาวะดังกล่าวเรียกว่า \"a-fib\" เป็นผลมาจากการยิงสัญญาณไฟฟ้าที่ผิดปกติในห้องบนของหัวใจ\r\n\r\nผู้ที่มีภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดจังหวะจะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของการเต้นของหัวใจตัวเอง ในขณะที่คนอื่นไม่สามารถรู้สึกได้ ด้วยเหตุนี้เองหลายๆ จึงคนไม่ทราบว่าตัวเองมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ\r\n\r\nผู้ที่มีสภาวะ a-fib ที่ไม่ได้รับการรักษาจะมีโอกาสเกิดภาวะเส้นโลหิตอุดตันในสมองมากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า และในสหรัฐ a-fib ทำให้มีผู้เสียชีวิตราวปีละ 130,000 คน และเข้าโรงพยาบาล ปีละ 750,000 คน\r\n\r\nอาสาสมัครที่เข้าร่วมในการศึกษานี้สวมนาฬิกา Apple Watch เป็นระยะเวลานานในช่วงปี พ.ศ. 2560 และ 2561 นาฬิกาดังกล่าวมีแอพที่รวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่องโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องทำอะไรเลย แต่จะใช้เทคโนโลยีแสงเซ็นเซอร์ของนาฬิกาเพื่อวัดการไหลเวียนของเลือด ระบบนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยระบุการเปลี่ยนแปลงที่อาจแสดงการเต้นผิดปกติของหัวใจ\r\n\r\nนักวิจัยกล่าวว่า จากจำนวนอาสาสมัครทั้งหมด มีอยู่ประมาณ 2,000 คนที่ได้รับคำเตือนจากอุปกรณ์ว่าอาจมีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ\r\n\r\nอาสาสมัครเหล่านั้นได้รับคำแนะนำให้ติดต่อแพทย์ ซึ่งจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าพวกเขาควรได้รับแผ่นแปะที่หน้าอกเพื่อเฝ้าดูการเต้นของหัวใจว่าผิดปกติหรือไม่ แผ่นแปะดังกล่าวใช้เทคโนโลยีบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography หรือ ECG)\r\n\r\nการศึกษาพบว่าผู้ที่ได้รับคำเตือนว่ามีอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติกำลังประสบกับภาวะ a-fib หรือภาวะหัวใจห้องบนเต้นผิดปกติในเวลานั้น และ 1 ใน 3 ของผู้ที่ได้รับคำเตือนและใช้แผ่นแปะวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจตรวจพบภายหลังว่ามี a-fib\r\n\r\nนักวิจัยกล่าวว่า โดยรวมแล้วราว 57% ของอาสาสมัครที่เข้าร่วมในการศึกษานี้ได้พบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษา\r\n\r\nLloyd Minor หัวหน้าคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Stanford แถลงว่า ผลลัพธ์จากการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณที่ดีในการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์การดูแลรักษาสุขภาพที่สามารถคาดการณ์และป้องกันได้\r\n\r\nแต่นักวิจัยด้านสุขภาพบางคนเตือนว่า ไม่ควรด่วนตัดใจสินใจจากการศึกษาที่ Apple เป็นผู้ให้เงินทุนสนับสนุนเพียงอย่างเดียว และเรียกร้องให้มีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อวัดประสิทธิภาพของอุปกรณ์ที่สวมใส่นี้ว่าสามารถระบุชี้สัญญาณของโรคหัวใจได้จริงหรือไม่","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1554343947.jpg"],
    [837,1696,"Google เปิดตัว  \"Lookout\"  แอพใหม่เพื่อช่วยคนตาบอดสำรวจสิ่งรอบๆ ตัว","Wed, 2019-04-03 09:29","http://www.stkc.go.th/node/1696","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่ชื่อว่า Lookout สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ ที่ใช้ Google Pixel\r\n\r\nแอพนี้ได้รับการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในการประชุมนักพัฒนาซอฟท์แวร์ของบริษัท Google เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2018 ตั้งแต่นั้นมาทางบริษัทได้ทำการทดสอบและทำงานเพื่อปรับปรุงคุณภาพผลลัพธ์ของแอพพลิเคชั่นนี้\r\n\r\nแอพดังกล่าวนี้ใช้เทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกับ Google Lens ซึ่งใช้เครื่องเรียนรู้ในการจดจำข้อความและวัตถุผ่านกล้อง จากนั้นผู้ใช้จะสามารถรับข้อมูลหรือดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับข้อความและวัตถุที่ถูกบันทึกไว้\r\n\r\nLookout มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่มีปัญหาทางสายตา โดยการใช้กล้องเพื่อจดจำข้อความและวัตถุ จากนั้นให้คำอธิบายภาพที่เห็นด้วยเสียง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม Lookout ไม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถอธิบายได้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ใช้ในการค้นหาสิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ โดยแอพนี้สามารถเรียนรู้สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับบุคคลนั้นๆ ได้เมื่อเวลาผ่านไป\r\n\r\nGoogle ชี้ว่า แอพนี้จะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อผู้ใช้สวมใส่อุปกรณ์ไว้รอบคอหรือในกระเป๋าโดยที่เลนส์กล้องชี้ออกไปข้างหน้า\r\n\r\nแอพ Lookout จะมีการตั้งค่าหลักสามแบบสำหรับผู้ใช้\r\n\r\nการตั้งค่าสำรวจ ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ทำกิจกรรมประจำวันหรือใช้ระบุสิ่งต่างๆ ในสถานที่ใหม่ๆ\r\n\r\nการตั้งค่าการช็อปปิ้ง สามารถจับภาพผลิตภัณฑ์และช่วยให้ผู้ใช้สามารถระบุจำนวนเงินของพวกเขา\r\n\r\nการตั้งค่าการอ่านแบบเร็ว สามารถช่วยให้ผู้ใช้อ่านอีเมล์ อ่านป้ายต่างๆ หรือช่วยระบุสิ่งพิมพ์อื่นๆ ได้\r\n\r\nนอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถควบคุมแอพนี้โดยใช้ลายนิ้วมือสัมผัส เช่น การเปลี่ยนการตั้งค่าการทำงานหรือดูผลลัพธ์ล่าสุดที่กล้องจับได้ โดยจะมีรายละเอียดต่างๆ สามระดับที่สามารถเปิดใช้งานเพื่อให้ข้อมูลมากหรือน้อยตามที่ต้องการ\r\n\r\nGoogle กล่าวว่า เป้าหมายของแอพนี้คือการช่วยให้ประชาชนเกือบ 253 ล้านคนในโลกที่ตาบอดหรือมีปัญหาการมองเห็นอย่างรุนแรงสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง\r\n\r\nปัจจุบัน แอพนี้สามารถใช้ได้ในสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ทางบริษัทคาดว่าต่อไปจะสามารถใช้ Lookout ในอุปกรณ์อื่นๆ และประเทศอื่นๆ ได้ในไม่ช้า","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1554258598.png"],
    [838,1693,"การบำบัดด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กสามารถบรรเทาอาการซึมเศร้าได้","Tue, 2019-04-02 09:53","http://www.stkc.go.th/node/1693","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ภาวะซึมเศร้านั้นเป็นมากกว่าแค่ความเสียใจ เป็นโรคร้ายแรงที่รบกวนชีวิตปกติของคนเรา เกิดความรู้สึกด้อยค่า สำหรับในกรณีร้ายแรงก็อาจสามารถฆ่าตัวตายได้ แต่ภาวะซึมเศร้าสามารถรักษาได้ด้วยการบำบัดโดยการพูดคุย การใช้ยา หรือทั้งสองอย่างรวมกัน นอกจากนี้ยังมีการรักษาที่ส่งคลื่นสนามแม่เหล็กไปยังสมองโดยตรง\r\n\r\nSonya Kibbee นักกายภาพบำบัดในโคลัมเบีย รัฐมิสซูรี่ ซึ่งโดยปกติเป็นคนร่าเริง แต่เมื่อปีที่แล้ว ภาวะซึมเศร้ารุนแรงทำให้เธอมีปัญหาในการตัดสินใจในเรื่องที่ง่ายๆ\r\n\r\nSonya เล่าวว่าแม้เพียงการตัดสินใจในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิด เธอก็ยังต้องคิดแล้วคิดอีก ซึ่งทำให้เธอเครียดมากขึ้นเพราะการตัดสินใจในเรื่องเล็กน้อยกลายเป็นเรื่องที่ยาก\r\n\r\nผู้ที่มีภาวะซึมเศร้ามักจะไม่มีชีวิตชีวา ไม่ร่าเริง และยังส่งผลต่อพฤติกรรมการกินการนอน ถึงแม้ว่าจะใช้ยาหรือเข้ารับการบำบัดแล้วก็ตาม\r\n\r\nSonya เคยคิดฆ่าตัวตายและเคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายครั้ง จากนั้นเธอก็ได้ทราบเกี่ยวกับการรักษาที่เรียกว่า Transcranial Magnetic Stimulation หรือ TMS ซึ่งไม่เกี่ยวต้องผ่าตัดหรือไม่ต้องใช้ยาสลบ แต่เป็นการใช้ขดลวดเพื่อส่งกระแสแม่เหล็กที่ทรงพลังไปยังสมองโดยตรง\r\n\r\nMuaid Ithman จิตแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมิสซูรี่กล่าวว่า คลื่นสนามแม่เหล็กเหล่านี้จะไปกระตุ้นสารที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณระหว่างเส้นประสาทซึ่งเป็นสัญญาณทางเคมี และจะช่วยให้การสื่อสารระหว่างส่วนต่างๆ ของสมองที่มีผลต่ออารมณ์ดีขึ้น นานวันไปก็จะช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นด้วย\r\n\r\nSonya Kibbee เล่าถึงการรักษาวิธีนี้ว่า เธอรู้สึกเหมือนโดนเคาะที่หัวเบาๆ ซึ่งอาจทำให้มีอาการปวดหัวได้ เธอจะทานยาแก้ปวดที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ก่อนที่จะเข้ารับการรักษา หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้นเธอถึงได้สังเกตเห็นความแตกต่างที่แท้จริง\r\n\r\nSonya รู้สึกดีขึ้นมาก หลังจากที่เข้ารับการบำบัดรักษากว่า 30 ครั้ง อาการซึมเศร้าของเธอก็เกือบจะหายไปทั้งหมด\r\n\r\nนายแพทย์ Muaid Ithman กล่าวว่าโดยทั่วไป 50 หรือ 60 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ทนทุกข์ทรมานจากภาวะซึมเศร้าที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา มักจะตอบสนองต่อการรักษาด้วย TMS และหนึ่งในสามของคนเหล่านั้นก็จะเริ่มทุเลาลง ซึ่งหมายถึงอาการของพวกเขาจะหายไปอย่างสมบูรณ์\r\n\r\nสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติสหรัฐฯ ชี้ว่า การศึกษาครั้งใหญ่ทั้งสองครั้งเกี่ยวกับความปลอดภัยของการรักษาด้วย TMS พบว่าผลข้างเคียงส่วนใหญ่คืออาการปวดหัวแบบเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่เนื่องจากการรักษานี้ค่อนข้างใหม่ จึงยังไม่สามารถทราบถึงผลข้างเคียงระยะยาวได้ และจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องนี้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1554173602.jpg"],
    [839,1691,"ภาวะโลกร้อนจุดพลังขับเคลื่อนทางสังคมของ \"คนรุ่นใหม่\"","Mon, 2019-04-01 10:33","http://www.stkc.go.th/node/1691","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"พลังของเยาวชนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองทั่วโลกมาตั้งแต่อดีต ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว แต่สำหรับการเคลื่อนไหวทางสังคมครั้งใหม่ของเยาวชนทั่วโลก ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา สร้างความตระหนักถึงพลังของคนรุ่นใหม่ในศตวรรษนี้ได้อย่างน่าสนใจ\r\n\r\nAlyssa Weissman นักเรียนมัธยมชาวอเมริกัน ลุกขึ้นกล่าวบนเวทีชุมนุมที่กรุงวอชิงตัน ว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะเลิกทำแค่เฝ้ามองดู ถึงเวลาแล้วที่เราจะตอบโต้บ้าง เพราะพวกเราคือกลุ่มคนที่จะต้องเป็นผู้นำในระดับนานาชาติในอนาคต\r\n\r\nAlyssa เป็นหนึ่งในเด็กมัธยมชาวอเมริกันในกรุงวอชิงตันและปริมณฑล ที่ออกมาผละเรียนเพื่อเรียกร้องให้ตระหนักถึงปัญหาโลกร้อน เมื่อ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เช่นเดียวกับนักเรียนในรุ่นราวคราวเดียวกันถึง 1.5 ล้านคน จากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ที่ร่วมชุมนุม School Strike for Climate ที่มาจาก Greta Thunberg นักเคลื่อนไหวด้านปัญหาโลกร้อนชาวสวีเดนวัย 15 ปี ที่ผลักดันให้มีการชุมนุมในเรื่องนี้อย่างจริงจังทั่วโลก\r\n\r\n\r\n\r\nสำหรับ Patricia Maulden นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย George Mason University ในเวอร์จิเนีย บอกว่า ผู้ใหญ่ในวันนี้ก็เคยเป็นเด็กมาก่อน และเคยมีการชุมนุมเคลื่อนไหวให้มีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน แต่คุณรุ่นนี้หรือผู้ใหญ่ในปัจจุบันยังคง “ยึดติด” กับระบบหรือสิ่งที่เคยเป็นอยู่ ขณะที่เยาวชนและคนรุ่นใหม่เห็นว่าโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ประกอบกับการเข้ามาของสื่อสังคมออนไลน์ ได้เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เชื่อมต่อเรียนรู้กันได้ทั่วโลก ก็เป็นแรงผลักดันให้เกิดการเคลื่อนไหวในระดับโลกได้มากขึ้น\r\n\r\nPatricia เห็นว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่เยาวชนเข้าใจและเข้าถึงมากกว่าผู้ใหญ่ และพวกเขากังวลถึงอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในยุคของพวกเขา\r\n\r\nEmma O’Driscoll ผู้ประท้วงในกรุงวอชิงตัน บอกว่า นี่คือหน้าที่ของนักอุดมการณ์รุ่นใหม่ ซึ่งต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้เราจะยังเด็กและอาจจะอ่อนประสบการณ์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ เพราะเราได้ศึกษาในเรื่องนี้มาอย่างดีและมีความห่วงใยถึงอนาคตที่กำลังมาถึงและเราต้องการเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้\r\n\r\nKevin Crandall นักเคลื่อนไหวอีกคน บอกว่า เนื่องจากเยาวชนในยุคนี้จะก้าวขึ้นมาเป็นกำลังของประเทศในอนาคต ปัญหาโลกร้อนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับเราเพราะนี่คืออนาคตของพวกเรา\r\n\r\nการชุมนุม School Strike for Climate ไม่ใช่การเคลื่อนไหวทางสังคมครั้งแรกของวัยรุ่นอเมริกันยุคนี้ โดยเมื่อปีก่อนการเดินขบวน March for Our Lives ว่าด้วยการเรียกร้องให้มีกฏหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวด หลังเหตุยิงกราดในโรงเรียนมัธยม Parkland รัฐฟลอริดา ซึ่งทำให้นักเรียนมัธยมเสียชีวิตอย่างน้อย 17 คน ทำให้เยาวชนอเมริกันไม่อาจทนกับความนิ่งเฉยของผู้ใหญ่ที่มีอำนาจทางการเมืองได้\r\n\r\nนักวิจัยจาก George Mason University ยังไม่อาจประเมินได้ว่าการเคลื่อนไหวเรื่องโลกร้อนในอเมริกาจะดำเนินต่อไปได้อีกไกลหรือไม่ แต่อย่างน้อยเสียงจากเยาวชนที่นี่ได้รับความใส่ใจจากบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีบทบาททางการเมือง อาทิ ฮิลลารี คลินตัน ลีโอนาร์โด ดีคาปริโอ และ สส.หญิงชาวอเมริกันเชื้อสายโซมาลี อิลฮาน โอมาร์ ที่ขึ้นกล่าวกับนักเรียนมัธยมที่มาชุมนุมที่กรุงวอชิงตัน ชื่นชมและขอบคุณเยาวชนทุกคนที่มาชุมนุมเพื่ออนาคตของตัวเอง และขอบคุณผู้ใหญ่ทุกคนที่มาร่วมชุมนุมเพื่อให้ความเชื่อมั่นกับเยาวชนเหล่านี้ว่าอนาคตของพวกเขายังคงมีอยู่\r\n\r\nณ วันนี้ก็ยังไม่อาจตอบได้ว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมของเยาวชนทั่วโลกที่ยังอายุไม่ถึงเกณฑ์เลือกตั้ง จะสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงให้กับสังคมได้ในระดับโลกได้แค่ไหน แต่อย่างน้อยที่สุดก็สะท้อนถึงความร่วมมือร่วมใจของคนรุ่นใหม่ที่มีพลังที่สุดในศตวรรษนี้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1554089622.jpg"],
    [840,1688," ธารน้ำแข็งกรีนแลนด์เริ่มขยายตัวอีกครั้ง","Fri, 2019-03-29 10:06","http://www.stkc.go.th/node/1688","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"รายงานขององค์การอวกาศสหรัฐฯ หรือ นาซ่า (NASA) พบว่า ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่บนเกาะกรีนแลนด์ที่เคยละลายและหดหายไปอย่างรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้เริ่มขยายตัวขึ้นอีกครั้ง\r\n\r\nรายงานการศึกษาของนาซ่าที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Geoscience เมื่อวันจันทร์ ระบุว่า \"ธารน้ำแข็งยาค็อบชาเวน (Jakobshavn)\" ซึ่งเคยหดหายไปราว 3 กิโลเมตร และบางลงเกือบ 40 เมตรต่อปี ตั้งแต่ปี ค.ศ.2012 เป็นต้นมานั้น ขณะนี้ได้เริ่มขยายตัวอีกครั้งในช่วงสองปีมานี้ ในอัตราคงที่\r\n\r\nแต่นักวิทยาศาสตร์ผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้เชื่อว่า การขยายตัวที่เกิดขึ้นเป็นปรากฏการณ์แบบชั่วคราวเท่านั้น\r\n\r\nนักวิทยาศาตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและธารน้ำแข็ง เจสัน บ็อกซ์ กล่าวว่า ธารน้ำแข็งยาค็อบชาเวนถือเป็นธารน้ำแข็งที่สำคัญที่สุดในกรีนแลนด์ เพราะเป็นสถานที่ที่ปล่อยน้ำแข็งออกมามากที่สุดในซีกโลกทางเหนือ\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาเรารู้แต่เพียงว่าธารน้ำแข็งนี้กำลังหดหายไปเรื่อยๆ ดังนั้นการที่มันขยายตัวอีกครั้งจึงสร้างความแปลกใจอย่างมาก แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าธารน้ำแข็งนี้ไม่ได้หดหายไปรวดเร็วอย่างที่คิด\r\n\r\nคุณอลา คาร์เซนดาร์ นักธรณีวิทยาด้านธารน้ำแข็งขององค์การนาซ่า ผู้จัดทำรายงานชิ้นนี้ ชี้ว่า วงจรการไหลเวียนของน้ำตามธรรมชาติในแถบมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ คือสาเหตุหลักที่ทำให้ธารน้ำแข็งขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความผันผวนของระดับอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรบริเวณนั้น คล้ายกับปรากฎการณ์เอลนิญโญ่ที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิก\r\n\r\nโดยรายงานชิ้นนี้พบว่า จุดที่ธารน้ำแข็งยาค็อบชาเวนบรรจบกับมหาสมุทร คือที่อ่าวดิสโค มีอุณหภูมิของน้ำทะเลเย็นกว่าเมื่อสองปีก่อนราว 2 องศาเซลเซียส\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม แม้ว่านี่ถือเป็น \"ข่าวดี\" ในระยะสั้น แต่อาจเป็น \"ข่าวร้าย\" ในระยะยาว เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้ว่า อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวหรือหดตัวของธารน้ำแข็งมากกว่าที่เคยคิดไว้\r\n\r\nคุณจอช วิลลิส นักภูมิอากาศวิทยาของนาซ่า กล่าวว่า หลายสิบปีที่ผ่านมา ภาวะโลกร้อนจากน้ำมือของมนุษย์ ทำให้อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้ธารน้ำแข็งนี้หดหายในอัตราที่รวดเร็วกว่าเดิมได้อีกในอนาคต และหมายถึงระดับน้ำทะเลที่อาจสูงขึ้นทั่วโลก\r\n\r\nด้านอาจารย์ เอียน จัคกิน แห่ง University of Washington ผู้เคยทำนายเหตุการณ์ลักษณะนี้ไว้เมื่อ 7 ปีก่อน ชี้ว่าจะเป็นเรื่องผิดพลาดร้ายแรง หากมีการแปลความหมายของการขยายตัวของธารน้ำแข็งกรีนแลนด์ในครั้งนี้ว่าเป็นความก้าวหน้าด้านการต่อสู้ภาวะโลกร้อน\r\n\r\nเพราะในที่สุดแล้วปรากฏการณ์นี้ก็ไม่ต่างจากการที่ดัชนีหุ้นร่วงลงไปให้แตกตื่นกันเพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่ก็กลับขึ้นมาอีกครั้งตามแนวโน้มที่เกิดขึ้นในระยะยาว","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1553828777.jpg"],
    [841,1687,"องค์การอนามัยโลกประกาศใช้ยาวัณโรคตัวใหม่กับผู้ป่วยดื้อยารุนแรง","Thu, 2019-03-28 13:34","http://www.stkc.go.th/node/1687","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"วัณโรคเป็นโรคที่ทำให้มนุษย์เจ็บป่วยมานานหลายพันปีเเละยังคุกคามคนเราต่อไป วัณโรคยังคงเป็นโรคติดต่อที่เป็นอันตรายต่อชีวิตมากที่สุดในโลก โดยทำให้คนชีวิตวันละเกือบ 4,500 คน เเละทำให้มีคนติดเชื้อปีละ 10 ล้านคน\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม มีความคืบหน้าส่วนมากเกินขึ้นในส่วนของงานวินิจฉัยโรค การป้องกันเเละการรักษาโรค โดยองค์การอนามัยโลกหรือ WHO ชี้ว่า การบำบัดช่วยรักษาชีวิตคนเอาไว้ได้ 54 ล้านคนตั้งเเต่ปี ค.ศ. 2000 แต่องค์การอนามัยโลกเตือนว่าความคืบหน้านี้เสี่ยงที่จะหมดไป เพราะเกิดวัณโรคดื้อยาหลายขนานที่เรียกว่า MDR-TB\r\n\r\nการบำบัดวัณโรคดื้อยาในปัจจุบันใช้เวลานาน 2 ปี เป็นการบำบัดด้วยการฉีดยาซึ่งสร้างความเจ็บปวดเเก่ผู้ป่วย เเละอาจมีผลข้างเคียงรุนแรงต่อร่างกาย \r\n\r\nWHO ชี้ว่า มีความหวังว่ายาบำบัดวัณโรคแบบใหม่ชนิดรับประทานที่กำลังนำออกมาใช้นี้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการควบคุมการเเพร่ระบาดของเชื้อวัณโรคดื้อยา \r\n\r\nเทเรซา คาสาเอวา (Tereza Kasaeva) ผู้อำนวยการโครงการวัณโรคสากลขององค์การอนามัยโลก กล่าวว่า ยาวัณโรคชนิดรับประทานตัวใหม่ที่ WHO เเนะนำนี้ มีผลข้างเคียงต่อร่างกายผู้ป่วยน้อยมาก\r\n\r\nคาสาเอวากล่าวว่า เเน่นอนว่าการบำบัดด้วยยากินตัวใหม่จะง่ายกว่าเดิมมาก เเละไม่จำเป็นต้องเข้าพบเเพทย์หรือเจ้าหน้าที่พยาบาลเป็นประจำอีกต่อไปเพื่อรับการฉีดยาบำบัดวัณโรค เเละจากข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพ ทางโครงการเชื่อว่าการบำบัดด้วยยากินแบบใหม่นี้จะได้ผลมากขึ้นอย่างมาก\r\n\r\nรัฐบาลของแอฟริกาใต้ได้ประกาศแผนงานที่จะเริ่มใช้การบำบัดวัณโรคด้วยยากินเเบบใหม่นี้เเล้ว แต่ค่าใช้จ่ายของการบำบัดวัณโรคแบบใหม่นี้อยู่ที่ราว 2,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อคน ซึ่งประเทศรายได้น้อยไม่มีกำลังซื้อ\r\n\r\nเธอกล่าวว่า แอฟริกาใต้กำลังเจรจากับบริษัทยาหลายแห่งเพื่อลดราคาลงมาที่ 400 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ต่อคน\r\n\r\nWHO ชี้ว่า แอฟริกาใต้เป็นหนึ่งใน 20 ชาติที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการระบาดของวัณโรคดื้อยา และชาติอื่นๆ ที่มีปัญหานี้ คือ รัสเซีย จีน อินเดีย ไนจีเรีย ปากีสถานเเละเวียดนาม\r\n\r\n(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1553754882.jpg"],
    [842,1685,"วัสดุมุงหลังคาต้านมลพิษช่วยแก้ปัญหาหมอกควันในแคลิฟอร์เนีย","Wed, 2019-03-27 13:38","http://www.stkc.go.th/node/1685","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"แคลิฟอร์เนียทางตอนเหนือมีชื่อเสียงในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแสดงแดด คลื่นทะเลและไวน์ แต่ก็มีเรื่องที่ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเช่นกัน นั่นก็คือ เรื่องหมอกควัน\r\n\r\nหมอกควันคือสิ่งสะสมที่เป็นพิษจากไนโตรเจนและซัลเฟอร์ออกไซด์รวมทั้งควันและอนุภาคสกปรก ซึ่งทั้งหมดนี้รวมกันแล้วก่อให้เกิดหมอกควันในอากาศ แต่เทคโนโลยีใหม่บางอย่างอาจสามารถเปลี่ยนหลังคาให้เป็นเครื่องฟอกอากาศได้\r\n\r\nฝุ่นละอองสกปรกที่พ่นออกมาจากปลายท่อไอเสียรถยนต์ เป็นตัวการสำคัญอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันในแคลิฟอร์เนีย\r\n\r\nแต่เม็ดฝุ่นเล็กๆ เหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาหมอกควันของแคลิฟอร์เนียได้\r\n\r\nบริษัท 3M ใช้วิธีการเคลือบวัสดุมุงหลังคาหลังคาด้วยเม็ด photocatalytic ขนาดเล็ก ซึ่งจะช่วยดึงอนุภาคฝุ่นละอองออกจากบรรยากาศ และทำปฏิกิริยาจนเปลี่ยนให้ฝุ่นเหล่านั้นกลายเป็นเกลือที่สามารถละลายในน้ำได้\r\n\r\nเกลือจะเกาะติดกับแผ่นไม้มุงหลังคาจนกว่าน้ำค้างหรือน้ำฝนจะชะล้างมันกลับลงสู่ดิน\r\n\r\nวิธีดังกล่าวเป็นวิธีการทางเคมีที่ง่ายๆ และสามารถใช้ได้ผล แต่วัสดุมุงหลังคาต้านมลพิษนั้นมีราคาสูงกว่าวัสดุมุงหลังคาทั่วๆ ไป\r\n\r\nJames Martinez เจ้าของบ้านในแคลิฟอร์เนียผู้หนึ่ง กล่าวว่า เมื่อมีการผลิตวัสดุมุงหลังคาซึ่งสามารถต้านมลพิษนี้ขึ้นมา แม้จะมีราคาแพง แต่เมื่อผู้คนหันมาใช้นวัตกรรมนี้จนกลายเป็นเรื่องปกติไป ท้ายที่สุดแล้วก็อาจจะทำให้ราคาถูกลงได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม แม้ว่าวัสดุมุงหลังคาเหล่านี้ใช้ได้ผลได้อย่างแน่นอน แต่ Ed Avol แห่งแผนกอนามัยสิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยเซาธ์เทิร์นแคลิฟอร์เนีย กล่าวว่า ยังคงมีคำถามที่เปิดกว้างอยู่ว่าวัสดุมุงหลังคาดังกล่าวจะสามารถใช้งานได้ดีมากน้อยแค่ไหน\r\n\r\nบริษัท 3M ชี้แจงว่า เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่าย ทางบริษัทจะเคลือบหลังคาด้วยเม็ด photocatalytic เพียง 5% ของหลังคาใหม่ทุกหลัง เพื่อช่วยในการฟอกอากาศประหนึ่งมีต้นไม้ใหม่ถึงสามต้น\r\n\r\nฟังดูแล้วเหมือนจะไม่มากนัก แต่ลองนึกถึงความแตกต่างที่จะเกิดขึ้นหากทุกหลังคาเรือนในแคลิฟอร์เนียใช้วัสดุมุงหลังคาเพื่อช่วยฟอกอากาศ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1553668732.jpg"],
    [843,1661,"เมฆชนิดต่างๆ","Tue, 2019-03-26 09:53","http://www.stkc.go.th/node/1661","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"\r\n\r\nเมฆซึ่งเกิดขึ้นในธรรมชาติมี 2 รูปร่างลักษณะคือ เมฆก้อน และเมฆแผ่น \r\n\r\nเราเรียกเมฆก้อนว่า “เมฆคิวมูลัส” (Cumulus) และเรียกเมฆแผ่นว่า “เมฆสเตรตัส” (Stratus) \r\nหากเมฆก้อนลอยชิดติดกัน เรานำชื่อทั้งสองมารวมกัน และเรียกว่า “เมฆสเตรโตคิวมูลัส” (Stratocumulus) \r\n\r\nในกรณีที่เป็นเมฆฝน เราจะเพิ่มคำว่า “นิมโบ” หรือ “นิมบัส” ซึ่งแปลว่า “ฝน” เข้าไป \r\nเช่น เราเรียกเมฆก้อนที่มีฝนตกว่า “เมฆคิวมูโลนิมบัส” (Cumulonimbus) \r\nและเรียกเมฆแผ่นที่มีฝนตกว่า “เมฆนิมโบสเตรตัส” (Nimbostratus)\r\n\r\n\r\n\r\nเราแบ่งเมฆออกเป็น 3 ระดับ คือ เมฆชั้นต่ำ เมฆชั้นกลาง และ เมฆชั้นสูง \r\n\r\nเมฆชั้นต่ำ (สูงไม่เกิน 2 กิโลเมตร) \r\n\r\nเมฆชั้นกลาง (2 - 6 กิโลเมตร) \r\nเราจะเติมคำว่า “อัลโต” ซึ่งแปลว่า “ชั้นกลาง” ไว้ข้างหน้า \r\nเช่น เราเรียกเมฆก้อนชั้นกลางว่า “เมฆอัลโตคิวมูลัส” (Altocumulus) \r\nและเรียกเมฆแผ่นชั้นกลางว่า “เมฆอัลโตสเตรตัส” (Altostratus) \r\n\r\nเมฆชั้นสูง (6 กิโลเมตรขึ้นไป) \r\nเราจะเติมคำว่า “เซอโร” ซึ่งแปลว่า “ชั้นสูง” ไว้ข้างหน้า \r\nเช่น เราเรียกเมฆก้อน ชั้นสูงว่า “เมฆเซอโรคิวมูลัส” (Cirrocumulus) \r\nเรียกเมฆแผ่นชั้นสูงว่า “เมฆเซอโรสเตรตัส” (Cirrostratus) \r\n\r\nและเรียกเมฆชั้นสูง ที่มีรูปร่างเหมือนขนนกว่า “เมฆเซอรัส” (Cirrus) \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n1. เมฆชั้นต่ำ (Low Clouds) เกิดขึ้นที่ระดับต่ำกว่า 2 กิโลเมตร \r\n\r\nเมฆสเตรตัส (Stratus) \r\nเมฆแผ่นบาง ลอยสูงเหนือพื้นไม่มากนัก เช่น ลอยปกคลุมยอดเขามักเกิดขึ้นตอนเช้า \r\nหรือหลังฝนตก บางครั้งลอยต่ำปกคลุมพื้นดิน เราเรียกว่า “หมอก” \r\n\r\nเมฆสเตรโตคิวมูลัส (Stratocumulus) \r\nเมฆก้อน ลอยติดกันเป็นแพ ไม่มีรูปทรงที่ชัดเจน มีช่องว่างระหว่างก้อนเพียงเล็กน้อย \r\nมักเกิดขึ้นเวลาที่อากาศไม่ดี และมีสีเทา เนื่องจากลอยอยู่ในเงาของเมฆชั้นบน \r\n\r\nเมฆนิมโบสเตรตัส (Nimbostratus) \r\nเมฆแผ่นสีเทา เกิดขึ้นเวลาที่อากาศมีเสถียรภาพ ทำให้เกิดฝนพรำๆ ฝนผ่าน หรือฝนตกแดดออก \r\nไม่มีพายุฝนฟ้าคะนอง ฟ้าร้องฟ้าผ่า มักปรากฏให้เห็นสายฝนตกลงมาจากฐานเมฆ \r\n\r\n2. เมฆชั้นกลาง (Middle Clouds) เกิดขึ้นที่ระดับสูง 2 - 6 กิโลเมตร \r\n\r\nเมฆอัลโตคิวมูลัส (Altocumulus) \r\nเมฆก้อน สีขาว มีลักษณะคล้ายฝูงแกะ ลอยเป็นแพ มีช่องว่างระหว่างก้อนเล็กน้อย \r\n\r\nเมฆอัลโตสเตรตัส (Altostratus) \r\nเมฆแผ่นหนา ส่วนมากมักมีสีเทา เนื่องจากบังแสงดวงอาทิตย์ ไม่ให้ลอดผ่าน \r\nและเกิดขึ้นปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้างมาก หรือปกคลุมท้องฟ้าทั้งหมด \r\n\r\n3. เมฆชั้นสูง (High Clouds) เกิดขึ้นที่ระดับสูงมากกว่า 6 กิโลเมตร \r\n\r\nเมฆเซอโรคิวมูลัส (Cirrocumulus) \r\nเมฆสีขาว เป็นผลึกน้ำแข็ง มีลักษณะเป็นริ้วคลื่นเล็กๆ มักเกิดขึ้นปกคลุมท้องฟ้าบริเวณกว้าง \r\n\r\nเมฆเซอโรสเตรตัส (Cirrostratus) \r\nเมฆแผ่นบาง สีขาว เป็นผลึกน้ำแข็ง ปกคลุมท้องฟ้าเป็นบริเวณกว้าง โปร่งแสง \r\nบางครั้งหักเหแสง ทำให้เกิดดวงอาทิตย์ทรงกลด และดวงจันทร์ทรงกลด เป็นรูปวงกลม สีคล้ายรุ้ง \r\n\r\nเมฆเซอรัส (Cirrus) \r\nเมฆริ้ว สีขาว รูปร่างคล้ายขนนก เป็นผลึกน้ำแข็ง มักเกิดขึ้นในวันที่มีอากาศดี ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าเข้ม \r\n\r\n4. เมฆก่อตัวในแนวตั้ง (Clouds of Vertical Development) \r\n\r\nเมฆคิวมูลัส (Cumulus) \r\nเมฆก้อนปุกปุย สีขาวเป็นรูปกะหล่ำ ก่อตัวในแนวตั้ง เกิดขึ้นจากอากาศไม่มีเสถียรภาพ \r\nฐานเมฆเป็นสีเทาเนื่องจากมีความหนามากพอที่จะบดบังแสง จนทำให้เกิดเงา \r\nมักปรากฏให้เห็นเวลาอากาศดี ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าเข้ม \r\n\r\nเมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) \r\nเมฆก่อตัวในแนวตั้ง พัฒนามาจากเมฆคิวมูลัส มีขนาดใหญ่มากปกคลุมพื้นที่ครอบคลุมทั้งจังหวัด \r\nทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง หากกระแสลมชั้นบนพัดแรง ก็จะทำให้ยอดเมฆรูปกะหล่ำ \r\nกลายเป็นรูปทั่งตีเหล็ก ต่อยอดออกมาเป็น เมฆเซอโรสเตรตัส หรือเมฆเซอรัส \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n“เมฆ” เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการยกตัวของอากาศเท่านั้น \r\nกลไกที่ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของอากาศ ในแนวดิ่งเช่นนี้ มี 4 กระบวนการ ดังนี้ \r\n\r\n1. สภาพภูมิประเทศ (terrain) \r\nเมื่อกระแสลมปะทะภูเขา อากาศถูกบังคับให้ลอยสูงขึ้น (เนื่องจากไม่มีทางออกทางอื่น) \r\nจนถึงระดับควบแน่นก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ \r\n\r\nดังเราจะเห็นได้ว่า บนยอดเขาสูงมักมีเมฆปกคลุมอยู่ ทำให้บริเวณยอดเขามีความชุ่มชื้นและอุดมไปด้วยป่าไม้ \r\n\r\nและเมื่อกระแสลมพัดผ่านยอดเขาไป อากาศแห้งที่สูญเสียไอน้ำไป จะจมตัวลงจนมีอุณหภูมิสูงขึ้น \r\nภูมิอากาศบริเวณหลังภูเขาจึงเป็นเขตที่แห้งแล้ง เรียกว่า “เขตเงาฝน” (Rain shadow) \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n1. เมฆ จาก สภาพภูมิประเทศ สภาพ ภูมิประเทศ (terrain)\r\n\r\n\r\n2. การเกิดเมฆ จากแนวปะทะ ของอากาศ (cold front / warm front) \r\n\r\nอากาศร้อนมีความหนาแน่นต่ำกว่าอากาศเย็น \r\nเมื่ออากาศร้อนปะทะกับอากาศเย็น อากาศร้อนจะเสยขึ้น \r\nและอุณหภูมิลดต่ำลงจนถึงระดับควบแน่น ทำให้เกิดเมฆและฝน \r\nดังเราจะเคยได้ยินข่าวพยากรณ์อากาศที่ว่า \r\nลิ่มความกดอากาศสูง (อากาศเย็น) ปะทะกับลิ่มความกดอากาศต่ำ (อากาศร้อน) ทำให้เกิดพายุฝน \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n2. เมฆ จากแนวปะทะ ของอากาศ(cold front / warm front)\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n3. เมฆจาก อากาศบีบตัว (convergence) \r\n\r\nเมื่อกระแสลมพัดมาปะทะกัน อากาศจะยกตัวขึ้น \r\nทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงจนเกิดอากาศอิ่มตัว \r\nไอน้ำในอากาศควบแน่นเป็นหยดน้ำ กลายเป็นเมฆ \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n3. เมฆจาก อากาศบีบตัว (convergence)\r\n\r\n\r\n4. เมฆ จากการพาความร้อน (thermal) \r\n\r\nพื้นผิวของโลกมีความแตกต่างกัน จึงมีการดูดกลืนและคายความร้อนไม่เท่ากัน \r\nจึงมีผลทำให้กลุ่มอากาศที่ลอยอยู่เหนือมัน มีอุณหภูมิแตกต่างกันไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน \r\n(ตัวอย่างเช่น กลุ่มอากาศที่ลอยอยู่เหนือพื้นคอนกรีตจะมีอุณหภูมิสูงกว่ากลุ่มอากาศที่ลอยอยู่เหนือพื้นหญ้า) \r\nกลุ่มอากาศที่มีอุณหภูมิสูงมีความหนาแน่นน้อยกว่าอากาศในบริเวณโดยรอบ จึงลอยตัวสูงขึ้น \r\nดังเราจะเห็นว่า ในวันที่มีอากาศร้อน นกเหยี่ยวสามารถลอยตัวอยู่เฉยๆ โดยไม่ต้องขยับปีกเลย ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1553568811.jpg"],
    [844,1657,"ดื้อยาปฏิชีวนะ: จับตามองแบคทีเรียกลายพันธุ์และพัฒนาการดื้อยาแบบทันควัน","Mon, 2019-03-25 10:56","http://www.stkc.go.th/node/1657","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เคยสงสัยไหมว่า แบคทีเรียพัฒนาตัวเองเพื่อเอาชนะยารักษาโรคได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำเสนอการทดลองนี้ เพื่อให้เห็นว่า พวกมันพัฒนาตัวเองได้เร็วแค่ไหน\r\n\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ ม.ฮาร์วาร์ด เลี้ยงแบคทีเรีย อี.โคไล ในจานเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ เพื่อดูว่า พวกมันพัฒนาการดื้อยาปฏิชีวนะอย่างไร\r\n\r\nที่แถบนอกของจานเพาะเลี้ยงไม่มียาปฏิชีวนะ ถัดเข้ามามียา 1 โดส ที่ปกติใช้ฆ่า อี.โคไล ได้ ความแรงของยา เพิ่มเป็น 10 เท่า แล้วก็ 100 เท่า สุดท้ายที่แถบในสุดยาปฏิชีวนะแรงกว่าปกติ 1,000 เท่า\r\n\r\nจากนั้น พวกเขาได้ใส่เชื้อ อี.โคไล ที่ปลายสุดแต่ละด้านของจานเพาะเลี้ยง เชื้อ อี.โคไล ปกติ จะแพร่ไปบริเวณที่ไม่มียาปฏิชีวนะ แต่พวกมันจะตาย เมื่อเจอกับยาโดสแรก แต่สายพันธุ์ที่ดื้อยาจะทะลวงไปได้ มันแพร่ไป และเอาชนะยาที่มีความแรงหนึ่งโดสได้\r\n\r\nแบคทีเรียบนผิวหนังมนุษย์เริ่มกลายพันธุ์ เสี่ยงทำให้ติดเชื้อ-ดื้อยารุนแรง\r\nแบคทีเรียในน้ำลายหมีสีน้ำตาลอาจเป็นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่\r\nขั้นต่อไป แบคทีเรียดื้อยานี้ต้องหยุดเพื่อปรับสภาพ แล้วพัฒนาการดื้อยาขึ้นมาใหม่ เพื่อให้รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 10 เท่า\r\n\r\nเชื้อที่กลายพันธุ์ สามารถฝ่าไปได้ถึงความแรง 100 เท่า และสุดท้าย หลังจากพัฒนาการดื้อยาได้มากขึ้น แบคทีเรียนี้ก็รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 1,000 เท่าได้ แบคทีเรียนี้ใช้เวลาเพียง 10 วัน ในการพัฒนา จนดื้อยาได้อย่างเต็มที่","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1553486324.jpg"],
    [845,1652,"ผึ้งกับช้าง...สู่การอยู่ร่วมกันของเกษตรกรไทยและช้างป่า","Fri, 2019-03-22 13:43","http://www.stkc.go.th/node/1652","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เรามักจะได้เห็นข่าวช้างป่าเข้ามากิน หรือทำลายผลิตผลทางการเกษตรอยู่หลายครั้ง เกษตรกรจึงพยายามปกป้องผลิตผลของตนจนเกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นมากมาย \r\nเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น เคนย่าก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เกษตรกรต้องรับมือกับเหล่าช้างป่าเช่นกัน \r\n\r\nดร. ลูซี่ คิง นักสัตววิทยาชาวอังกฤษ และทีมวิจัยในประเทศเคนย่า นำความรู้ด้านพฤติกรรมวิทยาของช้างมาใช้ประโยชน์ โดยสนใจพฤติกรรมการหวาดกลัวของช้างที่มีต่อผึ้ง \r\nผิวหนังของช้างหนาจนเหล็กในของผึ้งไม่อาจทำอันตรายได้ แต่ทำไมช้างจึงกลัวผึ้งตัวเล็ก ๆ นั่นเพราะดวงตา ใบหู และปลายงวงของช้างเป็นส่วนที่บอบบาง เมื่อส่วนเหล่านี้\r\nถูกผึ้งต่อยจะทำให้เกิดการกลัว และเกิดการจดจำ อีกทั้งช้างเป็นสัตว์สังคมที่มีอายุยืน จึงมีพฤติกรรมการถ่ายทอดประสบการณ์ต่าง ๆ ให้กับโขลง โดยเฉพาะประสบการณ์จาก\r\nการบาดเจ็บ\r\n\r\nทีมวิจัยดังกล่าวจึงจัดตั้งโครงการ Elephant and Bee Project เพื่อระดมทุนสร้างรั้วรังผึ้ง ซึ่งในเวลานั้นได้รับเงินจากกองทุน Disney และ กองทุน Save the Elephants \r\nโดยทดลองติดตั้งรังผึ้งจริงและรังผึ้งเปล่าปนกันรอบบริเวณเพาะปลูก จากการทดลองพบว่ารั้วรังผึ้งสามารถป้องกันผลิตผลทางการเกษตรจากโขลงช้างป่าได้ดี ทั้งยังสร้าง\r\nรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกรจากการเก็บน้ำผึ้งขาย และราคาถูกกว่ารั้วไฟฟ้าถึง 5 เท่า ทำให้โครงการได้รับความสนใจ มีการนำรั้วรังผึ้งไปใช้ในพื้นที่การเกษตร 11 ประเทศ\r\nในทวีปแอฟริกา และ 4 ประเทศในทวีปเอเชีย ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nสถานีวิจัยสัตว์ป่าภูหลวง อ.ภูเรือ จ.เลย ได้มีการประสานงานกับทีมวิจัยในประเทศเคนย่า และทดลองนำรั้วรังผึ้งมาใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 พบว่ารั้วรังผึ้งสามารถปกป้องพื้นที่\r\nเพาะปลูกจากช้างป่าได้ดี อีกทั้งเกษตรกรยังมีรายได้จากการเก็บน้ำผึ้งขาย โดยรังผึ้ง 1 รังสามารถให้ผลผลิตน้ำผึ้ง 6-7 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 500-600 บาท ซึ่งนับว่าเป็นเรื่อง\r\nที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ทำให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีมีพระดำริให้สนับสนุนการนำรั้วรังผึ้งมาใช้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่ร่วมกับช้างป่าได้โดยไม่ทำร้าย\r\nซึ่งกันและกัน ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำรั้วรังผึ้งมาใช้ในหลายพื้นที่เช่น พื้นที่การเกษตร อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี เป็นต้น\r\n\r\nที่มา : \r\nhttp://elephantsandbees.com/","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1553236984.jpg"],
    [846,1649,"วันน้ำโลก (World Water Day)","Thu, 2019-03-21 14:41","http://www.stkc.go.th/node/1649","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," น้ำ เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก โดยเฉพาะมนุษย์ใช้ประโยชน์จากน้ำในการอุปโภคบริโภคเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต รวมถึงใช้ในภาคการเกษตรและ อุตสาหกรรมซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศ แต่ในปัจจุบันการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของจำนวนประชากรและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโลก ทำให้เกิดความต้องการใช้น้ำมากขึ้นในทุกภาคส่วน ประกอบกับโลกกำลังเผชิญกับปัญหาภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อวัฏจักรของน้ำบนโลก ซึ่งนำไปสู่ปัญหาและวิกฤติความมั่นคงด้านน้ำ โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนน้ำสะอาดของประชากรทั่วโลก\r\n\r\n     ด้วยเหตุนี้ องค์การสหประชาชาติ ได้ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และอาจก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรน้ำขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้น ในปี ค.ศ.1992 สมัชชาสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 22 มีนาคม ของทุกปีเป็น วันน้ำโลก หรือ World Water Day เพื่อระลึกถึงความสำคัญของน้ำ ซึ่งเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลก อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในหมู่มวลมนุษยชาติ ในเรื่องของการอนุรักษ์น้ำ และการพัฒนาแหล่งน้ำ โดยองค์การสหประชาชาติจะกำหนดหัวข้อประเด็นของวันน้ำโลกในแต่ละปีแตกต่างกันออกไป โดยวันน้ำโลก ในปี 2019 นี้ ได้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “Leaving no one behind หรือ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เนื่องจากปัจจุบันประชากรโลกกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและคาดว่าจะสูงถึง 9.8 พันล้านคน ในปี 2050 โดยปัจจุบันมีประชากรจำนวนมากดำรงชีวิตโดยปราศจากน้ำสะอาด ทั้งผู้หญิง เด็ก ผู้อพยพ และอีกหลายๆ ชีวิต ต้องดิ้นรนหาน้ำสะอาดมาใช้เพื่อการเจริญเติบโตและความอยู่รอดของตนเอง ในบางครั้งคนเหล่านี้มักถูกมองข้ามและถูกเลือกปฏิบัติ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงน้ำที่สะอาดและปลอดภัยได้ โครงการวันน้ำโลก ปี 2019 จึงมุ่งเน้นให้ทุกคนได้รับน้ำที่สะอาดและปลอดภัยอย่างเท่าเทียมกัน\r\n\r\n     เนื่องในวันน้ำโลกปีนี้ หากพวกเราทุกคนช่วยกันรณรงค์อนุรักษ์น้ำ โดยการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม และรู้คุณค่า เช่น การประหยัดน้ำ การหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการป้องกันการเกิดมลพิษในแหล่งน้ำ เพียงเท่านี้ก็จะทำให้เรามีทรัพยากรน้ำไว้ใช้ได้อย่างยั่งยืนและตลอดไป\r\n\r\nWebp.net resizeimage\r\n\r\n \r\n\r\nภาพจาก : https://www.shutterstock.com/th/image-photo/world-water-day-saving-quality-campaign-391442647 (Stock ID Photo : 391442647)\r\nที่มา : https://www.kehakaset.com/articles_details.php?view_item=783\r\nคำค้น : วันน้ำโลก, World Water Day, อนุรักษ์น้ำ\r\nผู้เขียน : นายชนินทร์ สาริกภูติ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1553154111.jpg"],
    [847,1645,"มาตราริกเตอร์(Richter)กับแมกนิจูด(Magnitude)ต่างกันอย่างไร","Wed, 2019-03-20 09:36","http://www.stkc.go.th/node/1645","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ชาลส์ ฟรานซิส ริกเตอร์ เป็นคนที่มีจิตใจฝักใฝ่ด้านดาราศาสตร์ ชอบการดูดาวเป็นชีวิตจิตใจ และอยากมีอาชีพทางด้านดาราศาสตร์  แต่โชคชะตาพลิกผัน จากฟ้าจากอวกาศมาสู่ดิน เมื่อโรเบอร์ต มิลลิแกน ผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา (ริกเตอร์เรียนระดับดุษฎีบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ อยู่ในสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย) ขอให้เขาเป็นผู้ช่วยนักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการด้านแผ่นดินไหว ณ สถาบันที่เขาเรียนอยู่\r\n\r\nเมื่อมาทำงานที่ห้องปฏิบัติการด้านแผ่นดินไหว  ริกเตอร์ได้พบกับทีมงาน ของ แฮรี วูด ผู้ปฏิบัติงานอยู่ก่อนแล้ว ทีมของวูดกำลังทำโครงการวิจัยด้านแผ่นดินไหวบริเวณแคลิฟอร์เนียใต้ โดยใช้เครื่องตรวจแผ่นดินไหวแบบบิดของวูด-แอนเดอร์สัน (สูตรของริกเตอร์ต่อๆมาก็อ้างอิงจากเครื่องมือตัวนี้)\r\n\r\nการวัดขนาดแผ่นดินไหวในสมัยนั้น วัดเป็น “มิลิเมตร” ของปากกาที่ขีดไปบนกระดาษ ปากกานี้ต่อมาจากเครื่องวัดแผ่นดินไหว ถ้าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ปากกาก็ขีดเส้นสูงเรียกว่าแอมปริจูดสูง ถ้าเบาๆ เส้นก็จะเตี้ยๆ คือแอมปริจูดต่ำ\r\n\r\nตอนนั้น มีเครื่องวัดแบบงวูด-แอนเดอร์สันอยู่ 7 เครื่อง วางอยู่กระจายกันในแคลิฟอรเนี่ยร์ ริกเตอร์เสนอว่า ขนาดแผ่นดินไหวที่วัดได้แต่ละเครื่อง มันเป็นเส้นสูงไม่เท่ากัน เพราะห่างจากจุดแผ่นดินไหวไม่เท่ากัน อย่างนั้น ควรหาทางจัดการให้ทราบขนาดจริงๆ โดยหักลบระยะทางจากเครื่องวัด ( ริกเตอร์เอาผลวิจัยของ ดร.วาดาติ แห่งประเทศญี่ปุ่น ที่กล่าวถึงการเปรียบเทียบแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ โดยอาศัยค่าการเคลื่อนที่ของพื้นดินตามระยะทาง มาประยุกต์ใช้ ) แต่ก็มาติดที่บางครั้ง ขนาดของแผ่นดินไหวใหญ่เกินจะวาดในกระดาษ เนื่องจากมีค่าตั้งแต่ 1 ถึง พันล้าน\r\n\r\nปัญหาเรื่องนี้ ริกเตอร์นำไปปรึกษา ดร.กูเตนเบอร์ก และก็ได้คำแนะนำ ให้ใช้ค่าแบบล็อกการิธึม (Logarithms) ซึ่งจะสามารถทำฝันให้เป็นจริงได้ เพราะค่าตัวเลช 1 พันเมื่อเท็กล็อกก็จะได้แค่ 3 หนึ่งล้านก็แค่ 6 ร้อยล้าน ก็แค่ 8 กลายเป็นเลขหน่วยน้อยๆในการพูดและอ้างอิง\r\n\r\nเป็นอันว่า ริกเตอร์สามารถสรุปวิธีการหาขนาดของแผ่นดินไหว วู้ดก็แนะนำต่อว่าควรมีชื่อเรียกขนาดของแผ่นดินไหวที่คิดขึ้นได้นี้ (แตกต่างจาก “ความรุนแรง” ของแผ่นดินไหว ขนาดคือขนาด อย่าสับสน) ริกเตอร์ก็เห็นด้วย\r\n\r\nด้วยความที่เป็นคนรักด้านดาราศาสตร์ ริกเตอร์เสนอให้ใช้คำว่า “แมกนิจูด” แบบ เดียวกับความสว่างของดวงดาว มาเรียกขนาดของแผ่นดินไหว ที่คิดคำนวนขึ้นมาได้นี้ เป็นอันว่าในที่สุดก็เกิดการวัดขนาดแผ่นดินไหวก็เกิดขึ้นมา ในปี 1935 นั่นเอง\r\n\r\nแต่ครับแต่ ผลงานแรกของริกเตอร์นี้ เป็นผลมาจากการตรวจแผ่นดินไหวเฉพาะในแคลิฟอร์เนีย ใต้ (ระยะไม่เกิน 600 กิโลเมตร) และได้จากการตรวจวัดของเครื่องตรวจแผ่นดินไหวแบบบิดของวูด-แอนเดอร์สัน ถ้าเอาไปวัดที่อื่น ค่าก็จะใช้ไม่ได้ หรือใช้เครื่องมืออื่น ก็ใช้ไม่ได้อีก จึงเรียกค่าขนาดแผ่นดินไหวของที่ริกเตอร์คิดค้นได้เป็นสูตรแรกนี้ว่า ขนาดแผ่นดินไหวแบบท้องถิ่น หรือ Local Magnitude หรือย่อว่า ML\r\n\r\nปีต่อมาคือ 1996 ริกเตอร์ได้พยายามหาวิธีวัดขนาดแผ่นดินไหวที่เอาไปใช้ได้ทั่วโลก และจากความร่วมมือของ ดร. กูเตนเบอร์ก ก็ได้พบวิธีการใหม่ สูตรใหม่ คือ ใช้ค่าแอมปลิจูดของคลื่นพื้นผิว (Surface Wave หรือ S-Wave) ที่มีช่วงคลื่นประมาณ 20 วินาที มาสร้างสูตร และก็ได้วิธีวัดขนาดแบบใหม่ที่ชื่อ Surface Wave Magnitude หรือย่อว่า MS ขึ้นมาอีก 1 สูตร\r\n\r\nแต่หลังจากปีนั้น ริกเตอร์ก็ไม่ค่อยได้เข้าไปร่วมหาวิธีการวัดขนาดเพิ่มเติมกับดร. กูเตนเบอร์กอีก แต่ทางกูเตนเบอร์ก ไม่ได้หยุดแค่นั้น เขายังพยายามนำคลื่นแผ่นดินไหวแบบอื่นๆ เฟสอื่นๆ เช่น คลื่น P-Wave คลื่น pp มาพัฒนาหาทางวัดขนาดแผ่นดินไหวให้หลากหลายมากขึ้น\r\n\r\nปัจจุบัน มีมาตราการวัดขนาดแผ่นดินไหวมากมาย เช่น ML,MS,mb แต่ละมาตราก็มีข้อจำกัดต่างๆกัน เช่น บางมาตราไม่สามารถวัดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ๆได้  หลังๆมีการพัฒนามาตราวัดขนาด Mw ขึ้นมาหรือที่เรียกว่าขนาดแบบโมเมนต์ (Moment Magnitude) ซึ่งเป็นมาตราที่ใช้ช้วัดขนาดแผ่นดินไหวใหญ่ๆได้ดีโดยผิดเพี้ยนน้อยที่สุด\r\n\r\nหลังจากเกิดแผ่นดินไหวทุกครั้ง เอเยนต์แต่ละเจ้า จะใช้มาตราที่ตัวเองคิดว่าเหมาะสมในการรายงานขนาด เช่น ใช้มาตราคลื่นผิว MS ใช้มาตราท้องถิ่น ML (หรือมาตราริกเตอร์) หรือ มาตราโมเมนต์ ซึ่งบางครั้งหลังแผ่นดินไหวอาจต้องใช้เวลาในการรอค่าและคำนวนซ้ำ เราจึงมักเห็นขนาดแผ่นดินไหวที่รายงานโดย USGS หรือ EMSC หรือ Geofon หรือเอเยนต์อื่นๆ ในชั่วโมงแรกๆของแผ่นดินไหวออกมาไม่เท่ากัน แต่จะค่อยๆปรับจนเท่ากันในที่สุด\r\n\r\nเมื่อยังไม่แน่ใจว่าใช้แมกนิจูดไหน หรือมาตราไหนในการวัดขนาด การรายงานข่าวก็ไม่ต้องใส่ชื่อมาตราลงไป แค่บอกว่าเป็นแผ่นดินไหวขนาดเท่าไร หรือ แมกนิจูดเท่าไร ก็พอแล้ว\r\n\r\nเช่น “เมื่อเวลา 09:38 เกิดแผ่นดินไหวแมกนิจูด 7.2 มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น” เป็นต้น หรืออาจใช้ตัวย่อว่า M เฉยๆ ถ้ายังไม่รู้ว่ามาตราไหนแน่ เช่น M7.2 ก็ได้ หรือจะใช้ภาษาไทยล้วนก็ไม่ผิด เช่น “เมื่อเวลา 09:38 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น”\r\n\r\nอย่าบังอาจไปโกหกใครว่า มันเป็นมาตราริกเตอร์ เป็นอันขาด จนคุณแน่ใจว่าเค้าใช้ ML แน่ๆแล้ว เพราะมันอาจเป็น MS ก็ได้ หรือ MK Md ได้หมด คุณจะรู้ว่าเป็นริกเตอร์หรือไม่ก็ต่อเมื่อทางเอเยนต์ ระบุมาแน่ๆว่าเป็น ML\r\n\r\nที่แย่กว่านั้น คนไทยจำนวนมาก ตัดคำว่า “ตามมาตรา” ออกไป อาจเพราะความสะดวกปาก คำว่าริกเตอร์สำหรับคนไทย เลยกลายเป็นเมตร เป็นกิโลกกรัม เป็นหน่วยแผ่นดินไหวไปซะงั้น เช่นที่ได้ยินจนชินหูว่า แผ่นดินไหว 7.2 ริกเตอร์ \r\n\r\nตัวเลขริกเตอร์    จัดอยู่ในระดับ    ผลกระทบ              อัตราการเกิดทั่วโลก\r\n\r\n1.9 ลงไป        ไม่รู้สึก           ไม่มี ไม่สามารถรู้สึก   ได้                                                                                           8,000 ครั้ง/วัน\r\n2.0-2.9          เบามาก          คนทั่วไปมักไม่รู้สึก แต่ก็สามารถรู้สึกได้บ้าง และตรวจจับได้ง่าย                                             1,000 ครั้ง/วัน\r\n3.0-3.9          คนส่วนใหญ่รู้สึกได้ และบางครั้งสามารถสร้างความเสียหายได้ บ้าง                                                            49,000 ครั้ง/ปี\r\n4.0-4.9          เบา               ข้าวของในบ้านสั่นไหวชัดเจน สามารถสร้างความเสียหายได้ ปานกลาง                                    6,200 ครั้ง/ปี\r\n5.0-5.9          ปานกลาง        สร้างความเสียหายยับเยินได้กับสิ่งก่อสร้างที่ไม่ มั่นคง แต่กับสิ่งก่อสร้างที่มั่นคงนั้นไม่มีปัญหา          800 ครั้ง/ปี\r\n6.0-6.9          แรง               สร้างความเสียหายที่ค่อนข้างรุนแรงได้ในรัศมีประมาณ 80 กิโลเมตร                                         120 ครั้ง/ปี\r\n7.0-7.9          รุนแรง            สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงในบริเวณกว้าง กว่า                                                           18 ครั้ง/ปี\r\n8.0-8.9         รุนแรงมาก        สร้างความเสียหายรุนแรงได้ในรัศมีเป็นร้อย กิโลเมตร                                                           1 ครั้ง/ปี\r\n9.0-9.9         'ล้างผลาญ'      ทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีเป็นพัน กิโลเมตร                                                                             1 ครั้ง/20 ปี\r\n10.0 ขึ้นไป     ทำลายล้าง     ไม่มีบันทึกความเสียหายไว้    หายาก มาก                                                                        (ไม่ทราบจำนวนครั้งที่เกิด)\r\n\r\nข้อมูลเพิ่มเติม\r\n\r\n1.จริงๆแล้วมาตราริกเตอร์(Ml เอ็ม แอล)ก็ยังมีอยู่แต่คำที่เขาใช้สากลจะเรียกว่า Local magnitude แต่ด้วยความที่ว่ามาตรานี้มีข้อจำกัดมาก เช่น ตำแหน่งจุดเกิดกับเครื่องมือวัดต้องห่างกันไม่เกิน 1500กม (ตัวเลขไม่ชัวร์นะครับ แต่ประมาณนี้) ชนิดของ seismometer(เครื่องมือวัดแผ่นดินไหว) ที่ใช้ ฯลฯ และที่สำคัญคือข้อมูลจะใช้ได้ ค่าจะไม่เกิน 7 (ปล.วิกิพีเดียไทยไม่ถูกนะครับงานนี้) แต่มาตรานี้จะมีข้อดีในการใช้วัดแผ่นดินไหวระดับพื้นที่คือไม่ไกลจากจุดเกิด มากนัก\r\n\r\n2. นายริกเตอร์และทีมงาน รวมไปถึงนักวิจัยคนอื่นๆ ก็เจอปัญหานี้ก็พยายามหาทางแก้ไขโดยพยายามหามาตราใหม่ๆเช่น Body wave magnitude:mb (เอ็มเล็ก ห้อย บีเล็ก) ที่คำนวณจากคลื่นตัวกลาง, Surface wave magnitude:MS (เอ็มใหญ่ ห้อยด้วย S) ที่คำนวณจากคลื่นพื้นผิว ฯลฯ แต่ก็ล้วนมีข้อจำกัดเรื่องความอิ่มตัวของการวัด สุดท้ายไปได้มาตราที่เรียกว่า Moment magnitude:Mw มาตรานี้คำนวณจาก Focal machanism (หาคำไทยแปลยากครับ แต่รวมไปถึงโครงสร้างของแนวรอยเลื่อนที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว พลังงานที่ปล่อยออกมา ฯลฯ) ทำให้มาตรานี้แก้ปัญหาข้อจำกัดเรื่องการอิ่มตัวได้\r\n\r\n3. ส่วนที่เรียกว่า magnitude เพราะริกเตอร์สนใจดาราศาสตร์ อันนี้ไม่ค่อยชัวร์ครับ แต่ความหมายของคำว่าแมกนิจูดหมายถึงความตามดิกฯออกฟอร์ดแปลว่า Greater size or importance of something; the degree to which something is large or important ก็คือ ขนาดความใหญ่ของอะไรสักอย่างอยู่แล้ว ก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับความสนใจของริกเตอร์หรือปล่าว\r\n\r\n4. อย่าสับสนเรื่องขนาด(Magnitude) กับความรุนแรง(Intensity):::ขนาดวัดโดยเครื่องมือวัด(seismometer) ความรุนแรงวัดจากความรู้สึกของคนกับความเสียหายของวัตถุต่างๆที่เราเห็นได้\r\n\r\nแหล่งที่มา : http://www.physics2u.org/index.php?option=com_content&view=article&id=4309:2015-05-22-07-30-26&catid=62:2010-02-04-02-28-01&Itemid=90","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1553049364.jpg"],
    [848,1640,"โบอิ้ง 737: ทำไมผู้ผลิตเครื่องบินของสหรัฐฯ ต้องหยุดการบิน 737 แม็กซ์ ทุกรุ่น ทั่วโลก?","Tue, 2019-03-19 13:44","http://www.stkc.go.th/node/1640","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"โบอิ้ง หยุดใช้งานเครื่องบินรุ่น 737 แม็กซ์ ทั่วโลก หลังจากเจ้าหน้าที่สอบสวนพบหลักฐานใหม่ที่จุดเกิดเหตุเครื่องบินสายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์สตก\r\n\r\nบริษัทผลิตเครื่องบินของสหรัฐฯ ระบุว่า จะพักการใช้งานเครื่องบินทั้งหมด 371 ลำ\r\n\r\nสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติหรัฐฯ (Federal Aviation Administration--FAA) ระบุว่า หลักฐานใหม่รวมถึงข้อมูลดาวเทียมที่มีความละเอียด ทำให้ทางหน่วยงานต้องตัดสินใจห้ามใช้เครื่องบินรุ่นดังกล่าวชั่วคราว\r\n\r\nก่อนหน้านี้ ทาง FAA ยังไม่แสดงความชัดเจน ขณะที่หลายประเทศได้มีคำสั่งห้ามเกี่ยวกับเครื่องบินรุ่นดังกล่าวแล้ว\r\n\r\nผู้โดยสารและลูกเรือรวม 157 คน เสียชีวิตจากเหตุเครื่องบินตกเมื่อวันอาทิตย์ สายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์ส ระบุเมื่อวันพฤหัสบดีว่า อุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบิน หรือ กล่องดำ จากเครื่องบินลำที่เกิดเหตุ ได้ถูกส่งไปยังกรุงปารีสเพื่อวิเคราะห์แล้ว\r\n\r\nทางสายการบินระบุทางทวิตเตอร์ว่า \"ผู้แทนของเอธิโอเปียนำโดยหน่วยงานสอบสวนอุบัติเหตุ ได้นำอุปกรณ์บันทึกข้อมูลการบินและอุปกรณ์บันทึกเสียงนักบินไปยังกรุงปารีสของฝรั่งเศส เพื่อการสอบสวน\"\r\n\r\nFAA ค้นพบอะไรแล้วบ้าง?\r\n\r\nFAA ให้คณะเจ้าหน้าที่ที่สอบสวนจุดเกิดเหตุเครื่องบินสายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์สตก ทำงานร่วมกับคณะกรรมการความปลอดภัยทางการคมนาคมแห่งชาติ (National Transportation Safety Board--NTSB)\r\n\r\nแดน เอลเวลล์ รักษาการผู้อำนวยการ FAA กล่าวเมื่อวันพุธว่า \"ทุกฝ่ายมีความชัดเจนแล้วว่า แนวเคลื่อนที่ของ [เที่ยวบิน] สายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์ส ใกล้เคียง หรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับเที่ยวบินไลอ้อนแอร์มาก\"\r\n\r\nเขากล่าวเพิ่มเติมว่า \"หลักฐานที่เราพบบนพื้นดิน ทำให้มีความน่าจะเป็นมากขึ้นว่า เส้นทางการบินใกล้เคียงกับของไลอ้อนแอร์มาก\"\r\n\r\nตอนแรก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่า FAA จะออกคำสั่งฉุกเฉิน หลังจาก \"ได้รับข้อมูลใหม่และหลักฐานทางกายภาพจากจุดเกิดเหตุ และจากจุดอื่น ๆ และผ่านทางการร้องขอ 2-3 เรื่อง\"\r\n\r\nสหรัฐฯ และบราซิล เป็นชาติล่าสุดที่พักการใช้งานโบอิ้ง 737 แม็กซ์ หลังจากหลายชาติก่อนหน้านี้ รวมถึง สหราชอาณาจักร, จีน, อินเดีย และออสเตรเลีย ได้พักการใช้งานเครื่องบินรุ่นดังกล่าวแล้ว\r\n\r\nก่อนหน้านี้ FAA ระบุว่า การตรวจสอบได้แสดงให้เห็นว่า \"ไม่พบปัญหาการทำงานอย่างเป็นระบบ\" และไม่มีเหตุผลที่จะพักการใช้งานเครื่องบินรุ่นดังกล่าว\r\n\r\nเมื่อวันพุธที่ผ่านมา แคนาดา ได้พักการใช้งานเครื่องบินรุ่นดังกล่าว หลังจากนายมาร์ก การ์โน รัฐมนตรีคมนาคมของแคนาดา ระบุว่า เขาได้รับหลักฐานใหม่เกี่ยวกับเหตุเครื่องบินตก\r\n\r\nเขากล่าวว่า ข้อมูลดาวเทียมแสดงให้เห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างรูปแบบการบินของเครื่องบินโบอิ้ง 737 แม็กซ์ ที่ปฏิบัติการในแคนาดา และเครื่องบินของสายการบินเอธิโอเปียนแอร์ไลน์สที่เกิดเหตุตก\r\n\r\nโบอิ้งว่าอย่างไรบ้าง\r\n\r\nโบอิ้ง ผู้ผลิตเครื่องบินของสหรัฐฯ ระบุว่า \"มีความมั่นใจอย่างเต็มที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของ 737 แม็กซ์\"\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ได้ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากได้หารือกับทาง FAA และ NTSB ทางบริษัทได้ตัดสินใจที่จะพักการใช้งานเครื่องบิน \"เพื่อป้องกันไว้ก่อนและเพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัยทางการบินแก่ประชาชน\"\r\n\r\nเดนนิส มุยเลนเบิร์ก ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโบอิ้ง กล่าวว่า \"เรากำลังทำทุกอย่างที่เราทำได้ เพื่อให้ทราบสาเหตุของอุบัติเหตุโดยร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สอบสวน, เพิ่มความปลอดภัยและช่วยทำให้มั่นใจว่า เหตุนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก\"","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1552977872.jpg"],
    [849,1639,"สัตว์โลกชนิดอื่นมีอารมณ์ความรู้สึกซับซ้อนเหมือนมนุษย์หรือไม่","Tue, 2019-03-19 13:41","http://www.stkc.go.th/node/1639","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ความสามารถในการรู้สึกถึงความสุข ความเจ็บปวด และความกลัว ไม่ได้มีแค่ในมนุษย์เท่านั้น อันที่จริงอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากในการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตหลายสายพันธุ์\r\n\r\nแล้วอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อน เช่น ความเศร้าโศกจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หรือความไม่พอใจต่อความไม่เป็นธรรมแบบที่พบเห็นได้ในมนุษย์จะมีอยู่ในสัตว์ชนิดอื่นด้วยหรือไม่\r\n\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาวิวัฒนาการ ด้านพฤติกรรม และด้านสมอง พบว่าระบบประสาทของคนเรามีความคล้ายคลึงกับสัตว์บางชนิดอย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า อารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่มักคิดว่าเกิดขึ้นเฉพาะในมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่ในความจริงแล้วกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น\r\n\r\nนี่คือ 5 ตัวอย่างอารมณ์ที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งถูกพูดถึงในหนังสือเรื่อง The Emotional Intelligence of Animals (ความฉลาดทางอารมณ์ของสัตว์) ของ ดร.ปาโบล เฮอร์เรรอส ผู้เชี่ยวชาญด้านไพรเมตวิทยา และมานุษยวิทยา\r\n\r\n1. ความรู้สึกถึงความยุติธรรม\r\n\r\nลองปฏิบัติอย่างลำเอียงต่อเจ้าลิงคาปูชินดูสิ คุณจะต้องเผชิญกับปฏิกิริยาอันเกรี้ยวโกรธของพวกมัน!\r\nคนส่วนใหญ่สามารถรับรู้ได้ถึงความยุติธรรมและความอยุติธรรมเช่นเดียวกับลิงคาปูชิน\r\n\r\nงานวิจัยจากศูนย์ไพรเมตเยอร์คีส์ ในเมืองแอตแลนตา ของสหรัฐฯ พบว่า ลิงพันธุ์นี้จะไม่ยอมให้ความร่วมมือเวลาที่พวกมันรู้สึกว่าได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม\r\n\r\nนักวิจัยศึกษาเรื่องนี้โดยให้แตงกวากับลิงคาปูชินกลุ่มหนึ่งเพื่อให้ลิงมอบเหรียญพลาสติกเป็นการตอบแทน\r\n\r\nแต่มีลิงตัวหนึ่งในกลุ่มได้รับผลองุ่น ซึ่งเป็นอาหารที่พวกมันโปรดปรานมากกว่าแตงกวา\r\n\r\nเมื่อลิงตัวอื่นเห็นเช่นนั้น พวกมันจึงหยุดให้ความร่วมมือในการทดลองทันที แถมบางตัวยังแสดงอาการไม่พอใจด้วยการเขวี้ยงแตงกว่าใส่มนุษย์ด้วย\r\n\r\n2. ความรู้สึกอยากแก้แค้น\r\n\r\nช้างที่มีใจผูกพยาบาทจะหาทางแก้แค้นคนที่ทำไม่ดีกับพวกมัน\r\nมนุษย์แทบทุกคนคงจะมีความรู้สึกอยากแก้แค้นขึ้นในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่เหตุใดสัตว์บางชนิดจึงมีความรู้สึกแบบนี้ด้วย\r\n\r\nเมื่อปี 2016 โขลงช้างป่าบุกเข้าเมืองรานชีทางภาคตะวันออกของอินเดีย ทำให้ชาวเมืองต้องหนีตายกันจ้าละหวั่น ช้างโขลงนี้ต่างมองหาศพของช้างเพศเมียตัวหนึ่งที่ตายหลังจากพลัดตกลงไปในคลองชลประทาน\r\n\r\nสัตว์หลายชนิดยังแสดงออกถึงความแค้นใจและความพยาบาทคนเลี้ยงที่มีความโหดร้ายด้วย\r\n\r\nนอกจากนี้ ลิงชิมแปนซี ยังรู้ด้วยว่าใครเป็นมิตรและใครคือศัตรู และหากคู่อริทำร้ายเพื่อนของมันก็จะมีการแก้แค้นเกิดขึ้น\r\n\r\n3. ความรักของแม่\r\n\r\nสายใยรักที่แม่ชิมแปนซีมีให้ลูกน้อยมีความแน่นแฟ้นมาก\r\nมนุษย์มักมีความรักและการปกป้องลูกน้อย แต่สัตว์ชนิดอื่นก็สามารถแสดงออกถึงสายใยรักระหว่างแม่และลูกได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน\r\n\r\nคริสตินา ลิงชิมแปนซีเพศเมียจากแทนซาเนีย คือหนึ่งตัวอย่างของสัตว์ที่แสดงออกถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่มีให้ลูกน้อยของมัน ซึ่งเกิดมาพร้อมกับอาการดาวน์ซินโดรม และโรคไส้เลื่อนจนทำให้มันไม่สามารถลุกขึ้นยืนเองได้\r\n\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตเกียว เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของคริสตินาและพบว่ามันจะหยุดจากการกินอาหารเพื่อดูแลลูกน้อยของมัน และมันจะไม่ยอมให้ใครอุ้มลูกของมันราวกับรู้ว่าไม่มีใครดูแลลูกได้ดีเท่าตัวมันเอง แต่ในที่สุดลูกสาวตัวน้อยของคริสตินาก็ตายลงตอนอายุ 2 ขวบ\r\n\r\nดร.เฮอร์เรรอส ยังเขียนเกี่ยวกับแม่ช้างและลูกน้อยที่พลัดพรากจากกัน หลังจากลูกช้างถูกขโมยไปฝึกเพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวในประเทศไทย\r\n\r\n3 ปีต่อมา กลุ่มนักอนุรักษ์ได้ตามหาลูกช้างจนเจอแล้วช่วยนำมันกลับไปหาแม่ที่อยู่ในศูนย์อนุรักษ์แห่งหนึ่ง เมื่อพบหน้ากันพวกมันยืนนิ่งอยู่ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะค่อย ๆ ใช้งวงลูบสัมผัสกันและกันอย่างอ่อนโยน\r\n\r\n4. อกหัก\r\n\r\nนกแก้วมาคอว์สามารถตายได้เพราะอกหัก\r\nการอกหักและสูญเสียคู่รักอาจสร้างความเจ็บปวดใจแสนสาหัสให้แก่มนุษย์\r\n\r\nนกแก้วมาคอว์ ซึ่งมีคู่ครองเดียวตลอดชีวิต ก็มีความรู้สึกอกหักได้อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน\r\n\r\nโดยหากนกตัวใดตัวหนึ่งตายลงกะทันหัน อีกตัวจะไม่สามารถทนรับความสูญเสียได้ และมักมีอาการตรอมใจไม่ยอมกินอาหารจนร่างกายอ่อนแอลง\r\n\r\nบางตัวร่างกายอ่อนแอจนไม่มีแรงเกาะรังที่หน้าผาแล้วร่วงลงสู่ก้นเหวเบื้องล่าง นี่อาจเป็นรูปแบบหนึ่งในการฆ่าตัวตายเพราะความรักของสัตว์ก็เป็นได้\r\n\r\n5. ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและการปลอบประโลมกัน\r\n\r\nหนูนาแพรรี จะปลอบประโลมหนูตัวอื่นที่ตกอยู่ในความครียด\r\nมนุษย์มีความสามารถในการปลอบโยนและมีความเห็นอกเห็นใจให้กันและกัน\r\n\r\nงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science เมื่อปี 2016 พบว่า หนูนาแพรรี (Prairie vole) จะปลอบประโลมหนูตัวอื่นที่มีอาการเครียด ซึ่งเป็นการค้นพบที่นักวิจัยบอกว่าเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน\r\n\r\nในการทดลองนี้ นักวิจัยจะแยกหนูสองตัวออกจากกัน แล้วใช้ไฟฟ้าช็อตเบา ๆ หนูตัวหนึ่ง จากนั้นเมื่อจับหนูทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกัน หนูตัวที่ไม่ถูกไฟช็อตจะช่วยบรรเทาความรู้สึกไม่สบายตัวให้หนูอีกตัวด้วยการเลียเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ เมื่อเทียบกับหนูอีกคู่ที่ถูกจับแยกแต่ไม่ได้ถูกช็อตไฟฟ้า\r\n\r\nทีมนักวิจัยบอกว่า นี่เป็นการแสดงความรักที่ช่วยกระตุ้นให้สมองของหนูที่มีอาการเครียดได้หลั่งสารออกซิโทซิน (oxytocin) หรือที่เรียกว่า \"ฮอร์โมนแห่งความรัก\" ออกมาซึ่งจะช่วยให้มันรู้สึกดีขึ้น\r\n\r\nนอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่นที่พบว่าลิงชิมแปนซีจะช่วยปลอบโยนลิงที่ถูกตัวอื่นแสดงอาการก้าวร้าวใส่ เช่นเดียวกับโลมา ช้าง และสุนัข ก็แสดงพฤติกรรมลักษณะเดียวกัน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1552977717.jpg"],
    [850,1635,"กินอาหารเช้าไม่ช่วยลดน้ำหนัก แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในทางอื่น","Fri, 2019-03-15 13:59","http://www.stkc.go.th/node/1635",null,null,"คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าอาหารเช้าคือมื้อสำคัญที่สุดของวัน แต่ผลวิจัยล่าสุดจากออสเตรเลียกลับชี้ว่า อาหารเช้าให้พลังงานและสารอาหารที่จำเป็นก็จริง แต่ไม่ได้ช่วยในการควบคุมระบบเผาผลาญและช่วยลดน้ำหนัก อย่างที่เคยมีนักโภชนาการบางคนกล่าวไว้แต่อย่างใด\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาช ตีพิมพ์ผลวิเคราะห์ทบทวนงานวิจัยและการทดลองที่เคยมีมาในอดีต 13 เรื่องลงในวารสารการแพทย์อังกฤษ (BMJ) ซึ่งการทดลองเหล่านี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารเช้าและผลต่อการควบคุมน้ำหนักทั้งสิ้น\r\n\r\nผลการตรวจสอบพบว่า ไม่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องที่ว่ากินอาหารเช้าเป็นประจำแล้วจะทำให้น้ำหนักลด ทั้งไม่พบข้อพิสูจน์ว่าการงดอาหารเช้าจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาวแต่อย่างใด\r\n\r\n\r\nก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า อาหารเช้าให้สารอาหารและพลังงานที่จำเป็นต่อการเริ่มต้นวันใหม่ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานเป็นปกติ ป้องกันการกินจุบกินจิบหรือกินมากเกินไปในระหว่างวันซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วน โดยงานวิจัยในอดีตชี้ว่าผู้ที่รับประทานอาหารเช้ามักจะมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ทีมผู้วิจัยในปัจจุบันมองว่างานวิจัยในอดีตมีหลักฐานสนับสนุนไม่เพียงพอ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เหมาะสมอาจเป็นผลมาจากปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิตด้วยก็เป็นได้\r\n\r\n\r\nลองบดอะโวคาโดป้ายลงบนขนมปัง เพื่อรับประทานเป็นอาหารเช้ามื้อเบา ๆ ที่มีคุณค่าได้\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาชชี้ว่า ผลวิเคราะห์ไม่พบความแตกต่างในเรื่องน้ำหนักตัวระหว่างคนที่กินอาหารเช้าและคนที่งดอาหารเช้า โดยคนที่กินอาหารเช้ารับพลังงานเข้าสู่ร่างกายมากกว่าคนที่งดอาหารเช้าราว 260 แคลอรีต่อวัน แต่คนที่งดอาหารเช้าก็มีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยน้อยกว่าคนที่กินอาหารเช้าเพียงครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น\r\n\r\nทีมผู้วิจัยยังแนะว่า การงดอาหารเช้าอาจเป็นทางเลือกที่ดีในการควบคุมอาหารทางหนึ่ง เพราะไม่ได้ส่งผลให้เกิดอาการโหยและกินอาหารมากขึ้นในระหว่างวันตามที่เคยเชื่อกันมา\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการมองว่า แม้อาหารเช้าจะไม่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้อ้วน ทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ อยู่ เช่นเป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญเช่นแคลเซียมและไฟเบอร์ในกลุ่มผู้ที่รับประทานนมและธัญพืช อาหารเช้ายังช่วยให้มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้นโดยเฉพาะในเด็ก","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1552633177.jpg"],
    [851,1630,"เล็งใช้อนุภาคควอนตัมสำรวจเบื้องลึกภายในหลุมดำ","Thu, 2019-03-14 11:22","http://www.stkc.go.th/node/1630","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ไม่มีใครทราบได้ว่าด้านในของหลุมดำที่มืดสนิทนั้นมีอะไรอยู่บ้าง เพราะสรรพสิ่งรวมทั้งข้อมูลที่ผ่านเข้าไปในหลุมดำจะไม่สามารถนำกลับคืนออกมาอีกได้ แต่ล่าสุดนักฟิสิกส์จากสหรัฐฯและแคนาดาได้เสนอแนวทางใหม่ ซึ่งชี้ว่าเราอาจจะใช้ \"ความพัวพันเชิงควอนตัม\" (Quantum entanglement) ในการไขปริศนานี้ได้\r\n\r\nตามหลักการของกลศาสตร์ควอนตัมแล้ว คู่ของอนุภาคควอนตัมซึ่งถูกสร้างให้มี \"ความพัวพัน\" ระหว่างกัน จะมีปฏิกิริยาตอบสนองตามกันในทันทีที่เกิดความเปลี่ยนแปลงกับอนุภาคใดอนุภาคหนึ่ง ไม่ว่าทั้งสองจะอยู่ในตำแหน่งที่ห่างกันไปเท่าใดก็ตาม\r\n\r\n\r\nดร. เบนิ โยชิดะ จากสถาบันเพริมิเทอร์เพื่อการศึกษาฟิสิกส์ทฤษฎีของแคนาดา และดร. นอร์แมน เหยา จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ เผยถึงแนวคิดข้างต้นในวารสาร Nature โดยระบุว่าหลักความพัวพันเชิงควอนตัมจะทำให้เราทราบถึงข้อมูลเชิงสถานะของอนุภาคที่ตกลงไปในหลุมดำ ผ่านการตรวจสอบคู่ของมันอีกอนุภาคหนึ่งซึ่งจะหลุดพ้นจากหลุมดำออกมาได้ด้วยการแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)\r\n\r\nก่อนหน้านี้เชื่อกันว่าข้อมูลของสรรพสิ่งที่ตกลงไปในหลุมดำจะถูกทำลายและผสมปนเปเข้ากับข้อมูลของสิ่งอื่น ๆ อย่างปั่นป่วนวุ่นวายจนไม่สามารถจะนำข้อมูลนั้นกลับคืนมาได้ แม้กฎของกลศาสตร์ควอนตัมจะยืนยันว่าข้อมูลไม่มีวันสูญหายไปก็ตาม บ้างก็เชื่อว่าจะนำข้อมูลที่อยู่ในหลุมดำกลับคืนมาได้ ก็ต่อเมื่อรอให้หลุมดำหดตัวเล็กลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเดิมเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลารอคอยยาวนานกว่าอายุของจักรวาลในปัจจุบันเสียอีก\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยพบว่าอาจใช้วิธีปล่อยอนุภาคควอนตัมลงไปในหลุมดำ ก่อนจะนำข้อมูลที่ได้จากการแผ่รังสีฮอว์คิง ซึ่งก็คืออนุภาคของแสง (โฟตอน) ที่หลุมดำปลดปล่อยออกมาหลังจากนั้น มาคำนวณหาร่องรอยของสิ่งที่เกิดขึ้นกับอนุภาคควอนตัมที่ติดอยู่ในหลุมดำได้ แม้จะเป็นงานหนักเพราะต้องทำการคำนวณกันอย่างขนานใหญ่ก็ตาม\r\n\r\nมีการทดสอบวิธีการดังกล่าวด้วยแบบจำลองหลุมดำที่สร้างขึ้นในควอนตัมคอมพิวเตอร์แบบ 7 คิวบิต (Qubit) พบว่าอนุภาคควอนตัมที่อยู่ในสภาพปั่นป่วนภายในหลุมดำ สามารถ \"เทเลพอร์ต\" (Teleport) หรือส่งผ่านข้อมูลมายังคู่อนุภาคที่อยู่ภายนอกหลุมดำได้กว่าครึ่ง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาวิธีการนี้เพื่อไขปริศนาเบื้องลึกของหลุมดำในอนาคต","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1552537348.png"],
    [852,1628,"ดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาดทำดีเอ็นเอเปลี่ยน – กระตุ้นให้อยากดื่มเพิ่มขึ้น","Wed, 2019-03-13 09:41","http://www.stkc.go.th/node/1628","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"งานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐฯ พบหลักฐานบ่งชี้ว่า การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินขนาดอาจทำให้ดีเอ็นเอเปลี่ยนแปลงในระยะยาว และกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากดื่มมากขึ้นไปอีกเมื่อมีความเครียด จนกลายเป็นวงจรที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพไม่จบสิ้น\r\n\r\nงานวิจัยของมหาวิทยาลัยรัตเกอร์สในสหรัฐฯ ชิ้นนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Alcoholism: Clinical & Experimental Research โดยทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์หน่วยพันธุกรรม หรือ ยีน ของผู้ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินขนาด และพบว่าแอลกอฮอล์สร้างความเสียหายให้แก่ยีนของคนกลุ่มนี้\r\n\r\nโดยยีน 2 ตัวที่เสียหายได้แก่ ยีน PER2 ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมนาฬิกาของร่างกาย และยีน POMC ที่ควบคุมระบบการตอบสนองต่อความเครียด\r\n\r\nอนามัยโลกชี้ สาเหตุการตาย 1 ใน 20 กรณีทั่วโลกมาจากแอลกอฮอล์\r\nผลวิจัยล่าสุดชี้ \"ระดับปลอดภัย\" ในการดื่มแอลกอฮอล์ไม่มีจริง\r\nดื่มแอลกอฮอล์แม้เพียงวันละนิด เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านม\r\nนักวิจัยได้เปรียบเทียบยีนทั้งสองตัวของคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลางกับผู้ที่ดื่มมากเกินขนาด แล้วพบว่า ผู้ที่ดื่มมากเกินขนาดมีการเปลี่ยนแปลงของยีนที่เรียกว่า กระบวนการ \"เมทิลเลชัน\" (methylation) ทำให้ยีนปิดการทำงานลง\r\n\r\nนักวิจัยพบว่าความเสียหายต่อยีนทั้ง 2 ตัว ทำให้คนมีแนวโน้มอยากดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นเมื่อรู้สึกเครียด จนกลายเป็นวงจรที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะยิ่งดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ยีนเกิดความเสียหายมากขึ้นเท่านั้น และทำให้ดื่มมากขึ้นไปอีกไม่จบสิ้น\r\n\r\nทีมงานหวังว่างานวิจัยชิ้นนี้จะนำไปสู่การตรวจตัวชี้วัดทางชีวภาพ เพื่อหาว่าบุคคลมีความเสี่ยงดื่มแอลกอฮอล์ในระดับที่เป็นอันตรายหรือไม่\r\n\r\nศ.ดิปัก เค. ชาร์คาร์ ผู้อำนวยการโครงการศึกษาเรื่องต่อมไร้ท่อ ภาควิชาสัตวศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยครั้งนี้ระบุว่า \"งานวิจัยชิ้นนี้อาจอธิบายว่าเหตุใดโรคพิษสุราเรื้อรังจึงเป็นการเสพติดที่รุนแรง และสักวันจะช่วยนำไปสู่หนทางใหม่ในการรักษาโรคนี้ หรือช่วยป้องกันผู้มีความเสี่ยงไม่ให้กลายเป็นผู้ติดสุรา\"\r\n\r\nข้อมูลจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า เมื่อปี 2016 มีผู้เสียชีวิตจากการดื่มแอลกอฮอล์กว่า 3 ล้านคน คิดเป็น 5% ของการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นทั้งหมดทั่วโลก ผู้เสียชีวิตด้วยสาเหตุจากแอลกอฮอล์ในปี 2016 เป็นเพศชายถึง 2.3 ล้านคน โดยเกือบ 29% ของการตายนั้นเนื่องมาจากอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นเพราะมึนเมา เช่นอุบัติเหตุทางรถยนต์และการฆ่าตัวตาย\r\n\r\nแนวโน้มที่น่าสนใจในรายงานดังกล่าว ยังรวมถึงการที่คนหนุ่มสาววัย 20-29 ปี ต้องมาเสียชีวิตด้วยสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์มากที่สุดถึง 13.5% ซึ่งทำให้ยอดผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะน้ำเมาเพิ่มขึ้นเป็น 7.2% ทั่วโลก\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกชี้ว่า แอลกอฮอล์ยังคงส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพของผู้คนทั่วโลก โดยความเสี่ยงอันตรายที่เกิดจากการดื่มสุราในหมู่คนยากจนนั้นมีสูงกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะร่ำรวย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1552444912.jpg"],
    [853,1626,"ผู้ป่วยมะเร็งชาวอังกฤษ 'ปลอด' จากเชื้อเอชไอวี หลังจากได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์","Tue, 2019-03-12 10:04","http://www.stkc.go.th/node/1626","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"แพทย์ระบุในวารสารเนเจอร์ (Nature) ว่า \"ตรวจไม่พบ\" เชื้อเอชไอวีในร่างกายคนไข้คนหนึ่งในสหราชอาณาจักร หลังจากได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ซึ่งถือเป็นกรณีที่ 2 ที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้\r\n\r\nคนไข้ในกรุงลอนดอนรายนี้ซึ่งได้รับการรักษามะเร็ง ตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวีมานาน 18 เดือนแล้ว และไม่ได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวีอีกต่อไป\r\n\r\nนักวิจัยระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าคนไข้รายนี้ \"หายจาก\" การติดเชื้อเอชไอวี\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่า ในทางปฏิบัติไม่สามารถใช้วิธีนี้รักษาคนส่วนใหญ่ที่ใช้ชีวิตกับเอชไอวีได้ แต่อาจจะช่วยการค้นพบวิธีรักษาในสักวันหนึ่ง\r\n\r\nคนไข้ชายรายดังกล่าวซึ่งไม่ได้รับการระบุชื่อ ถูกวินิจฉัยว่า ติดเชื้อเอชไอวีในปี 2003 และเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กินส์ (Hodgkin's lymphoma) ขั้นรุนแรงในปี 2012\r\n\r\nเขาได้รับเคมีบำบัดเพื่อรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองและยังได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่สามารถต้านทานเชื้อเอชไอวี ทำให้ขณะนี้ตรวจไม่พบทั้งมะเร็งและเชื้อเอชไอวีในตัวเขา\r\n\r\nคณะผู้ศึกษานี้ประกอบด้วย นักวิจัยจากยูนิเวอร์ซิตี้คอลเลจลอนดอน (University College London), อิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน (Imperial College London), มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด\r\n\r\n'ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ'\r\nนี่เป็นครั้งที่ 2 ที่ตรวจไม่พบเชื้อเอชไอวีในคนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการนี้\r\n\r\nเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ทิโมที บราวน์ คนไข้อีกรายหนึ่งในกรุงเบอร์ลินของเยอรมนี ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกจากผู้บริจาคที่มีภูมิต้านทานเชื้อไวรัสเอชไอวีตามธรรมชาติ\r\n\r\nเชื่อว่า ทิโมที บราวน์ เป็นคนแรกที่ \"เอาชนะ\" เอชไอวี/เอดส์ หลังจากที่เขาได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูก 2 ครั้ง และได้รับรังสีบำบัดทั่วร่างกายเพื่อรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งเป็นวิธีการรักษาเชิงรุกอย่างมาก\r\n\r\nศ. ราวินดรา กุปทา จาก UCL ผู้นำการศึกษา ระบุว่า \"การที่ตรวจไม่พบเชื้อในคนไข้รายที่ 2 ด้วยการใช้วิธีการคล้ายคลึงกัน เราได้แสดงให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดในคนไข้ที่เบอร์ลินไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และมันเป็นวิธีการรักษาจริง ๆ ที่ช่วยกำจัดเชื้อเอชไอวีในผู้ป่วย 2 คนนี้\"\r\n\r\nศ. เอดูอาร์โด โอลาวาร์เรีย ซึ่งได้ร่วมวิจัยในครั้งนี้ จากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน กล่าวว่า ความสำเร็จของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ ทำให้มีความหวังว่าอาจจะมีการพัฒนายุทธศาสตร์ใหม่ในการจัดการกับเชื้อไวรัส\r\n\r\nแต่เขากล่าวเพิ่มเติมว่า \"การรักษานี้ไม่เหมาะสำหรับใช้เป็นมาตรฐานรักษาเอชไอวีเนื่องจากพิษที่ได้จากรังสีบำบัด ซึ่งในกรณีนี้จำเป็นต้องใช้เพื่อรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง\"\r\n\r\n\r\nคนไข้สามารถหยุดรับยาต้านไวรัสที่ใช้ควบคุมเชื้อเอชไอวีได้\r\nมันทำงานอย่างไร?\r\nซีซีอาร์ 5 (CCR5) เป็นตัวรับเชื้อเอชไอวี-1 (HIV-1) ให้เข้าสู่เซลล์ โดยเอชไอวีสายพันธุ์นี้เป็นสายพันธุ์ที่พบเป็นส่วนใหญ่\r\n\r\nแต่ในคนจำนวนไม่มากที่ต้านทานเชื้อเอชไอวี มีตัวรับ ซีซีอาร์ 5 ที่กลายพันธุ์ 2 แบบ ทำให้ไวรัสเอชไอวีไม่สามารถเข้าไปในเซลล์ของร่างกายได้ตามปกติ\r\n\r\nคนไข้ในลอนดอนได้รับสเต็มเซลล์จากผู้บริจาคที่มี ซีซีอาร์ 5 กลายพันธุ์ จึงทำให้เขาต้านทานเชื้อไวรัสเอชไอวีได้ด้วย\r\n\r\nแต่เซลล์ที่มีเอชไอวีอยู่อาจจะยังคงอยู่ในร่างกายในภาวะสงบนานหลายปี\r\n\r\nนักวิจัยของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่จะใช้วิธีการรักษาทางพันธุกรรมด้วยการจัดการกับตัวรับซีซีอาร์ 5 ในคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับเอชไอวี โดยขณะนี้พวกเขารู้แล้วว่าการรักษาผู้ป่วยในเบอร์ลินไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมาย\r\n\r\nเอดส์: 8 เรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการติดเชื้อเอชไอวี\r\nเอชไอวี/เอดส์: จาก 'เด็กขายบริการ' สู่พรรค 'อนาคตใหม่' และเป้าหมาย 'เอชไอวีเป็นศูนย์'\r\nเอดส์ : “พีท คนเลือดบวก” กับเป้าหมายยุติปัญหาเอดส์ภายในสองปี\r\nศ. เกรแฮม ครูก นักวิจัยจากสถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติ (National Institute for Health Research) และผู้บรรยายเกี่ยวกับโรคติดเชื้อจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน กล่าวว่า ผลการศึกษา \"น่าพอใจ\"\r\n\r\n\"ถ้าเราเข้าใจดีขึ้นว่าทำไมกระบวนการนี้ได้ผลในคนไข้บางคน และไม่ได้ผลกับคนอื่น เราจะเข้าใกล้เป้าหมายสูงสุดในการรักษาเอชไอวี\"\r\n\r\n\"ขณะนี้กระบวนการนี้ยังมีความเสี่ยงมากเกินไปที่จะใช้รักษาคนไข้ที่ไม่ได้มีอาการผิดปกติอย่างอื่น\"\r\n\r\n'สำคัญอย่างยิ่ง'\r\nดร. แอนดรูว์ ฟรีดแมน ผู้บรรยายเกี่ยวกับโรคติดเชื้อและแพทย์ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ที่มหาวิทยาลัยคาร์ดิฟ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็น \"รายงานที่มีความสำคัญและน่าสนใจอย่างยิ่ง\"\r\n\r\nแต่เขากล่าวว่า จะต้องมีการติดตามผลนานกว่านี้เพื่อให้มั่นใจว่าไวรัสไม่กลับมา\r\n\r\n\"ขณะที่วิธีการรักษาเช่นนี้ มีความชัดเจนว่าไม่สามารถนำไปรักษาผู้คนทั่วโลกหลายล้านคนที่ใช้ชีวิตกับเอชไอวีได้ แต่รายงานเช่นนี้ อาจช่วยในการพัฒนาการรักษาเอชไอวีได้\"\r\n\r\nเขากล่าวว่า ระหว่างนี้ก็ต้องให้ความสำคัญกับการวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวีอย่างรวดเร็ว และเริ่มให้ยาต้านไวรัสแก่คนไข้ตลอดชีวิต\r\n\r\nวิธีนี้ช่วยป้องกันไวรัสไม่ให้แพร่ไปสู่คนอื่น และทำให้คนที่ใช้ชีวิตกับเอชไอวีมีอายุขัยใกล้เคียงกับคนปกติ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1552359868.jpg"],
    [854,1620,"สัตว์โลกน่าพิศวง “หวีวุ้นผิวปุ่ม” ร่างกายมีรูทวารเฉพาะตอนจะขับถ่าย","Mon, 2019-03-11 10:10","http://www.stkc.go.th/node/1620","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"หวีวุ้น (Comb jelly) ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลที่ภายนอกดูคล้ายแมงกะพรุนนั้น บางชนิดมีโครงสร้างร่างกายที่น่ามหัศจรรย์ โดยล่าสุดนักชีววิทยาค้นพบว่า \"หวีวุ้นผิวปุ่ม\" (Warty comb jelly) เป็นสัตว์โลกชนิดเดียวที่ไม่มีช่องทางสำหรับถ่ายอุจจาระอย่างถาวร แต่รูทวารจะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อร่างกายต้องการขับถ่ายของเสีย และเมื่อเสร็จธุระแล้วรูทวารชั่วคราวก็จะหายไปอย่างไร้ร่องรอย\r\n\r\nหวีวุ้นกับแมงกะพรุนนั้นที่จริงเป็นสัตว์คนละชนิดกัน โดยหวีวุ้นทั่วไปมีปาก รวมทั้งทางเดินอาหารแบบผ่านตลอด และรูทวารสำหรับขับถ่าย หวีวุ้นบางชนิดมีหลายรูทวาร แต่หวีวุ้นผิวปุ่มซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mnemiopsis leidyi ไม่มีรูทวารปรากฏให้เห็นในเวลาปกติ แม้นักวิทยาศาสตร์จะพยายามส่องกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายสูงค้นหาอย่างละเอียดแล้วก็ตาม\r\n\r\nดร. ซิดนีย์ แทมม์ จากห้องปฏิบัติการชีววิทยาทางทะเลในเมืองวูดส์โฮล รัฐแมสซาชูเซตส์ของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาครั้งนี้ลงในวารสาร Invertebrate Biology โดยระบุว่าหวีวุ้นผิวปุ่มไม่มีช่องทางเชื่อมต่อถาวรระหว่างทางเดินอาหารกับร่างกายส่วนหลังแบบสัตว์ทั่วไป แต่เมื่อของเสียในร่างกายสะสมเพิ่มขึ้น บางส่วนของทางเดินอาหารจะพองตัวขึ้นเหมือนลูกโป่ง และขยายไปจนจรดกับเซลล์ของผิวชั้นนอกสุดหรือชั้นหนังกำพร้า\r\n\r\nจากนั้นเซลล์ทางเดินอาหารจะรวมตัวเข้ากับเซลล์หนังกำพร้า ก่อตัวเป็นช่องเปิดให้สามารถขับถ่ายของเสียออกมาได้ในชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่กระบวนการนี้จะเดินย้อนกลับและทำให้รูทวารที่เกิดขึ้นหายไปในทันที\r\n\r\nปลาไหลกัลเปอร์ สิ่งมีชีวิตประหลาดใต้ท้องทะเลลึก\r\nปลิงทะเล: \"อสูรกายไก่ไร้หัว\" สัตว์ประหลาดแห่งทะเลลึก\r\nการที่ทางเดินอาหารและผิวหนังชั้นนอกของหวีวุ้นบางมาก โดยเกิดจากการเรียงตัวของเซลล์เพียงเซลล์เดียว ทำให้กระบวนการสร้างและสลายรูทวารเป็นไปได้ง่าย หวีวุ้นยังเป็นสัตว์ที่ขับถ่ายเป็นช่วง ๆ อย่างตรงเวลาสม่ำเสมอ โดยตัวเต็มวัยขนาด 5 เซนติเมตรจะขับถ่ายหนึ่งครั้งในทุกชั่วโมง ส่วนตัวอ่อนจะขับถ่ายทุก 10 นาที\r\n\r\nดร. แทมม์สันนิษฐานว่า การมีรูทวารแบบผลุบโผล่โดยเกิดขึ้นชั่วคราวและหายไปได้นี้ อาจเป็นขั้นตอนหนึ่งที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างเกิดวิวัฒนาการ โดยคาดว่าลักษณะเช่นนี้จะนำไปสู่การสร้างรูทวารแบบถาวรในที่สุด","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1552273805.png"],
    [855,1617,"นาซา-สเปซเอ็กซ์ทดสอบ “ดรากอน” แคปซูลขนส่งนักบินอวกาศรุ่นใหม่","Fri, 2019-03-08 10:15","http://www.stkc.go.th/node/1617","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"องค์การนาซาและบริษัทสเปซเอ็กซ์ ทดสอบใช้งานระบบขนส่งมนุษย์ขึ้นสู่ห้วงอวกาศรุ่นใหม่เป็นครั้งแรกในวันนี้ (2 มี.ค.) โดยปล่อยจรวดฟอลคอน 9 ที่ติดตั้งแคปซูลบรรทุกนักบินอวกาศ \"ดรากอน\" ให้ออกเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในเวลา 02.49 น.ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (EST) หรือตรงกับเวลา 14.49 น.ตามเวลาในประเทศไทย\r\n\r\nการทดสอบครั้งนี้มีขึ้น เพื่อเตรียมการให้นาซาสามารถส่งคนไปปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศได้ด้วยตนเองเป็นครั้งแรกในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษ หลังจากสหรัฐฯยุติการใช้งานยานขนส่งอวกาศแอตแลนติสไปเมื่อปี 2011 และต้องใช้ยานโซยุซของรัสเซียในการขนส่งนักบินอวกาศแทน\r\n\r\n\r\nสเปซเอ็กซ์ ปล่อยจรวดฟอลคอน 9 และแคปซูลดรากอน\r\nแคปซูลบรรทุกนักบินอวกาศ \"ดรากอน\" (Dragon crew capsule) เป็นผลงานการออกแบบและสร้างขึ้นโดยสเปซเอ็กซ์ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนที่นาซามอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินโครงการนี้ ถือเป็นความร่วมมือทางธุรกิจและเทคโนโลยีที่ช่วยให้นาซาประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่าย และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาบุกเบิกธุรกิจด้านอวกาศได้มากขึ้น\r\n\r\nตัวแคปซูลนั้นออกแบบโดยดัดแปลงมาจากต้นแบบของยานบรรทุกสัมภาระเพื่อนำส่งยังสถานีอวกาศนานาชาติในอดีต แต่มีการติดตั้งระบบปรับสภาพแวดล้อมเพื่อสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้น และติดตั้งเครื่องยนต์ขับดันพลังสูงเพื่อดีดตัวออกหากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับจรวดนำส่ง\r\n\r\nสำหรับขั้นตอนในการทดสอบนั้น จรวดนำส่งฟอลคอน 9 ซึ่งผ่านการใช้งานมาแล้วหลายครั้ง จะทะยานขึ้นจากแท่นปล่อย 39A ที่ศูนย์อวกาศเคนเนดีในรัฐฟลอริดา ซึ่งแท่นปล่อยแห่งนี้เคยเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางของยานอะพอลโลไปยังดวงจันทร์ และเคยเป็นแท่นปล่อยยานแอตแลนติสในการเดินทางเที่ยวสุดท้ายมาแล้ว\r\n\r\nภาพจากฝีมือศิลปินแสดงให้เห็นตัวแคปซูลดรากอนเข้าจอดเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติทางด้านหน้า\r\nการทดสอบครั้งนี้จะยังไม่มีนักบินอวกาศตัวจริงเดินทางไปด้วย แต่จะใช้หุ่นสวมชุดนักบินอวกาศให้นั่งอยู่ในแคปซูล \"ดรากอน\" แทน โดยมีเซนเซอร์ตรวจจับแรงกระแทกและข้อมูลความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของสิ่งแวดล้อมภายในแคปซูลอยู่ตลอดเวลา ทีมงานยังตั้งชื่อให้หุ่นนักบินอวกาศตัวนี้ว่า \"ริปลีย์\" ตามชื่อของตัวละครในภาพยนตร์ดัง \"เอเลี่ยน\" ซึ่งนำแสดงโดยซิกัวร์นีย์ วีเวอร์\r\n\r\nหลังจรวดฟอลคอน 9 ทะยานขึ้นไปไม่กี่นาที ส่วนของจรวดท่อนล่างที่ใช้ในการนำส่งระยะแรกจะแยกตัวออก และตกกลับลงมาจอดบนทุ่นซึ่งเป็นโดรนลอยน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก จรวดระยะที่สองจะยังคงนำส่งแคปซูลต่อไป จนในนาทีที่ 11 หลังจรวดทะยานออกจากฐานปล่อย แคปซูลจะแยกตัวออกในห้วงอวกาศและเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติด้วยตนเอง\r\n\r\nในอดีตนั้นยานบรรทุกสัมภาระที่เข้าจอดเชื่อมต่อกับสถานีอวกาศนานาชาติจะเข้ามาทางด้านล่าง โดยแขนกลของสถานีอวกาศจะยื่นออกไปดึงยานให้เข้ามาประกบกับท่าจอด แต่ในครั้งนี้แคปซูลดรากอนจะเข้าจอดเชื่อมต่อทางด้านหน้าของสถานีอวกาศแบบอัตโนมัติ โดยใช้วงแหวนเชื่อมต่อรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ และมีนักบินอวกาศที่ประจำการบนสถานีอวกาศนานาชาติจับตาดูอย่างใกล้ชิด\r\n\r\nคาดว่าแคปซูลดรากอนจะเดินทางถึงสถานีอวกาศนานาชาติในช่วงเย็นของวันอาทิตย์ตามเวลาในประเทศไทย และจะเดินทางกลับสู่พื้นโลกในคืนวันศุกร์ที่ 8 มี.ค. โดยแคปซูลจะจุดเครื่องยนต์ขับดันเพื่อบังคับทิศทางให้ตกลงในมหาสมุทรแอตแลนติก บริเวณใกล้กับศูนย์อวกาศเคนเนดีซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นออกเดินทาง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1552014938.jpg"],
    [856,1613,"แฝดกึ่งเหมือน 'ที่ได้รับการพิสูจน์เป็นคู่ที่ 2 ของโลก'","Thu, 2019-03-07 09:56","http://www.stkc.go.th/node/1613","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"แพทย์ยืนยันสิ่งที่พวกเขาบอกว่าเป็นแฝด \"กึ่งแท้\" หรือ \"กึ่งเหมือน\" คู่ที่ 2 ของโลก\r\n\r\nคู่แฝดเด็กชายและเด็กหญิง ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 4 ขวบ จากเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย มีความเหมือนกันในฝ่ายแม่ แต่ทั้งคู่มีดีเอ็นเอเหมือนกันเพียงบางส่วนเท่านั้นในฝ่ายพ่อ ดังนั้นในแง่ของพันธุกรรม ฝาแฝดคู่นี้จึงอยู่ระหว่างการเป็นแฝดแท้และแฝดต่างไข่\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้ยากเป็นอย่างยิ่ง ตัวอ่อนที่เกิดขึ้นเช่นนี้มักจะไม่สามารถอยู่รอดได้\r\n\r\nศ. นิโคลัส ฟิสก์ ซึ่งเป็นผู้นำคณะที่ดูแลแม่และคู่แฝดนี้ที่โรงพยาบาลรอยัลบริสเบนแอนด์วีเมนส์ (Royal Brisbane and Women's Hospital) ในปี 2014 กล่าวว่า การค้นพบนี้เกิดขึ้นจากการสแกนการตั้งครรภ์เป็นประจำ\r\n\r\nถือเป็นครั้งแรกที่มีการพิสูจน์แฝดกึ่งเหมือนได้ในช่วงที่ตั้งครรภ์อยู่\r\n\r\nแพทย์ระบุว่า คุณแม่ซึ่งมีลูกเป็นครั้งแรกมีอายุ 28 ปีในขณะนั้น และเป็นการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ\r\n\r\nฝาแฝดคู่เดียวกันแต่กลับเกิดจากพ่อคนละคน เป็นไปได้อย่างไร\r\nผ่าตัดแยก “แฝดปรสิต” จากทารก หลังเสี่ยงทำให้เสียชีวิตได้\r\nกรณีนี้ได้รับการเผยแพร่ไว้ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England of Journal of Medicine)\r\n\r\n\"การอัลตราซาวด์คุณแม่ในช่วง 6 สัปดาห์ พบว่า มีรกเพียงรกเดียว และพบตำแหน่งของถุงน้ำคร่ำที่บ่งชี้ว่าเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด\" ศ. ฟิสก์ กล่าว\r\n\r\n\"อย่างไรก็ตามการอัลตราซาวด์ในช่วง 14 สัปดาห์ พบว่า แฝดคู่นี้เป็นเพศชายและหญิง ซึ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับแฝดแท้\r\n\r\nเกิดขึ้นได้อย่างไร?\r\n\r\nแฝดแท้ หรือแฝดร่วมไข่ เกิดขึ้นเมื่อไข่ 1 ใบ ปฏิสนธิกับอสุจิ 1 ตัว จากนั้นไข่ได้แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน ทำให้กลายเป็นทารก 2 คน\r\n\r\nแฝดเช่นนี้จะมีเพศเดียวกันและมียีนเหมือนกัน มีลักษณะภายนอกเหมือนกัน\r\n\r\nส่วนแฝดคล้าย หรือแฝดต่างไข่ เกิดขึ้นเมื่อไข่ 2 ใบปฏิสนธิกับอสุจิคนละตัว และพัฒนาเป็นตัวอ่อนเติบโตภายในครรภ์พร้อมกัน\r\n\r\nแฝดเช่นนี้อาจจะมีเพศต่างกันได้ และไม่ได้ต่างอะไรไปจากการเป็นพี่น้องกันทั่วไป เพียงแต่เกิดพร้อมกันเท่านั้น\r\n\r\nในกรณีของแฝดกึ่งแท้ หรือกึ่งเหมือน คาดว่าเกิดจากไข่ 1 ใบได้ปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัวภายในเวลาเดียวกัน จากนั้นไข่ได้แบ่งตัวเป็น 2 ส่วน\r\n\r\nถ้าไข่ 1 ใบปฏิสนธิกับอสุจิ 2 ตัว เท่ากับว่ามีโครโมโซม 3 ชุด แทนที่จะเป็น 2 ชุด โดย 1 ชุดมาจากแม่ และ 2 ชุดมาจากพ่อ\r\n\r\nนักวิจัยระบุว่า โครโมโซม 3 ชุด \"โดยทั่วไปแล้วไม่เหมาะสำหรับการมีชีวิตอยู่ และปกติแล้วตัวอ่อนจะไม่อยู่รอด\"\r\n\r\nขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยชื่อของฝาแฝดคู่นี้\r\n\r\nฝาแฝดเกิดจากอะไร?\r\n\r\n\r\nแฝดต่างไข่พบได้ปกติในบางครอบครัว แฝดต่างไข่มักพบได้ในคุณแม่ที่มีอายุมาก เพราะมักจะตกไข่มากกว่า 1 ใบในการตกไข่ 1 รอบ\r\n\r\nส่วนแฝดไข่ใบเดียวกันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย\r\n\r\nการรักษาการมีบุตรยากด้วยการทำเด็กหลอดแก้วช่วยเพิ่มโอกาสในการมีลูกแฝด เพราะอาจมีการฝังตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัว เข้าไปในมดลูก\r\n\r\nสมาคมแทมบา หรือ Twins and Multiple Births Association (Tamba) ระบุว่า มีฝาแฝดเกิดขึ้นราว 12,000 คู่ในแต่ละปีในสหราชอาณาจักร\r\n\r\n'กรณีพิเศษ'\r\n\r\nแฝดกึ่งแท้ที่มีเอกสารยืนยันครั้งแรกเกิดขึ้นในสหรัฐฯ เมื่อปี 2007\r\n\r\nศ. ฟิสก์ กล่าวว่า การวิเคราะห์ฐานข้อมูลฝาแฝดทั่วโลก เน้นย้ำให้เห็นว่าโอกาสที่จะเกิดแฝดกึ่งแท้นั้นยากมาก\r\n\r\nเขาและเพื่อนร่วมงานได้สำรวจข้อมูลพันธุกรรมจากแฝดต่างไข่ 968 คู่ รวมทั้งผลการศึกษาระดับโลกอีกจำนวนมาก แต่ไม่พบว่า มีกรณีของแฝดกึ่งแท้คู่อื่นอยู่เลย\r\n\r\n\"เรารู้ว่านี่เป็นแฝดกึ่งแท้ที่เป็นกรณีพิเศษ\" ศ. ฟิสก์ กล่าวเพิ่มเติม\r\n\r\n\"ขณะนี้แพทย์อาจจะเห็นว่ากรณีนี้เป็นแฝดร่วมไข่ แต่ความพิเศษของแฝดคู่นี้ก็คือ ไม่มีแฝดคู่อื่นที่ผ่านการทดสอบทางพันธุกรรมเป็นประจำมาก่อน\"","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551927394.jpg"],
    [857,1610,"สุขภาพ : 6 ปัจจัยกระตุ้นหัวใจวายที่คุณอาจไม่รู้","Wed, 2019-03-06 10:02","http://www.stkc.go.th/node/1610","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า การสูบบุหรี่ โรคอ้วน และการออกกำลังกายไม่เพียงพออาจทำให้คุณมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายได้มากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีปัจจัยอื่นที่คุณอาจไม่ทราบว่าสามารถกระตุ้นให้หัวใจวายได้ และการมองข้ามปัจจัยเหล่านี้ก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต\r\n\r\nข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดคือกลุ่มโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนทั่วโลก และนี่คือปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคนี้ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจมองข้าม\r\n\r\n1. ไม่ใช้ไหมขัดฟัน\r\n\r\nหัวใจจะขอบคุณเวลาที่คุณใช้ไหมขัดฟัน\r\nฟันและหัวใจของเรามีความเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เราคิด\r\n\r\nงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า คนที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากมักมีอัตราการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปกติ\r\n\r\nอาการเลือดออกที่เหงือกและเหงือกอักเสบอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียในช่องปากเข้าสู่กระแสเลือดได้ และอาจทำให้เกิดคราบไขมันในหลอดเลือดแดง\r\n\r\nละเลยสัญญาณ \"หัวใจล้มเหลว\" เสี่ยงเสียชีวิต\r\nน้ำลายเห็บช่วยป้องกันหัวใจวายได้\r\nยาแก้ปวดอาจเพิ่มความเสี่ยงเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน\r\nนอกจากนี้ ยังอาจกระตุ้นให้ตับผลิตโปรตีนบางชนิดขึ้นในระดับสูง ซึ่งจะทำให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบขึ้น อันจะนำไปสู่อาการหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก\r\n\r\nการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ทำได้โดยการใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ และพบทันตแพทย์ตามกำหนดเวลาที่เหมาะสม\r\n\r\n2. การเกลียดหัวหน้างาน\r\n\r\nงานวิจัยจากสวีเดนชี้ว่า คนที่มีภาวะเครียดในที่ทำงานเสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ\r\nนี่ไม่ใช่เรื่องตลก แต่ความรู้สึกชิงชังเจ้านายอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหลอดเลือดและหัวใจของคุณได้\r\n\r\nงานวิจัยจากสวีเดนที่ทำการศึกษาเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบว่าการมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับหัวหน้างานอาจเพิ่มโอกาสการเกิดภาวะหัวใจวายได้ถึง 40%\r\n\r\n\"ความเครียดในที่ทำงานอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะหัวใจวายได้\" นพ.วีเจย์ กุมาร ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากสถาบันสุขภาพหัวใจในเมืองออร์แลนโดของสหรัฐฯ กล่าว\r\n\r\nความเครียดในที่ทำงานประกอบกับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ และการทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขึ้นไปอีก\r\n\r\n3. เหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลทางจิตใจ\r\n\r\nเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน อาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้\r\nเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรงกะทันหัน เช่น การเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวอาจสร้างความเสียหายให้หัวใจคุณได้จริง ๆ\r\n\r\nข้อมูลจากสมาคมวัยหมดประจำเดือนแห่งอเมริการะบุว่า เส้นเลือดของผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างรุนแรง 3 ครั้งในชีวิตหรือมากกว่านั้น มีประสิทธิภาพการทำงานที่ย่ำแย่กว่าผู้หญิงที่ไม่เคยประสบเหตุแบบเดียวกัน\r\n\r\nพญ.แจ็คกี ยูบานี แพทย์โรคหัวใจ ระบุว่า ภาวะเครียดสูงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายผลิตอะดรีนาลีนมากผิดปกติ ซึ่งจะไปเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและเพิ่ม ภาวะความดันโลหิตสูง\r\n\r\n4. ความรู้สึกเหงา\r\n\r\nความเหงาอาจส่งผลร้ายต่อหัวใจคุณ\r\nงานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ British Medical Journal พบหลักฐานบ่งชี้ว่า คนที่มีความสัมพันธ์ทางสังคมน้อยมีโอกาสเป็นโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 29% และมีโอกาสเกิดภาวะหัวใจวายเพิ่มขึ้น 32%\r\n\r\nที่เป็นเช่นนี้เพราะความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดายสามารถกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ และคนที่รู้สึกเหงามักไม่ค่อยมีใครคอยปรับทุกข์และระบายความรู้สึกต่าง ๆ\r\n\r\nงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2014 ได้ทำการวิเคราะห์ผู้หญิงกว่า 700,000 คนในช่วงเวลา 8 ปี และพบว่าคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับคู่รักมีความเสี่ยงน้อยลง 28% ที่จะเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดเมื่อเทียบกับผู้หญิงโสดที่ใช้ชีวิตตามลำพัง\r\n\r\n5. โรคซึมเศร้า\r\n\r\n33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย\r\nสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา ระบุว่า 33% ของผู้ป่วยที่เกิดภาวะหัวใจวายในสหรัฐฯ อาจเป็นผู้ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญสันนิษฐานว่าคนที่มีปัญหาสุขภาพจิตอาจถูกถาโถมด้วยอารมณ์ต่าง ๆ จนยากที่จะตัดสินใจในเรื่องสุขภาพของตนเอง\r\n\r\nดร.นีกา โกลด์เบิร์ก ผู้อำนวยการศูนย์โจน เอช ทิช เพื่อสุขภาพสตรี ในนครนิวยอร์กของสหรัฐฯ ระบุว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักไม่สามารถควบคุมตัวเองให้มีพฤติกรรมที่ส่งผลดีต่อสุขภาพได้ เช่น การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น\r\n\r\n\"คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายมักหันไปหาสิ่งที่ช่วยทำให้สบายใจ โดยที่ไม่คำนึงว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพหรือไม่\" ดร.โกลด์เบิร์ก กล่าว\r\n\r\n6. วัยทอง\r\n\r\nฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายที่ลดลงของผู้หญิงวัยทอง ทำให้ผู้หญิงกลุ่มนี้มีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวาย\r\nผู้หญิงมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะเกิดภาวะหัวใจวายเมื่อเข้าสู่วัยทอง หรือวัยหมดประจำเดือน\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ภาวะเช่นนี้อาจเกี่ยวโยงกับการที่ผู้หญิงกลุ่มนี้มีฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติในร่างกายลดลง\r\n\r\nเชื่อกันว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่งผลดีต่อผนังหลอดเลือดแดง และช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น\r\n\r\nพญ.ยูบานี เสริมว่า อายุที่มากขึ้นทำให้หลอดเลือดแข็งขึ้น และมีความยืดหยุ่นน้อยลง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับความดันในหลอดเลือด\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และการออกกำลังกายเป็นประจำสามารถช่วยต้านทานภาวะเหล่านี้ได้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551841363.jpg"],
    [858,1607,"รู้หรือไมธาตุใดที่มีมากที่สุดในร่างกายของมนุษย์","Tue, 2019-03-05 10:10","http://www.stkc.go.th/node/1607","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"รู้หรือไม่ธาตุใดที่มีมากที่สุดในร่างกายของมนุษย์\r\n\r\n    ร่างกายของมนุษย์มีกลไกการทำงานที่ซับซ้อน ซึ่งกลไกการทำงานเหล่านี้ต้องอาศัยธาตุอื่น ๆ อีกมากมาย ในปริมาณที่ต่างกันไปเพื่อควบคุมให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้เป็นปกติ และธาตุที่มีปริมาณที่สุดในร่างกายก็คือ ออกซิเจน (Oxygen, O) ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 65% โดยมวลของร่างกาย หรือเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักตัว เนื่องจากออกซิเจนมีการหมุนเวียนอยู่ในร่างกายในรูปของน้ำประมาณ 60% ของร่างกาย ขณะที่บางส่วนก็อยู่ในกระบวนการเมทาบอลิซึมซึ่งไม่สามารถวัดค่าได้ นอกจากนี้ บางส่วนยังพบในปอดด้วย จากการหายใจเข้าซึ่งมีออกซิเจนอยู่ประมาณ 20% ของอากาศที่หายใจเข้าไปทั้งหมด โดยเป็นกุญแจสำคัญในการหายใจระดับเซลล์ที่ร่างกายจะนำไปใช้ที่ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria) ภายในเซลล์ เพื่อสร้างพลังงานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์\r\n\r\n \r\n\r\nshutterstock 1297451833\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nที่มาข้อมูล\r\nhttps://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/67386/-blo-scibio-sci-\r\n\r\nภาพจาก  shutterstock\r\n\r\nเรียบเรียงโดย นายชนินทร์ สาริกภูติ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551755421.jpg"],
    [859,1603,"กัญชา","Mon, 2019-03-04 14:01","http://www.stkc.go.th/node/1603","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"หากพูดถึงกัญชาบางคนมักจะนึกถึงยาเสพติด เพราะกัญชาถูกเพ่งเล็งไปที่โทษซะมากกว่าจนลืมนึกถึงประโยชน์ของมัน กัญชาก็ไม่ต่างจากยา หรืออาหารอื่น ๆ ซึ่งจะเกิด\r\nประโยชน์ หรือโทษนั้นก็อยู่ที่ปริมาณที่รับประทาน หรือปริมาณที่นำเข้าสู่ร่างกาย โดยประโยชน์ของกัญชา ได้แก่ สาร Tetrahydrocannabinol (THC) ในกัญชาทำให้\r\nเรารู้สึกผ่อนคลาย สบายเคลิบเคลิ้ม ทางการแพทย์ใช้ในการรักษาอาการเบื่ออาหารในคนที่เป็นโรคเอดส์ ช่วยรักษาโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดจากการสูบบุหรี่ โรคหัวใจ \r\nช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยมะเร็งได้ และใช้รักษาโรคผิวหนังอีกด้วย นอกจากนี้ยังพบสาร Cannabidiol (CBD) ในกัญชา ที่มีฤทธิ์ยับยั้งมะเร็ง สามารถบรรเทา\r\nอาการเจ็บปวดได้ดี ไม่มีฤทธิ์ต่อจิต และประสาท อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงแม้เลิกสูบกะทันหัน \r\n\r\n\r\nหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา หรือออสเตรเลีย กัญชานั้นเป็นเสมือนพืชสมุนไพรที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายแบบไม่ผิดกฎหมาย แม้กระทั่งใช้ผสมลงในอาหาร \r\nในขณะที่ประเทศไทยนั้น กัญชายังถูดจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 อยู่ โดยบัญชีสารเสพติดแบ่งตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522นั้น มี 5 ประเภทด้วยกัน \r\nได้แก่ ประเภท 1 ยาเสพติดให้โทษชนิดร้ายแรง เช่น เฮโรอีน ฯลฯ, ประเภท 2 ยาเสพติดให้โทษทั่วไป เช่น มอร์ฟีน ฯลฯ, ประเภท 3 ยาเสพติดให้โทษชนิดเป็นตำรับยา\r\nที่มียาเสพติดให้โทษประเภท 2 เป็นส่วนผสม เช่น ยาแก้ไอที่มีฝิ่น หรือโคเดอีนผสมอยู่, ประเภท 4 สารเคมีที่ใช้ในการผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 1 หรือ ประเภท 2 \r\nเช่น อาเซติคแอนไฮไดรด์ฯ และประเภท 5 ยาเสพติดให้โทษที่มิได้เข้าข่ายอยู่ในประเภท 1 ถึงประเภท 4 เช่น พืชกระท่อม และกัญชานั่นเอง ในประเทศไทยแม้จะเคยมี\r\nการเรียกร้องให้ถอดกัญชาออกจากพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ แต่เรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณา และวิจัยอย่างถี่ถ้วน เพราะการเปลี่ยนแนว\r\nความคิดเดิม ๆ ของคนไทย ที่มีต่อกัญชานั้น เป็นเรื่องอ่อนไหว และต้องใช้เวลาในการผลักดันอยู่พอสมควร อย่างไรก็ตามหากกัญชาถูกถอดออกจากพ.ร.บ.ยาเสพติด\r\nให้โทษ พ.ศ. 2522 สำเร็จนั่น จะเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์อย่างมาก\r\n\r\nเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวการอนุญาตให้ทดลองปลูกกัญชาใน จังหวัดสกลนครเป็นแห่งแรกของประเทศไทย แท้ที่จริงแล้วพืชดังกล่าว คือ กัญชง ซึ่งเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีถิ่น\r\nกำเนิดมาจากพืชชนิดเดียวกันกับกัญชา โดยกัญชงมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cannnabis sativa L. Subsp. sativa ส่วนกัญชามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า \r\nCannabis sativa L. Subsp. indica ความใกล้ชิดกันของถิ่นกำเนิดทำให้พืชทั้งสองมีสัณฐานวิทยา และสรรพคุณใกล้เคียงกันนั่นเอง โดยความแตกต่างเด่น ๆ \r\nของกัญชง คือ ลำต้นสูงมากกว่า 2 เมตร (กัญชาสูงไม่ถึง 2 เมตร) ใบมีแฉก 7-9 แฉก (กัญชาใบมีแฉก 5-7 แฉก) และกัญชงมี THC หรือสารที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย\r\nน้อยกว่า 0.3% (กัญชามี THC 1-10%) ซึ่งสาเหตุที่อนุญาตให้ทดลองปลูกกัญชงได้เนื่องจาก กัญชงมีสาร THC น้อยกว่าในกัญชา โดยอนุญาตให้ปลูกเพื่อนำมาใช้\r\nในทางการแพทย์ และอุตสาหกรรมอย่างเหมาะสม\r\n\r\nที่มา :\r\n\r\nไทยรัฐออนไลน์. 2561. 10 ข้อ ดราม่ากัญชา ฝรั่งกินได้ถูกกฎหมาย คนไทยอย่าริลอง. อาหาร. แหล่งที่มา: \r\nhttps://www.thairath.co.th/content/1179823. 25 เมษายน 2561\r\nMedThai. 2560. กัญชง สรรพคุณและประโยชน์ของต้นกัญชง 14 ข้อ. สมุนไพร. แหล่งที่มา: \r\nhttps://medthai.com/กัญชง/. 25 เมษายน 2561\r\nTCIJ ออนไลน์. 2559. ปี 2560 เริ่มปลูก 'กัญชง' เพื่ออุตสาหกรรมใน 6 จังหวัด. ยาเสพติด. แหล่งที่มา: \r\nhttps://www.tcijthai.com/news/2016/28/current/6620. 25 เมษายน 2561\r\nHonestdocs. 2561. กัญชา รวมเรื่องน่ารู้ และสรรพคุณทางการแพทย์ ที่รู้แล้วต้องอึ้ง. อยู่ดีกินดี. แหล่งที่มา: \r\nhttps://www.honestdocs.co/interesting-cannabis-medicinal-properties. 25 เมษายน 2561\r\nกรุงเทพธุรกิจ. 2561. ชัดเจน!! ปลูก 'กัญชา' ผิดกฎหมาย ให้ปลูกแค่ 'กัญชง'. การเมือง. แหล่งที่มา: \r\n\r\n\r\nเรียบเรียงโดย\r\nนางสาวเพชรกวินท์ เนื่องสมศรี\r\nนักวิชาการ กองพัฒนากิจกรรม","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551682917.jpg"],
    [860,1600,"ช็อกโกแลตสีทับทิม (Ruby Chocolate)","Fri, 2019-03-01 08:45","http://www.stkc.go.th/node/1600","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ช็อกโกแลตสีทับทิม หรือ Ruby Chocolate เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2561 ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ช็อกโกแลตสีสันแสนหวานนี้\r\nผลิตจากเมล็ดโกโก้สีทับทิม (Ruby cocoa bean) ที่นอกจากรสชาติจะมีความแตกต่างจากช็อกโกแลตที่เราคุ้นเคยคือรสขม รสหวาน แต่ช็อกโกแลตสีทับทิมมี\r\nรสเปรี้ยวคล้ายกับเบอรรี่และไม่มีรสขม นอกจากนี้มีสีชมพูคล้ายกลีบดอกกุหลาบ ซึ่งการเกิดสีที่แปลกตานั้นมาจากกระบวนการสกัดช็อกโกแลตจากเมล็ดโกโก้\r\nสีทับทิมที่อาศัยความพิถีพิถันเป็นอย่างมาก โดยบริษัท Barry Calleban ร่วมกับมหาวิทยาลัย Germany’s Jacobs ทำการวิจัยและพัฒนาเมล็ดโกโก้ชนิดพิเศษ\r\nนี้ยาวนานกว่า 13 ปี โดยต้นโกโก้ดังกล่าวสามารถเจริญได้ดีในเขตร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเอกวาดอร์ บราซิล รวมทั้งไอวอรีโคสต์ ซึ่งเป็นประเทศที่มี\r\nชื่อเสียงในการผลิตและส่งออกเมล็ดโกโก้ระดับโลก ถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่สนใจลิ้มลองรสชาติช็อกโกแลตสีทับทิม โดยบริษัท Barry Calleban ร่วมมือ\r\nกับบริษัท Nestle ผลิตคิดแคท (KitKat) จากช็อกโกแลตสีทับทิมที่เปิดตัวและวางขายครั้งแรกในวันที่ 19 เดือนมกราคม พ.ศ. 2561 ในประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้\r\nและทางบริษัท Barry Calleban ยังมีแผนในการผลิตไอศกรีมแบบ Instant-fresh icecream ออกสู่ตลาดโลกราวกลางปี พ.ศ. 2561 เหล่าบรรดาสาวกของหวาน\r\nห้ามพลาดกับเมนูใหม่นี้และเชื่อได้ว่าต้องถูกใจใครหลายๆ คนแน่นอนค่ะ\r\n\r\nที่มา : \r\nThe Barry Callebaut Group. 2017. https://www.nestle.co.jp/media/pressreleases/ allpressreleases/documents/20180118_ kitkat_eng.pdf. \r\nNestlé Japan Ltd (Press Release). 2018. A New Type of Chocolate is Born, Adding worldwide premiere “Ruby” to Bitter, Milk, and White Chocolate.\r\n\r\nที่มาภาพ : \r\nhttps://www.ellematovin.se/rosa-choklad\r\nhttps://awol.junkee.com/ruby-chocolate-kitkat-japan/57688","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551404746.jpg"],
    [861,1598,"ร่องรอยบนหน้าผากอาจบ่งบอกถึงสุขภาพหัวใจของคุณ","Thu, 2019-02-28 10:33","http://www.stkc.go.th/node/1598","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"หากพูดถึงริ้วรอยบนหน้าผากใครหลายคนมักจะกังวลเกี่ยวกับเรื่องความสวยความงาม หรือเรื่องสุขภาพของผิว เช่น ผิวบริเวณหน้าผากได้รับแสงแดดเป็นเวลานาน \r\nขาดความชุ่มชื้น หรือการเสื่อมโทรมของคอลลาเจน และอิลาสตินในชั้นหนังแท้ โดยชั้นหนังแท้ (Dermis) นี้อยู่ระหว่างชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นไขมัน \r\n(Hypodermis) ของผิวหนัง ซึ่งมีเซลล์สำคัญที่สร้างคอลลาเจน และอิลาสตินเพื่อให้ความแข็งแรง รวมถึงซ่อมแซมผิวหนังของเรา นอกเหนือจากปัญหาการเสื่อมโทรม\r\nของคอลลาเจน และอิลาสตินแล้ว เราควรให้ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพอื่นด้วย เช่น การทำงานผิดปกติของสมอง ไตอ่อนแอ และการนอนไม่หลับ \r\nซึ่งล่าสุดการศึกษาจากนักวิจัยชาวฝรั่งเศสพบว่าผู้ที่มีริ้วรอยเป็นร่องลึกก่อนวัยอันควรมักจะเสียชีวิตเนื่องจากโรคหัวใจ\r\n\r\nโดยการศึกษาครั้งนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากวัยผู้ใหญ่ในประเทศฝรั่งเศสมากกว่า 3,200 คน อายุ 32 42 52 และ 62 ปี จากการนับจำนวนร่องหน้าผาก และรอยลึกของร่อง \r\nซึ่งการศึกษาได้เฝ้าติดตามผลมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ได้กำหนดค่าคะแนนทั้งหมด 4 เกณฑ์โดย คะแนนต่ำสุด คือ 0 หมายถึงไม่มีร่องบนหน้าผาก และคะแนนมากสุด \r\nคือ 3 หมายถึง ริ้วรอยลึกจำนวนมาก โดยผู้ที่มีค่าคะแนนจำนวนร่องหน้าผาก และรอยลึกอยู่ในเกณฑ์มาก พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจมีมากถึง 10 เท่าของคนที่\r\nไม่มีร่องบนหน้าผาก \r\n\r\nอย่างไรก็ตามผลการวิเคราะห์นี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ยังจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม \r\nซึ่งร่องรอยบนหน้าผากนั้นสามารถสังเกตได้ง่าย และมองเห็นได้ด้วยตาจึงอาจเป็นตัวเลือกหนึ่งในการนำไปเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจในอนาคต \r\nทั้งนี้ทั้งนั้นการสังเกตเพียงร่องรอยบนหน้าผากอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะโรคหัวใจสามารถแบ่งย่อยได้เป็นหลายกลุ่มโรค จำเป็นต้องทราบข้อมูลอื่น ๆ \r\nต้องสังเกตอาการ และตรวจร่างกายประกอบ เช่น อายุ เพศ ความดันโลหิต ประวัติการสูบบุหรี่ อัตราการเต้นของหัวใจ และระดับไขมันในเลือด เป็นต้น\r\n\r\nที่มา :\r\nRachael Rettner. 2018. What Forehead Wrinkles Might Tell You About Your Heart Health. LIVE SCIENCE. Resource: https://www.livescience.com/63432-forehead-wrinkles-heart-health.html?utm_source=ls-newsletter&utm_medium=email&utm_campaign=20180827-ls. 2 September. 2018","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551324791.jpg"],
    [862,1589,"ในอนาคต ความทรงจำคนเราอาจถูก \"แฮก\" ได้ เราจะป้องกันความเสี่ยงนั้นได้หรือเปล่า ?","Wed, 2019-02-27 11:16","http://www.stkc.go.th/node/1589","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"จะเป็นอย่างไรหากคนเราสามารถย้อนกลับไปดูเศษเสี้ยวความทรงจำจากช่วงเวลาต่าง ๆ ได้ง่าย ๆ เหมือนที่เราเลื่อนดูรูปในอินสตาแกรม จะเป็นอย่างไร หากในโลกอนาคต แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงความทรงจำในหัวคุณและขู่ลบล้างข้อมูลทุกอย่างเพื่อรีดไถเงิน\r\n\r\nนี่อาจจะฟังดูเกินจริง แต่โลกอนาคตที่ว่าอาจมาถึงเร็วกว่าที่คุณคิด\r\n\r\nผ่าสมอง\r\n\r\nด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านประสาทวิทยา เราอาจสามารถปรับปรุงพัฒนาระบบความทรงจำของมนุษย์ได้เร็ว ๆ นี้ และอีกไม่กี่ทศวรรษ เราอาจสามารถปรับเปลี่ยน และเขียนความทรงจำในหัวเราขึ้นมาใหม่ได้\r\n\r\nการผ่าตัดฝังอุปกรณ์พิเศษในสมองมีแนวโน้มจะกลายมาเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับศัลยแพทย์ทางประสาท\r\n\r\nการผ่าตัดกระตุ้นสมองส่วนลึก (deep brain stimulation หรือ DBS) มีส่วนช่วยรักษาผู้ป่วยหลากหลายโรค ไม่ว่าจะเป็นอาการสั่น โรคพาร์กินสัน หรือ โรคย้ำคิดย้ำทำ (OCD) ขณะนี้ มีผู้ป่วยที่รักษาด้วยเทคโนโลยีนี้แล้วราว 1.5 แสนคน ทั่วโลก\r\n\r\nนอกจากนี้ เทคโนโลยีนี้ยังอาจทำให้สามารถควบคุมโรคเบาหวานและโรคอ้วนด้วยวิธีใหม่ ๆ ได้อีกด้วย\r\n\r\nขณะนี้ มีการค้นคว้าวิจัยมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเตรียมนำเทคโนโลยีนี้ไปรักษาโรคซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม โรคทูเร็ตต์ (ความผิดปกติของระบบประสาท ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการอย่างกล้ามเนื้อกระตุกซ้ำ ๆ กะพริบตาและทำเสียงออกมาโดยไม่สามารถควบคุมได้) รวมถึงอาการทางจิตประเภทอื่น ๆ\r\n\r\nหน่วยงานค้นคว้าด้านเทคโนโลยีเพื่อการทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ The US Defense Advance Research Projects Agency (DARPA) มีโครงการพัฒนาระบบวงจรประสาทไร้สายเพื่อนำไปผ่าตัดปลูกฝังเพื่อช่วยฟื้นความทรงจำสำหรับทหารที่สมองได้รับบาดเจ็บ\r\nความทรงจำพิเศษ\r\n\r\nลอรี ไพครอฟต์ นักวิจัยประจำ Nuffield Department of Surgical Sciences ของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด บอกว่า จะไม่แปลกใจเลย หากมีการผ่าตัดปลูกฝังเพื่อช่วยเสริมความทรงจำในเชิงพาณิชย์ภายเวลา 10 ปีข้างหน้า\r\n\r\nในอีก 20 ปี เทคโนโลยีอาจพัฒนาถึงขั้นที่สามารถจับและกระตุ้นสัญญาณที่ใช้ในการสร้างความทรงจำได้ ภายในกลางศตวรรษนี้ เราอาจจะสามารถควบคุมเปลี่ยนแปลงความทรงจำของเราก็ได้\r\n\r\nแฮกความทรงจำ\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ไพครอฟต์ บอกว่า อาจมีผลกระทบ \"ร้ายแรง\" มากหากอำนาจการควบคุมความทรงจำตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ปรารถนาดี ลองจินตนาการว่าจะเป็นอย่างไร หากแฮกเกอร์สามารถเข้าไปตั้งค่าในสมองของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันได้ และสามารถควบคุมความคิดและการกระทำ และแม้กระทั่งทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นอัมพาตชั่วคราวได้\r\n\r\nนอกจากนี้ แฮกเกอร์ยังอาจสามารถขู่ลบล้างความทรงจำของเหยื่อได้เพื่อรีดไถเงิน\r\n\r\nหากนักวิจัยสามารถถอดรหัสและทำความเข้าใจสัญญาณประสาทในระบบความจำของเราได้ เราไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าจะทำให้เกิดความเสี่ยงอะไรบ้าง อาทิ แฮกเกอร์ต่างชาติอาจจะพยายามสืบค้นข่าวกรองด้วยการเจาะระบบข้อมูลของโรงพยาบาลทหารผ่านศึกในกรุงวอชิงตัน ดีซี\r\n\r\nจากการทดลองในปี 2012 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ สามารถรู้ถึงข้อมูลส่วนตัวอย่างเช่น บัตรธนาคารและรหัสผ่าน ด้วยการสังเกตการณ์คลื่นสมองของคนที่ใส่หูฟังสำหรับเล่นเกม\r\n\r\nควบคุมอดีต\r\n\r\nดิมิทรี กาลอฟ นักวิจัยจาก Kaspersky Lab บริษัทเพื่อความมั่นคงทางไซเบอร์ บอกว่า การแฮกสมอง และการปรับเปลี่ยนความทรงจำอย่างมุ่งร้าย เป็นเรื่องท้าทายต่อความปลอดภัยของคน และบางกรณีเป็นลักษณะที่ใหม่และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว\r\n\r\nนักวิจัยจาก Kaspersky และมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ร่วมมือกันในโครงการที่มุ่งหาความเสี่ยง และวิธีการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาศัยเทคโนโลยีในลักษณะนี้ซึ่งกำลังพัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ\r\n\r\nรายงานการวิจัยของพวกเขาที่มีชื่อว่า \"The Memory Market: Preparing for a future where cyberthreats target your past\" ระบุว่า ด้วยระดับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งก้าวหน้าไปกว่าที่คนทั่วไปตระหนัก มีความขัดแย้งที่ชัดเจนระหว่างความปลอดภัยในเชิงสุขภาพและเชิงข้อมูลของคนไข้\r\n\r\nรายงานฉบับนี้ระบุว่า ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่เราจะจินตนาการถึงยุคที่รัฐบาลเผด็จการพยายามจะเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่ด้วยการไปแทรกแซงความทรงจำของคน หรือแม้กระทั่งป้อนความจำใหม่ ๆ เข้าไปในสมองคน\r\n\r\nนายกาลอฟ บอกว่า หากเรายอมรับว่าจะมีเทคโนโลยีในลักษณะแบบนี้ เราอาจสามารถควบคุมการกระทำของคนได้ หากคนประพฤติในทางที่เราไม่อยากให้พวกเขาทำ เราสามารถหยุดพวกเขาได้ด้วยการกระตุ้นสมองในส่วนที่ทำให้เกิดอารมณ์ในเชิงลบได้\r\n\r\nในทางเดียวกัน เราก็สามารถส่งเสริมพฤติกรรมต่าง ๆ ด้วยการกระตุ้นสมองในส่วนที่ทำให้เกิดความสุขได้\r\n\r\nเจาะข้อมูล\r\n\r\nการแฮกข้อมูลจากเครื่องมือทางการแพทย์ไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อปี 2017 ทางการสหรัฐฯ เรียกคืน อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ช่วยให้อัตราการเต้นหัวใจเร็วขึ้นและสม่ำเสมอ หรือ pacemaker 465,000 เครื่อง หลังจากพิจารณาว่าอุปกรณ์เหล่านี้เสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์\r\n\r\nองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA ระบุว่า ผู้ไม่ปรารถนาดีสามารถเข้าไปแทรกแซงเครื่องมือนี้ได้ โดยอาจปรับเปลี่ยนจังหวะการเต้นของหัวใจคน หรือทำให้แบตเตอรีหมด ซึ่งทั้งสองกรณีอาจนำไปสู่การเสียชีวิตได้\r\n\r\nองค์การอาหารและยาสหรัฐฯ บอกว่า เมื่อเครื่องมือทางการแพทย์มีการเชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเสี่ยงที่จะมีการโจมตีทางไซเบอร์ก็มีมากขึ้นตาม\r\nการป้องกันทางไซเบอร์\r\n\r\nเป็นเรื่องดีที่การออกแบบเครื่องมือจะสามารถลดความเสี่ยงส่วนมากได้ แต่นายกาลอฟ บอกว่ามาตรการการรักษาความปลอดภัยที่สุดคือการสอนให้แพทย์และคนไข้ระมัดระวัง อาทิ ตั้งรหัสผ่านที่มีความซับซ้อนสูง\r\n\r\nไพครอฟต์ ระบุว่า ในอนาคต การผ่าตัดปลูกฝังในสมองจะซับซ้อนขึ้น และถูกนำไปใช้รักษาอาการหลากหลายขึ้น และจะมีหลายปัจจัยที่ดึงดูดและทำให้การโจมตีทางไซเบอร์ง่ายขึ้น หากเราไม่พัฒนาวิธีแก้ปัญหาสำหรับการปลูกฝังสมองในรุ่นแรก ความปลอดภัยสำหรับผู้เข้ารับการผ่าตัดในรุ่นต่อ ๆ ไปก็จะน้อยลง และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจะทำให้ผู้โจมตีไซเบอร์จะมีความได้เปรียบมากกว่าเดิมอีก","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551241011.jpg"],
    [863,1585,"ผู้เชี่ยวชาญแนะวิธีนอนหลับอย่างมีคุณภาพ เหมือนนักเตะพรีเมียร์ลีก","Tue, 2019-02-26 08:46","http://www.stkc.go.th/node/1585","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"อยากนอนหลับให้ดีขึ้นไหม ?\r\n\r\nมีคนจำนวนมากเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่ตอบว่า \"อยาก\"\r\n\r\nเราเคยได้ยินได้ฟังคำแนะนำทั่ว ๆ ไปเรื่องการนอนหลับให้เพียงพอในตอนกลางคืน โดยมีวิธีต่าง ๆ ตั้งแต่การนำโทรทัศน์ออกจากห้องนอน, หาเตียงนอนที่เหมาะสม, งดใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีก่อนนอน 1-2 ชั่วโมง แต่ถ้าคุณอยากจะนอนหลับให้ได้อย่างเยี่ยมยอดไปเลยล่ะ จะทำอย่างไร ?\r\n\r\nนิก ลิตเติ้ลเฮลส์ เป็นผู้ฝึกสอนการนอนหลับ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูสภาพร่างกายของนักกีฬาให้ได้มากที่สุด ด้วยการฝึกให้พวกเขานอนหลับอย่างที่ควรจะเป็น\r\n\r\nเขาทำงานกับสโมสรฟุตบอลขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคที่เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการทีมในปี 1992 และทีมชาติอังกฤษภายใต้การควบคุมของ สเวน-โกรัน อีริกส์สัน\r\n\r\nนี่คือคำแนะนำของนิกที่จะทำให้คุณนอนหลับได้อย่างนักเตะพรีเมียร์ลีก\r\n\r\n\r\nมีบางช่วงเวลาใน 1 วัน ที่เราถูกออกแบบมาเพื่อให้พักผ่อน\r\n1. ให้นับการนอนหลับเป็นวงจรไม่ใช่ชั่วโมง\r\n\r\nการต้องนอน 8 ชั่วโมงต่อคืนเป็นความเชื่อ นิกบอกเช่นนั้น การนอนหลับของคนเราเป็นไปตามวงจรนาน 90 นาที ในระหว่างที่เราเปลี่ยนจากการหลับลึกแบบที่ลูกตาไม่เคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว หรือ Non-Rapid Eye Movement (NREM) มาเป็นการหลับที่มีการเคลื่อนไหวของลูกตาอย่างรวดเร็ว หรือ Rapid Eye Movement (REM) ซึ่งสมองยังคงมีการทำงานอยู่อย่างหนัก\r\n\r\nเขาบอกว่า สิ่งสำคัญคืออย่าขัดจังหวะการนอนที่ยังไม่ครบวงจร คุณควรแบ่งโครงสร้างการนอนหลับเป็นจำนวนเท่าของ 90 นาที ซึ่งนั่นอาจจะเป็น 7 ชั่วโมงครึ่ง, 6 ชั่วโมง หรือ 4 ชั่วโมงครึ่ง\r\n\r\nนิกแนะนำว่า ให้ยึดเวลาตื่นนอนประจำ แล้วให้นับย้อนหลัง เช่น ถ้าวางแผนว่าจะตื่นตอน 6.30 น. คุณควรจะนอนที่เวลา 05.30 น., 03.30 น. 02.00 น 00.30 น. หรือ 23.00 น.\r\n\r\n2. วางแผนการนอนต่อสัปดาห์ ไม่ใช่ต่อคืน\r\n\r\nแทนที่จะกำหนดจำนวนชั่วโมงการนอนต่อคืน นิก เชื่อว่าควรกำหนดการนอนหลับให้ได้ตามวงจรในแต่ละวันและสัปดาห์ มากกว่า\r\n\r\nนิกกล่าวว่า \"ที่เราต้องการคือนอนให้ได้ 35 วงจร ใน 7 วัน หรือประมาณ 5 วงจรต่อวัน\" ถ้าคุณเข้านอนดึก ก็ให้เพิ่มวงจรการนอนในคืนถัดไป หรือพยายามเข้านอนให้เร็วขึ้นในวันนั้น\r\n\r\nเขากล่าวว่า เราควรมองล่วงหน้าสำหรับสัปดาห์ถัดไป และวางแผนวงจรการพักผ่อนตามตารางการทำงานและเวลา เข้าสังคมของเรา\r\n\r\nแทนที่จะหลับให้ได้ตามจำนวนชั่วโมงต่อคืน นิก เชื่อว่าควรหลับตามวงจรในจำนวนที่เหมาะสมต่อวันและต่อสัปดาห์\r\n3. นอนหลับสั้นลง แต่บ่อยขึ้น\r\n\r\nนิกบอกว่า ก่อนที่มนุษย์จะประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าได้ คนเรานอนหลับกันเป็นช่วง ๆ หลายช่วง ไม่ต่างจากการนอนหลับของทารกที่ \"หลับเป็นช่วงสั้น ๆ แต่บ่อยครั้ง\"\r\n\r\nเขาบอกว่า ความที่ใน 1 วันมี 24 ชั่วโมง \"มนุษย์เราจึงถูกผูกติดกับรอบวันอย่างเลี่ยงไม่ได้ \"\r\n\r\nแต่จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายช่วงเวลาในรอบวัน ที่ร่างกายของคนเราถูกกำหนดมาให้พักผ่อน ซึ่งกลางวันเป็น \"ช่วงเวลาการนอนหลับตามธรรมชาติครั้งที่ 2\" และอีกครั้งอยู่ที่เวลาประมาณ 17.00-19.00 น. นักกีฬาใช้วิธีพักผ่อนตามช่วงเวลาธรรมชาติในลักษณะนี้ช่วยในการฟื้นฟูร่างกาย\r\n\r\nนอนเพียง 6 ชม.ต่อคืนหรือน้อยกว่า ทำให้ร่างกายขาดน้ำ\r\nคุณนอนเต็มอิ่มไหม?\r\nนิกเชื่อว่า คนเราสามารถนอนหลับได้อย่างมีความสุขด้วยการแบ่งการนอนออกเป็นสองช่วง คือ หลับเป็นช่วงเวลาสั้นกว่าในตอนกลางคืน และไปหลับอีกรอบในตอนกลางวัน หรือไม่ก็แบ่งเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงกลางคืน, กลางวัน และช่วงหัวค่ำ\r\n\r\n4. คิดถึง \"การฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลาที่กำหนด\" แทนที่จะเป็นการงีบหลับ\r\n\r\nที่สำคัญคือ ช่วงเวลาของการพักผ่อน ไม่จำเป็นต้องเป็นการนอนหลับ นิก อยากให้เราเลิกคิดเรื่อง งีบหลับ และให้หันมาคิดเรื่อง \"การฟื้นฟูร่างกายในช่วงเวลาที่กำหนด\" (controlled recovery periods) หรือ CRP\r\n\r\n\"CRP ไม่ได้เกี่ยวกับการพยายามนอนให้หลับ\" เขากล่าว มันคือการจัดสรรเวลา 30 นาที (1 ใน 3 ของวงจร 90 นาที) \"ให้เวลาตัวเองได้หยุดพัก นั่นหมายความว่าคุณจะทำมันที่ไหนก็ได้\"\r\n\r\nผู้ฝึกสอนการนอนหลับ กล่าวว่า คุณสามารถใช้เสียง, ใช้การทำสมาธิ, การกำหนดจิต, ใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะ, ไปอยู่ที่เงียบ ๆ, นั่งอยู่ในห้องน้ำ หรือนั่งอยู่ในรถ แต่ไม่จำเป็นต้องหลับ การทำ CRP ถือเป็นส่วนหนึ่งของวงจรการหลับรวม ประจำสัปดาห์ได้\r\n\r\nสโมสรฟุตบอลหลายแห่งเห็นความสำคัญของการพักผ่อนและใส่ช่วงเวลาของการ ฟื้นฟูร่างกายไว้ในตารางฝึกซ้อมของนักฟุตบอลด้วย\r\n\r\n\r\nช่วงเวลาที่คุณกำหนดได้ ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนขนาดนั้น\r\n5. ทำกิจกรรมหลังตื่นนอนให้เป็นกิจวัตร\r\n\r\nนิกบอกว่า ช่วงเวลาที่สำคัญไม่ใช่ช่วง 90 นาทีก่อนหลับ แต่เป็นช่วง 90 นาทีหลังตื่น \"จัดการเวลาช่วงนี้ในตอนเช้าให้ดี ทุกอย่างที่ทำตั้งแต่ตื่น จะมีผลต่อคุณภาพในการฟื้นฟูร่างกาย\"\r\n\r\nดังนั้นคุณควรกำหนดกิจวัตรที่ต้องทำหลังตื่นนอนให้ชัดเจน รวมถึงการยังไม่เริ่มใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี แต่ให้ดื่มน้ำ, รับประทานอาหาร, ออกกำลังกายเบา ๆ และขับถ่าย\r\n\r\n6. ใช้อุปกรณ์บำบัดด้วยแสง\r\n\r\nถ้าคุณเป็นคนตื่นยาก นิกแนะนำให้ใช้อุปกรณ์บำบัดด้วยแสงในการปลุก ซึ่งจะจำลองแสงเหมือนช่วงอาทิตย์ขึ้น และช่วงอาทิตย์ตกในห้องที่มืด\r\n\r\nแสงสว่างและความมืดจะช่วยกระตุ้นการสลับการทำงานของเมลาโทนินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการนอนหลับ กับ เซโรโทนินซึ่งช่วยให้ร่างกายตื่นตัว\r\n\r\nปัจจุบันมีธุรกิจบางแห่งเริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ \"และมีหลายบริษัทที่วางระบบแสงในตัวอาคารให้เป็นไปตามจังหวะของวัน\"\r\n\r\n\r\nเตียงยิ่งใหญ่ ยิ่งดี\r\n7. นอนบนเตียงที่ใหญ่ขึ้น\r\n\r\nการปรับเปลี่ยนวิธีการนอน และสถานที่นอน เป็นการเปลี่ยนแปลงง่าย ๆ ที่ก่อให้เกิดความแตกต่างได้อย่างมาก \"เตียงขนาดซูเปอร์คิง คือเตียงที่มีที่พอสำหรับผู้ใหญ่ 2 คนเท่านั้น\" นิกกล่าว \"ควรจะเรียกมันว่า เป็นขนาดมาตรฐานสำหรับผู้ใหญ่ 2 คนมากกว่า\"\r\n\r\nเขาเห็นว่าขนาดของเตียงมีความสำคัญ ดังนั้นควรปรับเตียงให้ใหญ่ขึ้นเท่าที่ห้องนอนจะเอื้ออำนวย\r\n\r\n8. นอนในท่าเหมือนทารกในครรภ์ และใช้จมูกหายใจ\r\n\r\n\"ท่านอนที่เหมาะสมที่สุดคือท่าทารกในครรภ์ หันไปในด้านตรงข้ามกับด้านที่ถนัด\" นิกกล่าว โดยการนอนไม่จำเป็นต้องใช้หมอน\r\n\r\nสุดท้ายเขาขอให้เราฝึกใช้ \"จมูกหายใจ\" เขาบอกว่า การหายใจทางปากเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การนอนถูกรบกวน และยังนอนอย่างไม่ได้คุณภาพด้วย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551145574.jpg"],
    [864,1582,"ฝุ่น : เอ็นจีโอระบุคนไทยตระหนกเพราะเพิ่งรู้ข้อมูลมลพิษทางอากาศตัวสำคัญ","Mon, 2019-02-25 09:01","http://www.stkc.go.th/node/1582","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เอ็นจีโอชี้สถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ปีนี้ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าหลายปีก่อนหน้า แต่รัฐเพิ่งยอมเปิดข้อมูลดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศที่ครบถ้วนเมื่อไม่นานมานี้ กรมควบคุมมลพิษยืนยันรวมข้อมูล PM 2.5 ไว้แล้ว\r\n\r\n\"จริง ๆ แล้วสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ในปีนี้ ไม่ได้แย่ไปกว่าเมื่อ 6 ปีที่แล้ว แต่เป็นครั้งแรกที่ภาครัฐได้เปิดเผยข้อเท็จจริงให้ประชาชนได้รับรู้\" นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเชียงใต้ กล่าวกับบีบีซีไทยถึงสถานการณ์ฝุ่นละอองที่คนกรุงเทพฯ และบางจังหวัดต้องเผชิญในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา\r\n\r\nเขาอธิบายว่าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพิ่งได้รวมเอาค่า PM 2.5 เข้าไปในดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศ เป็นครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา จากที่ก่อนหน้านี้ระบุแหล่งกำเนิดมลพิษทางอากาศว่าเกิดจาก โอโซน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และฝุ่นละอองอนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยน้อยกว่า 10 ไมโครเมตร หรือ PM 10 โดยไม่ได้รวมค่าของ PM 2.5 ลงไปในรายงานสภาพมลพิษทางอากาศเลย\r\n\r\nค่าชี้วัดที่ถูกซ่อนเร้น\r\nผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของกรีนพีซกล่าวอีกว่าในการคำนวณคุณภาพอากาศและเผยแพร่ผลผ่านเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษและแอปพลิเคชั่น Air4Thai ตั้งแต่ปี 2553-2561 นั้น เป็นข้อมูลที่แสดงผลไม่สมบูรณ์ โดยหากรวมค่า PM 2.5 เข้าไว้ด้วย ผลที่แสดงออกมาเป็นสีในพื้นที่ต่าง ๆ จะเปลี่ยนไปทันที โดยจะเข้าข่ายเป็นพื้นที่สีแดง ที่ชี้ให้เห็นว่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกตั้งมาตรฐานฝุ่นละออง PM2.5 เฉลี่ย 1 ปีไว้ที่ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไว้ที่ 25 มคก./ลบ.ม. แต่กรมควบคุมมลพิษของไทย กำหนดเพดานฝุ่นละอองเฉลี่ย 1 ปี ที่ 25มคก./ลบ.ม. และเฉลี่ย 24 ชั่วโมงที่ 50 มคก./ลบ.ม.\r\n\r\nขณะที่เกณฑ์ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ของไทยกำหนดระดับ 101-200 อยู่ในระดับสีส้ม แต่หากเปรียบเทียบกับข้อแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) หากค่ามลพิษทางอากาศเกิน 150 จะถือเป็นพื้นที่สีแดง หรือมีผลกระทบต่อสุขภาพ\r\n\r\n\"ถึงแม้ว่าทางคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมจะไม่เคยปกปิดข้อมูลของ PM 2.5 แต่ภาครัฐไม่เคยรวมข้อมูลตัวนี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการรายงานสภาพมลพิษในอากาศ และนี่คือสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่คิดว่าค่ามาตรฐานของปีนี้สูงมากกว่าทุกปี แต่ในความเป็นจริงแล้วค่ามลพิษในอากาศสูงเช่นนี้ทุกปี\" นายธารา ระบุ เขาบอกด้วยว่าแม้จะมีการเรียกร้องให้ภาครัฐแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนแต่ก็ยังไม่เห็นนโยบายใดที่ยั่งยืนและจะป้องกันไม่ให้ปัญหากลับมาเกิดซ้ำอีก\r\nอย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทยในแต่ละปีของกรมควบคุมมลพิษพบว่ามีการกล่าวถึงผลของ PM 2.5 พร้อมคำอธิบายอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 มาจนถึงปัจจุบัน และตัวรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทยจะแยกแสดงผลของภาพรวมของมลพิษจำแนกเป็นแต่ละชนิดตลอดทั้งปีอย่างชัดเจน แต่ในส่วนของแอปพลิเคชัน Air4Thai ที่เป็นดัชนีชีวัดมลพิษทางอากาศแบบรวมนั้นไม่สามารถเรียกดูผลย้อนหลังได้เกินกว่าเดือนมกราคมของปีนี้ จึงไม่สามารถตรวจสอบได้ชัดเจนว่ามีการแสดงผลครบถ้วนหรือขาดผลของ PM 2.5 ตามที่กล่าวอ้างไว้จริง\r\n\r\nบีบีซีไทยพยายามติดต่อกรมควบคุมมลพิษในแผนกมลพิษทางอากาศ แต่ทางกรมฯ ไม่สามารถยืนยันข้อมูลที่กล่าวอ้างได้ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ดูแลด้านข้อมูลและการประชาสัมพันธ์ได้บอกคร่าว ๆ ว่าค่า PM 2.5 ได้ถูกบรรจุรวมไว้ในการคำนวณค่ามลภาวะทางอากาศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว\r\n\r\nการเคลื่อนไหวเพื่อร้องเรียนการทำงานของรัฐต่อศาลปกครองหากพบว่ามีการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่เป็นสิทธิที่พึงกระทำได้ตามกฎหมาย ซึ่งนายธารา แห่งกรีนพีซเห็นว่าการฟ้องร้องแบบกลุ่ม หรือที่เรียกว่า class action จะกระทำในกรณีที่มีผู้ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก และเป็นวิธีการฟ้องร้องซึ่งนิยมทำในต่างประเทศ อย่างไรก็ดี จะต้องมีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจนทั้งในแง่ผลกระทบที่เกิดขึ้น และการละเลยในการแก้ปัญหาของภาครัฐ การต่อสู้คดีในลักษณะนี้จะใช้เวลาอาจจะถึง 6-10 ปี ในการพิสูจน์\r\n\r\n\"กระบวนการทางกฎหมายถ้าเกิดขึ้นจะเป็นประโยชน์มาก ๆ ต่อการรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าเกิดอะไรขึ้น และช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชน และต่อสาธารณะว่าได้ทำหน้าที่อย่างเพียงพอแล้วหรือละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ผ่านเอกสารต่าง ๆ โดยต้องมีกลุ่มภาคประชาชนที่เข้มแข็งมารวมตัวกัน เพื่อเรียกร้องสิทธิของตัวเอง\" นายธารากล่าว\r\n\r\nด้านนางสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม เห็นว่าการฟ้องร้องภาครัฐอาจไม่สำคัญเท่ากับการเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เพราะการเข้าไม่ถึงฐานข้อมูลด้านคุณภาพอากาศและมลภาวะ ทำให้ไม่มีมาตรการป้องกันดีพอและทำให้ปัญหาบานปลาย\r\n\r\n\"สิ่งที่ภาคประชาชนควรทำคือการกระตุ้นให้ภาครัฐปรับมาตรฐานด้านดัชนีชี้วัดมลพิษของทั้งประเทศให้สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก และมีการเปิดเผยข้อมูลให้มากกว่านี้ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาให้ถูกจุด และมีมาตรการควบคุมมลพิษในแต่ละพื้นที่ที่เหมาะสมกับปัญหาในพื้นที่นั้น ๆ อย่างแท้จริง\" นางสุภาภรณ์กล่าว\r\n\r\nนางสุภาภรณ์ เห็นว่าสิ่งที่ไทยยังขาดอยู่คือเครื่องวัดคุณภาพอากาศตามปล่องของโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้รัฐมีข้อมูลในการจำกัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงที่จะเพิ่มผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างถูกจุดมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการฉีดน้ำไปบนอากาศ\r\n\r\nในช่วงที่ผ่านมานักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมพยายามหาสาเหตุของการเกิดภาวะฝุ่นละออง PM 2.5\r\n\r\nศ.ดร. เสริม จันทร์ฉาย อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญและนักวิจัยด้านฝุ่นที่ทำงานด้านนี้มากว่า 20 ปี ก็เช่นกัน เขาบอกกับบีบีซีไทย ว่าได้ศึกษาข้อมูลจากดาวเทียม MODIS (Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer) ของนาซ่า ที่มหาวิทยาลัยร่วมทำวิจัยอยู่ พบข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่าเกิดจุดแดง ๆ อันเกิดจากการเผาไหม้ทางการเกษตรอย่างหนาแน่นมากจากทางประเทศเพื่อนบ้านของไทย\r\n\r\nศ.ดร.เสริม ได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแผนที่ลมระดับสูง และได้ข้อสรุปว่าฝุ่นควันพิษที่ล่องลอยอยู่ทางภาคกลางของประเทศไทยนั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าจะมาจากประเทศเพื่อนบ้าน\r\n\r\nเขาชี้ให้เห็นความเป็นไปได้โดยยกข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นการเคลื่อนตัวของฝุ่นผ่านลมระดับสูงที่เคยเกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศ เช่น กรณีฝุ่นทรายจากทะเลทรายซาฮาร่าเคลื่อนตัวข้ามมหาสมุทรไปทางสหรัฐอเมริกา ในกรณีฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นในไทยก็มีลักษณะเดียวกัน คือ เป็นการเคลื่อนย้ายของฝุ่นละอองที่มาพร้อมลมระดับสูง ประกอบกับสภาพอากาศปิด และการที่ภาคกลางมีพื้นที่เป็นแอ่ง ทำให้ฝุ่นละอองทั้งหมดถูกกักไว้โดยไม่สามารถหาทางออกได้\r\n\r\nแต่ ดร. เสริม ยืนยันกับทางบีบีซีไทย ว่าลมที่พัดมาจากอ่าวไทยจะทำให้ฝุ่นละออง PM 2.5 ถูกพัดออกไปจากพื้นที่ภาคกลาง และอีกไม่เกิน 3 สัปดาห์สภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะกลับมาสู่ภาวะปกติ\r\n\r\n\"ในเมื่อสาเหตุของการเกิดฝุ่นละอองในกรุงเทพฯ ไม่ได้เกิดมาจากกิจกรรมที่เกิดภายในประเทศอย่างเดียว ทางภาครัฐควรมีการพูดคุยกันระหว่างประเทศเพื่อหารือร่วมกันในการทำข้อตกลงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เราจะเห็นได้ว่าปัญหาฝุ่นละอองที่เกิดขึ้นในภาคต่าง ๆ ของไทยนั้นส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้านประกอบกับกิจกรรมภายในด้วย ดังนั้นเราควรทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อหาทางออกของปัญหานี้\" ดร. เสริม อธิบาย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551060105.jpg"],
    [865,1581,"ผลวิจัยเผย การผ่าตัดเปลี่ยนเข่าและสะโพกเทียมส่วนใหญ่ใช้การได้นานถึง 25 ปี","Mon, 2019-02-25 08:58","http://www.stkc.go.th/node/1581","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"งานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยบริสตอล ระบุ 8 ใน 10 ของการผ่าตัดเปลี่ยนเข่า และ 6 ใน 10 ของการผ่าตัดเปลี่ยนสะโพก สามารถใช้การได้ถึง 25 ปี\r\n\r\nนักวิจัยระบุว่า ระยะเวลาดังกล่าวยาวนานกว่าที่เคยเชื่อกัน และผลวิจัยนี้จะช่วยให้คนไข้ตัดสินใจว่าเมื่อไรถึงจะเข้ารับการผ่าตัดได้ดีขึ้น\r\n\r\nถึงทุกวันนี้ มีข้อมูลสถิติน้อยมากถึงความประสบความสำเร็จของการผ่าตัดเปลี่ยนเข่าและสะโพกเทียม\r\n\r\nงานวิจัยนี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet ศึกษากรณีของคนไข้มากกว่า 5 แสนคน การเปลี่ยนข้อเข่าและสะโพกเป็น 2 ชนิดการผ่าตัดที่พบบ่อยที่สุดโดยสำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติ หรือ เอ็นเอชเอส (NHS) ของอังกฤษ แต่แพทย์มักไม่ทราบว่าจะตอบอย่างไรเมื่อคนไข้ถามว่าเข่าและสะโพกที่ผ่าตัดใหม่จะใช้การไปได้นานเท่าใด\r\n\r\nอาจจะใช้ได้นานมากกว่านั้นอีก\r\n\r\nในปี 2017 มีการผ่าตัดเกือบ 2 แสนครั้งในอังกฤษและเวลส์ โดยคนไข้ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 60-80 ปี\r\n\r\nดร.โจนาธาน อีวานส์ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูก ผู้เขียนงานวิจัยหลัก และนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทย์บริสตอล บอกว่า อย่างดีที่สุด สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติบอกได้แค่ว่าการผ่าตัดถูกออกแบบให้ใช้การได้นานแค่ไหน ไม่ใช่อ้างถึงหลักฐานจากประสบการณ์จริงของคนไข้\r\n\r\n\"หากดูจากเทคโนโลยีและเทคนิคที่พัฒนาในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา เราคาดว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและสะโพกทุกวันนี้จะใช้การได้นานกว่าเดิมอีก\"\r\n\r\nดร.อีวานส์ บอกว่า นี่เป็นเรื่องสำคัญมากขึ้นเพราะมีจำนวนประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้น และระดับอายุคาดเฉลี่ยของคนก็สูงขึ้นด้วย\r\n\r\nงานวิจัยนี้ค้นคว้าจากรายงานการผ่าตัดจาก 6 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, ฟินแลนด์, เดนมาร์ก, นิวซีแลนด์, นอร์เวย์ แล ะสวีเดน ซึ่งมีข้อมูลอย่างน้อย 15 ปี แต่ไม่ได้ดูข้อมูลของสหราชอาณาจักรเพราะมีข้อมูลย้อนหลังกลับไปไม่นานพอ อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยก็ตรงกับงานวิจัยเล็ก ๆ อื่น ๆ ที่ทำขึ้นในสหราชอาณาจักร\r\n\r\nงานวิจัยระบุว่า การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าและสะโพกที่ผิดพลาดมักจะเกิดจากการติดเชื้อ การใช้งานมาก และที่พบไม่บ่อยคือ เกิดจากการหัก นี่หมายความว่า คนไข้ต้องเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มจะล้มเหลวมากขึ้น\r\n\r\nจอห์น สกินเนอร์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกจากสมาคมกระดูกแห่งสหราชอาณาจักร บอกว่า จำนวนการผ่าตัดปลูกฝังเทียมที่ประสบความสำเร็จมากขึ้นหมายความว่าจะมีจำนวนการผ่าตัดเพื่อแก้ไขลดน้อยลง\r\n\r\nเขาบอกว่านี่เป็นข่าวดี และแพทย์ด้านกระดูกกำลังพยายามพัฒนาการผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกเทียมให้ใช้งานได้นานขึ้น เขาบอกว่าเป็นที่รู้กันว่า 95% ของการผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกสามารถใช้การได้อย่างน้อย 10 ปี สำนักงานบริการสุขภาพแห่งชาติระบุว่า ใช้การได้อย่างน้อย 15 ปี\r\n\r\nสกินเนอร์บอกว่า ก่อนหน้านี้ คนไข้เข้ารับการผ่าตัดในช่วงท้ายของป่วยเป็นโรคข้ออักเสบ ก่อนที่จะเดินไม่ได้และต้องพึ่งรถเข็น แต่ตอนนี้มีความมั่นใจกับกระบวนการผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกถึงขั้นที่สามารถเสนอการรักษาให้กับคนไข้ในรุ่นเด็กกว่า เพื่อที่จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและช่วยให้พวกเขายังกระฉับกระเฉงทำอะไรต่ออะไรได้อยู่","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551059917.jpg"],
    [866,1580,"มะเร็ง : ชายอเมริกันเขียนประกาศข่าวมรณกรรมตัวเอง เตือนใจผู้คนถึงพิษภัยบุหรี่","Mon, 2019-02-25 08:56","http://www.stkc.go.th/node/1580","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ชายวัย 66 ปี ในรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ เขียนประกาศข่าวมรณกรรมของตัวเอง เพื่อเตือนให้ผู้คนตระหนักถึงพิษภัยจากการสูบบุหรี่\r\n\r\nนายเจฟฟรีย์ เทอร์เนอร์ เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอดเมื่อวันที่ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากสูบบุหรี่ต่อเนื่องมานานหลายสิบปี แต่ก่อนที่จะลาโลกไป เขาได้เขียนประกาศข่าวมรณกรรมของตัวเองที่ตีพิมพ์ใน ออลบานี ไทมส์ ยูเนียน หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในเมืองออลบานี เมืองเอกของรัฐนิวยอร์ก\r\n\r\n\"ผมเป็นคนโง่เขลาที่ตัดสินใจทำเรื่องโง่เดิม ๆ วันแล้ววันเล่า\" นายเทอร์เนอร์เขียน \"หากคุณเป็นคนที่สูบบุหรี่ จงเลิกเดี๋ยวนี้ เพราะชีวิตคุณขึ้นอยู่กับมัน\"\r\n\r\nนายเทอร์เนอร์ ได้รับการวินิจฉัยเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้วว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่ 4 ซึ่งแพทย์บอกว่าเป็นผลโดยตรงมาจากการสูบบุหรี่ต่อเนื่องหลายสิบปีของเขา\r\n\r\n\"ความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่ผมสร้างให้ครอบครัวไม่คุ้มค่าเลยกับสิ่งที่ถูกมองว่าเป็น 'ความพึงพอใจ' ซึ่งไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากทำให้สิ้นเปลืองเงิน พรากผมไปจากครอบครัว และทำร้ายร่างกายของผมในท้ายที่สุด\"\r\n\r\n\"ผมมีชีวิตที่ดี แต่ยังมีเรื่องราวและเหตุการณ์สำคัญในชีวิตอีกมากมายที่ผมจะไม่สามารถแบ่งปันกับคนที่ผมรักได้อีก\" เขาเขียน \"คำสอนของเรื่องนี้ก็คือ จงอย่าเป็นคนโง่\"\r\n\r\n\"จงจำไว้ว่า ชีวิตคือสิ่งดีงาม อย่าปล่อยให้มันลอยไปกับควันบุหรี่\"\r\n\r\nศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ ระบุว่า การสูบบุหรี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคที่ป้องกันได้ และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในสหรัฐฯ โดยแต่ละปีมีคนอเมริกันราวครึ่งล้านคนเสียชีวิตจากความเจ็บป่วยที่สืบเนื่องมาจากการสูบบุหรี่\r\n\r\nในส่วนของประเทศไทยนั้น ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำรายงานสถิติการบริโภคยาสูบของประเทศไทย พ.ศ. 2561 และพบว่าเมื่อปี พ.ศ. 2560 มีประชากรที่อายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นผู้สูบบุหรี่ 10.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 19.1% ของประชากรทั้งประเทศ โดยส่วนใหญ่ของผู้สูบบุหรี่เป็นกลุ่มคนที่มีการศึกษาระดับประถมศึกษา และพบว่าภาคใต้มีอัตราผู้สูบบุหรี่มากที่สุด\r\n\r\nขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เมื่อปี 2557 มีคนไทยที่เสียชีวิตจากโรคต่าง ๆ ที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่ 54,512 ราย เป็นชาย 47,770 ราย และหญิง 6,742 ราย\r\n\r\nผลการศึกษาของกระทรวงสาธารณสุขยังพบว่า ผู้สูบบุหรี่มีแนวโน้มจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 17.8 ปี และก่อนจะเสียชีวิตคนกลุ่มนี้มักต้องทุกข์ทรมานจากโรคเรื้อรังจนสูญเสียคุณภาพชีวิตที่ดีไปโดยเฉลี่ย 3 ปี ซึ่งโรคเหล่านี้ได้แก่ โรคมะเร็งปอด มะเร็งในอวัยวะอื่น ๆ ถุงลมโป่งพอง โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551059791.jpg"],
    [867,1579,"สุขภาพ : ดีเอ็นเอฉลามอาจช่วยชี้ทางรักษามะเร็งและโรคจากความชราในมนุษย์","Mon, 2019-02-25 08:54","http://www.stkc.go.th/node/1579","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า ฉลามขาว (Great white shark) นักล่ายักษ์ใหญ่แห่งท้องทะเลอาจกุมความลับในการมีชีวิตที่ยืนยาว เพราะมีวิวัฒนาการทางพันธุกรรมที่ช่วยปกป้องพวกมันจากโรคมะเร็ง และโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ที่เป็นผลมาจากความแก่ชรา ซึ่งความรู้ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้ให้ความหวังว่าจะนำไปสู่หนทางการรักษาโรคต่าง ๆ ของมนุษย์ในอนาคต\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติร่วมกับนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโนวา เซาท์อีสเทิร์น ในรัฐฟอลริดาของสหรัฐฯ ได้ถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมด หรือจีโนม (Genome) ของฉลามขาวสำเร็จเป็นครั้งแรก แล้วนำไปเปรียบเทียบกับจีโนมของสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่น ซึ่งรวมถึงฉลามวาฬ และมนุษย์\r\n\r\nมีความลับอะไรซุกซ่อนในยีนฉลามขาว\r\n\r\nผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences พบว่าฉลามขาวซึ่งมีจีโนมใหญ่กว่ามนุษย์ 1.5 เท่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงในลำดับดีเอ็นเอที่บ่งชี้ถึงการปรับตัวในระดับโมเลกุล หรือที่เรียกว่า \"การคัดเลือกตามธรรมชาติ\" ในยีนหลายตัวซึ่งมีบทบาทสำคัญในการทำให้จีโนมเสถียร ซึ่งช่วยให้ฉลามขาวมีดีเอ็นเอที่สามารถซ่อมแซมความเสียหายได้เอง และทนทานต่อความเสียหายในแบบที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้\r\n\r\nในทางกลับกัน การที่จีโนมไม่เสถียรในมนุษย์นั้น ทำให้เราเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคจากความเสื่อมถอยของร่างกายเมื่อมีอายุมากขึ้น และโรคมะเร็ง\r\n\r\nดร.มาห์มูด ชีวจี หนึ่งในหัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า \"ความไม่เสถียรของจีโนมเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ ในมนุษย์...และตอนนี้เราค้นพบว่าธรรมชาติได้พัฒนากลยุทธ์อันชาญฉลาดในการรักษาความเสถียรของจีโนมในสัตว์ขนาดยักษ์และอายุยืนอย่างฉลาม\"\r\n\r\nดร.ชีวจี ชี้ว่า ฉลามขาวไม่เพียงจะมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมจำนวนมากอย่างน่าประหลาดใจ แต่ยังมีความสมบูรณ์มากอีกด้วย\r\n\r\nโดยนักวิจัยพบว่า จีโนมของฉลามขาวมี \"ยีนกระโดด\"( jumping genes) ซึ่งเป็นหน่วยพันธุกรรมที่สามารถเคลื่อนที่ได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ฉลามขาวมียีนที่มีความเสถียรของจีโนมเป็นจำนวนมากนั่นเอง\r\n\r\nนอกจากนี้ยังพบว่า ฉลามขาวมีการปรับตัวเชิงวิวัฒนาการที่น่าทึ่งในยีนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาบาดแผลให้หายอย่างรวดเร็ว เช่น ยีนสำคัญที่ทำให้เลือดแข็งตัว ทำให้ร่างกายของฉลามเยียวยาได้อย่างรวดเร็วแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ตาม\r\n\r\nฉลามขาวเป็นปลากินเนื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยอาศัยอยู่ในโลกมาอย่างน้อย 16 ล้านปี และเมื่อโตเต็มวัยอาจมีขนาดยาวได้ถึง 6 เมตร และหนักได้ถึง 3 ตัน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551059655.jpg"],
    [868,1578,"ภูมิแพ้ : เหตุใดคนเกือบครึ่งโลกจึงเป็นโรคนี้","Mon, 2019-02-25 08:52","http://www.stkc.go.th/node/1578","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ข้อมูลจากทีมนักวิจัยจากสถาบันคิงส์ คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอนในอังกฤษ ระบุว่า แนวโน้มของผู้เป็นโรคภูมิแพ้ (Allergies) ที่เพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาพบเห็นได้ชัดเจนในประเทศแถบตะวันตก และคาดว่าราว 40% ของประชากรโลกป่วยเป็นโรคภูมิแพ้\r\n\r\nปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเหตุใดอัตราการเป็นโรคภูมิแพ้จึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับในไทยนั้น ข้อมูลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย จากการสำรวจพบว่าอุบัติการณ์ของโรคนี้ได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าแต่ก่อนมาก และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ\r\n\r\nเหตุใดคนสมัยนี้เป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น\r\nกินปลา-สัมผัสปศุสัตว์แต่เด็ก ช่วยให้ไม่เป็นภูมิแพ้เมื่อโตขึ้น\r\nหนามบนลิ้นแมวมีโครงสร้างพิเศษ เล็งใช้เป็นต้นแบบแปรงทำความสะอาด\r\nข้อมูลจากเว็บไซต์พบแพทย์ ระบุว่า ภูมิแพ้ เกิดจากการที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมที่ได้รับเข้ามา โดยการขับสารตัวกลางออกมาต้านสิ่งแปลกปลอม แต่สารตัวกลางจะก่อให้เกิดการอักเสบและอาการแพ้แก่ร่างกาย การเกิดโรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานมากเกินไป ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ต่อสารบางอย่างที่อาจไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป แต่เป็นอันตรายต่อตัวบุคคลที่แพ้\r\n\r\nสารที่ร่างกายรับเข้ามาและกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ในลักษณะต่าง ๆ เรียกว่า \"สารก่อภูมิแพ้\" โดยร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้โดยการแสดงอาการแพ้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูกและน้ำตาไหล คันรอบดวงตา ระคายเคืองที่ใบหน้า มีผดผื่นคันและแดงตามผิวหนัง ผิวหนังลอกอักเสบ หรืออาจแพ้รุนแรงถึงขั้นท้องร่วง แน่นหน้าอก และหายใจไม่ออก หลังจากที่ได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย\r\n\r\nเชื่อว่าโรคภูมิแพ้มีสาเหตุมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งวิถีการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไป เช่น การใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษในปัจจุบันก็เป็นปัจจัยเสริมทำให้อาการของโรคภูมิแพ้รุนแรงขึ้น\r\n\r\nโรคภูมิแพ้รักษาไม่หายขาด แต่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้\r\n\r\nแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า โรคภูมิแพ้เป็นได้เกือบทุกวัย เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจว่าเป็นภูมิแพ้จริงหรือไม่\r\n\r\nการรักษาโรคภูมิแพ้ปัจจุบันมี 3 วิธีคือ\r\n\r\n1. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ หากผู้ป่วยได้รับการทดสอบภูมิแพ้ และทราบว่าตัวเองแพ้อะไร การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้อย่างถูกวิธี ก็จะทำให้อาการดีขึ้น\r\n\r\nแต่หากไม่ได้ทดสอบภูมิแพ้ อาจใช้วิธีสังเกตว่า ได้รับสารอะไรแล้วมีอาการ ก็ควรหลีกเลี่ยงสิ่งนั้น\r\n\r\nนอกจากนี้ควรกำจัดหรือลดปริมาณของสารก่อภูมิแพ้ที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เหลือน้อยที่สุด เช่น การทำความสะอาดบ้านเพื่อขจัดฝุ่นละออง การงดเลี้ยงสัตว์ที่ขนอาจกระตุ้นอาการแพ้ เช่น สุนัข แมว กระต่าย ฯลฯ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ เช่น ละอองเกสรดอกไม้ อาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ หรือแม้แต่ควันบุหรี่\r\n\r\n2. การใช้ยา เช่น ยารับประทาน ยาพ่นเข้าจมูก หรือยาสูดเข้าหลอดลม ซึ่งผู้ป่วยควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด\r\n\r\n3. การฉีดวัคซีน เป็นการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง โดยแพทย์จะทดสอบภูมิแพ้ก่อนว่าแพ้สารก่อภูมิแพ้ชนิดใด แล้วฉีดสารก่อภูมิแพ้ชนิดนั้น ๆ เพื่อให้ร่างกายผู้ป่วยค่อย ๆ ปรับภูมิต้านทานขึ้นทีละน้อย จนในที่สุดร่างกายมีภูมิต้านทานต่อสิ่งที่แพ้ได้ การรักษาด้วยวิธีนี้ใช้เวลาประมาณ 3 - 5 ปี\r\n\r\nสำหรับผู้ป่วยแพ้อาหารที่มีอาการรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้อย่างเคร่งครัด ในกรณีที่พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้แล้ว แต่ยังมีอาการแพ้เนื่องจากได้รับอาหารที่แพ้เจือปนเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจบ่อย ๆ เช่น การแพ้แป้งสาลี ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารหลายชนิด ได้แก่ ขนมปัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารชุบแป้งทอด เป็นต้น ทำให้การหลีกเลี่ยงเป็นไปได้ยาก และมีความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันซึ่งบางครั้งต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน ในกรณีนี้ควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้โดยตรง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1551059523.jpg"],
    [869,1562,"สูดกลิ่นอาหารอุดมไขมันนานกว่า 2 นาที ช่วยลดความอยากกินของพาอ้วนได้","Wed, 2019-02-13 10:16","http://www.stkc.go.th/node/1562","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"ทีมนักวิทยาศาสตร์อเมริกันค้นพบวิธีง่าย ๆ ในการลดความอยากกินอาหารเลิศรสซึ่งส่วนใหญ่มีไขมันสูง อันเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพต่าง ๆ โดยให้สูดดมกลิ่นหอมตลบอบอวลของอาหารอุดมไขมันดังกล่าวนานกว่า 2 นาทีขึ้นไป\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดาของสหรัฐฯ บอกว่า การได้สูดกลิ่นอาหารที่ให้พลังงานสูงเพียงชั่วขณะ จะทำให้เกิดความอยากกินจนยับยั้งไม่ได้ แต่การสูดดมกลิ่นอาหารไขมันสูงเป็นเวลานาน จะทำให้ความต้องการกินอาหารนั้นลดลง จนสามารถเปลี่ยนใจหันไปเลือกบริโภคอาหารชนิดที่มีคุณค่ามากกว่าแทนได้ แม้จะมีกลิ่นและรสชาติที่น่ากินด้อยกว่าก็ตาม\r\n\r\nไขมันทรานส์ คืออะไร\r\nกินอาหารครบ 3 มื้อ ก่อนบ่าย 3 โมง ช่วยลดน้ำหนัก-ดีต่อสุขภาพ\r\nเหตุใดเราจึงชอบกินมันฝรั่งทอด\r\nทีมผู้วิจัยสันนิษฐานว่า กลิ่นหอมของอาหารอุดมไขมันสามารถไปกระตุ้นวงจรการให้รางวัลในสมอง ซึ่งสร้างความรู้สึกพึงพอใจเสมือนได้กินอาหารเลิศรสนั้นจริง ๆ ให้เกิดขึ้นได้ หากบุคคลผู้นั้นสูดดมกลิ่นอาหารดังกล่าวเป็นเวลานานเพียงพอ\r\n\r\n\r\nไก่ทอดของยั่วน้ำลายใครหลายคน\r\nดร. ดีปายัน บิสวาส หนึ่งในทีมผู้วิจัยซึ่งเผยแพร่ผลการศึกษาดังกล่าวลงในวารสาร Journal of Marketing Research ระบุว่า \"กลิ่นหอมของอาหารไขมันสูงมีพลังยับยั้งความอยากกินของคนเราได้ การกระตุ้นประสาทสัมผัสที่ซับซ้อนอย่างการรับกลิ่น สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้มากกว่าการใช้กฎเกณฑ์จำกัดควบคุมอาหารอย่างเข้มงวดเสียอีก\"\r\n\r\nมีการทดลองใช้เครื่องพ่นละอองยา (Nebulizer) กระจายกลิ่นอาหารหลากหลายชนิดในโรงอาหารของโรงเรียนและตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่าง ๆ ในสหรัฐฯ เช่น กลิ่นแอปเปิล สตรอว์เบอร์รี พิซซา และคุกกี้อบใหม่ แต่นักวิจัยพบว่ากลิ่นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างพิซซาและคุกกี้ กลับมีอิทธิพลทำให้ผู้เข้าร่วมการทดลองเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้มากกว่า\r\n\r\nผลการทดลองพบว่าในโรงอาหารที่มีนักเรียน 900 คนมาใช้บริการ และมีการทดลองปล่อยกลิ่นพิซซา มีผู้เลือกซื้ออาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นจำนวนลดลงมาก จนยอดขายตกไปอยู่ที่เพียง 21.43% ในขณะที่กลิ่นแอปเปิลทำให้ยอดขายอาหารไขมันสูงตกไปอยู่ที่ 36.96% เท่านั้น ส่วนยอดขายอาหารไขมันสูงขณะที่ไม่มีการทดลองปล่อยกลิ่นใด ๆ ลดลงจากปกติไปอยู่ที่ 36.54%\r\n\r\n\r\nนักวิจัยพบว่ากลิ่นอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพอย่างพิซซาและคุกกี้ มีอิทธิพลทำให้ผู้เข้าร่วมการทดลองเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้มากกว่า\r\nส่วนการทดลองในห้องปฏิบัติการซ้ำอีกครั้งพบว่า ผู้ที่ได้กลิ่นหอมของอาหารไขมันสูงเพียงชั่วขณะสั้น ๆ ไม่ถึง 2 นาที จะมีแนวโน้มเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพสูงกว่าถึง 2 เท่า ส่วนคนที่มีจมูกไวรับรู้กลิ่นได้รวดเร็วก็มีแนวโน้มจะมีพฤติกรรมแบบเดียวกัน\r\n\r\n\"เอาเข้าจริงแล้ว สมองของคนเราไม่อาจจะแยกแยะที่มาของความรู้สึกพึงพอใจได้ โดยก่อนหน้านี้ก็มีผลการวิจัยที่ชี้ว่าประสาทสัมผัสต่าง ๆ ของคนเราสามารถมีอิทธิพลต่อกันและกัน ส่วนการรับรสและการดมกลิ่นนั้นก็มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิดมากด้วย\" ดร.บิสวาส กล่าว\r\n\r\nทีมผู้วิจัยยังแนะนำว่าโรงเรียนและองค์กรต่าง ๆ อาจประยุกต์ใช้วิธีนี้ในโรงอาหาร โดยปล่อยกลิ่นหอมของคุกกี้หรืออาหารพลังงานสูงอื่น ๆ ให้ผู้คนที่กำลังรอคิวซื้ออาหารได้สูดดม ซึ่งน่าจะช่วยเปลี่ยนใจให้หันมาซื้ออาหารไขมันต่ำและผักผลไม้ไปรับประทานกันมากขึ้น แทนที่จะจูงใจด้วยโปสเตอร์ให้ความรู้ทางโภชนาการเพียงอย่างเดียว","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1550027818.jpg"],
    [870,1561,"สกัดสารให้รส \"อูมามิ\" จากเนื้อปลาปักเป้า เล็งใช้ทำอาหารได้ไม่เสี่ยงถูกพิษ","Wed, 2019-02-13 10:15","http://www.stkc.go.th/node/1561","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ปลาปักเป้าที่มีพิษร้ายแรงถึงชีวิต กลับเป็นอาหารจานโปรดที่มีราคาแพงในญี่ปุ่นและหลายประเทศในเอเชียตะวันออก ซึ่งจะต้องปรุงโดยผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่รู้จักวิธีนำพิษออกและมีใบอนุญาตโดยเฉพาะเท่านั้น แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายังคงมีผู้ถูกพิษจากการรับประทานเนื้อปลาปักเป้าอยู่ไม่น้อย\r\n\r\nความต้องการลิ้มรสเนื้อปลาปักเป้าที่แสนอร่อย ต้องถูกขัดขวางด้วยความเสี่ยงสัมผัสพิษ Tetrodotoxin ที่มีอยู่ในตับ รังไข่ ลูกตา และหนังปลา จนหลายคนรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะกินปลาชนิดนี้\r\n\r\nแต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทงของจีน และมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมของสหราชอาณาจักร สามารถค้นพบและสกัดสารให้รสอร่อยหรือ \"อูมามิ\" ในเนื้อปลาปักเป้าออกมาได้แล้ว ซึ่งในอนาคตจะใช้เป็นต้นแบบในการสังเคราะห์สารให้รสปลาปักเป้า เพื่อนำไปปรุงอาหารที่รับประทานได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงถูกพิษร้ายแรงกันอีกต่อไป\r\n\r\nปลาปักเป้าพันธุ์ผสม อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคในญี่ปุ่น\r\nญี่ปุ่นประกาศจะกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้ากลางปีหน้า\r\nไทยไม่ใช่ชาติเดียวที่กังวลเกี่ยวกับปลาจากฟุกุชิมะ\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์มองหาสารประกอบที่ให้รสอูมามิในปลาปักเป้าสายพันธุ์ Takifugu obscurus ซึ่งพบได้ทั่วไปในแถบทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ โดยบดเนื้อเยื่อส่วนกล้ามเนื้อของปลาให้ละเอียด ทำให้สุกก่อนนำไปกรองและเข้าเครื่องหมุนเหวี่ยงสร้างแรงหนีศูนย์กลาง (Centrifuge) เพื่อให้ได้สารสกัดเนื้อปลาปักเป้าที่เป็นของเหลว\r\n\r\nผลการวิเคราะห์สารสกัดดังกล่าว พบสารประกอบที่สามารถให้รสได้ 28 ชนิด ในจำนวนนี้ 12 ชนิดซึ่งรวมถึงกรดอะมิโนอิสระ นิวคลีโอไทด์ และไอออนของสารอนินทรีย์ ได้ผ่านการทดสอบจากคณะกรรมการที่เป็นนักชิมรสชาติมืออาชีพแล้วว่า สามารถกระตุ้นการสร้างรสที่เหมือนกับเนื้อปลาปักเป้าขึ้นได้จริง โดยให้ทั้งรสอูมามิและรสชาติที่เข้มข้นหรือ \"โคคุมิ\" มากเป็นพิเศษ\r\n\r\nเนื้อปลาปักเป้าดิบแล่เป็นชิ้นบาง ถือว่าเป็นอาหารเลิศรสชนิดหนึ่ง\r\nทีมผู้วิจัยคาดว่า หากมีการพัฒนาสารสังเคราะห์ที่ให้รสเนื้อปลาปักเป้านี้ต่อไป จนมีความใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด จะช่วยให้ผู้ที่หลงใหลในรสชาติของปลาชนิดนี้สามารถลิ้มรสของมันได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตรายอีกต่อไป\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนของญี่ปุ่นบางสำนักรายงานว่า คนบางกลุ่มต้องการลิ้มรสปลาปักเป้าเพราะชื่นชอบความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เผชิญความเสี่ยง บางคนเสาะหาอวัยวะของปลาส่วนที่มีพิษมากินในปริมาณเล็กน้อย เพราะติดใจความรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนเข็มแทงเบา ๆ ที่ริมฝีปาก ซึ่งเกิดจากการสัมผัสพิษนั่นเอง\r\n\r\nทั้งนี้ สารพิษ Tetrodotoxin ในปลาปักเป้า เป็นสารพิษทำลายระบบประสาท หลังได้รับพิษประมาณ 20 นาทีถึง 3 ชั่วโมง จะทำให้อาเจียน หายใจขัด กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตและเสียชีวิตได้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1550027752.jpg"],
    [871,1560,"สกัดสารให้รส \"อูมามิ\" จากเนื้อปลาปักเป้า เล็งใช้ทำอาหารได้ไม่เสี่ยงถูกพิษ","Wed, 2019-02-13 10:15","http://www.stkc.go.th/node/1560","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ปลาปักเป้าที่มีพิษร้ายแรงถึงชีวิต กลับเป็นอาหารจานโปรดที่มีราคาแพงในญี่ปุ่นและหลายประเทศในเอเชียตะวันออก ซึ่งจะต้องปรุงโดยผู้เชี่ยวชาญพิเศษที่รู้จักวิธีนำพิษออกและมีใบอนุญาตโดยเฉพาะเท่านั้น แต่ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมายังคงมีผู้ถูกพิษจากการรับประทานเนื้อปลาปักเป้าอยู่ไม่น้อย\r\n\r\nความต้องการลิ้มรสเนื้อปลาปักเป้าที่แสนอร่อย ต้องถูกขัดขวางด้วยความเสี่ยงสัมผัสพิษ Tetrodotoxin ที่มีอยู่ในตับ รังไข่ ลูกตา และหนังปลา จนหลายคนรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะกินปลาชนิดนี้\r\n\r\nแต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทงของจีน และมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมของสหราชอาณาจักร สามารถค้นพบและสกัดสารให้รสอร่อยหรือ \"อูมามิ\" ในเนื้อปลาปักเป้าออกมาได้แล้ว ซึ่งในอนาคตจะใช้เป็นต้นแบบในการสังเคราะห์สารให้รสปลาปักเป้า เพื่อนำไปปรุงอาหารที่รับประทานได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงถูกพิษร้ายแรงกันอีกต่อไป\r\n\r\nปลาปักเป้าพันธุ์ผสม อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคในญี่ปุ่น\r\nญี่ปุ่นประกาศจะกลับมาล่าวาฬเพื่อการค้ากลางปีหน้า\r\nไทยไม่ใช่ชาติเดียวที่กังวลเกี่ยวกับปลาจากฟุกุชิมะ\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์มองหาสารประกอบที่ให้รสอูมามิในปลาปักเป้าสายพันธุ์ Takifugu obscurus ซึ่งพบได้ทั่วไปในแถบทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้ โดยบดเนื้อเยื่อส่วนกล้ามเนื้อของปลาให้ละเอียด ทำให้สุกก่อนนำไปกรองและเข้าเครื่องหมุนเหวี่ยงสร้างแรงหนีศูนย์กลาง (Centrifuge) เพื่อให้ได้สารสกัดเนื้อปลาปักเป้าที่เป็นของเหลว\r\n\r\nผลการวิเคราะห์สารสกัดดังกล่าว พบสารประกอบที่สามารถให้รสได้ 28 ชนิด ในจำนวนนี้ 12 ชนิดซึ่งรวมถึงกรดอะมิโนอิสระ นิวคลีโอไทด์ และไอออนของสารอนินทรีย์ ได้ผ่านการทดสอบจากคณะกรรมการที่เป็นนักชิมรสชาติมืออาชีพแล้วว่า สามารถกระตุ้นการสร้างรสที่เหมือนกับเนื้อปลาปักเป้าขึ้นได้จริง โดยให้ทั้งรสอูมามิและรสชาติที่เข้มข้นหรือ \"โคคุมิ\" มากเป็นพิเศษ\r\n\r\nเนื้อปลาปักเป้าดิบแล่เป็นชิ้นบาง ถือว่าเป็นอาหารเลิศรสชนิดหนึ่ง\r\nทีมผู้วิจัยคาดว่า หากมีการพัฒนาสารสังเคราะห์ที่ให้รสเนื้อปลาปักเป้านี้ต่อไป จนมีความใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด จะช่วยให้ผู้ที่หลงใหลในรสชาติของปลาชนิดนี้สามารถลิ้มรสของมันได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงอันตรายอีกต่อไป\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม สื่อมวลชนของญี่ปุ่นบางสำนักรายงานว่า คนบางกลุ่มต้องการลิ้มรสปลาปักเป้าเพราะชื่นชอบความรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เผชิญความเสี่ยง บางคนเสาะหาอวัยวะของปลาส่วนที่มีพิษมากินในปริมาณเล็กน้อย เพราะติดใจความรู้สึกเจ็บแปลบเหมือนเข็มแทงเบา ๆ ที่ริมฝีปาก ซึ่งเกิดจากการสัมผัสพิษนั่นเอง\r\n\r\nทั้งนี้ สารพิษ Tetrodotoxin ในปลาปักเป้า เป็นสารพิษทำลายระบบประสาท หลังได้รับพิษประมาณ 20 นาทีถึง 3 ชั่วโมง จะทำให้อาเจียน หายใจขัด กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตและเสียชีวิตได้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1550027750.jpg"],
    [872,1559,"ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ 6 อย่างที่พบในมนุษย์","Wed, 2019-02-13 10:06","http://www.stkc.go.th/node/1559","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"วิวัฒนาการของมนุษย์ได้ก้าวมาไกลมาก แต่ก็ยังเป็นกระบวนการที่ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า\r\n\r\nลักษณะเด่นทางกายภาพบางอย่างในสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ยังคงตกทอดต่อกันไปในหลายรุ่น แม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์ในการใช้งานแล้วก็ตาม ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ หรือ ลักษณะสืบสายพันธุ์ ยังพบในมนุษย์อย่างเรา ๆ ด้วย\r\n\r\nดร.ดอร์ซา อามีร์ นักมานุษยวิทยาที่ศึกษาด้านวิวัฒนาการ ระบุว่า \"ร่างกายของคุณก็คือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ ดี ๆ นี่เอง\"\r\n\r\nแล้วเหตุใดลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ยังหลงเหลืออยู่ในร่างกายของเราแม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์แล้ว\r\n\r\nคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญก็คือ เพราะวิวัฒนาการเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั่นเอง\r\n\r\nในบางครั้งก็ไม่มีแรงกดดันจากการคัดเลือกทางธรรมชาติเพียงพอที่จะขจัดลักษณะสืบสายพันธุ์ที่ไร้ประโยชน์บางอย่าง ไป ดังนั้นมันจึงยังหลงเหลืออยู่จากรุ่นสู่รุ่น ในบางกรณีลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ได้พัฒนาประโยชน์การใช้งานใหม่ขึ้น ในกระบวนการที่เรียกว่า \"การเปลี่ยนหน้าที่ของโครงสร้าง\" (exaptation)\r\n\r\nเหตุใดบางคนจึงมีคุณสมบัติทางกายภาพเหนือคนทั่วไป?\r\nมนุษย์โบราณโฮโม อีเร็กตัส สูญพันธุ์เพราะ \"ขี้เกียจ\"\r\nมนุษย์อาจกำลังมีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา\r\nนีแอนเดอร์ทัลมีหน้ายื่น-จมูกใหญ่ เพื่อหายใจในอากาศหนาวได้ดีขึ้น\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\nดร.อามีร์ กล่าวกับบีบีซีว่า คุณอาจเคยสงสัยว่า แล้วเราจะระบุได้อย่างไรว่าลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้ ประโยชน์ดั้งเดิม ของมันคืออะไร\r\n\r\n\"เราสามารถทำได้เพียงการตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับประโยชน์ใช้สอยดั้งเดิมของลักษณะสืบสายพันธุ์เหล่านี้...โดยพิจารณาว่ามันสำคัญต่อการดำรงชีพของเราหรือไม่ หรือเปรียบเทียบกับลักษณะสืบสายพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มไพรเมต และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ที่เป็นญาติกับมนุษย์ เพื่อดูว่ามันยังปรากฏอยู่หรือไม่ และมีประโยชน์ใช้งานอย่างไร\"\r\n\r\nนี่คือ ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ 6 อย่างที่พบในมนุษย์ :\r\n\r\n1. กล้ามเนื้อปาล์มาริส ลองกัส (palmaris longus)\r\n\r\n\r\nถ้าคุณมีกล้ามเนื้อนี้ ก็จะสามารถมองเห็นและคลำได้จากผิวหนัง โดยเอานิ้วโป้งและนิ้วก้อยสัมผัสกันแล้วงอข้อมือเล็กน้อย บรรพบุรุษของเราเคยกล้ามเนื้อส่วนนี้ในการปีนป่ายต้นไม้\r\nนี่คือการทดลองง่าย ๆ : เอานิ้วโป้งและนิ้วก้อยสัมผัสกันแล้วงอข้อมือเล็กน้อย\r\n\r\nคุณสังเกตเห็นสิ่งที่ดูคล้ายเส้นเอ็นนูนปรากฏขึ้นมาบริเวณข้อมือหรือไม่ สิ่งที่เห็นก็คือ กล้ามเนื้อปาล์มาริส ลองกัส นั่นเอง\r\n\r\nแต่คุณไม่ต้องตกใจหากไม่เห็นมัน เพราะราว 18% ของคนเราไม่มีกล้ามเนื้อชนิดนี้อยู่แล้ว และการไม่มีก็ไม่ใช่ความบกพร่องทางร่างกายแต่อย่างใด\r\n\r\nกล้ามเนื้อส่วนนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของ \"ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ\"โดยเป็นกล้ามเนื้อที่มักพบในสัตว์กลุ่มไพรเมตที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ เช่น ลิงอุรังอุตัง แต่จะมีความแตกต่างกันออกไปในหมู่ไพรเมตที่อาศัยอยู่ตามพื้นดิน\r\n\r\n\"นี่ชี้ว่ามันอาจมีประโยชน์ในการเคลื่อนไหวบนต้นไม้\" ดร.อามีร์ กล่าว ปัจจุบันกล้ามเนื้อส่วนนี้ได้กลายเป็นชิ้นส่วนโปรดของเหล่าศัลยแพทย์ ที่มักนำมันไปใช้ในการทำศัลยกรรมตกแต่ง เพราะเป็นกล้ามเนื้อที่ไม่สำคัญต่อการใช้มือของคนเรา\r\n\r\n2. ตุ่มเล็ก ๆ บนใบหู ที่เรียกว่า ดาร์วินส์ ทูเบอร์เคิล (Darwin's tubercle)\r\n\r\n\r\nสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นยังคงใช้กล้ามเนื้อส่วนนี้ช่วยในการตรวจจับเสียงของสัตว์นักล่า\r\n\"หากคุณกระดิกหูได้ คุณกำลังแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการ\" นี่คือถ้อยคำของ เจอร์รี คอยน์ ที่เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง Why Evolution is True\r\n\r\nเขาพูดถึงกล้ามเนื้อ 3 มัดที่อยู่ใต้หนังศีรษะซึ่งเชื่อมต่อกับหูของเรา และติ่งหรือตุ่มเล็ก ๆ ที่ยื่นออกมาจากใบหูด้านบนก็คือหนึ่งในกล้ามเนื้อที่พูดถึงนี้\r\n\r\nมันไม่มีประโยชน์สำหรับคนส่วนใหญ่ แต่บางคนสามารถใช้มันกระดิกหูได้ และถูกระบุถึงเป็นครั้งแรกโดย ชาลส์ ดาร์วิน บิดาด้านธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษ ทำให้มันถูกเรียกว่า Darwin's tubercle หรือตุ่มของดาร์วินนั่นเอง\r\n\r\nดร.อามีร์ กล่าวว่า \"ในขณะที่ยังมีการถกเถียงกันว่าตุ่มนี้คือลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการหรือไม่ แต่ในส่วนของกล้ามเนื้อรอบ ๆ หูนั้นอาจแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการ\"\r\n\r\nเจอร์รี คอยน์ ระบุว่า ปัจจุบันสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่าง ม้า และแมว ยังคงใช้กล้ามเนื้อดังกล่าวในการขยับใบหู เพื่อช่วยในการตรวจจับเสียงของสัตว์นักล่า, หาตำแหน่งของลูกน้อย และระบุต้นตอของเสียงต่าง ๆ\r\n\r\n3. กระดูกก้นกบ\r\n\r\n\r\nบรรพบุรุษของเราเคยใช้กระดูกก้นกบในการทรงตัวและการเคลื่อนไหวบนต้นไม้\r\nดร.อามีร์ บอกว่า กระดูกก้นกบ ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังข้อสุดท้ายของมนุษย์คือ \"ลักษณะที่หลงเหลือจากวิวัฒนาการที่เด่นชัดกว่าส่วนอื่น\"\r\n\r\n\"มันเป็นเครื่องเตือนความทรงจำถึงหางที่หายไปของเรา ซึ่งเคยมีประโยชน์ในการทรงตัวและการเคลื่อนไหวบนต้นไม้\"\r\n\r\nลักษณะสืบสายพันธุ์นี้คือตัวอย่างที่ดีของกระบวนการเปลี่ยนหน้าที่ของโครงสร้าง (exaptation) ที่กล่าวไปตอนต้น เพราะปัจจุบันมันได้เปลี่ยนมาเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อ และเอ็นกระดูกต่าง ๆ ในท้องน้อยแทน\r\n\r\n4. เยื่อบุตา plica semilunaris หรือที่เรียกว่า \"เปลือกตาที่สาม\"\r\n\r\nเปลือกตาที่สาม คือติ่งเนื้อเล็ก ๆ สีชมพูที่หัวตา\r\nคุณเคยสังเกตเห็นติ่งเนื้อเล็ก ๆ สีชมพูที่หัวตาไหม\r\n\r\nมันคือเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่อยู่ระหว่างชั้นเปลือกตากับกระจกตาที่หลงเหลือมาจากวิวัฒนาการในอดีตของมนุษย์ และมักถูกเรียกว่า \"เปลือกตาที่สาม\"\r\n\r\nดร.อามีร์ บอกว่า \"เปลือกตาที่สามจะกะพริบในแนวนอน...แต่มันไม่ได้ทำงานเลยตลอดชั่วชีวิตของคนเรา\"\r\n\r\nปัจจุบัน เรายังเห็นสัตว์ที่ใช้เนื้อเยื่อส่วนนี้ เช่น นก และแมว\r\n\r\n5. อาการขนลุกชูชัน (piloerection reflex)\r\n\r\n\r\nสัตว์อย่างแมวใช้การพองขนข่มขู่ศัตรูเพื่อทำให้ตัวมันดูใหญ่กว่าความเป็นจริง\r\nคุณคงเคยเห็นแมวพองขนเวลาที่ตื่นกลัว\r\n\r\nมันคืออาการคล้ายกันกับเวลาที่คนเราขนลุกเมื่อรู้สึกหนาวหรือหวาดกลัว\r\n\r\nปฏิกิริยาสะท้อนกลับแบบนี้เรียกว่า piloerection reflex\r\n\r\nดร.อามีร์ บอกว่า ด้วยความที่บรรพบุรุษของเรามีชีวิตบนโลกในฐานะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนปกคลุมร่างกายมายาวนาน ก่อนที่จะวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน อาการขนลุกจึงเป็นปฏิกิริยาเก่าแก่ที่ตกทอดมาเพื่อทำให้เราดูตัวใหญ่กว่าความเป็นจริง หรือเพื่อช่วยให้ร่างกายรักษาความร้อนเอาไว้ในสภาพอากาศหนาวเย็น\r\n\r\n\"เมื่อเราเริ่มมีขนน้อยลง ปฏิกิริยานี้จึงไร้ประโยชน์ ถึงขั้นที่มันไม่ได้ทำหน้าที่ดั้งเดิมตามธรรมชาติของมัน\"\r\n\r\n6. ปฏิกิริยาสะท้อนด้วยการกำมือ (Palmar grasp Reflex)\r\n\r\n\r\nลูกลิงใช้ปฏิกิริยาสะท้อนกลับนี้ในการเกาะยึดขนเวลาเกาะหลังพ่อแม่ไปไหนมาไหน\r\nปฏิกิริยาสะท้อนกลับด้วยการกำมือมักเห็นได้จากเด็กทารกที่มักกำนิ้วมือไว้แน่น\r\n\r\nปฏิกิริยานี้ยังคงมีประโยชน์กับลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นอยู่ ซึ่งพวกมันมักเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเกาะขนของสัตว์ที่แก่กว่าไปไหนมาไหน\r\n\r\nดร.อามีร์ กล่าวว่า มีการตั้งสมมุติฐานว่า ปฏิกิริยาสะท้อนด้วยการกำมือของคนเราก็มีจุดประสงค์เดียวกันกับสัตว์เหล่านี้ \"แต่เด็กทารกเกิดออกมาโดยที่ยังไม่โตเต็มที่เหมือนลูกสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น และยังไม่สามารถชันคอหรือเคลื่อนที่ได้\"","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1550027190.jpg"],
    [873,1553,"ดื้อยาปฏิชีวนะ: จับตามองแบคทีเรียกลายพันธุ์และพัฒนาการดื้อยาแบบทันควัน","Tue, 2019-02-12 10:42","http://www.stkc.go.th/node/1553","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เคยสงสัยไหมว่า แบคทีเรียพัฒนาตัวเองเพื่อเอาชนะยารักษาโรคได้อย่างไร นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดนำเสนอการทดลองนี้ เพื่อให้เห็นว่า พวกมันพัฒนาตัวเองได้เร็วแค่ไหน\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ ม.ฮาร์วาร์ด เลี้ยงแบคทีเรีย อี.โคไล ในจานเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่ เพื่อดูว่า พวกมันพัฒนาการดื้อยาปฏิชีวนะอย่างไร\r\n\r\nที่แถบนอกของจานเพาะเลี้ยงไม่มียาปฏิชีวนะ ถัดเข้ามามียา 1 โดส ที่ปกติใช้ฆ่า อี.โคไล ได้ ความแรงของยา เพิ่มเป็น 10 เท่า แล้วก็ 100 เท่า สุดท้ายที่แถบในสุดยาปฏิชีวนะแรงกว่าปกติ 1,000 เท่า\r\n\r\nจากนั้น พวกเขาได้ใส่เชื้อ อี.โคไล ที่ปลายสุดแต่ละด้านของจานเพาะเลี้ยง เชื้อ อี.โคไล ปกติ จะแพร่ไปบริเวณที่ไม่มียาปฏิชีวนะ แต่พวกมันจะตาย เมื่อเจอกับยาโดสแรก แต่สายพันธุ์ที่ดื้อยาจะทะลวงไปได้ มันแพร่ไป และเอาชนะยาที่มีความแรงหนึ่งโดสได้\r\n\r\nแบคทีเรียบนผิวหนังมนุษย์เริ่มกลายพันธุ์ เสี่ยงทำให้ติดเชื้อ-ดื้อยารุนแรง\r\nแบคทีเรียในน้ำลายหมีสีน้ำตาลอาจเป็นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่\r\nขั้นต่อไป แบคทีเรียดื้อยานี้ต้องหยุดเพื่อปรับสภาพ แล้วพัฒนาการดื้อยาขึ้นมาใหม่ เพื่อให้รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 10 เท่า\r\n\r\nเชื้อที่กลายพันธุ์ สามารถฝ่าไปได้ถึงความแรง 100 เท่า และสุดท้าย หลังจากพัฒนาการดื้อยาได้มากขึ้น แบคทีเรียนี้ก็รอดจากยาปฏิชีวนะที่มีความแรง 1,000 เท่าได้ แบคทีเรียนี้ใช้เวลาเพียง 10 วัน ในการพัฒนา จนดื้อยาได้อย่างเต็มที่","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1549942953.jpg"],
    [874,1552,"ดวงอาทิตย์ ก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร?","Tue, 2019-02-12 10:40","http://www.stkc.go.th/node/1552","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ดวงอาทิตย์มีที่มาอย่างไร ทำไมจึงมีแรงดึงดูดมหาศาล และพลังงานของดวงอาทิตย์อยู่ได้อีกนานแค่ไหน?\r\n\r\nศ.บิลล์ แชปพลิน ม.เบอร์มิงแฮม อธิบายว่า \"ดวงอาทิตย์ไม่ใช่ดาวยุคแรก ดวงอาทิตย์น่าจะเกิดจากการก่อตัวของวัตถุที่หลุดออกมาจากดาวดวงอื่น ๆ ที่สิ้นอายุขัย\"\r\n\r\n\"มันคงจะก่อตัวขึ้นจากกลุ่มแก๊สที่ฟุ้งกระจายในที่ว่างระหว่างดวงดาวที่ยุบตัวลง มันดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างในกลุ่มแก๊ส ทำให้เกิดความหนาแน่นสูงมากบริเวณศูนย์กลางของกลุ่มแก๊ส\" เขากล่าว\r\n\r\nเหตุผล 4 ข้อที่ยานในภารกิจสัมผัสดวงอาทิตย์ไม่มอดไหม้\r\nภารกิจ “แตะ” ดวงอาทิตย์ของนาซา\r\nศ.บิลล์ กล่าวว่า \"เมื่อความหนาแน่นขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ มันก็ดูด หรือดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ภายนอกเข้ามาเพิ่มขึ้น จากนั้นก็จะเกิดปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่แกนกลางของมัน\"\r\n\r\nปฏิกิริยาเกิดขึ้นจากการที่ ไฮโดรเจน เปลี่ยนเป็น ฮีเลียม และปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา เป็นกระบวนการที่ทำให้ ดวงอาทิตย์มีพลังงานในการส่องสว่าง และแผ่รังสีออกมาได้ด้วยอัตราที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน\r\n\r\n\"แหล่งเชื้อเพลิงนั้น จะยังให้พลังงานแก่ ดวงอาทิตย์ ได้อีกราว 5,000 ล้านปี\" ศ.บิลล์ กล่าว","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1549942858.jpg"],
    [875,1539,"วิกฤตฝุ่นละออง PM 2.5","Fri, 2019-02-08 11:02","http://www.stkc.go.th/node/1539","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"กรมควบคุมมลพิษแจ้งเตือนค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินมาตรฐานเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง \r\nส่งผลให้เกิดความตื่นตัวของประชาชนจำนวนมากเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยฝุ่นละออง PM 2.5 ตามข่าวนั้นเป็นฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กและไม่สามารถมองเห็นได้\r\nด้วยตาเปล่า เพราะมีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (ไมโครเมตร) หรือเล็กกว่าเส้นผมคนเราถึง 20 เท่าเลยทีเดียว\r\n\r\nโดยปกติในเมืองใหญ่ ๆ จะมีฝุ่นชนิดนี้อยู่แล้วในระดับที่ยอมรับได้ แต่เหตุการณ์ที่ทำให้ภาครัฐต้องออกมาเตือนประชาชนเนื่องมาจากมีการสะสมของฝุ่น PM 2.5\r\nเกินกว่าเกณฑ์มาตรฐานซึ่งกรมควบคุมมลพิษ กำหนดไว้ที่ 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร มีสาเหตุหลักมาจากควันเสียของรถยนต์โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล \r\nโรงงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง รวมถึงสภาพอากาศในช่วงนี้มีลักษณะแบบอากาศนิ่งและสภาพอากาศปิด ทำให้ฝุ่นละอองในอากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้น\r\nทำให้มีการสะสมเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ\r\n\r\npm2 5 2\r\n\r\n\r\nด้วยอนุภาคของฝุ่นละอองที่มีขนาดที่เล็ก ทำให้เมื่อเราหายใจเข้าไปจะส่งผลให้เกิดการระคายเคือง ไอ จามหรือมีเสมหะ ฝุ่นละออง PM 2.5 นี้สามารถผ่านเข้าไป\r\nจนถึงส่วนในสุดของปอดซึ่งจะมีผลกระทบต่อหลอดลมฝอยและถุงลม สามารถผ่านผนังถุงลมเข้าสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายตัวไปทั่วร่างกายของเรา ส่งผลกระทบ\r\nต่อสุขภาพในหลายๆด้าน อีกทั้งยังเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคหอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคมะเร็งปอด ภาวะหลอดเลือดแข็ง หลอดเลือดสมองตีบและหัวใจ\r\nเต้นผิดจังหวะ\r\n\r\nการป้องกันที่เราสามารถทำได้คือ การลดกิจกรรมที่อยู่นอกตัวอาคารในช่วงเวลาที่มีระดับของฝุ่นละอองอยู่ในปริมาณที่สูง แต่ถ้ามีความจำเป็นต้องเดินทางไป\r\nในบริเวณที่มีความเสี่ยงควรใส่อุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานและต้องมีความละเอียดของเส้นใยสูงพอที่จะกรองฝุ่นเล็กขนาด 2.5 ไมครอนโดยการใส่หน้ากาก\r\nอนามัย N95 ซึ่งหน้ากากชนิดนี้ต่างจากหน้ากากอนามัยที่ไปใช้กันทั่วไป เนื่องจากสามารถป้องกันฝุ่นขนาด 0.1-0.3 ไมครอน ได้ 95% การสวมใส่จำเป็นต้อง\r\nคำนึงถึงขั้นตอนการใส่ที่ถูกต้องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและไม่ควรใส่นานเกินไปเพราะอาจส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพออีกด้วย\r\n\r\nแหล่งข้อมูล :\r\nhttps://www.bbc.com/thai/thailand-46643980\r\nhttp://www.pcd.go.th/Public/News/GetNewsThai.cfm?task=lt2019&id=18542\r\nhttps://www.honestdocs.co/pm-2-5-environmental-nano-pollutants","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1549598543.jpg"],
    [876,1538,"ร่องรอยบนหน้าผากอาจบ่งบอกถึงสุขภาพหัวใจของคุณ","Fri, 2019-02-08 11:00","http://www.stkc.go.th/node/1538","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"หากพูดถึงริ้วรอยบนหน้าผากใครหลายคนมักจะกังวลเกี่ยวกับเรื่องความสวยความงาม หรือเรื่องสุขภาพของผิว เช่น ผิวบริเวณหน้าผากได้รับแสงแดดเป็นเวลานาน \r\nขาดความชุ่มชื้น หรือการเสื่อมโทรมของคอลลาเจน และอิลาสตินในชั้นหนังแท้ โดยชั้นหนังแท้ (Dermis) นี้อยู่ระหว่างชั้นหนังกำพร้า (Epidermis) และชั้นไขมัน \r\n(Hypodermis) ของผิวหนัง ซึ่งมีเซลล์สำคัญที่สร้างคอลลาเจน และอิลาสตินเพื่อให้ความแข็งแรง รวมถึงซ่อมแซมผิวหนังของเรา นอกเหนือจากปัญหาการเสื่อมโทรม\r\nของคอลลาเจน และอิลาสตินแล้ว เราควรให้ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพอื่นด้วย เช่น การทำงานผิดปกติของสมอง ไตอ่อนแอ และการนอนไม่หลับ \r\nซึ่งล่าสุดการศึกษาจากนักวิจัยชาวฝรั่งเศสพบว่าผู้ที่มีริ้วรอยเป็นร่องลึกก่อนวัยอันควรมักจะเสียชีวิตเนื่องจากโรคหัวใจ\r\n\r\nโดยการศึกษาครั้งนี้ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากวัยผู้ใหญ่ในประเทศฝรั่งเศสมากกว่า 3,200 คน อายุ 32 42 52 และ 62 ปี จากการนับจำนวนร่องหน้าผาก และรอยลึกของร่อง \r\nซึ่งการศึกษาได้เฝ้าติดตามผลมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปี ได้กำหนดค่าคะแนนทั้งหมด 4 เกณฑ์โดย คะแนนต่ำสุด คือ 0 หมายถึงไม่มีร่องบนหน้าผาก และคะแนนมากสุด \r\nคือ 3 หมายถึง ริ้วรอยลึกจำนวนมาก โดยผู้ที่มีค่าคะแนนจำนวนร่องหน้าผาก และรอยลึกอยู่ในเกณฑ์มาก พบว่าอัตราการเสียชีวิตจากโรคหัวใจมีมากถึง 10 เท่าของคนที่\r\nไม่มีร่องบนหน้าผาก \r\n\r\nอย่างไรก็ตามผลการวิเคราะห์นี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ยังจำเป็นต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติม \r\nซึ่งร่องรอยบนหน้าผากนั้นสามารถสังเกตได้ง่าย และมองเห็นได้ด้วยตาจึงอาจเป็นตัวเลือกหนึ่งในการนำไปเป็นตัวชี้วัดเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจในอนาคต \r\nทั้งนี้ทั้งนั้นการสังเกตเพียงร่องรอยบนหน้าผากอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะโรคหัวใจสามารถแบ่งย่อยได้เป็นหลายกลุ่มโรค จำเป็นต้องทราบข้อมูลอื่น ๆ \r\nต้องสังเกตอาการ และตรวจร่างกายประกอบ เช่น อายุ เพศ ความดันโลหิต ประวัติการสูบบุหรี่ อัตราการเต้นของหัวใจ และระดับไขมันในเลือด เป็นต้น\r\n\r\nที่มา\r\n\r\nRachael Rettner. 2018. What Forehead Wrinkles Might Tell You About Your Heart Health. LIVE SCIENCE. Resource: https://www.livescience.com/63432-forehead-wrinkles-heart-health.html?utm_source=ls-newsletter&utm_medium=email&utm_campaign=20180827-ls. 2 September. 2018\r\n\r\nLifecenterthailand. 2559. ริ้วรอยบนใบหน้า กับอาการป่วยที่ควรระวัง. Life Center Thailand. แหล่งที่มา: https://lifecenterthailand.wordpress.com/2016/06/28. 2 กันยายน 2561","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1549598404.jpg"],
    [877,1533,"กินอาหารเช้าไม่ช่วยลดน้ำหนัก แต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในทางอื่น","Wed, 2019-02-06 09:43","http://www.stkc.go.th/node/1533","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"คนส่วนใหญ่เชื่อกันว่าอาหารเช้าคือมื้อสำคัญที่สุดของวัน แต่ผลวิจัยล่าสุดจากออสเตรเลียกลับชี้ว่า อาหารเช้าให้พลังงานและสารอาหารที่จำเป็นก็จริง แต่ไม่ได้ช่วยในการควบคุมระบบเผาผลาญและช่วยลดน้ำหนัก อย่างที่เคยมีนักโภชนาการบางคนกล่าวไว้แต่อย่างใด\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาช ตีพิมพ์ผลวิเคราะห์ทบทวนงานวิจัยและการทดลองที่เคยมีมาในอดีต 13 เรื่องลงในวารสารการแพทย์อังกฤษ (BMJ) ซึ่งการทดลองเหล่านี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับการรับประทานอาหารเช้าและผลต่อการควบคุมน้ำหนักทั้งสิ้น\r\n\r\nผลการตรวจสอบพบว่า ไม่มีหลักฐานยืนยันในเรื่องที่ว่ากินอาหารเช้าเป็นประจำแล้วจะทำให้น้ำหนักลด ทั้งไม่พบข้อพิสูจน์ว่าการงดอาหารเช้าจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาวแต่อย่างใด\r\n\r\nสูดกลิ่นอาหารอุดมไขมันนานกว่า 2 นาที ช่วยลดความอยากกินของพาอ้วนได้\r\n5 ปัจจัยส่งผลต่อน้ำหนักตัว\r\nกินอาหารครบ 3 มื้อ ก่อนบ่าย 3 โมง ช่วยลดน้ำหนัก-ดีต่อสุขภาพ\r\nก่อนหน้านี้เชื่อกันว่า อาหารเช้าให้สารอาหารและพลังงานที่จำเป็นต่อการเริ่มต้นวันใหม่ ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานเป็นปกติ ป้องกันการกินจุบกินจิบหรือกินมากเกินไปในระหว่างวันซึ่งเป็นสาเหตุของความอ้วน โดยงานวิจัยในอดีตชี้ว่าผู้ที่รับประทานอาหารเช้ามักจะมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ แต่ทีมผู้วิจัยในปัจจุบันมองว่างานวิจัยในอดีตมีหลักฐานสนับสนุนไม่เพียงพอ เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เหมาะสมอาจเป็นผลมาจากปัจจัยอื่นในการดำรงชีวิตด้วยก็เป็นได้\r\n\r\nลองบดอะโวคาโดป้ายลงบนขนมปัง เพื่อรับประทานเป็นอาหารเช้ามื้อเบา ๆ ที่มีคุณค่าได้\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโมนาชชี้ว่า ผลวิเคราะห์ไม่พบความแตกต่างในเรื่องน้ำหนักตัวระหว่างคนที่กินอาหารเช้าและคนที่งดอาหารเช้า โดยคนที่กินอาหารเช้ารับพลังงานเข้าสู่ร่างกายมากกว่าคนที่งดอาหารเช้าราว 260 แคลอรีต่อวัน แต่คนที่งดอาหารเช้าก็มีน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยน้อยกว่าคนที่กินอาหารเช้าเพียงครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น\r\n\r\nทีมผู้วิจัยยังแนะว่า การงดอาหารเช้าอาจเป็นทางเลือกที่ดีในการควบคุมอาหารทางหนึ่ง เพราะไม่ได้ส่งผลให้เกิดอาการโหยและกินอาหารมากขึ้นในระหว่างวันตามที่เคยเชื่อกันมา\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการมองว่า แม้อาหารเช้าจะไม่ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้อ้วน ทั้งยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่น ๆ อยู่ เช่นเป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญเช่นแคลเซียมและไฟเบอร์ในกลุ่มผู้ที่รับประทานนมและธัญพืช อาหารเช้ายังช่วยให้มีสมาธิในการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้นโดยเฉพาะในเด็ก","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1549421010.jpg"],
    [878,1532,"หิมะม้วน : พบปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ยากในอังกฤษ","Wed, 2019-02-06 09:41","http://www.stkc.go.th/node/1532","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติ snow roller ซึ่งหิมะม้วนทับถมกันจนมีรูปทรงคล้าย เค้กแยมโรล ในแถบชนบทของอังกฤษ นับเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก\r\n\r\nนายไบรอัน เบย์ลิสส์ เป็นผู้พบและถ่ายภาพ snow roller ที่เกิดขึ้นในทุ่งนาของเขาในมณฑลวิลต์เชียร์ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ\r\n\r\nพบวงแหวนน้ำแข็งยักษ์ก่อตัวในแม่น้ำสหรัฐฯ\r\nผู้คนเล่นอะไรกัน ช่วงสหรัฐฯ เผชิญสภาพอากาศหนาวจัด\r\nพบภูเขาน้ำแข็งทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสมบูรณ์แบบในธรรมชาติ\r\n\r\nนายเบย์ลิสส์ เล่าว่า ตอนแรกที่เห็น snow roller จำนวน 6 ลูกนั้น เขาคิดว่ามันเป็นฝีมือของคน แต่เมื่อสังเกตดี ๆ ก็พบว่ามันไม่มีร่องรอยเท้าคนเหยียบย่ำเข้าไปในบริเวณนั้นเลย\r\n\r\nนายเอียน เฟอร์กัสสัน ผู้ประกาศข่าวพยากรณ์อากาศของบีบีซีบอกว่ามันเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาดูได้ \"ยากมาก\" เพราะ snow roller ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ที่มีหิมะตก แต่จะก่อตัวขึ้นก็ต่อเมื่อมีสภาพอากาศที่เหมาะสม และมีลมแรงพอเหมาะที่จะพัดให้หิมะกลิ้งทับถมกันไปจนเป็นก้อนขนาดใหญ่ขึ้น\r\n\r\n\"นี่คือภาพที่งดงามอย่างแท้จริง\" นายเฟอร์กัสสันกล่าว พร้อมระบุว่า สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่จะทำให้เกิด snow roller นั้นคือ ที่ลาดบริเวณภูเขาที่ไม่มีต้นไม้ปกคลุม มีหิมะตกลงมาเป็นชั้นบาง ๆ เหนือชั้นของน้ำแข็ง ประกอบกับมีอุณหภูมิ, ระดับความชื้น และความเร็วลมที่พอเหมาะ เพราะหากกระแสลมแรงหรือเบาจนเกินไป หิมะจะไม่ม้วนจับตัวเป็นก้อนนั่นเอง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1549420880.jpg"],
    [879,1531,"กาแล็กซีทางช้างเผือกรูปทรงไม่เหมือนจานแบน แต่โค้งงอบิดเบี้ยวที่ริมขอบ","Wed, 2019-02-06 09:37","http://www.stkc.go.th/node/1531","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"แผนที่สามมิติล่าสุดของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งมีความแม่นยำมากที่สุดในบรรดาแผนที่ของดาราจักรแห่งนี้ที่เคยจัดทำมา เผยให้เห็นว่ากาแล็กซีที่เราอาศัยอยู่นั้น ไม่ได้มีรูปทรงเป็นจานแบนเรียบเหมือนขนมแพนเค้กตามที่เคยเข้าใจกัน แต่มีสภาพโค้งงอบิดเบี้ยวที่บริเวณแถบริมขอบ จนดูคล้ายกับตัวอักษรเอส (S) ที่ถูกยืดให้ขยายตัวออก\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยแม็กควอรีของออสเตรเลีย และหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งชาติของสถาบันวิทยาศาสตร์จีน (NAOC) ร่วมกันตีพิมพ์เผยแพร่แผนที่สามมิติฉบับดังกล่าวในวารสาร Nature Astronomy โดยชี้ว่าขอบนอกของกาแล็กซีทางช้างเผือกบิดงอและโค้งมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากแรงเหวี่ยงมหาศาลของส่วนจานหมุนด้านในที่ใจกลางดาราจักร\r\n\r\nดวงดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือกเคลื่อนที่เหมือนระลอกคลื่น\r\nกาแล็กซีทางช้างเผือก \"ตาย\" ไปแล้วครั้งหนึ่งก่อนฟื้นคืนชีพใหม่\r\nกาแล็กซีทางช้างเผือกเขมือบดาราจักรอื่นไปแล้ว 15 แห่ง\r\nอันที่จริงแล้ว การจะล่วงรู้ถึงรูปทรงที่แท้จริงของกาแล็กซีที่เราอาศัยอยู่ไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมนักวิทยาศาสตร์ผู้จัดทำแผนที่ฉบับล่าสุดบอกว่า เปรียบเสมือนคนที่อยู่ในเรือดำน้ำลำหนึ่งต้องการจะทราบถึงรูปทรงของมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ที่ล้อมรอบตนเองอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยากพอกับการพยายามวัดระยะทางจากดวงอาทิตย์ออกไปยังขอบนอกของดาราจักรในหลายตำแหน่ง เพื่อให้ทราบถึงรูปร่างของกาแล็กซีทางช้างเผือกที่ถูกต้อง\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ทีมผู้วิจัยได้ใช้วิธีวัดระยะทางจากโลกไปยังดาวแปรแสงเซฟีด (Cepheid variable ) กว่า 1,300 ดวงทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือก แล้วนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นแบบจำลองรูปทรงของดาราจักรขึ้น โดยดาวแปรแสงเซฟีดที่สว่างจ้ากว่าดวงอาทิตย์นับแสนเท่านั้นเป็นเสมือนเทียนมาตรฐาน (Standard candle) หรือประภาคารของจักรวาล โดยนักดาราศาสตร์ใช้ความสว่างและการกระพริบแสงในความถี่ที่แน่นอนของมันเป็นหลักเทียบวัด เพื่อคำนวณหาระยะทางในห้วงอวกาศได้อย่างแม่นยำ\r\n\r\n\r\nดาวแปรแสงเซฟีดเป็นเสมือนเทียนมาตรฐาน (Standard candle) ของจักรวาล โดยใช้ความสว่างของมันเป็นหลักวัดระยะทางในห้วงอวกาศได้แม่นยำ\r\nส่วนข้อมูลการวัดระยะทางในห้วงอวกาศครั้งนี้มีความแม่นยำถึง 95% ซึ่งสูงกว่าในอดีต เนื่องจากใช้ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศความยาวคลื่นอินฟราเรด WISE ขององค์การนาซา โดยรังสีอินฟราเรดจะช่วยขจัดการบดบังแสงดาวของกลุ่มฝุ่นและก๊าซในห้วงอวกาศลงได้มาก\r\n\r\nดร.ริชาร์ด เดอ กริจส์ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า \"การที่ดาราจักรรูปเกลียวเกิดการบิดเบี้ยวที่ขอบนอกนั้นผิดปกติอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของกาแล็กซีทางช้างเผือก ซึ่งขอบนอกที่โค้งงอมีกลุ่มก๊าซของอะตอมไฮโดรเจนและมีดาวฤกษ์เกิดใหม่รวมอยู่ด้วย\"\r\n\r\n\"เรื่องนี้แสดงถึงการมีกลไกหรือพลวัตรบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดความผิดปกตินี้ขึ้น และอาจเกี่ยวข้องกับการกระจายตัวของสสารมืดก็เป็นได้\"","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1549420662.png"],
    [880,1525,"เทคโนโลยีแผงโซล่าลอยน้ำกระตุ้นการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในเอเชีย","Thu, 2019-01-31 11:26","http://www.stkc.go.th/node/1525","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เทคโนโลยีแผงโซล่าลอยน้ำกระตุ้นการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในเอเชีย\r\n\r\nตอนที่รัฐเกระละ ทางใต้ของอินเดียประสบกับภัยน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปีเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีคนเสียชีวิตมากกว่า 480 คนเเละสร้างความเสียหายกว่าห้าพันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่สิ่งหนึ่งที่รอดจากภัยน้ำท่วมครั้งนั้นโดยไม่เสียหายเเม้เเต่น้อยคือแผงโซล่าลอยน้ำของอินเดียที่ติดตั้งเหนือผิวน้ำในเขื่อนกั้นน้ำที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ\r\n\r\nเชลีช เค. มิชรา (Shailesh K. Mishra) ผู้อำนวยการด้านระบบพลังงานที่หน่วยงานรัฐบาล Solar Energy Corporation of India กล่าวว่าขณะที่อินเดียกำลังประสบกับสภาพภูมิอากาศที่ผกผันมากขึ้น ความต้องการใช้ไฟฟ้าได้เพิ่มสูงขึ้นและอินเดียกำลังหันมาใช้แผงโซล่าลอยน้ำเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตกระเเสไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีนี้\r\n\r\nเขากล่าวกับผู้สื่อข่าวจากรอยเตอร์สว่าอินเดียกำลังวางแผนติดตั้งแผงโซล่าครั้งใหญ่ที่เขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำหลายแห่งเเละตามลำน้ำอีกหลายสายในรัฐต่างๆ\r\n\r\nเขากล่าวว่าค่าลงทุนด้านการติดตั้งแผงโซล่าลอยน้ำได้ลดลงมาเกือบเท่ากับการติดตั้งแผงโซล่าบนพื้นดินเเละจะได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว\r\n\r\nบรรดาผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าขณะที่ประเทศต่างๆ กำลังเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าจากพลังงานเเสงอาทิตย์มากขึ้นเพื่อผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอแก่ความต้องการพลังงานเเละเพื่อลดภาวะโลกร้อน แผงโซล่าแบบลอยน้ำที่ติดตั้งที่เขื่อนหรือตามเเนวชายฝั่งทะเลกำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเอเชีย\r\n\r\nโอลิเวอร์ ไนท์ (Oliver Knight) ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานอาวุโสแห่งธนาคารโลกกล่าวว่าแผงโซล่าลอยน้ำมีการติดตั้งในจีนไปจนถึงหมู่เกาะมัลดีฟส์เเละอังกฤษเพราะไม่เจอกับปัญหาขาดเเคลนที่ดินอย่างที่เกิดกับการติดตั้งเเผงโซล่าแบบดั้งเดิม\r\n\r\nเขากล่าวในการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับรอยเตอร์สว่าแม่น้ำหรือลำน้ำมีอยู่เเล้วไม่จำเป็นต้องไปเสาะหา เขากล่าวว่าการติดตั้งแผงโซล่าบนผิวน้ำ ส่วนใหญ่จะคลุมพื้นที่ได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เขื่อนทั้งหมด ช่วยลดการระเหยของน้ำลงได้ด้วยซึ่งเป็นผลดีต่อพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ\r\n\r\nยกตัวอย่าง รัฐบาลชุดใหม่ของปากีสถานที่กำลังพูดถึงการใช้แผงโซล่าลอยน้ำเหนือผิวน้ำในเขื่อนหลายแห่งใกล้กับเมืองคาราจีเเละเมืองไฮเดอราบัดเพื่อผลิตไฟฟ้าที่เป็นที่ต้องการเป็นอย่างมากเเละช่วยลดปัญหาการสูญเสียน้ำเนื่องจากอากาศที่ร้อนขึ้นเพราะภาวะโลกร้อน น้ำในเขื่อนที่ปากีสถานเกิดการระเหยไปในอากาศสูงขึ้นเพราะอากาศที่ร้อนจัด\r\n\r\nธนาคารโลกชี้ว่า ขณะนี้ จีนติดตั้งแผงโซล่าลอยน้ำที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าที่ 1.1 กิกะวัตต์มากที่สุด แต่ศักยภาพของเทคโนโลยีนี้สูงกว่านี้มาก โดยไนท์ ผู้เชี่ยวชาญแห่งธนาคารโลกกล่าวว่าหากติดตั้งแผงโซล่าบนผิวน้ำของเขื่อนทั่วโลกเพียง 1 เปอร์เซ็นต์ ก็จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 400 กิกะวัตต์ ซึ่งถือว่าสูงมาก\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ความนิยมติดตั้งแผงโซล่าลอยน้ำสร้างความกังวลว่าแผงโซล่าจะกันไม่ให้แสงอาทิตย์ลงไปในน้ำ ส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำและระบบนิเวศวิทยา หรือ ระบบการผลิตไฟฟ้าอาจไม่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่เปียก โดยเฉพาะจากน้ำเค็มหากติดตั้งตามชายฝั่งทะเล\r\n\r\nแต่ผู้ที่เห็นด้วยบอกว่าขณะที่จำเป็นต้องศึกษาผลกระทบทางสิ่งเเวดล้อม พวกเขามองว่าการติดตั้งแผงโซล่าบนผิวน้ำที่กินพื้นที่ไม่มากนักในขณะนี้ ยังไม่เป็นปัญหาใหญ่\r\n\r\nมิชรา เจ้าหน้าที่อินเดียกล่าวว่าคนกังวลว่าแผงโซล่าลอยน้ำจะส่งผลกระทบต่อปลาเเละต่อคุณภาพน้ำ เเต่มาขณะนี้ ความกังวลนี้ในอินเดียได้หมดไป เขากล่าวว่าอินเดียผลิตแผงโซล่าขึ้นใช้เองเเละกำลังตั้งโรงงานผลิตอุปกรณ์ในการติดตั้งขึ้นใช้เองด้วย ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายลงมาได้อย่างมาก\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1548908763.jpg"],
    [881,1524,"พบจุดบกพร่องใน “เฟสไทม์” ดักฟังปลายสายได้แม้ไม่กดรับ","Thu, 2019-01-31 11:22","http://www.stkc.go.th/node/1524","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"โปรแกรม Facetime ระบบการโทรของ iPhone ของแอปเปิล (Apple) พบช่องโหว่ หรือ Bug ที่เปิดโอกาสให้ผู้โทรสามารถดักฟังเสียงจากปลายสายได้ แม้จะไม่มีการรับสายเกิดขึ้นก็ตาม สร้างความกังวลด้านความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของผู้ใช้สมาร์ทโฟนของ Apple มากขึ้น\r\n\r\nเว็บไซต์ CNBC อ้างรายงานจากเว็บไซต์ 9to5Mac ที่ผู้ใช้รายหนึ่งชื่อว่า Benji Mobb ถ่ายคลิปทดสอบปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ระบบ Facetime สามารถฟังเสียงจากปลายสายที่ผู้ใช้โทรหาได้ โดยที่ปลายสายไม่ต้องกดรับ โดยเขาได้ทดสอบโทรไปยังปลายสายผ่าน Facetime และกดเพิ่มรายชื่อของตัวเองเข้าในระบบการโทรแบบกลุ่ม (group call) จะทำให้สามารถฟังเสียงจากปลายสายได้เลยโดยที่ไม่ต้องรอให้รับสาย ซึ่งทาง CNBC ได้ทดสอบและพบว่ามีช่องโหว่ดังกล่าวอยู่จริง\r\n\r\n \r\nยิ่งไปกว่านั้น ทางเว็บไซต์ The Verge ยังพบว่า หากปลายสายพยายามตัดสายด้วยการกดปุ่ม Power ที่อยู่ด้านข้างของเครื่อง ระบบ Facetime จะส่งวิดีโอที่ไม่มีเสียงไปให้กับผู้โทรเข้า นั่นหมายถึง Facetime ได้บันทึกวิดีโอที่มีภาพของปลายสายไว้ไม่ว่าจะรับสายหรือไม่ก็ตาม\r\n\r\nทั้งนี้ ช่องโหว่ดังกล่าวถูกพบในระบบการโทรแบบกลุ่ม หรือ Group FaceTime ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว สร้างความกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ไอโฟนอย่างมาก เพราะอาจนำไปสู่การลักลอบดักฟัง หรือเข้าถึงความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้\r\n\r\nล่าสุด Apple ออกมาเปิดเผยว่าจะเร่งแก้ไขจุดบกพร่องดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้ แต่ในระหว่างนี้ ผู้ใช้ไอโฟนสามารถป้องกันความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้เบื้องต้นได้ ด้วยการยกเลิกระบบ Group FaceTime เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1548908570.jpg"],
    [882,1522,"แรงงานในอนาคตต้องพัฒนาศักยภาพเพื่อเเข่งขันกับหุ่นยนต์","Thu, 2019-01-31 11:17","http://www.stkc.go.th/node/1522","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"\r\nเจนเนล ชาเวซ (Jennail Chavez) อายุ 25 ปี เคยทำงานอยู่ในคลังเก็บสินค้าแห่งหนึ่งเเละต้องการหางานใหม่ที่ดีกว่า จึงกลับไปเรียนหนังสือต่อ เเละหลังจากเรียนต่อที่วิทยาลัยการช่าง Los Angles Trade Technical College ชาเวซวางแผนว่าจะทำงานเป็นผู้รับเหมาทั่วไป เธอชอบทำงานด้านการก่อสร้างเเละไม่ลังเลเเม้ว่างานการก่อสร้างเป็นงานของผู้ชาย\r\n\r\nชาเวซบอกว่าต้องการทำงานที่เหมาะกับบุคลิกส่วนตัว จึงหันมาทำงานด้านการก่อสร้าง แต่ไม่นานหลังจากนั้น เธอค้นพบว่าความสามารถที่เรียนรู้จากวิทยาลัยการช่างกำลังจะถูกทดแทนด้วยหุ่นยนต์\r\n\r\nเธอกล่าวว่า ปัจจุบันมีเครื่องพิมพ์สามมิติที่สามารถสร้างบ้านได้ ทำให้วิตกกังวลว่านี่จะทำให้เธอกำลังจะตกงาน\r\n\r\nลอเรนซ์ แฟรงค์ (Laurence Frank) ประธานของวิทยาลัยการช่าง Los Angeles Trade Technical College กล่าวว่า เเรงงานในสหรัฐฯ ปัจจุบันจำเป็นต้องเข้ารับการฝึกฝนความสามารถใหม่เพื่อให้เป็นที่ต้องการของตลาดเเรงงานที่เปลี่ยนไป เขากล่าวว่า คนงานต้องเรียนรู้ความสามารถใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มีความรู้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า\r\n\r\nเจค็อบ พอร์ทิลโล (Jacob Portillo) เข้าใจดีถึงความจำเป็นของการรู้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เขาเพิ่งจบจากโครงการฝึกอบรมด้านการทำงานกับรถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซล\r\n\r\nเขากล่าวว่า ทุกปีที่ผ่านไป ระบบต่างของรถบรรทุกวิวัฒนาการไปสู่ระบบที่แตกต่างไปกลายเป็นเรื่องใหม่ ตัวเขาเองต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาเเละต้องวิวัฒนาการตามงานที่ทำ\r\n\r\nตำแหน่งงานต่างๆ ที่ต้องใช้ความคิดระดับสูง ต้องขบคิดเพื่อแก้ปัญหา เป็นงานที่หุ่นยนต์ทดแทนได้ยาก แฟรงค์กล่าวว่า งานช่างประปา ช่างไฟฟ้า เป็นงานที่ต้องแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลา ต้องตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา งานในตำเเหน่งเหล่านี้มีความมั่นคงสูงเพราะหุ่นยนต์เข้ามาทดแทนมนุษย์ได้ยาก \r\n\r\nนอกจากนี้ ตำแหน่งงานที่ต้องใช้ความสามารถด้านอารมณ์ (Soft skills) อย่างเช่น การสื่อสาร การจัดการเวลา เเละงานที่ต้องทำเป็นทีม จะช่วยให้เเรงงานมีงานทำต่อไปในอนาคต\r\n\r\nเจน โอทส์ (Jane Oates) ประธานของ Working Nation หน่วยงานรณรงค์เพื่อส่งเสริมการเตรียมเเรงงานชาวอเมริกันให้พร้อมกับตำเเหน่งงานในอนาคต บอกว่า มีความจำเป็นมากที่ต้องสอนนักเรียนนักศึกษาสมัยใหม่ให้เป็นนักสื่อสารที่ดี ทำงานเป็นทีม เเละมีความสามารถในการวิเคราะห์\r\n\r\nโอทส์กล่าวว่า โรงเรียนมัธยมศึกษาเเละมหาวิทยาลัยจำนวนมากในสหรัฐฯ ตามไม่ทันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อพูดถึงการเตรียมตัวนักเรียนนักศึกษาให้พร้อมกับตลาดงานในอนาคต\r\n\r\nเขากล่าวว่า มหาวิทยาลัยและโรงเรียนมัธยมศึกษาควรว่าจ้างคนที่มีความรู้จากภาคอุตสาหกรรมเข้าไปสอนหนังสือ\r\n\r\nโอทส์กล่าวว่า ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 21 การเรียนรู้เเละการปรับตัวจะไม่มีทางสิ้นสุด เราต้องครุ่นคิดตลอดเวลาว่าจะพัฒนาตนเองให้เหมาะกับงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร\r\n\r\nเเละสำหรับ เจนเนล ชาเวซ เธอบอกว่าจะทำงานในภาคการก่อสร้างไปอีกสักสองสามปี เเละวางแผนว่าจะกลับไปเรียนต่อทางด้านไฟฟ้าเเละพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต\r\n\r\n(เรียบเรียงโดย ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1548908240.jpg"],
    [883,1515,"เครื่องจักรทางการเกษตรไฮเทคของ Deere ติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์วิทัศน์","Tue, 2019-01-29 10:42","http://www.stkc.go.th/node/1515","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เครื่องจักรเเละเครื่องใ้ช้ทางการเกษตรสุดไฮเทคของบริษัทจอห์น เดียร์ ที่นำมาเเสดงในงานมหกรรมสินค้า Consumer Electronics Show 2019 นี้ มีการติดตั้งทั้งจีพีเอส เลเซอร์ คอมพิวเตอร์วิทัศน์ ตลอดจน machine learning ซึ่งทำให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ด้วยตัวเองเเละตัวเซ็นเซอร์เพื่อให้เครื่องจักรมีประสิทธิภาพมากขึ้น\r\n\r\nเครื่องจักรในการเกษตรสุดไฮเทคของบริษัท Deere เปิดตัวเป็นครั้งเเรกในงานนี้เเละเเสดงถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในการเพาะปลูกพืช\r\n\r\nบริษัท Deere ได้นำรถเก็บเกี่ยวธัญพืชคันใหญ่โตเเละรถแทรกเตอร์ที่ติดตั้งระบบนำทางจีพีเอสไปแสดงในงานเทคโนโลยีที่ลาสเวกัส เพื่อเน้นย้ำว่าการเกษตรไม่ได้พึ่งพาแค่สภาพอากาศเท่านั้น\r\n\r\nทางบริษัทชี้ว่าเครื่องมือการเกษตรต่างๆ ของบริษัทนำทางโดยข้อมูลที่ได้จากระบบจีพีเอสระบบใหม่ที่สามารถทำงานได้อย่างแม่นยำมากกว่าเดิม\r\n\r\nขณะกำลังทำงานอยู่ในไร่ เครื่องจักรไฺ์ฮเทคจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสภาพดินเเละเฝ้าระวังว่าการเก็บเกี่ยวข้าวโพดเเละพืชชนิดอื่นมีประสิทธิภาพเเละลดขยะ\r\n\r\nดีนนา โวาร์ (Deanna Kovar) ผู้จัดการด้านการตลาดของบริษัท Deere กล่าวว่าทางบริษัทต้องการให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าเราปลูกพืชอาหารอย่างไร\r\n\r\nเธอกล่าวว่านอกจากเครื่องจักร์ต้วนี้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตธัญพืชเเล้ว ยังจัดเก็บข้อมูลไปในตัว ซึ่งช่วยเกษตรกรตัดสินใจเกี่ยวกับการเพาะปลูกในปีต่อไป\r\n\r\nเธอกล่าวว่าอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ที่เพิ่มเข้าไปในเครื่องจักรทางการเกษตรของบริษัท ทำให้ราคาของรถเก็บเกี่ยวผลผลิตสูงขึ้นอีก 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ หรือสามแสนบาท โดยขายที่ราคาเกือบ 500,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯหรือ 15 ล้านบาท\r\n\r\nเเต่เธอกล่าวว่าเครื่องจักรไฮเทคตัวใหม่นี้ช่วยให้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากขึ้นต่อไร่ ซึ่งจะช่วยเกษตรกรถอนทุนคืนได้อย่างรวดเร็ว\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1548733339.jpg"],
    [884,1514,"ออกกำลังกายเบาๆ ช่วยทุเลาความรุนเเรงของ 'อาการเส้นเลือดเลี้ยงสมองตีบ'","Tue, 2019-01-29 10:39","http://www.stkc.go.th/node/1514","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวผู้ป่วย 925 คน ที่เข้ารับการรักษาหลังจากล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก ที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก สวีเดน ระหว่างปี ค.ศ. 2014 – 2016 และพบว่า ผู้ป่วย 4 ใน 5 คนล้มป่วยด้วยอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตกที่ไม่รุนแรง\r\n\r\nและมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ป่วยออกกำลังกายเบาๆ ก่อนล้มป่วย เเละเมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่อยู่เฉยๆ พบว่า คนที่ออกกำลังกายเบาๆ ก่อนล้มป่วยมีอาการป่วยที่ไม่รุนแรง\r\n\r\nทีมนักวิจัยตีพิมพ์ผลการศึกษานี้ในวารสาร Neurology เมื่อเร็วๆนี้\r\n\r\nมาลิน ไรน์โฮล์ดสัน (Malin Reinholdsson) นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก (University of Gothenburg) กล่าวว่า จากการศึกษาก่อนหน้านี้ ทีมนักวิจัยรู้ว่าการออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบตันหรือแตก แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าการออกกำลังกายมีส่วนช่วยลดระดับความรุนแรงของอาการป่วยมากน้อยแค่ไหน\r\n\r\nผู้ป่วยในการวิจัยอายุโดยเฉลี่ย 73 ปี เเละส่วนมากมีภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดอุดตันซึ่งพบได้ทั่วไป เกิดขึ้นเมื่อมีก้อนอุดตันเส้นโลหิตที่ไปเลี้ยงสมอง และราวร้อยละ 6 ของผู้ป่วยเกิดอาการเส้นเลือดในสมองเเตกซึ่งพบไม่บ่อยนัก\r\n\r\nเพื่อประเมินระดับของการออกกำลังกายก่อนล้มป่วย ทีมนักวิจัยได้สอบถามผู้ป่วยในการวิจัยถึงระยะเวลาเเละความหนักหน่วงของการออกกำลังกายก่อนหน้าที่ต้องเข้าโรงพยาบาล\r\n\r\nทีมนักวิจัยกล่าวว่า การออกกำลังกายเบาๆ ได้เเก่การเดินเล่นสบายๆ นาน 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และการออกกำลังกายระดับปานกลาง ได้แก่การว่ายน้ำ การวิ่ง เเละการเดินเร็ว อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์\r\n\r\nในบรรดาผู้ป่วย 481 คนที่ไม่ออกกำลังกายเลย มี 354 หรือร้อยละ 74 เกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันหรือแตกชนิดไม่รุนแรง\r\n\r\nและสำหรับคนที่ออกกำลังกายเบาๆ 330 คน หรือร้อยละ 86 เกิดอาการเส้นเลือดสมองอุดตันหรือเเตกที่ไม่รุนแร งเเละในกลุ่มผู้ป่วย 59 คนที่ออกกำลังกายในระดับปานกลาง พบว่า 53 คน หรือร้อยละ 90 ล้มป่วยเเบบไม่รุนแรง\r\n\r\nทีมนักวิจัยชี้ว่า อายุยังเป็นปัจจัยที่สำคัญด้วย โดยคนที่อายุสูงกว่าจะล้มป่วยด้วยอาการที่รุนแรงกว่าผู้ป่วยที่อายุน้อยกว่า\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ไม่ได้มุ่งพิสูจน์ว่าระยะเวลาเเละความหนักหน่วงของการออกกำลังกายมีผลต่อความรุนแรงของอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตก หรือไม่ และอย่างไร\r\n\r\nข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งของการวิจัยนี้คือ ทีมนักวิจัยต้องพึ่งผู้ป่วยที่รอดชีวิตจากอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตก ในการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับนิสัยการออกกำลังกายก่อนล้มป่วย เเละความทรงจำของผู้ป่วยมีความแม่นยำลดลงหลังล้มป่วย\r\n\r\nนิโคล สปาร์ตาโน่ (Nicole Spartano) นักวิจัยที่ภาควิชาการแพทย์ มหาวิทยาลัยบอสตัน ซึ่งร่วมเขียนบทบรรณาธิการที่ตีพิมพ์พร้อมกับรายงานผลการศึกษานี้ กล่าวว่า แม้กระนั้นก็ตาม ผลการวิจัยนี้ได้เพิ่มข้อมูลที่มีหลักฐานยืนยันว่า การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเเตกลงได้ ตลอดจนช่วยลดความรุนแรงของอาการป่วยลง\r\n\r\nสปาร์ตาโน่กล่าวว่า การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยให้สมองรักษาความเเข็งเเรงของเส้นเลือดซึ่งมีเครือข่ายที่ซับซ้อน ดังนั้นหากเกิดอาการอุดตันในเส้นเลือดจุดใดจุดหนึ่ง อาจจะมีเส้นทางอื่นที่สามารถนำออกซิเจนไปยังจุดที่มีปัญหาได้\r\n\r\nสปาร์ตาโน่ย้ำว่า การออกกำลังกายสามารถช่วยป้องกันปัจจัยเสี่ยงของการเกิดอาการเส้นเลือดอุดตันหรือแตก อาทิ ความอ้วน เบาหวานเเละความดันโลหิตสูง และย้ำว่า การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าคนเราอาจไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเพื่อให้ห่างไกลจากโรคร้าย\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1548733147.jpg"],
    [885,1504,"การติดสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ต่างอะไรกับการติดยาเสพติด","Thu, 2019-01-24 10:38","http://www.stkc.go.th/node/1504",null,null,"คณะนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกนและมหาวิทยาลัยโมนาชในประเทศออสเตรเลีย พบว่า ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากๆ มีแนวโน้มที่จะตัดสินใจทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายแบบที่มักจะพบเห็นกันในผู้ที่ติดยาเสพติด\r\n\r\nDar Meshi ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยรัฐมิชิแกน ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าการศึกษาวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ราวหนึ่งในสามของมนุษย์บนโลกใบนี้ต่างใช้สื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งบางคนก็ใช้ไปในทางที่ไม่เหมาะสมและใช้มากจนเกินไป และเขาหวังว่าการค้นพบนี้จะช่วยกระตุ้นให้มีการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง\r\n\r\nการศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีอาสาสมัคร 71 คนเข้าร่วมทำแบบทดสอบ Iowa Gambling Task ซึ่งใช้ในการวัดความสามารถในการตัดสินใจ ทั้งในผู้ที่ติดยาเสพติดและในคนทั่วๆ ไป\r\n\r\nอาจารย์ Dar Meshi บอกว่า ผู้ที่ติดยาเสพติดมักจะมีปัญหาในเรื่องของการตัดสินใจที่ผิดพลาด ในบางครั้งพวกเขาไม่สามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองได้ และยังคงทำในสิ่งที่ผิดๆ อยู่ต่อไป\r\n\r\nในตอนท้ายของการทำแบบทดสอบ นักวิจัยพบว่าผู้ที่เสพติดการใช้สื่อสังคมออนไลน์มักจะตัดสินใจทำอะไรเสี่ยงๆ มากขึ้น แม้จะทราบว่าจะเกิดผลเสียตามมาก็ตาม เช่นเดียวกันกับผู้ที่ติดยาเสพติด\r\n\r\nนอกจากนี้ ในกลุ่มตัวอย่าง ยังยอมรับว่าพวกเขาคิดถึงแต่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่ได้ใช้อยู่ก็ตาม และพวกเขาไม่ได้นอนหลับเพียงพอเพื่อใช้เวลาในสื่อสังคมออนไลน์อีกด้วย\r\n\r\nDar Meshi กล่าวส่งท้ายว่าเขาเชื่อว่าสื่อสังคมออนไลน์นั้นมีประโยชน์อย่างใหญ่หลวง แต่ก็มีด้านมืดถ้าหากผู้ใช้ไม่สามารถถอนตัวเองออกมาได้ ดังนั้นนักวิจัยจึงเป็นต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้ให้ดีขึ้นเพื่อให้สามารถตัดสินใจได้ว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์มากเกินไปนั้นควรจะถือว่าเป็นการเสพติดหรือไม่","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1548301084.jpg"],
    [886,1503," กองทุนสัตว์ป่าสากล เปิดตัวแอพพลิเคชั่น “อาหารคุณธรรม”","Thu, 2019-01-24 10:34","http://www.stkc.go.th/node/1503","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล เสนอแอพพลิเคชั่น OpenSC ให้ผู้บริโภคสแกน QR Code ค้นหา “อาหารคุณธรรม” เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน\r\n\r\nหากต้องการจะจับจ่ายซื้ออาหารในซูเปอร์มาร์เก็ต อย่าลืมหยิบสมาร์ทโฟนคู่ใจขึ้นมาตรวจสอบว่า อาหารที่กำลังจะซื้อนั้น เป็น “อาหารคุณธรรม” หรือไม่ ผ่านแอพพลิเคชั่น OpenSC ซึ่งมีต้นคิดมาจากกองทุนสัตว์ป่าสากล หรือ WWF\r\n\r\nแอพพลิเคชั่น OpenSC นี้ เริ่มต้นตั้งแต่ 2 ปีก่อน เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสแกน QR Code เพื่อเปิดเผยประวัติที่มาของอาหารกว่าจะมาเป็นสเต็กชิ้นโต หรือปลาชุบเกล็ดขนมปังทอดในชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งเริ่มจากสินค้าประเภทปลาและเนื้อวัวก่อน และเตรียมขยายไปยังน้ำมันปาล์มและไม้\r\n\r\nนายพอล ฮันเยอร์ หัวหน้าฝ่ายกิจการเอเชียของ BCG Digital Ventures บอกว่า เป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ประกอบการที่จะผลิตแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารอย่างไม่ยั่งยืน และปกปิดขั้นตอนเหล่านั้นได้อย่างง่ายดายและต้นทุนต่ำ ขณะเดียวกันก็ไม่มีแรงจูงใจมากพอให้ผู้ประกอบการเลือกทำธุรกิจอาหารอย่างยั่งยืน\r\n\r\nปัจจุบัน ฝั่งผู้บริโภคและธุรกิจค้าปลีก ต้องการจะทราบว่าสินค้าที่พวกเขาซื้อหรือนำมาขายเป็นสินค้าที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ ขณะที่ผู้ผลิตก็ต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ดึงดูดผู้บริโภค ด้วยการมีมาตรฐานรับรองว่าสินค้ามาจากบริษัทที่บริหารงานอย่างโปร่งใส หรือไม่ได้ส่งเสริมการตัดไม้ทำลายป่า หรือใช้แรงงานทาส เป็นต้น\r\n\r\nทั้งนี้ เนื้อปลาที่ได้มาตรฐานจาก OpenSC จะไปอยู่ในมื้ออาหารค่ำของผู้นำโลก ในเวที World Economic Forum ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ในสัปดาห์หน้า","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1548300886.jpg"],
    [887,1500,"ผลการศึกษายืนยัน 'นักศึกษานอนเต็ม' ทำคะแนนดีกว่า 'นักศึกษาอดนอน","Tue, 2019-01-22 13:47","http://www.stkc.go.th/node/1500","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"\r\nอาจารย์มหาวิทยาลัยในรัฐเท็กซัสของอเมริกา เสนอไอเดียการ “เพิ่มคะแนน” ให้กับนักศึกษาที่นอนหลับมากขึ้น เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีในระยะยาว\r\n\r\nสำหรับนักเรียนนักศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนนและเกรดอันงดงาม ก็ต้องพากเพียรศึกษาเล่าเรียนทั้งในห้องเรียนและที่บ้าน หรือบางคนก็พยายามจะเป็น “อัจฉริยะข้ามคืน” ด้วยการอ่านทบทวนตำรากันแบบไม่หลับไม่นอน\r\n\r\nสำหรับอาจารย์ไมเคิล สคัลลิน (Michael Scullin) อาจารย์ด้านจิตวิทยาและระบบประสาท จากมหาวิทยาลัย Baylor University ในรัฐเท็กซัส ผู้มุ่งเน้นการสอนบทเรียนเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพจิต ที่เป็นผลมาจากการขาดการนอนหลับ พบผลเสียของการขาดการพักผ่อนว่า ผู้ที่ขาดการพักผ่อนเพียงพอ จะส่งผลให้ขาดสมาธิ มีปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ และเพิ่มความเสี่ยงของโรคต่างๆ ได้\r\n\r\nในตอนแรกนักศึกษา ก็ดูจะเข้าอกเข้าใจกับบทเรียนเรื่องการนอนหลับ แต่กลับทำตามไม่ได้สักที\r\n\r\nอาจารย์ไมเคิล จึงกลับมาด้วยแนวคิดใหม่ที่กระตุ้นให้นักศึกษาพักผ่อนมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยการเพิ่มคะแนนในช่วงสอบปลายภาคให้กับนักศึกษา ซึ่งเป็นการสอบตัดสินอนาคตทางการเรียนวิชาของเขา\r\n\r\nโดยกำหนดให้นักศึกษานอนหลับอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 5 วันก่อนการสอบปลายภาค ซึ่งอาจารย์จะเพิ่มคะแนนให้ 2-3 คะแนนสำหรับการนอนหลับที่มากขึ้น ปรากฏว่าวิธีนี้ได้ผลเกินคาด\r\n\r\n\r\nอาจารย์ไมเคิล พบว่า นักศึกษาที่นอนหลับมากขึ้นจะสามารถทำคะแนนได้ดีขึ้น แม้จะเป็นชั้นเรียนที่แตกต่างกันก็ตาม โดยพบว่า นักศึกษา 8 คน จาก 18 คนในชั้นเรียนที่เขาทำสอนที่เลือกนอนหลับมากขึ้น และสามารถทำคะแนนสอบได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้นอนหลับเพียงพอราว 5 คะแนนทีเดียว ซึ่งให้ผลเดียวกันในชั้นเรียนอื่นๆ อีกทั้งคะแนนที่ทำได้มาจากผลงานของนักศึกษาล้วนๆ ก่อนที่จะมีการเพิ่มคะแนนพิเศษให้\r\n\r\nด้านนายแดเนียล เบสเซเซ่น จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด ผู้ศึกษาเรื่องการนอนหลับ สนับสนุนการศึกษาเรื่องการนอนต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา โดยบอกว่า ผู้เรียนที่พยายามเป็นอัจฉริยะข้ามคืน หรือที่เรียกว่า cram ผู้ที่อ่านหนังสือทบทวนตำราหามรุ่งหามค่ำเพื่อการสอบปลายภาค มีแนวโน้มที่จะได้ผลกระทบที่ไม่ดีนัก\r\n\r\nแม้ว่าข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC แนะให้คนในวัยผู้ใหญ่นอนหลับอย่างน้อยวันละ 7 ชั่วโมง เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง แต่กลับมีรายงานว่าตอนนี้ชาวอเมริกันนอนหลับน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวันแล้ว\r\n\r\nทางนายแดเนียล และอาจารย์ไมเคิล ให้คำแนะนำถึงการนอนหลับที่ดีต่อสุขภาพว่า\r\n\r\nพ่อแม่ผู้ปกครองควรเป็นแบบอย่างในพฤติกรรมการนอนหลับที่ดีแก่เด็ก\r\nหลีกเลี่ยงการมองหรือใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า อย่าง โทรทัศน์ หรือสมาร์ทโฟน ก่อนนอน\r\nงดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน 6 ชั่วโมงก่อนนอน\r\nพยายามปรับเวลานอนให้ตรงกันและเท่ากันทุกวัน\r\nหากยังไม่สามารถนอนหลับได้หลังจากเอนกายลงบนเตียงภายใน 10 นาที ขอให้ลุกขึ้นมาเขียนสิ่งที่กำลังคิดวนอยู่ในสมองลงไปให้ เพื่อจัดการเรื่องราวรบกวนหัวใจก่อนเข้านอน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1548139663.jpg"],
    [888,1499,"ภาพถ่ายดาวเทียมช่วยระบุพื้นที่ยากจนที่สุดของโลก","Tue, 2019-01-22 13:42","http://www.stkc.go.th/node/1499","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null," Pop-out player\r\nหนึ่งในเป้าหมาย 17 ข้อตามเป้าหมายของพัฒนาอย่างยั่งยืนองค์การสหประชาชาติที่ประกาศใช้ในปี ค.ศ. 2015 (Sustainable Development Goals) มุ่งที่จะกำจัดความยากจนมากที่สุดหรือความยากจนสุดโต่งให้หมดไปภายในปี ค.ศ. 2030 หรือภายในอีกเกือบ 12 ปีข้างหน้า\r\n\r\nบรรดาผู้เชี่ยวชาญมักวัดระดับความยากจนด้วยข้อมูลของการสำรวจสำมะโนประชากร เเต่การสำรวจเหล่านี้เสียค่าใช้จ่ายสูงเเละใช้เวลานานเเละใช้บุคลากรจำนวนมาก ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมักทำการสำรวจประชากรนานๆ ครั้งเท่านั้นเพราะไม่สามารถทำได้เป็นประจำทุกปี\r\n\r\nในอีกด้านหนึ่ง ดาวเทียมสามารถถ่ายภาพพื้นที่ต่างๆทั่วโลกได้ทุกๆสองถึงสามวัน โดยเป็นภาพถ่ายที่มีความละเอียดของภาพสูง ภาพถ่ายทางดาวเทียมมีคุณภาพดีขึ้นตลอดเวลาเเละมีราคาถูกลงเนื่องจากมีจำนวนดาวเทียมของรัฐบาลและของบริษัทเอกชนถูกส่งขึ้นไปทำงานกันมากขึ้น\r\n\r\nทีมนักวิจัยได้ใช้ภาพถ่ายทางดาวเทียมที่เเสดงระดับความสว่างมากที่สุดของแสงไฟในตอนกลางคืนในการประเมินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ในขณะที่มีนักวิจัยอีกจำนวนหนึ่งที่ใช้ภาพถ่ายทางดาวเทียมในการระบุหมูบ้านที่ร่ำร่วยที่สุดและที่ยากจนที่สุด\r\n\r\nนอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งที่แยกว่าเขตที่อยู่ใดร่ำรวยหรือยากจน โดยใช้ภาพถ่ายของความหนาเเน่นของตึกและอาคาร ตลอดจนพืชปกคลุมดิน\r\n\r\nผลการศึกษาชิ้นใหม่ล่าสุดใช้วิธีการศึกษาข้อมูลที่ให้รายละเอียด มากที่สุด โดยสามารถระบุได้ว่าภายในหนึ่งหมู่บ้าน โดยสามารถระบุว่าครัวเรือนใดยากจนและครัวเรือนใดร่ำรวย ซึ่งมีความแม่นยำถึงร้อยละ 62\r\n\r\nผลการศึกษานี้เน้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตชนบทของประเทศเคนยา ชื่อ Sauri ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการหมู่บ้านมิลเลเนี่ยม (Millennium Villages Project) ซึ่งเป็นโครงการทดลองด้านการศึกษาความยากจนขนาดใหญ่โครงการหนึ่ง มีการจัดเก็บข้อมูลในรายละเอียดเกี่ยวกับรายได้เเละทรัพย์สินของครัวเรือนในปี ค.ศ. 2005\r\n\r\nและในภาพถ่ายทางดาวเทียมของหมู่บ้านเเห่งนี้ ทีมนักวิจัยได้วัดขนาดของบ้านแต่ละหลังเเละศึกษาที่กินทำกินที่อยู่รอบๆ และไม่แปลกใจที่ บ้านที่มีขนาดเล็กกว่ามีคนอาศัยที่ยากจนกว่า และที่น่าสนใจ ทีมนักวิจัยยังพบด้วยว่าครัวเรือนที่ยากจนมักมีที่ดินทำกินที่ว่างเปล่ามากกว่าในเดือนกันยายน ในพื้นที่เขตนี้ของเคนยา ปกติในช่วงเดือนนี้ของปี เกษตรกรจะเตรียมพื้นที่ดินในการปลูกพืชรอบที่สองของปี\r\n\r\nแกรี่ วัทมอค (Gary Watmough) นักภูมิศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเอดินเบอเรอห์ (University of Edinburgh) เเละหัวหน้าผู้ร่างรายงานผลการวิจัยกล่าวว่าโดยทั่วไปแล้ว ครัวเรือนที่ยากจนกว่าจะปลูกพืชรอบสองในช่วงปลายฤดูการเพาะปลูกเพราะมีความจำ้เป็นเนื่องจากไม่มีที่ดินเพียงพอเเก่การเพาะปลูกหรืออาจต้องการปลูกพืชสำรองเผื่อมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น\r\n\r\nภาพถ่ายจากดาวเทียมยังพบด้วยว่าพื้นที่เพาะปลูกของครัวเรือนที่ยากจนปลูกพืชในเวลาที่สั้นกว่า นักวิจัยกล่าวว่าเมื่อทีมงานกลับไปดูข้อมูลจากภาคสนาม พวกเขาพบว่าครัวเรือนยากจนมักไม่ปลูกพืชในพื้นที่เพาะปลูกเร็วเท่ากับครัวเรือนอื่นๆ นั่นเป็นเพราะว่าคนเหล่านี้ไปรับจ้างปลูกพืชให้กับครอบครัวที่ร่ำรวยกว่าเสียก่อนที่จะปลูกพืชของตน\r\n\r\nพวกเขาจะใช้เงินที่ได้จากค่ารับจ้างปลูกพืชไปซื้อเมล็ดพืช ซึ่งทำให้พืชที่พวกเขาปลูกมีเวลาน้อยลงในการเติบโต\r\n\r\nเดวิด นิวเฮ้าส์ (David Newhouse) นักเศรษฐศาสตร์แห่งธนาคารโลกซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการศึกษานี้กล่าวว่าผลการศึกษานี้เป็นก้าวย่างที่สำคัญ แสดงให้เห็นศักยภาพของภาพถ่ายทางดาวเทียมในการเเยกเเยะระหว่างความมั่งคั่งของคุณกับของเพื่อนบ้านและเขาชี้ว่านี่ค่อนข้างน่ากลัว เเต่ก็น่าตื่นเต้นด้วย\r\n\r\nเขาเเนะนำว่าความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวนี้ต้องได้รับแก้ไขเสียก่อนที่จะนำวิธีการศึกษาแบบนี้ไปใช้ในงานจริงๆ\r\n\r\nแต่ยังไม่ชัดเจนว่าการเปลี่ยนแปลงต่อความยากจนจะสามารถมองเห็นได้จากภาพถ่ายดาวเทียมหรือไม่เเละคำถามนี้เป็นประเด็นที่ทีมนักวิจัยจะค้นหาคำตอบต่อไป\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1548139364.jpg"],
    [889,1493,"9 นวัตกรรมสุดฮอตในงาน CES 2019","Fri, 2019-01-18 10:43","http://www.stkc.go.th/node/1493","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ปิดฉากเป็นที่เรียบร้อยสำหรับงาน CES Tech Show 2019 ที่นครลาสเวกัส พร้อมพรั่งด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคตมากมายให้ได้เลือกสรร ซึ่งเราได้คัดเลือก 9 นวัตกรรมที่น่าสนใจในงานนี้มาฝากกัน\r\n\r\nเริ่มจากเรื่องการขนส่งคมนาคมกันก่อน มนุษย์เราก้าวผ่านจากการเดิน ไปใช้สัตว์เป็นพาหนะ มาจนถึงรถยนต์ในปัจจุบัน\r\n\r\nแต่นวัตกรรมนี้จะถอยหลังกลับไปหลายก้าว นั่นคือ “รถมีขา” ของบริษัทยานยนต์สัญชาติเกาหลี ฮุนได ที่มีชื่อว่า Elevate ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ออกแบบมาให้มี 4 ขา และ 4 ล้อ เหมาะสำหรับการปีนป่ายพื้นที่เข้าถึงยาก ปูทางสู่การเดินทางรูปแบบใหม่ และการช่วยเหลือผู้คนในพื้นที่ภัยพิบัติ\r\n\r\nส่วนอีกนวัตกรรมการขนส่ง คือ Vision Urbanetic พาหนะที่เปลี่ยนรูปแบบได้ จากบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ออกแบบให้สามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติ ใช้พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมัตรกับสิ่งแวดล้อม และเปลี่ยนตัวรถได้เหมือนกับการเปลี่ยนเคสโทรศัพท์เลยทีเดียว โดยสามารถเลือกได้ 3 รูปแบบ คือ เป็นตัวรถบรรทุก รถตู้ หรือจะเปิดประทุนก็ได้ บรรทุกผู้โดยสารได้ถึง 12 คน\r\n\r\nเอาใจนักบิดกันบ้าง Harley Davison เปิดตัว LiveWire รถจักรยานยนต์ขับเคลื่อนจากพลังงานไฟฟ้า ทำความเร็ว 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง เร่งความเร็วได้ 96 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.5 วินาที และที่แปลกกว่าก็คือ เป็น Harley เสียงเงียบ สนนราคาไม่ถึง 30,000 ดอลลาร์ หรือราว 960,000 บาท พร้อมจำหน่าย เดือนสิงหาคมปีนี้​\r\n\r\n\r\n​ต่อกันที่หุ่นยนต์กันบ้าง ที่สะดุดตาเห็นจะเป็น BreadBot โรงงานอบขนมปังแถวแบบร้อนๆในตู้กด สามารถผลิตขนมปังได้เอง 10 ชิ้นในเวลา 1 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่พัดแป้งโดวให้ขยาย นำใส่แม่พิมพ์อบ จนออกมาเป็นขนมปังร้อนๆจากเตา ซึ่งคุณจะได้รับความสุขจากการสั่งขนมปังแต่ละแถว โดยได้เห็นเส้นทางของขนมปังตั้งแต่ต้นจนจบ​\r\n\r\nเทคโนโลยีจะพัฒนาไปแค่ไหน แต่หากขาดแหล่งพลังงานก็คงไปต่อได้ยาก ทาง EnergySquare พัฒนาที่ชาร์จแบบครอบจักรวาลสำหรับคอมพิวเตอร์พกพา เพียงแต่ติดแผ่นเชื่อมต่อที่ชาร์จด้านล่างของคอมพิวเตอร์ ก็สามารถชาร์จไฟได้ทันที​\r\n\r\nส่วนอีกแหล่งพลังงานไม่ใช่ใครที่ไหน มาจากมนุษย์ ด้วยลู่วิ่งผลิตพลังงาน Verde G690 ช่วยผลิตและกักเก็บพลังงานไฟฟ้าจากการวิ่งของมนุษย์ได้สูงถึง 200 วัตต์ต่อชั่วโมง\r\n\r\n\r\nเครื่องผลิตน้ำจากอากาศ โดยบริษัท Watergen ของสหรัฐฯ ที่ช่วยผลิตน้ำจากอากาศที่เราหายใจอยู่ได้ถึง 30 ลิตรต่อวัน ใช้ได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน​\r\n\r\nเทคโนโลยีนี้เอาใจคนรักสัตว์กันบ้าง กับ Inubox โถส้วมสำหรับสุนัขสุดไฮเทค ซึ่งเป็นโถส้วมรุ่นแรกที่มีระบบทำความสะอาดตัวเอง ไม่ต้องถึงมือเจ้าของสุนัขให้ยุ่งยาก​\r\n\r\n\r\n​ส่งท้ายด้วยความสะอาดช่องปากแบบสายฟ้าแล่บ กับ Y-Brush แปรงฟันสะอาดทันใจใน 10 วินาที ด้วยที่ครอบฟันเฉพาะตัวด้านบน-ล่าง ที่มีแปรงเล็กๆติดอยู่รอบที่ครอบฟัน เมื่อใส่อุปกรณ์ดังกล่าวและกดปุ่ม คุณก็สามารถมีฟันขาวสะอาดทั่วถึงในเวลาอันรวดเร็ว​\r\n\r\n\r\n​\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1547783064.jpg"],
    [890,1492,"ยานสำรวจอวกาศเดินทางสู่ 'จุดไกลสุดจากโลก' ต้อนรับปีใหม่","Fri, 2019-01-18 10:41","http://www.stkc.go.th/node/1492","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ยานสำรวจอวกาศขนาดเล็ก New Horizons ขององค์การสำรวจอวกาศสหรัฐฯ หรือนาซ่า เดินทางสู่จุดที่ไกลที่สุดจากโลก ที่ยานของมนุษย์เคยเดินทางไปถึง\r\n\r\nความสำเร็จนี้โดยยาน New Horizons ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าแกรนด์เปียโน เกิดขึ้นเมื่อชาวโลกฉลองปีใหม่ ค.ศ. 2019 ได้เพียง 33 นาทีเท่านั้น\r\n\r\nสถาบันวิทยาศาสตร์ Applied Physics Laboratory ของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอบกินส์ ซึ่งเป็นผู้สร้างยานลำนี้ กล่าวว่า New Horizons เดินทางผ่านวัตถุอวกาศที่เรียกว่า 2014 MU69 หรือ อัลติมาทุล (Ultima Thule)\r\n\r\nและ 10 ชั่วโมงหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่บริหารจัดการภารกิจนี้ ประกาศว่ายานลำดังกล่าวบรรลุเป้าหมายการเดินทางสู่จุดที่ไกลสุดเท่าที่ยานของมนุษย์เคยเดินทางไปถึง\r\n\r\n\r\nยาน New Horizons เป็นส่วนหนึ่งของโครงการมูลค่า 800 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเริ่มขึ้นปี ค.ศ. 2006 และใช้เวลา 4 ชั่วโมงเก็บข้อมูลอวกาศเมื่อเดินทางถึงวัตถุอัลติมาทุล\r\n\r\n​นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การส่งข้อมูลทั้งหมดกลับมายังโลกน่าจะใช้เวลาเกือบ 2 ปี\r\n\r\nภาพในอดีตแสดงให้เห็นว่าวัตถุอัลติมาทุลมีรูปทรงยาวรี ขนาดประมาณ 35 กิโลเมตร กับความกว้าง 14 กิโลเมตร\r\n\r\nเมื่อปี ค.ศ. 2015 ยาน New Horizons เดินทางผ่านดาวพลูโต ซึ่งเป็นสถิติใหม่ในขณะนั้น ที่ยานจากโลกเดินทางไกลสู่วัตถุในอวกาศ\r\n\r\nแต่ในความสำเร็จใหม่ต้อนรับปี ค.ศ. 2019 นี้ New Horizons เดินทางไกลจากดาวพลูโตไปอีก 1,600 ล้านกิโลเมตร และห่างจากโลกไป 6,500 ล้านกิโลเมตร","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1547782882.jpg"],
    [891,1488,"เสินเจิ้นลดปัญหา 'หมอกควันพิษ' โดยเปลี่ยนมาใช้รถแท็กซี่ไฟฟ้า","Wed, 2019-01-16 15:53","http://www.stkc.go.th/node/1488","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เสินเจิ้นเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ของจีนที่ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อม นั่นคือการเปลี่ยนมาใช้รถแท็กซี่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเกือบทั้งหมด\r\n\r\nศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูง คือ เมืองเสินเจิ้น ที่อยู่ทางตอนใต้ของจีนนี้ประกาศเมื่อตอนต้นปีว่า 99 เปอร์เซนต์ของรถแท็กซี่ 21,689 คันในเมืองนั้นใช้ระบบไฟฟ้า\r\n\r\nเมื่อปีที่แล้วยังมีรถแท็กซี่ที่ใช้น้ำมันเบนซิน 7,500 คันบนท้องถนน ตอนนี้ยังมีหลงเหลืออยู่อีกเพียงไม่กี่คัน แต่รถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้านั้นมีจำนวนเยอะกว่ามากมาย\r\n\r\nมหานครที่มีประชากร 12.5 ล้านคนนี้เป็นเมืองที่สองของจีนที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ และถือเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่ใช้มาตรการนี้\r\n\r\nเมืองไท่หยวน ทางตอนเหนือของจีนซึ่งมีประชากร 4.3 ล้านคน ใช้รถแท็กซี่ไฟฟ้าทั้งหมดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559\r\n\r\nคณะกรรมมการขนส่งของเสินเจิ้น กล่าวว่า รถโดยสารประจำทางของเสินเจิ้นนั้นเปลี่ยนเป็นเป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นหนึ่งใน 13 เมืองนำร่องที่ส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะพลังงานทางเลือกเพื่อลดปัญหาหมอกควันพิษ และยังช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานทางเลือกอีกด้วย\r\n\r\n\r\nนักสาธารณสุขเตือน 'มลพิษในเอเชีย' ทำให้มีผู้ป่วยมะเร็งและโรคร้ายต่างๆ มากขึ้น\r\n​\r\n\r\nกรุงปักกิ่งและเมืองอื่นๆ ของจีน มีการให้บริการสกูตเตอร์ไฟฟ้า จักรยาน และยานพาหนะขนส่งแบบสามล้อที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซพิษ แต่ในบางครั้งก็ทำให้คนเดินเท้าตกใจกับการทำงานที่ค่อนข้างเงียบเชียบ\r\n\r\nคณะกรรมาธิการขนส่งของเมืองยังบอกอีกว่า รถแท็กซี่ไฟฟ้ากว่า 20,000 คันของเสินเจิ้น จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ประมาณ 850,000 ตันต่อปี\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ความคิดริเริ่มในการใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดไม่ได้รวมการบริการแบบ Uber ซึ่งเป็นที่นิยมในประเทศจีน\r\n\r\nการจัดเตรียมสถานีชาร์จไฟให้แก่รถแท็กซี่นั้นเป็นอุปสรรคใหญ่ตั้งแต่เสินเจิ้นเปิดตัวรถแท็กซี่ไฟฟ้า 100 คันแรกเมื่อปี พ.ศ. 2553\r\n\r\nCui Dongshu เลขาธิการสมาคมรถยนต์โดยสารจีน ชี้ว่า เครือข่ายสถานีชาร์จไฟสาธารณะราว 20,000 สถานีของเมืองเสินเจิ้น น่าจะเพียงพอที่จะตอบสนองต่อความต้องการของบรรดารถแท็กซี่ไฟฟ้าได้\r\n\r\nรถแท็กซี่ไฟฟ้าทั้งหมดจะได้รับการติดตั้งอุปกรณ์เพื่อคอยบอกคนขับว่ารถแท็กซี่ว่ามีที่ไหนบ้างที่กำลังต้องการแท็กซี่ เช่น ที่สนามบิน สถานีรถไฟ หรือสถานที่อื่นๆ นอกจากนี้ยังแสดงค่าโดยสารและเส้นทางของรถแท็กซี่อย่างชัดเจน ซึ่งคณะกรรมาธิการขนส่งเสินเจิ้นกล่าวว่า จะช่วยป้องกันไม่ให้คนขับแท็กซี่เก็บค่าโดยสารแพงเกินไป หรือป้องกันไม่ให้ใช้เส้นทางที่วกวน\r\n\r\nเมืองเสินเจิ้นซึ่งอยู่ติดกับฮ่องกงเป็นที่ตั้งของบริษัท Huawei Technologies และยังเป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ของจีนอีกหลายบริษัทด้วย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1547628784.jpg"],
    [892,1482,"นักวิทย์สหรัฐฯ ยืนยันการ “กอด” ดีต่อใจ","Tue, 2019-01-15 10:31","http://www.stkc.go.th/node/1482","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ผลวิจัยชิ้นนี้อาจช่วยสนับสนุนความคิดที่ว่า กอดกันวันละนิดจิตแจ่มใส เพราะสัมผัสทางกายที่สื่อถึงหัวใจนั้น ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยในสหรัฐฯ แล้วว่า อ้อมกอดจากใครสักคนจะช่วยให้ความกังวลและเศร้าหมองนั้นหายไปได้\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์จากภาควิชาจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Plos One ได้สังเกตพฤติกรรมทางสังคมของผู้คนมากกว่า 400 คนในช่วงเวลากว่า 2 สัปดาห์ ตั้งแต่กิจกรรมประจำวัน ปฏิสัมพันธ์ทางร่างกาย และอารมณ์ ซึ่งพบความเชื่อมโยงที่เป็นเหตุเป็นผลกันระหว่างภาวะทางอารมณ์ ความขัดแย้ง และปริมาณ “การกอด” ที่แต่ละบุคคลมอบให้และได้รับ\r\n\r\nจากการศึกษาพบว่า การกอด หรือสัมผัสร่างกายแบบยินยอมพร้อมใจกันทั้ง 2 ฝ่าย จะช่วยบรรเทาความรู้สึกที่ไม่ดีลง หลังจากพวกเขาเผชิญกับความขัดแย้งหรือเหตุการณ์ในเชิงลบที่พวกเขาเจอในแต่ละวัน และการกอดนั้นให้ผลแบบเดียวกันกับทุกเพศทุกวัยในการศึกษาครั้งนี้\r\n\r\nที่น่าสนใจคือ ผลดีจากการสวมกอดไม่ได้ให้ผลแตกต่าง ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่สวมกอดกัน หมายถึง ไม่จำเป็นว่าผู้ที่กอดและถูกกอดจะต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดฉันท์คนรักเพียงอย่างเดียว ถึงจะช่วยลดความเศร้าหมองใจให้กับผู้กอดได้\r\n\r\nนายไมเคิล เมอร์ฟี นักวิจัยในการศึกษาชิ้นนี้บอกว่า การวิจัยครั้งต่อไปควรต่อยอดผลจากการสวมกอด จากผู้คนที่มีระดับความสัมพันธ์ทางสังคมที่แตกต่างกัน เช่น เปรียบเทียบผลดีของการกอดระหว่างคนแปลกหน้า กับคนที่เพิ่งทะเลาะกัน หรือวัดผลดีจากการกอดจากคนรักที่เพิ่งทะเลาะเบาะแว้งกัน กับการกอดของแม่ที่หลายคนเชื่อว่าเป็นยาบรรเทาความทุกข์ทั้งปวง\r\n\r\nแต่ก่อนจะมีผลวิจัยใหม่ออกมา หากคุณกำลังรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง ตกอยู่ในภาวะเครียด ซึมเศร้า หรือเพิ่งทะเลาะหมางใจกับใครมาหมาดๆ ขอให้ปาดน้ำตาแล้วหาอ้อมกอดอุ่นๆ จากใครสักคน เพื่อช่วยแบ่งเบาความกังวลและทุกข์ใจได้ไม่มากก็น้อย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1547523317.jpg"],
    [893,1481,"เทคโนโลยีใหม่ช่วยเตือนก่อนเกิดอาการหัวใจวาย","Tue, 2019-01-15 10:27","http://www.stkc.go.th/node/1481","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"นักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถทำนายการเกิดอาการหัวใจวายได้ก่อนที่จะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาหลายปี\r\n\r\nนักวิจัยรายงานโดยใช้ขั้นตอนทางคณิตศาสตร์เพื่อตรวจสอบภาพรังสีโทโมกราฟฟีค หรือภาพถ่ายหัวใจของผู้ป่วยด้วยเครื่อง CT scan ใช้การฉายแสง และคอมพิวเตอร์ เพื่อดูรายละเอียดของกระดูก อวัยวะ และเนื้อเยื่ออื่นๆ ภายในร่างกาย\r\n\r\nวิธีการใหม่นี้ได้รับการพัฒนาโดยนักวิจัยที่มหาวิทยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษ รายงานการศึกษาวิจัยของพวกเขาถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ The Lancet โดยได้รับความร่วมมือจากทีมงานจากมหาวิทยาลัย Friedrich-Alexander ที่เมือง Erlangen ประเทศเยอรมนี และ Cleveland Clinic ในสหรัฐอเมริกา\r\n\r\nอาการหัวใจวายส่วนใหญ่เกิดจากการสะสมตัวของไขมันภายในหลอดเลือดแดงที่นำเลือดจากหัวใจไปหล่อเลี้ยงบริเวณอื่นๆ ของร่างกาย การสะสมตัวของไขมันที่มากเกินไป อาจกีดขวางการไหลเวียนโลหิตและทำให้เกิดอาการหัวใจวายได้\r\n\r\nปัจจุบันแพทย์ใช้เครื่อง CT Scans เพื่อตรวจสอบดูว่ามีสารเหนียวที่เรียกว่าหินปูน ก่อตัวขึ้นภายในหลอดเลือดแดงหรือไม่\r\n\r\nโดยเทคโนโลยีใหม่นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อคาดการณ์ว่าหลอดเลือดแดงเส้นไหนที่มีความเสี่ยงต่อการสะสมหินปูนในอนาคต\r\n\r\nนักวิจัยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ตรวจสอบผลจากภาพถ่ายจากเครื่อง CT scan เพื่อดูปริมาณไขมันที่อยู่รอบๆ หลอดเลือดหัวใจ ไขมันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อหลอดเลือดแดงอักเสบ ซึ่งจะเป็นระบบเตือนภัยล่วงหน้าสำหรับการเกิดอาการหัวใจวายได้\r\n\r\nคุณ Charalambos Antoniades ศาสตราจารย์ด้านการแพทย์หัวใจที่มหาวิทยาลัย Oxford บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า เขาเชื่อว่างานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าวิธีนี้อาจมีประสิทธิภาพอย่างมากในการช่วยผู้ป่วยให้สามารถป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต\r\n\r\nกล่าวคือ หากหลอดเลือดแดงมีการอักเสบและหดตัวลง จะพัฒนาอาการต่างๆ ภายในระยะเวลาห้าปี ดังนั้นบางทีผู้ป่วยอาจจะสามารถเริ่มต้นมาตรการป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงการก่อตัวของหินปูนเหล่านี้ได้\r\n\r\nและหากสามารถระบุการอักเสบในหลอดเลือดแดงของหัวใจได้ ก็จะสามารถบอกได้ว่าหลอดเลือดแดงเส้นใดที่จะเป็นสาเหตุของการเกิดอาการหัวใจวาย\r\n\r\nคุณ Antoniades กล่าวเพิ่มเติมว่า นักวิจัยยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า วิธีนี้จะสามารถป้องกันการเกิดอาการหัวใจวายได้มากน้อยแค่ไหน แต่เขาเชื่อว่าเทคนิคนี้สามารถช่วยระบุผู้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการหัวใจวายได้ 20-30 เปอร์เซนต์\r\n\r\nและว่าเทคโนโลยีใหม่นี้จะทำให้การคาดการณ์ดังกล่าวง่ายดายยิ่งขึ้น เนื่องจากทำงานร่วมกับเทคโนโลยี CT ที่มีอยู่แล้ว","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1547522874.jpg"],
    [894,1472,"'โลกร้อน' จะทำให้เเมลงศัตรูพืชกัดกินผลผลิตการเกษตรมากขึ้น","Fri, 2019-01-11 15:38","http://www.stkc.go.th/node/1472","เกษตรศาสตร์",null,"ผลการวิจัยนี้ได้ศึกษาแมลงศัตรูพืชหลายสิบชนิดเเละรายงานว่า สภาพอากาศโลกที่ร้อนขึ้นจะทำให้แมลงเหล่านี้เผาผลาญพลังงานเร็วขึ้น ทำให้แมลงหิวโหยมากขึ้น และจะกินพืชอาหารประเภทข้าวและธัญพืชชนิดอื่นๆ มากขึ้นตามไปด้วย\r\n\r\nเคิร์ททิส ดอยท์ช นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศโลกแห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน และหัวหน้าการวิจัย กล่าวว่า หากนำแมลงเหล่านี้ไปไว้ในสภาพอากาศที่อุ่นขึ้น แมลงจะเผาผลาญพลังงานมากขึ้นเเละหากเผาผลาญพลังงานมากขึ้น ก็จะกินมากขึ้นเพื่อเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่มากขึ้น\r\n\r\nเเละหากแมลงต้องกินมากขึ้น มันก็จะทำลายพืชผลทางการเกษตรมากตามไปด้วย\r\n\r\nการศึกษานี้ได้พยากรณ์ว่า แมลงจะกินพืชมากขึ้น โดยได้ข้อมูลสนับสนุนจากการทดลองในสภาพจำลอง เพื่อศึกษาเเมลงศัตรูพืชและกิจกรรมของเเมลง\r\n\r\nดอยท์ช หัวหน้าการวิจัย กล่าวว่า ผลกระทบนี้จะรุนแรงพอๆ กับภาวะโลกร้อน เขากล่าวว่า ในขณะนี้แมลงศัตรูพืชกัดกินและทำลายผลผลิตพืชอาหารของโลกราว 10 เปอร์เซ็นต์ ก่อนหน้าที่พืชจะโตพอแก่การเก็บเกี่ยวเสียอีก\r\n\r\nหากเราไม่หาทางหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกภายในปลายคริสต์ศตวรรษนี้ แมลงศัตรูพืชอาจจะกัดกินผลผลิตทางการเกษตรถึงร้อยละ 15 - 20 \r\nในยุโรปปีนี้ หลายประเทศเจอกับสภาพอากาศที่ร้อนจัดเพราะเกิดภาวะคลื่นอากาศร้อนปกคลุม ทำให้ระดับอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์\r\n\r\nผลการศึกษานี้คาดว่า หากระดับอุณหภูมิของโลกยังเพิ่มสูงขึ้นต่อไป ความสูญเสียจากเเมลงศัตรูพืชที่กัดกินข้าวโพดอเมริกัน ข้าวสาลีเเละข้าวจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างน้อยกว่า 8 ล้านตันต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 36 เปอร์เซ็นต์จากระดับความเสียหายจากศัตรูพืชในปัจจุบัน\r\n\r\nเเละในประเทศอื่นๆ นอกไปจากสหรัฐฯ ผลการศึกษานี้ชี้ว่า มี 10 ชาติไล่จากยุโรปไปถึงเอเชียตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย เกาหลีเหนือ มองโกเลีย ฟินแลนด์ คีร์กีซสถาน จอร์เจีย ภูฏาน อาร์เมเนีย อังกฤษเเละเดนมาร์ก อาจจะเจอกับการสูญเสียผลผลิตข้าวสาลีเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากแมลงศัตรูพืช\r\n\r\n(ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน ถ่ายทอดรายงาน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1547195935.jpg"],
    [895,1470,"การศึกษาชี้ “คนตัวสูง” เสี่ยงเป็นมะเร็งมากกว่า 'คนตัวเตี้ย'","Thu, 2019-01-10 12:50","http://www.stkc.go.th/node/1470","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"การศึกษาวิจัยชี้ คนตัวสูงมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งมากกว่า เนื่องจากมีเซลล์ในร่างกายมากกว่า\r\n\r\nความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคมะเร็งของคนเราจะเพิ่มขึ้น 10% ต่อความสูงทุกๆ 10 เซนติเมตร (4 นิ้ว) เนื่องจากมีเซลล์ในร่างกายมากกว่าซึ่งอาจทำให้เซลล์กลายพันธุ์และก่อให้เกิดมะเร็งได้\r\n\r\nความสูงเฉลี่ยที่ระบุไว้ในการศึกษานี้คือ 162 ซม. (5 ฟุต 4 นิ้ว) สำหรับผู้หญิงและ 175 ซม. (5 ฟุต 9 นิ้ว) สำหรับผู้ชาย\r\n\r\nการค้นพบครั้งนี้ตรงกับการวิจัยก่อนหน้านี้ซึ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างความสูงกับความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพรวมไปถึงปัญหาเส้นเลือดอุดตัน โรคหัวใจ และโรคเบาหวานที่เพิ่มมากขึ้น\r\n\r\nเลโอนาร์ด นันเนย์ ศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ ได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลก่อนหน้านี้เกี่ยวกับผู้ที่เป็นโรคมะเร็งซึ่งมีมากกว่า 10,000 คนทั้งชายและหญิงและเปรียบเทียบตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ โดยยึดเอาส่วนสูงเป็นหลัก\r\n\r\nเขาได้ทดสอบสมมติฐานระหว่างจำนวนของเซลล์กับสมมติฐานอื่นๆ เช่นความแตกต่างของฮอร์โมนที่มีได้ในคนตัวสูง ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิ่มอัตราการแบ่งตัวของเซลล์\r\n\r\nหลังการวิเคราะห์ นักวิจัยพบความเชื่อมโยงระหว่างจำนวนเซลล์ทั้งหมดในร่างกายมนุษย์ และความเป็นไปได้ที่จะเป็นมะเร็งในผู้ป่วย 18 ใน 23 รายที่เข้ารับการทดสอง\r\n\r\nการศึกษาวิจัยนี้ยังพบว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นนั้น มีมากกว่าในบรรดาสุภาพสตรี กล่าวคือผู้หญิงที่ส่วนสูงมากกว่าค่าเฉลี่ยเสี่ยงเป็นมะเร็งมากกว่าคนทั่วไป 12% ส่วนผู้ชายที่ตัวสูงกว่าค่าเฉลี่ยมีโอกาสเสี่ยงมากกว่า 9% ผลการวิจัยเหล่านี้สอดคล้องกับตัวเลขที่ศาสตราจารย์นันเนย์คาดการณ์ไว้ คืออัตราความเสี่ยงที่มีมากกว่าคนทั่วไปของหญิง และ ชาย ที่ตัวสูง คือ 13% และ 11% ตามลำดับ\r\n\r\nมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งที่ไตและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อยู่ในกลุ่มของมะเร็งที่มีความเกี่ยวพันกันมากที่สุดในการศึกษานี้\r\n\r\nคุณจอร์เจียน่า ฮิลล์จากศูนย์วิจัยโรคมะเร็ง ประเทศอังกฤษซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่านักวิจัยทราบดีว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกับส่วนสูงมาเป็นเวลานานแล้ว คือยิ่งสูงมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้นเท่านั้น\r\n\r\nแต่สิ่งที่นักวิจัยยังไม่แน่ใจก็คือเหตุผลว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าเพราะคนสูงกว่ามีเซลล์ในร่างกายมากกว่า หรือจะด้วยการเชื่อมโยงทางอ้อม เช่นโภชนาการ และการใช้ชีวิตในวัยเด็ก ก็ตาม\r\n\r\nคุณจอร์เจียน่า กล่าวอีกว่าการศึกษาครั้งนี้เป็นหลักฐานที่ชี้ชัดเกี่ยวกับทฤษฎี \"ผลโดยตรง\" ที่ว่าจำนวนเซลล์ทั้งหมดในร่างกาย มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง\r\n\r\nแต่เธอก็ตั้งข้อสังเกตว่าความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งที่เพิ่มขึ้นนั้น ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผลกระทบที่จะเกิดจากการที่ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการดำเนินชีวิต\r\n\r\nกล่าวคือ ความเสี่ยงที่สูงขึ้นเพียงเล็กน้อย เทียบไม่ได้กับสิ่งที่สำคัญมากกว่าที่จะต้องปฏิบัติให้เกิดเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี เช่นการหยุดสูบบุหรี่ และการพยายามควบคุมน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดี\r\n\r\nนักวิจัยพบว่ามะเร็งต่อมไทรอยด์ และมะเร็งผิวหนัง จะไวต่อการเพิ่มความเสี่ยงมากกว่าที่คาดคิดไว้และศาสตราจารย์นันเนย์ กล่าวส่งท้ายว่าอาจมีปัจจัยอื่นๆ เช่นภูมิศาสตร์ ที่มีผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งด้วย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1547099412.jpg"],
    [896,1468,"ทีมนักวิจัยอังกฤษทดสอบ 'เครื่องวิเคราะห์ลมหายใจ' ตรวจหามะเร็ง","Wed, 2019-01-09 10:19","http://www.stkc.go.th/node/1468","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"เครื่องวิเคราะห์ลมหายใจออกแบบให้ตรวจหามะเร็งได้หลายชนิดกำลังทดลองกับคนในอังกฤษ\r\nผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า โรคหลายๆ โรคสร้างกลิ่นกายเฉพาะตัวที่ออกมาจากร่างกายของผู้ป่วย อาทิ ไข้รากสาดน้อยที่ทำให้ผู้ป่วยมีกลิ่นตัวเหมือนขนมปังอบ กับกลิ่นของสารเเอซิโทนที่ใช้ในน้ำยาล้างเล็บ เช่นเดียวกับกลิ่นแอปเปิ้ลเน่าที่เกิดจากโรคเบาหวาน\r\n\r\nผลการวิจัยชิ้นล่าสุดยังพบว่า ลมหายใจของคนเราอาจช่วยบอกได้ด้วยว่ากำลังเป็นโรคมะเร็ง\r\n\r\nและเพื่อทดสอบสมมุติฐานนี้ ศูนย์การวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอณาจักร (Cancer Research UK) ได้เริ่มต้นการทดสอบเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจตรวจมะเร็งที่เรียกว่า the Breath Biopsy กับคนเป็นเวลานาน 2 ปี เพื่อตรวจหาโมเลกุลที่ออกมากับลมหายใจ ซึ่งใช้ในการตรวจหามะเร็ง\r\n\r\nในกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกายที่ทำงานเป็นปกติ ร่างกายจะผลิตโมเลกุลที่ออกมากับละอองลมหายใจที่เรียกว่า VOC (volatile organic compounds) และผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามะเร็งจะสร้างโมเลกุล VOC เช่นกัน แต่มีลักษณะเเตกต่างออกไปจากร่างกายคนปกติ ซึ่งนักวิจัยหวังว่าเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจจะช่วยแยกความแตกต่างนี้ได้\r\n\r\nBilly Boyle ผู้ร่วมก่อตั้งเเละซีอีโอของบริษัท Owlstone Medical ที่คิดค้นเเละพัฒนาเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจนี้ กล่าวกับ CNN ว่าเป้าหมายของการทดลองนี้คือการค้นหาความเเตกต่างระหว่างโมเลกุล VOC ปกติกับชนิดที่ไม่ปกตินี้ให้ได้\r\n\r\nการทดลองกับคนนี้ดำเนินการโดยศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งสหราชอณาจักรในเมืองเเคมบริดจ์ (Cancer Research UK Cambridge Centre) และกำลังรับสมัครอาสาสมัครจำนวน 1,500 คน รวมทั้งคนที่มีสุขภาพเเข็งเเรงดีเพื่อเป็นกลุ่มควบคุม\r\n\r\nทีมนักวิจัยวางเเผนที่จะเริ่มต้นการทดลองกับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารเเละมะเร็งหลอดอาหารเป็นกลุ่มเเรก ตามมาด้วยกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งตับเเละตับอ่อน\r\n\r\nผู้เข้าร่วมในการทดลองจะต้องเป่าลมหายใจออกเข้าไปในเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจนาน 10 นาที เพื่อให้ได้ตัวอย่างโมเลกุลที่อยู่ในละอองลมหายใจ ซึ่งจะถูกนำไปวิเคราะห์โดยทีมนักวิจัยในห้องทดลองของบริษัท Owlstone Medical ในเมืองเเคมบริดจ์\r\n\r\nทีมงานมุ่งหาทางระบุให้ได้ว่า โรคมะเร็งมีกลิ่นหรือโมเลกุลในละอองลมหายใจที่แตกต่างไปอย่างไร เเละสามารถค้นพบมะเร็งได้ในระยะเริ่มเเรกได้เร็วแค่ใหน และหากผู้ป่วยจะกลายเป็นมะเร็งจริงๆ ตัวอย่างลมหายใจของผู้ป่วยจะใช้เปรียบเทียบกับตัวอย่างจากคนที่ไม่เป็นมะเร็งได้หรือไม่\r\n\r\nศาสตราจารย์ Rebecca Fitzgerald หัวหน้าทีมนักวิจัยที่ศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งอังกฤษ ที่เมืองเเคมบริดจ์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า จำเป็นอย่างมากที่ต้องเร่งพัฒนาอุปกรณ์ใหม่ๆ อย่างเช่น เครื่องวิเคราะห์ลมหายใจนี้ ซึ่งช่วยตรวจหาเเละวินิจฉัยมะเร็งได้ตั้งเเต่เนิ่นๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิต\r\n\r\nศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งอังกฤษชี้ว่า มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่มากกว่า 360,000 คนทุกปีในอังกฤษ และองค์การอนามัยโลกหรือ WHO รายงานว่า ในระดับโลก มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ราว 18 ล้าน 1 เเสนคนในปีที่ผ่านมา\r\n\r\nหากการทดลองกับคนครั้งนี้ได้ผลสำเร็จ ทั้้งบริษัท Owlstone Medical เเละศูนย์วิจัยมะเร็งหวังว่า แพทย์จะสามารถนำเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจเครื่องนี้ไปใช้ในการตรวจร่างกายผู้ป่วย เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าควรเเนะนำให้เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเพิ่มเติมหรือไม่\r\n\r\nศาสตราจารย์ Fitzgerald กล่าวว่า ทีมงานหวังว่าการทดลองครั้งนี้จะช่วยให้ค้นพบสัญญาณของโรคมะเร็งได้ตั้งเเต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจมะเร็งโดยใช้ลมหายใจ\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1547003948.jpg"],
    [897,1464,"'เนื้อไก่สังเคราะห์' ทางออกใหม่สำหรับปัญหาอาหารโลกขาดแคลน?","Tue, 2019-01-08 10:44","http://www.stkc.go.th/node/1464","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"บริษัท JUST Incorporated ในนครซานฟรานซิสโก กำลังพัฒนาเนื้อไก่สังเคราะห์ เพื่อรองรับความต้องการบริโภคเนื้อสัตว์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก\r\n\r\nซีอีโอของ JUST กล่าวว่า เนื้อไก่สังเคราะห์นี้ผลิตจากเนื้อสัตว์ประเภทถั่วและสาหร่าย โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประชากรโลกสามารถรับประทานเนื้อไก่โดยไม่ต้องเลี้ยงไก่ ถือเป็นการประหยัดทรัพยากร ประหยัดที่ดินการเกษตร และที่สำคัญ ไม่ต้องฆ่าไก่\r\n\r\nทางบริษัทกำลังพยายามพัฒนาเนื้อไก่สังเคราะห์นี้ให้มีรสชาติคล้ายเนื้อไก่จริงมากที่สุด\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ราคาเนื้อไก่สังเคราะห์ยังแพงมาก คือตกกิโลกรัมละมากกว่า 100 ดอลลาร์ แต่เป้าหมายคือการทำให้เนื้อไก่จากห้องทดลองนี้มีราคาถูกลงจนพอๆ กับเนื้อไก่จริง\r\n\r\nเกี่ยวข้อง\r\nเนเธอร์แลนด์เตรียมส่ง “เนื้อที่ผลิตในห้องทดลอง” ขายตามร้านอาหารในอีก 3 ปีข้างหน้า\r\nเนเธอร์แลนด์เตรียมส่ง “เนื้อที่ผลิตในห้องทดลอง” ขายตามร้านอาหารในอีก 3 ปีข้างหน้า\r\n วิกฤตขาดแคลนแรงงานต่างชาติ สะเทือนธุรกิจอาหารทะเลในรัฐแมรีแลนด์\r\nวิกฤตขาดแคลนแรงงานต่างชาติ สะเทือนธุรกิจอาหารทะเลในรัฐแมรีแลนด์\r\n งานวิจัยชี้พฤติกรรมการบริโภคอาหารของ \"คนเอเชีย\" คือตัวการสำคัญทำลายสิ่งแวดล้อม \r\nงานวิจัยชี้พฤติกรรมการบริโภคอาหารของ \"คนเอเชีย\" คือตัวการสำคัญทำลายสิ่งแวดล้อม\r\nเรื่องที่คนอ่านมากที่สุดในรอบสัปดาห์\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1546919064.jpg"],
    [898,1462,"เทรนด์ใหม่! 3 แนวโน้มสำคัญด้านการออกกำลังกายของปี 2562","Mon, 2019-01-07 09:57","http://www.stkc.go.th/node/1462","วิทยาศาสตร์การแพทย์","สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาของสหรัฐฯ","สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาของสหรัฐฯ ระบุว่า จากการสำรวจข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องในวงการกีฬากว่า 2,000 คน แสดงว่าแนวโน้มเรื่องการออกกำลังกายและการดูแลสุขภาพซึ่งจะได้รับความสนใจในระดับต้นๆสำหรับปี 2562 นี้ มี 3 รูปแบบ\r\n\r\nหนึ่งคือ Exercise Tracker หรือการนำเทคโนโลยีแบบสวมใส่ที่ช่วยติดตามกิจวัตรและข้อมูลการออกกำลังของเรามาใช้ประโยขน์ สองคือ Group Fitness หรือการออกกำลังกายร่วมในกลุ่ม และสามคือ High-Intensity Interval Training หรือที่เรียกย่อๆ ว่า HIIT ซึ่งหมายถึงการโหมออกกำลังกายอย่างเข้มข้นสลับกับการพักเป็นช่วงๆ\r\n\r\nในเรื่องของ Wearable Technology หรือการใช้เทคโนโลยีประเภทสวมใส่นั้น สถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาบอกว่าธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้พัฒนาปรับปรุงเรื่องความถูกต้องแม่นยำของอุปกรณ์ดังกล่าวขึ้นได้มาก โดยถึงแม้จะเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาไม่แพงก็สามารถทำงานได้อย่างน่าเชื่อถือ จึงนับเป็นอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีที่ผู้คนนิยมนำมาใช้มากขึ้น\r\n\r\nส่วน Group Fitness หรือการออกกำลังกายร่วมในกลุ่มนั้น เนื่องจากคนเราเป็นสัตว์สังคม ดังนั้นผู้นิยมการออกกำลังกายไม่ว่าจะเป็นคนยุค Millennial หรือรุ่นใดก็ตาม มักไม่ต้องการแข่งกับตัวเองเพียงลำพังหรือออกกำลังกายแบบโดดเดี่ยวเดียวดาย แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งซึ่งได้พลังหนุนส่งเสริมจากกลุ่มเพื่อช่วยสร้างความฮึกเหิมและกำลังใจนั่นเอง\r\n\r\nสำหรับเรื่องของ HIIT หรือ รูปแบบการออกกำลังกายแบบเข้มข้น ที่ใช้เวลาเบ็ดเสร็จเพียงราว 30 นาที ด้วยการโหมออกกำลังกายอย่างเต็มที่เพื่อให้หัวใจเต้นเร็วและแรงสลับกับการหยุดพักเป็นช่วงๆ นั้น นักวิทยาศาสตร์การกีฬาชี้ว่ารูปแบบนี้ดูจะเป็นการตอบโจทย์และใช้ได้ผลสำหรับคนที่มักมีธุระยุ่งไม่ค่อยมีเวลา และว่าบางคนรู้สึกว่าหากมีโอกาสไปออกกำลังกายแบบ HIIT ที่ว่านี้เพียงแค่สองถึงสามครั้ง ครั้งละ 30 นาทีต่อสัปดาห์ ก็น่าจะเพียงพอ\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม แนวโน้มของการออกกำลังกายที่ผูกโยงเข้ากับกลุ่มประชากรที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องของการจัดโปรแกรม \"การออกกำลังสำหรับ Baby Boomers หรือคนวัยทอง\" เพราะฟิตเนสเซ็นเตอร์ต่างๆ ล้วนมองเห็นความต้องการของคนกลุ่มนี้ที่อยากรักษาสุขภาพของตนเอง และออกแบบโปรแกรมในช่วงเวลาที่ฟิตเนสเซ็นเตอร์ต่างๆ มีคนใช้เบาบาง คือช่วงระหว่าง 9 - 11 น. และช่วงบ่ายระหว่าง 14 – 16 น. เพื่อดึงดูดผู้สนใจสุขภาพรุ่นวัยทองให้เข้าไปใช้บริกา","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1546829864.jpg"],
    [899,1457,"งานวิจัยชี้ 'เชื้อชาติ' อาจเป็นปัจจัยหนึ่งของโรคปากเเหว่งเพดานโหว่","Thu, 2019-01-03 11:08","http://www.stkc.go.th/node/1457","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ในประเทศร่ำรวย ทารกที่คลอดออกมาพร้อมอาการปากแหว่งเพดานโหว่จะได้รับการผ่าตัดรักษา นายแพทย์ Albert Oh เป็นศัลยเเพทย์ตกแต่งที่ผ่าตัดรักษาอาการปากแหว่งเพดานโหว่เเก่ทารกที่โรงพยาบาลเด็กแห่งชาติ (Children's National Medical Center) ในกรุงวอชิงตัน \r\n\r\nนายเเพทย์ โอ กล่าวว่า ตนเองกับเพื่อนร่วมงานทำการผ่าตัดรักษาทารกเฉลี่ยต่อปีทั้งหมดที่ 100 กว่าราย ซึ่งคิดเป็นสัปดาห์ละ 1 ถึง 2 คน\r\n\r\nในสหรัฐฯ ราว 1 ในทารกทุก 1,500 คนที่เกิดมาพร้อมกับอาการปากแหว่งเพดานโหว่ เชื้อชาติก็มีส่่วนในเรื่องนี้ด้วย ทารกที่มีเชื้อสายของคนแอฟริกันมีโอกาสน้อยที่สุด โดยอยู่ที่ราว 1 คนต่อทุก 1,200 คน\r\n\r\nนายแพทย์ Yang Chai แห่งมหาวิทยาลัย Southern California พบว่าความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมมีส่วนทำให้เกิดอาการบกพร่องนี้ร้อยละ 30 ของทั้งหมด เขากล่าวว่า ชาวเอเชียมีความเสี่ยงสูงกว่าที่จะเป็นโรคปากเเหว่ง และหากดูจำนวนประชากรผู้ป่วยทั่วโลกเเล้ว จะพบว่าชาวเอเชียมีโอกาสเป็นโรคนี้ที่ราว 1 คน ต่อ 700 คน\r\n\r\n\r\n​เด็กเหล่านี้มักมีผลกระทบทางจิตใจจากความบกพร่องนี้ เพราะกระทบต่อลักษณะหน้าตา เเต่อาการแทรกซ้อนจากปากเเหว่งเพดานโหว่รุนแรงกว่าเเค่หน้าตาเท่านั้น เด็กจะมีปัญหาการพูด ปัญหาทางทันตกรรม เเละอื่นๆ\r\n\r\nทารกที่เพดานโหว่จะไม่สามารถดูดนมได้ ส่งผลต่อการเจริญเติบโต เด็กจะดูตัวเล็กกว่าอายุจริง\r\n\r\nบรรดาหน่วยงานการกุศล อาทิ Operation Smile จัดหาการผ่าตัดทำศัลยกรรมตกแต่งเพื่อช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องนี้ นายแพทย์ William Magee ผู้ก่อตั้ง กล่าวว่า หน่วยงานของเขาได้ขยายงานที่ทำออกไป โดย 80 เปอร์เซ็นต์ของอาสาสมัครมาจาก 70 หรือ 80 ชาติทั่วโลก และเป็นไปได้ว่าการผ่าตัด 70 - 80% เป็นผลงานของแพทย์ท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ ที่ทางหน่วยงานเข้าไปสอนความรู้ทางเทคนิคเเก่เเพทย์ท้องถิ่น\r\n\r\nผลการศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ว่า หน่วยงานการกุศลต่างๆ ยังคงให้บริการผ่าตัดรักษาอาการปากแหว่งเพดานโหว่มากกว่าร้อยละ 80 ของทั้งหมดในเวียดนาม และในหลายๆ ประเทศรายได้น้อย ต้องมีการจ่ายค่าผ่าตัดล่วงหน้าเเละครอบครัวจำนวนมากไม่มีเงินจ่ายค่าผ่าตัด\r\n\r\nนายแพทย์ Magee กล่าวว่า หน่วยงานการกุศลของเขาพยายามเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ปัญหานี้ช่วยให้ทางหน่วยงานเข้าใจถึงความสำคัญของความพร้อมด้านระบบการบริการการผ่าตัด เเละจะทำอย่างไรให้ปรับปรุงการบริการด้านนี้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก\r\n\r\nขณะที่พันธุกรรมและสุขภาพของมารดามีส่วนทำให้เกิดความบกพร่องนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังกำลังพยายามค้นหาสาเหตุอื่นๆ อยู่ ด้วยความหวังว่าวันหนึ่งในอนาคตจะสามารถป้องกันทารกจากอาการปากแหว่งเพดานโหว่ได้\r\n\r\n\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1546488503.jpg"],
    [900,1456,"การทดลองบำบัดผู้ป่วยด้วยการปรับเเต่งจีโนมสร้างความหวัง","Thu, 2019-01-03 11:05","http://www.stkc.go.th/node/1456","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ไบรอัน แมดโด ชาวอเมริกันอายุ 45 ปีเป็นโรค Hunter Syndrome ซึ่งเกิดจากความบกพร่องทางพันธุกรรมที่ทำให้ร่างกายไม่มีเอ็นไซม์ชนิดหนึ่งที่ช่วยย่อยส่วนประกอบขนาดใหญ่ในน้ำตาลได้ ทำให้น้ำตาลสั่งสมมากขึ้นทั่วร่างกายเหมือนกับของเสียที่เป็นพิษ\r\n\r\nมาถึงขณะนี้ ยังไม่มีทางรักษาโรคนี้ได้ เเต่เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แมดโดกลายเป็นผู้ป่วยคนเเรกที่เข้ารับการทดลองบำบัดโรคด้วยยีนบำบัดเพื่อหาทางแก้ไขพันธุกรรมที่ผิดปกติอย่างถาวรเเละรักษาโรคให้หายขาด\r\n\r\nแมดโดกล่าวว่าตอนที่เริ่มต้นการบำบัด เขารู้สึกประหม่าเเละกลัวเล็กน้อย เขาได้รับการฉีดสำเนาพันธุกรรมที่ถูกต้องหลายสำเนาด้วยกันเข้าทางเส้นเลือด\r\n\r\nการแก้ไขพันธุกรรมเป็นการบำบัดที่เเม่นยำมากกว่ายีนบำบัด โดยกำจัดยีนที่ไม่ดีออกไป แล้วทดแทนด้วยยีนที่ดีที่ขาดหายไป บรรดาแพทย์หวังว่าเทคนิคใหม่นี้จะสามารถนำไปสู่การบำบัดโรคทางพันธุกรรมหลายชนิดที่ยังไม่มีทางบำบัดอย่างมีประสิทธิผลในปัจจุบัน\r\n\r\nด็อกเตอร์ โจเซฟ มูเอ็นเซอร์ (Dr. Joseph Muenzer) แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทเเคโรไลน่า วิทยาเขตเเชปเปอร์ ฮิลล์ เเละหัวหน้าทีมนักวิจัยกล่าวว่าเป้าหมายหลักของการบำบัดเบื้องต้นนี้คือเพื่อทดสอบอย่างปลอดภัย เเต่ทีมนักวิจัยยังต้องการมองหาหลักฐานที่บ่งบอกว่าการทดลองบำบัดได้ผล\r\n\r\nเขากล่าวว่ามาถึงขณะนี้ ยังถือว่าเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าการทดลองได้ผลในการบำบัดกับผู้ป่วย แต่ตนเองรู้สึกมีกำลังใจต่อผลการรักษาที่ได้เห็นตั้งเเต่เริ่มการรักษามาจนถึงขณะนี้\r\n\r\nผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานว่าแมดโดกับคนไข้อีกคนหนึ่งได้รับการฉีดสำเนาดีเอ็นเอที่ถูกต้องในปริมาณโดสที่ต่ำเเละไม่พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลที่เป็นอันตราย แต่ระดับน้ำตาลได้ลดลงมากถึง 51 เปอร์เซ็นต์ในกรณีของผู้ป่วยทั้งสองรายสี่เดือนหลังได้รับปริมาณยีนบำบัดขนาดกลาง\r\n\r\nด็อกเตอร์มูเอ็นเซอร์ หัวหน้าการวิจัย กล่าวว่าผลการทดลองบำบัดเบื้องต้นนี้ชี้ว่าเป็นไปได้ว่ามีการสร้างเอนไซม์ขึ้นมาใหม่ แต่ต้องใช้เวลาและหากปริมาณน้ำตาลลดลงกว่านี้ก็แสดงว่าอาจได้ผล\r\n\r\nแมดโด ผู้ป่วยกล่าวว่าตนเองหวังว่ายีนบำบัดจะช่วยหยุดยั้งโรค Hunter syndrome ไม่ให้กำเริบขึ้นเเละเป็นผลดีต่อคนป่วยที่อายุน้อยกว่า\r\n\r\nขณะที่การศึกษานี้ยังดำเนินต่อไป ทีมนักวิจัยกล่าวว่าภายในอีกหกเดือนข้างหน้า พวกเขาหวังว่าจะสามารถบอกได้มากกว่าเดิมว่าการบำบัดได้ผลสำเร็จหรือไม่\r\n\r\n(ทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน ถ่ายทอดรายงาน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1546488339.jpg"],
    [901,1455,"องค์การอนามัยโลกชี้มลพิษทางอากาศเป็นอันตรายต่อสุขภาพเด็ก","Thu, 2019-01-03 11:03","http://www.stkc.go.th/node/1455","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่า มลพิษทางอากาศคร่าชีวิตเด็กๆ ปีละหลายแสนคน และยังทำให้เยาวชนนับร้อยล้านคนมีความเสี่ยงทั้งต่อสุขภาพร่างกาย และต่อพัฒนาการทางระบบประสาทในระดับร้ายแรง\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกเผยแพร่รายงานที่ใช้ชื่อว่า \"Air pollution and child health: Prescribing clean air\" ในวันก่อนการประชุมระดับโลกเกี่ยวกับมลพิษทางอากาศและสุขภาพของหน่วยงานสหประชาชาติ ที่จะมีขึ้นเป็นครั้งแรก\r\n\r\nองค์การอนามัยโลกรายงานว่า กว่า 90% ของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีหรือเกือบ 2 พันล้านคน ต้องสูดดมควันพิษเป็นประจำทุกวัน ปัญหาที่ว่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ โดยเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และต่อเนื่องมาจนเข้าสู่วัยรุ่น\r\n\r\nรายงานฉบับนี้ระบุว่า หญิงมีครรภ์ที่ได้รับมลภาวะในอากาศ มักจะคลอดก่อนกำหนดและให้กำเนิดทารกที่มีน้ำหนักตัวน้อย\r\n\r\nMarie Noel Brune Drisse นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางอากาศขององค์การอนามัยโลก กล่าวเตือนว่า ปัญหานี้จะทำให้ทารกจำนวนมากมีปัญหาเรื่องพัฒนาการทางสมอง และส่งผลให้ IQ ต่ำลง\r\n\r\nเธอกล่าวต่อไปอีกว่า มลพิษในอากาศจะทำให้สมองหยุดการเติบโต แม้กระทั่งตอนอยู่ในครรภ์มารดา และยังอาจนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บที่เราอาจไม่สามารถมองเห็นได้ในทันที แต่จะตรวจพบในเวลาที่โตแล้ว เพราะการทำงานของปอดและระบบทางเดินหายใจของคนเราจะถูกเปลี่ยนแปลงในเวลาที่ร่างกายกำลังพัฒนา\r\n\r\nคุณ Drisse ผู้เชี่ยวจากองค์การอนามัยโลกผู้นี้ กล่าวต่อไปอีกว่า ปัญหามลพิษอาจนำไปสู่โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจ รวมไปถึงการเป็นโรคมะเร็งบางชนิดในวัยผู้ใหญ่\r\n\r\nในปี ค.ศ. 2016 รายงานการศึกษาคาดประมาณว่า มีเด็กจำนวน 600,000 คนเสียชีวิตจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนล่างอย่างเฉียบพลันที่เกิดจากอากาศที่ปนเปื้อน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเด็กในประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง\r\n\r\nนอกจากนี้รายงานยังพบว่า อัตราการเสียชีวิตที่สูงที่สุดอยู่ในเด็กอายุระหว่าง 5 ถึง 14 ปี จากมลพิษทางอากาศทั้งภายในและภายนอกครัวเรือนที่เกิดขึ้นในภูมิภาคแอฟริกา\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม รายงานยังแนะนำว่าการเปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงและเทคโนโลยีสะอาดในการปรุงอาหาร และการให้ความร้อน จะสามารถช่วยชีวิตเด็กๆ ได้เป็นจำนวนมาก\r\n\r\nส่วนมาตรการอื่นๆ ที่จะใช้ในการลดมลพิษทางอากาศ ได้แก่ การเลิกการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล และแนะนำให้ใช้แหล่งพลังงานทดแทนที่สะอาดขึ้น ใช้รถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลงหันมาใช้การขนส่งสาธารณะแทน ตลอดจนพัฒนาระบบการจัดการของเสียให้ดีขึ้น\r\n\r\nเจ้าหน้าที่องค์การอนามัยโลกกล่าวว่า ผลประโยชน์จากการใช้มาตรการดังกล่าวนี้จะส่งผลให้เห็นได้เกือบจะในทันที","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1546488226.jpg"],
    [902,1444,"“เดิร์มโมฟิส โดนัลด์ทรัมพาย” สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำพันธุ์ใหม่ได้ชื่อเรียกตามผู้นำสหรัฐฯ","Wed, 2018-12-26 09:43","http://www.stkc.go.th/node/1444","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"คุณเอเดน เบล (Aidan Bell) ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตวัสดุก่อสร้างแบบยั่งยืน เอ็นไวโรบิลด์ (EnviroBuild) เปิดเผยว่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดใหม่นี้ได้ชื่อว่า เดิร์มโมฟิส โดนัลด์ทรัมพาย (Dermophis donaldtrumpi) เพราะมักเอาหัวมุดดิน\r\n\r\nเบลกล่าวในอีเมลล์ที่เขียนถึง CNN ว่า เมื่อเห็นความคล้ายกันระหว่างนิสัยของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดใหม่นี้กับผู้นำของโลกเสรีคนนี้ ทางบริษัทจึงอดไม่ได้ที่ต้องลงเเข่งขันในการประมูลเป็นผู้ตั้งชื่อ\r\n\r\nในแถลงการณ์ บริษัทเอ็นไวโรบิลด์ ชี้ว่าสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดนี้เป็นสัตว์ในวงศ์เขียดงู (caecilian) ไม่มีขา ใช้เวลาส่วนใหญ่ใต้ดิน สัตว์ชนิดนี้เคยมีขาแต่หดหายไปเมื่อราว 60 ล้านปีที่แล้ว แต่มีหนวดที่ใช้ในการหาอาหาร\r\n\r\nเบล กล่าวในอีเมลล์อีกว่า เนื่องจากตัว เดิร์มโมฟิส โดนัลด์ทรัมพาย เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ จึงมีโอกาสสูงมากที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเเละเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งเป็นผลจากนโยบายของผู้นำโลกที่เป็นเจ้าของชื่อเดียวกันนี้\r\n\r\nเป็นที่รู้กันดีว่า ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เชื่อเรื่องภาวะโลกร้อน เขาเคยเขียนในข้อความทางทวีตเตอร์เมื่อปี ค.ศ. 2013 ที่ประนามว่าประเด็นภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องหลอกลวง เเละจุดยืนของเขาก็ไม่ยังเปลี่ยนแปลงเเม้จะขึ้นดำรงตำเเหน่งเป็นผู้นำของสหรัฐฯ\r\n\r\nในปลายเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์เเสดงความไม่เห็นด้วยกับรายงานการประเมินผลกระทบจากภาวะโลกร้อนระดับชาติครั้งที่ 4 ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นรายงานเกี่ยวกับผลการวิจัยเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศโลก เขาบอกกับบรรดาผู้สื่อข่าวว่าเขาไม่เชื่อในรายงานนี้ เเละยังบอกด้วยว่าได้อ่านบางส่วนของรายงาน\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม รายงานนี้สร้างความกังวลเเก่หลายคน รายงานดังกล่าวชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศโลกนำมาซึ่งความเสี่ยงใหม่ๆ เเละทำให้ปัญหาเดิมที่มีอยู่เเย่ลงไปกว่าเดิมทุกหนทุกแห่งทั่วสหรัฐฯ สร้างปัญหาที่ใหญ่ขึ้นต่อสุขภาพเเละความปลอดภัยของมนุษย์ คุณภาพชีวิตเเละอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ\r\n\r\nเบล กล่าวกับ CNN ว่า บริษัทของเขาคับข้องใจมากขึ้นเพราะไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากการประชุมเดี่ยวกับภาวะโลกร้อน COP24 ที่เมืองคาโตวิเซ (Katowice) ในโปแลนด์ เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา\r\n\r\nบริษัทเอ็นไวโรบิลด์ จ่ายเงินจำนวน 25,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อสิทธิ์ในการตั้งชื่อสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดนี้ ซึ่งถูกนำเข้าไปอยู่ในรายชื่อของสัตว์ที่มีความเสี่ยง ในวันที่จัดการประมูลเมื่อวันที่ 8 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อระดมทุนให้เเก่กองทุน เรนฟอร์เรส ทรัสต์\r\n\r\nคริส เรดสตัน (Chris Redston) แห่ง เรนฟอร์เรส ทรัสต์ ยูเค (Rainforest Trust UK) กล่าวในเเถลงการณ์ว่า การปกป้องป่าฝนของโลกที่ยังหลงเหลืออยู่ ถือเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่งในการลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อน แต่มาถึงขณะนี้ ทุกวันมีพื้นที่ป่าฝนถูกทำลายถาวรถึงเกือบวันละ 70,000 เอเคอร์\r\n\r\nเขากล่าวว่าการทำลายพื้นที่ป่าฝนไม่ได้เป็นเพียงสาเหตุหลักอย่างหนึ่งของภาวะโลกร้อนเท่านั้น เเต่ยังส่งผลกระทบที่ร้ายเเรงต่อสัตว์ป่าที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ที่อยู่อาศัยของคนเผ่าพื้นเมืองเเละสภาพภูมิอากาศของโลก\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1545792235.jpg"],
    [903,1443,"บริษัทอังกฤษคิดค้นวิธีแปลงขยะพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง","Wed, 2018-12-26 09:40","http://www.stkc.go.th/node/1443","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ปัจจุบันยังมีการนำขยะพลาสติกไปหมุนเวียนใช้ใหม่น้อยมาก เเละมักถูกทิ้งลงในหลุมฝังกลบขยะ เเละบางส่วนของขยะพลาสติกก็ลงไปอยู่ในมหาสมุทร\r\n\r\nแต่ตอนนี้ บริษัทรีไซเคิลแห่งใหม่ในอังกฤษ ได้คิดค้นวิธีนำขยะพลาสติกมาหมุนเวียนใช้ใหม่ \r\n\r\nเอเดรียน ฮอว์เวิร์ธ แห่งบริษัท Recycling Technologies กล่าวว่า มีความต้องการใช้สินค้าที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลกันอย่างมาก และทางบริษัทกำลังพัฒนาวิธีนำขยะพลาสติกไปผลิตเป็นเชื้อเพลิง\r\n\r\nบริษัท Recycling Technologies ทำการย่อยพลาสติกเล็กลงเเละนำไปผ่านกระบวนการให้กลายเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง หรือเป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิตเป็นพลาสติกชิ้นใหม่ \r\n\r\nเขากล่าวว่า ทางบริษัทนำพลาสติกไปต้มเหมือนซุปไฮโดรคาร์บอน หลังจากนั้นจะกลั่นในหลายระดับความร้อน โดยในระดับอุณหภูมิที่ร้อนที่สุด ไขจะถูกแยกออกมา เเละเมื่อกลั่นในระดับความร้อนที่ลดลงมาเล็กน้อย ก็จะได้น้ำมันน้ำหนักเบา เเละหากกลั่นต่อไปในระดับที่ร้อนน้อยกว่าเดิมอีกก็จะได้น้ำมันดิบที่มีความหนาเเน่นสูง\r\n\r\nส่วนที่เหลือจะกลั่นให้กลายเป็นแนฟทา (naphtha) ซึ่งเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดหนึ่งที่ติดไฟง่าย ส่วนไฮโดรคาร์บอนที่เหลือจากการกลั่นจะใช้เป็นพลังงานแก่กระบวนการกลั่น\r\n\r\nขั้นตอนที่บริษัทใช้นี้ช่วยผลิตน้ำมันดิบที่มีความหนาเเน่นสูง ที่เหมาะกับการใช้เป็นพลังงานเชื้อเพลิงแก่เรือทะเล\r\n\r\nฮอว์เวิร์ธ กล่าวว่า เราเรียกผลิตภัณฑ์ที่ได้ว่าน้ำมันดิบสะอาด เพราะมีซัลเฟอร์ในปริมาณเพียงเล็กน้อยจนเกือบไม่มีเลย ซึ่งเหมาะกับกฏใหม่ที่กำหนดให้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้กับเรือมีระดับซัลเฟอร์ในปริมาณที่ต่ำทั่วโลกเเละยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าอีกด้วย\r\n\r\nในขณะนี้ ทางบริษัท Recycling Technologies ในอังกฤษแห่งนี้ สามารถรีไซเคิลพลาสติกได้ปีละราว 7,000 ตัน เเต่ทางบริษัทคิดว่าจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกอย่างรวดเร็ว\r\n\r\nฮอว์เวิร์ธ กล่าวว่า ทางบริษัทกำลังออกเเบบเครื่องกลั่นที่ใช้เวลาติดตั้งสี่วันเท่านั้น และนี่ไม่ใช่โรงกลั่นน้ำมัน เเต่เป็นเครื่องกลั่นที่นำไปติดตั้งเพื่อใช้งานที่ใดก็ได้\r\n\r\nทางบริษัทได้ตั้งเป้าที่ค่อนข่างสูงว่าจะขายเครื่องรีไซเคิลพลาสติกเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงนี้ให้ได้ 1,300 เครื่องทั่วโลก ในช่วงสิบปีข้างหน้า เเละคาดว่าจะสามารถรีไซเคิลพลาสติกได้ปีละ 9 ล้านตันทั่วโลก\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1545792056.jpg"],
    [904,1442,"ยานอวกาศของนาซาเยือนดาวเคราะห์น้อยโบราณ","Wed, 2018-12-26 09:36","http://www.stkc.go.th/node/1442","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เมื่อวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. ยานอวกาศของนาซาได้ไปถึงดาวเคราะห์น้อย “เบนนู” ซึ่งนับว่าเป็นแขกที่ไปเยือนครั้งแรกในรอบหลายพันล้านปี\r\n\r\nยานสำรวจ Osiris-Rex โคจรห่างจากหินอวกาศที่มีรูปทรงเหมือนเพชรเป็นระยะทาง 19 กิโลเมตร (12 ไมล์) และจะเข้าใกล้มากกว่านี้และเข้าไปในวงโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยเบนนู ในวันที่ 31 ธันวาคม ยังไม่เคยมียานอวกาศลำไหนที่ไปโคจรรอบวัตถุในจักรวาลที่มีขนาดเล็กนี้เลย\r\n\r\nเป็นครั้งแรกที่สหรัฐพยายามรวบรวมตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยเพื่อนำกลับสู่โลก ซึ่งมีเพียงญึ่ปุ่นประเทศเดียวเท่านั้นที่เคยประสบความสำเร็จในภารกิจนี้\r\n\r\nบรรดาผู้ควบคุมการบินต่างปรบมือแสดงความยินดีเมื่อได้รับการยืนยันว่ายานสำรวจ Osiris-Rex ไปถึงดาวเคราะห์น้อยเบนนูแล้ว\r\n\r\nดาวเคราะห์น้อยเบนนูอยู่ห่างออกไปจากโลกประมาณ 122 ล้านกิโลเมตร (76 ล้านไมล์) ต้องใช้เวลาเจ็ดนาทีในการสื่อสารจากยานอวกาศไปยังหน่วยควบคุมการบินของบริษัท Lockheed Martin ที่เมือง Littleton รัฐโคโลราโด ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทที่สร้างยานอวกาศนี้ขึ้น\r\n\r\nดาวเคราะห์น้อยเบนนูมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1,600 ฟุต (500 เมตร) ยานอวกาศ ซึ่งมีขนาดเท่ากับรถยนต์อเนกประสงค์ (SUV) นี้จะตามติดดาวเคราะห์น้อยเป็นเวลาหนึ่งปีก่อนที่จะตักเอาก้อนหินเล็กๆ เป็นตัวอย่างเพื่อนำกลับไปสู่โลกในปี พ.ศ. 2566\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์มีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาสสารจากดาวเคราะห์น้อยที่มีคาร์บอนสูงเช่นเบนนู ซึ่งอาจถือเป็นหลักฐานย้อนหลังไปถึงจุดกำเนิดของระบบสุริยะจักรวาลเมื่อสี่พันห้าร้อยล้านปีก่อน หรือเรียกว่าเป็นแคปซูลเวลาทางด้านดาราศาสตร์นั่นเอง\r\n\r\nยานสำรวจ Osiris-Rex มีจุดมุ่งหมายในการเก็บตัวอย่างฝุ่นและก้อนหินเล็กอย่างน้อย 60 กรัมหรือ 2 ออนซ์ ยานอวกาศนี้จะไม่ลงจอด แต่จะใช้แขนกลที่มีความยาว 10 ฟุต (3 เมตร) เพื่อเก็บตัวอย่างบนพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อยเบนนูในปีพ. ศ. 2563 และนำภาชนะเก็บตัวอย่างจะออกเดินทางมุ่งหน้ากลับสู่โลกในปี พ.ศ. 2564\r\n\r\nNASA เคยนำอนุภาคของฝุ่นผงดาวหางและลมสุริยะกลับมายังโลก แต่ยังไม่เคยนำตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยกลับมา ญี่ปุ่นได้พยายามนำอนุภาคที่มีขนาดเล็กมาก จากภารกิจดาวเคราะห์น้อยครั้งแรกที่มีชื่อว่า “ฮายาบูซ่า” กลับมายังโลกเมื่อปี พ.ศ. 2553\r\n\r\n“เบนนู” ถือเป็นดาวเคราะห์น้อยที่อาจเป็นอันตราย คืออาจพุ่งใส่โลกได้ในอนาคต และที่เลวร้ายที่สุดดาวเคราะห์น้อยเบนนูอาจสร้างหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่บนพื้นโลกในช่วงระยะเวลา 150 ปีนับจากนี้ได้\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์เชื่อมั่นว่า ยิ่งพวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับดาวเคราะห์น้อยมากขึ้นเท่าไหร่ โลกของเราที่มีอุปกรณ์ครบครัน ก็จะหลีกเลี่ยงความหายนะต่างๆ ได้มากขึ้นเท่านั้น\r\n\r\nชื่อของทั้งยานอวกาศและดาวเคราะห์น้อยมาจากเทพนิยายอียิปต์ โอซิริสคือเทพแห่งชีวิตหลังความตาย ส่วนเบนนูเป็นตัวแทนของนกกระสาและการสร้างสรรค์","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1545791774.jpg"],
    [905,1441,"โลกอาจขาดแคลนสารอินซูลินเทียมในอนาคตเพราะมีคนเป็นเบาหวานมากขึ้น","Mon, 2018-12-24 11:34","http://www.stkc.go.th/node/1441",null,null,"นักวิจัยเตือนโลกอาจขาดเเคลนสารอินซูลินเทียมเพราะมีคนเป็นเบาหวานประเภทที่สองเพิ่มขึ้น\r\n \r\nHarun Abdalla เป็นหนึ่งในผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 กว่า 400 ล้านคนทั้งหมดทั่วโลก\r\n\r\nโรคเบาหวานประเภทที่สองเกิดจากอาหารการกินเเละวิถึชีวิตที่ขาดการออกกำลังกาย\r\n\r\nAbdalla กล่าวว่าตอนที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นเขาโรคเบาหวานประเภทที่สอง เขารู้สึกว่าทุกอย่างในชีวิตจบลงแล้ว\r\n\r\nAbdalla อาศัยในสลัม Kibera สลัมที่ใหญ่ที่สุดในแอฟริกา เขาตกงานหลังจากป่วยเป็นเบาหวานในปี 2006 หรือ 12 ปีที่แล้วเเละแทบไม่มีเงินพอซื้ออินซูลินเทียมมาบำบัดอาการของโรค เขาไม่สามารถรับประทานอาหารตามที่แพทย์แนะนำได้เพราะขาดรายได้ Abdalla กล่าวว่าเขารู้สึกหมดคุณค่าในชีวิต\r\n\r\nคนที่อาศัยในสลัมแห่งนี้เกือบทุกคนไม่มีเงินพอที่ซื้อยารักษาเบาหวานได้ ทางการได้ตั้งศูนย์สุขภาพขึ้นเพื่อช่วยออกค่ายาเบาหวานให้ประชาชนส่วนหนึ่ง แต่จำนวนผู้ป่วยเบาหวานกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นและปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนเป็นโรคเบาหวานประเภทที่สองคือการมีน้ำหนักตัวเกิน\r\n\r\nIrene Aoko เจ้าหน้าที่การแพทย์ที่ศูนย์สุขภาพในสลัม Kibera กล่าวว่าคนในสลัมมีวิถีชีวิตที่ขาดการออกกำลังกายเเละอาหารที่รับประทานกันในสลัมก็ไม่ดีกับสุขภาพ ทำให้เสี่ยงต่อโรคเบาหวานกันมากขึ้น\r\n\r\nผู้สื่อข่าววีโอเอรายงานวารสารการเเพทย์เดอะเเลนเซ็ทชี้ว่าจำนวนผู้ใหญ่ที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่สองทั่วโลก คาดว่าน่าจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 511 ล้านคนภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ อีก 12 ปีข้างหน้า และ Dr. Sanjay Basu หัวหน้าผู้ร่างรายงานผลการวิจัยนี้กล่าวว่าผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่สองส่วนมากในประเทศเเอฟริกาทางใต้ของทะเลทรายซาฮาร่าจะเป็นคนที่เสี่ยงมากที่สุดที่จะขาดเเคลนสารอินซูลินเทียม\r\n\r\nเขากล่าวว่าเเน่นอนว่าเอเชียเเละเเอฟริกาจะเป็นจุดที่ขาดเเคลนสารอินซูลินเทียมมากที่สุด ซึ่งตรงข้ามกับที่เราคาดคิดเนื่องจากลักษณะอาหารการกินเเละวิถีชีวิตเปลี่ยนไปทั่วโลก ทำให้มีคนในเอเชียเเละแอฟริกาเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 เพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเดียวกันกับที่เริ่มมีปริมาณสารอินซูลินรักษาโรคลดลง\r\n\r\nมีบริษัทยา 3 เเห่งที่ผลิตสารอินซูลินรักษาเบาหวานได้ 96 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเเละยังไม่รู้ว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตให้เพียงพอแก่ความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตได้หรือไม่\r\n\r\nDr. Sanjay Basu หัวหน้าผู้ร่างรายงานผลการวิจัยยอมรับว่าการขาดเเคลนสารอินซูลินรักษาเบาหวานอย่างรุนแรงที่เขาคาดการณ์อาจจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ และเเม้ว่าการศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลจากคนที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ราว 60 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนทั้งหมดทั่วโลก\r\n\r\nทีมนักวิจัยไม่ได้รวมเอาปัจจัยเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรในแอฟริกาเข้าไว้ในการวิเคราะห์ด้วย นอกจากนี้การปรับเปลี่ยนด้านนิสัยการกินและการหันไปออกกำลังกายกันมากขึ้น อาจจะมีผลให้ความต้องการใช้สารอินซูลินเทียมรักษาโรคลดลงได้\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1545626074.jpg"],
    [906,1440,"นักวิจัยอเมริกันพัฒนาเทคนิคเปลี่ยน 'ปัสสาวะมนุษย์' มาใช้ในการปลูกพืช","Mon, 2018-12-24 11:26","http://www.stkc.go.th/node/1440","เกษตรศาสตร์",null,"นักวิจัยอเมริกันที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน พัฒนาเทคนิคเปลี่ยนปัสสาวะมนุษย์ที่มีเเร่ธาตุสำคัญต่อพืช เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส มาใช้น้ำแและปุ๋ยสำหรับพืช\r\n\r\nอาจารย์แนนซี เลิฟ (Nancy Love) นักวิศวกรสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกแปลกบ้างกับความคิดนี้ในตอนแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนเข้าใจและยอมรับฟัง\r\n\r\nทีมงานของแนนซี เลิฟ ร่วมมือกับสถาบัน Rich Earth Institute พร้อมแรงสนับสนุนจากรัฐผ่านกองทุน National Science Fund ในความพยายามรีไซเคิลปัสสาวะ โดยแต่ละปี สถาบัน Rich Earth Insittute เก็บปัสสาวะได้จากผู้บริจาคได้ 26,000 ลิตร\r\n\r\nอับราฮัม โน-เฮย์ส (Abraham Noe-Hays) จากหน่วยงาน Rich Earth Institute พูดถึงคำคมที่ว่า มลพิษไม่ได้เป็นอะไรอื่น แค่คือทรัพยากรที่ไม่ถูกนำมาใช้ ซึ่งตรงกับเรื่องนี้\r\n\r\nขณะนี้กระบวนการรีไซเคิลทำให้ของเสียจากร่างการมนุษย์นี้ปราศจากเชื้อโรค แต่ภารกิจที่ต้องทำต่อไปคือการกำจัดสารเคมีในปัสสาวะ ที่มาจากยาที่มนุษย์รับประทาน\r\n\r\nอาจารย์เลิฟ กล่าวว่า สารเคมีตกค้างจากยา นอกจากไม่เป็นที่ต้องการของพืชแล้ว ยังสร้างปัญหาต่อเเหล่งน้ำและสัตว์น้ำได้\r\n\r\nท้ายสุดเธอย้ำถึงความตั้งใจของโครงการนี้ ที่น้ำจากร่างกายมนุษย์และที่มีเเร่ธาตุอาหารมาให้พืช ขณะเดียวกันก็ลดการปล่อยของเสียนี้สู่แหล่งน้ำ ซึ่งน่าจะช่วยลดปัญหา การแพร่ขยายอย่างรุนแรงของสาหร่ายในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะสาหร่ายเหล่านั้นได้รับธาตุอาหารเกินความจำเป็น\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1545625587.jpg"],
    [907,1439,"หุ้น จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันดิ่งหนัก เหตุสื่อแฉรู้เห็นแป้งเด็กปนเปื้อนแร่ใยหิน","Mon, 2018-12-24 11:21","http://www.stkc.go.th/node/1439","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ราคาหุ้นของบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ร่วงหนักร้อยละ 10 ในวันศุกร์ หลังมีสื่อออกมาเปิดโปงว่าบริษัทรับรู้มานานแล้วว่าแป้งโรยตัวเด็กของจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน มีส่วนผสมของแร่ใยหิน\r\n\r\nสำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานประเด็นดังกล่าว โดยอ้างอิงจากเอกสารภายในของบริษัท และคำให้การต่อศาล พบว่า จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน รู้เห็นว่าผลิตภัณฑ์แป้งเด็กของจอห์นสันฯ การปนเปื้อนแร่ใยหิน มาตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 1971 และว่าบริษัทให้เงินสำหรับจัดทำการศึกษาวิจัยเรื่องแป้งเด็กของบริษัทและว่าจ้างให้นำเสนอบทความจากงานวิจัยเหล่านั้นอีกทอดหนึ่งด้วย\r\n\r\nทางบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสันออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่บิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจผิด พร้อมทั้งบอกว่าแป้งฝุ่นโรยตัวเด็กของบริษัทไม่มีส่วนผสมของแร่ใยหินอย่างที่เป็นข่าว\r\n\r\nที่ผ่านมา มีการร้องเรียนต่อบริษัทจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน กว่า 10,000 ครั้ง ที่ระบุว่าผลิตภัณฑ์แป้งโรยตัวของบริษัท ทั้งแป้งเด็กและแป้งแบรนด์ Shower to Shower เป็นสาเหตุทำให้ผู้ใช้ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งรังไข่ และมะเร็งเยื่อหุ้มปอด","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1545625301.jpg"],
    [908,1437,"นักวิจัยคิดค้นวิธีตรวจมะเร็งแบบใหม่ให้ผลภายใน 10 นาที","Mon, 2018-12-24 11:19","http://www.stkc.go.th/node/1437","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ทีมนักวิจัยในออสเตรเลียพัฒนาการตรวจมะเร็งที่ให้ผลภายใน 10 นาที\r\nผลการวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ไปไม่นานมานี้ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า วิธีตรวจหาเซลล์มะเร็งวิธีใหม่นี้พัฒนาขึ้น หลังจากทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ค้นพบว่า เซลล์มะเร็งนั้นหากอยู่ในน้ำจะสร้างโครงสร้างของดีเอ็นเอที่มีลักษณะเฉพาะตัวซึ่งแตกต่างไปจากปกติ และถือเป็นวิธีการตรวจหาเซลล์มะเร็งได้เเต่เนิ่นๆ\r\n\r\nโดยตรวจได้ผลเร็วกว่าการตรวจมะเร็งทุกวิธีที่ใช้กันในปัจจุบัน\r\n\r\nศาสตราจารย์ Matt Trau กล่าวในการแถลงข่าวว่า การค้นพบว่าโมเลกุลของดีเอ็นเอในเซลล์มะเร็งเกาะติดกันในลักษณะที่แตกต่างไปจากโมเลกุลของดีเอ็นเอของเซลล์ที่ปกติดี โดยถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญมาก การตรวจไม่สร้างความเจ็บปวดเเก่ผู้ป่วยและใช้ตรวจมะเร็งได้ทุกประเภท\r\n\r\nศาสตราจารย์ Trau กล่าวว่า การค้นพบนี้ได้นำไปสู่การคิดค้นและพัฒนาอุปกรณ์ตรวจหาเซลล์มะเร็งที่ราคาไม่เเพงและพกพาได้ ซึ่งคาดว่าในที่สุดแล้วจะนำไปใช้เป็นอุปกรณ์วินิจฉัยมะเร็งที่ใช้ได้กับโทรศัพท์มือถือ\r\n\r\nด้าน Abu Sina สมาชิกของทีมนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ กล่าวว่า การค้นพบนี้อาจจะช่วยแปลงโฉมหน้าการตรวจคัดกรองมะเร็งในอนาคต\r\n\r\nเขากล่าวว่า มะเร็งเป็นโรคที่มีความซับซ้อน เเละในปัจจุบัน มะเร็งทุกชนิดต้องใช้วิธีทดสอบและระบบคัดกรองที่แตกต่างกัน และเรายังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองแบบรวมๆ ที่ช่วยตรวจหามะเร็งได้ และทีมนักวิจัยต้องการให้วีธีตรวจมะเร็งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจเช็คร่างกายทั่วไป\r\n\r\nตลอดเวลาที่ผ่านมา บรรดานักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกได้พยายามพัฒนาวิธีการตรวจมะเร็งที่สามารถตรวจพบโรคได้เเต่เนิ่นๆ เพราะการตรวจพบมะเร็งได้เเต่เนิ่นๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสที่การบำบัดประสบความสำเร็จ\r\n\r\nการตรวจมะเร็งแบบใหม่ที่ได้ผลตรวจภายใน 10 นาทีนี้พัฒนาในออสเตรเลีย และยังจำเป็นต้องมีการทดลองใช้กับคนครั้งใหญ่เสียก่อน แต่ทีมนักวิจัยชี้ว่ามีสัญญาณทางบวกหลายอย่าง\r\n\r\nทีมนักวิจัยได้ทดลองตรวจหามะเร็งในตัวอย่างเนื้อเยื่อและเลือด 200 ตัวอย่าง เเละผลการตรวจมีความเเม่นยำถึงร้อยละ 90 โดยใช้ตรวจหามะเร็งทรวงอก มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และคาดว่าน่าจะใช้ตรวจมะเร็งทุกประเภทได้\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า มะเร็งทำให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในดีเอ็นเอของเซลล์ โดยมีลักษณะการก่อตัวของโมเลกุลที่เรียกว่า mythyl groups ซึ่งต่างไปจากเซลล์ที่แข็งแรงดี และวิธีตรวจเเบบใหม่นี้สามารถตรวจพบลักษณะการเกาะตัวที่ผิดเพี้ยนนี้เมื่อนำเซลล์ไปใส่ในตัวทำละลาย อาทิ น้ำ\r\n\r\nนักวิจัยกล่าวว่า หากพิสูจน์ว่ามีประสิทธิภาพ วิธีตรวจมะเร็งเเบบใหม่นี้จะมีประโยชน์มากในการตรวจมะเร็งตั้งเเต่เนิ่นๆ ในพื้นที่ชนบทห่างไกล เทคโนโลยีที่ช่วยในการอ่านผลการตรวจแบบอิเลคทรอนิคส์ก็พร้อมเเล้ว โดยเพียงเเค่ต่อเข้ากับโทรศัพท์มือถือก็ใช้ได้\r\n\r\nนักวิจัยชี้ว่า ข้อดีของการตรวจมะเร็งวิธีนี้คือเป็นอุปกรณ์อย่างง่าย แทบไม่ต้องใช้ทรัพยากรใดๆ เลย นอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังคาดว่าอาจนำไปใช้ตรวจเฝ้าระวังการหวนคืนของมะเร็งได้ด้วย แม้ยังไม่ได้ทดลองในเรื่องนี้ก็ตาม\r\n\r\nในขั้นต่อไป ทีมนักวิจัยออสเตรเลียจะทำการทดลองกับมนุษย์ เพื่อศึกษาว่าจะสามารถตรวจคัดกรองมะเร็งได้ล่วงหน้ามากเเค่ไหน เเละการตรวจนี้สามารถนำไปใช้วัดประสิทธิภาพของการบำบัดมะเร็งได้หรือไม่\r\n\r\nนอกจากนี้ ทีมนักวิจัยยังจะศึกษาด้วยว่ามีความเป็นไปได้มากแค่ไหนที่จะใช้สารคัดหลั่งจากร่างกายชนิดต่างๆ ในการตรวจหามะเร็งประเภทต่างๆ ตั้งเเต่ระยะเริ่มต้นจนถึงระยะลุกลาม\r\n\r\n(เรียบเรียงโดยทักษิณา ข่ายแก้ว วีโอเอภาคภาษาไทยกรุงวอชิงตัน)","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1545625190.jpg"],
    [909,1436,"การวิจัยชี้ฉลามออสเตรเลียมีจำนวนลดลงอย่างมาก","Mon, 2018-12-24 11:13","http://www.stkc.go.th/node/1436","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"รายงานการศึกษาวิจัยฉบับใหม่ เรียกร้องให้มีการป้องกันที่ดีขึ้นสำหรับฉลามสายพันธุ์ที่ถูกคุกคามในน่านน้ำออสเตรเลีย เนื่องจากตัวเลขฉลามบางสายพันธุ์ตามชายฝั่งรัฐควีนส์แลนด์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศมีจำนวนลดลงกว่า 90% ในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา\r\n\r\nออสเตรเลียมีฉลามประมาณ 170 สายพันธุ์จากประมาณ 440 สายพันธุ์ทั่วโลก ฉลามพยาบาลสีขาวและสีเทาตัวใหญ่ถูกระบุว่าเป็นสายพันธุ์ที่กำลังถูกคุกคามในน่านน้ำออสเตรเลีย\r\n\r\nนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์และมหาวิทยาลัยกริฟฟิธ ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากโปรแกรมการควบคุมปลาฉลามเพื่อวัดการเปลี่ยนแปลงของประชากรในช่วงห้าทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากมีการใช้ตาข่ายและตะขอเกี่ยวเหยื่อล่อฉลามในควีนส์แลนด์เพื่อช่วยให้บรรดานักว่ายน้ำและนักเล่นกระดานโต้คลื่นลดความเสี่ยงต่อการถูกฉลามโจมตี\r\n\r\nคณะนักวิจัยได้พิจารณาจำนวนฉลามขาว ฉลามเสือ ฉลามหัวฆ้อน และฉลามวาฬที่จับได้ระหว่างช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 จนถึงปีค.ศ. 2016\r\n\r\nGeorge Roff จากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนรายงานการวิจัยฉบับนี้กล่าวว่าสิ่งที่พวกเขาค้นพบเป็นเรื่องที่น่าตกใจ\r\n\r\nเขากล่าวว่า สิ่งที่นักวิจัยค้นพบในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา คือ ฉลามซึ่งอยู่ที่ส่วนยอดสุดของห่วงโซ่อาหารตามชายฝั่งรัฐควีนส์แลนด์มีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ ฉลามที่อยู่ตามธรรมชาติมีจำนวนลดลงระหว่าง 74 ถึง 92 เปอร์เซ็นต์ และในขณะเดียวกันฉลามยังมีขนาดเล็กลงอีกด้วย ดังนั้นตามชายฝั่งควีนส์แลนด์จึงมีฉลามตัวเล็กลง และน้อยลงกว่าเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ซึ่งรวมถึงปลาฉลามหัวฆ้อน ซึ่งใกล้จะสูญพันธุ์ทั่วโลก ก็มีจำนวนลดลง 92 เปอร์เซนต์\r\n\r\nและที่สำคัญฉลามขาวซึ่งถูกระบุว่ามีความเสี่ยงสูง ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณการฟื้นตัว แม้ว่าจะมีการป้องกันต่างๆ ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อยุติการจับปลาฉลามก็ตาม\r\n\r\nนักวิจัยกล่าวโทษว่าการจับปลามากเกินไปเป็นสาเหตุที่ทำให้ปลาฉลามหัวฆ้อนและปลาฉลามขาวยักษ์มีจำนวนลดลงอย่างฉับพลัน จำนวนที่ลดลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนนี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าสภาพโดยรวมของมหาสมุทรก็แย่ลงด้วย และว่าควรจะมีการป้องกันฉลามบางสายพันธุ์ให้ดียิ่งขึ้น\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ยืนกรานว่า แม้ว่าจะมีปัจจัยต่างๆ เช่นการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศซึ่งมีผลกระทบต่อจำนวนปลาฉลาม แต่ก็ยังไม่สามารถอธิบายถึงระดับของการลดลงได้\r\n\r\nเมืองต่างๆ ในออสเตรเลียได้พยายามหาแนวทางในการลดความเสี่ยงต่อการถูกฉลามโจมตี เจ้าหน้าที่ในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ สนับสนุนวิธีการที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการยับยั้งและตรวจจับปลาฉลาม ซึ่งรวมไปถึงโดรนซึ่งใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการหาตำแหน่งของฉลามที่อยู่ใกล้ๆ กับนักเล่นกระดานโต้คลื่น","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1545624796.jpg"],
    [910,1435,"ภาวะโลกร้อน ดันราคาเห็ดทรัฟเฟิลพุ่งกิโลละ 8 หมื่นบาท","Mon, 2018-12-24 11:11","http://www.stkc.go.th/node/1435","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เตรียมส่งผลรุนแรงไปถึงเมนูอาหารทั่วโลกกันแล้ว อย่างเห็ดทรัฟเฟิล ราชาแห่งเห็ดที่มูลค่ายิ่งกว่าทองคำ และเป็นส่วนผสมชั้นเลิศของเมนูตะวันตกมากมาย จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะโลกร้อน\r\n\r\nการเปิดเผยของ พอล โธมัส ผู้ทำการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ จาก University of Sterling ยืนยันว่า ภาวะโลกร้อนจะส่งผลต่อผลผลิตเห็ดทรัฟเฟิลให้ลดลงราว 78-100 เปอร์เซนต์ ซึ่งจะทำให้ราคาทรัฟเฟิลพุ่งสูงขึ้นไปอีก\r\n\r\nในการศึกษาของนายโธมัส คาดว่า ในช่วงหน้าแล้ง ราคาทรัฟเฟิลอาจปรับตัวสูงถึง 2,500 ดอลลาร์ หรือราว 80,000 บาทต่อกิโลกรัมได้เลยทีเดียว\r\n\r\nA twin white truffle weighing a total of 1 kilograms is pictured after being sold for 100,000 euros to a buyer from Hong Kong during the World Alba White Truffles Auction in Grinzane Cavour in northwestern Italy, Nov. 9, 2014.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1545624667.jpg"],
    [911,1403,"วันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล (International Day of Climate Action)","Fri, 2018-12-07 11:15","http://www.stkc.go.th/node/1403","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"\r\n\r\nในวันที่ 24 ตุลาคม ของทุกปี สมาชิกสหประชาชาติ ได้ตกลงร่วมกันให้วันนี้เป็นวันปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศสากล (The International Day of Climate Action) โดยผู้คนใน 180 ประเทศทั่วโลก จะร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อต่อสู่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ การปลูกต้นไม้ การดำน้ำ การปีนเขา ข้ามสะพาน ไปจนถึงการร่ายรำกลางถนน เพื่อเรียกร้องข้อตกลงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำเสนอในที่ประชุมสหประชาชาติที่โคเปนเฮเกนในเดือนธันวาคมของทุกปี  กิจกรรมดังกล่าว จะถูกบันทึกภาพและวิดีโอสั้นๆ เพื่อลงในเว็บ 350.org ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร และเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนแคมเปญนี้ \r\n\r\nบิล แมคคิบเบน (Bill McKibben) ผู้ก่อตั้ง 350.org กล่าวว่า “เราได้แสดงให้โลกเห็นว่า การร่วมกันขับเคลื่อนด้านสภาพภูมิอากาศทั่วโลกมีความเป็นไปได้ และเป็นวาระใหม่ในการประชุมเรื่องสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติในกรุงโคเปนเฮเกนในเดือนธันวาคมนี้” \r\n\r\nเลข 350 ขององค์กร 350.org มีที่มาคือ 350 เป็นเลขเป้าหมายในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเมื่อ 200 ปีก่อน ระดับคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 275 ppm (ปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ คือค่าวัดหลักในการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยยิ่งมีปริมาณค่าคาร์บอนไดออกไซด์สูง ยิ่งแสดงให้เห็นถึงปริมาณสะสมของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลก อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งส่งผลกับโลกของเราตามมา) ต่อมาเมื่อเข้าสู่ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม (ค.ศ.1800 เป็นต้นมา) ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นถึง 390 ppm และความเข้มข้นคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้น 2 ppm ต่อปี โดย 350 ppm เป็นเป้าหมายของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โลก เนื่องจากในปี พ.ศ. 2550 คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) ได้ประกาศการประเมินปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ว่าอยู่ที่ 450 ppm ซึ่งปริมาณ 350 ppm จึงเป็นปริมาณเป้าหมายของการลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์   \r\n\r\nดร.อ็อกซานา ทาราโซวา (Oxana Tarasova) หัวหน้าโครงการดูแลชั้นบรรยากาศโลกของ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organization : WMO) กล่าวในปี ค.ศ. 2016 ว่า \"ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มขึ้นในปี ค.ศ. 2016 เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 30 ปี โดยการเพิ่มขึ้นครั้งใหญ่ก่อนหน้านี้มีขึ้นในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในปี ค.ศ. 1997 - 1998 ซึ่งเอลนีโญส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งและทำให้อัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ลดลง\" \r\n\r\nแปลและเรียบเรียง โดย อานุภาพ สกุลงาม จาก https://unngls.org/index.php/un-ngls_news_archives/2009/981-international-day-of-climate-action และ https://www.bbc.com/thai/international-41801817 \r\nดูรายละเอียดเพิ่มเติมขององค์กร 350.org ที่ https://350.org/","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1544156151.jpg"],
    [912,1402,"ทำไมกระทงถึงลอยน้ำได้ ?","Fri, 2018-12-07 11:11","http://www.stkc.go.th/node/1402","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ลอยกระทง เป็นประเพณีไทยที่สืบทอดต่อกันมาอย่างช้านาน และจัดขึ้นทุกปีในคืนวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒ ซึ่งเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงและเป็นช่วงที่น้ำหลากเต็มตลิ่ง โดยจะมีการนำดอกไม้ ธูป เทียนหรือสิ่งของใส่ลงในสิ่งประดิษฐ์รูปต่าง ๆ ที่ลอยน้ำได้ เช่น กระทง เรือ แพ ดอกบัว ฯลฯ แล้วนำไปลอยตามลำน้ำ โดยมีวัตถุประสงค์และความเชื่อต่างๆกัน  แต่เราเคยสงสัยหรือสังเกตกันหรือไม่ว่า ทำไมกระทงเหล่านั้นถึงลอยน้ำได้ เรื่องนี้สามารถอธิบายได้ด้วยหลักทางฟิสิกส์ที่เรียกว่า แรงลอยตัวหรือแรงพยุง และความหนาแน่นของวัตถุ\r\n\r\nแรงลอยตัวหรือแรงพยุง (Buoyancy force, FB) เป็นแรงดันที่ของเหลวกระทำต่อวัตถุในทิศทางตรงกันข้ามกับน้ำหนักของวัตถุ ตามธรรมชาติแล้ววัตถุจะถูกดึงลงด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity force) แต่ด้วยแรงลอยตัวนี้เองที่ทำให้วัตถุไม่จมลงไป นอกจากนี้ การลอยตัวของวัตถุยังขึ้นอยู่กับความหนาแน่น (Density) ของวัตถุนั้นและของเหลวที่วัตถุนั้นอยู่อีกด้วย เช่น ไม้ชิ้นหนึ่งมีความหนาแน่น 0.9 g/cm3 สามารถลอยได้ในน้ำซึ่งมีความหนาแน่น 1 g/cm3 ดังนั้น การที่กระทงสามารถลอยตัวอยู่ในน้ำได้  เนื่องจาก วัสดุหรือสิ่งที่เรานำมาใช้ในการทำกระทงนั้นมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ และน้ำก็มีแรงดันวัตถุให้ลอยขึ้นมาซึ่งก็คือ แรงลอยตัวหรือแรงพยุง นั่นเอง โดยแรงนี้จะขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำที่ถูกวัตถุนั้นแทนที่ ยิ่งถ้ากระทงมีปริมาตรหรือพื้นที่ผิวสัมผัสกับน้ำมากเท่าไหร่ ความหนาแน่นของกระทงจะยิ่งลดลง แรงลอยตัวหรือแรงพยุงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น กระทงจึงสามารถลอยตัวอยู่บนผิวน้ำได้ ดังนั้น หากเราทำกระทงให้มีขนาดใหญ่ และมีขอบโค้งขึ้นมาเหมือนกับเรือ กระทงนั้นก็จะยิ่งลอยตัวได้ดีเลยทีเดียว\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nหลายคนคงจะเคยใช้ต้นกล้วยนำมาทำเป็นกระทง ก็เพราะว่าลำต้นของต้นกล้วยนั้นมีช่องว่างอยู่มาก ทำให้มีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำ จึงลอยน้ำได้นั่นเอง ดังนั้น ลอยกระทงปีนี้เราควรเลือกใช้กระทงที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ต้นกล้วย ใบตอง ดอกไม้จริง ไม้กลัด เปลือกแตงโม กะลามะพร้าว หรือวัสดุที่ย่อยสลายได้ง่าย ก็จะช่วยให้การลอยกระทงสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดและเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมที่ดีงามของไทยต่อไป","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1544156023.jpg"],
    [913,1401," ศาสตร์พระราชา กับ วันดินโลก","Fri, 2018-12-07 11:08","http://www.stkc.go.th/node/1401","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ศาสตร์พระราชา กับ วันดินโลก\r\n\r\nจากการประชุมวิทยาศาสตร์ทางดินของโลก ครั้งที่ 17 ณ กรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ.2545 มีนักวิทยาศาสตร์ทางดินจากทั่วโลกมาร่วมประชุม และมีการจัดนิทรรศการพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรดิน ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมประจักษ์ถึงพระวิสัยทัศน์ในการบริหารทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่สนพระราชหฤทัยในวิทยาศาสตร์ทางดิน และผลงานของพระองค์เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ และในการประชุมครั้งนี้ คณะกรรมการสหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ มีมติให้วันที่ 5 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็น วันดินโลก เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณของพระองค์ และใช้วันนี้เป็นวันรณรงค์ให้ชาวโลกตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินที่มีต่อความอยู่รอดของมวลมนุษยชาติและสภาพแวดล้อม รวมถึงความจำเป็นต้องมีการจัดการทรัพยากรที่ดินอย่างยั่งยืน ดิน เป็นวัตถุธรรมชาติที่ปกคลุมผิวโลกอยู่บางๆ เกิดขึ้นจากผลของการแปรสภาพหรือ ผุพังของหินและแร่ และอินทรียวัตถุผสมคลุกเคล้ากัน ด้วยความที่ดินเป็นอินทรียวัตถุ จึงทำให้ดินเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพพื้นที่ และการใช้ที่ดิน แนวทางการจัดการดินของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีหลายแนวทาง ซึ่งสามารถดำเนินการได้จริง และให้ผลอย่างเป็นรูปธรรมกับดิน ห่มดิน : ส่งความรักให้กับดิน ดินเปลือยเปล่าที่ไม่มีพืชปลูกคลุมอยู่ ก็เหมือนกับดินที่ไม่ได้รับการดูแลและได้รับความรัก หากปล่อยไว้นานวัน ความอุดมสมบูรณ์และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดินจะตาย ส่งผลให้ดินไม่มีคุณภาพ ปลูกพืชไม่ได้ผล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแนวพระราชดำริในการดูแลและรักษาดินนั่นคือ การห่มดิน เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้นและจุลินทรีย์ทำงานได้ดีทำให้ดินมีแร่ธาตุเพิ่มขึ้น มีความอุดมสมบูรณ์ การห่มดินจึงเปรียบได้กับการห่มความรักและเอาใจใส่ดิน\r\n\r\nวิธีการห่มดิน ใช้ฟาง เศษใบไม้ เศษหญ้า หรือ พรมใยปาล์ม (wee drop) ที่ทำมาจากปาล์มที่ผ่านการรีดน้ำมันแล้วมาตะกุยให้เป็นเส้นๆ นำมาคลุมดินบริเวณโคนต้นไม้อย่างต่อเนื่องตลอดแปลง แกล้งดิน : ทำให้ดินเป็นกรดก่อนแล้วจึงใช้ ในปี พ.ศ. 2524 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเยี่ยมราษฎรในเขต จ.นราธิวาส ทรงพบว่าพื้นที่พรุแปรสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด จึงทรงพระราชทานแนวพระราชดำริ แก้ปัญหาดินเปรี้ยวโดยการขังน้ำไว้ในพื้นที่จนเกิดปฏิกิริยาเคมีทำให้ดินเปรี้ยวจัดจนถึงที่สุดก่อน แล้วจึงระบายน้ำออก และปรับสภาพฟื้นฟูดินด้วยปูนขาวจนดินมีสภาพดีที่จะใช้ในการเพาะปลูกได้ ล้างความเค็มในดิน ลดดินเค็ม ดินเค็ม เป็นดินที่มีเกลืออยู่ในดินเป็นจำนวนมาก จากแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงเป็นที่มาของโครงการแก้ไขปัญหาดินเค็มบริเวณห้วยบ่อแดง อ.บ้านม่วง จ.สกลนคร ซึ่งมีการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณะ เพื่อขนย้ายคราบเกลือที่สะสมอยู่บนดิน และทำการล้างดินในลำห้วยเพื่อให้เกลือเจือจาง และสามารถใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำนั้นได้ และจากแนวพระราชดำรินี้ นำไปสู่วิธีการต่อยอดและประยุกต์ใช้กับระบบชลประทานอีกด้วย หญ้าแฝก : กำแพงมีชีวิต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ดิน ซึ่งถือเป็นทรัพยากรพื้นฐานของชีวิตคนทุกคน ทรงมีพระราชดำริในการปลูกหญ้าแฝกด้วยทรงเห็นถึงคุณประโยชน์ของหญ้าแฝก ในเรื่องการลดการชะล้างพังทลายของดิน ช่วยเก็บกักตะกอนดินบนพื้นที่ลาดชัน และยังช่วยฟื้นฟูทรัพยากรดินเนื่องจากหญ้าแฝกมีคุณสมบัติที่สามารถเติบโตได้ดีในสภาพดินที่มีสารพิษ หญ้าแฝก เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวตระกูลเดียวกับข้าวโพด พบกระจายอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ ลักษณะเด่นของหญ้าแฝกคือ มีระบบรากยาวแน่นช่วยในการอุ้มน้ำ แตกหน่อรวมเป็นกอแต่ไม่แผ่ขยายด้านข้าง และสามารถปรับทนกับสภาพดินต่างๆได้ดี สร้างของดีบนของเลว ดินดาน ดินแข็ง และดินลูกรัง เป็นดินเนื้อละเอียด มีน้ำหนักมาก น้ำและอากาศผ่านเข้าออกได้ยาก ในฤดูแล้งดินจะแห้งแข็งแตกระแหง รากไม้แทรกเข้าไปได้ยาก จึงปลูกพืชไม่ไม่ดี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแนวพระราชดำริ สร้างของดีบนของเลว ช่วยฟื้นฟูให้ที่ดินที่เสื่อมโทรม สามารถปลูกพืชได้ แปรสภาพเป็นพื้นที่เขียวชะอุ่มและมีสภาพแวดล้อมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนวทางการสร้างของดีบนของเลว - สร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำหลัก เพื่อเก็บกักน้ำรักษาความชุ่มชื้น - ปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบ - ปลูกหญ้าแฝกขวางแนวลาดเทขนานกันหลายๆ แนว เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าดินถูกชะล้างพังทลาย\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1544155724.jpg"],
    [914,1400,"รู้หรือไม่ “เราไม่สามารถกลืนอาหารและหายใจพร้อมกันได้”","Fri, 2018-12-07 11:05","http://www.stkc.go.th/node/1400","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"\r\n\r\n\r\nสิ่งที่ร่างกายของคนเราไม่สามารถทำได้ คือหายใจและกลืนอาหารไปพร้อม ๆ กัน เพราะกระบวนการกลืนจะไปยับยั้งกระบวนการหายใจ \r\nด้วยการปิดกั้นอากาศไม่ให้ผ่านเข้าไป ขณะที่อาหารเคลื่อนจากปากไปยังคอหอยและผ่านไปที่กระเพาะอาหาร\r\n\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : นายมงคล คุ้มวงศ์","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1544155519.jpg"],
    [915,1399,"ทำความรู้จัก \"น้ำหอม\"","Fri, 2018-12-07 11:02","http://www.stkc.go.th/node/1399","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"กลิ่นกายที่หอมชวนหลงใหลเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่มนุษย์ตั้งแต่ในยุคโบราณถึงปัจจุบันนั้น ต้องการที่จะมี จึงได้มีการรังสรรค์น้ำหอมกลิ่นต่าง ๆ \r\nขึ้นมาเพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง ด้วยการฉีดพรมลงบนเสื้อผ้าหรือร่างกาย โดยเชื่อกันว่าการฉีดน้ำหอมลงบนจุดชีพจร เป็นจุดที่จะทำให้\r\nน้ำหอมนั้นส่งกลิ่นได้ดีและติดทนนานที่สุด แต่สาเหตุเป็นเพราะอะไรนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาให้ทราบกัน \r\n\r\nน้ำหอมมีส่วนผสมหลักอยู่ 2 อย่างคือ น้ำมันหอมจากการสกัดจากดอกไม้หรือสัตว์และเจือจางด้วยแอลกอฮอล์ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ๆ \r\nตามความเข้มข้นของกลิ่นน้ำมันหอมคือ Eau Perfume (EdP) ซึ่งมีความเข้มข้นของน้ำมันหอมมากที่สุด รองลงมาคือ Eau Toilette (EdT) \r\nและ Eau Cologne (EdC) ซึ่งมีความเข้มข้นของน้ำมันหอมน้อยที่สุด โดยคุณสมบัติของน้ำมันหอมจะมีการกระจายตัวของกลิ่นได้ดี ในที่ที่มีอุณหภูมิอุ่น \r\nสำหรับร่างกายของมนุษย์บริเวณตรงจุดชีพจรเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิอุ่น เพราะมีการหมุนเวียนเลือดและมีอัตราการเต้นของชีพจรเป็นจังหวะอยู่ตลอดเวลา\r\nเพราะฉะนั้นการฉีดน้ำหอมลงบนจุดชีพจร ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิอุ่นนั้น จึงเป็นตัวช่วยกระตุ้นความหอมของน้ำหอมฟุ้งกระจาย\r\nและยังสามารถดูดซับความหอมไว้ใต้ผิวหนังได้ดีอีกด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : http://www.oknation.net/blog/IVY/2007/02/27/entry-1\r\nhttp://student.nu.ac.th/rainy_flower/web_perfume/knownledge1_perfume.asp\r\nhttp://www.missblooming.com/article","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1544155353.jpg"],
    [916,1398,"เรื่อง กล้วย ตัวช่วยให้หลับสบาย","Fri, 2018-12-07 10:56","http://www.stkc.go.th/node/1398","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"\r\n\r\n\r\nกล้วยเป็นแหล่งอาหารที่ราคาถูก แต่อุดมไปด้วยสารอาหาร วิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยในการการนอนหลับได้เป็นอย่างดี เช่น แมกนีเซียมและโพแทสเซียม ที่ช่วยในการคลายกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ กล้วยยังมี ทริปโตแฟน(tryptophan) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของการสร้าง เซเรโทนิน (serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ควบคุมการนอนหลับ ซึ่งถ้าหากร่างกายของเรามีระดับเซโรโทนินลดลง จะส่งผลให้รู้สึกกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ และทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียขึ้น ดังนั้น การรับประทานกล้วยหอมหรือกล้วยน้ำว้าก่อนนอนจึงเปรียบเสมือนการเติมเซโรโทนินให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายและสมองของเรารู้สึกผ่อนคลายและทำให้เราหลับง่ายขึ้น ดังนั้น หากคืนไหนที่เรานอนไม่หลับ การทานกล้วยก็อาจเป็นอีกตัวช่วยหนี่งที่ทำให้เรานอนหลับได้อย่างสบายตลอดค่ำคืน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1544155019.jpg"],
    [917,1397,"ทำไมหูถึงอื้อ เวลาขึ้นเครื่องบิน","Thu, 2018-12-06 13:27","http://www.stkc.go.th/node/1397","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"อาการปวดหูหรือหูอื้อเวลาขึ้นเครื่องบิน สาเหตุหลักนั้นมาจากความดันอากาศนั่นเอง โดยปกติแล้วความดันอากาศในหูชั้นกลางจะเท่ากันกับความดันอากาศภายนอกหู แต่ในขณะที่เครื่องบินมีการเพิ่มหรือลดระดับความสูงอย่างรวดเร็ว จะทำให้ความดันอากาศภายในกับภายนอกเครื่องบินไม่เท่ากัน ซึ่งส่งผลต่อแรงดันในช่องหู โดยขณะที่เครื่องบินขึ้น แรงดันอากาศภายในหูจะมากกว่าภายนอกหูจึงดันให้แก้วหูโป่งออก ในทางกลับกันเมื่อเครื่องบินลง แรงดันอากาศจากภายนอกที่มากกว่าจะดันให้แก้วหูยุบตัวลง จึงเป็นที่มาของอาการปวดหูหรือหูอื้อนั่นเอง ดังนั้น วิธีการปฏิบัติตัวเพื่อหลีกเลี่ยงอาการหูอื้อเวลาที่เราเดินทางด้วยเครื่องบินก็คือ ควรกลืนน้ำลายเป็นระยะ เคี้ยวหมากฝรั่งหรือขยับขากรรไกรไปมาเป็นระยะ ๆ หรือขณะเครื่องบินลง ควรบีบจมูก ปิดปาก และเป่าลมให้แก้มป่อง จะรู้สึกว่ามีลมดันขึ้นมาที่หูทำแบบนี้เป็นระยะ ๆ โดยทำตั้งแต่เริ่มลดระดับเพดานบินลง จนเครื่องถึงพื้นดิน ก็จะช่วยบรรเทาอาการหูอื้อได้\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nที่มาข้อมูล\r\n\r\nhttps://intimexchiangmai.com/%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%AD%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%99-%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%99/\r\n\r\nhttps://www.springnews.co.th/lifestyle/health/392572","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1544077620.jpg"],
    [918,1396,"DIY ถุงผ้ากันน้ำ","Thu, 2018-12-06 11:17","http://www.stkc.go.th/node/1396","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.dek-d.com/education/51206/","DIY สุดเก๋ ประดิษฐ์ผ้าใบ, ถุงผ้ากันน้ำ ด้วยหลักวิทยาศาสตร์กัน\r\nเริ่มต้นด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ\r\n　\r\n1. รองเท้าผ้าใบ/กระเป๋าผ้า\r\n2. เทียนไขสีขาว\r\n3. ไดร์เป่าผม\r\n　\r\nวิธีทำ\r\n1. นำเทียนไขมาถูกับส่วนที่เป็นผ้าให้ทั่ว\r\n2. ใช้ไดร์ความร้อนสูงสุดเป่าลงไป ให้เทียนไขละลายบนเนื้อผ้า\r\n3. ใช้ไดร์ลมเย็นเป่าอีกครั้ง เท่านี้รองเท้าผ้าใบหรือกระเป๋าผ้าของเราก็กันน้ำได้แล้ว  \r\n　\r\nที่เราสามารถใช้เทียนไขในการเคลือบผ้าเพื่อไม่ให้เปียกน้ำ เพราะว่าเทียนไขทำมาจาก พาราฟิน แว็กซ์ (Paraffin Wax) ซึ่งเป็นเป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่กลั่นแยกออกจากน้ำมันดิบ หรือก๊าซธรรมชาติ เป็นส่วนผสมของไฮโดรคาร์บอนหลายชนิด ซึ่ง พาราฟิน แว็กซ์ จะไม่ละลายในน้ำ จึงเป็นตัวช่วยที่ดีมากในการนำมาใช้กันน้ำนั่นเองครับ\r\n　\r\n#STKC\r\n　\r\n　\r\n　","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1544069823.jpg"],
    [919,1393,"ข้าวไรซ์เบอร์รี่ สีสันแปลกใหม่….ให้ประโยชน์อนันต์","Tue, 2018-12-04 09:43","http://www.stkc.go.th/node/1393","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nปัจจุบันแนวโน้มอาหารเพื่อคนรักสุขภาพกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการมีสุขภาพที่ดีมีความสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพก็คือการใส่ใจเรื่องอาหารการกิน\r\nโดยเฉพาะ “ข้าว” ที่มีการใช้เทคโนโลยีพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณประโยชน์มากขึ้นและเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ นั่นคือ “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry)”\r\n\r\n\r\n\r\n   ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry) เป็นข้าวที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ข้าวไรซ์เบอร์รี่มีสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว ผิวมันวาว มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และมีรสชาติอมหวานกลมกล่อมชวนรับประทาน มีสารอาหารต่าง ๆ มากมาย ที่โดดเด่นคือสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แกมมา โอไรซานอล (-oryzanol) เบต้าแคโรทีน (β-carotene) โพลีฟีนอล (Polyphenol) มีวิตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินอี วิตามินบี 1 เหล็ก สังกะสี โฟเลต และมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยควบคุมน้ำหนักและทำให้การทำงานของระบบขับถ่ายดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือต้องการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย\r\n\r\n\r\nที่มาข้อมูล : \r\nhttps://goo.gl/CCNUDR\r\n\r\nที่มารูปภาพ : \r\nhttps://goo.gl/Uj9OZo","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1543891398.jpg"],
    [920,1391,"ค้นพบวิธีการล่อเหยื่อใหม่ของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง","Mon, 2018-12-03 14:26","http://www.stkc.go.th/node/1391","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นไม้เลื้อยที่มีระบบรากตื้นและสั้น และจัดเป็นพืชกินแมลงชนิดหนึ่ง ตามปกติรูปร่างของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะเอื้อให้แมลงตัวเล็กๆตกลงไปในตัวหม้อที่มีน้ำย่อยสำหรับย่อยสลายแมลงที่เคราะห์ร้ายตกลงไปกลายเป็นสารอาหารหล่อเลี้ยงตัวมันเอง จากการขยับขึ้นลงของฝาหม้อ แต่ไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบริสตอล ค้นพบวิธีการล่อเหยื่อแบบใหม่ของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสายพันธุ์ เนพเพนทีส กราซิลลิส (Nepenthes gracilis) โดยการใช้กล้องความเร็วสูงและเซนเซอร์ในการสังเกตพฤติกรรมการล่อเหยื่อพบว่า ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงสายพันธุ์นี้มีฝาหม้อที่มีคุณสมบัติคล้ายสปริง ซึ่งจะเด้งกลับมาเมื่อมีแรงกระทบจากด้านบน ทำให้แมลงที่เกาะอยู่ตกลงในหม้อ และยังค้นพบอีกว่าการที่แมลงมาเกาะใต้ฝานั้นเพราะมีเกสรดอกไม้ที่ใช้สำหรับล่อเหยื่อและถูกเคลือบด้วยสารหล่อลื่นที่ทำให้การเกาะของแมลงทำได้ยาก ส่งผลให้แมลงตกลงในหม้อเมื่อเกิดการเด้งกลับของฝาหม้อ การค้นพบนี้ทำให้เราทราบว่านอกจากจะค้นพบวิธีการล่อเหยื่อแบบใหม่แล้ว สารหล่อลื่นยังจำเป็นต่อการหาเหยื่อของหม้อข้าวหม้อแกงลิงด้วยเช่นกัน\r\n\r\nอ้างอิง:\r\nBBC News. Plant uses raindrops to eat ants. [Online] Source: http://www.bbc.com/news/science-environment-34414284. 6 Oct 2015.\r\nScience News. Raindrops help pitcher plants trap dinner. [Online] Source: https://www.sciencenews.org/blog/science-ticker/raindrops-help-pitcher-plants-trap-dinner. 6 Oct 2015.\r\n[วิทยานิพนธ์] Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America. Mechanism for rapid passive-dynamic prey capture in a pitcher plant. [Online] Source: http://www.pnas.org/content/early/2015/09/29/1510060112. 6 Oct 2015.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1543821976.jpg"],
    [921,1383,"น้องเหมียวเห็นภาพอย่างไร","Wed, 2018-11-28 09:16","http://www.stkc.go.th/node/1383","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"แมว เป็นสัตว์ที่หลายคนนิยมเลี้ยงเอาไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา ด้วยความน่ารัก ขี้อ้อน และซุกซน ทำให้หลายคนตกหลุมรักเจ้าเหมียวพวกนี้จนกลายเป็น \r\n‘ทาสแมว’ ไปโดยไม่รู้ตัว \r\n\r\nทาสแมว หลายคนพยายามสรรหาซื้อของเล่นน่ารัก สีสันสวยงามให้เจ้าเหมียวตัวโปรดได้เล่นกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว สีสันของของเล่นเหล่านั้น \r\nแมวไม่สามารถมองเห็นสีได้เหมือนกับมนุษย์เพราะตาของพวกมันมีเซลล์รับแสงรูปกรวยซึ่งมีหน้าที่ในการมองเห็นและรับรู้สีอยู่น้อยมาก \r\nนอกจากนี้สายตาของพวกมันยังสั้นและตาบอดสีแดงอีกด้วย เพราะเหตุนี้จึงทำให้ภาพที่พวกมันเห็นส่วนใหญ่จะออกไปทางสีเขียวหรือฟ้า\r\n\r\nถึงแม้ว่า สายตาของพวกมันจะสั้นและบอดสี พวกมันก็ยังคงมีความสามารถในการมองเห็นในมุมกว้างและในที่มืดได้ดีกว่ามนุษย์ \r\nนั่นเป็นเพราะว่าตาของพวกมันมีเซลล์รับแสงรูปแท่งซึ่งมีความไวต่อความเข้มของแสงระดับต่าง ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีการสะท้อนแสงของดวงตา \r\nอันเกิดจากชั้นเนื้อเยื่อพิเศษ (Tapetum lucidum) ที่วางตัวอยู่หลังจอประสาทตา (retina) ที่ทำหน้าที่เหมือนกระจกเงา สะท้อนแสงกลับไปยังเซลล์รับแสง\r\nในดวงตาอีกครั้ง ทำให้ตาของพวกมันวาวในที่มืดและช่วยให้พวกมันมองเห็นในที่มืดได้ดีมากยิ่งขึ้นด้วย\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : http://www.myquestionth.com/question/2212\r\nhttp://www.vcharkarn.com/vcafe/137452\r\nhttp://beamjanekwang.blogspot.com/p/blog-page_6824.html\r\nภาพจาก : https://s-media-cache-ak0.pinimg.com/564x/ea/82/5c/ea825cccc17ef0423566ac2e34629aa4.jpg\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : สมฤทัย ลอยมา","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1543371390.jpg"],
    [922,1380,"ดวงจันทร์ มีผลกับสภาพอากาศบนโลก","Tue, 2018-11-27 09:03","http://www.stkc.go.th/node/1380","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"เมื่อมีวัตถุที่มีมวลมหาศาลอยู่ใกล้กันย่อมมีแรงดึงดูดกระทำต่อกัน หรือที่เรียกว่า แรงโน้มถ่วง ซึ่งแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ทำให้เกิดแรงที่เรียกว่า \r\nแรงไทเดล (Tidal force) ซึ่งส่งผลต่อปรากฏการณ์น้ำขึ้น-น้ำลง นอกจากนี้ ยังส่งผลต่อความกดอากาศ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลก และรวมถึงปริมาณน้ำฝนด้วย\r\n\r\nจากงานวิจัยตีพิมพ์ในปี 2557 ของศาสตราจารย์โคยาม่า อาจารย์ภาควิทยาศาสตร์ชั้นบรรยากาศ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา อธิบายว่า ความกดอากาศสูง\r\nขึ้นเมื่อดวงจันทร์อยู่เหนือหัวหรือใต้เท้าเรา โดยแรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ทำให้ชั้นบรรยากาศโป่งออก-เข้าหาดวงจันทร์ มวลของอากาศที่มารวมกันก่อให้เกิดความ\r\nกดอากาศที่เพิ่มขึ้นและตามมาด้วย\r\n\r\nอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย อากาศที่มีความอุ่นย่อมสามารถรับความชื้นได้สูงขึ้น ทำให้เอื้อต่อการเกิดฝนมากขึ้น\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : http://www.washington.edu/news/2016/01/29/phases-of-the-moon-affect-amount-of-rainfall/\r\n\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : นุชจริม เย็นทรวง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1543284215.jpg"],
    [923,1374,"เรื่องแมว แมว ที่ทำให้คนแพ้ !!!","Mon, 2018-11-26 09:03","http://www.stkc.go.th/node/1374","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"แมว หรือ แมวบ้าน (ชื่อวิทยาศาสตร์: Felis catus) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อยู่ในตระกูล Felidae ต้นตระกูลมาจากเสือไซบีเรีย (Felis tigris altaica) \r\nจัดอยู่ในกลุ่มของประเภทสัตว์กินเนื้อ มีเขี้ยวและเล็บแหลมคมสามารถหดซ่อนเล็บได้เช่นเดียวกับเสือ โดยทั่วไปมีการแบ่งพันธุ์แมวออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ ๆ \r\nคือ แมวขนยาว (longhaired cat) และ แมวขนสั้น (shorthaired cat)\r\n\r\nแมวในโลกนี้มีมากมายหลายพันธุ์ โดยเฉพาะแมวที่เป็นสัตว์เลี้ยงหรือที่เราเรียกว่า Domestic cat นั้นมีวิวัฒนาการมาจากแมวป่าในธรรมชาติจากหลายภูมิภาคของโลก \r\n\r\nจากผลสำรวจของ American College of Allergy, Asthama and Immunology มีคนประมาณ 10% ที่มีอาการแพ้สัตว์เลี้ยง และมีคนที่แพ้แมวมากเป็น 2 เท่าของสุนัข \r\nและสำหรับเด็กอายุ 6 - 19 ปี มีเด็กประมาณ 1 ใน 7 ที่แพ้แมว\r\n\r\nความจริงแล้ว ไม่ใช่ขนแมวที่ทำให้เกิดอาการแพ้ คนที่แพ้แมวเกือบทั้งหมด แพ้โปรตีน Felis domesticus allergen 1 เรียกย่อๆ ว่า Fel d 1 ที่อยู่ในผิวหนังของแมว \r\nสาเหตุที่ทำให้เกิดการแพ้แมวมากกว่าสุนัข เพราะขนาด และรูปร่างของอนุภาคโปรตีน Felis domesticus allergen 1 เรียกย่อๆ ว่า Fel d 1 ที่เล็ก และเบามาก \r\nมันมีขนาดเพียง 1 ใน 10 ของสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นฝุ่น Fel.d1 จะมีอยู่ในน้ำลายและผิวหนังของแมวทุกตัว และสามารถลอยอยู่ในอากาศได้นานหลายชั่วโมง แถมยังเหนียวหนึบ \r\nสามารถเกาะติดกับผิวหนังมนุษย์ เสื้อผ้า และติดอยู่อย่างนั้นได้เป็นเวลานาน ทำให้สารก่อภูมิแพ้ของแมวมีอยู่ทั่วไป แม้ในสถานที่ที่ไม่มีแมวอย่าง ห้องเรียน คลินิก ทีนี้พอจะนึก\r\nออกหรือยังว่าเราแพ้ขนแมวได้ยังไง ก็เมื่อแมวเลียตัวเอง Fel.d1 ก็จะเคลือบอยู่ที่เส้นขนของแมว ดังนั้นไม่ว่าแมวขนสั้น ขนยาว หรือแมวไม่มีขน คุณก็เกิดอาการแพ้ได้อยู่ดี \r\nและสารตัวนี้ยังสะสมอยู่ได้นาน 5-6 เดือนเลยเชียวและแมวตัวผู้ โดยเฉพาะแมวที่ไม่ถูกตอน จะผลิต Fel d 1 มากกว่าแมวตัวเมีย อันเป็นผลมาจากฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน\r\nอาการของโรคภูมิแพ้คงไม่ต้องบอกอะไรมาก โดยมากจะรู้ๆกันอยู่ เช่น คันตามผิวหนัง คันตา คันจมูก จาม น้ำมูกไหล ไปจนถึงหายใจไม่ออก เป็นหอบหืด หายใจไม่ออก\r\n\r\n\r\nการเตรียมตัวรับมือกับโรคภูมิแพ้\r\n1. อย่างแรกเลยก็หมั่นทำความสะอาดทั้งที่อยู่และตัวแมว ในเมื่อเราหลีกเลี่ยงสาร Fel.d1 ไม่ได้แล้ว ก็ต้องลดปริมาณที่มีอยู่ให้น้อยลง การอาบน้ำแมวบ่อยๆ\r\nก็จะช่วยลดสาร Fel.d1 ที่ติดตามขนลงได้ และยังได้กำจัดไรฝุ่นหรือสารอื่นที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ด้วย และหากพื้นห้องเป็นพรมซึ่งจะเป็นที่เก็บสะสมสารที่ก่อ\r\nให้เกิดอาการแพ้ได้อย่างดี ก็น่าจะเปลี่ยนเป็นพื้นเรียบๆทำความสะอาดง่าย หรือจะใช้เครื่องฟอกอากาศก็ช่วยได้ในส่วนหนึ่งเช่นกัน \r\n\r\n2. ใช้น้ำยากำจัดสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อใช้เช็ดตัวและขนของสัตว์เลี้ยง เช่น แมว น้ำยานี้จะช่วยทำให้เศษผิว รังแค คราบน้ำลายหลุดออกไปอย่างมีประสิทธิภาพ \r\nโดยไม่ต้องอาบน้ำ เพียงเช็ดตามผิวอาทิตย์ละครั้ง เช่น Allerpet Dander-Off หรือ Aller Free บ้านเรายังไม่มีจำหน่าย\r\n\r\n3. อย่าเลี้ยงสัตว์ในห้องนอน เพราะจะเป็นตัวแพร่สารก่อภูมิแพ้ หมอภูมิแพ้ในคนเล่าว่าถ้าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ได้รับอากาศบริสุทธิ์ช่วงกลางคืนขณะหลับ (8-10 ชม.) \r\nจะทำให้ผู้ป่วยนั้นมีความต้านทานสารก่อภูมิแพ้สูงขึ้นในเวลากลางวัน\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : Yahoo! News\r\nพิชิตปัญหาสัตว์เลี้ยง : วิธีลดสารก่อภูมิแพ้จากสัตว์เลี้ยง : โดย ... ปานเทพ รัตนากร, คอลัมน์ Cat Care โดย สพ.ญ.ภควัน ศาสตรานรากุล\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : รักชนก บุตตะโยธี\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1543197830.jpg"],
    [924,1373,"ทำไมข้าวเหนียว.........ถึงเหนียว?","Thu, 2018-11-22 10:36","http://www.stkc.go.th/node/1373","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ข้าวเหนียวเป็นอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตในรูปแบบของแป้งชนิดหนึ่ง คนไทยนิยมรับประทานกันมากทั่วทุกภาคของประเทศ เพราะว่าทานแล้วอิ่มท้อง \r\nรับประทานได้กับอาหารหลากหลาย แถมมีรสชาติอร่อย โดยเฉพาะเมื่อทานคู่กับไก่ย่าง ส้มตำ รวมไปถึงผลไม้ เช่น มะม่วง ทุเรียน เคยสงสัยกันไหมคะว่า \r\nทำไมข้าวเหนียวถึงเหนียว ไม่เหมือนกับข้าวเจ้า ความแตกต่างของข้าวสองประเภทนี้มาจากส่วนประกอบหลักในแป้งของเมล็ดข้าว โดยส่วนประกอบหลัก\r\nของเมล็ดข้าวเหนียวได้แก่โมเลกุลที่มีชื่อว่า อะมิโลเพคติน (amylopactin) ส่วนเมล็ดข้าวเจ้า ได้แก่ อะมิโลส (amylose) ซึ่งโมเลกุลของสารสอง\r\nชนิดนี้มีโครงสร้างที่แตกต่างกันชัดเจน กล่าวคือ อะมิโลเพคตินเป็นโครงสร้างแบบกิ่ง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 และ 1,5 เกาะอยู่ \r\nขณะที่ อะมิโลสเป็นโครงสร้างแบบเส้นตรง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 เพียงชนิดเดียว ซึ่งโครงสร้างแบบกิ่งในเมล็ดข้าวเหนียวทำให้\r\nการจัดเรียงโมเลกุลมีความเป็นระเบียบน้อยกว่าแบบเส้นตรง ทำให้ข้าวเหนียวอุ้มน้ำได้มากกว่าและพองตัวได้มากกว่าในน้ำร้อน \r\nดังนั้นข้าวเหนียวจึงมีลักษณะเหนียวนุ่ม\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : Facebook Page วิทย์สนุกรอบตัว\r\n\r\nhttps://www.facebook.com/witsanook/photos/a.327375767415926.1073741828.327302010756635/460382674115234/?type=3&theater\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : เพ็ญจันทร์ แก้วรอด","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1542857797.jpg"],
    [925,1372,"อาหารมีผลอย่างไรกับยีน","Thu, 2018-11-22 10:34","http://www.stkc.go.th/node/1372","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ร่างกายของมนุษย์เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปก็จะมีกระบวนการย่อยอาหาร ดูดซึม และเผาผลาญพลังงานที่ได้จากอาหาร หรือที่เรียกว่า กระบวนการเมตาบอลิซึม\r\nที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท ซึ่งอาหารหลักที่เรารับประทานเข้าไปก็มีอยู่ 5 หมู่ ประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่\r\n\r\nกระบวนการเมตาบอลิซึมถูกกำหนดขึ้นโดยยีน ซึ่งระบบนี้ทำงาน 2 ทิศทางได้แก่ การย่อยโมเลกุลเพื่อ เปลี่ยนเป็นพลังงานให้กับร่างกายและสร้างสารประกอบจำเป็น\r\nสำหรับเซลล์ระบบเมตาบอลิซึมนั้นเป็นปฏิกิริยา ทางชีวเคมีที่เกิดขึ้นภายในสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยานี้ยังขึ้นอยู่กับสารอาหารที่เซลล์ได้รับเข้าไปด้วย ทั้งน้ำตาล กรดอะมิโน \r\nไขมัน วิตามิน ซึ่งก็มาจากอาหารที่เราบริโภคเข้าไปนั่นเอง\r\n\r\nดร.มาร์คุส ราลเซอร์ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้ศึกษาหน้าที่ของกระบวนการเมตาบอลิซึมในการทำหน้าที่พื้นฐานของเซลล์ ด้วยการเลือกใช้เซลล์ยีสต์ในการทดลอง \r\nเพราะยีสต์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีข้อมูลยีนและกลไกพื้นฐานของเซลล์ คล้ายกับในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ รวมถึงมนุษย์ด้วย โดยนักวิจัยได้จัดการกับระบบเมตาบอลิซึมของเซลล์ยีสต์\r\nเพื่อศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงของระบบเมตาบอลิซึมนั้นมีผลกระทบกับพฤติกรรมของยีนและโมเลกุลที่ยีนสร้างอย่างไร\r\n\r\nผลการวิจัยพบว่า 9 ใน 10 ยีนและโมเลกุลที่ยีนสร้างขี้นมาได้รับผลกระทบจากกระบวนการเมตาบอลิซึมของเซลล์ดังนั้นหากมีการเปลี่ยนแปลงระบบเมตาบอลิซึมอาจทำให้\r\nพฤติกรรมของยีนมีการเปลี่ยนแปลงได้ หรือมองแบบง่าย ๆ คือ สารอาหารมีผลกระทบต่อพฤติกรรมของยีนนั่นเอง\r\n\r\nจากผลการวิจัยนี้นำไปสู่ข้อสรุปหลายข้อ รวมทั้งการรับยาเพื่อรักษาโรคเช่นในเซลล์มะเร็งที่เป็น เนื้อร้ายที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนหลายจุดนั้น ทำให้ระบบเมตาบอลิซึม\r\nของเซลล์แต่ละจุดเปลี่ยนไปเช่นกัน แต่ในทางตรงกันข้ามอาหารที่เรากินเข้าไปอาจเปลี่ยนพฤติกรรมของยีน เหตุผลนี้ทำให้สามารถอธิบายได้ว่าทำไม ยาบางตัวสามารถรักษา\r\nผู้ป่วยโรคมะเร็งได้สำหรับบางคนเท่านั้น\r\n\r\nภาพจาก : https://wallpaperscraft.com/download/dish_food_fork_knife_white_background_78959/1280x1024#\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : University of Cambridge. (2016, February 11). Could the food we eat affect our genes? Study in yeast suggests this may \r\nbe the case. ScienceDaily. Retrieved February 14, 2016 from www.sciencedaily.com/releases/2016/02/160211111503.htm\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : ธนภรณ์ ก้องเสียง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1542857688.jpg"],
    [926,1369,"ทำความรู้จักกับ “แมงลัก","Wed, 2018-11-21 09:42","http://www.stkc.go.th/node/1369","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," “แมงลัก” สำหรับใครที่ยังไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน อาจจะคิดว่าเป็นแมงหรือแมลงหรือเปล่า? หรือหลายคนอาจจะคุ้นชินแต่กับคำว่า “เม็ดแมงลัก” แต่ยังไม่รู้จักกับ “แมงลัก” เสียที ซึ่งวันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกันค่ะ\r\n\r\n\r\n   “แมงลัก” คือพืชล้มลุกชนิดหนึ่ง มีลักษณะคล้าย ๆ กับต้นกะเพราหรือโหระพาที่เราคุ้นเคยกัน แต่จะมีใบเล็กกว่าสีของต้นและใบอ่อนกว่า แถมยังบอบบางและช้ำง่ายกว่าด้วยแมงลักก็สามารถนำมารับประทานได้ทั้งใบและเมล็ด โดยใบนั้นจะมีกลิ่นฉุน นำไปประกอบอาหารเช่นเดียวกับกะเพราและโหระพา ส่วนเมล็ดแมงลักหรือที่หลายคนเรียกกันว่า “เม็ดแมงลัก” นั้น สามารถนำมาทำเป็นขนมหรือผสมกับเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้\r\n\r\n   “แมงลัก” เป็นพืชสมุนไพรที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงชนิดหนึ่งเลยทีเดียว มีข้อมูลจากกรมอนามัยและกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่า ในใบแมงลักสด 100 กรัม มีเบต้า-แคโรทีน 590.56 ไมโครกรัม แคลเซียม 140-350 มิลลิกรัม ไขมัน 0.8 กรัม แป้ง 11.1 กรัม ฟอสฟอรัส 86 มิลลิกรัม เหล็ก 4.9 มิลลิกรัม วิตามินบี1 0.3 มิลลิกรัม วิตามินซี 78 มิลลิกรัม วิตามินเอ 10,666 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.14 มิลลิกรัม และให้พลังงาน 0.032 กิโลแคลอรี\r\n\r\n   ไม่เพียงแต่ใบเท่านั้นที่ให้พลังงานน้อย เมล็ดก็ให้พลังงานน้อยเพียง 0.03 กิโลแคลอรี โดยเมล็ดจะมีลักษณะเป็นเมือกหุ้มลื่น และพองตัวได้ถึง 45 เท่าเมื่อแช่ในน้ำ ทำให้รับประทานได้ง่าย เหมาะกับผู้มีปัญหาการกลืนอาหาร ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แถมยังมีส่วนช่วยหล่อลื่นระบบขับถ่ายอีกด้วย แต่อย่าเพิ่งหลงรักเจ้าเมล็ดแมงลักนี่นะคะ เพราะหากรับประทานไม่ถูกก็มีโทษได้เช่นกัน ขอเตือนไว้ว่าต้องทานตอนที่เจ้าเมล็ดนี้แช่น้ำจนพองตัวเต็มที่แล้วเท่านั้น มิเช่นนั้นอาจก่อให้เกิดอาการท้องอืดหรือท้องผูกได้ รวมถึงห้ามรับประทานพร้อมยาหรือวิตามิน เพราะแมงลักจะดูดซับตัวยาของเราออกไปกับอุจจาระโดยที่ไม่ทันได้รับสารดังกล่าว\r\n\r\n   เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าแมงลักเป็นพืชที่น่ารักกับร่างกายเราขนาดไหน แต่ทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ ซึ่งต้องเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเราในปริมาณที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายกันอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ\r\n\r\nที่มา: http://www.doctor.or.th/article/detail/5844\r\nhttps://th.wikipedia.org/wiki/แมงลัก \r\n\r\nเรียบเรียงโดย: ณัฐสุดา จันทร์พฤกษา","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1542768126.jpeg"],
    [927,1365," กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way galaxy)","Tue, 2018-11-20 11:34","http://www.stkc.go.th/node/1365","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"   กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way galaxy) เป็นกาแล็กซีแบบกังหันบาร์ (Barred Spiral Galaxy) ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ประมาณ สามแสนล้านดวง มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ เก้าแสนสี่หมื่นหกพันล้านล้านกิโลเมตร กาแล็กซีทางช้างเผือกเป็นเพียงหนึ่งในบรรดาล้าน ๆ กาแล็กซีในเอกภพ ซึ่งแต่ละกาแล็กซีจะประกอบด้วยดาวฤกษ์นับล้าน ๆ ดวง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1542688445.jpg"],
    [928,1359,"องค์การนาซา (NASA)  ค้นพบว่ามีการไหลของน้ำบนดาวอังคาร ","Fri, 2018-11-16 09:08","http://www.stkc.go.th/node/1359","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"นักวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซา (NASA)  ค้นพบว่ามีการไหลของน้ำจากเทือกเขาและหุบเขาในช่วงหน้าร้อนบนดาวอังคาร น้ำที่ไหลลงมาจะทำให้ฝุ่นละอองบนดาวอังคารมีสีเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เกิดเป็นร่องรอยของทางน้ำไหลยาวหลายร้อยเมตร ก่อนจะหายไปก่อนเข้าช่วงฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี ในการสำรวจดาวอังคารตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2513 เป็นต้นมา มีการค้นพบร่องรอยของน้ำบนดาวอังคารจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของร่องรอยของแม่น้ำและมหาสมุทรขนาดใหญ่ และในปี พ.ศ.2554 ยานสำรวจดาวอังคาร มาร์ส รีคอนเนอรส์ซองส์ ออร์บิตเตอร์ (Mars Reconnaissance Orbiter) ขององค์การนาซา ได้ค้นพบรอยน้ำไหลตามหุบเขา ที่จะปรากฏให้เห็นในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี นักวิทยาศาสตร์ได้เรียกรอยทางน้ำไหลเหล่านี้ว่า แนวลายเส้นปรากฏซ้ำตามเนินลาดเอียง (Recurring Slope Lineae : RSL)  จากการสำรวจด้วยเครื่องวัดรังสี นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าในเส้นลาดชันเหล่านี้มีเกลือ ไฮเดรต (Hydrated Salts) อยู่ แต่บริเวณที่ไม่มีแนวเส้นลาดชันจะตรวจไม่พบสารเหล่านี้ เป็นหลักฐานสำคัญว่าเส้นลาดชันที่ปรากฏซ้ำเกิดจากการไหลของน้ำซึ่งอยู่ในสภาพของเหลว บนดาวอังคารทุกฤดูร้อน อนึง น้ำบนดาวอังคารมีความเค็มสูง จึงจะปรากฏตัวในสถานะของเหลวได้ต่อเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า -23 องศาเซลเซียสเท่านั้น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบว่าน้ำที่ไหลลงเนินมาจากไหน จึงกลายเป็นหัวข้อหลักในการสำรวจต่อจากนี้ การค้นพบนี้ทำให้เรามองดาวอังคารต่างไปจากเดิมที่แห้งแล้ง อีกทั้งยังให้ชวนให้จินตนาการว่าบนดาวอังคารอาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ หรือกระทั่งว่ามนุษย์อาจขึ้นไปดำรงชีวิตอยู่บนดาวอังคารสักวันหนึ่งก็เป็นได้\r\n\r\nอ้างอิง:\r\nNASA. Nasa scientists find evidence of flowing water on Mars. [Online] Source: http://www.theguardian.com/science/2015/sep/28/nasa-scientists-find-evidence-flowing-water-mars. (29 Sep 2015).","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1542334097.jpg"],
    [929,1356,"บางครั้งเราก็ไม่เห็นภาพลวงตา..","Thu, 2018-11-15 15:12","http://www.stkc.go.th/node/1356","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"   จากประสบการณ์ของเราเกี่ยวกับตารางหมากรุก ทำให้เราเดาตามภาพได้เลยว่า ช่องหนึ่งจะต้องมีสีดำ และอีกช่องหนึ่งจะต้องมีสีขาว แต่ไม่ใช่เลย นี่คือภาพลวงตา เพราะว่าดวงตาของเราจะปรับแต่งสีและความมืด – สว่างตามสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ดังนั้น ช่องที่ดูว่าเป็นสีขาว (ช่อง B) และถูกล้อมด้วยช่องที่มีสีดำหลายช่อง จึงทำให้เห็นว่าช่องนั้นสว่างมากขึ้น ส่วนช่องสีดำ (ช่อง A) ที่ถูกล้อมด้วยช่องสีขาวก็จะถูกปรับให้มืดลงอีก แต่จริง ๆ แล้วช่องทั้งสองมีสีเดียวกัน คือสีเทา (ดังภาพด้านขวามือ)\r\n\r\nอ้างอิง\r\nวารสาร Science Illustrated","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1542269575.jpg"],
    [930,1355,"เลนส์มิวอาย (MuEye)","Thu, 2018-11-15 15:10","http://www.stkc.go.th/node/1355","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null," ในยุคสมัยแห่งการแบ่งปันเรื่องราว เราพบเห็นภาพและเรื่องราวผ่านโลกสังคมออนไลน์ได้ตลอดเวลา ใครจะคิดว่าวันหนึ่ง เราจะสามารถถ่ายภาพได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียว ไม่เพียงแค่นั้น ภาพถ่ายจากกล้องมือถือยังสามารถถ่ายภาพวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆได้ ด้วยอุปกรณ์เสริมที่เรียกว่า “เลนส์มิวอาย” ซึ่งพัฒนาโดย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค โดยเลนส์มิวอายผลิตจากพอลิเมอร์และเป็นเลนส์ขนาดเล็ก สามารถนำมาใช้ติดตั้งกับกล้องบนโทรศัพท์มือถือ หรือกล้องของแท็บเล็ตได้เช่นกัน เพื่อนำมาใช้ในการขยายวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ หรือใช้ในการศีกษาวิจัยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก สะดวกเหมือนมีกล้องจุลทรรศน์พกพา อีกทั้งยังใช้บันทึกเป็นภาพนิ่งแล้วแบ่งปันข้อมูลภาพผ่านสังคมออนไลน์ได้อีกด้วย ปัจจุบันเน็คเทคผลิตเลนส์มิวอายออกมา 3 รุ่น ได้แก่ 25S, 50S, และ 100S ซึ่งมีกำลังขยายแตกต่างกันที่ 25, 50 และ 100 เท่า ตามลำดับ สำหรับผู้สนใจเลนส์มิวอาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.nectec.or.th/innovation/innovation-hardware-electronics/mueye.html\r\n\r\nอ้างอิง\r\nเนคเทค (2558). MuEye: เลนส์มิวอาย (31 ตุลาคม 2558). สืบค้นจาก http://www.nectec.or.th/innovation/innovation-hardware-electronics/mueye.html\r\nภาพประกอบ\r\nhttp://www.nectec.or.th/innovation/innovation-hardware-electronics/mueye.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1542269455.jpg"],
    [931,1350,"การกำหนดวันคลอดที่แม่นยำ","Wed, 2018-11-14 09:24","http://www.stkc.go.th/node/1350","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ข้อเท็จจริงของการกำหนดวันคลอดบุตรของคุณแม่ แพทย์สามารถกำหนดวันคลอดบุตรได้ถูกต้องตามกำหนดเพียง 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก 90 เปอร์เซ็นต์มักจะคลอดเกินวันที่แพทย์กำหนดไว้ แต่ปัจจุบันแพทย์ค้นพบวิธีที่ช่วยให้กำหนดวันคลอดลูกได้แม่นยำมากขึ้น โดยในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2558 ศาสตราจารย์วินเซนโซ เบอร์เกลลา แห่งมหาวิทยาลัยโธมัส เจฟเฟอร์สัน ในเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลวาเนีย สหรัฐอเมริกา เสนอผลงานวิจัยในวารสารด้านสูติ-นรีเวชนานาชาติโดยทำการศึกษาวิจัยจากคุณแม่ตั้งครรภ์ทารกหนึ่งคน 735 ราย ในระยะเวลาตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ และทารกในครรภ์อยู่ในท่าปกติกลับหัวลง ศาสตราจารย์เบอร์เกลลาพบว่า ความยาวปากมดลูกที่หดสั้นลงสัมพันธ์กับการกำหนดวันคลอดบุตร โดยถ้าความยาวปากมดลูกสั้นกว่าปกติจะทำให้คุณแม่คลอดลูกก่อนกำหนดได้\r\n\r\n   จากการศึกษาพบว่า ถ้าความยาวปากมดลูกยาวเกินกว่า 30 มิลลิเมตร ผู้เป็นแม่จะมีโอกาสคลอดลูก 50 เปอร์เซ็นต์ภายใน 7 วันต่อมา ถ้าความยาวปากมดลูกอยู่ที่ 10 มิลลิเมตรหรือน้อยกว่า ผู้เป็นแม่จะมีโอกาสคลอดลูกสูงถึง 85 เปอร์เซ็นต์ภายใน 7 วันต่อมา ถ้าความยาวปากมดลูกอยู่ที่ 5 มิลลิเมตรหรือน้อยกว่า ผู้เป็นแม่จะมีโอกาสคลอดลูกสูงถึง 94 เปอร์เซ็นต์ภายใน 7 วันต่อมา นายแพทย์เรโนล์ด เลมอนต์ แห่งโรงพยาบาลนอร์วิก พาร์ค กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อธิบายว่า ถ้าปากมดลูกยาวอาจทำให้การคลอดไม่ประสบความสำเร็จ จึงควรเลือกใช้วิธีผ่าตัดทำคลอดแทนดีกว่า ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถเร่งคลอดหรือภาษาทางการแพทย์เรียกว่า การชักนำการคลอด เพื่อช่วยลดปัญหาด้านสุขภาพของทารกในตอนคลอดได้ ขณะที่แพทย์หญิงซินดู ศรีนาวาส ผู้อำนวยการศูนย์สูติ แห่งโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย อธิบายว่าการทำนายการคลอดบุตรจากงานวิจัยนี้น่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าเดิม แต่อาจเร็วเกินไปที่จะนำมาใช้ทำนายกับผู้ตั้งครรภ์ทุกคน อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้อาจนำไปสู่การตรวจครรภ์ที่ช่วยให้ผู้หญิงมีเวลาเตรียมตัวลาคลอดล่วงหน้าได้ และทำให้เกิดความสะดวกสบายต่อการเตรียมความพร้อมในการต้อนรับสมาชิกใหม่ที่จะออกมาดูโลก \r\nเอกสารอ้างอิง\r\n1. Newman, T. (2015). Are more accurate due dates for expectant mothers possible? [online] Available from: http://www.medicalnewstoday.com/articles/301605.php (29 October 2015).\r\n2. Pearson, C. (2015). Do We Finally Have A Better Way To Predict Due Dates? It could eliminate guessing, and improve women's care. [online] Available from: http://www.huffingtonpost.com/entry/do-we-finally-have-a-better-way-to-predict-due-dates_5630ed51e4b00aa54a4c154e (29 October 2015).\r\n3. Science Codex (2015). More precise due dates for pregnant mothers. [online] Available from: http://www.sciencecodex.com/more_precise_due_dates_for_pregnant_mothers-168398 (29 October 2015).","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1542162264.jpg"],
    [932,1349,"ลดน้ำหนักอย่างไรห่างไกล YOYO Effect","Wed, 2018-11-14 09:22","http://www.stkc.go.th/node/1349","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null," หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า YOYO Effect กันมาบ้างแล้ว แต่แท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ ลองมาหาคำตอบกันค่ะ “YOYO Effect” คือการเหวี่ยงตัวอย่างรวดเร็วของน้ำหนักตัว ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับการเหวี่ยงของลูกดิ่งหรือโยโย่ ลูกดิ่งเป็นของเล่นชนิดหนึ่งที่หมุนโดยมีแกนติดกับเชือกเวลาเล่นต้องจับลูกดิ่งโยนลงพื้นถ้าเราออกแรงส่งลงพื้นมากลูกดิ่งก็จะเหวี่ยงขึ้นมาแรงและเร็วหลายคนจึงเปรียบเทียบการเหวี่ยงตัวขึ้นของน้ำหนักตัวอย่างรวดเร็วหลังจากการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธีนั่นเอง\r\n\r\n        มีหลายคนที่เข้าใจว่าสาเหตุของ YOYO Effect มาจาการทานยาลดความอ้วนเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วการเกิด YOYO Effect มีหลายสาเหตุ เช่น การพยายามลดอาหาร เปลี่ยนประเภทอาหารก็เป็นสาเหตุได้เช่นกันเนื่องจากร่างกายของเรามีความซับซ้อน ระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์ สามารถสั่งได้ด้วยกิจวัตรประจำวันของแต่ละคนจากสมดุลเคมี ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อระบบประสาทส่วนกลาง และอื่นๆ อีกมากมาย ร่างกายคนเราอาศัยความเคยชินกับปริมาณอาหารและปริมาณแคลลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวัน รวมทั้งกิจกรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองในแต่ละวันก็เป็นตัวกำหนดอัตราการเผาผลาญพลังงาน (metabolism)\r\n\r\n\r\n        YOYO Effect เกิดจากภาวะการขาดสมดุลในร่างกาย การที่คนส่วนใหญ่ลดปริมาณอาหารหรือเปลี่ยนประเภทของอาหารเพื่อลดน้ำหนัก ก็ถือว่าเป็นวิธีที่ดีและถูกต้อง แต่ถ้าเราทำอย่างฉับพลันก็อาจทำให้เกิดผลเสียได้ เช่น ปกติเราใช้พลังงานวันละ 800 – 1,200 kcal (กิโลแคลอรี่) ถ้าเราทานอาหารวันละ 400 kcal เราก็จะสามารถดึงพลังงานเก่าที่สะสมในร่างกายออกมาใช้ได้วันละ 400 – 600 kcal แต่เมื่อเรามีการลดปริมาณอาหารลงอย่างรวดเร็วเป็นเวลาติดต่อกันอย่างน้อย 3 วันร่างกายจะรับรู้ว่าเรากำลังจะอดตายและจะลดการเผาผลาญพลังงานลงจากเดิม (800-1200 kcal) เป็น 400-600 kcal เพื่อกักเก็บพลังงานที่เราสะสมไว้ให้มากที่สุด ช่วงแรกน้ำหนักจะลดลงเร็วมากแต่ระยะหลังจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ลดลง แต่เรากลับมารับประทานอาหารในปริมาณเท่าเดิมคือ 1200 Kcal แต่ร่างกายยังคงเผาผลาญได้แค่ 400 Kcal ดังนั้นเราจะเหลือพลังงานถึง 800 Kcal ที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามร่างกาย นั่นหมายความว่าการปรับลดหรือเปลี่ยนประเภทอาหารอย่างรวดเร็วทำให้น้ำหนักตัวเราขึ้นลงได้อย่างรวดเร็วเป็น YOYO Effect จากพฤติกรรมของเราเอง ดังนั้นผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักด้วยการควบคุมอาหารโดยไม่เกิด YOYO Effect ควรควบคุมปริมาณอาหารอย่างต่อเนื่อง และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อคงระดับเมตาบอลิซึมให้พอดีกับอาหารที่รับประทานและกิจกรรมที่ทำ และไม่ควรอดอาหารหรือทำให้ร่างกายเกิดความเคยชินว่ากำลังจะอดตายจนทำให้\r\nการเผาผลาญลดลง\r\n\r\n       สุดท้ายที่ควรรู้เกี่ยวกับการลดน้ำหนักคือยิ่งเมื่อเรามีอายุเพิ่มขึ้นระดับการเผาผลาญอาหารของเราก็จะยิ่งลดลง ดังนั้นเราต้องหาทางเพิ่มกระบวนการเผาผลาญอาหารเพื่อให้เกิดความสมดุลในร่างกายนะคะ\r\n\r\nเรียบเรียงโดย \r\nน.ส. ธนภรณ์ ก้องเสียง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1542162142.jpg"],
    [933,1347,"ภัยจากวัตถุกันเสีย","Tue, 2018-11-13 09:53","http://www.stkc.go.th/node/1347","วิทยาศาสตร์สุขภาพ",null,"   ธรรมชาติของอาหารเกือบทุกชนิด เมื่อเก็บไว้นานๆ ย่อมเปลี่ยนสภาพ จากของสดใหม่กลายเป็นเน่าเสีย นั่นก็เพราะฝีมือของจุลินทรีย์ในอากาศที่รายล้อมตัวเรามากมาย เมื่อใดที่จุลินทรีย์เหล่านี้ปะปนลงไปในอาหาร นั่นหมายความว่ากระบวนการเน่าเสียได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพราะการเน่าเสียเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก กระบวนการถนอมอาหารจึงเกิดขึ้น ทั้งการใช้ความร้อน ความเย็น ความเค็มของเกลือ การฉายรังสี หรือแม้แต่สารเคมีสังเคราะห์ที่เรียกกันทั่วไปว่าสารกันบูด\r\n\r\n        เนื่องจากปัจจุบันคนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบ เพื่อแข่งกับเวลา ทั้งสภาพที่อยู่อาศัย และลักษณะนิสัยในการบริโภคอาหารก็เปลี่ยนไปจากอดีต ขนมปัง หรือขนมขบเคี้ยวต่างๆ จึงเป็นอาหารที่มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตมากขึ้น เพราะหาซื้อง่าย สะดวกและมีหลากหลายชนิดให้เลือกตามความต้องการ เราอาจเคยเห็นขนมปังที่ใส่ถุงพลาสติกวางขายในชนบทหรือตามร้านขายของชำ ที่วางขายได้นานเป็นอาทิตย์ ๆ โดยที่ไม่ขึ้นรา เราอาจจะคิดว่าเพราะบรรจุภัณฑ์ของขนมปังปิดสนิท เชื้อโรคไม่สามารถเข้าไปได้ แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น อาหารเหล่านี้ไม่บูด หรือเน่าเสียเพราะในขั้นตอนการผลิตได้มีการเติมสารบางอย่างลงไป\r\nเพื่อรักษาสภาพของอาหารให้สด ใหม่ ไม่เน่าเสีย สารนั้นก็คือสารกันบูดหรือวัตถุกันเสียนั่นเอง\r\n\r\n        สารกันบูด คือสารเคมีหรือของผสมของสารเคมีที่ใช้ในการถนอมอาหาร โดยอาจจะใส่ลงในอาหาร พ่น ฉาบรอบๆ ผิวของอาหารหรือภาชนะบรรจุ สารดังกล่าวจะทำหน้าที่ยับยั้งหรือทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสียโดยอาจจะไปออกฤทธิ์ต่อผนังเซลล์รบกวนการทำงานของเอนไซม์หรือกลไกทางพันธุกรรม (genetic mechanism)ในเซลล์ ยังผลให้จุลินทรีย์ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้หรือตายในที่สุดแต่ถ้าหากในแต่ละวันเราได้รับสารกันบูดในปริมาณน้อย ร่างกายจะสามารถกำจัดออกทางปัสสาวะได้ตามปกติ แต่หากได้รับในปริมาณมากทุกวัน ตับและไตจะต้องทำงานหนักขึ้นและหากกำจัดออกไปไม่หมดก็จะเกิดการสะสมในร่างกายซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของตับและไตในการกำจัดสารเคมีเหล่านี้ลดลงและอาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยต่อตับและไตได้\r\n\r\n        สารกันบูดที่ใช้ในอาหารมีหลายชนิด กรดเบนโซอิกเป็นสารกันบูดที่นิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปหลายประเภท เนื่องจากเป็นสารเคมีที่มีความเป็นพิษต่อมนุษย์ต่ำ และสามารถขับออกได้ทางปัสสาวะ แต่ถ้าได้รับมากเกินไปอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นและเกิดอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ในแต่ละวันไม่ควรได้รับกรดเบนโซอิกเกินค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake – ADI) คือ 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น เด็กประถมที่น้ำหนัก 35 กิโลกรัม ไม่ควรได้รับกรดเบนโซอิกเข้าสู่ร่างกายในแต่ละวัน เกิน 35 X 5 = 175 มิลลิกรัม ดังนั้นเด็กเล็กย่อมมีโอกาสที่จะได้รับสารกันบูดเกินค่าความปลอดภัยได้ง่ายกว่าเด็กโต หรือผู้ใหญ่\r\n\r\n        สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ได้อนุญาตให้ใช้ในอาหารทุกชนิด และอาหารที่อนุญาตให้ใช้ก็ไม่ใช่ปริมาณเท่ากันหมด คือให้ใช้ในเครื่องดื่ม ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขนมหวานที่ทำจากนม (ไอศกรีม โยเกิร์ตปรุงแต่ง/ผสมผลไม้) ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขนมที่ทำจากผลไม้ ผัก ถั่ว แยม เยลลี่ และผักผลไม้กวน-ดอง-ทำไส้ขนม ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมหรือแค่ 1 กรัมต่อกิโลกรัมเท่านั้นเองจะเห็นว่าปริมาณที่อนุญาตให้ใส่น้อยมาก ต้องใช้เครื่องชั่งน้ำหนักที่มีความละเอียดสูง แม้ไม่น่าจะเป็นปัญหาในผู้ผลิตรายใหญ่ ๆ แต่อาหารท้องตลาดที่เราพบว่าใส่ปริมาณเกินกำหนดอาจทั้งตั้งใจเพราะเข้าใจผิดว่ายิ่งมากยิ่งดี ที่แย่กว่านั้นคือการใช้ในอาหารที่ไม่อนุญาตให้ใช้ เช่น ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปพวก ลูกชิ้น ไส้กรอก ปูอัด ฮ่อยจ๊อและขนมอบหลายชนิด (อนุญาตให้ใส่เฉพาะส่วนไส้ขนม) จากการสุ่มสำรวจอาหารภายในและภายนอกโรงเรียน โดยสถาบันโภชาการมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2555 พบว่าในตัวอย่างอาหารที่ใส่กรดเบนโซอิกสูงมาก ๆ จะสูงกว่าที่ใส่กันโดยเฉลี่ยถึงเกือบ 4 เท่า \r\n\r\n        หากนักเรียนไปซื้ออาหารเจ้านั้นเป็นประจำ (เพราะเป็นเจ้าที่ขายในหรือหน้าโรงเรียนนั้น) และได้รับต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลให้ตับและไตทำงานลดลงซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ในอนาคตเมื่ออายุมากขึ้น แต่ถ้าได้รับปริมาณสูงมาก ๆ อาจทำให้เจ็บป่วยทันที โดยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหัว อ่อนเพลีย และเกิดอาการแพ้ (ลมพิษ ผื่นคัน) ในบางคนการป้องกันความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดคือ กินอาหารที่ผลิตจากอาหารสดหากเป็นผลิตภัณฑ์อาหารก็ควรดูที่มี อย. รับรอง และเมื่อกินอาหารทั่วไปที่ไม่มีฉลากให้พึงคิดเสมอว่าเราอาจได้รับสารกันบูดในปริมาณสูงได้โดยไม่รู้ตัว จึงไม่ควรกินอาหารนั้น ๆ บ่อย ๆ คือไม่กินทุกวัน ถ้าไม่มั่นใจในร้านค้านั้น ๆ ก็ไม่ควรซื้อในร้านเดิมเป็นประจำด้วย \r\n\r\nเรียบเรียงโดย\r\nน.ส.นิชาภา ชูศิริโรจน์\r\nที่มา\r\nhttp://www.komchadluek.net/news/edu-health/171560\r\nhttps://www.dekthaidd.com/knowledge-detail.aspx?nid=84\r\nhttp://elib.fda.moph.go.th/library/default.asp?page2=subdetail&id_L1=27&id_L2=15799&id_L3=3076\r\nสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา.(ม.ป.ป.).อันตราย...อาหารกับสารกันบูด.สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม, 2559,","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1542077599.jpg"],
    [934,1346," ค่าพีเอช (pH)  นั้นสำคัญไฉน","Tue, 2018-11-13 09:49","http://www.stkc.go.th/node/1346","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"  ค่าพีเอช (pH) เป็นค่าที่แสดงความเป็นกรดเป็นเบสของของเหลว ตัวอักษร pH นั้นย่อมาจาก Potential of Hydrogen ion หรือค่าจากการวัดความเข้มข้นของไอออนไฮโดรเจน เนื่องจากสูตรที่ใช้คำนวณค่าพีเอชเป็นค่าติดลบของลอการิทึม ค่าพีเอชน้อยจึงมีจำนวนไอออนไฮโดรเจนมาก และมีคุณสมบัติเป็นกรด ตัวอย่างเช่น\r\nน้ำผลไม้ และกรดกระเพาะ เป็นต้น ส่วนค่าพีเอชมากจะหมายถึงการมีจำนวนไอออนไฮโดรเจนน้อย และมีคุณสมบัติเป็นเบส ตัวอย่างเช่น แอมโมเนีย และผงซักฟอก เป็นต้น เราสามารถวัดค่าพีเอชของสารได้ผ่านการทดลองด้วยกระดาษลิตมัส หรือกระดาษทดสอบค่าพีเอช ซึ่งความเป็นกรดเบสของของเหลวจะเป็นกลางเมื่อค่าพีเอชมีค่าเท่ากับ 7 ซึ่งเท่ากับค่าพีเอชของน้ำบริสุทธิ\r\n\r\nอ้างอิง:\r\nUnited States Environmental Protection Agency (12/5/2012). Acid Rain – What is pH? [Online] Source: http://www.epa.gov/acidrain/measure/ph.html. (17 Sep 2015).\r\nHyper Physics. pH. [Online] Source: http://hyperphysics.phy-astr.gsu.edu/hbase/chemical/ph.html. (17 Sep 2015).\r\nSynonym.com – Classroom. What are the Differences Between Litmus Paper & pH Strips? [Online] Source: http://classroom.synonym.com/differences-between-litmus-paper-ph-strips-13673.html. (17 Sep 2015).","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1542077372.jpg"],
    [935,1341,"ภาวะโลหิตจางกับการสูญเสียการได้ยินอย่างฉับพลัน","Mon, 2018-11-12 09:59","http://www.stkc.go.th/node/1341","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"มีงานวิจัยล่าสุด ได้กล่าวถึงการสูญเสียการได้ยินอย่างเฉียบพลันว่า มีสาเหตุที่มาจาก การขาดธาตุเหล็ก ซึ่งอย่างที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า ธาตุเหล็กนั้นมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมากโดยเฉพาะเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง ที่มีหน้าที่ในการช่วยลำเลียง ออกซิเจนไปเลี้ยงทั่วร่างกาย แต่จะเกี่ยวข้องอย่างไรกับการสูญเสียการได้ยินอย่างเฉียบพลัน เรามีคำอธิบายโดยงานวิจัยนี้เป็นผลงานของ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย Pennsylvania State ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคณะวิจัยได้เก็บข้อมูลและวิเคราะห์ตัวอย่างจากประชากรประมาณ 300,000 คน ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 21 ไปจนถึง 90 ปี ทางทีมงานวิจัยได้กล่าวว่า ผู้ที่มีอาการโลหิตจางชนิดที่ขาดธาตุเหล็ก มีโอกาสเกิดความผิดปกติในการได้ยินมากกว่าคนปกติ ซึ่งความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้เกี่ยวข้องกับระบบประสาทที่เชื่อมต่อกับสมอง และทีมวิจัยให้เหตุผลที่สนับสนุนงานวิจัยเพิ่มเติมว่าการสูญเสียการได้ยินอย่างเฉียบพลัน เป็นผลที่เกิดจากโลหิตจางเพราะภายในหูของมนุษย์นั้นมีความอ่อนไหวต่อการรับออกซิเจน เมื่อออกซิเจนมาเลี้ยงบริเวณหูชั้นในได้ไม่ดีก็จะมีผลต่อการได้ยินงานวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างมากในการช่วยเพิ่มทางเลือกในการวินิจฉัยอาการของผู้ที่สูญเสียการได้ยินแบบเฉียบพลันได้ และนักวิจัยยังเสริมอีกว่าการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กและอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสมดุล อาจจะเป็นหนทางที่ช่วยให้อาการดีขึ้นหรือใช้ร่วมในการรักษาได้ ซึ่งงานวิจัยนี้อาจจะต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาต่อไป\r\n\r\nเรียบเรียงโดย; นายตามพงศ์ เหลืองบริบูรณ์\r\nข้อมูลอ้างอิง : http://jamanetwork.com/journals/jamaotolaryngology/article-abstract/2594264\r\nข้อมูลอ้างอิง :http://www.acsh.org/news/2017/01/02/iron-deficiency-anemia-associated-hearing-loss-study-says-10672","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541991557.jpg"],
    [936,1340,"อายุสมองที่มนุษย์จะสามารถเรียนรู้ภาษาใหม่ได้ดี","Mon, 2018-11-12 09:55","http://www.stkc.go.th/node/1340","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"ช่วงอายุ 11 ปี คือช่วงสำคัญที่มนุษย์จะสามารถเรียนรู้ภาษาใหม่ได้ดี คนส่วนใหญ่จะไม่สามารถพูดภาษาต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่วหากเริ่มเรียนหลังอายุ 11 ปี \r\nศูนย์กลางด้านภาษาในสมองของเราส่วนมากจะอยู่ที่สมองกลีบขมับ (Temporal Lobe) \r\nสำหรับสมองกลีบหน้า (Frontal lobe) ซึ่งเป็นส่วนควบคุมบุคลิกภาพ และสภาพจิตใจ จะเจริญเต็มที่เมื่ออายุ 25 ปีในเพศหญิง \r\nและในเพศชายสองส่วนนี้จะเจริญเต็มที่เมื่ออายุราว 30 ปี\r\n\r\nภาพจาก: https://www.emaze.com\r\n\r\nอ้างอิง\r\nวารสาร Science Illustrated","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541991347.jpg"],
    [937,1337,"เสียงสืออารมณ์มากกว่าคำพูด","Fri, 2018-11-09 11:10","http://www.stkc.go.th/node/1337","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"นักวิทยาศาสตร์พบว่ามนุษย์รับรู้อารมณ์ ความรู้สึกของคู่สนทนาได้จากเสียงมากกว่าคำพูด\r\n\r\n   ScienceDaily รายงานผลการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย McGill ประเทศแคนาดา เกี่ยวกับความสามารถของมนุษย์ในการรับรู้อารมณ์ ความรู้สึกของคู่สนทนาจากเสียงได้รวดเร็วกว่าคำพูด โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ให้อาสาสมัครจำนวน 24 คน จำแนกอารมณ์ ได้แก่ โกรธ เศร้า มีความสุข หลังจากฟังเสียง (vocalization) และเสียงพูดที่จับใจความไม่ได้ (nonsense speech) พร้อมกับตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalo graphy; EEG)\r\n\r\n   ทีมวิจัยพบว่าสมองของอาสาสมัครรับรู้อารมณ์จากเสียงได้อย่างว่องไวกว่าคำพูด สมองสามารถตอบสนองกับการรับรู้อารมณ์ของคู่สนทนามากกว่าแสดงออกเอง และผู้ที่มีความวิตกกังวลจะสามารถรับรู้อารมณ์ของคู่สนทนาได้ไวกว่าคนปกติ นอกจากนี้สมองยังรับรู้อารมณ์แห่งความสุขได้อย่างว่องไวกว่าอารมณ์เศร้าหรือโกรธ แต่สมองจะประมวลผลต่อเนื่องยาวนานกว่าหากรับรู้ถึงอารมณ์โกรธ นักวิทยาศาสตร์ให้ความเห็นว่าการสื่อสารด้วยการเปล่งเสียงนั้น มีความเฉพาะเจาะจงในแต่ละสิ่งมีชีวิต ที่รับรู้ได้ด้วยระบบประสาทโดยตรง\r\n\r\n\r\n\r\nทีมข่าววิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน\r\nLink ที่เกี่ยวข้อง \r\nhttp://www.sciencedaily.com/releases/2016/01/160118134938.htm\r\nhttp://medinfo.psu.ac.th/smj2/smj24_5/pdf24_5/06montira.pdf","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541736605.jpg"],
    [938,1336,"สุนัขหลอดแก้ว ครั้งแรกของโลก","Fri, 2018-11-09 11:06","http://www.stkc.go.th/node/1336","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"   ความสำเร็จดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Public Library of Science ONE เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2558 ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่การอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์รวมถึงเทคนิคใหม่ๆ ในการตัดต่อยีนเพื่อกำจัดโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมในสุนัขและเพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาโรคทางพันธุกรรมในมนุษย์\r\n\r\n   ทีมนักวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทำการปฏิสนธิไข่และอสุจิในหลอดทดลองภายในห้องปฏิบัติการเพื่อสร้างตัวอ่อน (embryo) และนำไปฝากไว้ยังสุนัขเพศเมียในช่วงเวลาของวงจรการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติโดยตัวอ่อนจำนวน 19 ตัวถูกย้ายไปฝากไว้ยังสุนัขเพศเมีย 2 ตัวจาก 2 สายพันธุ์ ซึ่งต่อมาได้ให้กำเนิดลูกสุนัขสุขภาพแข็งแรงจำนวน 7 ตัว โดย 2 ตัวเป็นพันธุ์ผสมระหว่างแม่สุนัขพันธุ์บีเกิ้ลกับพ่อสุนัขพันธุ์คอกเกอร์สแปเนียล และอีก 5 ตัวมาจากแม่และพ่อสุนัขพันธุ์บีเกิ้ล\r\n\r\n   ความท้าทายอันดับแรกของทีมวิจัยคือ การนำไข่ที่พร้อมปฏิสนธิออกจากสุนัขเพศเมีย ซึ่งต้องรอให้ไข่หลุดออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่ (เมื่อเทียบกับคน) แล้วเป็นเวลา 1 วันก่อน ไข่ถึงจะพร้อมรับการปฏิสนธิ (สำหรับสุนัข) ความท้าทายอันดับถัดมาคือ การเตรียมสภาวะแวดล้อมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปฏิสนธิซึ่งทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการทำให้เกิดการปฏิสนธิถึง 80 – 90 เปอร์เซ็นต์และความท้าทายสุดท้ายคือ การแช่แข็งตัวอ่อน (ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว) ซึ่งเทคนิคนี้ช่วยให้ทีมนักวิจัยสามารถย้ายตัวอ่อนเข้าไปสู่ท่อนำไข่ของแม่สุนัขได้ตรงเวลาของช่วงวงจรการสืบพันธุ์ตามธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 1 หรือ 2 ครั้งต่อปีเท่านั้น และด้วยเทคนิคการตัดต่อยีนแบบใหม่ นักวิจัยอาจใช้เวลาเพียง 1 วัน ในการกำจัดยีนก่อโรคทางพันธุกรรมและลักษณะด้อยในตัวอ่อนของสุนัข เช่น สุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ มียีนที่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ในขณะที่พันธุ์ดัลเมเชียน มียีนที่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาไปเป็นนิ่วในท่อทางเดินปัสสาวะ เป็นต้น นับว่าสุนัขเป็นสัตว์ทดลองที่มีประสิทธิภาพในการทำความเข้าใจเรื่องโรคทางพันธุกรรมขั้นพื้นฐานเพราะสุนัข และมนุษย์ มีลักษณะความผิดปกติทางพันธุกรรมที่เหมือนกันกว่า 350 โรค ดังนั้นความสำเร็จนี้นอกจากจะนำไปใช้ในการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์แล้ว ยังสามารถนำไปสู่เทคนิคการตัดต่อยีนผิดปกติ และผสมเทียมตัวอ่อน เพื่อป้องกันโรคทางพันธุกรรมในมนุษย์ได้อีกด้วย\r\n\r\nทีมข่าววิทยาศาสตร์ อพวช. รายงาน\r\nLink ที่เกี่ยวข้อง\r\nhttp://www.bbc.com/news/science-environment-35053391\r\nhttp://www.sciencedaily.com/releases/2015/12/151209183500.htm","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541736376.jpg"],
    [939,1333,"\"เสื้อผ้า\" อีกหนึ่งตัวช่วยป้องกันแสงแดด","Thu, 2018-11-08 10:30","http://www.stkc.go.th/node/1333",null,null,"การสวมใส่เสื้อผ้าในทุก ๆ วันของเราสามารถป้องกันผิวหนังจากรังสียูวีในแสงแดดได้ และเนื่องจากเสื้อผ้าในปัจจุบันนั้นมีมากมายหลายแบบและหลากหลายเนื้อผ้าให้เลือกตามความต้องการ ซึ่งทราบหรือไม่ว่าเนื้อผ้าแต่ละประเภทนั้นให้ความสามารถในการป้องกันรังสียูวีต่างกัน ครั้งนี้จึงขอรวบรวมปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดของเสื้อผ้ามาให้ทราบกัน\r\n\r\n\r\n\r\n   จากที่เกริ่นไว้ข้างต้น ผ้าแต่ละแบบมีความสามารถในการป้องกันรังสีแตกต่างกัน โดยค่าความสามารถในการป้องกันรังสียูวีของผ้าหรือสิ่งทอ (UPF หรือ Ultraviolet Protection Factor) วัดได้จากปริมาณรังสีที่ทะลุผ่านผ้ามายังผิวหนังของเรา เปรียบเทียบกับปริมาณรังสียูวีที่ฉายมายังผิวหนังโดยไม่มีสิ่งใดกั้นอยู่เลย ตัวอย่างเช่น ผ้าที่มีค่า UPF เท่ากับ 50 หมายถึง รังสียูวีสามารถทะลุผ่านผ้าชนิดนั้นได้เพียง 1 ใน 50 ส่วน นั่นคือสามารถป้องกันรังสียูวีได้ 98% ทั้งนี้ ค่า UPF ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่\r\n\r\n1. ชนิดของเส้นใย: ผ้าพอลีเอสเตอร์ (polyester) ป้องกันรังสียูวีได้ดีที่สุด รองลงมาเป็นผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าไนลอนและเรยอน ตามลำดับ ส่วนผ้าลินิน ผ้าฝ้ายจะป้องกันรังสียูวีได้น้อยที่สุด อันเป็นผลมาจากโครงสร้างทางเคมีของเส้นใย\r\n2. ความหนาแน่นของผืนผ้า: ผ้าที่มีความหนาแน่นมากย่อมป้องกันรังสียูวีได้ดี เช่น ผ้าหนาย่อมป้องกันรังสียูวีได้ดีกว่าผ้าบาง ในทำนองเดียวกัน ผ้าที่ถูกขึงตึงหรือเสื้อผ้าที่รัดแน่นรวมถึงผ้าที่มีรูพรุนมากจะป้องกันรังสียูวีได้น้อยลง \r\n3. ความชื้น: ผ้าที่เปียกชื้นจะป้องกันรังสียูวีได้น้อยลง เพราะความชื้นทำให้ผ้าสะท้อนรังสียูวีได้ไม่ดี\r\n4. สี: ผ้าที่มีสีเข้มจะดูดซับรังสียูวีไว้ได้มาก ทำให้ผ้าสีเข้มป้องกันรังสียูวีได้ดีกว่าผ้าสีอ่อน\r\n5. กระบวนการทางสิ่งทออื่น ๆ เช่น ผ้าที่ผ่านการย้อมสีหรือพิมพ์ลายจะดูดซับรังสีได้ดีกว่าผ้าธรรมดา ผ้าดิบจะดูดซับรังสีได้ดีกว่าผ้าที่ผ่านการฟอกขาว เป็นต้น\r\n\r\n   ในปัจจุบันได้มีการพัฒนากระบวนการตกแต่งผ้าชนิดต่าง ๆ เพื่อวัตถุประสงค์ในการป้องกันรังสียูวีโดยตรง โดยการเติมสารช่วยดูดซับรังสียูวี (UV Absorber) เช่น Oxaldianilide, อนุพันธ์ของ Benzotriazole เป็นต้น ลงบนผืนผ้า ซึ่งมิได้จำกัดเพียงเสื้อผ้าที่เราสวมใส่เท่านั้น แต่รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ทำจากผ้าด้วย เช่น ร่ม หมวก ผ้าม่าน ฯลฯ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการป้องกันรังสียูวี ด้วยการเปลี่ยนรังสียูวีเป็นพลังงานความร้อนในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อเส้นใย แต่เมื่อผ่านการซักและใช้งานไปในระยะหนึ่งประสิทธิภาพการป้องกันแสงแดดจะลดลง นอกจากนี้ยังได้มีการพัฒนาผงซักฟอกที่ผสมสารดูดซับรังสียูวีซึ่งช่วยป้องกัน UVA ได้บางส่วนมาช่วยเสริมประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ผ้านั้นต้องผ่านการซัก 10-20 ครั้งจึงจะได้ผล\r\n\r\n   จากข้อมูลตามที่ได้กล่าวมานั้น แสดงให้เห็นถึงสมบัติการป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดของเสื้อผ้า เพื่อเป็นข้อมูลและทางเลือกให้ผู้บริโภคนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันตามความสะดวกและเหมาะสม อันเป็นประโยชน์สูงสุดในการปกป้องตนเองจากรังสียูวีนอกเหนือจากการใช้ผลิตภัณฑ์สารกันแดด\r\n\r\nที่มา: http://www.aatcc.org/test/methods/test-method-183/\r\nwww.science.mju.ac.th/chemistry/download/a_kongdee/คอ362-บทที่%201%20การทำความสะอาด-2-57.pdf\r\nwww.doctor.or.th/article/detail/1895\r\n\r\nเรียบเรียงโดย: ณัฐสุดา จันทร์พฤกษา","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541647809.jpg"],
    [940,1332,"ค่า SPF และ PA ในสารกันแดดคืออะไร?","Thu, 2018-11-08 10:27","http://www.stkc.go.th/node/1332",null,null,"“แดดเมืองไทยนี่มันช่างทำร้ายกันเสียเหลือเกิน ไหนจะต้องใส่แขนยาวทั้งที่อากาศก็ร้อน ไหนจะต้องใส่หมวกถือร่มอีก แล้ววันนี้จะไปเลือกซื้อครีมกันแดดด้วย แต่ค่า SPF กับ PA ที่โฆษณาคืออะไรนะ? ต้องใช้ที่มีค่าสูง ๆ ไว้ก่อนถึงจะดีหรือเปล่า? ” วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ\r\n\r\n   ฉลากบนผลิตภัณฑ์กันแดดส่วนมากจะระบุค่า SPF กับ PA ไว้หลากหลายแบบ เพื่อให้เราเลือกใช้ให้ตรงกับความต้องการ โดย SPF หรือ Sun Protection Factor เป็นค่าการป้องกัน UVB ที่บอกให้ทราบว่า เราจะอยู่กลางแสงแดดได้นานเท่าใดโดยที่ผิวของเราไม่ไหม้ หากยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ เช่น ถ้าเราอยู่กลางแสงแดด 10 นาที แล้วผิวของเราเริ่มแดงไหม้ นั่นคือผิวเราทนได้แค่ 10 นาที หากทากันแดดที่มี SPF15 ผิวเราจะทนแดดได้นาน 10x15 = 150 นาที หรือประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยที่ผิวไม่แดงไหม้นั่นเอง และหากจะเทียบค่า SPF กับปริมาณการดูดซับรังสี UVB พบว่า\r\n\r\nค่า SPF เท่ากับ 2 จะดูดซับ UVB ได้ 50%\r\nค่า SPF เท่ากับ 4 จะดูดซับ UVB ได้ 75%\r\nค่า SPF เท่ากับ 8 จะดูดซับ UVB ได้ 87.5%\r\nค่า SPF เท่ากับ 15 จะดูดซับ UVB ได้ 93.3%\r\nค่า SPF เท่ากับ 20 จะดูดซับ UVB ได้ 95%\r\nค่า SPF เท่ากับ 30 จะดูดซับ UVB ได้ 96.7%\r\nค่า SPF เท่ากับ 45 จะดูดซับ UVB ได้ 97.8%\r\nค่า SPF เท่ากับ 50 จะดูดซับ UVB ได้ 98%\r\n   จะเห็นว่า ค่า SPF ที่สูงมาก ๆ นั้นก็ไม่จำเป็นต่อความต้องการของเรา ไม่ว่าจะใช้ SPF30 หรือ SPF100 ก็ให้ผลแทบจะไม่แตกต่างกัน แต่ถึงอย่างไรแล้ว เมื่อสารกันแดดสัมผัสเหงื่อ น้ำ แสงแดด ฯลฯ สารกันแดดก็จะเสื่อมประสิทธิภาพลงทำให้เราต้องทาซ้ำ แถมยังต้องเสี่ยงกับอาการแพ้และความเหนอะหนะจากสารกันแดดที่มีค่า SPF สูงมาก ๆ อีกด้วย\r\n\r\n   มาทำความรู้จักกันต่อกับค่า PA หรือ Protection grade of UVA เป็นค่าการป้องกัน UVA ริเริ่มโดยสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องสำอางประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 2006 โดยมีประสิทธิภาพดังต่อไปนี้\r\nPA+ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA เริ่มต้น\r\nPA++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA กลาง\r\nPA+++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูง\r\nPA++++ หมายถึง มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVA สูงสุด\r\n\r\n\r\n\r\n   นอกจากค่า SPF กับ PA แล้ว ต้องคำนึงถึงกิจกรรมที่เราจะทำด้วย ถ้าจะออกไปเล่นน้ำทะเลหรือทำกิจกรรมทางน้ำ ควรเลือกสารกันแดดแบบ Waterproof ที่จะรักษาค่า SPF ไว้ให้คงประสิทธิภาพเดิมหลังโดนน้ำไป 80 นาที หากว่าเราแค่โดนฝนหรือเหงื่อออกตามปกตินั้น ให้เลือกสารกันแดดแบบ Water-resistant ที่จะรักษาค่า SPF ไว้ให้คงประสิทธิภาพเดิมหลังโดนน้ำไป 40 นาที และที่กล่าวมานี้ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ฉลากบนบรรจุภัณฑ์สารกันแดดบอกให้ผู้ใช้ทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง\r\n\r\n   จากข้อมูลทั้งหมด หลาย ๆ คนคงตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี การเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดควรเลือกให้เหมาะสมกับความจำเป็น สภาพผิว รวมถึงสภาพอากาศและกิจกรรมที่เราจะทำด้วย เพื่อประสิทธิภาพที่เพียงพอต่อความจำเป็นทั้งตัวคุณและกระเป๋าเงินของคุณด้วยนั่นเองค่ะ\r\n\r\nที่มา: http://www.mfu.ac.th/school/anti-aging/admin/uploadCMS/research/pfWed125811.pdf\r\nhttps://en.wikipedia.org/wiki/Sunscreen\r\nเรียบเรียงโดย: ณัฐสุดา จันทร์พฤกษา","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541647675.jpg"],
    [941,1329,"ค้างคาวกับสุดยอดระบบภูมิคุ้มกัน","Wed, 2018-11-07 14:08","http://www.stkc.go.th/node/1329","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"นับเป็นครั้งแรกที่นักวิจัยได้ค้นพบความสามารถพิเศษในตัวค้างคาว ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของเชื้อโรคอันตราย แต่พวกมันกลับไม่ได้เป็นโรคใด ๆ\r\n\r\n\r\n\r\n   ScienceDaily รายงานผลการศึกษาของทีมนักวิจัยจากประเทศออสเตรเลีย ที่ค้นพบว่า ค้างคาว เป็นพาหะเชื้อไวรัสก่อโรคร้ายแรงกว่า 100 สายพันธุ์ บางชนิดทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้ นั่นรวมถึงเชื้อไวรัสเมอร์ส (MERS) อีโบลา (Ebola) และ Hendra แต่ที่น่าสนใจคือ ค้างคาวไม่ได้เจ็บป่วยหรือแสดงอาการของโรคจากเชื้อไวรัสเหล่านี้เลย โดยปกติ เมื่อเชื้อก่อโรคชนิดต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น เชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ระบบภูมิคุ้มกันที่ซับซ้อนของเราก็จะตอบสนองด้วยกลไกในรูปแบบต่าง ๆ หนึ่งในนั้นคือ กลไกการป้องกันหรือที่รู้จักกันในชื่อ“ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด\" (innate immune)\r\n\r\n   ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิจัยได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดของค้างคาวแม่ไก่ออสเตรเลีย(Australian flying fox) โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของ interferons (โปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด สร้างขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อก่อโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อไวรัส) และที่น่าสนใจคือร่างกายค้างคาวสร้าง interferons เพียงแค่ 3 ชนิดซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ส่วนที่เราพบในมนุษย์เท่านั้น แต่สามารถควบคุมการติดเชื้อไวรัสร้ายแรงโดยไม่แสดงอาการใดเลย\r\n\r\n   ทีมวิจัยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าระบบภูมิคุ้มกันของค้างคาวแม่ไก่ทำงานตลอดเวลา แม้ว่าร่างกายไม่ติดเชื้อโรค ขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นจะทำงานก็ต่อเมื่อร่างกายติดเชื้อแล้วเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม หากระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทำงานตลอดเวลาจะเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อและเซลล์ได้ \"ในการศึกษาขั้นต่อไป ถ้าเราสามารถเปลี่ยนรูปแบบการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ ให้เป็นไปในลักษณะที่คล้ายคลึงกับค้างคาวได้แล้ว เราก็จะสามารถควบคุมอัตราการเสียชีวิตที่เกิดจากโรคร้าย อย่างเช่น อีโบลา ได้” หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว\r\n\r\nLink ที่เกี่ยวข้อง\r\nhttps://www.sciencedaily.com/releases/2016/02/160222155631.htm\r\nhttp://www.bangkokhealth.com/index.php/health/health-system/gastro/1632-2013-10-25-06-26-23.html\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541574505.jpg"],
    [942,1328,"การดื่มน้ำมีผลกับการบริโภคอาหาร","Wed, 2018-11-07 14:05","http://www.stkc.go.th/node/1328","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"งานวิจัยเผยหากเราดื่มน้ำเปล่ามากขึ้นในหนึ่งวัน จะทำให้บริโภคอาหารได้น้อยลง รวมถึงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวคอเลสเตอรอล น้ำตาล และโซเดียมเป็นส่วนประกอบ\r\n\r\n\r\n   สำนักข่าว ScienceDaily รายงานผลการศึกษาของนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดื่มน้ำเปล่ากับปริมาณการบริโภคอาหารของคนวัยทำงานชาวอเมริกันจำนวน 18,300 คน ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นพบว่า โดยเฉลี่ย อาสาสมัครในการศึกษาครั้งนี้ ดื่มน้ำเปล่าประมาณ 4.2 แก้วเป็นประจำทุกวัน ซึ่งมากกว่าการบริโภคอาหารปกติที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ และอาสาสมัครได้รับแคลอรี่จากการบริโภคอาหารโดยเฉลี่ย 2,157 แคลอรี่ ในจำนวนนี้ 125 แคลอรี่ มาจากเครื่องดื่มที่มี่รสหวาน และ 432 แคลอรี่ จากอาหารกลุ่มโภชนาการต่ำ อาทิ ขนมหวาน ขนมขบเคี้ยว และข้อมูลจากการเก็บประวัติการบริโภคอาหารตลอดระยะเวลาการเข้าเป็นอาสาสมัครในโครงการเผยให้เห็นว่า ถ้าเพิ่มปริมาณการดื่มน้ำเปล่า 1 - 3 แก้ว (1 แก้ว ประมาณ 250 มิลลิลิตร) ต่อวันทุกวัน จะลดปริมาณพลังงาน (แคลอรี่) จากการบริโภคอาหารได้ประมาณ 68 - 205 แคลอรี่ (หรือประมาณไข่ไก่ต้ม 1 – 3 ฟอง) ต่อวัน ลดการบริโภคโซเดียมได้ประมาณ 78 - 235 กรัมต่อวัน ลดการบริโภคน้ำตาลได้ประมาณ 5 – 18 กรัมต่อวัน และลดการบริโภคคอเลสเตอรอลได้ถึง 7 - 21 กรัมต่อวัน\r\n\r\nLink ที่เกี่ยวข้อง\r\nhttps://www.sciencedaily.com/releases/2016/03/160301174759.htm\r\n\r\nภาพจาก : http://images.medicaldaily.com/sites/medicaldaily.com/files/styles/headline/public/2014\r\n/05/13/woman-drinking-glass-water-morning.jpg\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541574305.jpg"],
    [943,1326,"LED ชีวิตที่ดี","Tue, 2018-11-06 10:16","http://www.stkc.go.th/node/1326","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"LED ชีวิตที่ดี\r\n        ชีวิตความเป็นอยู่ในยุคปัจจุบันนี้ การใช้พลังงานของมนุษย์มีแนวโน้มที่จะใช้กันมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าที่เราทุกคนก็ต้องพึ่งพาแสงสว่างในการดำรงชีวิต หรือดำเนินธุรกิจ ตลอดจนการพัฒนาประเทศจึงจำเป็นต้องมีการขยายและต้องหาแหล่งพลังงานเพิ่ม ซึ่งนำมาสู่ความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากจนหลีกเหลี่ยงไม่ได้เหมือนกันวันนี้จึงมีคำแนะนำในการช่วยลดการใช้พลังงานมาฝากกัน ด้วยการเปลี่ยนการใช้หลอดไฟแบบเก่ามาเป็นหลอดไฟแอลอีดี (LED) กันเถอะ\r\n\r\n        หลอดไฟ LED (Light-emitting diode) เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้ากึ่งตัวนำหรือจะเรียกง่าย ๆ ว่าไดโอดเปล่งแสงโดยการพัฒนาจากอุปกรณ์เล็ก ๆ และเมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าไปที่ขั้วหลอดไฟ LED ก็จะสว่างขึ้นทันที ซึ่งจะต่างกับหลอดไฟแสงจันทร์ หลอดฟลูออเรสเซนต์ ที่ใช้ตามบ้านเรือนทั่วไป\r\n\r\nบอกข้อดีของหลอดไฟ LED กันเลย\r\n\r\n        หลอดไฟ LED เปิดปุ๊บสว่างปั๊บ ไม่ต้องรอเวลาหลังจากเปิดเหมือนกับหลอดฟลูออเรสเซนต์และหลอดแสงจันทร์ จึงช่วยประหยัดค่าไฟได้ เราสามารถใช้หลอดไฟ LED แทนหลอดประหยัดไฟแบบหลอดตะเกียบได้เลย เพราะถูกออกแบบขั้วหลอดให้ใช้ทดแทนกันได้ (แต่รอให้หลอดตะเกียบหมดอายุก่อนก็ได้นะ แล้วค่อยเปลี่ยน) หลอดไฟ LED สามารถควบคุมการกระจายแสงได้ เพราะถูกออกแบบมาเพื่อให้ควบคุมทิศทางการกระจายแสงได้ตามต้องการ จึงทำให้มีประสิทธิภาพสูง หลอดไฟ LED มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าหลอดแบบเก่า โดยมีอายุการใช้งานได้ถึง 60,000 ชั่วโมง โดยความสว่างของหลอดไม่ลดลง และที่สำคัญ หลอดไฟ LED ไม่มีการแพร่กระจายของรังสี UV แต่อย่างใด \r\nซึ่งปลอดภัยกว่าหลอดไฟรุ่นเก่าแถมยังไม่มีส่วนผสมของสารปรอทหรือสารพิษ จึงปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอีกด้วยหลอดไฟ LED สามารถลดภาวะโลกร้อนได้ เพราะช่วยลดพลังงาน ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่สูญเสียไปโดยไม่จำเป็นได้อย่างแท้จริง เราควรหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อน ปัญหาพลังงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ด้วยการเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED เพิ่มขึ้นเพื่อชีวิตที่ดี\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง\r\n\r\nhttp://www.changsinled.com/article \r\nhttp://www.klcbright.com/articles.php","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541474170.jpg"],
    [944,1325,"ปฏิกิริยาเมล์ลาร์ด–เคมีของกลิ่นหอมชวนกิน","Tue, 2018-11-06 10:12","http://www.stkc.go.th/node/1325","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"  คุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้หรือไม่ เมื่อเดินผ่านร้านอาหาร กลิ่นของอาหารที่ลอยออกมาให้เราได้รับรู้นั้นกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหารของเรา จนทำให้เราตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารร้านนั้น แม้ว่าบางครั้งเวลานั้นอาจยังไม่ถึงเวลามื้ออาหารของเราก็ตาม หรือเวลาที่เราเดินผ่านแผงลอยที่ขายอาหารจำพวกปิ้งย่าง (หมูปิ้ง ไก่ย่าง) แค่กลิ่นหอมก็ทำให้เราเกิดอาการน้ำลายสอแล้ว กลิ่นเหล่านี้คืออะไร กลิ่นอาหารที่ทำให้น่ารับประทานนี้เกิดจากปฏิกิริยาเมล์ลาร์ด (Maillard reaction) ซึ่งค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1913 โดยนักเคมีชื่อ หลุยส์ คามิลล์ เมล์ลาร์ด ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นจากน้ำตาลในอาหาร ทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโน โดยมีความร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอย่างต่อเนื่องกลายเป็นสารเคมีสีน้ำตาล มีกลิ่น และทำให้เกิดรสชาติของอาหาร ปฏิกิริยานี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า Browning Reaction สารเคมีที่ได้นี้ มีทั้งชนิดที่ละลายน้ำและไม่ละลายน้ำ อาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ จะมีกลิ่นหอมมากกว่า เนื่องจากสารนี้ปะปนมากับไอน้ำที่ลอยออกมา สารเหล่านี้เป็นกลิ่นที่กระตุ้นความรู้สึกอยากอาหารของเรา เช่น กลิ่นเหมือนโกโก้หรือกาแฟเมื่อคั่วเมล็ดกาแฟ กลิ่นคล้ายคาราเมลเมื่อปิ้งขนมปัง\r\n\r\n\r\n        สำหรับอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์นั้น ส่วนประกอบสำคัญของสารเคมีที่ส่งกลิ่นจากปฏิกิริยาเมล์ลาร์ดประกอบไปด้วย สารกลุ่มไฮโดรคาร์บอน และสารกลุ่มอัลดีไฮด์ สารทั้งสองตัวนี้จะทำให้เกิดกลิ่นที่ชวนให้รับประทานเหมือนกลิ่นย่าง และเนื่องจากไขมันสัตว์ระเหยได้ง่ายจากการให้ความร้อน ทำให้เวลาย่างเนื้อเราจะอยากอาหารได้ง่ายเนื่องจากประสาทรับกลิ่นของเราถูกกระตุ้นอย่างมากทั้งจากไอน้ำและไขมันที่เราหายใจเข้าไปนั่นเอง\r\n\r\n\r\n\r\n        อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยานี้อาจก่อให้เกิดผลเสียได้ ถ้าความร้อนสูงเกินไป ผลที่ได้จะทำให้เกิดสารเคมีที่ให้รสขม หรือการไหม้เกรียม ซึ่งสารนี้นอกจากมีรสชาติไม่พึงประสงค์แล้วยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วยถ้าเกิดในเนื้อสัตว์ เราจึงควรระมัดระวังขณะประกอบอาหารหรือเลือกรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีของเรา \r\n\r\nแหล่งที่มา : \r\nhttps://en.wikipedia.org/wiki/Maillard_reaction\r\nhttp://www.foodnetworksolution.com/wiki/word/0397/maillard-reaction-ปฏิกิริยาเมลลาร์ด\r\n\r\nเรียบเรียงโดย นายศิระภัทร ศิระโรจนกุล","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541473940.jpg"],
    [945,1321,"ความลับ...ของความหวาน","Mon, 2018-11-05 09:16","http://www.stkc.go.th/node/1321","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," ในปัจจุบันนี้คนทุกเพศทุกวัยหันมานิยมรับประทานของหวาน และเครื่องดื่มกันมากขึ้น ทั้งของหวานจากในประเทศหรือนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนผสมในของหวานและเครื่องดื่มนั้น ส่วนใหญ่จะมีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบ ซึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้มีพลังงาน และร่ายกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า \r\n\r\n        น้ำตาล (Sugar) คือ สารประกอบคาร์โบไฮเดรตประเภทโมโนแซ็กคาไรด์ (monosaccharide) และไดแซ็กคาไรด์ (disaccharide) ซึ่งมีรสหวาน โดยทั่วไปเรามักเข้าใจว่าน้ำตาลต้องมาจากอ้อยเท่านั้น และเรียกสารที่มีรสหวานว่าน้ำตาลแทบทั้งสิ้น เช่น ทำมาจากตาลจะเรียกว่าตาลโตนด ทำมาจากมะพร้าวจะเรียกว่าน้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวจัดเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็กที่สุดเป็นน้ำตาลที่มีมากที่สุดในธรรมชาติ และเป็นสารอาหารหลักในการสลายให้พลังงานแก่สิ่งมีชีวิต สลายเป็นพลังงานได้รวดเร็วเพราะเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะดูดซึมจากลำไส้ได้เลย โดยไม่ต้องผ่านการย่อยอีก จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานรีบด่วน เช่น นักกีฬา ผู้เจ็บป่วยและพักฟื้น ดังนั้นถ้าเราจะรับประทานของหวานหรือเครื่องดื่มเพื่อให้ร่างกายมีพลังงาน รู้สึกสดชื่นเพิ่มขึ้น ควรจะบริโภคอาหาร เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมจำพวกน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เช่น น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลฟรุกโทส และน้ำตาลกาแลกโทส\r\n\r\n\r\n        เมื่อการรับประทานของหวาน และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ต้องคำนึงถึงสุขภาพด้วย เพราะเมื่อรับประทานมากจนเกินไป จะมีโรคต่างๆ ตามมานั่นคือ โรคอ้วน นั่นเอง หรือถ้ารับประทานแล้วก็ควรออกกำลังกายเพิ่มเติมด้วย เราควรมีความสุขกับการรับประทาน แต่อย่าลืมความสุขของร่างกายด้วย\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง : https://sites.google.com/site/nongmoei77/prawati-khxng-chan/kharbohidert/khwam-sakhay-khxng-kharbohidert/chnid-khxng-kharbohidert\r\n\r\nเรียบเรียงโดย รัชเนศ เพ็ชรเย็น","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541384499.jpg"],
    [946,1320,"เปลือกไข่ลดโลกร้อน","Mon, 2018-11-05 09:13","http://www.stkc.go.th/node/1320","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," ปัจจุบันโลกเรากำลังประสบกับปัญหามลภาวะและปัญหาขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นมากมายจากการใช้ประโยชน์และกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น จากครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม รวมไปถึงจากการประกอบธุรกิจทางการเกษตร หนึ่งในปัญหาที่สำคัญก็คือ ภาวะโลกร้อน (Global warming) หรือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) \r\n\r\n        ภาวะโลกร้อน (Global warming) คือ การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นจากผลของภาวะเรือนกระจก หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า Greenhouse Effect โดยมีสาเหตุมาจากการที่มนุษย์เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการขนส่ง การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่าง ๆ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากไอเสียรถยนต์ จากการเผาป่า แม้กระทั่งในขั้นตอนหนึ่งของการผลิตพลังงานไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) ท้ายที่สุดในกระบวนการผลิตก็ยังมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นด้วย จากผลการสำรวจในปี ค.ศ. 1950 พบว่าประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีการปล่อยควันพิษปริมาณสะสมมากที่สุดถึง 186,100 ล้านตัน นอกจากนี้ข้อมูลการสำรวจปริมาณขยะในปี ค.ศ. 2006 พบว่ามีปริมาณขยะมากถึง 251.3 ล้านตัน (ที่มา : USEPA, 2011) และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ ส่วนใหญ่เป็นปริมาณขยะที่เกิดจากการทิ้งเปลือกไข่ถึง 455,000 ตัน จากปัญหาดังกล่าวข้างต้น นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโอไฮโอ (Ohio State University) ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงได้นำเสนองานวิจัยเกี่ยวกับการนำเปลือกไข่มาเป็นวัตถุดิบในขั้นตอนหนึ่งในการผลิตพลังงานไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิงโดยการเติมเปลือกไข่ลงไปในขั้นตอนกระบวนการผลิต สารแคลเซียมออกไซด์ (calcium oxide) ที่พบในเปลือกไข่ จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ได้ถึง 78% โดยน้ำหนัก ซึ่งจะส่งผลให้กระบวนการผลิตพลังงานไฟฟ้าของเซลล์เชื้อเพลิงสะอาดขึ้น และหากนำเชื้อเพลิงประเภทนี้ไปใช้กับยานพาหนะ จากไอเสียที่เคยเป็นมลพิษจะเป็นเพียงแค่ไอน้ำจาง ๆ เท่านั้น นอกจากนี้หากนำเปลือกไข่ที่ใช้แล้วไปฝังดิน จะช่วยกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นโดยไม่ปล่อยก๊าซดังกล่าวสู่ชั้นบรรยากาศด้วย\r\n\r\n\r\n\r\n        จากการวิจัยครั้งนี้ถือเป็นผลดีอย่างยิ่ง เพราะนอกจากไข่ไก่จะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว เปลือกไข่ไก่ที่เหลือยังสามารถนำมาทำประโยชน์เป็นพลังงานเชื้อเพลิงใช้ทดแทนพลังงานที่เสียไป ทั้งยังช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนและปัญหาขยะมูลฝอยอีกด้วย\r\n\r\nเรียบเรียงโดย น.ส.นพรัตน์  พงศ์จันทร์\r\n\r\nอ้างอิง : \r\nEngineered Eggshells To Help Make Hydrogen Fuel (2007, September 26) retrieved 12 January 2017 \r\nfrom http://phys.org/news/2007-09-eggshells-hydrogen-fuel.html\r\n\r\nScience & technology. 2557. “เติม “เปลือกไข่” ให้รถวิ่งฉิว-ลดปัญหาโลกร้อน.” เข้าถึง 20 ธันวาคม 2559. \r\nhttp://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9500000117200","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541384011.jpg"],
    [947,1316,"ไม่ดื่มเย็น  ช่วยหุ่นสวยได้..","Thu, 2018-11-01 13:48","http://www.stkc.go.th/node/1316",null,null,"สาว ๆ ยุคใหม่ รักสุขภาพ ต้องการมีหุ่นสวยแข็งแรง นอกจากการเลือกอาหารรับประทานที่มีคุณประโยชน์สูง ส่งผลดีจากภายในยังทำทุกอย่างเพื่อให้ได้หุ่นดีจากภายนอกด้วยการออกกำลังที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงสมส่วน และพักผ่อนให้เหมาะสม แต่หลายคนมักมีปัญหาว่าทำทุกอย่างแล้วทำไมมีหน้าท้องยุ้ยอยู่\r\n\r\n\r\n\r\n        หน้าท้องยุ้ยยื่น ทำให้สาว ๆ หลายคนรู้สึกว่ายังสวยไม่สมส่วน ทำหลายวิธีแต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดเจ้าหน้าท้องยื่นได้ บางคนพยายามจำกัดอาหาร เน้นออกกำลังบริเวณหน้าท้องให้มาก แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังไม่หมดไป ซึ่งสาเหตุอีกข้อที่หลายคนอาจคิดไม่ถึงหรือมองข้ามไป นั่นก็คือ การดื่มน้ำเย็นจัด โดยเฉพาะหลังเวลาอาหารทันที นั่นเอง ซึ่งการดื่มน้ำเย็นจัดหลังอาหารทันทีนั้น นอกจากจะทำให้เราพบกับปัญหาสุขภาพ ร้อนในถามหา ป่วยง่ายป่วยบ่อย ปวดท้องประจำเดือนมากขึ้นแล้ว ยังจะทำให้ย่อยอาหารได้ยากขึ้น เพราะปกติแล้ว อุณหภูมิร่างกายของเรา ประมาณ 37 องศาเซลเซียส ซึ่งเมื่อรับประทานอาหาร ร่างกายเราจะหลั่งเอนไซม์ออกมาเพื่อย่อยอาหาร ซึ่งเอนไซม์จะทำงานได้ดีในอุณหภูมิปกติของร่างกาย แต่เมื่อเราดื่มน้ำเย็นจัดกว่าอุณหภูมิร่างกายลงไป จะทำให้ประสิทธิภาพของเอนไซม์สำหรับย่อยอาหารลดลงไปด้วย ซ้ำร้ายน้ำเย็นยังทำให้ใช้เวลาย่อยอาหารมากกว่าปกติ เราจึงเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อขึ้นมา และทำให้อาหารอยู่ในท้องเป็นเวลานาน กระเพราะอาหารก็ขยายตัวนานขึ้น นอกจากนี้ อาหารบางส่วนจะเปลี่ยนรูปเป็นไขมันเกาะอยู่ตามผนังเส้นเลือด ส่งผลไม่ดีหลายอย่าง\r\n\r\n        ดังนั้นแล้ว การดื่มน้ำเย็นคงไม่ส่งผลร้ายในส่วนที่ทำให้ท้องอืดหน้าท้องยื่น ไปมากกว่าการที่ระบบในร่างกายได้รับผลกระทบต่าง ๆ เราจึงควรดื่มน้ำในอุณหภูมิปกติ เพื่อให้ระบบภายในร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติ ซึ่งจะส่งผลดีต่าร่างกายของเราในระยะยาวด้วย\r\n\r\nผู้เรียบเรียง นายจิรพล ระวังการ\r\n\r\nที่มา http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/567363\r\n\r\nhttps://health.kapook.com/view62684.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541054926.jpg"],
    [948,1315,"เจลล้างมือ ใช้อย่างไร?","Thu, 2018-11-01 13:43","http://www.stkc.go.th/node/1315","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"นักวิทยาศาสตร์เผยวิธีทำความสะอาดมือด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคชนิดไม่ต้องใช้น้ำ (Sanitizer) หรือเจลล้างมือให้มีประสิทธิภาพ ควรพ่นเจลลงบนฝ่ามือและถูมือไปมาเป็นเวลา 15 – 30 วินาที\r\n\r\n   ScienceNews รายงานผลการศึกษาจาก Geneva University Hospitals ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ กำหนดให้อาสาสมัครซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขจำนวน 23 คน ใช้มือสัมผัสแบคทีเรีย E.coli และบีบเจลล้างมือปริมาณ 3 มิลลิลิตร ใส่ฝ่ามือและถูไปมาโดยใช้เวลาที่แตกต่างกันตั้งแต่ 10 – 60 วินาที จากนั้นนักวิจัยได้ตรวจสอบปริมาณแบคทีเรียบนมือของอาสาสมัคร ผลปรากฎว่าแบคทีเรียลดปริมาณลงอย่างมากในเวลา 10 - 15 วินาที และค่อย ๆ ลดลงจนวินาทีที่ 30 แต่หลังจาก 45 วินาทีไปแล้วปริมาณแบคทีเรียไม่ลดลงอีกเลย\r\n\r\n   จากผลการศึกษา นักวิจัยจึงแนะนำให้ใช้ระยะเวลา 15 – 30 วินาที ถูมือไปมาหลังจากพ่นเจลล้างมือลงบนฝ่ามือ เพราะเป็นช่วงเวลาที่สามารถกำจัดแบคทีเรียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันนักวิจัยไม่สามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อย่างไรก็ตามการรักษาสุขอนามัยของมือเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อโรค และลดปัจจัยเสี่ยงจากโรคไข้หวัด โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร ได้อีกด้วย\r\n\r\n   ข้อแนะนำสำหรับการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดแต่ละครั้ง ควรฟอกสบู่ที่มืออย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเท่ากับการร้องเพลงแฮปปีเบิร์ดเดย์ (Happy Birthday) 2 รอบ จึงจะกำจัดเชื้อโรคได้\r\n\r\nภาพจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1335428803","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541054610.jpg"],
    [949,1314,"ข้าวไรซ์เบอร์รี่ สีสันแปลกใหม่….ให้ประโยชน์อนันต์","Thu, 2018-11-01 13:38","http://www.stkc.go.th/node/1314","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null,"ปัจจุบันแนวโน้มอาหารเพื่อคนรักสุขภาพกำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากการมีสุขภาพที่ดีมีความสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ และหนึ่งในวิธีการดูแลสุขภาพก็คือการใส่ใจเรื่องอาหารการกินโดยเฉพาะ “ข้าว” ที่มีการใช้เทคโนโลยีพัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีคุณประโยชน์มากขึ้นและเป็นทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ นั่นคือ “ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry)”\r\n\r\nrice2\r\n\r\n          ข้าวไรซ์เบอร์รี่ (Riceberry) เป็นข้าวที่ได้จากการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างข้าวเจ้าหอมนิลกับข้าวขาวดอกมะลิ 105 ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ข้าวไรซ์เบอร์รี่มีสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว ผิวมันวาว มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ และมีรสชาติอมหวานกลมกล่อมชวนรับประทาน มีสารอาหารต่าง ๆ มากมาย ที่โดดเด่นคือสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แกมมา โอไรซานอล (-oryzanol) เบต้าแคโรทีน (β-carotene) โพลีฟีนอล (Polyphenol) มีวิตามิน แร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามินอี วิตามินบี 1 เหล็ก สังกะสี โฟเลต และมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยควบคุมน้ำหนักและทำให้การทำงานของระบบขับถ่ายดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีดัชนีน้ำตาลต่ำ-ปานกลาง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนหรือต้องการควบคุมน้ำหนักอีกด้วย\r\n\r\n\r\nที่มาข้อมูล : \r\nhttps://goo.gl/CCNUDR","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541054293.jpg"],
    [950,1313,"Zenbo หุ่นยนต์พ่อบ้าน","Thu, 2018-11-01 13:35","http://www.stkc.go.th/node/1313","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"หุ่นยนต์ Zenbo\r\n \r\n   บริษัทเอซุส (Asus)* ได้พัฒนาหุ่นยนต์พ่อบ้านที่มีราคาไม่สูงมากนัก เทียบเท่าได้กับราคาโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในปัจจุบันหรือประมาณ 599 ดอลล่าร์สหรัฐ (21,000 บาท) หุ่นยนต์ตัวนี้มีชื่อว่า “Zenbo” เป็นหุ่นยนต์ที่รองรับการสั่งงานได้ด้วยเสียง สามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้าน (smart home devices) และสื่อสารกับมนุษย์ได้\r\n\r\n   ด้วยความสามารถดังกล่าว Zenbo จึงถูกนำมาช่วยงานในบ้านทั้งเพื่อความบันเทิงและความปลอดภัย เป็นเสมือนผู้ช่วยในบ้าน ดูแลเด็กและผู้สูงอายุ เช่น คอยเตือนนัดหมายสำคัญ ตรวจความปลอดภัยภายในบ้าน แจ้งผู้ดูแลเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในบ้าน เล่านิทาน ร้องเพลงและเล่นเกมส์กับเด็กๆ เป็นต้น\r\n\r\nZenbo ทำอะไรได้บ้าง?\r\nเคลื่อนที่ – สามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระด้วยล้อ 2 ล้อ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับล้อของเครื่องดูดฝุ่น\r\nมองเห็น – สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องที่ติดอยู่ในส่วนหัว ทำให้ Zenbo สามารถจดจำใบหน้าได้ ถ่ายรูปและวิดีโอ โทรศัพท์แบบเห็นหน้า และช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถตรวจตราบ้านผ่าน Zenbo ได้\r\nสนทนา – สามารถพูดได้ โดยสามารถเตือนข้อมูลสำคัญและเล่านิทานให้เด็กๆ ฟังได้\r\nได้ยิน – สามารถฟังและทำตามคำสั่งของผู้ใช้ได้ โดยผู้ใช้สามารถพูดด้วยคำพูดและภาษาปกติ\r\nติดต่อสื่อสาร – สามารถสื่อสารและควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านได้ (smart home devices)\r\nเรียนรู้ – สามารถเรียนรู้ได้จากการเก็บข้อมูลต่างๆ ของผู้ใช้ เพื่อปรับการทำงานให้ผู้ใช้พึงพอใจสูงสุด\r\nแสดงอารมณ์ – สามารถแสดงอารมณ์ได้หลากหลาย เช่น ยิ้ม หัวเราะ เขินอาย ตื่นเต้น เป็นต้น\r\n\r\n* บริษัทเอซุส (Asus) เป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไต้หวัน\r\n\r\nที่มาของข้อมูล\r\n\r\nAsusTek Computer Inc. Zenbo [Internet]. 2016 [cited 2016 Jun 8]. Available from: https://zenbo.asus.com/\r\n\r\nBBC. Taiwan’s Asus unveils ‘budget’ household robot [Internet]. 2016 [cited 2016 Jun 8]. Available from: http://www.bbc.com/news/business-36410829\r\n\r\nGibbs S. Meet Zenbo, the Asus robot that costs no more than a smartphone [Internet]. 2016 [cited 2016 Jun 8]. Available from: https://www.theguardian.com/technology/2016/may/31/asus-zenbo-robot-price-smartphone-voice-face","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1541054150.jpg"],
    [951,1311,"th th en Hypnic Jerks (อาการนอนกระตุก)","Wed, 2018-10-31 10:01","http://www.stkc.go.th/node/1311",null,null,"วันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับอาการที่ผมเชื่อเลยว่าหลายๆคน ต้องเคยสัมผัสและเคยเป็นกันมาทุกคน ซึ่งบางคนก็อาจจะรู้ตัวจนทำให้ถึงขั้นตื่นนอน หรือบางคนอาจจะไม่รู้สึกตัวเลยก็ได้ \r\n\r\n        อาการกระตุกขณะนอนหลับ (Hypnic Jerks) หรือบางครั้งก็เรียกว่าอาการเหมือนตกจากที่สูง ซึ่งในบางคนอาจจะมีการกระตุกรุนแรงถึงขั้น ฟาดแขน ฟาดขา หรืออาจจะกระตุกทั้งตัว ทำให้มีผลต่อการนอนหลับได้ ในทางการแพทย์มักจะเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Hypnic เป็นการกระตุกแบบ myoclonic ซึ่งเป็นการกระตุกของกล้ามเนื้อในร่างกายที่สามารถเกิดได้ในคนทั่วไป เช่น การสะอึกหรือการกระตุกของแขน ขา ตอนนอนหลับ โดยสามารถสันนิษฐานได้ว่าเกิดจากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็น ความเครียด, วิตกกังวล, การอดนอน หรือจากโรคบางชนิด เช่น หลอดเลือดสมอง โรคไต แต่ในทางการแพทย์ ก็สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ในอีกแง่มุม จากงานศึกษาหลายชิ้นเชื่อว่า เกิดจากการที่ร่างกายกำลังเข้าสู่ช่วงหลับลึก กล้ามเนื้อเริ่มคลายตัวพร้อมๆกัน การหายใจเริ่มช้าลง แต่สมองกลับสับสนโดยคิดว่า ร่างกายกำลังอ่อนแรง ทั้งขา แขน ทำให้ไม่สามารถ ยืนหรือนั่งได้ปกติ จึงสั่งให้กลไกของร่างกายทำการป้องกันตัว คือ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวและกระตุกอย่างรวดเร็ว ในบางครั้งสมองจึงสร้างความรู้สึกคล้ายกับอาการของการตกจากที่สูงนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่มีคนพูดถึงเกี่ยวกับทฤษฎีของอาการ Hypnic jerks ว่าเป็นระบบการป้องกันตัว ซึ่งคนได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่มีร่วมกันกับลิงและใช้เป็นกลไกในการป้องตัว ในตอนที่อาศัยอยู่บนต้นไม้เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายขณะนอนหลับ \r\n\r\n\r\n        ซึ่งอาการ Hypnic jerks นั้นก็สามารถเกิดได้ในคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ใช่อาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่ถ้าเกิดใครที่มีอาการของ Hypnic jerks บ่อยครั้งจนมีผลต่อการนอนหลับก็ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง :\r\n\r\nhttps://sleep.org/articles/hypnic-jerks/\r\nhttp://www.medscape.org/viewarticle/515809\r\nhttp://www.nosleeplessnights.com/the-hypnic-jerk-jolted-awake-when-falling-asleep/\r\nhttps://sleephabits.net/hypnic-jerk\r\n\r\n\r\nเรียบเรียงโดย นายตามพงศ์ เหลืองบริบูรณ์ ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540954895.jpg"],
    [952,1310,"ฟักตัวลูกเจี๊ยบได้ โดยไม่ต้องมีเปลือกไข่","Wed, 2018-10-31 09:59","http://www.stkc.go.th/node/1310",null,null,"\r\n\r\n   การทดลองที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา กลายเป็นกระแสข่าววิทยาศาสตร์ที่ฮือฮา เกิดจากคลิปวิดีโอสั้นๆมีความยาวประมาณ 3 นาทีกว่าๆ (ลองชมดูคลิปการทดลองที่ด้านล่างนี้ เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น) ซึ่งมีการส่งต่อกันอย่างแพร่หลายให้ชมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ถือว่าเป็นการฟักตัวลูกเจี๊ยบได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีเปลือกไข่ ในรายการโชว์ทางโทรทัศน์ของประเทศญี่ปุ่น โดยมีครูสอนวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นกำลังสอนวิธีทดลองเพาะเลี้ยงลูกเจี๊ยบในพลาสติกใสบางๆ ให้กลุ่มเด็กนักเรียนผู้หญิงวัยรุ่นหลายคนทำการทดลองนี้ในห้องเรียน มีการใช้อุปกรณ์ง่ายๆเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ไข่ไก่, แก้วน้ำพลาสติกใส, สารเคมีที่ต้องเตรียม, อุปกรณ์พลาสติกหรือทำจากไม้ก็ได้ที่เป็นรูปทรงไข่ครึ่งใบ, ก้อนสำลี, ฟิล์มพลาสติกบางใส, หัวแร้งไฟฟ้า, ฝาครอบทำจากพลาสติกใส, และตู้ฟักไข่ เริ่มต้นการทดลองจากมีนำแก้วน้ำพลาสติกใส ซึ่งทำมาจากพลาสติกชนิดพอลีสไตรีน (polystylene) เติมสารเคมีที่ชื่อ เบนซาลโคเนียมคลอไรด์ (benzalkonium chloride) ซึ่งมักใช้เป็นส่วนผสมของยาหรือสบู่ฆ่าเชื้อโรค มีความเข้มข้น 0.01% ปริมาณ 40 มิลลิลิตรลงไปในแก้วพลาสติกใสใบนี้ แล้วเจาะรูขนาด 1 - 1.5 เซนติเมตรและอุดด้วยก้อนลำลีปั้นเป็นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 3 - 4 เซนติเมตร สูงจากก้นแก้วพลาสติกใบนี้ราว 2 เซนติเมตร ขั้นตอนต่อมาจึงนำฟิล์มพลาสติกใสบางๆชนิดที่เรียกชื่อว่า พอลีเมทิลเพนทีน (polymethylpentene) มาดึงขึงบนอุปกรณ์พลาสติกที่เป็นทรงรูปไข่ครึ่งใบ เพื่อยืดดึงฟิล์มพลาสติกใสนี้ให้บางลงอีก จึงนำมาพลาสติกใสนั้นใส่หย่อนเป็นถุงครอบปากแก้วน้ำพลาสติกใส จากนั้นจึงนำไข่ไก่ที่เช็ดทำความสะอาดเปลือกด้วยแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค ตอกไข่ใส่ลงในฟิล์มพลาสติกใสนี้ แล้วใช้หัวแร้งไฟฟ้าที่ร้อนมาเจาะรูขนาดเล็กโดยรอบๆข้างในฟิล์มพลาสติกบางใสนี้ ขนาด 5 – 8 มิลลิเมตร ราว 10 รู เพื่อระบายอากาศ (ปกติแล้ว หัวแร้งไฟฟ้าจะใช้เป็นอุปกรณ์ใช้เชื่อมบัดกรีเส้นตะกั่วในวงจรไฟฟ้า และวงจรอิเล็กทรอนิกส์) จากนั้นใส่ผงแคลเซียมแลคเตทเพนทาไฮเดรต (calcium lactate pentahydrate) ปริมาณ 250 - 300 มิลลิกรัม เจือจางด้วยน้ำกลั่นปริมาณ 2.5 - 3 มิลลิลิตร จึงปิดปากแก้วใบนี้ด้วยฝาครอบพลาสติกใส แล้วนำแก้วน้ำพลาสติกใบดังกล่าวใส่เข้าไปในตู้ฟักไข่ซึ่งต้องมีการควบคุมอุณหภูมิตามที่กำหนด ต่อมาในตอนท้ายของวิดีโอคลิปนี้จะเผยให้เห็นลูกเจี๊ยบที่กำลังฟักตัวออกมา จนมันเดินและวิ่งได้ในที่สุด ใช้เวลาในการทดลองประมาณ 21 วัน ถึงแม้ว่าลูกเจี๊ยบที่เกิดจากการทดลองในครั้งนี้จะไม่ได้เกิดมาในเปลือกไข่ แต่มันก็มีรูปร่างหน้าตาเหมือนลูกเจี๊ยบโดยปกติทั่วไป อย่างไรก็ดียังมีรายละเอียดปลีกย่อยในการทดลองนี้อีก ถ้ามีใครสนใจลองศึกษาเพิ่มเติมตามเอกสารงานวิจัยตามข้อมูลด้านล่าง เพื่อที่อยากจะประสบความสำเร็จในการทดลองเพาะเลี้ยงหรือฟักตัวลูกเจี๊ยบแบบไม่ต้องมีเปลือกไข่\r\n   การทดลองฟักลูกเจี๊ยบโดยไร้เปลือกไข่เชิงความคิดสร้างสรรค์นี้ นำมาจากงานวิจัยที่เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2557 เป็นผลงานของนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น 2 ท่าน คือ คุณยูทากะ ทาฮารา (Yutaka Tahara) และคุณคัทสึยะ โอบารา (Katsuya Obara) จากงานวิจัยในวารสารโพลทรี ไซแอนซ์ (Poultry Science) ที่มีชื่องานวิจัยว่า ระบบเพาะเลี้ยงไร้เปลือกไข่แบบใหม่สำหรับตัวอ่อนของไก่ โดยใช้ฟิล์มพลาสติกใสบางๆเป็นภาชนะในการเพาะเลี้ยง (A Novel Shell-less Culture System for Chick Embryos Using a Plastic Film as Culture Vessels) ซึ่งเอกสารงานวิจัยชุดนี้ได้อธิบายถึงวิธีการฟักไข่ไก่แบบไร้เปลือกอย่างละเอียดทุกขั้นตอน \r\n   แม้ว่าจะมีการคิดค้นวิธีฟักตัวลูกเจี๊ยบนอกเปลือกไข่มานานหลายปีแล้วก็ตาม จากนักวิจัยในประเทศอื่นอีกหลายๆท่านมาก่อนหน้านี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 โดยมักมีการตั้งชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป ตามแต่จะตั้งชื่อในภาษาอังกฤษ เช่น chick-in-plastic (ลูกเจี๊ยบในพลาสติก), chick-in-a-cup (ลูกเจี๊ยบในถ้วย) และ the omelette lab (ห้องทดลองตอกไข่เจียว) แต่ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงแรกๆ จนได้พัฒนาวิธีการวิจัยที่แตกต่างกัน และเกิดผลสำเร็จในที่สุด\r\n\r\nเรียบเรียงโดย ดร. สุเมธ อาวสกุลสุทธิ\r\nเอกสารอ้างอิง\r\n1. Bell, S. C. (2016). Can You Grow a Chicken in an Egg Without a Shell? [online]. Available from: http://www.huffingtonpost.com/sarah-bell-2/can-you-grow-a-chicken-in_b_10125526.html (7 June 2016).\r\n2. Datar, S. and Bhonde, R. R. (2005). Shell-Less Chick Embryo Culture as an Alternative in vitro Model to Investigate Glucose-Induced Malformations in Mammalian Embryos. Rev Diabet Stud, 2(4), 221–227. Available from: http://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC1783564/ (7 June 2016).\r\n3. Tahara, Y. and Obara, K. (2014). A Novel Shell-less Culture System for Chick Embryos Using a Plastic Film as Culture Vessels. The Journal of Poultry Science, 51(3), 307-312 Available from: https://www.jstage.jst.go.jp/article/jpsa/51/3/51_0130043/_article (7 June 2016).","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540954775.jpg"],
    [953,1307,"ถุงร้อนหรือถุงเย็น เลือกอย่างไรให้เหมาะสม","Tue, 2018-10-30 09:24","http://www.stkc.go.th/node/1307",null,null," ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าถุงพลาสติกเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเดินไปที่ร้านขายถุงก็จะพบว่า มีถุงมากมายหลายแบบให้เลือก ทำให้เกิดความสับสนว่าแล้วจะเลือกใช้อย่างไรบ้าง แต่ละแบบเหมือนกันหรือไม่ โดยเฉพาะถุงที่ใช้สำหรับใส่อาหารที่ต้องคำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัยด้วย\r\n\r\n        ส่วนใหญ่เรามักจะได้ยินผู้ใหญ่เรียกถุงชนิดต่างๆว่า ถุงร้อนกับถุงเย็น ทำให้เกิดความสงสัยว่าจริงๆ แล้ว ถุง 2 ชนิดนี้การใช้งานแตกต่างกันหรือไม่\r\nถุงร้อน คือ ถุงที่ใส่ของร้อนใช่หรือไม่ แล้วร้อนแค่ไหน ร้อนแบบน้ำเดือด หรือแค่อุ่นๆ แล้วใส่ของเย็นได้หรือไม่ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าใช้ถุงร้อนใส่ของเย็น \r\nถุงเย็น คือ ถุงที่ใส่ของเย็น แล้วใส่ของร้อนได้หรือไม่ ใส่แล้วจะเกิดอะไรขึ้น\r\n        เกิดคำถามมากมายสำหรับการเลือกซื้อถุง สำหรับผู้บริโภคอย่างเรา ถ้าไม่ทราบก็จะถามผู้ขายว่าจะใช้แบบไหนดี แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเราสามารถเลือกซื้อถุงพลาสติกชนิดต่างๆ ให้เหมาะแก่การใช้งานและปลอดภัยได้ด้วยตนเอง\r\n\r\nเรามาเลือกถุงพลาสติกให้ถูกประเภทกันเถอะ\r\n\r\n       พลาสติก เป็นผลิตภัณฑ์จากกระบวนการปิโตรเลียม โดยคุณสมบัติของพลาสติกจะแตกต่างกันตามตัวตั้งต้น เช่น พอลิเอทิลีน พอลิโพรพิลีน จึงทำให้ถุงพลาสติกมีคุณสมบัติแตกต่างกันด้วย\r\n\r\n       ถุงเย็น ถ้าอ่านที่ฉลากจะเห็นคำว่า LDPE ชื่อเต็มคือ Low Density Polyethylene ซึ่งก็คือ พลาสติกพอลิเอทิลีนแบบความหนาแน่นต่ำ พลาสติกชนิดนี้จะใสแต่ไม่มีความมันวาว นิ่ม เหนียวและยืดหยุ่น ทนอุณหภูมิต่ำได้เป็นอย่างดี เราจึงเรียก ถุงที่ผลิตจากพลาสติกชนิดนี้ว่า ถุงเย็น โดยถุงเย็นจะสามารถทนอุณหภูมิต่ำได้มากถึง -40 องศาเซลเซียส ทำให้ถุงชนิดนี้ไม่กรอบและแตกเมื่อแช่ในช่องแช่แข็งปกติทั่วไป (ประมาณ – 18 องศาเซลเซียส) แต่ทนความร้อนได้เพียง 80 องศาเซลเซียสเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถใส่ของที่ร้อนแบบเดือดๆ หรือของที่ทอดใหม่ๆได้ ถ้าใส่จะทำให้พลาสติกเสียรูปและเป็นอันตรายได้\r\n\r\n\r\n\r\nถุงร้อน มี 2 แบบ คือ ถุงร้อนแบบใส และถุงร้อนแบบขุ่น \r\n        ถุงร้อนแบบใส ถ้าอ่านที่ฉลากจะเห็นคำว่า PP ชื่อเต็มคือ Polypropylene ลักษณะ ใสเหมือนแก้ว มันวาว พลาสติกชนิดนี้ทนความร้อนได้สูงมากกว่า 100 องศาเซลเซียส คือสามารถใส่น้ำเดือด หรืออาหารที่ร้อนจัดได้อย่างดี แต่ถุงชนิดนี้ไม่สามารถทนความเย็นได้ เมื่อแช่ช่องแข็งจะกรอบเปราะแตกได้ง่าย\r\n\r\n         ถุงร้อนแบบขุ่น ในท้องตลาดจะเรียกทั้ง ถุงไฮเดน หรือถุงขุ่น ถ้าอ่านที่ฉลากจะเห็นคำว่า HDPE ชื่อเต็มคือ high density polyethylene เป็นพลาสติก พอลิเอทิลีนแบบความหนาแน่นสูง พลาสติกชนิดนี้จะ สีขุ่นขาว ไม่มีความมันวาว ถุงชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจาก แข็งแรง น้ำหนักเบาและมีราคาถูก สามารถใช้งานได้หลากหลาย เพราะสามารถทนความร้อนได้ถึง 100 องศาเซลเซียส และทนความเย็นได้ถึง 0 องศาเซลเซียส จึงสามารถใส่อาหารที่ร้อนและเย็นได้ แต่ก็มีข้อควรระวังคือ ไม่สามารถใส่อาหารที่ร้อนถึงจุดเดือดได้และแช่ในช่องแข็งไม่ได้จะกรอบและแตกง่าย\r\n\r\n\r\nรู้เช่นนี้แล้ว ต่อไปเราก็สามารถเลือกซื้อถุงพลาสติกให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทั้งสะดวกและปลอดภัย นะคะ\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง : Plastic Story พลาสติกแสนดีมีอยู่รอบตัว, http://thaiplastics.org/document_page.php?id=475 \r\n\r\nเรียบเรียงโดย: นางสาวเกศวดี อัชะวิสิทธิ์","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540866251.jpg"],
    [954,1306,"กล้วยหอมกับนักวิ่งเป็นสิ่งดีที่คู่กัน","Tue, 2018-10-30 09:18","http://www.stkc.go.th/node/1306",null,null,"  เป็นที่ทราบกันดีว่าการออกกำลังกายเป็นประจำ สม่ำเสมอ จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพจิตที่ดี มีพลังในการทำงานและพร้อมที่จะใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข “การวิ่ง” ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก เพียงมีรองเท้าหนึ่งคู่ก็ออกวิ่งได้แล้ว แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญในการวิ่งก็คืออาหารที่มีประโยชน์ต่อนักวิ่งก็คือ ผลไม้ที่มีชื่อว่า “กล้วยหอม” เราจะไปดูกันว่ากล้วยหอมมีประโยชน์ต่อนักวิ่งอย่างไร\r\n\r\n        กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง เหมาะกับนักวิ่งทั่วไปหรือนักวิ่งระยะไกล เพราะคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) ที่มีอยู่ในกล้วยหอมนั้น สามารถย่อยได้ง่ายและให้พลังงานมากกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ มีแร่ธาตุที่สำคัญคือโพแทสเซียม (Potassium) เป็นส่วนสำคัญในการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart rate regulation) และการหดตัวของกล้ามเนื้อ (Muscle contraction) ซึ่งสามารถลดอาการเป็นตะคริวได้อีกด้วย แถมยังมีวิตามินบี 6 ( Vitamin B6 ) ซึ่งวิตามินนี้ช่วยในการลำเลียงออกซิเจน และการเผาผลาญพลังงานได้ดีด้วย\r\n\r\n       มีสรรพคุณดีอย่างนี้นี่เอง กล้วยหอมจึงเป็นผลไม้ที่นักวิ่งส่วนใหญ่ถึงนิยมรับประทานกัน เพราะว่าหาซื้อง่าย ไม่ยุ่งยากในการพกพา แถมยังราคาไม่แพงอีกด้วย สำหรับใครที่อยากออกกำลังกายโดยการวิ่ง ก็อย่าลืมพกพากล้วยหอมสักลูกไปรับประทานกันด้วยนะรับรองว่ามีประโยชน์อย่างแน่นอน\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง\r\n\r\n: www.bloggang.com\r\n: www.wingnaidee.com\r\n\r\nเรียบเรียงโดย เอกวัตน์ ถาวรนารถ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540865927.jpg"],
    [955,1303,"Roaming","Mon, 2018-10-29 09:34","http://www.stkc.go.th/node/1303",null,null,"  โรมมิ่ง (Roaming) คือการให้บริการข้ามเครือข่าย ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารได้ทุกรูปแบบ ทั้งการโทรออก-รับสาย ส่งข้อความและการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านสมาร์ทโฟน แม้จะอยู่ในพื้นที่ที่สัญญาณเครือข่ายไม่สามารถส่งถึงได้ โดยอาศัยเครือข่ายอื่นมาเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อแทน \r\nโรมมิ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ\r\n•    โรมมิ่งต่างประเทศ (International Roaming) คือการขอใช้เครือข่ายประเทศที่ต้องการ โดยก่อนใช้งาน ผู้ใช้ต้องแจ้งกับผู้ให้บริการเครือข่ายสมาร์ทโฟนของตนเองเพื่อขอเปิดใช้งาน โดยแจ้งระบุหมายเลขโทรศัพท์ที่ต้องการใช้ ประเทศที่เดินทางไป และจำนวนวันที่ขอเปิดใช้บริการ เพื่อตั้งค่าการใช้งานและคำนวณค่าบริการ\r\n•    โรมมิ่งภายในประเทศ (Local Roaming) คือการขอใช้เครือข่ายภายในประเทศ เนื่องจากบางพื้นที่ในประเทศไทยมีสัญญาณเครือข่ายไม่ครอบคลุม ทำให้การติดต่อสื่อสารไม่ต่อเนื่อง โดยใช้สัญญาณจากอีกคลื่นความถี่ (ในเครือข่ายเดียวกัน) มาใช้งานแทน ซึ่งสามารถเปิดใช้บริการได้เลย ไม่มีค่าบริการใดๆ\r\n\r\n\r\n\r\nที่มาของข้อมูล \r\nเข้าใจ โรมมิ่ง ก่อนพกมือถือไปเมืองนอก[อินเทอร์เน็ต]. (เข้าถึงเมื่อ 15 กรกฎาคม 2559). เข้าได้จาก: http://hilight.kapook.com/view/71005\r\nอธิปลักษณ์ โชติธนประสิทธิ์.Roaming โรมมิ่งคืออะไร[อินเทอร์เน็ต].2557 (เข้าถึงเมื่อ 15 กรกฎาคม 2559). เข้าได้จาก: http://news.siamphone.com/news-16704.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540780475.jpg"],
    [956,1302,"WiFi Calling","Mon, 2018-10-29 09:31","http://www.stkc.go.th/node/1302",null,null,"WiFi Calling หรือ VoWifi (Voice Over WiFi) เป็นเทคโนโลยีชนิดหนึ่งที่สามารถสื่อสารด้วยเสียง ผ่านอินเทอร์เน็ตไร้สาย (WiFi) ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ติดต่อสื่อระหว่างประเทศ แทนการใช้งานสัญญาณ Roaming หรือ Application เช่น Call Line, Facebook Massager ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย เพียงแค่ประเทศนั้นๆมีบริการอินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย โดยสามารถโทรศัพท์หากันได้จากทั่วทุกมุมโลก และหากอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ก็สามารถใช้งานได้ ทำให้ลดปัญหาสัญญาณเข้าไม่ถึงหรือสัญญาณอ่อน\r\n\r\nWiFi Calling ถูกให้บริการโดยเครือข่ายผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่างๆ ซึ่งหากต้องการใช้งานต้องเลือกโทรศัพท์ที่มีการรองรับเทคโนโลยีนี้ และสมัครแพ็คเกจตามเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่เปิดให้บริการ\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nที่มาของข้อมูล \r\nWi-Fi Calling คืออะไร มาทำความรู้จัก Wi-Fi Calling กัน[อินเทอร์เน็ต].2559 (เข้าถึงเมื่อ13 กรกฎาคม 2559). เข้าได้จาก: http://mobile.kapook.com/view2751\r\nWiFi Calling คืออะไร ฟรีใช่ไหม[อินเทอร์เน็ต]. (เข้าถึงเมื่อ 13 กรกฎาคม 2559). เข้าได้จาก: http://www.cookiecoffee.com/news/87007/wifi-calling-free-how-to-what-is-mean-easy-vs-","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540780285.jpg"],
    [957,1293,"ภัยล่องหนจากไมโครพลาสติก","Fri, 2018-10-26 13:29","http://www.stkc.go.th/node/1293","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," เป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่าขยะพลาสติกมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตคิดว่าพลาสติกเป็นอาหารและกินเข้าไป ทำให้ไม่สามารถย่อยได้และเกิดการอุดตันของทางเดินอาหาร หรือพลาสติกบางรูปทรงอาจไปเกี่ยวอวัยวะหรือตัวของสัตว์ ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตของสัตว์ทั้งบนบกและในน้ำ แต่ยังมีภัยอีกรูปแบบหนึ่งจากพลาสติก ที่เรียกว่าไมโครพลาสติก\r\n\r\n        ไมโครพลาสติกคือ ชิ้นส่วนพลาสติกที่มีขนาด 1 นาโนเมตร ถึง 5 มิลลิเมตร ไมโครพลาสติกมีที่มาจากหลายแหล่งอาทิเช่นไมโครพลาสติกบนบกซึ่งส่วนมากมาจากการเสียดสีของยางรถยนต์กับถนน หรือสีที่ใช้ทาอาคารหรือยานพาหนะ แม้กระทั้งผ้าที่ทำจากใยสังเคราะห์ นอกจากนี้ยังมีการผลิต ไมโครบีดส์ ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติกจิ๋วที่เป็นส่วนผสมในสบู่ล้างหน้า เจลขัดผิวไมโครพลาสติกเหล่านี้ล้วนสามารถลอดผ่านจากกระบวนการบำบัดน้ำเสียลงสู่ทะเลได้ อีกทั้งขยะพลาสติกที่มีขนาดใหญ่ที่ล่องลอยอยู่ในทะเลเมื่อถูกรังสียูวีจากดวงอาทิตย์ จะสลายโครงสร้างเป็นชิ้นเล็กลงได้ กลายเป็นไมโครพลาสติก โดยเฉพาะในมหาสมุทรน้ำอุ่นพลาสติกขนาดใหญ่จะย่อยสลายกลายเป็นไมโครพลาสติก\r\n\r\n        ไมโครพลาสติก สามารถดูดซึมสารพิษที่มีอยู่ในทะเล ดังนั้นยิ่งอยู่ในน้ำทะเลนาน ไมโครพลาสติกจะมีความเป็นพิษเพิ่มสูงขึ้น สิ่งมีชีวิตตั้งแต่ต้นห่วงโซ่อาหารอย่างเช่นแพลงตอนสัตว์ในทะเลจึงมีความเสี่ยงที่จะได้รับพลาสติกล่องหนเหล่านี้เข้าไป ส่วนสิ่งมีชีวิตท้ายห่วงโซ่อาหารอย่างเช่นมนุษย์อาจได้รับสารพิษตกค้าง เพราะไมโครพลาสติกที่มีขนาดเล็กสามารถผ่านผนังเซลล์ มีนักวิจัยนำเสนอความเป็นไปได้ว่าอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้อาจโดนลมพัดและล่องลอยอยู่ในอากาศเข้าสู่ปอดของสิ่งมีชีวิตได้ เป็นเหมือนมลภาวะทางอากาศเช่นเดียวกับไอเสียจากรถยนต์\r\n\r\n        นอกจากนี้กระบวนการผลิตพลาสติกบางส่วนมีการใส่สารเคมีเพื่อเพิ่มคุณสมบัติให้กับพลาสติก เช่น Bisphenol A (BPA) ซึ่งส่งผลกับการเจริญเติบโตของเด็ก และพบ Poly Bromodifenyl Ether (PBDE) ในเนื้อเยื่อของนกที่อาศัยแถวทะเล ซึ่งเป็นสารมีพิษที่ใส่ในพลาสติกเพื่อกันการติดไฟ\r\n\r\n        ไมโครพลาสติกจึงเป็นผลมาจากที่เกิดจากการใช้พลาสติก ซึ่งได้แฝงตัวอยู่รอบตัวเราโดยที่เราคาดไม่ถึง และเป็นภัยอันตรายกับสิ่งมีชีวิตบนโลก รวมทั้งมนุษย์ซึ่งถือว่าอยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารดังนั้นเราควรตระหนักถึงการใช้พลาสติกในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น ปัจจุบันเริ่มมีบางบริษัทที่มีการนำพลาสติกมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่  หรือนำวัสดุที่สามารถย่อยสลายได้โดยธรรมชาติมาใช้แทนพลาสติก แต่นวัตกรรมเหล่านี้ล้วนยังมีราคาสูง หากทุกคนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการกระทำที่ช่วยในการลดการใช้ (Reduce) นำกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) หรือ แปรรูป \r\n(Recycle) พลาสติก อาจมีทางช่วยบรรเทาหรือแม้กระทั้งลดปัญหาได้ในอนาคต\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง:\r\nhttp://science.howstuffworks.com/science-vs-myth/everyday-myths/how-long-does-it-take-for-plastics-to-biodegrade.htm\r\nhttp://www.plasticsoupfoundation.org\r\nhttp://www.ecowatch.com/scientists-warn-that-you-could-be-inhaling-chemically-laden-microplast-1891129394.html\r\nhttp://grist.org/living/2011-12-07-how-microplastics-cause-macro-problems-for-the-ocean/\r\n\r\nเรียบเรียงโดย: นางสาวนุชจริม เย็นทรวง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540535358.jpg"],
    [958,1292,"ถ้าต้องลดหวาน... จะทานอะไรแทนน้ำตาลดี ??","Fri, 2018-10-26 13:25","http://www.stkc.go.th/node/1292","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"  การลดหวาน ส่วนใหญ่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตและผู้ต้องการลดน้ำหนัก เนื่องจากต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนในกลุ่มนี้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล (sweetener) เป็นสารเคมีซึ่งให้รสหวานใช้แทนน้ำตาล ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ และไม่ให้พลังงาน แต่เป็นสารที่มีคุณค่าทางการแพทย์ นอกจากนั้นยังใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหารสำหรับผู้เป็นโรคอ้วน และใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร เพื่อลดต้นทุนการผลิต สารให้ความหวานที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมี 3 ชนิด ได้แก่\r\n\r\n        • แอสปาแตม (Aspartame) เป็นน้ำตาลเทียมที่ทำมาจากสารเคมี องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ยอมรับสารแอสปาแตมเมื่อปี ค.ศ. 1980 และอนุญาตให้ใช้แอสปาแตมผสมในน้ำอัดลมได้ในปี ค.ศ. 1983 แอสปาแตมให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 160 - 220 เท่า มีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำตาลทราย ไม่ทำให้เกิดภาวะฟันผุและไม่กระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ผู้ผลิตจึงนิยมนำมาใส่ในน้ำอัดลม ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารและยาที่มีแอสปาแตมเป็นส่วนประกอบมากกว่า 6,000 ชนิดทั่วโลก อย่างไรก็ตามเมื่อแอสปาแตมได้รับความร้อนหรือเก็บไว้เป็นเวลานาน อาจส่งผลให้โครงสร้างของแอสปาแตมเปลี่ยนแปลงไปได้ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้แอสปาแตมปรุงอาหารที่ตั้งไฟร้อน ๆ และไม่ควรเก็บไว้นาน \r\n        • ซูคราโลส (Sucrarose) เป็นสารให้ความหวานที่ไม่จัดเป็นสารอาหาร เนื่องจากซูคราโลสไม่สามารถย่อยได้จึงไม่มีการปลดปล่อยพลังงานให้กับร่างกาย ถูกคิดค้นสำเร็จในปี ค.ศ. 1976 และนำมาใช้ครั้งแรกในประเทศแคนาดา นักวิทยาศาสตร์พบว่าซูคราโลสมีความหวานประมาณ 600 เท่าของน้ำตาลทราย และยังเป็นสารให้ความหวานที่มีความปลอดภัยเทียบเท่ากับน้ำตาลธรรมชาติเนื่องจากไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย แต่ในกระบวนการผลิตซูคราโลสมีการเพิ่มคลอรีนเข้าไปในโมเลกุลน้ำตาล ซึ่งคลอรีนนี้เองจะทำให้กระเพาะอาหารไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ \r\n        • หญ้าหวาน (Stevia) เป็นสารแทนความหวานที่ดีที่สุดและเป็นธรรมชาติที่สุด มีนำมาใช้เป็นสารทดแทนความหวาน เมื่อปี ค.ศ. 1964 หญ้าหวานให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 250 – 300 เท่า และสามารถทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียสโดยที่ความหวานไม่สลายตัว มีรายงานเกี่ยวกับหญ้าหวาน อีกว่าเป็นสารทดแทนความหวานที่ปลอดภัยและไม่พบอาการแทรกซ้อน นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังได้รับรองและอนุญาตให้สกัดสารสตีวิโอไซด์ (stevioside) ซึ่งเป็นสารที่สกัดได้จากหญ้าหวาน มาขึ้นทะเบียนเป็นสารแทนน้ำตาลได้\r\n\r\n       สารให้ความหวานแทนน้ำตาลแม้จะดูว่ามีประโยชน์และนำมาใช้แทนที่น้ำตาล สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักได้นั้น แต่หากบริโภคในปริมาณที่มากจนเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้ เพราะสารให้ความหวานแทนน้ำตาลบางชนิด ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเลย โดยเฉพาะผู้บริโภคทั่ว ๆ ไป การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจึงไม่ใช่ความจำเป็น แต่เป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง:\r\nhttp://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/100/น้ำตาลสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน/\r\nhttp://haamor.com/th/สารให้ความหวาน\r\n\r\n\r\nเรียบเรียงโดย: นางสาวนพรัตน์ พงศ์จันทร์","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540535117.jpg"],
    [959,1289,"ขยะพิษใกล้ตัว","Thu, 2018-10-25 16:22","http://www.stkc.go.th/node/1289","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี",null,"ขยะพิษคืออะไร หลายคนอาจนึกถึงขยะจำพวก อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แบตเตอรี่ เศษของไมโครชิฟต่าง ๆ หรือพวกหลอดไฟที่ใช้แล้ว แต่ขยะที่เป็นพิษยังมีอีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น กระป๋องสเปรย์ ตลับหมึกพิมพ์ที่หมดแล้ว  บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำ เป็นต้น ขยะเหล่านี้หากเราไม่รู้จักวิธีการทิ้งหรือกำจัดให้ถูกที่จะก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบมาสู่สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ เนื่องจากมีส่วนผสมของโลหะหนัก ตะกั่ว ปรอท บรรจุอยู่ในผลิตภัณฑ์พวกนี้ เพราะฉะนั้น เราควรมาทำความรู้จักกับขยะพิษและหาวิธีจัดเก็บหรือจัดการกับขยะพิษเหล่านั้น\r\n\r\n1.สารไวไฟ หมายถึง สารที่ติดไฟง่ายเมื่อถูกประกายไฟ เช่น น้ำมันก๊าด น้ำมันจารบี ทินเนอร์ ฯลฯ \r\n2.สารมีพิษ หมายถึง สารที่อาจทำให้เสียชีวิต หรือบาดเจ็บรุนแรงจากการสูดดม กินหรือสัมผัส เช่นน้ำยาล้างห้องน้ำ ยาฆ่าแมลง \r\n3.สารกัดกร่อน หมายถึง สารที่มีฤทธิ์เผาไหม้หรือทำลายผิวหนัง นอกจากนี้ยังทำลายระบบทางเดินหายใจได้ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ \r\nน้ำยาที่มีสารฟอกขาว ฯลฯ\r\n4.สารที่ระเบิดได้ หมายถึง สารที่อาจระเบิดได้เมื่อถูกการเสียดสีหรือโดนความร้อน เช่น ดอกไม้ไฟ กระป๋องสเปรย์ต่าง ๆ \r\n5.สารออกซิไดซ์ หมายถึง สารที่เร่งการติดไฟสามารถทำให้ออกซิเจนออกมาเร่งการลุกไหม้ เมื่อสัมผัสกับสารไวไฟ หรือสารที่ติดไฟง่าย \r\nอาจก่อให้เกิดการติดไฟขึ้น เช่น สารเร่งดอกลำไย (มีส่วนผสมของโซเดียมคลอเรต)\r\n6.สารที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หมายถึง สารที่เมื่อปล่อยสู่สภาพแวดล้อมจะทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมทันที \r\nเช่น สารกำจัดศัตรูพืช เราสามารถสังเกตสัญลักษณ์ด้านข้างบรรจุภัณฑ์เพื่อสะดวกในการจัดการหรือจัดเก็บและแยกขยะก่อนทิ้งได้ดังนี้\r\n\r\n\r\n\r\nการจัดการกับขยะพิษอย่างง่าย \r\n1.ลดปริมาณการใช้สิ่งของอันตรายในบ้าน เพื่อจะได้มีของเสียที่ต้องรวบรวมไปกำจัดในปริมาณที่น้อยลง\r\n2.แยกของเสีย หรือของอันตรายออกจากขยะทั่วไป ถ้าของเสียเหล่านั้นเป็นของเหลวไม่ควรเทรวมกัน เพราะอาจทำปฏิกิริยากันได้\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง:\r\nคู่มือการคัดแยกขยะอันตรายสำหรับเยาวชน สำนักสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร\r\nคู่มือการคัดแยกขยะอันตรายในสำนักงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน\r\nhttp://www.thailandindustry.com/onlinemag/view2.php?id=547&section=30&issues=26\r\n\r\nเรียบเรียงโดย: นางสาวธนภรณ์ ก้องเสียง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540459339.jpg"],
    [960,1288,"เผยความลับระบบนำทางในการบินของผีเสื้อจักรพรรดิ","Thu, 2018-10-25 16:18","http://www.stkc.go.th/node/1288","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ",null," กลุ่มนักวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกา นำโดยคุณชไลเซอร์แมน (Shlizerman) เป็นหัวหน้าคณะวิจัยได้เผยแพร่งานวิชาการลงในวารสาร ชื่อ เซลล์รีพอร์ท (Cell Reports) เมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2559\r\nโดยทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับ ผีเสื้อจักรพรรดิ หรือผีเสื้อโมนาร์ช (Monarch) ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Danaus plexippus \r\n\r\n   ตามธรรมชาติแล้ว ถ้าผีเสื้อชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศอเมริกาเหนือ ในทุกๆปี\r\nพวกมันจะบินอพยพหนีฤดูหนาวตามเส้นทางจากทางทิศตะวันออกของอเมริกาเหนือไปยังตอนกลางของประเทศเม็กซิโกที่มีอากาศอบอุ่นกว่า และเป็นผีเสื้อที่มีการนำทางในการบินโดยใช้กลไกนาฬิกาในร่างกาย\r\nเปรียบเสมือนมีเครื่องบอกเวลาอัตโนมัติให้กับตัวมันเอง ทำงานสอดคล้องกับตำแหน่งของดวงอาทิตย์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา มาใช้นำทางการบินของพวกมัน มุ่งตรงไปยังทางทิศใต้ในระยะไกลมากๆถึง 4,000 กิโลเมตร ได้อย่างถูกต้อง\r\n\r\n   นักวิจัยกลุ่มนี้ได้พยายามหาวิธีตรวจสอบว่า ทำไมสมองของผีเสื้อชนิดนี้สามารถมองเห็นภาพรวมของเส้นทางการบินได้อย่างไร จากการทดลองพบว่า พวกผีเสื้อจักรพรรดินี้ได้อาศัยดวงอาทิตย์ช่วยกระตุ้นสัญญาณกระแสประสาทเหมือนใช้เป็นนาฬิกาบอกเวลาในระดับโมเลกุลตรงบริเวณหนวดของพวกมัน เพื่อให้พวกมันสามารถบินไปในระยะทางที่ไกลๆไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการได้ กลุ่มนักวิจัยนี้ได้ลองสร้างสมการคณิตศาสตร์นำมาจำลองทิศทางการบินของผีเสื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจากผลของการคำนวณอัตราการกระพริบของสัญญาณกระแสประสาทที่หนวดของมัน และดวงตาทั้งสองข้างของผีเสื้อชนิดนี้จะมีวงจรรับแสงหันไปตามการเปลี่ยนตำแหน่งของดวงอาทิตย์ โดยที่ลำตัวของผีเสื้อจะทำมุมชี้ไปตามทิศทางของดวงอาทิตย์ในมุมที่ค่อยๆแคบลงเรื่อยๆ ในที่สุดจะมีผลทำให้ผีเสื้อชนิดนี้บินทำมุมฉากกับตัวมันเองทำให้บินได้อย่างยากลำบากตรงตามที่คาดการณ์ไว้ในแบบจำลอง  โดยการจำลองทางคณิตศาสตร์แบบง่ายๆนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เพราะสามารถนำมาใช้ตรวจสอบการทำนายเส้นทางการบินของผีเสื้อจักรพรรดิจริงๆที่เลี้ยงไว้ในห้องทดลองได้ด้วย\r\n\r\nอ้างอิงภาพประกอบจาก\r\nhttp://www.publicdomainpictures.net/pictures/20000/velka/monarch-butterfly-on-flower.jpg\r\nชื่อภาพ: A monarch butterfly on a flower\r\nเจ้าของลิขสิทธิ์ภาพอนุญาตให้เผยแพร่สู่สาธารณะ: คุณ David Wagner\r\n\r\nเอกสารอ้างอิง\r\n1.    Shlizerman, E., Phillips-Portillo, J., Forgercorrespondenceemail, D. B. and Reppert S.M. (2016). Neural Integration Underlying a Time-Compensated Sun Compass in the Migratory Monarch Butterfly. Cell Reports 15, 1–9 [online]. Available from: http://www.cell.com/cell-reports/pdf/S2211-1247(16)30328-X.pdf (26 April 2016).\r\n2.    Thompson, H. (2016). Science Ticker: Math models predict mysterious monarch navigation [online]. Available from: https://www.sciencenews.org/blog/science-ticker/math-models-predict-mysterious-monarch-navigation?tgt=nr (15 April 2016).","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540459110.jpg"],
    [961,1280,"อันตรายแฝงในแปรงสีฟัน","Wed, 2018-10-24 10:03","http://www.stkc.go.th/node/1280","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"เจมส์ ซอง นักเคมีจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐฯ ได้เขียนหนังสือ ชื่อว่า “เหตุใดแปรงสีฟันอาจฆ่าคุณได้” ซึ่งเขาได้กล่าวว่า แปรงสีฟันที่ใช้งานนานเกินไป ถือเป็นหนึ่งในวัตถุอันตรายในครัวเรือน และเป็นต้นเหตุของปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไขข้อ และการติดเชื้อเรื้อรัง\r\n\r\nt\r\n\r\n   จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ในอังกฤษ พบว่า แปรงสีฟันทั่ว ๆ ไป เป็นแหล่งอาศัยของเชื้อโรคประมาณ 10 ล้านตัว ซึ่งรวมถึงแบคทีเรียชนิดอันตรายอย่าง staphylococci, streptococcus, E. coli และ candida นอกจากนี้ ดร. ทาเร็ก ไอดริส \r\nผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรมตกแต่ง จากฮาร์เลย์ สตรีท ยังเสริมอีกว่า มีการตรวจพบเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ, บี และซี ในแปรงสีฟัน และสปอร์ของไวรัสตับอักเสบบีสามารถอยู่รอดได้นานหลายเดือน โดยแบคทีเรียเหล่านี้เดินทางเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ใช้โดยตรงผ่านรอยแผลเล็กๆที่เหงือก แบคทีเรียเหล่านี้บางส่วนเกี่ยวข้องกับการอุดตันของเส้นเลือด โดยมีผลการวิจัยเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่า เชื้อแบคทีเรีย porphy-romonas gingivalis ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปริทันต์หรือโรคเหงือกอักเสบ ปรากฏอยู่ในเส้นเลือดที่อุดตันรุนแรง และศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ก็ยังพบว่าแบคทีเรียในช่องปากของอาสาสมัครที่เป็นโรคหัวใจ ถูกตรวจพบอยู่ในหลอดเลือดหัวใจเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังพบว่าการสะสมของแบคทีเรียร้ายในระบบเลือด อาจส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่เกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนด และการที่ทารกมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำอีกด้วย\r\n\r\nอย่างทราบกันดีอยู่ว่า มีหลายโรคที่แพร่กระจายทางน้ำลาย และเลือด เช่น ไวรัสตับอักเสบ HIV สมาคมทันตแพทย์ แห่งสหรัฐอเมริกา จึงแนะนำวิธีการที่จะลดเชื้อแบคทีเรียไม่ให้สะสมที่แปรงสีฟัน ดังนี้\r\n- อย่าใช้แปรงสีฟันร่วมกัน เพราะการใช้แปรงร่วมกัน โอกาสสัมผัสกับน้ำลาย เลือด ของอีกคนได้ง่ายมาก เสี่ยงต่อการติดเชื้อโดยตรง\r\n- อย่าเก็บแปรงในกล่องปิด เพราะแบคทีเรียจะเจริญเติบโตได้ดีในที่อับชื้น จึงควรวางให้แห้งด้วยอากาศจะดีกว่า\r\n- ล้างขนแปรงด้วยน้ำก๊อก หลังจากแปรงฟันเสร็จ เพื่อเอายาสีฟันที่ค้างและสิ่งสกปรกออก แล้ววางให้ตั้งตรง ให้ขนแปรงถูกอากาศพัดให้แห้ง หากมีแปรงหลายอัน ก็อย่าให้ขนแปรงมาชนกันหรือสัมผัสกันเพื่อป้องกันการปนเปื้อน\r\n- ควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุกๆ 3-4 เดือน อย่าใช้แปรงจนขนแปรงบาน เพราะประสิทธิภาพในการขจัดเอาเศษอาหารจะลดลง แถมยังอาจทำร้ายเหงือกมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ควรงดใช้แปรงสีฟันที่มีขนแปรงแข็ง เนื่องจากจะทำให้เหงือกเป็นแผล และกลายเป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล :\r\nwww.thaihealth.or.th\r\nwww.siamzip.com\r\n ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540350201.jpg"],
    [962,1279,"กระเพาะอาหาร........กินเต็มที่ได้เท่าไหร่ ?","Wed, 2018-10-24 10:00","http://www.stkc.go.th/node/1279","วิทยาศาสตร์การแพทย์",null,"โดยปกติแล้วกิจวัตรของคนเราทุกคนที่เหมือนกันหลาย ไม่ว่าจะเป็นการตื่นนอน อาบน้ำ รับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ทำงานหรือเรียน แล้วก็เข้านอน แต่สิ่งที่สำคัญมากสำหรับการดำรงชีวิตก็คือการรับประทานหรือที่เรียกติดปากว่า “การกิน” ไม่ว่าดื่มน้ำ ทานข้าว ของคาว ของหวาน เหล่านี้เราเคยชั่ง ตวง ดูหรือไม่ว่าที่เรากินลงไปนั้นจุได้มากที่สุดเท่าไหร่\r\n\r\n   อาหารหลากหลายที่เรากินลงไปนั้นเมื่อถูกบดเคี้ยวย่อยให้เล็กลงในเบื้องต้นแล้วจะถูกส่งมาพักไว้ที่กระเพาะอาหารเพื่อทำการย่อยให้เล็กลงไปถึงระดับโมเลกุลจะทำให้ง่ายต่อการดูซึม เมื่อกระเพาะเต็มแล้วเราจะมีความรู้สึกขึ้นมาสั่งเราให้หยุดกิน ที่เราเรียกว่า “อิ่ม” แต่อิ่มของเรานั้นมันจุได้เท่าไหร่ กี่กิโลกรัม? กี่ลิตร? ธรรมดากระเพาะที่ไม่มีอาหารของมนุษย์จะมีปริมาตร 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร และจะขยายได้ถึง 500 – 2000 ลูกบาศก์เซนติเมตร หรือ 10 – 40 เท่านั่นเอง จากการที่มีผู้พยายามศึกษา ความจุกระเพาะอาหารของมนุษย์ โดยใช้วิธีต่างๆ มากมาย ทำให้สามารถคำนวณปริมาตรความจุของกระเพาะอาหารได้ 800 ซีซี ไปจนถึงประมาณ 4,000 ซีซี หรือตั้งแต่ประมาณ 1 ลิตรถึง 4 ลิตรเลยทีเดียว\r\n\r\n   เราสามารถประมาณปริมาตรอาหารที่เรารับประทานต่อครั้งได้ง่ายๆ เช่น น้ำดื่ม 1 แก้วปกติ จะมีความจุประมาณ 250 ซีซี หรือน้ำดื่มขวดเล็กมีปริมาตรประมาณ 500 - 600 ซีซี เป็นต้น ก็จะสามารถรู้คร่าวๆว่าตัวเองนั้นมีความจุของกระเพาะเท่าไหร่ เพื่อประมาณการบริโภคของเราไม่ให้มากจนเกินไปเพราะหากกินอาหารมากๆ ไปเรื่อยๆ กระเพาะของเราก็จะขยายเพิ่มขึ้นเองจนทำให้รู้สึกอิ่มยาก ทำให้ได้รับสารอาหารมากเกินไปกลายเป็นส่วนเกินที่สะสมไว้ในส่วนต่างๆ ของร่างกายและจะกลายเป็นคนอ้วนไปในที่สุด ฉะนั้นเพื่อเป็นการรักษากระเพาะนี้ให้อยู่กับเราไปได้นานๆ ควรทานแต่พอเหมาะ พอดี เครื่องดื่มน้ำอัดลม แอลกอฮอล์ ควรดื่มให้น้อยลง เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพในอนาคตด้วย\r\n\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล :\r\nhttp://www.bangkokhealth.com \r\nhttp://hypertextbook.com \r\n\r\nเรียบเรียงโดย : นายทศวรรษ คุณาวัฒน์ นักวิชาการ อพวช.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540350047.jpg"],
    [963,1277,"ไขมันดี ไขมันไม่ดี มันต่างกันอย่างไร","Mon, 2018-10-22 09:47","http://www.stkc.go.th/node/1277",null,null,"สมัยนี้คนเราห่วงสุขภาพกันมากขึ้น เราจึงเห็นคนจำนวนไม่น้อยพากันไปออกกำลังกาย บางคนก็ควบคุมอาหาร แต่ทั้งนี้สำหรับบางคน ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการคุมอาหาร นั่นก็คือ ไม่รับประทานไขมันเลย หรือ เลี่ยงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลทุกชนิด ทำไม่ถึงผิดล่ะ? ไขมัน กับ คอเลสเตอรอล มันเป็นตัวการที่ทำให้อ้วนไม่ใช่เหรอ ? \r\n\r\n   จริงอยู่ที่คนรูปร่างอ้วนนั้นเกิดจากมีไขมันไปพอกตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แต่ไขมันเหล่านี้ สามารถลดได้จากการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายสร้างสัดส่วนระหว่างกล้ามเนื้อกับไขมันขึ้นมาใหม่ ทำให้ร่างกายสมส่วนขึ้น แต่ไขมันจากอาหารนั้น ไม่ได้ไปสะสมในร่างกายทั้งหมด รวมถึงคอเลสเตอรอล ซึ่งก็ไม่ใช่ตัวร้ายสุด ๆ อย่างที่บางคนเข้าใจ เพราะคอเลสเตอรอลมีประโยชน์ อาทิ ช่วยให้เซลล์ยืดหยุ่น และลำเลียงฮอร์โมนกับวิตามินบางชนิดให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ด้วย ซึ่งจริง ๆแล้ว ร่างกายเราก็สังเคราะห์คอเลสเตอรอลออกมาใช้เองได้ด้วย ที่เรากินเข้าไปจึงจัดว่าเป็นส่วนน้อยเท่านั้น\r\n\r\n   การที่คอเลสเตอรอลจะส่งผ่านไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้นั้น ต้องผ่านเซลล์ไขมัน 2 ชนิด นั่นก็คือ เซลล์ไขมันชนิดความหนาแน่นสูง หรือ high density lipoprotein (HDL) และชนิดความหนาแน่นต่ำ หรือ low density lipoprotein (LDL)\r\n\r\n   องค์ประกอบของ HDL กับ LDL นั้นคล้ายกันมาก นั่นคือจะประกอบไปด้วยไขมันเป็นแกน และมีโปรตีนกับคอเลสเตอรอลติดไปกับไขมันนี้ สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ความหนาแน่น โดย HDL มีความหนาแน่นสูงเนื่องจากปริมาณไขมันน้อย จึงทำให้มัน “แตกกระจาย” ได้ยากระหว่างที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด ดังนั้นข้อดีของ HDL คือ ระหว่างที่มันไหลไปกับเลือดนั้น HDL จะไปจับกับคอเลสเตอรอลส่วนเกินและนำไปส่งที่ตับ เพื่อนำไปสร้างน้ำดี\r\n\r\n   แต่ LDL นั้นมีความหนาแน่นต่ำ และหน้าที่ของมันก็คือ ส่งคอเลสเตอรอลไปยังเซลล์ต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ร่างกายในสภาวะปกติต้องการคอเลสเตอรอลไม่มากนัก อีกทั้งเนื่องจากมีความหนาแน่นน้อย ทำให้มัน” แตกกระจาย” ได้ง่ายเวลาที่ไหลอยู่ในกระแสเลือด ดังนั้นแทนที่ร่างกายจะได้คอเลสเตอรรอลไปให้ผนังเซลล์ พอมันแตก ร่างกายเรากลับได้ “อนุมูลอิสระ” แทน ซึ่งเป็นสิ่งไม่ดีต่อร่างกาย แต่ยังดีที่ HDL สามารถเก็บกวาดอนุมูลเหล่านี้กลับไปได้\r\n\r\n\r\n   ดังนั้น ร่างกายที่มีสุขภาพดี ควรมี HDL สูง ๆ และ LDL ต่ำ ๆ ซึ่งอาหารบางอย่างมีไขมันสูงก็จริง แต่ก็เป็นไขมันที่ไปสร้าง HDL ให้กับร่างกาย การที่เรางดรับไขมันทุกอย่าง ก็ทำให้เราลดโอกาสสร้างไขมันดีไปด้วยนั่นเอง\r\n\r\n   แล้วเราควรกินไขมันแบบไหน? ไขมันที่ร่างกายต้องการคือ “ไขมันไม่อิ่มตัว” พบมากในพืชตระกูลถั่ว และปลาต่าง ๆ ไขมันไม่อิ่มตัวจะเพิ่ม HDL และลด LDL ให้กับร่างกาย เราจึงควรรับประทานไขมันชนิดนี้ไว้บ้าง ส่วนไขมันจากสัตว์ เช่น มันหมู กะทิ เป็นต้น พวกนี้คือ “ไขมันอิ่มตัว” ซึ่งจะเพิ่มทั้ง HDL และ LDL ให้กับร่างกาย เราจึงไม่ควรบริโภคมากนัก แต่ไขมันที่น่ากลัวที่สุดเลยก็คือ “ไขมันทรานส์” ซึ่งเกิดจากการเติมสารเคมีบางอย่างให้กับไขมันพืช อาหารที่มีไขมันทรานส์ ก็คืออาหารที่ประกอบด้วย มาการีน อาหารทอดต่าง ๆ ที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำไปซ้ำมานาน ๆ ไขมันชนิดนี้ เพิ่ม LDL ให้กับร่างกายมหาศาล และยังลด HDL อีกด้วย ดังนั้น เราจึงควรเลี่ยงอาหารพวกนี้ครับ\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : นายศิรภัทร  ศิระโรจนกุล นักวิชาการ อพวช.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540176427.jpg"],
    [964,1276,"คาร์โบไฮเดรตกับค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index)","Mon, 2018-10-22 09:45","http://www.stkc.go.th/node/1276",null,null,"ในยุคปัจจุบัน ที่หลาย ๆ คนหันมาใส่ใจในสุขภาพมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหารที่แคลลอรี่น้อย ๆ บางคนถึงขั้นบอกว่าเลิกกินข้าวเลยดีกว่าเพราะข้าวเป็นแป้ง น่าจะทำให้อ้วนได้ ดังนั้นในบทความนี้จะขอพูดถึงแหล่งคาร์โบไฮเดรตทางเลือกอย่างเช่น ข้าวกล้อง ว่ามีความแตกต่างจากข้าวขาวหรือข้าวที่ผ่านการขัดสีมาแล้วอย่างไร \r\n\r\n   ข้าวกล้อง เป็นข้าวที่เอาเปลือกออกแต่ในส่วนของจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว (รำ) ยังอยู่ ซึ่งเป็นส่วนที่มีประโยชน์มาก ไม่ว่าจะเป็น วิตามิน บี 1, บี 2, ธาตุเหล็ก, ใยอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม วันนี้เราจะมาดูกันว่า กินข้าวกล้องแตกต่างจากการกินข้าวขาวอย่างไร ดีต่อร่างกายอย่างไร โดยจะพิจารณาความสำคัญของค่า ๆ หนึ่ง คือ ค่า Glycemic Index (GI) หรือดัชนีน้ำตาล โดยอาหารชนิดใดที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงจะหมายถึง เมื่อบริโภคอาหารชนิดนั้นเข้าไป จะถูกย่อยและกลายสภาพเป็นน้ำตาลในกระแสเลือดอย่างรวดเร็ว เพราะประกอบด้วย น้ำตาลโมเลกุลเชิงเดี่ยวในปริมาณมาก ทำให้เกิดความเสียหายต่อหลอดเลือด อีกทั้งยังทำให้อินซูลินจากตับอ่อนหลั่งออกมาอย่างรวดเร็วด้วย เมื่อน้ำตาลถูกอินซูลินพาเข้าไปในเซลล์อย่างรวดเร็วแล้ว อินซูลินที่หลั่งออกมามากและค้างอยู่ในกระแสเลือดก็กลับเกิดภาวะโหยน้ำตาล จึงทำให้ไม่สามารถเลิกรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง ๆ ได้ ซึ่งหากรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงเป็นประจำก็จะส่งผลทำให้เพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน โรคอ้วน โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงการสะสมไขมันที่มากขึ้น และนั่นจะทำให้คุณอ้วนขึ้น\r\n\r\n   จะเห็นว่าอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูงมีผลต่อร่างกายเราอย่างมากถ้าบริโภคในปริมาณที่ไม่พอดี คราวนี้เราลองมาดูค่า GI ของข้าวชนิดต่าง ๆ และแหล่งคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ กัน ตัวอย่างเช่น น้ำตาลกลูโคส (ค่า GI =100), ข้าวขาวหอมมะลิ (ค่า GI = 100), ข้าวเหนียว (ค่า GI = 98), ข้าวกล้อง (ค่า GI =50), ขนมปังโฮลวีท (ค่า GI =53), วุ้นเส้น (ค่า GI =39)\r\n\r\n   คราวนี้เราลองมาดูรายงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของอังกฤษที่ชื่อว่า The British Medical Journal ในหัวข้อ การบริโภคข้าวขาวและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 (White rice consumption and risk of type 2 diabetes meta-analysis and systematic review ) จะพบว่าการบริโภคข้าวที่ผ่านการขัดสีหรือข้าวขาว มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยเฉพาะในชาวเอเชียที่มีการบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก ซึ่งจากงานวิจัยทำให้เราต้องตระหนักแล้วว่าการเลือกรับประทานข้าวของเรา\r\nในแต่ละมื้อเราควรเลือกให้ดีว่าคาร์โบไฮเดรทที่เรารับประทานไปนั้นเป็นชนิดใด แม้ว่าคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ผ่านการขัดสีจะมีค่าดัชนีน้ำตาลที่ไม่สูงมากแต่ก็ควรรับประทานแต่พอดีและออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล :\r\nhttp://www.bmj.com/content/344/bmj.e1454\r\nhttp://ajcn.nutrition.org/content/87/3/627.full\r\nhttp://www.glycemicindex.com/about.php\r\nhttp://healthcaremedicalclinic.com/news-view.php?view=116\r\n\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : นายตามพงศ์ เหลืองบริบูรณ์","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1540176307.jpg"],
    [965,1273,"ค่า SPF นั้นสำคัญอย่างไร?","Fri, 2018-10-19 09:52","http://www.stkc.go.th/node/1273",null,null," ประเทศไทย เป็นเมืองร้อนช่วงฤดูร้อนแสงแดดมีความเข้มสูง การเผชิญกับแสงแดดทุกวัน อาจก่อให้เกิดผลเสียกับผิวหนัง ครีมกันแดดจึงมีความจำเป็นและเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ปัจจุบันมีโฆษณาชวนเชื่อมากมายที่อ้างถึงคุณภาพของครีมกันแดดยี่ห้อต่าง ๆ และการเลือกซื้อครีมกันแดดมักคำนึงถึงค่า PA และSPF ที่เขียนไว้ข้างขวด ผู้บริโภคอาจไม่ทราบถึงความหมายของค่าสองตัวนี้ ซึ่งถ้าจะอธิบายให้เข้าใจ ต้องกล่าวว่า แสงแดดเป็นแสงสีขาว ประกอบด้วยแสงช่วงคลื่นความถี่ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และมีคลื่นความถี่บางช่วงที่มองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าปนมาด้วย ได้แก่ รังสี UV ซึ่งเป็นคลื่นช่วงความถี่สูงและ รังสี UV ประกอบด้วย 3 ชนิดคือ UVA UVB และ UVC โดย UVC โอโซนในชั้นบรรยากาศโลกจะช่วยกรองรังสี UVC ออกได้ทั้งหมดก่อนเข้าสู่พื้นโลก แต่ไม่สามารถกรองรังสี UVA และ UVB ได้ ดังนั้น การทาครีมกันแดดจึงช่วยในการป้องกันรังสี UV ทั้งสองประเภทไม่ให้เข้าสู่ผิวหนัง ซึ่งพบว่า UVA คิดเป็นสัดส่วน 95% และ UVB อีก 5% ซึ่งรังสี UVA มีผลทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นและหมองคล้ำ ส่วนรังสี UVB ทำให้ผิวหนังไหม้ และอาจเกิดการแพ้ เช่น เกิดผื่นแดง ผู้บริโภคจึงควรมีความรู้ในการเลือกครีมกันแดดที่มีค่า PA และ SPF เหมาะสม โดยค่า PA ย่อมาจาก Protection grade of UVA หมายถึง ค่าแสดงประสิทธิภาพของการป้องกันรังสี UVA แบ่งเป็น PA+ PA++ และ PA+++ ซึ่งมีประสิทธิภาพเรียงจากน้อยไปมากตามลำดับ ส่วนค่า SPA ย่อมาจาก Sun Protection Factor หมายถึงจำนวนเท่าของเวลาที่ผิวหนังสามารถทนต่อรังสี UVB ได้หลังจากทาครีมกันแดดเมื่อเทียบกับเวลาปกติ โดยเวลาปกติคือ 30 นาทีผิวหนังทนได้ เช่น SPF 20 หมายถึง ผิวหนังสามารถทนรังสีUVB ได้ 20 เท่า คิดเป็น 20x30=600 นาที และ SPF 30 หมายถึง ผิวหนังสามารถทนรังสี UVB ได้ 20 เท่า คิดเป็น 30x30=900 นาที อย่างไรก็ตามมีการกำหนดให้ค่า SPF ที่ใช้บนฉลากได้ไม่เกิน 50 เพราะอาจทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดว่าทาครั้งเดียวสามารป้องกันได้ข้ามวันข้ามคืน และมีผลงานวิจัยยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF 30 ขึ้นไปให้ผลไม่ต่างกันมากนัก\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : Facebook Page วิทย์สนุกรอบตัว\r\nhttps://www.facebook.com/witsanook/photos/a.327375767415926.1073741828.327302010756635/448032318683603/?type=3&theater","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1539917562.jpg"],
    [966,1272,"ยางมะตอย หรือ แอสฟัลท์ (Asphalt) ","Fri, 2018-10-19 09:49","http://www.stkc.go.th/node/1272",null,null," ยางมะตอย หรือ แอสฟัลท์ (Asphalt) คือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและสารอินทรีย์อื่นๆ ซึ่งเป็ผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ได้จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม มีสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ลักษณะข้นและหนืดมาก ยางมะตอยยังมีคุณสมบัติในการยึด ประสาน และอ่อนตัวเมื่อได้รับความร้อน จับตัวแข็งเมื่อเย็นลง ด้วยคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้ จึงนิยมนำยางมะตอยมาใช้ในการทำถนนหรือพื้นผิวจราจรในการทำยางมะตอยลาดถนนนั้น จะนำยางมะตอยมาผสมน้ำที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส และใช้ตัวประสาน เพื่อช่วยให้อนุภาคของยางมะตอยกระจายตัว และน้ำก็จะระเหยไปเหลือแต่ยางมะตอย จากนั้นจึงนำยางมาตอยมาเทผสมกับดินและทรายให้เข้ากัน แล้วนำไปลาดด้านบนหน้าดินที่ถูกบนอัดไว้แน่น จึงจะได้เป็นถนนที่ใช้กัน\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : http://www.ความรู้รอบตัว.com\r\nhttp://www.siamchemi.com \r\nhttp://www.royin.go.th/?knowledges=ถนนราดยาง-หรือ-ถนนลาดยาง\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : นายวันชนะ ทองพูน","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1539917373.jpg"],
    [967,1271,"Energy in กับ Energy out","Fri, 2018-10-19 09:45","http://www.stkc.go.th/node/1271",null,null,"การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกาย ใครก็ตามที่เคยหมดเวลาไปเป็นชั่วโมง ๆ กับเครื่องวิ่งสายพานมักจะรู้ดีว่า การออกกำลังกายมากขึ้นนั้นไม่ได้ทำให้ลดน้ำหนักได้มากขึ้นเสมอไป และตอนนี้ก็มีงานวิจัยชิ้นใหม่ที่จะอธิบายสาเหตุว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น \r\n\r\n   นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า หลังจากผ่านการออกกำลังกายไปจนถึงระดับหนึ่งแล้ว ร่างกายของเราดูเหมือนจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับระดับกิจกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นได้ ซึ่งทำให้ร่างกายหยุดเผาผลาญ แคลอรี่เพิ่มเติมในที่สุด อันเป็นที่มาของ “HitThePlateau” หรือระยะหยุดนิ่งคือ ภาวะของระบบการเผาผลาญ อาหารต่ำอันเนื่องมาจากการควบคุมอาหารแบบผิดวิธีจนถึงขั้นอดอาหาร หากเกิดสภาวะนี้ขึ้นกับใครคงต้องมาลองทบทวนสูตรพลังงานเข้าต่อพลังงานออก (energy in vs. energy out) กันอีกครั้งหนึ่งเพื่อการลดน้ำหนักที่ได้ผล\r\n\r\n   เมื่อร่างกายชินชาและเกิดภาวะการเผาผลาญพลังงานขัดข้องแล้ว วิธีการแก้ไข Hit the plateau ทำได้โดยการปรับการเผาผลาญพลังงาน หรือ Reset ระบบการเผาผลาญใหม่ ซึ่งก่อนที่เราจะเริ่มทำ Reset จะต้องทำการคำนวนปริมาณพลังงาน (BMR - Basal Metabolic Rate; อัตราการเผาผลาญพลังงานพื้นฐาน, TDEE – Total Daily Energy Expenditure; การพลังงานทั้งหมดในแต่ละวัน, RMR – Resting Metabolic Rate; อัตราการเผาผลาญพลังงานขณะพัก) และสารอาหาร (คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน)ที่ร่างกายต้องการจริง ๆ เสียก่อน เมื่อเกิดอาการ Hit the plateau ขึ้น ให้เริ่มแก้ไขอย่างง่ายดังนี้\r\n1.หยุดตารางการออกกำลังกาย เลิกคิดเรื่องลดความอ้วนเพื่อลดความเครียดประมาณ 1 สัปดาห์\r\n2. กู้ระบบเผาผลาญพลังงาน โดยให้เพิ่มปริมาณการทานอาหารให้มากขึ้นสัปดาห์ละ 5-10% จากจุดที่ติดนิ่งโดยพยายามควบคุมให้ทานอาหารที่มีประโยชน์ภายใต้กรอบพลังงานสารอาหารที่ร่างกายต้องการ หากน้ำหนักตัวเริ่มนิ่งไม่ขึ้นไปกว่าเดิมแสดงว่าร่างกายปรับระบบการเผาผลาญขึ้นมาให้เท่ากับพลังงานที่ทานแล้ว\r\n3. ต้องไม่ลืมออกกำลังกายในช่วงที่กู้ระบบเผาผลาญ ต้องยังคงความสม่ำเสมอของการออกกำลังกาย\r\n4. ไม่จิตตกและไม่ท้อขณะเข้าสู่โปรแกรมการลดน้ำหนัก ต้องอยู่ภายใต้สภาวะจิตใจที่ปกติ พยายามอย่าเครียด\r\n\r\n   เมื่อผ่านช่วงของการกู้ระบบการเผาผลาญแล้วน้ำหนักตัวจะเริ่มนิ่งไม่เพิ่มไม่ลด ให้เราเริ่มตารางการลดน้ำหนักใหม่ โดยคำนวนและออกแบบตารางการลดน้ำหนักให้อยู่บนพื้นฐานของความต้องการของร่างกาย ไม่หักโหมจนเกินไป ซึ่งช่วงเวลาในการลดน้ำหนัก อาจจะมีบ้างที่น้ำหนักและร่างกายอาจหยุดการพัฒนาไปบ้าง แต่เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถลดลงได้อีก ดังนั้นจึงควรหมั่นสังเกต จดบันทึก น้ำหนัก สัดส่วน โภชนาการ การออกกำลังกาย และการพักผ่อนไว้ เพื่อใช้ตรวจสอบความผิดพลาด และใช้พัฒนาตารางการลดน้ำหนักให้เหมาะสมกับร่างกาย ดังนั้น หากต้องการลดน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยคงต้องเริ่มปรับพฤติกรรมของตนอย่างจริงจัง สามารถแก้ไขอาการ Hit the plateau ได้เป็นอย่างดี\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : \r\nhttp://www.sciencealert.com/exercise-on-its-own-won-t-make-you-lose-weight-and-scientists-have-finally-shown-why\r\nhttp://www.lovefitt.com\r\nH. Pontzer, Constrained Total Energy Expenditure and Metabolic Adaptation to Physical Activity in Adult Humans, Current Biology, 2016","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1539917149.jpg"],
    [968,1268," “ลมไนโตรเจน” ดีอย่างไร?","Thu, 2018-10-18 10:44","http://www.stkc.go.th/node/1268",null,null," เข้าใจกันว่า ... การเติมลมยางด้วย “ลมไนโตรเจน” นั้น จะช่วยให้ยางรถร้อนช้าลง ลดความเสี่ยงต่อการระเบิดของยาง ช่วยยืดอายุการใช้งานของยางและระบบช่วงล่างของรถ แถมยังช่วยประหยัดค่าน้ำเชื้อเพลิงได้อีกด้วย ซึ่งเหมาะมากกับยุคสมัยนี้ที่คนทั่วโลกส่วนใหญ่หันมาตระหนักและใส่ใจในการประหยัดพลังงานกันมากยิ่งขึ้น\r\n\r\n   ปัจจุบัน ... มีการใช้เครื่องมือที่สามารถแยกแก๊สไนโตรเจนออกมาจากอากาศทั่วไปได้ โดยคัดแยกเฉพาะแก๊สไนโตรเจนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งจะมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าการเติมลมยางแบบเดิมที่มีแก๊สอื่น ๆ ผสมอยู่ด้วยนั่นเอง โดยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเติมลมยางของพาหนะต่าง ๆ ในบางประเทศมีการออกกฎหมายบังคับให้รถโดยสาร รถบรรทุก หรือแม้กระทั่งเครื่องบิน ต้องเติมลมยางไนโตรเจนเท่านั้น แต่ปัจจุบันในเมืองไทยนั้น สถานที่ให้บริการเติมลมไนโตรเจนมีอยู่ค่อนข้างน้อย และยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า\r\nการเติมลมยางแบบธรรมดาอีกต่างหาก\r\n\r\n   ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยให้เราสามารถนำมาปรับใช้ในการเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียได้ แท้ที่จริงลมไนโตรเจน ก็คือแก๊สไนโตรเจนที่อยู่ในอากาศรอบๆตัวเรา ถ้าเราแบ่งอากาศในบรรยากาศโลกออกเป็น 5 ส่วน จะมีแก๊สไนโตรเจนอยู่ถึง 4 ใน 5 ส่วน เทียบเป็นสัดส่วนคือ 78 % ของอากาศทั่วไป (ก็ประมาณ 80% แล้วนะเนี่ย!!) ที่เหลือก็จะเป็นแก๊สออกซิเจนที่เราใช้ในกระบวนการหายใจ รวมกับแก๊สอื่นๆอีกหลายชนิด \r\n\r\n\r\n\r\nข้อดีของแก๊ซไนโตรเจน:\r\n1. มีน้ำหนักเบาและเย็นกว่าลมยางทั่วไป \r\n2. ไม่ทำปฏิกิริยากับยาง ทำให้ยางมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และยังช่วยอุดรูรั่วเล็กๆ ระหว่างขอบยางกับขอบล้อได้ดี\r\n3. ไม่มีความชื้น ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ทำปฏิกิริยากับล้อ ให้เกิดสนิม\r\n4. แก๊ซไนโตรเจนไม่ค่อยรั่วไหลออกจากยางง่าย ๆ เหมือนลมยางทั่วไป\r\n\r\nข้อดีของลมธรรมดา:\r\n1. เข้าถึงง่าย มีเติมได้ทุกที่\r\n2. ส่วนใหญ่ มีบริการเติมฟรี\r\n\r\n   ฉะนั้น ... การเติมลมยางแบบธรรมดา กับการเติมลมยางด้วยลมไนโตรเจน ก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไปซึ่งเราสามารถใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์เพื่อพิจารณาได้ว่าความคุ้มค่ากับความเหมาะสมที่จะเลือกใช้นั้น ขึ้นอยู่กับตัวเรา\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : https://th.m.wikipedia.org\r\nwww.vcharkarn.com \r\nhttp://www.bikesindia.org/reviews/nitrogen-vs-regular-compressed-air-the-duel-for-your-motorcycle-tires.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1539834267.jpg"],
    [969,1267,"มหัศจรรย์ สารสกัดจากเปลือกมังคุด","Thu, 2018-10-18 10:41","http://www.stkc.go.th/node/1267",null,null," มังคุด (Mangosteen) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia mangostana Linn. จัดเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอร่อย และยังได้รับความนิยมมากในแถบเอเชีย จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “ราชินีแห่งผลไม้” เนื่องจากลักษณะภายนอกของผลที่มีกลีบบนหัวคล้ายกับมงกุฎของพระราชินี มังคุดเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์มากชนิดหนึ่ง นอกจาก ส่วนเนื้อที่เรานิยมรับประทานกันแล้ว ยังมีเปลือกมังคุด ซึ่งเป็นผลผลิตเหลือทิ้งจากภาคการเกษตร ที่มีประโยชน์มากมายและมีสรรพคุณทางการแพทย์สูงในการรักษาโรคได้\r\n\r\n   ปัจจุบัน มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์จากสารสกัดจากเปลือกมังคุด พบแทนนิน (Tannin) และแซนโทน (Xanthones) ในปริมาณสูง ซึ่งมีสรรพคุณทางการรักษาและยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ โดยที่สารแทนนิน มีฤทธิ์สมานแผลช่วยให้แผลหายได้เร็วยิ่งขึ้น และสารแซนโทน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบจากการติดเชื้อ รักษาเซลล์มะเร็ง และฆ่าเชื้อก่อโรคทางเดินระบบหายใจร้ายแรงได้นอกจากสรรพคุณทางการแพทย์แล้ว ในวงการเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ยังให้ความสนใจนำเอาสารสกัดจากเปลือกมังคุดไปเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในการเป็นตัวช่วยดับกลิ่นตัว และบรรเทาอาการของโรคผิวหนัง รักษาสิวฝ้า ซึ่งก็ให้ผลดีและเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในปัจจุบัน\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : \r\nอุดมลักษณ์ สุขอัตตะ และคณะ. 2549. การสกัดและการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ของสารสกัดจากเปลือกมังคุด. บทความวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.\r\nhttp://www.chula.ac.th/th/archive/8978\r\nhttp://frynn.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%94/\r\nhttps://www.snpthai.com/th\r\nภาพจาก : http://www.misswhite.org/wp-content/uploads/2015/11/m1.png\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1539834098.jpg"],
    [970,1266,"Black lights","Thu, 2018-10-18 10:36","http://www.stkc.go.th/node/1266",null,null,"Black lights ก็คือ รังสีอัลตร้าไวโอเลต หรือรังสีเหนือม่วง เรียกย่อว่า UV มีความยาวคลื่นอยู่ที่ 315 nm-400 nm (นาโนเมตร) มีความยาวคลื่นที่ยาว มีความเป็นอันตรายน้อย มีคุณสมบัติทำให้วัตถุที่มีฟอสฟอรัสผสมอยู่สว่างขึ้น\r\n\r\nหลอด Black lights มีหลักการทำงานเช่นเดียวกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ แต่ไม่ได้มีไว้เพื่อส่องสว่าง เพราะ เราจะเห็นเพียงแสงสีม่วงจาง ๆ เมื่อเปิดในที่มืด แต่เมื่อแสงไปกระทบกับสิ่งของบางอย่างที่มีสารฟอสฟอรัสเคลือบอยู่ ก็จะสว่างขึ้น เช่น เส้นใยพลาสติก สี เสื้อผ้า แร่ หรือแม้แต่ ฟัน และเล็บ ของคนเรา\r\n\r\nBlack lights สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานต่างๆ เช่น\r\n\r\n - นักโบราณคดี ใช้ตรวจสอบของเก่าว่าเก่าจริงหรือไม่ เพราะสีสมัยใหม่มักจะผสมฟอสฟอรัส จึงสว่างขึ้นเมื่อฉายด้วย Black lights\r\n - วิศวกร ตรวจสอบการรั่วซึมของเครื่องจักร ด้วยการฉีดสีฟลูออเรสเซนต์ (คือสารที่ผสมสารฟอสฟอรัส) เข้าไปในท่อและอัดด้วยแรงดัน เมื่อตรวจตามผิวของท่อโดยใช้ Black lights ส่อง ถ้ามันสว่างขึ้น แสดงว่ารั่ว นิยมใช้ในระบบปรับอากาศขนาดใหญ่ ภายในอาคารซึ่งจะมีท่อมาก การหารอยรั่วทำได้ยาก ถ้าไม่ใช้วิธีนี้\r\n - ธนาคาร ใช้ Black lights ในการตรวจสอบธนบัตรว่า ปลอมหรือไม่ เพราะผู้ผลิตธนบัตรจะออกแบบลายเส้นที่ฉาบฟอสฟอรัสไว้ เมื่อส่องภายใต้ Black lights จะเห็นลายเส้นที่ซ่อนอยู่สว่างขึ้น                                                                                                     \r\n - ส่วนสนุกและสถานบันเทิง ใช้แสง Black lights ทำให้ห้องมืดสว่างขึ้น สวยงาม ดูตื่นเต้นและลึกลับ เนื่องจากสีที่ใช้ทา หรือเขียนภายในห้องมีส่วนผสมของฟอสฟอรัส หน่วยสืบสวน ใช้ตรวจหารอยนิ้วมือในที่เกิดเหตุ เมื่อมีผู้ก่ออาชญากรรมขึ้น โดยนักสืบจะฉีดสีที่ผสมฟอสฟอรัส และฉาย Black lights รอยนิ้วมือผู้ต้องสงสัยจะปรากฏขึ้นมา\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : www.nstda.or.th\r\nsci4fun.com/luminescence/luminescence.html \r\nhttps://th.wikipedia.org/wiki/รังสีอัลตราไวโอเลต\r\nwww.rmutphysics.com/physics/oldfront/62/light1.htm\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : จิรวรรณ ว่าวจังหรีด","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1539833796.jpg"],
    [971,1262,"ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย","Wed, 2018-10-17 09:35","http://www.stkc.go.th/node/1262",null,null,"  ปกติแล้วร่างกายของคนเราได้รับสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกายอยู่เป็นประจำทุกวัน อาทิ เแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา สารเคมี ฝุ่นละออง ที่เจือปนอยู่ในอากาศ อาหาร และน้ำดื่มสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะเรียกว่า แอนติเจน (Antigen) สิ่งแปลกปลอมอาจเข้าสู่ร่างกายโดยทางระบบหายใจ ผิวหนัง ระบบหมุนเวียนโลหิต หรือระบบย่อยอาหาร เมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าไป ก็อาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยและโรคภัยต่าง ๆ ได้ ดังนั้น ร่างกายจึงต้องมีกลไกเเพื่อป้องกัน กำจัด หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกจากร่างกาย เช่น การสร้างสารคัดหลั่งต่าง ๆ ที่มีฤทธิ์ทำลายแบคทีเรีย กรดแลกติกที่ถูกขับออกมาทางผิวหนังเพื่อช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย หรือแม้แต่ขนจมูกและน้ำเมือกในระบบทางเดินหายใจ สิ่งเหล่านี้จะทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมในเบื้องต้น แต่ถ้าหากสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายยังถูกกำจัดหรือทำลายไม่หมด ร่างกายจะมีกลไกอีกหนึ่งอย่างซึ่งทำหน้าที่กำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมโดยเซลล์พิเศษที่เรียกว่า ฟาโกไซต์ ตัวอย่างเช่น เซลล์เม็ดเลือดขาวในกระแสเลือด จะทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมโดยผ่านกระบวนการ ฟาโกไซโทซิส (Phagocytosis) \r\n\r\n   ในกรณีที่ไม่สามารถกำจัด หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากด้วยกระบวนการ ฟาโกไซโทซิส ได้ทั้งหมด ร่างกายจะสร้างกลไกที่ซับซ้อนขึ้นมาเพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น ๆ ที่เป็นอันตรายกับร่างกาย เรียกกลไกที่ซับซ้อนนี้ว่า ระบบภูมิคุ้มกัน (Immune system) ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันเป็นกระบวนการของร่างกายที่จะสร้างโมเลกุลโปรตีนที่มีความจำเพาะที่เรียกว่า แอนติบอดี (Antibody) ซึ่งมีหน้าที่กำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายอย่างจำเพาะกับชนิด และเรียกสิ่งแปลกปลอมที่มีความสามารถในการกระตุ้นการตอบสนองของร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกันว่า แอนติเจน (Antigen) โมเลกุลของแอนติบอดีที่เกิดขึ้นในร่างกายจะทำปฏิกิริยาเคมีเฉพาะกับแอนติเจน หรือสารที่มีคุณสมบัติเป็นแอนติเจน จะเกิดขึ้นบริเวณตำแหน่งบนผิวแอนติเจนที่สามารถทำปฏิกิริยาเฉพาะเจาะจงกับแอนติบอดีชนิดนั้นเรียกว่า Antigenic Determinant ซึ่งตำแหน่งนี้มีรูปร่างหรือโครงสร้างที่แตกต่างกันไป จึงทำให้แอนติเจนสามารถทำปฏิกิริยากับแอนติบอดีได้หลายชนิดและหลายโมเลกุล ทำให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกัน และสามารถต่อต้าน กำจัด และทำลายสิ่งแปลกปลอม สารเคมี และเชื้อโรคต่างๆได้\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : https://ketmaneenutsima.wordpress.com/\r\nรศ. ดร.วิทยา ยศยิ่งยวด. การป้องกันตนเองของร่างกายและระบบภูมิคุ้มกัน. คู่มือการสอนชีววิทยา. คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : นางสาวภัทราพร แสนเทพ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1539743710.jpg"],
    [972,1261,"ปรากฎการณ์ขี้ปลาวาฬ","Wed, 2018-10-17 09:33","http://www.stkc.go.th/node/1261",null,null," ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ หรือ Red Tide เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทะเลทั่วทุกมุมโลก สาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของสาหร่ายเซลล์เดียวจำพวก “แพลงก์ตอนพืช” ในทะเลแถบนั้น หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “แพลงก์ตอนบลูม” จำนวนประชากรของแพลงก์ตอนที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากนี้ ทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนสี โดยปกติแล้วจะเป็นสีแดงหรือสีเขียว และบางทีอาจจะเป็นสีม่วงหรือสีชมพูก็ได้ \r\n\r\n   การเกิดแพลงก์ตอนบลูมก็มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย อาทิ มีฝนตกหนัก และคลื่นลมแรงทำให้มีปริมาณธาตุอาหารและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของแพลงก์ตอน หรือ การเกิดน้ำผุด (up welling) เป็นขบวนการที่น้ำเบื้องล่างถูกพัดพาขึ้นมาเบื้องบน เนื่องจากกระแสลมพัดเอามวลน้ำที่ผิวบริเวณชายฝั่งออกสู่ทะเลมวลน้ำที่อยู่ระดับลึกจะไหลเข้าสู่ฝั่งแล้ววกสู่ผิวน้ำแทนที่มวลน้ำที่พัดออกไปซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อแพลงก์ตอน เพราะเป็นการนำธาตุอาหารจากพื้นน้ำเข้ามาสู่ผิวน้ำ ทำให้แพลงก์ตอนได้ใช้ จึงมีการเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนมากขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเอง\r\n\r\nแหล่งที่มาข้อมูล : http://www.fisheries.go.th/cf- nakhon/newweb/index.php?option=com_content&view=article&id=143:2014-02-\r\n21-02-40-33&catid=23:activity\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : กรวิภา เอี่ยมสอ้าง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1539743594.jpg"],
    [973,1260,"แป้งพองตัวแล้วหนืด","Wed, 2018-10-17 09:31","http://www.stkc.go.th/node/1260",null,null,"ปัจจุบันมีอาหารที่แปลกใหม่เกิดขึ้นมาเยอะมากมาย ทั้งของคาวและของหวาน และอาหารเกือบทุกชนิดก็มีลักษณะพิเศษในตัวของอาหารเอง เลยทำให้นึกถึงอาหารชนิดหนึ่งขึ้นมาซึ่งอาจจะเป็นเมนูโปรดของใครหลาย ๆ คน นั่นคือ ราดหน้า โดยความพิเศษอยู่ตรงน้ำของราดหน้านั้นมีความหนืด จึงสงสัยว่า ทำไมน้ำราดหน้าถึง หนืดอย่างที่ทราบกัน น้ำราดหน้าทำจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งปกติแล้วแป้งที่ให้ความหนืด ที่นิยมใช้กันได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง (Tapioca Starch) แป้งข้าวโพด (Corn Starch) โดยแป้งทุกชนิดจะมีองค์ประกอบของอะไมโลส (Amylose) และ อะไมโลเพคติน (Amylopectin) เนื่องการจัดเรียงโมเลกุลของอะไมโลสและอะไมโลเพคติน ภายในเม็ดแป้งนั้นจะมีส่วนของผลึก (crystalline) อยู่กันหนาแน่นเป็นระเบียบช่วยป้องกันการกระจายตัวและทำให้ไม่ละลายในน้ำเย็น ส่วนที่มีรูปร่างไม่แน่นอน ( amorphous) เกาะเกี่ยวกันอย่างหลวมๆ สามารถดูดซับน้ำได้ การพองตัวของแป้ง เริ่มจากการพองตัวในส่วนที่เป็นระเบียบน้อยที่สุดคือในส่วนของ amorphous ตามมาด้วยโมเลกุลในส่วน  crystalline เริ่มคลายตัวออก\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n   และเมื่อเราให้ความร้อนกับแป้งไปเรื่อยๆ จะเกิดการแตกตัวของโครงสร้างผลึกและส่วนกิ่งก้านของโมเลกุลอะไมโลเพคตินที่แตกออกมา จะถูกโมเลกุลของน้ำแทรกเข้าไปจนเกิดการพองตัวไปแนวรอบ ๆ เม็ดแป้ง เมื่อแป้งเกิดการพองตัว จะมีคุณสมบัติในการคืนตัว (Retrogradation) ต่ำ จึงไม่ทำให้แป้งเหลวลงเมื่อทิ้งไว้นานจนเย็น ซึ่งแป้งแต่ละชนิดมีอัตราการคืนตัวของน้ำแป้งสุกแตกต่างกัน การคืนตัวของแป้งสุกนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อน้ำแป้งสุกซึ่งร้อนมีอุณหภูมิลดต่ำลง ขณะที่อุณหภูมิลดลง โมเลกุลอิสระของอะไมโลสซึ่งอยู่ใกล้กันจะเคลื่อนที่เข้ามาใกล้กันและจับตัวกันด้วยพันธะไฮโดรเจนทำให้เกิดสภาพการจัดเรียงตัวของโมเลกุลขึ้นใหม่ โดยเปลี่ยนจากลักษณะการกระจายตัวของโมเลกุลมาเป็นส่วนที่เป็นผลึก โดยทั่วไปแป้งจากรากและหัวของพืช จะมีอัตราการคืนตัวช้ากว่าแป้งธัญพืช ทั้งนี้เป็นเพราะเมื่อได้รับความร้อนจะพองตัวเร็วและมาก โมเลกุลแป้งกระจายตัวทั่วทั้งน้ำแป้ง ทำให้โมเลกุลของอะไมโลสมาจัดเรียงตัวกันใหม่ได้ยาก แต่แป้งจากธัญพืช เมื่อได้รับความร้อนจะพองตัวน้อยกว่า เม็ดแป้งแตกน้อย โมเลกุลที่คลายตัวยังอยู่ใกล้ชิดกันจึงเคลื่อนที่จับกันใหม่ได้ง่าย แต่การมีอะไมโลเพคตินอยู่ในปริมาณสูงทำให้อัตราการคืนตัวของน้ำแป้งสุกช้าลง เนื่องจากโมเลกกุลอะไมโลเพคตินที่มีกิ่งก้านสาขามาก ทำให้เกะกะส่งผลให้โมเลกุลแป้งเคลื่อนที่เข้าจับกันใหม่ได้ยาก\r\n\r\n   อย่างไรก็ตามเป็นที่นิยมให้ความหนืดแก่อาหารนั้น นอกจากให้ความหนืดและความคงตัว แล้วความใสของน้ำแป้งสุกเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นแป้งที่ให้ความหนืดได้ดี แต่ในความขุ่นตัวเช่น แป้งข้าวเหนียว แป้งมันฝรั่ง แป้งสาลี ก็ไม่นิยมใช้ทำอาหารที่ต้องการความใส ดังนั้นอาหารที่ต้องการความหนืด และใส เช่น ราดหน้า กระเพาะปลา หรือ เต้าหู้ทรงเครื่อง จึงต้องใช้แป้งมัน แป้งข้าวโพดเท่านั้น\r\n\r\nแห่ลงข้อมูลอ้างอิง : \r\nwww.foodnetworksolution.com \r\nwww.sciencedirect.com\r\nwww.eu.lib.kmutt.ac.th\r\n\r\nเรียบเรียงโดย : รัชเนศ เพ็ชรเย็น\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1539743476.gif"],
    [974,1258,"ซีแลนเดีย (Zealandia) ทวีปใหม่ที่รอการประกาศ","Tue, 2018-10-16 13:57","http://www.stkc.go.th/node/1258",null,null,"เด็กๆคงได้เรียนมาแล้วว่าโลกประกอบด้วยทวีป 7 ทวีป คือ เอเชีย ยุโรป แอฟริกา แอนตาร์กติกา อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และออสเตรเลีย \r\nซึ่งทวีปเอเชียและยุโรปอยู่ติดกันบนผืนทวีปขนาดใหญ่หรือมหาทวีป ที่ชื่อว่า “ยูเรเชีย” (Eurasia) ทำให้บนโลกมีแผ่นทวีปหลักเพียง 6 ทวีปทั้งนั้น\r\n\r\nในปีค.ศ. 1995 Bruce Luyendyk นักธรณีฟิสิกส์จาก University of California ที่ Santa Barbara ได้กล่าวถึง “ซีแลนเดีย” (Zealandia) ซึ่งเป็นชื่อ\r\nที่ตั้งขึ้นเพื่อเรียกพื้นที่ส่วนหนึ่งของนิวซีแลนด์ รวมถึงนิวคาลีโดเนีย และส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำซึ่งแยกจากมหาทวีปโบราณกอนด์วานา \r\n\r\nผลการศึกษาวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์อีก 10 ท่าน โดยนำแนวคิดของ Bruce Luyendyk มาต่อยอด และใช้เวลารวบรวมข้อมูลกว่า 2 ทศวรรษ แล้วนำ\r\nมาวิเคราะห์ด้วยเกณฑ์การศึกษาชั้นหินทางธรณีวิทยาโดยพิจารณาเกณฑ์ดังนี้\r\n\r\n1. ความสูงสัมพัทธ์ของแผ่นดินที่โผล่พ้นจากมหาสมุทร\r\n2. ความหลากหลายของชั้นหิน 3 ประเภทคือ หินอัคนี หินแปร และหินตะกอน\r\n3. ความหนาของชั้นหินและแผ่นเปลือกโลก เทียบกับพื้นมหาสมุทรโดยรอบ\r\n4. ขนาดของพื้นที่ซึ่งใหญ่เกินกว่าจะเป็นอนุทวีป และชิ้นส่วนของทวีปโบราณ \r\nจากการวิเคราะห์โดยใช้เกณฑ์พิจารณาข้างต้น ประกอบกับการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมทำให้ได้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม และแผนที่ความโน้มถ่วงของ\r\nพื้นมหาสมุทรโบราณแสดงให้เห็นว่า ซีแลนเดียนั้นแยกตัวออกมาอย่างชัดเจน อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ\r\n4.9 ล้านตารางกิโลเมตร หรือ 2 ใน 3 ของทวีปออสเตรเลีย แต่มีขนาดใหญ่กว่าแผ่นทวีปอินเดีย มาดากัสการ์ นิวกีนี กรีนแลนด์ และเปลือกโลกอื่นๆ \r\nถึงแม้ว่า 94% ของพื้นที่ทั้งหมดจมอยู่ใต้มหาสมุทร มีเพียงพื้นดินส่วนเกาะเหนือ และเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ และนิวคาลีโดเนียเท่านั้นที่โผล่พ้นน้ำ \r\nแต่ซีแลนเดียก็ตรงตามเงื่อนไขสำคัญที่กล่าวมา ทำให้นักธรณีวิทยาเห็นตรงกันว่าซีแลนเดียควรได้รับการพิจารณาให้เป็นทวีปใหม่ของโลก\r\n\r\n\r\nไม่เพียงประกาศให้ซีแลนเดียเป็นทวีปใหม่เท่านั้น แต่ความรู้ใหม่ทางธรณีวิทยาครั้งนี้ยังทำให้เห็นว่าแผ่นทวีปสามารถถูกกดให้จมลงใต้น้ำ และส่วนที่ยัง\r\nไม่แตกออกนั้นมีประโยชน์ในด้านการวิจัยทางธรณีวิยา กระตุ้นแนวคิดด้านพลศาสตร์ของโลกต่อการสำรวจการก่อตัวและล่มสลายของแผ่นทวีปและจาก\r\nข้อกำหนดของสหประชาชาติ ซึ่งระบุเกี่ยวกับขอบเขตของทวีปว่า ประเทศในอาณาเขตสามารถเสาะหาผลประโยชน์นอกชายฝั่งได้ อาจมีผลในด้านเศรษฐกิจ\r\nทำให้ประเทศนิวซีแลนด์มีทรัพยากรทางทะเลอย่างแหล่งน้ำมัน และแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์เพิ่มขึ้นอีกด้วย\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง:\r\no https://www.geosociety.org/gsatoday/archive/27/3/article/GSATG321A.1.htm\r\no http://www.iflscience.com/environment/earth-has-a-brandnew-continent-called-zealandia-and-its-been-hiding-in-plain-sight-for-ages/all/\r\no http://www.businessinsider.com/zealandia-continent-new-zealand-australia-2017-2","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1539673035.jpg"],
    [975,1257,"LED สีน้ำเงินฮีโร่ใหม่จากญี่ปุ่น","Tue, 2018-10-16 13:54","http://www.stkc.go.th/node/1257","วิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ",null,"เมื่อปี 2014 นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น 3 คนคือ ศาสตราจารย์ อิซามุ อากาซากิศาสตราจารย์ ฮิโรชิ อามาโนะ และศาสตราจารย์ ชูจิ นากามูระ \r\nได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากผลงานการประดิษฐ์คิดค้นไดโอดเปล่งแสงสีน้ำเงิน หรือ แอลอีดี (LED) สีน้ำเงิน ซึ่งเมื่อนำมารวมกับแอลอี\r\nดีสีแดงและแอลอีดีสีเขียวที่มีอยู่แล้วส่งผลให้เกิดหลอดประหยัดไฟแสงสีขาวความเข้มสูง และผลงานนี้ยังได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์สูงสุด\r\nต่อมนุษยชาติ\r\n\r\nในปีค.ศ. 1962แอลอีดีที่ให้สีแดงถูกประดิษฐ์ขึ้น แล้วตามมาด้วย แอลอีดีที่ให้แสงสีเขียว ถ้าหากว่ามี แอลอีดีสีน้ำเงินอีกสักชนิด โดยใช้ความรู้\r\nวิทยาศาสตร์เรื่องแม่สีแห่งแสง คือเมื่อนำแอลอีดีทั้งสามชนิดมาผสมกันจะทำให้ได้แอลอีดีที่ให้แสงสีขาว และในที่สุดนักวิจัยชาวญี่ปุ่นสามคน\r\nก็ค้นพบวิธี สร้างแอลอีดีสีน้ำเงินได้สำเร็จขึ้นมาครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990\r\n\r\n\r\nชนิดของหลอด\tค่าความสว่าง\tอายุการใช้งาน\r\n1. หลอดไส้\t16 ลูเมน ต่อ วัตต์ ( lm / W)\tประมาณ 1,000 ชั่วโมง\r\n2. หลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิด Compact (CFL)\t67 ลูเมน ต่อ วัตต์ ( lm / w )\tประมาณ 10,000 ชั่วโมง\r\n3. หลอดแอลอีดี\t300 ลูเมน ต่อ วัตต์ ( lm / w )\tประมาณ 100,000 ชั่วโมง\r\n\r\nตาราง: เปรียบความสว่างและอายุการใช้งานของหลอด 3 ชนิด\r\n\r\nหากจะเปรียบเทียบค่าความสว่างของแสงสีขาวและอายุการใช้งานระหว่างหลอดไส้ หลอดฟลูออเรสเซนต์และ หลอดแอลอีดีจากข้อมูล\r\nในตารางจะเห็นได้ว่า การใช้หลอดแอลอีดีให้ค่าความสว่างสูงกว่าหลอดชนิดอื่นเมื่อใช้พลังงานต่อวัตต์เท่ากัน ซึ่งช่วยให้ประหยัดพลังงานไฟฟ้า\r\nได้อย่างมากเลยทีเดียว นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าหลอดแอลอีดีมีอายุการใช้งานทนทานนานกว่าหลอดชนิดอื่นอย่างเห็นได้ชัด ข้อดีอีกประการหนึ่ง\r\nที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในโลกปัจจุบันคือ เนื่องจากหลอดไฟแอลอีดีใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยมากจึงสามารถใช้แผงโซล่าเซลล์เป็นแหล่งพลังงาน\r\nไฟฟ้าได้ ส่งผลให้ผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ในประเทศโลกที่สามสามารถเข้าถึงแสงสว่างได้มากยิ่งขึ้น\r\n\r\n\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง:https://www.thairath.co.th/content/455301\r\n\r\nเรียบเรียงโดย: นางรักชนก บุตตะโยธี","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1539672876.jpg"],
    [976,1256,"น้ำยาปรับผ้านุ่ม: วิทยาศาสตร์ในของใช้ใกล้ตัว","Tue, 2018-10-16 13:52","http://www.stkc.go.th/node/1256","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","น.ส.สมฤทัย ลอยมา","ปฎิเสธไม่ได้ว่า ในปัจจุบันนี้แค่เสื้อผ้าที่ดูสะอาดอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับผู้สวมใส่ แต่เสื้อผ้านั้นอาจจะต้องมีกลิ่นหอม นุ่มนวล น่าสัมผัสอีกด้วย \r\nการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มจึงเป็นทางเลือกที่นิยมกันมากขึ้นแทนที่จะใช้ผงซักฟอกแต่เพียงอย่างเดียว\r\n\r\nในช่วงแรกน้ำยาปรับผ้านุ่มถูกผลิตมาเพื่อใช้กับเส้นใยเรยอน ซึ่งต่อมาได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถใช้ได้กับเส้นใยผ้าทุกชนิด ซึ่งน้ำยาปรับผ้านุ่มนั้น \r\nความจริงแล้วก็คือ สารเคมีที่มีคุณสมบัติช่วยลดแรงตึงผิว ซึ่งทำให้ลดความหยาบกระด้างของเส้นใยผ้าให้นุ่มฟูเรียบลื่น เพราะธรรมชาติของเส้นใยผ้าที่ผลิต\r\nจากเส้นใยต่างๆมักจะมีความชื้นอยู่น้อย จึงมีความแข็งหยาบทำให้เวลาสวมใส่มักเสียดสีกับผิวทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตได้ง่ายโดยองค์ประกอบหลักในน้ำยาปรับ\r\nผ้านุ่มนั้นจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน นั่นก็คือ \r\n\r\n1. ไข \r\n2. ส่วนที่ทำให้ไขละลายน้ำ \r\n\r\nโดยหลักการทำงานของน้ำยาปรับผ้านุ่ม เมื่อสารปรับผ้านุ่มละลายน้ำจะให้ประจุบวก ส่วนเส้นใยผ้าทุกชนิดในน้ำจะให้ประจุลบเสมอด้วยประจุที่ตรงข้ามกันก็\r\nจะทำให้มีแรงดึงดูดเข้าหากันระหว่างผ้าและสารปรับผ้านุ่ม สารปรับผ้านุ่มจึงไปยึดเกาะบนเนื้อผ้า ทำให้ผ้ามีความนุ่มลื่นและลดการเสียดสีระหว่างผ้ากับผิว \r\nจึงทำให้เรารู้สึกถึงผิวสัมผัสที่นุ่มลื่น และสามารถลดการเกิดไฟฟ้าสถิตที่เกิดจากการเสียดสีได้อีกด้วย นอกจากนี้ น้ำยาปรับผ้านุ่มยังทำให้ผ้าอุ้มน้ำได้น้อยลง \r\nเป็นผลทำให้ผ้าแห้งได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังสามารถกักเก็บหัวน้ำหอมไว้บนผ้าได้ดี ทำให้ผ้านั้นมีกลิ่นหอมติดทนยาวนาน แถมยังช่วยลดกลิ่นอับให้น้อยลงได้อีก\r\n\r\nสำหรับข้อปฏิบัติในการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มนั้น อย่างที่หลายคนทราบกันดีอยู่แล้วคือ ควรใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มในน้ำสุดท้ายของการซัก โดยไม่ควรใส่รวมไปพร้อม\r\nกับผงซักฟอกหรือขณะที่มีน้ำผงซักฟอกอยู่ เพราะในสารปรับผ้านุ่มจะมีส่วนผสมของสารที่ทำให้ปริมาณฟองลดลง ซึ่งจะไปขัดขวางการทำงานของผงซักฟอก \r\nทำให้ประสิทธิภาพในการขจัดคราบสกปรกลดน้อยลง\r\n\r\nแหล่งอ้างอิง:\r\no http://www.siamchemi.com/\r\no https://anthordimension.wordpress.com/น้ำยาปรับผ้านุ่ม-ลงลึก/\r\no http://siweb.dss.go.th/repack/repack_description.asp?repack_ID=14\r\n\r\nเรียบเรียงโดย: น.ส.สมฤทัย ลอยมา","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1539672722.jpg"],
    [977,1253,"นิสัยการล่าเหยื่อของแมวใช้ปราบหนูในเมืองใหญ่ไม่ได้ผล","Fri, 2018-10-12 10:57","http://www.stkc.go.th/node/1253","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.bbc.com/thai/features-45690434","Image copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nแผนการที่มีผู้เสนอให้นำแมวจรจัดไปปล่อยเพิ่มในเมืองใหญ่อย่างนครชิคาโกของสหรัฐฯ เพื่อให้ไล่ปราบหนูสกปรกที่เป็นพาหะนำโรคนั้น อาจเป็นแผนการที่ไม่ได้ผลจริงในทางปฏิบัติ เพราะนิสัยการล่าเหยื่อของแมวทำให้มันหลีกเลี่ยงหนูท่อตัวใหญ่ที่ต้องออกแรงสู้กันสุดกำลัง และหันไปหาเหยื่ออื่น ๆ ที่ไร้หนทางป้องกันตัวแทน\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติจากมหาวิทยาลัยฟอร์แดมของสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยซิดนีย์ของออสเตรเลีย ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องนี้ลงในวารสารความก้าวหน้าทางนิเวศวิทยาและวิวัฒนาการ (Frontiers in Ecology and Evolution) โดยระบุว่าแมวจรจัดในเมืองใหญ่นั้นมีพฤติกรรมเหมือนกับมนุษย์ ซึ่งต้องการหาอาหารด้วยวิธีที่ง่ายและใช้พลังงานน้อยที่สุด โดยมุ่งล่าเหยื่อที่อ่อนแอกว่า\r\n\r\n \r\n\r\nมีการทดลองฝังไมโครชิปในหนูท่อจำนวนหนึ่ง ซึ่งหนูเหล่านี้หากินอยู่แถบโรงงานรีไซเคิลของเสียจากอุตสาหกรรมประจำเขตบรูกลินในนครนิวยอร์ก ทั้งมีการติดตั้งกล้องสังเกตการณ์ในบริเวณดังกล่าวด้วย โดยมีการติดตามพฤติกรรมของหนูที่ถูกฝังไมโครชิปเป็นเวลา 5 เดือน และบันทึกภาพวิดีโอขณะที่มีแมวหรือหนูปรากฏตัวได้รวม 306 คลิป ในช่วงเวลาดังกล่าว\r\n\r\nImage copyrightSPL\r\n\r\nคำบรรยายภาพแมวและหนูมีวิวัฒนาการที่สัมพันธ์กันมาเป็นเวลานานหลายพันปี\r\n\r\nจากภาพวิดีโอที่ปรากฏ มีแมวเข้ามาในพื้นที่ 259 ครั้ง แต่มีเพียง 20 ครั้งที่แมวพยายามสะกดรอยติดตามหนู และมีเพียง 3 ครั้งที่แมววิ่งไล่ล่าหนูอย่างจริงจัง เมื่อสิ้นสุดการทดลอง นักวิจัยพบว่ามีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่แมวสามารถจับและฆ่าหนูได้สำเร็จ\r\n\r\nทีมผู้วิจัยบอกว่า แม้ประชากรแมวในสถานที่อื่น ๆ จะสามารถจับหนูได้มากกว่าแมวจรจัดในเมืองใหญ่ แต่ผลการศึกษาที่ผ่านมาชี้ว่าหนูที่จับได้มักเป็นหนูตัวเล็กที่มีน้ำหนักไม่เกิน 150 กรัม ในขณะที่หนูท่อในเมืองใหญ่มักเป็นหนูนอร์เวย์ (Norway Rats) ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าสองเท่าและหนักราว 300 กรัม\r\n\r\nรายงานการวิจัยสรุปว่า \"แมวจรจัดมักหลีกเลี่ยงหนูในเมืองใหญ่ และหันไปล่าเหยื่อที่ล่าง่ายเช่นนก กิ้งก่า แมลงสาบ หรือคุ้ยเขี่ยหาเศษอาหารตามกองขยะมากกว่า\"\r\n\r\n\"ในขณะเดียวกัน หนูก็มักจะหลบซ่อนตัวขณะที่แมวออกมาด้วย ทำให้มนุษย์มองว่ามีหนูน้อยลงในสถานที่ที่แมวอยู่ แต่ในความเป็นจริงจำนวนประชากรหนูไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย\"\r\n",null],
    [978,1252,"การทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนคืออะไร และช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้จริงหรือ?","Fri, 2018-10-12 10:55","http://www.stkc.go.th/node/1252","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.bbc.com/thai/features-45698827","\r\n\r\n \r\n\r\nการทานอาหารแบบคนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนไม่เพียงจะส่งผลดีต่อสุขภาพกายในแง่ของการลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยลดน้ำหนัก และลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แต่งานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษยังอ้างว่าวิธีการรับประทานอาหารแบบนี้ยังช่วยป้องกันโรคซึมเศร้าได้ด้วย\r\n\r\nผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Molecular Psychiatry มาจากการวิเคราะห์งานวิจัย 41 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โดยพบว่า การรับประทานอาหารแบบคนในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้นการทาน ผัก ผลไม้ ธัญพืช ถั่ว น้ำมันปลา และน้ำมันมะกอก รวมทั้งการทานผลิตภัณฑ์จากนมและเนื้อสัตว์แต่น้อยนั้น ส่งผลดีต่ออารมณ์ของคนเรา และช่วยป้องกันภาวะซึมเศร้าได้\r\n\r\nดร.คามิลลา ลาซาลล์ ผู้ศึกษาเรื่องนี้ร่วมกับทีมนักวิจัยจากยูนิเวอร์ซิตี คอลเลจ ลอนดอน บอกว่า หลักฐานที่พบบ่งชี้ว่าการทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนอาจช่วยลดความเสี่ยงในการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานเป็นรูปธรรมจากการทดลองทางคลินิกก็ตาม\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายชี้ว่า ความเกี่ยวโยงระหว่างอารมณ์กับอาหารยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องจากอาหารไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า เพราะเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศก็มีผลอยู่ไม่น้อย และการที่คนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนมีสุขภาพจิตและอารมณ์ดีนั้น ส่วนหนึ่งอาจมาจากการใช้ชีวิตอยู่ในสภาพอากาศที่ดีด้วย ดังนั้นบรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านระบบเผาผลาญพลังงานในร่างกายระบุว่า จะต้องมีการศึกษาทดลองเรื่องนี้ให้ละเอียด และแม่นยำมากขึ้นเพื่อหาหลักฐานยืนยันทฤษฎีความเชื่อมโยงระหว่างอาหารกับภาวะซึมเศร้า\r\n\r\n\r\n \r\n",null],
    [979,1251,"ปลาไหลกัลเปอร์ สิ่งมีชีวิตประหลาดใต้ท้องทะเลลึก","Fri, 2018-10-12 10:52","http://www.stkc.go.th/node/1251","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม","https://www.bbc.com/thai/features-45720175","\r\n\r\nบ่อยครั้งที่เราได้เห็นการค้นพบสัตว์แปลก ๆ จากท้องทะเลลึก และครั้งล่าสุดนี้เป็นภาพที่เหล่านักวิทยาศาสตร์บนเรือวิจัย อีวี นอติลุส บันทึกไว้ได้ ขณะสำรวจมหาสมุทรแปซิฟิก ใกล้กับฮาวาย โดยเป็นภาพของ \"ปลาไหลกัลเปอร์\" (Gulper eel) ที่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างน่าทึ่ง\r\n\r\nปลาไหลกัลเปอร์ เป็นปลาทะเลในวงศ์ Saccopharyngidae ที่อาศัยอยู่ในน้ำลึกที่ระดับ 1,800 เมตร (6,000 ฟุต) มีลำตัวเรียวยาวสีดำไม่มีเกล็ด เมื่อโตเต็มวัยอาจยาวได้ถึง 2 เมตร\r\n\r\nปลาไหลกัลเปอร์ มีลักษณะเด่น คือ สามารถเปลี่ยนรูปร่างเพื่อข่มขู่สัตว์นักล่าได้ อีกทั้งยังมีขากรรไกรที่ใหญ่กว่าลำตัว และขยายได้กว้างเพื่อเขมือบกินเหยื่อขนาดใหญ่กว่า\r\n",null],
    [980,1250,"ภารกิจสู่ห้วงอวกาศลึกอาจทำให้นักบินอวกาศถึงตายได้","Fri, 2018-10-12 10:50","http://www.stkc.go.th/node/1250","ดาราศาสตร์","https://www.bbc.com/thai/features-45763046","Image copyrightNASA\r\n\r\nคำบรรยายภาพนักบินอวกาศขององค์การนาซาออกปฏิบัติงานที่ด้านนอกของสถานีอวกาศนานาชาติ\r\n\r\nผลวิจัยล่าสุดซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซาระบุว่า การเดินทางเป็นเวลานานเพื่อปฏิบัติภารกิจในห้วงอวกาศลึกนั้น มีความเสี่ยงเป็นอันตรายถึงชีวิตกับนักบินอวกาศอยู่สูงมาก เนื่องจากรังสีคอสมิกที่รุนแรงจะทำลายระบบทางเดินอาหารจนเสียหาย โดยไม่สามารถจะรักษาหรือฟื้นฟูได้\r\n\r\nทีมวิจัยจากศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (GUMC) ในสหรัฐฯ เผยผลการศึกษาซึ่งชี้ว่า การเดินทางสู่ห้วงอวกาศลึกหรือแม้แต่การเดินทางไปยังดาวอังคารนั้น จะทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้ของมนุษย์อวกาศได้รับความเสียหาย จนกระทั่งทำงานผิดปกติและเกิดมะเร็งขึ้นได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อภายในถูกไอออนหนักของธาตุอย่างเหล็กและซิลิคอนซึ่งมีอยู่ในรังสีคอสมิกชนปะทะตลอดเวลา\r\n\r\n \r\n\r\nดร. คามาล ดัตตา ผู้นำทีมนักวิจัยบอกว่า \"ไอออนหนักที่มีมวลมาก สร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อและดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิตได้มากกว่ารังสีเอกซ์หรือรังสีแกมมา ซึ่งเป็นโฟตอนหรืออนุภาคของแสงที่ไม่มีมวล\"\r\n\r\n\"เทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่สามารถคิดค้นเกราะป้องกันรังสีคอสมิก ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอจะปกป้องนักบินอวกาศจากไอออนหนักได้ และแม้เราอาจจะใช้วิธีกินยาต้านผลกระทบไม่พึงประสงค์นี้ แต่ก็ยังไม่มีใครลงมือพัฒนาตัวยาดังกล่าวขึ้นมา\" ดร. ดัตตา กล่าว\r\n\r\nก่อนหน้านี้เคยมีงานวิจัยที่ชี้ว่า รังสีคอสมิกในอวกาศสร้างความเสียหายต่อสมองในระดับที่มีนัยสำคัญ ทั้งทำให้ร่างกายของนักบินอวกาศชราภาพลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย แต่การเดินทางในอวกาศระยะสั้นเช่นการสำรวจดวงจันทร์ จะไม่ทำให้นักบินอวกาศได้รับรังสีคอสมิกมากนัก\r\n\r\nImage copyrightSPL\r\n\r\nคำบรรยายภาพภาพจากฝีมือศิลปินจำลองการปฏิบัติภารกิจของมนุษย์อวกาศบนดาวอังคาร\r\n\r\nทีมวิจัยของ GUMC ได้ทดลองให้หนูกลุ่มหนึ่งได้รับไอออนหนักของธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นอนุภาคแบบเดียวกับที่นักบินอวกาศต้องเจอในระดับต่ำ โดยมีหนูทดลองที่ได้รับแต่รังสีแกมมาอีกกลุ่มหนึ่งเป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งผลปรากฏว่าหนูทดลองกลุ่มแรกไม่สามารถดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกายได้ และเกิดก้อนเนื้อมะเร็งในระบบทางเดินอาหารขึ้นภายในเวลาไม่นาน\r\n\r\n\"ระบบทางเดินอาหารของคนเรามีการผลัดเซลล์เนื้อเยื่อชั้นบน และสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนอยู่เสมอทุก 3-5 วัน หากกระบวนการนี้ถูกรบกวนก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติและโรคภัยขึ้นได้\" ดร. อัลเบิร์ต ฟอร์เนซ จูเนียร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเฉพาะทางของนาซาที่ GUMC กล่าวเสริม\r\n\r\nทีมผู้วิจัยเชื่อว่าความผิดปกติจากรังสีคอสมิกในห้วงอวกาศลึกนี้ สามารถเกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ของคนเราได้เช่นกัน ซึ่งจะต้องมีการศึกษาทดลองกันโดยละเอียดต่อไป\r\n",null],
    [981,1249,"หมาจอมซนไซบีเรียนฮัสกี้มีตาสีฟ้าเพราะยีนซ้ำซ้อน","Fri, 2018-10-12 10:48","http://www.stkc.go.th/node/1249","สัตววิทยา","https://www.bbc.com/thai/features-45766909","Image copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nดวงตาสีฟ้าใสที่ดูแปลกและลึกลับของสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ ถือเป็นเสน่ห์ดึงดูดอย่างหนึ่งที่ทำให้มันเป็นที่นิยมในหมู่คนเลี้ยงสุนัขทั่วโลก ซึ่งล่าสุดนักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะได้คำตอบว่าดวงตาชวนพิศวงคู่นี้มีที่มาอย่างไรกันแน่\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ของสหรัฐฯ ร่วมกับทีมวิจัยของ Embark Veterinary Inc. ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ให้บริการด้านพันธุกรรมสุนัข ได้วิเคราะห์ดีเอ็นเอของสุนัข 6,070 ตัวทั้งพันธุ์แท้และพันทาง โดยเปรียบเทียบกับภาพถ่ายและข้อมูลอื่น ๆ ที่เจ้าของสุนัขให้มาทางแบบสำรวจออนไลน์ด้วย ซึ่งในจำนวนนี้มีสุนัขที่ตาสีฟ้าล้วนหรือสีฟ้าเป็นบางส่วนอยู่ 156 ตัว\r\n \r\n\r\nผลวิเคราะห์ทางพันธุกรรมพบว่า สุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ซึ่งมีตาสีฟ้าทั้งสองข้าง จะมีความแปรผันหลากหลายทางพันธุกรรมที่เรียกว่า Haplotype แบบหนึ่ง บนโครโมโซมคู่ที่ 18 โดยหน่วยพันธุกรรมหรือยีนที่แสดงลักษณะนี้มีซ้ำกันอยู่เป็น 2 ตัว\r\n\r\nความแปรผันหลากหลายทางพันธุกรรมดังกล่าวไม่ใช่การกลายพันธุ์ (Mutation) เนื่องจากเป็นลักษณะแตกต่างที่พบได้มากพอสมควรในกลุ่มประชากรหนึ่ง ซึ่งในกรณีนี้ยีนตัวเดียวกันจะมีลำดับเบสต่างกันออกไปบ้างเป็นบางจุด และสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ตาสีฟ้ามียีนที่แตกต่างนี้เพิ่มจากปกติมาอีกตัวหนึ่ง\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพในอนาคตข้อมูลทางพันธุกรรมจะช่วยให้ผู้เพาะพันธุ์สุนัขควบคุมสีตาของลูกสุนัขที่จะเกิดมาได้\r\n\r\nมีการตีพิมพ์รายงานวิจัยนี้ลงในวารสาร PLOS Genetics โดยทีมผู้วิจัยเชื่อว่า สาเหตุเดียวกันนี้ยังสามารถอธิบายได้ว่าทำไมสุนัขพันธุ์ออสเตรเลียนเชเพิร์ดที่มีขนสามสีจึงมีตาสีฟ้าด้วย\r\n\r\nก่อนหน้านี้มีงานวิจัยที่ชี้ว่า ปัจจัยทางพันธุกรรม 2 ประการ ทำให้สุนัขพันธุ์ที่มีขนลายหินอ่อน (Merle) และลายด่าง (Piebald) มีตาสีฟ้า ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการกลายพันธุ์ของโปรตีนที่ทำให้ลายขนมีลักษณะแปลกออกไปด้วย แต่เรื่องนี้ไม่สามารถใช้อธิบายกรณีของเหล่าหมาฮัสกี้ได้\r\n\r\nนายแอรอน แซมส์ ผู้แทนของ Embark Veterinary Inc. บอกว่า \"ในอนาคตข้อมูลทางพันธุกรรมนี้จะช่วยให้ผู้เพาะพันธุ์สุนัขควบคุมสีตาของลูกสุนัขที่จะเกิดมาได้ แต่เรายังคงต้องวิจัยเพิ่มเติมอีก เพราะมีกรณีสุนัขฮัสกี้ที่พบได้ยากบางรายซึ่งมียีนซ้ำซ้อนแต่กลับไม่มีตาสีฟ้า แสดงว่ายังมีปัจจัยแวดล้อมหรือปัจจัยทางพันธุกรรมอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อเรื่องนี้อยู่ โดยที่เราไม่ทราบ\"\r\n",null],
    [982,1248,"กางเกงไฮเทคช่วยให้ผู้พิการเคลื่อนไหวได้","Fri, 2018-10-12 10:43","http://www.stkc.go.th/node/1248","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.bbc.com/thai/international-45722544","\r\nกางเกงขายาวไฮเทค ทำให้คุณแข็งแกร่งได้เหมือนซูเปอร์ฮีโร เสื้อผ้าหุ่นยนต์ที่ทั้งฉลาดและนุ่ม ช่วยผู้พิการและคนสูงอายุให้เคลื่อนไหวได้\r\n\r\nศ. โจนาธาน รอสซิเทอร์ ม.บริสตอล กล่าวว่า \"เราทำกางเกงหุ่นยนต์เนื้อนุ่ม 'The Right Trousers' ของเรา ถอดออกง่ายด้วยอุปกรณ์กระตุ้นที่ติดตั้งไว้ เป็นเหมือนกล้ามเนื้อเทียมรอบเอวและกางเกง เมื่อคุณกดปุ่มกางเกงก็จะเปลี่ยนรูปทรงและขนาดได้ มันจะใหญ่ขึ้น แล้วก็ถอดออกได้ง่ายขึ้นมาก\"\r\n\r\nกางเกงขาวยาวนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเสี่ยงหกล้มและยืนคนเดียวได้นานขึ้น\r\n\r\n\"Exoskeletons ที่ทำงานคล้ายกันปกติทำจากวัสดุแข็ง เราคิดว่า มันง่ายกว่ามาก ถ้าเราปรับมันเป็นเสื้อผ้า เพราะนั่นคือสิ่งที่เราสวมใส่มันสบายกว่า ใช้ง่ายกว่าและยืดหยุ่นมากขึ้น เราจึงผลิตมันได้ง่ายขึ้น\"\r\n\r\nชื่อ \"The Right Trousers\" มีที่มาจาก \"The Wrong Trousers\" ในหนังเรื่อง Wallace and Gromit\r\n\r\n\"น่าสนใจมากที่รู้ว่า เสื้อผ้าของเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักในช่วง 10,000 ปีทีผ่านมา ผมสวมเสื้อผ้าฝ้ายอยู่ และนี่คือเทคโนโลยีเดียวกันกับเมื่อพันปีก่อน ถึงเวลาแล้วที่ เสื้อผ้าของเราจะต้องซับซ้อนขึ้น เช่นเดียวกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา\"\r\n",null],
    [983,1247,"หลักฐานจากซูเปอร์โนวาชี้หลุมดำไม่ใช่สสารมืด","Fri, 2018-10-12 10:40","http://www.stkc.go.th/node/1247","ดาราศาสตร์","https://www.bbc.com/thai/features-45783624","Image copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY\r\n\r\nคำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) มีหลุมดำอยู่นับหมื่นที่บริเวณใกล้ศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก\r\n\r\nบรรดานักวิทยาศาสตร์เคยคาดกันไว้ว่า หลุมดำยุคแรกเริ่ม (Primordial black hole) นั้นที่แท้อาจจะเป็นสสารมืด (Dark matter) ที่ยังค้นหาไม่พบ แต่ความหวังนี้มีอันต้องพังทลายลง หลังงานวิจัยทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์ล่าสุดชี้ว่า ไม่พบปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วงที่ควรจะเกิดขึ้นเพราะหลุมดำดังกล่าวในเหตุการณ์ซูเปอร์โนวามากกว่าพันครั้ง\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ ตีพิมพ์รายงานวิจัยข้างต้นลงในวารสาร Physical Review Letters โดยระบุว่าหลุมดำยุคแรกเริ่มซึ่งเป็นข้อสันนิษฐานทางทฤษฎีนั้นอาจไม่มีอยู่จริง หรือถ้ามีจริงโอกาสที่จะเป็นแหล่งที่อยู่ของสสารมืดนั้นมีอยู่น้อยมาก ส่วนหลุมดำทั่วไปที่มีมวลมากนั้นไม่ใช่สสารมืดอย่างแน่นอน\r\n\r\n \r\n\r\nมีการวิเคราะห์แสงจากปรากฏการณ์ที่ดาวฤกษ์ระเบิดเมื่อสิ้นอายุขัยหรือซูเปอร์โนวาที่สว่างเจิดจ้าที่สุด 1,320 ครั้ง และพบว่าในจำนวนนี้ 8 ครั้งควรมีความสว่างมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะแสงจากซูเปอร์โนวาควรจะถูกแรงโน้มถ่วงจากหลุมดำยุคแรกเริ่มทำให้บิดโค้งและขยายตัวขึ้นตามหลักการเลนส์ความโน้มถ่วง (Gravitational lens) แต่ก็มิได้เป็นเช่นนั้น\r\n\r\nผลวิเคราะห์ยังชี้ว่าหากหลุมดำยุคแรกเริ่มมีอยู่จริง อาจมีจำนวนไม่มากพอกับปริมาณสสารมืดทั้งหมดในเอกภพ โดยน่าจะมีสสารมืดอยู่ในนั้นได้เพียงไม่เกิน 40% ของสสารมืดทั้งหมด\r\n\r\nส่วนผลวิเคราะห์อีกชิ้นของทีมวิจัยเดียวกันที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ ซึ่งใช้ข้อมูลจากปรากฎการณ์ซูเปอร์โนวาที่ค้นพบใหม่อีก 1,048 ครั้ง ชี้ว่าโอกาสดังกล่าวยิ่งมีน้อยลง โดยหลุมดำยุคแรกเริ่มจะมีสสารมืดได้เพียงไม่เกิน 23% เท่านั้น\r\n\r\n\r\n\r\nคำบรรยายภาพแผนที่แสดงการกระจายตัวของสสารมืดในแถบหนึ่งของจักรวาล\r\n\r\nหลุมดำยุคแรกเริ่มมีความแตกต่างจากหลุมดำทั่วไป โดยอาจมีมวลน้อยเพียง 1 ใน 10 ของมวลดวงอาทิตย์ และเชื่อว่าถือกำเนิดขึ้นจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของกาล-อวกาศ หลังการระเบิดครั้งใหญ่หรือบิ๊กแบงได้ไม่นาน\r\n\r\nในปี 2016 นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มเสนอว่าหลุมดำยุคแรกเริ่มอาจจะเป็นสสารมืดที่ยังค้นหาไม่พบ หลังได้เบาะแสจากการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงได้เป็นครั้งที่ 2 แต่ก็มีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายรายที่เสนอว่า สสารมืดนั้นน่าจะมีหลายประเภทและอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน\r\n\r\nสสารมืดเป็นองค์ประกอบลึกลับที่มองไม่เห็น แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการช่วยยึดเหนี่ยวดาราจักรหรือกาแล็กซีต่าง ๆ ให้เกาะตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนอยู่ได้ ปัจจุบันนักดาราศาสตร์สามารถทำแผนที่การกระจายตัวของสสารมืดในแถบหนึ่งของจักรวาลซึ่งมีกาแล็กซีต่าง ๆ อยู่ราว 26 ล้านกาแล็กซีได้แล้ว\r\n",null],
    [984,1246,"ม็อกซี หุ่นยนต์ผู้ช่วยพยาบาล","Fri, 2018-10-12 10:35","http://www.stkc.go.th/node/1246","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.bbc.com/thai/features-45783628","\r\n\r\nพบกับ \"ม็อกซี\" (Moxi) หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ประจำโรงพยาบาลที่มี \"ความฉลาดทางสังคม\"(social intelligence) ซึ่งจะมาช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของพยาบาลในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนบุคลากรด้านพยาบาล\r\n\r\nม็อกซี พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Diligent Robotics ในเมืองออสตินรัฐเท็กซัสของสหรัฐฯ มีความสามารถในการหยิบและนำส่งเวชภัณฑ์ได้เองอัตโนมัติ ซึ่งช่วยแบ่งเบางานของเหล่าพยาบาลที่อาจใช้เวลาถึง 30% ของการทำงานในแต่ละวันหมดไปกับการค้นหาและหยิบเวชภัณฑ์ที่ใช้รักษาคนไข้\r\n\r\n \r\n\r\nบริษัทผู้ผลิตจึงคาดว่า ม็อกซี จะช่วยให้พยาบาลมีเวลามากขึ้นในการทำงานอย่างอื่นที่จำเป็นกว่า\r\n\r\nปัจจุบัน มีการนำ ม็อกซี ไปทดลองใช้ที่โรงพยาบาลหลายแห่งในรัฐเท็กซัส ดร.โคล เอ็ดมันสัน หัวหน้าพยาบาลของโรงพยาบาล Texas Health Dallas เล่าว่า หลังจากได้นำม็อกซีไปทดลองใช้ในโรงพยาบาลพบว่า หุ่นยนต์เอไอตัวนี้สามารถช่วยนำเวชภัณฑ์ไปส่งให้นางพยาบาลที่กำลังทำงานในห้องแยกโรค ซึ่งผู้ป่วยถูกแยกไปรักษาเดี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่พวกเขาไม่ต้องถอดชุดที่ใส่ในห้องดังกล่าวเพื่อออกไปหยิบของเอง\r\n\r\n \r\n",null],
    [985,1245,"คนเราจดจำใบหน้าคนรู้จักได้โดยเฉลี่ยถึง 5,000 หน้า","Fri, 2018-10-12 10:31","http://www.stkc.go.th/node/1245","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://www.bbc.com/thai/features-45808449","Image copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nหลายคนอาจจะเคยพบกับเหตุการณ์ที่ทำให้เสียความรู้สึก เมื่อได้พบคนรู้จักซึ่งจากกันไปนาน แต่เขากลับจำหน้าคุณไม่ได้ เรื่องนี้นักจิตวิทยาชี้ว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น เพราะผลการศึกษาล่าสุดพบว่า คนส่วนใหญ่สามารถจดจำใบหน้าของผู้คนทั่วไปได้มากเกินคาด ซึ่งคิดเป็นจำนวนโดยเฉลี่ยถึง 5,000 ใบหน้าด้วยกัน\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยยอร์กของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลวิจัยดังกล่าวลงในวารสารของราชสมาคมกรุงลอนดอนฉบับบี (Proceedings of the Royal Society B.) โดยชี้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุจำนวนใบหน้าที่มนุษย์จดจำได้อย่างแน่ชัด\r\n\r\nก่อนหน้านี้คาดกันว่า มนุษย์มีความสามารถจดจำใบหน้าได้มากน้อยแตกต่างกันออกไปอย่างหลากหลาย ซึ่งอาจมีตั้งแต่ผู้ที่จำใบหน้าคนอื่น ๆ ได้จำกัดราว 1,000 หน้า ไปจนถึงคนที่จำได้มากอย่างเหลือเชื่อถึง 10,000 หน้า\r\n\r\nผู้วิจัยให้อาสาสมัครจำนวนหนึ่งทำแบบทดสอบให้เสร็จภายในเวลา 1 ชั่วโมง โดยอาสาสมัครจะต้องย้อนนึกถึงใบหน้าของคนรู้จักในชีวิตของตนเองให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นญาติ มิตรสหาย หรือเพื่อนร่วมงาน จากนั้นให้ทำแบบทดสอบความจำที่มุ่งทดสอบด้วยใบหน้าของบุคคลผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั่วไปในวงสังคม\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพผลการศึกษาล่าสุดนี้พบว่า คนเราจดจำใบหน้าคนรู้จักได้โดยเฉลี่ยถึง 5,000 หน้า\r\n\r\nในระหว่างที่ทำการทดสอบ ผู้วิจัยจะวัดและบันทึกอัตราเร็วในการรื้อฟื้นความจำเรื่องใบหน้าของอาสาสมัคร โดยสังเกตว่าอัตราเร็วดังกล่าวเริ่มชะลอตัวลงเมื่อใด ก็จะสามารถนำข้อมูลนี้ไปประมาณการทางสถิติเพื่อให้ทราบถึงจำนวนใบหน้าทั้งหมดที่อาสาสมัครสามารถจดจำได้\r\n\r\nผลปรากฏว่าอาสาสมัครส่วนใหญ่สามารถจดจำใบหน้าผู้อื่นได้โดยเฉลี่ยที่ 5,000 ใบหน้า และมีเพียง 2% ที่มีภาวะสูญเสียความสามารถระลึกรู้ใบหน้า (Prosopagnosia) ซึ่งเป็นความผิดปกติของระบบประสาทที่ทำให้ไม่สามารถจดจำใบหน้าต่าง ๆ ได้เลย\r\n\r\nศ. ไมค์ เบอร์ตัน ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า \"จากมุมมองทางวิวัฒนาการแล้ว การจดจำใบหน้าได้มากขนาดนี้นับว่าเป็นความสามารถที่เกินจำเป็นไปหน่อย เพราะบรรพบุรุษมนุษย์มีวิวัฒนาการมายาวนานในรูปแบบของกลุ่มสังคมขนาดเล็ก ที่ไม่ต้องใช้การจดจำใบหน้าจำนวนมากนัก\"\r\n\r\n\"แต่อย่างไรก็ตาม ในธรรมชาติมีปรากฏการณ์แบบนี้อยู่ไม่น้อย เช่นแมงมุมบางชนิดที่มีพิษร้ายแรงจนสามารถฆ่าม้าตัวใหญ่ได้ ทั้งที่แมงมุมนั้นก็ไม่ได้ต้องการม้าเพื่อเป็นอาหารแต่อย่างใด การที่มนุษย์จดจำใบหน้าได้มากเกินคาด อาจสะท้อนถึงความจำเป็นบางอย่างในการแยกแยะมิตรและศัตรูที่เรายังไม่ทราบก็เป็นได้\" ศ. เบอร์ตันกล่าว\r\n",null],
    [986,1244,"ดวงจันทร์ยูโรปาอาจเต็มไปด้วย “หนามน้ำแข็ง” ขนาดยักษ์","Fri, 2018-10-12 10:28","http://www.stkc.go.th/node/1244","ดาราศาสตร์","https://www.bbc.com/thai/features-45808455","Image copyrightNASA / JPL\r\n\r\nคำบรรยายภาพดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดี\r\n\r\nแม้ดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัสบดีจะมีมหาสมุทรขนาดใหญ่ที่ผืนน้ำแผ่ปกคลุมไปทั่วทั้งดาว แต่การส่งยานสำรวจลงจอดบนพื้นผิวอาจไม่ใช่เรื่องง่าย หลังนักดาราศาสตร์ค้นพบความเป็นไปได้ว่า อุณหภูมิที่เย็นเยียบสุดขั้วอาจทำให้เกิดชั้นน้ำแข็งหนาที่มีรูปร่างเป็นแท่งหนามขนาดยักษ์อยู่เหนือมหาสมุทรดังกล่าว\r\n\r\nคาดว่า \"หนามน้ำแข็ง\" นี้แผ่ปกคลุมไปทั่ว จนพื้นผิวดาวดูคล้ายกับขนเม่น โดยแต่ละแท่งมีลักษณะแหลมคมและสูงได้มากถึง 15 เมตร ซึ่งน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการส่งยานสำรวจลงจอดบนพื้นผิวดาว เพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรเบื้องล่างอย่างมาก เนื่องจากยานสำรวจอาจเสียหายเพราะถูกแท่งหนามน้ำแข็งเสียบแทง หรือยานอาจตกลงไปในหุบเหวลึกระหว่างหนามยักษ์แต่ละแท่งได้\r\n\r\n \r\n\r\nศ. แดเนียล ฮอบลีย์ จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นลงในวารสาร Nature Geoscience โดยระบุว่าการก่อตัวของน้ำแข็งในรูปแบบดังกล่าวหาพบได้ยากบนโลก เว้นแต่ในบางพื้นที่ของเทือกเขาแอนดีสในอเมริกาใต้ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมบางอย่างคล้ายคลึงกับดวงจันทร์ยูโรปา\r\n\r\nศ. ฮอบลีย์บอกว่า น้ำแข็งบนดวงจันทร์ยูโรปาจะไม่มีการละลายแล้วกลับแข็งตัวใหม่เหมือนกับน้ำแข็งในธรรมชาติบนโลก เนื่องจากดาวมีอุณหภูมิต่ำมากถึง -184 องศาเซลเซียส น้ำแข็งจึงก่อตัวขึ้นในรูปของผลึกที่สามารถเป็นเลนส์รวมหรือหักเหแสงอาทิตย์ลงสู่ฐานล่างได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ทำให้น้ำแข็งบางส่วนกลายเป็นก๊าซและก่อตัวขึ้นเป็นแท่งหนามขนาดใหญ่\r\n\r\nImage copyrightESO\r\n\r\nคำบรรยายภาพแท่งน้ำแข็งที่เป็นหนามแหลมหรือ Penitentes พบได้บนเทือกเขาแอนดีสในอเมริกาใต้เช่นกัน\r\n\r\nนอกจากนี้ การที่ดวงจันทร์ยูโรปาหันหน้าด้านเดียวเข้าหาดาวพฤหัสบดีเสมอ ยังทำให้ตำแหน่งของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าของยูโรปาคงที่ จนดาวบริวารดวงนี้ไม่มีความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลที่จะทำให้น้ำแข็งละลายได้\r\n\r\nแต่อย่างไรก็ตาม การก่อตัวของหนามน้ำแข็งในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นช้ามาก โดยจะมีความสูงเพิ่มขึ้นเพียง 1 ฟุต ในทุก 1 ล้านปี ซึ่งแสดงว่าทุ่งหนามน้ำแข็งยักษ์ที่ปกคลุมทั่วดวงจันทร์ยูโรปานั้น อยู่ในสภาพที่ไม่เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลานานอย่างน้อย 50 ล้านปีแล้ว\r\n\r\nแม้เรื่องนี้จะยังเป็นเพียงการคาดการณ์ทางทฤษฎี แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะปัจจุบันมีข้อมูลชี้ว่าดาวเคราะห์แคระอย่างพลูโตและดาวบริวารดวงอื่นในระบบสุริยะก็น่าจะมีหนามน้ำแข็งขนาดใหญ่บนพื้นผิวเช่นกัน แต่น้ำแข็งที่ว่านั้นน่าจะเป็นมีเทนแข็งหรือน้ำแข็งแห้งมากกว่า ซึ่งองค์การนาซาและองค์การอวกาศยุโรปมีแผนจะส่งยานโคจรสำรวจไปยังดวงจันทร์ยูโรปาอีกครั้ง ภายในทศวรรษ 2020 ที่จะถึงนี้\r\n",null],
    [987,1211,"แบคทีเรียในน้ำลายหมีสีน้ำตาลอาจเป็นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่","Thu, 2018-09-27 14:50","http://www.stkc.go.th/node/1211","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://www.bbc.com/thai/features-45539040","ในบรรดาเชื้อแบคทีเรียหลากหลายชนิดที่อยู่ในน้ำลายของหมีสีน้ำตาลพันธุ์ไซบีเรียตะวันออก (East Siberian brown bear) มีอยู่อย่างน้อยชนิดหนึ่งที่อาจนำไปพัฒนาเป็นยาปฏิชีวนะขนานใหม่ ซึ่งจะสามารถต้านทานเชื้อดื้อยาชนิดรุนแรงหรือซูเปอร์บั๊ก (Superbug) ได้\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัตเจอร์สของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการค้นพบข้างต้นลงในวารสาร PNAS โดยระบุว่าได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แยกแยะเชื้อแบคทีเรียนับแสนชนิดในน้ำลายของหมีออกจากกัน โดยให้เชื้อแต่ละชนิดพันธุ์แยกกันเกาะอยู่กับหยดน้ำมันเล็ก ๆ เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบว่าแบคทีเรียชนิดใดจะมีความสามารถต้านทานเชื้อดื้อยาได้บ้าง\r\n\r\nการที่นักวิทยาศาสตร์เลือกเอาหมีสีน้ำตาลพันธุ์ไซบีเรียตะวันออกมาศึกษา เพื่อค้นหาเชื้อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์นั้น เนื่องจากสัตว์ป่าที่อยู่ในสภาพแวดล้อมห่างไกลจากความเจริญและมนุษย์ น่าจะมีระบบชีวนิเวศจุลชีพ (Microbiome) หรือการดำรงอยู่ร่วมกันของจุลินทรีย์หลากหลายชนิดในร่างกายที่แตกต่างออกไปและยังไม่ถูกปนเปื้อน ซึ่งลักษณะพิเศษนี้ช่วยให้สัตว์ป่ามีภูมิต้านทานเชื้อโรคร้ายที่อยู่รอบตัวได้\r\n\r\nImage copyrightSPL\r\n\r\nผลการตรวจสอบเบื้องต้นปรากฏว่า มีเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งในน้ำลายของหมีสีน้ำตาล ไม่มีเชื้ออันตรายอย่าง Staphylococcus aureus มาอาศัยร่วมอยู่ด้วย แสดงว่าแบคทีเรียชนิดนี้สามารถฆ่าเชื้ออันตรายดังกล่าว ซึ่งเป็นเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะเมทิซิลลิน หรือที่เรียกกันว่าเชื้อ MRSA ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของวงการสาธารณสุขทั่วโลกนั่นเอง\r\n\r\nศ. คอนสแตนติน เซเวรินอฟ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า จำเป็นต้องจับหมีสีน้ำตาลพันธุ์ดังกล่าวมาจากถิ่นอาศัยในป่าลึก เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำลาย ก่อนจะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม เพราะไม่อาจใช้หมีในสวนสัตว์ที่กินอาหารและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้ระบบชีวนิเวศจุลชีพในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปจากตอนเป็นสัตว์ป่าแล้ว\r\n\r\n\"เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เราใช้แยกแยะเชื้อแบคทีเรียนับแสนชนิดในน้ำลายของหมีออกจากกัน ทำให้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่มีศักยภาพในการเป็นยาปฏิชีวนะขนานใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เทคนิคนี้จะปูทางไปสู่การค้นหายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่จากสัตว์ป่า ซึ่งจะทรงประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อดื้อยาได้ดีกว่าเดิม\" ศ. เซเวรินอฟกล่าว\r\n",null],
    [988,1210,"พบวิธีใหม่รักษาผมร่วง-ศีรษะล้าน ด้วยกลิ่นไม้หอมสังเคราะห์","Thu, 2018-09-27 14:45","http://www.stkc.go.th/node/1210","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.bbc.com/thai/international-45586764","ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ของสหราชอาณาจักร ค้นพบวีธีใหม่ในการรักษาภาวะผมร่วงและศีรษะล้านอย่างมีประสิทธิภาพกว่าเดิม โดยใช้สารให้กลิ่นสังเคราะห์เลียนแบบไม้จันทน์หอม (Sandalwood) ซึ่งสามารถยืดอายุเซลล์ในปุ่มรากผมให้ตายช้าลงและกระตุ้นการเติบโตของเส้นผมได้ดี\r\n\r\nมีการตีพิมพ์รายงานวิจัยดังกล่าวลงในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าสารให้กลิ่นสังเคราะห์แซนดาลอร์ (Sandalore) ซึ่งเป็นส่วนผสมในน้ำหอม สบู่ และเครื่องสำอางที่ใช้กันทั่วไปนั้น มีคุณสมบัติช่วยให้เส้นผมงอกขึ้นมาใหม่จากหนังศีรษะส่วนที่ล้านเลี่ยนเตียนโล่งไปแล้วได้\r\n\r\nศ. ราล์ฟ เพาส์ ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า ได้ทดลองให้สารแซนดาลอร์กับชิ้นส่วนหนังศีรษะที่ได้รับบริจาคมาจากผู้รับการผ่าตัดยกกระชับใบหน้า และพบว่าสามารถกระตุ้นการเติบโตของเส้นผมบนชิ้นส่วนหนังศีรษะดังกล่าวได้ ก่อนหน้านั้นยังมีการทดลองนำร่องเบื้องต้นในกลุ่มอาสาสมัครหญิง 20 คน และพบว่าสารแซนดาลอร์ช่วยลดจำนวนเส้นผมที่หลุดร่วงในแต่ละวันลงได้ด้วย\r\n\r\n\"นี่เป็นครั้งแรกที่มีการพิสูจน์ให้เห็นว่า เราสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างของอวัยวะขนาดเล็กในมนุษย์อย่างปุ่มรากผมได้ เพียงแค่ใช้สารให้กลิ่นสังเคราะห์ธรรมดาที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว\" ศ. เพาส์ กล่าว\r\n\r\nผู้นำทีมวิจัยอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ผิวหน้าของเยื่อหุ้มเซลล์ปุ่มรากผม (Hair follicle) นั้นมีหน่วยรับกลิ่นซึ่งเป็นโปรตีนชื่อว่า OR2AT4 อยู่ ซึ่งหากมีโมเลกุลของสารให้กลิ่นมาจับกับโปรตีนดังกล่าว เซลล์ปุ่มรากผมจะมีปฏิกิริยาเสมือนกับได้ดมกลิ่น และได้รับการกระตุ้นให้หลั่งสารเร่งการเจริญเติบโตของเส้นผม\r\n\r\nขณะนี้ทีมผู้วิจัยกำลังดำเนินการทดลองใช้สารแซนดาลอร์กับกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้น และคาดว่าจะสรุปผลได้ภายในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งหากการทดลองเป็นผลสำเร็จ คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานในการพัฒนาให้วิธีรักษาผมร่วงและศีรษะล้านดังกล่าวนำออกใช้ได้กับคนทั่วไปในเร็ว ๆนี้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม มีรายงานด้วยว่าบริษัทเวชภัณฑ์แห่งหนึ่งในอิตาลี ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายสารให้กลิ่นสังเคราะห์แซนดาลอร์รายใหญ่ เป็นหนึ่งในผู้อุปถัมภ์ที่มอบทุนสนับสนุนการวิจัยในครั้งนี้ด้วย\r\n",null],
    [989,1209,"ชี้ฟอสซิลสิ่งมีชีวิต 558 ล้านปี คือสัตว์ชนิดเก่าแก่ที่สุดของโลก","Thu, 2018-09-27 14:39","http://www.stkc.go.th/node/1209","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.bbc.com/thai/45599312","นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ค้นพบร่องรอยของโมเลกุลคอเลสเตอรอล ในซากฟอสซิลสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ที่มีอายุถึง 558 ล้านปี ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งมีชีวิตดังกล่าวเป็นสัตว์ ไม่ใช่พืชหรือเชื้อรา ทั้งยังเป็นสัตว์ชนิดเก่าแก่ที่สุดของโลก เท่าที่เคยมีการค้นพบมาอีกด้วย\r\n\r\nสิ่งมีชีวิตดังกล่าวมีชื่อว่า \"ดิกคินโซเนีย\" (Dickinsonia) เป็นสัตว์ทะเลซึ่งมีลักษณะคล้ายแมงกะพรุนที่ถูกผ่าลำตัวบางส่วนออก เดิมถูกจัดให้เป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตโบราณยุคอีดีแอคารัน (Ediacaran) ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์จำพวกแรกที่ปรากฏตัวขึ้นบนโลกเมื่อราว 635-541 ล้านปีก่อน\r\n\r\nก่อนหน้านี้นักบรรพชีวินวิทยาไม่สามารถจำแนกชี้ชัดได้ว่า ดิกคินโซเนียและสิ่งมีชีวิตยุคอีดีแอคารันเป็นพืช สัตว์ หรือเชื้อรากันแน่ เนื่องจากไม่พบร่องรอยของสารอินทรีย์ในซากฟอสซิลที่แสดงว่าเป็นสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น ๆ มาก่อน จนกระทั่งได้มาพบโมเลกุลของคอเลสเตอรอลซึ่งเป็นไขมันที่มีในสัตว์ ในฟอสซิลดิกคินโซเนียหลายชิ้นที่ได้มาจากชายฝั่งทะเลขาว (White Sea) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย\r\n\r\nImage copyrightILYA BOBROVSKIY\r\n\r\nคำบรรยายภาพฟอสซิลอายุ 558 ล้านปีมีร่องรอยของคอเลสเตอรอล ซึ่งชี้ว่าเป็นสัตว์ชนิดเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบมา\r\n\r\nมีการตีพิมพ์รายงานการค้นพบดังกล่าวลงในวารสาร Science โดยนายอิลยา โบบรอฟสกี นักศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ผู้นำการวิจัยครั้งนี้ระบุว่า \"ฟอสซิลเหล่านี้มาจากภูมิภาคที่ห่างไกลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทีมสำรวจต้องเดินทางไปด้วยเฮลิคอปเตอร์ และต้องปีนหน้าผาสูงเพื่อเจาะเอาฟอสซิลเหล่านี้ออกมาจากหินทรายที่ส่วนกลางของหน้าผา\"\r\n\r\nImage copyrightILYA BOBROVSKIY\r\n\r\nคำบรรยายภาพฟอสซิลที่นำไปสู่การค้นพบครั้งนี้ ได้มาจากชายฝั่งทะเลขาวทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย\r\n\r\n\"เดิมทีการศึกษาสิ่งมีชีวิตยุคอีดีแอคารัน จะใช้ฟอสซิลที่พบบริเวณเนินเขาอีดีแอคาราในออสเตรเลียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งฟอสซิลกลุ่มนั้นแทบจะไม่มีร่องรอยของสารอินทรีย์หลงเหลืออยู่ เพราะได้ผ่านความร้อน แรงกดดันใต้พื้นพิภพ และถูกชะล้างด้วยสภาพภูมิอากาศมานานหลายล้านปี ต่างจากฟอสซิลในยุคเดียวกันจากรัสเซียซึ่งยังคงมีโมเลกุลของคอเลสเตอรอลหลงเหลืออยู่สูงถึง 93% เลยทีเดียว\" นายโบบรอฟสกีกล่าว\r\n\r\nการค้นพบครั้งนี้เท่ากับไขปริศนาด้านบรรพชีวินวิทยาที่ติดค้างอยู่มานานถึง 75 ปีให้กระจ่าง โดยนักวิทยาศาสตร์สามารถสรุปได้ว่า สิ่งมีชีวิตหลายเซลล์จำนวนมากเมื่อ 558 ล้านปีก่อนนั้น มักเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่และพบได้ทั่วไปในท้องทะเล แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งมีชีวิตยุคอีดีแอคารันได้สูญพันธุ์ไปเป็นส่วนใหญ่ เมื่อย่างเข้าสู่ยุคแคมเบรียนที่มีสัตว์หลากหลายชนิดพันธุ์เกิดขึ้น\r\n",null],
    [990,1208,"สสาร \"นิวเคลียร์พาสต้า\" ในดาวนิวตรอน อาจแข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล","Thu, 2018-09-27 14:37","http://www.stkc.go.th/node/1208","ดาราศาสตร์","https://www.bbc.com/thai/features-45590446","สดุที่มีความแข็งแรงทนทานมากที่สุด อาจไม่ใช่เหล็กกล้าหรือเพชรอีกต่อไป เมื่อผลคำนวณทางทฤษฎีล่าสุดชี้ว่า สสารชนิดที่อยู่ภายในดาวนิวตรอนซึ่งมีความหนาแน่นมหาศาลนั้น สามารถจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าได้ถึง 1 หมื่นล้านเท่า ทั้งยังมีโครงสร้างประหลาดคล้ายเส้นหรือแผ่นพาสต้าหลายชนิดที่ใช้ประกอบอาหารอิตาเลียน\r\n\r\nทีมนักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแม็กกิลล์ มหาวิทยาลัยอินดีแอนา และสถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย (แคลเทค) ของสหรัฐฯ เผยแพร่ผลการศึกษาข้างต้นในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org โดยมีการตอบรับบทความดังกล่าวเพื่อนำตีพิมพ์ลงในวารสาร Physical Review Letters ในเร็ว ๆ นี้แล้ว\r\n\r\nทีมผู้วิจัยชี้ว่า ดาวนิวตรอนซึ่งเกิดจากการยุบตัวของแกนกลางดาวฤกษ์ขนาดใหญ่หลังการระเบิดซูเปอร์โนวา มีความหนาแน่นสูงเนื่องจากบีบอัดมวลมหาศาลที่เทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ 2-3 ดวง ลงมารวมกันอยู่ในพื้นที่เท่ากับเมืองเล็ก ๆ ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 20 กิโลเมตรเท่านั้น\r\n\r\nสภาพการณ์ดังกล่าวทำให้ดาวนิวตรอนมีพื้นผิวชั้นนอกเป็นเปลือกแข็งเหมือนแผ่นเปลือกโลก แต่มีความแข็งแกร่งกว่ามาก ส่วนธาตุต่าง ๆ ที่อยู่ชั้นในจะถูกบีบอัดจนนิวเคลียสหลอมรวมกัน จนอาจเกิดเป็นสสารชนิดใหม่ที่มีความหนาแน่นสูงกว่าน้ำ 100 ล้านล้านเท่าได้\r\n\r\nImage copyrightCAPLAN & HOROWITZ\r\n\r\nคำบรรยายภาพโครงสร้างของสสาร \"นิวเคลียร์พาสต้า\" รูปทรงต่าง ๆ\r\n\r\nผลการคำนวณและศึกษาด้วยแบบจำลองคอมพิวเตอร์ชี้ว่า สสารดังกล่าวสามารถจะก่อตัวเป็นโครงสร้างหลากหลายแบบ โดยส่วนใหญ่คล้ายกับอาหารจำพวกพาสต้า เช่น สปาเกตตีเส้นยาว แผ่นลาซานญาที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้น หรือเป็นรังผึ้งแบบขนมวาฟเฟิล\r\n\r\nทีมผู้วิจัยเรียกสสารที่น่าจะมีความแข็งแกร่งมากที่สุดในจักรวาลนี้ว่า \"นิวเคลียร์พาสต้า\" (Nuclear Pasta) ซึ่งคุณสมบัติที่เหลือเชื่อของมันทำให้ภายในของดาวนิวตรอนไม่เป็นเนื้อเดียวสม่ำเสมอ เหมือนกับมีภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงแฝงอยู่ใต้เปลือกผิวของดาว\r\n\r\nสสารดังกล่าวยังอาจทำให้ดาวนิวตรอนปลดปล่อยคลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational wave) อย่างอ่อนออกมาได้ด้วย แม้จะยังไม่ชนหรือรวมตัวเข้ากับดาวนิวตรอนดวงอื่นก็ตาม\r\n",null],
    [991,1207,"ดวงดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือกเคลื่อนที่เหมือนระลอกคลื่น","Thu, 2018-09-27 14:36","http://www.stkc.go.th/node/1207","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","https://www.bbc.com/thai/features-45611103","องค์การอวกาศยุโรป (ESA) เผยถึงข้อมูลล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศกายอา (Gaia) ซึ่งชี้ว่าดาวหลายล้านดวงในกาแล็กซีทางช้างเผือกมีการเคลื่อนที่แบบระลอกคลื่นในน้ำ ซึ่งปรากฏการณ์นี้น่าจะเกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์รุนแรงในอดีตเมื่อราว 300-900 ล้านปีก่อน\r\n\r\nกล้องโทรทรรศน์อวกาศกายอาซึ่งกำลังปฏิบัติภารกิจวัดและระบุตำแหน่งของดวงดาวกว่า 1 พันล้านดวงในกาแล็กซีทางช้างเผือก ส่งข้อมูลความเร็วในการเคลื่อนที่ทั้งสามมิติของดวงดาวเหล่านี้ให้กับทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติบนโลก ซึ่งได้ตีพิมพ์ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวในวารสาร Nature ฉบับล่าสุด\r\n\r\n\r\n\tดร.เทเรซา อันโตฮา ผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนาของสเปนบอกว่า ได้ศึกษารูปแบบการเคลื่อนที่ของดาวในดาราจักรที่เราอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง โดยใช้ข้อมูลของตำแหน่งดวงดาวที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศกายอาตรวจวัดได้อย่างแม่นยำมากขึ้น มาเปรียบเทียบกับข้อมูลความเร็วของดวงดาวในคอมพิวเตอร์\r\n\r\n\r\nผลที่ได้คือเส้นกราฟการเคลื่อนที่ในรูปแบบประหลาดคล้ายลวดลายบนเปลือกหอยทาก ซึ่งเป็นรูปแบบที่นักดาราศาสตร์ไม่เคยพบเห็นมาก่อน โดยเส้นกราฟลักษณะนี้บ่งบอกชัดว่า ดวงดาวในกาแล็กซีทางช้างเผือกเคลื่อนที่ขึ้นลงคล้ายระลอกคลื่น เหมือนกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังปาก้อนหินลงในบ่อน้ำ\r\n\r\nศ. อามีนา เฮลมี ผู้ร่วมทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยโกรนิงเงินของเนเธอร์แลนด์ชี้ว่า การเคลื่อนที่ของดวงดาวอย่างผิดปกติดังกล่าว แม้จะไม่ชัดเจนจนสามารถสังเกตเห็นได้โดยง่าย แต่ก็เป็นร่องรอยของเหตุการณ์รุนแรงในอดีตที่กาแล็กซีทางช้างเผือกได้ประสบมา ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเกิดจากการเฉียดผ่านของวัตถุอวกาศที่มีแรงโน้มถ่วงอันทรงพลังพอสมควร จนเกิดการรบกวนวิถีการเคลื่อนที่ของดวงดาวขึ้น แม้จะไม่ได้ชนปะทะกันโดยตรงก็ตาม\r\n\r\n\"เหตุการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด คือการโคจรเฉียดผ่านครั้งสุดท้ายของดาราจักรแคระซาจิตแทเรียส (Sagittarius)เมื่อราว 200-1,000 ล้านปีก่อน และในขณะนี้ดาราจักรแคระดังกล่าวก็กำลังถูกกาแล็กซีทางช้างเผือกดูดกลืนให้เข้ามารวมเป็นดาราจักรเดียวกันอยู่\" ศ. เฮลมีกล่าว\r\n",null],
    [992,1206,"แบคทีเรียในลำไส้มนุษย์ผลิตไฟฟ้าได้","Thu, 2018-09-27 14:34","http://www.stkc.go.th/node/1206","วิศวกรรมเคมี","https://www.bbc.com/thai/international-45623098","แบคทีเรียที่สร้างกระแสไฟฟ้ามักมีอยู่ตามสถานที่ซึ่งมนุษย์เข้าถึงได้ยาก เช่นในเหมืองลึกใต้ดินหรือก้นทะเลสาบ ทำให้ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์มองข้ามแหล่งกำเนิดพลังงานที่อยู่ใกล้ตัว ซึ่งได้แก่เชื้อแบคทีเรียแกรมบวกหลายร้อยชนิด ทั้งเชื้อโพรไบโอติกส์ในลำไส้ของคนเรา และเชื้อที่ก่อโรคอย่างลิสทีเรียนั่นเอง\r\n\r\nล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ของสหรัฐฯ ค้นพบว่าเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกหลายร้อยชนิดในลำไส้ของมนุษย์ รวมทั้งเชื้อ Listeria monocytogenes ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอุจจาระร่วงหรืออาการท้องเสียที่พบได้ทั่วไป สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างอ่อนได้ โดยพวกมันใช้วิธีที่แตกต่างไปจากแบคทีเรียผลิตไฟฟ้าชนิดที่มีการค้นพบมาก่อนหน้านี้\r\n\r\nรายงานการค้นพบดังกล่าว ซึ่งจะตีพิมพ์ในวารสาร Nature ฉบับวันที่ 4 ต.ค. ที่จะถึงนี้ระบุว่า เรื่องนี้นับเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังมุ่งคิดค้น \"แบตเตอรีมีชีวิต\" ซึ่งใช้จุลินทรีย์เป็นตัวกำเนิดพลังงานไฟฟ้า รวมทั้งเป็นข่าวดีต่อการพัฒนาระบบผลิตไฟฟ้าจากแบคทีเรียในโรงงานกำจัดของเสียด้วย\r\n\r\nดร. แซมมวล ไลต์ ผู้นำทีมวิจัยอธิบายว่า การที่แบคทีเรียผลิตไฟฟ้าออกมานั้น นับเป็นกระบวนการเดียวกันกับที่คนเราหายใจเอาออกซิเจนเข้าไป เพื่อขจัดอนุภาคอิเล็กตรอนที่เกิดขึ้นจากการเผาผลาญและผลิตพลังงานในร่างกาย โดยสัตว์และพืชจะส่งต่ออิเล็กตรอนเหล่านี้ให้กับโมเลกุลออกซิเจนในไมโทคอนเดรียของทุกเซลล์\r\n\r\nแต่ในกรณีของแบคทีเรียซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีออกซิเจน พวกมันจะ \"หายใจ\" โดยนำโมเลกุลของแร่ธาตุรอบตัวเช่นเหล็กหรือแมงกานีสเข้าไปแทน เพื่อส่งต่ออนุภาคอิเล็กตรอนให้และนำออกนอกเซลล์ในรูปแบบที่ส่งต่อกันเป็นทอด ๆ คล้ายลูกโซ่ จนทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น\r\n\r\nImage copyrightUC BERKELEY\r\n\r\nคำบรรยายภาพจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ซึ่งใช้ทำโยเกิร์ต ชีส และผักดอง สามารถผลิตไฟฟ้าได้ด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม เชื้อลิสทีเรียและแบคทีเรียแกรมบวกที่อยู่ในลำไส้ของมนุษย์ซึ่งมีออกซิเจนต่ำ มีวิธีหายใจที่ง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งกว่านั้น โดยจะส่งต่ออิเล็กตรอนให้กับสารฟลาวิน (Flavin) ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของวิตามินบี 2 ที่มีอยู่มากในลำไส้ โดยการส่งอิเล็กตรอนผ่านผนังเซลล์ที่มีอยู่ชั้นเดียวทำได้ง่าย ทั้งเกิดประสิทธิผลคุ้มค่าต่อต้นทุนทางชีวภาพที่ต้องสูญเสียไป\r\n\r\n\"เชื้อแบคทีเรียกลุ่มนี้เลือกหายใจด้วยวิธีดังกล่าวเป็นบางครั้ง ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอด แต่เพราะมันเป็นวิธีการที่ง่ายกว่า โดยกระบวนการนี้มีผลพลอยได้เป็นกระแสไฟฟ้าสูงสุดถึง 500 ไมโครแอมป์ จากการส่งต่ออิเล็กตรอนกว่า 1 แสนตัวต่อวินาทีในแต่ละเซลล์\" ดร. ไลต์ กล่าว\r\n\r\nกระบวนการผลิตไฟฟ้าแบบนี้ยังพบได้ในจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ซึ่งใช้ทำโยเกิร์ต ชีส และผักดอง ซึ่งทีมผู้วิจัยเชื่อว่าการส่งต่ออิเล็กตรอนออกนอกเซลล์ของเชื้อแบคทีเรียกลุ่มนี้ มีผลต่อรสชาติของอาหารหมักดองที่กล่าวมาด้วย\r\n",null],
    [993,1205,"ทำไมเราถึงคัน แล้วเราควรเกาไหม","Thu, 2018-09-27 14:32","http://www.stkc.go.th/node/1205","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.bbc.com/thai/international-45637416","มื่อพูดถึง ศาสตร์ของอาการคัน เราศึกษามันเพียงผิวเผินมาก แต่ประเด็นทางการแพทย์ที่มักถูกมองข้ามไปนี้ มีผลการศึกษาเกียวกับสมองของมนุษย์ที่น่าทึ่งไม่น้อย\r\n\r\nนี่คือความจริง 12 ข้อ ที่เกี่ยวพันกับผิวหนังของเรา\r\n\r\n1. คนเราเกาประมาณ 97 ครั้งต่อวัน\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพคนเราเกาประมาณ 97 ครั้งต่อวัน\r\n\r\nผลการศึกษาระบุว่า เราเกาเกือบ 100 ครั้งต่อวัน คุณอาจจะกำลังเกาอยู่ในขณะนี้ เกาต่อได้ ไม่มีใครมอง\r\n\r\n2. อาการคันจากสัตว์หรือพืช เกิดจากสารพิษที่ตกค้างบนผิวหนัง\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพแมงกะพรุน ทำให้เราหมดสนุกเวลาเล่นน้ำได้ หากไปโดนตัวมันเข้า\r\n\r\nเมื่อสารพิษปล่อยสารฮิสตามีนออกมา ภูมิต้านทานบางส่วนในร่างกายเราก็ตอบสนอง ซึ่งส่งผลให้ใยประสาทส่งสัญญาณคันไปยังสมองของเรา\r\n\r\n3. อาการคันมีเครือข่ายเส้นประสาทของตัวเอง\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพกรุณา หยุดเกา!\r\n\r\nเราเคยคิดว่า ความรู้สึกคันและเจ็บเกิดขึ้นมาจากใยประสาทเดียวกัน แต่ในปี 1997 มีการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ที่เปิดเผยว่า ความรู้สึกคันมีใยประสาทเฉพาะของตัวมันเอง\r\n\r\n4. แต่สัญญาณคันเดินทางช้ามาก\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่มีอาการคัน\r\n\r\nใยประสาทมีความเร็วแตกต่างกัน:\r\n\r\nสัญญาณการสัมผัสเดินทางผ่านใยประสาทด้วยความเร็ว 200 ไมล์ต่อชั่วโมง\r\n\r\n\"ความเจ็บปวดแบบทันที\" (เช่น เมื่อเราโดนหม้อร้อน ๆ โดยไม่ตั้งใจ) เดินทาง 80 ไมล์ต่อชั่วโมง\r\n\r\nส่วนความรู้สึกคันนั้นเดินทางที่ 2 ไมล์ต่อชั่วโมง ช้ากว่าการเดินของคนเสียอีก\r\n\r\n5. เมื่อเห็นคนอื่นเกา เราอาจเกาตามได้ เหมือนกับการหาว\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพอาการคันติดกันได้\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ พิสูจน์แล้วว่า การเปิดวิดีโอหนูกำลังเกาให้หนูตัวอื่นดู ปรากฏว่า หนูกลุ่มแรกเริ่มเกาตามอย่างรวดเร็ว\r\n\r\n6. การเกาตามกันมีส่วนเกี่ยวข้องกับสมองส่วนเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า ซูปราไคแอสมาติก นิวเคลียส(suprachiasmatic nucleus)\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพซูปราไคแอสมาติก นิวเคลียส ทำงานอย่างไร? อยากรู้จัง...\r\n\r\nปัจจุบัน นักประสาทวิทยายังไม่รู้ว่า สมองส่วนนี้ของเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับการมองเห็นและการทำให้เกิดการเกาตามกันได้อย่างไร\r\n\r\n7. การเกาเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับร่างกายของเราในการรับมือกับผู้บุกรุกที่ทำให้เกิดอาการคัน\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพอาการคันที่ไม่หาย\r\n\r\nการเกาช่วยไล่แมลงที่สร้างความรำคาญ หรือพืชที่มีพิษได้ นี่อาจจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมผิวหนังของเราจึงกลายเป็นปื้นแดง\r\n\r\n8. การเกาทำให้รู้สึกดี เพราะมันช่วยทำให้เกิดการหลั่งสารเซโรโทนิน (serotonin) ในสมอง\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพการเกาช่วยทำให้มีความสุข\r\n\r\nสารเซโรโทนิน เป็นสารสื่อประสาทที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ช่วยทำให้เกิดความรู้สึกมีความสุข และรู้สึกดี\r\n\r\nยิ่งมีสารเซโรโทนินไหลผ่านร่างกายมากเท่าใด ก็ยิ่งทำให้รู้สึกมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมบางครั้งถึงห้ามไม่ให้ตัวเองเกาได้ยาก\r\n\r\n9. จุดที่คนมักจะเกามากที่สุดคือ ข้อเท้า...\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพนั่นแหละ รู้สึกดีจัง!\r\n\r\n...จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารตจวิทยาของอังกฤษ (British Journal of Dermatology) ในปี 2012 ระบุว่า คนเรารู้สึกคันมากที่สุดที่บริเวณข้อเท้า และยังเป็นจุดที่เกาแล้วรู้สึกดีที่สุดด้วย และมักจะคันตรงนั้นนานที่สุด\r\n\r\nเมื่อกี้ คุณเพิ่งลองเกาที่ข้อเท้าตัวเองหรือเปล่า?\r\n\r\n10. ยิ่งเกายิ่งคัน\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพอย่าเกาไม่หยุด ต้องรู้ว่าต้องหยุดเกาเมื่อไหร่\r\n\r\nระวัง วัฏจักรของการคันแล้วเกา เกาแล้วคัน!\r\n\r\nการเกาที่ผิวหนังจะมีสารฮิสตามีนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งสัญญาณคันไปที่สมองมากขึ้นด้วย\r\n\r\nเกามากไป ก็อาจจะทำให้ผิวหนังถลอกได้ เสี่ยงต่อการติดเชื้อและเป็นแผลตกสะเก็ด\r\n\r\n11. วัฏจักรคันแล้วเกา เกาแล้วคัน เป็นปัญหาเดียวกับที่พบในโรคสะเก็ดเงิน (psoriasis) และโรคผิวหนังอักเสบ(eczema)\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพอาการทางผิวหนังบางอย่างยิ่งรุนแรงมากขึ้นเมื่อเราเกา\r\n\r\nแพทย์มักจะสั่งจ่ายยาต้านฮิสตามีน เพื่อลดผลกระทบจากสารฮิสตามีน และลดอาการคัน\r\n\r\n12. การคันเรื้อรังทำให้เราอ่อนเพลียได้เท่ากับการปวดเรื้อรัง\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพการคันเรื้อรังอาจทำให้อ่อนเพลียได้\r\n\r\nนักวิจัยทางการแพทย์พบว่า คนที่มีอาการคันเรื้อรัง ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายตัวและซึมเศร้าในระดับหนึ่ง คล้ายกับผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังอื่น ๆ\r\n\r\nจากการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน หอจดหมายเหตุตจวิทยา (Archives of Dermatology) พบว่า ผู้ที่มีอาการคันติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ หรือหลายปี ทำให้รู้สึกแย่ไปหมดเหมือนกับผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง\r\n\r\nความจริงแล้ว ผู้เขียนผลการศึกษานี้ บอกว่า อาการคันเรื้อรัง ไม่ต่างจาก \"ความรู้สึกปวดทางผิวหนัง\" และไม่เพียงเท่านั้น เราไม่ควรเพิกเฉยกับอาการคันต่อเนื่อง การคันเรื้อรังอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาการของโรคบางอย่างได้ เช่น โรคตับ หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง\r\n",null],
    [994,1195,"ดวงอาทิตย์เข้าสู่ “วัฏจักรสุริยะ” รอบใหม่เร็วกว่าที่คาด","Mon, 2018-09-17 08:58","http://www.stkc.go.th/node/1195","ดาราศาสตร์","https://www.bbc.com/thai/features-45463515","\r\n\r\n \r\n\r\nตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบสัญญาณบ่งบอกหลายประการที่ชี้ว่า ดวงอาทิตย์อาจกำลังเข้าสู่รอบการเปลี่ยนแปลงใหม่ที่เรียกว่า \"วัฏจักรสุริยะ\" (Solar cycle) เร็วกว่าที่คาดกันเอาไว้\r\n\r\nความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงล่าสุดของจุดมืดหรือจุดดับบนดวงอาทิตย์ (Sun spot) บ่งชี้ว่าดาวฤกษ์ศูนย์กลางของระบบสุริยะน่าจะได้เริ่มการเปลี่ยนผ่านจากรอบวัฏจักรที่ 24 เข้าสู่รอบวัฏจักรที่ 25 ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัด\r\n\r\n \r\n\r\nวัฏจักรสุริยะซึ่งกินเวลารอบละ 11 ปีนั้น คือวงจรความเคลื่อนไหวของการเกิดปรากฏการณ์ต่าง ๆ บนดวงอาทิตย์ เช่นลมสุริยะ โซลาร์แฟลร์ หรือการปลดปล่อยมวลโคโรนา ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้จะมีน้อยหรือแทบไม่มีเลยในช่วงเริ่มต้นวัฏจักรใหม่ ก่อนจะมีความเคลื่อนไหวเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดสูงสุดในช่วงกลางวัฏจักร และค่อย ๆ ลดน้อยลงขณะกำลังจะสิ้นสุดวัฏจักรเดิมและเข้าสู่วัฏจักรใหม่อีกครั้ง\r\n\r\nนักดาราศาสตร์เริ่มนับรอบวัฏจักรสุริยะกันมาตั้งแต่ปีคริสตศักราช 1755 โดยพบว่าการเฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอนี้ จะช่วยให้ทำนายความเคลื่อนไหวของดวงอาทิตย์ในรอบวัฏจักรถัดไปได้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพยากรณ์สภาพอากาศบนโลก รวมทั้งการระวังรักษาระบบสื่อสารผ่านดาวเทียม ระบบบอกพิกัดจีพีเอส ระบบจ่ายไฟฟ้า รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างโทรศัพท์และโทรทัศน์วิทยุ ซึ่งเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากการปลดปล่อยพลังงานของดวงอาทิตย์เป็นครั้งคราว\r\n\r\n \r\n\r\nความเปลี่ยนแปลงที่บอกได้ชัดว่าดวงอาทิตย์เข้าสู่รอบวัฏจักรใหม่แล้วหรือยังมีอยู่ 2 ประการ คือจำนวนของจุดมืดบนดวงอาทิตย์ที่ลดน้อยลงจนอาจจะไม่มีเลยติดต่อกันหลายวัน และการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กบนดวงอาทิตย์ ซึ่งก็สามารถสังเกตได้จากความเปลี่ยนแปลงของคู่จุดมืดที่อยู่ในด้านตรงข้ามกันบนดวงอาทิตย์นั่นเอง\r\n\r\nทั้งนี้ จุดมืดบนดวงอาทิตย์ไม่ใช่จุดดับ เพราะยังมีอุณหภูมิสูงถึงราว 3,700 องศาเซลเซียส แต่ปรากฎเป็นจุดมืดเพราะสนามแม่เหล็กความเข้มสูงกักเก็บความร้อนเอาไว้ภายในโดยไม่ปล่อยให้ขึ้นมาสู่พื้นผิว จุดมืดจึงเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางแม่เหล็กไฟฟ้าของดวงอาทิตย์ได้\r\n\r\nเมื่อราวเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ดวงอาทิตย์ไม่มีจุดมืดปรากฏเลยเป็นเวลาติดต่อกันถึง 32 วัน แสดงถึงการเข้าสู่ภาวะ Solar minimum ที่ดวงอาทิตย์แทบจะไม่มีความเคลื่อนไหวหรือปะทุพลังงานออกมา ส่วนคู่จุดมืดที่อยู่ในบริเวณ AR 2720 นั้นมีการกลับทิศทางการหมุน ซึ่งแสดงถึงการกลับขั้วของสนามแม่เหล็กแล้ว ทั้งยังพบจุดมืดเกิดใหม่ที่มีทิศทางการหมุนแบบเดียวกัน แต่ยังไม่เคลื่อนขึ้นไปอยู่ในละติจูดที่สูงพอตามแบบแผนของวัฏจักรใหม่\r\n\r\nเดิมคาดกันว่าดวงอาทิตย์จะเริ่มต้นรอบวัฏจักรสุริยะใหม่ในปีหน้า (2019) ซึ่งจะเป็นวัฏจักรที่ 25 โดยสภาพการณ์ของวัฏจักรก่อนหน้านี้ (24) ถือว่าดวงอาทิตย์มีความเคลื่อนไหวในระดับปานกลาง แต่ก็นับว่าต่ำกว่าเมื่อเทียบกับวัฏจักรในช่วง 30 ปีก่อนหน้านั้น\r\n",null],
    [995,1194,"พันธุกรรมส่งผลให้เรียนเก่งยิ่งกว่านิสัยหรือสิ่งแวดล้อม","Mon, 2018-09-17 08:55","http://www.stkc.go.th/node/1194","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://www.bbc.com/thai/international-45468691","\r\n \r\n\r\nบรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองมักจะกังวลถึงเรื่องผลการเรียนของบุตรหลานอยู่เสมอ โดยพยายามจะกวดขันให้เด็ก ๆ มีวินัยขยันเรียนรักการอ่าน หรือปรับสิ่งแวดล้อมในบ้านให้เหมาะกับการเรียนของลูก แต่น่าเสียดายที่ผลวิจัยล่าสุดกลับชี้ว่า สิ่งเหล่านี้อาจไม่มีความจำเป็นมากนัก เพราะเด็กแต่ละคนอาจเกิดมาพร้อมกับพันธุกรรมที่กำหนดระดับความสำเร็จทางวิชาการของพวกเขาอยู่แล้ว\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเทกซัส วิทยาเขตออสตินของสหรัฐฯ และนักจิตวิทยาจากคิงส์ คอลเลจ ลอนดอน แห่งสหราชอาณาจักร ได้ร่วมกันตีพิมพ์รายงานวิจัยข้างต้นในวารสาร Science of Learning โดยระบุว่าผลการติดตามศึกษาฝาแฝดกว่า 6,000 คู่ ชี้ชัดว่าปัจจัยทางพันธุกรรมหรือยีนที่เด็กแฝดเหล่านี้มีเหมือนกัน 100% ทรงอิทธิพลมากที่สุดต่อการกำหนดระดับผลการเรียน โดยยีนจะส่งผลควบคุมระดับการทำคะแนนอย่างสม่ำเสมอ ตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา ไปจนจบการศึกษาภาคบังคับในชั้นมัธยมปลาย\r\n\r\nดร. มาเกริตา มาลันชินี นักจิตวิทยาผู้ร่วมทำการศึกษาดังกล่าวบอกว่า \"ความแตกต่างในเรื่องความสำเร็จทางการศึกษาของเด็กถึง 2 ใน 3 สามารถอธิบายได้ด้วยความแตกต่างทางพันธุกรรมในระดับยีนและดีเอ็นเอ\"\r\n \r\n\r\nทีมนักวิจัยได้วิเคราะห์ผลสอบในทุกระดับชั้นและทุกวิชาของฝาแฝดที่เป็นกลุ่มทดลอง ตลอดระยะเวลาของการศึกษาภาคบังคับ แล้วนำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ทั้งปัจจัยร่วมที่ฝาแฝดทั้งคู่มีเหมือนกัน เช่น สภาพครอบครัวที่บ้าน และปัจจัยแวดล้อมที่มีแตกต่างกันเช่นเพื่อนหรือครู เป็นต้น\r\n\r\nผลปรากฏว่า ปัจจัยทางพันธุกรรมนั้นทรงอิทธิพลต่อผลการเรียนมากที่สุด โดยมีผลถึง 70% และให้ผลเป็นระดับคะแนนที่สม่ำเสมอตลอดระยะเวลาของการศึกษาภาคบังคับ ในขณะที่ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่บ้านที่ฝาแฝดมีร่วมกันส่งผลเพียง 25% ส่วนปัจจัยแวดล้อมที่ต่างกันมีผลราว 5%\r\n\r\n \r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ในกรณีที่เด็กมีผลการเรียนเปลี่ยนแปลงไปเช่นสอบได้คะแนนดีขึ้นหรือตกต่ำลง ปัจจัยแวดล้อมชนิดที่คู่ฝาแฝดมีไม่เหมือนกันกลับเป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของเหตุการณ์ลักษณะนี้\r\n\r\n\"ผลการศึกษาของเราไม่ได้บ่งชี้ว่า การเป็นคนเรียนเก่งนั้นถูกกำหนดมาแล้วตั้งแต่เกิดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะระดับสติปัญญานั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน อย่างไรก็ตาม พันธุกรรมนั้นมีผลสำคัญถึง 60-70% เลยทีเดียว\" ดร. มาลันชินีกล่าว\r\n\r\nทีมผู้วิจัยแนะว่า ในอนาคตอาจมีการรวบรวมข้อมูลทางพันธุกรรมที่เป็นตัวกำหนดผลการเรียน แล้วนำมาสร้างแบบทดสอบเพื่อให้ทราบว่ามีเด็กคนใดบ้างที่ต้องการความช่วยเหลือในการเรียนเป็นพิเศษ ซึ่งจะทำให้ผู้ปกครองและครูทราบและลงมือแก้ไขปัญหาได้ตั้งแต่วัยต้นของชีวิต โดยคาดว่าการทดสอบทางพันธุกรรมนี้จะช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาทั่วโลกให้ดียิ่งขึ้น\r\n",null],
    [996,1193,"นักดาราศาสตร์จี้คืนสถานะดาวเคราะห์ให้พลูโตอีกครั้ง","Mon, 2018-09-17 08:53","http://www.stkc.go.th/node/1193","ดาราศาสตร์","https://www.bbc.com/thai/international-45482936","\r\n \r\n\r\nนับเป็นเวลาถึง 12 ปีแล้วที่สหภาพดาราศาสตร์ระหว่างประเทศ (IAU) มีมติให้ถอดดาวพลูโตออกจากการเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการเสนอข้อคิดเห็นที่คัดค้านมติดังกล่าวอยู่หลายครั้ง ซึ่งล่าสุดนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันได้เผยแพร่งานวิจัยที่ชี้ว่า เหตุผลข้อหนึ่งของไอเอยูที่ทำให้ดาวพลูโตต้องถูกลดชั้นเป็นดาวเคราะห์แคระนั้น ไม่ชัดเจนหนักแน่นและสมเหตุสมผลมากพอ\r\n\r\nทีมนักดาราศาสตร์ที่นำโดย ศ. ฟิลิป เมตซ์เจอร์ จากมหาวิทยาลัย University of Central Florida (UCF) ตีพิมพ์รายงานวิจัยข้างต้นลงในวารสาร \"อิคารัส\" (Icarus) โดยระบุว่านิยามของดาวเคราะห์ที่ไอเอยูกำหนดขึ้นใหม่เมื่อปี 2006 ในประเด็นที่ดาวเคราะห์จะต้องมี \"วงโคจรที่ชัดเจน\" (Clear orbit) นั้น เป็นการนิยามที่มีปัญหาและคลุมเครืออย่างมาก\r\n\r\nศ. เมตซ์เจอร์และทีมงานได้สืบค้นทบทวนวรรณกรรมงานวิจัยทางดาราศาสตร์ทั้งหมดในรอบ 200 ปีที่ผ่านมา แต่ไม่พบการใช้ข้อกำหนดเรื่องวงโคจรมาเป็นตัวตัดสินว่า วัตถุในอวกาศอันใดอันหนึ่งถือเป็นดาวเคราะห์หรือไม่\r\n\r\n\"นับแต่ยุคของกาลิเลโอเป็นต้นมา นักดาราศาสตร์โดยทั่วไปยังคงเรียกดวงจันทร์บริวารเช่นดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์ว่าเป็นดาวเคราะห์อยู่ จนกระทั่งไม่นานมานี้เองจึงเริ่มมีการนิยามความหมายของดาวเคราะห์อย่างตายตัวในทศวรรษ 1950 ซึ่งน่าขำว่าเกณฑ์ล่าสุดที่ไอเอยูใช้มากำหนดนิยามนั้น ไม่เคยมีนักดาราศาสตร์คนใดใช้ในการศึกษาวิจัยมาก่อนเลย\" ศ. เมตซ์เจอร์กล่าว\r\n\r\n\"เรามีหลักฐานว่างานวิจัยกว่า 100 ชิ้นใช้นิยามของดาวเคราะห์ที่ขัดกับหลักเกณฑ์ของไอเอยูอย่างสิ้นเชิง แต่พวกเขาก็ยังคงใช้มันเพราะว่ามีประโยชน์ในทางปฏิบัติจริง ซึ่งดีกว่าจะมายึดติดกับถ้อยคำเพียงอย่างเดียว\"\r\n\r\nทั้งนี้ ดาวเคราะห์ตามนิยามของไอเอยูจะต้องเป็นดาวที่โคจรรอบดาวฤกษ์ มีมวลมากพอที่จะมีแรงโน้มถ่วงรักษาตัวเองให้อยู่ในสภาวะสมดุลอุทกสถิต (Hydrostatic equilibrium ) หรือการมีรูปร่างใกล้เคียงกับทรงกลมนั่นเอง นอกจากนี้ยังต้องมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 500 ไมล์ (ราว 805 กิโลเมตร) ทั้งต้องมีวงโคจรที่ชัดเจนและสอดคล้องกับดาวเคราะห์ข้างเคียงด้วย\r\n\r\n\"แต่ไอเอยูไม่ได้อธิบายขยายความว่า การมีวงโคจรที่ชัดเจนนั้นคืออะไรกันแน่ เพราะวงโคจรเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เป็นพลวัตรที่เปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา อันที่จริงหากจะตีความนิยามของไอเอยูแบบตรงตามตัวอักษรแล้ว ก็จะไม่มีดาวดวงใดที่เรียกได้ว่าเป็นดาวเคราะห์เลย\" ศ. เมตซ์เจอร์อธิบาย\r\n\r\n\"นิยามของดาวเคราะห์นั้นควรจะมาจากลักษณะที่เป็นแก่นแท้ตามธรรมชาติของมันมากกว่า เช่นขนาดหรือแรงโน้มถ่วงซึ่งทำให้ดาวเคราะห์นั้นมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาที่หลากหลายเกิดขึ้น ดาวพลูโตนั้นมีทั้งมหาสมุทรใต้พื้นผิว มีชั้นบรรยากาศที่ซับซ้อนหลายชั้น มีสารประกอบอินทรีย์ มีหลักฐานที่ชี้ถึงการมีทะเลสาบในอดีตและดวงจันทร์บริวารหลายดวง ซึ่งเป็นความหลากหลายที่มากกว่าดาวอังคารเสียอีก\"\r\n\r\n\"ดาวพลูโตจึงไม่ควรจะถูกตัดออกจากการเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ของระบบสุริยะ เพียงเพราะการนิยามตามอำเภอใจที่ไร้เหตุผลรองรับเช่นนี้\" ศ. เมตซ์เจอร์กล่าวทิ้งท้าย\r\n",null],
    [997,1192,"มนุษย์รู้จักหมักเบียร์ได้ก่อนปลูกข้าวหลายพันปี","Mon, 2018-09-17 08:49","http://www.stkc.go.th/node/1192","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม","https://www.bbc.com/thai/features-45508905","\r\n \r\n\r\nนักโบราณคดีค้นพบครกหินเก่าแก่อายุ 13,000 ปี ในถ้ำราคีเฟต(Raqefet) ของอิสราเอล และตามสถานที่ขุดค้นทางโบราณคดีหลายแห่งใกล้ชายฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยร่องรอยที่หลงเหลืออยู่บนครกหินชี้ว่า มนุษย์โบราณสามารถหมักเบียร์จากธัญพืชไว้ดื่มมานานหลายพันปี ก่อนจะเริ่มรู้จักการเพาะปลูกเสียอีก\r\n\r\nหลักฐานทางโบราณคดีที่พบในครั้งนี้ มีความเก่าแก่ยิ่งกว่าเครื่องปั้นดินเผาอายุ 5,400 ปี ซึ่งมีร่องรอยการหมักเบียร์จากมณฑลส่านซีทางตอนเหนือของจีนมาก ทำให้นักโบราณคดีคาดว่าครกหินเหล่านี้เป็นหลักฐานชี้ถึงการทำเบียร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เท่าที่เคยมีการค้นพบมา\r\n\r\nทีมนักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดของสหรัฐฯ และมหาวิทยาลัยไฮฟาของอิสราเอล ร่วมกันตีพิมพ์รายงานการค้นพบดังกล่าวในวารสาร Journal of Archaeological Science: Reports ว่าการหมักเบียร์ในครกหินเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชาวนาทูเฟียน (Natufian) ซึ่งเป็นกลุ่มคนโบราณที่มีชีวิตอยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างยุคหินเก่ากับยุคหินใหม่\r\n\r\n \r\n\r\nาวนาทูเฟียนนั้นแม้จะดำรงชีวิตด้วยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ แต่ก็เริ่มรู้จักตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนเป็นหลักแหล่งกันบ้างแล้ว โดยรู้จักเลือกเก็บเมล็ดธัญพืชป่าในท้องถิ่นเช่นข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ แล้วนำมาเพาะให้งอกเป็นมอลต์ (Malt)เพื่อนำไปหมักเบียร์ หรือนำไปตากแห้งแล้วเก็บไว้ใช้ในครั้งต่อไป โดยจะบรรจุมอลต์ใส่ในภาชนะสานด้วยใยพืชก่อนนำลงเก็บในครกหินที่ปิดด้วยฝาทำจากแผ่นหินอีกครั้ง\r\n\r\nจากการตรวจสอบร่อยรอยการใช้งานครกหินที่ทำจากหินทั้งก้อน รวมทั้งครกที่เป็นหลุมหินในชั้นหินดานที่พื้นถ้ำ พบว่าชาวนาทูเฟียนน่าจะหมักเบียร์เพื่อใช้ดื่มระหว่างการทำพิธีกรรมต่าง ๆ โดยใช้ครกหินตำธัญพืชและหมักเบียร์ รวมทั้งประกอบอาหารจากวัตถุดิบหลากหลายเช่นข้าวโอ๊ตและถั่วเมล็ดแห้ง\r\n\r\nทั้งนี้ มนุษย์เริ่มรู้จักทำการเกษตรและเพาะปลูกธัญพืชแทนการเก็บของป่าเมื่อราว 11,000 ปีก่อน โดยการตั้งถิ่นฐานเป็นหลักแหล่งทำให้มีความต้องการผลิตและสะสมอาหารอย่างเป็นระบบ ซึ่งในกรณีของชาวนาทูเฟียนนี้ ความต้องการธัญพืชเพื่อใช้ทำเบียร์ได้อย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรรมพัฒนาขึ้นในเวลาต่อมา\r\n",null],
    [998,1191,"เชื้อเห็ดรา มีคุณค่ามากกว่าเป็นอาหาร และยารักษาโรค","Mon, 2018-09-17 08:46","http://www.stkc.go.th/node/1191","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม","https://www.bbc.com/thai/international-45501905","\r\n\r\n \r\n\r\nพวกมันอยู่ทั่วไปทั้งในดิน ในตัวเราและในอากาศ แต่มักมีขนาดเล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า\r\n\r\nพวกมันเป็นได้ทั้งอาหารและยา ทว่าบางครั้งก็สร้างหายนะใหญ่หลวงด้วยการก่อให้เกิดโรคในพืชและสัตว์\r\n\r\nจากการประเมินสภาวะเชื้อเห็ดราในโลกครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก พบว่า อาณาจักรเห็ดรามีความสำคัญต่อชีวิตบนโลกใบนี้\r\n\r\nแต่มากกว่า 90% ของเชื้อเห็ดรา 3.8 ล้านชนิดในโลก ยังไม่เป็นที่รู้จักทางวิทยาศาสตร์\r\n\r\nศ. แคที วิลลิส ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์ที่สวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว (Kew Gardens) ซึ่งเป็นผู้นำในการทำรายงานนี้ กล่าวว่า \"มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสนใจมาก แต่เรารู้จักมันน้อยมาก\"\r\n\r\n\"พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่แปลก และมีวัฏจักรชีวิตที่ประหลาดมาก กระนั้น เมื่อคุณเข้าใจบทบาทในระบบนิเวศของมัน คุณจะตระหนักว่า พวกมันช่วยค้ำจุนสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกนี้\"\r\n\r\n \r\n\r\nผู้คนจำนวนมากคุ้นเคยกับเห็ดที่กินได้ หรือเชื้อราที่อยู่เบื้องหลังการค้นพบเพนิซิลลิน แต่เชื้อเห็ดรามีบทบาทที่สำคัญอย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ช่วยให้พืชดูดน้ำและสารอาหารจากดิน ไปจนถึงด้านการแพทย์ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดได้ และช่วยในการปลูกถ่ายอวัยวะ\r\n\r\nเชื้อเห็ดรายังช่วยเพิ่มความหวังในการย่อยพลาสติกและสร้างเชื้อเพลิงชีวภาพชนิดใหม่ ๆ ด้วย แต่พวกมันก็มีข้อเสียเช่นกัน ได้แก่ การทำลายต้นไม้, พืชผล และพืชต่าง ๆ ทั่วโลก และยังกำจัดสัตว์จำนวนมากอย่างสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำให้หมดไปด้วย\r\n\r\nเป็นทั้ง \"คนดี\" และ \"ตัวร้าย\"\r\n\r\nดร. เอสเตอร์ กายา ผู้นำโครงการวิจัยที่สวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว ซึ่งสำรวจความหลากหลายและวิวัฒนาการ ของเชื้อเห็ดราในโลกนี้ กล่าวว่า เชื้อเห็ดรามีทั้งที่เป็น \"คนดี\" และ \"ตัวร้าย\"\r\n\r\n\"เชื้อเห็ดราชนิดเดียวกัน อาจถูกมองได้ว่าเป็นทั้งอันตราย แต่ก็มีศักยภาพและช่วยให้แก้ปัญหาหลายอย่างได้เช่นกัน\"\r\n\r\nรายงานนี้ยังได้ระบุถึงช่องว่างหลายอย่างเกี่ยวกับความรู้ของคนเราต่อกลุ่มสิ่งมีชีวิต ซึ่งอาจจะมีคำตอบเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารอยู่ในนั้นก็ได้ อาณาจักรเห็ดรามีเชื้อโรคที่สร้างความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตรหลายชนิด แต่เชื้อเห็ดราก็ช่วยสร้างสารอาหารและมีบทบาทสำคัญในการกำหนดระดับคาร์บอนไดออกไซด์\r\n\r\n\"เรามองข้ามเชื้อเห็ดราซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้\" ศ. วิลลิส กล่าว \"นี่คืออาณาจักรที่เราต้องเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาภูมิอากาศโลก และปัญหาอื่น ๆ ที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้\"\r\n\r\n\r\n\r\n10 ข้อน่ารู้เกี่ยวกับเชื้อเห็ดรา\r\n1. เชื้อเห็ดราอยู่ในอาณาจักรของมันเอง ซึ่งมีความใกล้เคียงกับอาณาจักรสัตว์มากกว่าอาณาจักรพืช\r\n2. พวกมันมีสารเคมีที่ผนังเซลล์คล้ายกับของกุ้งมังกรและปู\r\n3. เชื้อเห็ดราสามารถช่วยย่อยพลาสติกให้หมดไปภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์แทนที่จะใช้เวลาหลายปี\r\n4. มีหลักฐานที่ระบุว่า ยีสต์ซึ่งเป็นเชื้อเห็ดราชนิดหนึ่ง ถูกใช้ผลิตไวน์น้ำผึ้ง( mead) ตั้งแต่ 9,000 ปีก่อน\r\n5. เชื้อเห็ดราอย่างน้อย 350 สายพันธุ์ ถูกมนุษย์นำมาบริโภค รวมถึงเห็ดทรัฟเฟิล ซึ่งมีราคาแพงหลายพันดอลลาร์ต่อชิ้น, คอร์น (quorn) และยังอยู่ในมาร์ไมต์ (ยีสต์ทาขนมปัง) และชีสด้วย\r\n6. ชิ้นส่วนรถยนต์ที่ทำจากพลาสติกจำนวนมาก, ยางสังเคราะห์ และตัวต่อเลโก ทำมาจากกรดอิทาโคนิก (itaconic acid) ที่มาจากเชื้อเห็ดราชนิดหนึ่ง\r\n7. คาดว่าเชื้อเห็ดรา 216 สายพันธุ์ ทำให้เกิดภาพหลอน\r\n8. เชื้อเห็ดรากำลังถูกใช้ในการเปลี่ยนให้ขยะทางการเกษตรกลายเป็นไบโอเอทานอล (bioethanol)\r\n9. ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเชื้อเห็ดราหลายชนิดสามารถนำไปใช้แทนโฟมโพลีสไตรีน (polystyrene foam), หนังสัตว์ และวัสดุก่อสร้างได้\r\n10. การศึกษาดีเอ็นเอพบว่า มีเชื้อเห็ดราหลายพันชนิดอยู่ในตัวอย่างดิน 1 ตัวอย่าง หลายชนิดไม่เป็นที่รู้จักและยังไม่เป็นที่เปิดเผยโดยถูกเรียกว่า \"ทาซามืด\" (dark taxa)\r\n\r\n\r\nรายงานสภาวะเชื้อเห็ดราโลก มีนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 100 คนจาก 18 ประเทศเข้าร่วมศึกษา และค้นพบว่า:\r\n\r\n- มีเชื้อเห็ดราชนิดใหม่มากกว่า 200 ชนิดถูกค้นพบในแต่ละปี จากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงเล็บมือของมนุษย์\r\n- เชื้อเห็ดราหลายร้อยสายพันธุ์ถูกเก็บมากินเป็นอาหาร โดยตลาดที่ซื้อขายเห็ดกินได้ทั่วโลกมีมูลค่าราว 3.25 หมื่นล้านปอนด์ หรือราว 1.39 ล้านล้านบาท\r\n- มีเชื้อเห็ดราเพียง 56 ชนิดที่ได้รับการประเมินให้จัดอยู่ในบัญชีแดงของ IUCN ซึ่งเป็นบัญชีที่รวบรวมรายชื่อของพืชและสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ขณะที่มีพืชกว่า 25,000 ชนิด และสัตว์ 68,000 ชนิดที่อยู่ในบัญชีนี้\r\n\r\nในการนับจำนวนครั้งล่าสุด มีเชื้อเห็ดราในสหราชอาณาจักรอย่างน้อย 15,000 ชนิด ในจำนวนนี้มีส่วนหนึ่งที่เข้าใกล้การสูญพันธุ์\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง กำลังช่วยกันระบุเชื้อเห็ดราทั่วประเทศ เพิ่มเติมเข้าไปในฐานข้อมูลที่มีการบันทึกใหม่มากกว่า 1,000 ชนิด\r\n\r\nดร. ไบรอัน ดักลาส จากโครงการลอสต์แอนด์ฟาวด์ฟังไจ (Lost and Found Fungi Project) ระบุว่า เชื้อเห็ดรา มีความสวยงามเช่นเดียวกับกล้วยไม้ และมีความสำคัญที่ต้องได้รับการปกป้องเช่นเดียวกัน \"ผมคิดว่า เราจำเป็นต้องให้ความรู้ เชิญชวนผู้คนให้มาชื่นชอบเชื้อเห็ดรา\"\r\n\r\nดร. โอลิเวอร์ เอลลิงแฮม กล่าวเพิ่มเติมว่า \"เชื้อเห็ดราเป็นอาณาจักรที่มีความเท่าเทียมกับอาณาจักรพืชและสัตว์ และอาจจะมีความหลกหลายมากกว่าด้วย\"\r\n",null],
    [999,1190,"ขจัดนิ่วในไตด้วยรถไฟเหาะคว้ารางวัล \"อิกโนเบล\" สาขาการแพทย์","Mon, 2018-09-17 08:41","http://www.stkc.go.th/node/1190","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://www.bbc.com/thai/international-45518614","นักวิจัยชาวอเมริกันผู้ค้นพบว่าการนั่งรถไฟเหาะบางแบบช่วยขจัดก้อนนิ่วในไตอย่างได้ผล คว้ารางวัลอันทรงเกียรติสำหรับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุดเพี้ยน \"อิกโนเบล\" (Ig Nobel) สาขาการแพทย์ประจำปีนี้ไปครอง\r\n\r\nส่วนงานวิจัยที่ได้รับรางวัลอิกโนเบลในสาขาอื่น ๆ ต่างก็เรียกเสียงฮาได้ไม่แพ้กัน โดยมีทั้งวิธีส่องกล้องตรวจลำไส้ด้วยตนเอง ผลวิจัยที่ชี้ว่าเนื้อมนุษย์มีคุณค่าทางโภชนาการน้อยกว่าเนื้อสัตว์อื่น และการประเมินประสิทธิภาพของตุ๊กตาวูดูในการใช้เวทมนตร์แก้แค้นหัวหน้างาน\r\n\r\nศ. เดวิด วอร์ทิงเกอร์ จากคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัย Michigan State University ของสหรัฐฯ ได้รับรางวัลอิกโนเบลสาขาการแพทย์ หลังคนไข้ผู้หนึ่งแจ้งว่าก้อนนิ่วในไตเกิดหลุดออกมา ขณะไปเที่ยวสวนสนุก วอลต์ ดิสนีย์ เวิร์ลด์ ในรัฐฟลอริดา และได้นั่งรถไฟเหาะ Big Thunder Mountain (ภูเขาสายฟ้ายักษ์) หลายรอบ\r\n\r\nเพื่อพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ศ. วอร์ทิงเกอร์ได้ขอให้คนไข้ผู้นี้ลองขึ้นนั่งบนรถไฟเหาะดังกล่าวอีกหลายครั้ง ซึ่งผลปรากฏว่ามีก้อนนิ่วหลุดออกมาทุกครั้ง\r\n\r\n\r\n\r\nศ. วอร์ทิงเกอร์จึงได้สร้างแบบจำลองของไตและก้อนนิ่วในไตที่เหมือนจริงขึ้นมา แล้วนำไปขึ้นเครื่องเล่นจำพวกรถไฟเหาะตีลังกาอีกหลายแบบ จนพบว่ารถไฟเหาะ Big Thunder Mountain ให้ผลในการรักษาดีที่สุด เนื่องจากมีการสั่นสะเทือน รวมทั้งเคลื่อนที่ขึ้นลงและเอียงข้างซ้ายขวามากกว่าเครื่องเล่นที่มีการตีลังกาหรือพุ่งดิ่งลงมาเป็นระยะทางยาว\r\n\r\nผู้ชนะรางวัลอิกโนเบลในปีนี้\r\n\r\nสำหรับรางวัลอิกโนเบลสาขาแพทยศาสตรศึกษา (Medical Education) ดร. อากิระ โฮริอุจิ นายแพทย์ชาวญี่ปุ่นคว้ารางวัลนี้ไปจากการคิดค้นวิธีส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยตนเอง\r\n\r\n\"คนทั่วไปโดยเฉพาะคนญี่ปุ่นมักจะกลัวการส่องกล้องเข้าไปในร่างกายกันมาก ทำให้ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น ผมจึงพยายามคิดค้นวิธีส่องกล้องที่ง่ายและสะดวกสบายกว่าเดิม\" ดร. โฮริอุจิกล่าว\r\n\r\nรางวัลอิกโนเบลสาขาเคมีตกเป็นของนักวิจัยที่ค้นพบว่า น้ำลายของคนเราใช้เป็นสารทำความสะอาดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพื้นผิวของวัสดุที่ละเอียดอ่อนเสียหายง่าย เช่นสีที่ทาลงบนเซรามิกหรือกับทองคำเปลว\r\n\r\nส่วนทีมนักวิจัยชาวสวีเดนคว้ารางวัลสาขาชีววิทยา โดยพิสูจน์ว่านักชิมไวน์มืออาชีพสามารถบอกได้อย่างแม่นยำว่ามีแมลงวันอยู่ในแก้วไวน์ เพียงอาศัยจมูกดมกลิ่นเอาเท่านั้น\r\n",null],
    [1000,1189,"แผนที่จีโนมข้าวสาลี: เทคโนโลยีผลิตอาหารเลี้ยงโลก","Mon, 2018-09-17 08:38","http://www.stkc.go.th/node/1189","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม","https://www.bbc.com/thai/features-45523853","ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติประสบความสำเร็จในการทำแผนที่จีโนม หรือข้อมูลพันธุกรรมทั้งหมดของข้าวสาลี ซึ่งจะช่วยเปิดทางไปสู่การดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อพัฒนาข้าวสาลีพันธุ์ใหม่ ๆ ที่จะให้ผลผลิตมากขึ้น มีความทนทานต่อโรคต่าง ๆ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในอนาคต\r\n\r\nทีมนักวิจัยใช้เวลาถึง 13 ปี ในการจัดลำดับชุดพันธุกรรมข้าวสาลีพันธุ์ Triticum aestivum ที่เพาะปลูกกันอย่างแพร่หลายมากที่สุดในโลก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีโนมข้าวสาลีมียีนทั้งหมด 107,891 ตัว โดยจีโนมที่มีความซับซ้อนมีอยู่ 16,000 ล้านคู่เบสของโครงสร้างของสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (DNA) ซึ่งใหญ่กว่าจีโนมของมนุษย์กว่า 5 เท่า\r\n\r\n \r\n\r\nการทำแผนที่จีโนมนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการเร่งพัฒนาพันธุ์ข้าวสาลีใหม่ ๆ เพราะจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคัดเลือกพันธุ์ ควบคุมการเติบโต ดัดแปลงยีนให้ทนต่อความร้อน รวมทั้งเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของสารอาหารในข้าวสาลี\r\n\r\nข้าวสาลีถือเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นแหล่งพลังงานราว 20% ของพลังงานที่มนุษย์บริโภคทั้งหมด องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ชี้ว่ายอดการผลิตข้าวสาลีจะต้องเพิ่มขึ้นอีก 60% ภายในปี 2050 เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นของประชากรโลก\r\n",null],
    [1001,1188,"ขยะพลาสติกชิ้นเล็กเพียงชิ้นเดียวทำให้เต่าทะเลถึงตายได้","Mon, 2018-09-17 08:36","http://www.stkc.go.th/node/1188","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม","https://www.bbc.com/thai/international-45518623","\r\n\r\n \r\n\r\nผลวิจัยล่าสุดจากออสเตรเลียชี้ว่า ขยะพลาสติกในมหาสมุทรก่อความเสียหายร้ายแรงต่อความอยู่รอดของสัตว์ทะเลมากกว่าที่คาดกันไว้ โดยในกรณีของเต่าทะเลนั้น การกินขยะพลาสติกเล็ก ๆ เข้าไปเพียงชิ้นเดียว เพิ่มความเสี่ยงที่จะต้องตายให้สูงขึ้นถึง 22% เลยทีเดียว\r\n\r\nทีมนักวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล จากองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งเครือจักรภพ (CSIRO) สำนักงานออสเตรเลีย ตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นในวารสาร Scientific Reports หลังได้ติดตามศึกษาชีวิตของเต่าทะเลในรัฐควีนส์แลนด์มาระยะหนึ่ง โดยได้มีการผ่าซากเต่าทะเลและลูกเต่าที่ตายแล้วซึ่งถูกคลื่นซัดมาเกยหาดเกือบ 250 ตัวด้วย\r\n\r\nผลการวิเคราะห์พบว่า เต่าทะเลที่กลืนพลาสติกลงท้องไป 1 ชิ้น มีความเสี่ยงจะต้องตายจากภาวะทางเดินอาหารอุดตันหรืออวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นถึง 22% ส่วนเต่าที่กินพลาสติกเข้าไป 14 ชิ้น ความเสี่ยงดังกล่าวจะพุ่งสูงขึ้นอีกเป็น 50% และเมื่อใดที่ในท้องเต่ามีพลาสติกรวมกันเกินกว่า 200 ชิ้น เต่าตัวนั้นจะต้องเสียชีวิตลงอย่างแน่นอนโดยไม่มีทางแก้ไขหรือรักษาได้\r\n\r\n \r\n\r\nทีมผู้วิจัยคาดว่าครึ่งหนึ่งของเต่าทะเลทั่วโลกได้กลืนกินขยะพลาสติกเข้าไปบ้างแล้ว โดยลูกเต่าที่เพิ่งฟักออกจากไข่และเต่าอายุน้อยมีความเสี่ยงที่จะกินพลาสติกและตายลงสูงกว่าเต่าในวัยผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า เนื่องจากความอ่อนประสบการณ์ในการแยกแยะสิ่งที่เป็นอาหาร\r\n\r\nการที่ลูกเต่ามักจะลอยไปตามกระแสคลื่นที่พัดพามันออกห่างจากฝั่ง ยังทำให้มีโอกาสพบกับแพขยะในมหาสมุทรมากกว่าเต่าที่โตแล้ว ซึ่งมักจะหาหญ้าทะเลและสัตว์น้ำมีเปลือกแข็งกินอยู่ตามชายฝั่ง\r\n\r\nเต่าทะเลสามารถมีอายุยืนได้ถึง 80 ปี ซึ่งในระหว่างนั้นจะมีช่วงวัยเจริญพันธุ์ที่ยาวนานหลายสิบปี การที่ลูกเต่าจำนวนมากต้องมาตายลงก่อนถึงวัยเจริญพันธุ์นั้น นับว่าเสี่ยงต่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์เต่าทะเลในอนาคตเป็นอย่างยิ่ง\r\n\r\nดร. บริตตา เดนีส ฮาร์เดสตี หัวหน้าทีมวิจัยระบุว่า \"เต่าทะเลมีอายุยืนเกือบร้อยปี แต่ถ้าเกิดมีพลาสติกชิ้นเล็ก ๆ เข้าไปอุดตันลำไส้ พวกมันจะไม่สามารถสำรอกออกได้ พลาสติกแค่ชิ้นเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เต่าทะเลตายได้แล้ว\" ดร. ฮาร์เดสตี กล่าว\r\n",null],
    [1002,1187,"การผัดวันประกันพรุ่งเป็นเรื่องการจัดการ \"อารมณ์\" ไม่ใช่ \"เวลา\"","Mon, 2018-09-17 08:34","http://www.stkc.go.th/node/1187","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://www.bbc.com/thai/features-45526379","ผลวิจัยชี้ว่าคนจะมีนิสัยชอบผัดวันประกันพรุ่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะการก่อตัวของสมองของแต่ละคน และเป็นเรื่องของการบริหารอารมณ์มากกว่าการบริหารเวลา\r\n\r\nนักวิจัยซึ่งเผยแพร่งานวิจัยในวารสาร Psychological Science ศึกษาเรื่องนี้โดยการใช้แบบสำรวจและสแกนสมองคน 264 คน เพื่อดูว่าเป็นคนที่มีแนวโน้มจะรีบจัดการกับภารกิจตรงหน้าอย่างรวดเร็วแค่ไหน นักวิจัยพบว่ามีสมองอยู่สองส่วนที่เป็นตัวกำหนดว่าเราจะลงมือทำภารกิจตรงหน้าให้เสร็จ หรือเลื่อนเวลาออกไปเรื่อย ๆ\r\n\r\nงานวิจัยพบว่าคนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งนั้น มีสมองส่วนที่เรียกว่า อมิกดาลา (amygdala) ซึ่งมีลักษณะคล้ายเมล็ดอัลมอนด์ ทำหน้าที่ควบคุมเหตุผลและอารมณ์ ใหญ่กว่า และการเชื่อมต่อของสมองส่วนที่เรียกว่าอมิกดาลา กับส่วนล่างของสมองบริเวณที่เรียกว่า anterior cingulate cortex ไม่ดีเท่าคนอื่น ซึ่งจะมีผลให้สามารถจัดการกับอารมณ์และสิ่งเร้าที่เข้ามารบกวนน้อยกว่า อันจะส่งผลต่อความแน่วแน่ในการจัดการกับภารกิจตรงหน้า\r\n\r\nแอร์ฮัน เก็นค์ หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยนี้ ซึ่งประจำอยู่ที่มหาวิทยาลัยรัว เมืองโบคุม ระบุว่า คนที่มีสมองส่วนอมิกดาลาใหญ่กว่าคนอื่นอาจจะวิตกกังวลว่าหากตัวเองลงมือทำอะไรแล้วจะเกิดผลลัพธ์ที่ไม่ดีตามมา ดังนั้นคนเหล่านี้จึงมีแนวโน้มที่จะลังเลและผัดวันประกันพรุ่ง",null],
    [1003,1186,"เทคโนโลยีรักษาความปลอดภัย: ระบบควันไล่โจรขึ้นบ้าน","Mon, 2018-09-17 08:33","http://www.stkc.go.th/node/1186","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.bbc.com/thai/features-45534129","\"หากโจรมองไม่เห็น พวกเขาก็เอาอะไรไปไม่ได้\" นี่คือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนา ZeroVision อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยที่จะช่วยจัดการกับปัญหาตีนแมวย่องเบาเข้าไปลักทรัพย์ตามบ้านเรือน ด้วยการปล่อยควันหนาทึบเมื่อตรวจจับว่ามีผู้บุกรุกเข้าบ้าน\r\n\r\nบริษัทผู้ผลิตบอกว่า แม้นี่อาจไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ แต่การนำอุปกรณ์ปล่อยควันมาใช้กับระบบบ้านอัจฉริยะถือเป็นมิติใหม่ในการรักษาความปลอดภัย โดย ZeroVision จะตรวจจับผู้ที่บุกรุกเข้าบ้าน จากนั้นระบบจะส่งข้อมูลไปยังเจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบความปลอดภัยผ่านกล้องวงจรปิด และเมื่อเห็นว่ามีผู้บุกรุก เจ้าหน้าที่จะสั่งการให้ระบบปล่อยควันหนาทึบออกมาในห้องที่มีการติดตั้งระบบนี้ ซึ่งจะปิดกั้นทัศนวิสัยอย่างสิ้นเชิงภายใน 45 วินาที บริษัทผู้ผลิตอ้างว่าควันจะหายไปภายใน 45 นาทีและไม่ทิ้งสารตกค้างใด ๆ ภายในบ้าน",null],
    [1004,1185,"แบคทีเรียในน้ำลายหมีสีน้ำตาลอาจเป็นยาปฏิชีวนะชนิดใหม่","Mon, 2018-09-17 08:31","http://www.stkc.go.th/node/1185","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://www.bbc.com/thai/features-45539040","ในบรรดาเชื้อแบคทีเรียหลากหลายชนิดที่อยู่ในน้ำลายของหมีสีน้ำตาลพันธุ์ไซบีเรียตะวันออก (East Siberian brown bear) มีอยู่อย่างน้อยชนิดหนึ่งที่อาจนำไปพัฒนาเป็นยาปฏิชีวนะขนานใหม่ ซึ่งจะสามารถต้านทานเชื้อดื้อยาชนิดรุนแรงหรือซูเปอร์บั๊ก (Superbug) ได้\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรัตเจอร์สของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการค้นพบข้างต้นลงในวารสาร PNAS โดยระบุว่าได้ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แยกแยะเชื้อแบคทีเรียนับแสนชนิดในน้ำลายของหมีออกจากกัน โดยให้เชื้อแต่ละชนิดพันธุ์แยกกันเกาะอยู่กับหยดน้ำมันเล็ก ๆ เพื่อสะดวกต่อการตรวจสอบว่าแบคทีเรียชนิดใดจะมีความสามารถต้านทานเชื้อดื้อยาได้บ้าง\r\n\r\nน้ำลายคนปรับตัวตามชนิดอาหาร ช่วยให้ของไม่อร่อยรสชาติดีขึ้น\r\nขจัดนิ่วในไตด้วยรถไฟเหาะคว้ารางวัล \"อิกโนเบล\" สาขาการแพทย์\r\nการที่นักวิทยาศาสตร์เลือกเอาหมีสีน้ำตาลพันธุ์ไซบีเรียตะวันออกมาศึกษา เพื่อค้นหาเชื้อแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์นั้น เนื่องจากสัตว์ป่าที่อยู่ในสภาพแวดล้อมห่างไกลจากความเจริญและมนุษย์ น่าจะมีระบบชีวนิเวศจุลชีพ (Microbiome) หรือการดำรงอยู่ร่วมกันของจุลินทรีย์หลากหลายชนิดในร่างกายที่แตกต่างออกไปและยังไม่ถูกปนเปื้อน ซึ่งลักษณะพิเศษนี้ช่วยให้สัตว์ป่ามีภูมิต้านทานเชื้อโรคร้ายที่อยู่รอบตัวได้\r\n\r\nImage copyrightSPL\r\nผลการตรวจสอบเบื้องต้นปรากฏว่า มีเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งในน้ำลายของหมีสีน้ำตาล ไม่มีเชื้ออันตรายอย่าง Staphylococcus aureus มาอาศัยร่วมอยู่ด้วย แสดงว่าแบคทีเรียชนิดนี้สามารถฆ่าเชื้ออันตรายดังกล่าว ซึ่งเป็นเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะเมทิซิลลิน หรือที่เรียกกันว่าเชื้อ MRSA ซึ่งกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของวงการสาธารณสุขทั่วโลกนั่นเอง\r\n\r\nศ. คอนสแตนติน เซเวรินอฟ ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า จำเป็นต้องจับหมีสีน้ำตาลพันธุ์ดังกล่าวมาจากถิ่นอาศัยในป่าลึก เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำลาย ก่อนจะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม เพราะไม่อาจใช้หมีในสวนสัตว์ที่กินอาหารและอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ทำให้ระบบชีวนิเวศจุลชีพในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปจากตอนเป็นสัตว์ป่าแล้ว\r\n\r\n\"เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่เราใช้แยกแยะเชื้อแบคทีเรียนับแสนชนิดในน้ำลายของหมีออกจากกัน ทำให้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียที่มีศักยภาพในการเป็นยาปฏิชีวนะขนานใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เทคนิคนี้จะปูทางไปสู่การค้นหายาปฏิชีวนะรุ่นใหม่จากสัตว์ป่า ซึ่งจะทรงประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อดื้อยาได้ดีกว่าเดิม\" ศ. เซเวรินอฟกล่าว\r\n",null],
    [1005,1170,"[การทดลอง] น้ำเดินได้","Thu, 2018-08-23 03:17","http://www.stkc.go.th/node/1170","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.youtube.com/watch?v=pg3_82Q92s8","\r\n\r\n\r\nมาทำการทดลองสุดเจ๋งกันดีกว่า!!\r\nเพียงใช้แค่อุปกรณ์ภายในบ้าน แต่ผลลัพธ์น่าตื่นเต้น กับการทดลอง \"น้ำเดินได้\" จะมีวิธีการอย่างไร มาดูกันครับ\r\n\r\nอุปกรณ์ \r\n1. กระดาษทิชชู่ \r\n2. แก้วน้ำ \r\n3. สีผสมอาหาร \r\n4. น้ำเปล่า\r\n\r\nวิธีการทดลอง \r\n1. นำสีผสมอาหารแต่ละสีมาผสมกับน้ำ โดยใส่แก้วละ 1 สี \r\n2. วางกระดาษทิชชู่ให้ปลายทั้งสองข้างจุ่มน้ำทั้งสองแก้ว \r\n3. รอเวลาผ่านไป น้ำจะเดินทางจากแก้วหนึ่งไปอีกแก้วหนึ่ง ผ่านกระดาษทิชชู่\r\n\r\nทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? เนื่องจากกระดาษทิชชู่มีคุณสมบัติ Capillary Action (การซึมผ่านรูเล็กๆ) เพราะทำมาจากเยื่อต้นไม้ จึงใช้หลักการเดียวกันกับที่พืชลำเลียงน้ำจากพื้นดิน ไปสู่ส่วนต่างๆ ได้นั่นเอง\r\n\r\n#STKC\r\n",null],
    [1006,1162,"4 เรื่องจริงของฉลามยักษ์ “เม็กกาโลดอน” ที่ต่างจากหนังดังอย่างสิ้นเชิง","Thu, 2018-08-16 09:46","http://www.stkc.go.th/node/1162","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.bbc.com/thai/features-45185462","\r\n\r\nตำนานของฉลามยักษ์ยุคดึกดำบรรพ์ \"เม็กกาโลดอน\" ที่มีขนาดมหึมาและล่าวาฬเป็นอาหาร กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนอีกครั้ง หลังภาพยนตร์แนวสยองขวัญเรื่อง The Meg ออกฉาย แต่ภาพลักษณ์และเรื่องราวของฉลามที่สูญพันธ์ไปแล้วหลายล้านปีนี้ ถูกนำเสนอใหม่โดยไม่ตรงกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์นัก\r\n\r\nสูญพันธุ์ไปแล้วแน่หรือ ?\r\n\r\nมีหลักฐานยืนยันว่าเม็กกาโลดอนซึ่งเรียกได้ว่าเป็นไดโนเสาร์แห่งเผ่าพันธุ์ฉลาม ได้สูญพันธุ์ไปจากโลกเมื่อราว 2.6 ล้านปีก่อน แต่ก็ยังคงมีข่าวเล่าลือในยุคปัจจุบันว่ามีผู้พบเห็นฉลามขนาดใหญ่ผิดสังเกตในน่านน้ำหลายแห่ง ซึ่งภาพยนตร์เรื่อง The Meg ได้นำมาเป็นท้องเรื่องที่เล่าขานว่า ยังคงมีเม็กกาโลดอนรอดชีวิตและดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน โดยหลบซ่อนอยู่ในมหาสมุทรลึกนอกชายฝั่งของประเทศจีน\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ดร. คาตาลีนา ปีเมียนโต ผู้เชี่ยวชาญทางบรรพชีวินวิทยาจากมหาวิทยาลัยสวอนซีของสหราชอาณาจักรบอกว่า เม็กกาโลดอนนั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ต้องสงสัยเลยว่าข่าวเรื่องการพบเห็นฉลามยักษ์นั้นล้วนเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น\r\n\r\n\"เรามีหลักฐานที่ชี้ว่าเม็กกาโลดอนน่าจะอาศัยและหากินในน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง โดยเฉพาะส่วนที่ลึกไม่เกิน 200 เมตร ซึ่งหากพวกมันยังคงมีชีวิตอยู่จริง จะต้องมีผู้พบเห็นได้บ่อยครั้งกว่านี้ และเห็นได้ชัดเจนจนสามารถบันทึกภาพไว้ได้แล้ว\" ดร. ปีเมียนโตกล่าว\r\n\r\n\"เม็กกาโลดอนไม่ได้หลบซ่อนตัวอยู่แต่ในส่วนลึกของมหาสมุทรอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน พวกมันใช้บริเวณน้ำตื้นอย่างเช่นอ่าวปานามาเป็นแหล่งอนุบาลลูกที่ยังเล็กอยู่ด้วย โดยเราพบฟอสซิลฟันของเม็กกาโลดอนที่ยังไม่โตเต็มวัยจำนวนมากในน้ำตื้น\"\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพฉลามวาฬอาจโตเต็มที่จนมีขนาดเท่ากับเม็กกาโลดอนได้ แต่พวกมันกินแพลงก์ตอนเป็นอาหารเท่านั้น\r\n\r\nตัวใหญ่แค่ไหนกันแน่ ?\r\n\r\nเรื่องราวในภาพยนตร์ระบุว่าเม็กกาโลดอนมีขนาดใหญ่ราว 22-27 เมตร ซึ่งเกินความเป็นจริงไปมาก เนื่องจากการคาดคะเนขนาดและรูปร่างของมันจากฟอสซิลฟันขนาดใหญ่ที่สุดที่เหลืออยู่ ซึ่งมีความยาว 16.8 เซนติเมตร ทำให้ประมาณได้ว่าเม็กกาโลดอนน่าจะมีขนาด 16-18 เมตร เท่ากับรถบัสสองชั้นจำนวนสองคันต่อกัน และอาจมีน้ำหนักได้ถึง 100 ตัน\r\n\r\nการที่โครงกระดูกของฉลามส่วนใหญ่เป็นกระดูกอ่อน ทำให้แทบไม่หลงเหลืออวัยวะที่แข็งพอจนสามารถกลายเป็นฟอสซิลให้เราศึกษาได้ การคาดคะเนว่าเม็กกาโลดอนมีรูปร่างอย่างไรแน่จึงทำได้ยาก แม้คนส่วนใหญ่และภาพยนตร์ฮอลลีวูดจะจินตนาการให้มันมีลักษณะคล้ายฉลามขาว (Great white shark) ที่ตัวใหญ่ขึ้น 30 เท่า แต่ก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก\r\n\r\n\r\n\r\nเม็กกาโลดอนกินคนหรือเปล่า ?\r\n\r\nหลักฐานจากรอยกัดบนฟอสซิลกระดูกวาฬและโลมาที่มีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกับเม็กกาโลดอนชี้ว่า พวกมันคืออาหารของฉลามยักษ์ดึกดำบรรพ์นี้อย่างแน่นอน ซึ่งดร.ปีเมียนโตเห็นว่าเม็กกาโลดอนมีความสามารถในการหาอาหารที่น่าทึ่ง เพราะร่างกายที่ใหญ่โตต้องการอาหารปริมาณมากในแต่ละวัน\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ดร. ปีเมียนโตคาดว่าขนาดตัวที่ใหญ่มหึมา ไม่น่าจะทำให้เม็กกาโลดอนมีนิสัยเป็นผู้ล่าที่ว่องไวมากนัก แต่อาจจะเป็นนักกินซากตัวฉกาจมากกว่า \"ฉลามเป็นเผ่าพันธุ์นักฉวยโอกาส ถ้ามันเจอสัตว์ที่ล่าได้ก็จะล่า แต่ถ้าเจอซากก็ไม่ลังเลที่จะกินเหมือนกัน หากเม็กกาโลดอนยังมีชีวิตอยู่ มนุษย์อาจเป็นมื้ออาหารที่เล็กน้อยเกินไปจนไม่คุ้มที่จะใช้พลังงานออกล่า\"\r\n\r\nทำไมจึงสูญพันธุ์ ?\r\n\r\nหลายคนอาจคิดว่าขนาดตัวที่ใหญ่เกินไปทำให้เม็กกาโลดอนหมดไปจากโลก แต่ที่จริงแล้วนักบรรพชีวินวิทยาพบว่า เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ระดับน้ำทะเลเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันเมื่อหลายล้านปีก่อนมากกว่า\r\n\r\nการที่ระดับน้ำทะเลลดลงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศชายฝั่งที่เม็กกาโลดอนอาศัยอยู่ ทำให้พื้นที่ในการหาอาหารมีไม่เพียงพอ จนสัตว์ทะเลยุคโบราณ 36% ซึ่งรวมถึงฉลาม เต่า วาฬและโลมาหลายชนิดพันธุ์ต้องตายลง หลังเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่ล้านปี เปิดทางให้ฉลามขาวมีวิวัฒนาการขึ้นมาแทนจนเป็นยอดนักล่าแห่งท้องทะเลในปัจจุบัน\r\n",null],
    [1007,1161,"ตั้งท้องลูกแต่ละคนทำเซลล์ร่างกายแม่ชราลงได้ถึง 2 ปี","Thu, 2018-08-16 09:44","http://www.stkc.go.th/node/1161","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.bbc.com/thai/features-45009455","\r\n\r\nผลการศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นของสหรัฐฯ ยืนยันว่า ความเชื่อเรื่องที่แม่จะมีสุขภาพเสื่อมถอยและดูแก่ขึ้นกว่าอายุตามปีเกิดหลังมีลูกนั้นเป็นความจริง โดยการตั้งครรภ์คลอดบุตรแต่ละครั้งสามารถเร่งให้เซลล์ร่างกายชราลงกว่าเดิมได้ราว 0.5 - 2 ปี\r\n\r\nก่อนหน้านี้เคยมีผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอร์จเมสันในสหรัฐฯ ซึ่งชี้ว่าการมีลูกกับเขาคนหนึ่งทำให้แม่ต้องแก่ชราลงกว่าเดิมในระดับเซลล์ถึง 11 ปี เนื่องจากเทโลเมียร์ (Telomere) ซึ่งเป็นดีเอ็นเอส่วนปลายในโครโมโซมของแม่หดสั้นลง จนมีความยาวเท่ากับของคนที่มีอายุมากกว่า และยิ่งมีบุตรมากคนขึ้นเท่าไหร่ เทโลเมียร์ก็จะยิ่งสั้นลงเท่านั้น\r\n\r\nเป็นที่ทราบกันว่า ความยาวของเทโลเมียร์นั้นเชื่อมโยงกับสุขภาวะของร่างกายในระยะยาว รวมทั้งสามารถเป็นเครื่องบ่งบอกถึงอายุขัยของคนเราด้วย\r\n\r\nในครั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์นได้วิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของหญิงชาวฟิลิปปินส์ 800 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 20-22 ปี เพื่อหาร่องรอยของความชราในระดับเซลล์ที่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจาก 40% ของหญิงเหล่านี้ต่างก็มีบุตรแล้วตั้งแต่ 1-5 คน\r\n\r\nผลปรากฏว่าหญิงที่ผ่านการตั้งครรภ์มีลูกในกลุ่มนี้ มีทั้งเทโลเมียร์ที่หดสั้นลง และมีร่องรอยทางเคมีของกระบวนการเอพิเจเนติกส์ (Epigenetics marker)บนดีเอ็นเอด้วย ซึ่งร่องรอยนี้จะทำให้การแสดงออกของยีนเปลี่ยนไปได้ทั้งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรม\r\n\r\nImage copyrightSCIENCE PHOTO LIBRARY\r\n\r\nทีมผู้วิจัยชี้ว่า ความเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีที่พบทั้งสองประการข้างต้น มีความคล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในร่างกายของหญิงที่แก่ชรากว่า ซึ่งเป็นผลมาจากกระบวนการทางชีวภาพ โดยไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเรื่องฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้แม่มีความเครียดในการตั้งครรภ์และเลี้ยงดูลูกจนอ่อนล้าและชราลงอย่างรวดเร็วแต่อย่างใด\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ร่างกายของแม่หลังคลอดซึ่งแก่ชราลงถึงระดับเซลล์นี้ กลับมีสภาพที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งทีมผู้วิจัยพบว่าเทโลเมียร์และร่องรอยทางเอพิเจเนติกส์ในดีเอ็นเอของแม่ถูกย้อนวัยให้อ่อนเยาว์ขึ้นในการตั้งครรภ์ทุกครั้ง ไม่ว่าแม่จะมีอายุมากขึ้นเท่าใดก็ตาม\r\n\r\nทีมผู้วิจัยระบุในรายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ว่า \"นี่อาจเป็นผลจากความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและภูมิคุ้มกันร่างกายของหญิงมีครรภ์ ที่ปรับตัวให้สอดรับกับการเติบโตของทารกก็เป็นได้\"\r\n",null],
    [1008,1160,"พีระมิดแห่งกีซารวมศูนย์พลังแม่เหล็กไฟฟ้าไว้ที่ห้องภายในได้","Thu, 2018-08-16 09:43","http://www.stkc.go.th/node/1160","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","https://www.bbc.com/thai/features-45019159","\r\n\r\nผลการศึกษาทางทฤษฎีของทีมนักฟิสิกส์นานาชาติชี้ว่า มหาพีระมิดแห่งกีซา (Great Pyramid of Giza )หนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณที่ประเทศอียิปต์ สามารถรวมศูนย์พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นที่บริเวณใต้ส่วนฐานและห้องหับต่าง ๆ ภายในได้\r\n\r\nรายงานการวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Applied Physics ระบุว่า ทีมนักฟิสิกส์นานาชาติได้คำนวณและสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ขึ้น เพื่อทดสอบว่าโครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งนี้จะตอบสนองต่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่นแสงอาทิตย์ คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ และสัญญาณ WiFi อย่างไร\r\n\r\nดร. แอนเดรย์ เยฟลูคิน จากมหาวิทยาลัย ITMO ของรัสเซีย หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า \"เราตั้งสมมติฐานว่าไม่มีช่องว่างภายในพีระมิดที่ยังค้นหาไม่พบ และตัวพีระมิดมีคุณสมบัติแบบหินปูนกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอทั้งภายในและภายนอก จากนั้นจึงมาคำนวณว่ารูปทรงพีระมิดจะทำให้เกิดการกระจายหรือดูดซับพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างไร รวมทั้งมีการสั่นพ้อง (Resonance) ของคลื่นเกิดขึ้นหรือไม่\"\r\n\r\nผลจากการทดสอบทางทฤษฎีพบว่า โครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งกีซาสามารถรวบรวมพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นเป็นพิเศษที่ด้านในและด้านใต้ของส่วนฐาน\r\n\r\nการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านั้นมีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา และมีบทบาทสำคัญต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์ในหลายด้าน การใช้รูปทรงพีระมิดเข้ามาปรับปรุงการใช้งานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น นับว่ามีความเป็นไปได้สูง เช่นการก่อสร้างอาคารให้มีส่วนยอดแหลมขึ้น ก็อาจทำให้จุดอับของสัญญาณ WiFi ภายในห้องต่าง ๆ ลดลงได้\r\n\r\n\r\n\r\nคำบรรยายภาพ(ภาพจากฝีมือศิลปิน) ผลการทดสอบทางทฤษฎีครั้งนี้พบว่า โครงสร้างของมหาพีระมิดแห่งกีซาสามารถรวบรวมพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าให้มีความเข้มขึ้นเป็นพิเศษที่ด้านในและด้านใต้ของส่วนฐาน\r\n\r\nแม้บางคนอาจจินตนาการไปว่า ชาวอียิปต์โบราณสร้างสุสานรูปทรงพีระมิดเพื่อให้คลื่นสัญญาณการติดต่อระหว่างผู้ตายกับโลกหน้าเป็นไปโดยสะดวก แต่ทีมนักฟิสิกส์ผู้ทำการศึกษาบอกว่า การเลือกสร้างสุสานรูปทรงพีระมิดน่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ โดยชาวอียิปต์โบราณอาจไม่ได้ล่วงรู้ถึงความลับทางวิทยาศาสตร์ในข้อนี้มาก่อน\r\n\r\nทีมผู้วิจัยยังบอกว่าการศึกษารูปทรงพีระมิดตามแนวทางของฟิสิกส์สมัยใหม่ จะเป็นประโยชน์ต่อวิทยาการในอนาคตอย่างแน่นอน เช่นการคิดค้นวัสดุที่ประกอบด้วยอนุภาครูปทรงพีระมิดขนาดเล็กระดับนาโน ซึ่งอาจนำไปใช้งานเพื่อสร้างอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณขนาดจิ๋ว (นาโนเซนเซอร์)และเซลล์สุริยะที่มีประสิทธิภาพสูงได้\r\n",null],
    [1009,1159,"ดาวอังคารมีคาร์บอนไดออกไซด์ไม่พอให้สร้างชั้นบรรยากาศขึ้นใหม่","Thu, 2018-08-16 09:42","http://www.stkc.go.th/node/1159","ดาราศาสตร์","https://www.bbc.com/thai/features-45033469","\r\n\r\nทีมนักดาราศาสตร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯหรือนาซา เผยผลการศึกษาล่าสุดที่ชี้ว่า มนุษย์ไม่มีทางจะสร้างหรือปรับเปลี่ยนสภาพบรรยากาศ (Terraforming) บนดาวอังคาร เพื่อให้เหมาะสมกับการตั้งอาณานิคมนอกโลกได้ เนื่องจากปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวแห่งนี้มีไม่เพียงพอ\r\n\r\nมีการตีพิมพ์รายงานการวิจัยดังกล่าวในวารสาร Nature Astronomy โดยระบุว่าผลวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากภารกิจสำรวจดาวอังคารตลอด 20 ปีที่ผ่านมา บ่งบอกชัดว่าแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวอังคารทั้งหมดนั้น มีไม่เพียงพอที่จะทำให้ความดันบรรยากาศของดาวอังคาร ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.6% ของความดันบรรยากาศบนโลก ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญได้\r\n\r\nผลการวิจัยครั้งนี้เท่ากับดับความฝันของนายอีลอน มัสก์ นักธุรกิจผู้บุกเบิกโครงการขนส่งอวกาศคนสำคัญ ซึ่งเคยประกาศไว้ครั้งแรกเมื่อปี 2015 ว่าเขามีแผนการให้มนุษย์ย้ายถิ่นฐานไปยังดาวอังคาร โดยวิธีที่เร็วที่สุดในการทำให้คนเราอาศัยอยู่บนดาวแห่งนี้ได้ คือต้องสร้างชั้นบรรยากาศที่คล้ายคลึงกับโลกขึ้นมา\r\n\r\nนายมัสก์เสนอให้ทิ้งระเบิดไฮโดรเจนอานุภาพร้ายแรงที่ขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวอังคาร เพื่อให้คาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในรูปของน้ำแข็งแห้งกลายเป็นไอและก่อตัวเป็นชั้นบรรยากาศที่หนาขึ้น หลังจากนั้นปฏิกิริยาเรือนกระจกที่เกิดติดตามมาจะทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูง จนสามารถเก็บกักน้ำในรูปของเหลวที่พื้นผิวดาวได้\r\n\r\nImage copyrightNASA\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม รายงานวิจัยของนาซาประเมินว่า แม้จะปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปน้ำแข็งแห้งที่ขั้วเหนือและขั้วใต้ของดาวอังคารออกมาได้ทั้งหมด ก็จะช่วยเพิ่มแรงดันบรรยากาศขึ้นได้เพียง 1.2% ของบนโลกเท่านั้น\r\n\r\nหากมีการทำให้พื้นดาวร้อนขึ้นเพื่อปลดปล่อยอนุภาคคาร์บอนไดออกไซด์ในพื้นดินออกมาอีก ก็จะรวบรวมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มขึ้นเพียง 4% จากของเดิม และหากมีการขุดเหมืองความลึก 100 เมตรทั่วทั้งดาวเพื่อค้นหาคาร์บอนไดออกไซด์ต่อไป ก็จะได้มาเพิ่มอีกเพียง 5% เท่านั้น\r\n\r\nดร. บรูซ จาโคสกี จากมหาวิทยาลัยโคโลราโดของสหรัฐฯ หนึ่งในทีมนักวิจัยของนาซาบอกว่า \"การปรับเปลี่ยนสภาพชั้นบรรยากาศของดาวอังคารนั้น ยังคงทำไม่ได้ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน และถึงแม้จะทำได้ ก็คงต้องใช้เวลากว่า 10 ล้านปีเพียงเพื่อรอให้บรรยากาศที่มีอยู่หนาตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งปริมาณนี้ก็ยังไม่เพียงพอให้มนุษย์อาศัยอยู่ได้\"\r\n",null],
    [1010,1158,"บ้านแห่งอนาคตบนดาวอังคาร","Thu, 2018-08-16 09:41","http://www.stkc.go.th/node/1158","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.bbc.com/thai/features-45033467","\r\n\r\nนานมาแล้วที่มนุษย์ใฝ่ฝันถึงการย้ายไปตั้งถิ่นฐานบนดาวอังคาร ล่าสุดองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) เผยภาพที่เข้ารอบสุดท้ายการประกวดออกแบบที่พักอาศัยแห่งอนาคต ซึ่งช่วยจุดประกายความหวังว่าสักวันมนุษย์จะได้ขึ้นไปใช้ชีวิตในสภาพอากาศสุดขั้วบนดาวอังคารได้\r\n\r\nนาซาเริ่มจัดการประกวดนี้เมื่อปี 2015 โดยแบ่งการประกวดเป็น 3 ช่วง และมีเงินรางวัลรวมทั้งสิ้น 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 82.5 ล้านบาท) และเมื่อเร็ว ๆ นี้ นาซาได้นำแบบจำลอง 3 มิติของที่พักอาศัยบนดาวอังคารที่ชนะการประกวดรอบสุดท้ายทั้ง 5 รางวัลออกมาเผยแพร่\r\n\r\nแบบที่ได้รับคัดเลือกให้เข้ารอบสุดท้ายนี้ล้วนเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับการออกแบบให้มีสภาพเหมาะสมกับการใช้ชีวิตและทำงานท่ามกลางสภาพอากาศสุดขั้วบนดาวอังคาร โดยผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศมีลักษณะเป็นพ็อดสีขาวรูปทรงคล้ายแมงมุม ซึ่งภายในเป็นเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ที่สามารถสร้างโครงที่พักอาศัยได้คราวละ 1 หลัง เมื่อพิมพ์เสร็จ ส่วนคล้ายขาแมงมุมจะยกขึ้น เพื่อที่จะเคลื่อนไปสร้างที่พักหลังใหม่ในตำแหน่งอื่นต่อไป\r\n",null],
    [1011,1157,"ลีเมอร์เกือบทั้งหมด อาจจะกำลังสูญพันธุ์ไปจากโลก","Thu, 2018-08-16 09:37","http://www.stkc.go.th/node/1157","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.bbc.com/thai/international-45054471","\r\n\r\nเมอร์ สัตว์ประจำถิ่นมาดากัสการ์ แทบทุกชนิดกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้\r\n\r\nกลุ่มนักอนุรักษ์นานาชาติ ซึ่งนำโดย กลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ตระกูลไพรเมต (Primate Specialist Group) เปรียบเทียบจำนวนประชากรของลีเมอร์ที่หลงเหลืออยู่ กับภัยต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและถิ่นอาศัยของพวกมัน และได้ข้อสรุปว่า เหล่าลีเมอร์เป็นสัตว์ตระกูลไพรเมตที่เสี่ยงสูญพันธุ์ที่สุดในโลก\r\n\r\nอะไรทำให้ลีเมอร์ใกล้สูญพันธุ์ ?\r\n\r\nในแถลงการณ์ของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ตระกูลไพรเมต นายรัสเซลล์ มิตเทอร์ไมเออร์ จากองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่าโลก (Global Wildlife Conservation) กล่าวว่า ข้อสรุปนี้ทำให้เห็นว่า \"มีความเสี่ยงสูงมาก ที่บรรดาลีเมอร์อันมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวประจำมาดากัสการ์จะสูญพันธุ์\" และเป็นสัญญาณเตือนถึงภัยคุกคามต่อทั้งระบบนิเวศบนเกาะแห่งนี้อีกด้วย\r\n\r\nตว์เหล่านี้ กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากมนุษย์ที่ทำลายที่อยู่อาศัยของพวกมัน โดยเฉพาะการเผาป่าเพื่อทำไร่เลื่อนลอย ลักลอบตัดต้นไม้ และผลิตเหมืองถ่านหิน\r\n\r\nนอกจากนี้ การล่าลีเมอร์เพื่อเป็นอาหารหรือซื้อ-ขาย เป็นอีกหนึ่งภัยคุกคามใหม่ที่ทำให้พวกมันใกล้สูญพันธุ์\r\n\r\nศาสตราจารย์คริสตอฟ ชวิทเซอร์ จากสมาคมสัตววิทยาบริสตอล บอกกับบีบีซีว่า มีการสำรวจพบการล่าลีเมอร์จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ\r\n\r\n\"เราพบว่ามีการล่าลีเมอร์เพื่อการค้าด้วย ซึ่งน่าจะล่าไปเพื่อขายให้กับร้านอาหารท้องถิ่น นี่ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่สำหรับมาดากัสการ์ เราไม่เคยเห็นการล่าลีเมอร์มากขนาดนี้เมื่อ 15 ปีก่อน\"\r\n\r\nมีลีเมอร์ทั้งหมด 111 ชนิดที่นักวิทยาศาสตร์รู้จัก ซึ่งทั้งหมดเป็นสัตว์ประจำถิ่นในมาดากัสการ์ และกลุ่มอนุรักษ์พบว่า 105 สปีชีส์จากทั้งหมดกำลังถูกคุกคาม\r\n\r\nImage copyrightEDWARD E. LOUIS\r\n\r\nคำบรรยายภาพลีเมอร์นอร์เทิร์นสปอร์ตีฟ (Northern sportive lemur) กำลังอยู่ภาวะวิกฤต\r\n\r\nการร่วมกันศึกษาของนักอนุรักษ์ครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นโดยสหพันธ์นานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (ไอยูซีเอ็น - IUCN) เป็นขั้นตอนแรกในการประเมินสถานการณ์ของสัตว์ทุกสายพันธุ์อย่างเป็นทางการ เพื่อนำไปเผยแพร่ใน บัญชีแดงของสปีชีส์ที่ถูกคุกคาม (Red List of Threatened Species) ต่อไป\r\n\r\nจะป้องกันไม่ให้ลีเมอร์สูญพันธุ์ได้อย่างไร ?\r\n\r\nไอยูซีเอ็น ได้วางมาตรการอนุรักษ์ที่ชื่อ \"แผนปฏิบัติการลีเมอร์\" ซึ่งแผนดังกล่าวรวมถึงการปกป้องที่อยู่อาศัยของพวกมัน ไปจนถึงการแก้ปัญหาความยากจนของคนในพื้นที่ ผ่านการท่องเที่ยวแบบเป็นมิตรต่อธรรมชาติ เพื่อช่วยให้พวกเขาไม่ต้องล่าสัตว์เพื่อแลกกับค่าตอบแทน\r\n\r\nศาสตราจารย์ชวิทเซอร์ กล่าวว่า มันสำคัญมากที่ทุกคนต้องออกมาพูดถึงเรื่องนี้\r\n\r\n\"คนที่รักลีเมอร์จำเป็นต้องออกมาเปล่งเสียงเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ และช่วยกันส่งข้อความไปถึงคนทั่วโลก\" เขาบอกกับบีบีซี\r\n\r\n\"เมื่อเราตีพิมพ์แผนปฏิบัติการลีเมอร์ และสื่อก็ร่วมนำเสนอมัน เราได้รับโทรศัพท์จากคนจำนวนมากที่ต้องการจะช่วยเหลือ ทั้งผ่านการบริจาคหรือในทางอื่น ๆ\"\r\n\r\n\"นั่นสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ๆ\"\r\n",null],
    [1012,1156,"ขาดน้ำแม้เพียงเล็กน้อยทำให้สมองมีประสิทธิภาพลดลง","Thu, 2018-08-16 09:36","http://www.stkc.go.th/node/1156","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.bbc.com/thai/international-45057581","\r\n\r\nหากรู้สึกว่าสมองไม่ค่อยแจ่มใสคิดอะไรติดขัดไปเสียทุกอย่าง ภาวะขาดน้ำ (Dehydration) อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ได้ โดยผลวิจัยล่าสุดพบว่า การที่ร่างกายขาดน้ำแม้ในระดับที่เล็กน้อยจะเริ่มส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของสมองให้ทำงานชนิดที่ยากและซับซ้อนได้ไม่ดีเท่าที่ควร\r\n\r\nแม้จะทราบกันมานานว่าการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายนั้นดีต่อสุขภาพ แต่ทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งจอร์เจีย (GIT) ของสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาภาวะขาดน้ำแบบเจาะลึกมากขึ้น เพื่อให้ทราบว่าเมื่อร่างกายสูญเสียน้ำในระดับใดจึงจะทำให้กระบวนการคิดและสั่งการของสมองเริ่มได้รับผลกระทบ\r\n\r\nมีการตีพิมพ์รายงานวิจัยนี้ในวารสารการแพทย์และวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการกีฬาและการออกกำลังกาย (Medicine & Science in Sports & Exercise) โดยระบุว่าภาวะขาดน้ำแม้เพียง 2% ของมวลกาย หรือเทียบเท่ากับการเสียเหงื่อปริมาณ 1 ลิตร ก็เริ่มส่งผลเสียต่อการประมวลผลของสมองในงานที่ต้องใช้สมาธิสูงและมีความยุ่งยากซับซ้อนแล้ว\r\n\r\nทีมผู้วิจัยได้วิเคราะห์ผลการศึกษาในอดีต 33 ชิ้น ซึ่งว่าด้วยความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างภาวะขาดน้ำกับประสิทธิภาพในการใช้สมอง โดยงานวิจัยทั้งหมดครอบคลุมกลุ่มตัวอย่าง 416 คน ที่มีภาวะขาดน้ำตั้งแต่ระดับ 1% ไปจนถึงระดับ 6% ของมวลกาย\r\n\r\nผลวิเคราะห์พบว่าภาวะขาดน้ำที่ระดับ 2% ของมวลกาย ก็เพียงพอที่จะทำให้การทำงานของสมองเริ่มรวนเรได้แล้ว แม้การขาดน้ำในระดับนี้จะไม่ทำให้คนเรารู้สึกกระหายน้ำเลยก็ตาม\r\n\r\nภาวะขาดน้ำในระดับเล็กน้อยดังกล่าวส่งผลเสียต่อกระบวนการสร้างสมาธิ และการประสานงานของระบบประสาทสั่งการที่ควบคุมให้ร่างกายเคลื่อนไหวมากที่สุด แต่ไม่สู้มีผลต่อความว่องไวในการตอบสนองสิ่งเร้าต่าง ๆ มากนัก\r\n\r\nทั้งนี้ คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญโดยทั่วไปให้คนเราดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว หรือราว 2 ลิตรต่อวัน ซึ่งปริมาณน้ำที่ควรดื่มนั้นขึ้นอยู่กับ เพศ วัย สภาพอากาศ และสภาพร่างกายของแต่ละคนด้วย ส่วนภาวะขาดน้ำรุนแรงเนื่องจากการเสียเหงื่อ อาเจียน ปัสสาวะมากผิดปกติหรือท้องร่วง จะทำให้อ่อนเพลีย มึนงง หัวใจเต้นเร็วและหอบหายใจแรง จนถึงแก่ชีวิตได้\r\n",null],
    [1013,1155,"กินจิ้งหรีดช่วยเพิ่มจุลชีพในลำไส้-ลดการอักเสบทั่วร่างกาย","Thu, 2018-08-16 09:34","http://www.stkc.go.th/node/1155","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://www.bbc.com/thai/features-45077662","\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันชี้ว่า จิ้งหรีดคือหนึ่งในแมลงที่นับเป็นสุดยอดอาหารหรือซูเปอร์ฟูดส์ (Super foods) อย่างแท้จริง โดยผลการวิจัยล่าสุดพบว่าการกินจิ้งหรีดช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้เติบโตเพิ่มจำนวนขึ้น ลดการอักเสบในร่างกาย และไม่เป็นอันตรายแม้กินเข้าไปในปริมาณมาก\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-เมดิสัน ของสหรัฐฯ ตีพิมพ์เผยแพร่รายงานดังกล่าวในวารสาร Scientific Reports โดยชี้ว่าจิ้งหรีดเป็นอาหารแนวใหม่ที่มีคุณประโยชน์ต่อมนุษย์มากกว่าที่เคยคาดกันเอาไว้ โดยนอกจากจะมีโปรตีนสูงและมีสารอาหารอื่น ๆ แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างให้สุขภาพร่างกายโดยรวมแข็งแรงขึ้น\r\n\r\nมีการทดลองนำร่องในกลุ่มจำกัดเพื่อทดสอบว่าเส้นใยอาหาร (ไฟเบอร์) จากจิ้งหรีด เช่นเส้นใยอาหารที่เรียกว่าไคติน (Chitin) จะมีประโยชน์ต่อจุลชีพในร่างกายมนุษย์เป็นพิเศษหรือไม่ เพราะไฟเบอร์จากแมลงนั้นแตกต่างกับของพืชผักผลไม้โดยทั่วไปมาก แม้จะเป็นอาหารของจุลชีพในลำไส้เหมือนกันก็ตาม\r\n\r\n\r\n\tส่องวัฒนธรรมอาหารจากแมลงทั่วโลก\r\n\tเทรนด์อาหารใหม่ในสวิตเซอร์แลนด์: เบอร์เกอร์แมลง\r\n\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ\r\n\r\nทีมผู้วิจัยให้ชายและหญิงสุขภาพดีอายุระหว่าง 18-48 ปี จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารเช้าตามปกติ แต่อีกกลุ่มจะได้รับจิ้งหรีดแห้งบดเป็นผง 25 กรัมผสมไปกับขนมและเครื่องดื่มด้วย แล้วให้ทั้งสองกลุ่มรับประทานอาหารแบบนี้ติดต่อกันเป็นเวลา 2 สัปดาห์\r\n\r\nจากนั้นผู้วิจัยให้อาสาสมัครทั้งหมดงดรับประทานจิ้งหรีดอย่างสิ้นเชิงตลอด 2 สัปดาห์ถัดมา แล้วจึงสลับให้กลุ่มที่ไม่ได้กินจิ้งหรีดในตอนแรกเป็นฝ่ายได้รับประทานบ้างอีก 2 สัปดาห์ โดยมีการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือด อุจจาระ และคำตอบในแบบสอบถามเรื่องระบบทางเดินอาหารของอาสาสมัครในการทดลองทุกระยะ\r\n\r\nผลที่ได้พบว่า อาสาสมัครทั้งสองกลุ่มมีเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญและส่งผลดีต่อสุขภาพของระบบทางเดินอาหารเพิ่มขึ้น ส่วนโปรตีนในเลือดชื่อ TNF-alpha ซึ่งสัมพันธ์กับการอักเสบ การก่อมะเร็ง และภาวะซึมเศร้านั้นกลับลดลง และที่สำคัญพบว่าจำนวนของแบคทีเรียชนิดที่มีประโยชน์ในลำไส้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งการแพทย์สมัยใหม่ถือว่าจุลชีพเหล่านี้มีบทบาทส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันและสุขภาพร่างกายโดยรวมอย่างยิ่ง\r\n\r\nปัจจุบันมีประชากรโลกถึงราว 2,000 ล้านคนที่บริโภคแมลงเป็นประจำ ส่วนผู้คนในโลกตะวันตกต่างให้ความสนใจรับประทานแมลงเป็นอาหารกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งโปรตีนทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าการทำฟาร์มปศุสัตว์ ทั้งยังอุดมไปด้วยไขมันชนิดดี วิตามิน และแร่ธาตุ มากกว่าหมูหรือเนื้อวัวซึ่งส่งผลเสียต่อร่างกายหากรับประทานในปริมาณมากเกินไป\r\n",null],
    [1014,1154,"แผ่นดินไหวส่งแรงสั่นสะเทือนถึงอีกฝั่งของโลกได้ใน 3 วัน","Thu, 2018-08-16 09:33","http://www.stkc.go.th/node/1154","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.bbc.com/thai/features-45081891","\r\n\r\nแม้อาฟเตอร์ช็อก (Aftershock) หรือการสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นตามหลังเหตุแผ่นดินไหวจะเป็นเรื่องปกติที่พบได้ในบริเวณใกล้เคียงจุดเกิดเหตุ แต่ล่าสุดนักธรณีวิทยาต้องประหลาดใจ เมื่อพบว่าเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงแต่ละครั้งสามารถส่งคลื่นสะเทือนที่ทำให้เกิดการสั่นไหวได้ไกลถึงอีกซีกโลกหนึ่ง ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออริกอนสเตทของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องดังกล่าวลงในวารสาร Nature Scientific Reports โดยระบุว่าได้วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุแผ่นดินไหวย้อนไปในอดีตตลอด 44 ปีที่ผ่านมา และพบว่าหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ขนาด 6.5 ขึ้นไป มักมีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.0 หรือรุนแรงกว่าตามมาในอีกฝั่งหนึ่งของโลก ซึ่งมักจะเกิดขึ้นภายในเวลาเพียง 2-3 วันให้หลัง\r\n\r\nดร. โรเบิร์ต โอมัลลีย์ ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า \"แผ่นดินไหวเป็นส่วนหนึ่งของวงจรที่แผ่นเปลือกโลกสะสมแรงเค้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อรอยเลื่อนที่แผ่นเปลือกโลกมาบรรจบกันใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดของวงจรนี้ แรงเค้นจะเพิ่มสูงจนถึงจุดที่ต้องปลดปล่อยออกมาและเกิดแผ่นดินไหวได้\"\r\n\r\n\r\n\tแผ่นดินไหวอินโดนีเซีย: ยอดผู้เสียชีวิตแผ่นดินไหวล่าสุดใกล้เกาะลอมบอกเพิ่มเป็น 91 คนแล้ว\r\n\tสนามโน้มถ่วงช่วยวัดขนาดแผ่นดินไหวได้แม่นยำขึ้น\r\n\tแนวทางการปฏิบัติเมื่อเกิดแผ่นดินไหว\r\n\r\n\r\nImage copyrightEPA\r\n\r\nคำบรรยายภาพภาพจากเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.2 ทางภาคกลางของอิตาลี เมื่อเดือน ส.ค. 2016\r\n\r\n\"ยิ่งเหตุแผ่นดินไหวมีความรุนแรงมากขึ้นเท่าใด การสั่นสะเทือนที่เกิดตามมาในอีกซีกโลกหนึ่งยิ่งมีขนาดหรือแมกนิจูดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา มักเกิดเหตุแผ่นดินไหวตามหลังที่รุนแรงเกือบทั้งสิ้น โดยจะเกิดภายในพื้นที่ 30 องศา วัดจากจุดตรงข้ามกับศูนย์กลางแผ่นดินไหวซึ่งเกิดก่อนในอีกซีกโลกหนึ่ง\" ดร. โอมัลลีย์กล่าว\r\n\r\nอย่างไรก็ดีนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบชัดถึงสาเหตุและกลไกที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์เช่นนี้ขึ้น แม้ก่อนหน้านี้จะพบว่าพลังงานจากคลื่นสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวสามารถสะท้อนลึกลงไปในชั้นเนื้อโลกหรือแมนเทิล (Mantle) ได้ก็ตาม\r\n\r\nตัวอย่างหนึ่งของเหตุการณ์ลักษณะนี้ คือเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อปี 2004 ซึ่งมีจุดศูนย์กลางนอกชายฝั่งเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย และมีความรุนแรงจนทำให้เปลือกโลกทั้งแผ่นเคลื่อนตัวขึ้นลงช้า ๆ ราว 1 เซนติเมตร และทำให้โลกทั้งใบ \"สั่นไหวเหมือนกับตีระฆัง\" ส่งผ่านพลังงานซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวตามมาในอีกซีกโลกได้ แต่คลื่นสั่นสะเทือนนี้จะเคลื่อนที่ช้ามากจนมนุษย์ไม่รู้สึกถึงความผิดปกติแต่อย่างใด\r\n",null],
    [1015,1153,"โลกเสี่ยงภาวะเรือนกระจกแบบถาวร หากปล่อยให้ร้อนอีก 2 องศาเซลเซียส","Thu, 2018-08-16 09:31","http://www.stkc.go.th/node/1153","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม","https://www.bbc.com/thai/international-45097380","\r\n\r\nผลการศึกษาล่าสุดของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติชี้ว่า โลกของเรามีความเสี่ยงจะเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดที่ไม่อาจแก้ไขให้คืนสภาพเดิมได้ในอีกไม่ กี่ร้อยปีข้างหน้า แม้ว่าชาติต่าง ๆ จะพยายามร่วมมือกันตัดลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนได้สำเร็จ ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ก็ตาม\r\n\r\nรายงานดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ PNAS ระบุว่า หากเรายังคงปล่อยให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีก จนถึงจุดที่เหนือกว่าอุณหภูมิเฉลี่ย ในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 2 องศาเซลเซียส เมื่อนั้นจะเกิดการรบกวนระบบดูดซับคาร์บอนในธรรมชาติ ให้กลับกลายเป็นตัวการปลดปล่อยคาร์บอน ปริมาณมหาศาลขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแทน ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดภาวะเรือนกระจกชนิดถาวร\r\n\r\n\r\n\tเหตุใดหลายพื้นที่ของโลกจึงร้อนผิดปกติในขณะนี้\r\n\tเขื่อนลาวแตก: กี่ทุนไทยที่ไปสร้างเขื่อนผลิตไฟในลาว\r\n\r\n\r\nในแต่ละปี ผืนป่าสำคัญอย่างป่าแอมะซอน รวมทั้งมหาสมุทรต่าง ๆ และชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (Permafrost) ในแถบขั้วโลก ได้ดูดซับคาร์บอน จากชั้นบรรยากาศมาเก็บไว้ถึง 4.5 พันล้านตัน ซึ่งถือว่าเป็นกลไกตามธรรมชาติที่ช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของโลก แต่ก็น่าหวั่นเกรงว่าแผนการที่ระบุไว้ ในความตกลงปารีส ซึ่งนานาชาติจะช่วยกันรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศานั้น ไม่เพียงพอจะป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเรือนกระจก แบบถาวรนี้ได้\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nศ. โยฮัน ร็อกสตอร์ม จากศูนย์ Stockholm Resilience Centre ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า \"เมื่ออุณหภูมิถึงจุดวิกฤตดังกล่าว ระบบป้องกันต่าง ๆ ของโลกที่เคยเป็นมิตรต่อเราจะกลับกลายเป็นศัตรูไปทันที\"\r\n\r\n\"อุณหภูมิโลกจะสูงขึ้นกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรม 4-5 องศาเซลเซียส และจะคงตัวอยู่ในระดับนั้นไปอีกนาน โดยถือเป็นระดับอุณหภูมิสูงสุดในรอบ 1.2 ล้านปีที่ผ่านมา\" ศ. ร็อกสตอร์ม กล่าว\r\n\r\nผลการศึกษายังชี้ว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย จนระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นได้ถึง 10-60 เมตรจากในระดับปัจจุบัน สภาพภูมิอากาศจะแปรปรวนจนทำให้ผู้คนไม่อาจอาศัยอยู่ในภูมิภาคบางแห่งของโลกได้\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพเมื่อน้ำแข็งในมหาสมุทรอาร์กติกละลาย โลกจะสะท้อนแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงกลับคืนสู่ห้วงอวกาศได้ลดลง\r\n\r\nทุกวันนี้โลกมีอุณหภูมิสูงกว่าช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมราว 1 องศาเซลเซียส และกำลังร้อนขึ้นโดยเฉลี่ยคิดเป็นทศวรรษละ 0.17 องศาเซลเซียส ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการหยุดยั้งภาวะโลกร้อนนี้แทบจะเป็นไปไม่ได้ หากไม่เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลภายในกลางศตวรรษนี้ และเปลี่ยนแปลงนโยบาย ของนักการเมืองฝ่ายขวาที่มองว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องโกหกด้วย\r\n",null],
    [1016,1152,"อุกกาบาตก่อตัวพร้อมระบบสุริยะช่วยไขปริศนาเรื่องกำเนิดชีวิตได้","Thu, 2018-08-16 09:28","http://www.stkc.go.th/node/1152","ดาราศาสตร์","https://www.bbc.com/thai/international-45097387","\r\n\r\nอุกกาบาตชนิดหายากที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเมื่อ 154 ปีก่อน กลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยไขความลับเรื่องกำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลก และชี้ถึงความเป็นไปได้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตต่างดาวนอกระบบสุริยะด้วย\r\n\r\nทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ของสหราชอาณาจักร ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวในวารสาร PNAS โดยระบุว่าได้พบอุกกาบาตชนิด Carbonaceous chondrite ที่มีอายุเก่าแก่เท่ากับระบบสุริยะ หรือราว 4.5 พันล้านปี ซึ่งอุกกาบาตนี้ตกลงมาที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อน\r\n\r\n\r\n\tการค้นพบ \"ทะเลสาบ\" ใต้ผืนน้ำแข็งดาวอังคารจะนำไปสู่อะไร?\r\n\tกาแล็กซีทางช้างเผือกเขมือบดาราจักรอื่นไปแล้ว 15 แห่ง\r\n\r\n\r\nการที่อุกกาบาตดังกล่าวก่อตัวขึ้นพร้อมกับจุดเริ่มต้นของระบบสุริยะ ทั้งยังมีองค์ประกอบเป็นสารอินทรีย์สำคัญที่ให้กำเนิดชีวิตรวมอยู่ด้วย เช่น ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน คาร์บอน และกำมะถัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบได้ว่าองค์ประกอบที่เอื้อต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เกิดขึ้นในระบบสุริยะเอง โดยไม่ได้ล่องลอยมาจากกลุ่มดาวหรือดาราจักรอื่น ๆ\r\n\r\nImage copyrightUNIVERSITY OF MANCHESTER\r\n\r\nคำบรรยายภาพอุกกาบาตที่ตกในเมือง Orgueil ของฝรั่งเศส เมื่อปี 1864 มีอายุเก่าแก่ 4.5 พันล้านปีเท่ากับระบบสุริยะ\r\n\r\nดร. โรแมง ทาร์เทส หนึ่งในทีมผู้วิจัยบอกว่า การศึกษาไอโซโทปของออกซิเจนและสารอินทรีย์อื่น ๆ ที่พบในอุกกาบาตดังกล่าว ทำให้พบว่ามีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับชนิดของสารอินทรีย์ที่มีในดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์ และดาวเคราะห์น้อยในระบบสุริยะด้วย\r\n\r\n\"หากสารอินทรีย์สามารถก่อตัวขึ้นได้ในกระบวนการให้กำเนิดระบบสุริยะ ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีองค์ประกอบของชีวิตเกิดขึ้นในระหว่างการก่อตัวระยะเริ่มแรกของระบบสุริยะอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากของเราด้วย\" ดร. ทาร์เทสกล่าว\r\n\r\nสำหรับอุกกาบาตที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มีขนาดราว 15 เซนติเมตร ตกลงมาที่เมือง Orgueil ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศสเมื่อปี 1864 ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติฝรั่งเศสว่าด้วยประวัติศาสตร์ธรรมชาติในกรุงปารีส และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมได้จนถึงเดือนมกราคมปีหน้า\r\n\r\n \r\n",null],
    [1017,1151,"แกนีมีดทรงพลังแม่เหล็กไฟฟ้าแรงกว่าโดยรอบดาวพฤหัสฯ 1 ล้านเท่า","Thu, 2018-08-16 09:27","http://www.stkc.go.th/node/1151","ดาราศาสตร์","https://www.bbc.com/thai/features-45110655","\r\n\r\nทีมนักดาราศาสตร์นานาชาติค้นพบว่าดวงจันทร์แกนีมีด (Ganymede) ของดาวพฤหัสบดีนั้น นอกจากจะได้ชื่อว่ามีสนามแม่เหล็กทรงพลังเป็นของตนเองแล้ว ลักษณะดังกล่าวยังทำให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความเข้มสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรอบดาวพฤหัสบดีถึง 1 ล้านเท่าอีกด้วย\r\n\r\nรายงานการค้นพบดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Communications โดยระบุว่าผลวิเคราะห์ข้อมูลที่ยานสำรวจกาลิเลโอ (Galileo)รวบรวมได้ระหว่างช่วงทศวรรษ 1990 ชี้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างถาวรโดยรอบดวงจันทร์แกนีมีด ซึ่งทำให้เกิดแสงเหนือและแสงใต้ (ออโรรา) บนดวงจันทร์แห่งนี้อย่างชัดเจน\r\n\r\nเมื่อเทียบกับดวงจันทร์ขนาดใหญ่ดวงอื่น ๆ ของดาวพฤหัสบดีเช่นยูโรปา นับว่าแกนีมีดมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทรงพลังยิ่งกว่ากันมาก เนื่องจากยูโรปามีความแรงของคลื่นดังกล่าวสูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรอบดาวพฤหัสบดีเพียง 100 เท่า\r\n\r\n\r\n\tอุกกาบาตก่อตัวพร้อมระบบสุริยะช่วยไขปริศนาเรื่องกำเนิดชีวิตได้\r\n\tพบดาวพฤหัสบดีมีดวงจันทร์เพิ่มอีก 12 ดวง\r\n\tยานจูโนพบสายฟ้าแลบบนดาวพฤหัสบดีไม่ต่างจากที่เกิดบนโลก\r\n\r\n\r\nImage copyrightNASA\r\n\r\nคำบรรยายภาพดาวบริวารบางส่วนของดาวพฤหัสบดี (จากซ้ายไปขวา) ดวงจันทร์ไอโอ, ยูโรปา,แกนีมีด และคัลลิสโต\r\n\r\nทีมผู้วิจัยได้นำคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าดังกล่าวมาแปลงเป็นคลื่นเสียงที่เรียกว่า Chorus wave ซึ่งฟังแล้วคล้ายเสียงนกร้องเพลงและเสียงวาฬร้องเรียกผสมผสานกัน และพบว่าคลื่นเสียงดังกล่าวของดวงจันทร์แกนีมีดมีความแรงมากเป็นพิเศษ โดยสามารถเร่งให้อนุภาคโดยรอบมีพลังงานสูงขึ้น และเกิดอิเล็กตรอนความเร็วสูงวิ่งอยู่ภายในสนามแม่เหล็กของดาวได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดที่ทำให้ดวงจันทร์แกนีมีดมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ทรงพลังเช่นนี้ แต่สันนิษฐานว่าไม่พบปรากฏการณ์เดียวกันในดวงจันทร์บริวารที่ไม่มีสนามแม่เหล็กเป็นของตนเอง\r\n\r\nความรู้ที่ได้จากการค้นพบครั้งนี้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการออกแบบยานสำรวจอวกาศ ซึ่งจะออกปฏิบัติภารกิจในแถบโดยรอบดาวพฤหัสบดีในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการหาวิธีหลบเลี่ยง \"อิเล็กตรอนสังหาร\" (Killer electrons) ซึ่งเป็นอนุภาคพลังงานสูงที่เกิดจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทรงพลัง ที่อาจสร้างความเสียหายให้กับยานและอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้\r\n",null],
    [1018,1150,"สามสัตว์ \"ซูเปอร์ฮีโร่\" ที่เรามองข้าม","Thu, 2018-08-16 09:23","http://www.stkc.go.th/node/1150","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.bbc.com/thai/international-45109022","\r\n\r\nในขณะที่สิ่งมีชีวิตตั้งแต่มดตัวจ้อย แมงมุมไปจนถึงเสือดำที่แสนสง่างามต่างก็กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในหนังกัน ซึ่งสร้างชื่อเสียงด้านดีให้พวกมัน ยังมีสัตว์ที่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นซูเปอร์ฮีโร่ แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่เข้าตากรรมการของพวกมันทำให้ถูกมองข้ามไป\r\n\r\nวันนี้เราจะมาแนะนำซูเปอร์ฮีโร่สักสามสายพันธุ์ ที่ธรรมชาติออกแบบพวกมันมาอย่างน่าทึ่ง รวมทั้งบทบาทของมันในระบบนิเวศน์ก็ไม่ธรรมดาเลย\r\n\r\nคางคก\r\n\r\nImage copyrightMARC GUITARD\r\n\r\nคำบรรยายภาพคางคกอเมริกา (anaxyrus americanus)\r\n\r\nคางคกเป็นที่รู้จักกันดีในหลากหลายบทบาท เช่น สัตว์เลี้ยงคู่กายแม่มด ตัวการ์ตูนมนุษย์กลายพันธ์ หรือแม้กระทั่งใช้ขึ้นวอเพื่อเป็นสำนวนแทนคนที่ลืมชาติกำเนิดของตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถพิเศษของมันแต่อย่างใด\r\n\r\nในทางวิทยาศาสตร์ กบและคางคกนั้นแยกออกจากกันได้ค่อนข้างยาก แต่โดยส่วนใหญ่ เรามักมองว่าคางคกจะอาศัยอยู่บนบกมากกว่า และมีผิวหนังที่แห้งกว่ากบ คางคกกินแมลงขนาดเล็กเป็นอาหารโดยอาศัยลิ้นอันยืดหยุ่น ซึ่งนอกเหนือจากนั้นแล้ว พวกมันก็ไม่มีอาวุธอื่นใดเพื่อใช้ล่าเหยื่อได้อีก ทว่าสำหรับเรื่องการป้องกันตัวแล้ว คางคกบางสายพันธุ์กลับร้ายกาจอย่างมาก\r\n\r\nนอกจากนี้ ศักยภาพของพวกมันยังเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในตำรับยาแผนโบราณ และการแพทย์แผนปัจจุบัน ในประเทศจีนนั้น หนังคางคก ที่เชื่อกันว่ามีพิษ ยังถูกยกย่องว่ามีสรรพคุณหลายด้าน ตั้งแต่ระงับความเจ็บปวดไปจนถึงเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ คางคกส่วนใหญ่ปกป้องตัวเองด้วยการขับสารพิษออกมาสู่ผิวหนังจากต่อมชนิดหนึ่ง\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพมิสเตอร์โทด ตัวละครในหนังสือเด็กคลาสสิคเรื่อง 'The Wind in the Willows'\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม คางคกยักษ์ออสเตรเลีย (cane toads) สัตว์ท้องถิ่นทางตอนกลางและใต้ของสหรัฐอเมริกา (ซึ่งกลายเป็นสัตว์รุกรานในหลายพื้นที่) นั้นโดดเด่นเป็นพิเศษจากบูโฟท๊อกซิน สารที่มีลักษณะคล้ายน้ำนมซึ่งออกฤทธิ์รุนแรงจนสามารถล้มสัตว์ขนาดใหญ่อย่างสุนัข และหากได้รับเข้าไปก็ส่งผลให้มนุษย์เจ็บป่วยอย่างแสนสาหัส\r\n\r\nสารเคมีชนิดหนึ่งในพิษที่ร้ายแรงของคางคกนี้คล้ายคลึงกับพิษของดอกดิจิทาลิส หรือถุงมือจิ้งจอก ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ ถ้าใช้ในปริมาณเล็กน้อยนั้นก็สามารถรักษาอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ และหัวใจล้มเหลวได้ด้วย งานวิจัยล่าสุดของมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย พบผลลัพธ์ที่เป็นบวกเมื่อลองใช้พิษของคางคกยักษ์ออสเตรเลียยับยั้งเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก\r\n\r\nแม้ว่ารูปลักษณ์ภายนอกของคางคกจะไม่ค่อยน่ารักเท่าไรนัก แต่หากพวกมันสามารถปราบมะเร็งได้ ก็คงจะกล่าวได้แล้วว่า คางคกนั้นเหมาะสมกับตำแหน่ง ฮีโร่ที่มีด้านมืด อยู่ ใช่ไหม?\r\n\r\nฉลาม\r\n\r\nImage copyrightDAN BEECHAM/BBC BLUE PLANET II\r\n\r\nคำบรรยายภาพฉลามสีฟ้า หนึ่งในสายพันธ์ของฉลามที่อาศัยอยู่ในน่านน้ำเปิด พวกมันท่องเที่ยวทางไกลเพื่อมองหาอาหารมื้อถัดไป แต่ก็อดท้องได้นานเป็นอาทิตย์หากไร้เหยื่อ\r\n\r\nตามสื่อประเภทต่างๆ ฉลามมักถูกทาบทามให้เล่นบทฆาตรกรจอมคลุ้มคลั่งแห่งท้องทะเลอยู่เสมอ ทว่าภาพจำนี้ไม่ค่อยให้เกียรติเครือญาติหลากหลายอันน่าทึ่งกว่า 400 สกุลของพวกมันเลย ไม่ว่าจะเป็นเจ้ายักษ์ใหญ่ใจดี ฉลามวาฬ ที่กินแพลงตอนเป็นอาหาร ไปจนถึง ฉลามกบ (epaulette shark) ที่สามารถ 'เดิน' บนพื้นได้ แต่ละสายพันธ์นั้นล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งสิ้น\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ความเชื่อที่ว่าฉลามสามารถได้กลิ่นเลือดจากระยะทางไกลหลายไมล์นั้นดูจะเกินจริงไปเสียหน่อย แต่ฉลามหลายสายพันธุ์มีประสาทสัมผัสเป็นเลิศ ที่จริงพวกมันเป็นหนึ่งในสัตว์ที่ตอบสนองได้ว่องไวที่สุดในโลกอีกด้วย โดยสามารถรับรู้ถึงสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กที่บางเบาอย่างมากได้\r\n\r\nอวัยวะรับสัมผัสแสนพิเศษบนหัวของพวกมันมีชื่อว่า Ampullae of Lorenzini อันเป็นกลุ่มของรูที่อัดแน่นด้วยสารคล้ายเยลลี ซึ่งช่วยให้การล่าแม่นยำยิ่งขึ้นด้วยการรับสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดจากเหยื่อ ยกตัวอย่างเช่น ฉลามหัวค้อนถูหัวของพวกมันไปตามพื้นทรายใต้ทะเลเพื่อค้นหาปลากระเบนที่ซ่อนตัวอยู่\r\n\r\nImage copyrightARUN SANKAR/AFP/GETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพชาวประมงอินเดียกำลังจะขายฉลามที่เขาจับได้เมื่อออกทะเลที่ท่าเมืองเชนไน เมื่อเดือนมค. 2018\r\n\r\nนักวิจัยจากสถาบันชีววิทยาทางทะเลฮาวาย พบว่า ฉลามสามารถท่องเที่ยวโดยใช้สภาพแวดล้อมในท้องทะเล และสนามแม่เหล็กโลกเข้าช่วย เพื่อนำทางไปยังจุดออกหากินในเวลากลางคืน จุดพักผ่อนหย่อนใจในเวลากลางวัน หรือแม้กระทั่งติดตามเส้นทางอพยพอันยาวไกลได้อย่างแม่นยำ\r\n\r\nฉลามบางพันธุ์นั้นออกลูกเป็นตัว และมีระยะเวลาตั้งท้องยาวนาน รวมทั้งกว่าปลาฉลามจะโตเต็มวัยก็ใช้เวลามากด้วย ดังนั้นเมื่อถูกรังควานไม่ว่าจะโดยมนุษย์ผู้หวาดกลัว ได้รับผลกระทบจากมลพิษ ถูกล่าเพื่อเอาครีบ หรือติดอยู่ภายในแห ผลกระทบต่อเนื่องที่เกิดขึ้นทำให้จำนวนของพวกมันลดลงอย่างรวดเร็ว\r\n\r\nImage copyrightMOHAMED ABDIWAHAB/AFP/GETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพชาวประมงโซมาลีแบกฉลามหัวค้อนที่เขาจับได้เพื่อไปขายที่ตลาดในเมืองโมกาดิชู เมื่อมกราคม 2018\r\n\r\nหลายคนเข้าใจว่าฉลามไม่สามารถหยุดนิ่งได้เพราะต้องเคลื่อนไหวเอาออกซิเจนเข้าไปสู่ร่างกาย แต่ความจริงแล้ว อีกหลายสายพันธ์นั้นสามารถดึงก๊าซออกซิเจนเข้าสู่เหงือกโดยอาศัยกล้ามเนื้อส่วนแก้มเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน ระบบช่วยหายใจที่เรียกว่า obligate ram ventilators ของฉลามก็สามารถอาศัยประโยชน์จากกระแสน้ำที่ไหลแรง หรือกระแสน้ำที่มีระดับออกซิเจนสูงดึงออกซิเจนเข้าร่างกายได้ ทำให้สามารถหยุดว่ายน้ำได้เป็นระยะเวลาสั้นๆ\r\n\r\nหากเราจะมองแบบโลกสวย สักเล็กน้อย อาจจะกล่าวได้ว่าความดุร้ายของฉลามนั้นทำให้มันเป็นนักรบที่คอยพิทักษ์สรรพสิ่งในท้องทะเลให้พ้นจากอันตราย\r\n\r\nแร้ง\r\n\r\nImage copyrightROBERT MUCKLEY\r\n\r\nคำบรรยายภาพแร้งสวมหมวก (neccrosyrtes monachus) กำลังสยายปีกบินท่ามกลางท้องฟ้าโปร่งที่สดใส\r\n\r\nเนื่องจากหนึ่งในซูเปอร์ฮีโร่ที่เก่งกาจที่สุดนั้นบินได้ นกจึงสมควรนำมาอยู่ในรายชื่อด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าต้องไม่ใช่นกธรรมดา แต่เป็นตัวแทนของเจ้าเวหานักเอาตัวรอดที่ยอดเยี่ยมที่สุด แร้งนั่นเอง\r\n\r\nแร้งมีกิตติศัพท์หลากหลายในศิลปวัฒนธรรมยุคใหม่ โดยมักจะรับบทเป็นตัวร้ายสุดโฉด ทว่าในอนิเมชั่นเรื่องเมาคลีลูกหมาป่า (Jungle Book) ในปี พ.ศ. 2510 แร้งมีบทบาทที่ตราตรึงใจผู้ชมในฐานะเพื่อนผู้ห่วงใยเมาคลี เด็กชายผู้ถูกทอดทิ้ง\r\n\r\nนกชนิดนี้มีลักษณะที่น่าพรั่นพรึง ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่เฉียบแหลม ปากอันทรงพลัง หัวโล้นเกลี้ยงเกลา และความกว้างของปีกทั้งสองข้างที่น่าทึ่ง (แร้งดำหิมาลัยในทวีปเอเชียและยุโรปมีปีกที่กว้างได้ถึง 3.1 เมตร) แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนรังเกียจแร้งมากที่สุดนั้นดูเหมือนจะเป็นพฤติกรรมการกินของพวกมัน ที่เลือกกินซากศพแทนที่จะกินเหยื่อที่มีชีวิต ดังนั้นจุดประสงค์ของหัวที่ล้านเลี่ยนของมันก็คือกันไม่ให้คราบเลือดเกาะตัวเกรอะกรังนั่นเอง\r\n\r\nImage copyrightPAUL NICHOLLS / BARCROFT MEDIA VIA GETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพลูกแร้งตุรกีฝาแฝดในอังกฤษ พวกมันออกจากไข่ช่วงช่วงฟุตบอลโลกพอดี\r\n\r\nด้วยพฤติกรรมที่ต้องสัมผัสกับเชื้อโรคมากมายเช่นนี้ แร้งจึงมีระบบภูมิคุ้มกันที่น่าทึ่ง รวมถึงน้ำย่อยในกระเพาะที่มีฤทธิ์รุนแรงเพื่อย่อยซากศพ ทั้งนี้การที่พวกมันเต็มไปด้วยเชื้อแบคทีเรียนั้นก็มีข้อได้เปรียบอยู่เช่นกัน คือ สัตว์น้อยพันธุ์นักที่จะกล้ายุ่งเกี่ยวกับแร้ง แต่น่าเศร้า ที่มนุษย์ไม่ใช่ข้อยกเว้น\r\n\r\nปัจจุบัน สายพันธ์แร้งในแอฟริกาและเอเชียกำลังลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากยาพิษ ในประเทศอินเดียและปากีสถาน การใช้ยาแก้อักเสบชนิดไดโคลฟีแนคในวัวส่งผลให้แร้งที่กินซากศพเหล่านั้นเกิดภาวะไตวาย และทำให้จำนวนประชากรแร้งลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจากรัฐบาลห้ามใช้ไดโคลฟีแนคในปศุสัตว์ นักอนุรักษ์ที่พยายามเต็มที่เพื่ออนุรักษ์พวกมัน\r\n\r\nในแอฟริกาตะวันตก แร้งได้ผลกระทบจากซากศพที่ปนเปื้อนสารพิษซึ่งแต่เดิมตั้งใจจะใช้ควบคุมประชากรของไฮยีน่าและสุนัขจิ้งจอก นอกจากนี้ พวกมันยังมักจะบินชนสายไฟและกังหันลมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แร้งซึ่งมีสถานะสูงสุดในห่วงโซ่อาหารนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะการที่พวกมันบินโฉบลงมาจัดการกับซากต่าง ๆ ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของโรคร้ายแรง เช่น โรคแอนแทรกซ์\r\n\r\nจะดีกว่าไหมหากหันมามองแร้งในฐานะนักเก็บกวาดที่ยอมทำงานอันแสนสกปรกเพื่อปกป้องสรรพสิ่งจากอันตรายของสิ่งปฏิกูล\r\n",null],
    [1019,1149,"เนื้อสังเคราะห์ อาหารแห่งอนาคต?","Thu, 2018-08-16 09:21","http://www.stkc.go.th/node/1149","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.bbc.com/thai/features-45110653","\r\n\r\nคุณกล้าทานเนื้อที่ถูกเพาะขึ้นในห้องทดลองหรือเปล่า?\r\n\r\nไม่ว่าคุณจะกล้าหรือไม่ แต่แนวคิดเรื่องการใช้อาหารที่สังเคราะห์ขึ้นด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาเลี้ยงปากท้องชาวโลกกำลังใกล้ความจริงขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โลกกำลังเสี่ยงกับภาวะขาดแคลนอาหารจากประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง\r\n\r\nปัจจุบันมีข้อมูลว่ามนุษย์เราใช้ทรัพยากรซึ่งปกติใช้ได้นาน 1 ปี หมดไปภายในเวลาเพียง 7 เดือน ขณะเดียวกันประชากรโลกก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 11,000 ล้านคนภายในช่วงสิ้นสุดศตวรรษนี้ ดังนั้นการผลิตอาหารให้ได้มากขึ้นจึงเป็นภารกิจสำคัญอันดับต้น ๆ ของเรา ส่งผลให้มีธุรกิจสตาร์ทอัพหลายรายหันมาผลิตเนื้อสังเคราะห์ หรือที่เรียกว่า \"คลีนมีท\" (clean meat) เพื่อหวังให้เป็นแหล่งอาหารแห่งอนาคตของมนุษย์\r\n\r\n\r\n\tกินจิ้งหรีดช่วยเพิ่มจุลชีพในลำไส้-ลดการอักเสบทั่วร่างกาย\r\n\t\"ปั่กปั่ก\" อาหารคนยากในฟิลิปปินส์\r\n\r\n\r\nบริษัท Mosa Meat ของเนเธอร์แลนด์ ถือเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจด้านนี้ โดยเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ได้คิดค้นการผลิตเนื้อเบอร์เกอร์จากเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์ในห้องทดลองขึ้นมาเป็นครั้งแรก หวังแก้ปัญหาความต้องการเนื้อสัตว์ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการที่กระบวนการทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์แบบดั้งเดิมที่ต้องใช้ทั้งพลังงาน น้ำ และที่ดิน ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนปัญหาทางจริยธรรมในการเลี้ยงสัตว์เพื่อนำเนื้อมาบริโภค\r\n\r\nในการทดลองเมื่อ 5 ปีก่อน คณะนักวิจัยนำสเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อของวัวมาเพาะโดยเติมสารอาหารและสารเร่งการเติบโต แล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลาสามสัปดาห์ จนสเต็มเซลล์ได้แบ่งตัวเพิ่มนับล้านเซลล์ ก่อนจะนำสเต็มเซลล์เหล่านั้นมาแบ่งและเพาะต่อเพื่อให้ก่อตัวและประสานรวมกันเป็นกล้ามเนื้อ จากนั้นก็เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้เวลายาวนานในการนำสเต็มเซลล์กล้ามเนื้อมาเรียงกันเป็นชั้น ใส่สี และผสมกับไขมัน จนได้ออกมาเป็นชิ้นเบอร์เกอร์ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารที่ได้ชิมเนื้อเบอร์เกอร์ดังกล่าว บอกว่ารสชาติใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ แต่ไม่ชุ่มฉ่ำเท่า\r\n",null],
    [1020,1148,"แสงสีฟ้าจากหน้าจอก่อสารพิษเร่งให้ตาบอดได้","Thu, 2018-08-16 09:19","http://www.stkc.go.th/node/1148","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.bbc.com/thai/international-45146621","\r\n\r\nแม้จะทราบกันดีว่าแสงสีฟ้า (Blue light) จากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งผลเสียต่อสายตาของคนเราได้ แต่ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนั้น โดยพวกเขาชี้ว่าสารเคมีสำคัญในดวงตาทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้าจนเกิดเป็นสารพิษทำลายจอตาขึ้น\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทเลโดของสหรัฐฯ ตีพิมพ์ผลการศึกษาดังกล่าวลงในวารสาร Scientific Reports โดยระบุว่าการจ้องมองแสงสีฟ้าซึ่งเป็นแสงที่มีความยาวคลื่นสั้นและมีพลังงานสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้ดวงตาสร้างสารพิษขึ้นในเซลล์รับแสง จนเกิดอาการจอประสาทตาเสื่อมได้เร็วก่อนวัยอันควร\r\n\r\nผศ.ดร. อจิต กรุณารัตเน ผู้นำทีมวิจัยบอกว่า \"ในแต่ละวันดวงตาได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่กระจกตาและเลนส์ตาของเราไม่สามารถจะป้องกันหรือสะท้อนแสงสีฟ้าออกไปได้\"\r\n\r\nด้วยเหตุนี้ สารเคมีช่วยการมองเห็นในจอตาที่เรียกว่าเรตินอล (Retinal) จึงทำปฏิกิริยากับแสงสีฟ้า ทำให้เกิดโมเลกุลมีพิษทำลายเยื่อหุ้มเซลล์รับแสงจนเซลล์ตายลงในที่สุด ทำให้สูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเพราะจอตาไม่สามารถส่งสัญญาณสื่อประสาทไปยังสมองได้\r\n\r\n\r\n\tศัลยกรรมเปลือกตา ศัลยกรรมยอดนิยมในไทย\r\n\tดวงตายิงแสงเลเซอร์ได้เหมือนในหนังใกล้เป็นความจริงแล้ว\r\n\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nนักวิจัยยังได้ทดลองฉายแสงสีฟ้าไปยังเซลล์ชนิดอื่น ๆ ที่มีสารเรตินอลอยู่ เช่นเซลล์หัวใจ เซลล์ประสาท หรือแม้แต่เซลล์มะเร็ง พบว่าปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทำให้เซลล์ทุกชนิดตายลงได้ทั้งหมด\r\n\r\nโรคจอตาเสื่อมหรือจอประสาทตาเสื่อม (Macular degeneration ) เป็นสาเหตุราวครึ่งหนึ่งของกรณีสูญเสียการมองเห็นที่พบทั้งหมด โดยส่วนใหญ่พบในผู้สูงวัยอายุ 50-70 ปีมากที่สุด\r\n\r\nแม้โรคนี้จะไม่ทำให้ตาบอดสนิท แต่ก็สร้างปัญหาในการอ่านและการแยกแยะใบหน้าบุคคลอย่างมาก ทั้งยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผลในปัจจุบัน\r\n\r\n\"เราหวังว่าการค้นพบในครั้งนี้ จะนำไปสู่การคิดค้นวิธีรักษาหรือวิธีชะลอการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้สำเร็จ เช่นอาจจะมีการคิดค้นยาหยอดตาชนิดใหม่ที่ยับยั้งการเกิดสารพิษในดวงตาได้\" ผศ.ดร.กรุณารัตเน กล่าว\r\n\r\nทีมผู้วิจัยยังแนะนำให้คนทั่วไปปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้า ด้วยการสวมแว่นกันแดดที่ป้องกันได้ทั้งรังสียูวีและแสงสีฟ้าเมื่ออยู่กลางแจ้ง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการจ้องมองจอโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ในที่มืด\r\n",null],
    [1021,1147,"มนุษย์จะสร้าง \"ไทม์แมชชีน\" ไว้เดินทางข้ามเวลาได้จริงหรือไม่ ?","Thu, 2018-08-16 09:03","http://www.stkc.go.th/node/1147","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.bbc.com/thai/international-45146624","\r\n\r\nการเดินทางข้ามเวลาเพื่อกลับไปสู่อดีตหรือก้าวกระโดดไปยังโลกอนาคตนั้น แม้จะยังไม่สามารถทำได้ด้วยวิทยาการในปัจจุบัน แต่ก็น่าสงสัยว่าการท่องห้วงเวลาด้วย \"ไทม์แมชชีน\" (Time machine) มีความเป็นไปได้อยู่หรือไม่ และบรรดานักวิทยาศาสตร์มีหนทางที่จะพัฒนาเครื่องมือในจินตนาการชิ้นนี้ให้เป็นจริงขึ้นมาอยู่บ้างหรือเปล่า\r\n\r\nเจาะเวลาผ่านรูหนอน\r\n\r\nหากเรามองว่าเวลาคือสิ่งที่เดินทางเป็นเส้นตรง โดยเข็มนาฬิกาเดินจากอดีตมายังปัจจุบันและมุ่งต่อไปสู่อนาคตอย่างต่อเนื่อง การเดินทางข้ามเวลาในรูปแบบนี้จะอิงอาศัยสมการทางฟิสิกส์ของอัจฉริยะตลอดกาลอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ซึ่งบ่งชี้ว่าปริภูมิ (Space) 3 มิติในจักรวาล ทั้งความกว้าง ความยาว และความสูง มีความเชื่อมโยงกับมิติที่ 4 คือเวลา (Time) อย่างแน่นแฟ้น\r\n\r\nไอน์สไตน์ยังเล็งเห็นว่าเราสามารถ \"พับ\" ให้ปริภูมิ-เวลา 2 ตำแหน่งที่อยู่แยกห่างกันไกลมาบรรจบกัน เพื่อย่นระยะทางและเดินทางข้ามเวลาได้ โดยทางลัดที่เกิดจากการพับมิติทั้งสี่นี้เรียกว่า \"รูหนอน\" (Wormhole) ซึ่งเป็นช่องทางคล้ายอุโมงค์เชื่อมต่อเวลาและสถานที่ที่แตกต่างกัน\r\n\r\nImage copyrightSPL\r\n\r\nคำบรรยายภาพไอน์สไตน์เห็นว่าเราสามารถพับให้กาล-อวกาศ 2 ตำแหน่งมาบรรจบกัน เพื่อย่นระยะทางและเดินทางข้ามเวลาได้\r\n\r\nรูหนอนนี้อาจมีอยู่ทั่วไปในจักรวาลตามธรรมชาติ แต่รูหนอนที่อยู่ใกล้โลกของเรามากที่สุด ก็อาจอยู่ห่างออกไปไกลถึงหลายล้านปีแสง ทั้งยังไม่มีหลักประกันด้วยว่าหากเราเดินทางผ่านรูหนอนแล้วจะถูกส่งไปยังที่ใดในช่วงยุคสมัยไหนด้วย\r\n\r\nแม้นักฟิสิกส์บางกลุ่มเชื่อว่ามนุษย์จะสามารถเชื่อมต่อรูหนอนซึ่งนำไปยังสถานที่และเวลาที่ต้องการได้อย่างเฉพาะเจาะจงในอนาคต แต่ก็ยังมีข้อจำกัดอื่น ๆ อยู่ เช่นมีผลคำนวณที่ทำนายว่ารูหนอนมักยุบตัวพังถล่มได้ง่าย และอาจบดขยี้ผู้ที่กำลังเดินทางท่องเวลาอยู่ภายในนั้นได้ ทำให้ต้องหาวิธีแก้ไขปัญหานี้ไว้ล่วงหน้าเช่นกัน\r\n\r\nศ. ทามารา เดวิส นักจักรวาลวิทยาจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ของออสเตรเลียบอกว่า การทำให้ปากรูหนอนทั้งสองด้านเปิดอยู่เป็นเวลานานมากพอโดยไม่ยุบตัวลงมาเสียก่อนเป็นเรื่องยาก เพราะต้องใช้พลังงานที่เป็นลบซึ่งสามารถต่อต้านแรงโน้มถ่วงได้มาทำหน้าที่นี้ แต่ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังค้นหาพลังงานชนิดที่ว่านี้ไม่พบ เว้นเสียแต่ \"พลังงานมืด\" (Dark energy ) ที่เชื่อกันว่าเป็นตัวการทำให้จักรวาลขยายตัวด้วยอัตราเร่งจะมีอยู่จริง และสามารถค้นพบวิธีนำมาใช้งานได้\r\n\r\nกาลเวลาที่หมุนเหมือนน้ำวน\r\n\r\nนับเป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ ศ. โรนัลด์ มัลเลตต์ จากมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัตของสหรัฐฯ เฝ้าศึกษาและคิดค้นหลักการสร้างเครื่องเดินทางข้ามเวลา เนื่องมาจากแรงบันดาลใจที่ได้รับจากการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ของเอช.จี.เวลส์ เรื่อง The Time Machine และความปรารถนาที่จะได้พบกับพ่อที่เสียชีวิตไปตั้งแต่เขายังเด็กอีกครั้ง\r\n\r\nปัจจุบัน ศ. มัลเลตต์พบหลักการสร้างเครื่องไทม์แมชชีนที่เป็นไปได้ ซึ่งแตกต่างไปจากหลักการในแบบของไอน์สไตน์ที่กาลเวลาเดินเป็นเส้นตรง โดยเขาสร้างอุปกรณ์ตั้งโต๊ะขนาดย่อมขึ้นมาสาธิตหลักการที่ว่านี้\r\n\r\nImage copyrightALAMY\r\n\r\nคำบรรยายภาพภาพจากฝีมือศิลปินแสดงให้เห็นรูหนอนข้ามเวลาซึ่งเกิดจากการพับตัวและบิดเบี้ยวของกาล-อวกาศ\r\n\r\nมีการสร้างลำแสงเลเซอร์ที่หมุนวนเป็นวงกลมในอุปกรณ์ดังกล่าวได้หลายรอบ ซึ่งภายในวงแหวนเลเซอร์นี้ปริภูมิ (Space) จะถูกบิดให้ผิดรูปไปจากเดิมเหมือนกับการคนกาแฟในแก้ว หากปริภูมิและเวลามีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดจริงแล้ว เวลาในวงแหวนเลเซอร์ก็ย่อมจะต้องเปลี่ยนไปด้วย โดยจะเกิดสภาพเวลาที่หมุนวนเป็นรอบจากอดีตไปสู่อนาคตและย้อนกลับสู่อดีตอีกครั้ง\r\n\r\nในทางทฤษฎีแล้ว หากเราสามารถทำให้เลเซอร์มีความเข้มมากพอในปริภูมิที่เล็กมากจุดหนึ่ง เราก็อาจจะบิดให้เวลาที่เดินเป็นเส้นตรงโดยไม่หวนกลับคืน กลายเป็นเวลาที่หมุนวนกลับมาบรรจบกันอีกได้หลายรอบโดยไม่จำกัด แต่วิธีนี้จะต้องใช้พลังงานมหาศาล และต้องหาวิธีย่อส่วนสรรพสิ่งให้ลงมาอยู่ในขนาดเล็กจิ๋วระดับไมโครเท่านั้น\r\n\r\nอดีต-ปัจจุบัน-อนาคต มีอยู่พร้อมกันหรือไม่ ?\r\n\r\nจักรวาลในแบบของไอน์สไตน์นั้น ถือว่าทุกสิ่งอยู่ในโครงสร้างของปริภูมิ-เวลาเดียวกันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ตามแนวคิดนี้เวลาทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ล้วนแล้วแต่เป็นจริงเท่าเทียมกัน ซึ่งเท่ากับว่าเหตุการณ์ในทั้งสามช่วงเวลานั้นมีอยู่แล้วมาโดยตลอดในปริภูมิ-เวลา (Space-Time) ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของจักรวาล\r\n\r\n\"เหตุการณ์ที่ไดโนเสาร์มีชีวิตอยู่ในอดีต เหตุการณ์ที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต่างก็ดำรงอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งของปริภูมิ-เวลาเดียวกันทั้งสิ้น\" ดร. คริสตี มิลเลอร์ จากศูนย์เพื่อการศึกษาเรื่องเวลาของมหาวิทยาลัยซิดนีย์ในออสเตรเลียกล่าว\r\n\r\nปรากฏการณ์นี้อาจเทียบได้กับการที่เราอยู่ที่ประเทศไทย แต่ก็มีคนอื่นอยู่ที่กรุงลอนดอน หรืออยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ด้วยในเวลาเดียวกัน ซึ่งสถานที่ทั้งสามแห่งนั้นต่างมีอยู่จริงเหมือนกันหมด เพียงแต่เรารับรู้ได้ถึงสถานที่ที่เราอยู่เท่านั้น\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nคำบรรยายภาพร็อด เทย์เลอร์ นำแสดงในภาพยนตร์ยุคทศวรรษ 1960 ที่สร้างจากนิยายของเอช.จี. เวลส์ เรื่อง The Time Machine\r\n\r\nหากหลักการนี้ถูกต้อง ก็นับว่าเป็นข่าวดีต่อโอกาสในการพัฒนาไทม์แมชชีนให้เป็นความจริงขึ้นมาได้ แต่ก็เกิดข้อจำกัดด้วยว่า ในเมื่ออดีต ปัจจุบัน และอนาคต ถูกกำหนดไว้ตายตัวอยู่แล้ว เราจึงไม่สามารถจะเดินทางข้ามเวลาไปเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในอดีตเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ต่างออกไปในอนาคตได้ เช่นเราไม่สามารถข้ามเวลาไปสังหารฮิตเลอร์ เพื่อหยุดยั้งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวได้\r\n\r\nแม้ล่าสุดนักวิทยาศาสตร์บางรายยังมองว่าการเดินทางข้ามเวลาไม่อาจจะเป็นจริงขึ้นมาได้ แต่หลายรายก็ฝากความหวังไว้กับความก้าวหน้าของวิทยาการควอนตัม ซึ่งกฎฟิสิกส์ที่มีมาแต่เดิมมักถูกยกเว้นหรือเปลี่ยนแปลงไปภายใต้สภาวะควอนตัมนี้ ดังเช่นที่เคยมีการค้นพบว่าอนุภาคหนึ่งสามารถอยู่ในหลายสถานที่ได้พร้อมกันมาแล้ว\r\n",null],
    [1022,1146,"ภารกิจ “แตะ” ดวงอาทิตย์ของนาซา","Thu, 2018-08-16 09:01","http://www.stkc.go.th/node/1146","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.bbc.com/thai/international-45132360","\r\n\r\nวันนี้ (12 ส.ค.) นาซาได้ส่งยาน พาร์คเกอร์ โซลาร์ โพรบ ขึ้นไปสำรวจชั้นบรรยากาศรอบนอกของดวงอาทิตย์แล้ว เมื่อเวลา 14.31 น. ที่ผ่านมา ตามเวลาในไทย\r\n\r\nยานสำรวจขนาดเท่ารถยนต์คันเล็ก ๆ นี้ มีภารกิจที่จะเข้าไปถึงชั้นบรรยากาศรอบนอกของดวงอาทิตย์ พร้อมกับเกราะป้องกันความร้อนพิเศษจะช่วยให้ยานทนความร้อนได้ถึง 1,500 องศาเซลเซียส โดยจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่สุดถึง 690,000 กม./ชม.\r\n\r\nนาซาประกาศแผนดำเนินโครงการนี้เมื่อปี 2009 โดยใช้งบประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เกือบ 5 หมื่นล้านบาท) โดยยานสำรวจมีกำหนดการโคจรรอบดวงอาทิตย์นาน 7 ปี โดยจะเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศบางส่วนของดวงอาทิตย์ แล้วจะเข้าใกล้พื้นผิวมากที่สุดเท่าที่เคยมีวัตถุซึ่งสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์เคยสำรวจมา ส่วนเป้าหมายหลักของการเก็บข้อมูล คือเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับส่วนนอกสุดของชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ ที่เรียกว่าโคโรนา ซึ่งจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีความรู้มากขึ้นถึงที่มาและพัฒนาการของลมสุริยะ\r\n\r\nนาซาได้เปลี่ยนชื่อยานสำรวจดวงอาทิตย์ลำนี้จากเดิมคือ \"โซลาร์โพรบพลัส\" มาเป็น \"พาร์กเกอร์ โซลาร์โพรบ\" เพื่อเป็นเกียรติแก่ ศ.ยูจีน ปาร์กเกอร์ นักวิทยาศาสตร์ผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านลมสุริยะ\r\n\r\nนอกจากนาซาแล้ว องค์การอวกาศยุโรป เป็นอีกหน่วยงานที่มีแผนจะปล่อยยานสำรวจดวงอาทิตย์ชื่อ โซลาร์ ออร์บิเทอร์ ในเดือน ก.พ. ปี 2019\r\n\r\nภารกิจสำรวจดวงอาทิตย์ครั้งสำคัญของมนุษยชาติ\r\nเหตุผล 4 ข้อที่ยานในภารกิจสัมผัสดวงอาทิตย์ไม่มอดไหม้\r\n",null],
    [1023,1145,"ชี้ฟังเสียงเพื่อเรียนรู้-ท่องจำขณะนอนหลับเป็นไปไม่ได้","Thu, 2018-08-16 08:54","http://www.stkc.go.th/node/1145","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.bbc.com/thai/features-45173351","\r\n\r\nใครที่หวังจะท่องตำราก่อนสอบหรือเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ทางลัด ด้วยการฟังเสียงบรรยายให้ซึมเข้าสมองขณะนอนหลับ คงจะต้องหาวิธีอื่นกันเสียแล้ว เพราะนักวิทยาศาสตร์เพิ่งพบหลักฐานที่ชี้ว่า สมองของคนเราไม่สามารถจะจัดระเบียบเสียงที่ได้ยินขณะนอนหลับให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนตามลำดับที่ถูกต้องได้\r\n\r\nผลการศึกษาดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports โดยทีมนักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัย Université libre de Bruxelles (ULB) ของเบลเยียมพบว่า ความสามารถในการเรียนรู้หรือจดจำข้อมูลต่าง ๆ ด้วยการฟังเสียงของคนเรานั้นมีอยู่จำกัดในขณะที่นอนหลับ\r\n\r\nมีการตรวจวัดความเคลื่อนไหวของสนามแม่เหล็กจากสมองส่วนหน้าของกลุ่มทดลอง ขณะที่พวกเขานอนหลับและได้ฟังเสียงต่าง ๆ ที่ดังขึ้นติดต่อกันเป็นชุดอย่างรวดเร็วไปพร้อมกันด้วย จากนั้นจึงวิเคราะห์สัญญาณของสนามแม่เหล็กที่วัดได้ดังกล่าว\r\n\r\n\r\n\tเซลล์ประสาทสมองรับส่ง 2 สัญญาณได้ในคราวเดียวกัน\r\n\tงานวิจัยล่าสุดตอกย้ำ สมองคนสร้างเซลล์ประสาทใหม่ได้ตลอดชีวิต\r\n\tนักวิทยาศาสตร์พบแบบแผนการทำงานของ \"สมองสร้างสรรค์\"\r\n\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nผลปรากฏว่าความสามารถในการจัดระเบียบและประมวลผลเสียงที่ได้ยินจะเริ่มหายไป ตั้งแต่เข้าสู่การนอนหลับในช่วงคลื่นสั้น (Slow wave sleep) ซึ่งเป็นช่วงหลับลึกที่สุดในการนอนระยะที่ยังไม่มีการกลอกลูกตาไปมาอย่างรวดเร็ว (NREM)และเป็นช่วงที่คลื่นสมองมีความเคลื่อนไหวประสานสอดคล้องกันมากที่สุด\r\n\r\nทีมผู้วิจัยยังพบว่า สมองไม่สามารถจัดระเบียบเสียงที่ได้ยินขณะนอนหลับให้เป็นกลุ่มเป็นก้อนตามลำดับที่ถูกต้องได้ ซึ่งความสามารถดังกล่าวจะกลับคืนมาในขณะที่ตื่นนอนแล้วเท่านั้น\r\n\r\nความเชื่อเรื่องที่สมองสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้จากการฟังขณะนอนหลับหรือ Hypnopedia เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ 1960 แต่ในเวลาต่อมา \"วิธีเรียนรู้แบบใหม่\" เช่นนี้กลับไม่สู้ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือมารองรับ\r\n",null],
    [1024,1144,"โลกจะเผชิญอุณหภูมิร้อนสุดขั้วตลอด 4 ปีข้างหน้า","Thu, 2018-08-16 08:53","http://www.stkc.go.th/node/1144","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม","https://www.bbc.com/thai/features-45192961","\r\n\r\nสภาพภูมิอากาศโลกมีแนวโน้มจะร้อนแรงขึ้นตลอดช่วงระยะเวลา 4 ปีข้างหน้านี้ เนื่องจากวงจรสภาพอากาศตามธรรมชาติเข้าสู่ระยะที่ร้อนที่สุดช่วงหนึ่งในรอบไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เสริมให้ภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์มีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก\r\n\r\nการทำนายสภาพอากาศโลกดังกล่าว มาจากผลการศึกษาทางสถิติที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications ซึ่งระบุว่านับแต่ปีนี้เป็นต้นไป ทั่วโลกมีความเสี่ยงสูงที่จะเผชิญกับคลื่นความร้อนและภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นไปจนถึงปี 2022 เป็นอย่างน้อย\r\n\r\nดร. ฟลอเรียน ซีวีลเลก จากศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส ผู้ทำการศึกษาเรื่องนี้บอกว่า ในช่วงสิบกว่าปีแรกของต้นศตวรรษที่ 21 คือระหว่างปี 1998-2010 ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการปล่อยคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของมนุษย์นั้นไม่ได้บรรเทาเบาบางลง แต่เราไม่รู้สึกถึงผลกระทบที่รุนแรงมากนัก เพราะได้รับความเย็นชดเชยจากวงจรสภาพอากาศตามธรรมชาติที่ยังคงเป็นปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) อยู่\r\n\r\n\r\n\tเหตุใดหลายพื้นที่ของโลกจึงร้อนผิดปกติขณะนี้\r\n\tพายุเซินติญ: ชื่อของพายุมีที่มาอย่างไร ?\r\n\tนาซาเผยวิดีโอไทม์แลปส์ 20 ปี แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลก\r\n\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม โลกได้เข้าสู่วงจรสภาพอากาศช่วงใหม่ที่มีความร้อนระอุมากขึ้นในปีนี้ ทำให้ปี 2018 มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภาวะโลกร้อนในระยะยาวถึง 2 เท่า และจะพุ่งขึ้นอีกเป็น 3 เท่าในปีหน้า\r\n\r\nImage copyrightGETTY IMAGES\r\n\r\nภาวการณ์เช่นนี้จะทำให้กระแสน้ำในมหาสมุทรมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าอากาศบนภาคพื้นทวีปต่าง ๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดพายุไต้ฝุ่นและไซโคลนที่รุนแรง รวมทั้งน้ำท่วมฉับพลัน ส่วนการเกิดคลื่นความร้อน ไฟป่า และภัยแล้ง เช่นที่เกิดขึ้นกับซีกโลกเหนือในปีนี้นั้น เป็นไปได้ว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น แต่ไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นในส่วนใดของโลก\r\n\r\n\"คนทั่วไปอาจยังไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมากนัก แต่ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ ผลการศึกษานี้น่าตกใจอย่างมาก และชี้ให้เราเร่งย้ำเตือนให้ความรู้เรื่องภาวะโลกร้อนที่ถูกต้องกับผู้คน เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องโดยด่วน\" ดร.ซีวีลเลก กล่าว\r\n",null],
    [1025,1143,"ชี้บุหรี่ไฟฟ้าทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน","Thu, 2018-08-16 08:50","http://www.stkc.go.th/node/1143","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://www.bbc.com/thai/features-45189631","\r\n\r\nงานวิจัยล่าสุดจากอังกฤษพบหลักฐานบ่งชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าอาจทำลายเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญของร่างกาย และอาจมีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าที่คนส่วนใหญ่เชื่อกัน\r\n\r\nงานวิจัยที่นำโดย ศ.เดวิด ธิคเก็ตต์ จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ Thorax พบว่า ละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าไปหยุดยั้งการทำงานของเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันที่สำคัญในปอดและกระตุ้นให้เกิดอาการอักเสบ\r\n\r\nในการศึกษาครั้งนี้ ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้ออกแบบกระบวนการเชิงกลเพื่อเลียนแบบการสูบบุหรี่ไฟฟ้า โดยทำขึ้นในห้องทดลอง และใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อปอดที่ได้รับบริจาคจากคนที่ไม่สูบบุหรี่\r\n\r\n\r\n\tไทย-สิงคโปร์ห้าม แต่ อังกฤษเสนอให้ รพ. ขายบุหรี่ไฟฟ้า\r\n\tสิงคโปร์เริ่มใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ไฟฟ้า\r\n\tวันงดสูบบุหรี่โลก: ประเทศไหนสูบบุหรี่มากที่สุดและน้อยที่สุด?\r\n\r\n\r\nผลการศึกษาพบว่า ละอองไอน้ำจากบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดอาการอักเสบ และไปยับยั้งการทำงานของ \"อัลวีโอลาร์ มาโครเฟจ\" (alveolar macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์ที่ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่อาจเป็นอันตราย เช่น อนุภาคฝุ่น เชื้อแบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ\r\n\r\nทีมนักวิจัยระบุว่า ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นคล้ายกับที่มักพบในกลุ่มผู้สูบบุหรี่เป็นประจำ หรือผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง อย่างไรก็ตาม ชี้ว่าผลที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้เป็นเพียงสภาพที่เกิดขึ้นในห้องทดลอง ซึ่งกินเวลาเพียง 48 ชั่วโมง และจำเป็นต้องมีการศึกษาให้ลึกซึ้งขึ้นเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว\r\n\r\nศ.ธิคเก็ตต์ ชี้ว่า แม้บุหรี่ไฟฟ้าจะปลอดภัยกว่าบุหรี่จากใบยาสูบในแง่ของความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ก็อาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวหากสูบบุหรี่ไฟฟ้าติดต่อกัน 20-30 ปี เพราะการวิจัยชิ้นนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น\r\n\r\n\"ผมไม่คิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะอันตรายกว่าบุหรี่แบบธรรมดา แต่เราก็ไม่ควรเชื่ออย่างสนิทใจว่ามันปลอดภัยมากอย่างที่คิดกัน\" ศ.ธิคเก็ตต์ กล่าว\r\n\r\nรายงานผลการวิจัยอิสระฉบับล่าสุดของสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา พบ \"หลักฐานอย่างท่วมท้น\" ที่บ่งชี้ว่า \"บุหรี่ไฟฟ้ามีความปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่จากใบยาสูบ ทั้งยังเป็นอันตรายต่อผู้คนที่อยู่รอบข้างน้อยกว่าด้วย\"\r\n\r\nPHE เสนอให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งในคำสั่งใช้ยาที่แพทย์สามารถสั่งจ่ายให้คนไข้ของสำนักบริการสาธารณสุขแห่งชาติสหราชอาณาจักร (NHS) ได้ เพราะผลการศึกษาชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้าช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้สำเร็จมากขึ้น ทั้งยังมีอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่แบบธรรมดาถึง 95%\r\n\r\nมาร์ติน ด็อกเรลล์ จากหน่วยควบคุมยาสูบของ PHE บอกว่า บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ปลอดภัย 100% แต่ก็มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดาอย่างชัดเจน พร้อมแนะนำว่า \"ผู้สูบบุหรี่ธรรมดาที่กำลังคิดจะเปลี่ยนไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าควรเริ่มเปลี่ยนไปใช้อย่างสมบูรณ์ในทันที\"\r\n",null],
    [1026,1106,"เหตุผล 8 ข้อที่มนุษย์หลงรักพลาสติกตัวร้าย","Tue, 2018-07-10 13:26","http://www.stkc.go.th/node/1106","วิทยาศาสตร์เคมี","https://www.bbc.com/thai/international-44537467","\r\n\r\nปัญหาขยะพลาสติกล้นโลกที่ก่อมลภาวะไปทุกแห่งในขณะนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามาจากความนิยมชมชอบที่มีมานานนับศตวรรษของมนุษย์ส่วนใหญ่ ซึ่งพากันติดอกติดใจวัสดุใช้งานง่าย ราคาถูก มีน้ำหนักเบา ทั้งปรับเปลี่ยนเป็นสิ่งของได้หลายรูปแบบอย่างพลาสติกนั่นเอง\r\n\r\nพลาสติกเริ่มเป็นที่นิยมตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่เราเดินทางมาถึงจุดที่ใช้พลาสติกกันเกินพอดีได้อย่างไร ? เหตุผลที่ทำให้ผู้คนพากันหลงใหลวัสดุอย่างพลาสติกมีอย่างน้อย 8 ข้อดังต่อไปนี้\r\n\r\n1. พลาสติกถูกคิดค้นขึ้นครั้งแรกเพื่อทดแทนงาช้าง\r\nในปี 1863 เกิดภาวะขาดแคลนงาช้างอย่างหนัก ทำให้บริษัทผู้ผลิตลูกบิลเลียดของสหรัฐฯที่ใช้งาช้างเป็นวัตถุดิบ ประกาศจะให้รางวัลแก่ผู้ที่คิดค้นวัสดุทดแทนได้สำเร็จ ทำให้นายจอห์น เวสลีย์ ไฮแอต นักประดิษฐ์มือสมัครเล่น ทดลองใช้ใยฝ้ายและกรดไนตริกสังเคราะห์ \"เซลลูลอยด์\" (Celluloid) ซึ่งเป็นพลาสติกชนิดแรกขึ้น\r\n\r\nแม้เซลลูลอยด์จะนำมาใช้ผลิตลูกบิลเลียดได้คุณภาพไม่สู้ดีนัก แต่หลังจากนั้นก็มีการค้นพบประโยชน์นับพันอย่างของวัสดุชนิดใหม่นี้ติดตามมา ทำให้ทั่วโลกมีการใช้งานพลาสติกกันกว้างขวางขึ้น\r\n\r\n2. พลาสติกทำให้เราได้ชมภาพยนตร์\r\nแม้ฟิล์มภาพยนตร์ที่ผลิตขึ้นครั้งแรกจะทำมาจากกระดาษ แต่ความเหนียวและแข็งแกร่งของเซลลูลอยด์มีความเหมาะสมต่อการใช้งานด้านนี้มากยิ่งกว่า พลาสติกชนิดที่ติดไฟได้ถูกนำมาขึ้นรูปให้เป็นแถบยาวและเคลือบสารเคมีที่ทำปฏิกิริยากับแสงเอาไว้ นับว่าเซลลูลอยด์เป็นพลาสติกที่ขับเคลื่อนวงการภาพยนตร์ฮอลลีวูดให้เติบโตในเวลาที่เหมาะเจาะทีเดียว\r\n\r\n\r\n\r\n3. เบกาไลต์ (Bakelite) พลาสติกอเนกประสงค์\r\nในปี 1907 มีการคิดค้นพลาสติกที่มีประโยชน์ใช้สอยได้หลายพันรูปแบบ และถูกนำมาผลิตเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวนมากในเวลาต่อมา ซึ่งก็คือเบกาไลต์หรือเบกไลต์นั่นเอง\r\n\r\nเบกาไลต์เป็นชื่อการค้าของสารฟีนอลฟอร์มัลดีไฮด์เรซิน ซึ่งจะแข็งตัวเมื่อร้อน เบกาไลต์มีสีน้ำตาลเข้ม เนื้อแข็งแต่เปราะแตกง่าย มีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้า ทำให้มีการนำมาผลิตเป็นโคมไฟ ปลั๊กไฟ และเต้าเสียบอย่างแพร่หลาย\r\n\r\n4. พลาสติกขับเคลื่อนสงครามโลกครั้งที่สอง\r\nในช่วงทศวรรษที่ 1930 และ 1940 นักปิโตรเคมีได้คิดค้นพลาสติกชนิดใหม่ ๆ ขึ้นมากมาย ซึ่งรวมถึงพลาสติกยอดนิยมอย่างพอลิเอทิลีน (Polyethylene - PE) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในสงครามโลกครั้งที่สองด้วย\r\n\r\nพอลิเอทิลีนถูกใช้เป็นฉนวนหุ้มสายไฟฟ้ายาวในระบบเรดาร์ตรวจการณ์ทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งระบบนี้ช่วยคุ้มกันกองเรือลำเลียงของสหราชอาณาจักรในมหาสมุทรแอตแลนติก และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อผลแพ้ชนะในการรบ\r\n\r\nพลาสติกชนิดอื่นที่คิดค้นขึ้นในยุคนี้ ถูกนำมาใช้งานด้านการทหารด้วยหลายชนิด เช่นมีการนำไนลอนมาใช้แทนผ้าไหมในร่มชูชีพ มีการใช้อะคริลิกทำกระจกหน้าต่างของป้อมปืนบนเครื่องบินทิ้งระเบิด หมวกเหล็กทหารที่เป็นโลหะก็ถูกแทนที่ด้วยหมวกพลาสติกในที่สุด ในยุคนี้อุตสาหกรรมพลาสติกขยายตัวอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด\r\n\r\n5. พลาสติกช่วยบันทึกเสียงดนตรี\r\nเมื่อกระบอกเสียง (Phonograph cylinder record) ที่ทำจากไขผึ้งของโทมัส เอดิสัน ถูกผลิตขึ้นใหม่ด้วยพลาสติก ทำให้การบันทึกเสียงและบรรเลงดนตรีมีคุณภาพดีขึ้นอย่างมาก ทั้งตัวกระบอกเสียงก็มีความทนทานเพิ่มขึ้นด้วย ในภายหลังยังมีการผลิตแผ่นเสียงไวนิล เทปคาสเซต และแผ่นซีดีออกมา ซึ่งล้วนทำจากพลาสติกทั้งสิ้น ทำให้อุตสาหกรรมความบันเทิงอย่างดนตรีเข้าถึงผู้คนจำนวนมากได้ง่าย\r\n\r\n\r\n\r\n6. พลาสติกทำให้โรงพยาบาลมีสุขอนามัยมากขึ้น\r\nเมื่อนักประดิษฐ์เติมสารเคมีบางอย่างลงในพลาสติก ทำให้วัสดุใหม่ที่ได้มีความอ่อนนุ่มและยืดหยุ่น เหมาะกับการนำมาใช้งานทางการแพทย์ เช่น ถุงใส่เลือด หลอดฉีดยาพลาสติก และท่อพลาสติก ถูกนำมาใช้งานในโรงพยาบาลแทนขวดแก้ว หลอดแก้ว และท่อยาง เนื่องจากสามารถใช้แล้วทิ้งหรือฆ่าเชื้อได้ง่าย ทนทานไม่เปราะแตก\r\n\r\n7. พลาสติกใช้แล้วทิ้งได้สะดวก\r\nหลังสงครามโลกครั้งที่สอง วงการอุตสาหกรรมพลาสติกขยายตัวขึ้นอย่างมาก และต้องการจะก้าวไปสู่การผลิตพลาสติกปริมาณมหาศาลเพื่อให้มีราคาถูกลง\r\n\r\nแนวคิดนี้นำไปสู่ \"การปฏิวัติพลาสติก\" ซึ่งเร่งการผลิตพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งมาทดแทนข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน เช่น จาน ชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ โดยหวังว่าจะให้ความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภคด้วยการลดภาระงานบ้านอย่างการล้างจานลง แต่จากจุดนี้เองที่วัฒนธรรมใช้แล้วทิ้งแบบสิ้นเปลืองและก่อมลภาวะได้เริ่มต้นขึ้น\r\n\r\n\r\n\r\n8. พลาสติกช่วยลดอาหารเน่าเสียเหลือทิ้ง\r\nการขนส่งอาหารจากแหล่งผลิตที่อยู่ห่างไกลมายังตลาดหรือบ้านเรือน ทำให้เกิดการเน่าเสียและอาจต้องทิ้งอาหารนั้นไปจำนวนมากอย่างน่าเสียดาย แต่ด้วยการคิดค้นบรรจุภัณฑ์พลาสติก พืชผักผลไม้ นม หรือเนื้อสัตว์ จะถูกเก็บรักษาให้อยู่ในสภาพดีได้ยาวนานขึ้น\r\n\r\nแต่อย่างไรก็ตาม ข้อดีที่น่าชื่นชมของพลาสติกได้กลายเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมไปในที่สุด เมื่อขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลล้นทะลักลงสู่มหาสมุทร แพร่กระจายไปทั่วทุกมุมโลก ไม่เว้นแม้แต่ร่องลึกก้นสมุทรและส่วนห่างไกลที่สุดของทวีปแอนตาร์กติกา โดยต้องใช้เวลานานนับร้อยปีกว่าพลาสติกเหล่านี้จะย่อยสลาย\r\n",null],
    [1027,1105,"พบสารอันตรายปนเปื้อนใน \"พลาสติกดำ\" ที่ใส่อาหาร-ของใช้","Tue, 2018-07-10 13:21","http://www.stkc.go.th/node/1105","วิทยาศาสตร์เคมี","https://www.bbc.com/thai/international-44594231","\r\n\r\nสารเคมีอันตรายและโลหะหนักอย่างตะกั่ว โบรมีน และพลวงปริมาณมาก เข้าไปปนเปื้อนอยู่ในพลาสติกสีดำ ซึ่งเป็นวัสดุที่สัมผัสกับอาหาร และเป็นของใช้ในชีวิตประจำวันที่พบได้ทั่วไป\r\n\r\nทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพลีมัธของสหราชอาณาจักรชี้ว่า ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่ามารีไซเคิล เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลาสติกดำดังกล่าว\r\n\r\nมีการตีพิมพ์ผลการศึกษานี้ในวารสาร Environment International โดยผู้วิจัยระบุว่า สารเคมีที่อันตรายต่อสุขภาพเหล่านี้เป็นส่วนประกอบในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างคอมพิวเตอร์แลปท็อปและเครื่องเสียง โดยถูกใช้เป็นสารกันไฟและสีเคลือบ ซึ่งจะยังคงตกค้างอยู่แม้อุปกรณ์ดังกล่าวหมดอายุการใช้งานแล้ว\r\n\r\nดร. แอนดรูว์ เทอร์เนอร์ ผู้นำทีมวิจัยระบุว่า ได้ใช้วิธีวาวรังสีเอกซ์ (XRF Spectrometry) ตรวจสอบผลิตภัณฑ์พลาสติกดำในชีวิตประจำวัน 600 ชนิด เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร เสื้อผ้า ของเล่น เครื่องประดับ เครื่องใช้สำนักงาน รวมทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่าและใหม่\r\n\r\nผู้วิจัยพบว่ามีสารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์พลาสติกดำสำหรับผู้บริโภค ทั้งที่ไม่ได้เป็นส่วนประกอบหลักที่จำเป็นในการผลิตพลาสติกดำแต่อย่างใด โดยปริมาณที่ปนเปื้อนนั้นเกินระดับที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย\r\n\r\n\"ผลการตรวจสอบนี้ชี้ถึงข้อบกพร่องในการคัดแยกวัสดุใช้แล้วสำหรับกระบวนการรีไซเคิล เนื่องจากผู้ผลิตพลาสติกดำเลือกนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เก่ากลับมาใช้ใหม่ด้วยเหตุผลเรื่องการประหยัดต้นทุน แต่ขาดความระมัดระวังในการป้องกันไม่ให้สารเคมีอันตรายเข้าถึงผู้บริโภค\" ดร. เทอร์เนอร์ กล่าว\r\n\r\nทั้งนี้ สารเคมีอันตรายอย่างตะกั่วอาจทำให้เกิดภาวะเป็นพิษ โดยผู้ได้รับสารตะกั่วจะมีอาการทางระบบประสาท ความจำเสื่อมถอย และระบบทางเดินอาหารทำงานผิดปกติ ส่วนโบรมีนนั้นเป็นสารที่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อของมนุษย์\r\n",null],
    [1028,1104,"พบสารอินทรีย์สำคัญต่อสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์ของดาวเสาร์","Tue, 2018-07-10 13:14","http://www.stkc.go.th/node/1104","ดาราศาสตร์","https://www.bbc.com/thai/features-44642527","\r\n\r\nมีการค้นพบโมเลกุลสารอินทรีย์ที่ซับซ้อนซึ่งมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก ในละอองน้ำที่ถูกพ่นออกมาจากมหาสมุทรใต้พื้นผิวของดวงจันทร์ \"เอนเซลาดัส\" (Enceladus) ซึ่งเป็นบริวารของดาวเสาร์\r\n\r\nสารประกอบอินทรีย์ดังกล่าว เดิมพบได้แต่บนโลกและพบในอุกกาบาตเป็นบางครั้งเท่านั้น แต่ในครั้งนี้นักวิทยาศาสตร์คาดว่า สารเคมีสำคัญที่มีความจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิตดังกล่าวก่อตัวขึ้น จากปฏิกิริยาระหว่างน้ำและหินร้อนที่ก้นมหาสมุทรใต้พื้นผิวของเอนเซลาดัสเอง\r\n\r\nดร. แฟรงก์ โพสต์เบิร์ก จากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กของเยอรมนี และคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ตีพิมพ์ผลการศึกษาข้างต้นลงในวารสาร Nature โดยระบุว่าการค้นพบดังกล่าวมาจากข้อมูลที่รวบรวมโดยยานแคสสินีขณะบินผ่านดวงจันทร์เอนเซลาดัส ก่อนจะทำลายตัวเองด้วยการพุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวเสาร์เมื่อปีที่แล้ว\r\n\r\n\"นี่เป็นการค้นพบสารอินทรีย์ที่ซับซ้อนครั้งแรกจากดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยน้ำ โดยเป็นสารที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต แต่เรายังบอกไม่ได้ว่า สารอินทรีย์นี้มีความเกี่ยวข้องหรือมาจากสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์เอนเซลาดัสหรือไม่\" ดร. โพสต์เบิร์กกล่าว\r\n\r\n\r\n\r\nรายงานการวิจัยระบุว่า สารอินทรีย์ดังกล่าวประกอบด้วยคาร์บอน ไฮโดรเจน ออกซิเจน และอาจรวมถึงไนโตรเจน มีความซับซ้อนยิ่งกว่ากรดอะมิโนหลายชนิด และหนักกว่ามีเทนราว 10 เท่า โดยพบในละอองของน้ำและน้ำแข็งจากไอพ่นขนาดยักษ์ที่พวยพุ่งขึ้นจากมหาสมุทรใต้พื้นผิวสู่ชั้นบรรยากาศบริเวณ \"รอยแตกลายเสือ\" (Tiger stripes) ที่ขั้วใต้ของดาว\r\n\r\nเชื่อว่าใต้พื้นผิวของดวงจันทร์เอนเซลาดัสนั้นเป็นมหาสมุทรทั้งหมด โดยมีแกนกลางที่ร้อนและเป็นรูพรุนซ่อนอยู่ใต้มหาสมุทรที่ลึกถึง 50 กิโลเมตร ความร้อนที่แร่ธาตุบริเวณก้นมหาสมุทรได้รับอาจทำให้เกิดสารอินทรีย์ขึ้นได้\r\n\r\nดร. คริสโตเฟอร์ เกลน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบัน Southwest Research Institute ของสหรัฐฯ หนึ่งในทีมวิจัยครั้งนี้ระบุว่า \"เราได้พบน้ำในสถานะของเหลว แหล่งพลังงาน และโมเลกุลสารอินทรีย์ ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยที่ครบถ้วนต่อการก่อกำเนิดและการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตบนดวงจันทร์เอนเซลาดัส\"\r\n\r\n\"แต่เราก็ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่า มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวแห่งนี้หรือไม่ จนกว่าจะมีการตรวจสอบอีกครั้งด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยขึ้น ในภารกิจสำรวจอวกาศครั้งต่อไป\"\r\n",null],
    [1029,1103,"กาแล็กซีทางช้างเผือกเขมือบดาราจักรอื่นไปแล้ว 15 แห่ง","Tue, 2018-07-10 11:02","http://www.stkc.go.th/node/1103","ดาราศาสตร์","https://www.bbc.com/thai/features-44563969","\r\n\r\nนับแต่กาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) ได้ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 1.35 หมื่นล้านปีก่อน ดาราจักรที่ถือเป็นบ้านของเราได้กลืนกินดาราจักรอื่น ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงเข้าไปแล้วอย่างน้อย 15 แห่ง\r\n\r\nรายงานวิจัยของทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์กของเยอรมนี ซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในคลังเอกสารวิชาการออนไลน์ arXiv.org ระบุว่าหลักฐานที่พบใหม่ในกระจุกดาวทรงกลม (Globular cluster) ซึ่งกระจายอยู่ทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือก ช่วยบ่งบอกถึงพฤติกรรมกลืนกินดาราจักรอื่น ๆ ในอดีตที่ผ่านมาได้\r\n\r\nมีการศึกษาถึงอายุของกระจุกดาวทรงกลมเหล่านี้ รวมทั้งชนิดและปริมาณของโลหะหนักที่มีอยู่ในกระจุกดาวทรงกลมขนาดใหญ่ 61 แห่ง ทำให้ทราบถึงที่มาของพวกมัน ซึ่งน่าจะเป็นมวลสารจากดาราจักรอื่น ๆ ที่ถูกดูดกลืนเข้ามาเมื่อกว่าหมื่นล้านปีมาแล้ว\r\n\r\nดร. ดีเดอริก กราจ์เซน ผู้นำทีมนักดาราศาสตร์ดังกล่าวบอกว่า องค์ประกอบของกระจุกดาวทรงกลมเหล่านี้อุดมไปด้วยโลหะและก่อตัวขึ้นเมื่อกาแล็กซีทางช้างเผือกยังมีอายุน้อย แสดงว่าดาราจักรของเราได้กลืนกินดาราจักรที่มีขนาดใหญ่กว่าเข้าไปแล้วราว 12 แห่ง ในช่วงก่อกำเนิดจนถึง 1.2 หมื่นล้านปีแรก\r\n\r\nทีมนักดาราศาสตร์ยังได้ตรวจพบกระจุกดาวทรงกลมขนาดเล็กที่มีโลหะปะปนอยู่น้อยหลายแห่ง ซึ่งแสดงว่าในช่วงเวลาราวหนึ่งพันล้านปีมานี้ กาแล็กซีทางช้างเผือกได้กลืนกินดาราจักรเพื่อนบ้านเข้าไปอีก 3 แห่ง ซึ่งรวมถึงดาราจักรแคระแห่งหนึ่งที่กำลังถูกกลืนกินอยู่ในขณะนี้ด้วย\r\n\r\nทั้งนี้ กาแล็กซีทางช้างเผือกเป็นดาราจักรที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองในกลุ่มของดาราจักรท้องถิ่น (Local group) ซึ่งมีดาราจักรอื่น ๆ ราว 60 แห่งอยู่โดยรอบ ดาราจักรแคระอย่างเมฆแมเจลแลนใหญ่และเมฆแมเจลแลนเล็ก ซึ่งอยู่ห่างจากโลกไม่ถึง 2 แสนปีแสง อาจถูกกาแล็กซีทางช้างเผือกกลืนกินได้ในอนาคต\r\n",null],
    [1030,1102,"อวกาศเต็มไปด้วยละอองไขมันสกปรกและเป็นพิษ","Tue, 2018-07-10 10:56","http://www.stkc.go.th/node/1102","ดาราศาสตร์","https://www.bbc.com/thai/international-44648688","\r\n\r\nห้วงอวกาศที่หนาวเย็นและดำมืดอาจจะดูเหมือนว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดอยู่ แต่ทีมนักวิทยาศาสตร์จากออสเตรเลียและตุรกีพบว่า พื้นที่ว่างระหว่างดวงดาวโดยเฉพาะในกาแล็กซีทางช้างเผือกนั้น มีฝุ่นละอองของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีคุณสมบัติแบบไขมันล่องลอยอยู่เต็มไปหมด\r\n\r\nศ. ทิม ชมิดต์ หนึ่งในทีมผู้วิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ของออสเตรเลีย เปิดเผยว่า พบโมเลกุลของสารอะลิฟาติกไฮโดรคาร์บอน (Aliphatic hydrocarbon ) ที่ล่องลอยในอวกาศ ในปริมาณมากกว่าที่เคยคาดกันไว้ โดยมีถึง 1 หมื่นล้านล้านล้านล้านล้านตันในกาแล็กซีทางช้างเผือก หรือเทียบเท่ากับปริมาณไขมันในเนยจำนวน 40 ล้านล้านล้านล้านล้านล้านก้อน (เลข 4 ตามด้วยเลขศูนย์ 37 ตัว)\r\n\r\n\"ในอนาคต ยานสำรวจที่เดินทางไปในห้วงอวกาศเป็นเวลานาน อาจจะถูกอนุภาคคาร์บอนที่คล้ายไขมันเหล่านี้จับตามช่องหน้าต่างจนสะสมเป็นคราบเหนียวได้\" ศ. ชมิดต์ กล่าว\r\n\r\nมีการตีพิมพ์ผลการค้นพบนี้ในวารสารรายเดือนของราชสมาคมดาราศาสตร์แห่งกรุงลอนดอน (MNRAS) โดยทีมผู้วิจัยระบุว่า อนุภาคฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ระหว่างดวงดาวนั้น ประกอบด้วยส่วนที่เป็นทั้งเถ้าเขม่า ซิลิกา และอนุภาคคาร์บอนที่คล้ายไขมัน โดยลมสุริยะคอยพัดให้ส่วนที่คล้ายไขมันล่องลอยไปมาอยู่ในระบบสุริยะของเรา\r\n\r\nมีสัดส่วนของอนุภาคคาร์บอนที่เหมือนไขมันนี้อยู่เป็นจำนวน 100 อะตอม ต่อไฮโดรเจนทุก 1 ล้านอะตอมในกาแล็กซีทางช้างเผือก คิดเป็นปริมาณราว 25-50% ของคาร์บอนทั้งหมดในดาราจักรที่เราอาศัยอยู่\r\n\r\nผลการค้นพบนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ใกล้จะคำนวณปริมาณคาร์บอนทั้งหมดในห้วงอวกาศได้ โดยถือเป็นข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจวัฏจักรของคาร์บอนในระดับจักรวาล ซึ่งมีผลต่อกระบวนการก่อตัวของดวงดาวและกำเนิดสิ่งมีชีวิต\r\n\r\n\"ไขมันจากอนุภาคคาร์บอนชนิดนี้ ไม่ใช่แบบเดียวกับเนยที่เราเอามาทาขนมปังรับประทาน แต่เป็นส่วนหนึ่งของฝุ่นละอองระหว่างดวงดาวที่สกปรกและเป็นพิษ โดยอนุภาคนี้จะเกิดขึ้นได้ในอวกาศและสภาพแวดล้อมที่มีการควบคุมภายในห้องทดลองเท่านั้น\" ศ. ชมิดต์ กล่าว\r\n",null],
    [1031,1100,"น้ำยาเช็ดกระจก สารเคมีร้ายใกล้ตัวคุณ","Mon, 2018-07-09 11:18","http://www.stkc.go.th/node/1100","วิทยาศาสตร์เคมี","http://www.scimath.org/article-science/item/7382-2017-07-20-07-20-44","เราคงรู้ดีอยู่แล้วว่าในชีวิตประจำวันของเราต่างก็รายล้อมไปด้วยสารเคมีมากมาย ที่ถูกใช้เพื่อเป็นตัวช่วยต่าง ๆ ในกิจวัตรประจำวัน เพื่ออำนวยความสะดวกและรวดเร็ว แต่ความสะดวกรวดเร็วที่ได้มานั้น เราอาจจะต้องแลกด้วยความเสี่ยงในด้านสุขภาพต่าง ๆ ที่จะตามมาภายหลัง ทั้งตัวของคุณเองและคนที่อยู่รอบข้างคุณ\r\n\r\n          การทำความสะอาดบ้านเป็นกิจกรรมปรกติที่คุณแม่บ้านส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้  แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องใช้บ่อย ๆ ก็คือน้ำยาเช็ดกระจก\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 : ภาพประกอบบทความเรื่องน้ำยาเช็ดกระจก\r\nที่มา : https://pixabay.com/th/\r\n\r\nน้ำยาเช็ดกระจก\r\n\r\n          สารเคมีใกล้ตัวที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำในบ้าน ด้วยคุณสมบัติฆ่าเชื้อและทำความสะอาดกระจกอย่างล้ำลึก  ผลิตภัณฑ์ที่มีการผสมสารเคมีเข้าด้วยกันทำให้เกิดปฏิกริยาทางเคมีที่เป็นอันตราย  เช่น เอทีลีนไกลคอล (ethylene glycol) ซึ่งถ้าได้รับเข้าไปในร่างกายอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อ สมอง หัวใจ และไต และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ การสูดดมอาจก่อให้เกิดอาการมึนหัว นอกจากนี้ แอลกอฮอล์ที่ชื่อว่า เมทานอล (methanol) ในน้ำยานี้สามารถดูดซึมได้ง่ายไม่ว่าจะเป็นทางผิวหนัง การหายใจ หรือการรับประทาน เมทานอลจะเข้าไปทำลาย สมอง ตับ ไต และอาจทำให้ตาบอดได้ ส่วนแอลกอฮอล์ประเภทไอโซโพรพิล (isopropyl alcohol) จะไปกดระบบประสาทส่วนกลางทำให้เกิดอาการซึม สลบ และมีโอกาสเสียชีวิต\r\n\r\n          น้ำยาเช็ดกระจกเป็นสารเคมีประเภทกรด เป็นพิษต่อร่างกายหากซึมเข้าสู่ผิวหนัง  จึงเป็นอันตรายหากไปสัมผัส มีวิธีการสังเกตง่าย ๆ คือ เมื่อถูกผิวหนังจะรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ หรือปวดแสบปวดร้อนที่เป็นเช่นนี้เพราะกรดมีฤทธิ์ในการกัดกร่อน และมีกลิ่นเปรี้ยว\r\n\r\nวิธีการแก้ไขเมื่อถูกสารเคมีประเภทกรด\r\n\r\n\r\n\tหากถูกบริเวณผิวหนัง ให้รีบล้างน้ำ หลายๆ ครั้ง \r\n\tกรณีเข้าตา ให้รีบล้างตาหรือลืมตาในน้ำหลาย ๆ ครั้ง อย่าขยี้ตาเพราะจะทำให้เนื้อเยื่อเกิดการฉีกขาดอาการจะหนักขึ้น แล้วให้เอาผงฟูมา 1 ซอง ขนาด 20 กรัม ละลายในน้ำสะอาด 1 ลิตร (น้ำขวด) ละลายให้เข้ากัน (วิธีเหมือนกับถูกบริเวณผิวหนัง) แล้วลืมตาในสารละลายนี้แช่ไว้สัก 5-10 นาที หรือจนกว่าไม่มีอาการปวดแสบที่ตา แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล\r\n\r\n\r\n          การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารเคมีอันตราย ควรใช้อย่างระมัดระวังและมีสติ ควรอ่านฉลากก่อนใช้งานหากมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที\r\n",null],
    [1032,1099,"กรอบรูปวิทยาศาสตร์ ศาสตร์ความทรงจำที่กำลังจะเลือนหาย","Mon, 2018-07-09 11:15","http://www.stkc.go.th/node/1099","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","http://www.scimath.org/article-science/item/7814-2017-12-19-02-22-21","เชื่อว่าหลาย ๆ บ้านคงมีภาพถ่ายตั้งหรือติดอยู่มุมใดมุมหนึ่งของบ้าน  ตั้งแต่อดีตมาเรามักนิยมนำรูปถ่ายที่เราต้องการตั้งโชว์หรือติดโชว์ตามฝาผนังบ้าน ใส่กรอบรูปชนิดหนึ่งที่เรียกว่า กรอบรูปวิทยาศาสตร์  วันนี้คงไม่ได้มานำเสนอขั้นตอนการทำแต่อย่างใด แต่อยากนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการการเปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัยของกรอบรูปวิทยาศาสตร์ และแนะนำให้รู้จักวัตถุดิบทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับกรอบรูปชนิดนี้\r\n\r\n\r\n\r\nภาพ การทำกรอบรูปวิทยาศาสตร์\r\nที่มา  http://pcu05438.blogspot.com/2011/12/blog-post_09.html\r\n\r\n         สมัยก่อนแทบทุกบ้านต่างนิยมนำกรอบรูปมาตั้งโชว์ พูดได้ว่าสร้างรายได้เป็นจำนวนมากให้แก่บรรดาห้างร้านต่าง ๆ ที่ทำกรอบรูปเป็นอย่างมากเลยทีเดียว กรอบรูปวิทยาศาสตร์มีลักษณะที่เรียบง่ายมีความสวยงามเฉพาะตัวตามรูปแบบหรือลายที่เจ้าของรูปต้องการเลือกใส่ และด้วยราคาที่เหมาะสมไม่แพงจนเกินไปที่จะทำให้ทุกบ้านมีกรอบรูปวิทยาศาสตร์นี้ประดับอยู่ที่บ้าน\r\n\r\n        วันเวลาผ่านไป กระแสความนิยมของกรอบรูปวิทยาศาสตร์ก็ค่อย ๆ ลดลงเลือนหายเข้าไปทุกที  อันเนื่องมาจากที่เทคโนโลยีหรือรูปลักษณ์ใหม่ ๆ ของกรอบรูปที่ถูกพัฒนาให้สวยงามคงทนมากยิ่งขึ้น ทั้งกรอบลอย กรอบลายไม้ กรอบพลาสติก กรอบผ้า กรอบหลุยส์ที่นิยมกันมาอย่างต่อเนื่อง\r\n\r\n        มีการกล่าวถึงว่า ประเทศไทยมีการนำรูปภาพมาใส่กรอบแล้วเคลือบรูปเพื่อให้สวยงามและคงทน ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ เมื่อประมาณปี 2509 โดยกระบวนการของการปกป้องรักษาภาพถ่ายอยู่ที่น้ำยาเคลือบ ซึ่งมีส่วนประกอบที่สำคัญดังนี้\r\n\r\n         เรซื่น (Resin) วัสดุทางเคมีตัวสำคัญในการปกป้องรูปภาพให้คงสภาพเดิม เรซิ่นที่ใช้เป็นโพลิเอสเทอร์เรซิ่นชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นเรซิ่นสำหรับงานเคลือบโดยเฉพาะ ที่มีคุณสมบัติ เงา ดูแลปกป้องสีรูปภาพให้คงสีสภาพเดิม ไม่เหลืองง่าย\r\n\r\n         ฮาดเดนเนอร์  (ตัวเร่ง)  เป็นตัวทำให้แข็งหรือตัวเร่งปฏิกิริยา ชื่อทางเคมี  Methyl ethyl ketone peroxide (MEKP) โดยผสมลงในเรซิ่นประมาณ 1 % มีหน้าที่ทำปฏิกริยากับเรซิ่นทำให้เรซิ่นแข็งตัว จนกลายเป็นเหมือนพลาสติกเหลวมีหลายสี เช่น แดง ม่วง ใส แต่มีกลิ่นฉุน\r\n\r\n          อะซิโตน (Acetone) ที่มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสี กลิ่นฉุน ติดไฟง่าย ใช้ล้างเรซิ่นอีกที\r\n\r\n          ฟิล์มไมล่า หรือ แผ่นโพลีเอสเตอร์ฟิล์มชนิดบาง วางทาบบนเรซิ่นเพื่อให้ผิวหน้าเรียบเท่า ๆ กัน ควรมีขนาดใหญ่กว่ากรอบภาพ\r\n\r\n          ปัจจุบันอาชีพการทำกรอบรูปวิทยาศาสตร์ก็ยังมีอยู่ในท้องตลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก ทั้งที่จริงแล้วก็หวังว่าสิ่งนี้ซึ่งเป็นศาสตร์ทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะศาสตร์ที่มีเสน่ห์คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน ก็หวังว่ามันจะไม่เลือนหายไปในที่สุด และหวังว่าจะมีผู้พลิกศาสตร์แห่งความทรงจำนี้มาประยุคให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปอย่างกลมกลืน อันจะเป็นหนทางสร้างวิชาชีพอีกวิชาชีพหนึ่งที่ดีต่อไปได้อีกในอนาคต\r\n",null],
    [1033,1098,"ผึ้งเห็นภาพลวงตาเช่นเดียวกับมนุษย์","Mon, 2018-07-09 11:00","http://www.stkc.go.th/node/1098","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.scimath.org/article-science/item/7824-2018-01-10-08-47-45","ภาพลวงตา (Optical Illusions) หมายถึง ภาพที่ทำให้ความสามารถในการรับรู้และแปลความหมายของสิ่งที่มองเห็นผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงหรือทำให้มองเห็นในรูปแบบที่แตกต่างจากความเป็นจริง โดยการมองเห็นภาพลวงตานั้นเป็นผลมาจากวิวัฒนาการด้านการประมวลผลภาพของสมอง\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 ผึ้ง \r\nที่มา designerpoint/Pixabay\r\n\r\n           ภาพลวงตาทำให้เรามองเห็นตึกสูงระฟ้าที่อยู่ไกลออกไป ดูเล็กลงคล้ายแบบจำลองโครงสร้างอาคารสามมิติ ข้อมูลบริบทจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ทราบว่า ในความเป็นจริงแล้วสิ่งปลูกสร้างนั้นมีความสูง  \r\n\r\n           หากถามว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่มองเห็นภาพลวงตาหรือไม่ ? การศึกษานี้แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า ผึ้งตัวน้อยก็สามารถมองเห็นภาพลวงตาได้เช่นเดียวกับมนุษย์ ทั้งนี้ผลการศึกษายังช่วยให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของการมองเห็นภาพลวงตาในสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ ด้วย\r\n\r\nมนุษย์มองเห็นภาพลวงตาได้อย่างไร?\r\n\r\n           มนุษย์มองเห็นโดยการเรียนรู้ที่จะเห็น สมองของมนุษย์มีการพัฒนากลไกในมองหาความสัมพันธ์ของข้อมูล เพื่อนำความสัมพันธ์นั้นมาจับคู่ให้ความหมาย โดยมีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลบริบทแวดล้อมจนเกิดเป็นกระบวนการรับรู้ ซึ่งวิธีการที่แตกต่างกันที่ระบบมองเห็นประมวลผลและเกิดเป็นภาพลวงตานั้น ช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการรู้คิดและการมองเห็นได้มากขึ้น\r\n\r\n          มนุษย์มองเห็นภาพลวงตาต่างๆ มากมาย เช่น ภาพลวงตาที่เกิดจากการหักเหของแสง (Mirages) ภาพลวงตาที่เกี่ยวข้องกับขนาด รูปร่าง ความยาว หรือแม้กระทั่งสี เป็นต้น ทั้งนี้ภาพลวงตาจัดเป็นความผิดพลาดในการรับรู้ของมนุษย์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ในการทำความเข้าใจรูปแบบในการประมวลผลจากการมองเห็นทั้งในมนุษย์และสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ๆ โดยตัวอย่างภาพลวงตาที่ถูกใช้สำหรับการศึกษาอย่างกว้างขวางในมนุษย์ คือภาพลวงตาทางเรขาคณิต (Geometric illusions) อย่างภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์ (Ebbinghaus illusion)\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่  2 Ebbinghaus illusion เป็นภาพลวงตาที่ข้อมูลบริบทแวดล้อมที่แตกต่างกัน \r\nสามารถทำให้มองเห็นวัตถุที่มีขนาดเท่ากัน มีขนาดแตกต่างกันได้ \r\nที่มา https://en.wikipedia.org/wiki/Ebbinghaus_illusion\r\n\r\n          มนุษย์โดยทั่วไปสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ในโลกได้โดยใช้การประมวลผลข้อมูลองค์รวม (Global processing) ซึ่งเป็นแนวโน้มในการประมวลผลภาพโดยรวมของฉากมากกว่าการแยกประมวลผลรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบที่เฉพาะเจาะจง (Local processing) ซึ่งการประมวลผลข้อมูลองค์รวมนั้นส่งเสริมการรับรู้ภาพลวงตา ในขณะที่การประมวลผลที่เฉพาะเจาะจงไม่มีความเกี่ยวข้อง\r\n\r\n          ความสามารถในการรับรู้ภาพลวงตาหลอกขนาดยังแตกต่างกันไปในสัตว์มีกระดูกสันหลังสายพันธุ์อื่น ๆ โดยการศึกษาก่อนหน้ามีข้อมูลระบุว่า โลมาปากขวด (Bottlenose dolphins), นกบาวเวอร์ (Bower Bird), ไก่เลี้ยง (Domestic chick) และปลาปลาเรดเทลสพลิทฟิน (Redtail splitfins) มองเห็นภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์ได้เช่นเดียวกับมนุษย์   อย่างไรก็ตามสัตว์จำพวกนกพิราบ สุนัขบ้าน และไก่แจ้ (Bantam) มองเห็นในลักษณะของภาพลวงตากลมกลืน (Assimilation illusion) ในขณะที่ลิงบาบูน (Baboon) ไม่เข้าใจภาพลวงตาเหล่านั้น  และเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการมองเห็นภาพลวงตาที่แตกต่างกันในสายพันธุ์ที่ของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน รวมถึงวิธีที่แมลงที่มีสมองขนาดเล็กมองเห็นภาพลวงตา นักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนารูปแบบการทดลองโดยใช้ผึ้ง (Honeybee) เป็นกลุ่มตัวอย่าง\r\n\r\nเหตุผลที่สัตว์รับรู้ภาพลวงตาได้แตกต่างกัน\r\n\r\n         เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สัตว์หลายชนิดมองเห็นภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์ได้เหมือนกับมนุษย์ แต่ก็มีคำถามมากมายเช่นกันในสิ่งมีชีวิตที่เห็นต่าง ทีมวิจัยจึงได้ทำการศึกษาระเบียบวิธีวิจัย (Methodology) ก่อนหน้า เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างเหล่านั้น ซึ่งจากหนึ่งตัวอย่างการศึกษาพบว่า นกพิราบ ไก่แจ้ และสุนัขเลี้ยง มองเห็นภาพลวงตาได้ในระยะประชิด กล่าวคือ สุนัขได้สัมผัสกับตัวเลือกที่ถูกต้องด้วยจมูกของเขา และนกสามารถจิกตัวเลือกที่ถูกต้องได้ ดังนั้นอาจมีความเป็นไปได้ที่ข้อจำกัดในเรื่องของระยะห่างในการมองเห็นจะส่งผลต่อความแตกต่างในรับรู้ภาพลวงตาที่ทำให้การรับรู้ขนาดผิดเพี้ยนไป ด้วยความรู้ดังกล่าว ทีมงานวิจัยจึงได้ทดสอบผึ้งโดยใช้เงื่อนไข 2 ข้อดังนี้\r\n\r\n\r\n\tระยะห่างในการมองเห็นที่ไม่ถูกจำกัด โดยผึ้งสามารถบินได้อย่างอิสระในระยะห่างจากภาพลวงตาหลอกขนาดก่อนการตัดสินใจ\r\n\tระยะห่างในการมองเห็นที่ถูกจำกัด โดยผึ้งจะสามารถมองภาพและตัดสินใจเกี่ยวกับภาพลวงตาได้ในระยะห่างที่ถูกกำหนดไว้\r\n\r\n\r\n         ผึ้งเป็นสิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์ที่มีความสำคัญสำหรับการทดสอบการมองเห็นและการรับรู้ เนื่องด้วยเข้าถึงได้ง่ายในการฝึกอบรมและช่วยให้สามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสัตว์มีกระดูกสันหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ\r\n\r\n        ก่อนการทดลอง นักวิจัยได้มีการฝึกฝนผึ้งให้เลือกสิ่งเร้าขนาดใหญ่และเล็ก โดยสิ่งเร้าที่นักวิจัยใช้ในการทดลองนั้นมีพื้นฐานมาจากภาพลวงตา Delboeuf illusion ซึ่งเป็นภาพสี่เหลี่ยมสีดำขนาดใหญ่บนพื้นหลังสี่เหลี่ยมสีขาว และภาพสี่เหลี่ยมสีดำขนาดเล็กบนพื้นหลังสีขาว และทดสอบการตัดสินใจของผึ้งในการเลือกภาพลวงตาจากบริบทที่แตกต่างกันภายใต้เงื่อนไขของระยะห่างในการมองเห็นที่ถูกจำกัดและไม่จำกัด และจากการทดลองพบว่า ผึ้งที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของระยะห่างการมองเห็นที่ไม่ถูกจำกัดสามารถรับรู้ภาพลวงตาได้ ในขณะที่ผึ้งที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของระยะห่างที่ถูกจำกัดไว้จะไม่สามารถมองเห็นภาพลวงตาที่ลวงการรับรู้เกี่ยวกับขนาด\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3 แบบฝึกการมองเห็นภาพลวงตาของผึ้งและแบบทดสอบในการทดลอง \r\nที่มา https://theconversation.com/which-square-is-bigger-honeybees-see-visual-illusions-like-humans-do-87673\r\n\r\n         ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การรับรู้ขนาดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในการมองเห็น ทั้งนี้ผลการศึกษายังอาจช่วยอธิบายในแง่ของวิวัฒนาการในการประมวลผลเกี่ยวกับการมองเห็นของสิ่งมีชีวิตได้\r\n\r\nDelboeuf illusion เป็นภาพลวงตาทางเรขาคณิตอีกตัวอย่างหนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกับภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์ ซึ่งตัวอย่างที่เข้าใจง่ายของภาพลวงตาประเภทนี้เป็นภาพลวงตาของอาหารบนจาน โดยภาพลวงตาดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะทำให้อาหารในปริมาณที่เท่ากันดูน้อยเมื่อวางบนจานขนาดใหญ่และมีปริมาณมากเมื่อวางบนจานขนาดเล็ก \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 4 Delboeuf illusion \r\nที่มา https://en.wikipedia.org/wiki/Delboeuf_illusion\r\n\r\nอะไรคือเหตุผลสำหรับวิวัฒนาการในการมองเห็น?\r\n\r\n         ภาพลวงตามีประโยชน์ เนื่องจากช่วยให้เราสามารถประมวลผลฉากที่ซับซ้อนเข้ากับข้อมูลหลายส่วน  และกลายเป็นภาพรวมโดยใช้บริบทแวดล้อมเป็นตัวช่วยในการรับรู้  อีกหนึ่งคำอธิบายสำหรับคำถามที่ว่า ทำไมชนิดสิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์ที่แตกต่างกันอย่างมนุษย์และผึ้งจึงมองเห็นภาพลวงตาได้เช่นเดียวกันนั้น เป็นเพราะบรรพบุรุษมีความสามารถนี้ และรักษาไว้จนตลอดวิวัฒนาการ อย่างไรก็ตาม มีโอกาสอย่างมากที่วิวัฒนาการของการรับรู้ภาพลวงตาเป็นผลมาจากวิวัฒนาการแบบเบนเข้า (Convergent evolution) ซึ่งเป็นวิวัฒนาการในแบบที่สิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีบรรพบุรุษร่วมกันมีลักษณะที่วิวัฒนาการได้ผลที่คล้ายคลึงกัน\r\n\r\n        ทั้งนี้ความสามารถของผึ้งในการรับรู้ภาพลวงตาหลอก ขนาดในสภาพแวดล้อมที่สามารถบินได้อย่างอิสระมีผลต่อวิวัฒนาการของดอกไม้ กล่าวคือ ดอกไม้อาจมีการพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์จากความสามารถของผึ้งในการมองเห็นภาพลวงตาที่ทำให้พื้นที่ของน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ดูน่าสนใจมากขึ้น  ซึ่งดอก Wurmbea เป็นหนึ่งในประเภทของดอกไม้ที่มีคุณสมบัติของภาพลวงตาคอยล่อผึ้งให้เข้ามาผสมเกสร\r\n\r\n         อย่างไรก็ดี ผลศึกษาที่สำคัญจากการศึกษาครั้งนี้คือ บริบทแวดล้อมสามารถทำให้ฉากต่างๆ แตกต่างไปจากความเป็นจริงได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเมื่อต้องทำงานเกี่ยวกับการมองเห็นในมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ๆ\r\n",null],
    [1034,1097,"วิทยาศาสตร์เบื้องหลังผู้คนที่ชื่นชอบความกลัว","Mon, 2018-07-09 10:58","http://www.stkc.go.th/node/1097","วิทยาศาสตร์การแพทย์","http://www.scimath.org/article-science/item/7829-2018-01-10-09-00-11","ความกลัว เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการรับรู้อันตรายหรือภัยคุกคามในสิ่งมีชีวิตบางชนิด ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบเผาผลาญ หน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 ความกลัว \r\nที่มา Anemone123/Pixabay\r\n\r\n          เราจะตกใจและสะดุ้งเมื่อเห็นสายตาของงูพิษ วิตกกังวลต่อความปลอดภัยของเงินสดที่เพิ่งกดออกจากตู้เอทีเอ็ม หรือรู้สึกหลอนเมื่อต้องอาบน้ำคนเดียวในห้องน้ำของโรงแรม ในขณะเดียวกันบางคนมีการตอบสนองต่อสภาวะทางอารมณ์ในเชิงบวก โดยมีความสุขหรือสนุกสนานกับความกลัวได้ เช่น ในช่วงเทศกาลฮาโลวีน ซึ่งจากผลการศึกษาของนักจิตวิทยาจากสาขาจิตเวชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเวย์นสเตต ในรัฐมิชิแกนชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวนั้นขึ้นอยู่กับบริบทรอบตัว\r\n\r\n          เมื่อเรารับรู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่ปลอดภัย เราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติตัวในสภาวะตื่นตัวสูง เพื่อเปลี่ยนจากความหวาดกลัวไปเป็นความสนุกสนานหรือความตื่นเต้นได้ เช่น เมื่อคาดหวังว่าจะมีกบกระโดดออกมาให้เราตกใจในบ้านผีสิง ซึ่งเมื่อเห็นกบดังกล่าวแล้ว และรับรู้ว่านั่นไม่ใช่ภัยคุกคามที่แท้จริง เราก็สามารถเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ได้อย่างรวดเร็วและตื่นเต้นกับสถานการณ์ตรงนั้น ในทางตรงกันข้าม หากกำลังเดินอยู่ในซอยทางลัดกลับบ้านในเวลากลางคืนและพบคนแปลกหน้าเดินตาม สมองจะรับรู้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นสถานการณ์อันตราย นำไปสู่การตอบสนองในการหลบหนี\r\n\r\n          แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องการคำอธิบายคือ สมองทำงานอย่างไรเพื่อตัดสินใจว่าควรวิ่งด้วยความเร่งรีบหรือวิ่งหนีจากการถูกคุกคาม?\r\n\r\nความรู้สึกกลัวเกิดขึ้นได้อย่างไร?\r\n\r\n          โครงสร้างของสมองที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกกลัวคือ สมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) ซึ่งเป็นนิวเคลียสรูปอัลมอลด์ที่อยู่ภายในสมองส่วนกลีบขมับ (temperal lobe) ในกรณีที่มีสิ่งเร้ามากระตุ้นให้รู้สึกหวาดกลัว สมองส่วนนี้จะกลั่นกรองผ่านประสาทสัมผัสทั้งการมองเห็น การรับกลิ่น และการสัมผัส เพื่อตรวจจับความรู้สึก และตอบสนองต่อการรับรู้อันตรายด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือการตอบสนองที่เรียกว่า การตอบสนองในลักษณะของการเผชิญหน้าหรือหลบหนี (fight-or-flight response) นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนและระบบซิมพาเทติกนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในสถานการณ์อันตรายนั้นๆ\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 ภาพสมองที่แสดงสมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) \r\nที่มา wikipedia.org\r\n\r\n          สมองส่วนอะมิกดาลาจะกลายเป็นสัญญาณเตือนภัยของมนุษย์ รูม่านตาขยาย หลอดลมขยาย หายใจถี่ขึ้น อัตตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตสูงขึ้น มีการไหลเวียนของเลือดและกลูโคสไปสู่กล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีการทำงานที่ช้าลงของอวัยวะที่ไม่มีความจำเป็นต่อสถานการณ์อันตรายเหล่านั้น เช่น ระบบทางเดินอาหาร เป็นต้น\r\n\r\n          นอกจากนี้ยังมีสมองสองส่วนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสมองส่วนอะมิกดาลาอย่างสมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) และสมองส่วนคอร์เทกซ์กลีบหน้าผากส่วนหน้า (Prefrontal cortex) ที่ช่วยให้สมองสามารถตีความการรับรู้การมาถึงของภัยคุกคามได้ดีขึ้น \r\n          โดยทั้งสองส่วนมีส่วนร่วมในการประมวลผลข้อมูลตามบริบทเพื่อทราบว่า การรับรู้ต่อภัยคุกคามนั้นเป็นของจริง เช่น การได้เห็นจระเข้ในแหล่งน้ำกระตุ้นให้เกิดความหวาดกลัวได้ ในขณะที่จระเข้ในสวนสัตว์กลับทำให้รู้สึกตื่นเต้น อยากรู้อยากเห็น และคิดว่านั่นคือสัตว์โลกผู้น่ารัก\r\n\r\nมนุษย์เรียนรู้ความแตกต่างได้อย่างไร?\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3 สิ่งที่ก่อให้เกิดความกลัว \r\nที่มา Aimee Vogelsang/unsplash\r\n\r\n           เช่นเดียวกับสัตว์อื่น ๆ ที่เรียนรู้ความกลัวได้จากประสบการณ์ส่วนตัว เช่น การถูกโจมตีจากสุนัขที่ดุร้าย หรือการเห็นผู้อื่นถูกโจมตีด้วยสุนัขที่ก้าวร้าว อย่างไรก็ตาม มนุษย์มีวิวัฒนาการที่ไม่เหมือนใครและการเรียนรู้ที่น่าสนใจอย่างเช่น การเรียนการสอน เราจึงสามารถเรียนรู้ได้จากคำพูดหรือการบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น หากมีป้ายปักไว้ว่า ห้ามเข้า! สุนัขดุ การรับรู้นั้นจะทำให้เกิดการตอบสนองต่อความกลัว\r\n\r\n           ทั้งนี้ มนุษย์เรียนรู้ในเรื่องของความปลอดภัยในรูปแบบเดียวกัน เช่น การเล่นกับสุนัขเลี้ยงที่มีความเชื่อง จะสังเกตเห็นการโต้ตอบที่ปลอดภัยของคนกับสุนัขตัวนั้น รวมทั้งการรับรู้ผ่านการอ่านเครื่องหมายที่แสดงให้เห็นว่า สุนัขเป็นมิตร\r\n\r\nทำไมมนุษย์สามารถรับมือได้กับความกลัว?\r\n\r\n           ความหวาดกลัวทำให้เสียสมาธิ แต่ก็อาจนำไปสู่ประสบการณ์ที่ดีได้\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 4 ความกลัว \r\nที่มา Caleb Woods/Unsplash\r\n\r\n         เมื่อมีบางสิ่งที่น่ากลัวเกิดขึ้น ในขณะนั้น มนุษย์จะตกอยู่ในสภาวะที่มีความตื่นตัวสูงและไม่จดจ่ออยู่กับสิ่งอื่นใดที่อาจเกิดขึ้นภายในจิตใจอย่างปัญหาเรื่องงานหรือความวิตกกังวลต่อการเข้าสอบในช่วงก่อนปิดภาคเรียน ซึ่งนั่นจะทำให้เราสามารถอยู่กับสถานการณ์ตรงหน้าได้เป็นอย่างดี\r\n\r\n         นอกจากนี้ เมื่อเราต้องพบเจอกับสิ่งที่น่ากลัวร่วมกับบุคคลในชีวิต เรามักจะพบว่า อารมณ์สามารถเป็นโรคติดต่อได้ในเชิงบวก เนื่องด้วยมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่สามารถเรียนรู้จากผู้อื่นได้ ดังนั้นการมองเห็นเพื่อนที่นำหน้าเข้าไปในบ้านผีสิงและหายไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงกรีดร้อง ไม่นานหลังจากนั้นเพื่อนของคุณก็หัวเราะออกมาได้ ซึ่งนั่นทำให้เราสามารถรับรู้สภาวะทางอารมณ์ของเธอที่ส่งผ่านมายังตัวเราได้\r\n\r\n         แม้ว่าในแต่ละปัจจัยทั้งในเรื่องของบริบทรอบตัว สิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้เสียสมาธิ หรือการเรียนรู้ทางสังคมจะมีอิทธิพลต่อการรับรู้สถานการณ์อันตรายที่น่ากลัว แต่ประเด็นหลักที่เชื่อมโยงปัจจัยเหล่านั้นได้คือ การรับรู้ต่อความสามารถในการควบคุมสถานการณ์ ซึ่งเมื่อเรารับรู้ได้ว่า อะไรเป็นอะไร และไม่ใช่ภัยคุกคามที่แท้จริง นั่นจะช่วยเปลี่ยนความเข้าใจใหม่ และในท้ายที่สุดแล้ว เราจะรู้สึกปลอดภัยในสถานการณ์นั้น ๆ มากขึ้น ซึ่งการรับรู้ความสามารถในการควบคุมนั้นมีความสำคัญต่อวิธีการจัดการกับสิ่งที่เราต้องประสบพบเจอและการตอบสนองต่อความกลัว และแม้ว่าเราจะรู้สึกผิดหวังในครั้งแรกที่เอาชนะความกลัวได้ แต่ในครั้งต่อไปที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัว เราจะรู้สึกมั่นใจมากขึ้น\r\n\r\n        สิ่งสำคัญที่ต้องระลึกถึงคือ การรับมือต่อสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความกังวลใจในแต่ละบุคคลนั้นไม่เท่ากัน ในขณะที่หลายคนสามารถจัดการกับความตกใจได้เป็นอย่างดี บางคนอาจไม่ชอบหรือรู้สึกเกลียดได้\r\n\r\nความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากความกลัว\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 5 ความเจ็บปวดจากเหตุการณ์สะเทือนใจ \r\nที่มา Ben White/Unsplash\r\n\r\n          แม้ว่าบางคนสามารถรับมือกับความกลัวได้จนอาจกลายเป็นเรื่องสนุกสนานก็ตาม แต่จริง ๆ แล้ว ความกลัวและความกังวลในระดับที่ผิดปกติอาจก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานและความผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนั่นอาจเป็นข้อจำกัดต่อความสามารถที่จะนำไปสู่ความสำเร็จและความสุขในชีวิตของคนบางคนได้\r\n\r\n          เกือบ 1 ใน 4 ของประชากรอาจประสบกับความกลัวที่ไม่สมจริงในรูปแบบของโรควิตกกังวล (Anxiety disorder) ในช่วงชีวิตของเขา นอกจากนี้อีกเกือบร้อยละ 8 มีอาการที่เรียกว่า ภาวะความเครียดที่ผิดปกติหลังจากเหตุการณ์สะเทือนใจ (Post-traumatic Stress Disorder หรือที่มีชื่อย่ออย่างเป็นสากลว่า PTSD)\r\n\r\n          ความผิดปกติเกี่ยวกับความวิตกกังวลและความกลัว รวมถึงโรคกลัวหรืออาการกลัวที่เรียกว่า โฟเบีย (Phobia) โรคกลัวการเข้าสังคม (Social Phobia) โรคกังวลทั่วไป (Generalized anxiety disorder) ความวิตกกังวลต่อการแยกจาก (Separation anxiety) โรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive compulsive disorder) และ PTSD ความเจ็บป่วยเหล่านี้มักจะเริ่มต้นเกิดขึ้นในวัยเด็ก และหากไม่มีการรักษาที่เหมาะสม อาจกลายเป็นโรคเรื้อรังและทำให้สุขภาพเสื่อมโทรมได้ ทั้งนี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของบุคคลเหล่านั้นด้วย แต่อย่างไรก็ดี รูปแบบของการรักษาในแง่ของจิตบำบัดและยาที่มีประสิทธิภาพจะสามารถช่วยเยียวยาผู้ป่วยได้\r\n",null],
    [1035,1096,"การศึกษาชี้ \"ดื่มกาแฟ\" อาจช่วยให้อายุยืนขึ้น","Mon, 2018-07-09 10:20","http://www.stkc.go.th/node/1096","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/11685/","\r\n\r\nการศึกษาฉบับใหม่ชี้ว่า การดื่มกาแฟอาจช่วยให้มีชีวิตยืนยาวขึ้น แม้ว่าจะดื่มวันละหลายๆ แก้วก็ตาม\r\n\r\nนักวิจัยรวบรวมข้อมูลจากชาวอังกฤษราว 500,000 คน เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี พบว่า ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตต่ำกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ\r\n\r\nผลของกาแฟต่อการมีอายุยืนยาวขึ้นนั้น พบในผู้ดื่มกาแฟทั้งแบบสำเร็จรูป กาแฟสด หรือกาแฟที่สกัดสารคาเฟอีน\r\n\r\nการศึกษาครั้งนี้นับว่าเป็นการศึกษาใหญ่ชิ้นแรก ที่แนะประโยชน์ของการดื่มกาแฟ แม้แต่ในผู้ที่มีความบกพร่องด้านพันธุกรรมที่มีผลต่อการนำคาเฟอีนไปใช้ในร่างกาย\r\n\r\nจากการเฝ้าติดตามดูผู้ร่วมการศึกษาวิจัยเป็นระยะเวลา 10 ปี พบว่าโดยรวมแล้ว ผู้ดื่มกาแฟมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟ 10-15 เปอร์เซนต์ และผลแตกต่างจากปริมาณกาแฟที่ดื่ม และความแตกต่างทางพันธุกรรมนั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม คุณ Alice Lichtenstein ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการแห่งมหาวิทยาลัย Tufts University ซึ่งไม่ได้มีส่วนกับการศึกษาในครั้งนี้ กล่าวว่า ผลการศึกษานี้ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า กาแฟจะเปรียบเสมือนยาอายุวัฒนะ หรือควรจะเป็นสาเหตุให้คนหันมาดื่มกาแฟกันหรือไม่ แต่ผลการศึกษานี้ก็ช่วยสนับสนุนการศึกษาครั้งก่อน และยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟอีกด้วย\r\n\r\nโดยผลการศึกษาฉบับนี้ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA Internal Medicine\r\n\r\nคุณ Erikka Loftfield นักวิจัยที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ผู้นำการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการดื่มกาแฟส่งผลต่อการมีชีวิตยืนยาวได้อย่างไร แต่อาจเป็นเพราะกาแฟประกอบไปด้วยสารเคมีต่างๆ กว่า 1,000 ชนิด รวมไปถึงสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ไม่ให้เกิดความเสียหาย\r\n\r\nและว่าการศึกษาฉบับอื่นๆ ชี้ว่า สารต่างๆ ในกาแฟอาจช่วยลดภาวะอักเสบ และช่วยให้ร่างกายสามารถนำอินซูลินไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานอีกด้วย\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่ายังต้องพยายามหาคำตอบเพื่ออธิบายต่อไปว่า กาแฟจะมีผลช่วยให้อายุยืนยาวต่อไปได้อย่างไร\r\n",null],
    [1036,1095,"9 ขั้นตอน ล้างมือให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรคอันตราย","Mon, 2018-07-09 10:17","http://www.stkc.go.th/node/1095","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/11689/","\r\n\r\n9 ขั้นตอน ล้างมือให้สะอาด ปราศจากเชื้อโรคอันตราย\r\n\r\n\r\n\tล้างมือด้วยน้ำเปล่า แล้วใช้สบู่ หรือเจลล้างมือ (ชนิดล้างออกด้วยน้ำ) ถูบนมือให้ทั่ว\r\n\t \r\n\tเริ่มใช้ฝ่ามือข้างขวา ถูกับฝ่ามือข้างซ้าย\r\n\t \r\n\tใช้ฝ่ามือขวาถูหลังมือซ้าย และสลับใช้ฝ่ามือซ้ายถูหลังมือขวา\r\n\t \r\n\tใช้นิ้วมือทั้ง 5 ของมือขวาถูซอกนิ้วทั้ง 5 ของมือซ้าย แล้วสลับเป็นนิ้วมือซ้ายถูซอกนิ้วมือขวา\r\n\t \r\n\tใช้นิ้วมือขวากำรอบนิ้วโป้งของมือซ้าย และหมุนถูไปมา 3-5 ครั้ง ทำแบบเดียวกันจนครบทุกนิ้วทั้งสองมือ\r\n\t \r\n\tใช้ปลายนิ้วมือถูขวางฝ่ามือทั้งสองข้าง เน้นซอกเล็บเป็นพิเศษ\r\n\t \r\n\tใช้นิ้วมือหมุนถูรอบข้อมือทั้งสองข้าง\r\n\t \r\n\tล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำเปล่า จนกว่าฟองจะหมด มือหายลื่น\r\n\t \r\n\tเช็ดให้แห้งด้วยผ้าแห้ง และสะอาด\r\n\r\n",null],
    [1037,1094,"ขี้หนาว มือเท้าเย็น ไม่มีแรง สัญญาณของ “ไฮโปไทรอยด์”","Mon, 2018-07-09 10:14","http://www.stkc.go.th/node/1094","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/3757/","\r\n\r\n“ไฮโปไทรอยด์” คืออะไร?\r\n\r\nไฮโปไทรอยด์ หรือ ภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ เป็นภาวะที่ต่อมไทรอยด์ไม่สามารถสร้าง หรือหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ออกมา ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายได้ ส่งผลให้บางส่วนของร่างกายทำงานผิดปกติ\r\n\r\n \r\n\r\nสาเหตุของ “ไฮโปไทรอยด์”\r\n\r\n1. เกิดจากความผิดปกติของต่อมไทรอยด์เอง อาจจะเป็นผู้ป่วยต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ที่เคยผ่าตัดเอาต่อมไทรอยด์ออกไปบางส่วน หรือทั้งหมด\r\n\r\n2. เกิดจากภาวะผิดปกติของต่อมใต้สมอง ที่ไม่สามารถสร้างฮอร์โมนมากระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ให้ทำงานเป็นปกติได้\r\n\r\n \r\n\r\nผู้ที่มีความเสี่ยงเป็น “ไฮโปไทรอยด์”\r\n\r\nมากกว่า 80% เป็นผู้หญิง และอาจเกิดกับวัยทอง\r\n\r\n \r\n\r\nผู้ที่มีความเสี่ยงเป็น “ไฮโปไทรอยด์” มากกว่า 80% เป็นผู้หญิง และอาจเกิดกับวัยทอง \r\n\r\nอาการของผู้เป็น “ไฮโปไทรอยด์” หรือภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์\r\n\r\n\r\n\tขี้หนาว มือเท้าเย็น ต้องใส่ถุงมือถุงเท้า ดึงแขนเสื้อมาปิดมือ หรือหาผ้ามาคลุมตลอด\r\n\t \r\n\tอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เซื่องซึม ไม่กระฉับกระเฉง\r\n\t \r\n\tเสียงแหบพร่า\r\n\t \r\n\tขี้หลงขี้ลืมในระยะเวลาอันสั้น คิดช้า ทำช้า\r\n\t \r\n\tท้องผูกบ่อยๆ\r\n\t \r\n\tผิวแห้ง ผมแห้ง อาจมีผมร่วงในบางราย\r\n\t \r\n\tสมรรถภาพทางเพศลดลง\r\n\t \r\n\tประจำเดือนมาผิดปกติ\r\n\t \r\n\tน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่ทานน้อย\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nวิธีรักษาภาวะ “ไฮโปไทรอยด์”\r\n\r\nคุณหมออาจแนะนำให้ทานฮอร์โมนเสริม เฝ้าติดตามอาการ และตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายเรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ “ไฮโปไทรอยด์” ไม่ใช่โรคภัยร้ายแรงอะไร เพียงแต่การให้ฮอร์โมนทดแทน จะช่วยรักษาสมดุลในร่างกาย ช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากฮอร์โมนในร่างกายไม่ปกติในอนาคตได้ เช่น ระดับความรู้สึกลดลง อุณหภูมิในร่ายกายลดลง ความดันโลหิตต่ำลง หายใจช้าลง ไปจนถึงการเต้นของหัวใจช้าลง และเสียชีวิตได้ ดังนั้นควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ\r\n\r\n \r\n\r\nหากอยากลดโอกาสในการเป็น “ไฮโปไทรอยด์” ควรรีบรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเสียตั้งแต่วันนี้ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ที่สำคัญหมั่นตรวจ และสังเกตร่างกายของตัวเราเองให้ดี เพราะไม่มีใครรู้จักตัวเราดี เท่าตัวเราเองอีกแล้ว ยิ่งพบความผิดปกติกับร่างกายของตัวเองได้เร็วเท่าไร เราก็ยิ่งจะมีโอกาสหายจากอาการผิดปกติเหล่านั้นได้มากขึ้น\r\n",null],
    [1038,1093,"\"ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ\" โรคอันตรายถึงชีวิตที่น้อยคนจะรู้จัก","Mon, 2018-07-09 10:13","http://www.stkc.go.th/node/1093","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/8665/","\r\n\r\nจากผลสำรวจการรับรู้เกี่ยวกับโรคหลอดเลือดอุดตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันตรายจากภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ (VTE) จัดทำโดยองค์การนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดอุดตัน หรือ ISTH ทำการสำรวจความคิดเห็นประชากรวัยผู้ใหญใน 9 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย พบว่าระดับความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำอยู่ในระดับที่ต่ำมาก\r\n\r\nแม้ว่าโรคหลอดเลือดอุดตันและภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ (VTE) จะสามารถป้องกันได้ แต่ยังคงเป็นสาเหตุของสำคัญทำให้เสียชีวิต จากรายงานพบว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะหลอดเลือดอุดตัน รวมถึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases)\r\n\r\n \r\n\r\nโรคลิ่มเลือดอุดตัน คืออะไร?\r\n\r\nโรคลิ่มเลือดอุดตัน (Thrombosis) เกิดจากลิ่มเลือดขัดขวางการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดง (Arterial Thrombosis) หรือ หลอดเลือดดำ (Venous Thrombosis) การจับตัวกันเป็นลิ่มเลือดจะขัดขวางการไหลเวียนของเลือดอย่างช้าๆ หากลิ่มเลือดส่วนหนึ่งส่วนใดหลุดออกจากผนังหลอดเลือดแล้วลอยไปตามกระแสเลือดจะเรียกว่า เอ็มโบไล (emboli)\r\n\r\n \r\n\r\nโรคลิ่มเลือดอุดตัน อันตรายอย่างไร?\r\n\r\nแม้ว่าโรคหลอดเลือดอุดตันจะสามารถป้องกันได้ แต่มักจะพบว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว ภาวะหลอดเลือดสมองตีบ และภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ ซึ่งเป็นโรคในกลุ่มของโรคหัวใจและหลอดเลือด ที่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต  \r\n\r\n \r\n\r\nสาเหตุของภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ\r\n\r\nภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ (VTE) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตและทุพพลภาพมากที่สุดทั่วโลก ปัจจัยความเสี่ยง อาทิเช่น การนอนโรงพยาบาลเป็นเวลานาน การผ่าตัด มะเร็งบางชนิด พันธุกรรม  ยาบางชนิด (อาทิ ยาคุมกำเนิด) การตั้งครรภ์ หรือหลังการคลอด จากผลการศึกษาขององค์การอนามัยโลกพบว่า สาเหตุการเสียชีวิต หรือ ทุพพลภาพ (ร้อยละ 60) เกิดจากการที่ผู้ป่วยมานอนรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยนอนอยู่กับเตียงเป็นเวลานาน ขยับขาไม่ได้ ลุกเดินไม่ได้  ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบกับแพทย์ถึงความเสี่ยงในการเกิดโรค แพทย์ก็จะแนะนำให้บริหารขา หรือหากมีความเสี่ยงมากก็จะใช้เครื่องปั้มเท้าหรือขา เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้เร็วขึ้น\r\n\r\nนอกจากนี้ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ เกิดขึ้นในระหว่างหรือภายหลังการนอนโรงพยาบาล เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตและทุพพลภาพพบในทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาหรือพัฒนาแล้วก็ตาม\r\n\r\n \r\n\r\nอาการของหลอดเลือดดำอุดตัน\r\n\r\nอาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปตามแต่ละส่วนที่เกิดภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน\r\n\r\n- หลอดเลือดดำส่วนลึกที่ขาอุดตัน (DVT) ตัวบ่งชี้ภาวะดังกล่าวประกอบด้วย อาการกดเจ็บ หรืออาการบวมซึ่งมักเริ่มที่น่อง รอยแดง หรือสีผิวที่ขาเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด มีอาการร้อนที่ขา\r\n\r\n- ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (PE) ตัวบ่งชี้ภาวะดังกล่าวประกอบด้วย อาการหายใจไม่ทั่วปอด หรือหายใจเร็วโดยหาสาเหตุไม่ได้ อาการเจ็บหน้าอก (บางครั้งเจ็บมากขึ้นเมื่อหายใจเข้าลึกๆ) หัวใจเต้นเร็ว อาจมีอาการวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม หรือหมดสติ แม้อาการดังกล่าวอาจไม่ได้บ่งชี้ถึงภาวะลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดดำเสมอไป บุคลากรทางการแพทย์ก็ควรประเมินผู้ป่วยในทันที\r\n\r\n ภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ หรือ VTE หากได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่เริ่มแรก และมีการรักษาให้เหมาะสมในช่วง 3 ถึง 6 เดือนแรก สามารถรักษาให้หายขาดได้\r\n\r\n \r\n\r\nรู้หรือไม่ !? วิตามินซี ช่วยป้องกัน โรคลิ่มเลือดอุดตันได้\r\n\r\nจากรายงานวิจัยทางด้านการแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า หากร่างกายได้รับวิตามินซีในปริมาณที่สูงเป็นประจำต่อเนื่องทุกวัน นอกจากจะเป็นการนำวิตามินซีเข้าไปช่วยบำรุงเนื้อเยื่อและหลอดเลือดแดงให้แข็งแรงแล้ว วิตามินซีก็ยังมีส่วนช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดให้น้อยลงได้อีกด้วย โดยที่วิตามินซีจะทำการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลให้กลายเป็นกรดน้ำดีที่ตับ จากนั้นตับก็จะกำจัดทิ้งไป จึงทำให้ลดการสะสมของคอเลสเตอรอล อีกทั้งยังช่วยกำจัดไขมันที่สะสมตัวอยู่ตามเส้นเลือด ซึ่งไขมันเหล่านี้นี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดปัญหาเส้นเลือดอุดตันนั่นเอง อย่างไรก็ตาม เหตุเพราะวิตามินซีถูกนำไปใช้เพื่อบำรุงส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นสำคัญ การเลือกบริโภควิตามินซีจึงจะต้องเข้าใจว่าปริมาณวิตามินซีที่ได้รับมีปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสมกับความต้องการของร่างกายจริงๆ\r\n",null],
    [1039,1092,"ผู้สูงอายุ \"กลืนอาหาร\" ได้ไม่ดี เสี่ยงแบคทีเรีย-ปอดอักเสบจากการสำลัก","Mon, 2018-07-09 10:11","http://www.stkc.go.th/node/1092","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/11713/","แพทย์แนะผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพช่องปาก เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย ลดความเสี่ยงของการเกิดปอดอักเสบจากการสำลัก โดยพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และเช็ดทำความสะอาดช่องปาก และลิ้นหลังอาหารทุกมื้อ ดูแลเอาอาหารที่ค้างในปากออกให้หมด เพื่อเลี่ยงการเกิดเชื้อราในช่องปาก และช่วยให้ผู้สูงอายุมีรอยยิ้มที่สดใส\r\n\r\nนายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่าการกลืนปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายเลื่อมลง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับการกลืนในวัยสูงอายุ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้าง และหน้าที่การทำงานของช่องปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดอาหาร และกลไกของระบบประสาท ที่ควบคุมการกลืน ส่งผลให้ความสามารถสำรองการกลืนในผู้สูงอายุลดลง ทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะกลืนลำบากยิ่งขึ้น \r\n\r\n \r\n\r\nกลไกในการกลืนในผู้สูงอายุ\r\n\r\nแบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ \r\n\r\n\r\n\tระยะช่องปาก ผู้สูงอายุไม่มีฟัน และกำลังกล้ามเนื้อที่ใช้ในการบดเคี้ยวลดลง ทำให้ใช้เวลาในการบดเคี้ยวอาหารเพิ่มขึ้น กำลัง และการประสานการทำงานของริมฝีปาก และลิ้นลดลง ทำให้กระบวนการเตรียมอาหาร และการส่งผ่านอาหารใช้เวลานานขึ้น และประสิทธิภาพลดลง ต้องมีการกลืนหลายครั้งกว่าอาหารจะหมดจากช่องปาก ผู้สูงอายุบางรายอาจมีอาหารเหลือค้างในปาก เป็นแหล่งสะสมของเชื้อก่อโรค เสี่ยงต่อภาวะปอดอักเสบจากการสำลัก\r\n\t \r\n\tระยะคอหอย การกลืนที่คอหอยจะเกิดช้ากว่าวัยอื่นกล่องเสียงยกตัวขึ้นมารับกับฝาปิดกล่องเสียงช้าความแรงในการหดตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอหอยลดลงหูรูดของหลอดอาหารส่วนต้นเปิดช้าทำให้อาหารอยู่ในระยะคอหอยนานส่งผลให้มีความเสี่ยงสูงในการเกิดสำลักอาหารเข้าสู่ทางเดินหายใจได้จึงเป็นอันตรายต่อผู้สูงอายุ\r\n\t \r\n\tระยะหลอดอาหาร ระยะเวลาที่หูรูดของหลอดอาหารส่วนต้นเปิดจะสั้นลง จึงมีอาหารเหลือค้างที่คอหอยเสี่ยงต่อการสำลักเข้าทางเดินหายใจแรงบีบไล่อาหารของหลอดอาหารลดลง ทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะไส้เลื่อนกระบังลมมากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น กลไกการกลืนจะมีการเปลี่ยนแปลงทั้ง 3 ระยะ และมีส่วนสัมพันธ์กับระบบประสาทสั่งการ และการควบคุมการหายใจ\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nสาเหตุของภาวะกลืนลำบาก\r\n\r\nนายแพทย์ประพันธ์  พงศ์คณิตานนท์  ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุของภาวะกลืนลำบากที่พบได้บ่อยของความผิดปกติของช่องปาก และคอหอยในวัยสูงอายุคือ โรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อม แต่อาจมีสาเหตุจากภาวะอื่นๆ ได้แก่ โรคทางระบบประสาทโรคทางจิตเวช รวมถึงโรคพาร์กินสันที่ทำให้กล้ามเนื้อมีภาวะเกร็ง ทำให้การกลืนอาหารยากขึ้น\r\n\r\n \r\n\r\nวิธีแก้ปัญหาภาวะกลืนลำบาก\r\n\r\n\r\n\tควรปรับอาหารผู้สูงอายุ หรือผู้ใกล้ชิดเลือกชนิดของอาหารที่ใช้ในการฝึกกลืนอย่างเหมาะสม ได้แก่ อาหารอ่อนที่ย่อยง่ายและมีรสจืด โดยรับประทานปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง\r\n\t \r\n\tเลือกใช้ช้อนที่มีขนาดเล็กลง และหลุมไม่ลึก ทำให้ปริมาณการรับประทานอาหารต่อคำลดลง รวมถึงปริมาณน้ำที่น้อยลงในแต่ละคำ จะช่วยลดอาการสำลักได้\r\n\t \r\n\tปัจจุบันมีนวัตกรรมสารเพิ่มความหนืดที่ผสมได้ทั้งอาหารเหลว และของเหลว เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีปัญหากลืนลำบากมีความปลอดภัยมากขึ้น\r\n\t \r\n\t​เทคนิคช่วยกลืนคือ จัดท่าให้ศีรษะ และลำตัวของผู้สูงอายุ สามารถชดเชยกลไกการกลืนที่บกพร่องไป เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการรับประทานอาหารทางปากมากขึ้น\r\n\t \r\n\tผู้สูงอายุควรดูแลสุขภาพช่องปาก เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย ลดความเสี่ยงของการเกิดปอดอักเสบจากการสำลัก โดยพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และเช็ดทำความสะอาดช่องปากและลิ้นหลังอาหารทุกมื้อ ดูแลเอาอาหารที่ค้างในปากออกให้หมดเพื่อเลี่ยงการเกิดเชื้อราในช่องปาก และช่วยให้ผู้สูงอายุมีรอยยิ้มที่สดใส\r\n\r\n",null],
    [1040,1091,"วิธีใช้โหมดกลางคืนบน Windows 10 (Night Light) ป้องกันแสงสีฟ้า","Mon, 2018-07-09 10:04","http://www.stkc.go.th/node/1091","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/night-light-windows10/","วิธีใช้โหมดกลางคืน  Windows10 ฟีเจอร์นี้ช่วยถนอมสายตาให้กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทำงานในช่วงเวลากลางคืนเป็นเวลานาน โดย Windows10 จะมีฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Night Light ซึ่งมีคุณสมบัติคัดกรองแสงสีฟ้าที่ออกมาจากหน้าจอคอม โดยการเปลี่ยนสีนั่นเอง ทั้งนี้ใช้ได้ตั้งแต่ Windows10 Creators Update แล้ว มาดูกันว่ามีวิธีใช้อย่างไร\r\n\r\nวิธีใช้โหมดกลางคืน Night Light บน Windows10\r\n\r\n\r\n\r\nเข้าไปที่ Settings > เลือก System > เลือก Display แล้วคลิกที่สวิตซ์ ON ที่ Night light ก็เปิดการใช้งานแล้ว\r\n\r\n\r\n\r\nจากนั้นคลิกเข้าไปที่ Night light settings เพื่อเข้าตัวค่า Night Light\r\n\r\n\r\n\r\nคุณสามารถปรับสีของจอภาพได้ โดยปรับได้ตามที่ต้องการว่าต้องการลดสีฟ้าเท่าไร โดยหน้าจอจะปรับเป็นสีส้ม โดยตัวปรับแสงนี้จะทำงานตามเวลาที่คุณกำหนด แต่คุณสามารถกดปุ่ม Turn on now เพื่อเปิด Night Light ได้ทันที โดยไม่ต้องรอถึงช่วงกลางคืน\r\n\r\nส่วน Schedule night light  สามารถตั้งเวลาเปิด-ปิด Night Light ได้ตามที่ต้องการ\r\n\r\n\r\n\r\nนอกจากนี้ในหน้า Action Settings ทางด้านขวา คุณสามารถแตะที่ Night Light เพื่อ เปิด-ปิด โหมดกลางคืนบน Windows10 ได้ทันทีด้วย\r\n\r\nลองใช้ Night Light บน Windows10 เพิ่อถนอมสุขภาพตาของคุณ ทั้งนี้ฟีเจอร์นี้ใช้ได้บน Windows10 Creator Update ขึ้นไป หากไม่มีฟีเจอร์นี้ สามารถอัปเดต Windows10 เพื่อรับคุณสมบัติ Night Light และฟีเจอร์อื่นๆอีกมากมายฟรี\r\n",null],
    [1041,1090,"Outlook รองรับชื่ออีเมลภาษาไทยแล้ว พร้อมเพิ่มฟ้อนต์ Thai Sarabun New ด้วย","Mon, 2018-07-09 10:03","http://www.stkc.go.th/node/1090","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/outlook-thai-name-email-th-sarabun-new/","ชื่ออีเมลภาษาไทย สามารถใช้ได้กับ Outlook และบริการต่างๆจาก Microsoft ได้แล้ว และไม่ใช่แค่บนเว็บ Outlook.com เท่านั้น ยังใช้ได้กับบริการต่างๆ เช่น Office 365, Outlook 2016 Exchange Online และ Exchange Online Protection (EOP) โดยผู้ใช้งานสามารถใช้ชื่ออีเมลภาษาไทยได้สำหรับบัญชี Outlook บนพีซี เช่น สมชาย@อินโฟไทยแลนด์.คอม\r\n\r\n\r\n\r\nการประกาศรองรับการใช้งานชื่ออีเมลภาษาไทยครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งในเป้าหมายอย่างต่อเนื่องของ Microsoft ในการพัฒนาเพื่อรองรับอีเมลภาษาท้องถิ่น (Email Address Internationalization หรือ EAI) ในบริการและผลิตภัณฑ์ต่างๆ อย่างทั่วถึง และทำให้เทคโนโลยีสามารถเข้าถึงได้ในภาษาท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถรับ-ส่งข้อมูลด้วยอีเมลในภาษาไทยได้อย่างไร้รอยต่อผ่าน Outlook บนพีซี, outlook.com และแอปพลิเคชัน Outlook บน Android และ iOS\r\n\r\n\r\n\r\n“การทำให้เทคโนโลยีสามารถใช้งานได้ในภาษาที่ผู้คนคุ้นเคยทำให้ชาวไทยทุกคนได้รับประโยชน์และสามารถเข้าถึงการใช้งานเทคโนโลยีดังกล่าวได้ และจะทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครคนใดคนหนึ่งถูกทิ้งไว้ข้างหลัง เพราะเราได้ตัดความจำเป็นในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมของเทคโนโลยีออกไป เราเชื่อว่าการลดอุปสรรคด้านภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนประเทศไทยให้ก้าวสู่อนาคตแห่งดิจิทัลอย่างแข็งแกร่ง เพราะจะช่วยให้การติดต่อและประสานงานเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น และยังช่วยมอบพลังเทคโนโลยีให้กับชาวไทยทุกคน” นายโอม ศิวะดิตถ์ ผู้บริหารด้านนโยบายภาครัฐ Microsoft Thailand กล่าว\r\n\r\nผู้ใช้งานสามารถสมัครอีเมลเป็นภาษาไทยจากผู้ให้บริการการพัฒนารองรับอีเมลซึ่งเป็นภาษาท้องถิ่นกับพันธมิตรต่างๆ ภายนอกองค์กรได้ที่ thnic ผ่านขั้นตอนออนไลน์\r\n\r\n\r\n\r\nนอกจากนี้ Microsoft ได้นำฟ้อนต์ Thai Sarabun New ซึ่งเป็นฟ้อนต์แห่งชาติที่ถูกใช้งานโดยรัฐบาลและองค์กรภาคเอกชนต่างๆ ให้เป็นรูปแบบตัวอักษรมาตรฐานในแพลตฟอร์ม Windows 10 เริ่มให้บริการแล้ววันนี้\r\n",null],
    [1042,1089,"502 Bad Gateway คืออะไร แก้อย่างไร? สำหรับผู้ชมเว็บ","Mon, 2018-07-09 09:45","http://www.stkc.go.th/node/1089","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/502-bad-gateway-fix/","502 Bad Gateway ที่คุณอาจเจอบ่อยในกรณีมีคนอื่นเข้าชมเว็บไซต์นั้นเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน อันเนื่องมาจากการแย่งคลิกบัตรชมการแสดงคอนเสิร์ต การแย่งจองบัตรโดยสารเครื่องบิน บัตรชมภาพยนตร์ หรือการแย่งซื้อสินค้าทางออนไลน์จนเกิดปัญหาขึ้นมา แล้วปัญหานี้มันคืออะไร และเราควรทำอย่างไรเพื่อให้สามารถชมเว็บหน้านั้นได้\r\n\r\n\r\n\r\n502 Bad Gateway คืออะไร\r\n\r\nปัญหาที่เกิดจากการที่ Server ได้รับ Error จากอีก Server หนึ่งเลยทำให้เกิด Error 502 ขึ้นมา กล่าวคือมีปัญหาในการรับส่งข้อมูลกันระหว่าง Server นั่นเอง หากเจอกรณีนี้ ผู้ชมเว็บจะทำอย่างไรได้บ้าง\r\n\r\nRefresh หน้าเว็บไซต์เพื่อเริ่มโหลดหน้าเว็บอีกครั้ง\r\n\r\nเริ่มจากกดปุ่ม Refresh หรือกดปุ่ม F5 เพื่อรีรันการโหลดหน้าเว็บไซต์นี้อีกครั้ง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะอาการหลุดชั่วคราวก็ได้ แต่ถ้าไม่ติดจริงๆอาจต้องลองวิธีต่อไป\r\n\r\n\r\n\r\nตรวจสอบว่าเว็บไซต์ที่เรียกนั้นล่มจริงๆมั้ย\r\n\r\nโดยเข้าไปดูที่เว็บ isitdownrightnow.com และ downforeveryoneorjustme.com หากขึ้นไฟเขียวแสดงว่าปกติ ต้องลองเข้าเว็บเดิมนั้นอีกครั้ง แต่ถ้าขึ้นรายงานว่าเว็บนั้นล่มจริงๆ จะต้องรอสักพักแล้วเข้าเว็บไซต์นั้นใหม่ หรือจะลองวิธีต่อไปด้านล่าง\r\n\r\nลองใช้เว็บเบราว์เซอร์ตัวอื่น\r\n\r\nเช่น Microsoft Edge, Opera, Firefox เข้าชมหน้าเว็บไซต์ที่คุณต้องการชมแต่มีปัญหา ซึ่งถ้าไม่มีปัญหาก็ต้องรันหน้าเว็บไซต์นั้นได้\r\n\r\n\r\n\r\nจัดการเคลีย Cache และ Cookies\r\n\r\nหากยังไม่ทำงานละก็ เป็นไปได้ว่าเว็บเบราว์เซอร์เผลอจำ Cache ไว้ก็ให้ทำการเคลียร์ Cache และลบ Cookies บนเว็บเบราว์เซอร์ให้หมด แล้วลองเข้าเว็บไซต์นั้น\r\n\r\nลองรีสตาร์ทเครื่อง แล้วเข้าเรียกหน้าเว็บไซต์ใหม่\r\n\r\nหากทำบนเว็บเบราว์เซอร์ใช้เครื่องมือตามวิธีข้างต้นแล้ว แต่ไม่ได้ผล วิธีสุดท้ายที่อาจได้ผลก็คือการรีสตาร์ทเครื่องใหม่ แล้วรันหน้าเว็บอีกครั้ง เพื่อให้เครื่องคอมของคุณได้ทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต Wi-Fi , Router ใหม่ แล้วเริ่มเข้าเว็บไซต์ที่เป็นปัญหานั้น\r\n\r\nอย่างไรก็ตามปัญหานี้ก็ต้องมาลุ้นฝั่งทาง Servers หรือ HOST ของเว็บที่เราจะเข้าชมนั้นด้วย เพราะอาจไม่ได้เป็นที่ฝั่งผู้ชมเว็บไซต์เสมอไปแต่ทั้งหมดนี้คือวิธีเบื้องต้นในระหว่างที่ขึ้นหน้าจอ 502 แบบนี้เพราะปัญหาอาจเป็นไปได้หลายปัจจัย หนึ่งในนั้นอาจเป็นที่เครื่องเราเองก็ได้\r\n",null],
    [1043,1088,"การหมุน เร่งความเร็ว ทำสโลโมชั่น วีดีโอที่อัปโหลดขึ้น Youtube ไปแล้ว","Mon, 2018-07-09 09:36","http://www.stkc.go.th/node/1088","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/edit-clip-youtube-video-rotate-slowmotion-fast/","วิธีหมุนวีดีโอ สำหรับผู้ใช้ Youtube ที่อัปโหลดวีดีโอไปแล้ว แต่ได้ในลักษณะถ่ายวีดีโอผิดแนว โดยถ่ายวีดีโอแนวนอนกลับได้แนวตั้ง แถมถ่ายวีดีโอแล้วอัปโหลดขึ้น Youtube แล้วด้วยสุดท้ายก็ต้องคอเอียงดูกันไป หากจะทำใหม่ต้องทำผ่านคอมหรือผ่านแอปบนมือถือแล้วอัปโหลดใหม่หรอ ความจริงแล้วหากคุณเผลออัปขึ้น Youtube ไปแล้วก็สามารถหมุนนวีดีโอ ได้ทันทีบนเว็บไซต์ Youtube ได้เลย แถมสามารถปรับแก้ไขคลิปวีดีโอให้กลายเป็น Slow motion กับเร่งความเร็ววีดีโอได้ด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nจากตัวอย่างนี้ถ่ายแนวนอน แต่ได้คลิปเป็นแนวตั้งแบบนี้ จะมีวิธีหมุนวีดีโอ ยังไง โดยไม่ต้องอัปโหลดใหม่ มาดูกัน\r\n\r\n\r\n\r\nเริ่มจากแตะที่ไอคอนโปรไฟล์บัญชี Youtube ของคุณ แล้วเลือกที่ ครีเอเตอร์สตูดิโอ\r\n\r\n\r\n\r\nด้านซ้ายเลือกที่ วีดีโอ (ซึ่งอยู่ใต้ เครื่องมือจัดการวีดีโอ ) แล้วเลือกคลิปวีดีโอที่ต้องการแก้ไข โดยคลิกที่ dropdown ของคลิปนั้น (หมายเลข 2 ) แล้วเลือกที่ การเพิ่มประสิทธิภาพ\r\n\r\n\r\n\r\nก็จะแสดงเครื่องมือต่างๆรวมถึง เครื่องมือการหมุนวีดีโอ ซึ่งอยู่บริเวณด้านขวาล่างๆ ให้คุณหมุนวีดีโอ ทางซ้าย ทางขวา ได้ตามต้องการจนได้วีดีโอแนวนอนที่พอใจ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเคลื่อนไหวช้า หรือเร่งความเร็ววีดีโอได้ตามต้องการ แต่จะมีผลต่อทั้งคลิปวีดีโอของคุณด้วย หากเสร็จแล้วสามารถคลิกปุ่มบันทึก เพื่อบันทึกซ้ำทับวีดีโอเดิม\r\n\r\nแต่ถ้าหากต้องการคงต้นฉบับด้วย ก็เลือกที่ บันทึกเป็นวีดีโอใหม่ แล้วตั้งชื่อวีดีโอใหม่ได้เลย\r\n\r\n\r\n\r\nเพียงเท่านี้ก็แก้ไขวีดีโอที่อัปโหลดบน Youtube เรียบร้อย โดยไม่ต้องเสียเวลาอัปโหลดใหม่เลย\r\n",null],
    [1044,1087,"วิธีพูดแทนพิมพ์ภาษาไทยบน Word ผ่านทางสมาร์ทโฟน","Mon, 2018-07-09 09:35","http://www.stkc.go.th/node/1087","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/word-app-thai-dictation/","วิธีพูดแทนพิมพ์ภาษาไทยบน Word ความจริงทำได้แล้วนะ ก่อนหน้านี้เคยนำเสนอมาแล้วเกี่ยวกับการพูดแทนพิมพ์บนคอมพิวเตอร์ผ่านโปรแกรมของ Office 365 แต่ยังไม่รองรับภาษาไทย ซึ่งกว่าภาษาไทยจะมาก็ต้องรอสักพัก แต่ที่จริง Microsoft Word ก็สามารถพูดแทนพิมพ์โดยใช้ภาษาไทย ด้วยแอป Word บนมือถือ iOS และ Android ได้แล้ว\r\n\r\n\r\n\r\nวิธีการคือ ให้เปิดแอป Word บนสมาร์ทโฟน  (หากไม่มีก็ดาวน์โหลดติดตั้งได้ฟรี ทั้งบน App Store สำหรับ iOS และ Play Store สำหรับ Android แล้วทำการเปิดแอป Word)\r\n\r\n\r\n\r\nจากนั้นสร้างไฟล์ใหม่ หรือเปิดไฟล์งาน Word บนมือถือหรือบน OneDrive\r\n\r\n\r\n\r\nเมื่อเข้าสู่หน้ากระดาษสำหรับพิมพ์เอกสารแล้ว ก็แตะที่กระดาษเพื่อเรียกคีย์บอร์ดบนมือถือคุณขึ้นมา  แล้วแตะที่ไอคอนรูป ไมค์ เลย\r\n\r\n\r\n\r\nแล้วก็พูดเป็นภาษาไทย ระบบก็จะพิมพ์ข้อความภาษาไทยตามที่คุณพูดทันที เห็นมั้ยว่า แอป Word บนสมาร์ทโฟน รองรับการพูดแทนพิมพ์ภาษาไทยอยู่แล้ว และสิ่งที่พิมพ์จะบันทึกลงบน OneDrive ของคุณ ซึ่งคุณสามารถดาวน์โหลดเป็นไฟล์ Word ผ่านทาง OneDrive ของคุณได้นะ\r\n",null],
    [1045,1056,"ผู้ใช้ Google Drive เตรียมปรับอัปเกรดเป็น Google One แชร์พื้นที่ให้ครอบครัวได้ 5 คน","Wed, 2018-05-30 09:59","http://www.stkc.go.th/node/1056","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/google-drive-to-google-one/","Google Drive เป็นบริการ Cloud ของ Google ซึ่งมีพื้นที่ฝากไฟล์ฟรีสำหรับผู้ใช้บัญชี Google โดยมีพื้นที่ร่วมกันทั้ง Google Drive + Gmail และ Google Photos รวม 15GB ฟรี แต่ถ้าหากใช้จนเต็ม บันทึกไม่ได้อยากได้พื้นที่เพิ่ม ก็ต้องเสียเงินประมาณ 70 บาท ซึ่งจะได้อัปเกรดฝากไฟล์บน Google Drive 100GB ล่าสุด Google เปิดตัวแพ็กเกจเก็บข้อมูลใหม่ ชื่อว่า Google One สำหรับผู้ใช้ Google Drive แบบเสียเงิน\r\n\r\nโดย Google One ราคาเริ่มต้น 1.99 ดอลลาร์ต่อเดือน (หรือประมาณ70 บาทเท่าเดิม) ได้ 100GB และมีเพิ่มเติมคือ 2.99 ดอลลาร์ต่อเดือน ได้ 200GB และ 9.99 ดอลลาร์ต่อเดือน ได้ 2TB เลยทีเดียว อีกทั้งทุกโปรนี้ สามารถแชร์พื้นที่ให้ครอบครัว 5 คน\r\n\r\nผู้ใช้ Google Drive แบบเสียเงินอยู่แล้ว จะได้อัปเกรดสู่ Google One โดยอัตโนมัติในเร็วๆนี้ ทั้งนี้ผู้สมัคร  Gogole Drive โปร 70 บาท ได้ 100 GB เท่าเดิม แต่เพิ่มสามารถแชร์พื้นที่ให้คนในครอบครัวได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนโปรใหม่ โดยจะทะยอยอัปเกรดเริ่มจากสหรัฐเป็นประเทศแรก\r\n",null],
    [1046,1055,"แอปมือถือ กับการแอบล้วงความเป็นส่วนตัวที่น่ากลัว","Wed, 2018-05-30 09:58","http://www.stkc.go.th/node/1055","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/apps-smartphone-spying-you/","ใครที่ใช้โทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟน เป็นประจำทุกวัน ที่เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ท่องอินเทอร์เน็ต เล่นเกม ฟังเพลง ดูภาพยนตร์ พิมพ์งาน แชท และคุยแบบเห็นหน้ากันได้ และสิ่งที่ต้องมีและต้องใช้บนสมาร์ทโฟน คือ แอปมือถือ หรือแอปพลิเคชั่น นั่นเอง แต่หลายท่านอาจไม่รู้ตัวว่าแอปที่คุณติดตั้งอยู่ แอบบุกรุก ล้วงความลับความเป็นส่วนตัวได้ตลอดเวลา เริ่มตั้งแต่\r\n\r\n\r\n\r\nแอปมือถือ แนวข่าวสาร ที่แอบฟังคุณ\r\n\r\nบางแอปข่าวสารที่รวมบทความมากมายให้คุณอ่าน แต่รู้ไหมว่าแอปแบบนี้แอบเข้าถึงไมโครโฟนมือถือคุณเพื่อคอยดักฟังจากคุณ บันทึกเสียงคุณแล้วส่งไปยัง server อินเทอร์เน็ตได้\r\n\r\nแอปมือถือ ที่ไม่ใช่แอปแผนที่ แต่ขอเข้าถึง Location\r\n\r\nแอปหลักหลายแอปต้องการเข้าถึง Location แต่ก็มีแอปแปลกๆที่มาขอ Location หรือพิกัดสถานที่เหมือนกันเพื่อเอาข้อมูลพิกัดทำอะไรบางอย่างเช่นเกม Tetris ที่ขอเข้าถึง Location แม้ไม่ใช่แอปแผนที่ โดยส่วนใหญ่จะเก็บข้อมูลด้านพิกัด แล้วนำข้อมูลที่ได้มาขายต่อให้กลุ่ม Third Party เช่นตัวอย่างชัดเจนคือ Timeline บน Google Maps มีรายงานตลอดเวลาว่าเราอยู่ที่ไหน ถ่ายรูปอะไร ขึ้นรถอะไร ซึ่งข้อมูลนี้มีความสำคัญมากต่อการให้บริการชกลุ่มรถแท็กซี่ ที่เรียกรถผ่านแอป อย่าง Uber และ Grab เรื่อง Location หรือพิกัดบนแผนที่ คุณสามารถเลือกปิดได้บนหน้า setting บนสมาร์ทโฟนของคุณ\r\n\r\nเซนเซอร์มือถือ ที่ยังไงก็ตั้งค่าปิดไม่ได้\r\n\r\nแต่ยังมีสิ่งที่ปิดไม่ได้บนหน้า Settings ของสมาร์ทโฟน และยังจับตาติดตามคุณตลอดเวลา โดยไม่ได้ร้องขออนุญาตจากคุณคือเซนเซอร์บนสมาร์ทโฟนนั่นเอง โดยสมาร์ทโฟนในปัจจุบันมีเซนเซอร์มากถึง 14 เซนเซอร์ โดยที่สำคัญๆเช่น Accelerometer คือจับการเคลื่อนไหวขณะจับบนมือถือ และ Gyroscope ในการจับการหมุนตำแหน่งต่างๆ โดยตัวอย่างที่ชัดเจนในการบันทึกข้อมูลของเราลงมือถือโดยอัตโนมัติคือ การเดิน การวิ่ง สามารถวัดการเดิน การวิ่งได้ การขับรถของผู้ขับรถ และการนอนหลับบนเตียง สมาร์ทโฟนสามารถรายงานและเก็บข้อมูลคตลอดเวลา รวมถึงการพิมพ์บนโทรศัพท์มือถือที่ถูกจับตาตลอดเวลาในการใช้นิ้วแตะหน้าจอ เช่น การกดรหัสปลดล็อกเครื่อง ที่บางครั้งอาจไม่อาศัยจอทัชสกรีน แต่กลับอาศัยทางเซ็นเซอร์ข้างๆกล้องหน้าจับการเคลื่อนไหวของนิ้วที่จะจิ้มจอแทน เมื่อจับการเคลื่อนไหวของนิ้วได้ ระบบจะส่งไปยัง Machine Learning ในการวิเคราะห์ แล้วแปลงออกมาเป็นหมายเลข PIN ในการปลดล็อกหน้าจอได้ ซึ่งกรณีนี้สามารถปลดล็อกหน้าจอสำเร็จมากถึง 99.5 เปอร์เซ็นจากวิธีนี้\r\n\r\nสรุปแล้วการที่เราติดตั้งแอปบนสมาร์ทโฟน เท่ากับการยอมให้ข้อมูลส่วนตัวบางอย่างให้กับแอปที่คุณติดตั้งได้แอบเข้าถึงข้อมูลของเราได้ แม้เราจะปิด ไม่อนุญาตให้แอปเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเราก็ตาม ดังนั้นถึงเวลาต้องคิดและระมัดระวังในการติดตั้งแอปลงบนเครื่องสมาร์ทโฟนของคุณ เพราะสมาร์ทโฟนนี่ล่ะคือ Spy ชั้นดีของเหล่าแฮกเกอร์เลยทีเดียว\r\n",null],
    [1047,1054,"วิธีใช้ Gmail Offline โฉมใหม่ เช็คเมลได้โดยไม่ต้องต่อเน็ต","Wed, 2018-05-30 09:53","http://www.stkc.go.th/node/1054","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/gmail-offline-new-2018/","Gmail Offline บนเว็บ Gmail โฉมใหม่ สามารถทำงานแบบออฟไลน์ คือแม้ไม่มีเน็ตก็เช็คเมลได้ โดยไม่ต้องติดส่วนขยายหรือปลั๊กอินเพิ่ม ซึ่งเริ่มเปิดให้ใช้ได้แล้ว โดยทำงานร่วมกับ Chrome 61 ขึ้นไป คุณสามารถเช็คเมลต่อได้ทันทีแม้เน็ตหลุดหรือไม่ได้ต่ออินเทอร์เน็ต มาดูกันว่าวิธีเปิด Gmail Offline ทำอย่างไร\r\n\r\n\r\n\r\nก่อนอื่นทำการเข้าสู่เว็บไซต์ Gmail แล้ว Login ด้วยบัญชี Google ของคุณ จากนั้นเลือกไปที่ไอคอนฟันเฟือง แล้วเลือก การตั้งค่า บริเวณมุมขวาของจอตามรูป\r\n\r\n\r\n\r\nแล้วเลือกที่แท็บ Offline ถ้าขึ้นหน้าจอ มีให้เลือกเปิดใช้เมลออฟไลน์ แสดงว่าคุณสามารถเปิด Gmail Offline ได้แล้ว ติ๊กถูกได้เลย\r\n\r\n\r\n\r\nระบบก็จะแสดงข้อมูลให้เลือกว่า หลังจากออกบัญชี Google แล้ว จะ เก็บข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ หรือจะ นำข้อมูลอฟไลน์ออกจากคอมพิวเตอร์ ให้เลือกตัวใดตัวหนึ่งตามต้องการ โดยการทำงานนั้นGmail Offline จะเก็บอีเมลไว้ในคอมพิวเตอร์ของเรา สามารถเลือกได้ว่าจะเก็บไว้ได้นานกี่วัน (ค่าดีฟอลต์ 30 วัน) และดาวน์โหลดไฟล์แนบมาเก็บไว้ในคอมด้วยหรือไม่ด้วยหรือไม่\r\n\r\nเสร็จแล้วก็คลิก บันทึกการเปลี่ยนแปลง เพื่อบันทึกการตั้งค่า Gmail Offline และเปิดใช้งาน Gmail Offline ให้คุณ\r\n\r\n\r\n\r\nระบบของ Gmail ก็จะดาวน์โหลดลงเครื่องคอมให้คุณจนกระทั่ง ขึ้นเครื่องหมายถูกแบบนี้ดังรูป แสดงความพร้อมใช้งานแบบ Offline แล้ว\r\n\r\n\r\n\r\nหากเน็ตมีปัญหาเน็ตหลุด ก็จะขึ้นไอคอนลักษณะแบบนี้ แต่คุณสามารถอ่านอีเมลบน Gmail ได้ต่อไปเรื่อยๆแม้จะไม่ได้ต่อเน็ตก็ตาม ส่วนใหญ่จะเป็นพวกข้อความ ไฟล์แนบใน Gmail ถึงจะสามารถอ่านต่อดูภาพได้\r\n\r\nทั้งนี้แนะนำให้ใช้กับ Gmail Offline บนคอมพิวเตอร์ส่วนตัวจริงๆ ไม่ควรใช้ฟีเจอร์นี้กับคอมสาธารณะ\r\n",null],
    [1048,1053,"วิธีสังเกตคำ โฆษณาเกินจริง ของอาหาร ยา เครื่องสำอาง ที่ปรากฏทางทีวี","Wed, 2018-05-30 09:50","http://www.stkc.go.th/node/1053","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/food-drug-warning-tv/","โฆษณาเกินจริง บนสื่อโทรทัศน์  ที่เป็นประเด็นร้อนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทาง กสทช. โดยสำนักคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ได้จัดทำ Infographic ในเรื่อง รู้เท่าทันโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริง ระวังคำโฆษณาเกินจริง เพื่อความปลอดภัยต่อชีวิตของคุณเอง\r\n\r\nโดยการตรวจสอบโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพต้องดูที่ “เลขที่อนุญาตโฆษณา” ซึ่งแบ่งตามประเภทผลิตภัณฑ์แต่ละอย่าง\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tอาหาร  \r\n\t\r\n\r\n\r\nต้องสังเกต ฆอ. …/….  โดยการโฆษณาคุณประโยชน์คุณภาพ หรือสรรพคุณ ต้องขออนุญาตโฆษณา\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tยา\r\n\t\r\n\r\n\r\nต้องสังเกต ฆท. …./…. โดยต้องมีเลขที่อนุญาตโฆษณาด้วย\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tเครื่องสำอาง\r\n\t\r\n\r\n\r\nไม่ต้องขออนุญาตโฆษณา โฆษณาได้แต่ต้องไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในสารสำคัญของเครื่องสำอาง\r\n\r\nข้อสังเกตว่าเป็น โฆษณาเกินจริง\r\n\r\nโฆษณาอาหาร ต้องไม่แสดงสรรพคุณเรื่องการรักษาโรค และ สรรพคุณทางเวชสำอาง เช่น ทำให้ผิวขาวขึ้น ลดความอ้วน ลดไขมันส่วนเกิน หรือ รักษาโรคได้ครอบจักรวาลอกฟูรูฟิต ระงับกลิ่น หน้าอกเต่งตึง\r\n\r\n\r\n\tโฆษณายา ต้องไม่แสดงสรรพคุณอันเป็นเท็จ หรือเกินจริง เช่น บำบัดรักษาโรคให้หายขาด รักษาโรคเรื้องรังร้านแรงได้ เช่นมะเร็ง โรคหัวใจ เสริมสมรรถภาพทางเพศ\r\n\tโฆษณาเครื่องสำอาง ต้องไม่แสดงสรรพคุณเกินจริง เช่นผิวขาวภายใน 7 วัน หน้าเรียวเด้งภายใน 1 นาที ลดสิวภายใน 3 วัน  ใช้แล้วเสริมอำนาจ บารมี เงินทอง เรียกเสน่ห์ พูดอะไรก็เชื่อ\r\n\r\n\r\nทั้งนี้ โฆษณาเกินจริง และเป็นเท็จ โอ้อวดเกินจริง ถือว่าเอาเปรียบผู้บริโภค  \r\n\r\nหากพบโฆษณาเกินจริง สามารถโทรแจ้ง อย. 1556 และ กสทช. Call Center 1200\r\n",null],
    [1049,1052,"ค้นหารูปภาพคล้ายกัน ดัวย Google Images","Wed, 2018-05-30 09:44","http://www.stkc.go.th/node/1052","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/reverse-picture-search-google-images/","ค้นหารูปภาพคล้ายกัน โดยใช้เว็บไซต์ Google ค้นหาภาพ หรือ Google Images นี้หลายท่านคงเคยใข้ในกรณีตรวจสอบข่าวปลอม ว่าข่าวนั้นใช้ภาพจริงหรือใช้ภาพเหตุการณ์เก่าแต่มาใช้สร้างข่าวปลอมขึ้นมา นอกจากนี้ยังไว้ใช้ค้นหารูปอื่นๆที่คล้ายกันแล้วได้คำตอบที่หลากหลายคือ ดาราคนนี้ชื่ออะไร สถานที่นี้คือที่ไหน ซึ่งหาคำตอบได้ด้วยการค้นหาภาพคล้ายกันได้เช่นกัน เรามาดูหลากหลายวิธีในการ หารูปคล้ายกัน ผ่านทาง Google Images\r\n\r\n\r\n\r\nวิธีค้นหารูปคล้ายกันนั้น ขณะชมเว็บไซต์ที่มีรูปภาพ เจอภาพที่ใช่และอยากหารูปคล้ายกับรูปที่เราเจอ สามารถคลิกขวาที่รูป แล้วเลือกที่ Copy Image Location (คัดลอกที่อยู่รูปภาพ) เพื่อทำการ copy ที่อยู่ URL ของภาพ\r\n\r\n\r\n\r\nจากนั้นเข้าที่เว็บไซต์ Google Images (Google ค้นรูป) ที่ images.google.com แล้วคลิกที่ไอคอนรูปกล้อง\r\n\r\n\r\n\r\nแล้วทำการ Paste เพื่อวางที่อยู่ URL ที่ช่อง “วาง URL ของภาพ” แล้วคลิกที่ปุ่ม “ค้นด้วยภาพ” เพื่อทำการค้นหาภาพคล้ายกัน\r\n\r\n\r\n\r\nแค่นี้ก็จะแสดงรูปภาพคล้ายกัน หรือเหมือนกันบน Google Images แล้ว\r\n\r\n\r\n\r\nแต่สำหรับผู้ใช้ Chrome ค้นหาภาพอย่างรวดเร็วละก็ คลิกขวาที่รูป แล้วเลือกที่ “Search Google For Image” (ค้นหารูปภาพจาก Google)  แค่นี้ก็ค้นหารูปภาพคล้ายได้ทันทีบน Google Image อย่างรวดเร็ว\r\n\r\n\r\n\r\nอีกวิธีนึงกรณีภาพถ่ายจากกล้องดิจิทัล หรือ save ภาพจากเว็บต่างๆไว้บนคอม คุณสามารถอัปโหลดรูปภาพนั้น ลง Google ค้นรูป โดยคลิกเข้าเว็บไซต์ ที่ images.google.com คลิกที่ไอคอนรูปกล้อง\r\n\r\n\r\n\r\nจากนั้นคลิกที่แท็บอัปโหลดภาพ แล้วเลือกไฟล์ภาพบนคอมพิวเตอร์ อัปโหลดรูปภาพ ให้ Google ช่วยค้นรูปภาพที่คล้ายกันได้\r\n",null],
    [1050,1051,"AI is Now มองทิศทางพัฒนา AI ที่ใช้ได้จริงในภาคธุรกิจไทย","Wed, 2018-05-30 09:43","http://www.stkc.go.th/node/1051","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/ai-is-now-microsoft/","Ai is Now คำนี้เป็นจริงแล้วในปัจจุบัน และไม่ได้ไกลตัวเราเลย เพราะมาเร็วและใกล้ตัวคนไทย และใกล้ตัวเราเรามากสุดๆจริงๆ และเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 23 พฤษภาคม 2018 Microsoft จัดงาน Azure Summit 2018 “AI Is Now” พร้อมดึง 2 บริษัทชั้นนำของไทย แสดงผลงานระบบ AI ที่พร้อมตอบโจทย์และใช้จริงในไทยแล้ว บนระบบคลาวด์ Microsoft Azure โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้\r\n\r\n\r\nรายงานวิจัยของ Microsoft และ IDC ที่ทำร่วมกันในปีนี้ คาดการณ์ว่ากว่า 40% ของกระบวนการ Digital Transformation ภายในปี 2562 จะมี AI เข้ามามีบทบาทเสริมและสนับสนุน และในปี 2563 หรืออีก 2 ปีข้างหน้า จะมีองค์กรถึง 85% นำ AI มาประยุกต์ใช้งาน และอีก 7 ปีข้างหน้า ผู้ใช้งานทั่วไป 95% จะขับเคลื่อนด้วยพลัง Ai และในปีนี้ 2018 แอปพลิเคชั่นที่เราใช้งานอยู่มากถึง 50% จะมีแอปที่มาพร้อม AI อยู่ในนั้นด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nนานธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการ Microsoft ประเทศไทย เผย แนวโน้มการเคลื่อนไหวเหล่านี้ถึงเป็นการยืนยันถึงมุมมองของ Microsoft ว่า โลกของเราก้าวมาถึง Intelligent Cloud และ Intelligent Edge ที่จะได้เห้ฯการถ่ายทอดความสามารถของเทคโนโลยีอันชาญฉลาดจาก Cloud ลงมาสู่ Devices ต่างๆ ที่ผู้ใช้ทุกคน ทุกรดับ สามารถนำไปใช้งานร่วมกันในชีวิตประจำวัน\r\n\r\n\r\n\r\nวันนี้ทุกโปรดักส์ของ Microsoft ไม่ว่าจะเป็น Office 365 , Office 2016 , Outlook ( Hotmail ) , Windows 10 ,Microsoft Azure จะมาพร้อม AI หมด ดังนั้น AI อยู่ใกล้ตัวผู้ใช้มาก ทั้งบนคอมพิวเตอร์และมือถือ\r\nยกตัวอย่างเช่น Outlook ที่จะโฟกัสอีเมลสำคัญจากผู้ส่งแบบ Focus ให้คุณอ่านก่อน จดหมายอื่นๆ ที่เต็มไปด้วยจดหมายข่าวหรือโฆษณา หรือ Microsoft PowerPoint ที่ทันทีที่ใส่รูปภาพ ระบบก็จะออกแบบสไลด์ผ่าน Design Idea ให้เหมาะสมกับงานนำเสนอโดยอัตโนมัติ รวมถึงสามารถวาดเขียนแล้วกลายเป็นตัวพิมพ์ได้ การเสนอแนวทางการวิเคราะห์และนำเสนอข้อมูลดิบที่ผู้ใช้กรอกใน Excel และอื่นๆอีกมากมาย ไม่เว้นแม้กระทั่ง Windows 10 ก็มี AI มาช่วยทำงานอย่าง Story Remix ที่ช่วยตัดต่อวีดีโออย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องคิด Storyboard\r\n\r\n3 ปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อน AI ให้แพร่หลาย\r\n\r\n· ทรัพยากรข้อมูล – กลไกและแนวทางในการค้นหา คัดเลือก และจัดเก็บข้อมูลจากแหล่งต่างๆ มากมาย\r\n\r\n· บุคลากร – ความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์หรือประยุกต์ใช้ข้อมูลในรูปแบบที่เกิดประโยชน์กับองค์กร ผู้ใช้งาน หรือสังคม\r\n\r\n· ความเข้าใจ – นอกจากทักษะและความเข้าใจเชิงเทคนิคของผู้พัฒนา AI เองแล้ว ความไว้เนื้อเชื่อใจในเทคโนโลยี AI และความมั่นใจในประสิทธิภาพหรือความแม่นยำของระบบก็มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรมนี้เช่นกัน\r\n\r\n“ประเด็นด้านความเข้าใจของสังคมที่มีต่อเทคโนโลยี AI ถือเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนอยู่ไม่น้อย นอกจากแง่มุมด้านเทคโนโลยีแล้ว การใช้งาน AI อย่างแพร่หลายเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการวางมาตรฐานที่ชัดเจนในด้านความปลอดภัยของข้อมูล ความโปร่งใสในการทำงาน และความรับผิดชอบของผู้พัฒนา เป็นต้น โดยการพัฒนา AI จะต้องมีวัตถุประสงค์หลักคือการส่งเสริมให้มนุษย์สามารถทำงานได้ดีขึ้น มากขึ้น หรือทำในสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยเป็นไปได้มาก่อน ไม่ใช่การเข้ามาแทนที่มนุษย์แต่อย่างใด” นายธนวัฒน์ กล่าวเสริม\r\n\r\n\r\n\r\nภายในงานเสวนา AI Is Now นี้ Microsoft ได้เชิญ บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีชั้นนำของไทยอย่าง ดิจิตอล ไดอะล็อก และ ฟรอนทิส ได้ร่วมนำเสนอผลงานการพัฒนาโซลูชั่น AI ที่สามารถใช้งานได้จริงแล้วในภาคธุรกิจ เพื่อเน้นย้ำถึงความพร้อมทั้งเชิงเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับนวัตกรรม AI ในประเทศไทย\r\n\r\n\r\nคุณจิดาภา วัฒนภักดี รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิตอล ไดอะล็อก จำกัด กล่าวว่า “เทคโนโลยี AI และบอทจะช่วยให้การติดต่อสื่อสารระหว่างองค์กร พนักงาน และลูกค้า มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน ตลอดจนสามารถเป็นผู้ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น โดยแต่ละองค์กรสามารถปรับแต่ง AI ให้เข้ากับรูปแบบการทำงานของตนเองได้อย่างลงตัว ที่สำคัญการเริ่มต้นนำระบบ AI มาใช้งานในเชิงธุรกิจไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป\r\n\r\n\r\n\r\nโดยเราจัดทำโซลูชั่น CUBIK Chat สามารถพัฒนาให้พร้อมใช้งานจริงได้ในเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น โดยแชทบอทในรูปแบบนี้สามารถจัดการกับคำถามจากลูกค้าได้ในปริมาณที่มากกว่ามนุษย์นับสิบเท่า ตอบโต้กับคู่สนทนาด้วยภาษาไทยผ่านระบบ Natural Language Processing (NLP) รองรับการทำธุรกรรมหลายรูปแบบ เช่นการชำระค่าบริการ สั่งซื้อสินค้า หรือจองตั๋วเครื่องบินและที่พัก เป็นต้น ทั้งยังสามารถส่งคำถามต่อให้กับเจ้าหน้าที่ในศูนย์บริการลูกค้ามารับช่วงได้อย่างไร้รอยต่อ คุณสมบัติเหล่านี้ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างคล่องตัวยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการเพิ่มยอดขาย ส่วนตัวบอทเองก็ยังมีระบบ Machine Learning ที่สามารถเรียนรู้และพัฒนาความสามารถได้จากข้อมูลการตอบโต้กับลูกค้าในสถานการณ์จริง ซึ่งเปรียบเสมือนวัตถุดิบสำหรับฝึกฝนบอทต่อไป โดยโซลูชั่น CUBIK Chat ของดิจิตอล ไดอะล็อก สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายสถานการณ์ เช่นในกรณีตัวอย่างของแชทบอทภายในองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นฝ่ายประสานงานของแผนกทรัพยากรบุคคล สามารถให้รายละเอียดเกี่ยวกับสวัสดิการของพนักงานได้อย่างครบถ้วนและแม่นยำในระดับรายบุคคล เช่นการแนะนำวันลาพักร้อนในช่วงที่เหมาะสม หรือการแจ้งเตือนหมดเขตสวัสดิการพนักงานเป็นต้น โดยไม่ต้องให้พนักงานกังวลมากังวลถามกับพนักงานที่เป็นมนุษย์จริงๆ ทั้งนี้ ดิจิตอล ไดอะล็อก ยังเป็นผู้พัฒนาแชทบอท “ฟ้า” ให้กับการบินไทย คอยตอบข้อซักถามจากลูกค้าผ่านทางหน้าเว็บไซต์ด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nอีกบริษัทนึงคือ บริษัท ฟรอนทิส จำกัด ที่ปรึกษาด้านการวางแผนกลยุทธ์ (Strategy Consulting) และการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในองค์กร (Digital Transformation) ได้จัดแสดงตัวอย่างการใช้งานเทคโนโลยี Cognitive Services ที่ช่วยนำมาพลิกโฉมองค์กรด้วย AI เช่น\r\n\r\n\r\n\r\nการสแกนและเปรียบเทียบพิกัดสามมิติบนใบหน้าของพนักงานเพื่อควบคุมการเข้าออกและรักษาความปลอดภัยในอาคารของบริษัท การใช้ AI จดจำใบหน้าของลูกค้าคนสำคัญและใช้ Predictive Analytics เพื่อเสนอสินค้าที่โดนใจ รวมทั้งการยืนยันตัวตนขณะเข้าใช้บริการจากธนาคารและสถาบันการเงินต่างๆ เป็นต้น\r\n\r\n\r\n\r\n“โลกยุคดิจิทัลกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคของมือถือและคลาวด์ (Mobile First, Cloud First) สู่ยุคที่ AI จะมีบทบาทในทุกนาทีของชีวิต (AI First World) โดย Cognitive Services เปิดโอกาสให้ AI สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น การจดจำใบหน้า (Face Recognition) เพียงอย่างเดียวอาจนำไปใช้เสริมสร้างความสะดวก ความปลอดภัย และความมีประสิทธิภาพในหลายอุตสาหกรรมม่ว่าจะเป็น การยืนยันสิทธิการเข้าถึงบริการหรือระบบต่างๆ หรือแม้แต่อำนวยความสะดวกในการมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกและลูกค้าประจำของร้านค้า เป็นต้น นอกจากนี้ การจดจำใบหน้ายังสามารถทำได้โดยไม่ล่วงละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ โดยระบบของเราจะเลือกบันทึกเฉพาะพิกัดที่สแกนจากใบหน้าเท่านั้น แทนที่จะบันทึกภาพถ่ายใบหน้าทั้งภาพ และยังมีการล้างฐานข้อมูลใบหน้าออกภายใน 24 ชั่วโมง ควบคู่กับมาตรการด้านความปลอดภัยอื่นๆ เพื่อป้องกันการรั่วไหลอีกด้วย” คุณปริญญ์ บุญดีสกุลโชค กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟรอนทิส จำกัด กล่าว\r\n\r\n\r\n\r\nการเริ่มบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ( GDPR )\r\n\r\nMicrosoft ได้กล่าวถึงกฎหมายสำคัญอย่างหนึ่งคือ การเริ่มบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ( GDPR ) ของสหภาพยุโรป ที่เริ่มบังคับใช้จริงแล้ววันนี้ (25 พฤษภาคม) ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ทั้งในชาติสมาชิกสหภาพยุโรปและประเทศอื่นๆ ที่ต้องติดต่อสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลกับบุคคลหรือองค์กรจากชาติกลุ่มดังกล่าว ดังนั้น องค์กรทั่วโลกที่มีลูกค้าในชาติสหภาพยุโรปหรือต้องทำธุรกรรมกับธุรกิจในกลุ่มประเทศนี้จึงจำเป็นต้องปฏิบัติงานตามกรอบข้อบังคับของ GDPR โดยทาง Microsoft ได้มอบหมายให้วิศวกรผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,600 คนลงมือทำงานเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทให้เป็นไปตามมาตรฐาน GDPR อย่างเคร่งครัด จึงทำให้ผลิตภัณฑ์ บริการ และแพลตฟอร์มต่างๆ พร้อมรองรับความต้องการของทุกองค์กรที่ต้องการทำธุรกิจภายใต้กรอบของ GDPR รวมถึงขยายสิทธิพื้นฐานหลักในกฎหมายฉบับนี้ให้กลายเป็นสิทธิของผู้ใช้และลูกค้าทุกคนทั่วโลก\r\nโดยลูกค้าจะได้ทราบถึงข้อมูลที่ Microsoft จัดเก็บจากการใช้งานผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ และสามารถดาวน์โหลด แก้ไข ลบ หรือถ่ายโอนข้อมูลทั้งหมดไปจัดเก็บที่อื่นได้โดยอิสระ รวมถึงการการตรวจสอบ แก้ไข ลบ และโยกย้ายข้อมูลส่วนตัวด้วย โดยเรียกใช้งานได้ทางแดชบอร์ดความเป็นส่วนตัว (Privacy Dashboard) ที่เว็บไซต์ https://account.microsoft.com/privacy/\r\nส่วนข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการรองรับ GDPR และเครื่องมือช่วยเหลือสำหรับองค์กรที่ต้องการปฏิบัติงานตามกรอบข้อบังคับใหม่ สามารถคลิกได้ที่ https://www.microsoft.com/GDPR/\r\n\r\n\r\n",null],
    [1051,1050,"GDPR คืออะไร? กฎหมายใหม่ ที่ผู้ใช้เน็ตทั่วโลกต้องรู้","Wed, 2018-05-30 09:41","http://www.stkc.go.th/node/1050","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/gdpr-the-general-data-protection-regulation/","GDPR คืออะไร เป็นประเด็นร้อนสำคัญที่แม้ว่าจะเป็นกฎหมายใหม่ของยุโรป แต่กลับกระทบผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อ 25 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมาดังนั้นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรวมถึงผู้ให้บริการต่างๆทั้งเว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซ SME ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม รวมถึงผู้พัฒนาแอปอื่นๆ ควรทราบเกี่ยวกับ GDPR ด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nGDPR (The General Data Protection Regulation) คือ กฏหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมืองสหภาพยุโรป หากทำผิดมีโทษค่อนข้างแรง อย่างเช่น มีกำหนดค่าปรับสูงสุดถึง 20 ล้านยูโร หรือ 4% ของรายได้ต่อปีของบริษัท ค่าใดค่าหนึ่งที่สูงกว่า ซึ่งแม้บริษัทจะละเมิดข้อกำหนดแค่บางข้อเช่น จัดเก็บข้อมูลไม่ตรงตามข้อกำหนด, หรือไม่แจ้งผู้ดูแลและเจ้าของข้อมูลเมื่อเกิดการรั่วไหลของข้อมูล ก็มีค่าปรับที่สูงถึง 2% ของรายได้ต่อปี นอกจากนี้คุณอาจถูกฟ้องร้องโดยผู้ที่ได้รับผลกระทบข้อมูลด้วย\r\n\r\nดังนั้น เว็บไซต์ไทยและบริการออนไลน์ต่างๆ เช่น เว็บค้นหาและจองที่พัก, โฮมสเตย์, กิจกรรมท่องเที่ยวต่างๆ, หรือแอพฯ จดบันทึกงาน, แอพฯ อ่านข่าวที่มีลูกค้าเป็นชาวยุโรปจึงต้องศึกษาและปรับปรุงการทำงานให้สอดคล้องกับข้อกฎหมาย GDPR ด้วย\r\n\r\nGDPR นั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องให้ประชาชนสามารถควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลของตัวเองได้ ขณะเดียวกันก็อำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจต่างๆ ให้ปฎิบัติงานบนมาตรฐานเดียวกันทุกประเทศในยุโรป โดยออกแบบให้สอดคล้องต่อยุคสมัยและธุรกิจดิจิทัลในปัจจุบัน\r\n\r\nข้อมูลส่วนบุคคล ที่กล่าวถึงใน GPDR คือข้อมูลที่สามารถระบุถึงตัวบุคคลได้ ตัวอย่างเช่น ไอพีแอดเดรส, ชื่อ, รูปถ่าย, ที่อยู่, อีเมล, ข้อมูลทางการแพทย์, รวมถึงข้อความที่บุคคลได้โพสท์บน Social Network และพฤติกรรมผู้ใช้งานออนไลน์\r\n\r\nแม้ว่ากฎหมาย GDPR ออกแบบเพื่อคุ้มครองข้อมูลพลเมืองยุโรป ไม่ว่าข้อมูลจะวิ่งไปเก็บอยู่ที่ไหนของโลก โดยสิ่งที่ผู้ให้บริการต่างๆบนเน็ตต้องทำต้องทำหลัง GDPR ได้ประกาศใช้แล้วคือ ผู้ให้บริการจะใช้ข้อมูลอะไรของผู้ใช้ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล ในการจัดเก็บข้อมูล รวมทั้งต้องกำหนดขอบเขต วัตถุประสงค์ในการประมวลผลข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งนี้การส่งข้อมูลไปต่างประเทศ หรือบริษัทที่อยู่ต่างประเทศ ผู้รับข้อมูลต้องมีการคุ้มครองข้อมูลมาตรฐานเดียวกับบริษัทในยุโรป\r\nหน่วยงานควบคุมข้อมูลต้องกำหนดขอบเขต ระยะเวลาในการประมวลผล และมีมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลอย่างรัดกุม\r\n\r\nการยินยอมให้ใช้ข้อมูลตาม GDPR\r\n\r\n\r\n\tเว็บไซต์จะต้องมีการแจ้งและขอความร่วมมือจากผู้เข้าใช้อย่างชัดเจน ห้ามมีระบบบังคับอัตโนมัติในเว็บไชต์นั้นๆ\r\n\tจะต้องมีการแจ้งให้ทราบว่าจะใช้ข้อมูลในทางใด ด้วยข้อความที่ชัดเจน ใช้ภาษาที่เป็นมาตรฐาน เข้าใจได้โดยทั่วกัน\r\n\tผู้ใช้บริการสามารถขอยกเลิกหรือปฏิเสธการอนุญาตในการเข้าถึงข้อมูลของตนเอง โดยปราศจากความเสียหายใดๆตามมา ผู้ให้บริการควรที่จะมีทางเลือกสำหรับการอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูล โดยที่ข้อกำหนดการบริการไม่สามารถนำมาใช้เป็นเงื่อนไขบังคับให้ผู้ใช้ให้ข้อมูลได้\r\n\tไม่มีความจำเป็นสำหรับการขออนุญาตใช้ข้อมูลเพิ่มเติมยกเว้นในกรณีที่ต้องใช้ข้อมูลร่วมกัน เช่น การส่งบัตรข้อเสนอพิเศษอัตราสำหรับสุดสัปดาห์ให้ลูกค้าที่มาจองโรงแรม\r\n\tเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่มีสิทธิอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลได้\r\n\tข้อมูลที่พิเศษ เช่น เชื้อชาติ ข้อมูลทางสุขภาพ หรือ ข้อมูลทางพันธุกรรม จะต้องได้รับการอนุญาตอย่างชัดแจ้งจากผู้ใช้บริการ\r\n\r\n\r\nเนื่องด้วยกฎหมายข้อมูล GDPR ประกาศบังคับใช้แล้ว ในไทยเองก็มีสิ่งที่คล้ายคลึงกับ GDPR เช่นกัน นั่นคือ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผ่านมติเห็นชอบจาก ครม. แล้ว เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา ก่อนที่เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2018 เริ่มบังคับใช้กฎหมาย GDPR\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nและใครที่สังเกตว่าตอนนี้บริการเว็บไซต์ต่างๆอีกมากมาย ต้องคอยอ่านเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการให้บริการ และตอบตกลงต่างๆ ทั้งนี้ก็เพื่อรับทราบเป็นการตอบยอมรับหลังจากที่กฎหมาย GDPR นั่นเอง\r\n\r\nดังนั้นสิ่งที่ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตควรทำคือควรศึกษาอ่านเงื่อนไขและกฎการให้บริการของแต่ละบริการอย่างละเอียด ว่าจะใช้ข้อมูลเราทำอะไรบ้าง ขณะเดียวกันผู้ให้บริการก็ปรับปรุงเงื่อนไขและเตรียมรับมือ\r\n\r\n12 ขั้นตอนเตรียมความพร้อมรับ GDPR\r\n\r\nInformation Commissioner’s Office (ICO) แห่งสหราชอาณาจักร ได้ให้แนวทางในการปรับตัวเพื่อเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น จากการเริ่มใช้ GDPR ซึ่งมีผลบังคับแล้วเมื่อ 25 พฤษภาคม 2018\r\n\r\n\r\n\tAwareness การสร้างความตระหนัก\r\n\tเริ่มจากผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและบุคคลสำคัญในองค์กร ต้องทราบถึงข้อกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อรับมือกับ GDPR เพราะเป็นกลุ่มที่จะต้องประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและทางออกหากเกิดปัญหาเรื่องการปฏิบัติตามข้อกำหนดใหม่\r\n\t \r\n\t\r\n\t\r\n\tInformation you hold ใส่ใจกับข้อมูลที่มีอยู่\r\n\tควรมีการบันทึกว่าข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บไว้ มีที่มาจากที่ใดและผู้ที่สามารถเข้าถึงข้อมูล โดยจะต้องสามารถตรวจสอบ\r\n\t\r\n\t\r\n\tCommunicating privacy information การสื่อสารข้อมูลส่วนบุคคล\r\n\tต้องพิจารณาแผน Privacy Information ในปัจจุบัน และวางแผนเพื่อรับเปลี่ยนแปลงให้ทันท่วงทีก่อน GDPR เริ่มมีผลบังคับใช้\r\n\t\r\n\t\r\n\tIndividuals’ rights สิทธิส่วนบุคคล\r\n\tต้องตรวจสอบขั้นตอนการทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าครอบคลุมกับสิทธิส่วนบุคคลที่พึงมีทุกประการ รวมถึงวิธีการลบข้อมูลส่วนบุคคล และการส่งต่อข้อมูลในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งประกอบไปด้วย\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\tสิทธิที่จะได้รับแจ้ง\r\n\tสิทธิ์ในการเข้าถึง\r\n\tสิทธิในการแก้ไข\r\n\tสิทธิในการลบล้าง\r\n\tสิทธิในการจำกัดการประมวลผลข้อมูล\r\n\tสิทธิในการถ่ายโอนข้อมูล\r\n\tสิทธิในการปฎิเสธไม่ให้ใช้ข้อมูล\r\n\tสิทธิที่จะไม่ใช้การตัดสินใจโดยอัตโนมัติในการประมวลผลข้อมูล\r\n\r\n\r\n\r\n\tSubject access requests การขอเข้าถึงข้อมูล\r\n\tต้องปรับปรุงวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และวางแผนในการดำเนินการ เพื่อพร้อมรับคำร้องขอต่างๆ ภายในระยะเวลาที่กำหนดขึ้นมาใหม่ โดยมีเงื่อนไข ดังนี้\r\n\r\n\r\n\r\n\tไม่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียม\r\n\tมีเวลาหนึ่งเดือนในการปฏิบัติตามข้อกำหนด ซึ่งสั้นกว่าในปัจจุบันที่กำหนดให้ 40 วัน\r\n\tสามารถปฏิเสธหรือเรียกเก็บเงินสำหรับคำขอที่ไร้เหตุผลอย่างชัดเจน หรือเกินความจำเป็น\r\n\tในกรณีที่ปฏิเสธคำขอต้องระบุเหตุผล ผู้ที่ถูกปฎิเสธมีสิทธิร้องเรียนต่อหน่วยงานกำกับดูแลและกระบวนการยุติธรรม\r\n\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tLawful basis for processing personal data หลักการเบื้องต้นทางกฎหมายในการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล\r\n\tต้องระบุหลักการเบื้องต้นทางกฎหมาย สำหรับกิจกรรมการประมวลผลใน GDPR ทั้งด้านเอกสารและปรับปรุงคำชี้แจงเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นปัจจุบัน\r\n\t\r\n\t\r\n\tConsent ความยินยอม\r\n\tต้องรายงานวิธีการจัดเก็บและจัดการกับข้อมูล ว่าได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล และอาจจะต้องทำการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการจัดการข้อมูลที่มีอยู้ให้เป็นไปตามมาตรฐานของ GDPR\r\n\t\r\n\t\r\n\tChildren เยาวชน\r\n\tต้องเริ่มคำนึงถึงการจัดการระบบในการยืนยันตัวตนและได้รับความยินยอมจากพ่อแม่ หรือผู้ปกครองสำหรับกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลใด ๆที่เกิดขึ้นกับข้อมูลของเยาวชน\r\n\t\r\n\t\r\n\tData breaches การละเมิดข้อมูล\r\n\tต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีขั้นตอนที่เหมาะสมในการตรวจหา รายงานและตรวจสอบการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจเกิดขึ้น องค์กรบางแห่งต้องแจ้ง ICO (และหน่วยงานอื่น ๆ ) เมื่อตรวจพบการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล\r\n\t\r\n\t\r\n\tData Protection by Design and Data Protection Impact Assessments การป้องกันข้อมูลด้วยการออกแบบและการปกป้องข้อมูล\r\n\tควรเริ่มประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น เพื่อทำความเข้าใจกับคำแนะนำของ ICO พร้อมคำแนะนำจากมาตรา 29 และหาแนวทางในการนำไปใช้ในองค์กร\r\n\t\r\n\t\r\n\tData Protection Officers เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล\r\n\tต้องมีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล หรือ Data Protection Officers (DPO) จากเดิมที่องค์กรต้องแจ้งกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลต่อหน่วยงานท้องถิ่น (Local Data Protection Authority) ที่เป็นข้อบังคับตามกฎหมายเดิม (Data Protection Act 1998) ภายใต้กฎ GDPR นี้ไม่ต้องแจ้งแล้ว แต่ต้องจ้างเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูล หรือ DPO เข้ามาในบริษัท\r\n\t\r\n\t\r\n\tInternational การทำงานระดับสากล\r\n\tหากองค์กรต้องทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปมากกว่าหนึ่งประเทศ (เช่น มีการโอนย้ายข้อมูลข้ามพรมแดน) ต้องตรวจสอบข้อมูลนำของคุณหน่วยงานกำกับดูแลการป้องกัน มาตรา 29 เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงาน\r\n\t\r\n\r\n",null],
    [1052,1049,"Chrome มีตัวสแกนกำจัดมัลแวร์คอมพิวเตอร์ได้ด้วย พร้อมวิธีใช้","Wed, 2018-05-30 09:40","http://www.stkc.go.th/node/1049","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/chrome-malware-scanner/","Chrome เว็บเบราว์เซอร์จาก Google ที่เรียกได้ว่าเป็นเว็บเบราว์เซอร์ที่มีผู้ใช้เยอะ และมีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่คอยตรวจสอบเว็บอันตรายตลอดเวลา ขณะเข้าเว็บเช่น Phishing , Malware บนเว็บไซต์ ทำให้การท่องเว็บปลอดภัยหากคุณทำการอัปเดตเว็บเบราว์เซอร์ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดบ่อยๆ แต่ทราบหรือไม่ว่า Chrome มีตัวสแกนกำจัดมัลแวร์คอมพิวเตอร์ เปรียบเสมือนโปรแกรมตรวจสอบมัลแวร์ในตัวเลย มาดูว่ามีวิธีเปิดใช้งานกันอย่างไร\r\n\r\n\r\n\r\nก่อนอื่นคือเปิดแอป Chrome บนคอมพิวเตอร์ระบบปฏิบัติการ Windows จากนั้นพิมพ์ “chrome://settings/cleanup” ที่ช่อง URL ดังรูป แล้วกด Enter จะเข้าสู่หน้า ล้างข้อมูลในคอมพิวเตอร์ จะเห็นรายการ “ ค้นหาซอฟต์แวร์ที่เป็นอันตรายและนำออก “ ให้คลิกที่ ค้นหา เพื่อเริ่มค้นหาแอปอันตรายแอปแฝงมัลแวร์ หรือหามัลแวร์บนคอมพิวเตอร์ Windows คุณ และพร้อมกำจัดมัลแวร์ออกจากเครื่องด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nทั้งนี้เบื้องหลัง Chrome มีตัวสแกนกำจัดมัลแวร์ นั้น Chrome ใช้เอนจินตรวจจับซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ของบริษัทแอนตี้ไวรัส ESET ร่วมกับเทคนิค sandbox ของ Chrome เพื่อจำกัดสิทธิการเข้าถึงจากโปรแกรมภายนอก แต่ทว่าฟีเจอร์นี้ไม่ได้เป็น Antivirus เพียงแต่เป็นการลบซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ตามเงื่อนไข unwanted software policy ของบริษัท แต่ก็ช่วยให้คอมของคุณปลอดภัยจากมัลแวร์มากขึ้น\r\n",null],
    [1053,1048,"จริงหรือไม่? กินอาหารร้อน อาจทำให้เป็นมะเร็งหลอดอาหาร","Wed, 2018-05-30 09:30","http://www.stkc.go.th/node/1048","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/2141/","\r\n\r\nมะเร็งหลอดอาหาร เกิดขึ้นได้อย่างไร?\r\nคิดว่าหากพูดถึงโรคมะเร็ง ทุกคนก็คงทราบกันดีว่ามันเป็นความผิดปกติของร่างกาย ที่จู่ๆ ก็เป็นขึ้นมาเอง อาจจะไม่ได้มีสาเหตุจากสิ่งใดแน่ชัด เพียงแต่เราจะมีพฤติกรรมบางอย่างที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งได้มากขึ้น (อ่าน “พฤติกรรมเสี่ยงมะเร็ง” ที่นี่) เพราะฉะนั้นสาเหตุมาได้จากหลากหลายปัจจัย\r\n\r\nปัจจัยเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหลอดอาหาร\r\n\r\n- ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่\r\n\r\n- บริโภคอาหารบางชนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น อาหารที่มีสารไนโตรซามีน อย่างอาหารประเภทเนื้อ อาหารที่ใส่สารกันบูด อาหารประเภทย่าง หรือเครื่องปรุงรสอย่างพริก และพริกไทย\r\n\r\n- เป็นผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนเรื้อรัง ทำให้เยื่อบุภายในหลอดอาหารเกิดอาการบาดเจ็บอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เซลล์ผิดปกติจนเกิดเป็นมะเร็งได้\r\n\r\n- ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิดในหลอดอาหาร\r\n\r\n- เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุหลอดอาหารอย่างรุนแรง จากการกระทำ เช่น กลืนน้ำยาล้างห้องน้ำ กลืนน้ำกรด น้ำด่าง \r\n\r\n- รับประทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ และแร่ธาตุน้อย\r\n\r\n- อยู่ในภาวะอ้วน\r\n\r\nและอื่นๆ\r\n\r\n\r\n\r\nอาการของมะเร็งหลอดเลือดอาหาร\r\n\r\n1. เริ่มทานอาหารแข็งแล้วรู้สึกฝืดคอ กลืนไม่ค่อยลง เช่น ไก่ย่าง หมูทอด ผลไม้ต่างๆ\r\n\r\n2. เริ่มรู้สึกลำบากในการกลืนอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารแข็ง หรือเหลว\r\n\r\n3. อาจจะกลืนอะไรไม่ค่อยลง จนทำให้ต้องขย้อน หรืออาเจียนออกมา\r\n\r\n4. ทานอะไรไม่ลง น้ำหนักเริ่มลด ร่างกายซูบผอม อ่อนเพลีย เพราะขาดอาหาร\r\n\r\n5. อาจมีอาการข้างเคียงเพิ่มเติม เช่น ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดหัว แน่นหน้าอก คลื่นไส้ ไอ หรือเจ็บบริเวณกระดูกหน้าอก หรือในลำคอ เป็นต้น\r\n\r\n\r\nดังนั้น การรับประทานของร้อน อาจจะไม่ถึงกับทำให้หลอดอาหารบาดเจ็บจนเป็นแผล แต่อย่างไรก็ตามหากอาหารร้อนเกินไป อาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณปากบาดเจ็บ จนเป็นแผลได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ทางที่ดีที่สุดก็ควรจะรับประทานอาหารที่มีความร้อนเหมาะสม ไม่ลวกปาก ลวกลิ้นจนพองกันบ่อยๆ ดีกว่า\r\n",null],
    [1054,1047,"ทีมนักวิจัยเดนมาร์กคิดค้นแอปวัดอารมณ์ของผู้ป่วย \"ไบโพลาร์\"","Wed, 2018-05-30 09:27","http://www.stkc.go.th/node/1047","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/10837/","\r\n\r\nผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าอาการของโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้ว หรือ ไบโพลาร์ มีตั้งเเต่อาการอ่อนๆ จนถึงขั้นรุนแรง แต่ผู้ป่วยทั้งหมดจะมีอารมณ์ที่สลับไปมาระหว่างอารมณ์ดีมากเกินปกติกับอารมณ์ซึมเศร้า\r\n\r\nและในแต่ละช่วงของการแปรปรวนทางอารมณ์ ผู้ป่วยจะมีอาการที่แตกต่างกันไป\r\n\r\nในช่วงที่อารมณ์ดี หรืออาการเมเนีย ผู้ป่วยจะขยันมากผิดปกติ นอนน้อย เเละยังมีความกล้าเสี่ยงมากขึ้น บางคนอาจจะมีอารมณ์ร้าย และในช่วงที่เกิดอารมณ์ซึมเศร้า ผู้ป่วยจะร้องไห้ ไม่ยอมลุกจากที่นอน หรือบางครั้งอาจคิดถึงเรื่องฆ่าตัวตาย\r\n\r\nปีเตอร์ เฮจเเลนด์ (Peter Hegeland) หนึ่งในผู้ป่วยไบโพลาร์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผู้ป่วยเกิดอารมณ์ซึมเศร้าสุดๆ นี้เอง ที่จะต้องมีคนคุยด้วย เขากล่าวว่าบางครั้งเขาจะรู้สึกซึมเศร้ามากจนไม่รู้จะบอกคนอื่นได้อย่างไรว่ากำลังต้องการความช่วยเหลือ\r\n\r\nบริษัทมอนเสนโซ (Monsenzo) ในเดนมาร์ก ได้คิดค้นแอปมือถือสมาร์ทโฟน ที่สามารถวิเคราะห์อารมณ์และพฤติกรรมของผู้ใช้ เเละจะเตือนแพทย์ที่บำบัดผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัว\r\n\r\nหนึ่งในผู้ป่วยอารมณ์แปรปรวนสองขั้วที่กำลังทดลองใช้แอปนี้ แมดส์ ไทรเออร์-บลุม (Mads Trier-Blom) กล่าวว่า หากเขารู้สึกเครียด จิตแพทย์ที่ให้การบำบัดซึ่งคอยติดตามดูอาการของเขาเเบบทางไกลจะโทรศัพท์มาถามไถ่อาการทันที\r\n\r\nผู้ป่วยกล่าวว่า แอปพ์ แมดส์ ไทรเออร์-บลุม มีความพิเศษเพราะช่วยแจ้งผลการวัดระดับอารมณ์ของผู้ใช้กลับไปยังแพทย์บำบัด และนักบำบัดจะโทรมาคุยกับผู้ป่วย\r\n\r\nนอกเหนือจากการวัดดูพฤติกรรมของผู้ป่วยเเละการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ที่อาจมีผลต่อสุขภาพจิตของผู้ป่วยเเล้ว ผู้ป่วยที่ใช้แอปนี้ยังต้องทำการประเมินตัวเอง และข้อมูลทั้งหมดจะนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลในบันทึกเกี่ยวกับผู้ป่วยที่สำนักงานของจิตแพทย์ผู้ให้การรักษา\r\n\r\nคริสโตเฟอร์ โซเดอร์สเตน (Kristoffer Sodersten) จิตแพทย์ชาวสวีเดน กล่าวว่า ข้อมูลที่ได้จากระบบเซ็นเซอร์แบบนี้ เมื่อใช้ร่วมกับการประเมินตัวเองของผู้ป่วย จะช่วยแพทย์ค้นพบว่าข้อมูลที่ได้ตรงกันหรือมีความต่างกัน\r\n\r\nบรรดาผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนสองขั้วที่ได้ทดลองใช้แอปตรวจวัดระดับอารมณ์นี้ ชี้ว่า การตรวจพบการแปรปรวนอารมณ์ของพวกเขาเเต่เนิ่นๆ ช่วยให้พวกเขาเรียนรู้ในการจัดการกับอาการแปรปรวนทางอารมณ์ได้ทันทีที่เกิดขึ้น\r\n",null],
    [1055,1035,"เช็คด่วน เห็นภาพเหล่านี้เป็นหน้าคนหรือไม่?","Mon, 2018-05-21 10:20","http://www.stkc.go.th/node/1035","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://www.dek-d.com/education/47664/","ถ้าน้องกำลังเห็นภาพเหล่านี้และจินตนาการว่าเป็นหน้าคนอยู่ล่ะก็ น้องกำลังเป็นโรคจิตประเภทหนึ่งแน่ๆ!\r\n　\r\nแต่ไม่ต้องตกใจไป อาการทางจิตนี้เรียกว่า แพริโดเลีย (Pareidolia) เป็นปรากฏการณ์ทางจิตอย่างหนึ่งที่สามารถเป็นกันได้ทุกคน\r\n　\r\nโดยเกิดจากการที่สมองส่วนหน้าและสมองส่วนการมองเห็นทำงานด้วยกัน เมื่อเรามองภาพอะไรก็ตาม สมองส่วนหน้าจะส่งสัญญาณไปให้สมองส่วนการมองเห็น ซึ่งสมองส่วนนี้เองจะทำหน้าที่ทบทวนความทรงจำแล้วประมวลหาสิ่งที่ใกล้เคียงกับเรามากที่สุด\r\n　\r\nซึ่งแน่นอนถ้าเรามองเห็นอะไรที่คล้ายใบหน้าของมนุษย์ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน จะส่งผลให้เราจะจินตนาการออกอย่างรวดเร็วมากนั่นเองครับ ซึ่งอาการแพริโดเลียนี้ไม่ถือว่าเป็นอาการผิดปกติแต่อย่างใด ปลอดภัย สบายหายห่วง\r\n　\r\n#STKC\r\n　\r\n　\r\n　","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1526872839.jpg"],
    [1056,1031,"คุณสมบัติของน้ำ","Tue, 2018-05-15 21:26","http://www.stkc.go.th/node/1031","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","http://www.scimath.org/article-earthscience/item/341-water5","น้ำบริสุทธิ์ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรส  น้ำ 1 โมเลกุล (H2O) ประกอบด้วย ไฮโดรเจน 2 อะตอม  และออกซิเจน 1 อะตอม เชื่อมต่อกันด้วยพันธะโควาเลนท์ (Covalent bonds) ซึ่งใช้อีเล็กตรอนร่วมกัน โดยที่อะตอมทั้งสามตัวเรียงกันทำมุม 105 องศา โดยมีออกซิเจนเป็นขั้วลบ และไฮโดรเจนเป็นขั้วบวก ดังรูปที่ 1  \r\n\r\n\r\nภาพที่ 1  โมเลกุลน้ำ\r\n\r\n            โมเลกุลแต่ละโมเลกุลของน้ำเชื่อมต่อกันด้วยพันธะไฮโดรเจน (Hydrogen-bonds) เรียงตัวต่อกันเป็นรูปจัตุรมุข (Tetrahedral) ดังรูปที่ 2 ทำให้น้ำต้องใช้ที่ว่างมากเมื่อเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็ง  ดังนั้นเมื่อเราเพิ่มความร้อนให้กับก้อนน้ำแข็ง พันธะไฮโดรเจนที่เชื่อมระหว่างโมเลกุลจะถูกทำลาย  (พันธะโควาเลนท์มีความแข็งแกร่งกว่าพันธะไฮโดรเจน) ทำให้น้ำแข็งละลายเป็นของเหลว โครงสร้างผลึกยุบตัวลง น้ำในสถานะของเหลวจึงใช้เนื้อที่น้อยกว่าน้ำแข็ง นี่เองคือ สาเหตุว่าทำไมน้ำแข็งจึงมีความหนาแน่นต่ำกว่าน้ำ\r\n\r\n           ตัวอย่างที่แสดงพันธะไฮโดรเจนที่เห็นได้ชัดคือ แรงตรึงผิวของน้ำ (Surface tension) เราจะเห็นว่า หยดน้ำบนพื้น หรือบนใบบัว จะเป็นทรงกลมคล้ายเลนส์นูน หรือเวลาที่เติมน้ำให้เต็มแก้ว น้ำจะพูนโค้งอยู่สูงเหนือปากแก้วเล็กน้อย หากปราศจากแรงตรึงผิวซึ่งเกิดจากพันธะไฮโดรเจนแล้ว น้ำจะเต็มเรียบเสมอปากแก้วพอดี ไม่มีการนูน แรงตรึงผิวเป็นคุณสมบัติพิเศษของน้ำ ซึ่งมีมากกว่าของเหลวชนิดอื่น ยกเว้นปรอท (Mercury) ซึ่งเป็นธาตุชนิดเดียวที่เป็นของเหลว แรงตรึงผิวทำให้น้ำเกาะรวมตัวกัน และไหลชอนไชไปได้ทุกหนแห่ง แม้แต่รูโหว่และรอยแตกของหิน\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2  พันธะไฮโดรเจน\r\n\r\nการเปลี่ยนสถานะของน้ำ\r\n           ภายใต้ความกดอากาศ ณ ระดับน้ำทะเลปานกลาง น้ำมีสถานะเป็นของเหลว น้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซ (ไอน้ำ) เมื่อมีอุณหภูมิสูงถึง “จุดเดือด” (Boiling point) ที่อุณหภูมิ 1000C และจะเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง เมื่ออุณหภูมิลดต่ำถึง “จุดเยือกแข็ง” (Freezing point) ที่อุณหภูมิ 00C การเปลี่ยนสถานะของน้ำมีการดูดกลืนหรือการคายความร้อน โดยที่ไม่ทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลง เราเรียกว่า “ความร้อนแฝง” (Latent heat) \r\n           ความร้อนแฝงมีหน่วยเป็น แคลอรี  \r\n           1 แคลอรี = ปริมาณความร้อนซึ่งทำให้น้ำ 1 กรัม มีอุณหภูมิสูงขึ้น 10C (ดังนั้นหากเราเพิ่มความร้อน 10 แคลอรี\r\n           ให้กับน้ำ 1 กรัม น้ำจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 100C)\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3  พลังงานที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะของน้ำ\r\n\r\n           ก่อนที่น้ำแข็งละลาย น้ำแข็งต้องการความร้อนแฝง 80 แคลอรี/กรัม เพื่อทำให้น้ำ 1 กรัม เปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว  น้ำแข็งดูดกลืนความร้อนนี้ไว้โดยยังคงรักษาอุณหภูมิ 00C คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงจนกว่าน้ำแข็งจะละลายหมดก้อน ความร้อนที่ถูกดูดกลืนเข้าไปจะทำลายโครงสร้างผลึกน้ำแข็ง ทำให้น้ำแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว ในทางกลับกัน เมื่อน้ำเปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็ง ก็จะคายความร้อนแฝงออกมา 80 แคลอรี/กรัม\r\n\r\n           เมื่อน้ำเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำ น้ำต้องการความร้อนแฝง 600 แคลอรี เพื่อที่จะเปลี่ยน น้ำ 1 กรัม ให้กลายเป็นไอน้ำ  ในทำนองกลับกัน เมื่อไอน้ำควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำ  น้ำจะคายความร้อนแฝงออกมา 600 แคลอรี/กรัม ทำให้เรารู้สึกร้อน ก่อนที่จะเกิดฝนตก\r\n\r\nความหนาแน่นของน้ำ\r\n           ภายใต้ความกดอากาศ ณ ระดับน้ำทะเลปานกลาง น้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งเมื่อมีอุณหภูมิ 00C  แต่น้ำมีความหนาแน่นสูงสุดที่อุณหภูมิ 40C เมื่ออยู่ในสถานะของเหลว ตามเส้นกราฟที่แสดงในภาพที่ 7  เมื่อน้ำเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง น้ำจะมีปริมาตรเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 9  เราจะเห็นได้ว่า เมื่อใส่น้ำเต็มแก้วแล้วนำไปแช่ห้องแข็ง  น้ำแข็งจะล้นออกนอกแก้ว หรือไม่ก็ดันให้แก้วแตก  ในทำนองเดียวกันเมื่อน้ำในซอกหินแข็งตัว มันจะขยายตัวทำให้หินแตกได้\r\n\r\n\r\nภาพที่ 4  ความหนาแน่นของน้ำ ณ อุณหภูมิต่างๆ\r\n\r\n           สสารโดยทั่วไปจะมีความหนาแน่นมากขึ้นเมื่อเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง แต่น้ำมีความหนาแน่นน้อยลงเมื่อเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็ง  น้ำแข็งจึงลอยอยู่บนน้ำ  หากน้ำแข็งมีความหนาแน่นกว่าน้ำแล้ว  เมื่ออากาศเย็นตัวลง น้ำในมหาสมุทรแข็งตัวและจมตัวลงสู่ก้นมหาสมุทร  หากเป็นเช่นนี้แล้ว สัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นมหาสมุทรจะไม่สามารถมีชีวิตรอดได้เลย  การที่น้ำมีคุณสมบัติแตกต่างจากสสารอื่น กลับเป็นผลดีที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก เมื่อน้ำในมหาสมุทรเย็นตัวลง น้ำแข็งจะลอยตัวบนผิวมหาสมุทร ทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกัน มิให้น้ำทะเลที่อยู่เบื้องล่างสูญเสียความร้อน จนกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด เหตุนี้เองช่วยให้สิ่งมีชีวิตจึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในท้องทะเลและมหาสมุทร \r\n\r\nความจุความร้อน \r\n           เคยสังเกตบ้างไหมว่า  เวลาเล่นน้ำทะเลตอนกลางวัน เรารู้สึกเย็นสบาย  แต่เมื่อเล่นน้ำทะเลตอนกลางคืน เรากลับรู้สึกว่าน้ำทะเลมีความอบอุ่น  ทั้งนี้เนื่องจากความจุความร้อนของน้ำ (Heat capacity)  น้ำมีความร้อนจำเพาะเท่ากับ 4.184 จูล/กรัม/องศาเซลเซียส นั่นหมายถึง การที่จะทำให้น้ำ 1 กรัม มีอุณหภูมิสูงขึ้น 10C จะต้องใช้พลังงานเท่ากับ 4.184 จูล  ถ้าต้องการให้น้ำจำนวน 1 กิโลกรัม (1,000 กรัม) มีอุณหภูมิสูงขึ้น 10C จะต้องใช้พลังงานถึง 4,184 จูล ดังนั้นการที่จะทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นได้ จะต้องอาศัยพลังงานมหาศาลจากดวงอาทิตย์  นั่นเป็นเหตุให้อุณหภูมิของน้ำทะเลต่ำกว่าอุณหภูมิของอากาศเวลากลางวัน  หลักฐานของการคงอยู่ของความจุความร้อนของน้ำก็คือ ความอบอุ่นของน้ำทะเลในเวลากลางคืน ซึ่งเกิดจากการดูดกลืนพลังงานจากดวงอาทิตย์เวลากลางวัน    ความจุความร้อนทำให้สภาพภูมิอากาศในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกัน  ในพื้นที่ห่างไกลจากทะเล เช่น บริเวณใจกลางทวีปมีอุณหภูมิกลางวัน – กลางคืน แตกต่างกันมาก  ส่วนบริเวณพื้นที่ชายฝั่งและหมู่เกาะกลางมหาสมุทร มีอุณหภูมิกลางวัน – กลางคืน แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย \r\n\r\nตัวทำละลาย\r\n           เมื่อเทียบกับสารประกอบชนิดอื่นแล้ว น้ำเป็นตัวทำละลายที่ดีที่สุด เมื่อโมเลกุลของน้ำอยู่รวมตัวกัน ยึดเหนี่ยวกันด้วยพันธะไฮโดรเจน โดยมีแรงที่ชื่อว่า “อีเล็กโตรสแตติก” (Electrostatic forces)  นอกจากโมเลกุลของน้ำจะเชื่อมต่อกันเองแล้ว  โมเลกุลของน้ำยังสามารถยึดเหนี่ยวกับโมเลกุลอื่นได้ด้วย โมเลกุลของสารประกอบบางชนิดยึดเหนี่ยวกันด้วยพันธะไอออนิก (Ionic bonds) โดยมีแรงอีเล็กโตรสแตติกระหว่างประจุบวกและประจุลบของอะตอมแต่ละตัว  แรงอีเล็กโตรสแตติกของโมเลกุลเหล่านี้จะลดลงเหลือเพียง 1 / 80 เมื่อถูกรบกวนจากแรงอีเล็กโตรสแตติกของน้ำ \r\n\r\n           น้ำเป็นตัวทำละลายที่ดี เนื่องจากแรงอีเล็กโตรสแตกติกของโมเลกุลน้ำจะมีพลังมากกว่าแรงอีเล็กโตรสแตกติกของโมเลกุลอื่นเสมอ ตัวอย่างเช่น เกลือโซเดียมคลอไรด์  (NaCl) มีโมเลกุลของโซเดียม (Na+) เป็นประจุบวก ยึดติดกับโมเลกุลของคลอรีน (Cl-) ซึ่งเป็นประจุลบ  เมื่อใส่ผลึกเกลือลงในน้ำ   แรงอีเล็กโตรสแตติกระหว่างโมเลกุลของโซเดียมคลอไรด์จะถูกลดลง 80 เท่า   ทำให้ขั้วบวกของโมเลกุลน้ำ (ไฮโดรเจน) ดึงดูด Cl- ไว้   และขั้วลบของโมเลกุลน้ำ (ออกซิเจน) ดึงดูด Na+ ไว้  ตามที่แสดงในภาพที่ 5  \r\n\r\n\r\nภาพที่ 5  การทำละลายของน้ำ\r\n\r\n           น้ำทะเล มีรสเค็มเนื่องจากเป็นที่รวมของสารละลายชนิดต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็น ประจุโซเดียม และประจุคลอไรด์ นอกจากน้ำเป็นตัวทำละลายของแข็งแล้ว  น้ำยังเป็นตัวทำละลายก๊าซอีกด้วย  น้ำฝนละลายคาร์บอนได้ออกไซด์ในอากาศ จึงมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน  น้ำในแหล่งน้ำทำละลายออกซิเจนในฟองอากาศ ทำให้สิ่งมีชีวิตในน้ำได้หายใจ  การทำละลายก๊าซของน้ำขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของอากาศ  ปลาหลายชนิดชอบน้ำเย็นมากกว่าน้ำอุ่น ก็เพราะว่า น้ำเย็นละลายก๊าซออกซิเจนได้ดีกว่าน้ำอุ่น  ความเข้มข้นของก๊าซซึ่งละลายอยู่ในน้ำมักมีหน่วยวัดเป็น ppb หรือ parts per billion นั่นก็คือ ต่อพันล้านส่วน เช่น ค่าออกซิเจนในน้ำ = 5 ppb ย่อมหมายถึง ในน้ำ 1 พันล้านส่วน มีก๊าซออกซิเจนละลายอยู่ 5 ส่วน\r\n\r\nสภาพการนำไฟฟ้าของน้ำ\r\n           ตามปกติแล้ว น้ำบริสุทธิ์จะไม่มีการเหนี่ยวนำไฟฟ้า การนำไฟฟ้าของน้ำแสดงถึง การเจือปนของสารละลายในน้ำ  การเหนี่ยวนำไฟฟ้าของน้ำมีหน่วยวัดเป็น ไมโครซีเมนส์ ต่อ เซนติเมตร (S/cm)  น้ำสะอาดจะมีค่าการนำไฟฟ้าเพียง 5–30 S/cm \r\n\r\nน้ำอ่อน – น้ำกระด้าง\r\n           เมื่อเราใช้น้ำในบางแห่งอาบน้ำ โดยเฉพาะน้ำบาดาล จะพบว่า น้ำไม่ทำให้สบู่เป็นฟอง  และเช็ดคราบสบู่ออกจากตัวไม่เกลี้ยง  เราเรียกน้ำในลักษณะนี้ว่า  “น้ำกระด้าง (Hard water)” ซึ่งหมายถึง น้ำที่มีสารละลายแคลเซียมคาร์บอเนตปนอยู่มาก และมักมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน  ซึ่งมักเกิดจากหินปูนละลายปนอยู่ในน้ำ  เมื่อนำน้ำไปต้มจนแห้ง ก็จะมีซากตะกรันแข็งติดอยู่ที่ผนังกา ส่วน “น้ำอ่อน” (Soft water) หมายถึง น้ำในสภาพปกติทั่วไป\r\n\r\nความเป็น กรด – เบส \r\n           กรด (Acid) หมายถึง สสารที่ปล่อยประจุไฮโดรเนียม (H3O+) ให้กับสารละลาย ตัวอย่างเช่น เมื่อผสมน้ำกับกรดเกลือ ทำให้เกิด ประจุไฮโดรเนียม และประจแคลเซียม ตามสูตร H2O + HCl --> (H3O+) + Cl-   สสารที่เป็นกรด ได้แก่ กรดกำมะถัน  (H2SO4)   น้ำส้มสายชู (CH3COOH) \r\n           เบส (Base) หมายถึง  สสารที่ปล่อยประจุไฮดรอกไซด์ (OH-) ให้กับสารละลาย  ตัวอย่างเช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ เมื่อแตกตัวจะให้ประจุไฮดรอกไซด์ ตามสูตร NaCL --> Na+ + OH-  เมื่อโลหะไฮดรอกไซด์ละลายน้ำ มันจะปล่อยประจุไฮดรอกไซด์ออกมา เราเรียกว่า “ด่าง” (Alkali)   สสารที่เป็นเบส ได้แก่ ปูนซีเมนต์ (CaO)  แอมโมเนีย (NH3) \r\n\r\n\r\n\r\n           ในการวัดความเป็น กรด – เบส ในสารละลายนั้น เราใช้คำว่า “pH” เป็นตัวบ่งชี้  ตัว p ย่อมาจาคำว่า power ซึ่งมีความหมายในเชิงยกกำลัง  ส่วน H นั้นหมายถึง ความเข้มของประจุไฮโดรเจน   pH มีค่าเป็นตัวเลขตั้งแต่ 0 – 14  สารประกอบที่มีค่า pH 5  มีประจุไฮโดรเจนมากกว่า สารประกอบที่มีค่า pH 6 ถึง 10 เท่า\r\n\r\n           น้ำบริสุทธิ์มีค่า pH เป็นกลางอยู่ที่   pH 7  นั้นหมายถึง  น้ำ 1 ลิตร ที่อุณหภูมิ 250C มีประจุไฮโดรเจน และประจุไฮดรอกไซด์ อยู่จำนวนเท่ากันคือ 1 x 10 –7 โมล   \r\n           pH มีค่าน้อย แสดงว่า สารประกอบนั้นมีความเป็นกรดสูง เช่น  น้ำมะนาวมี pH = 2.3\r\n           pH มีค่ามาก แสดงว่า สารประกอบนั้นมีความเป็นเบสสูง เช่น  น้ำยาทำความสะอาดพื้นมี pH = 13\r\n\r\n           สิ่งมีชีวิตในน้ำส่วนมากมักอาศัยอยู่ในน้ำที่มีค่า pH 6.5 – 9  โดยปกติน้ำฝนตามธรรมชาติจะมีความเป็นกรดเล็กน้อย เนื่องจากการละลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ  แต่ทว่าในเขตอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเสียออกมา จะทำให้เกิดสภาวะฝนกรด น้ำฝนที่สะสมอยู่ในแหล่งน้ำทำให้ค่า pH ต่ำลง  เมื่อ pH ต่ำกว่า 5.5 ปลาจะตายหมด  เมื่อ pH มีค่าต่ำกว่า 4 จะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดทนทานได้เลย  การศึกษาความเป็นกรด – เบส ของน้ำจึงมีความสำคัญมากต่อการประมงและการเกษตร\r\n\r\n\r\nภาพที่ 6  pH ของสารประกอบชนิดต่างๆ\r\n",null],
    [1057,1030,"วัฏจักรน้ำ","Tue, 2018-05-15 21:25","http://www.stkc.go.th/node/1030","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","http://www.scimath.org/article-earthscience/item/340-cycle","กำเนิดทะเลและมหาสมุทร\r\nโลกของเราเกิดขึ้นพร้อมๆ กับดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ในระบบสุริยะเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว  ก๊าซและฝุ่นรวมตัวก่อกำเนิดเป็นดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ โลกในยุคแรกเป็นของเหลวหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตขนาดใหญ่ตลอดเวลา (ภาพที่ 1)  องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น โลหะ จมตัวลงสู่แก่นกลางของโลก องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุเบา เช่น ซิลิกอน และก๊าซต่างๆ ลอยตัวขึ้นสู่พื้นผิว บรรยากาศส่วนใหญ่เป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก  โลกจึงมีความอบอุ่นแม้ว่าดวงอาทิตย์จะยังมีขนาดเล็กก็ตาม\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1  โลกในอดีต\r\n\r\nในเวลาต่อมาโลกเริ่มเย็นตัวลง  ไอน้ำที่แทรกซึมขึ้นมาจากเปลือกโลก ลอยตัวสูงขึ้น และเกิดการควบแน่นเป็นหยดน้ำ ฝนในยุคแรกๆ ตกลงมาไม่ทันถึงพื้นก็ระเหยกลับเป็นไอน้ำไปหมด เนื่องจากพื้นโลกยังมีความร้อนสูงมาก  จนกระทั่งโลกเย็นตัวลงอีกและเกิดฝนจำนวนมาก น้ำฝนละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาบนพื้นผิวโลก ทำให้ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง  น้ำฝนที่ตกลงมาสู่พื้นไหลรวมตัวกันกันในบริเวณที่ต่ำ เกิดเป็นแม่น้ำลำคลอง ไหลไปรวมกันในแอ่งที่ราบต่ำ กลายเป็นทะเลและมหาสมุทร  ในช่วงเวลานั้นเริ่มเกิดวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต  สิ่งมีชีวิตในยุคแรกอาศัยอยู่ใต้ท้องมหาสมุทร ดำรงชีวิตด้วยพลังงานเคมี และความร้อนจากภูเขาไฟใต้ทะเล จนกระทั่ง 2,000 ล้านปีต่อมา สิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรวิวัฒนาการให้มีการสังเคราะห์แสง เช่น แพลงตอน และสาหร่าย  ดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศและน้ำทะเล มาสร้างน้ำตาล และให้ผลผลิตเป็นก๊าซออกซิเจนออกมา องค์ประกอบของบรรยากาศโลกจึงเปลี่ยนแปลงไป  ก๊าซออกซิเจนที่ทวีจำนวนมากขึ้น  ลอยตัวสูง แตกตัวและรวมตัวเป็นก๊าซโอโซน ปกป้องมิให้รังสีอุลตราไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์แผ่ลงมาถึงพื้นโลกได้  สิ่งมีชีวิตที่เคยอยู่ในมหาสมุทร จึงขยายพันธุ์อพยพขึ้นบนบกได้  \r\n\r\nดาวเคราะห์สีน้ำเงิน \r\nโลกเป็นดาวเคราะห์ดวงเดียวของระบบสุริยะที่มีน้ำดำรงอยู่ครบทั้งสามสถานะคือ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ (ภาพที่ 2) โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 150 ล้านกิโลเมตร  ด้วยระยะห่างขนาดนี้โลกได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์เพียง 1,370 กิโลวัตต์/ตารางเมตร ซึ่งทำให้โลกมีอุณหภูมิ –180C  แต่เนื่องจากบรรยากาศของโลกมีก๊าซเรือนกระจก เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ  โลกจึงมีอุณหภูมิเฉลี่ย 150C  ทำให้น้ำสามารถดำรงอยู่ได้ทั้งสามสถานะ  (รายละเอียดอยู่ในบทที่ 3 พลังงานจากดวงอาทิตย์) \r\n\r\n\r\nภาพที่ 2  โลก ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน\r\n\r\nพื้นที่ 2 ใน 3 ของโลกปกคลุมด้วยน้ำในมหาสมุทร  แม้ว่าจะมีน้ำอยู่อย่างมากมายบนโลก แต่น้ำจืดซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์กลับมีน้อยมาก  หากสมมติว่าน้ำทั้งหมดบนโลกเท่ากับ 100 ลิตร  จะเป็นน้ำทะเล 97 ลิตร ที่เหลืออีกเกือบ 3 ลิตรเป็นน้ำแข็ง มีน้ำจืดที่เราสามารถใช้บริโภคอุปโภคได้เพียง 3 มิลลิลิตร (ภาพที่ 3)\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3  เปรียบเทียบแหล่งน้ำบนโลก\r\n\r\nวัฏจักรน้ำ \r\nแม้ว่าจะปริมาณน้ำส่วนใหญ่จะอยู่ในทะเลและมหาสมุทร  แต่น้ำก็มีอยู่ในทุกหนแห่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นน้ำแม่น้ำ น้ำใต้ดิน น้ำในบรรยากาศ รวมทั้งเมฆ และหมอก  นอกจากนั้นในร่างกายของเรายังมีองค์ประกอบเป็นน้ำร้อยละ 65  ร่างกายของสัตว์น้ำบางชนิด เช่น แมงกะพรุน มีองค์ประกอบเป็นน้ำร้อยละ 98  ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า น้ำ คือ ปัจจัยที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิต  เนื่องด้วยน้ำมีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่าสารประกอบอื่นๆ และมีปริมาณน้ำอยู่มาก  น้ำจึงมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงบนเปลือกโลกเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะต่อหิน ดิน บรรยากาศ หรือสิ่งมีชีวิต \r\n\r\n\r\n\r\nแม้ว่าพื้นผิวโลกส่วนใหญ่จะปกคลุมไปด้วยน้ำ  แต่ถ้าเปรียบเทียบน้ำหนักของน้ำ กับน้ำหนักของโลกทั้งดวงแล้ว น้ำมีน้ำหนักเพียงร้อยละ 0.2 ของน้ำหนักโลก  อย่างไรก็ตามการหมุนเวียนของน้ำเป็นวัฎจักรก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในการศึกษาระบบโลก   ดวงอาทิตย์แผ่รังสีทำให้พื้นผิวโลกได้รับพลังงาน ปริมาณพลังงานแสงอาทิตย์ร้อยละ 22 ทำให้น้ำบนพื้นผิวโลกไม่ว่าจะในมหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ หรือ ห้วย หนอง คลองบึง ระเหยเปลี่ยนสถานะเป็นก๊าซคือ ไอน้ำ ลอยขึ้นสู่บรรยากาศ  อุณหภูมิที่ลดลงเมื่อลอยตัวสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะความชื้นสัมพันธ์ 100%  จึงควบแน่นเป็นละอองน้ำเล็กๆ ที่เราเรียกว่า เมฆ หรือ หมอก   เมื่อหยดน้ำเล็กๆ เหล่านี้รวมตัวกันจนมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักพอที่จะชนะแรงต้านทานอากาศ ก็จะตกลงมากลายเป็นหิมะหรือน้ำฝน  หิมะที่ตกค้างอยู่บนยอดเขาพอกพูนกันเป็นธารน้ำแข็ง  น้ำฝนที่ตกลงถึงพื้นรวมตัวเป็นลำธาร ห้วย หนอง คลองบึง หรือไหลบ่ารวมกันเป็นแม่น้ำ  ธารน้ำแข็งที่ละลายเพิ่มปริมาณน้ำให้แก่แม่น้ำ  น้ำบนพื้นผิวโลกบางส่วนแทรกซึมตามรอยแตกของหิน ทำให้เกิดน้ำใต้ดิน และไหลไปรวมกันในท้องมหาสมุทร  เป็นอันครบรอบวัฏจักรตามภาพที่ 4\r\n\r\n\r\nภาพที่ 4  วัฎจักรน้ำ\r\n\r\nวัฏจักรน้ำมิว่าจะเป็นส่วนที่อยู่ในบรรยากาศ บนพื้นผิว หรือใต้ดิน ล้วนเป็นกลไกที่สำคัญของระบบโลก  ไอน้ำที่ระเหยออกจากน้ำในมหาสมุทร ทิ้งประจุแร่ธาตุต่างๆ ทำให้มหาสมุทรมีความเค็ม   ไอน้ำที่ระเหยขึ้นไปนั้นเป็นน้ำจืดบริสุทธิ์ แต่เมื่อไอน้ำควบแน่นเป็นหยดน้ำและตกลงมาเป็นฝน  น้ำฝนละลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ จึงมีสภาพเป็นกรดคาร์บอนิคอ่อนๆ ซึ่งทำปฏิกิริยากับหินบางชนิดโดยเฉพาะหินปูน ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต ทำให้เกิดน้ำกระด้าง เนื่องจากน้ำเปลี่ยนแปลงความหนาแน่นไปตามอุณหภูมิ น้ำจึงทำให้หินแตกได้ น้ำเป็นตัวละลายที่ดี จึงนำพาแร่ธาตุสารอาหารไปกระจายตามส่วนต่างๆ ของพื้นผิวโลก และสะสมตัวในดิน ทำให้พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งอาหารของสรรพสัตว์ ต้นไม้สังเคราะห์แสงเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์เป็นอาหาร และปลดปล่อยออกซิเจนสู่บรรยากาศ พืชคายน้ำกลับคืนสู่บรรยากาศ  สัตว์ควบคุมปริมาณต้นไม้ และปริมาณออกซิเจนโดยการหายใจคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา  แม่น้ำลำธารไหลพัดพาแร่ธาตุไปสะสมกันในท้องทะเลและมหาสมุทร ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโลก  กระบวนการเปลี่ยนสถานะของน้ำเป็นกระบวนการสมดุลพลังงานของโลก\r\n",null],
    [1058,1029,"ภาพรวมของจักรวาล","Tue, 2018-05-15 21:25","http://www.stkc.go.th/node/1029","ดาราศาสตร์","http://www.scimath.org/article-earthscience/item/342-universe","จักรวาล และ เอกภพ\r\n           “จักรวาล” และ “เอกภพ” เป็นคำๆ ที่มีความหมายเหมือนกัน ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “Universe” ซึ่งหมายถึง ทุกสรรพสิ่งทั้งหมดทั้งปวง  จักรวาลเป็นภาษาพูด เอกภพเป็นภาษาวิชาการ  แต่ในสังคมทั่วไปเรานิยมใช้คำว่า “จักรวาล” เช่น ท่องอวกาศสำรวจจักรวาล   เรามักใช้คำว่า “เอกภพ” ในโอกาสที่เน้นว่าทุกอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่น เอกภพเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งหมื่นห้าพันล้านปีมาแล้ว   ปัจจุบันเอกภพกำลังขยายตัว   \r\n\r\nวิชาดาราศาสตร์\r\n           ดาราศาสตร์ (Astronomy) เป็นวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาธรรมชาติของวัตถุท้องฟ้า และค้นหาความจริงของจักรวาล โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์   ดาราศาสตร์เป็นวิชาที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ  หากมองย้อนอดีต จะพบว่า ชาติมหาอำนาจและทุกอารยธรรม ล้วนให้ความสำคัญต่อเทห์วัตถุและปรากฎการณ์บนท้องฟ้า  ทุกศาสนามีบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับโลกและดวงดาว  โบราณสถานที่สำคัญไม่ว่าจะเป็น ปิรามิด ปราสาท สถูป เจดีย์ ล้วนวางตัวในแนวทิศตะวันออก – ตะวันตก อันเป็นสัญลักษณ์ของการให้ความเคารพต่อดวงอาทิตย์   การศึกษาเส้นทางการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวบนท้องฟ้า นำมาซึ่งพัฒนาการทางด้านคณิตศาสตร์   กลุ่มดาวจักราศี 12 กลุ่มที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่าน ถูกตั้งเป็นชื่อเดือน  ในขณะที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าอีกห้าดวง ถูกตั้งเป็นชื่อวันทั้งเจ็ดของสัปดาห์ \r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 ปิระมิด ซึ่งเรียงตัวแนว เหนือ-ใต้ ตะวันออก-ตะวันตก\r\n\r\n           มนุษย์ใช้ตำแหน่งของดวงอาทิตย์และดวงดาวเป็นตัวกำหนดชั่วโมงและวัน  และใช้ช่วงเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นตัวกำหนดเดือนและปี  ซึ่งก็คือระบบนาฬิกาและระบบปฏิทินนั่นเอง  นับแต่โบราณมนุษย์ตระหนักดีถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุท้องฟ้ากับชีวิตประจำวัน  ชาวประมงออกเรือจับปลาต้องสังเกตตำแหน่งของดวงจันทร์ ซึ่งทำให้เกิดน้ำขึ้นน้ำลง   การทำการเกษตรและเลี้ยงสัตว์ต้องสังเกตตำแหน่งของดวงอาทิตย์และกลุ่มดาวในรอบปี ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกฤดูกาล  ทหารออกรบตอนกลางคืน ต้องทราบเวลาขึ้นตกของดวงจันทร์ เพื่อใช้ความมืดในการอำพรางตัว  การทำงานและการพักผ่อนของมนุษย์ขึ้นอยู่กับเวลากลางวันกลางคืน ซึ่งถูกควบคุมด้วยการหมุนรอบตัวเองของโลก\r\n\r\n           การเรียนรู้ของมนุษย์เริ่มต้นจากประสบการณ์และประสาทสัมผัส  เชื่อในสิ่งที่ตาเห็นก่อน แล้วจึงค่อยคิดหาเหตุผลมาอธิบายในภายหลัง  ด้วยเหตุนี้มนุษย์ในยุคโบราณจึงเชื่อว่า โลกคือศูนย์กลางของเอกภพ  กาลต่อมามีการสร้างกล้องดูดาวจึงพบหลักฐานซึ่งสามารถยืนยันว่า โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์   มนุษย์ในอดีตต้องการทราบว่าขอบโลกอยู่ที่ไหน มนุษย์ในปัจจุบันต้องการทราบว่า ขอบของเอกภพอยู่ที่ใด  มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวดวงอื่นหรือไม่   อนาคตของเอกภพจะเป็นอย่างไร  การเดินทางระหว่างดวงดาวจะทำได้อย่างไร \r\n\r\nโลกแบน หรือโลกกลม\r\n           มนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์คิดว่า โลกแบน ทั้งนี้เป็นเพราะพวกเขามองเห็นว่า โลกเป็นพื้นที่กว้างใหญ่สุดสายตา มีดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ผ่านเวลากลางวัน มีดวงจันทร์และดวงดาวเคลื่อนที่ผ่านเวลากลางคืน \r\n\r\n\r\nภาพที่ 2  แบบจำลอง โลกคือศูนย์กลางจักรวาล\r\n\r\n           หกร้อยปีก่อนคริสต์กาล พิธากอรัส นักปราชญ์ชาวกรีก ได้สร้างแบบจำลองของเอกภพ โดยมีโลกเป็นศูนย์กลาง ถูกห้อมล้อมไว้ด้วยทรงกลมขนาดใหญ่เรียกว่า “ทรงกลมท้องฟ้า” ซึ่งบรรจุ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์ 5 ดวง และดาวฤกษ์จำนวนมากมาย  สามร้อยปีต่อมา อริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีก กล่าวว่า ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ เป็นทรงกลมที่โคจรรอบโลก  ขณะที่ อริสตาชุส นักปราชญ์แห่งเมืองอเล็กซานเดรีย (ปัจจุบันอยู่ในประเทศอียิปต์) กล่าวว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล มีโลก ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจรล้อมรอบ  ต่อมาอีกหนึ่งศตวรรษ อีราโทสธีนิส พบว่ามุมของแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบพื้นผิวโลก ณ เวลาเดียวกันของแต่ละตำบล ไม่ใช่มุมเดียวกัน เนื่องจากโลกกลม เขาคำนวณได้ว่า ดวงอาทิตย์ใหญ่กว่าโลก และโลกใหญ่กว่าดวงจันทร์ \r\n\r\nตำแหน่งของโลกในเอกภพ\r\n           ค.ศ. 125 คลอเดียส ปโตเลมี นักปราชญ์ชาวกรีก ได้แต่งตำราดาราศาสตร์ฉบับแรกของโลกชื่อ “อัลมาเจสต์” ระบุว่า โลกเป็นทรงกลมอยู่ตรงใจกลางของจักรวาล การที่เราเห็นดาวเคราะห์ทั้งเจ็ด (รวมดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์) เคลื่อนไปข้างหน้า แต่บางครั้งก็เคลื่อนที่ย้อนทาง (Retrograde) สวนกับกลุ่มดาวจักราศี เป็นเพราะดาวเคราะห์ทั้งเจ็ด เคลื่อนที่อยู่บนวงกลมขนาดเล็กซึ่งเรียกว่า “เอปิไซเคิล” (Epicycle) \r\n\r\n\r\nภาพที่ 3 แบบจำลองของปโตเลมี\r\n\r\n           ค.ศ.1514 โคเปอร์นิคัส ได้อธิบายว่า การที่เราเห็นดาวเคราะห์เคลื่อนที่ถอยหลังเป็นเพราะ โลกซึ่งเป็นดาวเคราะห์วงใน เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์เร็วกว่าดาวเคราะห์ชั้นนอกเช่น ดาวอังคาร  เขาเสนอทฤษฎีดวงอาทิตย์คือศูนย์กลางของระบบสุริยะ  ในเวลาต่อมากาลิเลโอส่องกล้องดูดาวพฤหัสบดี และดาวศุกร์ จึงค้นพบหลักฐานที่ว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ และโจฮานเนส เคปเลอร์ ค้นพบว่า ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรี     ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 17 ไอแซค นิวตัน ค้นพบว่า ดวงดาวทั้งหลายดึงดูดกันด้วยแรงโน้มถ่วง  ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบระบบสุริยะของดาวฤกษ์ดวงอื่น (Extra Solar System) มากกว่า 200 ระบบ \r\n\r\n           ปลายคริสตศตวรรษที่ 18  วิลเลียม เฮอส์เชล ผู้ค้นพบดาวยูเรนัส ใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ตรวจนับดาวในทางช้างเผือก เขาสันนิษฐานว่า ดวงอาทิตย์อยู่ที่ตำแหน่งใจกลางของกาแล็กซีทางช้างเผือก   จนกระทั่งปี ค.ศ.1920 ฮาร์โลว์ แชพลีย์ ศึกษากระจุกดาวเปิดซึ่งอยู่ล้อมรอบกาแล็กซี จึงสามารถพิสูจน์ได้ว่า ตำแหน่งของดวงอาทิตย์อยู่ค่อนมาทางแขนของกาแล็กซี  \r\n\r\n\r\nภาพที่ 4 แบบจำลองทางช้างเผือกของ เฮอร์เชล ซึ่งมีดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง\r\n\r\n           ค.ศ.1905  อัลเบิร์ต ไอสไตน์ ประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะ E = Mc2 พลังงานและมวลเป็นสิ่งเดียวกัน พลังงานจำนวนมหาศาลอัดรวมกันเป็นสสารได้ นั่นคือ นิวเคลียร์ฟิวชัน พลังงานต้นกำเนิดของดาวฤกษ์ สิบปีต่อมาเขาประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ว่าด้วย มวลทำให้ภูมิศาสตร์ของอวกาศโค้ง และอธิบายว่า ดาวเคราะห์เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ มิใช่เป็นเพราะ แรงโน้มถ่วงระหว่างดาวอย่างที่นิวตันอธิบาย แต่เป็นเพราะว่า มวลของดวงอาทิตย์ทำให้อวกาศโค้ง ดาวเคราะห์จึงจำต้องเคลื่อนที่เป็นวงโค้งไปรอบๆ  \r\n\r\n\r\nภาพที่ 4 อวกาศโค้ง\r\n\r\n           ค.ศ.1929  เอ็ดวิน ฮับเบิล จำแนกกาแล็กซีออกเป็นหลายประเภท และพบว่า สเปคตรัมของกาแล็กซีส่วนใหญ่มีปรากฏการณ์การเลื่อนทางแดง (Redshift)  นั่นหมายถึง กาแล็กซีกำลังเคลื่อนที่ออกจากโลก นั่นก็คือ เอกภพ (จักรวาล) กำลังขยายตัว   \r\n           ค.ศ.1989  ยานอวกาศโคบี (COBE) พบว่า รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของเอกภพ (Cosmic Microwave Background Radiation) มีอุณหภูมิไม่เท่ากัน เป็นหลักฐานยืนยันว่า เอกภพเย็นตัวลงไม่เท่ากันทุกตำบล กาแล็กซีจึงเกิดขึ้นเป็นกระจุกๆ ไม่กระจายตัวเท่าๆ กัน ในเอกภพ \r\n\r\n\r\nภาพที่ 5 อุณหภูมิของรังสีไมโครเวฟพื้นหลังของเอกภพ\r\n\r\n           ปัจจุบันนักดาราศาสตร์ค้นพบว่า เอกภพประกอบด้วยกาแล็กซีจำนวนมหาศาล กระจายตัวอยู่เป็นกระจุกๆ  กาแล็กซีส่วนใหญ่กำลังเคลื่อนที่ออกจากโลก แสดงว่าเอกภพกำลังขยายตัว เมื่อคำนวณอัตราการขยายตัวของเอกภพย้อนกลับ จึงได้ผลลัพธ์ว่า เอกภพกำเนิดขึ้นจากจุดๆ หนึ่ง (Singularity) เมื่อประมาณ 13,000 ล้านปีมาแล้ว นักดาราศาสตร์พยายามค้นหาขอบจักรวาล แต่ดูเหมือนว่า ธรรมชาติไม่ต้องการให้เรารู้อนาคต ยิ่งส่องกล้องลึกเข้าไปในอวกาศมากเท่าใด ก็ยิ่งเห็นภาพลึกไปในอดีตมากเท่านั้น  เพราะว่าแสงต้องใช้เวลาในการเดินทาง (เช่น กระจุกดาวลูกไก่อยู่ห่างจากโลก 400 ปีแสง ภาพที่เราเห็นในปัจจุบันคือแสงของกระจุกดาวลูกไก่เมื่อ 400 ปีที่แล้ว)  \r\n\r\n           กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Telescope) ถ่ายภาพกาแล็กซีที่ไกลที่สุด ระยะห่างหลายพันปีแสง พบว่าในอดีตนั้นกาแล็กซีเคยอยู่ใกล้กันจริง แสดงว่า เอกภพในยุคนั้นมีขนาดเล็ก ซึ่งยืนยันทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang) เอกภพกำเนิดขึ้นจากจุดๆ หนึ่ง แล้วก็เกิดการระเบิดใหญ่ (Big Bang) ขึ้นมา นี่คือจุดกำเนิดของสรรพสิ่งและกาลเวลา  เวลาต่อมาเอกภพขยายตัวและเย็นตัวลง พลังงานอัดแน่นเป็นสสาร กำเนิดเป็นกาแล็กซีและดาวขึ้นมา\r\n",null],
    [1059,1028,"นาฬิกาแดด","Tue, 2018-05-15 21:24","http://www.stkc.go.th/node/1028","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","http://www.scimath.org/article-earthscience/item/343-sundial","นาฬิกาแดด (Sundial) เป็นเครื่องมือในการบอกเวลาของมนุษย์มาแต่โบราณ  ในการศึกษาเรื่องนาฬิกาแดดจะช่วยให้เรามีความรู้เรื่องทางเดินของดวงอาทิตย์ หรือ “สุริยวิถี”  และเป็นพยานหลักฐานในเรื่องแกนโลกเอียง 23.5 องศา ขณะโคจรรอบดวงอาทิตย์  นอกจากนั้นยังทำให้เราเข้าใจถึงเรื่องความสัมพันธ์ของธรรมชาติ ปริมาณพลังงานที่โลกได้รับจากดวงอาทิตย์ และเรื่องของฤดูกาล\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1  เส้นสุริยวิถีเอียงทำมุมกับเส้นศูนย์สูตรฟ้า  \r\nทำให้เรามองเห็นดวงอาทิตย์ขึ้น-ตก ค่อนไปทางเหนือหรือใต้ในรอบปี\r\n\r\n          นาฬิกาแดด แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ นาฬิกาแดดแบบศูนย์สูตร  นาฬิกาแดดแนวตั้ง และนาฬิกาแดดแนวราบ  นาฬิกาแดดทั้งสามชนิดมีส่วนประกอบที่สำคัญ 2 ชิ้นส่วนคือ  \r\n\r\n          • สันกำเนิดเงา (Gnomon) ตั้งชี้เข้าหาจุดขั้วฟ้าในแนวทิศเหนือ-ใต้  มีหน้าที่กำเนิดเงาแทนเข็มนาฬิกา\r\n          • หน้าปัด (Dial) เป็นฉากรับเงาที่เกิดจากสันกำเนิดเงา  โดยทั่วไปจะมีสเกลแบ่งเวลาเป็นชั่วโมง เช่นเดียวกับนาฬิกาทั่วๆ ไป  เส้นชั่วโมงของนาฬิกาแดดแบบศูนย์สูตร และนาฬิกาแดดแนวตั้งจะห่างกัน เส้นละ 150  เนื่องเพราะ ในหนึ่งชั่วโมง วงกลมท้องฟ้าเคลื่อนที่ไป 3600/ 24 ชั่วโมง   ส่วนเส้นชั่วโมงของนาฬิกาแดดแนวราบจะห่างไม่เท่ากัน เนื่องจากเป็นการฉายเงาจากแนวตั้งลงสู่แนวราบอีกทีหนึ่ง \r\n\r\nนาฬิกาแดดแบบศูนย์สูตร (Equatorial Sundial)\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2  นาฬิกาแดดแบบศูนย์สูตร\r\n\r\n          นาฬิกาแดดแบบศูนย์สูตร มีสันกำเนิดเงาตั้งอยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้ ชี้ไปยังขั้วฟ้า หรือทำมุมเท่ากับ ค่าละติจูดของผู้สังเกตการณ์  โดยมีหน้าปัดรับเงาทั้งสองด้าน เนื่องจาก ในช่วงวันที่ 21 มี.ค. ถึงวันที่ 23 ก.ย. ดวงอาทิตย์จะอยู่ในซีกฟ้าเหนือ  ส่วนในช่วงวันที่  23 ก.ย. ถึงวันที่ 21 มี.ค. ดวงอาทิตย์จะอยู่ในซีกฟ้าใต้  นาฬิกาแดดประเภทนี้เป็นที่นิยมใช้ในประเทศแถบศูนย์สูตร เช่น ประเทศไทย เนื่องจากนาฬิกาแดดทั้งแนวตั้ง และแนวนอน มีสันกำเนิดเงามีระดับต่ำ ทำมุมลาดมาก และไม่สวยงาม\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3  หน้าปัดของนาฬิกาแดดแบบศูนย์สูตร\r\n\r\n          หน้าปัดของนาฬิกาแดดแบบศูนย์สูตรจะเอียงทำมุมขนานกับระนาบของเส้นศูนย์สูตรฟ้า โดยมีสเกลแบ่งเวลาเป็นชั่วโมง เส้นชั่วโมงแต่ละเส้นทำมุมกัน 15 องศา  (3600/ 24 ชั่วโมง)  เนื่องจากทรงกลมท้องฟ้าเคลื่อนที่ไป 150 ใน 1 ชั่วโมง \r\n\r\nนาฬิกาแดดแนวตั้ง (Vertical Sundial)\r\n\r\n\r\nภาพที่ 4  นาฬิกาแดดแนวตั้ง\r\n\r\n          นาฬิกาแดดแนวตั้ง มีลักษณะและหลักการคล้ายคลึงกับนาฬิกาแดดแบบศูนย์สูตร เพียงแต่หน้าปัดหรือฉากรับเงา จะตั้งขึ้นตั้งฉากกับพื้นโลก  นาฬิกแดดแนวตั้งจะต้องมีหน้าปัดสองด้านเช่นเดียวกับนาฬิกาแดดแบบศูนย์สูตร เนื่องจากดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแสง จะมีตำแหน่งค่อนไปทางเหนือ-ใต้ ตามแต่ฤดูกาล  นาฬิกาแดดแนวตั้งส่วนมากมีขนาดเล็ก ชาวยุโรปนิยมสร้างนาฬิกาแดดประเภทนี้ ประดับผนังภายนอกอาคาร\r\n\r\n\r\nภาพที่ 5  หน้าปัดของนาฬิกาแดดแนวตั้ง\r\n\r\n          หน้าปัดของนาฬิกาแดดแนวตั้งทำมุมตั้งฉากกับพื้น (ไม่เหมือนกับหน้าปัดของนาฬิกาแดดแบบศูนย์สูตร ซึ่งเอียงขนานกับระนาบของเส้นศูนย์สูตรฟ้า) โดยมีสเกลแบ่งเวลาเป็นชั่วโมง  เส้นชั่วโมงแต่ละเส้นทำมุมกัน 15 องศา  (3600/ 24 ชั่วโมง)  เช่นกัน\r\n \r\nนาฬิกาแดดแนวราบ (Horizontal Sundial)\r\n\r\n\r\nภาพที่ 6  นาฬิกาแดดแนวราบ\r\n\r\n          นาฬิกาแดดแนวราบ มีสันกำเนิดเงาขนานกับแกนหมุนของโลก และชี้ไปทางขั้วฟ้า เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมา จะปรากฏเงาบนพื้นราบ ในลักษณะเดียวกับเงาของอาคาร หรือต้นไม้  ดวงอาทิตย์อยู่สูง เงาก็ยิ่งสั้นลง  นาฬิกาแดดประเภทนี้เป็นที่นิยมใช้กันมากในประเทศที่มีละติจูดสูง  แต่ไม่เหมาะสำหรับประเทศที่อยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตร เช่น ประเทศไทย  เนื่องจากมุมละติจูด (มุม A ในภาพที่ 5) เล็กมาก  ทำให้สันกำเนิดเงาต่ำมาก\r\n\r\n\r\nภาพที่ 7  หน้าปัดของนาฬิกาแดดแนวราบ\r\n\r\n          ส่วนเส้นชั่วโมงของนาฬิกาแดดแนวราบแต่ละเส้นจะห่างไม่เท่ากัน (ไม่เหมือนกับนาฬิกาแดดแบบศูนย์สูตร และนาฬิกาแดด แนวตั้ง ซึ่งมีเส้นชั่วโมงหางกันเส้นละ 150 ทั้งนี้เป็นเพราะการฉายเงาจากสันกำเนิดเงาแนวตั้ง ลงสู่พื้นหน้าปัดแนวราบอีกทีหนึ่ง ท่านสามารถทำความเข้าใจได้จากการใช้นาฬิกาแดดเกิดแก้ว\r\n",null],
    [1060,1027,"ตำแหน่งของโลกในจักรวาล","Tue, 2018-05-15 21:23","http://www.stkc.go.th/node/1027","ดาราศาสตร์","http://www.scimath.org/article-earthscience/item/345-earth6"," \r\n\r\nโลก (The Earth) \r\nโลกของเรามีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 12,756 กิโลเมตร โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 150 ล้านกิโลเมตร แสงอาทิตย์ต้องใช้เวลาเดินทางนาน 8 นาที กว่าจะถึงโลก \r\n\r\nระบบสุริยะ (Solar System)\r\nประกอบด้วยดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์อยู่ตรงศูนย์กลาง มีดาวเคราะห์ 9 ดวง เป็นบริวารโคจรล้อมรอบ ดาวเคราะห์แต่ละดวงอาจมีดวงจันทร์เป็นบริวารโคจรล้อมรอบอีกทีหนึ่ง  ดาวพลูโตอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 6 พันล้านกิโลเมตร  แสงอาทิตย์ต้องใช้เวลาเดินทางนาน 5 ชั่วโมงครึ่ง กว่าจะถึงดาวพลูโต\r\n\r\nดาวฤกษ์เพื่อนบ้าน  (Stars)\r\nดาวฤกษ์แต่ละดวงอาจมีระบบดาวเคราะห์เป็นบริวาร เช่นเดียวกับระบบสุริยะของเรา   ดาวฤกษ์แต่ละดวงอยู่ห่างกันเป็นระยะทางหลายล้านล้านกิโลเมตร   ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ที่สุดของดวงอาทิตย์ชื่อ “ปร๊อกซิมา เซนทอรี” (Proxima Centauri) อยู่ห่างออกไป 40 ล้านล้านกิโลเมตร หรือ  4.2 ปีแสง  ดาวฤกษ์ซึ่งมองเห็นเป็นดวงสว่างบนท้องฟ้า ส่วนมากจะอยู่ห่างไม่เกิน  2,000 ปีแสง\r\n\r\nกาแล็กซี (Galaxy)\r\nกาแล็กซีคืออาณาจักรของดวงดาว   กาแล็กซีของเราชื่อ “กาแล็กซีทางช้างเผือก” (The Milky Way Galaxy) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 แสนปีแสง ประกอบด้วยดาวฤกษ์ประมาณ 1 พันล้านดวง ดวงอาทิตย์ของเราอยู่ห่างจากใจกลางของกาแล็กซีเป็นระยะทางประมาณ 3 หมื่นปีแสง (2 ใน 3 ของรัศมี)\r\n\r\nกระจุกกาแล็กซี (Cluster of galaxies) \r\nกาแล็กซีอยู่รวมกันเป็น กลุ่ม (Group) หรือกระจุก (Cluster)  “กลุ่มกาแล็กซีของเรา” (The local group) มีจำนวนมากกว่า 10 กาแล็กซี  กาแล็กซีเพื่อนบ้านของเรามีชื่อว่า “กาแล็กซีแอนโดรมีดา”(Andromeda galaxy)  อยู่ห่าง 2.3 ล้านปีแสง  กลุ่มกาแล็กซีท้องถิ่นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 ล้านปีแสง\r\n\r\nซูเปอร์คลัสเตอร์ (Supercluster)\r\nซูเปอร์คลัสเตอร์ ประกอบด้วยกระจุกกาแล็กซีหลายกระจุก  “ซูเปอร์คลัสเตอร์ของเรา” (The local supercluster) มีกาแล็กซีประมาณ 2 พันกาแล็กซี  ตรงใจกลางเป็นที่ตั้งของ “กระจุกเวอร์โก”  (Virgo cluster) ซึ่งประกอบด้วยกาแล็กซีประมาณ 50 กาแล็กซี อยู่ห่างออกไป 65 ล้านปีแสง  กลุ่มกาแล็กซีท้องถิ่นของเรา กำลังเคลื่อนที่ออกจากกระจุกเวอร์โก ด้วยความเร็ว 400 กิโลเมตร/วินาที\r\n\r\nเอกภพ (Universe) \r\n“เอกภพ” หรือ “จักรวาล” หมายถึง อาณาบริเวณโดยรวมซึ่งบรรจุทุกสรรพสิ่งทั้งหมด  นักดาราศาสตร์ยังไม่ทราบว่า ขอบของเอกภพสิ้นสุดที่ตรงไหน  แต่พวกเขาพบว่ากระจุกกาแล็กซีกำลังเคลื่อนที่ออกจากกัน นั่นแสดงให้เห็นว่าเอกภพกำลังขยายตัว   เมื่อคำนวณย้อนกลับนักดาราศาสตร์พบว่า เมื่อก่อนทุกสรรพสิ่งเป็นจุด ๆ เดียว เอกภพถือกำเนิดขึ้นด้วย ”การระเบิดใหญ่” (Big Bang) เมื่อประมาณ 13,000 ล้านปีมาแล้ว\r\n\r\nหมายเหตุ: (1 ปีแสง = ระยะทางซึ่งแสงใช้เวลานาน 1 ปี หรือ 9.5 ล้านล้านกิโลเมตร)\r\n",null],
    [1061,1026,"การไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทร","Tue, 2018-05-15 21:21","http://www.stkc.go.th/node/1026","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.scimath.org/article-earthscience/item/348-surfacecurrents","น้ำเป็นของไหลเช่นเดียวกับอากาศ การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรจึงมี ลักษณะคล้ายการไหลเวียนของกระแสลมในบรรยากาศ หากแต่การไหลเวียนของกระแสน้ำ มีอุปสรรคขวางกั้น เนื่องจากหนึ่งในสามของพื้นผิวโลกเป็นแผ่นดิน ดังนั้นการไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทรจึงไม่ปรากฏรูปแบบที่ชัดเจนเหมือนดัง กระแสลม ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่ง น้ำทะเลในมหาสมุทรมีความเค็มไม่เท่ากัน น้ำทะเลที่เค็มกว่ามีความหนาแน่นสูงจะเคลื่อนไปแทนที่น้ำทะเลที่มีความหนา แน่นต่ำ เราจึงแบ่งการไหลเวียนของน้ำในมหาสมุทรเป็น 2 ประเภทคือ กระแสน้ำบริเวณพื้นผิว (Surface currents) และกระแสน้ำลึก (Deep currents)\r\n\r\nการไหลเวียนของกระแสน้ำบริเวณพื้นผิวมหาสมุทร \r\n          กระแสน้ำพื้นผิวมหาสมุทรเกิดขึ้นเนื่องจากความฝืดของอากาศกับผิวน้ำใน มหาสมุทร กระแสลมเคลื่อนที่ด้วยความแตกต่างของพลังงานจากดวงอาทิตย์ซึ่ง อากาศสะสมไว้ พลังงานจากอากาศถ่ายทอดลงสู่ผิวน้ำอีกทีหนึ่ง กระแสลมพัดพาให้กระแสน้ำเคลื่อนที่ไปในทางเดียวกัน ภาพที่ 1 แสดงให้เห็นว่า ลมสินค้าตะวันออกบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตร มีอิทธิพลพัดให้น้ำในมหาสมุทรเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก และลมตะวันตกใน บริเวณใกล้ขั้วโลก มีอิทธิพลพัดให้น้ำในมหาสมุทรเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก การไหลของน้ำในมหาสมุทรเคลื่อนที่เป็นรูปวงเวียน ในทิศทางตามเข็มนาฬิกาในซีกโลกเหนือ และในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกใต้\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1  อิทธิพลของกระแสลมต่อกระแสน้ำในมหาสมุทร\r\n\r\n          ทรงกลมของโลกทำให้น้ำในมหาสมุทรมีอุณหภูมิแตกต่างกัน พลังงานจากดวงอาทิตย์ตกกระทบบริเวณศูนย์สูตรมากกว่าขั้วโลก น้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรมีอุณหภูมิสูงจึงไหลไปทางขั้วโลก ในขณะที่น้ำทะเลบริเวณขั้วโลกมีอุณหภูมิต่ำกว่าไหลเข้ามาแทนที่ (ภาพที่ 2)  เนื่องจากน้ำมีคุณสมบัติในการเก็บความร้อนได้ดีกว่าพื้นดินกล่าวคือ ใช้เวลาในการสะสมความร้อน และเย็นตัวลงนานกว่าพื้นดิน  ดังนั้นกระแสน้ำพบพื้นผิวมหาสมุทรจึงพัดพาพลังงานความร้อนไปด้วยเป็นระยะทางไกล ทำให้เกิดผลกระทบต่อภูมิอากาศ และระบบนิเวศบนพื้นที่ชายฝั่งเป็นอย่างยิ่ง \r\n\r\n          อย่างก็ตาม อิทธิพลของกระแสลมส่งผลกระทบกระแสน้ำในมหาสมุทร เพียงความลึก 1 กิโลเมตรเท่านั้น นั่นหมายถึง การไหลเวียนของกระแสน้ำผิวพื้น มีอิทธิพลต่อน้ำในมหาสมุทรประมาณร้อยละ 10\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2  กระแสน้ำพื้นผิวมหาสมุทร\r\n\r\nการไหลเวียนของกระแสน้ำลึกในมหาสมุทร\r\n          น้ำทะเลมีรสเค็ม เนื่องจากมีเกลือซึ่งประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆ ปะปนอยู่ในรูปของสารละลาย ในน้ำทะเล 1 ลิตร (1,000 กรัม) มีเกลืออยู่ 35 กรัม  ในบริเวณที่น้ำทะเลอุณหภูมิสูง เช่น ใจกลางมหาสมุทรบริเวณเส้นศูนย์สูตร แสงแดดมีความเข้มสูง ทำให้น้ำในมหาสมุทรระเหยเป็นไอน้ำ ทิ้งแร่ธาตุที่ตกค้างไว้ในจนน้ำทะเลมีความเข้มของเกลือมาก แต่ในที่หนาวเย็นที่บริเวณขั้วโลก แสงแดดตกกระทำพื้นผิวโลกเป็นมุมเฉียง พลังงานที่ตกกระทบน้อย ปริมาณการระเหยของน้ำทะเลย่อมน้อยตามไปด้วย ความเข้มของเกลือจึงไม่มาก ในบริเวณใกล้ปากแม่น้ำ ความเข้มของเกลือจะน้อยเนื่องจาก อิทธิพลของน้ำจืดจากแม่น้ำลำคลอง ทำให้น้ำทะเลเจือจาง\r\n\r\n\r\n\r\n          เกลือในทะเลและมหาสมุทรมีกำเนิดมาจากแร่ธาตุบนพื้นโลก น้ำเป็นตัวทำละลายที่ดี น้ำฝนละลายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศทำให้มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ น้ำที่อยู่บนพื้นโลกละลายแร่ธาตุในหินและดิน และไหลรวมกันเป็นแม่น้ำลำธาร ไปสะสมกันในมหาสมุทร สารละลายเกลือเหล่านี้อยู่ในประจุของแร่ธาตุที่สำคัญได้แก่ ประจุโซเดียม (Na+)และประจุคลอไรด์ (Cl-) เมื่อน้ำระเหยออกไป ประจุเหล่านี้รวมตัวกันเป็นสารประกอบ ได้แก่ เกลือแกง (NaCl)\r\n\r\n          น้ำทะเลในแต่ละส่วนของโลกมีความเค็มไม่เท่ากัน และมีความหนาแน่นไม่เท่ากัน น้ำทะเลที่มีความหนาแน่นสูงย่อมไหลไปแทนที่น้ำ ทะเลที่มีความหนาแน่นต่ำ การหมุนเวียนของกระแสน้ำลึกมีปัจจัยที่สำคัญ 2 ประการคือ ความร้อน (Thermo)  และเกลือ (Haline) เราเรียกการไหลเวียนในลักษณะนี้ว่า “เทอร์โมฮาลีน” (Thermohaline) \r\n\r\n\r\nภาพที่ 3  การไหลเวียนของน้ำลึกในมหาสมุทร\r\n\r\n          วงจรการไหลเวียนของกระแสน้ำลึกในมหาสมุทรมีชื่อเรียกว่า “แถบสายพานยักษ์” (Great conveyor belt) น้ำทะเลความหนาแน่นสูงอุณหภูมิต่ำจมตัวลงสู่ท้องมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือไหลลึกลงทางใต้ แล้วเลี้ยวไปทางตะวันออก ขณะที่มันไหลผ่านมหาสมุทรอินเดียอุณหภูมิจะสูงขึ้น และลอยตัวขึ้นทางตอนเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก (ภาพที่ 3)\r\n\r\n          น้ำทะเลความหนาแน่นต่ำอุณหภูมิสูงจากมหาสมุทรแปซิฟิก ไหลวกกลับผ่านมหาสมุทรอินเดียลงมาทางมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ แล้วไหลย้อนมาทางมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ กระแสน้ำมีความเค็มมากขึ้นเนื่องจากการระเหยของน้ำประกอบกับการเดินทางเข้าใกล้ขั้วโลกทำให้อุณหภูมิต่ำลง จนจมตัวลงอีกครั้งเป็นการครบรอบวงจร ใช้เวลาประมาณ 500–2,000 ปี การไหลเวียนเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในระยะยาว อาทิเช่น ยุคน้ำแข็งเล็ก ในยุโรปเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17 อิทธิพลของการไหลเวียนแบบเทอร์โมฮาลีน มีอิทธิพลต่อน้ำในมหาสมุทรประมาณร้อยละ 90\r\n",null],
    [1062,1025,"ดาวเคราะห์น้อย","Tue, 2018-05-15 21:20","http://www.stkc.go.th/node/1025","ดาราศาสตร์","http://www.scimath.org/article-earthscience/item/352-asteroids","าวเคราะห์น้อย (Asteroids หรือ Minor planets) เกิดขึ้นในยุคที่เกิดระบบสุริยะเมื่อ 4,600 ล้านปีที่แล้ว ปัจจุบันมีวัตถุที่นักดาราศาสตร์ได้สังเกตพบและตั้งชื่อไว้อยู่ถึง 20,000 ดวง มีวัตถุที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 100 กิโลเมตร อยู่ประมาณ 200 ดวง ที่เหลือเป็นอุกกาบาตขนาดเล็กมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 กิโลเมตร  ดาวเคราะห์น้อยโดยทั่วไปมีรูปร่างไม่แน่นอนและเต็มไปด้วยหลุมบ่อ  แถบดาวเคราะห์น้อย (Asteroid Belt) พบอยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี  สันนิษฐานว่าเกิดมาพร้อม ๆ กับดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ  มีทฤษฎีหนึ่งอธิบายว่าดาวเคราะห์น้อยในบริเวณนี้ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นดาว เคราะห์ขนาดใหญ่ได้ เนื่องจากถูกรบกวนโดยแรงโน้มถ่วงอันมหาศาลของดาวพฤหัสบดี\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1  ดาวเคราะห์น้อย\r\n\r\n            ดาวเคราะห์น้อยตลอด เวลา 30 ปีที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ได้ใช้สเปกโตรสโคปในการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและแร่ธาตุต่างๆ บนดาวเคราะห์น้อย โดยการวิเคราะห์แสงสะท้อนจากพื้นผิวดาว นอกจากนี้ยังตรวจสอบชิ้นอุกกาบาตที่ตกลงมาสู่พื้นโลก พบว่าประมาณ 1 ใน 3 ของบรรดาอุกกาบาตที่ศึกษาพบ มีสีเข้มและมีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นคาร์บอน ให้ชื่อว่าเป็นอุกกาบาตประเภทคาร์บอนาเซียสคอนไดรท์ (carbonaceous chondrites: C-type)  อีกประมาณ 1 ใน 6 พบว่า มีสีค่อนข้างแดงแสดงว่ามีส่วนประกอบที่เป็นเหล็ก จึงเรียกว่า ประเภทหินปนเหล็ก (stony-iron bodies: S-type)\r\n\r\n            ดาวเคราะห์น้อยมีดาว เคราะห์น้อยบางดวงที่มีวงโคจรที่ไม่อยู่ในระนาบอิคลิปติกและมีวงโคจรอยู่ไม่ ไกลกว่า 195 ล้านกิโลเมตร ซึ่งทำให้มันมีโอกาสที่จะโคจรมาพบกับโลกได้ในวันหนึ่งในอนาคต ดังนั้นนักดาราศาสตร์ไม่เพียงแต่ค้นหาดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่เท่านั้น แต่ต้องติดตามการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์น้อยเหล่านั้นที่มีวงโคจรอยู่ใกล้ เคียงกับโลก ซึ่งจำแนกพวกนี้เป็นดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก (Near Earth Asteroids: NEAs)\r\n\r\n            ดาวเคราะห์น้อยนอกจาก นี้ยังมีวัตถุบางชิ้นที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่มีการก่อตัวของดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ นักวิทยาศาสตร์พบชิ้นส่วนอุกกาบาต ALH 84001 ที่พบบนพื้นโลกบริเวณขั้วโลก ที่น่าจะมีต้นกำเนิดจากดาวอังคาร  อีกทั้งยังพบร่องรอยขององค์ประกอบของเซลล์สิ่งมีชีวิตที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ว่าเป็นเซลล์สิ่งมีชีวิตจากนอกโลก หรือจากพื้นผิวโลกแทรกเข้าไปในรอยร้าวของอุกกาบาตนั้น\r\n",null],
    [1063,1024,"การคำนวณตำแหน่งดาวอย่างง่าย","Tue, 2018-05-15 21:19","http://www.stkc.go.th/node/1024","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.scimath.org/article-earthscience/item/363-diurnal-motion","ตำแหน่งของดาวบนท้องฟ้าเปลี่ยนแปลง(การเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้า) เนื่องจากการหมุนรอบตัวเองของโลก และการที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์  มนุษย์ได้พัฒนาความรู้ทางคณิตศาสตร์จากการสังเกตการณ์ท้องฟ้า มาประยุกต์สร้างเป็นนาฬิกาและปฏิทิน เพื่อการบอกเวลา  ในการสังเกตการณ์ท้องฟ้านั้น เราสามารถคำนวณตำแหน่งของดาวบนท้องฟ้าได้อย่างง่ายดายด้วยวิธีบัญญัติไตรยางค์\r\n\r\n• การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเนื่องจาก โลกหมุนรอบตัวเอง (Diurnal motion)\r\n           โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ใช้เวลา 24 ชั่วโมง \r\n           24 ชั่วโมง ตำแหน่งของดาว (มุมที่ทำกับขั้วฟ้า) เปลี่ยนแปลง 360 องศา \r\n           1 ชั่วโมง  ตำแหน่งของดาวเปลี่ยนแปลง = 360 / 24 = 15 องศา\r\n           1 นาที ตำแหน่งของดาวเปลี่ยนแปลง = 15 / 60 = 0.25 องศา\r\n\r\n\r\n\r\nตัวอย่างที่ 1 \r\nดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก เวลา 06.00 น. ไปตกยังทิศตะวันตก เวลา 18.00 น.  ใช้เวลา 12 ชั่วโมง  คิดเป็นมุมได้ 180 องศา \r\nดังนั้น 1 ชั่วโมง ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ = 180 / 12 = 15 องศา \r\nเพราะฉะนั้นในเวลา  09.00 น.  ดวงอาทิตย์จะอยู่สูงจากขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก = (9 – 6) x 15 = 45 องศา \r\nหมายเหตุ: ตัวเลขการขึ้น-ตก ของดวงอาทิตย์ เป็นตัวเลขสมมติ\r\n\r\n\r\n\r\nตัวอย่างที่ 2\r\nเรามองเห็นกลุ่มดาวนายพรานอยู่เหนือศรีษะ เวลา 21.00 น. อยากทราบว่ากลุ่มดาวนายพรานจะตกเวลาเท่าไร \r\nใน 1 ชั่วโมง ดาวบนเส้นศูนย์สูตรฟ้าเคลื่อนที่ไปทางตะวันตก เป็นมุม  = 180 / 12 = 15 องศา \r\nจุดเหนือศีรษะ ทำมุมกับ ขอบฟ้าด้านทิศตะวันตก = 90 องศา\r\nดังนั้นกลุ่มดาวนายพรานจะเคลื่อนไปอยู่ที่ขอบฟ้าด้านทิศตะวันตก ใช้เวลา  = 90/15 = 6 ชั่วโมง \r\nเพราะฉะนั้นกลุ่มดาวนายพรานจะตกเวลา = 21.00 + 6.00 (– 24.00) ชั่วโมง = 03.00 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น\r\n\r\n\r\n\r\nตัวอย่างที่ 3\r\nเรามองเห็นดวงอาทิตย์อยู่สูงเหนือขอบฟ้าด้านทิศตะวันตก เป็นระยะสูง 4 เท่า ของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง \r\nอยากทราบว่า ดวงอาทิตย์จะสัมผัสขอบฟ้าภายในเวลากี่นาที \r\n ขนาดเชิงมุมของเส้นผ่านศูนย์กลางดวงอาทิตย์ = 0.5 องศา\r\nดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไป 4 เท่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง = 4 x 0.5 = 2 องศา\r\n 1 ชั่วโมง ดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ = 180 / 12 = 15 องศา \r\nดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ 1 องศา ใช้เวลา = 60/15 = 4 นาที   \r\n ดังนั้นย่อมใช้เวลา = 2 x 4 = 8 นาที กว่าดวงอาทิตย์จะสัมผัสขอบฟ้า\r\n\r\n• การ เปลี่ยนแปลงตำแหน่งเนื่องจากโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์\r\nโลก โคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลา 1 ปี หรือ 365 วัน \r\n1 ปี ตำแหน่งของดาวเปลี่ยนแปลง 360 องศา (มุมที่ทำกับขั้วฟ้า)\r\n1 วัน ตำแหน่งของดาวเปลี่ยนแปลง 360 / 365 ≈ 1 องศา  \r\nนั่นหมายความว่า ดาวขึ้นเร็วขึ้นวันละ 1 องศา\r\n\r\n\r\nการเปลี่ยนตำแหน่งของดาวเนื่องจากโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์\r\n\r\n\r\n\r\nตัวอย่างที่ 4\r\nวันที่ 1 มกราคม กลุ่มดาวนายพรานขึ้นเวลา 18.30 น. \r\nอยากทราบ ว่า ในเวลาเดียวกัน ของวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ตำแหน่งของกลุ่มดาวนายพรานจะสูงเหนือขอบฟ้ากี่องศา\r\n 1 วัน ตำแหน่งของดาวเปลี่ยนแปลง 360 / 365 = 1 องศา  \r\n 31 วัน ตำแหน่งของดาวเปลี่ยนแปลง = 1 x 31 = 31 องศา  \r\nเพราะฉะนั้นในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เวลา 18.30 น. กลุ่มดาวนายพรานจะสูงเหนือขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก 31 องศา\r\n",null],
    [1064,1023,"ทรงกลมท้องฟ้า","Tue, 2018-05-15 21:17","http://www.stkc.go.th/node/1023","ดาราศาสตร์","http://www.scimath.org/article-earthscience/item/675-55","คนในสมัยโบราณเชื่อว่า ดวงดาวทั้งหมดบนท้องฟ้าอยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางเท่าๆ กัน โดยดวงดาวเหล่านั้นถูกตรึงอยู่บนผิวของทรงกลมขนาดใหญ่เรียกว่า “ทรงกลมท้องฟ้า” (Celestial sphere) โดยมีโลกอยู่ที่ศูนย์กลางของทรงกลม   ทรงกลมท้องฟ้าหมุนรอบโลกจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก โดยที่โลกหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหว  \r\n\r\n              นักปราชญ์ในยุคต่อมาทำการศึกษาดาราศาสตร์กันมากขึ้น จึงพบว่า ดวงดาวบนท้องฟ้าอยู่ห่างจากโลกเป็นระยะทางที่แตกต่างกัน กลางวันและกลางคืนเกิดจากการหมุนรอบตัวเองของโลก มิใช่การหมุนของทรงกลมท้องฟ้า ดังที่เคยเชื่อกันในอดีต  อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนักดาราศาสตร์ยังคงใช้ทรงกลมท้องฟ้า เป็นเครื่องมือในการระบุตำแหน่งทางดาราศาสตร์ ทั้งนี้เป็นเพราะหากเราจินตนาการให้โลกเป็นศูนย์กลาง โดยมีทรงกลมท้องฟ้าเคลื่อนที่หมุนรอบ จะทำให้ง่ายต่อการระบุพิกัดหรือเปรียบเทียบตำแหน่งของวัตถุบนท้องฟ้าและสังเกตการเคลื่อนที่ของวัตถุ เหล่านั้นได้ง่ายขึ้น\r\n\r\nจินตนาการจากอวกาศ\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 ทรงกลมท้องฟ้า \r\n\r\n              • หากต่อแกนหมุนของโลกออกไปบนท้องฟ้าทั้งสองด้าน เราจะได้จุดสมมติเรียกว่า “ขั้วฟ้าเหนือ” (North celestial pole) และ “ขั้วฟ้าใต้” (South celestial pole) โดยขั้วฟ้าทั้งสองจะมีแกนเดียวกันกับแกนการหมุนรอบตัวเองของโลก และขั้วฟ้าเหนือจะชี้ไปประมาณตำแหน่งของดาวเหนือ ทำให้เรามองเห็นว่า ดาวเหนือไม่มีการเคลื่อนที่ \r\n              • หากขยายเส้นศูนย์สูตรโลกออกไปบนท้องฟ้าโดยรอบ เราจะได้เส้นสมมติเรียกว่า “เส้นศูนย์สูตรฟ้า” (Celestial equator)   เส้นศูนย์สูตรฟ้าแบ่งท้องฟ้าออกเป็น “ซีกฟ้าเหนือ” (Northern hemisphere) และ “ซีกฟ้าใต้” (Southern hemisphere) เช่นเดียวกับที่เส้นศูนย์สูตรโลกแบ่งโลกออกเป็นซีกโลกเหนือ และซีกโลกใต้\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 เส้นสมมติบนทรงกลมท้องฟ้า \r\n\r\nจินตนาการจากพื้นโลก\r\n\r\n              • ในความเป็นจริงเราไม่สามารถมองเห็นทรงกลมท้องฟ้าได้ทั้งหมด  เนื่องจากเราอยู่บนพื้นผิวโลก จึงมองเห็นทรงกลมท้องฟ้าได้เพียงครึ่งเดียว และเรียกแนวที่ท้องฟ้าสัมผัสกับพื้นโลกรอบตัวเราว่า “เส้นขอบฟ้า” (Horizon)  ซึ่งเป็นเสมือน เส้นรอบวงบนพื้นราบ ที่มีตัวเราเป็นจุดศูนย์กลาง \r\n              • หากลากเส้นโยงจากทิศเหนือมายังทิศใต้ โดยผ่านจุดเหนือศรีษะ จะได้เส้นสมมติซึ่งเรียกว่า “เส้นเมอริเดียน”  (Meridian) \r\n              • หากลากเส้นเชื่อมทิศตะวันออก-ทิศตะวันตก โดยให้เส้นสมมตินั้นเอียงตั้งฉากกับขั้วฟ้าเหนือตลอดเวลา จะได้ “เส้นศูนย์สูตรฟ้า”  ซึ่งแบ่งท้องฟ้าออกเป็นซีกฟ้าเหนือและซีกฟ้าใต้  หากทำการสังเกตการณ์จากประเทศไทย ซึ่งอยู่บนซีกโลกเหนือจะมองเห็นซีกฟ้าเหนือมีอาณาบริเวณมากกว่าซีกฟ้าใต้เสมอ\r\n\r\nการเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้า \r\n              เมื่อมองจากพื้นโลกเราจะเห็นทรงกลมท้องฟ้าเคลื่อนที่จากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก  อย่างไรก็ตามเนื่องจากโลกของเราเป็นทรงกลม ดังนั้นมุมมองของการเคลื่อนที่ของทรงกลมท้องฟ้า ย่อมขึ้นอยู่กับตำแหน่งละติจูด(เส้นรุ้ง) ของผู้สังเกตการณ์  เป็นต้นว่า\r\n              • ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่บนเส้นศูนย์สูตร หรือละติจูด 0°    ขั้วฟ้าเหนือจะอยู่ที่ขอบฟ้าด้านทิศเหนือพอดี  (ภาพที่ 3) \r\n              • ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่ที่ละติจูดสูงขึ้นไป เช่น ละติจูด 13°    ขั้วฟ้าเหนือจะอยู่สูงจากขอบฟ้า 13° (ภาพที่ 4) \r\n              • ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่ที่ขั้วโลกเหนือ หรือละติจูด 90°   ขั้วฟ้าเหนือจะอยู่สูงจากขอบฟ้า 90° (ภาพที่ 5) \r\n\r\n              เราสามารถสรุปได้ว่า ถ้าผู้สังเกตการณ์อยู่ที่ละติจูดเท่าใด  ขั้วฟ้าเหนือจะอยู่สูงจากขอบฟ้าเท่ากับละติจูดนั้น \r\n\r\n\r\nภาพที่ 3 ละติจูด 00 N\r\n\r\n              ผู้สังเกตการณ์อยู่ที่เส้นศูนย์สูตร (ละติจูด 00) \r\n              ดาวเหนืออยู่บนเส้นขอบฟ้าพอดี \r\n              ดาวขึ้น – ตก ในแนวในตั้งฉากกับพื้นโลก\r\n\r\n\r\nภาพที่ 4 ละติจูด 130 N\r\n\r\n              ผู้สังเกตการณ์อยู่ที่ กรุงเทพ ฯ (ละติจูด 130 N) \r\n              ดาวเหนืออยู่สูงเหนือเส้นขอบฟ้า 130\r\n              ดาวขึ้น – ตก ในแนวเฉียงไปทางใต้ 130\r\n\r\n\r\nภาพที่ 5 ละติจูด 900  N\r\n\r\n              ผู้สังเกตการณ์อยู่ที่ขั้วโลกเหนือ (ละติจูด 900 N) \r\n              ดาวเหนืออยู่สูงเหนือเส้นขอบฟ้า 900\r\n              ดาวเคลื่อนที่ในแนวขนานกับพื้นโลก\r\n",null],
    [1065,1022,"DNA ในร่างกาย กำหนดวิธี “ออกกำลังกาย” ที่เหมาะสมได้","Tue, 2018-05-15 21:12","http://www.stkc.go.th/node/1022","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://www.sanook.com/health/10441/","\r\n\r\nการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและปราศจากโรค หลายคนคิดว่าการได้ออกกำลังกายอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้งถือว่าประสบความสำเร็จ แต่รู้หรือไม่ว่าการออกกำลังกายที่ได้ผลดีต่อร่างกาย จะต้องมีวินัยและปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี ซึ่งการที่จะรู้ว่าออกกำลังกายรูปแบบใดถึงจะเหมาะสมนั้น สามารถตรวจวิเคราะห์ได้จากพันธุกรรมพื้นฐานของแต่ละคน\r\n\r\nการตรวจพันธุกรรมพื้นฐาน หรือ DNA เพื่อค้นหาสมรรถภาพ เริ่มมีการนำมาใช้ในการดูประสิทธิภาพทางกีฬา เนื่องจากปัจจุบัน วิทยาศาสตร์การกีฬาถูกนำมาใช้ในวงการกีฬาอาชีพมากขึ้น โดยสามารถทำการวิเคราะห์พันธุกรรมเป็นรายบุคคลเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการกำหนด กิจกรรมหรือโปรแกรมการออกกำลังกายหรือฝึกซ้อม ว่า DNA ลักษณะนี้ต้องทำกิจกรรมที่เน้นความทนทานหรือกิจกรรมที่เน้นการใช้พลังงานหรือสามารถทำได้ทั้งสองแบบ โดยข้อมูลจาก DNA นี้จะช่วยในการเลือกโปรแกรมการฝึกซ้อมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งผู้ที่เข้ารับการทดสอบสามารถใช้ในการตัดสินใจเลือกเล่นกีฬาที่เหมาะสมและตรงกับความสามารถของตนเองมากที่สุด\r\n\r\nการวิเคราะห์ DNA จะทำให้นักกีฬาสามารถทราบถึงพันธุกรรมและสมรรถณะพื้นฐานของตน ซึ่งจะทำให้การฝึกฝนเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและลดความเสี่ยงได้ การเข้าใจจุดแข็งและจุดอ่อนของร่างกายทำให้รู้ถึงขีดความสามารถของเราซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาสมรรถภาพของร่างกายเพิ่มเติมจากการฝึกซ้อมและอาหาร โดยการตรวจนั้นมีการสกัด DNA จากกระพุ้งแก้ม ตัวอย่างน้ำลาย หรือเลือด  ผ่านกระบวนการเก็บรักษาที่ได้มาตรฐาน และส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการมาตรฐานระดับสากล\r\n\r\nยีนสามารถกำหนดการแปรผันทางพันธุกรรมของร่างกาย เช่น ความแข็งแกร่ง ความสามารถในการใช้ออกซิเจนประสิทธิภาพการเต้นของหัวใจ ขนาดของกล้ามเนื้อ และองค์ประกอบเส้นใยกล้ามเนื้อ การรู้จักยีนของคุณหมายความว่าคุณรู้จักร่างกายของคุณดีขึ้น และนั่นจะทำให้คุณเป็นนักกีฬาที่ดียิ่งขึ้น การตรวจวิเคราะห์ DNA ช่วยให้กำหนดกิจกรรมทางกายภาพที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคล เพราะเป็นการวิเคราะห์จากลักษณะทางพันธุกรรมเฉพาะบุคคล เพื่อดูว่าบุคคลนั้นๆ เหมาะกับการเล่นกีฬาหรือการฝึกซ้อมที่เน้นความทนทาน หรือกิจกรรมที่เน้นการใช้พลังงาน หากจำเป็นจะช่วยกำหนดทรีทเมนต์ จากผลการวิเคราะห์และอาจรวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมากขึ้นหรือการออกแบบอาหารที่ให้นักกีฬารับประทาน\r\n\r\nการทราบข้อมูลของยีนบางยีนก็ช่วยให้ทราบเรื่องความเสี่ยงในการบาดเจ็บ ตัวอย่างเช่นยีนที่ชื่อ Collagen type l alpha 1 gene (COL1A1) เป็นยีนที่สร้างโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของเส้นเอ็น(1) ในยีนนี้จะมีความหลากหลายทางพันธุกรรมจุดหนึ่ง (rs1800012) ในสายพันธุกรรมที่มีผลต่อปริมาณการแสดงออกของยีน โดยคนส่วนใหญ่จะมีรหัสพันธุกรรมเป็น G (Guanine) ณ ตำแหน่งนี้ แต่จะมีประชากรประมาณ 20% ที่มีรหัสพันธุกรรมเป็น T (Thymine) ด้วย ซึ่งหากมีรหัสพันธุกรรมเป็น T จะส่งผลให้การแสดงออกของยีนดังกล่าวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ความแข็งแรงของเส้นเอ็นมากขึ้นเช่นกัน(2) มีนักกีฬาประมาณ 4% ที่มีรหัสพันธุกรรมเป็น T ทั้งคู่ จะทำให้มีความเสี่ยงของการเกิดอาการบาดเจ็บเส้นเอ็นไขว้หน้าหัวเข่า และ เอ็นร้อยหวาย ลดลง (3) สำหรับคนทั่วไปที่มีรหัสพันธุกรรมแบบ G จะมีการแสดงออกของยีนนี้ตามปกติ ก็ควรจะมีการอบอุ่นร่างกายและยืดเส้นเอ็นก่อนการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดโอกาสการในการบาดเจ็บดังกล่าว            \r\n\r\nเมื่อเราทราบข้อมูลทางพันธุกรรมแล้วก็จะสามารถรู้ได้ว่าร่างกายสามารถตอบสนองต่อการกินอาหารและการออกกำลังกายประเภทใด และสามารถนำข้อมูลที่ได้มาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายให้เหมาะสมต่อลักษณะทางพันธุกรรมของแต่ละคนเพื่อผลลัพท์ทางสุขภาพที่ดีที่สุด\r\n",null],
    [1066,1021,"ไขข้อข้องใจ กินอะไร? ทำไมถึงเป็น \"โรคเกาต์\"","Tue, 2018-05-15 21:08","http://www.stkc.go.th/node/1021","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/7693/","\r\n\r\nโรคเกาต์ คืออะไร ?\r\n\r\nโรคเกาต์ ก็เป็นโรคข้ออักเสบประเภทหนึ่ง พบได้ในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ซึ่งเกิดจากการตกตะกอนของกรดยูริคภายในข้อ โดยกรดยูริคนี้ก็มาจากสารพิวรีนที่มีอยู่มากในอาหารจำพวกเครื่องในสัตว์และถั่วเมล็ดแห้ง เตือนไว้ก่อนว่าใครที่เป็นโรคเกาต์เข้านะ จะต้องได้รับการดูรักษาไปต่อเนื่องตลอดชีวิตเลย (จริง 1000%) เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้อาจจะทำให้ข้อต่างๆ ตามร่างกายของเราผิดรูป จนทำให้พิการได้ น่ากลัวมากจริงๆ\r\n\r\nอาการแบบไหนถึงจะทำให้รู้ว่าเป็น โรคเกาต์ เข้าแล้ว ?\r\n\r\nวิธีสังเกตก็ดูไม่ยาก ดูตามที่เราสรุปมาเป็นข้อๆ ได้เลย\r\n\r\n\r\n\tมีอาการปวดตามข้อ ข้อบวม ผิวบริเวณข้อแดง กดลงไปรู้สึกเจ็บ ซึ่งอาการปวดเกิดขึ้นได้กับข้อหลายตำแหน่ง อย่างที่มีการพบบ่อยๆ ได้แก่ ข้อนิ้วโป้งเท้า , ข้อเท้า และข้อเข่า โดยอาการปวดจะเกิดขึ้นแบบฉับพลัน รวมถึงมีอาการไข้ขึ้นเล็กน้อยไปจนถึงไข้สูง\r\n\t \r\n\tเมื่อมีอาการปวดกำเริบขึ้นแต่ละครั้งก็จะกินเวลาไปประมาณ 3 - 7 วัน\r\n\t \r\n\tถ้ารู้ตัวว่าเป็น โรคเกาต์ แต่ไม่รีบไปรักษา ปล่อยให้มีอาการแบบที่กล่าวมาอยู่เรื่อยๆ ต่อเนื่อง ก็เสี่ยงที่จะทำให้การอักเสบเกิดขึ้นซ้ำๆ จนทำให้ข้อบิดเบี้ยว เดินลำบาก ไปจนถึงพิการได้\r\n\t \r\n\tนอกจากนั้นก็ยังมีอาการอื่นเกิดขึ้นร่วมด้วย เช่น อาจพบนิ่วในไต หรือนิ่วในทางเดินปัสสาวะ\r\n\r\n\r\nสิ่งที่ไปกระตุ้นให้ โรคเกาต์ เกิดการเจริญเติบโต\r\n\r\nถ้าจะว่ากันง่ายๆ ก็คือสิ่งที่เรารับเข้าสู่ร่างกายแล้วเข้าไปเสริมให้มีโอกาสที่จะเป็น โรคเกาต์ เพิ่มขึ้น หรือถ้าหากเป็นอยู่แล้วก็จะยิ่งเสริมให้อาการที่มีรุนแรงมากขึ้นไปอีก ดังนี้\r\n\r\n\r\n\tการกินอาหารที่มีสารพิวรีนประกอบอยู่มาก เช่น สัตว์ปีก, เครื่องในสัตว์\r\n\t \r\n\tการดื่มเหล้าและเบียร์\r\n\t \r\n\tยาบางชนิด อาทิ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด, ยาที่เพิ่มให้เลือดมีกรดยูริคสูง\r\n\t \r\n\tปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น การบาดเจ็บ, ช่วงเวลาหลังผ่าตัดใหม่ หรือแม้แต่ความเครียดก็มีส่วนที่ทำให้เกิดโรคเกาต์ได้เหมือนกันนะ\r\n\r\n\r\n iStock\r\n\r\n‘ปวดเกาต์’ เกิดขึ้นตอนไหนได้บ้าง ?\r\n\r\nตอนนี้เรายังไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่าอาการปวดเกาต์จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เนื่องจากแต่ละคนก็มีปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดได้แตกต่างกัน แต่โดยส่วนใหญ่เวลาที่บอกต่อไปนี้ผู้ป่วยมักจะเกิดอาการปวดขึ้นได้คล้ายๆ กัน\r\n\r\n\r\n\tช่วงเวลาที่เกิดความเครียดสูง มีแรงกดดันสูง\r\n\tช่วงเวลาที่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์\r\n\tช่วงเวลาที่กินเลี้ยงในงานสังสรรค์ กินอาหารมากจนเกิดเป็นพิษต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่มีกรดยูริคสูง\r\n\tช่วงเวลาที่ร่างกายไม่แข็งแรง หรือป่วย\r\n\tช่วงเวลาที่อากาศเย็น หนาว ฝนตก หรืออากาศมีความแปรปรวน\r\n\r\n\r\nระดับความรุนแรงของ ‘โรคเกาต์’\r\n\r\n\r\n\tAsymptomatic Hyperuricemia : ระยะนี้จะยังไม่มีอาการแสดงออกมาให้เห็น ถึงแม้ว่าจะมีกรดยูริคสะสมอยู่ในเลือดสูง แต่ยังไม่ทำให้เกิดอาการปวดใดๆ\r\n\tAcute Gouty Arthritis : ระยะนี้ผู้ป่วยจะเกิดอาการปวดตามข้อขึ้นมาอย่างกะทันหัน\r\n\tIntercritical Gout (พัก) : ระยะนี้อาการปวดของผู้ป่วยจะหยุด หรือเริ่มหายปวดลงจากช่วงแรก เป็นระยะที่เว้นก่อนเริ่มอาการปวดในครั้งต่อไป โดยในระยะนี้แนะนำให้ผู้ป่วยรีบหาวิธีรักษาแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อนจะกลับมามีอาการปวดอีก\r\n\tRecurrent Gout Arthritis : ระยะนี้ผู้ป่วยจะกลับมามีอาการปวดอีกครั้ง\r\n\r\n\r\nChronic Tophaceous Gout : ระยะนี้อาการปวดที่เกิดขึ้นจะรุนแรงจนถึงระดับเรื้อรังและปวดอย่างต่อเนื่อง ขยายบริเวณที่ปวดมากขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา\r\n\r\nการตรวจวินิจฉัย\r\n\r\nหากว่ามีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้น หรือมีบางอาการที่ส่อว่าเรากำลังเข้าสู่การเป็นผู้ป่วยโรคเกาต์ ก็ควรเดินทางไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยน่าจะดีกว่า ไม่ต้องเสียเวลาคิดไปกันเอง โดยแพทย์ก็จะมีการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีดังต่อไปนี้\r\n\r\n\r\n\tการเจาะน้ำในข้อไปตรวจ ว่ากันว่าวิธีนี้เป็นวิธีการตรวจยืนยันที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่การตรวจหาว่าเป็นโรคเกาต์หรือไม่ แต่ยังช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่นๆ เพิ่มเติมได้ด้วย\r\n\t \r\n\tการเจาะเลือดเพื่อตรวจระดับกรดยูริคว่ามีสูงกว่าปกติหรือไม่\r\n\t \r\n\tการ X-Ray บริเวณข้อที่มีอาการปวด โดยจะดูความผิดปกติได้จากภาพในรังสี\r\n\r\n\r\nการรักษาโรคเกาต์\r\n\r\nเมื่อเดินทางไปตรวจวินิจฉัยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว พบว่าตัวเองนั้นเป็น โรคเกาต์ จริงๆ แพทย์ก็จะให้ยามา พร้อมกับคำแนะนำเพื่อบรรเทาอาการ โดยที่เราก็ต้องปฏิบัติตามสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด\r\n\r\n\r\n\tขณะที่โรคกำเริบ ควรกินยาตามแพทย์สั่ง\r\n\t \r\n\tทำการประคบเย็น\r\n\t \r\n\tควรลดการใช้ข้อ หลีกเลี่ยงการลงน้ำหลักที่ข้อที่เกิดการอักเสบ\r\n\t \r\n\tกินน้ำให้เพียงพอ\r\n\r\n\r\nป้องกัน โรคเกาต์ เอาไว้ตั้งแต่ต้นต้องทำยังไง?\r\n\r\n\r\n\tหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารดังต่อไปนี้ หัวใจไก่, ตับไก่, กึ๋นไก่, เซ่งจี้หมู, ตับหมู, ไต, ตับอ่อน, มันสมองวัว, เนื้อไก่, เนื้อเป็ด, ห่าน, ไข่ปลา, ปลาดุก, ปลาไส้ตัน, ปลาอินทรีย์, ปลาซาร์ดีน, กุ้งชีแฮ้, หอย, น้ำสกัดเนื้อ, น้ำต้มกระดูก, น้ำซุปต่างๆ, ซุปก้อน, ยีสต์, เห็ด, ถั่วดำ, ถั่วแดง, ถั่วเขียว, ถั่วเหลือง, กระถิน, ชะอม, กะปิ เป็นต้น\r\n\t \r\n\tดื่มน้ำมากๆ\r\n\t \r\n\tกินยาตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด ซึ่งในผู้ป่วยบางรายอาจต้องกินยาตลอดชีวิต\r\n\r\n",null],
    [1067,1020,"จะทำอย่างไรให้ฟันขาว?","Tue, 2018-05-15 21:05","http://www.stkc.go.th/node/1020","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/4033/","\r\n\r\nฟันเหลืองเกิดขึ้นจากสาเหตุใด \r\nฟันคนเราปกติจะมีสีขาวเป็นมันวาว แต่บางคนจะมีฟันเหลือง หรือดำ คล้ำ แลดูไม่สวย งาม โดยอาจจะเป็นเพียงบางซี่ หรือทุก ๆ ซี่ก็ได้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ฟันคนเราไม่ขาวก็จะมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน คือ \r\n\r\n1. การที่คนเรารับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีสี เป็นประจำ เช่น ชา กาแฟ การอมลูกอม สูบบุหรี่ ร่วมกับการที่เราแปลงฟันไม่สะอาดพอ จึงทำให้มีคราบอาหาร คราบแบคทีเรีย และหินปูน มาเกาะติดสะสมทีละน้อย ๆ จนเห็นเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล หรือสีดำติดตามซอกฟัน \r\n\r\n2. เกิดจากฟันผุ ซึ่งมักจะมีสีเหลืองเข้ม หรือสีน้ำตา โดยเฉพาะฟันที่อยู่ด้านหน้าทำให้ มองเห็นได้ชัดเจน \r\n\r\n3. เกิดจากฟันตาย ซึ่งหมายถึง ฟันที่ไม่มีเลือด และประสาทฟันมาหล่อเลี้ยงทำให้ฟันมีสี ทึบ ไม่โปร่งเหมือนฟันที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับฟันที่ผุมาก ๆ และทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน จนฟันผุลุกลามถึงโพรงประสาทฟัน หรืออาจเกิดขึ้นกับฟันที่ได้รับอุบัติเหตุ หรือถูกกระแทกอย่างแรง จนมีการฉีกขาดของเส้นเลือดที่มาหล่อเลี้ยงฟัน เมื่อทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่มีการดึงประสาทฟันออก ฟันจะยิ่งมีสีคล้ำมากขึ้น \r\n\r\n4. ฟันมีสีผิดปกติมาตั้งแต่กำเนิด เนื่องมาจากโรคบางอย่าง หรือการได้รับยาบางชนิด มากเกินไป เช่น ยาเตตราซัยคริน ซึ่งการกินยาตัวนี้ จะมีผลต่อสีของฟัน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการก่อตัวหรือสร้างฟันเท่านั้น คือ ฟันน้ำนม ในเด็กอายุ 3-9 เดือน และฟันแท้ในเด็กอายุ 3-12 ปี ทำให้ฟันแทบทุกซี่มีสีค่อนข้างเหลือง หรือเป็นสีเทาดำ นอกจากนี้อาจเกิดจากการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป จะมีจุดสีน้ำตาลบนฟัน ที่เรียกว่า ฟันตกกระ\r\n\r\n\r\nวิธีใดบ้างที่จะทำให้ฟันขาว มีกี่วิธี \r\n\r\nวิธีที่จะทำให้ฟันขาวนั้นมีอยู่หลายวิธี ขึ้นอยู่กับสาเหตุ และลักษณะของสีฟันที่ผิดปกติไป \r\n\r\nวิธีแรกที่ง่ายมากก็คือ การแปรงฟันให้สะอาดอย่างทั่วถึงหลังอาหารทุกมื้อร่วมกับการไปพบทันตแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อขูดหินปูนและขัดฟัน ซึ่งการขัดฟันจะไม่ทำให้ฟันบางลงอย่างที่บางคนเข้าใจ ถ้าเกิดการมีฟันผุก็จัดการให้เรียบร้อย ในฟันหน้าทันตแพทย์จะกรอส่วนที่ผุ มีสีดำ หรือสีเหลืองออก แล้วอุดด้วยวัสดุที่มีสีเหมือนฟัน เท่านี้ ฟันก็จะมีสีขาวสะอาดได้เหมือนปกติ\r\n\r\n\r\nการฟอกสีฟัน คืออะไร \r\n\r\nการฟอกสีฟันในปัจจุบัน คือการฟอกสีฟันทั้งปาก ได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป และมีการวิวัฒนาการของยาที่ฟอกสีฟัน ทำให้ใช้ได้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น การฟอกสีฟันทั้งปาก ทำให้ 2 วิธี \r\n\r\nวิธีแรก เป็นวิธีที่จะต้องทำในคลินิก โดยทันตแพทย์จะเป็นผู้ทำ โดยใช้สารฟอกสี ซึ่งส่วนใหญ่ คือ สารประเภท Peroxide ที่มีความเข้มข้น 30-35 % ระยะเวลาในการทำในแต่ละครั้ง คือประมาณ 30 นาที - 1 ชั่วโมง \r\n\r\nวิธีที่สอง คือ คนไข้สามารถนำสารฟอกสีกลับไปทำเองได้ที่บ้าน โดยทันตแพทย์จะเตรียมอุปกรณ์ให้ แต่คนไข้ต้องกลับมาตรวจเป็นระยะตามที่ทันตแพทย์นัดสารฟอกสีที่ใช้ก็จะเป็นประเภทเดียวกับที่ทำในคลีนิค แต่จะมีความเข้มข้น น้อยกว่า คือ ประมาณ 2-10% ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย วิธีฟอกก็ไม่ยาก เพียงแต่บีบสารฟอกสีลงในถาดฟันยางที่ทันตแพทย์ทำเฉพาะไว้สำหรับแต่ละคน จำนวนน้ำยาที่ใส่ลงในถาดก็ประมาณเพียง 1 ใน 3 ของถาด แล้วสวมฟันยางไว้ วันละ 1-2 ชม. ทุกวันและจะต้องกลับไปพบทันตแพทย์ตามกำหนดนัด\r\n\r\n\r\nต้องใช้ระยะเวลาในการรักษามากน้อยแค่ไหน \r\n\r\nระยะเวลาที่ใช้นั้นมักขึ้นอยู่กับสีและคราบคล้ำของฟัน ถ้าฟันมีสีเหลืองไม่มากก็อาจจะ ฟอกให้ขาวได้ในเวลา 2-3 สัปดาห์ แต่ถ้าหากฟันมีสีเหลืองเข้ม หรือสีเทาอ่อนก็อาจจะต้องฟอกให้ขาวได้นานพอสมควร แต่ใช้เวลาในการฟอกมากขึ้นเป็น 4-5 สัปดาห์\r\n\r\n\r\nสารฟอกสีมีอันตรายหรือผลข้างเคียงต่อเหงือกหรือฟันหรือไม่ \r\n\r\nอันตรายหรือผลข้างเคียงต่อเหงือกหรือฟัน ก็มีบ้างโดยเฉพาะชนิดที่ทำในคลินิกเพราะมี ความเข้มข้นสูง แต่ทันตแพทย์ผู้ทำเขาจะระมัดระวังและป้องกันเป็นอย่างดี ส่วนชนิดที่ทำที่บ้านนั้น จะต้องมีความเข้มข้นน้อย จึงไม่ค่อยมีอันตราย ถึงแม้ว่าเราอาจจะกลืนสารฟอกสีลงไปบ้างเล็กน้อย เพราะสารฟอกสีจะสลายตัวกลายเป็นน้ำได้ง่าย \r\n\r\nส่วนอาการที่จะเกิดขึ้นก็อาจจะมีอาการแสบเหงือกและเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก เนื่องจากการระคายเคืองโดยตรงที่สัมผัสกับน้ำยา และอีกอาการหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ ก็คือ การเสียวฟันหลังจากฟอกสี แต่ประสาทฟันจะมีการป้องกันตัวเองโดยธรรมชาติและอาการก็จะค่อย ๆ ทุเลาลงและหมดไปเมื่อเราหยุดฟอกสี นอกจากนี้ทันตแพทย์ก็อาจเคลือบได้การเคลือบฟลูออไรด์ การฟอกสีฟันทั้งปากไม่ได้ทำให้ฟันสึกกร่อนหรืออ่อนแอลงแต่อย่างไร\r\n\r\n\r\nถ้าทำการรักษาเรียบร้อยแล้วจะต้องทำอีกหรือไม่ มีการทำแบบถาวรหรือไม่ \r\n\r\nการฟอกสีฟันเมื่อฟอกแล้วสีกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสภาพก่อนฟอก ถ้า เดิมสีค่อนข้างคล้ำ โอกาสคืนกลับสู่สีเดิมจะเป็นไปได้สูง ในเวลา 1-2 ปี แต่การฟอกสีฟันที่สีเหลืองอ่อน จะขาวได้นานประมาณ 3-4 ปี ทั้งนี้ต้องขึ้นกับความระมัดระวังป้องกันการติดสีจากคราบอาหารด้วย และเมื่อสีฟันคล้ำลงอีกก็สามารถใช้ยาฟอกสีฟันซ้ำได้อีก \r\n\r\n\r\nส่วนวิธีอื่น ๆ ที่จะทำแบบถาวรก็มี เช่น \r\n\r\n- การทำเคลือบฟัน โดยทันตแพทย์จะกรอแต่งผิวเคลือบฟันด้านหน้าออกเล็กน้อย แล้ว ปิดทับด้วยวัสดุอุดสีขาว หรือสีเหมือนฟัน ตบแต่งให้ได้รูปร่างสวยงาม ซึ่งวิธีนี้ จะทำให้ฟันขาวค่อนข้างถาวรกว่าการฟอกสี แต่ก็ยังมีโอกาสเสื่อมได้ คือ อาจจะมีรอยแตก กะเทาะของวัสดุที่ทำเคลือบเมื่อใช้ไม่ระมัดระวัง แต่สามารถซ่อมแซมหรือทำใหม่ได้ไม่ยากนัก แต่วิธีนี้โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายก็จะแพงกว่าการฟอกสีฟัน นอกจากนี้ก็ยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือ \r\n\r\n- การทำครอบฟัน ทันตแพทย์จะกรอแต่งผิวเคลือบฟันออกทั้งซี่ ให้เหลือเป็นแกนแล้ว ทำฟันปลอมครอบทับลงไปติดแน่นด้วยซีเมนต์ทันตกรรม ฟันที่ดำหรือแตก บิ่น สารมารถทำครอบที่มีสีและรูปร่างให้สวยงามได้ดี จึงถือว่าเป็นการเปลี่ยนสีฟันได้อย่างถาวร แต่ค่าใช้จ่ายจะแพงกว่าการทำเคลือบฟัน และการฟอกสีฟัน\r\n\r\n\r\nในเด็กสามารถทำได้หรือไม่ \r\n\r\nในเด็กก็สามารถทำได้ แต่ไม่มีความจำเป็นต้องทำ ปกติเด็กก็จะมีฟันแท้ขึ้น อายุประมาณ 6-7 ปี ฟันแท้ที่ขึ้นมามักจะมีฟันเหลืองกว่าฟันน้ำนมอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นสีที่เป็นธรรมชาติจึงไม่จำเป็นต้องฟอกสีฟัน นอกจากรายที่มีความปกติจริง ๆ เท่านั้น\r\n\r\n\r\nในกรณีใดบ้างที่ไม่สามารถทำได้ มีข้อห้ามบ้างหรือไม่ \r\n\r\nข้อห้ามนั้นไม่มี แต่บางทีการจะตัดสินใจว่าจะฟอกสีฟันใหม่หรือไม่นั้น ก็จะขึ้นอยู่กับ ความจำเป็นด้วย บางคนคิดว่าตัวเองมีฟันสีเหลือง แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นสีโทนปกติของฟัน\r\n\r\n\r\nการฟอกสีฟันด้วยตนเองที่มีขายตามท้องตลาดนั้น สามารถทำเองได้หรือไม่ \r\n\r\nยาฟอกสีฟันชนิดที่วางขายตามร้านค้า บุคคลทั่วไปสามารถซื้อไปฟอกเองที่บ้านได้ และ ยาสีฟันที่ทำให้ฟันขาวก็มีออกมาสู่ท้องตลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นประเภทที่นอกเหนือจากการดูแลของทันตแพทย์ จึงยังไม่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป\r\n",null],
    [1068,1019,"\"ตีบ ตัน แตก\" อันตรายจากโรคหลอดเลือดสมอง","Tue, 2018-05-15 21:02","http://www.stkc.go.th/node/1019","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/4269/","\r\n\r\nโรคหลอดเลือดสมอง เป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะหากเกิดขึ้นและรักษาไม่ทันการณ์ทำให้เป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้      \r\n\r\nโรคหลอดเลือดสมองตีบเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง โดยความผิดปกตินั้นมี 2 ชนิด คือ  ชนิดตีบหรืออุดตัน  ชนิดแตก  โดยทั่วไปโรคหลอดเลือดสมองตีบอุดตันพบได้ร้อยละ 80  ในขณะที่ชนิดแตกพบได้ร้อยละ 20  ซึ่งอาการทั้ง 2 ชนิดนี้  คือ อาการเฉียบพลันของทางระบบประสาท เช่น อ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยวพูดไม่ได้ กลืนลำบาก ภาพซ้อน เป็นต้น\r\n\r\nกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมอง ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ ภาวะน้ำหนักเกิน รวมทั้งหัวใจเต้นผิดจังหวะ\r\n\r\nอาการของโรคหลอดเลือดสมอง เริ่มแรกเป็นอาการผิดปกติทางระบบประสาทที่เกิดเฉียบพลัน เช่น อ่อนแรง ชา โดยจะเป็นครึ่งซีกหรือแม้กระทั่งพูดไม่ได้ มองไม่เห็น รวมทั้งการปวดหัวอย่างรุนแรงเฉียบพลันด้วย\r\n\r\nการรักษาประกอบด้วย การให้ยาสลายลิ่มเลือดที่จะให้ทางหลอดเลือดดำ โดยในปัจจุบันสามารถให้ได้ 3-4 ชั่วโมงครึ่ง ขึ้นกับข้อบ่งชี้ของคนไข้ นอกจากนั้นก็จะมีการใช้สายตรวจที่สอดสายเข้าไปแล้วฉุดลากลิ่มเลือดออกมาเพื่อที่จะเปิดหลอดเลือดใหญ่ให้ได้\r\n\r\nส่วนในเรื่องของอาหารก็สำคัญ ที่แนะนำคือ ผักสด เนื้อสัตว์ ไม่กินมัน ไม่กินหนัง หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทุกอย่าง เพื่อรักษาระดับความดัน ไขมัน น้ำตาลและน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ\r\n\r\nการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง เวลาเป็นปัจจัยสำคัญ ยิ่งรักษาเร็วยิ่งได้ผลดี ที่กล่าวกันว่า มาพบแพทย์ภายใน 3-4 ชั่วโมงครึ่ง แพทย์จะให้ยาสลายลิ่มเลือดแต่ความเป็นจริงแล้ว  ถ้าผู้ป่วยได้รับยาสลายลิ่มเลือดภายในครึ่งชั่วโมงหรือ 1 ชั่วโมง โอกาสหายเป็นปกติมีสูงถึง 3 เท่าของกลุ่มที่ไม่ได้รับยา และโอกาสนั้นลดลงเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป\r\n\r\nสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง บางครั้งจะไม่เกิดอาการ แต่หากท่านตรวจพบแล้วได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูง ขอให้รับประทานยาและปฏิบัติตัวควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ให้เกณฑ์ปกติ  หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์\r\n\r\nสิ่งสำคัญสำหรับโรคนี้ การเฝ้าระวังตนเอง หมั่นสังเกตอาการ ควบคู่ไปกับการพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้ห่างไกลจากโรคนี้ได้\r\n",null],
    [1069,1018,"จริงหรือไม่? “คอตตอนบัด” ห้ามใช้เช็ดหู?","Tue, 2018-05-15 20:57","http://www.stkc.go.th/node/1018","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/3377/"," \r\n\r\n\r\n\r\n“คอตตอนบัด” ห้ามใช้เช็ดหู?\r\n\r\nนพ. ภาสกร วันชัยจิรบุญ อายุรแพทย์ กล่าวว่า ปกติแล้ว ทางการแพทย์ “ไม่แนะนำ” ให้ใส่คอตตอนบัท หรือสิ่งใดๆ เข้าไปในรูหู เพราะว่าขี้หู หรือ earwax เป็นเรื่องธรรมชาติที่หูจะผลิตออกมา เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในหู ดังนั้นวิธีการทำความสะอาดหู เพียงแค่ใช้คอตตอนบัด หรือสำลีอื่นๆ เช็ดบริเวณรอบนอกรูหู หรือปากรูหู เพื่อทำความสะอาดในกรณีที่หูสกปรก หรือขี้หูไหลออกมานอกรูหูเท่านั้น\r\n\r\nเพราะหากใช้คอตตอนบัดเข้าไปปั่นในหู อาจจะแคะหูจนเพลิน แรงเกินจนอาจเป็นแผลได้\r\n\r\n \r\n\r\nเว็บไซต์ independent ของประเทศอังกฤษกล่าวว่า Q-Tip หรือคอตตอนบัดที่ผลิตอยู่ในประเทศอังกฤษ มีคำเตือนอยู่ข้างผลิตภัณฑ์เสมอ ว่าห้ามใช้ทำความสะอาดข้างในรูหู แต่คนส่วนมากมักไม่ใส่ใจ และใช้ทำความสะอาดข้างในรูหูกันเรื่อยมา นอกจากนี้ Dennis Fitzgerald แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรค คอ หู จมูก ยังยืนยันอีกว่า พบผู้ป่วยที่มีปัญหากับหู จากการใช้คอตตอนบัดในรูหูอยู่ตลอดเวลา และได้แนะนำให้หยุดใช้ทุกครั้ง\r\n\r\n \r\n\r\nวิธีทำความสะอาดหูที่ถูกต้อง\r\n\r\n1. ห้ามแคะ ปั่นหูด้วยคอตตอนบัด หรือนำคอตตอนบัดไปชุบแอลกอฮอล์ น้ำเกลือ หรือของเหลวอื่นๆ แล้วนำมาแคะหูเด็ดขาด เพราะจำให้รูหูแห้งเกินไป และหากของเหลวนั้นไหลลงข้างในชั้นหู อาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง อักเสบ จนอาจเป็นโรคหูน้ำหนวกได้\r\n\r\n2. ใช้คอตตอนบัด ทำความสะอาดเพียงบริเวณใบหู และบริเวณปากรูหูเท่านั้น หากน้ำเข้าหูทุกครั้งเมื่ออาบน้ำสระผม ให้ใช้สำลีอุดหูก่อนสระผม\r\n\r\n3. หากรู้สึกว่าน้ำเข้าหู ให้เอียงหูข้างนั้นลง เขย่าหัวเบาๆ หรือกระโดดเบาๆ ให้น้ำออกมาจากหูเอง หลีกเลี่ยงการใช้คอตตอนบัดเช็ดเข้าไปในรูหู\r\n\r\n4. หากรู้สึกหูอื้อ น้ำเข้าหูนานกว่าปกติ รู้สึกว่ามีอะไรเข้าไปในหู หรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ ควรไปพบแพทย์ อย่าพยายามเช็ด หรือแคะข้างในหูเอง\r\n\r\n \r\n\r\nหู เป็นอวัยวะที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อน เป็นประสาทสัมผัสที่สำคัญไม่น้อยไปว่าการมองเห็น การได้กลิ่น รับรู้รส และการสัมผัส ดังนั้นควรรักษาเอาไว้ให้ดีๆ ไม่ฟังเพลงดังจนเกินไป ทำความสะอาดอย่างระมัดระวัง เท่านี้เราก็มีหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับหูไปได้เยอะแล้วล่ะ\r\n",null],
    [1070,1017,"จริงหรือมั่ว? แว๊กซ์ในถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อันตรายต่อร่างกาย","Tue, 2018-05-15 20:55","http://www.stkc.go.th/node/1017","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/4473/","บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วย มีขี้ผึ้งเคลือบอยู่ด้านในหรือไม่?\r\n\r\nก่อนที่จะไปถึงคำตอบที่ว่า ขี้ผึ้งเป็นอันตรายต่อร่างกายของเราหรือไม่นั้น ต้องดูก่อนว่าในบรรจุภัณฑ์อาหารที่เราทาน มีขี้ผึ้งเคลือบอยู่ด้านในจริงหรือไม่ ทั้งนี้คำตอบของเจ้าของผลิตภัณฑ์กล่าวไว้ในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของว่า ถ้วยของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เป็นถ้วยกระดาษลามิเนตพลาสติกชนิด PE Food Grade (Polyethylene) ไม่มีการเคลือบแว๊กซ์ หรือขี้ผึ้งแต่อย่างใด ส่วนที่เห็นลื่นๆ ด้านในถ้วย เป็นพลาสติกชนิดทนร้อน ที่ใส่ไว้ด้านในของถ้วยเพื่อทำให้ถ้วยคงรูป และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองว่าใช้กับอาหารได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังสามารถนำเข้าเตาไมโครเวฟได้อีกด้วย\r\n\r\n \r\n\r\nชนิดของภาชนะสำหรับบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วย\r\n\r\nโดยทั่วไปแล้ว ชนิดของภาชนะสำหรับบรรจุบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดถ้วยมีด้วยกัน 3 แบบ คือ\r\n\r\n1. ถ้วยพลาสติก PP (Polypropylene) ขึ้นรูปโดยการหลอมเม็ดพลาสติก PP Food Grade แล้วยิงขึ้นรูปถ้วย  พลาสติกประเภทนี้สามารถใช้กับผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดนการเติมน้ำร้อนหรือน้ำธรรมดาและเข้าไมโครเวฟก็ได้  ถ้วยพลาสติกมีความแข็งแรงง  ป้องกันความชื้นและกลิ่นได้ดี\r\n\r\n \r\n\r\n2. ถ้วยโฟม PS (Polystyrene)  ขึ้นรูปโดยการหลอมพลาสติก PS แล้วขึ้นรูปถ้วย ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเม็ดโฟมเล็กๆ เกาะกันแน่น มีข้อดีคือ เป็น ฉนวนความร้อน  เมื่อชงน้ำร้อนในบะหมี่แล้ว  บะหมี่จะร้อนนาน ผู้ถือถ้วยจะไม่รู้สึกร้อน อย่างไรก็ตามถ้วยโฟมไม่สามารถทนความร้อนระดับ 100 องศาเซลเซียสได้ จึงไม่สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้ ยังมีข้อเสียของบรรจุภัณฑ์โฟมอีกหลายประการ คือ เป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ด้วยวิธีทางชีวภาพโดยจุลินทรีย์  ยังไม่มีวิธีรีไซเคิลที่เหมาะสม  (นักวิชาการประเมินว่าต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการย่อยสลาย) นอกจากนี้ถ้วยโฟมพิมพ์สีภายนอกได้ไม่สวยงาม จึงต้องอาศัยการหุ้มด้วยพลาสติกอีกชั้นหนึ่งเพื่อเป็นพื้นที่ฉลากอาหาร\r\n\r\n3. ถ้วยกระดาษลามิเนตพลาสติกชนิด PE (Polyethylene)  ขึ้นรูปโดยการพ่นพลาสติก PE Food Grade เป็นฟิลม์เคลือบบนผิวกระดาษด้านในของถ้วย  ถ้วยชนิดนี้เมื่อเติมน้ำร้อนยังสามารถถือถ้วยได้โดยไม่ร้อนมือ เพราะถ้วยออกแบบให้ปลอกกระดาษชั้นนอกที่พิมพ์ฉลากสวมทับไว้ ทำให้เป็นฉนวนอากาศป้องกันไม่ให้ความร้อนในถ้วยออกไปสู่ภายนอก สามารถนำเข้าไมโครเวฟได้  และช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะใช้เวลาย่อยสลายน้อยกว่าถ้วยชนิดอื่น อย่างไรก็ตามถ้วยอาจอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากไอน้ำ จึงควรถือถ้วยอย่างระมัดระวัง\r\n\r\n \r\n\r\nขี้ผึ้ง เป็นอันตรายต่อกระเพาะอาหารได้หรือไม่?\r\n\r\nหากรับประทานอาหารอื่นๆ ที่บรรจุภัณฑ์มีการเคลือบขี้ผึ้งอยู่จริงๆ อยากแจ้งให้ทราบว่า ขี้ผึ้งมีชนิดที่สามารถรับประทานได้อยู่ด้วย เช่น ขี้ผึ้งที่ใช้ในการเคลือบผักและผลไม้ เพื่อยืดระยะเวลาการเก็บรักษาให้ยาวนาน ป้องกันโรคราและแมลง รักษาน้ำหนัก รสชาติ และการสูญเสียวิตามิน ดังนั้นหากเลือกรับประทานจากผู้ผลิตที่มีความน่าเชื่อถือ ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตอย่างถูกต้อง ก็ขอให้มั่นใจได้ว่าเป็นขี้ผึ้งที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างที่กลัวกัน\r\n\r\n \r\n\r\nรู้อย่างนี้แล้ว ก็ทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันอย่างสบายใจได้เลยนะคะ แต่ถ้าจะให้ดีอย่าทานติดต่อกันเป็นประจำจะดีกว่า เพราะบะหมี่กึ่งสำเร็จสารอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และหากต้องทานจริงๆ ควรเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วยการเติมผัก เนื้อสัตว์ ไข่ และอื่นๆ ได้ตามใจชอบ\r\n",null],
    [1071,1016,"Smart Compose บน Gmail โฉมใหม่ ให้ AI ช่วยเขียนอีเมลให้","Tue, 2018-05-15 20:51","http://www.stkc.go.th/node/1016","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/smart-compose-gmail-ai/","Smart Compose เป็นฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่จะมาอยู่ในเว็บไซต์ Gmail โฉมใหม่ ที่ประกาศกลางงาน Google I/O เมื่อคืน โดยฟีเจอร์นี้จะช่วยให้คุณเขียนอีเมลได้ไวขึ้นโดยพิมพ์ไม่กี่คำ เพราะใช้ AI ช่วยในการเขียนอีเมล ทำให้เขียนไวและเสร็จเร็วขึ้น ไม่เมื่อยมือ ไม่ต้องคิดมาก\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nโดยระหว่างที่เราพิมพ์อีเมลบน Gmail เจ้าตัว AI บนฟีเจอร์ Smart Compose จะแนะนำคำหรือวลีที่ใช้ในการเขียนอีเมลได้ เหมือนระบบเดาคำอัตโนมัติ ว่าเราจะพิมพ์อะไรเป็นคำต่อไป ซึ่งการที่ AI ช่วยพิมพ์อัตโนมัตินี้ ช่วยให้เราพิมพ์เร็วขึ้นโดยไม่ต้องพิมพ์บนคีย์บอร์ดเองยาวๆ ที่เราต้องทำก็แค่กด Tab … Tab … Tab\r\n\r\nนอกจากนี้ช่วงก่อนเปิดตัว Smart Compose ในงาน Google I/O ก็มีฟีเจอร์ Smart Reply แสดงประโยคข้อความตอบกลับ ให้คุณเลือกตอบกลับได้เร็วขึ้นด้วย\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nทั้งนี้ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดบน Gmail เขียนเมลด้วย AI จะได้ใช้กันในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม หรือไม่ก็ช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2018 นี้ เรียกได้ว่า Gmail โฉมใหม่จะมี AI คอยช่วยพิมพ์ให้คุณตอบจดหมาย หรือพิมพ์จดหมายได้สะดวกขึ้น ออมแรงกดพิมพ์ให้น้อยลง\r\n",null],
    [1072,1015,"Digital Wellbeing บน Android P มือถือช่วยเตือน ลดอาการติดสมาร์ทโฟน","Tue, 2018-05-15 20:49","http://www.stkc.go.th/node/1015","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/digital-wellbeing-android-p/","Digital Wellbeing ซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่ และแปลกใหม่มากถึงขั้นเป็นธีมสำคัญในการเปิดตัวของ Google I/O และเป็นไฮไลต์เด็ดของ Android P สำหรับผู้ใช้มือถือ Android ซึ่งภายในสมาร์ทโฟนที่ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android จะมีฟีเจอร์ชุดใหม่ดังนี้\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\tDashboard แสดงกิจกรรมระยะเวลาในการใช้สมาร์ทโฟนของเรา ว่าเราใช้แอปอะไรบ้าง นานมั้ย ใช้ในช่วงเวลาไหน โดยแสดงเป็นกราฟรายแอปต่างๆ รวมถึงสถิติข้อความเตือนในแต่ละวัน\r\n\tApp Timer สามารถกำหนดช่วงเวลาในการใช้งานแต่ละแอป เหมาะสำหรับป้องกันเด็กที่แอบมาเล่นเกมบนมือถือเป็นประจำ\r\n\tDo Not Disturb โฉมใหม่ ปิดการแจ้งเตือนทั้งหมด และไม่แสดงขึ้นมาเตือนบนหน้าจอ แต่ยังยกเว้นกรณีคนสำคัญโทรมาได้เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน\r\n\tWind Down หรือโหมดก่อนนอน โดยจะลดสีของหน้าจอเหลือเป็นขาวดำ เป็นการเตือนว่าถึงเวลาที่คุณต้องเข้านอนแล้ว\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nฟีเจอร์เหล่านี้ใน Digital Wellbeing จะช่วยเปลี่ยนพฤติกรรมอาการติดสมาร์ทโฟน ( Smartphone Addict ) ให้ติดมือถือลดลงเน้นกิจกรรมกับเพื่อนและคนในครอบครัวมากขึ้น รวมถึงสุขภาพของคุณด้วย\r\n\r\nทั้งนี้ Android P จะปล่อยให้กลุ่มที่สนใจและนักพัฒนาทดสอบก่อน ผ่านทาง Android P Beta ซึ่งได้ปล่อยแล้วในงาน Google I/O โดยรุ่นที่สามารถทดสอบ Android P Beta สามารถคลิกชมเว็บไซต์นี้ โดยครั้งนนี้มีผู้ผลิตได้ร่วม Android P Beta หลายแบรนด์ด้วยกันเช่น  Google , Nokia , Oppo , Vivo , Xiaomi , Sony\r\n",null],
    [1073,1014,"คุยโทรศัพท์มือถือ เปิดเพลงขณะขับรถ เสี่ยงอุบัติเหตุสูงขึ้น","Tue, 2018-05-15 20:47","http://www.stkc.go.th/node/1014","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/smartphone-driving-traffic-accident/","คุยโทรศัพท์มือถือ กินขนม ฟังเพลง หรือนำเด็กทารกขึ้นรถ มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น เพราะหากทำแบบนั้นจัดเป็นกิจกรรมที่ขาดสมาธิในการขับรถ เสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงขึ้น แม้ว่าผู้ขับรถจะไม่ได้ดื่มสุรา หรือ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ตาม การเสียสมาธิจากเรื่องเหล่านี้ก็มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้\r\n\r\n\r\n\r\nกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า คุยโทรศัพท์มือถือ ทำให้สมาธิของผู้ขับขี่จะอยู่กับบทสนทนาทางโทรศัพท์ จึงส่งผลต่อความสนใจสภาพแวดล้อม ไม่สามารถจำรายละเอียดเส้นทาง ป้ายจราจร และป้ายบอกทางได้ โดยเฉพาะหากใช้มือถือโทรศัพท์ จะเหลือมือจับพวงมาลัยเพียงข้างเดียว เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จึงไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ทันท่วงที\r\n\r\nซึ่ง การคุยโทรศัพท์มือถือ โดยไม่ใช้อุปกรณ์เสริม ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 5 เท่า โดยหากผู้ขับใช้โทรศัพท์มือถือ ผู้ขับรถก็ต้องก้มหน้าดูโทรศัพท์ ใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอ พิมพ์ข้อความสนทนาโต้ตอบทางโทรศัพท์ ทำให้ต้องละสายตาจากเส้นทาง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการขับรถ ซึ่งการพิมพ์หรืออ่านข้อความทางโทรศัพท์ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 23 เท่า โดยเฉพาะช่วงระหว่างขับรถ\r\n\r\n\r\n\r\nการทานอาหารบนรถ แม้จะเป็นขนมขบเคี้ยวก็ทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิได้ เนื่องจากผู้ขับขี่จะเหลือมือจับพวงมาลัยเพียงข้างเดียว ประกอบกับความมันของอาหารและมือที่เปื้อนเศษอาหาร ทำให้จับพวงมาลัยไม่ถนัด จึงส่งผลต่อการบังคับทิศทางและประสิทธิภาพในการขับรถ\r\n\r\nการแต่งหน้า ที่ผู้หญิง หรือสุภาพสตรีมักแต่งหน้าหรือหวีผมในช่วงที่สภาพการจราจรติดขัด หรือรถจอดติดสัญญาณไฟ หากเผลอปล่อยเท้าจากแป้นเบรก จะพุ่งชนรถคันหน้า ก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้\r\n\r\nการค้นหาของหรือหยิบของ ผู้ขับต้องเอื้อมมือ และเอี้ยวตัว รวมถึงละสายตาจากเส้นทาง โดยเฉพาะช่วงที่การจราจรติดขัดหรือจอดติดไฟแดง หากเผลอปล่อยเท้าจากเบรก อาจพุ่งชนรถคันหน้าได้ โดยการค้นหาหรือหยิบของในขณะขับรถ มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 0.5 เท่า ดูโทรทัศน์ แสงสว่าง เสียง และภาพที่เคลื่อนไหว จะดึงดูดผู้ขับขี่ให้ละสายตาจากเส้นทาง การเปลี่ยนช่อง ปรับเพิ่มหรือลดเสียง จะรบกวนสมาธิในการขับรถของผู้ขับขี่\r\n\r\nแม้ว่าการฟังเพลง จะทำให้ผู้ขับขี่มีความสุขขึ้น ผู้โดยสารก็ได้ฟังเพลงด้วย แต่การเปิดเพลงจังหวะเร็ว ๆ อาจรบกวนสมาธิในการขับรถ ยิ่งเปิดเพลงเสียงดังยังทำให้ผู้ขับขี่ไม่ได้ยินเสียงจากภายนอก หากเกิดสิ่งผิดปกติกับรถ หรือรถคันอื่นบีบแตรเตือน จะไม่สามารถแก้ไขเหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้าได้\r\n\r\n\r\n\r\nการพาเด็กโดยสารรถตามลำพัง โดยเฉพาะเด็กเล็กอาจปีนป่ายหรือรื้อของในรถ ทำให้ผู้ขับขี่ต้องละสายตาจากเส้นทาง พะวงกับการดูแลและสังเกตพฤติกรรมเด็ก จึงส่งผลต่อสมาธิในการขับรถ ซึ่งการนำเด็กเล็กโดยสารรถตามลำพัง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 4 เท่า การอุ้มเด็กนั่งตักขณะขับรถ ทำให้ผู้ขับขี่บังคับพวงมาลัยไม่ถนัด อีกทั้งเด็กอาจนั่งบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทาง โดยเฉพาะหากเด็กแย่งพวงมาลัย หรือเลื่อนเกียร์ จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการขับรถ และ การนำเด็กทารกโดยสารรถ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 8 เท่า.\r\n\r\nดังนั้นหากคุณมีพฤติกรรมเหล่านี้ ต้องเพิ่มความระมัดระวังและสมาธิจดจ่อมองเส้นทางบนท้องถนน เพื่อให้เกิดอุบัติเหตุจากการเสียสมาธิของผู้ขับ\r\n",null],
    [1074,1013,"ไม้บรรทัด บนเครื่องมือวาดของ PowerPoint ใช้ยังไง มีประโยชน์อะไรบ้าง?","Tue, 2018-05-15 20:46","http://www.stkc.go.th/node/1013","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/ruler-powerpoint-draw/","ไม้บรรทัด บนโปรแกรมกลุ่ม Microsoft Office เช่น Word หรือ PowerPoint หลายท่านคงจะนึกถึงไม้บรรทัดบนขอบกระดาษไว้ดูการจัดหน้ากระดาษ แต่สำหรับ ไม้บรรทัด บนบทความนี้ จะเป็นเครื่องมือจริงบนหน้าจอ ที่จะใช้แทนไม้บรรทัดของจริงที่คุณถือไว้ใช้ตีเส้นใต้เป็นประจำ เรามาดูกันว่าใช้กันอย่างไร\r\n\r\n\r\n\r\nการเรียก ไม้บรรทัด มาตีเส้นใน PowerPoint นั้นสามารถเลือกได้ที่แท็บ วาด >>แล้วเลือกที่ ไม้บรรทัด\r\n\r\n\r\n\r\nแล้วไม้บรรทัดจะแสดงบนหน้าจอ PowerPoint โดยจะทาบทับสไลด์แบบนี้ คุณสามารถย้ายตำแหน่งไม้บรรทัด ได้ตามต้องการ เหมือนเอามือแตะไม้บรรทัดทาบบนสไลด์ โดยสามารถเลื่อนด้วย 2 นิ้วได้ทันทีถ้าจอคอมของคุณรองรับจอสัมผัส  แต่ถ้าเป็นคอมธรรมดา สามารถใช้เม้าส์คลิกค้างย้ายตำแหน่งได้ตามต้องการ\r\n\r\n\r\n\r\nคุณสามารถใช้ 2 นิ้วแตะไม่บรรทัดแล้วเอียงองศาได้ตามต้องการซึ่งง่ายมากๆ\r\n\r\n\r\n\tในกรณีไม่ใช่จอสัมผัส สามารถใช้ปุ่ม scroll ตรงกลางของเม้าส์เลื่อน เพื่อเอียงองศาได้\r\n\tหรือกรณีใช้ Trackpad ก็ใช้ 2 นิ้วลูบขึ้นหริอลูบลงตรงบริเวณ Trackpad เพื่อเอียงองศาได้เช่นกัน\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nและสามารถตีเส้นใต้ตามไม้บรรทัด โดยาเม้าส์มาชี้ที่ปากกา แล้ววาดตรงไม้บรรทัดเลย ผลคือหมึกปากกกาจะปรากฎเฉพาะตรงไม้บรรทัดแล้วลากตีเส้นได้ได้อย่างแม่นยำ ไม่มีเบี้ยว\r\n\r\nสรุปคือ ไม้บรรทัด สามารถใช้สำหรับวัดองศา และตีเส้นใต้บนสไลด์ PowerPoint นั่นเอง และยิ่งใช้จอสัมผัส มีปากกาด้วย การตีเส้นใต้ด้วยไม้บรรทัดก็จะสะดวกมากขึ้น ฟีเจอร์นี้ใช้ได้บน PowerPoint 2016 และ Office 365\r\n",null],
    [1075,1012,"วิธีให้ Microsoft Word อ่านหนังสือให้ฟัง","Tue, 2018-05-15 20:44","http://www.stkc.go.th/node/1012","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/word-read-aloud/","Word โปรแกรมพิมพ์งานเอกสารที่คุณคุ้นเคย แต่ใครใช้ Office365 ซึ่งเป็นโปรแกรมสำนักงานที่มีการเพิ่มฟีเจอร์ตลอดเวลา ล่าสุดได้ปล่อยฟีเจอร์ใหม่ให้ Microsoft Word ให้สามารถ อ่านออกเสียง ให้คุณฟังได้แล้ว และจากการทดสอบจากทีมงานก็พบว่าสามารถอ่านออกเสียงได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nวิธีการคือ ให้เปิดโปรแกรม Word 365 จากนั้นเปิดเอกสารสักไฟล์นึง แล้วให้เลือกตรงด้านบนโดยคลิกที่แท็บ รีวิว ( review )แล้วคลิกปุ่ม อ่านออกเสียง ( Read Aloud ) หรือกดปุ่ม Alt + Ctrl + Space บนคีย์บอร์ดขณะใช้โปรแกรม Word เพื่อให้สามารถ อ่านออกเสียง ได้ทันที\r\n\r\n\r\n\r\nคลิกวีดีโอด้านบนเพื่อดูวิธีใช้และลองฟัง Word อ่านออกเสียง\r\n\r\nแค่นี้โปรแกรม Word ก็จะอ่านออกเสียงให้คุณฟัง โดยสามารถควบคุมการอ่านซึ่งอยู่ด้านขวาของจอ เช่น Play เพื่ออ่านเรื่อยๆ หรือ stop เพื่อหยุด สามารถเร่งความเร็วในการอ่านตามต้องการ และสามารถเลือกเสียงอ่านได้\r\n\r\nอย่างไรก็ตามจากที่ทดสอบการใช้ อ่านออกเสียง ( Read Aloud ) บน Word 365 ปรากฎว่ายังมีข้ามการอ่านในตอนแรก และบางครั้งเสียงอังกฤษและเสียงไทยคนละเสียงกัน แต่อย่างน้อยก็เห็นว่าตอนนี้ Microsoft Word สามารถพัฒนาอ่านออกเสียง ภาษาไทย ให้คุณฟังได้แล้ว\r\n\r\n\r\n\r\nดังนั้นตอนนี้ใครใช้ Office 365 ลองใช้ฟีเจอร์ อ่านออกเสียง บน Word กัน\r\n",null],
    [1076,957,"ซ่อนตัวหรือวิ่งหนี? เมื่อระเบิดนิวเคลียร์ลงกลางเมือง","Sun, 2018-04-15 21:32","http://www.stkc.go.th/node/957","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","http://www.scimath.org/article-science/item/7476-2017-09-08-03-50-05","สงครามเย็นสิ้นสุดลงในปี 1991 แต่ภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ยังคงมีอยู่กว่า 14,900 นัดใน 9 ประเทศที่ครอบครอง ทั้งยังสถานการณ์สงครามที่ถูกรายงานให้เห็นตามหน้าสื่อสิ่งพิมพ์หรือสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้เกิดการแข่งขันด้านอาวุธของประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ การกระทำเข้าข่ายการละเมิดสนธิสัญญาอาวุธในการอัพเกรดคลังแสงนิวเคลียร์ของรัสเซีย รวมไปถึงการพัฒนาขีปนาวุธระยะไกลและการฝึกซ้อมรบอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งต่างก็เป็นสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ\r\n          ในขณะเดียวกันทุกคนต่างทราบดีอยู่แล้วว่า การก่อการร้ายด้วยอาวุธและระเบิดนิวเคลียร์นั้นเป็นภัยคุกคามที่รุนแรง และแม้ว่าเหตุการณ์การโต้ตอบของประเทศมหาอำนาจที่มีอาวุธร้ายแรงครอบครองทั้งหลาย จะไม่น่ากระตุ้นให้เกิดการใช้ตัวเลือกสุดท้ายอย่างระเบิดนิวเคลียร์ได้ก็ตาม แต่หลายคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่า หากเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากการโจมตีด้วยระเบิดนิวเคลียร์แล้วจะต้องปฏิบัติตัวตัวอย่างไร?\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 เหตุการณ์ระเบิดนิวเคลียร์ \r\nที่มา WikiImages/pixabay\r\n\r\n\r\n\tผู้ที่รอดชีวิตจากการระเบิดนิวเคลียร์อาจต้องสัมผัสกับขี้เถ้าปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีและฝุ่นกัมมันตรังสีหลังนิวเคลียร์ระเบิด (fallout)\r\n\tการหาที่พักพิงที่ดีโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และการเข้าพักอาศัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการรอดชีวิตจากฝุ่นกัมมันตรังสี\r\n\tนักวิทยาศาสตร์จึงได้คิดแผนการเกี่ยวกับวิธีการในการเคลื่อนย้ายไปยังที่หลบภัยที่เป็นเป็นผลดีและปลอดภัยที่สุด\r\n\r\n\r\nหลีกเลี่ยงฝุ่นกัมมันตรังสี\r\n\r\n          แม้ว่าคุณจะเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากระเบิดนิวเคลียร์ ถึงอย่างไรเสียก็ไม่ได้หมายความว่าจะรอดจากผลกระทบที่น่ากลัวอย่างขี้เถ้าปนเปื้อนกัมมันตรังสีหรือฝุ่นกัมมันตรังสีหลังการระเบิดของนิวเคลียร์ที่มีแรงระเบิดตั้งแต่ 0.1-10 กิโลตัน\r\n\r\n          ฝุ่นกัมมันตรังสี (Nuclear fallout) เป็นสารกัมมันตรังสีที่ตกค้างอยู่ในชั้นบรรยากาศหลังการระเบิดของระเบิดนิวเคลียร์  ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดจากการแยกตัวของนิวเคลียสของอะตอมอย่างรวดเร็วในปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน (Nuclear fission reaction) โดยจะปลดปล่อยพลังงานในรูปของรังสีแกมมาและรังสีอื่น ๆ รวมทั้งพลังงานความร้อนสูง และการได้รับรังสีปริมาณมากในช่วงเวลาสั้นๆ อาจทำให้เซลล์ภายในร่างกายและความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองเสียหายได้ หรืออาจเรียกอาการดังกล่าวว่า \"ความผิดปกติจากการได้รับรังสีสูงแบบเฉียบพลัน\" (Acute Radiation Sickness, ARS) ซึ่งมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ ของร่างกายด้วย\r\n\r\n          ลูกไฟจากแรงระเบิดราว 10 กิโลตันที่มีความร้อนสูงจะพุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศมากกว่า 100 ไมล์ต่อชั่วโมง (หรือประมาณ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) โดยผลของแรงระเบิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน (Fission product) หลอมรวมทั้งสิ่งสกปรก และเศษขยะต่างๆ จะถูกดึงเข้าไปในชั้นบรรยากาศจากลูกไฟดังกล่าว สิ่งที่พยายามจะบอกก็คือ จะมีสิ่งสกปรกมากกว่า 8,000 ตัน ถูกวางอยู่ในก้อนเมฆ\r\n\r\n         รังสีแกมมาสามารถพุ่งขึ้นไปได้มากกว่า 5 ไมล์ในอากาศ อนุภาคของชิ้นส่วนที่มีขนาดใหญ่จะตกลงมาบริเวณดังกล่าวได้ราวเม็ดฝน ส่วนอนุภาคที่มีขนาดเบากว่าจะตกลงสู่พื้นที่ซึ่งไกลออกไป\r\n\r\nวิ่งหนีหรือซ่อนตัว?\r\n\r\nสิ่งที่ควรทำมากที่สุดในการอยู่รอดหลังจากภัยพิบัติทางนิวเคลียร์คือ การเข้าไปหลบยังโครงสร้างที่แข็งแรงรวมทั้งสามารถป้องกันตัวเราจากภายนอกทันทีและอยู่ที่นั่น และหากสามารถเข้าไปยังส่วนล่างของโครงสร้างนั้นได้ให้เข้าไปยังส่วนของชั้นใต้ดิน เนื่องจากดินเป็นโล่ที่ดีที่สุดในการป้องกันอันตรายจากรังสี จากนั้นรอจนกว่าเจ้าหน้าที่กู้ชีพจะสามารถหาทางช่วยเหลือคุณได้ \r\n\r\n          สถานที่สำหรับเป็นที่หลบภัยควรเป็นอาคารที่สร้างจากอิฐหรือคอนกรีตที่มีหน้าต่างน้อย หรือไม่มีเลย บ้านเรือนหรือรถยนต์ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในลำดับต้นๆ เนื่องจากไม่ได้สร้างขึ้นด้วยวัสดุที่สามารถป้องกันรังสีได้ ทั้งยังไม่มีชั้นใต้ดิน ดังนั้นจึงควรเข้าไปหลบในอาคารของโรงเรียนหรือสำนักงานน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 ระดับการป้องกันผลกระทบจากกัมมันภาพรังสีของระเบิดนิวเคลียร์ภายในอาคารหรือสถานที่ตั้งภายในอาคาร \r\nที่มา Lawrence Livermore National Laboratory\r\n\r\n          ซ่อนตัวอยู่ภายในอาคารราว 12-24 ชั่วโมง เหตุผลที่ต้องรอก็เพื่อให้ระดับรังสีแกมมาและรังสีชนิดอื่น ๆ ที่หลุดออกมาหลังจากการระเบิด ซึ่งเป็นไอโซโทปรังสี (Radioisotopes) ร้อน สลายตัวเป็นกลายเป็นอะตอมที่เสถียรเสียก่อน เป็นช่วยจำกัดโซนอันตรายให้แคบลง เนื่องด้วยพื้นที่ที่มีกระแสลมในระดับสูงมากจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากแรงระเบิดได้ จากนั้นพยายามฟังข่าวสารจากวิทยุเพื่อเตรียมตัวต่อสถานการณ์ต่างๆ อย่างถูกต้องและปลอดภัย\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่  3 พื้นที่อันตราย (สีม่วงเข้ม) จะแคบลงอย่างรวดเร็วในเวลาไม่นาน ในขณะที่พื้นที่มีความร้อน (สีม่วงอ่อน) ซึ่งมีอันตรายน้อยกว่าจะขยายตัวมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป\r\n\r\nที่มา  Lawrence Livermore National Laboratory\r\n\r\n          สำนักจัดการภาวะฉุกเฉินส่วนกลาง (FEMA - Federal Emergency Management Agency) สหรัฐอเมริกา แนะนำรายการสิ่งของจำเป็นที่ควรมีไว้สำหรับตนเองในยามฉุกเฉิน\r\n\r\n\r\n\tน้ำ 1 แกลลอนต่อคนต่อวัน อย่างน้อย 3 วัน สำหรับการดื่มและการสุขาภิบาล\r\n\tอาหารอย่างน้อย 3 วัน ควรเป็นอาหารที่ไม่เสียหรือบูดง่าย\r\n\tวิทยุที่ใช้งานได้ด้วยแบตเตอรี่หรือวิทยุมือหมุน และวิทยุรายงานสภาพอากาศ NOAA พร้อมการแจ้งเตือนด้วยเสียง รวมทั้งแบตเตอรี่เสริม\r\n\tไฟฉายและแบตเตอรี่เสริม\r\n\tชุดปฐมพยาบาล\r\n\tนกหวีด สำหรับเป่าเพื่อขอความช่วยเหลือ\r\n\tหน้ากากป้องกันฝุ่นเพื่อช่วยกรองอากาศที่ปนเปื้อนและแผ่นพลาสติกและเทปพันท่อสำหรับใช้ในสถานที่หลบภัย\r\n\tผ้าเช็ดตัวที่เปียกชื้น  ถุงขยะ  และถุงพลาสติกเพื่อการสุขาภิบาลส่วนบุคคล\r\n\tประแจหรือคีมเพื่อปิดระบบสาธารณูปโภค\r\n\tเครื่องมือเปิดอาหาร (สำหรับอาหารกระป๋อง)\r\n\tแผนที่ท้องถิ่น\r\n\r\n",null],
    [1077,956,"สังเกตเมฆ","Sun, 2018-04-15 21:29","http://www.stkc.go.th/node/956","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","http://www.scimath.org/article-science/item/7574-2017-10-17-02-04-19","ลายคนคงคุ้นเคยกับการมองก้อนเมฆ ที่เปลี่ยนแปลงรูปร่างไปต่าง ๆ นานา และเราก็ยังสังเกตบรรดาก้อนเมฆอันอ่อนนุ่มนั้น  ด้วยการดูสีของเมฆ ที่ลอยรวมตัวกันอยู่บนท้องฟ้า  ว่าเป็นอย่างไร \r\n\r\nเมฆเกิดจากอะไร\r\n\r\n        ก่อนอื่นต้องรู้จักที่ไปที่มาของก้อนเมฆที่เราเห็นอยู่บนท้องฟ้ากันก่อน น้ำจากแหล่งธรรมชาติบนพื้นดิน เป็นจุดเริ่มต้นของมวลเมฆขนาดใหญ่  เมื่อได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์ ก็จะระเหยกลายเป็นไอน้ำลอยอยู่บนอากาศ และเมื่อไอน้ำเกิดการควบแน่นเป็นละอองน้ำหรือเกล็ดน้ำแข็ง การเกาะตัวเป็นกลุ่มในลักษณะแบบนี้ เราเรียกมันว่า เมฆ \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 ก้อนเมฆบนท้องฟ้า\r\nที่มา : Sipa https://pixabay.com/th\r\n\r\n สีและลักษณะของก้อนเมฆ\r\n\r\n          เคยสังเกตไหมว่า ทำไมเมื่อเรามองไปบนท้องฟ้า กลุ่มเมฆที่ล่องลอยอยู่ในอากาศมีสีสันแตกต่างกันไป ก็เนื่องจากว่าความหนาแน่นของกลุ่มไอน้ำหรือเมฆบริเวณนั้น ว่ามีความหนาแน่นมากน้อยเพียงใด ถ้าหนาแน่นมาก แสงผ่านไม่ได้ จะมองเห็นเป็นกลุ่มสีเทาไปจนถึงสีดำ ถ้าหนาแน่นน้อย เราจะมองเห็นเมฆเหล่านั้นเป็นสีขาว  สีของเมฆสามารถสื่อสารหรือบ่งบอกให้เราทราบได้ว่า มีปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศ หรือสภาพทางอากาศที่กำลังจะเกิดขึ้น  เช่น เมฆที่มีสีเขียว หรือสีเทาเกือบดำ นั้นบ่งบอกถึงการก่อตัวของพายุฝน  หรือเมฆสีแดงส้มในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น และพระอาทิตย์ตก จากการกระเจิงของแสงในชั้นบรรยากาศ\r\n\r\n           เมฆสามารถแบ่งตามรูปร่างลักษณะและระดับความสูงเหนือพื้นดินของฐานเมฆ โดยทั่ว ๆ ไปดังนี้\r\n\r\n                   เมฆชั้นต่ำ               เหนือพื้นดินไม่เกิน 2 กิโลเมตร ไม่มีน้ำแข็งมีแต่ไอน้ำ แต่เมื่อใดที่ไอน้ำรวมกลุ่มกันมีความหนาแน่นจำนวนมาก ก็จะตกลงมาเป็นฝน\r\n\r\n                   เมฆชั้นกลาง           สูงตั้งแต่ 2-6 กิโลเมตร มี เมื่อมีความหนาแน่นของน้ำแข็งและไอน้ำรวมกันจำนวนมาก ก็จะตกลงมาเป็นฝน \r\n\r\n                   เมฆชั้นสูง               สูงตั้งแต่ 6 กิโลเมตร ขึ้นไป  ส่วนใหญ่จะเป็นน้ำแข็ง เพราะความสูงระดับนั้นอากาศจะเย็นจัดต่ำกว่าจุดเยื่อกแข็ง\r\n\r\n\r\n\r\n         เราคงพอสังเกตก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้ากันได้บ้างแล้ว ว่าเมฆชนิดไหนทำให้เกิดฝนพรำหรือทำฝนตกหนัก ฉะนั้นก่อนออกจากบ้านครั้งต่อไปก็อย่าลืมพยากรณ์อากาศกันเสียหน่อย จะได้เตรียมพร้อมรับมือกับฝนฟ้าในแต่ละวันได้ทันเวลา\r\n",null],
    [1078,955,"สับสนซ้ายขวา อธิบายได้อย่างไร?","Sun, 2018-04-15 21:24","http://www.stkc.go.th/node/955","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","http://www.scimath.org/article-science/item/7747-2017-12-04-06-15-41","หลงทางยังไม่อึดอัดใจเท่าหลงทิศ หากคุณเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีความสับสนในการเลือกทิศทางระหว่างซ้ายหรือขวา  ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผู้สอนขับรถยนต์ของคุณขอให้คุณเลี้ยวซ้าย คุณสามารถตัดสินใจเลือกหันพวงมาลัยเพื่อเลี้ยวฝั่งด้านซ้ายของตัวเองในทันทีได้หรือไม่? เพราะหากคำตอบคือ “ไม่” คุณคือหนึ่งในสัดส่วนของประชากรที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับรู้ซ้าย-ขวา\r\n\r\n\r\n\r\n  ภาพที่ 1 ทางเลือกซ้ายหรือขวา \r\nที่มา 683440/Pixabay\r\n\r\n          การรับรู้ซ้าย-ขวา เป็นกระบวนการทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาท เช่นเดียวกับความสามารถในการรวบรวมข้อมูลประสาทสัมผัสและการมองเห็น ภาษา และความจำ สำหรับบางคนอาจตัดสินใจเลือกได้ในทันที แต่สำหรับบางคนต้องหยุดคิดสักชั่วครู่จึงจะสามารถแบ่งแยกได้ว่าทางใดซ้ายหรือขวา\r\n\r\nเปลี่ยนผิดให้เป็นถูกเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด\r\n\r\n          ความจริงแล้วไม่ใช่เรื่องแย่อะไรเมื่อหลงทางจากการตัดสินใจผิดในการเลือกทิศทาง แต่ก็มีหลายสถานการณ์ที่ความสับสนระหว่างด้านซ้ายและด้านขวาก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรง หลายอาชีพที่สร้างความผิดพลาดอย่างมากหากมีปัญหาในการแยกแยะความแตกต่างดังกล่าว และจะเป็นข้อผิดพลาดที่น่าเศร้าที่สุด เมื่อเกิดขึ้นในงานทางด้านการแพทย์อย่างการผ่าตัดเปลี่ยนไตผิดข้างหรือการตัดขาผิดข้าง และถึงแม้ว่าจะมีการตรวจสอบและวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบไว้ล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงแล้ว แต่ความผิดพลาดของมนุษย์มักจะเป็นต้นตอของสาเหตุต่าง ๆ เสมอ\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 การผ่าตัด \r\nที่มา sasint/Pixabay\r\n\r\n         อีกหนึ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพด้านสุขภาพก็คือ เมื่อแพทย์หรือพยาบาลต้องเผชิญหน้ากับผู้ป่วยจากทางด้านขวาของพวกเขา แต่เป็นทางด้านซ้ายของคนไข้ ซึ่งการแยกแยะระหว่างซ้ายหรือขวาอย่างถูกต้องจะเกี่ยวข้องกับการรับรู้ระยะและทิศทาง (Visuospatial Function) ของมโนภาพที่หมุนเปลี่ยนแปลงทิศทางซึ่งเกิดขึ้นภายในจิตใจ (Mental rotation image)\r\n\r\n         ความผิดพลาดเป็นลักษณะโดยธรรมชาติของพฤติกรรมมนุษย์   บางครั้งเราก็เป็นคนก่อความผิดพลาด และบ่อยครั้งที่เราก็เป็นคนได้รับความผิดพลาดไว้เสียเอง  แต่ปัญหาความสับสนระหว่างซ้ายหรือขวานั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาได้มากกว่าครั้งเดียว ทั้งนี้หลักฐานทางการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงมักจะมีปัญหาในเรื่องของความสับสนในการแยกแยะซ้ายหรือขวามากกว่าผู้ชาย เนื่องด้วยผู้ชายจะมีการทำงานในเรื่องของการรับรู้ระยะและทิศทางได้ดีกว่าผู้ชาย\r\n\r\nผลกระทบจากการเสียสมาธิ  (Distraction effect)\r\n\r\n         การแยกแยะซ้ายและขวาที่ไม่ชัดเจนเกิดขึ้นได้จากผลกระทบที่ทำให้เสียสมาธิ เช่นการทำงานของแพทย์หรือพยาบาล  เนื่องด้วยโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลต่าง ๆ  มักจะมีคนป่วยมาใช้บริการอยู่ตลอดเวลา ร่วมกับขั้นตอนที่ซับซ้อนในระบบการทำงานที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคน  แพทย์จึงถูกรบกวนขณะทำงานอยู่บ่อยครั้งจากการรับสายโทรศัพท์แจ้งผลการตรวจ เสียงจากเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือแม้กระทั่งการตอบคำถามทางคลินิกของเพื่อนร่วมงาน ผู้ป่วย ตลอดจนญาติของผู้ป่วย ดังนั้นสภาพแวดล้อมทางคลินิกจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับการทำงานของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์\r\n\r\n         งานวิจัยหนึ่งซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร   Medical Education เป็นการศึกษาผลกระทบจากการถูกขัดจังหวะในระหว่างการทำงานต่อความสามารถในการรับรู้ทิศทางของนักศึกษาแพทย์จำนวน 234 ท่าน โดยพบว่า สภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวน การถามคำถามทางคลินิก หรือแม้กระทั่งระดับเสียงพื้นฐานในแผนกต่าง ๆ ของโรงพยาบาลมีผลต่อความสามารถในการตัดสินใจแยกแยะระหว่างด้านซ้ายและด้านขวา และผลกระทบนั้นมักจะเกิดขึ้นในนักศึกษาแพทย์ที่มีอายุมากและเป็นผู้หญิง\r\n\r\n         ความสามารถของแต่ละบุคคลในการรับรู้และแยกแยะทิศทางได้อย่างถูกต้องยังคงคลุมเครือ หลายคนอ้างว่า ตนเองมีความสามารถในการแยกแยะซ้ายและขวาได้ดี แต่เมื่อวัดด้วยเหตุผลแล้วมักไม่เป็นเช่นนั้น\r\n\r\nเทคนิคแยกแยะด้านซ้ายและขวา\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3 เทคนิคในการแยกด้านซ้าย \r\nที่มา iamrosie\r\n\r\n         บุคคลที่มีปัญหาในการรับรู้ทิศทางมักจะมีเทคนิคในการจำของตัวเอง เช่น การทำมุม 90 องศาของนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ของมือซ้ายของตัวเองในลักษณะเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ “L” (Left) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของด้านซ้ายมือของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามเทคนิคจำดังกล่าวยังคงมีความผิดพลาดเกี่ยวกับปัญหาการแยกแยะซ้ายและขวาในหลายกรณี ดังนั้นจึงควรมีการปลูกฝังให้เด็กๆ ตระหนักรู้ถึงความจำเป็นในการตัดสินใจอย่างถูกต้องและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดในเรื่องของทิศทางตั้งแต่ยังเป็นผู้เยาว์ เพื่อลดสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดข้อผิดพลาดต่าง ๆ  \r\n\r\n        อย่างไรก็ดี การลดการรบกวนต่างๆ ทั้งเสียงและการกระทำที่ก่อให้เกิดการรบกวนเป็นสิ่งที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์หรือระหว่างขั้นตอนสำคัญที่ต้องรับผิดชอบชีวิตผู้อื่น\r\n",null],
    [1079,954,"การวัดค่าความชื้นในอากาศ","Sun, 2018-04-15 21:18","http://www.stkc.go.th/node/954","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","http://www.scimath.org/article-science/item/7756-2017-12-04-07-53-19","สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดและมีความสำคัญกับเรามากเช่นกัน แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนมองไม่เห็น คืออะไร คำตอบคือ อากาศ วันนี้เราจะมาว่ากันด้วยเรื่องใกล้ตัวแต่มองไม่เห็นอย่างอากาศ\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 ความชื้น\r\nที่มา coyot / Pixabay\r\n\r\n          ในสภาวะอากาศที่อยู่รอบตัวเรา เราสัมผัสกับอากาศที่มีปริมาณไอน้ำอยู่ในอากาศ  ในบริเวณที่อากาศมีความชื้นมาก นั่นหมายความว่าอากาศมีปริมาณไอน้ำปะปนอยู่มาก เช่นเดียวกันว่า ถ้าในบริเวณที่มีความชื้นน้อย หมายความว่าอากาศบริเวณนั้นมีไอน้ำปะปนอยู่น้อย ความชื้นของอากาศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความดันและอุณหภูมิ\r\n\r\nค่าความชื้นในบรรยากาศนิยมวัดกันใน 2 รูปแบบดังนี้\r\n\r\n           1. การวัดความชื้นสัมพัทธ์ (relative humidity) คือ การวัดอัตราส่วน (เป็นร้อยละ) ของปริมาณไอน้ำที่มีอยู่จริงในอากาศในขณะนั้น ต่อ ปริมาณไอน้ำที่อาจจะมีอยู่ได้ เมื่ออากาศนั้น อิ่มตัวด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิเดียวกัน หรือ“อัตราส่วนของความดันไอน้ำที่มีอยู่จริง ต่อ ความดันไอน้ำอิ่มตัว” มีหน่วยวัดเป็น % โดยอากาศอิ่มตัวจะมีค่าความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 100 % หมายถึงความชื้นที่มีไอน้ำอยู่เต็มอากาศ สังเกตจากช่วงฝนตกใหม่ ๆ อาจจะมีความชื้นที่สูงเกือบ 100%\r\n\r\n            2. การวัดความชื้นสัมบูรณ์ (absolute humidity) คือการวัดปริมาณของไอน้ำในอากาศเป็นกรัมต่อ อากาศชื้นหนัก 1 กิโลกรัม หรือ อัตราส่วนระหว่างมวลน้ำที่มีอยู่จริง ต่อ ปริมาตรอากาศ\r\n\r\nความชื้นและการวัดความชื้นในอากาศมีความสำคัญอย่างไร\r\n\r\n          เพราะปริมาณไอน้ำ เป็นสิ่งที่ช่วยบอกสภาพหรืออุณหภูมิของอากาศปัจจุบัน และในอนาคตล่วงหน้าได้  ความชื้นในอากาศมีส่วนสำคัญในหลาย ๆ ด้านในการใช้ชีวิตประวันอย่างไม่รู้ตัว อนึ่งมีความสำคัญมากในด้านการเกษตร ซึ่งมีความสำคัญมากต่อสภาพแวดล้อมและการเพาะปลูกพืชต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการตากผ้า ในสภาพอากาศที่มีความชื้นต่ำ น้ำจะระเหยได้มากทำให้เสื้อผ้าที่ตากไว้แห้งได้เร็ว  แต่ถ้าอากาศที่มีความชื้นสูงน้ำจะระเหยได้น้อยเสื้อผ้าที่ตากไว้จะแห้งช้า ความชื้นที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตมีค่า 60 % ซึ่งเป็นความชื้นที่รู้สึกสบายตัวหากความชื้นสัมพัทธ์มีค่าน้อยกว่า 60 % จะรู้สึกว่าอากาศแห้งผิวแห้งหรือว่าแตกไปเลยก็เลยมักจะเกิดขึ้นในฤดูหนาว แต่ถ้ามากกว่า 60% จะทำให้อากาศร้อนและมีเหงื่อ เหนียวตัว อึดอัด\r\n\r\nเครื่องมือวัดความชื้น\r\n\r\nเครื่องมือที่นิยมใช้วัดความชื้นในอากาศมีอยู่ 2 แบบที่ด้วยกัน ดังนี้\r\n\r\n          1. ไฮโกรมิเตอร์ชนิดกระเปาะเปียกและกระเปาะแห้ง (Wet and dry hygrometer) เป็นเครื่องมืดวัดความชื้นโดยอาศัยหลักการระเหยของน้ำจะดูดความร้อนไปด้วย โดยที่การระเหยนั้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กัยความชื่นในอากาศขณะนั้น  มีลักษณะ ประกอบไปด้วยเทอร์มอมิเตอร์ 2 อันคู่ มีอันหนึ่งใช้สำหรับวัดอุณหภูมิ เป็นกระเปาะแห้ง ส่วนอีกอันใช้วัดความชื้น การหาค่าความชื้นสัมพัทธ์ทำได้โดยอ่านค่าจากตารางความชื้นสัมพัทธ์ที่แนบมาให้พร้อมเครื่องวัด วิธีใช้จะนำผ้ามามัดด้วยจุ่มน้ำในแก้วแล้วน้ำจะระเหยออกมาจะกระทั่งอุณหภูมิลดต่ำสุดที่เรียกว่ากระเปาะเปียก แล้วเปรียบเทียบระหว่างกันในตารางค่าความชื้นอีกที ทั้งนี้ยังมีไฮโกรมิเตอร์แบบดิจิตอลที่ใช้งานได้ง่ายและสามารถวัดความชื้นสัมพัทธ์ได้ในช่วงกว้างกว่าด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 ไฮโกรมิเตอร์แบบกระเปาะเปียก-กระเปาะแห้ง\r\nที่มา  http://globethailand.ipst.ac.th/?page_id=4075\r\n\r\n         2. ไฮโกรมิเตอร์แบบเส้นผม (Hair hygrometer) คือเครื่องวัดโดยนำเส้นผมของมนุษย์ มีลักษณะเป็นตลับ  มาโดยต้องไม่มีไขมัน สำหรับการวัดนั้นใช้หลักการยืดและหดของเส้นผม  เพราะว่าความชื้นจะมีส่วนสัมพันธ์กับเส้นผม โดยเมื่ออากาศชื้นเส้นผมจะยืดยาวออก   และเมื่ออากาศแห้งเส้นผมจะหดตัว   ใช้เส้นผมที่สะอาดปราศจากไขมันของมนุษย์\r\n",null],
    [1080,953,"ผึ้งเห็นภาพลวงตาเช่นเดียวกับมนุษย์","Sun, 2018-04-15 21:13","http://www.stkc.go.th/node/953","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.scimath.org/article-science/item/7824-2018-01-10-08-47-45","ภาพลวงตา (Optical Illusions) หมายถึง ภาพที่ทำให้ความสามารถในการรับรู้และแปลความหมายของสิ่งที่มองเห็นผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงหรือทำให้มองเห็นในรูปแบบที่แตกต่างจากความเป็นจริง โดยการมองเห็นภาพลวงตานั้นเป็นผลมาจากวิวัฒนาการด้านการประมวลผลภาพของสมอง\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 ผึ้ง \r\nที่มา designerpoint/Pixabay\r\n\r\n           ภาพลวงตาทำให้เรามองเห็นตึกสูงระฟ้าที่อยู่ไกลออกไป ดูเล็กลงคล้ายแบบจำลองโครงสร้างอาคารสามมิติ ข้อมูลบริบทจึงเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ทราบว่า ในความเป็นจริงแล้วสิ่งปลูกสร้างนั้นมีความสูง  \r\n\r\n           หากถามว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวที่มองเห็นภาพลวงตาหรือไม่ ? การศึกษานี้แสดงให้เห็นเป็นครั้งแรกว่า ผึ้งตัวน้อยก็สามารถมองเห็นภาพลวงตาได้เช่นเดียวกับมนุษย์ ทั้งนี้ผลการศึกษายังช่วยให้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของการมองเห็นภาพลวงตาในสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่นๆ ด้วย\r\n\r\nมนุษย์มองเห็นภาพลวงตาได้อย่างไร?\r\n\r\n           มนุษย์มองเห็นโดยการเรียนรู้ที่จะเห็น สมองของมนุษย์มีการพัฒนากลไกในมองหาความสัมพันธ์ของข้อมูล เพื่อนำความสัมพันธ์นั้นมาจับคู่ให้ความหมาย โดยมีปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลบริบทแวดล้อมจนเกิดเป็นกระบวนการรับรู้ ซึ่งวิธีการที่แตกต่างกันที่ระบบมองเห็นประมวลผลและเกิดเป็นภาพลวงตานั้น ช่วยให้เข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการรู้คิดและการมองเห็นได้มากขึ้น\r\n\r\n          มนุษย์มองเห็นภาพลวงตาต่างๆ มากมาย เช่น ภาพลวงตาที่เกิดจากการหักเหของแสง (Mirages) ภาพลวงตาที่เกี่ยวข้องกับขนาด รูปร่าง ความยาว หรือแม้กระทั่งสี เป็นต้น ทั้งนี้ภาพลวงตาจัดเป็นความผิดพลาดในการรับรู้ของมนุษย์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ในการทำความเข้าใจรูปแบบในการประมวลผลจากการมองเห็นทั้งในมนุษย์และสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ๆ โดยตัวอย่างภาพลวงตาที่ถูกใช้สำหรับการศึกษาอย่างกว้างขวางในมนุษย์ คือภาพลวงตาทางเรขาคณิต (Geometric illusions) อย่างภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์ (Ebbinghaus illusion)\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่  2 Ebbinghaus illusion เป็นภาพลวงตาที่ข้อมูลบริบทแวดล้อมที่แตกต่างกัน \r\nสามารถทำให้มองเห็นวัตถุที่มีขนาดเท่ากัน มีขนาดแตกต่างกันได้ \r\nที่มา https://en.wikipedia.org/wiki/Ebbinghaus_illusion\r\n\r\n          มนุษย์โดยทั่วไปสามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ในโลกได้โดยใช้การประมวลผลข้อมูลองค์รวม (Global processing) ซึ่งเป็นแนวโน้มในการประมวลผลภาพโดยรวมของฉากมากกว่าการแยกประมวลผลรายละเอียดของแต่ละองค์ประกอบที่เฉพาะเจาะจง (Local processing) ซึ่งการประมวลผลข้อมูลองค์รวมนั้นส่งเสริมการรับรู้ภาพลวงตา ในขณะที่การประมวลผลที่เฉพาะเจาะจงไม่มีความเกี่ยวข้อง\r\n\r\n          ความสามารถในการรับรู้ภาพลวงตาหลอกขนาดยังแตกต่างกันไปในสัตว์มีกระดูกสันหลังสายพันธุ์อื่น ๆ โดยการศึกษาก่อนหน้ามีข้อมูลระบุว่า โลมาปากขวด (Bottlenose dolphins), นกบาวเวอร์ (Bower Bird), ไก่เลี้ยง (Domestic chick) และปลาปลาเรดเทลสพลิทฟิน (Redtail splitfins) มองเห็นภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์ได้เช่นเดียวกับมนุษย์   อย่างไรก็ตามสัตว์จำพวกนกพิราบ สุนัขบ้าน และไก่แจ้ (Bantam) มองเห็นในลักษณะของภาพลวงตากลมกลืน (Assimilation illusion) ในขณะที่ลิงบาบูน (Baboon) ไม่เข้าใจภาพลวงตาเหล่านั้น  และเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการมองเห็นภาพลวงตาที่แตกต่างกันในสายพันธุ์ที่ของสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกัน รวมถึงวิธีที่แมลงที่มีสมองขนาดเล็กมองเห็นภาพลวงตา นักวิทยาศาสตร์จึงพัฒนารูปแบบการทดลองโดยใช้ผึ้ง (Honeybee) เป็นกลุ่มตัวอย่าง\r\n\r\nเหตุผลที่สัตว์รับรู้ภาพลวงตาได้แตกต่างกัน\r\n\r\n         เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่สัตว์หลายชนิดมองเห็นภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์ได้เหมือนกับมนุษย์ แต่ก็มีคำถามมากมายเช่นกันในสิ่งมีชีวิตที่เห็นต่าง ทีมวิจัยจึงได้ทำการศึกษาระเบียบวิธีวิจัย (Methodology) ก่อนหน้า เพื่อแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างเหล่านั้น ซึ่งจากหนึ่งตัวอย่างการศึกษาพบว่า นกพิราบ ไก่แจ้ และสุนัขเลี้ยง มองเห็นภาพลวงตาได้ในระยะประชิด กล่าวคือ สุนัขได้สัมผัสกับตัวเลือกที่ถูกต้องด้วยจมูกของเขา และนกสามารถจิกตัวเลือกที่ถูกต้องได้ ดังนั้นอาจมีความเป็นไปได้ที่ข้อจำกัดในเรื่องของระยะห่างในการมองเห็นจะส่งผลต่อความแตกต่างในรับรู้ภาพลวงตาที่ทำให้การรับรู้ขนาดผิดเพี้ยนไป ด้วยความรู้ดังกล่าว ทีมงานวิจัยจึงได้ทดสอบผึ้งโดยใช้เงื่อนไข 2 ข้อดังนี้\r\n\r\n\r\n\tระยะห่างในการมองเห็นที่ไม่ถูกจำกัด โดยผึ้งสามารถบินได้อย่างอิสระในระยะห่างจากภาพลวงตาหลอกขนาดก่อนการตัดสินใจ\r\n\tระยะห่างในการมองเห็นที่ถูกจำกัด โดยผึ้งจะสามารถมองภาพและตัดสินใจเกี่ยวกับภาพลวงตาได้ในระยะห่างที่ถูกกำหนดไว้\r\n\r\n\r\n         ผึ้งเป็นสิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์ที่มีความสำคัญสำหรับการทดสอบการมองเห็นและการรับรู้ เนื่องด้วยเข้าถึงได้ง่ายในการฝึกอบรมและช่วยให้สามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสัตว์มีกระดูกสันหลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ\r\n\r\n        ก่อนการทดลอง นักวิจัยได้มีการฝึกฝนผึ้งให้เลือกสิ่งเร้าขนาดใหญ่และเล็ก โดยสิ่งเร้าที่นักวิจัยใช้ในการทดลองนั้นมีพื้นฐานมาจากภาพลวงตา Delboeuf illusion ซึ่งเป็นภาพสี่เหลี่ยมสีดำขนาดใหญ่บนพื้นหลังสี่เหลี่ยมสีขาว และภาพสี่เหลี่ยมสีดำขนาดเล็กบนพื้นหลังสีขาว และทดสอบการตัดสินใจของผึ้งในการเลือกภาพลวงตาจากบริบทที่แตกต่างกันภายใต้เงื่อนไขของระยะห่างในการมองเห็นที่ถูกจำกัดและไม่จำกัด และจากการทดลองพบว่า ผึ้งที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของระยะห่างการมองเห็นที่ไม่ถูกจำกัดสามารถรับรู้ภาพลวงตาได้ ในขณะที่ผึ้งที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของระยะห่างที่ถูกจำกัดไว้จะไม่สามารถมองเห็นภาพลวงตาที่ลวงการรับรู้เกี่ยวกับขนาด\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3 แบบฝึกการมองเห็นภาพลวงตาของผึ้งและแบบทดสอบในการทดลอง \r\nที่มา https://theconversation.com/which-square-is-bigger-honeybees-see-visual-illusions-like-humans-do-87673\r\n\r\n         ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การรับรู้ขนาดขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในการมองเห็น ทั้งนี้ผลการศึกษายังอาจช่วยอธิบายในแง่ของวิวัฒนาการในการประมวลผลเกี่ยวกับการมองเห็นของสิ่งมีชีวิตได้\r\n\r\nDelboeuf illusion เป็นภาพลวงตาทางเรขาคณิตอีกตัวอย่างหนึ่งที่มีความคล้ายคลึงกับภาพลวงตาเอ็บบิงก์เฮาส์ ซึ่งตัวอย่างที่เข้าใจง่ายของภาพลวงตาประเภทนี้เป็นภาพลวงตาของอาหารบนจาน โดยภาพลวงตาดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะทำให้อาหารในปริมาณที่เท่ากันดูน้อยเมื่อวางบนจานขนาดใหญ่และมีปริมาณมากเมื่อวางบนจานขนาดเล็ก \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 4 Delboeuf illusion \r\nที่มา https://en.wikipedia.org/wiki/Delboeuf_illusion\r\n\r\nอะไรคือเหตุผลสำหรับวิวัฒนาการในการมองเห็น?\r\n\r\n         ภาพลวงตามีประโยชน์ เนื่องจากช่วยให้เราสามารถประมวลผลฉากที่ซับซ้อนเข้ากับข้อมูลหลายส่วน  และกลายเป็นภาพรวมโดยใช้บริบทแวดล้อมเป็นตัวช่วยในการรับรู้  อีกหนึ่งคำอธิบายสำหรับคำถามที่ว่า ทำไมชนิดสิ่งมีชีวิตในสายพันธุ์ที่แตกต่างกันอย่างมนุษย์และผึ้งจึงมองเห็นภาพลวงตาได้เช่นเดียวกันนั้น เป็นเพราะบรรพบุรุษมีความสามารถนี้ และรักษาไว้จนตลอดวิวัฒนาการ อย่างไรก็ตาม มีโอกาสอย่างมากที่วิวัฒนาการของการรับรู้ภาพลวงตาเป็นผลมาจากวิวัฒนาการแบบเบนเข้า (Convergent evolution) ซึ่งเป็นวิวัฒนาการในแบบที่สิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีบรรพบุรุษร่วมกันมีลักษณะที่วิวัฒนาการได้ผลที่คล้ายคลึงกัน\r\n\r\n        ทั้งนี้ความสามารถของผึ้งในการรับรู้ภาพลวงตาหลอก ขนาดในสภาพแวดล้อมที่สามารถบินได้อย่างอิสระมีผลต่อวิวัฒนาการของดอกไม้ กล่าวคือ ดอกไม้อาจมีการพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์จากความสามารถของผึ้งในการมองเห็นภาพลวงตาที่ทำให้พื้นที่ของน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ดูน่าสนใจมากขึ้น  ซึ่งดอก Wurmbea เป็นหนึ่งในประเภทของดอกไม้ที่มีคุณสมบัติของภาพลวงตาคอยล่อผึ้งให้เข้ามาผสมเกสร\r\n\r\n         อย่างไรก็ดี ผลศึกษาที่สำคัญจากการศึกษาครั้งนี้คือ บริบทแวดล้อมสามารถทำให้ฉากต่างๆ แตกต่างไปจากความเป็นจริงได้ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเมื่อต้องทำงานเกี่ยวกับการมองเห็นในมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์อื่น ๆ\r\n",null],
    [1081,952,"นักวิจัยพบวิธีหาคำตอบที่สงสัยกันมานาน ทำไมบรรยากาศของดวงอาทิตย์ ร้อนกว่าผิว","Sun, 2018-04-15 21:05","http://www.stkc.go.th/node/952","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","http://jimmysoftwareblog.com/node/1382","\r\n\r\nใจกลางดวงอาทิตย์ร้อนถึงเกือบ 15,000,000°C จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชั่น แล้วค่อยๆลดความร้อนลง พอมาถึงผิว ความร้อนลดเหลือ 6,000°C จากนั้นก็มาถึงบรรยากาศ ซึ่งตามตรรกะ ความร้อนก็ควรจะลดลงต่อไปเรื่อยๆ แต่มันไม่เป็นแบบนั้น แรกๆก็ลดลงเหลือ 4,000°C แต่ยิ่งสูงขึ้นไปบนฟ้า ความร้อนกลับเพิ่มอีกครั้ง เมื่อสูงขึ้นไปจนถึงระยะโคโรนา ความร้อนตรงนั้นเพิ่มขึ้นมาถึง 1,000,000°C\r\n\r\nกลายเป็นปัญหาที่คาใจกันมานาน ว่าอะไรคือแหล่งพลังงานที่ทำให้บรรยากาศดวงอาทิตย์ โดยเฉพาะบริเวณไกลออกไปมากๆ กลับร้อนกว่าผิวดาว\r\n\r\nกลุ่มนักวิจัยจากสถาบัน Centre de Physique Théorique (CNRS/École Polytechnique) และ GENCI ที่ IDRIS-CNRS ได้ใช้โมเดลคำนวนระบบพลังงานของดวงอาทิตย์และพบว่า ดวงอาทิตย์มีการส่งกระแสแม่เหล็กจากปฏิกิริยาการพาความร้อนใกล้ชั้นของผิวดาวด้านในให้พุ่งขึ้นไปในบรรยากาศคล้ายลำต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็น กระแสแม่เหล็กเหล่านี้เหนี่ยวนำให้เกิดกระสไฟฟ้าและเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านอนุภาคของพลาสมาจะก่อให้เกิดความร้อนขึ้น พูดให้ง่ายคือบรรยากาศชั้นบนในแถบโคโรนาของดวงอาทิตย์ ถูก “ต้ม” ให้ร้อนขึ้นมา คล้ายๆเตาแม่เหล็กไฟฟ้าในร้านสุกี้ ความร้อนที่เกิดจึงมีแหล่งที่มาจากแม่เหล็กนั่นเอง\r\n\r\nพลาสมาที่ร้อนจะถูกแรงโน้มถ่วงดึงกลับลงมาที่ผิวดวงอาทิตย์พร้อมพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าบางส่วน ก่อให้เกิดการเสริมการเหนี่ยวรอบใหม่ทำให้พลาสมาด้านบนในชั้นโคโรนายังคงร้อนจัดไปอย่างนั้นตลอดไป\r\n",null],
    [1082,951,"ทำไมเราจึงเห็นดาวศุกร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์เป็นเสี้ยวสว่าง?","Sun, 2018-04-15 21:01","http://www.stkc.go.th/node/951","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2880-venus-telescope","ตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 หากสังเกตท้องฟ้าทางทิศตะวันตกในช่วงดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ดาวเด่นดวงแรกที่เราสังเกตเห็นชัดด้วยตาเปล่าคือ “ดาวศุกร์”\r\n\r\nเมื่อมองด้วยตาเปล่าจะมองเห็นดาวศุกร์เป็นจุดสว่างเล็กๆ หากใช้กล้องโทรทรรศน์หรือกล้องส่องทางไกลจะเห็นว่า ดาวศุกร์ที่สุกสว่างบนท้องฟ้านั้น มีลักษณะเป็นเสี้ยวคล้ายกับดวงจันทร์ที่เราคุ้นตาอยู่ทุกเดือน จนบางครั้งอาจแปลกใจว่าที่เราเห็นผ่านกล้องโทรทรรศน์นั้นคือดาวศุกร์หรือดวงจันทร์ ในช่วงนี้ดาวศุกร์จะมีเสี้ยวสว่างที่บางลง และมีขนาดปรากฏใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อีกประมาณ 2 สัปดาห์ จะเริ่มสังเกตดาวศุกร์ได้ยากขึ้น และหลังจากดาวศุกร์ผ่านตำแหน่งใกล้ดวงอาทิตย์ ในวันที่ 25 มีนาคม 2560 เราจะกลับมาสังเกตเห็นดาวศุกร์ได้อีกครั้งทางทิศตะวันออกในช่วงเช้ามืดก่อนดวงอาทิตยขึ้น และปรากฎเป็นเสี้ยวที่หนาขึ้นเรื่อยๆ หากเฝ้าติดตามดาวศุกร์ทุกวัน จะสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของเฟส หรือเสี้ยวสว่างของดาวศุกร์ได้อย่างชัดเจน \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพถ่ายดาวศุกร์ ช่วงเดือนมกราคม ถึงกุมภาพันธ์ ในช่วงคลื่นอัลตราไวโอเลต โดยกล้องโทรทรรศน์ขนาด 0.7 เมตร ณ หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เชียงใหม่ (บันทึกภาพโดย : ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการ,ธนกฤต  สันติคุณาภรต์ เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ)\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพแสดงการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของดาวศุกร์\r\n\r\n \r\n\r\n        ปรากฏการณ์ดังกล่าว นับเป็นเรื่องปกติของการสังเกตการณ์ดาวศุกร์จากมุมมองของผู้สังเกตบนโลก ดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์วงใน (Inferior Planet) อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าโลก เมื่อดาวศุกร์สว่างเต็มดวงจะเป็นช่วงที่ดาวศุกร์เคลื่อนที่ไปด้านหลังดวงอาทิตย์เสมอ ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นดาวศุกร์ในลักษณะเต็มดวงได้ เมื่อดาวศุกร์โคจรออกจากด้านหลังดวงอาทิตย์ ดาวศุกร์ก็จะเริ่มมีลักษณะแหว่งไปทีละน้อย ตามลักษณะปรากฎที่เราสังเกตเห็นจากโลก และเมื่อดาวศุกร์โคจรเข้ามาใกล้โลก จะสังเกตเห็นดาวศุกร์มีเสี้ยวสว่างบางลง แต่มีขนาดใหญ่มากขึ้น (ซึ่งตรงกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้) ต่อจากนั้นดาวศุกร์จะโคจรมาอยู่ด้านหน้าดวงอาทิตย์ เราจะไม่สามารถมองเห็นดาวศุกร์ได้ เนื่องจากถูกแสงดวงอาทิตย์บดบัง และจะเริ่มกลายเป็นเสี้ยวบาง ๆ อีกครั้งเมื่อโคจรห่างออกไป\r\n\r\n        แต่ในบางครั้ง เมื่อดาวศุกร์โคจรผ่านหน้าดวงอาทิตย์ เราจะมีโอกาสสังเกตเห็นดาวศุกร์ในลักษณะเป็น “เงาดำ” หรือที่เรียกกันว่า “ปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์” (ครั้งล่าสุดเกิดเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2555) ในแต่ละครั้งต้องใช้เวลากว่า 100 ปี ซึ่งจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2660 \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2555\r\n\r\n \r\n\r\nเกร็ดความรู้เกี่ยวกับดาวศุกร์ \r\n\r\n        ดาวศุกร์ ขึ้นชื่อว่าเป็น “ฝาแฝดของโลกหรือน้องสาวของโลก” เนื่องจากดาวศุกร์มีขนาดใกล้เคียงกับโลกมาก ดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลาประมาณ 224 วัน ชั้นบรรยากาศของดาวศุกร์ ประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ 96.5% ไนโตรเจน 3.5% \r\n\r\n        ดาวศุกร์มีลักษณะแตกต่างจากดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ คือ ดาวศุกร์หมนุรอบตัวเอง ในทิศตามเข็มนาฬิกา (ดาวเคราะห์ดวงอื่นหมุนทวนเข็มนาฬิกา) หมายความว่า หากเราไปยืนอยู่บนดาวศุกร์ จะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก และตกทางทิศตะวันออก ตรงข้ามกับโลกของเรา\r\n\r\n        นอกจากนี้ โลกและดาวศุกร์ยังเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก (Green House Effect) แต่บนดาวศุกร์เป็นปรากฏการณ์เรือนกระจกแบบกู่ไม่กลับ (Runaway Green House Effect) ดาวศุกร์จึงเป็นดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่งที่นักดาราศาสตร์ให้ความสนใจศึกษาวิจัยปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งสามารถนำเอาองค์ความรู้ที่ได้จากดาวศุกร์มาใช้ในการศึกษาการเกิดภาวะเรื่อนกระจกบนโลกของเราได้เช่นกัน\r\n\r\n        และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มนุษย์ต้องศึกษาดาวเคราะห์ดวงอื่น นอกเหนือจากการศึกษาแค่เพียงในโลกของเราเท่านั้น\r\n",null],
    [1083,950,"รังสีคอสมิก: รังสีปริศนาจากนอกระบบสุริยะ","Sun, 2018-04-15 20:58","http://www.stkc.go.th/node/950","การแผ่รังสี","http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2970-cosmic-rays-source","รังสีคอสมิก: รังสีปริศนาจากนอกระบบสุริยะ\r\n\r\nในช่วงต้นปี 1900 สุดยอดนักฟิสิกส์อย่างมาดามมารี คูรี (Marie Curie) และ เฮนรี เบคเคอเรล (Henri Becquerel) ค้นพบว่าธาตุบางอย่างสามารถสลายตัวแล้วปลดปล่อยรังสีออกมาได้  ธาตุเหล่านี้เรียกว่าธาตุกัมมันตรังสี (Radioactive Elements) ซึ่งมีอยู่ในโลกของเราในสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับธาตุอื่นๆ\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n        การค้นพบนี้ทำให้ วิกเตอร์ เฮส (Victor Hess )นักฟิสิกส์ออสเตรเลียนในวัย 29 ปีเกิดความสนใจซึ่งความสนใจของเขาทำให้เกิดการค้นพบสิ่งสำคัญสุดอย่างหนึ่งในฟิสิกส์ดาราศาสตร์\r\n\r\n        อากาศที่อยู่รอบๆตัวเราเกิดการแตกตัว(ionization of the air) จนมีสภาพทางไฟฟ้าซึ่งนักฟิสิกส์สามารถทำการทดลองตรวจจับได้ นักฟิสิกส์ในยุคนั้นเชื่อว่าธาตุกัมมันตรังสีบนโลกเราปลดปล่อยรังสีไปทำให้อากาศแตกตัว\r\n\r\n        หากแนวคิดนี้เป็นจริง การแตกตัวของอากาศควรจะลดลงที่ระดับความสูงมากๆเพราะรังสีจากผิวโลกย่อมอ่อนกำลังลง\r\n\r\n        การคำนวณพบว่า ค่าการแผ่รังสีที่ระดับความสูง 10 เมตรจะลดลง 83% จากที่พื้นดิน และที่ระดับความสูงราว 1 กิโลเมตร ค่าการแผ่รังสีจะเหลือเพียง 0.1% เท่านั้น  แต่ในปี ค.ศ. 1910  ทีโอดอร์ วูล์ฟ (Theodor Wulf) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันนีได้ทำการทดลองพบว่าอากาศที่ยอดหอไอเฟลซึ่งมีความสูงราว 300 เมตร มีการแตกตัวน้อยกว่าบนพื้นดิน แต่อัตราการแตกตัวที่เขาวัดได้มากกว่าที่ควรจะเป็น กล่าวคือ  อัตราการแตกตัวบนพื้นโลกคือ 6 ไอออนต่อลูกบาศก์เซนติเมตร แต่เมื่อไปอยู่บนยอดหอไอเฟลการแตกตัวลงเหลือ 3.5 ไอออนต่อลูกบาศก์เซนติเมตร \r\n\r\n        ผลการทดลองนี้นับว่าขัดแย้งกับการคำนวณและคำอธิบายที่เชื่อถือกันอยู่ในขณะนั้น เพราะถ้าการแตกตัวเกิดจากกัมมันตรังสีที่อยู่บนผิวโลกเพียงอย่างเดียว อัตราการแตกตัวจะลดลง 50% ที่ระดับความสูง 100 เมตร แต่นี่ขึ้นไปสูงถึง 300 เมตรแล้วอัตราการแตกตัวยังลดลงไม่ถึงครึ่ง\r\n\r\n        วิกเตอร์ เฮส จึงทำการทดลองเพื่อตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียดด้วยการนำอุปกรณ์ตรวจจับการแตกตัวของอากาศขึ้นไปบนบอลลูนอากาศร้อนหลายครั้ง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1911 เป็นระยะเวลากว่าสามปี ผลปรากฏว่าค่าการแตกตัวของอากาศลดลงเรื่อยๆในช่วง 1 กิโลเมตรแรกที่บอลลูนเริ่มลอยสูงขึ้น แต่หลังจากนั้นค่าการแตกตัวเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่น่าแปลกคือที่ระดับความสูงราว 5กิโลเมตรค่าการแตกตัวเพิ่มเป็นสองเท่าของที่ระดับน้ำทะเล!\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n        เขาเขียนการค้นพบนี้ในวารสารวิชาการด้วยชื่อเรื่องว่า “รังสีอำนาจทะลุทะลวงสูงจากนอกโลกที่พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกเรา” (“ a radiation of very high penetrating power enters our atmosphere from above” ) แต่เขายังไม่หยุดการทดลองไว้แค่นั้น วิกเตอร์ เฮส นำบอลลูนขึ้นเพื่อทำการทดลองในตอนกลางคืนซึ่งเป็นการทดลองที่ค่อนข้างอันตราย เขาทำเช่นนั้นเพื่อไม่ให้แสงดวงอาทิตย์ส่งผลต่อการทดลอง ผลลัพธ์ที่ได้ยังเหมือนเดิม นั่นแปลว่าสาเหตุของการแตกตัวของอากาศไม่ได้เกิดจากจากดวงอาทิตย์และไม่ใช่การแผ่รังสีจากกัมมันตรังสีบนโลก แต่มาจากห้วงอวกาศที่ห่างไกลออกไป\r\n\r\n        วิกเตอร์ เฮส ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ. 1936 จากผลงานการค้นพบรังสีคอสมิก(Cosmic rays)ที่เปิดประตูสู่ฟิสิกส์ใหม่ๆเกี่ยวกับอนุภาคและดาราศาสตร์ แม้จะได้รับรางวัลโนเบลแล้วเขาก็ยังทำการทดลองที่สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆในด้านนี้จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1964\r\n\r\n \r\n\r\nธรรมชาติของรังสีคอสมิก\r\n\r\n        โรเบิร์ต มิลลิแกน (Robert A. Millikan) นักฟิสิกส์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลการวัดค่าประจุของอิเล็กตรอนได้สำเร็จ เสนอว่ารังสีคอสมิกคือ รังสีแกมมาซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า  แต่ไม่นานนัก นักฟิสิกส์คนอื่นๆสามารถพิสูจน์ได้ว่าแนวคิดของเขาผิด\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n        ในปี ค.ศ. 1927 นักฟิสิกส์ทำการทดลองจนพบว่าอัตราการแตกตัวของอากาศซึ่งเกิดจากรังสีคอสมิกมีการเปลี่ยนแปลงตามตำแหน่งละติจูดบนโลก หากรังสีคอสมิกเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มันควรจะทำให้อากาศเกิดการแตกตัวอย่างสม่ำเสมอกันในทุกๆตำแหน่งบนโลก\r\n\r\n         คำอธิบายที่สมเหตุสมผลกว่าคือ รังสีคอสมิกเป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า มันจึงได้รับอิทธิพลจากสนามแม่เหล็กโลกเพราะสนามแม่เหล็กโลกที่ละติจูดต่างๆมีค่าไม่เท่ากันนั่นเอง\r\n\r\n        ในปี ค.ศ. 1930 นักฟิสิกส์พบว่ารังสีคอสมิกที่พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกเราทางทิศตะวันออกและในทิศตะวันตกมีค่าไม่เท่ากัน โดยรังสีที่พุ่งมาจากทิศตะวันตกมีค่ามากกว่า ความแตกต่างนี้เรียกว่า \"east-west effect\" ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่าความแตกต่างนี้เกิดจากการที่รังสีคอสมิกมีประจุไฟฟ้าบวก ซึ่ง 99% เป็นนิวเคลียสของธาตุ อีก 1% เป็นอิเล็กตรอน\r\n\r\n        หลังสงครามโลกครั้งที่สองจบสิ้น นักฟิสิกส์ทำการศึกษาเพิ่มเติมจนพบว่า ส่วนที่เป็นนิวเคลียสของรังสีคอสมิกนั้นมีองค์ประกอบหลักๆเป็นโปรตอนราว 90%  อีก 9% เป็นอนุภาคแอลฟา(ซึ่งประกอบด้วยโปรตอนสองตัวและนิวตรอนสองตัว) ที่เหลือราว 1%เป็นนิวเคลียสของธาตุอื่นๆที่หนักยิ่งกว่านั้น\r\n\r\n        ปัจจุบันนักดาราศาสตร์แบ่งรังสีคอสมิกออกเป็นสองส่วน \r\n\r\n        1.รังสีคอสมิกปฐมภูมิ (Primary cosmic rays) เป็นอนุภาคที่เข้ามาสู่ชั้นบรรยากาศในระดับสูงก่อนจะชนเข้ากับแก๊สในชั้นบรรยากาศ ซึ่งประกอบไปด้วยนิวเคลียสของธาตุในสัดส่วนที่กล่าวมาแล้วข้างต้น\r\n\r\n        ปัจจุบันผลการศึกษาจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเฟอร์มีที่ตรวจจับรังสีแกมมา (Fermi Gamma-ray Space Telescope)  พบว่าองค์ประกอบหลักๆรังสีคอสมิกนั้นมาจากซูเปอร์โนวา  เนื่องจากโปรตอนจากซูเปอร์โนวาชนเข้ากับสสารระหว่างดาวฤกษ์ (interstellar material) แล้วกลายเป็นรังสีแกมมาซึ่งกล้องโทรทรรศน์สามารถตรวจจับเพื่อนำมาวิเคราะห์ได้\r\n\r\n        นักดาราศาสตร์เชื่อว่าแหล่งกำเนิดรังสีคอสมิกอื่นๆมาจากหลุมดำมวลยิ่งยวดใจกลางกาแล็กซีที่มีการปลดปล่อยพลังงานออกมา รวมทั้งการปะทุของรังสีแกมมา (Gamma-ray bursts)\r\n\r\n       2.รังสีคอสมิกทุติยภูมิ (Secondary cosmic rays) เมื่อรังสีคอสมิกปฐมภูมิชมเข้ากับอะตอมและโมเลกุลของแก๊สในชั้นบรรยากาศโลก (ซึ่งส่วนมากเป็นแก๊สไนโตรเจน รองลงมาคือ ออกซิเจน) การชนทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Air shower  ซึ่งเป็นอนุภาคอื่นๆที่กระจายออกมาเหมือนสายฝน ได้แก่ พายออน ,มิวออน,เคออน, อิเล็กตรอน, โพสิตรอน ,โปรตอน และนิวตรอน ฯลฯ ด้วย\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nอนุภาคชนิดหนึ่งที่ทะลุลงมาถึงพื้นดินได้คือ มิวออน ซึ่งนักฟิสิกส์สามารถตรวจจับได้ด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า Cloud chamber \r\n",null],
    [1084,949,"ปรากฏการณ์ชาโดว์แบนด์","Sun, 2018-04-15 20:54","http://www.stkc.go.th/node/949","ดาราศาสตร์","http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/3514-shadow-band","ในขณะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงนั้นมีปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจ แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเกิดขึ้นก่อนที่ดวงจันทร์จะบังดวงอาทิตย์อย่างสมบูรณ์และหลังจากการบังกันอย่างสมบูรณ์เกิดขึ้นไม่นานนัก  ปรากฏการณ์ดังกล่าวคือ ชาโดว์แบนด์ (Shadow Band) ซึ่งจะสังเกตเห็นได้เมื่อดวงอาทิตย์ปรากฏเป็นเสี้ยวบางมากๆ โดยแสงอาทิตย์ในขณะนั้นจะปรากฏเป็นแถบสว่างมากสลับกับสว่างน้อยเป็นริ้วๆเหมือนทางม้าลาย และมีการเคลื่อนตัวอย่างระลอกคลื่นในทิศทางตั้งฉากกับแถบไปบนพื้นดิน บนกำแพงและผนังอาคารบ้านเรือน ผู้ที่สนใจศึกษาปรากฏการณ์นี้จะนำผ้าใบสีขาวเรียบๆหรือกระดาษที่มีขนาดใหญ่ราวๆ 1-2 ตารางเมตรไปรองรับเพื่อใช้เป็นฉากในการสังเกต\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n        ในปี ค.ศ. 1911 Robert W. Wood นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันอธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้ในหนังสือ physical optics ว่ามันเป็นปรากฏการณ์ในลักษณะเดียวกับที่เรามองเห็นดาวบนท้องฟ้าในเวลากลางคืนเกิดการกะพริบ\r\n\r\n        เหตุที่เรามองเห็นดาวในยามค่ำคืนกะพริบนั้น เนื่องจากชั้นบรรยากาศโลกนั้นมีอุณหภูมิแตกต่างกันทำให้มันทำตัวเหมือนเลนส์เว้นและเลนส์นูนกระจายตัวอยู่เหนือผิวโลก ส่วนที่รวมแสงจะทำให้แสงดาวสว่างขึ้นเล็กน้อย และส่วนที่กระจายแสงจะทำให้แสงดาวลดความสว่างลง เมื่อกระแสอากาศมีความเคลื่อนไหวย่อมทำให้เราเห็นแสงดาวมีความเปลี่ยนแปลงความสว่างไปมาจนเห็นดาวกะพริบ\r\n\r\n        ชาโดว์แบนด์ก็คือ แถบแสงสว่างสลับมืดที่เกิดจากการรวมแสงและกระจายแสงของชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งการถ่ายภาพหรือวีดีโอแถบเหล่านี้ไม่ง่าย เพราะ ความแตกต่างของความสว่างระหว่างแถบนั้นมีค่าไม่มากนัก (low contrast)  นอกจากนี้ยังเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว\r\n\r\nกล่าวโดยสรุปได้ว่าหากโลกไม่มีชั้นบรรยากาศ ดาวบนท้องฟ้าย่อมไม่กะพริบ และ ไม่มีปรากฏการณ์ชาโดว์แบนด์\r\n\r\n        ในปี ค.ศ. 1970 นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบอลสเตท (Ball State University) แบ่งเป็น 5 กลุ่มแยกย้ายไปทำการสังเกตปรากฏการณ์ชาโดว์แบนด์ด้วยฉากสีขาว ทุกกลุ่มพบว่าแถบชาโดว์แบนด์วางตัวขนานไปกับเส้นคอร์ดที่เชื่อมระหว่างเสี้ยวดวงอาทิตย์ และพบว่าแถบชาโดว์แบนด์เคลื่อนที่ในทิศทางเข้าหาเงาดวงจันทร์ก่อนจะเกิดการบังอย่างสมบูรณ์ และ เคลื่อนที่ออกจากเงาดวงจันทร์หลังจากเกิดการบังอย่างสมบูรณ์ พวกเขาพยายามจับเวลาเพื่อหาความเร็วการเคลื่อนที่ของแถบเหล่านี้ ทว่าแต่ละกลุ่มกลับวัดความเร็วได้ไม่เท่ากัน (2-3 เมตรต่อวินาที) และวัดความกว้างของแต่ละแถบได้ไม่เท่ากันอีกด้วย\r\n\r\n        จริงๆแล้วก่อนนั้นนั้น A. Healy นักศึกษาจาก Wesleyan University ทำการสังเกตความเข้มของแสงสีน้ำเงินและเหลืองที่ปรากฏในชาโดว์แบนด์ เมื่อวันที่ 12 พฤจิกายน ปี ค.ศ. 1966  ด้วยอุปกรณ์ที่ใช้หลักการโฟโตอิเล็กทริก\r\n\r\n        ผลลัพธ์ที่ได้น่าสนใจมาก เพราะ ขณะที่สุริยุปราคาใกล้จะเต็มดวง ความกว้างของแถบชาโดว์แบนด์จะน้อยลง และจะค่อยๆเพิ่มขึ้นหลังจากการบังกันเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว\r\n\r\n        ยิ่งไปกว่านั้นคือ ขณะที่เกิด second contact ซึ่งเป็นจังหวะที่ดวงจันทร์เพิ่งจะบังดวงอาทิตย์อย่างสมบูรณ์ เมื่อวัดในช่วงแสงสีน้ำเงิน แถบมืดจะมีความกว้าง 6 เซนติเมตร แต่แถบมืดจะกว้าง 8 เซนติเมตร หากวัดในช่วงแสงสีเหลือง\r\n\r\n        นักวิทยาศาสตร์ตระหนักได้ในตอนนั้นว่าปรากฏการณ์ชาโดว์แบนด์มีความซับซ้อนกว่าที่เคยคิดกัน\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n        ทีมนักวิทยาศาสตร์จาก ศูนย์การบินอวกาศก็อดดาร์ดขององค์การนาซา (Nasa’ Goddard Space Flight) ทำการสังเกตการณ์ชาโดว์แบนด์อย่างละเอียดในเดือนมีนาคม ปี ค.ศ. 1970\r\n\r\n        ผลลัพธ์ที่ได้นั้นมีความซับซ้อนอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาพบว่าแถบชาโดว์แบนด์นั้นมีสองชนิดเคลื่อนไหวซ้อนกันอยู่โดยแถบใหญ่กว้าง 30 เซนติเมตร แถบเล็กกว้าง 4 เซนติเมตร แถบใหญ่อยู่ห่างกัน 2 เมตร ส่วนแถบเล็กห่างกัน 8 เซนติเมตร แถบใหญ่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 16 เมตร/วินาที ส่วนแถบเล็กเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 3 เมตรต่อวินาที\r\n\r\n        ที่น่าแปลกไปกว่านั้นคือ เมื่อสังเกตในช่วงแสงสีต่างๆพบว่าแสงสีน้ำเงินปรากฏขึ้นก่อนและปรากฏขึ้นนานกว่าแสงสีเขียว ไม่มีคลื่นอินฟราเรดในแถบใดๆ และแถบเหล่านี้เป็นแสงแบบไม่โพลาไรซ์ \r\n\r\n        นอกจากนี้พวกเขายังพบว่าแถบชาโดว์แบนด์นั้นเคลื่อนที่จากตะวันตกไปยังทิศตะวันออกตลอดเวลา ซึ่งเมื่อใช้เครื่อง Radiosonde (อุปกรณ์ที่ใช้ติดไปกับบอลลูนเพื่อเก็บข้อมูลของบรรยากาศ ทั้งความดัน อุณหภูมิ ความชื้น กระแสลม หรือแม้แต่ปริมาณรังสีคอสมิกที่ความสูงระดับต่างๆ)ทำการวัดทิศทางและความเร็วลมตั้งแต่ระดับความสูงต่ำๆไปจนถึงระดับความสูง 40 กิโลเมตร ก็พบว่ากระแสลมพัดจากทิศตะวันตกไปยังทิศตะวันออกทุกๆระดับความสูง\r\n\r\n        ทีมนักวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซาใช้ความรู้เรื่องทางเดินของแสงมาคำนวณหาตำแหน่งของชั้นบรรยากาศที่ทำให้เกิดชาโดว์แบนด์ก็พบว่าแถบกว้างนั้นเกิดที่ระดับความสูงไม่เกิน 3,500 เมตร ส่วนแถบเล็กนั้นเกิดที่ระดับความสูงไม่เกิน 150 เมตร ผลการคำนวณสอดคล้องกับข้อมูลกระแสลมที่ระดับความสูงต่างๆรวมทั้งความเร็วของชาโดว์แบนด์ที่ปรากฏเป็นอย่างดี\r\n\r\n        พวกเขาจึงสรุปได้ว่า ชั้นบรรยากาศโลกที่มีความหนาแน่นแตกต่างกัน ทำให้แสงจากดวงอาทิตย์ขณะที่ปรากฏเป็นเสี้ยวบางปรากฏเป็นแถบชาโดว์แบนด์\r\n\r\nส่วนคำถามที่ว่าเหตุใดแสงสีน้ำเงินปรากฏนานกว่าแสงสีเขียวนั้น เหล่านักวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้ทำการคำนวณเพื่ออธิบายให้ชัดเจน\r\n\r\n        ในปี ค.ศ. 1980 ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดียสองทีมได้ทำการสังเกตชาโดว์แบนด์ที่เกิดขึ้นคนละสถานที่กัน ทีมหนึ่งพบว่าคาบการเปลี่ยนแปลงของแถบชาโดว์แบนมีค่า 3 และ 1.7 วินาทีซึ่งมากกว่าครั้งก่อนๆที่มีการวัดได้ ส่วนอีกทีมวัดค่าความกว้างของแถบได้ 4.2 เซนติเมตร และระยะห่างระหว่างแถบได้ 14.2 เซนติเมตร ซึ่งค่าไม่ได้หนีกับค่าที่นักวิทยาศาสตร์ทางนาซาวัดได้ก่อนหน้านี้\r\n\r\n        การสังเกตการณ์ครั้งนี้เป็นสิ่งที่บ่งชี้ว่าลักษณะของชาโดว์แบนด์นั้นแตกต่างไปตามการเกิดสุริยุปราคาแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ ความเร็มลม และตัวแปรอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับบรรยากาศของโลกในขณะนั้น\r\n\r\n        อย่างไรก็ตาม การที่แถบชาโดว์แบนด์ที่สว่างมากกับสว่างน้อยมีความเข้มที่แตกต่างกันมากขึ้นๆเมื่อดวงจันทร์ค่อยๆบังดวงอาทิตย์เต็มดวงมากขึ้น รวมทั้งอุณหภูมิของชั้นบรรยากาศมีความสัมพันธ์กับชาโดว์แบนด์อย่างไรนั้นยังไม่มีใครอธิบายได้ พูดง่ายๆว่าชาโดว์แบนด์นั้นเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ยังไม่มีทฤษฎีที่ใช้อธิบายได้อย่างครอบคลุม\r\n",null],
    [1085,948,"Messier 2 (M2)","Sun, 2018-04-15 20:48","http://www.stkc.go.th/node/948","ดาราศาสตร์","http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/3548-messier-2","Messier 2 (M2)  \r\n\r\nเป็นกระจุกดาวทรงกลม (Globular Cluster)ที่ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ประมาณ 150,000 ดวงเกาะกลุ่มกันภายใต้แรงโน้มถ่วงของกันและกัน เกิดเป็นระบบดวงฤกษ์ขนาดใหญ่มีลักษณะคล้ายทรงกลม อยู่บริเวณกลุ่มดาวราศีกุมภ์ (Aquarius) อยู่ห่างจากโลก 33,000 ปีแสง   มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 175 ปีแสง \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n        นักดาราศาสตร์คาดว่ามี  M2 มีอายุประมาณ 13,000 ล้านปี ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์ที่มีสีเหลืองไปจนถึงสีแดงเป็นส่วนใหญ่  มันเป็นหนึ่งในกระจุกดาวทรงกลมที่มีขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในกาแล็กซีทางช้างเผือก  เราสามารถสังเกตเห็นได้ด้วยกล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก แต่จะเห็นเป็นเพียงหมอกจาง ๆ สีขาว ไม่เพียงพอให้เห็นดาวฤกษ์แต่ละดวงแยกออกจากกัน  \r\n\r\n \r\n\r\n        Messier 2 ถูกพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1746 โดยนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส Jean-Dominique Maraldi และ Jacques Cassini  ในขณะที่เขาทั้งคู่กำลังสังเกตการณ์ดาวหางอยู่ แล้วเข้าใจผิดว่าเป็นเนบิวลา  ต่อมาในปี ค.ศ.1760  Charles Messier  ที่กำลังศึกษาดาวหางได้บันทึกว่า M2  เป็นเนบิวลาชนิดหนึ่งที่ไม่มีดาวฤกษ์อยู่ภายใน\r\n\r\n \r\n\r\n        จนกระทั่งปี ค.ศ.1783  William Herschel  เป็นนักดาราศาสตร์คนแรกใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังแยกภาพสูงจนสามารถมองเห็นดาวฤกษ์แต่ละดวงได้ เขาพบว่าเป็นระบบขนาดใหญ่ที่ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์จำนวนมาก\r\n",null],
    [1086,947,"เรื่องน่ารู้ของซุปกระดูกหมู","Sun, 2018-04-15 20:38","http://www.stkc.go.th/node/947","โภชนาการ","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6806:2018-03-02-10-22-54&Itemid=315","\r\n\r\n“ซุปกระดูกหมู” เมนูชามน้ำซดคล่องคอที่ถือว่าเป็นเมนูประจำมื้ออาหารของหลายๆ คน ที่มีทีเด็ดจากความหวาน หอม และกลมกล่อมของน้ำซุป\r\nที่สามารถสรรค์สร้างเมนูได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว ราเมนซุปกระดูกหมู โดยใช้กระดูกส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระดูกสันหลังหรือเอียวเล้ง \r\n(เล้ง, เอียะเล้ง, เอียเล้ง) หรือใช้กระดูกหน้าแข้งหรือคาตั๊ง (คาตั้ง, คาตัง) มาต้มในน้ำเดือด ซึ่งความแรงของไฟที่ใช้ต้มนั้นมีผลต่อความใสและ\r\nขุ่นของน้ำซุป โดยการต้มด้วยไฟอ่อนถึงไฟปานกลาง ทำให้ได้น้ำซุปใส สีทอง เหมาะสำหรับการทำต้ม-ยำ แกงจืด หรือต้มซุป หากต้มด้วยไฟแรง\r\nตลอดเวลาจะได้ซุปสีขาวขุ่น เหมาะสำหรับการทำราเมนญี่ปุ่น ซึ่งสีขาวขุ่นนั้นเกิดจากสารลิโพโปรตีน (Lipoprotein) ที่เป็นพลาสมาโปรตีน \r\nประกอบด้วยไขมันและโปรตีนในเลือดที่อยู่ภายในกระดูกหมูเกิดเสียสภาพจากความร้อนแล้วรวมตัวเป็นลิ่มลอยขึ้นด้านบน ลักษณะคล้ายฟองบนผิว\r\nของน้ำซุป หากปล่อยทิ้งไว้ ฟองจะมีการแตกตัวแล้วกระจายในน้ำซุป ทำให้มีสีขุ่นนั่นเอง\r\n\r\nแล้วทราบกันหรือไม่ว่าเมนูซุปแสนคล่องคอนี้เหตุใดจึงอร่อย? เพราะเมื่อเราต้มกระดูกหมูเป็นเวลานาน ความร้อนจะทำให้โปรตีนในกระดูกเริ่มเสียสภาพ \r\nโดยไปทำลายพันธะไฮโดรเจนของโปรตีน จากเดิมที่มีโครงสร้างซับซ้อนให้คลายตัวออกจนมีรูปร่างเป็นสายยาว เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อพันธะ\r\nเพปไทด์ระหว่างกรดอะมิโนทำให้กรดอะมิโนหลายชนิดถูกปลดปล่อยออกมาบางส่วน โดยหนึ่งในนั้นคือ “กรดกลูตามิก” ที่เป็นกุญแจสำคัญ เนื่องจาก\r\nกรดกลูตามิกสามารถจับตัวกับต่อมรับรสบนลิ้น เกิดรสชาติอูมามิทำให้เราสัมผัสได้ถึงรสอร่อยกลมกล่อมนั่นเอง\r\n \r\n\r\nนอกจากนี้ซุปกระดูกหมูยังมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกายอีกหลายชนิด เช่น กรดอะมิโนไกลซีนที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างง่ายดาย\r\n\r\n]ช่วยในการย่อยและควบคุมการทำงานของกรดน้ำดี และยังมีกรดอะมิโนโพรลีนที่ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี เพิ่มประสิทธิภาพการโอบอุ้มน้ำให้แก่เซลล์และ\r\nรักษาความยืดหยุ่นของผิวหนัง อีกทั้งยังช่วยสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูเนื้อเยื่อ เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีบาดแผลยากต่อการรักษา และน้ำซุป\r\nกระดูกหมูยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม อีกด้วย\r\n\r\nฉะนั้นนอกจากความอร่อยแล้ว ซุปกระดูกหมูยังมีประโยชน์อื่น ๆ อีกไม่ใช่น้อย คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ซุปร้อน ๆ เป็นเมนูอาหารที่หลายชนชาตินิยมรับประทานกัน\r\n",null],
    [1087,946,"วิตามินบี 12 กับการเกิดสิว","Sun, 2018-04-15 20:37","http://www.stkc.go.th/node/946","วิทยาศาสตร์การแพทย์","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6824:12&Itemid=315","\r\n\r\nวิตามินบี 12 เป็นวิตามินที่มีความสำคัญต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของระบบประสาทและสมอง เป็นวิตามินที่พบได้จากอาหารที่มาจากสัตว์ \r\nเช่น เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ ไข่ และนม มีการศึกษาพบว่าวิตามินบี 12 สามารถทำให้แบคทีเรียที่พบได้ทั่วไปบนผิวหนังผลิตสารเคมีออกมา\r\nและทำให้เกิดสิวได้ \r\n\r\nแบคทีเรีย Propionibacterium acnes เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนผิวหนังภายในรูขุมขนของมนุษย์ เจริญเติบโตได้จากการกินไขมันบน\r\nผิวหนังเป็นอาหาร ยิ่งผิวหน้ามัน แบคทีเรีย P. acnes ยิ่งสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว และยังพบว่าแบคทีเรีย P. acnes สามารถถูกกระตุ้นให้\r\nเกิดสิวได้ ผลการศึกษาวิจัยกล่าวว่าแบคทีเรีย P. acnes นี้จะกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวสองชนิดคือ Monocyte และ Neutrophil ให้หลั่งโปรตีน\r\nสามชนิดคือ IL-12, IL-8, และ TNF ออกมาซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดการอักเสบ ก่อให้เกิดการระคายเคืองที่บริเวณรูขุมขน จนทำให้ผนังรูขุมขนเกิดการ\r\nหนาตัวและเกิดเป็นสิวอุดตันได้ในที่สุด\r\n \r\n\r\nDezhi Kang และทีมนักวิจัยจาก University of California (UCLA) ได้ทำการศึกษาพบว่า\r\nวิตามินบี 12 มีส่วนทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น โดยทำการทดลองให้ผู้ที่มีผิวหน้าใสทั้งหมด 10 คน รับประทานอาหารเสริมชนิดวิตามินบี 12 จากผลการทดลองพบว่า \r\n1 ในผู้ที่ทำการทดลองเริ่มมีพัฒนาการของการเกิดสิวเกิดขึ้นหลังจากรับประทานอาหารเสริมวิตามินบี 12 ไปแล้วเพียงหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งจากการศึกษาในกลุ่มคน\r\nที่เริ่มมีพัฒนาการของการเกิดสิว พบว่าวิตามินบี 12 ไปกระตุ้นให้แบคทีเรียบนผิวหน้า P. acnes หลั่งสารพอร์ไฟริน (Porphyrin) มากขึ้น ซึ่งสารนี้เป็นสารที่\r\nทำให้ผิวหนังเกิดอาการอักเสบและเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิวนั่นเอง\r\n\r\nอย่างไรก็ตามจากผลการศึกษาดังกล่าวข้างต้นพบว่า วิตามินบี 12 อาจมีความเกี่ยวข้องกับอาการอักเสบและสาเหตุของการเกิดสิว ซึ่งการค้นพบดังกล่าวคาดว่า\r\nจะถูกนำไปประยุกต์ใช้กับการผลิตยารักษาสิวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ในอนาคต\r\n",null],
    [1088,945,"10 คำแนะนำ ป้องกันภัยคุกคามทาง Email","Sun, 2018-04-15 20:32","http://www.stkc.go.th/node/945","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/email-phishing-warning-how-to-protect/","\r\n\r\nใครที่ใช้บริการทางอีเมล ( Email ) ก่อนเปิดจดหมายอ่านและคลิก ต้องระมัดระวังกันสักนิด เพราะมีการระบาดภัยคุกคามทาง Email มีอีเมลหลอกลวง (Phishing email) หลายฉบับถูกส่งเข้ามายังอีเมลขององค์กร ทั้งนี้ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย หรือ ThaiCERT ได้ให้ 10 คำแนะนำ ป้องกันภัยคุกคามทาง Email เอาไว้ ได้แก่\r\n\r\n1.ตั้งรหัสผ่าน (Password) ที่คาดเดาได้ยาก และหมั่นเปลี่ยนบ่อย ๆ\r\n\r\n2.ดูแลช่องทางที่ใช้ในการเปลี่ยน (Reset) รหัสผ่านให้มีความมั่นคงปลอดภัย เช่น อีเมลสำรองสำหรับกู้คืนบัญชี\r\n\r\n3.หมั่นตรวจสอบประวัติการใช้งานที่น่าสงสัย รวมถึงช่องทางในการยืนยันตัวตนอย่างสม่ำเสมอ\r\n\r\n4.ติดตั้งโปรแกรม AntiVirus อัปเดตระบบปฏิบัติการ และ Web Browser รวมถึงตัวซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดทันสมัยอยู่เสมอ\r\n\r\n5.หลีกเลี่ยงการใช้เว็บเมลผ่านทางเครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ และไม่ควรตั้งค่าให้ Web Browser จำรหัสผ่าน\r\n\r\n6.ระวังในการเปิดไฟล์แนบ หรือคลิกลิงก์ที่พาไปเว็บไซต์อื่น\r\n\r\n7.แม้อีเมลจากคนรู้จัก ก็อาจเป็นคนร้ายปลอมตัวมาก็ได้ ถ้าไม่แน่ใจ ควรยืนยันช่องทางอื่นที่ไม่ใช่อีเมล เช่น แจ้งยืนยันเปลี่ยนเลขที่บัญชีโอนเงินทางโทรศัพท์\r\n\r\n8.ควรเปิดการใช้งานยืนยันตัวตนแบบ 2 Factor Authentication โดยใช้ เบอร์โทรศัพท์ อีเมลสำรอง หรือแอป เช่น Google Authenticator\r\n\r\n9.ตรวจสอบรายชื่อผู้รับอีเมลก่อนกดปุ่ม Reply หรือ Reply All ทุกครั้ง เพราะผู้ร้ายมักใช้เทคนิคตั้งชื่ออีเมลที่ใกล้เคียงกับคนที่เรารู้จัก เช่น somchai@yahoo.com กับ somchai@yah00.com (เลข 0 แทนตัวอักษร o)\r\n\r\n10.อย่าหลงเชื่ออีเมลที่หลอกให้เปลี่ยนรหัสผ่านหรือให้อัปเดตข้อมูลส่วนตัวหากไม่แน่ใจควรสอบถามผู้ที่ส่งข้อมูลมาในทางช่องทางอื่น ๆ อีกครั้ง\r\n",null],
    [1089,940,"DCIM คืออะไร ทำไมกล้องมือถือ กล้องดิจิตอล ทุกตัวถ่ายแล้วบันทึกที่ DCIM","Sun, 2018-04-15 20:25","http://www.stkc.go.th/node/940","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/dcim-what-is-this/","DCIM คืออะไร ทุกท่านที่ชอบถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอ ด้วยกล้องดิจิตอล กล้องมือถือ หรือไม่เว้นแม้กระทั่งกล้องถ่าย 360 องศา กล้องวีดีโอ กล้อง Go-Pro กล้องติดรถยนต์ ทุกอย่างนี่บันทึกทั้งภาพและวีดีโอลงในโฟลเดอร์ dcim เดียวกันหมด ทั้งบนหน่วยความจำภายในเครื่องและบน microSD Card หรือ SD CARD ก็จะพบโฟลเดอร์ DCIM เต็มไปหมด บทความนี้จะอธิบายให้กระจ่างขึ้นที่เล่าเกี่ยวกับ DCIM นี้\r\n\r\nDCIM คืออะไร\r\n\r\nโฟลเดอร์ DCIM นั้นคือเป็นมาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องโครงสร้างการอ่านชื่อไฟล์ในตัวกล้อง โดยอุปกรณ์เกี่ยวกับกล้องทุกตัว ทั้งมือถือ กล้องวีดีโอ กล้องถ่ายรูปดิจิทัล ทุกอย่างงจะทำการค้นหาภาพจากในโฟลเดอร์ที่ชื่อ DCIM ถ้าเปลี่ยนชื่อโฟลเดอร์จะหารูปไม่เจอ และถ้าถ่ายรูปหรือวีดดีโอ ก็จะสร้างโฟลเดอร์ DCIM ให้และลงในโฟลเดอร์นั้นทุกตัว ซึ่งชื่อโฟลเดอร์ DCIM นี้ย่อมาจากคำว่า Digital Camera Images นั่นเอง โดยชื่อ DCIM นี้ตั้งโดยข้อกำหนดมาตรฐาน DCF เมื่อปี 2003\r\n\r\nDCF เป็นข้อกำหนดที่สร้างขึ้นโดย JEITA ( Japan Electronics and Information Technology Industries Association. ) ตั้งเมื่อปี 2003 และถูกปรับปรุงเมื่อปี 2010\r\n\r\nDCIM คืออะไร\r\n\r\nและคุณเคยสังเกตมั้ยภายในโฟลเดอร์ dcim จะมีโฟลเดอร์ในชื่อ 100APPLE , 100ANDRO นั่นคือโฟลเดอร์การถ่ายรูปภาพและวีดีโอของอุปกรณ์ Apple ( iOS ) และ Android ตามลำดับ\r\n\r\nดังนั้นหากต้องการหารูปหรือวีดีโอบนอุปกรณ์ถ่ายภาพแต่ละอุปกรณ์ ให้หาทางโฟลเดอร์ DCIM ได้เลย",null],
    [1090,922,"ทำไมคอมพิวเตอร์เรา ทำงานช้าลง ไม่เร็วดั่งใจ","Fri, 2018-03-30 10:22","http://www.stkc.go.th/node/922","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/why-computer-hate-you/","หลายท่านคงใช้คอมพิวเตอร์หนักๆจน คอมค้าง ทำงานช้า บ้างก็จอฟ้าไปเลย เพราะอะไร แล้วจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เราได้รวบรวม 10 เหตุผลที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง ไม่เร็วดั่งใจ มาให้ท่านได้ลองอ่านกัน แล้วคงได้เวลาที่จะปัดฝุ่นจัดการกับปัญหาคอมของคุณได้แล้วตอนนี้\r\n\r\n1. เพราะคุณไม่ติดตั้งซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นล่าสุด และไม่ยอมอัปเดตซอฟต์แวร์\r\n\r\nเพราะตัวระบบปฏิบัติการ Windows อย่าง Windows 10 ได้ทำการอัปเดตให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดแก้ปัญหาบั๊กและช่องโหว่ด้านความปลอดภัย และเสริมฟีเจอร์มากขึ้น แต่ตัวซอฟต์แวร์คุณเป็นเวอร์ชั่นเก่า เข้ากันไม่ได้กับ Windows 10 เวอร์ชั่นใหม่ ทำให้ทำงานไม่เต็มที่ ทั้งนี้ Driver ของคอมพิวเตอร์ก็ต้องการเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดเช่นกัน เพื่อทำงานให้เต็มที่เข้ากันกับระบบปฏิบัติการล่าสุดด้วย\r\n\r\n2. ขณะติดตั้งซอฟต์แวร์ คุณก็เผลอติดตั้งพวกแอปอื่นๆที่มาพร้อมมัลแวร์ หรือโปรแกรมขยะ\r\n\r\nขณะรันไฟล์ติดตั้งอยู่รู้มั้ยว่าไฟล์ติดตั้งนั้นมีแอปขยะหรือไม่ หรือมีไวรัสมัลแวร์หรือไม่ แนะนำสุดคือเมื่อดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งแล้วควรสแกนผ่านทางเว็บ virustotal.com ก่อนว่ามีไฟล์แปลกๆซ่อนอยู่ในไฟล์ติดตั้งมั้ย\r\n\r\n\r\nและขณะติดตั้ง อย่าทำการ Next รวดเดียว ผู้สร้างโปรแกรมในบางครั้งจะมีโปรแกรมแถมมาอยู่ในไฟล์ติดตั้ง เช่น Google Toolbar ที่สร้างความเกะกะแต่ตัวเว็บเบราว์เซอร์มากขึ้น หรือแอปอื่นๆมาแถมให้อีก ให้เราเอาเครื่องหมายถูกเพื่อไม่ติดตั้งแอปอื่นๆนี้ลงคอมพิวเตอร์เรา\r\n\r\n3. เมนบอร์ดบนโน้ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ ฝุ่นเยอะ สกปรก\r\n\r\nยิ่งใช้นานยิ่งมีฝุ่นเกาะ ทำให้เครื่องร้อนขึ้น กระแสไฟฟ้าภายในตัวเครื่องผ่านยากขึ้น ดังนั้นควรปัดฝุ่นที่เกาะภายในเครื่องนี้ออกไป โดยเฉพาะเคสบนคอมพิวเตอร์พีซี จะมีฝุ่นเกาะเยอะมาก ทำความสะอาดทุก 6-8 เดือน ตลอดจนตรวจสอบพัดลมระบายควาามร้อนภายในเครื่องทำงานปกติมั้ย หากไม่ก็เปลี่ยนพัดลมระบายความร้อนตัวใหม่\r\n\r\n4.พื้นที่ว่างบนฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์น้อย\r\n\r\nระบบปฏิบัติการจำเป็นต้องใช้พื้นที่ว่างในการรันประมาณ 10-15% หากน้อยกว่านั้น ควรลบไฟล์ที่ไม่จำเป็นภายในคอมพิวเตอร์เราออกไป เพื่อให้คอมสามารถทำงานปกติ เช่นไฟล์ภาพ ไฟล์วีดีโอเก่าๆ และแอปบนคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช้งาน ให้ทำการลบออกไป เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างให้คอมของคุณ\r\n\r\n5. โปรแกรมทำงานเบื้องหลังตั้งแต่เปิดเครื่อง เยอะเกินไป\r\n\r\nง่ายๆคือพวกโปรแกรมที่แสดงโชว์ในช่วงมุมขวาของจอ มีเยอะไม่ดีแน่ๆ ควรปิดการทำงานของบางโปรแกรมบางอย่างออกไป เพื่อให้คอมสามารถทำงานได้ลื่นไหล แนะนำให้กดปุ่ม Ctrl alt + esc แล้วเลือกแท็บ Startup แล้วเลือกโปรแกรมที่ทำงานบน startup อยู่แต่ไม่ต้องการให้รัน แล้วคลิกที่ Disable เพื่อหยุดการทำงานแอปนั้นบน Startup\r\n\r\n6. คุณไม่ได้ปิดเครื่อง หรือทำการรีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ ใช่ไหม? มัวแต่เปิดคอมค้างไว้\r\n\r\nให้ทำการรีสตาร์ท หรือ ปิดคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ได้จำและเริ่มต้นเหมือนใหม่ เครื่องคอมจะทำงานเป็นปกติกว่าการเปิดคอมค้างไว้แล้วทำงานอย่างต่อเนื่อง\r\n\r\n7. คุณยังไม่อัปเกรดพวกฮาร์ดแวร์\r\n\r\nอยากให้คอมเร็วกว่าเดิมใช่ไหม เปลี่ยนแรมใหม่ ฮาร์ดดิสก์เปลี่ยนมาใช้ Solid State ใหม่ และใช้การ์ดจอดีๆและใหม่ล่าสุด คอมแรงขึ้นแน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงินคุณแล้วละว่าจะทุ่มอัปเกรดให้เครื่องแรงขึ้นมั้ย\r\n\r\n8. คอมพิวเตอร์คุณยังไม่ปลอดภัยพอ\r\n\r\nโดยเฉพาะการตั้งรหัสคอมพิวเตอร์ และรหัสการใช้บริการแอปและโซเชียลมีเดียง่ายเกินไป เช่น 12345678 ซึ่งเป็นรหัสยอดนิยมในการตั้ง แต่แฮกเกอร์ก็ใช้เครื่องมือ Keylogger หรือซอฟต์แวร์ถอดรหัสก็ถอดได้ง่ายด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรตั้งรหัสที่มีทั้งตัวอักษรตัวใหญ่ ตัวเล็ก มีตัวเลข และรหัสต้องเดายากแต่เราจำได้แม่น\r\n\r\n9. คอมของคุณไม่เคยสำรองข้อมูลเลย\r\n\r\n\r\n\r\nอันนี้หากคอมของคุณเสีย ข้อมูลสำคัญในตัวคอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ ดังนั้นควรหมั่น Backup สำรองข้อมูลสำคัญบนคอม ลงฮาร์ดดิสก์แบบพกพา หรือบน cloud อย่าง Google Drive , Dropbox , One Drive เพราะหากวันหนึ่งคอมเสียเครื่องมา ข้อมูลสำคัญที่มีค่าอาจสูญเสียไป ซึ่งหลายท่านที่เคยใช้คอมอาจเคยเจอแบบนี้มาแล้ว\r\n\r\n10. คุณใช้คอมบนระบบปฏิบัติการรุ่นเก่า และหมดอายุการสนับสนุนด้านความปลอดภัย\r\n\r\n\r\n\r\nอย่าง Windows XP ที่หมดอายุไปนานแล้วเมื่อเดือนเมษายน ปี 2014 หากคุณยังใช้ Windows XP อยู่ คุณจะเสี่ยงมากจากภัยคุกคามทางออนไลน์ ที่ระบบความปลอดภัยบนตัวระบบปฏิบัติการที่คุณใช้ หยุดภัยออนไลน์แบบใหม่นี้ไม่ได้เลย ดังนั้นควรอัปเดตไปยังระบบปฏิบัติการที่ยังสนับสนุนด้านซอฟต์แวร์และการอัปเดตด้านความปลอดภัยอยู่ ซึ่งรุ่นเก่าที่ยังใช้ได้คือ Windows 7 ที่ Microsoft ยังสนับสนุนด้านความปลอดภัยอยู่จนถึงเดือนมกราคม ปี 2020\r\n\r\nหากคุณติด 1 ใน 10 เหตุผลที่ทำให้คอมทำงานช้า ไม่เร็วดั่งใจ ก็ควรพิจารณาจัดการแก้ไขคอมพิวเตอร์ของท่าน แล้วทุกอย่างคอมจะทำงานได้ดี ปลอดภัย เร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1522380167.jpg"],
    [1091,913,"ภัยจากวัตถุกันเสีย","Mon, 2018-03-26 10:16","http://www.stkc.go.th/node/913","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6042:2017-02-06-04-03-40&Itemid=315","ธรรมชาติของอาหารเกือบทุกชนิด เมื่อเก็บไว้นานๆ ย่อมเปลี่ยนสภาพ จากของสดใหม่กลายเป็นเน่าเสีย นั่นก็เพราะฝีมือของจุลินทรีย์ในอากาศ\r\nที่รายล้อมตัวเรามากมาย เมื่อใดที่จุลินทรีย์เหล่านี้ปะปนลงไปในอาหาร นั่นหมายความว่ากระบวนการเน่าเสียได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เพราะการเน่าเสีย\r\nเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก กระบวนการถนอมอาหารจึงเกิดขึ้น ทั้งการใช้ความร้อน ความเย็น ความเค็มของเกลือ การฉายรังสี \r\nหรือแม้แต่สารเคมีสังเคราะห์ที่เรียกกันทั่วไปว่าสารกันบูด\r\n\r\nเนื่องจากปัจจุบันคนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบ เพื่อแข่งกับเวลา ทั้งสภาพที่อยู่อาศัย และลักษณะนิสัยในการบริโภคอาหารก็เปลี่ยน\r\nไปจากอดีต ขนมปัง หรือขนมขบเคี้ยวต่างๆ จึงเป็นอาหารที่มีบทบาทสำคัญต่อชีวิตมากขึ้น เพราะหาซื้อง่าย สะดวกและมีหลากหลายชนิด\r\nให้เลือกตามความต้องการ เราอาจเคยเห็นขนมปังที่ใส่ถุงพลาสติกวางขายในชนบทหรือตามร้านขายของชำ ที่วางขายได้นานเป็นอาทิตย์ ๆ \r\nโดยที่ไม่ขึ้นรา เราอาจจะคิดว่าเพราะบรรจุภัณฑ์ของขนมปังปิดสนิท เชื้อโรคไม่สามารถเข้าไปได้ แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น อาหารเหล่านี้ไม่บูด \r\nหรือเน่าเสียเพราะในขั้นตอนการผลิตได้มีการเติมสารบางอย่างลงไป\r\nเพื่อรักษาสภาพของอาหารให้สด ใหม่ ไม่เน่าเสีย สารนั้นก็คือสารกันบูดหรือวัตถุกันเสียนั่นเอง\r\n\r\nสารกันบูด คือสารเคมีหรือของผสมของสารเคมีที่ใช้ในการถนอมอาหาร โดยอาจจะใส่ลงในอาหาร พ่น ฉาบรอบๆ ผิวของอาหารหรือภาชนะบรรจุ \r\nสารดังกล่าวจะทำหน้าที่ยับยั้งหรือทำลายจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเน่าเสียโดยอาจจะไปออกฤทธิ์ต่อผนังเซลล์รบกวนการทำงานของเอนไซม์\r\nหรือกลไกทางพันธุกรรม (genetic mechanism)ในเซลล์ ยังผลให้จุลินทรีย์ไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้หรือตายในที่สุดแต่ถ้าหากในแต่ละวัน \r\nเราได้รับสารกันบูดในปริมาณน้อย ร่างกายจะสามารถกำจัดออกทางปัสสาวะได้ตามปกติ แต่หากได้รับในปริมาณมากทุกวัน ตับและไตจะต้องทำงานหนักขึ้น\r\nและหากกำจัดออกไปไม่หมดก็จะเกิดการสะสมในร่างกายซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพของตับและไตในการกำจัดสารเคมีเหล่านี้ลดลงและอาจทำให้เกิด\r\nอาการเจ็บป่วยต่อตับและไตได้\r\n\r\nสารกันบูดที่ใช้ในอาหารมีหลายชนิด กรดเบนโซอิกเป็นสารกันบูดที่นิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปหลายประเภท เนื่องจากเป็นสารเคมี\r\nที่มีความเป็นพิษต่อมนุษย์ต่ำ และสามารถขับออกได้ทางปัสสาวะ แต่ถ้าได้รับมากเกินไปอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น \r\nและเกิดอาการแพ้ได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคภูมิแพ้\r\n\r\nในแต่ละวันไม่ควรได้รับกรดเบนโซอิกเกินค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake – ADI) คือ 5 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม \r\nเช่น เด็กประถมที่น้ำหนัก 35 กิโลกรัม ไม่ควรได้รับกรดเบนโซอิกเข้าสู่ร่างกายในแต่ละวัน เกิน 35 X 5 = 175 มิลลิกรัม ดังนั้นเด็กเล็กย่อมมีโอกาส\r\nที่จะได้รับสารกันบูดเกินค่าความปลอดภัยได้ง่ายกว่าเด็กโต หรือผู้ใหญ่\r\n\r\nสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ได้อนุญาตให้ใช้ในอาหารทุกชนิด และอาหารที่อนุญาตให้ใช้ก็ไม่ใช่ปริมาณเท่ากันหมด \r\nคือให้ใช้ในเครื่องดื่ม ไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ขนมหวานที่ทำจากนม (ไอศกรีม โยเกิร์ตปรุงแต่ง/ผสมผลไม้) ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม \r\nขนมที่ทำจากผลไม้ ผัก ถั่ว แยม เยลลี่ และผักผลไม้กวน-ดอง-ทำไส้ขนม ไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมหรือแค่ 1 กรัมต่อกิโลกรัมเท่านั้นเอง \r\n\r\nจะเห็นว่าปริมาณที่อนุญาตให้ใส่น้อยมาก ต้องใช้เครื่องชั่งน้ำหนักที่มีความละเอียดสูง แม้ไม่น่าจะเป็นปัญหาในผู้ผลิตรายใหญ่ ๆ แต่อาหารท้องตลาด\r\nที่เราพบว่าใส่ปริมาณเกินกำหนดอาจทั้งตั้งใจเพราะเข้าใจผิดว่ายิ่งมากยิ่งดี ที่แย่กว่านั้นคือการใช้ในอาหารที่ไม่อนุญาตให้ใช้ เช่น ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์\r\nแปรรูปพวก ลูกชิ้น ไส้กรอก ปูอัด ฮ่อยจ๊อและขนมอบหลายชนิด (อนุญาตให้ใส่เฉพาะส่วนไส้ขนม) จากการสุ่มสำรวจอาหารภายในและภายนอกโรงเรียน \r\nโดยสถาบันโภชาการมหาวิทยาลัยมหิดล ปี พ.ศ. 2555 พบว่าในตัวอย่างอาหารที่ใส่กรดเบนโซอิกสูงมาก ๆ จะสูงกว่าที่ใส่กันโดยเฉลี่ยถึงเกือบ 4 เท่า \r\nหากนักเรียนไปซื้ออาหารเจ้านั้นเป็นประจำ (เพราะเป็นเจ้าที่ขายในหรือหน้าโรงเรียนนั้น) และได้รับต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานาน ก็อาจส่งผลให้ตับและไตทำงานลดลง\r\nซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ ในอนาคตเมื่ออายุมากขึ้น แต่ถ้าได้รับปริมาณสูงมาก ๆ อาจทำให้เจ็บป่วยทันที โดยมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน \r\nปวดหัว อ่อนเพลีย และเกิดอาการแพ้ (ลมพิษ ผื่นคัน) ในบางคนการป้องกันความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดคือ กินอาหารที่ผลิตจากอาหารสดหากเป็นผลิตภัณฑ์อาหารก็ควรดูที่มี อย. \r\nรับรอง และเมื่อกินอาหารทั่วไปที่ไม่มีฉลากให้พึงคิดเสมอว่าเราอาจได้รับสารกันบูดในปริมาณสูงได้โดยไม่รู้ตัว จึงไม่ควรกินอาหารนั้น ๆ บ่อย ๆ คือไม่กินทุกวัน \r\nถ้าไม่มั่นใจในร้านค้านั้น ๆ ก็ไม่ควรซื้อในร้านเดิมเป็นประจำด้วย \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1522034177.jpg"],
    [1092,912,"จากนักล่าสู่ลานบ้าน วิวัฒนาการ 200 ล้านปี","Mon, 2018-03-26 10:14","http://www.stkc.go.th/node/912","ประวัติศาสตร์และโบราณคดี","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6080:200&Itemid=315","จากอดีตถึงปัจจุบันเป็นที่ทราบแน่ชัดว่าไก่ป่าคือ บรรพบุรุษของไก่บ้านหรือไก่เลี้ยง แต่หากมองย้อนไปในยุคไดโนเสาร์ครองโลกก็ยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดว่าใคร\r\nคือบรรพบุรุษของไก่และนก นักบรรพชีวิน (Paleontologist) ได้พยายามศึกษาเกี่ยวกับบรรพบุรุษของไก่และนกมากมาย ในขณะเดียวกันรูปลักษณ์ของไดโนเสาร์\r\nได้อ้างอิงตามทฤษฎีและซากดึกดำบรรพ์ (fossil) ที่พบ ทำให้นักบรรพชีวินในอดีตสันนิษฐานว่าไดโนเสาร์ซึ่งครองโลกเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนมีขนาดตัวใหญ่\r\nมหึมาและผิวหนังปกคลุมด้วยเกล็ด จากนั้นได้วิวัฒนาการกลายเป็นสัตว์เลื้อยคลานในปัจจุบัน\r\n\r\n\r\n\r\nแต่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมานี้การวิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์รุดหน้าไปมาก ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้ข้อมูลทางวิชาการเปลี่ยนไป เมื่อรายงานครั้งล่าสุดในปี ค.ศ. 2015 \r\nมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของไดโนเสาร์ที่มีความสมบูรณ์ที่สุด บริเวณพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน โดย Dr. Steve Brusatte และ Junchang Lü \r\nซากดึกดำบรรพ์ที่พบมีขนปกคลุมเหมือนนกขนาด 2 เมตร อายุ 125 ล้านปี ลักษณะคล้ายเวโลซิแรปเตอร์ (Velociraptor) ซึ่งโด่งดังมาจากภาพยนตร์เรื่อง\r\nจูราสสิค พาร์ค (Jurassic Park) ทีมวิจัยตั้งชื่อให้ว่า “มังกรแห่งเซิ่นหยวน” หรือ “Zhenyuanlong”\r\n\r\n\r\n\r\nไม่เพียงการศึกษากายวิภาคจากซากดึกดำบรรพ์เท่านั้น ยังมีงานวิจัยโดย Mary Schweitzer มหาวิทยาลัยแห่งรัฐนอร์ท แคโรไลนา ปี ค.ศ. 2011 ที่ศึกษาตัวอย่างเนื้อเยื่อ\r\nจากซากดึกดำบรรพ์กระดูกต้นขาของ T-rex (Tyranosaurus rex) อายุ 68 ล้านปี ซึ่งค้นพบตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 พบว่าคอลลาเจน โปรตีน และกรดอะมิโนที่ได้จากซาก\r\nดึกดำบรรพ์กระดูกต้นขานั้นมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับสัตว์ปีก นอกจากนี้ไขกระดูกที่ได้จากซากดึกดำบรรพ์ยังพบว่ามีการสะสมของแคลเซียม คล้ายกับในกระดูกชิ้นยาว\r\nของไก่และนกเพศเมียในช่วงที่กำลังวางไข่ แคลเซียมที่สะสมไว้ในชั้นกระดูกนั้นก็เพื่อนำไปสร้างเปลือกไข่ขึ้นมา ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยสนับสนุนข้อสันนิษฐานซึ่งเกิดขึ้น\r\nหลังจากพบซากดึกดำบรรพ์ของนกโบราณ Archaeopteryx ในปี ค.ศ. 1861 ที่ว่าไดโนเสาร์สองขา (Theropods) ซึ่งกำเนิดในช่วงปลายยุคจูราสสิคและเหลือรอด\r\nจากการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ได้วิวัฒนาการไปเป็นสัตว์จำพวกนกและไก่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งหากข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้รับการยืนยันถูกต้องในอนาคต บางทีคำตอบของคำถาม\r\nที่ว่า “ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน” อาจจะไม่ใช่ทั้งไก่และไข่ แต่อาจจะเป็นไดโนเสาร์ก็เป็นได้\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1522034056.jpg"],
    [1093,911,"Hypnic Jerks (อาการนอนกระตุก)","Mon, 2018-03-26 10:04","http://www.stkc.go.th/node/911","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6776:hypnic-jerks&Itemid=315","วันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับอาการที่ผมเชื่อเลยว่าหลายๆคน ต้องเคยสัมผัสและเคยเป็นกันมาทุกคน ซึ่งบางคนก็อาจจะรู้ตัวจนทำให้ถึงขั้นตื่นนอน \r\nหรือบางคนอาจจะไม่รู้สึกตัวเลยก็ได้ \r\n\r\nอาการกระตุกขณะนอนหลับ (Hypnic Jerks) หรือบางครั้งก็เรียกว่าอาการเหมือนตกจากที่สูง ซึ่งในบางคนอาจจะมีการกระตุกรุนแรงถึงขั้น ฟาดแขน \r\nฟาดขา หรืออาจจะกระตุกทั้งตัว ทำให้มีผลต่อการนอนหลับได้ ในทางการแพทย์มักจะเรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Hypnic เป็นการกระตุกแบบ myoclonic \r\nซึ่งเป็นการกระตุกของกล้ามเนื้อในร่างกายที่สามารถเกิดได้ในคนทั่วไป เช่น การสะอึกหรือการกระตุกของแขน ขา ตอนนอนหลับ โดยสามารถสันนิษฐาน\r\nได้ว่าเกิดจากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็น ความเครียด, วิตกกังวล, การอดนอน หรือจากโรคบางชนิด เช่น หลอดเลือดสมอง โรคไต แต่ในทางการแพทย์ \r\nก็สามารถอธิบายให้เข้าใจได้ในอีกแง่มุม จากงานศึกษาหลายชิ้นเชื่อว่า เกิดจากการที่ร่างกายกำลังเข้าสู่ช่วงหลับลึก กล้ามเนื้อเริ่มคลายตัวพร้อมๆกัน \r\nการหายใจเริ่มช้าลง แต่สมองกลับสับสนโดยคิดว่า ร่างกายกำลังอ่อนแรง ทั้งขา แขน ทำให้ไม่สามารถ ยืนหรือนั่งได้ปกติ จึงสั่งให้กลไกของร่างกาย\r\nทำการป้องกันตัว คือ ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวและกระตุกอย่างรวดเร็ว ในบางครั้งสมองจึงสร้างความรู้สึกคล้ายกับอาการของการตกจากที่สูงนั่นเอง \r\nนอกจากนี้ยังมีการศึกษาที่มีคนพูดถึงเกี่ยวกับทฤษฎีของอาการ Hypnic jerks ว่าเป็นระบบการป้องกันตัว ซึ่งคนได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่\r\nมีร่วมกันกับลิงและใช้เป็นกลไกในการป้องตัว ในตอนที่อาศัยอยู่บนต้นไม้เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายขณะนอนหลับ \r\n\r\n\r\nซึ่งอาการ Hypnic jerks นั้นก็สามารถเกิดได้ในคนทุกเพศ ทุกวัย ไม่ใช่อาการผิดปกติแต่อย่างใด แต่ถ้าเกิดใครที่มีอาการของ Hypnic jerks \r\nบ่อยครั้งจนมีผลต่อการนอนหลับก็ควรปรึกษาแพทย์เพราะอาจจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1522033499.jpg"],
    [1094,910,"ถุงร้อนหรือถุงเย็น เลือกอย่างไรให้เหมาะสม","Mon, 2018-03-26 09:55","http://www.stkc.go.th/node/910","พลาสติกชีวภาพ","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6780:2018-02-20-07-09-36&Itemid=315","ในปัจจุบันต้องยอมรับว่าถุงพลาสติกเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญเป็นอย่างมาก แต่เมื่อเดินไปที่ร้านขายถุงก็จะพบว่า มีถุงมากมายหลายแบบให้เลือก \r\nทำให้เกิดความสับสนว่าแล้วจะเลือกใช้อย่างไรบ้าง แต่ละแบบเหมือนกันหรือไม่ โดยเฉพาะถุงที่ใช้สำหรับใส่อาหารที่ต้องคำนึงถึงความสะอาดและความปลอดภัยด้วย\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nส่วนใหญ่เรามักจะได้ยินผู้ใหญ่เรียกถุงชนิดต่างๆว่า ถุงร้อนกับถุงเย็น ทำให้เกิดความสงสัยว่าจริงๆ แล้ว ถุง 2 ชนิดนี้การใช้งานแตกต่างกันหรือไม่\r\nถุงร้อน คือ ถุงที่ใส่ของร้อนใช่หรือไม่ แล้วร้อนแค่ไหน ร้อนแบบน้ำเดือด หรือแค่อุ่นๆ แล้วใส่ของเย็นได้หรือไม่ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าใช้ถุงร้อนใส่ของเย็น \r\nถุงเย็น คือ ถุงที่ใส่ของเย็น แล้วใส่ของร้อนได้หรือไม่ ใส่แล้วจะเกิดอะไรขึ้น\r\nเกิดคำถามมากมายสำหรับการเลือกซื้อถุง สำหรับผู้บริโภคอย่างเรา ถ้าไม่ทราบก็จะถามผู้ขายว่าจะใช้แบบไหนดี แต่จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเราสามารถเลือกซื้อ\r\nถุงพลาสติกชนิดต่างๆ ให้เหมาะแก่การใช้งานและปลอดภัยได้ด้วยตนเอง\r\n\r\nเรามาเลือกถุงพลาสติกให้ถูกประเภทกันเถอะ\r\n\r\nพลาสติก เป็นผลิตภัณฑ์จากกระบวนการปิโตรเลียม โดยคุณสมบัติของพลาสติกจะแตกต่างกันตามตัวตั้งต้น เช่น พอลิเอทิลีน พอลิโพรพิลีน \r\nจึงทำให้ถุงพลาสติกมีคุณสมบัติแตกต่างกันด้วย\r\n\r\n \r\n\r\nถุงเย็น ถ้าอ่านที่ฉลากจะเห็นคำว่า LDPE ชื่อเต็มคือ Low Density Polyethylene ซึ่งก็คือ พลาสติกพอลิเอทิลีนแบบความหนาแน่นต่ำ พลาสติกชนิดนี้\r\nจะใสแต่ไม่มีความมันวาว นิ่ม เหนียวและยืดหยุ่น ทนอุณหภูมิต่ำได้เป็นอย่างดี เราจึงเรียก ถุงที่ผลิตจากพลาสติกชนิดนี้ว่า ถุงเย็น โดยถุงเย็นจะสามารถทน\r\nอุณหภูมิต่ำได้มากถึง -40 องศาเซลเซียส ทำให้ถุงชนิดนี้ไม่กรอบและแตกเมื่อแช่ในช่องแช่แข็งปกติทั่วไป (ประมาณ – 18 องศาเซลเซียส) แต่ทนความร้อน\r\nได้เพียง 80 องศาเซลเซียสเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถใส่ของที่ร้อนแบบเดือดๆ หรือของที่ทอดใหม่ๆได้ ถ้าใส่จะทำให้พลาสติกเสียรูปและเป็นอันตรายได้\r\n\r\n \r\n\r\nถุงร้อน มี 2 แบบ คือ ถุงร้อนแบบใส และถุงร้อนแบบขุ่น \r\nถุงร้อนแบบใส ถ้าอ่านที่ฉลากจะเห็นคำว่า PP ชื่อเต็มคือ Polypropylene ลักษณะ ใสเหมือนแก้ว มันวาว พลาสติกชนิดนี้ทนความร้อนได้สูง\r\nมากกว่า 100 องศาเซลเซียส คือสามารถใส่น้ำเดือด หรืออาหารที่ร้อนจัดได้อย่างดี แต่ถุงชนิดนี้ไม่สามารถทนความเย็นได้ เมื่อแช่ช่องแข็งจะกรอบ \r\nเปราะแตกได้ง่าย\r\n\r\n\r\n\r\nถุงร้อนแบบขุ่น ในท้องตลาดจะเรียกทั้ง ถุงไฮเดน หรือถุงขุ่น ถ้าอ่านที่ฉลากจะเห็นคำว่า HDPE ชื่อเต็มคือ high density polyethylene เป็นพลาสติก \r\nพอลิเอทิลีนแบบความหนาแน่นสูง พลาสติกชนิดนี้จะ สีขุ่นขาว ไม่มีความมันวาว ถุงชนิดนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจาก แข็งแรง น้ำหนักเบา\r\nและมีราคาถูก สามารถใช้งานได้หลากหลาย เพราะสามารถทนความร้อนได้ถึง 100 องศาเซลเซียส และทนความเย็นได้ถึง 0 องศาเซลเซียส \r\nจึงสามารถใส่อาหารที่ร้อนและเย็นได้ แต่ก็มีข้อควรระวังคือ ไม่สามารถใส่อาหารที่ร้อนถึงจุดเดือดได้และแช่ในช่องแข็งไม่ได้จะกรอบและแตกง่าย\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nสรุป\r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tชื่อในท้องตลาด\r\n\t\t\tสีฉลาก\r\n\t\t\tชนิดพลาสติก\r\n\t\t\tลักษณะ\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tทนความเย็น\r\n\t\t\t(อุณหภูมิต่ำ)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tทนความร้อน\r\n\t\t\t(อุณหภูมิสูง)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tถุงเย็น\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tฟ้า\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tLDPE\r\n\t\t\tใส ไม่มันวาว เหนียว\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tแช่ช่องแข็งได้ ใช้ใส่ น้ำแข็ง \r\n\t\t\tอาหารแช่แข็ง หรือเก็บผักผลไม้ ได้\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tร้อนเกิน 80 องศาเซลเซียส\r\n\t\t\tจะเสียรูป อันตราย\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tถุงร้อนแบบใส\r\n\t\t\tแดง\r\n\t\t\tPP\r\n\t\t\tใส มันวาว\r\n\t\t\tใส่ของเย็นได้แต่แช่ช่องแข็งไม่ได้\r\n\t\t\tจะกรอบ แตก เปราะ\r\n\t\t\tใส่ของร้อนจัดได้อุณหภูมิ\r\n\t\t\tมากกว่า 100 องศาเซลเซียส \r\n\t\t\tเช่น น้ำเดือด ของทอด\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tถุงร้อนแบบขุ่น\r\n\t\t\tถุงไฮเดน\r\n\t\t\tถุงขุ่น\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tเขียว\r\n\r\n\t\t\t \r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\tHDPE\r\n\r\n\t\t\t \r\n\t\t\t\r\n\t\t\tสีขาวขุ่น ไม่มันวาว\r\n\t\t\tใส่ของเย็นได้แต่แช่ช่องแข็งไม่ได้จะกรอบ แตก \r\n\t\t\tเปราะเช่น ถุงน้ำหวาน ถุงหิ้วใส่น้ำแข็ง\r\n\t\t\tและน้ำอัดลม เป็นต้น\r\n\t\t\tใส่ของร้อนได้ประมาณ 100 องศาเซลเซียส \r\n\t\t\tเช่น นมร้อน น้ำเต้าหู้ เป็นต้น\r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nรู้เช่นนี้แล้ว ต่อไปเราก็สามารถเลือกซื้อถุงพลาสติกให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทั้งสะดวกและปลอดภัย\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1522032956.jpg"],
    [1095,909,"ผักชี พืชสมุนไพร โด่งดังถึงต่างแดน","Mon, 2018-03-26 09:52","http://www.stkc.go.th/node/909","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6793:2018-02-23-09-56-07&Itemid=315","ผักชีกำลังได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่น เป็นกระแส “ผักชีฟีเวอร์” คนญี่ปุ่นจะเรียกผักชีว่า ว่า “พัก-กุ-ชี” โดยนิยมนำผักชีมาใส่ในอาหาร \r\nเช่น หม้อนาเบะต้ม (คล้ายๆใส่ในต้มยำกุ้ง) หรือใส่ในหม้อซุปกระดูกหมู หรือซุปต่าง ๆ แล้วแต่สูตรเฉพาะของแต่ละร้าน เมนูที่นิยมอีกอัน \r\nคือ ผักชีเทมปุระ เอาผักชีไปทอดนอกจากนั้นก็นำมาใส่สลัด \r\n\r\nที่มาแนวแปลกหน่อย คือทำเป็นเครื่องดื่ม กลายเป็นผักชีโมฮิโต้ (เอามาใส่แทนสะระแหน่) ผักชีอุเมะชู (ผักชีใส่ในเหล้าบ๊วย) สาเกผักชี (เอาผักชีไปหมัก) \r\nหรือแม้แต่ขนม เช่น มันฝรั่งทอดกรอบรสผักชี ไอศกรีมผักชี เป็นต้น เราในฐานะคนไทยที่อยู่ใกล้ชิดกับผักชี อาหารไทยหลายชนิดก็นิยมนำผักชีมาโรยหน้า \r\nเพื่อความสวยงามบ้าง เพิ่มความหอมบ้าง เรามาทำความรู้จักกับผักชีและคุณประโยชน์ของผักชีกัน\r\n\r\nผักชี Coriander มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Coriandrum sativum) ชื่ออื่นในแต่ละท้องถิ่น เช่น ผักหอม (นครพนม) ผักหอมน้อย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) \r\nผักหอมป้อม ผักหอมผอม (ภาคเหนือ) พังไฉ่ (จีน-แต้จิ๋ว)\r\n\r\nผักชีเป็นพืชผักที่สามารถปลูกได้ตลอดปี แต่ช่วงที่เหมาะที่สุดคือฤดูหนาว เพราะจะทำให้ผักชีโตเร็ว ผักชีเป็นผักที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว จึงเป็นที่นิยมอย่างมาก\r\nในการนำมาใช้ประกอบอาหารต่าง ๆ เพื่อทำให้อาหารมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมากขึ้น\r\n\r\nผักชีมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ คนที่ชอบผักชี มักจะบอกว่า เมื่อได้ทานแล้วจะรู้สึกสดชื่น บ้างก็ว่ากลิ่นหอมเหมือนเลมอน ส่วนคนที่ไม่ชอบ จะรู้สึกว่าผักชีมีกลิ่นเหม็น\r\nและรสชาติไม่ถูกปาก ต้น ใบ และราก มีรสเผ็ด ช่วยขับเหงื่อและผื่นหัดให้ออกมากขึ้น ช่วยขับลม ละลายเสมหะ แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ \r\nทำให้เจริญอาหาร ดับกลิ่นคาวปลาและเนื้อ \r\n\r\nผล มีรสเผ็ด แก้หัด ทำให้ผื่นออกเร็วและหายเร็วขึ้น แก้บิด ริดสีดวงทวาร บำรุงกระเพาะอาหาร แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แก้เบื่ออาหาร ดับกลิ่นคาวปลาและเนื้อ \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1522032747.jpg"],
    [1096,908,"สูง หรือ ต่ำ คุณค่าอยู่ที่ใด","Mon, 2018-03-26 09:39","http://www.stkc.go.th/node/908","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6794:2018-02-27-08-47-42&Itemid=315","หลายๆคน คงจะเคยได้ยินกันว่า “ ดื่มนมเยอะๆ ร่างกายจะได้แข็งแรง” มาเป็นเวลานาน เราเคยคิดกันไหมว่า เวลาเราดื่มนมแล้วได้คุณค่าประโยชน์จริงหรือไม่ \r\nบทความนี้เราจะมาทราบกันว่าคุณค่าและประโยชน์ของนมดูได้จากอะไรกันบ้าง\r\n\r\nนมหรือน้ำนมโค นั้นได้จากโคที่มีสุขภาพสมบูรณ์ นมนั้นต้องปราศจากโคลอสตรุ้ม (Colostrum หรือน้ำนมเหลืองที่ผลิตขึ้นมาในระยะแรกหลังคลอด) ซึ่งส่วน\r\nประกอบทางเคมีของน้ำนม ประกอบไปด้วย น้ำ ไขมัน โปรตีน น้ำตาล และ แร่ธาตุ เป็นต้น เวลาเราซื้อนมมาเพื่อบริโภค ต้องอ่านข้อมูลทางโภชนาการ เช่น \r\nวันเดือนปี หมดอายุ เป็นอันดับต้นๆ แต่พวกเราลืมไปว่ากระบวนการผลิตของนมก็บ่งบอกถึงคุณค่าประโยชน์ได้เหมือนกันอย่างเช่น พาสเจอร์ไรส์ (Pasteurization ) \r\nสเตอริไลซ์ ( Sterilization ) ซึ่งจะระบุอยู่บริเวณฉลากของบรรจุภัณฑ์ โดยกระบวนการผลิตนี้เป็นการผลิตของอุตสาหกรรมของนม เป็นการให้ความร้อน \r\nเพื่อเป็นการทำลายเอนไซม์ ทำลายจุลินทรีย์ และการยืดอายุการเก็บรักษา \r\n\r\nหลายๆคน คงเคยได้ยินกันว่า นมพาสเจอร์ไรส์และนมสเตอริไลซ์ แล้วเราจะสังเกตความแตกต่างได้อย่างไร ซึ่งนมพาสเจอร์ไรส์ เป็นการใช้ความร้อนที่ต่ำกว่า 100 \r\nองศาเซลเซียสและเวลาไม่นานเพื่อเป็นการลดเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคและเน่าเสีย นมชนิดนี้ต้องเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่เย็น (4 องศาเซลเซียส) \r\nโดยจะมีอายุการเก็บรักษาประมาณ 7 วัน เนื่องจากยังมีเชื้อจุลินทรีย์เหลืออยู่ในปริมาณที่ปลอดภัย วิธีนี้ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงและสูญเสียคุณค่าทางอาหาร\r\nและคุณภาพทางด้านกลิ่น รสน้อยที่สุด ส่วนนมสเตอริไลซ์ เป็นการให้ความร้อนที่อุณหภูมิสูงมากกว่า 100 องศาเซลเซียสและใช้เวลานานในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์\r\nและสปอร์ที่ทำให้เกิดการเน่าเสียทั้งหมด ส่งผลให้นมชนิดนี้ไม่ต้องแช่เย็นก็ยังเก็บรักษาได้เป็นเวลานานและบรรจุภัณฑ์จะเป็นรูปแบบกระป๋อง แต่ขั้นตอนนี้ก็ส่งผล\r\nคุณภาพของนมลดลง โดยสังเกตง่ายๆจากนมจะมีสีที่เข้มขึ้น ส่วนนมยูเอชที (Ultra high temperature, UHT) คือนมที่ผ่านการให้ความร้อนสูงมาก \r\nโดยใช้อุณหภูมิ 135 องศาเซลเซียส ในเวลาสั้นมากประมาณ 2-5 วินาที จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงและสูญเสียคุณค่าทางอาหารน้อยและสามารถเก็บไว้ \r\nณ อุณหภูมิห้องได้นานกว่าหกเดือน\r\n\r\nการพิจารณาว่าจะเลือกดื่มนมชนิดไหน ขอให้ดูปัจจัยต่างๆประกอบกัน นมเป็นแหล่งโปรตีน แคลเซียม และแร่ธาตุที่ดี การดื่มนมจึงมุ่งให้ได้สารอาหารดังกล่าว\r\nเป็นสำคัญ นมพาสเจอร์ไรส์ นมสเตอริไลซ์ นมยูเอชที หากมีการบริโภคถูกต้อง จะให้สารอาหารหลักที่กล่าวมาแล้ว ไม่แตกต่างกัน จึงขอให้เลือกตามกำลังทรัพย์\r\nและความสะดวกที่มีอยู่ แต่ผู้บริโภคไม่ต้องกังวลถ้าไม่ได้ดื่มผลิตภัณฑ์นมชนิดนั้นๆ เพราะว่านมไม่ได้ให้สารอาหารทุกชนิดที่ร่างกายต้องการ เราจำเป็นต้องกิน\r\nอาหารอื่น ๆ ให้หลาก หลายด้วย ส่วนผู้ที่ดื่มนมไม่ได้ หรือไม่ชอบดื่มนม หรือดื่มนมแล้วไม่สบายท้อง อาจกินอาหารอื่นแทนเพื่อให้ได้แคลเซียม เช่น ปลาตัวเล็ก \r\nทอดกรอบ ปลากระป๋อง ผักใบเขียวเข้ม หรือเต้าหู้แข็ง เป็นต้น","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1522031995.jpg"],
    [1097,907,"ถ้าต้องลดหวานจะทานอะไรแทนน้ำตาลดี ?","Mon, 2018-03-26 09:37","http://www.stkc.go.th/node/907","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6797:2018-02-28-09-55-51&Itemid=315","การลดหวาน ส่วนใหญ่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตและผู้ต้องการลดน้ำหนัก เนื่องจากต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล \r\nสารให้ความหวานแทนน้ำตาลจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนในกลุ่มนี้\r\n\r\nสารให้ความหวานแทนน้ำตาล (sweetener) เป็นสารเคมีซึ่งให้รสหวานใช้แทนน้ำตาล ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ และไม่ให้พลังงาน แต่เป็นสารที่มี\r\nคุณค่าทางการแพทย์ นอกจากนั้นยังใช้เป็นเครื่องปรุงรสอาหารสำหรับผู้เป็นโรคอ้วน และใช้ในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร เพื่อลดต้นทุนการผลิต สารให้\r\nความหวานที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายมี 3 ชนิด ได้แก่\r\n \r\n\r\n• แอสปาแตม (Aspartame) เป็นน้ำตาลเทียมที่ทำมาจากสารเคมี องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้ยอมรับสารแอสปาแตม\r\nเมื่อปี ค.ศ. 1980 และอนุญาตให้ใช้แอสปาแตมผสมในน้ำอัดลมได้ในปี ค.ศ. 1983 แอสปาแตมให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 160 - 220 เท่า \r\nมีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำตาลทราย ไม่ทำให้เกิดภาวะฟันผุและไม่กระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ผู้ผลิตจึงนิยมนำมาใส่ในน้ำอัดลม ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์\r\nอาหารและยาที่มีแอสปาแตมเป็นส่วนประกอบมากกว่า 6,000 ชนิดทั่วโลก อย่างไรก็ตามเมื่อแอสปาแตมได้รับความร้อนหรือเก็บไว้เป็นเวลานาน อาจส่งผล\r\nให้โครงสร้างของแอสปาแตมเปลี่ยนแปลงไปได้ ดังนั้นจึงไม่ควรใช้แอสปาแตมปรุงอาหารที่ตั้งไฟร้อน ๆ และไม่ควรเก็บไว้นาน \r\n• ซูคราโลส (Sucrarose) เป็นสารให้ความหวานที่ไม่จัดเป็นสารอาหาร เนื่องจากซูคราโลสไม่สามารถย่อยได้จึงไม่มีการปลดปล่อยพลังงานให้กับร่างกาย \r\nถูกคิดค้นสำเร็จในปี ค.ศ. 1976 และนำมาใช้ครั้งแรกในประเทศแคนาดา นักวิทยาศาสตร์พบว่าซูคราโลสมีความหวานประมาณ 600 เท่าของน้ำตาลทราย \r\nและยังเป็นสารให้ความหวานที่มีความปลอดภัยเทียบเท่ากับน้ำตาลธรรมชาติเนื่องจากไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย แต่ในกระบวนการผลิตซูคราโลสมีการเพิ่ม\r\nคลอรีนเข้าไปในโมเลกุลน้ำตาล ซึ่งคลอรีนนี้เองจะทำให้กระเพาะอาหารไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ \r\n• หญ้าหวาน (Stevia) เป็นสารแทนความหวานที่ดีที่สุดและเป็นธรรมชาติที่สุด มีนำมาใช้เป็นสารทดแทนความหวาน เมื่อปี ค.ศ. 1964 หญ้าหวานให้ความ\r\nหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 250 – 300 เท่า และสามารถทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียสโดยที่ความหวานไม่สลายตัว มีรายงานเกี่ยวกับหญ้าหวาน \r\nอีกว่าเป็นสารทดแทนความหวานที่ปลอดภัยและไม่พบอาการแทรกซ้อน นอกจากนี้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยังได้รับรองและอนุญาตให้\r\nสกัดสารสตีวิโอไซด์ (stevioside) ซึ่งเป็นสารที่สกัดได้จากหญ้าหวาน มาขึ้นทะเบียนเป็นสารแทนน้ำตาลได้\r\n\r\nสารให้ความหวานแทนน้ำตาลแม้จะดูว่ามีประโยชน์และนำมาใช้แทนที่น้ำตาล สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักได้นั้น แต่หากบริโภคใน\r\nปริมาณที่มากจนเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายได้ เพราะสารให้ความหวานแทนน้ำตาลบางชนิด ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการเลย โดยเฉพาะผู้บริโภค\r\nทั่ว ๆ ไป การใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลจึงไม่ใช่ความจำเป็น แต่เป็นเพียงทางเลือกเท่านั้น\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1522031867.jpg"],
    [1098,906,"ขยะพิษใกล้ตัว","Mon, 2018-03-26 09:35","http://www.stkc.go.th/node/906","วิทยาศาสตร์เคมี","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6805:2018-03-02-03-55-31&Itemid=315","ขยะพิษคืออะไร หลายคนอาจนึกถึงขยะจำพวก อิเล็กทรอนิกส์ เช่น แบตเตอรี่ เศษของไมโครชิฟต่าง ๆ หรือพวกหลอดไฟที่ใช้แล้ว แต่ขยะที่เป็นพิษยังมีอีกหลายชนิด \r\nไม่ว่าจะเป็น กระป๋องสเปรย์ ตลับหมึกพิมพ์ที่หมดแล้ว  บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ล้างห้องน้ำ เป็นต้น ขยะเหล่านี้หากเราไม่รู้จักวิธีการทิ้งหรือกำจัดให้ถูกที่จะก่อให้เกิด\r\nปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบมาสู่สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ เนื่องจากมีส่วนผสมของโลหะหนัก ตะกั่ว ปรอท บรรจุอยู่ในผลิตภัณฑ์พวกนี้ เพราะฉะนั้น \r\nเราควรมาทำความรู้จักกับขยะพิษและหาวิธีจัดเก็บหรือจัดการกับขยะพิษเหล่านั้น\r\n \r\n\r\n1.สารไวไฟ หมายถึง สารที่ติดไฟง่ายเมื่อถูกประกายไฟ เช่น น้ำมันก๊าด น้ำมันจารบี ทินเนอร์ ฯลฯ \r\n2.สารมีพิษ หมายถึง สารที่อาจทำให้เสียชีวิต หรือบาดเจ็บรุนแรงจากการสูดดม กินหรือสัมผัส เช่นน้ำยาล้างห้องน้ำ ยาฆ่าแมลง \r\n3.สารกัดกร่อน หมายถึง สารที่มีฤทธิ์เผาไหม้หรือทำลายผิวหนัง นอกจากนี้ยังทำลายระบบทางเดินหายใจได้ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ \r\nน้ำยาที่มีสารฟอกขาว ฯลฯ\r\n4.สารที่ระเบิดได้ หมายถึง สารที่อาจระเบิดได้เมื่อถูกการเสียดสีหรือโดนความร้อน เช่น ดอกไม้ไฟ กระป๋องสเปรย์ต่าง ๆ \r\n5.สารออกซิไดซ์ หมายถึง สารที่เร่งการติดไฟสามารถทำให้ออกซิเจนออกมาเร่งการลุกไหม้ เมื่อสัมผัสกับสารไวไฟ หรือสารที่ติดไฟง่าย \r\nอาจก่อให้เกิดการติดไฟขึ้น เช่น สารเร่งดอกลำไย (มีส่วนผสมของโซเดียมคลอเรต)\r\n6.สารที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หมายถึง สารที่เมื่อปล่อยสู่สภาพแวดล้อมจะทำให้เกิดความเสียหายต่อองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมทันที \r\nเช่น สารกำจัดศัตรูพืช เราสามารถสังเกตสัญลักษณ์ด้านข้างบรรจุภัณฑ์เพื่อสะดวกในการจัดการหรือจัดเก็บและแยกขยะก่อนทิ้งได้ดังนี้\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nตาราง : แสดงสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้อันตราย และประเภทความอันตราย\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1522031744.jpg"],
    [1099,905,"4G ครอบคลุมทั่วไทย แต่ความจริงแล้ว เร็วไม่เท่ากัน ?","Mon, 2018-03-26 09:21","http://www.stkc.go.th/node/905","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/check-4g-download-speed-coverage-nperf/","หลายท่านที่ใช้เน็ต 4G สมัครจากผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ 3 ค่ายอย่าง Truemove H , AIS , Dtac ซึ่งเป็น 3 ยักษ์ใหญ่ที่ให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ และต่างค่ายบอกว่า 4G ดีที่สุด ครอบคลุมที่สุด แต่พอมาใช้จริงตามโปร กลับได้ความเร็วที่สปีตช้า นี่ครอบคลุมจริงหรอ ซึ่งจากที่ทีมงานได้ลองหาคำตอบก็พบคำตอบที่น่าสนใจจากเว็บไซต์ Nperf ได้นำผล speedtest ทั่วโลก ทำเป็นแผนที่ออกมาแล้วพบข้อมูลสำคัญจริงๆ\r\n\r\nเพียงคลิกที่เว็บไซต์ https://www.nperf.com/en/map/TH/-/-/signal/ แล้วเลือกประเทศเป็น Thailand และเลือกผู้ให้บริการเครือข่าย ซึ่งจะปรากฎแผนที่ครอบคลุมสัญญาณต่างๆ โดยสังเกต 4G และ 4G+ ว่าครอบคลุมเยอะแค่ไหน ยิ่งสีแดงเข้ม แสดงว่าบริเวณสัญญาณนั้นสามารถทำความเร็วสปีดสูง จากที่ดูโดยรวมแล้วพบว่า 4G ส่วนใหญ่ครอบคลุมเกือบทั้งประเทศ\r\n\r\n\r\n\r\nแต่พอคลิกที่เว็บไซต์ https://www.nperf.com/en/map/TH/-/-/download/ หรือคลิกที่ Download Bitrates  ซึ่งจะแสดงหน้ากราฟแผนที่ความเร็วสปีดดาวน์โหลด รวบรวมข้อมูลจากการทดสอบความเร็วเน็ต nperf นั่นเอง ผลปรากฎว่ากรุงเทพได้สปีตสูงถึงสีแดงเกือบระดับ GB แต่พอมาดูต่างจังหวัดแม้ครอบคลุม 4G แต่ความเร็วเน็ตโดยรวมนั้นเฉลี่ยไม่เกิน 5-10 Mbps สังเกตได้จากจุดสีฟ้าในจังหวัดอื่นๆนี่เยอะจริงๆ\r\n\r\nดังนั้นใครใช้เครือข่ายไหน หรือมีแผนจะย้ายค่าย ลองเช็คข้อมูลทั้งความครอบคลุมเครือข่าย 4G และ ความเร็วที่ได้ตามจุดที่เรายืนอยู่ ok มั้ย ก่อนที่จะเปิดใช้บริการ 4G กับเครือข่ายนั้น เพราะความครอบคลุมและความเร็วที่ได้ของแต่ละเครือข่าย ในบริเวณจุดต่างๆของไทย ไม่เท่ากัน\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1522030890.jpg"],
    [1100,904,"อย. เตือน อย่าทานชา กาแฟ น้ำอัดลม พร้อมกัน เสี่ยงหัวใจเต้นแรง อันตรายถึงชีวิต","Mon, 2018-03-26 09:19","http://www.stkc.go.th/node/904","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.it24hrs.com/2018/coffee-tea-coke-pepsi-caffeine-poison/","เชื่อว่าคนทำงานหลายคนโดยเฉพาะพนักงาน office ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงาน ชอบดื่มชา กาแฟ หรือบางคนต้องทำงานจนดึก เลยมีความคิดที่ว่า ต้องดื่มชา กาแฟ เพื่อไม่ให้ง่วง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มน้ำอัดลมนั้น ล้วนแล้วแต่มีกาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ โดยกาเฟอีน จะไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้รู้สึกตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า แต่หากร่างกายได้รับปริมาณกาเฟอีนที่มากเกินไป ก็จะส่งผลเสียต่อร่างกาย เกิดภาวะที่เรียกว่า “ภาวะพิษกาเฟอีน”\r\n\r\nภาวะพิษกาเฟอีน จะทำให้ระบบประสาทส่วนกลางถูกกระตุ้นมากเกินไป มีอาการกระสับกระส่าย นอนไม่หลับ สับสน หัวใจเต้นแรงและเร็ว ไม่สามารถควบคุมการปัสสาวะได้ ปวดท้องไม่สบายท้อง และหากได้รับในปริมาณที่สูงมาก อาจถึงแก่ชีวิตได้\r\n\r\nดังนั้น จึงควรดื่มเครื่องดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนเป็นส่วนประกอบในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไปจนส่งผลเสียต่อร่างกาย\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1522030779.jpg"],
    [1101,883,"หลุมดำ","Wed, 2018-03-14 10:02","http://www.stkc.go.th/node/883","ดาราศาสตร์","http://www.lesa.biz/astronomy/star/black-hole","ปี ค.ศ.1905 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) นักดาราศาสตร์ชาวยิว ประกาศทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ(Special Relativity) ว่า แสงเดินทางในอวกาศด้วยความเร็วคงที่ด้วยความเร็ว 3 x 108 เมตร/วินาที และไม่ขึ้นอยู่กับทิศทางการเคลื่อนที่ของผู้สังเกตการณ์  ขณะที่สังคมในยุคนั้นถือว่า ความเร็ว = ระยะทาง/เวลา ไอสไตน์กล่าวว่า ความเร็วแสงคงที่ แต่เวลาและระยะทางยืดหดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเร็วของผู้สังเกตการณ์ ถ้าผู้สังเกตการณ์เดินทางเข้าใกล้ความเร็วแสง ระยะทางจะหดสั้น กาลเวลาจะช้าลง ดังที่แสดงในกราฟในภาพที่ 1\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 เมื่อผู้สังเกตการณ์เคลื่อนที่ใกล้ความเร็วแสง เวลาจะช้าลง\r\n\r\n\r\n        แม้ว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์ ฟังดูไม่น่าเชื่อ แต่ทฤษฎีนี้ก็ถูกพิสูจน์แล้วว่า เวลาในยานอวกาศเดินช้ากว่าเวลาบนโลก อนุภาคในอวกาศมีอายุขัยยาวนานกว่าอนุภาคบนโลก   ปี ค.ศ.1917​ ไอน์สไตน์ นำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Relativity) ว่า อวกาศประกอบด้วย 4 มิติ คือ อวกาศและกาลเวลา (Space-time) มวลทำให้อวกาศโค้ง ดาวที่มีมวลมากจะฉุดรั้งให้อวกาศโค้งและกาลเวลายืดออกไป ในลักษณะคล้ายภาพที่ 2\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 อวกาศโค้ง\r\n\r\n\r\n        ไอน์สไตน์อธิบายว่า ดาวเคราะห์ทั้งหลายโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นเพราะว่าอวกาศรอบๆ ดวงอาทิตย์โค้ง นักดาราศาสตร์ในยุคก่อนนั้นแปลกใจว่า อะไรเป็นสาเหตุให้วงโคจรของดาวพุธรอบดวงอาทิตย์แกว่ง ดังที่แสดงในภาพที่ 3 ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ในยุคนั้นตั้งข้อสันนิษฐานว่า มีดาวเคราะห์ที่มีนามสมมติว่า \"วัลแคน\" (Valcan) โคจรรอบดวงอาทิตย์ใกล้กว่าดาวพุธ เรามองไม่เห็นวัลแคนเพราะแสงสว่างจากดวงอาทิตย์รบกวน แต่แรงโน้มถ่วงของวัลแคนรบกวนเส้นทางโคจรของวัลแคน ไอน์สไตน์แก้ข้อสมมติฐานนี้โดยเสนอว่า ดาวเคราะห์วัลแคนไม่มีอยู่จริง เราสังเกตเห็นว่า วงโคจรของดาวพุธแกว่งเป็นเพราะว่า ดาวพุธเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์เป็นวงโคจรรูปรี ซึ่งทาบอยู่บนอวกาศโค้ง  หากใช้ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปแทนค่าในสมการวงโคจรของดาวพุธ ก็จะทราบตำแหน่งที่แท้จริงของดาวพุธ  \r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3 วงโคจรของดาวพุธ\r\n\r\n \r\n       ไอน์สไตน์อธิบายว่า สภาพภูมิศาสตร์ของอวกาศไม่ใช่ราบเรียบเป็นเส้นตรง หรือเป็นทรงกลมที่สมบูรณ์ หากแต่คดโค้งไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับมวลในแต่ละตำแหน่งของจักรวาล ซึ่งจะฉุดให้กาลเวลายืดหดไปด้วย แสงเดินทางเป็นเส้นตรงเมื่ออวกาศเป็นแผ่นระนาบ  แต่ถ้าอวกาศโค้ง แสงก็จะเดินทางเป็นเส้นโค้งด้วย ดาวฤกษ์ที่มีมวลเท่าดวงอาทิตย์ทำให้อวกาศโค้งเพียงเล็กน้อย (ภาพที่ 4 ก) แต่ดาวนิวตรอนทำให้อวกาศโค้งมาก แสงที่เดินทางออกจากดาวนิวตรอนจึงเป็นเดินทางเป็นเส้นโค้ง (ภาพที่ 4 ข และ ค) และแสงที่เดินทางออกจากหลุมดำ  จะตกกลับลงมาที่เดิม ไม่สามารถหลุดพ้นออกไปได้ (ภาพที่ 4 ง)\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 4 มวลของดาวทำให้แสงเดินทางเป็นเส้นโค้ง\r\n\r\n\r\n        เมื่อดาวฤกษ์ที่มีมวลตั้งต้นมากกว่า 18 เท่าของมวลดวงอาทิตย์หมดสิ้นอายุขัย แก่นของมันจะยุบตัวลงอย่างรวดเร็วและฉุดให้อวกาศโค้งไปด้วย ดังภาพที่ 5  กาลเวลาจะช้าลง นักวิทยาศาสตร์เรียกภาวะเช่นนี้ว่า \"หลุมดำ\"  เพราะว่าหลุมดำไม่แผ่รังสีใดๆ ออกมา\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 5 ความโค้งของอวกาศรอบหลุมดำ\r\n\r\n\r\n        แม้ว่าหลุมดำจะไม่สามารถแผ่รังสีใดๆ ออกมา แต่นักดาราศาสตร์ทราบตำแหน่งของหลุมดำ ได้จากการสังเกตการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของจานแก๊สรวมมวลรอบๆ หลุมดำ ยกตัวอย่างเช่น ระบบดาวคู่ Cygnus X-1 ในกลุ่มดาวหงส์ ดาวดวงหนึ่งในระบบดาวคู่ยุบตัวลงเป็นหลุมดำ แล้วดึงดูดแก๊สจากดาวคู่เข้ามาหมุนวนเป็นจานรวมมวล แล้วหล่นเข้าไปในหลุมดำ  แก๊สในจานรวมมวลอัดแน่นกันจนเกิดอุณหภูมิสุงและแผ่รังสีเอ็กซ์และคลื่นวิทยุบางความถี่ออกมา  ดังภาพที่ 6  นักดาราศาสตร์จึงทราบว่า บริเวณนั้นมีหลุมดำอยู่  \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 6 การแผ่รังสีเอ็กซ์ของระบบดาวคู่\r\n\r\n\r\n        ยิ่งเราเข้าใกล้หลุมดำ ความโค้งของอวกาศจะทำให้เราเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเข้าใกล้แสง และกาลเวลาจะช้าลง (ทฤษฎีสัมพัทธ์ภาพพิเศษของไอน์สไตน์) ขอบของหลุมดำเรียกว่า “เส้นขอบเหตุการณ์” (Event Horizon) ดังภาพที่ 7  ถัดจากเส้นขอบเหตุการณ์เข้าไปยังจุดศูนย์กลาง (Singularity) กาลเวลาจะหยุดนิ่ง  การเดินทางออกจากหลุมดำ จำเป็นต้องใช้ความเร็วหลุดพ้นซึ่งมีค่ามากกว่าความเร็วแสง ซึ่งนั่นหมายความว่า ไม่มีสิ่งใดหลุดพ้นออกมาจากหลุมดำได้ เพราะไม่มีอะไรเคลื่อนที่เร็วกว่าแสง (ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ อธิบายว่า สสารและพลังงานคือสิ่งเดียวกัน สสารคือพลังงานที่พักอยู่ แสงคือสสารที่เคลื่อนที่เร็วที่สุดในจักรวาล) \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 7 เส้นขอบเหตุการณ์\r\n\r\n        หลุมดำที่เกิดขึ้นจากดาวฤกษ์ยุบตัวมีขนาดเล็ก (ดาวแคระขาวมีขนาดใกล้เคียงกับโลก ดาวนิวตรอนมีขนาดประมาณ 10 กิโลเมตร หลุมดำอาจมีขนาดเล็กกว่า 1 กิโลเมตร) อย่างไรก็ตามหลุมดำที่ศูนย์กลางของกาแล็กซีมีขนาดใหญ่หลายปีแสง เนื่องจากกาแล็กซีเป็นศูนย์กลางของระบบดาวฤกษ์จำนวนล้านล้านดวง กาแล็กซีมีมวลมหาศาล ใจกลางของกาแล็กซีเป็นศูนย์รวมของแรงโน้มถ่วง ดังนั้นหลุมดำที่ใจกลางของแกแล็กซีจึงมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย  ภาพที่ 8 เป็นรูปถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล เผยให้เห็นจานรวมมวลขนาดใหญ่ของกาแล็กซี M87 ซึ่งพ่นแก๊สร้อนออกมาจากหลุมดำ\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 8 หลุมดำที่ใจกลางกาแล็กซี M87\r\n",null],
    [1102,882,"ดาวนิวตรอน","Wed, 2018-03-14 09:56","http://www.stkc.go.th/node/882","ดาราศาสตร์","http://www.lesa.biz/astronomy/star/neutron","ปี ค.ศ.1024 นักปราชญ์ชาวจีนได้บันทึกว่า ที่ตำแหน่งกลุ่มดาววัว มีดาวสว่างเกิดขึ้นมองเห็นได้แม้ในเวลากลางวันนานถึง 23 วัน แล้วจางหายไป นักดาราศาสตร์ในยุคปัจจุบันใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องพบวัตถุนี้และเรียกว่า “เนบิวลาปู” (Crab Nebula) เพราะว่ารูปร่างของกลุ่มแก๊สคล้ายกับกระดองปู ดังภาพที่ 1  ภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุ VLT แสดงให้เห็นว่า กลุ่มแก๊สกำลังขยายตัวออกด้วยความรุนแรง กล้องโทรทรรศน์เอ็กซ์เรย์พบว่า ใจกลางของเนบิวลาเป็นดาวนิวตรอนหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็ว 30 รอบต่อวินาที (กราฟในภาพที่ 3) มีแก๊สร้อนพุ่งออกมาในแนวตั้งฉากกับจานรวมมวลด้วยความเร็วสูง กล้องโทรทรรศน์อัลตราไวโอเล็ตตรวจพบแก๊สร้อนที่เป็นองค์ประกอบของเนบิวลาแผ่รังสี UV ออกมาด้วย กล้องโทรทรรศน์อินฟราเรดตรวจพบฝุ่นและแก๊สเย็นซึ่งเป็นโครงสร้างของเนบิวลา \r\n \r\n\r\n\r\n        \r\n\r\n       X-Ray (Chandra)   Ultraviolet (ASTRO-1)         Visible (VLT)          Mid-Infrared (Spitzer)        Radio (NRAO)\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 เนบิวลาปูในช่วงคลื่นต่างๆ\r\n\r\n \r\n\r\n        กล้องโทรทรรศน์วิทยุตรวจพบสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงของดาวนิวตรอน ซึ่งทำให้เกิดการแผ่รังสีเป็นลำออกจากขั้วแม่เหล็กทั้งสอง (ดูภาพที่ 2)   เนื่องจากดาวนิวตรอนหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงมาก ลำรังสีซึ่งแผ่ออกมาจะกวาดไปโดยรอบอย่างรวดเร็ว และเมื่อลำรังสีผ่านเข้ามาตรงโลกจะเกิดปรากฎการณ์ซึ่งเรียกว่า “พัลซาร์” (Pulsar ย่อมาจาก Pulsating Radio Source ซึ่งแปลว่า แหล่งกำเนิดคาบของคลื่นวิทยุ)\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 โครงสร้างของสนามแม่เหล็กรอบดาวนิวตรอน\r\n\r\n        ดาวนิวตรอน (Neutron star) มีขนาดเล็กมาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 – 20 กิโลเมตร แต่มีความหนาแน่นสูงมาก เนื้อสารของดาวนิวตรอน 1 ช้อนชา มีมวลถึง 120 ล้านตัน  (อะตอมของสสารบนโลกมีที่ว่าง 99.999% ของอะตอม แต่ดาวนิวตรอนไม่มีที่ว่างอยู่เลยจึงสามารถบีบอัดมวลมหาศาลให้มีปริมาตรเล็กได้)  อะตอมของดาวนิวตรอนไม่มีช่องว่างระหว่างโปรตรอน (ประจุบวก) และอิเล็กตรอน (ประจุลบ)  ทำให้ประจุบวกและประจุลบอยู่ชิดติดกัน จึงเป็นที่มาของคำว่า \"นิวตรอน\" (ประจุกลาง) อย่างไรก็ตามดาวนิวตรอนมีลิมิตมวลไม่เกิน 3 เท่าของดวงอาทิตย์ ถ้าหากมีมวลมากกว่านี้ แรงโน้มถ่วงของดาวจะเอาชนะแรงดันดีเจนเนอเรซีของดาวนิวตรอน ทำให้แก่นดาวยุบตัวเป็นหลุมดำ ซึ่งมีสนามแรงโน้มถ่วงสูง มีอัตราความเร่งสามารถเอาชนะความเร็วแสง แม้แต่แสงยังไม่สามารถหนีหลุดออกมาได้\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3 สัญญานที่รับได้จากพัลซาร์\r\n\r\n        หมายเหตุ: เนบิวลาปูไม่ใช่กลุ่มแก๊สที่กำลังรวมตัวเกิดเป็นดาวฤกษ์ดวงใหม่ดังเช่น เนบิวลาสว่าง นบิวลาสะท้อนแสง และเนบิวลามืด   แต่เนบิวลาปูเป็นกลุ่มแก๊สซึ่งเกิดจากการระเบิด เรียกว่า “ซากซูเปอร์โนวา”(Supernova Remnant)  การระเบิดของซูเปอร์โนวาทำให้เกิดธาตุหนักกว่าเหล็ก (เลขอะตอม >26) นักดาราศาสตร์เชื่อว่า บริเวณระบบสุริยะของเราเคยมีการระเบิดของซูเปอร์โนวา โลกของเราจึงมีธาตุหนักหลายชนิด เช่น โลหะหนัก เงิน ทอง ทองคำขาว พลูโตเนียม  นอกจากนั้นนักดาราศาสตร์ยังเชื่อกันว่า การระเบิดของซูเปอร์โนวา ทำให้เกิดปฏิกริยาซึ่งกระตุ้นกลุ่มแก๊สในเนบิวลาให้ยุบตัวลงเป็นดาวเกิดใหม่ หากปราศจากซูเปอร์โนวาแล้ว การเกิดดาวฤกษ์ดวงใหม่คงเป็นไปได้ยาก\r\n",null],
    [1103,881,"จุดจบของดาวฤกษ์","Wed, 2018-03-14 09:54","http://www.stkc.go.th/node/881","ดาราศาสตร์","http://www.lesa.biz/astronomy/star/death-of-stars","ดาวพ้นจากลำดับหลัก\r\n\r\n        เมื่อไฮโดรเจนที่แก่นของดาวหลอมรวมเป็นฮีเลียมหมด ปฏิกิริยาฟิวชันที่แก่นดาวจะหยุด และเปลือกไฮโดรเจนที่ห่อหุ้มแก่นฮีเลียมจะจุดฟิวชันแทน ดาวจะขยายตัวออก ณ จุดนี้ดาวจะพ้นจากลำดับหลักกลายเป็นดาวยักษ์แดง เปลือกไฮโดรเจนที่หลอมรวมเป็นฮีเลียมจมลงสะสมตัว ทำให้เกิดแรงกดดันให้แก่นฮีเลียมร้อนขึ้นจนกระทั่งอุณหภูมิสูงถึง 100 ล้านเคลวิน ฮีเลียมก็จะจุดฟิวชันหลอมรวมเป็นธาตุหนักอื่นๆ ต่อไป ได้แก่ คาร์บอน และออกซิเจน (ภาพที่ 1)\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 แก่นของดาวยักษ์แดง\r\n\r\n        เมื่อแก่นฮีเลียมฟิวชัน ดาวที่มีมวลน้อยกว่า 2 – 3 เท่าของดวงอาทิตย์ จะเกิดการระเบิดอย่างฉับพลัน เรียกว่า “ฮีเลียมแฟลช” (Helium Flash) ส่วนดาวที่มีมวลมากกว่า 2 – 3 เท่าของดวงอาทิตย์ จะเกิดการหลอมรวมอย่างค่อยเป็นค่อยไป อุณหภูมิผิวดาวจะสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หากพิจารณาแผนภาพ H-R ในภาพที่ 2 จะเห็นว่า เมื่อเกิดการฟิวชันไฮโดรเจน ดาวจะอยู่ในลำดับหลัก หลังจากนั้นก๊าซร้อนบนผิวดาวจะขยายตัวและมีอุณหภูมิต่ำลง พื้นที่ผิวซึ่งมากขึ้นทำให้ดาวมีความสว่างมากขึ้น ดาวจะเคลื่อนตัวเหนือแถบลำดับหลักเล็กน้อย เมื่อดาวเผาผลาญไฮโดรเจนที่แกนหมด ดาวจะก้าวพ้นลำดับหลัก เมื่อเกิดการเผาผลาญเปลือกไฮโดรเจน ดาวจะขยายตัวอย่างรวดเร็วและอุณหภูมิลดต่ำลงกลายเป็นดาวยักษ์แดง กระทั่งดาวยุบตัวลงและเกิดการฟิวชันที่แก่นฮีเลียม ดาวก็จะมีอุณหภูมิสูงขึ้นอีกครั้ง ดาวที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 9 เท่า จะเปลี่ยนสภาพเป็นดาวยักษ์น้ำเงิน\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 การพ้นจากดาวลำดับหลักไปสู่ดาวยักษ์แดง (* แสดงตำแหน่งของฮีเลียมแฟลช)\r\n\r\n \r\n\r\n        การจบสิ้นชีวิตของดาวขึ้นอยู่กับมวลเริ่มต้นที่ก่อกำเนิดดาวขึ้นมา ดาวที่มีมวลมากมีช่วงชีวิตสั้นกว่าดาวที่มวลน้อย เนื่องจากปฏิกิริยาฟิวชันที่รุนแรงเผาไหม้เชื้อเพลิงภายในดาวอย่างรวดเร็ว นักดาราศาสตร์จำแนกประเภทจุดจบของดาวฤกษ์ตามที่แสดงในภาพที่ 3 ดังนี้\r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\r\n\t\tดาวที่มีมวลตั้งต้นน้อยกว่า 2 เท่าของดวงอาทิตย์ พ้นลำดับหลักกลายเป็นดาวยักษ์แดง แล้วจบชีวิตเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์และดาวแคระขาวคาร์บอน \r\n\t\t \r\n\t\tดาวที่มีมวลตั้งต้น 2 - 8 เท่าของดวงอาทิตย์ พ้นลำดับหลักกลายเป็นดาวยักษ์แดง แล้วจบชีวิตเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์และดาวแคระขาวออกซิเจน \r\n\t\t \r\n\t\tดาวที่มีมวลตั้งต้นมากกว่า 8 เท่า แต่น้อยกว่า 18 เท่าของดวงอาทิตย์ พ้นลำดับหลักกลายเป็นดาวยักษ์ใหญ่สีแดง แล้วจบชีวิตเป็นซูเปอร์โนวา และดาวนิวตรอน \r\n\t\t \r\n\t\tดาวที่มีมวลตั้งต้นมากกว่า 18 เท่า ของดวงอาทิตย์ พ้นลำดับหลักกลายเป็นดาวยักษ์ใหญ่สีแดง แล้วจบชีวิตเป็นซูเปอร์โนวา และหลุมดำ \r\n\t\t \r\n\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n \r\nภาพที่ 3  การสิ้นอายุขัยของดาวฤกษ์\r\n\r\n\r\n\r\nการสิ้นอายุขัยของดาวมวลน้อย (< 2 Msun)\r\n\r\n        ดาวที่มีมวลตั้งต้นน้อยกว่า 2 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ เมื่อดาวฟิวชันฮีเลียมที่แก่นดาวกลายเป็นคาร์บอนจนหมดแล้ว ดาวไม่สามารถฟิวชันคาร์บอน (เลขอะตอม 6) ให้เป็นธาตุหนักต่อไปได้ เนื่องจากมวลของดาวไม่มากพอที่จะทำให้เกิดความกดดันที่แก่นดาวให้มีอุณหภูมิสูงถึง 600 ล้านเคลวิน แก่นดาวจึงยุบตัวเป็น “ดาวแคระขาว” (Dwarf star) ซึ่งมีองค์ประกอบเป็นคาร์บอน มีขนาดประมาณโลกแต่มีความหนาแน่นสูงมาก เนื่องจากการจัดเรียงอิเล็กตรอนในวงโคจรรอบอะตอมแน่นเต็มที่แล้ว เราเรียกสถานการณ์เช่นนี้ว่า “อิเล็กตรอนดีเจนเนอเรซี” (Electron Degeneracy) นี่คือสาเหตุที่ทำให้ดาวไม่สามารถยุบตัวลงต่ำกว่านี้ได้ (เนื้อของดาวแคระขาว 1 ช้อนชา มีน้ำหนักเท่ากับสสาร 5.5 ตัน บนโลก) ส่วนเนื้อสารของดาวจะถูกแรงดันของแก๊สร้อนสาดกระจายออกสู่อวกาศ มองเห็นเป็นกลุ่มควันรูปทรงกลม เรียกว่า “เนบิวลาดาวเคราะห์” (Planetary Nebula)    อย่างไรก็ตามเนบิวลาดาวเคราะห์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับดาวเคราะห์ ที่เรียกเช่นนี้เป็นเพราะว่า เนบิวลาดาวเคราะห์มีขนาดเชิงมุมใหญ่เท่าดาวเคราะห์ นักดาราศาสตร์ในยุคก่อนจึงเรียกเช่นนี้ เนบิวลาดาวเคราะห์ที่มีความสว่างมากพอที่จะใช้กล้องดูดาวขนาดเล็กส่องดู ได้แก่ เนบิวลาวงแหวนในกลุ่มดาวพิณในภาพที่ 4 \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 4 เนบิวลาวงแหวน มีดาวแคราะขาวอยู่ที่ใจกลาง\r\n\r\n \r\n\r\nการสิ้นอายุขัยของดาวมวลปานกลาง (2 - 8 Msun)\r\n\r\n        ดาวที่มีมวลตั้งต้น 2 – 8 เท่ามวลของดวงอาทิตย์ ก้าวพ้นลำดับหลักกลายเป็นดาวยักษ์สีแดง แล้วจบชีวิตเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์และดาวแคระขาว เช่นเดียวกับดาวมวลน้อย หากแต่ดาวมวลปานกลางมีมวลมากพอที่จะกดดันให้แก่นดาวมีอุณหภูมิสูง 600 ล้านเคลวิน จุดฟิวชันคาร์บอนให้หลอมรวมเป็นออกซิเจน (เลขอะตอม 8)  ดาวแคระขาวที่เกิดจากดาวมวลปานกลางจึงเป็นดาวออกซิเจน\r\n        อย่างไรก็ตามดาวแคราะขาวไม่จำเป็นจะต้องอยู่ในเนบิวลาดาวเคราะห์เสมอไป ดาวแคระขาวอาจอยู่ในระบบดาวคู่ เช่น ดาวซิริอุส เอ และดาวซิริอุส บี ในภาพที่ 5  ดาวแคระขาวบางดวงมีคู่เป็นดาวยักษ์ เช่น ดาวไรเจล เอ เป็นดาวยักษ์น้ำเงิน ส่วนดาวไรเจล บี เป็นดาวแคระขาว ถ้าดาวเคราะขาวอยู่ใกล้ชิดกับคู่ของมันมาก จนแรงโน้มถ่วงของดาวแคระขาวดึงดูดมวลจากคู่ของมันมาเพิ่มเติมบนดาวแคระขาว ทำให้มีมวลสารและแรงกดดันมากขึ้น อุณหภูมิสูงจนจุดฟิวชันที่แก่นกลาง ระเบิดสว่างเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เรียกว่า “โนวา” (Nova) \r\n\r\n        หมายเหตุ: Nova มีรากศัพท์มาจากคำว่า New แปลว่า ใหม่ นักดาราศาสตร์ยุคก่อนเข้าใจผิดคิดว่า โนวาเป็นดาวดวงใหม่ เพราะว่า เขาเพิ่งมองเห็นมันเป็นครั้งแรก\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 5 ดาวแคระขาว ซิริอุส บี\r\n\r\n \r\n\r\nการสิ้นอายุขัยของดาวมวลมาก (> 8 Msun)\r\n\r\n        ลิมิตของดาวแคระขาวมีมวลไม่เกิน 1.4 เท่าของดวงอาทิตย์ ถ้ามวลมากกว่านี้ จะเกิดการฟิวชันธาตุหนักในลำดับต่อไป ดาวแคระขาวทรงตัวอยู่ได้ด้วยแรงดันดีเจนเนอเรซีของอิเล็กตรอน แต่ถ้าหากดาวมีมวลมากพอ แรงโน้มถ่วงก็จะเอาชนะแรงดันดีเจนเนอเรซีได้ ทำให้เกิดฟิวชันของธาตุหนักในลำดับต่อไป ตัวอย่างเช่น ดาวที่มีมวลตั้งต้นมากกว่า 8 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ แรงโน้มถ่วงของดาวสามารถสร้างความกดดัน เอาชนะความดันดีเจนเนอเรซีของอิเล็กตรอนภายในอะตอมของออกซิเจน และทำให้อุณหภูมิที่แก่นดาวสูงถึง 1,500 ล้านเคลวิน หลอมออกซิเจนให้กลายเป็นธาตุหนักลำดับต่อๆ ไป ดังภาพที่ 6  ถ้าหากดาวมีมวลมากพอที่จะทำให้อุณหภูมิที่แก่นดาวสูงถึง 2,700 ล้านเคลวิน จะเกิดฟิวชันซิลิกอน (เลขอะตอม 14) ที่แก่นดาวให้กลายเป็นธาตุเหล็ก (เลขอะตอม 26) เหล็กเป็นธาตุสุดท้ายของปฏิกิริยาฟิวชัน หากแรงกดดันยังมีมากกว่านี้ แก่นของดาวจะถึงจุดวิกฤต แรงโน้มถ่วงเอาชนะแรงดันดีเจนเนอเรซีของอิเล็กตรอนเหล็ก อิเล็กตรอนจะรวมตัวกับโปรตอนเป็นนิวตรอน แก่นของดาวจะยุบตัวเป็น “ดาวนิวตรอน” (Neutron Star) ปลดปล่อยพลังงานระเบิดดาวทั้งดวงเกิดเป็น “ซูเปอร์โนวา” (Supernova) ให้แสงเจิดจ้าในช่วงเวลาสั้นๆ แต่มีอุณหภูมิสูงจนกระทั่งเกิดธาตุหนักกว่าเหล็ก (เลขอะตอม >26) เช่น เงิน ทอง ยูเรเนียม เป็นต้น สำหรับดาวที่มีมวลมากกว่า 18 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ แรงโน้มถ่วงจะเอาชนะแรงดันดีเจนเนอเรซีของดาวนิวตรอน แก่นของดาวจะยุบลงเป็น “หลุมดำ” (Black Hole) แรงโน้มถ่วงของหลุมดำมากจนกระทั่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่สามารถแผ่ออกมาได้\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 6 โครงสร้างภายในของดาวมวลมาก\r\n",null],
    [1104,880,"ดาวลำดับหลัก","Wed, 2018-03-14 09:52","http://www.stkc.go.th/node/880","ดาราศาสตร์","http://www.lesa.biz/astronomy/star/main-sequence","ขนาดของดาวฤกษ์ขึ้นอยู่กับแรงดันแก๊สร้อนซึ่งดันออกจากแก่นกลางสู่พื้นผิว และมวลของดาวซึ่งทำให้เกิดแรงโน้มถ่วง หากอัตราการเกิดฟิวชันสูงเกินไป แก๊สที่แก่นกลางจะดันดาวให้ขยายตัวออก เมื่อแก๊สขยายตัวอุณหภูมิจะลดต่ำลง (ตามกฎของแก๊ส) ทำให้อัตราการเกิดฟิวชันลดลงด้วย ในทางกลับกันหากอัตราการเกิดฟิวชันต่ำเกินไป แก๊สที่แก่นกลางจะเย็นตัวลง แรงดันแก๊สลดลง เนื้อสารของดาวยุบตัวลงมา ทำให้เกิดความดันและอุณหภูมิสูงขึ้น เพิ่มอัตราการเกิดฟิวชันให้สูงขึ้น ระบบกลไกนี้ช่วยรักษาสมดุลของดาวฤกษ์ ให้มีอัตราการเกิดปฏิกิริยาฟิวชันคงที่สม่ำเสมอเกือบตลอดทั้งชีวิตของดาว อายุขัยของดาวในช่วงเวลานี้เราเรียกว่า “ดาวลำดับหลัก” (Main sequence stars)\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nภาพที่ 1 แผนภาพ H-R แสดงคุณสมบัติของดาวที่รู้จักกันดี\r\n\r\n        เมื่อพิจารณาในแผนภาพ H-R ในภาพที่ 1 จะเห็นว่า ดาวส่วนใหญ่จะอยู่ในลำดับหลัก ทั้งนี้เนื่องจากดาวใช้เวลา 80% ของอายุขัยอยู่ในลำดับหลัก ดาวลำดับหลักสีน้ำเงินมีอุณหภูมิสูงและมีกำลังส่องสว่างมากกว่าดาวลำดับหลักสีแดง เพราะว่า ดาวลำดับหลักสีน้ำเงินมีมวลตั้งต้นสูงมาก จึงมีขนาดใหญ่ แก๊สมวลมากกดทับกัน ทำให้ดาวมีอุณหภูมิสูงจนแผ่รังสีที่มีความยาวคลื่นเข้มสุดในช่วงรังสีอัลตราไวโอเล็ต ส่วนดาวสีแดงมีมวลตั้งต้นน้อย มีขนาดเล็ก แก๊สจำนวนน้อยกดทับกัน ทำให้ดาวมีอุณหภูมิต่ำ แผ่รังสีที่มีความยาวคลื่นเข้มสุดในช่วงรังสีอินฟราเรด\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 สเปกตรัมของดาวประเภทต่างๆ\r\n\r\n        เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบสเปกตรัมของดาวแต่ละประเภทจะพบองค์ประกอบดังนี้ (ดูภาพที่ 2 และ 3 ประกอบ)\r\n\r\n\r\n\t\r\n\tดาวสเปกตรัม O อุณหภูมิมากกว่า 25,000​ K มีเส้นดูดกลืนของไฮโดรเจนอยู่อย่างเบาบาง เนื่องจากดาวมีอุณหภูมิสูงมากกว่าสามหมื่นเคลวิน ประจุไม่สามารถเกาะตัวเป็นอะตอม จึงอยู่ในสถานะไอโอไนเซชัน(Ionization)\r\n\t\r\n\t\r\n\tดาวสเปกตรัม B มีอุณหภูมิพื้นผิว 25,000 - 10,000​ K มีเส้นดูดกลืนของไฮโดรเจนและฮีเลียม เนื่องจากดาวมีอุณหภูมิต่ำลงพอที่ประจุจะจับตัวกันเป็นอะตอมได้แล้ว\r\n\t\r\n\t\r\n\tดาวสเปกตรัม A มีอุณหภูมิพื้นผิว 10,000 - 8,000​ K อุณหภูมิประมาณ​10,000 - 25,000​ K มีเส้นดูดกลืนของไฮโดรเจนชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากดาวมีอุณหภูมิต่ำกว่าสเปกตรัม B\r\n\t\r\n\t\r\n\tดาวสเปกตรัม F มีอุณหภูมิพื้นผิว 8,000 - 6,000​ K ยังคงมีเส้นดูดกลืนของไฮโดรเจน และเริ่มมีเส้นดูดกลืนอะตอมของธาตุหนักหลายชนิด เช่น แคลเซียม\r\n\t\r\n\t\r\n\tดาวสเปกตรัม G มีอุณหภูมิพื้นผิว 6,000 - 5,000​ K เช่น ดวงอาทิตย์ มีเส้นดูดกลืนของทั้งธาตุหนักและธาตุเบาหลายชนิด เช่น ไฮโดรเจน แคลเซียม และเหล็ก เป็นต้น\r\n\t\r\n\t\r\n\tดาวสเปกตรัม K  มีอุณหภูมิพื้นผิว 5,000 - 4,000​ K มีเส้นดูดกลืนของทั้งธาตุหนักและธาตุเบาหลายชนิด เช่น ไฮโดรเจน แคลเซียม และเหล็ก เป็นต้น\r\n\t\r\n\t\r\n\tดาวสเปกตรัม M มีอุณหภูมิพื้นผิว 4,000 - 3,000​ K มีเส้นดูดกลืนของโมเลกุล เช่น ไททาเนียมออกไซด์ (TiO) และไฮโดรคาร์บอน (CH) เนื่องจากที่อุณหภูมิประมาณ 3,000 เคลวิน อะตอมสามารถเกาะตัวกันเป็นโมเลกุล\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3 ความเข้มของเส้นดูดกลืนบนสเปกตรัมประเภทต่างๆ\r\n\r\n        ธาตุต่างๆ บนผิวดาวมีองค์ประกอบเคมีที่หลายหลาก สืบเนื่องจากระดับพลังงานที่อะตอมดูดกลืน ซึ่งจะแทนสัญลักษณ์ด้วยตัวเลขโรมัน แสดงระดับของการไอโอไนเซชัน เช่น Si I หมายถึง ซิลิกอนปรกติซึ่งไม่มีการเสียอิเล็กตรอน Si II หมายถึงซิลิกอนที่สูญเสียอีเลคตรอน 1 ตัว Si III หมายถึง ซิลิกอนซึ่งสูญเสียอิเล็กตรอน 2 ตัว   \r\n\r\n        ดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิพื้นผิว 5,800 K จัดเป็นสเปกตรัม G2 มีเส้นดูดกลืนเรียงตามความเข้มจากมากไปน้อยดังนี้ Ca II, Fe II, Fe I, H และ Ca I ตามลำดับ จะเห็นว่าอุณหภูมิระดับนี้สูงพอที่จะทำให้ อะตอมของแคลเซียมและเหล็ก สูญเสียอิเล็กตรอน \r\n \r\n\r\nหมายเหตุ: \r\n\r\n        \"ดาวสีน้ำเงินเป็นดาวเกิดใหม่มีอายุน้อย ดาวสีแดงเป็นดาวใกล้ตายมีอายุมาก\" ไม่ใช่ข้อสรุปที่ถูกต้องเสมอไป จริงอยู่ที่เรามองเห็นดาวฤกษ์เกิดใหม่บนท้องฟ้าส่วนมากเป็นดาวสเปกตรัม O, B สีขาวอมน้ำเงิน เพราะว่าเป็นดาวมวลมากจึงมีกำลังส่องสว่างมาก  อย่างไรก็ตามยังมีดาวฤกษ์เกิดใหม่จำนวนมากมายที่เป็นดาวแคระสีแดง เพียงแต่เป็นดาวมวลน้อยจึงมีขนาดเล็กไม่ส่องสว่างให้เห็นด้วยตาเปล่า\r\n\r\n",null],
    [1105,879,"นิวเคลียร์ฟิวชัน","Wed, 2018-03-14 09:50","http://www.stkc.go.th/node/879","ดาราศาสตร์","http://www.lesa.biz/astronomy/star/nuclear-fusion"," \r\n\r\nเนบิวลามีกลุ่มแก๊สซึ่งมีมวลและความหนาแน่นไม่เท่ากัน ดังนั้นดาวฤกษ์แต่ละดวงที่เกิดขึ้นมาใหม่จึงมีมวลตั้งต้นไม่เท่ากัน ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ดาวแต่ละดวงมีปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่แก่นกลางและสมบัติทางกายภาพไม่เหมือนกัน  เมื่อโปรโตสตาร์ที่มีมวลตั้งต้นเท่ากับดวงอาทิตย์ พัฒนาเป็นดาวฤกษ์เกิดใหม่  แรงโน้มถ่วงของดาวจะทำให้มวลแก๊สกดทับกันจนแก่นกลางของดาวมีอุณหภูมิสูงถึง 10 ล้านเคลวิน จุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน \"กระบวนการลูกโซ่โปรตอน\" (Proton-Proton Chain หรือ P-P chain)  หลอมรวมอะตอมของธาตุไฮโดรเจน (เลขอะตอม 1) ให้เป็นอะตอมของธาตุฮีเลียม (เลขอะตอม 2) และแผ่รังสีแกมมาออกมา โดยเขียนเป็นสมการข้างล่าง โดยสรุปรวมได้ว่า ไฮโดรเจน 4 อะตอม หลอมรวมให้เกิดฮีเลียม 1 อะตอม    \r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nเนื่องจากมวลของโปรตอน 1 อนุภาค = 1.6726 x 10-27 kg \r\n        ดังนั้นโปรตอน 4 อนุภาค มีมวล 6.693 x 10-27 kg  \r\n        แต่มวลของฮีเลียม 1 อะตอม = 6.645 x 10-27 kg \r\n        ดังนั้น มวลที่หายไป = (6.693 x 10-27) - (6.645 x 10-27) kg = 0.048 x 10-27 kg\r\n\r\n        มวลที่หายไปเปลี่ยนเป็นโฟตอนของรังสีแกมมา ซึ่งมีพลังงานคิดได้ด้วยสูตรมวล-พลังงาน  E = mc2 ของไอน์สไตน์ดังนี้  \r\n                E = พลังงาน มีหน่วยเป็นจูล (Joule)  \r\n                m = มวลสาร มีหน่วยเป็นกิโลกรัม (kg)  \r\n                 c = ความเร็วแสง = 3 x 108 เมตร/วินาที (m/s)\r\n\r\n E = mc2  \r\n                   = (0.048 x 10-27 kg)(3 x 108 m/s)2  \r\n                   = 4.32 x 10-12 Joules \r\n\r\n        จากสมการข้างบน เราสามารถสรุปได้ว่า ไฮโดรเจน 1 kg เปลี่ยนเป็นฮีเลียม 0.993 kg  มวล 0.007 kg ที่หายไปเปลี่ยนเป็นพลังงาน  6.3 x 1014 จูล หรือเทียบเท่าการเผาถ่านหิน 20,000 ตัน และเมื่อไฮโดรเจนบนดาวหลอมรวมเป็นฮีเลียมหมดแล้ว  ฮีเลียมบนดาวก็จะหลอมรวมกันเป็นธาตุที่หนักกว่าต่อไป\r\n\r\n        ในกรณีที่โปรโตสตาร์มีมวลตั้งต้นมากกว่าดวงอาทิตย์ 1.3 เท่า แรงโน้มถ่วงของดาวจะทำให้มวลแก๊สกดทับกันจนแก่นกลางของดาวมีอุณหภูมิสูงกว่า 16 ล้านเคลวิน จุดปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันที่รุนแรงกว่า เรียกว่า “วัฏจักร CNO” (Carbon - Nitrogen - Oxygen Cycle) ทำให้เกิดธาตุคาร์บอน (เลขอะตอม 6), ไนโตรเจน (เลขอะตอม 7) และ ออกซิเจน (เลขอะตอม 8) ดังสมการข้างล่าง\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n \r\n\r\n        นิวเคลียร์ฟิวชันเป็นกระบวนการหลอมรวมธาตุเบาให้เกิดธาตุหนัก การฟิวชันธาตุหนักต้องใช้อุณหภูมิสูงกว่าธาตุเบา ดังนั้นมวลตั้งต้นของโปรโตสตาร์จะต้องมีมากพอที่จะสร้างแรงโน้มถ่วงและความกดดันให้แก่นกลางของดาวมีอุณหภูมิสูงพอที่จะจุดฟิวชัน และปฏิกริยาที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงและเผาผลาญเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ดาวฤกษ์มวลมากจึงมีปฏิกริยาที่รุนแรง มีอุณหภูมิสูง และมีอายุขัยสั้นกว่าดาวฤกษ์ที่มีมวลน้อย  ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันดำเนินต่อเนื่องไปจนกระทั่งเกิดธาตุเหล็ก (เลขอะตอม 26) เหล็กเป็นธาตุสุดท้ายของปฏิกิริยาฟิวชัน เหล็กไม่สามารถหลอมรวมให้เกิดธาตุหนักกว่าได้  (เนื่องจากค่ามวลต่ออนุภาคนิวเคลียร์จะเพิ่มขึ้น)  ธาตุที่หนักกว่าเหล็กเกิดขึ้นจากการระเบิดของดาวที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 8 เท่าขึ้นไป ซึ่งเรียกว่า “ซูเปอร์โนวา” (Supernova) \r\n\r\n        สแตนฟอร์ด วูสเลย์ และ โทมัส วีฟเวอร์ นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกา ได้สร้างแบบจำลองการสิ้นอายุขัยของดาวฤกษ์ที่มีมวล 25 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ได้ผลสรุปตามตารางที่ 1 พวกเขาพบว่า ดาวที่มีมวลมากจะเผาผลาญเชื้อเพลิงภายในอย่างรวดเร็ว ปฏิกิริยาฟิวชันธาตุหนักมีอัตราเร็วกว่าธาตุเบา ดาวมีชีวิตอยู่ในลำดับหลักนานเพียง 7 ล้านปี หลังจากนั้นจะเผาใหม้ฮีเลียมหมดภายใน 70,000 ปี เผาไหม้คาร์บอนหมดภายใน 600 ปี เผาไหม้ออกซิเจนภายใน 6 เดือน และจบสิ้นด้วยการฟิวชันซิลิกอนให้กลายเป็นเหล็ก โดยใช้เวลาเพียง 1 วัน หลังจากนั้นแก่นของดาวจะยุบตัวและระเบิดอย่างรวดเร็ว\r\n\r\n \r\n\r\nตารางที่ 1 วิวัฒนาการของดาวฤกษ์ที่มีมวล 25 เท่าของดวงอาทิตย์\r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t ขั้นตอน\r\n\t\t\t อุณหภูมิที่แก่นกลาง\r\n\t\t\t(ล้านเคลวิน)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t ความหนาแน่นที่แก่นกลาง\r\n\r\n\t\t\t(กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร)\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t ระยะเวลาที่เกิด\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t ฟิวชันไฮโดรเจน\r\n\t\t\t 10\r\n\t\t\t 5,000   \r\n\t\t\t 7 ล้านปี\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t ฟิวชันฮีเลียม\r\n\t\t\t 100\r\n\t\t\t 700,000\r\n\t\t\t 7 แสนปี\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t ฟิวชันคาร์บอน\r\n\t\t\t 600\r\n\t\t\t 200,000,000\r\n\t\t\t 600 ปี\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t ฟิวชันนีออน\r\n\t\t\t 1,200\r\n\t\t\t 4,000,000,000\r\n\t\t\t 1 ปี\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t ฟิวชันออกซิเจน\r\n\t\t\t 1,500\r\n\t\t\t 10,000,000,000\r\n\t\t\t 6 เดือน\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t ฟิวชันซิลิกอน\r\n\t\t\t 2,700\r\n\t\t\t 30,000,000,000\r\n\t\t\t 1 วัน\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t แก่นดาวยุบตัว\r\n\t\t\t 5,400\r\n\t\t\t 3,000,000,000,000\r\n\t\t\t1/4 วินาที\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t ดาวระเบิด \r\n\t\t\t 10,000\r\n\t\t\t  ไม่แน่นอน\r\n\t\t\t 10 วินาที\r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n",null],
    [1106,878,"กระจุกดาวเปิด","Wed, 2018-03-14 09:48","http://www.stkc.go.th/node/878","ดาราศาสตร์","http://www.lesa.biz/astronomy/star/open-cluster","\r\nเนบิวลาเปรียบเสมือนรังไข่ของดาว เนบิวลาเป็นกลุ่มแก๊สซึ่งประกอบด้วยอะตอมของไฮโดรเจนซึ่งเป็นวัตถุต้นกำเนิดของดาว เนบิวลาแต่ละกลุ่มมีขนาดหลายปีแสง สามารถก่อกำเนิดดาวฤกษ์จำนวนหลายร้อยดวงในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ภาพที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบภาพถ่ายในช่วงแสงที่ตามองเห็นกับภาพอินฟราเรดของเนบิวลาสว่างใหญ่ในกลุ่มดาวนายพราน (M 42 Great Orion Nebula)  ภาพถ่ายแสงที่ตามองเห็นด้านซ้ายมือแสดงให้เห็นว่าใจกลางของเนบิวลาเต็มไปด้วยกลุ่มแก๊สหนาทึบ มีดาวฤกษ์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแสงซึ่งเรียกว่า \"เทรปีเซียม\" (Trapezium) อยู่ภายในเพียงไม่กี่ดวง  แต่ภาพถ่ายอินฟราเรดทางด้านขวามือแสดงให้เห็นว่า ภายในใจกลางของเนบิวลามีดาวอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้เนื่องจากรังสีอินฟราเรดมีความยาวคลื่นมาก จึงส่องผ่านทะลุกลุ่มแก๊สออกมาได้\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 เปรียบเทียบภาพแสงที่ตาเห็น (ซ้ายมือ) กับภาพอินฟราเรด (ขวามือ) ของเนบิวลานายพราน\r\n\r\n \r\n\r\n        หลังจากที่โปรโตสตาร์จุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันกลายเป็นดาวฤกษ์ที่มีอุณหภูมิสูงมาจนแผ่รังสีอัลตราไวโอเล็ตและลมดาราวาต (Stellar Winds) ซึ่งเป็นกระแสอนุภาคพลังงานสูงที่มีลักษณะเช่นเดียวลมสุริยะของดวงอาทิตย์ พัดกวาดแก๊สในเนบิวลาให้สลายตัวไป  เผยให้เห็นดาวฤกษ์เกิดใหม่นับร้อยดวงซึ่งซ่อนตัวภายในเรียกว่า “กระจุกดาวเปิด” (Open Cluster)  ภาพท่ี 2 เป็นภาพของกระจุกดาวลูกไก่ซึ่งมีแก๊สห่อหุ้มอยู่เบาบาง เนื่องจากดาวฤกษ์ที่เกิดใหม่ส่วนใหญ่มีอุณหภูมิสูงกว่า 10,000 K แผ่รังสีเข้มสุดในช่วงรังสีอัลตราไวโอเล็ต ซึ่งมีพลังงานสูง ทำลายอะตอมของไฮโดรเจนที่เคยเป็นแก๊สในเนบิวลา  และในที่สุดก็จะเหลือให้เห็นเป็นเพียงกระจุกดาวเปิดเท่านั้น \r\n \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพท่ี 2 ดาวฤกษ์ในกระจุกดาวลูกไก่       \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n        อุปมาได้ว่าชีวิตของดาวเฉกเช่นชีวิตของคน แม้ว่าจะเกิดเป็นพี่น้องคลานตามกันมา แต่ละคนย่อมมีวิถีชีวิตเป็นของตัวเอง ดวงอาทิตย์ของเราถือกำเนิดพร้อมๆ กับดาวฤกษ์จำนวนมากซึ่งเป็นสมาชิกของกระจุกดาวเปิดภายในโซลาร์เนบิวลา (Solar nebula) แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป 4,600 ล้านปี  ดาวฤกษ์ที่มีมวลมากเผาผลาญเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็วและแตกดับสูญไปแล้ว  ดาวฤกษ์มวลน้อยยังคงอยู่ ดาวแต่ละดวงแยกย้ายกันโคจรไปตามแขนของกาแล็กซีทางช้างเผือกในทิศทางที่แตกต่างกัน จึงไม่คงเหลือสภาพกระจุกดาวเปิดให้เห็น  ดวงอาทิตย์ของเราโคจรรอบทางช้างเผือกมาแล้วมากกว่า 15 รอบ \r\n\r\n        ในการสาธิตสมบัติของดาวฤกษ์เกิดใหม่ นักดาราศาสตร์ได้นำสมบัติของดาวฤกษ์ในกระจุกดาวลูกไก่มาลงจุดแสดงในแผนภาพแฮรท์สชปรุง – รัสเซลล์ (H-R Diagram) ดังภาพที่ 3 จะเห็นว่า สมาชิกดาวส่วนใหญ่เป็นดาวลำดับหลักที่มีสเปกตรัม A และ F ซึี่งเป็นดาวสีขาว นอกจากนั้นยังมีดาวยักษ์สีขาวเป็นจำนวนมาก ดาวยักษ์เหล่านี้มีอุณหภูมิสูงเนื่องจากมีมวลตั้งตั้นสูง เกิดปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันอย่างรุนแรง ดาวเผาผลาญเชื้อเพลิงอย่างรวดเร็ว ทำให้ดาวมีอายุสั้นเมื่อเปรียบเทียบกับดาวลำดับหลักสีแดง ซี่งมีมวลตั้งตั้นต่ำ เกิดปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชันไม่รุนแรง ดาวเผาผลาญเชื้อเพลิงอย่างช้าๆ ทำให้ดาวมีอายุยืนยาว \r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 5 HR diagram ของกระจุกดาวลูกไก่\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n",null],
    [1107,877,"โปรโตสตาร์","Wed, 2018-03-14 09:42","http://www.stkc.go.th/node/877","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.lesa.biz/astronomy/star/protostar"," เนบิวลาเป็นกลุ่มแก๊สที่มีความหนาแน่นและอุณหภูมิต่างๆ กัน  ภาพที่ 1 แสดงส่วนขยายของเนบิวลานกอินทรี (M 16 Eagle Nebula) จากภาพซ้ายมือด้านบนเรียงลำดับจากซ้ายไปขวา และจากบนลงล่าง จนถึงภาพขวามือด้านล่าง  บริเวณที่ปรากฏให้เห็นเป็นจะงอยสีดำ คือ กลุ่มแก๊สความหนาแน่นสูงที่กำลังจะยุบตัวกำเนิดเป็นดาวฤกษ์ \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 เนบิวลานกอินทรีย์ (M 16 Eagle Nebula)\r\n\r\n        เมื่อกลุ่มแก๊สในเนบิวลาสะสมตัวกันมากขึ้น จนกระทั่งแรงโน้มถ่วงสามารถเอาชนะแรงดันซึ่งเกิดจากการขยายตัวของแก๊ส กลุ่มแก๊สจะยุบตัวลงอย่างต่อเนื่องและหมุนรอบตัวตามกฎอนุรักษ์โมเมนตัมเชิงมุม (Angular Momentum) เป็นจานรวมมวล  แกนกลางของกลุ่มแก๊สเรียกว่า “โปรโตสตาร์”(Protostar)  เมื่อโปรโตสตาร์มีอุณหภูมิสูงถึงระดับล้านเคลวิน จะปล่อยอนุภาคพลังงานสูงที่มีลักษณะคล้ายลมสุริยะเรียกว่า “Protostellar Wind” ออกมา เมื่อโปรโตสตาร์ยุบตัวต่อไป กระแสอนุภาคพลังงานสูงจะมีความรุนแรงมาก จนปรากฏเป็นลำพุ่งขึ้นจากขั้วของดาวตามแกนหมุนรอบตัวเองของโปรโตสตาร์ (ภาพที่ 2)\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 โปรโตสตาร์\r\n\r\n        การยุบตัวของโปรโตสตาร์ดำเนินต่อไป จนกระทั่งแกนของโปรโตสตาร์มีอุณหภูมิสูงถึง 10 ล้านเคลวิน จุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion) ทำให้อะตอมไฮโดรเจนหลอมรวมกันกลายเป็นธาตุที่หนักกว่าคือฮีเลียม ขณะนั้นแก๊สที่แก่นกลางจะมีอุณหภูมิสูงมากและมีความดันสูงพอที่จะต้านทานแรงโน้มถ่วงของดาว การยุบตัวของดาวจึงยุติลง  สมดุลระหว่างแรงโน้มถ่วงและแรงดันของแก๊สร้อนรักษาขนาดของดาวให้คงที่เป็นรูปทรงกลม ณ จุดนี้ถือว่า ดาวฤกษ์ได้ถือกำเนิดขี้นแล้ว (The star is born)  ตลอดช่วงชีวิตของดาวจะมีกลไกอัตโนมัติควบคุมปฏิกิริยาฟิวชันภายในแก่นดาว หากอัตราการเกิดปฏิกิริยาฟิวชันสูงเกินไป แก๊สร้อนที่แก่นกลางจะดันดาวให้ขยายตัวออก ทำให้อุณภูมิลดลงและอัตราการเกิดฟิวชันก็จะลดลงด้วย ในทางกลับกันหากอัตราการเกิดฟิวชันต่ำเกินไป แก๊สที่แกนกลางเย็นตัวลง เนื้อสารของดาวจะยุบตัวกดทับทำให้อุณหภูมิกลับสูงขึ้น เพิ่มอัตราการเกิดฟิวชันคืนสู่ระดับปกติ  อย่างไรก็ตามขนาดของดาวฤกษ์จะยุบพองเล็กน้อยตลอดเวลา ตามกลไกการควบคุมโดยธรรมชาติ \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3 แผนภาพ H-R แสดงวิวัฒนาการของกำเนิดดาว\r\n\r\n        เนื่องจากเนบิวลามีขนาดใหญ่และมีความหนาแน่นไม่เท่ากัน เนบิวลาจึงสามารถก่อกำเนิดดาวฤกษ์จำนวนหลายพันดวง โดยที่ดาวเกิดใหม่แต่ละดวงมีมวลและขนาดแตกต่างกัน  โปรโตสตาร์ที่มวลตั้งต้นเท่ากับดวงอาทิตย์ เมื่อจุดนิวเคลียร์ฟิวชันจะเกิดเป็นดาวสเปกตรัม G สีเหลือง โปรโตสตาร์ที่มีมวลมากกว่าสองเท่าของดวงอาทิตย์ขึ้นไป จะเกิดเป็นดาวสเปกตรัม O, B หรือ A สีขาวอมน้ำเงิน  ส่วนโปรโตสตาร์ที่มีมวลน้อยกว่าดวงอาทิตย์จะเกิดเป็นดาวสเปกตรัม K หรือ M สีส้มแดง  \r\n\r\n        แผนภาพ H-R ในภาพที่ 4 แสดงให้เห็นถึงมวลตั้งต้นของโปรโตสตาร์ซึ่งทำให้เกิดดาวฤกษ์ในลำดับหลักซึ่งมีสเปกตรัมประเภทต่างๆ จะเห็นได้ว่า โปรโตสตาร์ที่มีมวลตั้งต้นมากกว่าดวงอาทิตย์ 15 เท่า จะพัฒนาเป็นดาวฤกษ์สีน้ำเงินโดยใช้เวลา 10,000 ปี  โปรโตสตาร์ที่มีมวลเท่ากับดวงอาทิตย์จะพัฒนาเป็นดาวฤกษ์สีเหลืองโดยใช้เวลา 100,000 ปี  ส่วนโปรโตสตาร์ที่มีมวลตั้งต้นเพียง 0.5 เท่าของดวงอาทิตย์ จะพัฒนาเป็นดาวฤกษ์สีแดง เช่น Gliese 581 ในภาพท่ี 4  โดยใช้เวลา 1,000,000 ปี ทั้งนี้เป็นเพราะมวลตั้งต้นสูงทำให้เกิดนิวเคลียร์ฟิวชันรุนแรงกว่ามวลตั้งต้นต่ำ อัตราการเผาไหม้ที่รุนแรงทำให้อุณหภูมิสูง ดาวฤกษ์มวลมากจึงมีขนาดใหญ่และแผ่รังสีคลื่นสั้นกว่า ดาวฤกษ์มวลน้อยซึ่งมีขนาดเล็กอุณหภูมิต่ำและแผ่รังสีคลื่นยาว \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 4 ขนาดของดวงอาทิตย์ (ซ้ายมือ) เปรียบเทียบกับดาวแคระแดง Gliese 581 (ขวามือ) \r\n\r\n        อย่างไรก็ตามโปรโตสตาร์ทุกดวงไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จในการพัฒนาเป็นดาวฤกษ์เสมอไป  หากกลุ่มแก๊สมีมวลตั้งต้นน้อยกว่าดวงอาทิตย์ 0.08 เท่า มวลไม่มากพอที่จะสร้างแรงกดดันให้เกิดอุณหภูมิสูงพอที่จะจุดนิวเคลียร์ฟิวชัน  โปรโตสตาร์จึงยุบตัวลงกลายเป็นดาวแคระน้ำตาล (Brown Dwarf) เช่น ดาวพฤหัสบดีในระบบสุริยะของเรา  ซึ่งถ้าหากดาวพฤหัสบดีมีมวลตั้งต้นมากกว่านี้ 80 เท่า ความกดดันที่ใจกลางจะทำให้อุณหภูมิสูงจนเกิดนิวเคลียร์ฟิวชันและพัฒนาเป็นดวงอาทิตย์ดวงที่สอง  ระบบสุริยะของเราก็จะเป็นระบบดาวคู่ (Binary Stars) เช่นเดียวกับระบบดาวฤกษ์ส่วนใหญ่บนท้องฟ้า \r\n\r\n        ในทางกลับกันกลุ่มแก๊สที่มีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ 100 เท่า  แรงกดดันของแก๊สจะมีอุณหภูมิสูงมากเกินไป ทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันสูงเกินกว่าจะรักษาสมดุลไว้ได้ ดาวจะระเบิดในทันที ดังนั้นดาวฤกษ์ทุกดวงจึงมีมวลอยู่ระหว่าง 0.08 ถึง 100 เท่า ของดวงอาทิตย์\r\n\r\n",null],
    [1108,876,"เนบิวลา","Wed, 2018-03-14 09:35","http://www.stkc.go.th/node/876","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.lesa.biz/astronomy/star/nebula","ดาวเกิดจากการรวมตัวของแก๊สและฝุ่นในอวกาศ (Interstellar medium)  เมื่อมีมวล มวลมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกันตามกฎความโน้มถ่วงแห่งเอกภพ (The Law of Universal) ของนิวตันที่มีสูตรว่า F = G (m1m2/r2) แรงดึงดูดแปรผันตามมวล มวลยิ่งมากแรงดึงดูดยิ่งมาก เราเรียกกลุ่มแก๊สและฝุ่นซึ่งรวมตัวกันในอวกาศว่า “เนบิวลา” (Nebula) หรือ “หมอกเพลิง” เนบิวลาเป็นกลุ่มแก๊สที่ขนาดใหญ่หลายปีแสง แต่เบาบางมีความหนาแน่นต่ำมาก องค์ประกอบหลักของเนบิวลาคือแก๊สไฮโดรเจน เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นธาตุที่มีโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นธาตุตั้งต้นของทุกสรรพสิ่งในจักรวาล \r\n\r\n        เนบิวลามีอุณหภูมิต่ำ เนื่องจากไม่มีแหล่งกำเนิดความร้อน ในบริเวณที่แก๊สมีความหนาแน่นสูง อะตอมจะยึดติดกันเป็นโมเลกุล ทำให้เกิดแรงโน้มถ่วงดึงดูดแก๊สจากบริเวณโดยรอบมารวมกันอีก ทำให้มีความหนาแน่นและมวลเพิ่มขึ้นอีกจนกระทั่งอุณหภูมิภายในสูงประมาณ 10 เคลวิน   มวลที่เพิ่มขึ้นทำให้พลังงานศักย์โน้มถ่วงของแต่ละโมเลกุลที่ตกเข้ามายังศูนย์กลางของกลุ่มแก๊ส เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานความร้อน และแผ่รังสีอินฟราเรดออกมา  \r\n\r\n        ต่อมาเมื่อกลุ่มแก๊สมีความหนาแน่นสูงขึ้นจนความร้อนภายในไม่สามารถแผ่ออกมาได้ อุณหภูมิภายในแกนกลางจึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  มวลของแก๊สมีแรงโน้มถ่วงสูงจนเอาชนะแรงดันซึ่งเกิดจากการขยายตัวของแก๊สร้อน กลุ่มแก๊สจึงยุบตัวเข้าสู่ศูนย์กลางจนมีอุณหภูมิสูงถึง 10 ล้านเคลวิน จุดปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันทำให้อะตอมของไฮโดรเจนหลอมรวมกันเป็นธาตุใหม่คือ ฮีเลียม มวลบางส่วนเปลี่ยนรูปเป็นพลังงาน (นิวเคลียร์ฟิวชัน) ตามสมการ E = mc2  ดาวฤกษ์จึงอุบัติขึ้นมา \r\n\r\n        ดาวฤกษ์ที่เกิดขึ้นใหม่มีอุณหภูมิสูงประมาณ 25,000 K เป็นดาวสเปกตรัมประเภท O แผ่รังสีเข้มสุดในช่วงอัลตราไวโอเล็ต  เนบิวลาที่ห่อหุ้มดาวดูดกลืนพลังงานจากรังสีอัลตราไวโอเล็ต และแผ่รังสีเข้มสุดในช่วง H-alpha ซึ่งมีความยาวคลื่น 656 nm ออกมาทำให้เรามองเห็นเป็น “เนบิวลาสว่าง” (Diffuse Nebula) สีแดง ได้แก่ เนบิวลาสว่างใหญ่ในกลุ่มดาวนายพราน (M 42 Great Orion Nebula) ในภาพที่ 1  ซึ่งเห็นได้ว่า ใจกลางของเนบิวลาสว่างมีดาวฤกษ์เกิดใหม่อยู่ภายใน\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n \r\n\r\nภาพท่ี่ 1 เนบิวลาสว่างในกลุ่มดาวนายพราน        \r\n\r\n\r\n \r\n\r\n        เนื่องจากเนบิวลามีแก๊สและฝุ่นอยู่หนาแน่น บางครั้งอนุภาคขนาดใหญ่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการแผ่รังสี จึงเกิดการกระเจิงของแสง (Scattering) ทำให้มองเห็นเป็นเนบิวลาสีฟ้า เช่นเดียวกับที่การกระเจิงของแสงอาทิตย์ในบรรยากาศโลกที่ทำให้ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า เราเรียกเนบิวลาประเภทนี้ว่า “เนบิวลาสะท้อนแสง” (Reflection Nebula) ตัวอย่างเช่น เนบิวลาในกระจุกดาวลูกไก่ (M45 Pleiades) ดังภาพที่ 2 \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n     \r\n\r\n\r\nภาพท่ี่ 2 เนบิวลาสะท้อนแสงในกระจุกดาวลูกไก่ \r\n\r\n \r\n\r\n        อย่างไรก็ตามบางส่วนของเนบิวลาเป็นกลุ่มแก๊สที่มีอุณหภูมิต่ำอยู่อย่างหนาแน่น กลุ่มแก๊สเหล่านี้เหล่านี้บดบังแสงสว่างจากดาวฤกษ์เกิดใหม่หรือเนบิวลาสว่างซึ่งอยู่ด้านหลัง เราจึงมองเห็นเป็น “เนบิวลามืด” (Dark Nebula) เช่น เนบิวลารูปหัวม้าในกลุ่มดาวนายพราน (Horsehead Nebula) ดังภาพที่ 3 \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพท่ี่ 3 เนบิวลาสะท้อนแสงในกระจุกดาวลูกไก่ \r\n\r\n \r\n\r\n        แม้ว่าในตำราเรียนจะแบ่งเนบิวลาออกเป็น 3 ประเภทคือ เนบิวลาสว่าง เนบิวลาสะท้อนแสง และเนบิวลามืด ในความจริงแล้วเนบิวลาทั้งสามชนิดเป็นเพียงปรากฎการณ์ซึ่งปรากฏให้เห็นเฉพาะในมุมมองจากโลก  หากดูในภาพที่ 4 จะเห็นว่า เนบิวลาไทรฟิด (M20 Trifid Nebula)  เป็นกลุ่มแก๊สซึ่งมีทั้งเนบิวลาสว่าง เนบิวลาสะท้อนแสง และเนบิวลามืด อยู่ในตัวเดียวกัน  ดาวเกิดใหม่ท่ีอยู่ภายในแผ่รังสีออกมากระตุ้นให้กลุ่มแก๊สท่ีอยู่บริเวณรอบๆ แผ่รังสีปรากฏเป็นเนบิวลาสว่างสีแดง แต่มีกลุ่มแก๊สหนาทึบบางส่วนมาบังแสงสว่างทำให้มองเห็นเป็นเนบิวลามืด และเกิดการกระเจิงของแสงที่กลุ่มแก๊สที่อยู่ด้านหลัง ทำให้มองเห็นเป็นเนบิวลาสะท้อนแสงสีน้ำเงิน \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพท่ี่ 4 เนบิวลาทริฟิดในกลุ่มดาวคนยิงธนู\r\n\r\n",null],
    [1109,875,"อัลบีโด","Wed, 2018-03-14 09:30","http://www.stkc.go.th/node/875","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.lesa.biz/earth/earth-system/albedo","เป็นที่ทราบดีว่า พื้นผิวของวัตถุสีดำดูดกลืนรังสีได้ดีกว่าวัตถุสีขาว ถ้าเรายืนเท้าเปล่าบนพื้นสีดำเราจะร้อนกว่ายืนบนพื้นสีขาว ทั้งนี้เป็นเพราะพื้นผิวสีขาวสะท้อนแสงดีกว่าพื้นสีดำ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า พื้นผิวสีดำดูดกลืนรังสีได้ดีกว่าพื้นผิวสีขาว ดังที่แสดงในภาพที่ 1  เราเรียกความสามารถในการสะท้อนแสงของพื้นผิวว่า “อัลบีโด” (Albedo)\r\n\r\nภาพที่ 1  พื้นผิวสีเข้มดูดกลืนรังสีได้ดีกว่า\r\n\r\n\r\nอัลบีโด เป็นอัตราส่วนเปรียบเทียบค่าการสะท้อนแสงของพื้นผิว กับ ปริมาณรังสีทั้งหมดที่ตกกระทบ มักแสดงด้วยตัวเลขทศนิยมระหว่าง 0 – 1 กล่าวคือ วัตถุที่มีการดูดกลืนรังสีอย่างสมบูรณ์ ไม่มีการสะท้อนรังสีกลับคืนเลยจะมีอัลบีโด = 0 ส่วนวัตถุที่มีการสะท้อนแสง 100% และไม่มีการดูดกลืนรังสีเลยมีอัลบีโด = 1\r\n\r\nภาพที่ 2 สิ่งปกคลุมพื้นผิวโลก\r\n\r\n\r\nโลกของเรามีพื้นผิวที่ถูกปกคลุมด้วยวัสดุหลายชนิด (Landcover types) ซึ่งมีคุณสมบัติในการสะท้อนแสงแตกต่างกัน เมฆและแผ่นน้ำแข็งมีสีขาวมีอัลบีโดสูง สามารถในสะท้อนพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์กลับคืนสู่อวกาศได้ดี ทำให้พื้นผิวโลกมีอุณหภูมิต่ำ  ขณะที่พื้นดินและป่าไม้มีสีเข้มมีอัลบีโดต่ำมีคุณสมบัติในการดูดกลืนรังสีจากดวงอาทิตย์ทำให้พื้นผิวโลกมีอุณหภูมิสูง  ส่วนพื้นผิวน้ำจะสะท้อนแสงได้ดีเวลาที่แสงอาทิตย์ตกกระทบในมุมลาด และจะดูดกลืนแสงอาทิตย์ได้ดีในมุมสูง  ดังนั้นสัดส่วนของสิ่งปกคลุมพื้นที่ (Landcover) แต่ละชนิดจึงเป็นกลไกสำคัญในการควบคุมอุณหภูมิพื้นผิวของโลก\r\n\r\n\r\nตารางที่ 1 อัลบีโด\r\n \r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tประเภทของสิ่งปกคลุมพื้นผิว \r\n\t\t\t อัลบีโด\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tเมฆ\r\n\t\t\t0.7 - 0.8 \r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tหิมะและน้ำแข็ง\r\n\t\t\t0.8 - 0.85 \r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tทราย \r\n\t\t\t 0.2 - 0.3\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tทุ่งหญ้า \r\n\t\t\t 0.20 - 0.25\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\tป่าไม้\r\n\t\t\t 0.05 - 0.1\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t น้ำ (เวลาเที่ยง)\r\n\t\t\t 0.03 - 0.05\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t น้ำ (เวลาเช้าหรือเย็น)\r\n\t\t\t 0.5 - 0.8\r\n\t\t\r\n\t\r\n\r\n\r\nตารางที่ 1 แสดงค่าอัลบีโดของสิ่งปกคลุมพื้นผิวแต่ละชนิด  สิ่งปกคลุมพื้นผิวโลกสามารถเปลี่ยนแปลงได้ทั้งโดยธรรมชาติและโดยฝีมือมนุษย์   การเปลี่ยนแปลงสิ่งปกคลุมพื้นผิวโดยธรรมชาติ ได้แก่ กระบวนการธรณีแปรสัณฐาน การเปลี่ยนแปลงทิศทางของกระแสน้ำในมหาสมุทร และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ปรากฏการณ์เหล่านี้มักเกินขึ้นอย่างช้าๆ เป็นเวลานานหลายศตวรรษ  ส่วนการเปลี่ยนแปลงโดยฝีมือมนุษย์ได้แก่ การตัดไม้ทำลายป่า  การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีของบรรยากาศอันจะนำมาซึ่งปรากฏการณ์โลกร้อน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลาอันสั้น  และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ถ้าเราเปลี่ยนแปลงสิ่งปกคลุมพื้นผิวที่มีอัลบีโดสูงให้เป็นอุณหภูมิต่ำ เช่น การทำให้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกละลายเป็นน้ำในมหาสมุทร  อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีก  น้ำแข็งก็จะละลายมากขึ้น ทำให้ระดับน้ำในมหาสมุทรก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก\r\n\r\n \r\n \r\n\r\n",null],
    [1110,874,"กำเนิดโลก","Wed, 2018-03-14 09:26","http://www.stkc.go.th/node/874","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.lesa.biz/earth/earth-system/earth-origin"," เอกภพ หรือ จักรวาล (Universe) อุบัติขึ้นเมื่อประมาณ 13,000 ล้านปีมาแล้วตามทฤษฏีบิกแบง ในยุคเริ่มแรกจักรวาลมีขนาดเล็ก พลังงานมหาศาลอัดแน่นเป็นสสาร ตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอสไตน์ (E = mc2)  เมื่อจักรวาลเย็นตัวลง ธาตุแรกที่เกิดขึ้นคือ ไฮโดรเจน ซึ่งประกอบขึ้นอย่างเรียบง่ายด้วยโปรตอนและอิเล็คตรอนอย่างละตัว  ไฮโดรเจนจึงเป็นธาตุที่มีอยู่มากที่สุดในจักรวาล เมื่อไฮโดรเจนเกาะกลุ่มกันจนเป็นกลุ่มแก๊สขนาดใหญ่เรียกว่า เนบิวลา (Nebula) แรงโน้มถ่วงที่ศูนย์กลางทำให้กลุ่มแก๊สยุบตัวกันจนเกิดปฏิกริยานิวเคลียร์ฟิวชัน หลอมรวมไฮโดรเจนให้เป็นฮีเลียม ดาวฤกษ์จึงกำเนิดขึ้น  เมื่อดาวฤกษ์เผาผลาญไฮโดรเจนจนหมด ก็จะเกิดฟิวชันฮีเลียม เกิดธาตุลำดับต่อไป ได้แก่ คาร์บอน ออกซิเจน ซิลิกอน และเหล็ก (เรียงลำดับในตารางธาตุ) ธาตุเหล่านี้จึงเป็นธาตุสามัญและพบอยู่มากมายบนโลก ในท้ายที่สุดเมื่อดาวฤกษ์ขนาดใหญ่สิ้นอายุขัย ก็จะระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา เกิดธาตุหนักที่หายากในลำดับต่อมา เช่น เงิน ทอง เป็นต้น ธาตุเหล่านี้จึงเป็นธาตุที่หายากบนโลก  \r\n\r\n        การเวียนว่ายตายเกิดของดาวฤกษ์เกิดขึ้นหลายรอบ และครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว กลุ่มแก๊สในเอกภพบริเวณนี้ได้รวมตัวกันเป็นหมอกเพลิงชื่อว่า “โซลาร์เนบิวลา” (Solar แปลว่า สุริยะ, Nebula แปลว่า หมอกเพลิง) แรงโน้มถ่วงทำให้กลุ่มแก๊สยุบตัวและหมุนรอบตัวเอง ใจกลางมีความร้อนสูงมากจนเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบฟิวชัน กลายเป็นดาวฤกษ์ที่ชื่อว่าดวงอาทิตย์ ส่วนวัสดุที่อยู่รอบๆ มีอุณหภูมิต่ำกว่า รวมตัวตามลำดับชั้นกลายเป็นดาวเคราะห์ทั้งหลาย โคจรรอบดวงอาทิตย์  (ภาพที่ 1) และเศษวัสดุที่โคจรรอบดาวเคราะห์ก็รวมตัวเป็นดวงจันทร์บริวาร\r\nภาพที่ 1  กำเนิดระบบสุริยะ\r\n\r\nโลกในยุคแรกเป็นหินหนืดร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตตลอดเวลา องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น เหล็กและนิเกิลจมตัวลงสู่แก่นกลางของโลก   ขณะที่องค์ประกอบที่เบากว่า เช่น ซิลิกอน ลอยตัวขึ้นสู่เปลือกนอก ธาตุและสารประกอบที่เบามาก เช่น ไฮโดรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ พยายามแทรกตัวออกจากพื้นผิวกลายเป็นบรรยากาศ เมื่อโลกเย็นลงเปลือกนอกตกผลึกเป็นแร่และหิน  ไอน้ำในอากาศควบแน่นเกิดฝน น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาสะสมบนพื้นผิว ไหลลงทะเลและมหาสมุทร  สองพันล้านปีต่อมาการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ได้ตรึงแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมาสังเคราะห์ด้วยแสง สร้างอาหารและพลังงาน แล้วปล่อยผลผลิตเป็นแก๊สออกซิเจนออกมา   แก๊สออกซิเจนที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศชั้นบน แล้วแตกตัวเป็นออกซิเจนอะตอมเดี่ยว และรวมตัวกับออกซิเจนอะตอมคู่ที่มีอยู่เดิมกลายเป็นแก๊สโอโซน  ซึ่งช่วยป้องกันอันตรายจากรังสีอุลตราไวโอเล็ต   นับตั้งแต่นั้นมาทำให้สิ่งมีชีวิตบนบกก็ทวีจำนวนมากขึ้น ออกซิเจนจึงมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงบนพื้นผิวโลกในเวลาต่อมา (ภาพที่ 2)  สัดส่วนของสิ่งมีชีวิตเช่นพืชและสัตว์เป็นปัจจัยควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์และออกซิเจนในบรรยากาศ และควบคุมภาวะเรือนกระจกให้อยู่ในสภาวะสมดุล ท่านสามารถติดตามวิวัฒนาการของโลกได้โดยดูจากธรณีประวัติ \r\n\r\nภาพที่ 2  วิวัฒนาการของโลก\r\n",null],
    [1111,873,"ระบบโลก (Earth System)","Wed, 2018-03-14 09:21","http://www.stkc.go.th/node/873","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.lesa.biz/earth/earth-system","โลกเป็นดาวเคราะห์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (Dynamic Planet) ในอดีตนักวิทยาศาสตร์ศึกษาโลกแบบแยกส่วน นักธรณีวิทยาศึกษาเปลือกโลกที่เป็นของแข็ง นักสมุทรศาสตร์ศึกษาทะเลและมหาสมุทร นักอุตุนิยมวิทยาศึกษาบรรยากาศ นักชีววิทยาศึกษาสิ่งมีชีวิต ขณะที่นักดาราศาสตร์ศึกษาดาวบนท้องฟ้า แต่เมื่อเกิดปรากฏการณ์เช่น เอลนีโญ ซึ่งเป็นปรากการณ์ที่เกี่ยวเนื่องทั้งแผ่นดิน มหาสมุทร บรรยากาศ สิ่งมีชีวิต และพลังงานจากดวงอาทิตย์​ ก็ไม่มีใครหาคำตอบได้  จนกระทั่งไม่กี่ทศวรรษมานี้เอง นักวิทยาศาสตร์ตระหนักได้ว่า การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโลกจะต้องมองโลกให้เป็นระบบ (ภาพที่ 1) อย่างไรก็ตามในการเขียนตำราเรียนจำต้องเรียงแบบอนุกรม นำเสนอโลกทีละภาคส่วน ดังนี้ \r\n\r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\r\n\t\tธรณีภาค (Lithosphere) เปลือกโลกในส่วนที่เป็นของแข็ง \r\n\t\tอุทกภาค (Hydrosphere) น้ำที่ห่อหุ้มโลก \r\n\t\tอากาศ​ภาค (Atmoshere) บรรยากาศที่ห้อหุ้มโลก \r\n\t\tชีวภาค (Biosphere) สิ่งมีชีวิตบนพื้นผิวโลกทั้งบนบกและในมหาสมุทร \r\n\t\tการเปลี่ยนแปลงสภาวะของโลก (Global Change) การปรับสมดุลพลังงานของโลก\r\n\t\t\r\n\t\t \r\n\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1520994095.gif"],
    [1112,846,"สั่งนํ้ามูกมีเลือดปน คนเป็นหวัดเจออาการนี้อย่านิ่งเฉย !","Tue, 2018-02-27 15:16","http://www.stkc.go.th/node/846","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://health.kapook.com/view184323.html","สั่งน้ำมูกมีเลือดปนออกมา อาการนี้อาจไม่ใช่แค่โรคหวัด คัดจมูก เพราะน้ำมูกเป็นเลือดอาจส่อถึงความผิดปกติในโพรงจมูก อวัยวะส่วนลึกที่เราไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง !\r\n\r\n          อากาศเปลี่ยนคนเป็นหวัด มีไข้ต่ำ ๆ มีน้ำมูกไหล ดูเป็นความไม่สบายกายที่ไม่ใหญ่โต สามารถหาซื้อยามารับประทานแก้หวัดได้ ทว่าเมื่อไรที่คุณเป็นหวัด คัดจมูก และสั่งน้ำมูกมีเลือดปนออกมา เรื่องนี้ต้องถึงมือหมอนะคะ เพราะน้ำมูกปนเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุเลย ตั้งแต่อาการเจ็บเพราะแผลเล็ก ๆ จนไปถึงมะเร็งก็มี ! \r\n\r\n          ฉะนั้นมาดูกันค่ะว่าอาการเป็นหวัด มีน้ำมูกปนเลือด จะเป็นลางบอกโรคอะไรได้บ้าง\r\n\r\n1. มีแผลในจมูก\r\n\r\n          แผลในจมูกที่ว่าก็อาจจะเป็นสิว หรือแผลที่เกิดจากรอยถลอกในตอนที่เราใช้มือแคะขี้มูก ซึ่งหากมีอาการเจ็บเล็ก ๆ และมีน้ำมูกปนเลือดออกมาไม่ได้บ่อยนัก ไม่มีอาการปวดใบหน้าร่วมด้วย เคสนี้อาจไม่ต้องถึงมือหมอ เพียงแต่พยายามอย่าแคะ แกะ เกา ในรูจมูกอีก เพื่อเลี่ยงการติดเชื้อ\r\n\r\n2. สิ่งแปลกปลอมเข้าจมูก\r\n\r\n          เคสนี้มักพบในเด็กเล็กวัยกำลังซน ที่มักจะหยิบของ เช่น เมล็ดผลไม้ เศษยางลบ ลูกปัด ดิน ของเล่นชิ้นเล็ก ๆ หรือเศษกระดาษ เป็นต้น) ใส่ปาก ใส่จมูกตัวเองด้วยความไร้เดียงสา ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการคัดแน่นจมูกอยู่ข้างหนึ่ง และมีน้ำมูกข้นปนเลือด ปนหนองไหลออกจากจมูกข้างที่มีสิ่งแปลกปลอมอยู่ด้านใน ดังนั้นหากผู้ปกครองพบเห็นอาการเหล่านี้จากบุตรหลาน ควรรีบพาเขาไปรักษากับแพทย์\r\n\r\n3. เยื่อบุจมูกบวม\r\n\r\n          ภาวะเยื่อบุโพรงจมูกบวม เกิดขึ้นได้จากอาการไข้หวัดธรรมดา หรืออาจเป็นสัญญาณบอกโรคไซนัสอักเสบก็เป็นได้ โดยหากสั่งน้ำมูกแรง เยื่อบุโพรงจมูกที่บวมอยู่เป็นแผล เส้นเลือดฝอยในโพรงจมูกแตก อาจมีน้ำมูกปนเลือดออกมาด้วย\r\n\r\n          ทั้งนี้ เราสามารถแยกโรคได้ว่า อาการน้ำมูกปนเลือดที่เป็นอยู่ใช่ไข้หวัดธรรมดา หรือเป็นไซนัสอักเสบ ซึ่งหากเป็นเพียงหวัดธรรมดา มีน้ำมูกใส ๆ ปนเลือดในบางที โดยเฉพาะตอนสั่งน้ำมูกแรง ๆ ร่วมกับมีอาการจามบ่อยเมื่ออากาศเปลี่ยน เคสนี้อาจสันนิษฐานได้ว่าเป็นเยื่อบุจมูกบวมจากการแพ้อากาศ แต่ทางที่ดีที่สุดคือพบหมอเพื่อรับยารักษาที่ถูกกับอาการจะดีกว่าค่ะ\r\n\r\n          สำหรับคนที่มีอาการน้ำมูกเป็นเลือดปน มีหนองปนน้ำมูกออกมา หายใจมีกลิ่นเหม็น เป็นหวัด ไอ จาม ร่วมกับอาการปวดหน่วง ๆ บริเวณหน้าผากและใต้ตาบ่อย ๆ (เกือบทุกวัน) พร้อมกับน้ำมูกมีเป็นเลือดบ้าง น้ำมูกมีสีเขียวหรือปนหนองบ้าง สันนิษฐานได้เบื้องต้นว่าเป็นไซนัสอักเสบ และควรไปรับการรักษากับแพทย์โดยตรง\r\n\r\n4. ริดสีดวงจมูก\r\n\r\n          มักพบในผู้ที่มีการอักเสบเรื้อรังของเยื่อบุจมูก จากการติดเชื้อหรือหวัดภูมิแพ้เรื้อรัง เกิดเป็นติ่งเนื้อเมือกขึ้นในโพรงจมูกข้างใดข้างหนึ่ง ทำให้เกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ มีอาการคัดแน่นจมูกตลอดเวลาในโพรงจมูกข้างนั้นเพียงข้างเดียว พูดเสียงขึ้นจมูก\r\n\r\n          รวมไปถึงอาจไม่มีความรู้สึกในการรับรู้กลิ่น น้ำมูกออกเป็นหนอง ปนเลือด หรือปวดที่หัวคิ้วหรือโหนกแก้มร่วมด้วย เมื่อใช้ไฟส่องดูในโพรงจมูกข้างนั้น อาจมองเห็นก้อนเนื้อสีขาวใส ซึ่งเคสนี้ต้องทำการรักษาต่อเนื่องกับแพทย์เฉพาะทาง\r\n\r\n5. มะเร็งหลังโพรงจมูก\r\n\r\n          หากมีอาการแน่นจมูก หายใจไม่ค่อยสะดวก มีน้ำมูกไหลลงคอเรื้อรัง ที่สำคัญมีน้ำมูกปนเลือดบ่อยครั้ง ร่วมกับมีอาการชาที่ใบหน้า มองเห็นภาพซ้อน คลำได้ก้อนบริเวณลำคอ บ่งชัดว่าอาการสั่งน้ำมูกมีเลือดปนของคุณมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่ากังวล เช่น โรคมะเร็งหลังโพรงจมูก เป็นต้น\r\n\r\n          อย่างไรก็ตาม หากมีอาการหวัดเรื้อรัง มีน้ำมูกไม่ว่าจะปนเลือดหรือเป็นสีอื่น แบบไม่ยอมหายสักที อาการนี้ยังไงก็ไม่น่าจะใช่โรคหวัดปกตินะคะ ฉะนั้นอย่านิ่งเฉย ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการน้ำมูกมีเลือดปน จะได้รักษาอย่างถูกทาง หายขาดได้จริง ๆ\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1519719368.jpg"],
    [1113,845,"โรค Hereditary Ovalocytosis ความผิดปกติทางพันธุกรรม พบ 1 ในล้านคน !","Tue, 2018-02-27 15:11","http://www.stkc.go.th/node/845","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://health.kapook.com/view188655.html","อีกหนึ่งโรคทางพันธุกรรมที่แสดงอาการน้อยบ้าง มากบ้างในบางคน ทำให้จับจากอาการแสดงได้ค่อนข้างยากจนพลาดการรักษา ทั้งที่โรคนี้รักษาให้หายขาดได้ ด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์\r\n\r\n          แม้โรค Hereditary Ovalocytosisหรือภาวะเม็ดเลือดแดงมีรูปร่างผิดปกติ จะเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมชนิดหายาก พบเพียง 1 ในล้านคนเท่านั้น แต่โรคที่พบได้ยากก็ใช่ว่าจะไม่พบเลย เพราะเราก็เห็นเคสเด็กที่ป่วยด้วยภาวะเม็ดเลือดแดงมีรูปร่างผิดปกติจนต้องขอพื้นที่โซเชียลรณรงค์ให้คนบริจาคสเต็มเซลล์เพื่อทำการรักษาโรค Hereditary Ovalocytosis ให้หายขาดมาแล้ว\r\n\r\n          ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทเราจะพาทุกคนมารู้จักโรค Hereditary Ovalocytosis กันค่ะว่า โรค Hereditary Ovalocytosis คืออะไร ภาวะเม็ดเลือดแดงมีรูปร่างผิดปกติอาการเป็นอย่างไร รวมถึงภาวะเม็ดเลือดแดงผิดปกติ รักษาด้วยวิธีไหนได้บ้าง\r\n\r\nภาพเปรียบเทียบเซลล์เม็ดเลือดแดงปกติ VS เซลล์เม็ดเลือดแดงรูปรี\r\n\r\n\r\n\r\nโรค Hereditary Ovalocytosis คืออะไร\r\n\r\n          โรค Hereditary Ovalocytosis คือ ภาวะเม็ดเลือดแดงมีรูปร่างผิดปกติไป โดยในเซลล์เม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยโรคนี้จะพบว่า เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างกลมรีเหมือนรูปไข่สูงถึง 50-90% ของเซลล์เม็ดเลือดแดงทั้งหมด โดยอาจปะปนอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดแดงปกติที่มีรูปร่างกลมแบนและเว้าตรงกลาง ซึ่งโรค Hereditary Ovalocytosis ก็จัดเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โดยมีโอกาสพบความผิดปกติได้ค่อนข้างน้อยมาก เพียง 1 ในล้านคนเท่านั้น\r\n\r\nโรค Hereditary Ovalocytosis เกิดจากอะไร\r\n\r\n          ภาวะเม็ดเลือดแดงมีรูปร่างผิดปกติโดยเป็นรูปไข่ เกิดจากความผิดปกติของโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง จัดเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของยีน โดยโรค Hereditary Ovalocytosis เป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมชนิดยีนเด่น (Autosomal Dominant) เป็นส่วนมากดังนั้นผู้ป่วยโรค Hereditary Ovalocytosis ก็มีโอกาสถ่ายทอดความผิดปกติของยีนไปยังบุตรได้เช่นกัน โดยโอกาสที่บุตรจะมีความผิดปกติจะมีอัตราอยู่ที่ 1 ใน 2 ของการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง\r\n\r\n          ทั้งนี้ถ้าบิดาและมารดามีภาวะเม็ดเลือดแดงผิดปกติด้วยกันทั้งคู่ (ไม่ว่าจะเป็นเม็ดเลือดแดงป่องหรือเม็ดเลือดแดงรูปรี) โอกาสจะมีบุตรที่มีความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดแดงเหมือนบิดาและมารดาจะอยู่ที่ 1 ใน 2 ต่อการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่บุตรจะมีความผิดปกติของยีนจากทั้งบิดาและมารดาเป็น 1 ใน 4 ของการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง ซึ่งหากบุตรได้รับยีนผิดปกติไปทั้ง 2 แบบ บุตรจะป่วยด้วยโรคที่มีอาการรุนแรงขึ้นด้วย\r\n\r\nโรค Hereditary Ovalocytosis อาการเป็นอย่างไร\r\n\r\n          ผู้ป่วยโรค Hereditary Ovalocytosis หรือผู้ที่มีภาวะเม็ดเลือดแดงรูปรีมักจะมีอาการแสดงของโรคที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของยีนที่ผิดปกติไป ซึ่งส่วนใหญ่อาการของโรค Hereditary Ovalocytosis ผู้ป่วยจะมีอาการซีดเล็กน้อยถึงปานกลาง ไม่มีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองมากจนเกินไป คล้ายกับอาการธาลัสซีเมียค่อนข้างมาก การวินิจฉัยโรคจึงอาจมีความสับสนระหว่างโรคธาลัสซีเมียกับโรค Hereditary Ovalocytosis เกิดขึ้นด้วย หรือบางเคสผู้ป่วยอาจเป็นทั้งโรค Hereditary Ovalocytosis และธาลัสซีเมียในคนเดียวกัน\r\n\r\n          อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโรค Hereditary Ovalocytosis ที่มีอาการรุนแรง มักจะพบภาวะซีดมาก ร่วมกับมีอาการอ่อนเพลีย เป็นเด็กโตช้า ถ้าตรวจลึก ๆ อาจพบอาการม้ามโต หรือตรวจเจอนิ่วในถุงน้ำดีได้ ส่วนในเคสหนัก ๆ ที่เข้าข่ายอันตรายก็มีภาวะเลือดเป็นกรด ส่งผลให้ไตวายจนอาจเสียชีวิตได้เลยทีเดียว\r\nภาพเด็ก\r\n\r\n\r\nโรค Hereditary Ovalocytosis รักษาได้ไหม\r\n\r\n          ภาวะเม็ดเลือดแดงผิดปกติรักษาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย โดยการรักษาสามารถทำได้ดังนี้ค่ะ\r\n\r\n          - ให้โฟเลทเสริมเพื่อช่วยให้ร่างกายผู้ป่วยสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่\r\n\r\n          - ให้เลือดแดงเมื่อผู้ป่วยมีภาวะซีด \r\n\r\n          - หากพบภาวะม้ามโต แพทย์อาจทำการตัดม้าม ซึ่งกรณีนี้ต้องเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด เพราะหากติดเชื้อหรือมีไข้ ผู้ป่วยจะมีอาการซีดมากขึ้นเป็นครั้ง ๆ ได้ค่ะ\r\n\r\n          - ปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ เพื่อให้เซลล์ใหม่เข้าไปทำหน้าที่แทนเซลล์ผลิตเม็ดเลือดในไขกระดูกชุดเดิมที่มีความผิดปกติ ซึ่งการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จะช่วยให้ร่างกายผู้ป่วยค่อย ๆ ฟื้นตัว และมีโอกาสหายขาดจากโรค Hereditary Ovalocytosis ได้ในที่สุด\r\n\r\n          - บริจาคเต็มเซลล์\r\n\r\n          อย่างไรก็ตาม โรค Hereditary Ovalocytosis สามารถป้องกันได้ในกรณีที่ผู้ป่วยรู้ตัวว่าตัวเองมีความผิดปกติของยีน ซึ่งอาจถ่ายทอดโรคนี้ทางพันธุกรรมให้กับลูกได้ ซึ่งในเคสแบบนี้คุณพ่อและคุณแม่ควรต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมทั้งควรมีการวางแผนครอบครัวและควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หากต้องการมีบุตร\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1519719062.jpg"],
    [1114,844,"เว็บไซต์กรมอนามัย เผยให้ผลไม้สีแดง แทนช็อกโกแล็ต เพื่อคนรักสุขภาพดี","Tue, 2018-02-27 15:02","http://www.stkc.go.th/node/844","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.it24hrs.com/2018/apple-chocolate-valentine-gift-good-health/","แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ในช่วงวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรัก คู่รักนิยมมอบของขวัญแทนใจให้กันรวมถึงของขวัญให้คนที่เราเคารพรักหรือคนในครอบครัว และสำหรับวันแห่งความรักปีนี้ กรมอนามัยขอแนะนำทางเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการด้วยการมอบกระเช้าผลไม้สีแดง ซึ่งนอกจากจะมีสีสันที่สื่อถึงความรักแล้วยังอุดมไปด้วยใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ และสารพฤกษเคมีที่มีคุณประโยชน์มากมาย อาทิ แอปเปิ้ลแดง มีใยอาหารสูงช่วยในการขับถ่าย ช่วยลดคอเลสเตอรอลมีฟลาโวนอยด์ช่วยต้านอนุมูลอิสสระ สตอเบอร์รีมีวิตามินซีค่อนข้างมาก มีสารช่วยควบคุมความดันเลือด ชะลอการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ องุ่นแดงและองุ่นดำมีสารแอนโทไซยานิน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระลดการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด ชมพู่ทับทิมจันทร์มีสารไลโคพีนที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดนอกจากจะเป็นการให้ของขวัญแทนใจแล้วยังเป็นการมอบสุขภาพที่ดีแก่กันอีกด้วย\r\n\r\n“สำหรับผู้ที่ยังคงนิยมมอบช็อกโกแลตมอบให้กันในวันวาเลนไทน์นั้นควรเลือกดาร์กช็อกโกแลตซึ่งทำจากโกโก้แมสและโกโก้บัตเตอร์ที่มีโกโก้แมสร้อยละ70ขึ้นไป ในดาร์กช็อกโกแลตจะมีฟลาโวนอยด์ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมาก ช่วยเสริมสร้างสุขภาพของหัวใจ ช่วยให้โลหิตไหลเวียนดีขึ้น และยังช่วยลดอาการอุดตันของหลอดเลือดอีกด้วย แต่จะมีราคาจะสูงกว่าช็อคโกแลตทั่วไปและยังคงให้พลังงานสูง ยังคงต้องควบคุมปริมาณการกินควรแบ่งกินเพียงเล็กน้อยส่วนมิลค์ช็อกโกแลตจะกินง่าย อร่อยกว่า เนื่องจากมีเนื้อโกโก้น้อยกว่า และจะมีรสหวานมากกว่า เพราะมีส่วนผสมของนมผงหรือนมข้นด้วย คอมพาวด์ช็อกโกแลตหรือช็อกโกแลตโคตติ้ง (chocolate coating)ช็อกโกแลตชนิดนี้ใช้ไขมันพืชแทนโกโก้บัตเตอร์ทำให้รสชาติและเนื้อสัมผัสไม่เหมือนช็อกโกแลตที่มีคุณภาพดี\r\nช็อกโกแลตขาว เป็นช็อกโกแลตที่ไม่มีผงโกโก้เลย จึงเป็นสีขาวและมีไขมันโกโก้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20ช็อคโกแลตทุกชนิดหากกินในปริมาณที่มากเกินไปและกินติดต่อกันเป็นประจำก็จะส่งผลให้เกิดโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูงได้เนื่องจากช็อกโกแลตเป็นอาหารที่ให้ความหวานสูงมาก ประกอบด้วยน้ำตาลซูโครส และฟรุกโตส ถึงร้อยละ 90 และช็อกโกแลต 1 แท่งใหญ่ 100 กรัมให้พลังงานถึง500 กิโลแคลอรี่ หรือเท่ากับข้าวประมาณ6 ทัพพี จึงควรควบคุมปริมาณให้พอเหมาะ เช่น ในหนึ่งวันไม่ควรกินช็อกโกแลตเกินครึ่งแท่ง และต้องออกกำลังกายเผาผลาญพลังงานส่วนเกิน เพราะช็อกโกแลตครึ่งแท่งต้องออกกำลังกายด้วยการเดินเร็ว 45 นาที หรือว่ายน้ำ 15 นาที จึงจะเผาผลาญพลังงานได้หมด” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1519718570.jpg"],
    [1115,843,"Paloalto ออกเตือน หลังพบคนไทยคลิกลิงก์อันตราย แพร่มัลแวร์ขุดเงินดิจิทัล Monero มากที่สุดในโลก","Tue, 2018-02-27 14:59","http://www.stkc.go.th/node/843","วิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ","https://www.it24hrs.com/2018/malware-warning-find-monero/","บริษัท Paloalto ได้เปิดเผยการพบลิงก์อันตรายซึ่งใช้สำหรับแพร่กระจายมัลแวร์กว่า 250 ตัวอย่าง ที่ใช้ขุดเหรียญ Monero ซึ่งเป็นสกุลเงินหนึ่งของเงินดิจิทัลประเภท Cryptocurrency พบว่ามีผู้คนคลิกลิงก์ดังกล่าวมากกว่า 15 ล้านครั้ง ประเทศไทยคลิกมากที่สุดในโลก โดยคลิกมากถึง 3.5 ล้านครั้ง\r\n\r\n \r\n\r\nโดยรูปแบบการโจมตี ผู้ประสงค์ร้ายใช้เว็บไซต์ที่ให้บริการย่อลิงก์ เช่น Bitly หรือ Adfly ในการสร้างลิงก์สำหรับเผยแพร่มัลแวร์ หากเหยื่อคลิกลิงก์จะส่งผลให้ไฟล์ที่เป็นมัลแวร์ถูกดาวน์โหลดลงในเครื่อง โดยชื่อไฟล์ที่พบ เป็นลักษณะชื่อของผู้ให้บริการอัปโหลดไฟล์ ตามด้วยหมายเลข เช่น [RapidFiles]_2343.exe หรือ [File4org]_421064.exe\r\n\r\nหากเหยื่อคลิกรันไฟล์ดังกล่าว จะส่งผลให้มัลแวร์ทำงาน โดยลักลอบใช้การประมวลผล CPU เพื่อขุดเหรียญ ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้าลง โดยการขุดนั้นมีหลากหลายรูปแบบ เช่น การที่เว็บไซต์ต่างๆ แอบแฝงโค้ดสำหรับขุดเงิน เพียงแค่เหยื่อเข้าเว็บไซต์ก็จะถูกใช้เครื่องในการขุดเงินทันที\r\n\r\nดังนั้นผู้ใช้จึงควรระมัดระวังไฟล์ต่าง ๆ ที่ดาวน์โหลดจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะหากต้องการดาวน์โหลดไฟล์งานต่าง ๆ เช่น เอกสาร เพลง หากไฟล์ที่ดาวน์โหลดมานั้น เป็นสกุล exe ไม่ควรคลิกรันในระบบเด็ดขาด หรือไม่ควรเปิดไฟล์ลักษณะนี้\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1519718390.jpg"],
    [1116,842,"10 เทรนด์ทำนายภัยมืด Cyber Security ปี 2018","Tue, 2018-02-27 14:55","http://www.stkc.go.th/node/842","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/cybersecurity-predictions-2018/","เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อกับทุกสิ่ง Internet of Things หรือ IoT ยกตัวอย่างเช่นเช่น กล้องวงจรปิด สมาร์ตทีวี หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ก็เริ่มมีออกมาให้เห็นกัน แน่นอน ด้วยทุกสิ่งเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะเกิดการแฮกโจมตีโดยอาชญากรไซเบอร์ผ่านทางช่องโหว่ที่ขาดการป้องกัน ก็เริ่มมีแผนให้เห็นโดยเฉพาะการแฮกอุปกรณ์เหล่านี้\r\n\r\nบริษัทผู้นำด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ระดับโลกอย่าง Symantec ได้คาดการณ์ภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในปี 2018 ว่าอุปกรณ์ IoT และ Blockchain จะถูกจับตามองจากอาชญากรไซเบอร์ ทั้งยังระบุว่าอาชญากรจะใช้ AI และ Machine Learning เป็นเครื่องมือโจมตี และมีโอกาสที่เราจะได้เห็นการต่อสู้กันของ AI ฝั่งอาชญากรกับ AI ฝั่งความมั่นคงปลอดภัย\r\n\r\n10 เทรนด์ทำนายภัยมืด Cyber Security ปี 2018\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\tเงินดิจิทัลเป็นเป้าโจมตี แม้ Blockchain จะมีการนำไปใช้ในด้านอื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องเงินดิจิทัล แต่เรื่องเงินที่แลกเปลี่ยนบน Blockchain และกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์คือเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์ เหยื่อจะโดนหลอกให้ติดตั้งโปรแกรมขุดเหรียญในคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โมบาย และลักลอบนำพลังในการประมวลผลบนเครื่องที่ติดตั้งโปรแกรมไปใช้ในการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ที่มีความรุนแรงขึ้น\r\n\tAI และ Machine Learning จะถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตี โดยปกติแล้วเทคโนโลยี AI และ Machine Learning จะใช้ในการป้องกันและตรวจจับภัยคุกคาม แต่สถานการณ์นี้จะเปลี่ยนไปในปี 2561 เพราะกลุ่มอาชญากรไซเบอร์จะนำ AI และ Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการโจมตี และเป็นปีแรกที่เราจะเห็น AI ต่อสู้กับ AI ในบริบทของความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยอาชญากรไซเบอร์จะใช้ AI ในการโจมตีและลอบแฝงเข้าไปในเครือข่ายของเหยื่อหลังจากสามารถเจาะเข้าสู่ระบบ ซึ่งโดยปกติจะต้องใช้เวลาและคนจำนวนมาก\r\n\tการโจมตี Supply Chain กลายเป็นกระแสหลัก การโจมตี Supply Chain ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นการโจมตีที่ได้ผลเสมอ เพราะโจมตีผ่านคู่ค้าหรือพาร์ตเนอร์องค์กร ปัจจุบันมีข้อมูลสำคัญและกระบวนการมากมายบน Supply Chain อาชญากรไซเบอร์อาจเจาะข้อมูลผ่านคู่ค้าเพราะง่ายกว่าการเจาะเข้าระบบบริษัทใหญ่โดยตรง\r\n\tมัลแวร์ไร้ไฟล์และที่เป็นลักษณะไฟล์ขนาดเล็กจะพุ่งสูงขึ้น ในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมามีจำนวนมัลแวร์ไร้ไฟล์และมัลแวร์ที่เป็นลักษณะไฟล์ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โซลูชันที่สามารถที่จะระบุการโจมตียังมีจำกัด และไม่สามารถตรวจจับมัลแวร์ไร้ไฟล์ได้ในทันที ซึ่งจะกลายภัยคุกคามและพุ่งสูงขึ้นในปี 2561 นี้\r\n\tองค์กรจะยังคงวุ่นวายกับ Security ของ Software-as-a-Service (SaaS) เป็นปัญหาที่องค์กรต้องเจอต่อไปในปี 2018 เพราะส่วนใหญ่อาศัยเครื่องมือดิจิทัลเพิ่มความคล่องตัวให้ธุรกิจในการทำ Digital Transformation และเคลื่อนย้ายข้อมูลไปไว้บนคลาวด์ ก่อให้เกิดความท้าทายด้านความมั่นคงปลอดภัย เช่น การควบคุมการเข้าถึงข้อมูล การควบคุมข้อมูล การติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้ และการเข้ารหัสข้อมูลระหว่างแอปพลิเคชัน SaaS นอกจากนี้ยังมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฉบับใหม่ที่จะส่งผลทั่วโลก และมีผลกระทบที่สำคัญในแง่ของบทลงโทษและที่สำคัญกว่าคือความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กร\r\n\tองค์กรจะยังคงต่อสู้กับ Security ของ Infrastructure-as-a-Service (IaaS) แม้ IaaS จะเปลี่ยนวิถีระบบการทำงานเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยเพิ่มความคล่องตัว ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และความมั่นคงปลอดภัย แต่ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลให้เกิดการรั่วไหลของข้อมูลจำนวนมหาศาล และทำให้ทั้งระบบหยุดทำงานได้ และเนื่องจากการควบคุมแบบเดิมไม่ได้เหมาะกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่บนระบบคลาวด์ การเพิกเฉยต่อการควบคุมแบบใหม่จะนำไปสู่การโจมตีมากขึ้นในปี 2561 ซึ่งจะทำให้องค์กรต้องดิ้นรนเปลี่ยนโปรแกรมด้านความมั่นคงปลอดภัยเพื่อให้ IaaS ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ\r\n\tโทรจันการเงินจะยังคงสร้างความเสียหายมากกว่ามัลแวร์เรียกค่าไถ่ โดยเปลี่ยนจากโจมตีบนคอมพิวเตอร์ มาโจมตีผ่านมือถือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภัยน้อยกว่า ซึ่งคาดว่าจะทำให้คนร้ายแสวงหากำไรได้มากขึ้นและสร้างความเสียหายได้มากกว่ามัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware)\r\n\tอุปกรณ์เครื่องใช้ IoT ราคาแพงภายในบ้านจะถูกเรียกค่าไถ่ แฮกเกอร์กำลังขยายการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ไปสู่ IoT ที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องใช้ราคาแพงภายในบ้านซึ่งเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ตทีวี ของเล่นอัจฉริยะ หรืออุปกรณ์อัจฉริยะต่าง ๆ ซึ่งผู้ใช้ไม่ได้ตระหนักในเรื่องนี้\r\n\tอุปกรณ์ IoT จะถูกยึดครองและใช้เป็นฐานในการโจมตี DDoS โดยใช้ประโยชน์จากการตั้งค่าความมั่นคงปลอดภัยที่ไม่เข้มงวดและขาดการจัดการที่เหมาะสมของอุปกรณ์ IoT ภายในบ้าน โดยสามารถใช้การโจมตีเข้าควบคุมอุปกรณ์ด้วยการป้อนเสียง ภาพ หรือข้อมูลปลอมอื่น ๆ เพื่อสั่งให้อุปกรณ์เหล่านั้นทำตามคำสั่งของอาชญากรโจมตีลักษณะ DDoS ส่งผลให้ระบบที่เป็นเป้าหมายให้บริการช้าลง หรือหยุดให้บริการ\r\n\tอุปกรณ์ IoT จะเปิดช่องทางเชื่อมต่ออย่างถาวรกับเน็ตเวิร์กภายในบ้าน จากการไม่ตระหนักถึงผลกระทบด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของอุปกรณ์ IoT ภายในบ้าน ละทิ้งการตั้งค่ามาตรฐาน และไม่อัปเดตซอฟต์แวร์สม่ำเสมอเหมือนการใช้คอมพิวเตอร์ การเปิดช่องทางอย่างถาวรคือ ไม่ว่าจะแก้ไขโดยการล้างเครื่องหรือปกป้องคอมพิวเตอร์เท่าไร ผู้โจมตีก็ยังสามารถเข้าถึงเน็ตเวิร์กและระบบต่าง ๆ ผ่านช่องทางลับที่ถูกสร้างไว้\r\n\r\n\r\nSymantecได้เสนอคำแนะนำสำหรับบริษัทและองค์กรว่า\r\n\r\n\r\n\tให้นำ AI และ Machine Learning มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันภัยไซเบอร์\r\n\tหาทางใช้เครื่องมือประสิทธิภาพสูงขึ้นเพื่อตรวจจับมัลแวร์ไร้ไฟล์ได้\r\n\tต้องมียุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงปลอดภัย IoT ที่ชัดเจนหากองค์กรจะใช้อุปกรณ์ IoT มาเป็นส่วนหนึ่งในองค์กร\r\n\tอบรมสร้างความตระหนักด้านภัยคุกคามเสมอ เช่น ลักษณะสำคัญของสแปม อีเมลที่ไม่ควรคลิก การจัดเก็บข้อมูลให้เหมาะสม ฯลฯ\r\n\r\n\r\nการดูแลเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เป็นเรื่องที่ผู้ใช้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะผ่านสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือองค์กรต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญ รวมไปถึงติดตามความเคลื่อนไหวด้านเทคโนโลยีด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากภัยคุกคาม ซึ่งมีวิธีการแปลก ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเราจำเป็นต้องเรียนรู้และร่วมมือกันดูและป้องกัน เพื่อสร้างสังคมดิจิทัลที่มีความมั่นคงปลอดภัยมากที่สุด\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1519718119.jpg"],
    [1117,841,"จับตา 8 เทรนด์ E-Commerce มาแรงในปี 2018","Tue, 2018-02-27 14:52","http://www.stkc.go.th/node/841","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/8-trends-e-commerce-2018-etda/","ยุคนี้การช้อปปิ้งก็เปลี่ยนไป การซื้อของก็สามารถซื้อได้โดยไม่ต้องออกจากบ้าน ไม่ต้องนั่งรถฝ่ารถติด และสะดวกง่ายแค่ปลายนิ้วผ่านทางอินเทอร์เน็ตด้วยเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงมากและรวดเร็ว จนหลายธุรกิจขยับปรับตัวเข้าหาโลกออนไลน์กันมากขึ้น โดยเฉพาะ E-Commerce ต่างงัดกลยุทธ์พัฒนานวัตกรรมตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อแบบ Real-time เลยทีเดียว ดังนั้นรู้เทรนด์ e-commerce จึงมองข้ามไม่ได้เลย\r\n\r\n8 เทรนด์ E-Commerce ที่จะเกิดขึ้นในปี 2018 ที่ผู้ประกอบการออนไลน์ต้องรู้ ปรับตัว รับมือ\r\n\r\n1. ปรากฏการณ์ Micro-Moments ช่วงเวลาแว้บเดียว ส่งผลต่อยอดขายมหาศาล เมื่อลูกค้าเกิดความรู้สึกอยากซื้ออยากรู้ และต้องการได้รับการตอบสนองในทันทีเมื่อค้นหาบนสมาร์ตโฟน ผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ จึงต้องทำอย่างไรก็ได้ ให้สินค้าตนเองไปอยู่ในจุดจุดนั้นเมื่อลูกค้ากำลังมองหา และพร้อมให้บริการได้โดยทันที\r\n2. VR & AR VR (Virtual Reality) และ AR (Augmented Reality) ด้วยศักยภาพในการ “วาร์ป” การรับรู้ของผู้ใช้เข้าไปยังอีกโลกหนึ่ง โดยได้รับการเรนเดอร์ด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกอย่างสวยงามสมจริง เปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงร้านค้าอีคอมเมิร์ซด้วยความแปลกใหม่ เปรียบเสมือนการทัวร์เสมือนจริง และนำเสนอโดยโมเดล 3 มิติ เพื่อให้ลูกค้าสามารถดูสินค้าได้โดยละเอียดกว่ารูปแบบเดิม ๆ และจะนิยมมากขึ้นในปี 2561 อย่างแน่นอน\r\n3. แอป Messenger และ AI Chatbot ที่มีบทบาทมากขึ้น ต่อไปนี้แอป Messenger และ AI Chatbot จะมีบทบาทในตลาดอีคอมเมิร์ซมากขึ้น ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยยกระดับการบริการลูกค้าและตอบสนองได้แบบทันที โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเฝ้าอยู่ที่หน้าจอ แถมยังสามารถแนะนำสินค้า ส่วนลดต่าง ๆ ได้อีกด้วย ดังนั้นในปี 2561 Chatbot จะมีส่วนร่วมอยู่ในทุก ๆ แอปพลิเคชันของอีคอมเมิร์ซด้วย\r\n4. Personalized Shopping Experience การตลาดที่เลือกได้ ขายของตรงคน สินค้าตรงใจ ปัจจุบันผู้ค้าหลายรายต่างทำ Personalized Shopping กันแล้ว โดยเก็บข้อมูลความสนใจของลูกค้าแต่ละคน รวมถึงพฤติกรรมการค้นหาสินค้าและประวัติการซื้อก่อนหน้านั้น แล้วนำเสนอสินค้าที่เข้ากับความสนใจของลูกค้าเหล่านั้น เมื่อเข้าสู่ปี 2561 เราจะเห็นการทำการตลาดแบบนี้มากขึ้น ทุกแพลตฟอร์มจะสามารถตอบสนองต่อลูกค้าแต่ละคนได้แตกต่างกันออกไป\r\n5. ระบบสั่งงานด้วยเสียง เช่น Apple Siri, Amazon Alexa, Google Assistant นั้นจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ระบบสั่งการด้วยเสียงเพื่อพูดคุยกับผู้ช่วยเหล่านี้ได้มีการนำมาใช้เป็นวิธีเพื่อค้นหาสินค้า หรือเช็กยอดเงิน รวมถึงการโอนเงินชำระสินค้าได้ด้วยเช่นกัน\r\n6. Omni Channel Marketing อนาคตของร้านค้าปลีก เป็นการนำ Cross-Channel มาปรับปรุงโดย Integrate ข้อมูลของช่องทางต่าง ๆ และ Back Office กันอย่างสมบูรณ์ นอกจาก Integrate ข้อมูลแล้ว ทางร้านค้าต้อง Integrate Business Operations เข้าด้วยกันทั้งหมดเพื่อที่จะตอบสนองความพอใจของลูกค้า เช่น ลูกค้าเข้าไปเลือกเสื้อผ้าผ่านอีคอมเมิร์ซ และต้องการไปเอาสินค้าที่สาขา ระบบจะทำการตรวจสอบสต็อกสาขาที่มี และให้ลูกค้าเลือกสาขาที่ใกล้ที่สุด เมื่อลูกค้าเข้าไปถึงร้าน พนักงานจะดึงข้อมูลเสื้อผ้าที่ลูกค้าต้องการพร้อมทั้งวิเคราะห์พฤติกรรมการซื้อสินค้า นำไปสู่การเสนอสินค้าอื่นๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย ทำให้ลูกค้าพึงพอใจและกลับมาซื้อสินค้าใหม่ ความน่าสะพรึงกลัวของ Omni Channel ในยุคใหม่นั้นก็คือ สามารถตรวจจับพฤติกรรมของลูกค้าได้อย่างทะลุทะลวง เราคงมีโอกาสได้เห็น เทคโนโลยีใหม่ ๆ ของ Omni Channel ออกมาอีกมากในปี 2018 อย่างแน่นอน\r\n7. Delivery Trend ส่งเร็วขายรวย แนวโน้มการขยายตัวในปี 2561 คือ การเพิ่มขึ้นของตัวเลือกการจัดส่งที่รวดเร็ว ช่วยให้ผู้ซื้อได้รับสินค้าของพวกเขาในวันถัดไป หรือแม้แต่วันที่ซื้อโดยทันที SMEs รายใดสามารถตอบโจทย์ลูกค้าด้วยการเดลิเวอรี่สินค้า และบริการตามออเดอร์ที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิต!! ธุรกิจย่อมมีแต่ “บวก” เพิ่ม ทั้งรายได้ กำไร และความพึงพอใจของลูกค้า ที่ถึงจะมีเงินก็ซื้อหาที่ไหนไม่ได้\r\n8. Big Data Trend เมื่อมีอุปกรณ์ต่ออินเทอร์เน็ตมากขึ้น ข้อมูลก็จะมากขึ้น แม่นยำขึ้น หลายรูปแบบ และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทุกความเคลื่อนไหวของลูกค้าได้รับการบันทึกและกลายเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ที่เหล่าผู้ประกอบการต่างใช้เพื่อเรียนรู้พฤติกรรม และความคิดของกลุ่มลูกค้าตัวเอง ดังนั้นต่อไปใครที่สามารถนำข้อมูลมหาศาลเหล่านี้มาวิเคราะห์ได้ก็จะได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างแน่นอน\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1519717957.jpg"],
    [1118,840,"ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์","Tue, 2018-02-27 13:46","http://www.stkc.go.th/node/840","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.lesa.biz/astronomy/light/doppler-effect","ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ (Doppler Effect) เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่น เนื่องจากความสัมพัทธ์ระหว่างทิศทางการเคลื่อนที่ของแหล่งกำเนิดกับผู้สังเกตการณ์ ขณะที่แหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่เข้าหา ผู้สังเกตการณ์จะสังเกตเห็นความยาวคลื่นสั้นลง (ความถี่สูงขึ้น) และเมื่อแหล่งกำเนิดคลื่นเคลื่อนที่ออก ผู้สังเกตการณ์จะสังเกตเห็นความยาวคลื่นเพิ่มขึ้น (ความถี่ต่ำลง) ตัวอย่างเช่น เมื่อรถตำรวจเปิดไซเรนวิ่งเข้ามาหาเรา เราจะได้ยินเสียงไซเรนสูงขึ้น และเมื่อรถคันนั้นเคลื่อนที่ผ่านเราออกไป ก็จะได้ยินเสียงไซเรนต่ำลง\r\n\r\nภาพที่ 1 ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nพิจารณาภาพที่ 1  เมื่อวัตถุเคลื่อนที่จากตำแหน่งที่ 1 ไปยังตำแหน่งที่ 4 ผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ด้านซ้ายมือจะมองเห็นวัตถุจะมีความยาวคลื่นสั้นลง ส่วนผู้สังเกตที่อยู่ด้านขวามือจะมองเห็นวัตถุมีความยาวคลื่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ดอปเลอร์จะมีผลเฉพาะเมื่อวัตถุเคลื่อนที่เข้าและออกจากผู้สังเกตการณ์ในแนวสายตาเท่านั้น หากวัตถุเคลื่อนที่ในแนวตั้งฉากกับแนวสายตาของผู้สังเกตการณ์ ก็จะไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น  \r\n\r\n        เราเรียกปรากฏการณ์ที่วัตถุเคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกตการณ์แล้วความยาวคลื่นสั้นลงว่า การเลื่อนทางน้ำเงิน  (Blueshift) และเรียกปรากฏการณ์ที่วัตถุเคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกตการณ์แล้วความยาวคลื่นจะมากขึ้นว่า การเลื่อนทางแดง (Redshift)   คริสเตียน ด็อปเปลอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวออสเตรีย ได้ค้นพบหลักการนี้ในปี ค.ศ.1842 และเขียนเป็นสมการว่า\r\n\r\n\r\n Δλ /λo = v/c \r\n\r\nโดยที่ Δλ = ความยาวคลื่นที่เปลี่ยนแปลง \r\n       λo = ความยาวคลื่นขณะที่วัตถุหยุดอยู่กับที่ \r\n            v = ความเร็วที่วัตถุเคลื่อนที่ในแนวสายตา (Radial velocity) \r\n            c = ความเร็วแสง 300,000 กิโลเมตร/วินาที \r\n\r\n\r\n\r\nตัวอย่างที่ 1: ปกติเส้น H-alpha เกิดขึ้นที่ความยาวคลื่น 656.255 nm  แต่เส้น H-alpha ในสเปกตรัมของดาวเวกา อยู่ที่ความยาวคลื่น 658.255 nm  แสดงเกิดปรากฏการณ์เลื่อนทางแดงหรือเลื่อนทางน้ำเงิน ดาวเวกาเคลื่อนที่ในแนวสายตาด้วยความเร็วเท่าไร \r\n\r\n        Δλ = λ - λo = 656.255 - 656.285 = -0.030 nm \r\n        v = c (Δλ / λo) = 300,000 km/s (-0.03 nm / 656.286 nm) = -13.7 km/s         \r\nผลลัพท์ที่ได้เป็นค่าลบ แสดงว่า ดาวเวกากำลังเคลื่อนที่เข้าหาโลกโดยมีความเร็วเรเดียน 13.7 km/s\r\n\r\n\r\nนักดาราศาสตร์ใช้ปรากฏการณ์ดอปเลอร์ ศึกษาวัตถุในห้วงอวกาศได้หลายประการ ได้แก่\r\n\r\n\r\n\tระบบดาวคู่ (Binary system): มีดาวฤกษ์โคจรรอบกันและกัน โดยมีจุดศูนย์กลางมวลร่วม (Center of mass) ในภาพที่ 2 แสดงดาว A มีเส้นดูดกลืนคู่บาง ดาว B มีเส้นดูดกลืนคู่หนา เมื่อดาวโคจรในทิศที่เข้าหาโลก เส้นดูดกลืนจะเลื่อนทางน้ำเงิน (ไปทางซ้ายมือ) เมื่อดาวโคจรในทิศที่ออกจากโลก เส้นดูดกลืนจะเลื่อนทางแดง (ไปทางขวามือ) แต่ขณะที่ดาวเคลื่อนที่ในแนวตั้งฉากกับแนวสายตาจากโลก เส้นดูดกลืนก็จะไม่มีเคลื่อนที่\r\n\t\r\n\tภาพที่ 2 การเลื่อนทางน้ำเงินและการเลื่อนทางแดงของดาวคู่\r\n\t\r\n\t\r\n\t \r\n\t\r\n\tการหมุนรอบตัวของดาวเคราะห์:สเปกตรัมที่ได้จากดาวเคราะห์ในซีกที่หมุนเข้าหาโลกเกิดการเลื่อนทางน้ำเงิน  ส่วนสเปกตรัมที่ได้จากซีกที่หมุนออกจากโลกเกิดการเลื่อนทางแดง\r\n\t\r\n\t\r\n\tการค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ: (Exoplanet)  ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ มีความสว่างน้อยมากจนมองไม่สามารถมองเห็นจากโลก  อย่างไรก็ตามอิทธิพลของแรงโน้มถ่วงทำให้ดาวทั้งสองโคจรรอบกันและกันโดยมีจุดศูนย์กลางมวลร่วม ซึ่งทำให้ดาวฤกษ์มีอาการส่ายไปมา (wobble) ดังที่แสดงในภาพที่ 3 ซึ่งนักดาราศาสตร์สังเกตได้โดยการวิเคราะห์สเปกตรัม\r\n\t\r\n\tภาพที่ 3 การค้นหาดาวเคราะห์ระบบสุริยะอื่น\r\n\t\r\n\t\r\n\t \r\n\t\r\n\t\r\n\tการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ในทางช้างเผือก: นักดาราศาสตร์ศึกษาทิศทางการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ ในแขนกังหันของกาแล็กซีทางช้างเผือก โดยพิจารณาการเลื่อนทางแดงหรือการเลื่อนทางน้ำเงินของดาวแต่ละดวง\r\n\t\r\n\t\r\n\tการเคลื่อนที่ของกาแล็กซี: นักดาราศาสตร์ศึกษาการเคลื่อนที่ของกาแล็กซี โดยการวิเคราะห์สเปกตรัมของกาแล็กซี และพบว่า กาแล็กซีแอนโดรเมดากำลังเคลื่อนที่เข้าหากาแล็กซีทางช้างเผือก\r\n\t\r\n\t\r\n\tการขยายตัวของเอกภพ กระจุกกาแล็กซีกำลังเคลื่อนที่ห่างจากโลกในทุกทิศทาง  กระจุกกาแล็กซียิ่งอยู่ห่างไกล ยิ่งมีค่าการเลื่อนแดงที่สูง เป็นหลักฐานยืนยันว่า เอกภพกำลังขยายตัว ภาพที่ 4 แสดงให้เห็น การเลื่อนทางแดงบนสเปกตรัมของกระจุกกาแล็กซีแห่งหนึ่ง  เส้นไฮโดรเจนอัลฟา (H) ซึ่งปกติอยู่ที่ความยาวคลื่น 653 nm ในช่วงแสงที่ตามองเห็น กลับเลื่อนไปอยู่ที่ความยาวคลื่น 760 นาโนเมตร ซึ่งอยู่ในช่วงรังสีอินฟราเรด\r\n\t\r\n\tภาพที่ 4 การเลื่อนทางแดงของสเปกตรัมของกาแล็กซี\r\n\t\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1519713985.gif"],
    [1119,838,"สเปกตรัม","Tue, 2018-02-27 09:39","http://www.stkc.go.th/node/838","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.lesa.biz/astronomy/light/spectrum","นักดาราศาสตร์ทำการศึกษาวัตถุท้องฟ้า โดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่วัตถุแผ่รังสีออกมา  การวิเคราะห์สเปกตรัมทำให้เราทราบถึง คุณสมบัติทางกายภาพซึ่งได้แก่ อุณหภูมิ พลังงาน องค์ประกอบทางเคมี รวมทั้งความเร็วและทิศทางการเคลื่อนที่ อย่างไรก็ตามในการศึกษาสเปกตรัม สิ่งแรกที่เราจะต้องทำความรู้จักคือ นิยามของวัตถุดำ \r\n\r\n        วัตถุดำ (Blackbody) ไม่ได้หมายถึงวัตถุสีดำ แต่เป็นวัตถุในอุดมคติ (Ideal) ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูดกลืนรังสีทุกชนิด มันจึงไม่สามารถสะท้อนแสงได้ อย่างไรก็ตามวัตถุดำจะแผ่รังสีออกจากตัวของมันเอง เมื่อรังสีถูกหักเหด้วยแท่งแก้วปริซึมหรือแผ่นเกรตติ้ง ก็จะให้แถบสเปกตรัมต่อเนื่อง วัตถุที่มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกับวัตถุดำได้แก่ โลหะไส้หลอดสูญญากาศ เป็นต้น\r\n\r\n        ในปี ค.ศ.​1672 เซอร์ไอแซค นิวตัน ได้ทำการทดลองโดยใช้แท่งแก้วปริซึมหักเหแสงอาทิตย์ ให้แยกออกเป็นแถบแสงสีรุ้ง ซึ่งเรียกว่า \"สเปกตรัม\"  ต่อมาในปี ค.ศ.1814 โจเซฟ ฟอน ฟรังโฮเฟอร์ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้ทำการทดลองซ้ำโดยใช้แผ่นเกรตติ้งแทนแท่งแก้วปริซึมหักเหแสงอาทิตย์ เขาพบเส้นมืดปรากฏบนแถบสเปกตรัมมากกว่า 600 เส้น ดังภาพที่ 1 (ในปัจจุบันตรวจพบมากกว่า 30,000 เส้น) นักเคมีในยุคต่อมาเรียกเส้นมืดเหล่านี้ว่า เส้นดูดกลืน (Absorption lines) ธาตุแต่ละชนิดทำให้เกิดเส้นดูดกลืนที่แตกต่างกัน\r\n\r\nภาพที่ 1 สเปกตรัมของแสงอาทิตย์\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n ปี ค.ศ.1859 โรเบิร์ต บุนเซน และ กุสตาฟ เคิร์ชฮอฟ นักเคมีชาวเยอรมันได้ทำการทดลองเผาแก๊สร้อน แล้วพบว่า แสงจากแก๊สร้อนทำให้เกิดเส้นสว่างบนแถบสเปกตรัม  สเปกตรัมของแก๊สแต่ละชนิดมีจำนวนและตำแหน่งของเส้นสว่างแตกต่างกัน เราเรียกเส้นสว่างนี้ว่า “เส้นแผ่รังสี” (Emission lines) ในเวลาต่อมา เคิร์ชฮอฟ ได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่าง เส้นดูดกลืนและเส้นแผ่รังสี ตามกฎของเคิร์ชฮอฟ (Kirchhoff’s laws) ดังนี้ \r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\r\n\t\tการแผ่รังสีของวัตถุดำ ทำให้เกิดสเปกตรัมต่อเนื่อง (Continuous spectrum) \r\n\t\tการแผ่รังสีของแก๊สร้อน ทำให้เกิดสเปกตรัมแผ่รังสี (Emission spectrum) ปรากฏเป็นเส้นสีสว่างบนแถบมืด \r\n\t\tแก๊สเย็นขวางกั้นการแผ่รังสีจากวัตถุดำ ทำให้เกิดสเปกตรัมดูดกลืน (Absorption spectrum) ปรากฏเป็นเส้นมืดบนแถบสีรุ้ง ดังภาพที่ 2\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\tภาพที่ 2 กฎการแผ่รังสีของเคิร์ชชอฟ\r\n\t\t\r\n\t\t \r\n\t\tสเปกตรัมที่เกิดขึ้นจากการแผ่รังสีของสสารแต่ละชนิดมีลักษณะเฉพาะตัว ดังตัวอย่างในภาพที่ 3  เส้นสเปกตรัมที่เกิดขึ้นจากธาตุแต่ละชนิดจะแตกต่างไม่ซ้ำก้นเลย ทำนองเดียวกับเส้นลายมือของมนุษย์ ถ้าเราทราบข้อมูลสเปกตรัมของวัตถุต้นกำเนิด เราก็จะสามารถวิเคราะห์ได้ว่า วัตถุนั้นมีองค์ประกอบเป็นธาตุอะไร \r\n\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\tวัตถุที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับวัตถุดำ เช่น โลหะไส้หลอดไฟฟ้า แผ่รังสีทำให้เกิดสเปกตรัมต่อเนื่อง\r\n\t\t\t\tกลุ่มแก๊ส เช่น หลอดฟลูโอเรสเซนส์ เนบิวลา โคมาของดาวหาง แผ่รังสีทำให้เกิดสเปกตรัมแผ่รังสี\r\n\t\t\t\tวัตถุที่มีแก๊สหรือบรรยากาศห่อหุ้ม เช่น ดวงอาทิตย์ ดาวฤกษ์ แผ่รังสีทำให้เกิดให้สเปกตรัมดูดกลืน\r\n\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\r\n\t\t\t\tภาพที่ 3 ตัวอย่างสเปกตรัม\r\n\t\t\t\t\r\n\t\t\t\tในการศึกษาองค์ประกอบของดาวฤกษ์ด้วยการวิเคราะห์สเปกตรัม นักดาราศาสตร์แบ่งสเปกตรัมของดาวฤกษ์ออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ ดาวประเภท O, B, A, F, G, K, M โดยมีคำพูดให้ท่องจำได้ง่ายว่า Oh Be A Fine Girl Kiss Me (เป็นเด็กดีก็จูบฉัน) ดังตัวอย่างในภาพที่ 4 ดาว O เป็นดาวเกิดใหม่มีอุณหภูมิสูงถึง 35,000 K ดวงอาทิตย์เป็นดาว G มีอายุปานกลางมีอุณหภูมิสูง 5,800 K   ส่วนดาว M เป็นดาวใกล้สิ้นอายุขัยมีอุณหภูมิต่ำเพียง 3,500 K (ภาพที่ 4) เราจะเห็นได้ว่า สเปกตรัมของดาวฤกษ์แต่ละประเภทจะมีเส้นดูดกลืนสีดำ ซึ่งแสดงถึงองค์ประกอบในบรรยากาศที่ห่อหุ้มดาวต่างๆ กัน เส้นดูดกลืนของสเปกตรัม O เกิดจากการดูดกลืนของอะตอมไฮโดรเจนและฮีเลียม ส่วนเส้นดูดกลืนของดาว K เกิดจากการดูดกลืนของธาตุหนักหลายชนิด นอกจากนั้นยังพบเส้นดูดกลืนของโมเลกุลอยู่เป็นจำนวนมาก เนื่องจากอุณหภูมิต่ำพอที่อะตอมสามารถจับตัวกันเป็นโมเลกุล เช่น ไททาเนียมออกไซด์ (TiO) เป็นต้น \r\n\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\r\n\t\t\t\tภาพที่ 4 สเปกตรัมของดาวฤกษ์ทั้งเจ็ดประเภท\r\n\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\r\n\t\t\t\tอุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษาสเปกตรัมเรียกว่า สเปกโตรมิเตอร์ (Spectrometer) ทำงานโดยใช้เลนส์ของกล้องโทรทรรศน์ (Primary lens) รวมแสงของวัตถุให้ตกผ่านช่องแคบๆ (Slit) เพื่อบังคับให้เป็นแถบแสงผ่านเข้าสู่แผ่นเกรตติ้ง (Diffraction grating) ซึ่งเป็นพื้นผิวที่มีลักษณะเป็นร่องสามเหลี่ยมคล้ายสันของปริซึมจำนวนมากเรียงขนานกันเป็นแถว เพื่อหักเหแสงให้เกิดสเปกตรัม แล้วทำการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องวัด (Detector) หรืออุปกรณ์บันทึกภาพ CCD\r\n\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\r\n\t\t\t\t\r\n\t\t\t\tภาพที่ 5 ผังการทำงานของสเปกโตรมิเตอร์ \r\n\t\t\t\t \r\n\t\t\t\r\n\t\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\t\r\n\t\r\n\t\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1519699180.jpg"],
    [1120,837,"อนุภาคแสง","Tue, 2018-02-27 09:09","http://www.stkc.go.th/node/837","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.lesa.biz/astronomy/light/photon","แสง แสดงความประพฤติเป็นทั้ง “คลื่น” และ “อนุภาค” เมื่อเรากล่าวถึงแสงในสมบัติความเป็นคลื่น เราเรียกว่า “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” (Electromagnetic waves)  เมื่อเรากล่าวถึงแสงในสมบัติของอนุภาค เราเรียกอนุภาคของแสงว่า “โฟตอน” (Photon) ซึ่งเป็นอนุภาคที่ไม่มีมวล เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ 300,000,000 เมตร/วินาที โดยไม่ต้องมีสื่อหรือตัวกลาง  \r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\nกฎของสเตฟาน–โบลทซ์มานน์ (Stefan-Boltzmann’s Law)\r\n\r\n \r\n\r\n           ในปี ค.ศ.1884 โจเซฟ สเตฟาน (Jožef Stefan) และ ลุดวิก โบลทซ์มานน์ (Ludwig Boltzmann) นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย ค้นพบว่า ความเข้มของพลังงาน (Energy Flux) แปรผันตามค่ายกกำลังสี่ของอุณหภูมิ มีหน่วยเป็น จูล / ตารางเมตร วินาที หรือ วัตต์ / ตารางเมตร\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nF    =    σ T4\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n          F = ความเข้มของพลังงาน มีหน่วยเป็นวัตต์/ตารางเมตร (Wm2) \r\n\r\n\r\n\r\n          σ = 5.67 x 10-8 วัตต์/ตารางเมตร K-4 (Wm-2 K-4) \r\n\r\n\r\n\r\n          T  = อุณหภูมิของวัตถุ มีหน่วยเป็นเคลวิน (K)\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n          ถ้าเราทราบ ความยาวคลื่นเข้มสุดที่ดาวแผ่รังสีออกมา เราก็จะทราบอุณหภูมิพื้นผิวของดาว (ตามกฎของวีน)  และเมื่อเราทราบอุณหภูมิพื้นผิวของดาว เราก็สามารถใช้กฎของสเตฟาน-โบลทซ์มานน์ คำนวณว่า พลังงานที่ดาวแผ่ออกมานั้นมีความเข้มเท่าไร ดังตัวอย่างที่ 1\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\nตัวอย่างที่ 1: พื้นผิวของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิเฉลี่ย 5,800 K มีความเข้มของพลังงานเท่าไร \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n    F = σ T4 \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n       = (5.67 x 10-8 วัตต์ / ตารางเมตร K4) (5800 K)4 \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n       = (5.67 x 10-8 วัตต์ / ตารางเมตร) (1.13 x 1015) \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n       = 64,164,532 วัตต์ / ตารางเมตร\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nกฏระยะทางผกผันกำลังสอง (Inverse square law)\r\n\r\n \r\n\r\n          ในการแผ่รังสี คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะแผ่ออกจากจุดกำเนิดทุกทิศทุกทาง เปรียบเสมือนทรงกลมที่มีจุดกำเนิดเป็นจุดศูนย์กลาง โดยเมื่อพลังงานแพร่ออกไป ความเข้มของพลังงานจะลดลงไปเท่ากับ หน่วยของระยะทางยกกำลังสอง ดังแสดงในภาพที่ 1\r\n\r\nภาพที่ 1 ความเข้มแสงแปรผกผันยกกับระยะทางยกกำลังสอง\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\nF1 / F2 = (D2 / D1)2\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n          F1  = ความเข้มของพลังงาน ณ ระยะทางที่ 1 \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n          F2  = ความเข้มของพลังงาน ณ ระยะทางที่ 2 \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n          D1 = ระยะทางจากจุดกำเนิดถึงระยะทางที่ 1 \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n          D2 = ระยะทางจากจุดกำเนิด ถึงระยะทางที่ 2\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\nตัวอย่างที่ 2: ดวงอาทิตย์มีรัศมี 694 ล้านเมตร พลังงานที่พื้นผิวของดวงอาทิตย์มีความเข้ม 64 ล้านวัตต์/ตารางเมตร โลกอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ 149.6 ล้านกิโลเมตร อยากทราบว่า พลังงานจากดวงอาทิตย์ที่ตกกระทบบรรยากาศชั้นบนของโลก จะมีความเข้มเท่าไร \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n    F1  = ความเข้มของพลังงาน ณ บรรยากาศโลกชั้นบน \r\n\r\n\r\n\r\n    F2 = ความเข้มของพลังงาน ณ ผิวดวงอาทิตย์     = 64,000,000 วัตต์/ตารางเมตร\r\n\r\n\r\n\r\n    D1 = รัศมีของวงโคจรโลกรอบดวงอาทิตย์          = 149.6 x 109 เมตร \r\n\r\n\r\n\r\n    D2 = รัศมีของดวงอาทิตย์                              = 694,000,000 เมตร \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n    F1 / F2 = (D2 / D1)2\r\n\r\n\r\n\r\n    F1  = (64 x 106 วัตต์/ตารางเมตร) (694 x 106 เมตร / 149.6 x 109 เมตร)2 \r\n\r\n\r\n\r\n         = 1,370 วัตต์/ตารางเมตร\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nกฏของแพลงก์ (Plank's law)\r\n\r\n \r\n\r\n        ในปี ค.ศ.1900  แม็ก แพลงก์ (Max Plank) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันค้นพบว่า พลังงานของโฟตอนแปรผันตามความถี่ แต่แปรผกผันกับความยาวคลื่น โฟตอนของคลื่นสั้นมีพลังงานมากกว่าโฟตอนของคลื่นยาว ตามสูตร \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nE = hf\r\n\r\n\r\n\r\nE = hc/λ\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n          พลังงานของโฟตอน    = h x ความถี่ \r\n\r\n                                        = h x ความเร็วแสง / ความยาวคลื่น\r\n\r\n \r\n\r\n        ความถี่ (f) = จำนวนคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านจุดที่กำหนด ในระยะเวลา 1 วินาที มีหน่วยเป็นเฮิรทซ์ (Hz)         \r\n\r\n        ความยาวคลื่น (λ) = ระยะห่างระหว่างยอดคลื่น มีหน่วยเป็นเมตร (m) \r\n\r\n        ค่าคงที่ของแพลงก์ (h)   = 6.6 x 10-34 จูล วินาที (J.s)\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nตัวอย่างที่ 3: โฟตอนของแสงสีม่วงมีความยาวคลื่น 400 นาโนเมตร, โฟตอนของแสงสีแดงมีความยาวคลื่น 700 นาโนเมตร โฟตอนทั้งสองมีพลังงานแตกต่างกันอย่างไร \r\n\r\n\r\nEviolet = hc / = [6.6 x 10-34 J.s] [3 x 108 m s-1M / 400 x 10-9 nm \r\n\r\n\r\n          = 4.95 x 10-19 จูล \r\n\r\n\r\n\r\nEred   = hc /   = [6.6 x 10-34 J.s] [3 x 108 m s-1] / 700 x 10-9 nm \r\n\r\n\r\n\r\n          = 2.83 x 10-19 จูล \r\n\r\n\r\n\r\nโฟตอนของแสงสีม่วง มีพลังงานสูงกว่า โฟตอนของแสงสีแดง 1.75 เท่า\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nอุปกรณ์นับโฟตอน\r\n        คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าแสงเป็นคลื่นพลังงาน แต่ไม่คุ้นเคยกับหลักการว่า แสงมีสมบัติเป็นอนุภาค  อย่างไรก็ตามเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของเราที่ทำงานโดยใช้หลักการของแสงมีสมบัติเป็นอนุภาคก็คือ เซนเซอร์ CMOS หรือ CCD ซึ่งเป็นอุปกรณ์รับแสงที่ติดตั้งอยู่ในกล้องถ่ายรูปดิจิตอล  เซ็นเซอร์ประกอบด้วยแผงวงจรซึ่งติดตั้งเซลล์รับแสงขนาดเล็กๆ นับล้านเซลล์ซึ่งเรียงต่อกันเป็นตารางของพิกเซล ยกตัวอย่างเช่น กล้องถ่ายรูปขนาดความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีเซลล์รับแสงจำนวน 4,000 x 3,000 พิกเซล เป็นต้น พิกเซลเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นถังรับโฟตอน เช่นเดียวกับถังรับน้ำฝน วงจรอิเล็กทรอนิกส์จะทำหน้าที่จำนวนโฟตอนในแต่ละพิกเซล แล้วนำมาค่าที่ได้จากทุกพิกเซลมาเรียงต่อกันเป็นตารางภาพสี่เหลี่ยมผืนผ้า ดังภาพที่ 2   อุปกรณ์ CCD ซึ่งใช้ติดตั้งอยู่บนกล้องโทรทรรศน์ ดาวเทียม และยานอวกาศ เพื่อใช้ถ่ายภาพโลกและวัตถุท้องฟ้าก็ใช้หลักการเช่นเดียวกันนี้\r\n\r\nภาพที่ 2 ส่วนประกอบของ CCD\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1519697378.jpg"],
    [1121,836,"การแผ่รังสี","Tue, 2018-02-27 09:05","http://www.stkc.go.th/node/836","การแผ่รังสี","http://www.lesa.biz/astronomy/light/wien-law"," เป็นที่ทราบกันดีว่า เรามองเห็นวัตถุเนื่องจากวัตถุได้รับรังสีแล้วสะท้อนเข้าดวงตาของเรา ทว่าความจริงแล้วทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้แผ่รังสีออกมาในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีทั้งคลื่นที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้หรือมองไม่เห็น ทั้งนี้ความยาวของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่รังสีออกมาขึ้นอยู่กับระดับอุณหภูมิของวัตถุต้นกำเนิด ยกตัวอย่างเช่น หากเราวางแท่งโลหะไว้ในห้องที่มืดสนิท เราก็จะมองไม่เห็นมัน แต่ถ้าเราเปิดหน้าต่างให้แสงภายนอกส่องมากระทบมันแล้วสะท้อนเข้าตาเรา เราก็จะมองเห็นมัน การเห็นด้วยวิธีนี้ไม่ใช่การแผ่รังสีแต่เป็นการสะท้อนแสง แต่เมื่อเราเอาแท่งโลหะมาเผาไฟด้วยแก๊สร้อน ก็จะเห็นว่าโลหะค่อยๆ เปล่งแสงสีแดงออกมา และเปลี่ยนเป็นสีส้ม สีเหลือง สีฟ้า และสีน้ำม่วง เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นตามลำดับ\r\n\r\nภาพที่ 1 ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิและการแผ่รังสีของแก๊ส\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 แสดงกราฟความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิและการแผ่รังสีของแท่งโลหะดังนี้ \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\r\n\t\tเมื่อแท่งโลหะมีอุณหภูมิ 3,000 K จะแผ่รังสีเข้มสุด ที่ความยาวคลื่น 1,000 nm ซึ่งอยู่ในย่านรังสีอินฟราเรด ซึ่งสายตามนุษย์มองไม่เห็น แต่เรามองเห็นแท่งโลหะเปล่งแสงสีแดงความยาวคลื่น 700 nm เนื่องจากเป็นความยาวคลื่นที่ต่ำที่สุด ที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้\r\n\t\tเมื่อแท่งโลหะมีอุณหภูมิ 5,000 K จะแผ่รังสีเข้มสุด ที่ความยาวคลื่น 580 nm เราจึงมองเห็นแท่งโลหะเปล่งแสงสีเหลือง\r\n\t\tเมื่อแท่งโลหะมีอุณหภูมิ 12,000 K จะแผ่รังสีเข้มสุด ที่ความยาวคลื่น 290 nm ซึ่งอยู่ในย่านรังสีอัลตราไวโอเล็ต ซึ่งสายตามนุษย์มองไม่เห็น แต่เรามองเห็นแท่งโลหะเปล่งแสงสีน้ำเงินความยาวคลื่น 400nm เนื่องจากเป็นความยาวคลื่นที่ต่ำที่สุด ที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ \r\n\t\r\n\t\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n        หมายเหตุ: ในการมองดูดาวฤกษ์บนท้องฟ้าก็เช่นเดียวกัน ดาวฤกษ์ทั้งหลายบนท้องฟ้าแผ่รังสีต่างชนิดขึ้นอยู่กับอุณหภูมิพื้นผิว เรามองเห็นดาวฤกษ์เป็นสีต่างๆ ในช่วงแสงที่ตามองเห็น อย่างไรก็ตามเรามองไม่เห็นดาวสีม่วง เนื่องจากสีม่วงกลมกลืนกับอวกาศสีดำ  เรามองดาวไม่เห็นดาวสีเขียว เนื่องจากแสงสีเขียวอยู่กึ่งกลางสเปกตรัมพอดี เรามองเห็นดาวสีเขียวเป็นดาวสีขาวแทน เพราะว่าแสงทุกสีรวมกันเป็นแสงสีขาว \r\n\r\n \r\n\r\n \r\n\r\nกฎของวีน (Wien's law)\r\n\r\n \r\n\r\n        การอธิบายในเชิงฟิสิกส์ อุณหภูมิหมายถึงระดับพลังงานภายในอะตอม สสารทุกชนิดในจักรวาลมีอุณหภูมิสูงกว่า 0 เคลวิน (-273°C) เนื่องจากอะตอมมีพลังงาน อะตอมประกอบด้วยอิเล็กตรอนหมุนรอบนิวเคลียส สภาวะที่อุณหภูมิ 0 เคลวิน เป็นสภาวะไร้พลังงานและทุกอย่างหยุดนิ่ง ซึ่งเป็นสภาวะที่ยังไม่มีการค้นพบ  ในปี ค.ศ.1893 วิลเฮล์ม วีน (Wilhelm Wien) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ค้นพบว่า อุณหภูมิของสสารแปรผกผันกับการแผ่คลื่นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ตามสูตร \r\n\r\n \r\n\r\n             λmax = 0.0029 / T \r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n        โดยที่ λmax  หมายถึง ความยาวคลื่นเข้มสุดของการแผ่รังสี มีหน่วยเป็นเมตร (m) \r\n\r\n                   T      หมายถึง อุณหภูมิของวัตถุ มีหน่วยเป็นเคลวิน (K)\r\n\r\n\r\n \r\n \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nตัวอย่างที่ 1: ดวงอาทิตย์แผ่รังสีที่มีความยาวคลื่นเข้มสุด 500 นาโนเมตร อยากทราบว่า ดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยเท่าไร \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n          λmax  = 0.0029 / T \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n           T       = 0.0029 / λmax\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n                    = 0.0029 / (500 x 10-9 m) \r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n                    = 5,800 K\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\nตัวอย่างที่ 2: โลกแผ่รังสีอินฟราเรดขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งความยาวคลื่นเข้มสุด 10,069 นาโนเมตร อยากทราบว่า โลกมีอุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ยเท่าไร \r\n\r\n\r\n\r\n          λmax  = 0.0029 / T \r\n\r\n\r\n\r\n           T       = 0.0029 / λmax\r\n\r\n\r\n\r\n                    = 0.0029 / (10 x 10-6 m) \r\n\r\n\r\n\r\n                    = 288 K หรือ 15\r\n\r\n°\r\nC\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 กราฟแสดงรังสีจากดวงอาทิตย์และโลก\r\n\r\n \r\n\r\nตัวอย่างที่ 3: ร่างกายมนุษย์มีอุณหภูมิ 37\r\n\r\n°\r\nC หรือ 410 K  อยากทราบว่า ร่างกายมนุษย์แผ่รังสีในช่วงคลื่นอะไร \r\n\r\n\r\n\r\n          λmax  = 0.0029 / T \r\n\r\n\r\n\r\n                    = 0.0029 / 410  \r\n\r\n\r\n\r\n                    = 7.07 x 10-6 m หรือประมาณ​ 7 ไมโครเมตร ซึ่งอยู่ในย่านรังสีอินฟราเรด \r\n\r\nภาพที่ 3 ภาพสีเทียม (False color) แสดงรังสีอินฟราเรดซึ่งแผ่ออกมาจากร่างกาย\r\n\r\n \r\n เราสามารถสรุปกฎของวีน (Wein's law) ได้ว่า วัตถุอุณหภูมิสูงแผ่รังสีคลื่นสั้น วัตถุอุณหภูมิต่ำแผ่รังสีคลื่นยาว  รังสีที่มีความยาวคลื่นน้อยกว่าแสงที่ตามองเห็น เรียกว่า คลื่นสั้น เป็นอันตรายต่อมนุษย์  รังสีที่มีความยาวคลื่นมากกว่าแสงที่ตามองเห็นเรียกว่า คลื่นยาว ไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ อย่างไรก็ตามไม่ว่ารังสีจะมีความยาวคลื่นเท่าไร หากมีความเข้มสูงก็จะทำให้วัตถุที่ดูดกลืนรังสีนั้นๆ มีอุณหภูมิสูงขึ้นได้ เช่น รังสีอินฟราเรดทำให้โลกร้อน  เตาไมโครเวฟสามารถทำให้น้ำเดือด \r\n\r\n \r\n\r\n        ตัวอย่างแหล่งกำเนิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทั้งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติและเกิดขึ้นโดยฝีมือของมนุษย์ ได้แก่ \r\n\r\n\r\n\r\n\t\r\n\t\r\n\t\tรังสีแกมมา เกิดขึ้นจากการระเบิดของดาวมวลมากซึ่งเรียกว่า ซูเปอร์โนวา  หรือระเบิดปรมาณูที่มนุษย์สร้างขึ้น \r\n\t\tรังสีเอ็กซ์ เกิดขึ้นจากการยุบตัวของดาวมวลมาก เช่น หลุมดำ  หรือ รังสีที่ใช้ในวงการแพทย์ \r\n\t\tรังสีอัลตราไวโอเล็ต เกิดขึ้นจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ \r\n\t\tแสงที่ตามองเห็น เช่น แสงแดด หลอดไฟฟ้า \r\n\t\tรังสีอินฟราเรด เกิดขึ้นจากการแผ่รังสีของโลก แก๊สเรือนกระจก แก๊สในอวกาศ และสิ่งมีชีวิต \r\n\t\tคลื่นไมโครเวฟและคลื่นวิทยุ เกิดขึ้นจากธรรมชาติ และมนุษย์สร้างขึ้นเพื่อการสื่อสารโทรคมนาคม \r\n\t\r\n\t\r\n\r\n        หมายเหตุ: รังสีคอสมิค (Cosmic rays) ไม่ใช่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า แต่เป็นอนุภาคขนาดเล็กที่มีอยู่ทั่วไปในอวกาศ ซึ่งสามารถเดินทางทะลุผ่านโลกและร่างกายสิ่งมีชีวิต\r\n\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1519697127.jpg"],
    [1122,835,"คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า","Tue, 2018-02-27 08:58","http://www.stkc.go.th/node/835","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.lesa.biz/astronomy/light/em-waves","แสง คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic waves เรียกย่อๆ ว่า EM) ซึ่งประกอบด้วย สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าเคลื่อนที่ทำมุมตั้งฉากกัน  ระยะทางระหว่างยอดคลื่นหนึ่งถึงยอดคลื่นถัดไปเรียกว่า ความยาวคลื่น (Wavelength) ดังภาพที่ 1\r\n\r\nภาพที่ 1 คุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n แสงที่ตามองเห็น (Visible light) เป็นส่วนหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในช่วงคลื่น 400 – 700 นาโนเมตร (1 nm = 10-9 m หรือ 1/พันล้านเมตร) หากนำแท่งแก้วปริซึมมาหักเหแสงอาทิตย์ เราจะเห็นว่าแสงสีขาวถูกหักเหออกเป็นสีม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง คล้ายกับสีของรุ้งกินน้ำ เรียกว่า “สเปกตรัม” (Spectrum) แสงแต่ละสีมีความยาวคลื่นแตกต่างกัน สีม่วงมีความยาวคลื่นสั้นที่สุด (400 nm) สีแดงมีความยาวคลื่นมากที่สุด นอกจากแสงที่ตามองเห็นแล้วยังมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดอื่นๆ เรียงตามขนาดความยาวคลื่นจากน้อยไปมาก ดังภาพที่ 2 ได้แก่\r\n\r\n        • รังสีแกมมา (Gamma ray) ความยาวคลื่นน้อยกว่า 0.01 nm \r\n        • รังสีเอ็กซ์ (X-ray) มีความยาวคลื่น 0.01 - 1 nm  \r\n        • รังสีอุลตราไวโอเล็ต (Ultraviolet radiation) มีความยาวคลื่น 1 - 400 nm  \r\n        • แสงที่ตามองเห็น (Visible light) มีความยาวคลื่น 400 – 700 nm \r\n        • รังสีอินฟราเรด (Infrared radiation) มีความยาวคลื่น 700 nm – 1 mm \r\n        • คลื่นไมโครเวฟ (Microwave) มีความยาวคลื่น 1 mm – 10 cm  \r\n        • คลื่นวิทยุ (Radio wave) ความยาวคลื่นมากกว่า 10 cm\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประเภทต่างๆ\r\n\r\n\r\n\r\nเราสามารถนำความยาวของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่างๆ มาเปรียบเทียบกับขนาดของสรรพสิ่งบนโลก จะได้ดังภาพที่ 3  คลื่นแสงที่ตามมนุษย์มองเห็นมีขนาดความยาวคลื่นเท่าโปรโตซัว  คลื่นที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่กว่านี้ไม่อาจมองเห็นด้วยตาได้ แต่อาจรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส เช่น ถ้ารังสีอินฟราเรดทำให้เกิดความอบอุ่น รังสีอัลตราไวโอเล็ตทำให้ผิวหนังไหม้\r\n\r\nนอกจากนักวิทยาศาสตร์จะแบ่งประเภทของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยใช้ความยาวคลื่นเป็นตัวกำหนดแล้ว แต่บางครั้งในวงการวิทยุโทรคมนาคม เรานิยมใช้ความถี่ของคลื่นเป็นตัวกำหนด เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทุกประเภทเดินทางโดยไม่ต้องใช้ตัวกลางด้วยความเร็วคงที่  300,000,000 เมตร/วินาที  เราสามารถคำนวณหาค่าความถี่ได้โดยใช้สูตร\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n λ = c / f \r\n\r\n        ความยาวคลื่น = ความเร็วแสง / ความถี่ \r\n\r\n        ความยาวคลื่น (λ) = ระยะห่างระหว่างยอดคลื่น มีหน่วยเป็นเมตร (m) \r\n\r\n        ความถี่ (f) = จำนวนคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านจุดที่กำหนด ในระยะเวลา 1 วินาที มีหน่วยเป็นเฮิรทซ์ (Hz) \r\n\r\n        ความเร็วแสง (c) = 300,000,000 เมตร/วินาที (m/s)\r\n\r\n \r\n\r\n ตัวอย่าง: คลื่นวิทยุมีความยาวคลื่น 10,000 เมตร มีความถี่ = 300,000,000/10,000 Hz = 30,000 Hz \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1519696726.png"],
    [1123,825,"การทดลองโทรศัพท์กระป๋อง","Thu, 2018-02-22 09:57","http://www.stkc.go.th/node/825","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","http://p-dit.com/2014/01/07/3820/","จากต้นกำเนิดโทรศัพท์ที่นำเสนอไป วันนี้จะพาน้องๆ ไปทำการทดลอง \"โทรศัพท์กระป๋อง\" ที่ใช้หลักการและแนวคิดเดียวกันกับการประดิษฐ์โทรศัพท์ในสมัยก่อน ก่อนอื่นเราไปดูอุปกรณ์กันเลยครับ\r\n　\r\n1. กระป๋องเปล่า 2 ใบ\r\n2. เชือก\r\n3. ตะปู และ ฆ้อน\r\n　\r\nวิธีทำการทดลอง\r\n1. เจาะรูที่ก้นกระป๋องด้วยฆ้อน และตะปู ทั้ง 2 ใบ\r\n2. สอดเชือกผ่านรูที่เจาะ และเชื่อมทั้ง 2 กระป๋องเข้าด้วยกัน \r\n3. ผูกปมเชือกที่ปลายทั้ง 2 ข้าง เพื่อกันเชือกหลุดจากกระป๋อง\r\n4. ให้คนทั้ง 2 คน ถือกระป๋องโดยดึงเชือกให้ตึง\r\n5. สลับกันพูด - ฟัง\r\n　\r\nเท่านี้ก็จะได้ของเล่นสนุกๆ แถมยังได้ความรู้อีกด้วย เหตุผลที่เราได้ยินเสียงของอีกฝ่ายผ่านเข้ามาในกระป๋องได้ เป็นเพราะว่าคลื่นเสียงสามารถเดินทางผ่านตัวกลางที่เป็นเชือก ได้นั่นเองครับ และแนวคิดนี้เองก็ได้ต่อยอดและพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ออกมาเป็นโทรศัพท์ไร้สายแบบที่เราเห็นกันทุกวันนี่แหละครับ\r\n　\r\n#STKC #การทดลอง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1519268272.jpg"],
    [1124,806,"อาหารบำรุง-ทำลายสมอง ลดเสี่ยงสมองเสื่อม","Wed, 2018-02-14 15:02","http://www.stkc.go.th/node/806","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/health/9769/","หลายคนอาจคิดถึงแค่ว่า อาหารมื้อนี้จะทำให้อ้วนหรือไม่ พลังงานมากเกินไปหรือเปล่า ย่อยยากไหม ถ่ายยากไหม เสาะท้องหรือไม่ แต่จริงๆ แล้วอาหารในแต่ละคำที่เราทานเข้าไป ไม่ได้ส่งผลแค่กับร่างกายของเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลไปถึงสมองของเราด้วย\r\n\r\nจริงๆ แล้วสมองของเรานับว่าเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานค่อนข้างหนัก อาจจะหนักที่สุดในบรรดาอวัยวะอื่นๆ ของร่างกายเลยด้วยซ้ำ เพราะสมองใช้พลังงานไปกว่า 20% ของพลังงานทั้งหมดที่เราใช้ไปในแต่ละวัน แถมเซลล์ของสมองก็ไม่สามารถผลิตขึ้นมาทดแทนได้ ไม่เหมือนกับเซลล์ในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ที่มีการทดแทนกันตลอด เซลล์สมองของเราจะยังคงอยู่เหมือนเดิมตั้งแต่เกิดยันแก่ ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับการทะนุถนอม ดูแลรักษาสุขภาพสมองของเราให้ดี พอๆ กับที่เราดูแลสุขภาพร่างกายกันด้วย\r\n\r\n\r\n\r\nอาหารบำรุงสมอง\r\n\r\n1.ไขมันไม่อิ่มตัว อย่างที่รู้ๆ กันว่าการทานปลาทะเลจะช่วยบำรุงสมอง เพราะปลาทะเลมีไขมันไม่อิ่มตัวอย่าง โอเมก้า-3 ที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของสมองนั่นเอง ทั้งปลาแซลมอน ปลาทูน่า แอนโชวี่ ซาดีน หากไม่ชอบทานปลาก็ยังเลือกทานเมล็ดแฟล็กซ์ และเมล็ดเจียได้\r\n\r\n2.กลูโคส กลูโคสเป็นแหล่งพลังงานชั้นเยี่ยมของสมอง ดังนั้นหากสมองขาดกลูโคสไป การทำงานของสมองก็จะแย่ลงไปด้วย แต่หากใครที่กังวลว่า กลูโคสก็คือน้ำตาล ทานมากๆ จะอ้วนหรือเป็นเบาหวานหรือเปล่า เรายังมีอาหารที่มีกลูโคส พร้อมกากใยอาหารที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ให้ได้เลือกทานกันอยู่ ได้แก่ บีทรูท กีวี่ โฮลเกรน มันเทศ หัวหอม และต้นหอม แต่ถ้าใครไม่ถนัดสายผักเหล่านี้ ยังมีน้ำผึ้งสด น้ำเชื่อมเมเปิล และน้ำตาลมะพร้าวให้เลือกทานแทนได้\r\n\r\n3.วิตามิน และเกลือแร่ นับว่าเป็นเรื่องดีที่วิตามิน และเกลือแร่ช่วยบำรุงทั้งร่างกาย และสมองในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะวิตามินที่ให้ผลเหมือนสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี ซีลีเนียม (ทำงานร่วมกับวิตามินอี ในการช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ หาได้จากข้าวกล้อง หัวหอม กระเทียม เห็ด บรอคโคลี มะเขือเทศ) เหล็ก ทองแดง และซิงค์ สามารถทานผัก และผลไม้นานาชนิดได้ตามใจชอบ เช่น เบอร์รี่ ส้ม เกรฟฟรุต แอปเปิ้ล แม้ผลไม้เหล่านี้จะมีรสหวาน แต่ก็มีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ สำหรับผักเน้นไปที่ผักใบเขียวและผักตระกูลกะหล่ำ เช่น บรอคโคลี กะหล่ำปลี คะน้า ปวยเล้ง หัวหอม แครอต มะเขือเทศ เป็นต้น\r\n\r\n4.น้ำมันมะกอบบริสุทธิ์ น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์แบบเอ๊กซ์ตร้าเวอร์จิ้น (Extra virgin) เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยบำรุงสมองได้มากกว่าที่คุณคิด เพราะเต็มไปด้วยสารอาหารดีๆ ที่บำรุงสมองทั้งนั้น ทั้งโอเมก้า-3 วิตามินอี ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อม จากการศึกษาในอเมริกาพบว่าคนชราที่บริโภควิตามินอีมากกว่า 16 มิลลิกรัมต่อวัน (น้อยกว่าครึ่งช้อนชาเสียอีก) จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อมได้มากถึง 67% เลยทีเดียว นอกจากนี้หากอยากลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อมมากขึ้น ควรทานวิตามินอีควบคู่ไปกับวิตามินซีด้วย เพราะวิตามินทั้งสองชนิดนี้จะช่วยปกป้องสมองจากการถูกทำลาย จากสารพิษต่างๆ และช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระอีกด้วย\r\n\r\n \r\n\r\nอาหารทำลายสมอง\r\n​​​​​​​อาหารทำลายสมองมีมากมาย และคิดว่าหลายคนก็คงจะทราบดีว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายโดยรวม ทั้งฟาสฟู้ด อาหารทอด เนื้อแดง ขนมเบเกอรี่ต่างๆ อาหารกระป๋อง อาหารที่มีไขมันอิ่มตัว และไขมันทรานส์สูง เช่น เค้ก เนยเทียม มาการีน พิซซ่าแช่แข็ง คุกกี้ ขนมขบเคี้ยวต่างๆ เนื้อสัตว์ที่ผ่านการแปรรูป เช่น ไส้กรอก โบโลน่า แฮม เบคอน โดยมีรายงานวิจัยว่าคนชราที่ทานไขมันทรานส์เพียง 2 กรัมต่อวัน มีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่าคนที่ทานไขมันทรานส์น้อยกว่า 2 กรัมต่อวันถึง 2 เท่าอีกด้วย\r\n\r\nพันธุกรรมไม่ใช่ทุกสิ่ง\r\nหากจะโทษว่าสมองไม่ดีเป็นเพราะพันธุกรรมจากพ่อแม่ปู่ยาตายายให้มาไม่ดีตั้งแต่แรกนั้น จะบอกว่าไม่ใช่ความจริง 100% เสมอไป เพราะทั้งระบบความคิดที่เกิดจากการฝึกฝนการทำงานของสมอง อารมณ์ และระบบความทรงจำแล้ว ยังรวมไปถึงการเลือกทานอาหารที่ช่วยบำรุงสมอง ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อมได้อีกด้วย หลายคนอาจคิดว่าโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ถ่ายทอดมาทางพันธุกรรมได้ ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีโอกาสเป็นเช่นนั้นได้ แต่หากเรามีบริหารสมอง และบำรุงสมองจากอาหาร และการดำเนินชีวิตที่ดีแล้ว เราก็สามารถหลีกเลี่ยงการเป็นโรคสมองเสื่อมได้ไม่ยากแน่นอน\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518595335.jpg"],
    [1125,805,"แรงโคริออลิส","Wed, 2018-02-14 14:53","http://www.stkc.go.th/node/805","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/coriolis","ลมหรือกระแสอากาศในแนวราบ เกิดขึ้นจากอากาศเย็นในหย่อมความกดอากาศสูง (H) เคลื่อนที่มาแทนที่อากาศร้อนในหย่อมความกดอากาศต่ำ (L)  แต่หากเราพิจารณาเครื่องหมายลูกศร ซึ่งแสดงถึงทิศทางของลมในแผนที่อากาศในภาพที่ 1 จะเห็นว่า กระแสลมเคลื่อนที่เป็นเส้นโค้ง ที่เป็นเช่นนี้มีสาเหตุเนื่องมาจากแรงโคริออริส\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 แผนที่อากาศ\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nแรงโคริออริส (Coriolis) เป็นแรงเสมือนซึ่งเกิดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเอง ภาพที่ 2 ด้านบนแสดงให้เห็นว่า หากโลกไม่หมุนรอบตัวเอง การยิงจรวดจากขั้วโลกเหนือไปยังเป้าหมายซึ่งอยู่บนตำแหน่งที่เส้นศูนย์สูตรตัดกับเส้นแวงที่ 90° จะได้วิถีของจรวดเป็นเส้นตรง โดยสมมุติให้จรวดใช้เวลาเดินทางจากจุดปล่อยไปยังเป้าหมายใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง \r\n\r\n  ภาพที่ 1 ด้านล่างอธิบายถึงการเกิดแรงโคริออริสเนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบใช้เวลา 24 ชั่วโมง เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมง นับตั้งแต่จรวดถูกปล่อยออกจากจุดปล่อยไปยังเป้าหมาย การหมุนของโลกทำให้วิถีของจรวดเป็นเส้นโค้ง และเคลื่อนไปตกบนเส้นแวงที่ 105° เนื่องจากหนึ่งชั่วโมงโลกหมุนไปได้ 15° (105° - 90° = 15°)\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 แรงโคริออริส\r\n\r\n\r\nแรงโคริออริสไม่มีอิทธิพลต่อกระแสลมที่บริเวณเส้นศูนย์สูตร แต่จะมีอิทธิพลมากขึ้นในละติจูดสูงเข้าใกล้ขั้วโลก แรงโคริออริสทำให้ลมในซีกโลกเหนือเบี่ยงเบนไปทางขวา และทำให้ลมในซีกโลกใต้เบี่ยงเบนไปทางซ้าย ภาพที่ 3 แสดงให้เห็นว่า ในบริเวณซีกโลกเหนือ แรงโคริออริสทำให้มวลอากาศรอบหย่อมความกดอากาศต่ำ (L)หรือ “ไซโคลน” (Cyclone) หมุนตัวทวนเข็มนาฬิกาเข้าสู่ศูนย์กลาง และมวลอากาศรอบหย่อมความกดอากาศสูง (H) หรือ “แอนติไซโคลน” (Anticyclone) หมุนตัวตามเข็มนาฬิกาออกจากศูนย์กลาง ในบริเวณซีกโลกใต้ “ไซโคลน” จะหมุนตัวตามเข็มนาฬิกา และ “แอนติไซโคลน” จะหมุนตัวทวนเข็มนาฬิกา ตรงกันข้ามกับซีกโลกเหนือ\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3 ไซโคลน และ แอนติไซโคลน ในซีกโลกเหนือ\r\n\r\n\r\nเมื่อเราเปรียบเทียบแผนที่อากาศกับภาพถ่ายดาวเทียม จะเห็นว่า บริเวณหย่อมความกดอากาศต่ำ (L) ซึ่งมีเส้นไอโซบาร์อยู่ชิดติดกันในแผนที่อากาศ จะเป็นพายุหมุนซึ่งเต็มไปด้วยเมฆสีขาวในภาพถ่ายดาวเทียม เมฆเหล่านี้เกิดจากอากาศยกตัวแล้วควบแน่นเป็นหยดน้ำจึงปรากฎตัวให้เห็น  ส่วนบริเวณที่เป็นหย่อมความกดอากาศสูง (H)ในแผนที่อากาศ จะเป็นท้องฟ้าใสไร้เมฆในภาพถ่ายดาวเทียม  ภาพที่ 4 เป็นพายุไต้ฝุ่นฝาแฝด (Twin Typhoon)  ซึ่งเกิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำ (L)​ สองหย่อมในบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ เกิดขึ้นจากน้ำในมหาสมุทรได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์แล้วระเหยเป็นไอน้ำ ลอยยกตัวขึ้นแล้วควบแน่นกลายเป็นเมฆ แรงโคริโอลิสทำให้กระแสอากาศภายในก้อนเมฆบิดตัวในทิศทวนเข็มนาฬิกากลายเป็นพายุหมุน\r\n\r\n\r\nภาพที่ 4 พายุไต้ฝุ่นฝาแฝด\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518594782.jpg"],
    [1126,803,"การหมุนเวียนของบรรยากาศ","Wed, 2018-02-14 14:44","http://www.stkc.go.th/node/803","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม","http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/air-circulation","โลกมีสัณฐานเป็นทรงกลม โคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ ใช้เวลา 1 ปี หากโลกไม่หมุนรอบตัวเอง บริเวณเส้นศูนย์สูตรของโลกจะเป็นแถบความกดอากาศต่ำ (L) มีอุณหภูมิสูง เนื่องจากแสงอาทิตย์ตกกระทบเป็นมุมฉาก   ส่วนบริเวณขั้วโลกทั้งสองจะเป็นแถบความกดอากาศสูง (H) มีอุณหภูมิต่ำ เนื่องจากแสงอาทิตย์ตกกระทบเป็นมุมลาดขนานกับพื้น อากาศร้อนบริเวณศูนย์สูตรยกตัวขึ้นทำให้อากาศเย็นบริเวณขั้วโลกเคลื่อนตัวเข้าแทนที่ การหมุนเวียนของบรรยากาศบนซีกโลกทั้งสองเรียกว่า “แฮดเลย์เซลล์” (Hadley cell) ดังรูปที่ 1\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 การหมุนเวียนของบรรยากาศ หากโลกไม่หมุนรอบตัวเอง\r\n\r\n\r\nทว่าความเป็นจริง โลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ ใช้เวลา 24 ชั่วโมง เซลล์การหมุนเวียนของบรรยากาศ จึงแบ่งออกเป็น 3 เซลล์ ได้แก่ แฮดเลย์เซลล์ (Hadley cell), เฟอร์เรลเซลล์ (Ferrel cell) และ โพลาร์เซลล์ (Polar cell) ในแต่ละซีกโลก ดังภาพที่ 2\r\n\r\nภาพที่ 2 การหมุนเวียนของบรรยากาศ เนื่องจากโลกหมุนรอบตัวเอง\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\nแถบความกดอากาศต่ำบริเวณเส้นศูนย์สูตร (Equator low) เป็นเขตที่ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์มากที่สุด กระแสลมค่อนข้างสงบ เนื่องจากอากาศร้อนชื้นยกตัวขึ้น ควบแน่นเป็นเมฆคิวมูลัสขนาดใหญ่ และมีการคายความร้อนแฝงจำนวนมาก ทำให้เป็นเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง อากาศชั้นบนซึ่งสูญเสียไอน้ำไปแล้วจะเคลื่อนตัวไปทางขั้วโลก\r\n \r\n\r\n        แถบความกดอากาศสูงกึ่งศูนย์สูตร (Subtropical high) ที่บริเวณละติจูดที่ 30° เป็นเขตแห้งแล้งเนื่องจากเป็นบริเวณที่อากาศแห้งจากแฮดลีย์เซลล์และเฟอร์เรลเซลล์ ปะทะกันแล้วจมตัวลง ทำให้พื้นดินแห้งแล้งเป็นเขตทะเลทราย และพื้นน้ำมีกระแสลมอ่อนมาก เราเรียกเส้นละติจูดที่ 30° ว่า “เส้นรุ้งม้า” (horse latitudes) เนื่องจากเป็นบริเวณที่กระแสลมสงบ (จนเรือใบยุคโบราณไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ ลูกเรือต้องโยนข้าวของสินค้า รวมทั้งม้าที่บรรทุกมาทิ้งทะเลเพื่อที่จะให้เรือแล่นได้) อากาศเหนือผิวพื้นบริเวณเส้นรุ้งม้าเคลื่อนตัวไปยังแถบความกดอากาศต่ำบริเวณเส้นศูนย์สูตร ทำให้เกิด “ลมค้า” (Trade winds) แรงโคริออริสซึ่งเกิดจากการหมุนรอบตัวของโลกเข้ามาเสริม ทำให้ลมค้าทางซีกโลกเหนือเคลื่อนที่มาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และลมค้าทางซีกโลกใต้เคลื่อนที่มาจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ ลมค้าทั้งสองปะทะชนกันและยกตัวขึ้นบริเวณเส้นศูนย์สูตร แถบความกดอากาศต่ำนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า “แนวปะทะอากาศยกตัวเขตร้อน” หรือ “ITCZ” ย่อมาจาก Intertropical Convergence Zone \r\n \r\n\r\n        แถบความกดอากาศต่ำกึ่งขั้วโลก (Subpolar low) ที่บริเวณละติจูดที่ 60° เป็นเขตอากาศยกตัว เนื่องจากอากาศแถบความกดอากาศสูงกึ่งศูนย์สูตร (H) เคลื่อนตัวไปทางขั้วโลก ถูกแรงโคริออริสเบี่ยงเบนให้เกิดลมพัดมาจากทิศตะวันตก เรียกว่า “ลมเวสเทอลีส์” (Westerlies) ปะทะกับ “ลมโพลาร์อีสเทอลีส์” (Polar easteries) ซึ่งพัดมาจากทิศตะวันออก โดยถูกแรงโคริออริสเบี่ยงเบนมาจากขั้วโลก มวลอากาศจากลมทั้งสองมีอุณหภูมิแตกต่างกันมาก ทำให้เกิด ”แนวปะทะอากาศขั้วโลก” (Polar front) มีพายุฝนฟ้าคะนอง อากาศชั้นบนซึ่งสูญเสียไอน้ำไปแล้วจะเคลื่อนตัวไปยังจมตัวลงที่เส้นรุ้งม้าและบริเวณขั้วโลก ทำให้เกิดภูมิอากาศแห้งแล้ง\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518594246.jpg"],
    [1127,802,"ความดันไอน้ำ","Wed, 2018-02-14 14:33","http://www.stkc.go.th/node/802","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/vapor-pressure","ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนสถานะของน้ำคือ อุณหภูมิ และความดัน ปัจจัยทั้งสองเกี่ยวพันใกล้ชิดจนเปรียบเสมือนด้านหัวและก้อยของเหรียญเดียวกัน ขึ้นอยู่ว่าเราจะมองด้านไหน การมองว่า “อุณหภูมิ” คือระดับของพลังงาน จะช่วยให้ทำความเข้าใจเรื่องปริมาณไอน้ำในอากาศได้ง่ายขึ้น ระดับพลังงาน ณ อุณหภูมิห้อง (10°C – 40°C)  ทำให้โมเลกุลของน้ำสั่น น้ำจึงมีสถานะเป็นของเหลว หากพลังงานเพิ่มขึ้นโมเลกุลของน้ำก็จะสั่นมากขึ้น จนถึงระดับหนึ่งก็จะหลุดลอยเป็นอิสระและเปลี่ยนสถานะเป็นแก๊ส ซึ่งเรียกว่า “ไอน้ำ”  ในทางกลับกันหากพลังงานลดต่ำลง โมเลกุลของน้ำจะเกาะตัวกันแน่นขึ้นจนกลายเป็นผลึกและมีสถานะเป็นของแข็ง เราจึงสรุปได้ว่า “วันที่มีอุณหภูมิสูงมีไอน้ำในอากาศมาก วันที่มีอุณหภูมิต่ำมีไอน้ำในอากาศน้อย” หรืออาจกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า “ฤดูร้อนย่อมมีไอน้ำในอากาศมากกว่าฤดูหนาว” “บริเวณร้อนชื้นแถบศูนย์สูตรย่อมมีไอน้ำในบรรยากาศมากกว่าบริเวณเขตหนาวขั้วโลก”  ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ณ อุณหภูมิหนึ่งๆ จะมีปริมาณไอน้ำในอากาศ เป็นจำนวนที่ชี้เฉพาะขึ้นอยู่กับระดับของพลังงาน (อุณหภูมิ)      เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะมีแนวโน้มว่า มีไอน้ำในบรรยากาศมากขึ้น และหากอุณหภูมิลดต่ำลงจะมีแนวโน้มว่า ไอน้ำจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวหรือของแข็ง\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 โมเลกุลน้ำในภาชนะ\r\n\r\n\r\n \r\n\r\n\r\nหากมีกล้องวิเศษที่สามารถมองถังน้ำในภาพที่ 1 ด้วยกำลังขยายหนึ่งพันล้านเท่า เราจะมองเห็นโมเลกุลของน้ำเบียดเสียดวิ่งไปวิ่งมา โดยที่โมเลกุลแต่ละโมเลกุลเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแตกต่างกัน ช้าบ้าง เร็วบ้าง ซึ่งค่าเฉลี่ยของความเร็วในการเคลื่อนที่ของโมเลกุลก็คือ อุณหภูมิของน้ำ (พลังงานจลน์)   ถ้าโมเลกุลที่อยู่บริเวณผิวน้ำมีความเร็วมากพอ ก็จะเคลื่อนที่หลุดออกไปสู่อากาศ โมเลกุลเหล่านี้จะเปลี่ยนสถานะจากน้ำเป็นไอน้ำ ซึ่งก็คือ “การระเหย” นั่นเอง \r\n \r\n\r\n\r\n\r\n        เมื่อเราปิดฝาถังและดันเข้าไปดังเช่นรูปขวามือของภาพที่ 1  น้ำที่เคยระเหยเป็นไอน้ำ จะถูกควบแน่นกลับเป็นของเหลวอีกครั้งหนึ่ง หากจำนวนโมเลกุลของน้ำที่ระเหยกลายเป็นไอน้ำ จะเท่ากับจำนวนโมเลกุลของไอน้ำที่ควบแน่นกลับเป็นน้ำพอดี เราเรียกว่า “อากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำ”  ในทางกลับกันหากดึงฝาเปิดออก ไอน้ำในอากาศซึ่งเคยอยู่ในถังจะหนีออกมา ทำให้จำนวนโมเลกุลของไอน้ำที่เหลืออยู่ข้างในน้อยลง อากาศจึงไม่เกิดการอิ่มตัว ปัจจัยในธรรมชาติที่ทำให้อากาศไม่เกิดการอิ่มตัวคือ กระแสลม เมื่ออากาศเสียดสีกับพื้นน้ำ โมเลกุลของอากาศจะส่งถ่ายพลังงานไปยังโมเลกุลของน้ำ  เมื่อมีกระแสลมแรงพลังงานที่ส่งถ่ายมากขึ้น จนทำให้โมเลกุลของน้ำสั่นหลุดเป็นอิสระ เปลี่ยนสถานะกลายเป็นแก๊ส \r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 โมเลกุลของแก๊สต่างๆ ในกลุ่มอากาศ\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nอากาศมีแรงดันทุกทิศทุกทาง ความดันเกิดจากการพุ่งชนกันของโมเลกุลของแก๊ส ถ้าสมมติให้กลุ่มอากาศ (Air parcel) ในภาพที่ 2 มีความกดอากาศ 1,000 mb (มิลลิบาร์)  มีองค์ประกอบเป็นแก๊สไนโตรเจน 78% แก๊ส ออกซิเจน 21% และไอน้ำประมาณ 1%  ด้วยสัดส่วนนี้แก๊สไนโตรเจนทำให้เกิดแรงดัน 780 mb  แก๊สไนโตรเจนทำให้เกิดแรงดัน 210 mb  และไอน้ำทำให้เกิดแรงดัน 10 mb  จะเห็นได้ว่า ความดันไอน้ำ (Vapor pressure) มีค่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความดันของแก๊สทั้งหมด  อย่างไรก็ตามหากเราเพิ่มความดันให้กับกลุ่มอากาศ โดยการเพิ่มปริมาณอากาศในลักษณะเดียวกับการเป่าลูกโป่ง ทำให้จำนวนโมเลกุลของไอน้ำอากาศมากขึ้น ความดันไอน้ำมากขึ้นย่อมทำให้อุณหภูมิสูงตามขึ้นไปตามกฎของแก๊ส \r\n\r\n(อุณหภูมิของแก๊สแปรผันตามความดัน แต่แปรผกผันกับปริมาตร)​ เราจึงสรุปได้ว่า อุณหภูมิของอากาศแปรผันตามความดันไอน้ำหรือปริมาณของไอน้ำในอากาศ  ดังนั้นอากาศชื้นย่อมมีอุณหภูมิสูงกว่าอากาศแห้ง\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518593616.jpg"],
    [1128,800,"อุณหภูมิและความร้อน","Wed, 2018-02-14 14:28","http://www.stkc.go.th/node/800","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/temperature","อุณหภูมิ (Temperature) คือค่าตัวเลขที่มีความสัมพันธ์กับระดับพลังงานจลน์ภายในอะตอมในระบบองศาสัมบูรณ์ (Absolute Temperature) ระดับพลังงานที่อุณหภูมิิ 0 เคลวิน (-273 °C) อะตอมไม่มีพลังงานอยู่เลย ดังนั้นอนุภาคทุกอย่างภายในอะตอมหยุดนิ่ง แม้กระทั่งอิเล็กตรอนก็ไม่โคจรรอบนิวเคลียส แต่เมื่ออะตอมได้รับพลังงานจนมีระดับอุณหภูมิสูงขึ้น อิเล็กตรอนก็จะเคลื่อนที่รอบนิวเคลียสและยกระดับชั้นวงโคจรสูงขึ้น ถ้าหากอะตอมได้รับพลังงานจนมีระดับอุณหภูมิสูงขึ้นไปอีก อิเล็กตรอนอาจจะยกตัวหลุดจากวงโคจรกลายเป็นประจุ (Ion) อย่างไรก็ตามพื้นผิวโลกและชั้นบรรยากาศที่เราอยู่อาศัยมีอุณหภูมิประมาณ 139 - 331 เคลวิน (-89°C ถึง 58 °C) ที่ระดับพลังงานขนาดนี้ อะตอมจะไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยวแต่จะเกาะตัวกันเป็นโมเลกุล การเคลื่อนที่ของโมเลกุลทำให้เกิดรูปแบบของพลังงานจลน์ซึ่งเรียกว่า “ความร้อน” (Heat)\r\n\r\nพลังงานความร้อน (Heat energy) เป็นการวัดพลังงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนที่ของโมเลกุลทั้งหมดของสสาร แตกต่างจากอุณหภูมิซึ่งเป็นการวัดค่าเฉลี่ยของพลังงานจลน์ซึ่งเกิดขึ้นจากโมเลกุลแต่ละตัว ดังนั้นเมื่อเราใส่พลังงานความร้อนให้กับสสาร โมเลกุลของมันจะสั่นสะเทือนหรือเคลื่อนที่เร็วขึ้นทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น แต่เมื่อเราลดพลังงานความร้อน โมเลกุลของสสารจะสั่นสะเทือนหรือเคลื่อนที่ช้าลงทำให้อุณหภูมิลดต่ำลง หากเราต้มน้ำใส่ถ้วย 1 ถ้วย และหม้อ 1 ใบ ในเตาอบเดียวกัน แล้วทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น น้ำในภาชนะทั้งสองต่างมีอุณหภูมิเท่ากัน แต่น้ำในถ้วยมีพลังงานความร้อนน้อยกว่าน้ำในหม้อ เนื่องจากปริมาณความร้อนขึ้นอยู่กับมวลทั้งหมดของสสาร แต่อุณหภูมิเป็นเพียงค่าเฉลี่ยของพลังงานในแต่ละโมเลกุล\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 เปรียบเทียบสเกลอุณหภูมิทั้ง 3 ระบบ\r\n\r\n \r\n\r\n ในปัจจุบันสเกลอุณหภูมิที่นิยมใช้มี 3 ระบบ ดังนี้ \r\n\r\n\r\n\tองศาฟาเรนไฮต์​\r\n\t        ปี ค.ศ.1714 กาเบรียล ฟาเรนไฮต์ (Gabrial Fahrenheit) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ประดิษฐ์เทอร์มอมิเตอร์ซึ่งบรรจุปรอทไว้ในหลอดแก้ว เขาพยายามทำให้ปรอทลดต่ำสุด (0°F) โดยใช้น้ำแข็งและเกลือผสมน้ำ เขาพิจารณาจุดหลอมละลายของน้ำแข็งเท่ากับ 32°F และจุดเดือดของน้ำเท่ากับ 212°F  ปัจจุบันสเกลฟาเรนไฮต์เป็นที่นิยมแต่ในประเทศสหรัฐอเมริกา \r\n\t \r\n\tองศาเซลเซียส \r\n\t        ปี ค.ศ.1742 แอนเดอส์ เซลเซียส (Anders Celsius) นักดาราศาสตร์ชาวสวีเดน ได้ออกแบบสเกลเทอร์มอมิเตอร์ให้อ่านได้ง่ายขึ้น โดยมีจุดหลอมละลายของน้ำแข็งเท่ากับ 0°C และจุดเดือดของน้ำเท่ากับ100°C   สเกลเซลเซียสจึงได้รับความนิยมใช้กันทั่วโลก อย่างไรก็ตามทั้งสเกลฟาเรนไฮต์และเซลเซียสอ้างอิงอยู่กับจุดเยือกแข็งและจุดเดือดของน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน  \r\n\t \r\n\tองศาสัมบูรณ์ \r\n\t        ในคริสศตวรรษที่ 19 ลอร์ด เคลวิน (Lord Kelvin) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างความร้อนและอุณหภูมิว่า ณ อุณหภูมิ -273°C อะตอมไม่มีพลังงาน และไม่มีอุณหภูมิใดต่ำไปกว่านี้ เขาจึงกำหนดให้ 0 K = -273°C (ไม่ต้องใช้เครื่องหมาย ° กำกับหน้าอักษร K)  เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ศึกษาความสัมพันธ์และการถ่ายเทพลังงานของสสาร ดังนั้นในวงการวิทยาศาสตร์จึงนิยมใช้สเกลองศาสัมบูรณ์ มากกว่าองศาฟาเรนไฮต์และองศาเซลเซียส \r\n\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518593295.gif"],
    [1129,799,"เก็บยาในตู้เย็น อันตรายหรือไม่?","Wed, 2018-02-14 14:10","http://www.stkc.go.th/node/799","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://www.sanook.com/health/5357/","เก็บยาไว้ในตู้เย็น เป็นเรื่องจริงที่อาจจะกล่าวได้ว่า อากาศร้อนอบอ้าวอาจทำให้ยาเสื่อมสภาพเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการเก็บยาในตู้เย็นจะช่วยยืดอายุของยาให้ใช้ได้นานขึ้น เพราะนอกจากการเก็บยาในที่อากาศเย็นมากเกินไป จะทำให้ตัวยาเสื่อมสภาพได้เหมือนกันแล้ว ยังทำให้ยาเกิดสารพิษเพิ่มขึ้นมาได้อีกด้วย เพราะในตู้เย็นก็มีความชื้นอยู่สูงเช่นกัน แล้วเจ้าความชื้นนี่แหละที่ทำให้ยาเสื่อมสภาพ ยกตัวอย่างเช่น ยาแอสไพริน เมื่อสัมผัสกับความชื้นในตู้เย็นนานๆ อาจสลายตัวเป็นกรดซาลิไซลิก และกรดอะซิติก ซึ่งจะทำให้ยาไม่มีผลในการต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด รวมทั้งยังทำให้เกิดพิษ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน ชัก และหมดสติได้เมื่อรับในปริมาณสูง\r\n\r\n\r\n\r\n \r\n\r\nการเก็บรักษายาอย่างถูกวิธี\r\n\r\n1. เก็บยาไว้ในที่ๆ อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อง ไม่อับชื้นจนเกินไป และไม่มีแสงแดดส่องถึง\r\n\r\n2. จัดเก็บยาแต่ละประเภทไว้รวมกัน อาจจะแบ่งตามประเภทของยา ว่าเป็นยาน้ำ หรือยาเม็ด ยาทาใช้ภายนอก หรือยาใช้ภายใน หรืออาจจะแบ่งตามกลุ่มยารักษาอาการประเภทเดียวกัน กัน รวมยาแก้ปวดหัว รวมยาแก้ปวดท้อง รวมยาทำแผล เป็นต้น\r\n\r\n3. เมื่อได้ยามา ควรมองหาวันหมดอายุ หรือหากไม่ทราบ ควรเขียนแปะไว้ที่ผลิตภัณฑ์ว่าได้ยามาตั้งแต่วันไหน แล้วหาข้อมูลว่ายาชนิดนั้นสามารถเก็บไว้ได้นานเท่าไร (ส่วนใหญ่หากพบแค่วันผลิต จะนับเอาจากวันผลิตอีก 3 ปีถึงจะเป็นหมดอายุ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของยาด้วย)\r\n\r\n4. เรียงลำดับการใช้ยา จากตัวยาที่ใกล้จะหมดอายุก่อนเสมอ\r\n\r\n5. ในตู้ยา หรือกล่องยา ควรเขียนแปะบอกชนิดของยาเอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อความสะดวกในการหยิบใช้\r\n\r\n6. ยาที่บรรจุเป็นแผง ไม่ควรตัดออกมาเป็นเม็ดๆ หรือแกะออกมาจากแผง ควรเก็บทั้งแผง เพื่อเก็บวันหมดอายุเอาไว้ที่แผงด้วย\r\n\r\n7. หากยายังไม่หมดอายุ แต่สังเกตเห็นความผิดปกติที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น สี รูปร่าง กลิ่น รส เปลี่ยน ไม่ควรเก็บยาตัวนั้นเอาไว้ต่อไป\r\n\r\nอย่างไรก็ตาม ยาแต่ละตัวอาจมีวิธีเก็บรักษาที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นควรมองหาวิธีเก็บรักษายาแต่ละตัวจากฉลากยาข้างผลิตภัณฑ์ หรือยาที่หมอสั่งเป็นชุดๆ ก็ควรทานติดต่อกันจนหมดตามที่แพทย์แนะนำ อย่าหยุดทานจนยาเหลือ แล้วคิดว่าจะเก็บยาไว้ทานเมื่อมีอาการในภายหน้า เพราะนอกจากยาอาจจะมีสิทธิ์เสื่อมสภาพก่อนได้ทานแล้ว ยังทำให้ร่างกายดื้อยา เพราะทานยาไม่ครบตามจำนวนที่ควรทานอีกด้วย\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518592252.jpg"],
    [1130,798,"“อีโคไล” ภัยร้ายที่มากับอาหาร","Wed, 2018-02-14 14:07","http://www.stkc.go.th/node/798","วิทยาศาสตร์การแพทย์","https://www.sanook.com/health/9741/","เชื้ออีโคไล (E. coli)  เป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง  ปกติพบอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารส่วนลำไส้ของคนและสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน และนก ซึ่งเชื้ออีโคไลนี้มีอยู่หลายสายพันธุ์ สายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของคนและสัตว์นั้นมักไม่ก่อให้เกิดโรค สายพันธุ์ที่ก่อโรคในคนได้ มีตั้งแต่ที่ก่อโรคไม่รุนแรง เช่น โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และอาหารเป็นพิษ ไปจนถึงที่ก่อโรครุนแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือด สำหรับสายพันธุ์ของเชื้ออีโคไล กลุ่มอีเฮค (EHEC) หรือเอนเตอโรฮีโมราจิคอีโคไล (Enterohemorrhagic E. coli) ที่พบกำลังแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในแถบยุโรปขณะนี้เป็นกลุ่มที่ก่อโรคในทางเดินอาหารที่สามารถก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงจนถึงเสียชีวิตได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เชื้ออีเฮคเคยระบาดมาแล้วที่ประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา  \r\n\r\nโดยปกติแล้วจะพบเชื้ออีโคไลได้ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป โดยเฉพาะในมูลสัตว์ และส่วนใหญ่แพร่สู่คนได้ทางการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่ พบเชื้อได้ในอาหารที่ได้รับการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น เนื้อหรือผักดิบ ปรุงไม่สุก รวมถึงนมและน้ำที่ไม่ผ่านกรรมวิธีฆ่าเชื้อด้วยความร้อนอย่างเหมาะสม นอกจากนี้การปนเปื้อนของเชื้อโรคจากอุจจาระสู่อาหารและน้ำ อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างการเตรียมและการปรุงอาหารได้เช่นกัน\r\n\r\nลักษณะอาการของผู้ที่ได้รับเชื้อกลุ่มอีเฮคมีความหลากหลาย  ตั้งแต่ท้องร่วงเป็นน้ำที่ไม่รุนแรง หายได้เอง จนทำให้เกิดภาวะลำไส้อักเสบเป็นแผล ถ่ายอุจจาระเหลวปนมูกเลือด ปวดเกร็งท้อง  อาเจียน  อาจมีไข้ร่วมด้วย เนื่องจากเชื้อสามารถทนความเป็นกรดได้สูง จึงทำให้เชื้อผ่านบริเวณกระเพาะอาหารซึ่งเป็นกรดไปก่อโรคในลำไส้ได้  คุณสมบัติในการก่อโรคที่สำคัญของเชื้อกลุ่มอีเฮค คือสามารถสร้างและปล่อยสารพิษ  ชิกา (Shiga toxin) ออกมา สารพิษชิกาจะสามารถเข้าสู่กระแสเลือด  และไปทำลายเม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือด  ทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะซีดและเลือดออกง่าย  รวมถึงทำลายเซลล์ไต ทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันและเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว \r\n\r\n\r\n\r\nยิ่งกว่านั้นยังพบว่าปริมาณเชื้อกลุ่มอีเฮคที่ก่อโรคได้นั้นอยู่ในระดับต่ำมากเพียง 10 - 100 เซลล์เท่านั้น ซึ่งหากเปรียบเทียบกับเชื้อก่อโรคในทางเดินอาหารทั่วไป มักต้องมีเชื้อในปริมาณมากกว่า 1 ล้านเซลล์ สำหรับระยะฟักตัวของเชื้อกลุ่มอีเฮคนี้  เฉลี่ยประมาณ  3 - 4 วัน (อาจแตกต่างกันได้ตั้งแต่ 2 วันถึงหลายสัปดาห์) ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ แพทย์จะให้การรักษาตามอาการ เช่น ให้น้ำเกลือทดแทนการสูญเสียน้ำในร่างกาย  ร่วมกับการให้ยาฆ่าเชื้อหากมีอาการรุนแรง  ผู้ป่วยที่มีอาการท้องร่วงรุนแรง หรือมีอาการปวดเกร็งท้องร่วมกับถ่ายปนมูกเลือด ควรรีบปรึกษาแพทย์ \r\n\r\nแม้ขณะนี้จะยังไม่พบเชื้ออีโคไลกลุ่มอีเฮคระบาดในประเทศไทย และพบก่อโรคในคนไทยได้น้อยมาก แต่ควรระมัดระวังและเตรียมพร้อม การป้องกันที่ดีที่สุด คือ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกถูกสุขลักษณะ เนื่องจากเชื้อจะถูกทำลาย ด้วยความร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส ขึ้นไป และล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ หากสงสัยว่าจะติดเชื้อควรรีบพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง รวมทั้งรักษาสุขอนามัยเรื่องอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ และน้ำดื่ม ตลอดจนความสะอาดของภาชนะที่ใช้ เพื่อลดการติดเชื้อหรือการแพร่กระจายสู่ผู้อื่น\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518592051.jpg"],
    [1131,790,"หยาดน้ำฟ้า","Mon, 2018-02-12 11:30","http://www.stkc.go.th/node/790","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/precipitation","หยาดน้ำฟ้า (Precipitation) เป็นชื่อเรียกรวมของหยดน้ำและน้ำแข็ง ที่เกิดจาการควบแน่นของไอน้ำแล้วตกลงมาสู่พื้น เช่น ฝน ลูกเห็บ หิมะ เป็นต้น หยาดน้ำฟ้าแตกต่างจากจากหยดน้ำหรือละอองน้ำในก้อนเมฆ (Cloud droplets) ตรงที่หยาดน้ำต้องมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากพอที่จะชนะแรงต้านอากาศ และตกสู่พื้นโลกได้โดยไม่ระเหยเป็นไอน้ำเสียก่อน ฉะนั้นกระบวนการเกิดหยาดน้ำฟ้าจึงมีความสลับซับซ้อนมากกว่ากระบวนการควบแน่นที่ทำให้เกิดเมฆ หยาดน้ำฟ้าที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ได้แก่\r\n   - ละอองหมอก (Mist) เป็นหยดน้ำขนาด 0.005 – 0.05 มิลลิเมตร เกิดจากเมฆสตราตัส ทำให้เรารู้สึกชื้นเมื่อเดินผ่าน มักพบบนยอดเขาสูง\r\n   - ฝนละออง (Drizzle) เป็นหยดน้ำขนาดเล็กกว่า 0.5 มิลลิเมตร เกิดจากเมฆสตราตัส พบเห็นบ่อยบนยอดเขาสูง ตกต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายชั่วโมง\r\n   - ฝน (Rain) เป็นหยดน้ำมีขนาดประมาณ 0.5 – 5 มิลลิเมตร ฝนส่วนใหญ่ตกลงมาจากเมฆนิมโบสตราตัส และเมฆคิวมูโลนิมบัส\r\n   - หิมะ (Snow) เป็นผลึกน้ำแข็งขนาดประมาณ 1 – 20 มิลลิเมตร ซึ่งเกิดจากไอน้ำจากน้ำเย็นยิ่งยวด ระเหิดกลับเป็นผลึกน้ำแข็งแล้วตกลงมา (เคยมีหิมะตกที่จังหวัดเชียงราย ในปีที่อากาศหนาวเย็นมาก)\r\n   - ลูกเห็บ (Hail) เป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่กว่า 5 เซนติเมตร เกิดขึ้นจากกระแสในอากาศแนวดิ่งภายในเมฆคิวมูโลนิมบัส พัดให้ผลึกน้ำแข็งสะสมตัวจนมีขนาดใหญ่และตกลงมา\r\nในก้อนเมฆทั่วไป หยดน้ำเล็กๆ มีขนาดเท่ากันและตกลงมาอย่างช้าๆ ด้วยความเร็วเดียวกัน หยดน้ำเหล่านั้นจึงไม่มีโอกาสที่จะชนหรือรวมตัวกันให้มีขนาดใหญ่ขึ้นได้เลย แต่ภายในเมฆก่อตัวในแนวตั้ง เช่น เมฆคิวมูโลนิมบัสจะมีหยดน้ำหลายขนาด หยดน้ำขนาดใหญ่จะตกลงมาด้วยความเร็วที่มากกว่าหยดน้ำขนาดเล็ก จึงชนและรวมตัวกับหยดน้ำขนาดเล็กที่อยู่เบื้องล่าง ทำให้เกิดการสะสมตัวจนมีขนาดใหญ่ขึ้น ดังภาพที่ 1 เราเรียกกระบวนการนี้ว่า “กระบวนการชนและรวมตัวกัน” (Collision – coalescence process)\r\n\r\nภาพที่ 1 การหล่นของหยดน้ำขนาดเท่ากัน (ซ้าย) และขนาดแตกต่างกัน (ขวา)\r\n\r\nนอกจากนั้นกระแสอากาศไหลขึ้น (Updraft) ยังช่วยให้เร่งอัตราการชนและรวมตัวให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อหยดน้ำมีขนาดใหญ่ประมาณ 1 มิลลิเมตร จะมีน้ำหนักมากพอที่จะชนะแรงพยุง และตกลงมาด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก หยดน้ำที่ตกลงมาจากยอดเมฆชนและรวมตัวกับหยดน้ำอื่นๆ ในขาลงกลายเป็น “หยดน้ำฝน” (Rain droplets) ตกลงจากฐานเมฆ โดยมีขนาดประมาณ 2 - 5 มิลลิเมตร ดังภาพที่ 2\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 การเพิ่มขนาดของหยดน้ำในก้อนเมฆ\r\n\r\nในเขตที่มีอากาศหนาวเย็น เช่น ในเขตละติจูดสูงหรือบนเทือกเขาสูง รูปแบบของการเกิดหยาดน้ำฟ้าจะแตกต่างไปจากเขตร้อน หยดน้ำบริสุทธิ์ในก้อนเมฆมิได้แข็งตัวที่อุณหภมิ 0°C หากแต่แข็งตัวที่อุณหภูมิประมาณ -40°C เราเรียกน้ำในสถานะของเหลวที่อุณหภูมิต่ำกว่า 0°C นี้ว่า “น้ำเย็นยิ่งยวด” (Supercooled water) น้ำเย็นยิ่งยวดจะเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งได้ก็ต่อเมื่อกระทบกับวัตถุของแข็งอย่างทันทีทันใด ยกตัวอย่าง เมื่อเครื่องบินเข้าไปในเมฆชั้นสูง ก็จะเกิดน้ำแข็งเกาะที่ชายปีกด้านหน้า การระเหิดกลับเช่นนี้ (Deposition) จำเป็นจะต้องอาศัยแกนซึ่งเรียกว่า “แกนน้ำแข็ง” (Ice nuclei) เพื่อให้ไอน้ำจับตัวเป็นผลึกน้ำแข็ง ในก้อนเมฆมีน้ำครบทั้งสามสถานะ คือ น้ำแข็ง หยดน้ำ และไอน้ำ และมีแรงดันไอน้ำที่แตกต่างกัน  ไอน้ำระเหยจากละอองน้ำโดยรอบ แล้วระเหิดกลับรวมตัวเข้ากับผลึกน้ำแข็งอีกทีหนึ่ง ทำให้ผลึกน้ำแข็งมีขนาดใหญ่ขึ้น ดังภาพที่ 3  เราเรียกกระบวนการนี้ว่า “กระบวนการเบอร์เจอรอน” (Bergeron process)\r\n\r\n\r\nภาพที่ 3 การเพิ่มขนาดของผลึกน้ำแข็ง\r\n\r\n เมื่อผลึกน้ำแข็งมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากพอที่จะชนะแรงพยุง (Updraft) มันจะตกลงมาด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก และปะทะกับหยดน้ำเย็นยิ่งยวดซึ่งอยู่ด้านล่าง ทำให้เกิดการเยือกแข็งและรวมตัวให้ผลึกมีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้นไปอีก นอกจากนั้นผลึกอาจจะปะทะกันเอง จนทำให้เกิดผลึกขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “เกล็ดหิมะ” (Snow flake) ในเขตอากาศเย็น หิมะจะตกลงมาถึงพื้น แต่ในวันที่มีอากาศร้อน หิมะจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็น “ฝน” เสียก่อนแล้วจึงตกถึงพื้น\r\n\r\n\r\nภาพที่ 4 กระบวนการเกิดหยาดน้ำฟ้าในเมฆคิวมูโลนิมบัส\r\n\r\nในเขตร้อนเช่น ประเทศไทย อากาศมีอุณหภูมิสูง ทำให้เกิดเมฆคิวมูโลนิมบัส (Cumulonimbus) ซึ่งเป็นเมฆพายุฝนฟ้าคะนอง  ภายในเมฆคิวมูโลนิมบัสจะมีทั้งกระแสอากาศยกตัว (Updraft) และกระแสอากาศจมตัว (Downdraft) สลับกันดังท่ีแสดงในภาพที่ 4  หากเครื่องบินผ่านเข้าไปในเมฆคิวมูโลนิมบัสก็จะเกิดสภาวะ \"ตกหลุมอากาศ\" (Turbulence)  กระแสอากาศที่พัดขึ้นและลงสลับกันในแนวดิ่งจะทำให้หยดน้ำที่เกิดขึ้นสะสมตัวกันจนมีขนาดใหญ่ และหากถูกพัดให้สูงขึ้นสู่ด้านบนซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง  ก้อนน้ำแข็งที่เกิดขึ้นประทะกับน้ำเย็นยิ่งยวด แล้วสะสมตัวกันเป็นชั้นๆ จนมีขนาดใหญ่แล้วตกลงมาเป็นลูกเห็บ (Hail)  ซึ่งถ้าหากพิจารณาภาคตัดขวางของลูกเห็บจะเห็นว่า มีลักษณะเป็นเปลือกห่อหุ้มกันเป็นชั้นๆ ดังภาพที่ 5\r\n\r\n\r\nภาพที่ 5 ลูกเห็บ\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518409844.gif"],
    [1132,789,"การเปลี่ยนสถานะของน้ำ","Mon, 2018-02-12 11:20","http://www.stkc.go.th/node/789","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/state-of-water","แม้ว่าองค์ประกอบส่วนใหญ่ของบรรยากาศจะเป็นไนโตรเจนและออกซิเจน  แต่แก๊สทั้งสองชนิดไม่ได้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ  เนื่องจากมีจุดหลอมเหลวและจุดเยือกแข็งต่ำมาก   อุณหภูมิของบรรยากาศและพื้นผิวโลกสูงเกินกว่าที่จะทำให้แก๊สทั้งสองชนิดเปลี่ยนสถานะได้   ยกตัวอย่าง หากจะทำให้แก๊สไนโตรเจนในอากาศเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว อุณหภูมิอากาศจะต้องลดต่ำลงถึง -196°C   ซึ่งเป็นไปไม่ได้เนื่องจากโลกอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากเกินไป  ในทางตรงข้ามแม้บรรยากาศจะมีไอน้ำอยู่เพียงเล็กน้อย ประมาณ 0.1 - 4% แต่ก็มีอิทธิพลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้อย่างรุนแรง เป็นเพราะว่าน้ำในอากาศสามารถเปลี่ยนสถานะกลับไปกลับมาได้ทั้งสามสถานะ เนื่องจากอุณหภูมิ ณ จุดหลอมเหลวและจุดเยือกแข็งของน้ำไม่แตกต่างกันมาก    \r\n\r\n        ไอน้ำ (Vapor) คือน้ำที่อยู่ในสถานะแก๊ส  ไอน้ำเป็นแก๊สที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น โปร่งใสมองไม่เห็น น้ำในอากาศสามารถเปลี่ยนจากสถานะหนึ่งไปสู่อีกสถานะหนึ่งกลับไปกลับมาได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาการถ่ายเทความร้อนและมวลสารจากสิ่งแวดล้อม  กลไกการเปลี่ยนแปลงในลักษณะนี้เรียกว่า \"กระบวนแอเดียแบติก\" (Adiabatic process) การเปลี่ยนสถานะของน้ำทำให้การดูดกลืนหรือการคายความร้อนซึ่งเรียกว่า “ความร้อนแฝง” (Latent heat) ดังที่แสดงในภาพที่ 1   ความร้อนแฝงมีหน่วยวัดเป็นแคลอรี  1 แคลอรี เท่ากับปริมาณความร้อนซึ่งทำให้น้ำ 1 กรัม มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1°C    (ดังนั้นหากเราเพิ่มความร้อน 10 แคลอรี ให้กับน้ำ 1 กรัม น้ำจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 10°C)\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 พลังงานที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะของน้ำ\r\n\r\n \r\n\r\nการหลอมเหลว (Melting) คือ การที่น้ำเปลี่ยนสถาะนะจากของแข็งเป็นของเหลว  เมื่อเพิ่มพลังงานความร้อนให้แก้วซึ่งบรรจุน้ำแข็ง น้ำแข็งจะดูดกลืนความร้อนนี้ไว้ โดยยังคงรักษาอุณหภูมิ 0°C คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง จนกว่าน้ำแข็งจะละลายหมดก้อน ความร้อนที่ถูกดูดกลืนเข้าไปจะทำลายพันธะไฮโดรเจนในโครงสร้างผลึกน้ำแข็ง  ทำให้น้ำแข็งเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว โดยมีอัตราการดูดกลืนความร้อนแฝง 80 แคลอรี/กรัม \r\n\r\nการแข็งตัว (Fleezing) คือ การที่น้ำเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นของแข็ง ซึ่งน้ำจำเป็นต้องถ่ายเทพลังงานภายในออกมาในรูปของการคายความร้อนแฝง 80 แคลอรี/กรัม เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนของโมเลกุล เพื่อให้พันธะไฮโดรเจนสามารถยึดเหนี่ยวโมเลกุลให้จับตัวกันเป็นโครงสร้างผลึก \r\n\r\nการระเหย (Evaporation) คือ การที่น้ำเปลี่ยนจากสถานะของเหลวเป็นแก๊ส เมื่อเพิ่มพลังงานความร้อนให้แก้วซึ่งบรรจุน้ำ น้ำจะดูดกลืนความร้อนนี้ไว้ โดยยังคงรักษาอุณหภูมิ 100°C คงที่ไม่เปลี่ยนแปลง จนกว่าน้ำจะระเหยกลายเป็นไอน้ำหมดแก้ว โดยใช้อัตราการดูดกลืนความร้อนแฝง 600 แคลอรี/กรัม \r\n\r\nการควบแน่น (Condensation) คือ การที่น้ำเปลี่ยนจากสถานะแก๊สเป็นของเหลว ซึ่งน้ำจำเป็นต้องถ่ายเทพลังงานภายในออกมาในรูปของการคายความร้อนแฝง 600 แคลอรี/กรัม เพื่อลดแรงดันของระหว่างโมเลกุล \r\n\r\nการระเหิด (Sublimation) คือ การที่น้ำเปลี่ยนจากสถานะจากของแข็งเป็นแก๊สโดยตรง ซึ่งต้องการดูดกลืนความร้อนแฝง 680 แคลอรี/กรัม\r\n\r\nการระเหิดกลับ (Deposition) คือ การที่น้ำเปลี่ยนจากสถานะแก๊สเป็นของแข็ง ซึ่งน้ำจำเป็นต้องถ่ายเทพลังงานภายในออกมาในรูปของการคายความร้อนแฝง 680 แคลอรี/กรัม\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 กราฟแสดงความร้อนแฝงที่ใช้เปลี่ยนสถานะของน้ำ \r\nก = สถานะของแข็ง, ข = หลอมละลาย, ค = สถานะของเหลว, ง = การระเหย\r\n\r\nอย่างไรก็ตามในการระเหยและควบแน่นของน้ำในธรรมชาตินั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้อุณหภูมิสูง 100°C  การระเหยและควบแน่นของน้ำ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ความกดอากาศ พลังงานแสงอาทิตย์ และกระแสลม เป็นต้น\r\n\r\n \r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518409253.jpg"],
    [1133,788,"กลไกการถ่ายเทความร้อน","Mon, 2018-02-12 11:12","http://www.stkc.go.th/node/788","ดาราศาสตร์","http://www.lesa.biz/earth/atmosphere/heat-transfer","\r\n\r\nพลังงานความร้อนสามารถถ่ายเทจากสสารหนึ่งไปยังอีกสสารหนึ่ง โดยมีสื่อตัวกลางหรือไม่มีก็ได้ เราแบ่งกลไกการถ่ายเทความร้อนออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ \r\n          การนำความร้อน (Conduction) เป็นการถ่ายเทความร้อนจากโมเลกุลไปสู่อีกโมเลกุลหนึ่งที่อยู่ติดกันไปเรื่อยๆ จากอุณหภูมิสูงไปสู่อุณหภูมิต่ำ ยกตัวอย่างเช่น หากเราจับทัพพีในหม้อหุงข้าว ความร้อนจะเคลื่อนที่ผ่านทัพพีมายังมือของเรา ทำให้เรารู้สึกร้อน โลหะเป็นตัวนำความร้อนที่ดี อโลหะและอากาศเป็นตัวนำความร้อนที่เลว\r\n\r\n          การพาความร้อน (Convection) เป็นการถ่ายเทความร้อนด้วยการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของสสาร ซึ่งมีสถานะเป็นของเหลวและแก๊ส  ส่วนของแข็งมีการถ่ายเทความร้อนด้วยการนำความร้อนและการแผ่รังสีเท่านั้น การพาความร้อนส่วนมากมักเกิดขึ้นในบรรยากาศและมหาสมุทร รวมทั้งแมกมาและโลหะเหลวภายในโลก และแก๊สร้อนในดวงอาทิตย์\r\n\r\n          การแผ่รังสี (Radiation) เป็นการถ่ายเทความร้อนออกรอบตัวทุกทิศทุกทาง โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางในการส่งถ่ายพลังงานดังเช่นการนำความร้อนและการพาความร้อน  การแผ่รังสีจึงสามารถถ่ายเทความร้อนผ่านอวกาศได้  วัตถุทุกชนิดที่มีอุณหภูมิสูงกว่า -273°C หรือ 0 K (เคลวิน) ย่อมมีการแผ่รังสี วัตถุที่มีอุณหภูมิสูงแผ่รังสีคลื่นสั้น วัตถุที่มีอุณหภูมิต่ำแผ่รังสีคลื่นยาวตามกฎของวีน\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\n\r\nภาพที่ 1 การถ่ายเทความร้อน\r\n\r\nภาพที่ 1 แสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของวัฏจักรการพาความร้อน การแผ่รังสีจากกองไฟทำให้เกิดความร้อนที่ก้นหม้อน้ำด้านนอก โลหะทำให้เกิดการนำความร้อนเข้าสู่ภายในหม้อ ทำให้น้ำที่อยู่เบื้องล่างร้อนและขยายตัว มีความหนาแน่นต่ำจึงลอยขึ้นสู่ข้างบน ส่วนน้ำเย็นความหนาแน่นสูงซึ่งอยู่ด้านบนเคลื่อนตัวลงมาแทนที่ เมื่อน้ำเย็นที่เคลื่อนลงมาได้รับความร้อนเบื้องล่าง ก็จะลอยขึ้นหมุนวนเป็นวัฏจักรต่อเนื่องกันไป ซึ่งเรียกว่า “เซลล์การพาความร้อน” (Convection cell)  เซลล์การพาความร้อนที่เกิดขึ้นในธรรมชาติได้แก่ การหมุนเวียนของเหล็กเหลวในแก่นชั้นนอกของโลก กระบวนการธรณีแปรสัณฐาน  สายพานยักษ์ของกระแสน้ำลึกในมหาสมุทร  วัฏจักรน้ำบนพื้นผิวโลก  กระแสลมและความกดอากาศ  กระแสอากาศในเมฆคิวมูโลนิมบัส  บรรยากาศชั้นโฟโตสเฟียร์ของดวงอาทิตย์  แถบเข็มขัดเมฆบนดาวพฤหัสบดี เป็นต้น\r\n\r\n\r\nภาพที่ 2 เซลล์การพาความร้อนในบรรยากาศโลก\r\n\r\nในการศึกษาระบบโลกและอุตุนิยมวิทยาจะเน้นเรื่องกลไกการแผ่รังสีและการพาความร้อน ทั้งนี้เนื่องจากดวงอาทิตย์ถ่ายเทพลังงานจากดวงอาทิตย์มาสู่โลกโดยการแผ่รังสี  พื้นผิวโลกและบรรยากาศแต่ละชั้นดูดกลืนรังสีคลื่นสั้นแต่ละชนิดแล้วแผ่รังสีที่มีความยาวคลื่นมากกว่าออกมา เมื่อน้ำและอากาศได้รับพลังงานความร้อน ก็จะเคลื่อนที่ด้วยการพาความร้อน ทำให้เกิดหมุนเวียนของอากาศในภาพที่ 2\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518408742.gif"],
    [1134,786,"เคมีอันตรายจากการปัสสาวะลงสระว่ายน้ำ","Fri, 2018-02-09 14:09","http://www.stkc.go.th/node/786","วิทยาศาสตร์เคมี","http://www.scimath.org/article-chemistry/item/7743-2017-12-04-04-48-40","เพียงแค่คุณได้กระโดดลงในสระ ก็ลืมไปหมดสิ้นถึงคุณภาพของน้ำและสารเคมีที่อยู่ในน้ำ  เราไม่สามารถรับรู้ได้ว่าจะมีใครแอบปัสสาวะลงไปในสระน้ำที่คุณกำลังเล่นอย่างสนุกสนานอยู่หรือไม่ ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดี เนื่องด้วยสารเคมีที่เป็นผลพลอยได้จากปัสสาวะและคลอรีนอาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด\r\n\r\n \r\n\r\nหากสระว่ายน้ำที่คุณกระโดดลงไปเป็นสระว่ายน้ำส่วนตัวที่มีคุณรู้อยู่เพียงคนเดียวว่าแอบปัสสาวะลงไปก็คงจะไม่เป็นปัญหา แต่ในความเป็นจริงแล้วคุณไม่สามารถวางใจเพื่อนมนุษย์ได้ เมื่อต้องใช้บริการสระว่ายน้ำสาธารณะ ดังนั้นจึงควรปลุกจิตสำนึกขึ้นมาและทราบไว้ว่า ปริมาณน้ำปัสสาวะที่ถูกเพิ่มลงไปในสระนั้นทำปฏิกิริยาทางเคมีกับคลอรีนและสร้างสารพิษที่เรียกว่าไซยาไนด์คลอไรด์ (Cyanogen Chloride)\r\n\r\n          ไซยาไนด์คลอไรด์หรือบางครั้งถูกเรียกว่าไนโตรเจนไตรคลอไรด์ ถูกสร้างขึ้นจากการที่คลอรีนในสระว่ายน้ำทำปฏิกิริยากับกรดยูริกในปัสสาวะ ซึ่งสารดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับแก๊สน้ำตา ที่มีความระคายเคืองต่อดวงตา จมูก และปอด และก่อให้เกิดอันตรายอย่างมากในปริมาณความเข้มข้นสูง จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะวัดปริมาณของไซยาไนด์คลอไรด์ในสระว่ายน้ำเพื่อประเมินความเสี่ยงและหาวิธีการป้องกัน แต่ปัญหาอยู่ตรงที่ความยากในการวัดปริมาณความเข้มข้นของสารเคมีที่มีปัจจัยในเรื่องจำนวนผู้ใช้ ส่วนผสม อุณหภูมิ รวมทั้งระยะเวลาในการเปลี่ยนน้ำ\r\n\r\n          จากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์พบว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดที่จะมีไซยาไนด์คลอไรด์ที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่างกรดยูริกในปัสสาวะกับคลอรีนในสระว่ายน้ำจะอยู่ที่ประมาณ 30 ไมโครกรัมต่อลิตร (ppb) ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับการที่องค์การอนามัยโลกอนุญาตให้มีการใช้ไซยาไนด์คลอไรด์ไม่เกิน 70 ppb ในน้ำดื่ม ในขณะที่ปริมาณของไซยาไนด์คลอไรด์ที่ทำให้เกิดอาการชักและเสียชีวิตได้จะอยู่ในระดับที่สูงกว่า 2,500 ppb และนั่นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่สระว่ายน้ำจะมีปริมาณสารพิษสูงขนาดนั้น เว้นเสียแต่ว่าผู้ใช้บริการสระว่ายน้ำสาธารณะหลายล้านคนจะพร้อมใจกันปัสสาวะลงในสระว่ายน้ำในเวลาเดียวกัน\r\n\r\n          ทั้งนี้จากข้อมูลดังกล่าวก็ไม่ได้หมายความว่า สารเคมีปริมาณน้อยจะไม่เป็นอันตราย อย่างไรก็ดี ไซยาไนด์คลอไรด์ไม่ใช่สารพิษเดียวที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่างปัสสาวะและคลอรีนในสระว่ายน้ำ\r\n\r\n \r\n\r\nการทำปฏิกิริยากันระหว่างกรดยูริกและคลอรีนยังก่อให้เกิดสารไตรโคลรามีน (Trichloramine) สารพิษอีกชนิดหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจและปอด ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสงสัยว่า การได้รับสารไตรโคลรามีนมีความเชื่อมโยงกับอัตราการเกิดโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นในเด็ก แต่ก็ยังไม่มีการศึกษาใดที่ให้ข้อสรุปได้อย่างชัดเจน\r\n\r\n         ความเป็นจริงแล้ว ในชีวิตประจำวันของคนเรามักจะรายล้อมไปด้วยสารพิษอยู่เสมอ ดังนั้นจึงควรมีการประเมินวิธีการจัดการต่อความเสี่ยงหรือวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงในการดำรงชีวิต  และเมื่อพิจารณาถึงวิธีการบริหารความเสี่ยงที่ดีที่สุดแล้วให้พิจารณาต่อไปถึงความเป็นไปได้ที่จะมีสิ่งอื่นใดเป็นอันตรายถึงชีวิต หรืออย่างน้อยที่สุดก็ทำให้รู้สึกไม่สบายจากการใช้บริการสระว่ายน้ำ\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518160211.jpg"],
    [1135,785,"[การทดลอง] เตรียมตัวรับวาเลนไทน์ การทดลองดอกกุหลาบสีรุ้ง","Fri, 2018-02-09 12:50","http://www.stkc.go.th/node/785","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://lifestyle.campus-star.com/diy/65949.html","วาเลนไทน์นี้ต้องไม่เหมือนใคร!! ดอกกุหลาบใครก็มี แต่ดอกกุหลาบสีรุ้ง ไม่ซ้ำใครแน่!! เตรียมเซอร์ไพรส์หวานใจ ด้วยการทดลองนี้ รับรองมีปลื้ม\r\n　\r\nอุปกรณ์\r\n1. ดอกกุหลาบ สีขาวหรือสีอ่อน\r\n2. สีผสมอาหาร\r\n3. แก้วสั้น 4 ใบ\r\n4. น้ำสะอาด\r\n5. คัตเตอร์ \r\n　\r\nวิธีทดลอง\r\n1. ผสมสีผสมอาหารกับน้ำ ใส่แก้วไว้ทั้ง 4 ใบ (ใบละสี)\r\n2. ใช้คัตเตอร์ผ่าก้านกุหลายจากด้านล่าง เป็น 4 แฉก ความยาวประมาณ 2-3 นิ้ว\r\n3. นำก้านกุหลาบที่เราแผ่เป็น 4 แฉกแล้ว เสียบลงในแก้วทั้ง 4 ใบ โดยให้แต่ละแฉกจมน้ำ\r\n4. คอยสังเกตุความเปลี่ยนแปลง ทุกๆ ชั่วโมง ถ้าได้สีที่ชอบแล้วก็สามารถนำออกมาได้เลย\r\n　\r\nที่ดอกกุหลาบสามารถเปลี่ยนสีได้ ก็เพราะก้านกุหลาบจะทำการดูดน้ำ และลำเลียงขึ้นมาที่กลีบดอก ในกรณีนี้น้ำของเรามีสี ก็จะทำให้กลีบดอกมีสีไปด้วยนั่นเองครับ\r\n　\r\nทีนี้จะนำกุหลาบสีรุ้งไปประดับบ้าน หรือจะนำไปเซอร์ไพรส์คนรู้ใจ ก็แปลกไม่เหมือนใคร แถมได้ใจไปเต็มๆ แล้วล่ะครับ\r\n　\r\n#STKC #การทดลอง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518155412.jpg"],
    [1136,784,"หมอก (Fog)","Fri, 2018-02-09 10:48","http://www.stkc.go.th/node/784","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.thaigoodview.com/library/contest2552/type1/science03/16/contents/p14.html","คือ เมฆที่เกิดในระดับใกล้พื้นดิน ซึ่งทำให้ทัศนวิสัยหรือการมองเห็นเลวลง เป็นอันตรายต่อการจราจรทั้งทาง บกและทางอากาศ ในวันที่มีอากาศชื้น และท้องฟ้าใส พอตกกลางคืนพื้นดินจะเย็นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ไอน้ำ ในอากาศเหนือพื้นดินควบแน่น เป็นหยด หมอกซึ่งเกิดขึ้นโดยวิธีนี้จะมีอุณหภูมิต่ำ และมีความหนาแน่นสูงเคลื่อน\r\nตัวลงสู่ที่ต่ำ และมีอยู่อย่างหนาแน่นในหุบเหว\r\n\r\n   เมื่ออากาศอุ่นมีความชื้นสูง ปะทะกับพื้นผิวที่มีความหนาวเย็น เช่น ผิวน้ำในทะเล สาบอากาศจะควบแน่น กลายเป็นหยดน้ำ ในลักษณะเช่นเดียวกับหยดน้ำซึ่งเกาะอยู่รอบแก้วน้ำแข็ง เมื่ออากาศร้อนซึ่งมีความชื้นสูง ปะทะกับอากาศเย็น ซึ่งอยู่ข้างบน แล้วควบแน่นเป็นหยดน้ำ เช่น เวลาหลังฝนตกไอน้ำที่ระเหยขึ้นจากพื้นถนน ซึ่งร้อน ปะทะกับอากาศเย็น ซึ่งอยู่ข้างบน แล้วควบแน่นกลายเป็นหมอกหรือไอน้ำจากลมหายใจเมื่อปะทะกับ อากาศเย็นของฤดูหนาว แล้วควบแน่นกลายเป็นละอองน้ำเล็กๆ ให้เรามองเห็นเป็นควันสีขาว\r\n\r\n   หมอกที่เกิดจากการแผ่รังสี (Radiation Fog) เรียกอีกอย่างว่า Ground Fog เกิด ขึ้นเหนือพื้นดินที่เย็นลง จากการสูญเสียความร้อนในช่วงกลางคืน เมื่ออากาศระดับ ใกล้พื้นดินเย็นกว่าอากาศที่ปกคลุมอยู่ด้านบน และมี ความชื้นที่เหมาะสมจะเกิดหมอกชนิดนี้ขึ้น และมักจะเกิดครอบคลุมพื้นที่กว้าง\r\n\r\n\r\n\r\nหมอกที่เกิดจากการพาความร้อน ( advectionfog ) หมอกที่เกิดในชั้นต่ำของมวลอากาศซึ่งเคลื่อนที่ไปบน ผิวพื้นที่เย็นกว่าจนทำให้อุณหภูมิของอากาศข้างล่างลดลงต่ำกว่าอุณหภูมิจุดน้ำค้าง\r\n\r\n\r\n\r\nหมอกลาดเนินเขา (upslopefog)เกิดจากมวลอากาศเคลื่อนที่ไปบนภูมิประเทศที่เป็นที่ลาดชันมวลอากาศนี้ จะเย็นลงโดยกระบวนการอะเดียบาติกและมักจะเกิดหมอกทางเหนือลมของบริเวณที่ลาดชันเนินเขาหรือภูเขา\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518148108.jpg"],
    [1137,783,"ลมบกและลมทะเล","Fri, 2018-02-09 10:41","http://www.stkc.go.th/node/783","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.physics2u.org/index.php?option=com_content&view=article&id=57:2010-02-04-02-32-40&catid=62:2010-02-04-02-28-01&Itemid=90","ลมบกและลมทะเล เกิดจากความร้อนซึ่งแตกต่างกันระหว่างบริเวณทะเลและพื้นดินตามชายฝั่งในตอนเช้าและตอนบ่าย เวลากลางวันผืนแผ่นดินตามชายฝั่งได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์ ทำให้มีอุณหภูมิสูงกว่าบริเวณทะเล ดังนั้นอากาศในบริเวณแผ่นดินจึงมีความแน่นน้อยกว่า และความกดก็ลดลงด้วยจึงลอยตัวขึ้น ดังนั้นอากาศเย็นตามบริเวณทะเลจะพัดเข้ามาแทนที่ลมซึ่งพัดจากทะเลนี้เรียกว่า \"ลมทะเล\" (sea breeze) ซึ่งเกิดขึ้นในตอนบ่ายและเย็น นอกจากตามชายฝั่งทะเลแล้ว ลักษณะคล้ายลมทะเลนี้อาจจะเกิดขึ้นตามทะเลสาบใหญ่ๆ ก็ได้ ........\r\n\r\nส่วนมากลมบก (land breeze) นั้น เกิดขึ้นในทิศตรงกันข้ามกับลมทะเล และมีกำลังแรงน้อยกว่า กล่าวคือในตอนกลางคืนพื้นน้ำมีอุณหภูมิสูงกว่าผืนแผ่นดิน ดังนั้นอากาศในบริเวณทะเลซึ่งมีความแน่นน้อยกว่าจะลอยตัวขึ้น อากาศเย็นในบริเวณแผ่นดินจะพัดออกไปแทนที่\r\n\r\n\r\nลมทะเลพัดจากทะเลเข้าฝั่ง เวลากลางวัน\r\n\r\n\r\n\r\nลมบกพัดจากฝั่งไปยังทะเล เวลากลางคืน\r\n\r\n\r\nจากความรู้เรื่องลมบกลมทะเลนี้ ชาวประมงได้อาศัยกำลังของลมดังกล่าวเป็นเครื่องช่วยในการแล่นเรือเข้าหรือออกจากฝั่งได้ดีในการดำเนินอาชีพหาปลาของเขา\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518147690.JPG"],
    [1138,782,"รู้จักกับ Server Room หัวใจสำคัญของอาคารต่างๆ","Fri, 2018-02-09 10:00","http://www.stkc.go.th/node/782","วิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ","https://www.it24hrs.com/2018/server-room-link-rack/","\r\nServer Room คือห้องที่มีระบบคอมพิวเตอร์ และโทรคมนาคมของสำนักงาน ซึ่งหลายๆคนมักจะเข้าใจผิด คิดว่า “Server Room” กับ “ห้องไฟฟ้า” คือห้องเดียวกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่น่ากลัวมาก เพราะ“ห้องไฟฟ้า” คือ ห้องที่มีการดูแลระบบไฟฟ้าในการเลี้ยงอุปกรณ์ทุกอย่างในอาคารนั้นๆ ส่วน“Server Room” คือ ห้องแห่งข้อมูลของทั้งออฟฟิศมีทั้งระบบคอมพิวเตอร์ และโทรคมนาคม หากทั้ง 2 ห้องถูกนำมารวมไว้ในห้องเดียวกัน มักจะเกิดปัญหาระบบการทำงานของคอมพิวเตอร์มากมาย เช่น ระบบล่ม, คอมช้า ติดๆดับๆได้ ด้วยเหตุที่ระบบคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม เป็นระบบที่มีการสื่อสารด้วยสัญญาณไฟฟ้าที่มีความถี่สูง และให้ความสำคัญกับทุกคลื่นความถี่ที่มีการส่งสัญญาณ ฉะนั้นถ้านำระบบคอมพิวเตอร์รวมกันในห้องไฟฟ้าอาจจะเกิดการรบกวนจากสัญญาณไฟฟ้าได้  รวมถึงการติดตั้ง สายสัญญาณ ด้วยเหมือนกันก็ควรจะแยกราง หรือแยกท่อระหว่างสายไฟฟ้า, สายสัญญาณคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสารจำพวก Switch, Hub, Server จะต้องมีระบบระบายความร้อนที่ดี\r\n\r\nยกตัวอย่างง่ายๆลองนึกถึง คอมพิวเตอร์ที่มีตัว CPU จะเห็นได้ว่าภายในเครื่อง CPU จะมีการติดตั้งพัดลมระบายอากาศไว้ ถ้าพัดลมตัวนี้เกิดเสียใช้งานไม่ได้ขึ้นมาก็จะทำให้ระบบคอมพิวเตอร์แฮงค์ ใช้ไปก็ติดๆดับๆได้ ดังนั้นระบบคอมพิวเตอร์จึงจำเป็นจะต้องมีระบบระบายอากาศที่ดี จึงจำเป็นจะต้องติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยอาจออกแบบให้มีเครื่องปรับอากาศสองชุด สลับกันทำงาน ซึ่งถ้าเป็นห้องไฟฟ้าผู้ออกแบบจะไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ และสุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อไม่ให้ข้อมูลสำคัญภายในองค์กรรั่วไหลออกไปได้\r\n\r\n \r\n\r\nนอกจากระบบคอมพิวเตอร์แล้ว ภายในยังมีระบบโทรศัพท์, ระบบกล้องวงจรปิด, ระบบเสียงตามสาย และระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ด้วย\r\n\r\nปัจจุบัน Server Room จึงทำหน้าที่รวบรวมอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดที่สำคัญนี้ไว้ในห้องเดียว สะดวกต่อผู้ดูแลระบบในการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรือโยกย้ายตำแหน่ง\r\n\r\nโดยห้องนี้จะมีตู้ Rack สำหรับใส่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีการออกแบบให้ระบบ Fiber Optic อยู่ด้านบนสุดของตู้ Rack ไหนจะมีสายใยแก้วนำแสงที่เปราะบาง มีโอกาสหักหรือชำรุดได้ง่าย จึงมีการนำสายไว้บนสุดซึ่งเป็นตำแหน่งที่สูงที่สุดในตู้ ทำให้ผู้ใช้งานหรือผู้ติดตั้งมีโอกาสไปสัมผัสสาย Fiber Optic ได้ยากขึ้น ถัดลงมาจะเป็นอุปกรณ์แปลงสัญญาณ (Media Converter) เพื่อทำหน้าที่แปลงสัญญาณแสงที่มาจาก Fiber Optic เป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อใช้ในระบบ LAN และส่วนถัดมาจะเป็นระบบ LAN ( Patch Panel) และถัดลงมาก็จะเป็นอุปกรณ์ Active เช่น Switch, Hub, Server โดยอุปกรณ์ Active จะอยู่ด้านล่างเพราะอุปกรณ์พวกนี้จะทำงานได้ดีในอุณหภูมิต่ำ เพราะเมื่อเทียบอุณหภูมิที่อยู่ภายในตู้แล้วจะพบว่าด้านบนของตู้อุณหภูมิจะสูงกว่าด้านล่าง เพราะความร้อนที่ออกมาจากอุปกรณ์ Active นี้จะลอยตัวขึ้นสูง ส่วนล่างสุดก็จะเป็นอุปกรณ์สำรองไฟฟ้า (UPS)\r\n\r\nServer Room ถือเป็นหัวใจสำคัญของสำนักงาน ดังนั้นต้องใส่ใจมากๆตั้งแต่วางแผน การวางแผนระบบ Network ให้ดี สายสัญญาณ ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถึงแม้ระบบมาดี สัญญาณมาดี แต่มาผ่านสายสัญญาณที่ไม่ดี ก็จะทำให้คุณภาพตกลงได้ ดังนั้น จำเป็นจะต้องเลือกใช้สายสัญญาณดีมีคุณภาพ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานดียิ่งขึ้น\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1518145233.jpg"],
    [1139,774,"กล่องโฟมบรรจุอาหาร อันตรายอย่ามองข้าม","Tue, 2018-02-06 14:45","http://www.stkc.go.th/node/774","วิทยาศาสตร์เคมี","http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/317/กล่องโฟมบรรจุอาหารอันตรายอย่ามองข้าม/","ในยุคสมัยที่คนเราเร่งรีบ รักความสะดวกสบาย หลายคนคงเคยชินกับการรับประทานอาหารกล่อง อาหารสำเร็จรูป เพราะสะดวก รวดเร็ว ประหยัด หาซื้อได้ง่าย โดยลืมคำนึงถึงสุขภาพ และด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่สินค้าอุปโภคบริโภคมีราคาแพงขึ้น ทำให้พ่อค้าแม่ขายต้องปรับตัวหาวิถีทางที่จะลดต้นทุน เพื่อให้ได้กำไรที่มากขึ้น อีกทั้งคนส่วนใหญ่ เน้น “อิ่ม-ถูก-เร็ว” ส่งผลให้อาหารประเภทข้าวกล่องแกงถุง กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆที่ผู้คนให้ความสนใจในชีวิตประจำวัน โดยละเลยอันตรายของสุขภาพที่แฝงมากับวัสดุที่ใช้บรรจุอาหาร\r\n\r\n\r\nโฟมเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาใช้บรรจุอาหารผลิตมาจากวัสดุพอลิเมอร์ชนิดพอลิสไตรีน(polystyrene) เมื่อนำมาใช้บรรจุอาหารร้อนและอาหารทอด น้ำมันจากอาหารจะเกิดปฏิกิริยากับโฟม ทำให้เกิดสารอันตรายปะปนออกมากับอาหาร สารเหล่านี้ ได้แก่ สารสไตรีน (styrene) และสารเบนซิน (benzene) สารสไตรีนที่เกิดขึ้นจะมีผลเสียต่อร่างกาย คือ ทำลายระบบฮอร์โมนในร่างกาย มีผลต่อระบบประสาท เม็ดเลือดแดง ตับและไต เมื่อถูกผิวหนังหรือเข้าตาหรือสูดดมเข้าไป ทำให้เยื่อเมือกเกิดการระคายเคือง มีอาการไอและหายใจลำบาก ปวดศีรษะ ง่วงซึม สำหรับสารเบนซิน จัดเป็นสารก่อมะเร็งในกลุ่ม 2B ตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่องระบบการจำแนกและการสื่อสารความเป็นอันตรายของวัตถุอันตราย พ.ศ.2555 ซึ่งเป็นอันตรายต่อผู้สูดดมหรือรับประทานเข้าไป ในระยะแรกทำให้วิงเวียน คลื่นไส้หรือมีอาการปวดท้อง เนื่องจากกระเพาะถูกกัดกร่อน เวียนศีรษะ อาเจียน ง่วงนอน ชัก หัวใจเต้นแรงและอาจเสียชีวิตได้ การได้รับสารเบนซินเป็นเวลานานจะมีผลทำให้โลหิตจาง (Anemia) เนื่องจากสารเบนซินจะเข้าไปทำลายไขกระดูก ทำให้จำนวนเม็ดเลือดแดงลดลงและทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย \r\n\r\nประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 275 (พ.ศ. 2548) เรื่อง กำหนดคุณภาพมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก ซึ่งได้กำหนดปริมาณ สารสไตรีนในภาชนะบรรจุอาหาร โดยให้มีได้ไม่เกิน 5,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (กรณีใช้งานที่อุณหภูมิสูงกว่า 100 องศาเซลเซียส ปริมาณสารสไตรีนต้องไม่เกินเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) มีการจัดทำโครงการรณรงค์ ลด ละ เลิกการใช้กล่องโฟมบรรจุอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย แต่ก็ยังไม่ได้ผลมากนัก ร้านอาหารตามสั่งทั่วไปก็ยังคงใช้กล่องโฟมในการบรรจุอาหาร เนื่องจากมีน้ำหนักเบา เป็นฉนวนทนความร้อน ใช้ง่ายและราคาถูก ดังนั้นผู้บริโภคต้องตระหนักและดูแลสุขภาพของตนเอง โดยหยุดบริโภคอาหารจากร้านค้าที่ผู้ประกอบการใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร แล้วหันมาบริโภคอาหารที่บรรจุในภาชนะทดแทนโฟมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ชานอ้อย เยื่อไผ่ มันสำปะหลัง ซึ่งทนต่อความร้อน ใช้กับอาหารที่มีไขมัน และอุ่นอาหารในไมโครเวฟได้ ย่อยสลายเร็วภายใน45 วันก็ย่อยสลายหมดแล้ว แตกต่างจากโฟมที่ต้องใช้เวลามากกว่า450ปี จึงจะย่อยสลายได้หมด หรือใช้ปิ่นโตใส่อาหาร ซึ่งอาจไม่สะดวกในการพกพาแต่สามารถล้างทำความสะอาดแล้วนำกลับมาใช้ซ้ำได้\r\n\r\n\"รักษ์โลก รักสุขภาพ หยุดใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร\"\r\n",null],
    [1140,773,"วิตามินดี ประโยชน์ดีๆ มีมากกว่าที่คิด","Tue, 2018-02-06 13:54","http://www.stkc.go.th/node/773","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/406/วิตามีนดี-VitaminD/","เราทุกคนต่างคุ้นเคยกับ วิตามินดี (vitamin D) เป็นอย่างดี แต่น่าแปลกใจที่วิตามินดีเป็นวิตามินที่หลายท่านละเลย เพราะเข้าใจว่าวิตามินชนิดนี้สามารถสร้างขึ้นได้ในร่างกายหลังจากถูกแสงแดด แต่ด้วยการใช้ชีวิตในปัจจุบันของคนเมืองส่วนใหญ่ มักนั่งทำงานในออฟฟิศ เมื่อต้องสัมผัสกับแสงแดดมักใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกาย รวมทั้งใช้ครีมกันแดด เป็นผลให้คนเมืองส่วนใหญ่ขาดวิตามินดีโดยไม่รู้ตัว เราทราบว่าวิตามินดีมีหน้าที่หลักช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน ช่วยป้องกันโรคกระดูกบาง (osteopenia) และกระดูกพรุน (osteoporosis) แต่เราทราบหรือไม่ว่าวิตามินดี ยังมีความสำคัญต่อสุขภาพอื่นๆของเราอีกด้วย เช่น โรคความดันโลหิตสูง (hypertension) กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย (immune system) ต้านโรคมะเร็งต่างๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทสำคัญในการเพิ่มสมรรถภาพทางร่างกายในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม (osteoarthritis)\r\n\r\nโรคข้อเข่าเสื่อมเป็นโรคที่พบจำนวนมากในผู้ป่วยสูงอายุ และเนื่องจากข้อเข่าเป็นอวัยวะที่ต้องรองรับน้ำหนักตัวอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ร่างกายสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพคล่องแคล่ว ปัญหาสำคัญของผู้ป่วยเมื่อข้อเข่าเสื่อมมากขึ้นจะปวดบริเวณเข่าเมื่อมีการเคลื่อนไหว ส่งผลทำให้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆไม่คล่องเหมือนเดิม ซึ่งบั่นทอนคุณภาพชีวิตและสภาพจิตใจของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก หลายท่านคงทราบว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอและได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอเพียงสามารถช่วยชะลอการเสื่อมของข้อเข่าได้ แต่การรับประทานยาเม็ดแคลเซียมที่มากเกินไปก็ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย โดยมีผลไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเนื่องจากขาดเลือด และโรคหลอดเลือดหัวใจ5 ดังนั้นการเสริมแคลเซียมอาจจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมที่มีภาวะของโรคหัวใจร่วมด้วย ด้วยเหตุนี้การได้รับวิตามินที่สามารถบรรเทาอาการความรุนแรงของโรค อาจจะช่วยให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีรายงานการศึกษาที่เกี่ยวกับผลของการเสริมวิตามินดีต่อสมรรถภาพการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม จากการศึกษาของ Manoy และคณะ6 ที่ได้ศึกษาโดยการเสริมวิตามินดีให้แก่ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมที่มีภาวะขาดวิตามินดี โดยผู้ป่วยได้รับปริมาณวิตามินดีปริมาณ 40,000 IU ต่อสัปดาห์ เป็นเวลาหกเดือน และทุกสามเดือนคณะผู้วิจัยได้ทดสอบสมรรถภาพของผู้ป่วย โดยวัดกำลังของการกำมือ (grip strength) และทดสอบสมรรถภาพทางกายภาพ (physical performance) ประกอบด้วย การทดสอบ timed up and go (TUGT) การทดสอบ sit to stand (STS) และการทดสอบ six-minute walk (6-MW) ผลการศึกษาพบว่าวิตามินดีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของแรงบีบมือ และสมรรถภาพทางร่างกายของผู้ป่วยโรคข้อเข้าเสื่อมที่มีภาวะขาดวิตามินดีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้วิตามินดีมีหน้าที่สำคัญในการช่วยลดสารอนุมูลอิสระได้แก่ protein carbonyl (สารที่ก่อให้เกิดการทำลายของโปรตีนในเซลล์) และระดับไขมันในเลือด ทำให้ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น7 ข้อมูลจากการศึกษาที่กล่าวไว้ข้างต้นได้สนับสนุนผลของวิตามินดีต่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกาย และช่วยลดการเกิดสภาวะเครียดออกซิเดชั่น (oxidative stress) ซึ่งช่วยชะลอการแก่ของเซลล์ต่างๆในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมได้อย่างชัดเจน \r\n\r\nผู้ป่วยหลายท่านหรือบุคคลทั่วไปอาจมีข้อสงสัยว่าหากไม่ต้องการสัมผัสกับแสงแดดเป็นเวลานาน เนื่องจากแสงแดดมีผลเสียต่อผิวหนัง อาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนัง เราจะรับวิตามินดีจากทางใดได้บ้าง วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันแบ่งออกเป็นสองชนิดคือ ergocalciferol ซึ่งพบในยีสต์ และ cholecalciferol พบได้ในน้ำมันตับปลา ไข่แดง และสามารถสังเคราะห์ได้ที่ผิวหนัง ส่วนในน้ำนมสามารถพบวิตามินดีได้ทั้งสองชนิด ปริมาณวิตามินดีที่เหมาะสมกับร่างกายของแต่ละบุคคล อาจได้รับในปริมาณที่แตกต่างกัน สำหรับคำแนะนำในการรับประทานวิตามินดีสำหรับบุคคลทั่วไป และสำหรับผู้ที่มีภาวะขาดวิตามินดี รายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 1 และ 2 ตามลำดับ\r\n\r\n\r\nจากข้อมูลงานวิจัย ชี้ให้เห็นประโยชน์ของการได้รับวิตามินดีที่มีผลต่อร่างกายไม่เพียงเฉพาะแค่กระดูก แต่มีผลสำคัญในระบบอื่นๆด้วย และเพื่อป้องกันการขาดวิตามินดี เราควรปรับวิธีการดำเนินชีวิต เช่น สัมผัสแสงแดด โดยเฉพาะแสงแดดตอนเช้า หรือเลือกรับประทานอาหารจำพวกปลาที่มีไขมันสูง ดื่มนมที่มีการเติมวิตามินดี นอกจากนี้การรับประทานวิตามินดีในรูปของอาหารเสริม (ปริมาณวิตามินดี 400-1,000 IU) เป็นอีกหนึ่งทางเลือก แต่อย่างไรก็ตามการรักษาที่ถูกต้องที่จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจวัดระดับวิตามินดีในเลือดก่อนเสริมวิตามิน เนื่องจากการรับประทานวิตามินดีในปริมาณมาก เกินความต้องการต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน (20,000 IU ต่อวัน) อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้เช่นกัน\r\n",null],
    [1141,771,"วิธีใช้แอปธนาคารออนไลน์ ให้ปลอดภัยจากการโดนแฮกขโมยเงิน","Tue, 2018-02-06 10:21","http://www.stkc.go.th/node/771","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/mobile-banking-online-banking-app-safety/","ในปัจจุบันนี้เราสามารถเช็คยอดเงินบัญชีเงินฝาก สั่งโอนเงิน หรือเติมเงินมือถือ และชำระค่าสินค้าผ่านทางแอปธนาคารออนไลน์บนสมาร์ทโฟน แต่ก็ต้องระมัดระวังในการรักษาบัญชีออนไลน์ เพราะหากมีผู้ไม่หวังดีหรือแฮกเกอร์ มีรหัสผ่านของเรา หรือได้ข้อมูลรหัสของเราซึ่งเปรียบเสมือนกุญแจบ้าน มา Login แล้วแอบขโมยเงินในบัญชีเราไป ก็เป็นเรื่องใหญ่ได้เดือดร้อนแน่ๆ ดังนั้น การใช้งานแอปธนาคารออนไลน์ ควรรู้จักวิธีป้องกันการโดนแฮก และรู้วิธีใช้งานแอปอย่างปลอดภัยดังนี้\r\n\r\n \r\n\r\nก่อนใช้งานแอปธนาคารออนไลน์\r\n\r\n\r\n\tควรตั้งรหัสล็อกหน้าจอ สำหรับการเข้าใข้มือถือ ซึ่งเจ้าของมือถือเท่านั้นที่ทราบรหัสมือถือตัวจริง\r\n\tตั้งรหัสที่แฮกเกอร์คาดเดาได้ยาก แต่เราจำได้แม่น\r\n\tอย่าโหลดแอปเถื่อน แอปนอก Store และแอปที่ไม่รู้จัก เพื่อป้องกันพวกแอปแฝงมัลแวร์ขโมยข้อมูล\r\n\tใช้แอปตรวจสแกนไวรัส มัลแวร์ เพื่อความปลอดภัยมากขึ้น\r\n\tไม่ใช้เครื่องที่ถูก Root เครื่องหรือ JailBreak เครื่อง\r\n\tควรจำกัดวงเงินในการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ ป้องกันแฮกเกอร์แอบขโมยผ่านสั่งโอนเงินจำนวนมาก\r\n\tผู้ใช้ต้องรู้ว่า ทางธนาคารไม่มีนโยบายส่ง SMS , E-mail เพื่อให้ดาวน์โหลดแอป หรือเข้าสู่ระบบผ่านทางออนไลน์ หากมีลิงค์ไปเว็บธนาคารเพื่อกรอก ให้คิดไว้ก่อนว่าเป็นเว็บปลอม\r\n\r\n\r\nขณะใช้งานแอปธนาคารออนไลน์\r\n\r\n\r\n\tหลังใช้เสร็จควรเปลี่ยนรหัสผ่านของแอปธนาคารอย่างสม่ำเสมอ\r\n\tทำการ Logout หรือ Log off ออกจากระบบทุกครั้งหลังใช้บริการธุรกรรมออนไลน์ผ่านมือถือเสร็จ\r\n\tไม่ควรใช้ Wi-Fi ในการทำธุรกรรมการเงิน ควรใช้เน็ตผ่านทางเครือข่าย 3G , 4G บนมือถือ จะปลอดภัยกว่า\r\n\tหมั่นตรวจสอบการทำธุรกรรมออนไลน์ เช่น รายการเงินโอน ยอดเงินคงเหลือ ยอดบัตรเครดิต ว่ามีรายการใดผิดปกติ หรือไม่\r\n\tหมั่นจำเว็บไซต์ธนาคารที่เราใช้บริการและพิมพ์ URL ของธนาคารที่เราใช้บริการให้ถูกต้อง\r\n\tหากพบลิงค์ที่น่าสงสัย ให้แจ้งติดต่อธนาคารที่คุณใช้บริการ \r\n\r\n",null],
    [1142,770,"กินอะไร...ชะลอจอประสาทตาเสื่อม","Tue, 2018-02-06 09:51","http://www.stkc.go.th/node/770","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge-article-info.php?id=189","\r\nโรคจอประสาทตาเสื่อม คืออะไร จอประสาทตา (retina) เป็นส่วนที่อยู่บริเวณหลังสุดของตา เมื่อใช้สายตามองดูสิ่งของ แสงที่กระทบสิ่งของจะสะท้อนผ่านเข้ามายังจอประสาทตา ซึ่งจอประสาทตาจะเปลี่ยนแสงให้อยู่ในรูปของสัญญาณไฟฟ้าแล้วส่งผ่านเส้นประสาทตา (optic nerve) ไปยังสมอง ที่จอประสาทตานี้ จะมีบริเวณที่ไวที่สุดของจอประสาทตา เรียกชื่อว่า แมคูลา ลูเตีย (macula lutea) แมคูลานี้จะประกอบไปด้วยเซลล์รับแสงนับล้านๆเซลล์ที่ช่วยการมองภาพที่คมชัดตรงส่วนกลางของภาพ หากมีการทำลายของแมคูลา การมองภาพก็จะขาดความคมชัด โรคจอประสาทตาเสื่อม (Age-related macular degeneration (AMD)) เป็นโรคซึ่งเกิดที่บริเวณ แมคูลา ลูเตีย (macula lutea) โดยเฉพาะ ในโรคนี้จะมีการทำลายแมคูลาไปทีละน้อย โรคอาจจะลุกลามไปช้ามากในคนบางคน ก็จะใช้เวลานานมากกว่าที่จะสูญเสียการมองเห็น แต่สำหรับในบางคนการลุกลามของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็วและอาจมีผลทำให้ตาบอดข้างเดียวหรือทั้งสองข้างได้ โรคนี้เป็นสาเหตุหลักของตาบอดที่เกิดขึ้นในคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปในประเทศทางแถบตะวันตก โรคจอประสาทตาเสื่อมมีกี่ชนิด โรคจอประสาทตาเสื่อมแบ่งตามความรุนแรงออกได้เป็น 2 ประเภท โรคจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง (early (or dry) AMD) เป็นรูปแบบที่พบได้มากที่สุด ในขั้นเริ่มต้นหรือขั้นปานกลาง พบได้ประมาณร้อยละ 90 ของผู้ป่วยโรคนี้ เกิดจากการสลายตัวของเซลล์ไวแสงที่บริเวณแมคูลา โรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (late (or wet) AMD) พบได้ประมาณร้อยละ 10 ของผู้ป่วยโรคนี้ เกิดจากการที่มีหลอดเลือดผิดปกติที่บริเวณหลังจอประสาทตา มีการเจริญของหลอดเลือดใต้แมคูลา หลอดเลือดใหม่ๆเหล่านี้อาจจะมีความเปราะบางและเกิดการรั่วของเลือดและของเหลวได้ทำให้แมคูลาบวมและเกิดการทำลายอย่างรวดเร็ว การทำลายนี้อาจจะทำให้เกิดแผลเป็นที่จอประสาทตาได้ ในช่วงเริ่มต้นของโรคจอประสาทตาแบบเปียกนี้ อาจทำให้มองเห็นเส้นตรงปรากฏลักษณะคล้ายคลื่น ผู้ป่วยอาจจะมี “จุดบอด” ซึ่งเป็นผลมาจากการที่มีการสูญเสียการมองเห็นภาพในบริเวณตรงกลางของภาพ ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม มีอะไรบ้าง มีปัจจัยหลายอย่างที่มีส่วนทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม เช่น อายุ การสูบบุหรี่ ม่านตาสีอ่อน (light iris coloration) แสงแดด การกินอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ และกรรมพันธุ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าโรคจอประสาทตาเสื่อมจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ร่างกายมีกลไกที่จะสามารถป้องกันจอประสาทตาได้หรือไม่ ก่อนอื่นลองมาดูว่าแสงที่ผ่านตาเข้ามาแล้วจะไปที่ใดบ้าง เมื่อแสงผ่านเข้าสู่ตา แสงจะผ่านกระจกตา (cornea) และ แก้วตา (lens) ทั้งนี้ กระจกตาจะสามารถกรองแสงอัลตร้าไวโอเล็ต (UV) บางส่วนไว้ได้ แสงส่วนใหญ่จะถูกส่งผ่านไปยัง จอประสาทตา (retina) พบว่าในบรรดาคลื่นแสงที่เรามองเห็นได้นี้ คลื่นแสงสีฟ้าซึ่งมีพลังงานสูงจะมีผลเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างอนุมูลอิสระ (free radical) ในเซลล์ของจอประสาทตาได้สูงเป็น 100 เท่าของคลื่นแสงสีแดงซึ่งมีพลังงานต่ำ สำหรับที่จอประสาทตานี้ จะมีจุดโฟกัสที่เรียกว่า แมคูลา ลูเตีย (macula lutea) มีสารสี (macular pigment) ที่เป็นสีเหลืองซึ่งประกอบไปด้วย ลูทีน (lutein) และซีแซนทีน (zeaxanthin) เชื่อว่าสารประกอบทั้งสองนี้ทำหน้าที่เป็นสารต้านออกซิเดชันเพื่อป้องกันเซลล์รับแสง (photoreceptor cells) จากอันตรายจากอนุมูลอิสระที่เซลล์สร้างขึ้นเนื่องมาจากมีปริมาณออกซิเจนสูง (oxygen tension) และจากการถูกแสง นอกจากนี้ยังเชื่อว่าสารประกอบทั้งสองนี้มีหน้าที่ในการกรองแสงสีฟ้าที่เป็นคลื่นแสงที่มีพลังงานสูง โดยประมาณว่าจะสามารถกรองแสงสีฟ้าลงได้ถึง 40 % ก่อนที่แสงจะตกถึงแมคูลา ดังนั้นจะสามารถลดสภาวะความเครียดออกซิเดชันต่อจอประสาทตาได้อย่างมีนัยสำคัญ กินอะไร ชะลอโรคจอประสาทตาเสื่อม ลูทีน และ ซีแซนทีน เป็นสารประกอบที่จัดอยู่ในกลุ่มของแคโรทีนอยด์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตะมิน เอ ได้ (non-provitamin A carotenoids) โดยทั่วไป หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นกลุ่มแซนโทฟิลล์ (Xanthophyll) ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้างสารประกอบทั้งสองนี้ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ลูเทอินและซีอาแซนทินเป็นแคโรทีนอยด์ 2 ตัวเท่านั้นที่พบอยู่ที่แมคูลา (macula) และที่เลนส์ของตา จากรายงานการศึกษาทางระบาดวิทยา ซึ่งเป็นการศึกษาในประชากรกลุ่มใหญ่ 12 ฉบับ แม้ว่าผลการศึกษาจะไม่สม่ำเสมอ แต่ส่วนใหญ่พบว่ากลุ่มคนที่รับประทานอาหารที่มีผักและผลไม้ที่มีลูทีนและซีแซนทีนสูงสุด หรือกลุ่มคนที่มีระดับลูทีนและซีแซนทีนในเลือดสูงสุด (เปรียบเทียบกับกลุ่มที่ต่ำสุด) จะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมน้อยกว่ามาก นอกจากนี้การศึกษาทางคลินิก (การศึกษาในคน) 7 ฉบับ พบว่าการได้รับลูทีนและซีแซนทีน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร มีผลทำให้ระดับของลูทีนในเลือดและในแมคูลาสูงขึ้น และทำให้การวัดการมองเห็นต่างๆดีขึ้น มีแนวโน้มในการป้องกันการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม เนื่องจาก ลูทีนและซีแซนทีนเป็นสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ จึงสามารถพบได้ใน ผลไม้และผักต่างๆ แหล่งอาหารที่ให้ลูทีนที่ดีที่สุด คือ ผักใบเขียว ตัวอย่างเช่น ผักคะน้าจะมีลูทีนในปริมาณ 4.8 – 13.4 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักผักสด 100 กรัม และผักปวยเล้ง (Spinach; Spinacia Oleracea L.) จะมีลูทีน 6.5 – 13.0 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักผักสด 100 กรัม นอกจากนั้นก็พบได้ในปริมาณไม่สูงในไข่แดง แม้พบอยู่ในไข่แดงในปริมาณน้อย แต่ลูทีนในไข่แดงก็เป็นชนิดที่สามารถถูกนำไปใช้ได้ดี (highly available) ผู้ที่เคยระมัดระวังหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่แดงก็อาจจะต้องคิดดูใหม่ สำหรับปริมาณของลูทีนที่ควรได้รับต่อวัน (Dietary Recommended Intake (DRI)) ยังไม่มีการกำหนด แต่ขนาดที่มีการศึกษา คือ ลูทีน 2.5 – 30 มิลลิกรัม ต่อวัน และ ซีแซนทีน 0.4 – 2 มิลลิกรัม ต่อวัน สำหรับปริมาณของลูทีนที่ใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับการมองเห็นต่างๆในผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม ตัวอย่างเช่น ผักปวยเล้ง 150 กรัม (มีลูทีนประมาณ 14 มิลลิกรัม) หรือในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 4-7 ครั้งต่อสัปดาห์ นาน 1 ปี, ลูทีนในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในขนาด 10 มิลลิกรัมต่อวันร่วมกับสารต้านออกซิเดชัน, ลูทีนในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในขนาด 10 มิลลิกรัมต่อวัน ร่วมกับ ซีแซนทีนในขนาด 1 มิลลิกรัม เป็นต้น โดยสรุป แม้จะยังไม่มีความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงกลไกหรือวิถีทางทุกทางของลูทีนและซีแซนทีน ในส่วนของการป้องกันหรือลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม นอกเหนือจากการกรองแสงสีฟ้าและการต้านออกซิเดชัน และการศึกษายังเป็นในกลุ่มคนจำนวนไม่มาก และผลการศึกษาไม่สม่ำเสมอทั้งหมด แต่การรับประทานลูทีนและซีแซนทีนในรูปของผักและอาหารอื่นๆ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่อันตรายแต่อย่างใด ตารางข้างล่างนี้แสดงถึงปริมาณลูทีนที่พบได้ในผักใบเขียวและอาหารอื่นๆ จากตาราง จะเห็นได้ว่าผักส่วนใหญ่เป็นชนิดที่คุ้นเคยกันในบ้านเรา ผัก 2 ชนิดที่น่าจะมีประโยชน์มากคือ ผักคะน้า และ ผักปวยเล้ง เนื่องจากมีปริมาณลูทีนสูงที่สุด อาจนำมาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนจัดเป็นเมนูอาหารต่างๆ เช่น เมี่ยงคะน้า ผัดผักคะน้า ผัดผักปวยเล้ง น้ำปั่นผักคะน้า/ผักปวยเล้ง เป็นต้น น่าจะเป็นผลดีกับสุขภาพของตา\r\n\r\n",null],
    [1143,769,"น้ำมันมะพร้าวรักษาโรค อัลไซม์เมอร์ (Alzheimer ) ได้จริงหรือ","Tue, 2018-02-06 09:43","http://www.stkc.go.th/node/769","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/110/น้ำมันมะพร้าวรักษาโรคอัลไซม์เมอร์(Alzheimer)ได้จริงหรือ/","\r\nน้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) ซึ่งสกัดจากเนื้อ (Kernel) ของมะพร้าว (Cocos nucifera) ได้รับความสนใจและมีการแนะนำให้นำมาใช้การรักษาโรคอัลไซม์เมอร์ ในน้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันสายปานกลาง (Medium chain triglycerideds, MCTs ) ซึ่งมีจำนวนคาร์บอน 8-12 อะตอมได้แก่กรดลอริก ( C=12) กรดคาปริก (C=10) กรดคาไพรลิก(C=10) และกรดคาโปรอิก (C=8) รวมกันประมาณ 62.5 % ไขมันซึ่งมีกรดไขมันสายปานกลางเมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถเข้าสู่ตับได้โดยตรงไม่ต้องอาศัยน้ำดีในการย่อย โดยทั่วไปร่างกายได้รับพลังงานจากกลูโคส เมื่อกลูโคสลดลงเช่นในกรณีขาดอาหารหรืออดอาหาร ตับจะสร้าง ketone bodies ซึ่งได้แก่ acetoacetate beta-hydroxybutyrate และacetone จากไขมันที่ร่างกายสะสมไว้เพื่อเป็นแหล่งพลังงานแทน ในผู้ที่เป็นโรคอัลไซม์เมอร์นั้นการเผาผลาญกลูโคสลดลงจึงมีผลต่อการทำงานของสมอง มีผู้เสนอให้ใช้น้ำมันมะพร้าวซึ่งจะทำให้เกิดการสร้างคีโตนเพื่อเป็นแหล่งพลังงานของสมองและกล่าวว่าผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมสามารถใช้คีโตนได้ดีกว่ากลูโคส ซึ่งทฤษฎีนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับมากนักในหมู่แพทย์ที่รักษาโรคอัลไซม์เมอร์และนักวิจัย การทำให้เกิดภาวะคีโตซิสในร่างกายนั้นสามารถทำได้โดยการให้อาหารที่เรียกว่า Ketogenic diet ซึ่งเป็นอาหารที่มีไขมันสูง คาร์โบไฮเดรตและโปรตีนต่ำ เพื่อให้ร่างกายใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลักเพื่อทำให้เกิดการสร้างคีโตนขึ้น มีการใช้อาหารนี้ในการรักษาโรคลมชักมาเป็นระยะเวลานานโดยเฉพาะในเด็กที่ไม่ค่อยตอบสนองต่อการใช้ยาและต่อมาพบว่าการใช้ MCTs oil แทนไขมันที่ใช้ตามปกติจะทำให้การดูดซึมเร็วกว่า และทำให้อาหารมีรสชาติดีกว่า เกิดภาวะคีโตซิสได้เร็วกว่าสามารถป้องกันการชักได้ มีรายงานการศึกษาถึงผลของการใช้ Ketogenic diet ในผู้สูงอายุที่เป็นโรคอัลไซม์เมอร์และมีความจำเสื่อมเล็กน้อยจำนวน 23 คน เป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยให้อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำซึ่งจะทำให้มีระดับคีโตนเพิ่มขึ้น พบว่าทำให้ผู้ป่วยมีความจำดีขึ้นกว่าอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง และอีกการศึกษาหนึ่งเป็นการศึกษาทางคลินิกเบื้องต้นในผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์หรือผู้ป่วยความจำเสื่อมอย่างอ่อนจำนวน 20 คน โดยให้ดื่มเครื่องดื่ม MCTs เมื่อทดสอบความจำพบว่าผู้ป่วยมีความจำบางอย่างดีขึ้นและพบว่ามีระดับ beta-hydroxybutyrate สูงขึ้นอย่างเฉียบพลันภายใน 90 นาที หลังการศึกษาทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งเกิดขึ้นเฉพาะผู้ป่วยจำนวน 9 คนที่ไม่มี apolipoprotein E เท่านั้น ปัจจุบันมีอาหารทางการแพทย์ (Medical food) ที่ชื่อว่า Axona® มีสารสำคัญคือกรดคาไพรลิกซึ่งเป็นกรดไขมันสายปานกลาง มีการศึกษาทางคลินิกโดยใช้ชื่อว่า Ketasyn [AC-1202] โดยทำการศึกษาในผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์อย่างอ่อนและปานกลาง จำนวน 152 คน เป็นเวลา 90 วัน แบบ randomized double-blind ใน phase 2 โดยให้ Axona® วันละ10-20 กรัมหรือยาหลอก ในวันที่ 45 ทางผู้ผลิตรายงานว่าผู้ป่วยที่ได้รับ Axona® สามารถทำแบบทดสอบความจำได้ดีกว่า และในวันที่ 90 และหลังจากหยุดให้ Axona® แล้วคือในวันที่ 104 พบว่าผู้ป่วยที่ไม่มี apolipoprotein E gene และได้รับ Axona® มีความจำดีกว่าผู้ที่ได้รับยาหลอก ทั้งสองครั้ง แต่อย่างไรก็ตามทางผู้ผลิตไม่ได้ทำการศึกษาต่อใน phase 3 ซึ่งต้องทำในผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์จำนวนมากขึ้นจึงจะสามารถผ่านการอนุมัติขององค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้ขึ้นทะเบียนเป็นยาได้ ดังนั้นจึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าอาหารทางการแพทย์ Axona® ใช้รักษาโรคอัลไซม์เมอร์ได้ สำหรับการใช้น้ำมันมะพร้าวในการรักษาโรคอัลไซม์เมอร์นั้น ยังไม่พบว่ามีรายงานการวิจัยหรือบทความตีพิมพ์ที่กล่าวถึงการศึกษาทางคลินิกที่ประเมินได้ว่าสามารถใช้รักษาโรคอัลไซม์เมอร์ จึงน่าจะมีการส่งเสริมให้มีการวิจัยทางคลินิกที่นำน้ำมันมะพร้าวมาใช้ในการรักษาโรคอัลไซม์เมอร์โดยตรงเพื่อจะได้ทราบถึงปริมาณที่เหมาะสมและปลอดภัยรวมถึงผลข้างเคียงต่างๆที่อาจเกิดขึ้นกับระบบทางเดินอาหารหรือปริมาณไขมันในเลือด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ป่วยและเป็นแนวทางใหม่ในการรักษาโรคอัลไซม์เมอร์ต่อไป\r\n",null],
    [1144,767,"การเกิดลม","Tue, 2018-02-06 09:24","http://www.stkc.go.th/node/767","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://hothotja.blogspot.com/2013/02/blog-post_7262.html","ลมคือ อากาศที่เคลื่อนที่ การเคลื่อนที่ของอากาศ เป็นผล เนื่อง จากความแตกต่างของอุณหภูมิสองแห่ง หรือความ  แตกต่างของความกดอากาศสองแห่ง โดยลม จะพัดจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูง เข้าสู่บริเวณที่มี ความกดอากาศต่ำ โดยกระแสการไหลของลมจะหยุด หรือความดันของสองจุดมีค่าเท่ากัน อย่างไรก็ตามการ ไหลของลมจะเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากปรากฏการณ์ โคริโอลิส\r\n\r\nกระบวนการเกิดลม\r\n1.เนื่องจากความแตกต่าง ของอุณหภูมิสอง แห่ง อากาศเมื่อได้ความร้อนจะขยายตัว อากาศร้อนจึงลอยตัวสูงขึ้น อากาศที่อุณหภูมิ ต่ำกว่าบริเวณข้างเคียง จะเคลื่อนที่เข้าแทนที่ การเคลื่อนที่ของอากาศ สองแห่งมี อุณหภูมิต่างกันทำให้เกิดลม\r\n2.เนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศ     อากาศเมื่อได้รับความร้อนจะขยายตัว ทำ ให้มีความหนาแน่นลดลง และเป็นผลให้ความ กดอากาศน้อยลงด้วย อากาศเย็นบริเวณใกล้ เคียง ซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่า จะเกิดการ เคลื่อนที่เข้ามาบริเวณ ที่มีความกดอากาศต่ำ กว่า การเคลื่อนที่ของอากาศ เนื่องจากสอง แห่งมี ความ กดอากาศต่างกัน ทำให้เกิดลม\r\n\r\nประโยชน์ของลม\r\n   อากาศที่เคลื่อนที่ย่อมเกิดพลัง เราใช้ประโยชน์จาก พลังของลมได้หลายทางเช่น ใช้หมุนกังหัน  ลม เพื่อช่วย บดข้าวโพด ให้เป็นแป้งหรือ เพื่อการผลิต กระแสไฟฟ้า ใช้หมุนกังหันวิดน้ำ และใช้สำหรับ การแล่นเรือใบเป็นต้น ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1517883880.gif"],
    [1145,758,"blockchain คืออะไร ?","Fri, 2018-02-02 11:24","http://www.stkc.go.th/node/758","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/block-chain-what-is-blockchain/","\r\n \r\n\r\nBlock chain คือเทคโนโลยีซอฟต์เป็นเทคโนโลยีซอฟแวร์แบบเพียร์ทูเพียร์ ( เชื่อมต่อแบบโครงข่ายโดยตรง ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่มีคนกลาง ) ที่ปกป้องข้อมูลโดยที่ไม่อนุญาตให้ใครปลอมหรือเปลี่ยนได้ หลายท่านคงเคยได้ยินว่า BlockChain ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อใช้สร้างสกุลเงินดิจิทัลต่างๆ รวมถึง บิทคอยน์ ( BITCOIN) และไม่ใช่แค่สกุลเงินดิจิทัลเท่านั้น ยังมีบริการลายเซ็นออนไลน์ หุ้น เพลง หรือศิลปะต่างๆ ระบบลงคะแนน และแอปพลิเคชันอื่นๆอีกมาก เรียกได้ว่า BlockChain\r\n\r\nโดยทั่วไปเราใช้เงินที่ทำจากกระดาษ เมื่อคุณได้ธนบัตร 10 ดอลล่าร์ คุณก็มั่นใจได้ว่ามันไม่ใช่ของปลอม แต่หากมีคนส่งอีเมลมาบอกคุณว่า “นี่เงินสิบดอลล่าร์” คุณก็คงจะไม่เชื่ออย่างแน่นอน ทั้งๆที่เวลาเรา”โอนเงิน” โดยใช้ตู้เอทีเอ็ม หรือจ่ายเงินผ่านบัตร เราก็ใช้วิธีการแบบเดียวกันนี้ เป็นการส่งเงินผ่านทางข้อความดิจิตอล\r\n\r\nเพื่อที่จะทำให้แน่ใจว่าไม่มีใครโกง หรือส่งเงินที่พวกเขาไม่มีอยู่จริงออกไป “ข้อความ” พวกนี้ต้องเดินทางผ่านธนาคารที่เชื่อถือ ซึ่งการโอนเงินแต่ละครั้งจะลงบันทึกทุกอย่างเอาไว้ พวกเขาจึงทราบ ว่าใครมีเงินมากแค่ไหนและ หักออกไปได้อย่างถูกต้องจากทุกๆธุรกรรมที่เกิดขึ้น แต่ราคาของบริการก็จัดว่าสูงมาก เนื่องจากมีธุรกรรมเกิดขึ้นนับล้านทั่วโลกในทุกๆนาที\r\n\r\n \r\n\r\nแต่ด้วย BlockChain เราสามารถประหยัดต้นทุนค่าบริการของธนาคาร ทำให้การส่งเงินเหมือนกับแค่การส่งอีเมล แทนที่จะส่งข้อมูลธุรกรรมจำนวนมากผ่านเซิร์ฟเวอร์เพียงไม่กี่ตัว BlockChainใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหลายพันเครื่องบนอินเตอร์เน็ต โดยทุกๆรายการจะถูกคัดลอกและตรวจสอบเทียบกัน ระหว่างคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง ในระบบสมุดบัญชีที่เรียกว่า เลดเจอร์ ซึ่งทำให้มีความปลอดภัย\r\n\r\nBlockChain ไม่เพียงทำให้เรา สร้างสกุลเงินออนไลน์ที่ปลอดภัยได้เท่านั้น ด้วยคุณสมบัติของ BlockChain มีความปลอดภัยสูงในการจัดเก็บข้อมูล ทำให้หลายอุตสาหกรรมเริ่มนำเทคโนโลยี BlockChain มาประยุกต์ใช้ เช่น บัตรประชาชนออนไลน์ บัตรลงคะแนนเสียง หนังสือค้ำประกัน สัญญา โฉนดที่ดิน และ “เครื่องมือทางกฏหมาย” อื่นๆอีกมาก\r\nBlockChain เปลี่ยนวิถีในการทำธุรกิจ เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตในการแลกเปลี่ยนค่า Value Exchange เช่นโฉนดที่ดิน บัตรประชาชน ก็สามารถใช้เทคโนโลยี Block Chain ได้ และช่วยลดกระดาษ มีความปลอดภัยและและน่าเชื่อถือสูงเพราะบันทึกตลอดตั้งแต่ต้นทุกครั้งที่โอนย้ายเปลี่ยนเจ้าของ\r\n\r\n\r\n\r\nภาพประกอบจาก pwc.com\r\n",null],
    [1146,757,"คุกกี้ คืออะไรในคอมพิวเตอร์? ไม่ใช่ขนม และไม่ใช่คุกกี้เสี่ยงทาย","Fri, 2018-02-02 11:16","http://www.stkc.go.th/node/757","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/what-is-cookie-in-computer/","\r\nช่วงนี้หากพูดถึงคุกกี้ หลายท่านอาจนึกถึงขนมคุกกี้อันแสนหวาน กล่องคุกกี้สีแดงช่วงปีใหม่ หรือไม่ก็เพลงฮิตสุดๆในความหมายเดียวกันอย่าง คุกกี้เสี่ยงทาย – BNK48 ที่แปลมาจากเพลงต้นฉบับ Koisuru Fortune Cookie ของศิลปิน AKB48 ใช่ไหม แต่ถ้าเป็นคุกกี้ในวงการคอมพิวเตอร์นี่ ก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องรู้ บางครั้งเป็นฟีเจอร์หนึ่งที่แสนหวาน แต่ก็เสี่ยงถึงการแฮกข้อมูลและความเป็นส่วนตัวได้เหมือนกัน\r\n\r\n \r\n\r\nคุกกี้ ( Cookie ) ในวงการคอมพิวเตอร์นี้ ไม่ใช่ขนม แต่เป็น text ไฟล์เล็กๆที่สร้างขึ้นจาก web server และบันทึกข้อมูลลงในคอมของเรา เช่นข้อมูลเข้าถึงเว็บไซต์หลัง Login , การลงทะเบียนฟอร์ม ก็ต้องขออนุญาตให้ติดตั้ง Cookie ก่อน ถ้าไม่อนุญาต ก็ไม่สามารถติดตั้งได้ และ web server ก็เก็บข้อมูลบันทึกไฟล์ cookie ด้วย\r\nผลที่ได้จาก cookie เช่น คุณเข้า facebook แล้ว login ไว้ แล้วเข้าเว็บใหม่ จะไม่ถามรหัสผ่าน เข้าถึงโปรไฟล์และอัพเดตโปรไฟล์เราได้ทันที เนื่องจากเว็บได้อ่าน Cookie ที่ได้บันทึกไว้ แต่อย่างไรก็ตาม Cookie อันแสนหวานของคอมพิวเตอร์นี่ อาจมีสิ่งไม่ดีเช่น สปายแวร์แอบเก็บข้อมูลของคุณ เพื่อส่ง Junk-mail หรือ Pop-up โฆษณาก็ได้ และอาจเสี่ยงโดนสวมรอยบัญชีได้ด้วย ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือลบ cookie ออกผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ หรือจะ Logout เว็บไซต์ทุกครั้งก็ได้\r\n\r\nคุกกี้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ\r\n\r\n\r\n\tคุกกี้ของบุคคลที่หนึ่ง ซึ่งเว็บไซต์ที่คุณเข้าชมเป็นผู้สร้างขึ้น เว็บไซต์จะแสดงอยู่ในแถบที่อยู่เว็บ\r\n\tคุกกี้ของบุคคลที่สาม ซึ่งเว็บไซต์อื่นๆ เป็นผู้สร้างขึ้น เว็บไซต์เหล่านี้เป็นเจ้าของเนื้อหาบางอย่าง เช่น โฆษณาหรือรูปภาพที่คุณเห็นในหน้าเว็บที่เข้าชม\r\n\r\n\r\nหากไม่ลบคุกกี้ ก็เสี่ยงถึงการเข้าถึงข้อมูลบัญชีสำคัญๆของเรา และอาจถูกเก็บข้อมูลเพื่อนำไปใช้อย่างอื่น หลายเว็บไซต์จึงออกนโยบายคุกกี้เพื่อความโปร่งใส และน่าเชื่อถือ เช่น Apple , Linkedin ด้วยอย่างไรก็ตามก็ควรลบคุกกี้ Cookie ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ด้วยดีกว่า อย่าปล่อยให้คุกกี้เสี่ยงทายบัญชีออนไลน์ของคุณเลย\r\n\r\nภาพประกอบจาก blue2purple บน Slideshare  , Google\r\n",null],
    [1147,756,"HIP ระบบรักษาความปลอดภัยที่เหมาะกับบ้านและออฟฟิศ","Fri, 2018-02-02 11:05","http://www.stkc.go.th/node/756","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/review-hip-access-control/","เทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น เรื่องของระบบรักษาความปลอดภัยก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้นค่ะ ไม่ได้หมายถึงแค่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์นะคะ แต่เป็นความปลอดภัยเบื้องต้นอย่างบ้าน หรือในสถานที่ทำงานที่มีการเข้าออกนี่แหละค่ะ และเนื่องจากเอิ้นเพิ่งเปิด Office แห่งใหม่ (ย้ายจากที่เดิมมาที่ใหม่ค่ะ ^_^ เลยต้องทำใหม่หมดเลย) การเลือกอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก ซึ่งก็ต้องครอบคลุมอย่างครบวงจร ออฟฟิศใหม่นี้ เอิ้นก็เลือกใช้อุปกรณ์เหล่านี้จาก HIP มาดูกันว่ามีอะไรและทำงานอย่างไรบ้าง\r\n\r\nอุปกรณ์สำคัญที่เอิ้นเลือกใช้คือระบบรักษาความปลอดภัยในออฟฟิศ ส่วนที่เลือกก็ประกอบด้วย CI806Uเครื่องสแกนลายนิ้วมือของ HIP และเทคโนโลยีกล้องวงจรปิด CCTV\r\n\r\nหลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเลือกใช้เครื่องสแกนลายนิ้วมือ ยุคนี้แล้วหากออฟฟิศไหนใช้กุญแจก็คงยากค่ะ เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีคนเข้าๆออกๆกันบ่อยๆ ทั้งพนักงานและตัวเอิ้นเอง การสแกนลายนิ้วมือจึงเหมาะสมที่สุด เพราะหากเป็นกุญแจทั่วไปอาจถูกขโมยไปปั้ม หรือสะเดาะกุญแจได้ ตรงกันข้าม ถ้าใช้เทคโนโลยีการสแกนด้วยลายนิ้วมือ อันเป็นเทคโนโลยีระดับสูงเพื่อตรวจสอบและพิสูจน์อัตลักษณ์ตัวบุคคล เพราะลายนิ้วมือของคนทุกคนแตกต่างกัน ไม่สามารถเลียนแบบได้ ซึ่ง HIP Access Controlตอบโจทย์ตรงนี้\r\n\r\nนอกจากนี้ลายนิ้วมือสะดวกกว่ากุญแจ ไม่ต้องกลัวเผลอลืมไว้ที่ไหน เพราะอยู่กับเราตลอดเวลา ไม่ต้องคอยไขกันทุกครั้งให้ลำบากด้วย ก็เลยสะดวกง่ายดายกว่า เวลาจะเปิดประตูก็รวดเร็วเพียงแค่ 1 วินาทีเท่านั้นเอง ไม่ต้องรื้อ ไม่ต้องค้นหากุญแจในกระเป๋าอีกต่อไป ก็เลยตัดสินใจเลือกแบบนี้ค่ะ ถ้าต้องการความปลอดภัยให้เข้มข้นกว่านี้ ก็ใช้ควบคู่กันกับบัตรคลื่นความถี่ 125 KHz. และรหัสผ่าน ใช้ 3 อย่างนี้ควบคู่กันไปเลย\r\n\r\nอีกทั้งเอิ้นสามารถจำกัดสิทธิและควบคุมระบบด้วยลายนิ้วมือของ Admin จำกัดการเข้าถึงเมนู เพิ่ม ลบ หรือแก้ไขลายนิ้วมือของผู้ใช้งาน รวมทั้งการจัดการโปรแกรม Premium Time ควบคุมการเปิดและปิดประตูได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ยังมี ชุดล็อคประตูด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า แถมติดตั้งกับประตูไม้ เหล็ก อลูมิเนียม กระจกบานเปลือยก็ยังติดตั้งได้ไม่ยากค่ะ มีไฟบ่งบอกสถานะการเปิดและปิดประตูชัดเจน และถ้าเปิดประตูค้างไว้ จะมีเสียงเตือนให้รีบปิดประตูด้วยป้องกันคนเผลอเปิดประตูค้างไว้หรือปิดไม่สนิท\r\n\r\nแถมมีแบตเตอรี่สำรองไฟ ไฟตก ไฟดับเมื่อไหร่ ก็สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง\r\n\r\nเวลาจะเปิดประตูจากด้านในก็เพียงแค่กด Exit Switch\r\n\r\nและเรื่องสำคัญที่เอิ้นว่าทุกออฟฟิศในสมัยนี้ควรจะต้องมี ก็คือกล้องวงจรปิดหรือระบบ CCTV ค่ะ เวลาเกิดเหตุอะไร ก็ได้ดูได้ (หรือจะไว้ดูว่าพนักงานทำงานกันเป็นอย่างไรก็ได้ เพราะสามารถเข้าชมภาพผ่านแอปบนมือถือได้เลย) ซึ่งเอิ้นเลือกใช้เทคโนโลยี AHD ของ HIP ซึ่งมีความคมชัดสูง 2 ล้านเมก้าพิกเซล หรือ 1080P ดูภาพได้ทั้งกลางวันและกลางคืน แม้จะมืดสนิทก็ยังดูภาพได้นะ\r\n\r\nโดยเรายังสามารถดูผ่านแอปพลิเคชั่นบนมือถือได้ด้วย และภาพต่างๆนี้ เอิ้นเลือกในแบบให้บันทึกเอาไว้ด้วยค่ะ เผื่อเกิดเหตุใดๆ ก็สามารถมาเรียกดูภาพย้อนหลังได้ ซึ่งภาพถูกบันทึกในแบบคมชัดสูง เก็บไว้ในเซฟอย่างดี โดย HIP ยังได้เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานโดยเพิ่ม Battery Backup เก็บไว้ในตู้ Rack เพื่อป้องกันการทำลายอุปกรณ์อีกชั้นหนึ่งด้วย\r\n\r\nเรื่องของระบบรักษาความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ต้องเลือกใช้งานอย่างรัดกุม ทั้งเครื่องสแกนลายนิ้วมือและระบบกล้องวงจรปิด ใช้งานง่าย เพิ่มความสะดวก แถมเพิ่มความปลอดภัยอีกต่างหากค่ะ บ้านหรือออฟฟิศไหนนำมาใช้ก็ดูอินเทรนด์ ดูดีมีสไตล์ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับเจ้าของบ้านและสำนักงานไปด้วยนะคะ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก็คือเพื่อความปลอดภัย ในราคาที่ไม่แพงอย่างที่คิด\r\n",null],
    [1148,755,"วิธีตั้งค่าเว็บเบราว์เซอร์ Chrome ปิดเสียงวีดีโอที่น่ารำคาญโดยอัตโนมัติ","Fri, 2018-02-02 10:56","http://www.stkc.go.th/node/755","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/chrome-automatically-mute-settings/","\r\n \r\n\r\nย้อนไปบทความเรื่อง วิธีตั้งค่าปิดเสียงวีดีโอที่น่ารำคาญ บนเว็บเบราว์เซอร์ Chrome ซึ่งวิธีนี้ก็ช่วยให้ลดเสียงต่างๆที่เล่นอัตโนมัติบนเว็บเบราว์เซอร์ได้ แต่ต้องคลิกแท็บนั้นก่อนถึงจะปิดเสียง นั่นหมายความว่าทันทีที่ปิดเครื่องคอมแล้วเปิดเว็บเบราว์เซอร์ใหม่ ก็เปิดเสียงอยู่ดี ดังนั้นเรามาจัดการสิ่งนี้ตั้งแต่ต้นโดยตั้งค่า Chrome ให้ปิดเสียงวีดีโอที่น่ารำคาญโดยอัตโนมัติ ไม่ให้พวกวีดีโอเล่นเสียงออกมาได้\r\n\r\nโดยเข้าไปคลิกที่ไอคอน 3 จุด บนเว็บเบราว์เซอร์ Chrome เลือก Settings\r\n\r\nเมื่อเข้าที่หน้าจอ Settings แล้ว ให้คลิกที่ Advanced\r\n\r\nจากนั้นเลือกเมนู sound\r\n\r\nจะเห็นหมวด Muted ซึ่งเป็นหมวดปิดเสียงนั่นเอง ให้คลิกที่ Add ดังรูป\r\n\r\nแล้วใส่ชื่อเว็บไซต์ที่จะให้ Chrome ปิดเสียงวีดีโอให้โดยอัตโนมัติ แล้วคลิกที่ปุ่ม Add แค่นี้ก็เรียบร้อย\r\nผลที่ได้คือเว็บไซต์ที่ถูก Add จะถูกปิดเสียงโดยอัตโนมัติ ส่วนเว็บไซต์อื่นๆที่ไม่ได้ add ไว้ในการตั้งค่าเมื่อสักครู่จะเล่นเสียงตามปกติ\r\n",null],
    [1149,754,"Google Flight สามารถวิเคราะห์เที่ยวบิน Delay ด้วย AI","Fri, 2018-02-02 10:44","http://www.stkc.go.th/node/754","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.it24hrs.com/2018/google-flights-predict-flight-delays/","\r\nหลายท่านคงเคยใช้ Google Flights ในการจองเที่ยวบินต่างๆใช่ไหม แต่ตอนนี้ Google เริ่มใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์ความล่าช้าของเที่ยวบิน (Flight delay) ได้แล้ว\r\n\r\nโดย Google Flights จะแสดงในรูปแบบสีแดงเตือนว่าล่าช้า พร้อมรายงานสาเหตุการล่าช้าของเที่ยวบินด้วย โดยวิเคราะห์ด้วย Machine Learning  วิเคราะห์ว่าเที่ยวบินนี้มีโอกาสล่าช้ามากน้อยแค่ไหน โดยรวบรวมจากข้อมูลประวัติเที่ยวบินก่อนหน้านั้นในช่วงเวลาเดียวกัน\r\n\r\n\r\nนอกจากนี้ การจองผ่านทาง Google Flight จะเผยราคาที่ละเอียดขึ้น ว่าโปรลดราคาจะถูกตัดอะไรออกบ้าง หรือต้องเพิ่มเงินอีกเท่าไหร่ถึงได้บริการนี้บนเครื่องบิน เช่นซื้อกระเป๋าเพิ่มเป็นต้น ตอนนี้ใช้ได้กับ Delta Air Lines, American Airlines และ United Airlines\r\n\r\nฟีเจอร์ใหม่ของ Google Flight นี้สามารถใช้ได้แล้ววันนี้บนเว็บไซต์ https://www.google.com/flights/ บนเว็บเบราว์เซอร์ ใช้ได้ทั้งคอมพิวเตอร์และบนมือถือ\r\n\r\nข้อมูลจาก Google  , Engadget\r\n",null],
    [1150,744,"อดีตวิศวกร NASA เปลี่ยนบ่อทรายเป็นของเหลว ทำได้ยังไง?!","Mon, 2018-01-29 11:27","http://www.stkc.go.th/node/744","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.youtube.com/watch?v=My4RA5I0FKs","การทดลองสุดเจ๋ง!! จะเป็นยังไง เมื่ออดีตวิศวกร NASA เนรมิตทรายให้กลายเป็นของเหลว แล้วลงไปนอนแช่แทนน้ำ!!\r\n \r\nอดีตวิศวกร NASA มาร์ค โรเบอร์ (Mark Rober) ได้ทำการทดลองสร้างบ่อเปลี่ยนทรายขึ้นมา โดยล้มเหลวมามากถึง 25 ครั้ง กว่าจะสำเร็จ!!\r\n \r\nเคล็ดลับของเขาคือการอัดอากาศเข้าไปใต้บ่อ เพื่อเพิ่มช่องว่างระหว่างอนุภาคของเม็ดทรายแต่ละเม็ด ส่งผลให้ลดแรงเสียดทานที่ทรายกระทำกันลง จนทำให้วัตถุต่างๆ สามารถทะลุผ่านได้เหมือนทะลุผ่านของเหลวนั่นเองครับ\r\n \r\n#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1517200027.PNG"],
    [1151,742,"10 เรื่องดาราศาสตร์เด็ดๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2561","Mon, 2018-01-29 10:32","http://www.stkc.go.th/node/742","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.dek-d.com/education/48055/","จดไว้ กันพลาด!! 10 ปรากฏการณ์บนท้องฟ้า เด็ดๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2561 พร้อมวันพยากรณ์ ที่ต้องห้ามพลาด จะมีเรื่องใดบ้าง ตามไปดูได้เลยครับ\r\n\r\nคลิก : https://www.dek-d.com/education/48055/","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1517196769.jpg"],
    [1152,740,"ทำไมเราจึงเห็นผ้าเปียกน้ำมีสีเข้มกว่าบริเวณอื่น?","Fri, 2018-01-26 09:27","http://www.stkc.go.th/node/740","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.vcharkarn.com/varticle/502457","เคยดื่มน้ำแล้วพลาดหกใส่ตัวเองมั๊ย? ซุ่มซ่ามเนอะ! เปียกเลย ไหนๆ ก็เปียกแล้ว พลันสายตาที่เห็นเสื้อเปียกก็คิดได้ว่า ทำไมเราจึงเห็นเสื้อเปียกสีเข้มกว่าบริเวณที่มันแห้ง เรื่องนี้! ฟิสิกส์ของแสงอธิบายได้ ...\r\n\r\nในขณะที่เนื้อผ้าแห้ง แสงที่ตกกระทบบนเนื้อผ้า จะมีแสงบางส่วนที่ความยาวคลื่นระดับหนึ่งถูกดูดกลืนเอาไว้ และแสงบางส่วนสะท้อนเข้าสู่ตาเราทำให้เรามองเห็นสีของผ้าเป็นสีแดง หรืออาจกล่าวง่ายๆ คือ แสงสีขาวที่ตกกระทบเนื้อผ้าสีแดง แสงสีอื่นๆ เช่น แสงสีม่วง แสงสีน้ำเงิน แสงสีเขียว เป็นต้น จะถูกดูดกลืนไว้ เหลือแต่แสงสีแดงของเนื้อผ้าที่สะท้อนมาเข้าตาเราให้เราเห็นเป็นสีแดง  แต่เมื่อคุณทำน้ำหกใส่ จะมีชั้นของน้ำเข้ามาแทรกอยู่ระหว่างเนื้อผ้า แทนที่จะมีการสะท้อนของแสงออกจากเนื้อผ้า แล้วเข้าตาให้เราเห็นเป็นสีของเนื้อผ้าปกติ กลับมีบางส่วนของแสงหักเหลงไปในชั้นของน้ำและเนื้อผ้า  จึงทำให้มีการดูดกลืนแสงมากขึ้น (แสงสะท้อนที่เข้ามาที่ตาลดลง) เราจึงเห็นสีของผ้าเปียกเข้มกว่าบริเวณที่ผ้าแห้งนั่นเอง\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1516933637.jpg"],
    [1153,738,"เซลล์ที่ใช้ในการมองเห็นสี ส่วนใหญ่จะเห็นเพียงสีดำหรือสีขาว?","Thu, 2018-01-25 14:20","http://www.stkc.go.th/node/738","เทคโนโลยีชีวภาพทางด้านการแพทย์","http://www.vcharkarn.com/vnews/505895","การศึกษาใหม่ค้นพบว่า การที่คนเรานั้นมองเห็นสีอาจจะมีความคล้ายกับการระบายสีลงไปในหนังสือที่เป็นสีขาวกับสีดำ การค้นพบในครั้งนี้หมายความว่า การเห็นสีอาจจะทำงานแตกต่างกันมากกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คิดเอาไว้\r\n\r\nการมองเห็นด้วยตานั้นใช้ชนิดของเซลล์ที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก ในแต่ละชนิดจะทำการสะสมข้อมูลที่แตกต่างกันออกไป นักวิทยาศาสตร์รู้มาเป็นกว่าทศวรรษแล้วว่า มีบางเซลล์ ซึ่งรู้จักกันในนามของ cones (โคนเซลล์) ทำหน้าที่ในการตรวจจับสี มันเป็นส่วนหนึ่งของเรติน่าที่อยู่ภายในด้านหลังของลูกตา\r\n\r\nเซลล์โคนสามารถรับรู้ถึงสีแดง เขียว หรือแสงสีฟ้าได้ แต่ Ramkumar Sabesan ค้นพบว่า บางส่วนของมันรับรู้แสงสีขาวได้ และเฉพาะแสงสีขาวเท่านั้น นั่นเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก\r\n\r\nSabesan เป็นนักวิจัยทางด้านการมองเห็นที่ University of Washington เขาและทีมวิจัยของเขาที่ University of California ได้รายงานการค้นพบที่คาดไม่ถึงนี้ไว้ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ Science Advances เมื่อวันที่ 14 กันยายน\r\n\r\nทีมวิจัยใช้กล้องจุลทรรศน์ความสามารถสูงในห้องทดลองเพื่อส่องเข้าไปในตาของผู้ชายสองคน พวกเขาสร้างแบบของโคนเซลล์กว่า 1000 เซลล์ในเรตินา แบบแผนนี้แสดงให้เห็นว่าตรงไหนเป็นสีแดง สีเขียว และสีฟ้า หลังจากนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้ฉายจุดเล็ก ๆ ของแสงเลเซอร์ไปบนโคนเซลล์เดี่ยว ๆ ของสีเขียวหรือสีแดง และทำการสอบถามผู้ชายเหล่านั้นว่าเขาเห็นสีอะไร\r\n\r\nพวกเขาได้เรียนรู้ว่า โคนเซลล์สีแดงและสีเขียวที่เรารู้จักกันนั้นแต่ละอันมีสองชนิด หนึ่งชนิดสามารถที่จะปล่อยแสงสีขาวออกมาได้ และอีกชนิดหนึ่งจะขึ้นอยู่กับสี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โคนเซลล์ที่อยู่ไกลจะรายงานถึงการเห็นแสงสีขาวมากกว่าที่จะเป็นแสงสีแดงหรือสีเขียว จากโคนเซลล์สีแดงจำนวน 167 เซลล์ที่ทำการทดสอบ มีสัญญาณแสงสีขาวอยู่ 119 เซลล์ และสัญญาณที่เห็นสีแดงอยู่ 48 เซลล์ สำหรับโคนเซลล์สีเขียวจำนวน 98 เซลล์ มีสัญญาณแสงสีขาวถึง 77 เซลล์ และสัญญาณสีเขียวอยู่ 21 เซลล์ มันมีโคนเซลล์สีฟ้าอยู่เรตินาเพียงเล็กน้อย ดังนั้นนักวิจัยจึงไม่ได้ทำการทดสอบมัน\r\n\r\nมันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจว่า มีโคนเซลล์เพียงเล็กน้อยที่ดูเหมือนจะทำหน้าที่ในการจับสี แม้ว่าเซลล์ทั้งหมดสามารถจะทำได้ Donald MacLeod กล่าว “มันดูเหมือนว่าจะมีการจัดเรียงที่ไม่มีประสิทธิภาพ” เขากล่าวเพิ่มเติม เขาเป็นนักวิจัยทางด้านการมองเห็นที่ University of California\r\n\r\nเซลล์จำนวนมากที่จับแสงสีขาวสามารถทำการสร้างภาพสีขาวดำจากสิ่งแวดล้อมโดยรอบได้ พวกเขาได้ให้กรอบซึ่งเป็นรายละเอียดของการมองเห็น เซลล์ที่รับสัญญาณสีเขียวและแดงนั้นทำการเติมเข้าไปในเส้นด้วยสีที่หนาและพร่ามัว “กระบวนการนี้ทำงานคล้ายกับการเติมสีเข้าไปในหนังสือระบายที่มีภาพร่างขาวดำ” Sabesan กล่าว\r\n\r\nพวกมันทำงานได้อย่างไร\r\n\r\nในการที่จะทำให้ได้รูปแบบของเรตินาที่ชัดเจน นักวิจัยได้ทำการยืมเทคนิคที่นักบินอวกาศใช้ในการวางแบบสิ่งต่าง ๆ ในอวกาศ เพราะว่าตานั้นมีการเคลื่อนไปมาที่แน่นอน นักวิจัยยังต้องศึกษาถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของตาในผู้ชายอีกด้วย ด้วยวิธีแบบนี้เท่านั้นที่พวกเขาสามารถจะคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่า โคนเซลล์ไหนที่ทำการเคลื่อนตัวไปในเสี้ยววินาทีเมื่อพวกเขาทำการระบุเป้าหมายด้วยแสงเลเซอร์\r\n\r\nพวกเขาทำการกระตุ้นโคนเซลล์เดี่ยว ๆ กว่า 273 โคนเซลล์ทีละอัน ในดวงตาของอาสาสมัคร กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณสองปี\r\n\r\nการค้นพบแนะว่า เรตินาทำในสิ่งที่เหนือกว่านักวิทยาศาสตร์ได้คิดกันเอาไว้ โคนเซลล์ถูกคิดว่าอ่านเพียงแสงสีแดง สีเขียวหรือสีฟ้าเท่านั้น นักวิทยาศาสตร์คิดว่าสมองนั้นทำงานอย่างหนักในการรวมสัญญาณเหล่านี้ให้กลายเป็นรูปแบบของสีที่สมบูรณ์ซึ่งรวมไปถึงสีดำและสีขาวด้วย\r\n\r\nแต่แทนที่ เรตินาจะทำงานมากกว่า เรตินาได้ส่งสัญญาณทั้งสีดำ สีขาว และข้อมูลสีไปยังสมอง สิ่งนี้ทำให้สมองนั้นทำงานได้ง่ายขึ้น ในขณะนี้ นักวิจัยกำลังพยายามทำความเข้าใจว่า โคนเซลล์รู้ได้อย่างไรว่าเป็นสัญญาณสีหรือการเกิดขึ้นของแสงสีขาว ชนิดของเซลล์ที่แตกต่างกันถูกจัดการอย่างไรในเรตินา ยกตัวอย่างเช่น โคนเซลล์สีแดงมีแนวโน้มมากกว่าที่จะรับสัญญาณแสงสีขาวเมื่อบริเวณรอบ ๆ นั้นถูกล้อมไปด้วยโคนเซลล์สีเขียว\r\n\r\nที่มา:\r\n\r\nJournal: R. Sabesan et al. The elementary representation of spatial and color vision in the human retina. Science Advances. September 14, 2016, p. e1600797. doi: 10.1126/sciadv.1600797.","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1516864842.png"],
    [1154,731,"จัดการกับฮอร์โมนหิว","Wed, 2018-01-24 13:46","http://www.stkc.go.th/node/731","วิทยาศาสตร์การแพทย์","http://www.healthmefit.com/จัดการกับฮอร์โมนหิว/","ในการทำสงครามกับพุง เราต้องทำความรู้จักกับฮอร์โมนสำคัญสองตัว ตัวแรกคือฮอร์โมนหิว และอีกตัวคือ ฮอร์โมนอ้วนวันนี้เรามารู้จักเจ้าฮอร์โมนหิวกัน ฮอร์โมนหิวนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า เกรลิน (Ghrelin hormone)\r\n\r\nเกรลินถูกหลั่งออกมาจากเซลล์กระเพาะอาหาร เพื่อส่งสัญญาณบอกสมองให้สั่งสองมือไปหาอาหารเข้าปาก ก่อนมื้ออาหาร จะเป็นช่วงเวลาที่ระดับของเกรลินขึ้นสูง เมื่อรับประทานอาหารไป ระดับของเกรลินก็จะลดลงประมาณ 3 ชั่วโมงโดยเฉลี่ย วิธีการที่จะจัดการกับความหิว คือ พยายามควบคุมเกรลินให้ไม่สูงเกินไป และไม่ถูกหลั่งออกมาเร็วเกินไป ซึ่งทำได้ง่ายๆ ตามวิธีต่อไปนี้\r\n\r\nเพิ่มโปรตีนดีในมื้ออาหาร พบว่าการรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น ไข่ขาว ปลา ถั่ว จะช่วยยับยั้งการหลั่งของเกรลินได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมื้อเช้า\r\nเลี่ยงอาหารไขมันสูง พบว่ามื้ออาหารที่มีไขมันสูง ส่งผลยับยั้งฮอร์โมนหิวหรือเกรลินได้ไม่ดีเท่าอาหารไขมันต่ำ นั่นหมายความว่า ยิ่งรับประทานอาหารมันๆ ก็จะยิ่งหิวง่ายขึ้น\r\nอย่านอนดึก การนอนไม่พอส่งผลกระตุ้นการผลิตของเกรลิน ลองสังเกตดูว่าในวันที่คุณนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ นอกจากจะง่วงเพลียแล้ว ยังมักจะหิวเก่งขึ้นด้วย\r\nรับประทานมื้อเล็ก แต่บ่อยขึ้น การแบ่งอาหารเป็นมื้อที่เล็กลง แต่รับประทานบ่อยขึ้นเป็นทุก 3-4 ชั่วโมง จะช่วยกระตุ้นเปปไทด์ YY3-36 ซึ่งจะไปยับยั้งการหลั่งของเกรลินอีกต่อหนึ่ง\r\nหาทางจัดการกับความเครียด เช่น ออกกำลังกาย นวด นั่งสมาธิ ฟังเพลง ในเวลาที่เรามีความเครียดหรือวิตกกังวล เกรลินจะถูกผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เราหิวง่ายขึ้นในยามเครียด","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1516776382.jpg"],
    [1155,729,"มดก็หลับเป็นเหมือนกันนะ! รู้ยัง?","Tue, 2018-01-23 15:05","http://www.stkc.go.th/node/729","สัตววิทยา","http://www.คุณรู้หรือไม่.com/sleeping-ants/","          เดบี แคสซิล และกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซาท์ฟลอริดา ได้ทำการศึกษารูปแบบการนอนหลับของมดแดงไฟชนิด Solenopsis invicta โดยการเลี้ยงมดดังกล่าวในห้องปฏิบัติการ ในแต่ละห้องย่อยมีมดราชินี 3 ตัว มดงาน 30 ตัว และตัวอ่อนขนาดใหญ่ 30 ตัวให้มดงานทำงานให้ และมีการบันทึกภาพพฤติกรรมของมดพวกนี้ไว้ตลอดเวลา \r\n\r\n          จากการศึกษาพบว่า รูปแบบการนอนของมันไม่ได้เป็นไปตามวัฏจักรของกลางวันและกลางคืน เพราะมันอาศัยอยู่ใต้ดินเป็นหลัก แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องทึ่งก็คือ ความถี่ในการงีบหลับของมดงานที่มีความถี่สูงมาก โดยเฉลี่ยนั้นพบว่ามดงานงีบหลับ 250 ครั้งต่อวัน แต่ละครั้งนานเพียงระดับนาที และเมื่อรวมกันแล้วในวันนึงมดงานนอน 4 ชั่วโมง 48 นาทีเท่านั้น ไม่ได้นอนครั้งละนานๆ เหมือนมนุษย์เรา\r\n\r\n          ส่วนมดราชินีจะนอนมากกว่ามดงาน โดยแต่ละครั้งกินเวลาประมาณ 6 นาที และนอนถี่ประมาณ 90 ครั้งต่อวัน หรือโดยรวมแล้วประมาณ 9 ชั่วโมงต่อวัน มดราชินีจะมีการปรับช่วงเวลานอนให้ตรงกัน โดยพบว่าพวกมันจะนอนกองรวมกันในที่หนึ่ง ตัวหนึ่งจะนอนทับอีกตัวหนึ่ง และจะแยกจากกันเมื่อมันตื่น ในบางครั้งมดราชินีก็งีบหลับบ้าง แต่อาจถูกปลุกให้ตื่นได้เมื่อมีกิจกรรมต่างๆ มาสัมผัสรอบตัวเธอ\r\n\r\n          นักวิทยาศาสตร์สังเกตพฤติกรรมการหลับจากตำแหน่งของหนวดที่ไม่ได้ยกขึ้นเต็มที่และการอ้าปากค้าง ถ้าอยู่ๆ มันเกิดการหลับลึกขึ้นมา หนวดจะตกลงมากขึ้น ปากจะเริ่มปิด แล้วหนวดจะเริ่มม้วนตัว ตัวไหวสั่น อาจเกิดจากการเคลื่อนของหนวดอย่างรวดเร็ว คล้ายกับการเคลื่อนลูกตาอย่างรวดเร็วเวลาที่สัตว์มีกระดูกสันหลังเกิดการหลับลึกด้วยเหมือนกัน\r\n\r\n          การที่มดงานมีพฤติกรรมการนอนเช่นนี้ น่าจะช่วยทำให้มั่นใจได้ว่ารังจะได้รับการปกป้องเสมอโดยมดที่ยังตื่นอยู่ เนื่องจากการหลับนั้นเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน เมื่อพิจารณาถึงประชากรมดงานทั้งหมดในรังมด และช่วงเวลาการหลับที่แตกต่างกันนี้ อาจบ่งบอกถึงอายุขัยของมดในแต่ละวรรณะได้ มดงานมักมีอายุอยู่ไม่กี่เดือน มดงานทำงานตลอดวันตลอดคืนเพื่อความอยู่รอดของรัง พักผ่อนน้อย ใช้วิธีงีบหลับเพียงสั้นๆ อาจอยู่ได้เพียงหกเดือนถึงหนึ่งปี ในขณะที่มดราชินีที่นอนมากกว่า มีอายุอยู่ได้ถึงหกปี และในมดบางชนิดอาจมีมดราชินีที่อยู่ได้ถึง 45 ปี","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1516695716.jpg"],
    [1156,727,"หลุมดำคืออะไร มีอันตรายหรือไม่?","Mon, 2018-01-22 14:10","http://www.stkc.go.th/node/727","ดาราศาสตร์","http://www.เกร็ดความรู้.net/หลุมดำคืออะไร/","ช่วง 2-3 ปีมานี้ คงไม่มีข่าวไหนในวงการวิทยาศาสตร์และวงการฟิสิกส์ที่จะยิ่งใหญ่และได้รับความสนใจไปมากกว่าการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วง (Gravitational Waves) อันเกิดมาจากหลุมดำ 2 อันชนกันและหลวมรวมกันเป็นหลุมดำอันเดียวที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จนนำไปสู่การกระเพื่อมของกาลอวกาศ (Space-time) รอบหลุมดำอย่างรุนแรง และสามารถตรวจจับได้ด้วยด้วยเครื่องตรวจจับ LIGO และ Virgo บนโลก ซึ่งตรงตามทำนายของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ได้ทำนายเหตุการณ์นี้ไว้เมื่อกว่า 100 ปีที่ผ่านมาทุกประการ แถมนักฟิสิกส์ 3 ท่านที่ร่วมกันตรวจพบเจ้าคลื่นความโน้มถ่วงนี้ ยังได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ปีล่าสุดไปครองอีกด้วย\r\n\r\nเมื่อเป็นเช่นนี้ หลายคนจึงอาจมีคำถามว่า แล้วเจ้าหลุมดำที่ว่านี่มันคืออะไร มีอันตรายกับเราหรือเปล่า\r\n\r\nหลุมดำคืออะไร?\r\nหลุมดำคือ วัตถุอวกาศชนิดหนึ่งที่มีมวลมหาศาล และด้วยที่มีมวลมหาศาลนี่เองจึงทำให้มีแรงดึงดูดหรือแรงโน้มถ่วงมหาศาลด้วยเช่นกัน หลุมดำเกิดจากดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ (ใหญ่กว่าดวงอาทิตย์มากๆ) ซึ่งเผาผลาญพลังงานจนหมด และเกิดการยุบตัวอย่างรุนแรง กลายเป็นดาวที่มีขนาดเล็กลงแต่มีมวลและแรงโน้มถ่วงมหาศาล สามารถดูดกลืนสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวให้เข้าไปรวมกับมันได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้มันมีมวลและแรงโน้มถ่วงมากขึ้นไปอีก และด้วยความที่มีมวลและแรงโน้มถ่วงมหาศาลของมัน ทำให้ไม่มีสิ่งใดจะสามารถเล็ดลอดออกมาจากหลุมดำได้ แม้กระทั่งแสง\r\n\r\nแล้วหลุมดำมีอันตรายกับเรามั๊ย หลายท่านคงมีคำถามนี้ในใจ คำตอบคือ ถ้าเราเข้าไปใกล้มันละก็ไม่ต้องสืบเลยครับ เราจะโดนดูดเข้าไปอัดอยู่กับพื้นผิวของมันอย่างแน่นอน และจะตายในชั่วพริบตา แต่เราคงไม่ต้องกังวลขนาดนั้น เพราะหลุมดำอยู่ไกลจากเรามาก และยังไม่พบวี่แววว่ามีหลุมดำไหนกำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ระบบสุริยะของเรา (ยกเว้นแกแลคซี่แอนโดรมีดา ที่กำลังเคลื่อนที่เข้าหาแกแลคซี่ทางช้างเผือก และจะหลอมรวมกันเป็นแกแลคซี่ขนาดใหญ่มากในอีกราว 5,000 ล้านปีข้างหน้า)\r\n\r\nหลุมดำที่อยู่ใกล้เราที่สุด คือ หลุมดำที่ใจกลางแกแลคซี่ทางช้างเผือกของเรานี่เอง โดยที่ดาวทุกดวงในแกแลคซี่กำลังเคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบหลุมดำที่ว่านี้ และหลุมดำนี้อยู่ห่างจากโลกราว 25,000 ปีแสง (1 ปีแสง = 9,460,730,472,581 กิโลเมตร) ขนาดอยู่ในแกแลคซี่ของเราแท้ ๆ ยังไกลเสียจนเครื่องคิดเลขคำนวณระยะทางแทบไม่ไหว","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1516605005.jpg"],
    [1157,723,"ไข่ไก่เด้งดึ๋ง","Thu, 2018-01-18 13:55","http://www.stkc.go.th/node/723","วิทยาศาสตร์เคมี","https://www.youtube.com/watch?v=eOisY1nCHuk",null,"https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1516258553.jpg"],
    [1158,722,"สมุดล่องหน","Thu, 2018-01-18 13:46","http://www.stkc.go.th/node/722","วิทยาศาสตร์เคมี","https://www.youtube.com/watch?v=gO1qu-S3oU0",null,"https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1516258001.jpg"],
    [1159,719,"Iris Scanner หรือ ไอริส สแกนเนอร์ ","Wed, 2018-01-17 10:40","http://www.stkc.go.th/node/719","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6236:iris-scaner&Itemid=268","Iris Scanner หรือ ไอริส สแกนเนอร์  คือ เทคโนโลยีระบุตัวตนโดยการวิเคราะห์รูปแบบลายม่านตา และหลอดเลือดจอประสาทตา ซึ่งลายม่านตา และหลอดเลือดจอประสาทตาของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน เทคโนโลยียืนยันตัวตนของบุคคลนี้เริ่มถูกนำมาใช้กับสมาร์ทโฟนเพื่อความปลอดภัยในการเข้าใช้งานเฉพาะรายบุคคลในกรณีโทรศัพท์สูญหาย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1516160448.jpg"],
    [1160,704,"โมเดลแผนที่ดวงจันทร์","Wed, 2018-01-10 09:22","http://www.stkc.go.th/node/704","ดาราศาสตร์","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6027:2017-01-31-10-04-26&Itemid=219","\"โมเดลแผนที่ดวงจันทร์\"\r\n    ดวงจันทร์ Moon เป็นบริวารตามธรรมชาติดวงเดียวของโลก มีลักษณะคล้ายดาวพุธ คือมีชั้นบรรยากาศที่เบาบางมาก แทบเป็นสูญญากาศ ทำให้พื้นผิวเป็นหลุมบ่อมากมาย เนื่องจากถูกชนจากอุกาบาต มนุษย์ได้จินตนาการพื้นผิวของดวงจันทร์เป็นรูปร่างต่างๆ เช่น กระต่าย คนแก่ตำข้าว คนแก่นั่งปั่นด้าย เป็นต้น\r\n    คำว่า จันทร์ นั้นเป็นคำศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต (चंद्र อ่านว่า จัน-ดระ หรือคนไทยเราเรียกว่า จัน-ทระ) ซึ่งหมายถึงพระจันทร์ ในภาษาไทยเดิมมักเรียกว่า เดือน หรือ ดวงเดือน (ลาว: ເດືອນ เดือน, ไทใหญ่: เหลิน) สำหรับในภาษาอังกฤษ ดวงจันทร์ ใช้คำว่า Moon (ภาษาอังกฤษใช้อักษรตัวใหญ่ขึ้นต้นคำ) เป็นคำนามมาจากคำว่า moone (ราวปี ค.ศ. 1380) ซึ่งมาจากคำ mone (ราวปี ค.ศ. 1135) ซึ่งมาจากภาษอังกฤษเก่าแก่ mōna (ราว 725 ปีก่อน ค.ศ.) และมีลักษณะคล้ายภาษาเจอร์แมนิก mǣnōn \r\n    Selene (Σελήνη เซเลเน่) เป็นชื่อเรียกเทพีแห่งดวงจันทร์ของชาวกรีก ซึ่งเป็นธิดาของ Titans Hyperion กับ Theia ส่วนชาวโรมัน เรียกเทพีแห่งดวงจันทร์ว่า Luna (ลูน่า) ซึ่งเป็นภาษาลาตินหมายถึง ดวงจันทร์\r\n    ในภาษาอังกฤษปัจจุบันคำคุณศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับดวงจันทร์ Moon จะใช้คำ lunar เซเลเน่ ได้มีบทบาทอย่างมากในวิหารของเธอ ซึ่งเก่าแก่มากกว่าวิหารโอลิมปิกเสียอีกอย่างไรก็ตาม เซเลเน่ก็ได้ถูกแทนที่โดย Artemis เช่นเดียวกับ ลูน่า ที่ถูกแทนที่โดย Diana\r\n    ดวงจันทร์มีผลกับโลกของเราทั้งทางกายภาพและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนโลก ทำให้แกนหมุนของโลกส่าย ทำให้เกิดน้ำขึ้น-น้ำลง ทำให้กลางคืนบนโลกสว่าง ไม่มืดมากซึ่งเอื้อต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลก ทั้งทำให้เกิดขนบธรรมเนียมเกี่ยวกับดวงจันทร์มากมาย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1515550942.jpg"],
    [1161,693,"10 การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่น่าประทับใจในปี 2017","Wed, 2018-01-03 11:01","http://www.stkc.go.th/node/693",null,"https://thematter.co/byte/10-discoveries-that-shook-the-earth-2017/41884","ปีที่ผ่านมา ก็เป็นอีกปีที่มนุษยชาติได้ค้นพบสิ่งแปลกๆ ใหม่ๆ มากมาย วันนี้เราได้นำการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่น่าประทับใจตลอดทั้งปี 2017 มาให้ได้ชมกัน จะมีอะไรบ้าง ตามไปชมกันได้เลยครับ\r\n\r\nไม่มีใครปฏิเสธหากวิทยาศาสตร์จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในจักรวาล เรื่องราวที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบส่วนใหญ่วางใจได้ว่าแจ่มแมวเสมอ ตั้งแต่ลึกซึ้งระดับอะตอมจวบจนการปะทะของดาวนิวตรอนอันไกลโพ้น แม้เราจะเป็นชาว non science แต่พวกเราก็ยังสนุกที่จะรู้อะไรใหม่ๆ อย่างน้อยก็มีเรื่องเจ๋งๆ ไปเล่าให้เพื่อนฟังก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติ ตอนพักกลางวัน หรือตอนทำงานยามบ่าย\r\n\r\n \r\n\r\nการค้นพบใหม่ๆ ของปีนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย ด้วยฐานข้อมูลบนโลกอินเทอร์เน็ตที่มากขึ้น เอกสารวิชาการสดใหม่อัพเดทรวดเร็ว แถมเป็น Open Source เราจึงยก 10 การค้นพบสำคัญของปี 2017 มาให้ เผื่อคุณพลาดอะไรไป แม้วิทยาศาสตร์จะค้นพบอะไรมากมาย แต่ยังไกลนักที่จะอ้างว่าเราเข้าใจทุกสรรพสิ่งได้ดีพอ\r\n\r\n \r\n\r\n1. พบคลื่นความโน้มถ่วงจากดาวนิวตรอน 2 ดวงชนกัน\r\n\r\n\r\n\r\nเราตามอดีตได้เสมอ แม้จะเกิดขึ้นมานานกว่า 130 ล้านปีก็ตาม เมื่อดาวนิวตรอน 2 ดวงชนกันตูม แม้จะไม่เกิดโกโก้ครันซ์ แต่ได้ทองคำและแพลทินัมแทน เป็นสัญญาณว่าพวกเราได้เข้าสู่ยุคสมัยดาราศาสตร์แห่งคลื่นความโน้มถ่วงอย่างเป็นทางการแล้ว\r\n\r\nหลายครั้งที่นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจจับปรากฏการณ์ของหลุมดำ แต่การชนกันครั้งก่อนๆ ของหลุมดำไม่มีแสงใดๆ เล็ดลอดออกมา ทำให้นักดาราศาสตร์มองไม่เห็นภาพใดๆ แต่ครั้งนี้พิเศษที่การชนกันของดาวนิวตรอนเหมือน ‘พลุไฟที่งดงามที่สุดของเอกภพ’ มันสว่างสดใสเสียเหลือเกิน\r\n\r\nเหตุการณ์ชนกันครั้งนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าโลหะหนักอย่าง ทองคำ ยูเรเนียม แพลทินัม อาจจะมีต้นกำเนิดมาจากการชนกันของดาวนิวตรอนในลักษณะเช่นนี้ และช่วยให้แวดวงดาราศาสตร์สามารถวัดขนาดเอกภพที่กำลังแผ่ขยายออกทุกขณะ\r\n\r\n \r\n\r\n2. ช่องว่างปริศนาในมหาพีระมิดแห่งกิซ่า\r\n\r\n\r\n\r\nอียิปต์วิทยาและฟิสิกส์อนุภาค หากนำ 2 ศาสตร์มารวมกันอาจทำให้เราเจออะไรเซอร์ๆ เหนือความคาดหมาย หลายคนบอกว่าเราสำรวจมหาพีระมิดแห่งกิซ่า (Great Pyramid of Giza) ไปจนพรุนแล้ว ไม่เหลืออะไรให้ค้นพบอีก แต่แล้วก็คิดผิด เมื่อนักสำรวจพบช่องว่างใจกลางมหาพีระมิดที่ไม่มีใครเคยค้นพบมาก่อน\r\n\r\nนักวิจัยใช้อนุภาคมิวออน (Muon) เป็นอนุภาคมูลฐาน อยู่ในจำพวกเดียวกับอิเล็กตรอนจากรังสีนอกโลกที่มาทำปฏิกิริยากับชั้นบรรยากาศ โดยตรวจจับเมื่อมันผ่านชั้นหินของมหาพีระมิด ที่คล้ายการ X-ray จนพบช่องว่างที่แอบซ่อนมานานหลายพันปีโดยทีมนักวิจัยญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ซึ่งหากจะสำรวจให้แจ่มแจ้งกว่านี้ จำต้องใช้การขุดเจาะ โดยต้องขออนุญาตทางการของอียิปต์อีกถึงจะยืนยันได้ว่า มีอะไรแอบซ่อนอยู่หรือไม่\r\n\r\n \r\n\r\n3. เพรียงเรือจัมโบ้ที่หายไปนานกว่า 200 ปี\r\n\r\n\r\n\r\nนักชีววิทยาตื่นเต้นกันใหญ่เมื่อเจ้าเพรียงเรือ (Shipworm) ตัวดำทะมึน ที่หน้าตาไม่ค่อยรับแขก แต่หายากสุดๆ ระดับ Ultra-Rare สายพันธุ์ Kuphus polythamia ด้วยขนาดใหญ่ถึง 3 ฟุต แบบไม่เคยพบเคยเห็น พอๆ กับไม้เบสบอลเลยล่ะ ซึ่งนักสำรวจพบมันอาศัยอยู่ในแอ่งโคลนของอ่าวในประเทศฟิลิปปินส์ มันสามารถดำรงชีวิตจากการที่มันมีความสัมพันธ์แบบการอยู่ร่วมกัน (symbiotic relationships) กับแบคทีเรียที่เปลี่ยนไฮโดรเจนซัลไฟด์ในโคลนให้เป็นอาหารที่เพรียงเรือใช้ดำรงชีพ อันแสดงถึงความละเอียดอ่อนของระบบนิเวศแบบจำเพาะ ซากของเพรียงเรือที่พวกเราเคยมีนั้น พบในปี 1960 แต่อยู่ในสภาพย่ำแย่ที่ดองไว้ หรือไม่ก็หลักฐานการค้นพบเมื่อ 200 ปีที่แล้ว ดังนั้นการค้นพบเพรียงเรือที่ยังมีชีวิต จึงนับเป็นความมหัศจรรย์ของอนุกรมวิธานวิทยาที่ถูกเติมเต็มช่องว่างที่ขาดหายไปให้สมบูรณ์\r\n\r\n \r\n\r\n4. น้ำแข็งขนาดมหึมาแยกตัวออกจากทวีปแอนตาร์กติก\r\n\r\n\r\n\r\nน้ำแข็งละลายรวดเร็วคงไม่ใช่เรื่องแปลกถ้ามันเกิดขึ้นกับน้ำแข็งในแก้วน้ำ แต่สำหรับทวีปแอนตาร์กติกที่มีน้ำจืดคิดเป็น 70% ของน้ำทั้งหมดบนโลก การละลายของน้ำแข็งหมายถึงการเพิ่มสูงขึ้นของระดับน้ำทะเลทั่วโลก ที่ส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ และสัตว์ที่น่าสงสารอย่างเพนกวิน สิงโตทะเล หมีขั้วโลกและแมวน้ำ ที่อยู่ดีๆ ก็จะไม่มีที่อยู่เสียอย่างนั้น\r\n\r\nเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หิ้งน้ำแข็งขนาดมหึมาที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกบริเวณแหลมทางตะวันตกของทวีปแอนตาร์กติกหรือบริเวณขั้วโลกใต้ ได้แยกตัวออกจากแผ่นน้ำแข็งลาร์เซน ซี (Larsen C) ที่มีอายุหลายพันปี หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มสังเกตเห็นรอยร้าวขนาดใหญ่มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2014 หิ้งน้ำแข็งที่ว่านี้มีขนาดใหญ่ถึง 6,000 ตารางกิโลเมตร และ หนากว่า 200 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่กว่ากรุงลอนดอนและกรุงเทพฯมหานครถึง 4 เท่า สาเหตุหลักมาจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วของน้ำทะเลโดยรอบ ซึ่งทีมนักวิจัยเชื่อว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะเพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 10 ฟุต\r\n\r\nถึงแม้ว่าเหตุการณ์น้ำแข็งละลายเร็วผิดปกตินี้ จะยังไม่ส่งผลกระทบเป็นรูปธรรมโดยตรงมาถึงประเทศไทย แต่มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราทุกคนจะตระหนักถึงสภาวะอันย่ำแย่ลงของบ้านที่เรียกว่า ‘โลก’ หลังนี้ และเริ่มต้นลงมือทำบางอย่าง ก่อนที่หายนะจะมาเคาะประตูเรียกที่หน้าห้องของเรา\r\n\r\n \r\n\r\n5. เลี้ยงลูกแกะใน ‘มดลูกเทียม’\r\n\r\n\r\n\r\n“ลูกแกะอยู่ในถุงพลาสติกใส เชื่อมต่อเข้ากับท่อและของเหลว ช่วยยังชีพให้มันเติบโตเหมือนในท้องแม่”แม้ภาพที่คุณเห็นเหมือนฉากฝันร้ายจากภาพยนตร์ Sci-fi สยองขวัญจนคิดเลยเถิดถึงอนาคตแบบ Dystopia\r\n\r\nแต่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า พวกเขาสามารถอุ้มชูและปกป้องลูกแกะในมดลูกเทียมให้เติบโตได้ในช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งในอนาคต (ราว 3 ถึง 5 ปี) มันอาจช่วยชีวิตเด็กๆ ที่คลอดก่อนกำหนดได้นับล้านคน เด็กทารกที่คลอดก่อนกำหนด (ก่อน 25 สัปดาห์) มักมีอัตรารอดชีวิตที่ต่ำมาก ซึ่งในสหรัฐอเมริกาเองที่มีวิทยาการการแพทย์ชั้นสูงก็ยังประสบปัญหานี้เช่นกัน ดังนั้นการที่เราสามารถยื้อช่วงเวลาที่เด็กอยู่ในครรภ์ต่อ อย่างน้อยอีกสักเพียง 1 ถึง 2 สัปดาห์ ก็อาจเป็นตัวชี้วัดความเป็นความตายของเด็ก และลดอาการแทรกซ้อนที่อาจบ่อนทำลายสุขภาพของพวกเขาทั้งชีวิต\r\n\r\nนักวิจัยทดลองในลูกแกะ 8 ตัว ที่มีอายุครรภ์ ระหว่าง 105 วัน ถึง 120 วัน (เทียบเท่ากับทารกมนุษย์ก็ราว 23 ถึง 24 สัปดาห์) โดยย้ายพวกมันอย่างระแวดระวัง มาอยู่ในถุงมดลูกเสมือนที่ปิดผนึกมิดชิดและผ่านการฆ่าเชื้อ ในถุงเต็มไปด้วยของเหลวที่จำลองการทำงานของน้ำคร่ำ โดยสายสะดือของลูกแกะถูกปั้มด้วยเครื่องผสมอากาศภายนอก (Gas Blender)\r\n\r\nเทคนิคนี้เพียงพอที่จะทำให้ลูกแกะมีพัฒนาการทางสมองและปอดในสภาวะที่เหมาะสม คุณอาจเห็นขนที่ขึ้นมาใหม่ ลูกแกะดิ้นดุ๊กดิ๊ก และกระพริบตาได้ภายในถุงพลาสติกใสอย่างพิลึกกึกกือ\r\n\r\nแต่การนำไปปรับใช้ในทารกมนุษย์ ก็อีกเรื่องหนึ่ง เพราะมดลูกเทียมก็ไม่ใช่ของใหม่ มันถูกทดลองอย่างผิดๆ ถูกๆ มาตั้งแต่ปี 1996 แต่ส่วนใหญ่มักเกิดความผิดพลาดในการควบคุมสมดุลและระบบการไหลเวียนในครรภ์เสมือนนี้ (แต่ยังไม่เคยทำกับคนนะ) กลไกของหลอดเลือดแดงอัมบิลิคัลในแกะ ก็ยังแตกต่างกับของมนุษย์ ดังนั้นมันจึงมีโจทย์อีกมากที่เรายังไม่ได้คำตอบ\r\n\r\n \r\n\r\n6. TRAPPIST-1 ทำความรู้จักกับบ้านใหม่ที่คุ้นเคย\r\n\r\n\r\n\r\nนักดาราศาสตร์ของ NASA ค้นพบดาวเคราะห์ขนาดใกล้เคียงกับโลกที่อาจมีสิ่งมีชีวิตถึง 7 ดวง โคจรรอบๆ ดาวแคระแดง TRAPPIST-1 ที่อยู่ห่างออกไป 39 ปีแสงในกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ แม้แวดวงดาราศาสตร์จะค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (exoplanet) อยู่ได้เรื่อยๆ ในจำนวนนี้เป็นดาวเคราะห์หินใกล้เคียงกับโลกกว่า 348 ดวง\r\n\r\nทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตอาจจะไม่ใช่สิ่งที่หายากอีกต่อไป การค้นพบในครั้งนี้พบดาวเคราะห์หินที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกถึง 7 ดวงโคจรอยู่ในระบบดาวฤกษ์ดวงเดียว และดาวเคราะห์ 3 ดวงในดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงนี้อยู่ในช่วงที่เรียกว่า ‘habitable zone’ หรือโซนที่เอื้อต่อการมีชีวิต ไม่ร้อนเกินไปหรือหนาวเกินไป\r\n\r\n \r\n\r\n7. ‘โอมูอามูอา’ วัตถุผู้มาเยือนจากแดนไกล\r\n\r\n\r\n\r\nนักดาราศาสตร์พบดาวเคราะห์น้อยรูปร่างประหลาด เดินทางเข้ามาในระบบสุริยะ ซึ่งวัตถุดังกล่าวมีรูปทรงยาวรีคล้ายกับบุหรี่ซิการ์ มีความยาวประมาณ 400 เมตร หมุนรอบตัวเองอย่างรวดเร็ว และยังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วกว่า 315,000 เมตรต่อชั่วโมงซึ่งไม่ใช่ลักษณะของวัตถุทั่วไปในระบบสุริยะของเรา ดังนั้นเจ้าดาวเคราะห์น้อยประหลาดนี้จึงถูกตั้งชื่อว่า โอมูอามูอา หรือ โอมัวโอมัว (Oumuamua) ที่มีรากศัพท์มาจากภาษาฮาวายและมีความหมายว่า ‘ผู้ส่งสาส์นจากแดนไกลที่มาถึงก่อน’ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บางส่วนรวมถึง สตีเฟน ฮอว์คิงเองก็ยังสงสัยว่า วัตถุดังกล่าวอาจเป็นยานอวกาศจากต่างดาวหรือไม่ โครงการ Breakthrough Listen และศูนย์วิจัยเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาจากต่างดาว (SETI) ได้ร่วมกันตรวจสอบหาสัญญาณคลื่นวิทยุความถี่จากโอมูอามูอาเป็นเวลากว่า 10 ชั่วโมง แต่ก็ไม่พบสัญญาณใดๆ จึงมีการสันนิษฐานว่านี่อาจเป็นเพียงดาวเคราะห์น้อยธรรมดาๆ ถึงอย่างไรก็ยังเป็นครั้งแรกที่มีวัตถุจากนอกระบบสุริยะเดินทางเข้ามาในระบบของเรา ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงตรวจสอบโอมูอามูอาต่อไป เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับการเกิดระบบสุริยะจักรวาลอื่นเพิ่มเติมด้วย\r\n\r\n \r\n\r\n8. ซากฟอสซิลขนนกจากยุคไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุด\r\n\r\n\r\n\r\nจุดเชื่อมของไดโนเสาร์สู่การเป็นนกอยู่ตรงไหนในวิวัฒนาการ เราสันนิฐานการเปลี่ยนผ่านนี้จากขนนกในปัจจุบันแล้วนำมาเทียบเคียง แต่มีโอกาสไหมที่เราจะได้เห็นขนนกจริงๆ ที่มีอายุถึง100 ล้านปี  อำพันก้อนล่าสุดถูกค้นพบที่หุบเขาหูกวาง ทางตอนเหนือของประเทศพม่า ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นสถานที่พบความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์มากที่สุดจากยุคครีเทเชียส (Cretaceous) ภายในก้อนฟอสซิลนั้น มีทั้ง ส่วนหัว คอ ปีก หาง และ เท้า ของลูกนกตัวอ่อนโบราณที่เพิ่งฟักออกจากไข่ได้ไม่นาน ซึ่งตัวอ่อนของนกในซากฟอลซิลนี้ เป็นกลุ่มของนกมีฟันที่ชื่อ Enantiornithes ซึ่งสูญพันธุ์ไปพร้อมกับไดโนเสาร์เมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อน การค้นพบครั้งนี้ จึงเป็นการให้ข้อมูลใหม่ที่สำคัญเกี่ยวกับนกโบราณเหล่านี้ และทำให้เรารู้ว่านกสมัยโบราณมีความแตกต่างจากนกสมัยนี้อย่างไร\r\n\r\nการค้นพบครั้งนี้ให้มุมมองที่ครบถ้วนและละเอียดมากที่สุดเท่าที่เราเคยมีมา เมื่อตรวจสอบการกระจายตัวของขน และพบว่ามีแผ่นหนังโปร่งแสงเชื่อมต่อกับบริเวณต่างๆในร่างกายของนกโบราณ ตามที่ปรากฏในข้อมูล CT scan ฟอสซิลนกยุคโบราณ มีชื่อเล่นที่เรียกว่า ‘Belone’ ตามภาษาของชาวพม่า จะถูกหมุนเวียนจัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ เพื่อเป็นวิทยาทานสำหรับผู้สนใจศึกษาอดีตอันเป็นรากฐานของปัจจุบันต่อไป\r\n\r\n \r\n\r\n9. ‘ไวรัสซิก้า’ มีศักยภาพในการกำจัดเซลล์มะเร็งสมอง\r\n\r\n\r\n\r\nการปล่อยให้ ‘วายร้ายจัดการกับวายร้าย’ อาจเป็นพล็อตสุดเด๋อด๋าของภาพยนตร์ฝั่งฮอลลีวู้ด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย เชื้อไวรัสซิก้าแผลงฤทธิ์ไปเมื่อปีที่แล้วสร้างความหวั่นวิตกไปทั่วโลก เนื่องจากไวรัสทำให้สมองและพัฒนาการตัวอ่อนทารกในครรภ์มารดาเสี่ยงต่อความพิการ (microcephaly) หัวเด็กที่เกิดใหม่จะบุบเบี้ยวและมีทักษะการเรียนรู้ล่าช้า\r\n\r\nแต่ล่าสุดทีมวิจัยพบว่า ไวรัสซิก้ามีศักยภาพกำจัดเซลล์มะเร็งสมอง (brain cancer) อย่างน่าทึ่งอย่างที่วิธีการรักษาปกติไม่สามารถทำได้ ซึ่งไวรัสซิก้ามุ่งเล่นงานสเต็มเซลล์ (เซลล์ต้นกำเนิด) เจ้าปัญหาก่อนที่มันจะลุกลามเป็นก้อนมะเร็ง\r\n\r\nงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Washington University School of Medicine ร่วมกับ University of California San Diego School of Medicine ตีพิมพ์การค้นพบในวารสาร The Journal of Experimental Medicine ยืนยันว่าไวรัสซิก้า (Zika virus) อาจเปิดประตูความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการรักษาโรคมะเร็งสมองจีบีเอม GBM (Glioblastoma multiforme) ซึ่งเป็นมะเร็งร้ายกาจ มีอัตราการตายสูง เพียงภายใน 1 ปีหลังจากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยแล้ว\r\n\r\nปกติการรักษามะเร็งที่ใช้กันอยู่ ทั้งการใช้เคมีบำบัด (chemotherapy) และรังสีบำบัด (radiation) มีผลข้างเคียงต่อเซลล์ปกติ ทำให้ผู้ป่วยได้รับผลกระทบที่ไม่น่าอภิรมย์ และมีโอกาสที่เซลล์มะเร็งจะหลุดรอดจนสร้างเนื้อร้ายแห่งใหม่ได้ แต่ไวรัสซิก้าแม้มีผลเสียต่อเซลล์สมอง แต่โดยตัวมันเองมีธรรมชาติที่สามารถกำจัดเซลล์มะเร็งสมองจีบีเอม จึงเป็นไปได้ที่จะใช้ไวรัสซิก้า ‘ร่วมกัน’ กับการรักษากระบวนการอื่นๆ\r\n\r\nนักวิจัยทดลองฉีดไวรัสซิก้าไปยังมะเร็งสมองของหนูทดลองโดยตรงอย่างต่อเนื่อง พบว่าภายใน 2 สัปดาห์ก้อนมะเร็งสมองของหนูค่อยๆ มีขนาดเล็กลง ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่เราจะฉีดไวรัสซิก้าโดยตรงไปยังเซลล์มะเร็งเพื่อรักษามนุษย์ได้เช่นกัน ในขณะที่ทำการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งสมองออก (หากฉีดบริเวณส่วนอื่นของร่างกาย ไวรัสอาจถูกภูมิต้านทานร่างกายกำจัดไปเสียก่อน)\r\n\r\nขั้นตอนต่อไปทีมวิจัยจะทำให้ไวรัสซิก้ากลายพันธุ์ เพื่อให้ตอบสนองกับระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยและป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ เพราะแม้คุณจะหายจากมะเร็งสมอง คุณก็ไม่อยากจะเป็นตัวแพร่ไวรัสซิก้าไปสู่คนอื่นๆ อยู่ดี\r\n\r\n \r\n\r\n10. พฤติกรรมสุดพิลึก เมื่ออวกาศทำให้หนอน ‘งอกหัวแฝด’\r\n\r\n\r\n\r\nนักวิทยาศาสตร์ส่งหนอนตัวแบน (flatworm) กลุ่มหนึ่งไปศึกษาบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) เพื่อหาผลกระทบของระบบฟื้นฟูร่างกาย พฤติกรรม หรือลักษณะทางกายภาพที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อสิ่งมีชีวิตต้องท่องอวกาศเป็นระยะเวลานาน\r\n\r\nแล้วพวกเขาก็คาดไม่ผิด! ธรรมชาติแสดงออกอย่างพิลึกในอวกาศอันไกลโพ้น มีเรื่องแล้วค่ะหมวด! เพราะทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Tufts ส่ง ‘หนอนตัวแบน’ ไปสถานีอวกาศนานาชาติ เป็นเวลาถึง 5 สัปดาห์ ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ผิดแปลกไปจากธรรมชาติอย่างสิ้นเชิง ทั้งสภาวะไร้น้ำหนัก คลื่นแม่เหล็กที่มากกว่าบนผิวโลก พวกเขาทดสอบว่าภายใต้สภาพแวดล้อมอันไม่เอื้ออำนวย หนอนตัวแบนพลานาเรีย D. japonica จะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงอย่างไรเมื่อกลับสู่พื้นโลก (กลิ่นอายแบบหนังเรื่อง Life เตะจมูกเลย)\r\n\r\nพวกเขาเลือกหนอนพลานาเรีย (Planarian) เนื่องจากพวกมันสามารถงอกร่างกายได้ใหม่ เมื่อถูกหั่นเป็นชิ้นๆ แต่ยังไม่มีใครคิดออกว่า ความมหัศจรรย์ของพลานาเรียนยังคงความขลังอยู่ไหมเมื่ออยู่นอกโลก เพราะนักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องศึกษาอิทธิพลของแรงโน้มถ่วง คลื่นแม่เหล็ก และรังสี ที่มีผลต่อการแสดงออกของเซลล์และการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ หรือปัจจัยทางชีวภาพอื่นๆ ทั้งในคนและสัตว์ หากพวกเราจะอาศัยในอวกาศกันจริงๆ จังๆ\r\n\r\nหนอนจะถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยทั้งหมดจะถูกเฉือนร่างกายออก กลุ่มที่ 1 เรียกว่า ‘กลุ่มโลก’ จะเก็บไว้ในน้ำแร่ที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส ในที่มืดมิดเพื่อจำลองความมืดคล้ายอวกาศ กลุ่มที่ 2 เรียกว่า ‘กลุ่มทัวร์อวกาศ’ ถูกเก็บไว้ในน้ำแร่เช่นกัน แต่ต้องไปอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักและอุดมไปด้วยคลื่นแม่เหล็ก บนสถานีอวกาศ\r\n\r\nผ่านไปเพียง 5 สัปดาห์ ก็พบเรื่องพิลึกแล้ว ทีมวิจัยพบว่า หนอนพลานาเรียกลุ่มทัวร์อวกาศ งอกหัวแฝดออกมา ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติ การงอกหัวแฝดพบเห็นได้ยากมากในธรรมชาติ ตั้งแต่ทีมวิจัยเลี้ยงหนอนมา 18 ปี คลุกคลีกับหนอน 15,000 ตัว ก็ยังไม่เคยพบหนอนหัวแฝดเลย\r\n\r\nนอกจากนั้นเมื่อพวกเขาย้ายหนอนกลุ่มทัวร์อวกาศ มาอยู่บนพื้นโลกและแช่ในน้ำแร่ กลุ่มทัวร์อวกาศมีอาการชา ไม่กระดุกกระดิก เป็นอัมพาต หรือตัวโค้งงอ ต้องใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง พวกมันถึงแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้ง\r\n\r\nทีมวิจัยพบว่า ไมโครไบโอม (Microbiome) หรือจีโนมของจุลินทรีย์ทั้งหมดที่อาศัยในร่างกายของหนอนพลานาเรียเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นผลพวงจากสภาพแวดล้อมที่ผิดแปลกไปในอวกาศ\r\n\r\nมันช่างน่าสงสัยเหลือเกินว่า อวกาศจะเปลี่ยนคุณได้มากขนาดไหน ถ้าเรามองมันเป็นบ้านหลังที่ 2 เพราะร่างกายมนุษย์นั้นซับซ้อนกว่าหนอนตัวแบนเยอะ เรามีระบบนิเวศทางชีวภาพอันเป็นเอกลักษณ์ อวกาศยังมีอะไรที่พิลึกๆ รอให้ค้นพบอีกเยอะ\r\n\r\nที่มา : https://thematter.co/byte/10-discoveries-that-shook-the-earth-2017/41884\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1514952076.PNG"],
    [1162,672,"ไม่ต้องเป็นเอลซ่า ก็เสกหิมะได้ด้วยการทดลองนี้","Tue, 2017-12-26 10:10","http://www.stkc.go.th/node/672","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","https://www.dek-d.com/education/36043/","วันนี้เรามีการทดลองสนุกๆ มาฝากน้องๆ กันอีกแล้ว สำหรับคนที่อยากปั้นตุ๊กตาหิมะ ไม่ต้องเป็นเอลซ่า เราก็เสกหิมะได้ด้วยตัวเอง!!\r\n　\r\nสิ่งที่ต้องเตรียม\r\n1. ผงโซเดียมโพลิอะคริเลต \r\n2. น้ำเย็น\r\n3. ถ้วยหรือชาม\r\n　\r\nวิธีการทดลอง\r\n\r\n1. ให้ใส่ผงโซเดียมโพลิอะคริเลต ลงไปในถ้วยหรือชาม แล้วเทน้ำเย็นตามลงไป \r\n　\r\n2. เพียงเท่านี้เจ้าผงโซเดียมโพลอะคริเลตก็จะกลายสภาพเป็นปุยนุ่มคล้ายหิมะแล้ว\r\nน้องๆ สามารถนำไปปั้นเป็นตุ๊กตาหิมะได้ตามใจชอบเลยครับ  แต่หิมะนี้ห้ามรับประทานเด็ดขาดนะครับ \r\n　\r\n3. ทำไมถึงผงโซเดียมโพลิอะคริเลตกลายเป็นหิมะได้ ?\r\n- เพราะว่าผงโซเดียมโพลิอะคริเลต มีคุณสมบัติในการดูดซึบของเหลวได้ถึง 200-300 เท่าของน้่ำหนัก เมื่อเราเทน้ำลงไป เจ้าผงนี้จะการดูดซับน้ำเข้าไปและพอง ขนาดใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นเกล็ด คล้ายหิมะนั้นเอง ซึ่งเจ้าสารตัวนี้ยังถูกใช้เป็นส่วนประกอบของผ้าอ้อมต่างๆด้วย เนื่องจากคุณสมบัติดูดซับของเหลวนั่นเองครับ\r\n　\r\n#STKC #วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ #การทดลอง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1514257823.jpg"],
    [1163,670,"NASA ร่วมมือ Google Maps ดูแผนที่ดาวดวงอื่นนอกโลกได้แล้ว","Fri, 2017-12-22 17:21","http://www.stkc.go.th/node/670","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://men.kapook.com/view181432.html","NASA ร่วมมือ Google Maps ดูแผนที่ดาวดวงอื่นนอกโลกได้แล้ว!!\r\n　\r\nใครที่เบื่อส่อง Google Street ในโลกแล้ว ตอนนี้ Google เปิดแผนที่ต่างดาวกว่า 10 ดวง ให้สำรวจเรียบร้อยแล้ว\r\n　\r\n#STKC #วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี #GoogleMaps #NASA\r\n\r\nhttps://men.kapook.com/view181432.html","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1513938060.jpg"],
    [1164,667,"เครื่องบินบินได้อย่างไร?","Fri, 2017-12-22 16:12","http://www.stkc.go.th/node/667","วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี","https://www.youtube.com/watch?v=g_OBolB9NK4","เครื่องบินลำเบ้อเร่อ บินอยู่บนท้องฟ้าได้ยังไง?\r\nทำไมถึงไม่ถูกแรงโน้มถ่วงของโลกดึงลงมา? ร่วมหาคำตอบด้วยกันเลยครับ\r\n\r\n \r\n\r\n\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1513933959.PNG"],
    [1165,661,"กระป๋องร้องได้","Thu, 2017-12-21 13:31","http://www.stkc.go.th/node/661","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","https://www.youtube.com/watch?v=I6ciUzBhUYE","\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1513837883.png"],
    [1166,654,"พืชเอนเข้าหาแสงได้อย่างไร","Wed, 2017-12-20 10:02","http://www.stkc.go.th/node/654","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=4848:2015-09-10-04-56-23&Itemid=184","ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พืชเอนเข้าหาแสงได้คือฮอร์โมนออกซิน ซึ่งผลิตที่ปลายยอดของพืช ฮอร์โมนนี้จะกระตุ้นให้เกิดการยืดตัวในพืช \r\nเมื่อแสงส่องมายังพืชฮอร์โมนออกซินจะถูกลำเลียงไปยังด้านที่ได้รับแสงน้อยกว่า ทำให้เซลล์บริเวณนี้ยืดตัวได้มากกว่าพืชจึงเกิดการ\r\nโค้งเอนเข้าหาแสง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1513738933.jpg"],
    [1167,638,"ถุงน้ำเจาะไม่รั่ว","Tue, 2017-12-19 14:37","http://www.stkc.go.th/node/638","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","https://www.youtube.com/watch?v=GGzKE7x48fI","\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1513669040.jpg"],
    [1168,633,"ภาระกิจท่องโลกวิทยาศาสตร์ เพื่อความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์โลก","Tue, 2017-12-19 14:00","http://www.stkc.go.th/node/633","วิศวกรรมศาสตร์เครื่องกล","https://www.facebook.com/thematterco/posts/1961855040696555",null,"https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1513666999.png"],
    [1169,627,"แค่นอนก็ผอมได้","Tue, 2017-12-19 11:28","http://www.stkc.go.th/node/627","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/women/13366/","ในปี 1994 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ขณะที่เราที่เรานอนหลับ ร่ายกายจะหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่ง เรียกว่า \"ฮอร์โมนแลปติน\" มีหน้าที่ส่งสัญญาณให้สมองระงับความอยากอาหาร และกระตุ้นการเผาผลาญขณะที่เรากำลังนอนหลับได้นั่นเอง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1513657692.jpg"],
    [1170,625,"กิน ถั่ว เป็นประจำ ช่วยลดน้ำหนักได้","Tue, 2017-12-19 11:12","http://www.stkc.go.th/node/625","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","https://www.sanook.com/men/20945/","หลายคนเข้าใจว่า การกินถั่วเป็นประจำจะทำให้น้ำหนักเพิ่ม เนื่องจากในถั่วอุดมไปด้วยไขมันในปริมาณสูง ซึ่งถูกต้องครับ แต่ที่จริงแล้ว...ไขมันเกือบทั้งหมดล้วนเป็นไขมันดี และอุดมไปด้วยโปรตีน, วิตามิน, แร่ธาตุ และประโยชน์อีกมากมาย จึงไม่ใช่อาหารที่ทำให้อ้วนแต่อย่างใด การกินถั่วเป็นประจำแทนการกินขนม หรือไขมันอื่นๆ ที่มาจากสัตว์ จึงเป็นส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้นั่นเอง","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1513656722.jpg"],
    [1171,615,"เสียงท้องร้องจ๊อกๆ เกิดจากอะไร?","Fri, 2017-12-15 13:36","http://www.stkc.go.th/node/615","วิทยาศาสตร์สุขภาพ","http://guru.sanook.com/8496/","เชื่อว่าหลายคนต้องได้ยินเสียงท้องร้องเวลาหิว สาเหตุที่ท้องร้องก็เพราะสมองซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมความรู้สึกหิวของเราจะคอยจัดลำดับการทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ ถ้าในเลือดมีสารอาหารพอเพียง สมองก็จะสั่งให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลง แต่เมื่อใดที่มีสารอาหารในเลือดน้อยระบบย่อยอาหารจะทำงานเร็วขึ้นเราจึงได้ยินเสียงท้องร้อง\r\n\r\nทำไมท้องถึงร้องเวลาเราหิว? แม้ว่าท้องร้อง (growl) จะเป็นสิ่งที่เราได้ยินบ่อยๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความหิว และในกระเพาะไม่มีอาหาร แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลาไม่ว่าจะตอนที่กระเพาะว่างหรือไม่ก็ตาม และยิ่งกว่านั้นเสียงร้องไม่ได้มาจากกระเพาะเท่านั้น แต่มักจะมาจากลำไส้เล็กอีกด้วย เสียงท้องร้องมักจะเกี่ยวข้องกับความหิว เพราะว่ามันมักจะร้องตอนที่กระเพาะและลำไส้ว่าง และอวัยวะภายในอื่นๆ ไม่ได้ส่งเสียงออกมา\r\n\r\nเสียงนี้เป็นที่สนใจมานานแล้ว โดยเฉพาะชาวกรีกโบราณ ซึ่งตั้งชื่อให้ว่า borborygmi (พหูพจน์ของคำว่า borborygmus) คำนี้มีต้นกำเนิดมาจากคำที่เป็นเสียงเหมือนกับสิ่งที่ต้องการบรรยาย (onomatopoeia) เพื่อต้องการที่จะใส่เสียงร้องลงไปในคำ คำว่า Borborygmi แปลออกมาได้ว่า เสียงร้อง (จากท้อง) (rumbling)\r\n\r\nในทางสรีรศาสตร์ แหล่งกำเนิดของเสียงร้องเกี่ยวข้องกับกิจกรรมของกล้ามเนื้อในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก โดยทั่วไปแล้วท่อทางเดินอาหาร (gastrointestinal tract) มีลักษณะเป็นท่อกลวงที่เริ่มจากปากจนถึงทวารหนัก และผนังของมันจะประกอบไปด้วยชั้นของกล้ามเนื้อเรียบ เมื่อผนังได้รับการกระตุ้น กล้ามจะบีบตัวเพื่อผสมและคลุกเคล้าอาหาร แก๊ส และของเหลวผ่านกระเพาะอาหาร และลำไส้เล็ก ซึ่งทำให้เกิดเสียงขึ้น การบีบตัวของผนังกล้ามเนื้อนี้เรียกว่า peristalsis และเกี่ยวข้องกับการหดตัวเป็นวงที่เคลื่อนที่ (จากปาก) ลงมายังทวารหนักด้วยระยะทางเพียง 2-3 นิ้ว/ครั้ง\r\n\r\nการสร้างคลื่นไฟฟ้าของ peristalsis เป็นผลมาจากการขึ้น-ลงที่เป็นจังหวะของศักย์ไฟฟ้าในเซลล์กล้ามเนื้อเรียบในสภาวะที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัว การขึ้น-ลงของศักน์ไฟฟ้านี้เรียกว่า basic electrical rhythm (BER) และเป็นผลมาจากกิจกรรมของระบบประสาทที่เกี่ยวกับลำไส้ที่มาจากกรรมพันธุ์ (บางคนอาจไม่เป็นก็ได้) ซึ่งพบได้ในผนังลำไส้ BER ทำให้เซลล์กล้ามเนื้อในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กทำงานในจังหวะปกติ (3 และ 12 ครั้งต่อนาที ตามลำดับ) ในลักษณะที่คล้ายกับจังหวะการเต้นของกล้ามเนื้อหัวใจแต่ช้ากว่าระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System; ANS) และปัจจัยเกี่ยวกับฮอร์โมนสามารถลด BER ได้\r\n\r\nแม้ว่าอัตราและกำลังของ peristalsis มักจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีอาหาร แต่กิจกรรมดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นหลังจากกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กว่างประมาณ 2 ชั่วโมงเช่นกัน ในกรณีหลัง หน่วยรับความรู้สึกในผนังของกระเพาะจะส่งสัญญาณว่าไม่มีอาหารแล้ว ทำให้เกิดการสร้างคลื่นไฟฟ้า (Migrating Myoelectric complexes; MMCs) ขึ้นอีกครั้งในระบบประสาทที่เกี่ยวกับลำไส้ MMCs จะถูกส่งไปตามกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก และนำไปสู่การหดตัวเนื่องจากความหิว การหดตัวจากความหิวจะเริ่มจากกระเพาะส่วนล่าง (antrum) และแพร่ไปตามความยาวของท่อทางเดินอาหารรวมถึงส่วนปลายสุดของสำไล้เล็ก (ileum) ซึ่งจะทำความสะอาดสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในกระเพาะอาหารรวมถึงเมือก เศษอาหาร และแบคทีเรีย และป้องกันการสะสมสารต่างๆ อีกด้วย\r\n\r\nการหดของกล้ามเนื้อยังทำให้เกิดการสั่น และเสียงร้องที่เกี่ยวข้องกับการหิว การหดกล้ามเนื้อเนื่องจากความหิวอาจจะอยู่นานถึง 10-20 นาทีในช่วงแรก และหลังจากนั้นจะหดตัวเป็นจังหวะทุกๆ 1-2 ชั่วโมงจนกระทั่งอาหารมื้อต่อมาได้เข้าสู่ร่างกาย ถ้าจะหยุดเสียงเหล่านั้นก็คงทำไม่ได้ เพราะเป็นกลไกธรรมชาติ แต่ป้องกันได้โดยการทานอาหารให้ตรงเวลา แต่ท้องร้องเกิดขึ้นได้แม้ขณะกระเพาะอาหารไม่ว่างด้วยซ้ำ และหากปริมาณน้ำตาลในเลือดต่ำก็จะทำให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อและทำให้เกิดเสียงร้องได้อีกด้วย ดังนั้นแนะนำให้รีบดื่มนมรองท้องก่อนเข้าประชุมหรือก่อนช่วงเวลาสำคัญ อย่างน้อยก็ช่วยบรรเทาอาการท้องร้องได้","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1513319787.jpg"],
    [1172,613,"ลูกโป่งซู่ซ่า","Thu, 2017-12-14 15:07","http://www.stkc.go.th/node/613","วิทยาศาสตร์เคมี","https://www.youtube.com/watch?v=VzcRjXQYTMk","\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1513239200.jpg"],
    [1173,608,"นักประดิษฐ์เครื่องทำความเย็น","Tue, 2017-12-12 13:29","http://www.stkc.go.th/node/608","วิศวกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และสารสนเทศ","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=4439:2015-06-11-05-12-03&Itemid=213","คาร์ล ฟอน ลินเด (Carl von Linde) เกิด 11 มิถุนายน พ.ศ. 2385\r\n\r\nเมื่อรับประทานทานอาหารไม่หมด อาหารส่วนที่เหลืออยู่มักจะเน่าเสีย มนุษย์จึงคิดค้นวิธีถนอมอาหารไม่ว่าจะเป็นการขุดหลุมเก็บไว้ใต้ดิน การรมควัน การตากแห้งและการแช่เย็น แต่ว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตสมัยใหม่ การนำอาหารแช่ตู้เย็นดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่สะดวกที่สุดสำหรับครัวเรือน นับจากแหล่งผลิต ระบบการขนส่ง จนมาถึงร้านค้าปลีก ย่อมมีระบบทำความเย็นรองรับทั้งสิ้น จุดเริ่มต้นในการคิดค้นเครื่องทำความเย็นนั้นมาจากข้อจำกัดในการผลิตเบียร์ของชาวเยอรมันที่จะทำได้เฉพาะฤดูหนาวหรือสร้างห้องใต้ดินที่บรรจุด้วยก้อนน้ำแข็งจำนวนมาก\r\n\r\nในปีพ.ศ.2414 ด้วยความร่วมมือกันระหว่างคาร์ล ฟอน ลินเด นักเคมีชาวเยอรมันกับผู้ประกอบกิจการผลิตเบียร์ชาวออสเตรียและชาวเยอรมัน หลังจากที่ลินเดตีพิมพ์ผลงานทฤษฎีของเครื่องทำความเย็นในวารสารของ “โพลีเทคนิค แอโซซิเอชั่นส์” (Polytechnic Association’s) โดยเครื่องทำความเย็นต้องไปติดตั้งให้โรงผลิตเบียร์ในออสเตรีย ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้นไม่เหมาะกับการผลิตเบียร์ การประดิษฐ์เครื่องทำความเย็นรุ่นแรกนั้นประสบความล้มเหลวจากการรั่วซึมของเครื่องบีบอัดก๊าซ (Compressor) ที่รอยเชื่อมโลหะปรอท เป็นผลมาจากการออกแบบที่ไม่สอดคล้องกับการใช้งานจริง ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการประดิษฐ์เครื่องทำความเย็นรุ่นที่สอง โดยเปลียนรูปทรงการใช้งานจากแนวตั้งมาเป็นแนวนอนและเปลี่ยนมาใช้แอมโมเนียแทนเมธิล\r\n\r\nหลักการโดยทั่วไปของเครื่องทำความเย็นเริ่มจากก๊าซซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดความเย็นจะถูกอัดและดันไปตามท่อจนถึงเครื่องควบแน่น  ก๊าซอยู่ในท่อยาวที่ถูกดัดให้โค้งงอไปรอบ  ๆ ในบริเวณนี้จะถ่ายเทพลังงานความร้อนบางส่วนของก๊าซออกไปยังอากาศหรือน้ำที่อยู่โดยรอบ ก๊าซที่เย็นตัวลงแล้วนี้  จะไหลผ่านลิ้นลดแรงดันเข้าสู่บริเวณที่สามารถขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ระหว่างที่ก๊าซขยายตัวจะได้รับพลังงานจากสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ซึ่งรวมถึงอากาศภายในตู้เย็นด้วย  ดังนั้นอุณหภูมิของอากาศภายในตู้เย็นจึงลดลง  ส่วนอากาศที่ร้อนขึ้นนั้นจะถูกดันผ่านเครื่องอัดอากาศเพื่อเริ่มวงจรใหม่","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1513060199.jpg"],
    [1174,604,"จอห์น วอล์คเกอร์ นักประดิษฐ์ไม้ขีดไฟ","Wed, 2017-12-06 09:35","http://www.stkc.go.th/node/604","วิทยาศาสตร์เคมี","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=4380:2015-05-29-08-18-01&Itemid=213","จอห์น วอล์คเกอร์ (John Walker) เกิด 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2324\r\n\r\nในปี พ.ศ.2369 จอห์น วอล์คเกอร์ นักเคมีชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์ไม้ขีดไฟ โดยเขาใช้ไม้แท่งเล็กๆ เคลือบด้วยซัลเฟอร์ จากนั้นหุ้มปลายด้วยโพแทสเซียมคลอเรทผสมแอนติโมนีซัลไฟด์ซึ่งใช้หมากฝรั่งในการยึดติด และจากนั้นอีก 1 ปีเขาได้ผลิตเพื่อจำหน่ายโดยใช้กล่องเป็นบรรจุภัณฑ์ และด้านข้างกล่องใช้จำหรับจุดไม้ขีดทำจากกระดาษทราย วอล์คเกอร์เรียกไม้ขีดไฟนี้ว่า คองเกรฟส์ เพื่อเป็นเกียรติแด่ ท่านเซอร์วิลเลียม คองเกรฟส์ ผู้ประดิษฐ์จรวดของกองทัพ\r\n\r\nเป็นที่น่าเสียดายไม้ขีดไฟที่เขาออกแบบนั้นยังไม่สมบูรณ์นัก เขาจึงไม่จดสิทธิบัตรผลงาน เมื่อจุดไม้ขีดไฟความร้อนที่เกิดขึ้นมีมากเกินไป และบางครั้งส่วนหัวไม้ขีดจะหลุดออกจากก้านไม้ ทำความเสียหายกับพื้นพรมหรือเสือผ้าผู้ที่จุดไฟ ส่วนกิจการไม้ขีดไฟถูกขายต่อให้ท่านเซอร์ไอแซค โฮลเดน\r\n\r\nจอห์น วอล์คเกอร์ ได้เสียชีวิตในปี พ.ศ.2402 ด้วยอายุ 77 ปี เครื่องชั่งที่ใช้ตวงสารเคมีและไม้ขีดไฟบางส่วนที่เขาประดิษฐ์ได้จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์เพลสตันปาร์ค ประเทศอังกฤษ และถูกขนานนามว่า “นักประดิษฐ์ไม้ขีดไฟแห่งเมืองสต๊อคตัน”","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1512527736.jpg"],
    [1175,603,"กัดเล็บนิ้วมือเล่น เป็นโรคทางจิต กลุ่มย้ำคิดย้ำทำจำพวกหนึ่ง","Mon, 2017-12-04 14:13","http://www.stkc.go.th/node/603","วิทยาศาสตร์การแพทย์","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=409:กัดเล็บนิ้วมือเล่น-เป็นโรคทางจิต-กลุ่มย้ำคิดย้ำทำจำพวกหนึ่ง&Itemid=184","         หลายคนที่มีนิสัยชอบกัดเล็บนิ้วมือตัวเองเล่น รู้หรือไม่ว่าอาจเป็นโรคจิต   ซึ่งจิตแพทย์สมาคมอเมริกันได้จัดให้อยู่ในกลุ่มอาการโรคจิต ประเภทย้ำคิดย้ำทำหรือโรควิตกกังวล แต่ถือว่าเป็นนิสัยที่ไม่เป็นภัยหรือเป็นอันตรายต่อผู้อื่น สำหรับผู้ที่ชอบมีนิสัยแบบนี้ถือว่าเป็นการทำร้ายตนเอง และทำตัวเองเจ็บปวดบ่อยๆ โดยไม่มีเหตุผลทั้งที่รู้ว่าเป็นเรื่องไร้สาระแต่ไม่สามารถห้ามได้ และยังมีความรู้สึกไม่สบายใจ วิตกกังวล จิตแพทย์สมาคมอเมริกันจึงระบุอาการชอบกัดเล็บนิ้วมือตัวเองไว้ในกลุ่มของโรคย้ำคิดย้ำทำ รวมถึงอาการอื่น ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันด้วย เช่น การล้างมือบ่อยๆ หรือการชอบถอนผมเล่น\r\n\r\n         โดยส่วนใหญ่เราจะพบการกัดเล็บนิ้วมือรวมถึงนิ้วเท้าตัวเองในเด็กอายุ 7- 10 ขวบ ร้อยละ 28–33 ,  วัยรุ่น ร้อยละ 44 , วัยผู้ใหญ่ตอนต้น ร้อยละ 19–29 , วัยผู้ใหญ่ ร้อยละ 5   และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง (ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิต) นอกจากนิสัยชอบกัดเล็บตัวเองอาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มของการเป็นโรคจิตแล้ว\r\nยังทำให้เสียบุคลิกและเสียสุขภาพด้วย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1512371623.jpg"],
    [1176,597,"กรุ๊ปเลือดมีกี่กรุ๊ป","Thu, 2017-11-30 15:11","http://www.stkc.go.th/node/597","การแพทย์พื้นฐาน","http://www.เกร็ดความรู้.net/กรุ๊ปเลือดมีกี่กรุ๊ป/","\r\nกรุ๊ปเลือด หรือ กลุ่มเลือด หรือ หมู่เลือดของคนเรานั้นมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่ กรุ๊ป A, B , AB และ O โดยที่กรุ๊ปเลือดของลูกนั้นจะได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อแม่โดยตรง เรียกได้ว่ามีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่มาสู่ลูกนั่นแหละ เมื่อมาถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะสงสัยว่า แล้วถ้าพ่อแม่มีกรุ๊ปเลือดต่างกัน ลูกจะมีกรุ๊ปเลือดตามใครละ? เหมือนพ่อหรือแม่? คำตอบก็คือมีโอกาสเหมือนพ่อและแม่ และมีโอกาสไม่เหมือนทั้งพ่อและแม่ด้วย (อ้าว งงเลยละสิ) ไม่ต้องงงครับ บางครั้งลูกอาจจะมีกลุ่มเลือดไม่ตรงกับพ่อแม่ เพราะพ่อและแม่อาจจะมี Antigen ของเลือดกลุ่มอื่นแฝงอยู่ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ถึงแม้ลูกจะมีกรุ๊ปเลือดไม่ตรงกับพ่อแม่ แต่ลูกก็จะยังมีกรุ๊ปเลือดตามกลุ่มเลือดและ Antigen ของพ่อแม่อย่างแน่นอน กรุ๊ปเลือด คราวนี้มาดูกันว่า เมื่อพ่อแม่มีเลือดกรุ๊ปต่าง ๆ ลูกมีโอกาสมีกลุ่มเลือดใดได้บ้าง พ่อแม่กรุ๊ปเลือด A + A -> ลูกมีโอกาสมีกรุ๊ปเลือด A และ O พ่อแม่กรุ๊ปเลือด B + B -> ลูกมีโอกาสมีกรุ๊ปเลือด B และ O พ่อแม่กรุ๊ปเลือด AB + AB -> ลูกมีโอกาสมีกรุ๊ปเลือด A, B และ AB พ่อแม่กรุ๊ปเลือด O + O -> ลูกมีโอกาสมีกรุ๊ปเลือด O เท่านั้น พ่อแม่กรุ๊ปเลือด A + B -> ลูกมีโอกาสมีกรุ๊ปเลือด A, B AB และ O (เป็นได้ทุกกรุ๊ป) พ่อแม่กรุ๊ปเลือด A + AB -> ลูกมีโอกาสมีกรุ๊ปเลือด A, AB และ B พ่อแม่กรุ๊ปเลือด B + AB -> ลูกมีโอกาสมีกรุ๊ปเลือด A, AB และ B พ่อแม่กรุ๊ปเลือด AB + O -> ลูกมีโอกาสมีกรุ๊ปเลือด A หรือ B พ่อแม่กรุ๊ปเลือด A + O -> ลูกมีโอกาสมีกรุ๊ปเลือด A หรือ O พ่อแม่กรุ๊ปเลือด B + O -> ลูกมีโอกาสมีกรุ๊ปเลือด B หรือ O กรุ๊ปเลือดสามารถบอกความเป็นพ่อแม่ลูกกันได้อย่างคร่าว ๆ ยกเว้นกรณีพ่อแม่มีกลุ่มเลือด O ทั้งคู่ ลูกจะต้องมีกรุ๊ปเลือด O ด้วยเท่านั้น ถ้าเป็นกรุ๊ปเลือดอื่นก็ตัวใครตัวมันละครับ การตรวจสอบที่ให้ผลยืนยันการเป็นพ่อแม่ลูกกันแบบ 100% ต้องทำการตรวจ DNA เท่านั้น เพราะตรวจหมู่เลือดอย่างเดียวคงไม่พอ\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1512029486.jpg"],
    [1177,593,"กลิ่นหอมชวนกิน","Tue, 2017-11-28 14:22","http://www.stkc.go.th/node/593","วิทยาศาสตร์เคมี","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=6087:2017-02-17-04-09-36&Itemid=315","\r\nคุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้หรือไม่ เมื่อเดินผ่านร้านอาหาร กลิ่นของอาหารที่ลอยออกมาให้เราได้รับรู้นั้นกระตุ้นความรู้สึกอยากอาหารของเรา จนทำให้เราตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารร้านนั้น แม้ว่าบางครั้งเวลานั้นอาจยังไม่ถึงเวลามื้ออาหารของเราก็ตาม หรือเวลาที่เราเดินผ่านแผงลอย ที่ขายอาหารจำพวกปิ้งย่าง (หมูปิ้ง ไก่ย่าง) แค่กลิ่นหอมก็ทำให้เราเกิดอาการน้ำลายสอแล้ว กลิ่นเหล่านี้คืออะไร กลิ่นอาหารที่ทำให้น่ารับประทานนี้เกิดจากปฏิกิริยาเมล์ลาร์ด (Maillard reaction) ซึ่งค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1913 โดยนักเคมีชื่อ หลุยส์ คามิลล์ เมล์ลาร์ด ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นจากน้ำตาลในอาหาร ทำปฏิกิริยากับกรดอะมิโน โดยมีความร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีอย่างต่อเนื่องกลายเป็น สารเคมีสีน้ำตาล มีกลิ่น และทำให้เกิดรสชาติของอาหาร ปฏิกิริยานี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า Browning Reaction สารเคมีที่ได้นี้ มีทั้งชนิดที่ละลายน้ำและ ไม่ละลายน้ำ อาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ จะมีกลิ่นหอมมากกว่า เนื่องจากสารนี้ปะปนมากับไอน้ำที่ลอยออกมา สารเหล่านี้เป็นกลิ่นที่กระตุ้นความรู้สึกอยาก อาหารของเรา เช่น กลิ่นเหมือนโกโก้หรือกาแฟเมื่อคั่วเมล็ดกาแฟ กลิ่นคล้ายคาราเมลเมื่อปิ้งขนมปัง สำหรับอาหารกลุ่มเนื้อสัตว์นั้น ส่วนประกอบสำคัญของสารเคมีที่ส่งกลิ่นจากปฏิกิริยาเมล์ลาร์ดประกอบไปด้วย สารกลุ่มไฮโดรคาร์บอน และสารกลุ่มอัลดีไฮด์ สารทั้งสองตัวนี้จะทำให้เกิดกลิ่นที่ชวนให้รับประทานเหมือนกลิ่นย่าง และเนื่องจากไขมันสัตว์ระเหยได้ง่ายจากการให้ความร้อน ทำให้เวลาย่างเนื้อเราจะอยาก อาหารได้ง่ายเนื่องจากประสาทรับกลิ่นของเราถูกกระตุ้นอย่างมากทั้งจากไอน้ำและไขมันที่เราหายใจเข้าไปนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยานี้อาจก่อให้เกิดผลเสียได้ ถ้าความร้อนสูงเกินไป ผลที่ได้จะทำให้เกิดสารเคมีที่ให้รสขม หรือการไหม้เกรียม ซึ่งสารนี้นอกจากมีรสชาติ ไม่พึงประสงค์แล้วยังเป็นสารก่อมะเร็งอีกด้วยถ้าเกิดในเนื้อสัตว์ เราจึงควรระมัดระวังขณะประกอบอาหารหรือเลือกรับประทานเพื่อสุขภาพที่ดีของเรา\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1511853775.jpg"],
    [1178,592,"ความลับของผงซักฟอก","Mon, 2017-11-27 15:16","http://www.stkc.go.th/node/592","วิทยาศาสตร์เคมี","https://www.youtube.com/watch?v=mH7G44N_Z3s","\r\n\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1511770838.jpg"],
    [1179,584,"เซลล์ประสาทในสมอง","Wed, 2017-11-22 15:13","http://www.stkc.go.th/node/584","การแพทย์พื้นฐาน","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5100:2015-12-02-08-31-47&Itemid=184","\r\nเราสูญเสียเซลล์ประสาทในสมอง 1 เซลล์ ในทุกๆ 1 วินาที แต่โชคดีที่เรายังมีเซลล์ประสาทในสมองเหลืออยู่อีกมากมาย หากเปรียบเทียบเป็นน้ำหนักแล้ว เราจะสูญเสียเซลล์สมองไปประมาณ 1 กรัม/ปี และถ้าทุกเซลล์ในสมองคือ เกร็ดน้ำตาล จะมีน้ำหนักประมาณ 25 ตัน หรือ 25,000 กิโลกรัม\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1511338394.jpg"],
    [1180,583,"หมึกล่องหน","Wed, 2017-11-22 13:39","http://www.stkc.go.th/node/583","วิทยาศาสตร์เคมี","https://www.youtube.com/watch?v=Qa04dotIa_0","\r\n",null],
    [1181,581,"ยางมะตอย","Thu, 2017-11-16 14:48","http://www.stkc.go.th/node/581","วิทยาศาสตร์เคมี","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5641:2016-08-16-08-49-25&Itemid=184","\r\nยางมะตอย หรือ แอสฟัลท์ (Asphalt) คือสารประกอบไฮโดรคาร์บอนและสารอินทรีย์อื่นๆ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สุดท้ายที่ได้จากการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม มีสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ ลักษณะข้นและหนืดมาก ยางมะตอยยังมีคุณสมบัติในการยึด ประสาน และอ่อนตัวเมื่อได้รับความร้อน จับตัวแข็งเมื่อเย็นลง ด้วยคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้ จึงนิยมนำยางมะตอยมาใช้ในการทำถนนหรือพื้นผิวจราจรในการทำยางมะตอยลาดถนนนั้น จะนำยางมะตอยมาผสมน้ำที่อุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส และใช้ตัวประสาน เพื่อชวยใหอนุภาคของยางมะตอยกระจายตัว และน้ำก็จะระเหยไปเหลือแต่ยางมะตอย จากนั้นจึงนำยางมาตอยมาเทผสมกับดินและทรายให้เข้ากัน แล้วนำไปลาดด้านบนหน้าดินที่ถูกบนอัดไว้แน่น จึงจะได้เป็นถนนที่ใช้กัน\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1510818523.jpg"],
    [1182,578,"มุมมองเหมียว","Tue, 2017-11-14 09:07","http://www.stkc.go.th/node/578","การแผ่รังสี","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5694:2016-09-05-09-09-39&Itemid=184","\r\n","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1510625801.jpg"],
    [1183,577,"หอมกรุ่น กลิ่นกาย","Mon, 2017-11-13 09:32","http://www.stkc.go.th/node/577","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5691:2016-09-05-04-43-54&Itemid=184","กลิ่นกายที่หอมชวนหลงใหลเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่มนุษย์ตั้งแต่ในยุคโบราณถึงปัจจุบันนั้น ต้องการที่จะมี จึงได้มีการรังสรรค์น้ำหอมกลิ่นต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง ด้วยการฉีดพรมลงบนเสื้อผ้าหรือร่างกาย โดยเชื่อกันว่าการฉีดน้ำหอมลงบนจุดชีพจร เป็นจุดที่จะทำให้น้ำหอมนั้นส่งกลิ่นได้ดีและติดทนนานที่สุด แต่สาเหตุเป็นเพราะอะไรนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาให้ทราบกัน\r\nน้ำหอมมีส่วนผสมหลักอยู่ 2 อย่างคือ น้ำมันหอมจากการสกัดจากดอกไม้หรือสัตว์และเจือจางด้วยแอลกอฮอล์ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ๆ ตามความเข้มข้นของกลิ่นน้ำมันหอมคือ Eau Perfume (EdP) ซึ่งมีความเข้มข้นของน้ำมันหอมมากที่สุด รองลงมาคือ Eau Toilette (EdT) และ Eau Cologne (EdC) ซึ่งมีความเข้มข้นของน้ำมันหอมน้อยที่สุด โดยคุณสมบัติของน้ำมันหอมจะมีการกระจายตัวของกลิ่นได้ดี ในที่ที่มีอุณหภูมิอุ่น สำหรับร่างกายของมนุษย์บริเวณตรงจุดชีพจรเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิอุ่น เพราะมีการหมุนเวียนเลือดและมีอัตราการเต้นของชีพจรเป็นจังหวะอยู่ตลอดเวลาเพราะฉะนั้นการฉีดน้ำหอมลงบนจุดชีพจร ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอุณหภูมิอุ่นนั้น จึงเป็นตัวช่วยกระตุ้นความหอมของน้ำหอมฟุ้งกระจายและยังสามารถดูดซับความหอมไว้ใต้ผิวหนังได้ดีอีกด้วย","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1510540344.jpg"],
    [1184,575,"\"ลมไนโตรเจน\"","Fri, 2017-11-10 10:34","http://www.stkc.go.th/node/575","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5686:2016-09-02-08-30-01&Itemid=184","เข้าใจกันว่า ... การเติมลมยางด้วย “ลมไนโตรเจน” นั้น จะช่วยให้ยางรถร้อนช้าลง ลดความเสี่ยงต่อการระเบิดของยาง ช่วยยืดอายุการใช้งานของยางและระบบช่วงล่างของรถ แถมยังช่วยประหยัดค่าน้ำเชื้อเพลิงได้อีกด้วย ซึ่งเหมาะมากกับยุคสมัยนี้ที่คนทั่วโลกส่วนใหญ่หันมาตระหนักและใส่ใจในการประหยัดพลังงานกันมากยิ่งขึ้น\r\n\r\nปัจจุบัน ... มีการใช้เครื่องมือที่สามารถแยกแก๊สไนโตรเจนออกมาจากอากาศทั่วไปได้ โดยคัดแยกเฉพาะแก๊สไนโตรเจนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งจะมีอุณหภูมิที่ต่ำกว่าการเติมลมยางแบบเดิมที่มีแก๊สอื่น ๆ ผสมอยู่ด้วยนั่นเอง โดยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเติมลมยางของพาหนะต่าง ๆ ในบางประเทศมีการออกกฎหมายบังคับให้รถโดยสาร รถบรรทุก หรือแม้กระทั่งเครื่องบิน ต้องเติมลมยางไนโตรเจนเท่านั้น แต่ปัจจุบันในเมืองไทยนั้น สถานที่ให้บริการเติมลมไนโตรเจนมีอยู่ค่อนข้างน้อย และยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการเติมลมยางแบบธรรมดาอีกต่างหาก\r\n\r\nความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยให้เราสามารถนำมาปรับใช้ในการเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียได้ แท้ที่จริงลมไนโตรเจน ก็คือแก๊สไนโตรเจนที่อยู่ในอากาศรอบๆตัวเรา ถ้าเราแบ่งอากาศในบรรยากาศโลกออกเป็น 5 ส่วน จะมีแก๊สไนโตรเจนอยู่ถึง 4 ใน 5 ส่วน เทียบเป็นสัดส่วนคือ 78 % ของอากาศทั่วไป (ก็ประมาณ 80% แล้วนะเนี่ย!!) ที่เหลือก็จะเป็นแก๊สออกซิเจนที่เราใช้ในกระบวนการหายใจ รวมกับแก๊สอื่นๆอีกหลายชนิด\r\n\r\nข้อดีของแก๊ซไนโตรเจน:\r\n1. มีน้ำหนักเบาและเย็นกว่าลมยางทั่วไป \r\n2. ไม่ทำปฏิกิริยากับยาง ทำให้ยางมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น และยังช่วยอุดรูรั่วเล็กๆ ระหว่างขอบยางกับขอบล้อได้ดี\r\n3. ไม่มีความชื้น ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ทำปฏิกิริยากับล้อ ให้เกิดสนิม\r\n4. แก๊ซไนโตรเจนไม่ค่อยรั่วไหลออกจากยางง่าย ๆ เหมือนลมยางทั่วไป\r\n\r\n\r\nข้อดีของลมธรรมดา:\r\n1. เข้าถึงง่าย มีเติมได้ทุกที่\r\n2. ส่วนใหญ่ มีบริการเติมฟรี\r\n\r\nฉะนั้น ... การเติมลมยางแบบธรรมดา กับการเติมลมยางด้วยลมไนโตรเจน ก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันไปซึ่งเราสามารถใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์\r\nเพื่อพิจารณาได้ว่าความคุ้มค่ากับความเหมาะสมที่จะเลือกใช้นั้น ขึ้นอยู่กับตัวเรา","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1510284843.jpg"],
    [1185,574,"ทำไมกลางวันถึงมองไม่เห็นดาว ?","Thu, 2017-11-09 13:27","http://www.stkc.go.th/node/574","ดาราศาสตร์","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=4835:2015-09-09-10-26-25&Itemid=184","คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเป็นเพราะแสงอาทิตย์มาบดบังแสงดาว แต่ความจริงแล้วเป็นเพราะแสงอาทิตย์สว่างกว่าแสงขอดวงดาว ดวงตาของมนุษย์มีกลไกปรับสภาพให้มองเห็นแสงที่สว่างมากกว่า เราจึงมองไม่เห็นแสงดาว คล้ายกับการที่เราแทบมองไม่เห็นดวงไฟของไฟฉายที่เปิดกลางแดด","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1510208822.jpg"],
    [1186,573,"แสงแดดทำให้ผิวเข้มได้อย่างไร ?","Wed, 2017-11-08 14:00","http://www.stkc.go.th/node/573","การแผ่รังสี","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=4852:2015-09-10-07-13-04&Itemid=184","แสงแดดประกอบไปด้วยรังสีมากมาย หนึ่งในนั้นคือรังสียูวีเอ เมื่อร่างกายได้รับรังสียูวีเอ\r\nจะกระตุ้นให้ผลิตเม็ดสีเมลานินเพื่อปกป้องผิวหนังจากแสงแดดผิวบริเวณที่ได้รับแสงแดดจึงมีความเข้มมากขึ้น","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1510124435.jpg"],
    [1187,572,"ดวงตา..เคลื่อนไหวอยู่เสมอ","Wed, 2017-11-08 10:01","http://www.stkc.go.th/node/572","มนุษยศาสตร์","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5093:2015-12-02-04-10-52&Itemid=184","ดวงตาของเรามีการเคลื่อนที่ในระดับเล็ก ๆ ตลอดเวลา แม้แต่การที่เราเพ่งจุดสนใจไปที่อะไรบางอย่าง การเคลื่อนไหวของดวงตานี้ช่วยทำให้ภาพที่เราเห็นมีความชัดอยู่เสมอ หากถูกใช้เพ่งมองเป็นเวลานาน เซลล์ที่ไวต่อการรับแสงบนเรตินา (retina) หรือจอประสาทตาอาจจะล้าได้ ถึงแม้การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ นี้จะมีประโยชน์ แต่ก็ทำให้เราเห็นการเคลื่อนไหวที่ไม่มีอยู่จริงได้ด้วย ลองดูภาพด้านบนนี้ดูสิ","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1510110094.jpg"],
    [1188,571,"ทำไมข้าวเหนียว..ถึงเหนียว?","Wed, 2017-11-08 09:48","http://www.stkc.go.th/node/571","โมเลกุลและเคมีฟิสิกส์","http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5722:2016-09-12-08-07-00&Itemid=184","ข้าวเหนียวเป็นอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตในรูปแบบของแป้งชนิดหนึ่ง คนไทยนิยมรับประทานกันมากทั่วทุกภาคของประเทศ เพราะว่าทานแล้วอิ่มท้อง รับประทานได้กับอาหารหลากหลาย แถมมีรสชาติอร่อย โดยเฉพาะเมื่อทานคู่กับไก่ย่าง ส้มตำ รวมไปถึงผลไม้ เช่น มะม่วง ทุเรียน เคยสงสัยกันไหมคะว่า ทำไมข้าวเหนียวถึงเหนียว ไม่เหมือนกับข้าวเจ้า ความแตกต่างของข้าวสองประเภทนี้ มาจากส่วนประกอบหลักในแป้งของเมล็ดข้าว โดยส่วนประกอบหลักของเมล็ดข้าวเหนียวได้แก่โมเลกุลที่มีชื่อว่า อะมิโลเพคติน (amylopactin) ส่วนเมล็ดข้าวเจ้า ได้แก่ อะมิโลส (amylose) ซึ่งโมเลกุลของสารสอง ชนิดนี้มีโครงสร้างที่แตกต่างกันชัดเจน กล่าวคือ อะมิโลเพคตินเป็นโครงสร้างแบบกิ่ง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 และ 1,5 เกาะอยู่ ขณะที่ อะมิโลสเป็นโครงสร้างแบบเส้นตรง และมีพันธะไกลโคไซด์ชนิดแอลฟา 1,4 เพียงชนิดเดียว ซึ่งโครงสร้างแบบกิ่งในเมล็ดข้าวเหนียวทำให้การจัดเรียงโมเลกุลมีความเป็นระเบียบน้อยกว่าแบบเส้นตรง ทำให้ข้าวเหนียวอุ้มน้ำได้มากกว่าและพองตัวได้มากกว่าในน้ำร้อน ดังนั้นข้าวเหนียวจึงมีลักษณะเหนียวนุ่ม","https://www.stkc.go.th/sites/default/files/stiarticle_images/1510109295.jpg"],
    [1189,559,"ทำได้ไง? คว่ำแก้วแล้วน้ำไม่หก","Tue, 2017-10-31 11:02","http://www.stkc.go.th/node/559","โมเลกุลและเคมีฟิสิกส์",null,"\r\n",null],
    [1190,558,"40 ปีแห่งยานวอยเอเจอร์ : นักสำรวจผู้เดินทางได้ไกลที่สุด","Tue, 2017-10-31 10:56","http://www.stkc.go.th/node/558","ดาราศาสตร์","http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/3348-40-years-voyager","\r\n\r\nโครงการวอยเอเจอร์ (Voyager program) เป็นโครงการที่ส่งยานอวกาศสองลำ ชื่อ วอยเอเจอร์ 1 และ วอยเอเจอร์ 2  ออกไปสำรวจระบบสุริยะชั้นนอก โดยทั้งสองลำนี้ถูกส่งออกนอกโลกในปี ค.ศ. 1977\r\n\r\nเหตุผลสำคัญที่ทำให้ยานทั้งสองถูกส่งในปีนั้นคือ การที่ดาวเคราะห์ทั้ง 4 ดวงได้แก่ ดาวพฤหัสฯ ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน อยู่ในตำแหน่งที่ยานวอยเอเจอร์ 2  สามารถอาศัยเทคนิคที่เรียกว่า Gravity Assist ซึ่งเป็นใช้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วงของทั้ง 4 ดวงในการ 'เหวี่ยง' ตัวยานเพื่อเพิ่มความเร็วได้ การเดินทางของยานอวกาศลำนี้จึงถูกเรียกว่า The Grand Tour ซึ่งการเรียงตัวของดาวเคราะห์ในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นทุกๆ 175 ปี  \r\n\r\n       จนถึงวันนี้ ยานวอยเอเจอร์ 2 เป็นเพียงยานอวกาศลำเดียวเท่านั้นที่เดินทางไปใกล้ดาวยูเรนัสและนปจูนเพื่อทำการสำรวจอย่างใกล้ชิด\r\n\r\n        ส่วนยานวอยเอเจอร์ 1 เดินทางไปศึกษาดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์ที่มีชั้นบรรยากาศปกคลุมทำให้ใช้แรงโน้มถ่วงจากเพียงดาวพฤหัสฯและเสาร์ในการเพิ่มความเร็ว\r\n\r\n        ที่ผ่านมา ยานอวกาศทั้งสองลำได้เก็บข้อมูลทางดาราศาสตร์มากมายมหาศาลแล้วส่งกลับมายังโลกเราทำให้เกิดการค้นพบมากมาย ได้แก่ การระเบิดของภูเขาไฟบนดวงจันทร์ไอโอซึ่งเป็นบริวารของดาวพฤหัสฯ , ไอโอทอรัส (Io Torus) ซึ่งเป็นโครงสร้างของพลาสมารูปโดนัทซึ่งวางตัวอยู่รอบๆดาวพฤหัสฯในแนวการโคจรของดวงจันทร์ไอโอ โครงสร้างพลาสมาดังกล่าวเกิดจากสสารที่ถูกพ่นออกมาจากภูเขาไฟของไอโอซึ่งส่งผลต่อสนามแม่เหล็กรอบๆดาวพฤหัสฯ , ค้นพบมหาสมุทรที่อยู่ใต้เปลือกของดวงจันทร์ยูโรปา, ค้นพบดวงจันทร์บางดวงของดาวเสาร์ , พบว่าชั้นบรรกาศของดวงจันทร์ไททันมีความหนาและประกอบไปด้วยไนโตรเจน รวมทั้งอาจมีเมฆและฝนที่เป็นมีเทน , พายุบนดาวเนปจูนที่มีชื่อว่า Great Dark spot ซึ่งพัดด้วยความเร็ว 1,600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ฯลฯ\r\n\r\n        ในปี ค.ศ. 2017 นี้ เป็นปีที่ยานทั้งสองถูกส่งออกนอกโลกครบรอบ  40 ปีแล้ว แต่เชื่อไหมว่าจนถึงวันนี้ ยานวอยเอเจอร์ทั้งสองลำยังคงทำภารกิจอยู่! \r\n\r\n        ตอนนี้ยานวอยเอเจอร์ 2 อยู่ที่ Heliosheath ซึ่งเป็นบริเวณที่ลมสุริยะถูกลมจากดาวฤกษ์อื่นๆพัดต้านจนเริ่มเคลื่อนที่ช้าลง โดยลมสุริยะจะไปหยุดที่ Heliopause\r\n\r\n        ส่วนยานวอยเอเจอร์ 1 ไปได้ไกลกว่านั้น มันเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ที่เดินทางออกนอกโลกไปได้ไกลที่สุด โดยในเดือนสิงหาคม ปีค.ศ. 2017 มันเดินทางออกนอกระบบสุริยะ(ห่างจากโลก 139.46 AU)มาถึงบริเวณที่เรียกว่า ที่ว่างระหว่างดาวฤกษ์ (Interstellar Space) ซึ่งอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์กับดาวฤกษ์อื่นๆแล้ว\r\n\r\n        ขณะนี้ยานอวกาศทั้งสองลำเก็บข้อมูลเกี่ยวกับสสารและรังสีคอสมิกในดินแดนไกลโพ้นที่ไม่เคยมียานลำไหนเดินทางไปแล้วส่งกลับมาให้นักดาราศาสตร์บนโลกทำการศึกษาอย่างต่อเนื่อง\r\n\r\nที่ด้านนอกของยานทั้งสองลำมีการติดแผ่นเสียงทองคำซึ่งบรรจุข้อมูลทั้งภาพและเสียงที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตบนโลก รวมทั้งวัฒนธรรมที่หลากหลายของมนุษย์เราไว้ในนั้นด้วย \r\n\r\n        ในอนาคตอีก 40,000ปีข้างหน้า ยานวอยเอเจอร์ 1 จะเดินทางเข้ามาอยู่ที่ระยะห่างราว 1.6 ปีแสงจากดาวฤกษ์  Gliese 445 และในอีก 296,000 ปีข้างหน้า ยานวอยเอเจอร์ 2 จะเดินทางมาอยู่ในระยะห่างจากดาวซิริอุส 4.6 ปีแสง\r\n\r\n        ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจมีสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญหาจากดาวอื่นหรือแม้แต่มนุษย์ในอนาคตที่เดินทางมาพบสิ่งที่บรรพบุรุษของตนเคยสร้างแล้วส่งออกมาก็ได้\r\n\r\n        อย่างไรก็ตาม ยานทั้งสองลำนี้ไม่สามารถทำงานได้ตลอดไป นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าพลังงานของพวกมันอาจหมดลงในปี ค.ศ. 2025\r\n\r\n \r\n",null],
    [1191,556,"ทดลองทำพายุทอร์นาโดเอง ในขวดน้ำ","Tue, 2017-10-31 10:46","http://www.stkc.go.th/node/556","วิทยาศาสตร์ฟิสิกส์",null,"\r\n",null],
    [1192,553,"10 สิ่งที่น่ารู้เกี่ยวกับอากาศ","Tue, 2017-10-31 09:48","http://www.stkc.go.th/node/553","วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม","https://www.nstda.or.th/th/sci-kids-menu/11533-air","1. อากาศส่วนใหญ่เป็นก๊าซ อากาศในบรรยากาศโลกประกอบด้วยประมาณ 78% ไนโตรเจน 21% ออกซิเจน และก๊าซอื่นๆ ในปริมาณเล็กน้อย เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน\r\n2. อากาศไม่มีเพียงก๊าซ ในอากาศยังมีอนุภาคขนาดเล็กจำนวนมาก เช่น ฝุ่น นอกจากนี้ในอากาศยังมีควัน เขม่า \r\n3. อากาศสำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิต พวกเรา สัตว์และพืชต้องหายใจ และในขบวนการหายใจ ต้องใช้ออกซิเจนจากอากาศและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ และให้พลังงานที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของสัตว์และพืช\r\n4. คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมีทั้งข้อดีและข้อเสีย พืชใช้ก๊าซนี้กับแสงแดดเพื่อทำให้ได้อาหารและออกซิเจน ขบวนการนี้เรียกว่าการสังเคราะห์แสง แต่จำนวนมากของก๊าซนี้ที่เป็นผลผลิตจากรถยนต์และโรงงานเผาไหม้น้ำมัน ถ่าน และน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (global warming)\r\n5. อากาศยังมีน้ำ \r\n6. อากาศเปลี่ยนในขณะที่คุณอยู่สูงขึ้น\r\n7. อากาศเป็นเมือนเกราะป้องกัน อากาศในบรรยากาศโลกทำให้โลกไม่หนาวหรือร้อนเกินไป โอโซนในอากาศยังป้องกันพวกเราจากแสงแดดที่รุนแรง นอกจากนี้อากาศในบรรยากาศโลกยังป้องกันพวกเราจากสะเก็ดดาว (meteoroids) เมื่อสะเก็ดดาวผ่านอากาศจะถูกเผาเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนจะมาถึงโลก \r\n8. มีสิ่งมีชีวิตในอากาศ ได้แก่ จุลินทรีย์ขนาดเล็ก\r\n9. อากาศสามารถเคลื่อนที่เร็วและไกล\r\n10. อากาศเสีย (air pollution) สามารถทำลายแผนไปข้างนอก (outdoor plans) อากาศเสียถูกวัดด้วย Air Quality Index (AQI) ถ้ายิ่ง AQI ต่ำ อากาศยิ่งสะอาด ที่ AQI มากกว่า 100 และคุณอยู่ข้างนอก จะเหมือนกับว่าคุณกำลังหายใจเอาไอเสียจากรถยนต์ตลอดวัน ดังนั้นคุณไม่ควรใช้เวลามากเกินไปอยู่ข้างนอก",null],
    [1193,552,"การทดลองวิทยาศาสตร์ ที่น่าสนใจ เมื่อคุณใส่ สไลม์ ลงไปในเครื่องซีลสูญญากาศ","Tue, 2017-10-31 09:42","http://www.stkc.go.th/node/552","วิศวกรรมเคมี",null,"http://video.sanook.com/player/1150845/",null],
    [1194,374,"นักวิจัยศึกษาการเชื่อมโยงสมองมนุษย์เข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมบ้านอัจฉริยะ","Thu, 2017-06-15 14:56","http://www.stkc.go.th/node/374","เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม","สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","รองศาสตราจารย์ ปรเมษฐ์ มนูญพงศ์ หนึ่งในสมาชิกของสมาคมนักวิชาชีพไทยในภูมิภาคยุโรป (The Association of Thai Professionals in European Region – ATPER) ซึ่งเป็นสมาคมที่สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ ได้ให้การสนับสนุนอยู่โดยเฉพาะในด้านการถ่ายทอดความรู้ด้าน วทน. สู่ประเทศไทย ได้ดำเนินงานวิจัยชิ้นใหม่ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาบ้านอัจฉริยะ นักวิจัยพยายามศึกษาและเลียนแบบการทำงานของสมองเพื่อนำไปควบคุมอุปกรณ์ในบ้านอัจฉริยะในอนาคต ซึ่งมนุษย์จะสามารถควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น การเปิดปิดไฟและเครื่องทำกาแฟ เพียงแค่สั่งการด้วยความคิดจากสมอง \r\n\r\nที่มา  วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม 2560\r\n       http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170209141533-pdf.pdf\r\n",null],
    [1195,373,"การเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์ผ่านโครงสร้างขนาดเล็ก","Thu, 2017-06-15 14:46","http://www.stkc.go.th/node/373","วัสดุนาโน-การผลิตและคุณสมบัติ","สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","นักวิจัยภายใต้โครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากยุโรปได้ศึกษาถึงวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์แสงอาทิตย์ หรือ เซลล์โฟโตโวลตาอิก (photovoltaic cell) เพื่อที่จะสามารถแปลงคลื่นแสงอาทิตย์ในความยาวคลื่นที่แตกต่างกันให้กลายเป็นพลังงานได้ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการใช้พลังงานแสงอาทิตย์\r\n\r\nที่มา  วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม 2560\r\n      http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170209141533-pdf.pdf\r\n",null],
    [1196,366,"ความร่วมมือไทย - สหรัฐฯ ด้านความปลอดภัยทางด้านนิวเคลียร์","Tue, 2017-06-13 09:42","http://www.stkc.go.th/node/366","วิศวกรรมนิวเคลียร์","สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","หลังจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้หลายประเทศตระหนักถึงผลกระทบที่รุนแรงและยาวนานของความรุนแรงของนิวเคลียร์ ก่อให้เกิดจุดเริ่มต้นในการศึกษาและพัฒนาการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในทางสันติอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อมนุษยชาติ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นหน่วยงานเดียวในประเทศไทยที่ทำหน้าที่กำกับดูแลความปลอดภัยจากการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และรังสี\r\n\r\nที่มา  http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5626\r\n",null],
    [1197,365,"แนวความคิด one health และการทูตวิทยาศาสตร์","Tue, 2017-06-13 09:41","http://www.stkc.go.th/node/365","สาธารณสุขศาสตร์และอนามัยสิ่งแวดล้อม","สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","ความหมายของแนวความคิด “one health” คือ สุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น ในการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของมนุษย์ เราจะต้องให้ความสำคัญกับระบบนิเวศน์รอบตัวเราด้วย World Health Organization ได้กล่าวถึง การทูตเพื่อสุขภาพระดับโลก (global health diplomacy) ไว้ว่า “การทูตเพื่อสุขภาพระดับโลกเป็นการนำเอาวิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์หลากหลายสาขา การต่างประเทศ การบริหาร กฎหมาย และเศรษฐกิจ เพื่อการบริหารและจัดการนโยบายทางการแพทย์ระดับโลก”\r\n\r\nที่มา  http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5621\r\n",null],
    [1198,364,"การสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ในพื้นที่ขั้วโลกเหนือ","Tue, 2017-06-13 09:39","http://www.stkc.go.th/node/364","วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ","สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","พื้นที่ขั้วโลกเหนือเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรธรรมชาติ และเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในขณะที่พื้นที่ดังกล่าวถูกแบ่งเขตและครอบครองโดย 8 ประเทศ คือ ประเทศแคนาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศรัสเซีย ประเทศนอร์เวย์ ประเทศฟินแลนด์ ประเทศไอร์แลนด์ ประเทศสวีเดน และประเทศเดนมาร์ก ซึ่งทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การทูตวิทยาศาสตร์ได้กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความร่วมมือและการประนีประนอมซึ่งจะนำไปสู่ผลประโยชน์ร่วมกัน\r\n\r\nที่มา  http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5616\r\n",null],
    [1199,362,"AAAS Science Diplomacy 2017 การประชุมการทูตวิทยาศาสตร์ประจำปี พ.ศ. 2560","Mon, 2017-06-12 17:27","http://www.stkc.go.th/node/362","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ","สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","งานสัมมนา AAAS Science Diplomacy เป็นงานสัมมนาประจำปี จัดโดยหน่วยงาน American Association for the Advancement of Science (AAAS) มีประเด็นหารือสำคัญเกี่ยวกับการทูตวิทยาศาสตร์ และมีกลุ่มเป้าหมาย ของงานสัมมนาคือ นักวิทยาศาสตร์ ผู้มีส่วนในการตัดสินใจเชิงนโยบาย นักการทูต และเจ้าหน้าที่การทูตจากประเทศต่างๆ นักศึกษา และผู้ที่สนใจทั่วไป การจัดงาน สัมมนาปี พ.ศ. 2560 เป็นงานสัมมนาครั้งที่ 3 รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ http://www.aaas.org/scidip2017\r\n\r\nที่มา  http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5562\r\n",null],
    [1200,361,"ตัวอย่างธุรกิจ Startups ในเขต DC, MD, VA","Mon, 2017-06-12 17:17","http://www.stkc.go.th/node/361","วิศวกรรมและเทคโนโลยีอุบัติใหม่อื่นๆ","สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","ธุรกิจ Startup ในปัจจุบัน มีสินค้าและบริการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าและบริการที่เกี่ยวกับนวัตกรรม เทคโนโลยี หรือแม้แต่อาหารและการเกษตร คอลัมน์นี้ขอนำเสนอตัวอย่าง ธุรกิจ Startup ในเขตพื้นที่วอชิงตัน ดี.ซี. (Washington D.C.) มลรัฐแมรี่แลนด์ (Maryland) และ มลรัฐเวอร์จิเนีย (Virginia) ซึ่งมีหลายธุรกิจที่น่าสนใจ ซึ่งอาจจะเป็นตัวอย่างสำหรับธุรกิจ Startup ในประเทศไทยได้\r\n\r\nที่มา  http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5580\r\n",null],
    [1201,360,"DMV Startup","Mon, 2017-06-12 17:04","http://www.stkc.go.th/node/360","วิศวกรรมและเทคโนโลยีอุบัติใหม่อื่นๆ","สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","DMV Startup เป็นองค์กรเอกชนที่มีเป้าหมายคือการสนับสนุนให้เกิดชุมชนบริษัท startup ในพื้นที่กรุง Washington D.C. โดยเชื่อมต่อผู้ประกอบการไปยังทรัพยากรต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจและการสร้างความรู้สึกของการเป็นชุมชนผู้ประกอบการที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว DMV Startup ใช้การจัดกิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ และการสื่อสารผ่านระบบออนไลน์ในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการ\r\n\r\nที่มา  http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5572\r\n",null],
    [1202,359,"Startups สานต่อจุดเริ่มต้นวงการธุรกิจ Startup ของประเทศไทย","Mon, 2017-06-12 17:01","http://www.stkc.go.th/node/359","วิศวกรรมและเทคโนโลยีอุบัติใหม่อื่นๆ","สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมามีการใช้คำว่า Startups กันค่อนข้างมาก ซึ่งคำว่า Startup เกิดขึ้นครั้งแรกจากวงการไอทีในเขต Silicon Valley ประเทศสหรัฐฯ หมายถึง บริษัทที่วางแผนมาเพื่อเติบโตแบบก้าวกระโดด มีวิธีสร้างรายได้ที่สามารถหาเงินแบบทำซ้ำและขยายได้ง่าย อาทิ Facebook, Google, YouTube หรือ Zynga เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน หรือเล็งเห็นโอกาสที่ยังไม่มีใครเคยเห็น Startup เป็นการนำเสนอไอเดียให้กับนักลงทุน ซึ่งเจ้าของไอเดียไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุนด้วยตนเอง ดังนั้นการนำเสนอไอเดียสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วโลกไม่จำกัดอยู่ที่ใดที่หนี่ง\r\n\r\nที่มา  http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5566\r\n",null],
    [1203,347,"รังสีคอสมิก รังสีปริศนาจากนอกระบบสุริยะ","Wed, 2017-06-07 15:18","http://www.stkc.go.th/node/347","ดาราศาสตร์","อาจวรงค์ จันทมาศ","ในช่วงต้นปี 1900 สุดยอดนักฟิสิกส์อย่างมาดามมารี คูรี (Marie Curie) และ เฮนรี เบคเคอเรล (Henri Becquerel) ค้นพบว่าธาตุบางอย่างสามารถสลายตัวแล้วปลดปล่อยรังสีออกมาได้ ธาตุเหล่านี้เรียกว่าธาตุกัมมันตรังสี (Radioactive Elements) ซึ่งมีอยู่ในโลกของเราในสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับธาตุอื่นๆ\r\n\r\nที่มา  http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2970-cosmic-rays-source\r\n",null],
    [1204,346,"การสังเกตการณ์ดาวพฤหัสบดีเบื้องต้น (ตอนจบ)","Wed, 2017-06-07 15:18","http://www.stkc.go.th/node/346","ดาราศาสตร์","เรียบเรียงโดย พิสิฏฐ นิธิยานันท์","เราจะเห็นอะไรบ้างเมื่อสังเกตการณ์ดาวพฤหัสบดี?\r\n - การสังเกตแถบเมฆบนดาวพฤหัสบดี\r\nหากต้องการสังเกตเห็นแถบเมฆพร้อมกับจุดแดงใหญ่ของดาวพฤหัสบดีแล้ว ควรใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีขนาดหน้ากล้องตั้งแต่ 6 นิ้วขึ้นไป และเนื่องจากดาวพฤหัสบดีหมุนรอบตัวเองเร็วมาก หากสังเกตการณ์ดาวพฤหัสบดีในเวลาต่างกัน 20-25 นาที ก็สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของจุดแดงใหญ่ได้แล้ว\r\n\r\nที่มา  http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2920-jupiter-03\r\n",null],
    [1205,345,"การสังเกตการณ์ดาวพฤหัสบดีเบื้องต้น (ตอนที่ 2)","Wed, 2017-06-07 15:17","http://www.stkc.go.th/node/345","ดาราศาสตร์","เรียบเรียงโดย พิสิฏฐ นิธิยานันท์","ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ดวงนี้มีมวลประมาณ 1 ใน 1,000 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ หรือหากเทียบกับมวลรวมของดาวเคราะห์ที่เหลือแล้ว จะมีมวลมากถึง 2.5 เท่าของมวลรวมดังกล่าว ขณะที่ตัวดาวพฤหัสบดีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่าดวงอาทิตย์ราว 10 เท่า และใหญ่กว่าโลกราว 11 เท่า\r\n\r\nที่มา http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2906-jupiter-02\r\n",null],
    [1206,344,"การสังเกตการณ์ดาวพฤหัสบดีเบื้องต้น (ตอนที่ 1)","Wed, 2017-06-07 15:15","http://www.stkc.go.th/node/344","ดาราศาสตร์","เรียบเรียงโดย พิสิฏฐ นิธิยานันท์","ดาวพฤหัสบดีเป็นดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ ดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ดวงนี้มีมวลประมาณ 1 ใน 1,000 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ หรือหากเทียบกับมวลรวมของดาวเคราะห์ที่เหลือแล้ว จะมีมวลมากถึง 2.5 เท่าของมวลรวมดังกล่าว ขณะที่ตัวดาวพฤหัสบดีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่าดวงอาทิตย์ราว 10 เท่า และใหญ่กว่าโลกราว 11 เท่า\r\n\r\nที่มา  http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2904-jupiter-01\r\n",null],
    [1207,333,"ศัพท์วิทย์น่ารู้  ","Wed, 2017-05-31 16:44","http://www.stkc.go.th/node/333","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ","อุดมลักษณ์ เวียนงาม","ศัพท์วิทย์น่ารู้ประจำฉบับที่ 203 ขอน้อมนำแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาอธิบายโดยสังเขป รวมทั้งคำว่า สิทธิบัตร ที่บางคนอาจยังไม่คุ้นเคยนัก นอกจากนั้นยังมีศัพท์ที่ทุกคนได้ยินกันมากจากสื่อต่างๆ ในปัจจุบัน และถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลนั่นคือ ประเทศไทย 4.0 (Thailand 4.0)\r\n\r\nที่มา  วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 65 ฉบับที่ 203 ประจำเดือน มกราคม ปีที่พิมพ์ 2560 \r\n       http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2560_65_203_p34-35.pdf\r\n",null],
    [1208,332,"ความรู้รอบเทียน  ","Wed, 2017-05-31 16:41","http://www.stkc.go.th/node/332","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ","ทวีศักดิ์ แก้วบุรี","มนุษย์รู้จักใช้ประโยชน์จากเทียนตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เริ่มแรกเราเรียนรู้การใช้แสงสว่างจากเปลวเทียนจากไขมันของสัตว์เมื่อสามพันปีก่อนคริสตกาล ชาวอียิปต์สามารถทำเทียนได้จากขี้ผึ้งซึ่งได้จากสารที่ผึ้งขับออกมาเพื่อซ่อมแซมรังผึ้ง ต่อมาในช่วงศตวรรษ 18 การผลิตเทียนนิยมใช้ไขปลาวาฬเป็นวัตถุดิบหลัก และได้พัฒนาเป็นวัตถุดิบอื่นๆ ในเวลาต่อมา เช่น ไขมันจากพืชในตระกูล ไขมันจากเรพซีด (rapeseed) คาโนล่า (canola) และรากของพืชตระกูลคะน้าซึ่งราคาถูกกว่าไขปลาวาฬ\r\n\r\nที่มา  วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 65 ฉบับที่ 203 ประจำเดือน มกราคม ปีที่พิมพ์ 2560 \r\n       http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2560_65_203_p31-33.pdf\r\n",null],
    [1209,331,"ผลิตภัณฑ์ยางอย่างง่ายตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง ","Wed, 2017-05-31 16:38","http://www.stkc.go.th/node/331","โพลีเมอร์","นิชาภา บัวสุวรรณ","พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้คนไทยเมื่อปี พ.ศ.2517 ความบางส่วนว่า “การพัฒนาประเทศนั้นจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัดแต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อพื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป” พระบรมราโชวาทนี้ ทรงเห็นว่าแนวทางการพัฒนาที่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะเกิดปัญหาได้ จึงทรงเน้นการพอมีพอกินพอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่ในเบื้องต้นก่อน เมื่อมีพื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควรแล้ว จึงสร้างความเจริญและฐานะทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้น\r\n\r\nที่มา  วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 65 ฉบับที่ 203 ประจำเดือน มกราคม ปีที่พิมพ์ 2560 \r\n       http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2560_65_203_p26-28.pdf\r\n",null],
    [1210,330,"การรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการตามรอยพระบรมราโชวาท ","Wed, 2017-05-31 16:36","http://www.stkc.go.th/node/330","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ","กิจติศักดิ์ ยศอินทร์","การรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ (Laboratory Accreditation) หมายถึง การยอมรับอย่างเป็นทางการจากหน่วยรับรองระบบงานให้แก่หน่วยตรวจสอบและรับรอง เพื่อแสดงถึงความสามารถในการดำเนินการตามระบบมาตรฐานของหน่วยตรวจสอบและรับรอง เช่น หน่วยรับรองที่ให้การรับรองความสามารถห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 (General requirements for the competence of testing and calibration laboratories)\r\n\r\nที่มา  วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 65 ฉบับที่ 203 ประจำเดือน มกราคม ปีที่พิมพ์ 2560 \r\n       http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2560_65_203_p24-25.pdf\r\n",null],
    [1211,329,"พระราชดำรัสรัชกาลที่ 9 กับงานฝึกอบรม","Wed, 2017-05-31 16:33","http://www.stkc.go.th/node/329","วิทยาศาสตร์ธรรมชาติอื่นๆ","กรมวิทยาศาสตร์บริการ ","การพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคมฐานความรู้และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและเป็นเป้าหมายสูงสุดของกรมวิทยาศาสตร์บริการ สำนักพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎกระทรวง การแบ่งส่วนราชการกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2545 ในการบริหารจัดการศึกษาและฝึกอบรมทางวิชาการและเทคนิคปฏิบัติด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี \r\n\r\nที่มา  วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 65 ฉบับที่ 203 ประจำเดือน มกราคม ปีที่พิมพ์ 2560 \r\n       http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2560_65_203_p21-23.pdf\r\n",null],
    [1212,328,"สิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย เครื่องกลเติมอากาศ “กังหันน้ำชัยพัฒนา”","Wed, 2017-05-31 16:31","http://www.stkc.go.th/node/328","กลศาสตร์ประยุกต์","พรรษชล รัตนปาณี","สิทธิบัตรตามความหมายของกรมทรัพย์สินทางปัญญา หมายถึง หนังสือสำคัญที่รัฐออกให้เพื่อคุ้มครองการประดิษฐ์ (Invention) หรือการออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) ที่มีลักษณะตามที่กฎหมายกำหนด เป็นสิทธิพิเศษที่ผู้ประดิษฐ์คิดค้นหรือผู้ออกแบบผลิตภัณฑ์มีสิทธิที่จะผลิตสินค้า จำหน่ายสินค้าแต่เพียงผู้เดียว ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น สิทธิบัตรจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อนักประดิษฐ์ ผู้คิดค้น นวัตกรรม รวมถึงงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพราะการจดสิทธิบัตรนั้นเป็นการคุ้มครองผลงานและความคิดสร้างสรรค์ของผู้คิดค้น ซึ่งหากกล่าวถึงนักประดิษฐ์และนักพัฒนาผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เป็นแบบอย่างของคนไทยทั้งชาติ ทุกท่านคงจะต้องนึกถึงพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทย “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช”\r\n\r\nที่มา  วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 65 ฉบับที่ 203 ประจำเดือน มกราคม ปีที่พิมพ์ 2560 \r\n       http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2560_65_203_p19-20.pdf\r\n",null],
    [1213,327,"รู้จักสารเคมีในฝนหลวง ","Wed, 2017-05-31 16:28","http://www.stkc.go.th/node/327","เคมีอนินทรีย์และเคมีนิวเคลียร์","โศรดา ขุนโหร","เมื่อกล่าวถึงสารเคมี คนส่วนใหญ่อาจจะนึกถึงสารจำพวกกรดหรือด่าง แต่เมื่อพูดถึงสารฝนหลวงหลายคนคงจะนึกไม่ออกว่าสารเคมีที่ใช้ทำฝนหลวงนั้นคือสารประเภทหรือกลุ่มไหน เรามาทำความรู้จักสารเคมีฝนหลวงกัน สารเคมีที่ใช้ทำฝนหลวงมีหลายชนิดบางชนิดมีคุณสมบัติดูดซับความชื้นได้ดี (Hygroscopic substances) บางชนิดมีคุณสมบัติเป็นแกนกลั่นตัวของเมฆ (Cloud condensation nuclei) ของความชื้นในบรรยากาศ บางชนิดสามารถดึงความร้อนทำให้อุณหภูมิของอากาศหรือเมฆเย็นตัวลงเร่งการกลั่นตัวของไอน้ำและเสริมความหนาแน่นของเมฆจนเกิดเป็นฝน การเลือกใช้สารเคมีหรับทำฝนหลวงแต่ละชนิดจึงพิจารณาคุณสมบัติที่กล่าวเกี่ยวกับสภาวะของเมฆหรือบรรยากาศ \r\n\r\nที่มา  วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 65 ฉบับที่ 203 ประจำเดือน มกราคม ปีที่พิมพ์ 2560 \r\n       http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2560_65_203_p16-18.pdf\r\n",null],
    [1214,326,"Functional food อาหารเพิ่มมูลค่าผลผลิตตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ","Wed, 2017-05-31 16:25","http://www.stkc.go.th/node/326","อาหารและเครื่องดื่ม-เทคโนโลยีการผลิตอาหารเทคโนโลยีเฉพาะของสาขาสหวิชาการ","มโนวิช เรืองดิษฐ์","จากนโยบายรัฐบาลที่มุ่งสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สู่โมเดล ประเทศไทย 4.0 ที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่ Value–Based Economy หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งจัดเป็น 1 ใน 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่มีความสำคัญในการปฏิรูปเศรษฐกิจในมวลรวม เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยมีพื้นฐานมาจากภาคเกษตรกรรม ที่พึ่งพารายได้จากการขายผลผลิตทางการเกษตรและส่งออกในรูปของวัตถุดิบไปยังต่างประเทศ และในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำขาดเสถียรภาพและมีปริมาณเกินความต้องการของตลาดโลกได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อรายได้ภาคครัวเรือนที่ไม่แน่นอนและเพียงพอต่อการดำรงชีพ\r\n\r\nที่มา  วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 65 ฉบับที่ 203 ประจำเดือน มกราคม ปีที่พิมพ์ 2560 \r\n       http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2560_65_203_p13-15.pdf\r\n",null],
    [1215,325,"การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามวิถีพอเพียงของเกษตรกรหนองหญ้าไซ ","Wed, 2017-05-31 16:11","http://www.stkc.go.th/node/325","พฤกษศาสตร์","สุบงกช ทรัพย์แตง","“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานมานานกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนรากฐานของวัฒนธรรมไทย เป็นแนวทางการพัฒนาขั้นพื้นฐานที่ตั้งอยู่บนทางสายกลางและความไม่ประมาทซึ่งคำนึงถึงความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล การสร้างภูมิคุ้มกันในตัวเอง ตลอดจนการใช้ความรู้และคุณธรรมเพื่อเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต ซึ่งต้องมี “สติปัญญาและความเพียร” เป็นที่ตั้ง ซึ่งจะนำไปสู่ความสุขในชีวิตที่แท้จริง ดังพระราชดำรัสที่ว่า “การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับ ต้องสร้างพื้นฐานคือความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและอุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เมื่อได้พื้นฐานความมั่นคงพร้อมพอสมควร และปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญ และฐานะทางเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป” (18 กรกฎาคม 2517)\r\n\r\nที่มา  วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 65 ฉบับที่ 203 ประจำเดือน มกราคม ปีที่พิมพ์ 2560 \r\n       http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2560_65_203_p11-12.pdf\r\n",null],
    [1216,324,"การนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ไปใช้ประโยชน์ในโครงการจัดการพื้นที่ทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริ ","Wed, 2017-05-31 16:08","http://www.stkc.go.th/node/324","การออกแบบหุ่นยนต์และการควบคุมแบบอัตโนมัติ","ปาษาณ กุลวานิช","กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ริเริ่มงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติมาตั้งแต่ปี 2544 โดยระบบที่สร้างขึ้น ส่วนใหญ่จะใช้สำหรับงานในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ทางด้านวิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบ หากแต่ว่ายังมีงานและข้อมูลอีกมากมายมหาศาลที่เราต้องการทราบ ที่ต้องการการวัด วิเคราะห์ ที่อยู่นอกห้องปฏิบัติการ ในยุคสมัยที่เป็นยุคแห่งข้อมูล หากเรามีข้อมูลที่ถูกต้องเพียงพอ และชัดเจนก็จะทำให้เราสามารถตัดสินใจและทำงานได้อย่างถูกต้องตามเป้าประสงค์และสัมฤทธิผลในระยะเวลาอันสั้น ข้อมูลที่เราต้องการมีมากแต่เราขาดกำลังคนที่จะไปนำข้อมูลเหล่านั้นมาให้ เทคโนโลยีหุ่นยนต์เคลื่อนที่หรือยานไร้คนขับชนิดต่างๆ ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัด หรืออุปกรณ์เก็บตัวอย่างจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระในการเก็บข้อมูลมาให้เราได้\r\n\r\nที่มา  วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 65 ฉบับที่ 203 ประจำเดือน มกราคม ปีที่พิมพ์ 2560 \r\n       http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2560_65_203_p9-10.pdf\r\n",null],
    [1217,302,"เชื้อเพลิงไฮโดรเจนชีวภาพจากแสงอาทิตย์","Fri, 2017-05-19 17:38","http://www.stkc.go.th/node/302","วิศวกรรมที่เกี่ยวกับพื้นดิน-เหมืองแร่-การปรับแต่งแร่-ปิโตรเลียม-พลังงานและเชื้อเพลิง","สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","โครงการวิจัยภายใต้การสนับสนุนจากสหภาพยุโรปได้ค้นพบระบบการสังเคราะห์แสงเทียมที่ดีกว่าและมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า เพื่อใช้ในการดักจับและกักเก็บพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานเคมีและใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อไป ซึ่งถือเป็นรูปแบบของพลังงานที่ยั่งยืนของพลังงานหมุนเวียนเพื่ออนาคต\r\n\r\nที่มา  วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 12 ประจำเดือนธันวาคม 2559\r\n       http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124340-pdf.pdf\r\n",null],
    [1218,301,"นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์","Fri, 2017-05-19 17:35","http://www.stkc.go.th/node/301","การเคลือบและฟิลม์","สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","โครงการ BIO4MAP ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2016 ได้พัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารชนิดใหม่ ๆ ที่มีความยั่งยืนออกสู่ตลาด โดยคณะทำงานของโครงการได้กล่าวว่าบรรจุภัณฑ์อาหารชนิดใหม่นี้จะสามารถช่วยยืดอายุของเส้นพาสต้าสดและชีสได้อย่างมีนัยสำคัญ และยังสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึงร้อยละ 29 อีกทั้งต้นทุนของบรรจุภัณฑ์อาหารชนิดใหม่นี้ยังถูกกว่าบรรจุภัณฑ์อาหารชนิดอื่น ๆ ถึง ร้อยละ 25\r\n\r\nที่มา  วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 12 ประจำเดือนธันวาคม 2559\r\n       http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124340-pdf.pdf\r\n",null],
    [1219,300,"นักวิทยาศาสตร์ค้นพบหนทางในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรค","Fri, 2017-05-19 17:32","http://www.stkc.go.th/node/300","วิทยาภูมิคุ้มกัน","สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","นักวิจัยในโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปได้ศึกษาวิธีการใหม่ ๆ ในการตรวจหาเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคติดเชื้อต่าง ๆ เช่น ไข้หวัดใหญ่ และ โรคพิษสุนัขบ้า เพื่อที่จะป้องกันการแพร่กระจายของโรค \r\n\r\nที่มา  วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 12 ประจำเดือนธันวาคม 2559\r\n       http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124340-pdf.pdf\r\n",null],
    [1220,299,"ลมนอกชายฝั่งทะเลจะสามารถเป็นความหวังด้านแหล่งพลังงานของยุโรปในอนาคตได้หรือไม่","Fri, 2017-05-19 17:29","http://www.stkc.go.th/node/299","วิศวกรรมที่เกี่ยวกับพื้นดิน-เหมืองแร่-การปรับแต่งแร่-ปิโตรเลียม-พลังงานและเชื้อเพลิง","สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","ลมนอกชายฝั่งทะเล (offshore wind) ถูกพิจารณาให้เป็นรากฐานสำคัญของการสร้างพลังงานอิสระในยุโรป สหภาพยุโรปได้ให้การส่งเสริมการสร้างพลังงานจากการใช้ลมนอกชายฝั่งทะเล โดยเห็นได้จากจำนวนกังหันลมนอกชายฝั่งทะเล (offshore wind turbine) ซึ่งมีมากกว่า 3,000 ตัว กระจายอยู่ในฟาร์ม 82 แห่ง ใน 11 ประเทศในยุโรป ซึ่งรวมกันแล้วมีศักยภาพในการสร้างพลังงานลมสูงถึง 10.39 กิกะวัตต์ \r\n\r\nที่มา  วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 12 ประจำเดือนธันวาคม 2559\r\n       http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124340-pdf.pdf\r\n",null],
    [1221,292,"10 ศูนย์กลางเทคโนโลยีของยุโรป ประจำปี ค.ศ. 2016","Mon, 2017-05-15 17:28","http://www.stkc.go.th/node/292","วิศวกรรมและเทคโนโลยีอุบัติใหม่อื่นๆ","สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","ในช่วงปลายปี ค.ศ. 2016 องค์กร Science Business ได้จัดทำรายงานเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ ศูนย์กลางเทคโนโลยี 10 แห่งของยุโรปที่มีผลต่อการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม และการสร้างงาน ซึ่ง 10 เมืองที่ถูกจัดให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีของยุโรป มีดังนี้\r\n\r\nที่มา  วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 12 ประจำเดือนธันวาคม 2559\r\n       http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124340-pdf.pdf\r\n",null],
    [1222,291,"โครงสร้างรางรถไฟแบบใหม่เพื่อลดการเกิดเสียงดังขณะวิ่ง","Mon, 2017-05-15 17:26","http://www.stkc.go.th/node/291","โลหะและวัสดุ การวิเคราะห์ระบบโลหะกรรม","สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","โครงการ QUIET-TRACK ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสหภาพยุโรปได้คิดค้นระบบเพื่อลดการเกิดเสียงดังขณะรถไฟวิ่ง และระบบตรวจสอบรางรถไฟ ซึ่งได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าเป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่าและคุ้มค่ากับประสิทธิภาพที่ได้รับเพื่อที่ภาครัฐจะสามารถนำไปใช้ในการวางแผนโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ \r\n\r\nที่มา  วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 12 ประจำเดือนธันวาคม 2559\r\n       http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124340-pdf.pdf\r\n",null],
    [1223,290,"การศึกษาการตอบสนองของแมลงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระยะสั้น","Mon, 2017-05-15 17:24","http://www.stkc.go.th/node/290","กีฏวิทยา","สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","การศึกษาการตอบสนองของสิ่งมีชีวิตต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นมีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ อย่างไรก็ตามได้มีการศึกษาการตอบสนองของสิ่งมีชีวิตหลาย ๆ ชนิดแล้ว แต่ทว่ายังไม่มีการวิจัยถึงพฤติกรรมตอบสนองของแมลงมากนักต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปจึงอยากเติมเต็มช่องว่างนี้โดยศึกษาพฤติกรรมตอบสนองของแมลงโดยเฉพาะ\r\n\r\nที่มา  วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 12 ประจำเดือนธันวาคม 2559\r\n       http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124340-pdf.pdf\r\n",null],
    [1224,289,"เทคโนโลยีการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยทิ้งมาใช้ประโยชน์","Mon, 2017-05-15 17:21","http://www.stkc.go.th/node/289","วิศวกรรมที่เกี่ยวกับพื้นดิน-เหมืองแร่-การปรับแต่งแร่-ปิโตรเลียม-พลังงานและเชื้อเพลิง","สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","ในการประชุมครั้งล่าสุดของโครงการ SCOT ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2016 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ได้มีการนำเสนอผลงานด้านนวัตกรรมที่ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถของยุโรปในการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเทคโนโลยีการรีไซเคิลที่ทางโครงการดำเนินการในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา\r\nที่มา  วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 12 ประจำเดือนธันวาคม 2559\r\n       http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124340-pdf.pdf\r\n",null],
    [1225,288,"แอนติบอดีชนิดใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบอาจจะเป็นทางออกในการจัดการไวรัสซิกาและไวรัสเด็งกี่","Mon, 2017-05-15 17:18","http://www.stkc.go.th/node/288","วิทยาภูมิคุ้มกัน","สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","นอกจากจะเป็นอาร์เอ็นเอไวรัส (RNA virus) มีอาร์เอ็นเอ (กรดไรโบนิวคลีอิก) เป็นสารพันธุกรรม และมียุงเป็นพาหะสิ่งที่เหมือนกันระหว่างไวรัสซิกา และไวรัสเด็งกี่อีกอย่างก็คือ ต่างก็อยู่ในสกุล Flavivirus และมีเอนเวโลพโปรตีน (envelope protein) ที่คล้ายคลึงกัน อีกทั้งการวิจัยภายใต้โครงการ DENFREE ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยบางส่วนจากสหภาพยุโรปทำให้เราได้ทราบว่าเชื้อไวรัสทั้งสองสามารถถูกทำลายได้โดยแอนติบอดีชนิดเดียวกัน \r\n\r\nที่มา  วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 12 ประจำเดือนธันวาคม 2559\r\n       http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124340-pdf.pdf\r\n",null],
    [1226,287,"ศูนย์นวัตกรรมอาหารในประเทศสหรัฐฯ","Mon, 2017-05-15 17:15","http://www.stkc.go.th/node/287","โภชนาการ","สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","ศูนย์นวัตกรรมอาหารในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนใหญ่เป็นของภาคมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน โดยนอกจากจะเป็นผู้พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ แล้วยังให้การสนับสนุนด้านธุรกิจแก่ผู้ประกอบการอีกด้วย ตัวอย่าง ของศูนย์นวัตกรรมอาหารในประเทศสหรัฐฯ มีดังนี้\r\nที่มา  http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5549\r\n",null],
    [1227,286,"ศูนย์นวัตกรรมอาหารในประเทศแคนาดา","Mon, 2017-05-15 17:13","http://www.stkc.go.th/node/286","โภชนาการ","สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","AgFIC คลัสเตอร์ด้านนวัตกรรมอาหารก่อตั้งขึ้นโดยนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการวิจัย นวัตกรรม และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม สินค้าเกษตรและอาหารซึ่งยังมีอุปสรรคอยู่มาก คลัสเตอร์ (Cluster) หรือการรวมกลุ่มนี้เกิดจากการรวมตัวของ 3 หน่วยงานคือ University of Saskatchewan, ศูนย์ POS Bio-sciences และ Saskatchewan Food Industry Development Centre\r\n\r\nที่มา  http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5557\r\n",null],
    [1228,285,"แนวโน้มผู้บริโภคในอนาคต","Mon, 2017-05-15 17:12","http://www.stkc.go.th/node/285","โภชนาการ","สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","อาหารออร์แกนิก (Organic food) จะเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลของ United States Organic Food Market Forecast & Opportunities, 2018 คาดการณ์ว่าตลาดของอาหารออร์แกนิก ในประเทศสหรัฐฯ จะขยายตัวขึ้นประมาณ 14% ในช่วงปี ค.ศ. 2014 – 2018 รวมทั้ง ความต้องการผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ออร์แกนิกซึ่งคาดว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน\r\n\r\nที่มา  http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5542\r\n",null],
    [1229,284,"นวัตกรรมอาหารในยุคดิจิทอล","Mon, 2017-05-15 17:10","http://www.stkc.go.th/node/284","โภชนาการ","สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมามีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย อาทิ เทคโนโลยีเกี่ยวกับรถยนต์ โทรศัพท์สมาร์ทโฟน การเดินทางทางอากาศ การซื้อสินค้า เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีมีบทบาทในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น วงการของอาหารก็เช่นเดียวกัน ได้มีการพัฒนารูปแบบอุตสาหกรรมอาหารเริ่มต้นจากการปฏิวัติเกษตรกรรม ตามมาด้วยอุตสาหกรรมอาหาร และการปฏิวัติสีเขียว โลกเราที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถคิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างแหล่งอาหารที่มีราคาถูกลงและมีอย่างเพียงพอเพื่อตอบสนองปริมาณความต้องการของประชากรโลกให้ได้อย่างทั่วถึง\r\n\r\nที่มา http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5518\r\n",null],
    [1230,269,"ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ","Wed, 2017-05-03 16:57","http://www.stkc.go.th/node/269","วิทยาศาสตร์ทางด้านการเกษตรอื่นๆ","พงศกร นิตย์มี  สถานีวิจัยลำตะคอง ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร","พืชมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยบนพื้นพิภพแห่งนี้ เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ได้โดยตรง โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอาหารในรูปของเมล็ด ใบ ลำต้น ดอก รากและผล นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในทางอ้อมต่อมนุษย์ เช่น การใช้เป็นยารักษาโรค ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เป็นแหล่งพลังงาน เป็นต้น นอกจากนั้นพืชยังเป็นศูนย์กลางในระบบนิเวศต่างๆ ทั้งมวล เช่น การควบคุมสภาพภูมิอากาศ การดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งความบริสุทธิ์ของน้ำและอากาศ\r\n\r\nที่มา  http://www.tistr.or.th/tistrblog/?p=2901\r\n",null],
    [1231,268,"วว. กับการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพ","Wed, 2017-05-03 16:49","http://www.stkc.go.th/node/268","พลาสติกชีวภาพ","ดร. อัญชนา พัฒนสุพงษ์","มลภาวะสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกที่มีปริมาณการใช้สูงมาก การผลักดันให้ใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการสลายตัวของผลิตภัณฑ์ชีวภาพนั้น นอกจากจะขึ้นกับวัตถุดิบในการผลิต ขนาดของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนลักษณะการใช้งานแล้ว ที่สำคัญยังขึ้นกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่นำไปทิ้งหรือฝังกลบด้วย ดังนั้น การตรวจสอบการสลายตัวได้ทางชีวภาพในระดับภาคสนามหรือในห้องปฏิบัติการ เป็นทางหนึ่งที่สามารถประเมินสมบัติการสลายตัวของผลิตภัณฑ์ในสภาวะธรรมชาติได้\r\n\r\nที่มา  http://www.tistr.or.th/tistrblog/?p=2893",null],
    [1232,267,"วว. กับงานค่ายธรรมชาติศึกษาและการอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับเยาวชน","Wed, 2017-05-03 16:25","http://www.stkc.go.th/node/267","วิทยาศาสตร์ด้านบรรยากาศ-ภูมิอากาศ","ปฐมสุดา อินทุประภาและวัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง","โลกในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาวะโลกร้อน การสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์บางชนิด การเสียสมดุลของระบบนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล เรียนรู้การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในชีวิตประจำวัน เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด รวมถึงมีความรู้ความเข้าใจในระบบนิเวศวิทยา ซึ่งจะทำให้เยาวชนมีความรู้และทัศนคติเพื่อนำไปพัฒนาตนเองและสังคมได้ในอนาคต\r\n\r\nที่มา  http://www.tistr.or.th/tistrblog/?p=2870",null],
    [1233,266,"วว. กับงานสนับสนุนโครงการหลวง","Wed, 2017-05-03 16:18","http://www.stkc.go.th/node/266","เกษตรกรรม ป่าไม้ ประมง","ดร. ชนะ พรหมทอง","งานสนับสนุนโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชถือได้ว่าเป็นความภาคภูมิใจประการหนึ่งของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านการพัฒนาเกษตรที่สูง โดย ฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (ฝวช.) ซึ่งทาง วว. ได้เข้าไปมีบทบาทในการวิจัยและพัฒนา การเพาะเห็ดเขตหนาว ซึ่งในอดีตนั้นเห็ดเขตหนาวไม่สามารถเพาะปลูกได้ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงโปรดให้มีการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น โครงการพัฒนาการเพาะเห็ดเขตหนาวของไทยจึงได้เกิดขึ้นและได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะช่วยสร้างรายได้แก่ชุมชนบนพื้นที่สูงในภาคเหนือของไทยแล้ว ยังสามารถลดการนำเข้าเห็ดจากต่างประเทศที่มีราคาแพง\r\n\r\nที่มา  http://www.tistr.or.th/tistrblog/?p=2867\r\n",null],
    [1234,265,"เอทานอลกับเชื้อเพลิงใหม่ไฮโดรเจนในรถยนต์","Wed, 2017-05-03 16:13","http://www.stkc.go.th/node/265","วิศวกรรมที่เกี่ยวกับพื้นดิน-เหมืองแร่-การปรับแต่งแร่-ปิโตรเลียม-พลังงานและเชื้อเพลิง","ดร.ธีรภัทร ศรีนรคุตร","ถ้าเอ่ยถึง “เอทานอล” ในปัจจุบันเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงรู้จักกันดีว่าเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ที่ผลิตจากวัสดุทางการเกษตร อาทิเช่น มันสำปะหลัง อ้อย กากน้ำตาล ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น โดยนำมาใช้ทดแทนน้ำมัน ด้วยการนำเอทานอลมาผสมกับน้ำมันเบนซินได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า “แก๊สโซฮอล์” ซึ่งมีหลายสูตรขึ้นกับสัดส่วนของการใช้เอทานอลมาผสม เช่น ถ้าผสมกับน้ำมันเบนซินอัตราส่วนร้อยละ 10 เราก็จะเรียกแก๊สโซฮอล์ อี10 (E10) ถ้าผสมกับน้ำมันเบนซินอัตราส่วนร้อยละ 85 เราก็จะเรียกแก๊สโซฮอล์ อี85 (E85) เป็นต้น\r\n\r\nที่มา http://www.tistr.or.th/tistrblog/?p=2837\r\n\r\n\r\n",null],
    [1235,250,"พองตัวแล้วหนืด","Thu, 2017-04-27 16:40","http://www.stkc.go.th/node/250","โภชนาการ","เรียบเรียงโดย : รัชเนศ เพ็ชรเย็น","ปัจจุบันมีอาหารที่แปลกใหม่เกิดขึ้นมาเยอะมากมาย ทั้งของคาวและของหวาน และอาหารเกือบทุกชนิดก็มีลักษณะพิเศษในตัวของอาหารเอง เลยทำให้นึกถึงอาหารชนิดหนึ่งขึ้นมาซึ่งอาจจะเป็นเมนูโปรดของใครหลาย ๆ คน นั่นคือ ราดหน้า โดยความพิเศษอยู่ตรงน้ำของราดหน้านั้นมีความหนืด จึงสงสัยว่า ทำไมน้ำราดหน้าถึงหนืด\r\n\r\nที่มา  http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5728:2016-09-15-10-18-50&Itemid=315\r\n",null],
    [1236,249,"ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย","Thu, 2017-04-27 16:34","http://www.stkc.go.th/node/249","วิทยาภูมิคุ้มกัน","เรียบเรียงโดย : นางสาวภัทราพร แสนเทพ","ปกติแล้วร่างกายของคนเราได้รับสิ่งแปลกปลอมต่างๆ เข้าสู่ร่างกายอยู่เป็นประจำทุกวัน อาทิ แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา สารเคมี ฝุ่นละออง ที่เจือปนอยู่ในอากาศ อาหาร และน้ำดื่ม สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้จะเรียกว่า แอนติเจน (Antigen) สิ่งแปลกปลอมอาจเข้าสู่ร่างกายโดยทางระบบหายใจ ผิวหนัง ระบบหมุนเวียนโลหิต หรือระบบย่อยอาหาร เมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าไป ก็อาจทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยและโรคภัยต่าง ๆ ได้\r\n\r\nที่มา  http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5725:2016-09-15-04-07-57&Itemid=315\r\n",null],
    [1237,248,"ปรากฎการณ์ขี้ปลาวาฬ","Thu, 2017-04-27 16:33","http://www.stkc.go.th/node/248","ภูมิศาสตร์ทางทะเล  สมุทรศาสตร์","เรียบเรียงโดย : กรวิภา เอี่ยมสอ้าง","ปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬ หรือ Red Tide เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่สามารถเกิดขึ้นได้ในทะเลทั่วทุกมุมโลก สาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลของสาหร่ายเซลล์เดียวจำพวก “แพลงก์ตอนพืช” ในทะเลแถบนั้น หรือที่เรียกอีกชื่อว่า “แพลงก์ตอนบลูม” จำนวนประชากรของแพลงก์ตอนที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากนี้ ทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนสี โดยปกติแล้วจะเป็นสีแดงหรือสีเขียว และบางทีอาจจะเป็นสีม่วงหรือสีชมพูก็ได้\r\n\r\n\r\nที่มา  http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5727:2016-09-15-04-31-33&Itemid=315\r\n",null],
    [1238,247,"ปลาเสือพ่นน้ำ (Archer fish) นักล่าปืนไวแห่งสายน้ำ","Thu, 2017-04-27 16:30","http://www.stkc.go.th/node/247","สัตววิทยา","เรียบเรียงโดย : วันชนะ ทองพูน","ปลา จัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกระดูกสันหลัง ที่มีจำนวนชนิดมากกว่าสิ่งมีชีวิตในกลุ่มนี้รวมกันทั้งโลก ทั้งที่อาศัยอยู่ในน้ำทะเล น้ำกร่อย และน้ำจืด แต่ละชนิดก็มีอาหารและรูปแบบการหาอาหารที่แตกต่างกัน โดยปลาบางชนิดอาจจะกินพืช กินสัตว์ หรือทั้งพืชและสัตว์ โดยทั่วไปวิธีการหาอาหารของปลาจะมีการหาอาหารคล้าย ๆ กันก็คือ การงับเหยื่อ การล่าเป็นฝูง แต่จะมีปลาบางชนิดที่กระโดดงับเหยื่อขึ้นมาจากผิวน้ำ และที่พิเศษคือ ยังมีปลาที่สามารถยิงหรือพ่นน้ำใส่เหยื่อเพื่อเป็นอาหาร ซึ่งลักษณะพิเศษแบบนี้นึกถึงปลาชนิดใดไม่ได้ และปลาชนิดนั้นก็คือ “ปลาเสือพ่นน้ำ” นั่นเอง\r\n\r\nที่มา  http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5721:archer-fish&Itemid=315\r\n",null],
    [1239,246,"เด็กคลอดก่อนกำหนดมีผลระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่","Thu, 2017-04-27 16:23","http://www.stkc.go.th/node/246","กุมารเวช","เรียบเรียงโดย : นุชจริม เย็นทรวง","การคลอด คือกระบวนการเพื่อให้ทารกที่อยู่ในครรภ์ออกมาเจริญเติบโตนอกร่างกาย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อครบกำหนดอายุครรภ์ โดยปกติใช้ระยะเวลาประมาณ 40 สัปดาห์ แต่มีบางส่วนของประชากรจะคลอดก่อนหรือเกินกำหนด โดยทั้งสองแบบอาจมีผลกับทางร่างกายของทารกได้ ทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมีปัญหาเรื่องการหายใจเนื่องจากปอดยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ จากรายงานผลการวิจัยปีเมื่อที่ผ่าน ๆ มาชี้ให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีประวัติคลอดก่อนกำหนด จะมีความบกพร่องทางสมองซึ่งส่งผลกับบุคลิกภาพ\r\n\r\nที่มา  http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=5729:2016-09-15-10-23-49&Itemid=315\r\n",null],
    [1240,217,"นักวิจัยพัฒนาแบตเตอรี่แบคทีเรีย","Fri, 2017-04-21 16:56","http://www.stkc.go.th/node/217",null,"https://www.sciencedaily.com","ในขณะที่แหล่งพลังงานที่ไม่มีวันหมดเพิ่มขึ้น มีความต้องการวิธีใหม่ในการเก็บพลังงานที่ได้ด้วยราคาถูกและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะนี้คณะนักวิทยาศาสตร์รายงานในวารสารของ ACS ชื่อ Environmental Science & Technology Letters ถึงการพัฒนาที่มุ่งไปสู่จุดหมายนั้น คือ แบตเตอรี่แบคทีเรียที่ชาร์จได้ใหม่\r\n\r\nที่มา  https://www.nstda.or.th/th/nstda-knowledge/142-knowledges/3162-bacteria-battery\r\n",null],
    [1241,216,"ค้นพบ eukaryote ไม่มีไมโทคอนเดรีย","Fri, 2017-04-21 16:54","http://www.stkc.go.th/node/216",null,"https://www.sciencedaily.com","ไมโทคอนเดรียเป็นส่วนประกอบพบได้ในเซลล์ ทำหน้าที่เป็นบ้านพลังงานของเซลล์ เป็นเวลานานได้รับการพิจารณาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในชีวิตของ eukaryote ซึ่งได้แก่ พืช fungi สัตว์ protist เซลล์เดียว แต่คณะนักวิจัยรายงานในวารสารของ Cell Press ชื่อ Current Biology เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 ว่าค้นพบ eukaryote ซึ่งไม่มีไมโทคอนเดรีย\r\n\r\nที่มา  https://www.nstda.or.th/th/nstda-knowledge/142-knowledges/3158-eukaryote-lack-mitochondria\r\n",null],
    [1242,215,"ดีเอ็นเอใช้เพื่อสร้างเครื่องวัดอุณหภูมิที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก","Fri, 2017-04-21 16:52","http://www.stkc.go.th/node/215",null,"https://www.sciencedaily.com","นักวิจัยจาก University of Montreal สร้างเครื่องวัดอุณหภูมิที่ใช้ดีเอ็นเอแบบตั้งโปรแกรมได้ที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมของคน 20,000 เท่า ผลงานนี้เผยแพร่เมื่อเดือนเมษายนนี้ในวารสาร Nano Letters ทำให้สามารถวัดอุณหภูมิที่ระดับนาโน\r\n\r\nที่มา https://www.nstda.or.th/th/nstda-knowledge/142-knowledges/3163-dna-thermometer\r\n",null],
    [1243,214,"นักวิจัยค้นพบเป้าหมายใหม่ใช้เป็นวัคซีนต้านเชื้อเอชไอวี","Fri, 2017-04-21 16:50","http://www.stkc.go.th/node/214",null,"https://www.sciencedaily.com","การศึกษานำโดยคณะนักวิจัยจากศูนย์วิจัยวัคซีน (Vaccine Research Center (VRC)) ของ National Institute of Allergy and Infectious Diseases ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ National Institutes of Health (NIH) ค้นพบตำแหน่งใหม่บนเชื้อเอชไอวีสำหรับใช้เป็นวัคซีน แอนติบอดีลบล้างแบบกว้าง (broadly neutralizing antibody) ซึ่งจับกับตำแหน่งเป้าหมายนั้น และแอนติบอดีนั้นหยุดไวรัสจากการทำให้เซลล์ติดเชื้อได้อย่างไร\r\n\r\nที่มา  https://www.nstda.or.th/th/nstda-knowledge/142-knowledges/3157-hiv-vaccine\r\n",null],
    [1244,213,"เรียนเขียนโปรแกรมกับ sololearn.com","Fri, 2017-04-21 16:47","http://www.stkc.go.th/node/213",null,"http://www.sololearn.com","เป็นเว็บไซต์ที่สอนการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นโดยมีหลักสูตรที่เปิดให้ศึกษามีดังนี้  C++, JAVA, javascript, Python, PHP, C#, Swift, HTML, CSS และ SQL เนื้อหาที่เรียนจะเป็น วิดีโอ ข้อความ และแบบทดสอบ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถสมัครเข้าเรียนผ่านทาง facebook, google, twiter หรือสร้าง accout ใหม่ ก็สามารถเข้าเรียนได้ทันที\r\n\r\nที่มา https://www.nstda.or.th/th/nstda-knowledge/142-knowledges/3164-sololearn\r\n",null],
    [1245,193,"ความเป็นมาของระบบ AI","Tue, 2017-04-11 15:09","http://www.stkc.go.th/node/193",null,"สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","ระบบ AI และระบบหุ่นยนต์ที่เรามักเรียกว่าเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต แท้จริงแล้วได้มีวิวัฒนาการอันยาวนาน เริ่มต้นตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ หากเราอยากทำความเข้าใจเทคโนโลยีนี้ การศึกษาความเป็นมาของระบบ AI จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย เรามาย้อนอดีตกลับไปดูวิวัฒนาการของระบบ AI กันครับ\r\n\r\nที่มา http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5472\r\n",null],
    [1246,192,"จับตาอนาคต AI ในประเทศสหรัฐอเมริกา","Tue, 2017-04-11 15:06","http://www.stkc.go.th/node/192",null,"สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","ปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นในทุกวัน ระบบ AI สามารถทำกิจกรรมหลายๆ อย่างที่เราไม่เคยคิดว่าเครื่องจักรจะสามารถทำได้และสามารถทำได้ดีกว่ามนุษย์เสียด้วยซ้ำ เช่น การเล่นเกมหมากรุก หรือเกมโกะ ซึ่งเป็นเกมที่ต้องใช้การวิเคราะห์กลยุทธ์ซับซ้อน การวิเคราะห์ทางธุรกิจ การขับรถ ฯลฯ บริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยี AI ต่างเชื่อว่า เทคโนโลยีจะทำให้ชีวิตของมนุษย์ดีขึ้น ในปี พ.ศ. 2559 เป็นปีที่เราได้เห็นการพัฒนาของระบบ AI ที่น่าตื่นเต้นหลายอย่าง ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้หลายคนเกิดความกังวลถึงอนาคตของมนุษยชาติ ด้วยเกรงว่าเครื่องจักรที่ชาญฉลาดนี้จะมีความสามารถเหนือกว่าและเข้ามาแทนที่มนุษย์\r\n\r\nที่มา http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5454\r\n",null],
    [1247,191,"จับตาอนาคต AI ในประเทศกลุ่มลาตินอเมริกา","Tue, 2017-04-11 15:05","http://www.stkc.go.th/node/191",null,"สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีขั้นสูงมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมหุ่นยนต์, AI, 4D Print เป็นต้น ซึ่งประเทศในลาตินอเมริกาให้ความสำคัญกับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีเหล่านี้เช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าความก้าวหน้าในงานวิจัยและพัฒนายังเป็นรองเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาก็ตาม แต่ทั้งนี้หลายประเทศในลาตินอเมริกาพยายามผลักดันเพื่อเพิ่มโอกาสในการพัฒนาและโอกาสทางธุรกิจ\r\n\r\nที่มา http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5467\r\n",null],
    [1248,190,"การเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยี AI ของทำเนียบขาว","Tue, 2017-04-11 15:03","http://www.stkc.go.th/node/190",null,"สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","ในเดือนตุลาคม 2559 ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ได้ออกรายงาน ชื่อ Preparing for the Future of Artificial Intelligence (เตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของ AI) รายงานฉบับนี้ ได้มีการทำสำรวจสถานะในปัจจุบันของเทคโนโลยี AI วิธีการนำเอาเทคโนโลยี AI มาใช้งาน และข้อสงสัยที่สังคมและสาธารณะมีต่อเทคโนโลยีใหม่นี้ นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงทิศทางการพัฒนานโยบายที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี AI แนวทางการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล การแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และการพัฒนาแรงงานที่มีทักษะเฉพาะด้าน\r\n\r\nที่มา http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5461\r\n",null],
    [1249,189,"NEXT Canada ได้เปิดตัวโครงการ NextAI เพื่อสร้างระบบนิเวศน์ปัญญาประดิษฐ์ (AI ecosystem)","Tue, 2017-04-11 15:01","http://www.stkc.go.th/node/189",null,"สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.","NEXT Canada ก่อตั้งขึ้นมาในชื่อที่รู้จักกันดีว่า Next36 เป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร ที่มีเป้าหมายคือการให้การสนับสนุนการพัฒนาของผู้ประกอบการชาวแคนนาดา NEXT Canada ได้เปิดตัว NextAI ซึ่งเป็นโครงการที่ให้การสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี AI โดยโครงการนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจากทั่วโลกสร้างกลุ่มร่วมทุนเชิงพาณิชย์ โดยมีฐานปฏิบัติงานอยู่ที่เมือง Toronto ประเทศแคนนาดา\r\n\r\n\r\nที่มา http://ost.thaiembdc.org/2016/?p=5464\r\n\r\n",null],
    [1250,173,"สุดยอดนวัตกรรมดาราศาสตร์ กล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ใหญ่ที่สุดในโลก","Fri, 2017-04-07 11:31","http://www.stkc.go.th/node/173",null,"สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)","ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 2016 กล้องโทรทรรศน์วิทยุ FAST ซึ่งเป็นกล้องโทรทรรศน์วิทยุมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของประเทศจีนถูกสร้างสำเร็จ กล้องโทรทรรศน์ตัวนี้มีชื่อว่าภาษาจีนว่า Tianyan ซึ่งแปลว่า ‘ดวงตาแห่งสวรรค์’ ส่วนคำว่า FAST ซึ่งเป็นชื่อสากลของกล้องโทรทรรศน์นี้ย่อมาจาก Five hundred meter Aperture Spherical Telescope ซึ่งบ่งบอกว่ามันมีจานรับสัญญาณที่ใหญ่โตถึง 500 เมตร แต่มีพื้นที่ใช้งานราวๆ 300เมตร เนื่องจาก Feed cabin ซึ่งเป็นส่วนตรวจจับที่อยู่เหนือจานรับสัญญาณสามารถปรับตำแหน่งได้\r\n\r\nที่มา http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2860-five-hundred-meter-aperture-spherical-telescope\r\n",null],
    [1251,172,"ทำไมเราจึงเห็นดาวศุกร์ผ่านกล้องโทรทรรศน์เป็นเสี้ยวสว่าง?","Fri, 2017-04-07 11:30","http://www.stkc.go.th/node/172",null,"สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)","ตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 หากสังเกตท้องฟ้าทางทิศตะวันตกในช่วงดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ดาวเด่นดวงแรกที่เราสังเกตเห็นชัดด้วยตาเปล่าคือ “ดาวศุกร์” เมื่อมองด้วยตาเปล่าจะมองเห็นดาวศุกร์เป็นจุดสว่างเล็กๆ หากใช้กล้องโทรทรรศน์หรือกล้องส่องทางไกลจะเห็นว่า ดาวศุกร์ที่สุกสว่างบนท้องฟ้านั้น มีลักษณะเป็นเสี้ยวคล้ายกับดวงจันทร์ที่เราคุ้นตาอยู่ทุกเดือน จนบางครั้งอาจแปลกใจว่าที่เราเห็นผ่านกล้องโทรทรรศน์นั้นคือดาวศุกร์หรือดวงจันทร์\r\n\r\nที่มา http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2880-venus-telescope\r\n",null],
    [1252,171,"ปรากฏการณ์ท้องฟ้าหน้าหนาว ที่นักถ่ายดาวควรติดตาม","Fri, 2017-04-07 11:29","http://www.stkc.go.th/node/171",null,"สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)","เข้าสู่ช่วงหน้าหนาวนี้เรามักได้ยินข่าวปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ และเราก็สามารถหาข้อมูลได้ล่วงหน้าทั้งวันและเวลาในการเกิดปรากฏการณ์ ดังนั้นคอลัมน์นี้จึงขอแนะนำปรากฏการณ์ที่นักถ่ายภาพดาราศาสตร์น่าจะติดตามถ่ายภาพในช่วงปีนี้กันครับ\r\n\r\nที่มา http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2871-photographer-winter-phenomenon\r\n",null],
    [1253,170,"ดาวเคราะห์สำหรับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในเอกภพ (ตอนจบ)","Fri, 2017-04-07 11:28","http://www.stkc.go.th/node/170",null,"สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)","3. การค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะในอนาคต ถึงแม้กล้องโทรทรรศน์เคปเลอร์จะสามารถตรวจพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะหลายดวงและหลายชนิด แต่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเคปเลอร์จะเน้นการตรวจหา เฉพาะดาวฤกษ์บริเวณกลุ่มดาวหงส์ ภายในรัศมี 3,000 ปีแสงจากดวงอาทิตย์\r\n\r\nที่มา http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2882-exoplanet-to-lives-in-the-universe-02\r\n",null],
    [1254,169,"ดาวเคราะห์สำหรับการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในเอกภพ (ตอนแรก)","Fri, 2017-04-07 11:27","http://www.stkc.go.th/node/169",null,"สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)","นักดาราศาสตร์พยายามศึกษาและทำความเข้าใจธรรมชาติของท้องฟ้ามาเป็นเวลานาน มีการส่งต่อองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น เรามีองค์ความรู้พื้นฐานหลายอย่างเกี่ยวกับเอกภพ รวมถึงองค์ความรู้เรื่องระบบสุริยะที่เราอาศัยอยู่ นั่นคือ มีดาวฤกษ์เป็นศูนย์กลาง และมีดาวเคราะห์ 8 ดวง รวมถึงวัตถุขนาดเล็ก อาทิ ดาวเคราะห์น้อย ดาวหาง และอื่นๆ โคจรอยู่รอบๆ โดยนักดาราศาสตร์แบ่งดาวเคราะห์ในระบบสุริยะออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ดาวเคราะห์หิน (รวมถึงโลก) ดาวเคราะห์แก๊สยักษ์ ดาวเคราะห์น้ำแข็งยักษ์\r\n\r\nที่มา http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2877-exoplanet-to-lives-in-the-universe-01\r\n",null],
    [1255,156,"การหารือเรื่องความร่วมมือด้าน วทน. ระหว่างประเทศไทยและมหาวิทยาลัย Ghent","Mon, 2017-03-27 17:49","http://www.stkc.go.th/node/156",null,"สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ดร. มาณพ สิทธิเดช อัครอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ (ปว.บซ.)) ได้เดินทางไปยังคณะ Bioscience Engineering มหาวิทยาลัย Ghent ประเทศเบลเยียม เพื่อพบปะหารือกับคณบดีและศาสตราจารย์ประจำคณะ และนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นของสำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ และหารือเพื่อหาแนวทางการสร้างความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างประเทศไทย และมหาวิทยาลัย Ghent\r\n\r\nที่มา  วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559\r\n      http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124439-pdf.pdf\r\n",null],
    [1256,155,"โครงการร่วมทุนเพื่อการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่างประเทศในภูมิภาคยุโรป (Southeast Asia-Europe Joint Funding Scheme on Research and Innovation)","Mon, 2017-03-27 17:48","http://www.stkc.go.th/node/155",null,"สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ดร. มาณพ สิทธิเดช อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ (ปว.บซ.)) ได้รับมอบหมายจากท่านปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เข้าร่วมกับคณะจากประเทศไทยประกอบด้วย ดร. นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) และ รศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประเทศไทย (สวทช.) เข้าร่วมประชุมกับตัวแทนของประเทศต่าง ๆ จากภูมิภาคยุโรปและตะวันออกเฉียงใต้เพื่อหารือในประเด็นการจัดตั้งโครงการร่วมทุนเพื่อการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศในภูมิภาคยุโรป (Southeast Asia-Europe Joint Funding Scheme on Research and Innovation)\r\n\r\nที่มา วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559\r\n     http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124439-pdf.pdf\r\n",null],
    [1257,154,"การประชุมในประเด็นความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างอาเซียนและสหภาพยุโรป","Mon, 2017-03-27 17:45","http://www.stkc.go.th/node/154",null,"สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ดร. มาณพ สิทธิเดช อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ (ปว.บซ.)) ได้ร่วมกับคณะจากประเทศไทย นำโดยดร. นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) และ รศ.นพ.ประสิทธิ์ ผลิตผลการพิมพ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประเทศไทย (สวทช.) และตัวแทนจากราชอาณาจักรกัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เข้าประชุมกับตัวแทนจากโครงการ SEA-EU-NET ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างภูมิภาคอาเซียนและยุโรป รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมาธิการของสหภาพยุโรปด้านการวิจัยและนวัตกรรม ด้านการศึกษาและวัฒนธรรม และด้านเครือข่ายการสื่อสารเนื้อหาและเทคโนโลยี โดยประเด็นหลักในการหารือคือเรื่องความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างอาเซียนและสหภาพยุโรป โดยสาระสำคัญของการประชุมสามารถสรุปได้ดังนี้\r\n\r\nที่มา วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559\r\n     http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124439-pdf.pdf\r\n",null],
    [1258,153,"นโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของประเทศเบลเยียม","Mon, 2017-03-27 17:43","http://www.stkc.go.th/node/153",null,"สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","ประเทศเบลเยียมแบ่งเป็น 3 ภูมิภาคการปกครองได้แก่ แฟลนเดอส์ (Flanders) วาโลเนีย (Wallonia) และบรัสเซลส์ โดยแฟลนเดอส์เป็นภูมิภาคที่มีประชากรมากที่สุด ระบบการวิจัยของเบลเยียมมีรูปแบบกระจายอำนาจ (decentralised) โดยนโยบายการวิจัยและการระดมทุนจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของภูมิภาคนั้น ๆ ในแต่ละภูมิภาค การจัดการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมีประเด็นที่ได้รับความสำคัญแตกต่างกัน เช่น บรัสเซลส์มุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพ สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ในขณะที่ภูมิภาคแฟลนเดอส์ให้ความสำคัญต่อพลังงาน เทคโนโลยีสะอาด และการแพทย์ เป็นต้น\r\n\r\nที่มา วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559\r\n     http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124439-pdf.pdf\r\n",null],
    [1259,152,"โครงการ Urban Mobility Lab","Mon, 2017-03-27 17:41","http://www.stkc.go.th/node/152",null,"สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ได้ให้การสนับสนุนการจัดงาน Urban Mobility Lab ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ถึง 14 สิงหาคม ค.ศ. 2016 โดยให้การสนับสนุนการนำวิทยากรชาวไทยจากยุโรป คือ ดร. พีระพันธ์ จิตราภิรมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของสมาคมนักวิชาชีพไทยในภูมิภาคยุโรป ไปร่วมกิจกรรมที่ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจของสำนักงานที่มุ่งเน้นการพัฒนาแนวทางการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีจากยุโรปสู่ประเทศไทย โดยบัดนี้คณะผู้จัดงานได้จัดทำผลการดำเนินงานของโครงการเสร็จสิ้นแล้ว ทางสำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์จึงได้นำผลสรุปมานำเสนอ ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้\r\n\r\nที่มา วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559\r\n     http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124439-pdf.pdf\r\n",null],
    [1260,151,"นักกำหนดนโยบายจะช่วยส่งเสริมการพัฒนากลุ่มเทคโนโลยีได้อย่างไร","Mon, 2017-03-27 17:40","http://www.stkc.go.th/node/151",null,"สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","ดร. มาณพ สิทธิเดช อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ (ปว.บซ.)) ได้เข้าร่วมการประชุม 10 Tech Enablers: Europe’s Rising University-Industry Clusters ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 2016 เพื่อรับฟังการอภิปรายแบบหมู่คณะในประเด็น 10 กลุ่มเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาของยุโรป ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างภาคการศึกษา อุตสาหกรรม และรัฐบาลในการสรรสร้างนวัตกรรมด้านดิจิตอล ซึ่งหนึ่งในหัวข้อที่น่าสนใจที่มีการพูดคุยในวันนั้นคือ การกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมการพัฒนากลุ่มเทคโนโลยีในยุโรป\r\n\r\nที่มา วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559\r\n     http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124439-pdf.pdf\r\n",null],
    [1261,150,"โครงการเพื่อสนับสนุนสตาร์ทอัพในยุโรป","Mon, 2017-03-27 17:39","http://www.stkc.go.th/node/150",null,"สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ. 2016 ดร. มาณพ สิทธิเดช อัครราชทูตประจำ (บซ.)/อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ณ กรุงบรัสเซลส์ (ปว.บซ.)) ได้เข้าร่วมการประชุม Startup Europe comes to Universities (SEC2U) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม จัดโดย EBN Innovation Network เพื่อรับฟังและอัพเดทข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับนโยบายสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพในยุโรป ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้\r\n\r\nที่มา วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559\r\n     http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124439-pdf.pdf\r\n",null],
    [1262,149,"โครงการ Food 2030","Mon, 2017-03-27 17:37","http://www.stkc.go.th/node/149",null,"สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","ความมั่นคงทางด้านอาหารและโภชนาการ ถือเป็นประเด็นที่ท้าทาย และมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและจำเป็นต้องมีการจัดการอย่างเร่งด่วน ทั้งการเติบโตของจำนวนประชากรอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงสู่สังคมเมือง การอพยพ การขาดแคลนทรัพยากร และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต่างก็ร่วมกันส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตอาหารในยุโรป และทวีปอื่น ๆ ทั่วโลก\r\n\r\nที่มา วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559\r\n     http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124439-pdf.pdf\r\n",null],
    [1263,148,"ความก้าวหน้าวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถปรับปรุงวิถีการกินและการใช้ชีวิต","Mon, 2017-03-27 17:36","http://www.stkc.go.th/node/148",null,"สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","ภายในงาน “Research Strategies: Europe 2030 and the next Framework Programme” ซึ่งจัดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ค.ศ. 2016 ได้มีการนำเสนอในประเด็นความก้าวหน้าวิทยาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถปรับปรุงวิถีการกินและการใช้ชีวิต โดยมีนักวิจัย 3 ท่านซึ่งได้รับทุนวิจัยจากสภาวิจัยยุโรป (European Research Council, ERC) มานำเสนอผลงานวิจัยของตนเอง\r\n\r\nที่มา วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559\r\n     http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124439-pdf.pdf\r\n",null],
    [1264,147,"กรอบโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมฉบับต่อไปของสหภาพยุโรป","Mon, 2017-03-27 17:32","http://www.stkc.go.th/node/147",null,"สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์","เนื่องด้วยกรอบโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมของสหภาพยุโรปฉบับที่ 8 (FP8) หรือที่เรียกว่า Horizon 2020 เพื่อสนับสนุนความคิดริเริ่มของคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการวิจัยและนวัตกรรม กำลังจะสิ้นสุดลงในปี ค.ศ. 2020 นี้ จึงมีการเตรียมการและปรึกษาหารือเกี่ยวกับกรอบโครงการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมของสหภาพยุโรปฉบับที่ 9 หรือที่มีชื่อเรียกย่อ ๆ อย่างไม่เป็นทางการว่า FP9 ซึ่งจะครอบคลุมในช่วงการทำงานระหว่างปี ค.ศ. 2021 ถึง 2027\r\n\r\nที่มา วารสารข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฉบับที่ 11 ประจำเดือนพฤศจิกายน 2559\r\n      http://www.thaiscience.eu/uploads/journal_20170130124439-pdf.pdf",null],
    [1265,133,"การบริการเบ็ดเสร็จด้านการฝึกอบรม","Wed, 2017-03-22 17:26","http://www.stkc.go.th/node/133",null,"ปัทมา นพรัตน์","สำนักพัฒนาศักยภาพนักวิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการ (พศ.) เป็นหน่วยงานในกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีหน้าที่ในการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการจัดฝึกอบรมในรูปแบบที่หลากหลายเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับบุคลากรที่ปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาทักษะและสมรรถนะของบุคลากรให้ทันสมัย สอดคล้องกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรวมทั้ง กฎ ระเบียบต่างๆ ของโลก เป็นการยกระดับความสามารถของบุคลากรในการปฏิบัติงาน\r\n\r\nที่มา วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 64 ฉบับที่ 202 ประจำเดือน กันยายน ปีที่พิมพ์ 2559 \r\n     http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2559_64_202_p13-14.pdf",null],
    [1266,132,"การบริการเบ็ดเสร็จด้านการทดสอบ สอบเทียบ One Stop Service for Testing and Calibration","Wed, 2017-03-22 17:22","http://www.stkc.go.th/node/132",null,"เดช บัวคลี่","กรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพัฒนาระบบบริการทดสอบ สอบเทียบแบบเบ็ดเสร็จ (One-Stop Testing and Calibration Service) ภายใต้เว็บไซต์ onestop.most.go.th ที่พร้อมให้บริการอย่างครบวงจร โดยผู้รับบริการสามารถทำรายการส่งตัวอย่างทดสอบ และตรวจสอบสถานะการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ที่เว็บไซต์ onestop.most.go.th ซึ่งได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2559 เป็นต้นมา\r\n\r\nที่มา วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 64 ฉบับที่ 202 ประจำเดือน กันยายน ปีที่พิมพ์ 2559 \r\n     http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2559_64_202_p9-10.pdf",null],
    [1267,131,"การบริการแบบครบวงจรของศูนย์บริหารจัดการทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ","Wed, 2017-03-22 17:16","http://www.stkc.go.th/node/131",null,"สุกัลยา พลเดช","การให้บริการกิจกรรมทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการแบบครบวงจร ผ่านทางเทคโนยีสารสนเทศ ของศูนย์บริหารจัดการทดสอบความชำนาญ ถือได้ว่าเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการนำแนวคิดการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จหรือ One Stop Service มาใช้ โดยผู้รับบริการสามารถติดต่อศูนย์ฯ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรือช่องทางสารสนเทศที่ได้จัดทำขึ้น ตามกระบวนการและวิธีการที่กำหนดไว้จนกระทั่งบริการแล้วเสร็จ ทำให้สามารถรองรับจำนวนห้องปฏิบัติการที่ขอรับบริการที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี ลดขั้นตอนการให้บริการ สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการได้อย่างครอบคลุมทั่วถึงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน\r\n\r\nที่มา วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 64 ฉบับที่ 202 ประจำเดือน กันยายน ปีที่พิมพ์ 2559\r\n     http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2559_64_202_p11-12.pdf",null],
    [1268,130,"กรมวิทยาศาสตร์บริการ  ความสำเร็จการดำเนินงาน คูปองวิทย์เพื่อโอทอป ปี 2559","Wed, 2017-03-22 17:07","http://www.stkc.go.th/node/130",null,"อาภาพร สินธุสาร","คูปองวิทย์เพื่อโอทอป (STI Coupon for OTOP Upgrade) หมายถึง การให้บริการด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) ใน 6 เรื่อง คือ พัฒนาคุณภาพวัตถุดิบ พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์พัฒนาและออกแบบบรรจุภัณฑ์พัฒนาและออกแบบกระบวนการผลิต พัฒนาระบบมาตรฐาน พัฒนาและออกแบบเครื่องจักร แก่ผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม\r\n\r\nที่มา วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 64 ฉบับที่ 202 ประจำเดือน กันยายน ปีที่พิมพ์ 2559\r\n     http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2559_64_202_p17-18.pdf",null],
    [1269,129,"การบริการของศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น","Wed, 2017-03-22 17:01","http://www.stkc.go.th/node/129",null,"นงนุช เมธียนต์พิริยะ","ด้วยนโยบายกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมในแต่ละภูมิภาค กรมวิทยาศาสตร์บริการ จึงดำเนินโครงการจัดตั้งศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ในภูมิภาค และเริ่มดำเนินโครงการในปี2559 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยจัดตั้งศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐและประชาชนทั่วไป อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทางมาส่งตัวอย่างที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของภาคเอกชนในภูมิภาคดังกล่าวได้อย่างครบวงจร\r\n\r\nที่มา วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 64 ฉบับที่ 202 ประจำเดือน กันยายน ปีที่พิมพ์ 2559 \r\n     http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2559_64_202_p6-8.pdf",null],
    [1270,128,"ข้อควรระวังในการทดสอบโครเมียมเฮกซะเวเลนซ์ ในผลิตภัณฑ์","Wed, 2017-03-22 16:52","http://www.stkc.go.th/node/128",null,"วีระ สวนไธสง","ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าโครเมียมเฮกซะเวเลนซ์มีความเป็นอันตรายต่อสุขภาพเนื่องจากโครเมียมเฮกซะเวเลนซ์ถูกจัดอยู่ในกลุ่มของสารก่อมะเร็ง ดังนั้นจึงมีการออกกฎระเบียบทั้งต่างประเทศและภายในประเทศมากมาย เพื่อช่วยป้องกันอันตรายจากโครเมียมเฮกซะเวเลนซ์ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม เช่น ระเบียบ RoHS (Restriction of the use of certain hazardous substances in electrical and electronic equipment) ระเบียบบรรจุภัณฑ์และซากบรรจุภัณฑ์ (Packaging & Packaging waste directive, PPW) มาตรฐานความปลอดภัยสินค้าของเล่น (Safety of toys) ข้อกำหนดฉลากเขียว เป็นต้น\r\n\r\nที่มา วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 64 ฉบับที่ 202 ประจำเดือน กันยายน ปีที่พิมพ์ 2559 \r\nhttp://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2559_64_202_p23-24.pdf",null],
    [1271,127,"บิสฟีนอล - เอ - ไดไกลซิดิลอีเทอร์ในสารเคลือบกระป๋องบรรจุอาหาร","Wed, 2017-03-22 16:45","http://www.stkc.go.th/node/127",null,"จุฑาทิพย์ ลาภวิบูลย์สุข","ปัจจุบันคนทั่วไปรู้จักสารบิสฟีนอลเอ (bisphenol A) หรือ BPA ที่อาจปนเปื้อนในขวดนมและอาหารกระป๋องกันอย่างมาก แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักสารบิสฟีนอล-เอ-ไดไกลซิดิลอีเทอร์ (bisphenol A diglycidyl ether) หรือ BADGE ซึ่งเป็นสารที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกระป๋อง โดยใช้เป็นแลกเกอร์หรือสารเคลือบทั้งภายในและภายนอกของกระป๋องเพื่อป้องกันรอยขีดข่วน สนิมและการปนเปื้อนของโลหะลงสู ่อาหารที่บรรจุกระป๋อง\r\n\r\nที่มา วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 64 ฉบับที่ 202 ประจำเดือน กันยายน ปีที่พิมพ์ 2559 \r\n     http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2559_64_202_p25-26.pdf\r\n",null],
    [1272,126,"ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น ","Wed, 2017-03-22 16:34","http://www.stkc.go.th/node/126",null,"ณัชนพงศ์ วชิรวงศ์บุรี","ระบบการให้บริการด้านทดสอบ/สอบเทียบแบบเบ็ดเสร็จของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (MOST One Stop Service) เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการไทย ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึง People in focus ฉบับนี้ ได้สัมภาษณ์ ดร.ณัชนพงศ์ วชิรวงศ์บุรี รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ถึงแนวคิดการจัดตั้งศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น เพื่อให้บริการทดสอบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและชุมชน แบบบริการเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการ\r\n\r\nที่มา วารสารกรมวิทยาศาสตร์บริการ ปีที่ 64 ฉบับที่ 202 ประจำเดือน กันยายน ปีที่พิมพ์ 2559\r\n     http://lib3.dss.go.th/fulltext/dss_j/2559_64_202_p1-2.pdf\r\n\r\n",null],
    [1273,119,"นักวิจัยโยงลูกปัดโบราณจากภาคใต้ของไทยกับแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน","Tue, 2017-03-21 15:57","http://www.stkc.go.th/node/119",null,"สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)","ทีมนักวิจัยจากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และกองทัพบก ได้ใช้เทคนิคการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ที่ระบบลำเลียงแสงที่ 8 ของห้องปฏิบัติการแสงสยามศึกษารูปแบบของธาตุทองแดงในลูกปัด ซึ่งเป็นตัวให้กำเนิดสีแดงของลูกปัดดังกล่าว และพบว่าทองแดงในลูกปัดโบราณอยู่ในรูปของผลึกทองแดงผสมกับอนุภาคของธาตุทองแดงที่มีประจุ +1\r\n\r\nที่มา http://164.115.25.161/th/index.php?option=com_content&view=article&id=71:if-youre-going-to-be-thinking-you-may-as-well-think-big&catid=44:2010-11-01-18-55-24&Itemid=326\r\n",null],
    [1274,118,"การศึกษาการใช้สารซิลิกาแทนคาร์บอนเป็นตัวเสริมความแข็งแรงในยางพารายางธรรมชาติ","Tue, 2017-03-21 15:53","http://www.stkc.go.th/node/118",null,"อทิตยา โต๊ะสัน และคณะ","ปัจจุบันยางพาราธรรมชาติถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ มากมายหลายชนิดเพื่อใช้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน จนเหมือนเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ เช่น ยางรัดของ หมอน ที่นอน อุปกรณ์ด้านการแพทย์ ยางรถยนต์ ถุงมือยาง สายพานขนส่ง ชิ้นงานทางด้านวิศวกรรม และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในงานก่อสร้าง เป็นต้น กระบวนการแปรรูปยางธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์จากยางพาราที่มีคุณสมบัติตามที่ต้องการนั้น สามารถทำได้โดยการเติมสารเคมีชนิดต่างๆ เช่น กำมะถัน ผงเขม่าดำ (carbon black) และสารตัวเร่งต่างๆ เป็นต้น\r\n\r\nที่มา http://164.115.25.161/th/index.php?option=com_content&view=article&id=1220:2012-05-30-07-24-29&catid=44:2010-11-01-18-55-24&Itemid=326\r\n\r\n",null],
    [1275,117,"การตรวจสอบองค์ประกอบของหญ้าแฝกด้วยแสงย่านอินฟราเรด","Tue, 2017-03-21 15:42","http://www.stkc.go.th/node/117",null,"ผศ.ดร.วิมลรัตน์ สุตะพันธ์ สาขาวิชาวิศวกรรมพอลิเมอร์ สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี","หญ้าแฝกเป็นพืชตระกูลหญ้า ขึ้นเป็นกอหนาแน่น ลักษณะใบแคบยาวประมาณ 75 เซนติเมตร ความกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร ค่อนข้างแข็ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้พระราชทานพระราชดําริให้มีการปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดิน และน้ำ เนื่องจากหญ้าแฝกมีระบบรากประสานติดต่อกันแน่นเสมือนม่าน หรือกําแพงใต้ดินสามารถช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดิน และสามารถเก็บกักน้ำไว้ได้ ช่วยให้ดินมีความชื้น \r\n\r\nที่มา http://164.115.25.161/th/index.php?option=com_content&view=article&id=163:2010-11-22-21-26-50&catid=44:2010-11-01-18-55-24&Itemid=326\r\n",null],
    [1276,116,"แสงซินโครตรอนช่วยในการวิจัย เพื่อใช้จุลินทรีย์ลดการสะสมแคดเมียมในข้าว","Tue, 2017-03-21 15:38","http://www.stkc.go.th/node/116",null,"ดร.สุรศักดิ์ อดุลยศิลป์ ภาควิชาจุลชีววิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น","การปลูกข้าวในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนของแคดเมียม ก่อให้เกิดการสะสมของแคดเมียมในเมล็ดข้าวที่สูงเกินมาตรฐานสากลซึ่งส่งผลเสียโดยตรงต่อสุขภาพ สังคม วัฒนธรรมระบบเศรษฐกิจของชาวนา และชื่อเสียงของคุณภาพข้าวไทยในตลาดโลก ในธรรมชาติสารแคดเมียมอยู่ในรูปทั้งที่ละลายน้ำซึ่งเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต (soluble toxic form) และไม่ละลายน้ำซึ่งไม่เป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต (insoluble nontoxic form)\r\n\r\nที่มา http://164.115.25.161/th/index.php?option=com_content&view=article&id=164:2010-11-22-23-19-39&catid=44:2010-11-01-18-55-24&Itemid=326\r\n\r\n",null],
    [1277,115,"การติดตามการเปลี่ยนแปลงของตัวอ่อนโคนมโคลนนิ่งด้วยแสงอินฟราเรด","Tue, 2017-03-21 15:33","http://www.stkc.go.th/node/115",null,"ดร.วราภรณ์ ตัณฑนุช และคณะ","“เทคโนโลยีการโคลนนิ่งโคนม” เป็นการผลิตโคนมสายพันธุ์แท้มีลักษณะทั้งทางกายภาพและพันธุกรรมเหมือนกับโคนมที่ใช้เป็นต้นแบบซึ่งช่วยลดทั้งระยะเวลาและต้นทุนการผลิตโคนมสายพันธุ์ดีปัญหาที่พบได้บ่อยของการโคลนนิ่ง คือตัวอ่อนไม่สามารถพัฒนาไปถึงขั้นที่พร้อมจะฝังตัวในมดลูกได้รวมทั้งพบอัตราการเกิดความพิการและอัตราการตายหลังคลอดของลูกโคนมโคลนนิ่งสูง\r\n\r\nที่มา http://164.115.25.161/th/index.php?option=com_content&view=article&id=90:apple-boss-back-in-charge-with-new-ipod-&catid=44:2010-11-01-18-55-24&Itemid=326\r\n",null],
    [1278,114,"การติดตามสภาวะหมอกควันในภาคเหนือ ด้วยแสงซินโครตรอน","Tue, 2017-03-21 15:29","http://www.stkc.go.th/node/114",null,"สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)","สถานการณ์หมอกควันหรือฝุ่นละอองในภาคเหนือตอนบน ซึ่งสูงเกินมาตรฐานในปี 2555 พบว่าเกิดขึ้นเร็วกว่าทุกปีที่ผ่านมา คือเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ การเกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ จากไฟป่า การเผาตอฟางข้าว ซากข้าวโพดหลังเก็บเกี่ยว การเผาวัชพืชเพื่อทำไร่ และยังเกิดจากไอเสียของรถยนต์\r\n\r\nที่มา http://164.115.25.161/th/index.php?option=com_content&view=article&id=1110:2012-03-20-03-40-15&catid=44:2010-11-01-18-55-24&Itemid=326\r\n",null],
    [1279,113,"การติดตามสภาวะฝุ่นหมอกละอองควันภาคเหนือ โดยเทคนิคการดูดกลืนแสงอินฟราเรด","Tue, 2017-03-21 15:23","http://www.stkc.go.th/node/113",null,"สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)","หมอกควันจัดได้ว่าเป็นมลพิษทางอากาศที่สำคัญ เป็นผลมาจากกระบวนการเผาไหม้หรือสันดาปที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่ ไฟป่า การเผาเศษพืชหรือเศษวัสดุทางการเกษตร การเผาขยะมูลฝอยจากชุมชน มลพิษจากอุตสาหกรรม เป็นต้น การเผาป่าหรือวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่โล่งมีผลอย่างมากต่อการเพิ่มขึ้นขององค์ประกอบของสารอินทรีย์ในอนุภาคฝุ่นละอองและชนิดของก๊าซที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ความเข้มข้นของฝุ่นละอองที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางต่ำกว่า 2.5 ไมครอน และโอโซนสูง มีผลต่อคุณภาพของอากาศก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากขึ้น อนุภาคฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กมากยังมีผลต่อสุขภาพและระบบนิเวศโดยรวมอีกด้วย\r\n\r\nที่มา http://164.115.25.161/th/index.php?option=com_content&view=article&id=1110:2012-03-20-03-40-15&catid=44:2010-11-01-18-55-24&Itemid=326\r\n",null],
    [1280,112,"ทีมนักวิจัยสซ. ประสบความสำเร็จในการถ่ายภาพตัวอย่างทางชีวภาพครั้งแรก ของสถานีทดลองด้าน Photoemission Electron Microscopy (PEEM)","Tue, 2017-03-21 14:46","http://www.stkc.go.th/node/112",null,"ดร. นิชาดา เจียรนัยกูร","ระบบลำเลียงแสงและสถานีทดลอง BL 3.2b ประกอบด้วยระบบกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบ LEEM-PEEM ของบริษัท Elmitec จากประเทศเยอรมนี ซึ่งโดยทั่วไปเป็นระบบที่ใช้ในการศึกษาทางด้านวัสดุศาสตร์ (Material Sciences) และวิทยาการด้านพื้นผิว (Surface Science) โดยในรูปแบบการทำงานด้วยระบบ LEEM จะใช้แหล่งกำเนิดอิเล็กตรอนจากปืนยิงอิเล็กตรอน (electron gun) และในกรณีการทำงานด้วยระบบ PEEM จะใช้หลอดกำเนิดแสงอัลตร้าไวโอเล็ต (UV source) หรือ แสงซินโครตรอนในช่วงพลังงานของรังสีเอ็กซ์พลังงานต่ำ (Soft X-rays) ในการกระตุ้นบริเวณพื้นผิวของตัวอย่างให้มีการปลดปล่อยอิเล็กตรอน เนื่องด้วยระบบ LEEM-PEEM ต้องอาศัยการทำงานภายใต้สุญญากาศระดับยิ่งยวด\r\n\r\nที่มา http://164.115.25.161/th/index.php?option=com_content&view=article&id=166:-photoemission-electron-microscopy-peem&catid=44:2010-11-01-18-55-24&Itemid=326\r\n\r\n",null],
    [1281,111,"เรดาร์ (RADAR)","Tue, 2017-03-21 14:29","http://www.stkc.go.th/node/111",null,"สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)","เรดาร์ได้พัฒนาขึ้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อตรวจหาตำแหน่งและเส้นทางของเครื่องบินจากสถานีภาคพื้นดิน และใช้ในการนำทางในสภาพอากาศที่ไม่ดี RADAR ย่อมาจาก “Radio Detection And Ranging” เรดาร์เป็นระบบการตรวจวัดที่ต้องมีแหล่งของพลังงานที่มนุษย์สร้างขึ้น และส่งสัญญาณในช่วงคลื่นไมโครเวฟไปยังวัตถุเป้าหมายแล้ววัดความเข้มข้นของพลังงานที่กระจัดกระจายกลับ (Backscatter) ไปสู่เครื่องรับรู้ ซึ่งเป็นระบบการรับรู้แบบแอ็กทิฟ ดังนั้นการรับรู้หรือได้มาซึ่งภาพจากเรดาร์จึงสามารถถ่ายภาพได้ทั้งกลางวัน และกลางคืน ในทุกสภาพอากาศ ทะลุทะลวงเมฆได้\r\n\r\nที่มา http://www.gistda.or.th/main/th/node/1046\r\n\r\n",null],
    [1282,110,"GISTDA เผยภาพถ่ายจากดาวเทียมไทยโชต พบพื้นที่เสียหายกว่าพันไร่","Tue, 2017-03-21 14:25","http://www.stkc.go.th/node/110",null,"สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)","GISTDA เผยภาพถ่ายจากดาวเทียมไทยโชต พบพื้นที่เสียหายกว่าพันไร่ จากการเผาไหม้ป่าขุนช่างเคี่ยน พื้นที่ตำบล ช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ หลังเกิดเหตุไฟไหม้อย่างรุนแรง เมื่อค่ำวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม 2559 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม จิสด้าได้จัดทำเป็นชุดแผนที่พร้อมส่งและสนับสนุนแก่หน่วยงานในพื้นที่เพื่อการตรวจสอบและสำรวจต่อไป\r\n\r\nที่มา http://www.gistda.or.th/main/th/node/1254\r\n",null],
    [1283,109,"เรามาทำความรู้จักกับจุด Hotspot และ การคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงที่จะเกิดไฟป่าล่วงหน้า 7 วัน ว่ามีพื้นที่ไหนและสามารถบอกอะไรเราได้บ้าง","Tue, 2017-03-21 14:20","http://www.stkc.go.th/node/109",null,"สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)","ไฟป่าส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่ป่าไม้ และสุขภาพประชาชน โดยผลจากการเผาไหม้ก่อให้เกิดปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งสาเหตุของไฟป่าส่วนใหญ่นั้นมักเกิดจากการกระทำของมนุษย์ ทั้งจากการเผาเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการเกษตรเพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกในฤดุฝน การบุกรุกแผ้วถางป่าเพื่อจับจองพื้นที่ การเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ และการเก็บหาของป่า โดยเฉพาะเห็ดเผาะ ผักหวาน นับว่าไฟป่าเป็นอีกหนึ่งภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ\r\n\r\nที่มา http://www.gistda.or.th/main/th/node/1153\r\n",null],
    [1284,108,"SPACE INSPIRIUM แหล่งเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เข้าชม แล้วเกิดแรงบันดาลใจ นำไปสู่จินตนาการ เหนือความรู้ทั้งปวง","Tue, 2017-03-21 11:04","http://www.stkc.go.th/node/108",null,"Amorn Petchsawang","SPACE INSPIRIUM แหล่งเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เข้าชมแล้วเกิดแรงบันดาลใจ นำไปสู่จินตนาการเหนือความรู้ทั้งปวง “You are not alone in the Universe” …จากคำถามสู่การค้นหาคำตอบ…เริ่มต้นจากการเรียนรู้จักรวาล ทำไมโลกเราถึงมีสิ่งมีชีวิต จนเกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับโลก ไม่ว่าจะกลมหรือแบนสู่การค้นหาและค้นพบจากความสงสัย จากจินตนาการสู่ห้วงอวกาศ สู่เทคโนโลยีที่ไม่หยุดยั้ง\r\n\r\nที่มา http://www.gistda.or.th/main/th/node/1080\r\n",null],
    [1285,107,"เปิดแล้ว Space Inspirium แหล่งเรียนรู้ด้านอวกาศที่คนไทยไม่ควรพลาด","Tue, 2017-03-21 10:58","http://www.stkc.go.th/node/107",null,"สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)","GISTDA ถือฤกษ์งามยามดีในวันเด็กแห่งชาติเปิด Space Inspirium มอบเป็นของขวัญปีใหม่สนองนโยบายรัฐบาล เปิดให้คนไทยเข้าชมฟรีนาน 3 เดือน โดย Space Inspirium จะเป็นแหล่งเรียนรู้ทางด้านอวกาศแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยที่ทำให้ผู้ชมเกิดแรงบันดาลใจนำไปสู่จินตนาการเหนือความรู้ทั้งปวง\r\n\r\nที่มา http://www.gistda.or.th/main/th/node/1088\r\n",null],
    [1286,91,"“มารี คูรี” สตรีผู้ยกระดับชีวิตมนุษยชาติ ด้วยศาสตร์แห่งเคมี","Wed, 2017-03-08 16:11","http://www.stkc.go.th/node/91",null,"ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ กิจกรรมการพัฒนาศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี","“เคมีชีวิตเราอนาคตเรา” เป็นแนวคิดที่สะท้อนให้เห็นถึงความสําคัญของเคมีใน “ปี สากลแห่งเคมี” (The  International  Year  of  Chemistry  2011  :  IYC  2011)\r\nเป็นปีที่ทั่วโลกร่วมกันฉลอง 100 ปี แห่งความสําเร็จทางด้านเคมีที่มีบทบาทกับชีวิตทุกชีวิตและยังช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้นตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบัน และ\r\nอนาคต\r\n\r\nที่มา : http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/10.pdf\r\n",null],
    [1287,90,"เอนโซ่ (ENSO)...ปรากฏการณ์ป่วนฝนแล้ง","Wed, 2017-03-08 16:09","http://www.stkc.go.th/node/90",null,"ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ กิจกรรมการพัฒนาศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี","ลม ฟ้า อากาศ และฤดูกาลที่เกิดขึ้นในประเทศไทยของเราส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากลมมรสุม เช่น ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ประเทศไทยมีฤดูกาลที่เด่นชัด คือ ฤดูฝนและฤดูแล้ง (ฤดูร้อน กับ ฤดูหนาว) และมาในช่วงเวลาที่ค่อนข้างแน่นอน\r\n\r\nที่มา : http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/9.pdf\r\n",null],
    [1288,89,"เลียน ลวง พราง เรียนรู้เพื่ออยู่รอด","Wed, 2017-03-08 16:06","http://www.stkc.go.th/node/89",null,"ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ กิจกรรมการพัฒนาศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี","หลายคนอาจเคยเห็นเสื้อลายพรางของทหารในสนามรบที่มีลวดลายเปรอะประเขียวๆ เหลืองๆ ช่วยอําพรางร่างกายให้เข้ากับสภาพแวดล้อมป่าเขาลําเนาไพร เป็นการพรางสายตาให้ทหารอีกฝ่ายสังเกตเห็นได้ยาก แต่เชื่อหรือไม่ว่าพฤติกรรมการพรางตัวเหล่านี้  สัตว์หลายชนิดใช้เพื่อการเอาตัวรอดที่มีมาเป็นเวลายาวนานหลายล้านปีแล้วก่อนที่จะมีมนุษย์อย่างเราเกิดขึ้นบนโลกนี้เสียอีก\r\n\r\nที่มา : http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/8.pdf\r\n",null],
    [1289,88,"ผึ้ง แมลงเจ้าสังคม","Wed, 2017-03-08 16:02","http://www.stkc.go.th/node/88",null,"ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ กิจกรรมการพัฒนาศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี","แมลงเป็นสัตว์ที่มีประชากรและจำนวนชนิดมากที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมดในโลก แต่หากจะพูดถึงแมลงที่มีความอัศจรรย์และเรื่องราวที่น่าทึ่งในเรื่องของการอยู่ร่วมกันเป็นอาณาจักรหรือเป็นสังคมที่มีการแบ่งชั้นวรรณะหน้าที่กันอย่างชัดเจนแล้วเรากําลังพูดถึงแมลงที่ชื่อว่า “ผึ้ง”\r\n\r\nที่มา : http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/7.pdf\r\n",null],
    [1290,87,"ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน หายนะของความหลากหลายทางชีวภาพ","Wed, 2017-03-08 15:58","http://www.stkc.go.th/node/87",null,"ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ กิจกรรมการพัฒนาศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี","ประเทศไทยศูนย์รวมความหลากหลายทางชนิดพันธุ์ที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครแต่อาจจะต้องสูญเสียชนิดพันธุ์พื้นเมืองในระบบนิเวศไปหากมีการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นหรือเอเลี่ยนสปีชีส์ (alien species) \r\n\r\nที่มา : http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/6.pdf\r\n",null],
    [1291,86,"ไขปริศนาการกำเนิดสิ่งมีชีวิต","Wed, 2017-03-08 15:47","http://www.stkc.go.th/node/86",null,"ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ กิจกรรมการพัฒนาศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี","โลก (EARTH) มี อายุกว่า 4,500 ล้านปีมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางบริเวณเส้นศูนย์สูตร 12,755 กิโลเมตรหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็ว 1670 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (465 เมตรต่อวินาที) ใช้เวลา 24 ชั่วโมงโคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยความเร็ว 108,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (30 กิโลเมตรต่อวินาที) ใช้เวลา 365 วัน โลกเป็นดาวเคราะห์หินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะและยืนยันได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่โดยมีมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญาครองโลก\r\n\r\nที่มา ​: http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/5.pdf\r\n",null],
    [1292,85,"โลกที่ดวงตามองไม่เห็น","Wed, 2017-03-08 15:43","http://www.stkc.go.th/node/85",null,"ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ กิจกรรมการพัฒนาศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี","ดวงตาของเรามองเห็นโลกกว้างได้อย่างมากมาย แต่ใช่ว่าจะเห็นทุกสิ่งที่มีอยู่ในโลกยังมีโลกอื่นๆ อีกมากมายที่ซ้อนเร้นอยู่  แต่ดวงตาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยากค้นหาโลกที่ซ้อนอยู่  มนุษย์มุ่งคิดค้นพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการสำรวจเพื่อที่จะก้าวเข้าไปใกล้กับโลกที่หลบซ้อนอยู่ให้ได้ ปัจจุบันมนุษย์สามารถมองเห็นภาพมากมายทีไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าผ่านอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆ ทั้งอุปกรณ์ที่ทําใหิเห็นสิ่งที่มีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นอย่างกล้องจุลทรรศน์มองเห็นไปจนถึงสสารที่เล็กที่สุดอย่างอะตอมและสิ่งอื่นๆ อีกมากมาย  สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตาเหล่านี้อาจจะซ้อนความจริงบางอย่างของโลกใบที่เรามองเห็นอยู่และเป็นคําตอบที่ทําให้รู้ว่าอะไรคือ...ความจริง\r\n\r\nที่มา : http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/4.pdf\r\n",null],
    [1293,84,"โลก ดาวเคราะห์ที่น่าอยู่ที่สุดในจักรวาล!!","Wed, 2017-03-08 15:40","http://www.stkc.go.th/node/84",null,"ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ กิจกรรมการพัฒนาศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี","ในขณะที่โลกของเราในศตวรรษที่ 21  กำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วเทคโนโลยีต่างๆ ก้าวไปอย่างไม่หยุดยั้ง มนุษย์ ... สิ่งมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จที่สุดในการขยายพันธุ์ได้เข้าครอบครองส่วนต่างๆ ของโลกจำนวนมนุษย์ที่มีมากถึง  7,000  ล้านคนก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับโลกใบนี้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ตั้งแต่การสร้างแหล่งที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง เช่น การตัดไม้ทําลายป่าที่ทำให้สัตว์หลายชนิดต้องสูญพันธุ์  การใช้ทรัพยากรปิโตรเลียมทำให้เกิดการปล่อยก๊าซหลายชนิดเข้าสู่ชั้นบรรยากาศทำให้เกิดวิกฤตการณ์โลกร้อน (ซึ่งเราคงปฏิเสธไม่ได้ เพราะมันมีหลักฐานติดอยู่ในชั้นหิน)  ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงจนไม่สามารถกลับสู่ สภาพเดิมได้อีก นักวิทยาศาสตร์จึงสร้างยุคสมัยทางธรณีวิทยาเพิ่มขึ้นและให้ชื่อว่าสมัยแอนโทรโปซีน (Anthropocene)\r\n\r\nที่มา : http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/3.pdf\r\n",null],
    [1294,83,"ไขปริศนาท้องฟ้าสีคราม","Wed, 2017-03-08 15:32","http://www.stkc.go.th/node/83",null,"ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ กิจกรรมการพัฒนาศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี","ในเช้าที่อากาศสดใส มีแสงแดดทอประกายอ่อนๆ หากเราแหงนมองไปที่ท้องฟ้า ก็จะเจอกับท้องฟ้าที่มีสีฟ้าสดใส แต่หากเราแหงนมองฟ้าอีกครั้งในตอนเย็น ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีฟ้าสดใสนั้นกลับเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดงส่องประกาย\r\n\r\n\r\nที่มา : http://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/2.pdf\r\n",null],
    [1295,82,"พลาสติก...สุดยอดมรดกจากโลกล้านปี","Wed, 2017-03-08 15:20","http://www.stkc.go.th/node/82",null,"ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ภายใต้ กิจกรรมการพัฒนาศูนย์ความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี","ในปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้จัก “พลาสติก” เพราะแค่ลืมตาตื่นขึ้นมามองไปรอบๆ ห้องก็มีแต่ของที่มีพลาสติกเป็นส่วนประกอบเต็มไปหมดยิ่งถ้านึกสนุกลองเอาของที่มีพลาสติกออกไปจากห้องให้หมด ห้องที่ได้คงจะโล่งโปร่งสบาย เพราะมันแทบจะไม่เหลืออะไรเลย!!\r\n\r\n\r\nhttp://nstda.or.th/rural/public/100%20articles-stkc/1.pdf\r\n",null]
]}
